query
stringlengths
22
185
positive
listlengths
1
8
negative
listlengths
1
15
cluster
int64
0
21
บันทึกเหตุการณ์และเรื่องราวต่าง ๆ ในยุคสามก๊กฉบับแรก ที่มีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรเรียกว่าอะไร?
[ "สามก๊ก\nบันทึกเหตุการณ์และเรื่องราวต่าง ๆ ในยุคสามก๊กฉบับแรก ที่มีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรคือ จดหมายเหตุสามก๊ก หรือสามก๊กจี่ หรือซันกั๋วจือ () ซึ่งเป็นผลงานการเขียนในลักษณะพงศาวดารโดยตันซิ่วหรือเฉินโซ่ว บัณฑิตแห่งราชวงศ์จิ้น อดีตข้าราชการอาลักษณ์คนหนึ่งของจ๊กก๊กที่ถูกกวาดต้อนมายังวุยก๊กหลังจากพ่ายแพ้ศึกสงคราม โดยเขียนขึ้นตามบัญชาของพระเจ้าจิ้นหวู่ตี้เพื่อเป็นบันทึกประวัติศาสตร์ ต่อมาในช่วงใดช่วงหนึ่งระหว่างปี พ.ศ. 1873 - พ.ศ. 1943 หลัว กวั้นจงในขณะที่เขากำลังทำงานเป็นกุนซือให้ก๊กต่อต้านราชวงค์หยวนกลุ่มหนึ่ง(ต่อมาถูกจูหยวนจางโจมตี) เขาได้นำซันกั๋วจือมาแต่งใหม่ในรูปแบบนิยายกึ่งประวัติศาสตร์ โดยเนื้อเรื่องทั้งหมดนำมาจากซันกั๋วจือบ้างและแต่งเพิ่มเติมเองบ้าง ซึ่งเมื่อเทียบกับซันกั๋วจือนั้น พบว่ามาจากซันกั๋วจือร้อยละ 70 และแต่งเองร้อยละ 30 โดยประมาณ\nซันกั๋วจื้อ () ซึ่งเป็นจดหมายเหตุของตันซิ่ว ถือได้ว่าเป็นเอกสารที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ของจีนในสมัยของยุคสามก๊กชุดแรก ซึ่งถือว่ามีความสมบูรณ์มากที่สุด มีความยาว 65 เล่ม ประกอบไปด้วย วุยจี่ (จดหมายเหตุก๊กวุย) จำนวน 30 เล่มสมุด จ๊กจี่ (จดหมายเหตุก๊กจ๊ก) จำนวน 15 เล่มสมุด และง่อจี่ (จดหมายเหตุก๊กง่อ) จำนวน 20 เล่มสมุด มีตัวอักษรรวมทั้งหมดประมาณ 360,000 ตัว ซึ่งในตอนแรกนั้นตันซิ่วไม่ได้ตั้งชื่อบันทึกประวัติศาสตร์สามก๊กว่า \"ซันกั๋วจวื้อ\" ซึ่งชื่อนี้ได้มาจากบัณฑิตในสมัยราชวงศ์ต้าซ่งผู้หนึ่งเป็นผู้ตั้งให้ แต่เนื่องจากตันซิ่วรับราชการเป็นขุนนางของราชวงศ์จิ้นหรือวุยก๊ก ซึ่งทำให้การเขียนจดหมายเหตุสามก๊กนั้นเป็นการเขียนที่ยึดเอาราชวงศ์จิ้นเป็นหลัก ตันซิ่วยกให้วุยก๊กของโจโฉเป็นก๊กที่ปกครองแผ่นดินอย่างถูกต้อง ส่วนจ๊กก๊กของเล่าปี่และง่อก๊กของซุนกวน กลายเป็นเพียงรัฐที่มีการปกครองเพียงบางส่วนของประเทศจีนเท่านั้น และด้วยเหตุนี้ทำให้มุมมองของตันซิ่วที่มีต่อจ๊กก๊กและง่อก๊กแตกต่างจากสามก๊กของหลัว กวั้นจง ซึ่งนำเอาจดหมายเหตุสามก๊กมาดัดแปลงเพิ่มเติมจนกลายเป็นสามก๊กในปัจจุบัน" ]
[ "หงสาจอมราชันย์\nโครงเรื่องหลักอ้างอิงเนื้อเรื่องจากประวัติศาสตร์วรรณคดีสามก๊ก ฉบับหลอ กว้านจง ซึ่งตัวละครและเหตุการณ์ต่าง ๆ ปรากฏขึ้นตามวรรณกรรมไม่ผิดเพี้ยน หากแต่มีการตีความเหตุการณ์ต่าง ๆ ในรูปแบบอื่น และแต่งเติมเรื่องราวรายละเอียดเข้าไปใหม่ คล้ายกับเป็นเบื้องลึกเบื้องหลังของวรรณกรรม หรือช่องว่างที่ขาดหายไปจากประวัติศาสตร์ ที่มีความซับซ้อนกว่าการบันทึกดั้งเดิม\nตัวอย่างเช่น การนำ สุมาอี้ หรือ ลกซุน ที่โดดเด่นในช่วงท้ายยุคสามก๊ก แต่กลับไม่ค่อยมีบันทึกประวัติในวัยเยาว์ มาใส่บทบาทในเหตุการณ์ต่าง ๆ การให้บทของ เตียวเสี้ยน เป็นมือสังหารอาชีพที่เชี่ยวชาญการใช้ธนูและการล่อลวงด้วยความงาม หรือการตีความขุนพลที่โด่งดังในความบ้าบิ่น เช่น ลิโป้ และ เตียวหุย ว่าแท้จริงมีปัญญาหลักแหลม การเพิ่มบทบาทของ จูล่ง และ ม้าเฉียว ที่ไร้บทบาทในบันทึกประวัติศาสตร์บ่อยครั้ง ว่าแท้จริงเป็นผู้ที่ไปกระทำการต่าง ๆ เบื้องหลัง เช่นเป็นมือสังหารหรือสายลับ", "หงสาจอมราชันย์\nหงสาจอมราชันย์ เป็นเรื่องที่ดัดแปลงมาจากวรรณกรรมสามก๊กของ หลอ กว้านจง เนื่องจากบันทึกสามก๊กหลายส่วนมีความคลุมเครือ จึงเป็นช่องให้มีการเสริมแต่งเรื่องราวได้จากการอ้างอิงประวัติศาสตร์ เช่น การที่สกุลพ่อค้าที่ทรงอิทธิพล จะชุบเลี้ยงกองทหารและมือสังหาร ในเรื่องจึงให้สกุลสุมามีกลุ่มมือสังหารชื่อซากทัพ ซึ่งรับคนพิการให้มาฝึกเป็นสมาชิก และคอยกระทำการเบื้องหลังประวัติศาสตร์ เช่น การลอบสังหารบุคคลสำคัญ", "สามก๊ก ฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน)\nเนื้อเรื่องเริ่มในตอนปลายของราชวงศ์ฮั่น กษัตริย์อ่อนแอ ขันทีมีอำนาจ บ้านเมืองเต็มไปด้วยความฉ้อฉล พลเมืองถูกกดขี่ กองโจรโพกผ้าเหลืองซึ่งเกิดจากการรวมกลุ่มของชาวบ้าน ที่ประกาศความเป็นไทจากอำนาจรัฐ เมื่อมีพระราชโองการให้หัวเมืองต่าง ๆ ยกกองทัพไปปราบปราม กลียุคจากสงครามจึงเป็นโรงละครใหญ่ให้วีรบุรุษได้ปรากฏตัว", "จดหมายเหตุสามก๊ก\nอย่างไรก็ตาม ซานกั๋วจื้อ ก็มีอุปสรรคในการเขียนมาก และเป็นเอกสารที่เขียนขึ้นในฐานะของจดหมายเหตุราชสำนัก มีลักษณะเป็นบันทึกชีวประวัติบุคคลต่างๆ ในสมัยปลายราชวงศ์ฮั่นตะวันออก จนสิ้นสุดยุคสามก๊ก เรื่องราวในซานกั๋วจื้อไม่ได้แพร่หลายมากนักในระยะแรก แต่ก็เป็นเอกสารประวัติศาสตร์ยุคสามก๊กฉบับแรกที่ถูกนักเขียนในรุ่นหลังนำมาใช้ค้นคว้า อ้างอิง จนกระทั่งในสมัยราชวงศ์หมิง นักประพันธ์คนสำคัญคือ หลอกว้านจง (ล่อกวนตง) ก็ได้นำจดหมายเหตุสามก๊กมาใช้เป็นต้นแบบในการประพันธ์วรรณกรรมสามก๊ก ซึ่งต่อมาในสมัยราชวงศ์ชิง สองพ่อลูกนักประพันธ์คือ เหมาหลุน และ เหมาจงกัง ก็ได้นำมาปรับปรุงเพิ่มเติมให้กระชับและสมบูรณ์ขึ้น จนกลายเป็นสามก๊กที่เรารู้จักกันในปัจจุบัน ซึ่งก็คือต้นแบบของ วรรณกรรมสามก๊ก ซานกั๋วเหยี่ยนอี้ นั่นเอง", "จดหมายเหตุสามก๊ก\nผู้เขียนบันทึกทางประวัติศาสตร์เหตุการณ์ต่าง ๆ ในยุคสามก๊กฉบับแรกคือตันซิ่วหรือเฉินโซ่ว เกิดในปีที่ 11 ศักราชเกี้ยนเฮ็งหรือในปี พ.ศ. 776 ก่อนจะเข้ารับราชการในตำแหน่งหัวหน้าหอหลวงประจำสำนักของราชวงศ์จิ้น ในวัยเด็กตันซิ่วได้รับการศึกษาจากเจียงจิวผู้เป็นอาจารย์ เนื่องจากตันซิ่วเป็นคนฉลาดจึงเป็นที่ไม่พอใจของขันทีฮุยโฮ คนสนิทของพระเจ้าเล่าเสี้ยน ต่อมาในปี พ.ศ. 806 เตงงายแม่ทัพแห่งวุยก๊กได้ยกทัพเข้าโจมตีจ๊กก๊ก เป็นเหตุให้พระเจ้าเล่าเสี้ยนต้องยอมสวามิภักดิ์และถูกควบคุมตัวไปยังวุยก๊ก", "เผาตำรา ฝังบัณฑิต\nนักคิดและปัญญาชนยุคปัจจุบันตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับรายละเอียดของเรื่องราวใน “บันทึกประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่” เป็นแหล่งข้อมูลหลักตั้งแต่ ซือหม่า เชียน เขียนบันทึกเอาไว้เมื่อศตวรรษที่ 1 หรือหลังจากเหตุการณ์ผ่านไปแล้ว 100 ปีและยังเป็นเจ้าหน้าที่ในราชสำนักแห่งราชวงศ์ฮั่น ซึ่งเป็นราชวงศ์ที่สืบต่อจากราชวงศ์ฉิน และคาดว่าในบันทึกอาจจะแสดงถึงข้อความอันเป็นปฏิปักษ์ต่อราชวงศ์ฉิน ในขณะที่เป็นที่ชัดเจนว่าจักรพรรดิจิ๋นซีทรงรวบรวมและทำลายงานเขียนจำนวนมากซึ่งพระองค์ทรงพิจารณาว่าเป็นภัยต่อราชบังลังก์ เอกสารแต่ละฉบับจะทำสำเนาไว้ 2 ฉบับถูกเก็บรักษาไว้ในห้องสมุดของจักรพรรดิซึ่งถูกทำลายจากศึกสงครามที่เกิดขึ้นภายหลังการล่มสลายของราชวงศ์ฉิน ปัจจุบันนี้เป็นที่เชื่อกันว่ามีนักคิดและปัญญาชนจำนวนมากถูกฆ่า แต่พวกเขาเหล่านี้ไม่ได้สังกัดในสำนักวิชาขงจื้อและไม่ได้ถูก “ฝังทั้งเป็น” ในบางกรณีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้และสำนวนที่ว่า “\"เผาตำรา ฝังบัณฑิต\"” ได้กลายเป็นตำนานที่ยังคงอยู่รอดมาได้ในมรดกของขงจื้อ", "อ้องอุ้น\n\"สามก๊ก\" นวนิยายจีนสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 14 ของหลัว กวั้นจง/ล่อกวนตง (羅貫中) เอาเหตุการณ์ประวัติศาสตร์จีนสมัยสามก๊กไปแต่งเติมเพิ่มอรรถรส โดยพรรณนาว่า หวัง ยฺหวิ่น ใช้เล่ห์เพทุบายต่าง ๆ เพื่อกำจัดทรราชต่ง จั๋ว/ตั๋งโต๊ะ ซึ่งควบตำแหน่งอุปราช (司徒) และราชครู (太师) เรียกแผนของหวัง ยฺหวิ่น ว่า \"แผนสาวงาม\" (美人計) และ \"แผนห่วงสัมพันธ์\" (連環計) จัดเข้าในสามสิบหกยุทธศาสตร์ (三十六計)", "จดหมายเหตุสามก๊ก\nจดหมายเหตุสามก๊ก (; ) เป็นวรรณกรรมจีนอิงประวัติศาสตร์ บทประพันธ์โดย เฉินโซ่ว (ตันซิ่ว, Chen Shou) บัณฑิตและขุนนางชาวเสฉวน มีตัวตนจริงอยู่ในสมัยยุคสามก๊ก โดยเนื้อหาตามบทประพันธ์เกิดจากจินตนาการ ซึ่งแท้จริงแล้วฉากสำคัญหลายฉากในจดหมายเหตุสามก๊กเช่น ในปี พ.ศ. 776 ซึ่งเป็นปีเกิดของเฉินโซ่ว ภายหลังพระเจ้าเหี้ยนเต้สละบัลลังก์แล้ว ตระกูลของเฉินโซ่วรับราชการเป็นบริวารแก่จ๊กก๊กของพระเจ้าเล่าปี่ ซึ่งรวมทั้งเฉินโซ่วด้วย ซึ่งบันทึกทางประวัติศาสตร์รวมทั้งเรื่องราวการต่อสู้อย่างละเอียดถี่ถ้วน เป็นการบันทึกโดยบิดาของเฉินโซ่ว", "มหาราชวงศ์ ฉบับหอแก้ว\nมหาราชวงศ์ ฉบับหอแก้ว (, \"หมั่นนัน มะห่าหย่าซะหวิ่นด่อจี\") เป็นหนังสือบันทึกเหตุการณ์ฉบับทางการเป็นฉบับแรกของราชวงศ์คองบอง ที่พระเจ้าจักกายแมงโปรดให้คณะกรรมการประวัติศาสตร์หลวงแห่งพม่าเรียบเรียงขึ้นระหว่าง ค.ศ. 1829 และ ค.ศ. 1832 โดยอาศัยเอกสารบันทึกเหตุการณ์ ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นหลายฉบับ และจารึกที่รวบรวมได้ในรัชสมัยพระเจ้าปดุง ตลอดจนมหากาพย์พระราชประวัติหลายฉบับ แม้ผู้เรียบเรียงจะแย้งข้อมูลบางส่วนในมหาราชวงศ์ฉบับอูกะลา ซึ่งเป็นบันทึกเหตุการณ์ฉบับมาตรฐานของราชวงศ์ตองอู แต่ยังคงข้อมูลตามมหาราชวงศ์ฉบับนั้น" ]
19
ดิ อะเมซิ่ง เรซ เป็นเรียลลิตี้โชว์จากประเทศอะไร?
[ "ดิอะเมซิ่งเรซเอ็นดิสคัฟเวอรีแชนแนล\nดิ อะเมซิ่ง เรซ เอ็น ดิสคัฟเวอรี แชนแนล (; หรือในบางครั้งรู้จักกันในชื่อ ดิ อะเมซิ่ง เรซ ลาติน อเมริกา) เป็นเกมโชว์ประเภทเรียลลิตี้ทางโทรทัศน์ในเวอร์ชันของ ลาติน อเมริกา ที่สร้างมาจากเรียลลิตี้โชว์ชื่อดังของสหรัฐอเมริกา ที่ชื่อ ดิ อะเมซิ่ง เรซ โดย ดิสคัฟเวอรี แชนแนล ลาตินอเมริกา ด้วยความร่วมมือของดิสนีย์ รายการนี้จะมีผู้เข้าแข่งขัน 11 ทีม ทีมละ 2 คนซึ่งรู้จักกันมาก่อนแล้ว ทำการแข่งขันโดยเดินทางรอบ โดยทีมที่ชนะจะได้รับเงินรางวัล 250,000 ดอลลาร์สหรัฐอเมริกา ข้อแตกต่างเล็กน้อยสำหรับเวอร์ชันนี้คือ Routmaker ได้ถูกเปลี่ยนเป็นสี น้ำเงิน-ดำและซองคำใบ้ได้ถูกเปลี่ยนเป็นสีน้ำงินแทนสีเหลืองดั่งเดิม รวมถึงชื่อทีมที่ขึ้นในรายการจะตามด้วยธงประเทศของตนเองด้วย การเดิทางทั้งหมดผ่าน 1 ทวีปโดยไม่ได้ออกนอกทวีปอเมริกาใต้แต่อย่างใด รวมถึงเป็น ดิ อะเมซิ่ง เรซ เวอร์ชันที่ 3 ถัดจากบราซิลและอิสราเอล ที่เส้นชัยนั้นไม่ได้อยู่ในประเทศแรกที่ออกเดินทาง ปัจจุบันยังคงผลิตฤดูกาลถัดๆ มาอยู่เรื่อยๆ และในฤดูกาลที่ 3 หลังจากเปลี่ยนช่องที่ทำการออกอากาศในฤดูกาลที่ 3 เป็นต้นมารายการจึงได้กลับไปใช้ Routmaker สีมาตรฐานของต้นฉบับ คือ เหลือง-แดงและซองคำใบ้สีเหลือง", "ดิอะเมซิ่งเรซเอเชีย\nดิ อะเมซิ่ง เรซ เอเชีย () เป็นเกมโชว์ประเภทเรียลลิตี้ทางโทรทัศน์ที่สร้างมาจากเรียลลิตี้โชว์ชื่อดังของสหรัฐอเมริกา ที่ชื่อ ดิ อะเมซิ่ง เรซ\nในวันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2548 สถานีโทรทัศน์ ซีบีเอส ให้โอกาสประเทศอื่นในการทำ \"ดิ อะเมซิ่ง เรซ\" เป็นของตนเอง และเครือข่ายทีวีของเอเชีย เอเอ็กซ์เอ็น เอเชีย ก็เป็นหนึ่งในผู้ผลิตแรก ๆ ที่ได้สิทธิ์ในการผลิด \"ดิ อะเมซิ่ง เรซ\" สำหรับประเทศของตนเอง รายการนี้ผลิตโดยบริษัทผลิตรายการของออสเตรเลีย ActiveTV สำหรับเอเอ็กซ์เอ็น โดยความร่วมมือของบัวนาวิสต้า อินเตอร์เนชั่นแนล เอเชีย-แปซิฟิก (BVITV-AP) พิธีกรของรายการคือนักแสดงชาวสิงคโปร์เชื้อสายจีน-อเมริกัน อลัน วู", "ดิอะเมซิ่งเรซ\nดิ อะเมซิ่ง เรซ ในเวอร์ชันสหรัฐอเมริกา สร้างโดย อลิส ดอร์แกนเลอร์ และ เบ็นตั้น แวนด์ มัสเตอร์ และได้ออกอากาศในสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่ ค.ศ. 2001 มีพิธีกรชื่อดังระดับรางวัลเอ็มมี ชาวนิวซีแลนด์ ฟิล คีโอแกน เป็นพิธีกรของรายการตั้งแต่ซีซั่นแรก และผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ระดับ ฮอลลีวูด เจอร์รี บรัคไฮเมอร์ เป็นผู้อำนวยการสร้างหลักของรายการ นอกจากนี้รายการนี้ยังมีการซื้อลิขสิทธิ์ ไปสร้างในหลาย ๆ ประเทศ โดยยังคงรูปแบบหลัก ๆ ของรายการอยู่ ส่วนเนื้อหาในบทความนี้จะใช้เกณฑ์และเนื้อหาของฉบับอเมริกาเป็นส่วนใหญ่" ]
[ "ดิอะเมซิ่งเรซ 6\nดิ อะเมซิ่ง เรซ 6 () เป็นฤดูกาลที่ 6 ของรายการ ดิ อะเมซิ่ง เรซ ซึ่งเป็นเกมโชว์ประเภทเรียลลิตี้โชว์ระดับรางวัลเอ็มมี 8 สมัยซ้อนทางโทรทัศน์ รายการนี้จะมีผู้เข้าแข่งขันเป็นทีมๆ ละ 2 คนซึ่งรู้จักกันมาก่อนแล้ว ทำการแข่งขันโดยเดินทางรอบโลก โดยทีมที่ชนะจะได้รับเงินรางวัล 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเกมส์โชว์ดังกล่าวเริ่มออกอากาศในสหรัฐอเมริกาทางสถานีโทรทัศน์ซีบีเอส", "ดิอะเมซิ่งเรซ 7\nดิ อะเมซิ่ง เรซ 7 () เป็นฤดูกาลที่ 7 ของรายการ ดิ อะเมซิ่ง เรซ ซึ่งเป็นเกมโชว์ประเภทเรียลลิตี้โชว์ระดับรางวัลเอ็มมี 8 สมัยซ้อนทางโทรทัศน์ รายการนี้จะมีผู้เข้าแข่งขันเป็นทีมๆ ละ 2 คนซึ่งรู้จักกันมาก่อนแล้ว ทำการแข่งขันโดยเดินทางรอบโลก โดยทีมที่ชนะจะได้รับเงินรางวัล 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเกมส์โชว์ดังกล่าวเริ่มออกอากาศในสหรัฐอเมริกาทางสถานีโทรทัศน์ซีบีเอส", "ดิอะเมซิ่งเรซ 4\nดิ อะเมซิ่ง เรซ 4 () เป็นฤดูกาลที่ 4 ของรายการ ดิ อะเมซิ่ง เรซ ซึ่งเป็นเกมโชว์ประเภทเรียลลิตี้โชว์ระดับรางวัลเอ็มมี 8 สมัยซ้อนทางโทรทัศน์ รายการนี้จะมีผู้เข้าแข่งขันเป็นทีมๆ ละ 2 คนซึ่งรู้จักกันมาก่อนแล้ว ทำการแข่งขันโดยเดินทางรอบโลก โดยทีมที่ชนะจะได้รับเงินรางวัล 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเกมส์โชว์ดังกล่าวเริ่มออกอากาศในสหรัฐอเมริกาทางสถานีโทรทัศน์ซีบีเอส โดยฤดูกาลนี้เป็นฤดูกาลแรกที่รางวัลเอ็มมีมีการแจกรางวัลประเภทเรียลลิตี้โชว์การแข่งขันและรายการก็คว้ามาได้แบบผูกขาดอยู่รายการเดียวจนถึงปัจจุบัน", "ดิอะเมซิ่งเรซ 9\nดิ อะเมซิ่ง เรซ 9 () เป็นฤดูกาลที่ 9 ของรายการ ดิ อะเมซิ่ง เรซ ซึ่งเป็นเกมโชว์ประเภทเรียลลิตี้โชว์ระดับรางวัลเอ็มมี 8 สมัยซ้อนทางโทรทัศน์ รายการนี้จะมีผู้เข้าแข่งขันเป็นทีม ๆ ละ 2 คนซึ่งรู้จักกันมาก่อนแล้ว ทำการแข่งขันโดยเดินทางรอบโลก โดยทีมที่ชนะจะได้รับเงินรางวัล 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเกมส์โชว์ดังกล่าวเริ่มออกอากาศในสหรัฐอเมริกาทางสถานีโทรทัศน์ซีบีเอส", "ดิอะเมซิ่งเรซ 3\nดิ อะเมซิ่ง เรซ 3 () เป็นฤดูกาลที่ 3 ของรายการ ดิ อะเมซิ่ง เรซ ซึ่งเป็นเกมโชว์ประเภทเรียลลิตี้โชว์ระดับรางวัลเอ็มมี 8 สมัยซ้อนทางโทรทัศน์ รายการนี้จะมีผู้เข้าแข่งขันเป็นทีมๆ ละ 2 คนซึ่งรู้จักกันมาก่อนแล้ว ทำการแข่งขันโดยเดินทางรอบโลก โดยทีมที่ชนะจะได้รับเงินรางวัล 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเกมส์โชว์ดังกล่าวเริ่มออกอากาศในสหรัฐอเมริกาทางสถานีโทรทัศน์ซีบีเอส", "ดิอะเมซิ่งเรซ 5\nดิ อะเมซิ่ง เรซ 5 () เป็นฤดูกาลที่ 5 ของรายการ ดิ อะเมซิ่ง เรซ ซึ่งเป็นเกมโชว์ประเภทเรียลลิตี้โชว์ระดับรางวัลเอ็มมี 8 สมัยซ้อนทางโทรทัศน์ รายการนี้จะมีผู้เข้าแข่งขันเป็นทีมๆ ละ 2 คนซึ่งรู้จักกันมาก่อนแล้ว ทำการแข่งขันโดยเดินทางรอบโลก โดยทีมที่ชนะจะได้รับเงินรางวัล 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเกมส์โชว์ดังกล่าวเริ่มออกอากาศในสหรัฐอเมริกาทางสถานีโทรทัศน์ซีบีเอส", "ดิอะเมซิ่งเรซ 22\nดิ อะเมซิ่ง เรซ 22 () เป็นฤดูกาลที่ 22 ของรายการ ดิ อะเมซิ่ง เรซ ซึ่งเป็นเกมโชว์ประเภทเรียลลิตี้โชว์ระดับรางวัลเอ็มมี 9 สมัยซ้อนทางโทรทัศน์ รายการนี้จะมีผู้เข้าแข่งขันเป็นทีมๆ ละ 2 คนซึ่งรู้จักกันมาก่อนแล้ว ทำการแข่งขันโดยเดินทางรอบโลก ทีมที่ชนะจะได้รับเงินรางวัล 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเกมส์โชว์ดังกล่าวเริ่มออกอากาศในสหรัฐอเมริกาทางสถานีโทรทัศน์ซีบีเอส", "ดิอะเมซิ่งเรซ 21\nดิ อะเมซิ่ง เรซ 21 () เป็นฤดูกาลที่ 21 ของรายการ ดิ อะเมซิ่ง เรซ ซึ่งเป็นเกมโชว์ประเภทเรียลลิตี้โชว์ระดับรางวัลเอ็มมี 8 สมัยซ้อนทางโทรทัศน์ รายการนี้จะมีผู้เข้าแข่งขันเป็นทีมๆ ละ 2 คนซึ่งรู้จักกันมาก่อนแล้ว ทำการแข่งขันโดยเดินทางรอบโลก ทีมที่ชนะจะได้รับเงินรางวัล 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเกมส์โชว์ดังกล่าวเริ่มออกอากาศในสหรัฐอเมริกาทางสถานีโทรทัศน์ซีบีเอส" ]
11
ค.ศ. 1951 ใครเป็นนายกรัฐมนตรีของอังกฤษ ?
[ "วินสตัน เชอร์ชิล\nเซอร์วินสตัน เลนเนิร์ด สเปนเซอร์-เชอร์ชิล () เป็นรัฐบุรุษชาวอังกฤษผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรสองสมัย ระหว่างปี 1940 ถึง 1945 และปี 1951 ถึง 1955 ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคสงครามของศตวรรษที่ 20 นอกจากนี้ วินสตันยังเป็นทหารในกองทัพอังกฤษ, นักประวัติศาสตร์, นักเขียน, ตลอดจนศิลปิน เขาได้รับรางวัลโนเบลสาขาอักษรศาสตร์ และยังเป็นบุคคลแรกที่ได้เป็น พลเมืองเกียรติยศแห่งสหรัฐอเมริกา ผู้คนมักนิยมเรียกเขาด้วยชื่อ \"วินสตัน\" แทนที่จะเรียกด้วยนามสกุล" ]
[ "สเปนเซอร์ เพอร์ซิวัล\nสเปนเซอร์ เพอร์ซิวัล () เป็นนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรตั้งแต่วันที่ 4 ตุลาคม ค.ศ. 1809 จนกระทั่งถูกลอบสังหารในวันที่ 11 พฤษภาคม ค.ศ. 1812 เป็นนายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียวในประวัติศาสตร์อังกฤษที่ถูกลอบสังหาร ก่อนหน้าที่จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เขาเคยเป็นอัยการสูงสุดแห่งอังกฤษและเวลส์", "คณะรัฐมนตรีไทย คณะที่ 59\nและเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2551 นายควินตัน เควลย์ เอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย กล่าวหลังเข้าพบ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี โดยใช้เวลาประมาณ 30 นาที ที่พรรคประชาธิปัตย์ว่า นายอภิสิทธิ์ มีคุณสมบัติและความ สามารถที่ดีเยี่ยม เพราะเป็นศิษย์เก่าโรงเรียนอีตัน อีกทั้งจบมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด ประเทศอังกฤษ\nพร้อมแสดงความเห็นด้วยกับนายกรัฐมนตรี ว่า รัฐบาลชุดนี้มีภารกิจใหญ่ 4 ประการคือการฟื้นความมั่นใจของนานาชาติในประเทศไทย สร้างความสมานฉันท์ เพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งอีกครั้ง โดยยึดหลักนิติธรรม รักษาความปลอดภัยของสนามบิน ซึ่งถือเป็นประตูในการท่องเที่ยวของไทย สร้างความมั่นใจแก่นักธุรกิจทั้งชาวไทยและต่างประเทศ เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจแบบเสรีนิยม ซึ่งจะดึงให้มีการลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น ในการเข้าพบครั้งนี้ ในฐานะที่นายกรัฐมนตรีเป็นแฟนฟุตบอลอังกฤษ จึงได้มอบของขวัญเป็นเสื้อยืดนิวคาสเซิล ยูไนเต็ด โดยด้านหลังมีชื่อ นายอภิสิทธิ์ และหมายเลข 27 ซึ่งหมายถึงนายกรัฐมนตรี คนที่ 27 ของประเทศไทย", "คณะรัฐมนตรีไทย คณะที่ 23\nจอมพลแปลก พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ตามประกาศและแต่งตั้งรัฐมนตรีชั่วคราว ลงวันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2494 คณะบริหารประเทศชั่วคราว เป็นผู้ลงนามในประกาศคณะรัฐมนตรีคณะนี้ไม่ได้แถลงนโยบายต่อสภาผู้แทนราษฎรคณะรัฐมนตรีชั่วคราวได้แจ้งไปยังประธานสภาผู้แทนราษฎร ขอให้ดำเนินการจัดตั้งนายกรัฐมนตรีต่อไป\nและได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้ง จอมพลแปลก พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี บริหารราชการแผ่นดิน\nเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2494", "ความสัมพันธ์สหราชอาณาจักร–สหรัฐ\nในปี พ.ศ. 2540 พรรคแรงงานแห่งอังกฤษได้รับเสียงข้างมากในสภาเป็นครั้งแรกในรอบ 18 ปี โทนี แบลร์ นายกรัฐมนตรีคนใหม่ ร่วมกับประธานาธิบดีบิล คลินตัน ได้ร่วมกันแสดงถึง \"แนวทางที่สาม\" ในการอธิบายถึงลัทธิอุดมการณ์กลาง-ซ้ายของพวกเขา ในเดือนสิงหาคมปีเดียวกัน ชาวอเมริกันและชาวอังกฤษได้แสดงออกถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันด้วยการแสดงออกถึงความเศร้าโศกและความตกตะลึงต่อการสิ้นพระชนม์ของเจ้าหญิงแห่งเวลส์จากอุบัติเหตุทางรถยนต์ในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งฮิลลารี คลินตัน สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งแห่งสหรัฐในขณะนั้นก็ได้เดินทางไปร่วมพิธีศพของเจ้าหญิงแห่งเวลส์ที่เวสต์มินสเตอร์แอบบีย์ในวันที่ 6 กันยายนด้วย นอกจากนี้ตลอดช่วง พ.ศ. 2541 - พ.ศ. 2542 ทั้งสหรัฐและสหราชอาณาจักรยังได้ส่งกองทัพของตนร่วมในการรักษาสันติภาพระหว่างสงครามคอซอวอ", "จอห์น เคอร์ติน\nจอห์น โจเซฟ แอมโบรส เคอร์ติน () เป็นนักการเมืองชาวออสเตรเลียจากพรรคแรงงาน และเป็นนายกรัฐมนตรีออสเตรเลียคนที่ 14 ระหว่างปี ค.ศ. 1935 ถึง 1945 เขาสามารถนำพาประเทศผ่านพ้นภัยคุกคามจากการรุกคืบของกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง และได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในผู้นำที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของออสเตรเลีย เขาถึงแก่อสัญกรรมขณะอยู่ในแหน่งเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม ค.ศ. 1945 เพียงหนึ่งเดือนก่อนหน้าที่สงครามจะสิ้นสุดลง", "อาร์ชิบอลด์ พริมโรส เอิร์ลที่ 5 แห่งโรสเบรี\nอาร์ชิบอลด์ ฟิลิป พริมโรส เอิร์ลที่ 5 แห่งโรสเบรี เอิร์ลที่ 1 แห่งมิดลอเธียน () เป็นรัฐบุรุษและนักการเมืองชาวอังกฤษ เขาดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีตั้งแต่ 5 มีนาคม ค.ศ. 1894 ถึง 22 มิถุนายน ค.ศ. 1895 ก่อนที่ปู่ของเขาจะถึงอนิจกรรมใน ค.ศ. 1868 เขาเป็นที่รู้จักในชื่อ ท่านลอร์ดดัลเมนี", "วิดคัน ควิสลิง\nตั้งแต่ ปี ค.ศ. 1942 ถึง ค.ศ. 1945 เขาได้ทำหน้าที่เป็นนายกรัฐมนตรีนอร์เวย์ ผู้นำบริหารรัฐนอร์เวย์ร่วมกับผู้บริหารพลเรือนเยอรมัน โยเซฟ เทอร์โบเวน รัฐบาลหุ่นเชิดนิยมนาซีของเขา ได้เป็นที่รู้จักกันในฐานะ\"ระบอบควิสลิง\" ที่ถูกครอบงำโดยคณะรัฐมนตรีจากพรรค Nasjonal Samling รัฐบาลของควิสลิงได้มีส่วนร่วมกับมาตราการสุดท้ายในการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของเยอรมนี ควิสลิงได้ถูกจับกุมตัวและถูกไต่สวนในระหว่างการกวาดล้างฝ่ายนิยมฟาสซิสต์ในนอร์เวย์หลังสงครามโลกครั้งที่สอง เขาถูกตัดสินว่ามีความผิดในข้อหาหลายข้อกล่าวหา รวมทั้งการฉ้อฉล, การฆาตกรรม และเป็นผู้ทรยศอย่างใหญ่หลวงต่อรัฐนอร์เวย์และถูกตัดสินลงโทษด้วยการประหารชีวิต เขาได้ถูกประหารชีวิตด้วยการยิงเป้าแบบทีมยิง (firing squad) ที่ป้อมอาร์เคอซัส ในกรุงออสโล เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม ค.ศ. 1945 ด้วยคำว่า ควิสลิง ต่อมาได้กลายเป็นภาษิตสำหรับ \"ผู้สมรู้ร่วมคิด\" หรือ \"คนทรยศ\" ในหลายภาษา ซึ่งได้สะท้อนแสดงให้เห็นถึงความน่าสังเวชในการกระทำของควิสลิง ทั้งในช่วงเวลาที่ยังมีชีวืตและจนกระทั่งที่เขาได้เสียชีวิตลง", "คณะรัฐมนตรีไทย คณะที่ 29\nคณะรัฐมนตรี คณะที่ 29 (9 กุมภาพันธ์ 2502 - 8 ธันวาคม 2506)\nจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรี ประกาศพระบรมราชโองการ เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2502 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงลงพระปรมาภิไธยในประกาศ พลเอกสุทธิ์ สุทธิสารรณกร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ และในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2502 ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคณะรัฐมนตรี\nมีการจัดตั้งกระทรวงพัฒนาการแห่งชาติ จึงมีการแต่งตั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาการแห่งชาติ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อเป็นผู้ช่วยสั่งหรือปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี", "จอร์จ เกรนวิลล์\nจอร์จ เกรนวิลล์ () เป็นนักการเมืองชาวอังกฤษ ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 8 แห่งบริเตนใหญ่ระหว่าง ค.ศ. 1763 - ค.ศ. 1765 เกิดเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม ค.ศ. 1712 และถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน ค.ศ. 1770 ขณะอายุได้ 58 ปี" ]
21
คู่สมรสของ บรรหาร ศิลปอาชา คือใคร?
[ "วราวุธ ศิลปอาชา\nนายวราวุธ ศิลปอาชา เกิดเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2516 ที่แขวงบางขุนพรหม เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร เป็นลูกชายคนสุดท้องของนายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทยและอดีตนายกรัฐมนตรี กับคุณหญิงแจ่มใส ศิลปอาชา ด้านชีวิตครอบครัวสมรสกับนางสุวรรณา ศิลปอาชา (สกุลเดิม ไรวินท์) มีบุตรด้วยกัน 3 คน", "บรรหาร ศิลปอาชา\nบรรหารสมรสกับคุณหญิงแจ่มใส ศิลปอาชา มีบุตร 3 คน" ]
[ "แจ่มใส ศิลปอาชา\nสมรสกับนายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกรัฐมนตรี และอดีตหัวหน้าพรรคชาติไทย มีบุตร-ธิดารวม 3 คน เป็นชาย 1 คน คือ นายวราวุธ ศิลปอาชา (สมรสกับ เก๋ - สุวรรณา ไรวินท์ ทายาทตระกูลไรวินท์ เจ้าของธุรกิจ ซุปไก่ก้อนรีวอง) และเป็นหญิง 2 คน คือ น.ส. กัญจนา ศิลปอาชา และ น.ส. ปาริชาติ ศิลปอาชา", "บรรหาร ศิลปอาชา\nบรรหาร ศิลปอาชา (19 สิงหาคม พ.ศ. 2475 – 23 เมษายน พ.ศ. 2559) เป็นนักการเมืองชาวไทย ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไทยคนที่ 21 ประธานกรรมการมูลนิธิบรรหาร-แจ่มใส ศิลปอาชา ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุพรรณบุรี 11 สมัย อดีตนายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา อดีตนายกสภาสถาบันการพลศึกษา อดีตกรรมการผู้จัดการ บริษัท สหศรีชัยก่อสร้าง จำกัด และอดีตหัวหน้าพรรคชาติไทย ทั้งเป็นพี่ชายของชุมพล ศิลปอาชา อดีตรองนายกรัฐมนตรี", "บรรหาร ศิลปอาชา\nบรรหารเป็นชาวจังหวัดสุพรรณบุรี เดิมมีชื่อว่า เต็กเซียง แซ่เบ๊ (馬德祥) บิดาของบรรหาร คือ เซ่งกิม แซ่เบ๊ ส่วนมารดาของบรรหาร คือ สายเอ็ง แซ่เบ๊ เป็นเจ้าของร้านสิ่งทอชื่อ ย่งหยูฮง ทั้งคู่มีบุตร 6 คน ดังนี้ตามลำดับ สมบูรณ์ ศิลปอาชา, สายใจ ศิลปอาชา, อุดม ศิลปอาชา, บรรหาร ศิลปอาชา, ดรุณี วายากุล, และชุมพล ศิลปอาชา", "ชุมพล ศิลปอาชา\nนายชุมพล ศิลปอาชา เกิดเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2483 ที่ตำบลท่าพี่เลี้ยง อำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นบุตรของเซ่งกิม และสายเอ็ง แซ่เบ๊ เป็นน้องชายของบรรหาร ศิลปอาชา นายกรัฐมนตรีไทย คนที่ 21 จบการศึกษามัธยมศึกษาตอนปลาย จากโรงเรียนอำนวยศิลป์ พระนคร สำเร็จการศึกษานิติศาสตรบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และปริญญาโท (M.P.A.) มหาวิทยาลัยซีราคิวส์ สหรัฐอเมริกา ด้านชีวิตครอบครัว ได้สมรสกับดวงมาลย์ ศิลปอาชา (สกุลเดิม เจียรสวัสดิ์วัฒนา) ผู้พิพากษาอาวุโส ศาลคดีเด็กสมุทรปราการ มีบุตร 2 คน คือ สลิลดา ศิลปอาชา กับรัฐพล ศิลปอาชา", "ปรีชา ชนะภัย\nชีวิตส่วนตัว เล็กสมรสกับ ศศิธร ชนะภัย โดยมีบุตรชาย 2 คน ชื่อ ต๊อด และ แฟ้บ (ประกาศิต) โดยบุตรคนแรกเกิดจากภรรยาเก่า และมีกิจการส่วนตัวนอกเหนือจากการเล่นดนตรีคือ ผลิตกีตาร์โปร่งในนามของวงคาราบาว โดยเริ่มผลิตออกมาตั้งแต่ปลายปี พ.ศ. 2547 โดยผลิตออกมา 2 ชุด ใช้ชื่อรุ่นว่า \"คนเก็บฟืน\" และ \"มนต์เพลงคาราบาว\" และได้ร่วมแสดงภาพยนตร์อีกครั้งในเรื่อง \"แฟนฉัน\" ในปี พ.ศ. 2546 ที่โด่งดัง โดยรับบทเป็นพ่อของตัวละครเด็กหญิงในเรื่อง และออกหนังสือที่เกี่ยวกับประสบการณ์การแสดงดนตรีในอเมริกา ในปี พ.ศ. 2545 ชื่อ \"135 วัน อเมริกัน อเมริกา\" และอีกเล่มเกี่ยวกับประสบการณ์การเล่นดนตรีตั้งแต่ยุคแรก ๆ ในปี พ.ศ. 2550 ชื่อ ...เบื้องบนเป็นแผ่นฟ้ากว้าง...", "สุทธิพงษ์ วัฒนจัง\nด้านชีวิตครอบครัวสมรสกับ จุฑามาศ อิสสรานุกฤต หรือ บุ๋ม ปุยฝ้าย แฟนสาวที่คบกันตั้งแต่อัลบั้ม รวมดาว โดยจัดพิธีหมั้นกันเมื่อวันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2532 ที่ห้องวิภาวดีบอลรูม มี เสกสรรค์ ภู่ประดิษฐ์ อดีตพิธีกรรายการ โลกดนตรี เจ้าของฉายา โฆษกคนยาก ซึ่งทั้งคู่ให้ความเคารพ (ปัจจุบันนี้เสกสรรค์ได้เสียชีวิตลงแล้ว) เป็นพิธีกร โดยมีนักข่าวติดตามทำข่าวจำนวนมากและท่ามกลางความยินดีของแฟนคลับของทั้งสองฝ่ายและได้มีพิธีมงคลสมรสเมื่อวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2536 ที่ห้องเลิศวนาลัย โรงแรมฮิลตัน (ปัจจุบันคือโรงแรมสวิสโฮเต็ลปาร์คนายเลิศ) มีลูกสาวด้วยกัน 2 คนคือ น้องเพนกวิน และ น้องกีวี", "รังสี ทัศนพยัคฆ์\nด้านชีวิตครอบครัวของครูรังสี ท่านแต่งงานกับนางสุภาพ คังคะโรจนะ มีบุตรชาย 2 คน คือ นายมหศักดิ์ กับ สุรศักดิ์ ทัศนพยัคฆ์ ซึ่งยังทำงานอยู่เบื้องหลังในวงการภาพยนตร์ สืบทอดจากครูรังสี ขณะที่ครูรังสีเอง หลังจากห่างหายไปจากวงการแล้ว ก็ได้ไปทำสวนอยู่ที่จันทบุรี ไม่มีใครได้พบเจอ กระทั่งเมื่อปี 2544 ท่านได้ไปทำเซอร์ไพรส์ให้กับลูกศิษย์ คนหนึ่งซึ่งไปจัดเลี้ยงงานวันเกิดกันที่จันทบุรี", "อาสา สารสิน\nนายอาสา สมรสกับ ท่านผู้หญิงสุจิตคุณ สารสิน (นามสกุลเดิม กิติยากร) ธิดาของหม่อมเจ้าขจรจบกิตติคุณ กิติยากร กับหม่อมราชวงศ์วิจิตรโฉม ชยางกูร มีบุตร-ธิดา 3 คน คือ\nประสบการณ์ทำงานอื่น ๆ อาทิ\nกรรมการ ธนาคารกรุงเทพ, รองประธานกรรมการ บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ร่วมเสริมกิจ จำกัด, ประธานกรรมการ บริษัท ไทยเอเชียแปซิฟิคบริวเวอรี่ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่าย เบียร์ไฮเนเก้น และ ไทเกอร์เบียร์ ของประเทศสิงคโปร์" ]
14
ซิงเกิลแรกของ หลุยส์ แกเบรียล บ็อบ มีชื่อว่าอะไร?
[ "แกเบรียล\nหลุยส์ แกเบรียล บ็อบ () (เกิดเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2513) หรือที่รู้จักกันในวงการเพลงคือ แกเบรียล () เป็นศิลปินนักร้องและนักแต่งเพลงหญิงชาวอังกฤษ เกิดที่เมืองแฮกนี่ย์ ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เป็นบุคคลที่มีปัญหาเกี่ยวกับหนังตาตกด้านขวา เธอเปิดตัวด้วยซิงเกิลแรกที่มีชื่อว่า \"ดรีมส์\" ซึ่งสามารถขึ้นสู่อันดับ 1 บนชาร์ตซิงเกิลแห่งสหราชอาณาจักร () เมื่อปี พ.ศ. 2536 และมีผลงานซิงเกิลอื่นๆเช่น \"โกอิงโนแวร์\", \"กิฟมีอะลิตเติลมอร์ไทม์\", \"วอล์กออนบาย\" และ \"อิฟยูเอเวอร์\" ซึ่งร้องร่วมกับนักร้องกลุ่มบอยแบนด์ อีสต์ เซเวนทีน", "แกเบรียล\nในช่วงเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2536 แกเบรียลได้ปล่อยซิงเกิลแรกในชีวิตของเธอที่ชื่อว่า \"ดรีมส์\" เพลงนี้แต่งโดยแกเบรียลร่วมกับทิม ลอส์ และโปรดิวซ์โดยริชชี เฟอร์มี ซึ่งเพลงนี้สามารถขึ้นสู่อันดับ 1 บน ชาร์ตซิงเกิลแห่งสหราชอาณาจักร เป็นเวลา 3 สัปดาห์ ในช่วงเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2536 โดยเพลงนี้ได้เข้าไปขึ้นอยู่บนชาร์ตของเกาะอังกฤษเป็นครั้งแรกด้วยอันดับที่ 2 ซึ่งเป็นชาร์ตที่สูงที่สุดเท่าที่เคยมีมาเมื่อเทียบกับนักร้องหน้าใหม่คนอื่นๆของอังกฤษในขณะนั้น เพลงนี้ได้เข้าสู่อันดับที่ 26 ในชาร์ต บิลบอร์ดฮอต 100 () ของสหรัฐอเมริกา และเข้าสู่อันดับที่ 1 ในชาร์ต ฮอตแดนซ์คลับเพลย์ () และในประเทศออสเตรเลีย เพลงนี้ได้เข้าสู่อันดับที่ 2 ใน ARIA Chart ตามมาด้วยซิงเกิลที่ 2 \"โกอิงโนแวร์\" จากอัลบั้มเดียวกัน ซึ่งแต่งโดยแกเบรียลและจอส แมคฟาร์เลน โปรดิวซ์โดย พีช แครกกี้ เพลงนี้เข้าสู่อันดับที่ 9 ใน ชาร์ตซิงเกิลแห่งสหราชอาณาจักร และอยู่อันดับที่ 18 ในชาร์ตเพลงของประเทศไอร์แลนด์ เป็นเพลงที่สองที่โด่งดังไม่แพ้กันจากอัลบั้ม \"ไฟด์ยัวร์เวย์\"", "รายชื่อผลงานเพลงของแกเบรียล\nเธอเปิดตัวด้วยซิงเกิลแรกที่มีชื่อว่า \"Dreams\" ซึ่งสามารถขึ้นสู่อันดับ 1 ของ ชาร์ตซิงเกิลแห่งสหราชอาณาจักร () เมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2536 ส่วนซิงเกิลที่โดดเด่นอื่นๆ เช่นเพลง \"Going Nowhere\", \"Give Me a Little More Time\", \"Walk on By\" และ \"If You Ever\" ซึ่งเพลงนี้ได้ร้องร่วมกับนักร้องกลุ่มบอยแบนด์ อีสต์ เซเวนทีน () หลังจากห่างหายไปจากวงการเพลงไม่กี่ปี แกเบรียลก็กลับมาอย่างงดงามด้วยซิงเกิล \"Rise\" ซึ่งเป็นซิงเกิลที่ 2 ของเธอที่ขึ้นสู่อันดับ 1 บนชาร์ตซิงเกิลแห่งสหราชอาณาจักร ได้อีกครั้งในปี พ.ศ. 2543 และอัลบั้มที่ใช้ชื่อเดียวกันนี้ ก็สามารถขึ้นสู่อันดับสูงสุดใน ชาร์ตอัลบั้มแห่งสหราชอาณาจักร () เป็นเวลา 3 สัปดาห์" ]
[ "แกเบรียล\nแกเบรียล ออกผลงานอัลบั้มรวมเพลงเป็นครั้งแรก และวางจำหน่ายเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2545 โดยใช้ชื่อว่า \"ดรีมส์แคนคัมทรู, เกรเทสฮิตส์ ชุดที่ 1\" อัลบั้มนี้ประสบความสำเร็จในสหราชอาณาจักรเป็นอย่างมาก มียอดขายในระดับ ทองคำขาว ถึง 4 ครั้ง และกลายเป็นอัลบั้มที่ขายดีที่สุดเป็นอันดับที่ 5 ของปี พ.ศ. 2544 และเป็นอัลบั้มที่ขายดีที่สุดอันดับที่ 76 ในรอบทศวรรษของสหราชอาณาจักร ซิงเกิลแรกจากอัลบั้มนี้คือ \"เอาต์ออฟรีช\" ซึ่งใช้เป็นเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง \"บันทึกรักพลิกล็อก\" () ด้วย เพลงนี้เข้าสู่อันดับที่ 4 ในชาร์ตของอังกฤษ และอันดับที่ 9 ในชาร์ตของประเทศออสเตรเลีย กลายเป็นซิงเกิลที่ 2 ที่โด่งดังที่สุดในประเทศนี้ และเป็นซิงเกิลที่ขายดีที่สุดเป็นอันดับที่ 37 ของปี พ.ศ. 2544 และยังคงอยู่ในชาร์ตเป็นเวลามากว่า 20 สัปดาห์ ส่วนในประเทศนิวซีแลนด์ เพลงนี้ถูกจัดให้เป็นซิงเกิลที่ประสบความสำเร็จที่สุดในช่วงปี พ.ศ. 2544 ในอันดับที่ 10 ด้วย เพลงนี้ขายได้ 320,000 ก็อปปี้ ในสหราชอาณาจักร และตามมาด้วยซิงเกิลสุดท้ายจากอัลบั้มรวมฮิตนี้คือเพลง \"ดอนต์นีตเดอะซันทูไชน์ (ทูเมกมีสไมล์)\" เพลงนี้เข้ามาสู่อันดับที่ 9 ในชาร์ตของเกาะอังกฤษ และเป็นเพลงที่ 10 ที่ติดท็อป 10", "แกเบรียล\nแกเบรียล เริ่มบันทึกเสียงเพื่อลงอัลบั้มที่ 3 ของเธอ ที่ใช้ชื่อว่า \"ไรซ์\" ในช่วง ปี พ.ศ. 2541 - พ.ศ. 2542 อัลบั้ม \"ไรซ์\" วางจำหน่ายเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2542 ภายในสหราชอาณาจักร และวางจำหน่ายในประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2543 และกลายเป็นอัลบั้มที่ขายดีที่สุดของเธอ เป็นอัลบั้มที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก สามารถทะยานขึ้นสู่อันดับที่ 1 ใน ชาร์ตอัลบั้มแห่งสหราชอาณาจักร ได้ถึง 3 สัปดาห์ และได้รับสถิติ 4x ทองคำขาว เปิดตัวด้วย \"ซันไชน์\" ซิงเกิลแรกจากอัลบั้มนี้ เข้ามาสู่อันดับที่ 9 เป็นเพลงที่ 6 ที่ติดท็อป 10 ตามมาด้วยซิงเกิล \"ไรซ์\" เป็นซิงเกิลที่ 2 ของอัลบั้มนี้ เพลงนี้ขึ้นสู่อันดับที่ 1 ได้อย่างงดงาม ซึ่งเป็นเพลงที่ 2 ที่ขึ้นอันดับ 1 ต่อจากเพลง \"ดรีมส์\" เพลง \"ไรซ์\" แต่งโดย แกเบรียล, ออลลี่ ดากอส, เฟอร์ดี้ อังเกอร์-ฮามิลตัน และ บ็อบ ดีแลน และโปรดิวซ์โดย จอนนี ดอลล่า เพลงนี้อิงทำนองมาจากเพลง \"นอกกิงออนเฮเวนส์ดอร์\" () ของ บ็อบ ดีแลน () เพลงนี้อยู่ในอันดับ 1 ใน ชาร์ตซิงเกิลแห่งสหราชอาณาจักร เป็นเวลา 2 สัปดาห์ ในช่วงเดือนมกราคม พ.ศ. 2543 จำหน่ายได้ถึง 460,000 ก็อปปี้ด้วยกัน ถือเป็นเพลงที่ขายดีอันดับที่ 14 ในช่วงปี พ.ศ. 2543 ส่วนตัวอัลบั้มที่ใช้ชื่อเดียวกันนั้น ก็ติดท็อปอันดับ 1 อยู่ในชาร์ตอัลบั้มแห่งสหราชอาณาจักรเป็นเวลา 3 สัปดาห์ และอยู่ในชาร์ตนั้นรวมทั้งหมด 87 สัปดาห์ และซิงเกิลต่อมา \"เว็นอะวูแมน\" เป็นซิงเกิลที่ 3 จากอัลบั้ม \"ไรซ์\" ปล่อยในช่วงเดือนมิถุนายน ปี พ.ศ. 2543 เพลงนี้ติดอันดับที่ 6 ใน ชาร์ตซิงเกิลแห่งสหราชอาณาจักร กลายเป็นเพลงที่ 8 ที่ติดท็อป 10 ต่อด้วยซิงเกิลสุดท้ายจากอัลบั้มนี้ \"ชูดด์ไอสเตย์\" เพลงนี้ติดอันดับที่ 13 ใน ชาร์ตซิงเกิลแห่งสหราชอาณาจักร เป็นเพลงที่ 4 ที่ติดท็อป 15 โดยตัวมิวสิควิดีโอเพลงนี้ให้อารมณ์ที่เศร้าเหมือนตัวเพลงได้อย่างดี และบางส่วนของเพลงได้ถูกตัดไปเป็นเพลงประกอบของช่องข่าว บีบีซีนิวส์ ด้วย และในปี พ.ศ. 2547 เพลงนี้ถูกใช้เป็นเพลงประกอบละครเพลงของช่อง บีบีซี เรื่อง \"แบล็คพูล\" ()", "นัมเบอร์วันส์ (อัลบั้มมารายห์ แครี)\nนัมเบอร์วันส์ () เป็นอัลบั้มที่ 8 ของศิลปินหญิงชาวอเมริกัน มารายห์ แครี ออกวางขายในยุโรปเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน ค.ศ. 1998 โดยโคลัมเบีย เรคคอร์ดส เป็นอัลบั้มรวมเพลงอัลบั้มแรกของเธอที่มีเพลงอันดับ 1 ในบิลบอร์ดทั้งหมดของเธอ 13 เพลง ทางด้านอันดับอัลบั้มเปิดตัวใน 5 อันดับแรกบนชาร์ท \nในอัลบั้มมีเพลงใหม่อย่าง \"Sweetheart\" ที่เธอร่วมงานกับ [เจอร์เมน ดูปริ]] และเพลง \"When You Believe\" ที่ร้องกับวิทนีย์ ฮูสตันในเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง เดอะ พรินซ์ ออฟ อียิปต์ (The Prince Of Egypt) และเพลง \"I Still Believe\" เพลงที่เธอนำมาทำใหม่ของเบรนด้า เค. สตารร์", "ดรีมส์แคนคัมทรู, เกรเทสฮิตส์ ชุดที่ 1\nดรีมส์แคนคัมทรู, เกรเทสฮิตส์ ชุดที่ 1 () คืออัลบั้มรวมเพลงชุดแรกของ แกเบรียล นักร้องและนักแต่งเพลงหญิงชาวอังกฤษ วางจำหน่ายช่วงปี พ.ศ. 2544 เป็นอัลบั้มที่รวมผลงานเพลงซิงเกิลฮิตของแกเบรียลตั้งแต่อัลบั้มแรก อัลบั้มนี้เป็นอัลบั้มที่ขายดีที่สุดในสหราชอาณาจักรเป็นอันดับที่ 5 ของปี พ.ศ. 2544 สามารถทำยอดขายทะลุ 4 แพลตินัม เป็นอัลบั้มที่ขายดีที่สุดอันดับที่ 76 ในรอบสิบปีของสหราชอาณาจักร", "แกเบรียล\nในปี พ.ศ. 2550 แกเบรียลได้ปล่อยซิงเกิลใหม่ มีชื่อว่า \"วาย\" ซึ่งเธอได้นำไปร้องสดในรายการ \"เดอะ เนชันนัล ล็อตเตอรี่\" ()เมื่อวันที่ 19 กันยายน เช่นเดียวกับรายการต่างๆในช่องโทรทัศน์ด้วย ซึ่งเพลง \"วาย\" ไม่สามารถเข้ามาติดบนท็อป 40 ได้ จากนั้นเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2550 อัลบั้มสตูดิโอลำดับที่ห้าที่ชื่อว่า \"ออลเวส์\" ก็ได้ถูกวางจำหน่ายออกมาภายในสหราชอาณาจักร อัลบั้มนี้ได้รับคำชมจากนักวิจารณ์ดนตรีในเชิงบวก สามารถเข้ามาอยู่ในชาร์ตอัลบั้มแห่งสหราชอาณาจักร ในอันดับที่ 11 และอีกเพียง 12 ก๊อปปี้เท่านั้นก็จะเข้ามาในอันดับที่ 10 \"ออลเวส์\" เข้ามาอยู่ใน ชาร์ตอัลบั้มอาร์แอนด์บีแห่งสหราชอาณาจักรในอันดับที่ 4 ภายในอัลบั้มมีเพลง \"วาย\" ในแบบฉบับที่ร้องร่วมกับ พอล เวลเลอร์ () และซิงเกิลสุดท้ายที่ปล่อยออกมาจากอัลบั้มนี้คือ \"เอเวอรีลิตเติลเทียร์ดรอป\" ซึ่งพลาดจากชาร์ตต่างๆไป", "ร็อบบี วิลเลียมส์\nร็อบบี วิลเลียมส์ ออกซิงเกิ้ลแรก Freedom เพลงเก่าของ จอร์จ ไมเคิล โดยในอัลบั้มแรกของเขาที่ชื่อว่า “ ไลฟ ธรู อะ เลนซ” (Life Thru A Lens) กับค่ายคริสสะลิส เร็คคอร์ดส (ChrystallMeth Records) ตามมาด้วยเพลง \"Old Before I Die\" (#2) , \"Lazy Days\" (#8) และ \"South Of The Border\" (#14) จนกระทั่งซิงเกิ้ลที่ชื่อว่า Angels ได้ปล่อยออกมาในช่วงเทศกาลคริสต์มาส เป็นการเน้นความดังของร็อบบี เพลงนี้อยู่ในชาร์ทนานกว่า 27 สัปดาห์ และขายได้ถึง 868,000 แผ่น", "หิน เหล็ก ไฟ\nเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2536 หิน เหล็ก ไฟ ออกอัลบั้มชุดแรกซึ่งมีชื่อเดียวกับชื่อวง สังกัดค่าย อาร์เอส โปรโมชัน โดยได้บันทึกเสียงที่ห้องอัด เซ็นเตอร์ สเตจ ของแอ๊ด คาราบาว เพลงที่ได้รับความนิยมในอัลบั้มนี้ได้แก่ \"ยอม\", \"เพื่อเธอ\", \"นางแมว\", \"พลังรัก\", \"สู้\", \"ร็อคเกอร์\" โดยอัลบั้มหิน เหล็ก ไฟ เป็นอัลบั้มที่มียอดจำหน่ายมากกว่า 1 ล้านตลับ และได้รับรางวัลสีสันอะวอร์ดส์ ครั้งที่ 6 (พ.ศ. 2536) สาขาศิลปินหน้าใหม่ยอดเยี่ยม และโปรดิวเซอร์ยอดเยี่ยม นอกจากนี้ยังมีการจัดแสดงคอนเสิร์ต ช็อต ชาร์จ ช็อค ร็อก คอนเสิร์ต (Short Charge Shock Rock Concert) ครั้งที่ 1 ที่ สนามกีฬาอินดอร์สเตเดียม หัวหมาก ซึ่งถือว่าเป็นปรากฏการณ์ใหม่ของวงการดนตรีไทย โดยเป็นวงร็อกวงแรกของไทยที่ทำยอดขายได้ถึง 1 ล้านตลับ และคอนเสิร์ต ช็อต ชาร์จ ช็อค ร็อก คอนเสิร์ต ก็ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก โดยเป็นคอนเสิร์ตของศิลปินไทยที่มียอดผู้ชมมากที่สุดในปี พ.ศ. 2536 จนต้องจัดครั้งต่อมาในปี พ.ศ. 2537, พ.ศ. 2538 และ พ.ศ. 2556" ]
7
ศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี เข้ามาเมืองไทยครั้งแรกปีใด ?
[ "ศิลป์ พีระศรี\nศาสตราจารย์คอร์ราโดสมรสกับนางแฟนนี วิเวียนนี มีบุตรสาวชื่อ อิซซาเบลล่า และสืบเนื่องจากปี พ.ศ. 2466 ท่านได้ชนะการประกวดการออกแบบเหรียญเงินตราสยามที่จัดขึ้นในยุโรปและยังมีความต้องการแสวงหาสถานที่ปฏิบัติงานแห่งใหม่ ประกอบกับในช่วงเวลานั้นซึ่งตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระประสงค์ต้องการบุคลากรที่เชี่ยวชาญในด้านศิลปะตะวันตกเพื่อที่จะเข้ามารับราชการเป็นช่างปั้นในแผ่นดินไทยและทำการฝึกสอนช่างไทยให้มีความสามารถในการสร้างงานประติมากรรมแบบตะวันตกได้ ทางรัฐบาลอิตาลีจึงได้ยื่นข้อเสนอโดยการส่งคุณวุฒิและผลงานของศาสตราจารย์คอร์ราโดให้สยามพิจารณา โดยสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจิตรเจริญ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ทรงเป็นบุคคลสำคัญในการคัดเลือกศาสตรจารย์คอร์ราโดให้มาปฏิบัติงานในสยาม ด้วยเหตุนี้ศาตราจารย์คอร์ราโดจึงเดินทางสู่แผ่นดินสยามพร้อมกับภรรยาและบุตรสาวโดยทางเรือ เพื่อเข้ามารับราชการเป็นช่างปั้นประจำกรมศิลปากร กระทรวงวัง ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2466 ขณะมีอายุได้ 32 ปี และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นอาจารย์สอนวิชาช่างปั้นหล่อ แผนกศิลปากรสถานแห่งราชบัณฑิตยสภา ในปี พ.ศ. 2469" ]
[ "ศิลป์ พีระศรี\nนอกเหนือไปจากการจัดทำอนุสาวรีย์แล้วยังได้มีการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ขึ้นเพื่อเป็นเสมือนอนุสรณ์สถานแก่ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี โดยใช้ชื่อว่า พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ศิลป์ พีระศรี อนุสรณ์ โดยเป็นความร่วมมือกันระหว่างบรรดาลูกศิษย์และผู้ใกล้ชิดศาสตราจารย์ศิลป์ เพื่อรำลึกถึงคุณูปการของท่าน ตั้งอยู่ในกรมศิลปากร มีการทำพิธีเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2527 ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 92 ปี ของท่าน โดยนายชวน หลีกภัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการในสมัยนั้นมาเป็นประธานในพิธี ซึ่งปัจจุบันพิพิธภัณฑ์แห่งนี้สังกัดในสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร ในเครือพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป ภายในตัวอาคารจัดแสดงนิทรรศการถาวร มีการแบ่งการจัดแสดงออกเป็น 2 ห้องจัดแสดง คือห้องชั้นนอกตรงทางเข้าพิพิธภัณฑ์จัดแสดงผลงานศิลปะของลูกศิษย์ผู้ใกล้ชิด อาทิเช่น ผลงานของ เฟื้อ หริพิทักษ์, ชลูด นิ่มเสมอ, เขียน ยิ้มศิริ และ สวัสดิ์ ตันติสุข ซึ่งถือเป็นศิลปินรุ่นแรก ๆ ของศิลปะไทยแบบสมัยใหม่ที่ได้สืบทอดความรู้ ความคิดสร้างสรรค์และอุดมการณ์ที่ศาสตราจารย์ศิลป์ได้วางรากฐานไว้ให้ ในส่วนของห้องที่สองหรือห้องชั้นใน จัดแสดงเครื่องมือเครื่องใช้ของศาสตราจารย์ศิลป์ในช่วงที่ท่านยังมีชีวิต เช่น โต๊ะทำงาน เครื่องพิมพ์ดีด เครื่องเล่นแผ่นเสียง เครื่องมือปั้น เป็นต้น โดยในห้องที่สองนี้ได้มีการจำลองห้องทำงานแบบดั้งเดิมในสมัยที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ รวมไปถึงแบบร่างอนุสาวรีย์และประติมากรรมชิ้นสำคัญและหนังสือหายากที่ศาสตราจารย์ศิลป์เคยใช้ค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับศิลปะตะวันตกซึ่งให้บริการแก่ผู้เข้าชมอีกด้วย", "ศิลป์ พีระศรี\nตลอดชีวิตการทำงานของศาสตราจารย์ศิลป์ ท่านได้สร้างผลงานประติมากรรมไว้มากมาย โดยผลงานที่ยังมีอยู่มาจนถึงปัจจุบันก็อาทิเช่นด้วยคุณูปการที่ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรีมีให้ต่อประเทศไทย ทำให้มีการรำลึกถึงท่านทุกวันที่ 15 กันยายน ของทุกปี ซึ่งตรงกับวันคล้ายเกิดของท่าน เรียกกันว่าวันศิลป์ พีระศรี โดยถือเป็นวันสำคัญของวงการศิลปะไทยและนักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากร ในวันศิลป์ พีระศรีนั้นมหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระจะจัดกิจกรรมขึ้นในมหาวิทยาลัยเพื่อให้ศิษย์ปัจจุบัน ศิษย์เก่าหรือผู้ที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อรำลึกถึงคุณงามความดีของท่าน มีการวางดอกไม้เป็นการรำลึกถึงท่านที่ลานอนุสาวรีย์ที่คณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ โดยนักศึกษาจะเปิดร้านขายของที่ระลึกและมีการแสดงดนตรีสดตลอดทั้งวัน นอกจากนั้นยังมีการเปิดให้ประชาชนเข้าร่วมแสดงความเคารพต่ออัฐิของท่านในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ศิลป์ พีระศรี อนุสรณ์ และพิธีสำคัญจะเริ่มขึ้นในช่วงเวลาหนึ่งทุ่ม ซึ่งจะเป็นการจุดเทียนที่ลานอนุสาวรีย์ศาสตราจารย์ศิลป์พร้อมไปกับการร้องเพลงSanta Lucia และเพลงศิลปากรนิยมเพื่อเป็นการรำลึกถึงท่านในวันสำคัญนี้", "ศิลป์ พีระศรี\nศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี (15 กันยายน พ.ศ. 2435 — 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2505) เดิมชื่อ คอร์ราโด เฟโรชี (Corrado Feroci) ชาวอิตาลีสัญชาติไทย เป็นประติมากรจากเมืองฟลอเรนซ์ที่เข้ามารับราชการในประเทศไทยตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยถือเป็นปูชนียบุคคลคนหนึ่งของไทยที่ได้สร้างคุณูปการในทางศิลปะและมีผลงานที่เป็นที่กล่าวขานจนเป็นที่รู้จักกว้างขวาง ทั้งยังเป็นผู้ก่อตั้งและอาจารย์สอนวิชาศิลปะที่โรงเรียนประณีตศิลปกรรม ซึ่งภายหลังได้รับการยกฐานะให้เป็นมหาวิทยาลัยศิลปากร โดยศาสตราจารย์ศิลป์ได้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีคนแรกของมหาวิทยาลัย มีความรักใคร่ ห่วงใยและปรารถนาดีต่อลูกศิษย์อยู่ตลอดจนเป็นที่รักและนับถือทั้งในหมู่ศิษย์และอาจารย์ด้วยกัน", "ศิลป์ พีระศรี\nหลังจากศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรีถึงแก่อนิจกรรมไปแล้ว เหล่าลูกศิษย์ก็ได้มีความพยายามที่จะจัดสร้างอนุสาวรีย์ของศาสตราจารย์ศิลป์เพื่อเป็นเกียรติแด่ท่านที่ได้มีคุณูปการต่อศิลปะไทยและเป็นผู้ก่อตั้งและวางรากฐานให้แก่มหาวิทยาลัยศิลปากร แต่เนื่องด้วยกฎหมายของประเทศไทยในตอนนั้นไม่อนุญาตให้มีการจัดตั้งอนุสาวรีย์ของคนต่างชาติในประเทศได้ ถึงอย่างนั้นอาจารย์สนั่น ศิลากรณ์ ซึ่งเป็นลูกศิษย์รุ่นแรก ๆ ของศาสตราจารย์ศิลป์ ได้แอบสร้างอนุสาวรีย์ของศาสตราจารย์ศิลป์ขนาดเท่าคนจริงขึ้น แต่ก็ไม่มีที่ที่จะสามารถจัดตั้งได้จึงจำเป็นต้องเก็บเอาไว้ในห้องคณบดีคณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ จนกระทั่งในวันที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2512 กลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ นำโดยพิษณุ ศุภนิมิตร ได้เข้าไปนำอนุสาวรีย์ออกมาจากห้องคณบดี ก่อฐานแล้วทำการติดตั้งอนุสาวรีย์ศาสตราจารย์ศิลป์โดยไม่เกรงกลัวกับการโดนจับ ซึ่งในปัจจุบันอนุสาวรีย์นี้ก็ยังคงตั้งอยู่เช่นเดิม โดยลานแห่งนี้มีชื่อเรียกกันในหมู่นักศึกษาว่า ลานอาจารย์ศิลป์ และยังมีการสร้างเพิ่มเติมในภายหลังที่วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์และวิทยาเขตสารสนเทศเพชรบุรีอีกด้วย", "ศิลป์ พีระศรี\nศาสตราจารย์ศิลป์ถือเป็นบุคคลที่มีใจรักในศิลปะมาตั้งแต่เด็ก เป็นสิ่งทีท่านให้ความสนใจมากกว่าสิ่งอื่นใด ท่านก็สามารถส่งเสียตัวเองจนเรียนจบด้วยเกียรตินิยมอันดับที่ 1 และสามารถสอบเข้าเป็นศาสตราจารย์ได้ตั้งแต่อายุยังน้อย แต่งงานครั้งแรกกับนางพาโอล่า แองเจลินี แต่ก็ได้ขอแยกทางตามคำสั่งศาลในหนึ่งปีให้หลัง จากนั้นท่านแต่งงานใหม่กับ แฟนนี วิเวียนนี มีบุตรสองคน บุตรสาวชื่อ อิซาเบลลา ส่วนบุตรชายชื่อ โรมาโน (เกิดและเติบโตที่ไทย) เมื่อเข้ารับราชการในประเทศไทยท่านได้รับเงินเดือนที่เพียงพอต่อการเลี้ยงครอบครัวของท่าน ศาสตราจารย์ศิลป์มีนิสัยรักธรรมชาติ ชอบความเรียบง่ายและหลงรักในวัฒนธรรมไทยเป็นอย่างมาก มีความตั้งใจจริงที่จะช่วยพัฒนาวงการศิลปะไทยให้ก้าวหน้า ในมุมมองของลูกศิษย์นั้น ศาสตราจารย์ศิลป์เป็นคนที่มีความรักใคร่ ห่วงใยละปรารถนาดีต่อลูกศิษย์เป็นอย่างมาก ในเวลาสอนศาสตราจารย์ศิลป์จะจริงจังและเป็นคนที่มีความตรงต่อเวลา สอนด้วยความเข้มงวดและมักจะพร่ำสอนให้นักศึกษาทำงานหนักอยู่เป็นประจำ เพราะงานศิลปะที่ดีนั้นย่อมมาจากการฝึกฝนอย่างหนัก โดยท่านยังมีความเป็นกันเองกับนักศึกษา มักจะแทนตัวเองว่า “ฉัน” และแทนนักศึกษาว่า “นาย” เมื่อนักศึกษาคนไหนขาดแคลนทุนทรัพย์ท่านก็มักจะช่วยเหลือเสมอ ท่านยังโปรดปรานการฟังเพลงเป็นอย่างมาก โดยเพลงที่ท่านมักจะฮัมเวลาทำงานอยู่บ่อยๆก็คือเพลงซานตา ลูเชีย เพลงพื้นเมืองภาษาอิตาลีซึ่งภายหลังได้กลายมาเป็นเพลงประจำมหาวิทยาลัยศิลปากร", "ศิลป์ พีระศรี\nแต่เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจที่ตกต่ำลงอย่างมากภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ค่าครองชีพในประเทศไทยสูงขึ้น ทำให้สถานะทางการเงินของท่านได้รับผลกระทบเป็นอย่างมาก โดยศาสตราจารย์ศิลป์จำต้องขายทั้งรถยนต์และบ้าน รวมถึงที่ดิน เพื่อแก้ปัญหาวิกฤตทางการเงิน แต่ก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ในท้ายที่สุด ศาสตราจารย์ศิลป์จึงจำเป็นต้องเดินทางกลับไปยังอิตาลี ประเทศบ้านเกิดพร้อมกับครอบครัวหรือก็คือการลาออกจากราชการนั่นเอง แต่เนื่องจากงานในประเทศไทยที่ยังคงติดค้างอยู่มาก รวมไปถึงความรักในประเทศไทยและอุดมการณ์ในการพัฒนาวงการศิลปะไทยของท่าน ทำให้ศาสตราจารย์ศิลป์ตัดสินใจเดินทางกลับมารับราชการและรับตำแหน่งเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยศิลปากรอีกครั้งในพ.ศ. 2492 แต่ในครั้งนี้นางแฟนนี อิซาเบลลาและโรมาโน(ลูกชายที่เกิดในประเทศไทย) นั้นไม่ได้เดินทางกลับมาด้วย ทำให้อาจารย์ศิลป์ต้องจากครอบครัวและหยุดชีวิตสมรสของท่านลงเช่นกัน", "ศิลป์ พีระศรี\nศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรีได้แต่งงานใหม่กับนางมาลินี เคนนี่ในปีพ.ศ. 2502 แต่ไม่ได้มีบุตรด้วยกัน ศาสตราจารย์ศิลป์ยังคงทุ่มเทเวลาและอุทิศชีวิตให้กับวงการศิลปะไทยเรื่อยมาจนถึงปี พ.ศ. 2505 ซึ่งท่านได้ล้มป่วยลงจากโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ ก่อนที่จะถึงแก่อนิจกรรมในวันที่14 พฤษภาคม พ.ศ. 2505 ที่โรงพยาบาลศิริราช ด้วยภาวะหัวใจล้มเหลวภายหลังการเข้ารับการผ่าตัดมะเร็งลำไส้ใหญ่ รวมสิริอายุได้ 69 ปี 7เดือน 29 วัน โดยมีพิธีพระราชทานเพลิงศพที่วัดเทพศิรินทราวาสเมื่อวันที่17 มกราคม พ.ศ. 2506 ซึ่งอัฐิถูกแยกไปสามส่วนด้วยกันคือที่สุสานชิมิเตโร เดญลี อัลลอรี เมืองฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี ส่วนที่สองถูกบรรจุในอนุสาวรีย์ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ณ ลานศาสตรจารย์ศิลป์ พีระศรี ในมหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ และส่วนที่สามถูกเก็บไว้ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ศิลป์ พีระศรี อนุสรณ์ ในกรมศิลปากร", "ศิลป์ พีระศรี\nศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี มีนามเดิมว่าคอร์ราโด เฟโรชี เกิดเมื่อวันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2435 ในเขตซานโจวันนี (San Giovanni) เมืองฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี เป็นบุตรของนายอาตูโด เฟโรชีและนางซานตินา เฟโรชี ซึ่งประกอบธุรกิจการค้า และเนื่องจากเกิดและอาศัยอยู่ ณ เมืองฟลอเรนซ์ นครแห่งการกำเนิดศิลปะเรอเนซองส์ชื่อก้องของอิตาลี คอร์ราโดจึงมีความสนใจในวิชาศิลปะมาตั้งแต่วัยเด็ก คอร์ราโดนั้นมีความสนใจและชื่นชอบในผลงานประติมากรรมของมิเกลันเจโลและโลเรนโซ กีแบร์ตีในมหาวิหารฟลอเรนซ์เป็นอย่างมาก จึงได้สมัครเป็นลูกมือช่วยงานศิลปินที่มีชื่อเสียงตามสตูดิโอต่างๆของเมืองฟลอเรนซ์ เขามีความตั้งใจแน่วแน่ที่จะศึกษาวิชาศิลปะและเป็นศิลปินให้ได้ อย่างไรก็ตามบิดามารดาของคอร์ราโดกลับไม่เห็นด้วยกับความคิดของเขาเพราะต้องการให้มาสืบทอดธุรกิจของครอบครัวต่อไปมากกว่า แต่คอร์ราโดมีความตั้งใจที่จะศึกษาศิลปะอย่างแรงกล้า จึงได้เก็บสะสมเงินและเข้าศึกษาในสถาบันศิลปแห่งนครฟลอเรนซ์ (Accademia di Belle Arti di Firenze) หลักสูตร 7 ปี ในปีพ.ศ. 2451 และจบการศึกษาในปีพ.ศ. 2458 ในขณะที่มีอายุ 23 ปีด้วยเกียรตินิยมอันดับที่หนึ่ง และได้รับประกาศนียบัตรช่างปั้นช่างเขียน ต่อมาได้สอบคัดเลือกและได้รับตำแหน่งเป็นศาสตราจารย์ประจำราชวิทยาลัย ศาสตราจารย์คอร์ราโดมีความรอบรู้ทางด้านประวัติศาสตร์ศิลป์ วิจารณ์ศิลป์และปรัชญาโดยเฉพาะมีความสามารถทางด้านศิลปะแขนงประติมากรรมและจิตรกรรมเป็นอย่างสูง ได้สร้างสรรค์ผลงานศิลปะไว้มากมายและได้รับรางวัลชนะเลิศการประกวดออกแบบอนุสาวรีย์จากรัฐบาลหลายครั้ง อาทิเช่น ผลงานอนุสาวรีย์ผู้กล้าในสงครามโลกครั้งที่ 1 บนเกาะเอลบา เป็นต้น", "ประสาน ศิลป์จารุ\nปี 2496 ชีวิตเริ่มเป็นนักแสดงเต็มตัว ล้อต๊อกมาชวนไปร่วมในคณะตลก ที่ได้ตั้งเป็นครั้งแรก โดยไปแสดงตามโรงภาพยนตร์ ทั้งในกรุงเทพ และต่างจังหวัด ทั้งประเทศ ในสมัยนั้นเป็นช่วงยุคสงครามโลก ประเทศไทยขาดภาพยนตร์มาฉาย ต้องอาศัยการแสดงจากคณะตลกที่มีชื่อแสดงแทน ตอนนั้นใช้ชื่อการแสดงว่า \"ทองแป๊ะ สินจารุ\" ดาราตลกที่มีชื่อในยุคนั้นคือ ดอกดิน กัญญามาลย์ , ทองฮ๊ะ , ทองแถม , บังเละ , อบ บุญติด ,มารศรี อิศรางกูร ณ อยุธยา ,ล้อต๊อก ,สมพงษ์ พงษ์มิตร ,สาหัส บุญหลง,ชูศรี โรจนประดิษฐ์ ,พูนสวัสดิ์ ธีมากร, สุคนธ์ คิ้วเหลี่ยม, อบ บุญติด เป็นต้น", "ศิลป์ พีระศรี\nศาสตราจารย์ศิลป์ยังเป็นคนที่ตั้งใจในการทำงานอย่างแท้จริง ท่านจะมาทำงานตั้งแต่เช้าตรู่ ใช้เวลาพักผ่อนในช่วงกลางวันแค่สั้นๆเพื่อที่จะไม่เป็นการเสียเวลาต่อการทำงาน และจะกลับบ้านก็ต่อเมื่อค่ำแล้วเท่านั้น โดยจะใช้เวลาไปกับการทำงานในห้องทำงาน สอนนักศึกษาและหาความรู้เพิ่มเติมตลอดเวลา ในภาวะสงครามโลกครั้งที่ 2 ท่านจะพิมพ์คัดลอกเอกสารสำหรับสอนนักศึกษาไว้เพิ่มเติมอีกหนึ่งชุดเสมอเพื่อป้องกันความเสียหายจากระเบิด หลังจากสงครามสิ้นสุดท่านจำต้องขายทั้งรถ บ้านและที่ดินเพื่อแก้ปัญหาวิกฤตการเงินครอบครัว แต่ก็ยังปั่นจักรยานจากบ้านทางถนนสุขุมวิทมาสอนอยู่ทุกวัน เมื่อจำเป็นต้องเดินทางกลับอิตาลีเพราะวิกฤตทางการเงินแต่ท่านก็ยังห่วงงานที่ประเทศไทยที่ยังคงคั่งค้าง จึงจำเป็นต้องแยกทางกับครอบครัวเพื่อที่จะมาสานต่ออุดมการณ์ของท่านต่อ ในช่วงบั้นปลายแม้จะป่วยหนักแต่ศาสตราจารย์ศิลป์ก็ยังทำงานของท่านต่อ ท่านยังตรวจข้อสอบของนักศึกษาในขณะที่รักษาตัวที่โรงพยาบาลศิริราช ท่านได้บอกกล่าวกับลูกศิษย์ไว้ว่า \"นาย ถ้าฉันตาย นายนึกถึงฉัน นายรักฉัน นายไม่ต้องไปทำอะไร นายทำงาน\" ซึ่งเป็นคำสอนที่ลูกศิษย์ยึดถือไว้อีกประโยคหนึ่งเพื่อช่วยสืบต่ออุดมการณ์ของศาสตรจารย์ศิลป์ในการพัฒนาวงการศิลปะไทยต่อไปตราบนานเท่านาน" ]
16
หมายเลขประจำตัวประชาชนที่ขึ้นต้นด้วยเลข 2 หมายถึงอะไร ?
[ "เลขประจำตัวประชาชนไทย\nคือคนที่เกิดและมีสัญชาติไทยได้แจ้งเกิดเกินกำหนดเวลา หมายความว่า เด็กคนใดก็ตามที่เกิดตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2527 เป็นต้นไป แล้วผู้ปกครองลืมหรือติดธุระไม่สามารถไปแจ้งเกิดที่อำเภอหรือเขตภายใน 15 วันตามกำหนด เมื่อไปแจ้งภายหลังเด็กคนนั้นก็จะกลายเป็นบุคคลประเภท 2 มีตัวเลขตัวแรกในทะเบียนบ้านขึ้นด้วยเลข 2 เช่น ในกรณีส้มจี๊ด หากพ่อไปแจ้งเกิดให้ ในวันที่ 18 มกราคม 2527 หรือเกินกว่านั้น ส้มจี๊ดก็จะมีเลขประจำตัวเป็น 2 1001 01245 29 9 ในทะเบียนบ้าน และเมื่อไปทำบัตรประชาชนในภายหน้า" ]
[ "เลขประจำตัวประชาชนไทย\nคือคนที่เกิดและมีสัญชาติไทยและได้แจ้งเกิดภายในกำหนดเวลา หมายความว่า เด็กคนใดก็ตามที่เกิดตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2527 เป็นต้นไป อันเป็นวันเริ่มแรกที่กรมการปกครอง ประกาศให้ประชาชนทุกคนต้องมีเลขประจำตัว 13 หลัก เมื่อพ่อแม่ผู้ปกครองไปแจ้งเกิดที่อำเภอหรือสำนักทะเบียนในเขตที่อยู่ภายใน 15 วัน นับแต่เกิดมาตามที่กฎหมายกำหนด เด็กคนนั้นก็ถือเป็นบุคคลประเภท 1 และจะมีเลขประจำตัวขึ้นด้วยเลข 1\nเช่น เด็กหญิงส้มจี๊ด เกิดเมื่อวันที่ 2 มกราคม 2527 และพ่อไปแจ้งเกิดที่เขตดุสิตภายในวันที่ 17 มกราคม 2527 เด็กหญิงส้มจี๊ด ก็จะมีหมายเลขประจำตัวขึ้นต้นด้วยเลข 1 และก็ต่อด้วยเลขหลักอื่นๆ อีก 12 ตัว เป็น 1 1001 01245 29 9 เป็นต้น ซึ่งเลขนี้จะเป็นเลขประจำตัว ปรากฏในทะเบียนบ้าน และจะปรากฏบนบัตรประจำตัวประชาชน เมื่อส้มจี๊ดไปทำบัตรประชาชนตอนอายุ 15 ปี", "เลขประจำตัวประชาชนไทย\nformula_3\nจากสมการแสดงให้เห็นว่า \"x\" ได้จากการ 13×เลขหลักที่ 1 โดยตัวตั้งจะลดลงมาถึงเลข 2 และตัวคูณคือเลขประชาชนตั้งแต่หลักแรกถึงหลักที่ 12 ตามลำดับ จากนั้นนำผลคูณแต่ละหลักรวมกันแล้วนำไปหารด้วย 11 โดยผลลัพธ์จะได้ค่ามอดูลัส นั่นหมายถึงเศษของผลหารที่ได้จากการนำผลรวมจากการคูณแต่ละหลักหารด้วย 11 เช่น 200 หารด้วย 11 จะเหลือเศษคือ 2 นั่นคือผลของมอดูลัส\n\"x\" จะมีค่าเป็นจำนวนเต็มตั้งแต่ 0 ถึง 10 จากนั้นก็ทำตามเงื่อนไขโดย", "เลขประจำตัวประชาชนไทย\nหมายถึงรหัสของสำนักทะเบียนหรืออำเภอที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนขณะที่ให้เลข กล่าวคือ เลขหลักที่ 2 เป็นเขตการปกครองของไทยโดยอ้างตามเขตรับผิดชอบของกรมการปกครองและตำรวจ ที่มีตั้งแต่ภาค 1-9 และ เลขหลักที่ 3 จะหมายถึงจังหวัดที่อยู่ในภาคนั้น ๆ ส่วนหลักที่ 4 และ 5 หมายถึงเขตหรืออำเภอในจังหวัดนั้น ๆ โดยที่เลขอำเภอจะเริ่มจากเลข 01ไล่ลงไป เช่นเลข 01 คืออำเภอเมือง และถ้าเป็นเขตเทศบาลจะเริ่มจากเลข 99 ย้อนลงมา", "เลขประจำตัวประชาชนไทย\nคือคนไทยและคนต่างด้าวที่มีใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวและมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในสมัยเริ่มแรก (คือตั้งแต่ก่อนวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2527) หมายความว่า บุคคลใดก็ตามไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือคนต่างด้าวที่มีใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว และมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน ณ ที่ใดที่หนึ่งในประเทศไทยมาตั้งแต่ก่อนวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2527 คนนั้นถือว่าเป็นบุคคลประเภท 3 และก็จะมีเลขประจำตัวขึ้นต้นด้วยเลข 3\nเช่น ส้มจี๊ด เกิดเมื่อวันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2501 และมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านแล้ว ส้มจี๊ดก็จะมีเลขประจำตัวในทะเบียนบ้าน และบัตรประชาชนเป็น 3 1001 01245 29 9", "เลขประจำตัวประชาชนไทย\nคือคนไทยและคนต่างด้าวที่มีใบสำคัญคนต่างด้าว แต่แจ้งย้ายเข้าโดยยังไม่มีเลขประจำตัวประชาชนในสมัยเริ่มแรก หมายความว่า คนไทยหรือคนต่างด้าวที่มีใบสำคัญคนต่างด้าว ที่อาจจะเป็นบุคคลประเภท 3 คือมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเดิมอยู่แล้ว แต่ยังไม่ทันได้เลขประจำตัวก็ขอย้ายบ้านไปเขตหรืออำเภออื่นก่อนช่วง 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2527 ก็จะเป็นบุคคลประเภท 4 ทันที", "เลขประจำตัวประชาชนไทย\nเลขประจำตัวในบัตรประชาชนของคนไทย มีด้วยกัน 13 หลัก โดยแต่ละหลัก มีความหมายแตกต่างกันไป ทั้งนี้ ผู้อำนวยการสำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย มีหน้าที่ในการกำหนดเลขประจำตัว แก่บุคคลที่อยู่ในราชอาณาจักร คนละหนึ่งเลขโดยไม่ซ้ำกัน และอาจยกเว้นแก่บุคคลบางจำพวก เช่นสมเด็จพระราชินี และพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นพระองค์เจ้า เป็นต้น", "เลขประจำตัวประชาชนไทย\nคนทั้งแปดประเภทนี้จะมีเพียงประเภทที่ 3, 4 และ 5 เท่านั้นที่จะมีบัตรประจำตัวประชาชนได้เลย ส่วนประเภทที่ 1 และ 2 จะมีบัตรประจำตัวประชาชนได้ก็ต่อเมื่อมีอายุถึงเกณฑ์ทำบัตรประจำตัวประชาชน คืออายุ 7 ปี แต่สำหรับบุคคลประเภทที่ 6, 7 และ 8 ที่ยังไม่ได้รับสัญชาติไทย จะมีเพียงทะเบียนประวัติเล่มสีเหลืองเท่านั้น จะไม่มีการออกบัตรประจำตัวประชาชนให้ บุคคลประเภทที่ 8 ที่ได้รับสัญชาติไทยจะมีบัตรประจำตัวประชาชนได้", "บัตรประจำตัวประชาชนจีน\nเลขประจำตัวประชาชนจีน เริ่มใช้เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2542 ประกอบด้วย 18 หลัก ดังนี้ 6 หลักแรก เป็นรหัสสำนักทะเบียน 8 หลักต่อมาเป็นวันเกิดในรูปแบบ ปปปปดดวว 3 หลักถัดมาเป็นลำดับเลขที่ของบุคคล ตามด้วยรหัสตรวจสอบ 1 หลัก (ต่างจากเลขประจำตัวประชาชนไทย ซึ่งประกอบด้วยประเภทบุคคล 1 หลัก รหัสสำนักทะเบียน 4 หลัก รหัสเล่มสูติบัตร 5 หลัก ลำดับที่ 2 หลัก และเลขตรวจสอบ 1 หลัก) การคำนวณรหัสตรวจสอบ ใช้ตามมาตรฐาน ดังนี้คือ", "เลขประจำตัวประชาชนไทย\nคือผู้ที่เข้าเมืองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และผู้ที่เข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมายแต่อยู่ในลักษณะชั่วคราว กล่าวคือ คนที่มาอาศัยอยู่ในประเทศไทยแต่ยังไม่ได้สัญชาติไทยเพราะทางการยังไม่รับรองทางกฎหมาย เช่น ชนกลุ่มน้อยตามชายแดนหรือชาวเขา กลุ่มนี้ถือว่าเป็นผู้เข้าเมืองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ส่วนบุคคลที่เข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมายแต่อยู่ชั่วคราว เช่น นักท่องเที่ยวหรือชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทย แม้บางคนจะถือพาสปอร์ตประเทศของตน แต่อาจจะมีสามีหรือภรรยาคนไทยจึงไปขอทำทะเบียนประวัติเพื่อให้มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านสามีหรือภรรยา คนทั้งสองแบบที่ว่านี้ถือว่าเป็นบุคคลประเภท 6" ]
9
เอลิซาเบธแห่งโรมาเนีย สมเด็จพระราชินีแห่งกรีซ มีพี่ชายหรือไม่ ?
[ "เอลิซาเบธแห่งโรมาเนีย สมเด็จพระราชินีแห่งกรีซ\nเจ้าหญิงเอลิซาเบธเป็นพระธิดาจากพระโอรส-ธิดาทั้งหมด 6 พระองค์ของสมเด็จพระราชาธิบดีเฟอร์ดินานด์ที่ 1 กับพระราชินีมารี ทั้งที่ทรงยังไม่เคยเข้าศึกษาในสถานศึกษาใดๆ แต่ทรงพูดได้ถึง 4 ภาษาและทรงได้รับการศึกษาศิลปกรรม,การเต้นรำและประวัติดนตรีและวรรณคดี ทรงชื่นชอบดนตรีและนักดนตรีต่างๆ ว่ากันว่าทรงเก็บผลงานของนักดนตรีต่างๆ รวมถึงแผ่นเสียงไว้ในหีบแผ่นเสียง แต่หีบได้ถูกทำลายในระหว่างที่ครอบครัวถูกคุ้มครองสงครามโลกครั้งที่ 1." ]
[ "เอลิซาเบธแห่งโรมาเนีย สมเด็จพระราชินีแห่งกรีซ\nเอลิซาเบธแห่งโรมาเนีย สมเด็จพระราชินีแห่งกรีซ (12 ตุลาคม พ.ศ. 2437 - 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2499 พระนามเต็ม: \"เอลิซาเบธ ชาร์ล็อต โจเซฟีน อเล็กซานดรา วิกตอเรีย\") ทรงเป็นสมเด็จพระราชินีแห่งกรีซ พระมเหสีในสมเด็จพระราชาธิบดีจอร์จที่ 2 แห่งกรีซ พระนางเป็นพระธิดาของสมเด็จพระราชาธิบดีเฟอร์ดินานด์ที่ 1 แห่งโรมาเนียกับเจ้าหญิงมารีแห่งเอดินบะระ", "เอลิซาเบธแห่งโรมาเนีย สมเด็จพระราชินีแห่งกรีซ\nในวันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2437 เจ้าหญิงมารีแห่งเอดินบะระ พระชายาในมกุฎราชกุมารเฟอร์ดินานด์แห่งโรมาเนียมีพระประสูติกาลพระธิดาที่ปราสาทเปเรส เจ้าหญิงมีพระนามว่า เอลิซาเบธหรือเอลิซาเวตา ซึ่งมีพระนามตามพระปิตุจฉาของพระองค์ คือ สมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธแห่งโรมาเนีย พระมเหสีในสมเด็จพระราชาธิบดีคาโรลที่ 1 แห่งโรมาเนีย เจ้าหญิงเอลิซาเบธทรงใช้พระชนมชีพในช่วงต้นที่ปราสาทเปเรส เมืองซินายอา ที่ซึ่งมกุฎราชกุมาร ผู้เป็นพระบิดาทรงพำนักอยู่ ในหนังสือ The Story of My Life พระนิพนธ์ในพระราชินีมารี(เจ้าหญิงมารี) ผู้เป็นพระมารดาทรงบันทึกไว้ว่า \"เธอมีผิวที่ขาวดุจดังน้ำนมและมีตาโตสีเขียว มักจะตื่นตกใจกลัวง่าย รักที่จะเก็บและวัดดอกไม้ แต่ในตอนแรกเธอเป็นคนเงียบๆแต่ก็บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับดอกลิลลี่และดอกรักเร่ ดอกใหญ่ ริมสระน้ำ ในตอนอยู่ที่ที่จอดรถใกล้ปราสาท รถม้ากำลังออกตัว ฉันรู้สึกประหลาดใจมากเมื่อเธอได้เล่าเรื่องความฝันของเธอและบอกว่าเธอมีเพื่อนเป็นนางฟ้า ทำให้ฉันรู้สึกว่าเด็กคนนี้ของฉันมีความคิดที่ฉันคาดไม่ถึง\" เนื่องจากเจ้าหญิงมารีในขณะนั้นมีพระชนมายุเพียง 19 พรรษา และเจ้าหญิงเอลิซาเบธกับเจ้าชายคาโรลพระเชษฐาของพระองค์ได้รับการศึกษาร่วมกัน พระราชินีเอลิซาเบธทรงปลูกฝังพระองค์ให้รักศิลปะ", "เอลิซาเบธแห่งโรมาเนีย สมเด็จพระราชินีแห่งกรีซ\n[[ไฟล์:Elizabeth and George.jpg|thumb|เจ้าหญิงเอลิซาเบธแห่งโรมาเนียและสมเด็จพระราชาธิบดีจอร์จที่ 2 แห่งกรีซ ในปีพ.ศ. 2464 วันอภิเษกสมรส]]\nในปีพ.ศ. 2454 ในวันพระราชสมภพของเจ้าหญิงเอลิซาเบธ พระองค์ทรงได้พบปะกับ[[สมเด็จพระราชาธิบดีจอร์จที่ 2 แห่งกรีซ|เจ้าชายจอร์จแห่งกรีซ]] พระโอรสองค์โตใน[[สมเด็จพระราชาธิบดีคอนสแตนตินที่ 1 แห่งกรีซ]] ราชวงศ์กรีซตอบรับคำเชิญของพระเจ้าเฟอร์ดินานด์ให้เสด็จเยือนโรมาเนียที่กรุงบูคาเรสต์ การพบปะกับเจ้าชายชาวกรีซครั้งแรก เจ้าหญิงทรงปฏิเสธข้อเสนอในการสมรส ซึ่งทำให้ทุกพระราชวงศ์ต่างประหลาดใจ เพราะเจ้าหญิงยังทรงศึกษาอยู่ ก่อนปีพ.ศ. 2457 เจ้าชายจอร์จทรงขอเจ้าหญิงเอลิซาเบธสมรสอีกครั้ง แต่ก็ได้รับการตอบปฏิเสธจากพระองค์เช่นเดิม ซึ่งตอนนั้นพระองค์มีพระชนมายุ 20 พรรษา ทรงปฏิเสธจากคำแนะนำของพระอัยยิกา [[เอลิซาเบธแห่งวีด สมเด็จพระราชินีแห่งโรมาเนีย|พระนางคาร์เมน ซิลเวีย]](อดีตพระราชินีเอลิซาเบธ) ที่ไม่ประสงค์ให้เจ้าหญิงอภิเษกสมรสกับเจ้าชายจอร์จแห่งกรีซ เนื่องจากทรงเชื่อว่า เจ้าหญิงเอลิซาเบธจะสามารถพบพระสวามีที่ดีสำหรับเธอได้ด้วยพระองค์เอง", "เอลิซาเบธแห่งโรมาเนีย สมเด็จพระราชินีแห่งกรีซ\n[[ไฟล์:Maria koburg z córkami.JPG|thumb|จากซ้าย:พระราชินีมารีแห่งโรมาเนีย,เจ้าหญิงเอลิซาเบธแห่งโรมาเนีย อดีตสมเด็จพระราชินีแห่งกรีซ และ [[มาเรียแห่งโรมาเนีย สมเด็จพระราชินีแห่งยูโกสลาเวีย|เจ้าหญิงมิกนอล]] พระขนิษฐา]]\nหลังจากเสด็จกลับโรมาเนีย พระองค์ทรงหลีกเลี่ยงการได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงเป็นเจ้าหญิงแห่งโรมาเนีย คอนสแตนติน อาร์กเทียนูได้จดจำได้ถึงข่าวลือที่เล่าต่อๆกันไปในเวลานั้นเกี่ยวกับพระองค์ว่า \"พวกเขากล่าวว่า พระองค์เสด็จในเขตต่างๆ ฉลองพระองค์ด้วยเสื้อคลุมยาว และมักครวญเพลงของสครูเบิร์ต ลีเดอร์ ทรงสร้างความประหลาดใจมากภายในฉลองพระองค์เครื่องแบบทหาร ทรงประทับใจในห้องที่มืดและประดับด้วยผ้าม่านสีซีด ทรงตื่นบรรทมในตอนกลางคืนและทรงเล่นเปียโนเพื่อขับร้องเพลงจนถึงย่ำรุ่ง ในบทเพลงของโมสาร์ท ทรงวาดภาพบ่อยๆ แต่ทรงเริ่มประพันธ์บทกลอน พระองค์ทรงเดินทางด้วยเงินบำเหน็จรายปีไปที่[[เวนิส]]และ[[นีซ]] ไม่มีใครเห็นพระองค์อยู่กับคนใดเลย!\"", "เอลิซาเบธแห่งโรมาเนีย สมเด็จพระราชินีแห่งกรีซ\n[[เจ้าหญิงอีเลียนาแห่งโรมาเนีย]] พระขนิษฐาของเธอซึ่งเป็นพระธิดาลับของพระราชินีมารี ผู้อื้อฉาวกับ[[บาร์บู สเตอบีย์]] เจ้าหญิงเอลิซาเบธทรงไม่สงสารพระขนิษฐาซึ่งประสูติท่ามกลางความอื้อฉาวของพระมารดาแต่กลับล้อเลียนเจ้าหญิงอีเลียนาเสมอ [[คอนสแตนติน อากโทรเอียนนู]]ได้เรียบเรียงเหตุการณ์จากความทรงจำว่า เจ้าหญิงเอลิซาเบธทรงกล่าวกับเจ้าหญิงอีเลียนาว่า \"อีเลียนามาที่หน้าต่างเร็วเข้า มาดูพ่อของเธอ\" ซึ่งบาร์บู สเตอบีย์ได้ออกจากรถพอดี", "เอลิซาเบธแห่งโรมาเนีย สมเด็จพระราชินีแห่งกรีซ\nก่อนปีพ.ศ. 2549 ทรัพย์สินและที่ดินของพระองค์แถบบันล็อก ซึ่งปัจจุบันทรุดโทรมลงมาก ได้ถูกอ้างสิทธิและทำการซ่อมแซมโดย[[พอล-ฟิลิปเป โฮเฮนโซลเลิร์น]] พระนัดดาในเจ้าหญิงเอลิซาเบธ ซึ่งเป็นทายาทอย่างไม่เป็นทางการของพระราชาธิบดีคาโรลที่ 2 ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2550 การบูรณะต้องหยุดชะงักเพราะตามกฎพระราชวงศ์โฮเฮนโซลเลิร์น ไม่ยอมรับ\"เลือดสีฟ้า\"ของพอล-ฟิลิปเป ดังนั้นจึงไม่มีสิทธิในทรัพย์ของพระราชวงศ์\nพอล-ฟิลิปเป โฮเฮนโซลเลิร์นยังอ้างสิทธิในเงิน,เหรียญตรา,เครื่องประดับ,วัตถุทอง,แพลททินัมและโลหะมีค่าต่างๆของพระราชวงศ์ ที่ถูกยึดโดยคอมมิวนิสต์และทรัพย์สินที่เป็นของเจ้าหญิงเอลิซาเบธ,พระราชาธิบดีคาโรลที่ 2 และเจ้าชายนิโคลัส ซึ่งในปีพ.ศ. 2491 คอมมิวนิสต์ได้เข้ายึดวังบันล็อกได้ยึดเครื่องประดับ,เหรียญที่ระลึกและ เหรียญทอง 708 เหรียญ ปัจจุบันทางเมืองได้ซื้อวังนี้ในวาระ 49 ปีก่อตั้งมณฑลบานาท\n[[ไฟล์:Elizabeth ex-queen of greece.jpg|thumb|เจ้าหญิงเอลิซาเบธแห่งโรมาเนีย อดีตพระราชินีแห่งกรีซ]]\n[[หมวดหมู่:ราชินีแห่งกรีซ|อ]]\n[[หมวดหมู่:เจ้าหญิงโรมาเนีย|อ]]\n[[หมวดหมู่:พระราชปนัดดาในพระราชินีวิกตอเรีย|อ]]\n[[หมวดหมู่:ราชวงศ์โฮเฮนซอลเลิร์น-ซิกมาริงเงิน|อ]]\n[[หมวดหมู่:ราชวงศ์กลึคสบวร์ก]]", "เอลิซาเบธแห่งเวดส์ สมเด็จพระราชินีแห่งโรมาเนีย\nเจ้าหญิงเอลิซาเบธแห่งเวดส์ สมเด็จพระราชินีแห่งโรมาเนีย(29 ธันวาคม พ.ศ. 2386 - 3 มีนาคม/2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2459) พระนามเดิมคือ เจ้าหญิงพอลีน เอลิซาเบธ ออตติลี หลุยส์ ซู วีด ทรงเป็นสมเด็จพระราชินีแห่งโรมาเนียโดยเป็นพระมเหสีในสมเด็จพระราชาธิบดีคาโรลที่ 1 แห่งโรมาเนีย พระนางทรงเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางในด้านวรรณกรรมโดยทรงมีนามปากกาว่า \"คาร์เมน ซิลวา\"(\"Carmen Sylva\") ทรงก่อตั้งองค์กรการกุศลขึ้นมากมาย ชาวโรมาเนียจึงให้พระสมัญญาว่า \"Mama răniților\" และชาวโรมาเนียมักจะเรียกพระนางว่า \"พระราชินีคาร์เมน ซิลวา\" ตามนามปากกาของพระนางมากกว่าเรียกพระนามจริง\nเจ้าหญิงเอลิซาเบธแห่งวีดประสูติที่ปราสาทชลูส์ มองเรปอส เมืองเนาวีด ในวันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2386 เป็นพระราชธิดาองค์โตในเจ้าชายเฮอร์มันด์ เจ้าชายแห่งเวดส์กับเจ้าหญิงมารีแห่งนัสเซา เจ้าหญิงมารี พระมารดาของเจ้าหญิงเอลิซาเบธเป็นพระราชธิดาในวิลเฮล์ม ดยุคแห่งนัสเซากับเจ้าหญิงหลุยส์แห่งแซ็กซ์-ฮิลด์บูร์กเฮาเซน เจ้าหญิงมารีทรงมีศักดิ์เป็นพระขนิษฐาในแกรนด์ดยุกอดอล์ฟแห่งลักเซมเบิร์กและเป็นพระเชษฐภคินีในสมเด็จพระราชินีโซเฟียแห่งสวีเดนและนอร์เวย์ เจ้าหญิงเอลิซาเบธทรงสนพระทัยในการศึกษาด้านศิลปะ เมื่อทรงพระเยาว์เจ้าหญิงเอลิซาเบธมีพระอุปนิสัยที่สุภาพเรียบร้อยและเสด็จเยี่ยมสถานสงเคราะห์คนวิกลจริตในท้องถิ่นบ่อยๆ", "เอลิซาเบธแห่งโรมาเนีย สมเด็จพระราชินีแห่งกรีซ\nสิ้นปีพ.ศ. 2457 เกิดเหตุการณืครั้งใหญ่ในชีวิตพระองค์ คือการเสด็จสวรรคตของ สมเด็จพระราชาธิบดีคาโรลที่ 1 แห่งโรมาเนีย และพระบิดาของพระองค์ได้ขึ้นครองราชสมบัติในพระนาม [[สมเด็จพระราชาธิบดีเฟอร์ดินานด์ที่ 1 แห่งโรมาเนีย]] ทำให้พระราชวงศ์ต้องย้ายจากซินายอาไปยัง[[บูคาเรสต์]] ที่[[พระราชวังโคโทรเซนิ]] ทำให้เจ้าหญิงต้องเสด็จออกตามที่สาธารณะพร้อมพระบิดาและพระมารดา ทรงต้องทำกิจกรรมต่างๆเพื่อการกุศล เจ้าหญิงทรงชื่นชอบครั้งที่อยู่ที่บูคาเรสต์มาก เนื่องจากสภาพอากาศของบูคาเรสต์เหมาะกับผู้ชื่นชอบศิลปะ พระองค์มีพระสหายเพิ่มมากขึ้นแต่การพำนักที่นี่ต้องทำตามกฎระเบียบเคร่งครัด", "สมเด็จพระราชินีมารีแห่งโรมาเนีย\nในปีค.ศ. 1920 เจ้าหญิงเอลิซาเบธ พระธิดาองค์โตของพระนางมารี ทรงหมั้นกับเจ้าชายจอร์จแห่งกรีซ พระโอรสองค์โตในสมเด็จพระราชาธิบดีคอนสแตนตินที่ 1 แห่งกรีซกับอดีตสมเด็จพระราชินีโซเฟีย พระญาติของพระนางมารี ซึ่งทรงถูกถอดถอนจากราชบัลลังก์กรีซ หลังจากที่พระนางทรงเชิญเจ้าชายจอร์จพร้อมพระขนิษฐาทั้งสองพระองค์คือ เจ้าหญิงเฮเลนและเจ้าหญิงไอรีน มาร่วมประทับพร้อมกับพระนางที่ซินายอา พระนางมารีทรงจัดการกิจกรรมต่างๆมากมายแก่คู่หนุ่มสาวทั้งสองและทรงยินดีอย่างมากที่จะทรงอภิเษกสมรสกับพระธิดาของพระนางตามที่ทรงคาดหมายไว้แล้ว ซึ่งพระธิดาของพระนางเองนั้นมีข้อด่างพร้อยอย่างรุนแรง ในเดือนตุลาคม มีรายงานข่าวจากกรีซเกี่ยวกับการสวรรคตของสมเด็จพระราชาธิบดีอเล็กซานเดอร์แห่งกรีซ ซึ่งเจ้าหญิงกรีซต้องรีบเสด็จกลับไปพบพระบิดาและพระมารดาอย่างเร็วที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ ในวันถัดมา มีข่าวแจ้งว่า พระมารดาของพระนางมารีได้สิ้นพระชนม์แล้วอย่างสงบที่ซูริก พระนางมารีทรงเตรียมการเดินทางไปยังสวิตเซอร์แลนด์ ที่ซึ่งพระนางจะทรงพาเจ้าหญิงเฮเลนและเจ้าหญิงไอรีนไปพบพระบิดาและพระมารดาของทั้งสองพระองค์ได้และเข้าร่วมพิธีฝังพระศพพระมารดาของพระนาง ในขณะที่เจ้าชายจอร์จและเจ้าหญิงเอลิซาเบธยังคงประทับอยู่ที่ซินายอา" ]
13
ปอล เซซาน จิตรกรชาวฝรั่งเศส เกิดเมื่อไหร่ ?
[ "ปอล เซซาน\nปอล เซซาน เกิดเมื่อวันที่ 19 มกราคม ค.ศ. 1839 (พ.ศ. 2382) ในครอบครัวที่มั่งคั่งร่ำรวยในเมืองแอ็กซ็องพรอว็องส์ ประเทศฝรั่งเศส บิดาของเขาประสบความสำเร็จจากธุรกิจด้านการธนาคารที่ความร่ำรวย ส่วนแม่ของเขานั้นก็เป็นที่จิตใจดีของสนับสนุนงานของลูกชาย พ่อของเซซานไม่ได้ปรารถนาให้เขาเป็นจิตรกร ทำให้เซซานต้องไปเรียนกฎหมายอยู่ชั่วระยะเวลาหนึ่งเหมือนแอดการ์ เดอกา ในปี ค.ศ. 1852 เซซานได้เข้าเรียนที่วิทยาลัยบูร์บง (Collège Bourbon) ที่นั่นเขาได้พบกับเอมีล ซอลา (Émile Zola) ผู้ซึ่งต่อไปจะกลายเป็นนักเขียนชั้นนำของฝรั่งเศส พวกเขาเรียนหนังสือและเติบโตมาด้วยกัน ทั้งสองจึงเป็นเพื่อนที่รู้ใจของอีกฝ่ายเป็นอย่างดี" ]
[ "ปอล เซซาน\nปอล เซซาน () จิตรกรชาวฝรั่งเศสในลัทธิประทับใจยุคหลัง สมัยคริสต์ศตวรรษที่ 19 มีความเชี่ยวชาญทางการเขียนภาพสีน้ำมัน งานของเซซานเป็นงานที่วางรากฐานสำหรับการเปลี่ยนแปลงจากศิลปะในลัทธิประทับใจของคริสต์ศตวรรษที่ 19 ไปสู่ศิลปะบาศกนิยมของคริสต์ศตวรรษที่ 20 ซึ่งเป็นแนวที่ทั้งอ็องรี มาติส และปาโบล ปีกัสโซ ยกย่องเซซานว่าเป็น \"the father of us all\"", "ปอล โกแก็ง\nเออแฌน อ็องรี ปอล โกแก็ง (, 7 มิถุนายน ค.ศ. 1848 - 8 พฤษภาคม ค.ศ. 1903) เป็นจิตรกรสมัยอิมเพรสชันนิสม์สมัยหลังชาวฝรั่งเศสในคริสต์ศตวรรษที่ 19 ผู้มีความเชี่ยวชาญทางการเขียนภาพเขียนสีน้ำมัน", "ปอล เซซาน\nในปี ค.ศ. 1872 เซซานใช้ชีวิตอยู่ที่เมืองปงตวซ ประเทศฝรั่งเศส กับฟีแก ภรรยาของเขาและลูกชายของเขา เซซานยังคงมีความกระตือรือร้นที่จะทำงานเขียนภาพต่อไป เขาได้ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการออกนั่งเขียนภาพข้างนอกกับกามีย์ ปีซาโร และที่ปงตวซนี่เองเซซานได้พบกับ[[ปอล โกแก็ง] ]ผู้ซึ่งชื่นชมในงานของเซซานและยอมจ่ายให้เขา ดังนั้นในราวปี ค.ศ. 1872-1874 เซซานจึงย้ายเข้ามาอยู่ที่บ้านและทำงานให้กับโกแก็งที่เมือง[[โอแวร์ซูว์รวซ]] ในขณะเดียวกันในปี ค.ศ. 1873 นั้น เซซานได้มีโอกาสพบกับ[[ฟินเซนต์ ฟัน โคค]] และในปี ค.ศ. 1874 เขาก็มีโอกาสนำผลงานของตนไปจัดแสดงที่งานแสดงผลงานของศิลปินกลุ่มลัทธิประทับใจ ในงานนั้นภาพของเซซานได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากกลุ่มศิลปินเป็นอย่างมาก แต่ถึงกระนั้นภาพของเซซานก็มีความแตกต่างจากศิลปินคนอื่น ๆ มากเช่นกัน การวางองค์ประกอบของเขาในขณะนั้นทำให้เห็นได้อย่างชัดเจนถึงความใกล้เคียงกับงานของปีซาโร และในปี ค.ศ. 1877 เซซานก็ได้จัดงานแสดงผลงานของเขาเองโดยจัดแสดงทั้งหมด 16 ภาพ แต่ก็ได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์กลับมาหนักมาก จนเขาเสียกำลังใจไป แต่อย่างไรก็ดีเขาก็ยังคงทำงานเขียนภาพต่อในสตูดิโอของเขา \nในช่วงต้นปี ค.ศ. 1880 งานของเขาเริ่มออกห่างจากลักษณะของลัทธิประทับใจมากขึ้นไปทุกที แต่เขาก็ยังคงออกไปเขียนภาพทิวทัศน์อย่างสม่ำเสมอ ราวสิบปีให้หลังมานี้ เซซานพยายามส่งผลงานของเขาที่มีโครงสร้างตามแบบธรรมชาติเข้าร่วมนิทรรศการของ salon เสมอ แต่ก็ยังคงล้มเหลว (มีเพียงครั้งเดียวที่ได้ร่วมจัดแสดง) จนปี ค.ศ. 1886 พ่อของเขาได้เสียชีวิตและทิ้งมรดกไว้ให้กับเขาจำนวนหนึ่ง นั่นทำให้ปัญหาเรื่องการเงินของเขามีสภาพที่ดีขึ้นด้วย", "นีกอลา ปูแซ็ง\nปูแซ็งเกิดเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน ค.ศ. 1594 ที่เมืองเลซ็องเดอลีในนอร์ม็องดีในประเทศฝรั่งเศส และเสียชีวิตเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน ค.ศ. 1665 ลักษณะการเขียนเป็นแบบคลาสสิกซิสม์ งานของปูแซ็งเจะชัดเจน มีเหตุผลและมีระเบียบและนิยมเส้นมากกว่าสี ปูแซ็งมีอิทธิพลต่อจิตรกรที่มีลักษณะเขียนไปทางคลาสสิกมาจนถึงคริสต์ศตวรรษที่ 20 เช่น ฌัก-หลุยส์ ดาวีด, ปอล เซซาน", "อ็องรี มาติส\nอ็องรี เอมีล เบอนัว มาติส () (31 ธันวาคม ค.ศ. 1869 – 3 พฤศจิกายน ค.ศ. 1954) เป็นจิตรกร ประติมากร และช่างพิมพ์ ชาวฝรั่งเศส ถือกันว่าเขามีฐานะเป็นหัวหน้าและคนที่สำคัญที่สุดของกลุ่มคติโฟวิสต์ ผลงานการวาดรูปของเขาจะโดดเด่นในการที่ใช้สีสันตัดกันอย่างลื่นไหลลงตัว\nอ็องรี มาติส เกิดเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม ค.ศ. 1869 ที่เมืองเลอกาโต-ก็องเบรซี (Le Cateau-Cambrésis) แคว้นนอร์-ปาดกาแล (Nord-Pas-de-Calais) ประเทศฝรั่งเศส เติบโตในโบแอ็งน็องแวร์ม็องดัว (Bohain-en-Vermandois) เป็นบุตรชายของพ่อค้ามีฐานะมั่งคั่งคนหนึ่งในฝรั่งเศส บิดาต้องการให้เขาเป็นนักกฎหมาย ซึ่งเป็นอาชีพที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นอาชีพที่ดีในสังคมฝรั่งเศสในสมัยนั้น ในตอนแรกมาติสทำตามความปรารถนาของครอบครัวโดยการเข้าศึกษาวิชากฎหมาย จากนั้นเขาได้กลายเป็นจิตรกรโดยบังเอิญ เมื่อเขาล้มป่วยลงในปี ค.ศ.1889 ขณะนั้นเขายังเป็นนักศึกษากฎหมายอยู่ เพื่อนคนหนึ่งได้แนะนำให้เขาหัดวาดรูปเพื่อเป็นการแก้เบื่อหน่าย จนกระทั่งเขาหายป่วยเขาจึงตัดสินใจเลิกเรียนวิชากฎหมายและเข้าศึกษาที่โรงเรียนวิจิตรศิลป์ ในปี ค.ศ. 1895 มาติสได้เป็นศิษย์ของกุสตาฟว์ โมโร อาจารย์ศิลปะคนสำคัญในสมัยนั้น ขณะที่ศึกษาอยู่ในสถาบันสอนศิลปะแห่งนั้นเขาได้พบกับฌอร์ฌ รูโอ, อาลแบร์ มาร์แก ฯลฯ ซึ่งต่อมาเป็นผู้ร่วมคิดค้นคนสำคัญของศิลปะกลุ่มโฟวิสต์\nต่อมาในปี ค.ศ.1897 มาติสเริ่มต้นศึกษาแนวคิดของศิลปินสมัยลัทธิประทับใจ ปอล เซซานเป็นศิลปินที่อิทธิพลต่อมาติสอย่างมาก โดยเขายกย่องว่าผลงานของเซซานมีความโดดเด่นโดยเฉพาะเรื่องของการใช้สี ซึ่งมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน ทำให้เกิดมวลปริมาตรที่มีความหนาแน่น โดยมาติสได้เขียนไว้ในบันทึกใจความว่า “ผลงานของเซซานอยู่บนรากฐานในพลังของเส้นและสี” นอกจากเซซานแล้ว ยังมีศิลปินกลุ่มอื่นที่เขาให้ความสนใจได้แก่ กลุ่มลัทธิประทับใจใหม่ ศิลปินคนสำคัญในยุคนี้เช่น ปอล โกแก็ง และปอล ซีญัก มาติสกล่าวว่า “กลุ่มนีโอ-ลัทธิประทับใจในกรรมวิธีการแต้มสีเป็นจุด เท่ากับเป็นการทำลายเอกภาพของสี เขาต้องการสร้างงานศิลปะให้มีการเคลื่อนไหว ไม่ใช่ดูนิ่งเหมือนพวกลัทธิประทับใจได้กระทำ และไม่ได้เป็นเครื่องบันทึกธรรมชาติที่ผ่านไปเฉย ๆ ดังเช่นที่ศิลปินลัทธิประทับใจทำ” บันทึกที่กล่าวมาล้วนอยู่ในบทความเรื่อง ‘คำให้การของจิตรกร’ ซึ่งมาติสตีพิมพ์ในวารสารเลอกรังค์รีวิวเมื่อปี ค.ศ.1908", "ปาโบล ปีกัสโซ\nปาโบล รุยซ์ ปีกัสโซ (; ; ; 25 ตุลาคม ค.ศ. 1881 – 8 เมษายน ค.ศ. 1973) จิตรกรเอกของโลก เป็นบุคคลที่นิตยสาร TIME ยกย่องให้เป็นศิลปินที่มีพรสวรรค์ในการสร้างสรรค์มากที่สุดในคริสต์ศตวรรษที่ 20 ปีกัสโซเกิดเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม ค.ศ. 1881 ที่เมืองมาลากา แคว้นอันดาลูเซียทางตอนใต้ของ ประเทศสเปน เป็นบุตรชายคนโตของดอนโคเซ รุยซ์ อี บลัสโก (ค.ศ. 1838-1913) กับมารีอา ปีกัสโซ อี โลเปซ บิดาเป็นครูสอนศิลปะในมหาวิทยาลัย งานของปีกัสโซเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยแต่ยังคงความเป็นเอกลักษณ์ แต่การเปลี่ยนแปลงทิศทางรูปแบบของผลงานนั้นเกิดจากหรืออาจได้รับแรงบันดาลใจมาจาก เฟอร์นานเดอ โอริเวียร์ (Fernande Olivier) ซึ่งเป็นคนรักคนแรกของเขา และเขาได้แต่งงานครั้งที่ 2 กับแจ็คเกอรีน โร๊ค ในปี ค.ศ. 1961 และเขาจบชีวิตศิลปินลงในวันที่ 8 เมษายน ค.ศ. 1973 เสียชีวิตในวัย 91 ปี", "ฌอร์ฌ-ปีแยร์ เซอรา\nฌอร์ฌ-ปีแยร์ เซอรา () (2 ธันวาคม ค.ศ. 1859 - 29 มีนาคม ค.ศ. 1891) เป็นจิตรกรชาวฝรั่งเศสของสมัยอิมเพรสชันนิสม์ใหม่ของคริสต์ศตวรรษที่ 19 งานเขียนชิ้นที่มีชื่อเสียงที่สุดของเซอราคือภาพ “บ่ายวันอาทิตย์บนเกาะลากร็องด์ฌัต” ที่เขียนระหว่างปี ค.ศ. 1884 ถึง ค.ศ. 1886 ซึ่งเป็นภาพที่เปลี่ยนทิศทางของศิลปะสมัยใหม่เข้าสู่สมัยอิมเพรสชันนิสม์ใหม่ และเป็นภาพไอคอนสำคัญที่สุดภาพหนึ่งของคริสต์ศตวรรษที่ 19", "พอล มุนี\nเฟรดริช เมชีแลม ไมเออร์ เวย์เซนฟรอนด์ (; 22 กันยายน ค.ศ. 1895 – 25 สิงหาคม ค.ศ. 1967) เป็นนักแสดงชาวอเมริกัน เกิดในลวีฟและเติบโตในชิคาโก มีผลงานการแสดงภาพยนตร์ทั้งหมด 25 เรื่อง เข้าชิงรางวัลออสการ์ 4 ครั้ง และได้รับรางวัลออสการ์ สาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยม จากการรับบทเป็นหลุยส์ ปาสเตอร์ ในภาพยนตร์เรื่อง \"The Story of Louis Pasteur\" (1936) และได้รับรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเวนิส รวมถึงมีผลงานแสดงในละครบรอดเวย์อีกหลายเรื่อง เขายังได้รับรางวัลโทนีสาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยม จากการแสดงในละครบรอดเวย์เรื่อง \"Inherit the Wind\"", "ปาโอโล เวโรเนเซ\nปาโอโล เวโรเนเซ () หรือ ปาโอโล กาลยารี (; ค.ศ. 1528 - 19 เมษายน ค.ศ. 1588) เป็นจิตรกรยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาของอิตาลีที่ทำงานอยู่ในเวนิสในคริสต์ศตวรรษที่ 16 ผู้มีความเชี่ยวชาญทางการเขียนจิตรกรรมฝาผนังและจิตรกรรมสีน้ำมัน งานชิ้นสำคัญของเวโรเนเซก็ได้แก่ \"งานแต่งงานที่เคนา\" และ \"งานเลี้ยงที่บ้านของลีวาย\" (The Feast in the House of Levi) เวโรเนเซใช้ชื่อ \"ปาโอโล กาลยารี\" และมารู้จักกันว่า \"ปาโอโล เวโรเนเซ\" ตามชื่อเมืองเกิดที่เวโรนาในประเทศอิตาลี" ]
5
การบูชาองค์พระบรมสารีริกธาตุโดยประการต่าง ๆ เช่น การสร้างเจดีย์ เพื่อประดิษฐานพระธาตุไว้สักการะ ใช่หรือไม่?
[ "พระบรมสารีริกธาตุ\nชาวพุทธเชื่อว่าพระบรมสารีริกธาตุเป็นวัตถุแทนองค์พระบรมศาสดาที่ทรงคุณค่าสูงสุดในศาสนาพุทธ จึงนิยมกระทำการบูชาองค์พระบรมสารีริกธาตุโดยประการต่าง ๆ เช่น การสร้างเจดีย์ เพื่อประดิษฐานพระธาตุไว้สักการะ โดยเชื่อว่ามีอานิสงส์ประดุจได้กระทำการบูชาแด่พระพุทธเจ้าเมื่อยังทรงพระชนม์อยู่" ]
[ "พระบรมบรรพต\nการบรรจุพระบรมสารีริกธาตุใว้ภายในองค์พระเจดีย์มีอยู่หลายครั้ง ที่สำคัญคือเมื่อ พ.ศ. 2422 รัฐบาลอินเดียได้ถวายพระบรมสารีริกธาตุ ที่ขุดได้จากเนินพระเจดีย์เก่าที่เมืองกบิลพัศดุ์\nบรรจุอยู่ภายในผอบที่มีอักษร พราหมี หรือ เมาริยะ จารึกใว้ว่า \"พระบรมสารีริกธาตุนี้ เป็นของพระพุทธเจ้า (สมณโคดม) ตระกูลศากยราช ได้รับแบ่งปันในเวลาถวายพระเพลิงพุทธสรีระ\" ให้แด่รัชกาลที่ 5 แล้วจึงได้โปรดเกล้าให้นำมาบรรจุใว้ในองค์พระเจดีย์", "วัดพระธาตุบังพวน\nเชื่อกันว่าการได้ไหว้สักการะพระธาตุอันเป็นสถานที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระอริยสงฆ์นั้น จะนำมาซึ่งความสุข ความเจริญมาสู่ผู้ที่เคารพบูชา อีกทั้งอานิสงส์ผลบุญที่ได้จากการกราบไหว้บูชา และสร้างกุศลกับพระธาตุนั้น เชื่อว่าส่งผลแรงยิ่งนัก หากผู้ใดปฏิบัติบูชาด้วยจิตใจอันบริสุทธิ์ และหมั่นกราบไหว้บูชาตามกำลังความสามารถทุกครั้ง อานุภาพความศักดิ์สิทธิ์ของพระธาตุ จะดลบันดาลให้เกิดสิริมงคลในชีวิตแก่ตัวผู้บูชา", "สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค)\nได้มีการออกพระราชบัญญัติต่าง ๆ ให้การพิจารณาคดีในศาลรวดเร็วขึ้น เช่น กฎหมายลงทะเบียนที่ดิน การขายฝิ่น ฯลฯ โดยร่วมกับคณะเสนาบดีร่างถวายทรงทราบเพื่อลงพระปรมาภิไธย ด้านขนบธรรมเนียมประเพณีได้ริเริ่มประเพณีทำบุญวันเกิดเป็นครั้งแรกเมื่ออายุครบ 50 ปี คงเริ่มมาจากคำแนะนำของชาวจีน ต่อมา ประเพณีนี้ก็ได้แพร่หลายไปในหมู่พระบรมวงศานุวงศ์และขุนนาง", "วันอัฏฐมีบูชา\nหลังจากที่พระเพลิงเผาซึ่งเผาไหม้พระพุทธสรีระดับมอดลงแล้ว บรรดากษัตริย์มัลละทั้งหลายจึงได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุทั้งหมด ใส่ลงในหีบทองแล้วนำไปรักษาไว้ภายในนครกุสินารา ส่วนเครื่องบริขารต่างๆ ของพระพุทธเจ้าได้มีการอัญเชิญไปประดิษฐานตามที่ต่างๆ อาทิ ผ้าไตรจีวร อัญเชิญไปประดิษฐานที่แคว้นคันธาระ บาตรอัญเชิญไปประดิษฐานที่เมืองปาตลีบุตร เป็นต้น และเมื่อบรรดากษัตริย์จากแคว้นต่างๆ ได้ทราบว่าพระพุทธเจ้าได้เสด็จดับขันธปรินิพพานที่นครกุสินารา จึงได้ส่งตัวแทนไปขอแบ่งพระบรมสารีริกธาตุ เพื่อนำกลับมาสักการะยังแคว้นของตนแต่ก็ถูกกษัตริย์มัลละปฏิเสธ จึงทำให้ทั้งสองฝ่ายขัดแย้งและเตรียมทำสงครามกัน แต่ในสุดเหตุการณ์ก็มิได้บานปลาย เนื่องจากโทณพราหมณ์ได้เข้ามาเป็นตัวกลางเจรจาไกล่เกลี่ย เพื่อยุติความขัดแย้งโดยเสนอให้แบ่งพระบรมสารีริกธาตุออกเป็น 8 ส่วนเท่าๆ กัน ซึ่งกษัตริย์แต่ละเมืองทรงสร้างเจดีย์ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ตามเมืองต่างๆ ดังนี้สำหรับกรณีของกษัตริย์เมืองโมริยะนั้น ได้ส่งผู้แทนมาหลังจากที่โทณพราหมณ์แบ่งพระบรมสารีริกธาตุให้ทั้ง 8 เมืองไปแล้วจึงได้อัญเชิญพระอังคารไปแทน ส่วนโทณพราหมณ์ ก็ได้สร้างสถูปบรรจุทะนานที่ใช้สำหรับตวงพระบรมสารีริกธาตุสำหรับตนเอง และผู้คนได้สักการะดังที่ได้กล่าวไป", "พระบรมสารีริกธาตุ\nพระพุทธประสงค์ดังกล่าวนี้ เพื่อให้ศาสนาของพระองค์แพร่หลายไป และผู้ที่เกิดมาภายหลัง ไม่ทันเห็นพระองค์เมื่อยังทรงพระชนม์อยู่ จักได้กระทำการสักการบูชาเพื่อเป็นกุศลแก่ตน ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้พระบรมสารีริกธาตุแพร่หลายไปยังดินแดนต่าง ๆ นับแต่หลังพุทธปรินิพพานเป็นต้นมาวรรณะ (สี) พระบรมสารีริกธาตุตามนัยอรรถกถาพระไตรปิฎกอธิบายว่า สีแห่งพระบรมสารีริกธาตุเสมือนดอกมะลิตูม เสมือนแก้วมุกดาที่เจียรนัยแล้ว และเสมือนจุณทองคำส่วนสัณฐานพระบรมสารีริกธาตุ มี 3 สัณฐาน คือ", "สัจจวิภังคสูตร\nด้วยเหตุนี้ พระสารีบุตรจึงเชี่ยวชาญในการแสดงธรรมขั้นต้นให้พิสดาร ยังให้บรรพชิตทั้งหลายเข้าใจธรรมได้โดยง่าย แล้วจักบรรลุชั้นสูงๆ ยิ่งขึ้นไปด้วยตนเอง หรือด้วยการสั่งสอนของพระมหาโมคคัลลานะในกาลต่อๆ ไป ดังนั้นในสัจจวิภังคสูตร พระสารีบุตรจึงได้แสดงธรรม เพื่อแจกแจงอริยสัจ 4 อย่างพิสดาร เพื่อความแจ่มแจ้งแก่ภิกษุทั้งหลาย เมื่อพระผู้มีพระภาคได้เสด็จเข้าไปยังพระวิหารแล้ว ดังนี้", "พระบรมสารีริกธาตุ\nในดินแดนต่าง ๆ ที่นับถือพระพุทธศาสนา ต่างนับถือว่าพระบรมสารีริกธาตุเป็นวัตถุสูงค่าสูงสุด เนื่องจากเป็นส่วนหนึ่งแห่งพระพุทธสรีระขององค์สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า และด้วยความเชื่อเรื่องพระพุทธบารมีประดุจพระองค์ทรงพระชนม์อยู่ จึงมีความเชื่อว่าพระบรมสารีริกธาตุแสดงปาฏิหาริย์ต่าง ๆ ได้หลากหลายรูปแบบ เช่น พระบรมสารีริกธาตุลอยน้ำ, พระบรมสารีริกธาตุเสด็จเคลื่อยย้ายที่ประดิษฐานเองได้, พระบรมสารีริกธาตุแสดงปาฏิหาริย์ในลักษณะต่าง ๆ เช่น เปล่งแสงหรือรัศมีโอภาส หรือเพิ่มจำนวนได้ เป็นต้น ซึ่งยังไม่สามารถอธิบายในเชิงวิทยาศาสตร์ได้ แต่เมื่อนำเอาพระบรมสารีริกธาตุไปเทียบกับธาตุต่าง ๆ ที่มีอยู่ในโลกแล้ว พบว่าไม่ตรงกับธาตุใดเลย", "พุทธชยันตี 2600 ปี แห่งการตรัสรู้\n3. ราษฎรพิธี ได้แก่ พิธีต่าง ๆ ที่ วัด พระสงฆ์ องค์กรภาคเอกชน รวมทั้งประชาชนร่วมกันจัดขึ้นด้วยความศรัทธา ในรูปแบบต่าง ๆ เช่น กิจกรรมการเวียนเทียน การจัดทำบุญและถวายมหาสังฆทาน กิจกรรมอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ กิจกรรมงานวัดลอยฟ้า กิจกรรมฉายภาพยนตร์สื่อธรรมะทางพระพุทธศาสนา กิจกรรมตักบาตรพระ 1,000,000 รูป เป็นต้น", "อนาคาริก ธรรมปาละ\nในวันเปิดมูลคันธกุฎิวิหาร มีชาวพุทธและข้าราชการ รัฐบาลอินเดียหลายท่าน และชาวพุทธจากต่างประเทศมากมาย ได้มาร่วมงานกว่าพันคน รัฐบาลอินเดียได้มอบ พระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า ให้กับผู้แทนสมาคม ได้มีการนำ พระธาตุขึ้นสู่หลังช้าง แห่รอบพระวิหารสามรอบ แล้วจึงนำขึ้นประดิษฐานยังยอดพระเจดีย ์ในพระวิหาร" ]
19
แมนนี ปาเกียว เสียแชมป์โลกให้ใคร ?
[ "เม็ดเงิน กระทิงแดงยิม\nเม็ดเงิน ได้แชมป์โลกมาจากการเอาชนะน็อก แมนนี่ ปาเกียว นักมวยชาวฟิลิปปินส์ชื่อดังระดับโลก หลังจากปาเกียวได้แชมป์โลกในรุ่นฟลายเวท สภามวยโลก (WBC) มาอย่างไม่คาดฝันในปลายปี พ.ศ. 2541 ด้วยการเอาชนะน็อกยก 8 ฉัตรชัย สาสกุล เจ้าของตำแหน่งชาวไทยถึงในประเทศไทย ซึ่งถือว่าเป็นตำแหน่งแชมป์โลกครั้งแรกของปาเกียว จากนั้นปาเกียวก็ป้องกันตำแหน่งแชมป์โลกไว้ได้ครั้งหนึ่งด้วยการเอาชนะน็อก กาเบรียล มิรา นักมวยชาวเม็กซิกัน ได้ที่ประเทศฟิลิปปินส์", "แมนนี ปาเกียว\nแมนนี ปาเกียว ถือเป็นนักมวยฟิลิปปินส์ที่ไม่เหมือนกับนักมวยฟิลิปปินส์รายอื่น ๆ ด้วยเป็นมวยทรหด หมัดหนักทั้งซ้ายและขวา จิตใจห้าวหาญไม่กลัวใคร และสภาพร่างกายแข็งแกร่ง โดยปาเกียวสามารถเอาชนะนักมวยไทยที่มีฝีมือเก่งกาจได้ถึง 2 คน คือ โชคชัย โชควิวัฒน์ และ ฉัตรชัย อีลิทยิม โดยเฉพาะฉัตรชัย เป็นการเอาชนะน็อกไปโดยไม่มีใครคาดคิดมาก่อนด้วย ในประเทศไทย และยังเป็นผู้แย่งตำแหน่งแชมป์โลกในรุ่นฟลายเวทไปจากฉัตรชัย ถือเป็นแชมป์โลกครั้งแรกของปาเกียว อย่างไรก็ตาม ปาเกียวก็เสียตำแหน่งแชมป์ดังกล่าวคืนให้กับนักมวยชาวไทย ด้วยการแพ้น็อก เม็ดเงิน กระทิงแดงยิม ไปเพียงยกที่ 3 ซึ่งเป็นการป้องกันตำแหน่งครั้งที่ 2 ของปาเกียว โดยก่อนการชกปาเกียวมีปัญหาเรื่องการลดน้ำหนักตัวอย่างมาก จนทำให้ต้องเสียตำแหน่งไปเมื่อไม่สามารถทำน้ำหนักให้อยู่ในพิกัดได้ ซึ่งเม็ดเงินถือเป็นนักมวยเพียง 1 ใน 5 คนที่สามารถเอาชนะปาเกียวได้ และเป็นเพียง 1 ใน 3 คนเท่านั้นที่สามารถน็อคปาเกียวลงได้" ]
[ "แมนนี ปาเกียว\nในวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 ปาเกียวขึ้นชิงแชมป์โลกรุ่นเวลเตอร์เวตของ องค์กรมวยโลก (WBO) กับ มิเกล ค็อตโต้ นักมวยชาวเปอร์โตริโก การชกเป็นไปอย่างดุเดือดโดย ปาเกียว สามารถส่ง ค็อตโต้ ลงไปนอนให้กรรมการนับ 8 ได้ในยกที่ 2 และ 3 และหลังจากนั้นปาเกียวก็เป็นไล่ชก ค็อตโต้ อยู่ฝ่ายเดียวจนกรรมการยุติการชกในยกที่ 12 ทำให้ ปาเกียวสามารถคว้าเข็มขัดแชมป์โลกเส้นที่ 7 มาครองได้สำเร็จ และนับเป็นนักมวยคนแรกของโลกที่ได้แชมป์โลกมากถึง 8 รุ่น และถือว่าเป็นนักมวยอันดับหนึ่งของโลกเมื่อเทียบกันแล้วปอนด์ต่อปอนด์ในยุคปัจจุบัน", "แมนนี ปาเกียว\nในวันที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554 ปาเกียวขึ้นชกป้องกันตำแหน่งแชมป์โลกร่นเวลเตอร์เวทของ WBO โดยพบกับ ฮวน มานูเอล มาร์เกวซ นักมวยชาวเม็กซิกันที่เคยพบกันมาก่อนหน้านี้แล้วถึง 3 ครั้ง แม้ปาเกียวจะเป็นฝ่ายที่เอาชนะไปได้ก่อนหน้าถึง 2 ครั้ง และเสมอหนึ่งครั้ง แต่ฝ่ายมาร์เกวซอ้างว่าตนเองต่างหากที่สมควรเป็นผู้ชนะ สำหรับผลการชกในครั้งนี้ ปรากฏว่าปาเกียวเป็นฝ่ายเดินเข้าหามาร์เกวซ แต่ถูกมาร์เกวซดักสวนกลับไปได้หลายครั้ง จนหมด 12 ยก สภาพการณ์น่าจะเป็นมาร์เกวซเป็นผู้ชนะคะแนน แต่เมื่อมีการประกาศคะแนนออกมาแล้ว ปรากฏว่ากรรมการทั้ง 3 ท่าน ให้มาร์เกวซเป็นฝ่ายแพ้คะแนนไปอย่างไม่เป็นเอกฉันท์ คือ 114-114 ,115-113 และ 116-112 ค้านสายตาแฟนมวยในสนามและทั่วโลกที่นั่งชมการถ่ายทอดผ่านหน้าจอโทรทัศน์เป็นอย่างมาก", "แมนนี ปาเกียว\nปัจจุบัน แมนนี ปาเกียว กลายเป็นนักมวยระดับโลก และเป็นนักมวยชาวเอเชียรายแรกที่ได้ครองแชมป์โลกถึง 8 รุ่น นับว่าเป็นแชมป์โลกชาวเอเชียคนแรกที่ทำได้ถึงเช่นนี้ เพราะโดยปกติจะไม่มีโอกาสของนักมวยชาวเอเชียถึงเพียงนี้ อีกทั้งยังได้รับการจัดอันดับว่าเป็นนักมวยที่ดีที่สุดในโลกปอนด์ต่อปอนด์ มักได้รับการติดต่อให้ไปชกที่สหรัฐอเมริกาบ่อย ๆ มีค่าตัวไม่ต่ำกว่า 30 ล้านบาท เคยปะทะฝีมือกับยอดนักมวยระดับโลกมาแล้วหลายคน ซ้ำยังเอาชนะได้อีกต่างหาก เช่น มาร์โก อันโตนิโอ บาร์เรร่า, อีริค โมราเลส, ฮวน มานูเอล มาร์เกวซ, ออสการ์ เดอ ลา โฮยา, ริคกี้ ฮัตตัน, อันโตนิโอ มาร์การิโต เป็นต้น จนได้รับการกล่าวขานว่าเป็นนักกีฬาชาวฟิลิปปินส์ที่ชาวโลกรู้จักดีที่สุด และเป็นหนึ่งในชาวฟิลิปปินส์ที่ชาวโลกรู้จักดีที่สุดเทียบเท่าประธานาธิบดีกลอเรีย อาร์โรโย เลยทีเดียว นอกจากนี้ ปาเกียวยังได้รับเกียรติให้เป็นผู้เชิญธงชาติฟิลิปปินส์ ในพิธีเปิดโอลิมปิกฤดูร้อน 2008 ณ กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน แม้ว่าตัวปาเกียวเองจะไม่ได้ร่วมการแข่งขันด้วยก็ตาม", "แมนนี ปาเกียว\nต่อมาในวันที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2557 ปาเกียวได้มีโอกาสพบกับแบรดลีย์อีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้ปาเกียวมีความมุ่งมั่นมากที่จะเอาชนะแบรดลีย์ให้ได้ ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ว่า ปาเกียวในขณะนี้ไม่ใช่ปาเกียวคนเดิมอีกแล้ว เพราะทั้งน้ำหนักหมัด และจังหวะความเร็วที่เคยเป็นจุดเด่น ก็ลดลงเป็นอย่างมาก ผลการชกปรากฏว่า ปาเกียวเป็นฝ่ายชนะคะแนนแบบเป็นเอกฉันท์ต่อแบรดลีย์ด้วยคะแนน 118-110, 116-112 และ 116-112 ทำให้ได้กลับมาเป็นแชมป์โลกอีกครั้ง\nล่าสุด แมนนี ปาเกียว ได้เซ็นสัญญาชกกับ ฟลอยด์ เมย์เวทเธอร์ จูเนียร์ นักมวยที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นอันดับหนึ่งของโลก ซึ่งสถิติการชกยังไม่เคยเสมอหรือแพ้ใคร เป็นที่เรียบร้อย ซึ่งทั้งคู่ได้รับการจับตาและคาดหมายว่าควรจะได้ชกเพื่อพิสูจน์ฝีมือกันมานานแล้ว โดยกำหนดขึ้นในวันที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2558 ที่เอ็มจีเอ็มการ์เดนอารีนา ในนครลาสเวกัส สหรัฐอเมริกา โดยคาดว่าค่าตัวของทั้ง 2 น่าจะไม่น้อยกว่า 250 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 8,000 ล้านบาท) สำหรับ เมย์เวทเทอร์ จูเนียร์ จะได้รับส่วนแบ่งร้อยละ 60 ขณะที่ ปาเกียว จะยอมรับส่วนแบ่งที่น้อยกว่า คือ ร้อยละ 40 รวมทั้งยังมีรายได้สิทธิประโยชน์ด้านอื่นตามมาอีก เช่น ค่าลิขสิทธิ์การถ่ายทอดผ่านดาวเทียม", "แมนนี ปาเกียว\nผลการชก ปรากฏว่า ปาเกียวเป็นฝ่ายเดินเข้าหาและออกหมัดเข้าใส่ ขณะที่เมย์เวทเธอร์ จูเนียร์ เน้นการชกอยู่วงนอก และเต้นพลิ้วหลบหมัดของปาเกียวไปได้หลายครั้ง ในยกที่ 6 และ 8 ปาเกียวสามารถไล่เมย์เวทเธอร์ จูเนียร์ เข้าไปที่มุมและรัดหมัดชุดใส่ได้ แต่ในยกต่อ ๆ มา เมย์เวทเธอร์ จูเนียร์ กลับมาชกในรูปแบบเดิม เมื่อครบ 12 ยก ปาเกียวเป็นฝ่ายแพ้คะแนนไปอย่างเป็นเอกฉันท์ 118-110, 116-112 และ 116-112 ซึ่งปาเกียวเชื่อว่า ตนน่าจะเป็นฝ่ายชนะมากกว่า โดยหลังการชก ปาเกียวได้เปิดเผยว่า หัวไหล่ขวาของตนนั้นเกิดอาการกล้ามเนื้อฉีกขาดก่อนการชกราว 3 สัปดาห์ ทำให้ไม่สามารถออกหมัดขวาได้อย่างเต็มที่ และต้องเข้ารับการผ่าตัดหลังการชก ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลาพักรักษาตัวนานร่วมปี", "อาเมียร์ ข่าน\nโดยเสียแชมป์โลกทั้ง 2 สถาบันนี้ให้แก่ ลามอนต์ ปีเตอร์สัน นักมวยชาวอเมริกันไปในปลายปี ค.ศ. 2011 โดยแพ้คะแนนไปอย่างไม่เป็นเอกฉันท์ โดยในการข่านถูกตัดคะแนนไป 2 คะแนนด้วย แต่ต่อมาทางสมาคมมวยโลกได้มีมติคืนเข็มขัดแชมป์โลกให้แก่ข่าน เนื่องจากปีเตอร์สันไม่ผ่านการตรวจการใช้สารกระตุ้น ก่อนที่ข่านจะชกเดิมพันตำแหน่งแชมป์โลกในรุ่นเดียวกันนี้ กับ แดนนี่ การ์เซีย แชมป์ของสภามวยโลก (WBC) ซึ่งผลการชก ข่านเป็นฝ่ายแพ้ทีเคโอ การ์เซีย ไปในยกที่ 4 ในวันที่ 15 กรกฎาคม ค.ศ. 2012 ชนิดที่ข่านโดนกรรมการนับถึง 3 ครั้งด้วยกัน\nข่านมีเทรนเนอร์ คือ เฟรดดี โรช เทรนเนอร์คนเดียวกับของ แมนนี่ ปาเกียว ยอดนักมวยชาวฟิลิปปินส์ ผู้ซึ่งเป็นแชมป์โลก 8 รุ่นคนแรกของโลก และชกอยู่ในสังกัด \"โกลเด้นบอย โปรโมชั่น\" ของ ออสการ์ เดอ ลา โฮยา โดยที่เดอ ลา โฮยา มีเป้าหมายที่จะประกบคู่ให้พบกับ ปาเกียว หรือ ฟลอยด์ เมย์เวทเธอร์ จูเนียร์ ต่อไปในอนาคต ซึ่งสำหรับปาเกียวแล้ว ทั้งคู่เคยชกด้วยกันขณะที่ซ้อม ปรากฏว่าข่านเป็นฝ่ายไล่ชกปาเกียวอยู่เพียงฝ่ายเดียว", "ฉัตรชัย สาสะกุล\nในปี พ.ศ. 2541 ฉัตรชัยชกป้องกันตำแหน่งไว้ได้อย่างสวยงามอีก 2 ครั้ง กับนักมวยชาวเกาหลีใต้ ก่อนที่จะเสียตำแหน่งไปในปลายปี โดยไม่มีใครคาดฝัน เมื่อเป็นฝ่ายแพ้น็อกยก 8 แมนนี่ ปาเกียว นักมวยชาวฟิลิปปินส์ ที่วิทยาลัยทองสุข เขตตลิ่งชัน โดยฉัตรชัยโดนหมัดสวนของปาเกียวเข้าไปเต็ม ๆ ซึ่งก่อนการชกในครั้งนี้ ฉัตรชัย ต้องเผชิญกับปัญหาชีวิตส่วนตัว คือ ภรรยาที่อยู่กินด้วยกันมาได้หนีไปกับชายคนใหม่เพียงไม่กี่วัน โดยที่ฉัตรชัยไม่รู้ตัวมาก่อน ประกอบกับการฟิตซ้อมไม่เต็มที่ จึงทำให้เสียแชมป์โลกไปในที่สุด", "แมนนี ปาเกียว\nแมนนี ปาเกียว () นักมวยสากล, นักบาสเกตบอล และนักการเมืองชาวฟิลิปปินส์ เจ้าของฉายา เดอะแพ็คแมน (The Pac Man) นับเป็นนักมวยสากลอาชีพคนแรกของโลกที่ได้เป็นแชมป์โลกถึง 8 รุ่น" ]
11
การแข่งขัน ยูฟ่ายูโรปาลีก ฤดูกาล 2018–19 มีกี่สโมสรที่ลงแข่งขัน?
