texts
stringlengths
16
19.5k
labels
stringclasses
2 values
เพื่อนๆรู้ไหมครับว่า"การล้างมือ"มีความสำคัญและมีส่วนช่วยในการป้องกันCOVID-19ได้อีกด้วยตามมาอ่านไปพร้อมกันเลยครับ
Fact News
เทรนด์กิ๊บเก๋...ป้องกันโรค|||ฮัดเช้ยยยย...!!ช่วงนี้จะไอจามตามพื้นที่สาธารณะต้องตกเป็นเป้าสายตาของผู้คนอยู่เสมอเพราะหน้าฝนนี้นอกจากจะเสี่ยงเป็นไข้หวัดธรรมดาแล้วยังต้องเผชิญกับไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่2009ที่ทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นทั่วโลกยิ่งตัวเลขผู้ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่2009ในประเทศเพิ่มขึ้นหลายคนยิ่งหวาดกลัวแม้ผู้รู้หลายท่านออกมาชี้แจงว่าสามารถหายเองได้เหมือนไข้หวัดธรรมดาแต่ใครๆก็ไม่อยากให้โรคภัยไข้เจ็บมากล้ำกรายหน้ากากอนามัยจึงเสมือน“เกราะป้องกันโรค”ซึ่งกำลัง“ฮอตฮิต”ขณะเดียวกันหากมีไว้ใช้งานแต่ไม่รู้วิธีใช้อย่างถูกสุขลักษณะ“หน้ากากอนามัย”อาจกลายเป็น“หน้ากากสะสมเชื้อร้าย”ก็เป็นได้นพ.สมชัยนิจพานิชรองอธิบดีกรมควบคุมโรคกระทรวงสาธารณสุขเล่าถึงการใช้หน้ากากอนามัยให้“กิ๊บเก๋”และป้องกันอย่างถูกต้องว่าความจริงการใช้หน้ากากอนามัยมีไว้ให้ผู้ป่วยที่เป็นไข้หวัดและผู้เป็นโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจใช้เพราะหากผู้ป่วยไอจามในที่ชุมชนจะทำให้ผู้อื่นติดได้ซึ่งจากผลวิจัยพบว่าผู้ป่วยไอ1ครั้งสามารถแพร่เชื้อได้ไกลถึง1เมตร“วิวัฒนาการของหน้ากากอนามัยเกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อ90ปีก่อนเนื่องจากเกิดการแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่สเปนส่วนในไทยสมเด็จพระมหิตลาธิเบศรอดุลยเดชวิกรมพระบรมราชชนกได้รับสั่งให้นำมาใช้ทางการแพทย์ปีพ.ศ.2463”ส่วนการระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่2009ผู้ป่วยควรสวมใส่หน้ากากป้องกันเพื่อไม่ให้ผู้อื่นได้รับเชื้อเป็นความรับผิดชอบต่อสังคมโดยรวมที่ผู้ป่วยทุกคนควรให้ความสำคัญซึ่งหน้ากากอนามัยที่นิยมใช้มี2ประเภทคือ1.หน้ากากผ่าตัดที่มีขายอยู่ตามท้องตลาดป้องกันเชื้อโรคได้5ไมครอนหรือป้องกันได้ร้อยละ80มีอายุการใช้งานประมาณ3วันหากเกิดการฉีกขาดและมีรอยเปื้อนควรทิ้งทันทีการสวมใส่ต้องนำด้านที่มีสีเข้มออกทางข้างนอกหรือสังเกตจากรอยพับของผ้าด้านหน้าต้องพับลงซึ่งหากใส่ผิดรอยพับจะกักเก็บฝุ่นละอองในรอยพับทำให้หายใจลำบากหน้ากากแบบที่2คือN95ป้องกันเชื้อโรคได้0.3ไมครอนกรองได้ละเอียดกว่าชนิดแรกหน้ากากมีแบบชนิดที่มีวาล์วเพื่อให้หายใจได้สะดวกส่วนชนิดที่ไม่มีวาล์วได้รับความนิยมเพราะราคาถูกแต่มีข้อเสียอยู่ที่หากใส่ไปนานๆทำให้หายใจลำบากจึงไม่ควรให้เด็กที่ยังไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ใส่เพราะอาจทำให้เด็กเสียชีวิตขณะเดียวกันหากชำรุดหรือเห็นสภาพไม่สามารถใช้งานต่อไปได้ควรทิ้งทันที“ก่อนใส่หน้ากากอนามัยทุกครั้งต้องล้างมือให้สะอาดก่อนและเมื่อทำการสวมใส่ควรหลีกเลี่ยงให้มือไปสัมผัสกับเนื้อผ้าบริเวณด้านในที่แนบกับจมูกและปากเพราะในมืออาจมีเชื้อโรคทำให้เข้าสู่ร่างกายได้ดังนั้นการสวมหน้ากากแบบผ่าตัดต้องจับสายด้านข้างดึงแล้วร้อยกับหูส่วนแบบN95ควรจับบริเวณด้านนอกเพื่อประคองและดึงสายสวม”นอกจากนี้การสวมใส่อย่างถูกวิธีเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ผู้ใช้หน้ากากอนามัยควรให้ความใส่ใจโดยนพ.สมชัยกล่าวว่าควรใส่ให้ผ้าปิดตั้งแต่จมูกจนถึงคางเพื่อป้องกันเชื้อร้ายที่แฝงตัวมากับอากาศเข้าสู่ร่างกายขณะเดียวกันหลายคนอาจเกรงกลัวจนต้องดึงสายรัดให้แน่นมากที่สุดนั้นซึ่งไม่ใช่เรื่องดีเพราะทำให้หายใจไม่สะดวกในความเป็นจริงผู้ใส่ควรดัดเหล็กที่เป็นโครงให้เข้ากับดั้งจมูกให้แนบสนิทเนื่องจากเป็นจุดเสี่ยงที่เชื้อโรคจะเข้าสู่จมูกได้ง่ายขณะเดียวกันเมื่อใส่หน้ากากอนามัยแล้วไม่ควรล้วงหรือเกาบริเวณที่ผ้าปิดอยู่จะทำให้เชื้อโรคที่ติดมากับมือเข้าไปภายใต้หน้ากากอนามัยได้อย่างไรก็ตามจากความต้องการของประชาชนในการเลือกซื้อหน้ากากอนามัยที่เพิ่มมากขึ้นทำให้หน้ากากผ่าตัดจากราคาไม่เกินแผ่นละ5บาทถีบตัวสูงขึ้นอยู่ที่แผ่นละเกือบ20บาททำให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อยไม่มีกำลังทรัพย์เพียงพอซื้อมาใช้ได้ทุกวันนพ.สมชัยแนะนำว่าการประดิษฐ์หน้ากากอนามัยผ้าขึ้นมาเองก็สามารถช่วยป้องกันได้80%โดยใช้วัสดุเช่นผ้าสาลูผ้าฝ้ายผ้ายืดผ้าอ้อมเด็กผ้าถุงเป็นต้นทำให้ประหยัดเงินได้อย่างมากเพราะไม่ต้องเสียเงินซื้อบ่อยๆหน้ากากที่ผลิตเองสามารถนำมาซักใช้ใหม่ได้โดยการประดิษฐ์หน้ากากอนามัยขึ้นใช้งานเหมาะกับเด็กๆที่ชอบลายการ์ตูนสวยงามสามารถนำผ้าลวดลายต่างๆมาใช้ในการทำหรือเพนท์รูปภาพเล็กน้อยเพราะหากใช้สีระบายจนทึบไปหมดจะทำให้เด็กหายใจไม่สะดวกขณะเดียวกันอาจนำสติกเกอร์มาตกแต่งได้เช่นกัน“ประเทศญี่ปุ่นเมื่อผู้ป่วยรู้ว่าไม่สบายเขาจะใส่หน้ากากอนามัยทุกช่วงเวลาเพื่อไม่ให้ไปติดผู้อื่นส่วนในสหรัฐอเมริกาวัฒนธรรมด้านสุขอนามัยจะชอบล้างมือบ่อยมากซึ่งสิ่งเหล่านี้อยากให้คนไทยนำมาปฏิบัติจนเป็นวัฒนธรรมด้านสุขอนามัยอย่างเป็นรูปธรรมในอนาคต”นพ.สมชัยกล่าวทิ้งท้ายว่าการดูแลร่างกายให้แข็งแรงเป็นภูมิต้านทานที่ดีที่สุดควรหลีกเลี่ยงไปในสถานที่ชุมชนหากมีอาการเป็นไข้ควรพักผ่อนให้เพียงพอและรีบไปพบแพทย์ส่วนเด็กๆหากไม่มีหน้ากากอนามัยไม่ควรพาไปในที่ชุมชนเพราะอาจเสี่ยงต่อการติดโรคได้ไม่แน่อนาคตหน้ากากอนามัยในไทยอาจเป็นมากกว่า“เกราะป้องกัน”เพราะไม่ว่าใครก็สามารถทำหน้ากากอนามัยขึ้นมาตอบสนองจินตนาการของตัวเองได้ขั้นตอนการทำหน้ากากอนามัย1.นำผ้าที่เตรียมไว้มาพับครึ่งตามความยาวผ้าแล้วพับจับจีบทวิช1นิ้วตรงกลางผ้ากลัดด้วยหมุดหรือเนาตรึงไว้(ตามภาพที่1-5)และทำอีกชิ้นเช่นเดียวกัน2.นำผ้าที่พับไว้มาวางโดยหันด้านนอกขึ้นและนำยางยืดมาวางที่มุมผ้าด้านกว้างข้างบนและข้างล่างด้านละ1เส้นกลัดเข็มหมุดหรือเนาตรึงไว้(ตามภาพที่6)3.นำผ้าที่พับไว้อีกชั้นมาวางซ้อนกับผ้าชิ้นแรกที่ตรึงยางยืดไว้โดยหันผ้าด้านนอกชนกันแล้วเย็บจักรหรือด้นถอยหลังรอบผ้าสี่เหลี่ยมให้ห่างจากริมผ้าด้านละครึ่งเซนติเมตรโดยเว้นช่องว่างไว้กลับตะเข็บประมาณ1นิ้ว(ตามภาพที่7)4.ขลิบผ้าตรงมุมทั้ง4มุมให้ใกล้กับรอยเย็บเพื่อเวลากลับตะเข็บจะได้เรียบร้อยสวยงาม(ตามภาพที่8)5.สอยปิดช่องว่างที่เว้นไว้ให้เรียบร้อย(ตามภาพที่9)ที่มา:หนังสือพิมพ์เดลินิวส์Update20-07-52อัพเดทเนื้อหาโดย:กันทิมาลีจันทึก
Fact News
สถานเอกอัครราชทูตคูเวตงดออกวีซ่าแก่คนต่างชาติรับมือการแพร่ระบาดโควิด-19#ไวรัสโควิด19#NationTV22
Fact News
สั่งตรวจสอบ"ลูกตุ้มพลังธาตุ"ของขลังฆ่าโควิด-19เข้าข่ายต้มตุ๋น|||ฝ่ายปกครองตรวจสอบสำนักปฏิบัติธรรมจ.ร้อยเอ็ดอ้างลูกตุ้มพลังธาตุจักรวาลฆ่าเชื้อ"โควิด-19"สั่งเลิกพฤติกรรมทันทีเหตุเข้าข่ายหลอกลวงต้มตุ๋นประชาชนจากกรณีโลกออนไลน์แชร์เรื่องราวจากแฟนเพจสำนักปฏิบัติธรรมแห่งหนึ่งอ้างว่าลูกตุ้มพลังงานธาตุจักรวาลอันศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเป็นวัตถุเป็นก้อนกลมขนาดเท่าหัวแม่มือร้อยด้วยเชือกสีแดงมีลูกศิษย์นำไปคล้องคอแล้วไม่ติดโควิด-19ทำให้เวลาต่อมามีคนวิพากษ์วิจารณ์จำนวนมากนั้นล่าสุดวันที่30มี.ค.63ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในที่ประชุมหัวหน้าส่วนราชการประจำเดือนที่ศาลากลางจังหวัดร้อยเอ็ดนายวันชัยคงเกษมผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานและมอบหมายให้นายเลิศบุศย์กองทองรองผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ดดูแลเรื่องการที่ฤาษีที่สำนักปฏิบัติธรรมแห่งหนึ่งในบ้านอนามัยหมู่8ต.อาจสามารถอ.อาจสามารถจ.ร้อยเอ็ดอ้างว่าสามารถใช้ลูกตุ้มที่เป็นเครื่องรางของขลังรักษาโรคโควิด-19ได้ทั้งนี้นายเลิศบุศย์สั่งการให้นายอำเภออาจสามารถเร่งการตรวจสอบและใช้มาตรการเด็ดขาดกับการกระทำดังกล่าวเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเป็นไปได้พร้อมกับสั่งการให้ทุกพื้นที่ทั้ง20อำเภอตรวจสอบเฝ้าระวังพฤติกรรมดังกล่าวซึ่งเข้าข่ายหลอกลวงต้มตุ๋นประชาชนทำให้สับสนเข้าใจผิดอย่างเข้มงวดกวดขันขณะที่นายเริงวิทย์ถนอมแสงนายอำเภออาจสามารถกล่าวว่าตนเองได้สั่งการทันทีให้ฝ่ายปกครองฝ่ายความมั่นคงรวมทั้งสาธารณสุขอำเภอส่งเจ้าหน้าที่ไปพบฤาษีดังกล่าวเพื่อให้ยุติการกระทำซึ่งเข้าข่ายหลอกลวงต้มตุ๋นประชาชนและตรวจสอบข้อเท็จจริงรายงานให้ทราบพร้อมกันนั้นโดยให้ฝ่ายปกครองตักเตือนให้เลิกพฤติกรรมดังกล่าวโดยเด็ดขาดทันทีภายในวันนี้และหากยังมีการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามก็จะใช้อำนาจเบ็ดเสร็จตามพ.ร.บ.ป้องกันการแพร่ระบาดของโรคดำเนินการตามกฎหมายต่อไป.
Fact News
เราไม่รู้ว่าCovid-19กลัวขิงกับกัญชาจริงหรือไม่แต่ที่เรารู้คือมันชอบคนโง่แบบนี้แน่นอน
Fake News
กระเจี๊ยบแดงสรรพคุณดีงามบำรุงร่างกายสาวๆและสตรีไวทองยิ่งกินยิ่งดี|||กระเจี๊ยบแดงพืชสมุนไพรที่พูดถึงหลายคนคงนึกถึงน้ำกระเจี๊ยบที่เปรี้ยวอมหวานดื่มที่ไรก็ดับกระหายวันนี้เรามีสาระความรู้ดีๆเกี่ยวกับกระเจี๊ยบแดงมาฝากทุกคนค่ะเชื่อว่าหลายคนรู้แล้วจะรีบหามากินอย่างแน่นอนสรรพคุณดีๆของกระเจี๊บแดงมีอะไรบ้างนั้นไปดูกันเลย1.ลดไข้ในกระเจี๊ยบมีสารพฤกษเคมีที่สำคัญคือสารต้านอนุมูลอิสsะทั้งสารในกลุ่มฟีนอลิกสารกลุ่มฟลาโวนอยด์และสารในกลุ่มแอนโธไซยานินซึ่งจากข้อมูลทางวิชาการแสดงให้เห็นว่าสารพฤกษเคมีดังกล่าวมีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสsะลดไข้และต้านการอักเสบนอกจากนี้วิตามินซีในกระเจี๊ยบยังมีส่วนช่วยเสริมความแข็งแรงให้ระบบภูมิคุ้มกันร่างกายด้วยนะคะ2.แก้ไอละลายเสมหะในตำรับยาแผนโบราณพบว่าใบกระเจี๊ยบมีฤทธิ์แก้ไอละลายเสมหะขับเมือกมันในลำคอให้ไหลลงสู่ทวารหนักทั้งยังช่วยแก้โรคพยาธิตัวจี๊ดได้อีกต่างหาก3.ขับปัสสาวะจากการศึกษาให้ผู้ป่Ձยดื่มน้ำสกัดกลีบเลี้ยงของกระเจี๊ยบแดงพบว่ากระเจี๊ยบแดงมีฤทธิ์ขับปัสสาวะได้ดีโดยในการทดลองได้ใช้กลีบเลี้ยงกระเจี๊ยบแดงตากแห้งบดเป็นผง3กรัมชงน้ำเดือด1ถ้วยแก้วหรือประมาณ300มิลลิลิตรให้ผู้ป่Ձยดื่มวันละ3ครั้งเป็นเวลา1ปีส่วนในตำราพื้นบ้านแนะนำให้นำกลีบเลี้ยงของกระเจี๊ยบแดงมาชงกับน้ำร้อนดื่มเป็นยาขับปัสสาวะได้4.แก้กระหายให้ร่างกายสดชื่นดอกกระเจี๊ยบมีรสเปรี้ยวเพราะมีวิตามินซีและกรดซิตริกจึงช่วยขับน้ำลายและแก้กระหายโดยนำดอกกระเจี๊ยบตากแห้งต้มในน้ำเดือดเป็นน้ำกระเจี๊ยบหอมหวานชื่นใจ5.รักษาแผลในกระเพาะอาหารดอกกระเจี๊ยบมีสรรพคุณต้านการอักเสบและมีสรรพคุณช่วยรักษาแผลในกระเพาะอาหารหล่อลื่นลำไส้และเป็นยาระบายอ่อนๆ6.ลดไขมันในเลืoดส่วนเมล็ดของกระเจี๊ยบแดงมีสรรพคุณช่วยลดไขมันและคอเลสเตอรอลในเลืoดโดยนำเมล็ดกระเจี๊ยบตากแห้งมาบดให้เป็นผงจากนั้นนำมาชงกับน้ำร้อนหรือต้มน้ำดื่มช่วยลดไขมันในเลืoดบำรุงเลืoดขับน้ำดีแก้ปัสสาวะขัด7.ป้องกันโรคหัวใจสารแอนโธไซยานินที่ทำให้กลีบเลี้ยงของดอกกระเจี๊ยบมีสีแดงเป็นสารต้านอนุมูลอิสsะที่ช่วยทำให้เลืoดไม่หนืดช่วยลดไขมันIลวในเส้นเลืoดจึงป้องกันไม่ให้หลอดเลืoดแข็งตัวป้องกันหัวใจขาดเลืoดและลดความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจโดยนิยมนำกระเจี๊ยบแดงไปต้มกับพุทราจีนเพื่อบำรุงหัวใจ8.รักษาแผลใบของกระเจี๊ยบมีสรรพคุณในการต้านอาการอักเสบจากตำรับยาแผนโบราณจะพบว่ามีการนำใบสดของกระเจี๊ยบแดงล้างให้สะอาดและตำให้ละเอียดจากนั้นนำมาประคบฝีหรือต้มใบแล้วนำน้ำต้มใบมาล้างแผลก็จะช่วยบรรเทาอาการแผลให้หายเร็วขึ้นนอกจากนี้ใบยังมีวิตามินเอสามารถทานบำรุงสายตาได้9.ป้องกันโลหิตจางกระเจี๊ยบแดงมีธาตุเหล็กซึ่งเป็นแร่ธาตุที่สำคัญของฮีโมโกลบินอีกทั้งความเป็นกรดของสารพฤกษเคมีในดอกกระเจี๊ยบแดงยังช่วยเพิ่มการดูดซึมและการกระจายแร่ธาตุต่างๆในร่างกายส่งผลให้กระเจี๊ยบแดงช่วยป้องกันภาวะโลหิตจางได้10.ลดน้ำตาลในเลืoดจากการศึกษากับผู้ป่Ձยโรคเบาหวานชนิดที่2ที่ได้รับชากระเจี๊ยบแดง3กรัมชงกับน้ำร้อน150มิลลิลิตรติดต่อกันเป็นเวลา1เดือนพบว่าระดับน้ำตาลในเลืoดของอาสาสมัครลดลงสูงสุดจาก162.1เป็น112.5มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรจากกลไกทางชีวภาพของสารพฤกษเคมีที่ช่วยลดการย่อยและการดูดซึมน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวและโมเลกุลคู่ผ่านการยับยั้งเอนไซม์แอลฟา-อะไมเลสแลแอลฟา-กลูโคซิเดส11.ลดความดันโลหิตจากการศึกษาทางคลินิกในอาสาสมัครที่มีความเสี่ยงภาวะความดันโลหิตสูงโดยให้อาสาสมัครดื่มชากระเจี๊ยบแดง1.25กรัมชงกับน้ำร้อน240มิลลิลิตรวันละ3ครั้งติดต่อกันเป็นเวลา6สัปดาห์พบว่าความดันโลหิตของอาสาสมัครลดลง7.2มิลลิเมตรปรอท(ขณะหัวใจบีบตัว)และ3.1มิลลิเมตรปรอท(ขณะหัวใจคลายตัว)12.ปกป้องไตการศึกษาในคลินิกที่ให้อาสาสมัครดื่มน้ำกระเจี๊ยบแดง24กรัมต่อวันพบว่าสารพฤกษเคมีในกระเจี๊ยบแดงมีส่วนช่วยขับครีเอตินินกรดยูริกซิเตรตทราเทรตแคลเซียมโพแทสเซียมและฟอสเฟตและในข้อมูลสัตว์ทดลองยังพบว่ากรดของสารพฤกษเคมีในดอกกระเจี๊ยบแดงขนาด750มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมสามารถป้องกันและยับยั้งการพัฒนาของก้อนนิ่วได้ทว่าผลการยับยั้งนิ่วในคนยังต้องศึกษากันต่อไป13.กำจัดเชื้อแบคทีเรียในทางเดินปัสสาวะมีการศึกษาที่ยืนยันว่ากระเจี๊ยบแดงมีฤทธิ์กำจัดเชื้อแบคทีเรียในทางเดินปัสสาวะโดยสารในกระเจี๊ยบแดงจะทำให้ปัสสาวะเป็นกรดจึงช่วยกำจัดเชื้อแบคทีเรียในทางเดินปัสสาวะได้14.ดีต่อสาวๆกินดีบำรุงเพศมีงานวิจัยพบว่าสารสกัดจากกลีบดอกกระเจี๊ยบมีฤทธิ์คล้ายกับฮอร์โมนเอสโตรเจนหรือฮอร์โมนสตรีเหมาะเอาไว้ให้สตรีวัยทองดื่มดูแลร่างกายปรับฮอร์โมนให้คงที่และถ้าบริโภคกระเจี๊ยบต่อเนื่องเป็นเวลา1เดือนสามารถลดไขมันในเส้นเลืoดน้ำตาลในเลืoดไขมันคอเลสเตอรอลไตรกลีเซอไรด์ไขมันiลว(LDL)แต่ไขมันชนิดดีHDLกลับเพิ่มขึ้นแหล่งที่มา:health.kapook.com,loveyim.comเรียบเรียงโดย:esancuisine.com
Fake News
แต่งหน้าตอนท้องเสี่ยงทำลูกไอคิวต่ำ|||ใครจะไปคาดคิดว่าการแต่งหน้าของว่าที่คุณแม่ในช่วงที่กำลังจะมีน้องจะกลายเป็นพิษต่อลูกที่กำลังจะเกิดมาได้เดลีเมลสื่ออังกฤษรายงานอ้างผลการศึกษาจากนักวิทยาศาสตร์สหรัฐพบว่าการที่ว่าที่คุณแม่สัมผัสสารพาทาเลต2ชนิดในปริมาณมากจะทำให้ความฉลาดทางสติปัญญา(ไอคิว)ของลูกที่เกิดมาและมีอายุได้7ขวบน้อยกว่าปกติมากกว่า6จุดทั้งนี้“สารพาทาเลต”ซึ่งเป็นสารเคมีที่ผลิตโดยมนุษย์และเป็นสารที่อยู่ในลิปสติกเครื่องสำอางต่างๆซึ่งทางนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าสารดังกล่าวจะเข้าไปรบกวนฮอร์โมนตามธรรมชาติซึ่งมีความสำคัญต่อสุขภาพโดยรวมนั่นเอง“ไอคิวที่ต่ำกว่า6-7จุดอาจจะทำให้เกิดผลกระทบต่อความสำเร็จทางด้านการเรียนและศักยภาพในการประกอบอาชีพได้”ศาสตราจารย์โรบินวาทท์จากมหาวิทยาลัยโคลัมเบียกล่าว
Fake News
“สมอไทย”สมุนไพร2พันปีทางเลือกฆ่าเซลล์มะเร็ง!สมอไทยเป็นสมุนไพรเก่าแก่ตัวหนึ่งของโลกทีเดียวถือเป็นสมุนไพรที่มีข้อมูลการใช้แพร่หลายมากที่สุดมาตั้งแต่ครั้งพุทธกาลแล้วนับได้กว่า2,500ปีและเป็นผลไม้ที่หาง่ายมีอยู่ดกดื่นตามเขตป่าร้อนชื้นและป่าเบญจพรรณทั่วไปทั้งในอินเดียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เช่นประเทศไทยสมอไทยมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่าTerminaliachebulaRetz.ชื่ออื่นๆว่ามาแน่(กะเหรี่ยง-เชียงใหม่)สมออัพยา(ภาคกลาง)หมากแน่ะ(กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน)สมอเป็นต้นไม้ขนาดใหญ่มีใบใหญ่ปลายใบแหลมมีดอกเล็กๆเป็นฝอยเหมือนดอกหูกวางออกลูกเป็นพวงลูกกลมมีเหลี่ยมใช้กินเป็นผักจิ้มและผลไม้ได้สมอไทยเป็นผลไม้ยอดนิยมของพระมาแต่ไหนแต่ไรเพราะมีพุทธานุญาตให้พระสงฆ์ฉันลูกสมอได้หลังเพลโดยทรงแนะให้ดองลูกสมอในน้ำมูตร(น้ำปัสสาวะ)เพื่อฉันเป็นยารักษาสุขภาพโดยปกติสมอไทยเป็นยาระบายที่ดีไม่เสาะท้องไม่เป็นอันตรายต่อลำไส้และช่วยรักษาโรคริดสีดวงคนเราถ้ากินได้ถ่ายสะดวกนอนหลับสบายก็ช่วยให้สุขภาพโดยรวมเป็นปกติสุขมีผู้สังเกตว่าพระปฏิบัติที่ฉันสมอดองมักจะมีสุขภาพแข็งแรงผิวพรรณผ่องใสแม้ในวัยสูงอายุจนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้มีงานวิจัยไขรหัสลับของสมอไทยที่ใช้เป็นยาอายุวัฒนะนั่นคืองานวิจัยศึกษาสารสกัดผลสมอไทยในการออกฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งชนิดต่างๆพบว่าสมอไทยมีสารกลุ่มฟิโนลิกส์(PHENOLICS)ได้แก่กรดเคบูโลนิก(CHEBULONICACID)ซึ่งสารกลุ่มนี้สามารถออกฤทธิ์อย่างแรงในการทำให้เซลล์มะเร็งหลายชนิดหยุดเติบโต(NECROSIS)และตายพูดอย่างฟันธงก็คือมีฤทธิ์ฆ่าเซลล์มะเร็งได้นั่นเองเซลล์มะเร็งที่ใช้ในการทดลองคือมะเร็งเต้านมมะเร็งต่อมลูกหมากและมะเร็งกระดูกนอกจากนี้สารกลุ่มฟิโนลิกส์ยังมีฤทธิ์ชะลอความเสื่อมของอวัยวะต่างๆที่เรียกว่าlipidperoxidationหรือพูดง่ายๆคือช่วยชะลอความชราได้ผลถึงร้อยละ89ยิ่งไปกว่านั้นยังยับยั้งการเกิดอนุมูลอิสระ(anti-oxidant)ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็งได้ถึงร้อยละ92มีคำถามว่านอกจากลูกสมอไทยแล้วลูกสมอชนิดอื่นๆล่ะสามารถต้านมะเร็งได้หรือไม่จากการทดลองพบว่าลูกสมอชนิดต่างๆที่อยู่ในสกุลTerminaliaเช่นสมอเทศสมอพิเภกสมองูสมอทะเลก็มีสารกลุ่มฟิโนลิกส์ที่ใกล้เคียงกันกับของสมอไทยจึงสามารถออกฤทธิ์อย่างเดียวกันด้วยดังนั้นสมอไทยรวมทั้งสมออื่นๆจึงเป็นสมุนไพรธรรมดาที่มีสรรพคุณไม่ธรรมดาจึงน่าจะชวนกันบริโภคสมุนไพรตัวนี้ในรูปแบบต่างๆเช่นน้ำลูกสมอเข้มข้นสักวันละ2ครั้งครั้งละ1แก้วเช้า-เย็นก่อนอาหารก็จะได้สารสกัดมากพอที่จะยับยั้งและฆ่าเซลล์มะเร็งได้แล้วหรืออาจจะรับประทานผงเนื้อลูกสมอไทยครั้งละ1ช้อนชาผสมน้ำผึ้งวันละ2ครั้งเช้า-เย็นก่อนอาหารได้เช่นกันแต่ถ้าต้องการรับประทานเพื่อเป็นยาระบายหรือเพื่อหวังผลต้านอนุมูลอิสระและชะลอความชราก็อาจจะลดปริมาณลงครึ่งหนึ่งก็ได้และพิจารณาตามตำรายาไทยกล่าวไว้ว่าสมอไทยมีสรรพคุณเด่นด้านยาอายุวัฒนะเพราะสมอไทยมีความพิเศษตรงที่ในลูกเดียวมีรสยาได้หลายรสรสยาหลักๆได้แก่เปรี้ยวฝาดหวานขมเผ็ดแต่ก็มีรสเค็มและรสเมาแทรกด้วยในทางยาไทยนั้นรสยาบ่งบอกถึงสรรพคุณของตัวยาการที่สมอไทยมีรสยาหลายรสจึงเท่ากับช่วยบำบัดรักษาโรคได้มากมายและยังช่วยบำรุงร่างกายหรือช่วยให้ร่างกายมีความสมดุลที่ดีนั่นเองในตำรายาไทยจึงมักกล่าวว่าสมอไทยเป็นยาอันประเสริฐและบันทึกไว้ว่า“กินข้าวแล้วกินสมอไทยช่วยเจริญไฟธาตุช่วยกระเพาะอาหารเก่าให้บริสุทธิ์ชำระมลทินในร่างกายให้บริสุทธิ์เจริญอายุวรรณะทำให้เกิดปัญญาให้เกิดกำลังบำรุงสายตาแก้จักษุโรคศีรษะโรคกุฎฐโรคหฤทัยโรคตระหนี่โรคแก้เสียงแหบเสียงแข็งแก้บวมเดินเหินมิได้แก้อาเจียนแก้หอบแก้หวัดแก้ไข้ป่าท้องโรแก้ท้องขึ้นให้ขัดหนักแล้วกลายเป็นคลุมโรคให้ขัดเบาแล้วให้กินอาหารไม่มีรสแก้โรคผอมเหลือง”ในตำรายาอินเดียก็ถือว่าสมอไทยเป็นยาอายุวัฒนะขนานเอกไม่เป็นรองใครมีตำนานเล่าขานกันว่าสมอไทยกำเนิดมาจากพระอินทร์กำลังดื่มน้ำอมฤตบังเอิญน้ำอมฤตหยดหนึ่งหกลงมาพื้นโลกแล้วกลายมาเป็นต้นสมอไทยจึงมีผู้เรียกสมอไทยว่าโอสถทิพย์บ้างผู้ให้กำเนิดชีวิตบ้างและชาวอินเดียต่างพยายามกินสมอไทยให้ได้วันละ1ลูกเป็นประจำเพื่อป้องกันโรคภัยไข้เจ็บต่างๆนอกจากวิธีที่แนะนำข้างต้นลองวิธีโบราณนี้ดูก็ได้โดยเอาลูกสมอไทย1ลูกแช่ในน้ำสะอาด1แก้วแช่ไว้1คืนตื่นเช้ากินทั้งน้ำและเนื้อเป็นยาบำรุงร่างกายขนานเอกโดยที่สมอไทยเป็นยาบำรุงที่พิเศษกว่ายาบำรุงอื่นๆที่มักจะบำรุงร่างกายแล้วก็ไปเพิ่มกำหนัดด้วยแต่สมอไทยไม่เป็นแบบนั้นด้วยเหตุนี้กระมังที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้สงฆ์สาวกฉันบำรุงร่างกายแก้อ่อนเพลียได้และยืนยันได้จากมีพระพุทธรูปอยู่ปางหนึ่งชื่อปางทรงสมออันเป็นการย้ำว่าลูกสมอนั้นสำคัญขนาดไหนขนาดพระบรมศาสดายังทรงเสวยเป็นยาสามัญประจำพระองค์มาเดินตามรอยบาทพระพุทธเจ้าในการส่งเสริมสุขภาพด้วยการบริโภคสมอเป็นยาสามัญประจำตัวกันเถอะ.ที่มาสมุนไพรเพื่อสุขภาพโครงการสมุนไพรเพื่อการพึ่งตนเองมูลนิธิสุขภาพไทยwww.thaihof.orgแท็กมะเร็งสมอ.สมุนไพร
Fake News
เคาะแล้ว!เปิด8สถานที่คลายล็อกกทม.ผู้ประกอบกิจการขานรับมาตรการป้องกัน|||ผู้ประกอบกิจการและสถานที่8ประเภทขานรับการคลายล็อกของกรุงเทพมหานครพร้อมปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการแพร่เชื้อโควิด-19ผลการประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อกรุงเทพมหานครเห็นชอบให้เปิดกิจการและสถานที่ที่จะคลายล็อกตามวันเวลาที่ศบค.จะกำหนดและออกเป็นแนวทางปฏิบัติ8กิจการและสถานที่ได้แก่ร้านอาหารให้นั่งรับประทานได้,ตลาดนัด,ร้านตัดผม,คลินิก,สนามกอล์ฟ,สนามกีฬา,สวนสาธารณะและร้านตัดขนสุนัขเริ่มกันที่ร้านอาหารต้องจัดให้ลูกค้านั่งรับประทานห่างกันอย่างน้อย1.5เมตรทุกคนในร้านสวมหน้ากากอนามัยหน้ากากผ้าและสิ่งที่ทำไม่ได้คือบุฟเฟต์ที่ให้ลูกค้าตักเองปรุงเองอย่างชาบูปิ้งย่างและสุกี้,การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และเล่นดนตรีสด-แสดงสด,ตลาดและตลาดนัดให้ตั้งแผงค้าห่างกัน1.5เมตรขึ้นไป,อาหารปรุงสำเร็จให้ใส่ถุงหรือมีฝาปิดมีฉากกั้นอาหารกับลูกค้าและยังไม่ให้เปิดเครื่องเล่นส่วนร้านตัดผมร้านเสริมสวยให้บริการได้เฉพาะตัดสระไดร์นัดกับลูกค้าเปิดเป็นรอบและเว้นระยะห่างเก้าอี้ทำผมทำความสะอาดอุปกรณ์ที่ใช้งานทุกครั้งหลังให้บริการในกลุ่มสนามกอล์ฟสนามกีฬาได้แก่สนามวิ่งสนามเทนนิสสนามแบดมินตันให้นัดล่วงหน้าและจำกัดผู้เล่นห้ามจัดการแข่งขันสวนสาธารณะจะกลับมาให้วิ่งเดินขี่จักรยานได้แต่ยังให้งดกิจกรรมเต้นแอโรบิกรำมวยจีนไทเก๊กลานฟุตบอลงดเล่นเครื่องออกกำลังกายและฟิตเนสทีมข่าวลงไปสัมภาษณ์ร้านตัดขนสุนัขย่านลาดพร้าวเจ้าของร้านบอกว่าลูกค้าโทรเข้ามาเยอะรอที่จะเข้ามาใช้บริการตัดขนให้สัตว์เลี้ยงแสนรักตอนนี้ร้านได้ทำความสะอาดรอที่จะกลับมาเปิดให้บริการและพร้อมปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโควิด-19
Fact News
สธ.คัดกรอง186ผีน้อยมี8รายมาจาก2เมืองเสี่ยงสูงแต่ไม่มีไข้|||นพ.ธนรักษ์ผลิพัฒน์รองอธิบดีกรมควบคุมโรคแถลงสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา2019หรือโควิด-19ในประเทศไทยว่ายังมีผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อรักษาในโรงพยาบาล16รายกลับบ้านแล้ว33รายเสียชีวิต1รายวันนี้ไม่พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ส่วนผู้ป่วยอาการหนัก1รายที่สถาบันบำราศนราดูรตรวจไม่พบเชื้อไวรัสโควิด-19แต่ต้องติดตามอาการอย่างใกล้ชิดรวมผู้ป่วยยืนยันสะสมคงที่50รายส่วนการติดตามแรงงานไทยผิดกฎหมายหรือผีน้อยจากเกาหลีใต้เดินทางกลับมาประเทศไทยเนื่องจากหวั่นกลัวเชื้อโควิด-19ที่แพร่ระบาดอยู่นายแพทย์ธนรักษ์กล่าวว่ามีแรงงานไทยผิดกฎหมายถูกเจ้าหน้าที่สนามบินกักตัวไว้ดูอาการรวม186คนเป็นผู้ชาย88คนผู้หญิง98คนในจำนวนนี้มีกลุ่มเสี่ยงสูงแค่8คนมาจากเมืองแทกูและคยองซันเหนือพื้นที่แพร่ระบาดโรคโควิด-19อย่างหนักแต่ทุกคนได้รับการตรวจสุภาพอาการปกติไม่มีไข้รวมทั้งมี18คนต้องดูแลเป็นพิเศษเพราะมีโรคประจำตัวโรคเรื้อรังเป็นเด็กและสตรีมีครรภ์ซึ่งถูกนำตัวไปสังเกตอาการที่อาคารรับรองที่อ.สัตหีบจ.ชลบุรีแล้วนายแพทย์ธนรักษ์ยังกล่าวยืนยันว่าแรงงานไทยผิดกฎหมายกว่า80คนหนีการตรวจที่สนามบินก่อนนี้ว่าทั้งหมดถูกตรวจคัดกรองโดยเครื่องตรวจวัดไข้ที่สนามบินแล้วและถูกจัดให้นั่งเฉพาะบริเวณท้ายเครื่องเมื่อมาถึงเครื่องบินได้มีการจอดในพื้นที่พิเศษเพื่อแยกและลดการแพร่กระจายเชื้อโรคให้มากที่สุดทั้งนี้ทั้ง80คนยังไม่แสดงอาการป่วยจึงไม่ถือว่ามีการแพร่โรคจึงไม่จำเป็นต้องตรวจสอบและติดตามอาการผู้ที่สัมผัสใกล้ชิดขอประชาชนไม่ต้องกังวลพร้อมขอตรวจสอบข้อมูลกรณีที่แรงงานไทยผิดกฎหมายคนหนึ่งที่กลับมาแล้วไปอยู่จังหวัดกระบี่แล้วมีไข้39องศาเซลเซียสต่อไปรวมถึงผู้สัมผัสใกล้ชิดกับชาวออสเตรเลียที่ป่วยเป็นโรคนี้หลังมาไทยเบื้องต้นมี1รายและยังไม่กลับมาไทยด้านนพ.ณรงค์อภิกุลวณิชรองอธิบดีกรมการแพทย์บอกว่าได้ซื้อยาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่ที่ชื่อฟาวิพิราเวียร์ที่จีนรับรองในการใช้รักษาผู้ป่วยโรคโควิด-19เข้ามาเพิ่ม40,000เม็ดและจีนบริจาคมาให้อีก2,000เม็ดรวมกับของเดิมที่มี5,000เม็ดรวมแล้วทำให้ตอนนี้มียาชนิดนี้50,000เม็ดซึ่งจะรองรับผู้ป่วยได้1,000คนและจะกระจายยาไปตามโรงพยาบาลต่างๆโดยเฉพาะโรงพยาบาลที่มีความเสี่ยงผู้ป่วยแต่ละคนตั้งแต่เริ่มป่วยจนหายจะต้องกินยานี้ประมาณ50เม็ดวันละ4เม็ดโรงพยาบาลเอกชนสามารถมาเบิกยาได้อนาคตจะปรับตามสถานการณ์หากผู้ป่วยมากขึ้นก็ต้องนำเข้ายาให้มากขึ้น
Fact News
กรมการแพทย์แนะวิธีควบคุมความดันโลหิตแบบง่ายๆได้ด้วยตนเอง|||"นายแพทย์สุพรรณ"อธิบดีกรมการแพทย์เปิดเผยว่าทุกวันที่17พฤษภาคมของทุกปีให้เป็นวันความดันโลหิตสูงโลกเพื่อรณรงค์ให้ประชาชนเกิดความตื่นตัวในการป้องกันโรคดังกล่าวพร้อมแนะนำควบคุมอาหารที่มีเกลือโซเดียมสูงเพื่อควบคุมหรือป้องกันให้อยู่ในภาวะปกติได้นายแพทย์สุพรรณศรีธรรมมาอธิบดีกรมการแพทย์เปิดเผยว่าทุกวันที่17พฤษภาคมของทุกปีสมาพันธ์ความดันโลหิตสูงโลกกำหนดให้เป็นวันความดันโลหิตสูงโลกเพื่อรณรงค์ให้ประชาชนเกิดความตื่นตัวในการป้องกันโรคดังกล่าวเนื่องจากสถิติองค์การอนามัยโลกพบผู้ที่มีความดันโลหิตสูงถึง1,000ล้านคนทำให้เป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรของคนทั่วโลกสำหรับสถานการณ์ในประเทศไทยพบอัตราการป่วยและเข้ารับการรักษาในสถานบริการสาธารณสุขด้วยโรคความดันโลหิตสูงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องสิ่งที่น่ากังวลคือจำนวนผู้ที่มีความดันโลหิตสูงร้อยละ60ในเพศชายและร้อยละ40ในเพศหญิงไม่เคยได้รับการวินิจฉัยมาก่อนเนื่องจากไม่ทราบว่าตนเองมีความดันโลหิตสูงเพราะโรคนี้จะไม่ปรากฏอาการชัดเจนในช่วงแรกแต่จะมีภาวะระดับความดันโลหิตสูงเรื้อรังซึ่งค่าความดันปกติถือเอาค่าตัวบนน้อยกว่า120มิลลิเมตรปรอทและค่าตัวล่างน้อยกว่า80มิลลิเมตรปรอทหากค่าดังกล่าวสูงเกินกำหนดต่อเนื่องและไม่ได้รับการรักษาแรงดันในหลอดเลือดที่สูงจะไปทำลายผนังหลอดเลือดและอวัยวะที่สำคัญทั่วร่างกายส่งผลกระทบที่รุนแรงต่ออวัยวะในร่างกายทำให้เส้นเลือดแดงแข็งลดความเร็วการไหลเวียนเลือดและออกซิเจนไปสู่หัวใจเป็นสาเหตุให้เกิดภาวะหัวใจวายเส้นเลือดในสมองอุดตัน/แตก(Stroke)ทำให้เกิดความพิการหรืออัมพาตได้นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบทำให้การทำงานของไตล้มเหลวหรือที่เรียกว่าภาวะไตวายอธิบดีกรมการแพทย์กล่าวเพิ่มเติมว่าความดันโลหิตสูงสามารถควบคุมหรือป้องกันให้อยู่ในภาวะปกติได้ด้วยการควบคุมอาหารที่มีผลต่อความดันโลหิตซึ่งอาหารที่มีเกลือ(โซเดียม)สูงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ทำให้เกิดความดันโลหิตสูงจึงควรลดการรับประทานอาหารผ่านกระบวนการอาหารสำเร็จรูปอาหารหมักดองอาหารกระป๋องและอาหารขยะ(junkfood)ซึ่งเป็นแหล่งอาหารที่มีโซเดียมสูงเช่นขนมถุงแฮมเบอร์เกอร์ไก่ทอดไส้กรอกเป็นต้นลดอาหารที่มีไขมันและน้ำตาลสูงเพิ่มการบริโภคผักและผลไม้ที่หวานน้อยเช่นพืชตระกูลถั่วกล้วยส้มแตงโมควรลดการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์และงดการสูบบุหรี่ทำอารมณ์ให้แจ่มใสไม่เครียดการออกกำลังกายโดยการใช้แรงในชีวิตประจำวันเช่นการขึ้นบันไดแทนลิฟท์การเดินไปตลาดทำงานบ้านปลูกต้นไม้ทำสวนฯลฯจะสามารถช่วยลดระดับความดันโลหิตได้ดีในกรณีผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงเกิดความดันโลหิตสูงคือผู้ที่บริโภคอาหารไม่ได้สัดส่วนกินของหวานมันเค็มจัดรับประทานผักและผลไม้น้อยภาวะอ้วนขาดการออกกำลังกายดื่มแอลกอฮอล์สูบบุหรี่และมีภาวะเครียดรวมทั้งอายุที่เพิ่มขึ้นอาจส่งผลให้ความดันโลหิตเพิ่มสูงขึ้นจึงควรได้รับการตรวจคัดกรองอยู่เสมอด้วยการตรวจสุขภาพอย่างน้อยปีละ1ครั้งสำหรับผู้ที่เป็นโรคนี้อยู่แล้วต้องรับประทานยาอย่างต่อเนื่องและพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอตลอดจนวัดความดันโลหิตเป็นประจำพร้อมจดบันทึกใช้ชีวิตประจำวันได้เช่นคนปกติSuggessNewsRecommendNews
