url
stringlengths
30
33
date
stringlengths
16
16
title
stringlengths
2
170
body_text
stringlengths
500
210k
labels
stringlengths
2
867
https://prachatai.com/print/42
2004-08-24 14:31
นักวิจัยหนุน "แม้ว" เปิด "จีเอ็มโอ"
ประชาไท --- 23 ส.ค.2547 นักวิจัยฯ ชี้นโยบายจีเอ็มโอเอื้อต่อการค้นคว้าวิจัย แต่ไม่ใช่คำตอบทั้งหมด ขณะที่ผอ.สวทช.ระบุมาตรการตรวจสอบความปลอดภัยมีมาก่อนการกำหนดนโยบายของรัฐบาล เพียงแต่ทบทวนและปรับปรุงเพิ่มเติม สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จัดสัมมนาเกี่ยวกับมะละกอดัดแปลงพันธุกรรมในประเทศไทย มีนักวิชาการ นักวิจัยจากกรมวิชาการเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และมหาวิทยาลัยมหิดลเข้าร่วม โดยมีการนำเสนอผลการศึกษาทดลองที่ผ่านมา ซึ่งพบว่ามะละกอ จีเอ็มโอผ่านการทดสอบความปลอดภัยทางชีวภาพสิ่งแวดล้อมและอาหารระดับหนึ่งเท่านั้น "การค้นคว้าวิจัยมะละกอจีเอ็มโอรวมถึงพืชชนิดอื่นๆ ต้องทำทั้งในโรงเรือนปิด แปลงทดลอง รวมทั้งในระดับไร่นา แต่ที่ผ่านมาทำได้แค่สองระดับ ซึ่งถือว่า ถูกต้องแล้วที่มีนโยบายใหม่นี้ออกมาเป็นการเปิดโอกาสให้ทำการทดลองในระดับไร่นา "ผศ.พิสสวรรณ เจียมสมบัติ จากหน่วยปฏิบัติการพันธุวิศวกรรมด้านพืช มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์กล่าว น.ส.สุณี เกิดบัณฑิต นักวิชาการจากสถาบันอณูชีววิทยาและพันธุศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลกล่าวว่า การพัฒนาเทคโนโลยีการตัดต่อพันธุกรรมนี้มีประโยชน์ในหลายด้าน แต่ก็ไม่ใช่ออลอินวัน เพราะเมื่อออกมาแล้วอาจจะต้านทานไวรัสได้ตัวหนึ่ง แต่ก็ไม่สามารถต้านทานไวรัสสายพันธุ์อื่นๆได้ นอกจากนั้นต้องใช้งบประมาณมหาศาล และใช้ระยะเวลาในการศึกษาวิจัยค่อนข้างยาวนาน รศ.ศักรินทร์ ภูมิรัตน ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (สวทช.) กล่าวว่า นโยบายของรัฐที่ออกมาเท่ากับเป็นการยอมรับให้มีการพัฒนาจีเอ็มโอในประเทศไทย โดยมีการประเมินผลความปลอดภัยที่รัดกุม ซึ่งมาตรการดังกล่าวมีมาก่อนที่รัฐบาลจะกำหนดนโยบายใหม่นี้ เพียงแต่เมื่อกำหนดนโยบายออกมาชัดเจนก็ต้องมีการกลับไปทบทวนและปรับปรุงเพิ่มเติม โดยเสนอกรอบเวลาไว้ 3 เดือนซึ่งคิดว่าเพียงพอ นายรุจ วัลยะเสวี ประธานคณะทำงานเพื่อประเมินความปลอดภัยทางชีวภาพของมะละกอดัดแปลงพันธุกรรมกล่าวว่า ขณะนี้คณะทำงานฯกำลังติดตามการทดสอบความทนทานของมะละกอต่อโรคใบด่างวงแหวนซึ่งเป็นโรคระบาดที่สร้างความเสียหายหนักหน่วงอยู่ โดยคณะทำงานเพื่อประเมินความปลอดภัยนี้จะแบ่งเป็นหลายชุดแยกไปตามชนิดของพืช มีผู้เชี่ยวชาญสาขาต่างๆ มาช่วยพิจารณา ถือเป็นที่ปรึกษาด้าน วิทยาศาสตร์ขององค์การอาหารและยา (อย.) ก่อนที่อย.จะพิจารณาด้านอื่นๆ ต่อไป ทั้งนี้ในสิ้นเดือนนี้จะมีการจัดทำประชาพิจารณ์ในแนวทางปฏิบัติที่คณะทำงานฯ จะนำเสนอต่อ อย. เพื่อเป็นมาตรฐานในการพิจารณาความปลอดภัยด้านอาหารต่อไป รายงานโดย : มุทิตา เชื้อชั่ง ศูนย์ข่าวประชาไท
['ข่าว', 'สิ่งแวดล้อม']
https://prachatai.com/print/41
2004-08-24 14:22
ภาคประชาชนต้านเปิดเสรีจีเอ็มโอ
ประชาไท- 23 ส.ค.2547 นักวิชาการ ภาคประชาชน จับมือต้านนโยบายรัฐเปิดเสรีจีเอ็มโอ หวั่นไทยเสียค่าโง่ต่างชาติ เตรียมชุมนุมคัดค้านหน้าทำเนียบฯ พรุ่งนี้ กลุ่มองค์กรผู้บริโภค เครือข่ายภาคเกษตรกรรม นักวิชาการ และกลุ่มศึกษาเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (FTA WATCH) แสดงจุดยืนคัดค้านมติปลูกพืชจีเอ็มโออย่างเสรี เพราะเกรงว่าจะเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม "อยากให้รัฐบาลทบทวนมติดังกล่าว มิเช่นนั้นกลุ่มผู้ค้านเปิดเสรีจีเอ็มโอทั้งหมดจะเคลื่อนไหวใหญ่ "นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการไบโอไทยระบุ พรุ่งนี้เวลา 9.00 น. กลุ่มผู้คัดค้านการปลูกและนำเข้าพืชจีเอ็มโอ จะรวมตัวกันที่หน้าทำเนียบรัฐบาลเพื่อเรียกร้องให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีทบทวนมติดังกล่าว นายสุรวิช วรรณไกรโรจน์ อาจารย์คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า รู้สึกเป็นห่วงเรื่องนี้มาก เพราะขณะนี้ไทยยังไม่มีกฎหมายกำกับดูแลการใช้ประโยชน์จากจีเอ็มโอ ประกอบกับยังไม่มีนักวิทยาศาสตร์คนไหนกล้ายืนยันว่าจีเอ็มโอปลอดภัยทั้งคน สัตว์ พืช และสิ่งแวดล้อม " ผมเป็นห่วงกลัวว่าเกษตรกรจะเดือดร้อน เพราะรัฐบาลเร่งรัดเปิดเสรีจีเอ็มโอจนผิดสังเกตุ ผมเชื่อเหลือเกินว่าจะต้องเกี่ยวโยงกับการทำเอฟทีเอกับสหรัฐฯแน่นอน " นายสุรวิชกล่าว นายบัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ อนุกรรมการในกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวว่า นโยบายจีเอ็มโอของไทยตั้งอยู่บนพื้นฐานข้อมูลที่คาดเคลื่อน ขัดแย้งกับนโยบายฟู๊ดเซฟตี้ ( food safety) และเกษตรอินทรีย์อย่างสิ้นเชิง จึงอยากเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนมติดังกล่าว มิเช่นนั้นสหรัฐฯอาจใช้กฎหมายที่ว่าด้วยการทำเอฟทีเอกับทุกประเทศเอาเปรียบไทยได้ และไม่เห็นด้วยที่จะให้มีการทดลองภาคสนาม เพราะสามารถทดลองในห้องแล็ปได้ นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร ประธานมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ กล่าวว่า เชื่อว่าจะต้องมีอะไรอยู่เบื้องหลังนโยบายนี้ มิเช่นนั้นคงไม่รีบทำ จนลืมคิดไปว่าสวนทางกับนโยบายเกษตรอินทรีย์ จึงอยากเรียกร้องให้ทบทวน ไม่อยากให้ยืมจมูกคนอื่นหายใจ นายวิฑูรย์ ปัญญากุล ตัวแทนจากกรีนเนท กล่าวว่า รัฐบานต้องแยกแยะพื้นที่ในการปลูกพืชจีเอ็มโอให้ชัดเจน ที่ผ่านมาไทยทำการศึกษาการปนเปื้อนทั้งในระดับเมล็ดพันธุ์ ระดับไร่นา และระดับแปรรูปน้อยมาก ดังนั้นจึงมีความจำเป็นต้องมีระบบขึ้นทะเบียนตรวจสอบ นอกจากนี้ไม่ควรให้ทางไบโอเทคเป็นผู้ดูแลกำกับการปลูก เพราะเป็นหน่วยงานที่ไม่น่าเชื่อถือ นายเดชา ศิริภัทร เลขานุการมูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย) กล่าวว่า รัฐบาลประกาศสนับสนุนนโยบายเกษตรอินทรีย์ เกษตรยั่งยืน เกษตรผสมผสาน เมื่อปี 2544 แต่ขณะนี้เกษตรกรยังไม่ได้รับเงินแม้แต่บาทเดียว แต่กลับมาให้ความสำคัญกับนโยบายจีเอ็มโอที่ไม่เคยประกาศในสภาฯ " ผมเห็นท่านนายกฯผลักดันเรื่องจีเอ็มโออย่างไม่มีเหตุผล เร่งรีบทำทั้งๆ ที่ไม่ใช่นโยบายที่ประกาศในสภาฯ ซึ่งถ้าท่านยังไม่หยุดความคิดเรื่องนี้ กลุ่มเกษตรกรทางเลือกทุกกลุ่มก็พร้อมจะไม่ลงคะแนนเสียงให้พรรคของท่านในการเลือกตั้งที่จะมีถึงแน่นอน" นายเดชากล่าว รายงานโดย : สมสุข มณีทิพย์สกุล ศูนย์ข่าวประชาไท
['ข่าว', 'สิ่งแวดล้อม']
https://prachatai.com/print/43
2004-08-24 15:17
จุฬาฯ ห่วงจีเอ็มโอลามข้าวไทย
นโยบายที่อนุญาตให้ปลูกร่วมกับพืชอื่นได้นั้นถือเป็นการชักศึกเข้าบ้าน เพราะพันธุ์พืชจีเอ็มโอมีระบบสิทธิบัตร ระบบคุ้มครองนักปรับปรุงพันธุ์ รวมทั้งระบบความลับทางการค้า คุ้มครองอยู่.. กรุงเทพฯ-23 ส.ค.47 นายเจริญ คัมภีรภาพ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า นโยบายที่อนุญาตให้ปลูกร่วมกับพืชอื่นได้นั้นถือเป็นการชักศึกเข้าบ้าน เพราะพันธุ์พืชจีเอ็มโอมีระบบสิทธิบัตร ระบบคุ้มครองนักปรับปรุงพันธุ์ รวมทั้งระบบความลับทางการค้า คุ้มครองอยู่ ซึ่งจะทำให้เกษตรกรต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ในราคาสูงขึ้น และไม่มีหลักประกันว่าจะไม่ปนเปื้อนในธรรมชาติ ซึ่งจะนำไปสู่การฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายหากเกษตรกรนำพันธุ์พืชที่ปนเปื้อนนั้นไปปลูกไม่ว่าจะรู้หรือไม่ ดังที่เกิดขึ้นแล้วในประเทศแคนาดา เพราะทรัพย์สินทางปัญญาไม่ใช่ของสาธารณะ จะใช้เมล็ดพันธุ์ของเขาซึ่งเป็นผลมาจากความรู้ของเขาก็ต้องจ่ายเงิน อาจารย์จากคณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวด้วยว่า ผลประโยชน์ในเรื่องจีเอ็มโอนั้นใหญ่มาก เพราะไม่ได้ขายเมล็ดพันธุ์อย่างเดียว แต่มีทั้งปุ๋ยและสารเคมีสำหรับพืชจีเอ็มโอที่จะได้ขายควบคู่กันไปด้วย จึงมีความพยายามผลักดันให้ไทยค่อยๆ เปิดเสรีในเรื่องนี้ "เชื่อได้ว่าในการทำเอฟทีเอกับอเมริกา เราจะถูกบีบให้แก้กฎหมายลิขสิทธิ์ให้ตรงกับความต้องการของเขา เพราะผลประโยชน์นั้นมหาศาล อย่ามองว่าเราเป็นเพียงประเทศเล็กๆ ในเมื่อเราสามารถส่งออกข้าวได้เกือบครึ่งโลก ขอเพียงไทยเป็นฐานการผลิตและส่งออกข้าวจีเอ็มโอได้เท่านั้น" นายเจริญกล่าว รายงานโดย : ศูนย์ข่าวประชาไท
['ข่าว', 'สิ่งแวดล้อม']
https://prachatai.com/print/45
2004-08-24 15:58
ฟองสบู่การเมืองแตก ทักษิณหมดกึ๋น ชนชั้นกลางหมดความอดทน
ประชาไท -- 23 ส.ค. 47 ขาประจำทักษิณ ฟันธง ฟองสบู่การเมืองแตก ชนชั้นกลางหมดความอดทนกับระบอบทักษิณ วิเคราะห์แค่ระบอบเถ้าแก่ เลื่อนไหล ไม่เก่งจริง กีดกันคนคิดต่าง ทำการเมืองนิ่ง ขณะที่ชนชั้นล่างพึ่งพิงสูงขึ้นโดยนโยบายรัฐ รศ ดร. เกษียร เตชะพีระ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ระบุว่า การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครจะเป็นภาพสะท้อนภาวะอับจนทางการเมือง ของชนชั้นกลาง ถือว่าฟองสบู่การเมืองไทยแตกแล้ว เพราะชนชั้นกลางไม่พอใจรัฐบาลทักษิณอย่างถึงที่สุด อย่างไรก็ตาม ชนชั้นกลางเองก็มีลักษณะนิสัยเฉพาะที่เป็นปัญหา คือรัฐอุ้มชูชนชั้นกลางมาตลอด ทำให้เกิดความรู้สึกไม่มั่นคงอยู่ตลอดเวลา จึงพร้อมที่จะขับไล่รัฐบาลขณะเดียวกันก็สามารถดูดายชนชั้นล่างที่ถูกรัฐ กระทำ เช่นกรณีการฆ่าตัดตอนเพื่อแก้ปัญหายาเสพติด การอุ้มฆ่าประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ รศ. ดร. เกษียร กล่าวในการเสวนาหัวข้อ "ทักษิโนมิกส์" ซึ่งจัดขึ้นโดยกลุ่มเศรษฐศาสตร์สถาบัน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อวิเคราะห์และวิพากษ์ระบอบทักษิณว่า ระบอบทักษิณ มีข้อที่น่าสนใจหลายประการคือ เป็นรัฐบาลที่เป็นนายทุนใหญ่ มาจากการเลือกตั้ง มีลักษณะสมบูรณาญาสิทธิ์ และต้องการจะเปลี่ยนแปลงประเทศไทยเป็นทุนนิยมอย่างสุดโต่งโดยรัฐธรรมนูญฉบับ ปัจจุบันได้วางโครงสร้างทางการเมืองไว้ให้พร้อมจะเป็นอำนาจนิยมสัมพันธ์กับ ระบอบทักษิณที่พร้อมจะบดขยี้คนที่ขัดขวางการเปลี่ยนแปลง ดูได้จากนโยบายเอื้ออาทร และการฆ่าตัดตอน เป็นการทำลายภาวะความเป็นอยู่ของชนชั้นล่างอย่างรุนแรง รัฐบาลทักษิณเป็นรัฐบาลทุนนิยมซี่งไม่มีฝ่ายค้าน เป็นการเมืองขั้วเดียว ไม่ต้องรับผิดในกรณีที่เกิดความผิดพลาดขึ้น เพราะประชาชนไม่มีตัวเลือกอื่น ซึ่งจะก่อความไม่พอใจแก่ชนชั้นกลางอย่างรุนแรง และไม่มีทางออก ขณะที่ชนชั้นล่างก็จะถูกทำให้พึ่งพิงรัฐมากขึ้น รศ.ดร. สุวินัย ภรณวลัย อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า นายกฯ ทักษิณ คือองค์ประกอบที่เป็นปัญหาของประเทศขณะนี้ ระบอบทักษิณมีการกีดกันทางการเมืองสูงมาก ลดคุณค่าความเป็นสมาชิกทางสังคมของคนอื่นอย่างมีนัยสำคัญ เช่นการฆ่าตัดตอน ระบอบทักษิณตัดตอนกิจกรรมทางปัญญา และสังคม ด้วยการมองข้าม ด่าซ้ำ นักวิชาการปัญญาชน และเอ็นจีโอ ขณะเดียวกันก็ตัดตอนกิจกรรมทางสังคมของชนชั้นล่างให้พึ่งพารัฐด้วยเงินที่ อัดฉีดผ่านโครงการต่าง ๆ เช่นกองทุนหมู่บ้าน เอสเอ็มแอล ในอนาคตอันใกล้ จะเกิดการปะทะแห่งโลกทัศน์ แต่ตั้งข้อสังเกตว่าการวิพากษ์วิจารณ์ทักษิณในปัจจุบัน อยู่ในกรอบของจริยธรรม ความชอบธรรม และสิทธิมนุษยชนซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ทำให้ทักษิณกระทบกระเทือนได้ เพราะปัญหาของทักษิณคือไม่ได้เป็นสิ่งที่ตัวเองประกาศหรือที่คนอื่น วิเคราะห์อย่างแท้จริง "ผมมองว่านายกฯ ทักษิณ หมดกึ๋นแล้วพอรู้ว่าคะแนนเสียงลง สิ่งที่เขาทำก็คือว่าทำยังไงถึงจะดึงคะแนนกลับมา ก็มาทุ่มเทเวลาทั้งหมดให้กับการแก้ปัญหาจราจร ซึ่งผมเห็นว่าผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ในการบริหารจะต้องปล่อยให้กลไกการทำงาน ดำเนินไปโดยไม่เข้าไปล้วงลูก ซึ่งผมเห็นว่า ยิ่งล้วงลูกมาก ก็ยิ่งแสดงให้เห็นความล้มเหลวเชิงองค์กร" รศ. ดร. สุวินัย กล่าวต่อไปว่า พตท. ทักษิณไม่มีโอกาสเป็นรัฐบุรุษแล้ว เพราะล้มเหลวมาจากกรณีแก้ปัญหาความยากจนโดยยึดตัวเองเป็นที่ตั้ง ศ. รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า สาระสำคัญของระบอบทักษิณคือ มีลักษณะเลื่อนไหล ไม่คงตัว ขึ้นอยู่กับความตื่นตัว (Hyper Activeness) ของผู้นำ คือ พตท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งตัวพตท. ทักษิณเองเป็นประดิษฐกรรมเพื่อตลาดการเมืองระหว่างประเทศ มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้าง ให้พตท. ทักษิณ เป็นผู้นำแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ศ.รังสรรค์ อธิบายต่อว่า สังคมการเมืองภายใต้ระบอบทักษิโณมิกค์ ต้องการความนิ่ง เป็นระบบเถ้าแก่ที่ไม่ต้องการการมีส่วนร่วม ไม่ต้องการการตรวจสอบ ลูกจ้างและหลงจู๊ต้องเชื่อฟังและปฏิบัติตามเถ้าแก่ ก่อให้เกิดระบบทักษิณานุวัตร คือ ข้าราชการ สื่อมวลชน นักวิชาการ ต้องอนุวัตรตามเถ้าแก่ แม้ว่าพตท. ทักษิณ จะพยายามประกาศว่า ระบบ ซีอีโอ คือหัวใจของการบริหาร แต่รัฐบาลทักษิณกลับไม่มีวัฒนธรรม และบุคลากรแบบ ซีอีโอ เพราะล้วนเป็นเถ้าแก่ที่เคยบริหารกิจการที่ตนเองเป็นเจ้าของ รายงานโดย : ศูนย์ข่าวประชาไท
['ข่าว', 'การเมือง', 'คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์', 'ชนชั้นกลาง', 'ซีอีโอ', 'ทักษิณ ชินวัตร', 'ทักษิโนมิกส์', 'มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์', 'ระบอบทักษิณ', 'รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์', 'สุวินัย ภรณวลัย', 'เกษียร เตชะพีระ', 'เสวนา']
https://prachatai.com/print/47
2004-08-24 16:10
กอต.เสนอเลิกถนนคลองลาน-อุ้มผาง
ประชาไท-23 ส.ค.47 คณะกรรมการอนุรักษ์ ผืนป่าตะวันตก(กอต) 6 จังหวัด เสนอให้กรมทางหลวงลบทางหลวงช่วงคลองลาน-อุ้มผางออก ทั้งเสนอให้รื้อป้ายแสดงเส้นทางเข้า-ออก ถนนคลองลาน-อุ้มผาง ทิ้ง ที่ประชุมกอต. ยังเสนอที่จะทำแผ่นพับแสดงแหล่งท่องเที่ยวให้กับอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ใหม่ โดยขอให้เลิกใช้แผ่นพับเดิมที่แสดงแหล่งท่องเที่ยวเส้นคลองลาน-อุ้มผาง รวมถึงผลักดันให้อ.อุ้มผางเป็นพื้นที่ที่รัฐบาลให้การดูแลเป็นกรณีพิเศษทั้งด้านสาธารณสุข การศึกษา รวมถึงสนับสนุนราคาผลผลิตให้กับเกษตรกรเป็นการทดแทน นายปณิธิ ตั้งผาติ ประธานกอต. จังหวัดตาก กล่าวว่า ทางกอต.จะเข้ายื่นหนังสือคัดค้านการก่อสร้างถนนสาย 1117 (คลองลาน-อุ้มผาง) ต่อกรรมาธิการสิ่งแวดล้อมของวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร นอกจากนั้น จะร่วมกับกลุ่มอนุรักษ์อื่นๆ เดินสายประสานงานกับกลุ่มหรือบุคคลที่คัดค้านการก่อสร้างถนนสาย 1117 คลองลาน-อุ้มผาง อาทิ สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แม่ทัพภาค ให้ออกมาแสดงความเห็นผ่านสื่อมวลชน ทั้งนี้เพื่อกระตุ้นสังคมให้สนใจติดตามประเด็นนี้ โดยจัดในรูปแบบการจัดเสวนา หรือออกรายการโทรทัศน์ต่างๆ ด้าน ร.ต.อ.สมบัติ พันธุ์ณรงค์ ประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.)อุ้มผาง กล่าวว่า ขณะนี้ทางกลุ่มที่สนับสนุนการก่อสร้างถนนสายนี้ วางแผนจะจัดเชิญฝ่ายผู้คัดค้านทั้งหมดมาประชุมเพื่อหาข้อยุติร่วมกัน พร้อมทั้งยืนยันว่าถนนสายนี้เป็นความต้องการของชาวอุ้มผาง แต่หากเกรงผลกระทบจากการตัดถนนสามารถทำเป็นสะพานลอยฟ้าดังที่ทางอำเภออุ้มผางนำเสนอได้ รายงานโดย : มุทิตา เชื้อชั่ง ศูนย์ข่าวประชาไท
['ข่าว', 'สิ่งแวดล้อม']
https://prachatai.com/print/48
2004-08-24 16:18
สำรวจเส้นทางอดีตถนนสายความมั่งคง คลองลาน - อุ้มผาง
ภาพที่1 ทิวเขาระหว่างทาง - ระหว่างทาง : ทิวเขาสลับซับซ้อนอวดโฉมระหว่างเส้นทาง โดยจุดสีเขียวอ่อนเป็นหย่อมๆ นั้นคือพื้นที่ที่เคยเป็นสวนส้มของนายทุนหรือที่ทำกินของชาวเขามาก่อนมีการอพยพคนออกจากพื้นที่ราวปี 2529 เพียงชั่วครู่บรรยากาศรอบตัวที่ร้อนอบอ้าวกลับกลายเป็นเย็นจับใจ หลังทีมสำรวจเส้นทางซึ่งนำโดยชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม และมูลนิธิสืบ นาคะเสถียร ก้าวเท้าลง ณ จุดเริ่มต้นสำรวจ ณ ที่ทำการอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ จังหวัดนครสวรรค์ เพื่อสำรวจเส้นทางสาย 1117 คลองลาน-อุ้มผาง ข้อมูลเบื้องต้นที่เรารับทราบก็คือ ทางเส้นนี้ถูกเปลี่ยนโฉมแปลงทรงอยู่หลายครั้ง จากเส้นทางเพื่อความมั่นคง เป็นเส้นทางเพื่อการท่องเที่ยว และในวันนี้กำลังถกเถียงกันในการซ่อมสร้างต่อให้ทะลุถึงอำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิต ความพยายามขยายอรรถประโยชน์ของถนน เพิ่มเติมไปสู่เรื่องเศรษฐกิจและการพัฒนาของชาวอุ้มผางนั้น เกิดขึ้นหลายครั้งโดยมีหัวเรี่ยวหัวแรงใหญ่เป็นนักการเมืองท้องถิ่นในจังหวัดกำแพงเพชร และจังหวัดตาก กระทั่งล่าสุดในการทัวร์นกขมิ้นทางภาคเหนือ นายกรัฐมนตรีได้เห็นชอบในหลักการบูรณะและสร้างต่อถนนสายนี้ ด้วยงบประมาณ 573 ล้านบาท เหตุผลสำคัญของการบูรณะเส้นทางสายนี้ ก็คือจะช่วยย่นระยะทางจากทางสายเก่าที่อ้อมและคดเคี้ยวถึง 1,219 โค้ง ลงเกือบ 200 กม. โดยจะเอื้อประโยชน์ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ การศึกษาและสาธารณสุขแก่ชาวอุ้มผาง "เมืองซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับประเทศ แต่ไม่มีแม้ธนาคารสักแห่ง" วีระ ยอดเมือง นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) อุ้งผาง ระบุ แต่เพียงนายกฯ ประกาศผลงานไม่ทันข้ามคืน กลุ่มอนุรักษ์ธรรมชาติออกมาแสดงความไม่เห็นด้วย ที่จะรื้อฟื้นถนนผ่านผืนป่าตะวันตก "มรดกโลก" ที่ใหญ่และสมบูรณ์ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมูลนิธิสืบนาคะเสถียรระบุชัดเจนว่า เหตุผลสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้ความอุดมสมบูรณ์ยังดำรงอยู่ ก็เพราะ "ป่าแถบนี้ไม่มีถนนตัดผ่าน" จะมีก็แต่ถนนลำลอง2-3 สาย เพื่อการลาดตระเวนของเจ้าหน้าที่ป่าไม้เท่านั้น" แม้แต่ถนนสาย 1117 คลองลาน-อุ้มผาง ที่ในอดีตสามารถสร้างมาถึงกม.ที่115 ก็ยังมาสุดทางเอาดื้อๆ ที่กม. 93 ในอุทยานแห่งชาติ (อช.) แม่วงก์ ซึ่งเป็นจุดพิเศษกลางช่องเขาที่ลมพัดเย็นตลอดปี เป็นที่มาของคำว่า "ช่องเย็น" ส่วนเส้นทางที่เหลือถูกปิดตายมา 17 ปีตั้งแต่ปี2530 ด้วยไม่ต้องการให้การคมนาคมไปรบกวนที่อยู่และแหล่งหากินของสัตว์ป่านานาพันธุ์ เจ้าหน้าที่มูลนิธิสืบฯ เล่าว่า ป่าแถบนี้มีความหลากหลายด้านชีวภาพค่อนข้างสูง เพราะตั้งอยู่ในบริเวณที่เอื้อต่อการกระจายพันธุ์ของสัตว์ป่า 3 กลุ่มที่พบในแถบป่าตะวันตก มลายู และอินโดจีน มีการข้ามถิ่นหากินกันไปมาเพราะมีเขตป่าที่เชื่อมถึงกัน ทำให้เราพบสัตว์ที่มีถิ่นอยู่ทางใต้อย่าง สมเสร็จ ได้ในป่าอุ้งผาง "การเข้ามาของถนน จะนำมาซึ่งสิ่งอื่นๆ ด้วย ไม่ว่าธุรกิจรีสอร์ต การค้าขาย การขนส่ง และอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ส่งผลต่อการกระจายพันธุ์ของสัตว์และทำลายแหล่งต้นน้ำที่สำคัญของประเทศ มันจะทำให้ป่าผืนนี้ไม่ต่างอะไรกับเอราวัณ ซึ่งเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวและการชื่นชมอย่างฉาบฉวย เหมือนเอาของห้างมาขายแบกะดิน" "เมื่อตัดถนนเส้นนี้ได้ก็จะเป็นจุดเริ่มต้นศักราชของการตัดถนนเส้นอื่นๆ ผ่านเข้าไปในป่าตะวันตก ป่าที่แบ่งซอยเป็นส่วนๆ มันไม่ใช่ป่า แต่เป็นสวนหย่อม" อาจารย์ศศิน เฉลิมลาภ จากมูลนิธิสืบฯ อธิบายให้ฟังถึงเหตุผลในการคัดค้านอย่างแข็งขัน พร้อมยืนยันความเป็นสืบฯ ว่า "เราก็ต้องเฝ้าผืนป่านี้เหมือนหมา" ถนนสู่ช่องเย็น เส้นทางคดเคี้ยวเกือบ 20 กม.จากที่ทำการอทุยานฯ สู่ "ช่องเย็น" จะเห็นยอดเขาสลับซับซ้อนยาวเหยียด สลับกับเขาหัวโล้นสีเขียวอ่อนเป็นช่วงๆ ซึ่งก็คืออดีตป่าผืนเก่าที่ถูกบุกรุกก่อนจะอพยพคนออกไปปีช่วงปี 2529-2530 หัวหน้าอุทยานแม่วงก์บอกกับเราว่า ส่วนใหญ่แล้วเป็นพืชไร่และสวนส้มของนายทุน แต่ขณะนี้พื้นที่ดังกล่าวกำลังฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว "อีกไม่นานนัก จากสีเขียวอ่อนคงเริ่มเป็นสีเขียวครึ้ม" เพลินกับทิวทัศน์ไม่นาน ในที่สุดเราก็มาถึงจุดพักค้างแรมที่ "ช่องเย็น" "ช่องเย็น" ต้อนรับผู้มาเยือนด้วยสายลมที่โหมพัดไม่หยุดหย่อนและหมอกที่ขาวโพลนไปทั่วบริเวณในยามเย็นย่ำ ละอองฝนบางๆ ของปลายฤดูฝนเช่นนี้ยิ่งเพิ่มความเย็นยะเยือกให้กับคณะนักข่าว บางคนเตรียมมาแค่เสื้อแขนยาวธรรมดา เพราะเข้าใจว่า ช่อง-เย็น ไม่ใช่ ช่อง-หนาว แล้วพวกเขาก็ค้นพบในทันทีว่าโทษทัณฑ์ของการดูเบาความเย็นอันยะเยือกนั้นสาหัสเพียงไร ค่ำคืนนั้น เราแยกย้ายกันเข้ายึดห้องพัก 3 ห้องจากที่มีทั้งหมด 5 ห้อง ในห้องของหญิงสาวมีการล้อมวงพูดคุยจิปาถะโดยมีเพียงตะเกียงดวงน้อยเป็นเพื่อน แผงไฟบนผนังเพียงเป็นสัญลักษณ์บ่งบอกว่าครั้งหนึ่งที่นี่เคยมีการปั่นไฟใช้เอง แต่ก็มาเลิกไปเพราะเครื่องปั่นไฟเสียงดังรบกวนสัตว์ป่า เราตระหนักได้ในนาทีนั้นว่า ณ ที่แห่งนี้ มนุษย์เป็นเพียงผู้มาเยือนตัวเล็กๆ ที่จะต้องรู้จักเกรงใจเจ้าของบ้าน เช้าวันรุ่งขึ้นเราเปิดประตูห้องพักออกมาพบกับสายหมอกหนาแทนที่จะเป็นรถราแออัดบนถนนอย่างเคย แผนการสำรวจเส้นทางแต่เช้าตรู่ต้องเลื่อนออกไปเล็กน้อยเพื่อรอคอยแสงสว่าง ระหว่างนั้นก็กินข้าวผัดและน้ำเต้าหู้-ปาท่องโก๋ ที่คุณสุเทพ บุญประคอง หัวหน้าอช.แม่วงก์เตรียมไว้ให้บรรดาแขกดอยเป็นอย่างดี ในวงข้าวกลางสายหมอกหนาและสายลมแรงที่พัดเย็นไปถึงกระดูก ใครคนหนึ่งพูดขึ้นว่า "ถ้าทำถนนจริงๆ ช่องเย็นคงโด่งดังแบบน่าสยดสยอง" ทุกสายตาหันมาจับจ้องผู้พูดด้วยความสงสัย "หมอกหนาขนาดนี้ รับรองช่องเย็นคงได้เป็นช่องมรณะให้รถขับตกเหวกันเป็นประจำแน่ อย่างนี้ไม่ดังแบบน่าสยองได้ไง" แล้วเสียงหัวเราะก็ดังให้กับคนช่าง(อุตริ)คิด พอหมอกเริ่มจาง เราดูแผนที่ดาวเทียมของมูลนิธิสืบฯ ก่อนออกเดินสำรวจเส้นทาง แผนที่นั้นอวดความสมบูรณ์ของป่าตะวันตก แต่ขณะเดียวกันก็ตอกย้ำความแห้งแล้งอย่างยิ่งของประเทศไทย ซึ่งมีผืนป่าโดยรวมน้อยมาก น้อยกว่าประเทศเพื่อนบ้านโดยรอบ ไม่เว้นแม้แต่มาเลเซีย บนเส้นทางที่ถูกลืม จุดเริ่มต้นเส้นทางที่หายเข้าไปในป่า เป็นแผ่นป้ายขนาดใหญ่เขียนว่า "ถนนปิด ห้ามผ่าน" และมีไม้ที่กั้นอยู่ เสมือนกำลังเดินเข้าสู่ซอยตัน ฉากหลังไม้กั้นเป็นพงหญ้าและต้นไม้ที่ขึ้นหนาจนไม่เห็นอดีตพื้นถนนลาดยาง หลังจากเดินไม่กี่ก้าวก็พบว่า ถนนลาดยางแทบไม่เหลือสภาพเดิม มีหลายช่วงที่ยางมะตอยกลายเป็นพื้นดินปกติซึ่งละม้ายทางเดินหาของป่าของชาวบ้านมากกว่า คณะสำรวจ เดินไปไม่ถึง 100 เมตรจะเห็นต้นไม้ขนาดกลางขึ้นเขียวครึ้มรวมทั้งดงกล้วยป่า เจ้าหน้าที่ป่าไม้บอกเราว่าสภาพป่าที่นี่มีพันธุ์ไม้ที่คล้ายกับทางภาคใต้ เพราะสภาพอากาศค่อนข้างชื้น และเต็มไปด้วยพนักงานต้อนรับแห่งป่า นั่นก็คือ "ทาก" ระหว่างทางสายเล็กๆ ที่ลัดเลาะไปตามช่องเขา เราจะพบสภาพรกครึ้ม สลับกับกอหญ้าสูงโปร่ง ขณะที่เดินผ่านบริเวณพื้นที่โปร่งที่คั่นอยู่ช่วงสั้นๆ นั้น เราสามารถแอบดูภูเขาสีเขียวแก่ลูกข้างๆ ได้ แต่เพียงไม่นานก็เข้าสู่สภาพรกครึ้มอีก พวกเราไม่กล้าหยุดนานหรือเถลไถลออกนอกทางเดินแคบๆ มากนัก เพราะเกรงพนักงานต้อนรับจะแอบโดยสารตามแขนขาของพวกเรากลับที่พักด้วย ลึกเข้าไปราว 2 กม. จะพบลานหินใหญ่ที่เปลี่ยนทิวทัศน์โดยรอบให้โปร่งโล่งสว่างตา เรานั่งพักพูดคุยกันพักหนึ่ง พยายามจะถ่ายรูปร่วมกัน แต่ก็จับปูใส่กระด้งไม่สำเร็จ จากนั้นหลายคนก็เตรียมตัวหันหลังกลับเพราะชัดเจนกับสภาพเส้นทางแล้ว แต่หลายคนที่เหงื่อไม่ทันออกยังยืนยันอยากไปให้ถึงกม.115 แต่หารือกันไม่นานก็ต้องยอมกลับด้วยจำนนต่อเวลาที่เร่งรัด หารู้ไม่ว่าจะได้เหงื่อโทรมกายสมใจในตอนขากลับที่เป็นทางขึ้นเขา แดดกล้าในยามบ่ายทำให้ช่องเย็นคลายความหนาวเย็นรวดเร็วจนบางคนถามหายาแก้ไข้ ก่อนที่พวกเราจะอำลาผืนป่าสู่เมือง พร้อมกับการบ้านอันหนักหน่วงในการขบคิดเรื่อง "การอนุรักษ์" และ "การพัฒนา" ซึ่งอาจจะใหญ่กว่าโจทย์ของการพิสูจน์ว่า "การบูรณะถนน" ตามที่จังหวัดกำแพงเพชรเสนอนั้นมีความคลาดเคลื่อน โดยดูจากเส้นทางกว่า 22 กม. ที่หายเข้าไปในป่านานถึง 17 ปี บัดนี้ถูกป่าที่เริ่มฟื้นตัวเข้าปกคลุมจนไม่เหลือสภาพถนนเดิมให้ซ่อม ต้องสร้างใหม่สถานเดียว เพราะปัญหาคือหากเลือกถนนเสียแล้ว ไม่ว่าการซ่อมหรือการสร้างใหม่ ก็คงไม่แตกต่างกันมากนัก อย่างไรก็ดี มนุษย์เป็นสัตว์ที่มีขนาดสมองใหญ่กว่าสัตว์ทั่วไป คำตอบในเรื่องนี้จึงน่าจะคิดให้ยากกว่าการเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะชาวอุ้มผางก็เป็นพลเมืองที่รัฐมีหน้าที่ต้องดูแลให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีเช่นเดียวกับพลเมืองในที่อื่นๆ ในขณะที่ป่าไม้ในประเทศไทยก็เหลืออยู่น้อยนิด และแสนจะเปราะบาง รายงานโดย : มุทิตา เชื้อชั่ง ศูนย์ข่าวประชาไท
['ข่าว', 'สิ่งแวดล้อม']
https://prachatai.com/print/46
2004-08-24 16:02
ชนชั้นกลางในความหมายของ เกษียร เตชะพีระ
รศ. เกษียร เตชะพีระ กล่าวอธิบายความหมายของชนชั้นกลางในการกล่าวในการเสวนาหัวข้อ "ทักษิโนมิกส์" จัดขึ้นโดยกลุ่มเศรษฐศาสตร์สถาบัน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม ที่ผ่านมา" ชนชั้นกลางคือ กลุ่มคนที่ไต่เต้าขึ้นมาเงยหน้าอ้าปากอย่างกะทันหันพร้อมคลื่นเศรษฐกิจฟองสบู่ระลอกต่างๆ ชนชั้นกลางพึ่งพาอาศัยให้รัฐอุ้มให้ถูกต่างชาติเอื้อโอกาส พวกเขาจึงดำรงชีวิตอยู่อย่าง Insecure วิตกจริตไม่วายว่า เมื่อไหร่ฟองสบู่จะแตก ว่าดวงตนจะตก ตัวเองจะตกจากสถานะชนชั้นที่เพิ่งได้มา ความตื้นเขินขาดด้อยประสบการณ์ทำให้ง่ายที่พวกเขาจะยกโขยงเข้าแห่ห้อมฟองสบู่การเมืองที่สามารถเป่าเสกความหวัง ความมั่นคงอุ่นอกอุ่นใจให้ยามสิ้นหวังซังกะตาย แต่กระนั้นพวกเขาก็ไม่ซื่อกับใคร พร้อมจะหันกลับมาหวาดระแวงแว้งกัดปรักปรำกล่าวโทษคนอื่นต่อสภาวะเลวร้ายที่เกิดขึ้นแทนที่จะโทษตัวเอง นี่คือกลุ่มคนที่มีพฤติกรรมแบบนี้มาตลอด ก็คือ ออกมาช่วยนักศึกษาตอน 14 ตุลาฯ แล้วกลัวคอมมิวนิสต์ หันมากระทืบนักศึกษาตอน 6 ตุลาฯ เป็นกลุ่มคนที่เข้าพบมอบกระเช้าดอกไม้แสดงความยินดีกับรัฐประหาร รสช. เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2534 แล้วก็ออกมาชุมนุมประท้วงขับโค่นรัฐบาลพลเอกสุจินดาเมื่อพฤษภาคม ปี 2535 นี่คือ กลุ่มคนที่ร่วมเสี่ยงเจ็บเสี่ยงตายเดินขบวนขับไล่รัฐบาลสุจินดาภายใต้การนำของพลตรีจำลอง ศรีเมือง แต่แล้วก็ปันใจไปเลือก ส.ส.ประชาธิปัตย์แทนพรรคพลังธรรมในการเลือกตั้งทั่วไปเดือนกันยายน 2539 ถึง 9 ที่นั่งจน ชวน หลีกภัย ได้ขึ้นเป็นนายกฯ แทนที่จะเป็นพลตรี จำลอง แล้วต่อมายังโหวตเลือกพิจิตร รัตกุลเป็นผู้ว่ากทม. แทนพลตรีจำลอง จนฝ่ายหลังอกหักประกาศบอกลาการเมืองกรุงเทพฯ (ชั่วคราว) เทคะแนนกว่าล้านเสียงเลือกคุณสมัคร สุนทรเวชเป็นผู้ว่า กทม. อย่างไม่เคยมีคะแนนสูงขนาดนี้มาก่อนในปี 2543 โดยไม่แคร์ภูมิหลังทางการเมืองสมัย 6 ตุลา ของคุณสมัคร แต่แล้วก็โอดครวญแสดงความผิดหวังสำนึกเสียใจเมื่อปลายสมัยคุณสมัคร นี่คือกลุ่มคนที่ไปโหวตให้ทักษิณ เพราะผลกระเทือนจากวิกฤติเศรษฐกิจ นี่คือกลุ่มคนที่มองดูทักษิณควบรวมอำนาจในกลุ่ม Elite เฉย ๆ และยืนเอามือกอดอกดูระบอบทักษิณเอื้ออาทรและฆ่าตัดตอนคนชั้นล่าง" รายงานโดย : ศูนย์ข่าวประชาไท
['ข่าว', 'การเมือง', 'ชนชั้นกลาง', 'ทักษิณ ชินวัตร', 'ทักษิโณมิค', 'พิจิตร รัตกุล', 'ระบอบทักษิณ', 'สมัคร สุนทรเวช', 'เกษียร เตชะพีระ', 'เสวนา']
https://prachatai.com/print/49
2004-08-24 18:44
17 ปี ของเส้นทางสาย 1117
โครงการถนนสาย 1117 คลองลาน-อุ้มผาง อยู่ในกระแสการถกเถียงอีกครั้ง หลังจากกลุ่มนักการเมืองท้องถิ่นใน อ.อุ้มผาง จ.ตาก และอ.คลองลาน จ.กำแพงเพชร เสนอโครงการบูรณะถนนเพิ่มเติมแก่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีระหว่าง "การทัวร์นกขมิ้น" เยือนภาคกลางและภาคเหนือ เมื่อวันที่ 17-22 กรกฎาคมที่ผ่านมา ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีได้เห็นชอบในหลักการของโครงการดังกล่าว วงเงินบูรณะ 573 ล้านบาท และมอบหมายให้กรมทางหลวงและทางหลวงชนบท กระทรวงคมนาคมพิจารณาสร้างเพิ่มเติม เมื่อ 18 ปีที่แล้ว กรมทางหลวงสร้างถนนดังกล่าว เพื่อประโยชน์ด้านความมั่นคง ในการส่งกำลังบำรุงเจ้าหน้าที่ทหาร - ตำรวจ เข้าปราบปรามผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ที่หลบซ่อนอยู่ในเขตป่าเขา หลังจากสงครามสงบลง กองทัพภาค 3 กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 3 กรมป่าไม้ และจังหวัดกำแพงเพชรมีความเห็นร่วมกันว่า การก่อสร้างถนนจะกระทบกระเทือนความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่าบริเวณนี้ ในปี 2529 จึงได้ร่วมกันอพยพชาวเขากว่า 5,000 คนออกจากพื้นที่ต้นน้ำ และคณะรัฐมนตรีได้มีคำสั่งระงับการก่อสร้างเส้นทางดังกล่าวในปี 2530 ทำให้ถนนสายนี้สุดทางแค่กม.ที่ 115 เหลือเพียง 28 กม.ก็จะทะลุถึงบ้านอุ้มผางคี ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง จ.ตาก ถนนสายนี้อยู่ในความรับผิดชอบของจังหวัดกำแพงเพชรถึง กม.ที่94.5 โดย กม.ที่ 57-94.5 อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ และอุทยานแห่งชาติคลองลานบางส่วน ส่วน กม.94.5 - 115 อยู่ในพื้นที่ของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง จังหวัดตาก ปัจจุบันอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ก็ได้ตั้งด่านที่กม.57 และอนุญาตให้นักท่องเที่ยวขึ้นไปตามเวลาที่อุทยานฯ กำหนดเท่านั้น โดยเส้นทางจะไปสิ้นสุดที่กม.93 หรือบริเวณที่เรียกกันว่า "ช่องเย็น" ปล่อยให้เส้นทางที่เหลือราว 22 กม. ถูกทิ้งรกร้าง ด้วยเหตุผลเพื่อการอนุรักษ์ผืนป่า อย่างไรก็ตาม โครงการนี้ถูกรื้อฟื้นโดยนักการเมืองและกลุ่มธุรกิจในพื้นที่ในปี 2532 และ 2540 แต่กองทัพภาค 3 และกรมป่าไม้ยืนยันความเห็นให้ชะลอโครงการ โดยในปี 2540 กรมป่าไม้ได้ลงสำรวจพื้นที่แล้วระบุในรายงานว่า "...การบูรณะซ่อมแซมถนนเดิมหรือการสร้างถนนไปออกที่บ้านอุ้มผางคีจะเป็นการส่งผลกระทบโดยตรงกับทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่า สภาพพื้นที่เหมาะที่จะทำเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติมากกว่าการสร้างถนนในพื้นที่..." (www.serb.org.th/) กระทั่งการเรียกร้องให้สร้างถนนได้รับการตอบรับจากรัฐบาลในครั้งล่าสุดนี้ ด้วยเหตุผลว่าถนนนี้จะย่นระยะทางการเดินทางไปอ.อุ้มผางราว 200 กม. ช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทาง ทำให้ชาวอุ้มผางเข้าถึงบริการต่างๆ ได้ดีขึ้น ลดค่าขนส่ง ตลอดจนส่งเสริมการท่องเที่ยวได้อย่างดียิ่ง พร้อมกันกับที่ฝ่ายอนุรักษ์อย่างมูลนิธิสืบนาคะเสถียร คณะกรรมการอนุรักษ์ผืนป่าตะวันตก (กอต.) 6 จังหวัด และอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ออกมาระบุว่า เส้นทางตั้งแต่กม. 93 ขึ้นไป ถูกปิดมากว่า 17 ปีทำให้ป่าบริเวณนั้นฟื้นตัวและเส้นทางดังกล่าวก็ไม่เหลือสภาพที่ใช้การได้อีกต่อไป ฉะนั้นจึงไม่ใช่การบูรณะแต่เป็นการสร้างใหม่ทั้งหมดตั้งแต่กม.93 ซึ่งหากดำเนินการแล้วจะเป็นการตัดผืนป่าตะวันตกซึ่งเป็นผืนเดียวกับป่ามรดกโลกที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คือ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร-ห้วยขาแข็ง ออกเป็น 2 ส่วน กระทบต่อระบบนิเวศ การกระจายพันธุ์ของสัตว์ป่า และแหล่งต้นน้ำสำคัญของประเทศ รายงานโดย : ศูนย์ข่าวประชาไท
['ข่าว', 'สิ่งแวดล้อม']
https://prachatai.com/print/51
2004-08-24 18:49
เบนซิน 95 ขยับเป็น 21.79 บาทต่อลิตร
กรุงเทพฯ -23 ส.ค. 47 กระทรวงพลังงานประกาศปรับขึ้นราคาน้ำมันเบนซินเป็นครั้งที่ 7 อีกลิตรละ 60 สตางค์ โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เวลา 06.00 น.วันพรุ่งนี้(24 ส.ค.) ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันเบนซินออกเทน 95 ขยับขึ้นเป็นลิตร ละ 21.79 บาท ส่วนน้ำมันเบนซินออกเทน 91 ขยับขึ้นเป็นลิตรละ 20.99 บาท ขณะที่ราคาน้ำมันดีเซลยังคงตรึงราคาอยู่ที่ลิตรละ 14.59 บาท เหมือนเดิม การปรับราคาน้ำมันเบนซินออกเทน 95 ใกล้เคียงกับราคาจริงซึ่งอยู่ที่ลิตรละ 22.35 บาท ส่วนราคาเบนซินออกเทน 91 ที่แท้จริงอยู่ที่ลิตรละ 21.64 บาท ส่วนการชดเชยราคาน้ำมันของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจนถึงขณะนี้อยู่ที่ 26,741.76 ล้านบาท หรือคิดเฉลี่ยวันละ 296.98 ล้านบาท ขณะที่กรมสรรพสามิตอยู่ระหว่างการศึกษาแนวทางการเก็บภาษีสรรพสามิต เพื่อให้เกิดการประหยัดพลังงานตามนโยบายรัฐบาล โดยยึดหลักการใช้น้ำมันมากจะต้องเสียภาษีมาก โดยคาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในเดือนนี้ ปัจจุบันกรมสรรพสามิตเก็บภาษีน้ำมันเบนซิน อยู่ที่ 3 บาท 6 สตางค์ ต่อลิตร ขณะที่น้ำมันดีเชลเก็บภาษีสรรพสามิตอยู่ที่ 2 บาท 2 สตางค์ต่อลิตร รายงานโดย : ศูนย์ข่าวประชาไท
['ข่าว', 'สิ่งแวดล้อม']
https://prachatai.com/print/44
2004-08-24 15:48
บทวิเคราะห์ความสัมพันธ์ ระหว่างบรรษัทข้ามชาติกับสื่อระดับโลก : กรณีบทความ "เมล็ดพันธุ์แห่งความห
"ข้าวสีทอง และพืชผลที่ได้รับการตัดต่อวิศวกรรมทางพันธุกรรมอื่น อาจจะปฏิวัติการเพาะปลูก และช่วยแก้ไขปัญหา ความอดอยากในโลก แต่ผู้ประท้วงกลัวว่า มันอาจจะทำลายสิ่งแวดล้อมด้วย … ทุกวันนี้ ดูจะเป็นความเชื่อกระแสหลัก ของสังคมไทยไปแล้วว่า สื่อที่มีชื่อเสียงจากต่างประเทศ มีคุณภาพสูงกว่า สื่อในประเทศในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านจรรยาบรรณ ในการเสนออย่างเป็นกลาง ปราศจากการถูกครอบงำใดๆ หรือการให้ข้อมูลที่ครบถ้วนแม่นยำ เป็นที่เชื่อถือ บทความเมล็ดแห่งความหวัง ก็เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนอีกตัวอย่างหนึ่ง ที่แสดงให้เห็นว่า ความจริงเป็นเช่นนั้นไม่ กล่าวคือ สื่อต่างประเทศ ก็มิได้จะปลอดจากการถูกครอบงำ และข้อมูลที่ให้ ก็มิใช่ว่าจะถูกต้องแม่นยำเสมอไป เช่นเดียวกับสื่อของไทย หน้าปกนิตยสารไทม์เอเชีย ฉบับวันที่ 12 กุมภาพันธ์ ค.ศ.2001 ปรากฏข้อความใหญ่เต็มปกว่า "ข้าวชนิดนี้อาจสามารถช่วยเหลือเด็กหนึ่งล้านคนต่อปี" ตามด้วยข้อความเป็นตัวหนังสือขนาดเล็กว่า "..แต่ผู้ประท้วงเชื่อว่า อาหารที่ได้รับการตัดต่อ ทางพันธุวิศวกรรม (จีเอ็มโอ) ไม่ดีต่อเราและโลกของเรา ข้าวชนิดนี้คุ้มกับความเสี่ยงหรือไม่?" ในคอลัมน์วิทยาศาสตร์ มีข้อความพาดหัวว่า "เมล็ดแห่งความหวัง" ตามด้วยข้อความดังนี้ "ข้าวสีทอง และพืชผลที่ได้รับการตัดต่อวิศวกรรมทางพันธุกรรมอื่น อาจจะปฏิวัติการเพาะปลูก และช่วยแก้ไขปัญหา ความอดอยากในโลก แต่ผู้ประท้วงกลัวว่า มันอาจจะทำลายสิ่งแวดล้อมด้วย ข้างๆ ข้อความ มีรูปผู้หญิงชาวเอเชีย อายุประมาณ 30 ปี อุ้มเด็กวัย 3-4 ขวบ ซึ่งมีดวงตาที่ผิดปรกติ มีข้อความอธิบายภาพว่า "ความฝัน : ข้าวเสริมวิตามินเอ อาจสามารถป้องกันโรคตาบอด ในเด็กที่ขาดธาตุอาหาร ดังเช่น ริสคา เมาลิดา วัย 3 ขวบ ที่กำลังเล่นกับแม่ของเธอ "อาโจ" ในสลัมเมืองจาการ์ตา บทความชิ้นนี้ เริ่มต้นด้วยการเล่าเรื่องเบื้องหลังการวิจัย การตัดต่อทางวิศวพันธุกรรมในข้าว เพื่อเสริมสารเบตาแคโรทีน ซึ่งร่างกายใช้ในการผลิตวิตามินเอ เข้าไปในเมล็ดข้าวสาร ซึ่งทำให้สีของเมล็ดข้าวสารเป็นสีเหลืองอ่อน และเป็นที่มาของชื่อ "เมล็ดข้าวสีทอง" ด้วยการสนับสนุนจาก มูลนิธิร๊อกกี้เฟลเลอร์ และรัฐบาลประเทศสวิสเซอร์แลนด์ รวมถึงสหภาพยุโรป จึงเกิดโครงการวิจัยมูลค่า 2.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 117 ล้านบาท) ขั้นในปี 1993 โดย ศ.อิงโก โพทรีคัส แห่งสถาบันเทคโนโลยีสวิส (Swiss Federal institute of Tech nology) และปีเตอร์ เบเยอร์ จากมหาวิทยาลัยไฟรเบอร์ก เพื่อสร้างข้าวสีทองที่สามารถพัฒนาคุณภาพชีวิต ของผู้ยากไร้ จำนวนหลายล้านคนบนโลก เนื่องจากในบรรดาประชากรโลก จำนวน 3 พันล้านคน ที่บริโภคข้าวเป็นอาหารหลัก ประมาณ 10 % -ของคนกลุ่มนี้ มีความเสี่ยงกับการเป็นโรคขาดวิตามินเอ โลกมีเด็กที่ต้องเสียชีวิตด้วยโรคนี้ กว่าหนึ่งล้านคนต่อปี และอีกกว่า 3.5 แสนคน ที่ต้องพิการตาบอด ทั้งนี้โครงการวิจัยข้าวสีทอง ได้บรรลุผลในปี 1999 เมื่อต้นปี 2001 นี้เอง ตัวอย่างของข้าวสีทอง ได้ถูกส่งต่อไปยังสถาบันวิจัยข้าวนานาชาติ (IRRI) ณ ประเทศฟิลิปปินส์ เพื่อการวิจัยพัฒนาข้าวจีเอ็มโอ เสริมวิตามินเอ ในข้าวพันธุ์เขตร้อน เช่นเดียวกับ กรณีพืชจีเอ็มโอ อื่นๆ ข้าวสีทอง ถูกโจมตีจากกลุ่มเกษตรกร และนักสิ่งแวดล้อม ทั้งในและนอกฟิลิปปินส์ ในอีกด้าน ผู้เขียนก็ได้แสดงออก ถึงความเข้าใจในเหตุผล ของกลุ่มผู้ต่อต้านจีเอ็มโอ ที่คิดว่า "ทำไมจึงต้องเลือกพึ่งพาเทคโนโลยีใหม่ และแปลกประหลาด ที่อาจทำอันตรายต่อระบบนิเวศ(ไบโอสเฟียส) …ในเมื่อประโยชน์ที่ได้รับดูจะมีเล็กน้อย" แต่ก็ได้ให้ความเห็นว่า กรณีข้าวสีทองนั้น แตกต่างจากกรณี พืชจีเอ็มโออื่นๆ ด้วยเหตุผลว่า "เป็นความจริงที่ประโยชน์จากพืชจีเอ็มโอ อื่นๆ มีเล็กน้อย จนกระทั่งเกิดข้าวสีทอง เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน และมีน้ำหนัก ตัวอย่างแรกของพืชจีเอ็มโอ ที่ไม่เพียงแต่จะให้ประโยชน์ กับเกษตรกรผู้ผลิตเท่านั้น แต่อาจจะเป็นประโยชน์ กับผู้บริโภคที่กินมันด้วย" จริงอยู่ว่า โดยรวม บทความ "เมล็ดแห่งความฝัน" นี้ ได้ให้ข้อมูล และเหตุผลจากทั้งสองด้าน (ของกรณีข้าวสีทอง และพืชจีเอ็มโออื่นๆ) ทั้งจากฝั่งที่สนับสนุน และฝั่งที่ต่อต้าน ซึ่งโดยผิวเผินอาจจะดูเป็นกลาง หากแต่เมื่อพิจารณา ดูการเลือกสรรถ้อยคำกับข้อมูล ที่พยายามทำให้ผู้อ่านรู้สึกว่า ผู้วิจัยข้าวสีทอง และองค์กรที่สนับสนุนการวิจัย มีเจตนาในการแก้ไขปัญหา โรคขาดวิตามินเอจริง และข้าวสีทอง สามารถที่จะเป็นคำตอบสำหรับปัญหานี้ได้จริง ในอนาคตอันใกล้นี้ ในขณะที่ผู้ต่อต้านจีเอ็มโอ กระทำการบนพื้นฐานของ "ความกลัว" และ "ความเชื่อ" ไม่ใช่บนเหตุผล และข้อเท็จจริง ดังนั้น การวิจัยทดลองข้าวจีเอ็มโอ หรือข้าวสีทองต่อไป จึงเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ คุ้มกับความเสี่ยง ซึ่งมีเพียงเล็กน้อย เพราะพืชจีเอ็มโอ เพียงแต่อาจ "ไม่ดี" ต่อเรา และโลกของเรา หาได้เป็นภัย ดังที่กลุ่มผู้ต่อต้านกล่าวไม่ จริงหรือไม่ว่า ที่ผู้วิจัยและสนับสนุนการวิจัยข้าวสีทอง มีวัตถุประสงค์เดียวคือ การช่วยเหลือผู้ยากไร้? "คงจะหวังได้เท่านั้นว่า การทำวิศวพันธุกรรมนี้ (ข้าวสีทอง) เพื่อบรรเทาความทุกข์ยากของมวลมนุษย์ โดยไม่มุ่งหวังกำไรระยะสั้น "จะสามารถคืนสภาพการยอมรับทางการเมือง ให้กับเทคโนโลยีชีวภาพ" นี่คือข้อความลงท้ายบทความ ชื่อ "ปฏิวัติสีเขียวพบทอง" ซึ่งเป็นบทความประกอบเอกสารทางวิทยาศาสตร์ ที่ทีมวิจัยข้าวสีทอง ได้ยื่นให้กับองค์กรเจ้าของทุนต่างๆ เพื่อเสนอขอเงินสนับสนุนการวิจัย1 ดังนั้นจึงสามารถพูดได้ว่า นอกจากความช่วยเหลือมนุษยชาติดังที่อ้างแล้ว คณะผู้วิจัย และผู้สนับสนุนวิจัย ยังมีความต้องการที่จะใช้ การวิจัยข้าวสีทอง เพื่อการประชาสัมพันธ์ให้กับธุรกิจ จีเอ็มโอ ตั้งแต่ต้นอีกด้วย ตัวอย่างเปรียบเทียบ : ปริมาณสารเบต้าแคโรทีน ในผักพื้นบ้านไทยกับข้าวสีทอง ชนิดอาหาร ปริมาณสารเบต้าแคโรทีน (ไมโครกรัม/มิลลิกรัม) ข้าวสีทอง : 1.6 ยอดแค : 86.54 ขี้เหล็ก : 71.81 ผักกระเฉด : 37.10 สะเดา(ยอด) : 36.11 มะกอก(ยอดอ่อน) : 20.17 ที่มา: หนังสือตารางแสดงคุณค่าทางโภชนาการของอาหารไทย กองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณะสุข ถ้าเช่นนั้น อะไรน่าจะเป็นเหตุผลแท้จริง หรือเป็นไปได้มากที่สุด? ข้าวสีทองอาจจะสามารถช่วยชีวิตเด็ก กว่าล้านคนต่อปี จากโรคขาดวิตามินเอได้ ตามข้อความที่ระบุบนนิตยสารไทม์เอเชีย จริงหรือ? ข้อมูลด้านโภชนาการ ของสถาบันสวิสเอง ระบุว่า ในข้าวสีทองปริมาณ 1 กรัม มีเบต้าแคโรทีนเพียง 1.6 ไมโครกรัม ซึ่งเป็นปริมาที่ต่ำมาก เมื่อเปรียบเทียบกับ พืชพื้นบ้านอื่นๆ ที่มีอยู่ทั่วไป(ตารางที่1) ขณะที่ร่างกายมนุษย์ ต้องการใช้เบต้าแคโรทีน 6 ไมโครกรัม เพื่อสร้างวิตามินเอ 1 กรัม หากผู้ใหญ่บริโภคข้าวสีทอง แทนข้าวธรรมดา ในปริมาณปรกติ (900กรัม) ข้าวสุกต่อวัน ร่างกายจะได้รับวิตามินเอเพียง 8% ของความต้องการวิตามินเอต่อวัน แต่เพื่อป้องกันโรคขาดวิตามินเอ ในทารกแรกเกิด หญิงมีครรภ์ ซึ่งต้องการวิตามินเอเป็น 2 เท่าของคนปรกติ จะต้องบริโภคข้าวสีทองสุกถึง 18 กิโลกรัมต่อวัน2 และเพื่อป้องกันการเกิดโรคขาดวิตามินเอในเด็ก เด็กอายุ 4 ขวบ ต้องบริโภคข้าวสีทองสุก ถึง 5.6 กิโลกรัมต่อวัน3 ซึ่งเป็นไปไม่ได้ทั้งสองกรณี ยิ่งไปกว่านั้น รายงานวิจัยชิ้นล่าสุด จากคณะกรรมการอาหาร และโภชนาการ ของสถาบันการแพทย์ และสถาบันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ ประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่า ร่างกายมนุษย์ ต้องใช้เบต้าแคโรทีนถึง 12 ไมโครกรัม เพื่อผลิตวิตามินเอ 1 กรัม ไม่ใช่ใช้เบตาแครอติน 6 ไมโครกรัม ดังที่เคยเข้าใจ4 ข้อมูลนี้ ยิ่งทำให้การวิจัย เพื่อใช้ข้าวสีทอง เพื่อแก้ไขปัญหาโรคขาดวิตามินเอ เป็นเรื่องที่ไร้เหตุผล ดังนั้น จากข้อมูลทางโภชนาการดังกล่าว จึงสรุปได้ว่า ข้าวสีทอง ไม่ใช่ "ตัวอย่างที่ชัดเจนของพืช จีเอมโอ" ที่มีประโยชน์ต่อผู้บริโภค ตามที่บทความ "เมล็ดแห่งความหวัง" อ้าง เมื่อข้อมูลดังกล่าว ได้รับการเผยแพร่ผ่านสื่อมวลชนทั่วโลก นายกอร์ดอน คอนเวย์ ประธานมูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์ หนึ่งในองค์กร ที่สนับสนุนงานวิจัยข้าวสีทอง ออกมาแถลงยอมรับว่า "ก่อนอื่น เรา(ร็อกกี้เฟลเลอร์) ไม่คิดว่า ข้าวสีทอง เป็นคำตอบสำหรับปัญหาโรคขาดวิตามินเอ หากแต่เป็นอาหารเสริมที่สำคัญ ควบคู่ไปกับการบริโภคผัก และผลไม้ สำหรับครอบครัวที่ยากจน ที่ขาดวิตามิน A ในสัดส่วน 10, 20, 50% ข้าวสีทอง อาจเป็นประโยชน์ของร่างกาย การกระทำการตัดต่อทางพันธุกรรม สามารถให้วิตามินได้มากที่สุด 15-20% ของความต้องการต่อวัน" "ผมเห็นด้วยกับ ดอกเตอร์ศิวะ ในข้าว (ผู้รณรงค์ต่อต้นอาหาร จีเอมโอ ชาวอินเดีย) ว่ามีการใช้กรณีข้าวสีทอง เพื่อการประชาสัมพันธ์เกินความเป็นจริง" 5 ข้อมูลอีกส่วนที่ บทความ "เมล็ดแห่งความฝัน" ไม่ได้ระบุ โครงการวิจัยข้าวสีทอง ซึ่งกินเวลามาถึง 7 ปีนี้ มิได้มีค่าใช้จ่ายเพียบ 2.6 ล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้น หากแต่ยังมีค่าลิขสิทธิ์ ที่ผู้วิจัยได้เสียให้กับบรรดาเจ้าของลิขสิทธิ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในการวิจัย และผลิตข้าวสีทอง จำนวนกว่า 70 ใบ คิดเป็นเงินจำนวนรวมถึง 100 ล้านเหรียญสหรัฐ (4,500 ล้านบาท) อีกด้วย 6 ทั้งนี้ ยังไม่รวมถึงค่าใช้จ่าย และค่าลิขสิทธิ์ ที่ต้องจ่ายในอนาคต เพื่อให้การวิจัย และทอดลองจนเสร็จสมบูรณ์ การลงทุนจำนวนมหาศาล กับโครงการวิจัย ที่ให้ผลอย่างมากที่สุด ก็เพียงการผลิตพืชที่เป็นแค่ "อาหารเสริมที่สำคัญ" เท่านั้น ดูจะเป็นการกระทำที่ยุ่งยาก และสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุเสียนี่กระไร ในขณะที่โลกนี้ เต็มไปด้วยพืชผักธรรมชาติ ที่อุดมไปด้วยสารเบตาแครอตินอยู่แล้ว ทั้งหมดนี้ แต่ถ้ามองในด้านการประชาสัมพันธ์ หากข้าวสีทอง บรรลุวัตถุประสงค์ คือ "คืนสภาพการยอมรับทางการเมือง ให้กับเทคโนโลยีชีวภาพ" ได้จริง การลงทุนนี้ก็ให้ผลเกินคุ้ม เมื่อเปรียบเทียบกับมูลค่าการลงทุน และผลประโยชน์ทางการค้าจำนวนมหาศาล ที่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพ อาจต้องสูญเสียไป จากกระแสการต่อต้าน อุตสาหรรมเทคโนโลยีชีวภาพ ของบรรษัทค่ายสหภาพ ยุโรป มีมูลค่ากว่า 3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (1.35 ล้านล้านบาท)7 และเกือบทั้งหมดของสินค้าเกษตร ที่ส่งออกจากสหรัฐอเมริกา เป็นจีเอ็มโอ และการที่สินค้าเกษตร ส่งออกจากสหรัฐอเมริกา เป็นจีเอมโอ8 ทำให้อุตสาหกรรมนี้ มีความสำคัญอย่างยิ่ง ต่อเศรษฐกิจ และความมั่นคงของประเทศ โลกตะวันตก โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศสหรัฐอเมริกา ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจกับการที่ อดีตประธานาธิบดีคลินตัน ถึงกับลงมือประชาสัมพันธ์ ให้กับการวิจัยข้าวสีทองด้วยตนเอง โดยในปีที่แล้ว โดยในปีที่แล้ว ท่านอดีตประธานาธิบดี ได้กล่าวกับสาธารณะว่า "ถ้าเราสามารถส่งข้าวสีทองนี้ ที่ได้รับการตัดต่อให้อุดมไปด้วยวิตามินเอ ไปยังประเทศโลกที่สาม เราจะสามารถช่วยชีวิตคน 4,000 คนต่อวัน จากการตาย และขาดอาหาร" 9 แม้กระทั่งผู้นำที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ก็ยังไม่อาจรอดพ้นจากการครอบงำ โดยบรรษัทข้ามชาติไปได้ -------------------------------------------------------------------- เชิงอรรถ (1)"The 'Golden Rice' - An Exercise in how not to do science" โดย Dr.Mae Wan Ho, นิตยสาร Third World Resurgence, ฉบับที่ 4 มิ.ย-ก.ค/43, หน้า 22 (2) "GM Rice Promoters 'Have gone to far' " โดย Pauz Brown, Envirimental Loarespondent หนังสือพิมพ์ The Guardian (UK), ฉบับวันที่ 10 ก.พ 2544 (3) "Bioengine…. Rice Loses Glow As Vitamin A Source โดย Tina Hesman, หนีงสือพิมพ์ St.Louis Post, ฉบับวันที่ 4 มี.ค 2544 (4) เพิ่งอ้างใน ข้อ 2 (5) The 'GoldenRice' - An Exercise in How not to do science", หน้า 22 (6) เพิ่งอ้างใน ข้อ 3 (7)http://www.biotech.com [1] (8) นายสจ๊วต ไอเซ็นสตัด ปลัดกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ พูดถึง เทคโนโลยีชีวภาพ ในคำกล่าวเกี่ยวกับความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ ระหว่างสหรัฐและสหภาพยุโรป, วันที่ 15 มิถุนายน 2542 (9) เพิ่งอ้างในข้อ 2 โดย : วิลาศ เตชะไพบูลย์
['บทความ']
https://prachatai.com/print/52
2004-08-24 18:50
จับตาวุฒิฯ สรรหากทช.