[ "ยูฟ่ายูโรปาลีก ฤดูกาล 2018–19 รอบคัดเลือกและรอบเพลย์ออฟ\nทั้งหมด 178 ทีมที่เข้าร่วมในระบบการคัดเลือกของ ยูฟ่ายูโรปาลีก ฤดูกาล 2018–19, ประกอบไป้วยรอบคัดเลือกและรอบเพลย์ออฟ, กับ 35 ทีมในเส้นทางแชมเปียนส์และ 143 ทีมในเส้นทางหลัก. 21 ผู้ชนะในรอบเพลย์ออฟ (8 จากเส้นทางแชมเปียนส์, 13 จากเส้นทางหลัก) ผ่านเข้าสู่ รอบแบ่งกลุ่ม, ที่เข้าร่วมกับ 6 ผู้แพ้ของ แชมเปียนส์ลีก รอบเพลย์ออฟ (4 จาก เส้นทางแชมเปียนส์, 2 จาก เส้นทางลีก), และ 4 ผู้แพ้เส้นทางลีกของ แชมเปียนส์ลีก รอบคัดเลือกรอบสาม." ]
[ "ยูฟ่ายูโรปาลีก ฤดูกาล 2018–19 รอบแบ่งกลุ่ม\nรอบแบ่งกลุ่ม ในการแข่งขัน ยูฟ่ายูโรปาลีก ฤดูกาล 2018–19 จะเริ่มแข่งขันตั้งแต่วันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2561 (ค.ศ. 2018) และสิ้นสุดจนถึงวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2561 (ค.ศ. 2018). 48 ทีมทั้งหมดที่เข้าร่วมการแข่งขันในรอบแบ่งกลุ่มเพื่อที่จะตัดสินหา 24 จาก 32 ทีมในการแข่งขัน รอบแพ้คัดออก ของ ยูฟ่ายูโรปาลีก ฤดูกาล 2018–19.", "ยูฟ่ายูโรปาลีก ฤดูกาล 2018–19\nยูฟ่ายูโรปาลีก ฤดูกาล 2018–19 เป็นฤดูกาลที่ 48 ของการแข่งขันระหว่างสโมสรฟุตบอลในระดับรองของยุโรป ซึ่งจัดขึ้นโดย สหภาพสมาคมฟุตบอลยุโรป (ยูฟ่า) และเป็นฤดูกาลที่ 10 นับตั้งแต่เปลี่ยนชื่อจาก ยูฟ่าคัพ มาเป็น ยูฟ่ายูโรปาลีก.", "ยูฟ่ายูโรปาลีก ฤดูกาล 2017–18 รอบแพ้คัดออก\nรอบแพ้คัดออก หรือรอบน็อกเอาต์ ในการแข่งขันยูฟ่ายูโรปาลีก ฤดูกาล 2017–18 เริ่มแข่งขันในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561 (ค.ศ. 2018) จนถึงวันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2561 (ค.ศ. 2018) ซึ่งเป็นรอบชิงชนะเลิศ ที่ ปาร์กออแล็งปิกลียอแน ในแดซีแนส์-ชาร์ปีเยอ, ประเทศฝรั่งเศส, เพื่อที่จะตัดสินแชมเปียนส์ของ ยูฟ่ายูโรปาลีก ฤดูกาล 2017–18. ทั้งหมด 32 ทีมที่เข้าร่วมในรอบแพ้คัดออก.", "ยูฟ่ายูโรปาลีก ฤดูกาล 2018–19\nสำหรับยูฟ่ายูโรปาลีก ฤดูกาล 2018–19 แต่ละสมาคมจะได้รับการจัดอันดับตาม ค่าสัมประสิทธิ์แต่ละประเทศของยูฟ่าในปี 2017 ซึ่งคำนวณจากการทำผลงานแข่งขันระดับสโมสรยุโรปตั้งแต่ฤดูกาล 2012–13 ถึงฤดูกาล 2016–17.", "ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ฤดูกาล 2018–19\nการจับสลากสำหรับรอบคัดเลือกรอบแรกจะจัดขึ้นในวันที่ 19 มิถุนายน ค.ศ. 2018. นัดแรกจะลงเล่นในวันที่ 10 และ 11 กรกฎาคม, และนัดที่สองจะลงเล่นในวันที่ 17 และ 18 กรกฎาคม ค.ศ. 2018. ผู้แพ้ของรอบนี้จะได้ผ่านเข้าสู่ ยูฟ่ายูโรปาลีก ฤดูกาล 2018–19 รอบคัดเลือกรอบสอง, ยกเว้นผู้แพ้ของคู่ คอร์ก ซิตี/แลเกีย วอร์ซอ ซึ่งจะเป็นผู้ที่ทำการสุ่มการจับสลากเพื่อที่จะได้รับสิทธิ์บายเข้าสู่ ยูฟ่ายูโรปาลีก ฤดูกาล 2018–19 รอบคัดเลือกรอบสาม.\nรอบคัดเลือกรอบสองได้แบ่งออกเป็นสองส่วน: เส้นทางแชมเปียนส์ (สำหรับทีมที่เป็นแชมป์ลีก) และเส้นทางลีก (สำหรับทีมที่ไม่ได้เป็นแชมป์ลีก). การจับสลากสำหรับรอบคัดเลือกรอบสองได้จัดขึ้นในวันที่ 19 มิถุนายน ค.ศ. 2018. นัดแรกจะลงเล่นในวันที่ 24 และ 25 กรกฎาคม, และนัดที่สองจะลงเล่นในวันที่ 31 กรกฎาคม และ 1 สิงหาคม ค.ศ. 2018. ทีมผู้แพ้จากสองส่วนทั้งเส้นทางแชมเปียนส์และเส้นทางลีกจะได้ผ่านเข้าสู่ ยูฟ่ายูโรปาลีก ฤดูกาล 2018–19 รอบคัดเลือกรอบสาม.\nรอบคัดเลือกรอบสามได้แบ่งออกเป็นสองส่วน: เส้นทางแชมเปียนส์ (สำหรับทีมที่เป็นแชมป์ลีก) และเส้นทางลีก (สำหรับทีมที่ไม่ได้เป็นแชมป์ลีก). การจับสลากสำหรับรอบคัดเลือกรอบสามได้จัดขึ้นในวันที่ 23 กรกฎาคม ค.ศ. 2018. นัดแรกจะลงเล่นในวันที่ 7 และ 8 สิงหาคม, และนัดที่สองจะลงเล่นในวันที่ 14 สิงหาคม ค.ศ. 2018. ทีมผู้แพ้จากสองส่วนทั้งเส้นทางแชมเปียนส์และเส้นทางลีกจะได้ผ่านเข้าสู่ ยูฟ่ายูโรปาลีก ฤดูกาล 2018–19 รอบแบ่งกลุ่ม.\nรอบเพลย์ออฟได้แบ่งออกเป็นสองส่วน: เส้นทางแชมเปียนส์ (สำหรับทีมที่เป็นแชมป์ลีก) และเส้นทางลีก (สำหรับทีมที่ไม่ได้เป็นแชมป์ลีก). การจับสลากสำหรับรอบเพลย์ออฟได้จัดขึ้นในวันที่ 6 สิงหาคม ค.ศ. 2018. นัดแรกจะลงเล่นในวันที่ 21 และ 22 สิงหาคม, และนัดที่สองจะลงเล่นในวันที่ 28 และ 29 สิงหาคม ค.ศ. 2018. ทีมผู้แพ้จากสองส่วนทั้งเส้นทางแชมเปียนส์และเส้นทางลีกจะได้ผ่านเข้าสู่ ยูฟ่ายูโรปาลีก ฤดูกาล 2018–19 รอบแบ่งกลุ่ม.\nในรอบแพ้คัดออก, แต่ละทีมจะต้องลงเล่นพบกันหมดในระบบสองนัดเหย้า-เยือน, ยกเว้นรอบชิงชนะเลิศที่เป็นนัดเดียว.\nการจับสลากสำหรับรอบ 16 ทีมสุดท้ายจะจัดขึ้นในวันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2561 (ค.ศ. 2018). เลกแรกจะลงเล่นในวันที่ 12, 13, 19 และ 20 กุมภาพันธ์, และเลกที่สองจะลงเล่นในวันที่ 5, 6, 12 และ 13 มีนาคม พ.ศ. 2562 (ค.ศ. 2019).\nสถิติรวมตั้งแต่รอบคัดเลือก และ รอบเพลย์ออฟ.", "ยูฟ่ายูโรปาลีก ฤดูกาล 2017–18 รอบแบ่งกลุ่ม\nรอบแบ่งกลุ่ม ในการแข่งขัน ยูฟ่ายูโรปาลีก ฤดูกาล 2017–18 จะเริ่มแข่งขันตั้งแต่วันที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2560 (ค.ศ. 2017) และสิ้นสุดจนถึงวันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2560 (ค.ศ. 2017). 48 ทีมทั้งหมดที่เข้าร่วมการแข่งขันในรอบแบ่งกลุ่มเพื่อที่จะตัดสินหา 24 จาก 32 ทีมในการแข่งขัน รอบแพ้คัดออก ของ ยูฟ่ายูโรปาลีก ฤดูกาล 2017–18.", "ยูฟ่ายูโรปาลีก ฤดูกาล 2018–19 รอบคัดเลือกและรอบเพลย์ออฟ\nด้านล่างนี้คือทีมที่เข้าร่วมการแข่งขัน (กับค่าสัมประสิทธิ์สโมสรยูฟ่า ปี ค.ศ. 2018 ของพวกเขา), ถูกจัดกลุ่มโดยรอบเริ่มต้นของพวกเขา.ตารางของการแข่งขันมีตามด้านล่างนี้ (การจับสลากทั้งหมดจัดขึ้นที่สำนักงานใหญ่ของยูฟ่า ในเมืองนียง, ประเทศสวิตเซอร์แลนด์).", "ยูฟ่ายูโรปาลีก ฤดูกาล 2018–19 รอบคัดเลือกและรอบเพลย์ออฟ\nการแข่งขัน ยูฟ่ายูโรปาลีก ฤดูกาล 2018–19 รอบคัดเลือกและรอบเพลย์ออฟ เริ่มต้นเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน และจะสิ้นสุดในวันที่ 30 สิงหาคม ค.ศ. 2018.", "ยูฟ่ายูโรปาลีก ฤดูกาล 2017–18 รอบคัดเลือกและรอบเพลย์ออฟ\nการแข่งขัน ยูฟ่ายูโรปาลีก ฤดูกาล 2017–18 รอบคัดเลือกและรอบเพลย์ออฟ เริ่มต้นเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน และจะสิ้นสุดในวันที่ 24 สิงหาคม ค.ศ. 2017. ทั้งหมด 156 ทีมที่เข้าร่วมในรอบคัดเลือกและรอบเพลย์ออฟเพื่อที่จะตัดสินหาผู้ชนะ 22 จาก 48 ทีมเข้าไปเล่นใน รอบแบ่งกลุ่ม ของ ยูฟ่ายูโรปาลีก ฤดูกาล 2017–18.", "ยูฟ่ายูโรปาลีก ฤดูกาล 2018–19\nทีมสโมสรทั้งหมด 214 ทีมจากทั้งหมด 55 สมาชิกสมาคมของแต่ละประเทศ ที่จะเข้าร่วมการแข่งขันในยูฟ่ายูโรปาลีก ฤดูกาล 2018–19 โดยการจัดอันดับของแต่ละสมาคมขึ้นอยู่กับค่าสัมประสิทธิ์ยูฟ่าซึ่งจะถูกใช้ในการกำหนดจำนวนทีมที่จะเข้าร่วมในแต่ละสมาคม โดยมีคุณสมบัติดังนี้", "ยูฟ่ายูโรปาลีก ฤดูกาล 2018–19\nนอกเหนือจากการจัดสรรซึ่งจะยึดเป็นหลักในการคิดค่าสัมประสิทธิ์ประเทศ, สมาคมอาจจะมีทีมที่เข้าร่วมในยูโรปาลีก, ตามที่ระบุไว้ด้านล่าง:\nในรอบเบื้องต้น, แต่ละทีมจะถูกแบ่งออกเป็นทีมวางและทีมที่ไม่ได้เป็นทีมวางซึ่งขึ้นอยู่กับค่าสัมประสิทธิ์สโมสรยูฟ่า ปี ค.ศ. 2018, และจากนั้นถูกจับสลากอยู่ในระบบเหย้าและเยือนสองนัด. ทีมที่มาจากสมาคมเดียวกันจะไม่ถูกนำมาจับสลากมาพบกันได้. การจับสลากสำหรับรอบเบื้องต้นจะจัดขึ้นในวันที่ 12 มิถุนายน ค.ศ. 2018. นัดแรกจะลงเล่นในวันที่ 26 และ 28 มิถุนายน, และนัดที่สองจะลงเล่นในวันที่ 5 กรกฎาคม ค.ศ. 2018.\nในรอบคัดเลือกและรอบเพลย์ออฟ, แต่ละทีมจะถูกแบ่งอยู่ในกลุ่มทีมวางและกลุ่มทีมที่ไม่ได้เป็นทีมวางซึ่งขึ้นอยู่กับปี ค.ศ. 2018 ค่าสัมประสิทธิ์สโมสรยูฟ่า (สำหรับเส้นทางหลัก), หรือขึ้นอยู่กับบางรอบที่พวกเขาได้สิทธิ์เข้าแข่รอบจาก (สำหรับเส้นทางแชมเปียนส์), และจากนั้นถูกจับสลากอยู่ในระบบสองนัดเหย้าและเยือน." ]
20
พ.ศ. 2544 ใครเป็นนายกของไทย ?
[ "การดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของทักษิณ ชินวัตร\nดร.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีไทย คนที่ 23 ดำรงตำแหน่งระหว่างปี 2544–2549 ระหว่างดำรงตำแหน่ง ทักษิณริเริ่มหลายนโยบายซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สาธารณสุข การศึกษา พลังงาน ยาเสพติดและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เขาชนะการเลือกตั้งถล่มทลายถึงสองสมัย นโยบายของทักษิณลดความยากจนในชนบทได้อย่างเด่นชัด และจัดบริการสาธารณสุขในราคาที่สามารถจ่ายได้ ด้วยเหตุนี้ ฐานเสียงสนับสนุนของเขาส่วนใหญ่จึงมาจากคนยากจนในชนบท" ]
[ "เฉลิมพล สนิทวงศ์ชัย\nต่อมาได้ลงสมัครเลือกตั้งในปี พ.ศ. 2544 ในสังกัดพรรคไทยรักไทย แต่แพ้ให้กับนายศราวุธ เพชรพนมพร จนวางในการเมืองระดับชาติ จึงมาลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นนายกองค์การบริหารส่วน จ.อุดรธานี และได้รับเลือกตั้งนั่งตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วน จ.อุดรธานี 1 สมัย แต่ต่อมาพ่ายแพ้การเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุดรธานี สมัยที่สอง จึงทำให้ยุติบทบาททางการเมืองไป", "ธงชัย ใจดี\nในปี พ.ศ. 2544 ได้เข้าอบรมกับนักจิตวิทยา ของสถาบัน เดวิด เลดเบทเทอร์ ซึ่งให้การฝึกอบรมนักกอล์ฟ ในระดับสากล ถึง 2 ครั้ง และในวันที่ 14 มิถุนายน ปีเดียวกัน ก็กลายเป็นคนไทยคนแรก ที่ได้ลงแข่งขันในรายการ ยูเอส โอเพ่น ที่สนาม เซาท์เทิร์น ฮิลล์ส สหรัฐอเมริกา นอกจากนั้น ในวันรุ่งขึ้นนั้นเอง ก็ได้ผ่านรอบตัดตัวในรายการนี้ ต่อมา วันที่ 1 ธันวาคม ปีดังกล่าว ก็ได้เป็นคนไทยคนแรก ที่สามารถทำเงินรางวัลสูงสุดใน เอเชียนทัวร์ คือ 353,060 ดอลลาร์สหรัฐ และยังครองตำแหน่งนี้อีกครั้ง ในปี พ.ศ. 2547 (12 ธันวาคม) ด้วยจำนวนเงินรางวัลที่เพิ่มขึ้นจากเดิม เป็น 381,929 ดอลลาร์สหรัฐ", "การุญ จันทรางศุ\nรองศาสตราจารย์ การุญ จันทรางศุ เป็นอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคไทยรักไทย (เลื่อนขึ้นมาแทนคนที่เป็นรัฐมนตรี ร.อ.สุชาติ เชาว์วิศิษฐ) เมื่อวันที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2544 อุปนายกสภาวิศวกร คนที่ 1 , กรรมาธิการกิจการสภาผู้แทนราษฎร, กรรมการจัดการบริษัทระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ (บีทีเอส) , รองประธานคณะกรรมาธิการการสื่อสารและโทรคมนาคม คนที่ 5 เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2544, อดีตนายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์, อดีตกรรมการสภาวิศวกร, อดีตนายกสมาคมนักเรียนเก่าเตรียมอุดมศึกษา ในพระบรมราชูปถัมภ์", "วิทยา ทรงคำ\nนายวิทยา ทรงคำ (เกิด 29 ตุลาคม พ.ศ. 2498) อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเชียงใหม่ เขต 4 ได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรกในปี พ.ศ. 2544 ในสังกัดพรรคไทยรักไทย ปัจจุบันสังกัดพรรคเพื่อไทย และดำรงตำแหน่งเลขานุการนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่", "ธงชัย ใจดี\nและ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2549 เป็นคนไทยคนแรก ที่คว้าแชมป์ใน เอเชียนทัวร์ อย่างน้อย 1 รายการ ทุกฤดูกาล โดยเป็นมาทั้งหมด 8 รายการ คือ โคลอน คัพ โคเรียน โอเพ่น 2000, เวลส์ อินเดียน โอเพ่น 2001, เมียนมาร์ โอเพ่น 2002, วอลโว่ มาสเตอร์ส ออฟ เอเชีย ไทยแลนด์ 2003, เมียนมาร์ โอเพ่น 2004, คาร์ลสเบอร์ก มาเลเชียน โอเพ่น 2004, คาร์ลสเบอร์ก มาเลเชียน โอเพ่น 2005 และ วอลโว่ มาสเตอร์ส ออฟ เอเชีย ไทยแลนด์ 2006", "กุสุมาลวตี ศิริโกมุท\nพ.ศ. 2544 และพ.ศ. 2548 ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมหาสารคาม สังกัดพรรคไทยรักไทย สามารถเอาชนะนายประยุทธ์ ศิริพานิชย์ อดีต ส.ส. จากพรรคชาติไทย ได้ทั้ง 2 ครั้ง หลังการรัฐประหาร พ.ศ. 2550 ดร.กุสุมาลวตีย้ายไปลงสมัครกับพรรคเพื่อแผ่นดิน พร้อมกับนายกริช กงเพชร รวมทั้งรับตำแหน่งรองเลขาธิการพรรค แต่ไม้ได้รับการเลือกตั้ง จึงย้ายกลับมาเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย และลงเลือกตั้งในปี พ.ศ. 2554 ได้เป็น ส.ส. สมัยที่ 3 โดยเอาชนะนายยิ่งยศ อุดรพิมพ์ อดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด จากพรรคภูมิใจไทย ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2557 เธอได้สมัครรับเลือกตั้งในระบบบัญชีรายชื่อ สังกัดพรรคเพื่อไทย ลำดับที่ 53", "วรินทร ผดุงวิถี\nวรินทร ผดุงวิถี (อ้วนตาน) มิสไทยแลนด์ยูนิเวิร์สประจำปี 2544 และยังได้รับตำแหน่งขวัญใจช่างภาพสื่อมวลชน จากการประกวดมิสไทยแลนด์ยูนิเวิร์สประจำปี 2544 เป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมประกวดนางงามจักรวาล 2001 ที่ประเทศเปอร์โตริโก เคยเข้าประกวดนางสาวไทยประจำปี 2541 และได้เป็นผู้ถือป้ายประเทศจอร์แดน ในพิธีการเปิดการแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 13 กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2541", "ณัฐพนธ์ ศรีสมุทรนาค\nณัฐพนธ์ ศรีสมุทรนาค เคยเป็นมือเซตของวอลเลย์บอลชายทีมชาติไทย ที่เข้าร่วมการแข่งซีเกมส์ถึง 7 สมัยติดต่อกัน (ตั้งแต่ พ.ศ. 2538 ถึง 2544) โดยในซีเกมส์ 1985 เขาได้เป็นหนึ่งในนักกีฬาวอลเลย์บอลชายทีมชาติไทยที่สามารถคว้าเหรียญทองได้เป็นสมัยแรก และในปี พ.ศ. 2545 เขาได้ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าผู้ฝีกสอนวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย แล้วเว้นช่วงไประยะหนึ่ง ก่อนที่จะกลับมาทำหน้าที่อีกครั้งใน พ.ศ. 2550 และเริ่มประสบความสำเร็จโดยทีมชาติไทยได้สิทธิ์เข้าแข่งขันวอลเลย์บอลเวิลด์คัพ ด้านงานราชการทหารอากาศ เขาเป็นหัวหน้าฝ่ายบรรจุหีบห่อ สังกัดกรมพลาธิการทหารอากาศ", "จตุพร เจริญเชื้อ\nอดีตเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น และรองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่นตามลำดับ ปี พ.ศ. 2544 ลงสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคไทยรักไทย ลำดับที่ 64 ต่อมา พ.ศ. 2548 ย้ายไปสมัครในระบบแบ่งเขต ได้คะแนน 49,406 คะแนน เอาชนะนายอรรถพล ชัยนันท์สมิตย์ จากพรรคกิจสังคม และนายณรงค์เลิศ สุรพล อดีต ส.ส.จากพรรคมหาชน ที่ได้เพียง 2,060 คะแนน นับจากนั้นนายจตุพรได้รับเลือกตั้งติดต่อกันมาอีก 3 ครั้ง โดยไม่เคยสอบตก\nจตุพร เจริญเชื้อ ได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาแล้ว 4 สมัย คือ", "ตรี ด่านไพบูลย์\nภายหลังการเลือกตั้งในปี พ.ศ. 2544 ที่นายมนตรี ด่านไพบูลย์ ต้องแพ้การเลือกตั้งให้กับนางสาวอาภาภรณ์ พุทธปวน ผู้สมัครจากพรรคไทยรักไทย หลานสาวของ รศ.ดร.ชรินรัตน์ พุทธปวน จึงได้หันหลังให้กับการเมืองระดับชาติ และมาลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) โดยการสนับสนุนของพรรคไทยรักไทย แต่ก็แพ้การเลือกตั้งให้กับนายสมาน ชมภูเทพ อดีต ส.ส. หลายสมัยจากพรรคประชาธิปัตย์" ]
21
สมัคร สุนทรเวช เสียชีวิตตอนอายุเท่าไหร่ ?
[ "สมัคร สุนทรเวช\nสมัคร สุนทรเวช (13 มิถุนายน พ.ศ. 2478 – 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552) เป็นนายกรัฐมนตรีไทยคนที่ 25 และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม หัวหน้าพรรคพลังประชาชน อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และผู้ก่อตั้งพรรคประชากรไทย เกิดที่กรุงเทพมหานคร เป็นนักการเมืองเก่าแก่ ที่มีเสียงพูดและลีลาการพูดเป็นเอกลักษณ์ เคยดำรงตำแหน่งสำคัญมากมาย เช่น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม (2 สมัย) ได้ฉายาจากสื่อมวลชนทั่วไปว่า \"น้าหมัก\" \"ออหมัก\" หรือ \"ชมพู่\" (มาจากลักษณะจมูกของสมัคร) \"ชาวนา\" (จากกรณีกลุ่มงูเห่า) เป็นต้น", "สมัคร สุนทรเวช\nหลังพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี สมัครเข้าพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลบำรุงราษฏร์เนื่องจากป่วยเป็นโรคมะเร็งที่ขั้วตับ โดยไม่เป็นที่เปิดเผยทางสื่อมวลชนมากนัก จนกระทั่งกฤษณะ ไชยรัตน์ พิธีกรรายการโทรทัศน์ เดินทางไปถ่ายทำรายการถึงโรงพยาบาล อาการป่วยของสมัครจึงเป็นที่เปิดเผยในวงกว้าง ต่อมา สมัครจึงเดินทางไปรักษาต่อยังสหรัฐอเมริกา และเดินทางกลับมารักษาตัวในประเทศไทยอีกครั้ง จนถึงแก่อนิจกรรม เมื่อวันอังคารที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 เวลา 08.48 น. สิริอายุได้ 74 ปี" ]
[ "สมัคร สุนทรเวช\nจากนั้น เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553 คุณหญิงสุรัตน์ สุนทรเวช ภริยาของสมัคร พร้อมด้วยบุตรสาว บุตรเขย และญาติสนิทมิตรสหายจำนวนกว่า 300 คน เดินทางไปยังท่าเทียบเรือแหลมเทียน ฐานทัพเรือสัตหีบ เพื่อโดยสารเรือหลวงกระบุรีไปประกอบพิธีลอยอังคารอัฐิของสมัคร ณ บริเวณอ่าวสัตหีบ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ในการนี้ พลเรือโท ฆนัท ทองพูล ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 เป็นผู้แทนกองทัพเรือต้อนรับพร้อมทั้งอำนวยการประกอบพิธี", "สมศักดิ์ ศรีวุฒิชาญ\nนายสมศักดิ์ได้เสียชีวิตลงเมื่อเวลาประมาณ 03.00 น. วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2546 ระหว่างที่เดินทางไปพักผ่อนที่ รร.เวล อ.เมือง จ.นครปฐม โดยตัวนายสมศักดิ์ ซึ่งอายุ 57 ปี และมีโรคหัวใจประจำตัว ได้ล้มลงระหว่างลุกเข้าห้องน้ำ แต่เสียชีวิตลงระหว่างนำส่งโรงพยาบาลสนามจันทร์ จ.นครปฐม โดยคณะแพทย์โรงพยาบาลลงความเห็นว่า กล้ามเนื้อหัวใจไม่ทำงาน เป็นเหตุให้หัวใจล้มเหลว", "สรวง สันติ\nสรวงสันติ เสียชีวิตเมื่อวันที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2525 เวลา 23.00 น.โดยประมาณ ขณะเดินทางไปจังหวัดปราจีนบุรี พร้อมกับหมอเอื้อ อารีย์ หรือ วิรวด ปานเจริญ นักวิ่งเชียร์แผ่นเสียงที่มีชื่อเสียงขนาดต้องเรียกว่าเป็นระดับเจ้าพ่อ รวมถึง ศักดิ์รินทร์ วัชระศักดิ์ และมีผู้หญิงอีก 1 คน เพื่อนำแผ่นของลูกศิษย์คนใหม่ คือ “ชิตณรงค์ ไผ่ทอง” ไปโปรโมท ระหว่างทางรถเก๋งที่ขับไปเกิดชนประสานงากับรถสิบล้อ ทำให้ “เอื้อ อารีย์” ศักดิ์รินทร์ วัชรศักดิ์” และผู้หญิงที่นั่งไปด้วยเสียชีวิตคาที่ ส่วน “สรวง สันติ” ไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาล ในวันรุ่งขึ้นคือ 23 มกราคม พ.ศ. 2525 สรวง สันติ เสียชีวิตเมื่ออายุได้ 37 ปี และมีบุตร 3 คน คือเด็กหญิงแจ่มใส เด็กชายอยู่ยง-คงกระพัน ซึ่งเป็นคู่แฝด", "ก้าน แก้วสุพรรณ\nก้าน แก้วสุพรรณ เสียชีวิต ด้วยโรคมะเร็งลำไส้ เมื่ออายุ 75 ปี เมื่อเวลา 06.50 น. วันที่ 6 ต.ค. พ.ศ. 2556 บำเพ็ญกุศลศพที่วัดไร่ขิงซึ่งทางวัดบอกว่าจะไว้ที่ศาลาเดียวกับ สายัณห์ สัญญา \nสิ้นนักร้องดังในอดีต \"ก้าน แก้วสุพรรณ\" จากโรคมะเร็ง ด้วยวัย 74 ปี โรงพยาบาลเมตตาประชารักษ์ ตั้งสวดพระอภิธรรมศพวัดไร่ขิง\n\"ก้าน แก้วสุพรรณ\" นักร้องลูกทุ่งชื่อดังในอดีต ที่นอนพักรักษาตัว ที่โรงพยาบาลเมตตาประชารักษ์ (วัดไร่ขิง) จ.นครปฐม หลังมีอาการแน่นท้อง หายใจไม่ออก ตอนนี้แพทย์งดให้อาหารและนอนรักษาตัวอยู่ที่ชั้น 3 ห้อง 8 ผู้ป่วยพิเศษ 3 ตั้งแต่เมื่อวันที่ 23 ก.ย. ที่ผ่านมานั้น ล่าสุด ทางโรงพยาบาลแจ้งว่า นักร้องดังในอดีตได้เสียชีวิตลงแล้ว ด้วยโรคมะเร็งลำไส้ อายุ 74 ปี เมื่อเวลา 06.50 น. เมื่อช่วงเช้ามืดของวันที่ 6 ต.ค. โดยญาติจะตั้งสวดพระอภิธรรมศพที่วัดไร่ขิง ตามความต้องการของก้าน แก้วสุพรรณ ที่ได้สั่งเสียไว้ก่อนที่จะเสียชีวิต\nซึ่ง ครูก้าน แก้วสุพรรณ ได้ป่วยเป็นมะเร็งลำไส้มาปีกว่า และได้เข้ารับการรักษากับทางแพทย์สมุนไพร และแพทย์แผนปัจจุบันหลายแห่ง แต่อาการก็คงยังไม่ดีขึ้น ยิ่งนับวันร่างกายยิ่งซูบผอมและมีอาการที่ทรุดลง โดยมี นางหยก แก้วสุพรรณ ภรรยาวัย 64 ปี คอยให้การดูแลอย่างใกล้ชิด\nสำหรับประวัติ ก้าน แก้วสุพรรณ มีชื่อจริงว่า มงคล หอมระรื่น มีชื่อเล่นว่า แดง เป็นชาว อ.สามชุก จ.สุพรรณบุรี บทเพลงที่สร้างชื่อเสียง อาทิ น้ำตาลก้นแก้ว, โสนน้อยเรือนงาม ถือว่าเป็นนักร้องแนวหน้าของวงร่วมกับ สุรพล สมบัติเจริญ, ผ่องศรี วรนุช อีกท่านหนึ่ง", "สุรัตน์ โอสถานุเคราะห์\nร.ต.อ.สุรัตน์ เข้ารักษาอาการปวดขา และขาบวม ที่โรงพยาบาลสมิติเวช ตั้งแต่วันที่ 5 พฤษภาคม ก่อนจะถึงแก่อสัญกรรม เมื่อเวลา 15.20 น. วันพฤหัสบดีที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2551 ด้วยอาการติดเชื้อในกระแสโลหิต ขณะมีอายุ 78 ปี โดย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนิน พระราชทานน้ำหลวงอาบศพ ในวันศุกร์ที่ 9 พฤษภาคม ที่ศาลาเจ้าจอม วัดธาตุทอง กรุงเทพมหานคร และจะมีพระราชพิธีพระราชทานเพลิงศพ ในปี พ.ศ. 2557", "สุภาว์ เทวกุล\nสุภาว์ เทวกุล ณ อยุธยา เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจล้มเหลว เมื่อวันที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2536 อายุ 65 ปี ขณะที่นวนิยายเรื่องสุดท้าย ชื่อ \"วันวารที่ผ่านไป\" เพิ่งเผยแพร่ได้เพียงตอนเดียว ทางสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทยได้จัดตั้งกองทุนชื่อ \"กองทุนรางวัล สุภาว์ เทวกุล\" เพื่อประกวดรางวัลวรรณกรรมดีเด่นประเภท นวนิยาย เรื่องสั้น และบทละคร เป็นประจำทุกปี โดยพิธีมอบรางวัลกระทำในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นวันคล้ายวันเกิดของสุภาว์ เป็นประจำทุกปี ตั้งแต่ พ.ศ. 2538", "เวส สุนทรจามร\nเมื่อ พ.ศ. 2526 กลุ่มลูกศิษย์ลูกหาของครูเวส ร่วมกันจัดงานฉลองวันเกิดครบ 7 รอบ 84 ปี ให้ในวันที่ 4 เมษายน ที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ แต่ครูเวสก็เสียชีวิตเสียก่อน เมื่อวันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2526 ก่อนหน้าวันงานเพียงไม่กี่วัน หลังจากป่วยเป็นโรคปอดอักเสบเรื้อรังมานานหลายปี", "สวาสดิ์ สุมาลยศักดิ์\nนายสวาสดิ์ สุมาลยศักดิ์ ถึงแก่อนิจกรรม ด้วยโรคชรา ที่โรงพยาบาลกรุงเทพ เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 24 มีนาคม 2553 ด้วยวัย 94 ปี โดยมีพิธีฝังศพวันในวันรุ่งขึ้น (25 มีนาคม) ที่สุสานมัสยิดอัลฮุสนา เจียรดับ แขวงหนองจอก เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร และพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชได้พระราชทานดินฝังศพ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ ในการพิธีพระราชทานดินฝังศพด้วย นอกจากนั้น นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ได้ไปร่วมในพิธีฝังศพ", "สมัคร สุนทรเวช\nเมื่อ พ.ศ. 2530 สมัคร สุนทรเวช ถูกปรับออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมในคณะรัฐมนตรีคณะที่ 43 และได้อภิปรายไม่ไว้วางใจจิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา ขณะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในรัฐบาล พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ (คณะรัฐมนตรีคณะที่ 44) เมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2530 สมัครอภิปรายกล่าวหาว่า จิรายุรับสินบนโดยนำสำเนาคำแถลงแสดงการโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารเฟิสต์ อินเตอร์สเตตในสหรัฐอเมริกา มาแสดงในสภาและอภิปรายว่ามีชื่อของจิรายุเป็นเจ้าของบัญชีดังกล่าว ซึ่งมีรายการโอนเงินค่าสินบน เป็นจำนวนเงิน 92 ล้านบาท จิรายุได้ปฏิเสธและระบุว่าข้อกล่าวหาของสมัครเป็นเท็จและตนไม่เคยมีบัญชีธนาคารในสหรัฐอเมริกา" ]
14
สวนสนุก ยูนิเวอร์แซลสตูดิโอส์ ที่ญี่ปุ่น ตั้งอยู่ที่จังหวัดใด?
[ "ยูนิเวอร์แซลสตูดิโอส์เจแปน\nยูนิเวอร์แซลสตูดิโอส์เจแปน (, ) ตั้งอยู่ที่จังหวัดโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น และเป็นหนึ่งใน 4 ของ Universal Studios theme parks บริหารงานโดย USJ Co., Ltd. โดยได้รับลิขสิทธิ์จาก NBCUniversal ซึ่งตัวสวนสนุกจะคล้ายกับ Universal Orlando Resort โดยมีสิ่งดึงดูดใจจาก Universal Orlando Resort และ Universal Studios Hollywood" ]
[ "ยูนิเวอร์แซลสตูดิโอส์เจแปน\nนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เป็นชาวญี่ปุ่น และเป็นชาวเอเชีย เช่น ไต้หวัน จีน และเกาหลีใต้ เป็นต้น ในปี ค.ศ. 2005 Goldman Sachs ผู้ถือหุ้นใหญ่ของยูนิเวอร์แซลสตูดิโอส์เจแปนได้เปิดตัวสวนสนุกนี้ในวันที่ 31 มีนาคม ค.ศ. 2001 ซึ่งตั้งเป้าหมายว่าสวนสนุกจะดึงดูดนักท่องเที่ยวให้ได้จำนวน 1 ล้านคนให้เร็วกว่าสวนสนุกแห่งอื่นในโลก และหลังจากเปิดให้บริการมาครบ 1 ปี ได้มีนักท่องเที่ยวมาใช้บริการจำนวนกว่า 7 ล้านคน", "โตเกียวดิสนีย์รีสอร์ต\nโตเกียวดิสนีย์รีสอร์ต () เป็นสวนสนุกและสถานพักตากอากาศที่อุระยะซุ จังหวัดชิบะ ประเทศญี่ปุ่น เจ้าของและดำเนินการโดยบริษัทเดอะโอเรียนเต็ลแลนด์ ที่มีใบอนุญาตจากบริษัทเดอะวอลต์ดิสนีย์ เปิดบริการเมื่อวันที่ 15 เมษายน ค.ศ. 1983 มีสวนสนุก 2 แห่ง โรงแรมภายใต้กำกับการดูแลของดิสนีย์ 4 แห่ง โรงแรมภายใต้กำกับการดูแลโดยบุคคลภายนอก 6 แห่ง และศูนย์การค้า โตเกียวดิสนีย์แลนด์เป็นสวนสนุกของดิสนีย์แห่งแรกที่เปิดให้บริการนอกสหรัฐ", "ฮวาซ็อง (จังหวัดคย็องกี)\nในวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550 เมืองนี้ได้ถูกเลือกให้เป็นที่ตั้งของยูนิเวอร์แซลสตูดิโอส์เกาหลีใต้ มีกำหนดที่จะเปิดดำเนินการในปี พ.ศ. 2559 ซึ่งจะกลายเป็นสวนสนุกยูนิเวอร์แซลสตูดิโอส์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งใหญ่กว่ายูนิเวอร์แซลสตูดิโอส์อีก 4 แห่งรวมกัน ด้วยเงินลงทุนสร้างสวนสนุกกว่า $3.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ คาดว่าจะทำให้เกิดการสร้างงานกว่า 58,000 ตำแหน่ง", "ยูนิเวอร์แซลสตูดิโอส์\nบริษัทก่อตั้งในปี 1 มกราคม 2545 โดยคาร์ล เลียมเมิล สตูดิโอในการผลิตตั้งอยู่ที่ 100 Universal City Plaza Drive ในยูนิเวอร์แซลซิตี รัฐแคลิฟอร์เนีย ส่วนสำนักงานจัดจำหน่ายและอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ตั้งอยู่ที่นิวยอร์กซิตี ยูนิเวอร์แซลพิกเจอส์ถือเป็นสตูดิโอฮอลลีวูดที่มีมายาวนานที่สุดเป็นอันดับ 2 รองจากพาราเมาต์พิกเจอส์ของเวียคอม (ห่างกันไม่กี่เดือน)", "โลกมหัศจรรย์ของแฮร์รี่ พอตเตอร์ (ยูนิเวอร์แซลออร์แลนโดรีสอร์ต)\nวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2550 ยูนิเวอร์แซลสตูดิโอได้ทำสัญญาซื้อลิขสิทธิ์กับวอร์เนอร์บราเธอร์ส และ เจ. เค. โรว์ลิ่ง ในการสร้างสวนสนุก แฮร์รี่ พอตเตอร์ขึ้นบนพื้นที่ของยูนิเวอร์แซล ออร์แลนโด รีสอร์ต โดยทางสวนสนุกเริ่มเคลียร์พื้นที่ในปลายปี พ.ศ. 2550 และเริ่มก่อสร้างเมื่อต้นปี พ.ศ. 2551", "ยูนิเวอร์แซลพาร์กแอนด์รีสอร์ต\nยูนิเวอร์แซลพาร์กแอนด์รีสอร์ต (Universal Parks & Resorts) เป็นสวนสนุกและสถานตากอากาศในเครือเอ็นบีซียูนิเวอร์แซล ปัจจุบันมีสวนสนุกและสถานตากอากาศตั้งอยู่ 4 แห่งทั่วโลก", "ยูนิเวอร์แซลสตูดิโอส์\nยูนิเวอร์แซลสตูดิโอส์ () หรือในบางครั้งเรียกว่า ยูนิเวอร์แซลซิตีสตูดิโอ หรือเรียกสั้น ๆ ว่า ยูนิเวอร์แซล เป็นบริษัทในเครือเอ็นบีซียูนิเวอร์แซล เป็นหนึ่งใน 6 สตูดิโอผลิตภาพยนตร์ใหญ่ของสหรัฐอเมริกา โดยมีบริษัทร่วมอย่าง ยูนิเวอร์แซลพิกเจอส์ มาร่วมในขึ้นตอนผลิตและจัดจำหน่าย 8 สิงหาคม 2548", "แฮร์รี่ พอตเตอร์\nหลังจาก แฮร์รี่ พอตเตอร์กับเครื่องรางยมทูต วางแผงได้ไม่นานนัก ทางประเทศสหรัฐอเมริกาได้มีการวางแผนและทำแบบแปลนการสร้างสวนสนุกที่ยูนิเวอร์แซลออร์แลนโดรีสอร์ต เมืองออร์แลนโด รัฐฟลอริดา โดยจำลองสถานที่ต่าง ๆ ในวรรณกรรมแฮร์รี่ พอตเตอร์ ที่เกี่ยวกับสถานที่ในโลกเวทมนตร์เช่น ฮอกวอตส์และหมู่บ้านฮอกส์มี้ด เป็นต้น สวนสนุกแห่งนี้วางแผนการสร้างโดย จิม ฮิล มีแบบจำลองปราสาทฮอกวอตส์ รวมไปถึงหมู่บ้านฮอกส์มีดส์อีกด้วย ผู้สร้างสวนสนุกยังได้เชิญ เจ. เค. โรว์ลิง ให้มาร่วมทำการเนรมิตสวนสนุกแห่งนี้ เพื่อทำให้เหมือนกับสถานที่ในหนังสือของเธอให้มากที่สุด ซึ่งโรว์ลิงก็ตอบตกลง สวนสนุกตั้งอยู่ในไอส์แลนด์ส ออฟ แอดเวนเจอร์ซึ่งเป็นเกาะรวมเครื่องเล่นแนวผจญภัยของยูนิเวอร์แซลออร์แลนโดรีสอร์ท โดยได้ใช้ชื่อว่าอย่างเป็นทางการว่าโลกมหัศจรรย์ของแฮร์รี่ พอตเตอร์และเปิดให้เข้าชมในวันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2553 โดยมีทั้งนักแสดงจากภาพยนตร์ชุดแฮร์รี่ พอตเตอร์ อาทิ แดเนียล แรดคลิฟฟ์ (แฮร์รี่ พอตเตอร์), ไมเคิล แกมบอน (ศาสตราจารย์ดัมเบิลดอร์), รูเพิร์ท กรินท์ (รอน วีสลีย์) แมทธิว ลิวอิส (เนวิลล์ ลองบัตท่อม) และทอม เฟลตัน (เดรโก มัลฟอย) รวมถึง เจ.เค. โรว์ลิ่ง และผู้ประพันธ์เพลงให้กับภาพยนตร์ 3 ภาคแรกอย่าง จอห์น วิลเลียมส์ มาร่วมงานครั้งนี้ด้วย", "เอ็นบีซียูนิเวอร์แซล\nเอ็นบีซียูนิเวอร์แซลมีส่วนเกี่ยวข้องหลักในวงการสื่อและความบันเทิงภายใต้หน่วยงานที่สำคัญที่สุดคือบริษัทแพร่สัญญาณแห่งชาติ (เอ็นบีซี) หนึ่งในสามสถานีโทรทัศน์ยักษ์ใหญ่ของสหรัฐ และสตูดิโอฟิล์มของยูนิเวอร์แซลสตูดิโอส์ นอกจากนี้ยังมีบทบาทสำคัญในการออกอากาศที่ผ่านคุณสมบัติทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ รวมทั้งทางภาคพื้นดินและการจ่ายค่าเช่าผ่านทางโทรทัศน์ และเอ็นบีซียูนิเวอร์แซลยังเป็นผู้ดำเนินธุรกิจสวนสนุกรายใหญ่อันดับ 3 ของโลก โดยมียูนิเวอร์แซลพาร์กแอนด์รีสอร์ตเป็นผู้จัดการในส่วนนี้" ]
3
เหตุการณ์รถตู้สาธารณะถูกชนบนทางยกระดับอุตราภิมุข พ.ศ. 2553 มีจำนวนผู้เสียชีวอตทั้งหมดกี่คน?
[ "เหตุการณ์รถตู้สาธารณะถูกชนบนทางยกระดับอุตราภิมุข พ.ศ. 2553\nเหตุการณ์รถตู้สาธารณะถูกชนบนทางยกระดับอุตราภิมุข พ.ศ. 2553 เป็นอุบัติเหตุบนท้องถนน เกิดขึ้นในคืนวันที่ 27 ธันวาคม 2553 เมื่อรถยนต์นั่งส่วนบุคคล สีขาว ยี่ห้อฮอนด้า ซีวิค ขับโดย อรชร เทพหัสดิน ณ อยุธยา ชื่อเล่นว่า แพรวา อายุ 17 ปี แล่นมาด้วยความเร็ว พุ่งเข้าชนท้ายรถตู้สาธารณะ สีขาว ยี่ห้อโตโยต้า ไฮแอซ บนทางยกระดับอุตราภิมุขเส้นทางระหว่างมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต กับสถานีหมอชิต (สาย ต.118) ซึ่งมีผู้โดยสาร 14 คน ส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาและบุคลากรของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ เป็นเหตุให้รถตู้คันดังกล่าวฟาดกับขอบทางยกระดับอุตราภิมุขอย่างแรง มีผู้โดยสารกระเด็นออกจากรถ เบื้องต้นเสียชีวิต 8 คน บาดเจ็บอีก 6 คน ต่อมา ผู้บาดเจ็บเสียชีวิตลงอีก 1 คน รวมจำนวนผู้โดยสารเสียชีวิต 9 คน และบาดเจ็บ 5 คน ส่วนอรชร เทพหัสดิน ณ อยุธยา บาดเจ็บเล็กน้อย", "เหตุการณ์รถตู้สาธารณะถูกชนบนทางยกระดับอุตราภิมุข พ.ศ. 2553\nเวลา 21:41 นาฬิกา พันตำรวจโท ฉัตรชัย เอี่ยมอ่อง สารวัตรสืบสวนสอบสวน สถานีตำรวจนครบาลวิภาวดีรังสิต รับรายงานเหตุ จึงนำกำลังไปตรวจสอบ และสั่งปิดการจราจรบนทางยกระดับอุตราภิมุข ตลอดจนบริเวณทางคู่ขนานขาเข้าทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 31 ตั้งแต่หน้าบริษัทยาคูลท์ ไปจนถึงสี่แยกบางเขน บนทางยกระดับอุตราภิมุข เขาพบรถรรถยนต์นั่งส่วนบุคคลของอรชร เทพหัสดิน ณ อยุธยา จอดอยู่กลางถนน หน้ารถพังยับเยิน และล้อหลุด ส่วนอรชร เทพหัสดิน ณ อยุธยา พิงขอบทางยกระดับอุตราภิมุข ใช้แบล็กเบอร์รีอยู่ข้าง ๆ และพบรถตู้ที่ประสบเหตุ กำลังพลิกคว่ำ สภาพท้ายรถพังยับเยิน นอกจากนี้ เขายังพบศพกระจายเกลื่อนอยู่บนทางคู่ขนาน ตั้งแต่หน้าหน้าสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ มาถึงประตูทางเข้ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นับได้ทั้งหมด 8 ศพ ส่วนผู้บาดเจ็บมี 7 คน รวมอรชร เทพหัสดิน ณ อยุธยา ด้วยแล้ว เจ้าหน้าที่และพลเมืองดีได้ช่วยกันนำส่งโรงพยาบาลวิภาวดีที่อยู่ใกล้เคียง ต่อมา จันจิรา ซิมกระโทก ผู้บาดเจ็บ ตายลงอีก 1 จำนวนผู้ประสบเหตุจึงเปลี่ยนแปลงเป็น เสียชีวิต 9 คน บาดเจ็บ 6 คน" ]
[ "เหตุการณ์รถตู้สาธารณะถูกชนบนทางยกระดับอุตราภิมุข พ.ศ. 2553\nเวลา 19:00 นาฬิกาของวันเดียวกัน ชาวเฟซบุ๊กจากโครงการ \"มั่นใจว่าคนไทยเกินล้านคนไม่พอใจ แพรวา (อรชร) เทพหัสดิน ณ อยุธยา\" ข้างต้น ราวห้าสิบคน นัดรวมตัวกันและเดินเท้าจากหน้าโรงพยาบาลวิภาวดี ไปยังทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 31 ใต้ทางยกระดับอุตราภิมุขจุดเกิดเหตุ แล้วจุดเทียนไว้อาลัยแก่ผู้ตาย ทั้งกล่าวด้วยว่าจะจัดกิจกรรมเช่นนี้ต่อไปจนกว่าอรชร เทพหัสดิน ณ อยุธยาจะได้รับการลงโทษตามกฎหมาย มีรายงานข่าวว่า ประชาชนที่ผ่านไปมาหยุดดูด้วยความสนใจ", "เหตุการณ์รถตู้สาธารณะถูกชนบนทางยกระดับอุตราภิมุข พ.ศ. 2553\nวันที่ 27 ธันวาคม 2553 ราว 21:00 นาฬิกา รถตู้สาธารณะคันข้างต้นได้รับผู้โดยสาร 14 คนจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาและบุคลากรของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ที่เลิกเรียนและเลิกงานจะกลับบ้านก่อนวันหยุดยาวช่วงขึ้นปีใหม่ ปลายทางของรถตู้คือสถานีหมอชิต เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร", "เหตุการณ์รถตู้สาธารณะถูกชนบนทางยกระดับอุตราภิมุข พ.ศ. 2553\nครั้นมาถึงทางยกระดับอุตราภิมุข ซึ่งอยู่สูง 20 เมตรเหนือทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 31 บริเวณหน้ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ติดต่อกับสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ และบริษัทยาคูลท์ (ประเทศไทย) จำกัด แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร รถยนต์นั่งส่วนบุคคลของอรชร เทพหัสดิน ณ อยุธยา ได้วิ่งมาด้วยความเร็ว พุ่งเข้าชนท้ายรถตู้ รถตู้จึงเสียหลัก พลิกคว่ำไปชนขอบกั้นคอนกรีตของทางยกระดับอุตราภิมุข และฟาดกับเสาไฟฟ้า ก่อนคว่ำลงกับพื้นในลักษณะตะแคง กระจกแตก และประตูเปิดออก แรงเหวี่ยงส่งผลให้ผู้โดยสารบางส่วนกระเด็นจากรถ กระแทกพื้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 31 บางส่วนปลิวตกลงคลองของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มี 1 คนกระเด็นไปกระแทกสะพานลอยใต้ทางยกระดับอุตราภิมุขเสียชีวิตและศพเกี่ยวห้อยอยู่ ณ ที่นั้น ขณะที่อีกส่วนคาอยู่ในรถตู้", "เหตุการณ์รถตู้สาธารณะถูกชนบนทางยกระดับอุตราภิมุข พ.ศ. 2553\nวันที่ 29 ธันวาคม 2553 ปิยะพันธ์ จัมปาสุต ผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ ว่า \"...ได้ตรวจสอบแล้วว่ารถตู้คันดังกล่าวเป็นรถตู้ของบริษัท สยามออโต้เซอร์วิส จัดทำประกันภัยไว้กับบริษัทนำสินประกันภัย ประเภท 1 ระยะเวลาประกันภัยตั้งแต่ 31 ธันวาคม 2552 ถึง 31 ธันวาคม 2553 โดยผู้เสียชีวิตจะได้รับค่าชดเชยจากบริษัทประกันภัยรายละสองแสนบาท และผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจะได้รับค่ารักษาพยาบาลก่อนไม่เกินหนึ่งแสนบาท...\" วันถัดมา จันทรา บูรณฤกษ์ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย แถลงว่า เงินดังกล่าวเป็นเพียงเบื้องต้น และบริษัทประกันภัยได้เริ่มจ่ายให้แก่ทายาทผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บแล้ว", "เหตุการณ์รถตู้สาธารณะถูกชนบนทางยกระดับอุตราภิมุข พ.ศ. 2553\nอุบัติเหตุครั้งนี้ กลายเป็นประเด็นสนทนาเป็นอันมากในสังคมออนไลน์ ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตส่วนใหญ่พยายามค้นหาประวัติของอรชร เทพหัสดิน ณ อยุธยา และส่วนใหญ่แสดงความคิดเห็นเชิงลบ รุมประณามการที่อรชร เทพหัสดิน ณ อยุธยา ขับรถโดยประมาทและในวัยสิบเจ็ดปีเท่านั้น ตลอดจนกรณีที่เจ้าพนักงานตำรวจไม่ดำเนินคดี ต่างก็คาดเดากันว่า เนื่องจากอรชร เทพหัสดิน ณ อยุธยา เป็นลูกหลานราชสกุลเทพหัสดิน ณ อยุธยา จึงหลุดพ้นคดีได้ มีผู้ตั้งกระทู้ในเว็บไซต์ และตั้งหัวข้อสนทนา เป็นหลายประการ อาทิ ในพันทิปดอตคอม มีหัวข้อว่า \"ขอประณามการกระทำคุณแพรวา และครอบครัว\", \"ตกลงใครเป็นคนขับชนกันแน่...รถตู้โดนซีวิคชนท้าย คนตกทางด่วน ตายเกลื่อน\" และ \"มาดูหลังภาพรถเก๋งและคนขับหลังจากเกิดเหตุการณ์\" เป็นต้น อีกประเด็นหนึ่งที่ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์มาก คือ กรณีที่สมบัติ วงศ์กำแหง โฆษกสภาทนายความ แถลงว่าคนขับรถตู้ต้องรับผิดทั้งทางแพ่งและทางอาญานั้น มีผู้แสดงความคิดว่า \"นายสมบัติ วงศ์กำแหง มึงดูภาพจากล้องหรือยัง ถ้ามึงขับมาดี ๆ ไม่เร็ว ขับปรกติ แล้วรถมาชนตูดมึง รถมึงหมุน ลูกมึงกระเด็นมาตายนอกรถ มึงว่ามึงผิดไหม แล้วมึงต้องจ่ายค่าเสียหายรถที่ขับมาชนตูดมึงไหม...\" เป็นอาทิ", "เหตุการณ์รถตู้สาธารณะถูกชนบนทางยกระดับอุตราภิมุข พ.ศ. 2553\nกระทั่งวันที่ 30 ธันวาคม 2553 ลัดดาวัลย์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา มารดาของอรชร เทพหัสดิน ณ อยุธยา แถลงว่า ที่ไม่ได้แสดงความรับผิดชอบตั้งแต่แรกเริ่มนั้น เพราะต้องการให้กระแสของอารมณ์ในสังคมคลี่คลายลงเสียก่อน และยืนยันว่าจะไม่หนีไปไหน เธอยังกล่าวด้วยว่า \"...ลูกสาวยอมรับว่าขับรถเร็ว เพราะจะรีบเอารถไปคืนเพื่อน รถไม่ใช่ของเรา ดิฉันไม่เคยอนุญาตให้ลูกขับรถไปข้างนอกแบบนั้น...ลูกสาวผิดแน่ที่อายุสิบเจ็ดไม่มีบัตร [ใบอนุญาตขับขี่รถยนต์] แพรวารีบกดบีบี [แบล็กเบอร์รี] บอกเพื่อนว่ารถชน และถามเรื่องประกันของรถคันนี้ ไม่ใช่มัวเล่นบีบีตามที่บางท่านเข้าใจ...ถ้าน้องผิดจริง เราก็ยินดีให้น้องเข้ากระบวนการทุกอย่าง\"", "เหตุการณ์รถตู้สาธารณะถูกชนบนทางยกระดับอุตราภิมุข พ.ศ. 2553\nโอกาสเดียวกัน พลตำรวจตรี ภาณุ เกิดลาภผล รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ด้านการจราจร ว่า เขาได้ดูภาพจากกล้องวงจรปิดแล้วเช่นกัน พบว่ารถยนต์นั่งส่วนบุคคลของอรชร เทพหัสดิน ณ อยุธยา ขับมาชนรถตู้อย่างกระชั้น โดยเขาใช้คำว่า \"สะกิดรถตู้ให้เสียหลัก\" ขณะที่สมบัติ วงศ์กำแหง โฆษกสภาทนายความ ว่า \"...คนขับรถตู้มีความผิดชัดเจนอยู่แล้ว แต่คนขับเสียชีวิตด้านอาญาไม่ต้องรับผิดชอบ แต่ทางแพ่งยังคงต้องรับผิดชอบ โดยผู้เสียหายหรือญาติสามารถฟ้องร้องจากเจ้าของรถตู้ หรือถ้าผู้ตายเป็นเจ้าของก็สามารถฟ้องร้องนำทรัพย์สินมาชดใช้เป็นค่าเสียหาย ได้ ส่วนรถเก๋งก็ต้องรับผิดชอบด้วยเหมือนกัน แต่จะต้องรับผิดชอบทั้งอาญาและแพ่ง...\" เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นหนึ่งที่ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์เป็นอันมากในสังคม ออนไลน์", "เหตุการณ์รถตู้สาธารณะถูกชนบนทางยกระดับอุตราภิมุข พ.ศ. 2553\nอย่างไรก็ดี มีสมาชิกอีกกลุ่มในสังคมออนไลน์เชิญชวนให้เพื่อนสมาชิกหมั่นใช้วิจารณญาณ และระงับสติอารมณ์ บางคนแสดงความคิดเห็นว่า \"เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่า คนไทยจำนวนหนึ่ง จะมากน้อยไม่รู้ มีความเก็บกดทางความคิดและอารมณ์ โดยเฉพาะในประเด็นความไม่ทัดเทียมกันในสังคมที่มีให้เห็นอย่างดาษดื่น\" และ \"...คนส่วนใหญ่มีการศึกษาและเข้าถึงข่าวสาร แต่กลับใช้อารมณ์ตัดสินและแต่งเติม\" เป็นต้น" ]
17
อุรัสยา เสปอร์บันด์ ชื่อเล่น ญาญ่า เข้าวงการครั้งแรกด้วยผลงานใด ?
[ "อุรัสยา เสปอร์บันด์\nอุรัสยา เสปอร์บันด์ (เกิด 18 มีนาคม พ.ศ. 2536) ชื่อเล่น ญาญ่า เป็นนักแสดงและนางแบบลูกครึ่งไทย-นอร์เวย์ เริ่มเข้าสู่วงการบันเทิงในปี พ.ศ. 2550 โดยได้รับการติดต่อจากโมเดลลิ่งที่สวนจตุจักร หลังจากนั้นก็ได้เข้าร่วมโครงการค้นหานางแบบหน้าใหม่ในปี พ.ศ. 2551 โดยคำชักชวนของ สมบัษร ถิระสาโรช และมีผลงานเรื่อยมา งานถ่ายแบบและถ่ายมิวสิกวิดีโอของเธอเป็นที่สนใจของสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 จนเธอได้เซ็นสัญญาเป็นนักแสดงในสังกัด และได้แสดงละครเป็นครั้งแรกในละครซิตคอมเรื่อง \"เพื่อนซี้ล่องหน\" ต่อมาได้รับคำวิจารณ์ที่ดีและส่งผลให้เธอเป็นที่รู้จักมากขึ้น ในละครโรแมนติกดราม่าเรื่อง \"กุหลาบไร้หนาม\"", "อุรัสยา เสปอร์บันด์\nเมื่ออายุ 12 ปี อุรัสยาได้เจอกับโมเดลลิ่งที่สวนจตุจักร ซึ่งเธอได้รับเลือกให้แสดงโฆษณาระงับกลิ่นกายของจีนี่ ยังแคร์ โคโลญ หลังจากนั้นอุรัสยาก็มีงานเข้ามาเรื่อย ๆ แต่ด้วยความที่บ้านเกิดอยู่ไกลถึงพัทยาจึงลำบากต่อการไปแคสงานในกรุงเทพ จึงหายไปจากวงการระยะหนึ่ง" ]
[ "รายชื่อผลงานของอุรัสยา เสปอร์บันด์\nอุรัสยา เสปอร์บันด์ เป็นนักแสดงและนางแบบชาวไทย ปรากฏอยู่ในภาพยนตร์ 2 เรื่อง ละครโทรทัศน์ 19 เรื่อง ร้องเพลงประกอบละครและอื่น ๆ 15 เพลง ปรากฏอยู่ในมิวสิกวิดีโอ 14 เพลง โดยมีผลงานละครโทรทัศน์เรื่องแรกในปี พ.ศ. 2551 คือ \"บ้านก้านมะยม\" แต่ละครเรื่องนี้ไม่ได้ออกอากาศ ในปีเดียวกัน เธอแสดงละครซิตคอมแนวตลกเรื่อง \"เพื่อนซี้ล่องหน\" กำกับโดย ศรัทธา ศรัทธาทิพย์ ในปี พ.ศ. 2553 เธอแสดงละครที่ประสบความสำเร็จถึงสองเรื่องคือ \"กุหลาบไร้หนาม\" และ \"ดวงใจอัคนี\" ในละครเรื่อง \"กุหลาบไร้หนาม\" ได้แสดงร่วมกับเฌอมาลย์ บุญยศักดิ์และอัชชา นามปาน กำกับโดยอดุลย์ บุญบุตร ละครเรื่องนี้ได้รับเสียงวิจารณ์ที่ดี และยังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลคมชัดลึก อวอร์ด ครั้งที่ 8 ในสาขาละครยอดเยี่ยมอีกด้วย ในละครเรื่อง \"ดวงใจอัคนี\" อุรัสยาแสดงร่วมกับณเดชน์ คูกิมิยะโดยเป็นเรื่องราวความรักต้องห้ามระหว่างสองตระกูลที่ไม่ถูกกัน ละครเรื่องนี้ประสบความสำเร็จและเป็นบทที่แจ้งเกิดให้กับเธอ สำหรับการแสดงละครเรื่องนี้ อุรัสยาได้รับรางวัลสยามดารา สตาร์ส อวอร์ดส์ 2011 และ ท็อปอวอร์ด 2010 ในสาขาดาวรุ่งหญิงยอดเยี่ยม อีกทั้งยังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลนาฏราช ครั้งที่ 2 ในสาขาทีมนักแสดงยอดเยี่ยม จากการแสดงในละครซีรีส์ชุด \"4 หัวใจแห่งขุนเขา\"", "อุรัสยา เสปอร์บันด์\nในปี พ.ศ. 2551 อุรัสยาก็หวนกลับเข้าวงการอีกครั้งหนึ่งในอาชีพนางแบบด้วยการเข้าร่วมในโครงการเซนโมเดลเสิร์ช (Zen Model Search) หลังจากสมบัษร ถิระสาโรชไปพบที่เซ็นทรัลเวิลด์และชักชวนไปเดินแบบ อุรัสยาได้เดินแบบเป็นครั้งแรกในงานเซนแฟชั่นวีค และถ่ายนิตยสารอีกหลายฉบับ รวมถึงมีผลงานถ่ายมิวสิกวิดีโอ เช่น \"เพียบเลย\" ของมิสเตอร์ดี, \"ต่อให้โลกหยุดหมุน\" ของซีควินท์ เป็นต้น ครอบครัวให้การสนับสนุนอาชีพของเธอจึงย้ายไปอยู่ในกรุงเทพ ถึงแม้อุรัสยาจะตัดสินใจเข้าสู่วงการนางแบบ แต่เธอบอกว่าเป็นงานที่ไม่ค่อยถนัดนักเพราะกังวลเรื่องความสูงและรูปร่างของตนเอง เธอยังพูดว่า \"เธอชอบงานถ่ายแบบมากกว่า\" และการทำงานในวงการทำให้เธอเปลี่ยนไปและต้องปรับตัว", "รายชื่อผลงานของอุรัสยา เสปอร์บันด์\nในปี พ.ศ. 2556 อุรัสยาแสดงในละครซีรีส์ชุด \"3 ทหารเสือสาว\" เรื่อง \"มายาตวัน\" แสดงร่วมกับอธิชาติ ชุมนานนท์ หลังจากนั้นเธอแสดงในละครตลกเรื่อง \"ดาวเรือง\" แสดงคู่กับ ทฤษฎี สหวงษ์ กำกับโดย กฤษณ์ ศุกระมงคล ปีถัดมา เธอรับบทเป็นศัลยแพทย์ชาวญี่ปุ่น ในละครฟอร์มยักษ์ \"ไรซิงซัน\" เรื่อง \"รอยฝันตะวันเดือด\" ละครชุดนี้ได้รับเสียงวิจารณ์ทั้งดีและไม่ดี ในปี พ.ศ. 2558 เธอแสดงร่วมกับจิรายุ ตั้งศรีสุข ในละครย้อนยุคเรื่อง \"หนึ่งในทรวง\" ต่อมาเธอรับบทเป็นนักแสดงที่มีปมชีวิตในละครดราม่าปี พ.ศ. 2560 เรื่อง \"คลื่นชีวิต\" ในปี พ.ศ. 2561 อุรัสยาแสดงภาพยนตร์ครั้งแรกในเรื่อง \"น้อง.พี่.ที่รัก\" เข้าฉายในเดือนพฤษภาคม รวมทั้งมีผลงานละครเรื่อง \"ลิขิตรัก\" ออกอากาศทางช่อง 3 ในเดือนเดียวกัน", "อุรัสยา เสปอร์บันด์\nอุรัสยาเริ่มมีชื่อเสียงปลายปี พ.ศ. 2553 หลังจากได้แสดงละครเรื่อง \"ดวงใจอัคนี\" ซึ่งทำให้เธอได้รับรางวัลท็อปอวอร์ด 2010 และ สยามดารา สตาร์ส อวอร์ดส์ 2011 สาขาดาวรุ่งหญิงยอดเยี่ยม ในปี พ.ศ. 2554 เธอได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลนาฏราช สาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมจากการแสดงในละครเรื่องที่สี่ของเธอ คือ เรื่อง \"ตะวันเดือด\" ในปีเดียวกันนั้น อุรัสยามีผลงานสร้างชื่อจากบทบาทหญิงสาวความจำเสื่อม ในละครเรื่อง \"เกมร้ายเกมรัก\" ซึ่งทำให้เธอได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลโทรทัศน์ทองคำสาขานักแสดงนำหญิงดีเด่น, สยามดารา สตาร์ส อวอร์ดส์ 2012 สาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม และรางวัลเมขลา ครั้งที่ 24 สาขาผู้แสดงนำหญิงดีเด่น", "อุรัสยา เสปอร์บันด์\nอุรัสยาแสดงภาพยนตร์เป็นครั้งแรกในภาพยนตร์เรื่อง \"น้อง.พี่.ที่รัก\" ออกฉายในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2561 เป็นภาพยนตร์ครอบครัวที่เล่าถึงความสัมพันธ์ของพี่น้องที่ไม่ถูกกัน ภาพยนตร์ประสบความสำเร็จทางรายได้ ทำรายได้ไป 146.14 ล้านบาท กลายเป็นภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุดตลอดกาลในประเทศไทยในอันดับที่ 13 ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับความนิยมและเธอได้รับคำวิจารณ์ในทางบวก หนังสือพิมพ์\"โพสต์ทูเดย์\" เขียนไว้ว่า \"บทอารมณ์ที่ส่งออกมาไม่ติดขัดอะไรเลย\" และเว็บไซต์เมลโลชมการแสดงของเธอว่า \"ทำได้ดี ไม่ผิดหวัง\" การแสดงจากภาพยนตร์เรื่องนี้ทำให้เธอได้รับรางวัลสยามดารา สตาร์ส อวอร์ดส์และมายาอวอร์ดส์ในสาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม", "อุรัสยา เสปอร์บันด์\nในปี พ.ศ. 2554 อุรัสยาแสดงในละครแอกชัน-โรแมนติกเรื่อง \"ตะวันเดือด\" ของผู้จัด ฉัตรชัย เปล่งพานิช กำกับโดย อรรถพร ธีมากร ในละครอุรัสยารับบทเป็นลูกสาวเจ้าของไร่ที่ต้องแบกรับภาระของพ่อเอาไว้ ในการปกป้องสายแร่พลอยจากกลุ่มโจร ละครเรื่องนี้ได้รับความนิยม ส่วนเหตุผลที่ฉัตรชัยเลือกอุรัสยามาแสดงละครเรื่องนี้เพราะฝีมือและความเหมาะสมในบท หลังจากคัดเลือกนักแสดงมาแล้วหลายคน ละครเรื่องนี้ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลนาฏราช ถึง 7 สาขา และได้เข้าชิงรางวัลโทรทัศน์ทองคำถึง 4 สาขา และอีก 5 สาขาจากคมชัดลึก อวอร์ด อุรัสยาถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลนาฏราช สาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม แต่พ่ายให้กับอารยา เอ ฮาร์เก็ตจากละครเรื่อง \"ดอกส้มสีทอง\"", "อุรัสยา เสปอร์บันด์\nอุรัสยา เสปอร์บันด์ เกิดเมื่อวันที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2536 ที่เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี เป็นลูกคนสุดท้องในสองคน พ่อของเธอซีกู๊ด ชาวนอร์เวย์ เป็นที่ปรึกษาการลงทุนและนายหน้าในตลาดหลักทรัพย์ และคุณแม่ชาวไทย อุไร เป็นแม่บ้าน อุรัสยามีพี่สาวชื่อ แคทลียา อายุมากกว่าเธอสามปี และมีพี่ชายชาวนอร์เวย์ต่างมารดาอีกสองคน เธอเข้าเรียนในระดับประถมศึกษา-มัธยมศึกษาที่โรงเรียนนานาชาติเดอะรีเจนท์พัทยาจนถึงเกรด 11 (ม. 5) จึงได้ย้ายไปเรียนที่โรงเรียนบางกอกพัฒนา", "อุรัสยา เสปอร์บันด์\nหลังจากเรื่อง \"ธรณีนี่นี้ใครครอง\" ก็ได้แสดงร่วมกับอธิชาติ ชุมนานนท์และศรราม เทพพิทักษ์ ในละครเรื่อง \"มายาตวัน\" หนึ่งในละครซีรีส์ชุด \"3 ทหารเสือสาว\" เธอรับบทเป็นนักข่าวสายบันเทิงที่พยายามขอสัมภาษณ์อดีตดาราชื่อดังที่เกลียดนักข่าว ละครเรื่องนี้เป็นที่นิยมในกลุ่มผู้ที่ชื่นชอบ ศรราม เทพพิทักษ์ ก็ชื่นชมเธอในละครเรื่อง \"มายาตวัน\" และพูดถึงอุรัสยาว่า \"มีความเป็นมืออาชีพและเล่นได้เป็นธรรมชาติ\"" ]
7
อ็องตวน-โอกุสแต็ง กูร์โน จบการศึกษาสูงสุดจากที่ไหน ?
[ "อ็องตวน-โอกุสแต็ง กูร์โน\nอ็องตวน-โอกุสแต็ง กูร์โน () เป็นนักปรัชญา นักคณิตศาสตร์และนักเศรษฐศาสตร์ชาวฝรั่งเศส ได้รับการกล่าวขานว่าเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงในเรื่อง\"หลักหน่วยสุดท้ายดั้งเดิม\" (Proto-Marginalists) คนหนึ่ง โดยงานหลักของเขาจะเป็นงานเขียนทางด้านเศรษฐศาสตร์ ซึ่งเป็นการค้นคว้าใน\"หลักคณิตศาสตร์แห่งความมั่งคั่ง\" (Principle of Wealth) ซึ่งเป็นทฤษฎีที่ยังไม่มีใครสามารถที่จะล้มล้างได้ในขณะนั้น ทั้งนี้ผลงานเขาก็ยังคงมีอิทธิพลในปัจจุบันด้วย\nอ็องตวน-โอกุสแต็ง กูร์โน เกิดเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 1801 ในชุมชนเล็ก ๆ นามว่า เกร (Gray) ซึ่งปัจจุบันตั้งอยู่ในจังหวัดโอต-โซนของประเทศฝรั่งเศส จบการศึกษาจากโรงเรียนประจำชุมชนเมื่ออายุได้ 15 ปี สี่ปีต่อมาเขาได้ทำงานเป็นเสมียนในสำนักงานของทนายความ ขณะเดียวกันเขาก็ได้เรียนรู้เกี่ยวกับงานทางด้านกฎหมายและปรัชญาควบคู่ไปด้วย ซึ่งได้รับแรงบันดานใจจากการทำงานของเขาที่สำนักทนายความลาปลัส (Laplace) ซึ่งทำให้เขารู้ว่าเขาต้องการที่จะศึกษาทางด้านคณิตศาสตร์ จนกระทั่งเขามีอายุได้ 19 ปี เขาได้สมัครเรียนทางด้านคณิตศาสตร์ที่โรงเรียนแห่งหนึ่งในเมืองเบอซ็องซง และต่อจากนั้นได้สอบผ่านเข้าเรียนต่อในสถาบันที่มีชื่อว่า Normale Supérieure ซึ่งตั้งอยู่ในกรุงปารีสในปี 1821\nจากเหตุผลทางการเมือง ทำให้สถานที่ที่เขาได้ศึกษาอยู่ในขณะนั้นต้องปิดลงในปีต่อมา ซึ่งเขาแก้ปัญหาโดยย้ายไปเรียน ณ มหาวิทยาลัยซอร์บอน (Sorbonne) ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงที่สุดในฝรั่งเศส โดยเรียนในสาขาคณิตศาสตร์ เขาได้ทุ่มเทฝีมืออย่างเต็มที่เพื่อที่จะได้เข้าสังคมปัญญาชนและความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ และเขามีความสนใจเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นทางวิชาการในชั้นเรียน ตลอดจนในห้องรับแขกของนายโชแซฟ ดรอซ (Joseph Droz) นักเศรษฐศาสตร์ ซึ่งในขณะนั้นแนวคิดของเขาได้มีอิทธิพลในสถาบันที่เขาเรียนอย่างมาก โดยมีลากร็องฌ์ (Lagrange) และอาแช็ต (Hachette) เพื่อนร่วมชั้นที่เป็นลูกศิษย์ของอาจารย์ มารี อ็องตวน กงดอร์เซ (Marie Antoine Condorcet) ที่ชักจูงให้เขาเข้าสังคมทางคณิตศาสตร์ และนั่นเป็นการเข้าสังคมที่ทำให้เขาสามารถเชื่อมโยงในเรื่องคณิตศาสตร์ได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งนับได้ว่าเขาเป็นนักคณิตศาสตร์ที่มีอายุน้อยเมื่อเทียบกันกับเพื่อนที่เป็นนักคณิตศาสตร์ด้วยกัน" ]
[ "อ็องตวน-โอกุสแต็ง กูร์โน\nในปี 1823 เขาได้ทำงานเป็นผู้ช่วยเขียนหนังสือให้กับนายมาร์แชล กูววง แซ็ง ซีร์ (Marshal Gouvoin Saint Cyr) และเขายังได้เป็นครูสอนพิเศษให้กับบุตรชายของมาร์แชลด้วย ต่อมาอีกสิบปีเขาก็ยังคงอยู่ที่กรุงปารีส ในยามว่างจากการทำงานเขามักจะศึกษาค้นคว้าตามแนวทางของตนเอง จนกระทั่งปี 1829 เขาก็ได้รับปริญญาเอกในด้านกลศาสตร์และดาราศาสตร์ โดยหลังจากที่อาจารย์มารีได้เสียชีวิตในปี 1830 เขาได้เรียบเรียงและตีพิมพ์ชีวประวัติของอาจารย์ท่านนี้ด้วย\nวิทยานิพนธ์และบทความบางชิ้นของได้รับความสนใจจากนายซีเมอง-เดอนี ปัวซง (Siméon-Denis Poisson) ซึ่งเป็นนักคณิตศาสตร์ที่มีชื่อเสียงในขณะนั้นและเป็นผู้ชักจูงให้กูร์โนกลับเข้าศึกษาต่อ โดยในระยะแรกเขาได้ปฏิเสธ แต่ภายหลังจากที่ข้อตกลงของครอบครัวของ Saint Cyr หมดลงแล้ว เขาได้มาทำงานในตำแหน่งงานชั่วคราวของสถาบันการศึกษาในปารีส และในระหว่างนั้นเขาได้ทำการแปลบทความเกี่ยวกับดาราศาสตร์ของ John Herschel และบทความเกี่ยวกับกลศาสตร์ของ Dionysus Lardner\nในปี 1834 เขาได้เข้าไปยังสำนักงานของปัวซงที่เมืองลียง (Lyons) ซึ่งเขาคิดว่าเป็นแหล่งการค้นคว้าทางด้านการวิเคราะห์และทางด้านกลศาสตร์ที่ดีเลยทีเดียว ในปีต่อมาเขาได้รับความไว้วางใจจากปัวซงให้เป็นอธิการบดีที่สถาบันแห่งเกรอนอบล์ (Grenoble) ที่นั่นเขาได้ทำงานเกี่ยวกับการบริหารและการจัดการเป็นส่วนใหญ่\nในปี 1839 เขาถูกเรียกตัวไปตรวจสอบอย่างละเอียด ในปีเดียวกันเขาก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นอัศวินผู้ซื่อสัตย์ตลอดจนผลงานของเขาทางเศรษฐศาสตร์รวมถึงงานวิจัยชิ้นเอกของเขาได้ถูกตีพิมพ์ขึ้นในปีเดียวกันนี้ด้วยและเขาได้เริ่มให้ข้อคิดเห็นเบื้องต้นเกี่ยวกับบทบาทของการประยุกต์คณิตศาสตร์ในสังคมศาสตร์ โดยการประกาศจุดยืนในการใช้คณิตศาสตร์เป็นเพียงแนวทางความคิดและทำให้เข้าใจในข้อเสนอของเขาได้ดีที่จะนำไปสู่การคำนวณข้อสมมติต่างๆออกมาเป็นตัวเลขซึ่งเขาไม่เห็นด้วยกับแนวคิดของนาย N.F. Canard ที่เป็นคนเสนอความคิดมาก่อนเขา\nหนังสือของเขาที่แต่งขึ้นในสามบทแรกพูดได้ถึงคำจำกัดความของความมั่งคั่งความสัมบูรณ์กับความสัมพันธ์ทางด้านราคาในเรื่อง กฎแห่งราคาเดียว (absolute vs. relative prices and the law of one price)\nในบทที่สี่เขาได้อธิบายเกี่ยวกับฟังก์ชันอุปสงค์ของเขาเองโดยให้รูปแบบทั่วไปของฟังก์ชันอุปสงค์เท่ากับฟังก์ชันของราคา D = F (p) เขาสมมติให้ F เป็นฟังก์ชันอุปสงค์โดยเป็นเส้นลาดลง (Downward Sloping) หรือเทียบได้กับกฎอุปสงค์ (Law of Demand) ในปัจจุบัน อีกทั้งได้แนะนำแนวคิดเกี่ยวกับความยืดหยุ่น (Elasticity) แต่ยังไม่ได้เขียนในเชิงคณิตศาสตร์\nมีข้อสำคัญที่ควรสังเกตคือ จากฟังก์ชันอุปสงค์ยังไม่เป็นการกำหนดอุปสงค์ที่อยู่ในยุคปัจจุบัน เส้นโค้งของเขาที่ D = F (p) นั่นเป็นเพียงการสรุปความสัมพันธ์ระหว่างราคาและปริมาณที่มาจาการสังเกตราคาและการซื้อขายโดยทั่วไปที่มองจากฐานะของผู้ซื้อ หรือผู้อุปสงค์กล่าวคือ เมื่อราคาสูงขึ้น ความต้องการสินค้าจะมีในปริมาณที่น้อยลง แปรผกผันกัน กูร์โนปฏิเสธทฤษฎีทั้งหลายที่มีพื้นฐานมาจากทฤษฎีอรรถประโยชน์ที่ว่าด้วยพฤติกรรมที่ทำให้เกิดอุปสงค์เขาได้อีกกล่าวว่า\" แนวความคิดของอรรถประโยชน์ ความขาดแคลนและความเหมาะสมที่จำเป็นและความเพลิดเพลินเกี่ยวกับมนุษยชาติคือตัวแปรและความไม่แน่นอนทางธรรมชาติ\" ผลลัพธ์ที่ได้คือความเหมาะสมอันเลวร้ายสำหรับการสร้างทฤษฎีโดยอาศัยหลักแห่งความเป็นจริง\"the utility of the article, the nature of the services it can render or the enjoyments it can procure, on the habits and customs of the people, on the average wealth, and on the scale on which wealth is distributed.\" เขามั่นใจในความคิดของตัวเขาเอง เขากล่าวว่า \" รูปแบบฟังก์ชันของเขา ขึ้นอยู่กับประโยชน์ที่ได้รับจากสินค้า และสิ่งที่แสดงออกในการบริการบนพื้นฐานของความเป็นมนุษย์\"\nในบทที่ห้า เขาได้ข้ามไปยังการวิเคราะห์การผลิตแบบผูกขาด (Monopoly) ในที่นี้เขาได้เริ่มแนวคิดการผลิตที่ทำให้เขาได้กำไรสูงที่สุด ขั้นแรกเขาได้นำเข้าสู่ฟังก์ชันต้นทุน F (D) และอธิบายการลดลง การคงที่และการเพิ่มขึ้นของผลได้ที่มาจากการเปลี่ยนแปลงของต้นทุน โดยแสดงทางคณิตศาสตร์ให้เห็นว่าผู้ผลิตจะเลือกผลิตในปริมาณที่รายได้หน่วยสุดท้าย (MR: Marginal Revenue) เท่ากับต้นทุนหน่วยสุดท้าย (MC : Marginal Cost) เขาได้แสดงให้เห็นอีกว่า ฟังก์ชันต้นทุนที่แท้จริงนั้นเป็นฟังก์ชันของราคา f' (D(p)) = y (p))\nในบทที่หก เขาได้ตรวจสอบผลกระทบจากภาษี (Tax) ความเต็มใจจ่ายในราคาที่เกิดขึ้น ปริมาณการผลิตในรูปแบบของตัวแปร ทั้งยังชี้ให้เห็นผลกระทบว่าการเก็บภาษีจะส่งผลกระทบต่อรายได้ของผู้ผลิตและผู้บริโภคอย่างไร\nในบทที่เจ็ดเขาได้เสนอแบบจำลองของของผู้ขายน้อยราย (Duopoly) ที่มีชื่อเสียงของเขา เขาได้ออกแบบจำลองทางคณิตศาสตร์เกี่ยวกับการผลิตสินค้าของผู้ผลิตเพียง 2 คน ในสินค้าเดียวกัน ซึ่งมีคุณสมบัติเหมือนกันทุกประการ ผู้ผลิตแต่ละคนมีความคิดว่า\"การตัดสินใจในการผลิต ปริมาณสินค้าจะได้รับอิทธิพลจากราคาที่ต้องเผชิญและกำไรที่คาดว่าจะได้รับ\" เพราะฉะนั้นผู้ผลิตแต่ละคนจะเลือกทำการผลิตในปริมาณที่ทำให้ได้กำไรมากที่สุด คณิตศาสตร์ของเขาจึงมาจากการที่ผู้ผลิตทำการผลิตในปริมาณที่คาดคะเนว่าอีกฝ่ายหนึ่งจะทำการผลิตอีกเท่าไร เพื่อที่จะได้ทำการผลิตให้สอดคล้องกัน (ไม่มากเกินไป ไม่น้อยเกินไป) กูร์โนได้แสดงเส้นโค้ง reaction จากผู้ผลิตทั้งสองที่ทำการผลิต สามารถตัดกันได้ที่จุดดุลยภาย (equilibrium) ในการเปรียบเทียบผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น เขาได้อธิบายภายใต้แบบจำลองผู้ผลิตน้อยราย ซึ่งราคาจะต่ำกว่าและปริมาณการผลิตจะสูงกว่าแบบจำลองผู้ผลิตแบบผูกขาดซึ่งการอธิบายของเขาทำให้เกิดความเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า \"การเพิ่มผู้ผลิตจะทำให้ปริมาณสินค้ามากขึ้นและราคาสินค้าจะลดลง\"", "ชาร์ล-โอกุสแต็ง เดอ กูลง\nขณะที่กูลงยังเยาว์วัย ครอบครัวของกูลงได้ย้ายไปยังกรุงปารีส ต่อมากูลงได้เข้าเรียนในวิทยาลัยมาซาแร็ง (Mazarin College) อันมีชื่อเสียง เขาได้เรียนวิชาคณิตศาสตร์กับปีแยร์ ชาร์ล มอนีเย (Pierre Charles Monnier) จนในที่สุดกูลงก็หลงใหลวิชาคณิตศาสตร์ ครั้นอายุได้ 21 ปี กูลงจึงกลับไปพักอาศัยกับบิดาและทำงานในวิทยาลัยในเมืองมงเปอลีเย สองปีให้หลัง เขาจึงตัดสินใจกลับกรุงปารีสและสอบเข้าโรงเรียนทหารที่เมืองเมซีแยร์ (Mézières)", "อ็องตวน-โอกุสแต็ง กูร์โน\nในบทที่แปด เขาได้อธิบายถึงกรณีของการแข่งขันแบบไม่มีขีดจำกัด นั่นคือที่ปริมาณการผลิตที่สูงจากการที่มีผู้เข้ามาทำการผลิตมาก โดยที่ผู้ผลิตนั้นไม่ได้ใส่ใจผลผลิตที่จะเกิดขึ้น จะทำให้เขาจะได้รับราคาและปริมาณการผลิตที่อยู่ในสถานการณ์ที่เรียกว่า การแข่งขันอย่างสมบูรณ์ (Perfectly Competitive) ในขั้นนี้ราคาจะเท่ากับต้นทุนหน่วยสุดท้าย (P=MC)\nในบทที่เก้า เขาได้เริ่มเรื่องขึ้นมาใหม่ ซึ่งนำเรื่องเกี่ยวกับการสื่อสารทางการค้า (communication of markets) หรือการค้าขายสินค้าชนิดเดียวกันระหว่างภูมิภาค\nในบทที่สิบ เขาได้วิเคราะห์ประเทศที่เป็นอิสระจากกันจำนวนสองประเทศและผลิตสินค้าชนิดเดียวกัน ที่มีคุณสมบัติเหมือนกัน เขาแสดงให้เห็นถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการเปิดเสรีทางการค้าระหว่างสองประเทศที่จะนำไปสู่ดุลยภาพของราคา ประเทศใดที่ผลิตสินค้าโดยใช้ต้นทุนที่ต่ำกว่าจะส่งออกสินค้าไปยังประเทศที่ผลิตสินค้าที่ใช้ต้นทุนที่สูงกว่า กูร์โนพยายามพิสูจน์เงื่อนไขที่ว่าการเปิดการค้าเสรีจะนำไปสู่การลดลงของปริมาณสินค้าส่งออกและรายรับที่ลดลงของประเทศที่มีต้นทุนการผลิตที่สูงกว่า ซึ่งต่อมาเขาได้อธิบายผลกระทบของภาษีนำเข้าและภาษีส่งออก จากคำอธิบายนี้เขาได้ตั้งข้อสงสัยในบทถัดไปเกี่ยวกับกำไรจากการค้าและการป้องกันกำไรจากภาษีนำเข้าอีกด้วย\nบทส่งท้าย ในการอธิบายดังกล่าวได้นำมาซึ่งทฤษฎีดุลยภาพบางส่วนแต่ยังไม่สมบูรณ์ เขาต้องการแสดงว่า การนำเอาหลายตลาดมาพิจารณาและพยายามจะแก้ไขปัญหาเพื่อหาดุลยภาพโดยทั่วไป แต่มันยากเกินกว่าที่จะอธิบายได้โดยการใช้คณิตศาสตร์ (but 'this would surpass the powers of mathematical analysis')\nผลงานของเขาในปี 1838 ที่ตีพิมพ์ออกมา แทบจะไม่ได้รับการตอบรับที่ดีนัก ผู้ที่มีอิทธิพลทางวิชาเศรษฐศาสตร์ในฝรั่งเศสในขณะนั้นไม่ได้ให้ความสนใจในความคิดของเขาเลยซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจของกูร์โนยิ่งนัก\nในปี 1839 ปัวซงป่วยด้วยโรคระบาดจึงได้ขอร้องให้กูร์โนเป็นตัวแทนของเขาในการประชุมทางวิชาการด้านคณิตศาสตร์แทน ณ Conseil Royal หลังจากที่ปัวซงได้เสียชีวิตไปแล้ว กูร์โนก็ได้สานต่อเจตนารมณ์ของปัวซงที่มอบหมายให้เขาทำหน้าที่แทนเขาอีกทั้งให้เป็นตัวแทนผู้สืบทอดมรดก\nในปี 1841 เขาได้ตีพิมพ์บทความการวิเคราะห์จากเมืองลียง เพื่ออุทิศให้กับปัวซง และอีกสองปีต่อมาเขาได้สร้างทฤษฎีความเป็นไปได้โดยมีข้อแตกต่างระหว่างความเป็นไปได้อยู่สามชนิดได้แก่ จุดประสงค์ เงื่อนไขและปรัชญา โดยสองอย่างแรกมาจากความเป็นจริงตามหลักธรรมชาติและอย่างที่สามอ้างอิงจากความเป็นไปได้\" which depend mainly on the idea that we have of the simplicity of the laws of nature.\"\nภายหลังการปฏิวัติในปี 1848 กูร์โนได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ประจำการ ณ Hautes Études ในระหว่างนั้นเขาได้เขียนตำราเล่มแรกเกี่ยวกับปรัชญาทางวิทยาศาสตร์ หลังจากนั้นในปี 1854 เขาได้เข้ารับตำแหน่งอธิการบดี ณ เมืองดีฌง อย่างไรก็ตามสายตาของเขาก็เริ่มแย่ลงมากขึ้นทุกวัน เขาจึงออกจากการสอนในปี 1862 และย้ายกลับกรุงปารีส\nในปี 1859 เขาได้เขียนความทรงจำของตังเองในอดีตเพื่อเป็นอนุสรณ์ ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับประสบการณ์และชีวประวัติของตัวเองและตำราทางปรัชญาก็ถูกตีพิมพ์อีกสองเล่มในเวลาต่อมาในปี 1861 และปี 1872 ซึ่งได้รับการกล่าวขานในสังคมปรัชญาของฝรั่งเศสโดยผลงานของเขาไม่ได้เสนอความคิดเห็นทางเศรษฐศาสตร์แต่อย่างใด หลังจากนั้นในปี1863 เขาได้นำเศรษฐศาสตร์มาเป็นหลักในการศึกษาค้นคว้าอีกครั้งแต่ต่อมาความสนใจทางด้านเศรษฐศาสตร์ของเขาได้จบลงเมื่อการบันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับบทความทางด้านเศรษฐศาสตร์ของเขาถูกกล่าวหาว่าเป็นผลงานที่มาจากแนวคิดของริคาร์โด นำมาซึ่งสร้างความขมขื่นให้แก่ตัวเขาเป็นอันมาก แต่ถึงอย่างไรก็ตามการปฏิวัติหลักหน่วยสุดท้ายในขณะนั้นได้เริ่มเกิดขึ้นจากนักเศรษฐศาสตร์ชื่อลีอง วาลราส (Léon Walras) ซึ่งเป็นผู้ที่ได้อ่านผลงานของกูร์โนมาก่อน ซึ่งต่อมาวาลราสได้โต้แย้งเกี่ยวกับทฤษฎีของเขาและก็ได้ยอมรับลักษณะทั่วไปในการค้าที่ประกอบไปด้วยหลายตลาดตลอดจนทฤษฎีดุลยภาพบางส่วนของกูร์โน แต่ในขณะที่นักเศรษฐศาสตร์อย่างเฌอวงยังไม่ได้อ่านบทความของกูร์โนมาก่อน ถึงกระนั้นก็ยังให้การยอมรับกูร์โนว่าเป็นผู้ที่ยิ่งใหญ่ในวงการปฏิวัติหน่วยสุดท้ายและต่อมาก็ได้ปรับปรุงพัฒนาทฤษฎีของกูร์โนให้ดียิ่งขึ้น\nในขณะที่เอ็ดเวิร์ด (Francis Ysidro Edgeworth) ได้ไปหากูร์โนเพื่อศึกษาทฤษฎีการแข่งขันสมบูรณ์ และทางด้านมาร์แชล (Alfred Marshall) ได้ร้องขอให้เขากลับมาในปี 1868 อีกสองปีต่อมาหนังสือของเขาก็เป็นที่แพร่หลายและเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะทฤษฎีการตัดสินใจของหน่วยธุรกิจ\nกูร์โนมีชีวิตยืนยาวพอที่จะได้ชื่นชมกับผลงานของวาลราสและเฌอวงด้วยความรู้สึกรักใคร่สนิทสนมซึ่งปรากฏในหนังสือที่มีชื่อว่า\" Cournot's Revue sommaire\" (1877) อย่างเห็นได้ชัด\nในเวลาต่อมาผลงานของเขาก็ไม่ได้ใส่บทความที่เกี่ยวข้องกับคณิตศาสตร์อีกเลย ดูเหมือนว่าเขาจะชื่นชมยินดีในความพยายามของวาลราสที่สามารถเป็นที่ยอมรับของสถาบันการศึกษาของฝรั่งเศสได้ ตลอดจนได้โต้แย้งนักวิชาการทั้งหลายที่มีความคิดเห็นที่ไม่ยุติธรรมต่อตัวเขาและในปี 1877 กูร์โนก็ได้เสียชีวิตลง", "พระครูนิสิตคุณากร (กัน คงฺครตโน)\nจบการศึกษาประถมศึกษาชั้นปีที่ 4 จากวัดเขาแก้วเปิดสำนักวิปัสสนากรรมฐานวัดเขาแก้วขึ้น เมื่อวันศุกร์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2498 โดยมีพระพิมลธรรม (อาจ อาสภเถร ป.ธ.8) วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร เป็นผู้อำนวยการฝ่ายวิปัสสนาธุระ เป็นประธานเปิดสำนัก พระธรรมคุณาภรณ์ (เช้า ฐิตปญฺโญ)\nเป็นผู้อำนวยการ พระครูนิสิตคุณากร (กัน คงฺครตโน) เจ้าอาวาสวัดเขาแก้วเป็นผู้อุปถัมภ์", "โกลเด้นบอย\nโอเอะ คินทาโร่ เป็นเด็กหนุ่มอายุ 25 ปี ที่ออกจากมหาวิทยาลัยโตเกียวกลางคัน เหตุเพราะเชี่ยวชาญในหลักสูตรหมดทุกอย่างแล้ว จึงอยากมาศึกษาชีวิตจริงในสังคม ในเนื้อเรื่อง คินทาโร่ จะเป็นผู้ที่เดินทางไปตามสถานที่ต่างๆในประเทศญี่ปุ่นเพื่อทำงานพิเศษและหาความรู้จากชีวิตจริง โดยเขาจะท่องคติประจำใจว่า เบงเกียว เบงเกียว เบงเกียว (勉強 \"benkyō\" แปลว่า เรียนรู้) อยู่ซ้ำๆไปเรื่อย เพื่อย่ำให้ตัวเองศึกษาหาความรู้ใหม่ๆอยู่เสมอ", "ชาร์ล-โอกุสแต็ง เดอ กูลง\nครั้นปี พ.ศ. 2304 กูลงก็สำเร็จการศึกษาและได้เข้าร่วมภารกิจสร้างป้อมบูร์บง (Fort Bourbon) ที่มาร์ตีนิก คราวที่เกิดสงครามเจ็ดปี เขาใช้ชีวิตที่นั่นแปดปีเพื่อควบคุมงานจนติดไข้ป่า ระหว่างนั้น เขาได้ทดลองว่าด้วยความทนทานของปูนก่อสร้างและโครงสร้างค้ำยัน ด้วยความอุตสาหะต่อมาเขาได้ยศเป็นนายพัน จากนั้นกูลงจึงเดินทางกลับกรุงปารีส แล้วทำงานที่เมืองลารอแชล ริมชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก ณ ที่นั่นเขาได้ค้นพบกฎกำลังสอง\nผกผันของประจุ ทำนองเดียวกับกฎแรงดึงดูดระหว่างมวลของนิวตัน", "โยนาทัน เนทันยาฮู\nเนทันยาฮูเข้าศึกษาที่เชลเทนแฮมไฮสกูล ในวินโกต รัฐเพนซิลเวเนีย โดยสำเร็จการศึกษาในปี ค.ศ. 1964 ในฐานะเพื่อนร่วมชั้นของเรจจี แจ็กสัน ผู้เป็นสมาชิกหอเกียรติยศเบสบอล เมื่อครั้งที่อยู่ในไฮสกูล เขาเริ่มใคร่ครวญจุดมุ่งหมายในชีวิต เมื่อเขาเขียนหนังสือในปี ค.ศ. 1963 โดยเขียนว่า \"ปัญหาต่อวัยรุ่นที่นี่คือชีวิตของพวกเขาที่ขาดแคลนความพึงพอใจ ฉันควรจะพร้อมในทุกช่วงเวลาของชีวิตที่จะเผชิญหน้ากับตัวเองและพูด—'นี่คือสิ่งที่ฉันได้ทำ'\"", "อ็องตวน อ็องรี แบ็กแรล\nนับจากที่ได้รับตำแหน่งหัวหน้านายช่าง 2 ปี อ็องรีได้ศึกษาการเรืองแสงอย่างช้า (phosphorescence) ในเกลือยูเรเนียม จนเขาได้พบกัมมันตรังสีเข้าโดยบังเอิญ โดยเขาได้วางโพแทสเซียมยูเรนิลซัลเฟต ซึ่งตกทอดมาจากพ่อของเขา ไว้บนฟิล์มถ่ายรูปและวัสดุดำ จากนั้นนำไปตั้งไว้กลางแดด โดยเขาได้อธิบาย ณ ที่ประชุมวิทยาลัยวิทยาศาสตร์แห่งฝรั่งเศส มีใจความดังนี้", "อ็องตวน ลาวัวซีเย\nนอกจากที่อ็องตวนจะศึกษาวิทยาศาสตร์แล้ว เขายังศึกษากฎหมายและการเมืองจนได้เป็นเนติบัณฑิต เมื่ออายุ 26 ปี เขาได้เป็นเจ้าพนักงานเก็บอากร ซึ่งเขาก็ได้ปรับปรุงระบบภาษีอากรและการคลัง พร้อมกับพัฒนาหน่วยวัดในระบบเมตริก ให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศฝรั่งเศส" ]
16
บริษัท ปตท. จำกัด มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ไหน?
[ "ปตท.\nบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (, ชื่อย่อ: PTT) เป็นบริษัทด้านพลังงานของไทยที่แปรรูปมาจาก การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ซึ่งมาจากการรวมกิจการพลังงานของรัฐทั้ง 2 องค์กร คือองค์การเชื้อเพลิงและองค์การก๊าซธรรมชาติแห่งประเทศไทย ประกอบธุรกิจก๊าซธรรมชาติและน้ำมันปิโตรเลียมครบวงจร และธุรกิจปิโตรเคมีที่เน้นการใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นหลัก รวมทั้งธุรกิจต่อเนื่อง มีสำนักงานใหญ่ ตั้งอยู่ที่ 555 ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงจตุจักร เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร 10900" ]
[ "การไปรษณีย์ในประเทศไทย\nบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท.) ยังคงสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจ สังกัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ตั้งอยู่ที่ อาคารสำนักงานใหญ่ ปณท. ถนนแจ้งวัฒนะ โดยปฏิรูปภาพลักษณ์ใหม่ ปรับปรุงบริการและการให้บริการไปรษณีย์แก่ประชาชนทั่วไปและพัฒนาการให้บริการเชิงธุรกิจ เพื่อให้ ปณท. ก้าวไกล ทันสมัย ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและเอื้อประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างต่อเนื่องตลอดไป", "ปตท.\nบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เริ่มแปรรูปเป็นบริษัทจดทะเบียนจัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2544 มีทุนจดทะเบียนเริ่มแรก 2 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญจำนวน 2 พันล้านหุ้น โดยมี กระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ เริ่มซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2544รายชื่อของบริการในสถานีบริการน้ำมัน ปตท. ทั่วประเทศ ทั้งบริการโดย ปตท. และบริการจากภายนอก", "ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม\nปัจจุบัน ปตท.สผ. มี โครงการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม 36 โครงการ ใน 10 ประเทศ โดยอยู่ในระยะการสำรวจ 13 โครงการ และระยะการผลิต 23 โครงการ ปี พ.ศ. 2530 ปตท.สผ. เข้าจดทะเบียนเป็นบริษัทมหาชนในปัจจุบัน มีทุนจดทะเบียน 3,322 ล้านบาท โดยมีผู้ถือหุ้นหลัก คือ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)\nปริมาณสำรองพิสูจน์แล้วรวมทุกโครงการของ ปตท.สผ. และบริษัทย่อย ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2560 คิดเป็นปริมาณ 631 ล้านบาร์เรลทียบเท่าน้ำมันดิบเว็บไซต์ ปตท.สผ.", "อำเภอลานกระบือ\nในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2528 บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. ได้เข้ามาเป็นผู้ร่วมทุนในการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในพื้นที่สัมปทานเอส 1 โดยที่บริษัท ปตท.สผ. ถือหุ้นร้อยละ 25 และบริษัทไทยเชลล์ถือหุ้นร้อยละ 75 ต่อมาในเดือนมกราคม พ.ศ. 2547 บริษัท ปตท.สผ. ได้ซื้อหุ้นทั้งหมดของบริษัทไทยเชลล์ ทำให้บริษัท ปตท.สผ. เป็นเจ้าของสัมปทานเอส 1 ทั้งหมด และกลายเป็นผู้ดำเนินการแหล่งน้ำมันสิริกิติ์ แหล่งน้ำมันอันทรงคุณค่าของประเทศไทย", "ประเสริฐ บุญสัมพันธ์\nหลังจากนั้นมีการ ปรับโครงสร้างปตท. จึงได้นั่งตำแหน่งเป็นผู้จัด การใหญ่ ปตท.น้ำมัน ก่อนจะถูกโยกย้ายให้ดูแล ธุรกิจก๊าซธรรมชาติ ในตำแหน่ง ผู้จัดการใหญ่ ปตท. ก๊าซธรรมชาติ ในปี 2543 รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจก๊าซธรรมชาติ บริษัทปตท. จำกัด (มหาชน) นอกจากนี้ ยังได้ดำรงตำแหน่ง กรรมการ บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) บริษัท ปตท. จำหน่ายก๊าซธรรมชาติ จำกัด บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) และบริษัททรานส์ ไทย-มาเลเซีย (ประเทศไทย) จำกัด", "ปตท. อะโรเมติกส์และการกลั่น\nบริษัท ปตท. อะโรเมติกส์และการกลั่น จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทด้านพลังงานของไทยที่เกิดจากการควบรวมกิจการระหว่าง บริษัท อะโรเมติกส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (ATC) และ บริษัท โรงกลั่นน้ำมันระยอง จำกัด (มหาชน) (RRC) ปัจจุบันยุบเลิกและรวมกิจการกับบริษัท ปตท. เคมิคอล จำกัด (มหาชน) จัดตั้งเป็นบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2554บริษัทดำเนินการกลั่นน้ำมันและจัดหาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมสำเร็จรูปซึ่งประกอบด้วย", "ไปรษณีย์ไทย (บริษัท)\nและเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2546 มีการปรับโครงสร้างอีกครั้งตามนโยบายแปรรูปรัฐวิสาหกิจ โดยแยกการสื่อสารแห่งประเทศไทย เป็น บริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท.) และบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ซึ่งปัจจุบัน บริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด เป็นผู้ดูแล บริการด้านไปรษณีย์ทั้งหมด มีสำนักงานใหญ่ที่ถนนแจ้งวัฒนะที่ทำการไปรษณีย์เคยมีการให้บริการด้านโทรเลขด้วย ดังนั้นในอดีตจึงใช้คำว่า ที่ทำการไปรษณีย์โทรเลข แทน แต่หลังจากที่งานด้านโทรเลขแยกไปอยู่กับ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) จึงเปลี่ยนมาใช้ชื่อว่า ที่ทำการไปรษณีย์ ที่ทำการไปรษณีย์มีหลายประเภท ขึ้นอยู่กับหน้าที่และบริการของแต่ละแห่ง ตัวอย่างเช่น", "ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม\nบริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. ตัวย่อภาษาอังกฤษ PTTEP ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2528 โดยคณะรัฐมนตรีจึงได้มอบหมายให้การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย จัดตั้ง \"บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด\" ขึ้นเพื่อดำเนินธุรกิจหลัก คือ สำรวจ พัฒนา และผลิตปิโตรเลียมให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ เสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้กับประเทศ รวมทั้งลดการพึ่งพาการนำเข้าปิโตรเลียมจากต่างประเทศ", "ปตท. อะโรเมติกส์และการกลั่น\nPTTUT เป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง PTTAR ปตท. และปตท.เคมิคอล ในสัดส่วนร้อยละ 20/40/40 เพื่อผลิตและจำหน่ายสาธารณูปโภค ได้แก่ ไฟฟ้า ไอน้ำ และน้ำทุกประเภทที่ ใช้ในอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม และสาธารณูปการอื่น ให้กับโครงการต่าง ๆ ของบริษัทในเครือ ปตท. โดยปัจจุบัน PTTUT ได้เริ่มจำหน่ายสาธารณูปโภคให้กับบาง บริษัทแล้ว เช่น โครงการผลิตสาร EO/EG ของ บริษัท ทีโอซี ไกลคอล จำกัด นอกจากนี้ PTTUT อยู่ระหว่างการก่อสร้างหน่วยผลิตต่าง ๆ ตามแผนธุรกิจที่วางไว้เพื่อ รองรับโครงการใหม่ ๆ ของบริษัทในกลุ่ม ปตท. เช่น โครงการ PPCL และ CPX II ของ PTTAR เป็นต้น" ]
21
พ.ศ. 2559 ใครดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย ?
[ "ประยุทธ์ จันทร์โอชา\nพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา (ชื่อเล่น: ตู่, เกิด 21 มีนาคม พ.ศ. 2497) เป็นนายทหารเกษียณอายุราชการชาวไทย ปัจจุบันเป็นหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ คณะทหารผู้ยึดอำนาจการปกครองในรัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2557 นายกรัฐมนตรีไทยคนที่ 29 และผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ตั้งแต่ปีนั้น เขายังเป็นรักษาการนายกรัฐมนตรี ดำรงตำแหน่งดังกล่าว 3 เดือน 2 วัน ยาวนานที่สุดนับตั้งแต่มีรักษาการนายกรัฐมนตรี" ]
[ "การดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ\nวันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2554 นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต เลขาธิการรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศ นายธานี ทองภักดี อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงต่างประเทศ นายอิทธิพร บุญประคอง อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมายได้เดินทางไปพบ ดร.วีรชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูตกรุงเฮกเพื่อเป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมการไต่สวนคดีที่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศในวันที่ 30 และ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2554 โดยมี ดร.วีรชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูตกรุงเฮก เป็นประธานฝ่ายไทย", "ลำดับเวลารัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2557\nอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม มงคล พฤกษ์วัฒนา ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม\nมีคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 8/2560 เรื่อง แต่งตั้งที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิของคณะกรรมการแต่ละคณะภายใต้คณะกรรมการ ป.ย.ป.จำนวน 39 คน อาทิ ธงทอง จันทรางศุ ศุภชัย พานิชภักดิ์ สมคิด เลิศไพฑูรย์ อุดม คชินทร ประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ พงศ์โพยม วาศภูติ บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ ชาติชาย ณ เชียงใหม่ เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ กิตติชัย ไตรรัตนศิริชัย ไชยา ยิ้มวิไล เทียนฉาย กีระนันทน์ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ผาณิต นิติทัณฑ์ประภาศ พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ ปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา ศักรินทร์ ภูมิรัตน บัณฑูร ล่ำซำ เตช บุนนาค ชาติศิริ โสภณพนิช วิรไท สันติประภพ และมี คำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 9/2560 แต่งตั้ง ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ดำรงตำแหน่ง ประธานกรรมการในคณะกรรมการกำกับการจัดซื้อจัดจ้าง", "สุจินดา คราประยูร\nพลเอก สุจินดา คราประยูร ได้รับพระบรมราชโองการให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 19 ของประเทศไทยเมื่อวันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2535 เมื่อเข้าดำรงตำแหน่งกล่าวว่า \"เสียสัตย์เพื่อชาติ\" ทั้งที่เคยพูดว่าจะไม่รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี นอกจากนี้ พลเอก สุจินดา ได้แต่งตั้ง พลเอก อิสรพงศ์ หนุนภักดี เลขาธิการ รสช. ซึ่งเป็นพี่ชายของภรรยาตน ให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จึงถูกคัดค้านจากกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองหลายกลุ่ม ร้อยตรี ฉลาด วรฉัตร อดอาหารประท้วง และพลตรี จำลอง ศรีเมือง เป็นผู้นำการชุมนุมของประชาชนเพื่อเรียกร้องให้พลเอกสุจินดาลาออก เนื่องจากเป็นการสืบทอดอำนาจเผด็จการ รสช. จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ไม่สงบภายในประเทศ หรือพฤษภาทมิฬ ขึ้นระหว่างวันที่ 17 พฤษภาคม ถึง 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2535 พลเอก สุจินดา จึงลาออกจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2535 เพื่อให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นไปโดยอิสระและเพื่อแสดงความรับผิดชอบทางการเมือง", "รัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2557\nวันที่ 18 ตุลาคม 2559 มีคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 50/2559 แต่งตั้ง พลตำรวจเอก อัศวิน ขวัญเมือง ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร", "มีชัย ฤชุพันธุ์\nนายมีชัย ได้รับการดำรงตำแหน่งรักษาการนายกรัฐมนตรี ในระหว่างวันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2535 ถึง 10 มิถุนายน พ.ศ. 2535 เป็นรักษาการนายกรัฐมนตรีคนแรกของประเทศไทย และ เป็นผู้ดำรงตำแหน่งรักษาการนายกรัฐมนตรีนานที่สุดของประเทศไทย", "ทักษิณ ชินวัตร\nทักษิณ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของไทยคนที่ 23 โดยดำรงตำแหน่งสองสมัยติดต่อกัน ระหว่างวันที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2544 – 11 มีนาคม พ.ศ. 2548 หลังจากสภาผู้แทนราษฎรครบวาระ และดำรงตำแหน่งอีกครั้งหนึ่งเมื่อวันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2548 - 19 กันยายน พ.ศ. 2549 โดยเป็นนายกรัฐมนตรีรวมรักษาการนายกรัฐมนตรีเป็นระยะเวลา 5 ปี 222 วัน รวมระยะเวลาเป็นนายกรัฐมนตรี นานเป็นอันดับที่ 5 จาก 29 อันดับ", "วิกฤตการณ์การเมืองไทย พ.ศ. 2556–2557\nนาย คณิต เอี่ยมระหงษ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ ถูกคณะรัฐมนตรีไทย คณะที่ 61 ย้ายไปเป็นผู้ตรวจราชการในวันที่ 1 ตุลาคม 2557 นายแพทย์ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ถูกย้ายไปดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิของนายกรัฐมนตรี ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีระหว่างวันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2558 ตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 75/2558 ถึงวันที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 204/2558 และ พ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ ถูกคณะรัฐมนตรีไทย คณะที่ 61 ย้ายมาปฏิบัติราชการสำนักนายกรัฐมนตรีมีผลวันที่ 3 พฤษภาคม 2560 โดยก่อนหน้านี้คณะรัฐมนตรีมีมติย้ายให้เป้นที่ปรึกษาปปง. รวมบุคคลที่เกี่ยวข้องกับศรส.ถูกคณะรัฐมนตรีไทย คณะที่ 61 ปลดและโยกย้ายหลังรัฐประหาร 3 ราย", "คณะรัฐมนตรีไทย คณะที่ 61\nในปี พ.ศ. 2561 รัฐบาลได้แต่งตั้ง อดีตบุคคลสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์ พรรคพลังชล ดำรงตำแหน่งทางการเมือง อาทิ นาย พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ สกลธี ภัททิยกุล สนธยา คุณปลื้ม และ อิทธิพล คุณปลื้ม บุคคลสำคัญของรัฐบาลอาทิ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เดินทางไปพบ เนวิน ชิดชอบ อนุทิน ชาญวีรกูล และ เมื่อถามพลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ ว่ามีความสนิทส่วนตัวกับนายเสนาะหรือไม่ พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ ออกมาระบุว่าตนเองสนิทสนมกับ เสนาะ เทียนทอง", "คณะกรรมการการเลือกตั้ง (ประเทศไทย)\nคณะกรรมการการเลือกตั้งชุดปัจจุบัน มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2561 และวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2561โดยมีพันตำรวจเอก จรุงวิทย์ ภุมมา ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้งและนายทะเบียนพรรคการเมือง (8 พฤษภาคม พ.ศ. 2561 - ปัจจุบัน) นาย ดุษฎี พรสุขสวัสดิ์ นาย เมธา ศิลาพันธ์ นาย แสวง บุญมี นาย กฤช เอื้อวงศ์ นาย ณัฏฐ์ เล่าสีห์สวกุล เป็นรองเลขาธิการ กกต.", "สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน\nภายหลัง รัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2557 พ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ เลขาธิการปปง. ถูกย้ายเป็นที่ปรึกษาปปง. ในวันที่ 13 มีนาคม 2559 และ มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 120/2560 เรื่องให้ข้าราชการมาปฏิบัติราชการสำนักนายกรัฐมนตรี โดยย้ายให้มาปฏิบัติราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 3 พฤษภาคม 2560 และพล.ต.ต.รมย์สิทธิ์ วีริยาสรร เลขาธิการปปง.ในขณะนั้น ถูกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 12/2561 ให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรีซึ่งเท่ากับเขาเป็นเลขาธิการที่ทำงานเพียง 46 วัน" ]
21
แครี ฮันนาห์ มัลลิแกน เกิดที่ไหน ?
[ "แครี มัลลิแกน\nแครี มัลลิแกน เกิดที่เวสต์มินสเตอร์ ลอนดอน, เป็นลูกสาวของนาโน มัลลิแกน (สกุลเดิม บูธ) และสตีเฟน มัลลิแกน พ่อของเธอมีเชื้อสายไอริช มาจาก ลิเวอร์พูล แม่ของเธอมาจากเมืองลันเดโล (Llandeilo) เวลส์   แม่ของเธอเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย พ่อเป็นผูจัดการโรงแรม  ตอนเธออายุสามขวบ ครอบครัวย้ายไปเยอรมัน ตอนที่พ่อของเธอต้องไปทำหน้าที่บริหารโรงแรมที่นั่น ขณะอยู่ที่เยอรมัน แครีและน้องชายเรียนหนังสือที่ International School of Düsseldorf (เมืองดึสเซิลดอร์ฟ) ตอนเธออายุแปดขวบเธอและครอบครัวย้ายกลับอังกฤษ ตอนเป็นวัยรุ่นเธอศึกษาต่อที่ Woldingham School ใน Surrey" ]
[ "แครี มัลลิแกน\nแครี ฮันนาห์ มัลลิแกน (; เกิด 28 พฤษภาคม ค.ศ. 1985) หรือที่รู้จักกันในชื่อ แครี มัลลิแกน  เป็นนักแสดงและนักร้องชาวอังกฤษ มีผลงานละครเวทีเปิดตัวในละคร \"Forty Winks\" ของ Kevin Elyot ในปี 2004 ในด้านภาพยนตร์และโทรทัศน์ มีภาพยนตร์เปิดตัว \" Pride & Prejudice\" (2005) มีบทบาททางโทรทัศน์  รวมถึง Ada Clare ในภาพยนตร์ซีรีส์ \"Bleak House\" (2005) และ Sally Sparrow ใน \"Doctor Who\" (2007). ในปี 2008,เธอแสดงบรอดเวย์เปิดตัวใน \"The Seagull \"", "มารายห์ แครี\nมารายห์ แครีย์ เกิดเมื่อวันที่ 27 มีนาคม ค.ศ. 1970 ที่ เมืองฮันติงตัน รัฐนิวยอร์ก เป็นบุตรคนที่สามและคนสุดท้องของนักร้องโอเปราและนักฝึกสอนการขับร้องชาวไอริชอเมริกัน ชื่อ แพทรีเชีย ฮิกกี้ กับ วิศวกรอากาศยานชาวเวเนซูเอล่า-แอฟริกัน ชื่อ อัลเฟรด รอย แครีย์ แครีมีพี่สาวชื่อ แอลิสัน อายุมากกว่าเธอสิบปี และพี่ชายชื่อ มอร์แกน อายุมากกว่าเธอเก้าปี ชื่อของแครีย์นั้นไม่มีชื่อกลาง ส่วนชื่อ \"มารายห์\" มีที่มามาจากเพลง \"(And They Call the Wind) Mariah\" ในละครบรอดเวย์เรื่อง \"Paint Your Wagon\"", "แครี มัลลิแกน\nอาชีพการแสดงของ แครี มัลลิแกน ถึงจุดเบรกทรูครั้งใหญ่เมื่อตอนอายุ 22 ปี เธอรับบทผู้แสดงนำครั้งแรก เป็น Jenny ใน \"An Education\" (ปี 2009) ซึ่งเป็นภาพยนตร์อิสระ โดยผู้กำกับหญิงชาวเดนมาร์ก โลน เชอร์ฟิก (Lone Scherfig) และเขียนโดยนิก ฮอร์นบี มีนักแสดงหญิงนับร้อยที่เข้าทำออดิชั่น แต่ออดิชั่นของมัลลิแกนเป็นที่ประทับใจที่สุดกับ Scherfig  ภาพยนตร์และการแสดงของเธอได้รับคำวืจารณ์อย่างท่วมท้น มัลลิแกนได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Academy Award, Screen Actors Guild, Golden Globe, และชนะรางวั   BAFTA Lisa Schwarzbaum นิตยสาร EW และ Todd McCarthy นิตยสาร Variety ทั้งสองเปรียบเทียบการแสดงของเธอ กับออดรีย์ เฮปเบิร์น  Peter Travers นิตยสาร Rolling Stone อธิบายความสามารถการแสดงของแครี มัลลิแกน ว่าเป็น  \"ดาวที่เร้าใจ ดึงดูดใจยิ่ง\" ขณะที่ Claudia Puig แห่ง USA Today รู้สึกว่ามัลลิแกนมีปีของการแสดงที่ดีที่สุด  The Guardian โดย Peter Bradshaw สรุปว่า เธอแสดง \"ได้ยอดเยี่ยม วิเศษมาก\" มัลลิแกนได้รับรางวัล Shooting Stars Award จากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเบอร์ลิน ปี 2009 และได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล BAFTA นักแสดงดาวรุ่ง ซึ่งเป็นผลของการโหวตสาธารณะในประเทศอังกฤษ", "ฮาร์วีย์ มิลก์\nฮาร์วี่ย์ เบอร์นาร์ด มิลก์ (; 22 พฤษภาคม 1930 – 27 พฤศจิกายน 1978) เป็นนักการเมืองชาวอเมริกันคนแรกที่เปิดเผยว่าเป็นเกย์ เขาเกิดและโตที่นิวยอร์กแต่ต่อมาย้ายมาอยู่ที่ซานฟรานซิสโกเปิดร้านขายกล้องถ่ายรูปในย่านแคสโตร กับแฟนหนุ่มสกอตต์ สมิธ ในช่วงต้นปี ค.ศ. 1970 เป็นคดีที่รัฐบาลโดนจับได้ว่าเข้าไปจารกรรมข้อมูลของคู่แข่งฝ่ายตรงข้าม ทำให้ประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสันต้องลาออก มิลก์จึงลงสมัครชิงเก้าอี้สภาที่ปรึกษาของเมืองและตำแหน่งทางการเมืองอื่นอีกหลายครั้ง แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จจนในปี ค.ศ. 1977 เขาได้รับเลือกให้เข้าไปนั่งในสภาที่ปรึกษาแห่งซานฟรานซิสโก", "ไฮเกอ กาเมอร์ลิง โอนเนิส\nไฮเกอ กาเมอร์ลิง โอนเนิส (; 21 กันยายน ค.ศ. 1853 – 21 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1926) เป็นนักฟิสิกส์ชาวดัตช์ เกิดที่เมืองโกรนิงเงิน เป็นบุตรของฮาร์ม กาเมอร์ลิง โอนเนิส และอันนา แกร์ดีนา กูร์ส มีน้องชายและน้องสาวชื่อแม็นโซและแจ็นนีตามลำดับ ในปี ค.ศ. 1870 กาเมอร์ลิง โอนเนิสเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยโกรนิงเงินและเรียนกับโรแบร์ท บุนเซิน และกุสทัฟ เคียร์ชฮ็อฟที่มหาวิทยาลัยไฮเดิลแบร์กระหว่างปี ค.ศ. 1871–1873 ต่อมาเขาเรียนจบปริญญาโทและปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยโครนิงเงินและเป็นผู้ช่วยโยฮันเนิส โบสส์คา ผู้อำนวยการวิทยาลัยสารพัดช่างแด็ลฟต์ (ปัจจุบันคือมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีแด็ลฟต์)", "อเล็กซันดรา เคาน์เตสแห่งเฟรเดอริกสบอร์ก\nอเล็กซันดรา คริสตินา มันลีย์ เกิดเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2507 ณ ฮ่องกงซึ่งขณะนั้นยังเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิบริติช เป็นธิดาของริชาร์ด ไนเจล มันลีย์ ชาวเซี่ยงไฮ้ที่มีบิดามีเชื้อสายอังกฤษและจีน (พ.ศ. 2467-2553) ย่าของเขาเป็นชาวจีนกวางตุ้ง กับคริสตา มาเรีย มันลีย์ มีเชื้อสายเช็กและออสเตรีย (สกุลเดิม: โนโวตนี; พ.ศ. 2476) บัพติศมา ณ มหาวิหารเซนต์จอห์น ฮ่องกง บิดาของเธอเป็นผู้บริหารธุรกิจด้านประกันภัย ส่วนมารดาเป็นผู้จัดการขององค์กรสื่อสาร อเล็กซันดราเข้ารับการศึกษาจากโรงเรียนควอร์รีเบย์จูเนียร์ (; ), โรงเรียนเกลเนียลีจูเนียร์ () และโรงเรียนไอแลนด์ (; ) ทั้งหมดตั้งอยู่ในฮ่องกง", "แมกกี จิลเลนฮอล\nมาร์กาลี รูธ \"แมกกี\" จิลเลนฮอล (); เกิด 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2520) เป็นนักแสดงชาวอเมริกัน เธอเป็นลูกสาวของผู้กำกับ สตีเฟน จิลเลนฮอล และนักเขียนบทภาพยนตร์ นาโอมิ โฟเนอร์ และเป็นพี่สาวของเจค จิลเลนฮอล เธอเริ่มอาชีพนักแสดงกับผลงานของพ่อเขา และเป็นที่รู้จักในภาพยนตร์สยองขวัญจิตวิทยาเรื่อง \"Donnie Darko\" (2001) เธอได้รับการยกย่องในบท ลี ฮอลโลเวย์ ในภาพยนตร์เรื่อง \"เปลือยรัก อารมณ์พิลึก\" (2006) ซึ่งเธอได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำในสาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม ประเภทภาพยนตร์เพลงหรือตลกอีกด้วย สำหรับการแสดงของเธอในภาพยนตร์เรื่อง \"Sherrybaby\" (2006) เธอได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำในสาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม ประเภทดรามา นอกจากนี้ เธอยังได้รับการยอมรับในบทแรเชล ดอว์สในภาพยนตร์ \"แบทแมน อัศวินรัตติกาล\" (2008) อีกทั้งยังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ สาขานักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม จากภาพยนตร์ดรามาเรื่อง \"Crazy Heart\" (2009) หลังจากนั้น เธอก็ร่วมแสดงในภาพยนตร์เรื่อง \"Nanny McPhee and the Big Bang\" (2010), \"Won't Back Down\" (2012) และ \"Frank\" (2014) ซึ่งเธอได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลบริติชอินดีเพนเดนต์ฟิล์มอวอร์ดส์", "แครี มัลลิแกน\nพ่อแม่ของแครี มัลลิแกน ไม่เห็นด้วยกับเป้าหมายการมีอาชีพการแสดงของเธอ และอยากให้เธอเข้ามหาวิทยาลัยเหมือนกับน้องชาย เมื่ออายุ 17 ปี เธอยื่นใบสมัครที่โรงเรียนการละครในลอนดอนสามแห่ง (แทนที่จะสมัครมหาวิทยาลัย ตามที่พ่อแม่ของเธอคาดหวัง) แต่ก็ไม่ได้รับการตอบรับในเวลาต่อมา   ในปีสุดท้ายที่ Woldingham นักแสดง/เขียนบท จูเลี่ยน ฟิวโลเวส (Julian Fellowes) ได้สอนบรรยายที่โรงเรียนเกี่ยวกับการผลิตภาพยนตร์ \"Gosford Park\"  มัลลิแกนได้พูดกับ จูเลี่ยน หลังจากการบรรยายและขอคำแนะนำเกี่ยวกับอาชีพนักแสดง แต่จูเลี่ยนไม่สนับสนุน แนะนำว่า \"แต่งงานกับนักกฎหมายแทนดีกว่า\"  มัลลิแกนไม่ยอมแพ้ หลังจากนั้นเธอได้ส่งจดหมาย ถึงจูเลี่ยน ซึ่งเธอบอกเขาว่า เธอจริงจังเรื่องการแสดง และบอกว่า อาชีพนั้นเป็นจุดประสงค์ของเธอในชีวิต หลายสัปดาห์ต่อมาภรรยาของจูเลี่ยน เอมม่า (Emma Joy Kitchener) ชวนเธอเข้าร่วมงานอาหารค่ำที่เอมม่าและสามีจัดขึ้นเพื่อให้คำแนะนำแก่หนุ่มสาวที่สนใจเป็นนักแสดง ในงานนี้ แครี มัลลิแกน ได้พบกับผู้ช่วยฝ่ายคัดเลือกนักแสดงซึ่งนำไปสู่การออดิชั่นสำหรับบทบาทในภาพยนตร์ \"Pride and Prejudice\" เธอก็ทำออดิชั่นบสามครั้ง และในที่สุดก็ได้รับกบทบาทของ Kitty Bennet  ช่วงวัยรุ่นจนถึง 20 ต้นๆ แครีเคยทำงานบาร์เมดในผับ และรับงานทำธุระ-จัดหาและส่งของให้กับ Ealing Studios ในระหว่างงานแสดง", "แดเนียล เฮนนีย์\nแดเนียล ฟิลลิป เฮนนีย์ () เกิดเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน ค.ศ. 1979 เป็นนักแสดงชาวเกาหลี-อเมริกัน และเป็นนายแบบ เขาเกิดที่คาร์สันซิตี รัฐมิชิแกน แม่ของเขาเป็นชาวเกาหลี-อเมริกัน ส่วนพ่อของเขาเป็นชาวอเมริกันเชื้อสายอังกฤษ เฮนนีย์เริ่มทำงานเป็นนายแบบในสหรัฐอเมริกาในปี 2001 และทำงานในฝรั่งเศส อิตาลี ฮ่องกง ไต้หวัน ขณะที่เขายังเรียนอยู่ที่วิทยาลัย หลังจากนั้นปรากฏตัวครั้งแรกในเกาหลีใต้กับโฆษณาเครื่องสำอาง" ]
15
อัลบั้มชุดแรกของ เลดี้ กาก้า ชื่อว่าอะไร ?
[ "เดอะเฟมมอนสเตอร์\nเดอะเฟมมอนสเตอร์ () เป็นอีพีลำดับที่สามของศิลปินหญิงชาวอเมริกัน เลดี้ กาก้า วางจำหน่ายครั้งแรกเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2009 ในตอนแรก 8 แทร็คจากอัลบั้มนี้ตั้งใจที่จะเป็นเพิ่มลงในอัลบั้มชุดแรก The Fame แต่ต่อมาเธอประกาศว่าเพลงใหม่ทั้งหมดนี้จะถูกวางจำหน่ายแบบอัลบั้มเดี่ยว เนื่องจากการทำเพิ่มเพลงลงอัลบั้มเดิมมีค่าใช้จ่ายที่สูงเกินไป และเนื้อหาในอัลบั้มใหม่มีเนื้อหาที่แตกต่างจากอัลบั้ม The Fame และไม่มีความจำเป็นต้องใช้เพลงจากอัลบั้มแรกมาสนับสนุน 5 สัปดาห์ต่อมาในวันที่ 15 ธันวาคม 2009 ได้มีการวางจำหน่ายอัลบั้มเดอะเฟมมอนสเตอร์ รุ่นดีลักซ์ที่มี 2 ซีดีจากเดอะเฟมมอนสเตอร์และ The Fame ที่มาในรูปแบบโบนัสดิสก์", "เลดีกากา\nThe Fame อัลบั้มแรกของเธอ ได้วางจำหน่ายเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม ค.ศ. 2008 สามารถขึ้นชาร์ตอันดับหนึ่งในสหราชอาณาจักร แคนาดา ออสเตรีย เยอรมนี สวิตเซอร์แลนด์ และไอร์แลนด์ และสามารถติดชาร์ต 1 ใน 10 อันดับแรกในอีกหลายประเทศ รวมทั้งในสหรัฐอเมริกา ที่สามารถทำสถิติขึ้นชาร์ตบิลบอร์ด 200 ในอันดับที่ 2 และขึ้นอันดับหนึ่งในชาร์ตอัลบั้มเพลงแดนซ์/อิเล็กทรอนิกส์ ของบิลบอร์ด และอีกสองเพลงเปิดตัว คือ Just Dance และ Poker face ที่กาก้าร่วมแต่งและผลิตกับเรดวัน ก็เป็นที่นิยมและติดอันดับหนึ่งในหลายประเทศ รวมถึงอันดับต้น ๆ ของบิลบอร์ดฮอต 100 ในสหรัฐอเมริกา อัลบั้ม The Fame ได้รับการเสนอชื่อให้เข้าชิงรางวัลแกรมมี่มากถึง 6 สาขารางวัล และได้รับรางวัลในสาขาอัลบั้มเพลงอิเล็กทรอนิกส์/เพลงแดนซ์ยอดเยี่ยม และรางวัลเพลงแดนซ์ยอดเยี่ยมจากเพลง Poker Face ต้น ค.ศ. 2009 เธอออกทัวร์คอนเสิร์ตครั้งแรกในชื่อ The Fame Ball Tour และในปลายปีเดียวกัน เธอได้ประกาศวางจำหน่ายอัลบั้มเสริม The Fame Monster เป็นอัลบั้มต่อจากอัลบั้มเปิดตัว The Fame อัลบั้มนี้ทำให้เธอได้เข้าชิงรางวัลแกรมมี่ 6 สาขารางวัล สามารถขึ้นชาร์ตอันดับหนึ่งด้วยซิงเกิลเปิดตัวอัลบั้ม คือ Bad Romance และได้ออกทัวร์คอนเสิร์ตครั้งที่สอง The Monster Ball Tour ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน" ]
[ "ดิเอดจ์ออฟกลอรี\nดิเอดจ์ออฟกลอรี () เป็นซิงเกิ้ลเพลงที่ 3 โดยศิลปินและนักแต่งเพลงชาวอเมริกัน เลดี้ กาก้า จากสตูดิโออัลบั้ม ที่สามของเธอบอร์นดิสเวย์ (2011) เขียนและผลิตโดยเลดี้ กาก้า, Fernando Garibay และ DJ White Shadow ดิเอดจ์ออฟกลอรี ถูกปล่อยทั่วโลกวันที่ 9 พฤษภาคม 2011 โดยมีคลาเรนซ์ เคลมอนส์เป็นนักแซ็กโซโฟนมาร่วมเล่นดนตรีประกอบเพลง มิวสิกวิดีโอถูกปล่อยในวันที่16 มิถุนายน พ.ศ. 2012 แต่หลังจากที่มิวสิกวิดีโอเผยแพร่ได้ 2วันคลาเรนซ์ เคลมอนส์นักแซ็กโซโฟนที่ร่วมดนตรีประกอบและแสดงในมิวสิกวิดีโอได้เสียชีวิตลงหลังจากมิวสิกวิดีโอปล่อยได้แค่ 2วัน โดยมิวสิกวิดีโอ ดิเอดจ์ออฟกลอรี เป็นวิดีโอและเพลงสุดท้ายของคลาเรนซ์ เคลมอนส์", "ดูวอตยูวอนต์ (เพลงเลดี้ กาก้า)\n\"ดูวอทยูวอนท์\" () เป็นเพลงของนักร้องอเมริกา เลดี้ กาก้า ที่ได้ศิลปินมาร่วมร้อง อาร์ เคลลี่ ซึ่งเป็นซิงเกิ้ลที่ 2 ของเลดี้ กาก้า เป็นหนึ่งในเพลงของสตูดิโออัลบั้มที่สามของกาก้า ที่มีชื่อว่า อาร์ตป็อป (2013) อยู่ลำดับที่เจ็ดของอัลบั้ม เขียนและแต่งโดย เลดี้ กาก้า, พอล ดีเจ ไวท์แชโด้ แบลร์, อาร์ เคลลี่, มาร์ตินและวิลเลี่ยม เพลงนี้ถูกเผยแพร่ออกมาในรูปแบบเพลงประกอบโฆษณาหูฟังของ ดร.เดร เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2013 ที่ตัดเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น และต่อมาก็ถูกขายในรูปแบบดิจิตอลดาวน์โหลดผ่านทางไอทูนส์ และ เว็ปไซต์อแมซอน เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2013", "จัสต์แดนซ์\nจัสต์แดนซ์ () เป็นเพลงที่ 1 โดยศิลปินและนักแต่งเพลงชาวอเมริกัน เลดี้ กาก้า จากสตูดิโออัลบั้ม เดอะเฟม (2008) เขียนโดย เลดี้ กาก้า, เรดวัน และ เอค่อน, และผลิตโดย เรดวัน ถูกปล่อยทั่วโลกวันที่ 8 เมษายน ค.ศ. 2008", "อเลฮานโดร\nอเลฮานโดร () เป็นเพลงที่ 3 โดยศิลปินและนักแต่งเพลงชาวอเมริกัน เลดี้ กาก้า จากสตูดิโออัลบั้ม เดอะเฟมมอนสเตอร์ (2009) เขียนโดย เลดี้ กาก้า และ เรดวัน, และผลิตโดย เรดวัน ถูกปล่อยทั่วโลกวันที่ 20 เมษายน 2010", "เลิฟเกม\nเลิฟเกม () เป็นเพลงที่ 4 โดยศิลปินและนักแต่งเพลงชาวอเมริกัน เลดี้ กาก้า จากสตูดิโออัลบั้ม เดอะเฟม (2008) เขียนโดย เลดี้ กาก้า และ เรดวัน, และผลิตโดย เรดวัน ถูกปล่อยทั่วโลกวันที่ 24 มีนาคม 2009", "เลดีกากา\nเมื่อวันที่ 9 กันยายน เลดี้ กาก้าได้ปล่อยซิงเกิ้ลใหม่จากอัลบั้มชุดที่ 5 ที่มีชื่อว่า เพอร์เฟกต์อิลลูชัน (Perfect Illusion) โดยมีโปรดิวเซอร์หลักคือ มาร์ก รอนสัน เคลวิน ปาร์คเกอร์ และบลัดป๊อบ โดยเพลงนี้ได้ติดอันดับ 1 บน iTunes Chart เกือบ 70 ประเทศ รวมถึงอเมริกาและก็ไทยด้วย และได้เปิดตัวในอันดับที่ 15 ใน Billboard Hot 100 และอันดับ 1 ในประเทศฝรั่งเศส,โดยอัลบั้มใหม่ชื่อว่า โจแอนน์ (Joanne) วางขายในวันที่ 21 ตุลาคม 2016 และเปิดตัวขึ้นอันดับ 1 ใน Billboard 200 ทำให้เป็นอัลบั้มที่ 4 ของเธอที่ขึ้นอันดับ 1 ได้ , กาก้าได้แสดงซีรีส์ American Horror Story อีกครั้ง ในซีซั่นที่ 6 โดยเธอเล่นบทเป็น Scathach", "แอพพลอส (เพลง)\nแอพพลอส เป็นซิงเกิลของนักร้องอเมริกัน เลดี้ กาก้า จากสตูดิโออัลบั้มที่ 3 ของเธอ อาร์ตป็อป(2013) เขียนโดย เลดี้ กาก้า และ DJ White Shadow ซึ่งเป็นเพลงเปิดตัวอัลบั้มอย่างเป็นทางการ ที่ปล่อยออกมาอย่างเป็นทางการทั่วโลกในวันที่ 12 สิงหาคม 2556 โดยตามจริงแล้วกาก้าได้ประกาศก่อนหน้านี้ว่า ซิงเกิลจะปล่อยอย่างเป็นทางการในวันที่ 19 สิงหาคม 2556 โดยค่ายอินเตอร์สโคป แต่เนื่องจากมีผู้เจาะข้อมูลของกาก้า พยายามดึงเพลงนี้ออกมาทีละท่อน จนกาก้าตัดสินใจปล่อยเพลงก่อนกำหนดหนึ่งอาทิตย์เพื่อหลีกเลี่ยงผู้ที่เจาะข้อมูลดังกล่าว", "โป๊กเกอร์เฟส\nโป๊กเกอร์เฟส () เป็นเพลงที่ 2 โดยศิลปินและนักแต่งเพลงชาวอเมริกัน เลดี้ กาก้า จากสตูดิโออัลบั้ม เดอะเฟม (2008) เขียนโดย เลดี้ กาก้า และ เรดวัน, และผลิตโดย เรดวัน ถูกปล่อยทั่วโลกวันที่ 23 กันยายน ค.ศ. 2008", "ยูแอนด์ไอ (เพลงเลดี้ กาก้า)\nยูแอนด์ไอ () เป็นเพลงโดยศิลปินอเมริกันเลดี้ กาก้า จากสตูดิโออัลบั้มบอร์นดิสเวย์ เขียนโดยเลดี้ กาก้า ผลิตโดย เลดี้ กาก้าและโรเบิร์ต จอห์น ถูกเปิดตัวครั้งแรกเดือนเมษายน 2554 มิวสิกวิดีโอปล่อยในวันที่ 17 สิงหาคม 2011 แต่ในความเป็นจริงเลดี้ กาก้ามีกำหนดจะปล่อยมิวสิกวิดีโอในวันที่ 18 สิงหาคม 2011 แต่รูปภาพจากวิดีโอเพลงของเธอถูกเผยแพ่ในอินเทอร์เน็ตเป็นจำนวนมาก เธอจึงโกรธมากเลยปล่อยวิดีโอเร็วก่อนกำหนด\nฉากเริ่มที่กาก้าเดินจากนิวยอร์กเพื่อไปเนบราสก้าเป็นการสะท้อนถึงอดีตที่เธอกำลังมองอนาคตของเธอ กาก้าในชุดแบบ bionic อยู่ในทางที่จะไป Nebraska เพื่อจะกลับไปหา Luc ไม่ว่าเธอจะต้องเสี่ยงขนาดไหนเธอก็จะเดินไป ฉากรถไอศครีมและกาก้าล้มลงบนถนนขณะถือตุ๊กตาก็คือ เธอจะไม่ยึดติดกับอดีตสมัยเธอเป็นเด็กที่ถูกรังแกอีกต่อไป เพราะตอนนี้เธอมีความรักที่มันจะอยู่กับเธอตลอดไปและตลอดกาล ต่อมากาก้าในผมสีน้ำตาลนั่นคือกาก้าสมัยช่วงเป็น Stefani ก่อนอัลบั้ม The fame สมัยที่เธอยังอยู่กับ Luc จากนั้นเริ่มความสู่ช่วง The Fame โดย Luc (ในร่างนักวิทยาศาสตร์) พยายามเปลี่ยนกาก้าซึ่งอยู่ในร่างของเงือก เพราะเธอเริ่มอยู่กับครึ่งนึงในโลกแห่งความจริง และอีกครึ่งในโลกจินตนาการ (จาก twitter ที่กาก้าเคยบอกว่า Yüyi is between half reality and half fantasy)\nฉากตัดมาที่โรงนา น่าจะหมายถึง Luc เคยร้องเพลงต่างๆให้เธอฟัง แล้วตอนนี้กาก้ากลับมาร้องเพลงนี้ เพื่อจะขอให้เค้ากลับมาหาเธอ (ในเพลงจะมีท่อนที่บอกว่า On my birthday you sang me a heart of gold with a guitar humming and no clothes) ถึงตอนนี้ Luc พร้อมที่จะยอมรับเธอดั่งที่เธอเป็นนางเงือกที่อยู่ในครึ่งแห่งความจริง ครึ่งแห่งจินตนาการแล้ว โดยให้เห็นเป็นครึ่งมนุษย์ ครึ่งปลา จะเห็นว่า Luc รับเธอได้ก็เพราะในฉากที่นักวิทยาศาสตร์ ที่แทนตัว Luc มีเซ็กส์กับกาก้าที่เป็นเงือก ตอนนี้กาก้ายอมทำทุกอย่างเพื่อ Luc ตราบเท่าที่เธอยังสามารถเป็นตัวเธอเองเวลาอยู่กับเค้าได้อยู่ และเค้ายอมรับตรงนี้ได้ โดยจะเห็นได้จากเธอยอมเดินจาก New York เพื่อมาหา Luc โดยยังคงใส่ชุดแปลกประหลาดที่เป็นตัวเธอนั่นเอง\nฉากต่อมาเป็น Jo กับกาก้าที่ทุ่งข้าวโพดกับเปียโน หมายถึงกาก้าที่อยู่ตัวคนเดียว กำลังค้นหาตัวเอง ทั้งในฉากที่ Jo สูบบุหรี่และดื่มวิสกี้อย่างหนัก กาก้ายอมไปกับ Jo นั่นหมายถึงเธอรักตัวเธอเอง เธอยอมรับตัวเธอเอง และเธอก็เรียนรู้ว่าจะรักใคร และฉากกลับมาที่นักวิทยาศาสตร์ที่มีกาก้าอยู่ในหลอดแก้วพร้อมเทน้ำใส่ในหลอดนั้นหมายถึง Luc พร้อมที่จะสนับสนุนเธอ แม้ว่าตอนนี้เธอจะอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงหรือจินตนาการ Luc อยู่เคียงข้างไม่ว่าเธอจะเป็นเงือก ซึ่งจะเห็นได้ว่าเขากอดจุบ และมีความสุขดูเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เพราะต่างยอมรับซึ่งกันและกันแล้ว ซึ่งกาก้าเคยบอกว่า ถ้าจะเป็นแฟนของเธอนั้น จะต้องยอมรับในสิ่งที่ตัวเธอเป็นให้ได้ และในท้ายสุด Luc ก็ทำได้ ที่กาก้ารัก Luc ได้อีกครั้งนั้นก็เพราะความรักที่เธอมีต่อตัวเอง (ในฉาก Jo และกาก้าในทุ่งข้าวโพด) ท้ายสุด กาก้าและ Luc ก็จบแบบมีความสุข พวกเขามีกันและกัน ไม่พยายามเปลี่ยนแปลงกัน และได้แต่งงานกัน" ]
7
สมเด็จพระราชาธิบดีคาโรลที่ 1 แห่งโรมาเนีย สิ้นพระชนม์เมื่อไหร่?
[ "คาโรลที่ 1 แห่งโรมาเนีย\nสมเด็จพระราชาธิบดีคาโรลที่ 1 แห่งโรมาเนีย (20 เมษายน พ.ศ. 2382 - 10 ตุลาคม พ.ศ. 2457) ประสูติในพระอิศริยยศ เจ้าชายแห่งโฮเฮนโซลเลิร์น - ซิกมาริงเง็น ทรงครองราชย์เป็นเจ้าผู้ครองนครและสมเด็จพระราชาธิบดีแห่งราชอาณาจักรโรมาเนียตั้งแต่ พ.ศ. 2409 ถึงพ.ศ. 2457 พระองค์ทรงได้รับการเลือกให้เป็นองค์อธิปัตย์แห่งโรมาเนียในวันที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2409 หลังจากโดมนิเตอร์ อเล็กซานเดอร์ จอห์น คูซา องค์อธิปัตย์แห่งโรมาเนียทรงถูกรัฐประหารยึดพระราชอำนาจ จากการที่จักรวรรดิออตโตมันพ่ายแพ้ในสงครามรัสเซีย-ตุรกี(1877 - 1878) พระองค์ได้ปราบดาภิเษกเป็นพระมหากษัตริย์แห่งโรมาเนียในวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2424 พระองค์เป็นพระประมุขพระองค์แรกแห่งราชวงศ์โฮเฮนโซลเลิร์น-ซิกมาริงเง็น ที่ซึ่งปกครองประเทศจนกระทั่งการประกาศให้โรมาเนียเป็นสาธารณรัฐในปีพ.ศ. 2490", "เอลิซาเบธแห่งเวดส์ สมเด็จพระราชินีแห่งโรมาเนีย\nในช่วงบั้นปลายพระชนม์ชีพ พระราชาธิบดีคาโรลและพระราชินีเอลิซาเบธได้พยายามปรับความสัมพันธ์กันโดยทรงเข้าพระทัยและให้อภัยซึ่งกันและกัน ทั้งสองพระองค์กลายเป็นมิตรที่ดีต่อกันในบั้นปลายพระชนม์ชีพ สมเด็จพระราชาธิบดีคาโรลเสด็จสวรรคตอย่างกะทันหันในวันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2457 (27 กันยายน พ.ศ. 2457 ตามปฏิทินฉบับเก่า) พระราชนัดดาได้สืบราชสมบัติต่อโดยมีพระนามว่า สมเด็จพระราชาธิบดีเฟอร์ดินานด์ที่ 1 แห่งโรมาเนีย พระนางเอลิซาเบธได้รับการสถาปนาขึ้นเป็น สมเด็จพระพันปีหลวง พระนางทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจทางการกุศลอย่างมากมายได้แก่ ทรงก่อตั้งองค์การสงเคราะห์คนตาบอดในพระราชินูปถัมภ์ของพระนางและทรงอุปถัมภ์ศิลปะ การดนตรีและวรรณคดีของโรมาเนีย" ]
[ "คาโรลที่ 1 แห่งโรมาเนีย\nได้มีการประชุมฉุกเฉินของสมาชิกในรัฐบาลซึ่งพระองค์ทรงเสนอรัฐบาลเกี่ยวกับสนธิสัญญาลับและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน พระองค์ต้องยอมรับกับข้อขัดแย้งของรัฐบาลที่มีน้ำหนักมากกว่า ส่งผลให้พระองค์เสียพระทัยอย่างมากและเสด็จสวรรคตอย่างกะทันหันในวันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2457 (27 กันยายน พ.ศ. 2457 ตามปฏิทินฉบับเก่า) พระราชนัดดาได้สืบราชสมบัติต่อโดยมีพระนามว่า สมเด็จพระราชาธิบดีเฟอร์ดินานด์ที่ 1 แห่งโรมาเนีย พระองค์ทรงตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของเจ้าหญิงมารีแห่งเอดินบะระ พระมเหสีซึ่งเป็นเจ้าหญิงแห่งราชวงศ์อังกฤษ พระราชาธิบดีเฟอร์ดินานด์และพระนางมารีทรงรับฟังความเห็นของสาธารณะมากกว่าและทรงนำประเทศเข้าฝ่ายไตรภาคี ซึ่งไม่ตรงตามพระราชประสงค์ของสมเด็จพระราชาธิบดีคาโรล", "คาโรลที่ 2 แห่งโรมาเนีย\nสมเด็จพระราชาธิบดีคาโรลที่ 2 แห่งโรมาเนีย (15 ตุลาคม/16 ตุลาคม พ.ศ. 2436 - 4 เมษายน พ.ศ. 2496) ทรงเป็นสมเด็จพระราชาธิบดีแห่งราชอาณาจักรโรมาเนียตั้งแต่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2473 จนกระทั่ง 6 กันยายน พ.ศ. 2483 เป็นโอรสพระองค์โตใน สมเด็จพระราชาธิบดีเฟอร์ดินานด์ที่ 1 แห่งโรมาเนีย กับพระมเหสี สมเด็จพระราชินีมารีแห่งเอดินบะระ ซึ่งเป็นพระธิดาในเจ้าฟ้าชายอัลเฟรด ดยุคแห่งแซ็กซ์-โคบูร์กและก็อตธา ผู้ซึ่งเป็นพระโอรสพระองค์ที่สองของ สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียแห่งสหราชอาณาจักร พระองค์เป็นเชื้อพระวงศ์โรมาเนียพระองค์แรกที่ทรงทำพิธีแบ็ปติสท์ตามแบบอีสเติร์นออร์ทอด็อกซ์", "เอลิซาเบธแห่งโรมาเนีย สมเด็จพระราชินีแห่งกรีซ\nสิ้นปีพ.ศ. 2457 เกิดเหตุการณืครั้งใหญ่ในชีวิตพระองค์ คือการเสด็จสวรรคตของ สมเด็จพระราชาธิบดีคาโรลที่ 1 แห่งโรมาเนีย และพระบิดาของพระองค์ได้ขึ้นครองราชสมบัติในพระนาม [[สมเด็จพระราชาธิบดีเฟอร์ดินานด์ที่ 1 แห่งโรมาเนีย]] ทำให้พระราชวงศ์ต้องย้ายจากซินายอาไปยัง[[บูคาเรสต์]] ที่[[พระราชวังโคโทรเซนิ]] ทำให้เจ้าหญิงต้องเสด็จออกตามที่สาธารณะพร้อมพระบิดาและพระมารดา ทรงต้องทำกิจกรรมต่างๆเพื่อการกุศล เจ้าหญิงทรงชื่นชอบครั้งที่อยู่ที่บูคาเรสต์มาก เนื่องจากสภาพอากาศของบูคาเรสต์เหมาะกับผู้ชื่นชอบศิลปะ พระองค์มีพระสหายเพิ่มมากขึ้นแต่การพำนักที่นี่ต้องทำตามกฎระเบียบเคร่งครัด", "คาโรลที่ 1 แห่งโรมาเนีย\nการที่พระราชาธิบดีคาโรลทรงไร้รัชทายาททำให้พระเชษฐาของพระองค์คือ เจ้าชายลีโอโปลด์แห่งโฮเฮนโซลเลิร์นเป็นรัชทายาทลำดับถัดไปแห่งโรมาเนีย ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2423 เจ้าชายลีโอโปลด์ทรงสละสิทธิ์ในราชบัลลังก์แก่พระโอรสองค์โปรดคือ เจ้าชายวิลเฮล์มแห่งโฮเฮนโซลเลิร์นซึ่งเจ้าชายวิลเฮล์มทรงสละสิทธิ์ในราชบัลลังก์แก่พระอนุชาองค์โปรดซึ่งต่อมาได้ครองราชย์เป็นสมเด็จพระราชาธิบดีเฟอร์ดินานด์ที่ 1 แห่งโรมาเนีย", "คาโรลที่ 1 แห่งโรมาเนีย\nสมเด็จพระราชาธิบดีคาโรลทรงได้รับการกล่าวถึงพระอุปนิสัยที่เยือกเย็น พระองค์ทรงยึดมั่นอย่างถาวรในเกียรติยศของพระราชวงศ์ที่พระองค์ทรงสถาปนาขึ้น สมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธ ผู้เป็นพระมเหสีของพระองค์ทรงกล่าวว่า \"พระองค์ทรงสวมมงกุฎแม้กระทั่งทรงพระบรรทม\" พระองค์ทรงเป็นผู้ที่ละเอียดมากและทรงพยายามสงวนท่าทีของพระองค์ต่อหน้าข้าราชบริพารทุกๆคน อย่างไรก็ตามแม้พระองค์จะอุทิศพระองค์แก่พระราชกรณียกิจในฐานะองค์อธิปัตย์หรือกษัตริย์แห่งโรมาเนียแต่พระองค์ก็ไม่ทรงลืมเลือนเชื้อชาติเยอรมันที่เป็นรากเหง้าของพระองค์", "คาโรลที่ 1 แห่งโรมาเนีย\nตลอดระยะเวลา 48 ปีของรัชกาล(เป็นพระประมุขที่ครองราชย์ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์โรมาเนีย)พระองค์ทรงช่วยให้โรมาเนียได้รับเอกราชโดยสมบูรณ์ พระองค์ทรงเพิ่มพูนชื่อเสียงแก่โรมาเนีย ทรงช่วยปรับปรุงเศรษฐกิจของโรมาเนียและสถาปนาพระราชวงศ์ขึ้น บนเทือกเขาคาร์เปเทียน พระองค์ทรงสร้างปราสาทเปเรสซึ่งปัจจุบันเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงที่สุดในโรมาเนีย ปราสาทสร้างตามสถาปัตยกรรมแบบเยอรมัน เพื่อให้ระลึกถึงสถานที่ที่พระองค์ประสูติ หลังจากสงครามรัสเซีย-ตุรกี พระองค์ทรงรวมแคว้นโดบรูยามาเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรและมีพระบัญชาให้สร้างสะพานแห่งแรกคือ \"สะพานสมเด็จพระราชาธิบดีคาโรลที่ 1\" ซึ่งเป็นสะพานข้ามแม่น้ำดานูบระหว่างเมืองเฟเตสติและเมืองเซอร์นาโวดา เมื่อสร้างเสร็จเป็นสะพานที่ยาวที่สุดในยุโรปและยาวเป็นอันดับสามของโลก หลังจากล้มล้างระบอบกษัตริย์โรมาเนียได้มีการเปลี่ยนชื่สะพานแห่งนี้เป็นสะพานแองเจล ซาลิกนี ซึ่งสะพานนี้เป็นประโยชน์ต่อพสกนิกรมากในการติดต่อกันระหว่างเมือง\nในรัชสมัยที่ยาวนานของสมเด็จพระราชาธิบดีคาโรลได้นำไปสู่การพัฒนารัฐโรมาเนียอย่างรวดเร็ว แต่การสิ้นสุดรัชกาลของพระองค์และเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1ในเวลาต่อมา พระองค์ซึ่งเป็นชาวเยอรมันทางสายพระโลหิตมีพระราชประสงค์ให้โรมาเนียเข้าร่วมสงครามโดยอยู่ฝ่ายมหาอำนาจกลาง ในขณะที่ชาวโรมาเนียต้องการเข้าร่วมฝ่ายไตรภาคี พระราชาธิบดีคาโรลทรงลงพระปรมาภิไธยในสนธิสัญญาลับปีพ.ศ. 2426 โดยเชื่อมสัมพันธไมตรีกับฝ่ายไตรพันธมิตร (พ.ศ. 2425) แม้ว่าสนธิสัญญาได้ถูกบังคับใช้ในการป้องกันการรุกรานของจักรวรรดิรัสเซียของหนึ่งในประเทศสมาชิกผู้ลงนาม พระองค์ทรงถูกโน้มน้าวใจที่ซึ่งเป็นเกียรติอย่างมากที่โรมาเนียจะสนับสนุนจักรวรรดิเยอรมัน", "สมเด็จพระราชินีอานาแห่งโรมาเนีย\nในวันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2491 พิธีอภิเษกสมรสได้จัดขึ้นภายในห้องราชบัลลังก์ของพระราชวังหลวง ที่นั้นพิธีกระทำโดยอาร์คบิชอป ดามาสกินอส และสมเด็จพระราชาธิบดีพอลที่ 1 แห่งกรีซทรงเป็นผู้จัดพิธี สมเด็จพระราชาธิบดีคาโรลที่ 2 แห่งโรมาเนียผู้ซึ่งเป็นพระบิดาของพระราชาธิบดีไมเคิล และพระขนิษฐาของสมเด็จพระราชาธิบดีคาโรล ได้แก่ เจ้าหญิงอีเลียนาแห่งโรมาเนีย และ เจ้าหญิงเอลิซาเบธแห่งโรมาเนียทรงได้รับการแจ้งให้ทราบแต่ทรงไม่ได้รับเชิญ หนึ่งในเพื่อนเจ้าสาวในครั้งนั้นคือ เจ้าหญิงโซเฟียแห่งกรีซ ผู้ซึ่งเป็นเจ้าหญิงออร์โธด็อกซ์ซึ่งในที่สุดทรงอภิเษกสมรสกับสมเด็จพระราชาธิบดีควน การ์โลสที่ 1 แห่งสเปนซึ่งเป็นโรมันคาทอลิกและต่อมาทรงเป็นสมเด็จพระราชินีแห่งสเปน", "เอลิซาเบธแห่งโรมาเนีย สมเด็จพระราชินีแห่งกรีซ\nเหล่าคอมมิวนิสต์มีอำนาตเต็มหลังจากสิ้นสุด[[สงครามโลกครั้งที่ 2]] พวกเขาได้พยายามต่อต้านประเทศที่ปกครองด้วยระบอบกษัตริย์และสาธารณรัฐและพยายามเปลี่ยนแปลงให้เป็นคอมมิวนิสต์ และปัญหานี้ยังคงยืดเยื้อในโรมาเนีย [[สมเด็จพระราชาธิบดีไมเคิลที่ 1 แห่งโรมาเนีย]]ทรงถูกบังคับให้ลงนามสละราชบัลลังก์ในวันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2490 พระราชวงศ์ทุกพระองค์ต้องเสด็จออกจากแผ่นดินโรมาเนีย ในวันที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2491 รถไฟพระที่นั่งที่ซึ่งมีพระราชาธิบดีไมเคิล,[[สมเด็จพระราชินีเฮเลนแห่งโรมาเนีย|สมเด็จพระราชชนนีเฮเลน]]และเจ้าหญิงอีเลียนา มุ่งหน้าสู่บันล็อก บนชานชลาไม้ของบันล็อก มีสตรี 3 คนรออยู่ซึ่งก็คือ เจ้าหญิงเอลิซาเบธ อดีตพระราชินีแห่งกรีซ พร้อมทั้งนางสนองโอษฐ์อีก 2 คน ทั้ง 3 ยืนรอด้วยความหนาวเย็นพร้อมสัมภาระส่วนพระองค์ แต่หลังจากทรงขึ้นรถไฟได้ไม่นาน พระองค์ทรงระลึกถึงความทรงจำที่ตรึงในจิตใจอยู่เบื้องหลัง ประเทศนี้เป็นที่ที่พระองค์ทรงเจริญพระชันษา ที่ที่ประทับอยู่ทั้งสุขและทุกข์ พระองค์ทรงรู้สึกว่าจะต้องแยกจากที่แห่งนี้อีกตลอดกาลโดยทรงทราบว่าพระชนม์ชีพจะอยู่ไม่ถึง 10 ปี \n[[ไฟล์:castel banloc.jpg|thumb|left|ปราสาทบันล็อก ที่ประทับที่สุดท้ายของเจ้าหญิงเอลิซาเบธในโรมาเนีย ปัจจุบันทรุดโทรมลงมาก]]\nหลังจากใช้เวลาอันสั้นประทับร่วมกับพระราชวงศ์ใน[[เยอรมนี]] ที่[[ซิกมารินเกน]] เจ้าหญิงเสด็จไปประทับที่เมือง[[คานส์]] ซึ่งทรงเช่าอพาร์ทเมนต์ ทรงใช้พระชนม์ชีพบั้นปลายด้วยการเล่นเปียโน เจ้าหญิงเอลิซาเบธ อดีตพระราชินีแห่งกรีซทรงสิ้นพระชนม์ในวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2499 สิริพระชนมายุ 62 พรรษา พระศพถูกฝังที่เฟรนซ์ รีเวียรา" ]
5
ร้อยตำรวจโท เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง มีภูมิลำเนาอยู่ที่ไหน?