Fact News
แพทย์เตือนวิงเวียน“บ้านหมุน”ไม่ใช่เรื่องเล่นมีอาการควรพบแพทย์ด่วน|||กรมการแพทย์ออกมากล่าวถึงอาการวิงเวียนศีรษะบ้านหมุนพบได้บ่อยในทุกเพศทุกวัยหากเกิดอาการไม่ควรซื้อยากินเองเพราะบางครั้งอาการเวียนศีรษะอาจเป็นสัญญาณเตือนเบื้องต้นของโรคอื่นๆได้นายแพทย์ภาสกรชัยวานิชศิริรองอธิบดีกรมการแพทย์เปิดเผยว่าอาการบ้านหมุนเป็นปัญหาสุขภาพที่สร้างความรำคาญและกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมากทำให้ผู้ป่วยที่มีอาการเวียนศีรษะระหว่างทำงานหรือทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักรอาจเกิดอันตรายได้อาการที่พบได้บ่อยคือเวียนศีรษะคลื่นไส้อาเจียนหน้ามืดคล้ายจะเป็นลมทรงตัวลำบากบ้านหมุนคล้ายกับสิ่งแวดล้อมรอบตัวหมุนหรือรู้สึกว่าตัวเองหมุนทั้งที่ไม่มีการเคลื่อนไหวอาจมีอาการทางหูร่วมด้วยเช่นหูอื้อมีเสียงในหูเป็นต้นสาเหตุของอาการบ้านหมุนหูมักเกิดจากสาเหตุของหูชั้นในหรือระบบประสาทก็ได้โดยทั่วไปถ้ามีอาการเวียนศีรษะรุนแรงผู้ป่วยมักจะไม่สามารถเคลื่อนไหวศีรษะได้หรืออาการแย่ลงเมื่อมีการขยับหรือเปลี่ยนตำแหน่งของศีรษะร่วมกับอาการคลื่นไส้อาเจียนหูอื้อหรือมีเสียงดังในเช่นน้ำในหูไม่เท่ากันหรือหินปูนในหูหลุดคนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าอาการบ้านหมุนเกิดจากน้ำในหูไม่เท่ากันแต่จากการศึกษาพบว่ามีแค่ร้อยละ50ที่เกิดจากความผิดปกติของหูชั้นในเช่นโรคน้ำในหูไม่เท่ากันพบร้อยละ10โดยผู้ป่วยจะมีอาการบ้านหมุนหูอื้อร่วมกับการได้ยินของหูข้างนั้นลดลงส่วนอาการเวียนศีรษะจากสาเหตุของโรคทางระบบประสาทเช่นโรคหลอดเลืoดสมองมักมีอาการเวียนศีรษะทันทีทันใดโดยที่มีความรุนแรงไม่มากร่วมกับมีอาการทางระบบประสาทร่วมด้วยเช่นตาเหล่หรือเห็นภาพซ้อนพูดไม่ชัดปากเบี้ยวแขนขาชาหรืออ่อนแรงเดินลำบากหรือทรงตัวไม่ได้ถ้ามีอาการเหล่านี้ให้รีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจอย่างละเอียดทันทีส่วนสาเหตุอื่นๆของการเวียนศีรษะอาจเกิดจากเช่นอาการเมารถเมาเรือหรือปวดศีรษะไมเกรนได้ดังนั้นการวินิจฉัยโรคที่ถูกต้องจึงมีความสำคัญกับผู้ป่วยเพราะถ้าได้รับการรักษาในระยะแรกจะเห็นผลดีหากสงสัยว่าตนเองมีความผิดปกติรู้สึกเวียนศีรษะบ้านหมุนโดยที่ไม่เคยเป็นมาก่อนหรือมีประวัติโรคหูควรไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุและรับการรักษาที่ถูกต้องรองอธิบดีกรมการแพทย์กล่าวเพิ่มเติมว่าสำหรับรายที่มีอาการเวียนศีรษะและอาเจียนมากๆจะทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำและเกลือแร่อย่างรวดเร็วส่งผลทำให้ความดันในเลืoดต่ำและอาจเกิดภาวะช็อกทำให้เกิดอันตรายได้ทั้งนี้เมื่อมีอาการเวียนศีรษะบ้านหมุนขณะทำกิจกรรมต่างๆควรหยุดนั่งพักเพื่อป้องกันการหกล้มกรณีที่มีอาการเวียนศีรษะหรือบ้านหมุนมากๆควรนอนพักสักครู่จนอาการดีขึ้นหรือนั่งพักหลับตาและรีบไปพบแพทย์นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงปัจจัยที่กระตุ้นให้อาการแย่ลงเช่นการหันศีรษะไวๆการเปลี่ยนอิริยาบถอย่างรวดเร็วการก้มเงยคอนานๆความเครียดวิตกกังวลอดนอนเป็นต้นควรงดดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์รวมถึงรับประทานอาหารที่มีประโยชน์พักผ่อนให้พอและออกกำลังกายสม่ำเสมอจะช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดโรคได้แหล่งที่มา:khaonaroo.com
Fact News
ข้อเข่าเสื่อม….โรคที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ|||โรคข้อเข่าเสื่อมที่พบบ่อยในผู้สูงอายุถ้าไม่ได้รับการรักษาหรือปฏิบัติตัวอย่างเหมาะสมจะส่งผลกระทบต่อผู้สูงอายุในการใช้ชีวิตประจำวันแพทย์แนะแนวทางรักษาลดอาการปวดลดการอักเสบช่วยให้ข้อเข่าเคลื่อนไหวได้ปกตินายแพทย์ปานเนตร ปางพุฒิพงศ์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่าโรคข้อเข่าเสื่อมเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญพบมากในผู้สูงอายุและมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องผู้ที่มีภาวะข้อเข่าเสื่อมมากถ้าไม่ได้รับการรักษา หรือปฏิบัติตัวอย่างเหมาะสมจะทำให้เกิดความเจ็บปวดข้อเข่าผิดรูปเดินได้ไม่ปกติการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันต่างๆทำได้ไม่สะดวกจะมีความทุกข์ทรมานทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจโรคข้อเข่าเสื่อมเป็นโรคเรื้อรังชนิดหนึ่งที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุเกิดจากปัจจัยเสี่ยงต่างๆเช่นอายุที่เพิ่มขึ้นน้ำหนักตัวมากการปฏิบัติตัวที่ไม่เหมาะสมมีผลต่อข้อเข่าโดยตรงอาทินั่งพับเพียบนั่งขัดสมาธินั่งยองๆเป็นต้นผู้สูงอายุโดยส่วนใหญ่ที่มีอาการข้อเข่าเสื่อมมักเริ่มจากมีอาการปวดข้อเข่าเป็นๆหายๆ และจะปวดมากขึ้นเมื่อมีการใช้งานข้อมากๆหากมีอาการเรื้อรังมากจะมีอาการปวดตลอดเวลารวมทั้งอาจมีเสียงดังในข้อข้อเข่าฝืด ยึดตึงในช่วงหลังตื่นนอนตอนเช้าหากเป็นรุนแรงมากอาจทำให้เกิดข้อเข่าผิดรูปและมีอาการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อบริเวณรอบข้อเข่าซึ่งจะส่งผลกระทบต่อผู้สูงอายุในการใช้ชีวิตประจำวันนายแพทย์ประพันธ์ พงศ์คณิตานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันเวชศาสตร์สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรเพื่อผู้สูงอายุ กรมการแพทย์เปิดเผยว่าโรคข้อเข่าเสื่อมในผู้สูงอายุการรักษาในระยะแรกจะมุ่งเน้นเพื่อลดอาการปวดหรือลดการอักเสบและทำให้ข้อเข่าเคลื่อนไหวได้ปกติโดยมีแนวทางในการรักษาได้แก่การใช้ความร้อนประคบรอบๆเข่าเพื่อลดอาการปวดเกร็งการบริหารกล้ามเนื้อเข่าให้แข็งแรงเสมอการใช้สนับเข่าเพื่อกระชับข้อบรรเทาอาการปวดใช้ไม้เท้าช่วยเดินเพื่อลดแรงกระแทกของเข่าลดน้ำหนักในรายที่อ้วนมากเพื่อลดแรงกระแทกของข้อเข่า ในรายที่เป็นมากอาจใช้ยาและการผ่าตัดซึ่งต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์ทั้งนี้จากแนวทางที่กล่าวมาข้างต้น เป็นแนวทางเบื้องต้นในการรักษาข้อเข่าเสื่อมแต่การรักษาโดยการทำกายภาพบำบัดหรือแพทย์ทางเลือกเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ผู้สูงอายุสามารถเลือกรักษาได้เช่นการฝังเข็มในโรคข้อเข่าเสื่อม พบหลักฐานยืนยันว่าสามารถช่วยลดอาการปวดได้การนวดและประคบสมุนไพรรวมทั้งทำกายภาพบำบัดได้แก่การบำบัดด้วยเครื่อง อัลตราซาวนด์เพื่อลดอาการปวดและลดการอักเสบ การรักษาด้วยเครื่องฝึกกำลังเพื่อเพิ่มกำลังกล้ามเนื้อและกระตุ้นกล้ามเนื้อด้วยกระแสไฟฟ้าขอขอบคุณที่มาจาก: สำนักสารนิเทศสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข
Fact News
ยาแรงอันตราย!!ไม่จำเป็นอย่ากินโดยเฉพาะยาชนิดนี้อาจทำให้อาการกำเริบถึงขั้นหัวใจวายได้...|||พูดถึงเรื่องยาเราจะสันหายาที่กินแล้วหายทันทีใช่ไหมคะเพราะไม่อยากทรมานนานอยากินแล้วหายเลยบางครั้งเราอาจจะไม่รู้หรอกว่ายาแรงหรือไม่แรงพอเราชื่อมากินแล้วมันหายเร็วมากเวลาที่เราเป็นเราจึงจะจำว่ายาตัวนี้ดีกินแล้วหายเร็วเมื่อเราไม่สบายเราจะนึกถึงมันแต่คุณจะรู้หรือไม่ว่าข้อดีของมันคือหายเร็วแต่ขอเสียของมันอาจถึงขั้นอาการกำเริบหัวใจวายไตวายได้เร็วมากวันนี้ไข่เจียวมีความรู้ด้านนี้มาฝากคะเป็นการโพสต์ของผู้ใช้เฟสบุ๊คท่านหนึ่งซึ่งเป็นหมอใช้นามว่าSarawutButmataได้โพสต์ถึงข้อดีข้อเสียของยาตัวนี้ว่าสวัสดีครับทุกท่านรู้จักผมบ้างหรือเปล่าผมคือยาเออจะถามทำไม555ผมชื่อIbuprofenครับ(ไอบูโปรเฟน)หรือสั้นๆBufenครับชื่อเล่นผมเยอะแล้วแต่จะสังกัดบริษัทไหนผมไม่ใช่Ibuprofen200และก็ไม่ใช่Ibuprofen400อ่าวแล้วผมเป็นใครหื่มผมคือIbuprofen600ครับ!!!หลายคนคิดว่าผมเป็นพระเอกมันก็ใช่นะผมลดไข้ได้ดีเลยลดเร็วด้วยยิ่งแก้ปวดแก้เมื่อยนะงานเก่งผมเลยและกินปั๊บหายปุ๊บถึงตอนนี้เริ่มชอบผมแล้วสิ555แต่หลายคนไม่รู้คนเราก็มักมีข้อเสียกันแหละนะแต่ก็ไม่ค่อยบอกใครความสามารถผมเยอะเพราะผมหล่อสีสวย555ผมนะทำให้เจ้าเกร็ดเลือดทำงานแย่ลงไอ้คนที่เป็นไข่เลือดออกเอ้ยไข้เลือดออกกินผมนี่เลือดออกกระจายก็ออกกระจายทั้งคู่แหละทำให้โรคเดิมกำเริบเช่นหัวใจวายกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดนี่ถนัดเลยแหละไตวายนี่ก็งานหลักอยู่กับผมไปนานๆแม้จะไม่ใช่ขวัญเรียมก็ฝากรอยแผลในกระเพาะอาหารคุณได้บางทีกว่าจะรู้ว่ามีแผลเราก็เลิกกันไปละที่พูดมานั่นเจ้า200กับ400ทำได้สบายผมนี่600นึกดูเก่งกว่าน้องขนาดไหนอีกอย่างพวกเราIbuprofenมักจะชนะประจำอ่าวงงคือผู้คนมักจะแพ้กันบ่อยเนี่ยวันก่อนนะมีคนกินผม600เนี่ยติดต่อกันเป็นเวลา3เดือนตอนนี้ไตวายละจากเมื่อก่อนไตปกติคนแข็งแรงดีต้องมาล้างไตตลอดชีวิตบางทีผมชอบอยู่กับเพื่อนๆเป็นกลุ่มจัดไว้เป็นชุดแก้ปวดแก้เมื่อยลดไข้เมื่อไรที่พวกเราอยู่ด้วยกันนะรับรองอิทธิฤทธิ์ทำลายล้างของพวกเรา555มหาสารคามเอ้ยมหาศาลผมต้องไปละไว้เจอกันใหม่แลัวจะตามไปหลอกหลอนอย่าด่าผมเยอะนะข้อดีพวกเราก็มีถ้าใช้อย่างระมัดระวังไม่งั้นเค้าเลิกใช้กันทั้งโลกใช้ในคนอายุน้อยหนุ่มสาวไม่มีโรคประจำตัวไม่แพ้ผมและเพื่อนในกลุ่มใช้ในเวลาสั้นๆติดต่อ3วัน5วันวันละ1-3ครั้งหลังอาหารทันทีไม่มีอาการปวดไม่ต้องใช้!!!และที่สำคัญก่อนจะใช้ผมควรปรึกษาคุณหมอคุณเภสัชเค้านะครับสวยๆหล่อๆใจดีทั้งนั้นใช้น้องผมละกันนะเจ้า200400ผมว่าผม600แรงไปsizeฝรั่งไม่ใช่BigBikeนะยิ่งตัว1000ยิ่งดีคนไทยก็ขี่ได้สุดท้ายถ้าไม่จำเป็นอย่างยุ่งกับเราเลยให้คุณเจอคนที่ดีกว่านั่นแน่จากไปอย่างหล่อเคยกินกันไหมคะดูความคิดเห็นจากชาวเน็ตเกี่ยวกับยานี้ถือว่าเป็นความรู้เลยทีเดียวนะคะรู้ใว้ก่อนสายคะสำหรับใครที่ใช้ยาตัวนี้อยู่ก็ควรหลีกเลี่ยงนะคะถ้าไม่จำเป็นจริงๆอย่ากินเลยคะ
Fake News
กินสุกๆดิบๆ..อันตรายเสี่ยงสารพัดโรค!!|||การกินอาหารสุกๆดิบๆเป็นวิธีการกินแบบหนึ่งที่คนไทยจำนวนมากนิยมกินกันโดยเฉพาะอาหารพื้นถิ่นทางภาคอีสานหรือเหนือที่คุ้นเคยกันดีเช่นอาหารประเภทลาบก้อยน้ำตกกุ้งเต้นอาหารจำพวกนี้ต้องยังไม่สุกเสียทีเดียวจึงจะอร่อยถ้าทำให้สุกกล่าวว่าจะเสียรสชาติไปแต่การกินอาหารดิบๆสุกๆเสี่ยงต่อการเป็นโรคพยาธิทั้งนั้นบางคนกินเพราะความอร่อยอย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์บางคนทั้งๆที่รู้ก็ยังกินยอมเสี่ยงไม่ยอมอดกระทรวงสาธารณสุขจึงได้มีการเตือนประชาชนที่นิยมบริโภคเนื้อสัตว์ดิบๆสุกๆเป็นอันตรายเสี่ยงได้สารพัดโรค!!พฤติกรรมการกินดิบเป็นสาเหตุของโรคร้ายได้อีกมากมายทั้งจากเชื้อโรคที่มองไม่เห็นและจากพยาธิที่อยู่ในเนื้อสัตว์และเนื้อปลาที่กระทรวงสาธารณสุขมีเป้าหมายจะป้องกันและควบคุมโรคในกลุ่มเสี่ยงชัดเจนได้แก่กลุ่มเด็กเล็กเด็กนักเรียนและประชาชนทั่วไปให้ป้องกันโรคระบบทางเดินอาหารมีทั้งหมด7โรคได้แก่    1.โรคอุจจาระร่วงอาการที่ปรากฏจะคล้ายกันคือปวดท้องมีไข้คลื่นไส้อาเจียนท้องเสียส่วนใหญ่เชื้อพวกนี้มักจะหายเองได้ใน2-3วันเว้นคนไข้ที่ภูมิคุ้มกันต่ำอาจจะเสียน้ำเสียเกลือแร่อาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้    2.โรคอหิวาตกโรค(Cholera)อหิวาตกโรคเป็นโรคติดต่อที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียทำให้ผู้ป่วยถ่ายเหลวเป็นน้ำคล้ายน้ำซาวข้าวหากอาการไม่รุนแรงมักหายได้เองภายใน1-5วันแต่หากถ่ายเป็นจำนวนมากรวมถึงมีมูกเลือดจะทำให้เกิดภาวะขาดน้ำทำให้ช็อคและอาจเสียชีวิตได้   3.บิด(Dysentery)เกิดจากเชื้อแบคทีเรียเข้าสู่ร่างกายผ่านการรับประทานอาหารน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อโรคอาหารดิบๆสุกๆหรืออาหารที่มีแมลงวันตอมผู้ป่วยจะมีอาการปวดบิดในท้องต่อมาจะเริ่มไข้ขึ้นและถ่ายเหลวรวมถึงอาจปวดศีรษะปวดเมื่อยตามตัวคลื่นไส้อาเจียนซึ่งอาการท้องเดินเป็นบิดอาจหายได้เองภายใน5-7วันบางรายก็อาจมีอาการกลับมาเป็นใหม่ได้อีก   4.โรคเอ็นเทอริก(Enteric)เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียเขาในกระแสเลือดไปยังอวัยวะต่างๆทําให้เกิดอาการไข้สูงลอยปวดศีรษะและหนาวส่ันออนเพลียเบื่ออาหารทองอืดปวดท้องหลายวันจึงจะถายอุจจาระเหลวมีกลิ่นเหม็นม้ามโตชีพจรเต้นช้าเมื่อเทียบกับอุณหภูมิร่างกายที่สูงขึ้นจากไข้อาจมีภาวะที่เลือดแข็งตัวกระจายไปทั่วรางกายในระยะท้ายของผู้ป่วยที่ไม่ได้รับการรักษาจะมีไข้เหงื่อออกชีพจรเต้นช้าซึมความไวของประสาทรับเสียงลดลงต่อมน้ําลายหนาและหูอาจเกิดการอักเสบ   5.ไทฟอยด์(Thyphoid)การติดต่อเกิดจากการปนเปื้อนของเชื้อในอาหารหรือน้ำดื่มซึ่งไข้ไทฟอยด์จะมีอาการแบบเฉียบพลันรายที่เป็นรุนแรงอาจเสียชีวิตได้   6.อาหารเป็นพิษ(Foodpoisoning)เกิดจากสารพิษ(Toxin)ของแบคทีเรียตกค้างอยู่ในอาหารที่ไม่สะอาดพอสุกๆดิบๆหรือบูดเสียทำให้เกิดท้องเสียหากเป็นไม่มากถ่ายเป็นน้ำแต่ไม่มีมูกเลือดไม่มีไข้ส่วนใหญ่หายได้เองแต่ถ้าเป็นมากต้องได้รับน้ำเกลือเสริมอาจอยู่ในรูปแบบของการดื่มหรือการให้ทางเส้นเลือดแล้วแต่ความรุนแรง   7.โรคตับอักเสบชนิดเอ(HepatitisA)ทุกคนมีโอกาสติดเชื้อได้ง่ายทั้งจากการทานอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อและการทานอาหารร่วมกับผู้ที่กำลังป่วยโรคนี้อยู่อาหารที่มักมีการปนเปื้อนไวรัสตับอักเสบเอเป็นอาหารสุกๆดิบๆโดยเฉพาะหอยดิบหอยมีกาบเมื่อเชื้อโรคชนิดนี้เข้าสู่ร่างกายจะมีระยะฟักตัวราว2-4สัปดาห์อาการป่วยส่วนใหญ่จะเริ่มจากมีไข้ปวดเมื่อยตัวคลื่นไส้เบื่ออาหารต่อมาพอไข้ลดจะเริ่มปรากฏอาการตัวเหลืองตาเหลืองนอกจากนั้นยังมีโรคที่ควรเฝ้าระวังพบว่าเกิดจากการรับประทานอาหารสุกๆดิบๆเป็นอันตรายร้ายแรงถึงชีวิตได้ได้แก่โรคไข้หูดับและโรคพยาธิ>>>โรคไข้หูดับนายแพทย์อำนวยกาจีนะอธิบดีกรมควบคุมโรคได้ให้ข้อมูลของสำนักระบาดวิทยากรมควบคุมโรคตั้งแต่วันที่1มกราคม–7กรกฎาคม2559พบผู้ป่วยโรคไข้หูดับแล้ว161รายเสียชีวิต11รายกลุ่มอายุที่ป่วยมากที่สุดคืออายุ65ปีขึ้นไป(33.5%)รองลงมาคือ45-54ปี(28%)และ55-64ปี(21.7%)จังหวัดที่อัตราป่วยสูงสุด5อันดับแรกคือน่านอุตรดิตถ์นครสวรรค์พะเยาและอุทัยธานีส่วนภาคที่มีอัตราป่วยสูงสุดคือภาคเหนือรองลงมาคือภาคตะวันออกเฉียงเหนือนอกจากนี้พบผู้ป่วยโรคไข้หูดับในภาคเหนือสูงถึง114รายคิดเป็น70.8%ของผู้ป่วยทั้งหมดอันตรายของโรคไข้หูดับ   เกิดจากเชื้อแบคทีเรียสเตร็ปโตค็อกคัสซูอิสโดยเชื้อนี้จะอยู่ในทางเดินหายใจของหมูและอยู่ในกระแสเลือดของหมูที่กำลังป่วยโรคนี้สามารถติดต่อได้2ทางคือ1)การสัมผัสกับหมูที่ติดเชื้อรวมทั้งเนื้อหมูเครื่องในหมูและเลือดของหมูที่เป็นโรคโดยติดต่อสู่คนทางบาดแผลรอยขีดข่วนตามร่างกายหรือทางเยื่อบุตา2)การกินหมูดิบๆหรือสุกๆดิบๆทั้งเนื้อเครื่องในและเลือดซึ่งเชื้อจะเข้าไปทำให้เยื่อหุ้มสมองเยื่อบุหัวใจอักเสบและที่สำคัญคือทำให้ประสาทหูทั้ง2ข้างอักเสบและเสื่อมจนหูหนวกได้   สำหรับผู้ที่ได้รับเชื้อสเตร็บโตค็อกคัสซูอิสเข้าไปในร่างกายจะป่วยหลังติดเชื้อประมาณ3-5วันอาการที่พบคือไข้สูงปวดศีรษะอย่างรุนแรงเวียนศีรษะจนทรงตัวไม่ได้อาเจียนคอแข็งหูดับท้องเสียปวดเมื่อยกล้ามเนื้อและเสียชีวิตจากการติดเชื้อในกระแสเลือดได้>>>โรคพยาธิพบว่าคนไทยเป็นโรคพยาธิกันมากโดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือกรมอนามัยเคยทำการสำรวจโรคพยาธิใบไม้ในตับพบว่าประชาชนในบางท้องที่ในจังหวัดกาฬสินธุ์สกลนครนครพนมร้อยเอ็ดขอนแก่นและอุดรธานีเป็นพยาธิใบไม้ในตับถึงร้อยละ70ถึง90 อันตรายของโรคพยาธิ   ชนิดของพยาธิมีหลายอย่างและมีอาการแตกต่างกันมากแล้วแต่ชนิดของพยาธิโดยพยาธิที่ยังเป็นปัญหาอยู่เนืองๆอีก3ชนิดได้แก่พยาธิตัวกลมที่มีชื่อว่าทริคิโนซีส(Tricinosis)พยาธิตัวตืดและพยาธิใบไม้ตับพยาธิบางชนิดเพียงแต่ถ่ายยาก็หายได้บางชนิดก็ไม่มียารักษาและมีอันตรายถึงแก่ชีวิตได้!!!   โรคพยาธิไม่ใช่โรคที่จะรักษาให้หายขาดได้ง่ายนักคนที่เป็นโรคพยาธิจะมีสุขภาพเสื่อมโทรมมีอาการอ่อนเพลียมึนงงสติปัญญาเสื่อมและเป็นโรคขาดอาหารได้อีกด้วยผู้ที่ชอบกินอาหารดิบๆสุกๆหลายคนอาจจะกำลังเป็นโรคพยาธิแต่ยังไม่รู้ตัวบางคนอาจยังโชคดีเผอิญไม่ได้กินอาหารชิ้นที่มีพยาธิจึงยังไม่เป็นแต่ถ้ายังกินอาหารดิบๆสุกๆนี้ต่อไปคงจะต้องเป็นโรคพยาธิในไม่ช้าข้อควรปฏิบัติเพื่อป้องกันตนเองจากโรคร้ายและความเจ็บป่วยที่เกิดจากการรับประทานอาหารสุกๆดิบๆ  1.เลือกทานอาหารที่ผ่านกระบวนการผลิตอย่างปลอดภัยเช่นเลือกนมที่ผ่านกระบวนการพาสเจอร์ไรซ์ส่วนพวกผักผลไม้ควรล้างให้น้ำไหลผ่านชะล้างเชื้อโรคล้างด้วยน้ำปริมาณมากๆให้สะอาดทั่วถึง  2.ปรุงอาหารทานเองให้มากว่าซื้อจากร้านค้าหรืออาหารสำเร็จรูปและปรุงให้สุกทั่วถึงก่อนรับประทาน  3.รับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ๆหากค้างคืนต้องอุ่นก่อน   4.หากมีความจำเป็นต้องเก็บอาหารที่ปรุงสุกไว้นานกว่า4-5ชั่วโมงควรเก็บไว้ในตู้เย็นอาหารสำหรับทารกนั้นไม่ควรเก็บไว้ข้ามมื้อ  5.การรับประทานก็ควรนำมาอุ่นก่อนซึ่งขณะการอุ่นอาหารควรทำให้เดือดไม่ใช่แค่ทำให้ร้อน  6.ไม่นำอาหารที่ปรุงสุกแล้วมาปนกับอาหารดิบอีกเพราะอาหารที่สุกอาจปนเปื้อนเชื้อโรคได้  7.ล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอทุกครั้งก่อนการปรุงอาหารก่อนรับประทานและโดยเฉพาะหลังการเข้าห้องน้ำ  8.ดูแลความสะอาดของพื้นที่สำหรับเตรียมอาหารล้างทำความสะอาดหลังการใช้ทุกครั้ง  9.เก็บอาหารให้ปลอดภัยจากแมลงหนูหรือสัตว์อื่นๆ  10.ดื่มน้ำสะอาดหรือน้ำต้มสุกใช้น้ำสะอาดในการปรุงอาหารและควรระวังเป็นพิเศษในการใช้น้ำเพื่อเตรียมอาหารสำหรับเด็กทารก  11.หลีกเลี่ยงอาหารหมักดองสุกๆดิบๆ   12.ผู้ที่สัมผัสกับสัตว์ต่างๆโดยเฉพาะผู้เลี้ยงหมูวัวผู้ที่ทำงานในโรงฆ่าสัตว์ผู้ที่ชำแหละเนื้อสัตวบาลสัตวแพทย์ควรสวมรองเท้าบู๊ทยางสวมถุงมือรวมถึงสวมเสื้อที่รัดกุมระหว่างทำงานหากมีบาดแผลต้องปิดแผลให้มิดชิดและล้างมือหลังสัมผัสกับสัตว์ทุกครั้ง  13รักษาอนามัยที่ดีในการขับถ่ายขับถ่ายในส้วมที่ถูกสุขลักษณะไม่ขับถ่ายหรือปัสสาวะและเทสิ่งปฏิกูลลงในแม่น้ำลำคลองระวังไม่ให้น้ำเข้าปากเมื่อลงเล่นหรืออาบน้ำในลำคลองข้อควรคำนึง   หากพบว่าตนหรือคนในครอบครัวมีอาการท้องเสียอย่างรุนแรงหรือป่วยหลังสัมผัสสัตว์ที่ป่วยหรือหลังกินอาหารที่ปรุงดิบๆหรือปรุงสุกๆดิบๆให้รีบพบแพทย์ทันทีและต้องบอกประวัติการกินให้ทราบด้วยเพราะหากมาพบแพทย์เร็วจะช่วยลดอัตราการเจ็บป่วยและเสียชีวิตได้สุขภาพที่ดีสมบูรณ์และแข็งแรงจะอยู่คู่กับเราไปนานๆหากเรารู้จักดูแลตัวเองโดยเฉพาะในเรื่องอาหารการกินหมั่นรักษาอนามัยที่ดีในการเป็นอยู่คำขวัญจำง่ายๆที่ควรจำขึ้นใจกันก็คือกินร้อนช้อนกลางล้างมือนั่นเองค่ะ
Fact News
#หายโง่ทันที!!เผยสูตร"ต้มบะหมี่สำเร็จรูป"ที่ถูกต้องดูซะถ้าไม่อยากเป็น"มะเร็ง"ก่อนวัยอันควรเสี่ยงต่อโรคต่างๆอันตรายถึงชีวิต!!ชมคลิป|||เมื่อพูดถึงบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปคงไม่มีใครไม่รู้จักและน้อยคนที่จะไม่เคยลิ้มลองรับประทานเพราะด้วยรสชาติที่หลากหลายและความสะดวกในการนำมารับประทานนั้นเองนอกจากนี้ยังมีหลายสูตรตามความต้องการสามารถนำมาประกอบอาหารได้หลากหลายเก็บไว้ได้นานแต่บะหมี่แสนสะดวกอย่างบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปนั้นให้พลังงานสูงและอุดมไปด้วยโซเดี่ยมและเครื่องปรุงแต่งรสต่างๆ........และวันนี้ทางทีมงานได้รวบรวมข้อมูลวิธีการต้มบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่ถูกต้องมาให้ดูค่ะเพราะที่เราต้มๆกันอยู่มันผิดเพราะเส้นบะหมี่สำเร็จรูปซึ่งเคลือบด้วยwaxผสมผงชูรสก็จะกลายสภาพเป็นสารพิษเมื่อต้มในน้ำเดือดที่เราทำกันเป็นประจำซึ่งร่ายกายต้องใช้เวลา4–5วันเลยทีเดียวถึงจะรขับwaxผสมผงชูรสซึ่งกลายสภาพเป็นสารพิษนี้ออกจากร่างกายหมดซึ่งมันอันตรายมากๆเอาเป็นว่าเราไปดูวิธีที่ถูกต้องกันเลยดีกว่า....วิธีต้มบะหมี่ที่ถูกต้อง1.เทบะหมี่สำเร็จรูปในน้ำและต้มจนเดือด2.เมื่อบะหมี่สุกแล้วเทน้ำที่ต้มบะหมี่ทิ้ง(เป็นการเทwaxผสมผงชูรสซึ่งเป็นสารพิษทิ้งไป)3.ต้มน้ำให้เดือดอีกครั้งและใส่เส้นบะหมี่ที่ต้มไว้แล้วตามข้อ2และปิดไฟ(ปิดเตาแก๊สหรือเชื้อเพลิงอะไรก็แล้วแต่ที่ใช้ต้มน่ะ)4.เมื่อปิดไฟ(เชื้อเพลิงฯลฯ)เรียบร้อยแล้วจึงใส่เครื่องปรุงขณะน้ำยังร้อน**(ผงชูรสในเครื่องปรุงจะได้ไม่กลายเป็นสารพิษอีก)5.ถ้าเป็นบะหมี่ชนิดแห้งเมื่อเทน้ำตามข้อ2ทิ้งแล้วจึงใส่เครื่องปรุงผสมให้เข้ากันก่อนรับประทาน........เรียบเรียงโดยSuggessNewsRecommendNews
Fake News
ดีคอนแทคได้จดลิขสิทธ์1เดียวของประเทศไทย
Fake News
แชร์เก็บไว้เลย!นอนกรนใช่มั้ยรักษาได้ด้วย"ใบแมงลัก"นะรู้ยัง?|||นอนกรนใช่มั้ยรักษาได้ด้วย"ใบแมงลัก"นะรู้ยัง?แมงลักหรือOCIMUMAMERICANALINNอยู่ในวงศ์LABIATAEเป็นพืชสวนครัวที่มีสรรพคุณเหลือหลายแถมยังปลูกง่ายนิยมนำมาใส่ในแกงของทางภาคอิสานหลายชนิดให้กลิ่นหอมเพิ่มรสชาติให้กับอาหารและนอกจากนี้แล้วใบแมงลักยังสามารถรักษาอาการนอนกรนได้อีกด้วยสำหรับใครที่ชอบการรักษาด้วยสมุนไพรใบแมงลักถือเป็นทางเลือกหนึ่งที่ดีเลยค่ะโดยมีวิธีนำมาใช้ดังนี้วิธีน้ำใบแมงลักมารักษาอาการนอนกรน1.ให้เอาเฉพาะ“ใบแมงลัก”สดประมาณ1ขยุ้มมือกับหัวหอมแดงสดปอกเปลือก5หัวขิงแก่สดยาว10ซม.และพริกขี้หนูสด7ลูกทั้งหมดล้างน้ำให้สะอาด2.ต้มกับน้ำ1ลิตรจนเดือด3.ดื่มขณะอุ่นวันละครั้งครั้งละ3ส่วน4แก้วก่อนนอนทุกวันต้มดื่มประจำเรื่อยๆอาการนอนกรนจะค่อยๆดีขึ้นและหายได้ในที่สุดสรรพคุณอื่นของแมงลัก♦ลำต้นสดต้มน้ำดื่มแก้ไอขับเหงื่อขับลมแก้โรคทางเดินอาหาร♦ใบสดตำให้ละเอียดคั้นเอาเฉพาะน้ำกินเป็นยาแก้หวัดแก้หลอดลมอักเสบแก้ท้องร่วงใบสดยังตำพอละเอียดเอากากหรือน้ำทาแก้โรคผิวหนังผื่นคันตามตัวดีมาก♦เมล็ดแห้งนำไปแช่น้ำจะเกิดพองตัวรับประทานเป็นยาระบายลดความอ้วนดูดซึมน้ำตาลในเส้นเลือดขับเหงื่อช่วยเพิ่มปริมาณอุจจาระเป็นเมือกลื่นในลำไส้ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก:http://www.thairath.co.th/และhttp://www.thaijobsgov.com/jobs/86007ขอบคุณรูปภาพจาก:http://www.herb-health.com/,http://xn--42caj4c4a6bb0abw1ipac8p6d.com/,http://health.kapook.com/
Fake News
-แพทย์เตือนสัญญาณ“ไม่รับกลิ่น-ไม่รู้รส”เสี่ยงติดCOVIDแนะใช้เป็นเกณฑ์เพิ่มตรวจหาเชื้อเกาหลีใต้พบเชื้อฆ่าไม่ตายฝังในเซลล์ผู้ป่วยหายแล้วก่อนกลับมาป่วยอีก-ครม.เคาะ1.9ล้านล้านบาทเยียวยาผลกระทบเศรษฐกิจพร้อมเลื่อนเปิดเทอมเป็น1กรกฎาคม-อย.จับหน้ากากอนามัยและเจลแอลกอฮอล์ปลอมมูลค่ากว่า50ล้านบาทติดตามได้ในTNNข่าวค่ำ18.00น.เป็นต้นไป
Fact News
อย่าตื่นตระหนก!!เขื่อนเมืองกาญจน์แข็งแรง|||เจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบเขื่อนวชิราลงกรณและเขื่อนศรีนครินทร์หลังจากเกิดแผ่นดินไหวขนาด4.9ความลึก2กิโลเมตรจุดศูนย์กลางอยู่ที่บริเวณอำเภอศรีสวัสดิ์จังหวัดกาญจนบุรีโดยยืนยันว่าสภาพทั่วไปของเขื่อนและอาคารประกอบไม่พบสิ่งผิดปกติแต่อย่างใดนอกจากนี้การตรวจสอบเขื่อนด้วยเครื่องมือวัดก็ไม่พบสิ่งผิดปกติจึงขอให้ประชาชนมั่นใจในความมั่นคงแข็งแรงของเขื่อนซึ่งได้ออกแบบรับแรงแผ่นดินไหวได้อย่างไรก็ตามมีการเฝ้าระวังตลอด24ชั่วโมงจึงขอให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวอย่าได้ตื่นตระหนกโดยสามารถตรวจสอบทางกล้องCCTVของเขื่อนศรีนครินทร์ได้ตลอด24ชั่วโมงที่http://snr.egat.com/index.php/cctvsnrและกล้องCCTVเขื่อนวชิราลงกรณได้ตลอด24ชั่วโมงที่http://vrk.egat.com/index.php/cctv
Fact News
ใครที่ใช้วาสลีนบ่อยๆรีบไปเอามาใช้ไม่คิดว่าจะดีขนาดนี่|||สำหรับคุณพ่อคุณแม่บ้านท่านไหนที่ที่บ้านมีวาสลีนสำหรับเอาไว้ทาปากก่อนอื่นเลยต้องบอกว่าวาสลีนความจริงแล้วไม่ใช่เอามาทาปากเพียงเท่านั้นแต่ยังสามารถนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้มากมายหลายอย่างโดยเฉพาะในเรื่องของการทำความสะอาดความสวยความงามไปดูกันเลยดีกว่าว่าประโยชน์ของวาสลีน12ข้อสามารถใช้ทำอะไร1น้ำหอมติดทนนานเราสามารถฉีดน้ำหอมให้ติดทนนานได้โดยการก่อนที่จะฉีดน้ำหอมลงบนผิวหนังของเราแนะนำว่าให้ทาวาสลีนบางๆในบริเวณจุดนั้นก่อนทิ้งเอาไว้สักครู่แล้วค่อยฉีดน้ำหอมลงบนจุดนั้นวิธีนี้จะช่วยให้น้ำหอมสามารถเก็บความชุ่มชื้นได้นานจึงเป็นเหตุทำให้มีความหอมติดตัวนานมากยิ่งกว่าเดิม2ตกแต่งเส้นผมและขนคิ้วในเรื่องของการจัดแต่งไม่ว่าจะเป็นเส้นผมหรือว่าขนคิ้วก็ตามคุณผู้หญิงสามารถใช้วาสลีนบางๆทาบริเวณปลายเส้นผมที่แตกและแห้งจะทำให้กลับมามีความชุ่มชื่นและดูมีชีวิตชีวาขึ้นและสำหรับใครคนไหนที่กำลังจะแต่งคิ้วให้มีความคงรูปสวยงามก็สามารถนำมาทาบางๆได้เช่นกัน3ใช้เป็นไฮไลท์เตอร์ถ้าหากใครต้องการที่จะมีผิวสวยดูดีแนะนำว่าให้ใช้วาสลีนแต้มบางๆบริเวณโหนกนูนบนใบหน้าของเราอย่างเช่นบริเวณหน้าผากโหนกแก้มรอยหยักเหนือปากหรือจะนำมาทาบริเวณขาเพิ่มความเงางามก็ได้วิธีนี้จะทำให้ดูโดดเด่นเป็นประกาย4จัดการคราบสีเปื้อนเสื้อผ้าวาสลีนสามารถนำมาทำความสะอาดจัดการกับคราบสีที่เปื้อนเสื้อผ้าได้แค่คุณทาวาสลีนลงบนผ้าที่เปื้อนสีมากมายหลังจากนั้นใช้แปรงสีฟันค่อยๆขัดออกง่ายๆเท่านี้คุณก็จะสามารถทำความสะอาดสีที่เลอะเสื้อผ้าให้ออกง่ายมากขึ้น5กันน้ำยาทาเล็บเปื้อนบริเวณนิ้วมือก่อนที่คุณจะทาเล็บหรือว่าตกแต่งสีเล็บแนะนำว่าให้คุณนำวาสลีนมาทาบริเวณหนังรอบๆเล็บของคุณหลังจากนั้นทาเล็บตามปกติวิธีนี้จะช่วยป้องกันไม่ให้สีเลอะเนื้อบริเวณเล็บของเราถ้าเลอะก็สามารถล้างออกแล้วเช็ดออกได้ง่ายมาก6แก้ปัญหาผิวแห้งวาสลีนสามารถช่วยจัดการกับผิวแห้งได้ไม่ว่าจะเป็นผิวแห้งที่แขนขาหรือว่าจะเป็นบริเวณส้นเท้าแห้งแตกข้อศอกแค่คุณล้างน้ำทำความสะอาดเช็ดให้แห้งแล้วใช้วาสลีนทาบางๆในบริเวณจุดนั้นก็จะทำให้ผิวของคุณกลับนุ่มชุ่มชื่น7ทำความสะอาดเครื่องสำอางถ้าคุณใช้เครื่องสำอางในการทาหน้าและแต่งหน้าบ่อยๆคุณสามารถใช้วาสลีนบางๆเอามาทาแก้มหรือจะใช้เป็นอายแชโดว์เล็กน้อยหลังจากนั้นก็นำเครื่องสำอางชนิดที่เป็นผงนำมาทาบางๆจะช่วยให้มีความเฉียบมากยิ่งขึ้นและวิธีการทำความสะอาดก็คือเราสามารถใช้เบบี้ออยในการเช็ดล้างทำความสะอาดได้ง่ายเช่นเดียวกัน8ขัดหนังวาสลีนสามารถนำมาขัดกระเป๋าหนังรองเท้าหนังเข็มขัดหนังให้มีความเงางามแวววับเหมือนใหม่ได้วิธีการง่ายๆก็คือเราจะใช้ผ้าชุบน้ำหมาดๆควรที่จะเป็นน้ำอุ่นจะดีที่สุดหลังจากนั้นนำมาเช็ดทำความสะอาดก่อน2รอบแล้วก็ใช้ผ้าแห้งเช็ดให้เรียบร้อยวิธีสุดท้ายคือนำวาสลีนบางๆมาป้ายลงบนผ้าแล้วก็เช็ดให้ทั่วปล่อยทิ้งไว้แบบนี้จะเป็นการเก็บรักษาเครื่องหนังให้อยู่คงนานและมีความใหม่แวววาว9ใช้เป็นอายรีมูฟเวอร์หากเราจำเป็นที่จะต้องซื้อน้ำยาทำความสะอาดEyeremoverถ้าหากเราใช้บ่อยๆก็คงจะแพงวิธีการง่ายๆถ้าเรามีวาสลีนที่บ้านเราสามารถใช้ได้เพราะว่าวาสลีนนั้นมีราคาถูกและอ่อนโยนต่อผิวไม่มีการระคายเคืองแค่คุณนำมาทาบริเวณรอบๆตาก็ไม่ต้องกลัวระคายเคืองอีกต่อไปเช็ดทำความสะอาดให้เรียบร้อยก็เป็นอันเสร็จสิ้น10ใช้สครับถ้าหากริมฝีปากของคุณเริ่มแห้งแตกเป็นขุยคุณสามารถนำวาสลีนมาผสมกับน้ำตาลทรายขาวหลังจากนั้นนำมาทาที่ริมฝีปากหรือจะใช้เกลือทะเลก็ได้ค่อยๆใช้นิ้วของเราวนเรื่อยๆที่บริเวณริมฝีปากวิธีนี้จะช่วยจัดการกับหนังลอกได้เป็นอย่างดี11ถอนขนคิ้วไม่เจ็บสำหรับใครที่ถอนขนคิ้วบ่อยๆและรู้สึกว่าน้ำตาไหลออกมาเลิกวิธีเก่าซะวิธีนี้ง่ายๆแค่คุณทาวาสลีนลงบนขนอ่อนที่คิ้วทิ้งไว้ประมาณ5นาทีแล้วใช้แหนบดึงออกจะช่วยให้ขนคิ้วหลุดออกได้ง่ายมากขึ้น12ทาเล็บเช็ดเล็บออกง่ายก่อนที่คุณจะทาเล็บควรที่จะทาวาสลีนบริเวณขอบเล็บให้ทั่วก่อนทุกครั้งวิธีนี้จะช่วยบำรุงให้เล็บของคุณดูดีหากเพื่อนน้ำยาล้างเล็บก็สามารถเช็ดออกได้ง่ายเช่นเดียวกันเห็นกันแล้วใช่ไหมว่าประโยชน์ของวาสลีนมีดีมากแค่ไหนเมื่อรู้อย่างนี้แล้วอย่าลืมเทคนิคเคล็ดลับดีๆ12ข้อที่ดีกว่านะมาฝากในวันนี้เอาไปใช้ให้เกิดประโยชน์กันนะคะแนะนำว่าให้เซฟเก็บไว้ทำตามได้เลยค่ะไม่หวงเขียน/เรียบเรียงโดย:Postsodไม่อนุญาตให้คัดลอกทุกกรณีบทความมีลิขสิทธิ์Savemyname,email,andwebsiteinthisbrowserforthenexttimeIcomment.