กรุงเทพฯ -23 ส.ค.2547 ประธานวุฒิสภา ยืนยันไม่มีการจัดโผรายชื่อเลือกคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ อย่างที่มีกระแสข่าว นายสุชน ชาลีเครือ ประธานวุฒิสภา ปฏิเสธข่าวว่ามีการจัดรายชื่อคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กทช.) จำนวน 7 คน จากที่ได้รับการเสนอชื่อทั้งสิ้น 14 คน ทั้งนี้ประธานวุฒิสภา ได้บรรจุเรื่องการเลือกคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เข้าในระเบียบวาระการประชุมวุฒิสภา ในวันที่ 24 สิงหาคมนี้แล้ว นายสุชน เชื่อว่า จะได้คณะกรรมการกทช.ครบทั้ง 7 คน เนื่องจาก 4 ปีมาแล้ว ที่คณะกรรมการสรรหาฯ ไม่สามารถหาผู้ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมได้ ทั้งนี้ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกจะต้องได้คะแนนเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกวุฒิสภาที่มีอยู่ทั้งหมด คืน 199 คน คือต้องได้ 100 คะแนนขึ้นไป นายไสว พราหมณี สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดนครราชสีมา แสดงความเป็นห่วงว่า จะได้กรรมการไม่ครบ 7 คน เพราะผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อส่วนใหญ่มีคุณสมบัติไม่เพียงพอ รายงานโดย : ศูนย์ข่าวประชาไท
['ข่าว', 'สิ่งแวดล้อม']
https://prachatai.com/print/53
2004-08-24 18:52
รัฐประกาศแก้หนี้นอกระบบสำเร็จ
กรุงเทพฯ -23 ส.ค. 47 พล.อ.ธรรมรักษ์ อิศรางxxxร ณ อยุธยา รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะรองผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการต่อสู้เพื่อเอาชนะ ความยากจนแห่งชาติ หรือ ศตจ. กล่าวว่า ได้แก้ปัญหาหนี้สินนอกระบบของประชาชนจากการลงทะเบียนคนจนไปแล้วกว่า 1.5 ล้านราย คิดเป็นเม็ดเงินกว่า 1แสนล้านบาท หรือ 90 %ของหนี้ที่มาจดทะเบียนทั้งหมด ส่วนที่เหลือเป็นลูกหนี้ที่มาขอถอนชื่อออก เนื่องจากเข้าใจว่าทางการจะใช้หนี้ให้ฟรี และอีกส่วนหนึ่งเป็นลูกหนี้ปลอม ที่สร้างเรื่องหวังได้เงินจากรัฐ ในส่วนของเจ้าหนี้นอกระบบที่ยังเหลืออยู่ และมีพฤติกรรมโหดร้าย จะดำเนินการเอาผิดกฎหมาย โดยให้กรมสรรพกรเข้าไปตรวจสอบซ้ำ รายงานโดย : ศูนย์ข่าวประชาไท
['ข่าว', 'สิ่งแวดล้อม']
https://prachatai.com/print/56
2004-08-24 21:47
ครม. ผ่านแผนพีดีพี 2004
ครม.เห็นชอบ แผนพีดีพี 2004 ฉบับกพช. เงียบเชียบ เพิ่มเงื่อนไขไม่ค้ำฯ เงินกู้ให้โรงไฟฟ้าและให้แยกบัญชีโครงการชัดเจน พร้อมกับให้บ.กัลฟ์ เพิ่มการผลิตเท่าตัว แลกกับไม่ฟ้องเรียกค่าโง่จากรัฐกรณีชวดโรงไฟฟ้าบ่อนอก ประชาไท -24 ส.ค.47 แผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ.2547-2558 (พีดีพี 2004) ได้ผ่านการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยฉบับนี้เป็นฉบับล่าสุด (สิงหาคม 2547) ที่ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2547 ทั้งนี้ กพช.มีความเห็นเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางการจัดหาไฟฟ้าก่อนปี 2554 ที่สำคัญคือให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) สร้างโรงไฟฟ้า 4 แห่งเช่นเดิมโดยรัฐบาลไม่ค้ำประกันการก่อหนี้ และต้องมีการแยกบัญชีการเงินของโครงการดังกล่าวจากบัญชีการเงินของ กฟผ. อย่างชัดเจน รวมทั้งต้นทุนการหาไฟฟ้าจะต้องไม่สูงกว่าโรงไฟฟ้าเอกชน นอกจากนี้ ยังยินยอมให้บริษัท กัลฟ์เพาเวอร์เจนเนอเรชั่น จำกัด ขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าโครงการแก่งคอย 2 จาก 734 เมกะวัตต์ เป็น 1,468 เมกกะวัตต์ โดยให้โรงไฟฟ้าหน่วยแรกจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบในเดือนมีนาคม 2550 แทนกาเรียกร้องค่าเสียหายจากการกระทำของรัฐ และยกเลิกการเรียกร้องเงินที่ลงทุนไปแล้วในโครงการไฟฟ้าบ่อนอก ในส่วนของ กฟผ.และปตท.จะต้องรายงานความคืบหน้าโครงการสร้างท่อส่งก๊าซธรรมชาติ และการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมสงขลาทุก 3 เดือน หากโครงการดังกล่าวล่าช้าไม่ได้ตามเป้าหมาย ก็ให้พิจารณาขยายโรงไฟฟ้าขนอมขนาด 385 เมกะวัตต์ในปี 2550 มาทดแทน นายวิฑูรย์ เพิ่มพงศาเจริญ มูลนิธิฟื้นฟูธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า แผนนี้ไม่มีอะไรใหม่ เป็นไปตามที่ภาคประชาชนคาดเดาไว้แล้วว่าจะมีการบีบกฟผ.ให้เข้าตลาดหุ้น ด้วยวิธีที่อยากทำอะไรก็ทำไปแต่รัฐไม่ค้ำประกันเงินกู้ นายวิฑูรย์ กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีการอนุญาตให้บริษัทกัลฟ์ ฯ เพิ่มกำลังผลิตนั้น ตามหลักแล้วควรเปิดให้มีการประมูล เพราะเป็นเรื่องใหญ่ที่มีผลประโยชน์เป็นหมื่นล้าน และบริษัท เอ๊กโก้ จำกัด ของกฟผ. ก็เข้าไปมีหุ้นด้วย "เรื่องนี้สะท้อนชัดเจนว่ารัฐไม่ได้ใส่ใจการมีส่วนร่วมของประชาชนแม้แต่น้อย และไม่สนใจที่จะรับฟังคนอื่น ซึ่งนำไปสู่ความขัดแย้งอย่างช่วยไม่ได้ อย่างการเสนอแผนทางเลือกของภาคประชาชน รัฐไม่ได้เห็นด้วยทั้งหมดก็ไม่เป็นไร แต่น่าจะมีการเรียนรู้ร่วมกัน อย่างไรก็ตาม ภาคประชาชนคงต้องค่อยๆ ผลักดันต่อไป เพราะกรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จภายในวันเดียว" นายวิฑูรย์กล่าว รายงานโดย : มุทิตา เชื้อชั่ง ศูนย์ข่าวประชาไท
['ข่าว', 'สิ่งแวดล้อม']
https://prachatai.com/print/57
2004-08-24 21:55
พลังงานและความเสียเปรียบเชิงยุทธศาสตร์ของไทย
การะเกด* : earthsbestdefense@yahoo.com [1] ในท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์พลังงาน คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ กลับนำเสนอแผนการผลิตไฟฟ้าที่ขัดกับสามัญสำนึกของปุถุชน ผิดหลักการลงทุนของนักธุรกิจ และผิดหลักยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงของประเทศ แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (Power Development Plan, PDP2004) ดังกล่าว ตั้งเป้าลงทุน 550,000 ล้านบาทภายในช่วงปี พ.ศ. 2547 ถึง พ.ศ. 2554 เริ่มตั้งแต่ปี 2550 จะมีการสร้างโรงไฟฟ้าแห่งใหม่ทั้งหมด 21 โรง โดยแหล่งไฟฟ้าส่วนใหญ่มาจากก๊าซธรรมชาติ 21 โรงไฟฟ้าภายในสี่ปี นั่นหมายถึงการสร้างโรงไฟฟ้าด้วยอัตรา 4 โรงต่อปี ! เป็นที่ทราบดีกันอยู่แล้วว่าปัจจุบัน ประเทศไทยมีความพึ่งพิงก๊าซธรรมชาติสูง เป็นอัตราส่วนกว่า 75% ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด แผนการณ์สร้างโรงไฟฟ้าดังกล่าว จะทำให้ประเทศไทยถูกผูกมัดกับก๊าซธรรมชาติมากขึ้นไปอีก ก๊าซธรรมชาติ เป็นแหล่งพลังงานที่เรามีไม่มากและกำลังแพงขึ้นเรื่อยๆ ตามราคาของน้ำมัน ปัจจุบันประเทศไทยต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากประเทศพม่าเป็นมูลค่ากว่า 30,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งเป็นเพียง 20% ของปริมาณก๊าซธรรมชาติที่ใช้ในประเทศเท่านั้น ส่วนค่าใช้จ่าย สำหรับก๊าซธรรมชาติที่เราผลิตได้เองในประเทศ กลับตกอยู่ในมือของ บรรษัทข้ามชาติซึ่งเป็นผู้รับสัมปทานขุดเจาะก๊าซในผืนแผ่นดินและแผ่นน้ำของเราเอง นอกจากนี้ การสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มเติมในประเทศไทยนั้น ถือเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง เพราะขณะนี้ เนื้อที่ที่เหมาะสมในการตั้งโรงไฟฟ้าในประเทศไทยเหลือน้อยลง ในช่วงที่ผ่านมาการเลือกสถานที่ที่เหมาะสมกับการตั้งโรงไฟฟ้า สายส่งไฟฟ้า สายจำหน่ายไฟฟ้า และท่อก๊าซ มีแนวโน้มที่จะก่อความขัดแย้งกับการอนุรักษ์ระบบนิเวศน์ และวิถีชีวิตชุมชนมากขึ้น อย่างกรณีการต่อต้านโครงการโรงไฟฟ้าบ่อนอกและหินกรูด ก็ได้ยืดเยื้อโครงการจนไม่เกิดขึ้น ซึ่งในที่สุดคนที่จะแบกภาระ ก็คือประชาชนผู้เสียภาษีเอง กรณีโรงงานบ่อนอกที่ไม่เกิดขึ้นนั้น รัฐถูกฟ้องโดยบริษัทรับเหมา และอาจต้องใช้เงินภาษีของประชาชนจ่ายทางบริษัทเป็นเงินถึง 4,000 ล้านบาท หรือมิฉะนั้นผู้ใช้ไฟก็ต้องจ่ายค่าไฟสูงขึ้น เรียกว่า เป็นการเสียค่าโง่ นั่นเอง ทั้งนี้เนื่องจากรัฐได้เซ็นสัญญากับบริษัทก่อนที่จะเปิดโอกาสให้ประชาชนในท้องที่ได้กระทำประชาพิจารณ์ ซ้ำร้าย การลงทุนกับก๊าซธรรมชาติดังกล่าว ยังเพิ่มความเสี่ยงในแง่ยุทธศาสตร์ความมั่นคงของประเทศ ระบบพลังงานแบบรวมศูนย์ ซึ่งประกอบไปด้วยระบบโรงงานไฟฟ้า สายไฟ สายจ่ายไฟ และท่อก๊าซที่เชื่อมโยงกันนั้น ยิ่งรวมศูนย์มากเท่าใด โอกาสที่เราจะเป็นเป้านิ่งของการก่อวินาศกรรมโดยผู้ก่อการร้ายก็ยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น ท่อก๊าซธรรมชาติที่ต่อจากมาเลเซีย และพม่านั้น หาไม่ยากและเป็นจุดล่อผู้ก่อการร้ายที่ดีเยี่ยม สำหรับท่อก๊าซไทย-มาเลเซียแม้ว่า ส่วนหนึ่งจะถูกฝังใต้น้ำ แต่อีกเกือบ 90 กิโลเมตรอยู่บนพื้นดินในบริเวณจุดอ่อนของภาคใต้ จึงง่ายต่อการเข้าถึงของผู้ไม่ประสงค์ดี ส่วนการทำให้ไฟฟ้าดับนั้นเป็นสิ่งที่ง่าย การโยนวัสดุโลหะ ไปที่สายไฟฟ้าแรงสูง เพื่อลัดวงจรไฟฟ้าสู่พื้นดิน ส่งผลต่อเนื่องให้สายไฟอื่นๆต้อง ต้องจ่ายไฟมากขึ้นจนเกิดร้อน และดับตามไปด้วย เกิดไฟฟ้าดับต่อเนื่องเป็นลูกโซ่แบบ domino effect อันจะก่อความเสียหายมหาศาลต่อธุรกิจ และอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่คอมพิวเตอร์ และอินเตอร์เนตมีบทบาทมากขึ้น ทำให้ระบบสื่อสารโทรคมนาคม รถไฟฟ้า และรถใต้ดินของเรา อาจต้องหยุดชะงักเมื่อเกิดเหตุการณ์ไฟดับขึ้น จริงอยู่ที่ทหาร และตำรวจ สามารถตระเวณเฝ้ารักษาความปลอดภัยของระบบส่งก๊าซและไฟฟ้าเหล่านี้ แต่มันอาจเป็นหน้าที่ที่เป็นไปไม่ได้ เพราะเครือข่ายระบบท่อก๊าซและสายส่งไฟฟ้าของไทย ครอบคลุมระยะทางหลายพันกิโลเมตร นอกจากนี้ การใช้กำลังทหารและตำรวจ ยังจะเป็นการสร้างบรรยากาศข่มขู่ที่ไม่จำเป็น ทั้งยังจะทำให้พี่น้องประชาชนไทยต้องตกอยู่ในภาวะหวาดกลัวตลอดเวลา การก่อสร้างท่อก๊าซไทย-มาเลเซียนั้น ได้ใช้กองกำลังตำรวจหลายร้อยคน ทำให้ประชาชนเกิดอาการหวาดระแวงมาแล้ว เราต้องการสร้างภาวะแห่งความหวาดกลัว หรือจะสร้างโอกาสทางธุรกิจ? ความฝันของประเทศไทยที่จะเป็น ศูนย์กลางพลังงานในภูมิภาคเอเชียนั้น มีความเป็นไปได้สูง แต่ต้องมาจากแหล่งพลังงานที่หลากหลาย ปัจจุบันแผนดังกล่าวได้เริ่มสร้างระบบสายไฟเชื่อมต่อจากเขตลาวและพม่า ท่อก๊าซเชื่อมต่อจากพม่าและมาเลเซีย แต่ฝันดังกล่าว อาจกลายเป็นฝันร้าย เพราะเป็นการสร้างโครงสร้างแบบรวมศูนย์ที่ง่ายต่อความล้มเหลว ในสหรัฐอเมริกาที่เป็นต้นแบบของพลังงานรวมศูนย์ให้ไทยนั้น เกิดเหตุการณ์ไฟฟ้าดับบ่อยครั้งขึ้นทุกๆ สี่ปี และแต่ละครั้งก็ส่งผลต่อผู้คนเป็นล้านคน และเสียหายทางเศรษฐกิจกว่าพันล้านดอลลาร์สหรัฐ การทุ่มทุนเร่งสร้างระบบไฟฟ้าแบบรวมศูนย์โดยใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นหลัก สร้างความพึ่งพิง ทำให้เงินตรารั่วไหล ก่อความขัดแย้งกับภาคประชาชน และเพิ่มความเสี่ยงต่อวินาศกรรมมากขึ้น ในทางตรงกันข้าม ประเทศไทยมีแหล่งพลังงานทางเลือกที่มีอยู่แล้ว ซึ่งไม่เคยถูก "เลือก" อย่างเต็มที่ ได้แก่ พลังงานแสงอาทิตย์ ชีวมวล พลังงานลม และพลังงานจากขยะ แหล่งพลังงานเหล่านี้ นอกจากจะเป็นโอกาสทางการลงทุนครั้งสำคัญที่จะนำไปสู่การกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศแล้ว ยังเสริมความแข็งแกร่งและแน่นอนให้กับระบบไฟฟ้าของไทย เนื่องจากมีความกระจายศูนย์ และ มีอยู่แล้วในท้องถิ่น ธุรกิจพลังงานทางเลือกทั่วโลก มีมูลค่าสูงถึงหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ และประเทศที่มีวิสัยทัศน์อย่างญี่ปุ่น เยอรมันนี และเดนมาร์ก ก็ได้ทุ่มทุนในการเร่งพัฒนาพลังงานทางเลือกเหล่านี้แล้ว เนื่องจากตระหนักดีว่า น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ จะหมดไปภายในอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้านี้ ในขณะที่ประเทศอเมริกาล้าหลังทางด้านนี้เพราะถูกปิดตาด้วยบริษัทน้ำมันใหญ่ที่มีอำนาจทางการเมือง ซึ่งกำลังสร้างภาพว่าน้ำมันยังไม่หมดไป แต่เราๆ ท่านๆ ก็ทราบดีอยู่ว่า น้ำมันของโลกกำลังหมดไป และผู้ที่คุมน้ำมันที่เหลืออยู่ก็มีเพียงไม่กี่ประเทศในตะวันออกกลาง ประเทศไทยจำเป็นต้องเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของความเสี่ยงนี้หรือไม่ ในแทบทุกตารางนิ้วของประเทศไทย มีแหล่งพลังงานทางเลือกที่อุดมสมบูรณ์ มีพลังงานลมที่มีศักยภาพถึงกว่า 1,600 เมกะวัตต์ในคาบสมุทรทางภาคใต้ พลังงานชีวมวล จากโรงเลี้ยงหมูและโรงสีที่มีอยู่ทั่วไปในภาคกลางและภาคอีสาน แหล่งน้ำในภาคเหนือที่เหมาะกับพลังน้ำขนาดเล็ก และแสงอาทิตย์ที่มีอยู่ทั่วทั้งประเทศ ปัจจุบันประเทศไทยใช้พลังงานทางเลือกเพียง 0.5% ของพลังงานที่ใช้ทั้งหมดและตั้งเป้าลงทุนเพิ่มเพียง 8% ภายใน 8 ปีข้างหน้า ทว่า เป้าหมายนี้ไม่เพียงพอที่จะเทคโนโลยีที่จะกระตุ้นให้เกิดเป็นอุตสาหกรรมในประเทศขึ้นมาได้ แหล่งพลังงานทางเลือกนอกจากจะไม่สร้างมลพิษแล้ว ยังประหยัด เพราะไม่ต้องใช้เชื้อเพลิง จึงไม่เกิดการรั่วไหลของเงินออกนอกประเทศ ในทางตรงข้าม ผู้ที่ได้ผลประโยชน์จากพลังงานจากโรงไฟฟ้าใหญ่และน้ำมันกลับเป็นผู้ถือหุ้นชาวต่างชาติที่ไม่สนใจว่าสภาพแวดล้อมและวิถีชุมชนของไทยจะถูกทำลายเท่าใด และไทยจะเกิดความพึ่งพิงพลังงานนำเข้ามากแค่ไหน นอกจากนี้ พลังงานทางเลือกยังสามารถช่วยแก้ไขปัญหาความยากจน เพราะสามารถสร้างงานได้เป็น 3 เท่าของพลังงานจากน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ในขณะที่แผนการตั้งโรงไฟฟ้าที่ใดๆ ก็ตามมักถูกต่อต้านโดยคนท้องถิ่น แผนการใช้พลังงานทางเลือกกลับได้รับการต้อนรับเพราะสามารถสร้างงานให้คนท้องถิ่น และไม่ทำลายสภาพแวดล้อมและวิถีชีวิต ที่สำคัญ เนื่องจากระบบที่ใช้พลังงานทางเลือกจะมีลักษณะกระจายศูนย์ จึงถูกติดตั้งใหม่ได้อย่างรวดเร็วในกรณีที่ถูกทำลายเนื่องจากภัยธรรมชาติ หรือวินาศกรรม ในสหรัฐอเมริกา พื้นที่ที่ถูกทำลายด้วยแผ่นดินไหวก็ถูกกู้กลับมาด้วยเทคโนโลยีพลังงานที่เคลื่อนที่ได้ อย่างแผงเซลล์แสงอาทิตย์ เป็นต้น แม้ว่าทางรัฐบาลจะได้ให้ความสนใจกับพลังงานทางเลือกหลายทศวรรษที่ผ่านมาตั้งแต่เกิดวิกฤตพลังงานครั้งแรก แต่โครงการและการลงทุนต่างๆที่เกิดขึ้น เป็นเสมือนไฟไหม้ฟางที่เกิดแล้วดับไป แม้แต่โครงการเร่งรัดดำเนินการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าประจุแบตเตอรี่ด้วยเซลล์แสงอาทิตย์ให้กับครัวเรือนที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ในชนบท ซึ่งกำลังดำเนินการอยู่นั้น ก็อาจเป็นอีกโครงการที่ล้มเหลวและสิ้นเปลืองเงินภาษี เพราะโครงการดังกล่าวต้องนำเข้าแผงเซลล์แสงอาทิตย์จำนวนมหาศาล โดยไม่ได้สร้างงาน และสร้างศักยภาพในการผลิตขึ้นได้เองภายในประเทศ วันนี้ รัฐ มีความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะทบทวนนโยบายพลังงานเสียใหม่ โดยจะต้องทุ่มให้พลังงานทางเลือกเกิดเป็นอุตสาหกรรมขึ้นอย่างจริงจัง โดยการเร่งวิจัย และเร่งให้เกิดความสามารถในการผลิตเทคโนโลยีที่ใช้พลังงานทางเลือกได้ในประเทศ ซึงอาจเริ่มโดยให้บริษัทต่างชาติเข้ามาใช้พื้นที่และแรงงานไทยในการผลิตกังหันลม หรือแผงโซลาร์ เพื่อให้เราเกิดการเรียนรู้กระบวนการผลิตเทคโนโลยีเหล่านั้น ดังที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างอินเดีย และฟิลิปปินส์กำลังทำอยู่ นอกจากนี้ เราควรเร่งผลิตผู้เชี่ยวชาญทางด้านพลังงานทางเลือกและจัดโครงการอบรม ให้บุคคลากรมีความสามารถในการติดตั้ง ซ่อมแซม ระบบพลังงานทางเลือกอีกด้วย ในช่วงเวลาที่สถานการณ์ไฟใต้ไม่มีท่าว่าจะลดละ ประกอบกับสถานการณ์การก่อการร้ายที่เพิ่มขึ้นทั่วโลกนั้น ประเทศไทยสามารถเลือก ที่จะปิดหูปิดตาตัวเองและถูกมัดมือชกต่อไปไปกับแหล่งพลังงานที่กำลังหมดไปจากศตวรรษที่แล้ว แหล่งพลังงานที่สร้างแต่ความขัดแย้งในทุกๆ ที่ที่มันถูกลงทุน ในขณะเดียวกัน เราก็เลือกได้ที่จะก้าวกระโดดไปเป็นศูนย์กลางทางด้านแหล่งพลังงานที่สะอาด โดยใช้ระบบพลังงานแบบกระจายศูนย์ที่สร้างจากแหล่งพลังงานทางเลือก ซึ่งเป็นระบบที่มีความยืดหยุ่น ฟื้นตัวได้ง่ายหากถูกทำลาย ใช้เวลาก่อสร้างน้อย ไม่เสียค่าเชื้อเพลิง สร้างเงินสร้างงานให้ท้องถิ่น และอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของไทย รายงานโดย : ศูนย์ข่าวประชาไท
['บทความ']
https://prachatai.com/print/55
2004-08-24 18:57
สังคมที่ป่วยไข้
ณัฐชนน เมฆี เด็กนักเรียนเรียนดี จากอ.พรานกระต่าย จ.กำแพงเพชร หนึ่งในนักเรียนทุน ที่ พ.ต.ท.ทักษิณสนับสนุนให้เธอไปเรียนต่อในสาขาวิศวะคอมพิวเตอร์ ที่มหาวิทยาลัยในนครแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี กระทำอัตวินิบากกรรมโดยกระโดดออกจากอาคารของโรงพยาบาล ที่เธอเพิ่งเข้ารักษาตัวเนื่องจากกินยาแก้ไข้เกินขนาด สาธารณชนวิพากษ์วิจารณ์การจากไปของเธอต่างๆนานา แต่ส่วนใหญ่เห็นว่า ผู้ที่ส่งเธอไปยังต่างแดนโดยหวังผลทางการเมือง โดยไม่ได้พิจารณาถึงความพร้อมของตัวเด็กนั้น ถือว่าไม่มีความรับผิดชอบ บางคนก็เสนอว่า ควรจะให้อำเภอละ 2 ทุนเพื่อให้ดูแลซึ่งกันและกันได้ ในเวลาใกล้เคียงกัน สื่อมวลชนเสนอข่าวของชัยพร จรูญภักดิ์ นักเรียน ปวช. ปี 3 แผนกเคมีอุตสาหกรรม คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตปทุมวัน ถูกแทงเสียชีวิตบนรถเมล์เมื่อวันที่ 17 ส.ค. ที่ผ่านมา โดยเพื่อนนักศึกษา ญาติพี่น้องเชื่อว่า สาเหตุมาจากความขัดแย้งที่มีมานานระหว่าง 2 สถาบัน ผู้บริหารสถาบันฯของชัยพร ยืนยันว่า ผู้ตายมีความประพฤติดี เป็นประธานชมรมอาสาพัฒนาเพื่อการพัฒนา ซึ่งไม่ได้ยึดติดกับค่านิยมแบบเก่า ทั้งยังเชื่อว่า เป็นการสร้างสถานการณ์เพื่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างสถาบัน ทั้งสองกรณี ใช่ว่าไม่เคยเกิดขึ้นในสังคมไทย เพราะในแต่ละปีมีเยาวชนจำนวนไม่น้อยที่ตัดสินใจจบชีวิตเนื่องจากอาการเครียดจากการเรียน ทั้งๆ ที่ส่วนใหญ่เป็นเด็กเรียนดี มีอนาคตทางการศึกษาและฐานะทางสังคม ขณะที่กรณีนักเรียนนักเลง เหยื่อความรุนแรงมักจะเป็นเด็กหรือผู้หญิง หรือไม่ใช่แม้แต่เป็นคู่กรณี เพียงแต่เข้าไปอยู่ในเหตุการณ์ของความขัดแย้ง ทำให้ถูกลูกหลงได้รับบาดเจ็บหรือถึงขั้นเสียชีวิต เมื่อสืบประวัติของเหยื่อเหล่านั้น มักจะพบว่า เขาและเธอเป็นคนดีของครอบครัว บ้างก็เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงที่จะช่วยครอบครัวลืมตาอ้าปาก เป็นความหวังของชีวิตที่อยู่เบื้องหลังให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เหตุสลดใจในสังคมเกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนยากจะปลงใจเชื่อว่า เป็นปัญหาส่วนตัวของใครคนใดคนหนึ่ง หรือหากเป็นจริงก็น่าจะเป็นอาการป่วยไข้ของเยาวชนจำนวนมาก ซึ่งเมื่อวิเคราะห์แนวทางแก้ปัญหาของผู้ใหญ่ในบ้านเมืองวันนี้ ทำให้เชื่อได้ว่า ยังวินิจฉัยไม่ถูกโรค ใช่หรือไม่ว่า ตั้งแต่เด็กเรียนดีมีพรสวรรค์อย่างณัฐชนน จนถึงนักเรียนนักเลงซึ่งสังคมตั้งป้อมโจมตีว่า เป็นเด็กเหลือขอ สร้างความเดือนร้อนทำให้จรูญศักดิ์ต้องจบชีวิตลงนั้น ต่างก็อยู่ในสภาพที่ถูกบีบคั้นจากสังคมไม่แตกต่างกัน เยาวชนที่มุ่งเป็นเลิศทางการศึกษา ถูกห้อมล้อมด้วยค่านิยมที่ว่า ความสำเร็จทางการศึกษาเป็นใบเบิกทางเพียงประการเดียว ที่กรุยทางสร้างฐานะทางสังคมและเศรษฐกิจ แต่เขาและเธอไม่รู้ว่า พื้นที่ของผู้ชนะนั้นมีน้อยเกินกว่าจะแบ่งปันให้ใครได้ ดังนั้นระหว่างทางจึงมีผู้ถูกคัดทิ้งหรือล้มเลิกกลางคันเพราะทนต่อแรงกดดันไม่ไหว ขณะที่เยาวชนที่พ่ายแพ้ให้แก่ระบบการศึกษาตั้งแต่ต้น และต้องแสวงหาคุณค่าของชีวิตด้วยตัวเอง ซึ่งมีไม่น้อยที่ค้นพบเส้นทางและสร้างตัวจนประสบความสำเร็จในสังคม แต่ก็มีจำนวนมากที่ถูกดูดหลงเข้าสู่วังวนการแสดงตัวตนแบบผิดๆ กลายเป็นนักเรียนนักเลงที่ถูกสังคมปฏิเสธอยู่ทุกวันนี้ สังคมที่เน้นค่านิยมเชิงเดี่ยว โดยไม่เปิดพื้นที่ว่างให้กับคุณค่าการตีความอื่นๆ หรือกระทั่งที่ยืนของผู้พ่ายแพ้จากระบบ ไม่ต้องกล่าวถึงปัญหาเมืองที่เกิดจากผู้คนจากสังคมที่หลากหลายมาอยู่รวมกัน สภาพการณ์โดยรวมย่อมยากที่จะสร้างความสงบสันติอย่างยั่งยืนให้กับคนในสังคมได้ หากต้องการเยียวยาสังคมที่ป่วยไข้เช่นนี้ คงมีแต่การระดมปัญญาอย่างหลากหลายของผู้คนที่ไม่ยึดติดกับการตีความคุณค่าแบบเดิม ทั้งต้องอาศัยความใจกว้างของผู้ใหญ่ในสังคม เปิดช่องให้มีการทบทวนตัวเอง รวมถึงปรับทัศนคติรับฟังความเห็นของเยาวชนอย่างไม่มีอคติ
['บทความ']
https://prachatai.com/print/59
2004-08-24 22:05
บุกทำเนียบต้านเสรีจีเอ็มโอ
กรุงเทพฯ-24 ส.ค. 47 ภาคประชาชน ยื่นหนังสือให้รัฐทบทวนมติเปิดเสรีจีเอ็มโอ พร้อมเปิดกว้างให้มีส่วนร่วมในการยกร่างกฎหมายความปลอดภัยทางชีวภาพ หน้าทำเนียบรัฐบาล กลุ่มเครือข่ายคัดค้านนโยบายเปิดเสรีจีเอ็มโอ จำนวน 20 คน เข้ายื่นหนังสือนายกรัฐมนตรี ให้ทบทวนมติของคณะกรรมการนโยบายเทคโนโลยีชีวภาพ ที่เปิดให้มีการปลูกและทดลองพืชจีเอ็มโอรวมทั้งนำเข้าเทคโนโลยีจีเอ็มโอมาใช้ในประเทศ และให้คงมติเดิมที่ห้ามทดลองปลูกจีเอ็มโอในระดับไร่นา จนกว่าจะมีกฎหมายว่าด้วยความปลอดภัยทางชีวภาพ ซึ่งต้องเปิดกว้างให้ภาคประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมในสัดส่วนอย่างน้อยครึ่งหนึ่งในคณะกรรมการยกร่างกฎหมาย น.ส.สายรุ้ง ทองปลอน ตัวแทนสหพันธ์องค์กรผู้บริโภค กล่าวว่า การพัฒนาด้านการวิจัยจีเอ็มโอ สามารถกระทำได้ในพื้นที่ปิด โดยไม่จำเป็นต้องปลูกในแปลงไร่นา เพราะในความเป็นจริง เราไม่สามารถป้องกันการปนเปื้อน กรณีมะละกอจีเอ็มโอที่ จ.ขอนแก่น และฝ้ายบีที เมื่อปี 2542 เป็นกรณีตัวอย่างที่น่าศึกษา "หลายคนท้าทายว่า ถ้านายกฯ คิดว่า นโยบายนี้ดีจริง ก็น่าจะนำไปเป็นนโยบายหาเสียง และหากท่านได้รับเลือกตั้งก็ค่อยมาคิดกันว่า จะทำได้จริงหรือเปล่า แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ เรื่องนี้ต้องฟังเสียงประชาชนและผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย เพราะเป็นการกำหนดชะตากรรมของประเทศ" กลุ่มผู้คัดค้านนำ ฝ้ายมาโปรยให้ปลิวไปตามลม พร้อมกับตะโกนว่า "เกสรจีเอ็มโอหลุดลอด รัฐบาลช่วยเก็บกลับคืนไปหน่อย" ขณะเดียวกัน กลุ่มกรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เดินทางมาทำกิจกรรมพร้อมกับยื่นข้อมูลให้นายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับประเด็นความวิตกกังวล เรื่องจีเอ็มโอของนักวิทยาศาสตร์ ในระดับโลกและกฎเกณฑ์การติดฉลากที่เข้มงวดของสหภาพยุโรป เพื่อพิสูจน์ว่าจีเอ็มโอยังเป็นเรื่องที่ถกเถียงยังไม่จบในแวดวงวิทยาศาสตร์ระดับโลก และกลุ่มประเทศยุโรปก็ไม่ได้เปิดเสรีด้านจีเอ็มโอ ผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังปฏิเสธที่จะซื้อสินค้าจีเอ็มโอ จนหลายบริษัทต้องปิดตัวเองลง และไปเปิดในอเมริกาแทน น.ส.วรุณวาร สว่างโสภากุล เจ้าหน้าที่รณรงค์กรีนพีซกล่าวว่า ในส่วนของการทดสอบความปลอดภัย ที่รัฐบาลพยายามให้ความมั่นใจนั้นก็ถือว่ายังอ่อนและไม่เพียงพอ เพราะเป็นเพียงการนำพืชจีเอ็มโอมาเปรียบเทียบกับพืชปกติ เพื่อดูปริมาณสารอาหารต่าง ๆ ว่าเท่าเดิมหรือไม่ ไม่ได้มีการตรวจสอบผลต่อสุขภาพระยะยาว การที่ยังไม่พบ ไม่ได้แปลว่าไม่มี เพียงแต่เรายังไม่รู้เท่านั้นเอง น.ส.วรุณวาร กล่าวต่อว่า ตอนนี้คนที่รับผิดชอบในการพิสูจน์ผลกระทบก็คือบริษัทใหญ่ไม่กี่แห่งที่ผลิตจีเอ็มโอ ซึ่งเขาต้องพิสูจน์ว่าของเขาปลอดภัย การรีบผลักดันเอาจีเอ็มโอเข้ามา มีผลด้านการค้าเป็นสำคัญ เพราะบริษัทเหล่านี้ต้องลงทุนมหาศาล " ดูจากข่าวปีที่แล้ว จะเห็นว่าบริษัทมอนซานโต้ก็จับจ้องให้ไทยเป็นศูนย์กลางข้าวโพดจีเอ็มโอ ฉนั้นถ้ามีการเปิดให้ปลูกจีเอ็มโอในไทย บริษัทมอนซานโต้ก็มีสิทธิ์ปลูก โดยจะเป็นข้าวโพดที่ต้านยาฆ่าหญ้ายี่ห้อราวด์อัพ ของบริษัทมอนซานโต้เอง เกษตรกรจึงต้องซื้อทั้งเมล็ดพันธุ์และยาฆ่าหญ้าของบริษัทนี้ " ส่วนความวิตกกังวลในเรื่องของข้าวจีเอ็มโอนั้น น.ส.วรุณวาร กล่าวว่า ก็มีความเป็นห่วงอยู่ เพราะที่อเมริกาได้อนุมัติให้บริษัทไบเออร์ปลูกข้าวจีเอ็มโอได้แล้ว ถ้ามีข้าวจีเอ็มโอในไทยก็อาจจะเกิดการร่วมทุนระหว่างบริษัทของไทยและบริษัทต่างชาติที่มีผลประโยชน์ด้านนี้อยู่ รายงานโดย : ศูนย์ข่าวประชาไท
['ข่าว', 'สิ่งแวดล้อม']
https://prachatai.com/print/54
2004-08-24 18:53
จีนปฏิเสธพบหวัดนกในสุกร
ปักกิ่ง 23 ส.ค. 47 สื่อมวลชนรายงานข่าวโดยอ้างถ้อยแถลงของทางการจีนว่า ได้เข้าตรวจสอบสุกรกว่า 1.1 ล้านตัวไม่พบหลักฐานที่แสดงว่าสุกรเหล่านี้ติดเชื้อไข้หวัดนกสายพันธุ์เดียวกับที่คร่าชีวิตประชาชน 27 คนในเอเชียในปีนี้ ทั้งนี้ทางกระทรวงเกษตรของจีน ได้ตรวจสอบตัวอย่างเซลล์จากสัตว์ปีกและสุกรทั้งหมด 1 ล้าน 1 แสนตัว หลังจากเกิดการระบาดของเชื้อไวรัสไข้หวัดนกสายพันธุ์ เอช 5 เอ็น1 ในจีนเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ปรากฏว่าไม่พบเชื้อไวรัส ดังกล่าวในสุกรแต่อย่างใด โดยเจ้าหน้าที่ตรวจพบเชื้อเฉพาะในสัตว์ปีกเท่านั้น คำแถลงดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากนายเฉิน ฮัวหลัน ผู้อำนวยการห้องปฏิบัติการไข้หวัดนกแห่งชาติจีนแถลงกับผู้สื่อข่าวที่กรุงปักกิ่งเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า พบเชื้อไวรัสไข้หวัดนกในสุกรในมณฑลฟูเจี้ยนทางตะวันออกเฉียงใต้ของจีนถึง 2 ครั้งเมื่อปีที่แล้วและในปีนี้แต่พบในฟาร์มสุกรเพียงแห่งเดียว ซึ่งนายเฉินกล่าวว่า เป็นสัญญาณอันตรายต่อสุขภาพของประชาชน รายงานโดย : ศูนย์ข่าวประชาไท
['ข่าว', 'สิ่งแวดล้อม']
https://prachatai.com/print/50
2004-08-24 18:47
ชาวประจวบฯ ชุมนุมรับทัวร์นกขมิ้น
ประจวบคีรีขันธ์ -23 ส.ค. 2547 วันพรุ่งนี้(24 ส.ค.) ชาวบ้านจากกลุ่มรักษ์ท้องถิ่นบ่อนอก และกลุ่มอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติบ้านกรูด จะเดินทางไปชุมนุม ณ ศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ด้านตรงข้ามศาลากลางจังหวัด สถานที่ประชุมคณะรัฐมนตรีทางไกลผ่านดาวเทียมเช้าวันพรุ่งนี้(8.30 น.) การประชุมครม.สัญจร และการตรวจเยี่ยมดังกล่าวอยู่ใน โครงการ"นกขมิ้นทัวร์" ซึ่งพ.ต.ท.ทักษิณเดินทางตรวจเยี่ยมและติดตามการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาล ในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ หลังจากประชุม พลเอก ตูระฉ่วย มาน สมาชิกสภาสันติภาพและการพัฒนาแห่งรัฐ และเสนาธิการทหารแห่งสหภาพพม่าจะเดินทางเข้าเยี่ยมคารวะพ.ต.ท.ทักษิณ รายงานโดย : ศูนย์ข่าวประชาไท
['ข่าว', 'สิ่งแวดล้อม']
https://prachatai.com/print/60
2004-08-24 22:16
ระดมทุนหนุนคปส.สู้คดีชินคอร์ป
ประชาไท-24 ส.ค.47 องค์กรประชาชน-องค์กรประชาธิปไตย หนุนคปส. สู้ คดีชินคอร์ปฟ้องเรียกค่าเสียหาย 400 ล้าน ยันวิพากษ์วิจารณ์บนฐานความจริง พร้อมระดมทุนต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฎิรูปสื่อ(คปส.) ร่วมกับเครือข่ายองค์กรประชาชนและเครือข่ายองค์กรประชาธิปไตย ออกแถลงการณ์กรณีที่น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ เลขาธิการคปส. ร่วมกับกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ถูกบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) ฟ้องเรียกค่าเสียหายในทางแพ่ง 400 ล้านบาท ในคดีหมิ่นประมาท ทั้งนี้ทางคปส.ออกแถลงการณ์โดยระบุว่า ความเห็นดังกล่าวเป็นการกระทำโดยบริสุทธิ์ใจ ทั้งเป็นการวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องคอร์รัปชั่นเชิงนโยบายภายใต้สิทธิการแสดงความคิดเห็นตามรัฐธรรมนูญ นอกจากนั้นทางเครือข่ายองค์กรประชาชน ยังร่วมกันตั้งกองทุนเพื่อระดมเงินเป็นทุนในการสู้คดีเพื่อสิทธิเสรีภาพทางสื่อต่อไป ในชื่อบัญชี น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์และ/หรือนายพิภพ ธงไชย และ/หรือนายพิทยา ว่องกุล ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด(มหาชน) เลขที่ 075-2-32433-6 ผศ.ดร.จิราพร วิทยศักดิ์พันธ์ อาจารย์คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในฐานะรองประธาน คปส. กล่าวว่า คปส.ยังคงตั้งมั่นในภารกิจการผลักดันให้เกิดการปฎิรูปสื่อต่อไป ไม่มีใครสามารถริดลอนสิทธิทางการเมืองอันนี้ลงได้ ซึ่งคปส.เห็นว่าเมื่อฝ่ายอำนาจไม่พอใจคปส.เหตุใดจึงไม่ขัดแย้งกับเราในนามองค์กรแต่กำลังหาเหยื่อตัวเล็กๆที่อาจจะไม่มีความแข็งแกร่งเพียงพอที่จะต่อสู้ น.ส.รสนา โตสิตระxxxล ตัวแทน 30 องค์กรพัฒนาเอกชนต่อต้านคอรัปชั่น อยากฝากถึงนายกรัฐมนตรีว่าน่าจะเป็นคนใจนักเลงพอที่จะไม่เอาผิดผู้หญิงตัวเล็กๆ ซึ่งนายกฯ ทำได้ในการให้บริษัทชินคอร์ปถอนฟ้อง โดยจะเป็นสิ่งที่มีเกียรติด้วยซ้ำเพราะจะทำให้ประชาชนเห็นว่าผู้บริหารประเทศ ที่เป็นหัวหน้ารัฐบาลพร้อมที่จะให้มีการตรวจสอบ แต่หากยังมีการดำเนินต่อไป ประชาชนเองก็คงต้องต่อสู้ต่อไป น.ส.รสนากล่าวอีกว่า การกระทำของนางสาวสุภิญญาไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์ของตนเอง ดังนั้นประชาชนเมื่อเห็นว่าถึงสิ่งที่ไม่ชอบธรรม เห็นว่ามีคนดีถูกรังแก สังคมต้องให้กำลังใจ และหนุนช่วยให้มีกำลังเงินในการต่อสู้ ซึ่งตนและองค์กรอื่นๆจะร่วมกันรณรงค์ให้ต่างประเทศรับรู้และร่วมบริจาคเงินเป็นกองทุนในการต่อสู้ต่อไป โดย30 องค์กรพัฒนาเอกชนต่อต้านคอรัปชั่นสมทบกองทุนเบื้องต้น 3 หมื่นบาท และจะมีการจัดกิจกรรมระดมทุนช่วยเหลือต่อไป รวมทั้งกิจกรรมต่างๆเช่น ปาฐกถา เสวนา ซึ่งอาจจะจัดในช่วงครบรอบ 31 ปี 14 ตุลาในปีนี้ ชี้นักเคลื่อนไหว-สื่อมวลชนถูกคุกคาม นายบุญแทน ตันสุเทพวีรวงศ์ ตัวแทนคณะทำงานปกป้องนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน กล่าวว่า การฟ้องร้องครั้งนี้เป็นการค้ากำไรเกินควรหรือไม่เพราะฟ้องทั้งอาญายังไม่พอยังฟ้องแพ่งซ้ำเข้าไปอีก การฟ้องเรียกค่าเสียหายถึง 400 ล้านบาทนั้น ทำให้น.ส.สุภิญญาซึ่งมีเงินเดือนๆละ 12,000 บาท ต้องทำงานถึง 2,777 ปี จึงจะจ่ายค่าเสียหายของบริษัท ชินคอร์ปได้เรียกว่าเป็นการค้ากำไรเกินควรหรือไม่สาธารชนต้องช่วยตัดสินใจ "การฟ้องครั้งนี้ถือเป็นการคุกคามผู้นำนักเคลื่อนไหวทางสังคม เป็นลักษณะเดียวกับการเมืองในสิงคโปร์ที่มีการฟ้องร้องผู้นำฝ่ายค้านที่ลุกขึ้นมาเปิดโปงคอร์รัปชั่น ซึ่งถูกฟ้องร้องจนล้มละลาย และสุดท้ายต้องถีบตัวเองออกจากการเมือง นายกรัฐมนตรีกำลังถอดแบบการเมืองสิงคโปร์อย่างที่เคยประกาศ ซึ่งถือว่าเป็นการกระทำที่บัดซบมากเพราะมาตรการทางกฎหมายถูกนำมาใช้คุกคามประชาชน และรังแกเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่ใช้สิทธิและบทบาทตามรัฐธรรมนูญในการตรวจสอบการคอร์รัปชั่น" นายบุญแทน กล่าว รายงานโดย : ศูนย์ข่าวประชาไท
['ข่าว', 'สิ่งแวดล้อม']
https://prachatai.com/print/58
2004-08-24 22:00
อะไรมาบังตา "คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ"
ประสาท มีแต้ม คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ(2 สิงหาคม 2547) ได้รายงานข่าวที่สำคัญมากและกระทบต่อคนไทยทุกคนในอนาคต คือข่าวที่คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) คลอดแผน "แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า" (เรียกสั้นๆว่าพีดีพี หรือ PDP2004 ซึ่งย่อมาจาก Power Development Plan) ด้วยเงินลงทุนลงทุนถึง 400,000 ล้านบาท ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 จนถึงปี 2554 ซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นโรงไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงแบบเดิม ในฐานะที่ผมได้ติดตามเรื่องพลังงานมานานพอสมควร จึงขอตั้งข้อสังเกตเพื่อเป็นการช่วยตรวจสอบสัก 3 ประเด็นดังต่อไปนี้ 1. ขั้นตอนและกระบวนการจัดทำแผน สิ่งที่ปฏิบัติกันมาจนเป็นเรื่องปกติของขั้นตอนการจัดทำแผนพีดีพีนั้นมี 5 ขั้นตอนใหญ่ๆ คือเริ่มจาก ขั้นแรก คณะอนุกรรมการการพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้า เพื่อที่จะบอกว่าในปีใดความต้องการไฟฟ้าจะเป็นเท่าใด ทั้งนี้เพื่อจะได้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปวางแผนก่อสร้างต่อไป ขั้นที่สอง ทางการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) จัดทำแผน ว่าจะสร้างโรงไฟฟ้าที่ใด จำนวนเท่าใด ด้วยเชื้อเพลิงชนิดใด เป็นต้น ซึ่งแน่นอนว่าขั้นต้อนนี้ต้องผ่านคณะกรรมการ กฟผ. ขั้นที่สาม ผ่านกระทรวงพลังงานเพื่อพิจารณาเสนอต่อ กพช.(ขั้นที่สี่) ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน จากนั้นก็เสนอ คณะรัฐมนตรีซึ่งเป็นขั้นที่ห้าเพื่อพิจารณาซึ่ง ครม.จะพิจารณาเรื่องนี้ในวันที่ 17 สิงหาคมนี้ซึ่งถือว่าเป็นขั้นตอนที่รวดเร็วมาก ยิ่งทำให้เห็นว่า โครงการนี้ไม่ต้องการการตรวจสอบจากภายนอกโดยสิ้นเชิง ข้อสังเกตของผมรวมทั้งของคุณนายวิฑูรย์ เพิ่มพงศาเจริญ คณะทำงานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ก็คือว่า งบประมาณการก่อสร้างสูงถึง 4 แสนล้านบาทแต่ไม่มีการตรวจสอบจากภายนอก ไม่ว่าจะเป็นสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา สถาบันวิชาการ หรือองค์กรผู้บริโภค รวมทั้งสาธารณะอื่นๆเลย ถ้าผลการพยากรณ์ผิดพลาดก็จะเป็นภาระกับคนไทย ในอดีตหมาดๆ คือเมื่อปี 2545 ท่านนายกฯทักษิณ ชินวัตร ก็ได้กล่าวหลังจากไปเยี่ยม กฟผ.ว่า "ในช่วงที่ผ่านมามีการคำนวณการใช้พลังงานผิดพลาดทำให้ต้องลงทุนสูงเกินไป โดยในปัจจุบันได้ลงทุนสูงไปถึง 4 แสนล้านบาทซึ่งส่วนหนึ่งอยู่ในภาระค่าไฟฟ้าของประชาชน" จริงอยู่ในช่วงหลังปี 2540 เศรษฐกิจของประเทศถดถอย ทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าจริงต่ำผลการพยากรณ์ที่ได้กระทำไว้ล่วงหน้า แต่ถามว่าการอนุมัติแผนการใหญ่โตคราวนี้มีหลักประกันใดบ้างที่จะไม่ให้ความผิดพลาดครั้งก่อนต้องเกิดขึ้นอีก เพราะในปีแรกที่ผลการพยากรณ์ครั้งใหม่(ซึ่งได้พยากรณ์ไว้ในปี 2546)ที่ใช้เป็นฐานในการทำแผนพีดีพี2004 ล่วงหน้าระยะ 15 ปี ก็พบว่ามีความคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงเสียแล้ว กล่าวคือได้พยากรณ์ความต้องการไฟฟ้าสูงสุด(peak)ไว้สูงกว่าความเป็นจริงถึง 275 เมกะวัตต์ แม้ตัวเลขนี้จะดูน้อยหรือเพียง 1.42% เมื่อเทียบกับความต้องการจริง แต่อย่าลืมว่าตัวเลขที่ได้จากการพยากรณ์ที่เกินจริงนี้จะต้องถูกนำไปคำนวณต่ออีก 15 ครั้ง นั่นคือยิ่งนานปีเข้าความผิดพลาดก็ยิ่งมากขึ้น ถ้าใช้อัตราการเพิ่มปีละ 8.16%(ตามข้อมูลของกระทรวงพลังงาน) ด้วยความผิดพลาดเริ่มต้นเพียง 275 เมกะวัตต์จะเพิ่มเป็น 892 เมกะวัตต์ หรือถ้าคิดเป็นค่าก่อสร้างในปัจจุบันก็ประมาณ 35,000 ล้านบาท หรือประมาณ 8%ของมูลค่าทั้งโครงการเลยทีเดียว นี่เป็นเพียงความคิดพลาดในประเด็นเดียวเท่านั้น 2. ประเด็นพลังงานหมุนเวียน(renewable energy) ในปี 2545 กระทรวงพลังงานได้ว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาให้ศึกษาศักยภาพของพลังงานลมในการผลิตกระแสไฟฟ้า ผลการศึกษาพบว่าทางภาคใต้ของประเทศไทยมีศักยภาพที่จะทำได้ถึงกว่า 1,600 เมกะวัตต์ กระทรวงพลังงานเองได้เตรียมตั้งงบประมาณไว้ถึง 1 หมื่นล้านบาทเพื่อ "ส่งเสริม วิจัยและพัฒนา" พลังงานหมุนเวียน โดยได้นำเสนอเป็นเอกสารต่อคณะกรรมาธิการสิ่งแวดล้อมวุฒิสภา แต่อยู่ๆเรื่องนี้ก็เงียบหายไปเฉยๆ เหลืออยู่แต่เพียงผลการศึกษาที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ของกระทรวงพลังงานซึ่งผมขอนำบางส่วนมาแสดงเป็นหลักฐานไว้ในที่นี้ด้วย (http://203.150.24.8/dede/renew/wind_p.htm) ในภาพเป็นแผนที่ความเร็วลมเฉลี่ยทั้งปี ในจังหวัดสงขลา ที่ระดับความสูง 50 เมตรจากผิวดิน พบว่ามีความเร็วประมาณ 7.5 ถึง 8 เมตรต่อวินาทีซึ่งสามารถทำไฟฟ้าได้อย่างดี เท่าที่ผมได้ไปดูงานที่ประเทศเยอรมันนีและศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมพบว่า กิจการกังหันลมสามารถได้ทุนคืนภายในเวลา 8 ปีเท่านั้น ต้นทุนในการก่อสร้างก็ประมาณ 40 ล้านบาทต่อ 1 เมกะวัตต์ซึ่งก็เท่ากับโรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซธรรมชาติ แต่ไฟฟ้าที่ผลิตจากกังหันลมไม่ต้องเสียค่าเชื้อเพลิงใดๆอีกเลย ต้นทุนค่าบำรุงรักษาก็ต่ำกว่าโรงไฟฟ้าธรรมดามาก การก่อสร้างก็สามารถทำได้เร็วไม่ต้องวางแผนล่วงหน้านานซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดความผิดพลาดดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ท่านที่สนใจสามารถเรียกจาก google.com แล้วพิมพ์คำว่า "wind turbine" แล้วอาจเพิ่มคำว่า "in India" หรือ "Europe" ก็จะได้แหล่งข้อมูลที่น่าสนใจมาก แต่ทำไมการจัดทำแผนพีดีพีจึงไม่คิดถึงเรื่องกังหันลมอีกเลย และเมื่อผมเข้าในดูในเว็บไซต์ของ กฟผ. พบว่ามีการพูดถึง "พลังงานทดแทน" แต่ไม่มีการพูดถึงกังหันลมเลย ทำไมกระทรวงพลังงานซึ่งมีรัฐมนตรีและข้าราชระดับสูงอีก 2 ท่านนั่งอยู่ในคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) จึงไม่ผลักดันแนวคิดและผลการศึกษาของตนออกมาให้เป็นนโยบาย หรือว่ามีอะไรมาบังตา บังใจ จึงมุ่งมั่นแต่โรงไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงชนิดเดิม 3. สรุป: มิติที่ใหญ่กว่าของปัญหาพลังงาน ขณะนี้ทั่วโลกกำลังประสบปัญหาราคาน้ำมันสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ คนไทยเราแม้จะรับทราบข่าวสารกันดีแต่ก็ไม่ค่อยจะรู้สึกรู้สากันอะไรมากนัก เพราะรัฐบาลไทยใช้นโยบายชดเชยราคา หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "เอาเงินของคนรุ่นหลังมาใช้ก่อน" คนรุ่นนี้จึงยังไม่เดือดร้อน แต่จากการประชุมระดับโลกเรื่องพลังงานหมุนเวียน(Renewable Energy 2004) ที่ประเทศเยอรมันนีเมื่อสองเดือนที่ผ่านมาซึ่งผู้แทนจากประเทศไทยก็เข้าร่วมด้วย พบว่าที่ประชุมมองปัญหาพลังงานในมิติที่กว้างกว่าเรื่องการสร้างโรงไฟฟ้าให้ทันกับความต้องการตามที่ทาง กพช.กำลังกระทำอยู่ ผมขอยกมาตั้งเป็นประเด็นสั้นๆ เพื่อให้สังคมไทยได้ช่วยกันคิด เช่น พลังงานที่มาจากน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน (เรียกรวมๆว่าพลังงานฟอสซิล) นับวันจะมีราคาแพงขึ้นและเหลือน้อยลง มีผลกระทบต่อปัญหาโลกร้อนที่สามารถสร้างภัยพิบัติทางธรรมชาติ เช่น พายุ น้ำท่วม แผ่นดินถล่ม ให้กับชาวโลกทุกปี มีปัญหาเรื่องการผูกขาดโดยบริษัทยักษ์ใหญ่เพียงไม่กี่บริษัทเท่านั้น แต่พลังงานหมุนเวียน(เช่น ลม แสงอาทิตย์ คลื่นในทะเล และชีวมวล) ใช้แล้วไม่หมดไป ราคาก็ถูกลงเรื่อยๆ มีผลกระทบน้อยมาก และที่สำคัญคือไม่มีใครสามารถผูกขาดได้ เป็นการสร้างงานและกระจายรายได้ ลดปัญหาความยากจนได้ ประเทศในสหภาพยุโรปตั้งเป้าไว้ว่า ในปี 2020 เขาจะใช้พลังงานหมุนเวียนมาผลิตกระแสไฟฟ้าให้ได้ถึง 20% ของกระแสไฟฟ้าทั้งหมด ประเทศไทยเราก็มีลมมากพอที่จะทำได้ แต่ทำไม กพช. จึงให้ความสำคัญน้อยมาก ขอฝากให้ช่วยกันคิด ช่วยกันตั้งคำถาม และช่วยกันตรวจสอบด้วยครับ รายงานโดย : ศูนย์ข่าวประชาไท
['บทความ']
https://prachatai.com/print/61
2004-08-24 22:17
ข้อกล่าวหาของบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน)
"นคร ชมภูชาติ จากสภาทนายความ ในฐานะทนายความของน.ส.สุภิญญา กลางณรงค์" คดีที่ฟ้องทางแพ่งครั้งนี้มีเนื้อความเหมือนคดีอาญาที่เคยถูกฟ้องมาแล้วก่อนหน้านี้แต่เป็นการเรียกค่าเสียหายเพิ่มเติมโดยโจทก์ระบุสาเหตุของความเสียหายว่ามาจาก 4 ข้อ ข้อละ 100 ล้านบาท คือ 1.ทำให้โจทก์ซึ่งประกอบกิจการโดยเฉพาะโทรคมนาคมที่มีชื่อเสียงมาโดยตลอดต้องได้รับความเสียหาย เสียชื่อเสียง เกียรติคุณ 2.จำเลยทำให้โจทก์เสียหายในทางทำกิน รวมทั้งทางเจริญเติบโตของธุรกิจ ที่คาดว่าจะมีความเจริญอย่างต่อเนื่องเพราะผู้ใช้บริการขาดความไว้วางใจ 3.โจทก์อ้างว่าเลขาฯคปส.ทำให้กิจการที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ที่มีกำไรมาโดยตลอดต้องเสียหายถูกคณะกรรมการกำกับตลอดหลักทรัพย์เรียกไปตรวจสอบจนทำให้มูลค่าหุ้นลดน้อยลงทำให้โจทก์ต้องชี้แจงและประกาศโฆษณากับนักลงทุน และ 4.โจทก์อ้างว่าได้รับความเสียหายในด้านความน่าเชื่อถือในการระดมทุนจากที่เคยมีฐานะที่มั่นคง แต่ปัจจุบันโจทก์ต้องถูกทบทวนเครดิต ขณะที่ผมยังไม่สามารถพูดได้ว่าใครเป็นฝ่ายผิดหรือถูกและไม่ต้องการสร้างกระแสกดดันการพิจารณาของศาล แต่คปส.เองสามารถยืนยันเจตนาว่าการกระทำทั้งหมดไม่ใช่ต้องการมุ่งหวังกับตัวบุคคลใดโดยเฉพาะแต่เป็นเรื่องที่ปรากฎในสังคมว่ามีกลุ่มธุรกิจโทรคมนาคม กับนักการเมืองใหญ่มีเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนซึ่งประชาชนก็รับรู้และกระบวนการตรวจสอบก็เป็นสิทธิเสรีภาพพื้นฐานของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ ถ้าโจทก์ไม่เข้าใจเจตนานี้เมื่อเห็นข่าวบนหน้าหนังสือพิมพ์ก็สามารถสอบทานเพื่อทำความเข้าใจให้ชัดเจนกับน.ส.สุภิญญา ได้โดยตรง ซึ่งจะทำให้ไม่เกิดปัญหาแต่ในความเป็นจริงน.ส.สุภิญญา ไม่เคยได้รับการติดต่อแต่อย่างใด มารู้ตัวอีกครั้งก็ถูกฟ้องแล้ว ทำให้เป็นเรื่องราวใหญ่โต และยุ่งยากซึ่งสุดท้ายก็ยังไม่รู้ว่าคดีจะจบอย่างไร รายงานโดย : ศูนย์ข่าวประชาไท
['ข่าว', 'สิ่งแวดล้อม']
https://prachatai.com/print/62
2004-08-24 22:19
คำชี้แจงของคปส.และเครือข่ายองค์กรภาคประชาชนและองค์กรประชาธิปไตย
1. การแถลงข่าวของคปส.ในโอกาส 20 ปีบริษัทชินคอร์ป เป็นการแถลงที่ยืนอยู่บนข้อเท็จจริง บนหลักการเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม ทั้งยังเป็นการดำเนินการตามสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นในฐานะพลเมืองและกลุ่มประชาสังคมที่ได้รับรองไว้ตามรัฐธรรมนูญ คปส.มิได้มีอคติหรือมีเจตนาที่จะหมิ่นประมาทต่อบุคคลหรือองค์กรใดเป็นการเฉพาะเจาะจง ในทางตรงกันข้ามคปส.ได้แสดงความคิดเห็นและวิพากษ์ วิจารณ์ด้วยความบริสุทธิ์ใจ 2.คปส.เห็นว่าการวิพากษ์วิจารณ์การคอร์รัปชั่นทางนโยบาย และปัญหาธุรกิจการเมืองของรัฐบาลเป็นสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญของประชาชนทั่วไปที่รัฐบาลไม่ว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรี หรือคณะรัฐมนตรี จะต้องตระหนักในความสำคัญดังกล่าว ตลอดจนธุรกิจเอกชนที่เกี่ยวข้องกับเครือญาตินายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีควรจะพร้อมจะยอมรับการตรวจสอบและการวิพากษ์วิจารณ์อย่างโปร่งใส เพื่อให้สังคมไทยได้พิจารณาตามความเป็นจริง 3.เครือข่ายองค์กรภาคประชาชนได้ร่วมกันเปิดบัญชีกองทุนเพื่อสนับสนุนการต่อสู้ของเลขาธิการคปส.และการต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพในการสื่อสารต่อไปในอนาคต ชื่อบัญชี น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์และ/หรือนายพิภพ ธงไชย และ/หรือนายพิทยา ว่องกุล ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด(มหาชน) เลขที่ 075-2-32433-6 โดยจะทำการรณรงค์อย่างต่อไปเพื่อปกป้องสิทธิประโยชน์ส่วนรวมและสร้างมาตรฐานที่ดีให้กับสังคม รายงานโดย : ศูนย์ข่าวประชาไท
['ข่าว', 'สิ่งแวดล้อม']
https://prachatai.com/print/63
2004-08-24 22:22
วุฒิฯ บล็อกโหวตเลือก 7 กทช.