[ "เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง\nซิโก้เกิดเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2516 ที่อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี เป็นบุตรคนสุดท้องจากทั้งหมดสามคน ของสุริยา (บิดา) และริสม (มารดา) มีพี่สาวสองคน แต่ภายหลังราวปี พ.ศ. 2525 เขาตามบิดามารดาย้ายกลับไปภูมิลำเนาเดิมที่อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น" ]
[ "เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง\nร้อยตำรวจโท เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง เป็นอดีตนักฟุตบอลทีมชาติไทย ในตำแหน่งกองหน้า อดีตหัวหน้าผู้ฝึกสอนฟุตบอลทีมชาติไทย มีชื่อเล่นที่สื่อมวลชนสายกีฬาตั้งให้ว่า \"ซิโก้\" ตามชื่อของนักฟุตบอลชาวบราซิลที่มีชื่อเสียง อันมีที่มาจากชื่อเล่นของเขาเอง", "ภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา\nพล.ต.อ.ภาณูพงศ์ได้ชื่อว่าเป็นนายตำรวจมือปราบคนหนึ่ง โดยเมื่อครั้งติดยศ ร้อยตำรวจโท (ร.ต.ท.) ที่ สน.เตาปูน เคยเป็นหัวหน้าสายสืบที่ร่วมปราบจอมโจรชื่อดังแห่งยุค คือ ตี๋ใหญ่ มาแล้ว จากนั้นจึงได้เลื่อนยศและพื้นที่นครบาลเหนือ และโยกย้ายไปสู่ตำแหน่งต่าง ๆ ซึ่งในวันที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2543 เมื่อครั้งที่ติดยศ พลตำรวจตรี (พล.ต.ต.) ในตำแหน่งผู้ช่วยผู้กำกับการตำรวจภูธรภาค 7 ได้เป็นหัวหน้าชุดตำรวจที่วิสามัญฆาตกรรมนักโทษชาวพม่าที่แหกเรือนจำมหาชัยเสียชีวิตทั้งหมด 9 คนมาแล้ว โดยในเหตุการณ์ครั้งนี้ได้เป็นที่กล่าวขานเนื่องจาก ช่อง 9 ได้ทำการถ่ายทอดรายงานข่าวที่เกิดขึ้นอย่างสด ๆ", "อภิรักษ์ โกษะโยธิน\nนายอภิรักษ์มีปู่คือ พันโทจมื่นศักดิ์สงคราม (นายร้อยเอกนายไกรพลแสน) รับราชการในกรมทหารรักษาวังของ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และเป็นเจ้าของที่ดินส่วนใหญ่ ในอำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 7 เกิดวิกฤติเศรษฐกิจทำให้ต้องมีการปรับโครงสร้างระบบราชการ เพื่อลดจำนวนคนจากหน่วยงานต่าง ๆ ลง ปู่จึงลาออกจากราชการ มาเก็บค่าเช่าจากที่ดินและตึกแถว", "อำเภอท่าแซะ\nด่านทัพต้นไทร (เนิน 491) หรือ ด่านจำเริญบ่วงราบ เพื่อเป็นเกียรติภูมิตำรวจไทย วีรกรรมของ ร้อยตำรวจตรีจำเริญ บ่วงราบ หัวหน้ากองปราบปราม สถานีตำรวจภูธรจังหวัดชุมพร ปฏิบัติหน้าที่ หัวหน้ากองกำลังผสมพลเรือนตำรวจทหาร (หน.พตท.) บุกเข้าเขตตะนาวศรี ประเทศพม่า ในปี พ.ศ. 2493 ขณะที่ พันตำรวจเอก เผ่า ศรียานนท์ ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยอธิบดี รองอธิบดีกรมตำรวจฝ่ายปราบปราม ยศขณะนั้น ร้อยตำรวจตรีจำเริญ บ่วงราบ หัวหน้ากองกำลังผสมพลเรือนตำรวจทหาร (หน.พตท.) นำกำลังพลกว่า 100 นาย ข้ามแดนบริเวณ บ้านต้นไทร หรือ ด่านทัพต้นไทร (เนิน 491) เพื่อบุกจับนายแพ้ว อุ้ยนอง ที่ลอบสังหาร นายคุ้ม บ่วงราบ ผู้ปกครองอาณานิคมสยามในเขตตะนาวศรี ผู้เป็นบิดา", "ขุนพันธ์\nปี พ.ศ. 2483 หลังปราบเสือกรับ คำทองได้สำเร็จ ร้อยตำรวจโท ขุนพันธรักษ์ราชเดชได้รับภารกิจให้ไปสืบข่าวอัลฮาวียะลู จอมโจรแบ่งแยกดินแดน ผู้ครอบครอง \"ไตรภาคี\" ของหายาก 3 สิ่งที่เชื่อว่ามีพลังวิเศษ ขุนพันธ์แฝงตัวเข้าไปอยู่ในหมู่บ้านชาวประมงที่มีผู้นำคือ ไข่โถ และทำงานในสโมสรงาช้างของหลวงโอฬาร ข้าราชการผู้ฉ้อฉลที่หลอกใช้อัลฮาวียะลูเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว ด้านอัลฮาวียะลูเค้นถามตำรวจสองนายที่รอดชีวิตจากการถูกกองโจรของตนซุ่มโจมตีจนพบว่า ยังมีตำรวจนายหนึ่งแฝงตัวอยู่ในพื้นที่ ขุนพันธ์เดินทางไปพบพ่อของอัลฮาวียะลูและพบว่าในวัยเด็ก อัลฮาวียะลูเคยเทิดทูนพ่อ แต่สูญเสียแม่จากเหตุชุลมุนระหว่างพ่อของเขากับตำรวจ จึงทำให้อัลฮาวียะลูห่างเหินกับพ่อและเกลียดตำรวจมาก เขาตั้งกองโจรขึ้นมาเพื่อปกครองพื้นที่แถบเทือกเขาบูโด เวลาต่อมา ขุนพันธ์ไปพบมาลัย น้องสาวของไข่โถก่อนจะถูกกองโจรของอัลฮาวียะลูซุ่มโจมตี ขุนพันธ์ถูกยิงแต่หนีรอดไปได้", "เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง\nซิโก้เริ่มศึกษาที่โรงเรียนบ้านหนองแดง อำเภอกุมภวาปี จนถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จากนั้นจึงย้ายมาศึกษาต่อชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่โรงเรียนน้ำพองศึกษา อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น จนสำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมปีที่ 6 จึงย้ายเข้ามาศึกษาต่อที่กรุงเทพมหานคร ในระดับอนุปริญญา สาขาการบัญชี ที่โรงเรียนพาณิชยการกรุงเทพ และจบการศึกษาคณะบริหารธุรกิจ สาขาการจัดการ จากมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ และจบการศึกษาระดับปริญญาโท หลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการการกีฬา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม", "พร้อมพงษ์ กรานสำโรง\nเดือนกันยายน ชนาธิป ถูกเกียรติศักดิ์ เสนาเมือง เรียกตัวติดทีมชาติไทยชุดอายุไม่เกิน 23 ปี ในการแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ ที่เมืองอินชอน ประเทศเกาหลีใต้ และพาทีมชาติคว้าอันดับสี่มาครอง", "เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง\nชีวิตส่วนตัว ซิโก้สมรสกับอัสราภา (สกุลเดิม: วุฒิเวทย์) เมื่อปี พ.ศ. 2545 มีบุตรสาวทั้งหมด 3 คน คือ อธิชา, มุกตาภา และกฤตยา", "เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง\nซิโก้มีชื่อติดอันดับที่ 10 ของนักเตะที่ยิงประตูสูงสุดในนามทีมชาติ โดยในระหว่างปี 2535-2550 ซิโก้ติดทีมชาติ 131 นัด ยิง 70 ประตู ข้อมูลดังกล่าวได้ถูกเปิดเผยโดย \"เดอะ มิเรอร์\" สื่อชั้นนำของประเทศอังกฤษ" ]
15
สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ สวรรคตที่สถานที่ใด?
[ "สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์\nเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2550 สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ มีพระอาการผิดปกติเกี่ยวกับพระนาภี (ท้อง) และได้เข้าประทับรักษาพระอาการประชวร ณ อาคารเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลศิริราช คณะแพทย์ได้ถวายการตรวจพระวรกายและเอกซ์เรย์คอมพิวเตอร์ ตรวจพบมะเร็งซึ่งเป็นชนิดเดียวกับที่พระถันที่ทรงเคยได้รับการถวายตรวจรักษาเมื่อ 10 ปีก่อน โดยช่วงเวลาหลังการถวายรักษาครั้งก่อนนั้น ทรงมีสุขภาพดี และในการถวายตรวจติดตามพระสุขภาพจึงได้ตรวจพบมะเร็งเกิดขึ้นใหม่เมื่อ 2 ปีก่อน นอกจากนี้ คณะแพทย์ได้ถวายตรวจพระสมองด้วยเอกซ์เรย์คอมพิวเตอร์ พบว่า มีเนื้อสมองด้านซ้ายตายเป็นวงกว้าง จากเส้นเลือดสมองอุดตัน คณะแพทย์ได้ถวายการรักษาพระอาการอย่างใกล้ชิดจนสุดความสามารถ สำนักพระราชวังได้ออกแถลงการณ์สำนักพระราชวัง เรื่อง สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ทรงพระประชวร ต่อเนื่องเรื่อยมา จากแถลงการณ์ ฉบับที่ 1 เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2550 ถึงฉบับที่ 38 เป็นฉบับสุดท้าย เมื่อวันอังคารที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2551 จนกระทั่งเมื่อวันพุธที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2551 พระอาการประชวรได้ทรุดลงตามลำดับ และสิ้นพระชนม์เมื่อเวลา 02.54 น. รวมพระชนมายุ 84 พรรษา" ]
[ "สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์\nกรมธนารักษ์ออกเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ในวโรกาสต่าง ๆ ดังต่อไปนี้\nการสื่อสารแห่งประเทศไทย (ไปรษณีย์ไทย) ในปัจจุบัน ออกตราไปรษณียากรที่ระลึกสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ในวโรกาสต่าง ๆ ดังต่อไปนี้", "สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์\nงาน “สถิต ณ ดวงใจ” เป็นงานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ที่มีต่อพสกนิกรชาวไทย โดยเป็นงานนิทรรศการเกี่ยวกับพระประวัติ พระกรณียกิจ และโครงการในพระองค์ ตลอดจนพระอัจฉริยภาพด้านต่าง ๆ ซึ่งเปิดให้ประชาชนเข้าชมระหว่างวันที่ 7 มกราคม - 11 เมษายน พ.ศ. 2551 ณ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร โดยนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ร่วมกับคณะข้าราชการ ลูกจ้างกรุงเทพมหานคร และประชาชน ร่วมกล่าวน้อมรำลึกและถวายความอาลัยหน้าพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ นอกจากนี้ ยังมีการจัดซุ้มเพื่อให้ประชาชนร่วมลงนามถวายสักการะ และจัดพิมพ์หนังสือ “สถิต ณ ดวงใจ” เนื่องในโอกาสเฉลิมพระเกียรติ 84 พรรษาเพื่อแจกในงานนี้ด้วย", "การสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์\nสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ได้รับพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานพระบรมราชานุญาตในการดำเนิน “โครงการจัดทำเข็มที่ระลึก สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์” เพื่อให้ประชาชนร่วมกับรัฐบาลน้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณและแสดงความจงรักภักดี รวมทั้งมีเข็มที่ระลึกเพื่อประดับและเก็บรักษาไว้เป็นที่ระลึกแห่งความทรงจำ ตลอดจนเพื่อนำรายได้ภายหลังหักค่าใช้จ่ายสมทบทุน “สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์”", "สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์\nในคราวประชุมคณะกรรมการอำนวยการจัดงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ครั้งที่ 1/2551 เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2551 ซึ่งมีสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี เป็นองค์ประธานที่ปรึกษา และนายกรัฐมนตรีเป็นประธานการประชุม ได้พิจารณาเห็นสมควรกำหนดวันพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ รวม 6 วัน คือ ระหว่างวันที่ 14 - 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551", "การสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์\nโดยได้รับความกรุณาจาก ร้อยเอกจิทัศ ศรสงคราม พระนัดดาในสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เป็นผู้ออกแบบเข็มที่ระลึก ซึ่งมีลักษณะเป็นรูปวงรี ขนาดประมาณ 2.2 x 3 เซนติเมตร ด้านหน้าเป็นอักษรพระนาม “กว” ใต้จุลมงกุฎ บนพื้นสีขาว ประดับคริสตัลที่ตัวอักษร ส่วนด้านหลังมีข้อความจารึกไว้เป็นวันเดือนปีประสูติ (6.5.2466) และวันเดือนปีสิ้นพระชนม์ (2.1.2551) โดยได้รับพระกรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเลือกแบบเป็นพื้นสีขาว", "การสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์\nพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เป็นพระราชพิธีที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้รัฐบาลไทยจัดเพื่อแสดงความจงรักภักดีและอาลัยแด่สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ โดยรัฐบาลกำหนดวันพระราชพิธีระหว่างวันที่ 14-19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 โดยกำหนดการพระราชพิธีสำคัญ ได้แก่ การบำเพ็ญพระราชกุศลออกพระเมรุ ในวันที่ 14 พฤศจิกายน พระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพในวันที่ 15 พฤศจิกายน พระราชพิธีเก็บพระอัฐิ ในวันที่ 16 พฤศจิกายน การบำเพ็ญพระราชกุศลถวายพระอัฐิ ในวันที่ 17 พฤศจิกายน การเชิญพระอัฐิประดิษฐานที่พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ในวันที่ 18 พฤศจิกายน และการเชิญพระผอบพระสรีรางคารไปยังวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ในวันที่ 19 พฤศจิกายน", "สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์\nสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ได้ทรงบำเพ็ญพระกรณียกิจมากมายแก่ประเทศชาติ เพื่อแบ่งเบาพระราชภาระของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี มีโครงการในพระอุปถัมภ์หลายร้อยโครงการ ทั้งด้านการศึกษา การสังคมสงเคราะห์ การแพทย์และการสาธารณสุข การต่างประเทศ การศาสนา และอื่น ๆ กับทั้งยังมีพระปรีชาสามารถด้านการเขียน ด้านการกีฬา และด้านการถ่ายภาพ", "สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์\nสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ได้ทรงบำเพ็ญพระกรณียกิจมากมายแก่ประเทศชาติ เพื่อแบ่งเบาพระราชภาระของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี มีโครงการในพระอุปถัมภ์หลายร้อยโครงการ ทั้งด้านการศึกษา การสังคมสงเคราะห์ การแพทย์และการสาธารณสุข การต่างประเทศ การศาสนา และอื่น ๆ", "การสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์\nในการจัดสร้างหีบพระศพสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ โดยสร้างหีบพระศพทรงหลุยส์ผสมบุษบกจากแผ่นไม้สักทองอายุ 100 ปีขนาดใหญ่เพียงแผ่นเดียวไม่มีรอยต่อ ไม้ดังกล่าวนำมาจาก จ.เชียงใหม่ และใช้หมึกจีนพ่นสีโอ๊กม่วง ขนาดความกว้าง 26 นิ้ว ความยาว 2 .29 เมตร น้ำหนักเกือบ 300 กิโลกรัม ทั้งนี้ใช้เวลาเตรียมการประมาณ 30 วัน อย่างไรก็ตาม สีที่พ่นเป็นสีโอ๊กม่วงนั้น นอกจากเป็นสีที่มีเข้มแข็ง น่าเชื่อถือ และเหมาะสมกับงาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชประสงค์ ให้ทำหีบพระศพให้คล้ายคลึงกับหีบพระบรมศพของสมเด็จพระศรีนครินทราพระบรมราชชนนี ซึ่งใช้หมึกจีนสีโอ๊กม่วงเช่นกัน", "สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์\nศาสตราจารย์ (พิเศษ) พลเอกหญิง พลเรือเอกหญิง พลอากาศเอกหญิง สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ (ประสูติ: 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2466 ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ; สิ้นพระชนม์: 2 มกราคม พ.ศ. 2551 โรงพยาบาลศิริราช กรุงเทพมหานคร) เป็นพระธิดาพระองค์ใหญ่ในสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก (สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดช กรมขุนสงขลานครินทร์ พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า) และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (หม่อมสังวาลย์ มหิดล ณ อยุธยา) เป็นสมเด็จพระเชษฐภคินีในพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดลกับพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และเป็นสมเด็จพระราชปิตุจฉาในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร" ]
13
อรรถพันธ์ พูลสวัสดิ์ มีพี่สาวหรือไม่ ?
[ "อรรถพันธ์ พูลสวัสดิ์\nอรรถพันธ์เกิดเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2536 มีพี่น้อง 2 คน โดยอรรถพันธ์เป็นบุตรชายคนโต มีน้องสาว 1 คน อรรถพันธ์จบการศึกษาชั้นประถมจากโรงเรียนอโศกวิทย์อ่อนนุช จบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นที่โรงเรียนศรีวิกรม์ และจบการศึกษามัธยมศึกษาตอนปลายที่โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร แผนกทัศนศิลป์ และเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาที่คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ปัจจุบันได้ย้ายมาเข้าศึกษาที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง" ]
[ "เอกพันธ์ บรรลือฤทธิ์\nชีวิตส่วนตัวสมรสกับ คนึงนิจ ศิริพงษ์ปรีดา พี่สาวของ นิ้ง [[กุลสตรี ศิริพงษ์ปรีดา]] ในปี [[พ.ศ. 2547]] มีบุตรสาวด้วยกันทั้งหมด 3 คน ทางด้านสังคมเป็นที่รู้จักกันว่า เป็นเจ้าหน้าที่ของ[[มูลนิธิร่วมกตัญญู]]เช่นเดียวกับ [[บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์]] พี่ชายด้วย", "วรพันธุ์ คล้ามไพบูลย์\nวรพันธุ์มีพี่สาว 3 คนและพี่ชาย 4 คน ที่เป็นที่รู้จักในสังคมคือ องอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคและอดีตโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ และ ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ที่มีผลงานเขียนหนังสือเป็นที่รู้จักหลายเล่ม เช่น\nถวัต ฤทธิเดช“แรงงานวิจารณ์เจ้า: ประวัติศาสตร์ราษฎรผู้หาญกล้า ท้าทายสมบูรณาญาสิทธิ์ไทย”, ประชาธิปไตยไม่ใช่ของเรา และมีผลงานแปลที่สำคัญเช่น อัตลักษณ์และความรุนแรง : ภาพลวงของชะตาลิขิต ของ Amartya Sen (อมารตยา เซ็น) นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลชาวอินเดีย และ รัฐศาสตร์ไม่ฆ่า ของ Glenn D. Paige (เกล็น ดี. เพจ)", "ธาราหิมาลัย\nแพทย์หญิงทิพย์ธารา อดิศวร หรือ น้ำ ลูกสาวคนเล็กของตระกูลอดิศวร น้องสาวคนสุดท้องในบรรดาพี่น้องแฝดสี่ คือ \"ปฐพี (ดิน)\", \"วายุภัค (ลม)\" และ\"อัคนี (ไฟ)\" ถูกพี่ชายทั้ง 3 กีดกันไม่ให้มีคู่ครอง แต่โชคชะตาได้พัดพาให้เธอได้พบกับคนไข้หนุ่มที่ถูกทำร้าย เพราะความสงสารเธอจึงให้เขาไปทำงานในไร่ของพี่ชายคนเล็ก ความรักของทั้งสองจึงก่อตัวขึ้นอย่างเงียบๆโดยพี่ชายจอมหวงน้องสาวไม่ระแคะระคาย", "สาวิณี ปะการะนัง\nสาวิณี มีบุตรกับนายกัณฑ์เอนก ปัจฉิมสวัสดิ์ จำนวน 3 คน หนึ่งในนั้นเป็นบุตรชาย คือ นายกัณฑ์พิทักษ์ ปัจฉิมสวัสดิ์ หรือ \"หมูแฮม\" ที่ขับรถยนต์พุ่งเข้าชนป้ายรถเมล์ จนมีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต เมื่อปี พ.ศ. 2550 และจำคุกในวันที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2558 เป็นเวลา 2 ปี 1เดือนตามคำสั่งศาลฎีกา อีกหนึ่งคนคือ แบมบี้ สิรินโสพิศ ปัจฉิมสวัสดิ์ 8 คนสุดท้าย เดอะสตาร์ ค้นฟ้าคว้าดาว ปี 9\nปัจจุบันหย่าขาดกันแล้ว", "พิชยดนย์ พึ่งพันธ์\nพิชยดนย์เป็นบุตรคนโต ในจำนวนพี่น้อง 2 คน มีน้องสาว 1 คนคือ กรปภา พึ่งพันธ์ (ชื่อเดิม:อรไพลิน พึ่งพันธ์) ซึ่งเป็นผู้รับบทแม่พลอยวัยเด็กในละครเรื่อง \"สี่แผ่นดิน\" ทางช่องโมเดิร์นไนน์ทีวี เมื่อปีพ.ศ. 2546 บิดาชื่อณัทวัท พึ่งพันธ์ มารดาชื่อศตภัค พึ่งพันธ์ ด้านการศึกษาศึกษาระดับประถมที่โรงเรียนถนอมพิศวิทยา ระดับมัธยมที่โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) 1 เคยศึกษา ที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ (อินเตอร์) คณะบริหารธุรกิจ แต่ลาออก เพื่อสำเร็จการศึกษาที่คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกริก", "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ\nอภิสิทธิ์เป็นบุตรชายคนเดียว ในจำนวนบุตร 3 คน ของศาสตราจารย์ นายแพทย์อรรถสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข และอดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล กับ ศาสตราจารย์ แพทย์หญิง สดใส เวชชาชีวะ มีพี่สาว คือ ศาสตราจารย์ แพทย์หญิงอลิสา วัชรสินธุ ศาสตราจารย์หน่วยจิตเวชเด็ก ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชเด็ก และงามพรรณ เวชชาชีวะ นักประพันธ์รางวัลซีไรท์ประจำปี พ.ศ. 2549 และผู้แปลวรรณกรรมเยาวชน", "บ้านสาวโสด\nบ้านสุนทรพันธ์หรือที่คนทั่วไปเรียกว่าบ้านสาวโสด มีพี่น้องสามสาวคือ ประเทืองทิพย์ (จุรี โอศิริ), หยิบทหัย (ปริม ประภาพร) และวลัยพร (เมตตา รุ่งรัตน์) พากันดีใจเมื่อติ่งหรือยอดชาย อนะกุล (มิตร ชัยบัญชา/ครรชิต ขวัญประชา) ซึ่งเป็นหลานชายจะมาอยู่ด้วยเพื่อเรียนต่อ ทั้งสามสาวพยายามใช้เสน่ห์ยั่วยวนติ่ง แต่ก็ไม่ได้ผล ขณะเดียวกันแต๋วหรือหญิง สุระกานต์ (เพชรา เชาวราษฎร์) ลูกสาวอธิบดีบรรจง สุระกานต์ (เชาว์ แคล่วคล่อง) ก็อ้างตัวว่าชื่อแต๋ว เข้าเป็นคนรับใช้ในบ้านสาวโสด ซึ่งสามสาวไม่ค่อยพอใจที่ติ่งหันไปสนใจแต๋วมากกว่า ประเทืองทิพย์จึงไปบอกพ่อแม่ของติ่งว่า ติ่งจะเอาคนใช้เป็นเมีย ส่วนติ่งเองก็สงสัยในพฤติกรรมของแต๋วจึงแอบไปสมัครเป็นคนสวนบ้านพ่อของแต๋วจนสืบรู้ความจริง แต่แต๋วก็ไม่พอใจที่เห็นติ่งไปสนิทสนมกับพิณ (จอมใจ จรินทร) เมียนายไปล่ (เมือง อพอลโล) คนขับรถในบ้านจนเกิดเรื่องชกต่อยกัน นายไปล่ถูกไล่ออกจากบ้าน จึงได้พาพวกเข้ามาปล้นบ้านอธิบดีเพื่อแก้แค้น แต่ติ่งและเพื่อนๆ ก็มาช่วยไว้ได้ทัน\nภาพยนตร์เรื่องนี้ นำมาสร้างใหม่อีกครั้งเมื่อ พ.ศ. 2527 กำกับโดย ดริน ดารากร (อนุมาศ บุนนาค) สร้างโดย สยามภาพยนตร์ อำนวยการสร้างโดย เอื้อมเดือน บุนนาค นำแสดงโดย ปิยะมาศ โมนยะกุล, ทูน หิรัญทรัพย์, พิศมัย วิไลศักดิ์, เมตตา รุ่งรัตน์, มยุรา ธนะบุตร, พรพรรณ เกษมมัสสุ, สภา ศรีสวัสดิ์, บู๊ วิบูลย์นันท์, โกร่ง กางเกงแดง เข้าฉายครั้งแรกเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2527 ที่โรงหนังเพชรรามา-เพชรเอ็มไพร์-สามย่าน-เฉลิมบุรี-เจ้าพระยา", "อรรถพันธ์ พูลสวัสดิ์\nอรรถพันธ์มีผลงานในวงการบันเทิงมาแต่เด็ก เขาเข้าวงการครั้งแรกจากเวทีประกวดถ่ายแบบเดอะบอยโมเดล ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 และด้วยความที่อรรถพันธ์ชื่นชอบการแสดง เขาจึงบอกกับบิดามารดาของเขาว่า เขาอยากจะเข้าไปอยู่ในโทรทัศน์ มารดาของเขาจึงพาไปทดสอบบทที่โรงถ่ายละครลาดหลุมแก้ว บริษัท ดาราวิดีโอ จำกัด และที่แห่งนี้เองที่ถือเป็นจุดเริ่มต้นอาชีพการแสดงของเขา อรรถพันธ์ได้แสดงเป็นตัวประกอบเล็กๆ ในละครเรื่อง เบญจา คีตา ความรัก, ไฟในวายุ และ ฟ้าใหม่ โดยละครทั้งหมดนี้ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 หลังจากนั้นอรรถพันธ์มีโอกาสได้แสดงละครจักร ๆ วงศ์ ๆเรื่อง \"โกมินทร์\" เขารับบทเป็นพระเอกของเรื่องในวัยเด็กที่ชื่อว่าโกมินทร์ เมื่อละครเรื่อง \"โกมินทร์\" ออกอากาศก็ได้กระแสตอบรับที่ดีมาก ทำให้เขาเริ่มเป็นที่รู้จักในฐานะนักแสดงเด็ก หลังจากนั้นเขาได้มีผลงานการแสดงละครหลังข่าวภาคค่ำมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งลักษณะเช่นนี้เองถือว่าอรรถพันธ์เจริญรอยตามนักแสดงละครรุ่นพี่ที่เริ่มจากงานแสดงเล็กๆ หรืองานแสดงละครจักร ๆ วงศ์ ๆ ก่อน แล้วค่อยไปแสดงเป็นตัวละครที่มีบทบาทมากขึ้นในละครหลังข่าวภาคค่ำ อย่างเช่น สุวนันท์ คงยิ่ง, พรชิตา ณ สงขลา, และ กัญญารัตน์ จิรรัชชกิจ เป็นต้น ละครหลังข่าวเรื่องแรกที่เขามีบทบาทในเรื่องมากคือ \"ภูตพิศวาส\" เขาแสดงเป็น แสง ผีเด็กที่เปรียบเสมือนน้องชายของ ดาว (แสดงโดย วรนุช วงษ์สวรรค์) นางเอกของเรื่อง นอกจากนี้เขายังมีงานแสดงอื่นๆ อีกมากมาย เช่น งานพรีเซนเตอร์โฆษณาและงานพิธีกรร่วมในรายการ \"ลูกมดปิ้ง..ปิ้ง\" เป็นต้น", "สรพงศ์ ชาตรี\nสรพงษ์ ชาตรี มีบุตรทั้งหมด 4 คน คือ พิมพ์อัปสร (ขวัญ), พิศุทธินี (เอิง), พิศรุตม์ (เอม) และพิทธกฤต เทียมเศวต (อั้ม) ซึ่งพิมพ์อัปสร บุตรคนแรกเกิดแต่ทัศน์วรรณ เสนีย์วงศ์ ส่วนบุตรคนที่สองถึงสี่เกิดแต่พิมพ์จันทร์ ใจวงศ์ (แอ๊ด) ปัจจุบันสมรสกับ ดวงเดือน จิไธสงค์ รองมิสไทยแลนด์เวิลด์ พ.ศ. 2529 และรองนางสาวไทย พ.ศ. 2530" ]
13
สมเด็จพระจักรพรรดินีเซาดีตูที่ 1 แห่งเอธิโอเปีย เสียชีวิตเมื่อไหร่?
[ "สมเด็จพระจักรพรรดินีเซาดีตูที่ 1 แห่งเอธิโอเปีย\nสมเด็จพระจักรพรรดินีเซาดีตูที่ 1 แห่งเอธิโอเปีย (Zewditu I, Zawditu หรือ Zauditu; อักษรกีเอส:ዘውዲቱ ; 29 เมษายน พ.ศ. 2419 - 2 เมษายน พ.ศ. 2473) ทรงเป็นสมเด็จพระจักรพรรดินีแห่งเอธิโอเปียตั้งแต่พ.ศ. 2459 ถึงพ.ศ. 2473 ทรงเป็นประมุขแห่งรัฐที่เป็นสตรีพระองค์แรกแห่งรัฐที่เป็นที่รู้จักอย่างสากลในทวีปแอฟริกาในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 และ 20 พระนางเป็นที่จดจำในฐานะทรงเป็นผู้ทำการต่อต้านการปฏิรูปของเจ้าชายตาฟารี มาคอนเนน (ต่อมาคือ สมเด็จพระจักรพรรดิเฮลี เซลาสซีที่ 1 แห่งเอธิโอเปีย) และพระนางทรงอุทิศเพื่อพระศาสนาอย่างแรงกล้า" ]
[ "สมเด็จพระจักรพรรดินีเซาดีตูที่ 1 แห่งเอธิโอเปีย\nรัชสมัยของสมเด็จพระจักรพรรดินีนาถเซาดีตูซึ่งมีความก้าวหน้าที่แตกต่างในภาพรวมที่ค่อยๆกว้างขึ้นระหว่างพระนางและรัชทายาทที่ทรงแต่งตั้ง เจ้าชาย(ราส)ตาฟารี มาคอนเนน เจ้าชายตาฟารีทรงเป็นนักปฏิรูป ทรงเชื่อว่าเอธิโอเปียจำต้องเปิดประเทศสู่โลกเพื่อให้อยู่รอดได้ ในเรื่องนี้พระองค์ได้รับการสนับสนุนจากขุนนางหนุ่มมากมาย อย่างไรก็ตามสมเด็จพระจักรพรรดินีนาถเซาดีตูทรงเป็นนักอนุรักษนิยมทรเชื่อในการปกปักรักษาวัฒนธรรมประเพณีเอธิโอเปีย พระนางทรงได้รับการสนับสนุนอย่างมากจากคริสตจักรในความเชื่อนี้ แต่สมเด็จพระจักรพรรดินีนาถเซาดีตูทรงเริ่มถอนพระองค์จากบทบาททางการเมืองอย่างช้าๆ และทรงปล่อยให้อำนาจของเจ้าชายตาฟารีมีมากขึ้นและมากขึ้น ภายใต้การบริหารราชการของเจ้าชายตาฟารี ทรงนำเอธิโอเปียเข้าร่วมสันนิบาตชาติและทรงประกาศยกเลิกระบบทาส สมเด็จพระจักรพรรดินีนาถเซาดีตูทรงเอาพระทัยใส่ในกิจกรรมทางศาสนา ดังเช่น ทรงสร้างโบสถ์มากมาย", "สมเด็จพระจักรพรรดินีเซาดีตูที่ 1 แห่งเอธิโอเปีย\nในขณะที่ชนชั้นสูงเอธิโอเปียซึ่งเป็นพวกอนุรักษนิยมโดยทั่วไปได้รับการสนับสนุนจากสมเด็จพระจักรพรรดินีนาถเซาดีตู ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้แสดงความกระตือรือร้นน้อยเกี่ยวกับพระญาติของพระนางซึ่งมีมากมาย สมเด็จพระจักรพรรดินี พระพันปีหลวงเตย์ตู เบตุล พระมารดาเลี้ยงของพระนางเซาดีตูและเป็นพระปิตุจฉาในพระสวามีของพระนาง ได้เสด็จออกจากเมืองหลวงหลังการสวรรคตของสมเด็จพระจักรพรรดิเมเนลิกที่ 2 แต่ยังทรงมีความคลางแคลงพระทัยจากการที่ทรงทำการเล่นพรรคเล่นพวกอย่างเห็นได้ชัดซึ่งพระนางทรงกระทำการเป็นประจำในรัชสมัยของอดีตพระราชสวามี จากความพยายามที่จะขจัดอิทธิพลของสมเด็จพระจักรพรรดินี พระพันปีหลวง กลุ่มชนชั้นสูงได้กระทำการแต่งตั้งพระนัดดาของพระนาง(เจ้าชาย[ราส] กักซา เวลเล พระสวามีของสมเด็จพระจักรพรรดินีนาถเซาดีตู)ให้ไปเป็นข้าหลวงปกครองในที่ห่างไกลเพื่อขจัดเจ้าชายออกจากอิทธิพลในราชสำนัก การกระทำการครั้งนี้ถือเป็นการต่อต้านสมเด็จพระจักรพรรดินี พระพันปีหลวงเตย์ตู เบตุลแทนที่จะต่อต้านสมเด็จพระจักรพรรดินีนาถเซาดีตูซึ่งเชื่อว่าสร้างความขุ่นเคืองพระทัยสมเด็จพระจักรพรรดินีนาถเซาดีตูอย่างมาก สมเด็จพระจักรพรรดินีนาถเซาดีตูยังต้องทรงทนรับความรู้สึกผิดต่อการที่ทรงยึดพระราชบัลลังก์มาจากสมเด็จพระจักรพรรดิอิยาซู ซึ่งขณะนี้คือ เจ้าชายลิจ อิยาซู ผู้ซึ่งพระราชบิดาของพระนางมีพระราชประสงค์ให้สืบราชบัลลังก์ต่อจากพระองค์ ในขณะที่พระนางทรงเชื่อว่าการยึดอำนาจสมเด็จพระจักรพรรดิอิยาซูเป็นสิ่งที่จำเป็น พระนางทรงมีความเคารพในพระราชบิดาของพระนางอย่างมาก และไม่ทรงมีความสุขจากการที่ขัดพระราชประสงค์ของพระราชบิดา การที่ทรงต้องแยกจากพระราชสวามีและทรงรู้สึกผิดต่อการยึดราชบัลลังก์สมเด็จพระจักรพรรดิอิยาซูทำให้พระนางเซาดีตูไม่ทรงมีความสุขในขณะที่ดำรงเป็นสมเด็จพระจักรพรรดินีนาถ เป็นที่น่าสนใจแม้ว่า อดีตสมเด็จพระจักรพรรดิอิยาซูทรงปฏิบัติต่อพระนางอย่างน่ารังเกียจ แต่พระนางทรงให้ความรักและเอ็นดูอดีตสมเด็จพระจักรพรรดิอิยาซู พระราชนัดดาองค์นี้ยิ่ง และมีการกล่าวกันว่าทรงร่ำไห้อย่างข่มขื่นพระราชหฤทัยเมื่อมีการกล่าวว่าพระนางได้กลายเป็นสมเด็จพระจักรพรรดินีนาถในขณะที่พระราชนัดดาของพระนางทรงถูกบัพพาชนียกรรมจากการที่ทรงเลิกศรัทธาในศานาคริสต์ สมเด็จพระจักรพรรดินีนาถเซาดีตูทรงพยายามละออกจากความรับผิดชอบหลักๆเหล่านี้อย่างมากขึ้นโดยทรงเข้าสู่โลกทางธรรมโดยการถือศีลอดและการสวดมนต์ จากการที่ทรงเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณที่ทรงได้รับการสืบทอดมา เจ้าชายราสตาฟารี มาคอนเนนจึงสามารถเข้ามามีอำนาจและอิทธิพลในราชสำนักได้", "สมเด็จพระจักรพรรดินีเซาดีตูที่ 1 แห่งเอธิโอเปีย\nสมเด็จพระจักรพรรดิเมเนลิกที่ 2 เสด็จสวรรคตในปีพ.ศ. 2456 เจ้าชายลิจ อิยาซู พระราชโอรสในเจ้าหญิงชีวา เร็กกา พระขนิษฐาต่างมารดาของเจ้าหญิงเซาดีตู ซึ่งได้รับการสถาปนาเป็นองค์รัชทายาทอย่างเป็นทางการในปีพ.ศ. 2452 ได้เสด็จขึ้นครองราชย์เป็น สมเด็จพระจักรพรรดิอิยาซูที่ 5 แห่งเอธิโอเปียแต่ยังไม่ทรงประกอบพระราชพิธีราชาภิเษก สมเด็จพระจักรพรรดิอิยาซูทรงเกรงว่า เจ้าหญิงเซาดีตูผู้เป็นพระมาตุจฉาทรงทำการคุกคามพระราชอำนาจโดยชอบธรรมของพระองค์ พระองค์จึงมีพระราชโองการให้เนรเทศเจ้าหญิงเซาดีตูและพระสวามีออกไปอยู่ชนบท อีกทั้งสมเด็จพระจักรพรรดิอิยาซูยังทรงเนรเทศสมเด็จพระจักรพรรดินีเตย์ตู เบตุล ผู้เป็นพระอัยยิกาเลี้ยงออกจากพระราชวังหลวงและให้ไปประทับที่พระราชวังเก่าบนภูเขาเอ็นโตโต", "สมเด็จพระจักรพรรดินีเซาดีตูที่ 1 แห่งเอธิโอเปีย\nจากการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระจักรพรรดิโยฮันเนสที่ 4 ในสมรภูมิกัลลาบัต (หรือ \"สมรภูมิเมเต็มบา\") จากการที่ทรงสู้รบกับมุสลิมมะห์ดีแห่งซูดาน เนกัสเมเนลิกแห่งชีวาทรงรับพระราชอำนาจและทรงดำรงเป็นสมเด็จพระจักรพรรดิเมเนลิกที่ 2 แห่งเอธิโอเปียในปีพ.ศ. 2432 เหตุการณ์ครั้งนี้ถ่อเป็นการฟื้นฟูสายสืบราชสันตติวงศ์บุรุษ ซึ่งสมเด็จพระจักรพรรดิโยฮันเนสทรงอ้างสิทธิในราชบัลลังก์ผ่านสายสันตติวงศ์สตรี ในฐานะที่เป็นพระราชธิดาของสมเด็จพระจักรพรรดิเมเนลิกที่ 2 พระนางเซาดีตูจึงทรงสมเด็จพระจักรพรรดินีนาถพระองค์สุดท้ายซึ่งเป็นผู้สืบราชสันตติวงศ์จากบุรุษแห่งราชวงศ์โซโลมอน เนื่องจากรัชทายาทของพระนางคือ สมเด็จพระจักรพรรดิเฮลี เซลาสซีที่ 1 แห่งเอธิโอเปีย ทรงสืบราชสันตติวงศ์ผ่านทางสตรี", "สมเด็จพระจักรพรรดินีเซาดีตูที่ 1 แห่งเอธิโอเปีย\nในขั้นต้น สมเด็จพระจักรพรรดินีนาถเซาดีตูไม่มีพระราชอำนาจในการปกครองด้วยพระนางเอง พระราชอำนาจทรงถูกแทนที่ด้วยพระญาติของพระนาง เจ้าชาย(ราส)ตาฟารี มาคอนเนน ซึ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ และนายพลอาวุโสในสมัยพระราชบิดาของพระนาง \"ฟิตาวารี\"(ผู้บัญชาการทัพหน้า) ฮัปเต จิออร์จิส ดินักเด ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด เจ้าชายราสตาฟารีได้กลายเป็นองค์รัชทายาทในสมเด็จพระจักรพรรดินีนาถเซาดีตู เนื่องจากพระราชโอรสและพระราชธิดาของพระนางเซาดีตูสิ้นพระชนม์เมื่อทรงพระเยาว์ทั้งสิ้น ในปีพ.ศ. 2471 หลังจากที่พระนางทรงพยายามถอดถอนเจ้าชายราสตาฟารีออกจากอำนาจแต่แผนการของพระนางล้มเหลว สมเด็จพระจักรพรรดินีนาถเซาดีตูทรงถูกบังคับให้สถาปนาพระญาติองค์นี้ขึ้นเป็น \"เนกัส\" (กษัตริย์)", "สมเด็จพระจักรพรรดินีเซาดีตูที่ 1 แห่งเอธิโอเปีย\nในปีพ.ศ. 2429 เจ้าหญิงเซาดีตูในพระชนมายุ 10 ชันษา ทรงอภิเษกสมรสกับ \"ราส\" อารายา เซลาสซี โยฮันเนส พระราชโอรสและทรงเป็นองค์รัชทายาทในสมเด็จพระจักรพรรดิโยฮันเนสที่ 4 แห่งเอธิโอเปีย เป็นการอภิเษกสมรสทางการเมืองซึ่งถูกจัดการเมื่อเนกัสเมเนลิกทรงยอมรับในพระราชอำนาจของสมเด็จพระจักรพรรดิโยฮันเนส ในที่สุดสมเด็จพระจักรพรรดิโยฮันเนสและเนกัสเมเนลิกทรงขัดแย้งกันอีกครั้ง ซึ่งเนกัสเมเนลิกทรงก่อการกบฏต่อต้านพระราชอำนาจของสมเด็จพระจักรพรรดิโยฮันเนส พระชนม์ชีพการอภิเษกสมรสของเจ้าหญิงเซาดีตูไม่มีพระโอรสและพระธิดาร่วมกัน เนื่องจากยังทรงพระเยาว์เกินกว่าที่จะอภิเษกสมรส ถึงแม้ว่าพระสวามีของพระนางจะมีพระโอรสกับสตรีอื่น เมื่ออารายา เซลาสซีสิ้นพระชนม์ในปีพ.ศ. 2431 พระนางทรงออกจากเมืองเมเคเลและทรงกลับไปยังราชสำนักของพระราชบิดาในชีวา แม้ว่าเนกัสเมเนลิกกับสมเด็จพระจักรพรรดิโยฮันเนสจะทรงเป็นอริต่อกัน เจ้าหญิงเซาดีตูทรงจัดการกับความขัดแย้งให้ทั้งสองพระองค์มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน\nเจ้าหญิงเซาดีตูทรงอภิเษกสมรสครั้งที่ 2 กับ ราส กักซา เวลเล กักซา เวลเลเป็นพระราชนัดดาในพระนางเตย์ตู พระมารดาเลี้ยงของเจ้าหญิงเซาดีตู เจ้าหญิงเซาดีตูทรงมีความสัมพันธ์ที่ดีกับพระนางเตย์ตู แต่การสร้างความสัมพันธ์ทางตรงกับทั้งสองสามารถทำให้ความสัมพันธ์แนบแน่นขึ้นได้ ไม่มีพระชนม์ชีพในการสมรสของพระนางเมื่อครั้งก่อน การอภิเษกสมรสของเจ้าหญิงเซาดีตูกับกักซา เวลเลคาดว่าเป็นไปอย่างมีความสุข", "สมเด็จพระจักรพรรดินีเซาดีตูที่ 1 แห่งเอธิโอเปีย\nในปีพ.ศ. 2471 เกิดการลุกฮือเล็กน้อยเพื่อต่อต้านการปฏิรูปของเจ้าชายตาฟารี ในการรัฐประหารเอธิโอเปียปีพ.ศ. 2471โดยฝ่ายสนับสนุนสมเด็จพระจักรพรรดินีนาถเซาดีตู แต่ไม่สำเร็จ สมเด็จพระจักรพรรดินีนาถเซาดีตูทรงถูกบังคับให้ยอมรับเจ้าชายตาฟารี ผู้ซึ่งตอนนี้สามารถควบคุมรัฐบาลส่วนใหญ่ได้แล้ว ด้วยตำแหน่ง \"เนกัส\" (กษัตริย์) ในขณะที่เนกัสตาฟารีทรงอยู่ภายใต้การปกครองของสมเด็จพระจักรพรรดินีนาถเซาดีตู (ซึ่งตอนนี้ยังทรงเป็น \"Negiste Negest\", \"ราชินีแห่งปวงราชันย์\" หรือ สมเด็จพระจักรพรรดินีนาถ) ตอนนี้เนกัสตาฟารีสามารถปกครองเอธิโอเปียอย่างมีประสิทธิภาพ มีการพยายามหลายครั้งเพื่อมีอำนาจแทนที่พระองค์ แต่ทั้งหมดไม่ประสบความสำเร็จ ในปีพ.ศ. 2473 พระสวามีของสมเด็จพระจักรพรรดินีนาถเซาดีตู เจ้าชาย(ราส)กักซา เวลเลทรงก่อกบฏในกบฏกักซา เวลเลเพื่อต่อต้านเนกัสตาฟารีที่เบเกมเดอร์เพื่อยุติการสำเร็จราชการของเนกัสตาฟารีทั้งๆที่พระมเหสีทรงทั้งอ้อนวอนและมีพระราชโองการให้พระองค์หยุดต่อต้าน แต่เจ้าชายกักซา เวลเลทรงพ่ายแพ้และสิ้นพระชนม์ในสนามรบโดยกองทัพปฏิรูปเอธิโอเปียในสมรภูมิอันเชมในวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2473\nในวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2473 หลังจากเจ้าชายกักซา เวลเลสิ้นพระชนม์ในสนามรบ สมเด็จพระจักรพรรดินีนาถเซาดีตูเสด็จสวรรคตอย่างกะทันหัน เป็นที่รู้กันในทุกวันนี้ว่าทรงพระประชวรด้วยโรคเบาหวานและทรงพระประชวนหนักด้วยไข้รากสาดน้อยแต่ในระดับสากลไม่เห็นด้วยกับสาเหตุการเสด็จสวรรคตของพระนาง ตามประวัติศาสตร์ที่เป็นที่นิยมบันทึกว่า สมเด็จพระจักรพรรดินีนาถเซาดีตูเสด็จสวรรคตจากพระอาการช็อกและความเสียพระทัยที่ทราบข่าวการสิ้นพระชนม์ของพระราชสวามี แต่ตามบันทึกอื่นๆโต้แย้งบันทึกนี้ ซึ่งบันทึกว่า สมเด็จพระจักรพรรดินีนาถเซาดีตูไม่ทรงได้รับทราบผลการสู้รบก่อนที่จะเสด็จสวรรคตอย่างกะทันหัน จากหลักฐานของคณะทูตในกรุงแอดดิส อบาบารายงานว่าในช่วงนั้นสมเด็จพระจักรพรรดินีนาถเซาดีตูซึ่งทรงพระประชวรทรงแช่พระองค์ในภาชนะขนาดใหญ่ที่ใส่น้ำศักดิ์สิทธิ์ที่เย็นในการรักษาพระอาการประชวรของพระนางแต่พระวรกายของพระนางช็อกและและพระนางเสด็จสวรรคตหลังจากนั้นไม่นาน ช่วงเวลาการเสด็จสวรรคตของพระนางเกิดในทันทีหลังจากข่าวผลการสู้รบได้มาถึงในกรุงแอดดิส อบาบาได้ก่อให้เกิดการพิจารณาว่าเป็นสาเหตุที่พระนางเสด็จสวรรคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้มีการวิพากษ์วิจารณ์องค์รัชทายาทของพระนางโดยฝ่ายอนุรักษนิยม สมเด็จพระจักรพรรดิเฮลี เซลาสซีทรงถูกกล่าวหาว่าเมื่อการจลาจลถูกปราบปรามอย่างเด็ดขาด พระองค์หรือผู้สนับสนุนพระองค์จะรู้สึกปลอดภัยยิ่งขึ้นในการวางยาพิษปลงพระชนม์สมเด็จพระจักรพรรดินีนาถเซาดีตู การพิจารณาทฤษฎีการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระจักรพรรดินีนาถเซาดีตูยังคงดำเนินอยู่ในปัจจุบัน", "สมเด็จพระจักรพรรดินีเซาดีตูที่ 1 แห่งเอธิโอเปีย\nช่วงต้นรัชกาลของสมเด็จพระจักรพรรดินีนาถเซาดีตูได้มีการทำสงครามต่อต้านเจ้าชายลิจ อิยาซู อดีตจักรพรรดิ ซึ่งทรงหลบหนีออกจากสถานที่คุมขัง ทรงกลับไปพบพระราชบิดาของพระองค์ \"เนกัส\" มิคาเอลแห่งวอลโล อดีตจักรพรรดิอิยาซูทรงเข้าร่วมเพื่อแย่งชิงราชบัลลังก์คืน แต่ทั้งสองพระองค์ไม่สามารถประสานกำลังได้อย่างมีประสิทธิภาพตามที่ประสงค์ อย่างไรก็ตามหลังจากได้รับชัยชนะในขั้นต้น พระราชบิดาของอดีตจักรพรรดิอิยาซูได้พ่ายแพ้และทรงถูกจับกุมในสมรภูมิเซกาเล องค์เนกัสทรงถูกล่ามโซ่ตรวนแห่ประจานรอบกรุงแอดดิส อบาบา ทรงต้องแบกหินสำนักผิดไว้บนพระอังสาก่อนที่จะทรงเข้าท้องพระโรงและทรงต้องจุมพิตพระบาทของสมเด็จพระจักรพรรดินีนาถเซาดีตูเพื่อวิงวอนขอพระเมตตา องค์รัชทายาทแห่ราชบัลลังก์ เจ้าชายราสตาฟารี มาคอนเนนไม่ทรงอยู่ทอดพระเนตรเหตุการณ์นี้เพราะทรงเห็นพระทัยพระชายา ผู้ซึ่งเป็นพระราชนัดดาในองค์เนกัสมิคาเอล หลังจากที่ทรงทราบเรื่องการพ่ายแพ้ของพระราชบิดา อดีตจักรพรรดิอิยาซูทรงหลบหนีไปยังแคว้นอะฟาร์ หลังจากหลายปีของการหลบหนี อดีตจักรพรรดิอิยาซูทรงถูกจับกุมโดย\"เดจาซมาซ\" (ผู้บัญชาการแห่งประตู) กักซา อารายา เซลาสซี พระราชโอรสในพระสวามีพระองค์แรกของสมเด็จพระจักรพรรดินีนาถเซาดีตูที่ประสูติแต่พระชายาพระองค์อื่น กักซา อารายาได้รับการแต่งตั้งเป็น \"ราส\" (เจ้าชาย)จากอดีตพระมารดาเลี้ยง และทรงมอบเจ้าหญิงเยชาชีว็อค ยิลมา พระราชนัดดาในเจ้าชายตาฟารี มาคอนเนนให้เป็นพระชายา เมื่ออดีตจักรพรรดิอิยาซูทรงถูกจับกุม สมเด็จพระจักรพรรดินีนาถเซาดีตูทรงหลั่งพระเนตรร้องขอให้คุมขังอดีตจักรพรรดิไว้ในตำหนักพิเศษในบริเวณพระราชวังที่ซึ่งพระนางสามารถเห็นสภาพความเป็นอยู่และอดีตจักรพรรดิควรได้รับข้อเสนอแนะทางศาสนา พระนางต้องพบว่าเจ้าชายราสตาฟารีและ\"ฟิตาวารี\"(ผู้บัญชาการทัพหน้า) ฮัปเต จิออร์จิส ดินักเดยืนยันที่จะไม่รับข้อเสนอของพระนาง พระนางทรงกระทำได้เพียงให้อดีตจักรพรรดิได้รับพระกระยาหารที่พิเศษและทรงโปรดปรานและทรงจัดหาฉลองพระองค์และให้ความหรูหราเล็กๆแก่เจ้าชายลิจ อิยาซู ในสถานที่คุมขังที่เซลลาเล ในวาระสุดท้ายของพระชนม์ชีพของพระนาง ทรงกล่าวถึงพระราชนัดดาที่ถูกถอดถอนพระองค์นี้ว่า \"เกตาเย (องค์พระผู้เป็นเจ้า)อิยาซู\"", "สมเด็จพระจักรพรรดินีเซาดีตูที่ 1 แห่งเอธิโอเปีย\nสมเด็จพระจักรพรรดิเมเนลิก พระราชบิดาของพระนางทรงสถาปนาพระราชอำนาจสูงสุดภายในและพระเกียรติยศสู่ภายนอก โดยพระองค์ทรงทำการขยายอาณาเขตของจักรวรรดิและสถาปนาจักรวรรดิสมัยใหม่ได้สำเร็จในปีพ.ศ. 2441 นอกจากนี้สมเด็จพระจักรพรรดิเมเนลิกทรงมีชัยชนะเหนือกองทัพจักรวรรดินิยมอิตาลีภายใต้สมเด็จพระเจ้าอุมแบร์โตที่ 1 แห่งอิตาลีที่ทรงต้องการยึดเอธิโอเปียเป็นอาณานิคมซึ่งทำให้สมเด็จพระจักรพรรดิมีพระเกียรติยศขจรขจายไกลจาก ชัยชนะในสงครามอิตาลี-เอธิโอเปียครั้งที่ 1 ณ สมรภูมิแอดวา ถือเป็นการรับรองอิสรภาพของเอธิโอเปียจากมหาอำนาจภายนอกและเป็นการสร้างความสัมพันธ์ทางการทูตด้วยตัวแทนในราชสำนักสมเด็จพระจักรพรรดิเมเนลิกและสามารถอธิบายเขตแดนกันชนกับอาณานิคมอื่นๆได้" ]
5
พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 แห่งฝรั่งเศส เสียชีวิตเมื่อไหร่?
[ "พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 แห่งฝรั่งเศส\nในวันถัดมา คำอุทธรณ์ในโทษประหารชีวิตของพระเจ้าหลุยส์ถูกปฏิเสธด้วยคะแนนเสียง 380 ต่อ 310 เสียง ส่งผลให้ต้องมีการสำเร็จโทษด้วยการปลงพระชนม์ในทันที และคำตัดสินดังกล่าวถือว่าเป็นที่สิ้นสุดแล้ว วันจันทร์ที่ 21 มกราคม 1793 พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ถูกสำเร็จโทษจากการบั่นพระเศียรด้วยเครื่องกีโยติน ณ ปลัสเดอลาเรวอลูซียง ผู้สำเร็จโทษนามว่า ชาลส์ อ็องรี ซ็องซง ให้การว่าทรงยอมรับชะตากรรมของพระองค์อย่างกล้าหาญ", "พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 แห่งฝรั่งเศส\nพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 แห่งฝรั่งเศส (; 5 กันยายน ค.ศ. 1754 – 21 มกราคม ค.ศ. 1793) ทรงเป็นกษัตริย์แห่งฝรั่งเศสและนาวาร์ ในช่วงต้นของสมัยใหม่ พระบิดาของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 คือ เจ้าชายหลุยส์ โดแฟ็งแห่งฝรั่งเศส ผู้เป็นพระโอรสเพียงพระองค์เดียวและทายาทผู้มีสิทธิโดยตรงในพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 ซึ่งสิ้นพระชนม์ในปี ค.ศ. 1765 ส่งผลให้พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ได้เสด็จขึ้นครองราชย์ต่อจากพระอัยกา (พระเจ้าหลุยส์ที่ 15) ในปี ค.ศ. 1774 โดยในปี ค.ศ. 1791 ทรงสูญเสียราชบัลลังก์แห่งนาวาร์และครองราชย์ต่อไปในฐานะกษัตริย์แห่งฝรั่งเศส ถัดมาในปี ค.ศ. 1792 ทรงถูกขับออกจากราชสมบัติและสำเร็จโทษในช่วงของการปฏิวัติฝรั่งเศส" ]
[ "พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 แห่งฝรั่งเศส\nการเสียชีวิตของมิราโบและความไม่เด็ดขาดของพระเจ้าหลุยส์ ส่งผลให้การเจรจาระหว่างกษัตริย์และนักการเมืองสายกลางอ่อนลงอย่างรุนแรง แต่ในอีกทางหนึ่ง พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ยังคงมีท่าทีไม่หัวรุนแรงเท่าพระอนุชาทั้งสองอย่าง เคาน์แห่งโพรว็องส์และเคาน์แห่งอาร์ตัวส์ โดยพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ส่งราชหัตถเลขาแก่พระอนุชาทั้งสองผ่านผู้ถูกเสนอชื่ออย่างลับๆ ให้เป็นผู้สำเร็จราชการแทนอย่าง คาร์ดินัลโลเมนี เดอ บรีเยนน์ ร้องขอให้หยุดความพยายามก่อการปฏิวัติต่อต้าน ขณะที่ในอีกด้านหนึ่ง ทรงมีพระราชหฤทัยออกห่างรัฐบาลชุดใหม่ที่มาจากระบอบประชาธิปไตย เนื่องจากปฏิกิริยาด้านลบของรัฐบาลต่อบทบาทตามประเพณีของกษัตริย์และความเป็นอยู่ของเชื้อพระวงศ์ที่หรูหรา พระเจ้าหลุยส์ทรงรู้สึกระคายเคืองอย่างยิ่งจากการถูกคุมขังราวกับนักโทษในพระราชวังตุยเลอรี และจากการที่รัฐบาลใหม่ไม่อนุญาตให้ทรงมีผู้ไถ่บาปและนักบวชตามพระราชประสงค์", "กุหลาบแวร์ซายส์\nออสการ์และอังเดรเข้าร่วมต่อสู้ในการปฏิวัติของราษฎรตามหน้าที่ แต่ทั้งสองถูกยิงเสียชีวิต พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 พระนางมารี อองตัวเนต และเจ้าชายโจเซฟ รวมทั้งเชื้อพระวงศ์ในราชวงศ์ฝรั่งเศส ถูกจับและนำตัวไปคุมขังเพื่อรอการพิพากษา พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ถูกนำตัวไปประหารชีวิตก่อน สร้างความตึงเครียดและความหวาดกลัวแก่พระนางมารี อองตัวเนต ทำให้เส้นพระเกศาสีทองเปลี่ยนเป็นสีขาวโพลนเพียงชั่วข้ามคืน ก่อนทีพระนางจะถูกนำตัวไปประหารชีวิตด้วยกิโยติน เพื่อชดใช้สำหรับประชาชนที่ต้องสูญเสียชีวิตและเงินทองเป็นค่าภาษีให้พระนางใช้จ่ายฟุ่มเฟือย", "พระเจ้าหลุยส์ที่ 18 แห่งฝรั่งเศส\nพระเจ้าหลุยส์ที่ 18 ไม่ทรงโปรดเจ้าชายสืบสายพระโลหิต เจ้าชายหลุยส์ ฟิลิปป์ ดยุกแห่งออร์เลออง และมักจะทรงหาโอกาสดูถูกเจ้าชายโดยตลอด ทรงปฏิเสธพระอิสริยยศ \"รอยัลไฮเนส\" ของเจ้าชาย ส่วนหนึ่งมาจากการที่ไม่ทรงพอพระทัยบทบาทของพระบิดาในดยุกที่ทรงลงคะแนนเสียงให้ประหารชีวิตพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ดยุกแห่งแบร์รี พระนัดดาของพระเจ้าหลุยส์ที่ 18 ถูกลอบปลงพระชนม์ที่โรงละครโอเปราปารีสในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1820 พระราชวงศ์โศกเศร้าเสียพระทัยอย่างมาก และพระเจ้าหลุยส์ที่ 18 ทรงละทิ้งกฎโบราณราชประเพณีโดยทรงร่วมพระพิธีฝังพระศพพระนัดดา ซึ่งในขณะที่ก่อนหน้านี้พระมหากษัตริย์แห่งฝรั่งเศสไม่สามารถมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตใด ๆ ได้ การสิ้นพระชนม์ของดยุกแห่งแบร์รีทำให้ราชตระกูลออร์เลอองมีแนวโน้มที่จะสืบราชบัลลังก์มากขึ้น", "พระเจ้าหลุยส์ที่ 18 แห่งฝรั่งเศส\nในวันที่ 27 เมษายน ค.ศ. 1774 พระเจ้าหลุยส์ที่ 15 ทรงพระประชวรด้วยโรคฝีดาษและสิ้นพระชนม์ในหลายวันต่อมา วันที่ 10 พฤษภาคม ดอแฟ็ง หลุยส์ ออกุสต์ ทรงสิบราชบัลลังก์ต่อจากพระอัยกาในฐานะ พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ในฐานะที่เป็นพระอนุชาองค์ใหญ่ของพระมหากษัตริย์ เจ้าชายหลุยส์ สตานิสลาสทรงได้รับพระยศเป็นมองซิเออร์ (Monsieur) พระองค์ทรงปรารถนามีอิทธิพลทางการเมืองอย่างมาก พระองค์พยายามขอพระบรมราชานุญาตเข้าร่วมสภาของพระมหากษัตริย์ในปีค.ศ. 1774 แต่ล้มเหลว เจ้าชายหลุยส์ สตานิสลาสทรงถูกปล่อยไว้ในสภาวะถูกลืมเลือนทางการเมืองที่พระองค์ทรงเรียกว่า \"เป็นช่องว่าง 12 ปีในชีวิตทางการเมืองของข้าพเจ้า\" พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 พระราชทานรายได้จากดัชชีแห่งอาล็องซงแก่เจ้าชายหลุยส์ สตานิสลาสในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1774 การพระราชทานดัชชีนี้ให้เพื่อเสริมเกียรติภูมิเจ้าชายหลุยส์ สตานิสลาส แต่ที่ดินดังกล่าวมีรายได้เพียง 300,000 ลีฟเรอ (livre) ต่อปี ซึ่งเป็นจำนวนที่ต่ำกว่าที่เคยสูงสุดในคริสต์ศตวรรษที่ 14 มาก", "พระเจ้าหลุยส์ที่ 18 แห่งฝรั่งเศส\nหลุยส์ ชาร์ลสวรรคตในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1795 พระเชษฐภคินีพระองค์เดียวที่ยังทรงพระชนม์อยู่คือ เจ้าหญิงมารี-เตแรซ ซึ่งไม่ถูกพิจารณาในฐานะผู้มีสิทธิในราชบัลลังก์เพราะความยึดมั่นในกฎหมายแซลิกตามโบราณราชประเพณีฝรั่งเศส ดังนั้นในวันที่ 16 มิถุนายน เหล่าเจ้าชายผู้พลัดถิ่นได้ประกาศให้เคานต์แห่งพรอว็องส์เป็น \"พระเจ้าหลุยส์ที่ 18 แห่งฝรั่งเศส\" พระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่ทรงได้รับการยอมรับหลังจากการประกาศนั้น พระเจ้าหลุยส์ที่ 18 ทรงร่างแถลงการณ์ตอบสนองต่อการสวรรคตของพระเจ้าหลุยส์ที่ 17 แถลงการณ์นี้รู้จักกันในชื่อ \"การประกาศแห่งเวโรนา\" ซึ่งเป็นความพยายามของพระเจ้าหลุยส์ที่ 18 ในการเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมืองของพระองค์ต่อประชาชนชาวฝรั่งเศส การประกาศแห่งเวโรนาได้เรียกร้องให้ฝรั่งเศสกลับเข้าสู่ร่มเงาของสถาบันพระมหากษัตริย์ที่ \"ซึ่งเป็นเวลากว่าสิบสี่ศตวรรษที่รุ่งโรจน์ของฝรั่งเศส\"", "ฌัก-หลุยส์ ดาวีด\nดาวีดเสียชีวิตลงในวันที่ 29 ธันวาคม ค.ศ. 1825 เนื่องจากตอนที่เขากำลังจะออกจากโรงละครเกิดอุบัติเหตุรถปะทะกัน หลังจากเขาเสียชีวิตภาพวาดของเขาบางส่วนก็ถูกนำมาประมูล ร่างของเขาไม่ได้รับอนุญาตให้ฝังในฝรั่งเศสด้วยเหตุผลที่ปลงพระชนม์พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ร่างของจิตรกร ฌัก-หลุยส์ ดาวีด จึงถูกฝังอยู่ที่สุสานบรัสเซลส์ ในขณะที่หัวใจของเขาถูกฝังอยู่ที่ปารีส", "พระเจ้าหลุยส์ที่ 18 แห่งฝรั่งเศส\nพระพลานามัยของพระเจ้าหลุยส์ที่ 18 ทรุดลงในฤดูใบไม้ผลิ ปีค.ศ. 1824 พระองค์ทรงทุกข์ทรมานจากโรคอ้วน, โรคเกาต์และเนื้อตายเน่า ทั้งเปียกและแห้ง ในพระเพลา (ขา) และกระดูกสันหลัง พระเจ้าหลุยส์เสด็จสวรรคตในวันที่ 16 กันยายน ค.ศ. 1824 โดยทรงแวดล้อมด้วยเหล่าพระราชวงศ์และข้าราชการบางคน ผู้สืบราชบัลลังก์ต่อคือ พระอนุชาของพระองค์ เคานต์แห่งอาตัวส์ทรงครองราชย์ในฐานะ พระเจ้าชาร์ลที่ 10 แห่งฝรั่งเศส", "พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศส\nปัญหาเรื่องพระพลานามัยที่ทรุดโทรมและปัญหาการหารัชทายาท ทำให้เกิดบรรยากาศเศร้าสลดขึ้นในช่วงปลายรัชสมัย พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 พระองค์ต้องสูญเสียพระโอรส เจ้าชายหลุยส์แห่งฝรั่งเศส (มกุฎราชกุมาร) ไปในปี พ.ศ. 2254 ในปีถัดมา ดยุคแห่งบูกอญจ์ ผู้เป็นพระราชนัดดา พร้อมด้วยโอรสองค์โตของดยุคพระองค์นี้ก็ได้สิ้นพระชนม์ลงอีกด้วยโรคฝีดาษ องค์มกุฎราชกุมารมีพระโอรสอีกสององค์ ซึ่งหนึ่งในนั้นได้เป็นกษัตริย์ของสเปนภายใต้พระนามว่าฟิลลิปเปที่ 5 แห่งสเปน เป็นผู้ซึ่งปฏิเสธสิทธิในการขึ้นครองบัลลังก์ฝรั่งเศสที่สืบเนื่องมาจากสงครามชิงบัลลังก์ในสเปนภายใต้สนธิสัญญาอูเทรชต์ ต่อมาในปี พ.ศ. 2257 ดยุคแห่งแบรี โอรสอีกพระองค์หนึ่งของมกุฎราชกุมารก็สิ้นพระชนม์ลงอีกด้วย ราชนิกูลชายผู้สืบเชื้ออย่างถูกต้องจากพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ในขณะนั้นจึงได้แก่ดยุคแห่งอองจู พระโอรสองค์รองของเจ้าชายแห่งบูกอญจ์ ผู้เป็นเหลนของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ประสูติเมื่อปี พ.ศ. 2253แต่ก็เป็นเด็กชายผู้มีพลานามัยเปราะบาง นอกเหนือจากดยุคแห่งอองจูผู้ซึ่งได้รับตำแหน่งมกุฎราชกุมารแล้ว ก็มีเจ้าชายผู้สืบเชื้อสายโดยตรงจากพระองค์อยู่อีกไม่มากในสายมารดาอื่น พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 จึงทรงตัดสินพระทัยสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ราชวงศ์ด้วยการมอบสิทธิ์การขึ้นครองบัลลังก์ให้แก่เจ้าชายอีกสองพระองค์ด้วยเช่นกัน ได้แก่เจ้าชายหลุยส์ ออกุสต์ เดอ บูร์บง ดยุคแห่งเมน และเจ้าชายหลุยส์ อเล็กซองเดรอ เคาท์แห่งตูลูส พระโอรสอันชอบธรรมสองพระองค์ที่ประสูติแต่มาดาม เดอ มงต์เตสปอง\nพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2258 ด้วยโรคติดเชื้อจากแผลกดทับ พระองค์ได้ทรงประกาศก่อนสิ้นพระทัยว่า \"\"ข้าจะไปแล้ว แต่รัฐของข้าจะคงอยู่ตลอดไป\"\" รัชสมัยของพระองค์กินเวลา 72 ปี กับ 100 วัน พระศพถูกฝังไว้ที่บาซิลิก ซังต์ เดอนี ซึ่งหลุมพระศพนี้ถูกบุกรุกทำลายในช่วงการปฏิวัติฝรั่งเศสในกาลต่อมา ดยุคแห่งอองจู เหลนของพระองค์ผู้มีพระชนม์เพียงห้าชันษาได้ขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์พระองค์ต่อมา ภายใต้พระนามว่าพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 แห่งฝรั่งเศส โดยมีเจ้าชายฟิลิปป์ ดยุคแห่งออร์เลอง พระนัดดาของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 เป็นผู้สำเร็จราชการตลอดช่วงที่กษัตริย์ยังทรงพระเยาว์", "พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 แห่งฝรั่งเศส\nจากการสิ้นพระชนม์ของพระบิดาด้วยวัณโรคในวันที่ 20 ธันวาคม ค.ศ. 1765 เจ้าชายหลุยส์โอกุสต์ผู้มีพระชนมายุได้เพียง 11 พรรษา ก็ได้เฉลิมพระยศใหม่ขึ้นเป็นโดแฟ็ง พระมารดาของพระองค์ผู้ทรงไม่เคยฟื้นจากความอาดูรในการสูญเสียพระสวามีก็ได้สิ้นพระชนม์ลงในวันที่ 13 มีนาคม ค.ศ. 1767 ด้วยวัณโรคเช่นเดียวกัน การศึกษาอย่างเข็มงวดในแบบอนุรักษนิยมจากดยุกแห่งโวกียงซึ่งมีฐานะเป็น \"ข้าหลวงแห่งราชโอรสราชธิดาฝรั่งเศส\" () ตั้งแต่ ค.ศ. 1760 จนกระทั่งทรงอภิเษกสมรสในปี ค.ศ. 1770 ไม่ได้ช่วยเตรียมพระองค์ในการขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์ต่อจากพระอัยกาในปี ค.ศ. 1774 เลย การศึกษาที่ทรงได้รับเป็นการผสมปนเปกันของวิชาต่างๆ โดยเฉพาะศาสนา จริยธรรม และมนุษยศาสตร์ ทั้งนี้พระอาจารย์อาจจะมีส่วนในการปลุกปั้นพระองค์ให้ทรงกลายมาเป็นกษัตริย์ผู้ไร้ซึ่งความหนักแน่นเฉียบขาดอีกด้วย เช่นที่ อับเบ แบร์ตีแยร์ พระอาจารย์ของพระองค์ชี้แนะว่าความขลาดกลัวคือคุณค่าในตัวกษัตริย์ผู้แข็งแกร่ง หรือที่อับเบ โซลดีนี ผู้รับฟังคำสารภาพบาป ได้ชี้แนะไว้ว่าอย่าทรงปล่อยให้ผู้คนอ่านพระราชหฤทัยของพระองค์ได้" ]
5
ซัคเซิน-โคบวร์ค และ ซัคเซิน-โกทา ไม่ใช่รัฐเดียวกันใช่หรือไม่ ?
[ "ซัคเซิน-โคบวร์คและโกทา\nซัคเซิน-โคบวร์คและโกทา (; ) เป็นชื่อของดัชชีเยอรมันสองรัฐคือ \"ซัคเซิน-โคบวร์ค\" และ \"ซัคเซิน-โกทา\" ที่ตั้งอยู่ในประเทศเยอรมนี บริเวณรัฐบาวาเรียและรัฐเทือริงเงินปัจจุบัน ซึ่งเข้ามารวมเป็นรัฐเดียวกันในระหว่างปี พ.ศ. 2369 ถึงปี พ.ศ. 2461", "ซัคเซิน-โคบวร์คและโกทา\nดัชชี\"ซัคเซิน-โคบวร์ค\" และ \"ซัคเซิน-โกทา\" เป็นส่วนหนึ่งในดัชชีซัคเซินที่ปกครองโดยราชวงศ์เวตตินเชื้อสายของเจ้าชายเออร์เนส ดัชชีซัคเซิน-โคบวร์คและโกทาเกิดจากการรวมตัวของทั้งสองรัฐนี้ภายใต้ผู้ปกครองคนเดียวกันเป็นรัฐร่วมประมุขในปี พ.ศ. 2369 หลังจากการสิ้นพระชนม์ของดยุกพระองค์สุดท้ายแห่งซัคเซิน-โกทา-อัลเทนบูร์ก (Duke of Saxe-Gotha-Altenburg) โดยปราศจากรัชทายาทชาย ญาติในราชวงศ์เวตตินจึงได้แบ่งแยกดินแดนกันอีกครั้ง และดยุกแอร์นส์ที่ 1 แห่งซัคเซิน-โคบวร์ค-ซาลเฟลด์ (Duke Ernst I of Saxe-Coburg-Saalfeld) (อดีตพระสวามีในเจ้าหญิงหลุยส์แห่งซัคเซิน-โกทา-อัลเทนบูร์ก พระนัดดาหญิงองค์เดียวของดยุกพระองค์สุดท้าย) ได้ปกครองเมืองโกทา จึงเปลี่ยนพระยศเป็น \"ดยุกแห่งซัคเซิน-โกทา-อัลเทนบูร์ก\" แม้ว่าในทางหลักการทั้งสองรัฐยังคงแยกกันอยู่" ]
[ "ซัคเซิน-โคบวร์คและโกทา\n\"ซัคเซิน-โคบวร์คและโกทา\" ไม่ใช่ \"ราชสกุลส่วนพระองค์\" ของทั้งเจ้าฟ้าชายอัลเบิร์ต สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย และพระโอรสและธิดา แต่อันที่จริงแล้วทั้งสองพระองค์ไม่ทรงรู้จักราชสกุลจริง (ราชวงศ์ไม่จำเป็นและไม่เคยต้องมีตัวบ่งบอกความเป็นราชวงศ์ทั่วไปเช่นนั้น) จนกระทั่งปลายศตวรรษที่ 19 เมื่อพระองค์มีพระประสงค์จะทราบถึงราชสกุลที่แท้จริง หลังจากการค้นหาอันเหน็ดเหนื่อย สภาที่ปรึกษาได้สรุปว่าเจ้าฟ้าชายอัลเบิร์ต และสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย (จากการอภิเษกสมรส) ทรงมีราชสกุลส่วนพระองค์ว่า \"เวตติน (Wettin) \"", "ซัคเซิน-โคบวร์คและโกทา\nในปี พ.ศ. 2463 สมเด็จพระราชาธิบดีอัลแบร์ที่ 1 ทรงตัดสินพระทัยที่จะไม่ใช้ชื่อว่า \"ซัคเซิน-โคบวร์คและโกธา\" เป็นชื่อทางการของราชวงศ์เบลเยียมต่อไป การตัดสินพระทัยของพระองค์เป็นแบบลับๆ และไม่ได้ประกาศเป็นพระราชกฤษฎีกา ดังนั้นจึงทำให้เกิดความสับสนในบางประเทศและแม้แต่ประเทศเบลเยียมว่าราชวงศ์เบลเยียมยังคงใช้ชื่อ \"ซัคเซิน-โคบวร์คและโกธา\" ชื่อของพระราชวงศ์เปลี่ยนเป็น \"van België\", \"de Belgique\" และ \"von Belgien\" (แห่งเบลเยียม) เนื่องจากว่าประเทศเบลเยียมมีภาษาราชการสามภาษา จึงต้องใช้สามภาษาเป็นชื่อทางการของพระราชวงศ์โดยไม่มีการเลือกใช้อันใดอันหนึ่ง ทำให้เป็นราชวงศ์เดียวในโลกที่มีชื่อราชวงศ์ต่างกันสามชื่อแต่มีผลใช้ได้เท่ากัน ชื่อราชวงศ์นี้ใช้ในบัตรประจำตัวสมาชิกในพระราชวงศ์และเอกสารทางราชการต่างๆ (เช่น ทะเบียนสมรส ฯลฯ)", "ซัคเซิน-โคบวร์คและโกทา\nราชวงศ์ซัคเซิน-โคบวร์คและโกทาเคยเป็นราชวงศ์ที่ครองราชบัลลังก์ในหลายประเทศของยุโรป และปัจจุบันมีสาขาสืบทอดที่ยังครองราชบัลลังก์เบลเยียม โดยผ่านทางเชื้อสายในสมเด็จพระเจ้าเลโอโปลด์ที่ 1 แห่งเบลเยียม และสหราชอาณาจักร รวมถึงเครือจักรภพโดยผ่านทางเชื้อสายในเจ้าชายอัลเบิร์ต ในสหราชอาณาจักร สมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 5 ได้เปลี่ยนชื่อราชวงศ์จากเดิมเป็นราชวงศ์วินด์เซอร์ ในปี พ.ศ. 2460 ราชวงศ์ซัคเซิน-โคบวร์คและโกทาเป็นสาขาหนึ่งของราชวงศ์ซัคเซิน เชื้อสายเวตติน", "ซัคเซิน-โคบวร์คและโกทา\nดยุกคาร์ล เอดูอาร์ดทรงปกครองอยู่จนกระทั่งถึงวันที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2461 เมื่อเหล่าสมัชชาแรงงานและทหารแห่งโกธาถอดถอนพระองค์ออกจากราชบัลลังก์ในช่วงการปฏิวัติเยอรมัน รัฐดยุกทั้งสองซึ่งสูญสลายโดยผู้ครองรัฐที่กลายเป็นสามัญชน ได้แยกออกจากกัน แต่หลังจากนั้นไม่นาน รัฐซัคเซิน-โคบวร์คก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาวาเรีย ส่วนรัฐซัคเซิน-โกทาก็ได้รวมเข้ากับรัฐเล็กอื่น ๆ เพื่อก่อตั้งเป็นรัฐใหม่คือรัฐเทือริงเงินในสาธารณรัฐไวมาร์ (Weimar Republic) เมื่อปี พ.ศ. 2463", "ซัคเซิน-อัลเทินบวร์ค\nจากนั้นซัคเซิน-อัลเทินบวร์คก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของซัคเซิน-โกทา-อัลเทินบวร์ค จนกระทั่งราชวงศ์มาสิ้นสุดลงในปี ค.ศ. 1825 เมื่อโกทาและอัลเทินบวร์คแยกจากกัน โกทาตกไปเป็นของดยุกแห่งซัคเซิน-โคบวร์ก-ซาลเฟลด์ และอัลเทินบวร์คตกไปเป็นของดยุกแห่งซัคเซิน-ฮิลด์บวร์กเฮาเซ็นผู้เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนสละสิทธิฮิลด์บวร์กเฮาเซ็นแก่ดยุกแห่งซัคเซิน-ไมนิงเก็น ผู้ครองอาณาจักรต่อมาจนมีการยุบเลิกสถาบันพระมหากษัตริย์ระหว่างการปฏิวัติเยอรมัน, ค.ศ. 1918-1919 \"รัฐอิสระซัคเซิน-อัลเทินบวร์ค\" ต่อมารวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของทือริงเงินในปี ค.ศ. 1920", "ซัคเซิน-โคบวร์คและโกทา\nอย่างไรก็ดี จากเว็บไซต์ทางการของราชสำนักแห่งสหราชอาณาจักรกล่าวว่า \"กษัตริย์อังกฤษเพียงพระองค์เดียวแห่งราชวงศ์ซัคเซิน-โคบวร์คและโกธาคือ สมเด็จพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 7 ซึ่งทรงอยู่ในราชสมบัติเป็นเวลาเก้าปี...สมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 5 ทรงเปลี่ยนชื่อราชวงศ์ที่ฟังดูเป็นเยอรมันมาเป็นราชวงศ์วินด์เซอร์ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 ส่วนชื่อซัคเซิน-โคบวร์คและโกธายังคงมีอยู่ในราชสำนักยุโรปหลายประเทศ รวมถึงโปรตุเกสและบัลแกเรีย และราชวงศ์เบลเยียมจนกระทั่งปี พ.ศ. 2463\"", "ซัคเซิน-โคบวร์คและโกทา\nรัฐซัคเซิน-โคบวร์คและโกทาเป็นประเทศเดียวในทวีปยุโรปที่ได้แต่งตั้งกงสุลประจำสมาพันธรัฐอเมริกา (Confederate States of America) ในช่วงระหว่างสงครามกลางเมืองอเมริกา กงสุลท่านนี้มีชื่อว่า แอร์นส์ ราเวน ซึ่งได้รับมอบหมายให้ประจำอยู่ที่มลรัฐเท็กซัส ราเวนขออนุมัติหนังสือรับรองกงสุลจากรัฐบาลของสมาพันธรัฐอเมริกาในวันที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2404 และได้รับการตอบรับ", "รัฐซัคเซิน\nในปี ค.ศ. 1260 ดินแดนในรัฐซัคเซินถูกแบ่งอีกครั้งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ซัคเซิน-วิทเทนบูร์กและซัคเซิน-เลาเอนบูร์ก นับแต่นั้นเป็นต้นมา ดินแดนซัคเซิน-เลาเอนบูร์กก็ไม่ถูกนับรวมอยู่ในประวัติศาสตร์ของดินแดนแห่งนี้อีกเลย ส่วนซัคเซิน-วิทเทนบูร์กได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ และผู้ครองรัฐนี้ได้รับตำแหน่งเจ้าผู้ครองนคร (อีเล็กเตอร์) ในศตวรรษที่ 14 อีกด้วย" ]
15
คู่สมรสของ สินจัย เปล่งพานิช คือใคร?
[ "สินจัย เปล่งพานิช\nทางด้านชีวิตส่วนตัว เธอแต่งงานกับ ฉัตรชัย เปล่งพานิช (2 เมษายน 2531) มีลูกชายและลูกสาว 3 คนคือ กัน สิทธิโชค เปล่งพานิช, บอม ฑิชากร เปล่งพานิช และ ดอม พีรดนย์ เปล่งพานิช และยังมีหลานสาวที่เป็นนักแสดงด้วยกันคือ รชยา รักกสิกรณ์ (เอ๋) นักแสดงสังกัดช่อง 7 ปัจจุบันมีหลานชาย 1 คนคือ เรย์ ศิรวิชญ์ เปล่งพานิช", "ฉัตรชัย เปล่งพานิช\nฉัตรชัย เปล่งพานิช นักแสดงชาวไทย มีชื่อเล่นว่า นก เกิดวันที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2503 ที่จังหวัดกาญจนบุรี เป็นบุตรชายของ พล.ต.อ.ถวิล เปล่งพานิช ชีวิตวัยเด็กต้องย้ายที่อยู่ตามอาชีพราชการของบิดา เข้าเรียนหนังสือในชั้นอนุบาลที่โรงเรียนอนุบาลกาญจนบุรี ชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนสตรีวรนารถ แล้วไปต่อที่โรงเรียน ภ.ป.ร. ราชวิทยาลัยในพระบรมราชูปถัมภ์ฯ จนจบมัธยมศึกษาตอนปลายและระดับปริญญาตรี ภาควิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์" ]
[ "ฉัตรชัย เปล่งพานิช\nทางด้านชีวิตส่วนตัว สมรสกับสินจัย เปล่งพานิช (หงษ์ไทย) นักแสดงหญิงชื่อดังที่ร่วมงานกันในภาพยนตร์เรื่อง \"สายสวาทยังไม่สิ้น\" เมื่อวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2531 มีลูกชายและลูกสาว 3 คนคือ กัน สิทธิโชค เปล่งพานิช (เกิด: พ.ศ. 2531), บอม ฑิชากร เปล่งพานิช (เกิด: พ.ศ. 2534) และ ดอม พีรดนย์ เปล่งพานิช (เกิด: พ.ศ. 2535)", "รักแห่งสยาม\nการคัดเลือกตัวแสดงหลักทั้ง 3 คน อย่างสินจัย เปล่งพานิช ผู้กำกับตั้งใจตั้งแต่ตอนที่เขียนบทแล้วว่า คนที่จะมารับบท “สุนีย์” จะต้องเป็น สินจัย เปล่งพานิช เท่านั้น สินจัยตอบรับในบทบาทนี้โดยให้ความเห็นไว้ว่า \"ได้อ่านบทเรื่องนี้ก็รู้สึกสนใจ ชอบที่ตัวบท และก็มะเดี่ยวด้วย ซึ่งเขาเป็นผู้กำกับรุ่นใหม่ที่มีฝีมือ เขาทำหนังออกมาดีและน่าสนใจมาก\" ส่วนการคัดเลือกตัวละคร “ แตง” และ “ จูน” เดิมทีผู้กำกับไม่ได้มองเฌอมาลย์ไว้ เพราะผู้กำกับมีความเห็นว่าเป็นรุ่นใหญ่ไปแล้ว แต่เมื่อติดต่อไปก็ตอบรับบท เฌอมาลย์เผยว่า \"อยากเล่น เพราะบทของหนังดี อ่านบทแล้วประทับใจ\"", "ใคร...ในห้อง\nนิดา (สินจัย เปล่งพานิช) แม่ค้าขายแผ่นซีดีตามตลาดนัดวัยกลางคน มีลูกชายวัยรุ่นคนหนึ่งชื่อ ต้น มีอาการประหลาดไม่ยอมออกจากห้องนอนตัวเองมาเป็นเวลานานถึง 5 ปี โดยที่ตัวเธอเองก็ไม่ได้รู้ว่ามันเป็นความผิดปกติอะไร จนกระทั่งรุ่นน้องที่เธอรู้จักคนหนึ่งที่ทำงานเบื้องหลังรายการโทรทัศน์ (พงศ์พิชญ์ ปรีชาบริสุทธิ์กุล) ได้รู้เข้า จึงอยากติดต่อไปออกรายการ แต่ต้นไม่ยอมไป แถมยังมีเศษกระดาษสอดออกมาจากใต้ประตูความว่า ห้ามยุ่ง ไม่เช่นนั้นเตรียมมาเก็บศพเขาได้เลย และที่บ้านตรงข้าม ป่าน (กัญญา รัตนเพชร์) เด็กสาววัยรุ่นรุ่นเดียวกับต้น ก็ถูกผู้เป็นแม่เก็บตัวไว้เฉพาะแต่ในห้องนอนเหมือนกัน เนื่องจากเธอเป็นโรคภูมิแพ้อย่างรุนแรง จากการที่จ้องมองไปยังห้องของต้นทุกวัน ป่านสงสัยว่าในบ้านตรงข้ามนั้นมีใครอยู่ในห้องหรือไม่", "สินจัย เปล่งพานิช\nสินจัย เปล่งพานิช (นก) นามสกุลเดิม หงษ์ไทย เกิดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2508 เป็นนักแสดงที่มีผลงานการแสดงภาพยนตร์และละครมากมาย ทั้งยังเคยออกผลงานอัลบั้มเพลงชุด ทอฝัน (2533) กับค่ายจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่", "สินจัย เปล่งพานิช\nเธอกลับมาแสดงภาพยนตร์อีกครั้งในปี 2553 ในบท \"นิดา\" หญิงวัยกลางคนที่มีลูกชายป่วยเป็น \"โรคฮิคิโคโมริ\" กับภาพยนตร์เรื่อง Who are you? ใคร...ในห้อง ในการกำกับของภาคภูมิ วงษ์จินดา และ เขียนบทโดย เอกสิทธิ์ ไทยรัตน์", "สี่แผ่นดิน\nนำแสดงโดย สินจัย เปล่งพานิช รับบท \"แม่พลอย\" เกรียงไกร อุณหะนันทน์ ในบท \"คุณเปรม\", นภัทร อินทร์ใจเอื้อ (กัน เดอะสตาร์) คู่ พิมดาว พานิชสมัย เป็น \"คุณเปรม-แม่พลอย\" ในวัยหนุ่มสาว ร่วมด้วย อาณัตพล ศิริชุมแสง (อาร์ เดอะสตาร์), สิงหรัตน์ จันทร์ภักดี (สิงโต เดอะสตาร์), ยุทธนา เปื้องกลาง (ตูมตาม เดอะสตาร์) เป็นบุตรธิดา ส่วน \"แม่ช้อย\" เพื่อนสนิทของแม่พลอย รับบทโดย รัดเกล้า อามระดิษ (\"แม่พลอย\" วัยเด็ก รับบทโดย น้องพินต้า-ณัฐนิช รัตนเสรีเกียรติ)", "สินจัย เปล่งพานิช\nสินจัย เกิดและโตที่กรุงเทพมหานคร มีพี่น้อง 4 คน เป็นคนที่ 2 พี่สาวต่างมารดาหนึ่งคน และน้องชายสองคน การศึกษา จบระดับมัธยมต้นจากโรงเรียนศรีอยุธยา", "เสกสรรค์ ศุขพิมาย\nในปี พ.ศ. 2559 เสกสรรค์ได้คบหากับ ปภาดา โชติกวณิชย์ (แซนวิช) นักแสดงหญิงสังกัดช่อง 7 สี แต่ไม่ได้สมรสกัน และได้กำเนิดลูกชายที่ชื่อว่า พัฒนศักดิ์ ศุขพิมาย (ชื่อจริงในใบสูติบัตร ชื่อ ด.ช.จอมเก้า โชติกวณิชย์) หรือน้องลีออง เมื่อเดือนกรกฎาคม ปี พ.ศ. 2560 และได้ประกาศในเพจส่วนตัวเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2560 และต่อมาได้ประกาศคบหาดูใจกับ อภิสยา พัฒนวรทรัพย์ (อีฟ) เป็นรองอันดับ 1 มิสแม็กซิม Miss Maxim 2009 หลังจากอดีตภรรยา วิภากร ศุขพิมาย (กานต์) ได้ออกมาเปิดเผยกับสื่อ\nนอกจากการแต่งคำร้องในผลงานเพลงทั้งหมดของตัวเองแล้ว เสก โลโซ ยังได้แต่งคำร้องให้กับศิลปินคนอื่น ๆ ในสังกัดจีเอ็มเอ็มแกรมมี่ด้วย โดยใช้นามปากกา อย่างเช่น ส. ศรีวรา, เสฎกานต์, กรกวี, วิภากร เช่น", "ประภัสสร พานิชกุล\nด้านชีวิตครอบครัว ประภัสสร หรือ จิตประภัสสรในปัจจุบัน สมรสกับ พล.ต.ต.เทอดพงษ์ เทียนสุวรรณ มีทายาทด้วยกัน 3 คน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ กรุณพล เทียนสุวรรณ ดารา นักแสดง พิธีกร ปัจจุบันเปิดร้านอาหารจิตประภัสสร ย่านประชาชื่น เป็นธุรกิจเล็กๆ ที่เธอทำมานานอีกด้วย" ]
14
รัฐประหารวังหลวงพม่า พ.ศ. 2421–2422 เกิดขึ้นโดยใคร?
[ "รัฐประหารวังหลวงพม่า พ.ศ. 2421–2422\nรัฐประหารวังหลวงพม่า พ.ศ. 2421–2422 เป็นเหตุการณ์รัฐประหารในพม่าสมัยราชวงศ์คองบอง ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงก่อนการเสด็จสวรรคตของพระเจ้ามินดงและในช่วงต้นรัชกาลของพระเจ้าธีบอ นับตั้งแต่ก่อนวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2421 จนถึงวันที่ 13–18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2422 เหตุการณ์นี้มักถูกเรียกว่า เหตุการณ์ ปลงพระชนม์หมู่พระราชวงศ์พม่า ซึ่งดำเนินการโดยพระนางสิ่งผยูมะฉิ่งหรือพระนางอเลนันดอ พระมเหสีตำหนักกลางในพระเจ้ามินดง ร่วมกับเสนาบดีในสภาลุตอที่เป็นพันธมิตรของพระนาง ได้แก่ กินหวุ่นมิงจี้และแตงดาหวุ่นจี้ เหตุการณ์นี้ทำให้เชื้อพระวงศ์พม่าทั้งพระราชโอรสและพระราชธิดาในพระเจ้ามินดงหลายพระองค์ถูกปลงพระชนม์ และราชบัลลังก์ได้ส่งผ่านต่อไปยังพระเจ้าธีบอ ซึ่งเป็นผู้ที่พระนางสิ่งผยูมะฉิ่งและสภาลุตอต้องการให้สืบราชสันตติวงศ์ต่อไป แต่ถึงกระนั้นเหตุการณ์นี้ได้ถูกมองว่าเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้สถาบันกษัตริย์พม่าล่มสลายต่อภัยจักรวรรดินิยม" ]
[ "รัฐประหารในประเทศพม่า พ.ศ. 2505\nรัฐประหารในประเทศพม่า เมื่อวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2505 เป็นจุดเริ่มต้นของการปกครองแบบสังคมนิยมและการครอบงำการเมืองของกองทัพพม่า เป็นระยะเวลา 26 ปี ระบบการเมืองที่เป็นผลสืบเนื่องดำเนินมากระทั่งวันที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2531 เมื่อกองทัพยึดอำนาจในฐานะสภาฟื้นฟูกฎหมายและระเบียบแห่งรัฐ (ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น สภาสันติภาพและการพัฒนาแห่งรัฐ) หลังการก่อการกำเริบ 8888 ทั่วประเทศ รัฐประหาร พ.ศ. 2505 นำโดยพลเอก เนวี่น และสภาปฏิวัติสังคมนิยม ซึ่งมีสมาชิก 24 คน ในระยะเวลา 12 ปีถัดจากนี้ กระทั่ง พ.ศ. 2517 พม่าปกครองด้วยกฎอัยการศึก และมีการขยายบทบาทของทหารอย่างสำคัญในเศรษฐกิจ การเมืองและรัฐการพม่า นโยบายและอุดมการณ์ของรัฐบาลหลังรัฐประหารตั้งอยู่บนแนวคิดวิถีพม่าสู่สังคมนิยม (Burmese Way to Socialism) ซึ่งมีการประกาศต่อสาธารณะหนึ่งเดือนหลังรัฐประหารและเสริมด้วยการจัดตังพรรคโครงการสังคมนิยมพม่า", "รัฐประหารวังหลวงพม่า พ.ศ. 2421–2422\nสภาลุตอมีส่วนสำคัญในการดำเนินแผนการรัฐประหาร ซึ่งในขณะนั้นเสนาบดีในสภาลุต่อที่มีความสามารถล้วนถูกสังหารในคราวกบฎเจ้าชายมินกุนและเจ้าชายมินกุนเดง ดังนั้นเสนาบดีที่ทรงอิทธิพลในสภาลุต่อในช่วงนี้จึงมีแต่เพียง กินหวุ่นมิงจี้และแตงดาหวุ่นจี้ ทั้งสองคนมีบทบาทสำคัญในการก่อรัฐประหารวังหลวงในปี พ.ศ. 2421 - 2422 แตงดาหวุ่นจี้แม้จะไม่เห็นด้วยกับนโยบายของพระเจ้ามินดง แต่ก็คงสนับสนุนพระองค์ แต่เมื่อพระเจ้ามินดงทรงพระประชวร ไต้ง์ดามี่นจี้จึงพยายามแสวงหาอำนาจและอิทธิพล ด้วยอุดมการณ์ชาตินิยม คลั่งชาติ เกลียดชังชาวอังกฤษ เขาเป็นผู้นำของพวกหัวเก่าที่ยังคงเชื่อมั่นในความยิ่งใหญ่เกรียงไกรของพม่า ดังนั้น การเลือกองค์รัชทายาทที่จะมาเป็นกษัตริย์องค์ต่อไปย่อมสำคัญสำหรับเขา", "รัฐประหารวังหลวงพม่า พ.ศ. 2421–2422\nพระเจ้ามินดงดำเนินการปฏิรูปแผ่นดินโดยรวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลางที่ราชสำนักกรุงมัณฑะเลย์ ปฏิรูประบบราชการภายใน ริเริ่มใช้ระบบค่าจ้างเงินเดือนในระบบราชการเพื่อลดอำนาจและฐานรายได้ของเหล่าข้าราชการ ปรับโครงสร้างระบบการเงินในท้องพระคลังใหม่ ปฏิรูปกองทัพพม่าให้เป็นสมัยใหม่ และริเริ่มนำระบบตำรวจหรือกองโปลิศเข้ามาใช้ในราชอาณาจักร", "รัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2500\nรัฐประหารเกิดขึ้นในเวลา 18.00 น. ของวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2500 พล.ท.ประภาส จารุเสถียร แม่ทัพภาคที่ 1 (ยศและตำแหน่งในขณะนั้น) ใช้รถถัง รถหุ้มเกราะและกำลังพล กระจายกำลังออกยึดจุดยุทธศาสตร์ต่าง ๆ เช่น หอประชุมกองทัพบก ที่ถนนราชดำเนินนอก เป็นต้น ในส่วนของกองบัญชาการตำรวจกองปราบ ที่สามยอด ซึ่งเป็นที่บัญชาการของ พล.ต.อ.เผ่า ได้รับคำสั่งให้ยึดให้ได้ภายใน 120 นาที ก็สามารถยึดได้โดยเรียบร้อย โดย ร.ท.เชาว์ ดีสุวรรณ ในขณะที่ พล.จ.กฤษณ์ สีวะรา รองแม่ทัพภาคที่ 1 (ยศและตำแหน่งในขณะนั้น) พ.ท.เอิบ แสงฤทธิ์ พ.ต.เรืองศักดิ์ ชุมะสุวรรณ พ.อ.เอื้อม จิรพงษ์ และ ร.อ.ทวิช เปล่งวิทยา นำกำลังตามแผนยุทธศาสตร์ \"\"เข้าตีรังแตน\"\" โดยนำกองกำลังทหารราบที่ 1 พัน 3 บุกเข้าไปยึดวังปารุสกวัน ซึ่งเป็นกองบัญชาการตำรวจนครบาล จากนั้นจึงติดตามด้วยกองกำลังรถถัง ในขณะที่กองทัพเรือ พล.ร.อ.หลวงชำนาญอรรถยุทธ ผู้บัญชาการทหารเรือ ได้สั่งวิทยุเรียกเรือรบ 2 ลำ ยึดท่าวาสุกรี และส่งกำลังส่วนหนึ่งยึดบริเวณหน้าวัดราชาธิวาส เพื่อประสานงานยึดอำนาจ จนกระทั่งการยึดอำนาจผ่านไปอย่างเรียบร้อย", "รัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2519\nรัฐประหาร 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 เกิดขึ้นในเวลา 18.00 น. ของวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 อันเนื่องจากเหตุการณ์การสังหารหมู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ที่เกิดขึ้นมาตลอดช่วงวันนั้นที่เรียกว่า เหตุการณ์ 6 ตุลา รัฐบาลพลเรือนโดย หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ไม่อาจควบคุมสถานการณ์ให้อยู่ในความสงบเรียบร้อยได้ คณะนายทหาร 3 เหล่าทัพและอธิบดีกรมตำรวจ นำโดย พลเรือเอกสงัด ชลออยู่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จึงจำเป็นต้องยึดอำนาจการปกครองไว้ โดยใช้ชื่อว่า คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน", "รัฐประหารวังหลวงพม่า พ.ศ. 2421–2422\nอิทธิพลทางการเมืองของพระนางสิ่งผยูมะฉิ่งเริ่มมีมากขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2419 ซึ่งเป็นปีที่พระนางชเวผยาจี พระอัครมเหสีสิ้นพระชนม์ และในช่วงปี พ.ศ. 2421 ขณะที่พระเจ้ามินดงทรงพระประชวร หลังการสิ้นพระชนม์ของเจ้าชายกะนอง องค์รัชทายาท ทำให้ปัญหาเรื่องการสืบราชสันตติวงศ์ได้กลายเป็นปัญหาใหญ่ในปลายรัชกาลของพระเจ้ามินดง พระนางสิ่งผยูมะฉิ่งได้รับการบรรยายว่าเป็น \"สตรีที่มีไหวพริบเป็นเยี่ยม มีความกล้ายิ่ง แน่วแน่ในสิ่งที่นางปรารถนาโดยไม่แยแสต่อสิ่งอื่นใดภายนอกเหนือไปจากนั้น เฉกเช่นวิถีของสตรีโดยทั่วไป\" ทรงเป็นสตรีที่มีความทะเยอทะยาน บางหลักฐานกล่าวหาว่าทรงเป็น \"ราชินีเลือดเย็น\" พระนางสิ่งผยูมะฉิ่งทรงใช้โอกาสในช่วงพระเจ้ามินดงทรงพระประชวรในการสั่งสมอำนาจและสร้างพันธมิตรกับเหล่าเสนาบดีในสภาลุตอ จึงทำให้พระนางทรงอิทธิพลใหญ่หลวงในปลายรัชกาล พระนางสิ่งผยูมะฉิ่งทรงต้องการครองอำนาจหลังบัลลงก์ยิ่งกว่าตัวผู้ครองบัลลังก์เอง ดังนั้นทรงต้องการกำหนดผู้สืบราชบัลลังก์ต่อจากพระเจ้ามินดง และยกพระราชธิดาของพระนางขึ้นเป็นพระอัครมเหสีของพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่", "รัฐประหารวังหลวงพม่า พ.ศ. 2421–2422\nพระเจ้ามินดงครองราชสมบัติพม่านับตั้งแต่ พ.ศ. 2396 จนถึง พ.ศ. 2421 รัชสมัยของพระองค์อยู๋ในช่วงการเผชิญภัยคุกคามจากจักรวรรดินิยมอังกฤษ พม่าพ่ายแพ้ในสงครามพม่า-อังกฤษครั้งที่สอง ในปี พ.ศ. 2395 ส่งผลให้ต้องสูญเสียดินแดนพม่าตอนล่างแก่อังกฤษ ดังนั้นพระเจ้ามินดงจึงครองราชสมบัติในส่วนของพม่าตอนบนได้รับการยกย่องว่าเป็นพระมหากษัตริย์ที่พระปรีชาสามารถด้วยพระองค์ได้ปกป้องดินแดนส่วนบนของพม่าจากการรุกรานของอังกฤษและดำเนินการปฏิรูปราชอาณาจักรให้ทันสมัย", "สาธารณรัฐแห่งสหภาพพม่า (พ.ศ. 2491–2505)\nรัฐบาลของเน วินประสบความสำเร็จในการทำให้สถานการณ์มั่นคง และเกิดการเลือกตั้งใน พ.ศ. 2503 ซึ่งพรรคสหภาพของอูนุได้เสียงข้างมาก แต่เสถียรภาพไม่ได้เกิดขึ้นนาน เมื่อขบวนการสหพันธ์ฉานนำโดยเจ้าส่วยใต้ เจ้าฟ้าเมืองยองห้วยที่เป็นประธานาธิบดีคนแรกของพม่า ต้องการสิทธิตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2490 ที่ขอแยกตัวออกไปได้เมื่อรวมตัวเป็นสหภาพครบสิบปี เน วินพยายามลดตำแหน่งเจ้าฟ้าของไทใหญ่โดยแลกกับสิทธิประโยชน์ต่างๆใน พ.ศ. 2502 ในที่สุด เน วินได้ก่อรัฐประหารในวัที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2505 อูนุ เจ้าส่วยใต้ และอีกหลายคน ถูกจับกุม เจ้าส่วยใต้ถูกยิงเสียชีวิต เจ้าจาแสง เจ้าฟ้าเมืองสีป้อหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยที่จุดตรวจใกล้ตองจี", "รัฐประหารวังหลวงพม่า พ.ศ. 2421–2422\nการสิ้นพระชนม์ของเจ้าชายกะนองผู้ทรงเป็นรัชทายาทที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ ทำให้การสืบราชสันตติวงศ์กลายเป็นปัญหาใหญ่ขึ้นมา เพราะพระเจ้ามินดงไม่ทรงเลือกพระราชโอรสองค์หนึ่งองค์ใดเป็นองค์รัชทายาทอย่างเป็นทางการ จึงทำให้เกิดปัญหาและความขัดแย้งในราชสำนักในช่วงปีสุดท้ายของรัชกาล" ]
17
ศาสตราจารย์ ปรีดี เกษมทรัพย์ มีบุตรกี่คน?
[ "ปรีดี เกษมทรัพย์\nศาสตราจารย์ ปรีดี เกษมทรัพย์ หรือ ศาสตราจารย์ ดร.ปรีดี เกษมทรัพย์ เกิดเมื่อ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2470 ในครอบครัวคนจีนแต้จิ๋ว ที่ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดร้อยเอ็ด เป็นบุตรนายกิมฮง และนางบัวทอง เกษมทรัพย์ สมรสกับนางอังคณา เกษมทรัพย์ (สกุลเดิมไตรวิทยาคุณ) มีบุตร 4 คน ได้แก่ นายบรรณ นายปัญญ์ น.พ.ดร.วิชช์ และนายวัตร เกษมทรัพย์ ปัจจุบัน (2560) มีหลาน 9 คน" ]
[ "ดุษฎี พนมยงค์\nดุษฎี บุญทัศนกุล เกิดวันที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2482 ที่ \"บ้านพูนศุข\" ป้อมเพชร์นิคม ถนนสีลม กรุงเทพมหานคร เป็นบุตรีคนที่ 5 ในจำนวน 6 คนของศาสตราจารย์ ดร.ปรีดี พนมยงค์ รัฐบุรุษอาวุโส อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย และท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ (ณ ป้อมเพชร์) หลังจากเกิดได้เจ็ดวัน นายปรีดีได้รับพระราชทานเหรียญดุษฎีมาลาเข็มราชการแผ่นดินจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๘ จึงตั้งชื่อลูกสาวที่เพิ่งเกิดใหม่ว่า ดุษฎี ต่อมาได้สมรสกับนายชาญ บุญทัศนกุล เมื่อ พ.ศ. 2518", "ศุขปรีดา พนมยงค์\nนายศุขปรีดา พนมยงค์ เป็นบุตรชายคนที่ 4 ของ ศาสตราจารย์ ดร.ปรีดี พนมยงค์ รัฐบุรุษอาวุโส อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย กับ ท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ (สกุลเดิม: ณ ป้อมเพชร์) เกิดที่บ้านพูนศุข \"ป้อมเพชรนิคม\" ถนนสีลม เมื่อวันที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2478 มีพี่น้องร่วมบิดา-มารดา รวม 6 คน คือ", "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ\nอภิสิทธิ์เป็นบุตรชายคนเดียว ในจำนวนบุตร 3 คน ของศาสตราจารย์ นายแพทย์อรรถสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข และอดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล กับ ศาสตราจารย์ แพทย์หญิง สดใส เวชชาชีวะ มีพี่สาว คือ ศาสตราจารย์ แพทย์หญิงอลิสา วัชรสินธุ ศาสตราจารย์หน่วยจิตเวชเด็ก ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชเด็ก และงามพรรณ เวชชาชีวะ นักประพันธ์รางวัลซีไรท์ประจำปี พ.ศ. 2549 และผู้แปลวรรณกรรมเยาวชน", "สกล พันธุ์ยิ้ม\nศาสตราจารย์ สกล พันธุ์ยิ้ม หรือ ศาสตราจารย์ ดร.สกล พันธุ์ยิ้ม เป็นบุตรคนที่ 4 ในจำนวน 6 คน ของนายเจริญ และนางสอาด พันธุ์ยิ้ม สมรสกับนางพูนพันธ์ (อัตตะนันทน์) ธิดาของจอมพลเกรียงไกร อัตตะนันทน์ และคุณหญิงกานดา อัตตะนันทน์ มีบุตร 3 คน คือ นายธีรธร นายก่อพร และ นายธัชทร พันธุ์ยิ้ม", "ปรีดี เกษมทรัพย์\nศาสตราจารย์ ปรีดี เกษมทรัพย์ นักกฎหมายผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายแพ่ง และนิติปรัชญา อดีตสมาชิกสมัชชาแห่งชาติ อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อดีตผู้ก่อตั้งและอดีตอธิการวิทยสถานแห่งวัฒนธรรมตะวันออก อดีตรองประธานสหพันธ์คีตาอาศรมแห่งโลก และอดีตประธานคีตาอาศรมแห่งประเทศไทย", "ผาณิต นิติทัณฑ์ประภาศ\nด้านครอบครัว สมรสกับนายอิสสระ นิติทัณฑ์ประภาศ อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ มีบุตรธิดา 2 คน คือ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพากร อดีตผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อิสริยา นิติทัณฑ์ประภาศ ภาควิชาเศรษฐศาสตร์เกษตรและทรัพยากร คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์", "พูนศุข พนมยงค์\nท่านมีบุตร-ธิดา กับนายปรีดี พนมยงค์ รวมทั้งหมด 6 คน คือเมื่อเกิดการรัฐประหารในคืนวันที่ 8 พ.ย. 2490 คณะรัฐประหารได้นำรถถังบุกยิงถล่มใส่ในบ้านทำเนียบท่าช้าง เพื่อที่จะกำจัดนายปรีดี แต่นายปรีดีได้หลบหนีลงเรือไปก่อนที่คณะรัฐประหารจะบุกเข้ามา และเป็นโชคดีที่ไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ แต่เหตุการณ์ดังกล่าวก็ทำให้ท่านผู้หญิงพูนศุขต้องดูแลลูก ๆ เพียงลำพัง โดยต้องรับหน้าที่เป็นพ่อและแม่ในคราวเดียวกัน เพราะสามีต้องหนีภัยการเมืองไปต่างประเทศ", "สมคิด จาตุศรีพิทักษ์\nมีบุตร 3 คน ได้แก่ นายณภัทร จาตุศรีพิทักษ์ สมรส กับ อาจารย์ วณิศรา บุญยะลีพรรณ นายณพล จาตุศรีพิทักษ์ และเด็กชายณฉัตร จาตุศรีพิทักษ์ เขาเป็นลูกพี่ลูกน้องกับ นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ อภิรดี ตันตราภรณ์ อีกด้วย\nดร.สมคิด ได้ชื่อว่าเป็นขุนพลเศรษฐกิจคนสำคัญของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โดยที่นโยบายประชานิยมหรือนโยบายเศรษฐกิจหลายอย่างก็มาจากแนวความคิดของ ดร.สมคิดเอง ในระหว่างการทำงานการเมืองได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่มีภาพลักษณ์ดี เพราะเก่งกาจ มีความเชี่ยวชาญสามารถคนหนึ่ง และได้ชื่อว่าบางครั้งก็ไม่ทำตามนโยบายหรือแนวทางของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กำหนดไว้เสมอไป", "พระสันธิวิทยาพัฒน์ (ไล่เฮียง สิริสิงห)\nภรรยาท่านที่ 1 - นางกิมเอ็ง เติมประยูร มีบุตรธิดา 4 ท่าน\n1 พันโท ศาสตราจารย์ ทันตแพทย์ สี สิริสิงห - สมรสกับ คุณหญิงอัมพร มีบุตรธิดา 3 ท่าน\n2 ท่านผู้หญิงแส สิริสิงห สมรสกับ ฯพณฯ ศาสตราจารย์ บุญชนะ อัตถากร มีบุตรธิดา 3 ท่าน\n3 นายฉาย สิริสิงห สมรสกับ นางสมร นางสุพัฒนา เทนสิทธิ์ และนางดวงตา มีบุตรธิดา 7 ท่าน\n4 นางสุแสน สิริสิงห สมรสกับ นายเทพ เติมประยูร มีบุตร 1 ท่าน\nหมายเหตุ ณ วันที่ 24 กพ.2558 นางสุพัฒนา และ นางดวงตา ยังมีชีวิตอยู่ นอกนั้นถึงแก่กรรม" ]
14
สมเด็จพระราชินีนาถมาร์เกรเธอที่ 2 แห่งเดนมาร์ก เกิดเมื่อไหร่?
[ "สมเด็จพระราชินีนาถมาร์เกรเธอที่ 2 แห่งเดนมาร์ก\nสมเด็จพระราชินีนาถมาร์เกรเธอที่ 2 แห่งเดนมาร์ก (; มาร์เกรเธอ อเล็กซานดรีน ธอร์ฮิลดูร์ อิงกริด ; \"พระราชสมภพ\" 16 เมษายน พ.ศ. 2483) เป็นสมเด็จพระราชินีนาถแห่งราชอาณาจักรเดนมาร์ก ในฐานะที่เป็นพระราชธิดาองค์โตในสมเด็จพระเจ้าเฟรเดอริกที่ 9 แห่งเดนมาร์กกับเจ้าหญิงอิงกริดแห่งสวีเดน พระนางทรงสืบราชบัลลังก์เดนมาร์กหลังจากการเสด็จสวรรคตของพระราชบิดาในวันที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2515 จากการสืบราชบัลลังก์ทำให้พระนางทรงเป็นสมเด็จพระราชินีนาถแห่งเดนมาร์กพระองค์แรกนับตั้งแต่รัชสมัยของสมเด็จพระราชินีนาถมาร์เกรเธอที่ 1 แห่งเดนมาร์ก พระประมุขแห่งสแกนดิเนเวียในช่วงปีพ.ศ. 1918 ถึงพ.ศ. 1955 ในยุคสหภาพคาลมาร์", "สมเด็จพระราชินีนาถมาร์เกรเธอที่ 2 แห่งเดนมาร์ก\nเจ้าหญิงมาร์เกรเธอประสูติเมื่อวันที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2483 ณ พระราชวังอามาเลียนบอร์ก กรุงโคเปนเฮเกน เป็นพระราชธิดาพระองค์โตในเจ้าชายเฟรเดอริกและเจ้าหญิงอิงกริด มกุฎราชกุมารและมกุฎราชกุมารีแห่งเดนมาร์ก พระราชบิดาของพระนางเป็นพระราชโอรสในพระเจ้าคริสเตียนที่ 10 แห่งเดนมาร์กกับสมเด็จพระราชินีอเล็กซานดรีน และพระราชมารดาของพระนางเป็นพระราชธิดาพระองค์เดียวในมกุฎราชกุมารกุสตาฟ อดอล์ฟแห่งสวีเดนกับมกุฎราชกุมารีมาร์กาเร็ต เจ้าหญิงประสูติเพียงหนึ่งสัปดาห์หลังจากกองทัพนาซีเยอรมนีได้ทำการยึดครองเดนมาร์กในวันที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2463" ]
[ "เจ้าชายเฮนริกแห่งเดนมาร์ก พระราชสวามี\nเจ้าชายเฮนริกแห่งเดนมาร์ก พระราชสวามี ในสมเด็จพระราชินีนาถมาร์เกรเธอที่ 2 แห่งเดนมาร์ก (พระนามเต็ม: อ็องรี มารี ฌ็อง อ็องดร์ เดอ ลาบอร์ด เดอ มงเปอซา; 11 มิถุนายน พ.ศ. 2477 - 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561) สมเด็จพระราชินีนาถแห่งเดนมาร์ก พระองค์ประสูติที่เมืองตาลงซ์ แคว้นกีรงด์ สาธารณรัฐฝรั่งเศส เป็นโอรสในเคาต์อ็องดร์ เดอ ลาบอร์ด เดอ มงเปอซา และเรอเน ดูร์เซโน อภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงมาร์เกรเธอแห่งเดนมาร์ก เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน ค.ศ. 1967 ในขณะที่มีพระอิสริยยศเป็นเจ้าหญิงผู้เป็นทายาทโดยสันนิษฐานแห่งราชบัลลังก์เดนมาร์ก", "สมเด็จพระราชินีนาถมาร์เกรเธอที่ 2 แห่งเดนมาร์ก\nเจ้าหญิงมาร์เกรเธอทรงสืบราชบัลลังก์เดนมาร์กในฐานะ \"สมเด็จพระราชินีนาถมาร์เกรเธอที่ 2 แห่งเดนมาร์ก\" และทรงกลายเป็นพระประมุขสตรีพระองค์แรกภายใต้พระราชบัญญัติว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พระนางทรงได้รับการประกาศเป็นสมเด็จพระราชินีนาถ ณ มุขเด็จแห่งพระราชวังคริสเตียนบอร์กโดยนายกรัฐมนตรีเจนส์ ออตโต คร้าก ในวันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2515 โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า \"พระมหากษัตริย์สวรรคต สมเด็จพระราชินีทรงพระเจริญ\" (The King is dead, long live the Queen!) สมเด็จพระราชินีนาถมาร์เกรเธอที่ 2 ทรงสละพระอิสริยยศทุกตำแหน่งของอดีตพระมหากษัตริย์พระองค์ก่อน ๆ ยกเว้นพระอิสริยยศในเดนมาร์ก ดังนั้นทรงขนานพระนามว่า ด้วยพระคุณของพระเจ้า, สมเด็จพระราชินีนาถแห่งเดนมาร์ก (ภาษาเดนมาร์ก : \"Margrethe den Anden, af Guds Nåde Danmarks Dronning\") สมเด็จพระราชินีนาถทรงเลือกคติพจน์ประจำรัชกาลว่า \nพระนางมีพระราชดำรัสแก่ประชาชนอย่างเป็นทางการครั้งแรก สมเด็จพระราชินีนาถมาร์เกรเธอที่ 2 มีพระราชดำรัสว่า", "สมเด็จพระราชินีนาถมาร์เกรเธอที่ 1 แห่งเดนมาร์ก\nสมเด็จพระราชินีนาถมาร์เกรเธที่ 1 แห่งเดนมาร์ก (, , , ; 15 มีนาคม ค.ศ. 1353 - 28 ตุลาคม ค.ศ. 1412) ทรงเป็นสมเด็จพระราชินี (พระมเหสี) แห่งนอร์เวย์ (ค.ศ. 1363 - 1380) และสวีเดน (ค.ศ. 1363 - 1364) และจากนั้นทรงเป็นพระประมุขตามสิทธิในราชบัลลังก์ของเดนมาร์ก นอร์เวย์และสวีเดน ซึ่งในภายหลังนี้เกิดความคลุมเครือและสับสนถึงการเรียกพระอิสริยยศของพระองค์ สมเด็จพระราชินีนาถมาร์เกรเธอที่ 1 ทรงเป็นผู้ก่อตั้งสหภาพคาลมาร์ซึ่งมีอาณาเขตครอบคลุมทั่วคาบสมุทรสแกนดิเนเวียเป็นระยะเวลากว่าศตวรรษ พระองค์ทรงเป็นผู้นำที่ทรงปัญญา ขะมักเขม้นและมีความสามารถ ทรงได้รับพระสมัญญาว่า \"เซมิรามิสแห่งอุดรทิศ\" (Semiramis of the North) หรือ \"เลดี้คิง\" (the Lady King) แม้ว่าพระนามชื่อหลังนี้เป็นพระนามที่เย้ยหยันอันมาจากศัตรูของพระองค์ คือ อัลเบิร์ตแห่งเมคเลินบวร์ค แต่กลับกลายว่าชื่อนี้เป็นที่นิยมใช้เมื่อมีการกล่าวถึงความสามารถของพระองค์", "สมเด็จพระราชินีนาถมาร์เกรเธอที่ 2 แห่งเดนมาร์ก\nในวันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2510 เจ้าหญิงมาร์เกรเธอทรงอภิเษกสมรสกับนักการทูตชาวฝรั่งเศสคือ เคานท์อ็องรี เดอ ลาบอร์ด เดอ มงเปอซา ณ โบสถ์โฮลเมนในโคเปนเฮเกน อ็องรี เดอ ลาบอร์ด เดอ มงเปอซาได้รับพระอิสริยยศว่า \"ฮิสรอยัลไฮเนส เจ้าชายเฮนริกแห่งเดนมาร์ก\" (His Royal Highness Prince Henrik of Denmark) เนื่องจากฐานะใหม่ของพระองค์คือเป็นพระราชสวามีในเจ้าหญิงรัชทายาทโดยสันนิษฐานแห่งราชบัลลังก์เดนมาร์ก", "สมเด็จพระราชินีนาถมาร์เกรเธอที่ 2 แห่งเดนมาร์ก\nพระองค์ทรงเข้ารับบัพติศมาเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2483 ณ โบสถ์โฮลเมน กรุงโคเปนเฮเกน เจ้าหญิงมาร์เกรเธอมีพระราชบิดาและพระราชมารดาทูนหัว คือ พระเจ้าคริสเตียนที่ 10 แห่งเดนมาร์ก, เจ้าชายคนุด รัชทายาทแห่งเดนมาร์ก, เจ้าชายแอกเซิลแห่งเดนมาร์ก, พระเจ้ากุสตาฟที่ 5 แห่งสวีเดน, มกุฎราชกุมารกุสตาฟ อดอล์ฟแห่งสวีเดน, แเจ้าชายกุสตาฟ อดอล์ฟ ดยุกแห่งเวสเตร์บอตเติน และ เจ้าชายอาร์เธอร์ ดยุกแห่งคอนน็อตและสตราเธิร์น", "สมเด็จพระราชินีนาถมาร์เกรเธอที่ 2 แห่งเดนมาร์ก\nสมเด็จพระราชินีนาถมาร์เกรเธอที่ 2 แห่งเดนมาร์กทรงได้รับแรงสนับสนุนให้ใส่ภาพประกอบในเดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ในช่วงต้นคริสต์ทศวรรษที่ 1970 พระนางทรงส่งภาพทั้งหมดไปให้เจ. อาร์. อาร์. โทลคีน ผู้ซึ่งตกตะลึงเพราะความคล้ายคลึงกันของภาพวาดของพระนางกับแบบของเขาเอง ภาพของสมเด็จพระราชินีนาถมาร์เกรเธอที่ 2 ได้ตีพิมพ์ในฉบับแปลภาษาเดนมาร์ก ซึ่งวาดขึ้นใหม่โดยอีริค ฟราเซอร์ จิตรกรชาวอังกฤษ", "สมเด็จพระราชินีนาถมาร์เกรเธอที่ 1 แห่งเดนมาร์ก\nพระองค์เป็นพระราชธิดาองค์สุดท้องในพระเจ้าวัลเดมาร์ที่ 4 แห่งเดนมาร์กกับพระนางเฮลวิกแห่งชเลสวิช พระองค์ประสูติที่ปราสาทซอบอร์ก สมเด็จพระราชินีนาถมาร์เกรเธอที่ 1 ทรงเป็นผู้ที่โปรดการทรงงาน บริหารราชอาณาจักรด้วยความอดทนและเป็นนักการทูตผู้มีชั้นเชิง ทรงเป็นผู้ที่มีปณิธานอย่างแรงกล้าในการรวมสแกนดิเนเวียให้เป็นรัฐอัตลักษณ์หนึ่งเดียวและมีความแข็งแกร่งมากพอที่จะแข่งขันทางอำนาจกับสันนิบาตฮันเซอ พระองค์ไม่ทรงมีรัชทายาทตามสายพระโลหิตที่จะมาสืบบัลลังก์ต่อ ด้วยพระโอรสเพียงพระองค์เดียวได้สิ้นพระชนม์ลงเสียก่อนที่พระองค์จะครองราชย์ แม้ว่านักประวัติศาสตร์เชื่อว่าพระองค์ทรงมีพระราชธิดานอกสมรสอีกพระองค์หนึ่งอันประสูติแต่อับราฮัม บรอเดอร์สัน ที่ปรึกษาชาวสวีเดนคนสนิทของพระนาง อย่างไรก็ตามสมเด็จพระราชินีนาถมาร์เกรเธอที่ 1 ทรงใช้ความพยายามอย่างถึงที่สุดในการประคับประคองกษัตริย์พระองค์ต่อไปซึ่งไร้ความสามารถ โดยทรงอบรมและให้ความรู้แก่อีริคแห่งพอเมอเรเนีย และเจ้าหญิงฟิลิปปาแห่งอังกฤษ พระชายาของพระองค์ อีริคแห่งพอเมอเรเนียเป็นพระนัดดา (หลานยาย) ของพระเชษฐภคินีในพระนางมาร์เกรเธอ โดยพระนางมาร์เกรเธอที่ 1 ทรงครองราชย์ร่วมกันกับอีริคแห่งพอเมอเรเนีย เป็นพระเจ้าอีริคที่ 7 แห่งเดนมาร์ก ทำให้มีพระประมุขสองพระองค์ สมเด็จพระราชินีฟิลิปปาเป็นนักเรียนที่ยอดเยี่ยมภายใต้การอบรมของพระองค์ แต่สิ้นพระชนม์เร็วเกินไป ในที่สุดสหภาพที่สมเด็จพระราชินีนาถมาร์เกรเธอที่ 1 ทรงพยายามอย่างมากที่จะรักษาไว้สืบไปต้องสลายตัวลงอย่างช้าๆ", "สมเด็จพระราชินีนาถมาร์เกรเธอที่ 1 แห่งเดนมาร์ก\nปัจจุบันพระองค์ทรงถูกเรียกว่า \"มาร์เกรเธอที่ 1\" ในเดนมาร์ก เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนกับสมเด็จพระราชินีนาถองค์ปัจจุบัน ซึ่งทรงใช้พระนามว่า \"มาร์เกรเธอ\" เหมือนกัน ดังนั้นพระประมุของค์ปัจจุบันจึงทรงเป็นสมเด็จพระราชินีนาถมาร์เกรเธอที่ 2 แห่งเดนมาร์ก\nเจ้าหญิงมาร์เกรเธอประสูติในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1353 ทรงเป็นพระราชบุตรพระองค์ที่หก และเป็นองค์สุดท้องในพระเจ้าวัลเดมาร์ที่ 4 แห่งเดนมาร์กกับเฮลวิกแห่งชเลสวิช เจ้าหญิงประสูติที่ปราสาทซอบอร์ก ซึ่งเป็นสถานที่ที่พระราชบิดาของเจ้าหญิง ทรงกักขังพระราชินีเฮลวิก พระราชมารดา เจ้าหญิงทรงเข้ารับบัพติศมาที่รอสกิลด์ และในปีค.ศ. 1359 ขณะมีพระชนายุ 6 พรรษา ทรงหมั้นหมายกับพระเจ้าโฮกุนที่ 6 แห่งนอร์เวย์ วัย 18 พรรษา พระโอรสองค์สุดท้องในพระเจ้ามักนุสที่ 4 และที่ 6 แห่งสวีเดนและนอร์เวย์ตามลำดับ ในสนธิสัญญาการอภิเษกสมรสได้มีข้อตกลงให้กษัตริย์วัลเดมาร์แห่งเดนมาร์กทำการช่วยเหลือกษัตริย์มักนุสแห่งสวีเดนในการต่อต้านพระเจ้าอีริคที่ 12 แห่งสวีเดน พระโอรสในกษัตริย์มักนุสซึ่งในปีค.ศ. 1356 ทำการยึดครองดินแดนภาคใต้ของสวีเดน ซึ่งต่อต้านอำนาจพระราชบิดา การอภิเษกสมรสของเจ้าหญิงมาร์เกรเธอแห่งเดนมาร์กจึงเป็นส่วนหนึ่งของการแย่งชิงอำนาจในกลุ่มอาณาจักรนอร์ดิก มีความไม่พอใจถึงเหตุการณ์นี้ในกลุ่มแวดวงการเมืองต่างๆ นักกิจกรรมทางการเมืองอย่าง บริจิตแห่งสวีเดน ได้เขียนบรรยายถึงเหตุการณ์นี้ไปยังสมเด็จพระสันตะปาปาว่าเหมือน \"พวกเด็กๆเล่นตุ๊กตา\" เป้าหมายของกษัตริย์วัลเดมาร์ในการอภิเษกสมรสของพระธิดานี้คือการครอบครองแคว้นสคาเนีย ซึ่งถูกจำนองไปให้กับสวีเดนตั้งแต่ปีค.ศ. 1332 ในรัชสมัยกษัตริย์คริสตอฟเฟอร์ที่ 2 ตามแหล่งหลักฐานร่วมสมัยระบุว่า สนธิสัญญาการอภิเษกสมรสมีการระบุถึงข้อตกลงในการคืนปราสาทเฮลซิงบอรย์แก่เดนมาร์ก แต่สิ่งนี้ไม่เพียงพอสำหรับกษัตริย์วัลเดมาร์ ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1359 ทรงระดมกองทัพขนาดใหญ่กรีฑาทัพข้ามเออเรซุนด์และยึดครองแคว้นสคาเนีย การโจมตีทางตอนใต้ของสวีเดนนี้ถิอเป็นการแสดงให้เห็นว่าเดนมาร์กโจมตีกษัตริย์อีริคที่ 12 และสนับสนุนกษัตริย์มักนุส แต่ในเดือนเดียวกันนั้นกษัตริย์อีริคเสด็จสวรรคต เป็นผลให้สมดุลแห่งอำนาจเปลี่ยน ข้อตกลงระหว่างกษัตริย์วัลเดมาร์และกษัตริย์มักนุสถูกยกเลิกเสียสิ้น รวมถึงการเตรียมอภิเษกสมรสระหว่างเจ้าหญิงมาร์เกรเธอและกษัตริย์โฮกุนแห่งนอร์เวย์ต้องยกเลิกไปด้วย" ]
9
ศาสตราจารย์ เกตุ กรุดพันธ์ มีบุตรกี่คน?
[ "เกตุ กรุดพันธ์\nศาสตราจารย์ เกตุ กรุดพันธ์ เกิดเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2496 ที่จังหวัดนนทบุรี บิดาชื่อ นายศักดิ์ กรุดพันธ์ มารดาชื่อ นางอุบล กรุดพันธ์ สมรสกับ นางธนกร กรุดพันธ์ (นามสกุลเดิม เกษมกิจวัฒนา) มีธิดา 1 คน คือ นางสาวศุภรา กรุดพันธ์" ]
[ "สกล พันธุ์ยิ้ม\nศาสตราจารย์ สกล พันธุ์ยิ้ม หรือ ศาสตราจารย์ ดร.สกล พันธุ์ยิ้ม เป็นบุตรคนที่ 4 ในจำนวน 6 คน ของนายเจริญ และนางสอาด พันธุ์ยิ้ม สมรสกับนางพูนพันธ์ (อัตตะนันทน์) ธิดาของจอมพลเกรียงไกร อัตตะนันทน์ และคุณหญิงกานดา อัตตะนันทน์ มีบุตร 3 คน คือ นายธีรธร นายก่อพร และ นายธัชทร พันธุ์ยิ้ม", "เกตุ กรุดพันธ์\nศาสตราจารย์ เกตุ กรุดพันธ์ หรือ ศาสตราจารย์ ดร.เกตุ กรุดพันธ์ เป็นศาสตราจารย์สาขาเคมีวิเคราะห์คนแรกของประเทศไทย ปัจจุบันทำงานที่ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นผู้ประสานงานห้องปฏิบัติการสู่ความเป็นเลิศทางวิชาการในการพัฒนาเพื่อการลดขนาดในการวิเคราะห์โดยการไหล (กลุ่มวิจัย Flow-based Analysis Research Group)ศาสตราจารย์ ดร.เกตุ กรุดพันธ์ สนใจในวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาวิธีและเครื่องมือ ในการการวิเคราะห์ทางเคมีโดยเฉพาะเทคนิคที่อาศัยหลักการไหล ซึ่งจะมุ่งเป้าที่จะเป็นแบบราคาถูก งานวิจัยจะสัมพันธ์กับปัญหาของท้องถิ่นแต่มีผลกระทบในระดับนานาชาติอีกด้วย ไม่นานมานี้ได้ริเริ่มและผลักดันในการพัฒนาการวิเคราะห์ที่อาศัยหลักการไหลเพื่อการคัดกรองในการตรวจวินิจฉัยโรคบางชนิด (เช่น มะเร็ง, โรคตับ, โรคข้อ และกระดูก และโรคธาลัสซีเมีย เป็นต้น) การพัฒนาดังกล่าวจะเป็นพื้นฐานในการพัฒนาระบบแพทย์ทางไกลในพื้นที่ธุรกันดานในประเทศไทย และได้ริเริ่มผลักดันเกี่ยวกับการวิเคราะห์ทางเคมีแบบสะอาดโดยการใช้รีเอเจนต์ที่ได้จากธรรมชาติ การพัฒนาการวิจัยจะมีผลเชื่อมโยงกับการพัฒนานักวิจัยรุ่นใหม่อีกด้วย ศาสตราจารย์ ดร.เกตุ กรุดพันธ์ ได้บุกเบิกงานทาง flow injection analysis ที่เกี่ยวข้องกับกัมมันตรภาพรังสี การเตรียมตัวอย่างแบบในท่อที่ใช้ระบบการไหลผนวกเข้ากับเทคนิคทาง โครมาโทกราฟี การลดขนาดของการวิเคราะห์ทางเคมี เช่น “การดำเนินการวิเคราะห์บนชิพ (lab-on-Chip)” และ “การดำเนินการทดลองที่วาล์ว (Lab-at-Valve)” ซึ่งเป็นทางเลือกหนึ่งในการวิเคราะห์ทั้งระบบในระดับไมโคร (micro total analysis system)นอกเหนือจากการดูงานต่างๆ แล้ว มีประสบการณ์หลังปริญญาเอก (Post doctoral experiences) ได้แก่", "สาวิณี ปะการะนัง\nสาวิณี มีบุตรกับนายกัณฑ์เอนก ปัจฉิมสวัสดิ์ จำนวน 3 คน หนึ่งในนั้นเป็นบุตรชาย คือ นายกัณฑ์พิทักษ์ ปัจฉิมสวัสดิ์ หรือ \"หมูแฮม\" ที่ขับรถยนต์พุ่งเข้าชนป้ายรถเมล์ จนมีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต เมื่อปี พ.ศ. 2550 และจำคุกในวันที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2558 เป็นเวลา 2 ปี 1เดือนตามคำสั่งศาลฎีกา อีกหนึ่งคนคือ แบมบี้ สิรินโสพิศ ปัจฉิมสวัสดิ์ 8 คนสุดท้าย เดอะสตาร์ ค้นฟ้าคว้าดาว ปี 9\nปัจจุบันหย่าขาดกันแล้ว", "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ\nอภิสิทธิ์เป็นบุตรชายคนเดียว ในจำนวนบุตร 3 คน ของศาสตราจารย์ นายแพทย์อรรถสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข และอดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล กับ ศาสตราจารย์ แพทย์หญิง สดใส เวชชาชีวะ มีพี่สาว คือ ศาสตราจารย์ แพทย์หญิงอลิสา วัชรสินธุ ศาสตราจารย์หน่วยจิตเวชเด็ก ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชเด็ก และงามพรรณ เวชชาชีวะ นักประพันธ์รางวัลซีไรท์ประจำปี พ.ศ. 2549 และผู้แปลวรรณกรรมเยาวชน", "สมคิด จาตุศรีพิทักษ์\nมีบุตร 3 คน ได้แก่ นายณภัทร จาตุศรีพิทักษ์ สมรส กับ อาจารย์ วณิศรา บุญยะลีพรรณ นายณพล จาตุศรีพิทักษ์ และเด็กชายณฉัตร จาตุศรีพิทักษ์ เขาเป็นลูกพี่ลูกน้องกับ นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ อภิรดี ตันตราภรณ์ อีกด้วย\nดร.สมคิด ได้ชื่อว่าเป็นขุนพลเศรษฐกิจคนสำคัญของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โดยที่นโยบายประชานิยมหรือนโยบายเศรษฐกิจหลายอย่างก็มาจากแนวความคิดของ ดร.สมคิดเอง ในระหว่างการทำงานการเมืองได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่มีภาพลักษณ์ดี เพราะเก่งกาจ มีความเชี่ยวชาญสามารถคนหนึ่ง และได้ชื่อว่าบางครั้งก็ไม่ทำตามนโยบายหรือแนวทางของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กำหนดไว้เสมอไป", "ดุสิต เครืองาม\nศาสตราจารย์ ดุสิต เครืองาม หรือ ศาสตราจารย์ ดร.ดุสิต เครืองาม บุตรของนายบุญทรง และนางถาวร เครืองาม เป็นน้องคนสุดท้อง มีพี่ชื่อ ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร. วิษณุ เครืองาม, นางศิริมา นิลรัตน์ และพลอากาศตรี นายแพทย์เฉลิมชัย เครืองาม เกิดที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา สมรสกับ นางนงค์นิตย์ เครืองาม มีบุตรี 2 คน ชื่อ นางสาวประถมาภรณ์ เครืองาม (แก้ม) และ นางสาวพิทิตา เครืองาม (เกศ)\nกรรมการต่างๆ ในอดีต", "อนันต์ กรุแก้ว\nศาสตราจารย์อนันต์ กรุแก้ว เกิดเมื่อวันที่ สมรสกับ รศ.สลวย กรุแก้ว (บุตรของพระยาผดุงวิทยาเสริม (กำจัด พลางกูร)) มีบุตร คือ นางอังสนา กรุแก้ว รศ.ปิยานันต์ ประสารราชกิจ (สมรสกับ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ) และนางวรรณวิภา สุขกนิษฐ (สมรสกับ ดร.จักรพงษ์) จบการศึกษาชั้นมัธยมจากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ระดับปริญญาตรี สถาปัตยกรรมศาสตรบัณฑิต จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้รับทุนการศึกษาโครงการความร่วมมือระหว่างสหรัฐอเมริกาและรัฐบาลไทย ศึกษาระดับปริญญาโท สาขา Industrial Education จากมหาวิทยาลัย Wayne State รัฐมิชิแกน ประเทศสหรัฐอเมริกา และสำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 22", "พระสันธิวิทยาพัฒน์ (ไล่เฮียง สิริสิงห)\nภรรยาท่านที่ 1 - นางกิมเอ็ง เติมประยูร มีบุตรธิดา 4 ท่าน\n1 พันโท ศาสตราจารย์ ทันตแพทย์ สี สิริสิงห - สมรสกับ คุณหญิงอัมพร มีบุตรธิดา 3 ท่าน\n2 ท่านผู้หญิงแส สิริสิงห สมรสกับ ฯพณฯ ศาสตราจารย์ บุญชนะ อัตถากร มีบุตรธิดา 3 ท่าน\n3 นายฉาย สิริสิงห สมรสกับ นางสมร นางสุพัฒนา เทนสิทธิ์ และนางดวงตา มีบุตรธิดา 7 ท่าน\n4 นางสุแสน สิริสิงห สมรสกับ นายเทพ เติมประยูร มีบุตร 1 ท่าน\nหมายเหตุ ณ วันที่ 24 กพ.2558 นางสุพัฒนา และ นางดวงตา ยังมีชีวิตอยู่ นอกนั้นถึงแก่กรรม", "ปราโมทย์ ไม้กลัด\nนายปราโมทย์ ไม้กลัด สมรสกับ นางเตือนใจ จันทน์ล้ำเลิศ มีบุตรชาย 1 คน คือ นายปิตินันท์ ไม้กลัด ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการ ฝ่ายบริหารผลิตภัณฑ์สินเชื่อบรรษัท บริษัท ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)และบุตรสาว 2 คน คือ นางสาวสุรังสี ไม้กลัด เป็นอาจารย์อยู่โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และผู้ช่วยศาสตราจารย์ดร.ชไมภัค เตชัสอนันต์ เป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ประจำภาควิชาภาษาต่างประเทศ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์" ]
14
พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร จัดขึ้นที่ใด ?
[ "พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช\nพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เป็นพระราชพิธีที่รัฐบาลไทยจัดขึ้นเพื่อแสดงความอาลัยเป็นครั้งสุดท้าย ภายหลังการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร จัดขึ้น ณ พระเมรุมาศ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง ระหว่างวันที่ 25 – 29 ตุลาคม พ.ศ. 2560 โดยวันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2560 เป็นวันถวายพระเพลิง คณะรัฐมนตรีจึงกำหนดให้เป็นวันหยุดราชการเป็นกรณีพิเศษ", "ริ้วขบวนในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช\nกองอำนวยการร่วมพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ จัดพิธีฝึกซ้อมใหญ่ริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศครั้งสุดท้าย ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในริ้วขบวนที่ 4-6 ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง ในการนี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่งมายังพระเมรุมาศ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง ทรงร่วมพิธีซ้อมใหญ่ริ้วขบวนพระบรมราชอิสสริยยศ ในริ้วขบวนที่ 4 และ 5 โดยทั้งสองริ้วขบวนนี้เป็นการซ้อมในพื้นที่จริงครั้งแรกและครั้งเดียว", "ริ้วขบวนในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช\nกองอำนวยการร่วมพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ จัดพิธีฝึกซ้อมใหญ่ริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศครั้งสุดท้าย ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในริ้วขบวนที่ 1-3 ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง ในการนี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ ได้ทรงร่วมซ้อมริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศ เช่นเดียวกับ คุณพลอยไพลิน เจนเซน เดวิด วีลเลอร์ สามี คุณสิริกิติยา เจนเซน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายวิษณุ เครืองาม พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี ที่ได้ร่วมซ้อมด้วย", "ริ้วขบวนในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช\nกองอำนวยการร่วมพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ จัดพิธีซ้อมย่อยริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในสถานที่จริง คือ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง เป็นครั้งแรก โดยพื้นที่โดยรอบมีประชาชนจำนวนมากมาจับจองพื้นที่เฝ้ารอชมริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศกันอย่างเนืองแน่น เพื่อร่วมน้อมถวายความอาลัยเป็นครั้งสุดท้าย", "ริ้วขบวนในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช\nกองอำนวยการร่วมพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ จัดพิธีฝึกซ้อมริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศ พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง ในการนี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเป็นการส่วนพระองค์มายังพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง เพื่อทอดพระเนตรการฝึกซ้อมริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศ ซึ่งในช่วงเช้ามีการซ้อมในริ้วขบวนที่ 1-3 และทรงร่วมเดินในริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศด้วย โดยการซ้อมย่อยริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 4 และเป็นการซ้อมในพื้นที่จริงเป็นครั้งที่ 2 เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ โดยมีคณะรัฐมนตรีนำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ทหารกองเกียรติยศ 3 เหล่าทัพ กำลังพลจากกรมสรรพาวุธทหารบก และกองทัพภาคที่ 1 จำนวนกว่า 3,000 นาย มีราชนิกูล ข้าราชบริพาร และผู้ถวายงานเข้าร่วมในการซ้อมในครั้งนี้ด้วย ส่วนในช่วงบ่าย พันโทหญิง พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ ผู้บังคับการกองพันทหารม้าที่ 29 รักษาพระองค์ ทรงม้านำขบวนพระบรมราชอิสริยยศ ในริ้วขบวนที่ 6" ]
[ "พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช\nวันเสาร์ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2560 เวลา 17:32 น. สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เสด็จพระราชดำเนินไปยังพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ทรงจุดธูปเทียนถวายราชสักการะพระบรมอัฐิและพระอัฐิสมเด็จพระบรมราชบุพการีที่ประดิษฐานบนพระแท่นมหาเศวตฉัตรและทรงจุดธูปเทียนเครื่องราชสักการะพระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งประดิษฐาน ณ พระแท่นแว่นฟ้า แล้วทรงจุดธูปเทียนบูชาพระพุทธรูปประจำพระชนมวารสมเด็จพระบรมราชบุพการีและพระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช แล้วทรงประเคนพัดรองที่ระลึกงานทรงบำเพ็ญพระราชกุศลพระบรมอัฐิแด่พระราชาคณะที่ถวายพระธรรมเทศนา พระราชาคณะ 31 รูป ที่สวดพระพุทธมนต์ พระสงฆ์ที่รับอนุโมทนา 4 รูป พระสงฆ์ที่สวดมาติกาและสดับปกรณ์ 12 รูป ทรงทอดผ้าไตร พระสงฆ์สดับปกรณ์พระบรมอัฐิถวายอนุโมทนา ถวายอดิเรก ถวายพระพรลา ออกจากพระที่นั่ง ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทรงธรรม ทรงศีล พระราชาคณะถวายพระธรรมเทศนาจบ ถวายอนุโมทนา (บนธรรมาสน์) พระสงฆ์ 4 รูปรับอนุโมทนา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงประเคนจตุปัจจัยไทยธรรมบูชากัณฑ์เทศน์ และทรงทอดผ้าไตรถวายพระเทศน์และพระสงฆ์ที่รับอนุโมทนา รวม 5 รูป ถวายอดิเรก ถวายพระพรลา ออกจากพระที่นั่ง ทรงทอดผ้าไตรพระสงฆ์ 12 รูป สวดมาติกา สดับปกรณ์พระบรมอัฐิและพระอัฐิสมเด็จพระบรมราชบุพการีที่อัญเชิญออกมาในการพระราชกุศลนี้ ถวายอนุโมทนา ถวายอดิเรก ถวายพระพรลา ออกจากพระที่นั่ง เสด็จพระราชดำเนินกลับ", "พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช\nวันอาทิตย์ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2560 เวลา 10:43 น. สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เสด็จพระราชดำเนินไปยังพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ทรงจุดธูปเทียนถวายราชสักการะพระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการบูชาพระพุทธรูปประจำพระชนมวาร ที่หน้าพระแท่นมหาเศวตฉัตร พระสงฆ์ 30 รูป ที่สวดพระพุทธมนต์แต่วันก่อนถวายพระพร ทรงประเคนภัตตาหาร พระสงฆ์รับพระราชทานฉัน แล้วทรงประเคนจตุปัจจัยไทยธรรม ถวายอนุโมทนา ถวายอดิเรก ถวายพระพรลา ออกจากพระที่นั่ง ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทรงธรรม ทรงศีล พระราชาคณะถวายพระธรรมเทศนาจบแล้ว ถวายอนุโมทนา พระสงฆ์ 4 รูปรับอนุโมทนา ทรงประเคนจตุปัจจัยไทยธรรมบูชากัณฑ์เทศน์แล้วทรงทอดผ้าไตร ถวายพระเทศน์และพระสงฆ์ที่รับอนุโมทนา รวม 5 รูป สดับปกรณ์ ถวายอดิเรก ถวายพระพรลา ออกจากพระที่นั่ง พระสงฆ์ 89 รูป เท่าพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ขึ้นนั่งยัง อาสน์สงฆ์สวดมาติกา ทรงทอดผ้าไตร พระสงฆ์สดับปกรณ์เป็นเที่ยว ๆ จบครบ 89 รูป (เที่ยวแรก 12 รูป สดับปกรณ์ แล้วถวายอนุโมทนา ถวายอดิเรก ถวายพระพรลา เที่ยวต่อไปเที่ยวละ 11 รูป จำนวน 7 เที่ยว ขึ้นสดับปกรณ์แล้วลงจากพระที่นั่ง)", "พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช\nจากนั้นระหว่างวันที่ 1-30 พฤศจิกายน มีการจำหน่ายที่งานนิทรรศการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ณ ท้องสนามหลวง จำกัด 1 คนต่อ 2 เข็มเช่นเดียวกัน โดยใช้บัตรประชาชนในการสั่งซื้อ และจอง ส่วนการสั่งจองเริ่มสั่งจองได้ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2560 เป็นต้นไป โดยสั่งจองได้ที่กองคลัง สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล และธนาคารกรุงไทย ส่วนภูมิภาคสั่งจองได้ที่สำนักงานจังหวัดทุกจังหวัด ทั้งนี้ สามารถรับเข็มได้ ณ สถานที่ที่สั่งจอง ตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2561 เป็นต้นไป โดยสามารถติดเข็มที่อกเสื้อได้ทุกวันรวมถึงหลังงานถวายพระเพลิงพระบรมศพ ก็ยังสามารถใช้ได้ตลอดไป และสำหรับรายได้เมื่อหักค่าใช้จ่ายแล้วได้นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายโดยเสด็จพระราชกุศลตามพระราชอัธยาศัยทั้งหมด", "พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช\nวันพุธที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2560 เวลา 15.00 น. สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เสด็จพระราชดำเนินไปทรงบำเพ็ญพระราชกุศลออกพระเมรุมาศ ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง ในการนี้ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงจุดธูปเทียนเครื่องราชสักการะพระบรมศพ ทรงจุดธูปเทียนนมัสการบูชาพระพุทธรูปประจำพระชนมวาร ทรงประเคนพัดกรองที่ระลึกงานออกพระเมรุแด่สมเด็จพระสังฆราช สมเด็จพระราชาคณะ พระราชาคณะที่จะถวายพระธรรมเทศนา และพระราชาคณะที่จะสวดศราทธพรต 30 รูป พระสงฆ์ที่จะสดับปกรณ์ 89 รูป เท่าพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระสงฆ์ที่จะสวดพระอภิธรรม 8 รูป บรรพชิตจีนและญวน 20 รูป พระราชาคณะถวายพระธรรมเทศนา ถวายไทยธรรมบูชากัณฑ์เทศน์ จากนั้นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทอดผ้าไตรถวายพระเทศนา พระสงฆ์สวดศราทธพรต พระสงฆ์สดับปกรณ์ ถวายอนุโมทนา ถวายอดิเรก ถวายพระพรลา บรรพชิตจีนและญวนสวดมาติกา สดับปกรณ์ และถวายอนุโมทนา ทรงจุดธูปเทียนที่แท่นเตียงพระสวดพระอภิธรรม แล้วเสด็จพระราชดำเนินกลับ", "การเตรียมงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช\nวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2560 คณะกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์ พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้แจ้งเกี่ยวกับเส้นทางการจราจรในวันพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ และวันซ้อมใหญ่ โดยทางคณะกรรมการฝ่ายรักษาความปลอดภัยและจราจรจะปิดการจราจรแบ่งเป็น 2 ช่วง คือ ในช่วงงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ และวันซ้อมใหญ่จำนวน 3 วัน ดังนี้", "พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช\nคณะรัฐมนตรีรับทราบมติที่คณะอนุกรรมการฯ ฝ่ายจัดการพระราชพิธีฯ กำหนดวันพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ในระหว่างวันที่ 25 – 29 ตุลาคม พ.ศ. 2560 พร้อมทั้งพิจารณาหมายกำหนดการพระราชพิธีฯ และกำหนดจำนวนริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศไว้เป็นที่เรียบร้อย โดยมีพระราชพิธีสำคัญ ได้แก่ พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลออกพระเมรุ ในวันที่ 25 ตุลาคม, พระราชพิธีเชิญพระบรมโกศออกพระเมรุมาศ และถวายพระเพลิงพระบรมศพ ในวันที่ 26 ตุลาคม ซึ่งคณะรัฐมนตรีกำหนดให้เป็นวันหยุดราชการเป็นกรณีพิเศษด้วย, พระราชพิธีเก็บพระบรมอัฐิและเชิญพระบรมอัฐิและพระบรมราชสรีรางคารกลับเข้าสู่พระบรมมหาราชวัง ในวันที่ 27 ตุลาคม, พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลพระบรมอัฐิ ในวันที่ 28 ตุลาคม, พระราชพิธีเลี้ยงพระ และเชิญพระบรมอัฐิขึ้นประดิษฐาน ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท และพระราชพิธีบรรจุพระบรมราชสรีรางคาร ในวันที่ 29 ตุลาคม", "พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช\nอนึ่ง พลโท สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แจ้งผ่านสื่อมวลชนว่าเป็นพระราชพิธีส่วนพระองค์ ไม่มีการถ่ายทอดสด แต่แทนที่ด้วยละครเพลง ดนตรี และการแสดงโขนแทน ส่วนโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ได้ขึ้นข้อความให้ประชาชนในท้องสนามหลวงได้ทราบและปฏิบัติตามโดยทั่วกันเมื่อเวลา 22:00 น. ว่า \"พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ขอจงทุกท่านหันหน้าเบื้องพระเมรุมาศเพื่อถวายความเคารพสูงสุด\"" ]
19
สถานีโทรทัศน์ช่อง 5 เป็นสถานีโทรทัศน์กองทัพบกของไทยใช่หรือไม่ ?