Fact News
เผย!!อันตรายที่คุณคาดไม่ถึงจากการกินชาไข่uมมุกบ่อยๆ|||ชาuมไข่มุกเป็นเครื่องดื่มยอดฮิตในยุคปัจจุบันเลยก็ว่าได้ด้วยรสชาติที่หอมหวานใครได้กินเป็นอันติดใจแต่หารู้ไม่ว่าในชาuมไข่มุกมีอันตรายที่คุณคาดไม่ถึงวันนี้เราตะขอเล่าประสบการณ์จากแพทย์ให้ทุกคนได้ทราบถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้นจากการดื่มชาuมไข่มุกทุกวันเหนื่อยเพราะชาuมไข่มุกวันนี้มีหญิงอายุ46ปีมาปรึกษาเรื่องเหนื่อยง่ายอ่อนเพลียเธอตั้งใจมาตรวจสุขภาพและขอให้ผมเลือกโปรแกรมตรวจสุขภาพหัวใจให้ผมจึงเลือกให้เธอไปก่อนตามประสงค์หลังจากได้ผລเลืoดและตรวจechocardiogramแล้วพบว่าผลตรวจหัวใจปกติหมดแต่ผลเลืoดนี่สิเจ็บจริงผมถามประวัติเพิ่มเติมจึงทราบว่าในช่วง1-2เดืoนนี้เธอน้ำหนักลดปัสสาวะบ่อยหิวน้ำบ่อยบางวันเพลียมากไปทำงานไม่ไหวผลเลืoดพบว่าน้ำตาลและไตรกลีเซอไรด์สูงมากต่างจากเมื่อ1-2ปีที่แล้วอย่างหน้ามือเป็นหลังเท้าถามเธอว่าช่วงนี้ทานอะไรหวาuมากไหม??เธอเล่าว่าเธอทานชาuมไข่มุกวันละแก้วจากร้านในซอยแถวบ้านนี่ล่ะเจอสาเหตุแล้วชาuมไข่มุกวันละแก้วทำให้เกิดอะไรบ้างน้ำตาลเธอขึ้นจาก105เป็น359น้ำตาลสะสมพุ่งไปที่12.6(ค่าปกติไม่เกิน5.7)ไตรกรีเซอร์ไรด์เพิ่มจาก222เป็น801สรุปได้ว่าชาuมไข่มุกวันละแก้วนี่ล่ะทำให้เธอเหนื่อยง่ายอ่อนเพลียน้ำหนักลดคือเป็นอาการของเบาหวานที่มีน้ำตาลสูงมากนั่นเองแหล่งที่มา:aomhugdaily.com
Fake News
มาได้ไง!คลังสั่งสอบร้านขายหวย–เหล้าเข้าร่วม“ชิมช้อปใช้”|||นายอุตตมสาวนายนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเปิดเผยว่ารับรายงานถึงลงทะเบียนตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลชิมช้อปใช้ในวันที่25กันยายนเป็นวันลงทะเบียนเป็นวันที่3พบว่าประชาชนให้ความสนใจเข้ามาลงทะเบียนตั้งแต่เปิดให้ลงทะเบียนเวลา00.01ผ่านwww.ชิมช้อปใช้.comทำให้ยอดลงทะเบียนครบ1ล้านคนเวลา06.18น.ถือว่าเร็วกว่า2วันแรกมากทั้งนี้กระทรวงการคลังตั้งเป้าหมายวันละ1ล้านคนหากครบจำนวนจะปิดระบบลงทะเบียนและเปิดให้ลงใหม่ในวันต่อไปจนครบ10ล้านคนโดยมีเวลาให้ลงทะเบียนถึงวันที่15พฤศจิกายน2562หรือจนกว่าจะครบ10ล้านคน“ขณะนี้ยังไม่มีการปรับเรื่องการลงทะเบียนเพราะอยากให้คนมาลงทะเบียนให้ครบ10ล้านคนและรีบไปใช้จ่ายเร็วๆเพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจดังนั้นยิ่งมีการใช้เงินเร็วยิ่งดีจึงไม่กังวลว่าการที่คนมาลงทะเบียนวันละ1ล้านคนแค่10วันครบทำให้คนกระจุกตัวไปเที่ยวเพราะมองว่ายิ่งคนไปเที่ยวเร็วจะยิ่งมีผลดีต่อเศรษฐกิจ”นายอุตตมกล่าวนายอุตตมกล่าวต่อว่าส่วนกรณีที่มีร้านค้าขายหวยขายเหล้ามาลงทะเบียนเป็นร้านค้าในโครงการนั้นสั่งการให้ไปตรวจสอบแล้วเพราะขณะนี้ยังไม่เริ่มยังมีเวลาเนื่องจากผู้ที่ลงทะเบียนวันแรกต้องรอSMSยืนยันภายใน3วันจึงจะเริ่มใช้เงิน1,000บาทรัฐบาลแจกให้ท่องเที่ยวได้ตั้งแต่วันที่27กันยายนด้านนายประสงค์พูนธเนศปลัดกระทรวงการคลังกล่าวว่านอกจากเงิน1,000บาทแจกให้คนลงทะเบียน10ล้านคนเป็นวงเงิน1หมื่นล้านบาทนำไปท่องเที่ยวแล้วกระทรวงการคลังหวังว่ามีการควักเงินใช้จ่ายเพิ่มเติมในส่วนของเงินคืน15%ของวงเงินที่ใช้จ่ายไม่เกิน3หมื่นบาทหรือรับเงินคืนสุดสุด4,500บาทโดยในส่วนการใช้จ่ายเพิ่มเติมนั้นสามารถใช้ไปได้จนถึงวันที่30พฤศจิกายน2562และไม่กำหนดจังหวัดสามารถใช้ได้ทั่วประเทศกระทรวงการคลังคาดว่าจะมีคนใช้จ่ายส่วนเพิ่มไม่น้อยกว่า70-80%ตรงนี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจประมาณ0.02-0.03%นายลวรณแสงสนิทผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.)ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลังกล่าวว่าถ้าการลงทะเบียนยังคงระดับวันละ1ล้านคนคาดว่าจะอีก7วันคือในวันที่2ตุลาคมจำนวนผู้ลงทะเบียนครบ10ล้านคนตามเป้าหมายหลังจากนี้ต้องติดตามว่าผู้ที่ลงทะเบียนไว้ไปใช้เงินตามเงื่อนไขที่กระทวงการคลังกำหนดไว้หรือไม่ถ้าใช้ไม่ไปใช้เงินตามเงื่อนไขคือต้องใช้เงิน1,000บาทภายใน14วันในจังหวัดที่ลงทะเบียนไว้ถ้าไม่ใช่ถูกตัดสิทธิ์กระทรวงการคลังนำสิทธิ์ดังกล่าวมาเปิดให้ลงทะเบียนรอบใหม่
Fact News
แดดแรง-ฝนรัวจักษุแพทย์เตือนภัยร้ายต่อดวงตาเดลินิวส์|||เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย...ช่วงนี้เดี๋ยวแดดออกจ้าจนร้อนระอุสักพักฟ้าครึ้มฝนตกกระหน่ำแน่นอนว่าเราไม่สามารถหลีกเลี่ยงการเผชิญกับสภาพอากาศของประเทศไทยที่มีทั้งแสงแดดอันประกอบไปด้วยรังสีUVและเชื้อโรคที่มากับสายฝนซึ่งภัยร้ายใกล้ตัวดังกล่าวนอกจากจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพแล้วสิ่งสำคัญที่ไม่ควรปล่อยปะละเลยคือการดูแลสุขภาพร่างกายโดยเฉพะดวงตาคู่เดียวของคุณในเรื่องนี้นพ.นพวุฒิตรีพรชัยศักดิ์จักษุแพทย์แห่ง“แว่นท็อปเจริญ”ให้คำแนะนำถึงเคล็ดลับการปกป้องดวงตาจากแสงแดดและสายฝนว่า“ในปัจจุบันคนไทยยังให้ความสำคัญของการดูแลสายตาจากรังสีUVน้อยมากเห็นได้ว่าหลายคนยังละเลยการสวมใส่แว่นกันแดดเมื่อต้องทำกิจกรรมกลางแจ้งและเป็นที่ทราบกันดีว่าในช่วงฤดูร้อนนี้เมืองไทยเราตรวจพบค่ารังสีUVสูงขึ้นในระดับที่รุนแรงโดยเฉพาะในเขตกรุงเทพฯและอีกหลายจังหวัดในประเทศไทยยิ่งดวงอาทิตย์เข้าใกล้โลกมากเท่าไหร่ก็ยิ่งกระทบต่อดวงตาโดยตรงทั้งในระยะสั้นและระยะยาวโดยอาจส่งผลให้ผู้ที่ทำกิจกรรมกลางแจ้งบ่อยๆโดยไม่สวมแว่นกันแดดเกิดอาการกระจกตาอักเสบมีอาการแสบตาน้ำตาไหลเคืองตาตาแดงหรือมองภาพเบลอได้ส่วนระยะยาวอาจเกิดเป็นต้อลมต้อเนื้อต้อกระจกและในอนาคตจอตาอาจเสื่อมจนอาจถึงขั้นการสูญเสียการมองเห็นดังนั้นนอกจากการสวมแว่นกันแดดที่สามารถป้องกันทั้งรังสีUVAและUVBรวมถึงสวมหมวกหรือกางร่มทุกครั้งเมื่อต้องเผชิญกับแสงแดดหากรู้สึกแสบตาไม่สบายตาให้หยอดน้ำตาเทียมเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับดวงตาและถ้าไม่จำเป็นควรหลีกเลี่ยงการออกแดดในช่วงเวลาตั้งแต่เวลา11.00น.ไปจนถึง15.00น.เนื่องจากเป็นช่วงที่แสงแดดรุนแรงที่สุดที่สำคัญควรเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์เพื่อบำรุงและปกป้องสายตาเช่นอาหารที่มีสารลูทีนเบต้าแคโรทีนและวิตามินACDEเสริมด้วย”นพ.นพวุฒิกล่าวต่อว่าสำหรับในช่วงที่ฝนตกอากาศจะมีความชื้นสูงจึงเอื้อต่อการเจริญเติบโตของเชื้อโรคโรคตาที่พบได้บ่อยในช่วงหน้าฝนคือโรคตาแดงจากเยื่อบุตาอักเสบจะมีอาการเคืองปวดตาตาแดงมากและมีขี้ตาข้นเขียวดังนั้นควรต้องระวังเรื่องความสะอาดจากการสัมผัสเข้าตาโดยไม่ได้ตั้งใจสามารถป้องกันได้โดยหมั่นล้างมือให้สะอาดไม่นำมือที่ไม่สะอาดมาจับหรือขยี้ตาในกรณีที่น้ำหรือฝุ่นเข้าตาห้ามขยี้ตาหรือเช็ดตาแรงๆเพราะอาจทำให้เกิดแผลถลอกที่ผิวตาทำให้เชื้อโรคเข้าตาง่ายขึ้น"วิธีที่ถูกต้องคือใช้ผ้าสะอาดซับเบาๆหรือหาน้ำเกลือที่สะอาดล้างตาหรือหยอดน้ำตาเทียมถ้ารู้สึกระคายเคืองหรือตาแดงมากควรไปพบจักษุแพทย์ตรวจร่วมกับหยอดยาฆ่าเชื้อป้องกันหรือรักษาการติดเชื้อที่ดวงตา"นพ.นพวุฒิกล่าวจักษุแพทย์รายนี้กล่าวอีกว่านอกจากนี้ยังมีโรคที่มากับหน้าฝนที่เกิดจากการเดินย่ำน้ำท่วมขังสกปรกอย่างโรคฉี่หนู(Leptospirosis)โดยเชื้อนี้จะเข้าสู่เท้าโดยเฉพาะบริเวณที่มีบาดแผลมีระยะฟักตัว1-3วันผู้ป่วยจะมีไข้สูงปวดเมื่อยตามร่างกายปวดน่องขาและอาจพบอาการตาแดงรุนแรงซึ่งป้องกันได้โดยหลีกเลี่ยงการเดินย่ำน้ำขังหากเลี่ยงไม่ได้ควรใส่รองเท้าบูทกันน้ำหากพบการติดเชื้อโรคฉี่หนูควรไปพบอายุรแพทย์เพื่อได้รับยาปฏิชีวนะและเฝ้าดูอาการอย่างใกล้ชิดด้วยอย่างไรก็ตามหากมีอาการผิดปกติเกิดขึ้นกับดวงตาควรรีบไปปรึกษาจักษุแพทย์โดยทันทีและทางที่ดีควรเข้าตรวจสุขภาพดวงตาอย่างน้อยปีละ1ครั้งเพื่อสุขภาพดวงตาที่ดีและการมองเห็นที่ชัดเจนอีกด้วย
Fact News
หากคุณมีไขมันหน้าท้องนี่คือวิธีกำจัดมัน..บอกเลยว่าได้ผลดีมากๆ|||การจัดการไขมันส่วนเกินบนหน้าท้องเป็นหนึ่งสิ่งที่ยากมากและหากคุณต้องการมีหน้าท้องที่ราบเรียบคุณต้องออกกำลังกายอย่างหนักเพื่อกำจัดไขมันบริเวณหน้าท้องออกไปอาหารและผลิตภัณฑ์เพื่อช่วยลดน้ำหนักและเผาผลาญไขมันหน้าท้องมีขายอยู่มากมายแต่บางครั้งผลิตภัณฑ์เหล่านั้นก็ไม่ได้ประสิทธิภาพเท่าที่คิดไว้และยังมีราคาแพงมากดังนั้นคำถามที่เกิดขึ้นคือจะทำอย่างไรเพื่อที่จะกำจัดไขมันหน้าท้องโดยไม่ต้องเสียเงินแพงๆและให้ได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการและวันนี้เรามีคำแนะนำสำหรับกำจัดไขมันหน้าท้องให้กับคุณ:โดยการทำท่าครั้นช์(Crunch)การบริหารร่างกายด้วยท่าครั้นซ์ไม่ได้ช่วยลดไขมันหน้าท้องให้กับคุณแต่มันจะสร้างกล้ามเนื้อหน้าท้องของคุณให้แข็งแรงการบริหารด้วยท่านี้จะเน้นการสร้างมวลกล้ามเนื้อและป้องกันการสูญเสียกล้ามเนื้ออีกทั้งยังกระตุ้นให้การสูญเสียน้ำหนักรวมถึงการออกกำลังกายด้วยท่าสควอช(Squats)และท่าเด้ดลิฟท์(Deadlift)จะช่วยให้กล้ามเนื้อหลังส่วนล่างและกล้ามเนื้อหน้าท้องเอวลดขนาดลงและแข็งแรงขึ้นนอกจากนี้การกินอาหารเพื่อสุขภาพเพิ่มปริมาณผักและผลไม้ให้มากขึ้นหลีกเลี่ยงอาหารแปรรูปและไขมันจะช่วยกำจัดไขมันหน้าท้องของคุณให้หายไปอย่างแน่นอน
Fact News
เตือน!!ระวังไข้หวัดใหญ่ระบาดหนักกทม.พบผู้ป่วยพุ่ง8,000ราย(09พ.ย.2559)สาเหตุที่เกิดระบาดหนักเนื่องจากอยู่ในช่วงเปลี่ยนจากฤดูฝนเป็นฤดูหนาวอากาศแปรปรวนเน้นย้ำ!!กินร้อนช้อนกลางล้างมือและใช้หน้ากากอนามัยเมื่อป่วยเป็นไข้หวัดป้องกันตัวเองด้วย#PaoloHospital#ไข้หวัดใหญ่อ่านเพิ่มเติมhttps://goo.gl/LBEqk2
Fact News
มะอึก..สมุนไพรพื้นบ้านเป็นยาชั้นดี!!|||มะอึกเป็นพืชพื้นบ้านของไทยที่มีมาช้านานตั้งแต่สมัยโบราณ มะอึกเป็นพืชสวนครัวพบมากในภาคอีสานนิยมนำมาผลมะอึกใส่ส้มตำเนื่องจากผลมะอึกมีรสเปรี้ยวสามารถใส่แทนมะนาวได้ปัจจุบันมะอึกใกล้สูญพันธุ์เนื่องจากคนส่วนมากไม่ค่อยนิยมปลูกเนื่องจากไม่เป็นที่ต้องการของตลาดและไม่รู้ว่าเจ้ามะอึกเป็นยาดีใกล้ตัวมากประโยชน์วันนี้ไข่เจียว.comจะพาทุกคนมารู้จักประโยชน์ของเจ้ามะอึกลูกกลมๆรสเปรี้ยวกันค่ะว่าแล้วเราไปดูพร้อมกันเลยค่ะมารู้จักมะอึกกันก่อนนะคะมะอึก(Solanum,BoloMaka)ชื่อวิทยาศาสตร์ :SolanumstramonifoliumJacq.ชื่อวงศ์ :Solanaceaeซึ่งเป็นวงศ์เดียวกันกับมะเขือพวงและมะแว้งชื่ออื่น :มะเขือปู่มะปู่มะเขือขนหมากขน(ภาคเหนือ),หมากอึกหมักอึกบักเอิก(ภาคอีสาน),อึกลูกอึก(ภาคใต้),มะอึก(ภาคกลาง),ยั่งคุยดี(กะเหรี่ยง)ลักษณะทางพฤกษศาสตร์มะอึกเป็นไม้พุ่มสูง1-2เมตรทุกส่วนมีขนละเอียดสีน้ำตาลอ่อนปกคลุมใบ:เป็นใบเดี่ยวออกเรียงสลับกันลักษณะของใบเป็นรูปไข่กว้างโคนใบเว้าหรือตัดขอบใบหยักเว้าเป็นพูมีความกว้างประมาณ15-25เซนติเมตรและยาวประมาณ20-30เซนติเมตรแผ่นใบสีเขียวมีขนอ่อนปกคลุมผิวใบทั้งด้านบนและด้านล่างดอก:ออกดอกเป็นช่อกระจุกที่ซอกใบดอกมีสีขาวมีกลีบดอก5กลีบที่โคนเชื่อมติดกันปลายแหลมมีเกสรตัวผู้สีเหลืองเป็นเส้นรวมเป็นยอดแหลมผล:(ลูกมะอึก)ลักษณะของผลเป็นรูปทรงกลมมีขนาดราว1.8-2เซนติเมตรที่ผิวมีขนยาวหนาแน่นผลอ่อนมีสีเขียวส่วนผลสุกมีสีเหลืองแกมน้ำตาลในผลมีเมล็ดแบนจำนวนมากเรียงเป็นแถวอยู่ภายและจะออกผลในช่วงปลายฤดูฝนส่วนในเรื่องของรสชาติมะอึกจะมีรสเปรี้ยวเป็นหลักซึ่งรสและกลิ่นจะมีเอกลักษณ์พิเศษในตัวของมันAdvertisementมะอึกขยายพันธุ์ด้วย:การเพาะเมล็ดส่วนที่ใช้เป็นยา:ผลใบรากเมล็ดสรรพคุณของมะอึกผล:เป็นอาหารกัดฟอกเสมหะแก้ไอแก้น้ำลายเหนียวแก้ไข้สันนิบาตกัดฟอกเสมหะกระทุ้งพิษดับพิษร้อนภายในแก้ดีฝ่อดีกระตุกเมล็ดแก้ปวดฟันใบ:เป็นยาพอกแก้คันราก:แก้ปวดแก้ไข้พอกแก้คันดอก:ตำพอกแก้คันตามผิวหนังเมล็ดเผาไฟสูดดมเอาควันแก้ปวดฟันได้เมล็ด:แก้ปวดฟัน(โดยเผาสูดดมควันเข้าไป)คุณค่าทางโภชนาการของมะอึกคุณค่าทางอาหารของมะอึกในส่วนที่รับประทานได้100กรัม ประกอบด้วยพลังงาน53แคลอรี่โปรตีน1.9กรัมไขมัน0.8กรัมคาร์โบไฮเดรต9.5กรัมแคลเซียม26มิลลิกรัมฟอสฟอรัส41มิลลิกรัมเหล็ก0.8มิลลิกรัมเบต้าแคโรทีน163.14REวิตามีนบี10.07มิลลิกรัมวิตามีนบี20.05มิลลิกรัมไนอะซีน4.9มิลลิกรัมวิตามีนซี3มิลลิกรัมส่วนที่ใช้/สรรพคุณทางยาตำรายาแผนไทยราก:มีรสเย็นและเปรี้ยวเล็กน้อยต้มน้ำดื่มเป็นยาแก้ดีฝ่อดีกระตุกหมายถึงนอนสะดุ้งผวาชนิดหลับๆตื่นๆสาเหตุจากโทษน้ำดีกระทำแก้ไข้สันนิบาตแก้น้ำลายเหนียวกัดฟอกเสมหะกระทุ้งพิษดับพิษร้อนภายในใบสด: ตำพอกฝีลดอาการปวดบวมผื่นคันต่างๆดีมากดอก:ตำพอกแก้คันตามผิวหนังเมล็ดเผาไฟสูดดมเอาควันแก้ปวดฟันได้ตำรายามาเลเซีย-ใช้เมล็ดมะอึก:รักษาอาการปวดฟันโดยมวนเมล็ดมะอึกแห้งในใบตองแห้งแล้วจุดสูดควันเข้าไป Advertisementคำแนะนำก่อนการนำผลมะอึกมาใช้ประกอบอาหารควรขูดขนอ่อนๆออกให้หมดเสียก่อนแล้วล้างน้ำให้สะอาดหรือจะปอกเปลือกออกเลยก็ได้และผ่าเอาเมล็ดด้านในทิ้งหั่นให้เป็นชิ้นพอคำจะสามารถรับประทานได้ง่ายขึ้นจะเห็นได้ว่ามะอึกมีประโยชน์อย่างที่ทุกคนนึกไม่ถึงมาก่อน แต่อย่างไรก็ตามก่อนที่จะใช้สมุนไพรจะรักษาโรคต้องศึกษาข้อมูลและวิธีใช้ให้ดีก่อนใช้เพราะสมุนไพรบางชนิดก็ไม่เหมาะกับคนที่ป่วยด้วยโรคบางประเภทหรือสตรีมีครรภ์ดังนั้นและข้อควรระวังทุกครั้งก่อนจะใช้สมุนไพรจะดีที่สุดค่ะ
Fake News
แชร์เก็บไว้ใช้ยามจำเป็นรวมตํารายาสมุนไพร(หลวงปู่ศุข)แก้ปวดเมื่อยลดไขมันเบาหวาน|||แชร์เก็บไว้ใช้ยามจำเป็นรวมตํารายาสมุนไพร(หลวงปู่ศุข)แก้ปวดเมื่อยลดไขมันเบาหวานขึ้นชื่อว่าพระเกจิอาจารย์แล้วหลวงปู่ศุขวัดปากคลองมะขามเฒ่าอีกองค์หนึ่งที่แทบทุกคนมักรู้จักท่านเป็นอย่างดีไม่ว่าทางด้านอิทธิปาฏิหาริย์หรือทางด้านยารักษาโรคท่านเป็นพระอาจารย์ที่ทรงคุณวิเศษหลายประการเชื่อกันว่าท่านสําเร็จวิชา๘ประการคือ...๑.วิปัสสนาญาณ๒.มโนมยิทธิ๓.อิทธิวิธี๔.ทิพโสต๕.เจโตปริยญาณ๖.ปุพเพนิวาสานุวัติ๗.ทิพยจักษุ๘.อาสวักขยญาณเมื่อหลวงปู่ท่านมีญาณถึงขั้นนี้แล้วท่านจะต้องเป็นพระที่แก่กล้าในทางอภิญญาแน่นอนท่านเกิดเมื่อไรไม่มีใครทราบทราบแต่เพียงว่าพ่อชื่อน่วมแม่ชื่อทองดีนามสกุลเกตเวชสุริยาเกิดที่บ้านปากคลองมะขามเฒ่าอำเภอวัดสิงห์จังหวัดชัยนาทมีพี่น้องทั้งหมด๘คนด้วยกันส่วนท่านเป็นคนโตพออายุได้๗ขวบท่านก็เรียนหนังสือภาษาไทยและขอมที่วัดนี้เองสมัยเด็กท่านซุกซนมากชอบโดดนําเกาะเรือโยงเล่นเป็นประจำจนกระทั่งแม่ต้องทำโทษไม่ให้ขึ้นจากนำอยู่มาวันหนึ่งขณะเล่นนำจะเป็นเพราะสนุกหรือน้อยใจไม่ทราบได้ท่านเกาะเรือโยงเข้ากรุงเทพฯแล้วไม่กลับไปบ้านอีกเลยหลักจากท่านบวชเป็นพระภิกขุแล้วจึงเดินทางมาเยี่ยมแม่ที่บ้านพอแม่เห็นต่างก็ดีใจจากนั้นท่านก็ไม่ได้ทิ้งแม่ไปไหนอีกเลยพอถึงฤดูเข้าพรรษาท่านก็จำพรรษาที่วิหารเก่าแก่ของวัดปากคลองมะขามเฒ่านั่นเองเนื่องด้วยข้าพเจ้าได้ตํารายาสมุนไพรนี้มาโดยบังเอิญซึ่งเป็นตําราของหลวงปู่ศุขวัดปากคลองมะขามเฒ่าและกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์(จากนายศุกลเฮ็งรักษา)ซึ่งได้มาจากร้านค้าของเก่าข้าพเจ้าเห็นว่ามีประโยชน์อย่างยิ่งแก่ผู้นําไปใช้และเพื่อดํารงค์รักษาตําราอันสําคัญเหมื่อนเพชรลําค่ามิให้สูญหายไปประกอบกับปัจจุบันนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงฟื้นฟูพืชสมุนไพรดังกล่าวด้วยตํารายาสมุนไพรนี้หวังว่าคงได้รับความนิยมพอสมควรความดีจากการทําดีทั้งหมดนี้ข้าพเจ้าขอถวายให้กับหลวงปู่ศุขกรมหลวงชุมพรครูบาอาจารย์ของข้าพเจ้าทั้งหมดเลยตํารายาสมุนไพร๑ยาแก้โรคมะเร็งขนานที่๑ท่านให้เอาหัวยาข้าวเย็นเหนือ๑หัวยาข้าวเย็นใต้๑กํแล้วามะถันเหลือง๑ตัวยาทั้ง๓อย่างนี้เอาหนักอย่างละ๔บาทเท่ากันกะลามะพร้าวแก่(ผ่าเป็น๔ส่วนเอา๓ส่วน)ตัวยาทั้ง๔อย่างนี้นํามาใส่หม้อดินต้มกับนําพอสมควรใช้นํารับประทานต่างนําชาจนนํายาจืดมีสรรพคุณแก้โรคมะเร็งได้ผลดีอย่างชะงัดนักแลเคยใช้รักษาหายมาแล้วฯขนานที่๒ท่านให้เอากระดูกงูเห่า๑หัวยาข้าวเย็นเหนือ๑หัวยาข้าวเย็นใต้๑ทิ้งถ่อน๑แก่นมะเกลือ๑มะเดื่อปล้อง๑ตัวยาทั้ง๖อย่างนี้เอาอย่างละเท่าๆกันนํามาใส่หม้อดินต้มกับนําพอสมควรใช้นํารับประทานครั้งละ๑ถ้วยชาเวลาก่อนอาหารวันละ๓เวลามีสรรพคุณแก้โรคมะเร็งทุกอย่างเป็นยาตัดรากโรคมะเร็งให้หายขาดเคยใช้รักษาหายมามากแล้วได้ผลดีอย่างชะงัดนักแลฯยาแก้ปวดเมื่อยต่างชนิดขนานที่๑ท่านให้เอาลูกข่อย๑ขนาน,แห้วหัวหมู๑ขะนาน,หางไหลหัวเผือกหนัก๒๐บาท,กรุงเขมาหนัก๒๐บาท,ตัวยาทั้ง๔อย่างนี้นํามาตากให้แห้งตําเป็นผงผสมกับนําผึ้งแท้ปั้นเป็นลูกกลอนขนาดเท่าเมล็ดพุทราใช้รับประทานครั้งละ๒-๓เม็ดเวลาก่อนนอนเมื่อรับประทานยานี้ได้ผลดีแล้วต้องกรวดนําอุทิศส่วนกุศลให้แก่เจ้าของยาขนานนี้ด้วยมีสรรพคุณแก้ปวดเมื่อยได้ผลดีชะงัดแลฯยาแก้ปวดขาอย่างรุนแรงท่านให้เอาเถากะทกรกหนัก๑บาท,หญ้างวงช้าง๑,รากคนทา๑,ขิงแห้ง๑,หัวข่า๑,หญ้าหางช้าง๑,ตัวยาทั้ง๖นี้เอาหนักอย่างละ๑๐บาทเท่ากันตัวยาทั้ง๖อย่างนี้นํามาใส่หม้อดินต้มกับนําสามส่วนต้มเคี่ยวให้เหลื่อนํา๑ส่วนใช้รับประทานครั้งละ๑ถ้วยกาแฟเวลาเช้ากลางวันเย็นวันละ๓เวลามีสรรพคุณแก้โรคปวดขาอย่างรุนแรงให้หายไปได้ผลดีอย่างชะงัดนักแลฯยาลดความอ้วนท่านให้เอาต้นบอระเพ็ดจำนวนมากพอสมควรนำมาล้างนำให้สะอาดหั่นเป็นชิ้นเล็กๆตากแดดให้แห้งบดให้ละเอียดผสมกับนำผึ้งแท้ปั้นเป็นลูกกลอนขนาดเท่าเมล็ดพุทราใช้รับประทานครั้งละ๓เม็ดเวลาก่อนอาหารเช้าทุกวันติดต่อกันประมาณ๑เดือนความอ้วนจะค่อยๆลดลงไปตามลำดับโดยไม่เสื่อมเสียสุขภาพและไม่เป็นการทรมารสังขารอีกด้วยมีสรรพคุณชะงัดนักแลฯยาลดไขมันในร่างกายขนานที่๑ท่านให้เอาต้นแห้วหมูทั้งห้า(ถอนเอาทั้งต้นตลอดถึงราก)จำนวนมากน้อยตามต้องการนำมาล้างนำให้สะอาดหั่นเป็นชิ้นเล็กๆตากแดดให้แห้งคั่วไฟให้สุกเหลืองใช้ชงกับนำร้อนรับประทานต่างนำชามีสรรพคุณช่วยลดไขมันในร่างกายได้ผลอย่างชะงัดนักแลเคยใช้รักษาได้ผลดีมาแล้วฯขนานที่๒ท่านให้เอาเมล็ดกาแฟดิบๆจำนวน๑๔เมล็ดนำมาแช่นำไว้ในตู้เย็นตอนกลางคืนรุ่งขึ้นเช้านำเอาเมล็ดกาแฟนั้นมาต้มกับนำประมาณ๓-๔ถ้วยแกงต้มเคี่ยวให้นานๆใช้นำยารับประทานครั้งละ๑ถ้วยชาเวลาเช้า-กลางวัน-เย็นวันละ๓เวลาติดต่อกัน๗วันมีสรรพคุณช่วยลดไขมันในร่างกายได้ผลดีอย่างชะงัดนักแลฯยาแก้โรคไขมันอุดตันในเส้นเลือดท่านให้เอาหัวกระเทียมโทน(กระเทียมหัวเดียวโดยเพาะไม่มีกลีบ)๒๑หัวนํามาปอกเปลือกแล้วใส่โหลหรือใส่โถใส่นําผึ้งแท้ลงผสมให้ท่วมหัวกระเทียมปิดฝาโหลหรือโถให้สนิทหมักดองไว้๗วันติดต่อกันมีสรรพคุณแก้โรคไขมันอุดตันในเส้นเลือดได้ผลดีอย่างชะงัดนักแลฯตํารายาสมุนไพร๒ยาแก้โรคหัวใจขนานที่๑ท่านให้เอาหัวยาข้าวเย็นทั้ง๒(คือหัวยาข้าวเย็นเหนือ๑หัวยาข้าวเย็นใต้๑)กํามะถันเหลือง๑,กําแพงเจ็ดชั้น๑,ทองพันชั่ง๑,ชะเอมเทศ๑,ตัวยาทั้ง๖อย่างนี้เอาหนักอย่างละ๑๐บาทเท่ากันนํามาใส่หม้อดินต้มกับนําพอสมควรใช้นํายารับประทานครั้งละหนึ่งถ้วยชาเวลาหลังอาหารวันละ๓เวลามีสรรพคุณแก้โรคหัวใจโตซึ่งมีอาการหัวใจเต้นปรกติอ่อนเพลียเหนื่อยหอบให้หายไปได้ผลดีอย่างชะงัดนักแลฯขนานที่๒ท่านให้เอาต้นไมยราบ(เอาทั้งต้นตลอดถึงราก)นำมาล้างนำให้สะอาดสับเป็นชิ้นเล็กๆตากแดดให้แห้งคั่วไฟให้สุกเหลืองใช้ชงกับนำร้อนรับประทานต่างนำชามีสรรพคุณแก้โรคหัวใจสั่นหรือหัวใจเต้นแรงผิดปรกติได้ผลดีอย่างชะงัดนักแลเคยใช้รักษาได้ผลดีมาแล้วฯขนานที่๓ท่านให้เอาต้นและใบบัวบกจำนวนมากพอสมควรนำมาล้างนำให้สะอาดตำให้แหลกคั้นเอานำผสมกับนำตาลทรายแดงหรือนำตาลทรายขาวก็ได้พอมีรสหวานเล็กน้อยใช้รับประทานครั้งละ๑แก้ววันละ๓เวลาติดต่อกันประมาณ๗-๑๐วันมีสรรพคุณแก้โรคหัวใจซึ่งมีอาการเจ็บปวดที่หน้าอกข้างซ้ายหายใจขัดเหนือยง่ายออ่นเพลียมีเหงื่อออกอยู่ตลอดเวลาได้ผลดีชะงัดนักแลเคยใช้รักษาตัวเองหายขาดมาแล้วฯขนานที่๔ท่านให้เอาหัวผักกาดขาวสด(หัวไชเท้า)นำมาล้างนำให้สะอาดปอกเปลือกแล้ใช้จิ้มนำผึ้งแท้รับประทานครั้งละ๑หัวเวลาเช้า-เย็นทุกวันประมาณ๑๕วันมีสรรพคุณแก้โรคหัวใจได้ผลดีอย่างชะงัดนักแลฯเมื่อหายโรคแล้วให้ใส่บาตรพระ๕องค์อุทิศส่วนกุศลให้แก่เจ้าของยาขนานนี้ด้วยฯขนานที่๕ท่านให้เอามะพร้าวออ่น๑ลูกนำมาปอกตัดหัวออกเอาต้นคื่นฉ่ายสดนำมาหั่นเป็นท่อนๆประมาณ๑กำมือใส่ลงในผลมะพร้าวออ่นนั้นนำไปเผาไฟให้เดือดประมาณ๕-๑๐นาทีใช้นำมะพร้าวพร้อมกับคื่นฉ่ายนั้นรับประทานให้หมดให้ปรุงยานี้รับประทานวันละ๑ครั้งติดต่อกัน๗วันแล้วปรุงยานี้รับประทานวันเว้นวันต่อไปอีกประมาณ๑-๒เดือนมีสรรพคุณแก้โรคหัวใจซึ่งมีอาการหายใจขัดปวดเจ็บที่หน้าอกข้างซ้ายออ่นเพลียไม่มีแรงให้หายขาดได้ผลดีอย่างชะงัดนักแลเคยใช้รักษาได้ผลดีมาแล้วฯยาแก้โรคความดันโลหิตสูงขนานที่๑ท่านให้เอาต้นกาฝากมะม่วงทั้ง๕(เอาทั้งต้นตลอดถึ่งราก) จำนวนมากพอสมควรนำมาตากแดดให้แห้งใส่หม้อดินต้มกับนำพอสมควรใช้นำยารับประทานต่างนำชามีสรรพคุณแก้โรคความดันโลหิตสูงให้ลดลงอาการปวดศรีษะจะพลันหายไปได้ผลดีอย่างชะงัดนักแลฯขนานที่๒ท่านให้เอารากมะละกอตัวผู้(เอารากทางทิศตะวันออกตัดหัวและปลายรากทิ้งเสีย)๑กำมือกับสารส้ม(ก้อนขนาดเท่าหัวแม่มือ)๑ก้อนนำมาใส่หม้อดินต้มกับนำพอสมควรใช้นำยารับประทานครั้งละ๑แก้ววันละ๒-๓ครั้งมีสรรพคุณช่วยลดความดันโลหิตสูงให้ลดลงเป็นปรกติได้ผลดีอย่างชะงัดนักแลฯขนานที่๓ท่านให้เอาคื่นฉ่าย(ที่ใช้รับประทานกับข้าวต้มหรือใช้ใส่ก๋วยเตี๋ยว)นำมาคั้นเอาเฉพาะนำใช้นำยารับประทานมีสรรพคุณแก้โรคความดันโลหิตสูงให้หายเป็นปรกติได้ผลดีอย่างชะงัดนักแลฯยาแก้ความดันโลหิตตําท่านให้เอาหมูเนื้อแดงหนัก๑ก.กกับพริกไทยร่อน๑กระป๋องนมข้นตัวยาทั้ง๒อย่างนี้นํามาบดผสมกันใส่โถหรือใส่โหลใส่นําผึ้งแท้พอท่วมยาหมกข้าวเปลือกไว้ประมาณ๑๕วันขึ้นไปใช้นํายาดองนี้ใช้รับประทานครั้งละ๑ช้อนโต๊ะวันละครั้งทุกวันเพียง๕วันเท่านั้นอาการป่วยโรคความดันโลหิตตําและโรคโลหิตจางจะหายเป็นปรกติมีสรรพคุณชะงัดนักแลฯยาแก้โรคโลหิตจางท่านให้เอาผลมะนาวสดผ่าซีกบีบเอาเฉพาะนํานํามาผสมกับนําหวานและปรุงด้วยเกลือทะเล(เกลือใส่แกง)พอสมควรใส่นําแข็งใช้รับประทานบ่อยๆเป็นยาบํารุงโลหิตและแก้โรคโลหิตจางทําให้มีผิวพรรณผุดผ่องมีนํามีนวลมีสรรพคุณชะงัดนักแลฯยาแก้โรคเบาหวานขนานที่๑ท่านให้เอารั้งผึ้ง(เอาทั้งรั้งพร้อมทั้งตัวอ่อน)๑รัง,เหล้า๑ขวด,หัวกระชาย๑๒หัว,เปลือกตะโกนา(ต้นตะโกดัดสดหรือแห้งก็ได้)๓เปลือก,ตัวยาทั้ง๔อย่างนี้นํามาดองรวมกันโดยนํารังผึ้งใส่ลงในโถหรือใส่ลงในโหลเทเหล้าผสมพอท่วมรังผึ้งใส่หัวกระชาย(ซึ่งปอกเปลือกและทุบให้แตกเสียก่อน)และใส่เปลือกตะโกนาลงผสมหมักดองไว้๓วันใช้นํายาดองนี้รับประทานครั้งละ๑ถ้วยชาจีนเวลาก่อนอาหารเช้า-เย็นวันละ๒เวลาทุกวันติดต่อกันไปจนครบ๑เดือนแล้วฯท่านให้เอาต้นเหงือกปลาหมอ(เอาทั้งต้นตลอดถึงราก)จํานวนพอสมควรนํามาล้างให้สะอาดหั่นเป็นชิ้นเล็กๆตากแดดให้แห้งบดเป็นผงจํานวน๖ถ้วยชาจีนเอาพริกไทยร่อนจํานวน๓ถ้วยชาจีนบดให้ละเอียดผสมกับนําผึ้งแท้ปั้นเป็นลูกกลอนขนาดเท่าเมล็ดพุทราจํานวน๑๐๘เม็ดใช้รับประทานครั้งละ๑เม็ดเวลาก่อนอาหารเช้า-เย็นทุกวันติดต่อกันไปจนครบ๕๔วันแล้วโรคเบาหวานจะหายขาดเจ้าของยาขนานนี้ได้ใช้รักษาตัวเองหายขาดมาแล้วมีสรรพคุณชะงัดนักแลฯยาแก้โรคเหนื่อยหอบท่านให้เอารากต้นกระดังงรหนัก๖บาท,รากต้นพิกุลหนัก๕บาท,รากต้นทองพันชั่งหนัก๕บาท,หัวยาข้าวเย็นเหนือหนัก๔บาท,ตัวยาทั้ง๕อย่างนี้นํามาใส่หม้อดินต้มกับนําพอสมควรใช้นํายารับประทานครั้งละ๑ถ้วยชามีสรรพคุณแก้อาการเหนื่อยหอบให้หายไปได้ผลดีอย่างชะงัดนักแลฯยาแก้เครื่องสืบพันธ์อ่อนท่านให้เอาหัวกระชาย๑,ขมิ้นอ้อย๑,พริกไทยร่อน๑,ลูกกระวาน๑,ว่านนํา๑,ตัวยาทั้ง๕นี้เอาหนักอย่างละ๓บาทเท่ากันนํามาตากแดดให้แห้งบดเป็นผงละลายกับนําผึ้งแท้ก็ได้นําตาลมะพร้าวก็ได้นําตาลโตนดก็ได้นําอ้อยก็ได้ปั้นเป็นลูกกลอนใช้รับประทานเวลาเช้า-เย็นวันละ๒เวลามีสรรพคุณแก้อาการเครื่องสืบพันธุ์อ่อนให้กลับคืนเป็นปรกติได้ผลดีอย่างชะงัดนักแลฯยาแก้โรคเครื่องสืบพันธุ์ตายท่านให้เอาพริกไทยร่อน๑ผิวมะกรูด๑หัวกระชาย๑(ตัวยาทั้ง๓อย่างนี้เอาอย่างละเท่าๆกัน)งูเห่า(ย่างไฟให้สุก)๑ตัว,ตัวยาทั้ง๔อย่างนี้นํามาตากแดดให้แห้งบดเป็นผงใช้ละลายกับนําตาลโตนดรับประทานวันละ๒เวลาเพียงเวลา๒อาทิตย์เท่านั้นจะปรากฎผลดีอย่างน่าอัศจรรย์แลเคยใช้รักษาได้ผลดีมาแล้วฯอ้างอิงบทความ...http://www.ayurvedicthai.com
Fake News
ภาพเป็นข่าว:คลิปสุดน่ารักแพทย์ชาวจีนเต้นบัลเลต์ดีใจส่งผู้ป่วยกลับบ้าน|||ก่อนหน้านี้ภาพเป็นข่าวเคยนำเสนอข่าวเด็กน้อยเต้นฉลองดีใจที่ได้ออกจากโรงพยาบาลวันนี้เรามีคลิปทางฝั่งคนเป็นหมอบ้างดีใจแค่ไหนที่ได้ส่งคนไข้กลับบ้านนี่คือคลิปสุดน่ารักที่แชร์กันในทวิตเตอร์ขณะนี้ผู้โพสต์ระบุว่า"เราได้ส่งคนไข้6คนที่หายดีแล้วจากการติดเชื้อโควิด-19ออกจากโรงพยาบาลกลับบ้านเรียบร้อยทำให้แพทย์2คนที่เมืองซูโจวมณฑลอานฮุยของจีนฉลองด้วยการเต้นบัลเลต์แบบดีใจสุดๆ"คนไข้ดีใจที่ได้ออกจากโรงพยาบาลส่วนแพทย์ก็ดีใจเหมือนกันที่สามารถรักษาคนไข้ที่ติดเชื้อโควิด-19จนหายดีได้เราทุกคนต้องร่วมมือกันเพื่อหยุดยั้งการแพร่ระบาดครั้งนี้สวมหน้ากากอนามัยพกเจลล้างมือใครคิดว่าตนมีอาการเสี่ยงติดเชื้อรีบพบแพทย์โดยด่วนขอบคุณภาพจาก:Twitter@Charlot62875672
Fact News
เยาวชนใช้"ถุงยางอนามัย"เพิ่มขึ้นแต่ไม่สม่ำเสมอเหตุไว้ใจคู่รักแนะอภ.ทำขายในราคาทุกคนเข้าถึง|||สสส.พบเยาวชนใช้ถุงยางอนามัยเพิ่มแต่ความสม่ำเสมอต่ำเหตุไว้ใจคู่รักเตือน!มีเซ็กซ์ไม่ป้องกันเสี่ยงสารพัดโรคด้านมูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์วอนสังคมหยุดตีตราและเลือกปฏิบัติต่อผู้ติดเชื้อพร้อมหนุนอภ.ผลิตถุงยางขายในราคาทุกคนเข้าถึงได้ตัดปัญหาคนเข้าไม่ถึงสิทธินายชาติวุฒิวังวลผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ(สำนัก2)สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.)กล่าวเนื่องในวันเอดส์โลกปี2562ว่าสถิติกรมควบคุมโรคกระทรวงสาธารณสุขปี2558-2560พบอัตราการมีเพศสัมพันธ์ของวัยรุ่นระดับปวช.ปี2ทั้งชายและหญิงมีแนวโน้มลดลงเล็กน้อยจากเกือบร้อยละ50มาอยู่ที่เฉลี่ยร้อยละ42ส่วนนักเรียนชายและหญิงชั้นม.5มีแนวโน้มไม่เปลี่ยนแปลงโดยอัตราการมีเพศสัมพันธ์ในปี2560คิดเป็นร้อยละ25.9และ17.7ตามลำดับทั้งนี้อัตราการใช้ถุงยางอนามัยในวัยรุ่นมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยในปี2560นักเรียนม.5ที่มีเพศสัมพันธ์แล้วใช้ถุงยางอนามัยเมื่อมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกร้อยละ75ในเพศชายและร้อยละ77ในเพศหญิงส่วนในนักเรียนอาชีวศึกษาชั้นปวช.ปี2มีการใช้ถุงยางอนามัยเมื่อมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกร้อยละ69.5ในเพศชายและร้อยละ74.6ในเพศหญิง“แม้อัตราการใช้ถุงยางอนามัยในวัยรุ่นจะเพิ่มสูงขึ้นแต่การใช้อย่างสม่ำเสมอยังคงต่ำอยู่ซึ่งเกิดจากความไว้วางใจในคู่รักที่คบกันมาระยะนึงเลยหยุดใช้ถุงยางอนามัยส่งผลให้เกิดการระบาดของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หลายโรคเช่นเอดส์ซิฟิลิสหนองในหนองในเทียมหูดหงอนไก่เริมที่อวัยวะเพศแผลริมอ่อนและอื่นๆ”นายชาติวุฒิกล่าวด้านนางสาวสุภัทรานาคะผิวผู้อำนวยการมูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์กล่าวว่ากองเอดส์และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์กรมควบคุมโรคประมาณการณ์ว่าคนไทยมีความต้องการใช้ถุงยางอนามัยอยู่ที่ประมาณ230ล้านชิ้นต่อปีโดยมียอดคนซื้อใช้งานเองประมาณ75ล้านชิ้นขณะที่หน่วยงานของรัฐและโครงการต่างๆมีงบประมาณจัดหาถุงยางอนามัยแจกจ่ายให้ประชาชนได้เพียงประมาณ40ล้านชิ้นต่อปีเท่ากับว่ายังขาดถุงยางอนามัยอีกร้อยกว่าล้านชิ้นดังนั้นเพื่อเป็นการสนองยุทธศาสตร์แห่งชาติว่าด้วยการยุติปัญหาเอดส์พ.ศ.2560-2573ตนมองว่าปัญหาดังกล่าวควรได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วนเช่นการใช้ศักยภาพขององค์การเภสัชกรรมผลิตถุงยางอนามัยและจำหน่ายตามร้านขายยาทั่วไปในราคาชิ้นละ2บาทเนื่องจากยางพารามีราคาไม่แพงพร้อมกับเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเปลี่ยนภาพลักษณ์ถุงยางอนามัยให้เป็นเชิงสร้างสรรค์เป็นเรื่องสุขภาวะทางเพศที่ปลอดภัยมากกว่าการเป็นเครื่องมือทางการแพทย์ส่วนอีกประเด็นที่ควรดำเนินการไปพร้อมกันคือการขจัดการตีตราและเลือกปฏิบัติต่อผู้ติดเชื้อเอชไอวีซึ่งเป็นเป้าหมายที่สำคัญภายใต้ยุทธศาสตร์ยุติเอดส์ประเทศไทย“การมีกฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคลจะเป็นหลักประกันว่าผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่มีอยู่ประมาณ450,000คนจะไม่ถูกเลือกปฏิบัติไม่ถูกกีดกันโอกาสในทุกด้านโดยเฉพาะการทำงานการศึกษาการเข้าถึงบริการต่างๆวันเอดส์โลกปีนี้ประเด็นรณรงค์คือรวมพลังชุมชนยุติเอดส์Communitymakethedifferenceสิ่งที่ชุมชนต้องการนอกจากการมีอุปกรณ์ป้องกันเอดส์ที่เพียงพอคือถุงยางอนามัยแล้วเรายังต้องการกฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคลมากที่สุด”นางสาวสุภัทรากล่าวถุงยางอนามัยสสส.อภ.เซ็กซ์(function(){varcategoryId='37';vardetectInterval=null;detectInterval=setInterval(function(){if(typeof$==='function'){clearInterval(detectInterval);detectInterval=null;$(document).ready(function(){varsessionStorageKey='tags';varpmTagsItem=$('ul.pm-tags');$('a',pmTagsItem).on('click',function(event_){//event_.preventDefault();sessionStorageKey+=$(this).text();sessionStorage.setItem(sessionStorageKey,categoryId);//alert(sessionStorageKey+''+categoryId);});});}},250);})();
Fact News
ปลูกติดบ้านไว้!!"ต้นป่าช้าเหงา"สมุนไพรชั้นดีดังไกลไปทั่วโลกรักษาโรคภัยไข้เจ็บต่างๆได้ผลดี!จนทำให้ป่าช้าต้องเหงาหงอยขนาดมะเร็งยังกลัว!!|||หนานเฉาเหว่ยมีถิ่นกำเนิดจากประเทศจีนโดยไม่ทราบที่มาเป็นที่แน่ชัดว่าใครเป็นผู้นำเข้ามาซึ่งถูกนำมาขยายพันธุ์ในประเทศไทยหลายปีแล้ว"ใบสดของหนานเฉาเหว่ย"มีรสขมจัดแต่เมื่อเคี้ยวและกลืนสักครู่จะมีรสหวานในปากและคอซึ่งสมุนไพรชนิดนี้เป็นสมุนไพรที่อยู่คู่ภูมิปัญญาชาวบ้านมาช้านานเพราะช่วยรักษาโรคภัยไข้เจ็บต่างๆจนไม่มีใครต้องเสียชีวิตจนเป็นที่มาของชื่อ"ป่าช้าเหงา"นั่นเองชื่ออื่น:หนานเฉาเหว่ย,หนานเฟยเฉา,หนานเฟยซู่,ป่าเฮ่วหมอง,บิสมิลลาฮชื่อวิทยาศาสตร์:Suregadamultiflorum(A.Juss)Baill.ชื่อวงศ์:Euphorbiaceaeลักษณะทางพฤกษศาสตร์:-ป่าช้าเหงาเป็นไม้ยืนต้นสูง6-8เมตร-ใบป่าช้าเหงาเป็นใบเดี่ยวออกเรียงสลับรูปรีปลายแหลมโคนป้านหรือเกือบมนใบอ่อนและใบแก่มีรสขมจัด-ดอกป่าช้าเหงาออกเป็นช่อตามซอกใบและปลายยอดดอกเป็นสีขาว-ผลป่าช้าเหงาทรงกลมมีเมล็ดนับได้ว่ามีการแชร์เป็นอย่างมากในโลกออนไลน์ที่พูดถึงประโยชน์ของสมุนไพรชนิดนี้ซึ่งเผยแพร่จากผู้ใช้เฟซบุ๊ก"ภูจองฟาร์มจ่าเสริฐ"ได้มีการโพสต์ภาพ-คลิปพร้อมระบุข้อความว่า"วันนี้มีสมุนไพรดีๆจากเมืองจีนมาแนะนำหนานเฉาเหว่ย(ป่าช้าเหงา)ฝากพี่ๆๆแชร์ให้เป็นความรู้แก่พี่ๆน้องๆเราด้วยนะครับ"สรรพคุณทางยา:1.ต่อต้านโรคเก๊าต์2.ต่อต้านโรคเบาหวาน3.รักษาโรคความดันต่ำ“ไม่เหมาะสำหรับความดันสูง”4.บำรุงสมรรถภาพทางเพศ5.รักษาหูดกินใบแล้วประมาณ1เดือนหูดจะเป็นสะเก็ดร่อนและเกิดอาการคันบริเวณที่เป็นหูดเมื่อเกาหูดก็จะหลุดออกมาและอาจขึ้นซ้ำที่เดิมอีกแต่ขนาดจะเล็กลงเรื่อยๆและก็จะเกิดอาการคันและเกาหลุดออกมาอีกจนในที่สุดหูดก็จะหายไปจนหมดนั่นเอง6.ป้องกันมะเร็งถ้าเป็นมะเร็งก็จะยุบและฝ่อหายได้ในที่สุด7.แก้โรคไขมันสูง8.ลดความอ้วนน้ำหนักลดกล้ามเนื้อกระชับ9.แก้อาการปวดข้อและปวดเมื่อยตามร่างกาย10.รักษาริดสีดวงกินใบไม่กี่วันริดสีดวงจะยุบและหายไปในที่สุด11.รักษาโรคไทรอยด์ต่ำไม่เหมาะกับโรคไทรอยด์สูง12.รักษาโรคใจสั่นเหมาะกับคนหัวใจเต้นช้าไม่เหมาะกับคนที่หัวใจเต้นเร็วเพราะใบหนานเฉาเหว่ยทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น13.ช่วยล้างสารพิษในร่างกาย14.รักษาเนื้องอกถ้ากินใบเป็นประจำจะทำให้เนื้องอกยุบและหายไปในที่สุดข้อควรระวัง:ห้ามใช้ในสตรีมีครรภ์และให้นมบุตรระวังการใช้ร่วมกับยากลุ่มDigitoxinและChloroquineขอบคุณข้อมูลและคลิปจาก:ผู้ใช้เฟซบุ๊ก"ภูจองฟาร์มจ่าเสริฐ"เรียบเรียงโดยSuggessNewsRecommendNews
Fake News
เห็ดเผาะหรือเห็ดถอบอร่อยเป็นยาดีต้านโรค!!|||เห็ดเผาะมีชื่อสามัญว่าBarometerEarthstarsมีชื่อวิทยาศาตร์ว่าAstraeushygrometricus(Pers.)Morganชื่อเรียกอื่นๆเห็ดถอบเห็ดเหียงเห็ดหนังเห็ดดอกดินลักษณะทั่วไปของเห็ดเผาะ(BarometerEarthstars)ลักษณะเป็นลูกกลมๆแต่เมื่อดอกเห็ดโตขึ้นจะกลายเป็นรูปดาวบริเวณผิวจะมีสีขาวนวลเรียบและมีรอยเปื้อนของดินซึ่งเห็ดชนิดนี้จะไม่มีรากและลำต้นมีเปลือก2ชั้นโดยหากเป็นเห็ดอ่อนนั้นจะมีสีขาวนวลๆห่อหุ้มด้วยสปอร์แต่หากเป็นดอกแก่จะมีเปลือกเป็นสีน้ำตาลหรือดำและจะเจริญเติบโตได้ดีในช่วงฤดูฝนซึ่งพบมากทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือของประเทศไทยสรรพคุณและประโยชน์ของเห็ดเผาะ-ป้องกันและช่วยยับยั้งการเกิดของเซลล์มะเร็งได้ดี-ช่วยในการบำรุงร่างกายให้ร่างกายแข็งแรง-ช่วยรักษาอาการช้ำใน-ช่วยป้องกันโรควัณโรค-ช่วยป้องกันและยับยั้งการเกิดของเซลล์มะเร็งได้ดี-ช่วยในการสมานแผลและผิวให้เรียบเนียน-ช่วยในการลดอาการบวมหรืออักเสบ-ช่วยแก้อาการร้อนในและแก้ไข้-ช่วยให้เลือดแข็งตัวได้เร็วหยุดไหลได้ง่ายขึ้น-ช่วยบรรเทาอาการคันตามนิ้วมือหรือนิ้วเท้าเมนูจากเห็ดเผาะเห็ดเผาะไม่ได้แค่นำมาทำแกงได้อย่างเดียวนะคะเพราะสามารถนำไปทำอาหารได้หลากหลายเมนูเช่น-ผัดพริกแกงเห็ดเผาะ-แกงหน่อไม้เห็ดเผาะ-แกงเห็ดเผาะผักหวานป่า-แกงเห็ดสามอย่าง-ลวกรับประทานจิ้มน้ำพริก-ใส่ในยำต้มยำ-ฉู่ฉี่เห็ดเผาะ-แกงคั่วเห็ดเผาะ-ห่อหมกเห็ดเผาะข้อควรระวังลักษณะรูปร่างของเห็ดเผาะอาจคล้ายคลึงกับเห็ดบางชนิดอย่างเห็ดไข่หงส์ซึ่งมีพิษหากรับประทานเห็ดผิดชนิดเข้าไปก็อาจทำให้เกิดการแพ้หรือคลื่นไส้อาเจียนได้วิธีล้างเห็ดเผาะเห็ดเผาะนั้นนับเป็นอาหารพื้นบ้านหาได้จากธรรมชาติมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมายเลยนะคะแถมยังเป็นเห็ดที่สามารถรับประทานได้อย่างปลอดภัยไร้สารเคมีอย่างแน่นอนเพียงแต่ต้องดูให้ดีๆตามข้อควรระวังคืออย่ากินเห็ดผิดชนิดเข้าไปนะคะยังไงหน้าฝนนี้ก็ลองหาเห็ดเผาะมาทานกันดูค่ะอร่อยและมีประโยชน์ต่อสุขภาพห้ามพลาดนะคะ
Fact News
ข่าวบิดเบือนอย่าแชร์!น้ำพุทราจีนผสมขิงและเห็ดหูหนูดำเป็นยารักษาโรคหลอดเลือดสมองตีบ.ตามที่มีการโพสต์ข้อความเกี่ยวกับเรื่องน้ำพุทราจีนผสมขิงและเห็ดหูหนูดำเป็นยารักษาโรคหลอดเลือดสมองตีบทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงกับทางกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกพบว่าประเด็นดังกล่าวนั้นเป็นข้อมูลบิดเบือน.จากกรณีที่มีการโพสต์ข้อความเรื่องน้ำพุทราจีนผสมขิงและเห็ดหูหนูดำเป็นยารักษาโรคหลอดเลือดสมองตีบโดยระบุว่าเป็นสูตรแนะนำจากแพทย์ทางกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกได้ชี้แจงประเด็นนี้ว่ายังไม่มีงานวิจัยรองรับว่าสมุนไพรทั้ง3ชนิดสามารถใช้เป็นยารักษาโรคหลอดเลือดสมองตีบได้ซึ่งอาจมีผลต่อระดับไขมันในเลือดแต่ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าสามารถรักษาได้.เนื่องจากอาจมีปัจจัยอื่นที่มีผลต่อการหายของผู้ป่วยกลุ่มนี้ผู้ป่วยควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดและในส่วนของสมุนไพรสามารถรับประทานเป็นน้ำสมุนไพรเพื่อช่วยลดไขมันในเลือดได้แต่ไม่สามารถใช้เป็นยารักษาโรคหลอดเลือดสมองตีบได้.ส่วนสาเหตุส่วนใหญ่ของโรคหลอดเลือดมาจากอาหารที่กินเป็นประจำมีไขมันสะสมหรือประวัติของบุคคลในครอบครัวเคยเป็นโรคเหล่านี้ซึ่งสามารถป้องกันได้โดยเลือกรับประทานอาหารอาหารให้ครบ5หมู่และอาหารที่มีประโยชน์ที่ช่วยในเรื่องของการไหลเวียนของเลือดลดโคเรสเตอรอลในกระแสเลือดบำรุงเลือดดื่มน้ำให้ครบวันละ6-8แก้วพักผ่อนให้เพียงพอและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ.ดังนั้นข้อมูลที่มีการโพสต์และแชร์ต่อในขณะนี้จึงเป็นข้อมูลบิดเบือนขอความร่วมมือประชาชนไม่แชร์ไม่ส่งต่อข่าวดังกล่าวเพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นและเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากกรมการแพทย์ทางเลือกกระทรวงสาธารณสุขสามารถติดตามได้ที่www.dtam.moph.go.thหรือโทร025917007.หน่วยงานที่ตรวจสอบ:กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก.📌ช่องทางการติดตาม.LINE:@antifakenewscenter(http://nav.cx/uyKYnsG)Website:https://www.antifakenewscenter.com/Twitter:https://twitter.com/AFNCThailand.#ข่าวบิดเบือน#ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม#AntiFakeNewsCenter#AFNCThailand#พุทราจีน#ขิง#เห็ดหูหนู#โรคหลอดเลือดสมองตีบ
Fact News
6วิธีป้องกัน..ตาแห้ง!!|||ใครหลายๆคนที่มักใช้งานดวงตาอยู่บ่อยๆไม่ว่าจะนั่งจ้องจอคอมพิวเตอร์แท็บเล็ตสมาร์ทโฟนนานๆการเผชิญกับแสงแดดมลภาวะต่างๆหรือแม้กระทั่งการใส่คอนแทคเลนส์ที่ไม่มีคุณภาพหรือไม่ถูกวิธีก็ย่อมทำให้เกิดปัญหาอย่างอาการตาแห้งได้คงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงได้ยากมากๆและอาจเป็นต้นเหตุให้เกิดปัญหากับดวงตาอย่างสายตาสั้น-ยาวมองอะไรก็มัวหรือตาต้อได้ทางที่ดีเรามาหาวิธีดูแลป้องกันดวงตาไม่ให้แห้งให้กลับสดใสดูสุขภาพดีเพื่อดวงตาที่มองเห็นได้ชัดเจนอยู่กับเราไปนานๆค่ะ[lnwfile.com](http://cg.lnwfile.com/kyevwf.jpg)1)เมื่อต้องใช้สายตาจ้องหน้าจอต่างๆเป็นเวลานานๆทั้งวันควรพักสายตาทุก30-60นาทีด้วยการหลับตา1-2นาทีกะพริบตาบ่อยๆเพื่อให้มีน้ำตาออกมาเติมความชุ่มชื้นให้ดวงตาอยู่เสมอ  2)สำหรับผู้ที่ใส่คอนแทคเลนส์ไม่ควรใส่นานเกิน8ชั่วโมงต่อวันไม่ควรนอนหลับในขณะที่ใส่คอนแทคเลนส์ควรเลือกที่มีคุณภาพดีล้างอย่างสะอาดและใส่ให้ถูกวิธีเสมอAdvertisement3)การรับประทานยาแก้แพ้มีส่วนทำให้น้ำตาน้อยไม่พอต่อการหล่อเลี้ยงดวงตาทำให้ตาแห้งหากต้องทานเป็นประจำหรือผู้ที่มีปัญหาตาแห้งเรื้อรังควรใช้น้ำตาเทียมช่วย  4)ดื่มน้ำให้มากๆและเพียงพอต่อความต้องการของร่างกายมากกว่าวันละ8-10แก้วเพราะน้ำเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของเซลล์ทุกส่วนรวมถึงดวงตาและเนื้อเยื่อโดยรอบและมีน้ำผลิตเป็นน้ำตาหล่อเลี้ยงดวงตา   5)หลีกเลี่ยงมลภาวะที่ทำร้ายดวงตาเป็นสาเหตุให้ตาแห้งได้อย่างเช่นที่ๆมีลมแรงลมพัดแสงแดดจ้าความร้อนหากจำเป็นควรสวมแว่นเพื่อป้องกันดวงตา  6)รับประทานอาหารที่ช่วยบำรุงสายตาเช่นผักใบเขียวต่างๆผลไม้ผลเบอร์รี่ไข่ถั่วปลาหรืออาหารทะเลที่มีกรดไขมันที่จำเป็นหรือโอเมก้า-3จะช่วยให้น้ำตาระเหยช้าลงดีต่อสายตาและป้องกันตาแห้งAdvertisement[naturalcode-thailand.com](http://www.naturalcode-thailand.com/backend//source/Cardiovascular/%E0%B8%95%E0%B8%B22.jpg)เพราะดวงตาเป็นอวัยวะที่สำคัญต่อการดำรงชีวิตอย่างปกติสุขคุณจึงควรดูแลและปกป้องดวงตาให้สุขภาพดีเสมอเมื่อมีอาการตาแห้งควรหาวิธีรักษาและหากว่าอาการไม่ดีขึ้นมีอาการแย่ลงควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการตรวจและรักษาอย่างทันท่วงที[ไข่เจียว.com]
Fact News
วิธีหยุดอาการปวดไมเกรนแบบง่ายๆแต่ได้ผลด้วยเกลือ|||วิธีหยุดอาการปวดไมเกรนแบบง่ายๆแต่ได้ผลด้วยเกลือไมเกรนเป็นอาการปวดหัวที่มักจะไม่ตอบสนองกับยาแก้ปวดธรรมที่รับประทานเข้าไปซึ่งมันเป็นอาการเจ็บปวดที่รุนแรงข้างใดข้างหนึ่งของศีรษะและบางครั้งมันยังทำให้เรารู้สึกคลื่นไส้และอาเจียนอีกด้วยโดยสาเหตุที่เกิดอาการไมเกรนนั้นมาจากการขาดโซเดียมในร่างกายจึงทำให้ผู้เชียวชาญแนะนำให้ใช้เกลือในการบรรเทาอาการไมเกรนดังกล่าวนอกจากเกลือหิมาลัยจะมีประโยชน์ต่อสุขภาพแล้วมันยังสามารถบรรเทาอาการปวดรุนแรงต่างๆได้ดีและยังสามารถควบคุมสมดุลความเป็นกรดเบสในร่างกายของเราซึ่งนำไปสู่การเพิ่มระดับพลังงานเพิ่มภูมิคุ้มกันร่างกายของเราให้แข็งแรงอีกด้วยการรักษาอาการไมเกรนด้วยเกลือมันเป็นวิธีการทางธรรมชาติที่ได้ผลอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุดซึ่งจะช่วยบรรเทาอาการปวดหัวอันแสนจะปวดร้าวได้ด้วยเกลือที่บ้านของคุณขั้นตอนวิธีทำใช้มะนาวครึ่งลูกมาถูที่หน้าผากของเราหรือเราจะนำมะนาวไปคั้นใส่ไว้ในแก้วและนำเกลือใส่ลงไปนำมาถูที่หน้าผากแทนเพียงเท่านี้ก็จะทำให้อาการปวดหัวของเราบรรเทาอาการไมเกรนได้อย่างแน่นอนอ้างอิง:healthcareaboveall.comแปลข้อมูลโดย:http://www.rak-sukapap.com/
Fake News
“โรค1ใน100”-หมอยังรู้น้อย!“ข้อสันหลังอักเสบติดยึด”|||โรคข้อสันหลังอักเสบติดยึด(AnkylosingSpondylitis)จัดเป็นโรคข้ออักเสบเรื้อรังชนิดหนึ่งที่ส่งผลต่อกระดูกสันหลังมีอาการปวดเรื้อรังทำให้เกิดอาการข้อฝืดแข็งบริเวณต้นคอจนถึงสันหลังช่วงล่างหรือกระดูกสันหลังยึดติดเข้าด้วยกันโดยอาการเหล่านี้อาจเป็นได้ในระยะเริ่มต้นจนถึงระยะรุนแรงถึงขั้นทำให้หลังค่อมหรือหลังแข็งได้ผศ.นพ.กิตติโตเต็มโชคชัยการอดีตประธานสมาคมรูมาติสซั่มแห่งประเทศไทยโรงพยาบาลรามาธิบดีกล่าวในงานประชุมวิชาการเชิงปฏิบัติ“Co-CreationWorkshop:AnkylosingSpondylitis”ว่าในประเทศไทยพบว่าหนึ่งในร้อยของประชากรไทยหรืออย่างน้อย660,000คนเป็นผู้ป่วยโรคข้อสันหลังอักเสบติดยึดอย่างไรก็ตามการวินิจฉัยเจอโรคเฉลี่ยอย่างน้อย1ปีหรืออาจยาวนานถึง10ปีสาเหตุของการวินิจฉัยที่ล่าช้ามาจากนวัตกรรมทางการแพทย์ที่ยังไม่ได้มาตรฐานความรู้เกี่ยวกับโรคต่ำการขาดความรู้ในการวินิจฉัยโรคข้ออักเสบการขาดความรู้ในการอ่านฟิล์มเอ็กซ์เรย์เพื่อวินิจฉัยโรคขาดบุคลากรโรคข้อรูมาตอยด์ทั้งนี้การวินิจฉัยและการรักษาในระยะเริ่มต้นจะช่วยควบคุมความเจ็บปวดความฝืดแข็งและลดหรือป้องกันความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นได้สัญญาณแรกของโรคคือปวดหลังส่วนล่างแต่จะมีความผิดปกติอื่นๆร่วมด้วยเช่นปวดหลังในกลุ่มคนอายุน้อยปวดจากการไม่ได้ใช้งานมีอาการปวดต่อเนื่องกว่า3เดือนและมีอาการโรคไขข้ออักเสบและม่านตาอักเสบร่วมด้วยวิธีรักษามีตั้งแต่ออกกำลังกายทำกายภาพบำบัดใช้ยารักษาเพื่อช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดและการผ่าตัดเพื่อช่วยให้เคลื่อนไหวได้ดีขึ้นนพ.กันย์พงษ์สามารถแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคไขข้อสถาบันสุขภาพเด็กกล่าวว่าอายุของผู้ป่วยที่ต่ำที่สุดคือ6ปีคนไข้เด็กจะมีความลำบากในการอธิบายถึงอาการและความเจ็บปวดโรคนี้ก่อให้เกิดภาระในการดำเนินชีวิตแต่ก็ยังมีผู้ป่วยหลายคนที่ยังสามารถเรียนหรือทำงานได้ผู้ป่วยเด็กที่จะต้องเสียโอกาสทางการศึกษาขณะได้รับการรักษาควรได้รับการชดเชยเพื่อช่วยเป็นหลักประกันให้เขามีอนาคตที่ดี”ทศพลพุ่มมาลาผู้ป่วยและประธานกลุ่มผู้ป่วยโรคข้อสันหลังอักเสบติดยึดกล่าวว่าโรคข้อสันหลังอักเสบติดยึดถือเป็นโรคเรื้อรังผู้คนจำนวนมากได้รับผลกระทบจากโรคนี้สามารถติดตามเฟสบุ๊คกลุ่มผู้ป่วยthaiasclubรับข่าวแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งเราพร้อมที่จะให้การสนับสนุนผู้ป่วยโรคนี้ในทุกเรื่อง
Fact News
ลดน้ำตาลในได้ด้วย“ผักเชียงดา”เป็นสมุนไพรช่วยรักษาโรคเบาหวาน|||ลดน้ำตาลในได้ด้วย“ผักเชียงดา”เป็นสมุนไพรช่วยรักษาโรคเบาหวานคนเป็นเบาหวานต้องอ่านเลยสำหรับเรื่องนี้คนไม่เป็นก็ควรรู้ไว้ผักเชียงดามันไม่ได้ธรรมดาเลยสรรพคุณช่วยในการลดน้ำตาลในเลือดได้อย่างยอดเยี่ยมผักเชียงดาเป็นสมุนไพรที่ถูกเอามาทำเป็นยาในการรักษาโรคเบาหวานมานานแล้วไม่รู้กี่ร้อยปีเพราะมันมีฤทธิ์ช่วยลดน้ำตาลในเลือดแถมอร่อยอีกต่างหากเอาไปทำประโยชน์ได้หลายอย่างเลยจะปรุงอาหารทานเป็นยาเอาไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆก็มีให้เห็นมากมายสรรพคุณของผักเชียงดา1.ลดน้ำตาลในเลือดมีงานวิจัยทดสอบแล้วว่าผักเชียงดานั้นลดน้ำตาลในเลือดได้ดีจากการให้อาสาสมัครได้กินน้ำใบเชียงดาหลังการวัดน้ำตาลทันทีหรือ15นาก็ปรากฎว่าน้ำตาลในเลือดลดอย่างมีนัยสำคัญและหากดื่มน้ำชาใบเชียงดา1แก้วต่อวันทันหลังทานข้าวอิ่มต่อกันเลยสัก28วันจะเห็นว่าควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดีกว่ากลุ่มคนที่ไม่ดื่มคนที่เป็นเบาหวานทานใบเชียงดาไปพร้อมกับยาของแพทย์ได้เลย2.ใบเชียงดาช่วยแก้ไข้เนื่องจากผักเชียงดานี้จะมีฤทธิ์เป็นยาเย็นเวลาเป็นไข้ทานน้ำชาใบเชียงดาจะช่วยลดไข้ได้หรือจะทานในรูปแบบเมนูอื่นๆก็ได้เช่นกัน3.มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระในผักเชียงดานั้นมีสารช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระได้ดีในปริมาณ100กรัมจะมีเบตาแคโรทีนสูงมากประมาณ5,905ไมโครกรัมเลยและยังมีวิตามินCมีสารฟินอลิกสูงถ้าจะให้มีประสิทธิภาพสูงก็คั้นใบสดๆทานได้เลยและสามารถช่วยแก้ท้องผูกได้ดีท็อกขับสารพิษก็ยังได้อีกด้วยนับว่าเป็นผักสมุนไพรที่นานาสรรพคุณอย่างมากสามารถทานได้หลากหลายเมนูและยังไม่มีการค้นพบว่ามีผลข้างเคียงอันตรายใดๆอีกด้วยแต่ก็ต้องระวังหน่อยหากท้องว่างไม่ควรทานและสำหรับคนที่ได้ยาลดน้ำตาลจากแพทย์ก่อนทานผักเชียงดาควรปรึกษาแพทย์ก่อนจะได้ทานในปริมาณที่เหมาะสมได้“สมุนไพรใกล้ตัวมุ่งเสนอสรรพคุณทางยาการนำไปใช้ควรพิจารณาอย่างรอบด้าน”ที่มาhealth.kapook.com/เรียบเรียงโดย:นายข้าวต้ม
Fake News
ทุเรียนเทศทุเรียนน้ำมะเร็งไม่รู้นะคะแต่ใบของมันน้ำมาต้มดื่มน้ำช่วยบดน้ำตาลในเลือดได้จริงคะคนเแนเบาหวานนิยมดื่มกันคะ
Fake News
เอไอค้นพบสารประกอบรักษาโรคดื้อยา|||เมื่อไม่นานมานี้องค์การสหประชาชาติเตือนเกี่ยวกับการเสียชีวิตของประชากรโลกอันเนื่องจากการติดเชื้อดื้อต่อยารักษาโรคที่ในปีปีหนึ่งจะมีผู้เสียชีวิตหลายแสนรายและยอดอาจเพิ่มขึ้นเป็น10ล้านรายภายในปีพ.ศ.2593หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญนักวิจัยจำนวนมากพยายามคิดค้นหนทางรับมือกับเชื้อดื้อยาเหล่านี้หนึ่งในนั้นก็คือการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอ(ArtificialIntelligence-AI)มาช่วยล่าสุดนักวิจัยจากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเสตต์หรือเอ็มไอทีในสหรัฐอเมริกาทดลองใช้เอไอค้นหาวิธีการระบุยาปฏิชีวนะชนิดใหม่ด้วยการฝึกเครือข่ายประสาทเทียมให้คัดกรองสารเคมีกว่า100ล้านรายการเพื่อตรวจหาสารที่สามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียโดยใช้กลไกต่างๆจากยาที่มีอยู่ในปัจจุบันทีมเผยว่าได้พบสารประกอบใหม่ชื่อฮาลิซิน(halicin)ที่ทำงานได้กับสายพันธุ์ดื้อยาอย่างเชื้อไมโคแบคทีเรียมทูเบอร์คูโลซิส,คลอสตริเดียมดิฟฟิไซล,อะซีเนโตแบคเตอร์บอมานนิไอและเชื้อโรคอื่นๆโดยนำไปทดสอบกับหนูทดลองซึ่งพบว่าฮาลิซินมีประสิทธิภาพยอดเยี่ยมในการฆ่าแบคทีเรียต่างๆไม่เพียงแต่เชื้ออีโคไลเท่านั้นเมื่อทำการทดสอบในหนูและหนูไม่ได้พัฒนาความต้านทานต่อฮาลิซินแม้จะผ่านไป30วันเพราะบางครั้งการต้านทานต่อสารประกอบอื่นๆจะเกิดขึ้นภายใน1-2วันนักวิจัยเผยว่าเอไอได้ให้วิธีค้นหายาปฏิชีวนะตัวใหม่เพิ่มความเร็วการค้นพบและลดค่าใช้จ่ายลงแต่จะไม่สามารถแก้ปัญหาทั้งหมดได้อย่างไรก็ตามมีสารประกอบจำนวนมากที่ใช้ได้ผลในหนูแต่ใช้ไม่ได้ผลกับมนุษย์ดังนั้นยังต้องมีการทดลองอย่างละเอียดยิ่งขึ้นก่อนที่จะมีการทดลองทางคลินิกต่อไป.