ส.ว.อุบลราชธานีแฉคณะกรรมการ กทช.หลายคนมีความสัมพันธ์กับกลุ่มทุนและนักธุรกิจ หวั่นทำงานเบียดบังผลประโยชน์ประเทศชาติ แนะประชาชนจับตาดูให้ดี ประชาไท- 24 ส.ค. 47 ที่ประชุมวุฒิสภา มีมติเลือกคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กทช.จำนวน 7 คนเรียบร้อยแล้ว ประกอบด้วย นายเหรียญชัย เรียววิไลสุข อธิบดีกรมไปรษณีย์โทรเลข ได้ 111 คะแนน นายประสิทธิ์ ประพิณมงคลการ อาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลง-กรณ์มหาวิทยาลัย ได้ 117 คะแนน นายสุชาติ สุชาติเวชภูมิ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ได้ 117 คะแนน นายเศรษฐพร คูศรีพิทักษ์ อดีตอธิบดีกรมไปรษณีย์โทรเลข ได้คะแนน 126 คะแนน นายสุธรรม อยู่ในธรรม อาจารย์นิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ 141 คะแนน พล.อ.ชูชาติ พรหมพระสิทธิ์ อดีตหัวหน้าฝ่ายเสนาธิการ ประจำผู้บัญชาการทหารสูงสุด และอดีตคณะกรรมการบริษัท ทศท คอร์ปอเรชั่น ได้ 168 คะแนน และนายอาทร จันทวิมล อาจารย์สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ได้ 148 คะแนน ทั้งนี้ ในการลงคะแนนมี ส.ว.เข้าร่วมประชุมและรับบัตรลงคะแนนทั้งสิ้น 186 คน จากจำนวนสมาชิกวุฒิสภา 199 คน โดยหลังจากนี้วุฒิสภาจะส่งรายชื่อคณะกรรมการ กทช.ที่ได้รับคัดเลือกให้นายกรัฐมนตรี นำขึ้นทูลเกล้าฯถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ เพื่อทรงมีพระราชวินิจฉัย อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการ กทช. มีทำหน้าที่กำกับดูแลกิจการโทรคมนาคม รวมทั้ง การออกกฎระเบียบ และมีอำนาจกำหนดหลักเกณฑ์ ในการให้ใบอนุญาตแก่ผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคม เป็นต้น รายงานข่าวแจ้งว่า การคัดเลือกคณะกรรมการ กทช.ในครั้งนี้นั้น ตัวเต็งที่คาดว่าจะได้รับการคัดเลือก 2 คนกลับพลาดหวัง ได้แก่ นายโกศล เพ็ชร์สุวรรณ์ ซึ่งมีความสัมพันธ์กับบริษัทเทเลคอมเอเชีย คอร์เปอร์เรชั่นและบริษัทโนเกีย (ประเทศไทย) จำกัด และนายธรรมนูญ จุลมณีโชติ วิศวกรที่ปรึกษางานด้านการไฟฟ้าสื่อสารและโทรคมนาคม น.พ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ สว.อุบลราชธานี กล่าวแสดงความคิดเห็นว่า คณะกรรมการกทช.ที่ด้รับการคัดเลือกมานั้น มีการล๊อบบี้กันไว้ก่อน เชื่อว่าการทำงานต้องมีปัญหาแน่นอน เพราะหลายคนขาดความน่าเชื่อถือ บางคนมีเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน อยากให้สังคมจับตาดูการทำงานของแต่ละคนให้ดี " ถ้ามองให้ลึกจะเห็นว่า กทช.หลายคน ทั้งคุณประสิทธิ์ คุณเศรษฐพร คุณสุชาติ และคุณเหรียญชัย ล้วนแล้วแต่มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มทุนและกลุ่มนักธุรกิจ ซึ่งน่ากลัวมาก อยากให้สังคมจับตาดูการทำงานให้ดี มิเช่นนั้นอาจจะมีการเบียดบังผลประโยชน์ของสาธารณะ ผลประโยชน์ชาติได้" น.พ.นิรันดร์กล่าว รายงานโดย : ศูนย์ข่าวประชาไท
['ข่าว', 'สิ่งแวดล้อม']
https://prachatai.com/print/64
2004-08-24 22:27
ประวัติคณะกรรมการ กทช.ชุดใหม่
(ที่มา: คณะกรรมาธิการสามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติความประพฤติของบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) วุฒิสภา ) นายเหรียญชัย เรียววิไลสุข อธิบดีกรมไปรษณีย์โทรเลข ไม่มีส่วนได้เสียทั้งทางตรงและทางอ้อมหรือเป็นเจ้าของกิจการใดที่เกี่ยวข้องกับกิจการโทรคมนาคมทั้งในอดีตและปัจจุบัน แต่นายเหรียญชัยเป็นรองประธานกรรมการบริษัทชินแซทเทิลไลท์ จำกัด (มหาชน) ตั้งแต่ปี 2540-ปัจจุบัน นายประสิทธิ์ ประพิณมงคลการ ศาสตราจารย์ 10 ภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายประสิทธิ์มีหุ้นในบริษัทบางกอกดาต้าคอมจำกัด นอกจากนี้ภรรยาและนายประสิทธิ์มีหุ้นในบริษัท ทีทีแอนด์ที รวมจำนวน 5,175 หุ้น รวมทั้งนายประสิทธิ์เคยเป็นประธานในมูลนิธิสถาบันทรัพย์สินทางปัญญา แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับบริษัทซี แอน ซี อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ( บริษัทนี้รับปรึกษาเรื่องการทำแผนยุทธศาสตร์เทคโนโลยีโทรคมนาคมคอมพิวเตอร์) แต่ก็ยังไม่มีความชัดเจนว่านายประสิทธิ์มีผลประโยชน์ทับซ้อนกับอำนาจหน้าที่ของ กทช.ตามมาตรา 51 แห่ง พรบ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ นายสุชาติ สุชาติเวชภูมิ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ มีส่วนเกี่ยวข้องกับกรณีช่อง 11 ( 11/1 , 11/2 ) นายเศรษฐพร คูศรีพิทักษ์ ข้าราชการบำนาญ ทำงานในฐานะตัวแทนกระทรวงคมนาคมในคณะกรรมการบริษัท ชินวัตรแซทเทลไลท์ จำกัด ประมาณ 5 ปี เป็นกรรมการในสมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทย นายสุธรรม อยู่ในธรรม รองศาสตราจารย์ 9 คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ไม่พบความเกี่ยวโยงกับกิจการโทรคมนาคม พล.อ.ชูชาติ พรหมพระสิทธิ์ ข้าราชการบำนาญ เคยช่วยราชการองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย มีหน้าที่กลั่นกรองงานให้กับผู้อำนวยการองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย และได้รับรู้เรื่องกิจการโทรคมนาคม ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงด้านโทรศัพท์ซึ่งพัฒนาจากโทรศัพท์ธรรมดาเป็นโทรศัพท์มือถือ เคยเป็นรองประธานและประธานกรรมการตรวจสอบองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย นายอาทร จันทวิมล อาจารย์สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ไม่ปรากฏว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับกิจการโทรคมนาคม รายงานโดย : ศูนย์ข่าวประชาไท
['ข่าว', 'สิ่งแวดล้อม']
https://prachatai.com/print/66
2004-08-24 22:37
ชินแซทลงทุนพม่า
กรุงเทพฯ 24 ส.ค.47 ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) อนุมัติแผนการลงทุนในโครงการสื่อสารโทรคมนาคมของพม่า วงเงิน 15 ล้านดอลลาร์(ประมาณ 600 ล้านบาท) ตามแผนให้สินเชื่อตามความร่วมมือยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ 4 ประเทศ กรุงเทพฯ 24 ส.ค.47 ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) อนุมัติแผนการลงทุนในโครงการสื่อสารโทรคมนาคมของพม่า วงเงิน 15 ล้านดอลลาร์(ประมาณ 600 ล้านบาท) ตามแผนให้สินเชื่อตามความร่วมมือยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ 4 ประเทศ ทั้งนี้ บมจ.ชินแซทเทลไลท์ (SATTEL) ผู้ให้บริการดาวเทียมรายใหญ่อันดับ 2 ของเอเชีย เป็นผู้ได้รับอนุมัติในการทำโครงการในพม่า ตามเงื่อนไขเงินกู้ให้มีบริษัทจากไทยเป็นผู้ดำเนินการ ผู้บริหารของธสน.ระบุว่า การพิจารณาปล่อยกู้เอกสารตามสัญญาฯ ดังกล่าว เป็นไปตามมาตรฐานสากล โดยเงินกู้ส่วนใหญ่นำไปใช้ในการจัดซื้อจัดจ้างของพม่า แยกเป็นการซื้อเครื่องจักรเพื่อก่อสร้าง 20 รายการ ในสัดส่วน 40-41% ของวงเงิน ,ยางมะตอย 19%,โทรคมนาคม 15% ส่วนที่เหลือเป็นอุปกรณ์ปรับปรุงโรงงาน โดยรัฐบาลพม่าตั้งคณะกรรมการเพื่อจัดสรรวงเงินกู้ และได้จัดสรรวงเงิน 600 ล้านบาท หรือ 15 ล้านดอลลาร์ สำหรับการพัฒนาระบบโทรคมนาคมในโครงการพัฒนาการสื่อสารผ่านดาวเทียมระบบอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง ขณะที่เอกสารเผยแพร่ของ SATTEL ระบุว่า การที่บริษัทเคยเข้าไปให้บริการด้านดาวเทียมในพม่ามาก่อน ทำให้ บริษัทได้รับคัดเลือกเป็นผู้รับเหมาในโครงการดังกล่าวของพม่าด้วย รายงานโดย : ศูนย์ข่าวประชาไท
['ข่าว', 'ต่างประเทศ', 'เศรษฐกิจ', 'การลงทุนในพม่า', 'ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย', 'พม่า']
https://prachatai.com/print/65
2004-08-24 22:35
รัฐกู้เงิน 3หมื่นล.พยุงราคาน้ำมัน
กรุงเทพฯ-24 ส.ค.47 น.ส.ศันสนีย์ นาคพงศ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า คณะรัฐมนตรีพิจารณาเห็นชอบให้สถาบันบริหารกองทุนพลังงาน กู้เงิน 30,000 ล้านบาทจากสถาบันการเงินในประเทศ เพื่อนำไปชดเชยราคาน้ำมันเชื้อเพลิง โดยกระทรวงการคลังเป็นผู้ค้ำประกันและจัดหาแหล่งเงินกู้ ทั้งนี้รัฐบาลวิเคราะห์ว่า ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกยังคงอยู่ในระดับสูงและมีแนวโน้มสูงถึงปีหน้า โดยจากการประมาณการเงินสดคงเหลือของกองทุนน้ำมันฯ ณ สิ้นเดือนกันยายน 2547จะมียอดติดลบประมาณ 27,570 ล้านบาท และยังมีภาระผูกพันที่ต้องจ่ายชดเชยให้แก่ผู้ประกอบการจนถึงสิ้นเดือนธันวาคม 2547 อีกจำนวน 18,237 ล้านบาท ดังนั้น สถาบันบริหารกองทุนพลังงานจึงต้องจัดหาเงินให้แก่กองทุนน้ำมันฯ เพื่อนำไปชดเชยภาระดังกล่าว เป็นจำนวน 45,807 ล้านบาท ขณะเดียวกัน กองทุนน้ำมันฯ มีภาระหนี้ชดเชยก๊าซหุงต้มตั้งแต่เดือนกันยายนจนถึงเดือนธันวาคมนี้ จำนวน 1,800 ล้านบาท ซึ่งกองทุนน้ำมันฯ ต้องหาเงินมาชำระเพิ่มเติม รายงานโดย : ศูนย์ข่าวประชาไท
['ข่าว', 'สิ่งแวดล้อม']
https://prachatai.com/print/67
2004-08-24 22:39
เตรียมติดกล้องวงจรปิดทั่วเมืองยะลา
ยะลา -24 ส.ค.47 นายบุณยสิทธิ์ สุวรรณรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา ระบุว่า ทางจังหวัดยะลาทำเรื่องขอติดตั้งกล้องโทรทัศน์วงจรปิดในเขตเทศบาลนครยะลากว่า 64 จุด ไปยังกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ทั้งนี้กรมการปกครองได้ผ่านงบประมาณฯ เพื่อติดตั้งโทรทัศน์วงจรปิดในพื้นที่เสี่ยงของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลากล่าวว่า การติดตั้งโทรทัศน์วงจรปิดมีความสำคัญมาก และจำเป็นต้องนำมาใช้อย่างเร่งด่วน เนื่องจากเป็นประโยชน์ในการติดตามสืบสวนกลุ่มคนร้าย ที่คอยสร้างสถานการณ์ในพื้นที่ได้อีกทางหนึ่ง นอกจากนั้นภายในเดือนก.ย.นี้ จังหวัดได้รับงบประมาณจากกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อติดตั้งศูนย์คอลเซ็นเตอร์ (CALL CENTER) หรือศูนย์รับข้อร้องเรียนจากชาวบ้าน กรณีเกิดปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ ปัญหาอาชญากรรม ตลอด 24 ชั่วโมง รายงานโดย : ศูนย์ข่าวประชาไท
['ข่าว', 'สิ่งแวดล้อม']
https://prachatai.com/print/68
2004-08-24 22:40
"พัลลภ" คืนกอ.สสส.จชต.
กรุงเทพฯ- 24 ส.ค. 47 พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ได้สั่งการให้พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี รองผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน(รองผอ.รมน.) กลับไปรับผิดชอบปัญหาความไม่สงบในภาคใต้ในกองอำนวยการเสริมสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้(กอ.สสส.จชต.)เหมือนเดิม ก่อนหน้านี้ พล.อ. พัลลภ ประกาศลาออกจากตำแหน่งในกองอำนวยการเสริมสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนภายใต้ เนื่องจากไม่พอใจผลการตัดสินของคณะกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริง กรณีเหตุการณ์มัดยิสกรือเซะ เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2547 ซึ่งคณะกรรมการฯ ระบุว่า เจ้าหน้าที่ทำเกินกว่าเหตุ "สิ่งที่พล.อ.พัลลภ จะต้องทำก็คือทำหน้าที่แทนผม ประจำอยู่ที่นั่นแต่ส่วนใหญ่ก็อาจจะขึ้น ๆ ลง ๆ ซึ่งคงไม่มีปัญหาอะไรและยังมีคนช่วยอีกหลายคนแต่คนที่รับผิดชอบในพื้นที่ เป็นฝ่ายปฏิบัติจริงๆ ทั้งตำรวจและทหารก็คือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม" รองนายกรัฐมนตรี กล่าว รายงานโดย : ศูนย์ข่าวประชาไท
['ข่าว', 'สิ่งแวดล้อม']
https://prachatai.com/print/69
2004-08-24 22:45
ประชุม IMT - GTครั้งที่11 เริ่มแล้วที่ปัตตานี
ศูนย์ข่าวภาคใต้-24 ส.ค.47 เวลา 09.15 น. ที่ห้องน้ำพราว โรงแรม ซี.เอส.ปัตตานี อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี นาย สมเจตน์ เตรคุพ รองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) ผู้นำคณะฝ่ายไทยเป็นประธานเปิดการประชุมเขตเศรษฐกิจสามฝ่าย อินโดนีเซีย - มาเลเซีย - ไทย (IMT - GT) ครั้งที่ 11 ระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส ระหว่างวันที่ 24 - 25 สิงหาคม 2547 ส่วนผู้นำคณะฝ่ายอินโดนีเซียได้แก่ Mr.Firman M.U. Tamboen และผู้นำคณะฝ่ายมาเลเซีย ได้แก่ Raja Dato" Zaharaton bt. Raja Zainal Abidin สำหรับวันที่ 26 สิงหาคม 2547 จะเป็นการประชุม IMT - GT ระดับรัฐมนตรี โดยมีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานผู้แทนฝ่ายไทย H.E. Dato Mustapa Mohamed Minister in the Prime Minister" s Department ผู้นำคณะฝ่ายมาเลเซีย และ H.E. Mr.Theo.F.Toemion Chairman of Indonesian Coor dinating Investment Board เป็นผู้นำคณะฝ่ายอินโดนีเซีย มีผู้แทนจากภาครัฐ สภาธุรกิจ IMT - GT ทั้ง 3 ประเทศและผู้สังเกตุการณ์ เข้าร่วม ประมาณ 300 คน รายงานโดย : มูฮำหมัด ดือราแม ศูนย์ข่าวภาคใต้
['บทความ']
https://prachatai.com/print/72
2004-08-25 13:42
เสนอรมต. IMT-GT เพิ่ม 3 พื้นที่เข้าแผนฯ
ศูนย์ข่าวภาคใต้ 24 ส.ค. 47 นายสมเจตน์ เตรคุพ รองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ประชุม กล่าวถึงการประชุมรอบ IMT-GT JBC ว่า ได้รายงานให้ที่ประชุมทราบถึงข้อเสนอการเพิ่มจังหวัด และรัฐสมาชิกใหม่ใน IMT-GT โดย ประเทศอินโดนีเซีย เสนอเพิ่มจังหวัดลัมปุง บังกา บัลตุง และเรียว(Lampung, Bangka Belitung and Kepulauan Riau) ประเทศมาเลเซีย เสนอเพิ่มรัฐกลันตัน (Kelantan) และ ประเทศไทยเสนอเพิ่มจังหวัด ตรัง พัทลุง และนครศรีธรรมราช รวมถึงการลงนามในบันทึกความเข้าใจเรื่อง เฟรนไชส์ ฟาร์มมิ่ง ระหว่าง Synergy Farms Sdn Bhd & Food Crop Agriculture Service of Naggroe Aceh Darussalarm และ การอบรมเจ้าหน้าที่พยาบาล ระหว่าง Selangor Medical Centres Sdn Bhd และ Yayayan นายสมเจตน์ กล่าวอีกว่า ส่วนด้านการค้าการลงทุนนั้น PT DOK Dumai กำลังต้องการนักธุรกิจที่สนใจพัฒนาที่ดินขนาด 300 เฮกเตอร์ เพื่อพัฒนาเป็นสวนอุตสาหกรรม JBC Thailand ได้เสนอโครงการพัฒนาตลาดขายส่งสินค้าเกษตรที่ สะเดา JBC Indonesia ได้เสนอให้กลุ่มนักลงทุนและนักธุรกิจเข้าร่วมลงทุนพัฒนา Medan Development Metropolitan City และ ธุรกิจโรงแรมในเมืองเมดาน ด้านพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน บริษัท เฟอร์มาปาดู จำกัด เสนอเปิดให้บริการเรือ RORO Ferry ระหว่างมะละกาและดูไม Penang Port Sdn Bhd and PT Angkutan Sungai Danau dan Penyeberangan of Riau คาดว่าจะร่วมกันเปิดให้บริการเรือ RORO Ferry ระหว่างปีนัง และ เบลาวัน ในปี 2004 Kumpulan Darul Dhgan Bhd of Salangor ได้ดำเนินการศึกษาด้านเทคนิคและการเงินของโครงการพัฒนาโครงข่ายเชื่อมโยงทางหลวงระหว่าง เปกัน , Riau Invesment Corporation เสนอโอกาสการให้บริการเรือ RORO Ferry จาก Dumai , Batu Panjang และ Tanjung Medang รวมทั้งเสนอโอกาสพัฒนาทางหลวงระหว่าง Batu Panjang และ Tanjung Medang ด้านตลาดเสรี ธนาคารอิสลามในกลุ่มสมาชิก IMT-GT จะจัดงาน IMT-GT Trade Fair ที่หาดใหญ่ในเดือนกุมภาพันธ์ 2005 บริษัท สตาร์ เซิร์ซ เทคโนโลยี จำกัด (Star Search Technologis Sdn Bhd) ต้องการผู้ร่วมลงทุนในภูมิภาค IMT-GT เกี่ยวกับ Smart Schools และ Internet Phone ด้านการพัฒนาสาขาและสหสาขา ได้แก่ โรงพยาบาลเอกชนใน Kedah จัดส่งเสริมการท่องเที่ยวด้านทัวร์สุขภาพ ควรดำเนินการศึกษาความเป็นไปได้ในการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกที่จังหวัดสตูล J" Shavae Infosys Sdn Bhe of Selang เสนอโครงการฝึกอบรมพัฒนาทักษะฝีมือสำหรับกลุ่มธุรกิจในภูมิภาค IMT-GT นายสมเจตน์ กล่าอีกว่า สำหรับประเด็นข้อเสนอของ JBC ที่ประชุมได้พิจารณาในเรื่องของการรวมเมืองมะละกา ของมาเลเซีย เข้าเป็นสมาชิก IMT-GT การขยายเวลาผ่านเข้า ออก พรหมแดนระหว่างไทยและมาเลเซียตลอด 24 ชั่วโมง หรือเฉพาะบางแห่งใน บูกิตกายูฮิตัม และ ปาดังเบซาร์ ทั้งนี้หลังการประชุมของ SOM ในวันที่ 25 สิงหาคม 2547 จะนำเรื่องที่หารือทั้งหมดเสนอในที่ประชุมระดับรัฐมนตรีที่มีรองนายกรัฐมนตรี นายวิษณุ เครืองาม เป็นผู้แทนฝ่ายไทยต่อไป รายงานโดย : มูฮำหมัด ดือราแม ศูนย์ข่าวภาคใต้
['บทความ']
https://prachatai.com/print/73
2004-08-25 13:54
รัฐพิจารณาปรับค่าไฟหลัง ต.ค.
กรุงเทพฯ - 25 ส.ค. 47 น.พ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ระบุว่า ได้สั่งการให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ตรึงราคาค่าไฟฟ้าในประเทศจนถึงปลายเดือนตุลาคม ศกนี้ ก่อนที่จะพิจารณาเปลี่ยนแปลงใหม่ ทั้งนี้ กฟผ.ได้ปรับเปลี่ยนการใช้เชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า โดยเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินที่ อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง ขณะเดียวกันได้เพิ่มกำลังการผลิตจากโรงไฟฟ้าพลังน้ำ เพื่อลดต้นทุนค่าเชื้อเพลิงที่มีสัดส่วนในการผลิตไฟฟ้าสูงถึง 60 % รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานกล่าวว่า จะรอดูผลการลดต้นทุนค่าเชื้อเพลิงดังกล่าวก่อนที่พิจารณาปรับค่าไฟฟ้ารอบใหม่ ซึ่งคาดว่าหลังเดือนตุลาคมไปแล้ว รายงานโดย : ศูนย์ข่าวประชาไท
['ข่าว', 'สิ่งแวดล้อม']
https://prachatai.com/print/70
2004-08-24 22:47
ไทยเสียงแตกหนุนพม่าเข้าIMT-GT
ศูนย์ข่าวภาคใต้ - 24 ส.ค.47 การประชุมเขตเศรษฐกิจสามฝ่าย อินโดนีเซีย-มาเลเซีย-ไทย (IMT-GT) ครั้งที่ 11 ในระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส หรือ Senior Officials Meeting (SOM) ที่โรงแรมซี.เอส.ปัตตานี เริ่มขึ้นในช่วงเช้าโดยมีนายสมเจตน์ เตรคุพ รองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นประธานในที่ประชุม โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วย ฝ่ายอินโดนีเซีย 40 คน ฝ่ายมาเลเซีย 90 คน และฝ่ายไทย 60 คน โดยสภาธุรกิจสามฝ่าย(The IMT-GT Joint Business Council : JBC) ได้นำเสนอประเด็น ข้อเสนอ และโครงการ ที่ต้องการให้ SOM สนับสนุนและตัดสินใจ ซึ่งมาจากการประชุม JBC รวม 3 ครั้ง คือ ครั้งที่ 13 - 15 นายสมเจตน์ กล่าวกับ "ประชาไทออนไลน์" ว่าจากกรณีที่ นางราจา ดาโต๊ะ ซาฮาราตัน บินติ ราจา ไซนัลอาบีดีน ประธานสภา IMT-GT มาเลเซียได้แจ้งว่า สหภาพพม่า สนใจจะเข้าร่วมเป็นภาคีใน IMT-GT นั้น เป็นความประสงค์ของพม่าเอง โดยได้ติดไปทาง สภา IMT-GT ซึ่งทางฝ่ายไทยไม่ขัดข้อง ทั้งนี้เพราะว่าไทยเองก็ต้องการให้พม่ามีการพัฒนาอยู่แล้ว ถ้าเข้ามาร่วมแล้วทำให้พม่าสามารถพัฒนาประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องแรงงานชาวพม่า ซึ่งจะทำให้ปัญหาแรงงานเถื่อนชาวพม่าในประเทศไทยลดน้อยลง โดยเรื่องนี้จะพิจารณาความเหมาะสมและรายละเอียดในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป ทางด้านนายสมเกียรติ์ อนุราษฎร์ ประธานสภาธุรกิจ IMT-GT ประเทศไทยกล่าวว่า เรื่องนี้ตนไม่เห็นด้วยที่จะให้พม่าเข้ามาร่วม เพราะว่าภาคเอกชนยังไม่พร้อม ในขณะที่พื้นที่ก็ไม่ได้เชื่อมต่อกัน ถ้าจะเข้ามาก็ต้องรออีสักระยะหนึ่งก่อน ด้านนายโอฬาร อุยะกุล รองประธานกรรมการสภาธุรกิจ IMT-GT ประเทศไทย กล่าวว่า เป็นความต้องการของฝ่ายมาเลเซียที่จะให้ประเทศพม่าเข้ามาเป็นภาคีใน IMT-GT ทั้งนี้เพราะว่ามาเลเซียมีการลงทุนทำธุรกิจอยู่ในประเทศพม่าอยู่เป็นจำนวนมากแล้ว แต่ถ้าจะเข้าร่วมก็คงไม่มีปัญหาอะไร ถ้าเป็นการเข้ามาช่วยส่งเสริม พัฒนาเศรษฐกิจให้มีความมั่นคงมากขึ้น รายงานโดย : มูฮำหมัด ดือราแม ศูนย์ข่าวภาคใต้
['บทความ']
https://prachatai.com/print/71
2004-08-24 22:51
พีดีพี 2004 กับการรับรู้ของประชาชน
แต่ไหนแต่ไรมา กระบวนการกำหนดนโยบายโดยเฉพาะด้านพลังงาน ถูกจำกัดอยู่ในวงเทคโนแครต ผู้ชำนาญการ นำเสนอความเห็นให้รัฐบาลกำหนดเป็นแนวทางปฏิบัติ(Action Plan) โดยมีเป้าหมายสำคัญ คือการรักษาความมั่นคงด้านพลังงาน(Energy Security) ในการผลิตของภาคอุตสาหกรรมของประเทศเป็นหลัก ตัวเลขสัดส่วนการบริโภคของกรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน กระทรวงเทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม ในปี 2544 ชี้ให้เห็นว่า ภาคอุตสาหกรรมใช้ไฟสูงถึง 45.41% รองลงมาเป็นภาคธุรกิจและราชการ 31.09% ขณะที่ ประชาชนทั่วไปซึ่งเป็นผู้ใช้ไฟฟ้าจำนวนมากที่สุด บริโภคไฟ 22.83% ที่เหลือเป็นสาขาอื่นๆ ภาคเกษตรกรรมและภาคขนส่งซึ่งบริโภคไฟในสัดส่วนรวมกันไม่ถึง 1% สำหรับผู้บริโภคไฟอันดับสาม โดยเฉพาะประชาชนในท้องถิ่นกลับต้องรับภาระต้นทุนการผลิตไฟฟ้า นับแต่รัฐลงเสาเข็มโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าแห่งแรกของประเทศ เขื่อนพลังน้ำขนาดใหญ่บังคับให้ชาวบ้านต้องถิ่นที่อาศัยมาหลายชั่วอายุ มีจำนวนมากต้องอพยพเข้ามาหางานทำในเมืองใหญ่อย่างไม่เต็มใจ ขณะที่โรงไฟฟ้าที่ใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิง นำหายนะในชีวิตและทรัพย์สินมาให้ชาวบ้านรอบๆ โรงไฟฟ้า ในจำนวนนี้มีไม่น้อยที่เสียที่ทำกินอย่างถาวรให้กับโรงไฟฟ้าเนื่องจากรัฐขอให้เขาเสียสละเพื่อประโยชน์ของชาติซึ่งไม่ได้รวมส่วนพวกเขาเข้าไปด้วย ขณะที่นโยบายพลังงานโดยเฉพาะไฟฟ้า ถูกทำให้กลายเป็นเรื่องซับซ้อนยากที่จะเข้าใจ กระทั่งไม่เหลือที่ว่างให้คนส่วนใหญ่ของประเทศซึ่งเป็นเจ้าของเงินทุนที่แท้จริงเข้าไปมีส่วนร่วม เป็นความจริงที่ว่า เราต้องใช้ไฟ แต่สัดส่วนที่เหมาะสมระหว่างการลงทุนผลิตไฟฟ้ากับความจำเป็นใช้ไฟที่แท้จริงของทุกภาคส่วนนั้น จะต้องอยู่บนพื้นฐานการคิดต้นทุนรวมทั้งในแง่เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และทางสังคม เพื่อให้ค่าไฟได้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง และมิใช่แค่ผลักภาระให้ประชาชนทั้งๆ ที่พวกเขามิได้เป็นผู้บริโภครายใหญ่แต่อย่างใด ประการสำคัญ ค่าไฟที่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง น่าจะทำให้ผู้บริโภคกลับมาทบทวนการบริโภคที่ฟุ่มเฟือย ไร้ประโยชน์ โดยเฉพาะช่วงวิกฤตพลังงานโลกในปัจจุบัน และหันกลับมาใช้พลังงานที่มีอยู่อย่างคุ้มค่า หรือเป็นประโยชน์ในการดำรงชีวิตมากที่สุด เป็นที่น่าเสียดายที่แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าหรือพีดีพี 2004 ที่คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) อนุมัติและจะนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบนั้น ยังคิดบนฐานการสร้างโรงไฟฟ้าเพื่อตอบสนองความต้องการใช้ไฟอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ทั้งค่าไฟที่ผู้บริโภคต้องจ่ายเพิ่ม (ทั้งที่เป็นเพียงผู้บริโภคจำนวนน้อย) สะท้อนเพียงต้นทุนค่าไฟที่รวมส่วนเฉพาะต้นทุนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าแห่งใหม่เท่านั้น แม้จะมีเสียงเรียกร้องจากนักวิชาการ ชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการฯ ให้ทบทวนพีดีพี 2004 รวมถึงเสนอให้สังคมมีส่วนร่วมแลกเปลี่ยน และร่วมกำหนดแนวทางการผลิตไฟฟ้าของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม แต่รัฐบาลซึ่งโฆษณาชวนเชื่อว่า มีความเป็นประชาธิปไตย ทั้งเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมพัฒนาประเทศนั้น กลับไม่มีเสียงตอบรับแต่ประการใด ระบบประชาธิปไตยที่ถูกต้องนั้น ควรจะเน้นในเรื่องของกระบวนการใช้อำนาจควบคู่ไปกับเรื่องของโครงสร้างหรือสถาบัน หมายความว่า รัฐไม่ควรมองประชาชนว่า เป็นแค่ผู้มีสิทธิลงคะแนน หรือมีบทบาทเพียงเลือกตั้งผู้มาใช้อำนาจ แต่ระหว่างที่มีการใช้อำนาจนั้น ประชาชนกลับไม่ได้รู้เห็นเกี่ยวข้องอันใดเลย แม้กระทั่งเรื่องพลังงาน ซึ่งเทคโนแครตบางกลุ่มพยายามทำให้ซับซ้อน เข้าใจยาก แต่หากต้องการให้ประเทศพัฒนาไปในทิศทางที่สอดคล้องกับประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ของประเทศแล้ว ยิ่งต้องเปิดช่องให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูล ทำความเข้าใจและมีส่วนร่วมในการกำหนดการใช้พลังงานด้วยตัวของเขาเอง ไม่ใช่ปล่อยให้กลุ่มทุนไม่กี่กลุ่มเข้ามากอบโกยอยู่เงียบๆ แล้วอ้างว่า เป็นผลประโยชน์ของชาติอย่างในปัจจุบัน
['บทความ']
https://prachatai.com/print/74
2004-08-25 16:12
กัลฟ์ ถอนฟ้องชาวบ่อนอก
ประชาไท - 25 ส.ค.47 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วานนี้ที่ศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ บริษัทกัลฟ์ เจนเนอเรชั่น จำกัด ได้ถอนฟ้องนายเจริญ วัดอักษร แกนนำกลุ่มรักษ์ท้องถิ่นบ่อนอก และชาวบ้านต.บ่อนอกรวม 7 คน ในข้อหาทำร้ายร่างกาย โดยมีชาวบ้านเข้าร่วมฟังการไต่สวนและให้กำลังใจกว่า 1,000 คน ทั้งนี้ คดีดังกล่าวเป็นคดีที่เจ้าหน้าที่บริษัทกัลฟ์ ฯ แยกฟ้องที่ศาลจังหวัดประจวบฯ นอกเหนือจากการฟ้องที่ศาลอาญา กรุงเทพฯ และเคยมีกระแสเรียกร้องจากชาวบ้านบ่อนอกให้บริษัทกัลฟ์ฯ ถอนฟ้อง หลังจากนายเจริญ วัดอักษร จำเลยที่1 ถูกลอบสังหาร คดีดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อปี 2544 มีการกระทบกระทั่งกันระหว่างเจ้าหน้าที่บริษัทกัลฟ์ฯ และชาวบ้านบ่อนอก เมื่อบริษัทกัลฟ์ ฯ นำเรือออกสำรวจปลาวาฬ แต่ชาวบ้านให้นำเรือมาตรวจสอบก่อน เพราะเกรงว่าจะมีการปล่อยสารเคมีทำลายท้องทะเล รายงานโดย : ศูนย์ข่าวประชาไท
['ข่าว', 'สิ่งแวดล้อม']
https://prachatai.com/print/75
2004-08-25 17:37
ผลกทช.ทำลายศรัทธาองค์กรอิสระ
กรุงเทพฯ-25 ส.ค.47 สว.ประทิน ยอมรับ ผลกทช. สะท้อนว่า มีบล็อคโหวตเลือกตั้งกรรมการองค์กรอิสระทุกครั้ง หวั่นทำลายความเชื่อมั่นและความหวังของภาคประชาชน พล.ต.อ. ประทิน สันติประภพ สมาชิกวุฒิสภากรุงเทพมหานคร ยอมรับว่าทุกครั้งที่มีการเลือกตั้งองค์กรอิสระต่าง ๆ จะมีการล็อครายชื่อเกิดขึ้นทุกครั้ง ซึ่งเชื่อว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ส่งผลให้ประชาชนหมดหวังต่อการทำงานของวุฒิสภา เช่นเดียวกับองค์กรอิสระหลายองค์กรที่คงหวังพึ่งได้ยาก นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ สมาชิกวุฒิสภากรุงเทพมหานคร กล่าวว่า รู้สึกผิดหวัง และไม่สบายใจต่อการเลือกกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กทช.ของสมาชิกวุฒิสภา โดยเฉพาะการลงคะแนนเลือกกรรมการ กทช. ที่ตรงกันทั้ง 7 รายชื่อ ของสมาชิกวุฒิสภากว่า 80 คน ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้หากมีการลงคะแนนโดยอิสระจริง อย่างไรก็ตามหลังจากนี้วุฒิสภาคงทำหน้าที่ได้เพียงการตรวจสอบการทำงานของกรรมการ กทช. ชุดนี้ว่า เป็นการรับใช้หรือให้ประโยชน์นายทุน และนักธุรกิจด้านการสื่อสารจริงหรือไม่ รายงานโดย : ศูนย์ข่าวประชาไท
['ข่าว', 'สิ่งแวดล้อม']
https://prachatai.com/print/76
2004-08-25 18:26
WHO เตือนเอเชียรับมือหวัดนกระบาด
สหรัฐ- 25 ส.ค. 47 ฮูส่งสัญญาณชาติเอเชียเตรียมรับมือการระบาดของไข้หวัดนกระลอกใหญ่ หลังพบการแพร่กระจายในเวียดนามและมาเลเซีย นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ รองนายกรัฐมนตรีระบุว่า การระบาดของไข้หวัดนกในประเทศเพื่อนบ้านไทยโดยเฉพาะมาเลเซีย ไม่มีผลกระทบต่อการท่องเที่ยวของภาคใต้ โดยเฉพาะ จ. ภูเก็ต อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญฯ ต่างประเทศและองค์การอนามัยโลก(ๅWHO) กลับเห็นว่า ประเทศในแถบเอเชียควรเตรียมรับมือกับการระบาดของไข้หวัดนก "ประเทศต่างๆ ต้องรวบรวมวัคซีนหรือยาต้านไวรัส หรืออย่างน้อยที่สุดก็ให้รู้ถึงการบำบัดรักษาผู้ป่วย และในขณะนี้ก็ถึงเวลาแล้วที่จะดำเนินการเช่นนั้น" ดร.เคอิจิ ฟุกุดะ ผู้เชี่ยวชาญด้านไข้หวัดใหญ่ของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคติดต่อของสหรัฐอเมริการะบุ นายเคลาส์ สตอห์ร ผู้เชี่ยวชาญเชื้อไข้หวัดนกขององค์การอนามัยโลก(WHO) ว่า เชื้อไวรัสไข้หวัดนก ซึ่งคร่าชีวิตประชาชนไป 27 รายในเอเชียในปีนี้ กำลังแพร่ระบาดในขอบเขตที่กว้างเกินไปและรวดเร็วเกินกว่าที่จะมีการควบคุมได้โดยง่าย ทั้งยังไม่มีการจัดตั้งเครือข่ายในการเฝ้าระวังเชื้อไวรัสดังกล่าวอย่างเพียงพอ ประเทศมาเลเซียได้พบการระบาดของไข้หวัดนก H5N1 เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว และรัฐบาลมาเลเซียยืนยันว่า ไม่มีการติดเชื้อในคน ขณะที่ประเทศเวียดนามซึ่งเคยประกาศว่าปลอดจากเชื้อดังกล่าวเมื่อเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา แต่ก็ต้องกลับมาประกาศว่า พบการแพร่ระบาดครั้งใหม่เมื่อเดือนที่แล้ว อย่างไรก็ดี หากไวรัสเกิดกลายพันธุ์ไปจาก ซึ่งส่งผลให้การติดเชื้อขยายวงออกไปไกลและรวดเร็ว แอาจทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก และรุนแรงกว่าโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง (SARS) ที่มีผู้เสียชีวิตระหว่างปี 2002-2003 ทั่วโลกกว่า 800 คน ดร.เคอิจิ กล่าวว่า จำเป็นต้องมีการปรับปรุงระบบการรายงานข้อมูลและการเฝ้าสังเกต อย่างไรก็ตาม สถานการณ์การระบาดของเชื้อ H5N1 นั้นเป็นไปอย่างรวดเร็วและกว้างขวาง จนทำให้ความพยายามที่จะควบคุมในลักษณะที่เคยปฏิบัติในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งได้แก่การฆ่า, ให้วัคซีนและการกักบริเวณสัตว์ปีกนั้น ไม่ประสบผลสำเร็จเสมอไป และถ้าหากไม่มีการให้วัคซีนอย่างเหมาะสม สัตว์ปีกก็จะยังคงสามารถแพร่เชื้อต่อไปได้แม้ดูสภาพภายนอกไม่เจ็บป่วยก็ตาม รายงานโดย : ศูนย์ข่าวประชาไท
['ข่าว', 'สิ่งแวดล้อม']
https://prachatai.com/print/77
2004-08-25 20:39
น้ำมันพุ่งกระทบประมงใต้
ปัตตานี,สงขลา-25 ส.ค.47 นายวิโรจน์ จันทนิมิ นายกสมาคมประมงจังหวัดปัตตานี เปิดเผยว่า ขณะนี้ผู้ประกอบการเรือประมงในจังหวัดปัตตานี กว่า 500 ลำ หยุดออกทำการประมงเป็นการชั่วคราว เนื่องจากแบกรับภาระต้นทุนน้ำมันที่เพิ่มขึ้นไม่ไหว แม้ว่าที่ผ่านมา รัฐจะช่วยเหลือโดยการจัดหาน้ำมันราคาถูกให้ แต่ยังน่าเป็นห่วงว่า จะสามารถสนับสนุนไปได้นานแค่ไหน รายงานข่าวจากจังหวัดสงขลาระบุว่า เรือประมงจังหวัดสงขลาประสบกับปัญหาต้นทุนสูง เนื่องจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นเช่นกัน แต่ขณะนี้ยังไม่ได้ส่งผลกระทบกับราคาสัตว์น้ำแม้ว่า ปริมาณจะลดลง อย่างไรก็ดีมีการคาดการณ์ว่า เจ้าของเรือประสบภาวะขาดทุนเฉลี่ยลำละ 1.5 แสนบาท และต้องหยุดกิจการชั่วคราวประมาณ 40 % จากเรือประมงทั้งหมด 3,488 ลำ ทั้งนี้คาดว่าหากต้นทุนยังสูงติดต่อไปอีก 3 เดือน จะต้องหยุดกิจการชั่วคราวไปอีกจำนวนมาก และที่สำคัญขณะนี้เงินกองทุนชดเชยราคาน้ำมันของเรือประมงหมดแล้ว ซึ่งอาจจะมีเพียงไม่กี่ลำ และผู้ประกอบการไม่กี่รายเท่านั้นที่สามารถสู้กับปัญหาที่เกิดขึ้นได้ แต่เป็นห่วงว่าปัญหาที่เกิดขึ้นจะส่งผลกระทบต่อโรงงานอุตสาหกรรมที่รับซื้อสัตว์น้ำแปรรูป เพราะราคาอาจจะสูงขึ้น เนื่องจากต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการประมงสูงขึ้นนั่นเอง จึงอยากให้รัฐเข้ามาช่วยเหลือในเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน รายงานโดย : ศูนย์ข่าวประชาไท
['ข่าว', 'สิ่งแวดล้อม']
https://prachatai.com/print/81
2004-08-25 21:51
สปรส.สรุป 6 นโยบายสาธารณะเข้าสมัชชาสุขภาพฯ
ประชาไท-25 ส.ค.47 "สปรส." สรุป 6 แนวนโยบายสาธารณะ "อุตสาหกรรม พลังงาน น้ำ การจัดการทรัพยากรฯ คมนาคม และกฎหมายการมีส่วนร่วมฯ เข้าเวทีสมัชชาสุขภาพแห่งชาติต้นเดือน ก.ย. สำนักงานปฏิรูประบบสุขภาพแห่งชาติ(สปรส.) จัดเวทีสังเคราะห์ข้อเสนอเชิงนโยบาย "ยุทธศาสตร์ภาคประชาชนกับการมีส่วนร่วมพัฒนานโยบายเพื่อสุขภาพ" เพื่อนำเสนอในเวทีสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ในวันที่ 8-9 กันยายน 2547 โดยมีการนำเสนอกรณีศึกษานโยบายด้านต่างๆ ได้แก่ อุตสาหกรรม พลังงาน น้ำ การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คมนาคมขนส่ง และเครื่องมือ/กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการมีส่วนร่วมในการพัฒนานโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพแห่งชาติ โดยเวทีได้ข้อสรุปยุทธศาสตร์การสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนคือ การเชื่อมประสานองค์กรต่างๆแต่ละภาคส่วน ผลักดันเชิงนโยบาย เช่น ผลักดันกฎหมายสิทธิชุมชน สิ่งแวดล้อม การจัด เวทีสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ เป็นต้น การติดตามตรวจสอบนโยบาย เช่น แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า การจัดการน้ำ เป็นต้น การสนับสนุนพลังของท้องถิ่น เช่น ส่งเสริมให้ความรู้ท้องถิ่นเป็น องค์ความรู้ที่ได้รับการยอมรับ และการสื่อสารสาธารณะต้องกระชับ ถูกจุด และถูกเวลา น.พ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ สมาชิกวุฒิสภา กล่าวว่าปัจจุบันสังคมอยู่ในโครงสร้างที่ทำลายการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งต้องเผชิญกับกลุ่มทุน กลุ่มการเมือง และกลุ่มอำนาจนิยมเบ็ดเสร็จ ที่คิดในเรื่องมูลค่ามากกว่าคุณค่าสุดท้ายก็ไปติดแค่เอื้ออาทร และการคิดแบบรวดเร็วเป็นหลักก็นำมาซึ่งการทำลายคุณธรรม ศีลธรรมพื้นฐาน ดังนั้นการที่ภาคประชาชนพูดเพียงในหลักการ เช่น การหยิบยกรัฐธรรมนูญมาพูดนั้นจึงไม่มีผลมากนัก สิ่งจำเป็นในการนำเสนอนโยบายสาธารณะของประชาชนคือ ต้องเสนอสิ่งที่เป็นรูปธรรมให้มีความชัดเจนว่ามีผลดีมากน้อยเพียงใดกับที่เป็นอยู่ ต้องเอาชนะในด้านความคิด โดยเฉพาะในระดับพื้นที่ต้องดึงหัวสมองหรือนักวิชาการที่มีอยู่ลงไปในพื้นที่ให้มากขึ้น รายงานโดย : ปิ่นแก้ว อุ่นแก้ว ศูนย์ข่าวประชาไท
['ข่าว', 'สิ่งแวดล้อม']
https://prachatai.com/print/78
2004-08-25 20:48
ขาประจำ" ทักษิณ" เสนอชะลอเอฟทีเอ