[ "สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก\nสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก (; ชื่อย่อ: ททบ.) เป็นสถานีโทรทัศน์ภาคพื้นดิน (Terrestrial Television) ของกองทัพบกไทย และเป็นสถานีโทรทัศน์แห่งที่สองของประเทศไทย เริ่มแพร่ภาพเป็นปฐมฤกษ์ เมื่อวันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2501 ในระบบวีเอชเอฟ เดิมออกอากาศเป็นภาพขาวดำ ทางช่องสัญญาณที่ 7 จึงเรียกว่า \"สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 7\" (\"ททบ.7\") หรือ \"ช่อง 7\" (\"ขาว-ดำ\") ต่อมาในปี พ.ศ. 2517 จึงย้ายมาออกอากาศด้วยภาพสี ทางช่องสัญญาณที่ 5 จึงเรียกว่า สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง 5 (ททบ.5) จนถึงปัจจุบัน มี พลเอก อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก เป็นประธานกรรมการบริหารกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์กองทัพบก และ พลเอก กิตติเชษฐ์ ศรดิษฐพันธ์ เป็นกรรมการผู้อำนวยการใหญ่", "สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก\nราวปี พ.ศ. 2495 กระทรวงกลาโหมออกข้อบังคับ ว่าด้วยการมอบหมายงานแก่เจ้าหน้าที่กองทัพบก โดยกำหนดให้กรมการทหารสื่อสาร (สส.) จัดตั้งแผนกกิจการวิทยุโทรทัศน์ ขึ้นตรงต่อกองการกระจายเสียงและโทรทัศน์ ต่อมาในปี พ.ศ. 2497 มีการกำหนดอัตรากำลังพลประจำแผนกโทรทัศน์ ในอัตราเฉพาะกิจ สังกัดกรมการทหารสื่อสาร จำนวน 52 นาย เพื่อปฏิบัติงาน ออกอากาศโทรทัศน์ภาคพื้นดิน ผลิตและถ่ายทอดรายการโทรทัศน์\nจากนั้นในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2500 จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ผู้บัญชาการทหารบกในขณะนั้น ลงนามในคำสั่งแต่งตั้ง คณะกรรมการดำเนินการวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก ประกอบด้วย พลเอกไสว ไสวแสนยากร เป็นประธานกรรมการ และพันเอก (พิเศษ) การุณ เก่งระดมยิง เป็นเลขานุการ มีหน้าที่จัดทำ\"โครงการจัดตั้งสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก\" พร้อมทั้งวางแผนการอำนวยการ และควบคุมการดำเนินกิจการวิทยุโทรทัศน์ รวมถึงมีอำนาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ เพื่อปฏิบัติงานให้ได้ผลตามที่ราชการทหารมุ่งหมาย ต่อมาในวันที่ 24 มิถุนายน ปีเดียวกัน มีพิธีวางศิลาฤกษ์ อาคารที่ทำการสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก ในบริเวณกองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ สนามเป้า ถนนพหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร โดยทำสัญญายืมเงินกับกองทัพบก เพื่อเป็นทุนในการก่อสร้าง และจัดหาอุปกรณ์ จำนวน 10,101,212 บาท\nสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 7 (ชื่อสากล: ATV รหัส: HSATV ชื่อย่อ: ททบ.7) เริ่มต้นออกอากาศเป็นปฐมฤกษ์ เมื่อวันเสาร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2501 จากอาคารสวนอัมพร เป็นภาพขาวดำ ใช้ระบบเอฟซีซี (Federal Communication Committee) 525 เส้น ทางช่องสัญญาณที่ 7 ด้วยเครื่องส่งออกอากาศ กำลังส่ง 5 กิโลวัตต์ และทวีกำลังเพิ่มขึ้นอีก 12 เท่า บนสายอากาศสูง 300 ฟุต รวมกำลังส่งออกอากาศทั้งสิ้น 60 กิโลวัตต์ จึงเป็นสถานีโทรทัศน์ไทยแห่งที่สอง ต่อจากสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีช่อง 4 ของบริษัท ไทยโทรทัศน์ จำกัด (สถานีโทรทัศน์ช่อง 9 เอ็มคอตเอชดี ของบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ในปัจจุบัน)\nต่อมา เมื่อก่อสร้างของอาคารสถานีเสร็จสมบูรณ์ จึงเริ่มออกอากาศอย่างเป็นทางการในทุกวันพุธ แล้วจึงเพิ่มวันจันทร์และวันศุกร์ในระยะถัดมา โดยรายการส่วนมากเป็นสารคดีและภาพยนตร์ต่างประเทศ จากนั้นในปี พ.ศ. 2506 ททบ.ตั้งสถานีทวนสัญญาณเป็นแห่งแรก บนยอดเขาวงพระจันทร์ อำเภอโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี โดยใช้เครื่องทรานสเลเตอร์ถ่ายทอดสัญญาณ เริ่มจากถ่ายทอดการฝึกทหารในยามปกติ ซึ่งมีชื่อรายการว่า การฝึกธนะรัชต์ ทั้งนี้ เริ่มจัดรายการภาคกลางวัน ในปีเดียวกันนี้ด้วย\nพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี และทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ทอดพระเนตรกิจการ สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2508\nนอกจากนี้ ททบ.5 ยังเริ่มจัดตั้ง สถานีวิทยุกระจายเสียงระบบเอฟเอ็ม ความถี่ 94.0 เมกะเฮิร์ตซ์ ในปีเดียวกันนี้ โดยในระยะแรกเป็นการถ่ายทอดเสียงภาษาอังกฤษ จากฟิล์มภาพยนตร์ที่ออกอากาศทาง ททบ. และเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2511 ททบ.ร่วมกับสถานีโทรทัศน์อีก 3 แห่งในขณะนั้น ก่อตั้ง โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย (ชื่อย่อ: ทรท., ทีวีพูล) เพื่ออำนวยการปฏิบัติงาน ระหว่างสถานีโทรทัศน์ในประเทศไทย ต่อมาในปี พ.ศ. 2515 ททบ.ตั้งสถานีทวนสัญญาณเพิ่มเติม ที่จังหวัดนครสวรรค์และจังหวัดนครราชสีมา โดยเปลี่ยนมาใช้ระบบไมโครเวฟแทน\nจากนั้น ททบ.5 ปรับปรุงระบบเครื่องส่งโทรทัศน์ จากเดิมที่ใช้ระบบ 525 เส้น ภาพขาวดำ ช่องสัญญาณที่ 7 เป็นระบบ 625 เส้น ในย่านความถี่วีเอชเอฟ ทางช่องสัญญาณที่ 5 ตั้งแต่วันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2517 พร้อมกับเปลี่ยนชื่อเป็น สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง 5 (ททบ.5) ซึ่งเป็นชื่อที่ใช้มาจนถึงปัจจุบัน ทั้งนี้เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2517 ททบ.เริ่มออกอากาศด้วยภาพสีในระบบพาล (Phase Alternation Line - PAL) เป็นครั้งแรกด้วยการถ่ายทอดสด พิธีถวายสัตย์ปฏิญาณตนและสวนสนามของทหารรักษาพระองค์ ณ ลานพระราชวังดุสิต และต่อมา ททบ.5 จึงเปลี่ยนแปลงตราสัญลักษณ์ของสถานีฯ เพื่อให้สอดคล้องกับการบริหารงานของสถานี และยังมีการเปลี่ยนอีกครั้งหนึ่งด้วย\nเมื่อปี พ.ศ. 2521 ททบ.ร่วมกับสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 เช่าสัญญาณดาวเทียมปาลาปาของอินโดนีเซีย พร้อมตั้งสถานีถ่ายทอดสัญญาณผ่านดาวเทียมเพิ่มขึ้นทั่วประเทศ และเริ่มจัดทำห้องส่งส่วนภูมิภาค ในภาคเหนือที่จังหวัดเชียงใหม่, ภาคใต้ที่จังหวัดสงขลา และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่จังหวัดอุบลราชธานี อนึ่ง ในช่วงทศวรรษนี้ ททบ.ดำเนินการขยายสถานีเครือข่ายในจังหวัดต่างๆ เพิ่มเติมดังต่อไปนี้\nนอกจากนี้ ททบ.5 ยังเปิดให้บริการเว็บไซต์ของสถานีฯ เป็นแห่งแรกในประเทศไทย เมื่อปี พ.ศ. 2538 โดยใช้โดเมนเนม www.tv5.co.th พร้อมทั้งจัดทำระบบโทรทัศน์ทางอินเทอร์เน็ต เป็นแห่งแรกในทวีปเอเชีย ทั้งนี้ในปี พ.ศ. 2539 ททบ.เป็นผู้ริเริ่มใช้เฮลิคอปเตอร์ที่ติดตั้งกล้องวิดีโอ และรถถ่ายทอดเคลื่อนที่ผ่านระบบดาวเทียม (Digital Satellite News Gathering ชื่อย่อ: D-SNG) มาใช้กับการถ่ายทอดสดและรายงานข่าว เป็นแห่งแรกในภูมิภาคอาเซียน รวมถึงเป็นสถานีแรกของประเทศไทย ที่ดำเนินการผลิตและควบคุมการออกอากาศ ด้วยระบบดิจิตอล ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2541 และยังเริ่มต้นออกอากาศตลอด 24 ชั่วโมงเป็นสถานีแรกของไทย\nต่อมา ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2541 ททบ.5 ดำเนินการออกอากาศโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม ในระบบดิจิตอลไปยังทุกภูมิภาคทั่วโลก ตามโครงการ โดยปัจจุบันสามารถรับชมในกว่า 170 ประเทศ และในวาระครบรอบ 40 ปี ททบ. ปีเดียวกันนั้นเอง การก่อสร้างอาคารที่ทำการ และอาคารหลักของสถานีโทรทัศน์ ซึ่งรวมส่วนบริหาร ส่วนปฏิบัติการ และส่วนสนับสนุนไว้ในอาคารเดียวกัน รวมทั้งมีห้องส่งโทรทัศน์อันทันสมัย จำนวน 4 ห้อง ก็แล้วเสร็จสมบูรณ์ ต่อมาในปี พ.ศ. 2550 ททบ.เริ่มดำเนินงานก่อสร้าง อาคารสำนักงานเพิ่มเติม และอาคารจอดรถ กำหนดแล้วเสร็จในวาระครบรอบ 50 ปีของ ททบ.5 คือ พ.ศ. 2551\nโดยในปีดังกล่าว ททบ.จัดซื้อระบบออกอากาศภายในห้องส่งใหม่ ประกอบด้วยโรงถ่ายเสมือนจริง (Virtual Studio) และกำแพงวิดีทัศน์ (Video Wall) พร้อมทั้งใช้สีแดง ประกอบการนำเสนอข่าวของสถานีฯ ในปีต่อมา (พ.ศ. 2552) ททบ.5 เปลี่ยนไปใช้สีเขียว เป็นหลักในการนำเสนอข่าว โดยให้มีนัยสื่อถึงกองทัพบก ล่าสุด ททบ.ดำเนินงานก่อสร้าง อาคารชุดอเนกประสงค์แห่งใหม่ เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2554 โดยมีกำหนดแล้วเสร็จวันที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2557\nคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ อนุญาตให้กรมประชาสัมพันธ์, บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน)และองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย ร่วมกันทดลองออกอากาศโทรทัศน์ระบบดิจิทัล โดยมอบหมายให้ ททบ.5 เป็นผู้ดำเนินการ ตั้งแต่เวลา 13:00 น. ของวันศุกร์ที่ 25 มกราคม จนถึงเวลา 12:59 น. ของวันพุธที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2556 เป็นระยะเวลา 6 เดือน ในย่านความถี่ยูเอชเอฟ ช่องสัญญาณที่ 36 ซึ่งแบ่งออกเป็น 8 ช่องรายการคือ 6 ช่องทวนสัญญาณจากช่องโทรทัศน์ภาคพื้นดิน (Terrestrial) ด้วยความละเอียดมาตรฐานตามปกติ ซึ่งประกอบด้วย สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5, สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 , สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3, สถานีโทรทัศน์โมเดิร์นไนน์, สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย และสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส สำหรับอีก 2 ช่องรายการ จะทดลองออกอากาศโทรทัศน์ความละเอียดสูง กล่าวคือ ช่องหนึ่งจะกระจายเสียงและแพร่ภาพ รายการโทรทัศน์ความละเอียดสูงซึ่งผลิตโดย ททบ. ส่วนอีกช่องหนึ่งจะทวนสัญญาณ จากช่องรายการของไทยพีบีเอส ซึ่งออกอากาศในระบบความละเอียดสูงผ่านดาวเทียมอยู่แต่เดิม โดยมีรัศมีรอบเสาส่งสัญญาณบนยอดอาคารใบหยก 2 เป็นระยะทาง 80 กิโลเมตร ครอบคลุมเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล\nต่อมา กสทช.อนุมัติใบอนุญาตประกอบกิจการ โทรทัศน์ภาคพื้นดินระบบดิจิทัล ประเภทบริการสาธารณะเพื่อความมั่นคงแก่ ททบ.5 โดยเริ่มนำสัญญาณภาพและเสียง ออกอากาศคู่ขนานไปจาก โทรทัศน์ภาคพื้นดินระบบแอนะล็อกทางช่อง 5 เดิม พร้อมกับผู้ประกอบการส่วนมาก ในประเภทบริการทางธุรกิจ เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2557 ต่อมา ททบ.5 ตั้งชื่อช่องรายการที่ออกอากาศในระบบดิจิทัลว่า ทีวี 5 เอชดี1 (TV5 HD1) (วิธีอ่าน อ่านว่า \"ทีวีไฟว์ เอชดีวัน\") พร้อมกับการปรับเปลี่ยนการปรากฏตราสัญลักษณ์ของสถานีแต่เพียงเล็กน้อย ด้วยการเพิ่มตัวอักษรคำว่า \"HD1\" สีเทาเงิน ประดับติดกับสัญลักษณ์ไว้ทางด้านขวาตรงกลาง โดยเพื่อใช้สำหรับการปรากฏตราสถานีฯไว้อยู่ที่มุมขวาของหน้าจอโทรทัศน์ เมื่อขณะที่กำลังออกอากาศรายการต่างๆอยู่ ทั้งระบบแอนะล็อกและดิจิทัล ตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2557 ซึ่งใช้มาจนกระทั่งพฤษภาคม พ.ศ. 2561 จึงได้ปรับอัตลักษณ์บนหน้าจอใหม่ให้ใหญ่และโดดเด่นขึ้น" ]
[ "โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย\nเมื่อปี พ.ศ. 2511 ผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ในขณะนั้น ได้แก่ไทยทีวีช่อง 4 ของบริษัท ไทยโทรทัศน์ จำกัด (ช่อง 9 เอ็มคอตเอชดี ของบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ในปัจจุบัน) และ ททบ.7 (ปัจจุบันคือ ททบ.5) กับช่อง 7 สี ของกองทัพบก ได้ประชุมร่วมกันและมีมติว่า แต่ละสถานีฯ ควรจะได้รวมตัวกันขึ้น เพื่อปรึกษาหารือ และดำเนินการจัดการในเรื่องต่าง ๆ อันจะเกิดประโยชน์ร่วมกันกับทุกสถานีฯ จึงก่อตั้งองค์กรชื่อว่า \"โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย\" เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม ปีดังกล่าว โดยกำหนดให้มีคณะกรรมการขึ้นชุดหนึ่ง ประกอบด้วยผู้อำนวยการของช่องโทรทัศน์ทั้ง 4 เป็นกรรมการ และมอบให้ ผู้อำนวยการสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง 5 เป็นประธานกรรมการโดยตำแหน่ง อันเป็นธรรมเนียมปฏิบัติมาแต่ก่อตั้ง ซึ่งต่อมาสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 เข้าร่วมเป็นสมาชิกถาวร นับแต่ก่อตั้งเมื่อวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2513 ต่อมามีช่องโทรทัศน์ เข้าเป็นสมาชิกสมทบคือ สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย และไทยพีบีเอส (เดิมคือสถานีโทรทัศน์ไอทีวี และสถานีโทรทัศน์ทีไอทีวี)", "ช่อง 7 เอชดี\nช่อง 7 เอชดี (Channel 7 HD) (ชื่อเดิม: สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 ) เป็นสถานีโทรทัศน์ภาคพื้นดินซึ่งออกอากาศด้วยระบบภาพสีแห่งแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นสถานีโทรทัศน์แห่งที่ 3 ของประเทศไทย ดำเนินกิจการภายใต้สัญญาสัมปทานกับกองทัพบก เริ่มแพร่ภาพเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2510 ในระบบวีเอชเอฟ เดิมออกอากาศเป็นภาพขาวดำ ทางช่องสัญญาณที่ 9 ซึ่งต่อมาเปลี่ยนเป็นระบบภาพสี และย้ายการออกอากาศ ไปทางช่องสัญญาณที่ 7 จนถึงปัจจุบัน มีกฤตย์ รัตนรักษ์ เป็นประธานกรรมการบริษัท กรุงเทพโทรทัศน์และวิทยุ จำกัด และสมเกียรติ เจริญภิญโญยิ่ง เป็นกรรมการผู้จัดการ", "ไทยทีวีโกลบอลเน็ตเวิร์ก\nไทยทีวีโกลบอลเน็ทเวิร์ค () เป็นสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมแห่งแรกของประเทศไทย ดำเนินการโดยสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง 5 โดยได้แพร่ภาพสัญญาณโทรทัศน์ เพื่อคนไทยที่อาศัยอยู่ทั่วโลก 170 ประเทศ และต่างชาติที่ต้องการศึกษาเกี่ยวกับประเทศไทย ก่อนมีพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2543 จึงเป็นโทรทัศน์ดาวเทียมแห่งเดียวที่ ดำเนินการถูกต้องตามกฎหมาย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร สาระความรู้ ความบันเทิงออกไปสู่สายตาของผู้ชมทั่วโลกโดย ออกอากาศ 24 ชั่วโมงต่อวัน ส่งสัญญาณ รายการผ่านดาวเทียมถึง 5 ดวง ครอบคลุมพื้นที่กว่า 177 ประเทศทั่วโลก ผังรายการ TGN เป็นผังรายการที่จัดขึ้นใหม่ แยกจากผังรายการของ ททบ.5 แบ่งเป็น 3 ส่วน คือ เป็นรายการที่ TGN เป็นผู้ผลิตเอง, ผู้จัดรายการผลิตรายการขึ้นใหม่เพื่อเช่าเวลา ส่วนที่เหลือเป็นรายการที่เช่าเวลากับ ททบ.5 นำมาเช่าเวลาเพื่อออกอีกรอบทาง TGN รวมถึงรายการถ่ายทอดสดที่รับสัญญาณจากททบ.5 ลและจากสถานีอื่นที่ไม่ใช่ ททบ.5 (เช่น สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย,เอ็นบีทีเวิลด์ ฯลฯ)ดังนั้น ผังรายการ TGN จึงมีรายการที่มีความหลากหลายน่าสนใจ\nสามารถรับชม TGN ได้ 170 ประเทศ ทั่วโลก ได้แก่สถานีโทรทัศน์การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ดำเนินการโดย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย\nสถานีโทรทัศน์เพื่อเศรษฐกิจและการลงทุน ดำเนินการโดย บริษัท แฟมมิลี่โนฮาว จำกัด\nช้อป แชนแนล ทีวีช้อปปิ้งอันดับ 1 ของญี่ปุ่น ดำเนินการโดย บริษัท ช้อป โกลบอล (ประเทศไทย) จำกัด", "สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3\n\"สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3\" (ชื่อสากล: HS-TV 3) เป็นสถานีโทรทัศน์เพียงแห่งเดียวในประเทศไทย ที่ออกอากาศโดยใช้ช่องความถี่ต่ำ ในระบบวีเอชเอฟ คือช่อง 2 ถึงช่อง 4 โดยในระยะเริ่มแรก ใช้เครื่องส่งโทรทัศน์สีขนาด 25 กิโลวัตต์ จำนวนสองเครื่องขนานกัน รวมกำลังส่งเป็น 50 กิโลวัตต์ อัตราการขยายสายอากาศ 13 เท่า กำลังออกอากาศที่ปลายเสาอยู่ที่ 650 กิโลวัตต์ เสาอากาศเครื่องส่งมีความสูง 250 เมตร ความถี่คลื่นอยู่ระหว่าง 54-61 เมกะเฮิร์ตซ์ ใช้ระบบ ซีซีไออาร์ พาล (CCIR PAL) 625 เส้น เป็นแห่งแรกของไทย โดยส่งออกอากาศทางช่องสัญญาณที่ 3 ซึ่งสามารถให้บริการในเขตกรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และจังหวัดใกล้เคียง รวมทั้งหมด 18 จังหวัดเท่านั้น คิดเป็นร้อยละ 20.64 ของพื้นที่ประเทศไทย นับเป็นสถานีโทรทัศน์สีแห่งที่สองของไทย ต่อจากสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7", "โทรทัศน์ในประเทศไทย\nโดยมีจอมพล แปลก พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น เป็นประธานพิธีเปิด \"สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีช่อง 4\" ( ชื่อย่อ: ไทย ที.วี. ชื่อรหัส: HS1-TV) ขึ้นเป็นแห่งแรกของประเทศไทย และแห่งแรกของทวีปเอเชีย บนภาคพื้นแผ่นดินใหญ่ (Asia Continental) ต่อมาในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2500 จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ผู้บัญชาการทหารบกในขณะนั้น ลงนามในคำสั่งแต่งตั้ง \"คณะกรรมการดำเนินการวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก\" ประกอบด้วย พลเอก ไสว ไสวแสนยากร ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก เป็นประธานกรรมการ และพันเอก (พิเศษ) การุณ เก่งระดมยิง เป็นเลขานุการ มีหน้าที่จัดทำ\"โครงการจัดตั้งสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก\" พร้อมทั้งวางแผนอำนวยการ และควบคุมการดำเนินกิจการวิทยุโทรทัศน์ รวมถึงให้อำนาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ เพื่อปฏิบัติงานให้ได้ผล ตามที่ราชการทหารมุ่งหมาย ต่อมาในวันที่ 24 มิถุนายน ปีเดียวกัน คณะกรรมการดังกล่าว ประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ อาคารที่ทำการสถานีฯ ภายในบริเวณกองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ สนามเป้า ถนนพหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท โดยทำสัญญายืมเงินกับกองทัพบก เพื่อเป็นทุนก่อสร้างและจัดหาอุปกรณ์ เป็นจำนวน 10,101,212 บาท", "รายชื่อละครโทรทัศน์ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 7 เอชดี\nช่อง 7 เอชดี (ชื่อเดิม:สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7) เป็นช่องโทรทัศน์ที่มีรายการต่าง ๆ มากมาย รวมไปถึงละครที่มีมากมายหลายเรื่องและหลายช่วงเวลา เมื่อมีละครเรื่องหนึ่งจบหรืออวสานไปก็จะมีละครเรื่องใหม่มาออกอากาศแทน โดยละครแต่ละเรื่องจะมีนักแสดงนำและบทละครที่แตกต่างกันออกไป นอกจากนี้ ละครทางช่อง 7 สีที่อวสานไปเมื่อประมาณ 1 ปีครึ่ง ถึง 3 ปีที่แล้ว จะถูกนำมาออกอากาศอีกครั้งในช่วงเวลาตอนบ่ายในวันจันทร์ถึงศุกร์ด้วย", "ตราสัญลักษณ์พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554\nอนึ่ง สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย เป็นสถานีโทรทัศน์แห่งแรกที่แสดงตราสัญลักษณ์ฯ ที่มุมบนซ้ายของหน้าจอ ตั้งแต่วันที่ 5 พฤษภาคม เวลา 13.45 น. ต่อมาคือสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก เริ่มแสดงเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม เวลา 15.45 น. และ สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 ในเวลา 17.00 น. ส่วนสถานีโทรทัศน์แห่งอื่นๆ แสดงตราสัญลักษณ์ฯ เป็นครั้งแรก ในวันที่ 8 พฤษภาคม โดยสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 เริ่มเวลา 00.00 น. สถานีโทรทัศน์โมเดิร์นไนน์ ในเวลา 00.53 น. และสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส เมื่อเวลา 17.00 น.", "เซ้นส์ เอนเตอร์เทนเมนท์\nบริษัทเริ่มทำการผลิตรายการโทรทัศน์ประเภทเกมโชว์ นั่นคือรายการ \"\"ศึกน้ำผึ้งพระจันทร์\"\" ออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 เป็นรายการแรกภายในปี พ.ศ. 2553 ต่อมาได้ขยายรูปแบบการผลิตรายการโทรทัศน์ และละครโทรทัศน์ประเภทต่าง ๆ ในหลากหลายรูปแบบและหลากหลายสถานี เพื่อนำเสนอออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5, สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7, ช่อง 9 เอ็มคอตเอชดี, สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3, ช่องไทยรัฐทีวี, ช่องทรูโฟร์ยู, ช่องวัน และช่องพีพีทีวี มาโดยตลอดเป็นระยะเวลากว่า 9 ปี โดยมีเนื้อหาและรูปแบบรายการที่หลากหลาย เช่น เกมโชว์, ควิซโชว์, เรียลลิตี้โชว์, เกมโชว์สำหรับเด็กและเยาวชน, ทอล์คโชว์, วาไรตี้โชว์, ละครโทรทัศน์ และละครซิทคอม ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้ชมทุกเพศทุกวัย และยังได้รับรางวัลในหลากหลายสาขาในประเทศ รวมทั้งเคยได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลและได้รับรางวัลต่าง ๆ จากสถาบันต่าง ๆ ทั้งในประเทศไทยและในต่างประเทศ เช่น รางวัลเมขลา, รางวัลโทรทัศน์ทองคำ และรางวัลโทรทัศน์แห่งเอเชีย (เอเชียนเทเลวิชั่นอวอร์ดส์) อีกด้วย", "ศีล 5 คนกล้าท้าอธรรม\nศีล 5 คนกล้าท้าอธรรม เป็นละครชุดประเภทจบในตอน ผลิตโดย โพลีพลัส ออกอากาศทุกคืนวันเสาร์เวลา 20.20 - 21.15 น. ทางสถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 โดยเริ่มตอนแรกวันที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2555 ออกอากาศตอนจบไปเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ภายหลังได้มีการนำละครเรื่องนี้กลับมาออกอากาศซ้ำอีกครั้ง ในปี พ.ศ. 2559 ทุกวันเสาร์ เวลา 17.00 น. และทุกคืนวันศุกร์ เวลา 22.00 น. โดยออกอากาศทาง ไทยรัฐทีวี เริ่มวันเสาร์ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2559 (แต่การออกอากาศซ้ำครั้งนี้จะเริ่มออกอากาศตั้งแต่ตอน เจ้าที่เจ้าทาง เป็นต้นไป) อำนวยการผลิตโดย อรพรรณ วัชรพล ลงเสียงประกอบโดย ปั้น-ปั้น ร่วมเขียนบทโทรทัศน์โดย ทิพสุดา ดวงมะวงศ์/ณัฏฐพล เกษบุญชู/เพียงพัชร/พิมพ์ทิพย์/สุธิสา วงศ์อยู่/ปั้นให้เป๊ะ/สถาพร สุชาติ/กฤษฎา เตชะนิโลบล และอีกมากมาย กำกับการแสดงโดย กฤษฎา เตชะนิโลบล/หลักเขต วสิกชาติ/วัชรา สังข์สุวรรณ และ กิฟท์ สุภานันท์ต่อไปนี้จะเป็นรายชื่อตอนในละครชุด ศีล 5 คนกล้าท้าอธรรม พร้อมข้อมูลวันออกอากาศเมื่อครั้งที่ฉายในสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง 5 (ชื่อตอนที่มีการพิมพ์ตัวหนาคือตอนที่ได้รับการออกอากาศซ้ำในช่อง ไทยรัฐทีวี ด้วย)" ]
18
แรนแดล คีธ ออร์ตัน เริ่มเล่นมวยปล้ำครั้งแรกเมื่อใด?
[ "แรนดี ออร์ตัน\nออร์ตันเปิดตัวในวงการมวยปล้ำครั้งแรกในปี 2000 กับ Mid-Missouri Wrestling Association-Southern Illinois Conference Wrestling (MMWA-SICW) ที่เซนต์หลุยส์, หน่อของประวัติศาสตร์ St. Louis Wrestling Club นำโดย แซม มัชนิก ที่นั่นเขาได้รับการฝึกฝนโดยทั้งสองสมาคมและพ่อของเขา \"คาวบอย\" บ๊อบ ออร์ตัน เขาปล้ำอยู่หนึ่งเดือนร่วมกับนักมวยปล้ำเช่น Ace Strange และ Mark Bland ออร์ตันยังเป็นกรรมการการแข่งขันไม่กี่ครั้งกับ World Organized Wrestling ค่ายที่ลุงของเขา แบร์รี ออร์ตัน ทำงานอยู่ ในปี 2001 ออร์ตันได้เซ็นสัญญากับเวิลด์เรสต์ลิงเอ็นเตอร์เทนเมนต์(WWE) และได้ฝึกมวยปล้ำสมาคมโอไฮโอแวลลีย์เรสต์ลิง คว้าแชมป์ฮาร์ดคอร์ OVW 2 สมัย" ]
[ "เดฟ บอทิสตา\nจากนั้นต่อมา บาทิสตาได้กลายมาเป็นคู่ปรับกับนักมวยปล้ำหนุ่มผู้กวาดล้างนักมวยปล้ำที่เป็นตำนานนามว่าแรนดี ออร์ตัน ซึ่งเคยเป็นเพื่อนเก่าของบาทิสตาในกลุ่มเอฟโวลูชั่น เนื่องจากมีความแค้นส่วนตัวที่ออร์ตันถูกหักหลังและโดนไล่ออกจากกลุ่มนั่นเอง ในเซอร์ไวเวอร์ ซีรีส์ (2008) คู่นี้ได้ปะทะกันในรูปแบบแทคทีม 5 คน ในชื่อ อิลิมิเนชั่นแทกแมตช์ ซึ่งใครแพ้ต้องถูกคัดออก ผลปรากฏว่าบาทิสตาเป็นฝ่ายแพ้ให้กับออร์ตัน โดยมีโคดี โรดส์ ลูกน้องของออร์ตัน คอยช่วยอยู่ในฐานะสมาชิกแทคทีมของเขา จนกระทั่งในศึกส่งท้ายปีอย่าง อาร์มาเกดดอน (2008) คู่นี้ก็ได้เจอกันอีกครั้ง คราวนี้ บาทิสตาได้เอาคืนออร์ตัน โดยการเอาชนะล้างตาไปได้ แต่ในรอว์ ออร์ตันก็ได้เล่นงานบาทิสตาสารพัดและจบด้วยการเตะศีรษะบาทิสตาจนต้องพักการปล้ำไปนานถึง 4 เดือน", "แรนดี ออร์ตัน\nแรนแดล คีธ \"แรนดี\" ออร์ตัน (Randal Keith \"Randy\" Orton; เกิด 1 เมษายน ค.ศ. 1980) เป็นนักมวยปล้ำอาชีพและนักแสดงชาวอเมริกัน ปัจจุบันเซ็นสัญญาปล้ำกับWWEในนามที่รู้จักกันดี แรนดี ออร์ตัน (Randy Orton) เจ้าของท่าไม้ตายชื่อดังอย่าง RKO เป็นนักมวยปล้ำรุ่นที่3 ต่อจากปู่ บ๊อบ ออร์ตัน ซีเนียร์ และพ่อ บ๊อบ ออร์ตัน จูเนียร์ ซึ่ง 2 รุ่นก่อนหน้าก็ประสบความสำเร็จมามากมาย", "แดเนียล ไบรอัน\nแดเนียลสันเริ่มสัมผัสกับมวยปล้ำเป็นครั้งแรกในการแข่งขันมวยปล้ำที่สนามหลังบ้านที่มีชื่อว่า แบ็คยาร์ดแชมเปียนชิปเรสต์ลิง (BCW) โดยได้ใช้ชื่อว่า \"เดอะ แด็กเกอร์\" แล้วแดเนียลสันก็ชนะได้ตำแหน่งแชมป์เฮฟวี่เวท หลังจากที่แดเนียลสันจบการศึกษาจากโรงเรียนมัธยมในปี 1999 เขาได้ตัดสินใจที่จะเป็นนักมวยปล้ำอาชีพและมีความพยายามที่จะเริ่มต้นในการฝึกอบรมที่โรงเรียนสอนมวยปล้ำของดีน มาเลนโก แต่ฝึกได้ไม่นานนักโรงเรียนก็ต้องปิดตัวลง แต่เขาก็ได้รับการฝึกอบรมแทนจากชอว์น ไมเคิลส์ ที่เท็กซัสเรสต์ลิงอคาเดมี แดเนียลสันเปิดตัวครั้งแรกด้วยการสนับสนุนชอว์น ที่เท็กซัสเรสต์ลิงอคาเดมี (TWA) ในวันที่ 21 มีนาคม 2000 เป็นครั้งแรกที่แดเนียลสันได้แชมป์มวยปล้ำอาชีพของเขา โดยจับคู่กับสปางกี แล้วเอาชนะแชมป์แทคทีม TWA อย่าง เจโรมี เซจ และรูเบน ครัซ ไปได้ หลังจากนั้นแดเนียลสันก็เริ่มทีจะทัวร์ปล้ำไปรอบประเทศ แล้วไม่นานนักแดเนียลสันก็ได้เซ็นสัญญากับสมาคมเวิลด์เรสต์ลิงเฟเดเรชั่น (WWF) หลังจากที่ได้เซ็นสัญญากัน WWF ก็ได้ส่งตัวเขาไปพัฒนาและปรับแต่งทักษะก่อนที่เมมฟิสแชมเปียนชิปเรสต์ลิง (MCW) ค่ายลูกของ WWF ในตอนนั้น ก่อนทีจะเริ่มเปิดตัวในรายการโทรทัศน์ของ WWF ในตอนนั้นเองที่แดเนียลสัน ได้รับการฝึกฝนจากวิลเลียม รีกัลแล้ว แดเนียลสันก็ได้ใช้ชื่อที่ทำให้เขาเป็นที่รู้จักมากขึ้นคือ \"อเมริกัน ดรากอน\"", "ชอว์น ไมเคิลส์\nชีวิตมวยปล้ำในตอนเริ่มแรกชอว์นได้รับการฝึกฝนกับสุดยอดนักมวยปล้ำเม็กซิโกชื่อดังอย่าง โฮเซ โลทารีโอ และไม่นานก็ขึ้นปล้ำในชื่อ “ชอว์น ไมเคิลส์” โดยการขึ้นปล้ำครั้งแรกในสังกัดของ มิด-เซาท์ เรสต์ลิง และ เทกซัส ออล-สตาร์ เรสต์ลิง ในปี 1984 ในตอนนั้นอายุเขาเพียง 19 ปีเท่านั้น พอเข้าไปอยู่ไม่นานก็ได้เข้าไปแทนที่ นิก กินิสกี ในนาม สายพันธุ์แทคทีมอเมริกัน ร่วมกับ พอล ไดมอนด์ จนได้แชมป์แทคทีม ของสมาคม จาก ชาโว เกอร์เรโร ซีเนียร์ จากนั้นก็เปลี่ยนชื่อทีมมาเป็น กองทัพอเมริกัน ต่อมาเขาก็ได้ย้ายไปที่ เซนทรัลสเตสเรสต์ลิง ในฐานะคู่แท็กทีมของ มาร์ตี เจนเนตตี ไม่นานก็ได้แชมป์ของสมาคมมาครองอีกเส้น ก่อนจะเสียแชมป์คืนกลับไปให้กับเจ้าของเดิมอย่าง เดอะแบทเทนทวินส์ หลังจากเสียแชมป์เขาก็ไปปรากฏตัวที่ ดัลลัส, รัฐเทกซัส กับสมาคม เวิลด์คลาสแชมเปียนชิปเรสต์ลิง ในปี 1985", "แรนดี ออร์ตัน\nออร์ตันได้กลับมาเป็นฝ่ายอธรรมอีกครั้งในเรสเซิลเมเนีย ครั้งที่ 21 ออร์ตันได้ปะทะกับสุดยอดนักมวยปล้ำระดับตำนาน และเจ้าของสถิติไม่แพ้ใครในเรสเซิลเมเนีย อย่าง ดิอันเดอร์เทเกอร์ แต่ออร์ตันก็ไม่สามารถทำลายสถิติไม่แพ้ใครในเรสเซิลเมเนียของอันเดอร์เทเกอร์ลงได้ จากนั้นออร์ตันก็ลอบทำร้ายอันเดอร์เทเกอร์ตลอดเวลา และท้าเจอกันในอาร์มาเกดดอน 2005 ในแมตช์เฮลล์อินเอเซลล์ แมทช์ แต่สุดท้ายออร์ตันก็เป็นฝ่ายแพ้ แต่ออร์ตันก็ยังคงโชว์ฝีมือได้อย่างยอดเยี่ยม ด้วยการไล่ล่าตำนานคนต่อๆไปอย่าง ฮอง โฮแกน, ร็อดดี ไพเพอร์ และอาจารย์เก่าอย่าง ริก แฟลร์ ซึ่งออร์ตันก็สามารถเล่นงานได้หมดทุกคน และในเรสเซิลเมเนีย ครั้งที่ 22 ออร์ตันได้ปะทะกับเคิร์ต แองเกิล และเรย์ มิสเตริโอ 3 เส้า ชิงแชมป์โลกเฮฟวี่เวท สุดท้ายเรย์จัดการออร์ตันด้วยท่า 619 คว้าแชมป์โลกเฮฟวี่เวทไป ในปลายปี 2006 ออร์ตันได้มีโอกาสจับคู่กับเอดจ์ ในนามเรท-อาร์เคโอ เปิดศึกกับดี-เจเรเนชั่น เอ็กซ์ (ทริปเปิลเอช กับ ชอว์น ไมเคิลส์) ซึ่งผลัดแพ้ผลัดชนะกันหลายรอบ จนจบด้วยการที่ทริปเปิลเอชเจ็บเข่าต้องพักไป 7 เดือน นอกจากนี้ออร์ตันก็สามารถคว้าแชมป์โลกแท็กทีมคู่กับเอดจ์ จากการเอาชนะนักมวยปล้ำระดับตำนานอย่าง ริก แฟลร์ และร็อดดี ไพเพอร์ อีกด้วย แต่ก็เสียแชมป์ให้กับจอห์น ซีนาและชอว์น หลังจากนั้นก็แตกทีมกัน", "แรนดี ออร์ตัน\nออร์ตันได้เปิดศึกกับเวด บาร์เร็ตต์ ในเซอร์ไวเวอร์ซีรีส์ (2011)ออร์ตันได้เป็นกัปตันทีมแมตช์ประเพณี 5 ต่อ 5 คัดออก แพ้ให้ทีมบาร์เร็ตต์ ในศึก ออร์ตันได้เอาชนะบาร์เร็ตต์ไปได้ในรูปแบบจับฟาดใส่โต๊ะ โดยออร์ตันใส่ท่า RKO เล่นงานบาร์เร็ตต์กับโต๊ะ ในสแมคดาวน์ส่งท้ายปี 2011 ออร์ตันได้เจอกับบาร์เร็ตต์แบบจับกดที่ไหนก็ได้ สุดท้ายออร์ตันถูกบาร์เร็ตต์เหวี่ยงตกบันได ในสแมคดาวน์ 27 มกราคม ออร์ตันได้กลับมาเล่นงานบาร์เร็ตต์ จนกรรมการและนักมวยปล้ำคนอื่นๆ ต้องออกมาช่วยห้ามแต่เหล่านักมวยปล้ำที่เข้ามาห้ามนั้นก็โดน RKO จนหมด ในสแมคดาวน์ 3 กุมภาพันธ์ เอาชนะบาร์เร็ตต์ไปแบบไม่มีการจับแพ้ฟาล์วล้างแค้นได้สำเร็จ ออร์ตันได้ร่วมปล้ำอิลิมิเนชั่น แชมเบอร์ (2012)ชิงแชมป์โลกเฮฟวี่เวท แต่ออร์ตันได้รับบาดเจ็บจนมีอาการกระทบกระเทือนทางสมองจากการถูกแดเนียล ไบรอันทำร้าย ทำให้หมดสิทธิ์", "เขาทราย แกแล็คซี่\nเขาทรายเริ่มหัดชกมวยไทยครั้งแรกกับ ครูปราการ วรศิริ ขณะมีอายุได้ 14 ปี ด้วยน้ำหนักตัว 40 ปอนด์ ขึ้นชกมวยไทยอาชีพครั้งแรกเมื่อ ปี พ.ศ. 2515 ใช้ชื่อว่า \"ดาวเด่น เมืองศรีเทพ\" โดยมี ครูมานะ พรหมประสิทธิ์ เป็นเทรนเนอร์ ตระเวนชกในจังหวัดเพชรบูรณ์และจังหวัดใกล้เคียง โดยมีปัญหาในการชกมวยไทยเนื่องจากเสียเปรียบความสูง ทำให้ต้องลดน้ำหนักมากเพื่อชกกับมวยรุ่นเล็กกว่า เป็นสาเหตุให้หลายครั้งหมดแรงไม่สามารถชกมวยไทยได้ดีเท่าที่ควร", "แรนดี ออร์ตัน\nออร์ตันได้มีโอกาสมาอยู่ WWF/E และเปิดตัวครั้งแรกในสแมคดาวน์ วันที่ 25 เมษายน 2002 โดยการเจอกับฮาร์ดคอร์ ฮอลลี ซึ่งก็ได้การตอบรับจากคนดูได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว ต่อมาในเดือนกันยายน ออร์ตันได้ถูกย้ายมาที่รอว์ และได้เอาชนะสตีเวน รีชาร์ด เป็นการเปิดตัวของเขาครั้งแรกในรอว์ นอกจากนี้ออร์ตันยังได้ร่วมกลุ่มกับเอฟโวลูชั่น ซึ่งมีทริปเปิลเอช, ริก แฟลร์ และบาทิสตา อยู่ด้วย หลังจากนั้นออร์ตันก็โด่งดังมากขึ้นเรื่อยๆ ตามลำดับ โดยสามารถคว้าแชมป์อินเตอร์คอนติเนนทัล โดยการเอาชนะร็อบ แวน แดมได้ในอาร์มาเกดดอน 2003 และยังได้ปราบนักมวยปล้ำที่เป็นตำนานหลายคน อาทิ เช่น ฮาร์ลีย์ เรซ, ชอว์น ไมเคิลส์, มิค โฟลีย์, จ่าสลอจเตอร์ และอีกมากมาย ในซัมเมอร์สแลม 2004 ออร์ตันได้เอาชนะคริส เบนวา และเป็นแชมป์โลกเฮฟวี่เวทที่อายุน้อยที่สุด ซึ่งชัยชนะครั้งนี้ของออร์ตัน ทำให้ทริปเปิลเอช หัวหน้ากลุ่มเอฟโวลูชั่น เกิดความอิจฉา เพราะตนก็กำลังพยายามไล่ล่าเข็มขัดแชมป์เส้นนี้กลับมาหลังจากที่เสียไปให้เบนวาในเรสเซิลเมเนีย ครั้งที่ 20 ออร์ตันจึงถูกหักหลังและต้องออกจากกลุ่มเอฟโวลูชั่น ทำให้กลายเป็นฝ่ายธรรมะ นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา แต่ในอันฟอร์กิฟเว่น 2004 ทริปเปิลเอชก็กระชากแชมป์จากออร์ตันไปได้", "เวด บาร์เร็ตต์\nเบนเน็ตต์ตัดสินใจที่จะเป็นนักมวยปล้ำอาชีพเมื่ออายุ 21 และได้รับการฝึกฝนโดยจอนริตชีและอัล สโนว์ เขาเปิดตัวในเดือนมิถุนายน 2004 โดยใช้ชื่อ สตู แซนเดอส์ เขาได้ขึ้นปล้ำในแบทเทิลรอยัล 30 คนที่จัดขึ้นโดย NWA UK Hammerlock Wrestling เขายังเคยปล้ำสมาคม Dropkixx Wrestling, Real Quality Wrestling และ All Star Wrestling เช่นเดียวกับการต่อสู้ในเวลส์ Welsh Wrestling ในเดือนมิถุนายนปี 2005 เขาชนะDanny Beckwith ในการชิงแชมป์ Dropkixx IWC Heavyweight Championship ในปี 2005 เขาเปิดศึกกับ Nick Aldis และ Danny Dexter ใน Dropkixx Wrestling" ]
2
เรสเซิลเมเนีย ครั้งที่ 32 จัดขึ้นเมื่อไหร่?
[ "เรสเซิลเมเนีย ครั้งที่ 32\nเรสเซิลเมเนีย ครั้งที่ 32 () เป็นการแสดงมวยปล้ำอาชีพแบบเพย์-เพอร์-วิว (PPV) ของเรสเซิลเมเนียเป็นครั้งที่ 32 จัดโดยดับเบิลยูดับเบิลยูอี(WWE) โดยมีกำหนดจัดวันที่ 3 เมษายน ค.ศ. 2016 ที่สนามเอทีแอนด์ทีสเตเดียม ที่เมืองอาร์ลิงตัน, รัฐเทกซัส สหรัฐอเมริกา" ]
[ "เรสเซิลเมเนีย ครั้งที่ 32\nเป็นเรสเซิลเมเนียครั้งที่สามที่จะจัดขึ้นในรัฐเท็กซัสหลังจาก 2001 และ2009 และเป็นครั้งแรกที่จะเกิดขึ้นในสนาม Dallas-Fort Worth Metroplex เพลงประกอบรายการมี \"My House\" โดย Flo Rida, \"Hello Friday\" โดย Flo Rida feat. Jason Derulo, \"Hail to the King\" โดย Avenged Sevenfold, \"Sympathy for the Devil\" โดย Motörhead และ \"Oh No\" โดย Goodbye June วันที่ 21 มีนาคม ได้ประกาศว่า ฟิฟท์ฮาร์โมนี จะมาร้องเพลง \"America the Beautiful\" ในช่วงเปิดรายการเรสเซิลเมเนีย ในเดือนธันวาคม 2015 WWE ได้ประกาศว่า เดอะร็อก จะมาร่วม เรสเซิลเมเนีย 32", "เรสเซิลเมเนีย ครั้งที่ 32\nเรื่องราวสู่ เรสเซิลเมเนีย 32 ยังไม่ได้รับการตอบรับดีจากนักวิจารณ์ เจสันพาวเวลของโปรมวยปล้ำ Dot Net เสียใจที่ \"สร้างเพื่อเรสเซิลเมเนีย ได้รับระเบียบความคิดสร้างสรรค์\" และ WWE บัญชีรายชื่อที่ได้รับบาดเจ็บตีไม่ได้แก้ตัว \"บุ๊กกิ้งเลอะเทอะหรือเรื่องราวที่มีช่องว่างใหญ่และช่องว่างตรรกะ\" เจฟฟ์ แฮมลินแห่ง Wrestling Observer criticized \"มีโมเมนตัมสำหรับเรสเซิลเมเนีย ไม่เป็นที่ทั้งหมด กรณีที่ขายตัวเองหมดจดในชื่อแบรนด์ของตน\" เบนทักเกอร์ของโปรมวยปล้ำไฟฉายเขียน \"ไม่ได้ตั้งแต่เรสเซิลเมเนีย ครั้งที่ 13 ของ WWE ซูเปอร์โบว์ลมาร่วมกันในการดังกล่าวเป็นแฟชั่นที่แปลกประหลาดกับ WWE ทำให้บางส่วนของมากที่สุดในการตัดสินใจหัวเกาผมเคยเห็นในทุกเพศทุกวัย\" ไคล์ Fowle ของ A.V. Club ประกาศว่า WWE ของ \"เรือมุ่งตรงไปที่โขดหิน\" และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง \"ศึกชิงแชมป์โลกเฮฟวี่เวทเป็นภัย\"", "เรสเซิลเมเนีย ครั้งที่ 31\nเรสเซิลเมเนีย ครั้งที่ 31 () เป็นการแสดงมวยปล้ำอาชีพแบบเพย์-เพอร์-วิว (PPV) ของเรสเซิลเมเนีย จัดโดยดับเบิลยูดับเบิลยูอี (WWE) เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2015 ที่สนามลีวายส์ สเตเดียม ที่เมืองซานตา คลารา รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา เป็นครั้งที่ 6 ที่จัดขึ้นในรัฐแคลิฟอร์เนีย (หลังจากครั้งที่ 2, VII, XII, 2000, และ 21) และเป็นครั้งที่ที่หกที่จัดขึ้นในสนามกลางแจ้ง (หลังจากครั้งที่ 9, 24, 26, 28 และ 29)", "เรสเซิลเมเนีย ครั้งที่ 32\nเดฟเรอร์ของว​​งโปรมวยปล้ำความเห็นเกี่ยวกับการตอบสนองที่ WrestleMania 32 คือ \"ยิ่งใหญ่\" โต้ตอบว่า \"เว้นแต่คุณจะวางกรอบการทำงานในสถานที่สำหรับอนาคตที่คุณจะไปถึงจุดที่มากที่สุดของทรัพย์สินของคุณจะหายไปและคุณจะอยู่ใน สถานที่ที่เป็นหมัน. \" นี่คือการอ้างอิงว่า \"เสร็จสิ้นและการพัฒนาตัวละคร (หรือขาดมัน)\" ที่เกิดในดาวของคนรุ่นที่ผ่านมา (ออสติน, โฟลีย์, ไมเคิล,เจริโค, ร็อค) ที่ส่องแสงค่าใช้จ่ายของนักมวยปล้ำของคนรุ่นปัจจุบัน (Styles, เดอะนิวเดย์ , ลีกออฟเนชันและไวแอตต์แฟมมิลี่) เชียเรอร์ยังวิพากษ์วิจารณ์วินซ์แม็คมานสำหรับการละเว้น \"การประกาศชัดเจน\" จากแฟน ๆ กับโรแมนคว้าตำแหน่งแชมป์โลก", "เรสเซิลเมเนีย ครั้งที่ 32\nเดฟ เมลเซอร์ของผู้สังเกตการณ์มวยปล้ำรายงานว่า เรสเซิลเมเนีย 32 ได้ทำลายสถิติของ WWE สำหรับตั๋วที่ขายมากที่สุดอย่างน้อย 84,000 ขายตั๋ว", "เรสเซิลเมเนีย ครั้งที่ 32\n\"ฟอบส์\" ได้สันนิษฐานว่า เรสเซิลเมเนีย 32 สามารถทำลายสถิติผู้ชม 93,173 คนในเรสเซิลเมเนีย ครั้งที่ 3 ที่Pontiac Silverdome ในPontiac, มิชิแกน บันทึกนี้ยืนอยู่ในฐานะผู้เข้าร่วมมากที่สุดสำหรับการแข่งขันในร่มจนกระทั่ง 2010 NBA All-Star Game นอกจากนี้ยังจัดขึ้นที่สนามกีฬา AT&T, คาดว่าจะสามารถดึงคนดูได้ถึง 108,713 คน \"ฟอบส์\" ทำนายพิสูจน์ให้เห็นว่าถูกต้องว่ามีคนดูถึง 101,763 คน", "เรสเซิลเมเนีย ครั้งที่ 32\nสกอตต์คีธของข่าวกีฬาเขียนว่า Wrestlemania 32 \"จบลงด้วยการหวดห้าชั่วโมง (เจ็ดชั่วโมงกับการแสดง pregame) และเป็นหนึ่งในเรสเซิลเมเนียที่เลวร้ายที่สุดเมื่อทั้งหมดได้พูดและทำ\" เขาเขียนว่า \"โรแมน เรนส์แสดงให้เห็นอีกครั้งว่าเขาไม่ใช่คนที่จะเป็นดาวบนแม้จะมีความพยายามที่ดีที่สุดทริปเปิล เอชที่จะได้รับการจับคู่ 'คลาสสิก' ออกมาจากเขาและการจับคู่เชน แม็กแมน-ดิอันเดอร์เทคเกอร์จบลงด้วยการเป็น snoozefest 30 นาทีแทน ของระเบียบวุ่นวายที่ทุกคนต้องการ \" คีธ ยกย่องตรงกับชื่อเรื่องของผู้หญิงและแซคไรเดอร์สำหรับการมีเขา \"ช่วงเวลา Wrestlemania\"", "เรสเซิลเมเนีย ครั้งที่ 27\nบัตรได้จัดจำหน่ายในวันที่ 13 พฤศจิกายน 2010 โดยงานที่จะจัดก่อนถึง เรสเซิลเมเนีย ครั้งที่ 27 มีชื่อเรียกรวมกันว่า \"WrestleMania Week\" โดยมีงาน เรสเซิลเมเนีย แอ๊กซ์เซส สำหรับแฟนๆ ได้มาพบปะ และพูคุยกัน กับ นักมวยปล้ำ ,งาน ฮอลล์ ออฟ เฟม สำหรับการมอบรางวัลให้กับนักมวยปล้ำ ที่ได้เข้าสู่หอเกียรติยศ,งาน เรสเซิลเมเนีย อาร์ต ครั้งที่ 4 สำหรับให้นักมวยปล้ำนำภาพมาแสดง , และงาน Pro-Am Golf tournament. โดยที่เรสเซิลเมเนีย แอ๊กซ์เซส จัดที่ จอร์เจีย เวิร์ด คองเกรส เซ็นเตอร์, ส่วนงาน ฮอลล์ ออฟ เฟม จัดขึ้นที่ ฟิลิปส์ อารีน่า", "เรสเซิลเมเนีย ครั้งที่ 32\nCNET เขียนว่า เรสเซิลเมเนีย 32 จะมี \"สุดยอด\" ของ \"เรื่องที่ใหญ่ที่สุดใน WWE\" ซึ่งก็คือ \"การสร้างโรแมน เรนส์เป็นธรรมะตัวเอกผู้ที่จะเป็นใบหน้าของบริษัทฯ - ถ้า WWE มีวิธีการของ -- ทศวรรษหน้า \". \"ที่ผ่านมาสองปี WWE ได้รับการเคลื่อนย้ายสวรรค์และโลก\" ในความพยายามที่จะได้รับเรนส์ที่ \"ระดับของการรับรู้\" ของ \"ชื่อเหมือน ฮัลค์ โฮแกน, สตีฟ ออสติน, เดอะร็อก และจอห์น ซีนา\" แต่ \"ของมัน ฝ่ายตรงข้ามที่ยากที่สุด \"คือ\" ผู้ชมมวยปล้ำ \"ซึ่งเริ่มมีแฟน\" จลาจล \"ในการต่อต้านการสนับสนุนของ WWE ที่มีต่อเรนส์ แฟนๆเลือกที่จะสนับสนุนดีน แอมโบรสแทน เพื่อต่อสู้กับแนวโน้มนี้ WWE มีมาตรการรวมถึงการปิดฝูงชนโห่และท่อในกระป๋องเชียร์ระหว่างเรนส์' ปรากฏตัวในปี 2016 \"The A.V. Club\" เห็นด้วยว่า \"WWE มีปัญหาร้ายแรงเกี่ยวกับโรแมน เรนส์\" เนื่องจาก \"โดยทั่วไปไม่มีใครอยากเห็นโรแมน เรนส์เป็นคู่เอก\" ของเรสเซิลเมเนีย" ]
8
พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร เกิดเมื่อวันที่เท่าไหร่?
[ "ทักษิณ ชินวัตร\nทักษิณ ชินวัตร (เกิด 26 กรกฎาคม 2492) เป็นนายกรัฐมนตรีไทยคนที่ 23 ดำรงตำแหน่งระหว่างปี พ.ศ. 2544 ถึง พ.ศ. 2549 เป็นพี่ชายของยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีไทยคนที่ 28 และ เป็นศาสตราจารย์อาคันตุกะแห่งมหาวิทยาลัยทากุโชกุ เคยเป็นนักธุรกิจโทรคมนาคมและการสื่อสาร ผู้ก่อตั้งกลุ่มบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัทโทรคมนาคมและการสื่อสารขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เจ้าหน้าที่กองอาสารักษาดินแดน (ชั้นยศสูงสุดที่ นายกองใหญ่) อดีตข้าราชการตำรวจ (ชั้นยศสูงสุดที่ พันตำรวจโท) อดีตเจ้าของและประธานสโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ซิตี อดีตที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจของรัฐบาลกัมพูชา มีสัญชาติไทยโดยการเกิด ปัจจุบันถือสัญชาติมอนเตเนโกร" ]
[ "การศึกษาในประเทศไทย\nในเดือนกันยายน 2557 มีข่าวว่า ชื่อของอดีตนายกรัฐมนตรี พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร ถูกลบออกจากแบบเรียนของกระทรวงศึกษาธิการ วินัย รอดจ่าย เป็นประธานคณะกรรมการพัฒนาการเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง แบบเรียนประวัติศาสตร์ใหม่ไม่กล่าวถึงรัฐบาลทักษิณและยิ่งลักษณ์ เพียงแต่ระบุว่ามีรัฐบาลหนึ่งที่ \"ได้ความนิยมจากประชาชนผ่านงบประมาณมหาศาล\" แต่กล่าวถึงการคัดค้านการปกครองของทักษิณ โดยอธิบายการประท้วงซึ่งเกิดก่อนการโค่นอำนาจเขาว่าเป็น \"ขบวนการประชาชนต่ออำนาจเผด็จการ การทุจริตและการยักยอก\"", "นิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล\nหลังจาก พานทองแท้ ชินวัตร บุตรชาย และพิณทองทา ชินวัตร บุตรสาวพันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร ขายหุ้นชินคอร์ปให้กับกลุ่มเทมาเส็ก โฮลดิ้งส์ นิวัฒน์ธำรงได้ลาออกจากตำแหน่ง กรรมการ บมจ.ชินคอร์ป ในวันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2549 โดยก่อนหน้านั้น เขาได้ขายหุ้นของตนเองทั้งหมด ตั้งแต่ปลายปี พ.ศ. 2548 ต่อมาไปอุปสมบทศึกษาพระธรรมอยู่ที่วัดป่าพุทธพจน์หริภุญไชย อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 ถึงปี พ.ศ. 2553", "ปราโมทย์ นาครทรรพ\nในปี พ.ศ. 2549 ศ.ดร.ปราโมทย์ นาครทรรพ เป็นผู้อ้างในงานสัมมนาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ว่า พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร เป็นผู้อยู่เบื้องหลังแผนฟินแลนด์ หรือปฏิญญาฟินแลนด์ ต่อมา วันที่ 30 พฤษภาคม ปีเดียวกัน ทักษิณ ชินวัตร พร้อมกับธนา เบญจาธิกุล ทนายความจากพรรคไทยรักไทย ได้ยื่นฟ้องสนธิ ลิ้มทองกุล บรรณาธิการ, ขุนทอง ลอเสรีวานิช คอลัมนิสต์, ศ.ดร.ปราโมทย์ นาครทรรพ ผู้บริหาร, เสาวลักษณ์ ธีรานุจรรงค์ และเว็บมาสเตอร์ ปัญจภัทร อังคสุวรรณ ในข้อหาหมิ่นประมาท การฟ้องร้องมีเนื้อหากล่าวหาว่าบทความดังกล่าวมีเจตนาทำลายพรรคไทยรักไทยและอนาคตทางการเมืองของทักษิณโดยการทำให้สาธารณชนเชื่อว่าพรรคมีแผนการล้มล้างระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ แต่การฟ้องร้องดังกล่าวถูกวิพากษ์วิจารณ์และอ้างว่า ทักษิณพยายามเซ็นเซอร์สื่อ", "พินทองทา คุณากรวงศ์\nพินทองทา คุณากรวงศ์ (ชื่อเมื่อเกิด พิณทองทา ชินวัตร, ชื่อเล่น: เอม) เกิดวันที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2527 เป็นธิดาคนรองของ ดร.ทักษิณ ชินวัตร และคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ จบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นจากโรงเรียนเซนต์โยเซฟคอนเวนต์ และมัธยมศึกษาตอนปลายจากโรงเรียนมาแตร์เดอีวิทยาลัย ระดับอุดมศึกษา ศิลปศาสตรบัณฑิต (รัฐศาสตร์ บริหารรัฐกิจ) คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต จาก CASS Business School, City University ประเทศอังกฤษ", "สมยศ เชื้อไทย\nสมัยที่สมยศดำรงตำแหน่งนายกสมาคมนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สมยศได้มีบทบาทชักนำประชาคมธรรมศาสตร์ออกมาเรียกร้องให้พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตรลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี อันเนื่องมาจากกรณีขายหุ้นชินคอร์ปที่สะท้อนให้เห็นว่า พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร มีผลประโยชน์ทับซ้อนในการใช้อำนาจบริหารราชการแผ่นดิน โดยสมยศได้กล่าวปาฐกถาแสดงความเห็นในกรณีดังกล่าวว่า หลังจากที่ฝ่ายต่าง ๆ เตรียมตรวจสอบความไม่โปร่งใสของรัฐบาลพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร ทำให้พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร ใชอำนาจยุบสภาผู้แทนราษฎร และกำหนดการเลือกตั้งใหม่อย่างกระชั้นชิดเกินไปเพื่อเอื้อประโยชน์ให้ตนได้กลับเข้ามาบริหารราชการแผ่นดินอีกครั้ง เขากล่าวว่า", "เชิดชัย ตันติศิรินทร์\nเชิดชัย ตันติศิรินทร์ เกิดเมื่อวันที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2493 ที่จังหวัดอุบลราชธานี เป็นน้องชายแท้ ๆ ของ พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ รักษาการนายกรัฐมนตรีในสมัยรัฐบาล ดร.ทักษิณ ชินวัตร เพียงแต่ใช้คนละนามสกุล สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีวิทยาศาสตรบัณฑิต (วท.บ.) สาขาวิทยาศาสตร์การแพทย์ ระดับปริญญาโท แพทย์ศาสตรบัณฑิต (พบ.) สาขาแพทย์ศาสตร์ และประกาศนียบัตรชั้นสูง สาขาศัลยศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยมหิดล รวมถึงปริญญาตรี นิติศาสตร์บัณฑิต (นบ.) สาขานิติศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง นายแพทย์ เชิดชัย ตันติศิรินทร์ สมรสกับ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ พรรณวดี ตันติศิรินทร์ ซึ่งเป็นอาจารย์พยาบาลแห่งมหาวิทยาลัยขอนแก่น และ อดีตแกนนำคนเสื้อแดง จังหวัดขอนแก่น\nในขณะที่เขาอยู่ระหว่างการศึกษา เคยได้เข้าร่วมกิจกรรมและได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่กรรมการศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ในปี พ.ศ. 2516", "สุชาติ เหมือนแก้ว\nพลตำรวจโท สุชาติ เหมือนแก้ว อดีตผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 (ผบช.ภ.4) เกิดเมื่อวันที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2494 จบการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจรุ่นที่ 26 รุ่นเดียวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จบปริญญาโทรัฐศาสตรมหาบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปี พ.ศ. 2538 และนิติศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ปี พ.ศ. 2543 ผ่านการอบรมหลักสูตรโรงเรียนผู้บัญชาการรุ่นที่ 18 (ร.ร.ผบก) และวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรรุ่นที่ 48 (วปอ 48)", "ชิดชัย วรรณสถิตย์\nพลตำรวจเอก นายกองใหญ่ ดร.ชิดชัย วรรณสถิตย์ (เกิด 13 สิงหาคม พ.ศ. 2489 ที่จังหวัดอุบลราชธานี) อดีตสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เคยดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี (คนที่ 1) สมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งเนื่องจาก รัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2549 ในอดีตได้รับราชการเป็นรองผู้บัญชาการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในปี พ.ศ. 2548 ได้รับตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และยังเคยดำรงตำแหน่งรักษาการนายกรัฐมนตรีด้วย\nพล.ต.อ.ชิดชัย เข้ารับตำแหน่งเมื่อ วันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2548 เป็นรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ต่อมาในวันที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2548 ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่รักษาการนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และได้รับแต่งตั้งเป็นรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2548 ต่อมาในปี พ.ศ. 2550 ได้ถูกตัดสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี เนื่องจากเป็นกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยซึ่งถูกยุบในคดียุบพรรคการเมือง พ.ศ. 2549", "วีระ สมความคิด\nเมื่อปี พ.ศ. 2549 วีระได้ยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) กรณีพันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กระทำความผิดตามกฎหมาย ปปช. มาตรา 100 ซึ่งต่อมาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2551 ให้จำคุกพันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร เป็นเวลา 2 ปี" ]
21
จริญญา ศิริมงคลสกุล ชื่อเล่นว่าอะไร ?
[ "จริญญา ศิริมงคลสกุล\nจริญญา ศิริมงคลสกุล (ชื่อเล่น: แก้ว; เกิด 22 มิถุนายน พ.ศ. 2535) นักร้อง นักแสดง อดีตสมาชิกวง เฟย์ ฟาง แก้ว สังกัดค่าย กามิกาเซ่ ในเครืออาร์เอส ร่วมกับ เฟย์-พรปวีณ์ นีระสิงห์ และ ฟาง-ธนันต์ธรญ์ นีระสิงห์" ]
[ "กีรติกา จารุรัตน์จามร\nกีรติกา จารุรัตน์จามร (ชื่อเล่น: สายเอี๊ยม; สกุลเดิม: สว่างแจ้ง; เกิด: 25 ธันวาคม พ.ศ. 2537) เป็นคนจังหวัดพิษณุโลก ได้รับตำแหน่ง มิสอินเตอร์คอนติเนนตัลไทยแลนด์ จากเวทีการประกวด มิสแกรนด์ไทยแลนด์ ปี 2013 และภายหลังเธอได้รับตำแหน่ง มิสอินเตอร์เนชันแนลไทยแลนด์ 2018สายเอี๊ยมเข้าร่วมประกวดเวที มิสแกรนด์ไทยแลนด์ ปี 2013 ได้รับตำแหน่งมิสอินเตอร์คอนติเนนตัลไทยแลนด์ 2013 จากการประกวด", "พิยดา จุฑารัตนกุล\nพิยดา จุฑารัตนกุล (สกุลเดิม: อัครเศรณี; เกิด: 17 มิถุนายน พ.ศ. 2518) มีชื่อเล่นว่า อ้อม เป็นนักแสดงและพิธีกรชาวไทย เป็นบุตรสาวคนที่ 2 ของนักแสดงและผู้กำกับ พิศาล อัครเศรณี กับสุดารักษ์ อัครเศรณี มีพี่น้อง 4 คน จบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษา โรงเรียนมาแตร์เดอีวิทยาลัย จบการศึกษาปริญญาตรี คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร เอกภาษาไทย เข้าสู่วงการครั้งแรกด้วยการแสดง\" มีผลงานที่สร้างชื่อเสียงคือละครเรื่อง \"ทอฝันกับมาวิน\" ในปี พ.ศ. 2539", "จริญญา ศิริมงคลสกุล\nในปี 2553 จริญญายังได้แสดงภาพยนตร์แนวต่อสู้ กำกับโดย ยุทธเลิศ สิปปภาค เรื่อง \"บางกอกกังฟู\" จริญญาเป็นนางเอกของเรื่อง ชื่อ กอหญ้า คู่กับ รัฐภูมิ โตคงทรัพย์ แต่ภายหลังจากเรื่องอื้อฉาวด้านพฤติกรรมทางเพศของรัฐภูมิที่ทำให้การเตรียมถ่ายทำภาพยนตร์ล่าช้ามาถึงปีถัดมา วิศว ไทยานนท์ จากวงเค-โอติก จึงได้มาแสดงแทน จริญญากล่าวว่า เธอรู้สึก \"เขิน\" เมื่อต้องเล่นคู่กัน โดยกล่าวว่า \"...ก็อาจจะมีเขินบ้าง สำหรับการทำงานก็สนุกดี ทุกคนทุ่มเทกันเต็มที่ แก้วเชื่อว่าภาพน่าจะออกมาสวยนะ\" อนึ่ง ในระหว่างเตรียมถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องดังกล่าว จริญญาฝึกการต่อสู้จนล้มป่วยเข้าโรงพยาบาลด้วย เธออยู่โรงพยาบาลสองสามวัน ก่อนการทำภาพยนตร์จะดำเนินต่อ ภาพยนตร์เรื่องนี้ถ่ายทำเสร็จในปลายเดือนมิถุนายน 2554 และฉายในวันที่ 1 กันยายน ปีนั้น", "จริญญา ศิริมงคลสกุล\nหลังจากที่บรรดาผู้ชื่นชอบในตัวเธอเห็นชอบให้เธอกับ วิศว ไทยานนท์ นักร้องร่วมค่าย และนักแสดงพระเอกเรื่องที่จริญญาเล่นเป็นนางเอก คบหากัน โดยเธอกล่าวถึงความสัมพันธ์ว่าเกิดจากการที่ได้ใกล้ชิดกันในการทำงานเสมอมา ข้อความสัมภาษณ์บางส่วนว่า \"ด้วยความที่อยู่ค่ายเดียวกัน บริษัทเดียวกัน ทำให้ได้เจอกันอยู่ตลอด แล้วแก้วกับโทโมะก็เลยได้มีโอกาสร่วมงานกันบ่อย ๆ ออกงานคู่กันบ้าง...ต้องขอบคุณทุกคนที่คอยเชียร์เราสองคน...\" ในปี 2554 ค่ายกามิกาเซ่จึงจับคู่ทั้งสองออกผลงานร่วมกัน เป็นเพลงชื่อ \"เพื่อนที่ไม่รู้ใจ\" โดยในมิวสิกวีดิโอเพลงดังกล่าว ทั้งสองยังได้เล่นบทเป็นคู่รักกันด้วย เพลงดังกล่าวเผยแพร่เมื่อ 1 มิถุนายน ปีนั้น", "จริญญา ศิริมงคลสกุล\nในปี 2559 ปัจจุบัน จริญญา ไม่ต่อสัญญากับทางค่าย RS หลังหมดสัญญาจึงได้ผันตัวเป็นนักแสดงอิสระและได้ร่วมงานกับค่ายแกรมมี่เล่นซิทคอมเรื่อง สูตรรักชุลมุน ทางช่อง ONE31", "จริญญา ศิริมงคลสกุล\nจริญญามีความสามารถเล่นเปียโนได้คล่องแคล่ว เธอกล่าวว่า เธอชอบผมของตนเอง เพราะมีผมสวย และสัตว์ที่โปรดปราน คือ จระเข้ เพราะช่วงหนึ่งเธอดัดฟัน ขณะนั้นจึงมีฟันเหมือนจระเข้", "จริญญา ศิริมงคลสกุล\nในปี 2553 จริญญาได้รับเชิญแสดงเป็น กะปอม ในละครเรื่อง \"บริษัทสร้างสุข\" ตอน เขาหาว่าหนูเป็นทอม ออกอากาศเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2553 ทางโมเดิร์นไนน์ทีวี", "อาภาพร นครสวรรค์\nอาภาพร นครสวรรค์ มีชื่อจริงว่า จันทร์เพ็ญ คงประกอบ มีชื่อเล่นว่า ฮาย น้ำหนัก 68 กิโลกรัม ส่วนสูง 158 เซนติเมตร เป็นชาว ตำบลบ้านไร่ อำเภอลาดยาว จังหวัดนครสวรรค์ เป็นลูกสาวคนที่ 4 ในจำนวน 6 คน ของ นายบุญช่วยและนางกิมเล้ง คงประกอบ ที่ประกอบอาชีพทำนาทำไร่ทำสวน และมีฐานะยากจนมาก เธอเกิดเมื่อวันจันทร์ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2511 จบการศึกษาชั้น ประถมปีที่ 6 จากโรงเรียนสวนหลวง นครสวรรค์ เธอชื่นชอบการร้องเพลงเป็นชีวิตจิตใจ และเคยใฝ่ฝันที่จะเป็นนักร้องอย่างพุ่มพวง ดวงจันทร์ ที่เคยไปดูเมื่อครั้งพุ่มพวงมาเปิดการแสดงที่อำเภอ อาภาพรได้อาศัยงานวัด งานขึ้นบ้านใหม่ หรืองานรื่นเริง เพื่อเป็นเวทีของการขึ้นไปร้องเพลงเพื่อแสดงความสามารถ จนในที่สุดก็ได้เข้าประกวดร้องเพลงในปี พ.ศ. 2528 ที่สถานีวิทยุ ว.ป.ถ.9 ที่นครสวรรค์ ในเวที \"คนเก่งของแม่\"", "จิรวรรณ เตชะหรูวิจิตร\nจิรวรรณ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง หรือ จิรวรรณ เตชะหรูวิจิตร (ปัจจุบันใช้ชื่อใหม่ว่า ณัชชา เตชะหรูวิจิตร แต่ยังคงใช้ชื่อเก่าในวงการบันเทิงอยู่) มีชื่อเล่นว่า เอิร์น เกิดเมื่อวันศุกร์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2524 เป็นนักร้องหญิงในสังกัดอาร์.เอส. โปรโมชั่น โดยอัลบั้มชุดแรกมีชื่อว่า \"เอิร์น\" และเพลงทีดังคือเพลง \"อ๊ะ...อ๊ะอาย\", \"เคยไหม\" และมีผลงานละครโดยละครเรื่องแรกของเอิร์นคือเรื่อง รักฉันนั้นเพื่อเธอ ประวัติการศึกษา เริ่มเรียนชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนเซนฟรังซิสซาเวียร์คอนแวนต์ จนถึง ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และเรียนชั้นมัธยมที่โรงเรียนนานาชาติ ISB ( international school Bangkok). ระดับปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยมหิดล นานาชาติ (BBA) และระดับปริญญาโทที่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ภาคอินเตอร์ โครงการ MIM (Master in Marketing)" ]
14
จอร์จ โซรอส เกิดวันที่เท่าไหร่ ?
[ "จอร์จ โซรอส\nจอร์จ โซรอส (12 สิงหาคม ค.ศ. 1930 - ) เดิมชื่อ จอร์จี ชวาร์ตซ์ () นักธุรกิจชาวอเมริกันเชื้อสายฮังการี เป็นนักวิเคราะห์ค่าเงิน นักลงทุนหุ้น ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานบริษัท Soros Fund Management และสถาบัน Open Society Institute" ]
[ "จอร์จ โซรอส\nโซรอสเกิดที่เมืองบูดาเปสต์ เมืองหลวงของประเทศฮังการี\nจอร์จ โซรอส เป็นลูกชายของ Tivarda Soros (หรือ Teodoro) ซึ่งเป็นผู้เขียนหนังสือเรื่อง Esperantist\nTivarda Soros เป็นชาวฮังการเชื้อสายยิว เคยตกเป็นเชลยศึกเมื่อสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 และได้หนีจากประเทศรัสสเซียกลับมาอยู่กับครอบครัวที่บูดาเปสต์", "จอร์จ โซรอส\nโซรอสแต่งงานและหย่าสองครั้ง กับ Annaliese Witschak และ Susan Weber Soros เขามีบุตรทั้งหมด 5 คน\nRobert, Andrea, Jonathan กับภรรยาคนแรก\nAnnaliese และ Alexander, Gregory กับภรรยาคนที่สอง\nSusan พี่ชายของ จอร์จ Paul Soros ผู้ซึ่งเป็นนักลงทุนส่วนตัว และคนใจบุญ เป็นวิศวกรที่เกษียณแล้ว ได้ก่อตั้ง Paul and Daisy Soros Fellowships for Young Americans และยังเป็นหัวเรือใหญ่ใน Soros Associates ซึ่งเป็นบริษัทวิศวกรรมนานาชาติที่มีฐานอยู่ในนครนิวยอร์ก\nหลานของจอร์จโซรอส Peter Soros ซึ่งเป็นลูกชายของ Paul Soros ได้แต่งงานกับสตรีที่ชื่อ Flora Fraser ผู้ซึ่งเป็นบุตรีของ Lady Antonia Fraser และ Sir Hugh Fraser และมีพ่อเลี้ยงนั่นคือ นักเขียนรางวัลโนเบล ฮาโรลด์ พินเทอร์", "จอร์จ โซรอส\nหลังจากนั้นไม่นาน ทางครอบครัวได้เปลี่ยนชื่อจาก Schwartz เป็น Soros เพื่อปรับตัวกับการเติบโตของการต่อต้านชาวยิวและความนิยมของระบบฟาสซิสต์\nTivarda ชอบชื่อนี้ เพราะว่าเมื่อสะกดกลับหลัง แล้ว ก็ยังเหมือนเดิม (S-O-R-O-S ) และเพราะมันมีความหมายในภาษาฮังการีว่า “คนต่อไป”\nและในภาษา Esperanto โซรอสมีความหมายที่แปลได้ว่า “จะทะยานขึ้นไปยังในอากาศ” ตั้งแต่เด็กจอร์จ โซรอส ถูกอบรมสั่งสอนเป็นอย่างดีให้พูดภาษา Esperanto ตั้งแต่เกิด\nจึงทำให้เขาเป็นหนึ่งในจำนวนคนที่หายากที่จะมีภาษา Esperanto เป็นภาษาแม่ จอร์จเคยกล่าวไว้ว่า เขาเติบในครอบครัวยิวพ่อแม่ของเขามักระมัดระวังเกี่ยวกับรากศาสนาของเขา", "จอร์จ โซรอส\nเพื่อป้องกันไม่ให้ลูกชายของเขาถูกพวกนาซีจับตัว พ่อของจอร์จโซรอสจ่ายเงินให้กับราชการในกระทรวงกสิกรเพื่อที่จะให้โซรอสไปอยู่ที่นั่นระหว่างฤดูร้อนของปี 1944 ในฐานะลูกบุญธรรม จอร์จ โซรอสต้องซ่อนความเป็นยิวของเขา แม้ว่าทางรัฐบาลกำลังยึดทรัพชาวยิวอยู่ \nในปีต่อมาเขาได้รอดพ้นจากการต่อสู้ในเมืองบูดาเปสต์ โซรอสได้แลกเปลี่ยนเงินตราและเครื่องประดับ เมื่อครั้งที่เงินเฟ้อในประเทศฮังการีช่วงปี 1945-46\nโซรอสย้ายสัญชาติไปอังกฤษเมื่อปี 1947 และจบจาก London School of Economics ในปี 1952\nโซรอสได้ทำงานเสริมเป็นพนักงานเสิร์ฟและเด็กยกกระเป๋าตามสถานีรถไฟ ทั้งๆ ที่เป็นนักศึกษาด้านปรัชญากับ Karl Popper\nทางมหาวิทยาลัยได้ขอให้โซรอสช่วยเป็นติวเตอร์เพื่อแลกกับเงิน 40 ปอนด์จากกองทุน Quaker และสุดท้ายได้ทำงานกับธนาคาร Singer & Friedlander", "จอร์จ โซรอส\nเมื่อตอนที่นาซีเข้ายึดฮังการี ในเดือนมีนาคม 1944 โซรอสมีอายุได้ 13 ปี เขาเคยได้ทำงานใน Jewish Council ซึ่งถูกก่อตั้งขึ้นเมื่อสมัยที่นาซียึดครองฮังการี\nเพื่อที่จะใช้กำลังในการต่อต้านชาวยิวของนาซีและรัฐบาลฮังการี โซรอสเคยเล่าถึงประสบการสองวันนี้กับนักเขียน Michael Lewis ว่า:", "กัปตันอเมริกา\nสตีฟ โรเจอร์ส ถือกำเนิดในวันที่ 4 กรกฎาคม ค.ศ. 1917 ที่โลเวอร์อีสท์ไซด์ของแมนฮัตตัน ในนิวยอร์ก โดยมีพ่อแม่เป็นชาวไอร์แลนด์ที่อพยพเข้าเมือง ซึ่งมีชื่อว่าซาร่าห์ กับโจเซฟ โรเจอร์ส โจเซฟ โรเจอร์สเสียชีวิตลง โดยที่เหลือเพียงสตีฟซึ่งเป็นบุตรเพียงคนเดียวของซาร่าห์ผู้เป็นมารดา จากนั้นในภายหลัง ซาร่าห์ก็ได้เสียชีวิตลงด้วยโรคปอดบวมในช่วงที่สตีฟอยู่ในวัยหนุ่ม ในช่วงต้นยุค 1940 ก่อนที่อเมริกาจะเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่สอง โรเจอร์สเป็นผู้มีร่างกายสูงแต่ผอมบาง เขาเป็นนักเรียนด้านวิจิตรศิลป์ผู้เชี่ยวชาญภาพประกอบ จากเหตุการณ์ที่คุกคามโดยจักรวรรดิไรช์ที่สามนี้ โรเจอร์สได้พยายามที่จะเข้าร่วมเกณฑ์ เพียงเพื่อต้องการที่จะปฏิเสธความยากจน เนื่องด้วยพลเอกเชสเตอร์ ฟีลิปส์แห่งกองทัพสหรัฐกำลังมองหาการทดสอบอยู่พอดี โรเจอส์จึงมีโอกาสที่จะรับใช้ประเทศชาติด้วยการมีส่วนร่วมในโครงการป้องกันความลับสุดยอด โอเปอร์เรชั่น: รีเบิร์ธ หรือโครงการการเกิดใหม่จึงได้เกิดขึ้น ซึ่งได้มีความพยายามในการพัฒนาด้านการสร้างซูเปอร์โซลเยอร์ที่มีความแข็งแกร่งทางด้านร่างกายอย่างแท้จริง โรเจอร์สอาสาเข้ารับการทดสอบ และภายหลังจากการคัดเลือกอย่างเข้มงวด เขาก็ได้รับเลือกให้เป็นมนุษย์คนแรกที่ได้รับเซรุ่มเพื่อเป็นซูเปอร์โซลเยอร์จากนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อว่า ดร.โจเซฟ ไรน์สไตน์ ซึ่งในภายหลังเขาได้เปลี่ยนชื่อรหัสของนักวิทยาศาสตร์มาเป็น อับราฮัม เออร์สไคน์", "จอร์จ ซี. สกอตต์\nจอร์จ แคมป์เบลล์ สกอตต์ (; 18 ตุลาคม 1927 – 22 กันยายน 1999) เป็นนักแสดง ผู้กำกับ และโปรดิวเซอร์ชาวอเมริกัน เกิดที่เมืองไวส์ รัฐเวอร์จิเนีย เป็นบุตรชายของจอร์จ สกอตต์ ดิวอี และ เฮเลนา อักเนส สกอตต์เข้าเรียนที่โรงเรียนเรดฟอร์ดไฮสกูล และเรียนจบในระดับปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยมิสซูรี-โคลัมเบีย เอกสื่อสารมวลชนในปี ค.ศ. 1953 เขามีชื่อเสียงครั้งแรกจากบทบาทพลเอกจอร์จ เอส. แพตตัน ในภาพยนตร์เรื่อง \"Patton\" ทำให้เขาได้รับรางวัลลูกโลกทองคำในสาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยม ประเภทดราม่า เขายังเป็นคนแรกที่ปฎิเสธรางวัลออสการ์และจะไม่ไปร่วมงานดังกล่าว โดยสกอตต์ให้เหตุผลว่าการเมืองที่เกี่ยวพันกับออสการ์นั้นโหดร้าย แต่ปรากฏว่าเขาได้รับรางวัลในสาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยม ทำให้โปรดิวเซอร์หนังจึงต้องขึ้นรับรางวัลแทน สกอตต์มีผลงานการแสดงภาพยนตร์ 64 เรื่อง ระหว่างปี 1958–1999 และได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ 4 ครั้ง, เสนอชื่อเข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำ 5 ครั้ง, เสนอชื่อเข้าชิงรางวัลเอ็มมี 8 ครั้ง และเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลแบฟตา 3 ครั้ง", "จอร์จ โซรอส\nBlack Wenesday (16 กันยายน 1992) กองทุนของโซรอสขายหุ้นมูลค่ากว่า $1,000,000,000 ปอนด์ โดยเก็งกำไรว่าจะซื้อกลับด้วยราคาที่ต่ำกว่า\nเพื่อที่จะดูว่าทางธนาคารจะขึ้นดอกเบี้ยเพื่อจะได้เทียบเท่ากับค่าเงินยุโรปหรือว่าจะปล่อยให้ค่าเงินลอยตัว \nในที่สุดธนาคารอังกฤษถอนเงินออกจาก Europen Exchange Rate Mechanism ทำให้ค่าเงินตก\nในการกระทำครั้งนี้ โซรอสสร้างกำไรประมาณ 1,100,000,000 เขาขึ้นชื่อว่า “ชายผู้ทำลายธนาคารอังกฤษ”\nThe Times ของวันจันทร์ ที่ 26 ตุลาคม ปี 1992 ได้คัดลอกบทสนทนาของ จอร์จ โซรอส ว่า “ในตำแหน่งของเรา ในวัน Black Wenesday ต้องมีมูลค่าเกือบ $10,000,000,000 แน่ เรากะว่าจะขายมากกว่านั้น ความจริงแล้วตอนที่ Norman Lamont บอกก่อนที่จะค่าเงินตกว่าจะยืมเงินเกือบ $15,000,000,000 เพื่อจะปกป้องค่าเงินของเขา เราก็นึกสนุกขึ้นมาเพราะนั่นคือจำนวนที่เรากะว่าจะขายอยู่พอดี”\nStanley Druckenmiller ที่ทำการแลกเปลี่ยนภายใต้การดูแลของโซรอส เป็นผู้เห็นจุดอ่อนในค่าเงินปอนด์ สิ่งที่โซรอสทำคือดันเขาให้ทำให้มันใหญ่ขึ้น \nในปี 1997 ช่วงวิกฤติเศรษฐกิจของเอเชีย นายกรัฐมนตรีของมาเลเซีย มหาธีร์ โมฮาหมัด กล่าวหาโซรอสว่าเขาใช้ความมั่งคั่งลงโทษกลุ่มอาเซียนที่รับพม่าเข้ามาเป็นสมาชิก\nแต่โซรอสก็ปฏิเสธคำกล่าวหานั้น\nในหนังสือของเขาที่ออกเมื่อเดือนพฤษภาคม 2008 The New Paradigm for Financial Markets กล่าวถึงกลุ่มที่เรียกว่า “Supperbubble” ซึ่งได้ก่อตัวขึ้นภายใน 25 ปีที่ผ่านมา\nนี่เป็นหนังสือเล่มที่สามที่เขาได้เขียนที่พยากรณ์ความหายนะ \nโซรอสได้กล่าวไว้ว่า เขาเป็นเหมือนเด็กเลี้ยงแกะ หนังสือเล่มแรก The Alchemy of Finance ในปี 1987 แล้วก็ The Crisis of Global Capitalism ในปี 1998 แล้วก็เล่มนี้ เพราะฉะนั้นก็มีหนังสือทั้งหมดสามเล่มที่ทำนายว่าจะมีหายนะเกิดขึ้น หลังจากเด็กเลี้ยงแกะบอกว่าหมาป่ามาสามครั้ง หมาป่าก็มาจริงๆ", "จอร์จ โซรอส\nนิตยสาร ฟอร์บส์ ได้จัดให้ จอร์จ โซรอส อยู่ในอันดับที่ 35ของบุคคลที่รวยที่สุดในโลก มีทรัพย์สินมูลค่าประมาณ 14,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ\nเขาได้บริจาคเงิน 6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อการกุศลตั้งแต่ ค.ศ. 1979 เป็นต้นมา" ]
5
เฟร์นันโด โฆเซ ตอร์เรส ซันซ์ เกิดวันที่เท่าไหร่?
[ "เฟร์นันโด ตอร์เรส\nเฟร์นันโด โฆเซ ตอร์เรส ซันซ์ (; เกิด 20 มีนาคม ค.ศ. 1984) เป็นนักฟุตบอลชาวสเปน ปัจจุบันเล่นในตำแหน่งกองหน้าให้กับซางัน โทสุในเจลีก และทีมชาติสเปน" ]
[ "เปริโก เฟร์นันเดซ\nเปโดร เฟร์นันเดซ กัสติเยโฆส () หรือ เปริโก เฟร์นันเดซ () หรือ นักมวยสากลชาวสเปน เกิดเมื่อ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2495 ที่เมืองซาราโกซา ประเทศสเปน สถิติการชก 128 ครั้ง ชนะ 83 (น็อก 48) เสมอ 15 แพ้ 28 \nเปริโก เฟร์นันเดซ เริ่มชกมวยสากลอาชีพเมื่อ พ.ศ. 2515 และได้ครองแชมป์โลกรุ่นไลท์ฟลายเวต สภามวยโลก เมื่อ พ.ศ. 2517 ชนะไลออน ฟูรุยาม่า ในปีต่อมา เฟร์นันเดซเสียแชมป์โลกให้แสนศักดิ์ เมืองสุรินทร์ เฟอร์นันเดซขึ้นชกแก้มือกับแสนศักดิ์อีกครั้งใน พ.ศ. 2520 แต่เป็นฝ่ายพ่ายแพ้อีก ก่อนที่จะแขวนนวมไปเมื่อ พ.ศ. 2530", "โฆเซ เด ซาน มาร์ติน\nโฆเซ เด ซาน มาร์ตินเป็นบุตรคนที่5และคนสุดท้องของฆวน เด ซาน มาร์ติน และ เกรกอเรีย มาร์ตอร์รัส เดล เซอร์ เกิดที่เมืองยาเปยู จังหวัดคอร์เรียนเตส ซึ่งอยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอาร์เจนตินาในปัจจุบัน มีการโต้เถียงกันเกี่ยวกับปีเกิดที่แท้จริงของเขา เช่นเดียวกับการเข้าพิธีศีลล้างบาปที่ไม่มีบันทึกไว้ ต่อมาเอกสารอื่น เช่น พาสปอร์ต บันทึกการแต่งงาน และบันทึกการเป็นทหาร บ่งชี้ว่าปีเกิดของซาน มาร์ตินนั้นอยู่ระหว่างปี ค.ศ.1777-1778 เมื่อซาน มาร์ตินอายุได้3-4ปี ครอบครัวของเขาย้ายไปยังบวยโนสไอเรส", "เฟร์นันโด ตอร์เรส\nตอร์เรสเกิดที่เมืองฟูเอนลาบราดา (Fuenlabrada) เมืองชนบทขนาดย่อมทางใต้ของกรุงมาดริด เดิมตอร์เรสเป็นเด็กฝึกหัดของอัตเลตีโกมาดริดในประเทศสเปน และก้าวขึ้นมาติดทีมชุดใหญ่ รวมถึงการที่ได้รับเลือกให้เป็นกัปตันของทีม โดยในขณะนั้นตอร์เรสมีอายุเพียง 19 ปี ตอร์เรสได้รับฉายาจากสื่อในสเปนว่า \"เอลนีโญ\" (เด็ก) เพราะหน้าตาของตอร์เรสดูอ่อนวัยกว่าอายุเป็นอย่างยิ่ง", "โรเซนโด อัลบาเรซ\nโรเซนโด โฮเซ อัลบาเรซ เอร์นันเดซ () นักมวยสากลชาวนิการากัว เกิดเมื่อ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2513 ที่กรุงมานากัว ประเทศนิการากัว สถิติการชก 42 ครั้ง ชนะ 37 (น็อก 24) เสมอ 2 แพ้ 3 \nอัลบาเรซขึ้นชกมวยสากลอาชีพครั้งแรกเมื่อ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2531 และขึ้นชกชนะรวด 19 ครั้งและเคยชนะน็อกโฮเซ โบนิยา ด้วย อัลบาเรซชิงแชมป์โลกรุ่นมินิมัมเวต สมาคมมวยโลกในไทยเมื่อ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2538 และเป็นฝ่ายชนะคะคะแนนได้แชมป์มาครอง และยังป้องกันแชมป์ชนะสงคราม ป.เปาอินทร์, เกอร์มิน กัวร์เดีย, อีริก ชาเวซ, ทาคาชิ ชิโอฮามะ ด้วย ต่อมาใน พ.ศ. 2541 อัลบาเรซได้ชกล้มแชมป์กับริคาร์โด โลเปซ แชมป์โลกรุ่นเดียวกันของสภามวยโลก ซึ่งการชกยุติลงในยกที่ 8 เนื่องจากเกิดแผลแตกโดยอุบัติเหตุ และรวมคะแนนปรากฏว่าเสมอกันไป การชกแก้มือเกิดขึ้นในอีกปีต่อมา แต่เนื่องจากอัลบาเรซไม่สามารถทำน้ำหนักได้ จึงถูกปลดจากแชมป์ก่อน ซึ่งการชกปรากฏว่าโลเปซเป็นฝ่ายชนะคะแนน", "เฟอร์นันโด ซากราโด\nเฟอร์นันโด ซากราโด () นักมวยสากลชาวฟิลิปปินส์ เกิดเมื่อ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2516 สถิติการชก 23 ครั้ง ชนะ 18 (น็อค 13) เสมอ 1 แพ้ 4 \nเฟอร์นันโด ซากราโด ซากราโดขึ้นชกมวยสากลครั้งแรกเมื่อ 28 มกราคม พ.ศ. 2538 ชนะคะแนน อาร์เทอร์ การ์เซีย จากนั้นขึ้นชกชนะเป็นส่วนใหญ่ มีเสมอเพียงครั้งเดียว จากนั้นขึ้นชิงแชมป์ฟิลิปปินส์รุ่นซูเปอร์ไลท์เวทเมื่อ 5 มีนาคม พ.ศ. 2540 แพ้น็อค คองคอง ปาเกียว ยก 6 ซากราโดขึ้นชิงแชมป์ฟิลิปปินส์รุ่นเดิมอีกครั้งเมื่อ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2541 ชนะคะแนน บอย ลิกัส ได้แชมป์มาครอง จากนั้นขึ้นชิงแชมป์ PABA รุ่นซูเปอร์ไลท์เวทเมื่อ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2541 แพ้คะแนน กุยเยโม มอสเกรา ที่ นิวซีแลนด์ ไม่ได้แชมป์ จากนั้น ซากราโดเลื่อนขึ้นไปชกในรุ่นเวลเตอร์เวท และได้ชิงแชมป์ PABA รุ่นเวลเตอร์เวทเมื่อ 15 มกราคม พ.ศ. 2542 ชนะน็อค โทมัส กุน ยก 3 ที่ ฟิลิปปินส์ ป้องกันแชมป์ได้ 2 ครั้ง ก่อนจะเสียแชมป์ไปเมื่อ 23 มีนาคม พ.ศ. 2544 แพ้น็อค ดาวิด กอสวารา ยก 5 ที่ อินโดนีเซีย หลังจากเสียแชมป์ไป ซากราโดขึ้นชกชนะอีก 2 ครั้ง ก็ชิงแชมป์ PABA รุ่นเดิมอีกครั้งเมื่อ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2545 ชนะน็อค เจฟ มัลคอล์ม ยก 3 ที่ ฟิลิปปินส์ได้แชมป์มาครอง จากนั้นก็สละแชมป์และแขวนนวมไป", "โคเซ เฟร์เรร์\nโคเซ บีเซนเต เฟร์เรร์ เด โอเตโร อี ซินทรอน (; 8 มกราคม ค.ศ. 1912 – 26 มกราคม ค.ศ. 1992) หรือเป็นที่รู้จักในชื่อ โคเซ เฟร์เรร์ เป็นนักแสดงและผู้กำกับชาวเปอร์โตริโก ผู้ชนะเลิศรางวัลออสการ์, รางวัลลูกโลกทองคำ และรางวัลโทนี ได้ชื่อว่าเป็นนักแสดงเชื้อสายฮิสแปนิกคนแรกที่ได้รับรางวัลออสการ์ จากภาพยนตร์เรื่อง \"Cyrano de Bergerac\" (ค.ศ. 1950)", "อันโตนิโอ บันเดรัส\nโฆเซ อันโตนิโอ โดมิงเกซ บันเดรา () หรือชื่อในการแสดงว่า อันโตนิโอ บันเดรัส () เกิดเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม ค.ศ. 1960 เป็นนักแสดงชาวสเปน ผู้กำกับภาพยนตร์ ผู้ผลิตภาพยนตร์ และนักร้อง เขาเริ่มอาชีพการแสดงเมื่ออายุ 19 ปีกับภาพยนตร์ที่กำกับโดยเปโดร อัลโมโดบาร์ จากนั้นแสดงในภาพยนตร์ฮอลลีวุดอย่างเรื่อง \"มหาประลัยตัดมหาประลัย\", \"Evita\", \"\", \"Philadelphia\", \"Desperado\", \"The Mask of Zorro\", \"Spy Kids\" และ \"Shrek\"", "เฟร์นันโด เบร์ดัสโก\nเฟร์นันโด เบร์ดัสโก การ์โมนา () เกิดเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2526 เป็นนักเทนนิสอาชีพชาวสเปน เกิดที่กรุงมาดริด ประเทศสเปน ปัจจุบันเป็นนักเทนนิสมือวางอันดับที่ 2 ของสเปน และเป็นมือวางอันดับที่ 8 ของโลก เบร์ดัสโกเริ่มเล่นเทนนิสตั้งแต่อายุได้เพียง 4 ขวบ และเริ่มมีโค้ชประจำตัวตั้งแต่อายุได้ 8 ขวบ", "โฆเซบา อิตัวร์เต\nโฆเซ ฟรันซิโก \"โฆเซบา\" อิตัวร์เต โกเอนากา (; 26 กันยายน ค.ศ. 1970 — ) เป็นอดีตนักฟุตบอลชาวสเปน ในฐานะผู้ฝึกสอนผู้รักษาประตู เขาเริ่มทำหน้าที่ใน ค.ศ. 2004 ให้แก่เซเดโรกวยตัส และใน ค.ศ. 2005 เขาก็ได้ย้ายไปยังอูเด อัลเมริอา ที่ซึ่งเขาได้ทำหน้าที่เป็นระยะเวลาหกปี และต่อมา เขาได้ทำหน้าที่ดังกล่าวร่วมกับสโมสรฟุตบอลเอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ตั้งแต่เดือนตุลาคม ค.ศ. 2013" ]
0
เดอะเฟซไทยแลนด์ ซีซัน 2 ใครคือผู้ชนะ ?
[ "เดอะเฟซไทยแลนด์ ซีซัน 3\nย้อนกลับมาช่วง \"ไฟนัลวอล์ก\" ก่อนที่จะประกาศผล ได้มีการฉายวิดีโอของ อุ๋ย ที่ได้มีการพูดถึงการแสดงในแคมเปญของแต่ละคน ตามด้วยการฉายวิดีโอของ เต๊นท์ กัลป์ กัลย์จาฤก ที่ได้มีการพูดถึงผลงานที่แต่ละคนได้ทำกัน และได้มีการประกาศผลผู้ชนะในช่วงแคมเปญ ซึ่งก็คือ ฟ้า แต่เป็นที่น่าแปลกใจ เมื่อได้มีการประกาศว่าไม่มีใครถูกคัดออกในช่วงนี้ นั่นหมายความว่า ผู้เข้ารอบสี่คนสุดท้ายได้เดินรอบ \"ไฟนัลวอล์ก\" กันทั้งหมดจากนั้นเป็นการเดินแบบของผู้เข้าแข่งขันที่ถูกคัดออกไปแล้วทั้ง 11 คนซึ่งเรียงลำดับจากผู้ที่ออกจากการแข่งขันคนแรกไปจนถึงคนสุดท้าย โดย ซาบิน่า อจิรภา ไมซิงเกอร์ และ ติช่า กันติชา ชุมมะ ผู้ชนะจากฤดูกาลที่ผ่านมาได้มาร่วมเดินแบบในครั้งนี้ด้วย และวงดนตรี เก็ตสึโนวา (Getsunova) ร้องเพลงประกอบ ต่อด้วยการเดินไฟนัลวอล์กเดี่ยวของสี่คนสุดท้าย ตามด้วยการปรากฏตัวของเมนเทอร์ก่อนที่จะเดินคู่กับลูกทีมของตัวเอง โดยมี มาช่า วัฒนพานิช ร้องเพลง \"Music Lover\" ประกอบ จากนั้นเป็นการประกาศผลผู้ชนะโดย ติช่า ผู้ชนะจากซีซั่น 2 มาพร้อมกับนายแบบและนักแสดงเกาหลี Cho Min-ho และ Kim Jae-young ซึ่งรอบนี้ เกรซ ทำได้ดีที่สุด และกลายเป็นเดอะเฟซคนที่สามของประเทศไทยในการถ่ายทอดสดครั้งนี้ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ที่ทรงมาเป็นแขกกิตติมศักดิ์ในการมอบช่อดอกไม้ให้แก่เดอะเฟซไทยแลนด์คนที่สามและเมนเทอร์ของผู้ชนะ ตามด้วย เต้ ปิยะรัฐ กัลย์จาฤก ที่ได้ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายของที่ระลึก หลังจากนั้น เต้ ปิยะรัฐ กัลย์จาฤก เดอะเฟซไทยแลนด์คนที่สาม และเมนเทอร์ของผู้ชนะ ได้รับประทานพระอนุญาตฉายพระรูปร่วมกันกับพระองค์ ทีมบี \n ทีมคริส \n ทีมลูกเกด \n ทีมมาช่า", "เดอะเฟซไทยแลนด์ ซีซัน 2\nช่วง \"Final Walk\" ถ่ายทอดสดจากเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ โดยมีโอปอล ปาณิสรา อารยะสกุล เป็นพิธีกรรับเชิญ เริ่มต้นด้วยการประกาศผลผู้ชนะในช่วงแคมเปญ ซึ่งก็คือติช่า และผู้ที่ทำไม่ดีในรอบนี่คือมะปราง จากนั้นเป็นการเดินแบบของผู้เข้าแข่งขันทั้ง 15 คนโดยเรียงลำดับจากผู้ที่ออกจากการแข่งขันคนแรกไปจนถึงคนสุดท้าย ต่อด้วยการเดิน Final Walk เดี่ยว ตามด้วยเมนเทอร์ และเดินคู่ผู้เข้าแข่งขัน-เมนเทอร์ จากนั้นเป็นการประกาศผลโดยซาบีน่า ผู้ชนะจากซีซั่น 1 ซึ่งรอบนี้ ติช่า ทำได้ดีที่สุด และกลายเป็น The Face คนที่สองของประเทศไทย ทีมลูกเกด  \n ทีมบี \n ทีมคริส", "เดอะเฟซไทยแลนด์ ซีซัน 2\nในวันที่ 9 มกราคม 2559 ก็ได้ผู้ชนะคนที่สองของรายการคือ ติช่า, กันติชา ชุมมะ" ]
[ "เดอะเฟซไทยแลนด์ ซีซัน 1\nตัวอักษรหนาคือผู้ที่ชนะจากแต่ละทีมเลือกจากแขกรับเชิญและผู้ที่ชนะใน \"มาสเตอร์คลาส\" ก็คือ ตาลและได้กระเป๋าแต่งหน้าจาก Maybelline และเป็นการชนะครั้งที่สองของเธอในช่วงมาสเตอร์คลาส\nช่วง \"แคมเปญ\" ในสัปดาห์นี้เป็นการถ่ายแบบเดินแฟชั่นโดยสวมบทบาทเป็น ม้าลาย, ผีเสื้อ และ เสือ และมี อาร์ต อารยา อินทรา มาเป็นแขกรับเชิญและกรรมการตัดสินในการสวมบทบาทต่างๆ ผู้ที่ชนะรางวัลจากช่วงมาสเตอร์คลาส ก็มาเป็นผู้เลือกลำดับการถ่ายโดยทีมพลอยทีมแรก ทีมหญิงทีมที่สอง และทีมลูกเกดทีมที่สาม เกิดปัญหาในการแต่งหน้าทำผมของทีมหญิง เลยต้องแก้ทรงผมให้เหมาะกับโจทย์ที่ได้รับ ทีมพลอยได้รับโจทย์ผีเสื้อได้รับคำชมจากกรมการมากว่าทำได้ดี และผลการตัดสินทีมพลอยก็ชนะใน \"แคมเปญ\" ครั้งนี้ ทีมที่แพ้ทั้งสองได้ส่งผู้ที่ทำได้ออกมาไม่ดีพอสองคนคือ หงส์จากทีมหญิงซึ่งเป็นครั้งที่สองของหงส์แล้วที่มายืนที่ห้องนี้และเหม่ยจากทีมลูกเกด และเมนเทอร์พลอยที่ชนะก็ได้เลือกเหม่ยให้ออกจากเดอะเฟซเป็นคนที่สี่", "เดอะเฟซไทยแลนด์ ซีซัน 1\nตัวอักษรหนาคือผู้ที่ชนะในรอบแรก โจทย์ในรอบสองคือการแต่งตัวในฐานะซุปเปอร์สตาร์ที่ถูกเชิญไปโชว์ตัวต่างจังหวัดที่หัวเมือง มีเวลา 10 นาทีในการเลือกชุดเช่นเดิม ซึ่งผู้ชนะในช่วงมาสเตอร์คลาสคือ ซาบิน่า โดยได้รางวัลเป็น Gift Voucher ในการช็อปปิ้งในพารากอนดีพาร์ทเมนท์สโตร์ 10,000 บาท\nช่วง \"แคมเปญ\" ในสัปดาห์นี้เป็นการถ่ายแฟชั่นวิดีโอให้กับ \"Maybelline\" โดยแต่ละทีมจะได้ธีมถ่ายทำที่แตกต่างกัน ทีมเมนเทอร์หญิงได้ธีม New York Rock ทีมเมนเทอร์ลูกเกดได้ธีม New York Street Chic และทีมเมนเทอร์พลอยได้ธีม New York Night Sexy ในตอนนี้ บี-น้ำทิพย์ จงรัชตวิบูลย์ มาเป็นเมนเทอร์แทนเมนเทอร์พลอยที่ไม่สามารถมาร่วมแคมเปญนี้ได้ แพรี่พาย อมตา จิตตะเสนีย์ เมคอัพอาร์ทิสต์ ก็ได้มาช่วยบอกเทคนิคการแต่งหน้าแต่ละทีมให้เข้ากับโจทย์ ทีมพลอยเป็นทีมที่ชนะในแคมเปญนี้ ซึ่งเมนเทอร์พลอยก็ได้ย้อนดูผลงานของทั้งสามทีมในภายหลังโดย อั๊ต-อัษฎา พานิชกุล เป็นคนเปิด VTR ให้ดู คนที่ต้องถูกส่งตัวเข้ามาในห้องตัดสินคือเบลล์จากทีมหญิงและตาลจากทีมลูกเกด ในที่สุดเมนเทอร์พลอยได้เลือกตาลให้ออกจากเดอะเฟซเป็นคนที่แปด ซึ่งเมนเทอร์ลูกเกดรู้สึกไม่เห็นด้วยในการที่เมนเทอร์พลอยไม่ได้มาร่วมในแคมเปญแต่ยังมีสิทธิ์ที่คัดคนออกจากการแข่งขัน", "เดอะเฟซไทยแลนด์ ซีซัน 1\nและผู้ชนะในการถ่ายรูปก็คือตาลได้ รูปของเธอจะได้ลงในอินสตาแกรมของโว้กประเทศไทย\nช่วง \"แคมเปญ\" ในสัปดาห์นี้เป็นการถ่ายภาพชนเผ่า ผู้ที่ชนะรางวัลจากช่วง\"มาสเตอร์คลาส\" ก็เป็นผู้เลือกเสื้อผ้าในการถ่ายภาพของแต่ละทีมและลำดับในการถ่ายภาพ ทีมพลอย (Milin:ถ่ายภาพเป็นทีมแรก) ทีมหญิง (Theatre:ถ่ายภาพเป็นทีมที่สอง) ทีมลูเกด (Issue:ภ่ายภาพเป็นทีมสุดท้าย) และในแต่ละทีมก็มีเวลาการถ่ายภาพทีมละ 10 นาที และทีมลูกเกดทำออกมาได้ดีที่สุด ทีมที่แพ้ทั้งสองได้ส่งผู้ที่ทำได้ออกมาไม่ดีสองคนคือ เพนนีจากทีมพลอยและป๋อมแป๋มจากทีมหญิง และเมนเทอร์ลูกเกดที่ชนะก็ได้เลือกป๋อมแป๋มให้ออกจาก\"เดอะเฟซ\"เป็นคนที่สอง", "เดอะเฟซไทยแลนด์ ซีซัน 2\nช่วง\"แคมเปญ\" ในสัปดาห์นี้คือการถ่ายแบบแนวเซ็กซี่โดยสวมชุดนอนในคอนเซปท์ \"Bed Side Story\" โดยมี ใหญ่ อมาตย์ นิมิตภาคย์ เป็นช่างภาพในครั้งนี้ และจะมีพร๊อพอยู่ในฉาก 2 ชิ้นซึ่งยังไม่เปิดเผย กวาง ผู้ที่ชนะรางวัลจากช่วง\"มาสเตอร์คลาส\"ได้เลือกให้ทีมเมนเทอร์ลูกเกดได้เริ่มเป็นทีมแรก ตามด้วยทีมเมนเทอร์คริส และทีมเมนเทอร์บี โดยผู้เข้าแข่งขันแต่ละทีมต้องไปคุยคอนเซปท์กับช่างภาพเป็นเวลา 5 นาที และจะมีเวลา 20 นาทีในการถ่ายภาพ โดย 10 นาทีแรกต้องควบคุมกันเอง หลังจากนั้นเมนเทอร์ของแต่ละทีมจะเข้ามาในเซตได้ เวลาต่อมา เมนเทอร์ของแต่ละทีมก็ได้มาพบลูกทีมและได้กำหนดท่าทางในการถ่ายภาพ เมื่อถึงเวลาจริง เป็นที่เปิดเผยว่านายแบบ 2 คนได้มาเป็นพร๊อพในฉาก เมนเทอร์ลูกเกดควบคุมและกำกับลูกทีมอยู่หลังกล้องในขณะที่ยังไม่ได้เข้ามาในเซ็ตจนกระทั่งถึงเวลาที่กำหนด แต่ก็ได้รับคำชมจากช่างภาพว่าทีมเวิร์คดีที่สุด ในขณะที่ทีมอื่นเปลี่ยนท่าอยู่ตลอดเวลา และทีมเมนเทอร์ลูกเกดเป็นทีมที่ชนะใน\"แคมเปญ\"เป็นครั้งที่สอง", "เดอะเฟซไทยแลนด์ ซีซัน 1\nภาพที่ดีที่สุด 3 ภาพคือ ซาบิน่า,มิลา,ตาลและผู้ชนะในการถ่ายรูปก็คือตาลได้ รูปของเธอจะได้ลงในเฟซบุ๊กของจีคิวประเทศไทย\nช่วง \"แคมเปญ\" ในสัปดาห์นี้เป็นการถ่ายแบบเดินแฟชั่นถ่ายแบบในแนว Sport ร่วมกับนายแบบชาย เพื่อนำเสนอโฆษณาให้กับ AIS โดยมี พรรัตน์ เจนจรัสสกุล มาร่วมตัดสิน และตาลที่ชนะจากมาสเตอร์คลาสถึงสามครั้งก็ได้เป็นทีมแรกที่ถ่ายแบบ และทีมหญิงเป็นทีมที่สอง ตามด้วยทีมพลอย และมี ใหญ่ อมาตย์ นิมิตภาคย์ มาเป็นช่างถ่ายภาพในแคมเปญครั้งนี้ และผลการตัดสินทีมหญิงก็ชนะใค \"แคมเปญ\" ครั้งนี้ ทีมที่แพ้ทั้งสองได้ส่งผู้ที่ทำได้ออกมาไม่ดีพอสองคนคือ แอนจากทีมพลอย และปาร์คจากทีมลูกเกดซึ่งเป็นครั้งที่สองของปาร์คแล้วที่มายืนที่ห้องนี้และเป็นครั้งที่สองที่เธอมาเจอเมนเทอร์หญิง และเมนเทอร์หญิงที่ชนะก็ได้เลือกปาร์คให้ออกจากเดอะเฟซเป็นคนที่ห้า", "เดอะเฟซไทยแลนด์ ซีซัน 3\nเดอะเฟซไทยแลนด์ ซีซัน 3 () รายการเรียลลิตีเพื่อค้นหาสุดยอดนางแบบ เทรนเนอร์ ได้แก่ เมทินี กิ่งโพยม, น้ำทิพย์ จงรัชตวิบูลย์ และ มาช่า วัฒนพานิช โดยมีการรับสมัครในวันที่ 14 สิงหาคม 2559 ณ มีทติ้ง รูม รอยัล พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน\nในซีซัน 3 นี้ เป็นฤดูกาลแรกที่เปิดโอกาสให้ผู้หญิงข้ามเพศ และผู้หญิงที่แต่งงานแล้ว สามารถสมัครเข้าร่วมแข่งขันได้ โดย เมทินี กิ่งโพยม ยังคงเป็นเมนเทอร์ในรายการเป็นปีที่สาม และในวันที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2559 ได้มีการเปิดเผยโฉมเมนเทอร์ในฤดูกาลนี้อีกสองคนคือ น้ำทิพย์ จงรัชตวิบูลย์ ที่มาเป็นเมนเทอร์อีกครั้ง และ มาช่า วัฒนพานิช ซึ่งเป็นเมนเทอร์คนใหม่ในฤดูกาลนี้ ส่วน ชานนท์ อักขระชาตะ ยังคงรับหน้าที่เป็นพิธีกรต่อไป และในวันที่ 13 กันยายน 2559 ได้มีการแถลงข่าวเปิดตัวรายการอย่างเป็นทางการพร้อมกับการเปิดตัวผู้เข้าแข่งขันจากรอบออดิชั่นทั้ง 50 คน โดยรายการเริ่มออกอากาศครั้งแรกในวันที่", "เดอะเฟซไทยแลนด์ ซีซัน 4\nเดอะเฟซไทยแลนด์ ซีซัน 4 ออลสตาร์ () หรือ เดอะเฟซออลสตาร์ () เป็นรายการเรียลลิตีประกวดนางแบบ, นายแบบ และนักแสดง โดยมีการประกาศเปิดตัวเป็นครั้งแรกในรอบไฟนอลวอล์คของ เดอะเฟซเมนไทยแลนด์ ซีซัน 1 เมื่อวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2560 ณ เมืองไทย จีเอ็มเอ็มไลฟ์เฮาส์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ หลังจากนั้น ในวันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2560 ปิยะรัฐ กัลย์จาฤก ได้ให้สัมภาษณ์กับทางช่อง 3 ว่าได้กำหนดชื่อสำหรับรายการว่า เดอะเฟซไทยแลนด์ ซีซัน 4 ออลสตาร์ โดยจะนำผู้เข้าแข่งขันใน 3 ซีซันที่ผ่านมา และ\"เดอะเฟซเมนไทยแลนด์ ซีซัน 1\" เข้าแข่งขันอีกครั้ง", "เดอะเฟซไทยแลนด์ ซีซัน 2\nช่วง\"แคมเปญ\" ในสัปดาห์นี้คือ การถ่ายภาพกรุ๊ปช็อต \"Life is Thrilling\" โดยมี ณัฐ ประกอบสันติสุข เป็นช่างภาพและเป็นกรรมการตัดสิน มะปราง ผู้ที่ชนะรางวัลจากช่วง\"มาสเตอร์คลาส\"ได้เลือกให้ทีมเมนเทอร์บีได้ถ่ายภาพเป็นทีมแรก ตามด้วยทีมเมนเทอร์ลูกเกด และทีมเมนเทอร์คริส ทีมแรกมีสิทธิ์ที่จะได้เลือกชุดก่อน แต่ละทีมจะมีเวลา 20 นาทีในการถ่ายภาพ หลังจากนั้นเมนเทอร์ของแต่ละทีมก็ได้มาพบลูกทีมเพื่อเตรียมชุดและฝึกซ้อมการโพสท์ท่า เมื่อถึงเวลาจริง ทุกทีมประสบปัญหาในการถ่ายภาพกันทั้งหมด ส่วนทีมของเมนเทอร์คริส เจสซี่ ประสบปัญหากับซิลิโคนชุดชั้นในหลุดออกซึ่งต้องแก้ไขปัญหาอยู่นานพอสมควร อย่างไรก็ตาม ทีมเมนเทอร์ลูกเกดเป็นทีมที่ชนะใน\"แคมเปญ\"นี้" ]
11
วรรณกรรมเยาวชนชุด อาณาจักรแห่งกาลเวลา แต่งโดยใคร ?
[ "เจ้าหน้าที่ของบ้าน\nในที่นี้ เจ้าหน้าที่ของบ้าน หมายถึง พลเมืองหรือเด็กของคนเป่าปี่ซึ่งมีหน้าที่ในบ้าน ในวรรณกรรมเยาวชนชุด \"อาณาจักรแห่งกาลเวลา\" ประพันธ์โดยการ์ธ นิกซ์", "อาณาจักรแห่งกาลเวลา\nจากบทสัมภาษณ์เมื่อวันที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2547 การ์ธ นิกซ์ ได้ให้สัมภาษณ์ถึงแรงจูงใจที่ทำให้เขาสามารถสร้างสรรค์วรรณกรรมชุดอาณาจักรแห่งกาลเวลาเอาไว้ดังนี้:", "บ้าน (อาณาจักรแห่งกาลเวลา)\nบ้าน เป็นขอบเขตพิภพซึ่งเป็นศูนย์กลางของจักรวาลในวรรณกรรมชุด \"อาณาจักรแห่งกาลเวลา\" งานประพันธ์ของการ์ธ นิกซ์ นักเขียนชาวออสเตรเลีย สิ่งอื่นใดที่อยู่นอกเหนือจากบ้าน คือ เอกภพ จะถูกเรียกว่า \"อาณาจักรชั้นที่สอง\" บ้านประกอบด้วยเจ็ดเขตแดน ได้แก่ บ้านเบื้องล่าง ผืนดินไกล ทะเลกั้นอาณาเขต วงกตยิ่งใหญ่ บ้านเบื้องกลาง บ้านเบื้องบน และสวนไร้ที่เปรียบ", "จันทร์มหันตภัย\nจันทร์มหันตภัย เป็นหนังสือเล่มที่ 1 ในหนังสือชุด \"อาณาจักรแห่งกาลเวลา\" เป็นหนังสือประเภท วรรณกรรมนวนิยายแฟนตาซี ของการ์ธ นิกซ์ นักเขียนชาวออสเตรเลีย หนังสือในชุดเดียวกัน คือ อังคารอหังการ พุธเพชฌฆาต พฤหัสเจ้าศาสตรา ศุกร์รัตติกาล เสาร์มนตรา และอาทิตย์สิ้นสูญ" ]
[ "อาณาจักรแห่งกาลเวลา\nอาณาจักรแห่งกาลเวลาเป็นวรรณกรรมที่พาดพึงถึงนิทานและนิยายหลายเรื่อง หัวหน้าผู้รับใช้ของคุณวันจันทร์ สนีซเชอร์ เทียบเคียงกับเนสเตอร์จาก \"การผจญภัยของตินติน\" คนเป่าปี่ก็เป็นการนำมาสร้างใหม่ของ \"\"คนเป่าปี่ผู้ลายพร้อยแห่งเฮมลิน\"\" ผู้ที่ใช้เสียงดนตรีของตนในการนำเอาประชากรหนูออกไปจากเมือง และภายหลังก็นำเด็กๆ ออกไป เนื่องจากผู้ปกครองของเด็กเหล่านั้นปฏิเสธที่จะจ่ายค่าตอบแทนในการกำจัดหนูซึ่งสัญญากันไว้ ลูกทะเลก็มีส่วนคล้ายกับ \"ลูกทะเล\" ของซามูเอล เทย์เลอร์ คอเลอร์ริดจ์ ลูกทะเลทั้งสองคนต่างก็ยิงนก และมีข้อความจากบทกวี \"แฮมเลต\" ของวิลเลียม เชกสเปียร์ ปรากฏอยู่ใน \"ศุกร์รัตติกาล\"", "รายชื่อตัวละครในอาณาจักรแห่งกาลเวลา\nประกอบด้วยย่อหน้า 3-7 ถูกยึดครองโดยคุณวันจันทร์และเก็บรักษาไว้บนดาวดับ อยู่ในรูปของกบ ภายหลังหนึ่งหมื่นปีที่มหาสถาปนิกจากไป ย่ำค่ำของวันจันทร์ (ซึ่งตอนนี้ได้เป็นยามเที่ยง) ได้ปลดปล่อยเอามันออกมาโดยให้กล่องยานัตถุ์วิเศษแก่ผู้ตรวจการ แล้วเมื่อผู้ตรวจการสูดเข้าไปในจมูกแล้วจามออกมา มันก็หนีออกมาได้แล้วไปเข้าสิงพ่อบ้านของวันจันทร์ สนีซเชอร์ และพยายามโน้มน้าวให้วันจันทร์มอบกุญแจนาที (กุญแจน้อย) ให้แก่อาเธอร์ในฐานะของทายาทผู้ทรงสิทธิ์ หลังจากนั้นพินัยกรรมส่วนแรกก็ออกจากร่างของสนีซเชอร์และอยู่ในรูปของกบหยก ซึ่งอาศัยอยู่ในคอของซูซี่ และพยายามให้เธอร่วมมือกับอาเธอร์ในการเอาชนะคุณวันจันทร์และปกครองบ้านเบื้องล่าง", "อาณาจักรแห่งกาลเวลา\nคนส่วนใหญ่มองว่าอาณาจักรแห่งกาลเวลาเป็นวรรณกรรมเยาวชนประเภทอิงคริสต์ศาสนาอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งสังเกตได้จากบาปทั้งเจ็ดประการและคุณธรรมทั้งเจ็ดประการ และยังได้เสียงสนับสนุนเป็นจำนวนมาก", "คุณธรรมหลัก\nในวรรณกรรมเยาวชนชุด \"อาณาจักรแห่งกาลเวลา\" คุณธรรมพื้นฐานนั้นก็มีพื้นฐานมาจากคุณธรรมทั้งเจ็ดประการ (มีคุณสมบัติตามคุณธรรมต่าง ๆ ของพินัยกรรม) ซึ่งถูกใช้ต่อต้านกับบาป 7 ประการ ประกอบด้วย ความอ่อนน้อม ความโอบอ้อมอารี ความรักฉันพี่น้อง ความว่านอนสอนง่าย ความบริสุทธิ์ ความพอประมาณ และความขยันหมั่นเพียร", "ชัชวาลย์ โคตรสงคราม\nพ.ศ. 2553 วรรณคดีลาว อัตลักษณ์ ชาติพันธุ์ และ\nสุนทรียภาพเหนือเส้นพรมแดน พิมพ์ในหนังสือ ร่องรอยกาลเวลา โขง \nสายนทีแห่งชีวิต เครือญาติ ชาติพันธุ์วรรณา \nบรรณาธิการ ทองแถม นาถจำนง เดือนมิถุนายน 2553\nพ.ศ. 2554 พลังสร้างสรรค์ในวรรณคดีลาวล้านช้าง \nพิมพ์ในหนังสือ ร่องรอยกาลเวลาร่วมรู้พื้นถิ่น\nสุวรรณภูมิ 450 ปีเวียงจัน สายสัมพันธ์บ่กั้นขวาง \nไทย สยาม ลาว วรรณกรรมสองฝั่งโขง มกราคม 2554 \nแม่น้ำโขงหรือแม่ของผมกันแน่ที่เป็นกวี แต่แม่คือผู้หญิงธรรมดาผู้เป็นแรงบันดาลใจยิ่งใหญ่ \nพิมพ์ในหนังสือ บทนำชีวิต รวมมุมมองและอารมณ์ความรู้สึกจากนักคิดนักเขียน 60 ชีวิต สำนักพิมพ์แม่คำผาง บรรณาธิการบริหาร ปรีดา ข้าวบ่อ ตุลาคม 2554 \nชื่อสุนทรียรส พิมพ์ใน นิตยสาร ไทอีศาน \nฉบับ e-books เดือนเมษายน", "แหวนปราบมาร\nเมื่อครั้งบรรพกาล มีของวิเศษอยู่ 12 ชิ้น ที่ถูกเล่าขานเป็นตำนานโด่งดัง เช่น ดาบฟ้าฟื้น, เกราะเพชรเจ็ดสี, ขวานรามสูร, ปี่พระอภัย หากตกในมือเหล่าร้ายจะก่อให้เกิดมหันตภัยครั้งใหญ่ขึ้น ทั้งสรวงสวรรค์ และโลกมนุษย์ มหาธรรมเทพ เทพผู้ยิ่งใหญ่เล็งเห็นถึงปัญหานี้ ตัดสินใจสร้างกรุเจดีย์ล่องหนเพื่อใช้รวบรวม \"ของวิเศษแห่งโลกธาตุทั้ง 12\" โดยเจดีย์ล่องหนจะอยู่ระหว่างโลกกับสวรรค์เท่านั้น ซึ่งจะปรากฏขึ้นทุก ๆ 400 ปี ท่านได้สละบารมีธรรมของตนเป็น 2 ส่วน คือ ภูติหมัดภูผา ผู้มีพลังในการต่อยสูงจนแผ่นดินทลายได้ และภูติบาทาวายุ ผู้มีพลังในการเตะมากขนาดทำให้เกิดลมพายุได้ ภูติทั้งสองสิงสถิตอยู่ใน แหวนภูผาวายุ ที่อยู่บนยอดเจดีย์ล่องหน เพื่อปกปักษ์ของวิเศษทั้ง 12 ชิ้น", "ของวิเศษในอาณาจักรแห่งกาลเวลา\nแผนที่ มีการทำงานคล้ายกับ \"เข็มทิศทองคำ\" ในวรรณกรรมชุด \"ธุลีปริศนา\"" ]
2
พระญาณวิสาลเถร (หา สุภโร) เกิดเมื่อวันที่เท่าไหร่?
[ "พระญาณวิสาลเถร (หา สุภโร)\nพระญาณวิสาลเถร (หลวงปู่หา สุภโร) ท่านมีนามเดิมว่า หา ภูบุตตะ เกิดวันศุกร์ที่ ๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๖๘ ตรงกับวันขึ้น ๑๐ ค่ำ เดือน ๘ ปีฉลู ที่บ้านนาเชือก ตำบลเว่อ (ปัจจุบันเป็นตำบลนาเชือก) อำเภอยางตลาด (ปัจจุบันเป็นอำเภอเมือง) จังหวัดกาฬสินธุ์ บิดาชื่อ นายสอ ภูบุตตะ มารดาชื่อ นางบัวลา ภูบุตตะ มีพี่น้องรวมกัน ๗ ท่าน" ]
[ "พระญาณวิสาลเถร (หา สุภโร)\nพระญาณวิสาลเถร (หา สุภโร) หรือ หลวงปู่ไดโนเสาร์ พระภิกษุในพุทธศาสนานิกายเถรวาท คณะธรรมยุตินิกาย ชาวจังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ ในราชทินนามตามสัญญาบัตรว่า พระญาณวิสาลเถร เจ้าอาวาสวัดสักกะวัน (ภูกุ้มข้าว) ที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ และอดีตรองเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์เป็นพระเถราจารย์ผู้ปฏิบัติตามพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด เป็นที่น่าเคารพสักการบูชาของบรรดาศิษยานุศิษย์ ซึ่งเป็นที่ประจักษ์แก่พุทธศาสนิกชนทุกหมู่เหล่า และได้ค้นพบกระดูกไดโนเสาร์ ทำให้มีการขุดค้น โดยเป็นแหล่งไดโนเสาร์กินพืชที่สมบูรณ์ที่สุดของประเทศไทย และยังมีการสร้างพิพิธภัณฑ์สิรินธร บริเวณที่ขุดค้นพบอีกด้วย", "พระญาณวิสาลเถร (หา สุภโร)\nท่านอุปสมบท เมื่ออายุย่างเข้า ๒๑ ปี ที่สิมน้ำ ณ วัดสว่างนิวรณ์นาแก ตำบลนาเชือก อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ โดยมีหลวงปู่ลือ เป็นพระอุปัชฌาย์ สังกัดมหานิกาย เมื่อท่านบวชแล้วก็มาอยู่ที่วัดสุวรรณชัยศรี ตำบลนาเชือก อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ ในปี พ.ศ. ๒๔๘๙ ขณะนั้นที่นั่นการปกครองในคณะสงฆ์ยังไม่ทั่วถึงมากนัก การบวชของคณะธรรมยุตและคณะมหานิกายยังไม่มีการแยกจากกัน ยังคงใช้พระอุปัชฌาย์องค์เดียวกัน ในปี พ.ศ. ๒๔๙๐ ทางคณะสงฆ์ได้ประกาศว่า พระอุปัชฌาย์สังกัดนิกายอะไรผู้บวชก็ต้องสังกัดนิกายนั้น พระครูประสิทธิ์สมณญาณ จนฺโทปโม เจ้าอาวาสวัดสุวรรณชัยศรี (ศิษย์อุปัฏฐากหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต สมัยท่านจำพรรษาอยู่แถบจังหวัดเชียงใหม่) ซึ่งเป็นพระอาจารย์ของท่านจึงได้ขึ้นไปอบรมการเป็นพระอุปัชฌาย์ของคณะธรรมยุต ต่อมาเมื่อท่านอายุ ๒๒ ปี ท่านได้ญัติติเป็นธรรมยุต ที่สิมน้ำ ณ วัดบ้านหนองโจด (ปัจจุบันเป็นที่นาชาวบ้าน) ตำบลนาเชือก อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ เมื่อ วันที่ ๒๑ เดือน กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๙๐ เวลา ๑๓.๐๐ น. โดยมีพระครูประสิทธิ์สมณญาณ เป็นพระอุปัชฌาย์ มีพระครูปลัดอ่อน ขนฺติโก เป็นพระกรรมวาจาจารย์ มีพระใบฎีกาทองสุข สุจิตฺโต เป็นพระอนุสาวนาจารย์ มีฉายา ว่า “สุภโร” แปลว่า “ผู้เลี้ยงง่าย”", "พระญาณวิสาลเถร (หา สุภโร)\nท่านถือกำเนิดในตระกูลที่มีฐานะดีในหมู่บ้านนาเชือก ซึ่งอพยพมาจากจังหวัดอุบลราชธานี มีฝูงวัวมากกว่า ๓๐ ตัว มีที่นากว่า ๖๐ ไร่ มารดาเลี้ยงหม่อนเป็นจำนวนมาก ซึ่งถือว่าเป็นครอบครัวที่มีฐานะมั่นคงที่สุดในแถบนั้น เมื่อท่านเป็นฆราวาส ท่านมีความขยันหมั่นเพียร และความอุตสาหะ ท่านช่วยโยมบิดามารดาทำงานทุกอย่าง ท่านได้สำเร็จการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ ที่โรงเรียนวัดบ้านนาเชือกเหนือ ตำบลนาเชือก อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ ท่านก็ได้รับการคัดเลือกให้เป็นทหารอาสาเพื่อไปร่วมรบในสงคราม และท่านได้เข้ารับการฝึกซ้อมรบ ภายหลังก่อนที่ท่านจะไปในสงครามจริงๆ สงครามโลกครั้งที่ ๒ ก็ได้ยุติลงก่อนในปี พ.ศ. ๒๔๘๘ ครั้งนึงท่านชอบการต่อยมวยมาก ท่านชอบไปต่อยมวยตามงานวัดต่างๆ ในเวลาว่างจากการทำนาและงานอื่น แต่โยมบิดาของท่านไม่ชอบที่ท่านเป็นนักมวยนัก พอช่วงอายุประมาณ ๒๐ ปี คุณยายของท่านก็ได้ปรารภกับท่านว่าอยากจะให้ท่านบวชให้คุณยายของท่านหน่อย อันเป็นที่มาของการออกบวชภายใต้ร่มกาสาวพัสตร์ในบวรพระพุทธศาสนา", "พระญาณวิสาลเถร (หา สุภโร)\nเมื่อท่านยังเป็นพระนวกะ (ผู้บวชใหม่) ปี พ.ศ. ๒๔๙๔ ได้จำพรรษาที่วัดสุวรรณชัยศรี จนสอบได้นักธรรมชั้นตรี และ ในปีพ.ศ. ๒๔๙๕ สอบได้นักธรรมชั้นโทที่วัดขวัญเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์ และในปีพ.ศ. ๒๔๙๗ ได้มีโอกาสศึกษาต่อที่วัดนรนาถสุนทริการาม กรุงเทพมหานคร จนสำเร็จนักธรรมชั้นเอก ท่านได้มีโอกาสอุปัฏฐากท่านเจ้าประคุณสมเด็จมหามุนีวงศ์ (สนั่น จนฺทปชฺโชโต) และด้วยความที่ท่านมีนิสัยใฝ่เรียนรู้ ท่านจะเรียนบาลีเป็นประจำทุกวัน เมื่อเว้นว่างจากการเรียนบาลีแล้ว ท่านก็จะเดินทางด้วยเท้าเปล่าเพื่อไปเรียนกรรมฐานจากพระธรรมมงคลญาณ (วิริยังค์ สิรินธโร) วัดธรรมมงคล และพระสุทธิธรรมรังสีคัมภีรเมธาจารย์ (ลี ธมฺมธโร) ที่วัดบรมนิวาส", "พระญาณวิสาลเถร (หา สุภโร)\nเมื่อเรียนไปได้สักระยะหนึ่ง ท่านเริ่มอาพาธด้วยโรคดีซ่าน การเรียนทั้งปริยัติและปฏิบัติจึงได้ระงับไว้ก่อน เมื่ออาการหนักมากจนถึงขั้นต้องนอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลสงฆ์ถึง ๓ เดือน โดยไม่มีท่าทีว่าจะหาย หรือดีขึ้นเลย ท่านจึงทอดอาลัยในชีวิต แล้วตั้งความปรารถนาขอใช้ชีวิตที่เหลือในการรับใช้พระศาสนาให้สมกับที่เป็นผู้อุทิศตนต่อชาวโลก โดยท่านได้ตั้งสัตยาธิษฐาน ที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้วมรกต) ว่า “หากข้าพเจ้าจะมีชีวิตในการบวช ขอให้โรคหาย ถ้าหากจะไม่มีชีวิตแล้ว ขอให้ตายกับผ้าเหลือง” ท่านมีความคิดว่าหากได้บวชอยู่นานๆ จะได้ทำประโยชน์ในพระศาสนาให้สมกับที่เป็นผู้อุทิศตนต่อชาวโลก จากนั้นท่านจึงเดินทางกลับมาที่บ้านเกิดเพื่อตั้งต้นดำเนินภารกิจดังที่ตั้งปณิธานไว้ และได้ตั้งสัตยาธิษฐานอีกครั้งหนึ่งว่า “ขอให้ได้อยู่ป่าทำความสงบสบายทางจิต”", "พระโพธิญาณเถร (ชา สุภทฺโท)\nพระโพธิญาณเถร (ชา สุภทฺโท) ( 17 มิถุนายน พ.ศ. 2461 - 16 มกราคม พ.ศ. 2535 ) ตรงกับ วันศุกร์ขึ้น 7 ค่ำ เดือน 7 ปีมะเมีย ณ บ้านจิกก่อ หมู่ที่ 9 ตำบลธาตุ อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี บิดาชื่อนายมา ช่วงโชติ มารดาชื่อ นางพิมพ์ ช่วงโชติ มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันจำนวน 10 คน", "พระวิสุทธิญาณเถร (สมชาย ฐิตวิริโย)\nหลวงปู่สมชาย ฐิตวิริโย ท่านเป็นชาวจังหวัดร้อยเอ็ด เกิดเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2468 ตรงกับวันอังคารขึ้น 15 ค่ำ เดือน 5 ปีฉลู เวลาเที่ยงวัน ณ หมู่บ้านเหล่างิ้ว ตำบลจังหาร อำเภอจังหาร จังหวัดร้อยเอ็ด ในตระกูลที่เป็น ชาวฮินดู หลวงปู่สมชาย เป็นบุตรคนที่ 2 ของโยมบิดาชื่อ \"สอน มติยาภักดิ์\" โยมมารดา \"บุญ มติยาภักดิ์\" โยมมารดาของท่านเป็นบุตรตรีคนเล็กของ คุณหลวง เสนา ศาสนาพราหมณ์ในท้องถิ่นนั้น หลวงปู่สมชาย ฐิตวิริโย ท่านมีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันเพียง 2 คน คือ 1. นายหนู มติยาภักดิ์ 2. หลวงปู่สมชาย ฐิตวิริโย", "พระโพธิญาณเถร (ชา สุภทฺโท)\nเสร็จภารกิจการศึกษา ประกอบกับเกิดธรรมสังเวชคราวโยมบิดาเสียชีวิต จึงหันมาสู่การปฏิบัติธรรม โดยออกธุดงค์และศึกษาหาแนวทางปฏิบัติในสำนักต่างๆ ผ่านอาจารย์ก็มากมาย เช่น ที่สำนักของหลวงพ่อเภา วัดเขาวงกฏ จ.ลพบุรี และพระอาจารย์ชาวกัมพูชาที่เป็นพระธุดงค์ซึ่งได้พบกันที่วัดเขาวงกฏ หลวงปู่กินรี อาจารย์คำดี หลวงปู่ทองรัตน์ พระอาจารย์มั่น เป็นต้น พออินทรีย์แก่กล้าแล้วก็ออกธุดงค์ปฏิบัติธรรมต่อไปเรื่อยๆ โดยยังดำรงสมณเพศเป็นพระมหานิกายอยู่ตลอดเวลา จนในที่สุดได้รับอาราธนาจากโยมมารดาและพี่ชาย เพื่อกลับไปโปรดสัตว์ที่บ้านเกิด เมื่อ พ.ศ. 2497 ก็ได้ดำเนินการสร้างวัดป่าขึ้น ซึ่งเรารู้จักในปัจจุบัน คือ และท่านดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดนี้มาโดยตลอด และถึงแก่มรณภาพเมื่อ 16 มกราคม พ.ศ. 2535 เวลา 05.20 น. ที่ วัดหนองป่าพง อย่างสงบท่ามกลางธรรมสังเวชของศิษยานุศิษย์จากทุกสารทิศ", "พระสุธรรมยานเถร (อินถา อินฺทจกฺโก)\nพระสุธรรมยานเถร หรือ ครูบาอินทจักร มีนามเดิมว่า อินถา พิมสาร เกิดเมื่อวันจันทร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2439 ตรงกับวันแรม 12 ค่ำ เดือน 11 ปีวอก ภูมิลำเนาอยู่บ้านป่าแพ่ง ตำบลแม่แรง อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน เป็นบุตรของนายเป็งและนางสาร พิมสาร มีพี่น้องรวมทั้งหมด 13 คน ท่านเป็นคนที่ 6 พระสุพรหมยานเถร (พรหมา พฺรหฺมจกฺโก) เป็นคนที่ 7 และพระครูสุนทรคัมภีรญาณ (คำ คมฺภีโร) เป็นคนที่ 8 โยมบิดามารดาของท่านเป็นพุทธศาสนิกชนที่เคร่งครัด ทำบุญตักบาตร รักษาศีล ทำวัตร ทำสมาธิ เดินจงกรม เป็นประจำและได้ปลูกฝังบุตรธิดาทุกคนให้ปฏิบัติตาม" ]
0
ซีรีส์ ร็อคแมนซีโร่ หรือ เมกาแมนซีโร่ เป็นของชาติใด ?
[ "ร็อคแมนซีโร่\nร็อคแมนซีโร่ () หรือ เมกาแมนซีโร่ (Mega Man Zero) เป็นซีรีส์ภาคต่อชุดที่สี่ของเกมชุดร็อคแมน ออกวางตลาดครั้งแรกที่ญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2545 (ค.ศ. 2002) และออกวางตลาดครั้งแรกที่อเมริกาเมื่อวันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2545 (ค.ศ. 2002)" ]
[ "ร็อคแมนซีโร่ซีรีส์\nซีรีส์ ร็อคแมนซีโร่ () หรือ เมกาแมนซีโร่ (Mega Man Zero) เป็นซีรีส์ภาคต่อชุดที่สี่ของเกมชุดร็อคแมน โดยดำเนินเนื้อเรื่องต่อเนื่อจากซีรีส์ ร็อคแมน X ซึ่งมีซีโร่เป็นตัวเอกของเกม ซีรีส์นี้วางจำหน่ายมาแล้วทั้งหมด 4 ภาค และถูกผลิตสำหรับเล่นบนเครื่องเกมบอยแอดวานซ์", "ร็อคแมน ZX ซีรีส์\nร็อคแมน ZX () หรือ เมกาแมน ZX (Mega Man ZX) เป็นซีรีส์ภาคต่อชุดที่ห้าของเกมชุดร็อคแมน โดยดำเนินเนื้อเรื่องต่อเนื่อจากซีรีส์ ร็อคแมนซีโร่ ซีรีส์นี้ แตกต่างจากซีรีส์ภาคก่อน ตรงที่เปลี่ยนตัวเอกให้เป็นมนุษย์ และสามารถเลือกเล่นได้ว่าจะเล่นเป็นเพศหญิงหรือเพศชาย สำหรับซีรีส์นี้เป็นเกมที่เล่นบนเครื่องนินเทนโดดีเอสโลหะมีชีวิตไลฟ์เมทัล (หรือ Bio Metals ในภาคอังกฤษ) เป็นวัตถุโบราณที่ขุดค้นพบตามที่ต่างๆ มีจิตใจเป็นของตัวเอง ว่า จะเลือกใครเป็นผู้สวมใส่\nสร้างขึ้นจากข้อมูลของเหล่าผู้กล้าในอดีตของ นีโออาคาเดีย โดยมีเหตุผลคือ รำลึกถึงเหล่าผู้กล้าในอดีต ผู้สร้างคือ ซีเอล เกือบทุกชิ้น ยกเว้น Model W และ Model A", "ซีโร่ (ร็อคแมน)\nในเรื่องราวของซีโร่นั้นมีอดีตเก่าๆ ที่เขาลืมไปหมดแล้วแต่ทว่า ในร็อคแมน X4 \"ซิกม่า\"ได้เล่าเรื่องเกี่ยวกับเขาเมื่อ หลายปีก่อน ก่อนที่เขาจะมาเป็น\"อีเรกูลาร์ฮันเตอร์\" เขาไปมีเรื่องกับ ซิกม่า \"(ซิกม่าอีเล็กกูล่าฮันเตอร์)\" ซึ่งได้ปะทะกันอย่างไม่ปราณีจนในระหว่างการต่อสู้ ซีโร่ ได้เกิดอาการไวรัสของ Dr.ไวลลี่ ที่ฝังไว้ในชิฟพลังงานที่หัวทำให้ ซิกม่า ต่อยที่หัวทำลายชิพไวรัส แต่ทว่าได้รับพัทธุกรรมไวรัสเขาไปแทน ความจริงแล้วเรื่องราวก็คลายกับ X ก็คือ ซีโร่ได้ถูกสร้างจาก Dr.ไวลลี่ เป็นรหัส DWN-∞ ซึ่ง\"Dr.ไวลลี่\"สร้างไว้เพื่อที่จะช่วยงานกับ Dr.ไลท์ (ในภาค\"ร็อคแมน&ฟอร์เต้\"ได้กลับตัวกลับใจเป็นคนดีช่วยเหลือDr.ไลท์บ่อยๆ) ซึ่งร่างของซีโร่ถูกดัดแปลงจาก ฟอร์เต้ หุ่นยนต์ที่เคยท้าต่อสู้กับร็อคแมนเป็นประจำ ได้ทำการสร้างใหม่และลงไวรัสลงไปโดยไม่ได่ตั้งใจจนซีโร่ตื่นขึ้นมาและอาละวาดในโลก ศตวรรษที่ 21XX ซึ่งได้ปะทะกับซิกม่าก็ได้ไปอยู่ในอีเล็กกูล่าฮันเตอร์ แต่ทว่าในร็อคแมน Xได้ตายต่อหน้า X และในร็อคแมน X2ได้ต่อสู้กับ X โคนซิกม่าโดยร่างใหม่แต่ทว่าพอผ่านไปถึงภาคที่4ได้หลงรักกับไอริสซึ่งได้เขาทำงานรวมกับซีโร่ด้วยกับซึ่งทำให้โคโน่พี่ชายของเธอเกลียดซีโร่ที่สุดจึงได้ทะเลาะถึงกับสู้กับทำให้ไอริสไม่สบายใจจึงหลังจากนั้นเธอได้รักษาตัวด้วยวัคซีนแต่ทว่าเธอเป็นหุ่นฝาแฝดจึงร่างกายเข้ากับโคโน่ ได้รวมร่างกับโคโน่แน่อาละวาดและพอซีโร่ช่วยเธอ ไอริสก็ได้ตายลงทำให้ซีโร่เสียใจมาก", "ร็อคแมน X (ตัวละคร)\nใน ค.ศ. 21XX ได้มีคดีอีเรกูลาร์ก่ออาลาวาดขึ้นในเมืองซึ่งมีซิกม่าเป็นหัวหน้าหน่วยที่ 17 โดย ซีโร่ เป็นอีเร็กกูล่าฮันเตอร์ระดับ A และ เอ็กซ์เป็นอิเรกูลาร์ฮันเตอร์ระดับ B ซึ่งเป็นรุ่นน้องซึ่งเหตุการณ์ขับขันซึ่ง X ไม่ได้ทำอะไรไม่มากจนมีอีกคดีซึ่งลึกลับมีเรฟลิบรอยจำนวนมากถูกฆ่าอย่างปริศนา ซึ่ง X ไม่สงสัยในตัวซิกม่าแต่สุดท้ายซิกม่าได้หักหลัง X แต่ไม่ถึงกับฆ่า แต่ซิกม่าได้ประกาศเป็นศัตรูกับมนุษย์จน X เขาแลกกับดาบเซเบอร์ของซิกม่า จน X จำความเมื่อ 100 ปีก่อนแต่เขาต้องเสียความทรงจำไปเมื่อพลังงานตัวเองหมดไปจน ซีโร่ อยู่ในเหตุการณ์ช่วย X ไว้ได้", "ร็อคแมนเอ็กเซ่ 6\nร็อคแมนเอ็กเซ่ 6 () หรือ เมกาแมน แบทเทิลเน็ตเวิร์ค 6 เป็นวิดีโอเกมชุดร็อคแมนเอ็กเซ่ลำดับที่ 6 และเป็นชุดสุดท้ายของซีรีส์หลักร็อคแมนเอ็กเซ่ พัฒนาและผลิตโดยแคปคอม วางจำหน่ายรูปแบบเกมบอยอัดวานซ์ ถูกแบ่งเป็น 2 เวอร์ชั่นคือ เดนโนจู เกรย์ก้า (Cybeast Grega) และ เดนโนจู ฟอลเซอร์ (Cybeast Falzar) วางจำหน่ายในประเทศญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน ค.ศ. 2005", "ร็อคแมนซีโร่ 3\nร็อคแมนซีโร่ 3 () หรือ เมกาแมนซีโร่ 3 (Mega Man Zero 3) เป็นวิดีโอเกมซีรีส์ชุดที่ 3 ของซีรีส์ร็อคแมนซีโร่ ออกวางตลาดครั้งแรกที่ญี่ปุ่นในวันที่ 23 เมษายน ค.ศ. 2004 และออกวางตลาดครั้งแรกที่อเมริกาเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม ค.ศ. 2004", "ร็อคแมนซีโร่ 2\nร็อคแมนซีโร่ 2 () หรือ เมกาแมนซีโร่ 2 (Mega Man Zero 2) เป็นวิดีโอเกมซีรีส์ร็อคแมนซีโร่ ลำดับที่ 2 ของเกม ออกวางตลาดครั้งแรกที่ญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม ค.ศ. 2002 และออกวางตลาดครั้งแรกที่อเมริกาเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม ค.ศ. 2003", "ร็อคแมน ZX\nร็อคแมน ZX (Rockman ZX) หรือ เมกาแมน ZX (Mega Man ZX) เป็นซีรีส์ภาคต่อชุดที่ห้าของเกมชุดร็อคแมน ออกวางตลาดครั้งแรกที่ญี่ปุ่นในวันที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2549 (ค.ศ. 2006) และออกวางตลาดครั้งแรกที่อเมริกาในวันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2549 (ค.ศ. 2006) โดยดำเนินเนื้อเรื่องต่อเนื่อจากซีรีส์ ร็อคแมนซีโร่", "ร็อคแมน X6\nร็อคแมน X6 () หรือ เมกาแมน X6 (Mega Man X6) เป็นวิดีโอเกมชุดที่ 6 ของซีรีส์ร็อคแมน X โดยวางจำหน่ายในวันที่ 23 พฤศจิกายน ค.ศ. 2001 ที่ประเทศญี่ปุ่นวางจำหน่ายในเครื่องเล่นเกมเพลย์สเตชัน\nในเวลาช่วงปี ค.ศ. 21XX 3 สัปดาห์หลังจากที่โคโลนี่ยูเรเซียตกลงสู่พื้นโลก, เอ็กซ์ได้ปราบซิกม่าลงได้และอิเรกูลาร์ฮันเตอร์ซีโร่ต้องสละชีวิตตนเองเพื่อปกป้องเอ็กซ์ ทำให้มนุษย์ต้องปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตตนเองไปอย่างมาก ซิกม่าไวรัสที่อบอวนอยู่เต็มพื้นโลก ทำให้มนุษย์ต้องอาศัยอยู่ใต้ดิน เหล่าฮันเตอร์ที่รอดชีวิตอยู่ได้ร่วมมือกันฟื้นฟูโลก โดยมีเอ็กซ์ที่ได้รับ Z-เซเบอร์ มาจากซีโร่เป็นผู้นำ" ]
3
สตาร์ วอร์ส ภาคแรกฉายเมื่อใด ?