Fact News
ของดีจากธรรมชาติ"ชามะละกอ"#ช่วยล้างไขมันที่เกาะติดผนังลำไส้ได้อย่างน่าอัศจรรย์!!
Fake News
จริงหรือเปล่าค่ะหมอไฮเตอร์สามารถป้องกันโควิด19ได้พอดีพาแมวไปหาหมอเพราะประวัติที่บ้านมีแมวเป็นหัดหมอ(เฉพราะสัตว์)เขาบอกว่าไฮเตอร์สามารถฆ่าเชื้อหัดได้และช่วยป้องกันโควิด19ได้เขาแนะนำให้ใช้ไฮเตอร์ทำความสะอาดบ้านมือก็ล้างด้วยไฮเตอร์
Fake News
ผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงที่ควรได้รับวัคซีนโรคไข้หวัดใหญ่4สายพันธุ์ปกป้องคุณและคนที่คุณรักด้วยการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่#ไข้หวัดใหญ่#ไข้หวัดใหญ่4สายพันธุ์#วัคซีนไข้หวัดใหญ่
Fact News
หลายคนอาจไม่เคยรู้!สมุนไพรโบราณ"หนานเฉาเหว่ย"สรรพคุณครอบจักรวาลขนาดมะเร็งยังขยาดต้องหามาปลูกติดบ้านไว้แล้ว!!|||ต้นไม้ต้นนี้ถูกนำเข้ามาปลูกและขยายพันธุ์ในประเทศไทยนานหลายปีแล้วมีถิ่นกำเนิดจากประเทศจีนนิยมปลูกเฉพาะตามสวนสมุนไพรจีนและสวนสมุนไพรไทยเพื่อใช้ประโยชน์เป็นยาโดยใบสดของ“หนานเฉาเหว่ย”มีรสขมจัดเมื่อเคี้ยวกินสดตอนแรกจะขมในปากมากแต่พอกินไปได้สักพักจะรู้สึกว่ามีรสหวานในปากและลำคอซึ่งใบสดดังกล่าวตำรายาจีนระบุว่าสามารถช่วยลดเบาหวานแก้อาการของโรคเกาต์และลดความดันโลหิตสูงได้มีวิธีกินแบบง่ายๆคือเอาใบสด5-7ใบต้มกับน้ำจนเดือดแล้วดื่มครั้งละ1ถ้วยกาแฟวันละ2เวลาก่อนอาหารเช้าเย็นจะสังเกตได้ว่าประมาณ1อาทิตย์อาการที่เป็นจะดีขึ้นจากนั้นต้มดื่มบ้างหยุดบ้างเพื่อควบคุมอาการส่วนใครที่มีอาการปวดเมื่อยตามร่างกายหรือปวดตามข้อเพราะทำงานหนักต้องเดินหรือยืนเป็นเวลานานๆไม่ใช่ปวดที่เกิดจากกระดูกเสื่อมให้เอาใบสดของ“หนานเฉาเหว่ย”1-2ใบล้างน้ำให้สะอาดแล้วเคี้ยวกินได้เลยวันละครั้งประ–มาณ1อาทิตย์อาการปวดเมื่อยจะดีขึ้นจากนั้นเคี้ยวกินบ้างหยุดบ้างเพื่อควบคุมอาการเช่นเดียวกันหนานเฉาเหว่ยเป็นไม้ยืนต้นสูง6-8เมตรใบเป็นใบเดี่ยวออกเรียงสลับรูปรีปลายแหลมโคนป้านหรือเกือบมนใบอ่อนและใบแก่มีรสขมจัดตามที่กล่าวข้างต้นดอกออกเป็นช่อตามซอกใบและปลายยอดดอกเป็นสีขาว“ผล”ทรงกลมมีเมล็ดล่าสุดสมาชิกผู้ใช้เฟซบุ๊กภูจองฟาร์มจ่าเสริฐก็ได้ออกมาเจาะลึกสรรพคุณต่างๆให้เราทราบกันเพิ่มขึ้นเกี่ยวกับสมุนไพรชนิดนี้ซึ่งได้มีการโพสต์ภาพและคลิปวีดีโอพร้อมระบุข้อความว่า“วันนี้มีสมุนไพรดีๆจากเมืองจีนมาแนะนำหนานเฉาเหว่ย(ป่าช้าเหงา)”ฝากพี่ๆๆแชร์ให้เป็นความรู้แก่พี่ๆน้องๆเราด้วยนะครับ...ขอขอบคุณที่มา:ภูจองฟาร์มจ่าเสริฐขอบคุณวีดีโอ:โจฮักนะสารคามเรียบเรียงโดยSuggessNewsRecommendNews
Fake News
ถ้าไม่ป่วยก็ใช้หน้ากากผ้าได้ค่ะก็ซักได้เหมือนเสื้อผ้าเรานี่แหละถ้าผ้าไม่เปื่อยขาดก็ใช้ได้อยู่คุณจะซักกี่รอบก็ได้เป็นร้อยครั้งก็ได้ค่ะแต่หน้ากากอนามัยกระดาษมีจำนวนจำกัดถ้าทถกคนใช้หมดมันก็ขาดตลาดแบบนี้ค่ะคนที้เขาค้องใช้จริงๆก็ไม่ได้ใช้ส่วนใหญ่ทายได้เลยหน้ากากที่ทิ้งไปไม่ได้มีเชื้อCOVID19หรอกนอกจากฝุ่นกับน้ำลายคนใส่นี่แหละมีเขื้อะไรบ้างแล้วแต่คนใส่ค่ะมันเปลืองเปล่าๆคนปกติเขาคงไม่มาไอใส่หน้าคุณหรอกค่ะใส่ผ้าได้ถ้าหนาพอมันก็ไม่ได้ซึมเร็วขนาดนั้นคุณก็ถอดออกเปลี่ยนใช้อันใหม่ก็ได้อันเก่าก็ซักจบแภมคนที่ได้เงินรวยเละก็คนขายหน้ากากอนามัยกันแพงลิบลิ่วนี่แหละ    แต่ถ้าหน้ากากผ้าคาร์บอนเราซักเฉพาะด้านผ้าแค่ซักน้ำเปล่าล้างน้ำแล้วตากแดดถ้ากลัวมากแช่น้ำเดือดด้านที่เป็นผ้าแล้วบีบน้ำออกตอนเย็นแล้วด้านที่ใส่คาร์บอนไม่ซักอย่าโดนน้ำไม่งั้นคาร์บอนจะดูดน้ำเสียพื้นที่ผิวแทนที่จะใช้ดูดสิ่งสกปรกฝุ่นหรือเชื้อโรคไว้ได้น้ำมันแย่งที่ไปแล้วไงก็ใช้ได้จนกว่าด้านที่ใส่คาร์บอนจะเปื่อยเพราะผ้ามันหนาก็ใช้สัก20ครั้งแต่ถ้าคุณใช้วันละ1-2ชั่วโมงก็ใช้ได้มากกว่าถ้าไม่เปื่อยคือต้องพิจารณาว่าคาร์บอนคุณไปใช้กับสารเคมีฝุ่นมากน้อยแค่ไหนเพราะ  activatedcarbonจะดูดซับฝุ่นสารเคมีไว้ที่ผิวถ้าพื้นที่ผิวเต็มไปด้วยฝุ่นหรือน้ำก็ไม่เหลือพื้นผิวไว้จับฝุ่นเชื้อโรคต่อค่ะ
Fake News
“หน้ากากผ้าฝ้ายมัสลิน”ตัวเลือกที่ดีที่สุดยุค“หน้ากากอนามัย”ขาดตลาด!!|||หน้ากากอนามัยไม่พอใช้หาซื้อยากทำให้หลายคนตัดสินใจทำหน้ากากผ้าใช้เองแต่ก็ยังมีคำถามว่าต้องใช้ผ้าแบบไหนถึงจะเหมาะที่สุดและสกู๊ปนี้จะช่วยไขทุกข้อสงสัยเพื่อให้ทุกคนพร้อมสู้ไวรัสร้าย!!“ผ้าฝ้ายมัสลิน”เหมาะสมที่สุดปฏิเสธไม่ได้เลยว่าในตอนนี้สิ่งที่จำเป็นที่สุดสำหรับช่วงที่มีไวรัสโควิด-19ที่กำลังระบาดหนักนั่นก็คือ“หน้ากากอนามัย”ตัวช่วยหลักที่ใช้ป้องกันเชื้อโรคแต่เมื่อสินค้ามีความต้องการมากขึ้นการหาซื้อก็ยากลำบากมากขึ้นเช่นกันส่งให้ขณะนี้ไม่สามารถหาได้ตามห้างหรือตามท้องตลาดทั่วไปถ้าจะมีก็มาในรูปแบบสินค้ากักตุนจากพ่อค้าแม่ค้าจนทำให้ราคาพุ่งพรวดเกินปกติและเพื่อแก้ปัญหาเรื่องนี้เมื่อวันที่10มี.ค.ที่ผ่านมาทางคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็ได้มีการผลิต“หน้ากากผ้ากันน้ำ(ThamMask)”ขึ้นมาเป็นพิเศษเพื่อให้ได้คุณสมบัติที่แตกต่างจากหน้ากากผ้าทั่วๆไปคือสามารถ“กันน้ำ”ได้เทียบเท่ากับหน้ากากอนามัยทางการแพทย์โดยใช้“ผ้าฝ้ายผสมโพลิเอสเตอร์”หรือCotton-Silkที่มีโครงสร้างของเส้นใยที่เหมาะสม“หน้ากากผ้ากันน้ำ(ThamMask)”ที่มธ.ผลิตขึ้นมาเป็นพิเศษเมื่อนำเทคโนโลยีสะท้อนน้ำที่มีสารNUVA-1811ซึ่งมีอนุภาคเป็นระดับไมครอนจนสามารถแทรกเข้าไปเนื้อผ้าเคลือบต้านไม่ให้โมเลกุลของน้ำแทรกเข้าไปไม่ดูดซับความชื้นจึงช่วยลดโอกาสในการแพร่เชื้อและสามารถทำให้หน้ากากชนิดนี้ซักได้หลายครั้งซึ่งตอบโจทย์การผลิตให้กับบุคลากรทางการแพทย์ในโรงพยาบาลธรรมศาสตร์คำถามคือประชาชนทั่วไปจะไปหา“ผ้าพิเศษ”แบบนั้นมาผลิตหน้ากากใช้เองได้อย่างไรเพื่อให้ปลอดภัยจากไวรัสที่กำลังคุกคามผู้คนทั่วโลกในเมื่อผลงานจากโครงการพิเศษดังกล่าวไม่ได้ผลิตขึ้นมาเพื่อขายหรือแจกจ่ายแก่ประชาชนทั่วไปผลการทดสอบผ้าที่ควรใช้ในการทำ“หน้ากากผ้า”ล่าสุดกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์กรมอนามัยกระทรวงสาธารณสุขได้ช่วยหาคำตอบเอาไว้แล้วจากผลการศึกษาชนิดของผ้าต่างๆที่น่าจะมีความเหมาะสมในการนำมาใช้ทำ“หน้ากากผ้า”ซึ่งควรมีคุณสมบัติดังนี้1.สามารถกันอนุภาคขนาดเล็ก2.ป้องกันการซึมผ่านของละอองน้ำ3.สามารถนำไปซักได้หลายครั้งและ4.ควรหาซื้อได้ง่ายตามท้องตลาดทั่วไปด้วยในส่วนของการทดสอบประสิทธิภาพ“การต้านการซึมผ่านของละอองน้ำ”พบว่า“ผ้าฝ้ายมัสลิน”และ“ผ้าสาลู”สามารถต้านการซึมผ่านได้ดีและเมื่อทดสอบด้วยการส่องกล้องจุลทรรศน์เพื่อศึกษา“เส้นใยในการกันอนุภาค”ทดสอบการเป็นขุยด้วยการซักพบว่า“ผ้าฝ้ายดิบ”และ“ผ้าฝ้ายมัสลิน”สามารถซักได้มากกว่า100ครั้งโดยคุณภาพของเนื้อผ้าไม่เสื่อมส่วน“ผ้าฝ้ายดิบ”และ“ผ้านาโน”เมื่อนำผ้ามาประกอบกัน2ชั้นและส่องด้วยกล้องจุลทรรศน์เส้นใยผ้าสามารถกันอนุภาคได้ใกล้เคียง“หน้ากากอนามัยทางการแพทย์”แต่ผ้านาโนซักได้น้อยกว่า10ครั้งอีกทั้งประสิทธิภาพการต้านการซึมผ่านของละอองน้ำยังมีน้อยกว่า“ผ้าสาลู”และ“ผ้าฝ้ายมัสลิน”“ผ้าฝ้ายมัสลิน”ทำหน้ากากผ้าได้ปลอดภัยที่สุดผลสรุปจากการทดลองก็คือ“ผ้าฝ้ายมัสลิน”เหมาะที่จะนำมาทำหน้ากากอนามัยที่สุดเพราะผ้าดังกล่าวเป็นผ้าฝ้าย100%มีคุณสมบัติถ่ายเทอากาศได้ดีแห้งเร็วมีน้ำหนักเบาไม่ระคายเคืองผิวมีความแข็งแรงทนต่อการซักก่อนหน้านี้จึงเป็นผ้าที่นิยมนำมาทำชุดชั้นในผ้ากันเปื้อนและผ้าอ้อมสำหรับเด็กนอกจากนี้ผ้าฝ้ายชนิดดังกล่าวยังมีหลากหลายรูปแบบทั้งแบบขาวแบบสีแบบมีลายทำให้เหมาะแก่การปรับให้เข้ากับการแต่งตัวของผู้คนได้หลากหลายด้วยทำเองได้ง่ายๆ“หน้ากากผ้าสู้ไวรัส”เมื่อตัดสินใจได้แล้วว่าจะลองทำ“หน้ากากผ้า”ใช้เองขั้นตอนต่อไปก็คือการหาซื้อ“ผ้าฝ้ายมัสลิน”หรือ“ผ้าฝ้ายสาลู”มาใช้เป็นวัตถุดิบโดยสามารถหาได้ตาม“ตลาดสำเพ็ง”ซึ่งจะขายทั้งแบบยกม้วนราคาประมาณหลาละ44บาท1ม้วนยาวประมาน120หลาตอนนี้ราคาขายแบบปลีกของ“ผ้าฝ้ายมัสลิน”อยู่ที่หลาละ59บาทเป็นผ้าcotton100%ส่วน“ผ้าฝ้ายสาลู”นั้นราคาปลีกอยู่ที่ประมาณ40บาท/หลาส่วนแบบยกม้วนตกอยู่ที่30บาท/หลา“ผ้าสาลู”ผ้าอีกหนึ่งชนิดที่ทำหน้ากากได้ประสิทธิผลแหล่งต่อมาที่มีผ้า2ชนิดนี้วางขายคือ“ตลาดพาหุรัด”โดย“ผ้าฝ้ายมัสลิน”ราคาปลีกอยู่ที่เมตรละ75-90บาทส่วน“ผ้าสาลู”ราคาขายปลีกแบบไม่มีลายเมตร65-80บาทแบบมีลายเมตรละ80-90บาทส่วน“ยางยืด”ที่ใช้คล้องหูของหน้ากากขายอยู่ที่ราคาเมตรล่ะ5บาทซึ่งราคาในแต่ละร้านจะมีความใกล้เคียงกันจะต่างกันเพียงไม่กี่บาทเท่านั้นขั้นตอนการทำหน้ากากอนามัยใช้เองแต่ถ้าหากใครที่ไม่อยากออกจากบ้านเพื่อไปสั่งซื้อผ้าด้วยตัวเองก็สามารถสั่งซื้อได้ตามร้านค้าทางออนไลน์ได้ทั้งLazadaและShopeeซึ่งจะมีขายอยู่หลายชนิดด้วยกันโดยราคาของผ้าก็จะความใกล้เคียงกับราคาที่ขายตามท้องตลาดเมื่อได้วัตถุดิบครบแล้วก็มาถึง“วิธีการทำหน้ากาก”ซึ่งทางกองสุขศึกษากรมสนับสนุนบริการสุขภาพกระทรวงสาธารณสุขได้แนะนำ“วิธีการทำหน้ากากอนามัยใช้เองแบบง่ายๆ”เอาไว้เพื่อเป็นทางเลือกแก่ประชาชนในการแก้ปัญหาการขาดแคลนหน้ากากอนามัยโดยวิธีดังนี้ขั้นตอนการทำหน้ากากผ้า1.ตัดผ้ามัสลินขนาดกว้าง16ซม.ยาว19ซม.จำนวน2ชิ้นและตัดยางยืดสำหรับทำสายคล้องหูยาว18-20ซม.(ให้เหมาะสมกับความกว้างของใบหน้าแต่ละคน)จำนวน2เส้น2.นำยางยืดมาเย็บติดที่มุมผ้าด้านนอกของผ้าชิ้นแรก3.นำผ้าทั้ง2ชิ้นมาวางซ้อนกันหันผ้าด้านนอกหรือด้านถูกเข้าหากันจะสังเกตได้ว่ายางยืดจะอยู่ด้านในระหว่างผ้า2ชิ้น4.เย็บมือหรือเดินจักรโดยรอบห่างจากริมผ้าประมาณครึ่งเซนติเมตรโดยเว้นช่องว่างประมาณ10ซม.สำหรับไว้กลับผ้าและเมื่อกลับตะเข็บผ้าแล้วให้สอยปิดริมผ้าที่เว้นไว้ให้เรียบร้อย5.จีบทวิสตรงกลางผ้าโดยพับครึ่งตามแนวยาววัดจากกึ่งกลางลงมา3ซม.ใช้เข็มหมุดกลัด2ด้าน6.จับทวิสกลางผ้าให้กางออกแล้วเย็บตรึงด้านข้างทั้ง2ด้านให้เรียบร้อยจะได้หน้ากากอนามัยชนิดผ้าที่พร้อมใช้งาน7.จะได้หน้ากากอนามัยแบบผ้าตามต้องการถ้าไม่มีจักรเย็บผ้าก็สามารถใช้การเย็บมือได้โดยการเย็บด้นถอยหลังเพื่อให้หน้ากากอนามัยมีความทนทานในการใช้งานเมื่อได้“หน้ากากผ้า”ที่ต้องการแล้วจุดสำคัญอีกเรื่องก็คือควรซักล้างและตากแห้งหน้ากากทุกวันเพื่อป้องกันการติดเชื้อและไม่ควรเอามือไปสัมผัสกับหน้ากากในขณะที่ยังสวมใส่เพื่อไม่ให้หน้ากากติดเชื้อโรคจนอาจส่งเชื้อเข้ามาทางปากหรือจมูกของเราได้ข่าวโดย:ทีมข่าวMGRLiveขอบคุณภาพ:“กองสุขศึกษากรมสนับสนุนบริการสุขภาพกระทรวงสาธารณสุข”,“กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์กระทรวงสาธารณสุข”**มาตามติดไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ได้ที่นี่!!**ผ้าสาลูThamMaskหน้ากากอนามัยหน้ากากผ้าฝ้ายมัสลินหน้ากากผ้ากันน้ำ(function(){varcategoryId='16';vardetectInterval=null;detectInterval=setInterval(function(){if(typeof$==='function'){clearInterval(detectInterval);detectInterval=null;$(document).ready(function(){varsessionStorageKey='tags';varpmTagsItem=$('ul.pm-tags');$('a',pmTagsItem).on('click',function(event_){//event_.preventDefault();sessionStorageKey+=$(this).text();sessionStorage.setItem(sessionStorageKey,categoryId);//alert(sessionStorageKey+''+categoryId);});});}},250);})();
Fact News
ต้อลมต้อเนื้อต้อกระจกไม่ต้องลอกตาไม่ต้องผ่าตัดใช้ทับทิมตาใสปิ้งสมุนไพรไทยรักษาโรค|||#ลดน้ำหนักพุงยุบ100%ใน7วัน#รักษาเบาหวานหายขาดสมุนไพรเชียงดารักษาตาต้อใช้น้ำทับทิมหยอดตาทำให้ตาใสสว่างขึ้นได้สรรพคุณของทับทิมบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งสดใสต้านอนุมูลอิสระในร่างกายชะลอความแก่น้ำทับทิมแก้กระหายคลายร้อนระงับกลิ่นปากทับทิมมีวิตามินซีสูงวิตามินเออีและกรดโฟลิกช่วยบรรเทาอาการแพ้ท้องช่วยปรับฮอร์โมนวัยหมดประจำเดือนป้องกันโรคความดันเสื่อมบำบัดอาการเบาหวานบำรุงสายตาแก้ตาอักเสบน้ำต้มเปลือกช่วยอาการเจ็บคอบรรเทาอาการโรคหัวใจป้องกันเลือดออกตามไรฟันบำรุงฟันให้แข็งแรงป้องกันกระดูกพรุนลดความดันโลหิตฟอกไตและท่อปัสสาวะแก้อาการระดูขาวตกเลือดบำรุงตับช่วยบำรุงและต่อต้านการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศเปลือกรักษาโรคท้องเดินโรคบิดช่วยรักษาแผลหิดกลากเกลื้อนทับทิมช่วยต้านการเกิดมะเร็งได้มากกว่า13ชนิดช่วยทำลายเซลล์มะเร็งหลอดอาหารและมะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นต้น
Fake News
เห็นผลตั้งแต่แก้วแรกสูตร”ชาตะไคร้ใบเตย”แก้โรคเกาต์ปวดข้อปวดขา|||สูตรน้ำสมุนไพร“ชาตะไคร้ใบเตย”เป็นสูตรน้ำสมุนไพรที่สรรพคุณจะช่วยทำให้ร่างกายแข็งแรงแก้อาการปวดขาปวดข้อรักษาเกาต์อีกทั้งยังช่วยชำระล้างสิ่งสกปรกตกค้างที่อยู่ในกายของเราให้หมดไปเหมาะมากๆสำหรับคนที่รักสุขภาพในยุคปัจจุบันนี้ในเรื่องสุขภาพเป็นเรื่องที่สำคัญสำหรับคนเราเป็นอย่างมากหลายๆคนล้วนแล้วแต่หันมาดูแลใส่ใจสุขภาพมากยิ่งขึ้นไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกายหรือเลือกที่จะรับประทานอาหารเพราะว่าโรคภัยต่างๆใกล้กับตัวมากยิ่งขึ้นเราจำเป็นต้องดูแลตัวเองให้ดีอยู่เสมอให้สุขภาพร่างกายของเราพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงวันนี้เรามีสูตรน้ำสมุนไพรนั่นก็คือน้ำชาตะไคร้ใบเตยสรรพคุณของน้ำนี้จะช่วยรักษาเกาต์ลดอาการปวดตามข้อต่างๆที่เป้นอยู่ให้หายได้สูตรที่เราบอกวันนี้รับรองได้เลยว่าไม่มีสารตกค้างอย่างแน่นอนมั่นใจได้เลยส่วนประกอบที่ต้องเตรียม1.ตะไคร้4-5ต้น2.ใบเตย2-3ใบ3.น้ำสะอาด2ลิตรวิธีทำน้ำชาตะไคร้ใบเตย1.เริ่มแรกเราจะเริ่มต้นด้วยการต้มสมุนไพรที่เราเตรียมไว้มาต้มจนเดือด(ตะไคร้ใบเตยมัดเป็นกำแล้วใส่ลงไปต้มในน้ำ)พอเดือนแล้วให้ลดไฟลงต้มต่อด้วยไฟอ่อนประมาณ15นาที2.ในระหว่างที่ต้มอยู่นั้นอย่าเปิดฝาเมื่อครบ15นาทีให้พักทิ้งไว้ให้อุ่นแล้วนำมาดื่มได้เลย3.สำหรับวิธีการดื่มน้ำสมุนไพรให้ดื่มแทนน้ำเปล่าติดต่อกัน7วันจะช่วยล้างกรดยูริคในโลหิตได้ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของอาการปวดเข่าจากโรคเกาต์ได้ดีมากๆจะช่วยคุณลดอาการปวดโดยที่คุณไม่ต้องพึ่งยาใดๆเลยน้ำสมุนไพรสูตรนี้เป็นสูตรที่ได้มาจากผู้ชงดื่มจริงและเห็นผลดีมากๆอาจจะทำให้ปัสสาวะบ่อยมากขึ้นวิธีการดื่มให้หลีกเลี่ยงการดื่มก่อนเข้านอนก่อน2ชม.เพื่อที่จะได้ไม่ต้องลุกเข้าห้องน้ำตอนกลางดึกแหล่งที่มา:postsara.com
Fake News
แพทย์เตือน!ภัยร้ายจากสายฉีดก้นผู้หญิงมีโอกาสเสี่ยงติดเชื้อสูง!!ส่อเกิดโรคอันตรายมากมาย(รายละเอียด)|||เชื่อว่าสำหรับหลายๆคนการเข้าห้องน้ำสาธารณะที่มีสายฉีดก้นทำให้รู้สึกสะอาดและน่าใช้บริการมากกว่าห้องน้ำที่ไม่มีเพราะมีความเชื่อกันว่าใช้แค่กระดาษทิชชู่มันจะไปสะอาดได้ยังไงมันต้องมีน้ำด้วยสิเชื่อไหมสิ่งที่คุณคิดว่ามันสะอาดที่จริงมันตรงกันข้ามมากๆกรมอนามัยได้ออกมาบอกด้วยความเป็นห่วงว่าความจริงแล้วนั้นตรงด้ามจับของสายฉีดก้นนั้นมีอุจจาระติดอยู่มากถึง85%เลยที่เดียว!!และที่ต้องร้องยี้มากไปกว่าเดิมอุจจาระเป็นแหล่งรวมเชื้อแบคทีเรียตัวร้าย“อีโคไล”และ“โคลิฟอร์ม”เป็นอันตรายแบบสุดๆโดยเฉพาะอย่างยิ่ง“อีโคไล”ที่สาเหตุที่ทำให้เกินโรคกรวยไตอักเสบได้แต่อย่าพึ่งตกใจและตั้งมั่นที่จะเลิกใช้กันไปถ้าคุณๆยังรู้สึกมั่นใจกับสายฉีดก้นอยู่วันนี้เรามีคำแนะนำจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาวิชาการใช้กล้องเพื่อส่องตรวจและรักษาศ.นพ.พงษ์ศักดิ์ชัยศิลป์วัฒนาภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยาคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลมหาวิทยาลัยมหิดลมาฝาก"โอกาสที่จะติดเชื้อจากสายฉีดชำระนั้นมีโอกาสน้อยมากๆแต่ถ้าใครมีภูมิคุ้มกันต่ำก็มีโอกาสเสี่ยงที่จะติดเชื้อได้เช่นมีประวัติเป็นโรคทางอวัยวะเพศเรื้อรังชอบใช้น้ำยาล้างและแผ่นอนามัยซึ่งเป็นเรื่องไม่จำเป็นดูแลง่ายๆโดยใช้แค่น้ำเปล่าล้างดีที่สุดผู้หญิงที่โชคร้ายประมาณ5-7%เท่านั้นที่มีโอกาสติดเชื้อที่จุดซ่อนเร้นเพราะรู้สึกว่าแค่ใช้น้ำเปล่าล้างน้องหนูมันไม่พอต้องใช้น้ำยาเฉพาะจุดมาล้างถึงจะมั่นใจว่าสะอาดเพียงพอเมื่อล้างบ่อยเข้าน้ำยาทำความสะอาดก็ไปทำลายแบคทีเรียดีที่ป้องกันเชื้อโรคในช่องคลอดหรือพวกที่ชอบใช้แผ่นอนามัยใส่แต่กางเกงชั้นในฟิตๆกางเกงหนาๆแล้วส่วนนั้นก็อับชื้นทำให้น้องหนูอึดอัดไม่มีอากาศระบายอย่างปลอดโปร่ง"วิธีใช้สายฉีดก้นให้ถูกวิธี1.ตรวจดูก้านฉีดให้ดีว่าสะอาดพอมั้ยหรือไม่มั่นใจก็เอาทิชชู่เช็ดซะให้เรียบร้อยก่อนที่จะใช้งาน2.ฉีดน้ำออกมาเล็กน้อยจากนั้นก็เช็ดให้แห้งฉีดน้ำก่อนใช้ทิ้งไปอีกเล็กน้อย3.ห้ามให้หัวฉีดสัมผัสอวัยวะเพศและบริเวณใกล้เคียงเด็ดขาดเพราะอาจมีเชื้อหนองและตกขาวของคนอื่นติดอยู่ซึ่งเป็นสาเหตุหลักๆที่ทำให้ติดเชื้อได้อย่างง่ายๆ4.หาหัวฉีดชำระแบบมือถือที่สามารถพกพาไปใช้ได้ทุกที่เพื่อความสะอาดมั่นใจหรือถ้าฉุกละหุกหาไม่ได้จริงๆใช้ขวดน้ำเล็กๆแทนก็ได้เหมือนกันค่ะถึงจะไม่มีแรงฉีดฟินสะใจแต่ก็ทำความสะอาดได้เริ่ดไม่แพ้กันนะขอบคุณข้อมูล:thaijobsgov,gangbeautyเรียบเรียงโดยSuggessNewsRecommendNews
Fact News
แนะ8วิธีล้างพิษด้วยตนเอง|||ศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติภายใต้ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีห่วงใยประชาชนที่ต้องเผชิญกับสารพัดมลภาวะในแต่ละวันซึ่งล้วนส่งผลร้ายต่อสุขภาพหลายคนหาทางออกด้วยการใช้วิธีล้างพิษที่กำลังเป็นที่นิยมในหมู่คนรักสุขภาพแต่ก็ยังเกิดคำถามว่าวิธีการดังกล่าวดีต่อสุขภาพจริงหรือไม่น.พ.กฤษดาศิรามพุชผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติกล่าวว่าการล้างพิษหรือดีท็อกซ์มีมานานแล้วโดยอวัยวะที่โดดเด่นสำหรับการล้างพิษคือตับไตและลำไส้เนื่องจากเป็นทางผ่านของอาหารยารวมถึงวิตามินและสมุนไพรที่เราบริโภคเข้าไปจนกลายเป็นแหล่งสะสมหากไม่ขจัดให้หมดไปก็จะเกิดการตกค้างและส่งผลเสียต่อสุขภาพร่างกายสิ่งที่น่ากังวลคือท่านที่เลือกวิธีล้างพิษด้วยตัวเองโดยที่อาจจะยังไม่ได้ศึกษาอย่างละเอียดว่าวิธีใดที่จะเหมาะสมกับตัวเองซึ่งอาจเกิดอันตรายได้น.พ.กฤษดากล่าวว่าการล้างพิษมีหลายชนิดโดยยกตัวอย่าง8ชนิดที่ได้รับความนิยมคือ1.น้ำมันมะกอกด้วยมีสถานบำบัดหลายที่ยกเอาสูตรน้ำมันมะกอกกับน้ำมะนาวมาเป็นสสารล้างพิษตับเวลาถ่ายออกมาจะมีปฏิกูลที่หน้าตาเหมือนก้อนสีเขียวหลุดออกมาด้วย​ซึ่งก็เป็นที่ถกเถียงกันว่านั่นคือก้อนอะไรระหว่างก้อนนิ่วหรือเป็นเพียงก้อนไขมันที่มาจากน้ำมันมะกอกที่ดื่มเข้าไป2.น้ำมะนาวในส่วนของน้ำมะนาวมีประโยชน์มากเพราะต้านอนุมูลอิสระและกรดแอสคอบิกที่ทำให้ความเป็นกรดด่างภายในเกิดความสมดุลขึ้นมาแต่มีข้อควรระวังอยู่ตรงที่ไม่ควรดื่มขณะท้องว่างเพราะทำให้ระคายผิวเมือกนุ่มๆของกระเพาะและลำไส้ได้3.ดีเกลือเป็นการล้างพิษสูตรโบราณที่เชื่อว่านอกจากดีเกลือทำให้ระบายง่ายแล้วยังช่วยระบายนิ่วถุงน้ำดีให้ออกมาได้ด้วยดังนั้นผู้ที่ควรระวังคือผู้สูงวัยและคนที่ท้องเสียง่ายอยู่แล้วอาจทำให้เสียน้ำจนช็อกได้4.โยเกิร์ตผสมน้ำผึ้งโยเกิร์ตอุดมไปด้วยเชื้อจุลินทรีย์ที่คอยปกป้องลำไส้ส่วนน้ำผึ้งช่วยระบายแต่ต้องระวังท้องเสียได้5.น้ำด่างหรืออีกชื่อหนึ่งคือน้ำอัลคาไลน์เป็นวิธีที่กำลังพูดถึงกันมากแต่ไม่อยากให้ท่านดื่มเองโดยปราศจากการดูแลจากผู้เชี่ยวชาญเพราะหากดื่มน้ำด่างมากเกินไปจะส่งผลต่ออวัยวะภายในโดยเฉพาะกระเพาะและลำไส้ได้6.กาแฟซึ่งเป็นวิธีที่ใช้ได้แต่อย่าทำถี่เกินไปโดยเฉพาะในรายที่เป็นโรคหัวใจหรือความดันสูงที่ผลจากกาแฟจากการสวนจะมีผลไปซ้ำเติมอาการได้หรือแม้แต่ในคนปกติหากดีท็อกซ์ด้วยกาแฟบ่อยเกินไปก็จะทำร่างกายดูดคาเฟอีนเข้าไปสะสมมากเกินไป7.โสมและขมิ้นชันซึ่งในกรณีล้างพิษด้วยสมุนไพร2อย่างนี้ต้องใช้การรับประทานเป็นหลักโดยให้ลดการรับประทานเนื้อแดง,ไขมันและน้ำตาลเพื่อลดขยะในร่างกายก่อนจะใช้โสมและขมิ้นชันเป็นตัวช่วยจะรับประทานแบบสดหรือแบบสกัดก็ได้เพียงแต่ขอให้ระวังเรื่องโสมในท่านที่มีความดันโลหิตสูงและไม่ควรรับประทานร่วมกับชากาแฟและเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน8.คีเลชั่นเป็นวิธีการล้างพิษโลหะหนักด้วยการฉีดสารเคมีเข้าไปในเลือดซึ่งมีพูดถึงกันมากแต่ก็ยังไม่ใช่วิธีมาตรฐานในตำราแพทย์สังเกตได้จากโรงเรียนแพทย์ยังไม่มีการนำมาใช้ในคนทั่วไปนอกจากในกรณีคนไข้รับเลือดมากจนธาตุเหล็กตกค้างอย่างไรก็ตามวิธีที่กล่าวมาสามารถทำได้แต่ควรเลือกให้เหมาะสมกับตนเองและศึกษาผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้ขอขอบคุณน.พ.กฤษดาศิรามพุชผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ
Fact News
เพียงกินกระเทียมผสมกับน้ำแอปเปิ้ลไซเดอร์และสิ่งนี้ก็ช่วยจัดการกับโรคมะเร็งอย่างได้ผล|||เพียงกินกระเทียมผสมกับน้ำแอปเปิ้ลไซเดอร์และสิ่งนี้ก็ช่วยจัดการกับโรคมะเร็งอย่างได้ผลบนโลกใบนี้เต็มไปด้วยโรคภัยสารพัดโรคจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องดูแลรักษาสุขภาพโดยการเลือกอาหารที่มีความสมดุลกับร่างกายและหลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และการสูบบุหรี่นอกจากนี้คุณยังสามารถนำเอาธรรมชาติมาใช้สำหรับดูแลรักษาสุขภาพของคุณโดยการใช้ส่วนผสมจากธรรมชาติ100%เพื่อช่วยเพิ่มระบบภูมิคุ้มกันและฟื้นฟูสุขภาพของคุณในขณะที่ยังสามารถช่วยจัดการกับโรคภัยไข้เจ็บต่างๆได้ในเวลาเดียวกันหนึ่งในสูตรดังกล่าวคือน้ำแอปเปิ้ลไซเดอร์น้ำผึ้งบริสุทธิ์จากธรรมชาติและกระเทียมเมื่อนำส่วนผสมเหล่านี้มารวมเข้าไว้ด้วยกันมันจะได้สูตรรักษาที่มีศักยภาพมากสามารถจัดการความเจ็บป่วยและโรคภัยได้อย่างมากมายรวมทั้งโรคเบาหวานความดันโลหิตสูงคอเลสเตอรอล(LDL)และโรคมะเร็งสูตรธรรมชาตินี้ได้รับการศึกษาโดยนักวิจัยเป็นเวลาหลายปีและได้รับการยืนยันว่ามันเป็นสูตรที่มีศักยภาพในการรักษาโรคมะเร็งบางชนิดเมื่อใช้อย่างถูกวิธีและให้ผลลัพธ์ภายในเวลาเพียงสองสัปดาห์สิ่งที่น่าทึ่งมากสำหรับสูตรนี้มันสามารถช่วยรักษาโรคมะเร็งอีกทั้งยังไม่มีผลข้างเคียงใดๆและส่วนผสมนี้อาจมีอยู่ในบ้านของคุณอยู่แล้วมันทำง่ายคุณเองก็สามารถทำได้นี่คือวิธีทำส่วนผสมน้ำผึ้งธรรมชาติบริสุทธิ์1ถ้วยน้ำแอปเปิ้ลไซเดอร์1ถ้วยกลีบกระเทียม10กลีบวิธีทำและการใช้งานเริ่มจากให้คุณนำส่วนผสมทั้งหมดใส่ลงในเครื่องปั่นและปั่นผสมกันประมาณ60วินาทีจนกว่าจะเป็นเนื้อเดียวกันถัดไปเทส่วนผสมลงในขวดแก้วนำส่วนผสมแช่เย็นสูตรนี้สำหรับใช้5วันกินส่วนผสม2ช้อนโต๊ะในตอนเช้าคุณสามารถใส่สูตรยานี้ผสมรวมกับน้ำดื่มหรือน้ำผลไม้ที่คุณชื่นชอบก็ได้ถ้าคุณต้องการข้อมูลจากhttp://www.rak-sukapap.com/2017/01/blog-post_378.html
Fake News
เยียวยา4แสน!'ผอ.รพ.พระพรหม'รับวินิจฉัยโรคผิดทำหนุ่มใหญ่เสียชีวิต|||3ธ.ค.61เมื่อเวลา14.30น.ที่โรงพยาบาลพระพรหมจ.นครศรีธรรมราชนายไพโรจน์รัตนรัตน์อายุ55ปีน้องชายของนายบรรจงรัตนรัตน์อายุ56ปีอยู่บ้านเลขที่35/7หมู่4ต.ช้างซ้ายอ.พระพรหมจ.นครศรีธรรมราชพร้อมด้วยนายนางสมจิตรรัตนรัตน์55ปีภรรยาและลูกๆของนายบรรจุเดินทางมาทำพีมอบเตียงคนไข้จำนวน4ชุดให้กับโรงพยาบาลพระพรหมจ.นครศรีธรรมราชโดยมีนายแพทย์น.พ.พิศาลถาวรวงษ์ผอ.รพ.พระพรหมจ.นครศรีธรรมราชและเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลพระพรหมร่วมรับมอบโดยนายสมเกียรติทิศนุ่นประธานกต.ตร.สภ.ปากพนังและนายสรรเพชรทันรายกำนันต.ท้ายสำเภาอ.พระพรหมและตัวแทนสื่อมวลชนจากสมาคมสื่อมวลชนนครศรีธรรมราชร่วมเป็นสักขีพยานนายแพทย์น.พ.พิศาลถาวรวงษ์ผอ.รพ.พระพรหมจ.นครศรีธรรมราชกล่าวว่าหลังจากที่นายบรรจงรัตนรัตน์ซึ่งมีอาหารแน่นหน้าอกหายใจติดขัดเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลพระพรหมแต่แพทย์และพยาบาลได้ตรวจวินิจฉัยโรคก่อนจัดยาให้ไปรับประทานและอนุญาตให้กลับบ้านแต่เมื่อกลับไปถึงบ้านอาการนายบรรจงทรุดหนักและเสียชีวิตเมื่อวันที่10ต.ค.61ที่ผ่านมาส่วนสาเหตุการเสียชีวิตมาจากเส้นเลือกหัวใจตีบตันและนายไพโรจน์และนางสมจิตรรัตนรัตน์น้องชายและภรรยาของนายบรรจงได้ร้องเรียนพร้อมแจ้งความกับพนักงานสอบสวนสภ.พระพรหมไว้เป็นหลักฐานกรณีดังกล่าวตนและเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลขอยอมรับว่าการวินิจฉัยเบื้องต้นผิดพลาดไม่ได้ทำอย่างละเอียดทั้งๆที่ญาติๆนำนายบรรจงผู้ตายมาถึงรพ.พระพรหมแล้วในครั้งแรกหลังจากทำการปฐมพยาบาลอาการก็ดีขึ้นจึงจัดยาให้รับประทาน1ชุดและอนุญาตให้กลับบ้านจนอาการกำเริบหนักต้องนำกลับมาโรงพยาบาลพระพรหมอีกครั้งก่อนเสียชีวิตในที่สุดทางโรงพยาบาลพร้อมรับผิดชอบทุกประการและจะทบทวนกระบวนการและขั้นตอนในการรักษาเพราะโรงพยาบาลพระพรหมจ.นครศรีธรรมราชเป็นโรงพยาบาลเปิดใหม่ให้บริการมาได้ไม่ถึง2ปีพยาบาลที่รับคนไข้เบื้องต้นขาดประสบการณ์ในการวินิจฉัยและช่วยเหลือเบื้องต้นตนเสียใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นและขอยอมรับผิดในฐานะผู้บริหารโรงพยาบาลที่สำคัญทางในกรณีการเสียชีวิตของนายบรรจงถือเป็นบาทเรียนครั้งสำคัญที่ตนพยาบาลรวมทั้งเจ้าหน้าโรงพยาบาลจะต้องทบทวนการให้บริการดูแลรักษาผู้ป่วยให้มีประสิทธิภาพมากกว่านี้ในเบื้องต้นทางโรงพยาบาลจะรับผิดชอบเรื่องการจัดงานศพและเยียวยาให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ผอ.รพ.พระพรหมกล่าวอีกว่าต่อมาทางคณะกรรมการกองทุนชดเชยผู้เสียหายทางการแพทย์สำนักงานหลักประกันคุณภาพเขต11ได้พิจารณาอนุมัติจ่ายเงินชดเชยให้ครอบครัวของนายบรรจงจำนวน400,000บาทโดยมีนายแพทย์สุทธิพจน์ชยณัฐพงศ์รองนายแพทย์สาธารณะสุขจ.นครศรีธรรมราชเป็นผู้มอบเงินจำนวนดังกล่าวให้กับครอบครัวของนายบรรจุเป็นที่เรียบร้อยแล้วจำนวน400,000บาทและนายไพโรจน์นางสมจิตรและญาติๆได้ขอให้ทางแพทย์พยาบาลและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติร่วมรับผิดชอบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยขอให้จัดซื้อเตียงคนไฟฟ้าจำนวน4ชุดเพื่อเป็นที่ระลึกและเป็นอุทาหรณ์เตือนใจแพทย์พยาบาลและเจ้าหน้าที่ในการพพัฒนาปรับปรุงการให้บริการด้านการดูรักษาพยาบาลคนไข้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นโดยทางญาติๆจะร่วมกันบริจาคเตียงไฟฟ้าทั้ง4ชุดให้กับโรงพยาบาลพระพรหมในนามคุณพ่อบรรจงรัตนรัตน์เพื่อไว้ใช้บริการผู้ป่วยติดเตียงที่มาเข้ารับการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลพระพรหมต่อไปตนพร้อมพยาบาลและเจ้าหน้าที่จึงตกลงจัดหาเตียงไฟฟ้าตามจำนวนที่ร้องขอและนัดญาติๆนายบรรจงมาทำพิธีมอบอย่างเป็นทางการในวันนี้ตนพยาบาลพนักงานเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลทุกคนขอขอบคุณคุณพ่อบรรจงและญาติๆและขอแสดงความเสียใจกับการสูญเสียคุณพ่อบรรจงโดยจะพยายามพัฒนาปรังปรุงการให้บริหารดูแลรักษาคนไข้ให้ดีขึ้นต่อไปด้านนายไพโรจน์รัตนรัตน์กล่าวว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นอุทาหรณ์ให้กับวงการแพทย์พยาบาลที่จะต้องใช้ความละเอียดรอบคอบในการตรวจวินิจฉัยรักษาคนไข้และคิดว่าจะไม่เกิดเรื่องในลักษณะนี้ขึ้นอีกที่โรงพยาบาลพระพรหมตนและญาติๆไม่ติดใจที่จะดำเนินคดีกับแพทย์พยาบาลรวมทั้งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องอีกโดยจะไปถอนแข้งความที่สภ.พระพรหมต่อไปและขอมอบเตียงคนไข้ไฟฟ้าทั้ง4ชุดกลับคืนให้กับโรงพยาบาลพระพรหมเอาไว้ใช้เพื่อประโยชน์ของผู้ป่วยติดเตียงที่มาใช้บริการของโรงะยาบาลพระพรหมต่อไปและขอให้บุญกุศลที่ร่วมกันอุทิศในครั้งนี้ส่งผลไปถึงนายบรรจงรัตนรัตน์ผู้ตายรวมทั้งครอบครัว“รัตนรัตน์”จงประสบแต่ความสุขความเจริญตอลดไปด้วย
Fact News
ผงชูรสนี่ก็สารพิษก่อเกิดโรคภัยมากยังให้ขายกันเป็นเรื่องธรรมดา
Fake News
“ต้นอังกาบหนู”สมุนไพรเทวดารักษามะเร็งได้ชาวบ้านวอนรัฐวิจัยด่วน!!|||เมื่อวันที่14ส.ค.61ทางช่องข่าวเวิร์คพอยท์ได้นำเสนอสมุนไพรชนิดหนึ่งที่ทางชาวบ้านในจังหวัดสุโขทัยเชื่อว่าสามารถรักษามะเร็งให้หายขาดได้ชื่อของมันคือ“ต้นอังกาบหนู”โดยที่ผ่านมาได้มีคนในจังหวัดทานเเล้วหายป่วยจากโรคมะเร็งไปเเล้วจำนวน13คนนายพิภพไขแจ้งอายุ60ปีผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านวัดโบสถ์หมู่5ต.เมืองบางขลังอ.สวรรคโลกจ.สุโขทัยเปิดเผยว่าพืชสมุนไพรชนิดนี้สามารถรักษาโรคมะเร็งระยะสุดท้ายให้หายได้เพียงแค่เด็ดกิ่งก้านใบมาต้มดื่มเหมือนน้ำชาโดยกินติดต่อกันไม่กี่เดือนก็จะเห็นผลทันที“ต้นอังกาบหนู”มีชื่อท้องถิ่นว่าเขี้ยวแก้งเขี้ยวเนื้ออังกาบมันไก่เป็นต้นลักษณะของอังกาบหนูเป็นไม้พุ่มเตี้ยสูงประมาณ1–1.5เมตรลำต้นเกลี้ยงมีหนามยาวรอบข้อออกดอกสีเหลืองตามซอกใบและปลูกง่าย
Fake News
#ปลูกติดบ้านไว้!!"ต้นป่าช้าเหงา"สมุนไพรชั้นดีดังไกลไปทั่วโลกรักษาโรคภัยไข้เจ็บต่างๆได้ผลดี!จนทำให้ป่าช้าต้องเหงาหงอยขนาดมะเร็งยังกลัว!!