ประชาไท - 25 ส.ค.47 "สมเกียรติ ตั้งกิจวานิช" วิพากษ์นโยบายเอฟทีเอ" ทักษิณ" ขาดยุทธศาสตร์ร่วม ทั้งไม่ได้เกิดประโยชน์กับประเทศเหมือนกันทั้งหมด เสนอชะลอแผนทำเอฟทีเอออกไปก่อน จนกว่าจะมีมาตรการรองรับ ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิช ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เห็นว่า รัฐบาลควรชะลอแผนเจรจาและเปิดการค้าเสรีแบบทวิภาคี(เอฟทีเอ) และเปิดช่องให้มีการกำหนดยุทธศาสตร์การเจรจาร่วมกัน ทั้งนี้ เขาได้อ้างผลการศึกษาเอฟทีเอของทีดีอาร์ไอซึ่งแบ่งการเจรจาออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มแรกคือ เอฟทีเอไทย-จีน-ญี่ปุ่น ซึ่งส่งผลต่อการค้าและประโยชน์ของประเทศไทยถึง 80 % ขณะที่กลุ่มที่สอง ได้แก่ ออสเตรเลียและอินเดีย ซึ่งให้ประโยชน์ กับประเทศไทยเพียง 10 % ของกลุ่มแรก ส่วนกลุ่มที่สาม ได้แก่ เปรู และบาเรน ให้ประโยชน์เพียง 10 % ของกลุ่มที่สอง ผมขอเสนอให้หยุดการทำเอฟทีเอก่อน จนกว่าจะกำหนดยุทธศาสตร์ร่วมกันได้ และต้องมีมาตรการรองรับที่ไปไกลกว่ามาตรการทางการค้า " ดร.สมเกียรติกล่าว ดร.สมเกียรติ กล่าวว่า การทำเอฟทีเอ จะส่งผลต่อภาคธุรกิจบริการมากกว่าภาคสินค้าและภาษี แต่ที่ผ่านมาไม่มีใครพูดถึงประเด็นดังกล่าว อย่างไรก็ตามในแง่ดีก็จะทำให้การลงทุน และระบบการกำกับดูแลภาคธุรกิจมีความโปร่งใสยิ่งขึ้น อีกทั้งยังถือเป็นการส่งสัญญาณที่ดีว่าประเทศไทยกำลังมีการปฎิรูปธุรกิจ แต่การทำเอฟทีเอก็พบความเสี่ยงหลายด้าน กล่าวคือ ประเทศใหญ่จะพัวพันการค้าเข้ากับการเมือง ซึ่งไม่ปรากฏบนโต๊ะการเจรจาการค้า ผู้บริโภคอาจได้ประโยชน์จากเอฟทีเอ แต่ผู้ประกอบการอาจต้องแข่งขันและปรับตัวมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจลงทุน การเคลื่อนย้ายแรงงานและฐานการผลิต เกิดการผูกขาดธุรกิจบริการจากลุ่มทุนประเทศยักษ์ใหญ่ นอกจากนี้ยังเกิดความเสี่ยงจากกลุ่มผลประโยชน์ที่เข้ามาผลักดันให้เกิดการเจรจาเอฟทีเอ ซึ่งทำได้ง่ายกว่า WTO " ปัจจุบันรัฐบาล ยังไม่มีการเชื่อมโยงนโยบาย การพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม เข้ากับการทำเอฟทีเอ ขาดความเชื่อมโยงนโยบายการปรับโครงสร้าง การผลิตของไทยรวมทั้งขาดนโยบายด้านธุรกิจบริการ ซึ่งไม่ควรเชื่อถือข้อมูลจากผู้ประกอบการเท่านั้น แต่ต้องมีข้อมูลจากผู้ผลิตและผู้ใช้บริการที่เกี่ยวข้องด้วย และที่สำคัญรัฐขาดนโยบายคุ้มครองนักลงทุนต่างชาติที่ชัดเจน " รายงานโดย : พิณผกา งามสม ศูนย์ข่าวประชาไท
['ข่าว', 'สิ่งแวดล้อม']
https://prachatai.com/print/84
2004-08-26 16:59
รมว.IMT-GT หนุนปรับระบบค้า 3 ประเทศ
ศูนย์ข่าวภาคใต้ 26 ส.ค. 47 เวลา 11.00 น. นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานและลงนามบันทึกข้อตกลงในการประชุมเขตเศรษฐกิจ 3 ฝ่ายอินโดนีเซีย-มาเลเซีย-ไทย (IMT - GT) ครั้งที่ 11 ระดับรัฐมนตรี ณ โรงแรมซี.เอส.ปัตตานีอำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี ร่วมกับนาย ธิโอ เอฟ.โทเมี่ยนประธานคณะกรรมการความร่วมมือด้านการลงทุนของอินโดนีเซีย และ ดาโต๊ะมุสตาปา โมฮาเม็ดรัฐมนตรีประจำสำนักรัฐมนตรีของมาเลเซีย นายวิษณุ กล่าวในการแถลงข่าวว่า ที่ประชุมรับทราบการบริการด้านการเดินเรือระหว่างเมืองมะละกาของมาเลเซียกับเมืองดูไม จังหวัดเรียวของอินโดนีเซีย ส่วนระหว่างเมืองปีนังกับเมืองเบลาวัน ของอินโดนีเซียจะดำเนินการได้ในปีนี้ การเชื่อมโยงการขนส่งทางบกอีกหลาย ทางมาเลเซียได้เร่งให้ไทยมีการศึกษาการก่องสร้างท่าเรือน้ำลึกที่จังหวัดสตูล นอกจากนี้ ที่ประชุมเห็นชอบข้อเสนอของที่ประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส(SOM) ที่ได้จากที่ประชุมสภาธุรกิจ 3 ฝ่าย(JBC) คือ เวลาการเปิด-ปิดด่านพรหมแดนไทย - มาเลเซีย การกำหนดแบบฟอร์มการสำแดงสินค้าให้มีมาตรฐานเดียวกัน และแลกเปลี่ยนความเชี่ยวชาญด้านข้อมูลอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน และจัดทำศูนย์โทรคมนาคม นายวิษณุกล่าวอีกว่า ที่ประชุมรับทราบข้อเสนอของกลุ่มปฏิบัติการด้านเทคนิคทั้ง 6 กลุ่มได้แก่ มาเลเซียและไทยได้ลงนามบันทึกความเข้าใจเรื่องการจัดระเบียบพิธีการศุลกากรให้มีมาตรฐานสากล โครงการเชื่อมโยงระบบถนนและเรือ ทั้งนี้ฝ่ายอินโดนีเซียเห็นด้วยในการเรื่องท่าเรือพันธมิตร เพื่อการเชื่อมโยงการเดินเรือระหว่างท่าเรือปีนังกับเบลาวัน ซึ่งอนาคตจะพัฒนาระหว่างปีนังกับท่าเรือสตูลของไทยด้วย นายวิษณุกล่าวอีกว่า ที่ประชุมเห็นชอบในการการศึกษาศักยภาพของ 3 ประเทศเพื่อส่งเสริมการใช้ระบบเคาน์เตอร์เทรด โครงการศูนย์ลอจิสติกส์ ผ่านชายแดนไทย-มาเลเซีย ตามข้อเสนอของไทย การพัฒนาอุตสาหกรมอาหารฮาลาลตามข้อเสนอของมาเลเซีย และอินโดนีเซียเสนอจังหวัดเรียวเป็นเมืองริมน้ำ รายงานโดย : มูฮำหมัด ดือราแม ศูนย์ข่าวภาคใต้
['บทความ']
https://prachatai.com/print/80
2004-08-25 21:43
สัมภาษณ์พิเศษ "จิรากรณ์ คชเสนีย์" ผู้อำนวยการกรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ประชาไท :ช่วยอธิบาย แนวคิดเรื่องการครอบงำเทคโนโลยีและสินค้าเกษตรจีเอ็มโอโดยประเทศมหาอำนาจ ที่คุณจิรากรณ์อ้างถึงว่าคือ สหรัฐฯกับไทย ? จิรากรณ์ : อันนี้เป็นภาพที่ผมต่อขึ้นมา เพราะเวลานี้สหรัฐอเมริกาประสบปัญหาในการส่งสินค้าเกษตรกรรมของตัวเองอย่างมาก ทั้งที่จริงแล้วสัดส่วนสินค้าออกของอเมริกาแล้ว มีพื้นฐานคล้ายไทยคือ ส่งสินค้าเกษตรกรรมมหาศาลออกตีตลาดโลก เมื่อก่อนไทยกับอเมริการก็สู้กัน เพราะเป็น 2 ประเทศหลักที่ส่งออกสินค้าเกษตรเป็นหลัก แต่พออเมริกาเปลี่ยนไปเป็นจีเอ็มโอ ซึ่งคิดว่าเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่จะทำให้ตัวเองผูกขาดอาหารของโลกทั้งหมด เป็นการสร้างอาณานิคมทางการค้ารูปแบบใหม่ แต่ปรากฏว่า ตลาดใหญ่ๆ ของโลกปฏิเสธ ในขณะที่ไทยยังขายได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องข้าว ดังนั้นจึงมีการใช้แรงกดดันทางเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศ ซึ่งอเมริกาเป็นมหาอำนาจบีบให้ประเทศไทยเปิดรับจีเอ็มโอ ซึ่งสุดท้ายก็ต้องเกิดการปนเปื้อน ความพยายามที่เกิดขึ้นในกรณีของฝ้าย โดยส่วนตัวแล้วผมเชื่อว่า เป็นความจงใจเช่นเดียวกับในกรณีนี้ แต่มันจะไม่หยุดแค่นี้ เพราะเมื่อไรก็ตามที่มันมีการยอมรับให้มีจีเอ็มโอในสังคม กินจีเอ็มโอก็ไม่เป็นไร ต่อไปก็จะเป็นข้าวจีเอ็มโอ ประชากรที่กินข้าว 3-4 พันล้านคนทั่วโลกก็ไม่มีทางเลือก เพราะประเทศที่ผลิตข้าวเหลือก็คือไทยกับสหรัฐเท่านั้น กลายเป็นมหาอำนาจในการส่งออกสินค้าเกษตร 2 ประเทศร่วมมือกัน กรีนพีซหรือภาคเอกชนมีส่วนร่วมในการทำแผนทางเลือกเสนอนายกฯ หรือไม่? ไม่มีเลย มีแค่นักวิจัย นักวิทยาศาสตร์ จากศูนย์ไบโอเทคเท่านั้นเอง เป็นเพราะเรามีกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญที่ชัดเจนเพียงตรงนั้นหรือไม่? ไม่ใช่ ถามว่าไบโอเทคตั้งมาเพราะอะไร ผมไม่แน่ใจแต่รู้สึกว่าเป็นเพราะต้องการโปรโมตเรื่องไบโอเทคโนโลยี แต่ถ้าถามเรื่องบทบาทหน้าที่ ไบโอเทคมีหน้าที่พิสูจน์ว่านี่คือข้อดี และนี่คือข้อเสีย ของไบโอเทคโนโลยี เอาเรื่องนี้ออกสู่สังคมให้ตรวจสอบและถกเถียงกันเพื่อมีทางเลือก แต่ที่ผ่านมาไบโอเทคทำหน้าที่อย่างเดียวคือส่งเสริมเกี่ยวกับเรื่องนั้น เพราะอะไร? ประการที่หนึ่ง เงินทุนที่ใช้ในการวิจัยรวมถึงนักวิจัย นั้นได้รับการสนับสนุนจากองค์กรหนึ่งชื่อ ISAAA ซึ่งบริษัทมอนซานโต้ สนับสนุนเงินทุน เพื่อส่งเสริมการใช้จีเอ็มโอในประเทศที่กำลังพัฒนา ความเป็นจริงนักวิจัยควรจะเป็นกลาง แต่คนให้ทุนเป็นคนสนับสนุน มันจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะทำการศึกษาแล้วคัดค้าน สิ่งที่เกิดขึ้นคือ นักวิทยาศาสตร์เราไม่ได้ทำหน้าที่ในฐานะนักวิทยาศาสตร์ สร้างภูมิปัญญาให้สังคมไทยใช้ในการตัดสินอนาคต อย่างที่ดร.สุรวิทย์ วรรณไกรโรจน์ เล่าว่า กรมวิชาการเกษตรเป็นทั้งคนทดลองและตรวจสอบความปลอดภัยทางชีวภาพเอง ใครจะกล้าออกมาคัดค้านว่าตัวเองผิด ที่สำคัญที่สุด คือมันมีผลประโยชน์มหาศาล ข้อมูลที่ออกมาเป็นข้อมูลเพียงส่วนเดียวเท่านั้น เมื่อวานที่กลุ่มกรีนพีซไปจัดสัมมนากับกลุ่มประชาสังคมที่ขอนแก่น คนที่ขอนแก่นไม่รู้เรื่องสิทธิบัตรใดๆ ทั้งสิ้น รัฐบาลและหน่วยงานของรัฐไม่เคยออกมาพูดเรื่องนี้ และพยายามเปลี่ยนข้อถกเถียงเรื่องการปนเปื้อน มีแต่การจัดประชุมว่ามะละกอจีเอ็มโอดีๆๆๆ ขณะที่การปนเปื้อนเกิดขึ้นแล้วในไร่นาชาวบ้าน ซึ่งเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ข้อกล่าวหาของกรีนพีซเรื่องการปนเปื้อนของมะละกอจีเอ็มโอที่สถานีพืชสวน จ. ขอนแก่นมีการตรวจสอบหรือยัง? ไม่มีเลย กรมวิชาการเกษตรไม่ได้ตรวจสอบ หรืออาจจะมีบ้าง เท่าที่รู้ข้อมูลในลักษณะที่ไปบอกชาวบ้านที่เขาปลูกมะละกอจีเอ็มโอมา1 ปีแล้วว่าอย่าไปให้ข้อมูล และอย่าไปร่วมมือกับกลุ่มที่ต่อต้าน เพราะถ้ามีเงินส่งเสริมการเกษตรตรงนี้จะเอาเงินมาให้ แล้วชาวบ้านเขาจะทำยังไงได้ อย่างไรก็ตาม ก็มีความเป็นไปได้ว่าการผลักดันเรื่องนี้เป็นเพราะกรมวิชาการเกษตรรู้ว่าตัวเองละเมิดกฎหมายที่ปล่อยให้เมล็ดพันธุ์จีเอ็มโอหลุดลอดออกไป จึงผลักดันให้ถูกต้องเสียแล้วกัน นอกจากมะละกอจีเอ็มโอ เฉพาะหน้านี้มีพืชอื่นๆ ที่น่าห่วงหรือไม่? มันไม่มีทางหยุดแค่มะละกอ พอนายกฯ พูดก็มีแนวโน้มในพืชอื่นๆ อีกมาก โดยเฉพาะข้าว ซึ่งพูดกันมาตั้งแต่ 2- 3 ปีที่แล้ว คงเคยได้ยินกรณี "ข้าวสีทอง" แต่ก็มีกระแสต่อต้านจนต้องเลิกรากันไป ถ้าเปิดช่องเมื่อไร มันต้องเข้ามาทันที เพราะเป้าหมายสูงสุดของไบโอเทคโนโลยี มันไม่ใช่มะละกอ แต่มันคือข้าว ซึ่งคนกว่าครึ่งโลกต้องบริโภค รายงานโดย : ศูนย์ข่าวประชาไท
['ข่าว', 'สิ่งแวดล้อม']
https://prachatai.com/print/83
2004-08-25 22:20
ชี้ยุทธศาสตร์ JDSเร่งIMT-GTเกิด
ศูนย์ข่าวภาคใต้ -25 ส.ค.47 นายสมเจตน์ เตรคุพ รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งช่าติ หัวหน้าคณะฝ่ายไทย ในการประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส IMT - GT กล่าวหลังจากการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสวันนี้ว่า ที่ประชุมเห็นร่วมกันว่า ข้อตกลงระดับทวิภาคีระหว่างไทยกับมาเลเซีย คือยุทธศาสตร์การพัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย (เจดีเอส) จะเป็นประโยชน์และช่วยหนุนให้ IMT - GT มีความชัดเจนมากขึ้น นอกจากนั้นที่ประชุมได้รับทราบกรณีมาเลเซียได้เพิ่มรัฐกลันตันเข้ามาใน IMT - GT ซึ่งกรณีของกลันตันถือเป็นรัฐใหญ่มีประชากรมาก จะเป็นตลาดที่สำคัญของภาคใต้ ด้านชายฝั่งทะเลตะวันออก ทั้งนี้ที่ประชุมเสนอให้ศึกษาการขยายสะพานข้ามแม่น้ำสุไหงโก-ลก การก่อสร้างสะพานที่บ้านบูเกะตา อำเภอแว้ง กับบ้านบูกิตบูงา ฝั่งมาเลเซีย และศึกษาความเป็นไปได้ในการก่อสร้างสะพานระหว่างอำเภอตากใบ กับเมืองตุมปัต รัฐกลันตัน ทุกโครงการไทยกับมาเลเซียจะร่วมลงทุนกันคนละครึ่ง นายสมเจตน์ กล่าวอีกว่า ที่ประชุมรับทราบว่า จะมีการพัฒนาด่านอำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา และศึกษาศักยภาพในการพัฒนาให้เป็นเขตเศรษฐกิจชายแดน ศูนย์กระจายสินค้า หรือ ลอจิสติกส์ ด่านบ้านประกอบ อำเภอนาทวี จังหวัดสงขลา มีศักยภาพในด้านอุตสาหกรรมแปรรูปสินค้าเกษตร จะศึกษาการจัดวางผังเมือง ฐานการแปรรูปสินค้าเกษตรและอาหาฮาลาล ส่วนด่านปาดังเบซาร์ อำเภอสะเดา ทางมาเลเซียมีแผนพัฒนาเมืองอยู่แล้ว แต่ทางฝั่งไทยมีความแออัด จะต้องมีการปรับปรุงและจัดระบบการจราจรก่อน ส่วนที่จังหวัดสตูล จะมีการก่อสร้างทางเชื่อมกับรัฐเปอร์ลิส ทางตอนเหนือของมาเลเซีย จะมีการก่อสร้างท่าเรือ เพื่อเชื่อมการเส้นทางเดินเรือ ไปยังปีนังและเกาะสุมาตรา นายสมเจตน์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ที่ประชุม รับทราบตามข้อเสนอของ สภาธุรกิจ IMT - GT ได้แก่ การค้าแบบหักบัญชีระหว่าง ไทยกับมาเลเซีย โดยธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าของไทยมาเปิดบัญชี สวนไทยกับอินโดนีเซีย ได้แก่ Bank Mandiri of Idonesia มาเปิดบัญชี ส่วนประเด็นที่ที่ประชุมให้ไปพิจารณาในรายละเอียด ได้แก่ การเปิดด่านไทย - มาเลเซีย 24 ชั่วโมง โครงการศูนย์การผลิตอาหารเคดาห์ การใช้ singgle visa เป็นต้น รายงานโดย : มูฮำหมัด ดือราแม ศูนย์ข่าวภาคใต้
['บทความ']
https://prachatai.com/print/85
2004-08-26 17:04
เอกชนต้านพม่าร่วมIMT-GT
ศูนย์ข่าวภาคใต้-25 ส.ค.47 นายสมเจตน์ เตรคุพ รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ในฐานะหัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่อาวุโสฝ่ายไทย กล่าวถึงกรณีที่มาเลเซียสนับสนุนพม่าเข้าร่วม IMT-GT ว่าภาครัฐของไทยไม่มีปัญหาขัดข้องแต่อย่างใด "มันเป็นเรื่องระหว่างภาคเอกชนด้วยกันที่ทางมาเลเซียไปเชิญเขาเข้ามา โดยภาคเอกชนเขาคงจะมองเห็นช่องทางในการทำธุรกิจร่วมกัน มองถึงความเป็นไปได้ซึ่งในส่วนนี้ภาคเอกชนของทั้ง 3 ประเทศก็ควรจะหารือร่วมกัน แต่สำหรับภาครัฐไม่มีปัญหา" นายสมเจตน์ กล่าว ก่อนหน้านี้ นางราจา ดาโต๊ะ ซาฮาราตัน บินติ ราจา ไซนัลอาบีดีน ประธานสภา IMT-GT มาเลเซียได้แจ้งต่อที่ประชุมเขตเศรษฐกิจ 3 ฝ่าย อินโดนีเซีย-มาเลเซีย-ไทย (IMT-GT) ว่า สหภาพพม่าสนใจจะเข้าร่วมเป็นภาคีใน IMT-GT โดยคำเชิญของสภาหอการค้ามาเลเซีย นายสมเจตน์กล่าวว่า รัฐบาลไทยให้การสนับสนุนประเทศพม่าในหลายๆ ด้าน เช่นการพัฒนาด่านชายแดนที่ อ.แม่สอด จ.ตาก เพื่อส่งเสริมการค้าการลงทุน และ ชายแดนทางด้าน จ.ระนอง ก็มีการทำการค้าร่วมกัน ซึ่งไม่ได้มีปัญหาแต่อย่างใดเป็นการให้ความร่วมมือกันในการพัฒนา "พม่าเข้ามาก็สามารถเชื่อมต่อกับประเทศไทย ทางฝั่งทะเลอันดามันได้ ไม่อยากให้ภาคเอกชนของไทยไปมองในลักษณะว่าไม่เห็นด้วยที่จะให้พม่าเข้ามา ไม่อยากให้มองอย่างนั้นเพราะรัฐบาลเองก็ไม่ขัดข้องอยู่แล้ว ก็อย่างที่บอกว่านักธุรกิจเขาเห็นช่องทางเพราะเขามีความคิดในระดับโลก มีศักยภาพสูงกว่าเมื่อเทียบกับนักธุรกิจไทย" นายสมเจตน์กล่าว ด้านแหล่งข่าวระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสของอินโดนีเซียกล่าวว่า สำหรับท่าทีของอินโดนีเซียนั้น ไม่ขัดข้องที่มาเลเซีย ต้องการให้พม่าเข้ามาเป็นภาคีใน IMT-GT แต่หากฝ่ายไทยเกรงว่าจะเสียประโยชน์ ทั้ง 3 ประเทศก็ต้องมีการหารือกันก่อนเพื่อกำหนดแนวทางร่วมกัน ป้องกันปัญหาที่อาจจะตามมาในอนาคต เอกชนต้านพม่าร่วมIMT-GT แหล่งข่าวในสภาธุรกิจ IMT-GT ประเทศไทย เปิดเผย "ประชาไทออนไลน์" ว่า ข้อเสนอในเบื้องต้นนั้นทางประเทศมาเลเซีย ต้องการให้พม่าเข้ามาร่วมสังเกตการณ์ในการประชุมเขตเศรษฐกิจ 3 ฝ่าย อินโดนีเซีย-มาเลเซีย-ไทย ซึ่งความคิดเห็นในที่ประชุมส่วนใหญ่ไม่ขัดข้อง "แต่หากจะให้มาเข้าร่วมใน IMT-GT ด้วยนั้น จะต้องมีการหยิบยกเรื่องนี้เข้าที่ประชุมเพื่อพิจารณาเรื่องความเหมาะสม แต่ในที่ประชุมยังไม่มีการคุยกันในเรื่องรายละเอียดตรงนั้น เพียงแต่รับทราบและไม่ขัดข้องหากเขาขอเข้ามาสังเกตการณ์" แหล่งข่าวกล่าว โดยมารยาท หากประเทศมาเลเซียต้องการให้พม่าเข้าร่วมใน IMT-GT จะต้องมีการปรึกษาหารือกับทางฝ่ายไทยก่อน เนื่องจากปัจจุบันนี้มีการใช้น่านน้ำของไทย ขนส่งสินค้าจากมาเลเซียไปประเทศพม่า โดยผ่านทางด้านทะเลฝั่งอันดามัน หากเปิดโอกาสให้ขนส่งสินค้าทางบกโดยผ่านประเทศไทยในอนาคต จะทำให้สินค้าไทยที่ส่งไปขายที่พม่าได้รับความเสียหาย " การทำแบบนั้นจะทำให้ไทยเสียผลประโยชน์ทางด้านธุรกิจเพราะมาเลเซียมีการเข้าไปลงทุนทำธุรกิจในพม่าโดยเฉพาะด้านการค้า ซึ่งปัจจุบันขนส่งกันทางน้ำผ่านน่านน้ำไทย หากพม่าเข้าร่วม ใน IMT-GT จะทำให้มาเลเซียสามารถขนส่งสินค้าทางบกผ่านประเทศไทยได้อีกทางหนึ่ง ทำให้มาแย่งตลาดสินค้าไทยที่ส่งไปขายในพม่า รวมยังมีปัญหาทั้งด้านความมั่นคงของประเทศด้วย" แหล่งข่าวกล่าว รายงานโดย : มูฮำหมัด ดือราแม ศูนย์ข่าวภาคใต้
['บทความ']
https://prachatai.com/print/82
2004-08-25 22:18
ชีวิตของฮาน แรงงานพลัดถิ่น
1……. บ่ายคล้อยของวันที่ 8 สิงหาคม 2547 ครบรอบ 16 ปี 8888 (เหตุการณ์ 8 สิงหาคม1988) อีกหนึ่งปีที่งานรำลึกการเรียกร้องประชาธิปไตยของพม่าจัดขึ้นที่กรุงเทพมหานคร เมืองที่ประชาชนจากพม่าระหกระเหินมาพักพิงอยู่เป็นจำนวนมาก จนทำให้บริเวณงานกลายเป็นที่นัดพบของคนงาน อดีตนักศึกษา รวมทั้งนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยจากพม่า หนึ่งในนั้นคือฮาน(นามสมมุติ) ชายหนุ่มสัญชาติกะเหรี่ยง วัย 32 ซึ่งเป็นเวลากว่า 9 ปีแล้วที่ฮานเข้ามาเป็นแรงงานข้ามชาติในเมืองไทย โดยวันนี้ฮานผันตัวเองมาเป็นคนหนึ่งที่มีบทบาทในการปกป้องสิทธิของเพื่อนแรงงานพลัดถิ่นด้วยกัน สิ่งที่เขาเผชิญรวมทั้งเรื่องราวของเพื่อนร่วมแผ่นดินที่ได้รับรู้เป็นแรงกระตุ้นให้ฮานต้องโดดเข้ามารับภารกิจในฐานะเลขาธิการสหภาพแรงงานกะเหรี่ยง ฮานเปิดฉากพูดคุยย้อนถึงเส้นทางในอดีตของเขาว่าหนทางสู่เมืองไทยของเขาเริ่มเมื่อปี 2538 หลังจากที่จบเกรด 10 (เทียบเท่าม.6)ได้ 2 ปี เมื่อไม่มีงานทำเขาจึงตัดสินใจจากบ้านซึ่งอยู่ใกล้เมืองเมาะละแหม่งไปหาลุงที่เมืองเปะอยู่ใกล้เกาะสอง ฝั่งไทยคือจังหวัดระนอง จากนั้นอีก1 เดือน ฮานและเพื่อนเดินทางมาเมืองไทยพร้อมกับเรือส่งถ่าน โดยต้องเสียเงินประมาณ 1 พันกว่าจ๊าตและต้องช่วยทำงานในเรือด้วยซึ่งใช้เวลากว่า 1 เดือนจึงมาถึงเมืองไทยด้านจังหวัดระนอง ชีวิตการทำงานของฮานเริ่มต้นที่ลูกเรือมหาชัย สมุทรสงคราม ได้ค่าแรง 2,200 บาท/เดือน แต่งานหนักทำได้เพียง 5 วันนายจ้างให้ออก ฮานเล่าปนเสียงหัวเราะที่นายจ้างมองว่าเขาทำงานหนักไม่ได้ เขาจึงย้ายมาทำงานที่โรงงานปลาซึ่งต้องเข้างานตั้งแต่ 6 โมงเช้าเลิกงาน 3-4 ทุ่มได้ค่าแรง 3 พันบาท/เดือน ซึ่งงานหนักมากจนแทบไม่มีเวลาพัก ช่วง 8-9 เดือน ต่อมาฮานได้ย้ายงานอีก 2 ครั้ง จนกระทั่งย้ายไปอยู่ที่โรงงานด้ายได้ประมาณเดือนกว่าก็ประสบอุบัติเหตุรถชนขาหัก ต้องหยุดงานไป 3-4 เดือน แต่เมื่ออาการดีขึ้นก็ไม่สามารถทำงานที่เดิมได้เพราะมีปัญหาในการยืนนานๆ จึงย้ายไปทำงานที่โรงงานทอผ้า ราชบุรีได้เงินเดือน 8-9 พันบาท/เดือน "เป็นงานที่ผมได้ค่าแรงมากแต่ก็ไม่มีเงินเท่าไหร่ เพราะช่วงนั้นประเทศไทยเริ่มเศรษฐกิจไม่ดี คนตกงาน ถ้ามีคนรู้จักมาหาผมก็ให้เงินเขา อยู่ได้ 10 เดือนก็อยากกลับบ้านเพราะไม่ได้ติดต่อเลย ตอนนั้นมีเพื่อนจากหมู่บ้านเดียวกันมาส่งข่าวว่าพ่อแม่อยากให้กลับบ้าน แต่ก็ไม่มีเงินแล้วพอดีถูกล็อตเตอรี่ได้เงิน 4 พันบาทเลยกลับบ้าน" ฮานพูดแกมหัวเราะเพราะดูเหมือนชีวิตของเขาจะมีความบังเอิญเสมอ ด่านเจดีย์สามองค์ กาญจนบุรีเป็นเส้นทางที่ฮานเลือกในการกลับบ้านถึงแม้ว่าจะไม่เคยไปก็ตาม เขาเล่าว่าระหว่างขึ้นรถโดยสารจากกาญจนบุรีไปที่สังขละบุรีได้มีตำรวจมาค้นกระเป๋าและยึดนาฬิกาข้อมือรวมทั้งเงินไป 700 บาท ซึ่งนับเป็นโชคดีที่เงินจำนวนอีก 2 พันบาทฮานซ่อนไว้ที่ตลับเทปตามคำแนะนำของเพื่อน และเมื่อฮานบอกว่าไม่มีเงินค่ารถตำรวจคนนั้นจึงคืนเงินให้ 200 บาท แต่แล้วฮานก็ต้องมาเจอด่านตรวจของตำรวจตระเวนชายแดน(ตชด.)อีกครั้ง ซึ่งคนพม่าที่โดยสารมาทั้ง 6 คนต้องจ่ายเงินคนละ 500 บาท แต่เขามีเงินไม่พอและหากจะนำเงินที่ซ่อนไว้ออกมาก็กลัวว่าจะถูกยึดทั้งหมด สุดท้ายฮานจึงถูกกักตัวไว้ที่ด่านตชด. โดยกลางวันต้องช่วยทำงาน ทำอาหาร ตักน้ำ รวมทั้งนวดในตอนกลางคืน อยู่ได้ 3 วัน หัวหน้าตชด.ได้ชวนให้ฮานอยู่ช่วยงานต่อโดยจะให้ค่าจ้างวันละ 100 บาท แต่เขายืนยันว่าอยากกลับบ้าน จึงได้ค่ารถจากหัวหน้าตชด. 300 บาท แต่ปรากฏว่าหมวก รองเท้า กระเป๋าเงิน รวมทั้งกระเป๋าเสื้อผ้าพวกตชด.นำไปแบ่งกัน เขาจึงไปตามหมวกและกระเป๋าเสื้อผ้าคืน ฮานเล่าต่อว่าเมื่อนั่งรถมาจนถึงสังขละบุรีก็มีรถมอเตอร์ไซด์มารับบอกว่าจะไปส่งที่ชายแดนค่ารถ 100 บาท ซึ่งเขาเองคิดว่าคนขับรถคงมีการติดต่อกับตชด.ที่ด่านมาก่อนแล้วจึงรู้ว่าเขาจะไปไหน เมื่อไปถึงชายแดน ก็มีรถกระบะมาจอดและถามเป็นภาษาพม่าว่าเขาจะไปไหน และเมื่อเขาตอบว่าจะไปพม่าก็ถูกเรียกให้ขึ้นรถแล้วเขาก็ถูกพาไปที่ป้อมของตำรวจตรวจคนเข้าเมือง โดยยึดกระเป๋าเขาไว้และปล่อยตัวให้ไปหาเงิน 500 บาทมาไถ่คืน เขาจึงไปยืมเงินกับเพื่อนมาให้ ซึ่งเมื่อได้กระเป๋าคืนฮานอยู่ที่สังขละบุรีต่อประมาณ 1 เดือน จากนั้นจึงเดินทางกลับบ้านโดยใช้เวลานั่งรถประมาณ 1 วัน 2……. เมื่อกลับไปถึงบ้านสิ่งที่ฮานพบก็คือมีกองกำลังของกะเหรี่ยงพุทธ(DKBA)อยู่ที่หมู่บ้าน ซึ่งหากไม่พอใจก็จะทำร้ายชาวบ้าน โดยเฉพาะมุสลิมที่ถูกคุกคามอย่างหนักโดยการเผาบ้านไปถึง 7 หลังคา นอกจากนี้ยังมีการกินเหล้าแล้วทะเลาะกันจนถึงขั้นยิงกันตาย เมื่อเขาไปถามผู้ใหญ่บ้านว่าทำไมถึงไม่จัดการปล่อยให้มาทำร้ายชาวบ้าน ก็ได้คำตอบว่าทำอะไรไม่ได้ "มีทหาร DKBA มาชวนให้ผมไปทำงานด้วย บอกว่าจะให้เป็นหัวหน้า ผมก็ลองคิดดูอยู่ 2 เดือนว่าถ้าไปทำแล้วจะแก้อะไรที่ไม่ดีได้ไหม แต่ผมคิดว่าทำไม่ได้แน่นอน ยิ่งกินเหล้าคงคุยกันไม่รู้เรื่อง แต่ถ้าไม่เป็นทหารก็คงอยู่ที่หมู่บ้านไม่ได้ ยายก็กลัวเลยไล่ให้ผมกลับเมืองไทย" ฮานเล่าต่อด้วยท่วงท่าที่ชินชากับการต้องเดินทางไกลจากบ้านเกิด ปี 2541หลังจากกลับบ้านได้เพียง 5-6 เดือน ฮานจึงหนีกลับเมืองไทย เนื่องจากพ่อแม่อยากให้เขาแต่งงานและอยู่ที่บ้าน แต่ฮานและยายคิดว่ายังไงคงอยู่ไม่ได้ เขาจึงเดินทางกลับเมืองไทยด้วยเงินติดตัวเพียง 200 จ๊าต(ประมาณ50 บาท)พร้อมกับน้องชายเพื่อน โดยระหว่างทางฮานพบกับชาวบ้านที่นำวัวไปขายที่ชายแดนเขาจึงขอเดินทางไปด้วย โดยระหว่างทางก็ต้องคอยหลบทั้งทหารพม่า มอญ และกะเหรี่ยง ประมาณ 15 วันจึงถึงชายแดน (ถ้าเดินปกติ 3 วัน) เมื่อมาถึงชายแดนฮานต้องเสียเงินที่ด่านอีกคนละ 4,800 บาทโดยเพื่อนที่อยู่ที่กาญจนบุรีให้ยืมก่อน และเมื่อติดต่อกับโรงงานเก่าที่ราชบุรีปรากฏว่ายังไม่รับคน ฮานจึงไปทำงานที่สวนปลูกกุหลาบและผัก ค่าจ้าง 2,100 บาท/เดือน ซึ่งฮานตั้งใจว่าจะนำเงินส่วนหนึ่งไปใช้หนี้เพื่อน แต่แล้วพอสิ้นเดือนเจ้าของสวนขายผักหมดก็หายไปเลยไม่จ่ายค่าแรง ฮานจึงย้ายไปขายของที่ร้านในตลาด ต้องทำงานตั้งแต่ตี 3 - 2 ทุ่มได้ค่าแรงวันละ 100 บาท แต่ทำได้เพียง 1 เดือนก็ไปเลี้ยงหมูต่อที่เพชรบุรี 2 เดือนหลังจากนั้นฮานก็ถูกไล่ออกเพราะป่วยหยุดงานแล้วไม่ได้บอก ฮานจึงขอมาทำงานกับเถ้าแก่ที่มาก่อสร้างโรงหมู 1 เดือนต่อมาฮานไปทำงานโรงงานน้ำตาลทรายที่มหาชัย แล้วย้ายไปโรงงานเส้นหมี่ แต่ที่นั่นฮานพบว่ามีปัญหาสารพัด ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่โรงงานไม่อนุญาตให้คนงานนำอาหารไปกินเอง โดยโรงงานจัดให้และหักเงินเดือน และเมื่อมีตำรวจมาจับก็จะมีการจับไปบางคนโดยนำไปปล่อยที่ชายแดนแล้วให้กลับมา แต่ค่าใช้จ่ายทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นเงินที่ให้ตำรวจและค่าเดินทางกลับมาคนงานต้องช่วยกันจ่ายเอง ทำให้เขา 3…… ปี 2542 ฮานกลับมาทำงานที่โรงงานทอผ้าที่ราชบุรีอีกครั้ง และต่อมาเขาได้เข้าร่วมกับกลุ่มของทหารกะเหรี่ยง ซึ่งมีคนงานเป็นสมาชิกจำนวนมากเพราะจะได้รับบัตรสมาชิกโดยตำรวจไม่จับหากมีบัตร หลังจากเป็นสมาชิกได้ 5 เดือนก็มีผู้ใหญ่ในกลุ่มออกมาตั้งสหภาพแรงงานกะเหรี่ยงฮานจึงย้ายมาด้วย และ 5 เดือนต่อมาฮานจึงลาออกจากงานมาเรียนคอมพิวเตอร์ที่กรุงเทพเพื่อช่วยงานองค์กร "ตอนเป็นสมาชิกใหม่ๆผมก็ไม่รู้มาก รู้แต่ว่าทำงานกับคนงาน เพราะผมเองก็เคยเจอปัญหาเยอะ คิดอยู่ตลอดเวลาว่าใครจะแก้ไขได้บ้าง เช่น ตอนที่ผมโดนรถชนไม่ใช่ความผิดของผม แล้วผมจะไปหาใครได้ มีใครที่จะดูแลให้" ฮานเล่าให้ฟังถึงแรงดลใจสำคัญของเขา สิ่งที่ฮานทำในช่วงแรกนั้นคือการไปรับคนงานที่ตกงานมาพักอยู่ที่สำนักงานขององค์กรชั่วคราว ซึ่งต้องทำงานอยู่คนเดียวเพราะผู้ใหญ่ที่ก่อตั้งองค์กรนั้นยังทำงานที่โรงงานเพื่อหาเงินดูแลครอบครัวรวมทั้งเป็นค่าใช้จ่ายขององค์กรด้วย ฮานจึงเป็นเพียงคนเดียวที่ออกจากงานมาทำงานองค์กรเต็มตัว ปีต่อมาฮานได้ช่วยงานในการติดต่อกับคนงานเนื่องจากคนทำงานอีกคนพูดพม่าไม่ได้ งานที่ทำเริ่มมีการเก็บข้อมูล เช่น ประวัติ การทำงาน จำนวนคนงานในโรงงาน ข้อมูลคนที่หายไป คนที่ไม่ได้เงินเดือน ซึ่งฮานเองบอกว่างานที่ทำนั้นก็ไม่ได้ช่วยเฉพาะคนกะเหรี่ยงแต่ช่วยทุกคนที่มาจากพม่า ซึ่งต่อมาจึงได้รู้จักและประสานงานกับองค์กรอื่นๆที่ทำงานด้านแรงงานด้วยกัน เช่น องค์กรแรงงานของพม่า ซึ่งมีการเก็บข้อมูลการบังคับใช้แรงงานในพม่าและข้อมูลแรงงานพม่าในประเทศไทยเพื่อส่งให้องค์กรแรงงานระหว่างประเทศ(ILO) และคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตยในพม่า(กรพ.) ซึ่งมีการช่วยเหลือในเรื่องคดีโดยร่วมกับสภาทนายความ ดังนั้นงานของฮานจึงเป็นการนำข้อมูลที่จัดทำส่งต่อให้ทนายความในกรณีที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม เช่น นายจ้างไม่ให้ค่าแรง การติดตามคนหาย รวมทั้งเชื่อมต่อให้คนงานที่มีปัญหาเข้าถึงกระบวนการในการเรียกร้องสิทธิ์ เนื่องจากเงื่อนไขต่างๆที่รุมเร้าไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายในการทำงานที่มีจำนวนจำกัด คนทำงานที่มีน้อย นอกจากนี้บางปัญหาก็ใช้เวลานานมากเมื่อเป็นคดีความ เงื่อนไขเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่คอยตอกย้ำให้สภาพปัญหายากยิ่งในการแก้ไข การพูดคุยสร้างความเข้าใจในเรื่องสิทธิที่พวกเขามีอยู่และต้องได้รับจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ฮานและเพื่อนพยายามทำ "หลายครั้งมีคนงานมาเล่าปัญหา เช่น ที่ พังงาเขาไปรับจ้างกรีดยางแต่ถูกตำรวจยึดรถไปและเรียกเก็บภาษีเครื่องใช้ไฟฟ้า เขาขอให้ช่วยแต่ก็ไม่รู้จะช่วยยังไง สถานะเราก็ไม่ต่างกัน การเจรจากับตำรวจเราทำเองไม่ไ ด้ บางกรณีที่คนหายต้องใช้เวลานานหรือบางคนก็ตามไม่ได้จริงๆจนบางทีคนที่มาติดต่อเราก็ไม่เข้าใจในข้อจำกัดว่าทำไมเราช่วยได้แค่นี้" ฮานระบาย เมื่อพูดถึงนโยบายการจดทะเบียนแรงงานข้ามชาติของรัฐบาลในปีนี้ ฮานเองคิดว่ายังไม่มีความชัดเจนนัก ไม่ว่าจะเป็นกรณีคนไม่มีนายจ้างจะสามารถไปจดทะเบียนได้หรือไม่ก็ไม่มีการชี้แจงให้ชัดเจน และประกาศที่มีการเผยแพร่อยู่ก็ไม่ได้ระบุไว้ หรือแม้แต่กรณีที่เจ้าบ้านที่พักอยู่ไม่ไปรับรองให้จะสามารถจดทะเบียนได้หรือไม่เจ้าหน้าที่สำนักงานเขตบางที่ก็ตอบไม่ได้ ตอบไม่ตรงกัน ดังนั้นเขาจึงคาดว่ายังมีคนงานอีกมากที่ไม่ได้ไปขึ้นทะเบียนตามกำหนด เมื่อถามว่าคิดอย่างไรกับนโยบายนี้ ฮานยิ้มเนือยๆก่อนจะตอบว่าก็ดี เพราะถ้าหากว่าไม่มีการจดทะเบียนคนที่ไม่ได้ทำงานอาจจะถูกจับส่งกลับ ซึ่งสุดท้ายก็ต้องกลับเข้ามาอีกอยู่ดีแต่มีบัตรก็ดีกว่าถ้าไม่มีบัตรเลยก็ลำบากมาก ไปโรงพยาบาลก็ไม่ได้ ต้องกลัวอยู่ตลอดเวลาว่าจะถูกจับ แต่หลายคนก็กลัวว่าจะไม่ได้ทำงานกับนายจ้างเดิม ส่วนความมั่นใจหลังจากจดทะเบียนนั้น ฮานเล่าให้ฟังว่าเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมามีเพื่อนคนงาน 3 คน เป็นชาย 1 คน หญิง 2 คน ถูกตำรวจจับที่บริเวณหน้าสะพานลอยเดอะมอลล์ บางแค โดยเพื่อนผู้หญิง 2 คนนั้นจดทะเบียนแล้วและทำงานเป็นแม่บ้านอยู่ที่เดียวกัน ส่วนผู้ชายไม่ได้ไปจดทะเบียน แต่เนื่องจากนายจ้างซึ่งเป็นสามีภรรยาทะเลาะและแยกทางกันทำให้ต้องออกจากงาน โดยวันที่ถูกจับนั้นอยู่ระหว่างที่กำลังจะไปหางานใหม่ จากนั้นตำรวจได้ยึดใบลงทะเบียนแล้วนำทั้ง 3 คนไปที่โรงพักและบอกว่าทั้ง 3 คนไม่ได้จดทะเบียน โดยตำรวจปล่อยตัวผู้หญิง 1 คนให้ไปหาเงินมาเสียค่าปรับรวม 4 พันบาท แต่สุดท้ายทั้ง 3 คนต้องเสียค่าปรับรวม 9 พันบาทและไม่ได้รับใบลงทะเบียนคืน "อย่างนี้เป็นความผิดของใคร เพราะเราก็จดทะเบียนแล้วยังถูกจับ ผมเองก็ช่วยอะไรไม่ได้เพราะมีเวลาไม่มากตำรวจเร่งรัดให้เขาหาเงินไปให้ รู้ก็ช่วยอะไรไม่ได้แล้ว ตอนนี้ก็ไม่รู้เป็นยังไง " ฮานเล่าด้วยความคับแค้นใจ แต่อย่างไรก็ตามวันนี้ฮานและเพื่อนยังต้องใช้ชีวิตต่อสู้ในเมืองนี้ ชะตาชีวิตที่ไม่อาจเลือกได้ สิ่งที่พวกเขาต้องเผชิญเพื่อความอยู่รอดเฉพาะหน้าจึงทำให้การพูดคุยถึงประชาธิปไตย การต่อสู้เรียกร้องทางการเมืองดูห่างไกลออกไปทุกที แต่สิ่งหนึ่งที่จะคอยย้ำเตือนเรื่องราวและร่องรอยความทรงจำของพวกเขานั่นคือคำตอบที่ว่า...ทำไมวันนี้เขายังกลับบ้านไม่ได้ บทความพิเศษโดย : ศูนยข่าวประชาไท
['บทความ']
https://prachatai.com/print/79
2004-08-25 21:18
วุฒิฯ เชิญนายกฯ แจงเสรีจีเอ็มโอ
ประชาไท - 25 ส.ค.47 2 กมธ.วุฒิฯ เตรียมเชิญนายกฯ -รมว.วิทยาศาสตร์ ให้ข้อมูลนโยบายจีเอ็มโอ หลัง "กรีนพีซ" และนักวิชาการเข้าชี้แจงความไม่พร้อมของไทยต่อการเปิดเสรีจีเอ็มโอ พร้อมแนะเร่งศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพของไทย อย่าติดกับวิ่งไล่ตามเทคโนโลยี คณะกรรมาธิการ (กมธ.)ต่างประเทศ ร่วมกับกมธ.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ วุฒิสภา ได้เชิญ กรีนพีซ และนักวิชาการเข้าชี้แจงข้อมูลจีเอ็มโอ โดยหลังการชี้แจง กมธ.มีมติร่วมกันในการเชิญ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และนายกร ทัพพะรังสี รมว.วิทยาศาสตร์ มาให้ข้อมูลเชิงนโยบาย พร้อมกันนั้นยังมีมติที่จะเสนอให้นายกรัฐมนตรี กำหนดแนวนโยบายให้มีการศึกษาวิจัยจีเอ็มโอในพื้นที่ปิดเช่นเดิม โดยหันมาเร่งส่งเสริมการศึกษาวิจัยความหลากหลายทางชีวิภาพซึ่งเป็นต้นทุนดั้งเดิมของไทย "เราต้องก้าวให้พ้นออกมา โดยส่งเสริมการศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพของไทยควบคู่ไปด้วย และอันที่จริงต้องทำตรงนี้ให้ชัดเจนและเกิดผลในทางปฏิบัติเสียก่อน ไม่เช่นนั้นจะตกหลุมต้องไล่ตามจีเอ็มโออยู่เรื่อยๆ" น.พ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ ส.ว.อุบลฯ กล่าว นายสุรวิทย์ วรรณไกรโรจน์ อาจารย์ประจำคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า หากจะอ้างเรื่องการพัฒนาการวิจัยจีเอ็มโอ ก็สามารถทำได้ในโรงเรือนปิดอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนมติครม.เดิมเพื่อให้มีการปลูกในไร่นา เพราะการปลูกในไร่นานั้น จะจำเป็นเฉพาะกรณีที่จะนำพืชนั้นออกมาใช้ประโยชน์ในเชิงการค้าอย่างจริงจัง ซึ่งประเทศไทยยังมีปัญหาเรื่องของการป้องกันการปนเปื้อน และความปลอดภัยต่อบริโภค "เรามักอ้างว่ามีการใช้ประโยชน์จากจีเอ็มโอมานานแล้ว ซึ่งเป็นความจริงเพียงครึ่งเดียว เพราะเราใช้ประโยชน์จากจุลินทรีย์เพื่อมาผลิตยา หรืออาหารเสริม โดยเป็นการสกัดสารบริสุทธิ์ออกมา ไม่มีสารพิษปนเปื้อน ขณะที่พืชจีเอ็มโอเป็นการบริโภคสด รับสิ่งปนเปื้อนทั้งหมด และมีโอกาสเป็นอันตรายในระยะยาว แม้ทดลองแล้วว่าปลอดภัยในหนู เพราะวงจรชีวิตหนูสั้นกว่าคน ที่ผ่านมาเคยมีสารเคมีบางตัวที่พิสูจน์ว่าปลอดภัยในหนู แต่ในระยะยาวกลับทำให้ผู้หญิงแท้งลูก " อาจารย์จากม.เกษตรกล่าว นายสุรวิทย์กล่าวด้วยว่า นโยบายนี้จะนำไปสู่การเพิ่มต้นทุนในการผลิตสินค้าที่ไม่ใช่จีเอ็มโอ เพราะต้องมีการแยกแยะตั้งแต่ขั้นตอนการปลูกจนถึงผู้บริโภค การเก็บในไซโลก็ต้องแยกกัน เรื่องนี้ยังไม่มีใครพูดถึงว่าใครจะเป็นคนแบกรับต้นทุน ด้านนายจิรากรณ์ คชเสนีย์ ผู้อำนวยการกรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า นโยบายนี้เป็นการสร้างพันธมิตรของมหาอำนาจในรูปแบบใหม่ คือสหรัฐอเมริกาที่เป็นมหาอำนาจด้านเทคโนโลยี และประเทศไทยซึ่งก็ถือเป็นมหาอำนาจด้านเกษตรกรรมโดยเฉพาะข้าว ทำให้พลเมืองโลกไม่มีทางเลือกนอกจากต้องบริโภคจีเอ็มโอ รายงานโดย : มุทิตา เชื้อชั่ง ศูนย์ข่าวประชาไท
['ข่าว', 'สิ่งแวดล้อม']
https://prachatai.com/print/86
2004-08-26 17:10
"วิษณุ" ยันพม่าได้แค่สังเกตการณ์IMT-GT
ศูนย์ข่าวภาคใต้- 26 ส.ค. 47 ที่โรงแรม ซี.เอส.ปัตตานี จ.ปัตตานี นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เดินทางมาเป็นตัวแทนฝ่ายไทยในนามนายกรัฐมนตรี ในการประชุมเขตเศรษฐกิจสามฝ่าย IMT-GT ระดับรัฐมนตรี ครั้งที่ 11 โดยไทยเป็นเจ้าภาพ นายวิษณุ เปิดเผย "ประชาไทออนไลน์" กรณีประเทศพม่าสนใจเข้ารวมใน IMT-GT ว่า การที่พม่าให้ความสนใจในเรื่องนี้นั้น ถือเป็นการดี เพราะเขาจะได้เข้ามาเรียนรู้เกี่ยวกับการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจเพื่อนำไปปรับใช้ในการพัฒนาประเทศต่อไป แต่เนื่องจากประเทศพม่าไม่ได้มีพรมแดนหรืออาณาเขตที่อยู่ในพื้นที่ IMT-GT ดังนั้นการเข้ามาก็ต้องมีเงื่อนไขที่แตกออกไปจาก 3 ประเทศสมาชิกเดิม "ประเทศพม่าไม่ได้มีอาณาเขตในพื้นที่ IMT-GT การเข้ามานั้นเราไม่อยากให้เขาเข้ามาเป็นสมาชิก IMT-GT เลย ก็อย่างที่บอกว่าเข้ามาแบบบวกหนึ่ง ซึ่งก็คือมาสังเกตการณ์ การจะเข้ามาเป็นสมาชิก IMT-GT แบบเต็มรูปแบบนั้นคาดว่าจะต้องมีการตกลงกันในแบบทวิภาคี ระหว่างไทยกับพม่า หรือระหว่างไทยกับมาเลเซีย เพื่อหาข้อสรุปในเรื่องผลประโยชน์ทางการค้าร่วมกัน" นายวิษณุระบุ ในส่วนที่นักธุรกิจของไทยเป็นห่วงว่าไทยจะเสียประโยชน์ทางการค้านั้น ขอเรียนว่าไม่ต้องเป็นห่วงเพราะพม่าจะต้องเข้ามาเป็นสมาชิกในอีกเงื่อนไขหนึ่ง ที่มีความแตกต่างกับสมาชิกเดิมของ IMT-GT " พม่าจะเข้ามาก็ต้องมีเงื่อนไขในหลายเรื่องที่จะต้องพูดคุยกัน แบบทวิภาคี และเราก็ไม่อยากให้เขาเข้ามาแบบเต็มรูปแบบอยู่แล้ว เพราะหากเขาเข้ามาได้ ก็อาจจะเกิดคำถามว่าแล้ว บรูไน ล่ะ ฟิลิปปินส์ ล่ะ จะเข้าร่วมได้ใหม พม่าเข้ามาได้แค่สังเกตการณ์ อย่าเป็นห่วง" นายวิษณุ กล่าว ทางด้าน ดาโต๊ะ มุสตาฟา โมฮัมเหม็ด รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ของประเทศมาเลเซีย กล่าวยืนยันเช่นเดียวกัน ว่า ประเทศพม่าไม่ได้มรพรมแดนอยู่ใน IMT-GT และประเทศมาเลเซียเสนอให้พม่าเข้ามาในเงื่อนไข บวกหนึ่ง ซึ่งก็คือเข้ามาสังเกตการณ์เท่านั้น " พม่าแค่เข้ามาสังเกตการณ์ และค่อยพัฒนาไปในอนาคตซึ่งจะทำให้มีประโยชน์ร่วมกันใน IMT-GT อย่าไปมองว่าเขาจะเข้ามาร่วมแบบเต็มรูปแบบเลย" ดาโต๊ะ มุสตาฟา กล่าว ด้านนายสมเกียรติ อนุราษฎร์ ประธานสภาธุรกิจ IMT-GT (ประเทศไทย) กล่าวว่า สำหรับกรณีนี้ ในช่วงแรกยังไม่มีการชั่งน้ำหนักอย่างแท้จริงเรื่องผลประโยชน์ จะต้องดูท่าทีว่า ทางพม่าเขาต้องการอะไร ถือเป็นเรื่องที่ยังไม่เร่งด่วนมาก " ก็ต้องมาดูการพัฒนาของ 3 จังหวัดของไทยที่เข้ามาใหม่ใน IMT-GT ด้วย หากตรงรี้มีประสิทธิภาพดีก็อาจเพิ่มพื้นที่ออกไปอีกให้ครอบคลุมทั้งภาคใต้ ซึ่งพอเป้นอย่างนั้นเราก็อาจมีส่วนที่จะต้องร่วมมือกับพม่าเนื่องจากมีชายแดนติดกันทางด้าน จ.ระนอง ซึ่งก้ต้องคอยดูท่าทีกันต่อไป" นายสมเกียรติกล่าว รายงานโดย : มูฮำหมัด ดือราแม ศูนย์ข่าวภาคใต้
['บทความ']
https://prachatai.com/print/87
2004-08-26 17:46
ทักษิโณมิกส์ ในสายตารังสรรค์ ธนะพรพันธุ์