[ "สตาร์ วอร์ส เอพพิโซด 1: ภัยซ่อนเร้น\n\"ภัยซ่อนเร้น\"ออกฉายครั้งแรกในวันที่ 19 พฤษภาคม ค.ศ. 1999 นับเป็นเวลา 16 ปี หลังจากภาพยนตร์\"สตาร์ วอร์ส\"ภาคล่าสุดคือ\"การกลับมาของเจได\"ออกฉายเมื่อ ค.ศ. 1983 เสียงตอบรับเป็นไปด้วยความตื่นเต้น ครอบครองพื้นที่สื่อจำนวนมาก และมีผู้ตั้งตารอคอยภาพยนตร์เรื่องนี้จำนวนมากเนื่องจากผลกระทบทางวัฒนธรรมร่วมสมัยที่มาจากภาพยนตร์ภาคก่อนๆ เสียงวิจารณ์เป็นไปในทางก้ำกึ่งโดยเสียงชื่นชมมาจากงานภาพและฉากแอกชัน แต่นักวิจารณ์มักชี้ว่ามีจุดบกพร่องในการเขียนบท การสร้างตัวละคร การแสดง และการกำกับการแสดง อย่างไรก็ดีภาพยนตร์เรื่องนี้ทำรายได้ไป 924.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทั่วโลกจากการฉายครั้งแรก ทำให้เป็นภาพยนตร์\"สตาร์ วอร์ส\"ที่มีรายได้สูงที่สุดหากไม่ปรับตามค่าเงินเฟ้อ ปี ค.ศ. 2012 ภาพยนตร์เรื่องนี้ถูกนำมาปรับปรุงและฉายใหม่อีกครั้งในระบบสามมิติ จึงทำเงินเพิ่มได้อีก 102.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้มีรายรับรวมทั้งหมดทั่วโลกมากกว่าหนึ่งพันล้านดอลลาร์สหรัญฯ กลับมาอยู่ใน 10 อันดับภาพยนตร์รายรับสูงที่สุดตลอดกาล แต่คงอยู่ในตำแหน่งได้เพียงไม่กี่เดือนก่อนที่\"อัศวินรัตติกาลผงาด\"จะมาชิงตำแหน่งไป", "สตาร์ วอร์ส (ภาพยนตร์)\nสตาร์ วอร์ส () (ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น สตาร์ วอร์ส เอพพิโซด 4: ความหวังใหม่ ()) เป็นภาพยนตร์อเมริกันแนวมหากาพย์ละครอวกาศ ออกฉายในปี พ.ศ. 2520 เขียนบทและกำกับโดยจอร์จ ลูคัส เป็นภาพยนตร์ที่ออกฉายเป็นลำดับแรกสุดของมหากาพย์ภาพยนตร์\"สตาร์ วอร์ส\" ทั้ง 6 ภาค โดยมีภาคต่ออีก 2 ภาค ครบสมบูรณ์เป็นไตรภาคเดิม และภาคก่อนอีก 3 ภาคเป็นไตรภาคต้น รวมเป็นมหากาพย์ 6 ภาค ตามลำดับเวลาในเรื่องแล้วถือเป็นลำดับที่ 4 ของการเดินเรื่อง ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้สร้างมาตรฐานใหม่ของการใช้เทคนิกพิเศษในการถ่ายทำภาพยนตร์ การตัดต่อแบบแหวกแนว และการเล่าเรื่องแนวแฟนตาซีวิทยาศาสตร์ ถือเป็นภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จและเป็นแรงบันดาลใจมากที่สุดเรื่องหนึ่งตลอดกาล", "สตาร์ วอร์ส\nภาพยนตร์ชุดแรกออกฉายเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม ค.ศ. 1977 ในชื่อ โดย 20th Century Fox ได้รับความนิยมสูงทั่วโลก จนเกิดเป็นปรากฏการณ์ จนมีการสร้างภาคต่ออีก 2 ภาค โดยเว้นระยะห่างแต่ละภาคเป็นเวลา 3 ปี" ]
[ "สตาร์ วอร์ส เอพพิโซด 1: ภัยซ่อนเร้น\nสตาร์ วอร์ส เอพพิโซด 1: ภัยซ่อนเร้น () เป็นภาพยนตร์อเมริกันแนวมหากาพย์ละครอวกาศ เขียนบทและกำกับโดยจอร์จ ลูคัส เป็นภาพยนตร์ลำดับที่ออกฉายเป็นลำดับที่สี่ของมหากาพย์ภาพยนตร์\"สตาร์ วอร์ส\" เป็นภาคแรกของภาพยนตร์\"สตาร์ วอร์ส\" ชุดไตรภาคต้น และเป็นภาพยนตร์ลำดับแรกสุดตามลำดับเหตุการณ์ทั้งหมด นอกจากนี้ยังเป็นภาพยนตร์ที่เป็นผลงานกำกับของจอร์จ ลูคัส เรื่องแรกในรอบ 22 ปี หลังจากภาพยนตร์\"สตาร์ วอร์ส\"ภาคแรกสุด และเป็นผลงานกำกับเรื่องที่สี่ของเขา", "สตาร์ วอร์ส\n16 ปี ต่อมาหลังฉายไตรภาคเดิม ก็ได้มีการฉายไตรภาคต้น โดยเว้นระยะห่างแต่ละภาคเป็นเวลา 3 ปี เช่นกัน โดยภาคสุดท้ายฉายเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม ค.ศ. 2005 ในเดือนตุลาคมปี ค.ศ. 2012 บริษัท เดอะวอลต์ดิสนีย์ ได้ทำการซื้อบริษัท ลูคัสฟิล์ม เป็นจำนวนเงิน $4.05 พันล้าน และประกาศสร้างไตรภาคใหม่ของสตาร์ วอร์ส โดยภาคแรก \"สตาร์ วอร์ส: อุบัติการณ์แห่งพลัง\", กำหนดฉายในปี ค.ศ. 2015 อย่างไรก็ดีค่าย 20th Century Fox ยังคงได้สิทธิ์ได้การจำหน่ายภาพยนตร์ สตาร์ วอร์ส ทั้งสองไตรภาคอยู่ โดยเฉพาะภาค สตาร์ วอร์ส เอพพิโซด 4: ความหวังใหม่ นั้น 20th Century Fox จะเป็นผู้ถือลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว ส่วน ภาค 1-3, 5 และ 6 นั้นจะหมดสัญญาภายใน พฤษภาคม ค.ศ. 2020", "สตาร์ วอร์ส เอพพิโซด 6: การกลับมาของเจได\nค.ศ. 1997 ซึ่งเป็นปีครบรอบ 20 ปีของการออกฉายของภาพยนตร์\"สตาร์ วอร์ส\"ภาคแรก จอร์จ ลูคัสได้ผลิต\"สตาร์ วอร์ส ไตรภาค ฉบับพิเศษ\"ออกฉายในเวลาไล่เลี่ยกันทั้ง 3 ภาค โดย\"การกลับมาของเจได\"ฉบับพิเศษออกฉายเมื่อ 14 มีนาคม ค.ศ. 1997 โดยมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงจากฉบับเดิม ได้แก่ ฉากวงดนตรีมนุษย์ต่างดาวร้องเพลงในวังของแจบบาที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ การเพิ่มจงอยปากของหนอนทรายซาร์แลกก์ การเปลี่ยนดนตรีประกอบในฉากจบเรื่อง และฉากเฉลิมฉลองการล่มสลายของจักรวรรดิบนดาวเคราะห์ต่างๆ ในตอนจบ ลูคัสให้สัมภาษณ์ว่าภาพยนตร์เรือ่งนี้มีฉากที่ได้รับการเปลี่ยนแปลงน้อยกว่าภาคอื่นๆ เนื่องจากเป็นภาคที่เดินเรื่องด้วยอารมณ์โดดเด่นกว่าภาคอื่นๆ\nใบปิดแรก (teaser) ของภาพยนตร์เรื่องนี้ ระบุชื่อเรื่องไว้ว่า \"Revenge of the Jedi\" (การแก้แค้นของเจได) ต่อมาเดือนธันวาคม ค.ศ. 1982 ลูคัสตัดสินใจใหม่ว่า \"Revenge\" (การแก้แค้น) เป็นคำที่ไม่เหมาะสม เนื่องจากเจไดไม่ควรจะผูกใจแค้นหรือแสวงหาการแก้แค้น จึงได้เปลี่ยนชื่อเรื่องกลับเป็น \"Return of the Jedi\" ซึ่งจนกว่าจะถึงการตัดสินใจนั้น ใบปิดที่มีชื่อเรื่องว่า \"Revenge\" (วาดโดยดรูว์ สตรูซาน) ก็ได้รับการผลิตและเผยแพร่ไปแล้วหลายพันใบ บริษัทลูคัสฟิล์มยุติการผลิตและจัดส่งใบปิดดังกล่าวทันที และใบปิดที่คงเหลือราง 6,800 ใบ ก็ถูกขายให้กับสมาชิกแฟนคลับ\"สตาร์ วอร์ส\" ในราคาใบละ 9.50 ดอลลาร์สหรัฐ", "สตาร์ วอร์ส ไตรภาคต่อ\nสตาร์ วอร์ส ไตรภาคต่อ () เป็นภาพยนตร์ไตรภาคที่มีการวางแผนว่าจะสร้างมาแล้วหลายครั้ง โดยจะเป็นภาคต่อ (ตอนที่ 7-9) ของไตรภาคเดิม (ตอนที่ 4-6) ของภาพยนตร์ชุด \"สตาร์ วอร์ส\" โดยบริษัทลูคัสฟิล์ม แม้ภาพยนตร์ไตรภาคต้นที่เคยได้รับการพูดถึงในลักษณะเดียวกันมาก่อนจะได้รับการผลิตเป็นภาพยนตร์ออกฉายจริง ๆ ในช่วง ค.ศ. 1999-2005 ก็ตาม แต่ทั้งลูคัสฟิล์มและจอร์จ ลูคัสได้ปฏิเสธอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลาหลายปี ว่าจะไม่มีการสร้างภาพยนตร์ภาคต่อของสตาร์ วอร์ส และเนื้อเรื่องทั้งหมดของสตาร์ วอร์ส จะมีแค่ภาพยนตร์ 6 ตอนเท่านั้น", "สตาร์ วอร์ส เอพพิโซด 6: การกลับมาของเจได\nภาพยนตร์เรื่องนี้ออกฉายในโรงภาพยนตร์ครั้งแรกเมื่อ 25 พฤษภาคม ค.ศ. 1983 ได้รับเสียงวิจารณ์ไปในทางบวก ผู้สังเกตการณ์บางส่วนเชื่อว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ประสบการณ์สำหรับน้อยกว่าภาคก่อนเล็กน้อย ภาพยนตร์เรื่องนี้ทำรายได้รวม 475 ดอลลาร์สหรัฐทั่วโลก มีการจัดจำหน่ายเป็นโฮมวิดีโอทั้งฉบับที่ฉายโรงและฉบับปรับปรุงใหม่หลายครั้งในช่วง 20 ปี ต่อมามีการสร้างภาพยนตร์\"สตาร์ วอร์ส\"ตอนใหม่คือ\"เอพพิโซด 1: ภัยซ่อนเร้น\"ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของไตรภาคต้น ปัจจุบันมีกำหนดออกฉายใหม่เป็นฉบับปรับปรุงภาพเป็นระบบสามมิติ กำหนดฉายช่วง ค.ศ. 2017 พอดีกับครบรอบ 40 ปี มหากาพย์ภาพยนตร์\"สตาร์ วอร์ส\"", "สตาร์ วอร์ส: เดอะ โคลน วอร์ส\nสตาร์ วอร์ส: เดอะ โคลน วอร์ส () เป็นภาพยนตร์การ์ตูนชุดทางโทรทัศน์แบบแอนิเมชัน 3 มิติ ผลิตโดย Lucasfilm Animation, Lucasfilm Animation Singapore และ CGCG Inc. ฉายครั้งแรกในช่อง Cartoon Network ของสหรัฐอเมริกาในวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2551 ดำเนินเรื่องในจักรวาล\"สตาร์ วอร์ส\" ช่วงเวลาเดียวกับภาพยนตร์การ์ตูนชุด \"\" ที่เคยฉายในปี พ.ศ. 2546 ดำเนินเรื่องตามเวลาในท้องเรื่องช่วงปีที่ 22-20 ก่อนยุทธการยาวิน แต่ละตอนยาวประมาณ 22 นาที ฉายในช่วง 30 นาทีโทรทัศน์ จอร์จ ลูคัสผู้สร้าง\"สตาร์ วอร์ส\"กล่าวว่า \"จะมีทั้งหมดอย่างน้อย 100 ตอน (ประมาณ 5 ซีซั่น)\" มี Dave Filoni เป็น supervising director ในขณะที่ Genndy Tartakovsky ซึ่งเป็นผู้กำกับของการ์ตูนชุด \"Clone Wars\" ไม่ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการผลิตภาพยนตร์การ์ตูนชุดนี้ แต่ผู้ออกแบบตัวละคร Kilian Plunkett ใช้การออกแบบตัวละครจากการ์ตูนชุดฉบับ 2D เป็นต้นแบบในการออกแบบตัวละครฉบับ 3D นี้ นอกจากนี้ยังมีหนังสือการ์ตูนออนไลน์เล่าเรื่องสั้นๆ ระหว่างแต่ละตอนด้วย", "สตาร์ วอร์ส: ปัจฉิมบทแห่งเจได\n\"ปัจฉิมบทแห่งเจได\" ออกฉายรอบปฐมทัศน์โลกที่ลอสแอนเจลิสเมื่อ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2560 และออกฉายทั่วประเทศสหรัฐอเมริกาเมื่อ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2560 ทำรายได้กว่า 1,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐทั่วโลก และได้รับเสียงวิจารณ์ในเชิงบวกเป็นส่วนใหญ่ นักวิจารณ์ชื่นชมเนื้อเรื่อง นักแสดง ฉากแอกชัน เทคนิกภาพพิเศษ ดนตรีประกอบ และน้ำหนักทางอารมณ์ของภาพยนตร์ บ้างก็ถือว่าเป็นภาพยนตร์ \"สตาร์ วอร์ส\" ภาคที่ดีที่สุด นับตั้งแต่ \"จักรวรรดิเอมไพร์โต้กลับ\"", "สตาร์ วอร์ส: เดอะ โคลน วอร์ส\nภาพยนตร์ตัวอย่างตัวแรกของการ์ตูนชุดนี้เผยแพร่ครั้งแรกบนเว็บไซต์ทางการของ\"สตาร์ วอร์ส\" เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2550 เปิดตัวครั้งแรกทางซึ่งฉายครั้งแรกในวันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2551 เป็นหนึ่งในซีรีส์ 4 ซีรีส์ (ร่วมกับ Stoked, Total Drama Action, และ 6teen) ที่ฉายในช่องหลักของ Cartoon Network (ไม่ใช่ Toonami หรือ Adult Swim) ที่ได้เรท TV-PG ซีซั่นใหม่ของภาพยนตร์ชุดนี้ฉายครั้งแรกเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2552 ในขณะที่ฉบับรวมของซีซั่นแรกวางจำหน่ายเป็นดีวีดีและบลูเรย์เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 ในสหรัฐอเมริกา\nผู้สร้างได้ระบุว่าการเชื่อมต่อกับเนื้อหาในเรื่องแต่งเสริมอื่นๆ นั้นเป็นประเด็นจริงจังที่เหล่าผู้สร้างยึดถือ โดยกล่าวว่า Dave Filoni มีความรู้ในเนื้อหาเรื่องแต่งเสริมเป็นอย่างดี อย่างไรก็ดี ลูคัสยังสงวนสิทธิ์ที่จะดัดแปลงเนื้อหาเล็กน้อยเพื่อการเล่าเรื่อง นอกจากนั้นยังต้องปรึกษาลูคัสเสมอเมื่อจะดำเนินเรื่องใดๆ กับตัวละครหลักอีกด้วย ในข้อความโพสต์ทางอินเทอร์เน็ตปี 2006 ของ Randy Stradley บรรณาธิการและผู้แต่งเรื่องของสำนักพิมพ์ Dark Horse Comics กล่าวว่าได้พบกับ Lucas Animation เพื่อพูดคุยถึงการผสานการ์ตูนโทรทัศน์กับหนังสือการ์ตูน \"เดอะ โคลน วอร์ส\" อย่างไรก็ดี ภาพยนตร์ฉายโรงและภาพยนตร์ชุดนี้ได้ทำให้เกิดความไม่เข้ากันทางการเชื่อมโยงเนื้อหาหลายอย่าง ในจำนวนนี้หลายอย่างมีความขัดแย้งโดยตรงกับเนื้อหาที่มีอยู่แล้วและจำเป็นต้องมีการแก้เรื่องใหม่เพื่อให้เกิดความเข้ากัน (retcon) รวมทั้งต้องมีการแก้ไขตารางเวลาเดินเรื่องครั้งใหญ่ในเนื้อหาช่วงสงครามโคลน ซึ่งจนปัจจุบันก็ยังไม่ได้รับการระบุชัดจาก Leland Chee ผู้เป็น Keeper of the Holocron โดย Leland Chee กล่าวว่าเขาจะรอจนกระทั่งการ์ตูนชุดนี้เสร็จเป็นส่วนใหญ่ก่อนที่จะจัดทำตารางเวลาใหม่" ]
3
นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีพี่น้องกี่คน ?
[ "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร\nยิ่งลักษณ์เป็นบุตรสาวคนสุดท้องของเลิศ ชินวัตร อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ และยินดี ชินวัตร ซึ่งเป็นธิดาของเจ้าจันทร์ทิพย์ ระมิงค์วงศ์ (หลานตาของเจ้าไชยสงคราม สมพมิตร ณ เชียงใหม่ ซึ่งสืบเชื้อสายจากพระเจ้าช้างเผือกธรรมลังกา พระเจ้านครเชียงใหม่) ยิ่งลักษณ์มีพี่น้อง 10 คน เช่น พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี, เยาวเรศ ชินวัตร อดีตประธานสภาสตรีแห่งชาติ, เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ และพายัพ ชินวัตร อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ อีกทั้งยังเป็นน้องสะใภ้ของสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี ผ่านทางเยาวภาผู้เป็นพี่สาว" ]
[ "ชัยสิทธิ์ ชินวัตร\nต่อมา ชัยสิทธิ์ได้สมรสกับคุณวีณา ชินวัตร (สุขสภา) มีบุตรด้วยกัน 2 คน คือ นางสาวลัฆวี ชินวัตร และนายวีรสิทธิ์ ชินวัตร นอกจากนี้ พล.อ.ชัยสิทธิ์ยังเป็นญาติผู้พี่ของดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี คนที่ 28พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร เคยมีกระแสข่าวว่าจะดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ต่อมาได้รับแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี (นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร) ในปี พ.ศ. 2554 ในปี พ.ศ. 2561 พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร ดำรงตำแหน่งเป็นประธานที่ปรึกษาพรรคพลังปวงชนไทย ส่วนนายนิคม บุญวิเศษเป็นหัวหน้าพรรคพลังปวงชนไทย ซึ่งถูกมองว่าเป็นนอมินีของพรรคเพื่อไทย", "เยาวลักษณ์ ชินวัตร\nเยาวลักษณ์ ชินวัตร เกิดวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2488 เป็นบุตรคนโตของนายเลิศ ชินวัตร กับนางยินดี ชินวัตร มีน้อง 9 คน ได้แก่ ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี (สมรสกับคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร), นางเยาวเรศ ชินวัตร (สมรสกับนายวีระชัย วงศ์นภาจันทร์), นางปิยนุช (สมรสกับนายสง่า ลิ้มพัฒนาชาติ), นายอุดร ชินวัตร, นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ (สมรสกับนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์), นายพายัพ ชินวัตร (สมรสกับนางพอฤทัย จันทรพันธ์), นางมณฑาทิพย์ (สมรสกับนายแพทย์สมชัย โกวิทเจริญกุล), นางทัศนีย์ ชินวัตร และ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี (สมรสกับนายอนุสรณ์ อมรฉัตร)", "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร\nยิ่งลักษณ์เป็นหลานอาของสุเจตน์ ชินวัตร อดีตนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ และสุรพันธ์ ชินวัตร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ในรัฐบาลพลเอก เปรม ติณสูลานนท์ และเป็นลูกพี่ลูกน้องกับพลเอก ชัยสิทธิ์ ชินวัตร อดีตผู้บัญชาการทหารบกและอดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด โดยพลเอก ชัยสิทธิ์เป็นบุตรชายของพันเอกพิเศษ ศักดิ์ ชินวัตร ผู้เป็นพี่ชายคนโตของเลิศ ยิ่งลักษณ์ยังเป็นญาติของพลตำรวจเอก เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ผ่านทางคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร อดีตภริยาของทักษิณอีกด้วย", "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร\nยิ่งลักษณ์สมรสกับอนุสรณ์ อมรฉัตร อดีตผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ อาจารย์พิเศษมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และอดีตกรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เอ็มลิงก์เอเชียคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เมื่อปี พ.ศ. 2538 โดยมีธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกลุ่มเครือเจริญโภคภัณฑ์ และ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร เป็นประธานในพิธีมงคลสมรส แต่มิได้จดทะเบียนสมรส โดยมีบุตรชายด้วยกันหนึ่งคนคือ ศุภเสกข์ อมรฉัตร (ชื่อเล่น: ไปค์)", "เลิศ ชินวัตร\nเลิศ ชินวัตร (พ.ศ. 2462-23 ตุลาคม พ.ศ. 2540) อดีตนักการเมืองชาวเชียงใหม่ เป็นบิดาของ ดร.ทักษิณ ชินวัตร และนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี คนที่ 23 และนายกรัฐมนตรีคนที่ 28", "เยาวเรศ ชินวัตร\nมีบุตร-ธิดา 3 คน เป็นชาย 2 คน หญิง 1 คน ชื่อ นางสาวชยิกา วงศ์นภาจันทร์ (แซน)ข้าราชการการเมืองประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี นายรัตนะ วงศ์นภาจันทร์ (ซัน) และ นายธนวัต วงศ์นภาจันทร์ (ซูน)", "เยาวลักษณ์ ชินวัตร\nนางเยาวลักษณ์ สมรสและแยกทางกับ พันเอก (พิเศษ) ศุภฤกษ์ คล่องคำนวณการ มีบุตร 2 คน คือ น.ส.ปณิตา คล่องคำนวณการ และน.ส.นัทธฤทัย คล่องคำนวณการ ประวัติการทำงาน เคยเป็นเทศมนตรี ฝ่ายการศึกษา ฝ่ายธุรการและงานคลังเทศบาลนครเชียงใหม่ เป็นผู้พิพากษาสมทบ นายกสมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพแห่งประเทศไทย ประจำเชียงใหม่ และกรรมการผู้จัดการ บริษัท ภัทรประกันภัย จำกัด เคยลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.จังหวัดเชียงใหม่เมื่อปี พ.ศ. 2529 แต่ไม่ได้รับการเลือกตั้ง ต่อมาป่วยด้วยโรคความดันโลหิตสูง และเส้นเลือดในสมองแตก ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2531 ส่งผลให้เป็นอัมพาต ถัดมา 1 ปี ศาลจังหวัดชลบุรี จึงสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ และให้อยู่ในความอนุบาลของมณฑาทิพย์ ผู้เป็นน้องสาว", "มัจจุราชสีน้ำผึ้ง\nครอบครัวมีอันจะกินครอบครัวหนึ่งซึ่งมีคุณนายรำเภาเป็นหัวหน้าครอบครัว มีลูกสาวสองคน คนพี่ชื่อ รจนาไฉน วิชนี ส่วนคนน้องชื่อ โรมฤทัย วืชนี แต่รจนาไฉนนั้นมีคนรักแล้วคือ ประวุฒิ อันครอบครัวของคุณนายรำเภานี้มีความสนิทสนมอยู่กับครอบครัวของคุณนายเปรม ปัทมกุล ซึ่งอยู่ที่สุโขทัย มีลูกชายคนหนึ่ง คือ ปัทม์ ปัทมกุล ทั้งสองครอบครัวนี้ต่างเคยให้สัญญากันนไว้ว่าถ้ามีลูกจะให้แต่งงานด้วยกันแต่เมื่อโรมฤทัยได้ทราบว่าตัวเองจะต้องหมั้นหมายกับปัทม์ก็ไม่พอใจยิ่งเป็นการกระทำแบบคลุมถุงชนของมารดา โรมฤทัยรู้สึกคับแค้นใจยิ่งนักโดยจะไม่ยอมรับหมั้นอย่างเด็ดขาด เนื่องจากเห็นว่าปัทม์เป็นเพียงคนบ้านนอกจึงบังคับให้ผู้พี่คือรจนาไฉนรับหมั้นและแต่งงานแทน รจนาไฉนก็ไม่ยินยอมและอ้างว่าตนเองมีคนรักอยู่แล้วแม้คุณนายรำเภาจะขอร้องอย่างไรก็ไม่ประสบผลสำเร็จ\nวันหนึ่งโรมฤทัยได้บอกความจริงแก่รจนาไฉนว่ารจนาไฉนนั้นไม่ใช่ลูกสาวคุณแม่แต่เป็นเด็กที่เก็บมาเลี้ยงและว่ากล่าวอย่างรุนแรง รจนาไฉนตัดสินใจรับหมั้นกับปัทม์ เพื่อทดแทนบุญคุณเมื่อคุณนายเปรมทราบข่าวการตกลงรับหมั้นก็เดินทางเข้ามากรุงเทพพร้อมกับปัทม์ โดยทั้งสองฝ่ายยังไม่เคยพบเจอกันมาก่อน ปัทม์พบกับรจนาไฉนและทราบว่าเธอไม่ใช่ลูกสาวของคุณนายรำเภาก็รู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างมากและคิดว่าคุณนายแกล้งหลอกเอาคนอื่นมาแต่งงานเพื่อหวังต้มและหลอกเอาทรัพย์สินเงินทอง แต่ในที่สุดก็ต้องยอมแต่งงานไปตามเรื่องตามราว ฝ่ายโรมฤทัยนั้นเมื่อได้เห็นปัทม์เข้าก็ไม่คิดว่าคนที่มาจากบ้านนอกจะหล่อเหลาสง่างามถึงเพียงนั้นและพยายามทุกวิถึทางที่จะยั่วยวนแต่ปัทม์ก็ไม่สนใจและตัดสินใจพารจนาไฉนกลับไปบ้านที่สุโขทัย ท่ามกลางความไม่เข้าใจกันของคนทั้งสอง ปัทม์คอยข่มขู่พูดจาดูถูกต่างๆนาๆเสมอ ทั้งคู่สมรสกันเพียงในนามเท่านั้น\nที่สุโขทัยนี่เอง อุรารัตน์ เจียรกุล หญิงสาวผู้หลงรักปัทม์อย่างหลงไหลพร้อมกับเพื่อนชายมาหาปัทม์ที่บ้านพ่อเลี้ยงพูนทวีและปลัดวราห์เพื่อนทั้งสอง เมื่อพบกับรจนาไฉนก็ต่างหลงรักทันทีเพราะต่างเข้าใจว่ารจนาไฉนเป็นน้องสาวของปัทม์โดยปัทม์ก็พยายามสนับสนุนเต็มที่เช่นกัน ต่อมาพ่อเลี้ยงพูนทวีทราบความจริงว่ารจนาไฉนเป็นภรรยาของปัทม์ก็พยายามหักห้ามใจ เมื่อปัทม์ทำไม่สำเร็จจึงหันมาเล่นงานรจนาไฉนต่อไปเพื่อบีบบังคับให้หย่าขาดอยู่เสมอๆ อีกทั้งอุรารัตน์ที่เข้ามาเป็นมือที่สามคอยแทรกระหว่างทั้งสองอยู่เสมอและได้บอกกับรจนาไฉนว่าเธอตั้งท้องกับปัทม์ ทำให้รจนาไฉนสุดจะทานทนและตัดสินใจออกจากปัทมกุลทันที รจนาไฉนได้รับความช่วยเหลือจากพ่อเลี้ยงพูนทวีจึงให้รจนาไฉนอยู่ในความดูแลของแม่ครัว ส่วนตัวเองเปลี่ยนไปพักที่อื่นพร้อมทั้งไปหาปลัดวราห์เพื่อสืบถามความจริงและให้อุรารัตน์พูดความจริงว่าเด็กในท้องนั้นเป็นลูกของปลัดวราห์\nปัทม์พยายามตามหารจนาไฉนอย่างสุดกำลังและได้มาพบกับรจนาไฉนที่บ้านของพ่อเลี้ยงพูนทวีจึงเกิดความเข้าใจผิดกันขึ้น เมื่อเวลาผ่านไปรจนาไฉนใจอ่อนยอมเดินทางกลับมาหาปัทม์ คนทั้งสองได้รู้จักถึงคำว่ารักและพรัดพราก ทางด้านโรมฤทัยกับประวุฒิเพราะความคึกคะนองและความมึนเมาทำให้ทั้งคู่พลาดทั้งๆที่ไม่ได้รักกันเลยโดยประวุฒิยังหวังจะได้ครองรักกับรจนาไฉนเพราะรู้ว่าแต่งงานกันเพียงในนามเท่านั้น ส่วนโรมฤทัยก็ยังหวังจะได้ครอบครองปัทม์เช่นกัน ทั้งคู่จึงตัดสินใจเดินทางขึ้นมาที่สุโขทัยแต่ทั้งคู่ก็ผิดหวังเมื่อทราบความจริงว่าขณะนี้ปัทม์และรจนาไฉนมีความรัก และมีความสุขดีแล้ว ทั้งโรมฤทัยและประวุฒิรู้สึกผิดหวังอย่างที่สุดจึงเดินทางกลับกรุงเทพและตัดสินใจแต่งงานกันด้วยหวังว่าจะได้เติมเต็มกันและกันต่อไปในวันข้างหน้าเมื่อเห็นว่าความรักนั้นมีค่าแก่การครอบครอง", "ยุทธพงศ์ จรัสเสถียร\nต่อมาเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2555 ได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร (ครม.ยิ่งลักษณ์ 3) ซึ่งได้รับการคัดค้านจากสมาชิกพรรคเพื่อไทยหลายคน ต่อมาในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2556 เขาถูกปรับออกจากตำแหน่ง" ]
21
เหตุเฮลิคอปเตอร์ตกที่อำเภอแก่งกระจาน พ.ศ. 2554 เฮลิคอปเตอร์ลำแรกตกเมื่อไหร่?
[ "เหตุเฮลิคอปเตอร์ตกที่อำเภอแก่งกระจาน พ.ศ. 2554\nในวันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 ได้มีรายงานถึงอุบัติเหตุ ที่เฮลิคอปเตอร์แบบฮิวอี้ปฏิบัติหน้าที่จับกุมผู้บุกรุกป่าไม้ เนื่องด้วยสภาพอากาศปิด ได้ส่งผลให้เฮลิคอปเตอร์ดังกล่าวตกลงไปในบริเวณตะเข็บชายแดน ในวันที่ 17 กรกฎาคม มีรายงานการพบศพผู้เสียชีวิต 5 นาย ซึ่งต่อมา ในวันที่ 18 กรกฎาคม ทางกองทัพบกไทยได้ส่งทีมช่วยเหลือไปรับศพโดยใช้เฮลิคอปเตอร์แบบแบล็กฮอว์กเป็นพาหนะ และเนื่องด้วยสภาพอากาศปิด จึงเลื่อนภารกิจดังกล่าวออกไปหนึ่งวัน จนมาถึงในวันที่ 19 กรกฎาคม ได้มีการส่งทหาร 8 นายและนักข่าว 1 นายเดินทางไปรับศพ ผลปรากฏว่าเฮลิคอปเตอร์แบล็กฮอว์กได้ตกลงไปในป่า การกระแทกกับพื้นส่งผลให้เฮลิคอปเตอร์แตกกระจาย และผู้เดินทางโดยเฮลิคอปเตอร์ดังกล่าวเสียชีวิตทั้ง 9 ราย ในเบื้องต้น ได้มีการลำเลียงศพมาบางส่วน และในวันที่ 24 กรกฎาคม ทางหน่วยได้ส่งทีมไปรับศพผู้สูญเสียเจ็ดรายที่เหลือ โดยได้ส่งเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไปแบบ 212 (ฮ.ท.212) (เบลล์ 212) จำนวน 3 ลำ ปรากฏว่าลำสุดท้ายได้ตกลงไปในป่า และเพลิงลุกไหม้ มีรายงานผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุดังกล่าวสามราย และรอดชีวิตหนึ่งราย ซึ่งทีมช่วยเหลือได้ประสานงานโดยการนำรถไปรับศพมาเพื่อทำพิธีทางศาสนาที่จังหวัดกาญจนบุรีอย่างสมเกียรติ" ]
[ "เหตุเฮลิคอปเตอร์ตกที่อำเภอแก่งกระจาน พ.ศ. 2554\nในวันที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 ได้มีรายงานความคืบหน้าในการกู้ซากแบล็กฮอว์ก ซึ่งทางเจ้าหน้าที่สูนย์ประสานงาน ได้รับรายงานว่ามีการพบ ELT 96 สีส้ม หรือ กล่องดำ ที่บันทึกการบินของเฮลิคอปเตอร์แบล็กฮอว์กที่ประสบอุบัติเหตุแล้ว โดยสันนิษฐานว่า จากสภาพของแบล็กฮอว์กที่ตกจนชิ้นส่วนแตกกระจายแต่ล้อยางไม่แตกนั้น อาจเกิดจากการที่เฮลิคอปเตอร์ตกลงไปแบบหงายท้องเนื่องด้วยหลงสภาพการบิน ส่วนในวันที่ 24 กรกฎาคม ได้มีการชี้แจงว่าเฮลิคอปเตอร์เบลล์ 212 ไม่ได้ประสบอุบัติเหตุเนื่องจากปัญหาสภาพอากาศเหมือนเฮลิคอปเตอร์ที่ตก 2 ลำแรก หากแต่เกิดจากการที่เฮลิคอปเตอร์เบลล์ 212 เสียการทรงตัว และเกิดการสูญเสียการบังคับ เฮลิคอปเตอร์เบลล์ 212 จึงตกลงมา", "เหตุเฮลิคอปเตอร์ตกที่อำเภอแก่งกระจาน พ.ศ. 2554\nเหตุเฮลิคอปเตอร์ตกที่อำเภอแก่งกระจาน พ.ศ. 2554 เป็นอุบัติเหตุครั้งสำคัญของประเทศไทย ที่เฮลิคอปเตอร์ตก 3 ลำต่อเนื่องกันในอำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี โดยเหตุการณ์นี้มีผู้เสียชีวิต และนำมาซึ่งความโศกเศร้าของบุคคลในครอบครัว", "เหตุเฮลิคอปเตอร์ตกที่อำเภอแก่งกระจาน พ.ศ. 2554\nทางด้านนักโหราศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญเรื่องฮวงจุ้ย มีความเห็นว่าบริเวณพื้นที่ป่าแก่งกระจานนั้น มีลักษณะฮวงจุ้ยคล้ายกับสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา นอกจากนี้แล้ว ยังมีภาพถ่ายของอุบัติเหตุครั้งที่ 3 ที่เมื่อเผยแพร่ออกมาแล้ว มีรูปของสิ่งที่ดูคล้ายคน 2 คน นั่งอยู่ในจุดเกิดเหตุท่ามกลางเปลวไฟ อย่างไรก็ตาม ทางกองทัพบกได้ปฏิเสธเรื่องนี้ แต่ยอมรับว่าเหตุการณ์นี้ทำให้กำลังพลของกองทัพเสียขวัญ เพื่อเรียกขวัญกำลังใจได้มีการทำพิธีทำบุญครั้งใหญ่", "เหตุเฮลิคอปเตอร์ตกที่อำเภอแก่งกระจาน พ.ศ. 2554\nอีกทั้ง ในเหตุการณ์อุบัติเหตุครั้งแรก เมื่อพบศพผู้เสียชีวิตแล้วทั้งหมด 5 ศพ แต่ไม่พบชิ้นส่วนศีรษะที่ขาดหายไป และเมื่อจะนำศพขนกลับ ไม่สามารถกระทำได้เพราะมีฝนตกลงมา เชื่อว่าเป็นเพราะยังหาชิ้นส่วนของร่างกายไม่ครบ นอกจากนี้แล้ว ก่อนที่จะเกิดอุบัติเหตุครั้งที่ 2 เมื่อ พล.ต.ตะวัน เรืองศรี หัวหน้าหน่วยที่ค้นหาเหตุอุบัติเหตุครั้งแรก ก่อนขึ้นเครื่องเริ่มปฏิบัติการณ์ได้เอ่ยประโยคที่เสมือนเป็นลางบอกเหตุว่า \"\"เดินทางไปด้วยตัวเองเพื่อนำน้อง ๆ ทั้ง 5 กลับมาให้ได้ในวันนี้ (19 ก.ค.) เพราะญาติ ๆ ของพวกเขารออยู่\" \" และเมื่อสื่อมวลชนได้พยายามติดตามขอเข้าไปทำข่าวในพื้นที่ด้วย ปรากฏว่า พล.ต.ตะวัน ได้กล่าวอย่างอารมณ์ดีว่า \"\"อย่าไปเลย เดี๋ยวก็ตกกันหมด\"\"", "เหตุเฮลิคอปเตอร์ตกที่อำเภอแก่งกระจาน พ.ศ. 2554\nนายทหารทุกนาย ต่างได้รับพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ และได้รับการเลื่อนยศจากการปฏิบัติหน้าที่ด้วยการปูนบำเหน็จพิเศษ 8 ขั้น แยกเป็น 7 ขั้นที่เกิดจากการปฏิบัติภารกิจการบินทางอากาศ และทุกนายได้ถูกบรรจุกำลังในศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก ตลอดจนปฏิบัติงานในศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก ทั้งออกสนามมากกว่า 6 เดือน จึงได้รับเพิ่มอีก 1 ขั้น รวมเป็น 8 ขั้น รวมถึงครอบครัวต่างได้รับการช่วยเหลือทางสวัสดิการประมาณรายละกว่า 2 ล้านบาท และครอบครัวของช่างภาพผู้สูญเสียชีวิตนั้นได้รับการช่วยเหลือจากทางการในระดับเดียวกัน และได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ซึ่งมีดังนี้:\nนอกจากนี้ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รักษาการนายกรัฐมนตรี ยังได้ร่วมแข่งขันฟุตบอลการกุศลของชมรมผู้สื่อข่าวการเมือง ในวันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 เพื่อหารายได้ช่วยเหลือครอบครัวช่างภาพประจำสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง 5 นี้เช่นกันในเหตุการณ์ครั้งนี้ ได้มีความเชื่อว่า ที่เฮลิคอปเตอร์ตกถึง 3 ครั้งติดต่อกัน ผู้เสียชีวิตมากมายนั้น เป็นเพราะแรงอาถรรพ์หรือคำสาปของชาวกะเหรี่ยงที่เป็นชนพื้นเมืองที่อาศัยอยู่ในผืนป่าแห่งนั้น โดยชาวกะเหรี่ยงอาวุโสที่มีอายุกว่า 103 ปี ที่มีชื่อเรียกกันในท้องถิ่นว่า ปู่คออี๋ ซึ่งเป็นผู้นำจิตวิญญาณและเป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องคาถาอาคม กล่าวว่าเป็นเพราะแรงคำสาปของชาวกะเหรี่ยงที่เจ็บแค้นที่ถูกทหารไทยขับไล่ที่อยู่อาศัยจนมีผู้บาดเจ็บและล้มตาย เมื่อปี พ.ศ. 2538 อีกทั้งมีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 17 ศพ ซึ่งเลข 7 เป็นเลขอาถรรพ์ตามความเชื่อของชาวกะเหรี่ยง เนื่องจากเลข 7 เมื่อเขียนกลับหัวแล้วจะคล้ายกับคำว่าตายในภาษากะเหรี่ยงโบราณ", "เหตุเฮลิคอปเตอร์เบลล์ตกที่จังหวัดนครปฐม พ.ศ. 2516\nเหตุเฮลิคอปเตอร์เบลล์ตกที่จังหวัดนครปฐม พ.ศ. 2516 เป็นอุบัติเหตุที่เกิดกับคณะนายทหารและนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ จำนวนประมาณ 60 คนที่เดินทางไปตั้งค่ายพักแรม เพื่อฉลองวันเกิด และใช้อาวุธสงครามล่าสัตว์ป่าภายในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร จังหวัดกาญจนบุรี ระหว่างวันที่ 26-29 เมษายน พ.ศ. 2516 ทั้งที่มีความพยายามขัดขวางโดยเจ้าหน้าที่อุทยาน สื่อมวลชนและนิสิตนักศึกษาชมรมอนุรักษ์ธรรมชาติ โดยหนึ่งในผู้ร่วมคณะ มี พันเอกณรงค์ กิตติขจร และดาราสาว เมตตา รุ่งรัตน์ รวมอยู่ด้วย ต่อมาคณะข้าราชการนี้ได้เดินทางกลับกรุงเทพมหานครด้วยเฮลิคอปเตอร์ของกองทัพบก จำนวน 2 ลำ แต่เฮลิคอปเตอร์ลำหนึ่ง หมายเลข ทบ.6102 เกิดอุบัติเหตุตกระหว่างทาง ที่อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม มีผู้เสียชีวิต 6 คน และพบซากสัตว์ป่า โดยเฉพาะซากกระทิง เป็นจำนวนมาก", "เหตุเฮลิคอปเตอร์ซูเปอร์พูม่าตกที่จังหวัดนราธิวาส พ.ศ. 2540\nเหตุเฮลิคอปเตอร์ซูเปอร์พูม่าตกที่จังหวัดนราธิวาส พ.ศ. 2540 เป็นอุบัติเหตุที่เกิดเมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2540 เมื่อเฮลิคอปเตอร์ลำหนึ่งในขบวนเสด็จฯ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ จำนวน 6 ลำ เดินทางจากบ้านโต๊ะโมะ ตำบลภูเขาทอง อำเภอสุคิริน จังหวัดนราธิวาส มุ่งหน้ากลับพระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ เครื่องเกิดขัดข้อง และชนยอดเขา ตกกลางป่าบริเวณเทือกเขาลิจอ บ้านไอปาเกาะ ตำบลภูเขาทอง อำเภอสุคิริน จังหวัดนราธิวาส เมื่อเวลา 19.45 น.", "เหตุเฮลิคอปเตอร์เบลล์ตกที่จังหวัดเชียงใหม่ พ.ศ. 2524\nเหตุเฮลิคอปเตอร์เบลล์ตกที่จังหวัดเชียงใหม่ พ.ศ. 2524 เป็นอุบัติเหตุทางการบินที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2524 เฮลิคอปเตอร์แบบเบลล์ 205A-1 ของกรมตำรวจ นำสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเดินทางไปเยี่ยมชมโครงการหลวง ที่สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง ตำบลแม่งอน อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ เครื่องเกิดขัดข้องจนตกในหุบเขา ตำบลแม่สูน อำเภอฝาง และไม่มีผู้รอดชีวิต", "เหตุเฮลิคอปเตอร์เบลล์ตกที่จังหวัดนครปฐม พ.ศ. 2516\nจอมพลถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ออกมาแถลงว่า เฮลิคอปเตอร์ลำที่ตกได้เดินทางไปปฏิบัติภารกิจลับเกี่ยวกับความมั่นคง และการรักษาความปลอดภัยแก่นายพลเน วิน นายกรัฐมนตรีพม่าซึ่งเดินทางมาเยือนประเทศไทยในเวลานั้นพอดี" ]
17
ผู้ตั้งคำว่า พรีออน คือใคร ?
[ "พรีออน\nผู้ตั้งคำว่า \"พรีออน\" คือนักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบลปี พ.ศ. 2540 แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ณ ซานฟรานซิสโก ในปี พ.ศ. 2525 (1982)" ]
[ "พรีออน\nพรีออน (Prion) คือ โปรตีนขนาดเล็ก ไม่ละลายน้ำ ทนความร้อน ทนการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิทั้งร้อนและเย็น ทนต่อความแห้ง ทนต่อแสงยูวี ทนต่อการย่อยสลายโดยเอนไซม์ทั้ง protease และ nuclease สามารถติดต่อระหว่างสิ่งมีชีวิตและก่อโรคได้ ภาษาอังกฤษ เรียกว่า \"pro\"teinaceous \"in\"fectious particle คำว่า พรีออน เป็นคำเรียกที่แบบคำผวนของคำนี้เพราะว่า โพรอีน ฟังสับสนกับสารหลายชนิด", "แฮปปิเนสชาร์จ พรีเคียว!\nควีนมิราจ ผู้นำอาณาจักรชั่วร้ายได้รุกรานโลกด้วยสัตว์ประหลาดที่เรียกว่าไซอาร์คและเหล่าพริตตี้เคียวก็ได้ออกมาต่อสู้เพื่อปกป้องความสงบสุขของผู้คนทั่วโลก มีการออกข่าวโทรทัศน์เกี่ยวกับพริตตี้เคียว จนคำว่า \"พริตตี้เคียว\" กลายเป็นคำที่ผู้คนรู้จักโดยทั่วไป ฮิเมะเจ้าหญิงจากอาณาจักรบลูสกายที่ถูกรุกรานโดยไซอาร์คเช่นกัน ได้เดินทางมายังโลกเพื่อร่วมต่อสู้ พร้อมกับคริสตัลแห่งความรักที่สามารถเปลี่ยนให้ใครเป็นพริตตี้เคียวก็ได้แต่เธอตัดสินใจโยนมันขึ้นฟ้าและบอกว่า \"ใครก็ตามที่ได้คริสตัลนี้ไปคือเพื่อนของฉัน\" และกลายเป็นว่า ไอโนะ เมกุมิ ที่ได้คริสตัลไป", "คนครุ่นคิด (รอแด็ง)\nประติมากรรม \"คนครุ่นคิด\" เดิมชื่อ \"กวี\" เป็นงานที่จ้างโดยพิพิธภัณฑ์ศิลปะตกแต่ง (Musée des Arts Décoratifs) ในกรุงปารีสเพื่อเป็นรูปปั้นสำหรับประตูทางเข้าพิพิธภัณฑ์ รอแด็งได้รับแรงบันดาลใจจากไตรภูมิดันเตของดันเต อาลีกีเอรี และตั้งชื่อประตูว่า \"ประตูนรก\" ประติมากรรมแต่ละชิ้นเป็นตัวแทนชองตัวละครจากมหากาพย์ เดิม \"คนครุ่นคิด\" ตั้งใจจะให้เป็นดันเต อาลีกีเอรี หน้า \"ประตูนรก\" ครุ่นคิดถึงมหากาพย์ ในประมากรรมชิ้นสุดท้าย รูปปั้นเล็กนั่งอยู่เหนือประตูคิดถึงชะตาของผู้อยู่ข้างใต้ ประติมากรรมเป็นรูปเปลือยเพราะรอแด็งต้องการสร้างผู้ที่มีลักษณะเป็นวีรบุรุษทำนองเดียวกับมีเกลันเจโล ที่แสดงให้เห็นทั้งด้านสติปัญญาที่เกิดขึ้นจากความยำเกรงในพระเจ้าและความสามารถทางกวีนิพนธ์", "ซ้อเจ็ด\nความสนใจของตัวซ้อเจ็ด กับผู้อ่าน ตั้งข้อสังเกตจากความเห็นที่โพสต์ไว้ในเว็บไซต์และความสงสัยใคร่รู้ของคนชอบท่องเว็บฯ ซึ่งมักมีคำถามประเภท 'ซ้อเจ็ด เป็นใคร? ชายหรือหญิง? เกย์หรือกะเทย? ซึ่งเกิดขึ้นมาอยู่เรื่อย ๆ และมีเสียงคาดเดาว่า ซ้อเจ็ดคือใคร เดากันไปบ้างว่า คือ สันติ เศวตวิมล บ้างก็ว่าเป็น ดร. เสรี วงษ์มณฑา หรือบอกว่าเป็น ต้อย แอคเนอร์ ก็มี", "เพื่อน (ละครโทรทัศน์)\nเป็นเรื่องราวชีวิตและความรักของ ภควัต ปวีร์ นนทัช สามเพื่อนรัก ซึ่งมีชีวิต ความคิด ความฝัน และมีพื้นฐานในด้านครอบครัวที่แตกต่างกัน ซึ่งจากความสนิทสนมในฐานะนักศึกษาในมหาวิทยาลัยแห่งเดียวกัน ก็ทำให้ภควัต ปวีร์ นนทัช ผู้มีความใฝ่ฝันจะเป็นนักเขียน นักกีฬา และนักร้องที่มีชื่อเสียงต่างมีความพยายามที่จะไปให้ถึงฝั่งของความฝันของแต่ละคน โดยในเส้นทางของการก้าวเดินไปในช่วงสุดท้ายของการเป็นวัยรุ่นก่อนจะก้าวพ้นไปสู่ความเป็นผู้ใหญ่พวกเขาทั้งสาม ต่างก็ได้พบกับความรัก มิตรภาพ ความขัดแย้ง การหักหลัง การยอมรับ และให้อภัย ซึ่งจะเป็นช่วงเวลาที่มีคุณค่าและเป็นแรงผลักดันให้กับชีวิตของพวกเขาได้ก้าวเดินต่อไป", "ประชาน\n\"Cognition\" เป็นคำที่กลับไปถึงคริสต์ทศวรรษที่ 15 โดยหมายถึง \"ความคิดและความสำนึก\" (thinking and awareness)\nแม้จะเป็นเรื่องที่ได้ความสนใจตั้งแต่ก่อน 1,800 ปีก่อนเริ่มตั้งแต่อาริสโตเติล ผู้สนใจในการทำงานของจิตใจและอิทธิพลของมันต่อประสบการณ์ชีวิต\nอาริสโตเติลได้เล็งความสนใจไปในด้านความจำ การรับรู้ (perception) และจินตภาพ\nโดยเน้นความสำคัญว่า การศึกษาจะต้องมีมูลฐานจากหลักฐานเชิงประสบการณ์ \nคือข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่ได้จากสังเกตการณ์และการทดลองที่ทำอย่างรอบคอบ", "เผด็จ ภูรีปติภาน\nเผด็จ ภูรีปติภาน หรือที่รู้จักจากนามปากกา \"พญาไม้\" คือนักหนังสือพิมพ์ และหนี่งในสิบแปดอรหันต์ของวงการหนังสือพิมพ์ ปัจจุบันเป็นบรรณาธิการอาวุโสหนังสือพิมพ์ข่าวสด และเขียนคอลัมน์ \"พญาไม้ทูเดย์\" ประจำหนังสือพิมพ์บางกอกทูเดย์ นอกจากนั้นยังเป็นผู้ดำเนินรายการรับเชิญของรายการจัตุรัสการเมือง ทางเคเบิลทีวีช่อง MV News , MV Bangkoktoday ,MV Starchannel และ รายการจตุรัสข่าว ทางวิทยุ FM 105 MHz", "พรีออน\nสำหรับกรณี ผู้ป่วยที่เกิดจากการผิดปกติทางพันธุกรรมสามารถตรวจสอบได้จากการตรวจหายีนก่อโรคได้ แต่โดยมากไม่เป็นที่นิยมกันเพราะเมื่อครอบครัวไหนมีผู้ป่วยโรคนี้แล้ว ก็จะถูกเฝ้าดูโดยแพทย์ โดยไม่ต้องทำการตรวจยีนเป็นกรณีพิเศษ", "พันทิป.คอม\nพันทิป.คอม ก่อตั้งโดยวันฉัตร ผดุงรัตน์ แรกเริ่มเพื่อทำนิตยสารคอมพิวเตอร์ออนไลน์โดยใช้ชื่อว่า พันทิป ซึ่งเป็นการผสมคำจากคำว่า พัน (หนึ่งพัน) และคำว่า ทิป (ข้อแนะนำพิเศษ,เคล็ดลับ) แต่ผลตอบรับจากผู้เยี่ยมชมกลับชื่นชอบที่จะใช้กระดานข่าวสาธารณะในการออกความคิดเห็นในด้านต่าง ๆ มากกว่ารูปแบบนิตยสาร จึงทำให้พันทิป.คอมเปลี่ยนเป้าหมายทางธุรกิจเป็นการดำเนินงานทางด้านกระดานข่าว โดยหารายได้จากการโฆษณาเป็นหลัก และขยายรูปแบบการทำงานเป็นกระดานข่าวเป็นหมวดต่าง ๆ" ]
2
ศาสตราจารย์ หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช เกิดเมื่อวันที่เท่าไหร่?
[ "หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช\nศาสตราจารย์ (พิเศษ) หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช (26 พฤษภาคม พ.ศ. 2448 — 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2540) อดีตนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย 4 สมัย ผู้ร่วมก่อตั้งและอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ก่อนเข้าสู่วงการเมือง เคยเป็นผู้พิพากษา และเคยดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูตไทย ประจำสหรัฐอเมริกา มาก่อน" ]
[ "หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช\nศาสตราจารย์พิเศษ พลตรี หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช (20 เมษายน พ.ศ. 2454 – 9 ตุลาคม พ.ศ. 2538) เป็นนักปราชญ์ นักเขียน นักการเมือง และศิลปินแห่งชาติ นับเป็นปูชนียบุคคลท่านหนึ่งของไทย เป็นน้องชายแท้ ๆ ของ หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช อดีตนายกรัฐมนตรี 4 สมัย สื่อมวลชนจึงนิยมเรียกทั้งคู่ว่า \"หม่อมพี่ หม่อมน้อง\" นอกจากนี้ หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์และหม่อมราชวงศ์เสนีย์ยังมีพี่สาว คือ หม่อมราชวงศ์บุญรับ พินิจชนคดี ซึ่งสมรสกับ พลตำรวจเอก พระพินิจชนคดี (พินิจ อินทรทูต)", "หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช\nได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขานิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. 2503 และปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขามนุษยศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติไทเป พ.ศ. 2525เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุด ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช อัครราชทูตไทย ณ กรุงวอชิงตัน ในฐานะ หัวหน้าเสรีไทย สายสหรัฐอเมริกา ได้รับเชิญให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ต่อจาก ทวี บุณยเกตุ เพื่อเจรจากับประเทศอังกฤษ เกี่ยวกับสถานะของประเทศไทย ที่เป็นฝ่ายเดียวกับสัมพันธมิตร ภายหลังการประกาศสันติภาพ โดยรัฐบาลนายควง อภัยวงศ์ เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2488 ให้การประกาศสงคราม กับฝ่ายสัมพันธมิตร ของรัฐบาล จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นโมฆะ โดยเดินทางกลับมารับตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2488", "หม่อมหลวงเสรี ปราโมช\nหม่อมหลวงเสรี ปราโมช เกิดในปี พ.ศ. 2476 มีชื่อเล่นว่า \"ต้อย\" เป็นบุตรชายคนโต ของหม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช และท่านผู้หญิงอุศนา ปราโมช (นามสกุลเดิม ศาลิคุปต์) ในจำนวนพี่น้องทั้งสิ้น 3 คน \nชีวิตส่วนตัวสมรสกับคุณหญิงทิพยวดี ปราโมช ณ อยุธยา (นามสกุลเดิม มาลากุล ณ อยุธยา บุตรสาวหม่อมหลวงปีกทิพย์ มาลากุล) ในปี พ.ศ. 2507 มีบุตรทั้งหมด 3 คน ซึ่งบุตรชายคนกลางเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักดี คือ อชิตะ ปราโมช ณ อยุธยา เป็นนักร้อง นักดนตรีในสังกัดแกรมมี่ และมีบุตรชายอีกคนหนึ่งที่มิได้เกิดจากคุณหญิงทิพยวดี คือ คำรณ ปราโมช ณ อยุธยา ผู้ก่อตั้งและบรรณาธิการนิตยสารอิมเมจ", "ประวัติศาสตร์ไทย (พ.ศ. 2475–2516)\nหม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมชเป็นนายกรัฐมนตรีใน พ.ศ. 2488 และพลันฟื้นฟูชื่อ \"สยาม\" เป็นสัญลักษณ์แห่งการยุติระบอบชาตินิยมของจอมพลแปลก ทว่า เขาพบว่าตำแหน่งหัวหน้าคณะรัฐมนตรีที่มีแต่ผู้ภักดีต่อปรีดีนั้นค่อนข้างไม่สุขสบาย นักการเมืองประชานิยมภาคอีสานอย่างเตียง ศิริขันธ์และผู้เลื่อนฐานะทางสังคมอย่างรวดเร็ว (upstart) ชาวกรุงเทพมหานคร เช่น สงวน ตุลารักษ์ ไม่ใช่คนแบบที่อภิชนหม่อมราชวงศ์เสนีย์ชอบร่วมงานด้วย พวกเขาจึงมองว่าหม่อมราชวงศ์เสนีย์เป็นอภิชนที่ไม่เคยสัมผัสความเป็นจริงทางการเมืองของประเทศไทยเลย", "หม่อมราชวงศ์ชิษณุสรร สวัสดิวัตน์\nศาสตราจารย์ หม่อมราชวงศ์ ชิษณุสรร สวัสดิวัตน์ (25 กันยายน 2490 - ) เกิดที่กรุงเทพมหานคร นักวิจัยไทยที่มีผลงานดีเด่นในสาขาชีวเคมี และชีวเคมีศึกษา มีความสนใจเป็นพิเศษเกี่ยวกับโปรตีนและเอนไซม์ และเน้นการสอนและการวิจัยทางด้านนี้มาตลอดระยะเวลากว่า 35 ปี เป็นผู้ก่อตั้งชมรมวิจัยโปรตีนแห่งประเทศไทยขึ้น เมื่อ ปี พ.ศ. 2548 ศาสตราจารย์ ดร. หม่อมราชวงศ์ชิษณุสรร เป็นโอรสในพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจันทรกานต์มณี (บริพัตร) และหม่อมเจ้าอรชุนชิษณุ สวัสดิวัตน์ และยังเป็นพระภาติยะใน สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ต่อมาสมรสกับหม่อมราชวงศ์พร้อมฉัตร วุฒิชัย ธิดาในพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิมลฉัตรและหม่อมเจ้าอุทัยเฉลิมลาภ วุฒิชัย มีบุตรสาวสองคน คือ ม.ล. ศศิภา สวัสดิวัตน์ โลว์ และ ม.ล. จันทราภา สวัสดิวัตน์", "หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช\nหลังจากเหตุการณ์ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 แล้ว คณะปฏิรูปการปกครองที่นำโดย พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ ต้องการจะให้ท่านดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไป แต่ท่านได้ปฏิเสธ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช จึงได้วางมือจากการรับตำแหน่งทางการเมืองอย่างถาวร แต่ยังรักษาการหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ต่อไปอีกระยะ จนกระทั่งเมื่อปี พ.ศ. 2522 จึงได้หัวหน้าคนใหม่ (พ.อ.ดร.ถนัด คอมันตร์) ชีวิตหลังจากนี้ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านเอกมัย ใช้เวลาไปกับการอ่านหนังสือ และรวบรวมงานประพันธ์ต่าง ๆ ที่เคยแต่งไว้ก่อนหน้านี้และแต่งเพิ่มเติม เช่น ประชุมสารนิพนธ์, แปลกวีนิพนธ์, ชีวลิขิต เป็นต้น รวมทั้งการวาดรูป ทั้งรูปสีน้ำ สีน้ำมัน รูปสเก็ตซ์ เล่นดนตรี แต่งเพลงและปลูกไม้ดอก โดยเฉพาะกุหลาบ ซึ่งล้วนเป็นงานอดิเรกที่ทำเป็นประจำ และยังคงให้สัมภาษณ์แสดงความคิดเห็นต่อเหตุการณ์บ้านเมืองเป็นระยะ ๆ รวมทั้งยังให้คำปรึกษากับพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะที่เป็นปูชนียบุคคลสำคัญในพรรคด้วย ซึ่งในปี พ.ศ. 2548 อันเป็นวาระครบรอบ 100 ปี ของท่าน ทางพรรคได้ก่อตั้ง มูลนิธิ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ขึ้นตามเจตนารมณ์ของท่านและทายาท และให้ชื่ออาคารที่ทำการของพรรคหลังที่สองว่า อาคาร ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมชศาสตราจารย์ (พิเศษ) หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช ได้รับพระราชทานยศกองอาสารักษาดินแดนเป็น นายกองใหญ่", "หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช\nม.ร.ว.เสนีย์ เกิดที่ค่ายทหาร ในจังหวัดนครสวรรค์ เวลาใกล้รุ่ง เป็นโอรสใน พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าคำรบ กับหม่อมแดง (บุนนาค) ชื่อ \"เสนีย์\" หมายถึง ทหาร หรือ เสนาบดี ได้รับพระราชทานนามนี้จากสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส สันนิษฐานว่า เนื่องจากเสด็จพ่อ (พระองค์เจ้าคำรบ) เป็นทหาร", "หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช\nม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เข้ารับตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์สืบต่อจากนายควง อภัยวงศ์ ที่ถึงแก่อสัญกรรมไปในปี พ.ศ. 2511 หลังจากได้ยุติบทบาททางการเมืองของตนเองไปตั้งแต่ปี พ.ศ. 2494 หลังจากที่จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้ยึดอำนาจตนเองเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2494 โดยไม่ลงเลือกตั้งในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2495 และการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2500 ระหว่างการเป็นหัวหน้าพรรคนั้น ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ได้ชื่อว่าเป็นนักการเมืองที่เป็นสุภาพบุรุษ เล่นการเมืองด้วยความบริสุทธิ์ โปร่งใส มาตลอด แต่ ม.ร.ว.เสนีย์ มักประสบปัญหาความวุ่นวายในพรรค เนื่องจากสมาชิกพรรคมักสร้างปัญหาโดยการต่อรองขอตำแหน่งทางการเมือง และบางส่วนก็จะออกจากพรรคไปตั้งพรรคใหม่ จนเกิดความวุ่นวาย ไม่สามารถควบคุมพรรคได้ จึงได้ฉายาจากสื่อมวลชนว่า \"\"ฤๅษีเลี้ยงลิง\"\" หรือ \"\"พระเจ้าตา\"\" เพราะถูกมองว่าอ่อนแอ ไม่สามารถควบคุมบริหารพรรคและรัฐบาลได้ จนเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลา", "หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช\nม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ได้ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 4 ครั้ง โดยในครั้งสุดท้ายได้เกิด เหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 ที่ตำรวจและกองกำลังติดอาวุธ เข้าปิดล้อม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งมีนักศึกษา และประชาชนหลายพันคนชุมนุมประท้วง การกลับประเทศไทยของ จอมพลถนอม กิตติขจร ที่ถูกประชาชนขับไล่ ออกจากประเทศไปเมื่อ 3 ปีก่อน ในวันเดียวกัน พลเรือเอก สงัด ชลออยู่ ได้จัดตั้ง คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน เข้ายึดอำนาจจาก รัฐบาล ม.ร.ว.เสนีย์" ]
0
เลสลี มาร์ก ฮิวส์ เริ่มเข้าวงการฟุตบอลเมื่อไหร่?
[ "มาร์ก ฮิวส์\nฮิวส์ ได้เข้าร่วมทีมแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด หลังออกจากโรงเรียนในปี 1980 แต่ยังไม่ได้ลงเล่นในทีมชุดแรกเหมือนผู้เล่นคนอื่น จากนั้นเมื่อเขาได้รับโอกาสให้ลงสนามนัดแรกเขาก็ยิงประตูได้ทันทีและก้าวขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่อย่างเต็มตัว และเขายังเป็นผู้เล่นคนสำคัญในนัดชิงชนะเลิศเอฟเอคัพปี 1985 ที่ทีมของเขาเอาชนะเอฟเวอร์ตันได้ 1-0 และคว้าแชมป์ในที่สุด" ]
[ "มาร์ก ฮิวส์\nเลสลี มาร์ก ฮิวส์ () มีชื่อเล่นในวงการฟุตบอลว่า \"สปาร์กี้\" เป็นอดีตนักฟุตบอลทีมชาติเวลส์ และปัจจุบันเป็นผู้จัดการทีมเซาแทมป์ตัน ผลงานในการรับใช้ชาติของเขาคือการลงเล่นให้ทีมชาติเวลส์ 72 นัด และยิงประตูได้ 16ประตู", "มาร์ก ฮิวส์\nเขาได้รับเลือกให้เป็นนักฟุตบอลยอดเยี่ยมของพีเอฟเอ ในฤดูกาล 1988-1989 ซึ่งเป็นปีแรกที่เขากลับมาอังกฤษอีกครั้ง แต่สโมสรยังมีผลงานไม่ดีนักเมื่อจบฤดูกาลด้วยอันดับที่ 11 ปีต่อมาเขายิงคนเดียว2ประตู ใส่คริสตัล พาเลซในเอฟเอคัพนัดชิงชนะเลิศซึ่งเสมอกันไป3-3 ก่อนที่ลี มาร์ตินจะยิงประตูชัยในนัดแข่งใหม่ ส่งผลให้แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดคว้าแชมป์ได้เป็นครั้งแรกในรอบ5ปี และในฤดูกาล1990-1991เขายิงประตูใส่บาร์เซโลนาทีมเก่าของเขาส่งผลให้ทีมได้แชมป์ยูฟ่า คัพ วินเนอร์สคัพ และเขายังพาทีมแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศลีกคัพ แต่ทีมกลับพลิกล๊อคพลาดท่าให้กับเชฟฟิลด์ เว้นส์เดย์ในนัดชิงชนะเลิศ 1-0", "ริกกี แลมเบิร์ต\nแลมเบิร์ตเริ่มตันการเป็นนักฟุตบอลอาชีพกับแบล็กพูล หลังจากนั้นก็ไปเล่นให้กับแมกเคิลส์ฟีลด์ทาวน์, สตอกพอร์ตเคาน์ตี, รอชเดล และบริสตอลโรเวอส์ และย้ายร่วมกับเซาแทมป์ตันในปี ค.ศ. 2009 และได้สร้างชื่อเสียงขึ้นมา ก่อนที่จะได้ย้ายไปร่วมกับลิเวอร์พูลในปี ค.ศ. 2014 ซึ่งเป็นสโมสรเยาวชนที่เจ้าตัวเคยอยู่และเป็นสโมสรที่ใฝ่ฝันที่จะร่วมทีมมาตั้งแต่เด็ก", "บ๊อบ เพสลีย์\nเพสลีย์เริ่มต้นอาชีพนักฟุตบอลกับสโมสรฟุตบอลเล็ก ๆ อย่าง บิช็อป โอ๊คแลนด์ ใน ค.ศ. 1937 ด้วยวัยเพียง 18 ปีกระทั่งทีมหงส์แดง ลิเวอร์พูล ได้ซื้อตัวเข้ามาร่วมถิ่น แอนฟีลด์ เมื่อ ค.ศ. 1939 หรืออีก 2 ปีต่อมาและได้แชมป์ลีกดิวิชัน 1 (เดิม) 1 สมัยในฤดูกาล 1946 – 1947 ซึ่งเป็นฤดูกาลแรกที่ฟุตบอลลีกอังกฤษกลับมาแข่งขันหลังจาก สงครามโลกครั้งที่ 2 ก่อนจะแขวนสตั๊ดกับทีมลิเวอร์พูลเมื่อ ค.ศ. 1954 ด้วยวัย 35 ปีโดยลงเล่นให้ทีมหงส์แดงทั้งสิ้น 253 นัดทำไปได้ 10 ประตู", "มาร์ก ฮิวส์\nมาร์ก ฮิวส์รับตำแหน่งผู้จัดการทีมชาติเวลส์ในปี 1999 ในขณะเป็นผู้เล่นของเซาแทมป์ตัน โดยเขารับงานต่อจากบ็อบบี้ กูลด์ และทำผลงานได้อย่างดีจนได้รับสัญญาระยะยาว ในช่วงเวลา5ปีของเขาในตำแหน่งผู้จัดการทีมชาติ เขาเกือบพาทีมผ่านเข้าไปเล่นในศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปปี 2004 แต่ก็ต้องผิดหวังเมื่อทีมแพ้ต่อทีมชาติรัสเซียในรอบเพลย์ออฟ", "ไมเคิล แคร์ริก\nแคร์ริก เริ่มต้นเล่นฟุตบอลให้กับสโมสรวอลล์เซนด์บอยส์คลับซึ่งเป็นสโมสรที่เคยสร้างนักเตะอย่างแอลัน เชียเรอร์ และปีเตอร์ เบียร์ดสลีย์ ก่อนที่จะเริ่มต้นการเล่นฟุตบอลอาชีพกับสถาบันเยาวชนอันเลื่องชื่อของเวสต์แฮมในปี ค.ศ. 1998 แคร์ริกลงเล่นร่วมกับโจ โคล ได้อย่างโดดเด่นในเกมที่เอาชนะคอเวนทรีซิตีไปอย่างถล่มทลาย 9-0 ในนัดชิงชนะเลิศ เอฟเอยูทคัพ ในปี ค.ศ. 1999 โดยแคร์ริกทำได้ 2 ประตูในนัดนี้", "เดมีตรี มิตเชลล์\nมิตเชลล์เริ่มต้นการเป็นนักฟุตบอลที่ศูนย์ฝึกเยาวชนเฟลตเชอร์มอสเรนเจอร์สเช่นเดียวกับ แคเมอรอน บอร์ธวิก-แจ็กสัน และ มาร์คัส แรชฟอร์ด ก่อนจะย้ายเข้ามาอยู่ที่ศูนย์ฝึกเยาวชนของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดเมื่อ พ.ศ. 2556 ขณะอายุเพียง 16 ปีโดยในช่วงแรกมิตเชลล์เล่นในตำแหน่งกองหน้ากระทั่งบอร์ธวิก-แจ็กสันซึ่งเล่นในตำแหน่งกองหลังถูกยืมตัวไปเล่นกับทีม วูล์ฟแฮมป์ตันวันเดอเรอร์ส มิตเชลล์จึงสลับมาเล่นตำแหน่งกองหลังจนถึงปัจจุบัน", "มาร์ก ฮิวส์\nเมื่อเกล็น ฮ็อดเดิ้ลกลายเป็นผู้จัดการทีมคนใหม่ของเซาแทมป์ตัน มาร์ก ฮิวส์ในวัย36ปี ก็กลายเป็นนักเตะที่ไม่ได้อยู่ในแผนการทำทีม เขาจึงย้ายไปร่วมทีมเอฟเวอร์ตันและมีบทบาทในฐานะผู้เล่นน้อยลงตามวัย แต่ยังคงทำหน้าที่เป็นผู้จัดการทีมชาติเวลส์ต่อไป และเขาตัดสินใจย้ายมาเล่นในลีกระดับล่างเป็นครั้งแรกในฤดูกาล 2000-2001", "ประวัติศาสตร์ของสโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด (ค.ศ. 1969–1986)\nศูนย์หน้าชาวเวลส์ มาร์ค ฮิวส์ ปรากฎตัวในนามนักเตะยูไนเต็ดครั้งแรกในเดือนตุลาคม 1983 และกลายเป็นนักเตะกำลังหลักของทีมในฤดูกาลถัดมา ด้วยการทำถึง 24 ประตู และได้รับเลือกให้เป็นนักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยมแห่งปี ของฤดูกาล1984–85 ด้วยวัยตอนนั้นเพียงแค่ 21 ปี นอกจากนั้นเค้ายังช่วยให้ทีมคว้านักเตะอลัน บราซิล เข้าทีมด้วยค่าตัว 500,000 ปอนด์ ซึ่งต่อมาสามารถยึดตำแหน่งตัวจริงของนอร์แมน ไวท์ไซด์ มาได้ในเวลาอันสั้น แต่ถึงอย่างไรก็ดี ไวท์ไซด์ก็ได้ผันตัวเองไปเล่นมิดฟิล์ดตัวกลางแทนหลังจากการบาดเจ็บของเรมี่ มอสส์" ]
16
รัชกาลที่ 4 มีพระนามว่าอะไร ?
[ "เจ้าจอมมารดาเขียน ในรัชกาลที่ 4\nเจ้าจอมมารดาเขียนมีนามเรียกขานทั่วไปว่า \"เขียนอิเหนา\" ด้วยเป็นละครหลวงที่รำเป็นตัวฃอิเหนาได้งดงามไม่มีใครสู้ เป็นเจ้าจอมที่รัชกาลที่ 4 โปรดมากท่านหนึ่ง เมื่อพระราชโอรสคือ พระองค์เจ้าวรวรรณากร (พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรวรรณากร กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ - 2404-2474) ประสูตินั้น รัชกาลที่ 4 พระราชทานกริชให้ นอกเหนือจากพระแสงดาบที่พระราชทานพระราชโอรสทุกพระองค์ โดยมีรับสั่งว่า \"เป็นลูกอิเหนา\"", "พระปรมาภิไธย (พระมหากษัตริย์ไทย)\nต่อมาเมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 4 แห่งราชวงศ์จักรี ทรงมีพระราชดำริว่าพระนามของพระมหากษัตริย์สืบไปภายหน้าควรใช้แตกต่างกันทุกรัชกาล เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนในการออกนามแผ่นดินเช่นที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว จึงทรงถวายพระนามแก่สมเด็จพระบูรพกษัตริย์รัชกาลก่อนหน้าพระองค์ทั้งสามรัชกาลดังนี้นอกจากนี้ยังทรงกำหนดหลักการเฉลิมพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์ตามลำดับรัชกาล โดยรัชกาลที่เป็นเลขคี่ให้ใช้คำว่า \"ปรมินทร\" รัชกาลเลขคู่ให้ใช้คำว่า \"ปรเมนทร\" เป็นเครื่องหมายสังเกต พระนามพระมหากษัตริย์ไทยตามหลักพระราชนิยมดังกล่าวตั้งแต่รัชกาลที่ 4 เป็นต้นมามีดังนี้ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เฉลิมพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์ในราชวงศ์จักรีโดยใช้คำนำหน้าพระนามว่า \"รามาธิบดีศรีสินทร\" ทุกรัชกาล เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2459 ดังนี้", "พระราชสันตติวงศ์ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว\nในส่วนนี้จะเป็นรายพระนามพระราชโอรส พระราชธิดา และพระราชนัดดา ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 แห่งราชวงศ์จักรี" ]
[ "พระปรมาภิไธย (พระมหากษัตริย์ไทย)\nแต่เดิมนั้นพระมหากษัตริย์ในราชวงศ์จักรีรัชกาลที่ 1-3 นั้น ทรงเฉลิมพระปรมาภิไธยของพระองค์เองโดยขึ้นต้นว่า “สมเด็จพระบรมราชาธิราชรามาธิบดี” และมีสร้อยพระนามเหมือนกันทั้ง 3 รัชกาล ราษฎรจึงต้องสมมตินามแผ่นดินเอาเองเมื่อกล่าวถึงพระมหากษัตริย์แต่ละรัชกาล ในสมัยรัชกาลที่ 3 ราษฎรได้เรียกนามแผ่นดินรัชกาลที่ 1 ว่า \"แผ่นดินต้น\" รัชกาลที่ 2 ว่า \"แผ่นดินกลาง\" รัชกาลที่ 3 ว่า \"แผ่นดินนี้\" ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 3 ไม่ทรงโปรดการออกนามแผ่นดินดังกล่าว เนื่องจากทรงเกรงว่าต่อไปราษฎรจะเรียกรัชกาลของพระองค์ว่า \"แผ่นดินปลาย\" หรือ \"แผ่นดินสุดท้าย\" อันเป็นอัปมงคล จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระพุทธรูปฉลองพระองค์พระมหากษัตริย์สองรัชกาลแรก ประดิษฐานไว้ในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม องค์หนึ่งถวายพระนามว่า \"พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก\" อุทิศถวายสมเด็จพระบรมอัยกาธิราชรัชกาลที่ 1 และอีกองค์หนึ่งถวายพระนามว่า \"พระพุทธเลิศหล้าสุราไลย\" (ต่อมารัชกาลที่ 4 โปรดเกล้าฯ ถวายสร้อยพระนามใหม่ว่า \"พระพุทธเลิศหล้านภาไลย\") อุทิศถวายสมเด็จพระบรมชนกนาถรัชกาลที่ 2 และโปรดเกล้าฯ ให้เรียกนามแผ่นดินของพระมหากษัตริย์ทั้งสองรัชกาลตามนามพระพุทธรูปทั้งสององค์นี้", "เจ้าจอมอรุ่น ในรัชกาลที่ 4\nอรุ่น อรรคราชนาคภักดี (พ.ศ. 2385 — 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2467) หรือ ขรัวยายอรุ่น หรือเป็นที่รู้จักว่า เจ้าจอมอรุ่น ในรัชกาลที่ 4 มีสมญาในการแสดงว่า อรุ่นบุษบา เป็นภริยาของพระยาอรรคราชนาคภักดี (เนตร เนตรายน) และยังเคยรับราชการเป็นพระสนมในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เธอมีบุตรสาวคนหนึ่งชื่อวง เนตรายน ถวายตัวเป็นพระสนมในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหากษัตริย์พระองค์ถัดมา", "สมเด็จพระบรมราชาที่ 4 (นักพระสัตถา)\nสมเด็จพระบรมราชาที่ 4 หรือสมเด็จพระมหินทราชา พระนามเดิมว่านักพระสัตถาหรือนักพระสัฏฐา เป็นพระมหากษัตริย์แห่งกัมพูชาในสมัยที่กรุงละแวกเป็นราชธานี ประสูติราว พ.ศ. 2083 ครองราชสมบัติระหว่าง พ.ศ. 2119–2137 เป็นพระโอรสของสมเด็จพระบรมราชาที่ 3 ในรัชกาลของพระองค์นั้น ได้ทำสงครามขับเคี่ยวกับสยามหลายครั้ง ก่อนจะรบแพ้สมเด็จพระนเรศวรมหาราช จนเสียกรุงละแวกให้สยาม", "เจ้าจอมมารดาเขียน ในรัชกาลที่ 4\nเจ้าจอมมารดาเขียน (พ.ศ. 2385 - พ.ศ. 2484) เจ้าจอมมารดาในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นธิดาของท่านอ้น และท่านอิ่ม สิริวันต์ เป็นหลานของเจ้าจอมมารดางิ้ว (หม่อมงิ้ว ในพระองค์เจ้าลักขณานุคุณ พระเจ้าลูกยาเธอในรัชกาลที่ 3 ซึ่งเป็นพระมารดาของ สมเด็จพระนางนาฏโสมนัสวัฒนาวดี บรมอรรคราชเทวี ในรัชกาลที่ 4 โดย รัชกาลที่ 4 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเกียรติยศให้ออกนามว่า \"เจ้าจอมมารดางิ้ว\" เป็นกรณีพิเศษในฐานะที่จะเป็นขรัวยายของเจ้าฟ้าโสมนัส ที่จะประสูติแต่สมเด็จพระนางนาฏโสมนัสฯ นอกจากนี้ พระยาราชภักดี (ทองคำ) พี่ชายของเจ้าจอมมารดางิ้วเป็นต้นตระกูลสุวรรณทัต)", "พระปรมาภิไธย (พระมหากษัตริย์ไทย)\nแต่เมื่อรัชกาลที่ 7 เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ พระองค์ก็ทรงประกาศให้การใช้พระปรมาภิไธยของพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์กลับไปเป็นตามแบบพระราชนิยมของรัชกาลที่ 4 เช่นเดิม เว้นแต่พระปรมาภิไธยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ยังคงใช้ว่าพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธ และใช้มาจนถึงปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม การใช้คำว่า \"Rama\" แล้วตามด้วยหมายเลขลำดับรัชกาล เพื่อสื่อถึงพระมหากษัตริย์แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ยังคงใช้สืบมาจนถึงปัจจุบัน", "เจ้าจอมพระองค์เจ้ากำโพชราชสุดาดวง ในรัชกาลที่ 4\nพระองค์เจ้ากำโพชราชสุดาดวง มีพระนามเดิมว่า นักเยี่ยม หรือ นักนางเยี่ยม ประสูติเมื่อพ.ศ. 2394 เป็นพระราชธิดาพระองค์ใหญ่ในพระบาทสมเด็จพระนโรดม บรมรามเทวาวตาร ทรงเป็นพระญาติกับเจ้าจอมมารดานักองค์อี และเจ้าจอมมารดานักองค์เภา พระสนมในสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท เนื่องจากเจ้าจอมมารดาทั้ง 2 เป็นเชษฐภคินีในสมเด็จพระนารายณ์รามาธิบดีศรีสุริโยพรรณ พระปัยกาของพระองค์ และเป็นพระปิตุจฉาในสมเด็จพระหริรักษ์รามมหาอิศราธิบดีพระอัยกาของพระองค์ เจ้าจอมมารดาทั้ง 2 ท่านจึงมีฐานะเป็นพระปัยยิกาของพระองค์", "รายพระนามพระภรรยาเจ้าและพระสนมในรัชกาลที่ 4\nนี่คือรายพระนามรายนามพระมเหสี เจ้าจอมมารดา และเจ้าจอมในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว", "รายพระนามฟาโรห์\nสามฟาโรห์ที่รู้จักกันดีที่สุดของราชอาณาจักรใหม่คือ อาเคนาเทนหรือที่รู้จักกันในชื่อว่า อเมนโฮเทปที่ 4 ซึ่งทรงนับถือเทพอาเตน ทุตอังค์อามุน ผู้ที่มีอุโมงค์ฝังศพเกือบสมบูรณ์และเต็มไปด้วยและ แรเมซีสที่ 2 พยายามที่จะกู้ดินแดนในปัจจุบันอิสราเอล/ปาเลสไตน์ เลบานอนและซีเรียที่ได้รับการจัดขึ้นในสมัยราชวงศ์สิบแปด และทรงรบชนะพวกฮิตไทต์" ]
19
เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ก่อตั้งขึ้นเมื่อใด ?
[ "เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์\nบริษัท เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (เดิม: บริษัท เอ็กแซ็กท์ จำกัด และ บริษัท ซีเนริโอ จำกัด) เป็นบริษัทที่ดำเนินการผลิต ละคร เกมโชว์ วาไรตี้ ให้กับช่องวัน และเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ บริษัท วัน สามสิบเอ็ด จำกัด ผู้ถือใบอนุญาตประกอบกิจการดิจิทัลทีวีช่องวันในเครือ จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จาก กสทช. ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2557 ในชื่อ บริษัท จีเอ็มเอ็มวัน ทีวี เทรดดิง จำกัด โดยจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ และ กลุ่มของนายถกลเกียรติ วีรวรรณ ประกอบไปด้วย ถกลเกียรติ วีรวรรณ บริษัท ซีเนริโอ จำกัด และบริษัท วัน ทำ ดี จำกัด ถือหุ้นในสัดส่วน 51% ต่อ 49% ด้วยทุนจดทะเบียน 900,000,000 บาท ภายหลังได้เพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 1,275,000,000 บาท และได้บริษัท ประนันท์ภรณ์ จำกัด บริษัทในกลุ่มปราสาททองโอสถ ของ ปรมาภรณ์ ปราสาททองโอสถ มาร่วมเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท และเพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 3,810,000,000 บาท" ]
[ "เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์\nหลังจากก่อตั้ง เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ นายถกลเกียรติ ได้รวม เอ็กแซ็กท์ และ ซีเนริโอ เข้ามาเป็นบริษัทเดียวกัน เพื่อความสะดวกในการบริหาร และภายหลังจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ได้รวมเอา บริษัท มีมิติ จำกัด เข้า เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ เพื่อร่วมผลิตเกมโชว์ลงช่องวันและจีเอ็มเอ็ม 25 และเพื่อเพิ่มความสะดวกในการบริหารให้เป็นหนึ่งเดียว", "เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์\nในยุคเริ่มแรก ถกลเกียรติ วีรวรรณ หนึ่งในกรรมการบริษัทของจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ได้ก่อตั้ง บริษัท เอ็กแซ็กท์ จำกัด และควบตำแหน่งทั้งเป็นผู้จัดละครโทรทัศน์ ผู้กำกับ และผู้จัดการทั่วไป โดยรับจ้างผลิตละคร เกมโชว์ ทอล์คโชว์ วาไรตี้โชว์ เพื่อป้อนลงสถานีโทรทัศน์ช่องต่างๆ ซึ่งเริ่มจัดตั้งบริษัทในวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2534 และเริ่มออกอากาศละครซิตคอม เรื่อง \"3 หนุ่ม 3 มุม\" เป็นรายการแรกของบริษัท ต่อมา ในปี พ.ศ. 2535 ได้สร้างละครดราม่าเรื่องแรกของบริษัทเรื่อง รักในรอยแค้น และในปี พ.ศ. 2546 ถกลเกียรติ ได้ก่อตั้ง บริษัท ซีเนริโอ จำกัด โดยถือหุ้นเอง 75% และให้จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ถือหุ้น 25% โดยมีจุดประสงค์เดียวกับเอ็กแซ็กท์ คือเป็นบริษัทที่ดำเนินการผลิต ละคร เกมโชว์ วาไรตี้ และละครเวที เพื่อป้อนลงช่องต่าง ๆ ตลอดมา", "เอ็นบีเอ็น เทเลวิชั่น\nเจ้าของดั้งเดิมของ เอ็นบีเอ็น, เดอะ นิวคาสเซิล บรอดแคสติ่ง แอนด์ เทเลวิชั่น คอร์ปเปอร์เรชั่น (เอ็นบีทีซี) ถูกก่อตั้งในเดือนพฤษภาคมปี 1958 เพื่อเริ่มต้นการเตรียมการสำหรับการจัดสรรใบอนุญาตโทรทัศน์ที่จะเกิดขึ้น. ผู้ถือหุ้นหลักใน เอ็นบีทีซี คือ บริษัท ยูไนเต็ด บรอดแคสติ่ง (เป็นเจ้าของโดย ครอบครัวเล็ม, เจ้าของสถานีวิทยุ 2เคโอ), บริษัท แอร์เซล บรอดแคสติ่ง (เจ้าของสถานีวิทยุท้องถิ่น 2เอชดี), และ เดอะ \"นิวคาสเซิล มอร์นิ่ง เฮอร์ราด แอนด์ ไมเนอร์ แอดโวเคด\" (ที่ถูกซื้อโดย จอห์นเวลล์ แอนด์ ซัน จำกัด). ให้สอดคล้องกับกฎระเบียบของ คณะกรรมการควบคุมบีบีซีของออสเตรเลีย, อย่างน้อย 50% ของ บริษัท จะต้องเป็นเจ้าของท้องถิ่น. 750,000 หุ้นที่ได้รับการทำใช้ได้โดย เดอะ เอ็นบีทีซี (10 เพนนีเทียบเท่ากับ 1 ดอลล่าร์ออสเตรเลลีย). ประมาณ 2,000 คนซื้อหุ้น.", "แอมเวย์\nแอมเวย์ คอร์ปอเรชั่น ก่อตั้งใน พ.ศ. 2502 (ค.ศ. 1959) จากผู้ก่อตั้งสองคน คือ เจย์ แวน แอนเดล และ ริช เดอโวส โดยเริ่มต้นธุรกิจจากห้องใต้ดินที่บ้านของทั้งสองที่เมืองเอด้า รัฐมิชิแกน ปัจจุบันได้ขยายสำนักงานใหญ่ที่เมืองเอด้า มีอาคารมากกว่า 80 หลัง พื้นที่ใช้สอยมากกว่า 4 ล้านตารางฟุต มีความยาวมากกว่า 1 ไมล์ (1.6 กม.) และมีเนื้อที่มากกว่า 255 เอเคอร์ (104 เฮคตาร์) รวมเนื้อที่ถึง 200,000 ตารางเมตร ประกอบด้วยอาคารสำนักงาน ศูนย์วิจัยและพัฒนา โรงงานผลิต และคลังสินค้าที่ทันสมัย", "เอเอ็มดี\nแอดวานซ์ ไมโคร ดีไวซ์ ก่อตั้งขึ้นเมื่อ 1 พฤษภาคม ค.ศ. 1969, โดยกลุ่มผู้บริหารเดิมจาก Fairchild Semiconductor, ประกอบด้วย เจอรี่ แซนเดอร์ เอ็ดวิน เทอร์นี่, จอห์น คาเรย, สเวน ซิมอนเซน, แจ๊ค กิฟฟอร์ด และ สมาชิก 3 คนในกลุ่มของแจ๊ค, แฟรงค์ บ๊อทเต้, จิม ไจลส์, และ แลรี่ สเตรนเจอร์.โดยที่บริษัทเริ่มผลิต ลอจิกชิป , ต่อมาจึงเข้าสู่ธุรกิจการผลิตแรมในปี 1975. และในปีเดียวกันนี้เอง พวกเขาก็เริ่มจำหน่ายสิ่งที่ได้จากการทำสถาปัตยกรรมย้อนกลับซึ่งเป็นสิ่งที่เลียนแบบมาจาก หน่วยประมวลผล Intel 8080. ในช่วงเวลานั้น,เอเอ็มดีก็ได้ออกแบบและสร้างหน่วยประมวลผลในซีรีส์ (Am2900, Am29116, Am293xx) ซึ่งถูกนำมาใช้แพร่หลายในการออกแบบวงจรของมินิคอมพิวเตอร์เวลาต่อมา, เอเอ็มดีก็พยายามที่จะทำให้โปรเซสเซอร์เล็กลง โดยการรวม AMD 29K processor, ให้เข้ากับ อุปกรณ์กราฟิกและเสียง เช่นเดียวกับหน่วยความจำแบบ EPROM. โดยมันเสร็จในช่วงกลางปี 1980 เรียกกันว่า AMD7910 and AMD7911 \"World Chip\" โดยเป็นอุปกรณ์แรกๆที่ ครอบคลุมทั้ง Bell และCCITT. โดย AMD 29K ยังเป็น embedded processor อีกด้วย และ เอเอ็มดี ยังแยกให้ Spansion ออกไปเพื่อสร้าง หน่วยความจำแฟลช. เอเอ็มดี ยังตัดสินใจที่จะเปลี่ยนแนวทางสู้กับหน่วยประมวลผลจาก อินเทล โดยวางให้เป็นธุรกิจหลัก และให้ตลาดหน่วยความจำแฟลชเป็นตลาดรอง", "เอ็นบีเอ็น เทเลวิชั่น\nเอ็นบีเอ็น เทเลวิชั่น เริ่มส่งในวันที่ 4 มีนาคม 1962. โปรแกรมแรกในคืนวันเปิดตัวเริ่มต้นเวลา 18:00, ต้อนรับโดยการบันทึกเทป เดอะ เดน-โพสมาสเตอร์ เจนเนอรัล ชาร์เลส เดวิสสัน. ตามด้วยการทัวร์รอบ เอ็นบีเอ็น สตูดิโอ โดย ผู้จัดการฝ่ายผลิตเดิม, เมททิว แทป.", "เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์\nเอ็กแซ็กท์และซีเนริโอ ได้ผลิตรายการโทรทัศน์และละครโทรทัศน์ต่างๆ ทั้งเกมโชว์ ควิซโชว์ เกมโชว์สำหรับเด็กและเยาวชน ทอล์คโชว์ วาไรตี้โชว์ วาไรตี้โชว์ซิตคอม ละครโทรทัศน์ ละครซิทคอม ละครซีรีส์ และเรียลลิตี้โชว์เป็นจำนวนกว่า 250 รายการ เพื่อนำเสนอออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3, สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5, สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7, สถานีโทรทัศน์โมเดิร์นไนน์, สถานีโทรทัศน์ไอทีวี และสถานีโทรทัศน์วัน \nปัจจุบันเอ็กแซ็กท์และซีเนริโอมีรายการโทรทัศน์และละครโทรทัศน์ที่กำลังออกอากาศอยู่เป็นจำนวน 12 รายการ เป็นรายการประเภทเกมโชว์ วาไรตี้โชว์ ละครโทรทัศน์และละครซิตคอม ออกอากาศทางช่องวัน 31", "อะเว็นจด์เซเวนโฟลด์\nอะเว็นจด์เซเวนโฟลด์ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2542 ที่ฮันติงตันบีช รัฐแคลิฟอร์เนีย สมาชิกในขณะนั้น ประกอบด้วย เอ็ม. แชโดวส์, แซกกี เวนเจนซ์, เดอะเรฟ และแมตต์ เวนดต์ โดยเอ็ม. แชโดวส์เป็นคนคิดชื่อของวงที่อ้างอิงมาจากเรื่องของเคนและอาเบล จากคัมภีร์ไบเบิล ซึ่งสามารถพบได้ในพระธรรมปฐมกาล 4:24 อย่างไรก็ตามพวกเขาก็ไม่ได้เป็นวงดนตรีทางศาสนาแต่อย่างใด ในขณะก่อตั้ง สมากชิกวงแต่ละคนได้นำเอานามแฝง ซึ่งมีอยู่แล้วในชื่อเล่นของพวกเขาจากสมัยที่อยู่ในโรงเรียนมัธยม ต่อมาแมตต์ เวนดต์ ได้ถูกแทนที่โดยจัสติน เซน ซึ่งเป็นมือเบสเดิมของวงสเบอร์เบินเลเจินดส์ (Suburban Legends)", "แต่ปางก่อน\nละครในปี พ.ศ. 2560 เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ ได้นำมาสร้างใหม่เพื่อออนแอร์ลงช่องวัน เดิมทีมีแผนให้ ชนะ คราประยูร ซึ่งเคยกำกับเวอร์ชันที่แล้วมากำกับเวอร์ชันนี้ด้วย แต่ภายหลังได้เปลี่ยนผู้กำกับเป็นสันต์ ศรีแก้วหล่อ ที่เคยฝากผลงานละครฟอร์มดีของค่ายไว้มากมาย อาทิ ฟ้าเพียงดิน, เลือดขัตติยา, แก้วลืมคอน, รักหลอก ๆ อย่าบอกใคร, ลิขิตรัก ลิขิตเลือด, ละอองดาว, หัวใจศิลา, แก้วล้อมเพชร, ชิงชัง, ตราบาปสีขาว, เรือนแพ, ดอกโศก, คู่กรรม, แผนรัก แผนร้าย, อีสา-รวีช่วงโชติ, บัลลังก์เมฆ, พิษสวาท ฯลฯ" ]
6
บริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ จำกัด ก่อตั้งขึ้นเมื่อไหร่?
[ "เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์\nเวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ ก่อตั้งเมื่อวันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2532 โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อผลิตรายการโทรทัศน์ และละครโทรทัศน์ที่มีคุณภาพ ประกอบด้วยสาระ และความบันเทิง ซึ่งในระยะเริ่มต้น มีบุคลากรเพียง 10 คน จนกระทั่งปัจจุบัน มีบุคลากรในฝ่ายต่าง ๆ มากกว่า 1,000 คน เพื่อรองรับแผนการขยายธุรกิจในอนาคต บริษัทได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2547 และใช้ชื่อย่อในการซื้อขายตลาดหลักทรัพย์ว่า “WORK”", "ปัญญา นิรันดร์กุล\nในปี พ.ศ. 2532 ปัญญาร่วมกับ ประภาส ชลศรานนท์ นักคิดนักเขียนที่มีผลงานมากมายทางด้านเพลง หนังสือ และโทรทัศน์ ก่อตั้ง \"บริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ จำกัด\" () เพื่อผลิตรายการโทรทัศน์ และละครโทรทัศน์ โดยรายการแรกของบริษัทคือ \"เวทีทอง\" และ ในปีต่อมาคือ รายการชิงร้อย ชิงล้าน ผลงานรายการ และละครของเวิร์คพอยท์ ได้สร้างชื่อเสียงโด่งดังแก่บริษัทเป็นอย่างมาก" ]
[ "เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์\nบริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทผลิตสื่อบันเทิงแห่งหนึ่งของไทย มีปัญญา นิรันดร์กุลเป็นประธานบริษัท ประภาส ชลศรานนท์เป็นรองประธานบริษัท ก่อตั้งสถานีโทรทัศน์ระบบดิจิทัล สถานีโทรทัศน์เวิร์คพอยท์ ใช้ชื่อว่า ช่องเวิร์คพอยท์ (หมายเลข 23) โดยในวันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2556 บมจ.เวิร์คพอยท์ฯ เข้าร่วมประมูลช่องรายการ และผ่านการประมูลในประเภทภาพคมชัดปกติ หมายเลขช่อง 23 โดยเริ่มทดลองออกอากาศภาคพื้นดิน ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2557 เป็นช่องที่ได้รับความนิยมจากผู้ชมสูงสุดติดอันดับ 1 ใน 3 ของประเทศเมื่อปี พ.ศ. 2559", "รายชื่อผลงานของเวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์\nเวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ เริ่มทำการผลิตรายการ \"เวทีทอง\" ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 เป็นรายการแรก ต่อมา บริษัทขยายการผลิตรายการและละครประเภทต่าง ๆ ในหลากหลายรูปแบบ เป็นจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อนำเสนอออกอากาศมาโดยตลอดระยะเวลา 28 ปี ของการดำเนินงานธุรกิจผลิตและรับจ้างผลิตรายการโทรทัศน์ โดยบริษัทมีทีมครีเอทีฟที่มีความคิดสร้างสรรค์ และมีประสบการณ์สร้างสรรค์ผลงานคุณภาพ เช่น เกมโชว์, ควิซโชว์, เรียลลิตี้เกมโชว์, เรียลลิตี้เกมโชว์ควิซโชว์, เรียลลิตี้โชว์, วาไรอิตีโชว์, เกมโชว์ควิซโชว์สำหรับเด็กและเยาวชน, เรียลลิตี้โชว์สำหรับสำหรับเด็กและเยาวชน, เกมโชว์ซิตคอม, ละครซิตคอม, วาไรตี้โชว์ซิตคอม, วาไรตี้โชว์วันหยุดนักขัตฤกษ์, ละครซิตคอมวันหยุดนักขัตฤกษ์, รายการวันหยุดนักขัตฤกษ์, ละครโทรทัศน์เรื่องยาว, วาไรอิตีโชว์และละครเรื่องยาว, ละครเทิดพระเกียรติ และ สารคดีทางโทรทัศน์ โดยนำไปออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ต่าง ๆ นั่นคือ สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3, สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5, สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7, สถานีโทรทัศน์โมเดิร์นไนน์, สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย, สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส และ ช่องเวิร์คพอยท์ ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้ชมทุกเพศทุกวัย โดยแต่ละรายการของบริษัทฯ ประสบความสำเร็จ และยังได้รับรางวัลในหลากหลายสาขา ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เช่น รางวัลเมขลา, รางวัลโทรทัศน์ทองคำ, รางวัลศิลปินแห่งชาติ จากสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ และรางวัลโทรทัศน์แห่งเอเชีย (เอเชี่ยนเทเลวิชั่นอวอร์ดส์) เป็นต้น รวมถึงยอดขายโฆษณาที่สม่ำเสมอของทางบริษัทฯ", "โต๊ะกลมโทรทัศน์\nบริษัท โต๊ะกลมโทรทัศน์ จำกัด เป็นบริษัทผลิตสื่อบันเทิงแห่งหนึ่งของประเทศไทย ในเครือบริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ จำกัด (มหาชน) ก่อตั้งบริษัทเมื่อวันที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2547 โดยมี ปัญญา นิรันดร์กุล และ ธีรวัฒน์ อนุวัตรอุดม เป็นผู้ร่วมก่อตั้ง โดยเวิร์คพอยท์ถือหุ้น 75% ส่วนธีรวัฒน์ถือหุ้น 25% ปัจจุบันทางบริษัทผลิตสื่อบันเทิงในทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น รายการโทรทัศน์ ซีรีส์ ซิทคอม ภาพยนตร์ คอนเสิร์ต ละครเวที หรือมิวสิกวิดีโอ ออกมาสู่สายตาผู้ชมมากมาย จนได้รับความนิยมอย่างสูงในหลายๆ ประเภท ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันรายการโทรทัศน์ทั้งหมดด้านล่างนี้ออกอากาศทางช่องเวิร์คพอยท์", "ปัญญา นิรันดร์กุล\nจนกระทั่งในปี พ.ศ. 2547 ปัญญาได้นำบริษัทเวิร์คพอยท์เข้าจดทะเบียนเป็นบริษัทมหาชนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ขยายกิจการมาเป็น บริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ จำกัด (มหาชน) และวันที่ 24 เมษายน 2551 ได้มีพิธีเปิดอาคารสำนักงานและสตูดิโอบนเนื้อที่กว่า 25 ไร่ ตั้งอยู่ในซอยเลียบคลองเปรมประชากร ตำบลบางพูน อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี เพื่อผลิตรายการคุณภาพในรูปแบบที่แตกต่างกันไป ได้รับความนิยมอย่างสูงจากประชาชน และได้รับรางวัลต่างๆมากมายจากทุกสถาบันในประเทศไทย รวมทั้งรางวัลในระดับนานาชาติ เช่น Asian Television Awards ที่ประเทศสิงคโปร์ และ INTERNATIONAL EMMY AWARDS จากประเทศสหรัฐอเมริกา จากนั้นขยายมาสู่ธุรกิจโทรทัศน์ดาวเทียม ในชื่อ เวิร์คพอยท์ทีวี ต่อมาได้ร่วมประมูลช่องทีวีดิจิตอลความคมชัดมาตรฐาน (SD) และได้รับใบอนุญาตออกอากาศ โดยเริ่มทดลองออกอากาศวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2557 โดยใช้ชื่อช่องเวิร์คพอยท์ ออกอากาศอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 25 เมษายน 2557 หลังจากออกอากาศเรตติ้งเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากข้อมูลของ AGB Nielsen พบว่าออกอากาศได้เพียง 6 เดือน เรตติ้งของช่องพุ่งขึ้นเป็นอันดับ 3 ของประเทศ นับรวมทั้งช่องดิจิตอลทีวีและช่องแอนะล็อก และเป็นอันดับ 1 ของทีวีดิจิตอล นอกจากนี้แล้ว ยังได้ร่วมกับ KBank เปิดโรงละคร Kbank สยามพิฆเนศ ที่ชั้น 7 สยามสแควร์วัน โดยเปิดอย่างเป็นทางการในวันที่ 31 มีนาคม 2558", "ประภาส ชลศรานนท์\nประภาส ชลศรานนท์ ร่วมกับ ปัญญา นิรันดร์กุล ก่อตั้ง บริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ จำกัด และบริหารร่วมกัน กระทั่งบริษัทเติบโต เป็น บริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ จำกัด (มหาชน) ในปี พ.ศ. 2547 นอกจากบริหารบริษัทแล้ว ยังสร้างสรรค์ผลงานการผลิตรายการโทรทัศน์ ก่อตั้ง \"กลุ่มกระดาษพ่อ ดินสอแม่\" เพื่อเขียนบท ละคร แต่งเพลง และอำนวยการผลิต ละครเทิดพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่๙ ชุด “พ่อ” และที่สำคัญ เนื่องในโอกาสมหามงคล ฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี ในปี พ.ศ. 2549 ประภาส ร่วมกับ บมจ.เวิร์คพอยท์ และ เครือซิเมนต์ไทย จัดทำ สารคดีในรูปแบบใหม่คือ สารคดีดนตรีเล่าเรื่อง ชื่อ \"น้ำคือชีวิต\" เป็นการถ่ายทอด พระราชกรณียกิจ ของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ในเรื่องของ \"น้ำ\" ให้พสกนิกรชาวไทยทั่วประเทศ ได้เห็น และตระหนักถึง สิ่งที่ทรงทำ เกี่ยวกับ เรื่องของ \"น้ำ\" มาโดยตลอด น้ำคือชีวิตเป็นสารคดีทีเล่าด้วยเพลงที่ขับร้องและบรรเลงโดย ศิลปินสามวง คือ คาราบาว เฉลียง และโมเดิร์นด็อก รวมทั้งละครเทิดพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ “เหมือนแม่ครึ่งหนึ่งก็พึงใจ” , “ผู้หญิงที่อยากกอดตลอดชีวิต” , “ชัยชนะของแม่” ฯลฯ และเป็นผู้คิดค้นรายการที่เป็นต้นฉบับของคนไทย เช่น คุณพระช่วย , อัจฉริยะข้ามคืน , แฟนพันธุ์แท้ , เกมทศกัณฐ์ , สู้เพื่อแม่ , ชิงช้าสวรรค์ ฯลฯ", "เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์\nนอกจากนี้ เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ ยังได้มีโอกาสร่วมมือกับ สถานีโทรทัศน์เอ็นเอชเคแห่งประเทศญี่ปุ่น ผลิตรายการ ทู เวย์ เอเชีย ซึ่งถ่ายทอดสดข้ามประเทศ ระหว่างไทยกับญี่ปุ่นเมื่อปี พ.ศ. 2534 รวมถึงการจำหน่ายลิขสิทธิ์ของรายการเกมจารชน ให้กับสถานีโทรทัศน์ในประเทศอินโดนีเซีย เพื่ออนุญาตให้นำรูปแบบของรายการดังกล่าว ไปผลิตและออกอากาศที่อินโดนีเซีย การจำหน่ายลิขสิทธิ์ของรายการแฟนพันธุ์แท้ เพื่ออนุญาตให้นำรูปแบบของรายการดังกล่าว ไปผลิตและออกอากาศที่สวีเดนและสหราชอาณาจักร การพัฒนารูปแบบรายการระดับโลกคือรายการเดอะแบนด์เพื่อขายลิขสิทธิ์ให้กับประเทศอื่นอีกด้วย", "เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์\nเวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ เริ่มทำการผลิตรายการ เวทีทอง ทางสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 เป็นรายการแรกในปี พ.ศ. 2532 ต่อมาได้ขยายการผลิตรายการและละครประเภทต่าง ๆ ในหลากหลายรูปแบบ และหลากหลายสถานี เป็นจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อนำเสนอออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ช่องต่างๆมาโดยตลอดเป็นระยะเวลา 29 ปี เช่น เกมโชว์, ควิซโชว์, เรียลลิตี้เกมโชว์ควิซโชว์, เรียลลิตี้โชว์, วาไรตี้โชว์, ทอล์กโชว์, เกมโชว์สำหรับเด็ก, ควิซโชว์สำหรับเด็ก, เรียลลิตี้โชว์สำหรับเด็ก, เกมโชว์ซิทคอม, ละครซิทคอม, วาไรตี้โชว์ซิทคอม, รายการวันหยุดนักขัตฤกษ์, ละครซิทคอมวันหยุดนักขัตฤกษ์, วาไรตี้โชว์วันหยุดนักขัตฤกษ์, ละครโทรทัศน์เรื่องยาว, วาไรตี้โชว์และละครเรื่องยาว, ละครเทิดพระเกียรติ และสารคดีโทรทัศน์ ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี จากผู้ชมทุกเพศ ทุกวัย และยังได้รับรางวัลในหลากหลายสาขา ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ เช่น รางวัลเมขลา รางวัลโทรทัศน์ทองคำ รางวัลนาฏราช TOP AWARDS รางวัลจากสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ รางวัลสื่อมวลชนดีเด่น CATHOLIC MEDIA AWARDS รางวัลองค์กรดีเด่นแห่งปี 2557 ในงาน CEO THAILAND AWARDS 2014 รางวัลโทรทัศน์แห่งเอเชียASIAN TELEVISION AWARDS (เอเชี่ยน เทเลวิชั่น อวอร์ดส์) รางวัลMaximilian Award รางวัลอินเตอร์ เนชั่นแนล เอมมี่ อวอร์ด รางวัลด้านนวัตกรรมแห่งการสร้างสรรค์และคุณภาพ THE NEW ERA AWARD FOR TECHNOLOGY, INNOVATION & QUALITY จากสถาบัน ASSOCIATION OTHER WAYS MANAGEMENT & CONSULTING PARIS – FRANCE รางวัลองค์กรที่มีการบริหารจัดการภายในยอดเยี่ยม European Award for Best Practices 2016 จากสถาบัน European Society for Quality Research (ESQR) รางวัลวัลองค์กรคุณภาพยอดเยี่ยม The Global Award For Perfection Quality and Ideal Performance จาก OMAC (OTHERWAYS MANAGEMENT AND CONSULTING) เป็นต้น", "เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์\nช่องโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมของตนเองชื่อว่า เวิร์คพอยท์ทีวี โดยลงทุน 100 ล้านบาท และเริ่มทดลองออกอากาศ บันทึกการแสดงสด คุณพระช่วยสำแดงสด ตั้งแต่เดือนกันยายน พ.ศ. 2554 ต่อมาเริ่มทดลองออกอากาศตามผังรายการ ตั้งแต่วันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2554 เวลา 18.00 น. โดยนำครัวตัวเอ้ มาแพร่ภาพเป็นรายการแรก ซึ่งอยู่ในระยะนี้ เป็นเวลา 5 เดือน 16 วัน และเริ่มออกอากาศอย่างเป็นทางการ ตั้งแต่วันที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555 ซึ่งเลื่อนมาจากกำหนดการเดิม คือวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2555 เนื่องจากอาคารปฏิบัติการของ บมจ.เวิร์คพอยท์ฯ ที่ปทุมธานีประสบอุทกภัย\nจนกระทั่งปลายปี พ.ศ. 2556 บมจ.เวิร์คพอยท์ฯ ได้เข้าร่วมประมูลช่องทีวีดิจิตอล ซึ่งประกอบไปด้วยช่องความคมชัดมาตรฐาน (SD) จำนวน 7 ช่อง, ช่องความคมชัดสูง (HD) จำนวน 7 ช่อง, ช่องข่าวสารและสาระ จำนวน 7 ช่อง และช่องเด็กและครอบครัว จำนวน 3 ช่อง" ]
6
เกว็น เรนี สเตฟานี มีบุตรกี่คน?
[ "เกว็น สเตฟานี\nสเตฟานีมีบุตรชาย 3 คนกับรอสส์เดล ได้แก่ คิงสตัน เจมส์ แม็กเกรเกอร์ รอสส์เดล เกิด 26 พฤษภาคม 2006 ซูมา เนสตา ร็อก รอสส์เดล เกิด 21 สิงหาคม 2008 และอพอลโล โบอี ฟลินน์ รอสส์เดล เกิด 28 กุมภาพันธ์ 2014 เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2015 สเตฟานีฟ้องหย่ารอสส์เดล โดยให้เหตุผลว่า \"เข้าถึงความแตกต่างไม่ได้\" การหย่าร้างสิ้นสุดลงเมื่อ 8 เมษายน 2016 โดยรอสส์เดลตกลงที่จะแบ่งทรัพย์สินสมรสไม่เท่ากัน" ]
[ "แคทเทอรีน แคร์รี เบ็ทติส\nในวันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2505 แคทเทอรีนทรงพบกับ แจ็ค ดับเบิลยู เอนดริว และได้สมรสกันมีบุตร 2 คนคือ เดวิดและเอลิสัน เอลิสันมีบุตรทั้งหมด 4 คนได้แก่ อแมนดา,สเตฟานี,นิโคลัสและไมเคิล ส่วนเดวิดมีบุตร 1 คนคือ อเล็กซานเดอร์ ปัจจุบันเดวิดและเอลิสันอยู่ที่ประเทศกรีซ แคทเทอรีนได้ท่องเที่ยวหลายๆที่ในโลกและอาศัยอยู่ที่ออสเตรเลีย,แอฟริกาและสหรัฐอเมริกา แคทเทอรีนและแจ็ค แอนดริวได้หย่าขาดกันในวันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2527", "เกว็น สเตฟานี\nเกว็น เรนี สเตฟานี () เกิด 3 ตุลาคม ค.ศ. 1969 เป็นนักร้อง นักแต่งเพลง นักออกแบบด้านแฟชั่น ชาวอเมริกัน เธอเป็นผู้ร่วมก่อตั้งและนักร้องนำวงโนเดาต์ที่ประสบความสำเร็จอย่างกว้างขวางหลังออกสตูดิโออัลบัมชุดแรก \"ทราจิกคิงดอม\" (1995) มีซิงเกิลที่ประสบความสำเร็จอย่าง \"จัสต์อะเกิร์ล\", \"โดนต์สปีก\", \"เฮย์เบบี\" และ \"อิตส์มายไลฟ์\" หลังจากที่วงว่างเว้นจากการทำงาน สเตฟานีออกมาเป็นศิลปินเดี่ยวแนวป็อปในปี 2004 ออกสตูดิโออัลบัมเดี่ยวชื่อ \"เลิฟ. แอนเจิล. มิวสิก. เบบี.\" ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเพลงป็อปในคริสต์ทศวรรษ 80 อัลบั้มได้รับเสียงวิจารณ์และยอดขายที่ดี มีซิงเกิลที่ประสบความสำเร็จอย่าง \"วอตยูเวติงฟอร์?\", \"ริชเกิร์ล\" และ \"ฮอลลาแบกเกิร์ล\" เพลงหลังขึ้นอันดับ 1 บนชาร์ต \"บิลบอร์ด\" ฮอต 100 และยังเป็นซิงเกิ้ลดาวน์โหลดแรกในสหรัฐที่มียอดขายเกินล้าน ในปี 2006 สเตฟานีออกสตูดิโออัลบัมชุด 2 \"เดอะสวีตเอสเคป\" มีซิงเกิลประสบความสำเร็จ 2 ซิงเกิลคือ \"ไวนด์อิตอัป\" และไตเติลแทร็ก \"เดอะสวีตเอสเคป\" อัลบัมเดี่ยวชุด 3 ชุด \"ดิสอิสวอตเดอะทรุทฟีลส์ไลก์\" (2016) เป็นอัลบัมเดี่ยวอัลบัมแรกของเธอที่สามารถขึ้นอันดับ 1 บนชาร์ต \"บิลบอร์ด\" 200", "เกว็น สเตฟานี\nสเตฟานีเกิดเมื่อ 3 ตุลาคม ค.ศ. 1969 ที่ฟูลเลอร์ตัน รัฐแคลิฟอร์เนีย เติบโตในครอบครัวโรมันคาทอลิกในแอนะไฮม์ รัฐแคลิฟอร์เนีย ชื่อของเธอตั้งตามชื่อบริกรหญิงบนเครื่องบนจากบนประพันธ์ปี 1968 เรื่อง \"แอร์พอร์ต\" ส่วนชื่อกลาง เรเน (Renée) มาจากเพลงของวงเดอะโฟร์ทอปส์ ปี 1968 ที่คัฟเวอร์ของเลฟต์ แบงก์ในปี 1966 ที่ชื่อ \"วอล์กอะเวย์เรเน\" พ่อเธอ เดนนิส สเตฟานี เป็นชาวอเมริกันเชื้อสายอิตาลี ทำงานเป็นเจ้าหน้าที่การตลาด (marketing executive) ที่ยามาฮ่า ส่วนแม่ของเธอ แพตตี (สกุลเดิม ฟลินน์) ทำงานเป็นนักบัญชี ก่อนที่จะออกมาเป็นแม่บ้าน พ่อแม่ของเกว็นนั้นเป็นแฟนเพลงแนวโฟล์ก ยังให้เธอฟังเพลงของศิลปินอย่าง บ็อบ ดิลลันและเอมมีลู แฮร์ริส เธอยังมีน้องอีก 2 คน คือ จิลล์และทอดด์ และมีพี่ชายชื่อเอริก เอริกเคยเป็นมือคียบอร์ดให้วงโนเดาต์ ก่อนจะออกไปทำงานสร้างภาพเคลื่อนไหวเรื่อง \"เดอะซิมป์สันส์\"", "เควิน โอเวนส์\nสตีนและภรรยาของเขาคารินา มีลูกชายคนหนึ่งชื่อโอเวน (ชื่อของโอเวน ฮาร์ต) และลูกสาวชื่อ Élodie Leila ในเดือนพฤษภาคม 2008 ในตอนท้ายของคืน DDT4 หนึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น , สตีนลูกชายแล้วหกเดือนเก่าปรากฏในส่วนที่มีคาลิเบอร์ซึ่งในคาลิเบอร์เรียกเขาว่าน่าเกลียด สตีนให้ Excalibur สาม piledrivers แพคเกจในแถวก่อนที่จะวางลูกชายของเขาที่ด้านบนของคาลิเบอร์สำหรับขา", "สาวิณี ปะการะนัง\nสาวิณี มีบุตรกับนายกัณฑ์เอนก ปัจฉิมสวัสดิ์ จำนวน 3 คน หนึ่งในนั้นเป็นบุตรชาย คือ นายกัณฑ์พิทักษ์ ปัจฉิมสวัสดิ์ หรือ \"หมูแฮม\" ที่ขับรถยนต์พุ่งเข้าชนป้ายรถเมล์ จนมีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต เมื่อปี พ.ศ. 2550 และจำคุกในวันที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2558 เป็นเวลา 2 ปี 1เดือนตามคำสั่งศาลฎีกา อีกหนึ่งคนคือ แบมบี้ สิรินโสพิศ ปัจฉิมสวัสดิ์ 8 คนสุดท้าย เดอะสตาร์ ค้นฟ้าคว้าดาว ปี 9\nปัจจุบันหย่าขาดกันแล้ว", "สุปาณี พุกสมบุญ\nสุปาณี พุกสมบุญ มีบุตรกับครูสริ ยงยุทธ 4 คน คือ เสกสรร ยงยุทธ เกิด2490,วิทยา ยงยุทธ เกิด2492,ศุภสิทธิ์ ยงยุทธ เกิด2495 และนุศรา จันทร์สุวรรณ เกิด2500 ซึ่งทั้ง 4 คน ล้วนแล้วแต่เป็นนักดนตรีทั้งสิ้น โดยเสกสรรถนัดการเล่นเปียโนตามรอยบิดา ส่วนวิทยา และศุภสิทธิ์ถนัดการเล่นกีตาร์ และนุศราถนัดการเล่นออร์แกนไฟฟ้า โดยปัจจุบันสุปาณีพักอยู่ทีบ้านย่านถนนจักรพรรดิพงษ์ ใกล้วัดแคนางเลิ้ง แต่บางครั้งก็ไปพักที่บ้านบุตรสาวคนเล็กที่อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรีบ้างเป็นบางครั้ง", "เวย์น รูนีย์\nเวย์น รูนีย์สมรสกับคอลีน (สกุลเดิม แมกล็อกลิน) มีบุตร 4 คน คือ \nไค รูนีย์ เกิดเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2009 \nเคลย์ แอนโธนีย์ รูนีย์ เกิดเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2013 \nคิต โจเซฟ รูนีย์ เกิดเมื่อวันที่ 25 มกราคม 2016 และ\nแคสส์ แม็ค รูนี่ย์ เกิดเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2018 นอกจากนั้นเขายังมีน้องชายที่เล่นในตำแหน่งเดียวกันชื่อ ที่ปัจจุบันเล่นให้ Guiseley A.F.C.", "คุณพลอยไพลิน เจนเซน\nคุณพลอยไพลิน เจนเซน ได้สมรสกับเดวิด วีลเลอร์ เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2552 พิธีสมรสจัดขึ้นที่รัฐฮาวาย สหรัฐอเมริกา โดยจัดขึ้นอย่างเรียบง่าย ทั้งสองมีบุตรชายด้วยกันสองคน คนโตชื่อ แม็กซิมัส \"แม็กซ์\" วีลเลอร์ เกิดวันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553 และมีบุตรชายคนที่สองช่วงปี พ.ศ. 2557 ชื่อ ลีโอนาร์โด \"ลีโอ\" วีลเลอร์ โดยทั้งสองได้รับพระราชทานชื่อภาษาไทยจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ว่า \"จุลรัตน์\" และ \"ภัททพงศ์\" ตามลำดับ", "เนลสัน แมนเดลา\nภรรยาคนที่สองของแมนเดลาคือ วินนี มาดิคิเซลา-แมนเดลา เป็นชาวทรานสไกเช่นเดียวกัน แต่ก็มาพบกันในเมืองโยฮันเนสเบิร์ก ในขณะที่เธอมาเป็นคนงานผิวดำของเมืองเป็นคนแรก ทั้งสองมีบุตรสาวด้วยกัน 2 คน คือ เซนานี (เซนี) เกิดเมื่อ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2501 และซินด์ซิสวา (ซินด์ซี) แมนเดลา-ฮลองวาเน เกิดในปี พ.ศ. 2503 ซินด์ซีมีอายุเพียง 18 เดือนเท่านั้นเมื่อตอนที่พ่อถูกส่งตัวไปยังเกาะโรบเบิน วินนีเกิดความบาดหมางกับครอบครัวของเธออย่างรุนแรงอันสะท้อนถึงความแตกแยกทางการเมืองภายในประเทศ ขณะที่สามีของเธอยอมติดคุกตลอดชีวิตบนเกาะโรบเบิน พ่อของเธอกลับได้เป็นรัฐมนตรีกสิกรรมแห่งทรานสไก ชีวิตแต่งงานจึงต้องจบลงด้วยการแยกกันอยู่นับตั้งแต่เดือนเมษายน พ.ศ. 2535 และหย่า ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2539 ซึ่งเป็นผลจากความแตกต่างทางการเมือง", "เกว็น สเตฟานี\nสเตฟานีได้รับรางวัลแกรมมี่ 3 รางวัล ในฐานะศิลปินเดี่ยวแล้วเธอยังได้รับอีกหลายรางวัล อย่างเช่น รางวัลอเมริกันมิวสิกอะวอร์ด บริตอะวอดส์ เวิลด์มิวสิกอะวอดส์ และ 2 รางวัลบิลบอร์ดมิวสิกอวอร์ด ในปี 2003 เธอยังออกสินค้าประเภทเครื่องแต่งกายในนาม แอล.เอ.เอ็ม.บี. ยังแยกแบรนด์สินค้าอีกชื่อ คือ ฮาราจูกุเลิฟเวอส์ ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมญี่ปุ่นและแฟชั่น ในช่วงเวลานี้เองเธอจะแสดงและปรากฏตัวพร้อมนักเต้นสาว 4 คน ที่รู้จักในชื่อ ฮาราจูกุเกิลส์ เธอแต่งงานกับนักดนตรีชาวอังกฤษ เกวิน รอสส์เดล ระหว่างปี 2002 ถึง 2016 และมีบุตรชายด้วยกัน 3 คน นิตยสาร \"บิลบอร์ด\" จัดอันดับให้เธออยู่อันดับ 54 ของศิลปินที่ประสบความสำเร็จที่สุด และอันดับ 37 ของศิลปินที่ประสบความสำเร็จบนฮอต 100 ในทศวรรษ 2000–09 ช่องวีเอชวันจัดอันดับในปี 2012 ให้เธออยู่อันดับ 13 ของ 100 ศิลปินหญิงในวงการดนตรีที่ยอดเยี่ยมที่สุด หากรวมกับผลงานกับวงโนเดาต์แล้ว สเตฟานีมียอดขายอัลบัมมากกว่า 30 ล้านชุดทั่วโลก" ]
15
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกคนที่เท่าไหร่คนไทย ?
[ "นราพร จันทร์โอชา\nรองศาสตราจารย์ นราพร จันทร์โอชา (สกุลเดิม: โรจนจันทร์; เกิด: 20 มิถุนายน พ.ศ. 2497) รองประธานกรรมการบริหาร คนที่ 3 ในคณะกรรมการมูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม ตามพระราชโองการ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร\nอดีตนายกสมาคมแม่บ้านทหารบก อดีตอาจารย์ประจำสถาบันภาษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นภรรยาของพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีไทยคนที่ 29 และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ", "ประยุทธ์ จันทร์โอชา\nพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา (ชื่อเล่น: ตู่, เกิด 21 มีนาคม พ.ศ. 2497) เป็นนายทหารเกษียณอายุราชการชาวไทย ปัจจุบันเป็นหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ คณะทหารผู้ยึดอำนาจการปกครองในรัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2557 นายกรัฐมนตรีไทยคนที่ 29 และผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ตั้งแต่ปีนั้น เขายังเป็นรักษาการนายกรัฐมนตรี ดำรงตำแหน่งดังกล่าว 3 เดือน 2 วัน ยาวนานที่สุดนับตั้งแต่มีรักษาการนายกรัฐมนตรี", "โรงเรียนวัดนวลนรดิศ\nพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีคนที่ 29 ของ ประเทศไทย, ผู้นำรัฐบาลเผด็จการทหาร, หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติและอดีต ผู้บัญชาการทหารบก" ]
[ "ประยุทธ์ จันทร์โอชา\nพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เกิดเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2497 ที่จังหวัดนครราชสีมา เป็นบุตรชายของพันเอก(พิเศษ) ประพัฒน์ จันทร์โอชา และเข็มเพชร จันทร์โอชา มารดาซึ่งรับราชการครู พลเอก ประยุทธ์มีชื่อเล่นว่า \"ตู่\" หรือที่สื่อมวลชนนิยมเรียกว่า \"บิ๊กตู่\" เป็นบุตรชายคนโตจากพี่น้องทั้งหมดสี่คน ได้แก่ พลเอก ปรีชา จันทร์โอชา อดีตปลัดกระทรวงกลาโหมและอดีตผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก ,ประคัลภ์ จันทร์โอชา และพลอากาศโทหญิงประกายเพชร จันทร์โอชา ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพอากาศ", "ปรีชา จันทร์โอชา\nพลเอก ปรีชา จันทร์โอชา เกิดเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2499 เป็นบุตรของ พันเอก ประพัฒน์ กับนางเข็มเพชร จันทร์โอชา มีชื่อเล่นว่า \"ติ๊ก\" สื่อมวลชนนิยมเรียกว่า \"บิ๊กติ๊ก\" เป็นน้องชายของพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ พลเอก ปรีชา จันทร์โอชา สมรส กับ นางผ่องพรรณ จันทร์โอชา มีบุตร ชื่อ ว่าที่ ร.ต.ปฏิพัทธ์ จันทร์โอชา นายทหารสังกัดกองทัพภาคที่ 3 โรงเรียนเตรียมทหารได้มอบรางวัลเกียรติยศจักรดาว ให้พลเอกปรีชา ในปี 2559 และ ในปี พ.ศ. 2560 องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกได้มอบ เหรียญเกียรติคุณชั้นที่ 1 ให้แก่ พลเอก ปรีชา", "ประยุทธ์ จันทร์โอชา\nหลังรัฐประหาร พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นผู้นำคณะยึดอำนาจที่มีภาพลักษณ์ไม่เหมือนผู้นำคณะยึดอำนาจ คนอื่นๆ กล่าวคือ สื่อมวลชนมักเรียกพลเอกประยุทธ์ อย่างน่ารักน่าเอ็นดูว่า \"ลูงตู่\" และดารานักร้อง ฯลฯ มักชมว่าเป็น \"คนน่ารัก ตลก\" ซึ่งผิดกับภาพลักษณ์ผู้นำคณะยึดอำนาจที่เป็นทหารที่เคยผ่านๆมา", "สนธยา คุณปลื้ม\nสนธยา คุณปลื้ม นายกเมืองพัทยา อดีตที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง (พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา) อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาคนแรก อดีตที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี(ดร.ทักษิณ ชินวัตร) และอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชลบุรีหลายสมัย", "บัญญัติ จันทน์เสนะ\nนายกองเอกบัญญัติ จันทน์เสนะ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ รองประธานกรรมการคณะกรรมการที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ประธานมูลนิธิสวนประวัติศาสตร์ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และผู้แทนคณะรัฐมนตรี\nในคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ในรัฐบาลของพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ และอดีตผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.)", "ประยุทธ์ จันทร์โอชา\nพลเอก ประยุทธ์รับราชการทหารอยู่ที่กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ หรือ \"ทหารเสือราชีนี\" มาโดยตลอด โดยเริ่มมาจากตำแหน่งผู้บังคับการกองพัน จนถึงผู้บังคับการกรม จากนั้นจึงย้ายไปอยู่ที่กองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ และรับตำแหน่งรองแม่ทัพภาคที่ 1 เขาเป็นสมาชิก \"บูรพาพยัคฆ์\" ในกองทัพ เช่นเดียวกับพลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและสมาชิกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และพลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและรองหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ซึ่งทั้งสองยังเคยดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก", "ประสาร ไตรรัตน์วรกุล\nประสาร ไตรรัตน์วรกุล (เกิด 20 สิงหาคม พ.ศ. 2495) ประธานกรรมการในคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ ประธานกรรมการในคณะกรรมการกำกับการจัดซื้อจัดจ้างในรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 9/2560 คณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ ตั้งแต่วันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2557 คณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษาในรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เขาดำรงตำแหน่ง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ ตั้งแต่วันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2559ที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิของคณะกรรมการเตรียมการยุทธศาสตร์ชาติ ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 8/2560 อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย อดีตประธานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลเครดิต และดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการในคณะอนุกรรมการร่วมไทย-เมียนมาร์ ฝ่ายไทยสาขาการเงิน อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกสิกรไทย เขาทำงานเป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยในช่วงวิกฤตการณ์การเมืองไทย พ.ศ. 2548–2553 และวิกฤตการณ์การเมืองไทย พ.ศ. 2556–2557 ซึ่งมีความขัดแย้งทางการเมืองอย่างรุนแรง ครั้งหนึ่งนาย กิตติรัตน์ ณ ระนอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังใน รัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กล่าวว่า อยากปลดเขาทุกวันสาเหตุที่ไม่สามารถปลดได้ในขณะนั้นเนื่องจากติดขัดข้อกฎหมาย พ.ร.บ.ธนาคารแห่งประเทศไทย ฉบับแก้ไข พ.ศ. 2551 และเกรงว่านายประสารจะใช้สิทธิฟ้องกลับนาย กิตติรัตน์ ณ ระนอง ทางศาลปกครอง โดย ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวตำหนิเขาอย่างรุนแรงจากกรณีที่เขาไม่ยอมลดดอกเบี้ย" ]
21
สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร ขึ้นครองราชย์เมื่อวันที่เท่าไหร่?
[ "สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร\nเมื่อสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 เสด็จขึ้นครองราชย์เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2495 พระองค์เป็นประธานเครือจักรภพและพระมหากษัตริย์แห่งเจ็ดรัฐเครือจักรภพ เจ็ดรัฐ ได้แก่ สหราชอาณาจักร แคนาดา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ แอฟริกาใต้ ปากีสถาน และ ซีลอน พิธีราชาภิเษกของพระองค์ในปีถัดมาเป็นพิธีราชาภิเษกครั้งแรกที่ถ่ายทอดทางโทรทัศน์ ระหว่าง พ.ศ. 2499 ถึง 2535 จำนวนราชอาณาจักรของพระองค์แปรผันเมื่อดินแดนต่าง ๆ ได้รับเอกราชและบ้างกลายเป็นสาธารณรัฐ ปัจจุบัน นอกจากสี่ประเทศแรกที่ได้กล่าวไว้แล้วนั้น สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ยังเป็นพระราชินีนาถแห่งจาเมกา บาร์เบโดส หมู่เกาะบาฮามาส เกรนาดา ปาปัวนิวกินี หมู่เกาะโซโลมอน ตูวาลู เซนต์ลูเซีย เซนต์วินเซนต์และเกรนาดีนส์ แอนติกาและบาร์บูดา เบลิซ และเซนต์คิตส์และเนวิส พระองค์เป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงพระชนมายุมากที่สุดของบริเตน เมื่อวันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2558 พระองค์เป็นประมุขแห่งรัฐบริเตนที่ทรงราชย์นานที่สุด แซงหน้ารัชกาลของสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย ผู้เป็นพระมารดาของพระปัยกา (ทวด) ของพระองค์ และเป็นพระราชินีนาถที่ทรงราชย์นานที่สุดในประวัติศาสตร์\nพระองค์เป็นพระราชธิดาพระองค์แรกของดยุกและดัชเชสแห่งยอร์ก (ต่อมาคือ สมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 6 และสมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธ) พระราชบิดาเป็นพระราชโอรสองค์ที่สองของสมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 5 กับสมเด็จพระราชินีแมรี พระราชบิดาของพระองค์เสด็จขึ้นครองราชย์ เนื่องจากสมเด็จพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 8 พระราชโอรสองค์โตทรงสละราชสมบัติ พระองค์จึงได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรัชทายาทโดยสันนิษฐานแห่งสหราชอาณาจักร", "สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร\nสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 เสด็จขึ้นครองราชย์เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2495 หลังจากที่พระราชบิดาเสด็จสวรรคต ขณะที่พระองค์กำลังประทับอยู่ที่ประเทศเคนยา ซึ่งเป็นประเทศแรกตามหมายกำหนดการเยือนประเทศในเครือจักรภพของพระองค์ พระราชพิธีบรมราชาภิเษกจัดขึ้นที่มหาวิหารเวสมินสเตอร์ เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2496 ซึ่งเป็นครั้งแรกที่พระราชพิธีได้ถ่ายทอดไปทั่วโลก", "พระราชพิธีพัชราภิเษกในสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2\nพระราชพิธีพัชราภิเษกในสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 () เป็นการเฉลิมฉลองระหว่างประเทศตลอด พ.ศ. 2555 เนื่องในวโรกาสสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักรสืบราชบัลลังก์อังกฤษครบ 60 ปี หลังพระราชชนก คือ สมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 6 สวรรคต เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2495 สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียทรงเป็นเพียงพระมหากษัตริย์อีกพระองค์หนึ่งในประวัติศาสตร์สหราชอาณาจักร แคนาดา ออสเตรเลีย และบรรดาเครือจักรภพบางส่วนที่ได้มีพระราชพิธีพัชราภิเษกเช่นกัน ตามประเพณีพระราชพิธีภิเษก (jubilee) ต่าง ๆ ในอดีต มีการมอบเหรียญพัชราภิเษกในหลายประเทศ ตลอดจนจะมีวันหยุดและจัดงานต่าง ๆ ขึ้นทั่วเครือจักรภพ แผนจัดงานมีการอภิปรายกันที่การประชุมประมุขรัฐบาลเครือจักรภพ พ.ศ. 2554" ]
[ "สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร\nตั้งแต่วันที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2487 จนกระทั่งเสด็จขึ้นครองราชย์ ตราอาร์มประจำพระองค์ของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักรประกอบด้วย ตราแผ่นดินของสหราชอาณาจักรในรูปทรงข้าวหลามตัดพร้อมด้วยบังเหียนสีเงินสามพู่ พู่กลางเป็นตรากุหลาบทิวดอร์ ส่วนอีกสองพู่เป็นตรากางเขนแห่งเซนต์จอร์จ หลังจากการเสด็จขึ้นครองราชย์ ทรงสืบทอดตราอาร์มที่พระราชบิดาทรงถือครองในฐานะพระมหากษัตริย์ นอกจากนี้ยังทรงครอบครองธงพระอิสริยยศและธงประจำพระองค์เพื่อใช้ในสหราชอาณาจักร, แคนาดา, ออสเตรเลีย, นิวซีแลนด์, จาเมกา, บาร์เบโดส และประเทศเครือจักรภพอื่น ๆ", "สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร\nสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ทรงครองราชย์ยาวนานแซงหน้าสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย ผู้เป็นพระมารดาของพระปัยกา (ทวด) ของพระองค์ ทรงเป็นพระราชวงศ์อังกฤษที่มีพระชนมายุมากที่สุด เมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2550 เป็นพระมหากษัตริย์แห่งสหราชอาณาจักรที่ครองราชย์ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์อังกฤษ เมื่อวันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2558 พระองค์ได้รับการเฉลิมฉลองที่แคนาดาในฐานะ \"\"ประมุขที่ดำรงตำแหน่งยาวนานที่สุดในยุคสมัยใหม่ของแคนาดา\"\" (พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศส ทรงเป็นพระประมุขของแคนาดายาวนานกว่าสมัยที่เป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส) พระองค์ยังเป็นพระราชินีนาถที่ทรงราชย์นานที่สุดในประวัติศาสตร์ และพระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ยังทรงราชย์ยาวนานที่สุดในโลก หลังจากการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2559 วันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560 พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์แห่งสหราชอาณาจักร พระองค์แรกที่มีการจัดงานฉลองสิริราชสมบัติครบ 65 ปี", "สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร\nสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ทอดพระเนตรเห็นการเปลี่ยนแปลงของจักรวรรดิอังกฤษไปสู่เครือจักรภพแห่งประชาชาติตลอดช่วงพระชนม์ชีพของพระองค์ ตั้งแต่การเสด็จขึ้นครองราชย์ในปี พ.ศ. 2495 ตำแหน่งพระประมุขของรัฐอธิปไตยหลากหลายรัฐก็สถาปนาขึ้นไว้แล้ว ซึ่งตลอดช่วงปี พ.ศ. 2496 - 2497 พระองค์และพระราชสวามีได้เสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศต่าง ๆ รอบโลกเป็นเวลาหกเดือน และยังเป็นครั้งแรกที่พระมหากษัตริย์แห่งออสเตรเลียและพระมหากษัตริย์แห่งนิวซีแลนด์เสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศของพระองค์ขณะทรงครองราชย์อยู่ ประมาณกันว่าสามในสี่ของประชาชนชาวออสเตรเลียได้พบเห็นสมเด็จพระราชินีนาถของตนระหว่างช่วงการเสด็จพระราชดำเนินเยือน เสด็จพระราชดำเนินเยือนต่างประเทศทั้งที่ใช่และไม่ใช่ประเทศเครือจักรภพมากมายตลอดช่วงรัชสมัยของพระองค์ และเป็นพระประมุขแห่งรัฐที่เสด็จพระราชดำเนินเยือนต่างประเทศมากที่สุดในประวัติศาสตร์", "สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร\nสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 มีพระราชดำรัส ณ ที่สมัชชาใหญ่สหประชาชาติเป็นครั้งที่สองในปี พ.ศ. 2553 ในฐานะที่เป็นพระประมุขแห่งประเทศเครือจักรภพ เลขาธิการสหประชาชาติ พัน กีมุน กล่าวสดุดีพระองค์ว่าเป็น \"เสาหลักสำหรับยุคของเรา\" ในระหว่างการเสด็จฯ เยือนนครนิวยอร์กซึ่งตามมาด้วยการเสด็จฯ เยือนแคนาดา เสด็จฯ ไปทรงเปิดสวนอนุสรณ์ระลึกถึงเหยื่อผู้เสียชีวิตชาวอังกฤษจากเหตุวินาศกรรม 11 กันยายน ต่อมาเสด็จพระราชดำเนินเยือนออสเตรเลียในปีเดียวกัน ซึ่งเป็นครั้งที่ 16 นับตั้งแต่ พ.ศ. 2497 และได้รับการขนานนามจากสื่อว่าเป็น \"การเสด็จฯ เยือนอำลา\" เนื่องจากพระองค์มีพระพรรษามากแล้ว", "สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร\nสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 (; พระราชสมภพ 21 เมษายน พ.ศ. 2469) เป็นพระประมุขของ 16 ประเทศ จาก 53 รัฐสมาชิกในเครือจักรภพแห่งชาติ พระองค์เป็นประธานเครือจักรภพและผู้ปกครองสูงสุดแห่งคริสตจักรแห่งอังกฤษ", "อัครศาสนูปถัมภก\nในพระสถานะพระมหากษัตริย์สหราชอาณาจักร สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ทรงได้รับการเฉลิมพระนามว่า \"โดยพระคุณของพระเป็นเจ้า เอลิซาเบธที่ 2 สมเด็จพระราชินีนาถแห่งสหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์เหนือ ตลอดทั้งราชอาณาจักรและดินแดนอื่น ๆ ของพระนาง พระประมุขแห่งเครือจักรภพ ผู้ปกป้องศรัทธา\" (Elizabeth the Second, by the Grace of God, of the United Kingdom of Great Britain and Northern Ireland and of Her other Realms and Territories Queen, Head of the Commonwealth, Defender of the Faith)", "สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร\nในปี พ.ศ. 2520 สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ครองสิริราชสมบัติครบ 25 ปีในพระราชพิธีรัชดาภิเษก การเฉลิมฉลองและงานรื่นเริงต่าง ๆ จัดขึ้นทั่วทุกหนแห่งในประเทศเครือจักรภพ และหลายแห่งที่พระองค์เสด็จพระราชดำเนินไปทรงร่วมงาน การเฉลิมฉลองเหล่านี้เป็นเครื่องยืนยันถึงความนิยมในตัวพระองค์ของเหล่าพสกนิกร แม้ว่าจะมีการนำเสนอข่าวด้านลบเกี่ยวกับชีวิตคู่ที่ล้มเหลวของเจ้าหญิงมาร์กาเรตกับพระสวามีออกมาประจวบเหมาะกับช่วงเวลาดังกล่าว ในปี พ.ศ. 2521 ทรงต้องฝืนพระองค์ให้การต้อนรับการเดินทางมาเยือนสหราชอาณาจักรของผู้นำเผด็จการคอมมิวนิสต์แห่งโรมาเนีย นิโคไล เชาเชสกู พร้อมด้วยภริยา เอเลนา เชาเชสกู ซึ่งในพระทัยก็ทรงมองว่าทั้งสองเป็นพวก \"มือเปื้อนเลือด\" ในปีถัดมามีเหตุการณ์สองเหตุการณ์ใหญ่เกิดขึ้นในรัชสมัยของพระองค์: เหตุการณ์แรกคือการเปิดโปง แอนโทนี บลันท์ อดีตผู้กลั่นกรองพระบรมฉายาลักษณ์ส่วนพระองค์ ว่าเป็นสายลับคอมมิวนิสต์ อีกเหตุการณ์ก็คือการลอบสังหารหลุยส์ เมาท์แบตเตน เอิร์ลเมาท์แบตเตนที่ 1 แห่งพม่า โดยกองกำลังติดอาวุธไออาร์เอ (Provisional Irish Republican Army; IRA)" ]
9
บริษัท ปตท. จำกัด มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ใด?
[ "ปตท.\nบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (, ชื่อย่อ: PTT) เป็นบริษัทด้านพลังงานของไทยที่แปรรูปมาจาก การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ซึ่งมาจากการรวมกิจการพลังงานของรัฐทั้ง 2 องค์กร คือองค์การเชื้อเพลิงและองค์การก๊าซธรรมชาติแห่งประเทศไทย ประกอบธุรกิจก๊าซธรรมชาติและน้ำมันปิโตรเลียมครบวงจร และธุรกิจปิโตรเคมีที่เน้นการใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นหลัก รวมทั้งธุรกิจต่อเนื่อง มีสำนักงานใหญ่ ตั้งอยู่ที่ 555 ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงจตุจักร เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร 10900" ]
[ "ปตท.\nบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เริ่มแปรรูปเป็นบริษัทจดทะเบียนจัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2544 มีทุนจดทะเบียนเริ่มแรก 2 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญจำนวน 2 พันล้านหุ้น โดยมี กระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ เริ่มซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2544รายชื่อของบริการในสถานีบริการน้ำมัน ปตท. ทั่วประเทศ ทั้งบริการโดย ปตท. และบริการจากภายนอก", "การไปรษณีย์ในประเทศไทย\nบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท.) ยังคงสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจ สังกัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ตั้งอยู่ที่ อาคารสำนักงานใหญ่ ปณท. ถนนแจ้งวัฒนะ โดยปฏิรูปภาพลักษณ์ใหม่ ปรับปรุงบริการและการให้บริการไปรษณีย์แก่ประชาชนทั่วไปและพัฒนาการให้บริการเชิงธุรกิจ เพื่อให้ ปณท. ก้าวไกล ทันสมัย ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและเอื้อประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างต่อเนื่องตลอดไป", "ปตท. อะโรเมติกส์และการกลั่น\nบริษัท ปตท. อะโรเมติกส์และการกลั่น จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทด้านพลังงานของไทยที่เกิดจากการควบรวมกิจการระหว่าง บริษัท อะโรเมติกส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (ATC) และ บริษัท โรงกลั่นน้ำมันระยอง จำกัด (มหาชน) (RRC) ปัจจุบันยุบเลิกและรวมกิจการกับบริษัท ปตท. เคมิคอล จำกัด (มหาชน) จัดตั้งเป็นบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2554บริษัทดำเนินการกลั่นน้ำมันและจัดหาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมสำเร็จรูปซึ่งประกอบด้วย", "ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม\nปัจจุบัน ปตท.สผ. มี โครงการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม 36 โครงการ ใน 10 ประเทศ โดยอยู่ในระยะการสำรวจ 13 โครงการ และระยะการผลิต 23 โครงการ ปี พ.ศ. 2530 ปตท.สผ. เข้าจดทะเบียนเป็นบริษัทมหาชนในปัจจุบัน มีทุนจดทะเบียน 3,322 ล้านบาท โดยมีผู้ถือหุ้นหลัก คือ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)\nปริมาณสำรองพิสูจน์แล้วรวมทุกโครงการของ ปตท.สผ. และบริษัทย่อย ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2560 คิดเป็นปริมาณ 631 ล้านบาร์เรลทียบเท่าน้ำมันดิบเว็บไซต์ ปตท.สผ.", "ประเสริฐ บุญสัมพันธ์\nหลังจากนั้นมีการ ปรับโครงสร้างปตท. จึงได้นั่งตำแหน่งเป็นผู้จัด การใหญ่ ปตท.น้ำมัน ก่อนจะถูกโยกย้ายให้ดูแล ธุรกิจก๊าซธรรมชาติ ในตำแหน่ง ผู้จัดการใหญ่ ปตท. ก๊าซธรรมชาติ ในปี 2543 รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจก๊าซธรรมชาติ บริษัทปตท. จำกัด (มหาชน) นอกจากนี้ ยังได้ดำรงตำแหน่ง กรรมการ บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) บริษัท ปตท. จำหน่ายก๊าซธรรมชาติ จำกัด บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) และบริษัททรานส์ ไทย-มาเลเซีย (ประเทศไทย) จำกัด", "ปตท. อะโรเมติกส์และการกลั่น\nPTTUT เป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง PTTAR ปตท. และปตท.เคมิคอล ในสัดส่วนร้อยละ 20/40/40 เพื่อผลิตและจำหน่ายสาธารณูปโภค ได้แก่ ไฟฟ้า ไอน้ำ และน้ำทุกประเภทที่ ใช้ในอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม และสาธารณูปการอื่น ให้กับโครงการต่าง ๆ ของบริษัทในเครือ ปตท. โดยปัจจุบัน PTTUT ได้เริ่มจำหน่ายสาธารณูปโภคให้กับบาง บริษัทแล้ว เช่น โครงการผลิตสาร EO/EG ของ บริษัท ทีโอซี ไกลคอล จำกัด นอกจากนี้ PTTUT อยู่ระหว่างการก่อสร้างหน่วยผลิตต่าง ๆ ตามแผนธุรกิจที่วางไว้เพื่อ รองรับโครงการใหม่ ๆ ของบริษัทในกลุ่ม ปตท. เช่น โครงการ PPCL และ CPX II ของ PTTAR เป็นต้น", "ปตท. เคมิคอล\nPTTUT เป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง PTTAR ปตท. และปตท.เคมิคอล ในสัดส่วนร้อยละ 20/40/40 เพื่อผลิตและจำหน่ายสาธารณูปโภค ได้แก่ ไฟฟ้า ไอน้ำ และน้ำทุกประเภทที่ ใช้ในอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม และสาธารณูปการอื่น ให้กับโครงการต่าง ๆ ของบริษัทในเครือ ปตท. โดยปัจจุบัน PTTUT ได้เริ่มจำหน่ายสาธารณูปโภคให้กับบาง บริษัทแล้ว เช่น โครงการผลิตสาร EO/EG ของ บริษัท ทีโอซี ไกลคอล จำกัด นอกจากนี้ PTTUT อยู่ระหว่างการก่อสร้างหน่วยผลิตต่าง ๆ ตามแผนธุรกิจที่วางไว้เพื่อ รองรับโครงการใหม่ ๆ ของบริษัทในกลุ่ม ปตท. เช่น โครงการ PPCL และ CPX II ของ PTTAR เป็นต้น", "อำเภอลานกระบือ\nในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2528 บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. ได้เข้ามาเป็นผู้ร่วมทุนในการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในพื้นที่สัมปทานเอส 1 โดยที่บริษัท ปตท.สผ. ถือหุ้นร้อยละ 25 และบริษัทไทยเชลล์ถือหุ้นร้อยละ 75 ต่อมาในเดือนมกราคม พ.ศ. 2547 บริษัท ปตท.สผ. ได้ซื้อหุ้นทั้งหมดของบริษัทไทยเชลล์ ทำให้บริษัท ปตท.สผ. เป็นเจ้าของสัมปทานเอส 1 ทั้งหมด และกลายเป็นผู้ดำเนินการแหล่งน้ำมันสิริกิติ์ แหล่งน้ำมันอันทรงคุณค่าของประเทศไทย", "ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม\nบริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. ตัวย่อภาษาอังกฤษ PTTEP ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2528 โดยคณะรัฐมนตรีจึงได้มอบหมายให้การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย จัดตั้ง \"บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด\" ขึ้นเพื่อดำเนินธุรกิจหลัก คือ สำรวจ พัฒนา และผลิตปิโตรเลียมให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ เสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้กับประเทศ รวมทั้งลดการพึ่งพาการนำเข้าปิโตรเลียมจากต่างประเทศ" ]
21
อาสนวิหารนักบุญสเทเฟน หรือ ชเตฟันสโดม ตั้งอยู่ประเทศอะไร ?
[ "ชเตฟันสโดม\nอาสนวิหารนักบุญสเทเฟน หรือ ชเตฟันสโดม (, ) เป็นอาสนวิหารโรมันคาทอลิกในอัครมุขมณฑลเวียนนา และเป็นที่ตั้งอาสนะของอาร์ชบิชอปแห่งเวียนนา ตัวอาสนวิหารตั้งอยู่ใจกลางกรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย สถาปัตยกรรมที่เห็นอยู่ในปัจจุบันเป็นแบบโรมานเนสก์ และ กอทิก ริเริ่มโดยรูดอล์ฟที่ 4 ดยุกแห่งออสเตรีย โบสถ์ปัจจุบันตั้งอยู่บนซากโบสถ์เดิมที่สร้างก่อนหน้านั้นสองโบสถ์ โบสถ์แรกเป็นโบสถ์ประจำเขตแพริชที่ได้รับการเสกในปี ค.ศ. 1147 อาสนวิหารนักบุญสเทเฟนเป็นสิ่งก่อสร้างที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในกรุงเวียนนาที่เห็นได้อย่างเด่นชัดจากหลังคากระเบื้องหลากสี" ]
[ "อาสนวิหารตูล\nอาสนวิหารตูล () เรียกชื่อเต็มว่า อาสนวิหารนักบุญสเทเฟนแห่งตูล () เป็นอาสนวิหารในนิกายโรมันคาทอลิก สร้างขึ้นเพื่ออุทิศแด่นักบุญสเทเฟน (ปฐมมรณสักขี) ตั้งอยู่ในเขตเมืองเก่าของตูล จังหวัดเมอร์เตมอแซล ในแคว้นกร็องแต็สต์ ประเทศฝรั่งเศส เป็นที่ตั้งของมุขนายกประจำมุขมณฑลน็องซี-ตูลร่วมกับอาสนวิหารแม่พระรับสารและนักบุญซีฌแบร์แห่งน็องซี", "อาสนวิหารลีมอฌ\nอาสนวิหารลีมอฌ () เรียกชื่อเต็มว่า อาสนวิหารนักบุญสเทเฟนแห่งลีมอฌ () เป็นทั้งอาสนวิหารในนิกายโรมันคาทอลิก เป็นที่ตั้งของมุขนายกประจำมุขมณฑลลีมอฌ ตั้งอยู่ติดกับ \"สวนพระสังฆราช\" () ในเขตเมืองเก่า \"ลาซีเต\" () ของลีมอฌ จังหวัดโอต-เวียน แคว้นนูแวลากีแตน ประเทศฝรั่งเศส สร้างขึ้นเพื่ออุทิศแด่นักบุญสเทเฟน (ปฐมมรณสักขี) เป็นหนึ่งในอนุสรณ์สถานสำคัญที่สุดในลีมอฌคู่กับสถานีรถไฟลีมอฌ และยังถือเป็นคริสต์ศาสนสถานแห่งเดียวในภูมิภาคลีมูแซ็งที่สร้างในแบบกอธิกที่สมบูรณ์แบบ", "อาสนวิหารแม็ส\nอาสนวิหารแม็ส () หรือมีชื่อเต็มว่า อาสนวิหารนักบุญสเทเฟนแห่งแม็ส () เป็นอาสนวิหารโรมันคาทอลิกและที่ตั้งของมุขนายกประจำมุขมณฑลแม็ส ตั้งอยู่ที่เมืองแม็ส จังหวัดมอแซล แคว้นกร็องแต็สต์ ประเทศฝรั่งเศส สร้างขึ้นเพื่ออุทิศแด่นักบุญสำคัญคือนักบุญสเทเฟน", "ชเตฟันสโดม\nแท่นเทศน์ที่ตั้งอยู่ด้านนอก (SJC บนผัง) เป็นแท่นที่นักบุญจอห์นคาพิสทราโนใช้เทศน์เรื่องสงครามครูเสดในปี ค.ศ. 1454 เพื่อเรียกร้องให้ทำการยุติการรุกรานของมุสลิมเข้ามาในยุโรป ประติมากรรมบาโรกของคริสต์ศตวรรษที่ 18 แสดงภาพนักบุญฟรานซิสภายใต้รัศมีพระอาทิตย์อันเรืองรองเหยียบย่ำชนเตอร์ก แท่นเทศน์นี้เดิมเป็นแท่นเทศน์เอกของมหาวิหารที่ตั้งอยู่ภายในจนกระทั่งมาแทนที่ด้วย แท่นเทศน์พิลแกรมในปี ค.ศ. 1515", "อาสนวิหารร่วมนักบุญเทเรซา (สุวรรณเขต)\nอาสนวิหารร่วมนักบุญเทเรซา บ้างเรียก โบสถ์คาทอลิกนักบุญเทเรซา (; ) เป็นอาสนวิหารประจำมิสซังโรมันคาทอลิกสุวรรณเขต-คำม่วน ตั้งอยู่ในเมืองไกสอน พมวิหาน แขวงสุวรรณเขต ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศลาวใกล้พรมแดนประเทศไทย ถือเป็นศูนย์รวมจิตใจของคริสต์ศาสนิกชนชาวลาวเชื้อสายเวียดนาม", "ชเตฟันสโดม\nอาสนวิหารเป็นคริสต์ศาสนสถานที่อุทิศให้แก่นักบุญสเทเฟนผู้ที่ก็เป็นนักบุญองค์อุปถัมภ์อาสนวิหารพัสเซาด้วย ฉะนั้นตัวโบสถ์จึงหันทางที่พระอาทิตย์ขึ้นในวันสมโภชที่ตรงกับวันที่ 26 ธันวาคม ตัวอาสนวิหารที่สร้างด้วยหินปูนมีความยาว 107 เมตร กว้าง 70 เมตร และ สูง 136.7 เมตร โดยมีทางเดินกลางที่ยาว 38.9 เมตร ในช่วงเวลาที่ผ่านมาสิ่งสกปรกจากเขม่าไฟ และ มลพิศต่างก็หมักหมมเกาะตัวบนตัวมหาวิหารจนกลายเป็นสีดำ แต่การบูรณปฏิสังขรณ์ที่เพิ่งดำเนินการไปเมื่อไม่นานมานี้ทำให้มหาวิหารกลับไปเป็นสีขาวตามเดิม", "อาสนวิหารนักบุญไอแซค\nอาสนวิหารนักบุญไอแซค () เป็นอาสนวิหารของศาสนจักรออร์โธดอกซ์รัสเซีย ตั้งอยู่ในนครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กของประเทศรัสเซีย อาสนวิหารนักบุญไอแซคเป็นอาสนวิหารออร์โธดอกซ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และยังเป็นอาสนวิหารคริสต์ที่ใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลก ตั้งชื่อตามนักบุญไอแซคแห่งดัลเมเชีย ผู้เป็นนักบุญองค์อุปถัมภ์ของพระเจ้าซาร์ปีเตอร์มหาราช ซึ่งทรงเสด็จพระราชสมภพตรงกับวันสมโภชฉลองนักบุญไอแซค", "อาสนวิหารตูลูซ\nอาสนวิหารตูลูซ () มีชื่อเต็มว่า อาสนวิหารนักบุญสเทเฟนแห่งตูลูซ () เป็นอาสนวิหารโรมันคาทอลิกและที่ตั้งของอัครมุขนายกประจำอัครมุขมณฑลตูลูซ ตั้งอยู่ที่กร็อง-รง (Grand-Rond) ในเขตเมืองตูลูซ จังหวัดโอต-การอน ในแคว้นอ็อกซีตานี ประเทศฝรั่งเศส สร้างขึ้นเพื่ออุทิศแด่นักบุญสเทเฟน", "อาสนวิหารอเล็กซานเดอร์ เนฟสกี (โซเฟีย)\nอาสนวิหารนักบุญอเล็กซานเดอร์ เนฟสกี (, Hram-pametnik \"Sveti Aleksandar Nevski\") เป็นคริสตจักรนิกายออร์โธดอกซ์บัลแกเรียในกรุงโซเฟีย เมืองหลวงของประเทศบัลแกเรีย มีสถาปัตยกรรมแบบนีโอไบเซนไทน์ เป็นอาสนวิหารของอัครบิดรแห่งบัลแกเรียและเป็นอาสนวิหารอีสเทิร์นออร์ทอดอกซ์ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในโลก เช่นเดียวกับสัญลักษณ์หนึ่งของกรุงโซเฟีย และสถานที่ท่องเที่ยวหลัก อาสนวิหารอเล็กซานเดอร์ เนฟกสีมีพื้นที่ 3,170 ตารางเมตร และจุคนได้ 10,000 คน เป็นอาสนวิหารใหญ่ที่สุดอันดับที่สองในคาบสมุทรบอลข่าน ถัดจากมหาวิหารเซนต์ซาวาในเบลเกรด" ]
1
เคสเซียส มาเซลลัส เคลย์ จูเนียร์ เริ่มต่อยมวยตอนอายุเท่าไหร่ ?