Fake News
สุดยอดความอร่อย!!“น้ำผักสะทอน”พืชพื้นบ้านต้มเคี่ยวใช้ปรุงรสชาติอาหารแทนน้ำปลาแถมสรรพคุณเพียบ!!|||ชาวบ้านด่านซ้ายจ.เลยนำ“ผักสะทอน”พืชพื้นบ้านต้มเคี่ยวทำน้ำผักสะทอนใช้ปรุงรสชาติอาหารแทนน้ำปลาเผยหากินได้ปีละครั้งให้คุณค่าทางโภชนาการสูงอีกทั้งช่วยป้องกันท้องอืดท้องเฟ้อเป็นภูมิปัญญาสืบทอดกันมาแต่บรรพบุรุษเมื่อเวลา13.00น.วันที่19มี.ค.60ผู้สื่อข่าวรายงานว่าชาวบ้านในอ.ด่านซ้ายจ.เลยนำ“ผักสะทอน”พืชพื้นบ้านต้มเคี่ยวทำน้ำผักสะทอนใช้ปรุงรสชาติอาหารแทนน้ำปลาเผยให้คุณค่าทางโภชนาการสูงหากินได้ปีละครั้งโดยเฉพาะช่วงนี้ชาวบ้านเริ่มทำน้ำผักสะทอนเก็บไว้กินทั้งปีและขายอีกทั้งเป็นภูมิปัญญาสืบทอดกันมาแต่บรรพบุรุษนายสนุกวังคำอายุ57ปีอยู่ที่23หมู่1บ้านนาดีต.นาดีอ.ด่านซ้ายจ.เลยชาวบ้านที่เก็บใบสะทอนที่ขึ้นตามธรรมชาติมาทำน้ำผักสะทอนแทนน้ำปลาไว้กินและขายเล่าว่าทุกปีช่วงเดือนมีนาคมชาวบ้านเกือบทุกตำบลของอ.ด่านซ้ายจ.เลยจะเก็บใบยอดอ่อนของต้นสะทอนที่ขึ้นเองตามธรรมชาติจากนั้นนำใบอ่อนลงในบ่อปูนซีเมนต์แล้วใช้เครื่องตัดหญ้าปั่นจนละเอียดนำมาใส่ลงโอ่งที่เตรียมไว้เพื่อหมักใบสะทอนใส่น้ำเปล่าสะอาดลงไปประมาณ80ลิตรจนเต็มโอ่งทิ้งไว้2-3วันสำหรับน้ำผักสะทอนมีคุณค่าทางอาหารมีโปรตีนและวิตามินหอมอร่อยหวานนิดอร่อยอย่าบอกใครเอามาปรุงอาหารแทนน้ำปลาใส่ปรุงอาหารประเภทเมี่ยงโค่นแกงอ่อมแกงซั้วส้มตำน้ำพริกบ้านนามีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายได้แก่โปรตีนแคลเซี่ยมป้องกันท้องอืดท้องเฟ้อและผู้ที่กินอาหารเจสามารถนำเป็นน้ำปรุงรสอาหารได้ดีและมีคุณค่าทางโภชนาการอย่างมาก.[thairath.co.th](https://www.thairath.co.th/content/889755)
Fake News
ดวงตาสดใสตลอดเวลาด้วยดีคอนแทค
Fake News
เคยได้ยินบางคนบอกว่าเพราะพวกโรลออนนี่แหละที่ทำให้คนเดี๋ยวนี้เป็นมะเร็งเต้านมกันเยอะ     ก็ไม่รู้จริงเท็จอย่างไรแต่ถ้าเกรงปัญหาอะไรจริงๆลองหาสารส้มมาทาดูน่าจะดีกว่า
Fake News
คุณผู้หญิงต้องรู้!9สัญญาณบอกโรคจากสีกลิ่นของประจำเดือนสุขภาพ|||การมีประจำเดือนมาเป็นปกติทุกเดือนอาจเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับสุขภาพของคุณแม่และผู้หญิงทุกคนเพราะการมีประจำเดือนเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงการทำงานระบบสืบพันธุ์ว่าปกติและการทำงานของร่างกายภายในของเรามีความสมดุลลงตัวแต่สำคัญยิ่งกว่านั้นประจำเดือนยังสามารถบอกถึงสุขภาพของร่างกายได้อีกด้วยโดยเราสามารถสังเกตได้ง่ายๆจาก3อย่างคือสีกลิ่นและอาการดังต่อไปนี้1.ประจำเดือนสีเข้มจัดออกน้อยมีอาการเหนื่อยง่ายเวลาต้องออกแรงอ่อนเพลียกว่าปกติเวียนศีรษะอาจบ่งบอกว่าเป็นสัญญาณของโรคโลหิตจางได้2.ประจำเดือนออกมาเป็นลิ่มเลือดคล้ายเลือดหมูมีเลือดออกภายในค่อนข้างมากอาจเป็นสัญญาณเตือนว่ากำลังอุ้งเชิงกรานอักเสบ 3.มีกลิ่นผิดปกติคันเจ็บแสบในช่องคลอดถ้าร่วมกับมีอาการตกขาวแสดงว่าตกขาวจากเชื้อไวรัสเชื้อแบคทีเรียเชื้อราพยาธิในช่องคลอดหรือติดเชื้อในมดลูกมีอุ้งเชิงกรานอักเสบ4.ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอไม่ปกติให้สังเกตว่ามีอาการปวดศีรษะเรื้อรังตามืดมัวลงเรื่อยๆมีหนวดและขนขึ้นผิดธรรมชาติน้ำนมออกผิดปกติถ้ามีอาการเหล่านี้ควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาเนื้องอกของรังไข่หรือตรวจหาความผิดปกติของต่อมหมวกไตหรือต่อมใต้สมอง5.ประจำเดือนมาน้อยและมีอาการอ่อนเพลียเฉื่อยเนือยเต้านมแฟบขนรักแร้และขนที่อวัยวะเพศร่วงอาจจะเคยตกเลือดอย่างรุนแรงหรือเป็นลมขณะคลอดบุตรควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาโรคซีแฮนหรือโรคที่ต่อมใต้สมองขาดเลือดทำให้ทำงานน้อยลงและทำให้รังไข่ทำงานน้อยลงด้วย6.ประจำเดือนมามากจนมีอาการซีดควรไปพบแพทย์แต่ที่ไม่ควรนิ่งนอนใจคือถ้าเลือดที่ออกมามีกลิ่นเหม็นและมีอาการปวดบริเวณท้องน้อยต้องระวังเรื่องปีกมดลูกอักเสบ7.ประจำเดือนมามากร่วมกับมีอาการปวดประจำเดือนหรือรู้สึกเจ็บเวลาร่วมเพศและคลำพบก้อนที่ท้องน้อยอันนี้ไม่ควรนิ่งนอนใจเพราะอาจจะเป็นเนื้องอกในมดลูกได้8.ปวดประจำเดือนมากจนหน้าซีดหน้าเซียวหรือยิ่งในวันท้ายๆยิ่งปวดมากขึ้นอย่างนี้ควรจะไปตรวจโรคเยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่หรือถุงช็อกโกแลตซีสต์ได้แล้วค่ะ9.ประจำเดือนมานานผิดปกติเกินกว่า7วันอาจเป็นตอนหลังคลอดใหม่ๆหรือหลังใส่ห่วงคุมกำเนิดก็ถือเป็นเรื่องปกติทำนองเดียวกับประจำเดือนที่ขาดๆหายๆแล้วพอมาก็มามากแต่ก็ไม่มีผิดปกติอื่นๆและไม่ได้ตั้งครรภ์มักจะเป็นในช่วงที่อ้วนเกินไปเครียดออกกำลังกายมากเกินไปประจำเดือนเป็นสิ่งที่ธรรมชาติสร้างมาเพื่อผู้หญิงทุกคนหากเราหมั่นสังเกตสิ่งต่างๆเหล่านี้อย่างสม่ำเสมอและหมั่นดูแลตัวเองให้ดีก็จะสามารถช่วยป้องกันโรคได้เป็นอย่างดีค่ะ
Fact News
ท้องร่วง!เรื่องที่ไม่ควรชะล่าใจ|||[siamca.com](http://www.siamca.com/UserFiles/Image/stomacha1.jpg)สาเหตุของโรคท้องร่วง    -การติดเชื้อแบคทีเรียซึ่งเกิดจากการรับประทานอาหารและน้ำที่ไม่สะอาดได้แก่เชื้อบิดไม่มีตัวShigella,ไข้ไทฟอยด์Salmonella,เป็นต้น    -การติดเชื้อไวรัสได้แก่rotavirus,Norwalkvirus    -การติดเชื้อพยาธิ์เช่นGiardialamblia,Entamoebahistolytica    -จากแพ้อาหารและนม    -เกิดการอักเสบของลำไส้    -เกิดจากการรับประทานยาบางชนิดเช่นยาลดความดันยาปฏิชีวนะยาระบายAdvertisement[thaihealth.or.th](http://www.thaihealth.or.th/data/content/26951/resize/26951_thaihealth_egilpstuwy25.jpg)อาการของโรคท้องร่วง    -ปวดบิดในท้องท้องร่วงจะอุจจาระเป็นน้ำหรืออุจจาระเหลวคลื่นไส้อาเจียนเบื่ออาหารถ่ายบ่อย     -อาการรุนแรงจะปากแห้งคอแห้งกระหายน้ำปัสสาวะน้อยสีเหลืองเข้มตาโหลผิวหนังเหี่ยวย่นเกินวัยอ่อนเพลียหน้ามืดเป็นลมอาจรุนแรงถึงขั้นช็อก    -โรคท้องร่วงถ้าเป็นนานกว่า3สัปดาห์เรียกเรื้อรังถ้าหายภายใน3สัปดาห์เรียกท้องร่วงเฉียบพลัน[thaihealth.or.th](http://www.thaihealth.or.th/data/content/26974/cms/e_bdklnquw3589.jpg)ดูแลตนเมื่อมีอาการท้องร่วง    1.รักษาด้วยการป้องกันการขาดน้ำให้ดื่มน้ำเกลือแร่ORSเพื่อรักษาอาการขาดน้ำ    2.ทานอาหารประเภทอ่อนๆย่อยง่ายเช่นข้าวต้มนํ้าแกงจืดหรือนํ้าข้าวใส่เกลือ     3.ขับถ่ายในส้วมที่ถูกสุขลักษณะและล้างมือให้สะอาดทุกครั้ง     4.ทำความสะอาดเครื่องใช้ของผู้ป่วยให้สะอาดและนำไปซักทำความสะอาดหรือตากแดดเพื่อฆ่าเชื้อโรคด้วย    5.ล้างมือด้วยน้ำสบู่อย่างสม่ำเสมอเพื่อป้องกันการปนเปื้อนเชื้อโรค[thaihealth.or.th](http://www.thaihealth.or.th/data/content/27375/cms/thaihealth_c_bdefgsty2359.jpg)อาการที่ต้องรีบพบแพทย์    โดยทั่วไปอาการท้องร่วงมักหายได้เองใน2-3วันโดยที่ไม่ต้องรักษาแต่หากมีอาการผิดปกติอย่างอื่นต้องรีบพบแพทย์เช่น    -ไข้สูงมาก    -เหงื่อแตกตัวเย็น    -เซื่องซึมไม่ค่อยรู้สึกตัวหรือกระสับกระส่ายคลุ้มคลั่ง    -ชีพจรเบาหรือเร็วมาก    -ไม่ปัสสาวะนานเกิน6ชั่วโมง    -อุจจาระมีเลือดปนหรืออุจจาระดำ    -อาเจียนติดต่อกันหลายครั้งไม่สามารถดื่มน้ำได้เพียงพอ    -ปวดท้องมากท้องแข็งเป็นกระดานกดเจ็บ    -เด็กทารก,หญิงมีครรภ์,คนชราและคนที่ร่างกายอ่อนแอมากควรระวังเป็นพิเศษ    -เป็นนานเกิน2วัน[thaihealth.or.th](http://www.thaihealth.or.th/data/content/26204/resize/26204_thaihealth_ceikoprz4589.jpg)การป้องกันตนจากโรคท้องร่วง    1.ล้างมือให้สะอาดด้วยนํ้าสะอาดและสบู่ทุกครั้งก่อนเตรียมหรือปรุงอาหารก่อนกินอาหารและหลังการขับถ่ายอุจจาระ    2.ดื่มนํ้าต้มสุก    3.เลือกกินอาหารที่สะอาดปรุงสุกด้วยความร้อนและปรุงสุกใหม่ๆ    4.กำจัดสิ่งปฏิกูลขยะมูลฝอยบริเวณบ้านเพื่อไม่ให้เป็นแหล่งเพาะพันธุของแมลงวัน    หวังว่าข้อมูลจากเราจะเป็นประโยชน์ต่อคุณรักษาและดูแลตนเมื่อเป็นโรคท้องร่วงอย่าให้ร่างกายขาดน้ำและเกลือแร่รักษาความสะอาดของร่างกายและข้าวของเครื่องใช้รวมไปถึงสุขลักษณะในเรื่องการกินที่สำคัญควรป้องกันตนจากโรคท้องร่วงกันด้วยนะค่ะ[ kaijeaw.com]
Fact News
เรื่องที่ประทับใจคือเมื่อก่อนดำดำมากๆค่ะดำมาตั้งแต่เกิดเลยที่บ้านก็ครอบครัวตัวดำเลยค่ะอิอิแล้วตัวเองก็อยากขาวอยากผิวดีอยากสวยใสเหมือนคนอื่นๆเค้าบ้างเลยหาสารพัดวิธีมาทำให้ตัวเองขาวแต่ก็ไม่เป็นผลค่ะขาวมานิสนึงก็ดำเหมือนเดิมจนมาเจอโฆษณาผลิตภัณฑ์L-GlutaBerryPlusเลยอยากลองจากนั้นมันผิวก็ขาวขึ้นสวยขึ้นใสขึ้นจนผิดตาไปเลยถึงไม่ได้ขาวระดับคนผิวขาวทั่วไปแต่ขาวขึ้นมากกว่าที่เคยเป็นแค่นี้ก็ภูมิใจไม่เปลี่ยนใจไปไหนแล้วค่ะยิ่งตอนนี้มีซื้อ1แถม1ยิ่งถูกใจค่ะNungningPimchanokเมี้ยวเมี้ยวหง่าวววเปียโนซ่าจุบุจุบุง๊องแง๊งRatchanokTochaiAuTzInMelonNakaNoTeWatchraMakiGeeทิพกฤตาสายถาPairojSaetangขวัญตาถึกมาบริษัทไทยซัมมิทฮาเนส816/2หมู่10ต.วัฒนานครอ.วัฒนานครจ.สระแก้ว27160โทร:0809696396Email:kawn_n@Hotmail.com
Fake News
แพทย์แนะ!!ผู้สูงอายุรับมือกับโรคในหน้าร้อน|||อธิบดีกรมการแพทย์เผยวิธีรับมือโรคในหน้าร้อนที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ  แนะผู้ดูแลใส่ใจสุขภาพของผู้สูงอายุ อย่างรอบด้านทั้งร่างกายและจิตใจนายแพทย์ธีรพล โตพันธานนท์ อธิบดีกรมการแพทย์  เปิดเผยว่า ในช่วงนี้ประเทศไทยต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าว เนื่องจากอุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้น อาจทำให้เกิดโรคต่างๆได้ เป็นเหตุให้ต้องดูแลสุขภาพผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงได้แก่ผู้ที่มีโรคประจำตัว เด็กหญิงตั้งครรภ์โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษเนื่องจากสุขภาพร่างกายที่ไม่ค่อยแข็งแรง ประกอบกับผู้ที่อยู่ในวัย 60ปีขึ้นไป ส่วนใหญ่มักมีโรคประจำตัวและโรคเรื้อรัง ทำให้เจ็บป่วยได้ง่ายกว่าคนวัยหนุ่มสาว หากต้องเผชิญกับอากาศร้อนนานๆAdvertisementทั้งนี้  โรคที่ผู้สูงอายุต้องระวังและพบบ่อยในช่วงอากาศร้อนคือ  1.โรคลมแดดหรือฮีทสโตรก(HeatStroke)  เกิดจากการที่ผู้สูงอายุอยู่ในสภาพแวดล้อมที่อุณหภูมิสูงและได้รับความร้อนมากเกินไป ส่งผลให้การทำงานของระบบไหลเวียนโลหิตและระบบสมองผิดปกติ ซึ่งสัญญาณเตือนที่สำคัญของโรคฮีทสโตรกคือไม่มีเหงื่อออกแม้จะอากาศร้อนหน้าแดงตัวร้อนจัดขึ้นเรื่อยๆรู้สึกกระหายน้ำมากวิงเวียนปวดศีรษะคลื่นไส้หายใจเร็วอาเจียน เกร็งกล้ามเนื้อชักมึนงงสับสน รูม่านตาขยายความรู้สึกตัวลดน้อยลงอาจหมดสติ หัวใจเต้นเร็วแต่แผ่วเบา ถ้าไม่ได้รับการแก้ไขอย่างถูกต้องและทันเวลา อาจทำให้หัวใจหยุดเต้น และถึงแก่ชีวิตได้  สำหรับการป้องกันผู้สูงอายุไม่ควรตากแดดในช่วงเที่ยงวันหรือเลี่ยงการทำกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงบ่ายโมงไปถึง4โมงเย็นแต่หากมีความจำเป็นต้องสัมผัสแดดควรใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำเช็ดตัวเพื่อลดความร้อนในร่างกาย และควรจิบน้ำเปล่าให้บ่อยที่สุดในวันที่มีอากาศร้อนจัดสวมแว่นกันแดดและกางร่มก่อนออกจากบ้านควรสวมใส่เสื้อผ้าที่มีสีอ่อน โปร่งไม่หนาน้ำหนักเบาและสามารถระบายอุณหภูมิความร้อนและป้องกันแสงแดดได้  2. โรคท้องเสีย อากาศร้อนแบบนี้เชื้อโรคต่างๆจะเจริญเติบโตได้เป็นอย่างดีโดยเฉพาะอาหารจะบูดเสียง่ายกว่าปกติซึ่งถ้ากินอาหารไม่สะอาดอาการท้องเสียจะตามมาได้ง่ายขึ้น วิธีป้องกันคือควรยึดหลักกินร้อนช้อนกลางล้างมือเพื่อลดการติดเชื้อและไม่กินอาหารที่ตั้งทิ้งไว้นานๆ  3.โรคผิวหนังแสบแดงเป็นผื่น  ที่เกิดจากการสัมผัสแสงแดดเป็นเวลานานๆโดยปราศจากสิ่งป้องกัน จะทำให้ผิวหนังของผู้สูงอายุเกิดอาการไหม้เกรียมแสบและแดงเป็นผื่นได้ จึงควรดื่มน้ำให้มากกว่าปกติ เพื่อสร้างความชุ่มชื่นให้แก่ผิวพรรณ และควรทาครีมกันแดดที่มีค่าป้องกันรังสียูวีมากกว่า50 PA+++ ทาลงบนผิวหน้าและผิวกายก่อนออกแดดประมาณ20นาทีและควรทาซ้ำทุก2-4ชั่วโมงเพื่อปกป้องผิวหนังจากแสงแดด Advertisementดังนั้น ผู้ที่ดูแลผู้สูงอายุควรใส่ใจในสุขภาพของผู้สูงอายุอย่างรอบด้าน   ด้วยการจัดสถานที่ให้อากาศถ่ายเทเหมาะสำหรับผู้สูงอายุ หลีกเลี่ยงความอับชื้นเพราะอาจเป็นแหล่งเชื้อโรคและทำให้ไม่สบายตัวหลีกเลี่ยงอาหารรสจัด เพราะอาจมีปัญหาเกี่ยวกับลำไส้ระบบขับถ่าย นอกจากนี้ต้องดูแลสภาวะอารมณ์ของผู้สูงอายุ โดยการดูแลอย่างใจเย็นพูดคุยอย่างมีศิลปะรวมถึงสร้างบรรยากาศให้แจ่มใสอยู่เสมอขอขอบคุณที่มาจาก: สำนักสารนิเทศสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข
Fact News
จีนพบผู้ป่วยเกือบ30รายติดเชื้อโรคระบาดปริศนาลักษณะคล้ายโรคซาร์ส|||ทางการจีนเร่งสอบสวนกรณีพบผู้ป่วย27รายติดเชื้อโรคติดต่อปริศนาในเมืองอู่ฮั่นมณฑลหูเป่ย์โดยผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่ทำงานอยู่ในตลาดอาหารทะเลในเมืองอูฮั่นส่วนอาการของโรคติดต่อดังกล่าวมีลักษณะเหมือนกับโรคซาร์สหรือโรคระบบทางเดินหายใจเฉียบพลันร้ายแรงซึ่งเป็นโรคที่เคยแพร่ระบาดรุนแรงในจีนและฮ่องกงเมื่อปี2003และคร่าชีวิตผู้คนไปถึง775รายโดยผู้ป่วยจะมีอาการเหมือนเป็นไข้หวัดใหญ่และมีอาการปอดบวมในเวลานี้มีผู้ติดเชื้อ7รายมีอาการป่วยในขั้นวิกฤตขณะที่ผู้ติดเชื้อรายอื่นมีอาการทรงตัวและมีผู้ป่วย2รายที่เตรียมอนุญาตให้เดินทางกลับบ้านได้ขณะที่ผลการตรวจสอบเชื้อโรคระบาดดังกล่าวยังไม่พบการแพร่ระบาดจากคนสู่คนและยังไม่มีเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ติดเชื้อดังกล่าวโดยทางผู้เชี่ยวชาญจากคณะกรรมการสาธารณสุขแห่งชาติของจีนเตรียมดำเนินการทดสอบเพิ่มเติมเพื่อหาสาเหตุของโรคติดต่อดังกล่าวและยังไม่มีการยืนยันว่าโรคที่กำลังแพร่ระบาดขณะนี้เป็นโรคซาร์สทั้งนี้โรคซาร์สพบการแพร่ระบาดในทางตอนใต้ของจีนครั้งแรกเมื่อช่วงปลายปี2002โดยข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกระบุว่ามีผู้ติดเชื้อโรคซาร์สทั่วโลกมากกว่า8,000คนและได้ประกาศให้จีนปลอดจากโรคซาร์สเมื่อเดือนพฤษภาคมปี2004ซึ่งในช่วงที่โรคซาร์สแพร่ระบาดหนักทางการจีนยังได้สั่งปลดนายจางเวิ่นกังรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขของจีนในขณะนั้นฐานรับมือกับวิกฤตการแพร่ระบาดของโรคซาร์สล่าช้าขอบคุณภาพgulfnews.com
Fact News
กรมควบคุมโรคแนะ“ปิดล้างเลี่ยงหยุด”ป้องกันการระบาดไข้หวัดใหญ่หลังพบผู้ป่วยมากกว่าปีที่แล้วกว่า2เท่า|||วันนี้(22พฤศจิกายน2559)นายแพทย์เจษฎา โชคดำรงสุข อธิบดีกรมควบคุมโรคกล่าวว่าขณะนี้หลายพื้นที่ในประเทศไทยเริ่มมีอากาศเย็นส่งผลให้ประชาชนเจ็บป่วยจากโรคฤดูหนาวได้ง่ายประกอบกับมีประชาชนจำนวนมากติดต่อสอบถามข้อมูลจากสายด่วนกรมควบคุมโรค1422เรื่องโรคไข้หวัดใหญ่ซึ่งในช่วงนี้พบผู้ป่วยจำนวนมากกระจายอยู่ทั่วประเทศกรมควบคุมโรคจึงขอประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ประชาชนในการดูแลสุขภาพเพื่อป้องกันการเจ็บป่วยจากโรคไข้หวัดใหญ่รวมถึงลดอัตราป่วยและการแพร่กระจายของโรคในประเทศไทยข้อมูลจากสำนักระบาดวิทยากรมควบคุมโรคตั้งแต่1มกราคม-14พฤศจิกายน2559มีรายงานผู้ป่วย147,962รายเสียชีวิต41รายซึ่งพบผู้ป่วยสูงกว่าปีที่แล้วประมาณ2.3เท่ากลุ่มอายุผู้ป่วยที่พบมากที่สุดคือ25-34ปี(11.9%)15-24ปี(10.3%)และ7-9ปี(10.2%)ส่วนจังหวัดที่พบผู้ป่วยสูงสุด5อันดับแรกคือกรุงเทพมหานครเชียงใหม่พะเยาอุตรดิตถ์และระยองนอกจากนี้จากการคาดการณ์พบว่าจำนวนผู้ป่วยในช่วงฤดูหนาวในปีนี้จะสูงกว่าปีที่แล้วเนื่องจากช่วงนี้มีการเดินทางของประชาชนจำนวนมากโดยตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน2559-กุมภาพันธ์2560จะมีผู้ป่วยประมาณ16,500-24,000รายต่อเดือนซึ่งอาจทำให้มีผู้เสียชีวิตเพิ่มมากขึ้นด้วยนายแพทย์เจษฎากล่าวต่อไปว่าโรคนี้พบกระจายทั่วประเทศแต่พบสูงมากในจังหวัดทางภาคเหนือและภาคกลางโดยเฉพาะสถานที่ที่มีผู้คนอยู่รวมกันเป็นจำนวนมากเช่นวัดโรงเรียนหรือศูนย์อพยพหากไม่ป้องกันให้ดีแล้วอาจทำให้เกิดโรคระบาดได้ง่ายส่วนสายพันธุ์ของโรคไข้หวัดใหญ่ที่พบในประเทศไทยในขณะนี้ส่วนใหญ่เป็นสายพันธุ์A(H1N1),A(H3N2)และสายพันธุ์Bไม่มีรายงานผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ติดต่อได้ง่ายโดยการไอจามหรือสัมผัสน้ำมูกน้ำลายของผู้ป่วยอาการของโรคไข้หวัดใหญ่คือมีไข้ตัวร้อนและรู้สึกหนาวทันทีร่างกายอ่อนเพลียเร็วปวดศีรษะคอแห้งและเจ็บปวดตามแขนขาและที่หลังเบื่ออาหารอาจมีอาการไอแห้งๆบางทีมีเวียนศีรษะอาเจียนเลือดกำเดาไหลและแน่นหน้าอกหน้ามักจะแดงและมักมีอาการเยื่อตาเยื่อจมูกและกระเพาะอาหารอักเสบด้วยบางรายมีภาวะแทรกซ้อนทำให้เกิดอาการที่รุนแรงเช่นปอดบวมสมองอักเสบกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบตับอักเสบหายใจเร็วเหนื่อยหอบหายใจลำบากซึ่งอาจทำให้เสียชีวิตได้     สำหรับการป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่กรมควบคุมโรคขอแนะนำให้ประชาชนใช้มาตรการ“ปิดล้างเลี่ยงหยุด”เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่ทุกสายพันธุ์โดย1.ปิดคือปิดปากปิดจมูกเมื่อไอจามต้องใช้ผ้าหรือกระดาษทิชชูปิดปากและจมูกทุกครั้งหากเจ็บป่วยด้วยไข้หวัดควรใช้หน้ากากอนามัยเมื่อต้องไปในที่ชุมชน2.ล้างคือล้างมือบ่อยๆเมื่อสัมผัสสิ่งของเช่นกลอนประตูลูกบิดราวบันใดราวบนรถโดยสาร3.เลี่ยงคือหลีกเลี่ยงการคลุกคลีใกล้ชิดกับผู้ป่วย4.หยุดคือเมื่อป่วยควรหยุดเรียนหยุดงานหยุดกิจกรรมในสถานที่แออัดแม้ผู้ป่วยจะมีอาการไม่มากก็ควรหยุดพักรักษาตัวอยู่ที่บ้านเป็นเวลา7วันนับจากวันเริ่มป่วยหรือหลังจากหายเป็นปกติแล้วอย่างน้อย1วันทั้งนี้ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงหากป่วยเป็นโรคไข้หวัดใหญ่จะมีอาการรุนแรงได้แก่1.หญิงมีครรภ์อายุครรภ์4เดือนขึ้นไป2.เด็กอายุ6เดือนถึง2ปีทุกคน3.ผู้มีโรคเรื้อรังประจำตัวได้แก่ปอดอุดกั้นเรื้อรังหอบหืดหัวใจหลอดเลือดสมองไตวายเป็นต้น4.ผู้สูงอายุ65ปีขึ้นไปเพื่อลดโอกาสในการติดเชื้อ[asd]ประชาชนควรดูแลตนเองด้วยการกินอาหารให้ครบ5หมู่ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอกินอาหารปรุงสุกใหม่ใช้ช้อนกลางและหมั่นล้างมือบ่อยๆที่สำคัญหากมีอาการไอเจ็บคอปวดเมื่อยกล้ามเนื้อและมีไข้สูงต้องรีบพบแพทย์ทันทีภายใน48ชั่วโมงประชาชนสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรคโทร1422 นายแพทย์เจษฎากล่าวทิ้งท้ายขอขอบคุณข้อมูลจาก:  กรมควบคุมโรค
Fact News
“กระเจี๊ยบเขียว”พืชผักบ้านๆมากมายสารต้านอนุมูลอิสระประโยชน์เพียบพูนสรรพคุณทางยาพร้อมสรรพ|||คอลัมน์:ดูรูปสวยแถมด้วยเกร็ดความรู้/โดย...สกนธ์รัตนโกศล“กระเจี๊ยบเขียว”พืชที่มากมายด้วยคุณประโยชน์อุดมไปด้วยวิตามินแร่ธาตุและที่สำคัญยิ่งคือมีสารต้านอนุมูลอิสระด้วย.มีชื่อท้องถิ่นอีกเช่นกระต้าด(สมุทรปราการ),กระเจี๊ยบกระเจี๊ยบมอญมะเขือมะเขือมอญมะเขือทะวายทวาย(ภาคกลาง),มะเขือมอญมะเขือพม่ามะเขือละโว้มะเขือขื่นมะเขือมื่น(ภาคเหนือ),ถั่วเละ(ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ)เป็นต้นมีชื่อสามัญว่าOkra,Lady'sfinger,Gombo,Gumbo,Bendee,Quimbamtoแต่ในอินเดียจะเรียกกระเจี๊ยบเขียวว่าบินดี(Bhindi)ส่วนประเทศในแถบเมดิเตอร์เรเนียนจะเรียกว่าบามี(Bamies)ชื่อวิทยาศาสตร์Abelmoschusesculentus(L.)Moenchจัดอยู่ในวงศ์ชบา(MALVACEAE)มีถิ่นกำเนิดในแถบแอฟริกาตะวันตกในประเทศซูดานและสันนิษฐานว่าน่าจะมีการนำเข้ามาในประเทศไทยหลังปีพ.ศ.2416ลักษณะทางพฤกษศาสตร์.“กระเจี๊ยบเขียว”จัดเป็นพืชล้มลุกที่มีอายุประมาณ1ปีมีความสูงประมาณ0.5-2.4เมตรลำต้นและกิ่งก้านมีสีเขียวแต่บางครั้งก็มีจุดประม่วงตามลำต้นจะมีขนอ่อนหยาบๆขึ้นปกคลุมเช่นเดียวกับใบและผลเจริญเติบโตได้ดีในอากาศกึ่งร้อนหรือที่อุณหภูมิระหว่าง18-35องศาเซลเซียส“ใบ”มีใบเป็นใบเดี่ยวขนาดใหญ่ลักษณะของใบคล้ายรูปฝ่ามือเรียงสลับกันใบมักเว้าเป็น3แฉกมีความกว้างประมาณ10-30เซนติเมตรปลายใบหยักแหลมโคนใบเว้าเป็นรูปหัวใจมีเส้นใบออกจากโคนใบ3-7เส้นใบมีขนหยาบก้านใบยาว“ดอก”มีดอกสีเหลืองอ่อนที่โคนกลีบดอกด้านในจะมีสีม่วงออกแดงเข้มรูปไข่กลับหรือค่อนข้างกลมออกดอกตามง่ามใบมีริ้วประดับเป็นเส้นสีเขียวประมาณ8-10เส้นเรียงเป็นวงรอบโคนกลีบเลี้ยงกลีบเลี้ยงมี5กลีบและกลีบดอก5กลีบดอกมีเกสรตัวผู้จำนวนมากมีก้านชูอับเรณูรวมกันลักษณะเป็นหลอดยาวประมาณ2-3เซนติเมตรหุ้มเกสรตัวเมียไว้อับเรณูเล็กจำนวนมากติดอยู่รอบหลอดก้านเกสรตัวเมียมีลักษณะเรียวยาวปลายแยกเป็น5แฉกยอดเกสรตัวเมียเป็นแผ่นกลมมีขนาดเล็กสีม่วงแดงยื่นพ้นปากหลอดดอก“ผล”หรือ“ฝักกระเจี๊ยบเขียว”มีลักษณะเป็นฝักโดยฝักคล้ายกับนิ้วมือผู้หญิงฝักมีสีเขียวทรงเรียวยาวมักโค้งเล็กน้อยปลายฝักแหลมเป็นจีบผิวฝักมีเหลี่ยมเป็นสันโดยฝักมีสันเป็นเหลี่ยมตามยาวอยู่5เหลี่ยมตามฝักจะมีขนอ่อนๆอยู่ทั่วฝักฝักอ่อนมีสีเขียวเมื่อแก่จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลในฝักมีน้ำเมือกข้นเหนียวอยู่มากและมีเมล็ดลักษณะกลมอยู่มากขนาดประมาณ3-6มิลลิเมตรฝักอ่อนมีรสหวานกรอบอร่อยส่วนฝักแก่จะมีเนื้อเหนียวไม่เป็นที่นิยมในการรับประทาน.สำหรับการขยายพันธุ์ทำได้ด้วยวิธีการใช้เมล็ดสรรพคุณของกระเจี๊ยบเขียว.ใน“ผล”หรือ“ฝักกระเจี๊ยบเขียว”จะมีสารที่เป็นเมือกจำพวกเพกทิน(Pectin)และกัม(Gum)ที่มีคุณสมบัติช่วยในการเคลือบแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้ได้โดยป้องกันไม่ให้เกิดการลุกลามของแผลได้เป็นอย่างดี(ได้ผลดีเท่าๆกับยาMisoprotol)และยังช่วยยับยั้งเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดแผลในกระเพาะอาหารได้.“ใบกระเจี๊ยบเขียว”ช่วยขับเหงื่อ,ช่วยแก้โรคปากนกกระจอกและใบกระเจี๊ยบใช้ผสมกับสมุนไพรชนิดอื่นนำมาประคบเพื่อลดอาการอักเสบปวดบวมได้และช่วยทำให้ผิวหนังชุ่มชื้นไม่แตกแห้ง.“ดอกกระเจี๊ยบเขียว”สามารถนำมาตำใช้พอกรักษาฝีได้.“ผล”หรือ“ฝักกระเจี๊ยบเขียว”มีเส้นใยอยู่มากจึงช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ได้โดยช่วยรักษาระดับการดูดซึมน้ำตาลจากลำไส้ใหญ่ให้คงที่กระเจี๊ยบเขียวจึงเป็นผักที่เหมาะอย่างมากสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน,ใช้เป็นยาบำรุงสมอง,ช่วยรักษาโรคความดันโลหิตรักษาความดันให้เป็นปกติ,ช่วยแก้อาการรักษาหวัด,ช่วยป้องกันอาการหลอดเลือดตีบตัน,ช่วยแก้บิดด้วยการใช้ผลแก่นำมาบดเป็นผงใช้ผสมกับน้ำดื่มแก้อาการ,ช่วยบรรเทาอาการปวดท้องของโรคกระเพาะหรือในผู้ป่วยที่เยื่อบุกระเพาะและลำไส้อักเสบ,ช่วยแก้อาการกรดไหลย้อนกลับด้วยการนำฝักกระเจี๊ยบมาต้มในน้ำเกลือแล้วใช้กินแก้อาการ,ใช้เป็นยาระบายอ่อนๆ,ช่วยขับพยาธิตัวจี๊ด(สาเหตุมาจากการได้รับตัวอ่อนของพยาธิที่อยู่ในเนื้อดิบเช่นหมูเป็ดไก่กบกุ้งเนื้อปลาเป็นต้น)ด้วยการรับประทานฝักกระเจี๊ยบติดต่อกันเป็นเวลาอย่างน้อย15วันแต่สำหรับบางรายต้องรับประทานเป็นเดือนจึงจะหาย.“ยางจากผลสด”ใช้เป็นยารักษาแผลสดเมื่อถูกของมีคมบาดหรือใช้ยางกระเจี๊ยบทาแผลจะช่วยทำให้แผลหายเร็วขึ้นและไม่ทำให้เกิดแผลเป็น.“ราก”นำมาต้มน้ำเพื่อใช้รักษาโรคซิฟิลิส(Syphilis)และในเนปาลนำน้ำคั้นจากรากมาใช้เพื่อล้างแผลและแผลพุพอง.ในอินเดียมีการใช้“เมล็ด”นำมาบดผสมกับนมใช้ทาผิวหนังเพื่อแก้อาการคัน.ในตำรายาแผนโบราณของจีนมีการนำ“ราก”“เมล็ด”และ“ดอกกระเจี๊ยบเขียว”มาใช้เป็นยาขับปัสสาวะส่วนในประเทศอินเดียจะใช้“ฝัก”นำมาต้มกับน้ำดื่มเพื่อช่วยขับปัสสาวะเมื่อมีอาการกระเพาะปัสสาวะและทางเดินปัสสาวะอักเสบหรือเมื่อปัสสาวะขัดประโยชน์ของกระเจี๊ยบเขียว.ช่วยกำจัดสารพิษออกจากร่างกายและช่วยลดคอเลสเตอรอลโดยเส้นใยของกระเจี๊ยบเป็นตัวช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลได้โดยการจับกับน้ำดีซึ่งมักจับสารพิษที่ร่างกายต้องการขับถ่ายที่ถูกส่งมาจากตับและสารเมือกในฝักยังช่วยจับสารพิษเหล่านี้ซึ่งการจับกับน้ำดีนี้จะเกิดในลำไส้และขับออกมาทางอุจจาระทำให้ไม่เหลือสารพิษตกค้างอยู่ในลำไส้การรับประทานฝักกระเจี๊ยบเป็นประจำจะช่วยรักษาโรคกระเพาะอาหารเยื่อบุกระเพาะและลำไส้อักเสบช่วยในการทำงานของระบบขับถ่ายจึงช่วยในการขับถ่ายทำให้ถ่ายอุจจาระได้คล่องช่วยป้องกันอาการท้องผูกได้เป็นอย่างดีและช่วยในการทำงานของระบบดูดซึมสารอาหารช่วยสนับสนุนการขยายพันธุ์ของแบคทีเรียที่มีประโยชน์(โพรไบโอติกแบคทีเรีย)ช่วยลดความเสี่ยงของโรคแผลในกระเพาะอาหารป้องกันมะเร็งกระเพาะอาหารและมะเร็งลำไส้ใหญ่.ผลกระเจี๊ยบมีเมือกลื่นที่ช่วยทำให้ผิวหนังชุ่มชื้นไม่แห้งแตกบางคนจึงนิยมนำผลอ่อนมาพอกผิวเมื่อมีอาการแสบร้อน.การรับประทานฝักกระเจี๊ยบเป็นประจำสามารถช่วยบำรุงตับได้.ฝักอ่อนหรือผลอ่อนนำมาต้มให้สุกหรือย่างไฟก่อนใช้เป็นผักจิ้มรับประทานหรือนำมาใช้ทำแกงต่างๆเช่นแกงส้มแกงเลียงแกงจืดใช้ใส่ในยำต่างๆใช้ชุบแป้งทอดทำเป็นสลัดหรือซุปก็ได้และฝักที่นำมาตากแห้งแล้วสามารถนำมาใช้ทำเป็นชาไว้ชงดื่มได้ส่วนเมล็ดกระเจี๊ยบนำมาคั่วแล้วบดสามารถนำมาใช้แทนเมล็ดกาแฟได้หรือนำใช้ในการแต่งกลิ่นกาแฟได้ข้อควรระวังในการรับประทานกระเจี๊ยบเขียว.ผู้ที่มีปัญหาสุขภาพบางอย่างดังต่อไปนี้ควรระมัดระวังอย่างยิ่งไม่ให้รับประทานกระเจี๊ยบเขียวมากเกินไปได้แก่.-คนที่มีปัญหาเกี่ยวลำไส้หรือระบบทางเดินอาหารควรรับประทานแต่พอดีเพราะกระเจี๊ยบเขียวมีคาร์โบไฮเดรตชนิดที่ทำให้เกิดแก๊สในกระเพาะอาหารปวดบีบท้องท้องอืดหรือท้องเสียได้.-กระเจี๊ยบเขียวมีออกซาเลตสูงซึ่งอาจเป็นปัจจัยเสี่ยงทำให้เกิดนิ่วในไตที่เกิดจากแคลเซียมออกซาเลตได้.-คนที่กำลังใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดไม่ควรรับประทานกระเจี๊ยบเขียวมากเกินไปเพราะผักชนิดนี้มีวิตามินเคที่ช่วยต้านการเกิดลิ่มเลือด.-ผู้ป่วยเบาหวานที่ต้องการใช้กระเจี๊ยบเขียวช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดควรปรึกษาแพทย์ก่อนทุกครั้งเพราะอาจทำปฏิกิริยากับยารักษาโรคเบาหวานที่ใช้อยู่ได้“กระเจี๊ยบเขียว”ถึงแม้จะมากไปด้วยคุณประโยชน์แต่หากรับประทานมากเกินไปก็ใช่ว่าจะเกิดผลดีการเลือกรับประทานผักผลไม้ให้หลากหลายชนิดให้เหมาะสมครบถ้วนตามหลักโภชนาการถึงจะมีประโยชน์ต่อร่างกายที่สำคัญอย่าลืมออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอด้วยนะขอรับบรรณานุกรม.-https://medthai.com›กระเจี๊ยบเขียว-https://www.honestdocs.co›อยู่ดีกินดี›การรักษากระเจี๊ยบเขียวสกนธ์รัตนโกศลดูรูปสวยแถมด้วยเกร็ดความรู้ศิลปะ-วรรณกรรมภาคใต้สารต้านอนุมูลอิสระพืชผักบ้านๆ(function(){varcategoryId='2';vardetectInterval=null;detectInterval=setInterval(function(){if(typeof$==='function'){clearInterval(detectInterval);detectInterval=null;$(document).ready(function(){varsessionStorageKey='tags';varpmTagsItem=$('ul.pm-tags');$('a',pmTagsItem).on('click',function(event_){//event_.preventDefault();sessionStorageKey+=$(this).text();sessionStorage.setItem(sessionStorageKey,categoryId);//alert(sessionStorageKey+''+categoryId);});});}},250);})();
Fact News
ขมิ้นอ้อยกระชายพริกไทยหัวแห้วหมูสุดยอดสมุนไพรแก้ทางเดินปัสสาวะอักเสบ|||ขมิ้นอ้อยกระชายพริกไทยหัวแห้วหมูสุดยอดสมุนไพรแก้ทางเดินปัสสาวะอักเสบวิธีทำนำสมุนไพรทุกอย่างอย่างล่ะเท่าๆกันแล้วนำมาดองด้วยน้ำผึ้งดองไว้ประมาณ1เดือนวิธีรับประทานรับประทานก่อนนอนทุกคืนจะช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียเช่นเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดฝีหนองที่แผลเชื้ออหิวาตกโรคเชื้อที่ทำให้ทางเดินปัสสาวะอักเสบเชื้อที่ทำให้เจ็บคอเพราะน้ำมันหอมระเหยในขมิ้นอ้อยจะมีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อแบคทีเรียฆ่าเชื้อราได้ดีมีผลวิจัยพบว่าขมิ้นอ้อยมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อราได้ถึง11ชนิดและหยุดการเจริญเติบโตของเชื้อราอีก4ชนิดซึ่งส่วนใหญ่เป็นเชื้อราที่ทำให้เกิดโรคผิวหนังเช่นกลากชันนะตุเชื้อราที่เล็บผิวหนังซอกนิ้วเท้านอกจากนี้ขมิ้นชันยังมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อราได้เหมือนขมิ้นอ้อยจะช่วยให้ผิวสวยCr.อลิศแก้วมีศรีและสมุนไพร108เพื่อสุขภาพ
Fake News
ดูแลตัวเองอย่างไรหลังบริจาคโลหิต|||“โลหิต”เป็นสิ่งที่จำเป็นและสำคัญในการรักษาผู้ป่วยที่สูญเสียเลือดผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดผู้ป่วยโรคเลือดผู้ป่วยมะเร็งฯลฯการได้บริจาคโลหิตก็เท่ากับว่าเป็นการได้ช่วยเหลือชีวิตของเพื่อมนุษย์ด้วยกันได้บุญอีกด้วยสำหรับหลายๆคนแล้วการบริจาคโลหิตอาจฟังดูน่ากลัวเพราะมีบางเหตุการณ์ที่ผู้บริจาคนั้นหน้ามืดเป็นลมหรือกลัวว่าจะเป็นอันตรายต่างๆแต่ความเป็นจริงแล้วหากว่าเราดูแลตัวเองให้ดีหลังบริจาคโลหิตก็ไม่มีอะไรที่ต้องกังวลค่ะสำหรับใครที่ต้องการไปบริจาคโลหิตKaijeaw.comก็มีข้อแนะนำในการดูแลตัวเองหลังบริจาคโลหิตมาแนะรำกันค่ะคุณสมบัติของผู้ที่สามารถบริจาคโลหิตได้-เป็นผู้มีสุขภาพแข็งแรงไม่มีโรคประจำตัว-อายุ18–60ปี-น้ำหนักตั้งแต่45กิโลกรัมขึ้นไป-ไม่อยู่ในระหว่างรับประทานยาปฏิชีวนะยาป้องกันเลือดแข็งตัวฮอร์โมนเพศ-ไม่มีประวัติเป็นโรคมาลาเรียในระยะเวลา3ปี-ไม่ได้รับการถอนฟันหรือขูดหินปูนภายใน72ชั่วโมงก่อนบริจาคเลือดไม่มีบาดแผลสดหรือแผลติดเชื้อใดๆตามร่างกาย-หญิงที่ไม่อยู่ในระยะตั้งครรภ์หรือให้นมบุตรผู้ที่ไม่สามารถบริจาคโลหิตได้-ผู้ที่เป็นโรคหัวใจโรคปอดมะเร็งลมชักโรคเลือดออกง่ายแต่หยุดยาก-ผู้ที่เป็นหรือเคยเป็นไวรัสตับอักเสบบีหรือคู่ครอง(สามีหรือภรรยา)เป็นไวรัสตับอักเสบบีไวรัสตับอักเสบซีรวมทั้งผู้ติดเชื้อเอสไอวีหรือซิฟิลิส-ผู้เสพยาเสพติดชนิดใช้เข็มฉีดยา-ผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศมีคู่นอนหลายคนหรือเปลี่ยนคู่นอนบ่อยๆผู้ชายมีเพศสัมพันธ์กับชาย-น้ำหนักตัวลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุมีต่อมน้ำเหลืองตามร่างกายโตหรือมีไข้โดยไม่ทราบสาเหตุในการบริจาคเลือดแต่ละครั้งนั้นเราจะต้องเสียปริมาณเลือดประมาณ350–450ซีซีจากทั้งหมดที่มีในร่างกายประมาณ4,000-5,000ซีซีหรือคิดเป็น8%ของน้ำหนักตัวของผู้บริจาคหลังจากการบริจาคโลหิตเรียบร้อยแล้วเราจึงรู้สึกอ่อนเพลียเป็นธรรมดาเนื่องจากร่างกายต้องสร้างเซลล์เม็ดเลือดขึ้นมาทดแทนดังนั้นการดูแลตนเองอย่างถูกต้องหลังจากการบริจาคโลหิตจึงสำคัญต่อร่างกายที่สมบูรณ์เร็วขึ้นดังนี้1.นอนพักบนเตียงอย่างน้อย3-5นาทีห้ามลุกจากเตียงทันทีจะเวียนศีรษะเป็นลมได้2.ควรดื่มเครื่องดื่มที่มีบริการให้และควรดื่มน้ำมากกว่าปกติต่อเนื่องเป็นเวลา1-2วัน3.ไม่ควรรีบเร่งกลับในทันทีนั่งพักจนแน่ใจว่าเป็นปกติ4.หากมีอาการเวียนศีรษะคล้ายจะเป็นลมระหว่างลุกจากเตียงหรือขณะเดินทางกลับต้องรีบนั่งก้มศีรษะต่ำระหว่างเข่าหรือนอนราบเพื่อป้องกันอันตรายจากการล้มได้5.หากมีโลหิตซึมออกมาให้ใช้นิ้วมือ3นิ้วกดลงบนผ้าก๊อสหรือพลาสเตอร์ที่ปิดรอยเจาะโดยใช้นิ้วหัวแม่มือกดด้านใต้ข้อศอกและยกแขนสูงจนโลหิตหยุดสนิทหากโลหิตไม่หยุดซึมให้กลับมายังสถานที่บริจาคเพื่อพบแพทย์,พยาบาล6.หลีกเลี่ยงการทำซาวน่าหรือออกกำลังกายที่ต้องเสียเหงื่อมากๆผู้บริจาคโลหิตที่ทำงานปีนป่วยที่สูงหรือทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักรกลควรหยุดพักหนึ่งวัน7.งดใช้กำลังแขนข้างที่เจาะรวมถึงการหิ้วของหนักๆเป็นเวลา24ชั่วโมงภายหลังการบริจาคโลหิต8.รับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กสูงและยาธาตุเหล็กที่ได้รับวันละอย่างน้อย1เม็ดจนหมดเพื่อป้องกันการขาดธาตุเหล็ก9.รับประทานอาหารตามปกติไม่ควรงดอาหารโดยเฉพาะอาหารประเภทเนื้อสัตว์ต่างๆตับไข่เลือดหมูเลือดไก่ผักใบเขียวและผักที่มีสีเหลือง10.งดสูบบุหรี่หลังบริจาคโลหิตอย่างน้อยครึ่งชั่วโมงงดดื่มสุราหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์และถ้าจะดื่มผู้บริจาคโลหิตควรรับประทานอาหารให้มากพอก่อนดื่มสุราหรือแอลกอฮอล์ข้อควรรู้:หลังจากที่ท่านได้บริจาคโลหิตออกไปแล้วไขกระดูกจะเป็นส่วนสำคัญในการสร้างเม็ดโลหิตขึ้นมาทดแทนให้มีปริมาณโลหิตในร่างกายเท่าเดิมซึ่งทิ้งระยะไว้สำหรับผู้ชาย3เดือนผู้ชาย6เดือนก็จะสามารถทำการบริจาคโลหิตได้อีกครั้งหนึ่งหากคุณเป็นคนหนึ่งที่มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์มีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่ผู้บริจาคโลหิตต้องมีคุณก็สามารถช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ได้และไม่ต้องเป็นกังวลว่าจะเป็นอันตรายหลังการบริจาคโลหิตเพียงแค่ปฏิบัติตนตามคำแนะนำที่เราได้กล่าวไปแล้วข้างต้น
