1.สมัยที่,2.เล่มที่,3.ข้อเท็จจริง,4.คำถาม ( Question ),5.คำตอบ ( Answer ),6.กฎหมาย,7.ข้อสังเกต,อื่นๆ 78,1,นายเอกและนายโทมาอาศัยนอนพักที่บ้านนายตรี คืนหนึ่งนายเอกละเมอหยิบปืนขึ้นมาเล็งจะยิงไปที่นายโท นายโทเข้าใจว่านายเอกจะฆ่าตน นายโทไวกว่า นายโทจึงหยิบปืนของตนยิงไปที่นายเอก กระสุนถูกนายเอก แต่นายเอกไม่ตายเพราะแพทย์ช่วยทัน ได้รับอันตรายสาหัสและกระสุนปืนดังกล่าวยังทะลุฝากั้นห้องไปถูกนายตรีถึงแก่ความตาย,ให้วินิจฉัยความรับผิดทางอาญาของนายเอกและนายโท,"คำตอบ ความรับผิดทางอาญาของนายเอกต่อนายโท การที่บุคคลจะต้องรับผิดในทางอาญาก็ต่อเมื่อได้กระทำโดยเจตนานั้น จะต้องมีการกระทำซึ่งเกิดจากการเคลื่อนไหวร่างกายโดยรู้สำนึกและอยู่ภายใต้บังคับของจิตใจ ตามปัญหานายเอกละเมอหยิบปืนขึ้นมาเล็งจะยิงไปที่นายโท การเคลื่อนไหวดังกล่าวโดยมิได้รู้สำนึกและอยู่ภายใต้บังคับของจิตใจนายเอก ถือว่าไม่มีการกระทำตามกฎหมาย นายเอกจึงไม่มีความรับผิดฐานพยายามฆ่าตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๒๘๘ ประกอบมาตรา ๘๐ (เทียบคำพิพากษาฎีกาที่ ๒๕๙๐/๒๕๖๒) ความรับผิดทางอาญาของนายโทต่อนายเอก นายโทยิงนายเอก แต่นายเอกไม่ตายเป็นการลงมือกระทำความผิดไปตลอดแล้ว แต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล ถือว่าการกระทำของนายโทครบองค์ประกอบความผิดฐานพยายามฆ่านายเอกแล้ว แต่นายโทยิงนายเอกเพราะเข้าใจว่านายเอกจะฆ่าตนนั้น นายโทกระทำไปโดยสำคัญผิดในข้อเท็จจริง ซึ่งถ้ามีอยู่จริงจะทำให้การกระทำไม่เป็นความผิด แม้ข้อเท็จจริงนั้นจะไม่มีอยู่จริง แต่นายโทสำคัญผิดว่ามีอยู่จริง การกระทำของนายโทย่อมไม่เป็นความผิด กล่าวคือความจริงนายเอกละเมอต้องถือว่าไม่มีการกระทำ จึงเป็นภยันตรายซึ่งมิได้เกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย แต่นายโทสำคัญผิดว่าเป็นภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย การที่นายโทยิงนายเอก นายโทย่อมไม่มีความผิดฐานพยายามฆ่านายเอกโดยเจตนา เพราะเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายโดยสำคัญผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๖๘ ประกอบมาตรา ๖๒ วรรคแรก ความรับผิดทางอาญาของนายโทต่อนายตรี การที่นายโทยิงนายเอกไม่เป็นความผิด เพราะเป็นการป้องกันโดยสำคัญผิด แล้วกระสุนปืนพลาดไปถูกนายตรีตาย เป็นการกระทำโดยเจตนาต่อบุคคลหนึ่ง แต่ผลของการกระทำเกิดแก่อีกบุคคลหนึ่งโดยพลาดไป ถือว่านายโทเจตนาฆ่านายตรีโดยพลาดไปด้วย ตามมาตรา ๖๐ ซึ่งก็ต้องถือว่าเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายโดยสำคัญผิด ไม่เป็นความผิดด้วยเช่นเดียวกัน เพราะเป็นผลสืบเนื่องมาจากการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายต่อนายเอก นายโทจึงไม่มีความรับผิดทางอาญาต่อนายตรีในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา เพราะเป็นการป้องกันโดยสำคัญผิดและพลาดไป ",อาญา,"ข้อสังเกต เมื่อนักศึกษาอ่านคำพิพากษาฎีกาที่ ๒๕๙๐/๒๕๖๒ ที่วินิจฉัยว่า จำเลยละเมอใช้มีดแทงผู้ตายจนถึงแก่ความตาย จำเลยกระทำโดยไม่รู้สำนึกในการกระทำ จำเลยไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๒๘๘ นักศึกษาต้องคิดต่อให้ได้ว่าถ้าฎีกานี้ออกข้อสอบจะออกได้ในประเด็นใดบ้าง กรณีคำถามข้อนี้คือนายโทซึ่งจะได้รับภยันตรายไม่รู้ว่านายเอกละเมอ จะอ้างป้องกันได้หรือไม่ คำตอบ คืออ้างได้เพราะเป็นการป้องกันโดยสำคัญผิด คำถามข้อนี้ถ้าเปลี่ยนข้อเท็จจริงเป็นนายโททราบว่านายเอกละเมอโดยไม่มีการสำคัญผิด นายโทไม่อาจอ้างป้องกันได้ เพราะการกระทำของนายเอก แม้จะเป็นภยันตราย แต่ก็มิได้เป็นภยันตรายที่เกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย อย่างไรก็ตาม นายโทอาจอ้างว่ากระทำผิดด้วยความจำเป็น เพื่อเป็นเหตุยกเว้นโทษได้ตามมาตรา ๖๗ (๒) หรือถ้าเปลี่ยนคำถามเป็นนายเอกละเมอยิงนายโท กระสุนไม่ถูกนายโทแต่กระสุนไปถูกนายสามตาย นายเอกไม่มีความผิดฐานพยายามฆ่านายโท และไม่มีความผิดฐานฆ่านายสามโดยพลาด เพราะการกระทำโดยพลาดต้องเป็นการกระทำโดยเจตนาต่อบุคคลหนึ่งแล้วผลไปเกิดกับอีกบุคคลหนึ่งโดยพลาดไปจะต้องเป็นการกระทำโดยเจตนา แต่การที่นายเอกละเมอไม่มีการกระทำซึ่งขาดองค์ประกอบภายนอกก็ไม่เป็นการกระทำโดยพลาดตามมาตรา ๖๐ นักศึกษาที่เรียนคำพิพากษาฎีกาต้องเรียนและวิเคราะห์ฎีกาต่อให้ได้ ไม่ใช่ท่องฎีกาอย่างเดียว คำถามข้อนี้แม้ในคำถามมีข้อเท็จจริงที่ว่า นายเอกได้รับอันตรายสาหัส แต่นักศึกษาอย่าตอบมาว่านายโททำร้ายเป็นเหตุให้นายเอกรับอันตรายสาหัสโดยไม่ต้องรับผิดเนื่องจากป้องกันโดยสำคัญผิด เพราะเรื่องนี้เป็นเจตนาฆ่ามาตั้งแต่แรก เมื่อไม่ตายก็ต้องเป็นพยายามฆ่า สำหรับลำดับในการวินิจฉัยข้อนี้ ควรวินิจฉัยความรับผิดทางอาญาของนายเอกก่อน เพื่อจะได้นำความรับผิดของนายเอกมาตอบในส่วนความรับผิดทางอาญาของนายโทการตอบจะเป็นลำดับไม่วกไปวนมา ", 78,1,เดิมนายหนึ่งและนายสองร่วมกันครอบครองที่ดินซึ่งมีทางออกสู่ทางสาธารณะ จำนวน ๓๐ ไร่ ตั้งแต่ก่อนออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓) ต่อมานายหนึ่งและนายสองแบ่งแยกที่ดินเป็นสองแปลง นายหนึ่งได้ที่ดินแปลง ๒๐ ไร่ แต่ที่ดินดังกล่าวไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ นายสองได้ที่ดิน ๑๐ ไร่ซึ่งมีทางออกสู่ทางสาธารณะ นายหนึ่งขอออก น.ส.๓ ในที่ดินตนเลขที่ ๒๕๘๐ ปีต่อมานายสองขอออก น.ส.๓ ในที่ดินของตนเลขที่ ๒๖๐๒ หากนายหนึ่งจะผ่านที่ดินของนายสองออกสู่ทางสาธารณะต้องทำทางยาว ๒๐๐ เมตร ที่ดินของนายหนึ่งดังกล่าวยังติดกับที่ดินของนายสามซึ่งมีทางออกสู่ทางสาธารณะ หากนายหนึ่งจะผ่านที่ดินของนายสามออกสู่ทางสาธารณะจะทำทางเพียง ๕๐ เมตร นายหนึ่งประสงค์จะทำทางออกสู่ทางสาธารณะผ่านที่ดินของนายสามโดยยินยอมจ่ายค่าใช้ทาง นายสามไม่ยินยอม,"ให้วินิจฉัยว่า นายหนึ่งจะฟ้องขอเปิดทางจำเป็นผ่านที่ดินของนายสามโดยยินยอมจ่ายค่าใช้ทาง ได้หรือไม่","คำตอบ ก่อนออก น.ส.๓ เลขที่ ๒๕๗๐ และเลขที่ ๒๖๐๒ ที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวเคยเป็นที่ดินแปลงเดียวกัน และมีการแบ่งแยกที่ดินตั้งแต่ยังเป็นที่ดินมือเปล่า ต่อมานายหนึ่งและนายสองนำที่ดินที่ตนครอบครองไปขอออก น.ส.๓ โดยทางราชการออก น.ส.๓ เลขที่ ๒๕๗๐ ให้แก่นายหนึ่งและปีต่อมาออก น.ส.๓ เลขที่ ๒๖๐๒ ให้แก่นายสอง ที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวจึงเป็นที่ดินคนละแปลงกัน และที่ดินของนายหนึ่ง ตาม น.ส.๓ เลขที่ ๒๕๗๐ ไม่ได้มีการแบ่งแยกหรือแบ่งโอนแล้วเป็นเหตุให้ที่ดินของนายหนึ่งไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะที่จะเรียกร้องเอาทางออกสู่ทางสาธารณะได้เฉพาะจากที่ดินของนายสองที่ได้แบ่งแยกกัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๕๐ แต่ที่ดินของนายหนึ่งมีที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ การที่นายหนึ่งจะออกสู่ทางสาธารณะได้จำเป็นต้องผ่านที่ดินของนายสามซึ่งเป็นทางที่มีระยะใกล้ทางสาธารณะที่สุด นายหนึ่งจึงมีสิทธิฟ้องขอให้เปิดทางในที่ดินของนายสามเป็นทางจำเป็นได้ แต่ที่และวิธีทำทางผ่านนั้นต้องเลือกให้พอควรแก่ความจำเป็นของนายหนึ่ง กับทั้งให้คำนึงถึงที่ดินที่ล้อมอยู่ให้เสียหายแต่น้อยที่สุดที่จะเป็นได้ ถ้าจำเป็นนายหนึ่งจะสร้างถนนเป็นทางผ่านก็ได้ โดยนายหนึ่งต้องใช้ค่าทดแทนให้แก่นายสามเจ้าของที่ดินที่ล้อมอยู่เพื่อความเสียหายอันเกิดแต่เหตุที่มีทางผ่านนั้นค่าทดแทนนั้นนอกจากค่าเสียหายเพราะสร้างถนน ท่านว่าจะกำหนดเป็นเงินรายปีก็ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๓๔๙ ฎีกาที่ ๘๐๐๓/๒๕๖๗ ก่อนออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓ ก.) เลขที่ ๒๕๗๐ และเลขที่ ๒๖๐๒ ที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวเคยเป็นที่ดินแปลงเดียวกันและเมื่อมีการแบ่งแยกเป็นที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวแล้วเป็นเหตุให้ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓ ก.) เลขที่ ๒๕๗๐ ของโจทก์ทั้งเจ็ดไม่มีทางอออกสู่ทางสาธารณะ แต่เมื่อข้อเท็จจริงที่รับกันฟังได้ว่าเดิมที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ทั้งสองแปลงดังกล่าวเป็นของ จ. บิดาโจทก์ทั้งเจ็ดกับ ป. ไม่มีหลักฐานการครอบครองที่ดินเป็นที่ดินมือเปล่า แต่มีการแบ่งแยกการครอบครองกันมาหลายสิบปีแล้ว ต่อมา จ. และ ป. นำที่ดินที่ตนครอบครองไปขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ โดยทางราชการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓ ก.) เลขที่ ๒๕๗๐ ให้แก่ จ. เมื่อปี ๒๕๒๒ และออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓ ก.) เลขที่ ๒๖๐๒ ให้แก่ ป. เมื่อปี ๒๕๒๓ ที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวจึงเป็นที่ดินคนละแปลงกัน และที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ด ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓ ก.) เลขที่ ๒๕๗๐ ไม่ได้มีการแบ่งแยกหรือแบ่งโอนแล้วเป็นเหตุให้ที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ดไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะตามนัยแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๕๐ แต่ที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ดมีที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ การที่โจทก์ทั้งเจ็ดจะออกสู่ทางสาธารณะได้จำเป็นต้องผ่านที่ดินของจำเลยทั้งสองตามทางพิพาทในแผนที่พิพาทซึ่งเป็นทางที่มีระยะใกล้ทางสาธารณะที่สุดและเป็นเส้นทางที่จะก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยทั้งสองน้อยที่สุดเนื่องจากเป็นการใช้เส้นทางผ่านที่ดินของจำเลยทั้งสองบริเวณแนวเขตที่ดินที่แบ่งเขตระหว่างที่ดินของจำเลยทั้งสอง ประกอบกับโจทก์ทั้งเจ็ดเคยใช้เส้นทางตามแผนที่พิพาทมาก่อนตั้งแต่ ปี ๒๕๕๓ ถึงปี ๒๕๖๐ ในการเข้าออกสู่ทางสาธารณะก่อนที่จำเลยทั้งสองจะปิดกั้น โจทก์ทั้งเจ็ดจึงมีสิทธิขอให้เปิดทางพิพาทตามแผนที่พิพาทเป็นทางจำเป็นได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๔๙",แพ่ง,"ข้อสังเกต การเขียนตอบกฎหมายแพ่งจะเขียนยากกว่ากฎหมายอาญา เพราะกฎหมายแพ่งไม่ได้มี องค์ประกอบชัดเจนเหมือนกับกฎหมายอาญา การจะเขียนตอบให้ดีต้องฝึกเขียนบ่อย ๆ จะเขียนได้ดีขึ้น โดยเฉพาะข้อนี้ผมตัดข้อเท็จจริงในฎีกาเรื่องเคยใช้ทางที่เป็นบริเวณแนวเขตออก นักศึกษาก็ต้องตอบหลักการของมาตรา ๑๓๔๙ มาให้ครบถ้วนด้วย สุดท้ายนี้ขอฝากนักศึกษาว่านอกจากการอ่านหนังสือและฟังคำบรรยายแล้ว นักศึกษาต้องฝึกเขียนตอบข้อสอบสม่ำเสมอเมื่อเข้าสอบจะได้เขียนตอบได้ดีเท่าที่เรามีความรู้ ", 78,2,เจ้าหน้าที่ตำรวจสายปราบปรามจับกุมนายหนึ่งและนายสองส่งมอบพนักงานสอบสวน ดำเนินคดีเกี่ยวกับการค้ายาเสพติด เจ้าพนักงานตำรวจจึงนำนายหนึ่งและนายสองไปควบคุมตัวไว้ที่ห้อง ควบคุมผู้ต้องหาในสถานีตำรวจเพื่อรอพนักงานสอบสวนทำการสอบสวนตามกฎหมาย โดยมีสิบตำรวจตรี สามได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชาให้อยู่เวรเฝ้าห้องควบคุมผู้ต้องหาเพื่อดูแลความปลอดภัยผู้ต้องหา ในวันดังกล่าว ซึ่งห้องทำงานของผู้ควบคุมอยู่หน้าห้องควบคุมผู้ต้องหา เมื่อสิบตำรวจตรีสามใส่กุญแจห้อง ควบคุมโดยนายหนึ่งและนายสองอยู่ภายในแล้วสิบตำรวจตรีสามก็ออกจากสถานีตำรวจไปเที่ยวห้างสรรพสินค้า เพราะนัดกับแฟนไว้ทั้งที่ยังไม่ออกเวร ต่อมาไฟฟ้าลัดวงจรจนเกิดเหตุเพลิงไหม้ในสถานีตำรวจและลุกลาม ไปยังห้องควบคุมผู้ต้องหาในสถานีตำรวจ นายหนึ่งและนายสองตะโกนร้องขอความช่วยเหลือเป็นเวลานาน จึงมีพลเมืองดีเอาขวานมาฟันกุญแจออกและช่วยพานายหนึ่งออกไปได้โดยปลอดภัย เมื่อจะเข้าไปช่วย นายสองปรากฏว่าไฟลุกโหมแรงมากจนไม่อาจเข้าไปช่วย นายสองถูกไฟคลอกตาย,ให้วินิจฉัยว่า สิบตำรวจตรีสามมีความผิดต่อนายหนึ่งและนายสองหรือไม่เพียงใด,"คำตอบ การที่สิบตำรวจตรีสามได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชาให้อยู่เวรเฝ้าห้องควบคุม ผู้ต้องหา สิบตำรวจตรีสามมีหน้าที่โดยตรงในการควบคุมและดูแลความปลอดภัยของผู้ต้องหาที่ถูก ควบคุมอยู่ แต่สิบตำรวจตรีสามออกจากสถานีตำรวจไปเที่ยวทั้งที่ยังไม่ออกเวร เป็นการไม่อยู่ปฏิบัติ หน้าที่โดยปราศจากเหตุอันสมควร จึงเป็นการกระทำโดยงดเว้นการที่จักต้องกระทำเพื่อป้องกันผล คืออันตรายที่อาจเกิดขึ้นแก่ชีวิตของนายสอง การไม่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวของสิบตำรวจตรีสาม จึงถือว่าเป็นการกระทำโดยงดเว้นตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๕๙ วรรคท้ายแล้ว การไม่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวของสิบตำรวจตรีสามเป็นการกระทำโดยปราศจากความระมัด ระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นจักต้องมีตามภาวะวิสัยและพฤติการณ์และสิบตำรวจตรีสามอาจ ใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่ การกระทำของสิบตำรวจตรีสามจึงเป็น การกระทำโดยประมาทตามมาตรา ๕๙ วรรคสี่ แม้มีเหตุเพลิงไหม้ทำให้เกิดผลคือความตายของนายสองด้วย แต่ก็ไม่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่าง การกระทำโดยประมาทของสิบตำรวจตรีสามและผลคือความตายของนายสองขาดตอนลง เพราะถ้า สิบตำรวจตรีสามอยู่ปฏิบัติหน้าที่ สิบตำรวจตรีสามย่อมช่วยเหลือนายสองได้ทัน และนายสองจะ ไม่ถึงแก่ความตาย เนื่องจากสิบตำรวจตรีสามมีหน้าที่ทำงานอยู่หน้าห้องควบคุม ต้องถือว่าความตาย ของนายสองเป็นผลโดยตรงจากการกระทำโดยประมาทของสิบตำรวจตรีสาม และเหตุไฟไหม้ก็เป็น เหตุแทรกแซงที่วิญญูชนย่อมคาดหมายได้ สิบตำรวจตรีสามจึงต้องรับผิดในผลคือความตายของ นายสอง สิบตำรวจตรีสามจึงมีความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้นายสองถึงแก่ความตาย (ฎีกาที่ ๗๕๘๑/๒๕๖๑) สำหรับความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานละเว้นจากการปฏิบัติหน้าที่เพื่อให้บุคคลอื่นได้รับความ เสียหายตามมาตรา ๑๕๗ นั้น การกระทำจะครบองค์ประกอบความผิดในฐานนี้จะต้องมีเจตนาพิเศษ เพื่อให้บุคคลอื่นได้รับความเสียหายโดยตรง การจะถือว่ามีเจตนาพิเศษจะมีได้เฉพาะกรณีกระทำ โดยมีเจตนาประสงค์ต่อผลเท่านั้น การกระทำโดยประมาทถือว่าไม่มีเจตนาพิเศษ เมื่อการกระทำสิบตำรวจตรีสามเป็นเพียงการกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับความเสียหายซึ่งก็คือนายสอง ถึงแก่ความตาย สิบตำรวจตรีสามไม่มีเจตนาพิเศษเพื่อให้บุคคลอื่นได้รับความเสียหาย สิบตำรวจ ตรีสามจึงไม่มีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานละเว้นจากการปฏิบัติหน้าที่เพื่อให้บุคคลอื่นได้รับความ เสียหายตามมาตรา ๑๕๗ (เทียบฎีกาที่ ๑๒๔๐/๒๕๐๔ ประชุมใหญ่) แม้สิบตำรวจตรีสามจะมีความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้นายสองถึงแก่ความตาย ซึ่งต้องถือว่าเป็นการกระทำโดยประมาทต่อนายหนึ่งด้วย แต่การที่พลเมืองดีช่วยนายหนึ่งจนปลอดภัย สิบตำรวจตรีสามจึงไม่มีความรับผิดทางอาญาต่อนายหนึ่งฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่น ถึงแก่ความตาย เพราะการกระทำโดยประมาทของสิบตำรวจตรีสามมิได้เกิดผลต่อนายหนึ่ง นอกจาก นี้การกระทำของสิบตำรวจตรีสามยังไม่เป็นการพยายามกระทำความผิดต่อนายหนึ่งอีกด้วย เพราะ การกระทำโดยประมาทไม่มีการพยายามกระทำความผิด เนื่องจากการพยายามกระทำความผิดมีได้ เฉพาะการกระทำโดยเจตนา ",อาญา,"ข้อสังเกต คำพิพากษาฎีกาตามคำถามข้อนี้ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗, ๒๘๘ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ ความผิดฐานอื่นให้ยก โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๑ ความผิดฐานอื่นให้ยก จำเลยฎีกา โดยโจทก์มิได้ฎีกา การที่ ศาลอุทธรณ์ตัดสินว่าจำเลยไม่ผิดมาตรา ๑๕๗ โจทก์ไม่ฎีกา ฎีกา ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยเพียงประเด็นตามมาตรา ๒๙๑ โดยศาลฎีกามิได้วินิจฉัยความผิดตามมาตรา ๑๕๗ เพราะคดีนี้ไม่มีประเด็นขึ้นมาศาลฎีกาในความผิด มาตรา ๑๕๗ หากนำข้อเท็จจริงนี้มาอออกข้อสอบผู้ช่วยผู้พิพากษาแล้วถามว่ามีความผิดฐานใดหรือไม่ เพียงใด ธงคำตอบอาจจะต้องตอบถึงมาตรา ๑๕๗ ด้วยซึ่งยุติไปในชั้นศาลอุทธรณ์ซึ่งก็เคยมีคำพิพากษา ฎีกา ๑๒๔๐/๒๕๐๔ ประชุมใหญ่ วินิจฉัยว่า มาตรา ๒๒๘ บัญญัติว่า “ผู้ใดกระทำด้วยประการใด ๆ เพื่อให้เกิดอุทกภัย....ถ้าการกระทำนั้นน่าจะเป็นอันตรายแก่บุคคลอื่นหรือทรัพย์ของผู้อื่น...... ศาลฎีกา โดยที่ประชุมใหญ่เห็นว่า เพื่อให้เกิดอุทกภัยตามมาตรานี้ จำเลยจะต้องมีเจตนาให้เกิดอุทกภัยโดยตรง จะยกเอาการเล็งเห็นผลของการกระทำตามมาตรา ๕๙ วรรคสอง มาใช้ไม่ได้ ซึ่งศาลอุทธรณ์คงวินิจฉัยตาม บรรทัดฐานฎีกานี้ ก็คือเจตนาพิเศษจะมีได้ เฉพาะกรณีจำเลยจะต้องมีเจตนาให้เกิดอุทกภัยโดยตรง จะยก เอาการเล็งเห็นผลของการกระทำตามมาตรา ๕๙ วรรคสอง มาใช้กับเจตนาพิเศษไม่ได้ เมื่อเล็งเห็นผลถือว่า ไม่มีเจตนาพิเศษ ประมาทก็ต้องถือว่าไม่มีเจตนาพิเศษ เพราะเจตนาพิเศษมีได้เฉพาะเจตนาประสงค์ต่อผล เท่านั้น ตามฎีกานี้มี ๓ ประเด็น ๑. เป็นการกระทำโดยงดเว้น เพราะจำเลยมีหน้าที่โดยตรง ๒. เป็นการ กระทำโดยประมาท ๓. ความตายของผู้ตายเป็นผลโดยตรงจากการกระทำโดยประมาทของจำเลย อ่านฎีกา แล้วต้องตอบให้ครบ ๓ ประเด็น การที่คำถามเพิ่มนายหนึ่งมาก็ต้องการถามว่า ประมาทไม่มีพยายามเพราะ นายหนึ่งไม่ตาย และเพิ่มมาตรา ๑๕๗ ที่ยุติในชั้นอุทธรณ์ไปแล้ว ถ้าตอบมาเพียงว่าจำเลยกระทำ โดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย จะได้ไม่เกิน ๓ คะแนน นี่คือการเรียนและการอ่านฎีกาอย่าง เข้าใจ โดยวิเคราะห์ปัญหาตามโครงสร้างความรับผิดทางอาญาซึ่งคำตอบข้อนี้วินิจฉัยไว้ครบ อยู่ที่นักศึกษา จะอ่านแล้ววิเคราะห์ปัญหาได้ครบหรือไม่ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๕๘๑/๒๕๖๑ การที่จำเลยมีหน้าที่โดยตรงในการควบคุมและดูแลความ ปลอดภัยของผู้ต้องหา แต่ไม่อยู่ปฏิบัติหน้าที่โดยปราศจากเหตุอันสมควร จึงเป็นการกระทำโดยงดเว้นการที่จักต้องกระทำเพื่อป้องกันผลคือ อันตรายที่อาจเกิดขึ้นแก่ชีวิตของผู้ตาย เมื่อจำเลยกระทำโดยปราศจาก ความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นจักต้องมีตามภาวะวิสัยและพฤติการณ์และจำเลยอาจใช้ความ ระมัดระวังเช่นว่านั้นได้แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำโดยประมาท แม้มี เหตุเพลิงไหม้ทำให้เกิดผลคือความตายของผู้ตายด้วย ก็ไม่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำโดยประมาท ของจำเลยและผลคือความตายของผู้ตายขาดตอนลง เพราะถ้าจำเลยอยู่ปฏิบัติหน้าที่ย่อมช่วยเหลือผู้ตาย ได้ทันเนื่องจากห้องทำงานของจำเลยอยู่หน้าห้องขังเยาวชนและติดกับห้องขังหญิง ความตายของผู้ตาย จึงเป็นผลโดยตรงจากการกระทำโดยประมาทของจำเลย คำพิพากษาฎีกา ๑๒๔๐/๒๕๐๔ (ประชุมใหญ่) มาตรา ๒๒๘ บัญญัติว่า “ผู้ใดกระทำด้วย ประการใด ๆ เพื่อให้เกิดอุทกภัย ถ้าการกระทำนั้นน่าจะเป็นอันตรายแก่บุคคลอื่นหรือทรัพย์ของ ผู้อื่น ..... เห็นว่า เพื่อให้เกิดอุทกภัยตามมาตรานี้ จำเลยจะต้องมีเจตนาให้เกิดอุทกภัยโดยตรง จะยก เอาการเล็งเห็นผลของการกระทำตามมาตรา ๕๙ วรรคสอง มาใช้ไม่ได้", 78,2,นายดำทำพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองโดยถูกต้องเมื่อวันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘ ยกทรัพย์สินทั้งหมดที่ทำมาหาได้ร่วมกันที่มีชื่อนายดำเป็นเจ้าของบัญชีเงินฝากธนาคาร ๒๐ ล้านบาท ให้แก่นางแดงคู่สมรสโดยชอบด้วยกฎหมาย ต่อมาวันที่ ๑๔ เมษายน ๒๕๖๘ นายดำทราบมาว่านางแดงแอบไปมีเพศสัมพันธ์กับชายอื่น นายดำเปลี่ยนใจยกทรัพย์สินทั้งหมดที่ทำมาหาได้ร่วมกันที่มีชื่อนายดำเป็นเจ้าของบัญชีเงินฝากธนาคาร ๒๐ ล้านบาท ให้แก่นายเขียวน้องชาย นายดำจึงพิมพ์ข้อความตอนบนตรงกลางมีหัวข้อพิมพ์ว่า หนังสือพินัยกรรม จากนั้นมีการพิมพ์ตัวหนังสือแล้วเว้นช่องว่างให้ผู้ทำพินัยกรรมเขียนหรือกรอกข้อความเกี่ยวกับสถานที่ วัน เดือน ปี ที่ทำพินัยกรรม ชื่อ ที่อยู่ของนายดำ และความประสงค์ในการยกทรัพย์สินทั้งหมดที่ทำมาหาได้ร่วมกันที่มีชื่อนายดำเป็นเจ้าของบัญชีเงินฝากธนาคาร ๒๐ ล้านบาท ให้แก่นายเขียว ซึ่งตามเอกสารปรากฎว่านายดำได้เขียนรายละเอียดดังกล่าวด้วยลายมือ จากนั้นตอนท้ายมีข้อความพิมพ์ด้วยตัวพิมพ์สรุปได้ว่า นายดำได้พิมพ์ข้อความที่เป็นตัวพิมพ์ โดยได้อ่านเข้าใจข้อความที่เป็นตัวพิมพ์ทั้งหมดเห็นว่าถูกต้องตามเจตนาทุกประการ โดยไม่มีผู้ใดข่มขู่ จึงได้เขียนข้อความที่เป็นตัวกลางลงในหนังสือพินัยกรรมฉบับนี้ด้วยตนเองขณะที่มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ทุกประการ นายดำสมัครใจทำหนังสือนี้เอง ปราศจากบุคคคลอื่นใดข่มขู่หรือทำโดยสำคัญผิด หรือถูกฉ้อฉลแต่อย่างใด โดยได้ทำหนังสือพินัยกรรมนี้ขึ้นไว้ ๔ ฉบับ มีข้อความถูกต้องตรงกันและเก็บรักษาไว้ที่นายเขียว โดยลงลายมือชื่อนายดำไว้ในช่องที่พิมพ์ว่า ผู้ทำพินัยกรรม และผู้พิมพ์/ผู้เขียน ต่อมาเมื่อวันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๖๘ นายดำถึงแก่ความตาย,ให้วินิจฉัยว่า เงินฝากธนาคาร ๒๐ ล้านบาทในชื่อของนายดำจะตกแก่ผู้ใด,"คำตอบ เมื่อวันที่ ๑๔ เมษายน ๒๕๖๘ นายดำพิมพ์และเขียนพินัยกรรมเขียนหรือกรอกข้อความ เกี่ยวกับสถานที่ วัน เดือน ปี ที่ทำพินัยกรรม ชื่อ ที่อยู่ของนายดำ และความประสงค์ในการยกทรัพย์สินทั้งหมดที่ทำมาหาได้ร่วมกันที่มีชื่อนายดำเป็นเจ้าของบัญชีเงินฝากธนาคาร ๒๐ ล้านบาท ให้แก่นายเขียว โดยลงลายมือชื่อนายดำไว้ในช่องที่พิมพ์ว่า ผู้ทำพินัยกรรม และผู้พิมพ์เขียน จึงมีลักษณะเป็นคำสั่งสุดท้ายที่ผู้ตายแสดงเจตนากำหนดการเผื่อตาย ในเรื่องทรัพย์สินของตนไว้โดยต้องการยกให้แก่บุคคลตามที่ระบุไว้ อันจะเกิดเป็นผลบังคับได้ตามกฎหมายเมื่อตนตายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๔๖ และ ๑๖๔๗ จึงเป็นพินัยกรรม แม้ข้อความบางส่วนจะเป็นการพิมพ์ แต่ก็มีการเขียนส่วนที่เป็นสาระสำคัญ จึงเข้าลักษณะเป็นพินัยกรรมแบบเอกสารเขียนเองทั้งฉบับตามมาตรา ๑๖๕๗ แม้พินัยกรรมฉบับลงวันที่ ๑๔ เมษายน ๒๕๖๘ ของนายดำยกเงินฝากธนาคารที่เป็นมรดกให้แก่นายเขียวซึ่งขัดกับพินัยกรรมฉบับลงวันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘ ซึ่งเป็นพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง แต่นายดำผู้ทำพินัยกรรมจะเพิกถอนพินัยกรรมของตนทั้งหมดในเวลาใดก็ได้ตามมาตรา ๑๖๙๓ โดยการจะเพิกถอนพินัยกรรมฉบับก่อนเสียทั้งหมดด้วยการทำพินัยกรรมฉบับหลัง การเพิกถอนจะสมบูรณ์ต่อเมื่อพินัยกรรมฉบับหลังนั้นได้ทำตามแบบใดแบบหนึ่งที่กฎหมายบัญญัติไว้ตามมาตรา ๑๖๙๔ เมื่อพินัยกรรมฉบับลงวันที่ ๑๔ เมษายน ๒๕๖๘ ของนายดำยกเงินฝากธนาคารที่เป็นมรดกให้แก่นายเขียวสมบูรณ์เป็นพินัยกรรมแบบเอกสารเขียนเองทั้งฉบับดังที่วินิจฉัยมาแล้ว จึงมีผลเป็นการเพิกถอนพินัยกรรมฉบับที่ยกเงินฝากธนาคารที่เป็นมรดกให้แก่นางแดง ทรัพย์มรดกของนายดำจึงตกแก่นายเขียว การที่นายดำและนางแดงเป็นคู่สมรสกันเมื่อทำมาหาได้เงิน ๒๐ ล้านบาท แม้จะมีชื่อนายดำเพียงคนเดียวแต่ก็เป็นทรัพย์สินที่คู่สมรสได้มาระหว่างสมรส ย่อมเป็นสินสมรสระหว่างนายดำและนางแดงคนละครึ่งตามมาตรา ๑๔๗๔ (๑) นางแดงมีสิทธิในเงินฝากจำนวน ๑๐ ล้านบาทในฐานะเป็นสินสมรส นายดำคู่สมรสไม่มีอำนาจทำพินัยกรรมยกสินสมรสที่เกินกว่าส่วนของตนให้แก่บุคคลใดได้ ตามมาตรา ๑๔๘๑ นายดำมีสิทธิทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกดังกล่าวให้แก่ผู้รับพินัยกรรมเพียง ๑๐ ล้านบาท ไม่อาจทำพินัยกรรมยกสินสมรสของนางแดงให้แก่นายเขียว พินัยกรรมที่นายแดงทำจึงมีผลเพียงทรัพย์มรดกของตน ๑๐ ล้านบาท เงินฝากธนาคาร ๒๐ ล้านบาท ในชื่อของนายดำจะตกแก่นางแดง ๑๐ ล้านบาทในฐานะเป็นสินสมรส และตกเป็นของนายเขียว ๑๐ ล้านบาทในฐานะผู้รับพินัยกรรม คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๐๔๔/๒๕๖๗ แม้เอกสารหมาย ค.๔ จะมีข้อความบางตอนเป็นตัวพิมพ์ โดยตอนบนตรงกลางมีหัวข้อพิมพ์ว่า หนังสือพินัยกรรม จากนั้นมีการพิมพ์ตัวหนังสือแล้วเว้นช่องว่างให้ ผู้ทำพินัยกรรมเขียนหรือกรอกข้อความเกี่ยวกับสถานที่ วัน เดือน ปี ที่ทำพินัยกรรม ชื่อ ที่อยู่ของผู้ทำ พินัยกรรม และความประสงค์ในการจัดการทรัพย์สิน ซึ่งตามเอกสารปรากฎว่าผู้ตายได้เขียนรายละเอียด ดังกล่าวด้วยลายมือ จากนั้นตอนท้ายมีข้อความพิมพ์ด้วยตัวพิมพ์สรุปได้ว่า ผู้ตายได้พิมพ์ข้อความที่เป็นตัวพิมพ์ โดยได้อ่านเข้าใจข้อความที่เป็นตัวพิมพ์ทั้งหมดเห็นว่าถูกต้องตามเจตนาทุกประการ โดยไม่มีผู้ใดข่มขู่ จึงได้เขียนข้อความที่เป็นตัวกลางลงในหนังสือพินัยกรรมฉบับนี้ด้วยตนเองขณะที่มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ทุกประการ ผู้ตายสมัครใจทำหนังสือนี้เอง ปราศจากบุคคลอื่นใดข่มขู่ หรือทำโดยสำคัญผิด หรือถูกฉ้อฉลแต่อย่างใด โดยได้ทำหนังสือพินัยกรรมนี้ขึ้นไว้ ๔ ฉบับ มีข้อความถูกต้องตรงกันและเก็บรักษาไว้ที่ผู้คัดค้าน และมีลายมือชื่อผู้ตายลงไว้ในช่องที่พิมพ์ว่า ผู้ทำพินัยกรรม และผู้พิมพ์/ผู้เขียน เอกสารหมาย ค.