[ "มูฮัมหมัด อาลี\nอาลีขึ้นชกมวยครั้งแรกเมื่ออายุได้เพียง 12 ปี โดยมีครูฝึกเป็นตำรวจเชื้อสายไอริชชื่อ โจ มาร์ติน จุดประสงค์แรกก็คือให้อาลีใช้เป็นทักษะการต่อสู้เพื่อปกป้องจักรยานราคา 60 ดอลลาร์ของตนจากเด็กละแวกบ้านเดียวกัน อาลีได้พัฒนาฝีมือการชกขึ้นเป็นลำดับจนกระทั่งคว้าแชมป์มวยสากลสมัครเล่นรุ่นไลท์เฮฟวี่เวทของเมืองหลุยส์วิลล์ จากนั้นได้ครองแชมป์ระดับภูมิภาคของชิคาโก ได้แชมป์มวยสากลสมัครเล่นแห่งชาติ และประสบความสำเร็จสูงสุดจากการได้เหรียญทองในรุ่นไลท์เฮฟวี่เวทในการแข่งขันโอลิมปิคที่กรุงโรม ประเทศอิตาลี แต่การเดินทางด้วยเครื่องบินในครั้งนั้น อาลีกลัวเครื่องบินจะตกมาก ถึงขนาดสวมใส่เสื้อชูชีพไว้ตลอดการเดินทาง" ]
[ "มูฮัมหมัด อาลี\nมูฮัมหมัด อาลี () เป็นอดีตยอดนักมวยชาวอเมริกันในรุ่นเฮฟวี่เวทผู้เป็นตำนาน อาลีมีชื่อจริงแต่กำเนิดว่า เคสเซียส มาเซลลัส เคลย์ จูเนียร์ (Cassius Marcellus Clay Jr.) แต่นิยมเรียกว่า เคสเซียส เคลย์ (Cassius Clay) เกิดเมื่อวันที่ 17 มกราคม ค.ศ. 1942 ที่เมืองหลุยส์วิลล์ รัฐเคนตักกี้ สหรัฐอเมริกา", "อัสแซสซิเนชันคลาสรูม\nมีชื่อจริงๆว่า โคโระไนเซนเซย์หรือ อาจารย์ที่ฆ่าไม่ได้ มีรูปร่างสูงประมาณ 3 เมตร มีความเร็วถึง 20มัค เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความฉลาด ว่องไว แต่ถึงกระนั้นกลับมีจุดอ่อนเต็มไปหมด.. เริ่มต้นเรื่อง เขาประกาศว่ามีเป้าหมายจะทำลายโลกในเดือนมีนาคมปีถัดไป โดยเขาได้เสนอตัวเข้าไปสอนหนังสือให้กับเด็กม.3 ห้อง E โรงเรียน คุนุกิกาโอกะ ก่อนจะถึงเวลานั้น", "โอลิมปิกฤดูร้อน 1960\nเคสเซียส เคลย์ นักมวยจากสหรัฐอเมริกาผู้ชนะเลิศการแข่งขันชกมวยในกีฬาโอลิมปิกครั้งที่ 17 การแข่งขันครั้งนี้เป็นการเริ่มต้นของสิ่งใหม่ๆ เช่น มีการให้ความสนับสนุนในเรื่องการเดินทางทางอากาศแก่นักกีฬา นักกีฬามีการเตรียมตัวสำหรับการแข่งขันในครั้งนี้มาอย่างเต็มที่นักกีฬาทุกคนให้ความสำคัญในการได้รับชัยชนะในการแข่งขันอย่างเต็มที่ ด้วยเหตุนี้สถิติที่นักกีฬาโอลิมปิกปีก่อนๆ ทำไว้จึงถูกลบล้างไปเกือบหมด", "การล้อมซีราคิวส์ (214-212 ปีก่อนคริสตกาล)\nมาร์คัส เคลาดิอัส มาร์เซลลัส ออกคำสั่งว่าอาร์คิมิดีส นักคณิตศาสตร์ที่เป็นที่รู้จักกันดี และอาจเป็นที่รู้จักมากพอ ๆ กับมาร์เซลลัส ในฐานะเป็นผู้ประดิษฐ์เครื่องกลไกที่มีอิทธิพลต่อการล้อมอย่างมาก ไม่ควรจะถูกสังหาร อาร์คิมิดีส ซึ่งขณะนั้นมีอายุได้ 78 ปี ยังคงศึกษาค้นคว้าต่อไปหลังจากฝ่ายโรมันสามารถบุกเข้าเมืองได้แล้ว และขณะที่อยู่ที่บ้าน งานของเขาถูกรบกวนโดยทหารโรมัน อาร์คิมิดีสประท้วงการรบกวนนี้และกล่าวอย่างหยาบคายให้ทหารนายนั้นออกไปเสีย ทหารนายนั้นไม่ทราบว่าเขาเป็นใคร จึงสังหารอาร์คิมิดีส ณ จุดนั้นเอง", "มอริส เค\nมอร์ริส เค หรือชื่อจริงว่า มอร์ริสเค คริสตชน (ชื่อเดิม: พนมชัย สมัครพันธ์; เกิด: 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2508) เป็นนักแสดง นายแบบ และพิธีกรลูกครึ่งไทย-อเมริกัน เข้าสู่วงการจากการประกวดโดมอนแมนเมื่อปี พ.ศ. 2531 และได้ตำแหน่งรองอันดับหนึ่ง จากนั้นจึงเป็นหนึ่งในพิธีกรของรายการ\"แบบว่า…โลกเบี้ยว\" ร่วมกับ ภิญโญ รู้ธรรม, ยุวดี เรืองฉาย และก้าว พึ่งบางกรวย ต่อมาได้แสดงภาพยนตร์และละคร ควบคู่กับการเป็นพิธีกรในรายการต่าง ๆ จนถึงปัจจุบัน", "โจเซ่ อัลตาฟินี่\nโจเซ่ เจา อัลตาฟินี่ (; เกิด 24 กรกฎาคม 2481) หรือ มาซโซล่า อดีตนักฟุตบอลชาวอิตาลี-บราซิลในตำแหน่งกองหน้าเริ่มต้นเส้นทางอาชีพกับสโมสร แต่เป็นที่จดจำมากที่สุดกับสโมสร เอซี มิลาน ซึ่งประสบความสำเร็จทั้งในประเทศและระดับทวีปก่อนจะย้ายมาร่วมทีม นาโปลี และ ยูเวนตุส และยุติเส้นทางอาชีพกับสโมสรใน สวิตเซอร์แลนด์", "เขย่าชีพจรเกินเดือด\nจูลส์ วินน์ฟิลด์ (ซามูเอล แอล. แจ็กสัน)และ วินเซนต์ เวก้า (จอห์น ทราโวลต้า)คู่หูมือปืนได้รับภารกิจจากหัวหน้ากลุ่มอาชญากร มาเซลลัส วอลเลค (วิง เรมส์) โดยให้นำเอากระเป๋าเดินทางที่ถูกขโมยไปกลับคืน และยังสั่งให้เอาภรรยาสาว มีอา วอลเลค (อูม่า เธอร์แมน) ไปเที่ยวตอนไม่อยู่ด้วย อีกด้าน บุตช์ คูลิดจ์ (บรู๊ซ วิลลิส) รับค่าจ้างให้ล้มมวยจาก มาเซลลัส วอลเลค แต่พอชกจริงกลับทำให้คู่ต่อสู้เสียชีวิตโดยไม่ได้ตั้งใจ จึงต้องหนีหัวหน้าอาชญากรแต่ว่าลืมนาฬิกาของพ่อจึงต้องกลับไปเอา ขณะเดียวกัน พัมคิน (ทิม รอธ) และ ฮันนี่ บันนี่ (อแมนด้า พลัมเมอร์) คู่รักที่ตัดสินใจปล้นร้านอาหารที่ทั้งสองกำลังบริการอยู่ แต่ไม่ง่ายอย่างที่คิด ชีวิตของคนหลากหลายที่ดูไม่เกี่ยวโยงกัน ได้บรรจบในที่สุด", "จูราสสิค เวิลด์\n22 ปี หลังเหตุการณ์บนเกาะ อิสลา นูบลาร์ มีการสร้างสวนสนุกแห่งใหม่ชื่อ จูราสสิค เวิลด์ เป็นสวนสนุกไดโนเสาร์ที่ดำเนินการเต็มรูปแบบ สองพี่น้อง แซค (นิค โรบินสัน)และเกรย์ มิทเชลล์ (ไท ซิมป์สกินส์) เดินทางไปยังเกาะนี้เพื่อพบกับแคลร์ เดียริง(ไบรซ ดัลลาส โฮเวิร์ด) ผู้เป็นน้าและดำรงตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการของสวน เมื่อมาถึงเกาะแล้วทั้งสองได้รับการดูแลโดยผู้ช่วยของแคลร์ชื่อซารา (เคธี แมคเกรธ) ในขณะเดียวกัน ไซมอน มัซรานี (อีร์ฟาน ข่าน) นายทุนผู้เป็นเจ้าของสวนได้เดินทางมาถึง และให้แคลร์พาไปชมไดโนเสาร์ดัดแปลงพันธุกรรมตัวใหม่ อินดอมินัส เร็กซ์ ซึ่งผสมมาจากดีเอ็นเอของ \"อเบลิซอรัส\", \"คาร์โนทอรัส\", หมึกกระดอง, ปาด, \"จิกแกนโนโตซอรัส\", \"มาจุงกาซอรัส\", \"รูกอปส์\", \"ไทแรนโนซอรัส เร็กซ์\", และ \"เวโลซีแรปเตอร์\" ระหว่างการตรวจเยี่ยมครั้งนี้ มัซรานีได้บอกให้แคลร์เชิญโอเวน เกรดี (คริส แพรตต์) ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลและฝึก\"เวโลซีแรปเตอร์\"มาร่วมประเมิน เพื่อดูว่าสถานที่ดูแลอินดอมินัสนี้มีช่องโหว่ที่ต้องแก้ไขหรือไม่", "กัปตันมาร์เวล (ดีซีคอมิกส์)\nกัปตันมาร์เวล () หรือ ชาแซม () เขาเป็นซูเปอร์ฮีโรสัญชาติอเมริกัน ของฟาวเซ็ทคอมิกส์ แต่ปัจจุบันเป็นของดีซีคอมิกส์ ปรากฏตัวครั้งแรกในวิซ คอมิกส์ #2 (ก.พ. 1940) ถูกสร้างขึ้นโดยซี. ซี. เบ็ค, บิล ปาร์คเกอร์ โดยเขาคือบิลลี่ แบทสันเด็กชายจอมเวทย์ที่เพียงพูดคำว่า\"ชาแซม!\" จะทำให้เขามีความสามารถพิเศษ คือมีร่างกายแข็งแรง, ทรงพลัง ,บินได้, ใช้พลังเวทมนตร์ได้, ควบคุมสายฟ้าได้", "มิเชล คิซซี\nมิเชล คิซซี () หรือ ธงหรือ ทอง โพธิ์ () เกิดวันที่ 12 กันยายน ค.ศ. 1962 ที่ประเทศโมร็อกโก เป็นนักแสดงซึ่งมีผลงานการแสดงภาพยนตร์แอคชั่นหลายเรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง \"คิกบอกเซอร์\" ทั้งภาค 1 และ 2 ที่ทำให้เขามีชื่อเสียงจากการรับบทเป็นนักมวยไทยชาวไทยนามว่า \"ทอง โพธิ์\" ปัจจุบันเขาถือสัญชาติเบลเยี่ยม\nมิเชล คิซซี มีชื่อเล่นว่า \"ทอง โพธิ์\" ซึ่งเป็นชื่อตัวละครที่เขารับบทเป็นนักมวยไทยในภาพยนตร์เรื่อง \"คิกบอกเซอร์\" นั่นเอง" ]
10
พระเจ้าชาลส์ที่ 2 แห่งอังกฤษ เกิดเมื่อไหร่?
[ "ชาลส์ที่ 2 แห่งอังกฤษ\nพระเจ้าชาลส์ที่ 2 พระราชสมภพเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม ค.ศ. 1630 ที่พระราชวังเซนต์เจมส์ในกรุงลอนดอน เป็นพระราชโอรสในพระเจ้าชาลส์ที่ 1 แห่งอังกฤษและพระนางเฮนเรียตตา มาเรีย ได้อภิเษกสมรสกับพระนางแคเธอริน และครองสกอตแลนด์ระหว่างวันที่ 30 มกราคม ค.ศ. 1649 ถึงวันที่ 3 กันยายน ค.ศ. 1651 และ อังกฤษ สกอตแลนด์ และไอร์แลนด์ ระหว่างวันที่ 29 พฤษภาคม ค.ศ. 1660 ถึงวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1685 พระเจ้าชาลส์ที่ 2 แห่งอังกฤษเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1685 ที่พระราชวังไวท์ฮอลในกรุงลอนดอน", "ชาลส์ที่ 2 แห่งอังกฤษ\nพระเจ้าชาลส์ที่ 2 แห่งอังกฤษ (; 29 พฤษภาคม ค.ศ. 1630 – 6 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1685) พระมหากษัตริย์อังกฤษ พระมหากษัตริย์สกอตแลนด์ และพระมหากษัตริย์ไอร์แลนด์ ในราชวงศ์สจวต ระหว่างปี ค.ศ. 1660 ถึงปี ค.ศ. 1685" ]
[ "ชาลส์ที่ 2 แห่งอังกฤษ\nพระเจ้าชาลส์ที่ 2 เป็นพระมหากษัตริย์ตามกฎหมายหลังจากพระราชบิดาพระเจ้าชาลส์ที่ 1 ถูกประหารชีวิตที่พระราชวังไวต์ฮอลเมื่อวันที่ 30 มกราคม ค.ศ. 1649 แต่รัฐสภาอังกฤษมิได้ประกาศแต่งตั้งให้พระองค์เป็นพระมหากษัตริย์และผ่านบัญญัติว่าเป็นการดำรงตำแหน่งของพระองค์เป็นการผิดกฎหมาย จึงเกิดช่วงว่างระหว่างรัชกาลในอังกฤษ แต่ทางรัฐสภาสกอตแลนด์ประกาศให้พระองค์เป็นพระมหากษัตริย์ของชาวสกอตเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1649 ที่เอดินบะระ และรับพิธีราชาภิเษกเมื่อวันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 1651 หลังจากที่พ่ายแพ้ยุทธการวูสเตอร์เมื่อวันที่ 3 กันยายน ค.ศ. 1651 พระเจ้าชาลส์ที่ 2 ก็เสด็จหนีไปยุโรปภาคพื้นทวีปและไปประทับลี้ภัยเป็นเวลา 9 ปีในประเทศฝรั่งเศสและเนเธอร์แลนด์ของสเปน", "พระเจ้าชาลส์ที่ 1 แห่งอังกฤษ\nพระเจ้าชาลส์ที่ 1 (; 19 พฤศจิกายน ค.ศ. 1600 — 30 มกราคม ค.ศ. 1649) เป็นพระเจ้าแผ่นดินแห่งราชอาณาจักรอังกฤษสมัยราชวงศ์สจวต รวมทั้งพระมหากษัตริย์แห่งสกอตแลนด์ และไอร์แลนด์ ระหว่างปี ค.ศ. 1625 จนกระทั่งทรงถูกสำเร็จโทษ เป็นพระราชโอรสพระองค์ที่สองในพระเจ้าเจมส์ที่ 1 แห่งอังกฤษ พระองค์ทรงขัดแย้งทางอำนาจการเมืองกับรัฐสภาอังกฤษ ด้วยทรงดำริว่าการเป็นพระมหากษัตริย์เป็นอำนาจที่รับมอบหมายจากพระเจ้าโดยตรงตามปรัชญาเทวสิทธิ์ของพระมหากษัตริย์ ในขณะที่ฝ่ายรัฐสภาต้องการลดพระราชอำนาจของพระองค์ พระองค์ทรงถูกต่อต้านจากประชาชน เนื่องจากการเข้าแทรกแซงในคริสตจักรแห่งอังกฤษและสกอตแลนด์ รวมทั้งการจัดเก็บภาษีโดยปราศจากการอนุมัติจากรัฐสภา ซึ่งทำให้พระองค์ทรงถูกมองว่าเป็นทรราชในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์", "พระเจ้าชาลส์ที่ 1 แห่งอังกฤษ\nพระเจ้าชาลส์ที่ 1 เป็นพระราชโอรสองที่สองในพระเจ้าเจมส์ที่ 6 แห่งสกอตแลนด์ และพระนางแอนน์แห่งเดนมาร์ก เสด็จพระราชสมภพที่วังดันเฟิร์มไลน์ (Dunfermline Palace) ในไฟฟ์ สกอตแลนด์ เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน ค.ศ. 1600 พระองค์ทรงผ่านพิธีบัพติศมาเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม ค.ศ. 1600 โดยบิชอปแห่งรอส ในพระราชพิธีซึ่งจัดขึ้นที่พระราชวังฮอลี่รู้ด และทรงได้รับพระอิสรริยยศดยุกแห่งออลบานี เอิร์ลแห่งออร์มอนด์ เอิร์ลแห่งรอส และลอร์ดอาด์มันนอค", "ชาลส์ที่ 2 แห่งอังกฤษ\nพระเจ้าชาลส์ สจวตพระราชโอรสองค์โตของพระเจ้าชาลส์ที่ 1 แห่งสกอตแลนด์และไอร์แลนด์และพระนางเฮนเรียตตา มาเรีย เสด็จพระราชสมภพที่พระราชวังเซนต์เจมส์เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม ค.ศ. 1630 และทรงรับบับติศมาเมื่อวันที่ 27 มิถุนายนโดยบิชอปวิลเลียม ลอด จากแองกลิคันผู้ขณะดำรงตำแหน่งเป็นบิชอปแห่งลอนดอน และทรงได้รับการเลี้ยงดูโดยแมรี แซกวิลล์ เคาน์เตสแห่งดอร์เซตผู้เป็นโปรเตสแตนต์ แต่ทรงมีพ่อแม่ทูลหัวเป็นโรมันคาทอลิกที่เป็นพระประยูรญาติทางพระมารดา ที่รวมทั้งพระเจ้าหลุยส์ที่ 13 แห่งฝรั่งเศสและพระนางมารี เด เมดีชีพระราชมารดาของพระเจ้าหลุยส์ พระองค์ทรงได้รับตำแหน่งดยุกแห่งคอร์นวอลล์และดยุกแห่งรอธเซย์ (Duke of Rothesay) เมื่อประสูติในฐานะที่เป็นพระราชโอรสองค์โตของพระมหากษัตริย์ เมื่อมีพระชนมายุได้ 8 พรรษาก็ทรงได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ให้เป็นเจ้าชายแห่งเวลส์แต่มิได้มีพิธีแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ", "พระเจ้าเจมส์ที่ 2 แห่งอังกฤษ\nพระเจ้าเจมส์เป็นพระราชโอรสพระองค์ที่ 2 ในพระเจ้าชาลส์ที่ 1 แห่งอังกฤษและพระนางเฮนเรียตตา มาเรีย ประสูติที่พระราชวังเซนต์เจมส์ เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม ในปี พ.ศ. 2176 และทรงขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นดยุกแห่งยอร์ก ในปี พ.ศ. 2187 ในระหว่างที่เกิดสงครามกลางเมืองในอังกฤษขึ้นทรงพำนักอยู่ที่เมืองอ็อกซฟอร์ด ภายในฐานที่มั่นของผู้สนับสนุนระบอบการปกครองภายใต้พระมหากษัตริย์", "ชาลส์ที่ 2 แห่งอังกฤษ\nพระเจ้าชาลส์ที่ 1 พระราชบิดาของพระองค์ ทรงถูกจับกุมในปี ค.ศ. 1647 ทรงหลบหนีจากการคุมขังได้แต่ก็มาทรงถูกจับอีกครั้งหนึ่งในปี ค.ศ. 1648 แม้ว่าเจ้าชายชาลส์จะทรงพยายามหาทางช่วยทางการทูตในการปลดปล่อยพระองค์แต่ก็ไม่สำเร็จ ในที่สุดพระเจ้าชาลส์ที่ 1 ก็ทรงถูกปลงพระชนม์ในข้อหากบฏต่อแผ่นดินเมื่อวันอังคารที่ 30 มกราคม ค.ศ. 1649 หลังจากนั้นอังกฤษก็เข้าสู่สมัยสาธารณรัฐ", "ชาลส์ที่ 2 แห่งอังกฤษ\nหลังจากที่รัฐบาลสาธารณรัฐภายใต้การนำของริชาร์ด ครอมเวลล์ล่มในปี ค.ศ. 1659 นายพลจอร์จ มองค์ก็อัญเชิญชาลส์ให้กลับมาเป็นสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินอังกฤษในสมัยที่เรียกกันว่า “การฟื้นฟูราชวงศ์อังกฤษ” พระเจ้าชาลส์ที่ 2 เสด็จกลับถึงอังกฤษเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม ค.ศ. 1660 และเสด็จเข้าลอนดอนในวันประสูติครบ 30 พรรษาเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม ค.ศ. 1660 และทรงได้รับการราชาภิเศกเป็นพระมหากษัตริย์อังกฤษและ ไอร์แลนด์เมื่อวันที่ 23 เมษายน ค.ศ. 1660", "พระเจ้าชาลส์ที่ 1 แห่งอังกฤษ\nเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม ค.ศ. 1625 พระเจ้าชาลส์ทรงอภิเษกสมรสทางฉันทะกับเจ้าหญิงเฮนเรียตตา มาเรียแห่งฝรั่งเศสผู้มีพระชันษาอ่อนกว่าพระองค์ 9 พรรษา ในการเรียกประชุมรัฐสภาครั้งแรกในเดือนพฤษภาคม สมาชิกสภาหลายคนคัดค้านกับการอภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงเฮนเรียตตา มาเรียผู้นับถือนิกายโรมันคาทอลิก เพราะความหวาดระแวงที่ว่าพระเจ้าชาลส์จะทรงผ่อนผันกฎหมายที่มีผลบังคับต่อผู้นับถือนิกายโรมันคาทอลิก ซึ่งเป็นการทำให้สถาบันการปกครองภายในการนำของผู้นับถือนิกายโปรเตสแตนต์อ่อนแอลง ถึงแม้ว่าพระเจ้าชาลส์จะทรงประกาศต่อรัฐสภาว่าจะไม่ทรงผ่อนผันกฎหมายที่เกี่ยวกับการจำกัดสิทธิของผู้นับถือลัทธิศาสนาที่ต่างกับศาสนาของรัฐบาล () แต่ในทางส่วนพระองค์แล้วกลับทรงหันไประบุนโยบายที่ตรงกันข้ามกับที่ทรงประกาศต่อรัฐสภาเป็นการลับๆ ในสนธิสัญญาการแต่งงานที่ทำกับพระเจ้าหลุยส์ที่ 13 แห่งฝรั่งเศส พระเจ้าชาลส์ทรงเสกสมรสกับเจ้าหญิงเฮนเรียตตา มาเรียอีกครั้งเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน ค.ศ. 1625 ที่มหาวิหารแคนเทอร์เบอรี และทรงทำพิธีราชาภิเษกเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1626 ที่เวสต์มินสเตอร์แอบบีย์ แต่มิได้มีเจ้าหญิงเฮนเรียตตา มาเรียพระชายาเข้าร่วมพิธี อาจจะเป็นได้ว่าทรงกลัวว่าถ้าเสด็จก็จะกลายเป็นชนวนที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ชาร์ลส์และเฮนเรียตตา มาเรียมีพระโอรสธิดาด้วยกัน 9 พระองค์ 6 พระองค์รอดชีวิตมาจนโต" ]
9
คณะราษฎรในปี 2469 ก่อตั้งขึ้นเพื่อปฏิวัติใคร ?
[ "คณะราษฎร\nคณะราษฎร (อ่านว่า \"คะ-นะ-ราด-สะ-ดอน\"; มักสะกดผิดเป็น คณะราษฎร์) คือ กลุ่มบุคคลที่ดำเนินการการปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475 ยึดอำนาจจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองของประเทศสยาม จากสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ อาจได้ชื่อว่าเป็นพรรคการเมืองพรรคแรกของไทย" ]
[ "คณะราษฎร\nและได้ทำการประชุมครั้งแรกที่บ้านพักเลขที่ 9 ถนนซอเมอราร์ในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2469 ซึ่งติดต่อกันนานถึง 4 คืน 5 วัน โดยมีร้อยโท แปลก ที่สมาชิกคณะราษฎรคนอื่น ๆ เรียกว่า \"\"กัปตัน\"\" เป็นประธานในการประชุม ที่ประชุมมีมติตกลงที่จะทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์อยู่ใต้กฎหมาย โดยตกลงที่ใช้วิธีการ \"ยึดอำนาจโดยฉับพลัน\" รวมทั้งพยายามหลีกเลี่ยงการนองเลือด เหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นแล้วในการปฏิวัติฝรั่งเศสและการปฏิวัติรัสเซีย ทั้งนี้เพื่อเป็นการป้องกันการถือโอกาสเข้ามาแทรกแซงจากมหาอำนาจที่มีอาณานิคมอยู่ล้อมรอบสยามในสมัยนั้น คือ อังกฤษและฝรั่งเศส", "สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร\nสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรก่อตั้งขึ้นเมื่อวันอังคารที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2475 หรือ 4 วันหลังจาก การเปลี่ยนแปลงการปกครอง ซึ่งการประชุมสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรกในวันนั้นได้มติเห็นชอบให้ หลวงประดิษฐ์มนูธรรม หรือ ปรีดี พนมยงค์ หัวหน้า คณะราษฎร สายพลเรือนเป็นเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรคนแรกโดยที่ทำการสำนักงานเลขาธิการในช่วงแรกตั้งอยู่ภายใน วังปารุสกวัน", "ประวัติกระทรวงการคลังไทย\nเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 คณะราษฎรซึ่งประกอบด้วยทหารบก ทหารเรือ และพลเรือนได้ร่วมกันทำการปฏิวัติ โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นระบอบประชาธิปไตยโดยมีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดและมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ ในแถลงการณ์ของคณะราษฎรได้กล่าวถึงการปรับปรุงประเทศทางด้านเศรษฐกิจอยู่ด้วย เมื่อมีการจัดตั้งรัฐบาลพระยามโนปกรณ์นิติธาดา นายกรัฐมนตรี ก็ได้ดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีกระทรวงพระคลังมหาสมบัติด้วย", "พรรคราษฎร (พ.ศ. 2517)\nพรรคราษฎร () พรรคการเมืองของไทยในอดีตที่จดทะเบียนจัดตั้ง\nตาม รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2517 และ พระราชบัญญัติพรรคการเมือง พ.ศ. 2517 เป็นลำดับที่ ๘/๒๕๑๗ เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2517 มีนาย ไถง สุวรรณทัต อดีตผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ อดีตเจ้าของหมู่บ้านเศรษฐกิจ ธนบุรี และอดีต ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ 5 สมัยเจ้าของฉายา ผู้แทนขาเดียว หรือ ไถงขาเดียว เนื่องจากโดนคนร้ายปาระเบิดจนขาขวาขาดเป็นหัวหน้าพรรคและนาย ไพรรัตน์ วิเศษโกสิน เป็นเลขาธิการพรรค", "ตั้ว ลพานุกรม\nตั้วได้มีบทบาทในทางการเมืองไทยเป็นอย่างยิ่ง โดยเข้าร่วมกับคณะราษฎรก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชเป็นระบบประชาธิปไตยในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 โดยเข้าร่วมประชุมก่อตั้งคณะราษฎรขึ้นเป็นครั้งแรก ณ กรุงปารีส โดยเป็นสมาชิกฝ่ายพลเรือน ซึ่งเห็นได้ถึงความปรารถนาของคณะราษฎรในการส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยเช้าของวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ตั้วได้ร่วมเดินทางสู่จุดนัดหมายที่บางซื่อ", "ปรีดี พนมยงค์\nในขณะที่อยู่ในประเทศฝรั่งเศส ปรีดี พนมยงค์ ได้ร่วมกับเพื่อนอีก 6 คน ประชุมอย่างเป็นทางการครั้งแรกเพื่อก่อตั้ง \"คณะราษฎร\" เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2469 ณ หอพักแห่งหนึ่งย่าน \"Rue Du Sommerard\" กรุงปารีส ผู้ร่วมประชุมประกอบด้วย ร.ท.ประยูร ภมรมนตรี, ร.ท.แปลก ขิตตะสังคะ, ร.ต.ทัศนัย มิตรภักดี, ภก.ตั้ว ลพานุกรม, หลวงสิริราชไมตรี (จรูญ สิงหเสนี), นายแนบ พหลโยธิน โดยมีวัตถุประสงค์คือ เปลี่ยนการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ และการดำเนินเพื่อให้สยามบรรลุหลัก 6 ประการ คือวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ปรีดีร่วมกับสมาชิกคณะราษฎรที่ประกอบด้วยกลุ่มทหารบก ทหารเรือ และพลเรือน ยึดอำนาจการปกครองประเทศจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองได้สำเร็จโดยไม่มีการเสียเลือดเนื้อ หลังจากนั้นคณะราษฎรโดยปรีดี พนมยงค์ ได้จัดให้มีการประชุมระหว่างคณะราษฎร และเสนาบดี ปลัดทูลฉลอง ขึ้น ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม เพื่อชี้แจงจุดประสงค์ หลักการระบอบใหม่ กฎหมายพระธรรมนูญการปกครองแผ่นดินโดยย่อ และขอความร่วมมือในการบริหารราชการแผ่นดินต่อไป", "คณะนิติราษฎร์\nคณะนิติราษฎร์ แถลงข้อเสนอทางวิชาการ และร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2554 โดยสรุปดังต่อไปนี้ต่อมาในวันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2555 คณะนิติราษฎร์ ร่วมกับ กลุ่มนักวิชาการ คณาจารย์ นักเขียน ศิลปิน และปัญญาชน จัดตั้ง \"คณะรณรงค์แก้ไขมาตรา 112\" (ครก. 112) เพื่ออธิบายรายละเอียด ของข้อเสนอแก้ไขเพิ่มเติม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และรวบรวมรายชื่อ เสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 112 ฉบับที่คณะนิติราษฎร์จัดทำขึ้น เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา", "รัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2520\nสภานี้ตั้งขึ้นหลังจากปฏิวัติปี 2520 หลังจากปฏิวัติสำเร็จได้ยกเลิกรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช ๒๕๑๙ และความสิ้นสุดของรัฐบาล นายธานินทร์ กรัยวิเชียร หลังจากนั้นได้มีการประกาศใช้ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช ๒๕๒๐ ขึ้นแทน และได้ตั้งสภานโยบายแห่งชาติขึ้นตามมาตรา 17 18 และ19 โดยได้ระบุไว้ว่าให้มีสภานโยบายแห่งชาติประกอบด้วยบุคคลในคณะปฎฺิวัติตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 6 ลงวันที่ 22 ตุลาคม 2520 เป็นสมาชิก และบอกไว้อีกว่าให้หัวหน้าคณะปฏิวัติทำหน้าที่ประธานสภา และรองหัวหน้าคณะปฏิวัติทำหน้าที่รองประธานสภาและให้สภาแต่งตั้งสมาชิกสภาเป็นเลขาธิการและรองเลขาธิการตามลำดับ และได้ระบุไว้อีกว่าถ้าประธานสภาไม่อยู่ให้รองประธานสภาทำหน้าที่แทน ประธานสภา และถ้าประธานสภาและรองประธานสภาไม่อยู่ให้เลือกสมาชิก 1 คนขึ้นมาทำหน้าที่แทนประธานสภาสภานี้มีหน้าที่กำหนดแนวนโยบายแห่งรัฐและให้ความคิดเห็นแก่คณะรัฐมนตรีเพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินไปตามแนงนโยบายแห่รัฐและมีอำนาจหน้าที่อื่นตามที่บัญญัติไว้ในธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักรและสภานโยบายแห่งชาตินี้ได้สิ้นสุดลงพร้อมกับการสิ้นสุดของธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักรปี 2520", "สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (ประเทศไทย) พ.ศ. 2515\nสภานิติบัญญัติแห่งชาติ พ.ศ. 2515 เป็นสภาที่ตั้งขึ้นเพื่อทำหน้าที่ รัฐสภา ตามมาตรา 6 แห่ง ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2515 ภายหลังการปฏิวัติตัวเองของ จอมพล ถนอม กิตติขจร เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2514 มีสมาชิกจำนวนทั้งสิ้น 299 คน เปิดประชุมสภาระหว่างวันที่ 16 ธันวาคม 2515 - 16 ธันวาคม 2516 โดยมีพลตรี ศิริ สิริโยธิน เป็นประธานสภา นายทวี แรงขำ เป็นรองประธานคนที่ 1 และพลเรือเอก กมล สีตกะลิน เป็นรองประธานคนที่ 2" ]
17
กุหลาบแวร์ซายส์เป็นหนึ่งในการ์ตูนญี่ปุ่นที่เป็นที่รู้จักอย่างดีทั่วโลก ถูกตีพิมพ์เป็นตอน ๆ ในนิตยสารมาร์กาเร็ตของสำนักพิมพ์อะไร?
[ "กุหลาบแวร์ซายส์\nกุหลาบแวร์ซายส์ () หรือที่รู้จักกันในชื่อของภาษาอังกฤษคือ \"เลดีออสการ์\" \"(Lady Oscar) \" เป็นการ์ตูนญี่ปุ่น เรื่องและภาพโดยริโยโกะ อิเคดะ กุหลาบแวร์ซายส์เป็นหนึ่งในการ์ตูนญี่ปุ่นที่เป็นที่รู้จักอย่างดีทั่วโลก ถูกตีพิมพ์เป็นตอน ๆ ในนิตยสารมาร์กาเร็ตของสำนักพิมพ์ชูเออิชา ในปี พ.ศ. 2516 และประสบความสำเร็จในทันทีที่วางจำหน่าย ได้รับการตอบรับจากนักอ่านเป็นจำนวนมาก ต่อมาได้ถูกดัดแปลงเนื้อเรื่องจากการ์ตูนญี่ปุ่นเป็นละครเวทีภาพยนตร์ชุดการ์ตูนและบัลเลต์ ซึ่งในการแสดงละครเวทีในภาคโอเปร่า ริโยโกะ อิเคดะ ผู้แต่งได้มีส่วนร่วมในการประพันธ์คำร้องสำหรับใช้ในการแสดงละครเวทีในภาคโอเปร่าอีกด้วย" ]
[ "กุหลาบแวร์ซายส์\nกุหลาบแวร์ซายส์ถูกดัดแปลงเป็นละครเวที ที่ได้รับการตอบรับจากผู้ชมเป็นอย่างยิ่ง และกลายเป็นละครเวทีที่มีการเปิดการแสดงมากรอบที่สุดเช่นกันตามรายงานของนิตยสารทาการาซุกะ รีวิว ในปี พ.ศ. 2526 หนังสือการ์ตูนสองชุดแรกของกุหลาบแวร์ซายส์ ได้รับการแปลจากภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาอังกฤษโดยเฟรเดริก แอล. ชอดต์ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการสอนภาษาอังกฤษให้กับชาวญี่ปุ่น และยังได้จัดจำหน่ายในทวีปอเมริกาเหนืออีกด้วย กุหลาบแวร์ซายส์จึงได้ชื่อว่าเป็นการ์ตูนญี่ปุ่นเรื่องแรกที่ได้รับการแปลเพื่อการค้าและจัดจำหน่ายในทวีปอเมริกาเหนือ", "เบอร์เซิร์ก\nเบอร์เซิร์กได้ชื่อว่าเป็นหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นที่เนื้อหาและภาพมีความรุนแรงสูง รวมถึงมีลายเส้นของภาพที่มีความละเอียดเป็นอย่างมาก ในขณะเดียวกันก็ได้รับความนิยมและมียอดขายมากอันดับต้นๆเช่นกัน ในประเทศญี่ปุ่นลงตีพิมพ์ในนิตยสารยัง แอนิมอล โดยสำนักพิมพ์ฮะคุเซนชะ ส่วนในประเทศไทยมีการตีพิมพ์ฉบับลิขสิทธิ์จัดจำหน่ายครั้งแรกโดยสำนักพิมพ์วิบูลย์กิจ ซึ่งได้ตีพิมพ์จนถึงฉบับรวมเล่มที่ 37 ต่อมาในปี พ.ศ. 2560 ทางสำนักพิมพ์วิบูลย์กิจได้ประกาศหยุดตีพิมพ์หนังสือในเครือฮะคุเซนชะ ทำให้บริษัทสยามอินเตอร์มัลติมีเดีย ได้เข้าถือครองลิขสิทธิ์การตีพิมพ์เรื่องเบอร์เซิร์กฉบับภาษาไทยในปัจจุบัน โดยมีการตีพิมพ์ซ้ำตั้งแต่เล่ม 1 - 37 และ เล่มที่ 38 เป็นต้นไป ส่วนฉบับอนิเมะได้ลิขสิทธิ์จัดจำหน่ายโดย TIGA", "กุหลาบแวร์ซายส์\nกุหลาบแวร์ซายส์ เป็นการ์ตูนญี่ปุ่นอิงประวัติศาสตร์ ที่นำเค้าโครงเรื่องจากเรื่องราวและเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นในประเทศฝรั่งเศส ช่วงก่อนและหลังการปฏิวัติฝรั่งเศสในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 แห่งฝรั่งเศสและพระนางมารี อองตัวเนต ถ่ายทอดเรื่องราวอิงประวัติศาสตร์ผ่านตัวละครหลักคือ ออสการ์ ฟรังซัวส์ เดอ จาร์เจและ อังเดร กรังดิเออร์ ในแง่มุมของการปกครองประเทศของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 กฎระเบียบข้อบังคับในราชการทหาร ระเบียบวินัยและอำนาจหน้าที่ รวมถึงเรื่องราวของความรักฉันชู้สาว มิตรภาพและการต่อสู้ในสงคราม", "อัสแซสซิเนชันคลาสรูม\nอัสแซสซิเนชันคลาสรูม () เป็นซีรีส์การ์ตูนญี่ปุ่น ที่แต่งและวาดภาพประกอบโดยยูเซย์ มัตสึอิ ตีพิมพ์ลงนิตยสารการ์ตูน \"โชเน็งจัมป์รายสัปดาห์\" ของชูเอชะตั้งแต่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2555 ถึง 25 มีนาคม พ.ศ. 2558 ในประเทศไทยเรี่องนี้ได้ลิขสิทธิ์โดยสำนักพิมพ์สยามอินเตอร์มัลติมีเดีย ตีพิมพ์ลงนิตยสารการ์ตูน \"ซีคิดส์ เอ๊กซ์เพรส\" โดยลงตอนล่าสุดของเรี่องพร้อมกับฉบับภาษาญี่ปุ่น เรี่องนี้ได้ตีพิมพ์ฉบับรวมเล่มออกมาแล้ว 20 เล่มในญี่ปุ่น และ 18 เล่มในประเทศไทย ณ เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2559", "ก้าวแรกสู่สังเวียน\nก้าวแรกสู่สังเวียน (; ) เป็นการ์ตูนญี่ปุ่น ผลงานของ โจจิ โมริคาว่า เริ่มลงตีพิมพ์ในนิตยสารโชเน็นแม็กกาซีนมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2532 ปัจจุบันยังไม่จบ ซึ่งในประเทศไทยเองก็ได้นำมาตีพิมพ์ลงในนิตยสารเจ้าหนูยอดนักกีฬา ของสำนักพิมพ์ยู.สปอร์ตตูน และ GAMES ของสำนักพิมพ์วิบูลย์กิจ ตั้งแต่สมัยที่การ์ตูนญี่ปุ่นยังไม่มีลิขสิทธิ์ แต่ภายหลังสำนักพิมพ์วิบูลย์กิจได้เป็นผู้ถือลิขสิทธิ์ และทำการตีพิมพ์การ์ตูนเรื่องนี้ออกจำหน่ายในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียว", "A แชนแนล สี่แสบซ่า บ้าขั้นเอ\nA แชนแนล สี่แสบซ่า บ้าขั้นเอ () เป็นการ์ตูนญี่ปุ่นประเภทสี่ช่องจบ โดย บีบี คุโรดะ ตีพิมพ์ลงในนิตยสารการ์ตูนเซเน็น ชื่อ มังงะ ไทม์ คิราระ คารัต และได้รวมเล่ม และวางจำหน่ายเมื่อ 26 ธันวาคม 2552 โดยสำนักพิมพ์โฮบุงฉะ ในส่วนของ อะนิเมะ ถ่ายทำขึ้นโดย โกคุมิ สตูดิโอ และฉายในญี่ปุ่นระหว่างวันที่ 8 เมษายน 2554 - 24 มิถุนายน 2554 จำนวนทั้งสิ้น 12 ตอน และในส่วนของ โอวีเอ ได้ออกจำหน่ายในวันที่ 21 มีนาคม 2555 โดยวางจำหน่ายในรูปแบบ บลูเรย์ และ ดีวีดี จำนวน 2 ตอน", "อภิมหาบรรลัยกัลป์\nอภิมหาบรรลัยกัลป์ () เป็นการ์ตูนญี่ปุ่น เขียนเรื่องโดยเคียว ชิโรไดระ วาดภาพโดย อาริฮิเดะ ซาโนะ และเร็น ไซซากิ ตีพิมพ์ในนิตยสารโชเน็นกันกันรายเดือน ของสำนักพิมพ์สแควร์อีนิกซ์ ระหว่างเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2552 ถึงเดือน มีนาคม พ.ศ. 2556 ได้รับการตีพิมพ์เป็นหนังสือการ์ตูนทั้งหมด 10 เล่ม \n\"อภิมหาบรรลัยกัลป์\" ได้รับการดัดแปลงเป็นภาพยนตร์การ์ตูนโทรทัศน์ ผลิตโดยบริษัทโบนส์ ออกอากาศระหว่างวันที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2555 ถึง 29 มีนาคม พ.ศ. 2556", "รหัสลับ เซเลอร์วี\nรหัสลับ เซเลอร์วี () () เป็นชื่อของการ์ตูนญี่ปุ่นสำหรับผู้หญิง วาดโดยนาโอโกะ ทาเคอุชิ ลงตีพิมพ์เป็นตอนๆ ในนิตยสารรุน รุน ของสำนักพิมพ์โคดันฉะ ประเทศญี่ปุ่น ส่วนฉบับรวมเล่มมีความยาว 3 เล่มจบ การ์ตูนที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2534 - 2540 รวมเวลาเป็น 6 ปี แต่ว่าบริษัทวิบูลย์กิจได้ซื้อลิขสิทธิ์เรื่องนี้มา แล้วตั้งชื่อว่า อัศวินดารา เซเลอร์วี ซึ่งตอนแรก ทางสำนักพิมพ์ได้ตั้งชื่อเรื่องว่า \"เรียกข้าว่าเซเลอร์วี\"เมื่อปี พ.ศ. 2538 เซเลอร์วีเคยถูกเสนอให้ทำในรูปแบบ OVA แต่ก็ถูกยกเลิกไป โดยตอนแรกวางแผนโครงการไว้ 4 ตอน", "แอร์เกียร์ ขาคู่ทะลุฟ้า\nแอร์เกียร์ ขาคู่ทะลุฟ้า () เป็นการ์ตูนญี่ปุ่นเรื่องและภาพโดยอิโตะ โองุเระ หรือที่รู้จักกันในนามปากกาว่า Oh! great เรื่องราวเกี่ยวกับการแข่งขันแอร์เกียร์ ซึ่งคล้าย ๆ กับสเก็ต แต่เป็นรองเท้าสเก็ตที่ติดมอเตอร์แรงสูง ทำให้มีความเร็วสูง และทำให้ไต่กำแพงได้ ซึ่งท่าทางการเล่นต่างๆ จะเรียกว่า \"ทริค\" ลิขสิทธิ์ในประเทศไทยเป็นของสำนักพิมพ์วิบูลย์กิจ ปัจจุบันตีพิมพ์ลงนิตยสาร KCWeekly ส่วนฉบับอนิเมะ ได้ลิขสิทธิ์จำหน่ายโดย TIGA" ]
3
ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกคนที่เท่าไหร่ ?
[ "ทักษิณ ชินวัตร\nทักษิณ ชินวัตร (เกิด 26 กรกฎาคม 2492) เป็นนายกรัฐมนตรีไทยคนที่ 23 ดำรงตำแหน่งระหว่างปี พ.ศ. 2544 ถึง พ.ศ. 2549 เป็นพี่ชายของยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีไทยคนที่ 28 และ เป็นศาสตราจารย์อาคันตุกะแห่งมหาวิทยาลัยทากุโชกุ เคยเป็นนักธุรกิจโทรคมนาคมและการสื่อสาร ผู้ก่อตั้งกลุ่มบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัทโทรคมนาคมและการสื่อสารขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เจ้าหน้าที่กองอาสารักษาดินแดน (ชั้นยศสูงสุดที่ นายกองใหญ่) อดีตข้าราชการตำรวจ (ชั้นยศสูงสุดที่ พันตำรวจโท) อดีตเจ้าของและประธานสโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ซิตี อดีตที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจของรัฐบาลกัมพูชา มีสัญชาติไทยโดยการเกิด ปัจจุบันถือสัญชาติมอนเตเนโกร", "การดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของทักษิณ ชินวัตร\nดร.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีไทย คนที่ 23 ดำรงตำแหน่งระหว่างปี 2544–2549 ระหว่างดำรงตำแหน่ง ทักษิณริเริ่มหลายนโยบายซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สาธารณสุข การศึกษา พลังงาน ยาเสพติดและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เขาชนะการเลือกตั้งถล่มทลายถึงสองสมัย นโยบายของทักษิณลดความยากจนในชนบทได้อย่างเด่นชัด และจัดบริการสาธารณสุขในราคาที่สามารถจ่ายได้ ด้วยเหตุนี้ ฐานเสียงสนับสนุนของเขาส่วนใหญ่จึงมาจากคนยากจนในชนบท" ]
[ "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร\nยิ่งลักษณ์เป็นหลานอาของสุเจตน์ ชินวัตร อดีตนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ และสุรพันธ์ ชินวัตร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ในรัฐบาลพลเอก เปรม ติณสูลานนท์ และเป็นลูกพี่ลูกน้องกับพลเอก ชัยสิทธิ์ ชินวัตร อดีตผู้บัญชาการทหารบกและอดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด โดยพลเอก ชัยสิทธิ์เป็นบุตรชายของพันเอกพิเศษ ศักดิ์ ชินวัตร ผู้เป็นพี่ชายคนโตของเลิศ ยิ่งลักษณ์ยังเป็นญาติของพลตำรวจเอก เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ผ่านทางคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร อดีตภริยาของทักษิณอีกด้วย", "ธิดา ถาวรเศรษฐ\nส่วน พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร เขาเป็นแนวร่วมคนหนึ่ง อย่าลืมว่าเราเป็นองค์กรแนวร่วม ชื่อเต็ม แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ แดงทั้งแผ่นดิน ในนี้มีองค์ประกอบ 60-70% ที่รักคุณทักษิณมาก ส่วนที่เหลือคือเฉย ๆ แต่ไม่ถึงกับเกลียด และอาจจะมีคนที่อยากอยู่ห่าง ๆ อีกจำนวนหนึ่ง แต่เราเป็นองค์กรแนวร่วม เราต้องยอมรับความเป็นจริงว่า ความรักคุณทักษิณมันมีเหตุผลของมัน เพราะเขารักตัวเขา รักผลประโยชน์ของเขา เขาหวังว่าคุณทักษิณจะเป็นนายกฯ ที่ตอบสนองผลประโยชน์ของเขา ฉะนั้น คนเหล่านี้มี loyalty มีความจงรักภักดี แม้ผ่านไปหลายปีแต่เขายังรู้สึกได้ดี เพราะคนไทยเป็นคนซื่อตรง คนเหล่านี้ยังมีความรักคุณทักษิณ แม้เขารู้ว่าความหวังที่คุณทักษิณจะกลับมามันรางเลือน แต่นี่เป็นนิสัยที่ไม่หักหลังคน ฉะนั้น เมื่อเรามองอย่างนี้ในแนวร่วม เราจึงจำเป็นให้คุณทักษิณอยู่ในฐานะที่มีบทบาทพอสมควร พูดง่ายๆ คือเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่คนหนึ่งในแนวร่วมนี้", "เยาวลักษณ์ ชินวัตร\nเยาวลักษณ์ ชินวัตร เกิดวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2488 เป็นบุตรคนโตของนายเลิศ ชินวัตร กับนางยินดี ชินวัตร มีน้อง 9 คน ได้แก่ ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี (สมรสกับคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร), นางเยาวเรศ ชินวัตร (สมรสกับนายวีระชัย วงศ์นภาจันทร์), นางปิยนุช (สมรสกับนายสง่า ลิ้มพัฒนาชาติ), นายอุดร ชินวัตร, นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ (สมรสกับนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์), นายพายัพ ชินวัตร (สมรสกับนางพอฤทัย จันทรพันธ์), นางมณฑาทิพย์ (สมรสกับนายแพทย์สมชัย โกวิทเจริญกุล), นางทัศนีย์ ชินวัตร และ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี (สมรสกับนายอนุสรณ์ อมรฉัตร)", "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร\nยิ่งลักษณ์เป็นบุตรสาวคนสุดท้องของเลิศ ชินวัตร อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ และยินดี ชินวัตร ซึ่งเป็นธิดาของเจ้าจันทร์ทิพย์ ระมิงค์วงศ์ (หลานตาของเจ้าไชยสงคราม สมพมิตร ณ เชียงใหม่ ซึ่งสืบเชื้อสายจากพระเจ้าช้างเผือกธรรมลังกา พระเจ้านครเชียงใหม่) ยิ่งลักษณ์มีพี่น้อง 10 คน เช่น พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี, เยาวเรศ ชินวัตร อดีตประธานสภาสตรีแห่งชาติ, เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ และพายัพ ชินวัตร อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ อีกทั้งยังเป็นน้องสะใภ้ของสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี ผ่านทางเยาวภาผู้เป็นพี่สาว", "วินัย ทองสอง\nพล.ต.ท.วินัย ได้ชื่อว่าเป็นนายตำรวจที่มีความสนิทสนมและเกี่ยวพันกับตระกูลชินวัตร เนื่องจากภริยามีศักดิ์เป็นหลานสาวของ คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยาของ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งในคืนวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 ขณะที่เกิดการรัฐประหารเกิดขึ้น พล.ต.ท.วินัย ซึ่งในขณะนั้นมีตำแหน่งเป็นผู้บังคับการกองปราบฯ ได้รับคำสั่งทางสายโทรศัพท์จาก พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งขณะนั้นอยู่ที่นครนิวยอร์ก ให้นำกองกำลังเข้าทำการควบคุมตัว พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี ถึงที่บ้านสี่เสาเทเวศร์ อันเป็นบ้านพักส่วนตัว แต่ยังมิทันได้ดำเนินการ เนื่องมีกองกำลังทหารและรถถังเข้าอารักขาไว้หมดแล้ว และในคืนวันนั้น พล.ต.ท.วินัย เองก็ถูกควบคุมตัวด้วย", "ทักษิณ ชินวัตร\nทักษิณ ชินวัตร เกิดเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2492 ที่อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นบุตรคนที่สอง ในจำนวน 10 คนของนายเลิศ และนางยินดี ชินวัตร ธิดาของเจ้าจันทร์ทิพย์ (ณ เชียงใหม่) ระมิงค์วงศ์ ผู้เป็นธิดาในเจ้าไชยสงคราม (สมพมิตร ณ เชียงใหม่)", "คดีที่ดินรัชดาฯ\nคดีระหว่างอัยการสูงสุด กับทักษิณ ชินวัตร และพจมาน ชินวัตร หรือคดีที่ดินรัชดาฯ เป็นคดีที่อัยการสูงสุดเป็นโจทก์ฟ้องพันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร เป็นจำเลยที่ 1 และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร เป็นจำเลยที่ 2 ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในความผิดฐาน \"เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐร่วมกันเป็นคู่สัญญาหรือมีส่วนได้ส่วนเสียในสัญญาที่ทำกับหน่วยงานของรัฐ ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งมีอำนาจกำกับ ดูแล ควบคุม ตรวจสอบหรือดำเนินคดี และเป็นเจ้าพนักงาน และสนับสนุนเจ้าพนักงาน มีหน้าที่จัดการหรือดูแลกิจการใด เข้าไปมีส่วนได้ส่วนเสียเพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่นฯ\" ซึ่งเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และประมวลกฎหมายอาญา เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2550 และศาลมีคำสั่งรับฟ้องเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2550", "เยาวเรศ ชินวัตร\nเยาวเรศ ชินวัตร อดีตประธานสภาสตรีแห่งชาติในพระบรมราชินูปถัมภ์ คนที่ 20 อดีตนายกสภาประจำสถาบันราชภัฏอุบลราชธานีเป็นผู้ดูแลพื้นที่ภาคใต้ของพรรคเพื่อไทย และเป็นน้องสาวของพันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย และเป็นพี่สาวของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย", "วิษณุ เครืองาม\nอดีตรองนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลพันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร และอดีตเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เป็นบุคคลที่ได้รับการยอมรับจากทุกภาคส่วนว่าเป็นผู้ที่สามารถอธิบายกฎหมายได้เข้าใจที่สุด จากการได้รับการยอมรับจากพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี อดีตรองนายกรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งถือเป็นคู่ขัดแย้งทางการเมือง" ]
21
อรรถพันธ์ พูลสวัสดิ์ เกิดวันที่เท่าไหร่ ?
[ "อรรถพันธ์ พูลสวัสดิ์\nอรรถพันธ์เกิดเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2536 มีพี่น้อง 2 คน โดยอรรถพันธ์เป็นบุตรชายคนโต มีน้องสาว 1 คน อรรถพันธ์จบการศึกษาชั้นประถมจากโรงเรียนอโศกวิทย์อ่อนนุช จบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นที่โรงเรียนศรีวิกรม์ และจบการศึกษามัธยมศึกษาตอนปลายที่โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร แผนกทัศนศิลป์ และเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาที่คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ปัจจุบันได้ย้ายมาเข้าศึกษาที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง" ]
[ "อรรถพันธ์ พูลสวัสดิ์\nอรรถพันธ์ พูลสวัสดิ์ เคยใช้ชื่อว่า ณัฏฐนันท์ พูลสวัสดิ์ เป็น นักแสดงชาวไทย สังกัดจีเอ็มเอ็มทีวี เริ่มเป็นที่รู้จักจากการแสดงในละครพื้นบ้านเรื่อง \"โกมินทร์\" ปัจจุบันอรรถพันธ์มีชื่อเสียงจากการเล่นละครซีรีส์วัยรุ่นหลายเรื่อง จนทำให้เขามีแฟนคลับทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ", "อรรถพล ประกอบของ\nอรรถพล ประกอบของ เกิดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2521 ปีมะเมีย ที่ อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นบุตรของ นางยุพิน วงศ์สุนทร อาชีพ รับราชการครู โดยในวัยเด็ก มารดาได้หย่าร้างกับบิดาเมื่ออายุได้ 2 ปี หลังจากนั้นก็อาศัยอยู่กับมารดาและยาย พอเข้าช่วงอายุวัยรุ่นคุณยายได้เสียชีวิตลง เคยเป็นดีเจและนักร้องตามสถานบันเทิงและร้านอาหารที่มีชื่อเสียงหลายแห่งในจังหวัดเชียงใหม่ ก่อนจะเข้าประกวดรายการ เดอะสตาร์ ค้นฟ้าคว้าดาว ปี 2 และ ได้รับตำแหน่งชนะเลิศในที่สุด\nรายชื่อเพลง", "รวี โดมพระจันทร์\nยุทธพงศ์ ภูริสัมบรรณ หรือ รวี โดมพระจันทร์ เกิดที่หนองปลาไหล จังหวัดพิจิตร (15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490) บิดาเป็นชาวจีนไหหลำอพยพชื่อนายวา แซ่พัว และมารดามีเชื้อจีนไทย ชื่อนางเฮี๊ยะ แซ่พัว (ปัจจุบันเสียชีวิตแล้วทั้งคู่) ยุทธพงศ์เป็นลูกคนที่ 4 จากทั้งหมด 9 คน ครอบครัวเดิมประกอบอาชีพค้าขาย และได้ย้ายมาตั้งรกรากที่พิษณุโลกตั้งแต่ยุทธพงศ์ยังเด็ก \nยุทธพงศ์แต่งงานกับพ.ญ.วารุณี (สดเจริญ) มีบุตรชายหนึ่งคนและบุตรสาวหนึ่งคน และได้ย้ายมาชลบุรีซึ่งเป็นจังหวัดที่ภรรยาทำงานอยู่ เนื่องจากต้องเดินงานไปกลับ กรุงเทพ-ชลบุรีเป็นประจำ ประกอบด้วยการทำงานหนัก และต้องเจอกับควันบุหรี่ในที่ทำงาน ยุทธพงศ์จึงร่างกายอ่อนแอ และเสียชีวิตจากโรคมะเร็งปอดแม้ว่าไม่เคยสูบบุหรี่เลย ในวันที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2532 ก่อนวันเกิดปีที่สี่สิบสองเพียงไม่ถึงเดือนตำแหน่งงานสุดท้ายของยุทธพงศ์ก่อนเสียชีวิตคือเป็นผู้จัดการศูนย์ข้อมูล บ.ตะวันออกแมกกาซีน ในเครือของสนธิ ลิ้มทองกุล ภายหลังที่เขาจากไป บริษัทที่ทำงานได้ก่อตั้ง \"รางวัลรวี โดมพระจันทร์\" จัดประกวดกวีนิพนธ์และนวนิยาย แต่ดำเนินไปได้เพียงสองปีก็ยุติลง ทิ้งไว้เพียงหนังสือรวมบทกวีเล่มสุดท้าย ซึ่งรวบรวมจากผลงานเด่นๆ ของเขาในชื่อ \"ตื่นเถิดเสรีชน\" ในเล่มมีข้อเขียนของกวีใหญ่ และเจ้าพ่อสื่อใหญ่", "พระอรรถเปศลสรวดี (เจริญ ทรัพยสาร)\nพระอรรถเปศลสรวดี (เจริญ ทรัพยสาร) เกิดเมื่อเดือนมกราคม พ.ศ. 2422 เป็นชาวกรุงเทพมหานคร ได้ดำรงตำแหน่งข้าหลวงประจำจังหวัดกาฬสินธุ์ คนที่ 17 เมื่อจังหวัดกาฬสินธุ์ถูกยุบเป็นอำเภอไปขึ้นกับจังหวัดมหาสารคาม ต่อมาได้ย้ายไปดำรงตำแหน่งข้าหลวงประจำจังหวัดมหาสารคาม ในเวลาต่อมาได้ลาออกจากราชการ กลับมาใช้ชีวิตอยู่จังหวัดกาฬสินธุ์อีกครั้ง จนถึงแก่อนิจกรรมเมื่อปี พ.ศ. 2510 รวมอายุได้ 79 ปี", "อรรถ วิสูตรโยธาภิบาล\nนายอรรถ วิสูตรโยธาภิบาล (ชื่อเดิม บุญรอด โพธิวสุ) เกิดเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2458 ที่แขวงถนนวัดราชบพิต เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร เป็นบุตรนาย พันตรีหลวงวิสูตรโยธาภิบาล (บุญมา โพธิวสุ) และนางพิศ เป็นบุตรชายคนเดียว แต่มีน้องต่างมารดา 3 คน คือ ร.ต.อ.จำลอง วิสูตรโยธาภิบาล นายเล็ก วิสูตรโยธาภิบาล และนายวิลาศ วิสูตรโยธาภิบาล นายอรรถได้สมรสกับ นางยุพิน วิสูตรโยธาภิบาล (เปรมโยธิน) และมีบุตรธิดาทั้งหมด 4 คนคือ นายพงศ์อาจ วิสูตรโยธาภิบาล นางพิมพ์ใจ ติปปวงศ์ (สมรสกับ นายสุรพล ติปปวงศ์) นางสาวพนิต วิสูตรโยธาภิบาล และนางกัลยพรรณ วิสูตรโยธาภิบาล (สมรสกับ นายโสตถิกุล คงสวัสดิ์) มีหลานทั้งหมด 5 คน คือ น.ส.อลิสา วิสูตรโยธาภิบาล (สมรสกับ นายนพพร นุชนิยม) น.ส.อณุดา วิสูตรโยธาภิบาล นายอรรถพงศ์ วิสูตรโยธาภิบาล ทั้ง 3 เป็นบุตรธิดานายพงศ์อาจ น.ส.พิรอร ติปปวงศ์ บุตรีนายสุรพลและนางพิมพ์ใจ และนายณุกร วิสูตรโยธาภิบาล บุตรนางกัลยพรรณ นายวิลาศ วิสูตรโยธาภิบาล ได้สมรสกับ นางสำราญ แก้วเปี้ย มีบุตรชาย ชื่อนาย วิชชุราช วิสูตรโยธาภิบาลนายอรรถ วิสูตรโยธาภิบาล เริ่มรับราชการวันที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2477 เป็น อักษรเลข (เลขานุการผู้ว่าราชการจังหวัด) จังหวัดลำพูน จากนั้นก็ได้เลื่อนตำแหน่งเป็น ปลัดอำเภอเมืองจังหวัดลำพูน ในปี พ.ศ. 2479 ปลัดอำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ ปี พ.ศ. 2480 และเป็น นายอำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ในปี พ.ศ. 2484 พอถึงปลายปี พ.ศ. 2489 นายอรรถ ได้ย้ายกลับมากรุงเทพฯและรับตำแหน่ง หัวหน้าแผนกทะเบียน กองการปกครอง กรมมหาดไทย ในอีก 5 ปีต่อมา นายอรรถ ได้เลื่อนเป็น ข้าหลวงตรวจการกรมมหาดไทย ถัดมาในปี พ.ศ. 2495 รับราชการเป็นข้าหลวงประจำจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ รับตำแหน่งอยู่แค่ 6 เดือน ก็ถูกย้ายให้ไปรับตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคายแทน ตำรงตำแหน่งครบ 2 ปี ก็กลับกรุงเทพฯ รับตำแหน่งเป็น หัวหน้ากองทะเบียน กรมมหาดไทยเหมือนเดิม", "พระครูไพศาลสารธรรม (ปี่ อินฺทโชโต)\nหลวงพ่อปี่ ท่านมีนามเดิมว่า \" เล่าปี่ \" นามสกุล \" ทองสงวน \" เกิดวันอาทิตย์ ขึ้น 8 ค่ำ เดือน 10 ปีขาล ตรงกับวันที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2433 เกิดที่บ้านสามโคก อ.สามโคก จ.ปทุมธานี บิดาชื่อ นายอาน มารดาชื่อ นางรอด ทองสงวน\nครั้นเจริญวัยแล้วได้ติดตามบิดามารดามาอยู่ที่บ้านท่าตะกูด ตำบลพานทอง อำเภอพานทอง จังหวัดชลบุรี บิดาได้ส่งไปเรียนหนังสือไทยที่โรงเรียนวัดกลาง อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา", "พรไพร เพชรดำเนิน\nพรไพร เพชรดำเนิน มีชื่อจริงว่า วันชัย เจริญชนม์ เกิดเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2491 ที่ ตำบลขุนพิทักษ์ อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี บิดาชื่อ ส้มปันนัง มารดาชื่อ นางทองเจือ มีพี่น้องทั้งหมด 6 คน เป็นคนที่ 3 ครอบครัวมีอาชีพทำสวนและค้าขายเล็กๆ น้อยๆ เขาการศึกษาแค่จบชั้นประถมปีที่ 4 จากโรงเรียนวัดหลักหกรัตนาราม อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี เพราะทางบ้านยากจน", "อรรถพันธ์ พูลสวัสดิ์\nอรรถพันธ์มีผลงานในวงการบันเทิงมาแต่เด็ก เขาเข้าวงการครั้งแรกจากเวทีประกวดถ่ายแบบเดอะบอยโมเดล ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 และด้วยความที่อรรถพันธ์ชื่นชอบการแสดง เขาจึงบอกกับบิดามารดาของเขาว่า เขาอยากจะเข้าไปอยู่ในโทรทัศน์ มารดาของเขาจึงพาไปทดสอบบทที่โรงถ่ายละครลาดหลุมแก้ว บริษัท ดาราวิดีโอ จำกัด และที่แห่งนี้เองที่ถือเป็นจุดเริ่มต้นอาชีพการแสดงของเขา อรรถพันธ์ได้แสดงเป็นตัวประกอบเล็กๆ ในละครเรื่อง เบญจา คีตา ความรัก, ไฟในวายุ และ ฟ้าใหม่ โดยละครทั้งหมดนี้ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 หลังจากนั้นอรรถพันธ์มีโอกาสได้แสดงละครจักร ๆ วงศ์ ๆเรื่อง \"โกมินทร์\" เขารับบทเป็นพระเอกของเรื่องในวัยเด็กที่ชื่อว่าโกมินทร์ เมื่อละครเรื่อง \"โกมินทร์\" ออกอากาศก็ได้กระแสตอบรับที่ดีมาก ทำให้เขาเริ่มเป็นที่รู้จักในฐานะนักแสดงเด็ก หลังจากนั้นเขาได้มีผลงานการแสดงละครหลังข่าวภาคค่ำมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งลักษณะเช่นนี้เองถือว่าอรรถพันธ์เจริญรอยตามนักแสดงละครรุ่นพี่ที่เริ่มจากงานแสดงเล็กๆ หรืองานแสดงละครจักร ๆ วงศ์ ๆ ก่อน แล้วค่อยไปแสดงเป็นตัวละครที่มีบทบาทมากขึ้นในละครหลังข่าวภาคค่ำ อย่างเช่น สุวนันท์ คงยิ่ง, พรชิตา ณ สงขลา, และ กัญญารัตน์ จิรรัชชกิจ เป็นต้น ละครหลังข่าวเรื่องแรกที่เขามีบทบาทในเรื่องมากคือ \"ภูตพิศวาส\" เขาแสดงเป็น แสง ผีเด็กที่เปรียบเสมือนน้องชายของ ดาว (แสดงโดย วรนุช วงษ์สวรรค์) นางเอกของเรื่อง นอกจากนี้เขายังมีงานแสดงอื่นๆ อีกมากมาย เช่น งานพรีเซนเตอร์โฆษณาและงานพิธีกรร่วมในรายการ \"ลูกมดปิ้ง..ปิ้ง\" เป็นต้น", "อิทธิพัทธ์ กุลพงษ์วณิชย์\nอิทธิพัทธ์ พีระเดชาพันธ์ (นามสกุลเดิม กุลพงษ์วณิชย์, ชื่อเดิม ต่อพงศ์) เกิดเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2527 ในครอบครัวนักธุรกิจการศึกษา โดยมีพี่ชายทำงานอยู่ที่สาธารณรัฐประชาชนจีน อิทธิพัทธ์จบการศึกษาชั้นอนุบาลและประถมศึกษาจากโรงเรียนปานะพันธ์วิทยา มัธยมศึกษาตอนต้นจากโรงเรียนเซนต์ฟรังซีสเซเวียร์ เมืองทองธานี และมัธยมศึกษาตอนปลายจากโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย นนทบุรี ปัจจุบันสำเร็จการศึกษา ระดับปริญญาตรี คณะบริหารธุรกิจ สาขาวิชาผู้ประกอบการ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย" ]
0
เกออร์ค ซีม็อน โอห์ม ค้นพบอะไร?
[ "เกออร์ค ซีม็อน โอห์ม\nเกออร์ค ซีม็อน โอห์ม () เกิดเมื่อวันที่ 16 มีนาคม ค.ศ. 1787 ที่เมืองแอร์ลังเงินในจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ (ปัจจุบันอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศเยอรมนี) เป็นนักฟิสิกส์ผู้ค้นพบความสัมพันธ์ระหว่างความต่างศักย์ไฟฟ้ากับความต้านทานไฟฟ้า และเป็นผู้คิดค้นการคำนวณหาความต้านทานของเส้นลวดนำไฟฟ้าที่รู้จักกันโดยทั่วกันว่าเรียกว่ากฎของโอห์ม" ]
[ "เกออร์ค ซีม็อน โอห์ม\nในขณะที่เขาทำงานอยู่ที่เนือร์นแบร์คหรือมิวนิก นอกจากนี้จะทำงานด้านการสอนหนักแล้ว โอห์มยังทำงานด้านการค้นคว้าทดลองและพิมพ์ผลงานออกเผยแพร่อยู่เสมอ ผลงานอีกชิ้นหนึ่งของโอห์มก็คือเรื่องราวเกี่ยวกับการควบคุมเสียงในอาคารให้สามารถฟังได้ชัดเจน และเกี่ยวกับเรื่องของเครื่องดนตรี ซึ่งเป็นการบุกเบิกทางให้แก่นักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมันชื่อ แฮร์มัน ฟ็อน เฮ็ล์มฮ็อลทซ์ ที่ค้นพบเกี่ยวกับเรื่องคลื่นเสียง นอกจากนี้โอห์มยังค้นคว้าเกี่ยวกับ Molecular Physics และผลงานชิ้นสุดท้ายที่เขาจัดพิมพ์ขึ้นที่มิวนิก เมื่อ ค.ศ. 1852 และเมื่อ ค.ศ. 1853 คือการค้นคว้าเกี่ยวกับเรื่องแสงที่เกิดขึ้นแถบขั้วโลก ที่เรียกกันว่าแสงเหนือและแสงใต้ แต่โอห์มก็ได้พบกับความโชคร้ายอีกเช่นเคย เพราะโอห์มไม่ทราบมาก่อนเลยว่าผลงานชิ้นนี้ของเขา มีนักวิทยาศาสตร์ชาวนอร์เวย์ที่ชื่อว่า คริสเตียน บีร์เคอลัน (Kristian Birkeland) เป็นผู้ค้นพบก่อน ผลงานของโอห์มชิ้นนี้จึงไม่ได้รับความสนใจ", "เกออร์ค ซีม็อน โอห์ม\nถึงแม้ว่าโอห์มจะจากโลกนี้ไปแล้ว โลกก็ยังรำลึกถึงความสำคัญของเกออร์ค ซีม็อน โอห์ม ในปี ค.ศ. 1881 ที่ประชุมใหญ่ระหว่างประเทศว่าด้วยไฟฟ้า (International Electrical Congress) ณ กรุงปารีส ได้มีมติยกย่องให้เกียรติแก่โอห์มโดยใช้ชื่อสกุลของเขาเป็นชื่อหน่วยเป็นหน่วยวัดความต้านทานไฟฟ้า และขณะเดียวกันก็ใช้ชื่อสกุลของอ็องเดร-มารี อ็องแปร์ ชาวฝรั่งเศส เป็นหน่วยชื่อหน่วยกระแสไฟฟ้า และชื่อสกุลของอาเลสซานโดร โวลตา ชาวอิตาลี เป็นชื่อหน่วยของแรงดันไฟฟ้า ดังนั้น กฎของโอห์มที่เขียนเป็นสัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์ว่า I = จึงเขียนได้อีกอย่างหนึ่งว่า Amperes =", "เกออร์ค ซีม็อน โอห์ม\nเกออร์ค ซีม็อน โอห์ม ได้ทำงานอยู่ที่มหาวิทยาลัยมิวนิกตั้งแต่ ค.ศ. 1849 ถึง ค.ศ. 1854 โดยสอนวิชาฟิสิกส์และทดลองค้นคว้าอย่างหนัก ไม่ค่อยมีเวลาพักผ่อน สุขภาพของโอห์มได้ทรุดโทรมลง ในที่สุดเขาก็ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม ค.ศ. 1854 ด้วยอายุ 67 ปี ที่เมืองมิวนิก สมาพันธรัฐเยอรมัน (ปัจจุบันคือเยอรมนี)", "เกออร์ค ซีม็อน โอห์ม\nเกออร์ค ซีม็อน โอห์ม มีบิดาชื่อ โยฮัน โอห์ม (Johann Ohm) มีอาชีพเป็นช่างทำกุญแจและปืน ด้วยอาชีพของโยฮัน โอห์ม ทำให้ต้องตระเวนเดินทางค้าขายในบริเวณที่เป็นเยอรมนีและฝรั่งเศสปัจจุบัน ขณะที่ค้าขายอยู่นั้นก็ถือโอกาสศึกษาวิชาปรัชญาและคณิตศาสตร์ไปด้วย จนโยฮันอายุได้ 40 ปี ได้ตั้งรกรากอยู่ที่เมืองแอร์ลังเงิน แต่งงานและมีบุตรด้วยกัน 2 คน คือ ซีม็อน (Simon) และมาร์ทีน (Martin)", "เกออร์ค ซีม็อน โอห์ม\nแต่ละชาติร่วมมือกันเพื่อต่อต้านนโปเลียน โดยบรรดารัฐเยอรมันได้เข้าร่วมด้วย เป็นเหตุให้คนหนุ่มผู้รักชาติอย่างเกออร์ค ซีม็อน โอห์ม พยายามที่จะเข้าไปเป็นทหารอาสาสมัครในกองทัพต่อต้านนโปเลียน แต่ถูกบิดาของเขาคัดค้านเพราะเห็นว่าความรู้ที่โอห์มมีจะมีประโยชน์แก่ประเทศชาติมากกว่าที่เขาจะไปออกรบทำศึก เมื่อโอห์มใคร่ครวญดูแล้วก็มีความเห็นตามคำแนะนำของบิดา เขาจึงกลับมาเป็นอาจารย์เช่นดังเดิม ค.ศ. 1817 โอห์มได้ศึกษาค้นคว้าและพิมพ์ผลงานของเขาออกเผยแพร่ ปรากฏว่าผลงานของโอห์มเป็นที่พอพระทัยของพระเจ้าฟรีดริช วิลเฮ็ล์มที่ 3 แห่งปรัสเซีย จึงทรงแต่งตั้งให้โอห์มดำรงตำแหน่งอาจารย์วิชาคณิตศาสตร์และวิชาฟิสิกส์ในโรงเรียนเยสุอิตแห่งโคโลญ", "เกออร์ค ซีม็อน โอห์ม\nผลงานของโอห์มได้รับการเผยแพร่เมื่อปี ค.ศ. 1827 แต่ปรากฏว่าแทนที่ผลงานของเขาจะได้รับการยกย่อง กลับถูกต่อต้านเป็นอย่างมากจากชาวเยอรมันเนื่องจากความไม่รู้ไม่เข้าใจ ทำให้ในระหว่างนี้โอห์มได้รับความลำบาก เพราะรัฐมนตรีการศึกษาของเยอรมนีได้พิจารณาว่า เขามีความรู้ขั้นปริญญาเอกแต่ผลิตผลงานที่ไม่มีประโยชน์แก่การศึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ในระดับมหาวิทยาลัย จะนับได้ว่าเขาเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่โชคร้ายที่สุดในรอบคริสต์ศวรรษที่ 18", "เกออร์ค ซีม็อน โอห์ม\nในปีต่อมา เขาได้ทดลองต่อไปอีกและพบว่า ถ้าอุณหภูมิของตัวนำสูงขึ้น กระแสไฟฟ้าจะไหลได้น้อยลง และถ้าทำให้ศักดาไฟฟ้าระหว่างที่สองแห่งต่างกันมากเท่าไร กระแสไฟฟ้าก็ไหลได้มากขึ้นเท่านั้น ผลงานชิ้นนี้ต่อมาเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่า กฎของโอห์ม ซึ่งถือได้ว่าผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานชิ้นเอกของโอห์ม เป็นเรื่องเกี่ยวกับการคำนวณหาความต้านทานของเส้นลวดนำไฟฟ้า ซึ่งเขียนสูตรทางคณิตศาสตร์ได้ดังนี้ I=", "เกออร์ค ซีม็อน โอห์ม\nแม้ว่าโอห์มจะไม่ได้รับการยกย่องในบ้านเกิดเมืองนอนของเขา แต่ผลงานของโอห์มกลับได้รับความยกย่องในประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียง เช่นในฝรั่งเศสและอังกฤษ ในประเทศฝรั่งเศสถึงกับมีการสาธิตผลงานเรื่องกฎของโอห์มตั้งแต่ ค.ศ. 1831 ถึง ค.ศ. 1837 ส่วนในอังกฤษ ราชสมาคมแห่งลอนดอนได้มอบเหรียญรางวัลค็อปลีย์ (Copley Medal) ให้แก่เขาในปี ค.ศ. 1841 ในฐานะที่เขาเป็นคนแรกที่ค้นพบกฎซึ่งมีสาระสำคัญอย่างยิ่งต่อวิชาไฟฟ้ากระแส และในปี ค.ศ. 1842 โอห์มก็รับเกียรติยศอันยิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง เพราะทางราชสมาคมแห่งลอนดอนได้คัดเลือกให้โอห์มเป็นสมาชิกชาวต่างประเทศที่มีความสามารถดีเด่นที่สุด", "เกออร์ค ซีม็อน โอห์ม\nแม้ว่าฐานะทางครอบครัวของโอห์มจะค่อนข้างยากจน แต่โอห์มก็ขวนขวายหาความรู้อยู่เสมอ โอห์มเข้าเรียนที่โรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งในบัมแบร์ค หลังจากจบการศึกษาขั้นต้นแล้ว โอห์มได้เข้าศึกษาเกี่ยวกับวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยแอร์ลังเงิน และต่อมาโอห์มก็ได้ลาออกจากมหาวิทยาลัย ขณะที่เขาศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยได้เพียง 3 เทอม เหตุเพราะว่าโอห์มขาดทุนทรัพย์ ไม่มีเงินพอที่จะศึกษาต่อ ทำให้โอห์มต้องประกอบอาชีพเป็นครูตั้งแต่อายุเพียง 18 ปี โอห์มเป็นครูสอนหนังสืออยู่ที่อารามก็อทชตัท (Gottstadt) ซึ่งอยู่ในเขตรัฐแบร์นของสวิตเซอร์แลนด์ ช่วงแรกที่โอห์มเข้าทำงาน เขาไม่ได้รับความไว้วางใจจากนายจ้าง เนื่องจากไม่เคยเห็นฝีมือการทำงานของโอห์มและเห็นว่าเขายังอายุน้อยเกินไป แต่เมื่อเวลาผ่านไปนายจ้างได้เห็นฝีมือการทำงานของโอห์ม ก็กลายเป็นบทพิสูจน์ว่าเขาเป็นผู้ที่มีความสามารถจนได้รับการยกย่อง ขณะที่โอห์มทำการสอนหนังสือ เขาได้หมั่นฝึกฝนค้นคว้าหาความรู้ด้วยตนเองอยู่เสมอ จนต่อมาเขาได้มีโอกาสเข้าไปศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยแอร์ลังเงินอีกครั้งหนึ่ง และได้รับปริญญาเอกทางด้านวิชาคณิตศาสตร์ในปี ค.ศ. 1811 ขณะนั้นยุโรปกำลังลุกเป็นไฟ เนื่องจากจักรพรรดินโปเลียนแห่งฝรั่งเศสกำลังเรืองอำนาจได้ยกกองทัพไปรุกรานประเทศที่ใกล้เคียง ทำให้แต่ละประเทศได้รับความเดือดร้อนไปทั่ว" ]
2
เจ้าแก้วมงคลทรงถึงแก่พิราลัย ณ เมืองทุ่งศรีภูมิ เมื่อ พ.ศ.ใด?
[ "เจ้าแก้วมงคล\nเจ้าแก้วมงคลทรงถึงแก่พิราลัย ณ เมืองทุ่งศรีภูมิ เมื่อ พ.ศ. ๒๒๖๘ สิริรวมพระชนม์มายุได้ ๘๔ วัสสา รวมเวลาปกครองเมืองทุ่งศรีภูมิได้ ๑๖ ปี เอกสารบางแห่งกล่าวว่าทรงปกครองเมืองทุ่งศรีภูมิได้ ๗ ปี เจ้ามืดดำดล หรือ ท้าวมืด หรือท้าวมืดซ่ง พระราชโอรสพระองค์โตทรงขึ้นครองราชย์เมืองทุ่งศรีภูมิสืบต่อจากพระองค์ต่อไป", "อำเภอสุวรรณภูมิ\nพ.ศ. ๒๒๖๘ เจ้าแก้วมงคล สิ้นพระชนม์ เมื่อ ๘๔ พรรษา มีโอรส ๒ องค์ คือ เจ้ามือดำโดน, เจ้าสุทนต์มณี \nสมเด็จพระเจ้าสร้อยศรีสมุทรพุทธางกูรจึงมีพระราชโอการให้ เจ้ามืดดำโดนอุปราช ขึ้นเป็นเจ้าผู้ครองเมืองทุ่งศรีภูมิ (องค์ที่ ๒) ให้เจ้าสุทนต์มณีเป็นอุปฮาดเมืองทุ่งศรีภูมิ เจ้ามืดดำโดนได้ตั้งแต่งตำแหน่งเมืองแสน เมืองจันทร์ ท้าว เพีย เต็มอัตรากำลังเช่นเมืองหลวงทุกประการ", "จังหวัดขอนแก่น\nพ.ศ. ๒๒๖๘ เจ้าแก้วมงคล สิ้นพระชนม์ เมื่อ ๘๔ พรรษา มีโอรส ๒ องค์ คือ เจ้ามือดำโดน, เจ้าสุทนต์มณี สมเด็จพระเจ้าสร้อยศรีสมุทรพุทธางกูรจึงมีพระราชโอการให้ เจ้ามืดดำโดนอุปราช ขึ้นเป็นเจ้าผู้ครองเมืองทุ่งศรีภูมิ (องค์ที่ ๒) ให้เจ้าสุทนต์มณีเป็นอุปฮาดเมืองทุ่งศรีภูมิ เจ้ามืดดำโดนได้ตั้งแต่งตำแหน่งเมืองแสน เมืองจันทร์ ท้าว เพีย เต็มอัตรากำลังเช่นเมืองหลวงทุกประการ", "เจ้าแก้วมงคล\nเจ้าแก้วมงคล (ลาว : ເຈົ້າແກ້ວມຸງຄຸນ) หรือ เจ้าแก้วบรม (ครองราชย์ พ.ศ. ๒๒๕๖-๒๒๖๘) คนท้องถิ่นออกสำเนียงตามภาษาลาวว่า เจ้าแก้วบูฮม เจ้านายลาวผู้สร้างเมืองท่งหรือเมืองทุ่งศรีภูมิ (ลาว : ທົ່ງສີພູມ) และเจ้าผู้ครองเมืองทุ่งศรีภูมิพระองค์แรกจากราชวงศ์ล้านช้าง (หลังการย้ายราชธานีจากหลวงพระบางมาสู่นครหลวงเวียงจันทน์) ปัจจุบันคือ ตำบลทุ่งศรีเมือง อำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด ในภาคอีสานของประเทศไทย ซึ่งต่อมาทายาทได้ย้ายไปตั้งเป็นเมืองใหม่ชื่อ เมืองสุวรรณภูมิ ในเอกสารใบลานเรื่องพงสาวดารเมือง (บั้งจุ้มหรือตำนานเมือง) ออกนามเมืองว่า สีวัลลพูม เจ้าแก้วมงคลทรงเป็นปฐมราชวงศ์เจ้าจารย์แก้วของภาคอีสานซึ่งเป็นราชวงศ์หนึ่งที่แยกมาจากราชวงศ์ล้านช้างในอดีต เนื่องจากทรงเป็นปฐมบรรพบุรุษของเจ้าผู้ปกครองหัวเมืองลาวในภาคอีสานมากกว่า ๒๐ หัวเมืองและภาคเหนืออีกหนึ่งหัวเมือง" ]
[ "เจ้าแก้วมงคล\nปี พ.ศ. ๒๒๓๘ สมเด็จพระเจ้าสุริยวงศาธรรมิกราชแห่งกรุงศรีสัตนาคนหุตล้านช้างเวียงจันทน์เสด็จสวรรคต พระยาแสนสุรินทรลือชัยไกรเสนาบดีศรีสรราชสงคราม (ท้าวมละ) ตำแหน่งเมืองแสน (อัครมหาเสนาบดี) ชิงเอาราชสมบัติ เป็นเหตุให้เจ้าแก้วมงคลและพระบรมวงศานุวงศ์หลายพระองค์หนีราชภัยลงมาทางใต้พร้อมด้วยเจ้าราชครูหลวงวัดโพนเสม็ด ต่อมา ปี พ.ศ. ๒๒๕๖ เจ้าแก้วมงคลช่วยเหลือเจ้าหน่อกษัตริย์พระโอรสในเจ้านางสุมังคละ พระราชนัดดาในสมเด็จพระเจ้าสุริยวงษาธรรมิกราช และช่วยเหลือเจ้าราชครูหลวงวัดโพนเสม็ดสถาปนาราชอาณาจักรล้านช้างฝ่ายใต้สำเร็จ เจ้าหน่อกษัตริย์ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระเจ้ามหาชีวิตแห่งนครกาลจำบากนาคบุรีศรี (จำปาศักดิ์) ทรงพระนามว่า สมเด็จพระเจ้าสร้อยศรีสมุทรพุทธางกูร พระองค์จึงมีพระบรมราชโองการให้เจ้าแก้วมงคลนำกำลังคนในสังกัดของตนข้ามแม่น้ำโขงไปยังบริเวณริมแม่น้ำเสียว ซึ่งเป็นทำเลทุ่งกว้างสำหรับทำนาและให้แหล่งเกลือด้วย แล้วตั้งเป็นเมืองชื่อว่า เมืองทุ่งศรีภูมิ (ปัจจุบันอยู่บริเวณตำบลเมืองทุ่ง และบ้านดงไหม่ ตำบลทุ่งศรีเมือง อำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด) ให้เจ้าแก้วมงคลเป็นเจ้าผู้ครองเมืองเสมอกษัตริย์ประเทศราช มีอำนาจสิทธิ์ขาดจัดราชการบริหารบ้านเมืองตามแบบอาญาสี่เช่นเดียวกับนครจำปาศักดิ์ทุกประการ เมื่อครั้งเดินทางมาถึงบริเวณที่จะตั้งเมืองนั้นเป็นเวลาสว่างพอดีคนทั่วไปจึงเรียกบริเวณนั้นว่า แจ้งเมืองท่ง (แจ้งเมืองทุ่ง) หรือแจ้งบ้านท่ง (แจ้งบ้านทุ่ง) พระองค์จึงโปรดฯ ให้สร้างวัดชื่อว่า วัดจำปานคร (วัดบ้านดงใหม่) บริเวณบ้านดงใหม่ ตำบลทุ่งศรีเมือง ตามนามของเมืองจำปานครบุรีอันเป็นเมืองเก่าซึ่งร้างไปก่อนตั้งเมืองท่ง ยุคต่อมา ทายาทของพระองค์ได้ย้ายเมืองไปตั้งยังสถานที่แห่งใหม่ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก (รัชกาลที่ ๑) แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ทรงสถาปนาเมืองท่งศรีภูมิใหม่เป็นเมืองประเทศราชออกนามว่า เมืองสุวรรณภูมิราชบุรียประเทศราช หรือเมืองสุวรรณภูมิราชบุรินทร์", "เจ้าพระประทุมวรราชสุริยวงศ์ (เจ้าคำผง ณ อุบล)\nพระประทุมวรราชสุริยวงศ์ (คำผง) ครองเมืองอุบลราชธานีมาแต่ตั้งเมืองเป็นเวลารวมได้ 17 ปี จนถึง พ.ศ. 2338 จึงถึงแก่พิราลัย สิริรวมชนมายุได้ 85 ปี มีการประกอบพระราชทานเพลิงศพด้วยเมรุนกสักกะไดลิงก์ (เมรุนกสักกะไดลิง) ณ ทุ่งศรีเมือง แล้วเก็บอัฐิธาตุบรรจุในพระธาตุเจดีย์ไว้ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเมือง ณ บริเวณที่เป็นธนาคารออมสิน สาขาอุบลราชธานีทุกวันนี้ ต่อมาภายหลัง เมื่อมีการสร้างเรือนจำขึ้นในบริเวณดังกล่าว จึงย้ายอัฐิไปประดิษฐาน ณ วัดหลวงเมืองอุบลราชธานีจนทุกวันนี้ ปัจจุบันมีอนุสาวรีย์ของพระปทุมวรราชสุริยวงศ์ (เจ้าคำผง) ประดิษฐานอยู่ที่ริมทุ่งศรีเมือง กลางเมืองอุบลราชธานี และทุกวันที่ 10-11 พฤศจิกายนของทุกปี ชาวอุบลราชธานีและหน่วยงานราชการต่างๆ จะมีการจัดงาน สดุดีวีรกรรม พระปทุมวรราชสุริยวงศ์ (เจ้าคำผง) ขึ้น ซึ่งภายในงานมีการจัดขบวนอัญเชิญเครื่องประกอบพระอิสริยยศเจ้าเมืองอุบลราชธานี พิธีการวางขันหมากเบ็งและเครื่องสักการะ นิทรรศการเล่าเรื่องเมืองอุบลราชธานี และการแสดงมหรสพต่างๆ", "เจ้าศรีนวล ณ ลำปาง\nเมื่อเจ้าบุญวาทย์วงศ์มานิต ถึงแก่พิราลัยในปี พ.ศ. 2465 เจ้าศรีนวล ได้มีส่วนสำคัญในการสนับสนุนให้เจ้าราชบุตร (แก้วเมืองพรวน ณ ลำปาง) ได้รับแต่งตั้งให้รั้งนครลำปาง (หมายถึงการรักษาการในตำแหน่งเจ้าหลวง) เนื่องจากเจ้าบุญวาทย์วงศ์มานิต ไม่มีราชโอรสกับราชเทวี มีเพียงโอรสกับเทวีองค์อื่นๆ ซึ่งโดยหลักการแล้วการแต่งตั้งเจ้าผู้ครองนคร สมควรจะแต่งตั้งจากเจ้าขันห้าใบ ที่ดำรงฐานันดรชั้นสูงกว่า กล่าวคือ สมควรจะแต่งตั้งเจ้าราชวงศ์ (แก้วปราบเมรุ ณ ลำปาง) แต่ในครั้งนั้นเจ้าศรีนวล ได้มีหนังสือไปยังราชสำนักกรุงเทพ ความตอนหนึ่งว่า", "เจ้าแก้วมงคล\nในตำนานเมืองขอนแก่นกล่าวว่า พระองค์ทรงเป็นพระโอรสในเจ้าแสนปัจจุทุม (ท้าวแสนแก้วบุฮม) บ้านเพี้ยปู่ เมืองธุรคมหงส์สถิต (เมืองทุละคม) ในเขตนครเวียงจันทน์ และยังเป็นพี่น้องกับเพียเมืองแพนหรือพระนครศรีบริรักษ์บรมราชภักดี (พัน เสนอพระ) เจ้าเมืองขอนแก่นพระองค์แรกและเจ้าเมืองเพี้ยพระองค์แรก อีกทั้งยังมีศักดิ์เป็นพระราชนัดดาในสมเด็จพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชที่ ๓ หรือสมเด็จพระเจ้าสิริบุญสาร (ครองราชย์ พ.ศ. ๒๒๙๔-๒๓๒๒) พระมหากษัตริย์แห่งนครเวียงจันทน์อีกด้วย ซึ่งในประเด็นนี้พบข้อบกพร่องในเรื่องปี พ.ศ. ที่ไม่สอดคล้องกัน กล่าวคือ เจ้าแก้วมงคลประสูติ ณ ปี พ.ศ. ๒๑๘๔ ส่วนพระนครศรีบริรักษ์เป็นเจ้าเมืองขอนแก่นในปี พ.ศ. ๒๓๔๐ ระยะเวลาห่างกันถึง ๑๕๖ ปี หากทั้งสองพระองค์เป็นพี่น้องกัน นับว่าพระนครศรีบริรักษ์มีอายุเกือบ ๑๐๐ ปี ในช่วงครองเมืองขอนแก่น และหากเป็นพระราชนัดดาของสมเด็จพระเจ้าสิริบุญสารซึ่งครองราชย์จนถึงปี พ.ศ. ๒๓๒๒ แต่เจ้าแก้วมงคลกลับครองเมืองท่งศรีภูมิจนถึงแก่พิราลัยในปี พ.ศ. ๒๒๖๘ ซึ่งพระราชนัดดาจะพิราลัยก่อนพระราชอัยกาหรือพระเจ้าสิริบุญสารถึง ๕๘ ปี ไม่ได้ ประเด็นนี้จึงเป็นข้อขัดแย้งกัน", "เจ้าราชวงศ์ (แก้วปราบเมรุ ณ ลำปาง)\nเมื่อเจ้าบุญวาทย์วงษ์มานิต เจ้าผู้ครองนครลำปาง ถึงแก่พิราลัย ในปี พ.ศ. 2465 ขณะนั้นเจ้าแก้วปราบเมรุ ดำรงฐานันดรเป็น \"เจ้าราชวงศ์\" ซึ่งมีศักดิ์สูงสุดสืบต่อจากเจ้าผู้ครองนครลำปาง จึงเป็นผู้มีสิทธิ์ที่จะได้รับการแต่งตั้งจากราชสำนักสยามให้เป็นเจ้าผู้ครองนครลำปาง สืบต่อจากเจ้าบุญวาทย์วงษ์มานิต แต่เนื่องจากเจ้าศรีนวล ณ ลำปาง ธิดาในเจ้าบุญวาทย์ฯ ได้มีหนังสือถึงราชสำนักกรุงเทพ เพื่อขอให้แต่งตั้งเจ้าราชบุตร (แก้วเมืองพรวน ณ ลำปาง) ผู้เป็นสวามีให้รั้งตำแหน่งดังกล่าวแทน", "พระยาวรวงษามหาธรรมิกราชา\nเชื้อสายของพระองค์คงเหลือแต่พระราชปนัดดา ชื่อ เจ้าแก้วมงคลที่ทรงบรรพชาอยู่ที่วัดโพนสะเม็ด ภายหลังหนีภัยการเมืองลงมาทางตอนใต้ และเมื่อครั้งสถาปณาอาณาจักรล้านช้างจำปาศักดิ์ ใน พ.ศ. 2256 ได้นำไพร่พลของตน ข้ามฟากมาสร้างเมืองท่งศรีภูมิ ยังฝั่งขวาแม่น้ำโขง เพื่อเป็นเมืองหน้าด่านยันกับอาณาจักรล้านช้างเวียงจันทร์ ปัจจุบันเมืองนั้นกลายเป็นที่ตั้งของอำเภอสุวรรณภูมิในจังหวัดร้อยเอ็ด ของประเทศไทย" ]
4
ไมเคิล ฮอลบรูค เพ็นนิแมน เจ.อาร์. มีผลงานโดนเด่นที่สุดคืออะไร ?
[ "มิคา\nไมเคิล ฮอลบรูค เพ็นนิแมน เจ.อาร์. () หรือเป็นที่รู้จักในชื่อ ไมกา เพ็นนิแมน () เกิดวันที่ ที่ 18 สิงหาคม 2526 เลบานอน เติบโตในลอนดอน และปารีส ประเทศฝรั่งเศส เป็นนักร้องสังกัด Casablanca Records และยูนิเวอร์ซัลมิวสิคกรุ๊ป เริ่มโด่งดังในฐานะนักร้องนักแต่งเพลงตั้งแต่ปลาย ค.ศ. 2006 \nหลังจากบันทึกอีพีแรกที่ชื่อ Dodgy Holiday มิคาได้ประกาศวางจำหน่ายสตูดิโออัลบั้ม Life in Cartoon Motion ภายใต้สังกัดไอส์แลนด์เรเคิดส์ ในปี 2007 อัลบั้ม Life in Cartoon Motion ทำยอดขายได้มากกว่า 5.6 ล้านก๊อปปี้ทั่วโลกและทำให้มิคาได้เสนอชื่อเข้าชิงรางวัลบริทอวอร์ดและรางวัลแกรมมี่ 2 ปีต่อมา มิกาวางจำหน่ายอีพีชุดที่สอง Songs for Sorrow รุ่นจำกัดจำนวนที่ขายหมดทั่วโลก และไม่กี่เดือนถัดมาสตูดิโออัลบั้มชุดต่อมา The Boy Who Knew Too Much ก็ถูกวางจำหน่ายต่อจากอีพี ขณะนี้มิคาเพื่งเสร็จจากการทัวร์คอนเสิร์ตรอบโลก และเตรียมงานสำหรับสตูดิโออัลบั้มชุดใหม่ ที่เขาพูดถึงว่า เป็นเพลงป็อบที่เนื้อหาเข้าใจง่าย, ไม่ซับซ้อนเหมือนกับอัลบั้มที่แล้ว มิคาจะเริ่มบันทึกเสียงในดือนมีนาคม 2554 นี้" ]
[ "จีนา แฮสเปล\n15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560 สเปนเซอร์ แอคเคอร์แมน ได้รายงานว่า นักจิตวิทยา บรูซ เจนเซ่น และ เจมส์ มิตเชลล์ ผู้ออกแบบโครงการสอบปากคำที่รุนแรงขึ้น ซึ่งได้รับการออกแบบมาเพื่อทำลาย อาบู ซูไบดาห์ และต่อมาได้ถูกใช้ต่อผู้ถูกคุมขังคนอื่น ๆ ที่เรือนจำลับของซีไอเอทั่วโลก เจนเซ่น และ มิตเชลล์กำลังถูกฟ้องร้องโดย สุไลมาน อับดุลลาห์ ซาลิม, โมฮัมเหม็ด อาเหม็ด เบน ซูอุด และ โอเบด อุลลาห์ ที่ถูกทรมานโดยนักจิตวิทยา เจนเซ่น และ มิตเชลล์ กำลังพยายามบังคับให้ แฮสเปลและเพื่อนร่วมงานของเธอ เจมส์ โคทเซน่า เพื่อเป็นพยานในฝั่งของพวกเขา", "อีเกิ้ล อาย แผนสังหารพลิกนรก\nเมื่อสองหนุ่มสาวที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน \"เจอร์รี่ ชอว์\" (ไชอา เลอบัฟ) และ \"ราเชล ฮอลโลแมน\" (มิเชล โมนาแกน) ถูกดึงให้มาเจอกันด้วยโทรศัพท์ลึกลับจากผู้หญิงคนหนึ่งที่คุกคามทั้งชีวิตและครอบครัวของสองหนุ่มสาว บีบบังคับให้พวกเขาเผชิญกับสถานการณ์อันตรายที่เสี่ยงตายมากขึ้นเรื่อยๆ และใช้เทคโนโลยีที่ใช้กันในชีวิตประจำวัน คอยตามรอยและบงการทุกความเคลื่อนไหวของพวกเขา", "ฮิว แจ็กแมน\nฮิว ไมเคิล แจ็กแมน (; เกิด 12 ตุลาคม ค.ศ. 1968) เป็นนักแสดงชาวออสเตรเลีย มีผลงานฮอลลีวูดที่เป็นที่รู้จักอย่างภาพยนตร์เรื่อง \"Van Helsing\" และ \"X-Men\"", "เดอะ เลเจนด์ ออฟ เร่ขายฝัน เฉลียง เดอะ มิวสิคัล\nผู้คนในเมือง ‘เอกเขนก’ ต่างไม่เคยหวาดระแวง สงสัยคนต่างถิ่นอย่าง ‘พันหนึ่ง’ เลยแม้แต่น้อย ทั้งๆ ที่เขาพลัดหลงมาจากแดนไกล และจริงๆ ก็มาด้วยเจตนาไม่บริสุทธิ์สักเท่าใดนัก หากแต่ชาวเมืองเอกเขนกต่างให้ความสนใจช่วยกันคนละไม้ละมือซ่อมแซม ‘เฉลียงบ้าน’ ของ ‘พระจันทร์’ ให้กลับคืนมาดังเดิมมากกว่า...ตลอดเวลาที่ ‘พันหนึ่ง’ พำนักอยู่ในเมืองนี้ น้ำใจและมิตรไมตรีที่เขาได้รับ ทำให้หลักการและเหตุผลที่ยึดถืออย่างเคร่งครัดเป็นดั่งสรณะในชีวิต เริ่มคลอนคลาย รู้จักเปิดรับความรู้สึกของคนรอบข้าง ออกตามหา ‘ความฝัน’ และค้นพบ ‘ความงาม’ ที่ซ่อนเร้นอยู่ในใจมาเนิ่นนาน จวบจนกระทั่งถึงเวลาต้องเดินทางกลับไปยังเมืองที่จากมา แล้วก็พบว่าผู้นำแห่ง ‘ตรรกะนคร’ กลายเป็นคนกระหายสงคราม ทำให้เขาต้องกลับมาปกป้องดินแดนอันสวยงามนาม ‘เมืองเอกเขนก’ อีกครั้ง", "แวมไพร์ อิน บรู๊คลิน\nแมคซิมิเลี่ยน ผีดิบแวมไพร์ตัวเดียวของเผ่าที่ยังเหลือรอดบนหมู่เกาะแคริบเบียน เขาต้องหาผู้สืบทอดทายาท เขาจึงออกเดินทางไปที่บรู๊คลิน แต่พอได้พบ ริต้า ทุกอย่างกลับไม่ง่าย เพราะ จัสติซ ตำรวจสายสืบคู่หูของเธอ ที่แอบมีใจให้เธอตลอด คอยกีดกันไม่ให้เธอไปรู้จักกับชายแปลกหน้าผู้มาจากต่างถิ่นอย่างสุดฤทธิ์ เรื่องราวความฮาจึงเกิดขึ้น", "เฮาส์ เอ็ม.ดี.\nทีมผู้เชี่ยวชาญการวินิจฉัยโรคดั้งเดิมของเฮาส์ประกอบด้วย นพ. เอริก ฟอร์แมน (โอมาร์ เอพส์) ประสาทแพทย์, นพ. โรเบิร์ต เชส (เจสซี สเปนเซอร์) แพทย์เวชบำบัดวิกฤต และ พญ. แอลลิสัน แคเมอรอน (เจนนิเฟอร์ มอร์ริสสัน) นักวิทยาภูมิคุ้มกัน ในตอน \"แฟมิลี\" ในฤดูกาลที่ 3 ฟอร์แมนประกาศลาออก โดยบอกเฮาส์ว่า \"ผมไม่อยากกลายเป็นคุณ\" ระหว่างตอนสุดท้ายของฤดูกาล เฮาส์บอกเชสว่าเขาเรียนรู้ทุกอย่างที่สามารถแล้ว หรือไม่เรียนรู้เลย และปลดเขาออกจากทีม แคเมอรอนซึ่งชอบพอกับเชสลาออกจากนั้นไม่นาน ทำให้เฮาส์ไม่เหลือทีมในตอนแรกของฤดูกาลที่ 4", "ดิอินดิสเพนซะเบิลคอลเลกชัน\nดิอินดิสเพนซะเบิลคอลเลกชัน () เป็นบ็อกเซตดิจิทอลโดย นักร้องชาวอเมริกัน ไมเคิล แจ็กสัน ออกจำหน่ายเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน ค.ศ. 2013 โดย อีพิกเรเคิดส์ และเลกาซีเรเคิดดิงส์ เป็นอัลบั้มที่สิบเอ็ดที่ออกจำหน่ายตั้งแต่การเสียชีวิตของไมเคิล แจ็กสันในปี ค.ศ. 2009 \"ดิอินดิสเพนซะเบิลคอลเลกชัน\" ได้ออกจำหน่ายใหม่โดยประกอบไปด้วยอัลบั้มไมเคิล แจ็กสัน ได้แก่ \"Off the Wall\", \"Thriller\", \"Bad\", \"Dangerous\", \"\", \"\", \"Invincible\" และ\"Live at Wembley July 16, 1988\"", "ไมเคิล สกอฟิลด์\nไมเคิล สกอฟิลด์ () เป็นตัวละครเอกในซีรีส์อเมริกันทางโทรทัศน์เรื่อง \"แผนลับแหกคุกนรก\" แสดงโดย เวนท์เวิร์ท มิลเลอร์ อายุ 31 ปี เป็นตัวละครที่ปรากฏตัวในตอนแรกของเรื่องด้วยการปล้นธนาคาร เพื่อที่จะทำให้ตัวเขาเข้าคุกไปที่เดียวกับที่พี่ชายของเขา ลินคอล์น เบอร์โรวส์ (โดมินิก เพอร์เซลล์) ถูกกักขัง โดยเขาได้วางแผนเกี่ยวกับการแหกคุกที่ ฟอกซ์ ริเวอร์ (fox river) ในฤดูกาลแรก เพื่อให้เบอร์โรวส์หนีออกจากคุกที่เขาได้รับโทษประหาร ไมเคิลปรากฏตัวในทุกตอนของซีรีส์เรื่องนี้ ถึงแม้ว่าลินคอล์น เบอร์โรวส์จะเป็นตัวเอกในซีรีส์เรื่องนี้ แต่ไมเคิลก็ดูเป็นตัวหลักมากกว่าลินคอล์น โดยเฉพาะในฤดูกาลแรกและฤดูกาลที่ 3 โดยตัวละครที่แสดงเป็นไมเคิลตอนเด็กชื่อ ดีแลน ไมเน็ตต์", "ไมเคิล เจ. ฟอกซ์\nไมเคิล เจ. ฟอกซ์ () หรือมีชื่อจริงว่า ไมเคิล แอนดรูว์ ฟอกซ์ () เกิดวันที่ 9 มิถุนายน ค.ศ. 1961 เป็นนักแสดงชาวอเมริกัน/แคนาดา มีผลงานโด่งดังจากบทบาท มาร์ตี้ แม็กฟลาย จากเรื่องเจาะเวลาหาอดีต ทั้ง 3 ภาค (1985–1990) ; บทบาทอเล็กซ์ พี. คีตัน จากแฟมิลี ไทส์ (1982–1989) ซึ่งได้รับ 3 รางวัลเอมมีและ 1 รางวัลลูกโลกทองคำ ;บทบาทไม ฟลาเฮอร์ตีจาก สปินซิตี (1996–2000) ที่ได้รับ 1 รางวัลเอมมี 3 รางวัลลูกโลกทองคำ และ 2 รางวัลสกรีนแอ็กเตอร์สไกด์ นอกจากนี้เขายังได้รางวัลบุรุษแห่งปีของนิตยสารจีคิว, รางวัลสมาคมนักแสดง หรือ แซกอวอร์ด 2 รางวัล และรางวัลพีเพิล ชอยส์ อวอร์ด" ]
2
เดอะซิมส์ 2 เป็นเกมคอมพิวเตอร์ที่วางจำหน่ายครั้งแรกเมื่อใด ?
[ "เดอะซิมส์ 2\nเดอะซิมส์ 2 สร้างขึ้นต่อจากเกมเดอะซิมส์เวอร์ชันแรก โดยภาพของเกมนี้จะใช้กราฟิก 3D ช่วยทำให้เกมดูน่าเล่นขึ้นกว่าเดิม วางจำหน่ายครั้งแรกที่อเมริกาเหนือเมื่อวันที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2547 (ค.ศ. 2004) และกลายเป็นเกมชุดที่ประสบความสำเร็จตลอดมา โดยสามารถขายเกมนี้ออกได้ 1,000,000 ก๊อปปี้ใน 10 วันแรก ยิ่งไปกว่านั้น เนื่องจากความสำเร็จเชิงพาณิชย์ของเดอะซิมส์ 2 จึง ได้รับการตอบรับอย่างดีจากนักวิจารณ์ และเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2550 เกมเดอะซิมส์ขายออกได้มากกว่า 13 ล้านหน่วยทั่วโลกและเป็นเกมที่ขายดีที่สุดในปี 2004 (พ.ศ. 2547) และเนื่องจากเกมชุดเดอะซิมส์ 2 สามารถขายออกได้มากกว่า 100 ล้านสำเนา จึงได้มีการฉลองยอดขายในเว็บไซต์เดอะซิมส์ 2 เมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2551 ต่อมา ทาง EA ได้ประกาศถึงการออกวางจำหน่ายของเกมเดอะซิมส์ 3 ภาคต่อของเดอะซิมส์ 2 เมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2549 และได้กำหนดวันวางจำหน่ายในวันที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2552 (ค.ศ. 2009) นี้" ]
[ "เดอะซิมส์ (ชุดวิดีโอเกม)\nภาคเสริมตัวแรกของเดอะซิมส์ 3 มีชื่อว่า เดอะซิมส์ 3 เวิลด์ แอดเวนเจอร์ส ซึ่งพัฒนาโดย The Sims Division ได้วางจำหน่ายแล้ว รวมถึงชุดไอเท็มเสริม ไฮ-เอนด์ ลอฟท์ ซึ่งเป็นชุดไอเท็มเสริมที่ครบรอบ 10 ปี เกมเดอะซิมส์ ได้แถมไอเท็มจากเดอะซิมส์ และเดอะซิมส์ 2 ได้วางจำหน่ายแล้ว และภาคเสริมล่าสุดคือ เดอะซิมส์ 3 แอมบิชันส์ และนอกจากนี้ยังมีสิ่งของเพิ่มเติมให้ดาวน์โหลดอีกใน The Sims 3 Store", "เดอะซิมส์ (ชุดวิดีโอเกม)\nเดอะซิมส์ () เป็นเกมแรกในตระกูลเดอะซิมส์ เดิมวางจำหน่ายเฉพาะในรูปแบบสำหรับคอมพิวเตอร์ในระบบปฏิบัติการไมโครซอฟท์วินโดวส์ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2543 มีภาคเสริมทั้งหมด 7 ภาค (รวมกับตัวหลักแล้วมีทั้งหมด 8 ภาค) ซึ่งภาคเสริมเหล่านี้ถูกนำไปจัดรวมเป็นกล่องเดียวกับภาคหลัก หรือภาคเสริมด้วยกันในหลายรูปแบบ รวมทั้งมีการผลิตในรูปแบบอื่นๆอีก เช่น เพลย์สเตชัน 2, เกมบอย แอดวานซ์ ฯลฯ ในวันที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2545 มีรายงานว่าเกมเดอะซิมส์มียอดจำหน่ายไปมากกว่า 6.3 ล้านก๊อปปี้ทั่วโลก และยังเป็น เกมคอมพิวเตอร์ที่มียอดจำหน่ายสูงสุดในประวัติศาสตร์ แซงหน้าเกมมิสท์ที่มียอดจำหน่ายเท่ากันในเวลานั้นอีกด้วย", "เดอะซิมส์ 3\nเดอะซิมส์ 3 () เป็นเกมจำลองวางแผนการใช้ชีวิต ในเกมชุด เดอะซิมส์ โดยแต่เดิมพัฒนาโดย แม็กซิส วางจำหน่ายสำหรับเครื่อง ไมโครซอฟท์ วินโดวส์ และ แมคอินทอช วันที่ 2 มิถุนายน 2009 ในอเมริกาเหนือ , 4 มิถุนายน 2009 ในออสเตรเลีย, และ 5 มิถุนายน 2009 ในยุโรป และเดอะซิมส์ 3 เวอร์ชันคอนโซล ได้แก่เครื่องเล่น เพลย์สเตชัน 3, เอกซ์บอกซ์ 360, นินเทนโด วี และ นินเทนโด ดีเอส ซึ่งจะวางจำหน่ายในวันที่ 26 ตุลาคม 2010 และ นินเทนโด ทรีดีเอส วางจำหน่ายเมื่อวันที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2554 ซึ่งเกมจะแสดงผลเป็นภาพ 3D", "เดอะซิมส์ 2 ทริปซ่าส์\nเดอะซิมส์ 2 ทริปซ่าส์ เป็นภาคเสริมตัวที่ 6 ของเกมส์ \"เดอะซิมส์ 2\" เป็น PC games วางจำหน่ายในวันที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2550 ใน อเมริกาเหนือ และออกในประเทศอังกฤษเมื่อวันที่ 7 ภาคเสริมนี้เกี่ยวกับการท่องเที่ยวไปต่างประเทศ เปิดโลกสู่นักท่องเที่ยว ภาคเสริมนี้เปรียบเสมือน \"เดอะซิมส์ วัยรักพักร้อน\" (The Sims: Vacation) เป็นภาคเสริมเกมต้นตำหรับภาคแรกของเกมเดอะซิมส์แต่เดอะซิมส์ 2 มีภาคเสริมนี้ชื่อว่า \"The Sims 2: Bon Voyage\" และมีคุณสมบัติดังนี้", "เดอะซิมส์ 2\nเดอะซิมส์ 2 () เป็นเกมคอมพิวเตอร์ประเภทแบบจำลองชีวิตคน () เป็นเกมส์ภาคต่อจากเกมส์ เดอะซิมส์ ภาคแรก พัฒนาโดย แมกซิส และจัดจำหน่ายโดยบริษัทอิเล็กโทรนิคอาร์ต () เป็นเกมส์จำลองเช่นเดียวกับภาคแรกซึ่งเปิดตัวไปเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2543 โดยมีมาร์ก มาเธอร์สบาฟ เป็นผู้แต่งเพลงประกอบเกมนี้ ตัวละครที่อยู่ในเกมเดอะซิมส์ (ทั้งคนและสัตว์เลี้ยง) นั้นเรียกว่า ชาวซิมส์", "เดอะซิมส์ (ชุดวิดีโอเกม)\n\"เดอะซิมส์ 3\" นั้นทางอีเอได้ประกาศอย่างเป็นการแล้วเมื่อเดือน พฤศจิกายน พ.ศ. 2549. มีวางจำหน่ายไปทั่วโลกและจำหน่ายในรูปแบบดิจิตอล ดาวน์โหลด เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2552 การผลิตของ \"เดอะซิมส์ 3\" นั้นเริ่มต้นหลังจากที่ \"เดอะซิมส์ 2\"จำหน่ายไปได้ 2 ปีกว่า โดยตัวเกมนั้นจะถูกย้อนไปเมื่อ 25 ปีก่อนจากตัวเกมเดอะซิมส์, โดยเกมนี้ได้เปิดโอกาสให้สามารถเดินไปไหนต่อไหนได้โดยที่ไม่รอยต่อ และได้ปรับปรุงหน้าจอผู้ใช้ ซึ่งในภาคสามนี้จะมีภาคเสริมอื่นๆอีกในอนาคต", "เดอะซิมส์ 2 ชุดไอเท็มเสริม\n'เดอะซิมส์ 2 ชุดไอเท็มเสริม แมนชั่นเคียงสวน' เป็นชุดไอเท็มเสริมตัวที่ 9 และเป็นชุดสุดท้ายของชุดไอเท็มเสริมของเกม \"เดอะซิมส์ 2\" ชื่อแผ่นจะเขียนว่า EP9 และเป็นเกมชุดสุดท้ายที่เกมนี้สามารถเล่นได้บน วินโดวส์ 98 และ วินโดวส์ 2000 ได้วางจำหน่ายในสหรัฐอเมริกาเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 ส่วนทวีปยุโรปและออสเตรเลีย วางจำหน่ายเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 สำหรับชุดไอเท็มเสริมนี้จะเป็นพวกของตกแต่งสวนนอกบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ดอกไม้ ป่า และเห็ดยักษ์ นอกจากนี้ยังมีหลังคาแบบใหม่ และมีสิ่งของที่อยู่ตามแบบต่างๆอยู่ 3 รูปแบบคือ : Moroccan, Art Deco, และ Second Empire", "เดอะซิมส์ 4\nเดอะซิมส์ 4 () เป็นเกมจำลองชีวิต รุ่นที่ 4 ในตระกูล เดอะซิมส์ ถูกประกาศเริ่มทดสอบระบบในปี พ.ศ. 2556 โดยทางอีเอได้ประกาศที่งานอิเล็กทรอนิกเอ็นเตอร์เทนเมนต์เอกซ์โป หรือ E ว่าจะวางจำหน่ายในวันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2557 สำหรับไมโครซอฟท์ วินโดวส์ และในโอเอสเทน วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2558 เดอะซิมส์ 4 เป็นเกมพีซีแรกที่ทำยอดขายชนะเกมในเครื่องเล่นคอนโซลชนิดอื่น ๆ ในรอบ 2 ปี และยอดขาย 408,150 ชุด ใน 4 วันแรกนับตั้งแต่วันที่จำหน่าย และในเดือนพฤศจิกายนก็ทำยอดขายได้ทะลุ 1.10 ล้านชุดทั่วโลก ตัวเกมนั้นต่างได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ถึงแม้ว่าจะน้อยกว่าเดอะซิมส์ภาคก่อนหน้าก็ตาม และยังถูกจัดจากแฟนคลับว่าเป็นเกมส์ที่ชาวซิมส์โดนฆ่ามากที่สุดอีกด้วย", "เดอะซิมส์ 2 ชุดไอเท็มเสริม\nเดอะซิมส์ 2 ชุดไอเท็มเสริม ฟู่ฟ่าปาร์ตี้ เป็น\"ชุดไอเท็มเสริม\"ตัวที่สี่ของเกม เดอะซิมส์ 2 จัดจำหน่ายโดย EA. ชุดไอเท็มเสริมฟู่ฟ่าปาร์ตี้ได้ประกาศอย่างเป็นทางการครั้งแรก โดยประกาศผ่านใบปลิวที่สอดมากับเกม \"เดอะซิมส์ 2 สี่ฤดูแสบ\" ภาคเสริม จัดจำหน่ายเมื่อวันที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2550 มีคอลเลคชันใหม่รวมไปถึงเฟอร์นิเจอร์และเสื้อผ้าสำหรับงานแต่งงาน และงาน วันเกิด ในชุดไอเท็มเสริมมีบ้านที่เกมสร้างให้ 2 หลัง และมีสิ่งของทั้งหมด 54 ชิ้น และนอกจากนี้ \"ชุดไอเท็มเสริม ฟู่ฟ่าปาร์ตี้\"' ได้ถูกรวมไว้กับชุด ดับเบิล เดอลุกซ์ ซึ่งมาพร้อมกับ \"เดอะซิมส์ 2\" ตัวหลัก และ \"เดอะซิมส์ 2 ไนท์ไลฟ์ คืนหรรษา\" ภาคเสริม" ]
9
ยุคแห่งการสำรวจเพื่อการแสวงหาสินค้าเพื่อสนองความต้องการของตลาดตามต้องการ สินค้าที่เป็นที่ต้องการกันมากในยุโรปในขณะนั้นคือทอง เงิน และ เครื่องเทศใช่หรือไม่?
[ "ยุคแห่งการสำรวจ\nยุคแห่งการสำรวจ หรือ ยุคแห่งการค้นพบ () เป็นช่วงระยะเวลาในประวัติศาสตร์โลกที่เริ่มตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 15 ไปจนถึงคริสต์ศตวรรษที่ 17 ในช่วงเวลานั้นเป็นช่วงที่ชาวยุโรปออกเดินทางไปสำรวจทางทะเลในโลกที่กว้างออกไปจากตัวทวีปยุโรปเองโดยมีจุดประสงค์เพื่อหาคู่ค้าขายใหม่ และโดยเฉพาะเพื่อการแสวงหาสินค้าเพื่อสนองความต้องการของตลาดตามต้องการ สินค้าที่เป็นที่ต้องการกันมากในยุโรปในขณะนั้นคือทอง เงิน และ เครื่องเทศ" ]
[ "ยุคแห่งการสำรวจ\nเมื่อสินค้าต่างๆ ที่เคยเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยมาจากการสำรวจเป็นที่แพร่หลายมากขึ้นก็ทำให้ราคางสินค้าเหล่านี้เริ่มคงตัว การค้าขายทางมหาสมุทรแอตแลนติกมาแทนที่อำนาจการค้าขายของอิตาลีและเยอรมนีที่เคยใช้ทะเลบอลติกในการเดินทางขนส่งสินค้ากับรัสเซีย และมาแทนการค้าขายผ่านชาติอิสลาม นอกจากนั้นสินค้าใหม่ก็ยังสร้างความเปลี่ยนแปลงให้แก่โครงสร้างทางสังคม เมื่อน้ำตาล, เครื่องเทศ, ไหม และเครื่องถ้วยชามของจีนเข้ามาในตลาดสินค้าฟุ่มเฟือยของยุโรป ความมั่งคั่งที่สเปนประสบประจวบกับภาวะเงินเฟ้อทั้งภายในสเปนและยุโรปโดยทั่วไป ภายในไม่กี่สิบปีการทำเหมืองในทวีปอเมริกาก็มีผลผลิตมากกว่าการทำเหมืองในยุโรปเอง สเปนยิ่งต้องพึ่งรายได้จากการค้าจากทวีปอเมริกาเพิ่มขึ้นจนในที่สุดก็นำไปสู่การล้มละลายของสเปนครั้งแรกในปี ค.ศ. 1557 ที่เป็นผลมาจากค่าใช้จ่ายทางการทหารที่มากขึ้นจนเกินตัว การทวีตัวของราคาเป็นผลให้มีการหมุนเวียนทางการเงินในยุโรปมากขึ้นและทำให้เกิดการขยายตัวทางการค้าในบรรดาชนชั้นกลางในยุโรป ที่มามีอิทธิพลต่อสถานะภาพทั้งทางการเมืองและทางวัฒนธรรมในหลายประเทศในยุโรปโดยทั่วไป", "ยุคแห่งการสำรวจ\nการเดินทางเพื่อการสำรวจหาเส้นทางค้าขายทางทะเลใหม่ไปยังเอเชียมิได้เริ่มขึ้นโดยชายยุโรปอย่างจริงจังจนมากระทั่งเมื่อมีการวิวัฒนาการเรือคาร์แร็ค และต่อมา เรือคาราเวลขึ้น สาเหตุที่กระตุ้นการริเริ่มการสำรวจเกิดขึ้นหลังจากการยึดคอนสแตนติโนเปิลโดยชนเติร์กในปี ค.ศ. 1453 จากนั้นจักรวรรดิออตโตมันก็มีอำนาจควบคุมการค้าขายในบริเวณนั้น และกีดกันชาวยุโรปบจากการใช้เส้นทางเส้นทางสายไหม หรือ การค้าขายไหมและการค้าเครื่องเทศ และเส้นทางการค้าขายผ่านทางแอฟริกาเหนือที่มีความสำคัญสำหรับยุโรปในการเป็นเส้นทางการค้าผสมระหว่างทางบกและทางทะเลผ่านทางทะเลแดงไปยังเอเชีย ทั้งเครื่องเทศและไหมเป็นธุรกิจใหญ่ในยุคนั้น รวมทั้งเครื่องเทศที่ใช้ประโยชน์ทั้งในการถนอมอาหารและปรุงรสซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นอย่างน้อยก็สำหรับผู้มีฐานะดีหรือผู้มีอันจะกิน", "การทำให้เป็นอาณานิคมของยุโรปในทวีปอเมริกา\nการทำให้เป็นอาณานิคมของยุโรปในทวีปอเมริกา เกิดจากยุคแห่งการสำรวจโดยมีจุดประสงค์เพื่อหาคู่ค้าขายใหม่ และโดยเฉพาะเพื่อการแสวงหาสินค้าเพื่อสนองความต้องการของตลาดตามต้องการ", "ยุคแห่งการสำรวจ\nเส้นทางข้ามมหาสมุทร (Trans-Oceanic) ใหม่นี้เป็นการนำมหาอำนาจยุโรปเข้าสู่ยุคจักรวรรดินิยมเมื่อยุโรปเข้ามาควบคุมประเทศต่างๆ เกือบทั้งโลก ความต้องการของยุโรปในการทำการค้าขาย หาวัตถุดิบ ค้าทาส และขยายจักรวรรดิมีผลต่อบริเวณต่างๆ ของโลก สเปนดำเนินนโยบายการทำลายวัฒนธรรมต่างๆ ในทวีปอเมริกาจนวอดวาย และแทนที่วัฒนธรรมเหล่านั้นด้วยวัฒนธรรมของตนเองและบังคับให้ชนท้องถิ่นละทิ้งประเพณีทางศาสนาของตนเองและเปลี่ยนมานับถือคริสต์ศาสนา พฤติกรรมนี้กลายเป็นมาตรฐานทั่วไปของชาติต่างๆ ในยุโรปในการปฏิบัติต่อดินแดนต่างๆ ที่เข้ายึดครองโดยเฉพาะดัตช์, รัสเซีย, ฝรั่งเศส และอังกฤษ ศาสนาใหม่เข้ามาแทนที่ศาสนาที่ชาวยุโรปถือว่าเป็น “ลัทธิเพกัน” นอกจากศาสนาแล้วก็ยังมีการบังคับใช้ภาษา ระบบการบริหาร และประเพณีเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางเพศในบริเวณต่างๆ เช่นอเมริกาเหนือ, ออสเตรเลีย, นิวซีแลนด์ และ อาร์เจนตินา ชนท้องถิ่นถูกขับออกจากที่อยู่อาศัยเดิมหรือถูกจำกัดให้อยู่ในบริเวณใดบริเวณหนึ่งที่เจ้าของอาณานิคมก่อตั้งให้ ประชากรท้องถิ่นถูกลดจำนวนลงไปเป็นจำนวนมาก และในที่สุดก็กลายเป็นชนกลุ่มน้อยที่ต้องอาศัยพึ่งพารัฐบาลของอาณานิคมที่เข้ามายึดครอง", "ยุคแห่งการสำรวจ\nจุดมุ่งหมายหลักของเจ้าชายเฮนรีในการเดินทางครั้งนี้ก็เพื่อเป็นการสำรวจฝั่งทะเลทางด้านตะวันตกของแอฟริกา และเขียนแผนที่เดินเรือพอร์โทลาน นอกจากนั้นก็ยังมีเหตุผลข้างเคียงที่รวมทั้งเหตุผลทางการค้า และทางศาสนา เป็นเวลาหลายศตวรรษเส้นทางการค้าขายที่เชื่อมแอฟริกาตะวันตกกับทะเลเมดิเตอร์เรเนียนเป็นเส้นทางที่ต้องเดินผ่านทางด้านตะวันตกของทะเลทรายซาฮารา เส้นทางนี้เป็นเส้นทางการค้าขายทาสและทองที่ควบคุมโดยรัฐอิสลามในแอฟริกาเหนือ ซึ่งเป็นศัตรูสำคัญของทั้งโปรตุเกสและสเปน พระมหากษัตริย์โปรตุเกสจึงทรงหวังที่จะหาทางเลี่ยงการค้าขายที่ต้องผ่านรัฐอิสลามโดยการค้าโดยตรงกับแอฟริกาตะวันตกทางทะเล และรัฐเหล่านี้อาจจะกลายมาเป็นรัฐคริสเตียนซึ่งทำให้เป็นพันธมิตรในการต่อต้านรัฐอิสลามในมาเกร็บ ในปี ค.ศ. 1434 นักสำรวจชาวโปรตุเกส Gil Eanes ก็สามารถพิชิตอุปสรรคของแหลมโบฮาดอร์ (Cape Bojador) ได้ หลังจากนั้นเมื่อวันที่ 8 มกราคม ค.ศ. 1455 พระสันตะปาปานิโคลัสที่ 5 ก็ทรงออกพระบัญญัติ “โรมานัสพอนทิเฟ็กซ์” (Romanus Pontifex) ที่ระบุว่าประเทศใดที่พบที่ไกลไปจากแหลมโบฮาดอร์เป็นของโปรตุเกส", "ยุคแห่งการสำรวจ\nยุคแห่งการสำรวจประจวบกับช่วงที่ชาวยุโรปตะวันตกเริ่มใช้เข็มทิศในการกำหนดและระบุเส้นทาง, การใช้วิธีการเดินเรือเดินทะเลแบบใหม่, การมีแผนที่ใหม่ และความก้าวหน้าทางดาราศาสตร์ ความก้าวหน้าเหล่านี้ช่วยในการแสวงหาเส้นทางการค้าขายใหม่ไปยังเอเชียโดยเลี่ยงอุปสรรคถ้าการใช้ทะเลเมดิเตอร์เรเนียนที่อยู่ภายใต้การควบคุมของมหาอำนาจที่เป็นปฏิปักษ์ สิ่งที่สำคัญที่สุดที่วิวัฒนาการขึ้นสำหรับการเดินทางทางทะเลคือเรือชนิดใหม่สองแบบที่ออกแบบโดยโปรตุเกส--เรือคาร์แร็ค (Carrack) และ เรือคาราเวล (Caravel) ที่วิวัฒนาการมาจากการออกแบบเรือในยุคกลางที่ใช้ในการเดินเรือในทะเลเหนือและทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เรือสองชนิดนี้เป็นเรือสองชนิดแรกที่ให้ความปลอดภัยพอที่จะฝ่าคลื่นฝ่าลมในมหาสมุทรแอตแลนติกได้เมื่อเทียบกับเรือรุ่นก่อนหน้านั้นที่ใช้กันเฉพาะในบริเวณที่คลื่นลมไม่รุนแรงเทียบเท่ากับการเดินทางกลางมหาสมุทร", "ยุคแห่งการสำรวจ\nการขยายตัวของยุโรปเหนือเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของอำนาจของโปรตุเกสในแอฟริกาและในบริเวณมหาสมุทรอินเดีย ดัตช์, ฝรั่งเศส และอังกฤษส่งเรือไปผ่านไปในดินแดนที่เป็นของโปรตุเกส แต่โปรตุเกสก็ไม่มีหนทางใดที่จะหยุดยั้งได้เพราะขาดกำลังคนและทุนทรัพย์ นอกจากนั้นประเทศเหล่านี้ก็ยังก่อตั้งสถานีค้าขายของตนเองขึ้นมาด้วย ส่วนแบ่งทางการตลาด (market share) ของโปรตุเกสและสเปนก็เริ่มลดลง นอกจากนั้นแล้วยุโรปเหนือก็ขยายการสำรวจไปยังบริเวณที่ยังไม่ได้รับการสำรวจในมหาสมุทรแปซิฟิกและฝั่งทะเลทางตะวันตกของทวีปอเมริกาเหนือ นักสำรวจดัตช์เช่น วิลเล็ม ฟานส์ซุน (Willem Janszoon) และ อาเบล ทัสมันเดินทางไปสำรวจฝั่งทะเลของทวีปออสเตรเลีย ขณะที่ในคริสต์ศตวรรษที่ 18 นักสำรวจชาวอังกฤษเจมส์ คุกเป็นผู้เขียนแผนที่โพลินีเซีย คุกเดินทางไกลไปถึงอะแลสกาโดยทิ้งชื่อต่างๆ ไว้เป็นที่ระลึกเช่นอ่าวบริสตอล หรืออ่าวเล็กคุกในอะแลสกา", "ประวัติศาสตร์สหรัฐ\nนโยบายที่สำคัญอีกประการของประธานาธิบดีแจ็กสันคือ การไม่ต่ออายุธนาคารแห่งชาติสหรัฐที่สอง (Second Bank of the United States) ซึ่งจะหมดอายุในค.ศ. 1836 แจ็กสันมองว่าธนาคารกลางมีอำนาจความคุมการเงินของประเทศเป็นการลิดรอนเสรีภาพทางเศรษฐกิจของประชาชน และเป็นสถาบันที่เอื้อประโยชน์แก่นายทุนชนชั้นกลางจำนวนเพียงหยิบมือ ซึ่งเมื่อไม่มีธนาคารกลางเศรษฐกิจของสหรัฐจึงปราศจากสถาบันควบคุมนำไปสู่ความตื่นตระหนกปีค.ศ. 1837 (Panic of 1837) ในสมัยของประธานาธิบดีคนต่อมาคือนายมาร์ติน แวน บิวเรน เศรษฐกิจที่ตกต่ำทำให้พรรคเดโมแครตมีความนิยมที่เสื่อมลงและเปิดโอกาสให้พรรควิกหาเสียงไปในทางที่ว่าประธานาธิบดีแจ็กสันเป็นเหตุของภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ทำให้พรรควิกชนะการเลือกตั้งและได้ขึ้นครองประเทศในที่สุด", "สหภาพยุโรป\nวัตถุประสงค์แกนกลางดั้งเดิมสองประการของประชาคมเศรษฐกิจยุโรปคือการพัฒนาตลาดร่วม ซึ่งต่อมากลายเป็นตลาดเดียว และสหภาพศุลกากรระหว่างรัฐสมาชิก ตลาดเดียวเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนย้ายอย่างเสรีซึ่งสินค้า ทุน บุคคลและบริการภายในสหภาพยุโรป และสหภาพศุลกากรซึ่งเกี่ยวข้องกับการใช้บังคับอากรศุลกากรภายนอกร่วมต่อสินค้าทุกชนิดที่เข้าสู่ตลาดดังกล่าว เมื่อสินค้าถูกรับเข้าตลาดแล้วจะไม่มีการเก็บอากรศุลกากร ภาษีเลือกปฏิบัติหรือโควตานำเข้าอีกเมื่อมีการเคลื่อนย้ายภายใน รัฐสมาชิกที่มิใช่สหภาพยุโรป ไอซ์แลนด์ นอร์เวย์ ลิกเตนสไตน์และสวิตเซอร์แลนด์เข้าร่วมในตลาดเดียวแต่ไม่เข้าร่วมสหภาพศุลกากร การค้ากึ่งหนึ่งในสหภาพยุโรปอยู่ภายใต้กฎหมายซึ่งสหภาพยุโรปปรับปรุงให้สอดคล้องกัน" ]
2
ศาสตราจารย์ นายแพทย์ เสม พริ้งพวงแก้ว เกิดเมื่อไหร่?
[ "เสม พริ้งพวงแก้ว\nศาสตราจารย์ นายแพทย์ เสม พริ้งพวงแก้ว (31 พฤษภาคม พ.ศ. 2454 — 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2554) อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2523, พ.ศ. 2524 - 2526 และอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุขหลายสมัย เป็นนายแพทย์ผู้บุกเบิกการแพทย์ชนบท และการแพทย์สมัยใหม่ ผู้ร่วมจัดทำแผนสาธารณสุขแห่งชาติ" ]
[ "สุด แสงวิเชียร\nศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์ สุด แสงวิเชียร เกิดเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2450 ที่อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ เป็นบุตรของขุนแสงสุรพาณิชย์ (จันทร์ แสงวิเชียร) และนางแสงสุรพาณิชย์ (ทรัพย์ แสงวิเชียร*2413 - 2512: 99 ปี) เป็นบุตรคนที่ 6 ของพี่น้อง 7 คน พี่ชาย 4 คน พี่สาว 1 คน น้องชาย 1 คน ท่านเสียชีวิตแล้วเมื่อ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2538 เมื่ออายุได้ 88 ปี เป็นอาจารย์แพทย์ผู้สร้างความเจริญให้กายวิภาคศาสตร์ของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล หนึ่งในคณะกรรมการฝ่ายแพทย์ ผู้ชันสูตรพระบรมศพ ผู้เขียนบันทึก เรื่อง \"เมื่อข้าพเจ้าเข้าไปเกี่ยวข้องกับกรณีสวรรคต : หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นเอกสารประวัติศาสตร์ที่ยืนยันว่าเป็นการลอบปลงพระชนม์\"", "เสม พริ้งพวงแก้ว\nนายแพทย์เสม ได้รับแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน เป็นสมาชิกวุฒิสภา เป็นประธานกรรมการสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม และเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข 2 สมัย สมัยรัฐบาล ฯพณฯ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ได้มีการผลักดันให้มีการสร้างโรงพยาบาลประจำอำเภอ จำนวน 660 แห่ง สนับสนุนหลักการ “สุขภาพดีทั่วหน้าในปี 2543” (Health for all by the year 2000) สนับสนุนหลัก 10 ประการของการสาธารณสุขมูลฐานให้สุขภาพดีทั่วหน้าในปี 2543 และมีการจัดทำ จ.ป.ฐ. ความจำเป็นพื้นฐาน 8 ตัว ให้สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมใช้เป็นหลัก", "เสม พริ้งพวงแก้ว\nเมื่อจบชั้นมัธยมปีที่ 8 แล้ว โดยความช่วยเหลือของมูลนิธิร็อกกีเฟลเลอร์ นายเสมได้เข้าศึกษาในคณะแพทยศาสตร์และศิริราชพยาบาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ปัจจุบันคือคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล) ได้รับปริญญาแพทยศาสตรบัณฑิต เมื่อ ปี พ.ศ. 2478 หลังจบการศึกษาแพทย์ปริญญาแล้ว เสมได้มีโอกาสไปศึกษาต่อในประเทศสหรัฐอเมริกา อังกฤษ และประเทศเยอรมนี นอกจากนี้ยังได้ไปร่วมประชุมและดูงานในประเทศต่างๆ ทั้งในสหรัฐอเมริกา บราซิล สวิตเซอร์แลนด์ รัสเซีย ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย ออสเตรีย นิวซีแลนด์รวมทั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน และเสมยังได้ศึกษาด้านทันตกรรม เพิ่มเติมจากศาสตราจารย์สี สิริสิงห์ เกี่ยวกับการปฏิบัติงานในชนบทได้ด้วย", "ประเวศ วะสี\nศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์ ประเวศ วะสี ราชบัณฑิตกิตติมศักดิ์ กรรมการสภามหาวิทยาลัยมหิดลกรรมการสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กรรมการ\nสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ราษฎรอาวุโส เป็นนักวิชาการด้านสาธารณสุข และนักวิชาการเกี่ยวกับการศึกษา ทั้งเป็นผู้สนับสนุนงานค้นคว้าวิจัยต่างๆที่เกี่ยวกับการแก้ปัญหาและพัฒนาชีวิต นายแพทย์ประเวศ วะสี เกิดเมื่อวันที่ ตำบลเกาะสำโรง บนฝั่งลำน้ำแควน้อย จังหวัดกาญจนบุรี เป็นบุตรคนที่ 4 ของนายคลายและนางกิม วะสี ศึกษาชั้นมูลฐานในวัยเยาว์ที่โรงเรียนวัดเหนือ ชั้นประถมศึกษาที่ โรงเรียนประชาบาลตำบลเกาะสำโรง ชั้นมัธยมที่โรงเรียนวิสุทธรังษี จนถึง พ.ศ. 2490 ได้เข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ในปี พ.ศ. 2492 สามารถสอบเข้าเรียนต่อชั้นเตรียมแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และศึกษาต่อคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล จบการศึกษาได้รับปริญญาแพทยศาสตร์เกียรตินิยม และได้รับรางวัลเหรียญทองในฐานะที่ได้คะแนนเป็นที่หนึ่งตลอดหลักสูตร\nนายแพทย์ประเวศ วะสี ได้เข้ามามีบทบาททางการเมือง ภายหลังการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง พ.ศ. 2553 ยุติลง โดยเข้ามาทำหน้าที่ประธานคณะสมัชชาปฏิรูปประเทศ ซึ่งประกอบด้วยคณะกรรมการ จำนวน 27 คน เพื่อรวบรวมข้อมูล รับฟังความคิดเห็น และนำไปสู่นโยบายในการปฏิรูปประเทศไทย", "เสม พริ้งพวงแก้ว\nเสมเป็นที่รู้จักและเป็นที่เคารพนับถือของชาวเชียงรายอย่างหาที่เปรียบได้ยาก ความมุมานะและความคิดริเริ่มต่างๆทำให้เชียงรายมีความเจริญด้านการแพททย์มากขึ้น จึงนับเป็นข้าราชการที่มีความสามารถสูงผู้หนึ่ง ดังนั้น ในปี พ.ศ. 2494 กระทรวงสาธารณสุขโดยกรมการแพทย์ออกคำสั่งย้ายเสมจากโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์มาเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลหญิง หน้าอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ พญาไท (ปัจจุบัน คือ โรงพยาบาลราชวิถี) และได้ดำรงตำแหน่งต่าง ๆ เป็นลำดับ ได้แก่ เป็นผู้อำนวยการโรงเรียนพยาบาลผดุงครรภ์ เป็นผู้แทนรัฐบาลไทยร่วมมือกับรัฐบาลสหรัฐอเมริกาให้การช่วยเหลือทางการแพทย์และการสาธารณสุขทั่วประเทศ รวมทั้งมหาวิทยาลัยแพทย์ ได้ติดต่อรัฐบาลสหรัฐอเมริกาขอผู้เชี่ยวชาญทางโลหิตวิทยาศึกษาโรค Thalassemia ในประเทศไทย ได้ร่วมสร้างผลงานจนได้เป็นศาสตราจารย์ไทยที่เป็นผู้ชำนาญการในโรคนี้จนปัจจุบันรู้จักกันทั่วโลก มีการจัดคณะแพทย์และพยาบาลมาช่วยพัฒนาการปฏิบัติการทางด้านศัลยกรรมที่โรงเรียนแพทย์ และร่วมมือกับ ศาสตราจารย์เบน ไอซแมนส์ แต่งตำราศัลยศาสตร์ทั่วไปด้วยเงินทุน M.S.A.", "เสม พริ้งพวงแก้ว\nเชียงราย เมื่อ 70 ปีก่อนนั้นขาดแคลนนายแพทย์มาก บ้านเมืองและโครงสร้างพื้นฐานก็ยังไม่พร้อม ข้าราชการ โดยเฉพาะคณะกรมการจังหวัดในสมัยนั้นจึงต้องร่วมมือกันทำงานอย่างไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย โดยเฉพาะในช่วงสงครามมหาเอเชียบูรพาระหว่าง พ.ศ. 2484-พ.ศ. 2488 เสมต้องทำงานอย่างหนักเป็นพิเศษเนื่องจากเป็นนายแพทย์ที่ทุกคนต้องพึ่งพา แม้กระนั้น เขาก็ยังสามารถวางรากฐานด้านการแพทย์และสาธารณสุขไว้มากพอสรุปได้ดังนี้เมื่อ พ.ศ. 2493 เสมได้จัดตั้งธนาคารเลือดขึ้นเป็นแห่งแรกของประเทศไทยที่จังหวัดเชียงราย ได้จัดทำสถานีอนามัยที่มีบุคลากรที่ได้รับการฝึกอบรมแล้วไปทำหน้าที่ให้บริการสาธารณสุขขั้นมูลฐานเป็นครั้งแรกที่กิ่งอำเภอแม่สาย อำเภอเทิง อำเภอเชียงของและอำเภอพะเยา และจัดให้เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลออกเยี่ยมประชาชนในวันอาทิตย์และวันหยุดราชการ", "เสม พริ้งพวงแก้ว\nหลังจบการศึกษาด้านการแพทย์ ในปี พ.ศ. 2478 เสมได้ออกไปปฏิบัติงานในต่างจังหวัด โดยไปจัดตั้งโรงพยาบาลเอกเทศขึ้นที่อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม เพื่อต่อสู้กับการระบาดของโรคอหิวาตกโรคจนโรคสงบลง ในปีต่อมาก็ได้ย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลเทศบาลนครสวรรค์ เป็นเวลา 2 ปี และได้เริ่มงานศัลยกรรมและงานทันตกรรมเป็นครั้งแรกในชนบท", "สกล พันธุ์ยิ้ม\nศาสตราจารย์ สกล พันธุ์ยิ้ม (31 มีนาคม 2486 - ) เกิดที่อำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง เป็นนักวิทยาศาสตร์ชาวไทย ที่มีผลงานวิจัยดีเด่นในสาขาชีวเคมี อณูชีววิทยา พันธุศาสตร์ และพันธุวิศวกรรม เป็นเจ้าของรางวัลนักวิทยาศาสตร์ดีเด่นของไทย สาขาชีวเคมี ประจำปี พ.ศ. 2528 และรางวัลนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ สาขาวิทยาศาสตร์เคมีและเภสัช ประจำปี พ.ศ. 2549 เป็นนักวิจัยในกลุ่มพัฒนาเทคโนโลยีเพื่ออุตสาหกรรมผลิตกุ้งกุลาดำ ที่ได้รับรางวัลนักเทคโนโลยีดีเด่น ของมูลนิธิส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในพระบรมราชูปถัมภ์ ประจำปี 2546 เป็นนักวิจัยของประเทศไทยที่ตีพิมพ์บทความซึ่งมีความถี่ของการอ้างอิงมากที่สุด จากผลงานวิจัยเรื่อง High Resolution Arylamide Gel Electrophoresis of Histones ตีพิมพ์ในวารสาร Archives of Biochemistry and Biophysics 130: 337-346 (1969) และได้รับการอ้างอิงสูงสุดมากกว่า 3,500 ครั้ง จัดเป็นบทความ Citation Classic จนได้รับรางวัลผลงานวิจัยเกียรติยศ สกว. เมื่อปี พ.ศ. 2542", "หม่อมหลวงเกษตร สนิทวงศ์\nศาสตราจารย์ นายแพทย์ หม่อมหลวงเกษตร สนิทวงศ์ (พ.ศ. 2452 - พ.ศ. 2538) สูตินรีแพทย์ชาวไทย, อดีตคณบดีคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเลขาธิการสภากาชาดไทย เป็นบุตรของเจ้าพระยาวงษานุประพัทธ์ (หม่อมราชวงศ์สท้าน สนิทวงศ์) กับท่านผู้หญิงตาด วงศานุประพัทธ์ (ตาด สิงหเสนี) เข้าเรียนชั้นมัธยมศึกษาที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ เมื่อ พ.ศ. 2461 จบแพทยศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเดอแรม แล้วรับราชการที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ จนเป็นหัวหน้าภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา ระหว่าง พ.ศ. 2496-2512 คณบดีคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภากาชาดไทย", "เสม พริ้งพวงแก้ว\nนายแพทย์เสม ได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข 2 สมัย สมัยรัฐบาล ฯพณฯ นายสัญญา ธรรมศักดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ได้มีการจัดโครงสร้างใหม่ในกระทรวงสาธารณสุขและการกระจายอำนาจโดยความเห็นชอบของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ มีการจัดทำแผนสาธารณสุขแห่งชาติด้วยความร่วมมือของ W.H.O. และสภาพัฒนาการเศรษฐกิจ และต่อมาในปี พ.ศ. 2517 ได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข สมัยรัฐบาล ฯพณฯ พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ เป็นนายกรัฐมนตรี" ]
14
มอริส ฮิว เฟรเดอริก วิลคินส์ เข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยอะไร?
[ "มอริส วิลคินส์\nมอริสเข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ โดยเข้าสังกัดวิทยาลัยเซนต์จอห์น เขาศึกษาในสาขาวิชาฟิสิกส์และวิชาโทวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ ต่อมาได้รับปริญญา\nศิลปศาสตรบัณฑิต" ]
[ "มอริส วิลคินส์\nมอริส ฮิว เฟรเดอริก วิลคินส์ (15 ธันวาคม พ.ศ. 2459 – 5 ตุลาคม พ.ศ. 2547) เป็นนักฟิสิกส์และนักชีววิทยาโมเลกุลชาวอังกฤษ (เกิดที่นิวซีแลนด์) ผู้มีบทบาทสำคัญในการค้นพบโครงสร้างดีเอ็นเอร่วมกับโรซาลินด์ แฟรงคลิน เรย์มอนด์ กอสลิง เจมส์ วัตสัน และนักวิทยาศาสตร์อีกหลายท่าน นอกจากนี้ยังได้ทำงานวิจัยด้านการวาวแสง การแยกไอโซโทป กล้องจุลทรรศน์ การเลี้ยวเบนรังสีเอกซ์ และเรดาร์อีกด้วย", "มอริส วิลคินส์\nมอริส วิลคินส์ เกิดเมื่อวันศุกร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2459 ที่เมืองปองกะรัว จังหวัดไวราราปา ประเทศนิวซีแลนด์ เป็นบุตรของนายแพทย์ชื่อเอดการ์ เฮนรี วิลคินส์ (Edgar Henry Wilkins) ซึ่งย้ายถิ่นฐานมาจากเมืองดับลิน ประเทศไอร์แลนด์ ปู่ของมอริสเป็นครูใหญ่โรงเรียนดับลิน ส่วนตาของมอริสก็เป็นผู้กำกับการตำรวจ ไม่นานนัก ครอบครัววิลคินส์ตัดสินใจย้ายออกจากนิวซีแลนด์ไปยังเมืองเบอร์มิงแฮม ประเทศอังกฤษ ตอนที่มอริสอายุได้ 6 เดือน เขาเข้าศึกษาที่โรงเรียนประถมไวลด์กรีนคอลเลจ (Wylde Green College) และย้ายมาโรงเรียนมัธยมชายพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดในช่วงปี พ.ศ. 2472 - 2478", "ซี. เอส. ลิวอิส\nลิวอิสเกิดที่เบลฟัสต์ ประเทศไอร์แลนด์ สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด และได้เป็นอาจารย์ที่วิทยาลัยแม็กดาเลน ออกซฟอร์ด เป็นเวลาเกือบสามสิบปี เขาเป็นสหายสนิทของเจ. อาร์. อาร์. โทลคีน ผู้แต่งเดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ด้วย ทั้งสองเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด เป็นนักวิชาการรุ่นใหม่ที่มีบทบาทในการปฏิรูปหลักสูตรภาษาอังกฤษในมหาวิทยาลัย และเป็นกลุ่มผู้ก่อตั้งชมรมอิงคลิงส์ในยุคเริ่มต้น ต่อมาเขาจึงได้มาเป็นศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ในตำแหน่ง Professor of Medieval and Renaissance Literature (ศาสตราจารย์ด้านวรรณกรรมยุคกลางและยุคเรเนสซองส์) คนแรกของเคมบริดจ์", "มอริส วิลคินส์\nมาร์ก โอลิฟันต์ (Mark Oliphant) อาจารย์ของมอริสในขณะนั้น ต่อมาได้เป็นหัวหน้าภาควิชาฟิสิกส์ที่มหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮม มาร์กได้\nจ้างจอห์น แรนดอล (John Randall) เข้ามาเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮมด้วย จอห์นได้รับมอริสมาเป็นนักศึกษาปริญญาเอก\nในเวลาต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2488 จอห์นและมอริสได้ตีพิมพ์บทความเกี่ยวกับการวาวแสง (phosphoresence) และการกักอิเล็กตรอนจนได้รับปริญญาเอก", "มอริส วิลคินส์\nครั้นจอห์น แรนดอลได้ขึ้นเป็นหัวหน้าภาควิชาฟิสิกส์ที่มหาวิทยาลัยเซนต์แอนดรูว์เมื่อ พ.ศ. 2488 จอห์นได้จ้างมอริสเป็นผู้ช่วยสอนในภาควิชาของเขา ในขณะเดียวกันจอห์นได้\nเจรจาร่วมมือกับสภาวิจัยการแพทย์ (Medical Research Council;MRC) เพื่อให้ตั้งห้องปฏิบัติการชีวฟิสิกส์ ซึ่งนับว่าเป็นวิชาใหม่มากในสมัยนั้น แต่สภาวิจัยฯ\nกลับบอกว่าการตั้งห้องปฏิบัติการต้องทำที่มหาวิทยาลัยอื่น ปีถัดมาจอห์นได้เป็นหัวหน้าภาควิชาฟิสิกส์ที่มหาวิทยาลัยลอนดอน โดยมีชื่อตำแหน่งว่า ศาสตราจารย์วีตสโตน\nสาขาฟิสิกส์ (มาจากชื่อของชาลส์ วีตสโตน) โดยมีทุนวิจัยในสาขาชีวฟิสิกส์ด้วย จอห์นกับมอริสผู้เป็นคู่หูกันต่างก็ติดตามกันมาอยู่ที่มหาวิทยาลัยลอนดอนด้วย โดยให้มอริสเป็น\nผู้ช่วยหัวหน้าหน่วยวิจัยชีวฟิสิกส์ ณ ที่นี่ ต่อมาราชวิทยาลัยลอนดินได้รับงบประมาณสร้างห้องปฏิบัติการของภาควิชาฟิสิกส์และคณะวิศวกรรมเสียใหม่เพราะเสียหายจากสงคราม หน่วยวิจัยชีวฟิสิกส์รวมถึงห้องปฏิบัติการวิจัยต่าง ๆ ก็ย้ายเข้าไปที่ห้องใต้ดินใต้วิทยาเขตสแตรนด์ ครั้นแล้ว เฟรเดอริก ลินเดอมานน์ (Frederick Lindemann) ได้ให้เกียรติทำพิธีเปิดห้องปฏิบัติการ บทความในวารสาร Nature ของมอริสได้กล่าวว่าทั้งภาควิชาฟิสิกส์และคณะวิศวกรรมต่างก็รุ่งเรืองภายใต้การนำของเขา", "ไอริส เมอร์ด็อค\nเมอร์ด็อคได้รัการศึกษาเบื้องต้นที่โฟรเบิลเดมอนสเตรชันในบริสตอลในปี ค.ศ. 1932 จากนั้นก็ศึกษาต่อในสาขาวิชาคลาสสิก, ประวัติศาสตร์โบราณ และปรัชญาที่วิทยาลัยซอมเมอร์วิลล์, ออกซฟอร์ด และต่อบัณฑิตวิทยาในสาขาปรัชญาที่วิทยาลัยนูนแนม, เคมบริดจ์ ที่เมอร์ด็อคเข้าฟังปาฐกถาโดยลุดวิก วิทท์เกนชไตน์หลายครั้ง ในปี ค.ศ. 1948 เมอร์ด็อคกได้เป็นเฟลโลว์ของวิทยาลัยเซนต์แอนน์, ออกซฟอร์ด หลังจากที่เข้าเป็นสมาชิกของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งเกรตบริเตนเมื่อต้นปี ค.ศ. 1938\nเมอร์ด็อคเขียนนวนิยายเล่มแรก “\"Under the Net\"” ในปี ค.ศ. 1954 หลังจากที่งานเขียนบทความเกี่ยวกับปรัชญาได้รับการตีพิมพ์ก่อนหน้านั้น รวมทั้งงานศึกษาที่เป็นภาษาอังกฤษเล่มแรกเกี่ยวกับฌอง ปอล ซาร์ตร์ เมอร์ด็อคพบสามีจอห์น เบย์ลีย์ศาสตราจารย์วรรณคดีอังกฤษที่มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด ในปี ค.ศ. 1956 เมอร์ด็อคเขียนนวนิยายด้วยกันทั้งหมด 25 และงานเขียนอื่นๆ ในสาขาปรัชญา และการละครจนกระทั่งปี ค.ศ. 1995 เมื่อเริ่มมีอาการของโรคอัลไซเมอร์ ที่เมื่อเริ่มมีอาการเมอร์ด็อคมีความเห็นว่าเป็นเพราะความคิดตันทางการเขียน (writer's block)", "มอริส วิลคินส์\nที่ราชวิทยาลัยลอนดอน มอริสได้ศึกษาการเลี้ยวเบนรังสีเอกซ์ของดีเอ็นเอที่ได้จากต่อมไทมัสของลูกวัว โดยมีรูดอล์ฟ ซิกเนอร์ (Rudolf Signer) นักวิทยาศาสตร์ชาวสวิสเป็นผู้สกัดดีเอ็นเอ นอกเหนือจากการง่วนกับงานวิจัยสาขาอื่น ๆ มอริสค้นพบว่า ดีเอ็นเอจากห้องปฏิบัติการของซิกเนอร์มีสภาพสมบูรณ์กว่าดีเอ็นเอที่แยกได้ก่อนหน้านี้ นอกจากนี้เขายังพบว่าสามารถผลิตเส้นใยดีเอ็นเอที่เรียงตัวเป็นระเบียบเพื่อนำไปถ่ายภาพผลึกด้วยรังสีเอกซ์ จากการเลือกเส้นใยดีเอ็นเออย่างระมัดระวัง และใส่น้ำตลอดเวลาให้เส้นใยพองตัว มอริสและนักศึกษาปริญญาเอก เรย์มอนด์ กอสลิง ก็สามารถถ่ายภาพรังสีเอกซ์ของดีเอ็นเอได้ จากภาพแสดงให้เห็นว่าโมเลกุลดีเอ็นเอเป็นเพียงภาพผลึกธรรมดา ภาพนี้ถูกนำไปเสนอต่อที่ประชุม จนเจมส์ วัตสันก็เริ่มสนใจในดีเอ็นเอ นอกจากนี้ มอริสยังได้ชักชวนฟรานซิส คริก ให้มาทำงานนี้ด้วยกัน กระนั้น มอริสยังคงคิดว่า หากใช้ดีเอ็นเอบริสุทธิ์ จะต้องใช้เครื่องมือรังสีเอกซ์ที่ดีกว่านี้ จึงได้ตัดสินใจซื้อหลอดรังสีเอกซ์และกล้องเล็กใหม่", "เรฟ จัดคินส์\nหลังจากเรียนจบ เขาได้ย้ายไปอยู่ที่ โพรวิเดนซ์ รัฐ โรด ไอส์แลนด์ ซึ่งที่นั่นเขาได้ศึกษาต่อในมหาวิทยาลัย บราวน์ เขามุ่งและตั้งใจเรียนเกี่ยวกับชีววิทยาและการศึกษาเกี่ยวกับงานประพันธ์ด้วย\nในมหาวิทยาลัย เขาเป็นผู้นำในการทำกิจกรรมนอกสถานที่, เป็นผู้ริเริ่มทำโครงการให้กับเด็กนักเรียนในการออกไปเปิดโลกกว้างในการอยู่ในป่าด้วย รวมทั้งเขายังชอบอาหารจนตั้งห้องเรียนสอนทำอาหารขึ้นในมหาวิทยาลัย เรฟรักการท่องเที่ยวและผจญภัย เริ่มด้วยจากการขับรถตู้กับสมาชิกในครอบครัวของเขา 17 คนตะเวนไปทั่วประเทศ ซึ่งปัจจุบันเขาอายุ 22 ปีเขาได้ท่องเที่ยวไปถึง 50 รัฐในสหรัฐอมเริกาและ 14 ประเทศแล้ว นอกจากนั้นเขายังได้ใช้ชีวิตในออสเตรเลียถึง 7 เดือนอีกด้วย เขากล่าวว่า \"คุณจะไม่สามารถไปถึงสถานที่นั้นได้จริงๆ จนกว่าคุณจะนอนและตื่นใต้พระอาทิตย์ ณ สถานที่แห่งนั้น\"", "มอริส วิลคินส์\nมอริสสมรสกับรูท (Ruth) นักศึกษาอักษรศาสตร์ขณะที่เขาอยู่ที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ ต่อมามีบุตรและหย่ากัน มอริสสมรสครั้งที่สองกับแพทริเซีย แอนน์ ชิดเกย์เมื่อปี พ.ศ. 2502 มีบุตรธิดาสี่คนคือ ซาร่าห์ วิลคินส์ จอร์จ วิลคินส์ เอมิลี วิลคินส์ และวิลเลียม วิลคินส์" ]
16
พ.ศ. 2538 ใครเป็นนายกรัฐมนตรีของไทย ?