Fact News
#ไม่เชื่อก็ต้องต้องเชื่อ!!"ดอกไม้ต้านมะเร็ง"มีสารต้านมะเร็งไม่เสื่อมสลายแม้นำมาปรุงสุกของดีใกล้ตัวที่มีอยู่ทุกครวเรือน!!|||สมุนไพรต้านมะเร็งใครว่าจะต้องเป็นพืชที่มีแต่สีเขียวๆเสมอไปดอกไม้สีสันสวยงามที่เราเห็นผ่านตากันเป็นประจำก็ช่วยป้องกันมะเร็งได้หากเพียงเลือกมารับประทานให้ถูกชนิดดอกไม้ที่เราเห็นกันทั่วไปบางสายพันธุ์ซุกซ่อนคุณประโยชน์เพื่อสุขภาพไว้อย่างมหาศาลจนทำให้เราต้องประหลาดใจอย่างเช่นที่เราเก็บมาฝากในวันนี้ซึ่งแต่ละชนิดมีการศึกษายืนยันแล้วว่าช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งได้อีกทั้งยังมีสรรพคุณทางยามากมายจนต้องทึ่งเลยทีเดียวจากการศึกษาของรองศาสตราจารย์ดร.แก้วกังสดาลอำไพหัวหน้าฝ่ายพิษวิทยาทางอาหารสถาบันโภชนาการมหาวิทยาลัยมหิดลและทีมนักศึกษาปริญญาโทในหลักสูตรพิษวิทยาทางอาหารและโภชนาการค้นพบว่าการรับประทานดอกไม้อย่างหัวปลีดอกขจรดอกเข็มดอกแคดอกบัวดอกเฟื่องฟ้าดอกโสนและดอกอัญชันสามารถช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งได้โดยมีการสันนิษฐานว่าเกิดจากสารบางชนิดในดอกไม้ที่มีฤทธิ์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ทรงพลังป้องกันการถูกทำลายของเซลล์จากสารอนุมูลอิสระอันเป็นสาเหตุของโรคมะเร็งหลายชนิดและป้องกันการกลายพันธุ์ของเซลล์ได้อีกด้วยอีกทั้งดอกไม้เหล่านี้ยังมีไฟเบอร์สูงสามารถช่วยในการขับถ่ายได้อีกด้วยแถมดอกไม้เหล่านี้เมื่อนำมาปรุงอาหารจนสุกแล้วสารแอนโทไซยานิน(Anthocyanin)นี้ก็ยังไม่เสื่อมสลายไปและยังคงมีสรรพคุณครบถ้วนเช่นเดิมหัวปลีหัวปลีหรือส่วนช่อดอกของต้นกล้วยเป็นอีกส่วนหนึ่งของกล้วยที่เรานิยมนำมาปรุงเป็นอาหารหลากหลายเนื่องจากเจ้าหัวปลีนั้นมีประโยชน์มากมายไม่เพียงแต่มีสารแอนโทไซยานิน(Anthocyanin)ที่ช่วยยับยั้งการกลายพันธุ์ของเซลล์ไม่ให้กลายเป็นเซลล์มะเร็งแต่ยังมีแร่ธาตุและวิตามินที่เหมาะสมกับคนทุกเพศทุกวัยไม่ว่าจะเป็นแคลเซียมฟอสฟอรัสธาตุเหล็กโพแทสเซียมแมกนีเซียมและวิตามินอีอีกทั้งยังมีไฟเบอร์สูงและแคลอรีไม่สูงจนเกินไปอีกด้วยนอกจากนี้หัวปลียังมีสรรพคุณทางยาอีกมากมายเช่นรักษาอาการอักเสบต่างๆช่วยสมานบาดแผลอีกทั้งหัวปลีก็ยังช่วยบรรเทาอาการซึมเศร้าและช่วยทำให้อารมณ์ดีขึ้นได้อีกด้วยเนื่องจากในหัวปลีมีแมกนีเซียมสูงอันเป็นแร่ธาตุตัวสำคัญที่สามารถรักษาอาการซึมเศร้าได้โดยที่ไม่มีผลข้างเคียงใดๆต่อสุขภาพและสำหรับผู้ป่วยเบาหวานการรับประทานหัวปลีในปริมาณที่พอเหมาะก็ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้รวมทั้งสารอาหารในหัวปลียังจะไปสร้างเสริมฮีโมโกลบินในร่างกายอันเป็นผลดีต่อคนที่เป็นโรคโลหิตจางอีกด้วยแต่ที่ดูเหมือนจะเป็นสรรพคุณที่โดดเด่นที่สุดของเจ้าหัวปลีรองจากต้านมะเร็งและมีสารต้านอนุมูลอิสระจำนวนมากแล้วนั้นก็คงจะเป็นสรรพคุณที่ช่วยบำรุงเพศหญิงนี่ล่ะค่ะเพราะเจ้าหัวปลีนี้หากคุณผู้หญิงรับประทานเข้าไปในช่วงมีประจำเดือนก็สามารถบรรเทากลุ่มอาการPMSได้โดยเฉพาะคนที่มีประจำเดือนมากผิดปกติการรับประทานหัวปลีจะช่วยให้ประจำเดือนลดลงจนเป็นปกติสร้างเสริมฮอร์โมนโปรเจสโตโรน(Progesterone)ในร่างกายคุณสาวๆให้อยู่ในระดับที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายขณะที่คุณสาวๆที่เพิ่งคลอดบุตรและอยู่ในช่วงให้นมบุตรการกินหัวปลีจะสามารถทำให้มีน้ำนมเพิ่มขึ้นได้โดยที่ไม่ต้องรับประทานยาขับน้ำนมค่ะรู้ว่าดีขนาดนี้ก็ลองไปหารับประทานกันเลยดีกว่าเนอะดอกขจรดอกขจรหรือดอกสลิดไม่ใช่เพียงแค่มีประโยชน์ที่กลิ่นหอมเท่านั้นแต่ก็ยังเป็นอาหารที่ดีมีประโยชน์ต่อสุขภาพอีกด้วยเพราะดอกขจรนั้นเป็นดอกไม้ที่มีคุณค่าทางอาหารสูงอุดมไปด้วยวิตามินเอวิตามินซีแคลเซียมและฟอสฟอรัสแถมยังสามารถนำมาทำอาหารได้หลากหลายเลยเชียวล่ะทั้งนี้สรรพคุณทางยาของดอกขจรก็ไม่ใช่เล่นๆที่โดดเด่นที่สุดก็คือสรรพคุณในด้านการบำรุงฮอร์โมนในเพศหญิงอีกทั้งยังช่วยบรรเทาอาการวิงเวียนศีรษะคลื่นไส้อาเจียนรักษาไข้หวัดที่เกิดจากอากาศเปลี่ยนแปลงบำรุงตับบำรุงสายตาขับเสมหะแก้ท้องอืดท้องเฟ้อแถมยังบำรุงเลือดได้อีกด้วยถือเป็นดอกไม้ที่ครบเครื่องทั้งความสวยงามกลิ่นหอมและประโยชน์เลยล่ะเนอะดอกเข็มดอกไม้ดอกเล็กๆที่มักปลูกเป็นไม้ประดับรวมทั้งเป็นดอกไม้มงคลในพิธีไหว้ครูอย่างดอกเข็มนั้นอย่าเพิ่งคิดว่ามีแค่ความสวยงามเท่านั้นแต่สรรพคุณทางยาก็มีไม่น้อยที่สำคัญเจ้าสรรพคุณเหล่านี้ยังกระจายอยู่แทบจะทุกส่วนของต้นเลยล่ะค่ะไม่ว่าจะเป็นใบรากหรือแม้แต่ในดอกเข็มก็ล้วนแต่สามารถรักษาอาการป่วยต่างๆได้ค่ะอาทิช่วยสมานแผลรักษาอาการสะอึกคลื่นไส้อาการเบื่ออาหารบรรเทาอาการเจ็บคอหลอดลมอักเสบโรคหอบหืดลดความดันโลหิตการติดเชื้อที่อวัยวะสืบพันธุ์ในเพศหญิงแก้ประจำเดือนผิดปกติได้ด้วยยังไม่หมดเพียงเท่านั้นรากของต้นดอกเข็มก็ยังสามารถรักษาบิดและโรคอุจจาระร่วงช่วยฆ่าเชื้อโรคต่างๆอันเป็นสาเหตุของอาการท้องเสียได้และที่น่าสนใจอีกไม่น้อยก็คือมีการศึกษาในปี2001พบว่าในการทดลองกับหนูนั้นการให้หนูกินดอกเข็มจะช่วยลดผลกระทบที่เกิดจากการรักษาโรคด้วยเคมีบำบัดได้โดยสารบางชนิดในดอกเข็มจะเข้าไปยับยั้งการลดลงของน้ำหนักที่เกิดจากการให้เคมีบำบัดและเพิ่มระดับฮีโมโกลบินในเลือดอีกทั้งเมื่อวัดระดับของยูเรียไนโตรเจนในเลือดของหนูที่นำมาทำการทดลองก็ยังอยู่ในระดับที่ปกติทำให้เห็นได้ว่าดอกเข็มนั้นสามารถช่วยบรรเทาผลข้างเคียงของการให้เคมีบำบัดได้เป็นอย่างดีค่ะดอกแคดอกไม้ที่เป็นพืชสมุนไพรยอดนิยมอย่างดอกแคเป็นดอกไม้อีกชนิดที่เรามักจะเห็นว่ากลายมาเป็นอาหารขึ้นโต๊ะกันอยู่บ่อยๆซึ่งนอกจากจะมีผลการศึกษาพบว่าช่วยป้องกันโรคมะเร็งได้แต่จริงๆแล้วเจ้าดอกแคนี้มีสรรพคุณดับพิษร้อนถอนพิษไข้แก้โรคบิดแก้มูกเลือดแก้ท้องเดินอุจจาระร่วงได้ทั้งนี้ในการแพทย์แผนอายุรเวทก็ยังมีการนำดอกแคมาคั้นเป็นน้ำแล้วนำไปใช้ในการรักษาริดสีดวงจมูกแก้ปวดศีรษะได้หรือจะนำส่วนที่เป็นใบมาตำพอกรักษาแผลช้ำได้แถมเจ้าดอกแคนี้ยังมีโปรตีนสูงอีกด้วยเอาเป็นว่าดอกแคนี่มีประโยชน์ไม่แพ้กับดอกไม้ชนิดอื่นเลยเชียวล่ะค่ะดอกบัวหลายคนอาจจะไม่เชื่อว่าดอกบัวเนี่ยล่ะมีสรรพคุณทางยาเพียบเลยล่ะไม่ว่าจะเป็นสรรพคุณในการเป็นยาขับปัสสาวะป้องกันเชื้อราป้องกันการเกิดโรคอ้วนหรือแม้แต่ช่วยต่อต้านการเกิดมะเร็งได้ซึ่งไม่ว่าจะเป็นดอกบัวหรือส่วนอื่นๆของดอกบัวนั้นก็ล้วนแต่ถูกนำมาใช้ในยาแพทย์แผนโบราณทั้งนั้นโดยสรรพคุณที่เด็ดดวงที่สุดของดอกบัวนอกจากต่อต้านการเกิดมะเร็งก็คือการป้องกันการตกเลือดและบำรุงครรภ์สำหรับสตรีมีครรภ์และช่วยขับน้ำนมให้กับคุณแม่ที่อยู่ในช่วงให้นมบุตรรวมทั้งบรรเทาอาการท้องเสียแก้พิษไข้รักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อย่างหนองในซิฟิลิสโรคไขข้ออักเสบโรคเบาหวานลดความดันโลหิตลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือดซึ่งดีกับหัวใจและถ้าหากนำดอกบัวมาตากแห้งและชงดื่มเป็นชาก็จะยิ่งช่วยรักษาอาการนอนไม่หลับช่วยลดน้ำหนักและสร้างเสริมระบบสืบพันธุ์ในทั้งเพศชายและหญิงอีกด้วยในด้านความงามดอกบัวก็ให้สรรพคุณดีไม่แพ้กันทั้งช่วยปรับสภาพผิวให้เนียนนุ่มเปล่งปลั่งขึ้นอีกด้วยล่ะสรรพคุณเริดๆแบบนี้สาวๆไม่น่าจะมองข้ามเลยดอกเฟื่องฟ้าดอกเฟื่องฟ้ามีหลากหลายสีสันที่สวยงามแต่ที่ถือว่ามีสรรพคุณโดดเด่นในการช่วยต่อต้านการเกิดโรคมะเร็งได้ก็น่าจะเป็นดอกเฟื่องฟ้าที่มีสีม่วงแดงและชมพูเนื่องจากทั้งสามชนิดนี้มีสารแอนโทไซยานิน(Anthocyanin)สูงนอกจากนี้ก็ยังมีการศึกษาพบแล้วว่าเจ้าดอกเฟื่องฟ้านี่ล่ะที่ช่วยบำรุงสุขภาพและมีสรรพคุณรักษาโรคดีอย่างแท้จริงอาทิช่วยป้องกันการติดเชื้อรักษาอาการท้องเสียช่วยในการคุมกำเนิดรักษาอาการไอและเจ็บคอบำรุงเลือดและขับระดูขาวในผู้หญิงอีกทั้งช่วยลดความดันโลหิตและบำรุงหัวใจสำหรับผู้ป่วยเบาหวานการรับประทานดอกเฟื่องฟ้าก็ยังทำให้ร่างกายได้รับไพนิทอล(Pinitol)ซึ่งเป็นสารที่มีคุณสมบัติในการสนับสนุนการทำงานของอินซูลินโดยมีการศึกษาพบว่าหากสารนี้เข้าสู่ร่างกายแล้วจะช่วยให้อินซูลินทำงานได้ดีขึ้นค่ะดอกโสนมาถึงดอกไม้สีเหลืองดอกเล็กที่อุดมไปด้วยคุณค่าทางอาหารอย่างดอกโสนซึ่งเป็นพืชที่มีแคลเซียมฟอสฟอรัสธาตุเหล็กวิตามินเอวิตามินบี1วิตามินบี2ไนอะซินและวิตามินซีสูงที่แค่เพียงรับประทานเข้าไปก็ได้ผลดีบำรุงกระดูกให้แข็งแรงบำรุงสมองอีกทั้งช่วยป้องกันการกลายพันธุ์ของเซลล์และมีการศึกษาพบว่าในดอกโสนมีสารเควอเซทินไกลโคไซด์ซึ่งเป็นสารฟลาโวนอยด์ที่สำคัญมีฤทธิ์ในการทำลายและยับยั้งการเกิดเซลล์มะเร็งได้ขณะที่สรรพคุณทางยาของดอกโสนนั้นก็มาจากฤทธิ์เย็นของดอกโสนที่เมื่อรับประทานเข้าไปแล้วจะช่วยแก้พิษร้อนถอนพิษไข้ได้เช่นเดียวกับดอกแคจึงทำให้ดอกโสนนั้นกลายเป็นอีกหนึ่งอาหารที่คนชอบหารับประทานกันค่ะดอกอัญชันนอกจากสารแอนโทไซยานิน(Anthocyanin)ที่มีอยู่ในดอกอัญชันจะช่วยยับยั้งการเกิดโรคมะเร็งได้เจ้าสารชนิดนี้ก็ยังมีส่วนสำคัญในการบำรุงเส้นผมให้เงางามอย่างที่เราเคยเห็นว่ามักจะมีการนำดอกอัญชันมาหมักผมหรือนำไปทาบริเวณคิ้วเด็กให้คิ้วดกดำขึ้นนั่นล่ะค่ะแต่ที่น่าอัศจรรย์ไปยิ่งกว่านั้นคือสารแอนโทไซยานินนี้ก็ยังสามารถช่วยบำรุงสายตากระตุ้นการไหลเวียนของเลือดและผ่อนคลายกล้ามเนื้อได้ยิ่งโดยเฉพาะกับผู้ป่วยเบาหวานดอกอัญชันนี้ก็เปรียบเสมือนทองคำเลยเพราะดอกอัญชันสามารถช่วยลดน้ำตาลในเลือดและช่วยบรรเทาภาวะเสื่อมสภาพของดวงตาที่เกิดจากโรคเบาหวานได้รู้แบบนี้แล้วก็ต้องรีบหามาลิ้มลองเลยนะเห็นไหมล่ะคะว่าความสวยงามของดอกไม้น่ะไม่ได้มีแค่ให้ชื่นชมเท่านั้นแต่ยังมีดีกับสุขภาพอีกเพียบคราวนี้ก็อยู่ที่ว่าจะเลือกหยิบดอกไม้ชนิดใดมาลิ้มลองกันแล้วล่ะค่ะแต่ก็อย่าเพลิดเพลินกับอาหารจากดอกไม้เพียงอย่างเดียวนะควรรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพชนิดอื่นๆควบคู่กันไปด้วยจะได้มีสุขภาพที่ดียิ่งๆขึ้นไปค่ะ...ข้อมูลและภาพจากkapookเรียบเรียงโดย
Fact News
10ข้อที่ต้องรู้ก่อนใส่คอนแท็คเลนส์|||[Kaijeaw.com](
Fact News
จีนประกาศผู้ป่วยไวรัสโคโรนา36รายหายดีออกจากโรงพยาบาลกลับบ้านได้แล้ว|||ไวรัสโคโรนาเรียกได้ว่าเป็นที่วิตกกังวลไปทั่วโลกเนื่องจากการแพร่ระบาดของมันเป็นไปอย่างรวดเร็วและควบคุมได้ยากแต่ก็ยังมีข่าวดีอยู่บ้างนั่นคือในวันศุกร์ที่24มกราคมที่ผ่านมาทางคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติจีนได้ประกาศว่ามีผู้ป่วยที่ติดเชื้อโคโรนาจำนวน36คนหายเป็นปกติและอนุญาตให้กลับบ้านได้คณะกรรมการสุขภาพแห่งนครเซี่ยงไฮ้แถลงว่ามีหญิงสาววัย56ปีที่ติดเชื้อไวรัสโคโรนาอาการดีขึ้นและหายไปในที่สุดเธอเป็นผู้ป่วยรายแรกที่โรงพยาบาลเซี่ยงไฮ้ที่อนุญาตให้กลับบ้านได้หลังจากมีที่การระบาดของเชื้อหญิงสาวรายนี้สกุลเฉินมีอาการดีขึ้นเรื่อยๆตลอดการเข้าพักรักษาในโรงพยาบาล6วันและตรวจแล้วไม่พบเชื้อไวรัสทั้ง2ครั้งก่อนที่ผู้เชี่ยวชาญจะประเมินและตัดสินใจว่าเธอพร้อมที่จะได้กลับบ้านแล้วทางปักกิ่งก็ได้แถลงออกมาเช่นเดียวกันในวันที่23มกราคมว่ามีผู้ป่วยหญิงที่หายจากอาการและถูกปล่อยตัวเธออาศัยอยู่ในเขตต้าซิงของปักกิ่งเธอกลับมาที่ปักกิ่งหลังจากไปเที่ยวที่หูเป่ย์ซึ่งเป็นศูนย์กลางของโรคเมื่อวันที่8มกราคมที่ผ่านมาหลังจากกลับมาเธอมีอาการปวดหัวอ่อนเพลียก่อนที่จะถูกส่งไปที่โรงพยาบาลในปักกิ่งเพื่อรับการรักษาและกักกันโรคไว้หลังจากถูกวินิจฉัยว่าเธอมีไวรัสโคโรนาเธอก็เข้ารับการรักษาแล้วก็กลับสู่สภาวะปกติอีกครั้งหนึ่งซึ่งเธอเป็นรายที่35ที่ถูกปล่อยให้กลับบ้านได้จากสถิติของคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติพบว่าผู้ป่วย34รายได้รับการรักษาและถูกปล่อยตัวจากโรงพยาบาลเมื่อวันที่23มกราคม(เฉพาะในมณฆลหูเป่ย์มีจำนวน31คน)จากนั้นมีผู้ป่วยอีก2คนที่หายจากอาการและถูกปล่อยตัวที่โรงพยาบาลเสินเจิ้นในวันเดียวกันจนรวมกันเป็น36รายทั้งนี้ยังไม่มีประกาศออกมาว่ามียาหรือวัคซีนที่สามารถรักษาให้หายได้ซึ่งแพทย์ก็รักษาไปตามอาการและให้ร่างกายของคนไข้จัดการกับเชื้อไวรัสเหล่านี้เอง[chinadaily](https://www.chinadaily.com.cn/a/202001/24/WS5e2aac18a31012821727321d.html)[rt](https://www.rt.com/news/479108-first-cononavirus-patient-cured/?fbclid=IwAR2gxcjwscMLZyWiIOOMjfWQCL4OV6r5AMJsfk6mO9xryjf0-73jauurj3Q)
Fact News
ห้ามพลาด..กินข้าวเหนียวดำลดคลอเลสเตอรอลป้องกันการเกิดมะเร็ง-อัมพฤกษ์|||ห้ามพลาด..กินข้าวเหนียวดำลดคลอเลสเตอรอลป้องกันการเกิดมะเร็ง-อัมพฤกษ์ข้าวก่ำหรือข้าวเหนียวดำมีสารอาหารที่ช่วยบำรุงเลือดและบำรุงธาตุทำให้ร่างกายทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นร่างกายจึงสร้างภูมิต้านทานต่อโรคต่างๆหรือบำบัดอาการของโรคเรื้อรังต่างๆด้วยตัวเองโดยเฉพาะโรคที่เกี่ยวกับความเสื่อมต้านมะเร็งอัมพฤกษ์โรคหัวใจความดันโลหิตลดคลอเรสเตอรอลเส้นเลือดตีบโรคเก๊าท์ไมเกรนลดความเครียดช่วยให้นอนหลับแก้ปัญหาวัยทองปวดประจำเดือนและสมรรถภาพเพศชายซึ่งมีคุณสมบัติในการต้านการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันสามารถลดคลอเลสเตอรอล,ไตรกลีเซอร์และยังเพิ่มระดับของhighdensitylipoprotien(HDL)ในเลือดด้วยนอกจากนี้จะช่วยกระตุ้นฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโตของร่างกายทำให้ร่างกายทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นร่างกายจึงสร้างภูมิต้านทานต่อโรคต่างๆรวมทั้งมีผลในการป้องกันการเกิดมะเร็งอัมพฤกษ์โรคหัวใจความดันโลหิตเส้นเลือดตีบโรคเก๊าท์ไมเกรนลดความเครียดช่วยให้นอนหลับแก้ปัญหาวัยทองและปวดประจำเดือนข้าวเหนียวดำนั้นยังมีสารแอนโทไซยานินซึ่งมีงานวิจัยระบุว่าสามารถลดการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจได้ในการเกิดโรคหัวใจขาดเลือดได้ในหญิงวัยกลางคน(อายุระหว่าง25–42ปี)ขอขอบคุณที่มา:ChomphoonutPanomai/Clubคนรักสุขภาพภาพ:twohungrypeople.com
Fake News
ลูกจ้างกลุ่มเสี่ยงโควิดกักตัว14วันสามารถใช้สิทธิลาป่วย-ลาพักร้อน|||เมื่อวันที่2มีนาคม2563กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานได้ออกมาตราการขอความร่วมมือนายจ้างลูกจ้างให้ปฏิบัติตามแนวทางมาตรการเฝ้าระวังการป้องกันการแพร่ระบาดโควิด-19ได้แก่1.นายจ้างให้ความรู้คำแนะนำเกี่ยวกับการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อไวรัสโควิด–19ให้แก่ลูกจ้างจัดหาสบู่เจลล้างมือแอลกอฮอลล์ภายในสถานประกอบกิจการ2.นายจ้างที่มีลูกจ้างทำงานรวมกันเป็นจำนวนมากควรตรวจคัดกรองลูกจ้างทุกคนก่อนเข้าทำงานกรณีที่พบลูกจ้างป่วยจำนวนมากให้พิจารณาหยุดการผลิตทั้งหมดหรือบางส่วนชั่วคราวเพื่อให้ลูกจ้างพักรักษาตัวและลดการแพร่เชื้อโรค3.หากมีลูกจ้างเดินทางไปยังประเทศที่มีความเสี่ยงติดเชื้อโรคโควิด–19เมื่อกลับมาถึงประเทศไทยให้ลูกจ้างไปตรวจคัดกรองและเฝ้าระวังตามระเบียบประกาศและมาตรการตามที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด4.นายจ้างตรวจพบว่าลูกจ้างมีความเสี่ยงที่จะติดโรคโควิด–19ไม่ว่าจะได้รับการตรวจคัดกรองโรคที่โรงพยาบาลหรือไม่ก็ตามหากผลการตรวจคัดกรองยืนยันว่ามีความเสี่ยงติดเชื้อถูกแยกกักหรือกักกันตัวจนเป็นเหตุให้ไม่สามารถปฏิบัติงานได้ให้นายจ้างแจ้งพนักงานตรวจแรงงานกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน5.เมื่อลูกจ้างพบว่าตัวเองมีความเสี่ยงที่จะติดโรคโควิด–19ให้ไปรับการตรวจรักษาหรือรับการชันสูตรทางการแพทย์และแจ้งให้นายจ้างทราบเพื่อแจ้งเจ้าหน้าพนักงานควบคุมโรคโดยเร็ว6.หากลูกจ้างถูกเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อกักตัวไว้ที่ศูนย์ควบคุมโรคระยะเวลา14วันให้ลูกจ้างปฏิบัติตามคำสั่งคำแนะนำขอพนักงานเจ้าหน้าที่โดยเคร่งครัด7.กรณีที่ลูกจ้างมีความเสี่ยงที่จะติดโรคโควิด–19จำเป็นต้องไปรับการตรวจรักษาหรือรับการชันสูตรทางการแพทย์ให้นายจ้างอนุญาตให้ลูกจ้างใช้สิทธิลาป่วยหรือลาพักผ่อนประจำปีตามกฏหมายหรือตามที่ตกลงกันอภิญญาสุจริตตานันท์อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกระทรวงแรงงานกล่าวว่าตอนแรกเราไม่คิดว่าโควิด–19จะเป็นที่แพร่ระบาดกันอย่างกว้างขวางในปัจจุบันขณะนั้นเราพยายามจะดูว่าสถานประกอบการมีการรับรู้การแพร่ระบาดของโรคนี้มากน้อยแค่ไหนทางกรมฯได้ออกมาตรการโดยเน้นการเฝ้าระวังการป้องกันการแพร่ระบาดให้กับสถานประกอบการเริ่มตั้งแต่วันที่10กุมภาพันธ์เป็นต้นมาโดยมีการสำรวจสถานประกอบการว่ามีลูกจ้างในสถานประกอบการที่มีการติดเชื้อหรือไม่จากการสำรวจในพื้นที่ทั่วประเทศตั้งแต่10กุมภาพันธ์-2มีนาคม2563ในสถานประกอบการทั้งหมด701แห่งลูกจ้างราว3.6แสนคนยังไม่พบว่ามีลูกจ้างติดเชื้อไวรัสโคโรน่ากระทั้งวันที่2มีนาคมที่ผ่านมาได้ออกมาตราการขอความร่วมมือนายจ้างลูกจ้างให้ปฏิบัติตามแนวทางมาตรการเฝ้าระวังการป้องกันการแพร่ระบาดโควิด-19ซึ่งส่วนใหญ่มีปัญหาว่ากรณีถูกกักกัน14วันลูกจ้างจะได้รับค่าจ้างหรือไม่ในประเด็นนี้เรามองว่าลูกจ้างถือว่าเป็นผู้ป่วยสามารถใช้สิทธิลาป่วยได้สิทธิในการลาป่วยของลูกจ้างในกฏหมายคุ้มครองแรงงานยอมรับอยู่แล้วโดยได้รับค่าจ้าง“ทั้งนี้สำหรับลูกจ้างมี2ประเภทคือ“ตรวจเจอเชื้อ”และ“มีความเสี่ยง”ในที่นี้เรามองว่ามีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเขาถึงให้กักตัวคนที่ไม่มีอาการโดยตรงก็ถือว่ามีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคร้ายแรงขอให้ใช้สิทธิลาป่วยไว้ก่อนหรือใช้สิทธิลาพักร้อนที่ลูกจ้างมีอยู่หรือถ้าเป็นกรณีสัมผัสกับคนที่เป็นกลุ่มเสี่ยงต่อการติดเชื้อโควิด–19จำเป็นต้องกักตัวเอง14วันไม่ให้ไปปะปนกับคนหมู่มากอาจใช้สิทธิลากิจแต่ก็เกิดปัญหาว่าบางสถานประกอบการเขาไม่ได้กำหนดให้ลากิจได้หรือบางสถานประกอบการให้ลากิจได้แต่การลากิจบางแห่งกำหนดให้ได้รับค่าจ้างตามกฏหมายได้3วันอภิญญากล่าวต่อไปว่าเรามองว่าในปัจจุบันความเดือดร้อนไม่ว่าจะเป็นนายจ้างหรือลูกจ้างเดือดร้อนด้วยกันทั้งคู่หากมีการพูดคุยกันได้จะเป็นเรื่องที่ดีที่สุดถามว่าจะพูดคุยกันอย่างไรในกรณีนี้การจ้างแรงงานเป็นเรื่องของสัญญาต่างตอบแทนหมายความว่าเราต้องทำงานถึงจะได้รับค่าจ้างตอบแทนในการทำงานเพราะฉะนั้นในกรณีที่ต้องกักตัวเอง14วันหากคุยกันได้ก็อยากจะให้คุยกัน“หากเป็นกรณีที่นายจ้างจ่ายอยู่แล้วก็ไม่มีปัญหานายจ้างอาจตกลงกับลูกจ้างให้หยุดงานโดยไม่รับค่าจ้าง(LeavewithoutPay)หรือให้ลูกจ้างหยุดงานโดยไม่จ่ายค่าจ้างตามหลักสัญญาต่างตอบแทน(NoWorkNoPay)ไม่ทำงานนายจ้างก็ไม่จ่ายค่าจ้างหรือให้หยุดงานโดยจ่ายค่าจ้างตามจำนวนที่ตกลงกับลูกจ้างตลอดระยะเวลาที่หยุดงานก็ได้แต่หากลูกจ้างมีสิทธิในการลาป่วยอยู่ก็ให้ใช้สิทธิในการลาป่วยหรือมีสิทธิในการลาพักร้อนก็ใช้สิทธิลาพักร้อนก่อน”อย่างไรก็ตามปัจจุบันคนเริ่มตื่นตัวกันมากเพราะการนำเสนอของสื่อหลายสื่อทำให้ผู้คนเริ่มตระหนักถึงเรื่องเหล่านี้มีนโยบายเรื่องการจัดสัมนาหากไม่มีความจำเป็นจริงๆก็ขอให้เลื่อนออกไปก่อนเพื่อไม่ให้เกิดความเสี่ยงเพราะโรคนี้เริ่มต้นไม่มีอาการเหมือนปกติทุกอย่างทั้งนี้มาตรการของทั้งหน่วยงานเอกชนและหน่วยงานภาครัฐไม่แตกต่างกันเพราะอิงจากมาตรการป้องกันของกระทรวงสาธารณสุขเป็นหลักสำหรับลูกจ้างสิ่งที่สอบถามเข้ามาเยอะคือถูกกักตัวแล้วจะได้สิทธิอย่างไรได้รับค่าจ้างหรือไม่ขณะที่ความเดือดร้อนส่วนใหญ่จะเป็นทางฝั่งผู้ประกอบการเนื่องจากประกอบการไม่ได้ขาดวัตถุดิบเพราะประเทศจีนคนทำงานเขาไม่มีต้องปิดโรงงานและสินค้าที่เราจะนำเข้ามาก็ไม่มีดังนั้นผลกระทบจึงเป็นในส่วนของผู้ประกอบการเมื่อเขาผลิตสินค้าไม่ได้จึงต้องหยุดกิจการชั่วคราว“สถานประกอบการส่วนหนึ่งได้รับผลกระทบเพราะไม่สามารถมีวัตถุดิบที่นำเข้าจากประเทศจีนซึ่งถือเป็นผลกระทบที่ทำให้นายจ้างมีเหตุจำเป็นที่ไม่สามารถประกอบกิจการได้ตามปกติต้องใช้สิทธิตามมาตรา75ส่วนใหญ่หยุดอาทิตย์ละ1วันเดือนหนึ่งหยุด4วันหรือบางแห่งอาจจะงดการทำงานล่วงเวลาโดยช่วงที่ผ่านมาพบว่าหยุดกิจการชั่วคราวไป19แห่งลูกจ้างได้รับผลกระทบราว1หมื่นคนแต่หยุดยาวตอนนี้ยังไม่มี”ทั้งนี้ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้ประกอบการทั่วไปเนื่องจากได้รับผลกระทบทุกกิจการโดยธุรกิจบริการถือว่ากระทบหนักเพราะทัวร์ไม่เข้าโรงแรมรถขนส่งได้รับผลกระทบไม่ใช่แค่ที่เกี่ยวข้องกับนักท่องเที่ยวจีนแต่ไปทางฝั่งยุโรปด้วยกลายเป็นเราก็ไม่ไปประเทศเขาเขาก็ไม่มาประเทศเรา“หากสถานการณ์ยังเป็นแบบนี้อยู่อนาคตอาจจะมีการหยุดกิจการชั่วคราวเพิ่มขึ้นอยู่แล้วเพราะผลกระทบยังไม่หยุดตอนนี้ก็อยู่ในช่วงรอเวลาแต่ดูสถานการณ์แนวโน้มประเทศจีนก็เริ่มทรงตัวผู้ป่วยลดลงถือเป็นแนวโน้มที่ดีเพราะประเทศจีนที่เป็นต้นเหตุการแพร่เชื้อเริ่มมีการออกมาจับจ่ายใช้สอยโดยเฉพาะเมืองอู่ฮั่นเริ่มมีการออกมาขายข้าวของคนก็ออกมาจากเมืองมากขึ้นส่งสัญญานที่ดีว่าถ้าประเทศจีนดีขึ้นประเทศอื่นๆก็น่าจะดีขึ้นด้วย”อธิบดีกรมฯกล่าว8แนวทางปฏิบัติกรมฯนอกจากนี้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานยังได้ออกมาตรการเพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติให้กับเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังป้องกันโควิด–19ภายในกรมฯโดยมี8ข้อปฏิบัติได้แก่1.สวมหน้ากากอนามัยขณะปฏิบัติงานหรือทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่นล้างมือด้วยแอลกอฮอล์เจลหากมีอาการป่วยให้ไปพบแพทย์2.หลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่แออัดรับประทานอาหารปรุงสุกตามหลัก“กินร้อนช้อนกลางล้างมือ”ไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น3.งดหรือเลื่อนเดินทางไปยังประเทศที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อตามประกาศของกระทรวงสาธารณสุข4.หากเดินทางกลับจากประเทศที่มีความเสี่ยงติดเชื้อให้เข้ารับการตรวจคัดกรองจากสถานพยาบาลโดยเร็วในระยะเวลา14วันนับจากวันที่กลับเข้าไทยให้สังเกตุอาการและระมัดระวังตนเอง5.กรณีที่เจ้าหน้าที่ของกรมฯถูกเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อมีคำสั่งให้กักตัวไว้ที่ศูนย์ควบคุมโรคเป็นระยะเวลา14วันให้ปฏิบัติตามคำสั่งและคำแนะนำดังกล่าวพร้อมกับรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบโดยเร็ว6.ตรวจคัดกรองเจ้าหน้าที่ประชาชนหรือผู้ที่มาติดต่อราชการทุกคนณบริเวณก่อนเข้าสถานที่ทำงาน7.ติดตั้งแอลกอฮอล์เจลล้างมือให้กับเจ้าหน้าที่ประชาชนหรือผู้ที่มาติดต่อราชการไว้ล้างมือได้บ่อยครั้ง8.ทำความสะอาดอุปกรณ์และบริเวณที่มีการสัมผัสบ่อยเช่นโต๊ะทำงานคอมพิวเตอร์ที่จับประตูห้องน้ำราวบันไดลิฟต์โดยสารรถยนต์ส่วนกลางเป็นต้น
Fact News
กินมันเทศ-ดื่มน้ำมะนาวร้อนต้านมะเร็งและ19วิธีปฏิบัติตัวเพื่อหลีกเลี่ยงโรคร้ายต่อไปนี้|||กินมันเทศ-ดื่มน้ำมะนาวร้อนต้านมะเร็งและ19วิธีปฏิบัติตัวเพื่อหลีกเลี่ยงโรคร้ายต่อไปนี้...หมอหวิ๋จงเสี่ยนเน้นให้ช่วยส่งต่อข้อความที่ได้รับนี้จะสามารถช่วยชีวิตคนหนึ่งคนได้คำแนะนำให้กินมันเทศโดยเฉพาะที่มีสีเหลืองหรือสีม่วงสามารถต้านมะเร็งและการดื่มน้ำมะนาวร้อนโดยไม่เติมน้ำตาลก็ต้านมะเร็งได้เช่นกันนอกจากนี้ยังมีวิธีปฏิบัติตัวอีก19อย่างเพื่อหลีกเลี่ยงโรคร้ายดังนี้1.งดอาหารมื้อดึกเพราะจะเพิ่มโอกาสเป็นมะเร็งกะเพาะ2.สัปดาห์หนึ่งไม่ควรกินไข่มากกว่า4ฟอง3.เนื้อสะโพกไก่กินมากเป็นเหตุให้เป็นโรคมะเร็ง4.ไม่ควรกินผลไม้หลังอาหารควรกินผลไม้ก่อนมื้ออาหาร5.ขณะมีรอบเดือนไม่ควรดื่มชาให้กินอาหารที่ช่วยบำรุงเลือดแทน6.น้ำเต้าหู้ไม่ควรใส่ไข่และไม่เติมน้ำตาล7.เมื่อท้องว่างไม่ควรกินมะเขือเทศควรกินหลังอาหาร8.ดื่มน้ำธรรมดาก่อนมื้อเช้าทุกวันเพื่อป้องกันโรคนิ่วในกะเพาะ9.ก่อนนอนอย่างน้อย3ชั่วโมงงดทานอาหาร10.งดดื่มชาใส่นมเพราะไขมันในนมข้นและน้ำตาลก่อให้เกิดโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูง11.ไม่ควรกินขนมปังหรือซาลาเปาที่เพิ่งนึ่งร้อนๆจากเตานึ่งหรือเตาปิ้ง12.การชาร์จโทรมือถือควรห่างจากตัวไม่น้อยกว่า30เซนติเมตรและไม่ควรอยู่ใกล้ที่นอนขณะนอนหลับ13.ดื่มน้ำ10แก้วต่อวันป้องกันมะเร็งกะเพาะ14.กลางวันดื่มน้ำให้มากและดื่มให้น้อยตอนกลางคืน15.ไม่ควรดื่มกาแฟมากกว่า2แก้วต่อวันจะทำให้นอนไม่หลับและท้องอืด16.ของมันหรือของทอดกินมากทำให้เลือดคั่งที่กะเพาะลำไส้เป็นเหตุให้ง่วงซึมอยากนอนบ่อย17.หลัง17.00นต้องรับประทานอาหารให้น้อยลง18.10สิ่งที่ควรทานกิน:ปลาทะเลน้ำลึกกล้วยเกรฟฟุตขนมปังโฮลวิตผักโขมกระเทียมฟักทองนมพร่องมันเนยเนื้อไก่ลูกพีช19.นอนน้อยกว่า8ช.ม.ต่อวันทำให้สมองเสื่อมการงีบตอนพักเที่ยงทำให้แก่ช้าน้ำมะนาวร้อนดีต่อสุขภาพและชีวิตยืนยาวน้ำมะนาวร้อนทำลายล้างเซลล์มะเร็งฝานมะนาวบางสัก2-3ชิ้นในถ้วยแล้วเติมน้ำร้อนทำเป็นน้ำด่างดื่มเป็นประจำทุกวันดีต่อสุขภาพรสขมในน้ำมะนาวร้อนเป็นสารต้านมะเร็งส่วนน้ำมะนาวเย็นนั้นมีเพียงวิตามินซีไม่สามารถป้องกันมะเร็งได้น้ำมะนาวร้อนช่วยระงับการเติบโตของก้อนเนื้องอกการทดลองพิสูจน์ว่าน้ำมะนาวร้อนมีผลในการป้องกันมะเร็งการบำบัดวิธีนี้ทำลายเซลล์ก้อนเนื้อร้ายโดยไม่มีผลต่อเซลล์ในร่างกายกรดมะนาวและสารโพลีฟีนอลในน้ำมะนาวช่วยปรับระดับความดันโลหิตเส้นเลือดอุดตันปรับการไหลเวียนของกระแสเลือดดีขึ้นลดการแข็งตัวของเลือดที่มา:foodlushblog
Fake News
#จัวจิเช้าสมุนไพรปกป้องตับต้านการอักเสบของดีที่ต้องแชร์บอกต่อชื่อ"จัวจิเช้า"ที่ได้ยินกันนั้นมาจากชื่อเต็มว่า"แปะฮวยจั่วจิเช้า"แปลตรงตัวเป็นชื่อไทยว่า"หญ้าลิ้นงูดอกขาว"หรือ#หญ้าลิ้นงู(OldenlandiacorymbosaL.)มีลักษณะเป็นไม้เถามีใบเรียวเป็นคู่ลักษณะคล้ายลิ้นงูพบทั่วไปในภูมิอากาศเขตร้อนชื่อฟังดูไม่น่าพิสมัยแต่สรรพคุณไม่ธรรมดาแบบที่ไม่อาจมองข้ามได้#นายสมุนไพรจะเล่าให้ฟังในรูปต่อไปคลิกได้เลยครับข้อมูลทางเภสัชวิทยาของจัวจิเช้า(หญ้าลิ้นงู)-สารที่พบได้แก่Corymbosin,Flavone,Fattyacid,Sterol,Ursolicacidเป็นต้น-หญ้าลิ้นงูมีฤทธิ์ต้านแบคทีเรียได้ทั้งแกรมบวกและแกรมลบและมีประสิทธิภาพในการกำจัดแบคทีเรียได้หลากหลายสายพันธุ์,ต้านยีสต์(เช่นยีสต์แคนดิดา),ต้านรา(เช่นราแอสเปอร์จิลัส),ต้านโปรโตซัวที่เป็นสาเหตุของการเกิดโรคไข้มาลาเรีย(ภายหลังจึงได้มีการนำไปประยุกต์ใช้ในการรักษาไข้มาลาเรีย)-จากการศึกษาในหลอดทดลองว่าสารสกัดจากหญ้าลิ้นงูมีคุณสมบัติต้านมะเร็งเม็ดเลือดขาวและมะเร็งเต้านมการนำจัวจิเช้า(หญ้าลิ้นงู)ไปใช้-นำต้นสดปริมาณ15-30กรัมไปต้มรับประทานแต่น้ำ-ใช้ต้นแห้งต้มดื่มเป็นชา-รับประทานเป็นผงบรรจุแคปซูลข้อมูลอ้างอิง-หนังสือพจนานุกรมสมุนไพรไทย,ฉบับพิมพ์ครั้งที่5.(ดร.วิทย์เที่ยงบูรณธรรม).“หญ้าลิ้นงู”.หน้า811.-หนังสือสารานุกรมสมุนไพรไทย-จีนที่ใช้บ่อยในประเทศไทย.(วิทยาบุญวรพัฒน์).“หญ้าลิ้นงู”.หน้า600.-BangladeshJournalofScientificandIndustrialResearch.(TamannaSultana,MAbdurRashid,MAhadAli,SamsuddinFaisalMahmood).“HepatoproteciveandAntibacterialActivityofUrsolicacidExtractedfromHedyotiscorymbosaL.”.Res.45(1),Pages:27-34,2010.-InternationalJournalofPharmaceuticalSciencesReviewandResearch.(IJPS).(SrideviSangeethaKothandaramanSivapraksam,KavithaKarunakaran,UmamaheswariSubburaya,SujathaKuppusamy,SubashiniTS).“AReviewonPhytochemicalandPhamarcologicalProfileofHedyotiscorymbosaLinn.”.Res.26(1),ArticleNo.54,Pages:320-324,2014.-GlobalinformationHubOnIntegratedMedicine(Globinmed).“Hedyotiscorymbosa”-เว็บไซต์เมดไทย(MedThai)********************************************************************************ยังมีข้อมูลดีๆที่มีประโยชน์จากภูมิปัญญาแพทย์แผนไทยอีกมากใครที่สนใจไม่อยากพลาดข้อมูลต่างๆกดติดตามเพจนายสมุนไพร-Mr.Herbsและกดไลค์กดแชร์ข้อมูลดีๆเพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการดูแลสุขภาพของครอบครัวนะครับ***LineID:@9samoonprai
Fake News