๔ จึงมีลักษณะเป็นคำสั่งสุดท้ายที่ผู้ตายแสดงเจตนากำหนดการเผื่อตาย ในเรื่องทรัพย์สินของตนไว้ โดยต้องการยกให้แก่บุคคลต่าง ๆ ตามที่ระบุไว้ อันจะเกิดเป็นผลบังคับได้ตามกฎหมายเมื่อตนตายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๔๖ และ ๑๖๔๗ จึงเป็นพินัยกรรมและเข้าลักษณะเป็นพินัยกรรมแบบเอกสารเขียนเองทั้งฉบับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๕๗",แพ่ง,, 78,3,"นายหนึ่งตกลงหย่ากับนางสอง โดยทำบันทึกข้อตกลงว่า นายหนึ่งจะแบ่งค่าเช่าบ้านเลขที่ ๑ และบ้านเลขที่ ๒ ซึ่งมีชื่อนายหนึ่งเป็นเจ้าของและให้เช่า (ซึ่งบ้านและที่ดินอยู่ติดแม่น้ำกก จังหวัดเชียงราย)ให้แก่นางสองครึ่งหนึ่งจนกว่านางสองจะถึงแก่ความตาย ต่อมาน้ำป่าพัดที่ดินและบ้านเลขที่ ๑ พังลงแม่น้ำกกนายหนึ่งจึงไม่ได้รับค่าเช่าอีกต่อไป และนายหนึ่งขายบ้านเลขที่ ๒ ให้แก่บุคคลภายนอกจึงไม่ได้ค่าเช่าอีกต่อไปและนายหนึ่งเช่ารถยนต์จากนายสามตกลงจะคืนให้แก่นายสามวันที่ ๓ มกราคม ๒๕๖๘ แต่นายหนึ่งจะไปเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ในวันที่ ๕ จึงไม่นำรถยนต์ไปคืนนายสามตามกำหนด ตั้งใจว่าวันที่ ๕ ไปเที่ยวกลับมาถึงจะนำรถยนต์ไปคืน แต่ในคืนวันที่ ๔ มกราคม ๒๕๖๘ นายสี่ขับรถสิบล้อโดยประมาทพุ่งเข้ามาในบ้านนายหนึ่งชนรถยนต์ที่นายหนึ่งเช่ามาเสียหายทั้งคัน",ให้วินิจฉัยว่า นางสองจะเรียกค่าเสียหายจากการที่ตนไม่ได้รับส่วนแบ่งค่าเช่าจากนายหนึ่งจากบ้าน ทั้งสองหลังได้หรือไม่ และนายสามจะเรียกค่าเสียหายจากการที่รถยนต์พังทั้งคันจากนายหนึ่งได้หรือไม่,"คำตอบ นายหนึ่งตกลงแบ่งค่าเช่าบ้านเลขที่ ๑ และบ้านเลขที่ ๒ ให้แก่นางสองครึ่งหนึ่ง การที่น้ำป่าพัดที่ดินและบ้านเลขที่ ๑ พังลงแม่น้ำกก เมื่อไม่มีบ้านเลขที่ ๑ ซึ่งเป็นวัตถุแห่งการเช่า นายหนึ่งย่อมไม่ได้รับ ค่าเช่าบ้านเลขที่ ๑ อีกต่อไป การที่นายหนึ่งไม่ได้รับค่าเช่าย่อมไม่มีค่าเช่าบ้านเลขที่ ๑ เพื่อแบ่งให้นางสองอีกต่อไป เป็นกรณีที่การชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัยเพราะพฤติการณ์อันใดอันหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นภายหลังที่ได้ก่อหนี้และซึ่งนายหนึ่งลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดชอบ ลูกหนี้เป็นอันหลุดพ้นจากการชำระหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๑๙ นางสองจึงไม่อาจเรียกค่าเสียหายจากส่วนแบ่งค่าเช่าจากนายหนึ่งสำหรับบ้านเลขที่ ๑ นายหนึ่งขายบ้านเลขที่ ๒ ให้แก่บุคคลภายนอกจึงไม่ได้ค่าเช่าอีกต่อไป ทั้งที่นายหนึ่งตกลงแบ่งค่าเช่าบ้านเลขที่ ๒ ให้แก่นางสองครึ่งหนึ่ง แม้จะไม่มีข้อตกลงว่านายหนึ่งจะไม่ขายบ้านเลขที่ ๒ และนายหนึ่งซึ่งเป็นเจ้าของบ้านย่อมมีสิทธิขายบ้านเลขที่ ๒ ได้ แต่นายหนึ่งขายบ้านเลขที่ ๒ ก่อนนางสองถึงแก่ความตายอันเป็นสาระสำคัญของข้อตกลงที่นางสองมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งค่าเช่าจนถึงแก่ความตายย่อมเป็นการทำให้การชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัยจะทำได้ เพราะพฤติการณ์ซึ่งนายหนึ่งลูกหนี้ต้องรับผิดชอบนายหนึ่งจึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่นางสองเพื่อค่าเสียหายอย่างใด ๆ อันเกิดแต่การไม่ชำระหนี้นั้นตามมาตรา ๒๑๘ วรรคหนึ่ง นางสองจึงเรียกค่าเสียหายจากการที่ตนไม่ได้รับส่วนแบ่งค่าเช่าบ้านเลขที่ ๒ จากนายหนึ่งได้ (คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๗๘๑/๒๕๖๗) นายหนึ่งเช่ารถยนต์จากนายสามตกลงจะคืนให้แก่นายสามวันที่ ๓ มกราคม ๒๕๖๘ เป็นการกำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ตามวันแห่งปฏิทิน และลูกหนี้มิได้ชำระหนี้ตามกำหนด ลูกหนี้ตกเป็นผู้ผิดนัดโดยไม่ต้องเตือนเลยตามมาตรา ๒๐๔ วรรคสอง ในระหว่างที่นายหนึ่งผิดนัดไม่คืนรถยนต์ให้แก่นายสาม โดยคืนวันที่ ๔ มกราคม ๒๕๖๘ นายสี่ขับรถสิบล้อโดยประมาทพุ่งเข้ามาในบ้านชนรถยนต์ที่นายหนึ่งเช่ามาเสียหายทั้งคัน นายหนึ่งลูกหนี้จะต้องรับผิดชอบในความเสียหายบรรดาที่เกิดแต่ความประมาทเลินเล่อในระหว่างเวลาที่ตน ผิดนัด ทั้งจะต้องรับผิดชอบในการที่การชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัยเพราะอุบัติเหตุอันเกิดขึ้นในระหว่างเวลาที่ผิดนัดนั้นด้วยตามมาตรา ๒๑๗ นายสามจึงเรียกค่าเสียหายจากการที่รถยนต์พังทั้งคันจากนายหนึ่งได้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๗๘๑/๒๕๖๗ ข้อตกลงตามสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลยในคดีฟ้องหย่าและแบ่งสินสมรสเรื่องก่อน กำหนดให้ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย และจำเลยตกลงแบ่งเงินค่าเช่าที่เกิดจากการให้เช่าที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ในอัตรา ๔๐ ส่วนใน ๑๐๐ ส่วน ของค่าเช่าที่เกิดจากการให้เช่าจากบริษัท ป. หรือบริษัทอื่นที่ประกอบกิจการด้านอุตสาหกรรมตลอดไปจนกว่าโจทก์จะถึงแก่ความตายก่อให้เกิดหนี้ผูกพันระหว่างกัน ที่จำเลยจะต้องชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามเงื่อนไขที่กำหนด แม้ไม่มีข้อกำหนดใดห้ามมิให้จำเลยขายที่ดินพิพาทในอันที่โจทก์จะนำมาใช้อ้างว่าจำเลยกระทำผิดข้อสัญญาประนีประนอมยอมความได้ และจำเลยในฐานะเจ้าของที่ดินพิพาทย่อมมีสิทธิขายที่ดินพิพาทได้อย่างอิสระก็ตาม แต่เมื่อในเวลาที่จำเลยขายที่ดินพิพาทนั้นโจทก์ยังไม่ถึงแก่ความตายอันเป็นเงื่อนไขซึ่งเป็นสาระสำคัญของข้อตกลง ที่โจทก์มีสิทธิได้รับส่วนแบ่งของเงินค่าเช่าจนกว่าจะถึงแก่ความตาย ย่อมเป็นการทำให้การชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัยจะทำได้ เพราะพฤติการณ์อันใดอันหนึ่งซึ่งจำเลยผู้เป็นลูกหนี้ต้องรับผิดชอบ จำเลยจึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์เพื่อค่าเสียหายอย่างใด ๆ อันเกิดแต่การไม่ชำระหนี้นั้น ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๒๑๘ วรรคหนึ่ง ",แพ่ง,"เมื่อนักศึกษาอ่านคำพิพากษาฎีกาที่ ๑๗๘๑/๒๕๖๗ แล้วรู้สึกว่าน่าสนใจ ถ้าเข้าใจหลัก กฎหมายดีแล้ว นักศึกษาควรจะคิดต่อไปว่าถ้าอาจารย์จะออกข้อสอบ จะออกอย่างไร จากคำถามนี่เป็น การออกเรื่องการชำระหนี้เป็นการอันพ้นวิสัยทั้งมาตรา ๒๑๗, ๒๑๘, และ ๒๑๙ ถ้าอ่านตำรามาแล้วเข้าใจก็จะตอบได้ทั้งสามประเด็น แต่ถ้าอ่านแล้วจำมาอีกสองประเด็นก็จะตอบไม่ได้ ข้อความในคำพิพากษาฎีกาที่ว่า ""แม้จะไม่มีข้อตกลงว่านายหนึ่งจะไม่ขายบ้านเลขที่ ๒ และนายหนึ่งซึ่งเป็นเจ้าของบ้านย่อมมีสิทธิขายบ้านเลขที่ ๒ ได้ แต่นายหนึ่งขายบ้านเลขที่ ๒ ก่อนนางสองถึงแก่ความตายอันเป็นสาระสำคัญของข้อตกลงที่นางสองมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งค่าเช่าจนถึงแก่ความตาย"" ข้อความนี้ในฎีกาจะไม่มีในคำถามและในกฎหมายแต่นักศึกษาต้องรู้ว่านี่คือเหตุผลสำคัญในฎีกาที่ต้องจำไปตอบข้อสอบ การจำแบบนี้อาจารย์มองว่าต้องเข้าใจก่อนแล้วค่อยจำ ไม่ใช่จำเป็นนกแก้วนกขุนทอง", 78,3,"นายหนึ่งมอบบัตรเครดิตให้นางสาวสองซึ่งเป็นลูกจ้างของตนพร้อมทั้งบอกรหัสเอทีเอ็ม เพื่อใช้กดเงินสด ๑๐,๐๐๐ บาท นางสาวสองนำบัตรเครดิตดังกล่าวไปกดรหัสเพื่อถอนเงินสด ๑๐,๐๐๐ บาท และ ๑๕,๐๐๐ บาทรวม ๒๕,๐๐๐ บาท แล้วนำเงินเพียง ๑๐,๐๐๐ บาท ไปมอบให้นายหนึ่ง โดยนางสาว สองแอบจดชื่อ นามสกุล เดือนปีหมดอายุ หมายเลขบัตรเครดิต และหมายเลขด้านหลังบัตรเครดิตไว้ด้วย แล้วนางสาวสองได้สั่งซื้อตั๋วเครื่องบินทางอินเตอร์เน็ต ระบุชื่อนายหนึ่งและนางสาวสองเป็นผู้เดินทางโดยสั่งซื้อ ทางอินเตอร์เน็ตด้วยการตัดบัญชีบัตรเครดิตของนายหนึ่ง โดยนางสาวสองพิมพ์ชื่อ นามสกุล เดือนปีหมดอายุ หมายเลขบัตรเครดิต และหมายเลขด้านหลังบัตรเครดิตสามตัวสุดท้ายเพื่อสั่งซื้อตั๋วเครื่องบินโดยนายหนึ่ง และนางสาวสองเป็นผู้โดยสาร โดยการชำระเงินด้วยบัตรเครดิตของนายหนึ่งสำเร็จ","ให้วินิจฉัยว่า นางสาวสองมีความรับผิดทางอาญาฐานใด ","คำตอบ การที่นางสาวสองนำบัตรเครดิตไปกดรหัสเพื่อถอนเงินตามคำสั่งของนายหนึ่ง ๑๐,๐๐๐ บาท ไม่เป็นการใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยไม่ชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๙/๕ เพราะ ไม่ได้เป็นการใช้ในประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน แต่นางสาวสองนำบัตรเครดิตดังกล่าวไปถอนเงินสดอีก ๑๕,๐๐๐ บาท จึงเป็นการใช้บัตร อิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยไม่ชอบ ในประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่นายหนึ่ง เพราะเป็น การกระทำนอกเหนือคำสั่งของนายหนึ่ง การใช้บัตรถอนเงิน ๑๕,๐๐๐ บาท จึงเป็นความผิดฐานใช้ บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยไม่ชอบตามมาตรา ๒๖๙/๕ เมื่อบัตรดังกล่าวสามารถใช้เบิกถอนเงินสดได้ นางสาวสองจึงต้องระวางโทษหนักกว่ามาตรา ๒๖๙/๕ กึ่งหนึ่ง ตามมาตรา ๒๖๙/๗ นอกจากนี้การที่นางสาวสองกดเงินเกินกว่าคำสั่ง ๑๕,๐๐๐ บาท เงินดังกล่าวก็เป็นของนายหนึ่ง ซึ่งเป็นนายจ้าง เมื่อนางสาวสองเอาไว้ไม่ยอมมอบให้นายหนึ่ง ก็เป็นการเอาทรัพย์ที่เป็นของนายจ้างไป โดยเจตนาทุจริตแล้ว นางสาวสองจึงมีความผิดฐานลักทรัพย์ของนายจ้างตามมาตรา ๓๓๕ (๑๑) (ฎีกาที่ ๑๑๕๑ - ๑๑๕๓/๒๕๖๔) นอกจากนี้การที่นางสาวสองได้สั่งซื้อตั๋วเครื่องบินทางอินเตอร์เน็ตนั้น เมื่อนางสาวสองพิมพ์ชื่อ นามสกุล เดือนปีหมดอายุ หมายเลขบัตรเครดิต และหมายเลขด้านหลังบัตรเครดิตสามตัวสุดท้าย ของบัตรเครดิตของ นายหนึ่ง แม้ข้อมูลที่ปรากฏบนบัตรเครดิตนั้น ไม่เป็น “บัตรอิเล็กทรอนิกส์” ตามมาตรา ๑ (๑๔) (ข) เพราะมีการออกวัตถุอื่นใดคือบัตรเครดิตให้แก่นายหนึ่ง แต่การกระทำใดเป็นการใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ ไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้จึงต้องพิจารณาว่าการกระทำนั้นเป็นวิธีใช้โดยทั่วไปของบัตรอิเล็กทรอนิกส์ ชนิดนั้นหรือไม่ ไม่จำกัดว่าหากเป็น “บัตรอิเล็กทรอนิกส์” ตามมาตรา ๑ (๑๔) (ก) แล้ว การใช้จะ ต้องเป็นการใช้เอกสารหรือวัตถุอื่นใดที่ผู้ออกได้ออกให้โดยตรงเท่านั้น เพราะบัตรเครดิตก็สามารถใช้เฉพาะข้อมูดหรือรหัสได้เช่นเดียวกัน การที่นางสาวสองนำข้อมูลบัตรเครดิตของนายหนึ่งไปใช้ชำระค่า ตั๋วเครื่องบินทางอินเตอร์เน็ต ซึ่งเป็นวิธีใช้บัตรเครดิตโดยทั่วไปวิธีหนึ่ง จึงเป็นการใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ ของผู้อื่นโดยมิชอบ เมื่อบัตรดังกล่าวสามารถใช้ชำระค่าสินค้าหรือบริการแทนการชำระด้วยเงินสดได้ นางสาวสองจึงต้องระวางโทษหนักกว่ามาตรา ๒๖๙๗/๕ กึ่งหนึ่ง ตามมาตรา ๒๖๙/๗ (ฎีกาที่ ๓๕๐/๒๕๖๔) ",อาญา,"ข้อสังเกต คำตอบข้อนี้ในประเด็นการใช้ข้อมูลบนบัตรเครดิตซื้อตั๋วเครื่องบิน เดิมอาจารย์เคยวาง ธงคำตอบว่าไม่เป็นการใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยไม่ชอบ เพราะนางสาวสองไม่ได้นำบัตรเครดิตซึ่งเป็น บัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่เป็นวัตถุอื่นใดตามมาตรา ๑ (๑๔) (ก) มาใช้ ทั้งจะถือว่านางสาวสองใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ ที่เป็นข้อมูล รหัส หมายเลขบัญชี หมายเลขชุดทางอิเล็กทรอนิกส์ตามมาตรา ๑ (๑๔) (ข) ก็ไม่ได้ เพราะ ข้อมูลฯ ที่จะเป็นบัตรอิเล็กทรอนิกส์ตามมาตรา ๑ (๑๔) (ข) ต้องมิได้ออกเอกสารหรือวัตถุอื่นใดให้ จึงไม่เป็น ความผิดตามมาตรา ๒๖๙/๕ ที่อาจารย์เคยให้เหตุผลแบบนี้เนื่องจากบทนิยามระบุประเภทบัตรอิเล็กทรอนิกส์ ไว้แล้วว่า “บัตรอิเล็กทรอนิกส์มีรูปร่างมาตรา ๑ (๑๔) (ก)” และ “บัตรอิเล็กทรอนิกส์ไม่มีรูปร่างมาตรา ๑ (๑๔) (ข)” การใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์มีรูปร่างก็ควรจะนำตัวบัตรไปใช้ คดีนี้เป็นบัตรอิเล็กทรอนิกส์มีรูปร่าง แต่ไม่ได้ นำตัวบัตรไปใช้ อาจารย์เคยคิดว่าไม่ผิด แต่เป็นเพียงความเห็นทางวิชาการ การเรียนการสอบเนติบัณฑิต หากความเห็นทางวิชาการและคำพิพากษาฎีกาไม่ตรงกัน นักศึกษาต้องตอบตามคำพิพากษาฎีกา เพราะ การเรียนชั้นเนติบัณฑิตเป็นการเรียนกฎหมายในภาคปฏิบัติ คือการเรียนที่ผลทางกฎหมายยุติอย่างไรต้องตอบ ตามนั้น มิฉะนั้นจะไม่มีแนวทางในการยุติปัญหา ผลทางกฎหมายที่ยุติก็คือคำพิพากษาฎีกา การเรียนเนติบัณฑิต จึงยากกว่าการเรียนในระดับปริญญาตรี เพราะต้องรู้ทั้งหลักกฎหมายและต้องรู้ว่าศาลฎีกาตัดสินอย่างไรด้วย เมื่อฎีกาที่ ๓๕๐/๒๕๖๔ วางบรรทัดฐานว่า แม้จะเป็นบัตรอิเล็กทรอนิกส์มีรูปร่าง แต่ไม่นำตัวบัตรไปใช้ก็ เป็นความผิดซึ่งอาจารย์เห็นด้วยกับคำพิพากษาฎีกาว่าเป็นการตีความกฎหมายเหมาะสมกับสถานการณ์ความ เปลี่ยนแปลงอันรวดเร็วของเทคโนโลยีปัจจุบัน หากออกข้อสอบก็ต้องตอบตามบรรทัดฐานของศาลฎีกาดังกล่าว ฎีกาที่ ๓๕๐/๒๕๖๔ บัตรเครดิตเป็น “บัตรอิเล็กทรอนิกส์” ตามนิยามแห่ง ป.อ. มาตรา ๑ (๑๔) (ก) ซึ่งผู้ออกได้ออกเอกสารคือบัตรเครดิตให้แก่ผู้มีสิทธิใช้ ส่วนข้อมูลบัตรเครดิต ได้แก่ หมายเลขบัตรเครดิต ชื่อผู้ถือ และวันหมดอายุ ซึ่งปรากฏอยู่บนบัตรเครดิตนั้น ไม่เป็น “บัตรอิเล็กทรอนิกส์” ตามนิยามแห่ง ป.อ. มาตรา ๑ (๑๔) (ข) อย่างไรก็ตามมาตรา ๑ (๑๔) เป็นเพียงบทนิยามว่าสิ่งใดเป็น “บัตรอิเล็กทรอนิกส์” ตาม ป.อ. แต่มิได้ระบุเกี่ยวกับวิธีใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ไว้โดยเฉพาะ การวินิจฉัยว่าการกระทำใดเป็นการใช้บัตร อิเล็กทรอนิกส์ จึงต้องพิจารณาว่าการกระทำนั้นเป้นวิธีใช้โดยทั่วไปของบัตรอิเล็กทรอนิกส์ชนิดนั้นหรือไม่โดยไม่จำจะดว่าหากเป็น ""บัตรอิเล็กทรอนิกส์"" ตามนิยามแห่ง ป.อ. มาตรา ๑ (๑๔) (ก) แล้ว การใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์จะต้องเป็นการใช้เอกสารหรือวัตถุอื่นใดที่ผู้ออกได้ออกให้โดยตรงเท่านั้น ดังจะเห็นได้จาก ""บัตรอิเล็กทรอนิกส์"" ตามนิยามแห่ง ป.อ. มาตรา ๑(๑๔) (ข) ที่ระบุว่า “...มีวิธีการใช้ทำนองเดียวกับ (ก)"" ทั้งที่ไม่มีการออกเอกสารหรือวัตถุอื่นใดไว้ให้ แสดงว่าบัตรอิเล็กทรอนิกส์ตามนิยามแห่ง ป.อ. มาตรา ๑ (๑๔) (ก) ย่อมสามารถใช้เฉพาะข้อมูลหรือรหัสได้เช่นเดียวกัน ด้วยเหตุนี้การวินิจฉัยว่าจำเลยใช้บัตรเครดิตของโจทก์โดยมิชอบหรือไม่ จึงต้องพิจารณาว่าการกระทำของจำเลยเป็นวิธีใช้บัตรเครดิตโดยทั่วไปหรือไม่ซึ่งในปัจจุบันการกรอกข้อมูลบัตรเครดิตเพื่อชำระค่าสินค้า ค่าบริการหรือหนี้อื่นแทนการชำระด้วยเงินสดผ่านทางเว็บไซต์ โดยผู้รับชำระไม่ต้องเห็นบัตรเครดิต เป็นวิธีใช้บัตรเครดิตโดยทั่วไปวิธีหนึ่ง การที่จำเลยนำข้อมูลบัตรเครดิตของโจทก์ไปใช้ชำระค่าบริการที่พักของจำเลยผ่านเว็บไซต์ อโกด้า ดอทคอม จึงเป็นการใช้บัตรเครดิตของโจทก์โดยมิชอบแล้ว", 78,4,"นายหนึ่งยืมรถตู้ของนายสองเพื่อจะไปเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ ระหว่างเดินทางขณะที่นายหนึ่ง จอดรถรับประทานอาหารอยู่ในร้านอาหารข้างทางปรากฏว่านายสามและนายสี่ต่างขับรถยนต์โดยประมาทแล้วรถที่นายสามและนายสี่ขับไปชนรถตู้ของนายสองที่จอดไว้เสียหาย นายสองจ่ายค่าซ่อมรถตู้ ๑๐๐,๐๐๐ บาท เมื่อนายหนึ่งทราบก็ชำระเงินให้แก่นายสองไป ๑๐๐,๐๐๐ บาท","ให้วินิจฉัยว่า นายสองมีสิทธิเรียกร้องให้นายสามและนายสี่ชำระค่าซ่อมรถตู้ ๑๐๐,๐๐๐ บาท หรือไม่","คำตอบ นายสามและนายสี่ต่างขับรถยนต์โดยประมาทแล้วรถชนรถตู้ของนายสองที่จอดไว้เสียหาย เป็นการกระทำโดยผิดกฎหมายและประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้นายสองเจ้าของรถตู้ได้รับความเสียหาย แก่ทรัพย์สินอันเป็นการกระทำละเมิด จึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการละเมิดนั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๒๐ ซึ่งต้องถือว่านายสามและนายสี่ต่างฝ่ายต่างประมาทไม่ใช่ร่วมกันกระทำละเมิดตามมาตรา ๔๓๒ เพราะการร่วมกันกระทำละเมิดจะมีได้เฉพาะการกระทำโดยจงใจ ส่วนกระทำโดยประมาทไม่มีการร่วมกันกระทำ แต่การกระทำของนายสามและนายสี่ที่เป็นเหตุให้รถตู้ของนายสองที่จอดไว้เสียหายเป็นกรณีที่บุคคลหลายคนเป็นหนี้อันจะแบ่งกันชำระมิได้ บุคคลเหล่านั้นต้องรับผิดเช่นอย่างลูกหนี้ร่วมกันตามมาตรา ๓๐๑ นายสามและนายสี่จึงต้องร่วมกันรับผิดเช่นอย่างลูกหนี้ร่วมกันในการชำระหนี้ให้แก่นายสองเจ้าของรถตู้ (คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๕๐๖/๒๕๕๑) การที่นายหนึ่งยืมรถตู้ของนายสองนั้น การยืมใช้คงรูปตามมาตรา ๖๔๓ ให้ผู้ยืมต้องรับผิดต่อผู้ให้ยืมเฉพาะแต่ในกรณีผู้ยืมเอาไปใช้การอย่างอื่นนอกจากการอันเป็นปกติแก่ทรัพย์สินนั้นหรือนอกจากการอันปรากฏในสัญญา หรือเอาไปให้บุคคลภายนอกใช้สอย หรือเอาไปไว้นานกว่าที่ควรจะเอาไว้เท่านั้น แต่เหตุละเมิดที่เกิดขึ้นเป็นความผิดของนายสามและนายสี่ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกสัญญายืม ดังนี้ นายหนึ่งในฐานะผู้ยืมจึงไม่ต้องรับผิดต่อนายสองผู้ให้ยืม แม้นายหนึ่งจะชำระเงินให้แก่นายสองไป ๑๐๐,๐๐๐ บาท นายหนึ่งก็ไม่อยู่ในฐานะที่จะรับช่วงสิทธิของนายสองเจ้าของทรัพย์ซึ่งเป็นผู้ให้ยืมที่จะเรียกร้องให้นายสามและนายสี่ผู้กระทำละเมิดรับผิดได้ เพราะการรับช่วงสิทธิจะมีได้ต่อเมื่อผู้รับช่วงสิทธิมีหนี้อันจะต้องรับผิดต่อเจ้าหนี้คือเจ้าของตามมาตรา ๒๒๙ (๓) (คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๗๖๖/๒๕๕๑) อนึ่ง การที่นายหนึ่งผู้ยืมชำระเงินให้แก่นายสองผู้ให้ยืมไป ๑๐๐,๐๐๐ บาท เป็นการชำระเงินไปโดย ไม่มีหน้าที่ต้องชำระดังที่วินิจฉัยมาแล้ว และไม่ใช่กรณีบุคคคลภายนอกเข้าชำระหนี้ละเมิดตามมาตรา ๓๑๔ จึงเป็นกรณีที่นายสองได้มาซึ่งทรัพย์สิ่งใดเพราะการที่นายหนึ่งชำระหนี้โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้และเป็นทางให้นายหนึ่งเสียเปรียบ นายสองจำต้องคืนเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท ให้แก่นายหนึ่งในฐานลาภมิควรได้ตามมาตรา ๔๐๖ ซึ่งเป็นหนี้ระหว่างนายหนึ่งและนายสองอีกมูลหนี้หนึ่ง ไม่เกี่ยวกับมูลหนี้ละเมิดระหว่างนายสองและนายสามกับนายสี่ เมื่อยังไม่มีการชำระหนี้ละเมิดและไม่มีการรับช่วงสิทธิ นายสองยังเป็นเจ้าหนี้ในมูลละเมิดอยู่ นายสองจึงมีสิทธิเรียกร้องให้นายสามและนายสี่ร่วมกันชำระค่าซ่อมรถตู้ ๑๐๐,๐๐๐ บาท ได้พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๕ ต่อปีนับแต่วันทำละเมิด",แพ่ง,"ข้อสังเกต ใครจำคำพิพากษาฎีกามาตอบอาจจะตกม้าตาย เพราะจะจำได้คุ้น ๆ ว่าฟ้องเรียกเงินไม่ได้ แต่คำถามข้อนี่เปลี่ยนให้เจ้าของรถตู้มาฟ้อง ไม่ใช่ผู้ยืมมาฟ้อง แต่หลักกฎหมายเหมือนเดิมคือผู้ยืมรับช่วงสิทธิมาฟ้องไม่ได้ โดยเจ้าของรถตู้ฟ้องได้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๕๐๖/๒๕๕๑ แม้จะได้ความว่าเหตุเกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมกันและไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน แต่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ได้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รถยนต์ของโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก จึงต้องถือว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ล้วนมีส่วนก่อให้เกิดความเสียหายดังกล่าวทั้งหมด จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ จึงต้องร่วมรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างลูกหนี้ร่วม โดยจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ หรือคนใดคนหนึ่งต้องรับผิดต่อโจทก์เต็มจำนวนความเสียหาย โดยจะแบ่งความรับผิดต่อโจทก์หาได้ไม่ จำเลย ที่ ๓ ผู้รับประกันภัยจึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ ในผลแห่งละเมิดดังกล่าวเช่นกัน คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๗๖๖/๒๕๕๑ การยืมใช้คงรูปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๔๓ บัญญัติให้ ผู้ยืมต้องรับผิดต่อผู้ให้ยืมเฉพาะแต่ในกรณีผู้ยืมเอาทรัพย์สินที่ยืมไปใช้ในการอย่างอื่นนอกจากการอันเป็นปกติแก่ทรัพย์สินนั้นหรือนอกจากการอันปรากฎในสัญญา หรือเอาไปให้บุคคลภายนอกใช้สอยหรือเอาไปไว้นานกว่าที่ควรจะเอาไว้ แต่โจทก์ยืนยันมาในคำฟ้องว่า เหตุละเมิดที่เกิดขึ้นเป็นความผิดของห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก ดังนี้ โจทก์ในฐานะผู้ยืมจึงไม่ต้องรับผิดต่อเจ้าของทรัพย์แม้โจทก์จะได้ซ่อมรถยนต์คันที่โจทก์ยืมมาเรียบร้อยแล้ว โจทก์ก็ไม่อยู่ในฐานะที่จะรับช่วงสิทธิของเจ้าของทรัพย์ที่จะเรียกร้องให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ ๒ และจำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการรับผิดได้ เพราะการรับช่วงสิทธิจะมีได้ต่อเมื่อผู้รับช่วงสิทธิมีหนี้อันจะต้องรับผิดต่อเจ้าหนี้คือเจ้าของ เมื่อโจทก์ไม่ใช่ผู้รับช่วงสิทธิโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง หมายเหตุ (โดยท่านอาจารย์วรวัชร เอี่ยมสุทธิธรรม และท่านอาจารย์เผ่าพันธ์ ชอบน้ำตาล) คดีนี้ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามฐานละเมิด เนื่องจากโจทก์ไม่ใช่เจ้าของทรัพย์ที่เสียหาย คงเป็นเพียงผู้ยืมทรัพย์ดังกล่าวจากผู้อื่นมาใช้เท่านั้น แต่ผู้ให้ยืมซึ่งเป็นเจ้าของทรัพย์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามให้ชดใช้ค่าเสียหายในฐานละเมิดได้ แม้โจทก์จะจ่ายค่าซ่อมแซมทรัพย์ไปแล้ว ก็ไม่สามารถรับช่วงสิทธิจากเจ้าของทรัพย์มาฟ้องเรียกค่าช่อมจากจำเลยทั้งสาม เพราะเมื่อโจทก์ในฐานะผู้ยืมไม่ต้องรับผิดในความสูญหายหรือบุบสลายต่อเจ้าของทรัพย์ผู้ให้ยืมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๖๔๓ โจทก์จึงไม่มีความผูกพันที่ต้องชำระหนี้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนความเสียหายให้แก่ผู้ให้ยืมตามมาตรา ๒๒๙ แต่โจทก์น่าจะอาศัยหลักกฎหมายในเรื่องจัดการงานอกสั่งเรียกให้เจ้าของทรัพย์ชดใช้ค่าซ่อมที่ออกไปคืนได้ หากผู้ยืมต้องรับผิดต่อผู้ให้ยืมตามมาตรา ๖๕๓ เช่น ผู้ยืมเอาทรัพย์ไปใช้การอย่างอื่นนอกจากการอันเป็นปกติแก่ทรัพย์นั้นหรือนอกจากการอันปรากฏในสัญญา หรือเอาไปให้บุคคลภายนอกใช้สอยเอาไปไว้นานกว่าที่ควรจะเอาไว้ แล้วทรัพย์ที่ยืมเกิดสูญหายหรือบุบสลายไป รวมทั้งกรณีที่ผู้ยืมผิดนัดไม่คืนทรัพย์ที่ยืมแล้วการคืนทรัพย์กลายเป็นพ้นวิสัยเพราะอุบัติเหตุอันเกิดขึ้นในระหว่างเวลาที่ผิดนัด ตามมาตรา ๒๑๗ ซึ่งก่อให้เกิดความรับผิดทางสัญญาที่ผู้ยืมจะต้องรับผิดชอบในความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อผู้ให้ยืม เมื่อผู้ยืมชดใช้ค่าเสียหายให้ผู้ให้ยืมไป ย่อมถือว่าผู้ให้ยืมในฐานะเจ้าหนี้ได้รับค่าสินไหมทดแทนความเสียหายจากผู้ยืมซึ่งเป็นลูกหนี้แล้ว ผู้ยืมย่อมรับช่วงสิทธิจากผู้ให้ยืมมาฟ้องผู้ทำละเมิดได้ตามมาตราตรา ๒๒๗ ", 78,4,"นายหนึ่งเป็นลูกจ้างบริษัทเอ จำกัด มีหน้าที่ขายรถยนต์ให้ลูกค้าและเก็บเงินทุกอย่างจากลูกค้าเกี่ยวกับการซื้อขายรถ นายหนึ่งได้ซื้อบ้านพร้อมที่ดินโดยกู้ยืมเงินจากธนาคารโดยมีบ้านพร้อมที่ดินดังกล่าวจดทะเบียนจำนองเป็นประกันกับธนาคารบี จำกัด (มหาชน) และได้ทำสัญญาประกันชีวิตและคุ้มครองสินเชื่อเงินกู้วงเงิน ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท โดยให้นางสองมารดาของตนเป็นผู้รับประโยชน์หลังจากชำระหนี้ให้ธนาคารแล้วกับบริษัทประกันภัยซี จำกัด (มหาชน) นายสามได้มาติดต่อขอซื้อรถจากบริษัทเอ จำกัด นายหนึ่งเก็บเงินดาวน์รถจากนายสาม ๑๐๐,๐๐๐ บาท แต่ไม่ส่งมอบพนักงานการเงินของบริษัทเอ จำกัด แล้วนำไปใช้เป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัว และนายหนึ่งได้ปลอมรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีว่ามีอุบัติเหตุรถยนต์ชนกันเป็นเหตุให้นายหนึ่งถึงแก่ความตาย รายงานการการชันสูตรพลิกศพนายหนึ่ง และมรณะบัตรของนายหนึ่ง แล้วนายหนึ่งกรอกรายละเอียดขอรับค่าสินไหมทดแทนกรณีมรณกรรมของนายหนึ่ง และไถ่ถอนจำนองที่ดินจากธนาคารบี จำกัด (มหาชน) แล้วนายหนึ่งมอบเอกสารขอรับค่าสินไหมทดแทนกรณีมรณกรรมของนายหนึ่ง รายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี รายงานการชันสูตรพลิกศพ และมรณะบัตรของนายหนึ่ง ให้แก่นางสองมารดาของตนซึ่งอายุ ๗๔ ปี อ่านหนังสือไม่ออกเขียนได้แต่ชื่อของตนเองลงชื่อในคำขอแล้วนำเอกสารปลอมดังกล่าวข้างต้นไปติดต่อกับพนักงานของบริษัทประกันภัยซี จำกัด (มหาชน) โดยบอกมารดาว่าเป็นการขอรับเงินเพราะครบกำหนดอายุตามสัญญาประกันชีวิต นางสองไปที่บริษัทประกันภัยซี จำกัด (มหาชน) แต่วันนั้นมีลูกค้ามาติดต่อเยอะมากนางสองพบกับพนักงานของบริษัทประกันภัยซี จำกัด (มหาชน) นางสองจึงมอบเอกสารที่นายหนึ่งจัดเตรียมไว้ให้แก่พนักงานบริษัทประกันภัยซี จำกัด (มหาชน) รับเอกสารและตรวจดูเบื้องต้นเห็นว่าเอกสารครบถ้วนจึงมิได้พูดคุยกับนางสอง แล้วบอกนางสองว่าทิ้งเอกสารไว้แล้วจะดำเนินการให้ ต่อมาพนักงานของบริษัทประกันภัยซี จำกัด (มหาชน) ตรวจเอกสารแล้วเชื่อว่านายหนึ่งถึงแก่ความตายจึงขอเบิกเงินค่าสินไหมทดแทนกรณีมรณกรรมของนายหนึ่งชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองบ้านที่ดินจากธนาคารบีจำกัด (มหาชน)",ให้วินิจฉัยว่า นายหนึ่งและนางสองมีความผิดทางอาญาหรือไม่เพียงใด,"คำตอบ นายหนึ่งเป็นลูกจ้างบริษัทเอ จำกัด เมื่อนายหนึ่งเก็บเงินดาวน์รถจากนายสาม๑๐๐,๐๐๐ บาท แต่ไม่ส่งมอบพนักงานการเงินของบริษัทเอ จำกัด แล้วนำไปใช้เป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัวเงินที่นายหนึ่งรับไว้จากนายสาม เป็นการรับเงินไว้ในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ในฐานะลูกจ้างบริษัทเอ จำกัด นายหนึ่งเพียงแต่รับเงินและยึดถือไว้ชั่วคราวก่อนจะนำส่งมอบให้บริษัทเอ จำกัดเท่านั้น อำนาจในการครอบครองควบคุมดูแลเงินดังกล่าวจึงเป็นของบริษัทเอ จำกัด เมื่อนายหนึ่งรับเงินจากนายสาม แล้วเอาเงินดังกล่าวไปโดยทุจริต การกระทำของนายหนึ่งจึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้างตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๕ (๑๑) วรรคแรกบทหนึ่งนายหนึ่งปลอมรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีว่ามีอุบัติเหตุรถยนต์ชนกันเป็นเหตุให้นายหนึ่งถึงแก่ความตาย รายงานการการชันสูตรพลิกศพนายหนึ่ง และมรณะบัตรของนายหนึ่ง เป็นการทำปลอมขึ้นทั้งฉบับซึ่งเอกสารราชการปลอม โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชนโดยเจตนาและเพื่อให้ผู้อื่นหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง จึงเป็นความผิดฐานปลอมเอกสารราชการตามมาตรา ๒๖๔ ประกอบมาตรา ๒๖๕ การที่นางสองมอบเอกสารที่นายหนึ่งจัดเตรียมไว้ให้แก่พนักงานบริษัทประกันภัยซี จำกัด (มหาชน) โดยมีรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี รายงานการการชันสูตรพลิกศพ และมรณะบัตรซึ่งเป็นเอกสารที่นายหนึ่งทำปลอมขึ้น แม้จะเป็นการใช้เอกสารราชการปลอม แต่ขณะเกิดเหตุนางสองอายุ ๗๔ ปี อ่านหนังสือไม่ออก เขียนได้แต่ชื่อของตนเอง การที่นางสองเป็นผู้รับประโยชน์ตามสัญญาประกันชีวิตไม่ทราบว่าเอกสารที่นายหนึ่งให้นางสองนำไปติดต่อกับพนักงานของบริษัทประกันภัย ซี จำกัด (มหาชน) เพื่อขอรับค่าสินไหมทดแทนกรณีมรณกรรมของนายหนึ่งและไถ่ถอนจำนองที่ดิน เป็นเอกสารราชการปลอมที่นายหนึ่งทำปลอมขึ้น เมื่อนางสองไม่รู้ข้อเท็จจริงที่เป็นองค์ประกอบของความผิดจะถือว่านางสองประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลมิได้ตามมาตรา ๕๙ วรรคสาม นางสองเป็นเพียงเครื่องมือในการกระทำผิด นางสองไม่มีเจตนากระทำความผิด นางสองจึงไม่เป็นตัวการร่วมกับนายหนึ่งกระทำความผิด การที่นายหนึ่งมอบเอกสารราชการปลอมให้นางสองไปขอรับเงินค่าสินไหมทดแทน นางสองเป็นเพียงเครื่องมือในการกระทำความผิดของนายหนึ่งดังที่วินิจฉัยมาแล้ว จึงต้องถือว่านายหนึ่งเป็นผู้กระทำผิดเองโดยอ้อม นายหนึ่งจึงมีความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอมตามมาตรา ๒๖๘ เมื่อนายหนึ่งเป็นผู้ปลอมและใช้เอกสารนั้น ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารราชการปลอมเพียงกระทงเดียว ตามมาตรา ๒๖๘ นอกจากนี้การกระทำของนายหนึ่งยังเป็นการกระทำโดยทุจริต หลอกลวงบริษัทประกันภัย ซี จำกัด (มหาชน) ด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จว่านายหนึ่งถึงแก่กรรมไปแล้วและโดยการหลอกลวงดังว่านั้นได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวง โดยได้รับค่าสินไหมทดแทนกรณีมรณกรรมของนายหนึ่งและไถ่ถอนจำนองที่ดิน นายหนึ่งจึงมีความผิดฐานฉ้อโกงอีกบทหนึ่งฎีกาที่ ๒๓๘๗/๒๕๖๔ ฎ.ส.ล.๕ น.๑๑๓ จำเลยเป็นลูกจ้างผู้เสียหาย มีหน้าที่ขายรถยนต์ให้ลูกค้าของผู้เสียหายและเก็บเงินจากลูกค้าไม่ว่าจะเป็นเงินค่าจองรถ ค่าดาวน์รถ กับค่าใช้จ่ายอื่น ๆเกี่ยวกับการซื้อขายรถซึ่งได้รับจากลูกค้าที่ซื้อรถจากผู้เสียหาย เงินจำนวนต่าง ๆ ที่จำเลยรับไว้จากลูกค้าเป็นการรับเงินไว้ในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ในฐานะลูกจ้างผู้เสียหาย ซึ่งมีหน้าที่ติดต่อกับลูกค้าผู้มาซื้อรถ จำเลยเพียงแต่รับเงินและยึดถือไว้ชั่วคราวก่อนจะนำส่งมอบให้ผู้เสียหายเท่านั้น อำนาจในการครอบครองควบคุมดูแลเงินดังกล่าวจึงเป็นของผู้เสียหาย เมื่อจำเลยรับเงินจากลูกค้าของผู้เสียหายรวม ๗ ครั้ง แล้วเอาเงินดังกล่าวไปโดยทุจริต การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้างตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๕ (๑๑) วรรคแรก คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๓๓๓/๒๕๖๓ ฎ.๑๐๗๓ ขณะเกิดเหตุจำเลยอายุ ๗๔ ปี อ่านหนังสือไม่ออก เขียนได้แต่ชื่อของตนเอง การที่จำเลยเป็นผู้รับประโยชน์ตามสัญญาประกันชีวิตไม่ทราบว่าเอกสารที่ พ. ให้จำเลยนำไปติดต่อกับ ค. และ น. เพื่อขอรับค่าสินไหมทดแทนกรณีมรณกรรมของ พ. และไถ่ถอนจำนองที่ดินจากโจทก์ร่วม เป็นเอกสารราชการปลอมที่ พ. ทำขึ้น ทั้งจำเลยไม่ทราบถึงแผนการหรือมีส่วนเกี่ยวข้องด้วยกับการวางแผนฉ้อโกงโจทก์ร่วมของ พ. ซึ่งได้ทำสัญญากู้ยืมเงินและทำสัญญาประกันชีวิตกับโจทก์ร่วมและต้องการได้เงินค่าสินไหมทดแทนกรณีมรณกรรมของ พ. การที่จำเลยนำเอกสารราชการที่ พ.