[ "การลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีไทย\nการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีไทยในปี 2538 เป็นการลงมติของสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีแทนตำแหน่งที่ว่างลง เนื่องจากวันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2538 นายชวน หลีกภัย ต้องพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจากการยุบสภาผู้แทนราษฎร", "บรรหาร ศิลปอาชา\nในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2538 บรรหาร ศิลปอาชา ในฐานะหัวหน้าพรรคชาติไทย ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่มีสมาชิกของพรรคได้รับเลือกตั้งมากที่สุด ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ทำให้บรรหาร ได้ดำรงตำแหน่งเป็น นายกรัฐมนตรี คนที่ 21 ของประเทศไทย พร้อมควบตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย อีกตำแหน่งหนึ่งระหว่างเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2538 ถึง พฤศจิกายน พ.ศ. 2539", "การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2538\nการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2538 เป็น การเลือกตั้งในประเทศไทยครั้งที่ 20 มีขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2538 การเลือกตั้งในครั้งนั้น พรรคชาติไทย ประสบความสำเร็จ สามารถเอาชนะ พรรคประชาธิปัตย์ไปได้ ทำให้ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และ นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคได้ขึ้นดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี" ]
[ "คณะรัฐมนตรีไทย คณะที่ 59\nคณะรัฐมนตรีไทย คณะที่ 59 (20 ธันวาคม พ.ศ. 2551 - 9 สิงหาคม พ.ศ. 2554) มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี ตามประกาศพระบรมราชโองการ เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2551 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงลงพระปรมาภิไธยในประกาศ โดยมีนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ และในวันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2551 ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม แต่งตั้งคณะรัฐมนตรี โดยมี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ คณะรัฐมนตรีไทย คณะนี้ เป็นคณะที่ ประกาศใช้ พระราชกำหนดบริหารราชการแผ่นดินในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ยาวนานที่สุดตั้งแต่มีกฎหมายฉบับนี้ และนับว่าเป็นคณะรัฐมนตรีที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย", "กอบศักดิ์ ชุติกุล\nนอกจากนี้ยังเป็นผู้ร่างคำแถลงลาออกของนายกรัฐมนตรี (พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์) เมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2523, เลขานุการเอกสถานทูตไทยประจำกรุงวอชิงตัน ดี.ซี., เลขานุการเอกคณะผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ, รองอธิบดีกรมการเมือง และขึ้นเป็นข้าราชการ ระดับ 10 เอกอัครราชทูต ประจำกระทรวง ปี พ.ศ. 2531, เอกอัครราชทูต สถานเอกอัคราชทูต ณ กรุงปราก ปี พ.ศ. 2533, เอกอัครราชทูตประจำสาธารณรัฐเชกและสโลวัก ปี พ.ศ. 2534 และเป็น อธิบดีกรมอาเซียน ปี พ.ศ. 2537, อธิบดีกรมเศรษฐกิจปี พ.ศ. 2538, อธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2540 และโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ, อธิบดีกรมเศรษฐกิจ กระทรวงการต่างประเทศ เมื่อวันที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2542, กรรมการที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2544", "วิกฤตการณ์การเมืองไทย พ.ศ. 2556–2557\nนาย คณิต เอี่ยมระหงษ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ ถูกคณะรัฐมนตรีไทย คณะที่ 61 ย้ายไปเป็นผู้ตรวจราชการในวันที่ 1 ตุลาคม 2557 นายแพทย์ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ถูกย้ายไปดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิของนายกรัฐมนตรี ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีระหว่างวันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2558 ตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 75/2558 ถึงวันที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 204/2558 และ พ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ ถูกคณะรัฐมนตรีไทย คณะที่ 61 ย้ายมาปฏิบัติราชการสำนักนายกรัฐมนตรีมีผลวันที่ 3 พฤษภาคม 2560 โดยก่อนหน้านี้คณะรัฐมนตรีมีมติย้ายให้เป้นที่ปรึกษาปปง. รวมบุคคลที่เกี่ยวข้องกับศรส.ถูกคณะรัฐมนตรีไทย คณะที่ 61 ปลดและโยกย้ายหลังรัฐประหาร 3 ราย", "คณะรัฐมนตรีไทย คณะที่ 23\nจอมพลแปลก พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ตามประกาศและแต่งตั้งรัฐมนตรีชั่วคราว ลงวันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2494 คณะบริหารประเทศชั่วคราว เป็นผู้ลงนามในประกาศคณะรัฐมนตรีคณะนี้ไม่ได้แถลงนโยบายต่อสภาผู้แทนราษฎรคณะรัฐมนตรีชั่วคราวได้แจ้งไปยังประธานสภาผู้แทนราษฎร ขอให้ดำเนินการจัดตั้งนายกรัฐมนตรีต่อไป\nและได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้ง จอมพลแปลก พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี บริหารราชการแผ่นดิน\nเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2494", "การลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีไทย พ.ศ. 2557\nการประชุมเริ่มเมื่อเวลา 10 นาฬิกา ตวง อันทะไชย สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติซึ่งได้รับมอบหมายจากมติวิปสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ให้เป็นผู้เสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และผู้บัญชาการทหารบก เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 29 โดยมีผู้รับรอง 188 คน และไม่ลงคะแนน 1 คน หลังจากใช้เวลาประมาณ 30 นาที การออกเสียงจึงเสร็จสิ้น ประธานสภานิติบัญัติแห่งชาติ(พรเพชร)ได้ประกาศผลการลงคะแนนออกเสียงมีผู้เห็นชอบให้ พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรี 191 เสียง เท่ากับว่า พล.อ.ประยุทธ์ได้เป็นว่าที่นายกรัฐมนตรีคนที่ 29 ของประเทศไทย โดยมีสมาชิกงดออกเสียง 3 เสียง คือ พรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย และพีระศักดิ์ พอจิต รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ นอกจากนี้มีสมาชิกลาป่วย 3 คน ประกอบด้วย กาญจนารัตน์ ลีวิโรจน์, คุณพรทิพย์ จาละ และ พลเอก สุรวัช บุตรวงษ์", "แปลก พิบูลสงคราม\nจอมพล จอมพลเรือ จอมพลอากาศ แปลก พิบูลสงคราม (14 กรกฎาคม พ.ศ. 2440 – 11 มิถุนายน พ.ศ. 2507) หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า \"จอมพล ป.พิบูลสงคราม\" เป็นนายกรัฐมนตรีไทยที่ดำรงตำแหน่งนานที่สุด คือ 15 ปี 24 วัน รวม 8 สมัย และเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีนโยบายที่สำคัญคือ การมุ่งมั่นพัฒนาประเทศไทย ให้มีความเจริญรุ่งเรืองทัดเทียมนานาอารยประเทศ มีการปลุกระดมให้คนไทยรู้สึกรักชาติ โดยออกประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วย \"รัฐนิยม\" หลายอย่าง ซึ่งบางอย่างได้ประกาศเป็นกฎหมายในภายหลัง หลายอย่างกลายเป็นวัฒนธรรมของชาติ เช่น การรำวง, ก๋วยเตี๋ยวผัดไทย เป็นผู้เปลี่ยนชื่อ \"ประเทศสยาม\" เป็น \"ประเทศไทย\" และเป็นผู้เปลี่ยน \"เพลงชาติไทย\" มาเป็นเพลงที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน", "การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป มกราคม พ.ศ. 2489\nหลังจากนี้ ได้มีการโหวตกันในรัฐสภา ปรากฏว่าเสียงส่วนใหญ่เลือก นายควง อภัยวงศ์ เป็นนายกรัฐมนตรี นับเป็นสมัยที่ 2 ของนายควง ในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี นับเป็นคณะรัฐมนตรีคณะที่ 14 แต่ว่าคณะรัฐมนตรีคณะนี้ก็มีอายุอยู่ได้เพียงเดือนเศษ ก็ต้องสิ้นสุดลง เนื่องจากการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองค่าใช้จ่ายของประชาชนในภาวะคับขัน พ.ศ. 2489 หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ \"\"พ.ร.บ.ปักป้ายข้าวเหนียว\"\" ที่ นายทองอินทร์ ภูริพัฒน์ ส.ส.จังหวัดอุบลราชธานี พรรคสหชีพ เป็นผู้เสนอ คณะรัฐมนตรีได้แถลงให้สภาฯทราบแล้วว่า คณะรัฐมนตรีไม่สามารถปฏิบัติตามร่างพระราชบัญญัติฯนั้นได้ เพราะเกรงจะเป็นการเดือดร้อนแก่ประชาชนทั่วไป เนื่องด้วยไม่มีมาตรการอะไรมารองรับ แต่สภาฯได้ลงมติรับหลักการ ด้วยคะแนนเสียง 65 ต่อ 63 รัฐมนตรีทั้งคณะจึงได้กราบถวายบังคมฯ ลาออกจากตำแหน่ง ตั้งแต่วันที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2489 ซึ่งสมาชิกคณะรัฐมนตรีคณะนี้ส่วนหนึ่ง ได้ร่วมกันก่อตั้ง พรรคประชาธิปัตย์ ขึ้นมาในเวลาหลังจากนี้ต่อมาไม่นาน", "การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2538\nนายบรรหาร จึงได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 13 กรกฎาคม ปีเดียวกัน นับเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 21 ของประเทศไทย", "การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2538\nผลการเลือกตั้ง พรรคชาติไทย ที่นำโดย นายบรรหาร ศิลปอาชา ซึ่งเป็นแกนนำฝ่ายค้าน ได้รับคะแนนมาเป็นลำดับหนึ่ง ด้วยจำนวน 91 ที่นั่ง ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นรัฐบาลได้มาเป็นลำดับต่อมา คือ 86 ที่นั่ง ขณะที่พรรคความหวังใหม่ได้รับเลือกมาเป็นลำดับที่สาม 57 ที่นั่ง" ]
21
ภาพ "การประกาศของเทพ" โดยยัน ฟัน ไอก์ "ฉากแท่นบูชาเมรอด" กลายเป็นงานเขียนที่มีชื่อที่สุดของฟัน ไอก์ ใช่หรือไม่?
[ "ฉากแท่นบูชาเมรอด\nโรเบิร์ต กัมปินเขียนภาพ \"ฉากแท่นบูชาเมรอด\" ระหว่างปี ค.ศ. 1425 ถึงปี ค.ศ. 1428 แต่บ้างก็เชื่อว่าเขียนโดยผู้ติดตามหรือเป็นงานก๊อบปี้จากงานดั้งเดิมของกัมปิน ในปัจจุบันพิพิธภัณฑ์เมโทรโปลิตันให้คำบรรยายภาพนี้ว่าเขียนโดย \"โรเบิร์ต กัมปิน และผู้ช่วย\" \"ฉากแท่นบูชาเมรอด\" ถือกันว่าเป็นภาพเขียนที่งดงามที่สุดของสมัยเนเธอร์แลนด์เริ่มแรกในนิวยอร์กและในทวีปอเมริกาเหนือ จนกระทั่งการมาถึงของภาพ \"การประกาศของเทพ\" โดยยัน ฟัน ไอก์ \"ฉากแท่นบูชาเมรอด\" กลายเป็นงานเขียนที่มีชื่อที่สุดของฟัน ไอก์ ที่อาจจะเป็นเพราะฟัน ไอก์ใช้สร้างเหตุการณ์ให้เกิดขึ้นภายในที่อยู่อาศัยโดยมีภูมิทัศน์เมืองลิบ ๆ ที่เห็นจากหน้าต่าง" ]
[ "ฉากแท่นบูชาเกนต์\nบานหลักเมื่อปิดเป็นภาพแม่พระรับสารตลอดทั้งสี่แผงที่เขียนในลักษณะที่เรียกว่า[[จิตรกรรมเอกรงค์]] ทางด้านซ้ายเป็นคำประกาศของ[[กาเบรียล]] ทางด้านขวาเป็นคำตอบของพระแม่มารีย์ที่เหมือนกับงานแม่พระรับสารอีกชิ้นหนึ่งของ[[ยัน ฟัน ไอก์]]ที่เขียนคว่ำเพื่อให้พระเจ้าอ่านได้ คาดกันว่าทิวทัศน์จากหน้าต่างอาจจะเป็นทิวทัศน์จากที่ที่ฟัน ไอก์ทำงานที่เกนต์ \nโยโดกึส (โยสต์) ไฟต์ [[ภาพเหมือนผู้อุทิศ|ผู้จ้าง]]เป็นพ่อค้าที่มั่งคั่งแต่ไม่มีบุตรธิดา\nระหว่างผู้อุทิศเป็นนักบุญยอห์นผู้ให้บัพติศมากับ[[ยอห์นผู้นิพนธ์พระวรสาร]]เป็นรูปปั้นบนแท่นวาดแบบเอกรงค์ ด้านบนเป็น[[เศคาริยาห์ (ผู้เผยพระวจนะชาวฮีบรู)]] และ[[มีคาห์]]มองลงมาดูว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำนายไว้เป็นจริง ซึ่งเขียนบนแถบลอยอยู่เหนือศีรษะของทั้งสองคน ระหว่างทั้งสองก็เป็นผู้ทำนายการมาของพระเยซู[[หมวดหมู่:ยัน ฟัน ไอก์]]\n[[หมวดหมู่:แท่นบูชา]]\n[[หมวดหมู่:บานพับภาพ]]\n[[หมวดหมู่:จิตรกรรมเนเธอร์แลนด์เริ่มแรก]]\n[[หมวดหมู่:จิตรกรรมกอทิก]]\n[[หมวดหมู่:จิตรกรรมในคริสต์ทศวรรษ 1430]]\n[[หมวดหมู่:ศิลปะเกี่ยวกับพระเยซู]]\n[[หมวดหมู่:ศิลปะเกี่ยวกับนักบุญ]]", "บาร์เตเลอมี ฟัน ไอก์\nบานพับภาพสาม \"การประกาศของเทพแห่งเอ็กซ์\" ที่วาดระหว่างปี ค.ศ. 1441 ถึงปี ค.ศ. 1445 ปัจจุบันถูกแยกเป็นชิ้นๆ ระหว่าง เอ็กซ์-ออง-โปรวองซ์ บรัสเซลส์ อัมสเตอร์ดัม และร็อตเตอร์ดัม บานข้างถูกตัดเป็นสองชิ้น ผู้จ้างงานชิ้นนี้เป็นพ่อค้าผ้าเพื่อนผู้รู้จักพ่อเลี้ยงของบาเธเลมี เป็นงานที่รวมอิทธิพลของจิตรกรรมเนเธอร์แลนด์สมัยต้นของโรแบร์ต แคมแพง และ ยาน ฟาน เอค และงานของเคล้าส์ ซลูเตอร์ (Claus Sluter) ที่ทำงานอยู่ที่ดิจองและ นิโคโล อันโตนิโอ โคลันโตนิโอ (Niccolò Antonio Colantonio) จากเนเปิลส์ แต่บางท่านก็สันนิษฐานว่าสองคนหลังน่าจะเป็นผู้ได้รับอิทธิพลจากบาเธเลมีเสียมากกว่าที่จะเป็นผู้มีอิทธิพลต่อ รายละเอียดสัญลักษณ์ต่างๆ ที่ใช้ภายในภาพเป็นรายละเอียดที่ละม้ายสัญลักษณ์ของการประกาศของเทพของยาน ฟาน เอคและศิลปินในกลุ่มเดียวกันใช้ เช่นในภาพ\"การประกาศของเทพ\" (วอชิงตัน) ภาพนี้และภาพเหมือนที่เขียนเมื่อปีค.ศ. 1456 (ลิคเค็นชไตน์คอลเล็คชัน, เวียนนา) และเศษภาพพร้อมกับกางเขนที่พิพิธภัณฑ์ลูฟร์ เป็นจิตรกรรมแผงเพียงเท่านั้นที่เหลือที่เชื่อกันว่าเป็นงานของบาเธเลมี งานสมัยหลังเป็นงานหนังสือวิจิตรทั้งสิ้นจากการอุปถัมภ์ของพระเจ้าเรอเนแห่งเนเปิลส์", "ปริศนาสมบัติอัจฉริยะ\nเขียนโดย ริก ไรออร์แดน วางจำหน่ายในสหรัฐอเมริกาเมื่อวันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2551 เริ่มเรื่องด้วยฉากงานศพของเกรซ คาฮิลล์ ผู้เป็นยายของแดน และเอมี่ คาฮิลล์ เกรซได้มอบทางเลือกให้ญาติแต่ละคนที่มาเข้าร่วมงานศพสองทางเลือก หนึ่งคือรับเงินสองล้านดอลลาร์แล้วกลับบ้านไป และสองคือร่วมเกมปริศนาตามล่าสมบัติที่จะทำให้ผู้ที่ได้รับยิ่งใกญ่กว่าใครในโลก แดนและเอมี่เลือกที่จะเข้าร่วมเกมในครั้งนี้ ทั้งสองได้พบเงื่อนงำแรกจาก 39 เงื่อนงำ ทั้งสองเข้าไปค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมในคฤหาสน์ของเกรซ โดยทั้งคู่ได้พบกับอลิสแตร์ โอลุงชาวเกาหลี ทั้งสามค้นพบห้องสมุดลับในคฤหาสน์และซาลาดิน แมวที่หายไป แต่ไม่ทันไรก็เกิดไปไหม้คฤหาสน์ขึ้น อลิสแตร์หายตัวไป ทิ้งให้เอมี่กับแดนต้องเอาชีวิตรอด เอมี่ค้นพบว่าเงื่อนงำแรกนำไปสู่บุคคลในประวัติศาสตร์ท่านหนึ่ง คือ เบนจามิน แฟรงคลิน ซึ่งภายหลังได้ค้นพบว่าเขาเป็นหนึ่งในสายตระกูลลูเซี่ยน เมื่อสองพี่น้องรอดมาจากการวางเพลิงได้ ทั้งคู่ซมซานไปหาเนลลี่ โกเมซ พี่เลี้ยงของพวกเขา ผู้ใหญ่คนเดียวในตอนนี้ที่ทั้งสองไว้ใจ เงื่อนงำทั้งหมดพาไปสู่ความลับในสุสานกระดูกใต้กรุงปารีส คำไขปริศนาคือ \"\"เหล็กละลาย\"\"", "ฉากแท่นบูชาเกนต์\nบานพับภาพเกนต์จ้างให้ทำโดยโยโดกึสหรือโยสต์ ไฟต์ (Jodocus Vijdt) ผู้เป็นพ่อค้าผู้มีฐานะดี งานเขียนเริ่มโดยฮือเบิร์ต ฟัน ไอก์ (Hubert van Eyck) ผู้เสียชีวิตเมื่อ ค.ศ. 1426 ขณะที่ยังเขียนภาพนี้อยู่ งานนี้จึงมาเสร็จโดยยัน ฟัน ไอก์ ผู้เป็นน้องชาย บานพับภาพนี้ถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของการเขียนภาพแบบใหม่ซึ่งเป็นการเขียนที่นิยมความเป็นธรรมชาติแทนที่จะเป็นเขียนแบบจินตนาการนิยมศิลปะคลาสสิก", "ฉากแท่นบูชาเกนต์\nบนกรอบเคยมีตัวอักษรบ่งว่าฮือเบิร์ต ฟัน ไอก์ ผู้ \"เหนือกว่าผู้ใด\" (\"maior quo nemo repertus\") เป็นผู้เริ่มเขียนภาพ และยัน ฟัน ไอก์ เรียกตนเองว่า \"ช่างเขียนมือรอง\" (\"arte secundus\") เป็นผู้เขียนเสร็จในปี ค.ศ. 1432 แต่กรอบที่แกะสลักอย่างสวยงามรอบบานพับถูกทำลายระหว่างการปฏิรูปคริสตจักร สันนิษฐานกันว่าส่วนที่สูญหายไปอาจจะรวมทั้งกลไกที่ใช้ปิดเปิดบานพับซึ่งอาจจะรวมทั้งดนตรีประกอบด้วย", "พระนางพรหมจารีและพระกุมารกำลังอ่าน\n\"ดูบทความหลักที่ พระแม่มารีและพระบุตร\"\nพระแม่มารีและพระบุตรอ่านหนังสือ () เป็นภาพเขียนสีน้ำมันที่เขียนโดยยัน ฟัน ไอก์ จิตรกรชาวดัตช์คนสำคัญของงานจิตรกรรมเนเธอร์แลนด์เริ่มแรก ปัจจุบันตั้งแสดงอยู่ที่หอศิลป์แห่งชาติ วิกตอเรีย เมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย ยัน ฟัน ไอก์เขียนภาพ \"พระแม่มารีและพระบุตรอ่านหนังสือ\" เสร็จในปี ค.ศ. 1433", "ปริศนาสมบัติอัจฉริยะ ตอน ผจญค่ายกลกระดูก\nปริศนาสมบัติอัจฉริยะ ตอน ผจญค่ายกลกระดูก เป็นนวนิยายเล่มแรกในชุดปริศนาสมบัติอัจฉริยะ ประพันธ์โดยริก ไรออร์แดน ตีพิมพ์ครั้งแรกในสหรัฐอเมริกาเมื่อวันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2551 โดยสำนักพิมพ์สกอลาสติก เนื้อเรื่องเริ่มต้นขึ้นที่สองพี่น้องกำพร้า แดนและเอมี่ คาฮิลล์ ทั้งสองค้นพบว่าตนเป็นส่วนหนึ่งของคาฮิลล์ ตระกูลที่มีพลังอำนาจมากที่สุดในโลก ซึ่งสมาชิกในตระกูลต้องฝ่าฟันกันเพื่อค้นหาคำไขปริศนาทั้ง 39 คำ", "อภินิหารแหวนครองพิภพ\nอภินิหารแหวนครองพิภพ () เป็นภาพยนตร์ตอนแรกสุดของภาพยนตร์ไตรภาคเดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ กำกับโดย ปีเตอร์ แจ็กสัน และออกฉายครั้งแรกในปี ค.ศ. 2001 ภาพยนตร์สร้างจากนิยายแฟนตาซีเลื่องชื่อ เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ ของ เจ. อาร์. อาร์. โทลคีน โดยมีชื่อตอนในภาษาอังกฤษเหมือนกันกับฉบับหนังสือ (แต่ฉบับหนังสือของไทยใช้ชื่อว่า มหันตภัยแห่งแหวน) เหตุการณ์ในเรื่องเกิดบนดินแดนในจินตนาการ มิดเดิลเอิร์ธ ว่าด้วยเรื่องของจอมมารเซารอน ผู้ค้นหาแหวนเอกธำมรงค์ (แหวนแห่งอำนาจ) ซึ่งบรรจุอำนาจของตนในยามสร้างขึ้นไว้ เพื่อจะควบคุมผู้ครองแหวนอื่นๆ ที่ได้สร้างขึ้น 3 วงแก่เอลฟ์ 7 วงแด่คนแคระ และ 9 วงแด่มนุษย์ แต่ต่อมาแหวนของเขาตกไปอยู่ในมืออิซิลดูร์ผู้ตัดนิ้วของเขา จากนั้นจึงตกไปสู่ห้วงน้ำและถูกพบเจอโดยกอลลัม หลังจากนั้นบิลโบ แบ๊กกิ้นส์ก็ครอบครองต่อมา แล้วจึงได้ทิ้งให้เป็นสมบัติของฮอบบิท หลานของเขาคือ โฟรโด แบ๊กกิ้นส์ และได้เป็นจุดเริ่มต้นของคณะพันธมิตรแห่งแหวน 9 คน ต้องรับภารกิจในการเดินทางไปยังเมาท์ดูม ภูเขาไฟที่อยู่ใจกลางอาณาจักรมอร์ดอร์ อันเป็นสถานที่ๆหลอมแหวนขึ้นมาและเพียงแห่งเดียวที่สามารถเผาทำลายแหวนเอกธำมรงค์ได้", "ฉากแท่นบูชาเมรอด\nฉากแท่นบูชาเมรอด () หรือ ฉากแท่นบูชาการประกาศของเทพ () เป็นจิตรกรรมแผงที่เขียนโดยโรเบิร์ต กัมปิน จิตรกรสมัยศิลปะเนเธอร์แลนด์เริ่มแรก ปัจจุบันตั้งแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์เมโทรโปลิตัน นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา", "โรเบิร์ต กัมปิน\nระหว่างปี ค.ศ. 1425-1430 ดูเหมือนว่ากัมปินจะเขียน \"ฉากแท่นบูชาเมรอด\" ปัจจุบันอยู่ที่พิพิธภัณฑ์เมโทรโปลิตัน นครนิวยอร์ก ซึ่งเป็นภาพที่ซับซ้อนจากหัวเรื่อง \"การประกาศของเทพ\" แผ่นกลางที่แปลกออกไปที่อยู่ที่พิพิธภัณฑสถานศิลปะที่บรัสเซลส์ทำให้เห็นว่าบานพับภาพเมรอดที่นิวยอร์กไม่ใช่ภาพต้นแบบจริง" ]
2
เอ็มมา ชาร์ล็อต ดูแอร์ วอตสันเกิดเมื่อวันที่เท่าไหร่?
[ "เอ็มมา วอตสัน\nเอ็มมา ชาร์ล็อต ดูแอร์ วอตสัน (; เกิด 15 เมษายน พ.ศ. 2533) เป็นนักแสดงหญิง นางแบบ และนักกิจกรรมหญิงชาวบริติช เกิดในปารีสและเติบโตในออกซฟอร์ดไชร์ วอตสันเข้าเรียนโรงเรียนดรากอนสกูลขณะเป็นเด็ก และเรียนการแสดงที่โรงเรียนสเตจโคชเธียเตอร์อาตส์ สาขาออกซฟอร์ด เธอเป็นที่จดจำจากบทบาทการแสดงในบทเฮอร์ไมโอนี เกรนเจอร์ ในภาพยนตร์ชุด\"แฮร์รี พอตเตอร์\" ปรากฏตัวในภาพยนตร์\"แฮร์รี พอตเตอร์\"แปดภาคตั้งแต่ปี พ.ศ. 2544-2554 โดยก่อนหน้านั้นเธอเคยแสดงเฉพาะละครในชั้นเรียน แฟรนไชส์ \"แฮร์รี พอตเตอร์\" ทำให้วอตสันมีชื่อเสียงทั่วโลก ได้รับคำยกย่อง และรายได้มากกว่า 10 ล้านปอนด์ เธอยังคงรับงานแสดงนอกจากภาพยนตร์\"แฮร์รี พอตเตอร์\" อีก เรื่องแรกคือพากย์เสียงในภาพยนตร์ \"การผจญภัยของเดเปอโร\" และปรากฏในภาพยนตร์โทรทัศน์ฉบับดัดแปลงจากนวนิยายเรื่อง \"รองเท้าบัลเลต์\" ตั้งแต่นั้นมา เธอได้รับบทในภาพยนตร์เรื่อง \"วัยป่วนหัวใจปึ้ก\" และ\"วัยร้าย วัยลัก\" ได้รับบทเป็นตนเองในฉบับ \"เกินจริง\" ปรากฏตัวชั่วครู่ในภาพยนตร์ \"วันเนี๊ย...จบป่ะ\" และรับบทเป็นบุตรบุญธรรมของตัวละครหลักในเรื่อง \"โนอาห์ มหาวิบัติวันล้างโลก\"" ]
[ "เอ็มมา วอตสัน\nเอ็มมา วอตสันเกิดที่ปารีส ประเทศฝรั่งเศส เธอเป็นลูกสาวของทนายความชาวอังกฤษชื่อ แจ็กลีน ลิวสบี และคริส วอตสัน วอตสันอาศัยอยู่ในปารีสจนอายุ 5 ขวบ พ่อแม่ของเธอแยกทางกันตั้งแต่เธอยังเด็ก หลังจากพ่อแม่หย่าร้างกัน วอตสันย้ายกลับมาอยู่กับมารดาที่ออกซฟอร์ดไชร์ ประเทศอังกฤษ และอยู่กับบิดาที่ลอนดอนในวันสุดสัปดาห์ วอตสันเคยกล่าวว่าเธอพูดภาษาฝรั่งเศสได้บ้าง แม้ว่า \"ไม่คล่องแคล่ว\" เท่าที่เคย หลังจากย้ายไปที่ออกซฟอร์ดกับมารดาและน้องชาย เธอเข้าศึกษาที่โรงเรียนดรากอนสกูลในออกซฟอร์ด จนกระทั่งปี พ.ศ. 2546 เธออยากเป็นนักแสดงตั้งแต่อายุ 6 ขวบ และเรียนร้องเพลง เต้นรำ และการแสดงที่โรงเรียนสเตจโคชเธียเตอร์อาตส์แบบไม่เต็มเวลา", "จอห์น บี. วอตสัน\nจอห์น โบรดัส วอตสัน เกิดในแทรเวเลอส์เรสต์ รัฐเซาท์แคโรไลนา เป็นบุตรชายของพิกเกนส์ บัตเลอร์ และ เอ็มมา (สกุลเดิม โร) วอตสัน แม่ของเขา เอ็มมา เป็นคนที่ศรัทธาในนิกายโปรเตสแตนต์ที่เคร่งครัด พ่อของเขา พิกเกนส์ เป็นคนติดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เขาทิ้งครอบครัวไปอาศัยอยู่กับหญิงชาวอินเดียสองคน ขณะวอตสันอายุ 13 ปี ด้วยความที่ครอบครัวของเขาขัดสนเงิน แม่ของเขาจึงขายฟาร์มที่มีอยู่ และย้ายไปอาศัยอยู่ในกรีนวิลล์ รัฐเซาท์แคโรไลนา เพื่อให้วอตสันมีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จ การย้ายจากหมู่บ้านชนบทที่ห่างไกลไปยังกรีนวิลล์ พิสูจน์ให้เห็นว่ามันสำคัญมากสำหรับวอตสัน โดยการให้โอกาสเขาได้สัมผัสกับความหลากหลายของคนประเภทต่าง ๆ ซึ่งเขายังนำใช้ศึกษาทฤษฎีในด้านจิตวิทยา", "เอ็มมา วอตสัน\nในปี พ.ศ. 2548 วอตสันเริ่มงานอาชีพนางแบบด้วยการถ่ายโฟโตชู้ตให้นิตยสาร\"ทีนโว้ก\" และเป็นดาราอายุน้อยที่สุดที่ได้ขึ้นปก สามปีต่อมา สื่อของบริติชรายงานว่าวอตสันจะเป็นพรีเซนเตอร์ของเชอแนลแทนเคียรา ไนต์ลี แต่ทั้งสองคนปฏิเสธว่าไม่เป็นความจริง ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2552 หลายปีหลังข่าวลือ วอตสันยืนยันว่าเธอจะร่วมกับเบอร์เบอรี เป็นพรีเซนเตอร์ในโครงการฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาวปี พ.ศ. 2552 ซึ่งเธอได้รับค่าตอบแทนประมาณหกหลัก เธอยังปรากฏตัวในโครงการโครงการฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาวปี พ.ศ. 2553 ของเบอร์เบอรีร่วมกับอเล็กซ์ น้องชายของเธอ จอร์จ เครก และแมตต์ กิลเมอร์ นักดนตรี และแม็กซ์ เฮิร์ด นายแบบ ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554 วอตสันได้รับรางวัลสไตล์ไอคอนจากนิตยสารแอล มอบโดยวิเวียน เวสต์วูด วอตสันยังคงทำงานโฆษณาแฟชันต่อไปหลังเธอประกาศว่าเธอเป็นพรีเซนเตอร์ให้ผลิตภัณฑ์ลังโคมในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2554", "เอ็มมา วอตสัน\nเมื่ออายุ 10 ขวบ วอตสันได้แสดงในละครเวทีของโรงเรียนสเตจโคชหลายเรื่อง รวมถึงเรื่อง \"อาร์เธอร์: เดอะยังเยียร์แอนด์เดอะแฮปปีพรินซ์\" แต่เธอไม่เคยแสดงมืออาชีพใด ๆ ก่อนภาพยนตร์ชุดแฮร์รี พอตเตอร์ หลังจบโรงเรียนดรากอนสกูล วอตสันย้ายไปเรียนที่โรงเรียนเฮดิงตันสกูล ขณะอยู่ที่กองถ่ายภาพยนตร์ เธอและเพื่อน ๆ มีครูสอนพิเศษให้วันละห้าชั่วโมง ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2549 เธอเข้าสอบ GCSE 10 วิชา ได้รับเกรด A* 8 วิชา และเกรด A 2 วิชา", "ทอม ครูซ\nโทมัส ครูซ เมโพเธอร์ที่ 4 () เกิดวันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2505 ที่เมืองซีราคิวส์ รัฐนิวยอร์ก ปัจจุบันอายุ ปี จบการศึกษามัธยมปลาย จากเกลน ไรดจ์ เคยแต่งงานกับดาราสาวมิมิ โรเจอร์ จากนั้นหย่ากัน ก่อนที่จะแต่งงานใหม่กับดาราสาวชาวออสเตรเลีย นิโคล คิดแมน ในปี 1990 และเลิกรากันในปี 2001 ต่อมาได้แต่งงานและมีบุตรสาวกับ เคที โฮล์มส ชื่อซูรี เกิดเมื่อ 18 เมษายน พ.ศ. 2549 ในแซนตามอนิกา รัฐแคลิฟอร์เนีย ก่อนที่จะทั้งคู่จะปิดฉากความรัก 6 ปีเต็ม ในเดือนมิถุนายน 2012", "กัปตันอเมริกา\nสตีฟ โรเจอร์ส ถือกำเนิดในวันที่ 4 กรกฎาคม ค.ศ. 1917 ที่โลเวอร์อีสท์ไซด์ของแมนฮัตตัน ในนิวยอร์ก โดยมีพ่อแม่เป็นชาวไอร์แลนด์ที่อพยพเข้าเมือง ซึ่งมีชื่อว่าซาร่าห์ กับโจเซฟ โรเจอร์ส โจเซฟ โรเจอร์สเสียชีวิตลง โดยที่เหลือเพียงสตีฟซึ่งเป็นบุตรเพียงคนเดียวของซาร่าห์ผู้เป็นมารดา จากนั้นในภายหลัง ซาร่าห์ก็ได้เสียชีวิตลงด้วยโรคปอดบวมในช่วงที่สตีฟอยู่ในวัยหนุ่ม ในช่วงต้นยุค 1940 ก่อนที่อเมริกาจะเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่สอง โรเจอร์สเป็นผู้มีร่างกายสูงแต่ผอมบาง เขาเป็นนักเรียนด้านวิจิตรศิลป์ผู้เชี่ยวชาญภาพประกอบ จากเหตุการณ์ที่คุกคามโดยจักรวรรดิไรช์ที่สามนี้ โรเจอร์สได้พยายามที่จะเข้าร่วมเกณฑ์ เพียงเพื่อต้องการที่จะปฏิเสธความยากจน เนื่องด้วยพลเอกเชสเตอร์ ฟีลิปส์แห่งกองทัพสหรัฐกำลังมองหาการทดสอบอยู่พอดี โรเจอส์จึงมีโอกาสที่จะรับใช้ประเทศชาติด้วยการมีส่วนร่วมในโครงการป้องกันความลับสุดยอด โอเปอร์เรชั่น: รีเบิร์ธ หรือโครงการการเกิดใหม่จึงได้เกิดขึ้น ซึ่งได้มีความพยายามในการพัฒนาด้านการสร้างซูเปอร์โซลเยอร์ที่มีความแข็งแกร่งทางด้านร่างกายอย่างแท้จริง โรเจอร์สอาสาเข้ารับการทดสอบ และภายหลังจากการคัดเลือกอย่างเข้มงวด เขาก็ได้รับเลือกให้เป็นมนุษย์คนแรกที่ได้รับเซรุ่มเพื่อเป็นซูเปอร์โซลเยอร์จากนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อว่า ดร.โจเซฟ ไรน์สไตน์ ซึ่งในภายหลังเขาได้เปลี่ยนชื่อรหัสของนักวิทยาศาสตร์มาเป็น อับราฮัม เออร์สไคน์", "เอ็มมา วอตสัน\nในปี พ.ศ. 2547 ภาพยนตร์เรื่องแฮร์รี่ พอตเตอร์กับนักโทษแห่งอัซคาบันออกฉาย วอตสันรู้สึกพอใจในบทบาทเฮอร์ไมโอนี่ซึ่งเธอแสดงออกอย่างเต็มที่มากขึ้น โดยเธอเรียกตัวละครของเธอว่า \"มีเสน่ห์\" และเป็น \"บทอัศจรรย์\" แม้ว่านักวิจารณ์ตำหนิการแสดงของแรดคลิฟฟ์ มองว่าเขา \"เล่นแข็ง\" แต่พวกเขายกย่องวอตสัน หนังสือพิมพ์เดอะนิวยอร์กไทมส์ชมเชยการแสดงของวอตสันว่า \"โชคดีที่คุณแรดคลิฟฟ์ที่ไร้อารมณ์ถูกชดเชยด้วยความอดทนของคุณวอตสัน แฮร์รีได้อวดทักษะพ่อมดที่หลากหลายขึ้น แต่เฮอร์ไมโอนี่ได้รับเสียงปรบมือดังที่สุดจากหมัดปราศจากเวทมนตร์ต่อยเข้าที่จมูกของเดรโก มัลฟอย\" แม้ว่าเรื่องนักโทษแห่งอัซคาบันจะเป็นภาพยนตร์ที่ทำรายได้น้อยที่สุดในภาพยนตร์ชุด แต่การแสดงของวอตสันจะชนะรางวัลออตโตสองรางวัล และรางวัลการแสดงเด็กแห่งปีจากนิตยสาร\"โททัลฟิล์ม\"", "เอ็มมา วอตสัน\nในปี พ.ศ. 2542 การคัดเลือกนักแสดงภาพยนตรเรื่อง\"แฮร์รี่ พอตเตอร์กับศิลาอาถรรพ์\"เริ่มขึ้น โดยเป็นภาพยนตร์ที่ดัดแปลงมาจากนวนิยายที่ขายดีที่สุดของเจ. เค. โรว์ลิง เจ้าหน้าที่ที่คัดเลือกนักแสดงพบวอตสันผ่านทางครูของเธอที่โรงละครออกซฟอร์ด และโปรดิวเซอร์รู้สึกประทับใจในความมั่นใจในตนเองของเธอ หลังการออดิชันแปดครั้ง โปรดิวเซอร์ เดวิด เฮย์แมน บอกวอตสันและผู้สมัครอีกสองคนคือ แดเนียล แรดคลิฟฟ์ และ รูเพิร์ต กรินต์ว่าพวกเขาได้รับเลือกให้เป็นตัวละครเฮอร์ไมโอนี่ เกรนเจอร์ แฮร์รี่ พอตเตอร์ และรอน วีสลีย์ โดยเป็นเพื่อนร่วมโรงเรียนเดียวกัน โรว์ลิงสนับสนุนวอตสันตั้งแต่การทดสอบหน้ากล้องครั้งแรก", "เอ็มมา วอตสัน\nวอตสันพบและเริ่มคบหากับนักเรียนที่ออกซฟอร์ด วิล แอดาโมวิกซ์ ในปี พ.ศ. 2554 ระหว่างเรียนมหาวิทยาลัยปีแรก เขาไปกับเธอในงานประกาศรางวัลเอ็มทีวีมูวีอะวอดส์ 2013 ซึ่งวอตสันได้รับรางวัลเทรลเบลเซอร์ ทั้งคู่เลิกรากันในต้นปี พ.ศ. 2557 ต่อมาในปีนั้น วอตสันคบหากับนักกีฬารักบี้ของออกซฟอร์ดชื่อ แมทธิว แจนนี ความสัมพันธ์สิ้นสุดลงในเดือนพฤศจิกายน ผู้แถลงข่าวแทนวอตสันกล่าวว่าทั้งคู่เลิกรากันเนื่องจาก \"ตารางงานไม่มีเวลาว่าง\"" ]
10
เคร็ก ดั๊กลาส เบลลามี่ เกิดวันที่เท่าไหร่ ?
[ "เคร็ก เบลลามี\nเคร็ก เบลลามี่ เกิดเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม ปี1979 ที่โรงพยาบาลเซนต์ เดวิด เมืองคาร์ดิฟฟ์ (เวลส์) และแต่งงานกับแคลร์ แยนเซ่นแฟนสาวที่คบกันมาตั้งแต่ช่วงวัยรุ่นในเดือนมิถุนายน ปี 2006 (ก่อนจะแต่งงานกันทั้งคู่มีลูกด้วยกันมาแล้ว) โดยทั้งคู่มีลูกชาย 2คนคือเอลลิส ,คาเมรอน และมีลูกสาว 1 คนคือ เล็กซ์ซี่ ทั้งคู่หย่ากันในปี 2012" ]
[ "เคร็ก เบลลามี\nเคร็ก ดั๊กลาส เบลลามี่ () เป็นอดีตนักฟุตบอลชื่อดังชาวเวลส์ และเคยเป็นกัปตันทีมชาติเวลส์ รวมถึงติดทีมชาติสหราชอาณาจักรบริเทนใหญ่และไอร์แลนด์เหนือ (BG) ลงแข่งขันในกีฬาโอลิมปิก ปี 2012 ที่กรุงลอนดอนถึงแม้ในช่วงที่ยังเล่นฟุตบอลเคร็ก เบลลามี่จะเป็นนักเตะที่ก่อเรื่องฉาวมากมายแต่ก็ได้รับการยกย่องว่าเป็นกองหน้าที่มีความเร็วสูงมากคนหนึ่งในวงการฟุตบอลอังกฤษ ผ่านการเล่นให้กับสโมสรชั้นนำหลายสโมสรเช่นนิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด, ลิเวอร์พูล, เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ก่อนที่จะแขวนสตั๊ดกับสโมสรคาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ หลังจบพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2013 - 2014", "เคร็ก เบลลามี\n\"เอลลิส เบลลามี่\" ลูกชายคนโตของเขา (เกิดปี 1998) เลือกเล่นฟุตบอลในตำแหน่งกองหน้าเหมือนพ่อ และอยู่ในระบบพัฒนาเยาวชนของสโมสรอาชีพ โดยในปี 2012 เอลลิสก้าวขึ้นมาติดทีมชาติเวลส์ ชุดอายุไม่เกิน 16 ปี", "เคร็ก เบลลามี\nภาพพจน์ของเบลลามี่ดูเหมือนจะดีขึ้นแต่โชคร้ายที่กลับเกิดเรื่องอื้อฉาวอีกครั้ง โดยในวันที่14 มิถุนายน ปี2008 ขณะที่เขาตั้งใจที่จะไปเปิดโรงเรียนสอนฟุตบอลในเซียร์ร่า ลีโอน แต่กลับก่อเรื่องทะเลาะวิวาทกับเจ้าหน้าที่การกุศลในบ่อนคาสิโนหลังจากเสียพนันในร้าน!colspan=\"3\"|Premier League\n!261!!82!!12!!4!!21!!10!!40!!15!!334!!111\n349||119||13||4||25||12||40||15||425||149\n12||7||3||2||colspan=\"2\"|-||colspan=\"2\"|-||15||9\n361||126||16||6||25||12||40||15||440||158", "เคร็ก เบลลามี\nแม้ตัวเขาจะย้ายมาลิเวอร์พูลแล้วแต่สงครามระหว่างเขาและนิวคาสเซิ่ลต้นสังกัดเก่าดูเหมือนจะยังไม่จบ เมื่อวันที่ 20 กันยายน ปี 2006 หลังเกมส์ที่ลิเวอร์พูลเปิดบ้านเอาชนะนิวคาสเซิ่ลไปได้ 2-0 เบลลามี่และเทอร์รี่ แม็คเดอม็อตต์ อดีตดาวดังทีมชาติอังกฤษซึ่งเป็นสตาฟฟ์โค้ชของนิวคาสเซิ่ล ได้ก่อเหตุทะเลาะวิวาทถึงขั้นสาวหมัดใส่กันในอุโมงค์ที่สนามแอนด์ฟิลด์ก่อนจะมีคนจับทั้งคู่แยกออกจากกัน", "เคร็ก เบลลามี\nเบลลามี่เริ่มต้นเล่นฟุตบอลตั้งแต่อายุ9ขวบที่สโมสรบริสตอล โรเวอร์สและเซ็นสัญญาเข้ามาอยู่ในทีมชุดเยาวชนของนอริช ซิตี้ โดยเขาเคยไปทดสอบฝีเท้ากับสโมสรแบร็ดฟอร์ด ซิตี้ โดยในระหว่างการทดสอบฝีเท้ากับแบร็ดฟอร์ด ซิตี้นั้น เขายิงไปถึง7ประตูจากการลงทดสอบ3นัด แต่กลับไม่ได้รับการเซ็นสัญญาด้วยเพราะสโมสรให้เหตุผลว่าเขาไม่เหมาะกับการเป็นนักฟุตบอลอาชีพ", "เคร็ก เบลลามี\nและเหตุการณ์ที่สร้างความตื่นตะลึงในช่วงเวลาระหว่างเขาและลิเวอร์พูลนั้นเกิดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2007 ในขณะที่ทีมกำลังเก็บตัวฝึกซ้อมที่โปรตุเกส\nและมีการสังสรรค์กันที่ร้านคาราโอเกะแห่งหนึ่ง เบลลามี่ได้เซ้าซี้ให้ ยอห์น อาร์เน่ รีเซ่ กองหลังของทีมแข่งร้องคาราโอเกะ แต่กลับถูกรีเซ่ปฏิเสธและตะคอกใส่จึงทำให้เขารู้สึกเสียหน้า จึงนำไม้กอล์ฟไปฟาดขาของรีเซ่ในสภาพมึนเมาควบคุมสติไม่ได้ เหตุการณ์นั้นทำให้ทั้งคู่ถูกปรับเงินกันคนละ2สัปดาห์ และได้ออกมาขอโทษผู้จัดการและเพื่อนร่วมทีมภายหลัง", "เคร็ก เบลลามี\nเคร็ก เบลลามี่เปิดตัวในฐานะนักเตะหมายเลข 10 ของเวสต์แฮม ยูไนเต็ดในวันที่ 10 กรกฎาคม ปี2007 ด้วยค่าตัว 7 ล้าน 5 แสนปอนด์ภายใต้สัญญา 5 ปีและยิงประตูแรกให้ต้นสังกัดได้เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2007 ในเกมส์ลีกคัพโดยทีมเอาชนะบริสตอล โรเวอร์สได้ 2-1 จากนั้นเบลลามี่ต้องพบกับอาการบาดเจ็บอย่างหนักในฤดูกาลแรกของเขากับเวสต์แฮม ทำให้ลงสนามได้เพียง 9 นัด และยิงได้ 4 ประตู", "เคร็ก เบลลามี\nหลังจากการให้สัมภาษณ์ครั้งนั้นของเบลลามี่ เขาถูกซูเนสส์เอาคืนด้วยการออกมาประกาศว่าเบลลามี่จะไม่มีวันได้เล่นในสีเสื้อของนิวคาสเซิ่ลอีกต่อไปและเขายังลงโทษปรับเงินค่าเหนื่อยของเบลลามี่อีก2สัปดาห์เป็นเงินถึง8,0000 ปอนด์", "เคร็ก เบลลามี\nฤดูกาล 2010-2011 โรแบร์โต้ มันชินี่ ได้ตัดเคร็ก เบลลามี่ ออกจากรายชื่อนักเตะที่จะใช้ในยูโรป้า ลีก ทำให้เขาตัดสินใจย้ายไปเล่นให้กับคาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ทีมบ้านเกิดของเขาในลีกเดอะ แชมเปี้ยนชิพด้วยสัญญายืมตัว" ]
10
หม่อมราชวงศ์ ชิษณุสรร สวัสดิวัตน์ ก่อตั้งชมรมวิจัยโปรตีนแห่งประเทศไทยขึ้นเมื่อไหร่?
[ "หม่อมราชวงศ์ชิษณุสรร สวัสดิวัตน์\nศาสตราจารย์ หม่อมราชวงศ์ ชิษณุสรร สวัสดิวัตน์ (25 กันยายน 2490 - ) เกิดที่กรุงเทพมหานคร นักวิจัยไทยที่มีผลงานดีเด่นในสาขาชีวเคมี และชีวเคมีศึกษา มีความสนใจเป็นพิเศษเกี่ยวกับโปรตีนและเอนไซม์ และเน้นการสอนและการวิจัยทางด้านนี้มาตลอดระยะเวลากว่า 35 ปี เป็นผู้ก่อตั้งชมรมวิจัยโปรตีนแห่งประเทศไทยขึ้น เมื่อ ปี พ.ศ. 2548 ศาสตราจารย์ ดร. หม่อมราชวงศ์ชิษณุสรร เป็นโอรสในพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจันทรกานต์มณี (บริพัตร) และหม่อมเจ้าอรชุนชิษณุ สวัสดิวัตน์ และยังเป็นพระภาติยะใน สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ต่อมาสมรสกับหม่อมราชวงศ์พร้อมฉัตร วุฒิชัย ธิดาในพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิมลฉัตรและหม่อมเจ้าอุทัยเฉลิมลาภ วุฒิชัย มีบุตรสาวสองคน คือ ม.ล. ศศิภา สวัสดิวัตน์ โลว์ และ ม.ล. จันทราภา สวัสดิวัตน์" ]
[ "หม่อมราชวงศ์ชิษณุสรร สวัสดิวัตน์\nศาสตราจารย์ ดร. ม.ร.ว. ชิษณุสรร สวัสดิวัตน์ ได้สร้างกลุ่มทีมวิจัยทางด้านโปรตีนและเอนไซม์ที่เข้มแข็งขึ้นในประเทศไทย ทั้งที่ มหาวิทยาลัยมหิดล และสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ เพื่อมุ่งขยายงานวิจัยทางด้านนี้ให้กว้างขวางขึ้น โดยเน้นศึกษาโปรตีนและเอนไซม์ที่มีประโยชน์ในการประยุกต์ใช้ทางเทคโนโลยีชีวภาพ และที่เกี่ยวข้องกับโรคในมนุษย์ ศึกษาความสัมพันธ์ของโครงสร้างและการทำงานของโปรตีนและเอนไซม์ชนิดต่างๆ เช่น เอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างอนุพันธ์ของเพนนิซิลินที่มีศักยภาพในการนำไปใช้เป็นยารักษาโรค ศึกษาการเปลี่ยนแปลงของโปรตีนในโรคต่างๆ รวมทั้งการประยุกต์ใช้สารสกัดจากธรรมชาติในการรักษาโรคมะเร็งและการหายของแผล ศึกษาการประยุกต์ใช้โปรตีนและเอนไซม์ทางเทคโนโลยีชีวภาพ เช่น โปรตีนและเอนไซม์ย่อยโปรตีนในไหมเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมผ้าไหมไทย การแยกสกัดเอนไซม์นาริจีเนสจากแหล่งในประเทศไทย สำหรับใช้ในอุตสาหกรรมผลิตน้ำผลไม้เพื่อกำจัดรสขมในน้ำผลไม้ เป็นต้น นอกจากนี้ ยังได้ให้ความสนใจด้านการเรียนการสอน และทำการวิจัยเกี่ยวกับการเรียนการสอนทางด้านชีวเคมีด้วย", "หม่อมราชวงศ์ชิษณุสรร สวัสดิวัตน์\nตำแหน่งหน้าที่อื่นๆ\nตำแหน่งในสมาคมและองค์กรต่างๆ ของประเทศไทย\nตำแหน่งในสมาคมและองค์กรระดับนานาชาติศาสตราจารย์ ดร. ม.ร.ว. ชิษณุสรร สวัสดิวัตน์ ทำงานวิจัยเกี่ยวกับโครงสร้างและการทำงานของโปรตีนและเอนไซม์ มาเป็นเวลากว่า 35 ปี ได้ศึกษาโปรตีนชนิดต่างๆ ของร่างกายหลายชนิด ดังต่อไปนี้", "หม่อมราชวงศ์ชิษณุสรร สวัสดิวัตน์\nศาสตราจารย์ ดร. ม.ร.ว. ชิษณุสรร สวัสดิวัตน์ เข้ารับราชการเป็นอาจารย์ ประจำภาควิชาชีวเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ในปี พ.ศ. 2515 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ ในปี พ.ศ. 2518 รองศาสตราจารย์ในปี พ.ศ. 2521 และศาสตราจารย์ในปี พ.ศ. 2525 เคยปฏิบัติงานวิจัยที่ University of Texas Medical Branch ประเทศสหรัฐอเมริกา ระหว่าง ปี พ.ศ. 2519-2520 ปัจจุบัน ดำรงตำแหน่ง ศาสตราจารย์ระดับ 11 ภาควิชาชีวเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล", "หม่อมราชวงศ์ชิษณุสรร สวัสดิวัตน์\nศาสตราจารย์ ดร.หม่อมราชวงศ์ ชิษณุสรร สวัสดิวัตน์ ศึกษาที่ประเทศอังกฤษ ตั้งแต่อายุ 6 ขวบ โดยสำเร็จการศึกษาระดับประถม ที่โรงเรียน Cheam School และระดับมัธยมที่โรงเรียน Rugby School จากนั้นได้รับปริญญาตรี (เกียรตินิยม) สาขาชีวเคมี จาก มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษ ในปี พ.ศ. 2511 ได้รับปริญญาโท สาขาชีวเคมี และปริญญาเอก สาขาอณูชีววิทยา จาก มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ในปี พ.ศ. 2515 โดยทำงานวิจัยกับนักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบล Dr. César Milstein ที่ MRC Laboratory of Molecular Biology", "หม่อมราชวงศ์ชิษณุสรร สวัสดิวัตน์\nงานวิจัยเหล่านี้ ได้ตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติกว่า 120 เรื่อง และจะก่อให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ในเรื่องของกลไกการทำงานของโปรตีนและความสัมพันธ์กับโครงสร้าง ซึ่งจะนำไปสู่การประยุกต์ใช้ในด้านต่างๆ ทั้งด้านการแพทย์ อุตสาหกรรม และการรักษาสิ่งแวดล้อมต่อไปในอนาคต", "หม่อมเจ้าศุกรวรรณดิศ ดิศกุล\nท่านเป็นผู้ก่อตั้งบริษัท ปรเมรุภาพยนตร์ เพื่อสร้างภาพยนตร์ \"สุภาพบุรุษเสือไทย\" ซึ่งอำนวยการสร้างโดยแท้ ประกาศวุฒิสาร โดยท่านเป็นผู้กำกับ และประสบความสำเร็จสูงสุดในปี พ.ศ. 2492 ต่อมาบริษัทปรเมรุภาพยนตร์ ได้สร้างภาพยนตร์ \"มรดกพระจอมเกล้า\" โดยการสนับสนุนจากสำนักข่าวสารอเมริกัน เพื่อเทอดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว", "ชวรัตน์ ชาญวีรกูล\nนายชวรัตน์ เริ่มทำงานในสายธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ในปี พ.ศ. 2505 ได้ก่อตั้งบริษัทรับเหมาก่อสร้างทุนจดทะเบียน 2 ล้านบาทขึ้น ใช้ชื่อว่า บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (STECON) ก่อนจะรับงานสัมปทานระดับ \"เมกะโปรเจกต์\" ของรัฐบาลหลายยุคหลายสมัย และจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เมื่อ พ.ศ. 2537 ผลงานที่สร้างชื่อ เช่น งานก่อสร้างโครงการสนามบินสุวรรณภูมิ 12,260 ล้านบาท, ก่อสร้างโรงไฟฟ้าราชบุรี วงเงิน 4,325 ล้านบาท, งานโรงงานไฟฟ้าแก่งคอย 2,534 ล้านบาท, การก่อสร้างโรงงานไฟฟ้ากรุงเทพใต้ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) 2,360 ล้านบาท และโครงการก่อสร้างรัฐสภาแห่งใหม่ \"สัปปายะสภาสถาน\" วงเงิน 12,000 ล้านบาท", "หม่อมเจ้าอรชุนชิษณุ สวัสดิวัตน์\nหม่อมเจ้าอรชุนชิษณุ เสกสมรสกับพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจันทรกานตมณี พระธิดาในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต และหม่อมเจ้าประสงค์สม บริพัตร เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2479 มีบุตรคือ หม่อมราชวงศ์เดือนเด่น กิติยากร (สมรสกับ หม่อมราชวงศ์สฤษดิคุณ กิติยากร) และหม่อมราชวงศ์ชิษณุสรร สวัสดิวัตน์", "สมศักดิ์ เตชะรัตนประเสริฐ\nสมศักดิ์ เตชะรัตนประเสริฐ หรือ เสี่ยเจียง ผู้ก่อตั้งบริษัท สหมงคลฟิล์ม จำกัด ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2513 (ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ในปี พ.ศ. 2545) ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ \"สุริโยไท\" และ \"องค์บาก\"" ]
0
จัสติน บีเบอร์ เป็นนักร้องตอนอายุเท่าไหร่ ?
[ "จัสติน บีเบอร์\nจนกระทั่ง สกูเตอร์ เบราน์ (Scooter Braun) นักการตลาดของ So So Def ในตอนนั้น ได้เข้าไปดูวีดีโอของบีเบอร์โดยบังเอิญ เบราน์สนใจในตัวบีเบอร์มากและเริ่มตามหาตัวเขา จนกระทั่งสามารถติดต่อแมลลิที้ได้ และเธอได้ตกลงที่จะให้พาตัวบีเบอร์ไป จนอายุ 13 ปี ณ แอตแลนตา รัฐจอร์เจีย เขาได้ทดลองอัดเสียง และในสัปดาห์ต่อมานั่นเองเขาก็ได้ลองร้องเพลงให้อัชเชอร์ฟัง ซึ่งต่อมาก็ได้ให้เขาเซ็นสัญญากับ Island Def Jam Music Group และ Island Records ในเดือนตุลาคม ค.ศ. 2008 ซึ่งมีการกล่าวว่าจัสติน ทิมเบอร์เลค ก็ได้ขอเซ็นสัญญากับบีเบอร์เช่นเดียวกัน แต่เขานั่นเลือกที่จะเซ็นสัญญากับอัชเชอร์ไป และบีเบอร์ก็ได้ย้ายมาอยู่ที่แอตแลนต้า ซึ่งเป็นถิ่นที่อัชเชอร์และเบราน์ทำงาน" ]
[ "จัสติน บีเบอร์\nจัสติน ดรูว์ บีเบอร์ () เกิด 1 มีนาคม ค.ศ. 1994 เป็นชาวแคนาดา โดยเริ่มอาชีพนักร้องจากการโพสวีดีโอ ณ เว็บไซต์ยูทูบ (Youtube) จนผู้จัดการ สกูเตอร์ เบราน์ (Scooter Braun) ได้มาเห็น และนำบีเบอร์ไปแอตแลนตา รัฐจอร์เจียและพบกับอัชเชอร์ จนได้เซ็นสัญญาในนาม Raymond Braun Media Group (RBMG) ค่ายเพลง Island Records", "บีลีฟ (อัลบั้มจัสติน บีเบอร์)\n\"บีลีฟ\" เป็นสตูดิโออัลบั้มชุดที่สามของนักร้องชาวแคนาดา จัสติน บีเบอร์ ออกจำหน่ายวันที่ 15 มิถุนายน ค.ศ. 2012 โดยค่ายเพลงไอส์แลนด์เรเคิดส์ หลังจากการเปลี่ยนผ่านจากรูปแบบดนตรีแบบทีนป็อปของอัลบั้มที่แบ่งเป็นสองตอน \"มายเวิลด์\" (ค.ศ. 2009) และ\"มายเวิลด์ 2.0\" (ค.ศ. 2010) บีเบอร์ออกผลงานใหม่ที่มีส่วนผสมของดนตรีแนวแดนซ์ป็อปและอาร์แอนด์บีร่วมสมัย อัชเชอร์ หัวหน้าโปรดิวเซอร์อัลบั้ม และผู้จัดการชื่อสกูตเตอร์ บรอน ใส่รายชื่อผู้มีส่วนร่วมมากมาย ที่ช่วยสร้างเสียงดนตรีที่ดูโตเป็นผู้ใหญ่ เช่น ดาร์กไชลด์, ฮิตบอย, ดิโพล และแมกซ์ มาร์ติน", "บอยเฟรนด์ (เพลงจัสติน บีเบอร์)\n\"บอยเฟรนด์\" ได้รับเสียงวิจารณ์คละกัน แอนดรูว์ แฮมป์แห่งนิตยสาร \"บิลบอร์ด\" ให้คะแนน 82 เต็ม 100 คะแนน โดยกล่าวว่า เสียงของบีเบอร์ดูเป็นผู้ใหญ่กว่าที่เคย แต่สังเกตว่าแฟนคลับส่วนใหญ่ของเขายังเป็นเด็กหญิงอายุ 12 ปี เอมี เซียเรตโต แห่งป๊อปครัช ยกย่องบทเพลงและกล่าวว่า ผลของการลองแนวดนตรีใหม่ ๆ ลงเอยด้วย \"เพลงจัสติน บีเบอร์ที่เป็นผู้ใหญ่และรอบด้านมากขึ้น\" เจนนา ฮอลลี รูเบนสไตน์ จากเอ็มทีวี กล่าวว่า \"บอยเฟรนด์\" นั้นเป็น \"ยาเสพติดบ้า\" (crazy dope) และตระหนักว่าเนื้อเพลงมุ่งไปยังสิ่งที่บีเบอร์ทำกับเซเลน่า โกเมซ แฟนสาวคนปัจจุบัน เบกก้า กริม จากนิตยสาร \"โรลลิงสโตน\" มีความคิดว่าเพลงนี้ \"ตึงกว่าปกติ\" (edgier-than-usual) ขณะที่เบรนยา บรานดาโน่ นักวิจารณ์จากบริษัทอาร์ทิสท์ไดเรกต์ กล่าวว่า \"บอยเฟรนด์\" ไม่เพียงเป็นการเปลี่ยนผ่านของบีเบอร์สู่ผู้ใหญ่เท่านั้น แต่ยังเป็น \"รุ่งอรุณใหม่แห่งเพลงป๊อป\" มาร์ก โฮแกน จากนิตยสาร \"สปิน\" กล่าวว่า บีเบอร์ \"อยากทำให้คุณตื่นเต้นมากขึ้น\" (sex you up) ไปกับเพลง แต่คิดว่า \"บีเบอร์อาจจะเป็นนักเกี้ยวผู้มั่งคั่ง แต่เขายังไม่โต\" นักวิจารณ์จากนิตยสาร \"แร็ป-อัพ\" กล่าวชมเพลง \"บอยเฟรนด์\" ที่แสดงให้เห็นบีเบอร์วัยผู้ใหญ่และเสียงดนตรีแบบในเมืองลงในเพลง สตีเวน ไฮเดน และ Genevieve Koski บรรณาธิการของ \"ดิ เอ.วี. คลับ\" ให้เกรด A- พร้อมกล่าวชมเพลงในด้านการผลิตและเสียงร้อง และถือว่า \"ต้านทานไม่ได้ เมื่อบีเบอร์ปล่อยเสียงสูงแบบทิมเบอร์เลก มันรู้สึกค่อนข้างสมบูรณ์แบบ\" พวกเขายังจัดอันดับให้เป็นซิงเกิลที่ดีที่สุดซิงเกิลหนึ่งของบีเบอร์ แม้พวกเขาวิจารณ์เนื้อหาในเนื้อเพลง", "จัสติน บีเบอร์\nตรงจุดนี้ โทนเสียงของบีเบอร์เริ่มต่ำลงเนื่องจากเสียงเริ่มแตกจากการเข้าวัยหนุ่มสาว ก่อนหน้านั้นในเดือนเมษายน ค.ศ. 2010 เขาได้ให้สัมภาษณ์ว่า \"มันเริ่มแย่ เหมือนกับวัยรุ่นหนุ่มทุกๆคน ผมกำลังทำงานกับมัน และผมก็มีโค้ชทางด้านเสียงร้องที่ดีที่สุดคนหนึ่งของโลก [...] ในบางงานผมร้องเพลง \"เบบี้\" แต่ตอนนี้ผมทำไม่ได้แล้ว พวกเราต้องลดคีย์ของเพลงลงเวลาผมต้องร้องเพลงนี้สด\" นักร้อง/นักแต่งเพลงของอังกฤษ ไทโอ ครูซ () ยืนยันว่าในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2010 นั้นเขาได้เขียนเพลงให้กับบีเบอร์สำหรับอัลบั้มถัดไป และผู้สร้างงานฮิปฮอป ดร. เดร (Dr. Dre) ได้ร่วมทำเพลงกับบีเบอร์ ในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2010 แต่ก็ยังไม่มีรายละเอียดใดๆเกี่ยวกับอัลบั้มนี้ และคาดว่าจะเปิดตัวอัลบั้มนี้ในปี ค.ศ. 2011", "จัสติน บีเบอร์\nบีเบอร์เกิดเมื่อวันที่ 1 มีนาคม ค.ศ. 1994 ณ ลอนดอน รัฐออนแทริโอ และโตในเมืองสแตรตฟอร์ด แม่ของเขา แพดตี้ แมลลิที (Pattie Mallette) อายุ 18 ปีตอนที่เธอได้มีลูกชายแมลลิทีได้ทำงานด้านสำนักงานโดยมีเงินเดือนต่ำ โดยเธอเลี้ยงดูบีเบอร์โดยตัวคนเดียว ยังไงก็ตาม บีเบอร์ก็ยังติดต่อกับพ่อของเขา เจเรมี บีเบอร์ (Jeremy Bieber) และเมื่อเขาโตขึ้น บีเบอร์ได้เริ่มเรียนเปียโน, กลองชุด, กีตาร์, และทรัมเป็ต ด้วยตัวเอง จนกระทั่งปี ศ.ศ. 2007 ตอนที่เขาอายุ 12 ปี บีเบอร์ได้ร้องเพลงของ Ne-Yo ชื่อเพลง \"So Sick\" ในการแข่งขันร้องเพลงที่สแตรตฟอร์ด และเขาได้ที่สอง แมลลิที้ได้โพสวีดีโอขึ้นเว็บไซต์ยูทูบเพื่อให้ครอบครัวและเพื่อนๆของเขาได้ชม และเธอก็เริ่มโพสวีดีโอที่เขาได้ร้องเพลงอื่นๆ จนกระทั่งเขาเริ่มมีชื่อเสียงจากเว็บไซต์นี้", "เพอร์เพิส (อัลบั้มจัสติน บีเบอร์)\nเพอร์เพิส () เป็นสตูดิโออัลบั้มมี่สี่ของนักร้องชาวแคนาดา จัสติน บีเบอร์ อัลบั้มวางขายวันที่ 13 พฤศจิกายน ค.ศ. 2015 โดยสังกัดเดฟแจมเรคอร์ดิงส์ และสกูลบอยเรเคิดส์ ก่อนออกอัลบั้ม ซิงเกิลแรก \"วอตดูยูมีน\" ออกจำหน่าย และติดชาร์ตอันดับหนึ่งในหลายชาร์ต และตามด้วยซิงเกิล \"ซอร์รี\" ที่ทำสถิติบนชาร์ตเช่นกัน ซิงเกิลที่สาม \"เลิฟยัวร์เซลฟ์\" ก็ประสบความสำเร็จบนชาร์ตโดยขึ้นอันดับหนึ่งใน 7 ประเทศ และขึ้นห้าอันดับแรกในสหรัฐอเมริกา", "รายชื่อวิดีโอบนยูทูบที่มียอดผู้ชมมากที่สุด\nปัจจุบันเมื่อวันที่ จัสติน บีเบอร์ เป็นศิลปินที่มี 5 วิดีโอที่ผู้ชมเกินหนึ่งพันล้านครั้ง ในขณะที่เคที เพร์รีและบรูโน มาส์ มีสี่วิดีโอ เทย์เลอร์ สวิฟต์, แคลวิน แฮร์ริส, ชากีรา, อารีอานา กรานเด, นิค คลีมอนส์, อะเดล, เดอะเชนสโมเกอส์, มาลูมา และเอนรีเก อีเกลเซียส มีคนละสามวิดีโอ ฟิฟท์ฮาร์โมนี, ไซ, เอลลี โกลดิง, เดอะวีกเอนด์, เอ็มมิเน็ม, เจ บัลวิน, ริกกี มาร์ติน, เซีย, ลูอิส ฟอนซี, ทเวนตีวันไพล็อตส์, รีแอนนา, ชอว์น เมนเดส และเก็ตมูฟวีส์ มีคนละสองวิดีโอ", "บอยเฟรนด์ (เพลงจัสติน บีเบอร์)\nไอส์แลนด์เดฟแจมมิวสิกกรุ๊ปมอบหมายให้โคลิน ทิลลีกำกับมิวสิกวิดีโอ ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ทำงานกับบีเบอร์ในมิวสิกวิดีโอเพลง \"ยูสไมล์\" (ค.ศ. 2010) การถ่ายทำมีขึ้นในสัปดาห์วันที่ 28 มีนาคม ค.ศ. 2012 ที่สตูดิโอแห่งหนึ่งในรัฐแคลิฟอร์เนีย บีเบอร์เผยว่ามิวสิกวิดีโอไม่ได้มี \"มโนทัศน์คงตัว\" และเสริมว่า ส่วนใหญ่แสดงมุมกล้องแบบศิลป์แทรกด้วยท่าเต้นประกอบฉาก เขาอธิบายต่อว่า \"มันไม่ใช่ว่า 'บีเบอร์ตามผู้หญิงคนนี้มายังจุดนี้ ไม่ใช่ มันเป็นกลุ่มฉากที่น่าประหลาดใจ เช่นเดียวกับฉากไฟ เรามีฉากน้ำแข็ง\" ในวันที่ 3 เมษายน ค.ศ. 2012 บีเบอร์ได้เผยแพร่ทีเซอร์ (teaser) ของคลิป เบ็กกี เบน จากเว็บไซต์ไอโดเลเตอร์ เปิดเผยว่า ทีเซอร์ที่ตามมาหลายตัวแสดงบีเบอร์กำลังถูกมือหญิงหลายคนลูบคลำ ขณะกำลังเต้นท่าไมเคิล แจ็กสันอยู่หน้าสปอตไลต์สีขาวขนาดใหญ่ [และ]โพสอย่างเป็นอันตรายหน้าไฟและและลอยอยู่ใต้น้ำ\" นิโคลา เซีย จากเว็บไซต์ไอโดเลเตอร์เช่นกัน มองฉากที่นักร้อง \"กระซิบที่ข้างหูสาว ๆ อย่างยั่วยวน\" ว่า \"อีโรติก\"เกินไป", "บอยเฟรนด์ (เพลงจัสติน บีเบอร์)\nในวันที่ 18 เมษายน ค.ศ. 2012 มารีนาแอนด์เดอะไดมอนส์ ได้คัฟเวอร์เพลงนี้ในการแสดงในรายการไลฟ์เลาจ์ ทางสถานีวิทยุบีบีซีเรดิโอ 1 ในระหว่างการแสดง เธอได้เปลี่ยนเนื้อร้องและเจฟฟ์ เบนจามิน จากนิตยสาร \"บิลบอร์ด\" กล่าวว่า \"เธอได้เปลี่ยนแนวดนตรีของเพลงนี้ด้วย จากผลงานล่าสุดของบีเบอร์ไปเป็นดนตรีอคูสติกแบบมืดมน\" และในปีเดียวกัน เควิน แม็กเฮล และดาร์เรน คริส (ในนามของตัวละครชื่ออาร์ตี อะบรัมส์ และเบลน แอนเดอร์สัน) แสดงเพลงบอยเฟรนด์ผสมกับเพลง \"บอยส์\" ของบริตนีย์ สเปียส์ในตอน \"บริตนีย์ 2.0\" ของซีรีส์มิวสิคัล \"กลี\"" ]
2
ภาพยนตร์เรื่องแรกของ อีริก บานา คืออะไร?
[ "อีริก บานา\nในปีเดียวกัน บานาได้แสดงภาพยนตร์ในออสเตรเลียเป็นครั้งแรก ในภาพยนตร์เรื่อง \"The Castle\" ที่เป็นเรื่องราวของครอบครัวชาวเมลเบิร์นที่ดิ้นรนเพื่อรักษาบ้านของเขาต่อการสร้างสนามบินเมลเบิร์นหลังจากรัฐบาลและองค์กรสนามบินบังคับให้พวกเขาย้ายออกไป ในบทตลกที่ชื่อ คอน เพโทรปูลัส นักบัญชีผู้เคยฝึกคิกบ็อกซิง \"The Castle\" ได้รับกระแสตอบรับที่ดีและประสบความสำเร็จทางด้านรายได้ ทำรายได้ไป 10,326,428 เหรียญออสเตรเลีย ในตารางบ็อกซ์ออฟฟิสในประเทศออสเตรเลีย" ]
[ "อีริก บานา\nงานต่อไปของบานา คือภาพยนตร์ออสเตรเลียทุนต่ำเรื่อง \"The Nugget\" (2002) เป็นภาพยนตร์ตลกที่แสดงให้เห็นถึงผลกระทบของความมั่งคั่งชั่วคืนของชนชั้นแรงงาน 3 คน ภาพยนตร์ออกฉายด้วยความประสบความสำเร็จพอควร บานาได้อ่านบทหลังจากที่ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง \"Chopper\" ในปี ค.ศ. 2000 และรู้สึกสนใจในตัวบทเพราะมันทำให้เขานึกถึงชีวิตวัยเด็กและตัวละครที่มีความสนุกสนานและน่ารัก ขณะที่ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง \"The Nugget\" บานาได้รับข้อเสนอให้รับบทของ บรูซ แบนเนอร์ ในภาพยนตร์ดัดแปลงจากหนังสือการ์ตูนชื่อดังเรื่อง \"The Incredible Hulk\" หลังจากที่รู้ว่าภาพยนตร์เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับ อั้งลี่ ทำให้เขาตัดสินใจรับบทบาทนี้ทันที บานาชื่นชอบอั้งลี่จากภาพยนตร์เรื่อง \"The Ice Storm\" และเห็นด้วยกับรูปแบบการทำงานของอั้งลี่ที่ทำการถ่ายทำก่อนบทภาพยนตร์จะสมบูรณ์ เขารู้สึกสนใจภาพยนตร์เรื่องนี้เพราะ \"บุคลิกของบรูซ แบนเนอร์ มีความสามารถน่าทึ่งอยู่\" และ \"ไม่ใช่ซูเปอร์ฮีโร่แบบทั่วไป\" ภาพยนตร์เรื่อง \"Hulk\" (2003) ไม่ได้รับเสียงวิจารณ์และทำรายได้ที่ดีนัก แต่บานาก็ได้รับคำชมจาก แจ็ก แมททิวส์ จากหนังสือพิมพ์นิวยอร์กเดลี่ กับบทบาทบรูซ แบนเนอร์ว่า \"เป็นทิฐิที่ดีเยี่ยม\" บานาได้รับการเสนอชื่อรางวัลจากสถาบันภาพยนตร์ นวนิยายวิทยาศาสตร์ แฟนตาซีและสยองขวัญ ในสาขา \"Cinescape Genre Face of the Future\" จากภาพยนตร์เรื่องนี้ แต่บานาก็ตัดสินใจไม่กลับมาเล่นภาคต่อของภาพยนตร์เรื่อง \"Hulk\" ในปี ค.ศ. 2008 อีก ซึ่งเขาเห็นว่าควรมีภาคเดียว แต่ในปี 2008 คนที่มารับบทแทนคือ เอ็ดเวิร์ด นอร์ตัน", "อีริก บานา\nอีริก บานาดีโนวิช () หรือรู้จักกันในชื่อ อีริก บานา เกิดเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม ค.ศ. 1968 เป็นนักแสดงชายชาวออสเตรเลียที่มีผลงานทางภาพยนตร์และโทรทัศน์ เขาเริ่มต้นอาชีพด้วยการเป็นนักแสดงตลกในละครสเก็ตช์คอเมดี้เรื่อง \"Full Frontal\" ก่อนที่จะประสบความสำเร็จในแง่คำวิจารณ์จากภาพยนตร์ชีวประวัติเรื่อง \"Chopper\" (2000) หลังจากที่ได้รับคำชมในเสียงวิจารณ์เป็นเวลาร่วม 10 ปี ในละครโทรทัศน์และภาพยนตร์ในประเทศออสเตรเลีย บานาเข้าร่วมแสดงภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดในบท สิบเอก 'ฮู้ต' กิ๊บสัน ในทหารหน่วยเดลต้า ในภาพยนตร์เรื่อง \"Black Hawk Down\" (2001) และต่อมาได้รับบทนำในบทบาท บรูซ แบนเนอร์ ในภาพยนตร์การกำกับของอั้งลี่ เรื่อง \"The Hulk\" (2003)", "อีริก บานา\nบานาในบทบาท อาชญากร ช็อปเปอร์ รีด ในภาพยนตร์สร้างชื่อ \"Chopper\" (2000) สำหรับบทบาทนี้ บานาโกนศีรษะและเพิ่มน้ำหนักอีก 30 ปอนด์ และใช้เวลา 2 วันอยู่กับ รีด เพื่อให้ลอกเลียนตัวเขาได้เหมือนยิ่งขึ้น และในระหว่างการถ่ายทำ เขามาถึงสถานที่ถ่าย ตี 4 และใช้เวลาอีก 5 ชั่วโมงกับการเขียนรอยสักให้เหมือน รีด และแม้ว่าข้อจำกัดของภาพยนตร์ในการออกฉายนอกประเทศออสเตรเลีย บานาก็ยังได้รับเสียงวิจารณ์ทางบวก โรเจอร์ อีเบิร์ต นักวิจารณ์ภาพยนตร์ชาวอเมริกัน ชมเชยบานาไว้ว่า \"นักแสดงตลก อีริกบานา ผู้สร้างภาพยนตร์ได้ค้นพบดาวดวงใหม่แล้ว เขามีคุณลักษณะที่เรียกว่า ไม่มีโรงเรียนไหนที่สอนการแสดงแบบนี้และ ดาราที่เหมาะสมแบบนี้ คุณไม่สามารถละสายตาไปจากเขาได้\" ภาพยนตร์เรื่อง \"Chopper\" ประสบความสำเร็จทางด้านเสียงวิจารณ์และรายได้ในออสเตรเลียและได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากรางวัลออสเตรเลียนฟิล์มอินสติติวต์ ในปี ค.ศ. 2001 ซึ่งเขาได้รับรางวัลนักแสดงยอดเยี่ยมจากการประกาศรางวัลครั้งนี้ด้วย", "อีริก บานา\nในปี ค.ศ. 2006 บานาเป็นสมาชิกของจากสถาบันภาพเคลื่อนไหว ศิลปะและวิทยาศาสตร์ (Academy of Motion Picture Arts and Sciences หรือ AMPAS) จากการรับเชิญ หลังจากนั้นภาพยนตร์เรื่อง \"Lucky You\" หนังรักที่บานาทำงานก่อนถ่ายทำเรื่อง \"Munich\" ออกฉายเมื่อต้นปี ค.ศ. 2007 ในภาพยนตร์เรื่อง\" Lucky You\" นี้รับบทเป็นฮัก ชีเวอร์ นักเล่นโป๊กเกอร์มืออาชีพที่จะต้องเอาชนะการแข่งขันในลาสเวกัส ภาพยนตร์เรื่องต่อไปสร้างมาจากบันทึกส่วนตัวของ ไรมอน ไกตา ในภาพยนตร์ออสเตรเลียเรื่อง \"Romulus, My Father\" ที่ต้องต่อสู้ แบกรับภาระของลูกชายไว้ ได้รับเสียงวิจารณ์ที่ดี และบานาก็ได้รับรางวัลเอเอฟไอ เป็นครั้งที่ 2 ในสาขานักแสดงนำ จนนิตยสารอินไซด์ฟิล์มชมไว้ว่า \"เป็นการแสดงที่ดีที่สุดของเขา\"\nบานาถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง \"The Other Boleyn Girl\" เสร็จกลางปี ค.ศ. 2006 เป็น ภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์ ที่เขารับบทเป็น สมเด็จพระเจ้าเฮนรีที่ 8 ร่วมกับสการ์เล็ตต์ โจฮันส์สัน และ นาตาลี พอร์ตแมน และบานาตกลงที่จะแสดงในภาพยนตร์สร้างโดย ริดลีย์ สก็อตต์ เรื่อง \"Factor X\" (2008) ซึ่งจะรับบทบาทเป็นนักสืบที่ตามหาร่องรอยของ เดนนิส เรเดอร์ ฆาตกรฆ่าต่อเนื่อง และเขายังรับบทตัวร้ายชื่อ นีโร ในภาพยนตร์การกำกับของ เจ. เจ. แอบรัมส์ เรื่อง \"Star Trek\" และเขาจะเล่นในบทบาท เฮนรี เดอ แทมเบิล ในบทประพันธ์เรื่อง \"The Time Traveler's Wife\" ประพันธ์โดย ออเดรย์ นิฟฟีเนกเกอร์ ออกฉายเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2009 บานาแสดงร่วมกับอดัม แซนด์เลอร์และเซธ โรเกน ในผลงานกำกับเรื่องที่ 3 ของจัดด์ อพาโทว์ เรื่อง \"Funny People\" ถือเป็นเรื่องแรกที่เขาปรากฏตัวสู่วงการตลกเป็นครั้งแรก", "อีริก บานา\nต่อมาเขาแสดงนำในภาพยนตร์เรื่อง \"Munich\" กำกับโดย สตีเฟน สปีลเบิร์ก เป็นภาพยนตร์ที่สร้างความอื้อฉาว เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับโศกนาฏกรรมสังหารหมู่นักกรีฑาอิสราเอล 11 คน ในบ้านพักนักกีฬาระหว่างการแข่งขันโอลิมปิกที่มิวนิค ประเทศเยอรมนีในปี ค.ศ. 1972 บานารับบทเป็นอาวเนอร์สายลับมอสสาด ภาพยนตร์เรื่องนี้กลับถูกต่อต้านอย่างหนักจากชาวอเมริกันเชื้อสายยิวหลังการถ่ายทำเสร็จ", "อีริก บานา\nในปี ค.ศ. 1997 แม้ว่าจะขาดประสบการณ์ในบทดราม่า ผู้กำกับแอนดรูว์ โดมินิก ติดต่อบานาเพื่อเล่นภาพยนตร์ชีวประวัติเรื่อง \"Chopper\" (2000) โดยเป็นภาพยนตร์เกี่ยวกับช็อปเปอร์ รีด อาชญากรชาวออสเตรเลีย โดมินิกใช้เวลาทั้งสิ้น 5 ปี แต่ไม่สามารถหานักแสดงที่รับบทเป็น รีด ได้ จนกระทั่งช็อปเปอร์ รีด ตัวจริงได้แนะนำ บานา ที่เขาเคยดูการแสดงล้อเลียนทางโทรทัศน์ และโดมินิกก็ได้ตกลงให้บานามีส่วนร่วมในภาพยนตร์เรื่องนี้", "อีริก บานา\nในปี ค.ศ. 1993 บานามีผลงานทางโทรทัศน์ครั้งแรกในรายการทอล์คโชว์ช่วงกลางคืนโดย สตีฟ วิซาร์ด ในรายการทูไนท์ ไลฟ์ ความสามารถทางด้านการแสดงของเขาเข้าตาโปรดิวเซอร์สเก็ตช์คอเมดี้ \"Full Frontal\" ซึ่งเขารับเชิญบานาไปร่วมเขียนบทและแสดง จนกระทั่ง 4 ปีผ่านไป บานาเริ่มเขียนบทจากประสบการณ์ของเขา อุปนิสัยของคนในครอบครัว และการล้อเลียน โคลัมโบ อาร์โนลด์ ชวาร์เซเน็กเกอร์ ซิลเวสเตอร์ สตาล์โลน และทอม ครูซ ทำให้เขามีชื่อเสียงขึ้นมา ความสำเร็จนี้นำไปสู่การผลิตรายการโทรทัศน์ของเขาเองที่ชื่อว่า \"อีริก\" ในปี ค.ศ. 1996 เป็นรายการที่รวมมุข บุคลิกของคนในชีวิตทั่วไป และกระตุ้นให้เขาปล่อยรายการสเก็ตช์คอเมดี้ของเขาเองในรายการ \"ดิ อีริก บานา โชว์\" เขียนบทและแสดงโดยบานาเอง ที่เป็นรายการล้อเลียน สแตนด์-อัพโชว์ และเชิญคนดังมาร่วมรายการ แต่ไม่ประสบความสำเร็จและยุติการออกอากาศไป หลังจากออกอากาศไปเพียง 8 ตอน เพราะมีระดับความนิยมไม่ดี แต่อย่างไรก็ตามในปี ค.ศ. 1997 เขาได้รับรางวัลโลจีอวอร์ด ในสาขานักแสดงตลกยอดนิยม", "อีริก บานา\nบานา นักแสดงที่ประสบความสำเร็จในบทบาทการแสดงและการแสดงตลก เขาได้รับรางวัลสูงสุดทางด้านภาพยนตร์และโทรทัศน์สำหรับการแสดงเรื่อง \"Chopper\" และ \"Full Frontal\" นอกจากนี้เขายังได้แสดงบทนำในภาพยนตร์ทุนต่ำหลาย ๆ แบบ และแสดงกับสตูดิโอสังกัดใหญ่ ทั้งหนังรัก หนังตลก หนังดราม่า จนถึงนวนิยายวิทยาศาสตร์ หนังเขย่าขวัญ และหนังแอ๊กชัน โดยภาพยนตร์ที่ได้รับความนิยมรวมถึงเรื่อง \"Black Hawk Down\" (2001), \"Hulk\" (2003), \"Troy\" (2004) และ \"Munich\" (2005)", "อีริก บานา\nในปี ค.ศ. 2001 ผู้กำกับ ริดลีย์ สก็อตต์ คัดเลือกบานาในบทบาททหารอเมริกัน แสดงภาพยนตร์เรื่อง \"Black Hawk Down\" (2001) สก็อตต์ประทับใจการแสดงของบานาใน \"Chopper\" โดยบานาไม่ต้องผ่านการทดสอบตัวนักแสดงเลย ในภาพยนตร์เขารับบทเป็นสิบเอก 'ฮู้ต' กิ๊บสัน ในทหารหน่วยเดลต้า ที่ต่อสู้หาทางออกใน เมืองโมกาดีชู ในประเทศโซมาเลีย หลังปฏิบัติการจับคุมตัวนายทหารสองนายที่ทรยศ แต่เกิดความผิดพลาด ภาพยนตร์เรื่องนี้ บานา ลดน้ำหนักหลังจากที่เพิ่มน้ำหนักใน \"Chopper\" และได้ออกกำลังกายอย่างเคร่งครัดก่อนการถ่ายทำ เขายังได้ฝึกกับทหารหน่วยเดลต้าที่ ฟอร์ต แบรกก์ เรียนรู้อาวุธต่าง ๆ ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับคำวิจารณ์ในแง่บวกและขึ้นอันดับ 1 บนตารางบ็อกซ์ออฟฟิสของเมริกาเป็นเวลา 3 สัปดาห์ในการเปิดตัว" ]
7
ตำรวจมีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองและมีอำนาจจะสอบสวน จับกุม คุมขัง ปราบปราม ใช่หรือไม่?
[ "ตำรวจ\nตำรวจ เป็นชื่อเรียกของเจ้าหน้าที่ของรัฐ มีหน้าที่ตรวจตรารักษาความสงบ จับกุม และปราบปรามผู้กระทำผิดกฎหมาย เรียกชื่อตามหน้าที่รับผิดชอบ เช่น ตำรวจกองปราบ ตำรวจดับเพลิง ตำรวจน้ำ ตำรวจตระเวนชายแดน ตำรวจรถไฟ ตำรวจป่าไม้ ตำรวจจราจร ตำรวจนครบาล ตำรวจทางหลวง ตำรวจภูธร ตำรวจลับ ตำรวจวัง ตำรวจสภา ตำรวจสันติบาล ตำรวจหลวง", "ตำรวจไทย\nตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 ได้กำหนดอำนาจหน้าที่ตำรวจไว้ใน ลักษณะที่ 1 บททั่วไป มาตรา 6 สำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นส่วนราชการมีฐานะเป็นนิติบุคคลอยู่ในบังคับบัญชาของนายกรัฐมนตรี และมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้อำนาจของตำรวจตามพฤตินัย ตำรวจมีแนวทางในการประพฤติปฏิบัติหน้าที่ ตามประเพณีที่เป็นแบบอย่างดังนี้ ตำรวจมีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองและมีอำนาจจะสอบสวน จับกุม คุมขัง ปราบปราม เป็นเครื่องมือสำคัญในการปฏิบัติหน้าที่อำนาจเหล่านี้สามารถสร้างคุณและโทษได้เท่าๆ กัน สุดแต่การใช้ ตำรวจทุกคนจึงจำเป็นต้องควบคุมจิตใจให้มั่นคง" ]
[ "สฤษดิ์ ธนะรัชต์\nจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ มีฉายาว่า \"\"จอมพลผ้าขาวม้าแดง\"\" คือ ใช้มาตรการเบ็ดเสร็จเพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยของประเทศ เช่น ประหารชีวิตเจ้าของบ้านทันทีหลังบ้านใดเกิดเพลิงไหม้ เพราะถือว่าเป็นการก่อความไม่สงบ การใช้ \"รัฐธรรมนูญมาตรา 17\" การปราบปรามการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ เป็นต้น ทั้งเป็นผู้รื้อฟื้นพิธีกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์ เช่น จัดงานเฉลิมฉลองวันพระราชสมภพ, การสวนสนามของทหารรักษาพระองค์, การประดับไฟบนถนนราชดำเนินในวันเฉลิมพระชนมพรรษา เป็นต้น", "ตัวละครในขุนช้างขุนแผน\nโขลน มีหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยในเขตพระราชฐานชั้นใน คล้ายๆงานนครบาลคือรักษาความสงบ จึงได้ตั้งเป็น “กรมโขลน” โดยมีกองรักษาการณ์อยู่ที่ศาลา มียามประจำตามสี่แยกหรือตามสถานที่สำคัญ เช่น ประตูพระราชวัง ยามเหล่านี้มียศเป็นจ่า เรียกว่า “จ่าโขลน” ซึ่งเป็นผู้หญิงและอยู่ในฐานะหัวหน้ายามผู้หญิงอีกด้วย มีเครื่องแต่งกายโดยเฉพาะคือ นุ่งผ้าพื้น สวมเสื้อจีบที่เอว แขนยาวแบบเสื้อกระบอก ห่มผ้าทับข้างนอก บนแขนเสื้อจ่าติดบั้งสี่บั้ง นอกจากนี้ กรมโขลนยังมีพนักงานทำหน้าที่อื่นๆด้วย เช่น ดูแลโรงพระประเคนสำหรับในงานหลวง ผู้ดุแลเรียกว่า “นายหุ่นโขลน”", "การสำเร็จโทษด้วยท่อนจันทน์\nสำหรับการประหารพระราชวงศ์ด้วยท่อนจันทน์ นายแวงและขุนดาบมีหน้าที่รักษาความปลอดภัยในมณฑลพระราชพิธีประหาร โดยเฉพาะนายแวงยังมีหน้าที่ควบคุมตัวผู้ต้องโทษประหารด้วยท่อนจันทน์ไปยังมณฑลดังกล่าวอีกด้วย ซึ่งในการควบคุมตัวดังกล่าว มาตรา 175 ยังให้อำนาจนายแวงสามารถจับกุมผู้มีพฤติกรรมต้องสงสัยได้ทันที ทั้งนี้ บัญญัติไว้ว่า \"เมื่อไปนั้น ถ้ามีเรือผู้ใดเข้าไปผิดประหลาดอัยการนายแวง ท้าวพระยาห้วเมือง มนตรีมุข ลูกขุนแต่นาหนึ่งหมื่นถึงนาหกร้อยผู้ใดส่งลูกเธอก็ดี ให้ของส่งของฝากก็ดี อัยการนายแวงได้กุมเอาตัวเป็นขบถตามโทษนุโทษ\"", "เทศมณฑล\nทั้งนี้ การตระเวนตรวจตราความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองจะกระทำโดยตำรวจ ซึ่งจะสังกัดอยู่กับจังหวัดตำรวจ (constabulary) แยกออกไปต่างหากจากจากเคาน์ตี จังหวัดตำรวจหนึ่งอาจดูแลจังหวัดเดียวหรือหลายจังหวัดก็ได้ ยกตัวอย่างเช่น จังหวัดตำรวจแฮมป์เชอร์ (Hampshire Constabulary) มีหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อยและป้องปรามอาชญากรรมในเขตเคาน์ตีแฮมป์เชอร์ (Hampshire) และเคาน์ตีเกาะไวต์ (Isle of Wight) จังหวัดตำรวจซัสเซกส์ (Sussex Police) ดูแลทั้งเคาน์ตีเวสต์ซัสเซกส์และอีสต์ซัสเซกส์ จังหวัดตำรวจเอวอนแอนด์ซัมเมอร์เซต (Avon and Somerset Constabulary) ดูแลเคาน์ตีซัมเมอร์เซต เคาน์ตีบริสตอล และบางส่วนทางตอนใต้ของเคาน์ตีกลอสเตอร์เชอร์ (Glocestershire) ส่วนจังหวัดตำรวจเดอแรม (Durham Constabulary) ดูแลเฉพาะเคาน์ตีเดอแรมเท่านั้น", "กฎอัยการศึก\nกฎอัยการศึก' () เป็นกฎหมายซึ่งได้ตราขึ้นไว้สำหรับประกาศใช้เมื่อมีเหตุจำเป็นเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในบ้านเมือง เช่น ในกรณีเกิดสงคราม การจลาจล ในเขตที่ประกาศใช้กฎอัยการศึก เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารมีอำนาจหน้าที่เหนือเจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือนในส่วนที่เกี่ยวกับการยุทธ์ การระงับปราบปรามหรือการรักษาความสงบเรียบร้อย และศาลทหารมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาบางอย่างที่ประกาศระบุไว้แทนศาลพลเรือน", "ตำรวจน้ำ\nตำรวจน้ำ คือ ตำรวจที่ทำหน้าที่ดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยบริเวณแหล่งน้ำขนาดใหญ่ แม่น้ำ ภายในราชอาณาจักร สำหรับในประเทศไทยตำรวจน้ำเป็นส่วนราชการที่ใช้ชื่อเต็มๆว่า กองบังคับการตำรวจน้ำ สังกัด กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นส่วนราชการที่ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรีโดยตรง ตำรวจน้ำไทยปฏิบัติหน้าที่ ป้องกัน และ ปราบปรามการกระทำผิด ในทุกๆ พระราชบัญญัติที่ตำรวจบกปฏิบัติ แต่ เพิ่มเติมความผิดในส่วนที่เกี่ยวข้องกับทางน้ำต่างๆ", "กระทรวงมหาดไทย (สหราชอาณาจักร)\nกระทรวงมหาดไทย () เป็นกระทรวงหนึ่งของรัฐบาลสหราชอาณาจักร รับผิดชอบเกี่ยวกับการตรวจคนเข้าเมือง การรักษาความสงบเรียบร้อย และการบังคับใช้กฎหมายโดยผ่านทางตำรวจ หน่วยดับเพลิง สำนักลงตราและตรวจคนเข้าเมือง และหน่วยรักษาความปลอดภัย (MI5) รวมไปถึงการรับผิดชอบการกำหนดนโยบายของรัฐในการปราบปรามยาเสพติด การก่อการร้าย และบัตรประชาชน โดยก่อนหน้าปี 2005 กระทรวงมีหน้าที่ในการรับผิดชอบการราชทัณฑ์และคุมประพฤติผ่านทางหน่วยราชทัณฑ์ในสมเด็จฯ และหน่วยคุมประพฤติแห่งชาติ แต่ต่อมาไปสังกัดกระทรวงยุติธรรม โดยผู้บริหารสูงสุดของกระทรวงมีชื่อตำแหน่งอย่างเป็นทางการว่า \"รัฐมนตรีใหญ่ว่าการกระทรวงมหาดไทยในสมเด็จฯ\" ซึ่งถือเป็นหนึ่งในสี่อำมาตย์นายกของรัฐบาล", "กองบังคับการตำรวจทางหลวง\nในประเทศไทย ตำรวจทางหลวงเกิดขึ้นพร้อมกับการจัดตั้งกองบังคับการตำรวจทางหลวงเมื่อปี พ.ศ. 2503 ส่วนใหญ่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการรักษาความปลอดภัยสำหรับองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี ตรวจตรารักษาความสงบเรียบร้อยป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาและตามกฎหมายอื่นอันเกี่ยวกับความผิดทางอาญาและจราจร บริการประชาชนผู้ใช้ทางให้เกิดความสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยในเขตทางหลวงและทางพิเศษที่อยู่ในอำนาจรับผิดชอบ และควบคุมดูแลการใช้ทางหลวงให้เป็นไปตามกฎหมาย", "กองบังคับการตำรวจทางหลวง\nตำรวจทางหลวง คือ เจ้าหน้าที่ผู้มีหน้าที่ดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยบนทางหลวงแผ่นดินนอกเขตกรุงเทพมหานครที่มีหมายเลข 1-3 ตัว และทางหลวงพิเศษ" ]
19
จังหวัดอุทัยธานี เมืองอุทัยธานีมีหลักฐานทางด้านประวัติศาสตร์ของกรมศิลปากรยืนยันไว้ว่า เป็นที่อยู่อาศัยของมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ เมื่อประมาณ กี่ปี?
[ "จังหวัดอุทัยธานี\nเมืองอุทัยธานีมีหลักฐานทางด้านประวัติศาสตร์ของกรมศิลปากรยืนยันไว้ว่า เป็นที่อยู่อาศัยของมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ เมื่อประมาณ 3,000 ปี มาแล้ว โดยพบหลักฐานยืนยันในหลายพื้นที่ เช่น โครงกระดูก เครื่องมือหินกะเทาะจากหินกรวด ภาพเขียนสมัยก่อนประวัติศาสตร์บนหน้าผา (เขาปลาร้า) เป็นต้น" ]
[ "จังหวัดอุดรธานี\nโดยในพิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานี ส่วนของห้องประวัติศาสตร์และโบราณคดีได้แบ่งยุคโบราณคดีในชุดวัฒนธรรมบ้านเชียงออกมาเป็นยุคแรก และยุคอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาทเป็นยุคประวัติศาสตร์ยุคที่ 2 ซึ่งเป็นช่วงอารยธรรมมนุษย์โบราณสมัย 1,200-1,800 ปีที่ผ่านมา\nหลังจากยุคความเจริญที่บ้านเชียงและแถบพื้นที่ราบสูงอำเภอบ้านผือแล้ว ดินแดนในเขตจังหวัดอุดรธานี ก็ยังคงเป็นที่อยู่อาศัยของมนุษย์สืบต่อมาอีก จนกระทั่งสมัยประวัติศาสตร์ของประเทศไทย นับแต่สมัยทวารวดี (พ.ศ. 1200-1600) สมัยลพบุรี(พ.ศ. 1200-1800) และสมัยสุโขทัย(พ.ศ. 1800-2000)", "เทศบาลเมืองอุทัยธานี\nเทศบาลเมืองอุทัยธานี เป็นเทศบาลที่อยู่ในจังหวัดอุทัยธานี เมืองแห่งลุ่มแม่น้ำสะแกกรัง ตั้งอยู่ในเขตภาคเหนือตอนล่างหรือภาคกลางตอนบนที่มีผู้คนอาศัยอยู่ในพื้นที่ต่อเนื่องกันมานับตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ จวบจนในสมัยกรุงศรีอยุธยา ชื่อของเมืองอุทัยธานีก็ยังคงปรากฏอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์ในฐานะเมืองหน้าด่านในการสกัดกั้นกองทัพพม่า (แต่เดิมนั้นเมืองตั้งอยู่ในเขตอำเภอหนองฉางในปัจจุบัน) ต่อมาในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดเกล้าฯ ให้พระยาอุดมไปครองเมืองอุทัยธานี จึงมีการสร้างบ้านเมืองขึ้นใหม่บริเวณริมฝั่งแม่น้ำสะแกกรังเพราะเป็นถิ่นที่อุดมสมบูรณ์ มีชื่อเรียกว่าบ้านสะแกกรัง ด้วยความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่บ้านสะแกกรังจึงขยายตัวใหญ่ขึ้น และมีความเจริญรุ่งเรืองจนกลายเป็นเมืองใหญ่ ดังนั้นในปี พ.ศ. 2453 ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว บ้านสะแกกรังจึงถูกยกให้ขึ้นเป็นเมืองอุทัยธานี เริ่มแรกนั้นเมืองอุทัยธานีมีการปกครองแบบสุขาภิบาล จนกระทั่งในวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2478 สุขาภิบาลอุทัยธานีจึงถูกยกฐานะให้เป็น “เทศบาลเมืองอุทัยธานี” จนถึงปัจจุบัน", "จังหวัดอุทัยธานี\nพ.ศ. 2441 เมืองอุไทยธานีขึ้นกับมณฑลนครสวรรค์ ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 6 ได้เปลี่ยนไปขึ้นกับมณฑลอยุธยา สุดท้ายมีการประกาศเลิกมณฑลปี พ.ศ. 2476 และจัดให้จังหวัดเป็นหน่วยปกครองส่วนภูมิภาคที่สำคัญที่สุด โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้รับผิดชอบ ตั้งแต่บัดนั้นมาจนถึงปัจจุบัน\nการปกครองแบ่งออกเป็น 8 อำเภอ 68 ตำบล 632 หมู่บ้านจังหวัดอุทัยธานีมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรวม 64 แห่ง ประกอบด้วย องค์การบริหารส่วนจังหวัด 1 แห่ง, เทศบาลเมือง 1 แห่ง คือ เทศบาลเมืองอุทัยธานี, เทศบาลตำบล 13 แห่ง และองค์การบริหารส่วนตำบล 49 แห่ง", "จังหวัดอุทัยธานี\nตำนานเก่าเล่าว่า ในสมัยกรุงสุโขทัยเจริญรุ่งเรืองนั้น ท้าวมหาพรหมได้เข้ามาสร้างเมืองที่บ้านอุทัยเก่า คือ อำเภอหนองฉางในปัจจุบันนี้ แล้วพาคนไทยเข้ามาอยู่ท่ามกลางหมู่บ้านคนมอญและคนกะเหรี่ยง จึงเรียกว่า \"เมืองอู่ไทย\" ตามกลุ่มหรือที่อยู่ของคนไทยซึ่งพากันตั้งบ้านเรือนอยู่อย่างหนาแน่น มีพืชพันธุ์และอาหารอุดมสมบูรณ์กว่าแห่งอื่น ต่อมากระแสน้ำเปลี่ยนทางเดินและเกิดกันดารน้ำ เมืองอู่ไทยจึงถูกทิ้งร้าง จนในที่สุด พะตะเบิดได้เข้ามาปรับปรุงเมืองอู่ไทย โดยขุดที่เก็บกักน้ำไว้ใกล้เมือง และพะตะเบิดได้เป็นผู้ปกครองเมืองอู่ไทยเป็นคนแรกในสมัยกรุงศรีอยุธยา", "จังหวัดอุดรธานี\nนอกจากนั้น แหล่งโบราณคดีอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท อำเภอบ้านผือ ก็เป็นอีกพื้นที่หนึ่ง ที่ยืนยันให้เห็นความรุ่งเรืองและอารยธรรมโบราณที่เคยปรากฏบนผืนดินแห่งเมืองอุดรธานี หลักฐานสำคัญที่ค้นพบในเขตนี้ได้แก่ ภาพเขียนสีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ซึ่งพบหลายแห่งบนเทือกเขาภูพานน้อยหรือภูพระบาทนี้ ภาพที่สำคัญๆ เช่น ภาพเขียนสีถ้ำคน ภาพเขียนสีถ้ำวัว ภาพเขียนสีโนนสาวเอ้ เป็นต้น ภาพเขียนเหล่านี้ใช้สีดินแดงเขียน เป็นภาพเหมือนจริงบ้าง เป็นภาพเรขาคณิตบ้างหรือภาพฝ่ามือแดงบ้าง ซึ่งนักโบราณคดีให้ความเห็นว่า คนสมัยก่อนประวัติศาสตร์เขียนขึ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรม หรือเป็นสัญลักษณ์สื่อสารกันระหว่างคนในเผ่า", "จังหวัดอุทัยธานี\nพ.ศ. 2376 ข้าราชการชาวกรุงเทพฯ ผู้ซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้เป็นพระยาอุไทยธานี เจ้าเมืองอุไทยธานีในสมัยนั้น ได้เห็นว่าบ้านสะแกกรังเป็นตลาดใหญ่ มีผู้คนอพยพเข้ามาอยู่กันอย่างหนาแน่น อีกทั้งเป็นสถานที่ที่ชาวอุไทยธานีติดต่อค้าขายข้าวและไม้ซุงกับพ่อค้าที่นั่นมานานแล้ว จึงคิดตั้งบ้านเรือนเพื่อค้าขาย ประจวบกับเวลานั้น เจ้าเมืองไชยนาทเป็นเพื่อนกัน จึงขอตั้งบ้านเรือนที่ริมแม่น้ำสะแกกรัง เนื่องจากผู้คนมาติดต่อราชการและมาค้าขายกันมาก ทั้งนี้ เนื่องจากเจ้าเมืองไม่กล้าขึ้นไปเมืองอุไทยธานีเก่า อ้างว่ากลัวไข้ป่า จึงเป็นเหตุให้พากันอพยพมาอยู่กันมากขึ้น", "เทศบาลเมืองอุทัยธานี\nเทศบาลเมืองอุทัยธานีเป็นเทศบาลขนาดกลาง ได้ยกฐานะมาจากสุขาภิบาลเมืองอุทัยธานี ขึ้นเป็นเทศบาลเมืองอุทัยธานี เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2478 ตามพระราชกฤษฎีกาการจัดตั้งเทศบาลเมืองอุทัยธานี จังหวัดอุทัยธานี พุทธศักราช 2478 (ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 52 ลงวันที่ 10 ธันวาคม 2478) เดิมมีพื้นที่ 2.8 ตารางกิโลเมตร ต่อมาได้มีการเปลี่ยนแปลงเขตเทศบาลเมืองอุทัยธานี เป็นพื้นที่ 8.2 ตารางกิโลเมตร เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2512 ตามประกาศราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 86 ตอนที่ 117 ลงวันที่ 30 ธันวาคม 2512", "อำเภอเมืองอุทัยธานี\nอำเภอเมืองอุทัยธานี เดิมคือหมู่บ้านสะแกกรัง สมัยสุโขทัยเรียก \"อู่ไทย\" หมายถึงที่อยู่ของคนไทย เป็นเมืองหน้าด่านสมัยกรุงศรีอยุธยา เป็นสมรภูมิสำคัญในการขับไล่พม่า สมัยกรุงธนบุรี เมืองอู่ไทยย้ายมาตั้งอยู่ที่บ้านสะแกกรัง จนกลายเป็นชุมชนเติบโตถึงปัจจุบัน อนึ่ง บ้านสะแกกรังยังเป็นที่ประสูติของพระราชบิดาของรัชกาลที่ 1 มีพระบรมรูปของพระองค์ประดิษฐานในพลับพลาจัตุรมุขบนยอดเขาสะแกกรัง ในปัจจุบันมีวัดสังกัสรัตนคีรีตั้งอยู่ทีเชิงเขาสะแกกรัง ภายในวิหารเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธมงคลศักดิ์สิทธิ์เป็นระยะเวลานาน 214 ปี", "เทศบาลเมืองอุทัยธานี\nตั้งหลักเขตที่ 1 ซึ่งตั้งอยู่ริมถนนเขาขาดฟากเหนือตรงปลายถนนตอนที่บรรจบกับทางไปหมู่บ้านดอนขวาง เลียบตามริมถนนเขาขาดฟากเหนือไปทางทิศตะวันออกถึงหลักเขตที่ 2 ซึ่งตั้งอยู่ห่างศูนย์กลางทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 3011 ตอนอุทัยธานี-หนองฉาง ระยะ 100 เมตร\nจากหลักเขตที่ 2 เป็นเส้นขนานระยะ 100 เมตร กับทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 3011 ตอนอุทัยธานี-หนองฉาง ไปทางทิศเหนือถึงหลักเขตที่ 3 ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากหลักเขตที่ 2 ระยะ 200 เมตร\nจากหลักเขตที่ 3 เป็นเส้นตรงไปทางทิศตะวันออก ถึงหลักเขตที่ 4 ซึ่งตั้งอยู่ห่างศูนย์กลางทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 3011 ตอนอุทัยธานี-หนองฉาง ตามแนวเส้นตั้งฉากกับทางหลวงจังหวัดระยะ 100 เมตร" ]
4
เรือเอก สมรักษ์ คำสิงห์ เกิดเมื่อไหร่?
[ "สมรักษ์ คำสิงห์\nสมรักษ์ เป็นชาวหมู่บ้านโนนสมบูรณ์ อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น (ปัจจุบันคือ อำเภอบ้านแฮด) เกิดเมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2516 ในครอบครัวยากจน เป็นบุตรคนกลาง ในจำนวนลูกทั้ง 3 คน ของ นายแดงและนางประยูร คำสิงห์ เหตุที่มีชื่อเล่นว่า \"บาส\" ก็เพราะต้องการให้คล้องกับชื่อเล่นของพี่ชายซึ่งเป็นนักมวยด้วยเหมือนกัน คือ สมรถ คำสิงห์ ที่มีชื่อว่า \"รถ\" เนื่องจาก คลอดบนรถโดยสาร ระหว่างเดินทางไปสถานีอนามัยอำเภอ \nเคยศึกษา โรงเรียนนายเรือ" ]
[ "สมรักษ์ คำสิงห์\nเรือเอก สมรักษ์ คำสิงห์ ร.น. เป็นนักกีฬาทีมชาติไทยคนแรก ที่ได้รับรางวัลเหรียญทอง จากการแข่งขันมวยสากลสมัครเล่น ในโอลิมปิกฤดูร้อน 1996 ที่เมืองแอตแลนตา รัฐจอร์เจีย สหรัฐอเมริกา ในปี พ.ศ. 2539", "สมรักษ์ คำสิงห์\nซึ่งการคว้าเหรียญทองโอลิมปิกในครั้งนี้ การสื่อสารแห่งประเทศไทย (กสท.) ได้ออกแสตมป์ที่มีรูปการชกรอบชิงชนะเลิศของสมรักษ์ ราคาดวงละ 6 บาท มาด้วย เพื่อเป็นที่ระลึกถึงเหตุการณ์นี้ และทางกองทัพเรือ (ทร.) ต้นสังกัดก็ได้เลื่อนยศให้สมรักษ์เป็นเรือตรี (ร.ต.) ซึ่งเดิมสมรักษ์มียศเป็นจ่าเอก (จ.อ.)", "คำสิงห์ ศรีนอก\nคำสิงห์ ศรีนอก (25 ธันวาคม 2473 - ) ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ในปีพ.ศ. 2535 มีนามปากกาว่า ลาว คำหอม เกิดที่บ้านหนองบัวสะอาด ตำบลหนองบัวสะอาด อำเภอบัวใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา ในครอบครัวชาวนา ต่อมาสำเร็จการศึกษาที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เคยได้รับรางวัลนักเขียนเรื่องสั้นดีเด่น วาระครอบ 100 ปี เรื่องสั้นไทยงานของลาว คำหอม นอกจากจะเป็นที่ยอมรับและนิยมยกย่องในวงวรรณกรรมไทยแล้ว ยังได้รับความสนใจจากวงวรรณกรรมต่างประเทศ โดยมีการแปลงานของเขาเป็นภาษาอังกฤษ สวีเดน เดนมาร์ก ดัตช์ ญี่ปุ่น สิงหล มลายู เยอรมัน (จัดพิมพ์ 6 เรื่อง) และภาษาฝรั่งเศส (จัดพิมพ์ 4 เรื่อง)", "สมรักษ์ คำสิงห์\nเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2561 ราชกิจจานุเบกษาออกประกาศเรื่อง ให้พิทักษ์ทรัพย์ของ นางเสาวนีย์ คำสิงห์ และนายสมรักษ์ คำสิงห์ เด็ดขาด ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช 2483 โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์ มหานคร จำกัด ได้ยื่นฟ้องต่อศาลล้มละลายกลาง ขอให้จำเลยทั้งสองล้มละลาย มีอำนาจจัดการเกี่ยวกับกิจการและทรัพย์สินของจำเลย เนื่องจากมีหนี้สินจากการเปิดปั๊มน้ำมันกว่า 4 ล้านบาท", "สมรักษ์ คำสิงห์\nสมรักษ์เริ่มเข้าแข่งขันมวยสากลสมัครเล่นในนามของโรงเรียน เมื่อปี พ.ศ. 2528 เมื่ออายุ 12 ปี โดยมีพิกัดน้ำหนัก 52 กิโลกรัมเมื่อสมรักษ์จบ ม.6 จากโรงเรียนผดุงศิษย์ฯ ได้รับการทาบทามจากสโมสรราชนาวีให้ชกมวยสากลสมัครเล่นในนามของสโมสรและจะบรรจุให้เข้ารับราชการในกองทัพเรือด้วย สมรักษ์จึงตอบตกลง สมรักษ์ประสบความสำเร็จได้ทั้งแชมป์ประเทศไทยและเหรียญทองกีฬาแห่งชาติ", "ไกรสร จันทร์สุวานิชย์\nเกิดเมื่อวันที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2498 ที่ กรุงเทพมหานครเป็นบุตรของพันโทสิทธิกร กับร้อยเอกหญิงชื่นสุข จันทร์สุวานิชย์ ศึกษา (นักเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 13 รุ่นเดียวกับพลเรือเอกสุรศักดิ์ หรุ่นเริงรมย์ และพลเรือเอกณรงค์ พิพัฒนาศัย) โรงเรียนนายเรือ รุ่น 70 และโรงเรียนเสนาธิการทหารเรือ รุ่น 48 ระหว่างรับราชการได้เข้ารับการศึกษาในหลักสูตรที่สำคัญ คือ หลักสูตรนายทหารชั้นต้นพรรคนาวิน รุ่นที่ ๒๒ หลักสูตรเสนาธิการทหารเรือ รุ่นที่ ๔๘ หลักสูตรวิทยาลัยการทัพเรือ รุ่นที่ ๓๐ หลักสูตรวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร รุ่นที่ ๕๑ หลักสูตรผู้บริหารระดับสูง สถาบันวิทยาการตลาดทุน รุ่นที่ ๑๔ และหลักสูตร SURFACE WARFARE OFFICER SCHOOL (SWOS) สหรัฐอเมริกา สื่อมวลชนตั้งชื่อให้อย่างไม่เป็นทางการว่า \"บิ๊กตั้ม\" ด้านครอบครัว สมรสกับนาง ณุฉัตรา จันทร์สุวานิชย์ มีบุตรสาวชื่อ ร.ท.หญิง นันทณัทธ์ จันทร์สุวานิชย์ ประจำแผนกวิเทศสัมพันธ์ กองการต่างประเทศ กรมข่าวทหารเรือ และนายทหารฝ่ายเสนาธิการ กองเรือปราบเรือดำน้ำ กองเรือยุทธการ", "หลวงศรีธรรมศาสน์ (สิงห์ สิมมาโคตร)\n\"พระหลวงศรีธรรมศาสน์\" นามเดิม สิงห์ นามสกุล สิมมาโคตร เกิดที่ บ้านแก่งแก ตำบลหัวขวาง อำเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม เมื่อวันพฤหัสบดี ขึ้น 11 ค่ำ เดือน 6 ปีวอก ตรงกับวันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2413 บิดาชื่อ สิ้ม มารดาชื่อ ซิง ได้บรรพชาเป็นสามเณรเมื่อ เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2431 ณ วัดใต้โกสุม ตำบลหัวขวาง อำเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม ครั้นถึงเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2433 อายุครบ 20 ปี จึงได้อุปสมบทที่วัดกลางโกสุม ตำบลหัวขวาง อำเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม พระอาจารย์เจ้าอริยวงษา เจ้าอาวาสวัดสังข์ทอง เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์หลักคำ พรหมศร วัดใต้โกสุม เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอาจารย์โสภาวดี วัดบ้านฟ้าเหลื่อม อำเภออาจสามารถ จังหวัดร้อยเอ็ด เป็นอนุสาวนาจารย์ ได้สมณฉายาว่า ธมฺมโชโต เมื่ออุปสมบทแล้วได้กลับมาอยู่ที่วัดใต้โกสุมตามเดิม อุปสมบทอยู่ได้ 13 พรรษา จึงได้ลาสิกขา ได้เข้ารับราชการเป็นกำนันตำบล หัวขวาง อำเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม ครั้งพระสุนทรพิพิธเป็นนายอำเภอโกสุมพิสัย ได้รับบรรดาศักดิ์เป็นหลวงศรีธรรมศาสน์ ได้มีครอบครัวและมีบุตรชายหญิงรวม 5 คน ต่อมาภรรยาและบุตรชายหญิงอีก 3 คนได้ถึงแก่กรรม คงเหลือบุตรชายอยู่เพียง 2 คน คือ นายประสิทธิ์ สีมาโคตร รับราชการเป็นครูประชาบาล และนายละม้าย สีมาโคตร เปรียญ อยู่บ้านคุ้มใต้ ซึ่งบุตรทั้งสองคนนี้ยังมีชีวิตอยู่จนบัดนี้ (ปัจจุบันที่พิมพ์ใหม่ครั้งนี้ได้เสียชีวิตหมดแล้ว) ท่านได้รับราชการเป็นกำนันอยู่ ๙ ปี จึงได้ลาออกมาประกอบอาชีพทำนาค้าขายอยู่ตามลำพัง จนถึง พ.ศ. 2461 ซึ่งเวลานั้นท่านมีอายุได้ 47 ปีแล้ว ได้กลับเข้าอุปสมบทอีกเป็นครั้งที่ 2 ที่วัดใต้โกสุม เมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2461 โดยมีท่านอาจารย์มุล เจ้าอาวาสวัดบ้านหนองบอน เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์ดี วัดใต้โกสุม เป็นกรรมวาจาจารย์ พระอาจารย์หลวง วัดกลางโกสุม (เวลานี้เป็นสังฆนายกอยู่ ณ นครเวียงจันทร์) เป็นอนุสาวนาจารย์ มีสมณฉายาว่า ธมฺมโชโต อย่างเดียวกับที่อุปสมบทคราวก่อน อุปสมบทแล้วอยู่ประจำวัดใต้โกสุม ตำบลหัวขวาง อำเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม ตราบจนถึงกาลมรณภาพ", "เกรียงไกร อัตตะนันทน์\nจอมพลเกรียงไกร อัตตะนันทน์ เดิมชื่อ บุญสม อัตตะนันทน์ เกิดเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2456 ที่จังหวัดธนบุรี เป็นบุตรของเรือเอก ขุนรุตรณไกร (แฮนน์ อัตตะนันทน์) และนางเหม อัตตะนันทน์ จบการศึกษาชั้นมัธยมจากโรงเรียนมัธยมบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ต่อมาได้เข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนนายร้อยทหารบกเมื่อ พ.ศ. 2474 จนจบการศึกษาใน พ.ศ. 2477 และเริ่มเข้ารับราชการในตำแหน่งประจำกรมทหารราบที่ 7 เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม ปีเดียวกัน", "สมรักษ์ คำสิงห์\nต่อมา ณรงค์กับนายแดงพ่อของสมรักษ์เกิดแตกคอกัน สมรักษ์จึงย้ายไปอยู่ค่ายศิษย์อรัญ เข้ามาชกมวยในกรุงเทพฯ ได้ไปเรียนที่ โรงเรียนผะดุงศิษย์พิทยา โดยชกทั้งมวยไทย และมวยสากลสมัครเล่น สมรักษ์ขึ้นชกมวยไทยในชื่อ \"พิมพ์อรัญเล็ก ศิษย์อรัญ\" แต่พอสมรักษ์ขึ้น ม.2 พ่อก็ถึงแก่กรรม" ]
0
จากสถิติเมื่อเดือนมกราคม พ.ศ. 2557 มีคนเล่นเกมส์ ลีกออฟเลเจนด์ จำนวนเท่าไหร่?
[ "ลีกออฟเลเจนด์\nตั้งแต่เปิดตัว \"ลีกออฟเลเจนด์\" ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนเมื่อเดือนกรกฎาคม ปี 2012\"ลีกออฟเลเจนด์\" เป็นเกมส์คอมพิวเตอร์ซึ่งถูกเล่นมากที่สุดในทวีปอเมริกาเหนือและยุโรปเมื่อนับชั่วโมงในการเล่น จากสถิติเมื่อเดือนมกราคม พ.ศ. 2557 มีคนเล่นเกมส์ \"ลีกออฟเลเจนด์\" ถึง 67 ล้านคนต่อหนึ่งเดือน 27 ล้านคนต่อวัน และมากกว่า 7.5 ล้านคนต่อหนึ่งชั่วโมงในชั่วโมงใช้สูงสุด" ]
[ "ศุภณัฏฐ์ เหมือนตา\nศุภณัฏฐ์เป็นเจ้าของสถิติถึง 2 รายการ คือ นักเตะอายุน้อยที่สุดที่ได้ลงเล่นในไทยลีกด้วยวัยเพียง 15 ปี 8 เดือน 22 วันในนัดที่บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ชนะ นครราชสีมา มาสด้า เอฟซี 2–1 เมื่อวันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2561 และเป็นนักเตะอายุน้อยที่สุดที่ทำประตูในไทยลีกด้วยวัย 15 ปี 9 เดือน 25 วันในนัดที่บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เปิดบ้านเอาชนะ แอร์ฟอร์ซ เซ็นทรัล เอฟซี 5–0 เมื่อวันอาทิตย์ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2561 ซึ่งสถิติทั้งสองเดิมเป็นของ เอกนิษฐ์ ปัญญา ผู้เล่นจาก เชียงราย ยูไนเต็ด", "ดิอะเมซิ่งเรซ 17\nใบสมัครถูกแจกจ่ายออกมาในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553 รอบคัดเลือกมีขึ้นในช่วงเดือนมีนาคมและจัดการการคัดเลือกครั้งสุดท้ายที่ลอสแอนเจลิส จาก 11 ทีมที่ถูกเลือกเข้าเป็นผู้แข่งขันนั้นก็ได้เริ่มการถ่ายทำในเดือนพฤษภาคม ผู้เข้าแข่งขันประกอบไปด้วย พิธีกรรายการช๊อปปิ้ง, นักโพสต์วิดีโอให้ความบันเทิงบนยูทูป เคลวิน วู ที่รู้จักกันในนาม \"เควจัมบ้า\" ซึ่งมาพร้อมกับ ไมเคิล พ่อของเขา, นักร้องประสานเสียงของสมาคมนักศึกษากลุ่มมหาวิทยาลัยไอวีลีก และคู่แม่ผู้ให้กำเนิดกับลูกที่ห่างหายกันไปนานกว่า 20 ปี โดยฤดูกาลนี้เป็นฤดูกาลแรกของรายการที่ไม่มีคู่สมรสเลย รวมไปถึงยังมีผู้เคยผ่านการประกวดนางงามมาด้วย 3 คน คือ มอลลารี่ ที่ได้อันดับที่ 5 ในการประกวดมิสอเมริกา ปี 2553, บรู๊ค ซึ่งเข้าประกวดมิสอเมริกา ปี 2548 และ สเตฟานี่ ซึ่งเคยเป็นมิส เซ้า คาร์โรไลน่า ปี 2552", "สโมสรฟุตบอลเอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ในฤดูกาล 2560\nเมื่อวันจันทร์ที่ 19 มิถุนายนที่ผ่านมา ทางสโมสรก็ได้เปิดตัวผู้เล่นคนใหม่ที่เสริมทัพเข้าทีมในช่วงตลาดนักเตะเลกที่สองให้เหล่าแฟนบอลสาวๆ ได้กรี๊ดกร๊าดกันอีกครั้งด้วยการคว้าตัว ชาริล ชัปปุยส์ มิดฟิลด์รูปหล่อลูกครึ่งไทย-สวิสที่ย้ายมาจากทีม \"ช้างศึกยุทธหัตถี\" สุพรรณบุรี มาร่วมทัพอย่างเป็นทางการโดยเซ็นสัญญาพร้อมออปชั่น 3 ปีโดยทางสโมสรอุบค่าเหนื่อยเอาไว้ โดยเจ้าตัวได้เลือกใช้หมายเลข 23 ในการลงสนามให้กับทัพกิเลนผยองในเลกที่สอง", "บุษบากร สุขพันธ์\nบุษบากร เป็นนักกีฬากอล์ฟหญิงจากจังหวัดเชียงราย ซึ่งในเดือนมกราคม พ.ศ. 2557 เธอได้เป็นผู้ชนะการแข่งขันกอล์ฟอาชีพสตรี “ไทยแอลพีจีเอ ทัวร์” รายการสิงห์-เอสเอที ไทยแอลพีจีเอ แชมเปียนชิพ 2014 จากนั้น ในเดือนกรกฎาคม บุษบากรได้เป็นแชมป์การแข่งขันกอล์ฟเยาวชนชิงแชมป์ยุโรป ดัตช์จูเนียร์โอเพน 2014 ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ ทั้งในประเภทบุคคลหญิงและทีมหญิง ส่วนในเดือนกันยายน ในการแข่งขันกอล์ฟในเอเชียนเกมส์ 2014 ที่อินช็อน ประเทศเกาหลีใต้ เธอได้รับรางวัลเหรียญเงินในประเภทบุคคลหญิง และเหรียญทองในประเภททีมหญิง ซึ่งต่อมา เธอได้รับเกียรติจากทางจังหวัดเชียงราย สำหรับการต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่ ในฐานะที่เป็นผู้สร้างชื่อเสียงให้แก่จังหวัดและประเทศชาติ โดยได้มีการจัดพิธีมอบประกาศเกียรติคุณ, เสื้อสามารถ และเงินรางวัล จากทั้งส่วนของทางราชการและเอกชน", "วาเลรี ทรีแอร์แวแลร์\nในเดือนมกราคม พ.ศ. 2557 ฟร็องซัว ได้ประกาศการยุติความสัมพันธ์กับเธอ หน้าเพจทั้ง 130 หน้า และภาพอีก 600 รูปของอดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งถูกลบออกทั้งหมดจากเว็บไซต์ของเอลีเซ เมื่อเมื่อเวลา 11.00 นาฬิกาของวันที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2557", "เฟรเดริก เมนดี (นักฟุตบอลเกิดปี ค.ศ. 1988)\nเมนดี ย้ายมาร่วมทีมบางกอกกล๊าส ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2560 และยิงประตูแรกให้กับสโมสรในนัดที่ 4 ของฤดูกาล 2561 เมื่อวันที่ 4 มีนาคม นัดเปิดลีโอสเตเดียมชนะการท่าเรือ 2-0 ต่อมาวันที่ 10 มีนาคม เขายิงหนึ่งประตู ช่วยให้ทีมของเขาบุกชนะชลบุรี 2-0 ที่ชลบุรีสเตเดียม และในวันที่ 1 เมษายน เขาทำหนึ่งประตูในวันเมษาหน้าโง่อีกครั้ง นัดที่บางกอกกล๊าสบุกเสมอเมืองทอง ยูไนเต็ด ที่เอสซีจีสเตเดียม 2-2", "เคย์น วินเซนต์\nในเดือนมกราคม พ.ศ. 2561 เคย์น วินเซนต์ ได้เซ็นสัญญาเข้าร่วมสโมสรฟุตบอลมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในไทยลีก 2 ต่อมาเขาลงเล่นนัดแรกและยิงประตูแรกให้กับสโมสรเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561 ในนัดที่เกษตรศาสตร์เปิดสนามทีโอที เอาชนะศรีสะเกษ 3-2 และในวันที่ 10 มีนาคม เขาทำแฮตทริกแรกของฤดูกาล ในนัดที่เกษตรศาสตร์เปิดบ้านชนะกระบี่ 5-0", "กิตติพงษ์ วงมา\nวันที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2557 กิตติพงษ์ (อายุ 19 ปี) ได้ย้ายจากศรีสะเกษ ยูไนเต็ดในดิวิชัน 2 ไปร่วมทีมร่วมจังหวัดอย่างศรีสะเกษ เอฟซีในไทยลีก เขาทำผลงานได้ดีในการเล่นฤดูกาลแรกให้กับสโมสร ต่อมาวันที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2559 กิตติพงษ์ ถูกปล่อยยืมตัวให้กับอุดรธานีในดิวิชัน 2", "เอเคบีโฟร์ตีเอต ทีมเอสเอช\nเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2561 มีการเปิดรับสมัครสมาชิกรุ่นแรก โดยมีผู้เข้าสมัครจำนวน 38,066 คนในเดือนพฤษภาคม การคัดเลือกเริ่มจากการคัดกรองผู้เข้าสมัครจากใบสมัคร จากนั้นกรรมการได้สัมภาษณ์ผู้เข้าสมัครในทั้ง 6 หัวเมือง เพื่อค้นหา 62 คนสุดท้ายที่จะได้มาแสดงทักษะในด้านการร้องและเต้น เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม ผู้เข้าแข่งขันทั้ง 23 คนได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกรุ่นแรกของทีมเอสเอช โดยสมาชิก 2 คน หลิว เนี่ยน และเหมา เว่ยเจี๋ย เคยเป็นผู้เข้าแข่งขันในรายการโปรดิวซ์ 101 ของประเทศจีน" ]
3
ตราสัญลักษณ์ พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา 5 ธันวาคม พุทธศักราช 2550 ออกแบบโดยใคร?
[ "ตราสัญลักษณ์พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา\nตราสัญลักษณ์ พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา 5 ธันวาคม พุทธศักราช 2550 ออกแบบโดย นายสุเมธ พุฒพวง นักวิชาการช่างศิลป์ 7 กลุ่มงานศิลปประยุกต์ กลุ่มจิตรกรรมศิลปประยุกต์และลายรดน้ำ กรมศิลปากร", "พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550\nตราสัญลักษณ์ พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา 5 ธันวาคม พุทธศักราช 2550 ออกแบบโดย สุเมธ พุฒพวง นักวิชาการช่างศิลป์ 7 กลุ่มงานศิลปประยุกต์ กลุ่มจิตรกรรมศิลปประยุกต์และลายรดน้ำ กรมศิลปากร", "พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา 12 สิงหาคม 2555\nพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานตราสัญลักษณ์งานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา 12 สิงหาคม 2555 โดยแบบตราสัญลักษณ์งานเฉลิมพระเกียรตินี้ ออกแบบโดย นายสุเมธ พุฒดวง ขณะที่ ครม.ได้แจ้งให้ทุกหน่วยงานราชการทุกหน่วยงานทั่วทั้งประเทศ ได้เตรียมการประดับตราสัญลักษณ์ และติดธงสัญลักษณ์นี้ในสถานที่ราชการทุกแห่ง ส่วนพสกนิกรชาวไทย ทั่วประเทศสามารถซื้อหรือจับจองมาติดในบ้านได้ตามร้านจำหน่ายตราสัญลักษณ์หรือธงทั่วไป" ]
[ "ตราสัญลักษณ์พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา 12 สิงหาคม 2555\nต่อมา เว็บไซด์ทำเนียบรัฐบาล http://www.thaigov.go.th/ ได้เผยแพร่ข่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีรับทราบ เรื่องตราสัญลักษณ์งานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา 12 สิงหาคม 2555 และตราสัญลักษณ์งานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 5 รอบ 28 กรกฎาคม 2555 ตามที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเสนอ\nตราสัญลักษณ์งานเฉลิมพระเกียรติฯ นี้ประกอบด้วย อักษรพระนามาภิไธย ส.ก. อยู่ภายในวงรี ด้านบนวงรีเป็นพระมหามงกุฎ ภายในพระมหามงกุฎเป็นพระแสงจักรและพระแสงตรีศูล มีเครื่องราชอิสริยาภรณ์โบราณมงคลพระมหาสังวาลนพรัตนราชวราภรณ์ล้อมรอบวงรี ขนาบข้างด้วยพระสัปตปฎลเศวตฉัตร ด้านล่างวงรีเป็นเลขไทย 80 อยู่ในรูปทรงของเพชรด้านล่างเลขไทย 80 เป็นผ้าแพรแถบอักษรข้อความ พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา 12 สิงหาคม 2555 ในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก วันที่ 5 พฤษภาคม 2493 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ สถาปนาสมเด็จพระราชินี เป็นสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี แล้วพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ อันเป็นโบราณมงคลนพรัตนราชวราภรณ์", "ตราสัญลักษณ์พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา\nด้านล่างพระราชลัญจกรเป็นเลข 80 หมายถึงพระองค์มีพระชนมพรรษา 80 พรรษา ถัดจากเลขไทยลงมาเป็นแพรแถบบอกชื่องานพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 แพรแถบนอกจากบอกชื่องานพระราชพิธีแล้ว ยังรองรับประคองพระเศวตฉัตรด้วย", "พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550\nรัฐบาลไทยได้เตรียมการจัดรัฐพิธี เนื่องในวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 โดยมีรายละเอียด ดังต่อไปนี้รัฐบาลไทย ได้เตรียมการจัดศาสนพิธี เนื่องในโอกาส มหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 โดยมีรายละเอียด ดังต่อไปนี้เรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่งเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา เป็นชุดเรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่งที่กองทัพเรือไทยจัดสร้างขึ้นจำนวนทั้งหมด 3 ลำ คือ เรือ ต.991 เรือ ต.992 และเรือ ต.993 โดยมอบหมายให้กรมอู่ทหารเรือเป็นผู้จัดสร้างเรือ ต.991 ณ อู่ทหารเรือธนบุรี ส่วนเรือ ต.992 และ ต.993 กองทัพเรือได้ว่าจ้างบริษัท มาร์ซัน จำกัด เป็นผู้ดำเนินการต่อเรือ", "ตราสัญลักษณ์พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา 12 สิงหาคม 2555\nตราสัญลักษณ์ พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา 12 สิงหาคม 2555 ออกแบบโดย นายศิริ หนูแดง พร้อมๆกับตราสัญลักษณ์พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 5 รอบ 28 กรกฎาคม 2555", "ตราสัญลักษณ์พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา 12 สิงหาคม 2555\nที่ทำเนียบรัฐบาล เวลา 13.00 น. ของตอนบ่ายวันวันที่ 29 พฤษภาคม 2555 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานตราสัญลักษณ์งานเฉลิมพระเกียรติทั้ง 2 งาน และคณะรัฐมนตรีได้แจ้งให้ทุกหน่วยงานราชการทุกหน่วยงานทั่วทั้งประเทศ ได้เตรียมการประดับตราสัญลักษณ์ และติดธงสัญลักษณ์นี้ในสถานที่ราชการทุกแห่ง ส่วนพสกนิกรชาวไทยทั่วประเทศสามารถซื้อหรือจับจองมาติดในบ้านได้ ตามร้านจำหน่ายตราสัญลักษณ์หรือธงทั่วไป", "พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550\nในการประชุม คณะกรรมการอำนวยการจัดงานเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาส มหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 ครั้งที่ 1/2550 เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550 ได้เห็นชอบเกี่ยวกับ การกำหนดแนวทาง การจัดงานพระราชพิธี ระหว่างวันที่ 4 ธันวาคม–8 ธันวาคม พ.ศ. 2550 ซึ่งต้องนำความกราบบังคมทูลพระกรุณา ขอพระราชทานพระบรมราชวินิจฉัยก่อน ดังนี้ \nโดยตลอดสองข้างทางเสด็จพระราชดำเนินจาก พระตำหนักจิตรลดารโหฐานยัง พระบรมมหาราชวัง ขอเชิญชวนประชาชน เฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ และจุดเทียนชัยถวายพระพร ตลอดเส้นทางเสด็จพระราชดำเนิน", "พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา 12 สิงหาคม 2555\nภาพด้านหลังธนบัตร เชิญพระฉายาสาทิสลักษณ์สมเด็จพระบรมราชินีนาถในฉลองพระองค์ตามสมัยนิยม เป็นภาพประธาน สำหรับภาพประกอบเชิญภาพพระราชกรณียกิจด้านต่าง ๆ อาทิ การเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎร ซึ่งพระองค์จะมีพระราชดำรัสกับราษฎรอย่างใกล้ชิด ไม่ถือพระองค์ และเต็มไปด้วยพระเมตตา การทรงงาน ด้านศิลปาชีพ ซึ่งเป็นพระราชกรณียกิจที่ทรงบำเพ็ญ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของราษฎร รวมทั้ง เพื่ออนุรักษ์ และฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมไทยที่ทรงให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ด้วยทรงตระหนักถึงความสำคัญของป่า ซึ่งเป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร และช่วยป้องกันบรรเทาปัญหาอุทกภัย รวมทั้งความสำคัญของป่าที่มีต่อระบบนิเวศ" ]
19
ภาพยนตร์เรื่อง14 ตุลา สงครามประชาชน ออกฉายเมื่อไหร่?
[ "14 ตุลา สงครามประชาชน\n14 ตุลา สงครามประชาชน () เป็นภาพยนตร์ไทยที่ออกฉายในปี พ.ศ. 2544 กำกับโดย บัณฑิต ฤทธิ์ถกล เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับชีวประวัติของเสกสรรค์ ประเสริฐกุล อดีตผู้นำนักศึกษาในช่วงเหตุการณ์ 14 ตุลา พ.ศ. 2516 และจิระนันท์ พิตรปรีชา ภรรยา ที่ต้องหนีภัยจากการกวาดล้างของรัฐบาลไทย เข้าป่าไปร่วมงานกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย จนกระทั่งออกจากป่าในปี พ.ศ. 2524" ]
[ "14 ตุลา สงครามประชาชน\nโดย เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ลงมือเขียนบทภาพยนตร์ด้วยตนเอง เพื่อให้คนรุ่นหลังได้รับรู้ ถึงเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ทางการเมืองในยุคนั้น ภาพยนตร์เรื่องนี้ เป็นเรื่องราวที่สร้างจากเรื่องจริงของชีวิตทั้งคู่ ทำให้ ผู้กำกับ บัณฑิต ฤทธิ์ถกล ใช้เวลาเฟ้นหานักแสดงนำที่มีรูปร่าง หน้าตาเหมือน เสกสรรค์-จีระนันท์ มากที่สุด ทำให้ขั้นตอนในการคัดเลือกนักแสดง ในของภาพยนตร์เรื่อง 14 ตุลา สงครามประชาชน ต้องใช้เวลาในการคัดเลือกกว่า 6 เดือน ซึ่งในที่สุด ก็ได้สองนักแสดงหน้าใหม่ ที่ได้รับการลงความเห็นจากทุกฝ่ายว่า มีความเหมือน เสกสรรค์ ประเสริฐกุล และ จีระนันท์ พิตรปรีชา มากที่สุด", "14 ตุลา สงครามประชาชน\nเมื่อภาพยนตร์ออกฉาย ฝ่ายโฆษณาได้เปลี่ยนชื่อเรื่องเป็น 14 ตุลา สงครามประชาชน เพื่อประโยชน์ในการประชาสัมพันธ์ เนื่องจากภาพยนตร์ออกฉายในเวลาใกล้เคียงกับพิธีเปิดอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา บริเวณสี่แยกคอกวัว ในโอกาสครบรอบ 28 ปี เหตุการณ์ 14 ตุลา และครบรอบ 25 ปี เหตุการณ์ 6 ตุลา", "14 ตุลา สงครามประชาชน\nภาพยนตร์เรื่องนี้กำกับภาพยนตร์โดย บัณฑิต ฤทธิ์ถกล ผู้กำกับภาพยนตร์ฝีมือเยี่ยม ที่เคยมีผลงานที่ประสบความสำเร็จ ทั้งในด้านรายได้ และด้านคุณภาพ มาแล้วหลายเรื่อง อาทิ คาดเชือก, ด้วยเกล้า, บุญชู, ส.อ.ว. ห้อง 2 รุ่น 44, อนึ่ง คิดถึงพอสังเขป, กาลครั้งหนึ่งเมื่อเช้านี้, สตางค์ เป็นต้น", "14 ตุลา สงครามประชาชน\nภาพยนตร์ส่วนใหญ่ถ่ายทำที่ตำบลลิ่นถิ่น อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี โดยจำลองจากสถานที่จริง ที่อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ที่อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก ที่ถ้ำผาจิ จังหวัดพะเยา และที่ประเทศลาว ซึ่งไม่สะดวกในการเดินทางไปถ่ายทำ นอกจากนี้ภาพยนตร์ยังถ่ายทำที่อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า จังหวัดเลย ส่วนฉากการปะทะกันระหว่างนักศึกษากับเจ้าหน้าที่ตำรวจ บริเวณคูน้ำหน้าพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน ถ่ายทำที่มหาวิทยาลัยบูรพา จังหวัดชลบุรี ภาพยนตร์ใช้เวลาถ่ายทำทั้งสิ้น 9 เดือน โดยใช้นักแสดงหน้าใหม่ทั้งหมด", "14 ตุลา สงครามประชาชน\nภาพยนตร์เขียนบทร่างโดยเสกสรรค์ ประเสริฐกุล ตั้งแต่ปลายปี พ.ศ. 2542 เริ่มต้นถ่ายทำเมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2543 โดยผู้กำกับได้เพิ่มเติมบทเกี่ยวกับเหตุการณ์จลาจลที่เกิดขึ้นในช่วงวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516", "14 ตุลา สงครามประชาชน\nผู้รับบทเป็น เสกสรรค์ ประเสริฐกุล คือ ภาณุ สุวรรณโณหนุ่มวิศวะฯ ผู้ไม่เคยผ่านงานแสดงหนัง และละครเรื่องใดมาก่อน โดยทุกคนลงความเห็นว่า ภาณุ มีหน้าตาและบุคลิกท่าทาง คล้ายคลึงกับอ.เสกสรรค์ เป็นอย่างมาก ส่วนผู้ที่รับบทเป็น จิระนันท์ พิตรปรีชา คือ พิมพ์พรรณ จันทะ สาวหน้าใส นักเรียนการแสดงของบางกอกการละคร เป็นหนึ่งในลูกศิษย์ของครูงัด สุรพล วิเชียรฉาย", "เหตุการณ์ 14 ตุลา\nในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2546 นายเทพมนตรี ลิมปพยอม นักวิชาการอิสระด้านประวัติศาสตร์ ได้เปิดตัวหนังสือมา 2 เล่ม ชื่อ \"\"ลอกคราบ 14 ตุลา ดักแด้ประวัติศาสตร์การเมืองไทย\"\" และ \"\"พันเอกณรงค์ กิตติขจร 30 ปี 14 ตุลา ข้อกล่าวหาที่ไม่สิ้นสุด\"\" โดยมีเนื้อหาอ้างอิงจากเอกสารราชการลับในเหตุการณ์ 14 ตุลา ซึ่งมีเนื้อหาว่าทั้ง พ.อ.ณรงค์ และจอมพลถนอม มิได้เป็นผู้สั่งการในเหตุการณ์ 14 ตุลา และพันเอกณรงค์ กิตติขจร ยังได้กล่าวอีกว่า พล.อ.กฤษณ์ สีวะรา เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการสังหารหมู่นิสิต นักศึกษา และประชาชนในการชุมนุม แต่ก็เป็นการชี้แจงหลังเกิดเหตุมาเกือบ 30 ปี และเป็นการชี้แจงเพียงฝ่ายเดียวโดยที่ฝ่ายครอบครัวของทาง พล.อ.กฤษณ์มิได้มีโอกาสชี้แจงกลับ คำกล่าวของพ.อ.ณรงค์ ขัดแย้งกับ นายโอสถ โกศิน อดีตรัฐมนตรีที่ใกล้ชิดกับ พล.อ.กฤษณ์ ซึ่งระบุว่า พล.อ.กฤษณ์ เป็นบุคคลสำคัญที่ไม่ยอมให้มีการปฏิบัติการขั้นรุนแรงแก่นักศึกษา", "ไฟนอล แฟนตาซี 15: สงครามแห่งราชันย์\nภาพยนตร์ดังกล่าวเข้าฉายในประเทศญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 และเข้าฉายในสหรัฐอเมริกาแบบจำกัดโรงภาพยนตร์ในวันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2559 สำหรับประเทศไทย โซนี่ อินเตอร์แอคทีฟ เอ็นเตอร์เทนเมนต์ ฮ่องกง ได้จัดฉายภาพยนตร์เรื่องนี้ในรูปแบบการฉายรอบพิเศษร่วมกับ เอ็ม พิคเจอร์ ที่โรงภาพยนตร์สยามภาวลัย พารากอน ซีนีเพล็กซ์ ในวันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2559 เพียงรอบเดียวเท่านั้น", "14 ตุลา สงครามประชาชน\nเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 ซึ่งเกิดจากพลังแรงกล้า ของการใฝ่หาเสรีภาพ โดยการนำของนิสิตนักศึกษา ได้สร้างภาพยิ่งใหญ่ตราไว้ในประวัติศาสตร์ของชาติ ตั้งแต่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถึงตลอดแนวถนนราชดำเนิน จากผู้คนเรือนล้านที่ออกจากบ้านและสถานศึกษา มาด้วยวิญญาณประชาธิปไตย ถึงร่างเปื้อนเลือด ซึ่งนอนทอดนิ่งอยู่ภายใต้ธงไตรรงค์ ท่ามกลางควันปืน และเสียงร่ำไห้ของเพื่อนพ้องผู้ใกล้ชิด" ]
3
ความลับของ Superstar เป็นละครหรือไม่ ?
[ "ความลับของ Superstar\nความลับของ Superstar ออกอากาศครั้งแรกทุกวันจันทร์ถึงพฤหัสบดี เวลา 20.25 - 21.25 น. ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก ตั้งแต่วันที่ 31 กรกฎาคม - 1 ตุลาคม พ.ศ. 2551 และในปี พ.ศ. 2559 ทางช่องวันได้นำละครเรื่องนี้กลับมาออกอากาศรีรันให้ชมอีกครั้งทุกวันจันทร์ถึงพฤหัสบดี เวลา 13.00 - 14.30 น. เริ่มตอนแรกวันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2559" ]
[ "ความลับของ Superstar\nนักแสดงหนุ่มชื่อดังในวงการบันเทิง มีผลงานละครมากมาย แต่อ่อนหัดเรื่องความรัก ทำให้เขาเกือบเสียท่าเล่ห์เหลี่ยมของเนตรดาวกับบี แต่โชคดีที่ป่านฉุดขึ้นมาจากห้วงแห่งภาพลวงตา ทำให้เขารู้จักคำว่าความรักมากขึ้น", "ความลับของ Superstar\nผู้ใหญ่ในบริษัทที่โอมเป็นเด็กในสังกัด เป็นสาวใหญ่ใจเหล็ก มีจุดอ่อนตรงที่เห็นแก่ความขี้อ้อนของโอม ทำให้แจ๊ดเสียรู้ไปกับความเจ้าเล่ห์ของโอม ต่อมาจึงตาสว่างเมื่อพบว่าโอมเป็นคนมักใหญ่ใฝ่สูง", "ความลับของ Superstar\nนางเอกสาวดาวรุ่งสุดฮอตและเซ็กซี่ มีเสน่ห์เร้าใจชวนหลงใหล แต่จิตใจของเธอช่างร้ายกาจ เพราะเธอต้องการชื่อเสียงเงินทองมากกว่าความรัก จึงคบหากับกันต์ตามแรงยุของบี มีนิสัยขึ้หึง อิจฉาริษยา ไม่ยอมให้ใครดีกว่าตน", "ความลับของ Superstar\nดาวรุ่งชายผู้มาแรงในแวดวงบันเทิง มีอดีตที่ไม่น่าจดจำ ภายนอกดูเป็นหนุ่มแสนดี น่าชื่นชม แต่เขากลับซ่อนความเจ้าเล่ห์ร้ายกาจเป็นที่สุด มักใช้ผู้ใหญ่ในวงการบันเทิงเป็นบันไดก้าวไปสู่ความสำเร็จ ถึงแม้เขาจะต้องทำลายชื่อเสียงและเกียรติของผู้อื่นก็ตาม", "ความลับของ Superstar\nตัวประกอบฝ่ายหญิงที่ต้องการรับบทนำสักครั้งในชีวิต ไม่ถูกกับเนตรดาวเพราะเห็นว่าเธอชอบยั่วยวนผู้ชาย เก๋เคยรักโอมมาแล้วครั้งหนึ่งแต่ถูกสลัดรัก ทำให้เก๋แค้นมาก ต้องการทำลายชื่อเสียงโอมทุกวิถีทาง", "ความลับของ Superstar\nผู้จัดการส่วนตัวของกันต์ เป็นเกย์รุ่นใหญ่ที่ปากจัด พูดจาโผงผางไม่เกรงใจใคร รักและดูแลกันต์ราวกับว่าเขาเป็นลูกหลาน มีความสามารถในการปั้นคนเป็นดารา แต่พอเขาได้ปั้นโอมเป็นพระเอกดาวรุ่งชื่อดัง หัวใจของเขาก็แหลกสลายเมื่อโอมเห็นตนเป็นบันไดที่คอยเหยียบอย่างเลือดเย็น", "ชนิดาภา พงศ์ศิลป์พิพัฒน์\nชนิดาภา เซ็นสัญญาเข้าสังกัดค่ายละคร Exact เป็นเวลา 5 ปี (ปี 2550-2555) และประเดิมด้วยการเป็นนางเอกละครเรื่องแรกกับ ความลับของ Superstar คู่กับ ปฏิภาณ ปฐวีกานต์", "ความลับของ Superstar\nแม่ของกันต์ มีรายได้จากการขายขนมไทย มีอดีตที่ขื่นขมเพราะความรักที่เป็นไปไม่ได้", "ความลับของ Superstar\nคนขับรถประจำตัวของบัญชา รู้ใจบัญชาทุกเรื่อง" ]
2
Davinci เกมถอดรหัส ออกอากาศครั้งแรกเมื่อใด ?