ระบอบการเมืองการปกครองภายใต้ทักษิโณมิกส์เป็นระบบเถ้าแก่   ( ศ.รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ นำเสนอบทวิพากษ์ ระบอบทักษิโณมิกส์ ในการเสวนาเรื่อง ทักษโณมิกส์ ที่คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม ที่ผ่านมา) มี3 หัวข้อ ที่ผมอยากจะพูดคือ 1. ทักษิโณมิกส์ คืออะไร 2. สาระสำคัญว่าด้วยทักษิโณมิกส์ 3. มายาคติว่าด้วยทักษิโณมิกส์ หัวข้อแรก ทักษิโณมิกส์ คืออะไร ทักษิโณมิกส์ก็มาจากคำ 2 คำผสมกัน คือทักษิณ กับอีโคโนมิกส์ เราจะแปลทักษิโณมิกส์ว่าอย่างไร จะแปลว่าเศรษฐศาสตร์โดยคุณทักษิณ หรือจะแปลว่าเศรษฐศาสตร์ของคุณทักษิณ หรือจะแปลว่าเศรษฐศาสตร์เพื่อคุณทักษิณ ผมคิดว่าเรามีวิธีการมองทักษิโณมิกส์ได้ 3 แนวทาง คือ 1. มองในฐานะเป็นสำนักความคิดทางเศรษฐศาสตร์ เราจะพบว่าทักษิโณมิกส์ไม่ได้ผลิตองค์ความรู้ใหม่ ไม่ได้ผลิตปรัชญาทางเศรษฐศาสตร์ใหม่เพื่อที่จะอธิบายพฤติกรรมและปรากฏการณ์ รวมทั้งปัญหาเศรษฐกิจที่มีอยู่ในสังคมมนุษย์ แต่ทักษิโณมิกส์ต้องการนำเสนอเมนูนโยบายเศรษฐกิจสำหรับการบริหารราชการแผ่น ดิน ซึ่งคุณทักษิณมีส่วนในกระบวนการผลิตทักษิโณมิกส์อย่างปราศจากข้อกังขา โดยมีคณะที่ปรึกษาร่วมในกระบวนการผลิตนั้นด้วย 2. มองในฐานะเป็น Policy Manu ทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นแนวทางที่สมจริงในการที่จะมองทักษิโณมิกส์ คุณทักษิณอ้างในคำปราศรัยที่ฟิลิปปินส์ในปลายปี 2546 ว่าทักษิโณมิกส์เป็น People Center Policy Menu มีหัวใจสำคัญคือ ยุทธศาสตร์การพัฒนาทวิวิถี (Dual Track Development Strategy) หากเราจะศึกษาทักษิโณมิกส์ในฐานะที่เป็นเมนูนโยบายทางเศรษฐกิจ เราจำเป็นจะต้อง ประมวลเนื้อหาสาระของเมนูอันนี้ให้รอบด้าน โดยประมวลจากสุนทรพจน์ของคุณทักษิณซึ่งจะเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ประมวลจากบทสัมภาษณ์ของคุณทักษิณซึ่งจะเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ประมวลจากข้อเขียนของที่ปรึกษาของคุณทักษิณ รวมทั้งประมวลจากการดำเนินนโยบายของรัฐบาลทักษิณ ซึ่งจะพบว่ามีความไม่สอดคล้องต้องกันอย่างมากกับสิ่งที่คุณทักษิณพรรณนาว่า เป็นทักษิโณมิกส์ สาระสำคัญพบว่ามีความเลื่อนไหล ไม่คงตัว ขึ้นอยู่กับ Hyper Activeness ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ถ้าเราศึกษาทักษิโณมิกส์เมื่อต้นปี 2544 จะแตกต่างไปจากทักษิโณมิกส์ปลายปี 2547 อย่างมาก ตอนต้นปี 2544 รัฐบาลทักษิณถูกโจมตีจากพวก Neo-liberalism เพราะ Policy Menu ของรัฐบาลทักษิณมีการเคลื่อนตัวหลังกันยายน 2544 มาสู่จุดซึ่งเป็นอยู่ในปัจจุบัน 3. มองในฐานะ เป็น Political Brand name คือเป็นยี่ห้อทางการเมือง ซึ่งเป็นแนวทางที่ผมเลือกศึกษา ผมคิดว่ามีคำถามในการวิเคราะห์ว่า ทำไมต้องมี Policy Manu จึงต้องมี Brand name รัฐบาลก่อนหน้านี้เสนอ Policy Manu โดยไม่ต้องมี Brand name คุณธารินทร์-ชวน ก็ไม่มี Brand name และใครเป็นผู้สร้าง Brand name ซึ่งผมอยากเสนอในที่นี้ว่า คุณทักษิณและบริวารเป็นผู้สร้าง Brand name ทักษิโณมิกส์ ผมพยายามค้นว่าใครเป็นคนแรกที่ใช้คำนี้ แล้วผมค้นไม่พบ เป็นหน้าที่ที่คุณทักษิณและบริวารมาโต้เถียงว่าผมผิด ไม่ใช่เป็นหน้าที่ผมที่จะพิสูจน์ว่าผมถูก นี่ผมใช้ตรรกะแบบทักษิณนะครับ ทักษิโณมิกส์ตามวิธีการมองวิธีนี้ เป็นประดิษฐกรรมเพื่อตลาดการเมืองระหว่างประเทศของพรรคไทยรักไทย มีเป้าประสงค์ที่สร้างบารมี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ให้เป็นผู้นำแห่งอุษาคเนย์ ท้ายที่สุดสาระสำคัญของทักษิโณมิกส์ก็เป็นเศรษฐศาสตร์ของคุณทักษิณ โดยคุณทักษิณ และเพื่อคุณทักษิณ ถ้าอยากจะเข้าใจทักษิโณมิกส์ ผมคิดว่ามีงานที่จะต้องอ่าน แต่สิ่งที่คุณทักษิณพยายามนำเสนอว่าเป็นทักษิโณมิกส์ในการปราศรัยที่ประเทศ ฟิลิปปินส์ ปี 2546 นั้น ต่างไปจากเมื่อต้นปี 2544 เป็นอันมาก พร้อมกันนั้นก็มีเลคเชอร์ของพันศักดิ์ วิญญรัตน์ ที่ปักกิ่งซึ่งต้องอ่านเพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับทักษิโณมิกส์ ในเรื่องของบทวิเคราะห์ ผมคิดว่า โอฬาร ไชยประวัติ (ทำหน้าที่เป็นนักวิชาการที่พยายามวาง เฟาวเดชั่นของทักษิโณมิกส์) ซี่งพิมพ์ในเกียวโต รีวิว ออฟ เวาท์อีสต์ เอเชีย และเวบไซต์ที่ควรเข้าไปดูก็คือ www. Thailandoutlook.com ของสถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลัง งานของคริส เบเกอร์ และผาสุก พงษ์ไพจิตร หัวข้อต่อมา คือ สาระสำคัญของทักษิโณมิกส์ ผมอยากจะพูดถึงสาระสำคัญของทักษิโณมิกส์โดยแบ่งเป็น 7 หัวข้อย่อย 1. เป้าหมายการดำเนินนโยบายภายใต้ทักษิโณมิกส์ 2. สังคมการเมืองภายใต้ทักษิโณมิกส์ 3. ระบบการบริหารจัดการภายใต้ทักษิโณมิกส์ 4. ยุทธศาสตร์การพัฒนาภายใต้ทักษิโณมิกส์ 5. บทบาทของรัฐภายใต้ทักษิโณมิกส์ 6. โครงสร้างของอุปสงค์มวลรวมภายใต้ทักษิโณมิกส์ 7. การคลังรัฐบาลภายใต้ทักษิโณมิกส์ เป้าหมายการดำเนินนโยบายภายใต้ทักษิโณมิกส์ รัฐบาลพรรคไทยรักไทย มีเป้าหมายหลักที่สำคัญอยู่ 2 ประการ เป้าหมายทั้ง 2 นี้ บางครั้งสอดคล้องต้องกัน บางครั้งขัดกัน เป้าหมายแรกก็คือ Vote Gain Maximization การดำเนินนโยบายเพื่อให้ได้คะแนนนิยมทางการเมืองสูงสุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เป้าหมายอีกประการหนึ่งคือการพยายามแสวงหาผลประโยชน์ส่วนบุคคลให้มากที่สุด เท่าที่จะมากได้จากการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจ เราจะพบว่า Vote Gain Maximization ก่อให้เกิดแนวนโยบายชุดที่เราเรียกว่าประชานิยม เป้าหมายที่เราเรียกว่า ผลประโยชน์ส่วนบุคคล ก็ทำให้รัฐบาลนี้ไม่สนใจในประเด็นปัญหา ผลประโยชน์ทับซ้อน ไม่สนใจเรื่องของธรรมาภิบาล ด้วยเหตุที่มีเป้าหมายของการดำเนินนโยบาย 2 เป้าหมายดังกล่าว ศิลปะในการบริหารราชการแผ่นดินภายใต้ ทักษิโณมิกส์จึงอยู่ที่คำถามว่า จะบริหารราชการแผ่นดินอย่างไร จึงจะได้ Vote Gain Maximization ควบคู่กับ Private Interest (ผลประโยชน์ส่วนบุคคล) นี่คือโจทย์ที่รัฐบาลต้องตอบ และผมคิดว่ารัฐบาลก็ได้ตอบให้เราเห็นแล้ว ในระยะเวลากว่า 3 ปีที่ผ่านมา สังคมการเมืองภายใต้ทักษิโณมิกส์ ผู้นำทางการเมืองภายใต้ทักษิโณมิกส์ ต้องการความนิ่งทางการเมือง ระบอบการเมืองการปกครองภายใต้ทักษิโณมิกส์เป็นระบบเถ้าแก่ เป็นระบอบการเมืองการปกครองของเถ้าแก่ โดยเถ้าแก่ และเพื่อเถ้าแก่ ถ้าเมียเถ้าแก่เป็นใหญ่กว่าเถ้าแก่ ระบบเถ้าแก่ก็เป็นระบอบการเมืองการปกครองของเมียเถ้าแก่ และเพื่อเมียเถ้าแก่ ภายใต้ระบบเถ้าแก่ ลูกจ้างและหลงจู๊ต้องฟังและปฏิบัติตามคำสั่งของเถ้าแก่ เถ้าแก่มีอำนาจในการปลดหลงจู๊อย่างเต็มที่ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2540 มาตรา 217 ให้อำนาจเถ้าแก่ในการปลดหลงจู๊ ด้วยเหตุดังนั้น หลงจู๊ก็ต้องกลัวเถ้าแก่ ถ้าลูกชายเถ้าแก่จะจัดงานสังคม บรรดาหลงจู๊ก็ต้องไปร่วมงาน ถ้าไม่ไปอาจจะถูกหมายหัวได้ ภายใต้ระบบเถ้าแก่ เถ้าแก่ย่อมเป็นใหญ่ในแผ่นดิน เถ้าแก่ไม่ต้องการความโปร่งใส ไม่ต้องการการมีส่วนร่วม ไม่ต้องการการตรวจสอบ ดังนั้นเถ้าแก่ไม่ต้องการธรรมภิบาล ในฐานะผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน เถ้าแก่ย่อมอยู่เหนือการวิพากษ์ ผู้วิพากษ์เถ้าแก่ย่อมถูกตอบโต้ ยกเว้นเป็นผู้มีอำนาจเหนือกว่าเถ้าแก่ ระบบเถ้าแก่ก่อให้เกิดทักษิณานุวัตร สมาชิกในสังคมต้องอนุวัตรตามเถ้าแก่ข้าราชการ สื่อมวลชน นักวิชาการ เอ็นจีโอต้องอนุวัตรตามเถ้าแก่ ยุทธวิธีการเพิ่มพลวัตของขบวนการทักษิณานุวัตรก็อยู่ที่การเพิ่มพื้นที่ การยึดครองรัฐสภา ระบบเถ้าแก่มีโอกาสที่จะนำสังคมการเมืองไทยไปสู่ระบบ เผด็จการประชาธิปไตย (Democratic Authoritarianism) ระบบการบริหารจัดการภายใต้ทักษิโณมิกส์ ภายใต้ทักษิโณมิกส์ การบริหารรัฐกิจยึดระบบและวิธีการเดียวกับการบริหารวิสาหกิจเอกชน แต่การบริหารรัฐกิจมีปรัชญาพื้นฐานแตกต่างจากการบริหารวิสาหกิจเอกชน เนื่องจากเป้าหมายพื้นฐานแตกต่างกัน การบริหารรัฐกิจนั้นควรจะเป็นไปในทางที่ก่อให้เกิด ผลประโยชน์สาธารณะสูงสุด (Social Welfare Maximization) ในขณะที่การบริหารวิสากิจเอกชนมุ่งในเรื่องผลกำไรสูงสุด (Profit Maximization) หรือไม่ก็มุ่งในเรื่องทรัพย์สิน หรือการตลาด หรือทั้ง 3 อย่าง การบริหารแบบ CEO เป็นหัวใจของทักษิโณมิกส์ จะบริหารแบบ CEO ได้ จะต้องมีวัฒนธรรมและบุคลากรแบบCEO แต่รัฐบาลทักษิณนั้นไม่มีวัฒนธรรมและบุคลากรที่เคยเป็น CEO แม้กระทั่งคุณทักษิณเอง ตามประวัติเมื่อออกจากราชการก็กระโดดมาเป็นเถ้าแก่ คุณทักษิณไม่เคยมีประสบการณ์เป็น CEO บรรดานายทุนที่อยู่ในรัฐบาลทักษิณไม่ว่าจะเป็นคุณอดิศัย โพธารามิก คุณประชา มาลีนนท์ คนเหล่านี้มีประสบการณ์เป็นเถ้าแก่ ไม่เคยมีประสบการณ์เป็น CEO เพราะล้วนเป็นเถ้าแก่ที่บริหารจัดการธุรกิจที่ตัวเองเป็นเจ้าของหรือถือหุ้น ใหญ่เกือบหมด ยุทธศาสตร์การพัฒนาภายใต้ทักษิโณมิกส์ ผมคิดว่าจำเป็นจะต้องเปรียบเทียบกับยุทธศาสตร์การพัฒนาก่อนยุคที่ทัก ษิโณมิกส์มีอิทธิพล ยุทธสาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจไทยตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จนกระทั่งถึงปี 2543 มี 2 ยุทธศาสตร์หลักที่ชัดเจน อันแรกก็คือยุทธศาสตร์พัฒนาที่ไม่สมดุล เป็นยุทธศาสตร์ที่ดำเนินอย่างต่อเนื่อง ไม่มีการขาดช่วง อันที่ 2 ก็คือยุทธศาสตร์ การพัฒนาแบบเปิด มีช่วงของการหยุดชะงัก ในระหว่างปี 2475 เป็นต้นมามีจังหวะเวลาลัทธิชาตินิยมทางเศรษฐกิจเข้ามามีบทบาทครอบงำการ ดำเนินนโยบายของรัฐบาลเป็นช่วง ๆ เช่น ระหว่างปี 2475-2500 , 2514-2519 เป็นต้น แต่ว่าอย่างไรก็ตาม ตั้งแต่รัฐบาลเปรมขึ้นมาได้มีการปรับยุทธศาสตร์การพัฒนาเป็นแนวทางการพัฒนา แบบเปิด แนวทางเสรีนิยมมากขึ้น นับตั้งแต่รัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหวัณ เป็นต้นมา ยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจภายใต้ทักษิโณมิกส์ นำเสนอยุทธศาสตร์การพัฒนาทวิวิถี มีอยู่ 2 วิถี วิถีหนึ่งเดินตามยุทะศาสตร์การพัฒนาแบบเปิด (Outward Orientation) วิถีที่ 2 คือการพัฒนาระดับรากหญ้า ซึ่งผมอยากจะข้ามตรงนี้ไป มีมาตรการทางนโยบายต่าง ๆ ที่รัฐบาลดำเนินในบางเรื่องก็ไม่ได้เป็นเรื่องที่รัฐบาลไม่ตั้งใจจะดำเนิน เรื่องเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาคก็เป็นเรื่องที่รัฐบาลนี้ให้ความสนใจค่อน ข้างน้อยส่วนใหญ่เป็นหน้าที่ของธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่องการปฏิรูปการเงิน เรื่องการปรับโครงสร้างหนี้ เป็นเรื่องที่รัฐบาลนำเสนอแนวความคิดเรื่อง TAMC แต่เร่องอื่นเป็นเรื่องที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นผู้ดำเนินการโดยที่รัฐบาล ไม่ได้เข้าไปยุ่ง หรือว่าไม่ได้มีนวัตกรรมทางด้านนโยบาย มีมาตรการที่เกื้อหนุนการพัฒนาระดับรากหญ้า เช่น พักหนี้ให้เกษตรกร Micro Finance ทั้งกองทุนหมู่บ้าน สินเชื่อสำหรับพ่อค้าแม่ค้าหาบเร่ สินเชื่อ SME และ SML แล้วก็มีเรื่อง OTOP แปลงทรัพย์สินให้เป็นทุน Micro Finance เป็นหัวใจของการพัฒนาระดับรากหญ้าแล้วเราจะเห็นสถาบันของ Micro Finance ต่าง ๆ ที่ปรากฏรูปร่างให้เราเห็น ในการดำเนินยุทธศาสตร์การพัฒนาทวิวิถี รัฐบาลก็ให้ความสนใจกับเรื่องสวัสดิการสังคม เรื่องการพัฒนาการศึกษาและเทคโนโลยี เช่น การประกันสุขภาพ 30 บาทรักษาทุกโรค การสงเคราะห์คนจน การจดทะเบียนคนจน แล้วก็ไม่ได้ทำอะไร จนผมเข้าใจว่าเป็นการจดทะเบียนสมาชิกพรรคไทยรักไทย การเขียนเรียงความขอทุนการศึกษา อ่านเรียงความแล้วน้ำตาไหลก็ได้ทุนไป อ่านแล้วน้ำตาไม่ไหลก็ไม่ได้ทุน การสงเคราะห์ชนชั้นกลางก็มี บ้านเอื้ออาทร แท็กซี่เอื้ออาทรคอมพิวเตอร์เอื้ออาทร ต่อไปอาจจะมีกางเกงในเอื้ออาทร ใส่แล้วตดไม่เหม็น การพัฒนาการศึกษาและเทคโนโลยีภายใต้ยุทธศาสตร์การพัฒนาทวิวิถีต้องมี เรื่องของการศึกษา การปฏิรูปการศึกษาเป็นเรื่องที่รัฐบาลนี้ให้ความสนใจน้อย แต่ว่ามีนโยบายเช่น 1 อำเภอ 1 โรงเรียนในฝัน เรื่องทุนการศึกษาเอื้ออาทร ทุนนักเรียนนักศึกษาอัจฉริยะ ที่เราได้ยินข่าวนักเรียนไทยไปฆ่าตัวตายในเยอรมันนี บทบาทรัฐภายใต้ทักษิโณมิกส์ ปรัชญาพื้นฐานในการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจภายใต้ทักษิโณมิกส์ ทำให้ ทักษิโณมิกส์ ไม่สามารถกำหนดบทบาททางเศรษฐกิจของรัฐอย่างชัดเจนได้ เพราะว่ามันมีปัญหาเรื่องความแตกต่างของเป้าหมายในการบริหารราชการแผ่นดิน ระหว่าง Vote Gain Maximization กับ Private Interest Maximization ความต้องการคะแนนนิยมทางการเมืองทำให้เพิ่มบทบาทอำนาจของรัฐ ความต้องการผลประโยชน์ส่วนบุคคลบางครั้งต้องลดบทบาทของรัฐ เช่น การขายการไฟฟ้าฝ่ายผลิต บางครั้งต้องเพิ่มบทบาทของรัฐ เช่นการไปซื้อรถไฟฟ้าทั้งบนดินและใต้ดิน Vote Gain Maximization ก็ก่อให้เกิดชุดนโยบายเอื้ออาทร Private Interest Maximization ซึ่งมีจุดประสงค์ในการแสวงหาส่วนเกินทางเศรษฐกิจ บางครั้งก็เน้นในเรื่องการ Privatization เพื่อให้มีหุ้นใหม่เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งตลาดหลักทรัพย์เป็นหัวใจหรือเป็นพระเจ้าของทักษิโณมิกส์ โครงสร้างอุปสงค์ มวลรวมภายใต้ทักษิโณมิกส์ ทักษิโณมิกส์เน้นการให้ความสำคัญกับดีมานด์ ภายในประเทศ ในการฟื้นเศรษฐกิจคืนจากภาวะวิกฤติ โดยเร่งการใช้จ่ายในการบริโภคของประชาชนในชนบท และประชาชนในระดับระดับรากหญ้า ทั้งนี้ก็ด้วยข้อเท็จจริงที่ว่า marginal provensity to consume (อัตราการใช้เงินส่วนที่เพิ่มขึ้นเพื่อการบริโภค) ของคนจนสูงกว่าคนรวย เพราะนั้นการเพิ่มรายได้ของประชาชนในระดับรากหญ้าและการเร่งค่าใช่จ่ายในการ บริโภคของประชาชนในระดับรากหญ้าจะมีผลทวีคูณต่อรายได้ประชาชาติสูง ทักษิโณมิกส์ยึด อัตราเร่งของการบริโภค (Consumption Rate Growth) เป็นยุทธศาสตร์สำคัญ การส่งเสริมการใช้จ่ายในการบริโภค อัดฉีดให้ประชาชน ส่งเสริมการใช้เครดิตการ์ด ส่งเสริมการซื้อสินค้าเงินผ่อน ส่งเสริมให้ประชาชนใช้จ่ายเกินตัว ส่งเสริมให้ใช้จ่ายด้านอบายมุข ในการปราศรัยในช่วง 9 เดือนแรก ในปี 2544 คุณทักษิณก็โจมตีแบบจำลองการพัฒนาเศรษฐกิจของเอเชียบูรพา โดยบอกว่าเศรษฐกิจที่เน้นการส่งออก ทำให้สังคมเศรษฐกิจต้องเผชิญกับความง่อนแง่นทางเศรษฐกิจประเทศที่พึ่งการส่ง ออกจะต้องเผชิญกับปัญหาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ เพราะว่าเมื่อตลาดสินค้าออกมีความแปรปรวน เศรษฐกิจของประเทศในเอเชียบูรพาซึ่งเดินตามวิถีทางนี้ก็ต้องเผชิญกับปัญหา เสถียรภาพทางเศรษฐกิจด้วย คุณทักษิณจึงบอกว่าเราต้องหันกลับมาพัฒนาโดยให้ความสำคัญกับตัวความต้อง การบริโภคภายในประเทศ ถ้าเป็นไปตามที่คุณทักษิณพูด อย่างน้อย 9 เดือนแรกของปี 2544 Structue of Educated Demand ก็จะต้องเปลี่ยนแปลงไปในแง่ อัตราการบริโภค (Consumption ratio) เพิ่มขึ้น และก็หวังว่าขนาดขงการเปิดประเทศจะต้องลดลงโดยอาศัยความต้องการบริโภคภายใน ประเทศ และลดการส่งออก นี่คือการคาดการหากว่ารัฐบาลดำเนินนโยบายภายใต้ทักษิโณมิกส์ในเวอร์ชั่นดั้ง เดิมที่พูดใน 9 เดือนแรกของปี 2544 คลังภายใต้ทักษิโณมิกส์ ภายใต้ทักษิโณมิกส์ไม่มีความชัดเจนว่าขนาดของภาครัฐบาลจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศ ทางใด จะมีขนาดใหญ่ขึ้นหรือว่ามีขนาดเล็กลง มันมีแรงทั้ง 2 ด้าน การแปรให้เป็นเอกชน (Privati zation) ทำให้รัฐบาลมีขนาดเล็กลง การแปรรูปให้เป็นสาธารณะ (Publicization) และนโยบายชุดเอื้ออาทรจะทำให้รัฐบาลมีขนาดใหญ่ขึ้นเพราะฉะนั้นมันมีแรงที่จะ ทำให้ขนดของภาครัฐบาลเปลี่ยนแปลงไปทั้งในทางที่จะทำให้ขนาดใหญ่ขึ้นและขนาด เล็กลง แต่ผมเข้าใจว่าแรงที่จะทำให้ขนาดของรัฐบาลใหญ่ขึ้น น่าจะมีแรงมากว่า ภายใต้ทักษิโณมิกส์ นโยบายการคลังคุมทั้งด้านรายจ่ายและด้านรายได้ นโยบายรายจ่ายรับบาลเป็นนโยบายเจ้าบุญทุ่มการทุ่มรายจ่ายของรับบาลเป็นผลจาก Vote Gain Maximization โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามเมนูนโยบายเอื้ออาทร ภายใต้ทักษิโณมิกส์ นโยบายรายได้ของรัฐบาลเน้นการแสวงหารายได้ที่ไม่ใช่ภาษีอากร ไม่มีการปฏิรูประบบภาษี เพราะการปรับระบบภาษีกระทบต่อคะแนนนิยมทางการเมือง แต่ว่าการอุ้มการใช้จ่ายเพิ่มคะแนนนิยมทางการเมือง ภายใต้ทักษิโณมิกส์ ทรัพยากรการคลังเป็นเพียงน้ำมันหล่อลื่นในการบริหารราชการแผ่นดินเพื่อให้ บรรลุเป้าหมาย วินัยการคลังไม่อยู่ในพจนานุกรมของทักษิโณทิกส์ รัฐบาลที่ยึดกุมทักษิโณมิกส์ต้องพยายามระดมทรัพยากรทางการคลังทั้งปวงมา ใช้ประโยชน์ในการบริหารราชการแผ่นดิน ความคล่องตัวในการใช้จ่ายเป็นปรัชญาสำคัญของทักษิโณมิกส์ ฉะนั้นสิ่งที่ต้องการก็คือทรัพยากรที่ไม่ต้องขออนุมัติรบสภาในการใช้จ่าย ทรัพยากรที่ปลอดพ้นจากการตรวจสอบของรัฐสภา รัฐบาลทักษิณอาศัยรายได้ของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลในการดำเนินนโยบาย ต่าง ๆ การขยายบทบาทของรัฐในการดำเนินนโยบาย ทำให้มีการขยายกิจกรรมของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ด้วยการนำหวยใต้ดินขึ้นสู่บนดิน รัฐบาลทักษิณรุกคืบเข้าไปหารายได้จากกาสิโน แล้วก็มีความพยายามที่จะอนุญาตให้จัดตั้ง เอนเตอร์เทนเมนท์คอมเพล็กซ์ มายาคติ 10 ประการว่าด้วยทักษิโณมิกส์ มายาคติ 1. เป็นนวัตกรรมทางความคิด ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ในสาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ 2. ปฏิเสธ East Asian Economic Development Model 3. ปฎิเสธ Washington Consensus และ Neo- liberalism 4. สนับสนุนนโยบายชาตินิยมทางเศรษฐกิจ 5. เลือก Inward Looking Strategy 6. ช่วยลดการพึ่งพิงทางเศรษฐกิจต่างประเทศ 7. เดินตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง 8. สลัดแอก IMF 9. ไม่นำมาซึ่งวิกฤติเศรษฐกิจ 10. ไม่มีอะไรดีเลยในทักษิโณมิกส์ ข้อเท็จจริง 1. มิได้มีการนำเสนอปรัชญาใหม่ในสาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ไม่นำเสนอความคิดใหม่ใน สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ ผสมผสานคิดต่าง ๆ ที่มีอยู่ก่อนเพื่อนำเสนอ Policy Manu แนวความคิดสำคัญ ๆ ของทักษิโณมิกส์ 1.1 การฟื้นเศรษฐกิจด้วยการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ไม่ใช่ความคิดใหม่แต่มาจาก Tensianism 1.2 ความคิดเรื่องนโยบายเอื้ออาทรและสวัสดิการสังคมก็ไม่ใช่ความคิดใหม่ แต่เป็นส่วนหนึ่งของแนวความคิดรัฐสวัสดิการในยุโรปตะวันตก 1.3 การพัฒนาเศรษฐกิจชนบทและเศรษฐกิจรากหญ้าก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะว่ามีนักวิชาการไทยจำนวนมากนำเสนอนโยบายนี้มาเป็นเวลาช้านานแต่ไม่เคย มีรัฐบาลใดสนใจ ความจริงหลายประเทศในเอเซียก็ให้ความสำคัญกับชนบทและรากหญ้า เช่น ประเทศญี่ปุ่น เกาหลีใต้และไต้หวัน 1.4 การพัฒนาโดยให้ความสำคัญกับการบริโภคภายในประเทศ (Domestic Demand) ก็ไม่ใช่เป็นเรื่องใหม่ 1.5 นโยบายประชานิยมก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ เป็นเรื่องที่รัฐบาลในละตินอเมริกาดำเนินมานานแล้ว 1.6 กองทุนหมู่บ้าน และ SML ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ มีที่มาจากเรื่อง Micro Finance 1.7 การแปลงสินทรัพย์เป็นทุนก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะนำมาจากเฟอร์นันโด เดอโซโต 1.8 การใช้ Quasai - Fisical Policy ทฤษฎีใหม่ประการเดียวมีกรณีเดียวคือ คิดว่าซื้อทีมฟุตบอลแล้วการกีฬาและเศรษฐกิจไทยจะพัฒนาอย่างก้าวกระโดด 2. ในช่วงอย่างน้อย 9 เดือนแรกของปี 2544 คุณทักษิณวิพากษ์วิจารณ์ระบบเศรษฐกิจแบบเอเชียบูรพาค่อนข้างมาก (เน้นการส่งออก พึ่งพิงตลาดต่างประเทศสูง) แต่เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2544 คุณทักษิณบอกว่ายังไง ๆ ก็ต้องเดินตามแบบจำลองการพัฒนาเอเชียบูรพา นิยามของทวิวิถีนั้นเลื่อนไหล ขึ้นอยู่กับผู้นิยาม และไม่อาจสรุปได้ว่าการพัฒนาแบบทวิวิถี หรือวิถีเดี่ยวอย่างไหนดีกว่ากันทักษิโณมิกส์แม้ว่าจะวิพากษ์แบบจำลอง แบบเอเชียบูรพาแต่ก็เดินตามยุทธศาสตร์ Outward Orientation และก็ให้ความสำคัญกับการส่งออก เหมือนแบบจำลองการพัฒนาเศรษฐกิจเอเชียบูรพา การส่งเสริม SMEs ภายใต้ทักษิโณมิกส์ ก็เป็นนโยบายที่ประเทศเอเชียน นิกส์ ดำเนินมาก่อนแล้วเป็น 10 ปี เช่น ไต้หวัน การพัฒนาระดับรากหญ้า ชนบท เกษตรกรรม เป็นวิถีการพัฒนาเอเชียบูรพา ปรากฏในญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวันมาก่อนแล้ว ไม่อาจถือได้ว่าเป็นนวัตกรรมทางนโยบายของทักษิโณมิกส์ 3. ไม่ได้ปฏิเสธ Washington Consensus หรือ Neo - Liberization ในขั้นฐานราก แต่ดำเนินนโยบายเศรษฐกิจเสรีนิยมในระดับที่ไม่กระทบผลประโยชน์ส่วนตัว และพวกพ้อง 4. ชาตินิยม ภายใต้ทักษิโณมิกส์ นโยบายเศรษฐกิจชาตินิยมหรือเสรีนิยมไม่ได้มีความหมายสำคัญมากไปกว่า Vote Gains Maximization และ Private Interest Maximization ภายใต้ทักษิโณมิกส์ รัฐบาลจะยึดถือลัทธิเศรษฐกิจใดก็ได้ทีให้ผลประโยชน์แก่ตนเองและพวก ถ้าเราจำได้ พรรคไทยรักไทยขี่กระแสชาตินิยมหลังวิกฤตการณ์เศรษฐกิจ และชนะการเลือกตั้งในเดือนมกราคม 254 ทักษิโณมิกส์เอียงข้างนโยบายเศรษฐกิจชาตินิยม อย่างน้อยใน 9 เดือนแรก ของปี 2544 เพราะต้องการ Vote Gains Maximization จนมีความเข้าใจกันว่าในตอนนั้นรัฐบาลพรรคไทยรักไทยเลือกนโยบายเศรษฐกิจชาติ นิยม แต่ต่อมาก็เคลื่อนสู่นโยบายเศรษฐกิจเสรีนิยมเพราะต้องการ Private Interest Maximization ในตอนต้นมีการเคลื่อนตัวตามกระแสต่อต้านกฎหมาย 11 ฉบับ มีการตั้งกรรมการขึ้นมาสะสาง กรรมการมีข้อสรุปแล้ว คุณทักษิณก็ไม่ได้ปฏิบัติข้อสรุป เช่น ข้อสรุปที่ว่าจะไม่ขายรัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวข้องกับสาธารณูปโภค เป็นต้น 5. ยุทธศาสตร์การพัฒนาทวิวิถีภายใต้ทักษิโณมิกส์ ให้ความสำคัญกับ Domestic Demand Rate Growth เพราะเชื่อว่าความต้องการใช่จ่ายของคนระดับรากหญ้าสูง และช่วยแก้ปัญหาการพึ่งพิงเศรษฐกิจภายนอกประเทศที่ต้องพึ่งการส่งออก ในข้อเท็จจริง นโยบาย หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ ก็เป็นนโยบายเพื่อการส่งออก ส่งเสริมเพื่อส่งออกโดยที่นโยบายนี้ผสมผสานเรื่อง Vote Gains Maximization เพราะชาวบ้านชอบ ขณะเดียวกันก็ได้ Private Interest Maximization ด้วย เพราะตัวเองและพรรคพวกก็ได้ประโยชน์ ไม่มีใครตอบคำถามว่าชาวบ้านได้กี่เปอร์เซ็นต์ของราคาส่งออก แล้วบริษัทของใครที่เป็นคนจัดการส่งออกสินค้าภายใต้โครงการ 1 ตำบล การส่งเสริมการท่องเที่ยว การทำกรุงเทพฯให้เป็นเมืองแฟชั่น นี่ก็เป็น Outward Orientation. 6. ทักษิโณมิกส์ไม่ได้ลดการพึ่งพิงต่างประเทศ เราจะพบว่า Policy Manu มันเลื่อนไหลไปสู่ Outward Orientation มากขึ้นจนกระทั่งในที่สุดขนาดของการเปิดประเทศจะเพิ่มขึ้น ไม่ได้ลดลงอย่างที่ทักษิโณมิกส์แถลงใน 9 เดือนแรก ปี 2544 การเร่งการส่งออกโดยการทำข้อตกลงการค้าเสรี FTA โดยการส่งออกผลิตภัณฑ์ภายใต้โครงการOTOP การผลิตเพื่อการส่งออกสินค้ามีมากขึ้น การลดลงของอัตราการออม(Saving Ratio) การเร่งการใช้จ่าย การเพิ่มการใช้จ่ายของประชาชนสิ่งที่จะตามมาคือการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด และจะขาดดุลมากขึ้นในอนาคตถ้าหากว่ารับบาลยังคงเดินตาม Policy Manu ที่เป็นอยู่ในขณะนี้ และท้าที่สุดการพึ่งพิงเงินทุนต่างประเทศก็จะเพิ่มขึ้น 7. มีการเผยแพร่มายาคตินี้โดยทั่วไปว่า ยุทธศาสตร์การพัฒนาทวิวิถีภายใต้ทักษิโณมิกส์ดำเนินตามปรัชญาเศรษฐกิจพอ เพียง ยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจทักษิโณมิกส์ พึ่งพิงตลาดต่างประเทศ ควบคู่กับการพัฒนาในระดับรากหญ้า ไม่ได้ยึดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ไม่ได้เดินตามยุทธศาสตร์ชุมชนท้องถิ่นพัฒนา หรือเดินตามฉันทามติแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อมีความขัดแย้งระหว่างผลประโยชน์ชุมชนกับผลประโยชน์ธุรกิจขนาดใหญ่ ทักษิโณมิกส์เข้าข้างกลุ่มทุน ยุทธศาสตร์การพัฒนาทักษิโณมิกส์ เน้นการผลิตเพื่อการพาณิชย์ และเน้นการส่งออก ขณะที่ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงผลิตเพื่อการยังชีพ ไม่ได้ผลิตเพื่อขาย มีเหลือจึงจะขาย ไม่ปลูกพืชเชิงเดี่ยวซึ่งจะทำให้กลายเป็นวิถีชีวิตแบบไม่ยั่งยืน เกษตรกรรมแบบทักษิโณมิกส์เป็นการเกษตรปนเปื้อน ด้วยจีเอ็มโอ เศรษฐกิจพอเพียง เน้นเกษตรธรรมชาติ ทักษิโณมิกส์ต้องการให้มีการผลิตตามความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ เช่นนโยบายเรื่องการท้ำอตกลงเรื่องการค้าเสรี นโยบาย 1 ตำบล 1 ผลิตภัณฑ์ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงต้องการกระจายการผลิต ไม่ต้องการให้ผลิตตามความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ เช่นแนวความคิดวนเกษตรกรรมของผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิม เป็นต้น ทักษิโณมิกส์ต้องการอยู่ดีกินดี แต่เศรษฐกิจพอเพียงต้องการอยู่พอดีกินพอดี ทักษิโณมิกส์ส่งเสริมการใช้จ่ายในการบริโภค ส่งเสริมการใช้จ่ายในการเล่นหุ้นเพื่อจะให้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์เพิ่มขึ้น ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไม่ต้องกรให้สังคมไทยอยู่ในความเสี่ยง ทักษิโณมิกส์ส่งเสริมการใช้จ่ายในการเล่นหวย ส่งเสริมการจัดตั้งกาสิโน และเอ็นเตอร์เทนเมนท์ คอมเพล็กซ์ ส่งเสริมกิจกรรมอบายมุข ขณะที่เศรษฐกิจพอเพียงนั้น อบายมุขเป็นของต้องห้าม ขัดต่อหลักการอยู่พอดีกินพอดี ทักษิโณมิกส์เน้นบทบาทของรัฐบาลส่วนกลางในการจัดการทรัพยากรส่วนท้องถิ่น ปรัชญาเสรษฐกิจพอเพียงเน้นบทบาทของชุมชน และสร้างความเข้มแข็งของชุมชน ให้สิทธิชุมชนในการจัดการทรัพยากรท้องถิ่น รัฐบาลทักษิณทำลายความเข้มแข็งของชุมชน ทักษิโณมิกส์ต้องการให้องค์กรประชาชนอยู่ภายใต้กำกับของรัฐบาล และเชื่อฟังรัฐบาล ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงต้องการส่งเสริมการจัดตั้งองค์กรประชาชน เสริมสร้างความเข้มแข็งกับองค์กรประชาชน เสริมสร้างความเข้มแข็งกับองค์กรประชาชนเพื่อสามารถสร้างอำนาจต่อรอง 8. เมื่อรัฐบาลชำระหนี้คืนกองทุนการเงินระหว่างประเทศหมดในเดือนกรกฎาคม 2546 พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ประกาศสลัดแอกกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ปลุกกระแสชาตินิยม โบกธงไทยเพื่อความเป็นชาติ ประกาศย้ำว่ารัฐบาลไทยจะไม่คลานไปหากองทุนการเงินระหว่างประเทศอีกแล้ว รูปการณ์จิตสำนึกรัฐบาลไทยยังไม่พ้นจากแอกของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ แอกทางความคิดยังดำรงอยู่โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกำหนดนโยบายตาม Policy Manu ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ อิทธิพลของกองทุนการเงินระหว่างประเทศที่กำหนดนโยบายยังอยู่ การไม่ปฏิบัติตามมีผลต่อเครดิตของประเทศ ยังปฏิบัติตามในกรณี Privatization ไม่มีอะไรประกันได้ว่าจะไม่กลับไปหา IMF อีก ปัจจัยที่จะทำให้รัฐบาลกลับไปหา IMF มี 2 ประการคือ การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมหภาคผิดพลาด หรือโชคร้าย 9. มีหลายปัจจัยที่ทำให้เชื่อว่าทักษิโณมิกส์ไม่ได้ให้หลักประกันว่าจะไม่นำพาไป สู่วิกฤติเศรษฐกิจ เช่น การดำเนินยุทธศาสตร์ Consumption Rate Growth การทุ่มการใช้จ่ายของรัฐบาลโดยหลบเลี่ยงกลไกการตรวจสอบและการรับผิดต่อ รัฐสภา มีโอกาสขาดดุลทางการคลัง ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุล และที่สำคัญก็คือว่าวิกฤติการณ์การเงินในทศวรรษ 2540 และในทศวรรษถัดไปต่างไปจากที่เกิดขึ้นในอดีต เกิดจากเหตุปัจจัยที่คาดไม่ถึง และยากที่จะสร้าง Early Warning System Policy Manu มีกลไกที่จะทำลายเสถียรภาพภายในระบบด้วยนโยบายต่าง ๆ ของมันเอง 10. แม้จะไม่มีอะไรใหม่ในด้านปรัชญาเศรษฐศาสตร์ ไม่มีอะไรใหม่ในด้านความคิดพื้นฐาน แต่ไม่ใช่จะไม่มีอะไรดีเสียเลย จุดเด่นของทักษิโณมิกส์ อยู่ที่การวางกรอบความคิดและนำกรอบความคิดไปกำหนดนโยบายในการสถานปนา Social safety net บทความพิเศษโดย : ศูนย์ข่าวประชาไท
['บทความ', 'การเมือง', 'เศรษฐกิจ', 'ขีดเส้นใต้', 'กองทุนหมู่บ้าน', 'การบริโภค', 'ทักษิณ ชินวัตร', 'ทักษิโณมิค', 'นโยบายประชานิยม', 'ประชานิยม', 'พันศักดิ์ วิญญรัตน์', 'ระบบหลักประกันสุขภาพ', 'รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์', 'สวัสดิการสังคม', 'เศรษฐศาสตร์การเมือง']
https://prachatai.com/print/89
2004-08-26 18:40
ฮูจี้จีนสอบหวัดนกในหมู
ปักกิ่ง-26ส.ค.47 องค์การอนามัยโลก(WHO) เรียกร้องให้รัฐบาลจีนศึกษาวิจัยเชื้อไวรัสไข้หวัดนกที่พบในหมูให้ละเอียดมากขึ้น เพื่อตรวจสอบว่าเชื้อไวรัสดังกล่าวสามารถกลายพันธุ์แพร่ระบาดสู่คนได้ง่ายขึ้นหรือไม่ เพื่อหาทางป้องกันการระบาด ทั้งภายในจีนและประเทศอื่นๆ การเรียกร้องขององค์การอนามัยโลกมีขึ้นหลังจากที่จีนเปิดเผยว่า พบเชื้อไวรัสไข้หวัดนกสายพันธุ์ H5N1 ในหมู ในท้องถิ่นเมื่อต้นปีที่แล้ว ก่อนเกิดการระบาดของโรคไข้หวัดนกเป็นบริเวณกว้างทั่วเอเชียในปีนี้ ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 27 คน อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรของจีน ยืนยันว่า พบเชื้อไวรัส H5N1 ในหมูเมื่อปีที่แล้วเท่านั้น แต่ไม่ยอมบอกว่า พบเชื้อไวรัสดังกล่าวอีกครั้งในปีนี้ แม้ว่าหัวหน้าห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ของจีน ยืนยันว่า พบเชื้อไวรัสไข้หวัดนกถึง 2 ครั้งเมื่อปีที่แล้วและปีนี้ ซึ่งหัวหน้าห้องปฏิบัติการ ระบุว่า เป็นสัญญาณอันตรายด้านสาธารณสุขศาสตร์ รายงานโดย : ศูนย์ข่าวประชาไท
['ข่าว', 'สิ่งแวดล้อม']
https://prachatai.com/print/88
2004-08-26 18:21
กรีนพีซรณรงค์แผนจัดการขยะกทม.
กรุงเทพฯ -26 ส.ค.47 กรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ร่วมกับมูลนิธิชุมชนไทย, เครือข่ายการจัดการขยะภาคชุมชน เปิดตัวงานรณรงค์กรีนโหวต เพื่อเรียกร้องให้ผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งใช้สิทธิของตัวเอง รวมทั้งเรียกร้องให้ผู้ว่าฯ กทม. คนใหม่ มีนโยบายที่ชัดเจนในการจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อม และของเสีย นายธารา บัวคำศรี เจ้าหน้าที่รณรงค์ กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ส่วนใหญ่ ไม่มีนโยบายเร่งด่วนเพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมและการจัดการของเสีย "เป็นที่น่าวิตกมากว่า ผู้สมัครผู้ว่ากทม. ทุกคน ดูเหมือนจะไม่สำเหนียกว่า ขยะเป็นสถานการณ์เร่งด่วนของกรุงเทพฯ ยุทธศาสตร์การจัดการของเสียกทม. ซึ่งเน้นปลายเหตุโดยนำขยะไปกำจัดขั้นสุดท้ายโดยนำไปฝังกลบ และกำลังจะมีการสร้างโรงงานเผาขยะ กำลังสร้างปัญหาสิ่งแวดล้อมและคุกคามสุขอนามัยของชาวกรุงเทพฯ และเขตปริมณฑล ไม่มีผู้สมัครผู้ว่ากรุงเทพฯ คนใดเลยที่มีวิสัยทัศน์ในการแก้ปัญหานี้" นายธาราระบุ กรีนโหวต มีเป้าหมายในการสนับสนุนให้ผู้ว่า กทม. คนต่อไป มีมติยอมรับนโยบาย "ของเสียเหลือศูนย์" ซึ่งเป็นแนวคิดที่มีขั้นตอนการจัดการขยะอย่างเป็นระบบ นโยบายของเสียเหลือศูนย์มีเป้าหมายในการลดขยะจากแหล่งที่มา สนับสนุนการรีไซเคิล ลดการสร้างขยะ และใช้ผลิตภัณฑ์ที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ ซ่อมแซมได้ หรือเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้แล้วนำกลับคืนสู่ธรรมชาติ และระบบตลาดใหม่ได้ จุดมุ่งหมายของกรีนโหวตยังต้องการให้ยุติการใช้โรงงานเผาขยะ ซึ่งมีแต่จะก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพ และสิ่งแวดล้อม ปัจจุบันขยะในกรุงเทพฯ ถูกนำไปฝังกลบนอกกรุงเทพฯ ซึ่งก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมทางสังคมและสิ่งแวดล้อม โครงการก่อสร้างโรงงานเผาขยะที่จะเกิดขึ้นยิ่งก่อให้เกิดผลกระทบที่มากขึ้นไปอีกโดยเฉพาะการปล่อยสารพิษก่อมะเร็ง ตลอดจนการลงทุนด้วยเงินหลายพันล้านซึ่งในที่สุดก็กลายเป็นภาระของประชาชนผู้เสียภาษี รายงานโดย : ศูนย์ข่าวประชาไท
['ข่าว', 'สิ่งแวดล้อม']
https://prachatai.com/print/91
2004-08-26 19:11
สั่งลงโทษนักเรียนนักเลงสถานหนัก
กรุงเทพฯ 26 ส.ค.47 นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงกรณีนักเรียนอาชีวะยกพวกตีกันว่า กระทรวงฯ จะบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดกับนักเรียนที่ก่อคดีอาญาร้ายแรง ใช้อาวุธมีด หรือปืนไปทำร้ายนักเรียนสถาบันคู่อริ แม้จะเป็นเยาวชนที่อายุไม่เกิน 18 ปีก็ตาม ทั้งนี้ผู้กระทำผิดจะต้องถูกลงโทษจำคุกสถานหนัก โดยสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน จะทำความเห็นต่อศาลเยาวชนและครอบครัว ให้ส่งตัวไปพิจารณาคดีในศาลอาญา ตามกฎหมายฉบับเดียวกับผู้ใหญ่ อย่างไรก็ตามกรณีการยกพวกตีกันเป็นหมู่คณะนั้น ทางการจะสอบปากคำเพื่อจำแนกพฤติกรรมการก่อคดีของเด็กแต่ละคนออกมาอย่างละเอียด โดยกลุ่มหัวโจกที่ก่อคดีซ้ำซากต้องดำเนินคดีขั้นเด็ดขาด ส่วนบุคคลที่ถูกชักชวน หรือถูกปลุกเร้าให้ร่วมกระทำความผิดจะส่งตัวเข้าโครงการช็อคเทอราปี หรือจำคุกในระยะสั้น 5-7 วัน เพื่อให้หลาบจำและหวาดกลัวต่อผลร้ายที่จะตามมาหลังก่อคดีอาญา นายอดิศัย โพธารามิก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวภายหลังการประชุมร่วมกรณีปัญหาเด็กนักเรียนโรงเรียนมีนบุรีโปลีเทคนิค และโรงเรียนเทคโนโลยีบางกะปิ ยกพวกตีกันว่า ที่ประชุมมีมติให้ปิดโรงเรียนทั้งสองแห่งตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไปจนหมดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2547 เนื่องจากเห็นว่าทั้งสองโรงเรียนมีคุณภาพต่ำกว่ามาตรฐาน ทั้งนี้ระหว่างที่ปิดโรงเรียน ผู้บริหารโรงเรียนทั้งสองแห่งจะต้องทำแผนปรับปรุงคุณภาพโรงเรียนใหม่ทั้งหมดมาเสนอต่อสำนักบริหารงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนเพื่อทำการพิจารณา ซึ่งหากเห็นว่ามีความเหมาะสมก็จะอนุญาตให้เปิดการเรียนการสอนได้ต่อไปในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2547 ทั้งนี้ หากเกิดปัญหาขึ้นอีกครั้ง จะยึดใบอนุญาตและสั่งปิดโรงเรียนทันที รายงานโดย : ศูนย์ข่าวประชาไท
['ข่าว', 'สิ่งแวดล้อม']
https://prachatai.com/print/92
2004-08-26 19:38
ปุระชัยส่งคดีหมอประกิตให้ป.ป.ช.