ทำปลอมขึ้นไปติดต่อขอรับค่าสินไหมทดแทนเป็นการทำไปตามขั้นตอนและวิธีการที่ พ. ให้ทำในลักษณะที่จำเลยถูกใช้เป็นเครื่องมือ จำเลยไม่มีความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอมและร่วมกับ พ. ฉ้อโกงโจทก์ร่วม",อาญา,, 78,5,"นายรวยให้นายจนกู้ยืมเงินไป ๑๐๐,๐๐๐ บาทคิดดอกเบี้ยร้อยละ ๑๐ ต่อเดือน หลังจากรับเงินไปนายจนชำระดอกเบี้ยเดือนละ ๑๐,๐๐๐ บาทเพียง ๒ เดือน แล้วนายจนไม่ชำระอีกเลย และนายรวยมอบเงินให้นายรุ่ง ๒๐๐,๐๐๐ บาท ไปหาที่ปล่อยกู้โดยให้เรียกดอกเบี้ยร้อยละ ๑๐ ต่อเดือน นายรุ่งให้นายเรืองกู้เงินโดยเรียกดอกเบี้ยร้อยละ ๑๐ ต่อเดือนต่อมาอีก ๕ เดือน นายเรื่องนำเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยมาชำระให้นายรุ่ง ๓๐๐,๐๐๐ บาท นายรุ่งไม่คืนเงินให้แก่นายรวย นายรวยจึงมีหนังสือทวงถามให้นายจนและนายรุ่งชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยภายในวันที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๖๘ นายจนและนายรุ่งไม่ชำระเงินตามหนังสือทวงถาม",ให้วินิจฉัยว่า นายจนและนายรุ่งต้องชำระต้นเงินและดอกเบี้ยให้แก่นายรวยหรือไม่ เพียงใด,"คำตอบ นายจนกู้ยืมเงินนายรวยไป ๑๐๐,๐๐๐ บาท คิดดอกเบี้ยร้อยละ ๑๐ ต่อเดือน ซึ่งเกินร้อยละ ๑๕ ต่อปี จึงเป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายในการเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราต้องห้ามตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา อันเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยเพราะถ้าฝ่าฝืนจะมีโทษทางอาญา การเรียกดอกเบี้ยตามสัญญาจึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๐ ส่วนต้นเงินนั้นตามมาตรา ๑๗๓ ถ้าส่วนหนึ่งส่วนใดของนิติกรรมเป็นโมฆะ นิติกรรมนั้นย่อมตกเป็นโมฆะทั้งสิ้น เว้นแต่จะพึงสันนิษฐานได้โดยพฤติการณ์แห่งกรณีว่า คู่กรณีเจตนาจะให้ส่วนที่ไม่เป็นโมฆะนั้นแยกออกจากส่วนที่เป็นโมฆะได้ กรณีนี้นี้สามารถแยกส่วนของต้นเงินออกจากส่วนของดอกเบี้ยที่เป็นโมฆะได้ตามมาตรา ๑๗๓ เฉพาะส่วนของต้นเงินตามสัญญา ๑๐๐,๐๐๐ บาท จึงมีผลบังคับกันได้ไม่เป็นโมฆะ การที่นายจนชำระดอกเบี้ยเดือนละ ๑๐,๐๐๐ บาท เพียง ๒ เดือนนั้น เป็นกรณีที่บุคคลใดได้กระทำการชำระหนี้ตามอำเภอใจเหมือนหนึ่งว่าโดยรู้อยู่ว่าตนไม่มีความผูกพันที่ต้องชำระและเป็นการอันฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมาย บุคคลนั้นหาอาจจะเรียกร้องคืนทรัพย์ได้ไม่ ตามมาตรา ๔๐๗ และ ๔๑๑ นายจนจะเรียกเงินที่ชำระไปแล้วคืนไม่ได้ ทั้งจะนำเงินดังกล่าวไปหักจากต้นเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาทก็ไม่ได้ (คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๔๕/๒๕๖๕) การที่นายจนชำระดอกเบี้ยไป ๒ เดือนแล้วไม่ชำระหนี้อีกเลย ก็ยังไม่ถือว่านายจนผิดนัดชำระหนี้เพราะต้นเงินดังกล่าวเป็นหนี้ที่ไม่ได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ แต่ต่อมานายรวยมีหนังสือทวงถามให้นายจนชำระหนี้ แต่นายจนไม่ชำระถือว่านายจนผิดนัดนับแต่วันที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๖๘ นายรวยจึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยผิดนัดจากนายจนในอัตราร้อยละ ๕ ต่อปีของต้นเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท ได้นับแต่ผิดนัดจนกว่าจะชำระเสร็จ (คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๗๘/๒๕๔๙) นายรวยมอบเงินให้นายรุ่ง ๒๐๐,๐๐๐ บาท ไปหาที่ปล่อยกู้โดยให้เรียกดอกเบี้ยร้อยละ ๑๐ ต่อเดือน นายรุ่งจึงเป็นตัวแทนของนายรวยในกิจการดังกล่าวตามมาตรา ๗๙๗ เป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย อันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย นิติกรรมระหว่างนายรวยกับนายรุ่งตกเป็นโมฆะตามมาตรา ๑๕๐ การที่นายรวยมอบเงินให้นายรุ่ง ๒๐๐,๐๐๐ ไปดำเนินการดังกล่าวจึงเป็นการชำระหนี้ฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายหรือศีลธรรมอันดีตามมาตรา ๔๑๑ แม้นายรุ่งจะได้รับชำระเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยจากนายเรือง ๓๐๐,๐๐๐ บาท นายรวยจึงไม่อาจเรียกร้องให้นายรุ่งคืนเงินดังกล่าวได้ กรณีที่นายรุ่งจึงเป็นตัวแทนของนายรวยในกิจการดังกล่าวตามมาตรา ๗๙๗ สัญญาระหว่างนายรวยและนายรุ่งไม่ใช่สัญญากู้ยืมเงิน จึงไม่สามารถแยกต้นเงินออกจากดอกเบี้ยที่เรียกเก็บจากบุคคลภายนอกเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดซึ่งตกเป็นโมฆะเช่นเดียวกับนิติกรรมกู้ยืมได้ นายรวยจึงไม่อาจเรียกเงิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท ที่มอบให้นายรุ่ง และไม่อาจเรียกดอกเบี้ย ๑๐๐,๐๐๐ บาท ที่นายรุ่งได้รับมาจากนายเรืองได้ (คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๙๐๑/๒๕๖๗) (คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๙๐๑/๒๕๖๗) คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๗๘/๒๕๔๙ แม้สัญญากู้ยืมระหว่างโจทก์และจำเลยมีหนี้ส่วนที่เป็นโมฆะรวมอยู่ด้วยเนื่องจากโจทก์คิดดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด โจทก์ก็ยังมีสิทธิเรียกร้องต้นเงินอันเป็นหนี้ประธานที่สมบูรณ์แยกออกจากส่วนที่เป็นโมฆะได้ มิใช่สัญญากู้ตกเป็นโมฆะทั้งหมด จำเลยจึงต้องรับผิดชำระต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยผิดนัดตามกฎหมาย คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๔๕/๒๕๖๕ เมื่อฟังได้ว่าสำเนาใบหุ้นกู้เป็นหลักฐานแห่งกากู้ยืมเงิน ซึ่งจำเลยที่ ๑ ตกลงให้ผลตอบแทนร้อยละ ๒ ต่อเดือน เป็นการให้ดอกเบี้ยเกินกว่าร้อยละ ๑๕ ต่อปี อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา ๖๕๔ ตกเป็นโมฆะ โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้เพียงร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันครบกำหนดชำระหนี้เป็นต้นไป ส่วนผลตอบแทนหรือดอกเบี้ยที่ได้ชำระแกโจท์แล้ว จำเลยที่ ๑ เป็นผู้กำหนดขึ้นเอง จึงเป็นการชำระหนี้โดยรู้อยู่ว่าตนไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๐๗ จำเลยที่ ๑ ไม่อาจขอให้นำเงินที่ชำระไปดังกล่าวมาหักกลบกับต้นเงินที่จำเลยที่ ๑ ต้องชำระแก่โจทก์ ",แพ่ง,"ข้อสังเกต ฎีกานี้วินิจฉัยแตกต่างจากฎีกาที่ ๒๑๓๑/๒๕๖๐ ที่ให้นำดอกเบี้ยเกินอัตราไปหักออกจากต้นเงินได้ ถ้าออกสอบคงถือตามฎีกาที่ ๗๔๕/๒๕๖๕ ที่ใหม่กว่า เพราะตามปกติถ้าออกข้อสอบธงคำตอบจะถือตามฎีกาใหม่ ฎีกาที่ ๒๑๓๑/๒๕๖๐ ก็มีเหตุผลและน่าจะเป็นธรรม แต่การชำระหนี้ตามอำเภอใจเรียกคืนไม่ได้ถ้าให้ไปหักต้นเงินได้มันจะต่างกับเรียกคืนได้อย่างไรเพราะกฎหมายบัญญัติไว้เช่นนี้ ถ้าออกข้อสอบแล้วเถียงกันตอนเลือกข้อสอบคณะกรรมการอาจจะไม่เลือกเป็นข้อสอบ แต่ถ้าเลือกเป็นข้อสอบไปแล้วธงคำตอบจะออกตามคำพิพากษาฎีกาใหม่ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๙๐๑/๒๕๖๗ โจทก์มอบหมายให้จำเลยนำเงินไปให้บุคคคลภายนอกกู้ยืมโดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดแล้วนำผลประโยชน์มามอบให้ จำเลยจึงเป็นตัวแทนของโจทก์ในกิจการดังกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๙๗ กรณีเช่นนี้จึงไม่สามารถแยกต้นเงิน ออกจากดอกเบี้ยที่เรียกเก็บจากบุคคลภายนอกเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดซึ่งตกเป็นโมฆะเช่นเดียวกับนิติกรรมกู้ยืมได้ เมื่อข้อเท็จริงฟังได้ว่าโจทก์มอบเงินให้จำเลยนำไปปล่อยให้บุคคลภายนอกกู้ยืมโดยคิดดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด เป็นการฝ่าฝืนกฎหมายซึ่งกฎหมายกำหนดห้ามมิให้คิดดอกเบี้ยเกินร้อยละสิบห้าต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๕๔ และเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๔ (๑) นิติกรรมระหว่างโจทก์กับจำเลยตกเป็นโมฆะ การที่โจทก์มอบเงินให้จำเลยไปดำเนินการดังกล่าวจึงเป็นการชำระหนี้ฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายหรือศีลธรรมอันดีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๑๑ โจทก์จึงไม่อาจเรียกร้องให้จำเลยคืนเงินดังกล่าวได้ ", 78,5,นายยอดเช่าซื้อรถยนต์คันที่ ๑ จากบริษัทหนึ่ง จำกัด หลังจากชำระค่าเช่าซื้อ ๒ งวดนายยอดถูกไล่ออกจากงาน นายยอดไปเล่นการพนัน แต่เสียพนันหมดนายยอดจึงนำรถยนต์คันที่ ๑ ไปขายตีใช้หนี้ในบ่อนพนัน ต่อมานายยอดไปหลอกขอเช่าซื้อรถยนต์คันที่ ๒ จากบริษัทสอง จำกัด โดยไม่ต้องวางเงินดาวน์และตั้งใจว่าจะไม่ชำระค่าเช่าซื้อ เมื่อได้รถยนต์มาแล้วนายยอดก็นำไปขายอีก และนายยอดได้ไปหลอกขอเช่ารถยนต์คันที่ ๓ จากบริษัทสาม จำกัด ซึ่งให้เช่ารถยนต์ เมื่อได้รถยนต์มาแล้วนายยอดก็นำรถไปขายอีก,ให้วินิจฉัยว่า นายยอดมีความผิดฐานใดสำหรับรถยนต์ทั้ง ๓ คัน,"คำตอบ นายยอดเช่าซื้อรถยนต์คันที่ ๑ จากบริษัทหนึ่ง จำกัด หลังจากชำระค่าเช่าซื้อ ๒ งวด นายยอดนำรถยนต์คันที่ ๑ ไปขายดีใช้หนี้ในบ่อนพนัน เมื่อขณะทำสัญญาเช่าซื้อนายยอดมีเจตนาเช่าซื้อรถยนต์คันที่ ๑ มาใช้จริง มิได้มีการหลอกลวง แต่มาเบียดบังภายหลังจากได้รับมอบการครอบครองรถยนต์คันที่ ๑ แล้ว ถือว่านายยอดมีเจตนาเบียดบังเอาทรัพย์ของผู้ให้เช่าซื้อที่อยู่ในครอบครองของนายยอดไปโดยทุจริต นายยอดมีความผิดฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๒ สำหรับรถยนต์คันที่ ๑ (คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๒๙๔/๒๕๕๓) นายยอดไปหลอกขอเช่าซื้อรถยนต์คันที่ ๒ จากบริษัทสอง จำกัด โดยไม่ต้องวางเงินดาวน์และตั้งใจว่าจะไม่ชำระค่าเช่าซื้อ บริษัทสอง จำกัด ยินยอมส่งมอบรถยนต์คันที่ ๒ ให้แก่นายยอดเนื่องจากถูกนายยอดหลอกลวงให้ทำสัญญาเช่าซื้อ ซึ่งการหลอกขอเช่าซื้อเป็นการหลอกเอากรรมสิทธิ์ เพราะวัตถุประสงค์ของการเช่าซื้อก็เพื่อโอนกรรมสิทธิ์เมื่อชำระค่าเช่าซื้อครบถ้วนแล้ว มิใช่เป็นการเอารถยนต์คันที่ ๒ ไปโดยพลการโดยทุจริตอันจะเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ หากแต่เป็นการได้รถยนต์คันที่ ๒ ไปโดยการหลอกลวงบริษัทสอง จำกัด โดยทุจริตว่าจะปฏิบัติตามสัญญาเช่าซื้อที่ทำไว้กับบริษัทสอง จำกัด การกระทำของนายยอดเป็นการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงตามมาตรา ๓๔๑ สำหรับรถยนต์คันที่ ๒ (คำพิพากษาฎีกาที่๕๒๒๘/๒๕๕๔) นายยอดหลอกขอเช่ารถยนต์คันที่ ๓ จากบริษัทสาม จำกัด ซึ่งให้เช่ารถยนต์เป็นการหลอกเอาการครอบครองเพราะสัญญาเช่ามอบเฉพาะการครอบครองไม่ได้โอนกรรมสิทธิ์ การที่นายยอดได้รถยนต์มา จึงเป็นการเอาทรัพย์ของผู้อื่นไปโดยทุจริต นายยอดจึงมีความผิดฐานลักทรัพย์ตามมาตรา ๓๓๔ สำหรับรถยนต์คันที่ ๓ ข้อสังเกต ความผิดฐานลักทรัพย์ต้องมีการเอาไปที่เป็นการแย่งการครอบครอง หากเจ้าของทรัพย์มอบการครอบครองโดยถูกต้องจะไม่เป็นการแย่งการครอบครอง จึงไม่เป็นการเอาไปในความหมายของความผิดฐานลักทรัพย์ แต่การมอบทรัพย์เพราะถูกข่มขู่ หลอกลวง หรือสำคัญผิด ไม่ใช่การยินยอมมอบทรัพย์ ถือว่าเป็นการแย่งการครอบครอง ซึ่งก็คือการเอาไป แต่จะผิดฐานใดดูในข้อพิจารณาต่อไปการมอบทรัพย์เพราะถูกข่มขู่ สำคัญผิด หรือหลอกลวง จะเป็นความผิดฐานใดการขู่เอาทรัพย์ไป เจ้าของส่งให้ จึงเป็นชิงทรัพย์ ได้ทรัพย์ที่ส่งให้โดยสำคัญผิดเป็นกึ่งยักยอกตามมาตรา๓๕๒ วรรคสอง หลอกเอาทรัพย์ไปได้เป็นฉ้อโกง เมื่อการฉ้อโกงตามมาตรา ๓๔๑ เป็นการได้ทรัพย์ไปโดยการหลอกลวงเอากรรมสิทธิ์ จึงไม่เป็นลักทรัพย์ เพราะกฎหมายบัญญัติโดยเฉพาะแยกออกไปจากลักทรัพย์ จะเป็นลักทรัพย์อยู่อีกไม่ได้ แต่หลอกเอาการครอบครองไม่เป็นฉ้อโกง จึงยังคงเป็นลักทรัพย์อยู่ตามเดิม เพราะไม่ถือเป็นการได้ทรัพย์ไปโดยเจ้าของทรัพย์ยินยอมโดยหลอกให้เขาส่งมอบการครอบครองมา แต่ไม่ถึงกับฉ้อโกงเพราะไม่ใช่ได้ไปอย่างหลอกเอากรรมสิทธิ์ ยังคงเป็นลักทรัพย์ที่เรียกว่าลักทรัพย์โดยใช้อุบาย เหตุผลเหล่านี้คงช่วย ให้เข้าใจการลักทรัพย์โดยใช้อุบายและความแตกต่างระหว่างหลอกในลักทรัพย์และในฉ้อโกงได้บ้าง (ดูรายละเอียด เพิ่มเติมในศาสตราจารย์จิตติ ติงศภัทิย์, รวมหมายเหตุท้ายคำพิพากษาศาลฎีกา กฎหมายอาญาของศาสตราจารย์จิตติติงศภัทิย์ รวบรวมโดย ดร.เกียรติขจร วัจนะสวัสดิ์ ดร.ทวีเกียรติ มีนะกนิฐ, พิมพ์ครั้งที่ ๔, กรุงเทพฯ : หน้า ๒๓๕) คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๒๙๔/๒๕๕๓ หลังจากทำสัญญาเช่าซื้อจำเลยชำระค่าเช่าซื้อให้ผู้เสียหายเพียง ๒ งวดแล้วไม่ชำระค่าเช่าซื้ออีกเลย และจำเลยนำรถที่เช่าซื้อไปตีใช้หนี้ให้แก่ผู้อื่นโดยจำเลยทราบอยู่แล้วว่ารถที่เช่าซื้อยังเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้เสียหาย เมื่อ จ. ไปติดตามยึดรถที่เช่าซื้อแต่จำเลยบ่ายเบี่ยงไม่ให้ความร่วมมือ พฤติการณ์ของจำเลยดังกล่าวบ่งชี้ให้เห็นว่าจำเลยมีเจตนาเบียดบังเอาทรัพย์ของผู้เสียหายที่อยู่ในครอบครองของจำเลยไปโดยทุจริต จึงเป็นความผิดฐานยักยอก คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๒๒๘/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล.๗ น.๙๙ ผู้เสียหายยินยอมส่งมอบรถจักรยานยนต์ของกลางให้แก่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เนื่องจากถูกจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ หลอกลวงให้ทำสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกัน มิใช่เป็นการเอารถจักรยานยนต์ของกลางไปโดยพลการโดยทุจริตอันจะเป็นความผิดฐานลักทรัพย์หากแต่เป็นการได้รถจักรยานยนต์ของกลางไปโดยการหลอกลวงผู้เสียหายโดยทุจริตว่าจะปฏิบัติตามสัญญาเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ที่ทำไว้กับผู้เสียหาย การกระทำของจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ เป็นตัวการร่วมกันกระทำความผิดฐานฉ้อโกง ส่วนจำเลยที่ ๔ ไม่ได้ประกอบกิจการซื้อขายรถจักรยานยนต์ แต่รับซื้อรถจักรยานยนต์ของกลางในราคาต่ำกว่าราคาปกติมาก ทั้งเป็นการซื้อขายกันในลักษณะเร่งรีบและรวบรัด ไม่มีการตรวจสอบทางทะเบียนเพื่อทราบถึงบุคคลผู้เป็นเจ้าของที่แท้จริงก่อน เป็นการผิดปกติวิสัยการซื้อขายโดยสุจริตทั่วไป ฟังได้ว่าจำเลยที่ ๔ รับซื้อรถจักรยานยนต์ของกลางไว้โดยรู้ว่าเป็นทรัพย์อันได้มาจากการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงการที่จำเลยที่ ๔ จ่ายเงินค่าซื้อรถจักรยานยนต์ของกลางให้แก่จำเลยที่ ๓ จำเลยที่ ๓ มอบกุญแจรถจักรยานยนต์ของกลางให้จำเลยที่ ๔ และจำเลยที่ ๔ ขึ้นนั่งคร่อมรถจะขับออกไป แต่ถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมเสียก่อน ถือได้ว่าจำเลยที่ ๔ ได้รับทรัพย์ที่ซื้อจากจำเลยที่ ๓ ไว้แล้ว เป็นความผิดฐานรับของโจรสำเร็จแล้ว ",อาญา,"ข้อสังเกต แม้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องฐานฉ้อโกงจะระงับลงแล้ว แต่ทรัพย์ที่ได้มาจากการฉ้อโกงยังเป็น ของโจรอยู่ ผู้รับของโจรจึงยังมีความผิด นักศึกษาบางท่านอ่านแล้วอาจรู้สึกสงสารผู้รับของโจรว่าทำไมไม่ได้รับ ประโยชน์จากสิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับ ขอให้สังเกตว่าความผิดฐานฉ้อโกงตามมาตรา ๓๔๑ โทษจำคุก ไม่เกิน ๓ ปี แต่ความผิดฐานรับของโจรตามมาตรา ๓๕๗ วรรคแรก โทษจำคุกไม่เกิน ๕ ปี หากพิจารณาจาก อัตราโทษแล้ว ความผิดฐานรับของโจรถือว่าร้ายแรงกว่าฉ้อโกง (คดีนี้มีการถอนคำร้องทุกข์)", 78,5,"นายหนึ่งฟ้องคดีแพ่งเรียกเงินกู้ ๕๐๐,๐๐๐ บาท จากนายสอง นายสองขาดนัดยื่นคำให้การ และขาดนัดพิจารณา ศาลสืบพยานโจทก์ไปฝ่ายเดียวโดยนายหนึ่งเบิกความต่อศาลว่า นายหนึ่งส่งมอบเงินให้ นายสองไป ๕๐๐,๐๐๐ บาท ตามสัญญากู้ คดีเสร็จการพิจารณาศาลพิพากษาให้นายสองชำระเงินให้นายหนึ่ง ตามฟ้องพร้อมดอกเบี้ย นายสองอุทธรณ์ว่าการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องไม่ชอบ ศาลอุทธรณ์พิพากษา ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นเพิกถอนกระบวนพิจารณาตั้งแต่ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้ศาลชั้นต้นพิจารณา พิพากษาใหม่ตามรูปคดี เมื่อพิจารณาคดีใหม่นายสองนำใบฝากเงินธนาคาร ๑๐๐,๐๐๐ บาทที่นายหนึ่งนำฝาก ให้นายสองมาถามค้านนายหนึ่ง นายหนึ่งยอมรับว่ามอบเงินให้นายสองเพียง ๑๐๐,๐๐๐ บาท ไม่ใช่ ๕๐๐,๐๐๐ บาท และได้รับชำระหนี้ครบถ้วนแล้ว ศาลพิพากษายกฟ้อง คดีถึงที่สุด ความจริงเป็นไปตามที่นายหนึ่งเบิกความ ในครั้งหลัง นายสองจึงฟ้องนายหนึ่งเป็นคดีอาญาจากการเบิกความในครั้งแรกฐานเบิกความเท็จว่ามอบเงิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท อันเป็นเท็จทั้งที่ความจริงมอบเงินเพียง ๑๐๐,๐๐๐ บาท",ให้วินิจฉัยว่า นายหนึ่งมีความผิดฐานเบิกความเท็จหรือไม่ ,"คำตอบ คดีนี้แม้ศาลอุทธรณ์พิพากษาเพิกถอนกระบวนพิจารณาไปแล้ว แต่ขณะที่นายหนึ่งเบิกความตามที่เป็นคดีในคำฟ้องนี้ครั้งแรก ขณะนั้นการพิจารณาคดียังมิได้ถูกเพิกถอน หากฟังได้ว่านายหนึ่งเบิกความเท็จในการพิจารณาคดีต่อศาล ถ้าความเท็จนั้นเป็นข้อสำคัญในคดีก็ย่อมมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๗๗ วรรคหนึ่ง และถือได้ว่าได้กระทำความผิดสำเร็จไปแล้ว แม้การพิจารณาในส่วนดังกล่าวต่อมาจะถูกเพิกถอนก็หาได้กระทบการกระทำความผิดที่สำเร็จไปแล้วไม่ ดังนั้น การที่นายหนึ่งเบิกความต่อศาลในครั้งแรก นายหนึ่งได้เบิกความต่อศาลแล้ว แต่การกระทำของนายหนึ่งจะเป็นความผิดหรือไม่ อยู่ที่ว่าคำเบิกความของนายหนึ่งเป็นข้อสำคัญในคดีหรือไม่ นายหนึ่งเบิกความต่อศาลว่า นายหนึ่งส่งมอบเงินให้นายสองไป ๕๐๐,๐๐๐ บาท ตามสัญญากู้ทั้งที่ความจริงส่งมอบเงินให้นายสองไปเพียง ๑๐๐,๐๐๐ บาท เป็นการเบิกความเกี่ยวกับประเด็นข้อพิพาทซึ่งเป็น ข้อแพ้ชนะกัน ถือเป็นข้อสำคัญในคดี นายหนึ่งจึงมีความผิดฐานเบิกความเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๗๗ วรรคหนึ่ง คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๖๙๔/๒๕๖๗ คดีนี้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยยกฟ้องโจทก์ โดยเห็นว่า การพิจารณาที่จำเลย เบิกความนั้นศาลได้เพิกถอนกระบวนพิจารณาคดีดังกล่าวไปแล้ว แต่ขณะที่จำเลยเบิกความตามที่เป็นคดีในคำฟ้องนี้การพิจารณาคดียังมิได้ถูกเพิกถอน หากฟังได้ว่าจำเลยเบิกความเท็จอันเป็นข้อสำคัญในคดีก็ย่อมมีความผิด และถือได้ว่าได้กระทำความผิดสำเร็จไปแล้ว แม้การพิจารณาในส่วนดังกล่าวต่อมาจะถูกเพิกถอนก็หาได้กระทบการกระทำความผิดที่สำเร็จไปแล้วไม่ ดังนั้น การที่จำเลยเบิกความต่อศาลในคดีแพ่งดังกล่าว จำเลยได้เบิกความต่อศาลแล้วแม้ต่อมาศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาในคดีแพ่งก็ไม่มีผลกระทบการกระทำของจำเลยแต่การกระทำของจำเลยจะเป็นความผิดหรือไม่ อยู่ที่ว่าคำเบิกความของจำเลยเป็นข้อสำคัญในคดีหรือไม่ (เมื่อในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ผบ ๑๓๕/๒๕๖๐ ของศาลชั้นต้น จำเลยเบิกความว่า โจทก์กู้ยืมเงินจากจำเลย ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท โดยจำเลยเบิกความประกอบสำเนาหลักฐานการกู้ยืมเงินและสำเนารายงานประจำวันรับแจ้ง ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ผบ ๑๓๕/๒๕๖๐ ของศาลชั้นต้น ส่วนโจทก์ให้การและนำสืบในคดีแพ่งว่า โจทก์กู้ยืมเงินจากจำเลยเพียง ๒๔๐,๐๐๐ บาท ซึ่งต่อมาศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์กู้ยืมและรับเงินไปจากจำเลย ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ดังนี้ จึงยังไม่อาจรับฟังได้ว่า คำเบิกความของจำเลยในคดีแพ่งดังกล่าวที่เบิกความว่า โจทก์กู้ยืมเงินจากจำเลย ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท เป็นความเท็จ การที่จำเลยเบิกความในคดีแพ่งหมายเลขแดง ผบ ๑๓๕/๒๕๖๐ ของศาลชั้นต้นจึงไม่เป็นความผิดฐานเบิกความเท็จตาม ป.อ. มาตรา ๑๗๗)",อาญา,"ข้อสังเกต คดีนี้ส่วนที่วงเล็บไว้เป็นการวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าคำเบิกความไม่ใช่ความเท็จ อาจารย์จึง นำฎีกาในส่วนข้อกฎหมายที่ว่าเบิกความเท็จไปแล้ว ถูกศาลอุทธรณ์เพิกถอนก็ยังเป็นความผิดมาแต่งคำถาม โดยเปลี่ยนข้อเท็จจริงให้เป็นความเท็จและเป็นข้อสำคัญในคดี คำตอบจึงไม่ตรงกับผลสุดท้ายของฎีกาที่ข้อเท็จจริง ต่างกัน ถ้าวิเคราะห์ไม่ได้ก็ทำข้อสอบไม่ได้", 78,6,"นายเอกถูกนายโทฟ้องคดีอาญาฐานยักยอกทรัพย์และฐานฟ้องเท็จในคดีอาญา ศาลไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีมีมูล จึงประทับฟ้องไว้พิจารณา นายเอกให้การปฏิเสธ ระหว่างการสืบพยานโจทก์นายเอกขับรถจักรยานยนต์โดยประมาทชนนายโท เป็นเหตุให้นายโทได้รับอันตรายสาหัส นายเอกถูกพนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องคดีฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้นายโทได้รับอันตรายสาหัส นายเอกและนายโทได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันเกี่ยวกับคดีอาญา โดยตกลงกันว่า เมื่อนายโทถอนฟ้องคดีที่นายโทเป็นโจทก์ฟ้องฐานยักยอก นายเอกจะจ่ายเงินให้นายโท ๕๐,๐๐๐ บาท และฐานฟ้องเท็จ นายเอกจะจ่ายเงินให้นายโท ๑๐๐,๐๐๐ บาท และเมื่อนายโทไปเบิกความในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องนายเอกฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้นายโทได้รับอันตรายสาหัสว่านายเอกไม่ใช่ผู้ขับรถจักรยานยนต์ชนนายโท นายเอกจะจ่ายเงินให้แก่นายโท ๒๐๐,๐๐๐ บาท โดยทำสัญญาเป็นหนังสือฉบับเดียวกันต่อมานายโทยื่นคำร้องขอถอนฟ้องคดียักยอกและฟ้องเท็จ นายเอกไม่คัดค้าน ศาลอนุญาตให้นายโทถอนฟ้องและจำหน่ายคดีจากสารบบความจนคดีถึงที่สุดไปแล้ว และนายโทไปเบิกความว่านายเอกไม่ใช่ผู้ขับรถจักรยานยนต์ชนนายโท จนศาลพิพากษายกฟ้องนายเอกไปแล้ว นายโททวงเงินจากนายเอก ๓๕๐,๐๐๐ บาทแต่นายเอกไม่ชำระ ",ให้วินิจฉัยว่า นายโทจะฟ้องนายเอกให้ชำระเงินตามสัญญาได้หรือไม่,"คำตอบ การที่นายเอกและนายโทได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความเกี่ยวกับคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องนายเอกว่า เมื่อนายโทไปเบิกความว่านายเอกไม่ใช่ผู้ขับรถจักรยานยนต์ชนนายโท นายเอกจะจ่ายเงินให้แก่นายโท ๒๐๐,๐๐๐ บาท เป็นการตกลงทำสัญญากันให้พยานไปเบิกความเท็จอันเป็นข้อสำคัญในคดี จึงเป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย เพราะการไปเบิกความเท็จเป็นความผิดซึ่งมีโทษทางอาญา สัญญาประนีประนอมยอมความในส่วนของการให้ค่าตอบแทน ๒๐๐,๐๐๐ บาท เพื่อไปเบิกความเท็จจึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๐ เนื่องจากขัดต่อกฎหมายซึ่งมีโทษทางอาญา อันเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน นายโทจึงไม่อาจฟ้องให้นายเอกชำระเงิน ๒๐๐,๐๐๐ บาทจากสัญญาที่เป็นโมฆะได้ แม้นายเอกและโทได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันเกี่ยวกับคดีอาญาทั้งสามฐานความผิดโดยทำสัญญาเป็นหนังสือฉบับเดียวกัน แต่สัญญาดังกล่าวมีเรื่องการถอนฟ้องและการเบิกความเท็จ ถือว่าส่วนหนึ่งส่วนใดของนิติกรรมเป็นโมฆะ นิติกรรมนั้นย่อมตกเป็นโมฆะทั้งสิ้น เว้นแต่จะพึงสันนิษฐานได้โดยพฤติการณ์แห่งกรณีว่า คู่กรณีเจตนาจะให้ส่วนที่ไม่เป็นโมฆะนั้นแยกออกจากส่วนที่เป็นโมฆะได้ตามมาตรา ๑๗๓ การให้ไปเบิกความเท็จกับการถอนฟ้องสามารถแยกส่วนออกจากกันได้จึงต้องพิจารณาความสมบูรณ์ของสัญญาประนีประนอมยอมความเกี่ยวกับการถอนฟ้องต่อไป สัญญาประนีประนอมยอมความที่ว่าเมื่อนายโทถอนฟ้องคดียักยอก นายเอกจะจ่ายเงินให้นายโท๕๐,๐๐๐ บาทนั้น ความผิดฐานยักยอกเป็นความผิดต่อส่วนตัว จะถอนฟ้องในเวลาใดก่อนคดีถึงที่สุดก็ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๕ สัญญาประนีประนอมยอมความส่วนนี้มิได้มีวัตถุประสงค์ขัดต่อกฎหมายหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนไม่ตกเป็นโมฆะและเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความที่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อนายโทถอนฟ้องให้ตามสัญญาแล้วแต่นายเอกไม่ชำระเงินตามสัญญา นายโทจึงฟ้องนายเอกให้ชำระเงินตามสัญญาส่วนของการถอนฟ้องคดียักยอก ๕๐,๐๐๐ บาทได้ สัญญาประนีประนอมยอมความที่ว่าเมื่อนายโทถอนฟ้องคดีฟ้องเท็จ นายเอกจะจ่ายเงินให้นายโท ๑๐๐,๐๐๐ บาทนั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๕ วรรคหนึ่ง มิได้ห้าม โจทก์ซึ่งฟ้องคดีความผิดอาญาแผ่นดินไว้แล้วจะถอนฟ้องไม่ได้เสียเลย การที่นายโทถอนฟ้องในคดีที่ตนฟ้องนายเอกคดีฟ้องเท็จซึ่งเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน ย่อมเป็นการใช้สิทธิของนายโทพึงกระทำได้ก่อนที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามกฎหมาย สัญญาประนีประนอมยอมความมิได้มีวัตถุประสงค์ขัดต่อกฎหมายหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนไม่ตกเป็นโมฆะและเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความที่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อนายโทถอนฟ้องให้ตามสัญญาแล้ว แต่นายเอกไม่ชำระเงินตามสัญญา นายโทจึงฟ้องนายเอกให้ชำระเงินตามสัญญาส่วนของการถอนฟ้องคดีฟ้องเท็จ ๑๐๐,๐๐๐ บาทได้ ",แพ่ง,"ข้อสังเกต สำหรับความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส หากคู่กรณีทำสัญญาว่า จะยื่นคำร้องขอให้ศาลลงโทษสถานเบาและรอการลงอาญา แล้วจะจ่ายเงินให้ นิติกรรมไม่เป็นโมฆะ เพราะไม่ขัดต่อกฎหมาย หรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน หรือขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน เพราะเป็นสิทธิของผู้เสียหายที่จะได้รับการบรรเทาผลร้าย คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๖๒๐/๒๕๖๗ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๕ วรรคหนึ่ง มิได้ห้ามโจทก์ซึ่งฟ้องคดีความผิดอาญาแผ่นดินไว้แล้วจะถอนฟ้องไม่ได้เสียเลย การที่โจทก์ร่วมรับเช็คพิพาทจากจำเลยแล้วถอนฟ้องในคดีที่โจทก์ร่วมเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยในความผิดฐานฟ้องเท็จซึ่งเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน ย่อมเป็นการใช้สิทธิของโจทก์ร่วมอันพึงกระทำได้ก่อนที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามกฎหมาย มูลหนี้ตามเช็คพิพาทมิได้มีวัตถุประสงค์ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนไม่ตกเป็นโมฆะ ข้อสังเกต คำพิพากษาฎีกานี้กลับฎีกาที่ ๔๓๕๑/๒๕๔๘ ที่เคยวินิจฉัยว่า ข้อตกลงประนีประนอมยอมความเกี่ยวกับถอนฟ้องคดีอาญาแผ่นดิน เป็นข้อตกลงที่มีวัตถุประสงค์ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๕๒๔/๒๕๖๗ แม้ขณะเกิดเหตุจำเลยไม่ได้อยู่กินฉันสามีภริยากับ ก. แล้วและอำนาจปกครองของผู้เสียหายตามกฎหมายเป็นของ ก. ก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่า ขณะเกิดเหตุก. พาผู้เสียหายไปฝากให้พักอาศัยอยู่กับจำเลยซึ่งก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายเคยพักอาศัยอยู่กับจำเลยหลายปีโดยจำเลยอุปการะเลี้ยงผู้เสียหายเสมือนเป็นบิดา เช่นนี้ พฤติการณ์ล่วงละเมิดทางเพศที่จำเลยกระทำต่อผู้เสียหายจึงมีลักษณะเป็นการกระทำที่จำเลยมีอำนาจบังคับเหนือผู้เสียหาย ซึ่งก่อนเกิดเหตุเคยอยู่ในความอุปการะของจำเลย และขณะเกิดเหตุ ก. ได้ฝากให้ผู้เสียหายอยู่ในความดูแลของจำเลย ทำให้ผู้เสียหายต้องมีความเคารพยำเกรงและเชื่อฟังจำเลย ผู้เสียหายจึงเป็นผู้อยู่ภายใต้อำนาจด้วยประการอื่นใดของจำเลยตามความหมายของ ป.