[ "Davinci เกมถอดรหัส\nDavinci เกมถอดรหัส เป็นรายการเกมโชว์แนวควิซโชว์ที่ทดสอบความรู้รอบตัวและไหวพริบของผู้เข้าแข่งขันผ่านคำถามที่มาในรูปแบบของรูปภาพที่นำมาร้อยเรียงกันเป็นคำปริศนา ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ทุกวันจันทร์ถึงวันศุกร์ เวลา 17.00 - 17.30 น. โดยมีปกรณ์ ฉัตรบริรักษ์และเฉลิมพล ฑิฆัมพรธีรวงศ์ทำหน้าที่เป็นผู้ดำเนินรายการหลัก และ จะมีดารานักแสดงมาทำหน้าที่เป็นหัวหน้าทีมสตีลสลับกันไปในแต่ละกลุ่มสายอาชีพต่างๆ เริ่มออกอากาศครั้งแรกวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2559ในการแข่งขันแต่ละครั้งจะมีผู้แข่งขัน 2 คน ซึ่งเป็นผู้ที่ถูกสุ่มเลือกมาจากในทีมสตีล (Steal) ทั้งหมด 21 คน ทั้งคู่จะมีเงินรางวัลเป็นทุนสำหรับเล่นเกมในรอบนั้นคนละ 10,000 บาท จากนั้นเริ่มต้นการแข่งขันในรหัสภาพแรกโดยทั้งคู่จะต้องวางเงินเดิมพันลงกองกลางคนละ 2,000 บาท (ปัจจุบันได้มีการปรับลดเงินรางวัลเริ่มต้นเป็นเหลือเพียง 5,000 บาท และลดเงินเดิมพันขั้นต่ำเป็น 1,000 บาท) รูปแบบของคำถามในรายการจะมาในรูปแบบของรหัสภาพที่มีรูปภาพหลายรูปซึ่งมีทั้งภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวนำมาร้อยเรียงกันกลายเป็นคำปริศนา 1 คำ (ตัวอย่างเช่น คำตอบมี 2 พยางค์ มีรูปภาพปรากฏออกมาทั้งหมด 2 ภาพคือ \"ภาพคนกำลังยืน กับ ภาพยันต์\" จะสามารถถอดรหัสภาพได้เป็นคำว่า \"ยืนยัน\") ซึ่งในรหัสภาพแต่ละชุดจำนวนพยางค์กับจำนวนรูปภาพที่ปรากฏอาจจะไม่เท่ากันก็ได้ โดยพิธีกรจะบอกจำนวนพยางค์ของคำตอบในรหัสภาพนั้นโดยยังไม่บอกว่าจะมีรูปภาพปรากฏออกมาทั้งหมดกี่ภาพ หลังจากรหัสภาพปรากฏขึ้นบนหน้าจอ ผู้เข้าแข่งขันทั้งคู่จะมีเวลา 20 วินาทีในการถอดรหัสภาพที่ปรากฏให้เป็นคำตอบที่ถูกต้อง ในระหว่างนั้นถ้าผู้เข้าแข่งขันคิดว่ามั่นใจในคำตอบ สามารถกดปุ่มสัญญาณไฟที่อยู่ด้านข้างเพื่อหยุดเวลาและใช้สิทธิ์ตอบได้ทันที ใครกดไฟติดก่อนจะมีสิทธิ์ตอบก่อน ถ้าตอบถูกจะได้เงินรางวัลกองกลางทั้งหมดที่เดิมพันไว้ในรหัสภาพนั้นมา แต่ถ้าตอบผิดหรือไม่ตอบภายใน 5 วินาทีหลังจากกดไฟจะถือว่าหมดสิทธิ์เล่นในรหัสภาพนั้นทันที และอีกฝ่ายจะมีสิทธิ์ในการถอดรหัสภาพในช่วงเวลาที่เหลือต่อไปและถ้าตอบถูกก็จะได้เงินรางวัลกองกลางทั้งหมดที่เดิมพันไว้ในรหัสภาพนั้นมาเช่นกัน หากผู้เข้าแข่งขันทั้ง 2 คนไม่สามารถถอดรหัสภาพนั้นได้ หรือตอบผิดทั้งคู่ จะเป็นโอกาสของทีมสตีลทั้ง 21 คนที่จะแย่งกันกดไฟชิงสิทธิ์ในการตอบโดยมีเวลา 5 วินาทีหลังจากพิธีกรให้สัญญาณ (ปัจจุบันได้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการสตีลเป็นให้ทีมสตีลจะต้องกดไฟในช่วงเวลา 20 วินาทีที่ผู้เข้าแข่งขันกำลังถอดรหัสภาพเท่านั้น หากผู้เข้าแข่งขันทั้ง 2 คนไม่สามารถถอดรหัสภาพนั้นได้ ผู้ที่กดไฟได้ในช่วงเวลานั้นจะได้สิทธิ์ในการตอบ แต่ถ้าไม่มีใครในทีม Steal กดไฟตอบเลยแม้แต่คนเดียว เงินเดิมพันกองกลางจะถูกเรียกคืนโดยทันที) ซึ่งในทุกข้อที่มีการสตีลจะมีสิทธิ์ตอบเพียงคนเดียวเท่านั้น ถ้าตอบถูกจะสามารถขโมยเงินรางวัลกองกลางที่ผู้เข้าแข่งขันเดิมพันไว้ในรหัสภาพนั้นได้เต็มจำนวนทันที และยังมีสิทธิ์ลุ้นเพื่อลงไปแข่งขันหรือรอขโมยเงินรางวัลกองกลางในรหัสภาพต่อไปได้เรื่อยๆ (มีช่วงระยะเวลาหนึ่งที่มีการปรับเปลี่ยนเงินรางวัลของทีมสตีลเหลือเพียงครึ่งเดียวจากกองกลาง ส่วนอีกครึ่งหนึ่งจะถูกเรียกคืนกลับ เช่น ในกรณีที่เงินกองกลางในรหัสภาพนี้เป็น 4,000 บาท ถ้า 1 ในทีม Steal ตอบได้จะได้เงินรางวัลจากการ Steal แค่ 2,000 บาทเท่านั้น ซึ่งการปรับลดเงินสตีลเหลือครึ่งหนึ่งได้ถูกยกเลิกแล้วเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2560) แต่ถ้าตอบผิดจะต้องตกรอบกลับบ้านทันที และถ้าทีมสตีลไม่มีใครกดไฟตอบ พิธีกรจะทำการเฉลยคำตอบและเงินรางวัลที่เดิมพันไว้ในกองกลางจะถูกทางรายการเรียกคืนกลับทันที แต่เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2560 ได้มีการเพิ่มเติมกติกาสตีลคือ หากผู้เข้าแข่งขันและทีมสตีลไม่สามารถถอดรหัสภาพนั้นได้ เงินรางวัลกองกลางในรหัสภาพนั้นจะมอบให้กับผู้โชคดีทางบ้าน โดยทางรายการจะมีรหัสภาพใหม่ ซึ่งจะปรากฏแค่ 20 วินาทีเท่านั้น (ปัจจุบันปรับลดเหลือเพียงแค่ 15 วินาที) โดยสามารถร่วมสนุกได้ทาง Facebook Live หรือทาง LINE Official Account ของรายการ พร้อมกับแสดงความคิดเห็นตามหลังคำตอบด้วย หากถอดรหัสภาพได้ถูกต้องและความคิดเห็นถูกใจทีมงานมากที่สุด จะได้เงินรางวัลกองกลางในรหัสภาพนั้นไปทันที (หมายเหตุ : รหัสภาพสตีลเงินรางวัลสามารถตอบได้ภายในช่วงเวลาที่รายการกำลังออกอากาศเท่านั้น)" ]
[ "Davinci เด็กถอดรหัส\nDavinci เด็กถอดรหัส เป็นรายการเกมโชว์แนวควิซโชว์ที่ทดสอบความรู้รอบตัวและไหวพริบของผู้เข้าแข่งขันผ่านคำถามที่มาในรูปแบบของรูปภาพที่นำมาร้อยเรียงกันเป็นคำปริศนา โดยเป็นการเน้นความสนุกสนานความฮาความน่ารักของเหล่าเด็กๆ ออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ทุกวันเสาร์ เวลา 17.15 - 18.00 น. โดยมีกรรชัย กำเนิดพลอยและนลิน โฮเลอร์เป็นผู้ดำเนินรายการ รวมไปถึงผู้ช่วยพิธีกรสุดน่ารักอย่าง น้องมายู เริ่มออกอากาศครั้งแรกวันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2560 – ปัจจุบัน", "Davinci เกมถอดรหัส\nจากนั้นจะเริ่มต้นรหัสภาพต่อไปโดยฝ่ายที่แพ้ในรหัสภาพที่ผ่านมาจะมีสิทธิ์กำหนดจำนวนเงินรางวัลที่ทั้งคู่ต้องวางเดิมพันลงกองกลาง ซึ่งสามารถวางเดิมพันเท่าไหร่ก็ได้เท่าที่มีอยู่ ณ ตอนนั้น แต่จะต้องเป็นจำนวนเต็มหลักพันเท่านั้นและต้องไม่เกินจำนวนเงินที่ฝ่ายตรงข้ามมีอยู่ในกรณีที่เหลือมากกว่า (หากในรหัสภาพที่ผ่านมาไม่มีใครตอบได้ ทั้งคู่จะต้องถูกบังคับวางเดิมพันคนละ 2,000 บาท และในกรณีที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งคู่เหลือเงินรางวัลไม่ถึง 2,000 บาท ฝ่ายนั้นจะต้องวางเดิมพันที่เหลือทั้งหมด ซึ่งปัจจุบันได้ปรับลดเหลือเพียง 1,000 บาท) โดยเกมจะดำเนินเช่นนี้ไปตลอดจนกระทั่งเงินรางวัลของผู้เข้าแข่งขันท่านใดลดลงจนหมดก่อนและไม่สามารถถอดรหัสภาพนั้นได้จะเป็นฝ่ายที่ตกรอบไป (ในกรณีที่เงินรางวัลลดลงจนหมดพร้อมกัน และไม่สามารถถอดรหัสภาพนั้นได้ทั้งคู่ จะถือว่าตกรอบทั้งคู่ทันที) ส่วนผู้ที่มีเงินรางวัลเหลืออยู่จะเป็นแชมป์และได้รับเงินรางวัลที่ตนเองเหลืออยู่จากการแข่งขันครั้งนั้นกลับไป พร้อมกับได้สิทธิ์แข่งกับผู้เข้าแข่งขันคนอื่นๆ เพื่อรักษาแชมป์และรับเงินรางวัลไปเรื่อยๆ จนกว่าจะถูกล้มแชมป์ และถ้าสามารถครองแชมป์ได้ครบ 20 สมัย จะได้รับเงินรางวัลพิเศษเพิ่มอีก 1,000,000 บาททันที ในขณะเดียวกัน ถ้าผู้ท้าชิง 5 คนสุดท้ายก่อนถึงสมัยที่ 20 สามารถล้มแชมป์ได้ ทางรายการจะมีโบนัสให้สำหรับผู้ที่ล้มแชมป์ บวกกับเงินสะสมรวมกับเงินรางวัลจากการเล่นเกม และการ Steal ดังนี้\n(หมายเหตุ : ผู้ท้าชิงจะไม่ได้รับโบนัสพิเศษนี้ หากตกรอบพร้อมกันกับแชมป์)", "Davinci เกมถอดรหัส\nผู้เข้าแข่งขันทั้งหมด 16 คนในสายอาชีพเดียวกันจะถูกสุ่มออกมาแข่งขันครั้งละ 2 คน เริ่มเกมทั้งคู่จะมีคะแนนคนละ 5,000 คะแนน และในรหัสภาพแรกทั้งคู่จะต้องลงเดิมพันคนละ 1,000 คะแนน โดยทั้งคู่มีเวลาถอดรหัสภาพ 60 วินาที (20 วินาทีแรกสำหรับทีมสตีล) โดยหลังจาก 20 วินาทีแรก พิธีกรจะใบ้สิ่งที่อยู่ในภาพให้ผู้เล่นรู้ ฝ่ายไหนมั่นใจสามารถกดปุ่มหยุดเวลาได้ แล้วตอบ หากตอบถูกจะได้คะแนนเดิมพันข้อนั้นไป อีกฝ่ายจะมีสิทธิ์วางเดิมพันข้อต่อไปได้ แต่ถ้าตอบผิดหรือตอบไม่ทันภายใน 5 วินาที ก็จะหมดสิทธิ์เล่นต่อข้อนั้น แล้วให้อีกฝ่ายถอดรหัสภาพต่อในช่วงเวลาที่เหลือ แต่ถ้าทั้งคู่ตอบผิดหรือตอบไม่ได้ สิทธิ์จะเป็นของคนที่กดไฟสตีลได้ หากตอบถูกจะได้ขโมยคะแนนเดิมพันเป็นเงินรางวัลไปเลย (เช่น ข้อนี้มีเดิมพันที่ 2,000 คะแนน และเบอร์ 1 กดสตีลได้ ถ้าตอบถูกจะได้เงินรางวัล 2,000 บาท) แต่ถ้าตอบผิดหรือตอบไม่ทันภายใน 5 วินาทีก็จะหมดสิทธิ์สตีลทั้งทัวร์นาเมนต์ (ไม่สามารถสตีลรหัสภาพได้อีกต่อไป) และคะแนนเดิมพันเหล่านั้นจะกลายสภาพเป็นเงินรางวัลสำหรับกองเชียร์ในสตูดิโอและผู้ชมทางบ้านที่ร่วมสนุกผ่าน Facebook Live หรือ Line Official Account ของทางรายการทันที โดยมีเวลาถอดรหัสภาพชุดใหม่ 15 วินาที และสามารถร่วมสนุกได้ก่อนจบรายการ (ก่อนเวลา 17.30น.) (ภายหลังเปลี่ยนเป็นก่อนเวลา 19.00 น. และในการร่วมสนุกจะต้องถ่ายรูปรหัสภาพที่อยู่บนหน้าจอแนบเข้ามาด้วย) ผู้ที่ตอบถูก มีความคิดเห็นโดนใจทีมงานและทำถูกต้องตามกติกาก็จะได้รับเงินรางวัลนั้นๆ ไป และข้อต่อไปทั้งคู่จะต้องลงเดิมพันคนละ 1,000 คะแนน ฝ่ายไหนคะแนนหมดก่อนและไม่สามารถตอบได้ ก็จะแพ้ตกรอบไป (แต่ยังสามารถสตีลเงินได้ตามปกติ) และได้รับ Gift set จากผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร หลินจือมิน พร้อมกับเงินรางวัลที่สตีลได้ทั้งหมด (ถ้ามี) ส่วนอีกฝ่ายก็จะเข้ารอบต่อไป\nโดยในรอบแรกของแต่ละสายอาชีพจะคัดเข้ารอบ 8 คน รอบที่สองจะคัดเหลือ 4 คน รอบที่ 3 คัดเหลือ 2 คน และจะต้องมาชิงชนะเลิศในรอบสุดท้ายเพื่อเฟ้นหาสุดยอดนักถอดรหัสประจำสายอาชีพ ซึ่งผู้ชนะในแต่ละสายอาชีพจะได้รับเงินรางวัลชนะเลิศ 50,000 บาท", "Davinci เด็กถอดรหัส\nตั้งแต่ ep.25 เป็นต้นไป ทางรายการได้เพิ่ม commentator สำหรับช่วยเหลือผู้เล่นตอบคำถาม ซึ่งมีอยู่ 4 คน", "เกมจุดเดือด\nเกมจุดเดือด เป็นรายเกมโชว์ที่ได้รับความนิยมในยุคหนึ่ง ออกอากาศครั้งแรกเมื่อวันอาทิตย์ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2532 แทนรายการพลิกล็อกเหนือเมฆ และยุติการออกอากาศไปในปี พ.ศ. 2536 รูปแบบเกมจะเกี่ยวข้องกับตัวเลของศาตั้งแต่ 0-100 องศา ซึ่งจะผันแปรไปตามอุณหภูมิ\nสำหรับพิธีกรในรายการจุดเดือดมีดังต่อไปนี้", "Davinci เกมถอดรหัส\nรอบนี้เป็นรอบพิเศษที่ทางรายการจัดขึ้นโดยการนำผู้เข้าแข่งขันทั้งหมด 21 คนมาแข่งขันกันอีกครั้ง (โดยจะเป็นเฉพาะแชมป์ 3 สมัยขึ้นไป) เพื่อค้นหาสุดยอดแชมป์เพียงหนึ่งเดียวที่จะได้รับถ้วยรางวัลจากทางรายการพร้อมกับเงินรางวัล 100,000 บาท โดยมีรูปแบบการแข่งขันดังนี้", "Davinci เกมถอดรหัส\nแชมป์ทั้ง 21 คน จะต้องทำการแข่งขันถอดรหัสภาพพร้อมกันบนแท่นสตีล โดยในแต่ละรหัสภาพจะมีเวลา 20 วินาที ผู้ที่กดสัญญาณไฟได้ก่อนจะได้สิทธิ์ในการตอบ ถ้าตอบถูกจะได้ผ่านเข้าสู่รอบต่อไปทันที แต่ถ้าตอบผิดหรือไม่ตอบภายใน 5 วินาทีจะถือว่าตกรอบทันทีเช่นกัน แต่ถ้าหมด 20 วินาทีแล้วไม่มีใครกดไฟตอบแม้แต่คนเดียว พิธีกรจะทำการเฉลยคำตอบและเริ่มต้นรหัสภาพใหม่โดยถือว่าในรหัสภาพที่ผ่านมาไม่มีใครเข้ารอบหรือตกรอบ ซึ่งในรอบคัดเลือกนี้จะคัดผู้ผ่านเข้าสู่รอบต่อไปทั้งหมด 16 คนเท่านั้น (รอบคัดเลือกจะสิ้นสุดลงเมื่อได้ผู้ผ่านเข้ารอบครบ 16 คน หรือได้ผู้ตกรอบครบ 5 คน)", "แอ็งกรีเบิดส์ (วิดีโอเกม)\nได้ประกาศเปิดตัวครั้งแรกเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555 โดยธีมของเกมนี้คือ เหล่ากลุ่มนกต้องมาเป็นผู้พิทักษ์ไข่ในอวกาศ ซึ่งพวกหมูศัตรูเจ้าเก่าจะมีระดับไฮเทคขึ้น เจ้าเล่ห์มากขึ้น จะมียานอวกาศและวิธีการวางปราการแบบใหม่ขึ้นมากมาย ในเวอชั่นนี้เปลี่ยนวิธีการเล่นที่แปลกใหม่อย่างสิ้นเชิงนั่นคือการยิงตัวนกในพื้นที่ไร้น้ำหนักควบคู่กันกับเขตแรงโน้มถ่วงของดาวในแต่ละด่าน และบอสสุดท้ายในแต่ละด่านจะมีวิธีการเอาชนะที่ไม่ใช่แค่การยิงตัวนกพุ่งชนใส่อย่างเดียวอีกต่อไป \nโดยได้วางจำหน่ายอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2555 ใน iOS, Android, PC และ Mac และจะมีเกมสำหรับ Windows mobile ในเร็วๆนี้", "แดนซ์ แดนซ์ เรโวลูชัน\nแดนซ์ แดนซ์ เรโวลูชั่น ปรากฏเป็นครั้งแรกที่ประเทศญี่ปุ่น ในปี พ.ศ. 2541 โดยบริษัท โคนามิ ประเทศญี่ปุ่น จำกัด และเกมนี้ ได้มีการสร้างภาคต่อไปเรื่อย ๆ และได้มีการเล่นเกมชนิตนี้ในแถบอเมริกาเหนือและแถบยุโรป โดยที่แถบยุโรปได้เรียกชื่อเกมนี้ว่า \"แดนซิ่ง สเตจ\" (Dancing Stage) เมื่อเป็นที่รู้จักในไทย ทำให้เรียกเป็นภาษาชาวบ้านว่า เกมเต้น นั่นเอง" ]
3
เอดส์ เกิดจากเชื้อ เอชไอวีได้เพียงอย่างเดียวหรือไม่ ?
[ "เอดส์\nเอดส์ หรือ กลุ่มอาการภูมิคุ้มกันเสื่อม (acquired immunodeficiency syndrome - AIDS)เป็นโรคของระบบภูมิคุ้มกันของมนุษย์ ซึ่งเกิดจากการติดเชื้อไวรัสเอชไอวี (human immunodeficiency virus, HIV) ทำให้ผู้ป่วยมีการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง เสี่ยงต่อการติดเชื้อฉวยโอกาสและการเกิดเนื้องอกบางชนิด เชื้อไวรัสเอชไอวีติดต่อผ่านทางการสัมผัสของเยื่อเมือกหรือการสัมผัสสารคัดหลั่งซึ่งมีเชื้อ เช่น เลือด น้ำอสุจิ น้ำหล่อลื่นในช่องคลอด น้ำหลั่งก่อนการหลั่งอสุจิ และนมมารดา อาจติดต่อผ่านเพศสัมพันธ์ไม่ว่าจะเป็นทางช่องคลอด หรือทวารหนัก หรือช่องปาก, การรับเลือด, การใช้เข็มฉีดยาที่ปนเปื้อน, ติดต่อจากแม่สู่ลูกขณะตั้งครรภ์ คลอด ให้นม หรือการสัมผัสสารคัดหลั่งต่างๆ ดังกล่าว" ]
[ "ประวัติศาสตร์เอชไอวี/เอดส์\nมีเชื้อเอชไอวีสองชนิดที่ติดต่อมายังมนุษย์ คือเอชไอวี-1 และเอชไอวี-2 โดย เอชไอวี-1 นั้นเป็นอันตรายมากกว่า ติดต่อง่ายกว่า และเป็นสาเหตุของการติดเชื้อเอชไอวีส่วนใหญ่บนโลกนี้ เชื้อเอชไอวี-1 มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเชื้อไวรัสที่พบในลิงชิมแปนซี และการศึกษาทาง molecular phylogenetics ก็บ่งชี้ว่าเชื้อไวรัสเอชไอวี-1 ปรากฏขึ้นในช่วงระหว่างปี ค.ศ. 1884-1924 ในแอฟริกาเขตเส้นศูนย์สูตร เชื้อเอชไอวี-2 นั้นติดต่อกันได้ยากกว่าและส่วนใหญ่พบอยู่ในแอฟริกาตะวันตกร่วมกับเชื้อใกล้ชิดอื่นๆ ได้แก่ไวรัสที่พบใน Sooty Mangabey (\"Cercocebus atys\") ซึ่งเป็นลิงโลกเก่าใน Guinea-Bissau, Gabon และ Cameroon", "เอดส์\nเชื้อไวรัสเอชไอวีพบในเลือดและสารคัดหลั่งหลายชนิดของร่างกาย ได้แก่ น้ำอสุจิ เมือกในช่องคลอดสตรี น้ำนม และอาจพบได้ในปริมาณน้อยๆ ในน้ำตาและปัสสาวะ เมื่อพิจารณาจาก แหล่งเชื้อแล้วจะพบว่าเชื้อไวรัสเอชไอวีติดต่อได้ หลายวิธีคือ การวินิจฉัยโรคเอดส์ในผู้ติดเชื้อเอชไอวีทำได้โดยดูว่าผู้ป่วยมีอาการและอาการแสดงตามที่กำหนดหรือไม่ ตั้งแต่ 5 มิถุนายน ค.ศ. 1981 มีการให้คำนิยามของเอดส์หลายคำนิยามใช้เพื่อจัดตั้งการเฝ้าระวังทางวิทยาการระบาดอย่างบทนิยาม Bangui (Bangui definition) และบทนิยามผู้ป่วยเอดส์โดยองค์การอนามัยโลก ฉบับเพิ่มเติม ค.ศ. 1994 (1994 expanded World Health Organization AIDS case definition) อย่างไรก็ดีเป้าหมายของระบบเหล่านี้ไม่ใช่เพื่อการแบ่งแยกระดับทางคลินิกของผู้ป่วยเอดส์ และก็ไม่มีความไว (sensitive) หรือความจำเพาะ (specific) แต่อย่างใดด้วย สำหรับในประเทศกำลังพัฒนานั้นองค์การอนามัยโลกได้สร้างระบบแบ่งระดับผู้ติดเชื้อเอชไอวีตามอาการทางคลินิกและผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ ส่วนในประเทศพัฒนาแล้วจะใช้ระบบจำแนกประเภทของศูนย์ควบคุมโรค (Centers for Disease Control - CDC)", "แนวคิดปฏิเสธเอดส์\nแนวคิดปฏิเสธเอดส์ (AIDS denialism) เป็นมุมมองของกลุ่มคนและองค์กรบางกลุ่มที่ปฏิเสธว่าเชื้อเอชไอวีเป็นสาเหตุของกลุ่มอาการภูมิคุ้มกันเสื่อมหรือเอดส์ ผู้มีแนวคิดปฏิเสธบางคนปฏิเสธการมีอยู่ของเชื้อเอชไอวี ในขณะที่บางคนยอมรับว่าเชื้อนี้มีจริง แต่เป็นเชื้อไวรัสอาศัยธรรมดาที่ไม่มีอันตราย และไม่ได้ทำให้เกิดเอดส์ แม้ผู้มีแนวคิดปฏิเสธจะยอมรับว่าเอดส์เป็นโรคที่มีอยู่จริง แต่ก็จะเชื่อว่าเป็นโรคที่เกิดจากการใช้ยาเสพติด ภาวะทุพโภชนาการ ปัญหาสุขอนามัย และผลข้างเคียงจากยาต้านไวรัส แทนที่จะเกิดจากการติดเชื้อเอชไอวี", "ไรอัน ไวต์\nโดยรวมแล้วเขามีสุขภาพดีในช่วงวัยเด็ก จนกระทั่งล้มป่วยขั้นรุนแรงด้วยโรคปอดบวม ในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1984 และเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม ค.ศ. 1984 ในขณะที่ดำเนินการเอาปอดออกบางส่วน ไวต์ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นเอดส์ สันนิษฐานว่าติดเชื้อจากการรักษาด้วยแฟกเตอร์ VIII ที่ปนเปื้อนด้วยเชื้อเอชไอวี ในสมัยนั้นสังคมมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องเอดส์ไม่มาก นักวิทยาศาสตร์เพิ่งค้นพบในช่วงต้นปีนั้นว่าเชื้อเอชไอวีเป็นสาเหตุของโรคเอดส์ และเนื่องจากเอชไอวีเพิ่งถูกค้นพบได้ไม่นาน เลือดสำรองจำนวนมากเป็นเลือดที่ติดเชื้อเพราะแพทย์ไม่รู้วิธีตรวจสอบเชื้อโรค และผู้บริจาคไม่รู้ตัวว่าพวกเขาติดเชื้อ ผู้ป่วยโรคเฮโมฟิเลียที่รับการรักษาด้วยปัจจัยการแข็งตัวของเลือดระหว่างปี 1979 ถึง 1984 เกือบ 90% ติดเชื้อเอชไอวี ในเวลานั้นการวินิจฉัยของไวต์ ค่า CD4 ของเขาตกลงไปที่ 25 (ค่าปกติอยู่ที่ประมาณ 1,200) แพทย์คาดว่าไวต์จะมีชีวิตอยู่ในอีกเพียง 6 เดือนเท่านั้น", "เอดส์\nเชื้อเอชไอวีเป็นเชื้อไวรัสในกลุ่ม Lentivirus ซึ่งเป็นกลุ่มย่อยของกลุ่มไวรัส Retrovirus ไวรัสกลุ่มนี้ขึ้นชื่อในด้านการมีระยะแฝงนาน การทำให้มีเชื้อไวรัสในกระแสเลือดนาน การติดเชื้อในระบบประสาท และการทำให้ภูมิคุ้มกันของผู้ติดเชื้ออ่อนแอลง เชื้อเอชไอวีมีความจำเพาะต่อเม็ดเลือดขาวชนิด CD4 T lymphocyte และ Monocyte สูงมาก โดยจะจับกับเซลล์ CD4 และฝังตัวเข้าไปภายใน เชื้อเอชไอวีจะเพิ่มจำนวนโดยสร้างสายดีเอ็นเอโดยเอนไซม์ reverse transcryptase หลังจากนั้นสายดีเอ็นเอของไวรัสจะแทรกเข้าไปในสายดีเอ็นเอของผู้ติดเชื้ออย่างถาวร และสามารถเพิ่มจำนวนต่อไปได้", "ประวัติศาสตร์เอชไอวี/เอดส์\nเชื้อเอชไอวีซึ่งทำให้เกิดโรคเอดส์นั้นมีแหล่งกำเนิดมาจากไพรเมทที่ไม่ใช่มนุษย์ใน sub-Saharan Africa ต่อมาจึงถ่ายทอดมายังมนุษย์ในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 หรือต้นศตวรรษที่ 20", "ประวัติศาสตร์เอชไอวี/เอดส์\nนักวิจัยเรื่องเอชไอวีส่วนใหญ่ยอมรับว่าเชื้อเอชไอวีวิวัฒนาการมาจากเชื้อไวรัสภูมิคุ้มกันเสื่อมในลิงหรือเอสไอวี (Simian Immunodeficiency Virus - SIV) และเชื้อเอชไอวีแพร่มาจากไพรเมทที่ไม่ใช่มนุษย์ในอดีต (แบบโรครับจากสัตว์ - zoonosis) งานวิจัยในเรื่องนี้ทำโดยใช้ความรู้ทาง molecular phylogenetics เพื่อเปรียบเทียบลำดับจีโนมของไวรัสเพื่อหาความเกี่ยวข้องกัน\nเนื่องจากชนิดส่วนใหญ่ของเอชไอวี-1 นั้นมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับสายพันธุ์เชื้อเอสไอวีที่ติดต่อในลิงชิมแปนซีสายพันธุ์ \"Pan troglodytes troglodytes\" (SIVcpz) นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ยอมรับว่าเชื้อเอชไอวีมีขึ้นครั้งแรกในประชากรชิมแปนซีป่าใน West-Central Africa จะเป็นในป่าฝนทางตอนตะวันออกเฉียงใต้ของแคเมอรูน (modern East Province) ใกล้แม่น้ำ Sanaga หรือตอนใต้ลงไปกว่านั้นใกล้ Kinshasa ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกนั้นยังเป็นประเด็นสนทนาในแวดวงวิทยาศาสตร์อยู่\nจากการตรวจลำดับพันธุกรรมเชื้อเอชไอวี-1 ที่ได้รับการเก็บรักษาไว้ในตัวอย่างเชื้อร่วมกับการประมาณอัตราการกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัส นักวิทยาศาสตร์ได้คำนวณพบว่าการติดเชื้อข้ามจากชิมแปนซีมาสู่มนุษย์เกิดขึ้นในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่ 20 โดยอาจเป็นช่วงระหว่างปี ค.ศ. 1915-1941 งานวิจัยชิ้นหนึ่งตีพิมพ์เมื่อ ค.ศ. 2008 ได้ทำการวิเคราะห์ลำดับสารพันธุกรรมของไวรัสที่ได้จากชิ้นเนื้อปี ค.ศ. 1960 ที่เพิ่งได้รับการค้นพบเทียบกับลำดับสารพันธุกรรมที่ทราบอยู่ก่อนแล้ว ทำให้เชื่อว่าน่าจะมีบรรพบุรุษของเชื้อร่วมกันช่วงระหว่างปี ค.ศ. 1884 ถึง ค.ศ. 1924", "ไรอัน ไวต์\nในต้นทศวรรษ 1980 เอดส์เป็นโรคติดต่อที่ถูกเข้าใจว่าติดต่อเฉพาะในหมู่เกย์ เพราะพบครั้งแรกในหมู่สังคมเกย์ ในนิวยอร์กซิตีและซานฟรานซิสโก จึงเรียกว่าโรค “ความบกพร่องของภูมิคุ้มกันในหมู่เกย์” () ในช่วงแรกของการแพร่ระบาดของเชื้อ เอชไอวี/เอดส์ ในสหรัฐอเมริกา คนคิดว่าเป็นปัญหาของพวกรักร่วมเพศ และผู้วางนโยบายของรัฐส่วนใหญ่ยังเพิกเฉย การติดเชื้อของไวต์เป็นตัวอย่างให้เห็นว่าเอดส์ไม่ได้เกิดเฉพาะในกลุ่มคนรักร่วมเพศเท่านั้น ในการพูดสนับสนุนการศึกษาเรื่องเอดส์ ไวต์ยังปฏิเสธทุกคำวิจารณ์เกี่ยวกับประเด็นรักร่วมเพศ", "เอดส์\nนักเคลื่อนไหวจำนวนหนึ่งกังขาในความเชื่อมโยงกันระหว่างเอชไอวีและเอดส์ การมีอยู่ของเชื้อเอชไอวี หรือความน่าเชื่อถือของการรักษาในปัจจุบัน (บางครั้งถึงกับอ้างว่าการรักษาด้วยยานี้เองที่เป็นสาเหตุการเสียชีวิตของผู้ป่วยเอดส์) แม้ข้ออ้างเหล่านี้จะถูกพิจารณาอย่างละเอียดและแย้งกลับโดยชุมชนวิทยาศาสตร์แล้วก็ตาม แต่ก็ยังมีการกระจายความเชื่อเช่นนี้อยู่ทั่วไปในอินเทอร์เน็ต และนำไปสู่ผลกระทบทางนโยบายในบางประเทศ อดีตประธานาธิบดีแอฟริกาใต้ Thabo Mbeki ได้ยอมรับเอาแนวคิดปฏิเสธเอดส์มาใช้และนำไปสู่การตอบสนองอย่างไม่มีประสิทธิภาพของรัฐบาลต่อการระบาดของเอดส์ที่ทำให้มีผู้ป่วยเอดส์เสียชีวิตนับแสนคน" ]
8
มีกี่จังหวัดที่เข้าร่วม กีฬาแห่งชาติ ครั้งที่ 46?
[ "กีฬาแห่งชาติ ครั้งที่ 46\nพิธีปิดการแข่งขันกีฬาแห่งชาติครั้งที่ 46 หรือ เจียงฮายเกมส์ เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561 เวลา 18:15 น. มีการแสดงทั้งหมด 2 ชุด และอีก 1 ชุดของเจ้าภาพการแข่งขันกีฬาแห่งชาติครั้งต่อไปที่จะจัดขึ้นในจังหวัดศรีสะเกษ โดยเมื่อวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และประธานในพิธีมาถึงมีการแสดงชุดแรก คือ กี่ทอใจ ไหมเจียงฮาย นำโดยศิลปินแห่งชาติ แม่บัวเรียว รัตนมณีภรณ์ ได้แสดงการแสดงพื้นบ้านของชาวจังหวัดเชียงราย ต่อมาได้มีการเชิญธงจากตัวแทนนักกีฬาทั้งหมด 77 จังหวัดเข้าสู่สนาม ณัฐวุฒิ เรืองเวส รองผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย ฝ่ายกีฬาเป็นเลิศและวิทยาศาสตร์การกีฬา กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ ประธานในพิธีกล่าวปิดการแข่งขัน ได้มีการชักธงชาติ, ธงการแข่งขันกีฬาแห่งชาติ และธงประจำจังหวัดเชียงรายลงจากเสา มีการแสดงชุดที่ 2 คือ สี่หู ห้าตา คานิว้าว พร้อมกับการดับไฟในกระถางคบเพลิงลง ณ ที่นี้มีการแสดงจากจังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งจะเป็นเจ้าภาพในการแข่งขันกีฬาแห่งชาติใครั้งถัดไป" ]
[ "กีฬาแห่งชาติ ครั้งที่ 46\nในการประชุมคณะกรรมการการกีฬาแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 5/2557 เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 การกีฬาแห่งประเทศไทย ได้มีมติให้จังหวัดเชียงราย เป็นเจ้าภาพกีฬาแห่งชาติ ครั้งที่ 46 นอกจากนี้ยังมีมติให้ จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นเจ้าภาพกีฬาเยาวชนแห่งชาติ ครั้งที่ 32, จังหวัดชุมพร และจังหวัดระนอง เป็นเจ้าภาพกีฬาเยาวชนแห่งชาติ ครั้งที่ 33, จังหวัดน่าน เป็นเจ้าภาพกีฬาเยาวชนแห่งชาติ ครั้งที่ 34 และจังหวัดศรีสะเกษ เป็นเจ้าภาพกีฬาแห่งชาติ ครั้งที่ 47", "กีฬาแห่งชาติ ครั้งที่ 46\nจังหวัดเชียงรายได้เป็นเจ้าภาพกีฬาแห่งชาติ ครั้งที่ 46 ในปี พ.ศ. 2561 เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 ในการประชุมคณะกรรมการการกีฬาแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 5/2557 ซึ่งนับเป็นครั้งที่สองที่จังหวัดเชียงรายได้เป็นเจ้าภาพกีฬาแห่งชาติ หลังจากที่เคยเป็นเจ้าภาพในกีฬาแห่งชาติ ครั้งที่ 19", "กีฬาแห่งชาติ ครั้งที่ 46\nในครั้งนี้มีนักกีฬาเข้าร่วมแข่งขันรวมทั้งสิ้น 12,847 คน จาก 77 จังหวัด มีกีฬาที่แข่งขันทั้งหมด 41 ชนิดกีฬา ประกอบไปด้วย กีฬาบังคับ จำนวน 2 กีฬา, กีฬาสากล จำนวน 38 กีฬา และกีฬาอนุรักษ์ 1 กีฬา ซึ่งครั้งนี้ได้จัดการแข่งขันภายใน 28 สนาม ในจังหวัดเชียงราย และ 2 สนามในจังหวัดพะเยากับจังหวัดเชียงใหม่", "กีฬาแห่งชาติ ครั้งที่ 47\nในการประชุมคณะกรรมการการกีฬาแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 6/2559 เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 การกีฬาแห่งประเทศไทย ได้มีมติให้จังหวัดศรีสะเกษ เป็นเจ้าภาพกีฬาแห่งชาติ ครั้งที่ 47 นอกจากนี้ยังมีมติให้ จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นเจ้าภาพกีฬาเยาวชนแห่งชาติ ครั้งที่ 32, จังหวัดชุมพร และจังหวัดระนอง เป็นเจ้าภาพกีฬาเยาวชนแห่งชาติ ครั้งที่ 33, จังหวัดน่าน เป็นเจ้าภาพกีฬาเยาวชนแห่งชาติ ครั้งที่ 34 และจังหวัดเชียงราย เป็นเจ้าภาพกีฬาแห่งชาติ ครั้งที่ 46", "กีฬาแห่งชาติ ครั้งที่ 46\nกีฬาแห่งชาติ ครั้งที่ 46 () หรือเป็นที่รู้จักในนาม เจียงฮายเกมส์ เป็นมหกรรมกีฬาระดับชาติสำหรับประชาชนทั่วไป ควบคุมโดยการกีฬาแห่งประเทศไทย ซึ่งจัดขึ้น ณ จังหวัดเชียงราย จัดขึ้นระหว่างวันที่ 18 - 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561", "กีฬาแห่งชาติ ครั้งที่ 45\nในการประชุมคณะกรรมการการกีฬาแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 5/2557 เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 การกีฬาแห่งประเทศไทย ได้มีมติให้จังหวัดสงขลา เป็นเจ้าภาพกีฬาแห่งชาติ ครั้งที่ 45 นอกจากนี้ยังมีมติให้ จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นเจ้าภาพกีฬาเยาวชนแห่งชาติ ครั้งที่ 32, จังหวัดชุมพร และจังหวัดระนอง เป็นเจ้าภาพกีฬาเยาวชนแห่งชาติ ครั้งที่ 33, จังหวัดน่าน เป็นเจ้าภาพกีฬาเยาวชนแห่งชาติ ครั้งที่ 34, จังหวัดเชียงราย เป็นเจ้าภาพกีฬาแห่งชาติ ครั้งที่ 46 และจังหวัดศรีสะเกษ เป็นเจ้าภาพกีฬาแห่งชาติ ครั้งที่ 47", "กีฬากรีฑาในกีฬาแห่งชาติ ครั้งที่ 46\nกีฬากรีฑาในกีฬาแห่งชาติ ครั้งที่ 46 เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 21–25 พฤษจิกายน พ.ศ. 2561 ณ สนามกีฬาองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นสนามที่ใช้ในพิธีเปิดและปิดการแข่งขันกีฬาแห่งชาติในครั้งนี้ โดยมีการแข่งขันอยู่ 2 ชนิดกีฬา ได้แก่ ประเภทชาย และประเภทหญิง", "กีฬาแห่งชาติ ครั้งที่ 46\nมีพิธีการอัญเชิญไฟพระฤกษ์ เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561 โดยอัญเชิญมาจากกรุงเทพมหานคร ได้นำไฟพระฤกษ์อัญเชิญไว้บนรถบุษบกเพื่อนำไปยังอำเภอแม่ลาว และอำเภออื่น ๆ ทั่วจังหวัดเชียงราย ในส่วนของอำเภอพญาเม็งรายได้มีการจัดกิจกรรมวิ่งคบเพลิง เพื่อรณรงค์ประชาสัมพันธ์การแข่งขันกีฬาแห่งชาติครั้งที่ 46 เจียงฮายเกมส์ ให้ประชาชนในอำเภอพญาเม็งรายได้รับรู้ความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการจัดการแข่งขันกีฬาแห่งชาติ ซึ่งจังหวัดเชียงรายได้เป็นเจ้าภาพในครั้งนี้ และได้ส่งมอบคบเพลิงให้กับตำบลหมู่บ้านต่าง ๆ ซึ่งจะให้ผู้นำชุมชนเป็นตัวแทนวิ่งในตำบลและหมู่บ้านของตนเอง และส่งมอบไปยังหมู่บ้านต่อไป รวมทั้งสิ้น 5 ตำบล 71 หมู่บ้าน โดยใช้เวลาการวิ่งทั้งสิ้น 10 วัน ก่อนที่จะอัญเชิญเพื่อใช้จุดในพิธีเปิดการแข่งขันกีฬาแห่งชาติ\nพิธีเปิดการแข่งขันกีฬาแห่งชาติครั้งที่ 46 หรือ เจียงฮายเกมส์ เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561 เวลา 17:30 น. มีการแสดงทั้งหมด 4 ชุด เริ่มต้นด้วยการแสดงชุดที่ 1 ชื่อว่า “จ้องมองล้านนา” ใช้นักแสดงเป็นนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย กว่า 3,000 คน ที่ถือร่มและแสงไฟ โดยตลอดการแสดงมีการใช้เทคนิคแสงแปรอักษรและรูปภาพได้อย่างงดงาม จากนั้นตามด้วยขบวน “ป๋าเวณีเกียรติยศ” นำประธานในพิธีเปิด เดินเข้าสู่สนาม และการแสดงชุด “ลานล้านนา ชาติพันธุ์” ซึ่งใช้เทคนิคแสง พร้อมเครื่องแต่งกายชุดชาติพันธุ์ในจังหวัดเชียงรายที่ร่ายรำประกอบดนตรี", "กีฬาชักเย่อในกีฬาแห่งชาติ ครั้งที่ 46\nกีฬาชักเย่อในกีฬาแห่งชาติ ครั้งที่ 46 เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 23–27 พฤษจิกายน พ.ศ. 2561 ณ หอประชุมอำเภอเมืองเชียงราย โดยมีการแข่งขันอยู่ 2 ชนิดกีฬา ได้แก่ ประเภทชาย ทีม 4 คน และ 8 คนและประเภทหญิง ทีม 4 คน และ 8 คน" ]
20
พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าทิพยสัมพันธ์ เกิดที่ไหน ?
[ "พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าทิพยสัมพันธ์\nพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าทิพยสัมพันธ์ เป็นพระธิดาองค์โตในสมเด็จพระราชปิตุลาบรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช กับหม่อมเลี่ยม ภาณุพันธุ์ ณ อยุธยา (สกุลเดิม ศุภสุทธิ์) สตรีชาวเพชรบุรี เมื่อแรกประสูติทรงฐานันดรศักดิ์เป็น \"หม่อมเจ้า\" พระบิดาทรงออกพระนามว่า \"หญิงทิพย์\" ประสูติ ณ วังบูรพาภิรมย์ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2428" ]
[ "พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าทิพยสัมพันธ์\nพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าทิพยสัมพันธ์ (ประสูติ: 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2428 — สิ้นพระชนม์: 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2451) เป็นพระธิดาในสมเด็จพระราชปิตุลาบรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช ที่ต่อมาได้เสกสมรสเป็นพระชายาในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ โดยเป็นพระมารดาของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินในรัชกาลที่ 8", "พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าทิพยสัมพันธ์\nพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ และหม่อมเจ้าทิพยสัมพันธ์ มีพระโอรส 3 พระองค์ คือขณะที่หม่อมเจ้ารังษิยากร พระโอรสองค์เล็กมีพระชนมายุได้เพียง 1 พรรษา ก็เกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น เมื่อหม่อมเจ้าทิพยสัมพันธ์ได้เสวยยาพิษปลงพระชนม์ เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2451 และได้สิ้นชีพิตักษัยเวลา 10.50 นาฬิกา ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงบันทึกไว้ในจดหมายราชกิจรายวัน มีความบางตอนเกี่ยวกับการสิ้นชีพิตักษัยของท่านหญิงทิพย์ ความว่า", "พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา\nพลโท พลเรือโท พลอากาศโท พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา (ประสูติ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2447 - สิ้นพระชนม์ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2489) เป็นพระโอรสพระองค์แรกในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ที่ประสูติแต่พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าทิพยสัมพันธ์ ทรงดำรงตำแหน่งประธานคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล", "พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา\nพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา เป็นพระโอรสในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ประสูติแต่พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าทิพยสัมพันธ์ ประสูติเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2447 มีพระนามแรกประสูติว่า \"หม่อมเจ้าอาทิตย์ทิพอาภา\" มีพระเชษฐาและพระอนุชาร่วมพระมารดา 2 พระองค์ คือ\nเมื่อพระมารดาทรงน้อยพระทัยพระบิดาและปลงชีพพระองค์เองเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2451 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงรับพระองค์ไปเลี้ยงดู ทรงเอ็นดูเป็นพิเศษและโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนเป็น \"พระหลานเธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา\" เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2452", "พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าทิพยสัมพันธ์\nหม่อมเจ้าทิพยสัมพันธ์ อภิเษกสมรสกับ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2443 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ กรุณาพระราชทานน้ำสังข์ในพิธีอภิเษกสมรส ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง ในตอนค่ำวันเดียวกันนั้นทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระสัมพันธวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพรรณราย และเจ้าคุณพระประยูรวงศ์ ออกไปส่งตัวท่านหญิงที่วังนางเลิ้ง อันเป็นวังที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานเป็นที่ประทับ", "พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าทิพยสัมพันธ์\nภายหลังพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาพระอัฐิเป็น พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าทิพยสัมพันธ์", "พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอรพัทธ์ประไพ\nพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอรพัทธ์ประไพ (30 พฤษภาคม พ.ศ. 2423 — 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2473) เป็นพระธิดาในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจาตุรนต์รัศมี กรมพระจักรพรรดิพงศ์ กับ หม่อมราชวงศ์สว่าง จักรพันธุ์ ประสูติเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2423 มีอิสริยยศเมื่อแรกประสูติเป็นหม่อมเจ้า พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาเป็น พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้า เมื่อ พ.ศ. 2436 และสถาปนาเป็น พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้า ในปี พ.ศ. 2443", "พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าทิพยสัมพันธ์\nส่วนพระนาม หม่อมเจ้าทิพยสัมพันธ์ ภาณุพันธุ์ นั้นได้รับพระราชทานมาจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทั้งยังทรงมีความใกล้ชิดกับพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ เพราะโปรดให้ตามเสด็จประพาสหัวเมืองด้วยเสมอ", "พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสุทธสิริโสภา\nพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสุทธสิริโสภา ประสูติเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2464 เป็นพระธิดาในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก กรมขุนเพ็ชรบูรณ์อินทราชัย ที่ประสูติแต่หม่อมลออ จุฑาธุช ณ อยุธยา ทั้งนี้หม่อมลออ เป็นธิดาของพระนมอิน ศิริสัมพันธ์ ซึ่งเป็นแม่นมของพระชนกของพระองค์ บิดาของพระนมอินคือ พระยาอาหารบริรักษ์ (ทิน ศิริสัมพันธ์) เป็นข้าราชการกรมนามาแต่รัชกาลที่ 5 พระองค์มีพระอนุชาต่างมารดาหนึ่งพระองค์คือ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรานนท์ธวัช ภายหลังทั้งสองพระองค์ได้รับการเฉลิมพระยศเป็น \"พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้า\" ในรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อ พ.ศ. 2470" ]
13
เจ. อาร์. อาร์. โทลคีน มีผลงานเรื่องแรกคืออะไร ?
[ "เจ. อาร์. อาร์. โทลคีน\nโทลคีนเริ่มงานเขียนปกรณัมชิ้นแรกคือ The Book of Lost Tales ตอน การล่มสลายของกอนโดลิน ในปี พ.ศ. 2460 (ค.ศ.1917) ขณะที่พักรักษาตัวจากไข้กลับ โดยนำตัวละคร \"เออาเรนเดล\" จากบทกวีเดิมที่เขาแต่งไว้ การผจญภัยของเออาเรนเดล ดวงดาวสายัณห์ มาเป็นตัวละครเอกอยู่ในเรื่อง เพื่อเล่าถึงสาเหตุความเป็นมาว่า ทำไมเออาเรนเดลจึงได้เป็นดวงดาวสายัณห์ และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของปกรณัมชุดมิดเดิลเอิร์ธ หลังจากนั้นโทลคีนแต่งบทกวีอีกสองเรื่องคือ ตำนานของเบเรนและลูธิเอน กับ ตำนานบุตรแห่งฮูริน", "เจ. อาร์. อาร์. โทลคีน\nปี พ.ศ. 2458 (ค.ศ. 1915) โทลคีนสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี เอกภาษาอังกฤษ จากมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด เวลานั้นอังกฤษได้ประกาศเข้าร่วมในสงครามโลกครั้งที่หนึ่งแล้ว โทลคีนได้ไปเข้าร่วมกับกองทัพอังกฤษโดยเป็นนายร้อยตรีอยู่ใน Lancashire Fusiliers เข้ารับการฝึกฝนอยู่ 11 เดือน แล้วจึงย้ายไปเป็นนายทหารสื่อสาร กองพันที่ 11 ทัพหน้า ที่ประเทศฝรั่งเศสในปี ค.ศ. 1916 ปีเดียวกันกับที่แต่งงาน จนถึงวันที่ 27 ตุลาคม เขาได้ล้มป่วยเป็นไข้กลับ และถูกส่งตัวกลับอังกฤษในวันที่ 8 พฤศจิกายน เพื่อนร่วมงาน และเพื่อนสนิทของเขาหลายคนถูกสังหารในระหว่างสงคราม โดยเฉพาะเพื่อนสนิทชาว T.C.B.S. ผลกระทบจากสงครามครั้งนี้ฝังลึกอยู่ในจิตใต้สำนึกของโทลคีนไปตลอดชีวิต ในระหว่างรอพักฟื้นอยู่ที่ Staffordshire โทลคีนได้เขียนนิยายเรื่องแรกของเขา คือ \"The Book of Lost Tales\" เริ่มต้นด้วย\"การล่มสลายของกอนโดลิน\"" ]
[ "เจ. อาร์. อาร์. โทลคีน\nกล่าวได้ว่า \"ซิลมาริลลิออน\" เป็นงานเขียนแห่งชีวิตของโทลคีน เขาใช้เวลาทั้งชีวิตในการประพันธ์มหากาพย์ชุดนี้ ในปี พ.ศ. 2480 (ค.ศ. 1937) เมื่อโทลคีนบังเอิญมีโอกาสได้ตีพิมพ์ \"เดอะฮอบบิท\" และประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูงจนต้องเขียนภาคต่อออกมากลายเป็น \"เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์\" โทลคีนก็นำทั้งเรื่อง \"เดอะฮอบบิท\" และ \"เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์\" มาวางลงบนโครงปกรณัมชุดใหญ่ของเขาและถักทอเข้าจนเป็นเรื่องเดียวกันทั้งหมด นอกจากนี้ยังมีตำนานอีกชุดหนึ่งคือ \"การล่มสลายของนูเมนอร์\" หรือ \"อคัลลาเบธ\" ซึ่งโทลคีนประพันธ์ขึ้นโดยมีแรงบันดาลใจมาจากการล่มสลายของอาณาจักรแอตแลนติส ก็ได้เป็นส่วนหนึ่งอยู่ในวงล้อประวัติศาสตร์ของปกรณัมชุดนี้ด้วย", "เจ. อาร์. อาร์. โทลคีน\nฤดูร้อนปี 1911 โทลคีนได้ไปเยือนสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเขาได้เขียนไว้ในจดหมายฉบับหนึ่งเมื่อปี ค.ศ.1968 (เป็นเวลาผ่านไปถึง 57 ปี) ว่า การผจญภัยของบิลโบ แบ๊กกิ้นส์ ในเทือกเขามิสตี้ ในเรื่อง \"เดอะฮอบบิท\" มาจากการเดินทางของเขาในเทือกเขาแอลป์คราวนั้น และยอดเขาจุงเฟรา กับซิลเบอร์ฮอร์น ก็เป็นแรงบันดาลใจในการสร้างยอดเขาซิลเวอร์ไทน์ (เคเล็บดิล) นั่นเอง", "เจ. อาร์. อาร์. โทลคีน\nหลังจากโทลคีนเสียชีวิต ลูกชายของเขา คริสโตเฟอร์ โทลคีน ได้นำเรื่องที่บิดาของตนแต่งค้างไว้หลายเรื่องมาเรียบเรียงและตีพิมพ์ รวมถึงเรื่องซิลมาริลลิออน งานประพันธ์ชิ้นนี้ประกอบกับเรื่องเดอะฮอบบิท และเดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ รวมกันได้สร้างให้เกิดโลกจินตนาการซึ่งกอปรด้วยเรื่องเล่า ลำนำ บทกวี ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และภาษาประดิษฐ์ ในโลกจินตนาการที่ชื่อว่า อาร์ดา และแผ่นดินมิดเดิลเอิร์ธ ซึ่งเป็นฐานของงานประพันธ์ปกรณัมทั้งมวลของโทลคีน", "เจ. อาร์. อาร์. โทลคีน\nนอกจากนี้ ในปี พ.ศ. 2501 โทลคีนเขียนวิจารณ์บทภาพยนตร์ของ มอร์ตัน เกรดี้ ซิมเมอร์แมน ที่ดัดแปลงจากเรื่อง \"เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์\" แบบฉากต่อฉากทีเดียว ถึงกระนั้นเขาก็ยินดีให้มีการดัดแปลงหนังสือเป็นบทภาพยนตร์ โทลคีนขายสิทธิ์ในการสร้างภาพยนตร์ ละครเวที และสินค้าประกอบของเรื่อง \"เดอะฮอบบิท\" และ \"เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์\" ให้แก่ United Artists ในปี พ.ศ. 2511 แต่ UA ไม่เคยสร้างเป็นภาพยนตร์ขึ้นมาเลย จนกระทั่งปี พ.ศ. 2519 สิทธิ์ในการสร้างจึงได้ขายให้กับ Tolkien Enterprises ซึ่งเป็นหน่วยงานหนึ่งอยู่ในบริษัท Saul Zaentz หลังจากนั้นจึงได้มีการสร้างภาพยนตร์เรื่องแรก \"เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์\" ในปี พ.ศ. 2521 เป็นภาพยนตร์การ์ตูนของราล์ฟ บัคชิ ปี พ.ศ. 2520 Rankin/Bass ได้สร้างภาพยนตร์การ์ตูนเรื่อง \"เดอะฮอบบิท\" ออกฉายทางโทรทัศน์ และต่อมาได้สร้าง \"The Return of the King\" เป็นภาพยนตร์การ์ตูนออกฉายทางโทรทัศน์ในปี พ.ศ. 2523", "ลอร์ดออฟเดอะริงส์ ตอน หอคอยคู่พิฆาต\nเจ. อาร์. อาร์. โทลคีน ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งจากบทประพันธ์เรื่อง เดอะฮอบบิท ซึ่งตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1937 จนทางสำนักพิมพ์ต้องขอให้โทลคีนเขียนนิยายใหม่ส่งมาอีก ในตอนแรกโทลคีนพยายามส่งเรื่อง ซิลมาริลลิออน ที่เป็นผลงานที่เขารักและทุ่มเทประพันธ์มาโดยตลอด ให้สำนักพิมพ์พิจารณา แต่สำนักพิมพ์ไม่ชอบ สำนักพิมพ์บอกว่าผู้อ่านต้องการเรื่อง 'การผจญภัย' และขอให้โทลคีนแต่งภาคต่อของเดอะฮอบบิท แต่โทลคีนไม่ต้องการเขียนเรื่องผจญภัยแบบเด็กๆ แบบนั้นอีก ในที่สุดโทลคีนก็วางโครงเรื่องใหม่ โดยใช้แหวนที่บิลโบ แบ๊กกิ้นส์ ตัวเอกในเรื่องเดอะฮอบบิท ได้มาด้วยความบังเอิญในระหว่างการเดินทาง มาใช้เป็นแกนของเรื่องใหม่ และนำเอาเรื่องราวตำนานในซิลมาริลลิออน มาเป็นฉากหลังของเรื่อง เขาวางพล็อตให้นิยายเรื่องใหม่มีความจริงจังมากขึ้น จนเมื่อผ่านไป 17 ปี นิยายเรื่อง เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ จึงได้ปรากฏโฉมสู่บรรณพิภพ", "เจ. อาร์. อาร์. โทลคีน\nตลอดชีวิตการทำงานของโทลคีน เขาสร้างผลงานวิชาการได้ค่อนข้างน้อย แต่เป็นงานที่มีคุณค่าและส่งผลกระทบต่อวงการวรรณกรรม อย่างเช่นบทวิเคราะห์เรื่อง \"เบวูล์ฟ\" เป็นต้น ทั้งนี้เนื่องจากโทลคีนใช้เวลาไปกับงานสอนค่อนข้างมาก และยังรับเป็นอาจารย์พิเศษอีกหลายแห่ง เพื่อจะได้มีเงินเพียงพอใช้จ่ายภายในครอบครัว แต่อีกเหตุผลหนึ่งที่สำคัญมากกว่าก็คือ ความปราณีตพิถีพิถันของโทลคีนเอง ทำให้เขามีงานเขียนต้นฉบับที่ยังเขียนไม่เสร็จอยู่เป็นจำนวนมากที่ยังไม่ได้ตีพิมพ์", "เจ. อาร์. อาร์. โทลคีน\nล่วงถึงปี พ.ศ. 2544-2546 นิวไลน์ ซีนีม่า ได้สร้างภาพยนตร์ไตรภาคเดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ กำกับโดย ปีเตอร์ แจ็กสัน และถ่ายทำในประเทศนิวซีแลนด์ทั้งเรื่อง ภาพยนตร์ชุดนี้เป็นชุดที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดและได้รับรางวัลต่างๆ มากมาย ปลายปี พ.ศ. 2550 นิวไลน์ ซีนีม่า ร่วมกับปีเตอร์ แจ็กสัน ได้ประกาศการสร้างภาพยนตร์ \"เดอะฮอบบิท\" แบ่งออกเป็นไตรภาค มีกำหนดออกฉายในปี พ.ศ. 2555-2557", "ลอร์ดออฟเดอะริงส์ ตอน มหันตภัยแห่งแหวน\nเจ. อาร์. อาร์. โทลคีน ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งจากบทประพันธ์เรื่อง เดอะฮอบบิท ซึ่งตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1937 จนทางสำนักพิมพ์ต้องขอให้โทลคีนเขียนนิยายใหม่ส่งมาอีก ในตอนแรกโทลคีนพยายามส่งเรื่อง ซิลมาริลลิออน ที่เป็นผลงานที่เขารักและทุ่มเทประพันธ์มาโดยตลอด ให้สำนักพิมพ์พิจารณา แต่สำนักพิมพ์ไม่ชอบ สำนักพิมพ์บอกว่าผู้อ่านต้องการเรื่อง 'การผจญภัย' และขอให้โทลคีนแต่งภาคต่อของเดอะฮอบบิท แต่โทลคีนไม่ต้องการเขียนเรื่องผจญภัยแบบเด็กๆ แบบนั้นอีก ในที่สุดโทลคีนก็วางโครงเรื่องใหม่ โดยใช้แหวนที่บิลโบ แบ๊กกิ้นส์ ตัวเอกในเรื่องเดอะฮอบบิท ได้มาด้วยความบังเอิญในระหว่างการเดินทาง มาใช้เป็นแกนของเรื่องใหม่ และนำเอาเรื่องราวตำนานในซิลมาริลลิออน มาเป็นฉากหลังของเรื่อง เขาวางพล็อตให้นิยายเรื่องใหม่มีความจริงจังมากขึ้น จนเมื่อผ่านไป 17 ปี นิยายเรื่อง เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ จึงได้ปรากฏโฉมสู่บรรณพิภพ", "เจ. อาร์. อาร์. โทลคีน\nแต่สำหรับผลงานของศิลปินบางคนที่สร้างขึ้นในระหว่างที่เขายังมีชีวิตอยู่ โทลคีนกลับไม่ค่อยชอบใจนัก และบางครั้งถึงกับวิจารณ์อย่างรุนแรง เช่นในปี พ.ศ. 2489 โทลคีนบอกปัดผลงานวาดภาพของ ฮอรัส เอนเจลส์ ที่วาดประกอบ \"เดอะฮอบบิท\" ฉบับภาษาเยอรมัน โดยบอกว่า \"บิลโบจมูกย้อยเกินไป และแกนดัล์ฟก็ดูเหมือนตัวตลกดื่นดาษมากกว่าโอดินผู้พเนจรในความคิดของผม\" ปี พ.ศ. 2497 โทลคีนส่งต้นร่างปกนอกของ \"เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์\" ฉบับพิมพ์อเมริกันคืน พร้อมหมายเหตุว่า \"ขอบคุณที่ส่ง 'งานชิ้นเอก' มาให้ แต่ผมขอส่งคืน ชาวอเมริกันไม่ค่อยยอมรับคำวิจารณ์และไม่ค่อยยอมแก้ไขอะไร แต่ผมเห็นว่างานชิ้นนี้แย่เกินไปจนผมไม่อาจฝืนตัวเองไปแก้ไขมัน\"" ]
7
นิกายเถรวาท และ นิกายมหายาน มีศาสดาองค์เดียวกันหรือไม่ ?
[ "พระพุทธเจ้า\nนิกายมหายานยอมรับพระพุทธเจ้าตามคัมภีร์ฝ่ายเถรวาททั้งหมดและยังสร้างพระพุทธเจ้าอีกมากมาย ทั้งที่เป็นมนุษย์และมีสถานะเหมือนเทพเจ้าในศาสนาฮินดู นิกายมหายานเชื่อว่าเมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้วไม่ดับสูญแต่ไปประทับ ณ พุทธเกษตรซึ่งเป็นดินแดนที่งดงามกว่าสวรรค์ พระพุทธเจ้าตามคติมหายานแบ่งได้เป็น 3 ประเภท คือ", "มหายาน\nหลังจากพระโคตมพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานได้ 3 เดือน พระสาวกผู้ได้เคยสดับสั่งสอนของพระองค์จำนวน 500 รูป ก็ประชุมทำสังคายนาครั้งแรก ณ ถ้ำสัตบรรณคูหา ใกล้เมืองราชคฤห์ แคว้นมคธ ใช้เวลาสอบทานอยู่ 7 เดือน จึงประมวลคำสอนของพระพุทธเจ้าได้สำเร็จเป็นครั้งแรก นับเป็นบ่อเกิดของคัมภีร์พระไตรปิฎก คำสอนที่ลงมติกันไว้ในครั้งปฐมสังคายนาและได้นับถือกันสืบมา เรียกว่า เถรวาท แปลว่า คำสอนที่วางไว้เป็นหลักการโดยพระเถระ คำว่า เถระ ในที่นี้ หมายถึงพระเถระผู้ประชุมทำสังคายนาครั้งแรก และพระพุทธศาสนาซึ่งถือตามหลักที่ได้สังคายนาครั้งแรกดังกล่าว เรียกว่า นิกายเถรวาท อันหมายถึง คณะสงฆ์กลุ่มที่ยึดคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ทั้งถ้อยคำ และเนื้อความที่ท่านสังคายนาไว้โดยเคร่งครัด ตลอดจนรักษาแม้แต่ตัวภาษาดั้งเดิมคือภาษาบาลี" ]
[ "มหายาน\nมหายานชั้นแรกดูเหมือนจะมีทัศนะตรงกับเถรวาทที่ว่า พระพุทธเจ้ามีพระกายเพียง 2 เท่านั้นคือ ธรรมกาย และนิรมานกาย ธรรมกายนั้นมีพระพุทธวจนะที่ตรัสโดยตรงในบาลีอัคคัญญสูตรแห่งทีฆนิกาย ส่วนนิรมาณกายนั้นได้แก่พระกายของพระศาสดาที่ประกอบด้วยขันธ์ 5 ในคัมภีร์ฝ่ายมาธยมิกชั้นแรก ก็ยังไม่พบกายที่ 3 ธรรมกาย ตามนัยแห่งเถรวาทหมายถึงพระคุณทั้ง 3 ของพระพุทธเจ้า อันได้แก่ พระปัญญาคุณ, พระวิสุทธิคุณ และพระมหากรุณาธิคุณ มหายานได้สร้างแนวความคิดตรีกายขึ้นด้วยวิธีเพิ่มกายอีกกายหนึ่งเข้าไป คือ สัมโภคกาย ซึ่งเป็นกายของพระพุทธองค์อันสำแดงปรากฏให้เห็นเฉพาะหมู่ พระโพธิสัตว์ มหาสัตว์ เป็นทิพยภาวะมีรัศมีรุ่งเรืองแผ่ซ่านทั่วไป เพราะฉะนั้น แม้จนกระทั่งบัดนี้ พระโพธิสัตว์ก็ยังอาจจะเห็นพระศากยมุนีพุทธเจ้าได้ในรูปสัมโภคกาย พระพุทธองค์ยังทรงอาจสดับคำสวดมนต์ต์ของเรา แม้พระองค์จะดับขันธปรินิพพานไปแล้วก็ดี ทั้งนี้ก็ด้วยการดับขันธปรินิพพานนั้นเป็นเพียงการสำแดงให้เห็นปรากฏในรูปนิรมานกายเท่านั้น ส่วน ธรรมกาย นั้น ก็เป็นสภาวะอมตะ ไร้รูปร่างลักษณะ เป็นอจินไตย(นึกคิดหรือเดาไม่ได้หรืออยู่นอกเหนือความคิดออกไป) ไม่มีเบื้องต้น ท่ามกลาง ที่สุด แผ่คลุมอยู่ทั่วไป ความคิดเรื่องสัมโภคกายนี้ มหายานได้รับจากนิกายมหาสังฆิกะ และในหมู่คณาจารย์ของมหายานก็ไม่มีความเห็นพ้องกันในเรื่องนี้", "เถรวาท\nนิกายเถรวาทได้รับการนับถือคู่กับนิกายอาจริยวาท (คือนิกายมหายาน ในปัจจุบัน)", "นักพรตหญิง\nปัจจุบันภิกษุณีสงฆ์คงเหลืออยู่แต่ในนิกายมหายานและวัชรยาน เพราะในนิกายเถรวาทสายภิกษุณีสงฆ์ซึ่งมีเฉพาะที่ลังกาได้ขาดช่วงสืบทอดไปตั้งแต่สมัยถูกโปรตุเกสยึดครอง ทำให้ไม่สามารถทำการบวชภิกษุณีให้ถูกต้องตามพระไตรปิฎกเถรวาทได้ ปัจจุบันนี้สตรีในประเทศที่นับถือนิกายเถรวาทจึงเลือกบวชเป็นแม่ชีแทน และรักษาเพียงศีลแปดข้อ ในประเทศไทยแม่ชีหลายท่านยังสามารถก้าวขึ้นมามีบทบาทในด้านการสอนและปฏิบัติธรรมได้ไม่ต่างจากพระภิกษุ เช่น แม่ชีกนิษฐา วิเชียรเจริญ แม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต เป็นต้น ปัจจุบันในประเทศไทยมีความพยายามรื้อฟื้นภิกษุณีสงฆ์ในเถรวาท แต่ยังไม่ได้รับการยอมรับจากมหาเถรสมาคม", "พระมหาวีรกษัตรีย์นโรดม มุนีนาถ สีหนุ พระวรราชมารดา\nพระอัยยิกาฝ่ายพระชนนี (ยาย) ของพระองค์ คือ นางอก ซึ่งเคยเป็นหม่อมในพระองค์เจ้านโรดม ดวงจักร มีพระโอรส-ธิดา ด้วยกัน 2 พระองค์ คือ หม่อมเจ้านโรดม รัฐราศี และหม่อมเจ้านโรดม ไพพักตร์ ภายหลังพระอัยยิกาได้หย่ากับพระองค์เจ้าดวงจักร และได้สมรสใหม่กับลก เปียง (Lok Peang) และได้มีบุตร-ธิดา ด้วยกัน 2 คน คือ ป็อม เปียง พระชนนี และเฮล เปียง", "ศาสนาพุทธ\nศาสนาพุทธ แบ่งออกเป็นนิกายใหญ่ได้ 2 นิกายคือ เถรวาทและมหายาน นอกจากนี้แล้วยังมีการแบ่งที่แตกต่างออกไปแบ่งเป็น 3 นิกาย เนื่องจากวัชรยานถือว่าตนเป็นยานพิเศษโดยเฉพาะ ต่างจากมหายาน", "ศาสนาเชน\nศาสดามหาวีระมีพี่น้องร่วมพระมารดาเดียวกัน 2 องค์ คือ พระเชษฐภคินี และพระเชษฐภาดา โดยท่านมหาวีระ เป็นพระโอรสองค์สุดท้าย\nเมื่อมีพระชนมายุได้ 12 พรรษา ทรงได้รับพิธียัชโญปวีตคือพิธีสวมด้ายมงคลแสดงพระองค์เป็นศาสนิกตามคติศาสนาพราหมณ์ หลังจากพระบิดาได้ทรงส่งเจ้าชายไปศึกษาลัทธิของพราหมณาจารย์หลายปี เจ้าชายทรงสนพระทัยในการศึกษาแต่ในพระทัยมีความขัดแย้งกับคำสอนของพราหมณ์ที่ว่า วรรณะพราหมณ์ประเสริฐที่สุดในโลก ส่วนวรรณะอื่นต่ำต้อย แม้วรรณะกษัตริย์ยังต่ำกว่าวรรณะพราหมณ์ แต่แล้วพวกพราหมณ์ได้ประพฤติกาย วาจาและใจ เลวทรามไปตามทิฏฐิของลัทธินั้นๆ", "อินโดจีน\nศาสนาที่คนส่วนใหญ่นับถือคือศาสนาพุทธ นิกายเถรวาท (หรือ นิกายหินยาน) ส่วนนิกายมหายาน มีคนนับถือในเวียดนามและสิงคโปร์", "มหาสติปัฏฐานสูตร\nอนึ่ง ส่วนนี้ในพระไตรปิฎกของมหายานไม่มี เพราะตามมหาโคสิงคสาลสูตรพระเถระผู้นำในสังคายนาครั้งที่ 1ของเถรวาท ส่วนมากท่านเป็นลูกศิษย์พระสารีบุตรอัครสาวกด้วย ฉะนั้น ท่านจึงแสดงมหาสติปัฏฐานสูตรตามที่ฟังมาจากพระสารีบุตร เพราะพระพุทธเจ้ายกย่องธรรมะที่พระสารีบุตรแสดงให้เทียบเท่ากับที่พระองค์แสดง, ส่วนทางนิกายอื่นรวมถึงมหายานนั้น สังคายนากันโดยไม่มีพระเถระเหล่านั้นอยู่ด้วย ฉะนั้น พระสูตรฝั่งมหายานจึงไม่มีส่วนที่มาจากพระสารีบุตร ทั้งในสูตรนี้ และทั้งอภิธรรมด้วย.", "พระนางสัตยวดี\nพระนางสัตยวดีเมื่อแต่งงานกับพระราชาศานตนุก็มีพระโอรสด้วยกัน ๒ พระองค์ คือ จิตรางคทะ และ วิจิตรวีรยะ ซึ่งถือเป็นน้อยชายต่างมารดาของท้าวภีษมะ ๒ คน กล่าวได้ว่าท้าวศานตนุมีผู้สืบเชื้อสายโดยตรง ๑๐ พระองค์ แต่ ๗ คนแรก พระแม่คงคาได้นำไปทิ้งลงสู่แม่น้ำ ท้าวภีษมะก็สาบานต่อฟ้าดินอย่างเคร่งครัดไว้ว่าจะไม่แต่งงานมีลูกกับผู้หญิงคนใด จิตรางคทะก็ถูกคนธรรพ์ชื่อเหมือนกันท้ารบและถูกฆ่าตายในวัยเยาว์ ส่วนวิจิตรวีรยะแม้จะได้แต่งงานกับเจ้าหญิงอัมพิกาและเจ้าหญิงอัมพาลิกาแล้ว แต่ก็ยังไม่มีพระโอรสสืบต่อพระราชบัลลังก์แม้แต่คนเดียว พระนางสัตยวดีเกรงว่าตนจะเป็นคนบาปที่ทำให้ราชวงศ์กุรุต้องสิ้นสุด จึงให้ฤๅษีวยาส ลูกนอกสมรสมาทำพิธีนิโยค (รับภรรยาของญาติที่เป็นหม้ายมาเป็นภรรยาเพื่อสืบเชื้อสายของวงศ์ตระกูลต่อไป) ทำให้ลูกของฤๅษีวยาสกับเจ้าหญิงอัมพิกาชื่อ ธฤตราษฎร์ (ตาบอดตั้งแต่เกิด แต่มีสุขภาพแข็งแรงและเป็นพระบิดาของฝ่ายเการพ) , เจ้าหญิงอัมพาลิกากับฤๅษีวยาสชื่อ ปาณฑุ (มีสีผิวซีด สุขภาพไม่แข็งแรง แต่เป็นพระราชาที่ยิ่งใหญ่และเป็นพระบิดาของปาณฑพทั้งห้าด้วย) , นางกำนัลกับฤๅษีวยาสชื่อ วิทูร (ครบถ้วนสมบูรณ์ดี เป็นผู้ที่มีความเที่ยงธรรม)" ]
19
กีฬาแห่งชาติ ครั้งที่ 46 จัดขึ้นในจังหวัดอะไร?
[ "กีฬาแห่งชาติ ครั้งที่ 46\nพิธีปิดการแข่งขันกีฬาแห่งชาติครั้งที่ 46 หรือ เจียงฮายเกมส์ เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561 เวลา 18:15 น. มีการแสดงทั้งหมด 2 ชุด และอีก 1 ชุดของเจ้าภาพการแข่งขันกีฬาแห่งชาติครั้งต่อไปที่จะจัดขึ้นในจังหวัดศรีสะเกษ โดยเมื่อวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และประธานในพิธีมาถึงมีการแสดงชุดแรก คือ กี่ทอใจ ไหมเจียงฮาย นำโดยศิลปินแห่งชาติ แม่บัวเรียว รัตนมณีภรณ์ ได้แสดงการแสดงพื้นบ้านของชาวจังหวัดเชียงราย ต่อมาได้มีการเชิญธงจากตัวแทนนักกีฬาทั้งหมด 77 จังหวัดเข้าสู่สนาม ณัฐวุฒิ เรืองเวส รองผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย ฝ่ายกีฬาเป็นเลิศและวิทยาศาสตร์การกีฬา กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ ประธานในพิธีกล่าวปิดการแข่งขัน ได้มีการชักธงชาติ, ธงการแข่งขันกีฬาแห่งชาติ และธงประจำจังหวัดเชียงรายลงจากเสา มีการแสดงชุดที่ 2 คือ สี่หู ห้าตา คานิว้าว พร้อมกับการดับไฟในกระถางคบเพลิงลง ณ ที่นี้มีการแสดงจากจังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งจะเป็นเจ้าภาพในการแข่งขันกีฬาแห่งชาติใครั้งถัดไป", "กีฬาแห่งชาติ ครั้งที่ 46\nกีฬาแห่งชาติ ครั้งที่ 46 () หรือเป็นที่รู้จักในนาม เจียงฮายเกมส์ เป็นมหกรรมกีฬาระดับชาติสำหรับประชาชนทั่วไป ควบคุมโดยการกีฬาแห่งประเทศไทย ซึ่งจัดขึ้น ณ จังหวัดเชียงราย จัดขึ้นระหว่างวันที่ 18 - 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561", "กีฬาแห่งชาติ ครั้งที่ 46\nในการประชุมคณะกรรมการการกีฬาแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 5/2557 เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 การกีฬาแห่งประเทศไทย ได้มีมติให้จังหวัดเชียงราย เป็นเจ้าภาพกีฬาแห่งชาติ ครั้งที่ 46 นอกจากนี้ยังมีมติให้ จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นเจ้าภาพกีฬาเยาวชนแห่งชาติ ครั้งที่ 32, จังหวัดชุมพร และจังหวัดระนอง เป็นเจ้าภาพกีฬาเยาวชนแห่งชาติ ครั้งที่ 33, จังหวัดน่าน เป็นเจ้าภาพกีฬาเยาวชนแห่งชาติ ครั้งที่ 34 และจังหวัดศรีสะเกษ เป็นเจ้าภาพกีฬาแห่งชาติ ครั้งที่ 47", "กีฬาแห่งชาติ ครั้งที่ 46\nจังหวัดเชียงรายได้เป็นเจ้าภาพกีฬาแห่งชาติ ครั้งที่ 46 ในปี พ.ศ. 2561 เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 ในการประชุมคณะกรรมการการกีฬาแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 5/2557 ซึ่งนับเป็นครั้งที่สองที่จังหวัดเชียงรายได้เป็นเจ้าภาพกีฬาแห่งชาติ หลังจากที่เคยเป็นเจ้าภาพในกีฬาแห่งชาติ ครั้งที่ 19", "กีฬาแห่งชาติ ครั้งที่ 46\nมีพิธีการอัญเชิญไฟพระฤกษ์ เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561 โดยอัญเชิญมาจากกรุงเทพมหานคร ได้นำไฟพระฤกษ์อัญเชิญไว้บนรถบุษบกเพื่อนำไปยังอำเภอแม่ลาว และอำเภออื่น ๆ ทั่วจังหวัดเชียงราย ในส่วนของอำเภอพญาเม็งรายได้มีการจัดกิจกรรมวิ่งคบเพลิง เพื่อรณรงค์ประชาสัมพันธ์การแข่งขันกีฬาแห่งชาติครั้งที่ 46 เจียงฮายเกมส์ ให้ประชาชนในอำเภอพญาเม็งรายได้รับรู้ความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการจัดการแข่งขันกีฬาแห่งชาติ ซึ่งจังหวัดเชียงรายได้เป็นเจ้าภาพในครั้งนี้ และได้ส่งมอบคบเพลิงให้กับตำบลหมู่บ้านต่าง ๆ ซึ่งจะให้ผู้นำชุมชนเป็นตัวแทนวิ่งในตำบลและหมู่บ้านของตนเอง และส่งมอบไปยังหมู่บ้านต่อไป รวมทั้งสิ้น 5 ตำบล 71 หมู่บ้าน โดยใช้เวลาการวิ่งทั้งสิ้น 10 วัน ก่อนที่จะอัญเชิญเพื่อใช้จุดในพิธีเปิดการแข่งขันกีฬาแห่งชาติ\nพิธีเปิดการแข่งขันกีฬาแห่งชาติครั้งที่ 46 หรือ เจียงฮายเกมส์ เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561 เวลา 17:30 น. มีการแสดงทั้งหมด 4 ชุด เริ่มต้นด้วยการแสดงชุดที่ 1 ชื่อว่า “จ้องมองล้านนา” ใช้นักแสดงเป็นนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย กว่า 3,000 คน ที่ถือร่มและแสงไฟ โดยตลอดการแสดงมีการใช้เทคนิคแสงแปรอักษรและรูปภาพได้อย่างงดงาม จากนั้นตามด้วยขบวน “ป๋าเวณีเกียรติยศ” นำประธานในพิธีเปิด เดินเข้าสู่สนาม และการแสดงชุด “ลานล้านนา ชาติพันธุ์” ซึ่งใช้เทคนิคแสง พร้อมเครื่องแต่งกายชุดชาติพันธุ์ในจังหวัดเชียงรายที่ร่ายรำประกอบดนตรี", "กีฬาแห่งชาติ ครั้งที่ 45\nในการประชุมคณะกรรมการการกีฬาแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 5/2557 เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 การกีฬาแห่งประเทศไทย ได้มีมติให้จังหวัดสงขลา เป็นเจ้าภาพกีฬาแห่งชาติ ครั้งที่ 45 นอกจากนี้ยังมีมติให้ จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นเจ้าภาพกีฬาเยาวชนแห่งชาติ ครั้งที่ 32, จังหวัดชุมพร และจังหวัดระนอง เป็นเจ้าภาพกีฬาเยาวชนแห่งชาติ ครั้งที่ 33, จังหวัดน่าน เป็นเจ้าภาพกีฬาเยาวชนแห่งชาติ ครั้งที่ 34, จังหวัดเชียงราย เป็นเจ้าภาพกีฬาแห่งชาติ ครั้งที่ 46 และจังหวัดศรีสะเกษ เป็นเจ้าภาพกีฬาแห่งชาติ ครั้งที่ 47", "กีฬาแห่งชาติ ครั้งที่ 47\nในการประชุมคณะกรรมการการกีฬาแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 6/2559 เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 การกีฬาแห่งประเทศไทย ได้มีมติให้จังหวัดศรีสะเกษ เป็นเจ้าภาพกีฬาแห่งชาติ ครั้งที่ 47 นอกจากนี้ยังมีมติให้ จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นเจ้าภาพกีฬาเยาวชนแห่งชาติ ครั้งที่ 32, จังหวัดชุมพร และจังหวัดระนอง เป็นเจ้าภาพกีฬาเยาวชนแห่งชาติ ครั้งที่ 33, จังหวัดน่าน เป็นเจ้าภาพกีฬาเยาวชนแห่งชาติ ครั้งที่ 34 และจังหวัดเชียงราย เป็นเจ้าภาพกีฬาแห่งชาติ ครั้งที่ 46" ]
[ "กีฬากรีฑาในกีฬาแห่งชาติ ครั้งที่ 46\nกีฬากรีฑาในกีฬาแห่งชาติ ครั้งที่ 46 เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 21–25 พฤษจิกายน พ.ศ. 2561 ณ สนามกีฬาองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นสนามที่ใช้ในพิธีเปิดและปิดการแข่งขันกีฬาแห่งชาติในครั้งนี้ โดยมีการแข่งขันอยู่ 2 ชนิดกีฬา ได้แก่ ประเภทชาย และประเภทหญิง", "กีฬาชักเย่อในกีฬาแห่งชาติ ครั้งที่ 46\nกีฬาชักเย่อในกีฬาแห่งชาติ ครั้งที่ 46 เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 23–27 พฤษจิกายน พ.ศ. 2561 ณ หอประชุมอำเภอเมืองเชียงราย โดยมีการแข่งขันอยู่ 2 ชนิดกีฬา ได้แก่ ประเภทชาย ทีม 4 คน และ 8 คนและประเภทหญิง ทีม 4 คน และ 8 คน", "กีฬาแห่งชาติ ครั้งที่ 46\nตามด้วยขบวนพาเหรด นำคณะนักกีฬาจากทั้ง 77 จังหวัด เดินเข้าสู่สนามกีฬากลาง และได้ประกอบพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ โดยมีพิธีชักธงชาติขึ้นสู่ยอดเสา ต่อจากนั้นผู้ว่าการกีฬาแห่งประเทศไทยได้กล่าวรายงานต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เสร็จแล้วได้มีการมอลโล่พร้อมใบประกาศเกียรติคุณให้กับผู้สนับสนุนสิทธิประโยชน์กลางของการกีฬาแห่งประเทศไทย จากนั้นได้มีการชักธงประจำการแข่งขันกีฬาแห่งชาติ และธงประจำจังหวัดเชียงรายขึ้นสู่ยอดเสา ต่อมานักกีฬาและผู้ฝึกสอนได้กล่าวคำปฏิญาณ" ]
20
ในเดือนตุลาคม 1998คะระ โนะ เคียวไก นิยายชุดนี้ได้ถูกเริ่มตีพิมพ์ลงบนเว็บไซต์อะไร?
[ "คะระ โนะ เคียวไก\nในเดือนตุลาคม 1998 นิยายชุดนี้ได้ถูกเริ่มตีพิมพ์ลงบนเว็บไซต์ ทะเคะโบวคิ () ซึ่งเป็นเว็บไซต์โดจิน ของนะสุ และ ทะเคะอุจิ โดยตีพิมพ์ลงได้เพียง 5 ตอน ส่วน 2 ตอนสุดท้ายนั้นได้ถูกตีพิมพ์และวางจำหน่ายในงาน คอมิเก็ต 56 ในเดือนสิงหาคม 1999 ก่อนที่พวกเขาจะก่อตั้งกลุ่ม ไทป์-มูน ขึ้น ในปี 2001 ได้มีการจำหน่ายตัวอย่างของ \"ซึกิฮิเมะ พลัส-ดิสก์\" ซึ่งเป็นแฟนดิกส์ของ \"ซึกิฮิเมะ\" ทำให้ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก จนทำให้มีการทำเป็น โดจินชิ ขึ้นในงานคอมิเก็ต 61 ในวันที่ 30 ธันวาคม 2001" ]
[ "คะระ โนะ เคียวไก\nในเดือนพฤศจิกายน 2002 ได้มีการวางจำหน่าย ดราม่า ซีดี ประกอบนิยายขึ้น และในวันที่ 6 สิงหาคม 2004 สำนักพิมพ์ โคดันฉะ ได้รับสิทธิ์ตีพิมพ์และวางจำหน่ายนิยาย คะระ โนะ เคียวไก ในรูปแบบจำนวนจำกัด 5000 ชุด ซึ่งได้รับความนิยมอย่างล้นหลามจนจำหน่ายได้หมดตั้งแต่เริ่มวางจำหน่าย ซึ่งนิยาย \"คะระ โนะ เคียวไก\" ทั้งสองรูปแบบนั้นได้ถูกตีพิมพ์และจำหน่ายไปมากกว่า 500,000 ก๊อปปี้ ในปี 2009 Del Rey Manga ได้ประกาศว่าจะมีการตีพิมพ์นิยาย \"คะระ โนะ เคียวไก\" ลงในนิตยสาร \"Faust\" ฉบับแรก ซึ่งเนื้อหาภายในเรื่องจะเป็นเหตุการณ์คู่ขนานและเกี่ยวข้องกับ \"ซึกิฮิเมะ\" ซึ่งเป็นอีกผลงานหนึ่งของ ไทป์-มูน โดยมีตัวเอกของเรื่องคือ เรียวกิ ชิกิ ผู้มีความสามารถเช่นเดียวกันกับ โทโนะ ชิกิ ซึ่งเป็นตัวเอกใน \"ซึกิฮิเมะ\" นอกจากนั้นยังมีตัวละคร อาโอซากิ โทโกะ ซึ่งเป็นพี่สาวของ อาโอซากิ อาโอโกะ (ที่มีบทบาทใน \"ซึกิฮิเมะ\") อีกด้วย", "คะระ โนะ เคียวไก\nนอกจากนั้น \"คะระ โนะ เคียวไก\" ยังได้ถูกสร้างเป็นภาพยนตร์แอนิเมชั่น จำนวน 7 ตอนอีกด้วย ซึ่งเป็นผลงานของสตูดิโอ ufotable โดยตอนแรกมีชื่อว่า \"ทิวทัศน์ที่ถูกมองข้าม\" () ได้เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ในประเทศญี่ปุ่นครั้งแรกในวันที่ 1 ธันวาคม 2007 ตามมาด้วยตอนที่ 2 - 6 โดยทั้งหมดมีชื่อตอนเรียงตามลำดับว่า \"ตามหาฆาตกร (ช่วงที่ 1) \" () , \"ความเจ็บปวดที่ไม่จางหาย\" () , \"อารามที่ว่างเปล่า\" () , \"เกลียวที่ขัดกัน\" () , \"บันทึกความทรงจำที่เลือนลาง\" () โดยแต่ละตอนได้เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ในวันที่เรียงตามลำดับตอน ตอนที่ 2 เข้าฉายวันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2550 ตามมาด้วย 26 มกราคม 2008, 24 พฤษภาคม 2008, 16 สิงหาคม 2008 และ 20 สิงหาคม 2008 ตามลำดับ สำหรับตอนที่ 7 \"ตามหาฆาตกร (ช่วงที่ 2) \" () ได้มีการออกฉายในปี 2009 และเนื่องจากได้มีการฉายภาพยนตร์ นิยาย \"คะระ โนะ เคียวไก\" จึงได้มีการพิมพ์ใหม่ขึ้น เป็นสามเล่ม พร้อมภาพประกอบในรูปแบบใหม่", "กินทามะ\nในประเทศไทย นิยายไลท์โนเวลกินทามะ ปี 3 ห้อง Z ครูซ่ากินปาจิ เป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์สยามอินเตอร์คอมิกส์ไลท์ วางจำหน่ายเล่มที่ 1 เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2558 ปัจจุบันตีพิมพ์ครบ 7 เล่มแล้ว ซึ่งมีชื่อเรื่องดังนี้นอกจากนี้ ยังมีฉบับนิยายของภาพยนตร์ ที่เขียนโดยโทโมฮิโตะ โอซากิเช่นเดียวกัน วางจำหน่ายเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2556 ปีเดียวกันกับที่ภาพยนตร์เข้าฉายที่ประเทศญี่ปุ่น นิยายฉบับนี้ยังไม่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทยปัจจุบันมีการตีพิมพ์ไกด์บุ๊คกินทามะแล้ว 3 เล่ม สำหรับมังงะ 2 เล่ม และอนิเมะ 1 เล่ม ไกด์บุ๊คสำหรับมังงะเล่มแรก มีชื่อว่า \"Gintama Official Character Book - Gin Channel\" () ตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ชูเอฉะในวันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2549 ในตัวหนังสือประกอบด้วยข้อมูลตัวละคร บทสัมภาษณ์ฮิเดอากิ โซราจิ และสติกเกอร์ตัวละคร ไกด์บุ๊คสำหรับมังงะเล่ม 2 มีชื่อว่า \"Gintama Official Character Book 2 - Fifth Grade\" () ตีพิมพ์ในวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2552 ซึ่งเป็นเล่มที่เพิ่มข้อมูลของตัวละครใหม่เพิ่มเติมจากเล่มแรก ไกด์บุ๊คสำหรับอนิเมะมีชื่อว่า \"Gintama Official Animation Guide \"Gayagaya Box\"\" () ตีพิมพ์ในวันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2551 เนื่องในโอกาสกินทามะออกอากาศถึงตอนที่ 100 มีข้อมูลเกี่ยกวับนักพาย์ผู้พากย์เป็นตัวละครในกินทามะ", "ไทป์-มูน\nในกลุ่ม ไทป์-มูน มีสมาชิกเพียงสองคนคือแต่ออกกลุ่มโดจินในนาม ไทป์-มูน กับ ทาเกะโบคิ ไปพร้อมๆกัน ในส่วนของเนื้อเรื่อง ผลงานโนเวลชิ้นแรกของพวกเขาคือนิยายเรื่อง \"คาระ โนะ เคียวไค\" ที่ได้ออกวางจำหน่ายครั้งแรกในเดือนสิงหาคม 1999 โดยจำหน่ายแค่เพียงเนื้อเรื่องบทที่ 5-6 เท่านั้น ส่วนบทที่ 1-4 นั้นได้มีการแจกจ่ายบทเว็บส่วนตัวในเดือนตุลาคม 1998 และได้รับการตีพิมพ์ใหม่อีกครั้งในปี 2001 และได้รับการติดต่อซื้อลิขสิทธิ์จากบริษัท คาโดคาวะ มาทำเป็นไลท์โนเวล อีกทีในปี 2004 \nในเดือนสิงหาคม ปี 1999 กลุ่ม ไทป์-มูน ได้ทำแผ่นดิสท์แจกเกี่ยวการทำวิลช่วลโนเวลของพวกเขา และในเดือนธันวาคม ปี 2000 ไทป์-มูน ได้ออกผลงานเกมวิชช่วลโนเวล เอโรเกะ \"ซึกิฮิเมะ\" สำหรับเล่นบนเครื่องPC ซึ่งได้รับกระแสตอบรับจากแฟนๆ เป็นอย่างดีมากและเป็นที่รู้จักกันในทันที นั่นเป็นเพราะเนื้อหาที่ชวนให้หลงใหลล้ำลึกน่าติดตาม ตามแบบฉบับของคิโนโกะ นาสุ บวกกับงานภาพที่ดูดีของทาเคอุจิ ทาคาชิ \nต่อมาซึกิฮิเมะได้ถูกนำไปสร้างเป็นแอนิเมชันในปี 2003 ภายใต้ชื่อว่า ชินเก็ตสึทัน ซึกิฮิเมะ โดย J.C.Staff และจัดจำหน่ายโดย Geneon นอกจากนั้นยังมีในรูปแบบมังงะ ซึ่งอยู่ในนิตยสาร เด็งเก็งคิ ไดโอ ของค่าย มีเดียเวิร์ค ซึ่งใช้ชื่อเหมือนกับฉบับแอนิเมชัน และได้วางจำหน่ายในปี 2004", "นิยายนินจาคาถาโอ้โฮเฮะ\nนินจาคาถาโอ้โฮเฮะ หรือ นารูโตะ เป็นการ์ตูนญี่ปุ่นที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับนินจา เขียนเรื่องและภาพโดย มะซะชิ คิชิโมะโตะ ตีพิมพ์ครั้งแรกในวันที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2542 ในนิตยสาร \"โชเนนจัมป์\" ในประเทศญี่ปุ่น และจบลงในวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557 รวมทั้งหมด 700 ตอน 72 เล่ม หลังจากนั้นได้มีการตีพิมพ์นิยายประเภทไลต์โนเวลออกมา 2 ชุด คือชุดฮิเด็น (เปิดตำนานลับ) และชินเด็น แม้ว่านิยายแต่ละเล่มเขียนภาพโดย มะซะชิ คิชิโมะโตะ เหมือนกัน แต่นิยายแต่ละเล่มเขียนเรื่องโดยผู้เขียนต่างกัน", "คะระ โนะ เคียวไก\nคะระ โนะ เคียวไก () เป็นนิยายชุด จากประเทศญี่ปุ่น ประพันธ์โดย นะสุ คิโนะโกะ ภาพประกอบโดย ทาเคอุจิ ทะคะชิ หรือเป็นที่รู้จักในชื่อเล่นว่า รัคเคียว () และในอีกชื่อว่า \"The Garden of Sinners\"", "คินดะอิจิยอดนักสืบ\nในประเทศไทย คินดะอิจิยอดนักสืบ ตีพิมพ์โดยบลิส พับลิชชิ่ง ในหมวดหมู่ J-Suspense ตีพิมพ์ครั้งแรกเล่มที่ 1 คือฆาตกรรมในตระกูลอินุงามิ ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2547 แปลบทประพันธุ์จากภาษาญี่ปุ่นต้นฉบับเป็นภาษาไทยโดยเสวนีย์ นวรัตน์จำรุญ, ชมนาด ศีติสาร, บุษบา บรรจงมณี และรัตน์จิต ทองเปรม ปัจจุบันคินดะอิจิยอดนักสืบ ตีพิมพ์มาจนถึงเล่มที่ 32 ซึ่งถือว่าพิมพ์จนจบแล้ว (โดยบางเล่ม จะรวมคดีสั้นๆเข้าไปด้วย) สำหรับรายชื่อเล่มที่ตีพิมพ์ในประเทศไทยแล้ว มีดังนี้", "คุโรโกะ นายจืดพลิกสังเวียนบาส\nคุโรโกะ โนะ บาสเก็ต () ชื่อไทย นายจืดพลิกสังเวียนบาส หรือ ยอดดาวรุ่ง ทีมปาฏิหาริย์ เป็นการ์ตูนญี่ปุ่น ผลงานของ ทาดาโทชิ ฟูจิมากิ ตีพิมพ์ในนิตยสาร โชเน็งจัมป์รายสัปดาห์ ตั้งแต่เดือนธันวาคม ปี 2550 ปัจจุบันมีฉบับรวมเล่มออกมาแล้ว 30 เล่ม (ญี่ปุ่น) และต่อมาถูกสร้างเป็นอนิเมะซีซันแรก ออกฉายในเดือนเมษายน ปี พ.ศ. 2555 (ญี่ปุ่น), ซีซันสองในเดือนตุลาคม ปี 2556 (ญี่ปุ่น) และซีซันสามหรือซีซันสุดท้ายในวันที่ 10 มกราคม ปี 2557 นอกจากนี้ยังมีโอวีเอ, แฟนดิสก์ และอื่น ๆ ออกมาอีกมาก", "คาโนค่อน จิ้งจอกสาวสุดจี๊ด\nคาโนค่อน ในฉบับมังงะ นั้นได้รับการตีพิมพ์ลงในนิตยสารการ์ตูนเซเน็น \"\" เป็นครั้งแรกในวันที่ 27 มิถุนายน 2006 ในเครือของ โดยฉบับมังงะนั้นได้ใช้เนื้อเรื่องจากนิยายเป็นหลัก และได้ มาวาดภาพประกอบ และใน เล่มแรกก็ได้วางจำหน่ายครั้งแรกในวันที่ 31 มกราคม 2007 และในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2007 มังงะเล่ม 3 ก็ได้ถูกวางจำหน่ายเป็นครั้งแรกตามออกมา \nซึ่งในไทยสำนักพิมพ์ รักพิมพ์ ได้ลิขสิทธิ์ในการจัดพิมพ์และจำหน่ายในชื่อว่า คาโนค่อน จิ้งจอกสาวสุดจี๊ด โดย เล่มที่ 1 วางจำหน่ายครั้งแรกในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2008 ขณะนี้ (มีนาคม 2011) ได้พิมพ์มังงะฉบับภาษาไทยเล่มที่ 9 ซึ่งเป็นเล่มจบออกมาแล้ว" ]
3
พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช เกิดเมื่อใด ?
[ "พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช\nพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช มีพระนามเดิมว่า หม่อมเจ้าบวรเดช กฤดากร เป็นพระโอรสในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ากฤษดาภินิหาร กรมพระนเรศร์วรฤทธิ์ ที่ประสูติแต่หม่อมสุภาพ กฤดากร ณ อยุธยา เมื่อวันอังคารที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2420", "พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช\nพลเอก นายพลเสือป่า พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช (2 เมษายน พ.ศ. 2420 - 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2496) อดีตเสนาบดีกระทรวงกลาโหม เป็นผู้นำกบฏบวรเดชพยายามยึดอำนาจจากรัฐบาลคณะราษฎร เมื่อ พ.ศ. 2476" ]
[ "พระเจ้าราชวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจำเริญ\nพระเจ้าราชวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจำเริญ ประสูติเมื่อวันอังคารที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2393 เป็นพระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวประสูติแต่เจ้าจอมมารดากลีบ พระองค์ประสูติในขณะที่พระราชบิดายังดำรงพระยศเป็นสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ เมื่อแรกประสูติจึงดำรงพระยศเป็น \"หม่อมเจ้าจำเริญ\" หลังจากพระราชบิดาได้รับพระราชทานบวรราชาภิเษกเป็นพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวแล้วจึงเลื่อนเป็น \"พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าจำเริญ\"", "พระเจ้าราชวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบรรเทิง\nพระเจ้าราชวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบรรเทิง ประสูติเมื่อวันที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2372 เป็นพระธิดาในสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาภู ธิดาพระยาสุรเสนา (สวัสดิ์ ชูโต) ภายหลังจากทรงประสูติไม่กี่วันเจ้าจอมมารดาภูก็ถึงแก่กรรม ทำให้สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ พระราชบิดาของพระองค์ต้องพระราชทานพระองค์ให้เจ้าจอมมารดาพัน เจ้าจอมมารดาของพระเจ้าราชวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอินทวงศ์ เป็นผู้ชุบเลี้ยง ชาววังในพระราชวังบวรสถานมงคลทั้งหลายจึงขานพระองค์พระองค์ว่า \"\"พระองค์กำพร้า\"\"", "พระเจ้าราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นกษัตริย์ศรีศักดิเดช\nพระเจ้าราชวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพงศ์อิศเรศ กรมหมื่นกษัตริย์ศรีศักดิเดช ทรงเป็นต้นราชสกุลอิศรเสนา ณ อยุธยา ประสูติเมื่อวันจันทร์ แรม 2 ค่ำ เดือน 12 ปีวอก ตรงกับวันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2343 เป็นพระราชโอรสพระองค์ที่ 8 ในสมเด็จพระบวรราชเจ้า กรมพระราชวังบวรมหาเสนานุรักษ์ วังหน้าในรัชกาลที่ 2 กับเจ้าจอมมารดาสำลี พระธิดาในสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ทรงเป็นเจ้านายฝ่ายหน้าพระองค์เดียวที่เป็นพระราชนัดดาของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ข้างต้น", "พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช\nทรงเสกสมรสกับ เจ้าหญิงทิพวัน ณ เชียงใหม่ ธิดาของเจ้าเทพดำรงรักษาเขตกับเจ้าแม่พิมพา กนิษฐาของพระเจ้าอินทวิชยานนท์ เมื่อ พ.ศ. 2445 จากนั้นทรงรับตำแหน่งเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เป็นเวลา 3 ปี หม่อมเจ้าบวรเดชได้รับแต่งตั้งให้เป็นอุปราชมณฑลพายัพ ที่เชียงใหม่ เมื่อ พ.ศ. 2458-2462 และดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงกลาโหม เมื่อ พ.ศ. 2471 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดฯ ให้สถาปนาเป็น พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช เมื่อ พ.ศ. 2472", "พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช\nในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช ถือเป็นเจ้านายระดับสูงเพียงไม่กี่พระองค์ที่ไม่ถูกควบคุมองค์ไว้ในฐานะองค์ประกัน แต่ในเวลาราว 23.00 น. ของคืนวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 อันป็นวันที่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม ซึ่งเป็นสถานที่ ๆ คณะราษฎรได้ยึดกุมเอาไว้เป็นสถานที่บัญชาการ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช ก็ยังได้ไปปรากฏพระองค์ที่หน้าพระที่นั่งอนันตสมาคม ทรงแจ้งความประสงค์ว่า จะขอพบกับหัวหน้าคณะผู้ก่อการ เมื่อได้พบแล้ว พระองค์ท่านได้สนทนาเพียงสั้น ๆ ว่า ทำอะไรกัน ทำไมไม่บอกให้รู้กันก่อน เมื่อหัวหน้าผู้ก่อการ คือ พระยาพหลพลพยุหเสนา ได้ทูลตอบว่า จะให้ทรงทราบไม่ได้ ไม่เช่นนั้นจะไม่สำเร็จ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช จึงกล่าวว่า เมื่อทำแล้ว ก็ขอให้ทำให้ถึงที่สุด เสร็จแล้วก็เสด็จกลับ", "พระเจ้าราชวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าดาราวดี\nพระเจ้าราชวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าดาราวดี ประสูติเมื่อวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2328 เป็นพระธิดาในสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสีหนาท ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาน้อย (บ้างออกนามว่า น้อยแขก) ต่อมาพระองค์เจ้าดาราวดีได้เป็นพระชายาสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ ชาววังออกพระนามว่า \"เจ้าข้างใน\" หรือ \"ทูลกระหม่อมข้างใน\" มีพระโอรสหนึ่งพระองค์คือ พระเจ้าราชวรวงศ์เธอ เจ้าฟ้าอิศราพงศ์ (พ.ศ. 2363-2404) ต้นราชสกุลอิศรศักดิ์ ณ อยุธยา", "พระราชวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าปฐมพิสมัย\nพระราชวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าปฐมพิสมัย ประสูติเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2405 เป็นพระราชธิดาในกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญประสูติแต่จอมมารดากรุด ทรงเป็นพระราชธิดาเพียงพระองคืเดียวที่ประสูติก่อนที่พระราชบิดาจะได้อุปราชาภิเษก เมื่อแรกประสูติจึงมีพระยศเป็น \"หม่อมเจ้าปฐมพิสมัย\" ต่อมาเมื่อพระราชบิดาได้รับพระราชทานอุปราชาภิเษกเป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคลแล้วจึงเลื่อเป็น \"พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าปฐมพิสมัย\"", "พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศิริวงศ์วัฒนเดช\nนายร้อยตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศิริวงศ์วัฒนเดช ประสูติเมื่อวันศุกร์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2432 ปีฉลู พระอิสริยยศเมื่อแรกประสูติเป็นหม่อมเจ้า เป็นพระโอรสใน สมเด็จพระราชปิตุลาบรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช กับหม่อมแม้น บุนนาค สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2452 ขณะศึกษาวิชาทหารที่ประเทศเยอรมัน พระชันษา 20 ปี", "พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีนาคสวาดิ\nพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีนาคสวาดิ ประสูติเมื่อวันเสาร์ เดือน 8 ขึ้น 1 ค่ำ ปีเถาะ สัปตศก จุลศักราช 1217 ตรงกับวันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2398 เป็นพระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและ เจ้าจอมมารดาเที่ยง มีพระพี่น้องร่วมพระอุทรได้แก่ พระองค์เจ้าโสมาวดี, พระองค์เจ้าชายเสวตรวรลาภ, พระองค์เจ้ากมลาสเลอสรรค์, พระองค์เจ้ากนกวรรณเลขา, พระองค์เจ้าหญิงไม่ปรากฏพระนาม, พระองค์เจ้าไชยานุชิต, พระองค์เจ้าไขแขดวง, พระองค์เจ้าชายจรูญฤทธิเดช และพระองค์เจ้าพวงสร้อยสอางค์" ]
13
ไมกา เพ็นนิแมน เริ่มต้นอาชีพนักร้อง นักแต่งเพลงเมื่อไหร่?
[ "มิคา\nไมเคิล ฮอลบรูค เพ็นนิแมน เจ.อาร์. () หรือเป็นที่รู้จักในชื่อ ไมกา เพ็นนิแมน () เกิดวันที่ ที่ 18 สิงหาคม 2526 เลบานอน เติบโตในลอนดอน และปารีส ประเทศฝรั่งเศส เป็นนักร้องสังกัด Casablanca Records และยูนิเวอร์ซัลมิวสิคกรุ๊ป เริ่มโด่งดังในฐานะนักร้องนักแต่งเพลงตั้งแต่ปลาย ค.ศ. 2006 \nหลังจากบันทึกอีพีแรกที่ชื่อ Dodgy Holiday มิคาได้ประกาศวางจำหน่ายสตูดิโออัลบั้ม Life in Cartoon Motion ภายใต้สังกัดไอส์แลนด์เรเคิดส์ ในปี 2007 อัลบั้ม Life in Cartoon Motion ทำยอดขายได้มากกว่า 5.6 ล้านก๊อปปี้ทั่วโลกและทำให้มิคาได้เสนอชื่อเข้าชิงรางวัลบริทอวอร์ดและรางวัลแกรมมี่ 2 ปีต่อมา มิกาวางจำหน่ายอีพีชุดที่สอง Songs for Sorrow รุ่นจำกัดจำนวนที่ขายหมดทั่วโลก และไม่กี่เดือนถัดมาสตูดิโออัลบั้มชุดต่อมา The Boy Who Knew Too Much ก็ถูกวางจำหน่ายต่อจากอีพี ขณะนี้มิคาเพื่งเสร็จจากการทัวร์คอนเสิร์ตรอบโลก และเตรียมงานสำหรับสตูดิโออัลบั้มชุดใหม่ ที่เขาพูดถึงว่า เป็นเพลงป็อบที่เนื้อหาเข้าใจง่าย, ไม่ซับซ้อนเหมือนกับอัลบั้มที่แล้ว มิคาจะเริ่มบันทึกเสียงในดือนมีนาคม 2554 นี้" ]
[ "กัลย์กมล จิรชัยศักดิ์เดชา\nเริ่มมีผลงานโดยการเป็นนักร้องเกิร์ลกรุป ภายใต้ชื่อวง มด-นุ่น-เนย สังกัด เออร์ซ่า เมเจอร์ โดยออกอัลบั้ม \"หัวหมุน\" เมื่อปีพ.ศ. 2542 ร่วมกับ เนย (พิชชาภา พงษ์พยอม) และ จิ๊บ เบญจณัฏฐ์ อักษรนันทน์(ก่อนหน้าใช้ชื่อ นุ่น กุลธิดา อักษรนันทน์) และในปี พ.ศ. 2545 ได้เป็นหนึ่งในสมาชิกวงในในนามทรีจี สังกัดเมกเกอร์เฮด ในเครือแกรมมี่ มีสมาชิกทั้งหมด 3 คนคือ กัลยา จิรชัยศักดิ์เดชา, อิสรีย์ นำพาเจริญ และ จุทามาศ วชิรเขื่อนขันธ์ ส่วนเพลงที่ทำชื่อเสียงให้กับวงคือเพลง \"ห่วง\"", "พิราพร พรานมนัส\nอดีต หัวหน้านักร้องเพลงสากล ของชมรมดนตรีทียู แบนด์ ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เริ่มต้นด้วยการเป็นนักร้องไกด์ให้กับศิลปินในเครือจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จากนั้นก็มีผลงานออกมาในชื่อ \"สตูดิโอโตโม่\" มีเพลง \"ไม่มีสิ่งไหน\" เป็นที่รู้จัก เมื่อ รัฐ อภิรัฐ สุขจิตร์ และ ใหญ่ กิตติศักดิ์ โคตรคำ จาก Loso และ เชษฐ์ พิเชษฐ์ เครือวัลย์ จาก วายน็อตเซเว่น ได้ตั้งวงดนตรีใหม่ ชื่อ ฟาเรนไฮธ์ ทรายจึงได้เข้ามาเป็นนักร้องนำ มีเพลงฮิตๆ อย่าง ผิดไหม น้ำตาคือคำตอบ เป็นต้น ปัจจุบัน เธอได้แยกตัวออกมาเป็นศิลปินเดี่ยว โดย มีเพลงประกอบละคร และ งานเพลงเก่าที่นำมาร้องใหม่ออกมาเป็นระยะ", "ไชยอมร แก้ววิบูลย์พันธุ์\nแอมมี่เริ่มแต่งเพลงครั้งแรกในชีวิตตอนเรียน ป.6 เขากล่าวว่า \"ผมรักดนตรีตั้งแต่เด็ก ๆ กีตาร์นี่ถือเป็นเพื่อนสนิทที่ผมขาดไม่ได้ ผมจะพกไปไหนมาไหนด้วยตลอด เพราะเวลาว่าง ๆ ผมก็มักจะเกากีตาร์ และได้เพลงใหม่ ๆ ออกมาอยู่เสมอ\" ต่อมาได้เข้าเรียนชั้นมัธยมศึกษาที่โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน มีโอกาสได้ทำแผ่นซีดีขายเองในงาน Fat Festival, Indy in town และอีกหลาย ๆ งาน รวมถึงลองส่งเพลงไปเปิดที่คลื่น Fat Radio ต่อมาผลงานของแอมมี่ได้เข้ารอบ Bedroom Artist of the Year ในงาน Fat Award ครั้งที่ 5 ถือเป็นจุดพลิกผันของชีวิตซึ่งถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญ", "นาธาน โอร์มาน\nนาธานเข้าสู่วงการบันเทิง ด้วยการถ่ายนู้ดแฟชั่นนิตยสารอย่างอิมเมจ ลิปส์ ป๊อบทีน จากนั้นก้าวมาเป็นศิลปินนักร้องค่ายอาร์เอส มีอัลบั้มแรกในสไตล์ป็อปร็อกที่ชื่อ \"Nathan\" ต่อมาเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นทั้งจากหนังสือพิมพ์และทางโทรทัศน์ที่เชิญไปสัมภาษณ์เหตุการณ์รอดชีวิตจากภัยพิบัติคลื่นยักษ์สึนามิ หลังจากนั้น 2 ปีออกผลงานอัลบั้มชุดที่ 2 คือ \"สิ่งที่เรียกว่าหัวใจ\" ที่มีแนวดนตรีได้กลิ่นอายของเนปาล รวมถึงในมิวสิกวิดีโอด้วยเช่นกัน จากนั้นได้เปิดบริษัททำทัวร์ไปเที่ยวประเทศเนปาล และออกผลงานเขียนหนังสือเรื่อง \"ผมมันเด็กหลังเขา (หิมาลัย)\" และ \"โลกนี้น่าอยู่ (Not A Lonely Planet)\"", "มาร์วิน เกย์\nมาร์วิน เพนต์ซ เกย์ จูเนียร์ () (2 เมษายน ค.ศ. 1939 - 1 เมษายน ค.ศ. 1984) เป็นนักร้อง นักแต่งเพลง ชาวอเมริกัน สามารถเล่นดนตรีได้หลายประเภทอย่างเช่น กลอง เปียโน เขามีเสียงร้อง 3 อ็อกเทฟ เริ่มต้นอาชีพจากการเป็นสมาชิกวงแนวดู-ว็อป ที่ชื่อ เดอะ มูนโกลว์ส ในช่วงปลายทศวรรษ 1950 จากนั้นออกผลงานเดี่ยวหลังจากวงแตกในปี 1960 เขาเซ็นสัญญากับค่ายโมทาวน์ ร่วมกับแทมรา หลังจากนั้น เกย์ติดอันดับศิลปินเดี่ยวขายดีที่สุดของค่ายในช่วงทศวรรษ 1960", "ปริศนา พรายแสง\nเริ่มแรกปริศนา พรายแสง ได้เซ็นสัญญาเป็นนักร้องในค่าย VIP เของเศรษฐา ศิระฉายา แต่เนื่องจากค่ายเพลงปิดตัวไปทำให้ไม่มีอัลบั้มเพลงออกมา หลังจากนั้นได้ส่งเดโมไปที่ค่ายเพลงอาร์เอส.โปรโมชั่น และผ่านการคัดเลือกให้เซ็นสัญญา โดยเริ่มผลงานแรกในวงการบันเทิงด้วยการแสดงมิวสิคซีรีส์ในอัลบั้มชุดแรกของศรราม เทพพิทักษ์ ในช่วงต้นปี พ.ศ. 2538 ซึ่งมิวสิคซีรีส์ดังกล่าวถูกนำมาตัดต่อเป็นมิวสิควิดีโอเพลง \"อย่าใส่ใจ\" หลังจากนั้นช่วงกลางปี พ.ศ. 2538 ได้ร้องเพลงประกอบละครเรื่องเงาราหูทางช่อง 3 ในเพลง \"คงมีสักวัน\" ซึ่งถือเป็นผลงานเพลงแรกในฐานะนักร้อง", "เมแกน เทรนเนอร์\nเมแกน อลิซาเบธ เทรนเนอร์ () เป็นนักร้อง และนักแต่งเพลงชาวอเมริกัน เริ่มต้นการแสดงดนตรีครั้งแรกให้กับวงท้องถิ่น และเป็นนักแต่งเพลงกับค่ายบิ๊กเยลโลด็อกมิวสิค ก่อนที่เธอจะมาจดสัญญากับค่ายเพลงอีพิกเรเคิดส์ พร้อมกับปล่อยซิงเกิล \"All About That Bass\" ที่สามารถขึ้นเป็นอันดับหนึ่งบนชาร์ตบิลบอร์ดฮอต 100 จนเธอกลายเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย", "วิชญาณี เปียกลิ่น\nเมื่อเข้าเป็นนักร้องในเครือจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ แก้มออกซิงเกิลแรก \"ความผูกพัน (ซื้อความรักไม่ได้)\" กลางปี 2551 และออกอัลบั้มแรกชื่อ \"GAM\" ตุลาคม 2551 มีเพลงโปรโมทแรก คือ \"ไม่สวยเลือกได้\" เสมือนเป็นตัวแทนผู้หญิงที่มีความมั่นใจว่า แม้ไม่สวย แต่ก็มีสิทธิ์เลือก จากนั้นแก้มร้องเพลงประกอบละครครั้งแรก เพลง \"แสงและเงา\" ประกอบละครเงาอโศก ซึ่งได้รับรางวัล \"เพชรในเพลง\" การขับร้องเพลงดีเด่นด้านภาษาไทย จากกรมศิลปากร", "ณัฐวุฒิ เจนมานะ\nด้วยความที่เติบโตมาในครอบครัวคริสเตียน จึงเป็นจุดเริ่มต้นให้หันมาชอบดนตรีอย่างจริงจัง เมื่อพ่อให้เริ่มเล่นกีตาร์เพื่อนำไปเล่นกับวงในโบสถ์ โดยเริ่มเรียนดนตรีมาตั้งแต่อายุ 11 ปี และตอนอายุ 15 ปี เคยประกวด TPI Star Challenge ได้ที่ 1 (ร้องเพลง \"Home\" ของธีร์-ไชยเดช) แม็กซ์เคยมีวงดนตรีร่วมกับเพื่อนชื่อวง Nick of Time นอกจากนั้นยังสามารถเล่นเปียโนได้เป็นอย่างดี และยังสามารถตีกลองชุดได้อีกด้วย แนวเพลงที่ถนัดและชื่นชอบเป็นพิเศษ คือ เพลงสากล แนว Country Blues ศิลปินในดวงใจอย่างเช่น KEANE, Mumford & Sons หรือจะเป็น Michael Bublé เจ้าของเพลง Home ที่เลือกมาร้องในรอบ The Blind Audition", "มิคา\nซิงเกิ้ลแรกของมิคาคือเพลง Relax, Take it easy (2006) วางจำหน่ายในรูปแบบแผ่นเสียงขนาด 7 นิ้วและดิจิตอลดาวน์โหลดจำนวนจำกัด ซิงเกิ้ลนี้ออกอากาศครั้งแรกบนสถานีวิทยุ BBC 1 ในสหราชอาณาจักร ต่อมาได้มีจำหน่ายอีพีในชื่อ Dodgy Holiday ในรูปแบบดิจิตอลดาวน์โหลดและเพลง Billy Brown สามารถดาวน์โหลดได้ฟรีบนร้านค้าออนไลน์ไอทูนส์ ส่วนเพลงเก่าอย่าง Overrated ที่บันทึกไว้ตั้งแต่ปี 2004 ก็ได้ถูกวางขายในร้านค้าไอทูนส์อย่างไม่เป็นทางการ" ]
7
พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช เสียชีวิตจากสาเหตุใด ?
[ "พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช\nพระชนชีพในบั้นปลาย หลังจากที่เสด็จกลับสู่ประเทศไทยหลังจากที่ทรงลี้ภัยทางการเมืองนานถึง 16 ปี ทรงตั้งโรงงานทอผ้าขึ้นที่อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ทอผ้าโขมพัสตร์ขึ้นจำหน่ายได้รับความนิยมอย่างยิ่ง ทรงมีพระอาการประชวรกระเสาะกระแสะ ได้เสด็จไปประทับรักษาพระองค์ที่โรงพยาบาลศิริราช ที่สุดก็สิ้นพระชนม์ในวันที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2496 ขณะมีพระชนมายุ 76 พรรษา และได้รับพระราชทานพระเพลิงพระศพ ณ วัดเทพศิรินทราวาส เมื่อวันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2497" ]
[ "พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช\nเมื่อที่มั่นแห่งสุดท้ายคือสถานีปากช่องถูกยึด และแม่ทัพเสียชีวิต พระองค์เจ้าบวรเดชและพระชายาจึงเสด็จหนีโดยทางเครื่องบินจากฐานบินโคราช มีหลวงเวหนเหิรเป็นนักบิน ไปขอลี้ภัยทางการเมืองที่เมืองไซ่ง่อน ประเทศเวียดนาม จนหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงย้ายไปประทับที่ประเทศกัมพูชา และเสด็จกลับประเทศไทยโดยรถยนต์เข้าทางอำเภออรัญประเทศ จังหวัดปราจีนบุรี พร้อม หม่อมเจ้าผจงรจิตร์ กฤดากร พระชายา เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2491หลังจากที่รัฐบาลในขณะนั้นได้ออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้กับนักโทษการเมืองทุกคดี โดยพระชนชีพที่ไซง่อนและกัมพูชา ทรงเปิดโรงงานทอผ้าและค้าขายถ่าน รวมระยะเวลาที่ทรงลี้ภัยนานถึง 16 ปี", "พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพีรพงศ์ภาณุเดช\nกินเวลาถึง 7 วันก่อนจะรู้และแจ้งสถานเอกอัครราชทูตไทย ในลอนดอนว่า พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพีรพงศ์ภาณุเดช เจ้าดาราทองผู้โด่งดังที่สุดเมื่อ 50 ปีก่อนสิ้นพระชนม์เสียแล้ว พระชนม์ 71 พรรษา BBC ออกข่าวโทรทัศน์ทั่วประเทศทั้งเช้า กลางวัน เย็น ถือเป็นข่าวใหญ่ ITV ออกข่าวไปทั่วโลก ข่าวสิ้นพระชนม์ลงข่าวหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ไทยทุกฉบับ รวมทั้งนสพ.อังกฤษและประเทศอื่นๆที่เคยทรงทำชื่อเสียงไว้", "พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ\nพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริประชวรด้วยโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจและถุงลมโป่งพองสิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2536 สิริพระชันษาได้ 84 ปี พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาพระอิสริยยศและเฉลิมพระนาม \"หม่อมเจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ จักรพันธุ์\" ขึ้นเป็น \"พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ\" เมื่อวันที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2537", "พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช\nพลเอก นายพลเสือป่า พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช (2 เมษายน พ.ศ. 2420 - 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2496) อดีตเสนาบดีกระทรวงกลาโหม เป็นผู้นำกบฏบวรเดชพยายามยึดอำนาจจากรัฐบาลคณะราษฎร เมื่อ พ.ศ. 2476", "พระราชวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าไชยรัตนวโรภาส\nพระราชวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าไชยรัตนวโรภาส สิ้นพระชนม์ด้วยอุบัติเหตุหม้อน้ำเรือกลไฟไชยโชติวงษแตกกลางแม่น้ำเจ้าพระยา จังหวัดสิงห์บุรี พร้อมกับพระโอรส และ หม่อมราชวงศ์พวงประภา ศิริวงศ์ พระชายา, หม่อมแสง ศิริวงศ์ ณ อยุธยา (หม่อมในพระสัมพันธวงศ์เธอ กรมหมื่นนฤบาลมุขมาตย์) และ หม่อมราชวงศ์รัษฎามาตย์ ศิริวงศ์ เมื่อวันพุธที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2440 พระชันษา 22 ปี พระราชทานเพลิงพระศพ ณ พระเมรุวัดสระเกศ วันที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2441", "พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวาปีบุษบากร\nพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวาปีบุษบากร สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2525 พระราชทานเพลิงพระศพ ณ พระเมรุหลวงหน้าพลับพลาอิศริยากรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส เมื่อวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2526 มีพระชนมายุยืนยาวถึง 91 ปี ทรงดำรงพระชนม์ชีพเป็นองค์สุดท้ายและมีพระชนมายุมากที่สุดในจำนวนพระราชโอรสพระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 และเป็นพระธิดาบุญธรรมพระองค์เดียวที่มีพระชนมชีพอยู่จนได้จัดการพระบรมศพของสมเด็จพระราชมารดาเลี้ยง คือ สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ที่ทรงอภิบาลพระองค์มาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ และทรงดำรงตำแหน่งเป็นองค์กุลเชษฐ์แห่งพระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายใน ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชตราบจนสิ้นพระชนม์", "พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช\nในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช ถือเป็นเจ้านายระดับสูงเพียงไม่กี่พระองค์ที่ไม่ถูกควบคุมองค์ไว้ในฐานะองค์ประกัน แต่ในเวลาราว 23.00 น. ของคืนวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 อันป็นวันที่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม ซึ่งเป็นสถานที่ ๆ คณะราษฎรได้ยึดกุมเอาไว้เป็นสถานที่บัญชาการ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช ก็ยังได้ไปปรากฏพระองค์ที่หน้าพระที่นั่งอนันตสมาคม ทรงแจ้งความประสงค์ว่า จะขอพบกับหัวหน้าคณะผู้ก่อการ เมื่อได้พบแล้ว พระองค์ท่านได้สนทนาเพียงสั้น ๆ ว่า ทำอะไรกัน ทำไมไม่บอกให้รู้กันก่อน เมื่อหัวหน้าผู้ก่อการ คือ พระยาพหลพลพยุหเสนา ได้ทูลตอบว่า จะให้ทรงทราบไม่ได้ ไม่เช่นนั้นจะไม่สำเร็จ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช จึงกล่าวว่า เมื่อทำแล้ว ก็ขอให้ทำให้ถึงที่สุด เสร็จแล้วก็เสด็จกลับ", "พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นทิวากรวงศ์ประวัติ\nพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นทิวากรวงศ์ประวัติ ประชวรพระโรคบังคนเบาพิการ สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2458 ณ วังถนนขาวสามเสน สิริพระชันษาได้ 59 ปี พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ มาพระราชทานน้ำสรงพระศพ เจ้าพนักงานเชิญพระศพลงในพระลอง ตั้งบนแว่นฟ้า 2 ชั้น ประกอบพระโกศมณฑป และโปรดให้ข้าราชการไว้ทุกข์ 15 วัน ได้รับพระราชทานเพลิงพระศพ ณ พระเมรุวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามราชวรวิหาร เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2459", "พระเจ้าราชวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าปัทมราช\nพระองค์เจ้าปัทมราชสิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 4 เมื่อพ.ศ. 2408 พระชันษา 78 ปี พระอัฐบรรจุในโกศโถทรงกาไหล่ทองคำ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานให้เก็บไว้ที่วิหารสามจอม วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช ร่วมกับพระอัฐิและอัฐิของสกุลสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี และเจ้านายสกุล ณ นคร เช่น สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมวงศ์ เจ้าจอมมารดาน้อยใหญ่ เจ้าพระยาบดินทรเดชานุชิต (แย้ม ณ นคร) เป็นต้น" ]
13
ฤดูพายุไต้ฝุ่นแปซิฟิก พ.ศ. 2560 เริ่มก่อตัวขึ้นเมื่อไหร่?
[ "ฤดูพายุไต้ฝุ่นแปซิฟิก พ.ศ. 2560\nฤดูพายุไต้ฝุ่นแปซิฟิก พ.ศ. 2560 เป็นฤดูกาลที่สงบในแง่ของดัชนีเอซีเอและมีพายุไต้ฝุ่นน้อยที่สุดนับแต่ปี 2554 ฤดูกาลนี้มีพายุโซนร้อนเกิดขึ้นจำนวน 27 ลูก ในจำนวนนี้ 11 ลูกทวีกำลังแรงขึ้นเป็นพายุไต้ฝุ่น และมีพายุเพียงสองลูกที่ทวีกำลังไปถึงระดับพายุซูเปอร์ไต้ฝุ่น ทั้งพายุส่วนมากยังมีช่วงชีวิตสั้นและมีกำลังอ่อน ส่งผลให้ดัชนีเอซีอีมีค่าต่ำมาก ฤดูพายุไต้ฝุ่นแปซิฟิก พ.ศ. 2560 เป็นเหตุการณ์ในรอบวัฎจักรของการก่อตัวของพายุหมุนเขตร้อนในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตก ฤดูกาลดังกล่าวจะลากยาวตลอด พ.ศ. 2560 โดยพายุหมุนส่วนใหญ่จะก่อตัวขึ้นระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงเดือนตุลาคม ขอบเขตของบทความนี้จำกัดเฉพาะมหาสมุทรแปซิฟิกที่อยู่เหนือเส้นศูนย์สูตร ระหว่างเมอริเดียนที่ 100 และ 180 ตะวันออก ในบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตกเฉียงเหนือ มีสองหน่วยงานที่กำหนดชื่อพายุหมุนซึ่งอาจเป็นผลให้พายุลูกหนึ่งมีสองชื่อ สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นจะตั้งชื่อพายุถ้าพายุลูกนั้นมีความเร็วลมที่รอบศูนย์กลางพายุที่สูงสุด 10 นาที อย่างน้อย 65 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ไม่ว่าจะเกิดขึ้นที่ใดในแอ่ง ขณะที่สำนักงานบริหารบรรยากาศ ธรณีฟิสิกส์ และดาราศาสตร์แห่งฟิลิปปินส์กำหนดชื่อพายุหมุนซึ่งเคลื่อนเข้าสู่หรือก่อตัวขึ้นเป็นดีเปรสชันเขตร้อนในพื้นที่รับผิดชอบของสำนักงานฯ ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างลองติจูด 135 และ 115 องศาตะวันออก และระหว่างละติจูด 5 ถึง 25 องศาเหนือ แม้พายุนั้นจะมีชื่อที่สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นตั้งแล้วก็ตาม ดีเปรสชันเขตร้อนซึ่งถูกเฝ้าจับตาโดยศูนย์ร่วมการเตือนภัยไต้ฝุ่นของสหรัฐอเมริกาได้กำหนดหมายเลขและเติมตัวอักษร \"W\" ข้างหน้า" ]
[ "ฤดูพายุไต้ฝุ่นแปซิฟิก พ.ศ. 2561\nฤดูพายุไต้ฝุ่นแปซิฟิก พ.ศ. 2561 เป็นอดีตเหตุการณ์ในรอบวัฎจักรของการก่อตัวของพายุหมุนเขตร้อนในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตก ฤดูกาลดังกล่าวลากยาวตลอด พ.ศ. 2561 โดยพายุหมุนส่วนใหญ่จะก่อตัวขึ้นระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงเดือนตุลาคม พายุลูกแรกของฤดูนี้ชื่อว่า บอละเวน ก่อตัวขึ้นในวันที่ 3 มกราคม พายุไต้ฝุ่นลูกแรกของฤดูคือ เจอลาวัต ทวีกำลังแรงถึงระดับพายุไต้ฝุ่นเมื่อวันที่ 29 มีนาคม และกลายเป็นพายุซูเปอร์ไต้ฝุ่นลูกแรกของปีด้วย", "ฤดูพายุไต้ฝุ่นแปซิฟิก พ.ศ. 2559\nฤดูพายุไต้ฝุ่นแปซิฟิก พ.ศ. 2559 เป็นฤดูกาลในอดีตที่เคยมีการก่อตัวของพายุหมุนเขตร้อนในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตก ฤดูกาลดังกล่าวจะลากยาวตลอด พ.ศ. 2559 โดยพายุหมุนส่วนใหญ่จะก่อตัวขึ้นระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงเดือนพฤศจิกายน ขอบเขตของบทความนี้จำกัดเฉพาะมหาสมุทรแปซิฟิกที่อยู่เหนือเส้นศูนย์สูตร ระหว่างเมอริเดียนที่ 100 และ 180 ตะวันออก ในบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตกเฉียงเหนือ มีสองหน่วยงานที่กำหนดชื่อพายุหมุนซึ่งอาจเป็นผลให้พายุลูกหนึ่งมีสองชื่อ สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นจะตั้งชื่อพายุถ้าพายุลูกนั้นมีความเร็วลมที่รอบศูนย์กลางพายุที่สูงสุด 10 นาที อย่างน้อย 65 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ไม่ว่าจะเกิดขึ้นที่ใดในแอ่ง ขณะที่สำนักงานบริหารบรรยากาศ ธรณีฟิสิกส์ และดาราศาสตร์แห่งฟิลิปปินส์กำหนดชื่อพายุหมุนซึ่งเคลื่อนเข้าสู่หรือก่อตัวขึ้นเป็นดีเปรสชันเขตร้อนในพื้นที่รับผิดชอบของสำนักงานฯ ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างลองติจูด 135 และ 115 องศาตะวันออก และระหว่างละติจูด 5 ถึง 25 องศาเหนือ แม้พายุนั้นจะมีชื่อที่สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นตั้งแล้วก็ตาม ดีเปรสชันเขตร้อนซึ่งถูกเฝ้าจับตาโดยศูนย์ร่วมการเตือนภัยไต้ฝุ่นของสหรัฐอเมริกาได้กำหนดหมายเลขและเติมตัวอักษร \"W\" ข้างหน้า โดยเฉลี่ยแล้ว มีพายุก่อตัวขึ้นในแอ่งนี้เฉลี่ย 27 ลูกต่อปี ระบบพายุแรกก่อตัวเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม ทำให้ฤดูกาลพายุไต้ฝุ่นแปซิฟิกในยุคดาวเทียมฤดูนี้ มีพายุก่อตัวช้าที่สุดหนึ่งในห้า โดยมีเพียงฤดูกาล พ.ศ. 2516 2526 2527 และ 2541 เท่านั้นที่มีพายุก่อตัวช้ากว่าฤดูนี้", "ฤดูพายุไต้ฝุ่นแปซิฟิก พ.ศ. 2557\nฤดูพายุไต้ฝุ่นแปซิฟิก พ.ศ. 2557 เป็นฤดูกาลที่มีการก่อตัวของพายุหมุนเขตร้อนในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตก ฤดูกาลดังกล่าวลากยาวตลอด พ.ศ. 2557 โดยพายุหมุนส่วนใหญ่จะก่อตัวขึ้นระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงเดือนพฤศจิกายน ขอบเขตของบทความนี้จำกัดเฉพาะมหาสมุทรแปซิฟิกที่อยู่เหนือเส้นศูนย์สูตร ระหว่างเมอริเดียนที่ 100 และ 180 ตะวันออก ในบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตกเฉียงเหนือ มีสองหน่วยงานที่กำหนดชื่อพายุหมุนซึ่งอาจเป็นผลให้พายุลูกหนึ่งมีสองชื่อ สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นจะตั้งชื่อพายุถ้าพายุลูกนั้นมีความเร็วลมที่รอบศูนย์กลางพายุที่สูงสุด 10 นาที อย่างน้อย 65 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ไม่ว่าจะเกิดขึ้นที่ใดในแอ่ง ขณะที่สำนักงานบริหารบรรยากาศ ธรณีฟิสิกส์ และดาราศาสตร์แห่งฟิลิปปินส์กำหนดชื่อพายุหมุนซึ่งเคลื่อนเข้าสู่หรือก่อตัวขึ้นเป็นดีเปรสชันเขตร้อนในพื้นที่รับผิดชอบของสำนักงานฯ ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างลองติจูด 135 และ 115 องศาตะวันออก และระหว่างละติจูด 5 ถึง 25 องศาเหนือ แม้พายุนั้นจะมีชื่อที่สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นตั้งแล้วก็ตาม ดีเปรสชันเขตร้อนซึ่งถูกเฝ้าจับตาโดยศูนย์ร่วมการเตือนภัยไต้ฝุ่นของสหรัฐอเมริกาได้กำหนดหมายเลขและเติมตัวอักษร \"W\" ข้างหน้า โดยเฉลี่ยแล้ว มีพายุก่อตัวขึ้นในแอ่งนี้เฉลี่ย 27 ลูกต่อปี", "ฤดูพายุไต้ฝุ่นแปซิฟิก พ.ศ. 2558\nฤดูพายุไต้ฝุ่นแปซิฟิก พ.ศ. 2558 เป็นฤดูกาลในอดีตที่เคยมีการก่อตัวของพายุหมุนเขตร้อนในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตก ฤดูกาลดังกล่าวจะลากยาวตลอด พ.ศ. 2558 โดยพายุหมุนส่วนใหญ่จะก่อตัวขึ้นระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงเดือนพฤศจิกายน ขอบเขตของบทความนี้จำกัดเฉพาะมหาสมุทรแปซิฟิกที่อยู่เหนือเส้นศูนย์สูตร ระหว่างเมอริเดียนที่ 100 และ 180 ตะวันออก ในบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตกเฉียงเหนือ มีสองหน่วยงานที่กำหนดชื่อพายุหมุนซึ่งอาจเป็นผลให้พายุลูกหนึ่งมีสองชื่อ สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นจะตั้งชื่อพายุถ้าพายุลูกนั้นมีความเร็วลมที่รอบศูนย์กลางพายุที่สูงสุด 10 นาที อย่างน้อย 65 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ไม่ว่าจะเกิดขึ้นที่ใดในแอ่ง ขณะที่สำนักงานบริหารบรรยากาศ ธรณีฟิสิกส์ และดาราศาสตร์แห่งฟิลิปปินส์กำหนดชื่อพายุหมุนซึ่งเคลื่อนเข้าสู่หรือก่อตัวขึ้นเป็นดีเปรสชันเขตร้อนในพื้นที่รับผิดชอบของสำนักงานฯ ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างลองติจูด 135 และ 115 องศาตะวันออก และระหว่างละติจูด 5 ถึง 25 องศาเหนือ แม้พายุนั้นจะมีชื่อที่สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นตั้งแล้วก็ตาม ดีเปรสชันเขตร้อนซึ่งถูกเฝ้าจับตาโดยศูนย์ร่วมการเตือนภัยไต้ฝุ่นของสหรัฐอเมริกาได้กำหนดหมายเลขและเติมตัวอักษร \"W\" ข้างหน้า โดยเฉลี่ยแล้ว มีพายุก่อตัวขึ้นในแอ่งนี้เฉลี่ย 27 ลูกต่อปี", "ฤดูพายุไต้ฝุ่นแปซิฟิก พ.ศ. 2556\nฤดูพายุไต้ฝุ่นแปซิฟิก พ.ศ. 2556 เป็นฤดูกาลที่มีการก่อตัวของพายุหมุนเขตร้อนในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตก ฤดูกาลดังกล่าวจะลากยาวตลอด พ.ศ. 2556 โดยพายุหมุนส่วนใหญ่จะก่อตัวขึ้นระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงเดือนพฤศจิกายน ขอบเขตของบทความนี้จำกัดเฉพาะมหาสมุทรแปซิฟิกที่อยู่เหนือเส้นศูนย์สูตร ระหว่างเมอริเดียนที่ 100 และ 180 ตะวันออก ในบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตกเฉียงเหนือ มีสองหน่วยงานที่กำหนดชื่อพายุหมุนซึ่งอาจเป็นผลให้พายุลูกหนึ่งมีสองชื่อ สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นจะตั้งชื่อพายุถ้าพายุลูกนั้นมีความเร็วลมที่รอบศูนย์กลางพายุที่สูงสุด 10 นาที อย่างน้อย 65 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ไม่ว่าจะเกิดขึ้นที่ใดในแอ่ง ขณะที่สำนักงานบริหารบรรยากาศ ธรณีฟิสิกส์ และดาราศาสตร์แห่งฟิลิปปินส์กำหนดชื่อพายุหมุนซึ่งเคลื่อนเข้าสู่หรือก่อตัวขึ้นเป็นดีเปรสชันเขตร้อนในพื้นที่รับผิดชอบของสำนักงานฯ ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างลองติจูด 135 และ 115 องศาตะวันออก และระหว่างละติจูด 5 ถึง 25 องศาเหนือ แม้พายุนั้นจะมีชื่อที่สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นตั้งแล้วก็ตาม ดีเปรสชันเขตร้อนซึ่งถูกเฝ้าจับตาโดยศูนย์ร่วมการเตือนภัยไต้ฝุ่นของสหรัฐอเมริกาได้กำหนดหมายเลขและเติมตัวอักษร \"W\" ข้างหน้า โดยเฉลี่ยแล้ว มีพายุก่อตัวขึ้นในแอ่งนี้เฉลี่ย 27 ลูกต่อปี", "ฤดูพายุไต้ฝุ่นแปซิฟิก พ.ศ. 2558\nฤดูกาลปี พ.ศ. 2558 นี้เริ่มต้นด้วยพายุโซนร้อนชังมีที่อยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของซันดากัน, มาเลเซีย ซึ่งเป็นพายุที่ต่อเนื่องมาจากฤดูกาลก่อน ซึ่งส่งผลกระทบกับประเทศมาเลเซียและสลายตัวไปในวันต่อมา วันที่ 2 มกราคม มีพายุดีเปรสชันเขตร้อนก่อตัวอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของบรูไน แต่ระบบไม่มีการพัฒนาและสลายตัวไปในที่สุด สำหรับพายุโซนร้อนลูกแรกของปีนี้คือพายุโซนร้อนกำลังแรงเมขลา ซึ่งมีผลกระทบกับฟิลิปปินส์ สำหรับพายุไต้ฝุ่นลูกแรกของปีนี้คือพายุฮีโกส ซึ่งกลายเป็นพายุที่แข็งแกร่งที่สุดในเดือนกุมภาพันธ์ แม้ความรุนแรงของมัน จะไม่ส่งผลกระทบใดๆ อย่างมีนัยสำคัญกับทวีปและหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตก ช่วงท้ายของเดือนมีนาคม พายุไต้ฝุ่นไมสักก่อตัว และมีกำลังแรงสูงสุดเป็นพายุซูเปอร์ไต้ฝุ่นระดับ 5 ตามมาตรา SSHW ซึ่งเป็นพายุที่รุนแรงที่สุดในเดือนเมษายน ต่อมาในเดือนพฤษภาคมพายุไต้ฝุ่นโนอึล และ ดอลฟิน ก็ทวีกำลังแรงเป็นพายุซูเปอร์ไต้ฝุ่นระดับ 5 ได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งนับเป็นพายุซูเปอร์ไต้ฝุ่นระดับ 5 ลูกที่สองและสามของฤดูกาลตามลำดับ นอกจากนี้ชื่อ ดอลฟิน ยังเป็นชื่อพายุที่เก่าแก่ที่สุดในบันทึกของแอ่งนี้ โดยถูกใช้มาทั้งหมด 7 ครั้ง และยังเป็นครั้งแรกที่พายุซูเปอร์ไต้ฝุ่นระดับ 5 ก่อตัวในเดือนพฤษภาคม", "ฤดูพายุไต้ฝุ่นแปซิฟิก พ.ศ. 2555\nฤดูพายุไต้ฝุ่นแปซิฟิก พ.ศ. 2555 เป็นช่วงของปีที่มีการก่อตัวของพายุหมุนเขตร้อนในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตก ฤดูกาลดังกล่าวจะลากยาวตลอด พ.ศ. 2555 โดยพายุหมุนส่วนใหญ่จะก่อตัวขึ้นระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงเดือนพฤศจิกายน ขอบเขตของบทความนี้จำกัดเฉพาะมหาสมุทรแปซิฟิกที่อยู่เหนือเส้นศูนย์สูตร ระหว่างเมอริเดียนที่ 100 และ 180 ตะวันออก ในบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตกเฉียงเหนือ มีสองหน่วยงานที่กำหนดชื่อพายุหมุนซึ่งอาจเป็นผลให้พายุลูกหนึ่งมีสองชื่อ สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นจะตั้งชื่อพายุถ้าพายุลูกนั้นมีความเร็วลมที่รอบศูนย์กลางพายุที่สูงสุด 10 นาที อย่างน้อย 65 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ไม่ว่าจะเกิดขึ้นที่ใดในแอ่ง ขณะที่สำนักงานบริหารบรรยากาศ ธรณีฟิสิกส์ และดาราศาสตร์แห่งฟิลิปปินส์กำหนดชื่อพายุหมุนซึ่งเคลื่อนเข้าสู่หรือก่อตัวขึ้นเป็นดีเปรสชันเขตร้อนในพื้นที่รับผิดชอบของสำนักงานฯ ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างลองติจูด 135 และ 115 องศาตะวันออก และระหว่างละติจูด 5 ถึง 25 องศาเหนือ แม้พายุนั้นจะมีชื่อที่สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นตั้งแล้วก็ตาม ดีเปรสชันเขตร้อนซึ่งถูกเฝ้าจับตาโดยศูนย์ร่วมการเตือนภัยไต้ฝุ่นของสหรัฐอเมริกาได้กำหนดหมายเลขและเติมตัวอักษร \"W\" ข้างหน้า โดยเฉลี่ยแล้ว มีพายุก่อตัวขึ้นในแอ่งนี้เฉลี่ย 27 ลูกต่อปี", "ฤดูพายุไต้ฝุ่นแปซิฟิก พ.ศ. 2561\nในวันสิ้นปี มีพายุดีเปรสชันเขตร้อนก่อตัวขึ้นทางตอนใต้ของทะเลจีนใต้ โดยศูนย์เตือยไต้ฝุ่นร่วมได้ให้รหัส \"36W\" กับพายุดีเปรสชัน ต่อมาพายุดีเปรสชันดังกล่าว ได้ทวีกำลังแรงขึ้นเป็นพายุโซนร้อน และได้รับชื่อ \"ปาบึก\" (\"Pabuk\") จาก RSMC โตเกียว กรมอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นในวันขึ้นปีใหม่ พ.ศ. 2562 พร้อมได้รับรหัสพายุว่า \"1901\" ทำให้พายุนี้กลายเป็นพายุที่ได้รับชื่อเป็นลูกแรกของฤดูพายุไต้ฝุ่นแปซิฟิก พ.ศ. 2562", "ฤดูพายุไต้ฝุ่นแปซิฟิก พ.ศ. 2562\nฤดูพายุไต้ฝุ่นแปซิฟิก พ.ศ. 2562 เป็นเหตุการณ์ในรอบวัฎจักรของการก่อตัวของพายุหมุนเขตร้อนที่กำลังดำเนินอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตก ฤดูกาลดังกล่าวลากยาวตลอด พ.ศ. 2562 โดยพายุหมุนส่วนใหญ่จะก่อตัวขึ้นระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงเดือนตุลาคม" ]
8
ฉัตรปตี ศิวาจีราเช โภสเล เกิดเมื่อไหร่ ?
[ "จักรพรรดิศิวาจี\nฉัตรปตี ศิวาจีราโช โภสเล หรือพระนามเดิม ศิวาจี โภสเล ประสูติเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1630 (บ้างว่า 6 เมษายน ค.ศ. 1627) ณ ป้อมภูเขาศิวเนรี ใกล้เมืองจุนนา เขตปูเน รัฐมหาราษฏระ ในปัจจุบัน พระนามของพระองค์มีที่มาจากเทพเจ้าศิวาอีซึ่งพระนางชีชาบาอีได้บูชาอยู่ตลอดเวลาที่ทรงครรภ์ศิวาจีอยู่ โดยพระบิดามีพระนามว่า ศาหจี โภสเล เป็นนักรบมราฐีผู้รับใช้อาณาจักรสุลต่านทักขิน (เดคกัน) พระมารดามีพระนามว่า ชีชาบาอี (หรือ ชีชาไบ) บุตรีของราชาลาขุชีราว ชาธัวแห่งสินทเขท ในเวลานั้น อำนาจในแผ่นดินทักขินถูกปกครองร่วมโดยอาณาจักรอิสลาม 3 อาณาจักร คือ อาณาจักรพีชปุร , อาณาจักรอาเหม็ดนคร และ อาณาจักรโคลโกณทา ศาหจีมักจะเลือกจงรักภักดีอยู่ระหว่าง นิซัมชาห์ฮี แห่ง อาเหม็ดนคร, อทิลศาห์ แห่ง พีชปุร และจักรวรรดิมุคัล แต่ก็ยังครอบครองชาคีร์ (เขตศักดินา) และกองทัพไว้กับตัวอยู่ตลอด", "จักรพรรดิศิวาจี\nฉัตรปตี ศิวาจีราเช โภสเล (; 19 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1630 – 3 เมษายน ค.ศ. 1680) เป็นจักรพรรดิองค์แรกแห่ง จักรวรรดิมราฐา ครองราชย์ตั้งแต่ 6 มิถุนายน ค.ศ. 1674 ถึง 3 เมษายน ค.ศ. 1680 เป็นผู้ที่มีอิทธิพลต่อแนวคิดชาตินิยมต่อ มหาตมา คานธี และนักสู้เพื่ออิสรภาพชาวอินเดียอีกหลาย ๆ คน" ]
[ "พระอริยเวที (เขียน ฐิตสีโล)\nหลวงปู่เขียน ฐิตสีโล ท่านมีนามเดิมว่า เขียน ภูสาหัส ท่านเกิดเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2456 ณ บ้านโพน ตำบลโพน อำเภอคำม่วง จังหวัดกาฬสินธุ์ โยมบิดา-โยมมารดาชื่อ นายสังข์ และนางค้อม ภูสาหัส เป็นพระเถราจารย์ผู้ปฏิบัติตามพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด เป็นที่น่าเคารพสักการบูชาของบรรดาศิษยานุศิษย์ ซึ่งเป็นที่ประจักษ์แก่พุทธศาสนิกชนทุกหมู่เหล่า เมื่อมีอายุได้ 15 ปี ท่านได้ออกบรรพชาเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2470 ณ วัดสุทธจินดา อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา และอุปสมบทเมื่อมีอายุได้ 21 ปี เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2477 โดยมีสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสฺโส) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระโพธิวงศาจารย์ (สังข์ทอง นาควโร) เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระญาณดิลก (พิมพ์ ธมฺมธโร) เป็นพระอนุสาวนาจารย์ หลังจากอุปสมบทแล้ว ท่านก็ออกศึกษาวิชาความรู้เพิ่มเติมจากพระอาจารย์อีกหลายท่าน จนท่านสามารถสอบได้เปรียญธรรม 9 ประโยค ในสำนักเรียนวัดบวรนิเวศวิหาร ในปี พ.ศ. 2485 \nในปี พ.ศ. 2487 หลวงปู่เขียน ได้เข้ากราบฟังธรรม ปฏิบัติธรรม ฝากตัวเป็นศิษย์ของพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต หลังจากที่สอบได้เปรียญธรรม 9 ประโยคใหม่ ๆ โดย สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสฺโส) ได้นำไปฝาก ทั้งนี้ เพื่อประสงค์ให้หลวงปู่ท่านได้เป็นศาสนทายาทที่มีความหนักแน่นมั่นคง ทั้งด้านปริยัติธรรมและด้านปฏิบัติ เป็นแบบอย่างที่ดีแก่พระภิกษุสามเณรในภายภาคหน้า หลังจากที่ท่านได้ฟังธรรมและปฏิบัติได้ดีแล้ว ท่านจึงออกธุดงค์ กัมมัฏฐานไปตามป่าเขาลำเนาไพรในจังหวัดต่างๆ จนออกไปถึงประเทศลาว และแวะเวียนมาเข้ากราบฟังธรรมจากพระอาจารย์มั่นเป็นระยะ ๆ", "พระสมุห์เจือ ปิยสีโล\nพระสมุห์เจือ ปิยสีโล หรือ หลวงปู่เจือ ปิยสีโล ท่านเกิดเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2468 ตรงกับปลายรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาวชิราวุธ ฯ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ บ้านท้ายคุ้ง ต.ไทยยาวาส อ. นครชัยศรี จ.นครปฐม บิดา-มารดา ชื่อ นายแพและนางบู่ เนตรประไพ เมื่อครั้นวัยเยาว์ ท่านเรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จากโรงเรียนวัดประชานาถ (วัดโคกแขก) แล้วมาช่วย ครอบครัวทำนา หาเลี้ยงชีพ จนกระทั่งเมื่อมีอายุ 26 ปีจึงกราบลาบิดามารดาไปอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ พัทธสีมาวัดกลางบางแก้ว โดยมี (พระครูพุทธวิถีนายก (เพิ่ม ปุญญวสโน) เจ้าอาวาสวัดกลางบางแก้ว เป็นพระอุปัชฌาย์, พระธรรมธรมูล วัดกลางบางแก้ว เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระครูพุทธไชยศิริ (ผูก) วัดใหม่สุประดิษฐาราม เป็นพระอนุสาวนาจารย์ หลังจากอุปสมบทแล้วท่านก็มา ศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมอย่างมุ่งมั่น สามารถสอบได้นักธรรมชั้นตรี-โท-เอก และได้รับตำแหน่งรองเจ้าอาวาสวัดกลางบางแก้วเมื่อปี พ.ศ. 2528 หลงจากที่ปฏิเสธตำแหน่งเจ้าอาวาสมาครั้งหนึ่ง หลวงปู่ท่านได้สร้างวัตถุมงคลมากมาย มีทั้งเบี้ยแก้ และทางด้านแคล้วคลาด เมตตามหานิยม ป้องกันคุณไสยต่าง ๆ นอกจากนี้ท่านยังสร้างวัตถุมงคลต่าง ๆ แจกให้กับลูกศิษย์ เช่น หลวงปู่เจือ รุ่น 1 พ.ศ. 2534 เนื้อเงิน เนื้อกะไหล่ทอง รูปหล่อลอยองค์ รูปเหมือนบูชา พระพิฆเนศวรบูชา พระกริ่งนเรศวรตรึงไตรภพ พระพิมพ์ปรกโพธิ์เนื้อผง พระนางพญาสะดุ้งกลับเนื้อผงขมิ้นเสก และเนื้อดินเผา พระพิมพ์เศียรโล้น พระพิมพ์ซุ้มแหลม พระขุนแผนเคลือบ เหรียญหล่อหลวงปู่เจือ พระปิดตา เนื้อผง ผ้ายันต์และยาจินดามณี แต่น่าเสียดายที่ท่านได้ถึงแก่มรณภาพอย่างกะทันหันเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2552 ในแผ่นดินของพระมหากษัตริย์ไทยพระองค์ปัจจุบัน รวมสิริอายุได้ 84 ปี 58 พรรษา", "พระพุทธิสารโสภณ (เดช กตปุญฺโญ)\nพระพุทธิสารโสภณ รองศาสตราจารย์ ดร. นามเดิม เดช นามสกุล ศาลา ฉายา กตปุญฺโญ เป็นบุตรของนายทอก กับนางใบ ศาลา เกิดเมื่อวันอังคารที่ 25 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2493 บ้านเลขที่ 33 อำเภอพังโคน จังหวัดสกลนคร บรรพชาเป็นสามเณรเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม พุทธศักราช 2506 วัดสุทธิมงคล อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร ต่อมาอุปสมบทเมื่อวันที่ 16 มีนาคม พุทธศักราช 2513 วัดสามัคคีบำเพ็ญผล อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร โดยมีพระครูพุฒิวราคม (พุฒิ ยโส) วัดคามวาสี อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูวิจิตรธรรมสาร (วิสุธรรม จนฺทสาโร) วัดมัชฌันติการาม เขตบางซื่อ กรุงเทพมหานคร เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระครูวิทิตคุณาภรณ์ (เกิ่ง วิทิโต) วัดสามัคคีบำเพ็ญผล อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร เป็นพระอนุสาวนาจารย์", "พระครูพิศาลพรหมจรรย์ (สวัสดิ์ ปฺณณสีโล)\nหลวงพ่อสวัสดิ์ ปุณณสโล ท่านเกิดเมื่อวันที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2451 ตรงกับปลายแผ่นดินรัชกาลที่ 5 อุปสมบทเป็นพระภิกษุเมื่ออายุ 25 ปี ตรงกับวันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2476 ณ พัทธสีมา วัดดอกไม้ ตำบลคลองโค อำเภอพิชัย จังหวัดอุตรดิสต์ โดมีหลวงพ่อกล่อม เป็นพระอุปัชฌาย์ หลังจากอุปสมบทได้อยู่ปฏิบัติพระอุปัชฌาย์ 2 พรรษา แล้วออกเดินธุดงค์สั่งสมประสบการณ์ในทางธรรมไปในสถานที่ต่าง ๆ เช่น ภาคเหนือ ภาคอีสาน ก่อนข้ามไปศึกษาวิชาในเขมร จนถึงปี พ.ศ. 2479 เข้าจำพรรษาอยู่ที่วัดกำแพง ก่อนที่จะเป็นเจ้าอาวาสวัดซากนิมิตรวิทยา อำเภอบ้านบึง พอถึงปี พ.ศ. 2528 ได้สร้างสำนักวิปัสสนาเม้าสุขา จากนั้นปี พ.ศ. 2530 ได้ย้ายมาเป็นเจ้าอาวาสวัดบึงบวรสถิตย์และเป็นเจ้าคณะอำเภอบ้านบึงจนถึงปี พ.ศ. 2542 หลวงพ่อท่านมรณภาพเมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2547 ในแผ่นดินรัชกาลปัจจุบัน รวมสิริอายุได้ 96 ปี พรรษา 70", "ศักดิ์สิทธิ์ เวชสุภาพร\nโต๋เกิดเมื่อ 20 มกราคม พ.ศ. 2527 เป็นบุตรชายคนโตของนคร เวชสุภาพร กับธนภรณ์ เวชสุภาพร มีน้องชาย 1 คนชื่อ พรรศักดิ์ เวชสุภาพร (เต๋) จบการศึกษาระดับประถมศึกษาจากโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ระดับมัธยมศึกษาจากโรงเรียนนานาชาติเอกมัย จบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (ปริญญาตรีเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง เหรียญทอง จากคณะบริหารธุรกิจ เอกบริหารธุรกิจระหว่างประเทศ) นอกจากนี้เขายังแต่งเพลงประกอบละคร ดาวหลงฟ้า ภูผาสีเงิน, ใยเสน่หา, พระจันทร์แสนกล และ พ่อตัวจริงของแท้ และยังเป็นโปรดิวซ์เซอร์เพลง “บทเพลงในสายลม” และ “เสียงในใจ” อัลบั้ม \"Dangerous Tata\" ของทาทา ยังโครงการดนตรีบำบัดเด็กป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย โรงพยาบาลศรีนครินทร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เมื่อปี 2548 โต๋และครอบครัวได้เดินทางไปเที่ยวที่จังหวัดขอนแก่น และได้ไปเยี่ยมแฟนคลับของคุณพ่อที่เป็นแพทย์ในโรงพยาบาล จึงได้ทราบว่ามีน้องๆ ที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งระยะสุดท้ายจำนวนมากที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ในการรักษา โต๋จึงอยากจะช่วยน้องๆ เหล่านั้น ด้วยการจัดคอนเสิร์ตการกุศลหารายได้ช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในการรักษาซีรีส์\n▪น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์ รับบท โต๋", "ฉัตรดาว สิทธิผล\nฉัตรดาว สิทธิผล เกิดเมื่อวันเสาร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2535 เป็นชาวกรุงเทพมหานคร เริ่มเข้าสู่วงการบันเทิงจากการแคสติ้งเป็นนักแสดงในสังกัด ช่อง 7 เอชดี และมีผลงานละครแจ้งเกิดจากบทร้าย ในละครเรื่อง อกธรณี รับบทเป็น โลมตา การศึกษาเรียนจบมัธยมปลายจากโรงเรียนราชินีบน และปัจจุบันสำเร็จการศึกษาที่ คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้รับเกียรตินิยมอันดับ 1 พระราชทานปริญญาบัตร เมื่อ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ปัจจุบันกำลังศึกษาปริญญาโท คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย", "ส่ง เทภาสิต\nส่ง เทภาสิต เกิดเมื่อวันอาทิตย์ ปีกุน ตรงกับวันที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2442 ที่บ้านถนนบ้านหม้อ อำเภอคลองกระแชง จังหวัดเพชรบุรี เป็นบุตรของนายสอนและนางถิ่น เทภาสิต จบการศึกษาจากโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย จากนั้นสอบได้ประกาศนียบัตรครูมัธยม และเริ่มรับราชการครูที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยอยู่ 2 ปี และได้รับทุนของกระทรวงธรรมการ ในปี พ.ศ. 2463 ไปศึกษาต่อวิชาครู และวิชาภาษาสันสกฤต ที่มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด ประเทศอังกฤษ" ]
0