กรุงเทพฯ-26 ส.ค.47 คณะกรรมการพิจารณากลั่นกรองชุดที่ 5 ซึ่งมี ร.ต.อ. ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เตรียมยื่นเรื่องผลการสอบสวนการทำงานของ น.พ.ประกิต วาทีสาธกกิจ อดีตรองประธานคณะกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(ส.ส.ส.) ต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช)และสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) ทั้งนี้ในการประชุมคณะกรรมการฯ วันนี้ ที่ประชุมฯ ได้เชิญ น.พ.ศุภกร บัวสาย ผู้จัดการกองทุน ส.ส.ส. มาชี้แจง โดยในที่ประชุมฯ ได้แสดงความเห็นถึงกรณีของ น.พ.ประกิต และอภิปรายในประเด็นที่ว่า น.พ.ศุภกร ในฐานะผู้อนุมัติทุนให้กับน.พ.ประกิต ควรต้องรับผิดชอบในเรื่องนี้ด้วยหรือไม่ นายนพดล อินนา รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (ร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ ) กล่าวถึง ข้อเสนอให้มีการเปลี่ยนตัวประธานบอร์ด สสส. ว่า หลังจากผ่านเหตุการณ์มาระยะหนึ่งและได้ทำความเข้าใจกันแล้ว น่าจะหันหน้ามาทำงานเพื่อประเทศชาติ โดยยึดหลักธรรมาภิบาล ระเบียบ กติกาของส.ส.ส.มากกว่าที่จะนำประเด็นปลีกย่อยเรื่องตัวบุคคลมาพูดกันให้เป็นปัญหาขัดแย้ง รายงานโดย : ศูนย์ข่าวประชาไท
['ข่าว', 'สิ่งแวดล้อม']
https://prachatai.com/print/90
2004-08-26 18:47
กฟผ.สำรองน้ำมันเตา 4พันล.ลิตร
กรุงเทพฯ-26 ส.ค.47 นายณรงค์ศักดิ์ วิเชษฐ์พันธุ์ รองผู้ว่าการอาวุโสกลุ่มพัฒนา การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) รักษาการผู้ว่าการ กฟผ. กล่าวว่า กฟผ.ได้ลงนามในสัญญาซื้อน้ำมันเตาจากบริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตกระแสไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าบางปะกง, โรงไฟฟ้ากระบี่, โรงไฟฟ้าขนอม, โรงไฟฟ้าพระนครใต้ และโรงไฟ้าราชบุรี นายณรงค์ศักดิ์กล่าวว่า การจัดซื้อครั้งนี้ไม่ใช่เพราะขาดแคลนพลังงาน เป็นเพียงการจัดหาเชื้อเพลิงคุณภาพดีและเหมาะสมกับแผนการผลิตและการสำรองไฟฟ้าเท่านั้น โดยการซื้อขายน้ำมันเตาครั้งนี้ ปตท.จะจัดส่งน้ำมันเตามาตรฐานกำมะถันตั้งแต่ 0.5-3.5% จำนวน 4,000 ล้านลิตร มูลค่าประมาณ 40,000 ล้านบาท ให้ กฟผ.เป็นระยะเวลา 2 ปี เริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2547-เมษายน 2549 รายงานโดย : ศูนย์ข่าวประชาไท
['ข่าว', 'สิ่งแวดล้อม']
https://prachatai.com/print/93
2004-08-26 20:35
มะละกอจีเอ็มโอขอนแก่นบุกราชบุรี
ประชาไท - 26 ส.ค. 47 กรรมการสิทธิ์ฯ ลงพื้นที่สำรวจมะละกอจีเอ็มโอ พบ ระบาดหนักถึง "ราชบุรี " ระบุอธิบดีกรมวิชาการเกษตร-หัวหน้าโครงการวิจัยฯ ไม่ให้ความร่วมมือ ไม่ยอมเปิดเผยรายชื่อเกษตรกรที่ซื้อเมล็ดพันธุ์มะละกอต้องสงสัย เตรียมแถลงข่าวเปิดข้อมูลพรุ่งนี้ ภายหลังจากที่กลุ่มกรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ออกมาระบุผลการตรวจสอบตัวอย่างมะละกอในไร่นาเกษตรกร อ.พล มีการปนเปื้อนจีเอ็มโอ ซึ่งเป็นพันธุ์มะละกอแขกดำท่าพระ ที่ซื้อมาจากสถานีวิจัยพืชสวนท่าพระ สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขต 3 จ.ขอนแก่น จนเป็นคดีความฟ้องร้องเจ้าหน้าที่กรีนพีซฯ อยู่นั้น ส่งผลให้อนุกรรมการทรัพยากรชีวภาพและป่าเขตร้อน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ลงไปตรวจสอบข้อมูลการปนเปื้อนจีเอ็มโออีกครั้ง ทั้งนี้คณะฯได้ขออนุญาตเข้าไปดูแปลงปลูกมะละกอแขกดำท่าพระ พบว่าสภาพแปลงเพาะปลูกเปลี่ยนไปคือมีการยกร่องแปลงใหม่ มีการปลูกส้มและกล้วยแทนมะละกอ ซึ่งสร้างความแปลกใจให้คณะฯ อย่างมาก อย่างไรก็ดี ทางคณะฯ ยังได้สุ่มเก็บเมล็ดพันธุ์และใบมะละกอจากแปลงเดียวกันกับที่กลุ่มกรีนพีซนำไปตรวจสอบ เพื่อหาว่ามีการปนเปื้อนจีเอ็มโอหรือไม่ คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2-3 วัน นายบัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ อนุกรรมการทรัพยากรชีวภาพและป่าเขตร้อน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน กล่าวว่า รู้สึกเป็นห่วงเรื่องการปนเปื้อนจีเอ็มโอ เพราะที่ผ่านมา ทางอธิบดีกรมวิชาการเกษตรและนางวิไล ประสาทศรี หัวหน้าโครงการวิจัยมะละกอจีเอ็มโอ ไม่ยอมเปิดเผยรายชื่อเกษตรกรที่มาซื้อเมล็ดพันธุ์ต้องสงสัย โดยอ้างว่าไม่พร้อมที่จะให้ ทั้ง ๆ ที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายนี้เป็นผู้ที่เก็บข้อมูลไว้ทั้งหมด " ผมไม่เข้าใจเลยว่าทำไมขอข้อมูลแล้วไม่ให้ ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้อธิบดีกรมวิชาการเกษตรบอกกับนักข่าวว่าพร้อมให้ความร่วมมือ ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้น ส่วนคุณวิไลก็ระบุว่าจะเอาไปฆ่าไปแกงที่ไหนก็ให้ข้อมูลไม่ได้ ซึ่งผมมองว่ามันอันตราย ยิ่งตอนนี้ผมรู้มาว่า มีการเล็ดลอดของเมล็ดพันธุ์มะละกอที่ปนเปื้อนจีเอ็มโอหลุดไปขายที่จังหวัดราชบุรีแล้ว ประชาชนควรจะได้รับคำตอบตรงนี้ว่าเป็นอย่างไร " นายบัณฑูรระบุ "ประชาไท" พยายามขอสัมภาษณ์ นายฉกรรจ์ แสงรักษาวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อสอบถามถึงกรณีที่เกิดขึ้น แต่ไม่สามารถติดต่อได้ เนื่องจากนายฉกรรจ์ติดภาระกิจติดตาม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในโครงการทัวร์นกขมิ้นภาคใต้ ในวันพรุ่งนี้(27 ส.ค.) คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จะแถลงข่าวกรณีการเผยแพร่มะละกอจีเอ็มโอไปในสิ่งแวดล้อม ที่ห้อง 501 ตึกคณะกรรมการสิทธิฯ เวลา 13.30 น. โดยมี ศ.เสน่ห์ จามริก ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เป็นผู้แถลง รายงานโดย : สมสุข มณีทิพย์สกุล ศูนย์ข่าวประชาไท
['ข่าว', 'สิ่งแวดล้อม']
https://prachatai.com/print/94
2004-08-26 21:25
กฟผ. ระบุค่าไฟพุ่งเพราะรัฐไม่ค้ำเงินกู้
กรุงเทพฯ-26ส.ค.47 รักษาการผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ยอมรับประชาชนต้องจ่ายค่าไฟแพงขึ้น เนื่องจากรัฐบาลไม่ยอมค้ำประกันโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ 4 แห่ง ตามแผนพีดีพี -2004 ที่ กฟผ.ได้รับอนุมัติให้จากคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.)ให้ก่อสร้างโรงไฟฟ้า 4 โรงนั้น ประกอบด้วย โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วมสงขลา โรงไฟฟ้าพระนครใต้ โรงไฟฟ้าพระนครเหนือ และโรงไฟฟ้าบางประกง โดยจะเริ่มก่อสร้างในปี 2549-2550 และสามารถป้อนไฟฟ้าเข้าระบบได้ในปี 2551 ใช้ทุนก่อสร้างถึงปีละ 3-4 หมื่นล้านบาท โดยมีวงเงินดำเนินการรวม 400,000 ล้านบาท นายณรงค์ศักดิ์ วิเชษฐ์พันธุ์ รองผู้ว่าการอาวุโสกลุ่มพัฒนา รักษาการผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ระบุว่า กฟผ. อยู่ระหว่างเตรียมเจรจากับสถาบันการเงิน และพิจารณาหาเงินมาดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าใหม่และสายส่งไฟฟ้า อย่างไรก็ตาม นายณรงค์ศักดิ์ยอมรับว่า การที่รัฐบาลไม่ค้ำประกันเงินกู้ จะส่งผลทำให้ต้นทุนดอกเบี้ยเพิ่มสูงขึ้น ประกอบกับอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น ทำให้ต้นทุนโรงไฟฟ้าซึ่งเป็นที่มาของค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้นด้วย อย่างไรหากโรงไฟฟ้าทั้ง 4 โรงแล้วเสร็จและนำไฟฟ้าเข้าระบบได้ จะทำให้มีกฟผ.มีผลรายรับถึงร้อยละ 8 ต่อปีของการลงทุน ส่วนรูปแบบการระดมทุนนั้น คาดว่าจะใช้ทั้งการออกพันธบัตรหรือกู้เงินโดยตรง โดยขณะนี้กฟผ.ออกพันธบัตรไป 2 งวดแล้ว พันธบัตรครั้งแรกวงเงิน 800 ล้านบาท อายุพันธบัตร 3 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ ร้อยละ 3.295 ธนาคารฮ่องกงเซี่ยงไฮ้เป็นผู้จัดจำหน่าย ส่วนครั้งที่ 2 ออกพันธบัตรวงเงิน 1,000 ล้านบาท อายุ 15 ปี อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 6.2 มีธนาคารกสิกรไทย จำกัด(มหาชน) เป็นผู้จัดจำหน่าย ทั้งนี้ กฟผ.เตรียมจะระดมทุนใหม่ในปี 2547 ประมาณ 3,000 ล้านบาท และปีหน้า มีความต้องการใช้เงินลงทุนประมาณ 10,000 ล้านบาท โดยอยู่ระหว่างพิจารณาว่าจะระดมทุนรูปแบบใดที่เหมาะสมที่สุด รายงานโดย : ศูนย์ข่าวประชาไท
['ข่าว', 'สิ่งแวดล้อม']
https://prachatai.com/print/95
2004-08-26 21:51
สืบฯ ยืนยันป่า "คลองลาน" สมบูรณ์
ภาพประกอบ 1 : มูลของเสือโคร่ง พบบริเวณถนนสาย1117 เส้นคลองลาน-อุ้มผาง ส่วนที่เลิกใช้แล้ว ประชาไท - 26 ส.ค.47 มูลนิธิสืบฯ จับมือนักวิชาการลงพื้นที่สำรวจเส้นทางคลองลาน - อุ้มผาง ยืนยัน ป่าฟื้นตัว พบรอยเท้าสัตว์หายากหลายชนิด พร้อมชี้แจงเหตุค้าน ไม่ได้เห็นสัตว์ป่าดีกว่าคน มูลนิธิสืบนาคะเสถียรจัดแถลงข่าวผลการลงพื้นที่สำรวจ เส้นทางหมายเลข 1117 คลองลาน-อุ้มผาง ร่วมกับนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยมหิดล ระหว่างวันที่ 21-23 ส.ค.2547 โดยนายศศิน เฉลิมลาภ รองประธานมูลนิธิสืบฯ กล่าวยืนยันว่าจะคัดค้านโครงการนี้ให้ถึงที่สุด แม้ว่าจนบัดนี้ยังไม่มีการตอบกลับใดๆ หลังมูลนิธิสืบฯ ยื่นจดหมายคัดค้านถึงพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ผ่านนายสุวิทย์ คุณกิตติ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม "เหตุที่เราจะต้องค้าน เพราะผืนป่าตะวันตกมีคุณค่าต่อมนุษย์ ไม่ใช่เห็นสัตว์ป่าสำคัญกว่ามนุษย์ หรือเห็นสัตว์ป่าสำคัญกว่าความเจริญของอุ้มผาง แต่เพื่อรักษาความสำคัญของอุ้มผางไว้นั่นเอง จึงขอว่าอย่าตัดถนนเพื่อทำร้ายต้นน้ำแม่กลองและต้นน้ำเจ้าพระยา" นายศศินกล่าว ด้านนายอนรรฆ พัฒนวิบูลย์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า การสำรวจเส้นทางนี้เป็นเพียงการสำรวจอย่างคร่าวๆ แต่จะมีการศึกษาเพิ่มเติมในรายละเอียด เพื่อเป็นข้อมูลที่จะนำเสนอรัฐบาลเพื่อการตัดสินในได้ อย่างไรก็ตาม จากการสำรวจเส้นทางจากช่องเย็น ในอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ จนถึงบ้านอุ้มผางคี จ.ตาก ซึ่งมีทั้งเส้นทางถนนเก่า และที่คาดว่าจะสร้างถนนนั้น พบว่าถนนเดิมนั้นหมดสภาพไปแล้ว มีการสะสมของชั้นดินบนผิวถนนและมีพืชจำพวกมอสขึ้นปกคลุม ป่ามีการฟื้นตัวอยู่ในระดับที่ดีมาก และพบรอยเท้าและมูลสัตว์หายากหลายชนิดเช่น สมเสร็จ เสือโคร่ง รวมทั้งนกเงือกและลิงแสม ซึ่งจะพบได้เฉพาะในเขตป่าสมบูรณ์ "การตัดถนนทำให้สัตว์ป่าถูกรถชนตายเป็นจำนวนมาก มีผลการวิจัยชี้ชัดว่าช่วงปี 2541-2542 ที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน สัตว์ป่าทั้งเล็กและใหญ่ถูกรถชนตายกว่า 14,000 ตัว" แต่เมื่อดูจากสภาพแล้ว คงไม่มีใครใช้เส้นทางนี้มากนัก เพราะอำเภออุ้มผางเป็นอำเภอเล็กๆ จึงมีความเป็นไปได้ว่าเส้นทางนี้จะกลายเป็นเส้นทางขนของผิดกฎหมาย เช่น ไม้สาละวิน ยาเสพติด เฟอร์นิเจอร์ คล้ายกับถนนสายแม่ละมาด-บ้านตาก จังหวัดตาก" นายอนรรฆกล่าว ในส่วนของความหลากหลายของพันธุ์พืชนั้น นายแหลมไทย อาษานอก ผู้ช่วยนักวิจัย โครงการศึกษานิเวศวิทยาของนกเงือก ม.มหิดล กล่าวว่า เฉพาะการสังเกตด้วยตาจากแนวถนนนั้น มีพันธุ์มากกว่า 190 ชนิด โดยเป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ 11 ชนิด และกล้วยไม้ 10 ชนิด สภาพพื้นที่เริ่มมีป่าขึ้นทดแทนป่าที่ถูกทำลายไปก่อนที่จะมีการอพยพคนออกเมื่อ 20 ปีที่แล้ว เฉพาะบริเวณที่ยังไม่มีการสร้างถนนแต่รทำเครื่องหมายไว้นั้น พบว่า มีต้นไม้หนาแน่นและมีดัชนีความหลาหลายใกล้เคียงกับป่าบนดอยอินทนนท์ ด้านนางรตยา จันทรเทียร ประธานมูลนิธิสืบกล่าวว่า ในช่วงต้นของรัฐบาล นายกรัฐมนตรีเป็นผู้กล่าวไว้เองว่าทรัพยากรของชาติต้องรักษาไว้ให้ลูกหลาน อย่าให้น้อยลง จึงเชื่อได้ว่าการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรีในการอนุมัติให้ปรับปรุงและก่อสร้างถนนดังกล่าวเพิ่มเติมนี้ อาจมาจากการได้ข้อมูลไม่ครบถ้วน รายงานโดย : มุทิตา เชื้อชั่ง ศูนย์ข่าวประชาไท
['ข่าว', 'สิ่งแวดล้อม']
https://prachatai.com/print/96
2004-08-26 22:00
ปุระชัยส่งคดีหมอประกิตให้ป.ป.ช.
กรุงเทพฯ-26 ส.ค.47 คณะกรรมการพิจารณากลั่นกรองชุดที่ 5 ซึ่งมี ร.ต.อ. ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เตรียมยื่นเรื่องผลการสอบสวนการทำงานของ น.พ.ประกิต วาทีสาธกกิจ อดีตรองประธานคณะกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) ต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช)และสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) ทั้งนี้ในการประชุมคณะกรรมการฯ วันนี้ ที่ประชุมฯ ได้เชิญ น.พ.ศุภกร บัวสาย ผู้จัดการกองทุน สสส. มาชี้แจง โดยในที่ประชุมฯ ได้แสดงความเห็นถึงกรณีของ น.พ.ประกิต และอภิปรายในประเด็นที่ว่า น.พ.ศุภกร ในฐานะผู้อนุมัติทุนให้กับน.พ.ประกิต ควรต้องรับผิดชอบในเรื่องนี้ด้วยหรือไม่ นายนพดล อินนา รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (ร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ ) กล่าวถึง ข้อเสนอให้มีการเปลี่ยนตัวประธานบอร์ด สสส. ว่า หลังจากผ่านเหตุการณ์มาระยะหนึ่งและได้ทำความเข้าใจกันแล้ว น่าจะหันหน้ามาทำงานเพื่อประเทศชาติ โดยยึดหลักธรรมาภิบาล ระเบียบ กติกาของสสส.มากกว่าที่จะนำประเด็นปลีกย่อยเรื่องตัวบุคคลมาพูดกันให้เป็นปัญหาขัดแย้ง รายงานโดย : ศูนย์ข่าวประชาไท
['ข่าว', 'สิ่งแวดล้อม']
https://prachatai.com/print/97
2004-08-27 19:29
จีนรับพบหวัดนกในหมู
ปักกิ่ง 27 ส.ค.47 นายเจี่ย ยู่หลิง อธิบดีกรมปศุสัตว์จีน ยอมรับว่า เคยพบเชื้อไข้หวัดนกสายพันธุ์ H5 N 1 ในสุกรตั้งแต่ปี 2545 ก่อนหน้าที่จะเกิดโรคระบาดของไข้หวัดนกครั้งใหญ่จนทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 27 ราย ส่วนเชื้อไข้หวัดนกในสุกรที่พบในปีนี้นั้น เป็นเชื้อที่เก็บมาในปี 2546 ขณะที่นายหยู คังเจิ้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ จีน ยอมรับเช่นกันแต่ไม่ยอมเปิดเผยว่า เชื้อหวัดนกที่ได้มานั้น มาจากพื้นที่แถบใดของจีน วันเดียวกัน องค์การอนามัยโลก(WHO) ออกแถลงการณ์เตือนให้จีนและประเทศที่มีการแพร่ระบาดของไข้หวัดนก เร่งศึกษาและวิจัยที่มาของโรคอย่างจริงจัง ก่อนที่โรคจะลุกลามไปมากกว่านี้ รายงานโดย : ศูนย์ข่าวประชาไท
['ข่าว', 'สิ่งแวดล้อม']
https://prachatai.com/print/99
2004-08-27 20:24
บุชยอมรับประเมินอิรักพลาด
สหรัฐฯ -27 ส.ค.47 หนังสือพิมพ์นิวยอร์ค ไทมส์ของสหรัฐฯ รายงานเมื่อวันพฤหัสฯ ที่ผ่านมา (26) ว่าประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิ้ลยู บุชของสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนยอมรับเป็นครั้งแรกว่า ประเมินสถานการณ์ในอิรักหลังสงครามยุติผิดพลาด อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีบุชยืนยันว่า เหตุการณ์ไม่สงบอันเนื่องมาจากการก่อกบฏ ที่ยืดเยื้อมานาน 17 เดือน เป็นผลพวงจากชัยชนะที่ได้มาอย่างรวดเร็วในการทำสงครามโค่นล้ม อดีตประธานาธิบดีซัดดัม ฮุซเซน แห่งอิรักและเป็นผลลัพธ์ที่ได้มาอย่างไม่ได้ตั้งใจ เขาชี้แจงด้วยว่า ยุทธวิธีที่ใช้ปฏิบัติการตามพื้นที่จุดต่าง ๆ ในอิรัก เช่นที่เมืองนาญาฟ มีความยืดหยุ่นและสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ ทั้งนี้ข้อมูลจากกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ระบุว่า นับตั้งแต่สหรัฐฯ ยกกองกำลังพันธมิตรเข้ารุกรานอิรัก สหรัฐฯ ต้องสูญเสียกำลังพลอเมริกันรวมทั้งสิ้น 969 นาย โดย 828 นายเสียชีวิตตั้งแต่เดือนเมษายนปีที่แล้ว นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่อีก 6,690 รายยังได้รับบาดเจ็บจากการเข้าไปปฏิบัติภาระกิจในพื้นที่ระหว่างยึดครองดินแดนในอิรัก รายงานโดย : ศูนย์ข่าวประชาไท
['ข่าว', 'สิ่งแวดล้อม']
https://prachatai.com/print/98
2004-08-27 19:38
รัฐยังไม่ลดราคาเบนซิน
น.พ.พรหมมินทร์ เลิศสุริย์เดช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ระบุว่า จะคงราคาขายปลีกน้ำมันเบนซินไปก่อน แม้ว่าราคาน้ำมันในตลาดโลกจะปรับตัวลดลงก็ตาม ทั้งนี้เพราะได้ใช้เงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาตรึงราคาภายใน คิดเป็นเงินกว่า 27,000 ล้านบาท ส่วนเรื่องค่าไฟฟ้าซึ่งรักษาการผู้ว่าการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ระบุว่า อาจจะมีการปรับขึ้น 10 ส.ต.ต่อหน่วยในเดือน ต.ค.นี้ เป็นหน้าที่ของคณะทำงานพิจารณาค่าไฟฟ้า ที่มีปลัดกระทรวงพลังงานเป็นประธาน จะเป็นผู้พิจารณาว่า จะอนุมัติให้ขึ้นหรือไม่ อย่างไรก็ดีโดยหลักการแล้วไม่อยากให้มีการปรับเพิ่มค่าไฟฟ้า เพราะเป็นการซ้ำเติมภาระประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่สูงอยู่ รายงานโดย : ศูนย์ข่าวประชาไท
['ข่าว', 'สิ่งแวดล้อม']
https://prachatai.com/print/101
2004-08-27 21:55
ทัวร์นกขมิ้นสุดทางที่นราฯ
ศูนย์ข่าวภาคใต้ -27 ส.ค. 47 สิ้นสุดทัวร์นกขมิ้น "ทักษิณ" แจกงบประมาณให้จังหวัดนราธิวาสกว่า 320 ล้านบาท พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดการเดินทางตรวจราชการพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งจังหวัดนราธิวาสถือเป็นจังหวัดสุดท้ายของการเดินทางมาตรวจราชการครั้งนี้ ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีได้อนุมัติงบประมาณต่างที่นำเสนอโดยผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาสอาทิ โครงการก่อสร้างด่านศุลกากรตากใบ 40 ล้านบาท, โครงการขยายสะพานข้ามแม่น้ำสุไหงโก-ลก โครงการปรับปรุงสนามกีฬากลางจังหวัดนราธิวาส 69 ล้านบาท, โครงการจัดตั้งศูนย์อบรมการนวดแผนไทย โดยให้จังหวัดนราธิวาสเป็นศูนย์กลางการฝึกอบรม 11 ล้านบาท ,โครงการก่อสร้างตึกคนไข้สามัญขนาด 120 เตียง โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ 60 ล้านบาท โดยใช้งบประมาณจากกองสลากกินแบ่งรัฐบาล โครงการจัดตั้งมหาวิทยาลัยนราธิวาส โดยนายกฯ ได้ชี้แจงว่าโครงการจะผ่านการพิจารณาจากสภาผู้แทนราษฎรในปีนี้ และคาดว่าจะเปิดสอนได้ในปี 2548 นอกจากนี้ยังมีการเสนอให้มีเที่ยวบินกรุงเทพฯ-นราธิวาส วันละ 1 เที่ยวบินด้วย ซึ่งนายกฯ ได้มอบหมายให้ นายวิเชษฐ์ เกษมทองศรี รองนายกฯ ไปเจรจากับสายการบินภูเก็ตแอร์ไลน์ เพื่อเพิ่มเที่ยวบินดังกล่าวแล้ว นายกรัฐมนตรียังได้มอบหมายให้ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส และสำนักงานคณะกรรมการศาสนาอิสลาม จ.นราธิวาส คัดเลือกชาวมุสลิมที่มีสุขภาพแข็งแรงเพื่อเตรียมส่งไปประกอบพิธีฮัจญ์ที่ประเทศซาอุฯ ด้วย นอกจากนนั้นในเดือน ต.ค ศกนี้ จะพาเยาวชนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เดินทางไปทัศนศึกษาที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเปิดหูเปิดตา โดยให้เดนทางไปกับเครื่องบินของกองทัพอากาศด้วย และในที่ประชุมยังมีความเห็นให้นายกเร่งดำเนินการจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากการก่อความไม่สงบ เนี่องจากขณะนี้ยังไม่ได้มีการจ่ายเงินช่วยเหลือผู้บาดเจ็บแต่อย่างใด หลังจากเสร็จการประชุมนายกรัฐมนตรีได้แจกแผ่นซีดี เกี่ยวกับหมู่บ้านตัวอย่างกับการจัดการกองทุนหมู่บ้าน SML ให้แก่ประชาชนและข้าราชการที่มาต้อนรับด้วย โดยซีดีดังกล่าวได้จัดทำทั้ง ภาษาไทยและภาษามลายู สำหรับการทัวร์นกขมิ้นในพื้นที่ภาคใต้ที่ผ่านมา พ.ต.ท.ทักษิณ ได้อนุมัติงบประมาณให้กับจังหวัดต่างๆ อาทิ จังหวัดนราธิวาส 88.2 ล้านบาท จ.ปัตตานี 715 ล้านบาท จ.ตรัง 400 ล้านบาท จ.ระนอง 98.11 ล้านบาท จ.พังงา 422 ล้านบาท จ.กระบี่ 382.09 ล้านบาท จ.ประจวบคีรีขันธ์ เป็นเงิน 190 ล้านบาท จ.เพชรบุรี 250 ล้านบาทและที่ จ.นราธิวาส 317 ล้านบาท รายงานโดย : มูฮัมหมัด ดือราแม ศูนย์ข่าวภาคใต้
['ข่าว', 'สิ่งแวดล้อม']
https://prachatai.com/print/102
2004-08-27 23:14
เสนอรัฐแก้ปัญหาเดิมก่อนสร้างเขื่อนใหม่
กรุงเทพฯ -27 ส.ค.47 ภาคประชาชนสรุปข้อเรียกร้องแก้ไขปัญหาเขื่อนที่สร้าง-ยังไม่ได้สร้าง เสนอตัวแทนรัฐบาลพรุ่งนี้ ขณะที่ตัวแทนชาวบ้านชี้รัฐบาลควรแก้ไขปัญหาเดิมที่คั่งค้างก่อนสร้างปัญหาใหม่ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ร่วมกับองค์กรพัฒนาเอกชนและองค์กรภาประชาชนจัดเวทีสัมมนา "เขื่อนกับสิทธิชุมชน" เพื่อเป็นเวทีให้ชาวบ้านได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ มุมมองและแนวทางการแก้ไขปัญหา รวมทั้งนำเสนอข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล โดยอ้างอิงข้อเสนอแนะของคณะกรรมการเขื่อนโลก เพื่อแก้ปัญหาจากเขื่อนที่สร้างแล้วและยังไม่ได้สร้าง โดยแม่ไฮ ขันจันทา จากเขื่อนห้วยละห้า กล่าวเปิดงานว่า ตนเดินมาจนเหนื่อยแล้ว ไปทุกองค์กร ได้เข้าร่วมกับสมัชชาคนจนร่วมกันคิด ร่วมกันต่อสู้ ไปไหนก็ไป เคยไปหาทั้งรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี แต่ก็ไม่มีอะไรดีขึ้น โดยหลังจากการสรุปบทเรียนการต่อสู้ของพ่อครัวสมัชชาคนจน ในเดือนเมษายน 2547 ที่ผ่านมา จึงได้กลับมาคิดว่า คัดค้าน มีตำรวจลงมา แต่ที่ที่เสียไปเป็นที่ดินของพ่อแม่ เป็นที่อยู่ที่กินจึงต้องสู้เพื่อเอาคืน "สิทธิคือ สิทธิ ความจริงคือความจริง ศีลธรรมอยู่กับเรา คนจนไม่ได้จนแต่เกิดแต่น้ำท่วมที่ถูกทำให้จน เพราะรัฐบาลไม่เคยมองชาวนาว่าเป็นกระดูกสันหลังของชาติ มีแต่ทับถม เขื่อนอื่นๆ ที่เคยได้ทุกข์ยากลำบากมาด้วยกัน นอนดินกินข้างหุงด้วยกันมาขอให้พร้อมใจกัน ให้คิดร่วมกัน ออกแรงช่วยกัน" แม่ไฮ กล่าว นายบุญไล สวัสดี จากเขื่อนลำตะคอง จ.นครราชสีมา ตัวแทนกรณีเขื่อนที่สร้างแล้ว กล่าวว่าเขื่อนลำตะคองมีการเรียกร้องมาตั้งแต่ปี 2540 เนื่องจากชาวบ้านเริ่มเจ็บป่วยด้วยโรคปอด ต้อตา โรคผิวหนัง จนทำให้มีคนล้มตายไปมาก ในปี2543 ได้คณะกรรมการฯ มา 1 ชุดแต่ก็ยังไม่เกิดผลใดๆ ยังไม่ความช่วยเหลือในเรื่องนี้ นอกจากนี้คนในชุมชนต้องออกไปทำงานข้างนอกเพราะสูญสียที่ดิน ไม่สามารถประกอบอาชีพเดิมได้ จากที่การกรองหญ้าขายเคยเป็นอาชีพเสริมต้องกลายมาเป็นอาชีพหลักมีรายได้ 50-60 บาท/วัน สิ่งแวดล้อมถูกทำลายเพราะสารเคมีที่ใช้ระเบิดก็ยังตกค้างอยู่ในดิน นายบุญไล กล่าวต่อว่าสิ่งที่เรียกร้องตอนนี้คือต้องการให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.)และรัฐบาลหันกลับมาดูแลความเจ็บป่วยของชาวบ้าน รวมทั้งการฟื้นฟูอาชีพโดยด่วน เพราะโครงการเพาะเห็ดฟางและโครงการเลี้ยงไก่ก็ไปไม่รอด หายไปหมดแล้ว รวมทั้งที่ดินที่เคยบอกว่าจะคืนให้ชาวบ้านครอบครัวละ 5 ไร่ ปัจจุบันคืนให้เพียงครอบครัวละ 3 ไร่ 2 งานแล้วยังมีการระบุว่าชาวบ้านต้องปฏิบัติตามโดยก็ยังไม่รู้เลยว่าคืออะไร "อยากเรียกร้องความเป็นธรรมจากผลที่รัฐบาลได้กระทำ ต้องรับผิดชอบและฟื้นฟู คนที่ตายไปแล้วญาติพี่น้องก็ควรได้รับการชดเชย ซึ่งควรมีการจัดการให้สำเร็จก่อนที่จะมีการสร้างเขื่อนในพื้นที่อื่นต่อไป" นายบุญไล กล่าว นายสุจิต ชัยบุญ จากโครงการเขื่อนโป่งขุนเพชร จ.ชัยภูมิ ตัวแทนกรณีเขื่อนที่ยังไม่สร้าง กล่าวว่าบริเวณที่จะสร้างเขื่อนเป็นพื้นที่ป่าซึ่งเป็นแหล่งหาอาหารของชาวบ้าน เช่น เห็ด หน่อไม้ อึ่งอ่าง ผักหวาน เป็นต้น ชาวบ้านจึงต่อสู้คัดค้านมาโดยตลอด ถึงแม้ว่าจะมีมติครม.ชะลอโครงการตั้งแต่ปี 2540 แต่ชาวบ้านก็ยังไม่ไว้วางใจเพราะแกนนำถูกยิงตายไป 1 คนแล้วและเมื่อชาวบ้านหยุดก็จะมีการมาดำเนินการต่อ ดังนั้นชาวบ้านจึงได้ย้ายลงมาอาศัยอยู่บริเวณก้นอ่างเพื่อไม่ให้มาสร้างเขื่อน "เขาบอกว่าเป็นเขื่อนขนาดเล็กแต่เขื่อนเล็กหรือใหญ่ก็มีผลกระทบเหมือนกัน และที่เขาบอกว่าจะหาที่ดินให้แต่เขื่อนที่สร้างไปแล้วเขาก็ยังหาที่ดินให้ไม่ได้เลย ถ้าจะมาสร้างเขื่อนเพิ่มอีกก็ต้องให้เขาก็ปัญหาเขื่อนสร้างแล้วให้ได้ก่อน" นายสุจิต กล่าว โดยหลังจากวงเสวนาวันนี้จะมีการรวบรวมเป็นข้อเสนอต่อตัวแทนรองนายกรัฐมนตรีในวันที่ 28 ส.คนี้ รายงานโดย : ปิ่นแก้ว อุ่นแก้ว ศูนย์ข่าวประชาไท
['ข่าว', 'สิ่งแวดล้อม']
https://prachatai.com/print/100
2004-08-27 20:43
10 เดือน นร.ตีกันกว่า 3 พันครั้ง
กรุงเทพฯ -27 ส.ค. 47 เว็ปไซด์คมชัดลึก รายงานสถิตินักเรียนยกพวกตีกันของกองบัญชาการตำรวจนครบาลตั้งแต่เดือนต.ค.ปี 46 - เดือนส.ค.47 พบว่าเกิดขึ้นถึง 3,051 ครั้ง ทั้งนี้พบว่าช่วง 17 วันที่ผ่านมาของเดือนสิงหาคมนี้ มีการรับแจ้งเหตุลักษณะดังกล่าวในพื้นที่ กทม. แล้ว 50 ครั้งด้วยกัน ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ บก.น.4, 5, 6, 7 ทั้งนี้ในเขตความรับผิดชอบพื้นที่ จ.สมุทรปราการ ซึ่งมีเหตุนักเรียนตีกันเกิดขึ้นหลายครั้งในช่วงเดือน ส.ค.ที่ผ่านมานั้น พบว่า ตั้งแต่ช่วงต้นปี 2547 จนถึงปัจจุบัน มีเหตุการณ์ทั้งหมด 7 ราย คือ 1)เดือน ม.ค. 47 เกิดเหตุทะเลาะวิวาท 1 ราย กันระหว่างโรงเรียนกรุงเทพช่าง กับ นิด้า ในเขตพื้นที่ สภ.ต.สำโรงเหนือ 2) เมื่อเดือน ก.พ. 47 ตรวจค้นนักเรียนโรงเรียนกรุงเทพช่าง พบอาวุธปืน 1 รายในเขตพื้นที่ สภ.ต.สำโรงเหนือ 3)เดือน มิ.ย.47 เกิดเหตุทะเลาะวิวาท 2 ราย โดยเป็นนักเรียนวิทยาลัยเทคนิคกับวิทยาลัยสารพัดช่าง และ นักศึกษานิด้า กับ นักเรียนกรุงเทพช่าง เกิดขึ้นในเขตพื้นที่ สภ.อ.เมืองสมุทรปราการ โดยในช่วงเดือน ก.ค. 47 เกิดเหตุทะเลาะวิวาทขึ้น 1 ราย เป็นนักเรียนโรงเรียนเทคโนโลยีบางกะปิ กับ นักเรียนโรงเรียนชำนิเทคโนโลยี โดยใช้อาวุธปืนในการก่อเหตุ ในเขตพื้นที่ สภ.อ.เมืองสมุทรปราการ และเดือน ส.ค.ที่ผ่านมาพบเหตุทะเลาะวิวาทเกิดขึ้น 2 ราย คือ นักเรียนโรงเรียนเทคโนโลยีอุตสาหกรรมย่านหัวหมาก กับ นักเรียนคู่กรณีไม่ทราบสถาบัน เกิดเหตุทะเลาะวิวาทโดยใช้อาวุธปืนในพื้นที่ สภ.อ.เมืองสมุทรปราการ และ นักเรียนโรงเรียนเทคโนโลยีกรุงเทพ กับนักเรียนคู่กรณีไม่ทราบสถาบัน ก่อเหตุทะเลาะวิวาทด้วยอาวุธปืนในพื้นที่ สภ.ต.สำโรงใต้ รายงานโดย : ศูนย์ข่าวประชาไท
['ข่าว', 'สิ่งแวดล้อม']
https://prachatai.com/print/104
2004-08-28 00:24
กก.สิทธิฯ ประท้วงก.เกษตรฯ ปิดข้อมูลมะละกอ GMO
ประชาไท - 27 ส.ค.47 กรรมการสิทธิฯ แถลงข่าวผลการตรวจ "มะละกอจีเอ็มโอ" ที่สำนักวิจัยฯขอนแก่น ระบุจะยื่นจดหมายประท้วงรมว.เกษตรฯ กรณีเจ้าหน้าที่ไม่ให้ข้อมูล ด้าน ปธ.กรรมการสิทธิฯ แนะศึกษาตนเองให้มาก อย่ามุ่งเทคโนโลยีต่างด้าว พร้อมโต้ข้อกล่าวหาทำตามหน้าที่ ไม่ได้เข้าข้าง "กรีนพีซ" ศ.เสน่ห์ จามริก ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีที่เจ้าหน้าที่สำนักวิจัยฯ จ.ขอนแก่นไม่เปิดเผยรายชื่อเกษตรกรที่ซื้อเมล็ดพันธุ์มะละกอแขกดำท่าพระซึ่งคาดว่าจะมีการปนเปื้อนของเมล็ดพันธุ์จีเอ็มโอให้คณะกรรมการสิทธิที่ลงไปตรวจสอบเมื่อวันที่ 25 ส.ค.ว่า ก่อนหน้านี้คณะกรรมการสิทธิฯ ได้ทำหนังสือขอเอกสารข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับอธิบดีกรมวิชาการเกษตร แต่จนบัดนี้ก็ยังไม่ได้ เมื่อลงพื้นที่ตรวจสอบเจ้าหน้าที่ก็ปฏิเสธที่จะให้ข้อมูล ทางคณะกรรมการสิทธิฯ จึงจะทำหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เพื่อสั่งการให้กรมวิชาการเกษตรส่งข้อมูลมาให้โดยเร็ว ส่วนกรณีที่เจ้าหน้าที่สำนักวิจัยฯ อ้างเหตุผลว่าคณะกรรมการสิทธิไม่เป็นกลางจึงไม่ให้ข้อมูลนั้น ศ.เสน่ห์กล่าวว่า เป็นเพราะคณะกรรมการสิทธิฯ ไม่เชื่อกรีนพีซ จึงต้องลงตรวจสอบด้วยตนเอง "กรีนพีซทำหน้าที่ของเขา กรรมการสิทธิทำหน้าที่ของกรรมการสิทธิ คนละเรื่อง เพราะฉะนั้นการที่จะกล่าวหาเลื่อนลอยว่าคณะกรรมการสิทธิไม่มีความเป็นกลาง เข้าข้างกรีนพีซ ขอเรียนให้สังวรตรงนี้ว่า การกล่าวหาเช่นนี้เป็นการสบประมาทองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญโดยตรง" ประธานคณะกรรมการสิทธิฯ กล่าวต่อว่า ในฐานะที่ประเทศไทยอยู่ในเขตร้อนซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์โดยธรรมชาติ การพัฒนาทางวิชาการก็ควรพัฒนาไปในทางที่ทำความรู้จักถึงตัวเองให้มากขึ้น "แต่เรากลับไปมองงานวิชาการและเทคโนโลยีต่างด้าว ซี่งไม่ได้ผ่านการพิจารณาอย่างถ่องแท้ว่า เมื่อนำมาใช้จะเกิดผลเสียหายอย่างไร ทำไปเพียงเพราะความพอใจในทางวิชาชีพ วิชาการและผลประโยชน์เฉพาะหน้า" ด้านนายบัณฑูรย์ เศรษฐศิโรตน์ กรรมการสิทธิมนุษยชนที่ลงพื้นที่กล่าวว่า คณะกรรมการฯ ต้องการไปตรวจสอบแปลงมะละกอแขกดำท่าพระซึ่งเป็นแหล่งผลิตและจำหน่ายพันธุ์ให้เกษตรกรเพื่อตรวจสอบการปนเปื้อนดังที่เป็นข่าวออกไป เพราะแปลงดังกล่าวอยู่ข้างๆ กับแปลงทดลองมะละกอจีเอ็มโอ มีถนนกั้นประมาณ 28 เมตร แต่เมื่อลงไปกลับพบว่ามันถูกแปลงสภาพเป็นต้นส้มแทน โดยเจ้าหน้าที่ให้เหตุผลว่าโค่นมะละกอทิ้งเพราะหมดอายุ และทำก่อนที่กรีนพีซจะบุกเข้ามาทำลายมะละกอ ซึ่งต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อไป ส่วนในการส่งตัวอย่างใบและเมล็ดมะละกอจากสวนของเกษตรกรที่เปิดเผยตัวว่าซื้อเมล็ดพันธุ์จากสำนักวิจัยฯ นั้น นายบัณฑูรกล่าวว่า ขณะนี้ส่งตรวจที่ห้องเล็บของม.มหิดล ต้องรอผลประมาณ 15 วัน และจะส่งห้องเล็บในประเทศแห่งอื่นด้วยเพื่อยืนยันข้อมูล "ที่น่าห่วงคือ วิธีการซื้อเมล็ดพันธุ์ เกษตรกรไม่ต้องมาซื้อที่ขอนแก่นก็ได้ เพราะมีการโฆษณาในวารสารการเกษตรบางฉบับ ซึ่งสั่งซื้อได้ทางไปรษณีย์ ฉะนั้น เมล็ดพันธุ์จีเอ็มโออาจจะไปไกลกว่าจังหวัดขอนแก่น" บัณฑูรย์กล่าว รายงานโดย : มุทิตา เชื้อชั่ง ศูนย์ข่าวประชาไท
['ข่าว', 'สิ่งแวดล้อม']
https://prachatai.com/print/103
2004-08-28 00:15
วิจัยฯขอนแก่นยันมะละกอไม่เปื้อน GMO
ประชาไท-27 ส.ค.47 หัวหน้าวิจัยฯ มะละกอจีเอ็มโอ ยืนยัน ไม่มีการขายเมล็ดพันธุ์มะละกอจีเอ็มโอให้กับเกษตรกรแม้แต่เมล็ดเดียว ระบุไม่ให้ข้อมูลกรรมการสิทธิฯ เพราะคำสั่งกรมฯ นางวิไล ปราสาทศรี หัวหน้าโครงการวิจัยมะละกอจีเอ็มโอ สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตพื้นที่ 3 จ.ขอนแก่น ให้สัมภาษณ์ "ประชาไท" ยืนยันว่า เมล็ดพันธุ์มะละกอที่เกษตรกรซื้อไปจากสถานีวิจัยฯ นั้นมีความปลอดภัย และสถานีฯ ไม่เคยแจกหรือจำหน่ายเมล็ดพันธุ์จีเอ็มโอออกไปเลยแม้แต่ 1 เมล็ด จะมีก็เพียงการทดลองในพื้นที่เท่านั้น ก่อนหน้านี้ นางวิไล เคยให้สัมภาษณ์ว่า มะละกอที่สถาบันฯ จำหน่ายให้กับประชาชนนำไปปลูกคือ พันธุ์แขกดำท่าพระ ที่ดัดแปลงขึ้นมาเพื่อให้ทนต่อโรคจุดวงแหวน และสภาพอากาศ ซึ่งไม่มีสารจีเอ็มโอปนเปื้อน ส่วนพันธุ์แขกนวลท่าพระ ที่เป็นพันธุ์ทดลองจีเอ็มโอ ไม่มีการจำหน่ายให้ใครทั้งสิ้น และมีการควบคุมเป็นพิเศษ และการทดลองนี้ได้ทำมาตั้งแต่ปี 2528 ไม่เห็นว่าจะมีผลวิจัยว่าเมล็ดพันธุ์มะละกอแขกดำท่าพระมีสารจีเอ็มโอปนเปื้อนเลย " ดิฉันไม่เข้าใจว่าทำไมทุกฝ่ายไม่เปิดใจให้กว้างยอมรับเรื่องจีเอ็มโอบ้าง เชื่อมั๊ยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้มีเกษตรกรจากดำเนินสะดวก 70 ราย จากระยอง สระแก้ว และกาญจนบุรี โทรศัพท์และเขียนจดหมายมาหา บอกว่าต้องการเมล็ดพันธุ์มะละกอจีเอ็มโอมาทดลองปลูก เพราะที่ผ่านมามะละกอในพื้นที่ปลูกแล้วประสบปัญหาเป็นโรคใบด่าง " นางวิไล ระบุ นางวิไล เคยตกเป็นข่าวกรณีที่สำนักงานวิจัยฯ ที่ 3 แจ้งความเอาผิดกับกลุ่มกรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ข้อหาบุกรุกสถานที่ราชการทำให้เสียทรัพย์และลักทรัพย์ เมื่อวันที่ 27 ก.ค.ที่ผ่านมา โดยทางกรีนพีซกล่าวหาว่า ทางสถานีวิจัยฯ ลักลอบขายเมล็ดพันธุ์มะละกอแขกดำที่ปนเปื้อนจีเอ็มโอ นางวิไลกล่าวต่อว่า ตนเองไม่มีสิทธิ์ที่จะให้รายชื่อเกษตรกรที่ซื้อเมล็ดพันธุ์มะละกอแขกดำ เพราะได้รับคำสั่งจากกรมวิชาการเกษตร และให้มีหน้าที่แค่ให้ข้อมูลด้านวิชาการเท่านั้น ส่วนเรื่องรายละเอียดข้อมูลทั้งหมด ทางกรมวิชาการเกษตรได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 1 ชุดเพื่อดูและตรงจุดนี้แล้ว "ทราบมาว่าคุณบัณฑูรก็ขอรายชื่อไปที่กรมวิชาการเกษตร แต่กรมฯ ไม่ให้ เพราะเรารู้ดีว่าคนพวกนี้ไม่เป็นกลาง คุณบัณฑูรพยายามทำลายและจับผิดดิฉันตลอด จนต้องกลายเป็นจำเลยของสัมคม "นางวิไลกล่าว ส่วนกรณีที่มีคดีความกับทางกรีนพีซนั้น นางวิไล กล่าวว่า หลังจากที่แจ้งความแล้ว ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่นบอกว่าไม่ต้องเข้ามายุ่งกับเรื่องนี้อีก ปล่อยให้ทางจังหวัดจัดการเอง รายงานโดย : สมสุข มณีทิพย์สกุล ศูนย์ข่าวประชาไท
['ข่าว', 'สิ่งแวดล้อม']
https://prachatai.com/print/105
2004-08-28 00:32
กลุ่มต้านจีเอ็มโอสากลร่วมค้าน "แม้ว"
ประชาไท - 27 ส.ค.47 นางสาวกรรณิการ์ กิตติเวชกุล ตัวแทนกลุ่มเอฟทีเอวอทช์ กล่าวว่า ขณะนี้ได้มีกลุ่มที่ติดตามพืชจีเอ็มโอในยุโรป (จีเอ็มวอทช์) ซึ่งมีที่ตั้งอยู่ที่ประเทศอังกฤษ ได้ส่งจมหมายอิเลคทรอนิกส์แสดงความประสงค์จะร่วมคัดค้านนโยบายเปิดเสรีจีเอ็มโอของรัฐบาลไทย โดยจะยื่นจดหมายคัดค้านเปิดผนึกถึงพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และจะนำจดหมายดังกล่าวขึ้นบนเวบไซต์ www.gmwatch.org เพื่อให้สมาชิกที่เข้าชมเวบสามารถส่งจดหมายแสดงเจตนารมย์ถึงนายกรัฐมนตรีไทยได้ด้วย รายงานโดย : ศูนย์ข่าวประชาไท
['ข่าว', 'สิ่งแวดล้อม']
https://prachatai.com/print/106
2004-08-28 00:36
จดหมายถึงนายกรัฐมนตรี : ให้ทบทวนนโยบายขึ้นรถไฟสายจีเอ็มโอไปตายเอาดาบหน้า
องค์กรและเครือข่ายที่ติดตามกรณีพืชจีเอ็มโอระหว่างประเทศส่งจดหมายถึงนายกรัฐมนตรีให้ทบทวนนโยบายขึ้นรถไฟสายจีเอ็มโอไปตายเอาดาบหน้า และสนับสนุนการเคลื่อนไหวคัดค้านจีเอ็มโอของประชาชนในประเทศไทย การเคลื่อนไหวเพื่อคัดค้านการเปิดเสรีจีเอ็มโอของเครือข่ายองค์กรประชาชนในประเทศไทยในระยะหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมาได้รับการเผยแพร่ไปอย่างกว้างขวางทั่วโลก โดยมีรายงานข่าวดังกล่าวเผยแพร่ผ่านสำนักข่าวต่างประเทศ หลายสำนัก ข่าวดังกล่าวได้รับความสนใจและจับตามองอย่างใกล้ชิดจากประเทศต่างๆทั่วโลก เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2547 ที่ผ่านมา เครือข่ายองค์กรระหว่างประเทศ กลุ่มติดตามพืชจีเอ็มโอ (GM Watch) ซึ่งตั้งอยู่ที่ประเทศอังกฤษได้ส่งจดหมายอิเลคโทรนิคส์เพื่อสนับสนุนและให้กำลังใจแก่การเคลื่อนไหวต้านจีเอ็มโอขององค์กรประชาชนในประเทศไทย ทั้งนี้โดยได้ส่งจดหมายลงวันที่ 27 สิงหาคม 2547 ถึงนายกรัฐมนตรี เพื่อเรียกร้องให้มีการทบทวนมติการเปิดเสรีจีเอ็มโอ จุดยืนของรัฐบาลไทยในอดีตที่มีมติยับยั้งมิให้มีการปลูกทดลองจีเอ็มโอในระดับไร่นานั้น เป็นที่ชื่นชมของผู้บริโภคอาหารอินทรีย์ รวมทั้งผู้บริโภคที่ปฏิเสธอาหารจีเอ็มโอในยุโรป และประเทศอื่นๆซึ่งมีจำนวนรวมกันหลายล้านคน อย่างไรก็ตามการประกาศเพื่อเตรียมเปิดเสรีจีเอ็มโอของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2547 ที่ผ่านมาได้สร้างความผิดหวังเป็นอย่างยิ่งต่อกลุ่มดังกล่าว กลุ่มติดตามพืชจีเอ็มโอ (GM Watch) ซึ่งได้ติดตามปัญหาเรื่องนี้มายาวนานในยุโรป และประเทศอื่นๆทั่วโลกจึงได้ทำหนังสือถึงรัฐบาลเพื่อชี้ให้เห็นถึงหายนะภัยของจีเอ็มโอ ซึ่งจะกระทบทั้งต่อสุขภาพ สิ่งแวดล้อม การพึ่งพาทางเทคโนโลยี ตลอดจนโอกาสในการส่งออกอาหารที่ปลอดภัยและเป็นที่ต้องการของผู้บริโภค เนื้อหาของจดหมายถึงนายกรัฐมนตรีมีรายละเอียดตามเอกสารที่แนบมาท้ายเอกสารนี้ จดหมายเปิดผนึกถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีไทย เราเขียนมาแสดงความกังวลต่อข่าวที่ว่าคุณตั้งใจจะเปิดไฟเขียวให้ปลูกและขายพืชจีเอ็มโอในประเทศไทย การกระทำของคุณช่างเสี่ยงต่อการทำอันตรายอย่างร้ายแรงต่อจุดยืนของประเทศไทยในประชาคมโลก และการทำการค้าของผลผลิตเกษตรไทย เราขอสนับสนุนจุดยืนของผู้เชี่ยวชาญ เกษตรกร ผู้บริโภคและภาคประชาสังคมไทยที่กำลังเตือนคุณว่า สิ่งที่คุณกำลังทำอยู่นี้ไม่ใช่ผลประโยชน์ของประเทศ เราขอเตือนให้คุณปรึกษากลุ่มคนเหล่านี้และสาธารณชนไทยก่อนที่จะตัดสินใจไปอย่างสะเพร่า คุณพูดถึงความจำเป็นของประเทศไทยที่ต้องขึ้นรถไฟสายเทคโนโลยีชีวภาพนี้ก่อนที่จะสายเกินไป นี่ทำให้เราสงสัยว่า อะไรชักพาให้คุณเชื่อว่ารถไฟสายนี้กำลังจะมุ่งไปสู่ ตัวอย่างเช่น คุณเคยได้รับการบอกกล่าวหรือไม่ เกี่ยวกับงานวิจัยล่าสุดของบริษัทที่ปรึกษาชั้นนำของโลก Ernst and Young ที่ชี้ชัดว่า บริษัทที่ทำการค้าเกี่ยวกับเทคโนโลยีชีวภาพในสหรัฐอเมริกาอยู่ในภาวะขาดทุนสะสมมากกว่า 41,000 ล้านเหรียญสหรัฐในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา คุณเคยได้รับการบอกกล่าวหรือไม่ว่า Joseph Cortright นักเศรษฐศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพ ได้อธิบายว่ามันไม่ต่างอะไรกับ "เชื้อไวรัสความคิดเลวๆ" ที่แพร่กระจายในหมู่ผู้นำทางการเมืองที่ต่างก็พากันเชื่อว่า พวกเขาต้องให้เงินช่วยเหลืออุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพที่กำลังขาดทุน และหมดความสามารถในการแข่งขัน งานวิจัยเกี่ยวกับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพของ Joseph Cortright ทำให้เขาได้ข้อสรุปว่า ความเชื่อที่ว่าจะใช้เทคโนโลยีชีวภาพเพื่อช่วยเศรษฐกิจนั้น เป็นเรื่องที่น่าหัวเราะเยาะ ขณะที่ความจริงสำหรับเทคโนโลยีชีวภาพยังคงเป็นปัญหา ความจริงเกี่ยวกับพืชจีเอ็มโอยิ่งเป็นปัญหามากกว่า นอกประเทศกำลังพัฒนา พืชจีเอ็มโอกำลังอยู่ภาวะล่าถอยอย่างมาก ดังจะเห็นได้จากการประกาศของมอนซานโต้เมื่อไม่นานนี้ -ยกเลิกทุกความพยายามที่จะเผยแพร่ข้าวสาลีจีเอ็มโอในระดับโลก -ยกเลิกโครงการการปรับปรุงพันธุ์คาโนล่าจีเอ็มโอในออสเตรเลีย -ถอนโครงการซีเรียลออกจากยุโรป สำหรับบริษัทที่เกี่ยวกับจีเอ็มโอบริษัทอื่นๆ อาทิ ไบเออร์ และ ซินเจนต้า ก็ตกอยู่ในภาวะถดถอยเช่นกัน คุณอ้างว่ายุโรปได้เปิดประเทศสำหรับจีเอ็มโอแล้ว แต่ความเห็นเช่นนี้คงต่างกับประเทศอย่างสหรัฐอเมริกาที่พยายามส่งออกสินค้าจีเอ็มโอมายังสหภาพยุโรป เพราะอย่างนั้น สหรัฐอเมริกาจึงยังคงพยายามใช้องค์การการค้าโลกกดดันสหภาพยุโรป ในความเป็นจริง สหภาพยุโรปเพิ่งบังคับใช้มาตราการเกี่ยวกับจีเอ็มโอที่เข้มงวดที่สุดในโลก บริษัทอาหารหลายแห่งและซุปเปอร์มาร์เก็ตในยุโรปต่างก็มีนโยบายไม่รับจีเอ็มโอในสินค้าของพวกเขา นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้บริษัทเทคโนโลยีชีวภาพซึ่งบริษัทเหล่านี้ได้รับแรงสนับสนุนอย่างมากจากรัฐบาลสหรัฐพยายามผลักดันให้ประเทศในเอเชียรับ ประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในเป้าหมายของเหล่าอุตสาหกรรมเลวๆพวกนี้ ผู้สนับสนุนพืชจีเอ็มโอจะบอกคุณว่า คุณกำลังตกอยู่ในอันตราย หากล้าหลังในการแข่งขันเทคโนโลยีชีวภาพระดับเอเชีย แต่หากพิจารณาอย่างถ้วนถี่แล้ว คุณจะเห็นว่า นั่นคือความเห็นที่ไร้สาระ มอนซานโต้ได้ถอนจีเอ็มโอออกจากอินโดนีเซีย ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างถูกสอบเรื่องการคอรัปชั่น ในจีน ผู้นำทางการเมืองแสดงออกให้เห็นว่ากำลังพิจารณาเรื่องจีเอ็มอย่างถึงแก่นมากขึ้น โดยมีสาเหตุจากหลักฐานถึงภัยต่อผู้บริโภค ศาสตราจารย์ ต้า หยวน เสีย เตือนว่า พืชจีเอ็มโอไม่ได้นำมาซึ่งประโยชน์อย่างมีนัยยะสำคัญต่อเกษตรกรรายย่อยของจีน ขณะเดียวกัน พืชจีเอ็มโอชนิดเดียวที่ได้รับอนุญาตให้ทำการค้าในอินเดีย คือ ฝ้าย กำลังเป็นประเด็นความขัดแย้งอย่างหนัก หนึ่งในปัญหาที่ควบคุมได้ยากสำหรับเกษตรกรและผู้ส่งออกไทยที่ไม่ต้องการสูญเสียตลาด คือ การปนเปื้อนของจีเอ็มโอหลีกเลี่ยงได้ยากมาก และค่าใช้จ่ายที่จะป้องกันนั้นอาจทำให้เกิดเลี่ยงที่จะไม่ทำ นอกจากนั้น ยังไม่มีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับผลกระทบในระยะยาวของพืชจีเอ็มโอต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของมนุษย์ ดังนั้น เราขอให้คุณอย่าตัดสินใจเพียงแค่ได้รับความเห็นจากผู้สนับสนุนเทคโนโลยีชีวภาพ, คำสั่งของรัฐบาลสหรัฐ และ บรรษัทที่ต้องการส่งออกเมล็ดพันธุ์และสินค้ามายังประเทศไทย ทั้งที่ไม่มีที่ใดในโลกต้องการ เราขอให้คุณอย่าละเลยสิทธิของเกษตรกรและผู้บริโภคไทย เพราะเพียงแค่ถูกแรงกระตุ้นและกดดันจากสหรัฐอเมริกา บรรษัทข้ามชาติด้านเทคโนโลยีชีวภาพและผู้สนับสนุนภายในประเทศ เราขอร้องคุณอย่าสร้างความเสี่ยงให้กับประเทศไทยซึ่งมีชื่อเสียงดีงามในด้านคุณภาพสินค้าเกษตร และที่สุดแล้ว เราขอร้องให้คุณปรึกษาเกษตรกรและผู้บริโภคไทยว่า เขาต้องการพืชจีเอ็มโอหรือไม่ โจนาธาน แมทธิวส์ ผู้อำนวยการจีเอ็ม ว๊อทช์ www.gmwatch.org รายงานโดย : ศูนย์ข่าวประชาไท
['ข่าว', 'สิ่งแวดล้อม']
https://prachatai.com/print/108
2004-08-29 18:08
47 องค์กรเสนอโยบายน้ำภาคประชาชน
ประชาไท-28 ส.ค. 47 ตัวแทนชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากเขื่อนและโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ 29 โครงการและองค์กรภาคประชาสังคม 13 องค์กร ได้ยื่นข้อเสนอต่อรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาผลกระทบจากการสร้างเขื่อนและพัฒนาแหล่งน้ำ นางผา กองธรรม จากเขื่อนราษีไศล ตัวแทนผู้เข้าร่วมการสัมมนา "เขื่อนและสิทธิชุมชน" กล่าวถึงการแก้ปัญหากรณีเขื่อนที่สร้างแล้วว่า รัฐบาลต้องแก้ไขปัญหาอย่างเป็นธรรมและมีหลักประกันว่าจะสามารถดำรงชีวิตได้อย่างปกติสุข รวมทั้งชดเชยค่าเสียหายแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิต นอกจากนั้นจะต้องแก้ไขระเบียบ ประกาศกระทรวง กฎหมาย มติคณะรัฐมนตรีที่เป็นอุปสรรคในการแก้ไขปัญหา ส่วนเขื่อนที่เกิดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสังคมมากกว่าผลได้ให้ยกเลิกการใช้โดยถาวร เช่น เขื่อนปากมูน เขื่อนราศีไศล ทั้งจะต้องไม่ดำเนินโครงการใหม่ๆ จนกว่าจะดำเนินการแก้ไขปัญหาเขื่อนที่สร้างแล้วให้ครบถ้วน และปรับปรุงกระบวนการตัดสินใจตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการเขื่อนโลก และโครงการเขื่อนที่มีความขัดแย้งสูงรัฐควรยุติการดำเนินโครงการ รวมทั้งยกเลิกโครงการเขื่อนที่มีการศึกษาแล้วว่าไม่เหมาะสม เช่น โครงการเขื่อนแก่งเสือเต้น โครงการเขื่อนโป่งขุนเพชร โครงการเขื่อนรับร่อ โครงการเขื่อนคลองกลาย และโครงการเขื่อนแม่ขานเป็นต้น รัฐต้องรับรองสิทธิการจัดการน้ำโดยชุมชน โดยเปลี่ยนนโยบายการจัดการน้ำแบบเดิมเป็นการส่งเสริมและรับรองสิทธิการจัดการน้ำโดยชุมชนซึ่งเหมาะสมและสอดคล้องกับระบบนิเวศ วิถีชีวิตชุมชน ภูมิปัญญาท้องถิ่น และไม่ก่อให้เกิดผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อม สำหรับโครงการบนแม่น้ำระหว่างประเทศ ต้องยึดหลักเพื่อสันติภาพและการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยต้องมีการศึกษาผลกระทบตลอดทั้งลุ่มน้ำ และผู้ที่จะได้รับผลกระทบหรือจะได้รับความเสี่ยงต้องให้การยินยอม เช่น โครงการเขื่อนสาละวินควรระงับโครงการไว้ก่อน กรณีโครงการเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงทางตอนบนในประเทศจีนรัฐควรสนับสนุนให้มีการศึกษาผลกระทบด้านท้ายน้ำและนำเสนอรัฐบาลจีนเพื่อแก้ไขปัญหา และโครงการผันน้ำไทย-ลาวรัฐต้องยุติโครงการจนกว่าจะมีการศึกษาผลกระทบอย่างรอบด้าน รวมถึงรัฐต้องแก้ไขนโยบายและกระบวนการตัดสินใจในโครงการเขื่อนและการพัฒนาแหล่งน้ำ และแผนการจัดการน้ำและพลังงาน รวมถึงพรบ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ.2535 โดยตั้งคณะกรรมการอิสระที่มีตัวแทนผู้ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนและการพัฒนาแหล่งน้ำเป็นกรรมการ "จากนี้อีก 15 วันเราจะติดตามความคืบหน้าว่ารัฐบาลมีท่าทีอย่างไรกับข้อเสนอในวันนี้ ซึ่งเป็นข้อเสนอที่มีการสรุปร่วมกัน เป็นความจริงและความเดือดร้อนที่ต้องการนำเสนอให้รัฐบาลนำไปพิจารณา" นางผา กล่าว รายงานโดย : ศูนย์ข่าวประชาไท
['ข่าว', 'สิ่งแวดล้อม']
https://prachatai.com/print/107
2004-08-29 17:12
คนพังงาหวั่น "แลนบริดจ์" ทำลายท่องเที่ยว
ศูนย์ข่าวภาคใต้- 29 ส.ค.47 เมื่อวันเสาร์(28 ส.ค.) คณะทำงานมวลชนสัมพันธ์ โครงการพัฒนาศูนย์กลางพลังงานในภูมิภาค หรือโครงการแลนด์บริดจ์ทับละมุ - สิชล จัดเวทีรับฟังความคิดจากประชาชน ที่วัดหลักแก่น ตำบลลำแก่น โดยมี นายพรชัย รุจิประภา รองปลัดกระทรวงพลังงาน, พล.อ.ชัยศึก เกตุทัต ที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒินายกรัฐมนตรี ในฐานะคณะทำงานงานมวลชนสัมพันธ์ ของโครงการฯ และคณะ รวมทั้งตัวแทนจากองค์การบริหารส่วนตำบลลำแก่น และชาวบ้านตำบลลำแก่น, ตำบลทุ่งมะพร้าว, และตำบลลำพี ที่เข้าร่วมกว่า 500 คน โดยส่วนใหญ่เป็นผู้ที่ประกอบอาชีพทางการเกษตร ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2547 ขณะพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เดินทางมายังจังหวัดพังงา มีผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว จังหวัดพังงา กระบี่ และภูเก็ต ได้ยื่นหนังสือคัดค้านโครงการนี้ เนื่องจากเกรงว่าจะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทำลายธุรกิจการท่องเที่ยว ซึ่งมีมูลกว่า 100,000 ล้านบาทต่อปี ภายหลังการชี้แจงเสร็จสิ้น คณะทำงานมวลชนสัมพันธ์ ได้แบ่งกลุ่มชาวบ้านออกเป็น 3 กลุ่มย่อย คือ กลุ่มการท่องเที่ยวและสิ่งแวดล้อม, กลุ่มเกษตรกร และกลุ่มสังคม การเมือง การปกครอง และการศึกษา และให้ชาวบ้านกลุ่มต่างๆ ร่วมกันแสดงความคิดเห็น และเสนอแนะต่อการดำเนินโครงการฯ โดยชาวบ้านส่วนใหญ่เห็นด้วยที่จะให้มีโครงการนี้ แต่ยังมีอีกหลายประเด็นที่ชาวบ้านต้องการความชัดเจนมากกว่าที่มีการชี้แจงในที่ประชุม โดยเฉพาะประเด็นราคาที่ดิน ซึ่งชาวบ้านต้องการเข้าไปมีส่วนต่อรองกับภาครัฐด้วย นอกจากนี้ ผู้รับผิดชอบโครงการฯ ยังไม่สามารถให้ความชัดเจน เกี่ยวกับแนววางท่อส่งน้ำมัน โดยระบุได้กว้างๆ แต่เพียงว่า จะผ่านพื้นที่บ้านบ่อดาน ตำบลทุ่งมะพร้าว อำเภอท้ายเหมือง และ บ้านหินหัก อำเภอโคกกลอย จังหวัดพังงา เพราะต้องรอศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมก่อน ส่งผลให้ยังไม่สามารถชี้แจงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน ที่ชาวบ้านมีความสนใจเป็นพิเศษในขณะนี้ได้ นายเอกชัย ขาวสู่ เลขานุการนายกองค์การบริหารส่วนตำบลลำแก่น กล่าวว่า จากการสังเกตการณ์ชาวบ้านที่เข้ารวมส่วนใหญ่ เริ่มมีความเข้าใจเกี่ยวกับโครงการแลนด์บริดจ์ทับละมุ - สิชล มากขึ้น จากแต่เดิมที่ไม่เคยรู้เลยว่าคำว่าแลนบริดจ์คืออะไร รายงานโดย : ศูนย์ข่าวภาคใต้
['ข่าว', 'สิ่งแวดล้อม']
https://prachatai.com/print/110
2004-08-29 19:35
อีกหนึ่งมือ...ปกป้องป่าห้วยน้ำขาว