อ. มาตรา ๒๘๕ แล้ว ดังนี้ เมื่อจำเลยพยายามกระทำชำเราผู้เสียหายในระหว่างที่ผู้เสียหายอยู่ภายใต้อำนาจด้วยประการอื่นใดของจำเลยแล้ว จำเลยจึงต้องรับโทษหนักขึ้น ข้อสังเกต คำพิพากษาฎีกานี้วินิจฉัยตามมาตรา ๒๘๕ แก้ไขล่าสุดที่เพิ่มเติมคำว่า ""หรือผู้อยู่ภายใต้อำนาจด้วยประการอื่นใด"" ดังนั้น คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๒๐๕/๒๕๖๗ ที่วินิจฉัยว่า ""ผู้อยู่ใต้อำนาจปกครอง"" ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๕ หมายถึง ความปกครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มิใช่ตามพฤตินัย จำเลยและภริยาซึ่งเป็นลุงกับป้าผู้เสียหายรับผู้เสียหายไว้อุปการะเลี้ยงดูให้การศึกษา ดังนั้น ผู้เสียหายไม่ได้อยู่ในความปกครองของจำเลยที่จะเพิ่มโทษหนักขึ้นตามมาตรา ๒๘๕ ได้คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๒๐๕/๒๕๖๗ เป็นคดีที่ตัดสินตามกฎหมายเก่า ไม่อาจใช้เป็นบรรทัดฐานว่าไม่อาจเพิ่มโทษหนักขึ้นตามมาตรา ๒๘๕ เพราะแม้ว่าจะไม่ใช่ ""ผู้อยู่ใต้อำนาจปกครอง"" แต่ก็เป็น ""ผู้อยู่ภายใต้อำนาจด้วยประการอื่นใด"" ตามมาตรา ๒๘๕ ที่แก้ไขใหม่ ", 78,6,"นายสี่เมาสุราขับรถกระบะของตนผ่านมาพบนายหนึ่งซึ่งเป็นคนไม่ชอบหน้ากัน นายสี่ลงจากรถกระบะมาพูดจาไม่ดีกับนายหนึ่ง นายหนึ่งหมั่นไส้นายสี่อยู่แล้วจึงเอาปืนยิงนายสี่ไปที่หน้าอกหนึ่งนัดนายสี่ล้มครืนลงที่พื้น นายหนึ่งเข้าใจว่านายสี่ถึงแก่ความตายไปแล้ว จึงไปเล่าให้นายสองและนายสามฟังว่าตนยิงนายสี่ตายขอให้นายสองและนายสามช่วยกันนำร่างของนายสี่ขึ้นรถกระบะของนายสี่ไปเผาทิ้งจะได้ไม่มีใครทราบว่านายสี่ตาย นายหนึ่ง นายสอง และนายสามร่วมกันยกร่างนายสี่ขึ้นรถกระบะขับไปซ่อนในที่เปลี่ยวแล้วนำฟางมากองทับร่างนายสี่ท้ายรถกระบะแล้วนำน้ำมันราดไปที่ร่างนายสี่และฟางแล้วจุดไฟเผาฟางและร่างของนายสี่ที่อยู่บนรถกระบะ นายสี่ซึ่งสลบไปจึงถึงแก่ความตายเนื่องจากถูกไฟคลอกจากการเผา ",ให้วินิจฉัยว่านายหนึ่ง นายสอง และนายสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาฐานใด,"คำตอบ การที่นายหนึ่งใช้ปืนยิงนายสี่ไปที่หน้าอกหนึ่งนัด นายสี่ล้มลงที่พื้น เป็นการลงมือฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาแล้ว การที่นายสี่ล้มลง นายหนึ่งเข้าใจว่านายสี่ถึงแก่ความตายแล้ว จึงร่วมกับนายสองและนายสามเผาร่างของนายสี่ซึ่งสลบไปจนถึงแก่ความตายนั้น ความตายของนายสี่เป็นผลโดยตรงจากการที่นายหนึ่งลงมือฆ่านายสี่ การที่นายหนึ่งร่วมกับนายสองและนายสามเผาร่างของนายสี่จนถึงแก่ความตายเพื่อปกปิดความผิดนั้น เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใหม่หลังจากนายหนึ่งกระทำความผิด จึงเป็นเหตุแทรกแซงที่วิญญูชนคาดหมายว่าย่อมเกิดขึ้นได้ นายหนึ่งจึงต้องรับผิดในผล คือ นายหนึ่งต้องรับผิดฐานฆ่านายสี่โดยเจตนาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ บทหนึ่ง ไม่ใช่รับผิดเพียงฐานพยายามฆ่านายสี่ (ศาลชั้นต้นตัดสินว่านายหนึ่งผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาแล้ว ไม่มีผู้ใดอุทธรณ์ฎีกาขึ้นมาจึงไม่มีประเด็นให้ศาลฎีกาวินิจฉัย แต่เมื่อถามว่านายหนึ่งมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาหรือไม่ จึงต้องตอบว่านายหนึ่งผิดมาตรา ๒๘๘ บทหนึ่งตามที่ศาลชั้นต้นตัดสินไว้ โดยควรกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำและผลด้วย เพราะคดีนี้มีเหตุแทรกแซง สำหรับความผิดฐานพาอาวุธปืนไปในเมืองหรือหมู่บ้านและยิงปืนโดยใช่เหตุซึ่งเป็นความผิดลหุโทษ ขอให้สังเกตว่าธงคำตอบข้อสอบเนติบัณฑิตและผู้ช่วยผู้พิพากษามักจะไม่กล่าวถึง อาจเป็นเพราะว่าคำตอบในประเด็นหลักก็ยากพอแล้ว ถ้าตอบมาก็ไม่ถือว่าผิดแต่ไม่ได้คะแนนเพิ่มหรือไม่โดนหักคะแนน แต่ขอให้ติดตามธงคำตอบที่ออกมาล่าสุดด้วยว่าเปลี่ยนแนวหรือไม่) การที่นายหนึ่ง นายสอง และนายสาม ร่วมกันจุดไฟเผาร่างของนายสี่ที่อยู่บนรถกระบะนายสี่ซึ่งสลบไปจึงถึงแก่ความตายเนื่องจากถูกไฟคลอกจากการเผา แม้จะครบองค์ประกอบภายนอกในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นตามมาตรา ๒๘๘ แต่การที่นายหนึ่ง นายสอง และนายสามเข้าใจว่านายสี่ถึงแก่ความตายไปแล้ว เป็นการกระทำโดยไม่รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิด คือ ไม่รู้ว่านายสี่ยังมีชีวิตอยู่ จะถือว่าผู้กระทำประสงค์ต่อผล หรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้นมิได้ นายหนึ่ง นายสอง และนายสาม จึงไม่มีเจตนาฆ่านายสี่สำหรับการกระทำในส่วนนี้ แต่นายหนึ่ง นายสองและนายสาม มิได้ใช้ความระมัดระวังตรวจดูให้ดีก่อนว่านายสี่ถึงแก่ความตายแล้วหรือไม่ ซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนายหนึ่ง นายสอง และนายสาม จักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่ นายหนึ่ง นายสอง และนายสาม แต่ละคนจึงมีความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายบทหนึ่ง แต่ต้องถือว่าต่างคนต่างประมาทไม่ใช่ร่วมกันกระทำโดยประมาทเพราะการเป็นตัวการร่วมกันมีได้เฉพาะการกระทำโดยเจตนาร่วมกันกระทำความผิด (ในฎีกาไม่ได้วินิจฉัยว่านายหนึ่งมีความผิดตามมาตรา ๒๙๑ เพราะศาลชั้นต้นตัดสินว่านายหนึ่งผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาแล้ว ไม่มีผู้ใดอุทธรณ์ฎีกาขึ้นมาจึงไม่เป็นประเด็นตามฎีกา แม้ศาลฎีกาจะวินิจฉัยว่านายสองและนายสามมีความผิดตามมาตรา ๒๙๑ โดยไม่กล่าวถึงนายหนึ่ง แต่คำถามข้อนี้ควรตอบว่านายหนึ่งผิดมาตรา ๒๙๑ อีกบทหนึ่งด้วย) และยังเป็นความผิดฐานร่วมกันวางเพลิงเผาทรัพย์ของผู้อื่น คือ เผารถยนต์ของนายสี่โดยเจตนาเล็งเห็นผลตามมาตรา ๒๑๗ ซึ่งเป็นผลธรรมดาที่ทำให้นายสี่ถึงแก่ความตายผู้กระทำจึงต้องรับโทษหนักขึ้นตามมาตรา ๒๒๔ อีกบทหนึ่ง และเป็นการร่วมกันกระทำความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ เพราะมีเจตนาประเภทเล็งเห็นผลว่าจะเป็นการทำให้เสียหายซึ่งทรัพย์ของนายสี่ตามมาตรา ๓๕๘ อีกบทหนึ่ง (ฎีกานี้โจทก์ไม่ได้ฟ้องตามมาตรา ๒๒๔ และ ๓๕๘ ศาลจึงไม่ได้วินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสามผิดตามมาตรา ๒๒๔ และ ๓๕๘ หรือไม่) การที่นายหนึ่ง นายสอง และนายสาม ร่วมกันย้ายและเผาร่างของนายสี่ที่อยู่บนรถกระบะเพื่อไม่ให้ผู้อื่นทราบว่านายสี่ตาย แม้จะเป็นการกระทำโดยเจตนาที่จะย้ายหรือทำลายศพเพื่อปิดบังการตายหรือเหตุแห่งการตายตามมาตรา ๑๙๙ แต่ขณะที่นายหนึ่ง นายสอง และนายสาม ช่วยกันย้ายร่างของนายสี่ไปเผา นายสี่ยังไม่ถึงแก่ความตาย ร่างกายของนายสี่ในขณะนั้นจึงไม่ใช่ศพซึ่งเป็นองค์ประกอบความผิด ย่อมไม่อาจถือได้ว่านายหนึ่ง นายสอง และนายสามร่วมกันซ่อนเร้นย้ายหรือทำลายศพ เพื่อปิดบังการตายหรือเหตุแห่งการตาย เพราะเป็นการขาดองค์ประกอบภายนอกของความผิด การกระทำของนายหนึ่ง นายสอง และนายสามในส่วนนี้จึงไม่เป็นความผิดตามมาตรา ๑๙๙ (ฎีกาที่ ๑๓๒๖๒/๒๕๕๘) และไม่เป็นการร่วมกันกระทำโดยไม่มีเหตุอันสมควรเคลื่อนย้าย ทำลาย หรือทำให้ไร้ประโยชน์ ซึ่งศพตามมาตรา ๓๖๖/๓ เช่นเดียวกัน การที่นายหนึ่งเล่าให้นายสองและนายสามฟังว่าตนยิงนายสี่ตายขอให้นายสองและนายสามช่วยกันนำร่างของนายสี่ขึ้นรถกระบะไปเผาทิ้งจะได้ไม่มีใครทราบว่านายสี่ตาย นายหนึ่ง นายสอง และนายสามร่วมกันยกร่างนายสี่ขึ้นรถกระบะขับไปซ่อนในที่เปลี่ยวแล้วเผาร่างของนายสี่ที่อยู่บนรถกระบะ การกระทำของนายสองและนายสามจึงเป็นการร่วมกันช่วยนายหนึ่งมิให้ต้องรับโทษ โดยการทำให้เสียหายหรือทำลายซึ่งพยานหลักฐานในการกระทำความผิดของนายหนึ่ง นายสองและนายสามจึงร่วมกันกระทำความผิดตามมาตรา ๑๘๔ อีกบทหนึ่ง (ฎีกานี้โจทก์ไม่ได้ฟ้องว่านายสองและนายสามร่วมกันช่วยนายหนึ่งมิให้ต้องรับโทษ ทำให้เสียหาย ทำลาย ซึ่งพยานหลักฐานในการกระทำความผิดของนายหนึ่งศาลจึงไม่ได้วินิจฉัยว่าผิดมาตรา ๑๘๔) ",อาญา,"ข้อสังเกตที่บรรยายไว้ (ในวงเล็บตัวเอน) ไม่ต้องเขียนไปในคำตอบ แต่ใส่ไว้ให้อ่านให้เข้าใจมากขึ้นและรู้ว่าควรจะเขียนตอบในประเด็นดังกล่าวอย่างไรจึงจะสมบูรณ์ ฎีกาที่ ๑๓๒๖๒/๒๕๕๘ เมื่อจำเลยที่ ๑ ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายแล้ว จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ไปส่ง บ. ที่บ้านแล้วย้อนกลับไปยังกระท่อมที่เกิดเหตุอีกครั้งหนึ่ง และร่วมกับจำเลยที่ ๑ ยกร่างของผู้ตายขึ้นรถกระบะคันเกิดเหตุ ทั้งขณะที่จำเลยที่ ๑ นำฟางมาคลุมร่างของผู้ตายและนำยางในรถยนต์มาวางทับแล้วตระเตรียมน้ำมันเชื้อเพลิงขึ้นรถกระบะนั้น จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ก็อยู่ในเหตุการณ์ด้วย จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ย่อมคาดหมายได้ว่าจำเลยที่ ๑ จะต้องจุดไฟเผารถกระบะคันเกิดเหตุและร่างของผู้ตายเพื่ออำพรางคดี จากนั้นจำเลยที่ ๓ ก็นั่งไปด้วยในรถกระบะที่จำเลยที่ ๑ ขับ โดยมีจำเลยที่ ๒ ขับรถอีกคันหนึ่งแล่นติดตามไป แล้วจำเลยทั้งสามร่วมกันจุดไฟเผารถกระบะคันเกิดเหตุพร้อมร่างของผู้ตายซึ่งอยู่ในรถดังกล่าว การที่จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ร่วมกันจุดไฟเผารถกระบะคันเกิดเหตุโดยเข้าใจว่าผู้ตายถึงแก่ความตายแล้ว เป็นการกระทำโดยไม่รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิด จึงไม่มีเจตนาฆ่าผู้ตาย แต่การกระทำของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ หาได้ใช้ความระมัดระวังตรวจดูให้ดีก่อนว่าผู้ตายถึงแก่ความตายแล้วหรือไม่ ซึ่งบุคคลในภาวะเช่นจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ จักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอ จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ จึงมีความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและฐานร่วมกันวางเพลิงเผาทรัพย์ของผู้อื่น ความผิดฐานร่วมกันซ่อนเร้น ย้าย หรือทำลายศพเพื่อปิดบังเหตุแห่งการตายตาม ป.อ. มาตรา ๑๙๙ นั้น การกระทำที่จะเป็นความผิดฐานนี้ ผู้กระทำจะต้องซ่อนเร้น ย้าย หรือทำลายศพซึ่งหมายความถึงร่างกายของคนที่ตายแล้ว แต่เมื่อขณะที่ผู้ตายถูกเผา ผู้ตายยังไม่ถึงแก่ความตาย ร่างกายของผู้ตายในขณะนั้นจึงไม่ใช่ศพ ย่อมไม่อาจถือได้ว่าจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ร่วมกันซ่อนเร้น ย้ายหรือทำลายศพอันเป็นองค์ประกอบความผิด การกระทำของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ จึงไม่เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๑๙๙ ", 78,7,"นายเอกลักไม้ของนายหนึ่ง ลักปูนและทรายกับเสาปูนของนายสองมาปลูกเป็นบ้านแน่นหนาถาวรติดที่ดินของตน ต่อมานายเอกขายบ้านให้นายสามโดยให้นายสามรื้อเอาไป โดยนายเอก ได้เงินจากนายสาม ๒๐๐,๐๐๐ บาทแล้ว นายสามรื้อบ้านของนายเอกได้ไม้และเสาปูนกองไว้หน้าบ้านที่รื้อ กำลังจะนำกลับไปบ้านของนายสาม นายหนึ่งและนายสองอ้างว่าไม้และเสาปูนเป็นของตน",ให้วินิจฉัยว่า นายหนึ่ง นายสอง และนายสาม ใครมีสิทธิในไม้และเสาปูนดีกว่ากัน,"คำตอบ การที่นายเอกลักไม้ของนายหนึ่ง ลักปูนและทรายกับเสาปูนของนายสองมาปลูกบ้านแน่นหนาถาวรติดที่ดิน เป็นกรณีที่บุคคลใดสร้างโรงเรือนในที่ดินของตนด้วยสัมภาระของผู้อื่น ท่านว่าบุคคลนั้นเป็นเจ้าของสัมภาระ แต่ต้องใช้ค่าสัมภาระตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๑๕ นายเอกจึงเป็นเจ้าของบ้านที่ปลูกสร้างขึ้น เมื่อนายเอกเป็นเจ้าของบ้าน จึงมีสิทธิจำหน่ายบ้านดังกล่าวได้ในฐานะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ตามมาตรา ๑๓๓๖ การที่นายเอกขายบ้านให้นายสามโดยให้นายสามรื้อเอาไป แม้บ้านจะเป็นอสังหาริมทรัพย์ เพราะเป็นทรัพย์อันติดอยู่กับที่ดินมีลักษณะเป็นการถาวร แต่เมื่อเป็นการขายโดยให้รื้อเอาไป แสดงว่าคู่สัญญาเจตนาขายกันอย่างสังหาริมทรัพย์ สัญญาซื้อขายระหว่างนายเอกและนายสามมีผลบังคับได้ระหว่างคู่สัญญา หาตกเป็นโมฆะเพราะไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ไม่ (คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๗๐๒/๒๕๓๕) แม้ว่านายเอกยังไม่ได้ชำระค่าสัมภาระให้แก่นายหนึ่งและนายสองตามมาตรา ๑๓๑๕ แต่ก็เป็นเรื่องที่นายหนึ่งและนายสองต้องไปว่ากล่าวกับนายเอกซึ่งเป็นบุคคลสิทธิระหว่างนายเอกกับนายหนึ่งและนายสอง การที่นายเอกยังไม่ชำระค่าสัมภาระดังกล่าวหาทำให้กรรมสิทธิ์ของนายเอกหมดไปหรือทำให้ไม่มีอำนาจจำหน่ายจ่ายโอนทรัพย์ไม่ แม้ไม้จะเคยเป็นของนายหนึ่งและเสาปูนจะเคยเป็นของนายสอง แต่เมื่อนายเอกได้เป็นเจ้าของบ้านดังที่วินิจฉัยมาแล้ว นายสามซื้อบ้านมาจากนายเอกซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ นายสามย่อมได้กรรมสิทธิ์ในไม้และเสาปูนดังกล่าวตามมาตรา ๑๓๓๖ ประกอบมาตรา ๔๕๘ นายสามจึงมีสิทธิในไม้และเสาปูนดีกว่านายหนึ่งและนายสอง ",แพ่ง,ข้อสังเกต คำถามข้อนี้หากเปลี่ยนข้อเท็จจริงจากคำถามไปเล็กน้อย จากนายเอกปลูกบ้านบนที่ดิน ของตนเอง เป็นปลูกบ้านบนที่ดินของผู้อื่นคำตอบจะเปลี่ยนไปมาก ขอให้ดูในคำถามใน บทบรรณาธิการเล่ม ๘ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๗๐๒/๒๕๓๕ จำเลยซื้อบ้านจากการขายทอดตลาดของศาลอย่างสังหาริมทรัพย์โดยจะต้องรื้อออกไป จึงไม่ต้องทำเป็นหนังสือจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๕๖ และการที่จำเลยซึ่งรับโอนบ้านมาอย่างสังหาริมทรัพย์ก็ย่อมโอนต่อให้ผู้ร้องสอดอย่างสังหาริมทรัพย์ได้เช่นเดียวกัน การที่จำเลยยกบ้านให้แก่ผู้ร้องสอดโดยเสน่หา จึงไม่ต้องจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ผู้รับโอนย่อมรับโอนไปทั้งสิทธิและหน้าที่ของจำเลยที่มีอยู่โดยจะต้องรื้อถอนบ้านออกไปด้วย แต่เนื่องจากผู้ร้องสอดกับโจทก์ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันไว้ว่ายอมให้ผู้ร้องสอดอยู่อาศัยในที่ดินของโจทก์บริเวณที่ปลูกบ้านนั้นได้ โดยไม่ต้องเสียค่าเช่าที่ดินตลอดชีวิตของผู้ร้องสอด ซึ่งข้อตกลงดังกล่าวมีลักษณะเป็นการก่อตั้งสิทธิเหนือพื้นดิน ทำให้ผู้ร้องสอดมีสิทธิใช้สอยที่ดินของโจทก์บริเวณที่ปลูกบ้านโดยไม่มีค่าตอบแทนซึ่งเป็นทรัพยสิทธิอย่างหนึ่งตามมาตรา ๑๔๑๐ แม้การได้มาซึ่งทรัพยสิทธิของผู้ร้องสอดจะไม่ได้ทำเป็นหนังสือจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ตามมาตรา ๑๒๙๙ วรรคหนึ่ง ก็ตาม แต่ก็มีผลผูกพันระหว่างโจทก์กับผู้ร้องสอดซึ่งเป็นคู่สัญญา ดังนั้น ผู้ร้องสอดจึงมีสิทธิใช้สอยที่ดินบริเวณดังกล่าวปลูกบ้านได้ เมื่อบ้านปลูกอยู่ในที่ดินบริเวณซึ่งผู้ร้องสอดมีสิทธิเหนือพื้นดินอยู่แล้ว จึงไม่ต้องรื้อบ้านออกไป แม้การโอนบ้านระหว่างจำเลยและผู้ร้องสอดจะเป็นการโอนอย่างสังหาริมทรัพย์ในตอนแรกก็ตาม ก็เป็นคนละกรณีกับเรื่องที่ผู้ร้องสอดมีสิทธิเหนือพื้นดินต่อโจทก์ และไม่ทำให้การโอนบ้านระหว่างจำเลยกับผู้ร้องสอดกลายเป็นการโอนอสังหาริมทรัพย์ไปได้ ผู้ร้องสอดจึงไม่ต้องรื้อบ้านออกไปจากที่ดินของโจทก์, 78,7,"นายหนึ่งเป็นนายกเทศมนตรี เทศบาล ก. มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาและอนุมัติเบิกจ่ายเงินงบประมาณซึ่งเป็นทรัพย์สินของเทศบาลในการจัดซื้อจัดจ้างโครงการส่งเสริมอนุรักษ์ประเพณี ปี ๒๕๖๘ ในงบประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ บาท นายหนึ่งสั่งการให้เจ้าหน้าที่พัสดุจัดทำเอกสารขออนุมัติดำเนินการจัดจ้างนายสองให้เป็นผู้รับเหมารถแห่ประชาสัมพันธ์และทำบันทึกตรวจรับงานจ้างทั้งที่ความจริงไม่มีการเหมารถแห่ประชาสัมพันธ์โดยมีนายสองลงชื่อเป็นผู้รับจ้าง แล้วนายหนึ่งอนุมัติและจ่ายเงินค่าจ้างให้แก่นายสอง ซึ่งเป็นเอกชนที่มารับจ้าง นายสองได้รับเงินไป ๓๐๐,๐๐๐ บาท",ให้วินิจฉัยว่า นายหนึ่งและนายสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาฐานใด,"คำตอบ นายหนึ่งเป็นนายกเทศมนตรี เทศบาล ก. มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาและอนุมัติเบิกจ่ายเงินงบประมาณซึ่งเป็นทรัพย์สินของเทศบาลในการจัดซื้อจัดจ้างโครงการส่งเสริมอนุรักษ์ประเพณีนายหนึ่งจึงเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ของเทศบาล ก. การที่นายหนึ่งสั่งการให้เจ้าหน้าที่พัสดุจัดทำเอกสารขออนุมัติดำเนินการจัดจ้างนายสองให้เป็นผู้รับเหมารถแห่ประชาสัมพันธ์และทำบันทึกตรวจรับงานจ้างทั้งที่ความจริงไม่มีการเหมารถแห่ประชาสัมพันธ์ แล้วนายหนึ่งอนุมัติและจ่ายเงินค่าจ้างให้แก่นายสอง ซึ่งเป็นเอกชนที่มารับจ้าง ๓๐๐,๐๐๐ บาท เป็นการใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต เพราะเป็นการกระทำเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับผู้อื่น เมื่อความจริงแล้วไม่มีการเหมารถแห่ประชาสัมพันธ์เทศบาล ก. ก็ไม่ต้องจ่ายเงินตามการจัดซื้อจัดจ้าง ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐหรือเทศบาล ก. ซึ่งเป็นเจ้าของทรัพย์นั้นการกระทำของนายหนึ่งจึงเป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐหรือเทศบาลเจ้าของทรัพย์นั้น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๑ บทหนึ่ง การที่นายสองลงชื่อในเอกสารเป็นผู้รับจ้าง และได้รับเงินไป ๓๐๐,๐๐๐ บาท แม้การกระทำของนายสองจะเป็นการกระทำร่วมกันกับนายหนึ่งโดยการแบ่งหน้าที่กันทำ แต่นายสองไม่ใช่เจ้าพนักงานไม่อาจเป็นตัวการร่วมกับนายหนึ่งกระทำความผิดได้ การกระทำของนายสองดังกล่าวเป็นเพียงการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่นายหนึ่งก่อนและขณะกระทำความผิด นายสองจึงเป็นผู้สนับสนุนนายหนึ่งกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๑ ประกอบมาตรา ๘๖ แม้การกระทำของนายหนึ่งจะความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตตามมาตรา ๑๕๗ โดยมีนายสองเป็นผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดตามมาตรา ๑๕๗ ประกอบมาตรา ๘๖ ด้วย แต่เมื่อศาลวินิจฉัยว่านายหนึ่งและนายสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๑ ดังที่วินิจฉัยมาแล้วจึงไม่ปรับบทความผิด ตามมาตรา ๑๕๗ อีก คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๒/๒๕๖๗ จำเลยที่ ๑ ดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลมีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาและอนุมัติเบิกจ่ายเงินงบประมาณซึ่งเป็นทรัพย์สินขององค์การบริหารส่วนตำบลในการจัดซื้อจัดจ้างโครงการส่งเสริมอนุรักษ์ประเพณี ปี ๒๕๖๔ ในงบประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ บาท จึงเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่จัดการอนุมัติการใช้จ่ายเงินตามโครงการดังกล่าว และใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริตอันเป็นการเสียหายแก่องค์การบริหารส่วนตำบลซึ่งเป็นเจ้าของทรัพย์โดยสั่งการให้เจ้าหน้าที่พัสดุจัดทำเอกสารขออนุมัติดำเนินการจัดจ้างจำเลยที่ ๒ ให้เป็นผู้รับเหมารถแห่ประชาสัมพันธ์และทำบันทึกตรวจรับงานจ้างอันเป็นเท็จ แล้วอนุมัติและจ่ายเงินค่าจ้างให้แก่จำเลยที่ ๒ ซึ่งไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐ การกระทำของจำเลยที่ ๑ เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๑ และการกระทำของจำเลยที่ ๒ เป็นความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนให้ผู้อื่นกระทำความผิดตามประมวล กฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๑ ประกอบมาตรา ๘๖ ไม่ปรับบทความผิดตามมาตรา ๑๕๗",อาญา,"ข้อสังเกต คำพิพากษาฎีกานี้จำเลยที่ ๑ ไม่มีอำนาจหน้าที่จึงไม่สามารถเป็นตัวการ เป็นได้เพียงผู้สนับสนุน โดยศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ ๒ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗, ๑๖๒ (๑) (๔) ประกอบมาตรา ๘๓ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามมาตรา ๑๕๗ ประกอบมาตรา ๘๓ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามมาตรา ๙๐ โทษจำคุกให้รอไว้ ยกฟ้องจำเลยที่ ๑ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ ๑ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗, ๑๖๒ (๑) (๔)ประกอบมาตรา ๘๖ การกระทำของจำเลยที่ ๑ เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอายอาญา มาตรา ๑๕๗ ประกอบมาตรา ๘๖ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามมาตรา ๙๐ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ ๑ ฎีกา ศาลฎีกาพิพากษายืน คือศาลฎีกาเห็นด้วยกับศาลอุทธรณ์ว่า ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๕๗, ๑๖๒ (๑) (๔) เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามมาตรา ๙๐ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๐๑๐/๒๕๕๖ การที่จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานได้รับมอบหมายให้รังวัดตรวจสอบที่ดินในการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดินพิพาท ให้คำรับรองว่าที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ เป็นที่สาธารณประโยชน์และเป็นที่สงวนหวงห้ามของทางราชการ เพื่อให้ ส.ได้รับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่ดินของรัฐ ทำให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ จำเลยที่ ๑ จึงมีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และการที่จำเลยที่ ๑ ทำหนังสือเสนอต่อนายอำเภอรับรองว่าออกทำการรังวัดตรวจสอบที่ดินตลอดจนตรวจสอบแล้วว่าสามารถออกแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.๑) และหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓ ก.) ได้ อันเป็นความเท็จจึงมีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำเอกสาร รับเอกสารหรือกรอกข้อความลงในเอกสารรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้นมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นเท็จจำเลยที่ ๒ ลงลายมือชื่อในบันทึกสอบสวนสิทธิและใบรับรองเขตติดต่อที่ดินยืนยันว่ามีการครอบครองทำประโยชน์ต่อเนื่องและที่ดินมีแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.๑) ทั้งไม่ใช่ที่สาธารณะหรือที่หวงห้ามของทางราชการอันเป็นความเท็จ จำเลยที่ ๒ จึงมีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำเอกสาร รับเอกสารหรือกรอกข้อความลงในเอกสารรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้นมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นความเท็จการที่จำเลยที่ ๑ เป็นเจ้าพนักงานได้รับมอบหมายจากนายอำเภอให้ปฏิบัติหน้าที่ระวังชี้และรับรองแนวเขตที่ดินสาธารณะแต่ปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบและยังรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้นมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นความเท็จ มีจุดประสงค์อย่างเดียวเพื่อให้นายอำเภอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓ ก.) การกระทำของจำเลยที่ ๑ จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท", 78,8,"นายเอกเช่าที่ดินนายโทเพื่อปลูกบ้านพักอาศัยสองปี หลังจากครบกำหนดสัญญา จะรื้อไป นายเอกไปลักไม้ของนายหนึ่ง ลักปูนและทรายกับเสาปูนของนายสองมาปลูกเป็นบ้าน แน่นหนาถาวรติดที่ดิน เมื่อครบกำหนดตามสัญญาเช่านายเอกจึงขายบ้านให้นายสามโดยให้ นายสามรื้อเอาไป โดยนายเอกได้เงินจากนายสาม ๒๐๐,๐๐๐ บาทแล้ว นายสามรื้อบ้านของ นายเอกได้ไม้และเสาปูนกองไว้หน้าบ้านที่รื้อ กำลังจะนำกลับไปบ้านของนายสาม นายหนึ่งและ นายสองอ้างว่าไม้และเสาปูนเป็นของตน",ให้วินิจฉัยว่า นายหนึ่ง นายสอง และนายสาม ใครมีสิทธิในไม้และเสาปูนดีกว่ากัน,"คำตอบ แม้โดยสภาพแห่งทรัพย์หรือโดยจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่นจะถือว่าบ้านเป็นส่วนควบของที่ดิน ก็ตาม แต่นายเอกปลูกบ้านบนที่ดินซึ่งเช่ามาจากนายโทสองปีแล้วจะรื้อไป บ้านดังกล่าวจึงเป็นทรัพย์ซึ่งติดกับที่ดินเพียงชั่วคราวและยังเป็นโรงเรือนซึ่งผู้มีสิทธิในที่ดินของผู้อื่นใช้สิทธินั้นปลูกสร้างไว้ในที่ดินนั้นด้วย บ้านที่นายเอกปลูกจึงไม่เป็นส่วนควบของที่ดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๖ การที่นายเอกลักไม้ของนายหนึ่ง ลักปูนและทรายกับเสาปูนของนายสองมาปลูกบ้านแน่นหนาถาวรติดที่ดิน ไม่ใช่กรณีที่บุคคลใดสร้างโรงเรือนในที่ดินของตนด้วยสัมภาระของผู้อื่นตามมาตรา ๑๓๑๕ เพราะตามมาตราดังกล่าวต้องเป็นการสร้างโรงเรือนในที่ดินของตนแต่นายเอกไม่ได้สร้างในที่ดินของตน เพียงแต่เป็นที่ดินที่นายเอกเช่ามาจากนายโท ตามหลักกฎหมายเรื่องส่วนควบไม่ต้องการให้ทรัพย์ประธานและส่วนควบต้องแยกออกจากกัน เพราะจะทำให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจมากกว่าให้คงอยู่ร่วมกัน แต่กรณีการปลูกบ้านของนายเอก นายเอกไม่ได้นำทรัพย์สินของตนมาปลูก จึงไม่มีทรัพย์สินของนายเอกที่จะเป็นทรัพย์ประธานให้ส่วนควบอื่นมารวมได้ และไม่มีกฎหมายที่จะนำมาบังคับใช้ได้โดยตรง แต่เมื่อนายเอกนำไม้ของนายหนึ่ง ปูนและทรายกับเสาปูนของนายสองมาปลูกบ้าน สามารถนำหลักกฎหมายตามมาตรา ๑๓๑๖ กรณีที่เอาสังหาริมทรัพย์ของบุคคลหลายคนมารวมเข้ากันจนเป็นส่วนควบมาใช้บังคับโดยอนุโลมได้ นายหนึ่งและนายสองจึงเป็นเจ้าของรวมแห่งบ้านที่นายเอกปลูกสร้าง โดยมีส่วนตามค่าแห่งทรัพย์ของตนในเวลาที่รวมเข้ากับทรัพย์อื่นตามมาตรา ๑๓๑๖ การที่นายเอกขายบ้านให้นายสามโดยให้นายสามรื้อเอาไป แม้บ้านจะเป็นอสังหาริมทรัพย์แต่เมื่อเป็นการขายโดยให้รื้อเอาไป แสดงว่าคู่สัญญาเจตนาซื้อขายกันอย่างสังหาริมทรัพย์มิได้ซื้อขายกันอย่างอสังหาริมทรัพย์ สัญญาซื้อขายระหว่างนายเอกและนายสาม จึงมีผลใช้บังคับกันได้ หาตกเป็นโมฆะเพราะไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ไม่ (คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๗๐๒/๒๕๓๕) เมื่อนายหนึ่งและนายสองเป็นเจ้าของบ้าน นายหนึ่งและนายสองเท่านั้นที่มีสิทธิขายบ้านดังกล่าวได้ตามมาตรา ๑๓๓๖ นายเอกไม่มีสิทธินำบ้านไปขาย แม้นายสามจะชำระเงินให้แก่นายเอกไปแล้ว แต่ก็ไม่ปรากฎเหตุหรือพฤติการณ์พิเศษที่จะทำให้นายสามได้กรรมสิทธิ์ไม้และเสาปูนดังกล่าวได้ นายหนึ่งและนายสองจึงมีสิทธิในไม้และเสาปูนดีกว่านายสาม",แพ่ง,"ข้อสังเกต ข้อนี้ให้อ่านเทียบกับในเล่มก่อนจะเห็นได้ว่าเปลี่ยนข้อเท็จจริงเล็กน้อยผลทางกฎหมายไป คนละทางกันเลย สำหรับข้อนี้ในประเด็นที่ว่าบ้านเป็นส่วนควบหรือไม่นั้น ศาสตราจารย์ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช และรองศาสตราจารย์วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ เห็นว่า ไม่เป็นส่วนควบแต่ศาสตราจารย์บัญญัติ สุชีวะ เห็นว่า เมื่อไม่ไช่กรณีมาตรา ๑๓๑๕ ก็ตกเป็นส่วนควบ ซึ่งอาจารย์เห็นด้วยกับศาสตราจารย์ ม.ร.ว.เสนีย์และรองศาสตราจารย์วิริยะ เพราะการที่จะพิจารณาว่าเป็นส่วนควบหรือไม่ จะต้องพิจารณาจากเรื่องวัตถุแห่งสิทธิซึ่งบัญญัติไว้ในบรรพ ๑ ส่วนบทบัญญัติ บรรพ ๔ เป็นบทบัญญัติในเรื่องทรัพยสิทธิ เมื่อจะพิจารณาว่าบ้านเป็นส่วนควบของที่ดินหรือไม่ จึงต้องพิจารณาจากมาตรา ๑๔๔ และมาตรา ๑๔๖ ส่วนมาตรา ๑๓๑๕ เป็นเรื่องที่มาบัญญัติเสริมให้ชัดเจนว่า เมื่อเป็นส่วนควบแล้วมีสิทธิหน้าที่กันอย่างไร คือถ้าเป็นส่วนควบก็ต้องจ่ายค่าสัมภาระนั่นเอง ประเด็นที่สอง ข้อเท็จจริงตามปัญหาไม่ใช่กรณีตามมาตรา ๑๓๑๕ ไม่น่าจะมีข้อโต้เถียง ประเด็นที่สาม ไม่มีตำราเล่มใดฟันธงว่าควรจะใช้มาตราใด ตามธงคำตอบที่ใช้มาตรา ๑๓๑๖ เป็นความเห็นของอาจารย์ หากนักศึกษาไม่เห็นด้วย ก็มีสิทธิที่จะเห็นต่างได้ คำถามข้อนี้ต้องการวัดว่านักศึกษาอ่านหนังสือกันมาเพียงใด แต่ผู้ที่ตอบว่าเป็นกรณีมาตรา ๑๓๑๕ อาจารย์ก็มองว่ามีเหตุผลใช้ได้ ประเด็นที่สี่ เรื่องการซื้ออสังหาริมทรัพย์โดยเจตนารื้อไป ไม่ต้องจดทะเบียน ธงคำตอบตามคำพิพากษาฎีกาที่ ๓๗๐๒/๒๕๓๕ ประเด็นสุดท้าย ถ้าตอบประเด็นที่สามมาคนละทาง ประเด็นสุดท้ายก็ต้องไปอีกทาง", 78,8,"คืนหนึ่งนายหนึ่งนำกระดาษมาถ่ายเอกสารสีเป็นธนบัตร ๑๐๐ บาท แล้วตอนเช้า นายหนึ่งนำธนบัตรดังกล่าวไปใส่ช่องเติมเงินตู้บุญเติมของบริษัทเอ จำกัด เพื่อให้ตู้บุญเติมโอนเงิน เข้าบัญชีธนาคารของตน ขณะที่นำธนบัตรดังกล่าวใส่ตู้ นายหนึ่งใส่ธนบัตรผิดด้านตู้ไม่รับเงิน นายสองเพื่อนนายหนึ่งเดินผ่านมานายหนึ่งเล่าให้ฟังว่าเอาธนบัตรที่ทำเองมาใส่ตู้เพื่อโอนเงินแต่ ตู้ไม่รับเงิน นายสองจึงบอกนายหนึ่งว่าวางธนบัตรผิดด้าน นายหนึ่งจึงกลับด้านธนบัตรเพื่อใส่เงิน เข้าไปในตู้โดยมีนายสองช่วยดูและบอกเลขบัญชีธนาคารเพื่อให้นายหนึ่งกดโอนเงิน คราวนี้ตู้บุญเติม รับธนบัตรปลอมดังกล่าวไว้แล้ว นายหนึ่งกดปุ่มเพื่อให้ตู้บุญเติมโอนเงินจากตู้ที่เติมไว้ไปยังบัญชี ธนาคารที่นายหนึ่งเปิดไว้",ให้วินิจฉัยว่า นายหนึ่งและนายสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาฐานใด,"คำตอบ นายหนึ่งนำกระดาษมาถ่ายเอกสารสีเป็นธนบัตร ๑๐๐ บาท เป็นการทำปลอมขึ้นซึ่งเงินตราปลอมเพื่อให้เป็นธนบัตรซึ่งรัฐบาลออกใช้ จึงเป็นความผิดฐานปลอมเงินตราตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๔๐ บทหนึ่ง เมื่อนายหนึ่งปลอมเงินตราแล้วเก็บไว้คืนหนึ่ง จึงเป็นความผิดฐานมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งสิ่งใด ๆ อันตนได้มาโดยรู้ว่าเป็นของปลอม จึงเป็นความผิดตามมาตรา ๒๔๔ อีกบทหนึ่งนายหนึ่งผู้กระทำความผิดตามมาตรา ๒๔๐ ได้กระทำความผิดตามมาตรา ๒๔๔ที่บัญญัติไว้ในหมวดนี้อันเกี่ยวกับสิ่งที่ตนปลอมนั้นด้วย ให้ลงโทษผู้นั้นตามมาตรา ๒๔๐แต่กระทงเดียว นายหนึ่งนำธนบัตรปลอมดังกล่าวไปใส่ช่องเติมเงินตู้บุญเติมแล้วนายหนึ่งกดโอนเงินจากตู้บุญเติมไปยังบัญชีธนาคารของนายหนึ่ง เป็นการเอาไปซึ่งทรัพย์ของผู้อื่นโดยทุจริตอันเป็นความผิดฐานลักทรัพย์อีกกระทงหนึ่ง ซึ่งเป็นความผิดต่างหากจากการกระทำความผิดเกี่ยวกับเงินตราซึ่งเป็นความผิดสำเร็จตั้งแต่การทำปลอมขึ้นและมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งสิ่งใด ๆ อันตนได้มาโดยรู้ว่าเป็นของปลอมซึ่งเป็นความผิดสำเร็จไปก่อนลักทรัพย์แล้ว เฉพาะความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ เมื่อนายหนึ่งและนายสองร่วมกันกระทำความผิด จึงเป็นการลักทรัพย์โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปตามมาตรา ๓๓๕ (๗) ประกอบมาตรา ๘๓ การที่นายหนึ่งนำธนบัตรดังกล่าวไปใส่ช่องเติมเงินตู้บุญเติมของบริษัทเอ จำกัด นายสองจึงบอกนายหนึ่งว่าวางธนบัตรผิดด้าน นายหนึ่งจึงกลับด้านธนบัตรเพื่อใส่เงินเข้าไปในตู้โดยมีนายสองช่วยดูและบอกเลขบัญชีธนาคารเพื่อให้นายหนึ่งกดโอนเงินคราวนี้ตู้บุญเติมรับธนบัตรดังกล่าวไว้แล้ว แม้นายหนึ่งและนายสองจะร่วมกันนำออกใช้ซึ่งเงินตราปลอม และมีความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ แต่นายสองมิได้ร่วมกันมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งสิ่งใด ๆ อันตนได้มาโดยรู้ว่าเป็นของปลอม เนื่องจากความผิดเกี่ยวกับเงินตรา มีองค์ประกอบความผิดเพียงมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งตนได้มาโดยรู้ว่าเป็นของปลอม โดยมิได้บัญญัติว่าการนำออกใช้เป็นความผิดนายสองจึงไม่เป็นตัวการร่วมกับนายหนึ่งในการมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งสิ่งใด ๆ อันตนได้มาโดยรู้ว่าเป็นของปลอมตามมาตรา ๒๔๔",อาญา,"ข้อสังเกต ตามคำถามข้อนี้ นายหนึ่งเพียงคนเดียว “มีไว้” เพื่อนำออกใช้ แต่นายสองไม่มีการร่วมกันในการ “มีไว้” เพื่อนำออกใช้ ร่วมกันเพียงแต่ “นำออกใช้” นายสองจึงไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๔๔ เป็นตัวอย่างจากหนังสือคำอธิบายประมวลกฎหมายอาญา ภาค ๒ ตอน ๑ พิมพ์ครั้งที่ ๘ โดยศาสตราจารย์จิตติ ติงศภัทิย์ หน้า ๕๔๕ แต่ถ้านายสองมีส่วนร่วมกับนายหนึ่งในการ “มีไว้” แม้จะร่วมกันก่อนที่จะใช้ธนบัตรปลอมจนหลุดมือไป ก็ถือว่าเป็นตัวการร่วมกันมีความผิดตามมาตรา ๒๔๔ ประกอบมาตรา ๘๓ ได้ เช่น ล.