43สรรพคุณกลิ้งกลางดงตอนที่แล้วผมเขียนเรื่องหัวอากาศของมันหลายๆคนถามว่ามันใช่กลิ้งกลางดงไหมเป็นพืชตละกูลเดียวกันหรือปล่าวเลยไปหาคำตอบมาเล่าสู่กันฟังเช่นเคยกลิ้งกลางดงชื่อวิทยาศาสตร์Stephaniavenosa(Blume)Spreng.จัดอยู่ในวงศ์บอระเพ็ด(Menispermaceae)เช่นเดียวโคคลานบอระเพ็ดและย่านางนอกจานี้กลิ้งกลางดงยังมีมีชื่อท้องถิ่นอื่นๆอีกเช่นว่านสบู่เลือดกระท่อมเลือด(ภาคอีสาน),เป้าเลือดเปล้าเลือดเปล้าเลือดเครือชอเกอโท(ภาคเหนือ),กลิ้งกลางดง(ภาคตะวันตกเฉียงใต้),บอระเพ็ดยางแดง(ชายฝั่งทะเลภาคใต้),ฮ่อง(กะเหรี่ยง-กาญจนบุรี),ท่อมเลือดเป้าเลือดโหยาปู่หย่องเป็นต้นที่มาของชื่อผู้เถ้าผู้แก่เล่าว่าใครเข้าป่าไปเจอเข้าเผลอกินแล้วเกิดอาการมึนเมาต้องนอนล้มกลิ้งอยู่กลางป่ากลางดงลักษณะของว่านสบู่เลือดเป็นไม้เถาว์มีหัวใต้ดินและหัวอากาศอายุปีเดียวต้นและกิ่งก้านมีน้ำยางสีแดงใบเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับตามเถาว์และกิ่งทรงรีออกสามเหลี่ยมผิวใบด้านล่างมีขนละเอียดเล็กน้อยดอกออกเป็นช่อแยกเพศดอกตัวผู้กลีบสีส้มช่อยาวราว4-16เซนติเมตรช่อดอกตัวเมียอัดกันแน่นเป็นกลุ่มผลทรงรีหรือรูปไข่กลับเมื่อแก่จะแห้งแตกข้างในมีเมล็ดเล็กๆจำนวนมาก•สบู่เลือดมีอยู่ด้วย2ชนิดคือ◦สบู่เลือดเถาตัวผู้ใบมีสีเขียวอมแดงส่วนก้านและเถาอ่อนมีสีม่วงแดงหัวมีลักษณะกลมโตผิวขรุขระมียางสีแดงเข้มคล้ายกับเลือดเนื้อในหัวมีสีเหลืองเข้มเมื่อนำไปตากแห้งจะเปลี่ยนเป็นสีแดง◦สบู่เลือดเถาตัวเมียใบมีสีเขียวก้านและเถามีสีเขียวดอกมีสีเขียวอมขาวและยางแดงจางๆคล้ายน้ำเหลืองลักษณะของหัวจะกลมเล็กเนื้อในหัวมีสีเหลืองอ่อนๆและผิวเรียบชนิดนี้จะไม่มีเลือดและผู้เขียนเข้าใจว่ามันคือ“บอระเพ็ดพุงช้าง“โดยหัวตัวเมียจะนิยมนำมาทำเป็นยาบำรุงร่างกายบำรุงเลือดบำรุงกำหนัดด้วยการนำมาเคี้ยวแบบสดๆหรือนำมาต้มดินหรือดองกินก็ได้ขยายพันธุ์เพาะเมล็ดชอบความชื้นปานกลางดินร่วนแสงแดดส่องเต็มวันสรรพคุณด้านสมุนไพร:เถาใช้เถาขับพยาธิขับโลหิตระดูกระจายลมที่แน่นในอกใบบำรุงธาตุรักษาแผลสดและแผลเรื้อรังดอกแก้โรคผิวหนังผื่นคันช่วยย่อยอาหารรากบำรุงเส้นประสาทหัวใต้ดินดองเหล้ากินบำรุงกำลังขับเสมหะบำรุงกำหนัดหรือตากแห้งบดปั้นเป็นลูกกลอนกินเป็นยาอายุวัฒนะช่วยเจริญอาหารขับลมรักษาโรคมะเร็งต่างๆโรคเบาหวานโรคโลหิตจางโรคปวดศีรษะ43.สรรพคุณกลิ้งกลางดง1.หัวว่านสบู่เลือดนำมาดองกับเหล้ากินเป็นยาบำรุงกำลังช่วยทำให้กระชุ่มกระชวยสุขภาพแข็งแรง(หัว)2.สรรพคุณสบู่เลือดช่วยบำรุงกำหนัด(หัว)3.ช่วยบำรุงธาตุไฟในร่างกาย(ใบ)4.หัวนำตากแห้งแล้วบดเป็นผงปั้นเป็นลูกกลอนไว้กินเป็นยาอายุวัฒนะ(หัว)5.รากว่านสบู่เลือดสรรพคุณช่วยบำรุงประสาทบำรุงเส้นประสาทป้องกันโรคความจำเสื่อม(ราก,ใบ)6.ช่วยแก้อาการปวดศีรษะแก้ไมเกรน(หัว)7.หัวใช้ผสมกับยาสมุนไพรอื่นๆ(ไม่ระบุ)มีฤทธิ์ทำให้ง่วงนอน(หัว)8.ตำพอกศีรษะแก้ปวดศีรษะ(หัว)9.ช่วยทำให้เจริญอาหาร(หัว)10.ใช้เป็นยาชาแก้ปวดจะทำให้ผิวหนังเกิดอาการชา(หัว)11.ช่วยรักษาอาการผอมแห้ง(หัว)ด้วยการใช้หัวนำมาต้มอาบหรือต้มกินเป็นยาบำรุงของสตรีแก้อาการผอมแห้งหน้าตาซีดเซียวไม่มีน้ำมีนวลไม่ค่อยมีเรี่ยวแรงได้แต่การใช้สมุนไพรชนิดนี้ต้องระมัดระวังสักหน่อยหากนำมาใช้กับสตรี(หัว)12.สมุนไพรสบู่เลือดสรรพคุณช่วยรักษาโรคมะเร็งต่างๆ(หัว)13.ใช้แก้ปวดขาเข่าตะคริวนำหัวกลิ้งกลางดงมาฝานต้มอาบ(หัว)14.ช่วยรักษาโรคเบาหวาน(หัว)15.ช่วยรักษาโรคโลหิตจางคนเลือดจางหรือเลือดน้อยให้ใช้หัวนำมาต้มกิน(หัว)16.ช่วยแก้เลือดลมช่วยลดความดันโลหิต(หัว)17.หัวสดเอาไปตำพอกรักษาแผลเรื้อรัง(หัว)18.ช่วยกระจายลมที่แน่นในอก(เถา,ต้น)19.ช่วยรักษาโรคลมชักหรือลมบ้าหมูโดยในตำราพระเทพระบุว่าให้ใช้สมุนไพรสบู่เลือดที่มีสีแดงเรื่อๆ(สีขาวไม่ใช้)ประมาณ3กิโลกรัมขึ้นไปเพื่อความเข้มข้นของยานำหัวมาหั่นเป็นแว่นๆแล้วนำไปตากแดดให้แห้งหลังจากนั้นนำมาบดให้ละเอียดผสมกับน้ำผึ้งปั้นเป็นยาลูกกลอนขนาดเท้าเม็ดพุทราใช้กินก่อนอาหารเช้าเที่ยงและเย็นกินไปประมาณ4-6ปีอาการจะหายขาด(หัว)20.หัวใช้ต้มน้ำดื่มช่วยแก้ไข้ช่วยลดไข้ของเด็กได้(หัว,ราก)21.เปลือกและใบใช้ต้มน้ำดื่มช่วยแก้ไข้มาลาเรียได้(เปลือก,ใบ)22.ช่วยแก้หอบหืดด้วยการใช้หัวนำมาต้มกับน้ำดื่ม(หัว,ราก)23.หัวใช้ดองกับเหล้ากินมีสรรพคุณช่วยขับเสมหะ(หัว)ส่วนหนามของว่านสบู่เลือดช่วยแก้เสมหะในคอและทรวงอก(ต้น,หนาม)24.ช่วยแก้บิด(หัว,ราก)25.ช่วยขับผายลม(หัว)26.ช่วยในการย่อยอาหาร(ดอก,ผล)27.ช่วยทำให้อุจจาระละเอียด(ดอก)28.เถานำมาต้มกินเป็นยาขับพยาธิในลำไส้(เถา)29.ดอกว่านสบู่เลือดสรรพคุณช่วยฆ่าแม่พยาธิอันเกิดจากโรคเรื้อนและกุฏฐัง(ดอก)30.หนามของว่านสบู่เลือดสรรพคุณช่วยแก้โลหิตอันเน่าในท้องในตกใน(หนาม)31.เถาใช้ปรุงเป็นยาขับโลหิตระดูของสตรีได้(เถา)32.ช่วยแก้อาการตกเลือดของสตรีแก้มุตกิดระดูขาวหรือตกขาวได้อย่างชะงัดด้วยการใช้หัวสบู่เลือดสดๆนำมาหั่นเป็นชิ้นบางๆสัก3-4แว่นตำละเอียดผสมรวมกับน้ำซาวข้าวหรือเหล้าขาว40ดีกรีแล้วคั้นเอาเฉพาะน้ำมากิน1ถ้วยชาในช่วงเช้าเย็นและก่อนนอน(หัว)33.หัวใช้ต้มกินช่วยแก้ประจำเดือนมาไม่ปกติของสตรีได้(หัว)34.ใบสามารถนำมาใช้รักษาแผลสดและแผลเรื้อรังได้(ใบ)35.ใบใช้ผสมกับสมุนไพรอื่นต้มอบไอน้ำช่วยรักษาโรคผิวหนังผื่นคันตามตัวได้(ใบ)36.ช่วยแก้โรคผิวหนังมีผื่นคัน(ดอก)37.ช่วยแก้มะเร็งคุดทะราดแก้กลากเกลื้อนและหิด(ดอก,ใบ,ต้น,ราก)38.ช่วยแก้โรคเรื้อนใหญ่เรื้อนน้อย(ใบ,ต้น,ราก)39.ช่วยแก้โรคมือเท้าไม่มีกำลังได้(ต้น)40.เถาและก้านนำมาใช้ดองกับสุรากินจะช่วยทำให้ผิวหนังชาผิวอยู่ยงคงกระพันเฆี่ยนตีไม่แตกนักเลงสมัยโบราณนิยมกันมากทั้งนำมากินและนำมาทา(เถา,ก้าน)41.น้ำยางสีแดงสามารถนำมาใช้เป็นหมึกเพื่อใช้สักยันต์ตามตัวเพื่อทำให้หนังเหนียวได้(น้ำยางสีแดง)42.ช่วยแก้อาการปวดเมื่อยตามร่างกายด้วยการใช้หัวสบู่เลือดฝานบางๆประมาณ2กำมือนำมาดองกับเหล้าขาว1ขวดแล้วเติมน้ำผึ้งพอประมาณดองทิ้งไว้ประมาณ1ดื่มใช้ดื่มครั้งละ1แก้วเป๊กก่อนอาหาร3มื้อและช่วงก่อนนอน(หัว)43.ประโยชน์ของว่านสบู่เลือดดอกช่วยแก้สิวแก้ฝ้าได้(ดอก,ใบ,ต้น,ราก)การปรุงยา1.เอาหัวสดหั่นบางๆดองกับเหล้าขาว40ดีกรีกะจำนวนตามต้องการดื่มก่อนอาหาร3มื้อและก่อนนอนครั้งละ1แก้วเป๊กเป็นยาบำรุงกำลังบำรุงกำหนัดเด็ดขาดนัก2.โบราณมีการใช้กลิ้งกลางดงที่น่าสนใจคือใช้แก้ปวดขาเข่าตะคริวนำหัวกลิ้งกลางดงมาฝานต้มอาบแต่ก่อนอาบต้องเอาน้ำที่ต้มมาตักดื่มสักสามฝ่ามือใช้เป็นยาอายุวัฒนะฝานหัวตากแห้งปั้นเป็นลูกกลอนขนาดเท่าลูกมะเขือพวงทานวันละ1เม็ดก่อนนอน3.ใช้แก้โรคกระเพาะและฟกบวมโดยใช้กระท่อมเลือดกลิ้งกลางดงโคนกล้วยตีบฝานตากแดดให้แห้งบดผสมกันใส่น้ำร้อนดื่มหมอพื้นบ้านมักใช้กลิ้งกลางดงเป็นยาคู่กับกระท่อมเลือดโดยใช้เข้าตำรับยาหลายตำรับเช่นยาอายุวัฒนะแก้เบาหวานบำรุงร่างกายรักษาฝีในปอดแก้โรคกระเพาะทำให้หลับสบายการวิจัยในสมัยใหม่เราพบว่ากลิ้งกลางดงมีสารยับยั้งระบบประสาทที่เกี่ยวกับการกระตุ้นมีฤทธิ์ลดการหดเกร็งของลำไส้ลดความดันต้านเนื้องอก4.หมอยาบางพื้นที่ใช้หัวสดกับก้านใบกะจำนวนพอประมาณกินร่วมกับเหล้าขาว40ดีกรีจะทำให้ผิวหนังเกิดอาการชาถูกเฆี่ยนหรือตีอย่างไรก็ไม่เจ็บแต่เมื่อหมดฤทธิ์ยาแล้วจะเกิดอาการเจ็บในภายหลังนักเลงหัวไม้สมัยก่อนนิยมกันแพร่หลาย5.หัวสดเอาไปตำพอกรักษาแผลเรื้อรังหรือหั่นเป็นชิ้นบางๆ3-4แว่นตำละเอียดรวมกับน้ำซาวข้าวหรือเหล้าขาว40ดีกรีคั้นเอาเฉพาะน้ำกิน1ถ้วยชาเช้าเย็นและก่อนนอนแก้ตกเลือดของสตรีแก้มุตกิดระดูขาวตกขาวได้ชะงัดนักส่วนดอกรักษาโรคเรื้อนรากหรือหัวแก้หืดมาถึงตรงนี้คงพอสรุปได้นะครับว่าไม่เหมือนกันแต่ก็มีประโยชน์มหาสาร
Fake News
ได้รับแชร์มากความโดยย่อตื่นเช้าขึ้นมาเอาน้ำเกลือกลั้วคอดื่มน้ำสมุนไพรที่เราเตรียมไว้ล้างลำคอไวรัสโควิตจะลงไปในกระเพาะอาหารในกระเพาะอาหารมีกรดฆ่าไวรัสโควิตทำอย่างนี้3ครั้งหลัง(ก่อน)อาหารฯลฯhttps://upload.i4th.in.th:8443/getfile.php?id=317157&a=25948868c21161a06dd85950189dc29e&t=5e7ac6b5&o=341F2059AA211BE1787A82BF6ED2FCC8333104376184E385FAE5F448548CC09A0829033C45B7&n=%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%A8%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A.aac//..คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล​แจ้งวิธีปฏิบัติตัวในช่วงการแพร่ระบาดเชื้อไวรัส​โควิด​19ฟังหมอพูดเพียง1:15นาทีนี้ชัดเจนมากๆครับจะได้สบายใจหายห่วงจากเชื้อไวรัสโควิด19ช่วยกันแชร์เยอะๆประเทศไทยจะได้พ้นภัยไข้หวัดโควิด-19ครับ..//
Fake News
เคล็ดลับสุขภาพดีได้ง่ายๆขนาดแพทย์ยังแนะนำเพียงแค่ดื่มน้ำอุ่นตามเวลานี้|||นอกจากในแต่ละวันนั้นเราควรจะดื่มน้ำวันละ8แก้วให้ได้เป็นอย่างน้อยแต่ว่านอกจากนั้นก็ยังมีการดื่มน้ำอุ่นที่ช่วยให้สุขภาพดีได้เหมือนกันโดยจะมีเวลาในการดื่มที่เหมาะสมและบำรุงร่างกายได้ดีแล้วยังช่วยลดการเกิดโsคต่างๆได้หลายโsคด้วยนะทางด้านนายแพทย์ฟูจิโมโตโนริยูกิผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพพลานามัยจากญี่ปุ่นได้บอกว่าร่างกายนั้นต้องการน้ำที่เพียงพอเพื่อจะได้มีออกซิเจนไปใช้ในส่วนต่างๆโดยเฉพๅะสมองที่เป็นตัวขับเคลื่อนการทำงานร่างกายหลายส่วนร่างกายมนุษย์นั้น70%เป็นน้ำนะฉะนั้นจึงไม่แปลกที่น้ำจะสำคัญทุกส่วนในร่างกายนั้นทำงานประสานกันไปวันนี้เราจะมาบอกเคล็ดลับดื่มน้ำอุ่นให้มีสุขภาพดีตามแบบของแพทย์แผนจีนโดยตั้งแต่เช้าจนเข้านอนจะมีเวลาที่จะดื่มน้ำอุ่นหรือน้ำปกติก็ได้ร่างกายจะได้รับการกระตุ้นให้ระบบขับถ่ายทำงานดีกินน้ำก็ลดความเครียดได้อีกด้วยนะและมีช่วงเวลาที่เหมาะแก่การดื่มดังนี้ช่วงเวลา05.00–07.00น.ให้ดื่มน้ำอุ่นสัก2แก้วจะได้กระตุ้นการขับถ่ายได้ดีขับของเสียออกในตอนเช้าได้เป็นประจำทุกวันช่วงเวลา07.00–09.00น.เป็นช่วงที่จะต้องดื่มน้ำอุ่นอีก1แก้วจะช่วยให้กระเพาะอาหารได้ย่อยอาหารอย่างเต็มที่และดูดซึมอาหารได้ดีอาหารมื้อเช้าก็ควรจะเป็นเมนูที่มีน้ำจะดีมากช่วงเวลา11.00–13.00น.ดื่มอีก1แก้วน้ำอุ่นๆจะช่วยบำรุงการทำงานของหัวใจทำให้เลืoดสูบฉีดได้ดีไหลเวียนทั่วร่างกายโดยหลังอาหารกลางวันแล้วก็ดื่มน้ำอุ่นเลยจะทำให้สุขภาพดีและควรลดความคิดเครียดๆออกไปบ้างช่วงเวลา15.00–17.00น.เป็นช่วงที่ควรดื่มน้ำอุ่นอีกอย่างน้อย2แก้วจะเป็นการชดเชยการเสียน้ำของร่างกายที่ถูกขับออกไปผ่านปัสสาวะแล้วก็ยังระบายความร้อนออกไปตอนทำกิจกssมต่างๆในระหว่างวันช่วงเวลา17.00–19.00น.เป็นช่วงเวลาที่เหมาะแก่การดื่มน้ำอุ่นๆอีกสัก1แก้วจะทำให้ร่างกายมีพลังงานสำรองเอาไว้ใช้และทานมื้อเย็นทำใจให้สงบดื่มน้ำเยอะๆทำให้ร่างกายสุขภาพดีได้ช่วงเวลา21.00–23.00น.ก็ดื่มอีก1แก้วนะน้ำอุ่นๆก่อนจะนอนก็ห้ามลืมเพราะเวลานี้ก็เป็นการช่วยพักฟื้นร่างกายและอย่าลืมทำให้ร่างกายอุ่นด้วยนะไม่ควรอาบน้ำเย็นอาบน้ำอุ่นได้จะดีมากใครที่ดื่มน้ำน้อยควรจะหันมาดูแลตัวเองบ้างนะอย่างน้อยหากไม่ดื่มน้ำอุ่นก็เป็นอุณหภูมิปกติได้เหมือนกันดื่มไปเกินให้ได้อย่างน้อยวันละ8แก้วร่างกายต้องการน้ำมากๆเลยนะและป้องกันการเกิดโsคได้หลายตัวเลยแพทย์ญี่ปุ่นยืนยันว่าการดื่มน้ำอุ่นบำรุงร่างกายและแก้ปัญหาร่างกายได้100%ซึ่งจะมีอาการดังนี้ที่น้ำอุ่นจัดการได้1.อาการไอ2.ไม่สบายตัว3.อาการหอบหืด4.ไอเป็นช่วงๆ5.โsคหลอดเลืoดดำอุดตัน6.รักษาโsคที่เกี่ยวกับมดลูกและกระเพาะปัสสาวะ7.ลดการเป็นกระเพาะ8.ช่วยให้ย่อยอาหารได้ดี9.บำรุงตาหูคอ10.แก้อาการปวดหัว11.แก้ไมเกรน12.ช่วยเมื่อเป็นความดันสูง/ต่ำเกินไป13.แก้ปวดข้อได้14.แก้ลมชักการดื่มน้ำอุ่นให้ได้วันละ8แก้ว/วันเป็นอย่างน้อยเป็นสิ่งที่ควรทำทุกวันเพื่อสุขภาพที่ดีของคุณคนที่ดื่มน้ำอุ่นนั้นจะมีสุขภาพดีกว่าคนดื่มน้ำเย็นและรู้ไหมว่าน้ำอุ่นนั้นสามารถบรรเทาได้หลายโsคมากๆแทบไม่น่าเชื่อเลยแต่ก็ให้ดื่มให้ถูกเวลาถูกจังหวะด้วยนะเช่นการทานอาหารหากอิ่มแล้วไม่ควรจะดื่มน้ำทันทีควรจะรอก่อนสัก45นาทีค่อยดื่มน้ำจะช่วยให้ร่างกายนั้นย่อยอาหารได้ดีน้ำอุ่นนั้นมีสารพัดประโยชน์มากๆดื่มได้ทุกเวลาจะเช้าก่อนนอนหรือว่าช่วงไหนก็จะเลยน้ำอุ่นครั้งละ1แก้วแล้วคุณจะแทบไม่เชื่อสายตาตนเองว่าการดื่มน้ำอุ่นนั้นทำให้สุขภาพดีขึ้นจริงๆใครที่ชอบดื่มน้ำเย็นอยๅกจะให้ค่อยๆขยับมาดื่มเป็นน้ำอุ่นก็ได้หากคุณมีวินัยและดื่มได้ทุกวันสุขภาพดีคงไม่ไปไหนแน่นอนแหล่งที่มา:krustory.com
Fake News
นิด้า!!!!ชี้ทิศทางศก.ปีหน้า|||คนไทยจะลืมตาอ้าปากกันได้หรือไม่?กับศก.ไทยปี61ติดตามได้ที่เพจRichmancando...ผู้อำนวยการหลักสูตรMPPMNIDAแนะรัฐบาลชูนโยบายการคลังเร่งเบิกจ่ายงบปี61ผ่านกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภายใต้พ.ร.บ.ระเบียบฉบับใหม่หวังช่วยกระจายเงินลงสู่ระดับรากหญ้าผ่านการพัฒนาโครงการในท้องถิ่นพร้อมต่อยอดภาคการท่องเที่ยวช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับชุมชนเพื่อหนุนกำลังซื้อภาคครัวเรือนช่วยดันเศรษฐกิจไทยในปีนี้เติบโตตามเป้ารศ.ดร.มนตรีโสคติยานุรักษ์ผู้อำนวยการหลักสูตรการจัดการภาครัฐและภาคเอกชนสำหรับนักบริหาร(MPPMExecutiveprogram)สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์(นิด้า)เปิดเผยว่าตัวเลขเศรษฐกิจไทยในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้มีทิศทางที่ดีขึ้นทั้งภาคการส่งออกที่ยังขยายตัวต่อเนื่องมาตั้งแต่ช่วงต้นปีขณะที่การเติบโตของภาคการท่องเที่ยวของไทยก็มีความโดดเด่นโดยล่าสุดประเทศไทยถูกจัดอันดับให้เป็นประเทศที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั่วโลกมากเป็นอันดับ10ของโลกด้วยจำนวนนักท่องเที่ยว32.6ล้านคนและมีรายได้จากการท่องเที่ยวสูงเป็นอันดับ3ของโลกด้วยรายได้กว่า49,900ล้านเหรียญดอลล่าร์สหรัฐโดยคาดว่าในปีนี้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติยังปรับตัวเพิ่มขึ้นอีก4%ดังนั้นรัฐบาลควรฉวยโอกาสนี้สนับสนุนให้การท่องเที่ยวของไทยเติบโตได้อย่างต่อเนื่องเพื่อให้เม็ดเงินถึงมือประชาชนในพื้นที่รวมทั้งการสนับสนุนให้ท้องถิ่นรู้จักการพึ่งพาและร่วมมือขับเคลื่อนการท่องเที่ยวอันจะเป็นฐานรายได้ของประเทศที่สำคัญต่อไปได้ในระยะยาวนอกจากนี้ภาครัฐควรใช้นโยบายการคลังผลักดันเศรษฐกิจโดยเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณปี61และดำเนินการปรับกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างตามระเบียบใหม่ที่ค่อนข้างสร้างความล่าช้าให้มีความชัดเจนและสามารถดำเนินการได้อย่างเร่งด่วนเพื่อผลักดันให้งบประมาณแผ่นดินโดยเฉพาะงบท้องถิ่นซึ่งส่งผลต่อเศรษฐกิจระดับรากหญ้าโดยตรงสามารถเบิกจ่ายได้เร็วขึ้นส่งต่อให้เศรษฐกิจไทยสามารถขยายตัวได้3.5%–4.0%ในปีนี้รศ.ดร.มนตรีโสคติยานุรักษ์ผู้อำนวยการหลักสูตรการจัดการภาครัฐและภาคเอกชนสำหรับนักบริหาร(MPPMExecutiveprogram)สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์(นิด้า)“การใช้นโยบายการเงินในช่วงนี้เป็นเวลาที่ไม่เหมาะสมแม้ภาวะอัตราเงินเฟ้อจะอยู่ในระดับต่ำก็ตามเนื่องจากสัดส่วนหนี้สินครัวเรือนยังคงสูงอย่างต่อเนื่องเราจึงได้เห็นการคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายของแบงก์ชาติไว้ที่1.50%ดังนั้นภาครัฐควรใช้นโยบายการคลังเร่งผลักดันการจ่ายงบประมาณแผ่นดินปี2561เพื่อให้เงินไหลลงสู่ท้องถิ่นซึ่งจะส่งผลต่อเศรษฐกิจในระดับรากหญ้าพร้อมต่อยอดส่งเสริมการท่องเที่ยวต่อยอดรายได้สร้างรอบเงินสร้างงานและสร้างรายได้ให้ครัวเรือนมีกำลังซื้อดีทีขึ้น”รศ.ดร.มนตรีกล่าวเรียบเรียงโดยSuggessNewsRecommendNews
Fact News
“แม่ชีศันสนีย์”เผยป่วยมะเร็งใกล้หายจ่อทำหนังสือเป็นวิทยาทาน|||แม่ชีศันสนีย์แถลงอาการป่วยโรคมะเร็งกระเพาะใกล้หายแล้วหลังรักษาด้วยการกินยาควบคู่วิธีธรรมชาติบำบัดโดยได้แถลงอาการป่วยโรคมะเร็งกระเพาะต่อสื่อมวลชนและศิษยานุศิษย์หลังจากเพจเฟซบุ๊กเสถียรธรรมสถานได้โพสต์แจ้งข่าวว่าแม่ชีศันสนีย์ป่วยเป็นโรคมะเร็งแม่ชีศันสนีย์กล่าวว่ามีอาการเจ็บในช่องท้องก่อนช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมาจึงได้ไปพบแพทย์ที่ศิริราชเพื่อทำการตรวจปรากฏว่าพบก้อนเนื้อ2ก้อนขนาด10เซนติเมตรเบียดถุงน้ำดีซึ่งเชื่อว่าเป็นมานานแล้วหลังจากนั้นได้กลับมาดูแลตัวเองโดยปฏิบัติตัวและทานยาตามแพทย์สั่งรวมถึงใช้วิธีธรรมชาติบำบัดซึ่งผลดีต่อร่างกายทำให้ก้อนเนื้อมีขนาดเล็กลงเรื่อยๆจนล่าสุดแทบจะมองไม่เห็นก้อนเนื้อดังกล่าวแล้วแม่ชีศันสนีย์กล่าวอีกว่าสิ่งสำคัญของการรักษาโรคมะเร็งคืออย่ากลัวและต้องมีสติหมั่นภาวนาจิตปรับสภาพการทำงานการกินความเป็นอยู่เพราะมะเร็งไม่ใช่เรื่องของกรรมเก่าแต่เป็นเรื่องของพฤติกรรมการใช้ชีวิตจากนี้จะทำหนังสือไปให้ผู้ที่เป็นมะเร็งอ่านเพื่อจะได้เป็นกำลังใจอีกทางการแถลงข่าวครั้งนี้มีลูกศิษย์จากหลายวงการรวมทั้งศิลปินดารามาร่วมให้กำลังใจจำนวนมากสำหรับแม่ชีศันสนีย์ปัจจุบันอายุ74ปีเป็นผู้ก่อตั้งเสถียรธรรมสถานเพื่อใช้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมเคยได้รับรางวัลเสียงแห่งความศักดิ์สิทธิ์และรางวัลผู้อุทิศตนเพื่อมนุษยชาติจากประเทศสหรัฐอเมริกาปัจจุบันเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการปฏิรูประบบสุขภาพแห่งชาติสำนักงานปฏิรูประบบสุขภาพแห่งชาติ
Fact News
‘หมอมนูญ’ฝังเข็มลึกเกินทิ่มแทงอวัยวะภายในพบผู้ป่วยปอดรั่วโชคดีรักษาทัน|||ผู้สื่อข่าวรายงานว่าขณะนี้พบข้อมูลทางการแพทย์เกี่ยวกับการฝังเข็มซึ่งเป็นศาสตร์การรักษาทางเลือกปรากฏว่านพ.มนูญลีเชวงวงศ์หัวหน้าโรคระบบทางเดินหายใจและปอดโรงพยาบาลวิชัยยุทธโพสต์รูปภาพและข้อความผ่านเฟซบุ๊ก“หมอมนูญลีเชวงวงศ์FC”โดยระบุถึง“อันตรายจากการฝังเข็ม..ปอดรั่ว”มีใจความว่า“ผู้ป่วยหญิงไทยอายุ38ปีปวดหลังไปคลินิกฝังเข็มฝังเข็มบริเวณหลังด้านบนซ้ายหลังจากฝังเข็มรู้สึกเหนื่อยหายใจลึกๆเจ็บหน้าอกด้านซ้ายจึงมาโรงพยาบาลวิชัยยุทธตรวจพบปอดแฟบด้านซ้าย50%ต้องใส่สายระบายลมเข้าทางทรวงอกด้านซ้าย(ดูรูปเอกซเรย์)เบื้องต้นดูดลมออกมาได้300มล.ได้คาสายระบายลมไว้24ชั่วโมงหลังจากปอดซ้ายขยายตัวเต็มที่จึงเอาสายระบายลมออกและกลับบ้านได้ใน48ชั่วโมงการฝังเข็มถ้าลึกเกินไปจะไปทิ่มแทงอวัยวะภายในอย่างในผู้ป่วยรายนี้ทิ่มทะลุปอดทำให้ปอดรั่วโชคยังดีที่ผู้ป่วยรายนี้ไม่ติดเชื้อจากการฝังเข็มเพราะในบางรายนอกจากปอดจะรั่วแล้วยังเกิดการติดเชื้อเกิดฝีหนองในทรวงอกซึ่งทำให้รักษายากขึ้นอีกการฝังเข็มควรทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและใช้เข็มที่ปลอดเชื้อใช้แล้วทิ้งนพ.มนูญให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าสิ่งที่ทำให้แน่ใจว่าผู้ป่วยรายนี้ปอดรั่วจากการไปฝังเข็มเพราะเมื่อฝังเข็มแล้วเกิดอาการขึ้นทันทีคือรู้สึกเหนื่อยหายใจลึกๆแล้วเจ็บหายใจลำบากซึ่งอาการเหล่านี้เป็นอาการของคนที่มีภาวะปอดรั่วโดยปอดจะต้องรั่วมากระดับหนึ่งถึงจะเกิดอาการขึ้นแต่หากรั่วอยู่ที่ประมาณร้อยละ10อาจจะยังไม่รู้สึกสำหรับผู้ป่วยรายนี้เมื่อรู้สึกก็มาที่โรงพยาบาลทันทีจากการเอกซเรย์พบว่าปอดด้านซ้ายแฟบไปครึ่งหนึ่งหรือร้อยละ50ซึ่งถือว่ารั่วค่อนข้างมากปอดและถุงลมเราก็เหมือนลูกโป่งเมื่อถูกเข็มทิ่มเข้าไปก็ทำให้เกิดการรั่วขึ้นซึ่งโอกาสที่ปอดรั่วจากการฝังเข็มนั้นก็เกิดขึ้นได้เพราะถัดจากผิวหนังเราลงไปก็เป็นปอดและอวัยวะภายในอื่นๆแล้วซึ่งคนที่ทำการฝังเข็มต้องระมัดระวังเพราะหากทิ่มลึกไปก็อาจทิ่มเข้าอวัยวะภายในอื่นๆได้ซึ่งแต่ละคนจะต่างกันหากเป็นคนอ้วนก็อาจจะลึกลงไปหลายเซนติเมตรแต่คนผอมก็ประมาณ2เซนติเมตรเท่านั้นก็ถึงปอดแล้วนพ.มนูญกล่าวว่าสำหรับผู้ป่วยรายนี้ได้ทำการใส่สายระบายลมเป็นเวลา24ชั่วโมงจนลมออกมาทั้งหมดแล้วปอดจึงขยายตัวตามเดิมส่วนรูรั่วอาจจะมีขนาดเล็กซึ่งร่างกายก็ประสานต่อกันเข้าไปเองได้แต่ที่โชคดีอีกอย่างคือผู้ป่วยรายนี้ไม่ติดเชื้อจากการฝังเข็มดังนั้นผู้ที่เข้ารับการฝังเข็มขอให้ระมัดระวังเพราะหากฝังลึกเกินไปก็อันตรายจึงต้องทำการฝังเข็มจากผู้เชี่ยวชาญและหากฝังแล้วมีอาการดังกล่าวคือหายใจลำบากเหนื่อยหายใจติดขัดหายใจแล้วเจ็บต้องรีบมาพบแพทย์ทันที”นอกจากเรื่องการฝังเข็มแล้วคนหนุ่มสาวที่ตัวสูงๆก็ขอให้ระมัดระวังด้วยเนื่องจากพบผู้ป่วยวัยรุ่นตัวสูงเข้ามารับการรักษาอาการปอดรั่วกันมากเนื่องจากพบว่ายอดปอดที่อยู่ใต้ไหปลาร้านั้นมีความอ่อนแอมีถุงลมโป่งพองเล็กน้อยและรั่วได้บ่อยจากการออกกำลังกายยกของหนักๆทำให้เกิดอาการรั่วบริเวณยอดปอดและเกิดอาการหายใจเหนื่อยติดขัดขึ้นจนต้องมาโรงพยาบาลซึ่งปีหนึ่งก็พบได้หลายรายแต่ยังไม่ทราบว่าเหตุใดคนกลุ่มนี้จึงมียอดปอดไม่แข็งแรง”นพ.มนูญกล่าวทิ้งท้ายควรต้องระมัดระวังและเลือกการรับบริการฝังเข็มจากแพทย์ทางเลือกที่เชี่ยวชาญจริงๆหรือจากสถานพยาบาลที่ได้รับการยอมรับดีที่สุดขอบคุณภาพเฟซบุ๊ก“หมอมนูญลีเชวงวงศ์FC”
Fact News
ทานดีคอนแทคอยู่อาการดีขึ้นมากคับ
Fake News
กระทกรก..สมุนไพรใกล้ตัวมากคุณค่า!!|||[captionid="attachment_80889"align="aligncenter"width="1600"]http://1.bp.blogspot.com/-t5uLTzcSAes/UdAQF25YVlI/AAAAAAAAAdM/iMvOthDJSeU/s1600/SAM_1423.JPG[/caption]ชื่ออื่นๆเรียกตามท้องถิ่น:กระโปรงทอง(ภาคใต้),เคือขนตาช้าง(ศรีสะเกษ),ตำลึงฝรั่ง(ชลบุรี),เถาสิงโตเถาเงาะ(ชัยนาท),ผักแคบฝรั่ง(ภาคเหนือ),หญ้ารกช้าง(พังงา),กะทกรก(ภาคกลาง),ผักขี้หิด(เลย),เยี่ยววัว(อุดรธานี),ละพุบาบี(มลายู-นราธิวาส,ปัตตานี),หญ้าถลกบาต(พิษณุโลก,อุตรดิตถ์)ชื่อวิทยาศาสตร์:PassiflorafoetidaL.ชื่อวงศ์:PASSIFLORACEAEAdvertisement[captionid="attachment_80892"align="aligncenter"width="570"]http://www.biogang.net/upload_img/biodiversity/biodiversity-221277-5.jpg[/caption]ลักษณะของต้นกะทกรก:กะทกรกเป็นไม้เถาเนื้ออ่อนมีมือเกาะทุกส่วนของพืชนี้เมื่อขยี้หรือทำให้ช้ำจะมีกลิ่นเหม็นเขียว  ใบ:ลักษณะเป็นใบป้อมเรียงสลับแผ่นใบเว้าเป็น3หยักมีขนใบประดับเป็นฝอยมีต่อมอยู่ที่ปลาย  ดอก:ดอกเดี่ยวออกตามง่ามใบกลีบดอกด้านนอกสีเขียวอ่อนด้านในสีขาวมีกะบังรอบเป็นเส้นฝอยสีขาวโคนสีม่วงเรียงกันเป็นรัศมี  ผล:ผลค่อนข้างกลมมีใบประดับหุ้มเมื่ออ่อนสีเขียวสุกแล้วเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอมส้มเมล็ดมีเนื้อหุ้มลักษณะคล้ายเมล็ดแมงลักแช่น้ำรสหวานแปลกๆส่วนที่ใช้เป็นยา:ต้นสด,ใบ,ดอก,ผล,ราก[captionid="attachment_80894"align="aligncenter"width="640"]https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/f/fa/Passiflora_foetida_fruits.JPG/640px-Passiflora_foetida_fruits.JPG[/caption]สรรพคุณตามตำรายาไทย:  ต้นสด-มีสารพิษทำให้เป็นอันตรายถึงชีวิตได้แต่ต้มสุกแล้วใช้เป็นยาขับปัสสาวะแก้ไอขับเสมหะแก้บวม  เนื้อไม้-ใช้เป็นยาควบคุมธาตุในร่างกาย   เปลือก-ใช้เป็นยาชูกำลังใช้ตำเคี่ยวกับน้ำมะพร้าวช่วยแก้ไฟไหม้น้ำร้อนลวกช่วยทำให้แผลเน่าเปื่อยแห้ง   ใบ-ใช้ตำพอกแผลเพื่อฆ่าเชื้อพอกแก้สิวแก้โรคผิวหนังหิดไข้หวัดใบใช้ตำให้ละเอียดแล้วคั้นเอาน้ำดื่มเป็นยาเบื่อและขับพยาธิ     ****แพทย์ชาวเวียดนามมีการใช้ใบเพื่อให้สงบระงับความเครียดและความวิตกกังวลด้วยการใช้ใบแห้งประมาณ10-15กรัม(ต่อวัน)นำมาต้มกับน้ำกิน  ดอก-แก้ไอขับเสมหะ   ผล-ผลสุกรับประทานใช้แก้ปวดบำรุงปอดผลดิบมีรสเบื่อ  ราก-ใช้ต้มน้ำดื่มแก้เบาหวานแก้ไขแก้กามโรคเป็นยาแก้ปัสสาวะขุ่นข้นรากสดหรือรากตากแห้งใช้ชงกับน้ำดื่มเป็นชาจะช่วยทำให้สดชื่น[captionid="attachment_80890"align="aligncenter"width="1024"]https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/9/94/P_foetida_fruit.jpg[/caption]Advertisementประโยชน์ของกะทกรก  1)ยอดอ่อนผลอ่อนผลสุกผลแก่รวมทั้งรกหุ้มสามารถใช้รับประทานเป็นผักสดหรือนำมาต้มหรือลวกเป็นผักจิ้มน้ำพริกและแกงเลียง  2)ผลสามารถนำมาปั่นเพื่อทำเป็นเครื่องดื่มได้  3)ใช้เป็นยาฆ่าและป้องกันแมลงศัตรูพืชได้โดยเฉพาะตัวด้วงถั่วเขียวในด้านทางการเกษตรเนื่องจากต้นกะทกรกมีสารพิษชื่อว่าCyanpgeneticglycosidesสารพิษมีฤทธิ์ฆ่าแมลง  4)ใช้ปลูกเป็นพืชคลุมดินและทำปุ๋ยหมักได้และช่วยป้องกันไม่ให้สัตว์เข้ามาทำลายได้เนื่องจากต้นกะทกรกมีกลิ่นเหม็นเขียว[captionid="attachment_80893"align="aligncenter"width="1024"]https://c1.staticflickr.com/7/6048/5911258467_b166c7d170_b.jpg[/caption]ข้อควรระวัง  -ไม่รับประทานกะทกรกทั้งต้นสดๆเพราะมีรสเบื่อเมาและเป็นพิษหากนำมากินอาจทำให้เสียชีวิตได้แต่พิษจะสลายไปเมื่อถูกความร้อนดังนั้นจึงต้องนำไปต้มให้สุกก่อนรับประทาน  -ไม่ควรทานผลอ่อนเพราะมีพิษสารไซยาโนจีนิกไกลโคไซด์(Cyanogeneticglucoside)เปลือกผลเมล็ดและใบมีสารที่ไม่คงตัวเมื่อสารดังกล่าวสลายตัวจะทำให้AcetoneและHydrocyanicacid(สารชนิดหลังเป็นพิษ)ทำให้เม็ดเลือดแดงขาดออกซิเจนทำให้เกิดอาการเจียนพืชกะทกรกนับว่าเป็นสมุนไพรป่าชนิดหนึ่งที่หาได้ยากแล้วนะคะด้วยปัจจุบันมีความนิยมของพืชผักเศรษฐกิจทั่วไปหวังว่าบทความนี้จะทำให้คุณได้รู้จักกะทกรกมากขึ้นหากมีโอกาสก็ลองหามาทานกันด้วยนะคะแต่ต้องไม่ลืมว่าห้ามกินดิบต้องทำให้สุกก่อนส่วนผลก็ห้ามผลอ่อนค่ะเพื่อความปลอดภัยในสุขภาพนะคะ[ kaijeaw.com]
Fake News
ประโยชน์ของกระเจี๊ยบเขียว7อย่างที่หลายคนยังไม่รู้|||ประโยชน์ของกระเจี๊ยบเขียว7อย่างที่หลายคนยังไม่รู้มีหลายคนที่ยังไม่รู้จักประโยชน์ของกระเจี๊ยบเขียวเพราะเราจะรู้จักกระเจี๊ยบแดงมากกว่าวันนี้เลยเอาประโยชน์ของกระเจี๊ยบเขียวมาฝากจะเอาไปประกอบอาหารได้หลายอย่างและในต่างประ เทศก็นิยมทานกันมากเลยลองมาดูกันว่ากระเจี๊ยบเขียวมีอะไรบ้างทานกระเจี๊ยบเขียวแล้วช่วยลดความดัน พร้อมควบคุมน้ำหนักซึ่งแต่ละสูตรนั้นก็ไม่ได้ทำอะไรยากเลยนะมาเริ่มกันที่สูตรน้ำกระเจี๊ยบเขียวเป็นสูตร“น้ำกระเจี๊ยบเขียว”เริ่มที่การเอากระเจียบไปล้างให้สะอาดๆจัดการหั่นเป็นชิ้นพอขนาดพอเหมาะแล้วก็เอาไปพักไว้ในถ้วยแล้วเทน้ำแร่ลงไปด้วยตามด้วยรากต้นหอมแล้วก็ตัดปลายกระเจี๊ยบเขียวใส่น้ำแร่ลงไปแล้วแช่ทิ้งไว้24ชั่วโมงสูตรน้ำกระเจี๊ยบสำหรับคนเป็นเบาหวานสำหรับสูตรนี้ใช้ดื่มแทนน้ำในตอนเช้าหรือจะจิบตลอดวันก็ได้โดยเอามาต้มดื่มเช่นเดิมเพราะในฝักของกระเจี๊ยบเขียวนั้นมีเส้นใยอาหารเยอะช่วยให้คุมระดับน้ำตาลในเลืoดให้ปกติได้แถมยังช่วยให้ร่างกายดูดซึมน้ำตาลได้ดีเป็นอีกหนึ่งผักที่คนเป็นเบาหวานควรจะได้ทานเลยนะ7ประโยชน์ของการทานกระเจี๊ยบเขียว1ช่วยในการเสริมสร้างเม็ดเลืoดแดงบำรุงครรภ์ได้ดี2ต้มฝักกระเจี๊ยบกับเกลือช่วยลดการเป็นกรดไหลย้อนได้3ช่วยเคลือบแผลในกระเพาะอาหารสำหรับคนเป็นโรคกระเพาะอาหาร4ลดความเสี่ยงในการเป็นกระเพาะอาหารอักเสบลำไส้อัก เสบ5ลดอาการท้องผูกทำให้ขับถ่ายได้สะดวกมากขึ้น6ลดคอเลสเตอรอลในร่างกาย7ควบคุมระดับน้ำตาลให้ปกติกระเจี๊ยบเขียวนั้นสามารถทานแบบสดๆได้เลยนะหรืออยากจะทานง่ายๆก็เอาไปประกอบอาหารอื่นๆได้เลยหรือย่างกับไฟอ่อนๆผสมน้ำผึ้งสักหน่อยจะกลมกล่อมมากยิ่งขึ้นถ้าใครชอบผักอร่อยๆแบบที่มีประโยชน์ลองเป็นกระเจี๊ยบเขียวดูนะเรียบเรียงโดยkrustory
Fake News
กระทรวงสาธารณสุขแนะผู้ป่วยมีไข้น้ำมูกไอจามสวมหน้ากากอนามัยป้องกันการแพร่กระจายเชื้อโรคไม่ไปที่คนหนาแน่นทำเป็นประจำให้เป็นสุขนิสัยช่วยกันรับผิดชอบสังคม#ไข้หวัด#หน้ากากอนามัย
Fact News
น่าสนใจมาก!ปราชญ์จีนเผยขิงคือสุดยอดยาอายุวัฒนะช่วยขจัดของเสียในร่างกาย|||ปราชญ์จีนเผยขิงคือสุดยอดยาอายุวัฒนะช่วยขจัดของเสียในร่างกายขงจื๊อปราชญ์จีนได้เสนอว่า"อาหารทุกมื้อไม่ควรละเลยขิง"ท่านเชื่อว่าบรรดาผักต่างๆขิงมีคุณค่ามากที่สุดสามารถทำให้มีชีวิตชีวาสรรพคุณของขิงมีมากมายอาทิขจัดของเสียในร่างกายมีฤทธิ์ยับยั้งกรดในกระเพาะอาหารแก้อาเจียนแก้ไอขับเสมหะกระตุ้นการทำงานของหัวใจทำให้เลือดไหลเวียนดีป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจตีบหลับสนิทดีป้องกันและรักษาตับอักเสบมีสารต้านมะเร็งสารต้านอนุมูลอิสระแก้ปวดข้อปวดเข่าแก้ปัญหาท้องผูกจุกเสียดแน่นฯลฯตำรับยาการประยุกต์ใช้ทางคลินิก1.แก้ปวดข้อปวดเข่าใช้น้ำคั้นจากเหง้าสดผสมกาวหนังวัวเคี่ยวให้ข้นนำไปพอกบริเวณที่ปวดหรือใช้เหง้าสดย่างไปตำผสมน้ำมันมะพร้าวใช้ทาบริเวณที่ปวด2.บรรเทาอาการแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้นต้มขิงสดที่ตำให้ละเอียดกับน้ำ300มิลลิลิตรนาน30นาทีกินวันละ3เวลาเป็นเวลา2วัน3.รักษาโรคบิดใช้ขิงสด75กรัมน้ำตาลแดงตำเข้าด้วยกันแบ่งกินเป็น3มื้อต่อตำรับ4.ป้องกันรักษาอาการเมารถเมาเรือใช้ขิงสด25กรัมตำละเอียดคั้นเอาเฉพาะน้ำดื่ม(ไม่ต้องดื่มน้ำตาม)5.รักษาลำไส้อุดกั้นจากพยาธิตัวกลมใช้ขิงสด120กรัมตำละเอียดคั้นเอาน้ำขิงผสมกับน้ำผึ้ง120กรัมกินครั้งเดียวหรือค่อยๆกินหมดภายในครึ่งชั่วโมง6.เป็นหวัดตัวร้อนเป็นไข้เนื่องจากกระทบความเย็นเช่นโดนฝนโดนลมทำให้หนาวมีไข้ต่ำๆให้หั่นขิงฝอย30กรัมชงกับน้ำตาลทรายแดงหรืออาจใส่หัวหอมทุบ3-4หัว(ช่วยกระจายลม)ดื่มขณะร้อนๆแล้วห่มผ้าให้เหงื่อออก7.ฟื้นฟูร่างกายภายหลังคลอดบุตรนิยมให้หญิงหลังคลอดกินไก่ผัดขิงช่วยทำให้การย่อยดูดซึมอาหารดีขึ้นมีการขับระบายของเสียน้ำตกค้างน้ำคาวปลาได้ดีขึ้นทำให้ร่างกายกลับสู่ภาวะปกติเร็วขึ้น8.แก้หวัดแก้ไอใช้เหง้าขิงสดอายุ11-12เดือนขนาดเท่าหัวแม่มือหนักประมาณ5กรัมทุบให้แตกแล้วต้มเอาน้ำมาดื่มถ้ามีอาการไอร่วมด้วยก็อาจผสมน้ำผึ้งในน้ำขิงหรืออาจเหยาะเกลือลงในน้ำขิงเล็กน้อยหากมีอาการไอร่วมกับเสมหะเกลือจะทำให้ระคายคอและขับเสมหะที่ติดในลำคอออกมาจิบน้ำขิงบ่อยๆแทนน้ำรับรองอาการหวัดหายเป็นปลิดทิ้ง9.แก้ท้องอืดท้องเฟ้อจุกเสียดแน่นแก้ปวดท้องนำขิง30กรัมชงกับน้ำเดือด500มิลลิลิตรแช่ทิ้งไว้1ชั่วโมงดื่มครั้งละ2ช้อนโต๊ะ(60มิลลิลิตร)10.แก้คลื่นไส้อาเจียนใช้ขิงสด30กรัมสับให้ละเอียดต้มดื่มขณะท้องว่าง11.แก้ปวดประจำเดือนใช้ขิงแห้ง30กรัมน้ำตาลอ้อย(หรือน้ำตาลทรายแดง)30กรัมต้มน้ำดื่ม12.เด็กเป็นหวัดเย็นเอาขิงสดและรากฝอยต้นหอมตำรวมกันเอาผ้าห่อคั้นเอาแต่น้ำทาที่คอฝ่ามือฝ่าเท้าหน้าอกและหลังของเด็ก13.ผมร่วงหัวล้านใช้เหง้าสดนำไปผิงไฟให้อุ่นตำพอกบริเวณที่ผมร่วงวันละ2ครั้งสัก3วันถ้าเห็นว่าดีขึ้นอาจจะใช้พอกต่อไปจนกว่าผมจะขึ้น**สมุนไพรใกล้ตัวมุ่งเสนอสรรพคุณทางยาการนำไปใช้ควรพิจารณาอย่างรอบด้าน**ขอบคุณแหล่งข้อมูล...มูลนิธิหมอชาวบ้าน
Fake News
แฉกลุ่มคนอ้างตรวจโรคฟรีหลอกขายอาหารเสริมหยอดหู-หยอดตา"คังหลิน"|||อย.แฉมีกลุ่มคนโฆษณาอาหารเสริม"คังหลิน"ใช้หยอดหูหยอดตาที่สกลนครอ้างตรวจโรคฟรีแต่กลับขายผลิตภัณฑ์3,600บาทตรวจสอบไม่พบข้อมูลชื่อที่อยู่ผู้ผลิตวันเดือนปีผลิตและหมดอายุอยู่ระหว่างส่งตรวจวิเคราะห์แจ้งข้อกล่าวหากับผู้ที่เกี่ยวข้องแล้วภก.สมชายปรีชาทวีกิจรักษาการรองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา(อย.)เปิดเผยว่าตามที่กลุ่มงานเภสัชกรรมและคุ้มครองผู้บริโภคโรงพยาบาลวาริชภูมิจ.สกลนครร่วมกับสถานีตำรวจภูธรวาริชภูมิได้ตรวจสอบเรื่องร้องเรียนพบกลุ่มบุคคลทำการโฆษณาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารยี่ห้อคังหลิน(KungLin)ใช้ในการหยอดหูหยอดตาโดยอ้างว่าเป็นตัวแทนและทีมวิจัยสมุนไพรของศูนย์วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพอย่างยั่งยืนมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสานจึงนำสินค้ามาแนะนำและเพื่อเป็นการทำบุญตามโครงการวิจัยดังกล่าวและขอให้ผู้ใหญ่บ้านประกาศเสียงตามสายให้ชาวบ้านที่มีปัญหาเรื่องหูตาคอจมูกเบาหวานภูมิแพ้ความดันและชาวบ้านที่ต้องการตรวจลงทะเบียนตรวจวินิจฉัยโรคฟรีแต่จำหน่ายผลิตภัณฑ์ในราคา3,600บาทพบว่าเป็นสมุนไพรจีน"ฉลากระบุผู้จำหน่ายคือบริษัทกรีนนิซเทคโนโลยีจำกัดจ.นครราชสีมาแต่ไม่พบข้อมูลชื่อที่อยู่ผู้ผลิตไม่ระบุวันเดือนปีที่ผลิตและหมดอายุเมื่อเจ้าหน้าที่ขอดูเอกสารเกี่ยวกับโครงการก็ไม่สามารถนำมาแสดงได้จึงเชิญตัวไปสถานีตำรวจเพื่อดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหาและเก็บตัวอย่างส่งตรวจวิเคราะห์ณศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์อุดรธานี"ภก.สมชายกล่าวภก.สมชายกล่าวว่าอย.ขอแจ้งเตือนผู้บริโภคให้ระวังอย่าได้หลงเชื่อตกเป็นเหยื่อโฆษณาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่โอ้อวดสรรพคุณเกินจริงรักษาได้สารพัดโรคอาจทำให้ได้รับอันตรายและขาดโอกาสในการรักษาโรคขอย้ำว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยาไม่มีสรรพคุณในการรักษาโรคแต่อย่างใดและหากนำไปใช้หยอดตาตามที่โฆษณากล่าวอ้างอาจส่งผลให้เกิดการติดเชื้อและตาบอดได้ทั้งนี้หากพบความผิดปกติทางร่างกายเพื่อความปลอดภัยควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญในการรักษาโรคและก่อนการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ทุกครั้งขอให้ผู้บริโภคสังเกตฉลากผลิตภัณฑ์ก่อนตัดสินใจซื้อโดยอย.จะดำเนินคดีกับผู้โฆษณาผลิตภัณฑ์อาหารอวดอ้างรักษาโรคซึ่งเป็นการโฆษณาฝ่าฝืนกฎหมายรวมไปถึงจะดำเนินการตรวจสอบกับผู้ผลิต
Fact News