"ผู้หญิงใจแข็งไม่กลัว เขาว่ามีนายทุนจะมายิงหัวแต่ผู้หญิงก็ไม่กลัว " เสียงของจ๊ะลิหย้า หวังสบ หรือ "จ๊ะสาว" วัย 43 ปี เอ่ยด้วยสำเนียงใต้ดังชัดเจน จ๊ะเป็นหนึ่งในชาวบ้านกลุ่มอนุรักษ์ห้วยน้ำขาว ที่ต่อสู้คัดค้านการไถดันป่าขององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้(ออป.) เพื่อรื้อปลูกสวนยางพาราในเขตสวนป่าห้วยน้ำขาว ต.ห้วยน้ำขาว อ.คลองท่อม จ.กระบี่ เป็นเวลาร่วม 2 เดือนแล้วที่ชาวบ้านประมาณ 30 คนมาตั้งเต็นท์ชุมนุมคัดค้านอยู่ที่ปากทางเข้าสวนป่าห้วยน้ำขาว ริมถนนเพชรเกษม ทางหลวงเอเซียหมายเลข 4 ที่อีกด้านหนึ่งคือสามแยกเลี้ยวเข้าสู่เกาะลันตา 1 สิงหาคม 2547 "งานเลี้ยงน้ำชา" จัดขึ้นที่บริเวณการชุมนุมของชาวบ้านประกาศเจตนารมณ์ในการต่อสู้เพื่อผืนป่า รวมทั้งเป็นเวทีในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับชาวบ้านในพื้นที่อื่นที่มาร่วมงาน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ต.ปากแจ่ม เครือข่ายองค์กรชุมชนรักเทือกเขาบรรทัด จ.ตรัง และเครือข่ายปฏิรูปที่ดิน จ.สุราษฎร์ธานี ช่วงเย็น หลังกลับจากไปดูพื้นที่แปลงที่มีการไถดันครั้งล่าสุด เมื่อผู้ร่วมงานเริ่มทยอยมากิจกรรมบนเวทีจึงดำเนินไปแบบเป็นกันเอง กลุ่มผู้หญิงที่เป็นกำลังสำคัญตั้งแต่การพาลงพื้นที่รวมทั้งจัดเตรียมอาหารต้อนรับผู้มาเยือนจึงได้โอกาสนั่งคุยกัน "บ้านจ๊ะทำสวนยาง สวนปาล์ม และจ๊ะขายไก่ทอดที่ตลาดยาวริมถนนหน้าปั๊มบางจากถัดจากสวนป่าไปไม่ไกลเท่าไหร่ พอมาตั้งเต็นท์รอบนี้ จ๊ะก็ต้องหยุดขายไก่ทอดเพราะมากินนอนอยู่ที่นี่ตลอด ตอนนี้ก็ชวนแม่ค้าคนอื่นมาด้วย 10 กว่าคนแล้วที่ยังขายอยู่มีคนเดียว" จ๊ะสาวเปิดฉากสนทนาถึงเรื่องราวส่วนตัว ย้อนถึงการต่อสู้ของกลุ่มอนุรักษ์ฯ จ๊ะสาวเล่าต่อว่าเข้าร่วมต่อสู้คัดค้านการไถดันป่าของ ออป.มาตั้งแต่ปี 2542 ซึ่งขณะนั้นมีอยู่ประมาณ 30 คน มีการตั้งเต็นท์ชุมนุมในพื้นที่ที่ออป.ไถดันป่าต่อมานายอำเภอคลองท่อมมาขู่ว่าจะจับชาวบ้านหากไม่ยุติการชุมนุม สุดท้ายได้ข้อยุติเมื่อออป.รับปากว่าจะหยุดไถดันป่าชาวบ้านจึงหยุดชุมนุม แต่หลังจากที่ชาวบ้านเงียบไปก็มีการไถดันป่าอีก การรวมตัวในครั้งนี้จ๊ะสาวเองบอกว่าไม่กลัวถึงแม้ว่าถูกขู่ว่าจะถูกจับ เพราะมีคนเข้าใจและสนับสนุนมากขึ้น มีหลายกลุ่มที่ลงมาดูพื้นที่ เช่น คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ สมาชิกวุฒิสภา เป็นต้น แต่สถานการณ์ในพื้นที่ปัจจุบันยังมีการข่มขู่คุกคามเป็นระยะ โดยเฉพาะหลังจากที่ผู้ใหญ่บ้านได้เข้าจับกุมรถตีนตะขาบของออป. 2 คัน ก็มีข่าวว่าชาวบ้านจะต้องเสียค่าปรับซึ่งถ้าจะถูกจับจ๊ะยืนยันว่าไม่เป็นไรเพราะทำเพื่อส่วนรวม เมื่อเอ่ยถามถึงภาระหน้าที่จ๊ะสาวบอกว่าทำทุกอย่างที่ทำได้ เช่น ทำอาหาร หรือแม้แต่เรื่องราวการต่อสู้ก็พยายามที่จะเรียนรู้ เพียงแต่ยังไม่ได้มีโอกาสเช่นดังผู้ชาย "เวลาไปดูงานที่อื่นเราก็อยากไปด้วย แต่ส่วนมากจะให้ผู้ชายไป เวลาประชุมเขาให้ส่งตัวแทนผู้หญิงไปร่วมแล้วค่อยให้ผู้หญิงมาคุยกันต่อ แต่ก๊ะอยากเข้าด้วยบางทีถูกว่าก็ทนเพราะเราอยากมีส่วนร่วม เราอยากช่วย" จ๊ะสาวเล่าพลางยิ้มสู้ นอกจากนี้จ๊ะสาวยังไปชวนชาวบ้านคนอื่นๆมาร่วม ซึ่งต้องใช้เวลานับ 10 วันจึงมีชาวบ้านบางคนเข้ามาร่วมด้วย แต่อีกมากก็ยังไม่แน่ใจกับคำขู่ที่บอกว่าจะถูกจับจึงยังดูอยู่ห่างๆ บางคนก็ถูกยุแหย่ว่าเป็นการต่อสู้เพื่อจะเอาที่เป็นกรรมสิทธิ์ เมื่อไม่แน่ใจจึงไม่กล้ามาร่วมด้วย แต่จ๊ะสาวก็ยังยืนยันว่าจะต้องไปชวนโดยตลอด จ๊ะสาวยิ้มพร้อมกับโชว์เสื้อสีเขียวที่ใส่อยู่ ก่อนจะเล่าต่อว่าสัญลักษญ์ที่ติดอยู่บนเสื้อนี้จ๊ะสาวเป็นคนออกแบบ โดยสีที่ใช้คือสีเหลืองหมายถึงยางพารา ข้างบนเป็นรูปภูเขาครอบทะมีรอยแยกเพราะต่อไปเมื่อตัดป่าออกหมดดินจะพัง ส่วนต้นไม้ที่มีอยู่ต้นเดียวเนื่องจากตอนนี้ริมคลองแคเหลือต้นก่ออยู่ต้นเดียวนอกนั้นเป็นต้นยางพารา โดยมีการตัดเสื้อสำหรับกลุ่มผู้หญิง 16 ตัวเท่านั้น เนื่องจากไม่มีทุนจึงไม่สามารถจัดทำได้จำนวนมาก ถึงแม้ว่าบางคนอยากได้แต่ไม่มีเงินเพราะเมื่อมาชุมนุมที่นี่เมื่อไม่ได้กรีดยางก็ไม่มีรายได้ โดยกลุ่มผู้หญิงที่มาลงชื่อมีประมาณ 30 คน และต่อไปคาดว่าจะจัดทำเสื้อเพิ่มขึ้นให้ผู้ชายด้วย "ตอนนี้เราลงขันกัน หุงข้าวกินด้วยกันเอาข้าวสารมาจากบ้าน ไปตลาดซื้อกับข้าวบ้างใครหาอะไรได้ก็เอามากินด้วยกัน เต็นท์เช่ามาก็ลงขันเป็นรอบๆ ต่อไปคงต้องทำของขายต้องหาทุนด้วยถ้าต้องสู้ไปนานๆ" จ๊สาวเล่าถึงสิ่งที่ต้องทำต่อ ในส่วนความสัมพันธ์กับป่าผืนนี้ จ๊ะแหมะส้า หวังสป วัย 42 ปี เล่าว่า เมื่อก่อนนี้จ๊ะเคยไปเก็บลูกก่อในป่าช่วงเดือน 8-9 มีรายได้ประมาณ 1 พันบาท/วัน ทุกคนไปเก็บได้เพราะไม่ใช่กรรมสิทธิ์ของใครและลูกก่อก็มีจำนวนมาก และนอกจากนี้ยังมีผักเหนียง ผักหวานป่า ซึ่งสามารถเก็บมากินมาขายได้ แต่หลังจากออป.เริ่มไถดันป่าในปี 2542 เพื่อปลูกยางพารา ก็ไม่มีให้เก็บอีก "หลังปี 2542 ทางออป.เขาปล่อยหมาที่แปลงเพาะพันธุ์ซึ่งอยู่ตรงทางเข้า ถ้าผ่านเข้าไปในป่าก็ต้องผ่านทางนี้คนกลัวหมากัด มีชาวบ้านขี่รถมอเตอร์ไซด์เข้าไปก็เคยถูกกัด และมุสลิมก็กลัวหมาด้วยเลยเข้าไปไม่ได้" ก๊ะลิหย้าเล่าต่อ ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจึงหมายถึงวิถีชีวิตที่ถูกแยกออกจากการพึ่งพาป่าอย่างที่เคยเป็น ไม่ว่าจะเป็นการทำนาต้องหยุดไปเพราะลำน้ำแห้งขอดจากการที่ต้นน้ำถูกทำลาย รวมทั้งถูกถมปิดทางน้ำ ปัจจุบันชาวบ้านจึงต้องปล่อยทุ่งนาให้รกร้างและซื้อข้าวกินแทน และล่าสุดหลังจากฝนตกหนักประมาณ 1 ชั่วโมงได้ส่งผลให้น้ำไหลบ่าเข้าท่วมหมู่บ้านร่วม 3 ชั่วโมง จ๊ะแหมะส้าเองเล่าติดตลกว่าถ้าฝนตก 5 ชั่วโมงคงท่วมไปถึง 15 ชั่วโมง ทั้งๆที่ห้วยน้ำขาวไม่เคยน้ำท่วมมาก่อน จ๊ะแหมะส้าเองก็พูดถึงบทบาทของกลุ่มผู้หญิงว่าศษสนาอิสลามให้ผู้ชายเดินหน้า แต่ว่าถ้าเปิดโอกาสให้ผู้หญิงมีส่วนร่วมก๊ะเองก็เชื่อว่าว่าน่าจะมีความคิดที่หลากหลายขึ้น โดยหลังจากนี้กลุ่มผู้หญิงที่มารวมตัวกันอยู่ที่นี่จะตั้ง "กลุ่มสตรีอนุรักษ์ห้วยน้ำขาว" เพื่อทำให้ทุกคนมีส่วนร่วมไม่ว่าหญิงหรือชาย ซึ่งภาระหน้าที่ที่เป็นอยู่นั้นคงปฏิเสธไม่ได้ว่ากลุ่มผู้หญิงกว่า 30 ชีวิต เป็นส่วนสำคัญหนึ่งในการต่อสู้ที่กำลังดำเนินไป เนื่องจากทุกคนไม่ว่าหญิงหรือชายล้วนเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบเช่นกัน ดังนั้น การต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่จึงเป็นภาระที่พวกเธอเต็มใจและพร้อมที่จะแบกไว้เช่นกัน สุดท้ายจ๊ะสาวซึ่งเป็นตัวแทนของเหล่าสตรีนักต่อสู้ บอกว่าถ้าเป็นไปได้อยากให้เหลือป่าไว้เหมือนเดิม เป็นป่าต้นน้ำลำธาร ถ้ามีป่าก็คงมีน้ำแล้วคงได้ทำนาเหมือนอดีต หรือถ้าจะเป็นป่าชุมชนให้ช่วยกันดูแลต่อไปก็คงดี.... รายงานโดย : ปิ่นแก้ว อุ่นแก้ว ศูนย์ข่าวประชาไท
['บทความ']
https://prachatai.com/print/109
2004-08-29 18:28
ผุดเขื่อนลำรู่รับแลนด์บริดจ์
ศูนย์ข่าวภาคใต้-29 ส.ค. นายเอกชัย ขาวสู่ เลขานุการบริหารส่วนตำบลลำแก่น อำเภอท้ายเหมือง จังหวัดพังงา เปิดเผย "ประชาไทยออนไลน์" ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวระหว่างเดินทางมาตรวจราชการ ที่อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2547 ที่ผ่านมาว่า ระหว่างปี 2549 - 2550 นี้ รัฐบาลจะเริ่มดำเนินการโครงการพัฒนาศูนย์กลางพลังงานในภูมิภาค หรือโครงการแลนด์บริดจ์ทับละมุ - สิชล และโครงการก่อสร้างเขื่อนลำรู่ใหญ่ เพื่อนำน้ำมาใช้ในโครงการแลนบริดจ์ นายเอกชัย เปิดเผยว่า เขื่อนลำรู่ใหญ่มีขนาดความจุน้ำ 1,250 ล้านลูกบาศก์เมตร สร้างกั้นคลองวังเคียงคู่ ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ตำบลลำแก่น อำเภอท้ายเหมือง จังหวัดพังงา มีชาวบ้านเข้าไปอยู่และทำกิน 21 ราย ในจำนวนนี้มี 7 ราย ที่มีบ้านพักอาศัยอยู่ในพื้นที่สร้างเขื่อน ส่วนที่เหลือแค่เข้ามาใช้ที่ดินทำกิน เช่น ทำสวนยาง เมื่อเร็วๆ นี้ กรมชลประทานได้แต่งตั้งชาวบ้านกลุ่มนี้เข้ามาเป็นคณะกรรมการผู้ใช้น้ำในการเกษตรกรรม เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาให้แล้ว สำหรับ ป่าผืนดังกล่าว ยังมีความอุดมสมบูรณ์ มีน้ำตกลำรู่ ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ผ่านกิจกรรมล่องแก่ง มีนักท่องเที่ยวเข้ามาประมาณวันละ 200 - 300 คน นอกจากนี้ ยังเป็นป่าที่มีกล้วยไม้ป่าที่หายากอยู่หลายชนิดด้วย นายหาญณรงค์ เยาวเลิศ ผู้ช่วยเลขาธิการฝ่ายวิชาการและนโยบาย มูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าและพรรณพืช แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ กล่าวว่า เมื่อดูตามปริมาตรความจุแล้ว เขื่อนลำรู่ น่าจะมีความสูงไม่ต่ำกว่า 60 - 70 เมตร น้ำจะท่วมพื้นที่ประมาณ 30,000-40,000 ไร่ จัดเป็นเขื่อนขนาดใหญ่ ต้องทำรายการการศึกษาผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) เต็มรูปแบบ "ท้ายประกาศกระทรวงวิทยาศาสตร์และสิงแวดล้อม กำหนดให้การสร้างเขื่อนหรืออ่างเก็บน้ำที่มีความจุเกิน 100 ล้านลูกบาศก์เมตร มีพื้นที่น้ำท่วมเกิน 10,000 ไร่ ต้องทำรายงานการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม เสนอต่อคณะกรรมการผู้ชำนาญการด้านสิ่งแวดล้อม สำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม ในขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมการผู้ชำนาญการโครงการสร้างเขื่อนจะใช้เวลามาก เพราะต้องดูข้อมูลผลกระทบอย่างละเอียด ถ้าผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการผู้ชำนาญการ ก็จะนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ จากนั้นนำเสนอคณะรัฐมนตรีตามลำดับ" นายหาญณรงค์ กล่าว นายหาญณรงค์ กล่าวว่า ภาครัฐจะอ้างความจำเป็นเรื่องการใช้น้ำ โดยอ้างความเห็นของคณะกรรม การผู้ใช้น้ำเพื่อการเกษตร ที่กรมชลประทานแต่งตั้งขึ้น สุดท้ายชาวบ้านจะตกเป็นเครื่องมือของรัฐ นำไปสร้างความชอบธรรมในการสร้างเขื่อน โดยลืมมองผลกระทบที่อาจเกิดกับสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตชุมชน รายงานโดย : มูฮำหมัด ดือราแม ศูนย์ข่าวภาคใต้
['ข่าว', 'สิ่งแวดล้อม']
https://prachatai.com/print/111
2004-08-29 19:45
รวมพล 31 สิงหา ต้านเสรีจีเอ็มโอ
กรุงเทพฯ-29 ส.ค.47 สหพันธ์คุ้มครองผู้บริโภค เตรียมรวมพลหน้าทำเนียบฯ ต้านรัฐเปิดเสรีจีเอ็มโออีกครั้ง หลังมีข่าวรัฐบาลจะพิจารณานโยบายให้ปลูกและนำเข้า GMO อย่างเสรี วันอังคารนี้ "วันอังคาร เวลา9.00 น. ตัวแทนเกษตรกรทางเลือกจะไปทำรณรงค์เคลื่อนไหว หน้าทำเนียบรัฐบาล เพื่อแสดงจุดยืนให้รัฐบาลทบทวนนโยบายเปิดเสรีจีเอ็มโอในประเทศ" " น.ส.สายรุ้ง ทองปลอน ผู้จัดการสหพันธ์องค์กรผู้บริโภค ตัวแทนกลุ่มเครือข่ายคัดค้านนโยบายเปิดเสรีจีเอ็มโอ ระบุ วันอังคารที่แล้ว สหพันธ์คุ้มครองผู้บริโภคได้ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีให้ทบทวนมติของคณะกรรมการนโยบายเทคโนโลยีชีวภาพ ที่เปิดให้มีการปลูกและทดลองพืชจีเอ็มโอรวมทั้งนำเข้าเทคโนโลยีจีเอ็มโอมาใช้ในประเทศ และให้คงมติเดิมที่ห้ามทดลองปลูกจีเอ็มโอในระดับไร่นา ทั้งนี้จนกว่าจะมีกฎหมายว่าด้วยความปลอดภัยทางชีวภาพ ซึ่งต้องเปิดกว้างให้ภาคประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมในสัดส่วนอย่างน้อยครึ่งหนึ่งในคณะกรรมการยกร่างกฎหมาย อย่างไรก็ดี ครม.ได้ถอนวาระการพิจารณาเปิดเสรีจีเอ็มโอออก ทั้งที่เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเตรียมรอที่จะให้ข้อมูลกับที่ประชุม โดยนายกร ทัพพะรังสี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกล่าวว่า ครม.พิจารณาเรื่องไม่ทัน ก่อนหน้านี้ กรีนพีซและองค์กรพัฒนาเอกชนไทยได้เปิดเผยข้อมูลว่า เคยมีนาย คริสโตเฟอร์ คิท บอนด์ วุฒิสมาชิกของสหรัฐอเมริกาที่ได้รับการสนับสนุนจากบริษัทมอนซนโต้ จำกัด เข้ามาพบพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และนายสุวิทย์ คุณกิตติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา 3 เดือนต่อมาบริษัทมอนซานโต้ได้ทำหนังสือถึงสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ เพื่อกดดันให้รัฐบาลไทยเปิดเสรีการปลูกพืชจีเอ็มโอให้เสร็จสิ้นก่อนที่รัฐบาลทั้ง 2 ประเทศ จะได้ข้อสรุปการเปิดเขตการค้าเสรี(เอฟทีเอ) มอนซานโต้ เป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ถือหุ้นโดยนักลงทุนสหรัฐฯ 100% เข้ามาดำเนินธุรกิจจำหน่ายยาปราบศัตรูพืช อาทิ ราวด์อัพ สปาร์ค ในไทยนานกว่า 35 ปี ทั้งนี้บริษัทฯ ถือสิทธิบัตรพืช สัตว์ และ จุลินทรีย์ กว่า 3,000 รายการ ขณะที่ไทยถือครองสิทธิบัตรในช่วง 10 ปี ย้อนหลังเพียง 3,000 รายการ โดยสหรัฐฯ เป็นผู้ถือครองสิทธิบัตรต่างๆ มากกว่า 90 % ของสิทธิบัตรทั้งโลก รายงานโดย : ศูนย์ข่าวประชาไท
['ข่าว', 'สิ่งแวดล้อม']
https://prachatai.com/print/112
2004-08-29 20:39
47 องค์กรเสนอโยบายน้ำภาคประชาชน
ประชาไท-28 ส.ค. 47 ตัวแทนชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากเขื่อนและโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ 29 โครงการและองค์กรภาคประชาสังคม 13 องค์กร ได้ยื่นข้อเสนอต่อรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาผลกระทบจากการสร้างเขื่อนและพัฒนาแหล่งน้ำ นางผา กองธรรม จากเขื่อนราษีไศล ตัวแทนผู้เข้าร่วมการสัมมนา "เขื่อนและสิทธิชุมชน" กล่าวถึงการแก้ปัญหากรณีเขื่อนที่สร้างแล้วว่า รัฐบาลต้องแก้ไขปัญหาอย่างเป็นธรรมและมีหลักประกันว่าจะสามารถดำรงชีวิตได้อย่างปกติสุข รวมทั้งชดเชยค่าเสียหายแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิต นอกจากนั้นจะต้องแก้ไขระเบียบ ประกาศกระทรวง กฎหมาย มติคณะรัฐมนตรีที่เป็นอุปสรรคในการแก้ไขปัญหา ส่วนเขื่อนที่เกิดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสังคมมากกว่าผลได้ให้ยกเลิกการใช้โดยถาวร เช่น เขื่อนปากมูน เขื่อนราศีไศล ทั้งจะต้องไม่ดำเนินโครงการใหม่ๆ จนกว่าจะดำเนินการแก้ไขปัญหาเขื่อนที่สร้างแล้วให้ครบถ้วน และปรับปรุงกระบวนการตัดสินใจตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการเขื่อนโลก และโครงการเขื่อนที่มีความขัดแย้งสูงรัฐควรยุติการดำเนินโครงการ รวมทั้งยกเลิกโครงการเขื่อนที่มีการศึกษาแล้วว่าไม่เหมาะสม เช่น โครงการเขื่อนแก่งเสือเต้น โครงการเขื่อนโป่งขุนเพชร โครงการเขื่อนรับร่อ โครงการเขื่อนคลองกลาย และโครงการเขื่อนแม่ขานเป็นต้น รัฐต้องรับรองสิทธิการจัดการน้ำโดยชุมชน โดยเปลี่ยนนโยบายการจัดการน้ำแบบเดิมเป็นการส่งเสริมและรับรองสิทธิการจัดการน้ำโดยชุมชนซึ่งเหมาะสมและสอดคล้องกับระบบนิเวศ วิถีชีวิตชุมชน ภูมิปัญญาท้องถิ่น และไม่ก่อให้เกิดผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อม สำหรับโครงการบนแม่น้ำระหว่างประเทศ ต้องยึดหลักเพื่อสันติภาพและการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยต้องมีการศึกษาผลกระทบตลอดทั้งลุ่มน้ำ และผู้ที่จะได้รับผลกระทบหรือจะได้รับความเสี่ยงต้องให้การยินยอม เช่น โครงการเขื่อนสาละวินควรระงับโครงการไว้ก่อน กรณีโครงการเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงทางตอนบนในประเทศจีนรัฐควรสนับสนุนให้มีการศึกษาผลกระทบด้านท้ายน้ำและนำเสนอรัฐบาลจีนเพื่อแก้ไขปัญหา และโครงการผันน้ำไทย-ลาวรัฐต้องยุติโครงการจนกว่าจะมีการศึกษาผลกระทบอย่างรอบด้าน รวมถึงรัฐต้องแก้ไขนโยบายและกระบวนการตัดสินใจในโครงการเขื่อนและการพัฒนาแหล่งน้ำ และแผนการจัดการน้ำและพลังงาน รวมถึงพรบ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ.2535 โดยตั้งคณะกรรมการอิสระที่มีตัวแทนผู้ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนและการพัฒนาแหล่งน้ำเป็นกรรมการ "จากนี้อีก 15 วันเราจะติดตามความคืบหน้าว่ารัฐบาลมีท่าทีอย่างไรกับข้อเสนอในวันนี้ ซึ่งเป็นข้อเสนอที่มีการสรุปร่วมกัน เป็นความจริงและความเดือดร้อนที่ต้องการนำเสนอให้รัฐบาลนำไปพิจารณา" นางผา กล่าว รายงานโดย : ปิ่นแก้ว อุ่นแก้ว ศูนย์ข่าวประชาไท
['ข่าว', 'สิ่งแวดล้อม']
https://prachatai.com/print/114
2004-08-30 17:28
สภาวัฒนธรรมแพร่ต้านน้องแนท
แพร่ -30 ส.ค.47 นายมาโนชย์ คำสี เลขานุการสภาวัฒนธรรมจังหวัดแพร่ กล่าวโจมตีกรณีที่สถานบันเทิงในจังหวัดแพร่ จะนำน.ส.เกศริน ชัยเฉลิมพล พร้อมทั้งมีการจับหางบัตรให้ผู้ชมสามารถใกล้ชิดได้ว่า จะสร้างความเสียหายให้กับจังหวัดเป็นอย่างมาก และทางสภาวัฒนธรรมจังหวัดแพร่กำลังจะมีการหารือเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวในสัปดาห์หน้า เพื่อหาทางป้องกันไม่ให้เกิดเรื่องดังกล่าวขึ้น นายมาโนชย์กล่าวว่า วัฒนธรรมของชาวไทยไม่ยอมรับในอาชีพดังกล่าวอยู่แล้ว แต่มีผู้พยายามบิดเบือนข้อเท็จจริง และนำมาเป็นช่องทางหารายได้ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง เลขานุการสภาวัฒนธรรมจังหวัดแพร่ยังได้เรียกร้องให้ประชาชนชาวจังหวัดแพร่ช่วยกันต่อต้านไม่ให้สถานบันเทิงในจังหวัดแพร่นำโชว์ดังกล่าวเข้ามาในจังหวัดแพร่ได้ เพราะเป็นการทำลายชื่อเสียงอันดีงามของชาวแพร่ ก่อนหน้านี้ น.ส.เกศริน มีกำหนดที่จะโชว์ตัวที่ จ.ตากและ จ.อุตรดิตถ์แต่ได้รับการคัดค้านจากภาคเอกชน โดยเฉพาะหอการค้าจังหวัด หน่วยราชการ ทำให้ผู้จัดต้องยกเลิกงานไป รายงานโดย : ศูนย์ข่าวประชาไท
['ข่าว', 'สิ่งแวดล้อม']
https://prachatai.com/print/116
2004-08-30 17:36
คนกทม.ใช้สิทธิ์ไม่เลือกผู้ว่าฯ 1%
กรุงเทพฯ 30 ส.ค.47 กทม. ประกาศผลการนับคะแนนเสียงเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โดยจากการนับคะแนน และการประมวลผลเลือกตั้งที่ได้เสร็จสิ้นเมื่อเวลา 03.18 น.ของวันนี้(30 ส.ค.) ทั้งนี้จากหน่วยเลือกตั้งทั้งสิ้น 5,999 หน่วย มีผู้มาแสดงตนใช้สิทธิ 2,472,486 คน คิดเป็นร้อยละ 62.5 เพิ่มจากการเลือกตั้งในปี 2543 ร้อยละ 3.63 จากจำนวนผู้มาแสดงตนใช้สิทธิ มีผู้ไม่ประสงค์ลงคะแนน 26,763 บัตร และจำนวนบัตรเสีย 59,765 บัตร หรือคิดเป็นร้อยละ 2.42 โดยเขตวัฒนาถือว่าเป็นเขตที่มีผู้มาใช้สิทธิมากที่สุด และเขตคลองเตยมีผู้มาใช้สิทธิต่ำสุด สำหรับลำดับคะแนนสูงสุดซึ่งกทม.ประกาศผลไปเมื่อเช้ามืดวานนี้ มีผู้สมัครที่ได้คะแนนลำดับที่ 1 คือ นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้สมัครหมายเลข 1 จากพรรคประชาธิปัตย์ ได้รับคะแนนเสียง 911,441 คะแนน ขณะที่ นางปวีณา หงสกุล ผู้สมัครหมายเลข 7 ได้รับคะแนนเสียงลำดับที่ 2 ที่619,039 คะแนน ส่วนลำดับที่ 3 คือนายชูวิทย์ กมลวิศิษฐ์ ได้รับคะแนนเสียง 334,168 คะแนน รายงานโดย : ศูนย์ข่าวประชาไท
['ข่าว', 'สิ่งแวดล้อม']
https://prachatai.com/print/117
2004-08-30 17:55
ชาวสหรัฐเดินขบวนต้านบุช
นิวยอร์ค -30 ส.ค.47 ประชาชนชาวสหรัฐฯ กว่า 2.5 แสนคน เดินขบวนต่อต้านนโยบายต่างประเทศและนโยบายภายในของประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิ้ลยู บุชแห่งสหรัฐฯ บริเวณเมดิสัน สแควร์ การ์เดน สถานที่จัดการประชุมของพรรค โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรึงกำลังรักษาความสงบอยู่รอบๆ บริเวณ การรวมตัวดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนการประชุมระดับประเทศของพรรครีพับลิกันในวันนี้ เพื่อเสนอชื่อประธานาธิบดีบุช เป็นตัวแทนพรรคชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เป็นสมัยที่ 2 อย่างเป็นทางการ ทั้งนี้การประชุมอย่างเป็นทางการกินเวลา 4 วัน ประธานาธิบดีบุชจะกล่าวคำปราศรัยตอบรับการเสนอชื่อของพรรคในคืนวันพฤหัสบดีตามเวลาท้องถิ่นในสหรัฐฯ โดยสาระสำคัญเป็นเรื่องนโยบายในอีก 4 ปีข้างหน้า รวมทั้งจุดเด่นในช่วงการเป็นผู้นำสหรัฐฯเรื่องการต่อสู้กับกลุ่มก่อการร้ายด้วย รายงานโดย : ศูนย์ข่าวประชาไท
['ข่าว', 'สิ่งแวดล้อม']
https://prachatai.com/print/119
2004-08-30 18:26
ไทยพร้อมผลิตวัคซีนหวัดนก
กรุงเทพฯ -30 ส.ค. 47 น.ส.ฉวีวรรณ เลียววิจักขณ์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ ระบุว่า ผลศึกษาเรื่องวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดนก จะแล้วเสร็จภายในเดือนกันยายนนี้ โดยกรมปศุสัตว์เตรียมนำเสนอผลการศึกษาเกี่ยวกับการใช้วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดนกให้คณะกรรมการแก้ไขสถานการณ์โรคไข้หวัดนกพิจารณาว่า จะอนุญาตให้มีการใช้ในประเทศหรือไม่ นายจิโรจน์ ศศิปรียจันทร์ อาจารย์คณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ประเทศไทยมีความพร้อมในการผลิตวัคซีนหากรัฐบาลอนุญาตให้ใช้วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดนกได้ เนื่องจากกรมปศุสัตว์มีโรงงานผลิตวัคซีนและงบประมาณรองรับอยู่แล้ว คาดว่า จะใช้งบประมาณไม่สูงหากเปรียบเทียบกับการทำลายไก่ รายงานโดย : ศูนย์ข่าวประชาไท
['ข่าว', 'สิ่งแวดล้อม']
https://prachatai.com/print/113
2004-08-29 20:47
รวมพล 31 สิงหา ต้านเสรีจีเอ็มโอ
กรุงเทพฯ-29 ส.ค.47 สหพันธ์คุ้มครองผู้บริโภค เตรียมรวมพลหน้าทำเนียบฯ ต้านรัฐเปิดเสรีจีเอ็มโออีกครั้ง หลังมีข่าวรัฐบาลจะพิจารณานโยบายให้ปลูกและนำเข้า GMO อย่างเสรี วันอังคารนี้ "วันอังคาร เวลา9.00 น. ตัวแทนเกษตรกรทางเลือกจะไปทำรณรงค์เคลื่อนไหว หน้าทำเนียบรัฐบาล เพื่อแสดงจุดยืนให้รัฐบาลทบทวนนโยบายเปิดเสรีจีเอ็มโอในประเทศ" " น.ส.สายรุ้ง ทองปลอน ผู้จัดการสหพันธ์องค์กรผู้บริโภค ตัวแทนกลุ่มเครือข่ายคัดค้านนโยบายเปิดเสรีจีเอ็มโอ ระบุ วันอังคารที่แล้ว สหพันธ์คุ้มครองผู้บริโภคได้ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีให้ทบทวนมติของคณะกรรมการนโยบายเทคโนโลยีชีวภาพ ที่เปิดให้มีการปลูกและทดลองพืชจีเอ็มโอรวมทั้งนำเข้าเทคโนโลยีจีเอ็มโอมาใช้ในประเทศ และให้คงมติเดิมที่ห้ามทดลองปลูกจีเอ็มโอในระดับไร่นา ทั้งนี้จนกว่าจะมีกฎหมายว่าด้วยความปลอดภัยทางชีวภาพ ซึ่งต้องเปิดกว้างให้ภาคประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมในxxxส่วนอย่างน้อยครึ่งหนึ่งในคณะกรรมการยกร่างกฎหมาย อย่างไรก็ดี ครม.ได้ถอนวาระการพิจารณาเปิดเสรีจีเอ็มโอออก ทั้งที่เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเตรียมรอที่จะให้ข้อมูลกับที่ประชุม โดยนายกร ทัพพะรังสี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกล่าวว่า ครม.พิจารณาเรื่องไม่ทัน ก่อนหน้านี้ กรีนพีซและองค์กรพัฒนาเอกชนไทยได้เปิดเผยข้อมูลว่า นาย คริสโตเฟอร์ คิท บอนด์ วุฒิสมาชิกของสหรัฐอเมริกาที่ได้รับการสนับสนุนจากบริษัทมอนซนโต้ จำกัด เข้ามาพบพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และนายสุวิทย์ คุณกิตติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา 3 เดือนต่อมาบริษัทมอนซานโต้ได้ทำหนังสือถึงสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ เพื่อกดดันให้รัฐบาลไทยเปิดเสรีการปลูกพืชจีเอ็มโอให้เสร็จสิ้นก่อนที่รัฐบาลทั้ง 2 ประเทศ จะได้ข้อสรุปการเปิดเขตการค้าเสรี(เอฟทีเอ) มอนซานโต้ เป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ถือหุ้นโดยนักลงทุนสหรัฐฯ 100% เข้ามาดำเนินธุรกิจจำหน่ายยาปราบศัตรูพืช อาทิ ราวด์อัพ สปาร์ค ในไทยนานกว่า 35 ปี ทั้งนี้บริษัทฯ ถือสิทธิบัตรพืช สัตว์ และ จุลินทรีย์ กว่า 30,000 รายการ ขณะที่ไทยถือครองสิทธิบัตรในช่วง 10 ปี ย้อนหลังเพียง 3,000 รายการ โดยสหรัฐฯ เป็นผู้ถือครองสิทธิบัตรต่างๆ มากกว่า 90 % ของสิทธิบัตรทั้งโลก รายงานโดย : ศูนย์ข่าวประชาไท
['ข่าว', 'สิ่งแวดล้อม']
https://prachatai.com/print/122
2004-08-30 21:08
ชี้ช่องเอาผิดเจ้าหนี้ข่มขู่ลูกหนี้
ประชาไท -- 30 ส.ค. 47 ศูนย์คุ้มครองผู้บริโภคชี้ช่อง ลูกหนี้ฟ้องค่าเสียหายเจ้าหนี้เงินผ่อน หากมีการละเมิดกฎหมายคุกคาม ประจานลูกหนี้ให้อับอาย "ผู้บริโภคที่มาร้องเรียนว่าถูกข่มขู่ ประจานให้อับอาย มีทุกระดับ ทุกธนาคาร ทุกยี่ห้อบัตรเครดิต รวมทั้งลูกหนี้ซื้อสินค้าเงินผ่อน และหนี้นอกระบบ จำนวนหนี้ตั้งแต่ 7,000 ถึง 100,000 บาท ลูกหนี้คนเดียวมักมีเจ้าหนี้หลายราย และมีหนี้นอกระบบด้วย น.ส. พจศนา บุญทอง หัวหน้าศูนย์พิทักษ์สิทธิผู้บริโภค มูลนิธิคุ้มครองผู้บริโภค กล่าวกับ "ประชาไท" น.ส.พจศนาอธิบายว่า วิธีการดังกล่าวเป็นวิธีการที่ผิดกฎหมาย เข้าข่ายหมิ่นประมาท และข่มขู่ เจ้าหนี้ทำได้เพียงส่งจดหมายปิดผนึกแจ้งแก่ลูกหนี้ให้ชำระหนี้ ไม่ใช่ประจานให้รู้กันทั้งที่ทำงาน หรือรู้กันทั้งหมู่บ้าน ลูกหนี้สามารถเรียกร้องค่าเสียหายจากการหมิ่นประมาทได้ ทั้งนี้จากการรวบรวมข้อมูลของศูนย์ฯ พบว่า วิธีการที่เจ้าหนี้ซึ่งส่วนใหญ่ซึ่งเป็นบริษัทรับทวงหนี้กระทำกับลูกหนี้ที่ไม่จ่ายค่างวด เช่น โทรศัพท์ไปบอกกับเพื่อนร่วมงาน ส่งแฟกซ์ไปประจานที่ทำงานของลูกหนี้ หรือโทรศัพท์ไปข่มขู่คนแก่ในบ้านซึ่งไม่รู้เรื่องกฎหมายว่าถ้าลูกหนี้ไม่ชำระหนี้จะมาขนของออกจากบ้านไปให้หมด โดยเฉพาะกรณีของหนี้นอกระบบพบว่า ทุกคนจะต้องเผชิญกับการข่มขู่คุกคามจากอิทธิพลมืด ในทางปฏิบัติศูนย์พิทักษ์สิทธิผู้บริโภคจะทำหน้าที่ประสานไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจเมื่อพบกรณีที่ลูกหนี้ถูกคุกคาม หรือประจานให้เป็นที่อับอาย ซึ่งที่ผ่านมาพบว่า ตำรวจมักไม่รับแจ้งความโดยให้เหตุผลว่าให้ลูกหนี้ไปชำระหนี้เพื่อยุติเรื่องด้วยตนเอง ซึ่งทางศูนย์ฯ ต้องอธิบายต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจถึงสิทธิที่ลูกหนี้จะได้รับความคุ้มครอง ศูนย์ ฯ ยังต้องให้คำปรึกษาแก่ลูกหนี้ที่มีความวิตก อับอาย และต้องการลาออกจากงานเพราะถูกประจานในที่ทำงาน และชี้แจงให้ทราบถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อลูกหนี้ได้ทราบสิทธิของตนเอง หาวิธีการแก้ไขและย้ำว่าลูกหนี้ต้องมีสิทธิใช้ชีวิตต่อไปอย่างปกติ และยังมีหน้าที่ต้องชำระหนี้ตามกฎหมาย ปัจจุบันคนไทยเป็นหนี้ครัวเรือนโดยเฉลี่ย 6.4 เท่าของรายได้ หรือประมาณ 110,133 บาทต่อครัวเรือน เฉพาะหนี้บัตรเครดิตสูงมากถึง 8,021,238 บัญชี มียอดหนี้รวมกันเป็นจำนวนกว่า 1.03 แสนล้านบาท "สาเหตุที่คนเป็นหนี้ ไม่ใช่เรื่องค่าครองชีพไม่เพียงพอ แต่เป็นเพราะไม่มีภูมิคุ้มกันบริโภคนิยม การอยู่ห้องเช่าขนาด 4 คูณ 6 เมตร แล้วมีโทรทัศน์ขนาด 29 นิ้ว หรือสเตอริโอราคา 25,000 บาท ไม่ใช่เรื่องจำเป็น แต่ผู้บริโภคขาดภูมิคุ้มกัน" น.ส. พจศนา ระบุ รายงานโดย : ศูนย์ข่าวประชาไท
['ข่าว', 'สิ่งแวดล้อม']
https://prachatai.com/print/120
2004-08-30 20:54
มช.เสนอตั้งกก.ร่วมแก้ปัญหาปางแดง
ศูนย์ข่าวภาคเหนือ-30 ส.ค.47 นักวิชาการมช. เสนอทางออกจัดการป่า ตั้งกรรมการฯร่วม "เจ้าหน้าที่รัฐ-นักวิชาการ-องค์กรพัฒนาเอกชน-ตัวแทนชาวบ้าน" แก้ไขปัญหาหาข้อยุติการจัดการในพื้นที่ ชี้รัฐละเมิดกฎหมายรัฐธรรมนูญ ใช้กำลังเกินกว่าเหตุ และยังมีการเลือกปฏิบัติในการเข้าจับกุมชาวบ้านโดยมิชอบ ศูนย์สตรีศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีการจัดเวทีสัมนาในเรื่อง นโยบายรัฐกับการแก้ไขปัญหากลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง กรณีปัญหาความขัดแย้งระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐ ที่เข้านำกำลังกว่า 200 นาย นำอาวุธเข้าปิดล้อมและจับกุมชาวบ้านปางแดง ต.เชียงดาว อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2547 โดยได้จับกุมชาวบ้านชนเผ่าปะหล่อง ลาหู่ ลีซู และคนพื้นราบ จำนวน 48 คน และได้ตั้งข้อหาบุกรุกพื้นที่เขตป่าสงวนแห่งชาติ "การจับกุมชาวบ้านปางแดงครั้งนี้ ถือว่ารัฐล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง โดยไร้นโยบายที่เด่นชัด ซึ่งจะสร้างผลกระทบในระยะยาวเป็นอย่างมาก" นายอานันท์ กาญจนพันธ์ อาจารย์คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ระบุ นายอานันท์ เห็นว่า หากจะแก้ปัญหาควรให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการดูแลและรักษาป่า มีการแบ่งเขตพื้นที่ให้ชัดเจน ซึ่งทางกรมป่าไม้ มีอำนาจที่จะดำเนินการได้ อย่างเช่น จัดเป็นหมู่บ้านป่าไม้ โครงการพัฒนาพื้นที่สูง โดยให้ชาวบ้านได้มีการพัฒนาตัวเองได้ นายชยันต์ วรรธนะภูติ อดีตผู้อำนวยการสถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า การจับกุมชาวบ้านปางแดงเป็นครั้งที่ 3 สะท้อนให้เห็นว่ารัฐไม่ได้ให้ความสำคัญเกี่ยวกับสิทธิชุมชน ไม่ให้ความสำคัญในเรื่องของ สังคม วัฒนธรรม และองค์กรในชุมชน รายงานโดย : องอาจ เดชา ศูนย์ข่าวภาคเหนือ
['ข่าว', 'สิ่งแวดล้อม']
https://prachatai.com/print/121
2004-08-30 21:00
รอผลเจรจาป่าไม้ตั้งกก.ถกปางแดง
ศูนย์ข่าวภาคเหนือ/30 ส.ค.47 ชาวบ้านรอคำตอบตั้งกก.ร่วมกับภาคประชาชน เพื่อหาทางแก้ปัญหาป่าไม้ที่ดิน กรณีการจับกุมชาวบ้านปางแดง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ หลังจังหวัดส่งรองผู้ว่าฯ ขัดตาทัพ เจรจาป่าไม้ล้มกรรมการแก้ปัญหาฯ ชุดเดิม ก่อนตั้งกรรมการร่วมฯ ใหม่ "ทางจังหวัดได้มีหนังสือไปถึงหน่วยงานที่รับผิดชอบ คือ สำนักบริหารจัดการในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ที่ 16 แล้ว หลังจากนั้น ก็คงเรียกประชุมส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เพื่อปรึกษาหารือแนวทางในการดำเนินการต่อไป" นายกฤษดาภรณ์ เสียมภักดี ปลัดจังหวัดเชียงใหม่กล่าว วันนี้เป็นวันที่ 4 ที่สมัชชาชนเผ่าแห่งประเทศไทย(สชท.) พร้อมด้วยเครือข่ายชนเผ่าและชาติพันธุ์ ร่วมชุมนุมที่หน้าศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ และเรียกร้องให้นายสุวัฒน์ ตันติพัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาป่าไม้และที่ดิน กรณีบ้านปางแดง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ อย่างไรก็ดีวันนี้นายสุวัฒน์ได้มอบหมายให้ นายปริญญา ปานทอง รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ และตัวแทนชาวบ้าน ได้ร่วมประชุมปรึกษาหารือ เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหา โดยที่ประชุมสรุปความเห็นร่วมกันว่า ควรมีการแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาคณะหนึ่ง แทนคณะกรรมการฯ ชุดเดิมที่กรมป่าไม้ ได้แต่งตั้งไว้เมื่อปี พ.ศ.2542 เพื่อพิจารณาหาทางแก้ปัญหาให้เกิดเป็นรูปธรรม นายจรัส ใหม่ยศ เลขากองสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ(สกน.) กล่าวว่า นโยบายของรัฐในการจัดการป่าไม้และที่ดินนั้นได้ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง เป็นเพียงนโยบายเฉพาะหน้า ปัญหาการจับกุมชาวบ้านและผลักดันให้คนออกจากป่า ได้ลุกลามไปทั่วประเทศ โดยในขณะนี้ในหลายจังหวัด หลายพื้นที่ยังเป็นถูกจับกุมและคดีความกันอยู่ไม่รู้จบสิ้น รายงานโดย : องอาจ เดชา ศูนย์ข่าวภาคเหนือ
['ข่าว', 'สิ่งแวดล้อม']
https://prachatai.com/print/115
2004-08-30 17:33
ปิดถนนประท้วงข้าวโพดราคาตก
แพร่-30 ส.ค.47 กลุ่มเกษตรกรปลูกข้าวโพดใน 7 อำเภอสอง จ.แพร่ กว่า 600 คน เดินทางมาชุมนุมประท้วงที่สามแยกนางฟ้า ถนนสายร้องกวาง-งาว อ.สอง จ.แพร่ เพื่อเรียกร้องให้รัฐเข้ามาพยุงราคาข้าวโพดที่ตกต่ำอยู่ในขณะนี้ แกนนำเกษตรกรได้ตั้งเวทีและขึ้นปราศรัยโดยระบุว่า ขณะนี้ผลผลิตของเกษตรกรตกค้างกว่า 5,000 ตัน ไม่สามารถจำหน่ายได้ เนื่องจากราคาบริษัทผู้รับซื้อฯ จ่ายในราคาต่ำกว่าต้นทุน ทั้งจากเดิมเคยขายในกิโลกรัมละ 3-5 บาท แต่บริษัทฯ รับซื้อในราคาเพียง 2 บาท อย่างไรก็ดี ในวันนี้หากยังไม่ได้รับคำตอบ กลุ่มผู้ชุมนุมก็จะปิดถนนสายร้องกวาง-งาว จนกว่ารัฐจะให้คำตอบว่าจะช่วยเหลืออย่างไร รายงานโดย : ศูนย์ข่าวประชาไท
['ข่าว', 'สิ่งแวดล้อม']
https://prachatai.com/print/118
2004-08-30 17:57
กอ.สสส.จชต.สรุปแผนยุทธศาสตร์ใต้
กรุงเทพฯ-30 ส.ค.47 การประชุมกองอำนวยการเสริมสร้างสันติสุขชายแดนภาคใต้ ( กอ.สสส.ตชต.) โดยมี นายจาตุรนต์ ฉายแสง รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานฯ ได้มีการหารือถึงแผนยุทธศาสตร์หลักเพื่อแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้ ตามข้อเสนอของฝ่ายเลขานุการฯ ทั้งนี้การประชุมซึ่งใช้เวลา 3 ชั่วโมง ได้หารือถึงแผนดังกล่าวฯ โดยเฉพาะประเด็นสำคัญในการแก้ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีผลมากขึ้น เพียงแต่ยังเป็นห่วงว่า แผนจะไม่มีผลในทางปฏิบัติ นอกจากนั้นยังเสนอให้มีการจัดกระบวนการสร้างเอกภาพทางความคิด และการบัญชาการ การประสานงานของหน่วยงาน เช่น มาตรการทางการเมือง มาตรการทางกฎหมาย มาตรการต่อประชาชน มาตรการต่อข้าราชการ โดยให้ซักซ้อมทำความเข้าใจในผู้เกี่ยวข้องทุกระดับ ตั้งแต่บนสุดถึงระดับผู้ปฏิบัติชั้นล่างสุดโดยเร็ว รายงานโดย : ศูนย์ข่าวประชาไท
['ข่าว', 'สิ่งแวดล้อม']
https://prachatai.com/print/123
2004-08-30 21:13
ส.ท่องเที่ยวหวั่น "แลนบริดจ์" ทำ "สิมิลัน" เน่า
ศูนย์ข่าวภาคใต้-30ส.ค.47 นายอนุพงษ์ สงวนนาม นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดพังงา เปิดเผย "ประชาไทออนไลน์" ว่า โครงการพัฒนาศูนย์กลางพลังงานในภูมิภาค หรือโครงการแลนบริดจ์ ทับละมุ-สิชล จะก่อให้เกิดผลกระทบโดยตรงต่อธุรกิจการท่องเที่ยวของ 3 จังหวัดฝั่งทะเลอันดามัน โดยเฉพาะจังหวัดพังงาที่อาจจะได้รับความเสียหายทางการท่องเที่ยวมากที่สุด "พื้นที่ของโครงการคือตำบลทุ่งมะพร้าวอยู่ไม่ไกลกับเขาหน้ายักษ์ ที่นักท่องเที่ยวชอบมาดำน้ำดูปะการัง แน่นอนว่าหากโครงการนี้ขึ้นมาก็คงจะไม่มีใครมาที่นี่ รวมทั้งระหว่างการก่อสร้างซึ่งจะกระทบต่อการทำประมงชายฝั่งของชาวบ้านและระบบนิเวศ ยังไม่รวมถึงการทำให้ทัศนียภาพทางการท่องเที่ยวสูญเสียไป ลองคิดดูแล้วกันว่ากำลังนั่งอาบแดดชมวิวทิวทัศน์ แล้วอยู่ดีๆ มีเรือบรรทุกน้ำมันแล่นเข้ามา ทำให้ไม่น่ามองนอกจากนี้คราบน้ำมันอาจจะกระจายออกไปยังบริเวณที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวด้วย เช่นเขาหลักที่มีอาณาเขตใกล้กับสถานที่ก่อสร้างโครงการ" นายอนุพงษ์กล่าวและว่า อยากให้ภาครัฐคำนึงถึงผลกระทบทางด้านการท่องเที่ยวและสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก เนื่องจากจังหวัดพังงาเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ที่นักท่องเที่ยวให้ความนิยมเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวเป็นจำนวนมากในแต่ละปี โดยเฉพาะเกาะสิมิลันที่สวยงามติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลก "เกาะสิมิลันจะต้องได้รับผลกระทบด้วยแน่นอนเพราะทราบมาว่าเรือบรรทุกน้ำมันจะแล่นผ่านทางนี้ หากเป็นเช่นนี้จริงคราบน้ำมันจากเรือจะทำให้ทัศนียภาพเสียหายหนัก ภาคธุรกิจการท่องเที่ยวของจังหวัดพังงา จังหวัดภูเก็ต และจังหวัดกระบี่ ได้ยื่นหนังสือให้ผู้รับผิดชอบแล้วแต่ได้รับคำตอบว่าจะไม่มีลกระทบแน่นอน พร้อมทั้งระบุว่าโครงการนี้เป็นโครงการขนาดใหญ่ซึ่งภาครัฐจะต้องมีการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างละเอียด เพื่อไม่ให้มีปัญหาเกิดขึ้น ก็ต้องรอดูกันต่อไป" นายอนุพงษ์ระบุ รายงานโดย : มูฮัมหมัด ดือราแม ศูนย์ข่าวภาคใต้
['ข่าว', 'สิ่งแวดล้อม']
https://prachatai.com/print/124
2004-08-30 21:17
เกษตรฯยั่งยืนชูธง"ดื้อแพ่ง"ต้านจีเอ็มโอ
ประชาไท - 30 ส.ค.47 เครือข่ายเกษตรฯ ยั่งยืน สรุปผลโครงการนำร่องฯ ชูจุดแข็งปลดแอกทุนนิยม-สร้างอิสรภาพในการทำกิน พร้อมระบุเตรียมใช้สิทธิ์ "ดื้อแพ่ง" หากรัฐไม่ฟังประชาชน "ตอนนี้กระแสค้านจีเอ็มโอขยายไปมาก มีแนวร่วมคัดค้านเต็มที่ โดยเฉพาะกลุ่มอโศกต่างๆ ถึงกับระบุว่าจะค้านเรื่องนี้แบบตายเป็นตายเพราะพืชผักคือชีวิตของเขา" นายเดชา ศิริภัทร จากมูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย) เปิดเผยกับ "ประชาไท" หลังการสัมมนาสรุปผลการดำเนินโครงการนำร่องการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนของเกษตรกรรายย่อย ทั้งนี้กลุ่มฯ ตกลงใจที่จะร่วมมือกันทุกมิติและผลักดันกันทุกทาง หากถึงที่สุดถ้ารัฐยังลุแก่อำนาจโดยไม่ฟังใคร ก็จะใช้วิธีการดื้อแพ่ง และอาจถึงขั้นเข้าบุกรุกทำลายแปลงทดลองโดยยอมให้จับติดคุก นายเดชากล่าวต่อว่า นอกจากนี้ทางกลุ่มฯ จะเคลื่อนไหวผลักดันกฎหมายที่เป็นธรรม โดยจะกำหนดให้มีการฟ้องร้องหากมีจีเอ็มโอมาปนเปื้อนในพื้นที่เกษตรอินทรีย์ เพราะปัญหาการปนเปื้อนไม่มีทางจะควบคุมได้ ซึ่งมีตัวอย่างชัดเจนในหลายประเทศ การที่รัฐรีบร้อนผลักดันนโยบายนี้ ก็ไม่มีเหตุผลที่เหมาะสมใดๆ รองรับ และยังไม่มีการพิสูจน์อย่างชัดเจนในเรื่องความปลอดภัยซึ่งต้องใช้เวลาพิสูจน์ในมนุษย์ ในอดีตมีสารเคมีหลายอย่างที่ปล่อยให้ใช้ได้อย่างยาวนานกว่าจะรู้ว่าเป็นอันตรายต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม ด้านนายอรุณ หวายคำ จากมูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน กล่าวว่า เกษตรกรรมยั่งยืนมุ่งเน้นให้เกษตรกรมีอาหารพอกิน มีผลผลิตที่เหลือขายเป็นรายได้ให้ครอบครัว และทำให้เกษตรกรสามารถพัฒนาเป็นแบบอย่างและแบ่งปันองค์ความรู้ รวมทั้งสร้างอุดมการณ์ หรือจิตวิญญาณร่วมทางสังคมที่จะปลดแอกทุนเสรีนิยม และสร้างอิสรภาพในการทำกิน นายบุญส่ง มาตรขาว ตัวแทนเกษตรกรจากจังหวัดยโสธรกล่าวว่า เกษตรกรรมกระแสหลักสร้างความล้มเหลวให้กับชีวิตเกษตรกร และสร้างความเสียหายให้กับระบบนิเวศอย่างประเมินไม่ได้ ทางกลุ่มฯ ร่วมกับนักพัฒนาคิดหาทางออก โดยมุ่งเน้นที่การเปลี่ยนทัศนคติของเกษตรกร ไม่ให้เป็นกึ่งเกษตรกรกึ่งกรรมกร ที่เข้าไปทำงานในกรุงเทพแล้วกลับมาทำการเกษตรเฉพาะฤดูกาล หรือดำเนินชีวิตแบบเมืองที่ติดนิสัยการซื้อทุกสิ่งทุกอย่าง นอกจากนั้นยังจะส่งเสริมในด้านปัจจัยการผลิต เช่นพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ แหล่งน้ำ ไม่ใช่มุ่งเน้นด้านเงินอย่าเดียวเหมือนกับโครงการของรัฐหรือธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธกส.) ดำเนินการอยู่ รายงานโดย : ศูนย์ข่าวประชาไท
['ข่าว', 'สิ่งแวดล้อม']
https://prachatai.com/print/125
2004-08-30 22:06
เกษตรฯยั่งยืนชูธง"ดื้อแพ่ง"ต้านจีเอ็มโอ
ประชาไท - 30 ส.ค.47 เครือข่ายเกษตรฯ ยั่งยืน สรุปผลโครงการนำร่องฯ ชูจุดแข็งปลดแอกทุนนิยม-สร้างอิสรภาพในการทำกิน พร้อมระบุเตรียมใช้สิทธิ์ "ดื้อแพ่ง" หากรัฐไม่ฟังประชาชน ตอนนี้กระแสค้านจีเอ็มโอขยายไปมาก มีแนวร่วมคัดค้านเต็มที่ โดยเฉพาะกลุ่มอโศกต่างๆ ถึงกับระบุว่าจะค้านเรื่องนี้แบบตายเป็นตายเพราะพืชผักคือชีวิตของเขา" นายเดชา ศิริภัทร จากมูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย) เปิดเผยกับ "ประชาไท" หลังการสัมมนาสรุปผลการดำเนินโครงการนำร่องการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนของเกษตรกรรายย่อย ทั้งนี้กลุ่มฯ ตกลงใจที่จะร่วมมือกันทุกมิติและผลักดันกันทุกทาง หากถึงที่สุดถ้ารัฐยังลุแก่อำนาจโดยไม่ฟังใคร ก็จะใช้วิธีการดื้อแพ่ง และอาจถึงขั้นเข้าบุกรุกทำลายแปลงทดลองโดยยอมให้จับติดคุก นายเดชากล่าวต่อว่า นอกจากนี้ทางกลุ่มฯ จะเคลื่อนไหวผลักดันกฎหมายที่เป็นธรรม โดยจะกำหนดให้มีการฟ้องร้องหากมีจีเอ็มโอมาปนเปื้อนในพื้นที่เกษตรอินทรีย์ เพราะปัญหาการปนเปื้อนไม่มีทางจะควบคุมได้ ซึ่งมีตัวอย่างชัดเจนในหลายประเทศ การที่รัฐรีบร้อนผลักดันนโยบายนี้ ก็ไม่มีเหตุผลที่เหมาะสมใดๆ รองรับ และยังไม่มีการพิสูจน์อย่างชัดเจนในเรื่องความปลอดภัยซึ่งต้องใช้เวลาพิสูจน์ในมนุษย์ ในอดีตมีสารเคมีหลายอย่างที่ปล่อยให้ใช้ได้อย่างยาวนานกว่าจะรู้ว่าเป็นอันตรายต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม ด้านนายอรุณ หวายคำ จากมูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน กล่าวว่า เกษตรกรรมยั่งยืนมุ่งเน้นให้เกษตรกรมีอาหารพอกิน มีผลผลิตที่เหลือขายเป็นรายได้ให้ครอบครัว และทำให้เกษตรกรสามารถพัฒนาเป็นแบบอย่างและแบ่งปันองค์ความรู้ รวมทั้งสร้างอุดมการณ์ หรือจิตวิญญาณร่วมทางสังคมที่จะปลดแอกทุนเสรีนิยม และสร้างอิสรภาพในการทำกิน นายบุญส่ง มาตรขาว ตัวแทนเกษตรกรจากจังหวัดยโสธรกล่าวว่า เกษตรกรรมกระแสหลักสร้างความล้มเหลวให้กับชีวิตเกษตรกร และสร้างความเสียหายให้กับระบบนิเวศอย่างประเมินไม่ได้ ทางกลุ่มฯ ร่วมกับนักพัฒนาคิดหาทางออก โดยมุ่งเน้นที่การเปลี่ยนทัศนคติของเกษตรกร ไม่ให้เป็นกึ่งเกษตรกรกึ่งกรรมกร ที่เข้าไปทำงานในกรุงเทพแล้วกลับมาทำการเกษตรเฉพาะฤดูกาล หรือดำเนินชีวิตแบบเมืองที่ติดนิสัยการซื้อทุกสิ่งทุกอย่าง นอกจากนั้นยังจะส่งเสริมในด้านปัจจัยการผลิต เช่นพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ แหล่งน้ำ ไม่ใช่มุ่งเน้นด้านเงินอย่าเดียวเหมือนกับโครงการของรัฐหรือธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธกส.) ดำเนินการอยู่ รายงานโดย : มุทิตา เชื้อชั่ง ศูนย์ข่าวประชาไท
['ข่าว', 'สิ่งแวดล้อม']
https://prachatai.com/print/128
2004-08-31 22:54
อาเจนฯ ปลดหนี้
บัวโนสไอเรส-31 ส.ค.47 สำนักข่าวซินหัวของจีนรายงานว่า อาร์เจนติน่ากำลังพยายามปลดจากภาระหนี้สินมูลค่า 2.13 พันล้านดอลลาร์ที่ต้องชำระให้กับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ทั้งนี้นายโรดริโก ราโต้ ผู้อำนวยการไอเอ็มเอฟ จะหารือร่วมกับประธานาธิบดีเนสเตอร์ เคิร์ชเนอร์ แห่งอาร์เจนติน่า นายโรเบอร์โต้ บาว๊ากนา รัฐมนตรีเศรษฐกิจ และนายอัลฟอนโซ่ แพรทเกย์ ผู้ว่าการธนาคารกลางอาร์เจนติน่า ระหว่างการเดินทางเยือนอาร์เจนติน่าที่จะมีขึ้นในเร็วๆ นี้ นอกจากนั้น ยังจะหารือข้อเสนอของอาร์เจนติน่าที่จะขอให้ไอเอ็มเอฟเลื่อนวันกำหนดชำระหนี้สินมูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์ออกไป ไอเอ็มเอฟ พยายามสร้างความมั่นใจว่า ภายในปี 2548 รัฐบาลอาร์เจนติน่าจะได้สิทธิในการทำข้อตกลงใหม่ทางด้านเงินสำรองฉุกเฉิน หลังจากที่ทั้ง 2 ฝ่ายได้บรรลุข้อตกลงในเรื่องดังกล่าวตั้งแต่เดือนกันยายนปีที่แล้วที่ประเทศดูไบ รายงานโดย : ศูนย์ข่าวประชาไท
['ข่าว', 'สิ่งแวดล้อม']
https://prachatai.com/print/126
2004-08-30 22:09
ชี้ช่องเอาผิดเจ้าหนี้ข่มขู่ลูกหนี้
ประชาไท -- 30 ส.ค. 47 ศูนย์คุ้มครองผู้บริโภคชี้ช่อง ลูกหนี้ฟ้องค่าเสียหายเจ้าหนี้เงินผ่อน หากมีการละเมิดกฎหมายคุกคาม ประจานลูกหนี้ให้อับอาย "ผู้บริโภคที่มาร้องเรียนว่าถูกข่มขู่ ประจานให้อับอาย มีทุกระดับ ทุกธนาคาร ทุกยี่ห้อบัตรเครดิต รวมทั้งลูกหนี้ซื้อสินค้าเงินผ่อน และหนี้นอกระบบ จำนวนหนี้ตั้งแต่ 7,000 ถึง 100,000 บาท ลูกหนี้คนเดียวมักมีเจ้าหนี้หลายราย และมีหนี้นอกระบบด้วย น.ส. พจศนา บุญทอง หัวหน้าศูนย์พิทักษ์สิทธิผู้บริโภค มูลนิธิคุ้มครองผู้บริโภค กล่าวกับ "ประชาไท" น.ส.พจศนาอธิบายว่า วิธีการดังกล่าวเป็นวิธีการที่ผิดกฎหมาย เข้าข่ายหมิ่นประมาท และข่มขู่ เจ้าหนี้ทำได้เพียงส่งจดหมายปิดผนึกแจ้งแก่ลูกหนี้ให้ชำระหนี้ ไม่ใช่ประจานให้รู้กันทั้งที่ทำงาน หรือรู้กันทั้งหมู่บ้าน ลูกหนี้สามารถเรียกร้องค่าเสียหายจากการหมิ่นประมาทได้ ทั้งนี้จากการรวบรวมข้อมูลของศูนย์ฯ พบว่า วิธีการที่เจ้าหนี้ซึ่งส่วนใหญ่ซึ่งเป็นบริษัทรับทวงหนี้กระทำกับลูกหนี้ที่ไม่จ่ายค่างวด เช่น โทรศัพท์ไปบอกกับเพื่อนร่วมงาน ส่งแฟกซ์ไปประจานที่ทำงานของลูกหนี้ หรือโทรศัพท์ไปข่มขู่คนแก่ในบ้านซึ่งไม่รู้เรื่องกฎหมายว่าถ้าลูกหนี้ไม่ชำระหนี้จะมาขนของออกจากบ้านไปให้หมด โดยเฉพาะกรณีของหนี้นอกระบบพบว่า ทุกคนจะต้องเผชิญกับการข่มขู่คุกคามจากอิทธิพลมืด ในทางปฏิบัติศูนย์พิทักษ์สิทธิผู้บริโภคจะทำหน้าที่ประสานไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจเมื่อพบกรณีที่ลูกหนี้ถูกคุกคาม หรือประจานให้เป็นที่อับอาย ซึ่งที่ผ่านมาพบว่า ตำรวจมักไม่รับแจ้งความโดยให้เหตุผลว่าให้ลูกหนี้ไปชำระหนี้เพื่อยุติเรื่องด้วยตนเอง ซึ่งทางศูนย์ฯ ต้องอธิบายต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจถึงสิทธิที่ลูกหนี้จะได้รับความคุ้มครอง ศูนย์ ฯ ยังต้องให้คำปรึกษาแก่ลูกหนี้ที่มีความวิตก อับอาย และต้องการลาออกจากงานเพราะถูกประจานในที่ทำงาน และชี้แจงให้ทราบถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อลูกหนี้ได้ทราบสิทธิของตนเอง หาวิธีการแก้ไขและย้ำว่าลูกหนี้ต้องมีสิทธิใช้ชีวิตต่อไปอย่างปกติ และยังมีหน้าที่ต้องชำระหนี้ตามกฎหมาย ปัจจุบันคนไทยเป็นหนี้ครัวเรือนโดยเฉลี่ย 6.4 เท่าของรายได้ หรือประมาณ 110,133 บาทต่อครัวเรือน เฉพาะหนี้บัตรเครดิตสูงมากถึง 8,021,238 บัญชี มียอดหนี้รวมกันเป็นจำนวนกว่า 1.03 แสนล้านบาท "สาเหตุที่คนเป็นหนี้ ไม่ใช่เรื่องค่าครองชีพไม่เพียงพอ แต่เป็นเพราะไม่มีภูมิคุ้มกันบริโภคนิยม การอยู่ห้องเช่าขนาด 4 คูณ 6 เมตร แล้วมีโทรทัศน์ขนาด 29 นิ้ว หรือสเตอริโอราคา 25,000 บาท ไม่ใช่เรื่องจำเป็น แต่ผู้บริโภคขาดภูมิคุ้มกัน" น.ส. พจศนา ระบุ รายงานโดย : พิณผกา งามสม ศูนย์ข่าวประชาไท
['ข่าว', 'สิ่งแวดล้อม']
https://prachatai.com/print/127
2004-08-31 22:52
กัมพูชาเข้าWTO
พนมเปญ-31 ส.ค.47 สภาแห่งชาติกัมพูชาให้สัตยาบันเข้าเป็นสมาชิกใหม่ลำดับที่ 148 ขององค์การการค้าโลก (WTO) ในวันนี้ ก่อนกำหนดเส้นตายในเดือนกันยายนแบบเฉียดฉิว ตามกำหนดการเดิม สภาแห่งชาติกัมพูชาจะต้องรับรองร่างกฎหมายเข้าเป็นสมาชิกใหม่ของWTO ก่อนวันที่ 30 มีนาคม 2548 หลังได้รับการตอบรับจากที่ประชุมระดับรัฐมนตรี ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองแคนคูน ประเทศเม็กซิโก ตั้งแต่เมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว แต่เกิดสถานการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองในกัมพูชา ดำเนินสืบเนื่องมาจากการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 27 ก.ค. 2547 ส่งผลให้การผ่านร่างกฎหมายดังกล่าวล่าช้ากว่ากำหนด อย่างไรก็ตาม รัฐบาลได้ส่งหนังสือถึงสำนักเลขานุการองค์การการค้าโลก เมื่อวันที่ 26 มกราคม โดยขอร้องให้ดับเบิลยูทีโอยอมขยายกระบวนการให้สัตยาบันออกไปอีก 6 เดือน ซึ่งได้รับการเห็นชอบ ทั้งนี้ รัฐบาลกัมพูชาตั้งความหวังว่า การเข้าเป็นสมาชิกWTO จะช่วยดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศมากขึ้น ซึ่งถือว่าจำเป็นอย่างยิ่งต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของกัมพูชา รายงานโดย : ศูนย์ข่าวประชาไท
['ข่าว', 'สิ่งแวดล้อม']
https://prachatai.com/print/129
2004-08-31 22:56
ดึงนริศนั่งผอ.สศค.