๑ ขาย ธนบัตรปลอมให้ผู้ซื้อ ล.๒ เป็นผู้ส่งซองบรรจุธนบัตรปลอมให้ ล.๑ ล.๒ เป็นตัวการร่วมกัน ตามมาตรา ๒๔๔ (ฎีกาที่ ๒๔๘๔/๒๕๓๐) ขอให้สังเกตว่าความผิดตามมาตรา ๒๔๔ การกระทำ ที่เป็นความผิด คือ “การมีไว้” แต่ความผิดตามมาตรา ๒๔๕ การกระทำที่เป็นความผิด คือ “การนำ ออกใช้” คำถามตามข้อนี้ถ้านายหนึ่งได้มาโดยไม่รู้ว่าเป็นเงินตราปลอม ต่อมาเมื่อรู้แล้วยังฝืนนำ ออกใช้แล้วนายสองมาร่วมนำออกใช้นายสองจะเป็นตัวการร่วมตามมาตรา ๒๔๕, ๘๓ อ่านฎีกาแล้วถ้าอ่านตำราเจอประเด็นที่น่าสนใจอาจารย์ก็จะนำมาแต่งคำถามให้นักศึกษา ลองคิด และตอบจะได้ไม่ถูกบอกว่าเรียนเนติท่องเป็นนกแก้วนกขุนทองอย่างเดียว คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๘/๒๕๖๖ จำเลยทำปลอมขึ้นซึ่งเงินตราธนบัตรของรัฐบาลไทย ชนิดราคา ๑๐๐ บาท และมีธนบัตรปลอมนั้นไว้เพื่อนำออกใช้โดยรู้ว่าเป็นของปลอม เป็นความผิด สำเร็จตั้งแต่ทำปลอมและมีธนบัตรปลอมไว้เพื่อนำออกใช้แล้ว จากนั้นจำเลยนำธนบัตรรัฐบาลไทยปลอม ที่จำเลยทำปลอมขึ้นดังกล่าวไปใช้ลักทรัพย์ ด้วยการใส่ธนบัตรปลอมดังกล่าวเข้าไปในช่องรับเงินของ ตู้เติมเงินบุญเติมของผู้เสียหายเพื่อโอนเงินจำนวนดังกล่าวไปยังบัญชีธนาคารของผู้มีชื่อที่จำเลย มีหรือเปิดไว้ใช้งานโดยมีเจตนาทุจริตที่จะเอาเงินดังกล่าวไป เป็นการกระทำที่จำเลยมีเจตนาประสงค์ ต่อผลต่างกัน สามารถแยกการกระทำแต่ละความผิดได้ จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ข้อสังเกต คดีตามคำพิพากษาฎีกานี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวล กฎหมายอาญา มาตรา ๒๔๐, ๒๔๔, ๓๓๕ (๑) วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นความผิด หลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ฐานปลอมเงินตราและฐานมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งเงินตราโดยรู้ว่าเป็นของปลอม จำเลยเป็นผู้ปลอม ขึ้นเองซึ่งเงินตราปลอมที่มีไว้เพื่อนำออกใช้ ให้ลงโทษฐานปลอมเงินตราตามมาตรา ๒๔๐ แต่กระทง เดียวตามมาตรา ๒๔๘ จำคุก ๑๐ ปี เพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๓ (๘) เป็นจำคุก ๑๕ ปี ฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืน ๒ กระทง จำคุกกระทงละ ๑ ปี เพิ่มโทษ กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๓ (๑๓) เป็นจำคุกกระทงละ ๑ ปี ๖ เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ ฐานปลอมเงินตรา จำคุก ๗ ปี ๖ เดือน ฐานลักทรัพย์ ในเวลากลางคืน ๒ กระทง จำคุกกระทงละ ๙ เดือน เป็นจำคุก ๑๘ เดือน รวมจำคุก ๗ ปี ๒๔ เดือน ริบของกลางทั้งหมด กับให้จำเลยคืนเงิน ๑,๘๐๐ บาท แก่ผู้เสียหายที่ ๑ และคืนเงิน ๑,๖๐๐ บาท แก่ผู้เสียหายที่ ๒ ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาพิพากษายืน หลักกฎหมายอยู่ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าความผิด ฐานปลอมเงินตราและฐานมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งเงินตราโดยรู้ว่าเป็นของปลอม จำเลยเป็นผู้ปลอม ขึ้นเองซึ่งเงินตราปลอมที่มีไว้เพื่อนำออกใช้ ให้ลงโทษฐานปลอมเงินตราตามมาตรา ๒๔๐ แต่กระทงเดียว ตามมาตรา ๒๔๘ การอ่านย่อยาวบางทีก็จำเป็นและจะเห็นประเด็นข้อกฎหมายเพิ่มเติม ถ้ามีเวลาควรอ่าน ย่อยาวฎีกาใหม่ ๆ ด้วยจะเป็นประโยชน์กับนักศึกษา", 78,9,"การได้มาโดยนิติกรรมซึ่งอสังหาริมทรัพย์ (มาตรา ๑๒๙๙ วรรคหนึ่ง)การได้มาโดยทางนิติกรรมซึ่งทรัพยสิทธิในอสังหาริมทรัพย์นั้น ไม่บริบูรณ์ เว้นแต่นิติกรรมจะได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนการได้มากับพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา ๑๒๙๙ วรรคหนึ่ง คำว่า “ไม่บริบูรณ์”ตามมาตรา ๑๒๙๙ วรรคหนึ่ง หมายถึง ไม่บริบูรณ์เป็นทรัพยสิทธิ แต่บริบูรณ์เป็นบุคคลสิทธิใช้บังคับกันได้ระหว่างคู่สัญญา เช่น คู่สัญญาตกลงทำสัญญาเรื่องภาระจำยอม แต่มิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนการได้มากับพนักงานเจ้าหน้าที่ ข้อตกลงดังกล่าวใช้บังคับกันได้ระหว่างคู่สัญญา เพราะข้อตกลงดังกล่าวบริบูรณ์เป็นบุคคลสิทธิแล้ว แต่ข้อตกลงดังกล่าวไม่บริบูรณ์เป็นทรัพยสิทธิ หากเจ้าของภารยทรัพย์โอนที่ดินไป ข้อตกลงดังกล่าวก็ยังมีผลบังคับกันได้ระหว่างคู่สัญญา แต่ไม่สามารถใช้ยันต่อผู้รับโอนได้ ผลก็คือเจ้าของสามยทรัพย์ไม่สามารถใช้ทางภาระจำยอมต่อไป แต่สามารถเรียกค่าเสียหายจากผู้ผิดสัญญาได้การได้มาโดยทางนิติกรรมซึ่งทรัพยสิทธิในอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่บริบูรณ์เป็นทรัพยสิทธิในกรณีที่ไม่ได้จดทะเบียนการได้มา แต่บริบูรณ์เป็นบุคคลสิทธิ เช่น ภาระจำยอม อาศัย สิทธิเหนือพื้นดิน สิทธิเก็บกินภาระติดพันในอสังหาริมทรัพย์ ประนีประนอมยอมความเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ หรือการไถ่ทรัพย์สินซึ่งขายฝาก เพราะการได้มาโดยนิติกรรมดังกล่าวเป็นนิติกรรมที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องแบบไว้แต่ถ้าเป็นนิติกรรมที่กฎหมายบัญญัติเรื่องแบบไว้ เช่น สัญญาซื้อขาย ขายฝาก (เฉพาะการขายฝาก ส่วนการไถ่ทรัพย์สินซึ่งขายฝากไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องแบบ) แลกเปลี่ยนหรือให้อสังหาริมทรัพย์ถ้าไม่ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ไม่อยู่ในบังคับของมาตรา ๑๒๙๙ วรรคหนึ่ง กล่าวคือ สัญญาดังกล่าวจะตกเป็นโมฆะตามที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะ และไม่บริบูรณ์เป็นบุคคลสิทธิด้วย คำถาม นายเอกครอบครองที่ดินมีโฉนดของนายตรี โดยความสงบและโดยเปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลา ๕ ปี แล้วนายเอกขายที่ดินดังกล่าวให้แก่นายโทโดยการส่งมอบการครอบครองนายโทครอบครองที่ดินดังกล่าวต่อมาอีก 5 ปี ต่อมาในวันที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๖๘ นายโทยื่นคำร้องขอให้ศาลแพ่งมีคำสั่งว่า นายโทมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์ ศาลประกาศและนัดไต่สวนวันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๖๘ นายตรีไม่ทราบจึงไม่ได้มาศาล ถึงวันนัดไม่มีผู้ใดคัดค้าน ศาลมีคำสั่งว่า นายเอกครอบครองที่ดินมา ๕ ปี นายโทครอบครองต่อมาอีก ๖ ปี นายโทจึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์ โดยมีคำสั่งในวันนัดไต่สวน ต่อมาวันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๖๘ นายตรีนำที่ดินที่นายโทครอบครองไปทำสัญญาจะขายให้แก่นายจัตวา โดยนายจัตวาชำระเงินไปทั้งหมดแล้วโดยไม่ทราบว่าที่ดินดังกล่าวนายโทครอบครองอยู่ ต่อมานายตรีผิดสัญญาไม่ไปจดทะเบียนโอนที่ดินตามสัญญา นายจัตวาจึงฟ้องนายตรีเป็นจำเลยขอให้ศาลบังคับให้นายตรีโอนที่ดิน แล้วนายจัตวากับนายตรีทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันในศาล ศาลได้พิพากษาตามยอมให้นายตรีจดทะเบียนโอนที่ดินให้แก่นายจัตวาภายในวันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๖๘ หากไม่ไปโอนให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา เมื่อถึงกำหนดนายตรีไม่ยอมไปโอนที่ดิน ต่อมาในวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๖๘ นายโทนำคำสั่งของศาลแพ่งซึ่งถึงที่สุดแล้วไปยื่นต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อขอจดทะเบียนสิทธิในที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์ และในวันเดียวกันนั้น นายจัตวาได้ยื่นคำขอจดทะเบียนโอนขายที่ดินตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่ทำไว้ต่อศาล โดยถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของนายตรี เจ้าพนักงานที่ดินพิจารณาคำขอของนายโทพร้อมคำสั่งศาลที่แสดงกรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ และคำขอของนายจัตวาพร้อมคำพิพากษาตามยอม แล้วจดทะเบียนสิทธิจากการครอบครองปรปักษ์ให้ที่ดินเป็นกรรมสิทธิ์ของนายโท","ให้วินิจฉัยว่า ก. คำสั่งศาลที่ว่า นายเอกครอบครองที่ดินมา ๕ ปี นายโทครอบครองต่อมาอีก ๖ ปี นายโทจึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวโดยการครอบครองปรปักษ์ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ข. เจ้าพนักงานที่ดินจดทะเบียนสิทธิในที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์ให้ที่ดินเป็นกรรมสิทธิ์ของนายโท ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่","คำตอบ ก. นายเอกครอบครองที่ดินมีโฉนดของนายตรีโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็น เจ้าของ แล้วนายเอกขายที่ดินดังกล่าวให้แก่นายโทโดยส่งมอบการครอบครอง เป็นการโอนการครอบครองแก่กัน ผู้รับโอนจะนับเวลาซึ่งผู้โอนครอบครองอยู่ก่อนนั้น รวมเข้ากับเวลาครอบครองของตนก็ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๘๕ นายโทจึงนับระยะเวลาที่นายเอกครอบครองมา ๕ ปี รวมกับเวลาที่ตนครอบครองมา ๖ ปีได้ รวมเป็นระยะเวลาในการครอบครองปรปักษ์ ๑๑ ปี เมื่อนายโทครอบครองที่ดินซึ่งเป็นอสังหาริมทรัพย์ของนายตรี โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันเป็นเวลา ๑๐ ปี นายโทจึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดิน ตามมาตรา ๑๓๘๒ คำสั่งศาลที่ว่า นายเอกครอบครองที่ดินมา ๕ ปี นายโทครอบครองต่อมาอีก ๖ ปี นายโทจึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวโดยการครอบครองปรปักษ์ จึงชอบด้วยกฎหมาย ข. การที่นายจัตวาจะซื้อที่ดินจากนายตรีและชำระเงินไปทั้งหมด และมีการฟ้องคดีจนนายจัตวา กับนายตรีทำสัญญาประนีประนอมอมยอมความกันในศาล แม้ศาลได้พิพากษาตามยอมให้นายตรีจดทะเบียนโอนที่ดินให้แก่นายจัตวา ในวันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๖๘ ซึ่งเป็นวันหลังจากวันที่นายโทได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินไปแล้วนั้น แม้นายจัตวาอยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนตามมาตรา ๑๓๐๐ แต่การได้สิทธิดังกล่าวมา ก็เป็นการได้มาโดยนิติกรรมซึ่งอสังหาริมทรัพย์ เมื่อยังไม่ได้จดทะเบียนย่อมไม่บริบูรณ์เป็นทรัพยสิทธิตามมาตรา ๑๒๙๙ วรรคหนึ่ง สิทธิดังกล่าวบริบูรณ์เป็นเพียงบุคคลสิทธิผูกพันเฉพาะนายตรีและนายจัตวาซึ่งเป็นคู่สัญญาเท่านั้น เมื่อนายโทได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์ เป็นการได้อสังหาริมทรัพย์มาโดยทางอื่นนอกจากนิติกรรมตามมาตรา ๑๒๙๙ วรรคสอง ซึ่งเป็นสิทธิที่เกิดขึ้นด้วยผลของกฎหมาย เมื่อศาลมีคำสั่งถึงที่สุดยืนยันสิทธิดังกล่าวย่อมมีผลผูกพันนายตรีเจ้าของที่ดินและนายจัตวาซึ่งเป็นบุคคคลภายนอก การได้กรรมสิทธิ์ของนายโทจึงบริบูรณ์เป็นทรัพยสิทธิตามกฎหมาย สามารถยกขึ้นต่อสู้ทุกคนได้ การที่เจ้าพนักงานที่ดินจดทะเบียนสิทธิในที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์ให้ที่ดินเป็นกรรมสิทธิ์ของนายโทจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว (คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๘๗๒/๒๕๔๖)",แพ่ง,"ข้อสังเกต ในประเด็นข้อ ก. กรณีของการโอนการครอบครอง ผู้รับโอนการครอบครองจะนับระยะเวลาครอบครองของผู้โอนรวมกับระยะเวลาที่ผู้รับโอนครอบครองต่อกันได้ เพราะเป็นการโอนการครอบครองตามมาตรา ๑๓๘๕ แต่ถ้าเป็นการแย่งการครอบครอง ผู้แย่งการครอบครองจะนับระยะเวลาของผู้ครอบครองเดิมมารวมกับระยะเวลาที่ตนครอบครองไม่ได้ เพราะไม่ใช่การโอนการครอบครองแก่กันตามมาตรา ๑๓๘๕ ในประเด็นข้อ ข. คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๘๗๒/๒๕๔๖ เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจมากของการวินิจฉัย เรื่องความบริบูรณ์แห่งการได้มาซึ่งทรัพยสิทธิในอสังหาริมทรัพย์ เพราะได้ชี้ให้เห็นความแตกต่างของการได้ทรัพยสิทธิในอสังหาริมทรัพย์มาโดยทางนิติกรรม (มาตรา ๑๒๙๙ วรรคหนึ่ง) และการได้ทรัพยสิทธิในอสังหาริมทรัพย์มาโดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม (มาตรา ๑๒๙๙ วรรคสอง) ว่า สิทธิที่บริบูรณ์เป็นทรัพยสิทธิ แล้ว (สิทธิที่เกิดขึ้นด้วยผลของกฎหมาย) ย่อมใช้ยันได้กับคนทั่วไป รวมถึงใช้ยันต่อผู้ได้สิทธิในอสังหาริมทรัพย์ มาโดยทางนิติกรรม (มาตรา ๑๒๙๙ วรรคหนึ่ง) ซึ่งบริบูรณ์เป็นเพียงบุคคลสิทธิ ได้ด้วย คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๘๗๒/๒๕๔๖ สัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับ ส. เป็นเพียงบุคคลสิทธิผูกพันเฉพาะคู่กรณี แม้ศาลจะพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์ก็เพียงอยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนเท่านั้น แต่สิทธิของผู้ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๘๒ เป็นสิทธิที่เกิดขึ้นด้วยผลของกฎหมาย เมื่อศาลพิพากษาถึงที่สุดยืนยันสิทธิดังกล่าว ผลของคำพิพากษาย่อมผูกพัน ส. กับพวกซึ่งถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทร่วมกันทุกคนและผลของคำพิพากษานั้นใช้ยันโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๑๔๕ (๒) คำสั่งของจำเลยทั้งสองที่ให้จดทะเบียนการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๙๘๒ ก่อนการจดทะเบียนสิทธิแก่โจทก์ จึงถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายแล้ว ", 78,9,คืนหนึ่งนายเอกไปนอนค้างที่บ้านนายโท นายเอกเห็นนางสาวสวยน้องภรรยานายโทกำลังอาบน้ำอยู่ที่ใต้ถุนบ้าน นายเอกเดินเข้าไปและพูดจาเกี้ยวพาราสีนางสาวสวย นางสาวสวยด่านายเอกนายเอกจึงเข้าไปตบนางสาวสวยที่ใบหน้า ๑ ครั้ง นางสาวสวยล้มลงศีรษะกระแทกขอนไม้ที่พื้นแน่นิ่งไปแต่เนื่องจากนางสาวสวยเป็นโรคความดันโลหิตไม่ปกติ จึงทำให้เส้นเลือดในสมองแตกตายทันที แต่นายเอกไม่รู้ว่านางสาวสวยเป็นโรคดังกล่าว เข้าใจว่านางสาวสวยสลบไปเท่านั้น นายเอกจึงข่มขืนกระทำชำเรานางสาวสวยแล้วหลบหนีไป,ให้วินิจฉัยความรับผิดทางอาญาของนายเอก,"คำตอบ การที่นายเอกเข้าไปตบนางสาวสวยที่ใบหน้า ๑ ครั้งนั้น นายเอกมีเพียงเจตนาประสงค์ต่อผลในการใช้กำลังทำร้ายนางสาวสวยโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจตามประมวลกฎหายอาญา มาตรา ๓๙๑ เท่านั้น เพราะการตบเพียง ๑ ครั้ง โดยนายเอกไม่รู้ว่านางสาวสวยเป็นโรคความดันโลหิตไม่ปกติ นายเอกจึงไม่มีเจตนาฆ่านางสาวสวย แม้นายเอกจะกระทำผิดเพราะโดนนางสาวสวยด่าก่อน แต่นายเอกก็ไม่อาจอ้างว่ากระทำไปเพราะบันดาลโทสะได้ เพราะตนเป็นฝ่ายไปพูดจาเกี้ยวพาราสีนางสาวสวยก่อน การที่นายเอกทำร้ายแล้วนางสาวสวยถึงแก่ความตายนั้น เมื่อพิจารณาผลโดยตรงตามทฤษฎีเงื่อนไขที่ว่า ถ้าไม่ทำผลไม่เกิด ถือว่าผลเกิดจากการกระทำนั้น แม้จะมีเหตุอื่นประกอบด้วยก็ตาม กรณีนี้ถ้านายเอกไม่ทำร้ายนางสาวสวย นางสาวสวยจะไม่ล้มลงศีรษะกระแทกถูกขอนไม้ เส้นโลหิตในสมองจะไม่แตกตาย ต้องถือว่าความตายของนางสาวสวยเป็นผลโดยตรงจากการกระทำของนายเอกตามทฤษฎีเงื่อนไขแล้ว แม้นายเอกจะไม่รู้ว่านางสาวสวยเป็นโรคความดันโลหิตไม่ปกติ จึงทำให้เส้นเลือดในสมองแตกตายทันที แต่โรคดังกล่าวเป็นสิ่งที่มีอยู่ก่อนกระทำ ไม่ใช่เหตุแทรกแซงและไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่เป็นองค์ประกอบของความผิดที่ผู้กระทำจะต้องรู้ เมื่อความตายของนางสาวสวยเป็นผลโดยตรงจากการกระทำของนายเอก และไม่มีเหตุแทรกแซง นายเอกจึงมีความผิดฐานทำร้ายจนเป็นเหตุให้นางสาวสวยถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๐ (เทียบคำพิพากษาฎีกาที่ ๑๖๘๖๗/๒๕๕๗) สำหรับความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นนั้น ขณะที่นายเอกข่มขืนกระทำชำเรานางสาวสวยนางสาวสวยถึงแก่ความตายไปแล้ว จึงไม่มีผู้อื่นที่จะเป็นวัตถุแห่งการกระทำ ต้องถือว่าการกระทำของนายเอกขาดองค์ประกอบภายนอกของความผิด นายเอกจึงไม่มีความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นตามมาตรา ๒๗๖ วรรคหนึ่ง เพราะนางสาวสวยได้ถึงแก่ความตายไปก่อนแล้ว ไม่มีสภาพเป็นบุคคล (คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๑๔๔/๒๕๔๕) ส่วนความผิดฐานกระทำชำเราศพนั้น แม้ขณะที่นายเอกกระทำชำเราศพนั้น จะมีศพของนางสาวสวยเป็นวัตถุแห่งการกระทำซึ่งทำให้การกระทำของนายเอกครบองค์ประกอบภายนอกของความผิดฐานกระทำชำเราศพแล้ว แต่การที่นายเอกกระทำชำเราศพนางสาวสวยโดยเข้าใจว่านางสาวสวยสลบไปเป็นการไม่รู้ข้อเท็จจริงที่เป็นองค์ประกอบภายนอกว่าตนกำลังกระทำชำเราศพนางสาวสวย จะถือว่านายเอกประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลในการกระทำความผิดฐานกระทำชำเราศพไม่ได้นายเอกจึงไม่มีเจตนากระทำความผิด เมื่อนายเอกกระทำโดยไม่มีเจตนาซึ่งไม่ครบองค์ประกอบภายใน นายเอกจึงไม่มีความผิดฐานกระทำชำเราศพตามมาตรา ๓๖๖/๑ วรรคหนึ่ง (เทียบคำพิพากษา ฎีกาที่ ๕๗๒๙/๒๕๕๖)นายเอกจึงมีความผิดฐานทำร้ายจนเป็นเหตุให้นางสาวสวยถึงแก่ความตาย แต่ไม่มีความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่น และไม่มีความผิดฐานกระทำชำเราศพ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๖๘๖๗/๒๕๕๗ ก่อนเกิดเหตุผู้ตายทั้งสอง และผู้เสียหายทั้งสี่ข้ามเรือโดยสารจากคลองสานไปท่าเรือสี่พระยา ขณะเรือเทียบท่าเรือสี่พระยา กลุ่มวัยรุ่นประมาณ ๑๐ คน มีจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๖ รวมอยู่ด้วยลงมาที่เรือ มีผู้ชกต่อยเตะถีบโดยมีคนพูดว่าวันนี้เปิดเทอมวันแรก กลุ่มผู้เสียหายข้ามฝั่งมาทำไม ให้ว่ายน้ำกลับไป มีลักษณะข่มขู่ให้โดดลงแม่น้ำ เป็นเหตุให้ผู้ตายทั้งสองและผู้เสียหายทั้งสี่ตกลงไปในแม่น้ำเจ้าพระยา ผู้ตายทั้งสองจมน้ำหายไป ผู้เสียหายทั้งสี่มีผู้ช่วยขึ้นจากน้ำได้ แม้ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ที่ ๕ และที่ ๖ ร่วมกับพวกทำร้ายผู้เสียหายทั้งสี่และผู้ตายทั้งสองจนตกลงไปหรือยอมกระโดดลงไปในแม่น้ำเจ้าพระยาก็ตาม แต่หากไม่ได้รู้เห็นเป็นใจด้วย น่าจะต้องห้ามปรามพวกของตน ไม่ให้กระทำเช่นนั้น หรือหากห้ามปรามแล้วไม่ฟัง ก็น่าจะต้องรีบปลีกตัวออกมาทันที อีกทั้งเมื่อผู้เสียหายทั้งสี่และผู้ตายทั้งสองลงไปอยู่ในแม่น้ำแล้ว จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๖ ออกไปจากที่เกิดเหตุพร้อมกับพวกคนอื่นแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๖ มีส่วนร่วมรู้เห็นเป็นใจกับพวกในการกระทำดังกล่าวด้วย แต่ก่อนเกิดเหตุไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๖ กับผู้ตายทั้งสองและผู้เสียหายทั้งสี่มีสาเหตุโกรธเคืองกันรุนแรงถึงขนาดจะต้องฆ่ากันให้ตายและเมื่อผู้ตายทั้งสองและผู้เสียหายทั้งสี่ลงไปอยู่ในแม่น้ำแล้ว จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๖ กับพวก ก็พากันออกมากจากเรือข้ามฟากที่เกิดเหตุ โดยไม่ได้ขัดขวางหรือห้ามไม่ให้ใครเข้าไปช่วยเหลือผู้ตายทั้งสองและผู้เสียหายทั้งสี่ กรณีมีเหตุให้เชื่อได้ว่าจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๖ เพียงแต่มีเจตนาทำร้ายผู้ตายทั้งสองและผู้เสียหายทั้งสี่ด้วยความคึกคะนองเพื่อให้เกิดความอับอาย โดยมิได้ประสงค์ให้ผู้ตายทั้งสองและผู้เสียหายทั้งสี่ถึงแก่ความตาย ก่อนที่จะมีคนช่วยเหลือขึ้นมาจากแม่น้ำ ผู้เสียหายทั้งสี่ยังสามารถพยุงตัวลอยอยู่ในน้ำได้ แสดงว่าขณะนั้นแม่น้ำเจ้าพระยาไม่ได้ไหลเชี่ยวมากนัก ขณะที่กระทำการดังกล่าวจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๖ ไม่น่าจะเล็งเห็นอยู่แล้วว่าอาจทำให้ผู้ตายทั้งสองและผู้เสียหายทั้งสี่ถึงแก่ความตายได้แต่เมื่อการกระทำดังกล่าวก่อให้เกิดผลเกินเจตนา กล่าวคือเป็นเหตุให้ผู้ตายทั้งสองถึงแก่ความตาย จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๖ ย่อมต้องมีความผิดฐานร่วมกันทำร้ายผู้ตายทั้งสองเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย และฐานร่วมกันทำร้ายผู้เสียหายทั้งสี่ไม่ถึงกับเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๑๔๔/๒๕๔๕ ฎ.ส.ล.๑๒ น.๒๓๕ เมื่อผู้ตายได้ตายไปแล้ว แต่จำเลยคิดว่าผู้ตายสลบไป จึงข่มขืนกระทำชำเราผู้ตาย จำเลยไม่มีความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้ตาย เพราะผู้ตายได้ถึงแก่ความตายไปก่อนแล้ว ไม่มีสภาพเป็นบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๗๒๙/๒๕๕๖ จำเลยพยายามข่มขืนกระทำชำเราผู้ตายโดยใช้กำลังประทุษร้ายผู้ตายจนหมดสติแล้วนำไปทิ้งที่อ่างเก็บน้ำ โดยเข้าใจว่าผู้ตายถึงแก่ความตายแล้ว จึงถือว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้ตายหาได้ไม่ เพราะจำเลยมิได้รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดอันจะถือว่าจำเลยประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลไม่ได้ตาม ป.อ. มาตรา ๕๙ วรรคสาม จึงไม่เป็นความผิดฐานเจตนาฆ่าผู้ตายตามมาตรา ๒๘๘ แต่เป็นการกระทำผิดโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายตามมาตรา ๒๙๑",อาญา,, 78,10,"นายแดงเป็นเจ้าของที่ดินมีโฉนด ตกลงจะขายที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่นายหนึ่งราคา ๑.๐๐๐,๐๐๐ บาท โดยนายหนึ่งชำระเงินมัดจำไป ๕๐,๐๐๐ บาท และคู่สัญญานัดไปทำหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในวันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๖๘ เมื่อถึงกำหนดนายแดงไม่ไปจดทะเบียนโอนที่ดินให้แก่นายหนึ่ง ต่อมานายแดงตกลงโอนที่ดินแปลงดังกล่าวตีใช้หนี้นายสอง เนื่องจากนายแดงค้างชำระค่าก่อสร้างนายสอง ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท โดยนัดไปทำหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในวันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๖๘ แต่เมื่อวันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๖๘ นายแดงได้จดทะเบียนยกที่ดินให้แก่นางสาวสามภรรยาน้อยของนายแดง โดยนางสาวสามไม่ทราบว่านายแดงทำสัญญาขายที่ดินและตกลงโอนที่ดินตีใช้หนี้ผู้อื่นดังกล่าว ","ให้วินิจฉัยว่า ก. นายหนึ่งมีสิทธิจะขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนการให้ระหว่างนายแดงและนางสาวสามได้หรือไม่ ข. นายสองมีสิทธิจะขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนการให้ระหว่างนายแดงและนางสาวสามได้หรือไม่","คำตอบ ก. บุคคลผู้มีสิทธิตามสัญญาจะซื้อจะขายซึ่งถือว่าเป็นบุคคคลผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จด ทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๐๐ จะต้องชำระเงินตาม สัญญาจะซื้อจะขายครบถ้วนแล้ว ถ้าเป็นเพียงผู้จะซื้อตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ยังไม่ได้ชำระเงินครบถ้วน จะเป็นเพียงบุคคลสิทธิระหว่างนายแดงกับนายหนึ่งเท่านั้น การที่นายแดงตกลงจะขายที่ดินให้แก่นายหนึ่งราคา ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท โดยนายหนึ่งชำระเงินมัดจำเพียง ๕๐,๐๐๐ บาท นายหนึ่งยังไม่เป็นบุคคลผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนตามมาตรา ๑๓๐๐ นายหนึ่งจึงไม่มีสิทธิขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนการให้ระหว่างนายหนึ่งกับนางสาวสามตามมาตรา ๑๓๐๐ (คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๐/๒๕๑๖, ที่ ๕๕๕๗/๒๕๔๕) อย่างไรก็ตาม แม้นายหนึ่งจะไม่มีทรัพยสิทธิเหนือที่ดินของนายแดงตามมาตรา ๑๓๐๐ แต่สิทธิตามสัญญาจะซื้อจะชายที่นายหนึ่งมีต่อนายแดง ก็ยังเป็นบุคคลสิทธิที่ใช้บังคับกันได้ระหว่างคู่สัญญา ต้องถือว่า นายแดงเป็นลูกหนี้ต้องโอนที่ดินให้แก่นายหนึ่งเจ้าหนี้ การที่นายแดงได้จดทะเบียนยกที่ดินให้แก่นางสาวสามเป็นนิติกรรมอันนายแดงลูกหนี้ได้กระทำลงทั้งรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้นายหนึ่งเจ้าหนี้เสียเปรียบ เมื่อสัญญาให้เป็นการทำให้โดยเสน่หา นายหนึ่งเจ้าหนี้ชอบที่จะขอให้ศาลเพิกถอน ขอเพิกถอนสัญญาที่เป็นการฉ้อฉลระหว่างนายแดงและนางสาวสามได้ตามมาตรา ๒๓๗ วรรคหนึ่ง ข. การที่นายแดงตกลงโอนที่ดินตีใช้หนี้นายสองนั้น ถือว่านายสองเป็นบุคลผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จด ทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนตามมาตรา ๑๓๐๐ แล้ว เมื่อนายแดงจดทะเบียนยกที่ดินให้แก่นางสาวสามโดยไม่มีค่าตอบแทน เป็นการโอนอสังหาริมทรัพย์เป็นทางเสียเปรียบแก่บุคคลผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อน นายสองจึงมีสิทธิจะขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนการให้ระหว่างนายแดงและนางสาวสามได้ตามมาตรา ๑๓๐๐ (คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๐๙/๒๕๔๔)",แพ่ง,"ข้อสังเกต คำถามข้อนี้แยกถามสิทธิของนายหนึ่งเป็นข้อ ก. และถามสิทธิของนายสองเป็นข้อ ข. แต่ไม่ได้ถามว่า นายหนึ่งและนายสองใครมีสิทธิดีกว่ากัน ถ้าถามว่านายหนึ่งและนายสองใครมีสิทธิในที่ดินดีกว่ากัน คงต้องพิจารณาในเบื้องต้นว่าทั้งนายหนึ่งและนายสองยังไม่ได้จดทะเบียนรับโอนที่ดินมาเช่นเดียวกันสิทธิของนายหนึ่งเป็นเพียงบุคคลสิทธิหรือสิทธิทางหนี้ซึ่งยังไม่เป็นบุคคผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนตามมาตรา ๑๓๐๐ ส่วนสิทธิของนายสองเป็นบุคคลผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนตามมาตรา ๑๓๐๐ ซึ่งเป็นสิทธิทางทรัพย์ เมื่อที่ดินเป็นทรัพย์ นายสองจึงน่าจะมีสิทธิในที่ดินดีกว่านายหนึ่งเพราะนายสองมีสิทธิทางทรัพย์ ปัญหานี้คงต้องรอฟังต่อไปว่าหากมีการพิพาทกันในปัญหานี้ ศาลฎีกาจะวินิจฉัยอย่างไร แต่ถ้าเปลี่ยนข้อเท็จจริงโดยตัดนางสาวสามออก เหลือเพียงนายแดง นายหนึ่ง และนายสอง แล้ว นายสองจดทะเบียนรับโอนที่ดินตีใช้หนี้โดยรู้ว่านายแดงทำสัญญาจะขายที่ดินให้แก่นายหนึ่งก่อนแล้ว เมื่อนายสองไม่สุจริตนายหนึ่งจึงขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินตีใช้หนี้ได้เพราะเป็นการฉ้อฉลตามมาตรา ๒๓๗ วรรคหนึ่ง (คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๕๗๒/๒๕๕๒) คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๐/๒๕๑๖ จำเลยทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินและบ้านพิพาทจาก ม. แต่ยังชำระ ชำระราคาไม่ครบ จำเลยจึงไม่ใช่บุคคคลผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้ก่อนตามมาตรา ๑๓๐๐ คดีของจำเลยต้องด้วยมาตรา ๒๓๗ ข้อสังเกต กรณีผู้ซื้อจะขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนตามมาตรา ๑๓๐๐ หรือจะขอเพิกถอนการ ฉ้อฉลลตามมาตรา ๒๓๗ นั้น ต้องเป็นนิติกรรมที่สมบูรณ์และละจดทะเบียนแล้ว ผู้ซื้อจึงจะขอเพิกถอนโดยอ้างมาตรา ๑๓๐๐ หรือมาตรา ๒๓๗ แต่ถ้าการจดทะเบียนระหว่างผู้ขายกับบุคคลภายนอกตกเป็นโมฆะ เช่น เป็นการแสดงเจตนาลวงตามมาตรา ๑๕๕ วรรคหนึ่ง การขอให้เพิกถอนทะเบียนก็สามารถอ้างความเป็นโมฆะตามมาตรา ๑๕๕ วรรคหนึ่ง โดยไม่ต้องอ้างมาตรา ๑๓๐๐ หรือมาตรา ๒๓๗ เช่น คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๐๔๑/๒๕๔๗ จำเลยทั้งสองสมคบกันจดทะเบียนโอนซื้อขายที่ดินโดยไม่สุจริตและไม่มีการชำระเงินกันจริงเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้โจทก์ทั้งสองบังคับจำเลยที่ ๑ ตามที่ตกลงซื้อขายกัน การแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสองจึงเป็นการแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กันเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๕ วรรคหนึ่ง และผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใดจะยกความเสียเปล่าแห่งโมฆะกรรมขึ้นกล่าวอ้างตามมาตรา ๑๗๒ และฟ้องให้ เพิกถอนเมื่อใดก็ได้ ฟ้องโจทก์ทั้งสองมิใช่การฟ้องเพิกถอนการฉ้อฉลตามมาตรา ๒๓๗ ไม่อยู่ในบังคับที่จะต้องฟ้องภายใน ๑ ปี ตามมาตรา ๒๔๐ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๕๕๗/๒๕๔๕ การซื้อขายอาคารอันเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่คู่สัญญามีความประสงค์จะทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๔๕๖ นั้น ถ้าตราบใดที่ยังมิได้มีการจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ให้เสร็จเรียบร้อย การได้มาโดยนิติกรรมซึ่งอสังหาริมทรัพย์นั้นย่อมไม่บริบูรณ์ตามมาตรา ๑๒๙๙ วรรคหนึ่ง เว้นแต่จะประปรากฏว่าอาคารได้ตกเป็นส่วนควบของที่ดินตามมาตรา ๑๔๔ วรรคสอง เมื่อจำเลยมีสิทธิที่จะปลูกสร้างอาคารในที่ดินได้ อาคารที่จำเลยปลูกสร้างจึงมีได้ตกเป็นส่วนส่วนควบของที่ดินตามมาตรา ๑๔๖ ดังนั้น นิติกรรมการซื้อขายระหว่างผู้ร้องและจำเลยคงมีฐานะเป็นเพียงสัญญาจะซื้อขายซึ่งสามารถใช้บังคับกันต่อไปได้เท่านั้น กรรมสิทธิ์ในอาคารพิพาทจึงยังไม่ตกเป็นส่วนควบของที่ดินดังเช่นกรณีการซื้อขายเสร็จเด็ดขาดที่คู่สัญญามิได้มีความประสงค์ที่จะทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ และแม้จำเลยจะมอบอาคารให้ผู้ร้องครอบครอง ก็ถือว่าเป็นการครอบครองแทนจำเลย กรรมสิทธิ์ในอาคารยังคงเป็นของจำเลยอยู่ ยังถือไม่ได้ว่าผู้ร้องอยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนตามมาตรา ๑๓๐๐ เพราะยังชำระราคากันไม่ครบ ผู้ร้องจึงยังไม่ได้รับความคุ้มครองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๒๘๗ ดังนั้น โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาย่อมมีสิทธินำยึดอาคารขายทอดตลาดชำระหนี้ได้ ผู้ร้องไม่มีสิทธิร้องขัดทรัพย์ ข้อสังเกต การที่ผู้มีสิทธิปลูกสร้างอาคาร ตกลงขายอาคารให้เจ้าของที่ดิน โดยคู่สัญญาไม่ประสงค์จะจดทะเบียน แม้สัญญาซื้อขายจะตกเป็นโมฆะ แต่ผู้ซื้อซึ่งเป็นเจ้าของที่ดิน ก็ได้กรรมสิทธิ์ในอาคารตามหลักส่วนควบ แต่คดีนี้ ผู้ซื้อไม่ได้กรรมสิทธิ์ตามหลักส่วนควบ เพราะมีการตกลงจะจดทะเบียนโอนภายหลังซึ่งเป็นสัญญาจะซื้อจะขาย คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๐๙/๒๕๔๔ ฎ.