แจกสูตรน้ำหมักสัปรดกับน้ำผึ้งเดือน5ช่วยลดน้ำหนักได้ดีมากๆ|||แจกสูตรน้ำหมักสัปรดกับน้ำผึ้งเดือน5ช่วยลดน้ำหนักได้ดีมากๆน้ำหมักสัปรดกับน้ำผึ้งเดือน5สุดยอดน้ำหมักไว้ไปให้คุณแม่ทานครับของดีๆทำให้แม่ทานครับสรรพคุณของเอ็นไซม์ชีวภาพน้ำสัปรด(ลดน้ำหนักได้ดีมากๆ)1.เนื้อสัปรด3กิโลกรัม2.น้ำผึ้งแท้1กิโลกรัม3.โหลแก้ว1ใบ4.นำเนื้อสัปรด+น้ำผึ้งผสมกันใสโหลแก้วแล้วปิดฝาไว้ไม่ต้องแน่นมากทิ้งไว้90วันเริ่มทานได้เมื่อทานน้ำหมดเติมสัปรด+น้ำผึ้งใหม่ทิ้งไว้90วันก็ทานได้อีกแต่ถ้าทิ้งไว้1ปีเราจะได้วุ้นสัปรดครับทานได้บำรุงรางกายดีมากๆ5.การทานเป็นยา1ช้อนแกงต่อน้ำ1แก้วทานก่อนอาหารทุกๆวัน6.การทานเพื่อลดน้ำหนัก1ช้อนแกงต่อน้ำ1แก้วทานหลังทานอาหารแล้วทุกๆมื้อ7.ถ้าหมักไว้1ปีจะเกิดวุ้นสัปรดนำมาดอกกับน้ำผึ้งหันเป็นชิ้นๆขนาด1นิ้วทานวันละชิ้นแต่ต้องรอประมาณ1ปีนะครับ8.ทำไว้หลายๆโหลเราก็จะมีทานตลอดเพื่อสุขภาพที่ดีครับ9.สังเกตุเวลาทานแล้วจะเรอได้ดีเพราะช่วยระบบการย่อย10.ระบบขับถ่ายจะดีมากๆลองสังเกตุดูประมาณ7วันเริ่มเห็นผลชัดเจนครับช่วยให้ตับอ่อนทำงานน้อยลงลดการผลิตเอนไซม์ย่อยอาหารลงช่วยให้ระบบขับถ่ายสมบูรณ์และทำความสะอาดลำไส้อย่างเป็นระบบทำให้ระบบนิเวศในลำไส้ใหญ่สมบูรณ์ไม่มีสิ่งตกค้างลดความเสี่ยงสารพิษและการเกิดมะเร็งช่วยชะลอความเสื่อมของร่างกายเมื่อเซลล์ได้รับสารอาหารที่สมบูรณ์เซลล์และอวัยวะต่างๆก็แข็งแรงและสมบูรณ์สามารถแบ่งเซลล์ได้ตามปกติช่วยลดและกำจัดอนุมูลอิสระอนุมูลอิสระเป็นตัวทำลายเซลล์ในอวัยวะภายในให้เสียหายอวัยวะที่อ่อนแอหรือเริ่มเสื่อมสภาพเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคความเสื่อมร่างกายเช่นความดันโลหิตสูง/ต่ำ,เบาหวาน,คลอเลสเตอรอลสูง,มะเร็ง,ตับอ่อนบวมเป็นต้นช่วยให้ผิวพรรณดูอ่อนกว่าวัยเอนไซม์ช่วยให้เซลล์ได้รับสารอาหารที่สมบูรณ์ทำให้เซลล์นุ่มกระชับลดริ้วรอยเนืองจากคลอลาเจนและอิลาสตินได้รับการซ่อมแซมและฟื้นฟูช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงภูมิคุ้มกันคือเครื่องจักรอัจฉริยะของร่างกายมนุษย์ที่สร้างมาเพื่อปกป้องและดูแลความปลอดภัยให้เซลล์ในร่างกายทุกๆอณูเซลล์เม็ดเลือดขาวและเอนไซม์โปรติเอสคือสองสิ่งที่ต้องทำงานร่วมกันเพื่อกำจัดผู้รุกรานถ้าขาดเอนไซม์โปรติเอสการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันจะไม่สมบูรณ์เป็นเหตุให้เชื้อโรคสามารถเล็ดรอดเข้าร่างกายได้ดูง่ายเมื่อคุณเป็นหวัดคัดจมูกนั่นเป็นสัญญาณว่าระบบภูมิคุ้มกันของคุณขาดประสิทธิภาพในการป้องกันตัวเองช่วยทำให้ระบบเส้นเลือดสะอาดเอ็ม-ซายน์เมื่อกินในขณะท้องว่างจะทำเอนไซม์ถูกดูดซึมเข้ากระแสเลือดและทำหน้าที่แทนเมตาบอลิคเอ็นไซม์ในการย่อยสลายเศษซากโปรตีนจาการตายของเซลล์ต่างๆไขมันตกค้างคลอเลสเตอรอลน้ำตาลส่วนเกินทำให้การขนส่งสารอาหารไปเลี้ยงเซลล์ในอวัยวะต่างๆได้อย่างสมบูรณ์ข้อมูลและภาพประกอบจากคุณ ชัยวุฑโฒเจริญวิริยะอนันต์
Fake News
"ทรัมป์"แนะลองฉีดยาฆ่าเชื้อเข้าร่างกายผู้เชี่ยวชาญชี้อันตรายห้ามทำตามเด็ดขาด|||เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา(23เม.ย.)ประธานาธิบดีโดนัลด์ทรัมป์ของสหรัฐฯกล่าวในการแถลงข่าวประจำวันโดยแนะนำว่ามีความเป็นไปได้ที่จะศึกษาหาวิธีการรักษาเชื้อไวรัสโคโรนาหรือโควิด-19ด้วยการฉีดรังสีอัลตร้าไวโอเลตหรือการใช้ยาฆ่าเชื้อฉีดเข้าร่างกายโดยให้เหตุผลว่าเพราะน้ำยาฆ่าเชื้อสามารถฆ่าไวรัสได้ภายใน1นาทีขณะที่ผู้เชี่ยวชาญหลายคนออกมาแสดงความกังวลเกี่ยวกับคำพูดของปธน.สหรัฐฯโดยชี้ว่าเป็นคำพูดที่เป็นข้อเสนอที่อันตรายและเตือนว่าห้ามดื่มหรือฉีดยาฆ่าเชื้อเข้าร่างกายเด็ดขาด"ควรใช้น้ำยาฆ่าเชื้อตามความเหมาะสมเท่านั้นควรใช้เพื่อทำความสะอาดพื้นผิวสัมผัสและมือเท่านั้นและนำยาทำความสะอาดเหล่านี้เป็นสารพิษอันตรายที่สามารถกัดกร่อนทางเดินหายใจและทางเดินอาหารได้"ดร.มักค์เชอวิคผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดต่อวิทยาลัยแพทย์ของมหาวิทยาลัยเซนต์แอนดรูว์กล่าวที่ผ่านมาในประเทศอิหร่านมีการกล่าวอ้างว่าน้ำยาฆ่าเชื้อสามารถดื่มเพื่อฆ่าเชื้อไวรัสได้ทำให้ประชาชนบางส่วนดื่มน้ำยาฆ่าเชื้อและเสียชีวิตไปอย่างน้อยถึง300รายปัจจุบันสหรัฐฯมีผู้ติดเชื้อโควิด-19แล้ว925,038รายโดยวานนี้เป็นวันที่มีผู้ติดเชื้อมากที่สุดนับตั้งแต่มีการระบาดโดยมีผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มถึง38,764รายและมีผู้เสียชีวิตแล้ว52,185รายขณะที่ผู้ติดเชื้อโควิดทั่วโลกมีจำนวน2,830,038รายและมีผู้เสียชีวิตแล้ว197,245ราย
Fake News
ไม่ปลูกไม่ได้แล้ว“ผักเชียงดา”ผักพื้นบ้านถิ่นล้านนาแก้เบาหวาน|||เบาหวานเกิดจากความผิดปกติของร่างกายที่ทำการผลิตฮอร์โมนอินซูลินที่ไม่เพียงพอจึงทำให้เกิดระดับน้ำตาลในกระแสโลหิตสูงเกินไปเมื่อวานเกิดขึ้นมาจากที่ร่างกายของเราไม่สามารถใช้น้ำตาลได้อย่างเหมาะสมนั้นเองเรื่องปกติแล้วนั้นน้ำตาลจะเข้าสู่เซลล์ร่างกายเพื่อนำไปใช้ในเรื่องของพลังงานภายใต้การควบคุมของฮอร์โมนอินซูลินดังนั้นในวันนี้เราจึงมีตัวช่วยดีๆเกี่ยวกับสมุนไพรที่มาช่วยในเรื่องของเบาหวานมาฝากเพื่อนๆกัน1.ช่วยลดน้ำตาลในผู้ที่เป็นเบาหวานโดยใช้ยอดอ่อนหรือใบอ่อนของผักเชียงดามาต้มน้ำดื่มวันละ2-3แก้วติดต่อกันประมาณ2-3สัปดาห์ระดับน้ำตาลในเลือดก็จะกลับมาเป็นปกติได้2.มีสรรพคุณในการแก้ไข้แก้แพ้แก้หวัดโดยนำใบสดของผักเชียงดามาตำจนละเอียดแล้วใช้พอกบริเวณกระหม่อม3.ใช้รักษาอาการท้องผูกแก้โรคริดสีดวงทวารทำให้ระบบการขับถ่ายดีขึ้นโดยชาวบ้านจะนำผักเชียงดามาแกงกับผักตำลึงและยอดชะเอม4.มีฤทธิ์ช่วยควบคุมการทำงานภายในร่างกายให้เป็นไปอย่างปกติโดยเฉพาะการกินผักเชียงดาในช่วงหน้าร้อนจะช่วยระบายความร้อนในร่างกายได้ดี5.ช่วยกำจัดสารพิษต่างๆที่ตกค้างอยู่ในร่างกายรวมถึงไขมันส่วนเกินที่สะสมอยู่ในลำไส้โดยจะควบคุมปริมาณของไขมันในร่างกายให้มีความสมดุล6.ช่วยฟื้นฟูและบำรุงตับอ่อนให้แข็งแรงทำให้การทำงานของตับอ่อนเป็นไปอย่างปกติ7.สามารถช่วยลดน้ำหนักได้เนื่องจากผักเชียงดามีฤทธิ์ทำให้มีการนำน้ำตาลไปเผาผลาญมากกว่าการนำไปสร้างไขมันจึงไม่มีไขมันสะสมอยู่ตามส่วนต่างๆของร่างกายนั่นเอง8.บรรเทาอาการปวดข้อหรือปวดกระดูกจากโรคเกาต์และยังช่วยลดอาการปวดเมื่อยจากการทำงานหนัก9.ช่วยบรรเทาอาการป่วยจากโรคภูมิแพ้และโรคหอบหืดจากสรรพคุณทางยาของผักเชียงดาในข้างต้นนี้ปัจจุบันจึงได้มีการนำมาผลิตเป็นยาในรูปแบบของยาแคปซูลเพราะคุณสมบัติของผักเชียงดานั้นยังสามารถนำมาใช้เพื่อบรรเทาอาการเจ็บป่วยได้อีกสารพัดโรคเช่นแก้ปวดหัวทำให้เจริญอาหารลดไข้ขับเสมหะช่วยระงับประสาทฯลฯขอขอบคุณ:honestdocs,sukkaphap-d
Fake News
เจอเต็มๆไม่สะอาดอย่างที่คิดดูให้ดีก่อนต้มน้ำจากกระติกน้ำร้อน|||มีคำกล่าวมากมายบอกกันว่าการที่เราใช้ความร้อนสูงหรือว่าต้มน้ำจนอุณหภูมิน้ำสูงขึ้นทำให้อาหารหรือว่าน้ำดื่มของเรานั้นสะอาดได้เพราะว่าความร้อนจะไปจัดการกับสิ่งที่ไม่สะอาดให้หมดไปถึงแม้ว่าสิ่งนี้จะถูกต้องในบางส่วนก็ตามแต่ก็ยังถูกไม่หมดเพราะว่าการต้มน้ำในกาน้ำร้อนหลายๆครั้งโดยที่เราไม่เปลี่ยนน้ำเลยไม่เคยทำความสะอาดเลยแน่นอนว่ามันย่อมเกิดโทษกับร่างกายของคุณทางด้านสสส.ได้ออกมาโพสต์เตือนประชาชนโดยได้มีการไปสอบถามจากนายแพทย์กฤษดาศิรามพุชทางด้านสถาบันเวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติที่เกี่ยวกับเรื่องกระติกน้ำร้อนท่านได้บอกว่าสำหรับผู้ที่ชอบการใช้กระติกน้ำร้อนในการต้มกาแฟชงกาแฟหรือเครื่องดื่มชนิดร้อนต่างๆให้ควรระมัดระวังการใช้เพราะหากน้ำที่คุณใช้ต้มนั้นเป็นน้ำธรรมชาติอย่างเช่นน้ำบาดาลน้ำประปาน้ำบ่อที่มีความเป็นกรดเมื่อมาเจอกับหม้อโลหะกาน้ำร้อนต้มหลายๆครั้งก็จะทำให้น้ำนั้นงวดและเกิดเป็นก้อนเล็กๆแข็งๆก็ตามผนังของกาน้ำร้อนหรือที่เรียกว่าตะกรันธาตุจะปะปนกับน้ำในกระติกน้ำร้อนมากขึ้นหรือว่าแม้แต่น้ำแร่ที่คนส่วนใหญ่คิดว่าสะอาดปลอดภัยเพราะว่ามีราคาค่อนข้างที่จะสูงกว่าน้ำธรรมดาทั่วไปก็จะต้องระมัดระวังเช่นเดียวกันเพราะการที่เราต้มไปนานๆก็สามารถเกิดคราบตะกรันได้เช่นเดียวกันทางที่ดีเราไม่ควรที่จะใช้น้ำต้มแล้วหลายๆครั้งนำมาใช้ให้ต้มในปริมาณที่เพียงพอควรเปลี่ยนน้ำทุกครั้งจะดีมากสำหรับการใช้กาน้ำชงกาแฟก็ไม่ควรตั้งกาน้ำร้อนไว้ให้เดือดอยู่ตลอดเวลาเพราะอาจจะทำให้โลหะหลุดลงมาปนได้ควรเปิดฝากาน้ำร้อนดูหากเห็นว่ามีคราบติดอยู่บริเวณด้านข้างหรือด้านพื้นของกาน้ำร้อนควรให้ล้างทันทีเพราะว่าน้ำที่เราใช้กินใช้ดื่มในปัจจุบันผสมไปด้วยแร่ธาตุหลากหลายชนิดหากมีการต้มจนเดือดแล้วเดือดอีกอุณหภูมิสูงหลายๆครั้งน้ำที่เหลือนั้นก็จะมีปริมาณแร่ธาตุชนิดต่างๆที่ปะปนเข้มข้นมากขึ้นและที่สำคัญจะหลงเหลืออยู่ในปริมาณที่เกินมาตรฐานที่สามารถนำมาบริโภคได้ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นในขณะที่น้ำของคุณมีอุณหภูมิสูงนานๆก็ย่อมส่งผลให้ไอออนของซิลเวอร์ไนเตรตที่มีอยู่ในน้ำนั้นเปลี่ยนเป็นสิ่งที่ทำให้โทษแก่ร่างกายและแน่นอนว่ามีความระคายเคืองในเรื่องของระบบทางเดินอาหารและทำให้คุณนั้นป่วยง่ายอาจจะทำให้ปอดของคุณไม่ดีรวมไปถึงสายตานอกจากนี้รวมถึงแร่ธาตุชนิดต่างๆที่มีปริมาณเพิ่มมากขึ้นจากการระเหยของน้ำซึ่งหากมากเกินขีดจำกัดความต้องการของร่างกายก็อาจจะส่งผลต่อร่างกายและสุขภาพของคุณได้มากเลยทีเดียววิธีการล้างกระติกน้ำร้อนให้คุณเติมน้ำสะอาดลงไปในกระติกน้ำร้อนตามปริมาณที่พอดีกับคราบตะกรันหลังจากนั้นก็เทน้ำส้มสายชูลงไปประมาณ6ช้อนโต๊ะแล้วผสมเข้าด้วยกันแล้วก็ทำการเสียบปลั๊กกระติกน้ำร้อนให้ไฟกระติกน้ำร้อนทำงานเป็นปกติเมื่อน้ำเดือดที่อุณหภูมิสูงขึ้นก็ให้ถอดปลั๊กออกปล่อยทิ้งไว้ประมาณ5-6ชั่วโมงหรือข้ามคืนก็ได้ตื่นเช้ามาจะเห็นเลยว่ามีคราบตะกรันหลุดออกเมื่อคุณรู้อย่างนี้แล้วควรที่จะรีบเปลี่ยนพฤติกรรมในการใช้กาน้ำร้อนและเปลี่ยนความเชื่อผิดๆตอนนี้เรารู้แล้วว่าควรทำอะไรหรือไม่ควรทำอะไรการต้มกาน้ำร้อนให้สะอาดและปลอดภัยจริงๆแล้วคุณควรที่จะทำความสะอาดบ่อยครั้งเท่าที่จะทำได้เพื่อความปลอดภัยของคนในครอบครัวและตัวคุณเองเขียน/เรียบเรียงโดย:Postsodข้อมูลส่วนหนึ่งจาก:กฤษดาศิรามพุชไม่อนุญาตให้คัดลอกทุกกรณีSavemyname,email,andwebsiteinthisbrowserforthenexttimeIcomment.
Fact News
#อย่าเลื่อนผ่าน!!สมุนไพรชื่อจีน"#หนานเฉาเหว่ย"มีฤทธิ์ต้านเก๊าต์เบาหวานและโรคร้ายมากมายหลายสิ่งอย่าง!!...
Fake News
*เผยเรื่องจริงของ"ทุเรียน"ที่คนไทยชอบกินรู้หรือไม่!บางความเชื่อมันผิด!!!(ชมคลิป)|||คุณคงเคยได้ยินและเชื่อกันมาโดยตลอดว่าการรับประทานทุเรียนจะทำให้คุณอ้วนและเป็นโรคเบาหวานแต่เราอยากจะบอกคุณว่าความเชื่อเหล่านั้นเป็นความเชื่อที่ผิดเนื่องจากได้มีงานวิจัยทั้งในเมืองไทยและเมืองนอกได้ทำการรองรับว่าทุเรียนคือราชาแห่งผลไม้แต่ว่ารัฐบาลไม่มีเงินงบประมาณเพียงพอที่จะไปโฆษณาแข่งกับแอปเปิ้ลหรือผลไม้นอกอื่นๆ...***สรรพคุณของทุเรียน***1.มีส่วนช่วยในการฆ่าเชื้อเนื่องมาจากกำมะถันในเนื้อทุเรียนเป็นเสมือนยาปฏิชีวนะอ่อนๆช่วยถ่ายพยาธิ2.มีส่วนช่วยในการเผาผลาญอันมาจากความร้อนของกำมะถันซึ่งจะทำให้ลดช่วยลดความอ้วน3.มีส่วนช่วยในการระบายเนื่องจากกากซึ่งถือเป็นเส้นใยยุ่บยั่บในเนื้อช่วยในการขัดล้างลำไส้4.อุดมไปด้วยสารแอนตี้ออกซิเด้นซ์และวิตามินอีสูงจึงช่วยในการป้องกันและรักษามะเร็งปากมดลูกมะเร็งเต้านม5.มีส่วนช่วยลดไขมันลดคลอเรสเตอรอลต้านความแก่***วิธีทานทุเรียน****ให้คุณเริ่มทานหลังตื่นนอนตอนเช้าในช่วงเวลา5.00-7.00น.*คุณควรทานครั้งละไม่เกิน2-3พูหรือเท่ากับปริมาณ4-6เม็ดหรือประมาณเกือบครึ่งลูกสามารถทานได้ทุกพันธุ์*หลังจากที่ทานแล้วก็ให้คุณดื่มน้ำอุ่นตาม*ข้อควรรู้คุณควรงดอาหารเช้าของวันนั้นๆที่ทานทุเรียน*คุณควรทานติดต่อกันเป็นเวลา2วันเนื่องจากความร้อนที่มาจากสารกำมะถันและเส้นใยในทุเรียนจะไปช่วยในการชะล้าง*สิ่งสกปรกต่างๆภายในลำไส้*มีส่วนช่วยทำให้ร่างกายสดชื่นคุณอาจจะทาน2พูแทนข้าวมื้อเย็น...ที่มา:นิตยสารหมอชาวบ้านและhttp://www.thaijobsgov.com/jobs/87061เรียบเรียงโดยSuggessNewsRecommendNews
Fake News
กรณีข่าวเด็กวัย14ปีกินชานมไข่มุกจนไข่มุกอุดตันในลำไส้อย่างมากเรื่องนี้จริงหรือไม่เป็นไปได้ไหมที่ตัวไข่มุกจะอุดตันลำไส้และทางเดินอาหารฟังชัดๆจากอ.นพ.นรินทร์อจละนันท์สาขาวิชาโรคทางเดินอาหารและตับภาควิชาอายุรศาสตร์คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีมหาวิทยาลัยมหิดล#รามาแชนแนลขับเคลื่อนสังคมไทยให้สุขภาพดี
Fake News
“กินทุเรียนลดน้ำหนัก”ขับถ่ายดีเพียงทานให้ถูกเวลา|||"ทุเรียน"ผลไม้สุดโปรดของใครหลายๆคนด้วยรสชาติหวานมันกลิ่นยั่วยวนน้ำลายทำให้เป็นที่ต้องการของตลาดถึงแม้ราคาจะสูงขึ้นแค่ไหนก็ยังมีคนซื้อกินแต่ทุเรียนเป็นผลไม้ที่มีพลังงานและน้ำตาลสูงหากรับประทานมากๆก็อาจทำให้อ้วนได้แต่คนรักการรับประทานทุเรียนคงไม่ต้องกังวลเรื่องอ้วนเพราะทุเรียนอีกต่อไปเพราะวันนี้ไข่เจียวมีสูตรการทานทุเรียนให้น้ำหนักลดมาฝากกันค่ะจะทำอย่างไรไปดูกันเลย1)ทานในตอนเช้า\nเริ่มต้นโดยการทานทุเรียนในช่วงตี5-7โมงเช้าจะช่วยลดน้ำหนักได้ซึ่งเรื่องนี้สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพหรือสสส.ได้ให้ข้อมูลมาว่าเป็นเรื่องจริงการทานทุเรียนตอนตื่นนอนเช้าๆเป็นเวลาที่ธาตุของเราเริ่มทำงานซึ่งจะช่วยในเรื่องของการขับถ่ายได้ซึ่งปริมาณที่แนะนำไม่ควรเกิน2-3พูหากทานมากกว่านั้นก็ทำให้อ้วนได้เช่นกันและการทานทุเรียนตั้งแต่เช้าพลังงานจากทุเรียนก็จะถูกนำไปใช้หมดในระหว่างวันจึงไม่เปลี่ยนเป็นไขมันสะสมนั่นเอง2)ดื่มน้ำอุ่นตาม\nหลังจากทานทุเรียนแล้วควรดื่มน้ำอุ่นๆตามลงไปและควรงดอาหารเช้าของวันนั้นไปเลยเพราะได้รับพลังงานจากทุเรียนเพียงพอแล้วการทานทุเรียนและน้ำอุ่นเข้าไปจะทำให้ร่างกายได้รับเส้นใยและความร้อนในสารกำมะถันซึ่งจะไปชะล้างพยาธิและสิ่งสกปรกต่างๆในลำไส้ออกไปได้การทานผลไม้ที่มีเส้นใยสูงตั้งแต่เช้าจะมีส่วนช่วยในการขับถ่ายสูงช่วยเป็นการดีท็อกซ์ไปในตัวอีกด้วย3)ทานทุเรียนที่สุกพอห่ามๆ\nสำหรับคนที่มีปัญหาน้ำตาลในเลือกสูงไม่ควรทานทุเรียนที่สุกงอมแต่ควรเลือกทานทุเรียนห่ามเพราะมีน้ำตาลน้อยกว่าแต่ถ้าเลือกไม่ได้ก็สามารถทานทุเรียนสุกได้โดยลดปริมาณการทานลง4)หลีกเลี่ยงการทานข้าวเหนียวทุเรียนน้ำกะทิ\nของหวานแสนอร่อยยั่วน้ำลายจริงแต่การทานทั้งทุเรียนข้าวเหนียวและกะทิในเวลาเดียวกันจะทำให้ได้รับพลังงานในปริมาณมากและอาจทำให้เกิดอาการร้อนในได้ด้วยหากต้องการลดความอ้วนของหวานถ้วยนี้ไม่ควรแตะเลยทีเดียวแต่ถ้านานๆครั้งก็คงได้แล้วค่อยออกกำลังกายเผาผลาญพลังงานเอาหากเรามีวินัยในการรับประทานถึงแม้จะเป็นอาหารพลังงานสูงปรี๊ดก็ไม่เป็นปัญหากับการลดความอ้วนแต่สิ่งที่สำคัญคือการออกกำลังกายนอกจากหุ่นสวยแล้วสุขภาพยังแข็งแรงอยากทานอะไรก็ทานได้อีกด้วย[กินทุเรียนลดน้ำหนัก](https://www.facebook.com/abhaiherb/photos/a.608983975833346.1073741842.136694259728989/875935962471478/?type=3&theater)[kaijeaw.com](https://kaijeaw.com)
Fake News
แอลเอสดีโรคหายากที่อันตราย|||คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีมหาวิทยาลัยมหิดลจัดงานชุมนุมผู้ป่วยโรคพันธุกรรมแอลเอสดีหนึ่งในโรคหายากซึ่งมีอุบัติการณ์เท่ากับ1ต่อ7,700แม้จะไม่อันตรายถึงชีวิตที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตผู้ที่เป็นโรคนี้ผศ.พญ.ทิพยวิมลทิมอรุณสาขาวิชาเวชพันธุศาสตร์ภาควิชากุมารเวชศาสตร์คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีมหาวิทยาลัยมหิดลกล่าวถึงที่มาของกลุ่มโรคLSDว่าเป็นโรคทางพันธุกรรมที่เกิดจากการขาดเอนไซม์ที่ใช้ในการสลายสารโมเลกุลใหญ่ในเซลล์ทำให้สารเหล่านั้นสะสมอยู่ในเซลล์ตามอวัยวะต่างๆของร่างกายหากสะสมในม้ามจะทำให้ม้ามโตหรือสะสมในกระดูกกระดูกจะผิดรูปรวมถึงซีดและเลือดออกง่ายกลุ่มโรคLSDมีมากกว่า50โรคถึงแม้ว่าเป็นโรคพันธุกรรมแต่แรกเกิดมักไม่มีอาการผิดปกติอาการแสดงจะเริ่มเห็นหลังจากรอระยะเวลาให้สารในเซลล์สะสมมากพอจนมีผลต่ออวัยวะนั้นๆดังนั้นอาการเป็นได้ตั้งแต่วัยเด็กเล็กจนถึงผู้ใหญ่“ปัจจุบันกลุ่มโรคLSDที่มีอาการรุนแรงพบอาการได้ตั้งแต่เด็กเล็กโรคที่พบบ่อยๆในประเทศไทยได้แก่กลุ่มโรคเอ็มพีเอส(MPS,Mucopolysaccharidosis)อาการที่ข้อและกระดูกข้อติดยึดนิ้วมือยืดไม่สุดทำให้การหยิบจับยากขึ้นใบหน้าเปลี่ยนไปจากตอนเด็กๆตัวเตี้ยหัวใจโตตับโตมักมีปัญหาระบบทางเดินหายใจบางคนมีปัญหาพัฒนาการถดถอยทำให้สุดท้ายช่วยเหลือตนเองไม่ได้โรคโกเชร์(Gaucher)มักเริ่มจากตับม้ามโตมากซีดเม็ดเลือดขาวและเกล็ดเลือดต่ำทำให้ติดเชื้อและเลือดออกง่ายบางรายมีอาการพัฒนาการถดถอยและโรคพอมเพย์(Pompe)รายที่มีอาการรุนแรงจะเริ่มมีหัวใจโตนำไปสู่ภาวะหัวใจวายตั้งแต่อายุ3เดือนแรกภายหลังจะมีปัญหากล้ามเนื้อแขนขาอ่อนแรงหายใจลำบากรายที่เป็นแบบอาการเกิดภายหลังมักมีอาการกล้ามเนื้อแขนขาและการหายใจอ่อนแรงเริ่มมีอาการตอนวัยเรียน”ผศ.พญ.ทิพยวิมลกล่าวถึงวิธีการรักษากลุ่มโรคLSDในประเทศไทยว่าปัจจุบันการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเป็นอีกทางเลือกของผู้ป่วยโดยเฉพาะโรคโกเชร์ชนิดที่3ที่มีอาการทางระบบประสาทซึ่งเอนไซม์ทดแทนไม่สามารถป้องกันอาการทางระบบประสาทได้และกลุ่มโรคMPSซึ่งผู้ป่วยไทยยังไม่สามารถเข้าถึงการรักษาด้วยยาเอนไซม์ทดแทนได้เนื่องจากไม่ได้ถูกบรรจุในบัญชียาหลักแห่งชาติดังนั้นการปลูกถ่ายฯในกลุ่มโรคLSDซึ่งควรรักษาก่อนที่มีอาการทางระบบประสาทหรือเร็วที่สุดก่อนมีอาการอื่นๆมากขึ้นเป็นเรื่องที่ท้าทายมากเนื่องจากมีปัจจัยหลายด้านเช่นการหาไขกระดูกที่เข้ากันกับผู้ป่วยอีกทั้งทีมแพทย์พยาบาลผู้เชี่ยวชาญมีจำกัดและต้องอาศัยการตรวจทางห้องปฏิบัติการเฉพาะโรคจึงเป็นเหตุให้การรักษาด้วยการปลูกถ่ายไขกระดูกยังไม่สามารถทำได้ในทุกที่และมีค่าใช้จ่ายสูง“สำหรับวิธีป้องกันการเกิดโรคซ้ำในครอบครัวคุณพ่อคุณแม่ที่จะมีบุตรจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการวางแผนเริ่มตั้งแต่การตรวจสุขภาพตรวจหาตำแหน่งของยีนหรือสารพันธุกรรมที่ผิดปกติหากทราบผลแล้วในครอบครัวนั้นจะสามารถตรวจวินิจฉัยโรคตั้งแต่ในครรภ์ได้โดยการตรวจน้ำคร่ำเพื่อดูตำแหน่งยีนที่ผิดปกตินั้นๆหรืออาจใช้เทคโนโลยีการเจริญพันธุ์ในการคัดเลือกตัวอ่อนที่ไม่เป็นโรคในการตั้งครรภ์ต่อไปและแนะนำตรวจหายีนแฝงให้คนในครอบครัวผู้ป่วยเนื่องด้วยโรคนี้ถ่ายทอดทางพันธุกรรมหมายความว่าพ่อแม่น่าจะมียีนแฝงของโรคด้วยซึ่งคนที่มียีนแฝงจะไม่มีอาการแต่มีโอกาสเสี่ยงในการมีลูกเป็นโรคได้โดยแต่ละโรคความเสี่ยงไม่เท่ากันดังนั้นควรได้รับคำแนะนำการวางแผนครอบครัวจากแพทย์สาขาเวชพันธุศาสตร์ซึ่งมีประจำอยู่ในหลายสถาบัน”ขอขอบคุณเนื้อหาจาก:สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.)ขอขอบคุณที่มาจาก: เว็บไซต์แนวหน้า
Fact News
อาจารย์เจษฎ์ตอบแล้วมันหมูอาหารสุขภาพอันดับ8ของโลกจริงหรือ|||ทีมนักวิจัยให้เหตุผลว่ามันหมูเป็นอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินบีและแร่ธาตุหลายชนิดที่จำเป็นต่อร่างกายนอกจากนี้ยังมีไขมันไม่อิ่มตัวมากกว่ามันเนื้อและมันแกะด้วยแม้ว่าจะฟังดูเหลือเชื่อแต่ผลวิจัยนี้ได้รับการรับรองโดยนัโภชนาการจากสิงคโปร์ซึ่งยืนยันว่ามันหมูประกอบด้วยไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวมากถึงร้อยละ60และยังมีกรดโอเลอิคซึ่งเป็นกรดไขมันจำเป็นต่อร่างกายซึ่งดีต่อหลอดเລือดหัวใจและช่วยบำรุงผิวรวมถึงช่วยปรับสมดุลฮอร์โมนต่างๆในร่างกายด้วย“มันหมูมีคุณค่าทางอาหารสูงจริงแต่ต้องระวังไม่กินมากเกินไป”มีการแಶร์ข้อความจากเพจขาย“มันหมู”เพจนึงโดยอ้างบทความของสำนักข่าวBBCที่เอาผลการวิจัยในวารสารThePlosOneซึ่งทำการจัดอันดับ“100Theworld’sMostNutritiousFoods”หรือ100อาหารที่มีคุณค่าทางอาหารดีที่สุดซึ่ง10อันดับแรกคือ1.อัลมอนด์2.น้อยหน่า3.ปลาเพิร์ช4.ปลาซีกเดียว5.เมล็ดเจีย6.เมล็ดฟักทอง7.ผักสวิสชาร์ด8.มันหมู9.บีทกรีน10.ปลากะพงแดงคนก็แปลกใจกันใหญ่ซิว่า“มันหมู”นี่มันทรงคุณค่าทางอาหารจริงๆเหรอเพราะตามผลวิจัยระบุว่ามันหมูมีวิตามินบีและแร่ธาตุหลายชนิดรวมทั้งมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวอยู่หลายชนิดที่ดีต่อสุขภาพและผิวพรรณแต่จริงๆแล้วองค์ประกอบของมันหมูนั้นมีองค์ประกอบไขมันที่เป็นไขมันอิ่มตัวอยู่ทั้งหมดถึง38–43%(เป็นPalmiticacid:25–28%Stearicacid:12–14%และMyristicacid:1%)และเป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวอยู่56–62%(เป็นMonounsaturated47–50%คือOleicacid:44–47%Palmitoleicacid:3%เป็นPolyunsaturatedคือLinoleicacid:6–10%)ส่วนพลังงานต่อ100ก.นั้นมันหมูให้พลังงานสูงถึง900kcal)แล้วอย่างนี้กินมันหมูมากๆมันไม่เสียสุขภาพจากการกินไขมันเยอะๆเหรอ?เรื่องนี้#หมอแมวได้เคยอธิบายเอาไว้ในเพจ#ความรู้สนุกๆแบบหมอแมวว่าการจัดอันดับนี้มาจากงานวิจัยจริงเมื่อปีค.ศ.2015(http://journals.plos.org/plosone/article...)โดยงานวิจัยนั้นจริงๆแล้วเค้าอยากรู้ว่า“อาหารอะไรบ้างที่มีค่าNutritionalFitnessสูงสามารถกินแล้วได้สารอาหารวิตามินแร่ธาตุครบถ้วน”แล้วจัดเรียงลำดับตามแร่ธาตุที่พบในอาหารชนิดนั้นๆซึ่งก็ได้ผลตาม100อันดับที่ว่านั่นคือมันหมูมีสารอาหารมากมายหลายหลายจริงแต่ไม่ใช่ว่าจะกินได้โดยไม่ต้องระมัดระวังอะไรโดยเฉพาะเรื่องแคลอรี่ที่ถ้ากินมันหมูมากเกินไปก็ได้รับทั้งแคลอรี่และกรดไขมันอิ่มตัวมากเกินกว่าความเหมาะสมทำให้เป็นโรคอ้วนตามมาได้เรื่องนี้#หมอแมวสรุปไว้ว่า“ตามการแพทย์ปัจจุบันเราควรก็ยึดหลักกินอาหารแต่พอดีอะไรที่คุณค่าทางอาหารสูงแต่กินมากไปก็อันตรายได้อย่าให้แคลอรี่รวมในอาหารทั้งหมดเกินความต้องการของร่างกาย”ครับสำหรับเรื่องนี้ก็น่าจะไขข้อสงสัยให้กับหลายๆคนได้เป็นอย่างดีอย่างที่บอกว่ามันหมูมีสารอาหารที่ครบถ้วนแต่จะกินก็ต้องระมัดระวังเนื่องจากว่ามันหมูนั้นมีแคลอรี่สูงและไขมันสูงมากๆด้วยแหล่งที่มา:.tkvariety.com
Fake News
แพทย์แนะนำข้อเท้าพลิก-ข้อเท้าแพลงประคบร้อนหรือประคบเย็นดีมาดูกันจะได้ทำถูก|||ข้อเท้าพลิก-ข้อเท้าแพลงประคบร้อนหรือประคบเย็นดี?หลายคนอาจไม่เคยรู้!ข้อเท้าพลิก-ข้อเท้าแพลงประคบร้อนหรือประคบเย็นดี?ข้อเท้าพลิกแบบว่าเจ็บสุดๆเลยใช่ไหม?แล้วคุณทราบหรือไม่ว่าเวลาที่เราประสบอุบัติเหตุข้อเท้าพลิกหรือข้อเท้าแพลงต้องทำยังไงเป็นอย่างแรกและต้องดูแลอย่างไรให้หายไวๆล่าสุดเพจหมอชิดเพจดีๆที่เสนอเกร็ดความรู้ทางการแพทย์เล็กๆที่อาจไม่เคยรู้หรือเคยเข้าใจผิดไปโดยสโมสรนิสิตคณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้นำเสนอข้อมูลดีๆเกี่ยวกับการดูแลและการปฐมพยาบาลเวลาข้อเท้าพลิกดังต่อไปนี้ทำทันที3วันแรก1.ประคบเย็นนาน15-20นาทีต่อครั้งทุก2ชั่วโมงเพื่อลดบวม2.พันผ้าให้กระชับ3.ไม่ลงน้ำหนัก4.ยกขาสูง5.ห้ามนวดหลังจาก3วันหรือหายบวมแล้วสามารถประคบร้อนได้เพื่อให้เลือดไหลเวียนบทความจาก...เพจหมอชิด/สโมสรนิสิตคณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
Fact News
ประโยชน์10ข้อจากเบกกิ้งโซดาทำให้ชีวิตประจำวันง่ายขึ้นมาก|||ประโยชน์10ข้อจากเบกกิ้งโซดาทำให้ชีวิตประจำวันง่ายขึ้นมากเบกกิ้งโซดาหรือที่บางคนเรียกว่าผงฟูสามารถหาได้ตามร้านสะดวกซื้อทั่วไปในล๊อตนมผงอาหารกระป๋องอาหารแห้งทุกบ้านควรจะมีไว้ติดไว้เพราะนอกจากจะมีประโยชน์ในการใช้ทำขนมหวานให้นุ่มฟูแล้วนั้นก็ยังสามารถใช้ทำอย่างอื่นได้อีกมากมายเรียกได้ว่าครอบจักรวาลกันเลยทีเดียววันนี้เราจึงได้รวบรวมประโยชน์ของเบกกิ้งโซดาเพียงบางส่วนที่สำคัญๆขอย้ำว่าเพียงบางส่วนเท่านั้นเพราะจริงๆแล้วสามารถนำมาใช้ได้เยอะกว่านี้มากมานำเสนอให้ทุกคนได้ทราบกันจะมีอะไรบ้างนั้นไปดูกันเลย1.แก้ปัญหาท่อตันหากใครพบปัญหาอ่างล้างจานอ่างล้านหน้าท่อตันไม่ว่าจะตันด้วยเศษอาหารหรือคราบสะสมให้นำเบคกิ้งโซดาเทลงไปในท่อแล้วจากนั้นเทน้ำส้มสายชูตามลงไปเบคกิ้งโซดากับน้ำส้มสายชูจะทำปฏิกิริยากันทำให้เกิดฟองฟู่ไปชะล้างคราบไขมันและเศษอาหารที่อุดตันอยู่ในท่อให้ออกมาอย่างง่ายดาย2.ทำความสะอาดเตาไมโครเวฟไมโคเวฟเมื่อใช้ไปนานๆก็เริ่มจะมีเศษอาหารและกลิ่นติดภายในแล้วหรือเปล่าลองใช้เบกกิ้งโซดาทำความสะอาดไมโคเวฟของคุณดูสินำเบคกิ้งโซดา4ช้อนโต๊ะผสมกับน้ำอุ่น1ลิตรนำผ้ามาชุบแล้วเช็ดทำความสะอาดภายในเพียงเท่านี้คราบสกปรกจะถูกเช็ดออกโดยง่ายทันที3.ล้างสารเคมีตกค้างจากผักและผลไม้ผักผลไม้ทุกวันนี้มักมีสารเคมีติดอยู่ถึงแม้จะล้างน้ำสะอาดออกก็ใช่ว่าจะหมดไปแต่เราสามารถล้างผักและผลไม้ได้ด้วยเบกกิ้งโซดาให้เบคกิ้งโซดา1/2ช้อนโต๊ะผสมกับน้ำ10ลิตรแช่ผักผลไม้15นาทีแล้วล้างออกด้วยน้ำเปล่า2ครั้งการทำแบบนี้จะช่วยสามารถลดสารเคมีได้ถึง90%เลยทีเดียว4.บรรเทาอาการผิวไหม้แดดอากาศบ้านเราก็ร้อนซะจนทนไม่ไหวแค่ออกไปนอกบ้านไม่กี่นาทีก็โดนแดดจนผิวไหม้แดดแล้วกว่าผิวจะคืนกลับมาเหมือนเดิมก็ใช้เวลาอีกนานแถมยังแสบอีกด้วยแต่เราสามารถแก้อาการผิวไหม้แดดได้ด้วยการผสมเบคกิ้งโซดาลงในน้ำอุ่นสำหรับอาบจะช่วยบรรเทาอาการปวดแสบปวดร้อนที่เกิดจากผิวไหม้แดดได้5.สครับขัดผิวกายสาวๆที่ชื่นชอบในการขัดผิวเป็นชีวิตจิตใจลองใช้เบกกิ้งโซดาขัดผิวใช้เบคกิ้งโซดาครึ่งถ้วยเกลือครึ่งถ้วยมะนาว1ลูกน้ำมันทาผิว2ช้อนโต๊ะเอาผสมกันก่อนจะใช้แล้วก็เอามาขัดผิวระหว่างอาบน้ำจะทำให้ผิวของคุณเนียนนุ่มน่าสัมผัสมากขึ้น6.ขัดฟันให้ขาวลองใช้เบกกิ้งโซดามาแปรงฟันดูสิคราบชากาแฟต่างๆที่เกาะฟันคุณอยู่จะหายเกลี้ยงทันทีวิธีการคือนำเบคกิ้งโซดา1ช้อนชาผสมน้ำมะนาว1/2ช้อนชาใช้แปรงสีฟันจุ่มแล้วขัดฟันเบาๆบ้วนน้ำเปล่าจนสะอาดเพียงเท่านี้คุณก็ได้ฟันขาวสะอาดสมดั่งใจคุณแล้ว7.สปาเท้าสำหรับใครที่มีปัญหาเรื่องกลิ่นเท้าลองใช้เบคกิ้งโซดา1/2ถ้วยเกลือทะเล2ช้อนโต๊ะน้ำมันหอมระเหยกลิ่นมินต์และน้ำอุ่นใส่ในกะละมังแช่เท้าจะช่วยจัดการกับเชื้อโรคการกำจัดกลิ่นเท้าและยังทำให้รู้สึกผ่อนคลายได้อีกด้วย8.กำจัดกลิ่นปากเวลากินอะไรที่มีกลิ่นแรงๆอย่างกระเทียมก็มักจะมีกลิ่นปากถ้าต้องออกไปพบปะกับคนอื่นแบบกระทันหันหรือมีนัดสำคัญคงจะไม่มีความมั่นใจที่จะพูดคุยกับคู่สนทนาแน่นอนลองแก้ด้วยวิธีง่ายๆดังนี้ใช้เบคกิ้งโซดา1ช้อนโต๊ะผสมน้ำ1แก้วและผสมเกลือ1ช้อนโต๊ะใช้เป็นน้ำยาบ้วนปากได้นะ9.แก้เจ็บคอหากใครที่รู้สึกเจ็บคอระคายเคืองในลำคอให้ลองผสมเบคกิ้งโซดาครึ่งช้อนชาลงในน้ำเปล่าใช้กลั้วคอทุกๆ4ชั่วโมงจะช่วยลดอาการเจ็บคออันเกิดจากกรดรวมทั้งยังช่วยรักษาแผลร้อนในได้อีกด้วย10.ทำความสะอาดถังซักผ้าเพียงแค่เทเบคกิ้งโซดาและผงซักฟอกลงไปในเครื่องพร้อมๆกันแล้วกดให้เครื่องซักผ้าทำงานปั่นน้ำทิ้งไปสักรอบเครื่องซักผ้าก็จะสะอาดขึ้นในทันที
Fake News
แตะศูนย์ครั้งแรก!อู่ฮั่นไม่พบผู้ป่วยโควิด-19เพิ่ม|||อู่ฮั่น,19มี.ค.(ซินหัว)-นครอู่ฮั่นศูนย์กลางการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่(โควิด-19)ไม่พบผู้ป่วยรายใหมในวันพุธที่ผ่านมา(18มี.ค.)นับเป็นครั้งแรกอันน่าจดจำยิ่งในศึกต้านศัตรูที่มองไม่เห็นอันยืดเยื้อนานหลายเดือนของเมืองคณะกรรมการสุขภาพของมณฑลหูเป่ยซึ่งมีนครอู่ฮั่นเป็นเมืองเอกระบุว่าในวันพุธ(18มี.ค.)หูเป่ยมียอดผู้เสียชีวิตจากไวรัสเพิ่มขึ้น8รายแต่จำนวนผู้ปวยที่ได้รับการยืนยันในอู่ฮั่นและหูเป่ยประจำวันพุธยังคงที่อยู่ที่50,005รายและ67,800รายนอกจากนี้หูเป่ยยังไม่มีผู้ปวยต้องสงสัยว่าติดเชื้อเพิ่มขึ้นซึ่งลดลงเป็นศูนย์เมื่อวันอังคาร(17มี.ค)เป็นอีกหนึ่งสิ่งบ่งชี้ว่าการแพร่ระบาดระดับสูงนั้นยับยั้งได้เป็นที่เรียบร้อยณศูนย์กลางการแพร่ระบาดที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักก่อนหน้านี้มณฑลหูเป่ยรายงานอัตราการเพิ่มขึ้นของผู้ติดเชื้อรายใหม่อยู่ที่เลขหลักเดียวซึ่งล้วนมาจากนครอู่ฮั่นเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ติดต่อกันนับตั้งแต่วันพุธที่แล้ว(11มี.ค.)ตรงข้ามกับ1เดือนก่อนที่ตัวเลขดังกล่าวอยู่ที่วันละหลายพันรายเมื่อวันพุธ(18มี.ค.)หูเป่ยยังมีผู้ป่วยที่หายดีและออกจากโรงพยาบาลจำนวน795รายลดงานดูแลผู้ป่วยในโรงพยาบาลเหลือเพียง6636รายซึ่งในจำนวนนี้มี1,909รายมีอาการชั้นรุนแรงและ465รายอยู่กาวะวิกฤตขณะเดียวกันด้วยรายงานผู้ป่วยรายใหม่เป็นศูนในอู่ฮั่นจีนแผ่นดินใหญ่จึงลดอัตราการเพิ่มขึ้นของการแพร่เชื้อภายในประเทศให้เหลือศูนย์ได้มือวันพุธที่ผ่านมาและตอนนี้จีนกำลังเผชิญกับภัยคุกคามที่ใหญ่กว่านั่นคือผู้ปวยติดเชื้อจากต่างประเทศซึ่งในวันพุธเพียงวันเดียวเพิ่มขึ้นถึง34ราย
Fact News
กินน้ำเต้าหู้ติดต่อกันทุกวัน|||หลายปีที่ผ่านมามีการแนะนำให้คนไทยดื่มน้ำเต้าหู้เนื่องจากในน้ำเต้าหู้มีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายเทียบเท่านมแต่บำรุงสุขภาพได้มากกว่านมอีกทั้งร่างกายเราสามารถย่อยและดูดซึมน้ำเต้าหู้ได้กว่า90%ในน้ำเต้าหู้ปริมาณ100มิลลิลิตรมีโปรตีนจากพืชที่มีคุณภาพดีมาก1.8กรัมประกอบด้วยสารอาหารหลายชนิดอาทิแคลเซียมฟอสฟอรัสสังกะสีเซเลเนียมวิตามินA,E,B1,B2กรดอะมิโน18ชนิดและธาตุเหล็กที่มีมากกว่านมถึง1.6เท่าการดื่มน้ำเต้าหู้สามารถช่วยลดน้ำตาลในเลือดลดไขมันลดความดันโลหิตสูงช่วยให้จุลินทรีย์ที่ดีเจริญเติบโตในลำไส้กระเพาะอาหารและลำไส้เคลื่อนตัวปรับระดับอินซูลินบำรุงสมองเสริมภูมิต้านทานช่วยขับเสมหะให้ออกจากปอดบำรุงตับและไตป้องกันมะเร็งชะลอวัยบำรุงม้ามโดยสำนักงานบริหารอาหารและยารักษาโรคของสหรัฐอเมริกาหรือFDAยืนยันว่าโปรตีนถั่วเหลืองเป็นสารอาหารที่มีอยู่ในอาหารประเภทไขมันต่ำไม่อิ่มตัวและอาหารคอเลสเตอรอลต่ำได้ถ้ารับประทานโปรตีนถั่วเหลือง25กรัมต่อวันจะลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจได้นอกจากนี้ในน้ำเต้าหู้ยังมีสารชนิดหนึ่งที่เรียกว่า“ไฟโตเอสโตรเจน”(Phytoestrogen)ซึ่งมีส่วนในการป้องกันโรคมะเร็งเต้านมในผู้หญิงป้องกันโรคกระดูกพรุนและลดอาการวิตกกังวลที่อาจเกิดขึ้นได้ในวัยทองแต่เมื่อไม่นานมานี้มีผลการวิจัยพบว่าการดื่มน้ำเต้าหู้ในปริมาณมากเกินไปจะเป็นผลเสียต่อร่างกายโดยDr.LitaLeeและTheWestonA.PriceFoundationinWashington,DCUSAมีผลวิจัยไปในทิศทางเดียวกันว่าการกินโปรตีนถั่วเหลืองผง30ซีซีทุกวันสามารถทำให้เกิดความผิดปกติที่เต้านมจากฤทธิ์ของฮอร์โมนเอสโตรเจนด้านWestonA.PriceFoundationเปิดเผยว่าฮอร์โมนเอสโตรเจนในถั่วเหลืองขัดขวางการทำงานของต่อมไร้ท่อและมีแนวโน้มที่จะทำให้เป็นหมันรวมทั้งส่งเสริมให้เกิดมะเร็งเต้านมในผู้หญิงเนื่องจากกระบวนการผลิตโปรตีนถั่วเหลืองทำให้เกิดสารพิษที่เรียกว่า‘ไลซิโนอะลานีน’และสารก่อมะเร็งชื่อว่า‘ไนโตรซามีน’นอกจากนี้ยังมีการศึกษาการทำงานของต่อมธัยรอยด์ในคนที่กินถั่วเหลืองพบว่าต่อมธัยรอยด์ถูกกดการทำงานและมีคอพอกในหลายงานวิจัยอีกทั้งถั่วเหลืองมีสารที่ทำให้โปรตีนจับตัวกันเป็นก้อนที่เรียกว่าHemagglutininทำให้เม็ดเลือดแดงและเม็ดเลือดขาวจับกันเป็นก้อนส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานของเม็ดเลือดเสียไปดร.มาริลินเกลนวิลล์นักโภชนาการผู้แต่งหนังสือเรื่อง“NutritionalHealthHandbookforWomen”แนะนำว่า“การรับประทานอาหารต้องรับประทานแต่พอดีถั่วเหลืองจะดีต่อสุขภาพถ้าเราไม่ทานมากเกินไปคือวันละ30กรัมจึงจะเหมาะสมที่สุด”ที่มาdailynews
Fake News
ชอบบอกว่าสมุนไพรตัวนั้นไม่ดีตัวนี้ไม่ดีเป็นอันตรายต่อร่างกายคนเป็นมะเร็งมันมีทางเลือกมากหรออะไรที่ว่าหายเขาทายหมดแหละซึ่งมันก้อทำให้เขาดีขึ้นหรือบางรายหายขาดเลยแลวแพทย์แผนปัจจุบันระคุณมีอะไรรักษามะเร็งให้หายขาดหรือยังคีโมผลที่ตามมาหนักกว่าใบทุเรียนเทศอีกความคิดเรานะเราไม่ค่อยเห็นผู้ป่วยมะเร็งรายไหนหลายเพราะคีโมญาติเราทานเป็นทุเรียนเทศมา2บอกเลยตอนนี้เกือบดีขึ้นเเล้ว
Fake News