กรุงเทพฯ-31 ส.ค.47 นายต่อพงศ์ ไชยสาส์น รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า คณะรัฐมนตรีได้รับทราบการแต่งตั้งนายไกรสีห์ กรรณสูต รองผู้ว่าการด้านนโยบายและแผน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย รวมถึงกรณีที่กระทรวงการคลังได้รับโอนนายนริศ ชัยสูตร อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.) และโยกย้ายนายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ อธิบดีกรมสรรพสามิต ไปดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมศุลกากร รายงานโดย : ศูนย์ข่าวประชาไท
['ข่าว', 'สิ่งแวดล้อม']
https://prachatai.com/print/132
2004-08-31 23:01
รัฐรวมศูนย์ข้อมูลจัดการน้ำ
กรุงเทพฯ-31 ส.ค.47 นายกร ทัพพะรังสี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการนำระบบสารสนเทศออนไลน์เพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับทรัพยากรน้ำในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ มาใช้บริหารจัดการน้ำ และการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม ทั้งนี้สถาบันสารสนเทศ ทรัพยากรน้ำ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จะเป็นผู้รวบรวมข้อมูลจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อประมวลผลไปยังกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรงในการบริหารจัดการน้ำต่อไป รัฐมนตรีฯ กระทรวงวิทยาศาสตร์เห็นว่า การบริหารจัดการด้วยระบบดังกล่าว จะเป็นผลดีในเชิงข้อมูลทั้งการเตือนภัยล่วงหน้า แจ้งไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งมีเจ้าภาพหลักในการรับผิดชอบชัดเจน โดยขณะนี้ จังหวัดจันทบุรี ได้นำระบบสารสนเทศออนไลน์ไปใช้เป็นจังหวัดนำร่องแล้ว รายงานโดย : ศูนย์ข่าวประชาไท
['ข่าว', 'สิ่งแวดล้อม']
https://prachatai.com/print/131
2004-08-31 22:59
ไล่เหมืองเวียงแหง
เชียงใหม่-31 ส.ค.47 นายณัฐนิติ วุฒิธรรมปัญญา ประธานเครือข่ายทรัพยากรลุ่มน้ำแม่แตงตอนบน แกนนำคัดค้านโครงการเหมืองถ่านหินเวียงแหง อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า ชาวบ้านเวียงแหงมีมติขับไล่พนักงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตที่เช่าบ้านพักอาศัยอยู่ในหมู่บ้านออกจากพื้นที่ รวมถึงชุมนุมขับไล่ทั้งโครงการฯ ออกจากพื้นที่ด้วย ทั้งนี้ชาวบ้านในอำเภอเวียงแหงมากกว่าหมื่นคนที่ไม่เห็นด้วยกับโครงการดังกล่าว และเห็นว่าโครงการเหมืองเวียงแหงจะก่อให้เกิดมลพิษซึ่งส่งผลกระทบต่อคนในพื้นที่ โดยเฉพาะกรณีของแม่เมาะซึ่งชาวบ้านได้ไปดูงานแล้วพบว่า โครงการเหมืองถ่านหินทำให้คุณภาพชีวิตคนในพื้นที่ลดลงและก่อมลภาวะอย่างมาก ส่วนกรณีที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ระบุว่า การศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม(EIA)แล้วเสร็จกว่าร้อยละ 90 นั้น นายณัฐนิติกล่าวว่า ชาวบ้านไม่เคยมีส่วนร่วมในการทำEIA ทั้งการจัดตั้งคณะอนุกรรมการศึกษาฯฯ ก็เป็นไปอย่างไม่โปร่งใส โดยทางกฟผ.ได้คัดเลือกแต่ผู้ที่เห็นด้วยกับโครงการเป็นอนุกรรมการฯ รายงานโดย : ศูนย์ข่าวประชาไท
['ข่าว', 'สิ่งแวดล้อม']
https://prachatai.com/print/135
2004-09-01 00:18
พิจารณ์น้ำเทิน2 ไม่มีข้อสรุป
กรุงเทพฯ - 31 ส.ค. 2547 การสัมมนาเชิงปฏิบัติการเกี่ยวกับการก่อสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำโครงการน้ำเทิน 2 ในลาวที่จัดโดยธนาคารโลก (World Bank) ที่สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (เอไอที) โดยมีฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายต่อต้านโครงการฯ ทั้งเจ้าหน้าที่รัฐบาล สื่อมวลชน นักอนุรักษ์ องค์กรเอกชนและสื่อมวลชน เข้าร่วม ถูกโจมตีอย่างหนัก ว่า มีความโน้มเอียงไปทางเจ้าของโครงการฯ องค์กรพัฒนาเอกชนและชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนในประเทศไทย อาทิ ชาวบ้านจากเขื่อนลำตะคอง ชาวบ้านเขื่อนปากมูล เครือข่ายทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมภาคอีสาน องค์กรพัฒนาเอกชน มูลนิธิเพื่อนช้าง ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ธนาคารโลกจัดการประชุมอีกครั้ง โดยระบุว่าการประชุมครั้งนี้เป็นไปโดยรวบรัดตัดความ ให้เวลาอภิปรายเพียงคนละ 2 นาที และยืนอยู่บนฐาน การตัดสินใจว่าจะสร้างเขื่อนอยู่แล้ว ทั้งไม่ให้ข้อมูลที่สำคัญและมากเพียงพอที่ผู้เข้าร่วมประชุมจะเข้าถึงและร่วมแสดงความคิดเห็นได้ เกรงว่า การประชุมครั้งนี้จะถูกนำไปใช้เป็นความชอบธรรมในการสร้างเขื่อนดังกล่าว แม้ว่าธนาคารโลกจะใช้ช่วงเวลานี้จัดเวทีเพื่อรับฟังความเห็นจากส่วนต่างๆ ก่อนตัดสินใจว่าจะค้ำประกันโครงการเขื่อนน้ำเทิน 2 ในประเทศลาวหรือไม่ แต่รัฐบาลไทยมีนโยบายที่ชัดเจนว่า จะซื้อไฟฟ้าจากโครงการน้ำเทิน-2 ซึ่งมีบริษัทของไทยเป็นผู้ร่วมลงทุนเรียบร้อยแล้ว นายวิฑูรย์ เพิ่มพงศาเจริญ สมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าว ว่าการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) คำนวณการใช้พลังงานไฟฟ้าของประเทศไทยในอีก 15 ปีผิดพลาดหลายประการเพราะใช้ข้อมูลที่ผิดพลาด ทำให้การคาดการณ์การใช้ไฟฟ้าสูงกว่าที่ควรจะเป็นถึง 6,290 เมกกะวัตต์ เทียบเท่ากำลังผลิตไฟฟ้าเขื่อนน้ำเทินถึง 6 เขื่อนทีเดียว นอกจากนั้นตัวเลขจีดีพี ซึ่งถูกนำมาคำนวณการใช้พลังงานปัจจุบันอยู่ต่ำกว่าตัวเลขของกฟผ.มาก แต่กฟผ.กลับไม่คำนวนความต้องการใช้ไฟฟ้าใหม่ ทั้งนโยบายของกระทรวงพลังงานประกาศออกมาแล้วว่าจะลดการใช้พลังงานลงโดยให้อัตราการใช้พลังงานกับจีดีพีเท่ากับ 1:1 แต่กฟผ.ไม่ได้ปฏิบัติตาม หลังจากนั้นตัวแทนการไฟฟ้าฝ่ายผลิต 3 คนมาชี้แจงและต่อว่านายวิฑูรย์ว่าไม่เข้าใจวิธีการคำนวณของการไฟฟ้าและนายวิฑูรย์ควรเสนอเรื่องนี้ต่อรัฐบาลไม่ใช่ในเวทีระดับชาติ และว่านายวิฑูรย์ใช้ข้อมูลที่ผิดพลาด ดร. สมบูรณ์ มะโนลม ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมและหัตถกรรมแห่งสปป.ลาว กล่าวกับ ประชาไท ว่า ขณะนี้ประเทศไทยได้ทำสัญญากับบริษัทน้ำเทิน 2 จำกัด เป็นที่เรียบร้อยแล้ว คงไม่มีการเปลี่ยนแปลงในสาระสำคัญ ทั้งนี้ลาวควรจะมีรายได้จากประเทศไทยบ้าง เพระปัจจุบันนี้ สินค้าในประเทศลาวส่วนใหญ่ก็มาจากไทยถึง 60-70 เปอร์เซ็นต์แล้ว ในส่วนความเห็นและความห่วงใยปัญหาจากการสร้างเขื่อนน้ำเทิน 2 นั้นตนยินดีรับฟัง และขอเชิญพี่น้องชาวไทยเข้าร่วมประชุมในประเด็นเดียวกันนี้ที่ประเทศลาว ซึ่งธนาคารโลกจะจัดขึ้นในวันที่ 24 กันยายน 2547 ในช่วงท้ายสุดของการประชุมดร. จุรี วิจิตรวาทการ ประธานศูนย์สาธารณประโยชน์และประชาสัมคม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์(นิด้า) ได้กล่าวสรุปการประชุมว่า ทางธนาคารโลกจะนำข้อเสนอและความคิดเห็นที่เกิดขึ้นในวันนี้ไปพิจารณาประกอบการตัดสินใจรวมถึงข้อมูลที่นายวิฑูรย์ได้แถลงในที่ประชุมด้วย อีกทั้งจะพยายามจัดการประชุมขึ้นในประเทศไทยอีกครั้งตามการเรียกร้องของภาคประชาชนไทยที่เข้าร่วมประชุมในวันนี้ รายงานโดย : ศูนย์ข่าวประชาไท
['ข่าว', 'สิ่งแวดล้อม']
https://prachatai.com/print/134
2004-08-31 23:51
ดันเกษตรยั่งยืนสร้างชุมชนทางเลือก
ประชาไท - 31 ส.ค.47 ผลวิจัยเกษตรกรรายย่อย ยืนยันวิถีแนวทางเกษตรยั่งยืน ระบุ ไม่ใช่แค่อาชีพแต่เป็นชีวิตและวัฒนธรรม ทั้งยังจะเป็นทางออกสำหรับภาคเกษตรกรรมของประเทศไทย "เกษตรกรรมยั่งยืนไม่ได้เกี่ยวกับการเกษตรอย่างเดียว แต่เชื่อมโยงกับทุกมิติของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม จากตัวอย่างที่คุยกันมาสองวันนั้นชัดเจนว่าเกษตรกรรมทางเลือกทำให้วิถีชีวิตและวัฒนธรรมแห่งการเกื้อxxxลกลับคืนมา ดังนั้นต้องยกระดับขึ้นเป็น ชุมชนทางเลือก หรือชีวิตทางเลือก ที่มีอยู่จริงและสามารถอยู่ได้จริง" นายชัชวาลย์ ทองดีเลิศ ผู้อำนวยการวิทยาลัยการจัดการทางสังคม(วจส.) กล่าว นายชัชวาลกล่าวถึง การยกระดับองค์ความรู้ที่ได้จากโครงการเกษตรกรรมยั่งยืนว่าจะต้องรวบรวมความรู้แล้วจัดตั้งเป็นสถาบันเพื่อให้ความรู้กับเกษตรกรในแต่ละท้องถิ่น จากนั้นเชื่อมโยงความรู้นอกกระแสนี้สู่การศึกษาในระบบ เพื่อยกระดับให้เกษตรกรรมยั่งยืนมีสถานะที่ชัดเจน รวมทั้งต้องเพิ่มการทำความเข้าใจกับสังคม เพื่อสุดท้ายจะนำไปสู่การผลักดันเชิงนโยบายให้เกษตรกรรมยั่งยืนเป็นทิศทางการพัฒนาใหญ่ของประเทศ นายวิทูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการองค์กรความหลากหลายทางชีวภาพและภูมิปัญญาไทย(ไบโอไทย) กล่าวถึงผลการวิจัยในหนังสือ "บทเรียนจากปฏิวัติเขียวสู่พันธุวิศวกรรม" ที่ศึกษาเรื่องปัญหาหนี้สินในภาคเกษตรพบว่า จากการสำรวจเกษตรกร 100 คน จากทุกภูมิภาคทั่วประเทศ ชาวบ้านเกือบ 90% ยังยืนยันว่าจะทำการเกษตรต่อไปแม้จะมีหนี้สินรุงรัง โดยให้เหตุผลว่าการเกษตรเป็นมากกว่าการประกอบอาชีพ แต่เป็นวัฒนธรรมและวิถีชีวิต และกว่า 70% บอกว่าอยากเปลี่ยนมาทำเกษตรยั่งยืน ทั้งที่ไม่ได้ใกล้ชิดกับกลุ่มเกษตรยั่งยืนแต่อย่างใด ถือเป็นสัญญาณชัดเจนว่า เกษตรกรรมยั่งยืนควรเป็นทางออกของภาคเกษตรในประเทศไทย "โครงการนี้ถือเป็นชัยชนะครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ ที่สามารถนำเสนอโครงการและบริหารจัดการโครงการโดยเกษตรกรเอง เรื่องนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แม้แต่ในประเทศข้างเคียงที่มีพื้นฐานการเกษตรเหมือนเรา" นายวิฑูรย์กล่าว นายบัณฑูรย์ เศรษฐศิโรฒน์ ผู้อำนวยการโครงการยุทธศาสตร์นโยบายทรัพยากร กล่าวว่า ในด้านกฎหมายเครือข่ายเกษตรกรสามารถผลักดันกฎเกณฑ์กติกาต่างๆ ที่ได้จากประสบการณ์การดำเนินโครงการให้เป็นกฎหมายท้องถิ่น ผ่านทางองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นต่างๆ เพื่อแปลงสิทธิชุมชนในกระดาษมาสู่ชีวิตจริง โดยไม่ต้องหวังพึ่งกฎหมายระดับชาติซึ่งยังไม่มีผลจริงจัง ด้านนางจงกลมณี วิทยารุ่งเรืองศรี ตัวแทนจากกระทรวงสาธารณสุขกล่าวว่า สามารถผลักดันโครงการนี้ต่อโดยเชื่อมโยงไปยังโครงการอื่นๆ ของรัฐ โดยเฉพาะโครงการฟู้ดเซฟตี้ ซึ่งทำได้ในหลายพื้นที่ ทั้งโรงพยาบาล โรงเรียน ตลาด ตลอดจนซูเปอร์มาเก็ตบางส่วนที่สนใจแนวทางนี้ โดยเกษตรกรอาจตั้งเป็นเครือข่ายของตนเองแล้วประสานกับองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อผลักดันแนวทางดังกล่าว รายงานโดย : ศูนย์ข่าวประชาไท
['ข่าว', 'สิ่งแวดล้อม']
https://prachatai.com/print/133
2004-08-31 23:41
ครม.เลี่ยงเปิดเสรีจีเอ็มโอ
ประชาไท-31 ส.ค. 47 ครม.เลี่ยงไม่พิจารณานโยบายเปิดเสรีจีเอ็มโอ แต่เสนอให้กระทรวงทรัพยากรฯ ร่างกม.ว่าด้วยความปลอดภัยทางชีวภาพให้เสร็จสิ้น พร้อมๆ กับทำความเข้าใจการเปิดเสรีจีเอ็มโอกับประชาชน แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)ได้พิจารณานโยบาย GMOs และมีมติให้ชะลอนโยบายของคณะกรรมการนโยบายเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ ที่ให้มีการปลูกและทดลองพืชจีเอ็มโอในไร่นาร่วมกับการปลูกพืชดั้งเดิม จนกว่าร่างกฎหมายว่าด้วยความปลอดภัยทางชีวภาพเสร็จสิ้น นายกร ทัพพะรังสี รัฐมนตรีว่ากระทรวงวิทยาศาสตร์กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงมติของคณะกรรมการนโยบายเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติใดๆ ทั้งสิ้น โดยที่ประชุมฯ ขอให้กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ดำเนินการชี้แจงให้ประชาชนรับทราบและสร้างความเข้าใจ เพราะเชื่อว่า เรื่องดังกล่าวมีการข้ามขั้นตอนในการทำประชาสัมพันธ์กับประชาชนทำให้เกิดความสับสนต่อสังคม "เรื่องนี้ถือว่า เป็นของเดิม เรื่องการทดลองพืชตัดต่อพันธุกรรม ไม่มีการพูดถึงในคณะรัฐมนตรี เรื่องนี้ไม่ได้พูดถึงเพราะไม่ใช่วาระที่เข้าสู่ที่ประชุมครม. มติที่เข้าครม.วันนี้ เป็นเพียงการนำผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายเทคโนฯ ที่นายกฯ เป็นประธาน และมีรัฐมนตรีเกี่ยวข้อง 5-6 กระ ทรวง รับทราบว่ามีมติอย่างไร เนื่องจากกระทรวงวิทย์ฯ เป็นแค่หนึ่งในหลายคณะทำงาน"นายกรระบุ ทั้งนี้ที่ประชุมฯ ให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมนำร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวกับความปลอดภัยด้านชีวภาพ (ไบโอเซฟตี้) มาใช้ให้เร็วที่สุด โดยขอให้นำข้อเสนอแนะของนายสุรเกียรติ เสถียรไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ที่แนะนำว่า กฎหมายไบโอเซฟตี้ ของประเทศไทยควรจะมีแนวทางเช่นใด ด้านนายอุบล อยู่หว้า มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน(ประเทศไทย) กล่าวว่า การที่นโยบายใหม่จีเอ็มโอไม่ผ่านมติครม.นั้นเนื่องจากมีกระแสคัดค้านจากหลายฝ่าย ทั้งเกษตรกร เอ็นจีโอ นักวิชาการ ผู้ส่งออก ตลอดจนตัวแทนจากโครงการพระราชดำริ ซึ่งถึงแม้ว่าจะมีการชะลอกระบวนการไว้ได้แต่ก็ยังน่าเป็นห่วงในระยะยาว "ประเด็นที่น่าเป็นห่วงมากคือ อาจจะมีการทำวิจัย GMOs ในพืชเศรษฐกิจอื่นอย่างลับๆในประเทศไทย เช่น แตงโม และข้าว ตามพื้นที่เพาะปลูกขนาดใหญ่ที่ทำเพื่อการค้า เพื่อทดลองว่าพืช GMOs สามารถต้านทานไวรัสตัวเดียวกันในพื้นที่อื่นได้หรือไม่ นโยบายนี้จึงไม่น่าจะหยุดง่ายๆ เพราะทิศทางผลประโยชน์นั้นชัดเจนอยู่แล้วว่าเป็นของบริษัทข้ามชาติและบริษัทขนาดใหญ่ในประเทศไทย ซึ่งอาจนำไปสู่การผลักดันกฎหมายสิทธิบัตรในประเทศไทยต่อไป " นายอุบล นายอุบล กล่าวด้วยว่ามีนักวิชาการเสนอให้ร้องเรียนกรณีที่นางวิไล ประสาทศรี หัวหน้าโครงการวิจัยมะละกอ GMOs สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตพื้นที่ 3 จังหวัดขอนแก่น ทำผิดจรรยาบรรณทางวิชาการ โดยหละหลวมในการทดลอง GMOs จนเกิดการปนเปื้อน ทั้งนี้เครือข่ายเกษตรกรรมยั่งยืนจะร่วมกับองค์กรอื่นๆตรวจสอบการปนเปื้อนของมะละกอแขกดำท่าพระซึ่งเกษตรกรได้รับเมล็ดพันธุ์มาจากมหาวิทยาลัยของแก่น ในพื้นที่ของอ.เมือง จ.ขอนแก่น และจ.ศรีษะเกษ ด้วยอีกทางหนึ่ง รายงานโดย : ศูนย์ข่าวประชาไท
['ข่าว', 'สิ่งแวดล้อม']
https://prachatai.com/print/136
2004-09-01 00:45
คำแถลงด่วนของเครือข่ายองค์กรภาคประชาชนต่อมติของคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับกรณีเรื่องจีเอ็มโอ
องค์กรความหลากหลายทางชีวภาพและภูมิปัญญาไทย เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก ภาคเหนือ เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก ภาคกลาง เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก ภาคใต้ เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก ภาคอีสาน สหพันธ์องค์กรผู้บริโภค ตามที่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีวันนี้ (31 ส.ค. 47) ได้พิจารณาเกี่ยวกับมติของคณะกรรมการนโยบายเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติซึ่ง เสนอให้มีการปลูกและทดสอบพืชจีเอ็มโอในระดับไร่นานั้น เครือข่ายองค์กรภาคประชาชนได้รับทราบผลการประชุมของคณะรัฐมนตรี ซึ่งได้ชะลอการตัดสินใจเกี่ยวกับการเปิดเสรีพืชจีเอ็มโอออกไป โดยให้มีการตั้งคณะกรรมการเพื่อให้มีการพิจารณาเกี่ยวกับข้อเสนอเรื่อง นโยบายจีเอ็มโอให้รอบคอบอีกครั้งหนึ่ง และให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติเร่งดำเนินการให้มีการร่างกฎหมายว่าด้วยความปลอดภัยทางชีวภาพให้แล้วเสร็จโดยเร็วนั้น องค์กรภาคประชาชนมีความเห็นต่อผลการประชุมดังกล่าว ดังต่อไปนี้ 1) คณะกรรมการที่ตั้งขึ้นมาดูแลเรื่องข้อเสนอนโยบายจีเอ็มโอและรวมทั้งกรรมการร่างกฏหมายที่ดูแลเกี่ยวกับเรื่องจีเอ็มโอ ต้องไม่อยู่ภายใต้การครอบงำของกลุ่มนักวิจัยจีเอ็มโอจากศูนย์พันธุวิศวกรรม และเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติเหมือนดังที่ผ่านมา เนื่องจาก ประการแรก จะทำให้เกิดปัญหาของผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะกลุ่มคนเหล่านี้ย่อมมีอคติที่จะไม่เลือกทางออกอื่นในการพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพ เช่น ต้องการส่งเสริมให้มีการเปิดเสรีจีเอ็มโอโดยไม่ได้หาแนวทางในการใช้เทคโนโลยีชีวภาพเพื่อพัฒนาเกษตรกรรมอินทรีย์ เป็นต้น ประการที่สอง กลุ่มนักวิจัยเหล่านี้ บางคนมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับบรรษัทข้ามชาติ เช่นร่วมมือกับบริษัทข้ามชาติในการตั้งสมาคมที่ส่งเสริมพืชจีเอ็มโอ ประการที่สาม มีนักวิทยาศาสตร์ระดับผู้บริหารบางคนในกลุ่มนี้ เป็นผู้ละเมิดมาตรการเรื่องความปลอดภัยทางชีวภาพเสียเอง เช่น กรณีการฝ่าฝืนนำเรื่องปลาจีเอ็มโอเรืองแสง เข้ามาภายในประเทศโดยไม่ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการว่าด้วยความปลอดภัยทางชีวภาพ เป็นต้น 2) องค์กรภาคประชาชน เรียกร้องให้มีการตั้งคณะกรรมการที่มีตัวแทนของประชาชนส่วนใหญ่ทุกกลุ่มอย่างแท้จริง เพื่อพิจารณาเกี่ยวกับนโยบายเรื่องจีเอ็มโอและร่างกฎหมาย โดยต้องมีตัวแทนที่มาจากองค์กรผู้บริโภคเครือข่ายเกษตรกรที่ทำเกษตรกรรมยั่งยืน ผู้ประกอบการด้านเกษตรกรรมอินทรีย์ และนักวิชาการอิสระอย่างน้อยกึ่งหนึ่งของคณะกรรมการดังกล่าว 3) ในระหว่างที่ดำเนินการเพื่อศึกษาทางเลือกในทางนโยบาย และกระบวนการร่างกฏหมายข้างต้นรัฐบาลต้องดำเนินการให้มีการจัดการแก้ไขการปนเปื้อนของพืชจีเอ็มโอที่มีการปล่อยปละละเลยให้มีการปลูกทดลองในระดับไร่นาโดยด่วน เพื่อปกป้องสิทธิเกษตรกร สิทธิผู้บริโภค ศักยภาพในการส่งออก และสุขภาพ/สิ่งแวดล้อมของประชาชน รายงานโดย : ศูนย์ข่าวประชาไท
['ข่าว', 'สิ่งแวดล้อม']
https://prachatai.com/print/137
2004-09-01 00:49
แฉ บ.ข้ามชาติชักใยเสรีจีเอ็มโอ
ประชาไท - 31 ส.ค.47 นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผอ.องค์กรความหลากหลายทางชีวภาพและภูมิปัญญาไทย (ไบโอไทย) กล่าวบนเวทีสัมมนาสรุปผลโครงการนำร่องฯ ของกลุ่มเกษตรกรรมยั่งยืนว่า จากงานวิจัยของตนที่กำลังจะตีพิมพ์พบว่า กระบวนการร่างแผนทางเลือก 3 ทางของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (ไบโอเทค) ที่นำเสนอนโยบายพันธุวิศวกรรมและความปลอดภัยทางชีวภาพแก่คณะกรรมการนโยบายเทคโนโลยีชีวภาพและความปลอดภัยแห่งชาติ จนมีมติเลือกแนวทางที่ 2 ให้ปลูกและทดลองในไร่นาได้นั้น ในส่วนของภาคเกษตรมีคณะกรรมทั้งสิ้น 45 คน 21 คนมากจากบริษัทเอกชน และ 10 คนในจำนวนนี้มาจากบริษัทข้ามชาติ โดยไม่มีตัวแทนจากเครือข่ายเกษตรกรที่เกี่ยวข้องแม้แต่คนเดียว "แผนนี้จึงเป็นการผลักดันจากบริษัทข้ามชาติโดยตรง ยังไม่นับรวมนักวิชาการ นักวิจัยของรัฐบางคนในจำนวนนี้ที่เรียนรู้และตอบรับแนวทางของบริษัทข้ามชาติอย่างเต็มที่" นายวิฑูรย์ระบุ รายงานโดย : ศูนย์ข่าวประชาไท
['ข่าว', 'สิ่งแวดล้อม']
https://prachatai.com/print/139
2004-09-01 01:08
ความเป็นมาของโครงการเขื่อนน้ำเทิน 2
โครงการเขื่อนน้ำเทิน 2 สร้างขึ้นขวางลำน้ำเทิน ซึ่งเป็นลำน้ำสาขาที่ไหลลงสู่แม่น้ำโขงในแขวงคำม่วน ห่างจากนครหลวงเวียงจันทน์ไปทางตะวันออกเฉียงใต้ 250 ก.ม. การสร้างเขื่อนจะเกิดอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่เป็นพื้นที่ราว 450 ตารางกม. ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อประชากรราว 5,700 คน ที่จะต้องถูกอพยพออกนอกอาณาบริเวณ โดยเมื่อแล้วเสร็จจะสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ถึง 1,080 เมกกะวัตต์ โครงการน้ำเทิน 2 ดำเนินการโดยบริษัท NTPC (Nam Theun 2 Power Co., Ltd) ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่างการไฟฟ้าฝรั่งเศส (Eletricite de France International) ที่ถือหุ้นใหญ่ 35% การไฟฟ้าลาวถือหุ้น 25% เท่ากันกับบริษัทผลิตไฟฟ้า (EGCO) ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไทย ที่เหลืออีก 15% เป็นหุ้นของบริษัทอิตาเลียน-ไทย (Italian-Thai Development Plc.) ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนของไทยเช่นเดียวกัน โครงการดังกล่าวต้องการการสนับสนุนจากธนาคารโลกเกี่ยวกับการค้ำประกันเงินกู้ ซึ่งธนาคารโลกจะต้องตัดสินใจเรื่องนี้ภายในเดือน พ.ค.2548 เพื่อให้โครงการได้เดินหน้าต่อไป ทางการลาวกล่าวว่าเขื่อนน้ำเทิน 2 มีความสำคัญอย่างมากต่อการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมของลาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งรายได้จากการขายกระแสไฟฟ้าให้กับไทยและเวียดนามนั้น เป็นรายได้หลักของประเทศ เขื่อนแห่งนี้ยังมีความสำคัญต่อประเทศไทย ที่พยายามลดการใช้น้ำมันในการผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้ใน 17 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ ทั้งถูกบรรจุอยู่ในแผนพัฒนากำลังไฟฟ้าของประเทศหรือPDP-2004 ซึ่งเพิ่งผ่านคณะรัฐมนตรีเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี โครงการดังกล่าวได้รับการต่อต้านจากกลุ่มองค์กรเอกชนอนุรักษ์สภาพแวดล้อมและคุ้มครองสัตว์ป่า โดยกลุ่มฯ ออกรณรงค์ชี้ให้เห็นผลกระทบต่อสัตว์ป่าหายากบางชนิด ซึ่งรวมทั้งช้างป่า เอเชียจำนวนหลายร้อยเชือกที่อาศัยและหากินอยู่ในธรรมชาติรอบๆ ลำน้ำเทิน บางกลุ่มเห็นว่าการสร้างเขื่อนจะทำให้สัตว์ป่าหายากเหล่านั้นสูญพันธุ์ไปในที่สุด รายงานโดย : ศูนย์ข่าวประชาไท
['ข่าว', 'สิ่งแวดล้อม']
https://prachatai.com/print/138
2004-09-01 01:04
แถลงการณ์เครือข่ายองค์กรพัฒนาเอกชนและประชาชนในลุ่มน้ำโขง
แถลงการณ์เครือข่ายองค์กรพัฒนาเอกชนและประชาชนในลุ่มน้ำโขงต่อการเข้าร่วมประชุมสัมมนทางเทคนิคเกี่ยวกับเรื่องเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำเทิน 2 วันที่ 31 สิงหาคม 2547 พวกข้าพเจ้าตามรายนามข้างล่างนี้ขอแสดงความเห็นและข้อเรียกร้องต่อธนาคารโลกซึ่งเป็นผู้จัดการสัมมนาทางเทคนิคประเด็นเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำน้ำเทิน 2 ดังต่อไปนี้ 1. เป็นที่ชัดเจนว่าการสัมนาครั้งนี้เป็นไปอย่างเร่งรีบ อีกทั้งไม่มีการส่งเอกสารสำคัญที่จำเป็นเกี่ยวกับประเด็นต่าง ๆ ที่เป็นภาษาไทยในประเด็นที่มีการอ้างอิงถึงในการสัมมนาครั้งนี้ให้ผู้เข้าร่วมก่อน ในเวลาอันสมควร อีกทั้งรายงานสรุปการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม และสังคมของโครงการฉบับวันที่ 26 กรกฎาคม 2547 มีข้อมูลเล็กน้อยเบาบางมาก ในประเด็นที่มีความสำคัญต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพูดถึงคุณค่าทางสิ่งแวดล้อม และคุณค่าทางสังคมมนุษย์ของพื้นที่และชุมชนในเขตสร้างเขื่อนไม่ชัดเจนโดยสิ้นเชิง การจัดสัมนาซึ่งผู้เข้าร่วมผู้มีความเป็นห่วงไม่มีโอกาสเข้าถึงข้อมูลที่สำคัญ จึงก่อให้เกิดความเป็นห่วงมากขึ้นว่า ฝ่ายที่ประสงค์จะให้มีการสร้างเขื่อนจะใช้การสัมมนาครั้งนี้ให้เป็นประโยชน์ต่อการสร้างมากกว่าจะนำความคิดเห็นไปประกอบการตัดสินใจว่าจะสร้างหรือไม่ 2. กระบวนการสัมมนาซึ่งมีลักษณะถาม - ตอบ โดยบริษัทผู้สร้างและธนาคารโลกพยายามตอบคำถามบนพื้นฐานของการตัดสินใจสร้างมาก่อนแล้ว และเนื่องจากไม่มีเอกสารและหลักฐานอ้างอิง จึงยากที่ผู้เข้ารวมสัมมนาจะสามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ ด้วยเหตุนี้การสัมมนาครั้งนี้จึงไม่สามารถขจัดความเป็นห่วงและสร้างความเชื่อถือเกี่ยวกับการรับประกันผลกระทบของโครงการได้ ถือได้ว่าล้มเหลวในเชิงกระบวนการการอธิบายและตอบคำถามทั้งในประเด็น เนื้อหา สาระ และการรับประกันประโยชน์ ทั้งที่ประชาชนไทยและประชาชนลาวจะได้รับ ดังนั้น เนื่องจากการประชุมครั้งนี้ ไม่สามารถหาข้อสรุปซึ่งเป็นเอกภาพร่วมกันได้ อันเกิดจากข้อจำกัดดังกล่าวข้างต้น พวกข้าพเจ้าจึงขอเรียกร้องให้ธนาคารโลกจัดการประชุมสาธารณะในประเทศไทยใหม่ เนื่องจากภาคประชาสังคมไทยมีฐานะเป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงจากโครงการเขื่อนน้ำเทิน 2 โดยให้มีกระบวนการจัดการประชุมที่โปร่งใส ให้โอกาสฝ่ายรัฐบาล ภาคประชาสังคมอย่างเท่าเทียม มีการเปิดเผยข้อมูลรายงานการศึกษาทั้งหมด รวมทั้งเรื่องเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมเป็นภาษาไทย และผู้เข้าร่วมการประชุมจะต้องได้รับข้อมูลไม่น้อยกว่า 6 สัปดาห์ และขอให้มีการดำเนินการเพื่อสนับสนุนให้ประชาชนลาวในพื้นที่โครงการได้มีโอกาสศึกษาดูงานจากบทเรียนกรณีกรสร้างเขื่อนในประเทศไทย และมีการแลกเปลี่ยนกับภาคประชาสังคมลาวโดยเร็วที่สุด ตามที่ได้มีการร้องขอในที่ประชุมวันนี้แล้ว ขอแสดงความนับถือ รายงานโดย : ศูนย์ข่าวประชาไท
['ข่าว', 'สิ่งแวดล้อม']
https://prachatai.com/print/140
2004-09-01 01:13
ชี้ผลร้ายทำซีทีสแกนเสี่ยงเป็นมะเร็ง
นิวยอร์ค-31 ส.ค.47 แพทย์สหรัฐฯ เตือนคน ห่วงสุขภาพโดยการทำซีทีสแกน เพื่อตรวจหาความผิดปรกติจากเนื้อร้ายเป็นประจำ เพิ่มโอกาสความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งในระดับใกล้เคียงกับผู้ที่รอดชีวิตจากฮิโรชิมา สำนักข่าวรอยเตอร์อ้างรายงานของวารสารเรดิโอโลจี ฉบับเดือนกันยายน ตีพิมพ์รายงานผลการศึกษาของนักวิทยาเนื้องอกจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ในนิวยอร์ค ประเทศสหรัฐอเมริกา ว่า การทำซีทีสแกนหรือการถ่ายภาพรังสีส่วนตัดโดยอาศัยคอมพิวเตอร์ทั่วร่างกาย จะสร้างความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งได้ ทั้งนี้รายงานดังกล่าวระบุว่า การทำซีทีสแกนเป็นวิธีการที่ผู้เข้ารับการตรวจจะต้องสัมผัสกับรังสีในระดับที่ใกล้เคียงกับผู้ที่รอดชีวิตจากเหตุระเบิดนิวเคลียร์ในฮิโรชิมาและนางาซากิ และเป็นกลุ่มที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเพิ่มขึ้น เดวิด เบรนเนอร์ นักวิทยาด้านเนื้องอก ที่ร่วมอยู่ในทีมวิจัยฯ กล่าวว่าปริมาณรังสีของผู้ที่เข้ารับการตรวจซีทีสแกนทั่วร่างกายเพียงครั้งเดียว มีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็ง น้อยกว่าผู้รอดชีวิตจากการทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ในญี่ปุ่น ที่ได้รับรังสีในปริมาณกลาง ๆ เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ทั้งนี้งานวิจัยดังกล่าวระบุว่า คนอายุ 45 ปีที่เข้ารับการตรวจทั่วร่างกายด้วยวิธีดังกล่าว 1 ครั้ง จะมีโอกาสเป็นมะเร็งประมาณ 0.08 เปอร์เซ็นต์ คิดเป็นสัดส่วน 1 ใน 1,200 คนที่สามารถเป็นมะเร็ง ส่วนคนอายุ 45 ปีที่เข้ารับการตรวจซีทีสแกนเป็นประจำทุกปีตลอด 30 ปี จะเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งประมาณ 1.9 เปอร์เซ็นต์ หรือจะระบุว่าเกือบ 1 ใน 50 คนที่มีโอกาสเป็นมะเร็งก็ได้ การทำซีทีสแกนยังเป็นปัจจัยเสริมในคนที่มีประวัติว่า มีคนในครอบครัวเป็นมะเร็ง หรือคนที่มีโอกาสเป็นมะเร็งสูงอยู่แล้วด้วย ทั้งนี้ การทำซีทีสแกนเป็นวิธีการตรวจหามะเร็งโดยผู้รับการตรวจต้องสัมผัสกับรังสีโดยตรง แต่กลับเป็นที่นิยม เนื่องจากให้ภาพที่คมชัดกว่าการเอ็กซเรย์ทั่วไปและการถ่ายภาพแบบเอ็มอาร์ไอสแกน ซึ่งไม่มีการปล่อยรังสีออกมาสัมผัสกับผู้เข้ารับการตรวจ รายงานโดย : ศูนย์ข่าวประชาไท
['ข่าว', 'สิ่งแวดล้อม']
https://prachatai.com/print/141
2004-09-01 01:20
เครือข่ายฯชุมนุมต้านเสรีจีเอ็มโอ
กรุงเทพฯ-31 ส.ค.47 เวลา 9.00 น. เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก สหพันธ์องค์กรผู้บริโภค กลุ่มศึกษาเขตการค้าเสรี(FTA WATCH) และชมรมผู้ประกอบการเกษตรอินทรีย์ไทย ประมาณ 100 คนเดินทางมาที่บริเวณทำเนียบรัฐบาลเพื่อคัดค้านการอนุญาตให้มีการปลูกและทดลองพืช GMOs ในระดับไร่นา นายบำรุง คะโยธา เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก ภาคอีสาน เป็นตัวแทนอ่านแถลงการณ์โดยระบุว่าตามที่นายกรัฐมนตรีในฐานะประธานกรรมการเทคโนโลยีชีวภาพได้เห็นชอบในการอนุญาตให้ปลูกพืช GMOs ในระดับไร่นา รวมถึงการอนุญาตให้มีการปลูกเพื่อการพาณิชย์ในประเทศไทยนั้น มีความไม่ชอบธรรม มีเงื่อนงำผลประโยชน์แอบแฝงและไม่ชอบธรรมเนื่องจากเป็นการรวบรัดตัดสินใจโดยนายกฯและบุคคลไม่กี่คน ปราศจากการมีส่วนร่วมของเกษตรกร ผู้บริโภค และองค์กรภาคประชาชนอื่นๆ ทั้งนี้เครือข่ายฯ ขอให้มีการออกกฎหมายว่าด้วยความปลอดภัยทางชีวภาพก่อนพิจารณาอนุญาตให้มีการปลูกทดลองพืช GMOs ในระดับไร่นา เนื่องจากในปัจจุบันประชาชนไม่มีความเชื่อมั่นในความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพราะพืชซึ่งปลูกอยู่ในแปลงกลับแพร่กระจายไปทั่วโดยบางกรณี เช่น มะละกอมีหลักฐานที่ชี้ว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐเองเป็นผู้แจกจ่ายเมล็ดพันธุ์ดังกล่าว นอกจากนี้ยังมีหลักฐานยืนยันชัดเจนว่าเป็นการผลักดันเพื่อผลประโยชน์ของบริษัทข้ามชาติจากการที่เข้ามากดดันรัฐบาลอย่างหนักภายใต้การจัดทำ FTA ไทย-สหรัฐซึ่งเกี่ยวพันและเอื้อประโยชน์กับบริษัทมอนซานโต้ ผู้ถือสิทธิบัตร GMOs รายใหญ่ของโลก ซึ่งคณะกรรมการนโยบายเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติได้ตอบสนองข้อเสนอของบริษัทมอนซานโต้อย่างต็มที่ในวันที่ 20 ส.ค.ที่ผ่านมา โดยบริษัทมอนซานโต้ยังได้สนับสนุนเงินทุนจัดตั้งสมาคมเพื่อโฆษณาเกี่ยวกับ GMOsก่อนที่จะมีการประชุมดังกล่าว "ที่ผ่านมาเราพบว่าเจ้าหน้าที่รัฐทำผิดในการทำให้มีการแพร่ขยายของพืช GMOs แต่ก็ยังไม่มีการจัดการใดๆในเรื่องนี้จึงคาดว่าปัจจุบันคงมีการแพร่กระจายไปมาก ซึ่งผ็ที่ได้รับผลกระทบหลักก็คือเกษตรกรและผู้บริโภค ดังนั้นเราจึงยืนยันว่าจะมาหน้าทำเนียบรัฐบาลจนกว่ารัฐบาลจะเปลี่ยนใจ" นายบำรุง กล่าว รายงานโดย : ศูนย์ข่าวประชาไท
['ข่าว', 'สิ่งแวดล้อม']