๓๘๙ จำเลยที่ ๑ ตกลงโอนที่ดินชำระหนี้ค่ารับเหมาก่อสร้างอาคารแก่โจทก์ แต่จำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๒ สมคบกันโอนที่ดินไปเสียก่อน โดยจำเลยที่ ๒ รับโอนโดยไม่สุจริตและไม่เสียค่าตอบแทน แม้โจทก์ยังไม่ได้จดทะเบียนรับโอนที่ดิน เพียงได้เข้าครอบครอง ก็ถือได้ว่าโจทก์เป็นบุคคลผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อน โจทก์จึงมีสิทธิเรียกให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๒ ได้ ", 78,10,"นายหมูไปฆ่าคนตายและถูกดำเนินคดีในศาล นายหมูจึงไปจ้างให้นายม้าไปวิ่งเต้นผู้พิพากษาให้ยกฟ้อง แล้วนายหมูมอบเงิน ๑๐ ล้านบาทให้แก่นายม้า ","ให้วินิจฉัยว่า ก. การกระทำเท่าที่กล่าวมา นายม้าและนายหมูมีความผิดฐานใด ข. หากต่อมานายม้าไปเสนอจ่ายเงินให้ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวน แต่ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนไม่ยอมรับเงิน นายม้าและนายหมูมีความผิดฐานใด ","คำตอบ ก. ความรับผิดทางอาญาของนายม้า การที่นายหมูจ้างให้นายม้าไปวิ่งเต้นผู้พิพากษาให้ยกฟ้อง แล้วนายหมูมอบเงิน ๑๐ ล้านบาทให้แก่นายม้า เป็นกรณีที่นายม้ารับเงิน ๑๐ ล้านบาทสำหรับตนเอง เพื่อเป็นการตอบแทนในการที่จะจูงใจผู้พิพากษาให้ยกฟ้อง โดยวิธีอันทุจริตและผิดกฎหมายนายม้าจึงมีความผิดฐานเป็นคนกลางเรียกรับสินบนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๓ แม้นายม้าจะยังไม่ได้นำเงินไปมอบให้แก่ผู้ใดก็เป็นความผิดสำเร็จตามมาตรา ๑๔๓ แล้ว แต่นายม้าไม่มีความผิดฐานให้สินบนแก่เจ้าพนักงานในตำแหน่งตุลาการตามมาตรา ๑๖๗ เพราะนายม้ายังไม่ได้ลงมือกระทำผิด ความรับผิดทางอาญาของนายหมู การที่นายหมูมอบเงินจำนวน ๑๐ ล้านบาทให้แก่นายม้านั้นในความผิดฐานเป็นคนกลางเรียกรับสินบนตามมาตรา ๑๔๓ นายม้าเป็นผู้รับเงิน ก็ต้องมีผู้จ่ายเงินคือนายหมู ซึ่งเป็นบุคคลที่เป็นองค์ประกอบความผิด บุคคลที่เป็นองค์ประกอบความผิดไม่อาจเป็นตัวการ ผู้ใช้ หรือผู้สนับสนุน ในการกระทำผิดได้ เว้นแต่กฎหมายบัญญัติความผิดไว้โดยเฉพาะ เมื่อมีกฎหมายบัญญัติให้คนกลางเรียกรับสินบนมีความผิดตามมาตรา ๑๔๓ โดยไม่มีกฎหมายบัญญัติให้ผู้จ่ายเงินให้แก่คนกลางเป็นความผิด นายหมูจึงไม่เป็นตัวการ ผู้ใช้ หรือผู้สนับสนุน นายม้ากระทำความผิดฐานเป็นคนกลางเรียกรับสินบนตามมาตรา ๑๔๓ ส่วนความผิดฐานให้สินบนแก่เจ้าพนักงานในตำแหน่งตุลาการตามมาตรา ๑๖๗ นายหมูจ้างให้นายม้าไปวิ่งเต้นผู้พิพากษาให้ยกฟ้อง แล้วนายหมูมอบเงินให้แก่นายม้าเป็นการก่อให้นายม้ากระทำความผิดด้วยการจ้าง เพราะเป็นการทำให้นายม้าตัดสินใจกระทำความผิด นายหมูจึงเป็นผู้ใช้ให้นายม้ากระทำความผิดฐานให้สินบนแก่เจ้าพนักงานในตำแหน่งตุลาการตามมาตรา ๑๖๗ เมื่อนายม้ายังไม่ได้ไปวิ่งเต้นผู้พิพากษา ถือว่าความผิดที่ใช้ยังมิได้กระทำลง นายหมูผู้ใช้จึงต้องระวางโทษเพียงหนึ่งในสามของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นตามมาตรา ๘๔ วรรคสอง ข. การที่นายม้าไปเสนอจ่ายเงินให้ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวน เป็นการขอให้ทรัพย์สินแก่เจ้าพนักงานในตำแหน่งตุลาการ โดยเจตนา เพื่อจูงใจให้กระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่ แม้ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนไม่ยอมรับเงิน ก็ถือว่านายม้ากระทำผิดสำเร็จตามมาตรา ๑๖๗ แล้ว เพราะองค์ประกอบความผิดฐานนี้เพียงแต่ขอให้ทรัพย์สินแก่เจ้าพนักงานในตำแหน่งตุลาการก็ถือว่าเป็นความผิดสำเร็จแล้ว เมื่อเป็นความผิดตามมาตรา ๑๖๗ ซึ่งเป็นบทเฉพาะแล้ว ก็ไม่ต้องปรับบทตามมาตรา ๑๔๔ ซึ่งเป็นบททั่วไปอีก การที่นายหมูจ้างนายม้าไปวิ่งเต้นผู้พิพากษาให้ยกฟ้อง เป็นการก่อให้นายม้ากระทำความผิดด้วยการจ้าง เมื่อนายม้าไปกระทำความผิดฐานให้สินบนแก่ข้าราชการตุลาการตามมาตรา ๑๖๗ นายหมูผู้ใช้จึงต้องรับโทษเสมือนเป็นตัวการตามมาตรา ๘๔ นายหมูจึงเป็นผู้ใช้ให้นายม้ากระทำความผิดฐานให้สินบนแก่ข้าราชการตุลาการตามมาตรา ๑๖๗ ",อาญา,"ข้อสังเกต คดีนี้หากเปลี่ยนคำถามจากนายหมูจ้างนายม้า เป็นนายม้าไปเสนอตัวว่าจะไปวิ่งเต้นคดีให้นายหมู ความผิดจะเปลี่ยนไปอย่างไร ขอให้ดูคำถามและคำตอบข้อถัดไป ", 78,10,"นายหมูไปฆ่าคนตายและถูกดำเนินคดีในศาล นายม้าทราบเรื่องจึงเสนอตัวกับนายหมูว่าจะไปวิ่งเต้นผู้พิพากษาให้ยกฟ้องโดยเรียกเงินจากนายหมู นายหมูมอบเงิน ๑๐ ล้านบาท ให้แก่นายม้า ","ให้วินิจฉัยว่าก. การกระทำเท่าที่กล่าวมา นายหมูและนายม้ามีความผิดฐานใด ข. หากนายม้าไปเสนอจ่ายเงินให้ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวน แต่ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนไม่ยอมรับเงิน นายหมูและนายม้ามีความผิดฐานใด ","คำตอบ ก. การที่นายม้าเสนอตัวว่าจะไปวิ่งเต้นผู้พิพากษาให้ยกฟ้องโดยเรียกเงินจากนายหมู ๑๐ ล้านบาท เป็นกรณีที่นายม้าเรียกรับเงิน ๑๐ ล้านบาทสำหรับตนเอง เพื่อเป็นการตอบแทนในการที่จะจูงใจผู้พิพากษาให้ยกฟ้อง โดยวิธีอันทุจริตและผิดกฎหมาย นายม้าจึงมีความผิดฐานเป็นคนกลางเรียกรับสินบนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๓ แม้นายม้าจะยังไม่ได้นำเงินไปมอบให้แก่ผู้ใดก็เป็นความผิดสำเร็จตามมาตรา ๑๔๓ แล้ว ส่วนการที่นายหมูมอบเงินจำนวน ๑๐ ล้านบาท ให้แก่นายม้านั้น ในความผิดฐานเป็นคนกลางเรียกรับสินบนตามมาตรา ๑๔๓ นายม้าเป็นผู้รับเงิน ก็ต้องมีผู้ให้เงินคือนายหมูซึ่งเป็นบุคคลที่เป็นองค์ประกอบความผิด บุคคลที่เป็นองค์ประกอบความผิดไม่อาจเป็นตัวการ ผู้ใช้ หรือผู้สนับสนุน ในการกระทำผิดได้ เว้นแต่กฎหมายบัญญัติความผิดไว้โดยเฉพาะ เมื่อมีกฎหมายบัญญัติให้คนกลางเรียกสินบนมีความผิดตามมาตรา ๑๔๓ โดยไม่มีกฎหมายบัญญัติให้ผู้จ่ายเงินให้แก่คนกลางเป็นความผิด นายหมูจึงไม่เป็นตัวการ ผู้ใช้ หรือผู้สนับสนุน นายม้ากระทำความผิดฐานเป็นคนกลางเรียกรับสินบนตามมาตรา ๑๔๓ ส่วนความผิดฐานให้สินบนแก่เจ้าพนักงานในตำแหน่งตุลาการตามมาตรา ๑๖๗ แม้นายหมูจะมอบเงินให้แก่นายม้า แต่การกระทำของนายหมูไม่เป็นการก่อให้นายม้ากระทำความผิดตามมาตรา ๑๖๗ เพราะเป็นเรื่องที่นายม้ามาเสนอตัวว่าจะไปกระทำความผิดถ้าได้เงินจากนายหมู อนึ่ง แม้การที่นายหมูมอบเงินให้แก่นายม้าจะเป็นการช่วยเหลือให้ความสะดวกนายม้ากระทำความผิดตามมาตรา ๑๖๗ แต่นายม้ายังไม่ได้ลงมือให้สินบนแก่ข้าราชการตุลาการ เมื่อการกระทำของนายม้ายังไม่เป็นความผิดตามมาตรา ๑๖๗ นายหมูจึงไม่มีความผิดฐานสนับสนุนนายม้ากระทำความผิด เพราะการเป็นผู้สนับสนุนต้องสนับสนุนการกระทำที่เป็นความผิดตามกฎหมายแล้ว ข. การที่นายม้าไปเสนอจ่ายเงินให้ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวน เป็นการขอให้ทรัพย์สินแก่เจ้าพนักงานในตำแหน่งตุลาการ โดยเจตนา เพื่อจูงใจให้กระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่ แม้ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนไม่ยอมรับเงิน ก็ถือว่านายม้ากระทำความผิดสำเร็จตามมาตรา ๑๖๗ แล้ว เพราะองค์ประกอบความผิดฐานนี้เพียงแต่ขอให้ทรัพย์สินแก่เจ้าพนักงานในตำแหน่งตุลาการ ก็ถือว่าเป็นความผิดสำเร็จแล้ว เมื่อเป็นความผิดตามมาตรา ๑๖๗ ซึ่งเป็นบทเฉพาะแล้วก็ไม่ต้องปรับบทตามมาตรา ๑๔๔ ซึ่งเป็นบททั่วไปอีก การที่นายหมูมอบเงินให้แก่นายม้า เป็นการช่วยเหลือให้ความสะดวกนายม้าก่อนกระทำความผิด เมื่อนายม้าไปกระทำผิดฐานให้สินบนแก่ข้าราชการตุลาการตามมาตรา ๑๖๗ นายหมูจึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนนายม้ากระทำความผิดตามมาตรา ๘๖ ",อาญา,, 78,11,"การคุ้มครองบุคคลภายนอกผู้สุจริตและเสียค่าตอบแทนตามกฎหมายลักษณะทรัพย์สินเจ้าของกรรมสิทธิ์เป็นผู้มีสิทธิจำหน่ายจ่ายโอนทรัพย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๓๖ กล่าวคือ ผู้รับโอนทรัพย์มาจากเจ้าของจะได้กรรมสิทธิ์ แต่ถ้ารับโอนทรัพย์มาจากบุคคลที่ไม่ใช่เจ้าของ ผู้รับโอนก็จะไม่ได้กรรมสิทธิ์ ซึ่งก็ตรงกับหลักกฎหมายทั่วไปที่ว่า “ผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน” หากใช้หลักกรรมสิทธิ์หรือหลักผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอนโดยเคร่งครัด บางกรณีบุคคลภายนอกผู้ได้รับโอนทรัพย์สินมาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนจะไม่ได้รับความเป็นธรรม จึงจำเป็นต้องมีหลักกฎหมายเพื่อคุ้มครองบุคคลภายนอกที่สุจริตและเสียค่าตอบแทนโดยกำหนดเงื่อนไขบางประการขึ้น กล่าวคือ แม้บุคคลภายนอกผู้ได้รับโอนทรัพย์สินมาจากบุคคลที่ไม่ใช่เจ้าของ แต่ถ้าบุคคลภายนอกสุจริตและเสียค่าตอบแทน กับเป็นไปตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด บุคคลภายนอกจะมีสิทธิในทรัพย์ดีกว่าผู้โอน โดยไม่นำหลักกรรมสิทธิ์หรือหลักผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอนมาใช้บังคับ หลักกฎหมายคุ้มครองบุคคลภายนอกที่สำคัญมีสองระบบ คือ หลักกฎหมายคุ้มครองบุคคลภายนอกของระบบประมวลกฎหมาย เช่น กฎหมายของประเทศเยอรมัน และหลักกฎหมายคุ้มครองบุคคลภายนอกของระบบกฎหมายประเพณี เช่น กฎหมายของประเทศอังกฤษ สำหรับหลักกฎหมายคุ้มครองบุคคลภายนอกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของประเทศไทยได้นำหลักกฎหมายคุ้มครองบุคคลภายนอกของทั้งสองระบบมาใช้ กล่าวคือ นำระบบประมวลกฎหมาย กรณีอสังหาริมทรัพย์บัญญัติไว้ตามมาตรา ๑๒๙๙ วรรคสอง และกรณีสังหาริมทรัพย์บัญญัติไว้ตามมาตรา ๑๓๐๓ สำหรับระบบกฎหมายประเพณีบัญญัติไว้ตามมาตรา ๑๓๒๙ ถึงมาตรา ๑๓๓๒ หลักกฎหมายคุ้มครองบุคคลภายนอก กรณีอสังหาริมทรัพย์ตามมาตรา ๑๒๙๙ วรรคสองจะคุ้มครองบุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดย (๑) เสียค่าตอบแทน (๒) โดยสุจริต และ (๓) ได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว ซึ่งจะต้องครบหลักเกณฑ์ดังกล่าวทั้ง ๓ ประการ หากขาดประการใดประการหนึ่งไปบุคคลภายนอกก็จะไม่ได้รับความคุ้มครอง เหตุที่กฎหมายให้ความคุ้มครองบุคคลภายนอกที่ได้สิทธิในอสังหาริมทรัพย์ทางทะเบียนมาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน ก็เพราะการแสดงออกถึงความเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ที่น่าเชื่อถือที่สุดก็คือการมีชื่อในทะเบียน หากคนที่เป็นเจ้าของไม่มีชื่อในทะเบียนก็ควรจะรีบดำเนินการให้ตนมีชื่อในทะเบียนเสีย การที่เจ้าของละเลยไม่ดำเนินการให้ตนมีชื่อทางทะเบียนจนมีบุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนโดยสุจริต และได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้วเจ้าของที่แท้จริงก็ไม่อาจยกสิทธิของตนขึ้นต่อสู้บุคคลภายนอกได้ตามมาตรา ๑๒๙๙ วรรคสอง เช่น นาย ก. ครอบครองปรปักษ์ที่ดินมีโฉนดของนาย ข. ครบ ๑๐ ปี นาย ก. ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินทันทีเมื่อครอบครองปรปักษ์ครบ ๑๐ ปีตามมาตรา ๑๓๘๒ ซึ่งเป็นการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์โดยผลของกฎหมาย แม้ในโฉนดที่ดินจะมีชื่อนาย ข. เป็นเจ้าของ แต่กรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวก็ตกเป็นของนาย ก. ไปเสียแล้ว เมื่อนาย ก. เป็นเจ้าของที่ดินแต่นาย ก. ไม่มีชื่อเป็นเจ้าของที่ดินตามโฉนดนาย ก. ก็ควรจะรีบไปยื่นคำร้องขอต่อศาล ให้ศาลมีคำสั่งแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินของนาย ก. และเมื่อศาลมีคำสั่งแสดงกรรมสิทธิ์แล้ว นาย ก. ก็สามารถนำคำสั่งศาลไปจดทะเบียนสิทธิเปลี่ยนชื่อเจ้าของจากนาย ข. มาเป็นของนาย ก. ได้ หากนาย ก. ละเลยไม่ยื่นคำร้องขอต่อศาล ต่อมานาย ข. จดทะเบียนโอนขายที่ดินให้แก่นาย ค. หากนาย ค. เสียค่าตอบแทนโดยสุจริต และได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว นาย ก. ไม่อาจยกการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ยันต่อนาย ค. ได้ เพราะนาย ก. เป็นเพียงผู้ได้อสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรมที่ยังไม่จดทะเบียนหลักกฎหมายคุ้มครองบุคคลภายนอก กรณีสังหาริมทรัพย์ตามมาตรา ๑๓๐๓ จะคุ้มครองบุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยการส่งผ่านการครอบครองโดยถูกต้องที่สุจริตและเสียค่าตอบแทนตามมาตรา ๑๓๐๓ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “ถ้าบุคคลหลายคนเรียกเอาสังหาริมทรัพย์เดียวกัน โดยอาศัยหลักกรรมสิทธิ์ต่างกันไซร้ ท่านว่าทรัพย์สินตกอยู่ในครอบครองของบุคคลใด บุคคลนั้นมีสิทธิยิ่งกว่าบุคคลอื่น ๆ แต่ต้องได้ทรัพย์นั้นมาโดยมีค่าตอบแทนและได้การครอบครองมาโดยสุจริต” มาตรา ๑๓๐๓ วรรคสอง บัญญัติว่า “ท่านมิให้ใช้มาตรานี้บังคับถึงสังหาริมทรัพย์ซึ่งระบุไว้ในมาตราก่อนในเรื่องทรัพย์สินหายกับทรัพย์สินที่ได้มาโดยการกระทำผิด” เหตุที่กฎหมายให้ความคุ้มครองบุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยการส่งผ่านการครอบครองโดยถูกต้องที่สุจริตและเสียค่าตอบแทน ก็เพราะการแสดงออกถึงความเป็นเจ้าของสังหาริมทรัพย์ที่น่าเชื่อถือที่สุดก็คือการครอบครอง ดังนั้น หากเจ้าของที่แท้จริงมอบการครอบครองให้แก่ผู้อื่น เป็นกรณีที่เจ้าของทรัพย์ทำให้บุคคลภายนอกมีเหตุอันควรเชื่อว่าผู้ครอบครองเป็นเจ้าของ หากบุคคลภายนอกได้ทรัพย์ไปโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน บุคคลภายนอกก็จะได้รับความคุ้มครองตามมาตรา ๑๓๐๓ หากเจ้าของทรัพย์ได้รับความเสียหายก็ต้องไปเรียกร้องเอาจากบุคคลที่ตนมอบการครอบครองให้ ซึ่งตรงกับสุภาษิตกฎหมายที่ว่า “ระหว่างผู้สุจริตด้วยกัน ผู้ประมาทเลินเล่อย่อมเสียเปรียบ” กล่าวคือเจ้าของประมาทตรงที่ไว้ใจคนผิด เมื่อไว้ใจบุคคลใดก็ต้องไปเรียกค่าเสียหายจากบุคคลนั้น ไม่ใช่ไปทำให้บุคคลภายนอกที่สุจริตและเสียค่าตอบแทนเสียหายหากคิดตามหลักของระบบประมวลกฎหมาย มาตรา ๑๓๐๓ วรรคหนึ่ง จะคุ้มครองเฉพาะการส่งผ่านการครอบครองโดยถูกต้อง ก็คือการโอนการครอบครองให้แก่กัน เช่น นาย ก. ให้นาย ข. ยืมหนังสือไป แล้วนาย ข. นำหนังสือไปขายให้นาย ค. กรณีนี้ถือว่าการส่งผ่านการครอบครองโดยถูกต้องเพราะนาย ก. โอนการครอบครองให้นาย ข. นาย ค. จึงได้รับความคุ้มครองตามมาตรา ๑๓๐๓ วรรคหนึ่ง แต่ถ้าเป็นการแย่งการครอบครองไม่ถือว่าเป็นการส่งผ่านการครอบครองโดยถูกต้อง เช่น นายหนึ่งลักหนังสือของนายสองไป แล้วนายหนึ่งนำหนังสือไปขายให้นายสาม กรณีนี้ไม่ถือว่าการส่งผ่านการครอบครองโดยถูกต้อง เพราะนายหนึ่งลักไป เป็นการแย่งการครอบครองจากนายสองนายสามจึงไม่ได้รับความคุ้มครองตามมาตรา ๑๓๐๓ วรรคหนึ่ง เพราะเป็นทรัพย์สินที่ได้มาโดยการกระทำผิดตามมาตรา ๑๓๐๓ วรรคสอง จากที่กล่าวถึงหลักกฎหมายคุ้มครองบุคคลภายนอกกรณีสังหาริมทรัพย์ตามมาตรา ๑๓๐๓ ว่าจะคุ้มครองบุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยการส่งผ่านการครอบครองโดยถูกต้องที่สุจริตและเสียค่าตอบแทน เป็นหลักทางทฤษฎี แต่ในทางปฏิบัติแล้วศาลฎีกามิได้เห็นด้วยกับหลักที่กล่าวมาแล้วเนื่องจากศาลฎีกาเคยตัดสินคดีที่ นาย ก. ฝากหนังสือไว้กับนาย ข. แล้วนาย ข. นำหนังสือไปขายให้นาย ค. ศาลฎีกาตัดสินว่า นาย ค. ไม่ได้กรรมสิทธิ์เพราะเป็นทรัพย์สินที่ได้มาโดยการกระทำผิดฐานยักยอก นาย ค. จึงไม่ได้รับความคุ้มครองตามมาตรา ๑๓๐๓ วรรคสองนอกจากหลักคุ้มครองบุคคลภายนอกในกรณีอสังหาริมทรัพย์ตามมาตรา ๑๒๙๙ วรรคสอง และกรณีสังหาริมทรัพย์ตามมาตรา ๑๓๐๓ แล้ว ซึ่งเป็นหลักคุ้มครองบุคคลภายนอกกรณีทั่วไปแล้วยังมีหลักคุ้มครองบุคคลภายนอกเฉพาะเรื่อง เช่น การคุ้มครองบุคคลภายนอกที่ได้รับโอนทรัพย์สินโดยมีค่าตอบแทนและโดยสุจริต จากนิติกรรมอันเป็นโมฆยะ และนิติกรรมนั้นได้ถูกบอกล้างภายหลังตามมาตรา ๑๓๒๙ การคุ้มครองบุคคลภายนอกที่ซื้อทรัพย์สินโดยสุจริตในการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลฯ ตามมาตรา ๑๓๓๐ การคุ้มครองบุคคลภายนอกที่ได้เงินตรามาโดยสุจริตตามมาตรา ๑๓๓๑ หรือการคุ้มครองบุคคลภายนอกผู้ซื้อทรัพย์สินมาโดยสุจริตในการขายทอดตลาดหรือในท้องตลาดหรือจากพ่อค้าซึ่งขายของชนิดนั้นตามมาตรา ๑๓๓๒ คำถาม นายเขียวขอเช่าสุนัขจากนายขาว ๗ วัน เพื่อไปเฝ้าบ้านเนื่องจากนายเขียวกำลังซ่อมแซมประตูบ้าน เมื่อซ่อมแซมประตูบ้านเสร็จนายขำมาเยี่ยมนายเขียวที่บ้าน สุนัขตัวดังกล่าวเข้ามาเล่นกับนายขำ นายขำถูกใจสุนัขมากจึงสอบถามนายเขียว นายเขียวหลอกนายขำว่าเป็นสุนัขของตนนายขำจึงขอซื้อสุนัขตัวดังกล่าวจากนายเขียว นายเขียวตกลงขายให้ในราคา ๕๐,๐๐๐ บาท นายขำจึงนำสุนัขกลับบ้านไป หลังจากนายขำเลี้ยงสุนัขไว้ ๑๐ วัน สุนัขตัวดังกล่าวคลอดลูกสุนัขมาอีก ๑ ตัวต่อมานายขาวทราบเรื่องจึงมาขอสุนัขทั้งสองตัวคืนจากนายขำ นายขำอ้างว่าตนสุจริตและเสียค่าตอบแทนจึงมีสิทธิในสุนัขและลูกสุนัข",ให้วินิจฉัยว่า นายขาวและนายขำใครมีสิทธิในสุนัขและลูกสุนัขดีกว่ากัน,"คำตอบ การที่นายขำซื้อสุนัขจากนายเขียวราคา ๕๐,๐๐๐ บาทนั้น นายเขียวไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ สุนัขที่ขาย นายเขียวจึงไม่มีสิทธิจำหน่ายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๓๖ แม้ในกรณีที่ บุคคลหลายคนเรียกเอาสังหาริมทรัพย์เดียวกันโดยอาศัยหลักกรรมสิทธิ์ต่างกัน ทรัพย์สินตกอยู่ในครอบครอง ของบุคคลใด บุคคลนั้นมีสิทธิยิ่งกว่าบุคคลอื่น ๆ โดยต้องได้ทรัพย์นั้นมาโดยมีค่าตอบแทน และได้การ ครอบครองโดยสุจริตตามมาตรา ๑๓๐๓ วรรคหนึ่ง แต่มาตรา ๑๓๐๓ วรรคสอง มิให้ใช้มาตรา ๑๓๐๓ วรรคหนึ่ง บังคับถึงสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาโดยการกระทำผิด เมื่อนายเขียวเช่าสุนัขจากนายขาว แล้วนายเขียว ขายสุนัขให้นายขำ เป็นการกระทำความผิดฐานยักยอกทรัพย์ สุนัขที่ซื้อขายเป็นสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาโดยการ กระทำผิด จึงไม่อาจใช้มาตรา ๑๓๐๓ วรรคหนึ่ง บังคับแก่กรณีการซื้อสุนัขของนายขำได้ การที่นายขำซื้อสุนัข มาจากบุคคลที่ไม่ใช่เจ้าของ และไม่ได้ซื้อจากการขายทอดตลาด หรือในท้องตลาด หรือจากพ่อค้าซึ่งขายของ ชนิดนั้น ตามมาตรา ๑๓๓๒ นายขำจึงไม่ได้กรรมสิทธิ์ในสุนัขที่ซื้อมา นายขาวเจ้าของกรรมสิทธิ์ในสุนัขจึงมีสิทธิ ดีกว่านายขำ (เทียบคำพิพากษาฎีกาที่ ๑๗๔/๒๔๙๔) ส่วนลูกสุนัขนั้น แม้ลูกสุนัขจะเป็นดอกผลธรรมดาของสุนัข ซึ่งเจ้าของกรรมสิทธิ์ย่อมมีสิทธิได้รับดอก ผลของสุนัขตามมาตรา ๑๓๓๖ แต่การที่นายขำซื้อสุนัขและเลี้ยงไว้ ๑๐ วัน เป็นกรณีที่นายขำยึดถือทรัพย์สิน โดยเจตนาจะยึดถือเพื่อตน นายขำจึงมีสิทธิครอบครองตามมาตรา ๑๓๖๗ เมื่อจะต้องส่งคืนการครอบครอง มาตรา ๑๓๗๖ ให้นำหลักเรื่องลาภมิควรได้มาใช้บังคับ กล่าวคือ บุคคลผู้ได้รับทรัพย์สินไว้โดยสุจริต ย่อมจะได้ ดอกผลอันเกิดแต่ทรัพย์สินนั้นตลอดเวลาที่ยังคงสุจริตอยู่ เมื่อสุนัขตัวดังกล่าวคลอดลูกสุนัขมาอีก ๑ ตัว โดย นายขำเข้าใจว่าตนเป็นเจ้าของสุนัข เนื่องจากซื้อมาเพราะถูกนายเขียวหลอก ต้องถือว่านายขำครอบครองสุนัข โดยสุจริต ย่อมจะได้ดอกผลอันเกิดแต่ทรัพย์สินนั้นตลอดเวลาที่ยังคงสุจริตอยู่ นายขำจึงมีสิทธิในลูกสุนัขซึ่งเป็น ดอกผลดีกว่านายขาว ",แพ่ง,"สังเกต คำถามไม่ได้ถามว่านายขาวมีสิทธิอย่างไรต่อนายเขียวนักศึกษาไม่จำเป็นต้องตอบในเรื่องนี้ และข้อเท็จจริงที่ว่า เช่าสุนัขเพื่อไปเฝ้าบ้านเนื่องจากนายเขียวกำลังซ่อมแซมประตูบ้าน เป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ควร มีในคำตอบ เพราะไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ต้องนำไปปรับเข้ากับข้อกฎหมาย คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๗๔/๒๔๙๔ เช่าเครื่องมือในการตัดผมและเครื่องอุปกรณ์อื่นในร้านตัดผมของเขาไว้ เปิดทำการตัดผม คิดค่าเช่าเป็นรายเดือน และชำระค่าเช่าเรื่อยมาภายหลังกลับเอาเครื่องมือและเครื่อง อุปกรณ์เหล่านั้นไปโอนขายแก่ผู้อื่นเสีย ดังนี้ ผู้รับซื้อไม่ได้กรรมสิทธิ์และไม่ใช่กรณีตาม ประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์มาตรา ๑๓๐๓ และไม่เข้าข้อยกเว้นตามมาตรา ๑๓๓๒ เจ้าของยังคงมีสิทธิติดตามเอาคืนได้", 78,11,"นายหนึ่งใช้นายสอง ให้นายสองไปจ้างนายสามฆ่านายสี่ โดยนายหนึ่งใช้นายสองเมื่อวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๖๔ ต่อมาวันที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๖๘ นายสองไปจ้างนายสามฆ่านายสี่ โดยมอบเงินให้ ๒๐๐,๐๐๐ บาท นายสามรับเงินไว้โดยรับปากว่าจะไปจัดการให้ แต่ปรากฏว่านายสี่ถึงแก่ความตายไปก่อนตั้งแต่วันที่ ๕ มกราคม ๒๕๖๔",ให้วินิจฉัยความรับผิดทางอาญาของนายหนึ่งและนายสอง,"คำตอบ การที่นายสองจ้างนายสามให้ฆ่านายสี่ในวันที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๖๔ แม้นายสองจะก่อให้นายสามกระทำความผิดด้วยการจ้างซึ่งถือได้ว่าครบองค์ประกอบภายนอกในส่วนการกระทำของการเป็นผู้ใช้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๔ แต่นายสี่ถึงแก่ความตายไปก่อนแล้วตั้งแต่วันที่ ๕ มกราคม ๒๕๖๘ ดังนั้น ในวันที่นายสองใช้ให้นายสามกระทำความผิด จึงไม่มีผู้อื่นให้เป็นวัตถุแห่งการกระทำแล้ว การกระทำของนายสองจึงไม่เป็นความผิด เพราะขาดองค์ประกอบภายนอกในส่วนของวัตถุแห่งการกระทำในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา นายสองจึงไม่มีความรับผิดทางอาญา (ดูเพิ่มเติมในศาสตราจารย์ ดร.เกียรติขจร วัจนะสวัสดิ์, คำอธิบายกฎหมายอาญาภาค ๑ เล่ม ๒ พิมพ์ครั้งที่ ๑๑ พ.ศ. ๒๕๖๒ หน้า ๒๐๔) แม้นายหนึ่งใช้นายสองให้ไปจ้างนายสามฆ่านายสี่ ตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๖๔ แต่การก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดซึ่งจะเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิดตามมาตรา ๘๔ จะต้องเป็นการก่อต่อผู้ที่จะไปลงมือกระทำความผิดแล้วเท่านั้น หากเป็นเพียงการใช้ให้ไปใช้ โดยผู้รับการใช้ยังไม่ไปใช้ผู้ลงมือ ยังไม่ถือว่าเป็นการก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดด้วยการใช้ การที่นายหนึ่งใช้ให้นายสองไปจ้างนายสามฆ่านายสี่เมื่อวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๖๘ ในวันดังกล่าวนายหนึ่งยังไม่เป็นผู้ใช้เพราะนายสองผู้รับการใช้ยังไม่ใช่ผู้ที่จะไปลงมือกระทำความผิด (ดูเพิ่มเติมในศาสตราจารย์ดร.เกียรติขจร วัจนะสวัสดิ์, คำอธิบายกฎหมายอาญาภาค ๑ เล่ม ๒ พิมพ์ครั้งที่ ๑๑ พ.ศ. ๒๕๖๒ หน้า ๑๖๘ ถึงหน้า ๑๖๙) การที่นายสองจ้างนายสามฆ่านายสี่เมื่อวันที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๖๘ นายสองไม่มีความผิด เพราะขาดองค์ประกอบภายนอกในส่วนของวัตถุแห่งการกระทำดังที่วินิจฉัยมาแล้ว การจ้างของนายสอง ดังกล่าว ก็ไม่อาจทำให้นายหนึ่งเป็นผู้ใช้ เพราะต้องถือว่าการกระทำของนายหนึ่งขาดองค์ประกอบภายนอกในส่วนของวัตถุแห่งการกระทำเช่นเดียวกับนายสอง นายหนึ่งจึงไม่มีความรับผิดทางอาญา",แพ่ง,"ข้อสังเกต คำพิพากษาฎีกานี้รองศาสตราจารย์วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ เห็นว่า เป็นการตีความมาตรา ๑๓๐๓ วรรคสอง กว้างเกินไป ทำให้โอกาสที่จะนำหลักคุ้มครองบุคคลภายนอกตามมาตรา ๑๓๐๓ วรรคหนึ่ง มาใช้ได้น้อยมาก อันไม่สอดคล้องกับสังคมปัจจุบัน หากออกข้อสอบ การตอบตามคำพิพากษาฎีกาน่าจะ ปลอดภัยและได้คะแนนดีที่สุด แต่ปัญหานี้ผู้แต่งเห็นว่าน่าจะต้องติดตามดูคำพิพากษาฎีกาใหม่ด้วยว่า ศาลฎีกายังจะเดินตามแนวเดิมหรือไม่ ขอให้ศึกษาเพิ่มเติมจาก กองทุนศาสตราจารย์จิตติ ติงศภัทิย์, คำอธิบายประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เรียงมาตรา ว่าด้วยทรัพย์สิน, วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์, กันยายน ๒๕๔๕, หน้า ๒๒ ", 78,12,"นายเอกสั่งจ่ายเช็คระบุชื่อ ๓ ฉบับให้ธนาคารชำระเงินแก่นายโทฉบับละ ๑๐๐,๐๐๐๐ บาท เพื่อชำระหนี้ค่าสินค้าให้แก่นายโท ๓๐๐,๐๐๐ บาท เช็คฉบับที่ ๑ นายโทนำไปให้ธนาคารไทยรับรอง ธนาคารไทยลงลายมือชื่อรับรองเช็คฉบับที่ ๑ ต่อมาเมื่อเช็คฉบับที่ ๑ ถึงกำหนด นายโทนำเช็คฉบับที่ ๑ เข้าบัญชีเพื่อเรียกเก็บเงิน ปรากฏว่าเงินในบัญชีของนายเอกไม่พอจ่าย ธนาคารไทยจึงชำระเงินตามเช็คฉบับที่ ๑ ให้แก่นายโทไปตามคำรับรอง เช็คฉบับที่ ๒ นายโทสลักหลังชำระหนี้ให้แก่นายตรี เมื่อเช็คถึงกำหนดนายตรีนำเช็คเข้าบัญชีเพื่อเรียกเก็บเงินปรากฏว่าเงินในบัญชีของนายเอกไม่พอจ่าย นายโทและนายตรีจึงทำสัญญากันเป็นหนังสือว่าจากมูลหนี้ตามเช็คฉบับที่ ๒ ที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินนี้ นายโทยอมชำระเงินให้แก่นายตรี ๑๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน แล้วนายโทไม่จ่ายเงินให้แก่นายตรีตามสัญญา เช็คฉบับที่ ๓ นายโทสลักหลังชำระหนี้ให้แก่นายจัตวา นายจัตวาสลักหลังชำระหนี้ให้แก่นายเบญจ เมื่อเช็คถึงกำหนดนายเบญจนำเช็คเข้าบัญชีเพื่อเรียกเก็บเงินปรากฏว่าเงินในบัญชีของนายเอกไม่พอจ่ายเช่นเดียวกัน หลังจากนั้นศาลล้มละลายมีคำสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์ของนายจัตวาเด็ดขาด นายเบญจมิได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายในกำหนด จนนายเบญจไม่สามารถบังคับให้นายจัตวาชำระหนี้ตามเช็คฉบับที่ ๓ ได้ ","ให้วินิจฉัยว่า ก. ธนาคารไทยมีสิทธิเรียกร้องให้นายเอกชำระเงินตามเช็คฉบับที่ ๑ ข. นายตรีมีสิทธิเรียกร้องให้นายเอกชำระเงินตามเช็คฉบับที่ ๒ และ ค. นายเบญจมีสิทธิเรียกร้องให้นายเอกชำระเงินตามเช็คฉบับที่ ๓ ได้หรือไม่ ","คำตอบ ก. เมื่อธนาคารไทยลงลายมือชื่อรับรองเช็คฉบับที่ ๑ เป็นกรณีที่ธนาคารเขียนข้อความลง ลายมือชื่อบนเช็คอันเป็นคำใด ๆ อันแสดงผลอย่างเดียวกันกับคำว่า ""ใช้ได้"" หรือ ""ใช้เงินได้"" ธนาคารไทยต้อง ผูกพันในฐานะเป็นลูกหนี้ชั้นต้นในอันจะต้องใช้เงินแก่ผู้ทรงตามเช็คนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๙๓ วรรคหนึ่ง และเป็นกรณีผู้ทรงเช็คเป็นผู้จัดการให้ธนาคารลงข้อความรับรองดังว่านั้น นายเอกผู้สั่ง จ่ายจึงหลุดพ้นจากความรับผิดตามเช็คนั้นตามมาตรา ๙๙๓ วรรคสอง เมื่อธนาคารไทยซึ่งเป็นลูกหนี้ชั้นต้น ชำระหนี้ให้แก่ผู้ทรงซึ่งเป็นเจ้าหนี้ ย่อมทำให้มูลหนี้ตามเช็คฉบับที่ ๑ ระงับลง ทั้งไม่ใช่กรณีผู้ทรงใช้สิทธิไล่เบี้ย แก่ผู้สั่งจ่ายตามมาตรา ๙๕๙ และไม่ใช่กรณีผู้ลงลายมือชื่อในตั๋วเงินและเข้าถือเอาตั๋วเงินในการที่จะใช้บังคับ เอาแก่ผู้ที่มีความผูกพันอยู่แล้วก่อนตนตามมาตรา ๙๖๗ วรรคสาม เพราะธนาคารไทยเป็นลูกหนี้ชั้นต้นตามเช็ค ฉบับที่ ๑ ดังที่วินิจฉัยมาแล้ว แม้ธนาคารไทยชำระเงินตามเช็คไป แต่ธนาคารไทยก็ไม่อาจใช้สิทธิไล่เบี้ย ใด ๆ ตามกฎหมายตั๋วเงินได้ ธนาคารไทยจึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้นายเอกชำระเงินตามเช็คฉบับที่ ๑ (คำพิพากษาฎีกา ที่ ๖๐๕๔/๒๕๕๐) ข. หลังจากธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คฉบับที่ ๒ นายโทและนายตรีทำสัญญากันว่านายโทยอม ชำระเงินให้แก่นายตรีพร้อมดอกเบี้ย เป็นกรณีที่นายตรีผู้ทรงเช็คกับนายโทผู้สลักหลังเช็คฉบับที่ ๒ ได้ทำสัญญา เปลี่ยนสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งหนี้ ด้วยการทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน ย่อมทำให้มูลหนี้เดิมตาม เช็คฉบับที่ ๒ ระงับสิ้นไป และทำให้แต่ละฝ่ายได้สิทธิตามที่แสดงในสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น ด้วยการแปลงหนี้ใหม่ตามมาตรา ๓๔๙ วรรคหนึ่ง แม้เจ้าหนี้มีสิทธิเรียกชำระหนี้จากลูกหนี้แต่คนใดคนหนึ่ง สิ้นเชิงหรือแต่โดยส่วนก็ได้ตามแต่จะเลือกแต่ลูกหนี้ทั้งปวงยังคงต้องผูกพันอยู่ทั่วทุกคนจนกว่าหนี้นั้นจะชำระ เสร็จสิ้นเชิงตามมาตรา ๒๙๑ สิทธิดังกล่าวต้องเป็นกรณีที่เจ้าหนี้ใช้สิทธิที่มีอยู่ตามมูลหนี้เดิมที่ลูกหนี้ทุกคนต้อง ร่วมรับผิด แต่สำหรับคดีนี้มูลหนี้เดิมตามเช็คฉบับที่ ๒ ได้ระงับสิ้นไปดังที่วินิจฉัยมาแล้ว สิทธิเรียกร้องของนายตรีที่มีอยู่ต่อนายเอกผู้สั่งจ่ายซึ่งเป็นลูกหนี้ร่วมคนอื่นในมูลหนี้เดียวกันย่อมระงับสิ้นไปด้วยตามมาตรา ๒๙๒ วรรคหนึ่ง (คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๕๖๙/๒๕๕๑) นายตรีคงมีสิทธิเรียกร้องให้นายโทชำระหนี้แก่ตน ตามสัญญาประนีประนอมยอมความเท่านั้น ไม่มีสิทธิที่จะเรียกร้องให้นายเอกผู้สั่งจ่ายรับผิดในมูลหนี้ตามเช็ค ฉบับที่ ๒ ได้ ค. ศาลล้มละลายมีคำสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์ของนายจัตวาเด็ดขาด นายเบญจมิได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้จน นายเบญจไม่สามารถบังคับให้นายจัตวาชำระหนี้ตามเช็คฉบับที่ ๓ ได้ ย่อมเป็นผลให้นายเบญจหมดสิทธิที่จะเรียกร้องให้นายจัตวาชำระหนี้เท่านั้น แต่หนี้ตามเช็คฉบับที่ ๓ ยังไม่ระงับ เมื่อหนี้ตามเช็คฉบับที่ ๓ ยังไม่ระงับ การที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คฉบับที่ ๓ นายเอกผู้สั่งจ่ายเช็คฉบับที่ ๓ จึงต้องชำระเงินตามเช็คฉบับ ที่ ๓ ให้แก่นายเบญจตามมาตรา ๙๑๔ (เทียบคำพิพากษาฎีกาที่ ๙๓๓๙/๒๕๕๑) นายเบญจจึงมีสิทธิเรียกร้อง ให้นายเอกชำระเงินตามเช็คฉบับที่ ๓ ได้ ",แพ่ง,"ข้อสังเกต คำถามข้อนี้เป็นคำถามที่ต้องอาศัยหลักพื้นฐานของกฎหมายลักษณะหนี้และตั๋วเงินมาตอบ หากเข้าใจหลักกฎหมายลักษณะหนี้อย่างลึกซึ้งจะตอบข้อนี้ได้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๐๕๔/๒๕๕๐ เป็นคำพิพากษาที่อาจารย์สอนกฎหมายเห็นแล้วต้องนำมาออกข้อสอบ เพราะเป็นการสอนให้เข้าใจหลักกฎหมาย อย่างแท้จริง และขอให้สังเกตด้วยว่า ธงคำตอบจะอ้างกฎหมายคนละมาตรากับคำพิพากษาฎีกา เพราะอาจารย์ แปลงข้อเท็จจริงจากตัวแลกเงินเป็นเช็ค ซึ่งจะใช้หลักกฎหมายคนละมาตรา แต่เหตุผลที่วินิจฉัยจะเหมือนกัน คำตอบข้อนี้หากนักศึกษาไม่เคยอ่านคำพิพากษาฎีกามาก่อน อาจารย์ว่าน่าจะตอบผิดเกินครึ่ง อนึ่ง คดีนี้แม้จะเรียกร้องตามกฎหมายตัวเงินไม่ได้ แต่ถ้ามีผู้ทำสัญญากับธนาคารที่รับรองว่า หาก ธนาคารจ่ายเงินไป ผู้นั้นยอมชำระเงินให้ธนาคาร แม้จะไล่เบี้ยตามกฎหมายตั๋วเงินไม่ได้ แต่ก็เรียกให้ผู้ที่ทำ สัญญาชำระหนี้ได้ตามสัญญาที่ทำต่างหากจากตั๋วเงิน คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๐๕๔/๒๕๕๐ ธนาคาร น. เป็นผู้จ่ายเงินตามตั๋วแลกเงิน การที่ธนาคาร น. ลงลายมือชื่อรับรองในตั๋วแลกเงิน จึงเป็นผู้รับรองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๒๗ ต้องผูกพันในอันจะจ่ายเงินจำนวนที่รับรองตามเนื้อความแห่งคำรับรองของตนตามมาตรา ๙๓๗ ธนาคาร น. ย่อมอยู่ในฐานะลูกหนี้ชั้นต้นอย่างเดียวกับจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้สังจ่ายตัวแลกเงิน จำเลยที่ ๑ ไม่ได้อยู่ในฐานะที่ มีความผูกพันอยู่แล้วก่อนธนาคาร น. ตามมาตรา ๙๖๗ วรรคสาม ดังนั้น เมื่อธนาคาร น. ได้จ่ายเงินให้บริษัท ต. ซึ่งเป็นผู้รับเงินไปแล้ว ธนาคาร น. จึงหามีสิทธิไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยที่ ๑ ผู้สั่งจ่ายได้ไม่ เมื่อไม่มีสิทธิไล่เบี้ยแล้ว ก็ย่อมไม่มีสิทธิเรียกร้องที่จะโอนให้แก่โจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๕๖๙/๒๕๕๑ เมื่อโจทก์ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับบริษัท ร. ผู้สลักหลัง ย่อมทำให้มูลหนี้เดิมตามเช็คระงับสิ้นไป และทำให้แต่ละฝ่ายได้สิทธิตามที่แสดงในสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น อันถือได้ว่าเป็นการแปลงหนี้ใหม่ โจทก์คงมีสิทธิเรียกร้องให้บริษัท ร. ชำระหนี้แก่ ตนตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ไม่มีสิทธิที่จะเรียกให้บริษัท ร. และจำเลยในฐานะผู้สั่งจ่ายรับผิด ในมูลหนี้ตามเช็คได้อีก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๙๑ แม้จะบัญญัติให้เจ้าหนี้มีสิทธิเรียกชำระหนี้ จากลูกหนี้แต่คนใดคนหนึ่งสิ้นเชิงหรือแต่โดยส่วนก็ได้ตามแต่จะเลือก แต่ลูกหนี้ทั้งปวงก็ยังคงต้องผูกพันอยู่ทั่ว ทุกคนจนกว่า หนี้นั้นจะได้ชำระเสร็จสิ้นเชิงก็ตาม เป็นกรณีที่เจ้าหนี้ใช้สิทธิที่มีอยู่ตามมูลหนี้เดิมที่ลูกหนี้ทุกคน ต้องร่วมรับผิด แต่สำหรับคดีนี้มูลหนี้เดิมตามเช็คพิพาทได้ระงับสิ้นไปแล้วตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ที่โจทก์ทำกับบริษัท ร. สิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่มีอยู่ต่อลูกหนี้ร่วมคนอื่นในมูลหนี้เดียวกันย่อมระงับสิ้นไปด้วย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๙๒ วรรคหนึ่ง คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๓๓๙/๒๕๕๑ ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้เด็ดขาดและพิพากษาให้ล้มละลาย แต่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้มิได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ ย่อมเป็นผลให้โจทก์หมดสิทธิที่จะเรียกร้องหนี้รายนี้จากลูกหนี้ ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.๒๔๘๓ มาตรา ๒๗ และมาตรา ๙๑ โดยบทบัญญัติดังกล่าวมิได้บัญญัติให้ หนี้ที่ไม่ได้ขอรับชำระหนี้ระงับไป เพียงแต่เจ้าหนี้หมดสิทธิเรียกร้องเอาหนี้ดังกล่าวจากลูกหนี้เมื่อหนี้ยังไม่ระงับ ผู้ค้ำประกันจึงไม่หลุดพ้นจากความรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๙๘ ดังนั้น ผู้ค้ำประกันจึงต้องรับผิดต่อโจทก์อยู่ และหนี้จำนองก็ยังไม่ระงับไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๔๔ ผู้จำนองยังคงต้องรับผิดตามสัญญาจำนองเช่นกัน ดังนั้น จำเลยทั้งสองซึ่งได้ทำสัญญาค้ำประกัน และสัญญาจำนองไว้แก่โจทก์ จึงยังคงต้องผูกพันรับผิดตามสัญญาค้ำประกันและสัญญาจำนองต่อไป โจทก์ย่อม ฟ้องจำเลยทั้งสองได้", 78,12,"นายโกงกรอกข้อความในคำขอกู้ยืมเงิน/หนังสือกู้ยืมเงิน/หนังสือสัญญาค้ำประกันโครงการช่วยเหลือสมาชิกที่ประสบภาวะความเดือดร้อนด้านการเงิน หนังสือยินยอมให้หักเงินปันผล - เฉลี่ยคืนหรือเงินอื่นใดที่พึงจะได้รับจากสหกรณ์ออมทรัพย์ ค. แล้วปลอมลายมือชื่อนายชื่อในช่อง “ผู้กู้ยืมเงิน” และ “ผู้รับเงิน” กับกรอกข้อความในคำขอและหนังสือกู้เงินเพื่อเหตุฉุกเฉินแล้วปลอมลายมือชื่อนายชื่อในช่อง “ผู้ขอกู้” และ “ผู้รับเงินกู้” และปลอมลายมือชื่อนายชื่อในการรับรองสำเนาบัตรสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ ค. ของนายชื่อ กับปลอมลายมือชื่อนายชื่อในการรับรองสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของนายชื่อ ","ให้วินิจฉัยว่า ก. การที่นายโกงปลอมลายมือชื่อนายชื่อในการรับรองสำเนาบัตรสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ ค. กับสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของนายซื่อ เป็นความผิดฐานใด ข. การที่นายโกงลงลายมือชื่อปลอมในช่อง “ผู้กู้ยืมเงิน” และ “ผู้รับเงิน” กับในช่อง “ผู้ขอกู้” และ “ผู้รับเงินกู้” โดยยังไม่มีการยื่นคำขอกู้กับสหกรณ์ออมทรัพย์ ค. และไม่มีการอนุมัติให้กู้ยืมเงิน เป็นความผิดอาญาฐานใด ","คำตอบ ก. การที่นายโกงปลอมลายมือชื่อนายชื่อในการรับรองสำเนาบัตรสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ ค. ของนายซื่อ เป็นการลงลายมือชื่อปลอมในเอกสาร โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชนและเป็นการกระทำโดยเจตนาและมีเจตนาพิเศษ เพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง จึงเป็นความผิดฐานปลอมเอกสาร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๔ วรรคแรก แต่ไม่ใช่การปลอมเอกสารสิทธิ เพราะบัตรสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ ค. ไม่ใช่เอกสารที่เป็นหลักฐานแห่งการก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวนหรือระงับซึ่งสิทธิตามมาตรา ๑ (๙) (คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๖๑๒/๒๕๖๗) แม้บัตรประจำตัวประชาชนจะเป็นเอกสารราชการ เพราะเป็นเอกสารซึ่งเจ้าพนักงานได้ทำขึ้นในหน้าที่ตามมาตรา ๑ (๘) แต่การที่นายโกงปลอมลายมือชื่อนายชื่อในการรับรองสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนที่แท้จริงของนายชื่อ โดยไม่มีการเติมหรือตัดทอนข้อความหรือแก้ไขสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนให้แตกต่างไปจากสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนยังเป็นเอกสารที่แท้จริง เป็นเพียงการลงลายมือชื่อปลอมในเอกสาร โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน และเป็นการกระทำโดยเจตนาและมีเจตนาพิเศษเพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง คงเป็นเพียงความผิดฐานปลอมเอกสารตามมาตรา ๒๖๔ วรรคแรก ไม่เป็นความผิดฐานปลอมเอกสารราชการ (คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๕๕/๒๕๖๖) ข. การที่นายโกงลงลายมือชื่อปลอมในช่อง “ผู้กู้ยืมเงิน” และ “ผู้รับเงิน” กับในช่อง “ผู้ขอกู้” และ “ผู้รับเงินกู้” แม้เอกสารดังกล่าวเป็นเพียงคำเสนอขอกู้ แต่ชื่อเอกสารดังกล่าวก็ระบุด้วยว่าเป็นหนังสือกู้ยืมเงินกับหนังสือกู้เงิน แสดงว่าคู่สัญญาประสงค์ให้ใช้เอกสารฉบับเดียวกันนั้นเป็นทั้งคำขอกู้และสัญญากู้ยืมเงินในคราวเดียวเป็นหลักฐานแห่งการก่อให้เกิดสิทธิและหน้าที่ระหว่างสหกรณ์ออมทรัพย์ ค. และนายชื่อโดยสภาพของเอกสารจึงถือได้ว่าเป็นเอกสารที่เป็นหลักฐานแห่งการก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวนหรือระงับซึ่งสิทธิเอกสารสิทธิตามมาตรา ๑ (๙) แล้ว ส่วนในขณะที่นายโกงลงลายมือชื่อปลอมของนายชื่อในคำขอกู้ยืมเงิน และหนังสือกู้เงินดังกล่าว แม้สหกรณ์ออมทรัพย์ ค. ยังไม่ได้อนุมัติให้นายโกงกู้ยืมเงิน ก็หาทำให้เอกสารการกู้ยืมเงินดังกล่าว ไม่เป็นเอกสารสิทธิแต่อย่างใด (คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๖๑๒/๒๕๖๗) การกรอกข้อความและการลงลายมือชื่อปลอมที่จะเป็นความผิดฐานปลอมเอกสาร ต้องเป็นการกระทำโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชนตามมาตรา ๒๖๔ วรรคแรก ซึ่งเป็นพฤติการณ์ประกอบการกระทำ ไม่ใช่ผลที่ต้องเกิดจากการกระทำ เพียงแต่น่าจะเกิดความเสียหาย แม้จะไม่เกิดขึ้นก็เป็นความผิดสำเร็จแล้ว แม้นายโกงยังไม่ได้รับผลประโยชน์จากการกระทำดังกล่าวเพราะยังไม่ได้รับเงินกู้ก็ตาม แต่พฤติการณ์การกระทำของนายโกงน่าจะเกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินหรือความถูกต้องแท้จริงของหลักฐานของผู้อื่นแล้ว และเป็นการกระทำโดยเจตนาและมีเจตนาพิเศษเพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง การกระทำของนายโกงครบองค์ประกอบความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิตามมาตรา ๒๖๕ แล้ว การกระทำของนายโกงจึงเป็นความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิ (คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๖๑๒/๒๕๖๗) คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๖๑๒/๒๕๖๗ คำขอกู้ยืมเงิน/หนังสือกู้ยืมเงิน/หนังสือสัญญาค้ำประกันโครงการช่วยเหลือสมาชิกที่ประสบภาวะความเดือดร้อนด้านการเงินพร้อมด้วยหนังสือยินยอมให้หักเงินปันผล - เฉลี่ยคืนหรือเงินอื่นใดที่พึงจะได้รับจากสหกรณ์ออมทรัพย์ ค. กับคำขอและหนังสือกู้เงินเพื่อเหตุฉุกเฉินเป็นเอกสารสิทธิหรือไม่ เห็นว่า แม้เอกสารการกู้ยืมเงิน ๒ ชุดดังกล่าว จะใช้ถ้อยคำชื่อเอกสารทำนองว่าเป็นคำขอกู้ยืมเงินและเนื้อหาของเอกสารระบุให้เข้าใจได้ว่าผู้เสียหายที่ ๑ จะต้องพิจารณาตามคำขอกู้เสียก่อนว่าจะอนุมัติให้กู้ยืมเงินหรือไม่ อันมีลักษณะเป็นคำเสนอตามที่จำเลยที่ ๒ อ้างมาในฎีกาก็ตาม แต่ชื่อเอกสารดังกล่าวก็ระบุด้วยว่าเป็นหนังสือกู้ยืมเงินกับหนังสือกู้เงิน และเนื้อหาในเอกสารก็มีระบุไว้ชัดว่าผู้เสียหายที่ ๒ ตกลงผูกพันเป็นผู้กู้และจะชำระต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยให้แก่ผู้เสียหายที่ ๑ ในฐานะผู้ให้กู้ ส่อแสดงว่าคู่สัญญาประสงค์ให้ใช้เอกสารฉบับเดียวกันนั้นเป็นทั้งคำขอกู้และสัญญากู้ยืมเงินในคราวเดียวเป็นหลักฐานแห่งการก่อให้เกิดสิทธิและหน้าที่ระหว่างผู้เสียหายที่ ๑ และผู้เสียหายที่ ๒ โดยสภาพของเอกสารจึงถือได้ว่าเป็นเอกสารสิทธิตามบทนิยามของ ป.อ. มาตรา ๑ (๙) แล้ว ส่วนในขณะที่จำเลยที่ ๒ ลงลายมือชื่อปลอมของผู้เสียหายที่ ๒ ในคำขอกู้ยืมเงินและหนังสือกู้เงินดังกล่าว ผู้เสียหายที่ ๑ ยังไม่ได้อนุมัติให้ผู้เสียหายที่ ๒ กู้เงินดังที่จำเลยที่ ๒ อ้างในฎีกา ก็หาทำให้เอกสารการกู้ยืมเงิน ๒ ชุดดังกล่าว ไม่เป็นเอกสารสิทธิแต่อย่างใด การกระทำโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชนตามมาตรา ๒๖๔ วรรคแรกเป็นพฤติการณ์ประกอบการกระทำ ไม่ใช่ผลที่ต้องเกิดจากการกระทำ เพียงแต่น่าจะเกิดความเสียหายแม้จะไม่เกิดขึ้นก็เป็นความผิดสำเร็จแล้ว และความเสียหายที่น่าจะเกิดนั้นอาจเป็นความเสียหายต่อทรัพย์สินหรือความเสียหายอื่นใดอันกฎหมายมุ่งประสงค์จะคุ้มครอง หรือสามารถพิจารณาเห็นได้จากความคิดเห็นของวิญญูชนทั่วไปก็ได้ ในคดีนี้ ความถูกต้องแท้จริงของหลักฐานการกู้ยืมเงินซึ่งผู้เสียหายที่ ๑ พึงได้รับการคุ้มครองเพื่อที่จะสามารถบังคับตามสัญญาเอาแก่ผู้กู้ได้โดยไม่มีข้อโต้แย้งใด ๆ เกี่ยวกับความสมบูรณ์ของสัญญาแม้ในขณะจำเลยที่ ๒ กรอกข้อความและลงลายมือชื่อผู้เสียหายที่ ๒ ปลอม ยังไม่มีการนำเอกสารการกู้ยืมเงินไปแสดงต่อผู้เสียหายที่ ๑ ก็ดี ผู้เสียหายที่ ๒ มีเจตนากู้ยืมเงินจากผู้เสียหายที่ ๑ ก็ดี จำเลยที่ ๒ ไม่ได้รับผลประโยชน์จากการกระทำดังกล่าวก็ดี แต่พฤติการณ์การกระทำของจำเลยที่ ๒ น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหายที่ ๑ ครบองค์ประกอบความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิแล้ว ",อาญา,, 78,13,"นายมืดกู้ยืมเงินจากธนาคารสยาม ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท โดยจดทะเบียนจำนองบ้านพร้อมที่ดินเป็นประกัน กำหนดผ่อนชำระให้แล้วเสร็จภายใน ๒๐ ปี หากผิดนัดยอมให้บังคับจำนองได้ทันทีนายมืดผ่อนชำระเงินกู้เรื่อยมาจนเหลือต้นเงินเพียง ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท ที่ต่ำกว่าราคาบ้านซึ่งมีราคาสูงขึ้นถึง๖,๐๐๐,๐๐๐ บาท ต่อมานายมืดถูกไล่ออกจากงาน จึงไม่ได้ผ่อนชำระคงค้างชำระดอกเบี้ย ๒๐๐,๐๐๐ บาท ธนาคารสยาม เห็นว่าเกิดปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ จึงจัดโครงการโอนทรัพย์จำนองเพื่อช่วยลูกหนี้ที่มีภาระหนี้ค้างชำระและไม่สามารถชำระหนี้ได้ โดยมีเงื่อนไขว่าจะโอนหลักประกันเพื่อหักกลบลบหนี้ได้ไม่เกินร้อยละ ๙๐ ของมูลค่าหลักประกัน หากมีส่วนเกินลูกหนี้จะต้องชำระให้เสร็จสิ้นภายในวันโอนกรรมสิทธิ์นายมืดพบแผ่นพับโฆษณาดังกล่าวและเห็นว่ากรณีของตนเข้าเงื่อนไขดังกล่าว นายมืดจึงยื่นคำร้องต่อธนาคารสยาม เพื่อขอโอนทรัพย์จำนองชำระหนี้ ระหว่างการพิจารณาคำร้องของนายมืด ธนาคารสยามมีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้เป็นจำนวนมาก ธนาคารสยาม จึงโอนสิทธิตามสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาจำนองที่มีต่อนายมืดให้แก่บรรษัทบริหารสินทรัพย์ จำกัด ไปบริหาร โดยทำสัญญาการโอนสิทธิตามสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาจำนองเป็นหนังสือ และบอกกล่าวการโอนถึงนายมืดเป็นหนังสือแล้ว และบรรษัทบริหารสินทรัพย์ จำกัด บอกกล่าวให้นายมืดชำระหนี้ภายใน ๓ เดือน มิฉะนั้นต้องถูกบังคับจำนอง นายมืดอ้างว่า นายมืดไม่ได้ให้ความยินยอมและการโอนหนี้ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และธนาคารสยามตกลงรับโอน ",ให้วินิจฉัยว่า ข้อต่อสู้ของนายมืดฟังขึ้นหรือไม่,"คำตอบ สิทธิตามสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาจำนองเป็นสิทธิเรียกร้อง จึงโอนกันได้ตามประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๐๓ วรรคหนึ่ง และเป็นการโอนหนี้อันจะพึงต้องชำระแก่เจ้าหนี้คนหนึ่ง โดยเฉพาะเจาะจง เมื่อธนาคารสยามเจ้าหนี้โอนสิทธิตามสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาจำนองที่มีต่อนายมืดให้แก่บรรษัทบริหารสินทรัพย์ จำกัด โดยทำเป็นหนังสือ การโอนสิทธิย่อมสมบูรณ์ เพราะทำถูกต้องตามแบบตามมาตรา ๓๐๖ วรรคหนึ่ง แล้ว แม้นายมืดลูกหนี้จะมิได้ให้ความยินยอมในการโอนหนี้นั้น แต่เมื่อบอกกล่าวการโอนถึงนายมืดเป็นหนังสือแล้ว การโอนหนี้จึงยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ลกหนี้ได้ เพราะตามมาตรา ๓๐๖ วรรคหนึ่ง เพียงแต่ยินยอมหรือบอกกล่าวการโอนอย่างใดอย่างหนึ่งก็มีผลให้ผู้รับโอนยกการโอนหนี้ขึ้นต่อสู้ลูกหนี้ได้ (คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๕๐๗/๒๕๕๐) (และมาตรา ๓๐๓ วรรคหนึ่ง และมาตรา ๓๐๖ วรรคหนึ่ง มิได้บัญญัติว่าหนี้ที่ลูกหนี้ผิดนัดชำระแล้วจะโอนให้แก่กันไม่ได้ และผู้รับโอนจะต้องมีส่วนได้เสียในมูลหนี้ที่รับโอน แม้การโอนสิทธิเรียกร้องจะกระทำภายหลังนายมืดผิดนัดชำระหนี้แล้ว และบรรษัทบริหารสินทรัพย์ จำกัด มิได้มีส่วนได้เสียในมูลหนี้ดังกล่าว ก็มิใช่เรื่องการซื้อขายความและไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน) (คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๘๒๙/๒๕๕๐, ๖๓๓๔/๒๕๕๐) การโอนสิทธิตามสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาจำนองจึงชอบแล้ว ข้อต่อสู้ของนายมืดประเด็นนี้ฟังไม่ขึ้น การที่ธนาคารสยามจัดโครงการโอนทรัพย์จำนองชำระหนี้ โดยมีเงื่อนไขว่าจะโอนหลักประกันเพื่อหัก กลบลบหนี้ได้ไม่เกินร้อยละ ๙๐ ของมูลค่าหลักประกัน หากมีส่วนเกินลูกหนี้จะต้องชำระให้เสร็จสิ้นภายในวัน โอนกรรมสิทธิ์ตามแผ่นพับโฆษณานั้น เป็นเพียงประกาศโฆษณาให้บุคคลทั่วไปได้ทราบถึงโครงการ ซึ่งจะต้องผ่านการพิจารณาของธนาคารก่อน แผ่นพับดังกล่าวยังไม่มีความชัดเจนแน่นอนถึงขนาดที่อีก ฝ่ายหนึ่งสนองรับแล้วจะเกิดเป็นสัญญาทันที จึงเป็นเพียงคำเชื้อเชิญให้ผู้สนใจทำคำเสนอเข้ามาเท่านั้น การที่นายมืดมายื่นคำร้องต่อธนาคารสยาม เพื่อขอโอนทรัพย์จำนองชำระหนี้ เป็นการทำคำเสนอของนายมืด เมื่ออยู่ระหว่างธนาคารสยาม พิจารณาคำร้องของนายมืด ต้องถือว่าธนาคารสยามยังไม่ได้สนองรับคำเสนอ ของนายมืด สัญญาโอนทรัพย์จำนองชำระหนี้จึงยังไม่เกิด ตามมาตรา ๓๖๑ วรรคหนึ่ง นายมืดยังคงค้างชำระ หนี้ธนาคารสยาม และหนี้ดังกล่าวเป็นหนี้เงิน นายมืดจึงต้องชำระเงินให้แก่ธนาคารสยามโดยปราศจากเงื่อนไข ใด ๆ เพราะการชำระหนี้จะให้สำเร็จผลเป็นอย่างใด ลูกหนี้จะต้องขอปฏิบัติการชำระหนี้ต่อเจ้าหนี้เป็นอย่างนั้น โดยตรง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๐๘ วรรคหนึ่ง เมื่อนายมืดเสนอขอชำระหนี้ธนาคาร สยาม โดยให้ธนาคารสยามรับโอนทรัพย์จำนองแทนการชำระหนี้ด้วยเงิน จึงมิใช่เป็นการขอปฏิบัติการชำระหนี้ แก่ธนาคารสยามโดยชอบ ธนาคารสยามย่อมมีเหตุผลที่จะปฏิเสธการรับชำระหนี้ได้ การที่ธนาคารสยาม จำกัด ปฏิเสธยังไม่ยอมรับชำระหนี้จากนายมืด ธนาคารสยามจึงไม่ตกเป็นผู้ผิดนัดตามมาตรา ๒๐๗ และสามารถโอน สิทธิเรียกร้องได้ ข้อต่อสู้ของนายมืดประเด็นนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน (คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๒๖๐/๒๕๕๐)",แพ่ง,"ข้อสังเกต ลำดับในการตอบคำถามข้อนี้ อาจารย์จัดลำดับในคำถาม โดยถามเรื่องการโอนสิทธิเรียกร้องก่อนเรื่องคำเสนอ ซึ่งจะสลับกับข้อเท็จจริงที่มีการกล่าวถึงเรื่องคำเสนอก่อนแล้วจึงกล่าวถึงการโอน สิทธิเรียกร้อง เพื่อช่วยชี้นำนักศึกษาว่าธงคำตอบจะเป็นอย่างไร เพราะถ้านักศึกษาตอบว่าแผ่นพับของธนาคาร เป็นคำเสนอ นายมืดยื่นคำร้องเป็นคำสนอง หนี้ก็ระงับ แล้วประเด็นเรื่องการบอกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้อง ก็จะไม่จำเป็นต้องวินิจฉัย หรือวินิจฉัยแล้วคำตอบจะไม่สอดคคล้องไม่สมเหตุสมผล คำถามข้อนี้เป็นคำถาม ที่การจับประเด็นและจัดลำดับประเด็นก่อนตอบเป็นเรื่องสำคัญ ในประเด็นที่ลูกหนี้ผิดนัดชำระแล้วจะโอนสิทธิเรียกร้องได้หรือไม่ ผู้รับโอนจะต้องมีส่วนได้เสียในมูล หนี้ที่รับโอนตามคำพิพากษาฎีกาที่ ๕๘๒๙/๒๕๕๐ และประเด็นธนาคารยังไม่ผิดนัดตามคำพิพากษาฎีกาที่ ๘๒๖๐/๒๕๕๐ อาจารย์ใส่ไว้ในธงคำตอบตามคำพิพากษาฎีกา แต่ถ้านักศึกษาไม่ได้ตอบประเด็นนี้อาจารย์มอง ว่าไม่ตัดคะแนน เพราะนักศึกษาอาจคิดว่าไม่จำเป็นต้องตอบ แต่อาจารย์เห็นว่าควรจะมีคำตอบในประเด็น ดังกล่าว คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๕๐๗/๒๕๕๐ โจทก์ได้รับโอนสิทธิเรียกร้องจากเจ้าหนี้ที่มีต่อจำเลย และบอก กล่าวไปยังจำเลยโดยทำเป็นหนังสือแล้ว โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ได้ ทั้งนี้ไม่ว่าจำเลยจะ ตกลงด้วยหรือไม่ก็ตาม คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๘๒๙/๒๕๕๐ จำเลยทั้งสองว่าจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. ก่อสร้างถนนและระบบ ระบายน้ำในใครงการหมู่บ้าน ห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. ได้ซื้อเชื่อวัสดุก่อสร้างและรับเงินยืมทดรองจ่ายไปจากโจทก์ เพื่อนำไปใช้ในการก่อสร้างรวมเป็นเงินทั้งสิ้น ๗๗๘,๒๔๐ บาท ห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. จึงได้โอนสิทธิเรียกร้อง ในการรับเงินค่าก่อสร้างมูลค่า ๘๐๐,๐๐๐ บาท ให้แก่โจทก์ เพื่อเป็นการชำระหนี้ค่าวัสดุก่อสร้างและเงินยืม ทดรองจ่ายที่ค้างชำระแก่โจทก์ โจทก์ได้แจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องไปยังจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๒ ได้มีหนังสือ ตอบรับการโอนสิทธิเรียกร้องแล้ว ห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. ผู้โอนย่อมหมดสิทธิที่จะรับเงินตามสัญญาจ้างทันที จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นลูกหนี้ มีหน้าที่ต้องชำระหนี้ให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้โดยตรง ห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. ไม่มีสิทธิ จะมาระงับไม่ให้จำเลยทั้งสองจ่ายเงินให้โจทก์ โจทก์ชอบที่จะได้รับชำระหนี้จากจำเลยทั้งสองโดยตรง การที่ จำเลยทั้งสองบอกปัดความรับผิดโดยอ้างว่าห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. มีหนังสือไปถึงจำเลยทั้งสองให้ระงับการจ่ายเงินไว้ก่อน อันเป็นเหตุให้โจทก์ไม่อาจรับเงินตามที่โจทก์มีสิทธิที่จะรับได้ ถือว่าจำเลยทั้งสองได้โต้แย้งสิทธิ ของโจทก์แล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๓๓๔/๒๕๕๐ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๐๓ วรรคหนึ่งและมาตรา ๓๐๖ วรรคหนึ่ง มิได้บัญญัติว่าหนี้ที่ลูกหนี้ผิดนัดชำระแล้วจะโอนให้แก่กันไม่ได้ และผู้รับโอน จะต้องมีส่วนได้เสียในมูลหนี้ที่รับโอน แม้การโอนสิทธิเรียกร้องระหว่างเจ้าหนี้กับโจทก์จะกระทำภายหลังจำเลย ผิดนัดชำระหนี้แล้ว และโจทก์มิได้มีส่วนได้เสียในมูลหนี้ดังกล่าว ก็มิใช่เรื่องการซื้อขายความ และไม่ขัดต่อ ความสงบเรียบร้อยของประชาชน เมื่อการโอนสิทธิเรียกร้องได้ทำเป็นหนังสือและโจทก์มีหนังสือบอกกล่าว การโอนไปยังจำเลยผู้เป็นลูกหนี้ตามมาตรา ๓๐๖ วรรคหนึ่ง แล้ว ย่อมมีผลสมบูรณ์และใช้ยันจำเลยได้ โจทก์ผู้รับโอนซึ่งมีฐานะเป็นเจ้าหนี้แทนเจ้าหนี้เดิมย่อมมีสิทธิเรียกร้องตามมูลหนี้ที่มีอยู่จากจำเลยได้ โจทก์จึงมี อำนาจฟ้องบังคับจำเลยให้ชำระหนี้ดังกล่าวได้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๒๖๐/๒๕๕๐ แผ่นพับโฆษณาเป็นเป็นเพียงประกาศโฆษณาให้บุคลทั่วไปได้ ทราบว่า โจทก์มีโครงการโอนทรัพย์จำนองชำระหนี้ เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ที่มีภาระหนี้ค้างชำระสูงและไม่สามารถชำระหนี้ต่อไปได้ ให้สามารถปลดภาระหนี้ที่มีอยู่ด้วยวิธีการโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์ที่จำนองให้แก่โจท ก์ แทนการชำระหนี้ โดยโจทก์กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขหลายประการ ซึ่งจะต้องผ่านการพิจารณาของโจทก์ ก่อน แผ่นพับโฆษณาดังกล่าวยังไม่ชัดเจนแน่นอน จึงมิใช่คำเสนอ แต่เป็นเพียงคำเชื้อเชิญให้ผู้สนใจทำคำเสนอ เข้ามาเท่านั้น คำร้องของจำเลยที่แสดงความประสงค์จะเข้าร่วมโครงการ จึงจัดว่าเป็นคำเสนอ เมื่อโจทก์มิได้ สนองรับย่อมไม่ก่อให้เกิดสัญญา จำเลยค้างชำระหนี้โจทก์และหนี้ดังกล่าวเป็นหนี้เงิน จำเลยจึงต้องชำระเงินให้แก่โจทก์โดยปราศจาก เงื่อนไขใด ๆ เพราะการชำระหนี้จะให้สำเร็จผลเป็นอย่างใด ลูกหนี้จะต้องขอปฏิบัติการชำระหนี้ต่อเจ้าหนี้ เป็นอย่างนั้นโดยตรงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๐๘ วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยเสนอขอชำระ หนี้แก่โจทก์ โดยให้โจทก์รับโอนทรัพย์จำนองแทนการชำระหนี้ด้วยเงิน จึงมิใช่เป็นการขอปฏิบัติการชำระหนี้ แก่โจทก์โดยชอบ โจทก์ย่อมมีเหตุผลที่จะปฏิเสธการรับชำระหนี้ได้ การที่โจทก์ปฏิเสธไม่ยอมรับชำระหนี้ จากจำเลย โจทก์จึงไม่ตกเป็นผู้ผิดนัดตามมาตรา ๒๐๗ จำเลยต้องชำระหนี้ให้โจทก์ตามฟ้อง", 78,13,นายหนึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทสาม จำกัด และยังมีนายสองอีกคนหนึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทเช่นเดียวกัน โดยนายหนึ่งไม่ได้เป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทไม่อาจได้รับเลือกเป็นประธานที่ประชุมผู้ถือหุ้นได้ตามข้อบังคับของบริษัท นายหนึ่งไปเล่นการพนันเสียเงินจำนวนมาก นายหนึ่งจึงทำรายงานการประชุมผู้ถือหุ้นว่า ที่ประชุมผู้ถือหุ้นมีมติเสียงข้างมากให้ขายที่ดินแปลงหนึ่งของบริษัทสาม จำกัด แล้วนายหนึ่งลงชื่อรับรองรายงานการประชุมใต้ข้อความว่า รับรองรายงานการประชุมถูกต้อง และลงชื่อในฐานะประธานในที่ประชุมอีกที่หนึ่ง ทั้งที่ความจริงไม่มีการประชุมผู้ถือหุ้นและวาระกับข้อมติการประชุมดังกล่าว แล้วนายหนึ่งนำรายงานการประชุมไปประกอบการขายที่ดินของบริษัทสาม จำกัด ให้แก่นายสี่ เจ้าพนักงานที่ดินจดทะเบียนโอนที่ดินของบริษัทสามให้แก่นายสี่นายหนึ่งจึงนำเงินไปใช้หนี้พนันของตน,ให้วินิจฉัยว่า นายหนึ่งมีความผิดฐานใดหรือไม่,"คำตอบ นายหนึ่งเป็นกรรมการบริษัทคนหนึ่ง จึงมีอำนาจหน้าที่ต้องจัดให้จดบันทึกรายงานการประชุมและข้อมติทั้งหมดของที่ประชุมผู้ถือหุ้นลงไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๐๗ วรรคหนึ่ง แม้ไม่มีการประชุมผู้ถือหุ้นและวาระการประชุมและข้อมติจะเป็นไม่เป็นความจริงแต่รายงานการประชุมก็ไม่เป็นเอกสารปลอม คงเป็นรายงานการประชุมที่นายหนึ่งทำขึ้นเป็นเท็จ ส่วนที่นายหนึ่งลงลายมือชื่อในรายงานการประชุม ๒ แห่งใต้ข้อความว่า รับรองรายงานการประชุมถูกต้องย่อมเป็นการลงลายมือชื่อในฐานะกรรมการบริษัทที่มีหน้าที่จัดทำรายงานการประชุม ส่วนอีกแห่งหนึ่งแม้จะเป็นการลงลายมือชื่อในฐานะประธานที่ประชุม ซึ่งนายหนึ่งไม่อาจเป็นประธานที่ประชุมผู้ถือหุ้นได้ แต่ก็ไม่ใช่อำนาจหน้าที่ของประธานที่ประชุมที่ต้องจัดทำหรือรับรองรายงานการประชุมการที่นายหนึ่งลงลายมือชื่อในฐานะประธานที่ประชุม แม้เป็นความเท็จ แต่นี้เมื่อนายหนึ่งลงลายมือชื่อของตนเอง จึงเป็นการลงลายมือชื่อนายหนึ่งว่าเป็นประธานที่ประชุมอันเป็นความเท็จเท่านั้นไม่เป็นการทำปลอมรายงานการประชุม เพราะเอกสารดังกระทำโดยผู้มีอำนาจทำเอกสาร จึงไม่เป็นการปลอมเอกสาร ไม่อาจเป็นความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและฐานใช้เอกสารสิทธิปลอม (คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๔๘/๒๕๖๖) การที่นายหนึ่งขายที่ดินของบริษัทสาม จำกัด ให้แก่นายสี่ดังกล่าว เป็นแย่งการครอบครองและแย่งกรรมสิทธิ์ที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์ของบริษัทสาม จำกัด นายหนึ่งมีเจตนาเอาทรัพย์ของผู้อื่นไปโดยทุจริต นายหนึ่งจึงมีความผิดฐานลักทรัพย์ (เทียบคำพิพากษาฎีกาที่ ๔๐๙๖/๒๕๕๗) คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๔๘/๒๕๖๖ จำเลยเป็นกรรมการบริษัทคนหนึ่งจึงมีอำนาจหน้าที่ต้องจัดให้จดบันทึกรายงานการประชุมและข้อมติทั้งหมดของที่ประชุมผู้ถือหุ้นลงไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๒๐๗ วรรคหนึ่ง แม้ไม่มีการประชุมผู้ถือหุ้นและวาระการประชุมและข้อมติจะเป็นความเท็จ รายงานการประชุมก็ไม่เป็นเอกสารปลอม คงเป็นรายงานการประชุมที่จำเลยทำขึ้นเป็นเท็จ ส่วนที่จำเลยลงลายมือชื่อในรายงานการประชุม ๒ แห่งใต้ข้อความว่า รับรองรายงานการประชุมถูกต้อง ย่อมเป็นการลงลายมือชื่อในฐานะกรรมการบริษัทที่มีหน้าที่จัดทำรายงานการประชุม ส่วนอีกแห่งหนึ่งแม้น่าจะเป็นการลงลายมือชื่อในฐานะประธานที่ประชุม ซึ่งจำเลยไม่อาจเป็นประธานที่ประชุมผู้ถือหุ้นได้ แต่ก็ไม่ใช่อำนาจหน้าที่ของประธานที่ประชุมที่ต้องจัดทำหรือรับรองรายงานการประชุม การที่จำเลยลงลายมือชื่อในฐานะประธานที่ประชุมแม้เป็นความเท็จ แต่เมื่อจำเลยลงลายมือชื่อของตนเอง จึงเป็นการลงลายมือชื่อจำเลยว่าเป็นประธานที่ประชุมอันเป็นความเท็จเท่านั้น ไม่เป็นการทำปลอมรายงานการประชุม จึงไม่เป็นการปลอมเอกสาร และไม่อาจเป็นความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและฐานใช้เอกสารสิทธิปลอม คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๐๙๖/๒๕๕๗ ฮ. เป็นบุคคลสัญชาติเนเธอร์แลนด์ ฮ. และโจทก์ร่วมเป็นสามีภริยาตามกฎหมายของราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ ฮ. ซื้อห้องชุด แต่ให้จำเลยถือกรรมสิทธิ์แทนโดยจำเลยเป็นผู้ถือกุญแจและชำระค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า อันเป็นการกระทำแทน ฮ. ชั่วครั้งชั่วคราวตามที่ได้รับมอบหมาย กรรมสิทธิ์ที่แท้จริงยังอยู่ที่ ฮ. และโจทก์ร่วม การที่จำเลยแจ้งเท็จว่าหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ห้องชุดฉบับเดิมสูญหายเพื่อขอออกหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ห้องชุดใหม่ เปลี่ยนกุญแจและเข้าครอบครองห้องชุดและทรัพย์ต่าง ๆ ในห้องชุดแล้วนำไปขายแก่บุคคลอื่นโดย ฮ. และโจทก์ร่วมไม่รู้เห็นยินยอม เป็นการแย่งกรรมสิทธิ์ห้องชุดของ ฮ. และโจทก์ร่วมโดยใช้อุบายแย่งการครอบครอง ต่อมาเมื่อจำเลยนำห้องชุดของโจทก์ร่วมไปขาย เงินที่ได้จากการขายห้องชุดเป็นผลสืบเนื่องจากการแย่งกรรมสิทธิ์และการครอบครองของจำเลย เพราะ ฮ. หรือโจทก์ร่วมไม่ได้ส่งมอบการครอบครองให้แก่จำเลย การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์",อาญา,, 78,14,"นายดำนำที่ดินพร้อมบ้านไม้เลขที่ ๑๓ ไปจดทะเบียนจำนองประกันหนี้กู้ยืมเงิน๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท กับนายแดงเมื่อวันที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๖๕ ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดียึดบ้านเลขที่ ๑๓ ดังกล่าวของนายดำเพื่อนำออกขายทอดตลาดชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของนายดำโดยเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ทราบว่าบ้านดังกล่าวนายดำนำไปจดทะเบียน จำนองไว้กับนายแดง ต่อมาเมื่อวันที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๖๖ เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ขายทอดตลาดบ้านดังกล่าวโดยประกาศขายทอดตลาดแจ้งว่าเป็นการขายปลอดภาระผูกพันใด ๆ และได้รับอนุญาตจากศาลแล้ว นายม่วงเป็นผู้ซื้อบ้านหลังดังกล่าวได้ในราคา ๕๐๐,๐๐๐ บาทและได้จดทะเบียนรับโอนบ้านดังกล่าวในวันเดียวกัน ในคืนนั้นนายเมาขับรถบรรทุกน้ำมันโดยประมาทชนบ้านดังกล่าวจนไฟไหม้บ้านไม้เสียหายทั้งหลัง",ให้วินิจฉัยว่า ใครมีสิทธิได้รับค่าสินไหมทดแทนจากนายเมา,"นายดำนำที่ดินพร้อมบ้านไม้เลขที่ ๑๓ ไปจดทะเบียนจำนองกับนายแดง จำนองย่อมครอบไปถึงทรัพย์ทั้งปวงอันติดพันอยู่กับทรัพย์สินซึ่งจำนองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๑๘ เมื่อบ้านดังกล่าวมีอยู่ในขณะที่จดทะเบียนจำนอง การจำนองย่อมครอบคลุมไปถึงบ้านด้วย แม้นายม่วงไม่ทราบ ว่าบ้านดังกล่าวนายดำนำไปจดทะเบียนจำนองไว้กับนายแดง ซึ่งถือว่านายม่วงซื้อบ้านจากการขายทอดตลาด ตามคำสั่งศาลโดยสุจริต แต่สิทธิของนายม่วงได้มาภายหลังจากที่นายแดงรับจำนองบ้านโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว และเหตุที่จะทำให้การจำนองระงับสิ้นไปก็ต่อเมื่อหนี้ที่ประกันระงับสิ้นไปหรือมีเหตุตามมาตรา ๗๔๔ เท่านั้น นายแดงยังคงมีสิทธิบังคับจำนองเอาแก่บ้านที่นายม่วงซื้อมาแล้วได้ตามมาตรา ๗๐๒ วรรคสอง เพราะจำนองที่จดทะเบียนแล้วย่อมเป็นทรัพยสิทธิติดตามตัวทรัพย์ไป การที่นายม่วงได้กรรมสิทธิ์ในบ้านพิพาท ภายหลังจากที่นายแดงรับจำนองไว้แล้ว แม้จะได้มาโดยสุจริตและได้รับความคุ้มครองตามมาตรา ๑๓๓๐ ก็มีผลเพียงให้นายม่วงได้กรรมสิทธิ์ในบ้านโดยการจำนองติดไป แต่หาทำให้สิทธิจำนองของนายแดงที่มีอยู่ระงับ ไปไม่ (คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๕๘๗/๒๕๕๕) การที่นายเมาขับรถบรรทุกน้ำมันโดยประมาทชนบ้านดังกล่าวจนไฟไหม้บ้านไม้เสียหายทั้งหลัง แม้จะ เป็นการกระทำโดยละเมิดต่อนายม่วงซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในบ้านดังกล่าวแต่เมื่อบ้านเป็นทรัพย์จำนอง ซึ่งยังมีผลอยู่ดังที่วินิจฉัยมาแล้ว สิทธิจำนองย่อมครอบไปถึงสิทธิที่จะเรียกร้องเอาแก่ผู้กระทำละเมิดที่ต้องใช้ ค่าเสียหายอันควรจะได้แก่เจ้าของทรัพย์สินเพราะเหตุทรัพย์สินถูกทำลายและเสียหายด้วยโดยหลักกฎหมาย เรื่องช่วงทรัพย์ตามมาตรา ๒๓๑ นายแดงจึงมีสิทธิได้รับค่าสินไหมทดแทนจากนายเมาโดยหลักกฎหมาย ช่วงทรัพย์ตามมาตรา ๒๓๑ ",แพ่ง,"ข้อสังเกต คำพิพากษาฎีกาที่นำมาแต่งคำถามตัดสินเทียบเคียงตามหลักกฎหมายช่วงทรัพย์ แต่เป็นกรณีไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยตรง ผู้แต่งจึงเพิ่มข้อเท็จจริงว่านายเมาทำให้ทรัพย์เสียหายเพื่อให้นักศึกษาตอบมาตรา ๒๓๑ ด้วย ถ้ามีการนำข้อเท็จจจริงตรงตามคำพิพากษาฎีกามาออกข้อสอบ หากนักศึกษาตอบตาม คำพิพากษาฎีกาโดยไม่อ้างมาตรา ๒๓๑ ก็น่าจะเพียงพอ หรือถ้าจะอ้างมาตรา ๒๓๑ อาจารย์ผู้ตรวจก็ไม่น่าจะถือว่าผิด แต่ตามคำถามที่อาจารย์ได้ดัดแปลงจากคำพิพากษาฎีกานักศึกษาต้องตอบเรื่องช่วงทรัพย์ตรงตามมาตรา ๒๓๑ วรรคท้ายโดยตรงเลย คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๕๘๗/๒๕๕๕ โจทก์รับจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง คือบ้านซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินดังกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๗๑๘ จำนองย่อมครอบไปถึงทรัพย์ทั้งปวงอันติดพันอยู่กับทรัพย์สินซึ่งจำนอง และเมื่อบ้านพิพาทเป็นโรงเรือนซึ่งมีอยู่ในขณะที่จดทะเบียนจำนอง การจำนองย่อมครอบคลุมไปถึงบ้านพิพาทด้วย แม้จำเลยจะซื้อบ้านพิพาทได้จากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลโดยสุจริต แต่สิทธิของจำเลยได้มาภายหลังจากที่โจทก์รับจำนองบ้านพิพาทโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว และเหตุที่จะทำให้การจำนองระงับสิ้นสิ้นไปก็ต่อเมื่อมีเหตุตามมาตรา ๙๔๔ เท่านั้น การที่จำเลยรื้อถอนบ้านพิพาทไปไม่ทำให้สิทธิ ของโจทก์ที่มีอยู่ในทรัพย์จำนองระงับสิ้นไปได้ โจทก์จึงคงมีสิทธิบังคับจำนองเอาแก่บ้านพิพาทที่จำเลยซื้อได้ตามมาตรา ๗๔๔ และมาตรา ๗๐๒ วรรคสอง การที่จำเลยได้กรรมสิทธิ์ในบ้านพิพาทภายหลังจากที่โจทก์รับจำนองไว้แล้ว แม้จะได้มาโดยสุจริตและได้รับความคุ้มครองตามมาตรา ๑๓๓๐ ก็หาทำให้สิทธิของโจทก์ที่มีอยู่เดิมเสียไป จำเลยไม่มีสิทธิในบ้านพิพาทดีกว่าโจทก์ จำเลยเป็นแต่เพียงผู้ซื้อบ้านพิพาทได้จาการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาล มิใช่เป็นผู้จำนองหรือคู่สัญญากับโจทก์ผู้รับจำนอง จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดในฐานะเป็นผู้จำนองต่อโจทก์ การที่จำเลยรื้อถอนบ้านพิพาทขายให้บุคคลอื่นไป แม้กระทำการโดยสุจริต ก็ต้องคืนเงินในส่วนที่เกี่ยวกับบ้านพิพาทให้แก่โจทก์ และเมื่อเป็นหนี้เงินที่จำเลยต้องคืนให้แก่โจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิเรียกดอกบี้ยได้ตามมาตรา ๒๒๔ ตามกฎหมาย นับแต่วันที่รื้อถอนบ้านพิพาทเป็นต้นไป บทบรรณาธิการของปีนี้ไม่ใช่การเก็งข้อสอบ แต่อาจารย์เขียนมาเพื่อให้นักศึกษาฝึกเขียนตอบ ข้อสอบ การที่นักศึกษาจะได้ประโยชน์จากบทบรรณาธิการมากที่สุดนักศึกษาต้อง ๑. อ่านคำถาม ๒. เขียนคำตอบด้วยตนเอง ๓. เปรียบเทียบกับคำตอบที่เขียนกับธงคำตอบ ๔. หาข้อบกพร่องในการเขียนตอบของตนเองเพื่อพัฒนาการเขียนตอบข้อสอบ เมื่อนักศึกษาฝึกเขียนตอบตามแนวทางนี้แล้ว อาจารย์เชื่อว่าข้อสอบออกมาอย่างไรนักศึกษาก็จะเขียนตอบข้อสอบให้ได้คะแนนดีได้ แต่ถ้านักศึกษาอ่านคำถามและอ่านคำตอบโดยไม่ฝึกเขียนตอบเมื่อทำข้อสอบนักศึกษาก็จะเขียนตอบได้ไม่ดีเหมือนเดิม ความสำคัญอีกประการหนึ่งคือนักศึกษาต้องฝึกเขียนตอบข้อสอบเก่าทั้ง ๑๐ ข้อ โดยใช้เวลา ๔ ชั่วโมงเท่ากับเวลาสอบจริง เพื่อจะได้รู้ว่าควรจะใช้เวลาเขียนตอบข้อสอบแต่ละข้อไม่เกินข้อละ ๒๔ นาที จะได้เขียนตอบข้อสอบให้ครบทุกข้อ", 78,14,นายดำและนางแดงเป็นคู่สมรสที่จดทะเบียนกัน เมื่อบุตรของนายดำและนางแดงจะสมรสแต่ทั้งคู่มีสร้อยคอทองคำที่เป็นสินส่วนตัวของนางแดงเพียงเส้นเดียวซึ่งนางแดงใส่เป็นประจำ นายดำจึงไปขอยืมสร้อยคอทองคำจากนายม่วงมาเพื่อใส่ในวันแต่งงานของบุตรจะได้มีสร้อยคอทองคำใส่ทั้งสองคน หลังจากนั้นนายดำไปเล่นการพนันเสียหมดตัวที่จังหวัดสุรินทร์จึงโทรศัพท์มาหานายขาวน้องชายตนซึ่งอยู่บ้านเดียวกันที่กรุงเทพมหานครบอกนายขาวว่าสร้อยคอทองคำเป็นของนายม่วงซึ่งตนยืมมาเส้นหนึ่งและเป็นของนางแดงอีกเส้นหนึ่งให้เอาไปขายทั้งสองเส้นแล้วโอนเงินมาให้ตน นายขาวตกลงจึงเอาสร้อยคอทองคำทั้งสองเส้นไปขายและโอนเงินให้นายดำ,ให้วินิจฉัยว่า นายดำและนายขาวมีความรับผิดทางอาญาฐานใดหรือไม่,"คำตอบ นายดำยืมสร้อยคอทองคำจากนายม่วงนายดำเป็นผู้ครอบครองสร้อยคอทองคำของนายม่วง ผู้ลงมือกระทำความผิดกรณีนี้คือนายดำซึ่งเป็นกรณีที่นายดำครอบครองทรัพย์ ซึ่งเป็นของผู้อื่น และเจตนาเบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนโดยทุจริต โดยการสั่งนายขาวให้นำสร้อยคอทองคำของนายม่วงไปขาย เมื่อนายขาวร่วมมือด้วย นายดำจึงเป็นผู้ลงมือ กระทำความผิดฐานยักยอกสร้อยคอทองคำของนายม่วงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๒ การที่นายขาวรู้ว่าเป็นสร้อยคอทองคำของนายม่วงยังเอาไปขายตามคำสั่งของนายดำนายขาวมีการกระทำร่วมกันและมีเจตนาร่วมกันกับนายดำ แม้นายขาวจะไม่ได้เป็นผู้ครอบครองสร้อยคอทองคำ แต่การครองครองมิใช่คุณสมบัติเฉพาะตัวของผู้กระทำความผิด(คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๕๙๕/๒๕๓๒) จึงเป็นกรณีความผิดเกิดขึ้นโดยการกระทำของบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป ผู้ที่ได้ร่วมกระทำความผิดด้วยกันนั้นเป็นตัวการ นายขาวจึงเป็นตัวการร่วมกันกับนายดำกระทำความผิดฐานยักยอกสร้อยคอทองคำของนายม่วงตามมาตรา ๓๕๒ ประกอบมาตรา ๘๓ แม้นางแดงจะวางสร้อยคอทองคำไว้ที่บ้าน แต่ก็ถือว่านางแดงยังครอบครองสร้อยคอทองคำ นายขาวรู้ว่าสร้อยคอทองคำเป็นของนางแดงยังนำไปขาย นายขาวเป็นผู้ลงมือแย่งการครองครองและกรรมสิทธิ์สร้อยคอทองคำของนางแดง นายขาวมีเจตนาเอาทรัพย์สร้อยคอทองคำของนางแดงไปโดยทุจริต นายขาวจึงมีความผิดฐานลักทรัพย์สร้อยคอทองคำของนางแดงตามมาตรา ๓๓๔ การที่นายดำบอกนายขาวให้นำสร้อยคอทองคำของนางแดงไปขาย เป็นกรณีที่นายดำก่อให้นายขาวกระทำความผิดด้วยการใช้ นายดำมีความผิดฐานเป็นผู้ใช้ให้นายขาวกระทำความผิดฐานลักทรัพย์สร้อยคอทองคำของนางแดงตามมาตรา ๓๓๔, ประกอบมาตรา ๘๔ วรรคหนึ่ง เมื่อนายขาวผู้ถูกใช้ได้กระทำความผิดนั้น นายดำผู้ใช้ต้องรับโทษเสมือนเป็นตัวการตามมาตรา ๓๓๔, ประกอบมาตรา ๘๔ วรรคสาม การที่นายดำต้องรับโทษเสมือนเป็นตัวการลักทรัพย์สร้อยคอทองคำของนางแดงซึ่งเป็นคู่สมรส นายดำจึงไม่ต้องรับโทษตามมาตรา ๗๑ ซึ่งเป็นเหตุส่วนตัวอันควรยกเว้นโทษให้แก่นายดำผู้กระทำความผิด จะนำเหตุนั้นไปใช้แก่นายขาวผู้กระทำความผิดคนอื่นในการกระทำความผิดนั้นด้วยไม่ได้ นายขาวจึงไม่ได้รับยกเว้นโทษตามมาตรา ๘๙",อาญา,"ข้อสังเกต คดีนี้นักศึกษาต้องแยกให้ออกว่าใครเป็นผู้ลงมือ กรณีสร้อยคอทองคำของนายม่วง เมื่อนายดำเป็นผู้ครองครองทรัพย์เพราะยืมมา การที่นายดำทรศัพท์ไปบอกให้นายขาวเอาสร้อยคอทองคำของนายม่วงไปขายนายขาวตกลง นายดำเป็นผู้ลงมือเบียดบังสร้อยคอทองคำของนายม่วงโดยมีนายขาวเป็นตัวการ นายดำไม่ใช่ผู้ก่อให้นายขาวลักทรัพย์สร้อยคอทองคำของนายม่วง เพราะการกระทำของนายดำคือการเบียดบังส่วนสร้อยคอทองคำของนางแดงนายดำไม่ได้ครอบครอง การที่นายดำโทรศัพท์ไปบอกให้นายขาวเอาสร้อยคอทองคำของนางแดงไปขายนายขาวตกลง การกระทำดังกล่าวของนายดำไม่เป็นการเบียดบังเพราะนายดำไม่ได้ครอบครองสร้อยคอทองคำของนางแดง การกระทำของนายดำจึงไม่มีความผิดฐานยักยอก แต่เป็นการใช้ให้นายขาวกระทำความผิดฐานลักทรัพย์การวินิจฉัยว่าผู้ใดเป็นผู้ลงมือกระทำความผิดจึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุดของคำถามข้อนี้คำถามประเด็นเรื่องยักยอกความเห็นของอาจารย์ว่ายากมาก อาจารย์จึงแต่งคำถาม ประเด็นลักทรัพย์เพิ่มเข้ามาให้นักศึกษาพอมีคะแนนบ้าง นี่ก็เป็นเทคนิคในการแต่งข้อสอบที่จะไม่โหดร้ายเกินไป แต่คะแนนประเด็นยักยอกต้องมีคะแนนมากกว่าประเด็นลักทรัพย์บทบรรณาธิการของปีนี้ไม่ใช่การเก็งข้อสอบ แต่อาจารย์เขียนมาเพื่อให้นักศึกษาฝึกเขียนตอบข้อสอบ การที่นักศึกษาจะได้ประโยชน์จากบทบรรณาธิการมากที่สุดนักศึกษาต้อง ๑. อ่านคำถาม ๒. เขียนคำตอบด้วยตนเอง ๓. เปรียบเทียบกับคำตอบที่เขียนกับธงคำตอบ ๔. หาข้อบกพร่องในการเขียนตอบของตนเองเพื่อพัฒนาการเขียนตอบข้อสอบ เมื่อนักศึกษาฝึกเขียนตอบตามแนวทางนี้แล้ว อาจารย์เชื่อว่าข้อสอบออกมาอย่างไรนักศึกษาก็จะเขียนตอบข้อสอบให้ได้คะแนนดีได้ แต่ถ้านักศึกษาอ่านคำถามและอ่านคำตอบโดยไม่ฝึกเขียนตอบเมื่อทำข้อสอบนักศึกษาก็จะเขียนตอบได้ไม่ดีเหมือนเดิมความสำคัญอีกประการหนึ่งคือนักศึกษาต้องฝึกเขียนตอบข้อสอบเก่าทั้ง ๑๐ ข้อโดยใช้เวลา ๔ ชั่วโมงเท่ากับเวลาสอบจริง เพื่อจะได้รู้ว่าควรจะใช้เวลาเขียนตอบข้อสอบแต่ละข้อไม่เกินข้อละ ๒๔ นาที จะได้เขียนตอบข้อสอบให้ครบทุกข้อ", 78,15,"นายเอกซื้อและรับมอบรถยนต์จากนายโทราคา ๔๐๐,๐๐๐ บาท ตกลงผ่อนชำระงวดละ๒๐,๐๐๐ บาท รวม ๒๐ งวด โดยตกลงให้กรรมสิทธิ์ในรถยนต์ที่ซื้อขายโอนต่อเมื่อนายเอกชำระเงินครบทุกงวดแล้ว โดยสัญญาซื้อขายระหว่างนายเอกและนายโทระบุให้นายเอกต้องทำประกันภัยโดยกำหนดให้นายโทเป็นผู้รับประโยชน์ และสัญญาซื้อขายระบุไว้ว่า แม้นายโทจะได้รับค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทประกันภัย นายโทมีสิทธิเรียกร้องให้นายเอกชำระเงินตามสัญญาซื้อขายจนครบได้ โดยขณะที่นายเอกทำสัญญาซื้อขายกับนายโทนั้น นายโทยังไม่มีกรรมสิทธิ์ในรถที่ซื้อขาย แต่ได้กรรมสิทธิ์มาหลังจากทำสัญญาซื้อขายกับนายเอกแล้ว ๒ สัปดาห์ นายเอกได้ทำประกันภัยรถยนต์ตามสัญญากับบริษัทประกันภัยโดยนายเอกจ่ายเบี้ยประกันและให้นายโทเป็นผู้รับประโยชน์ หลังจากซื้อรถมาได้ ๕ เดือน นายเอกชำระเงินไปแล้ว ๑๐๐,๐๐๐ บาท นายเอกขับรถประมาทตกถนนข้างทางรถเสียหายทั้งคัน บริษัทประกันภัยจ่ายเงินค่าสินไหมทดแทนให้แก่นายโทตามสัญญาประกันภัย ๔๐๐,๐๐๐ บาท นายเอกทราบเรื่องจึงไม่ชำระเงินให้แก่นายโทตามสัญญาซื้อขายอีกต่อไป","ให้วินิจฉัยว่า นายโทมีสิทธิฟ้องให้นายเอกชําระเงินอีก ๑๕ งวดรวมเป็นเงิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท ","คำตอบ สัญญาระหว่างนายเอกและนายโทเป็นสัญญาซื้อขายมีเงื่อนไขบังคับก่อนว่าต้อง ชําระเงินครบถ้วนกรรมสิทธิ์จึงจะโอน กรรมสิทธิ์ในรถยนต์ที่ซื้อขายจึงยังไม่โอนจนกว่าการจะได้ เป็นไปตามเงื่อนไขนั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๕๙ สัญญาซื้อขายเพียงแต่ กําหนดหน้าที่ของผู้ขายที่จะต้องโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ซื้อขายให้แก่ผู้ซื้อตามมาตรา ๔๕๓ มิได้มีกฎหมายบังคับว่าผู้ขายจะต้องมีกรรมสิทธิ์อยู่ในขณะทําสัญญาซื้อขาย ผู้ขายอาจนําทรัพย์สิน ที่จะมีกรรมสิทธิ์ในอนาคตออกขายล่วงหน้าได้ และเป็นหน้าที่ของผู้ขายที่ต้องดําเนินการโอน กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินให้แก่ผู้ซื้อเมื่อผู้ซื้อปฏิบัติการเป็นไปตามเงื่อนไขแล้ว ผู้ขายจึงไม่จําต้องมี กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินอยู่ในขณะที่ทําสัญญาซื้อขาย ดังนั้น แม้ในขณะทําสัญญาซื้อขายนายโท มิได้มีกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ที่ทําสัญญาซื้อขาย สัญญาซื้อขายระหว่างนายเอกและนายโทจึงมีผลใช้บังคับได้ (คําพิพากษาฎีกาที่ ๔๗๖๗/๒๕๕๙) การที่นายเอกขับรถประมาทตกถนนข้างทางทําให้รถเสียหายทั้งคัน ถือว่าการชําระหนี้ของ นายโทในส่วนที่จะต้องโอนกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ที่ซื้อขายให้แก่นายเอก กลายเป็นพ้นวิสัยจะทําได้ เพราะพฤติการณ์อันใดอันหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นภายหลังที่ได้ก่อหนี้ และซึ่งนายโทลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดชอบ นายโทลูกหนี้เป็นอันหลุดพ้นจากการชําระหนี้นั้น ตามมาตรา ๒๑๙ นายโทจึงหลุดพ้นจากหนี้ที่ต้องโอนกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ที่ซื้อขายให้แก่นายเอก แต่การชําระหนี้ตกเป็นพ้นวิสัยของนายโทดังกล่าว เกิดขึ้นเพราะความประมาทของนายเอก จึงเป็นกรณีที่การชําระหนี้ที่จะต้องโอนกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ที่ซื้อขายตกเป็นพ้นวิสัยเพราะเหตุ อย่างใดอย่างหนึ่งอันจะโทษนายเอกเจ้าหนี้ที่จะได้รับโอนกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ได้ นายโทลูกหนี้ที่ จะต้องโอนกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ก็หาเสียสิทธิที่จะรับชําระหนี้ราคาค่ารถที่ยังขาดอยู่ไม่ตามมาตรา ๓๗๒ วรรคสอง นายโทจึงมีสิทธิเรียกเงินค่างวดที่ยังขาดอยู่ ๓๐๐,๐๐๐ บาท จากนายเอก การที่นายโทได้รับเงินค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทประกันภัย ๔๐๐,๐๐๐ บาท เป็นกรณีที่ลูกหนี้ได้รับอะไรไว้เพราะการปลดหนี้มากน้อยเท่าใดจะต้องเอามาหักกับจํานวนอันตนจะได้รับ ชําระหนี้ตอบแทนตามมาตรา ๓๗๒ วรรคสอง นายเอกจึงมีสิทธิขอให้หักเงิน ๔๐๐,๐๐๐ บาท ออกจากเงินค่างวดที่เหลือได้ แต่สัญญาซื้อขายระบุว่า แม้นายโทจะได้รับค่าสินไหมทดแทนจากบริษัท ประกันภัย แต่นายโทมีสิทธิเรียกร้องให้นายเอกชําระเงินตามสัญญาซื้อขายจนครบได้ เป็นการตกลงที่ แตกต่างจากมาตรา ๓๗๒ วรรคสอง ซึ่งมิใช่กฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรม อันดีของประชาชนตามมาตรา ๑๕๑ ข้อตกลงดังกล่าวจึงมีผลบังคับได้ไม่เป็นโมฆะแต่ก็มีลักษณะเป็นการสัญญาว่าลูกหนี้ อย่างไรก็ตาม แม้ข้อตกลงดังกล่าวจะมีผลบังคับได้ จะใช้เงินจํานวนหนึ่งให้เป็นเบี้ยปรับเมื่อตนไม่ชําระหนี้ให้ถูกต้องสมควรจึงเป็นเบี้ยปรับตามมาตรา ๓๗๙ ถ้าเบี้ยปรับสูงเกินส่วน ศาลจะลดลงเป็นจํานวนพอสมควรก็ได้ ในการที่จะวินิจฉัยว่าสมควร เพียงใด ให้พิเคราะห์ถึงทางได้เสียของเจ้าหนี้ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา หากรถยนต์ตามสัญญาไม่เกิดอุบัติเหตุ นายโทจะได้รับเงินตามสัญญาซื้อขายอีก ๓๐๐,๐๐๐ บาท แต่กรณีรถยนต์เกิดอุบัติเหตุหากเป็นไปตามสัญญา นายโทจะได้รับชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ๒ ทาง โดยได้จากนายเอกและบริษัทประกันภัยรวมเป็นเงิน ๗๐๐,๐๐๐ บาททั้งที่เสียหายจริงเพียง ๓๐๐,๐๐๐ บาท เป็นการได้รับค่าสินไหมทดแทนเกินกว่าความเสียหายที่นายโทได้รับ เมื่อนายเอก เป็นผู้เสียค่าเบี้ยประกันภัยโดยนายโทเป็นผู้รับประโยชน์จากกรมธรรม์ประกันภัย ก็เพื่อนายเอก จะไม่ต้องเป็นภาระใช้ค่ารถยนต์ให้แก่นายโท นายเอกจึงยอมเสียเบี้ยประกัน เมื่อบริษัทประกันภัย จ่ายเงินค่าสินไหมทดแทนให้แก่นายโทตามสัญญาประกันภัย ๔๐๐,๐๐๐ บาท การที่นายโทฟ้องเรียก นายเอกให้ชําระเงินอีก ๓๐๐,๐๐๐ บาท จึงเป็นการใช้สิทธิไม่สุจริตตามมาตรา ๕ นายโทจึงไม่มีอํานาจฟ้อง ให้นายเอกชําระเงิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท (เทียบคําพิพากษาฎีกาที่ ๔๘๑๙/๒๕๔๙) คําพิพากษาฎีกาที่ ๔๗๖๗/๒๕๕๙ สัญญาซื้อขายรถยนต์พิพาทระบุว่า กรรมสิทธิ์ในรถยนต์ จะตกแก่ผู้ซื้อต่อเมื่อชําระราคาเป็นงวด ๆ ตามที่กําหนดไว้ครบถ้วนแล้ว จึงถือว่าเป็นสัญญา ซึ่งกรรมสิทธิ์ยังไม่โอนเป็นของผู้ซื้อ จนกว่าผู้ซื้อจะชําระราคาครบถ้วน ทรัพย์สินที่ซื้อขายโดยมีเงื่อนไข จะโอนกรรมสิทธิ์ในภายหน้ากันนั้น ผู้ขายอาจนําทรัพย์สินที่จะมีกรรมสิทธิ์ในอนาคตออกขายล่วงหน้าได้ และเป็นหน้าที่ของผู้ชายที่ต้องดําเนินการโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินให้แก่ผู้ซื้อ เมื่อผู้ซื้อปฏิบัติการเป็นไปตาม เงื่อนไขแล้ว ผู้ขายจึงไม่จําต้องมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินอยู่ในขณะที่ทําสัญญาซื้อขาย ดังนั้น การที่โจทก์และ จําเลยทําสัญญาซื้อขายรถยนต์พิพาทโดยให้โอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินกันภายหน้า แม้ขณะทําสัญญาโจทก์ ยังไม่มีกรรมสิทธิ์หรือกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินยังไม่สมบูรณ์ สัญญาก็มีผลใช้บังคับได้ การที่จําเลยผิดสัญญา ไม่ยอมชําระราคาให้แก่โจทก์จนเป็นเหตุให้โจทก์บอกเลิกสัญญา โจทก์จึงมีอํานาจฟ้องจําเลย คําพิพากษาฎีกาที่ ๔๘๑๙/๒๕๔๙ สัญญาเช่าซื้อ ข้อ ๓ กําหนดว่า “ผู้เช่าสัญญาว่า (ก) กรณีที่รถยนต์สูญหาย ผู้เช่ายอมชดใช้ค่ารถยนต์เป็นเงินเท่ากับค่าเช่าซื้อส่วนที่เหลือที่ผู้เช่าจะต้องชําระ ทั้งหมดตามสัญญาเช่าซื้อทันที โดยผู้เช่าจะไม่ยกเหตุที่เจ้าของมีสิทธิได้รับค่าสินไหมทดแทนจากบริษัท ประกันภัยตามกรมธรรม์ประกันภัยรายที่ผู้เช่าเป็นผู้ชําระเบี้ยประกันภัย ตามเงื่อนไขของสัญญาเช่าซื้อ ข้อ ๓ (ซ) มาปฏิเสธความรับผิดที่จะต้องชําระราคาดังกล่าวข้างต้น ... (ซ) จะประกันภัยรถยนต์โดยทันที และให้สลักหลังระบุให้เจ้าของเป็นผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์เต็มจํานวน ... และเงินทั้งหมดที่บริษัท ... ผู้รับประกันภัยจะต้องจ่ายและที่ได้จ่ายในกรณีที่รถยนต์ถูกลักหรือเสียหายอย่างสิ้นเชิงตามสัญญาประกันภัยดังกล่าวแล้ว ให้บริษัทรับประกันภัยจ่ายให้แก่เจ้าของโดยตรงโดยสัญญานี้” ซึ่งหากเป็นไปตาม สัญญาเช่าซื้อดังกล่าวแล้ว กรณีรถยนต์ที่เช่าซื้อถูกลักไป จําเลยผู้ให้เช่าซื้อได้รับชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ๒ ทาง โดยได้จากผู้เช่าและจากบริษัทประกันภัย อันเป็นการเกินกว่าความเสียหายที่จําเลยได้รับ เมื่อโจทก์ เป็นผู้เสียเบี้ยประกันภัยและจําเลยเป็นผู้รับประโยชน์จากกรมธรรม์ประกันภัย ก็เพื่อโจทก์จะไม่ต้องเป็นภาระ ใช้ค่ารถให้แก่จําเลย จึงยอมเสียเบี้ยประกันภัยและจําเลยได้แสดงเจตนาขอค่าสินไหมทดแทนจากบริษัท ประกันภัยแล้วจนบริษัทประกันภัยอนุมัติจ่ายเงินให้จําเลย การที่จําเลยรับเงินค่าเช่าซื้อที่เหลือจากโจทก์ หลังจากรถยนต์ที่เช่าซื้อถูกลักไปเป็นการใช้สิทธิไม่สุจริต ต้องคืนเงินค่าเช่าซื้อดังกล่าวให้โจทก์ ",แพ่ง,ข้อสังเกต คดีตามคําพิพากษาฎีกานี้ถ้าพิจารณาเผิน ๆ น่าจะเป็นเรื่องเบี้ยปรับ ถ้าสูงเกินส่วน ศาลลดลงได้ แต่คดีนี้ศาลฎีกาไม่ได้วินิจฉัยว่าเป็นเบี้ยปรับ เพราะตามคําพิพากษาฎีกานี้ ผู้เช่าซื้อชําระเงิน ค่าเช่าซื้อไปแล้วจึงมาฟ้องเรียกเงินคืน หากเป็นเบี้ยปรับเมื่อชําระแล้ว สิทธิเรียกร้องขอลดเบี้ยปรับเป็น อันขาดไปตามมาตรา ๓๘๓ วรรคหนึ่ง คดีนี้หากศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเป็นเบี้ยปรับ ก็จะเกิดความไม่เป็นธรรม แก่โจทก์ เพราะจําเลยมีสิทธิได้รับค่าสินไหมทดแทน ๒ ทางซึ่งมากกว่าจํานวนเงินที่โจทก์ปฏิบัติถูกต้องตาม สัญญาจนได้กรรมสิทธิ์รถยนต์ ส่วนโจทก์ต้องเสียหาย ๒ ทางคือเสียค่าเช่าซื้อฟรีโดยไม่ได้กรรมสิทธิ์ในรถ ที่เช่าซื้อ และต้องเสียเบี้ยประกันภัยเพื่อให้โจทก์ได้รับค่าสินไหมทดแทน ศาลฎีกาจําเป็นต้องหาหลักกฎหมาย ที่เป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายมาตัดสินคดี อาจารย์เห็นว่าการใช้กฎหมายของศาลฎีกาในคดีนี้สามารถนําหลักกฎหมายมาปรับใช้ให้เกิดความเป็นธรรมและเหมาะสมแก่คดีความที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะข้อเท็จจริงตามคําพิพากษาฎีกานี้ ที่โจทก์ได้ชําระเงินให้แก่จําเลยไปแล้ว แต่ถ้าเปลี่ยนข้อเท็จจริงเป็นผู้เช่าซื้อยังไม่ได้ชําระค่างวด โดยผู้ให้เช่าซื้อ ได้รับค่าสินไหมทดแทนแล้วยังจะมาฟ้องเรียกค่าเช่าซื้ออีก ก็น่าจะนําหลักกฎหมายเรื่องเบี้ยปรับมาวินิจฉัย คดีได้ตามคําถามข้อนี้ ซึ่งดัดแปลงข้อเท็จจริงจากคําพิพากษาฎีกาเพียงเล็กน้อยเพื่อให้เป็นการเรียกเบี้ยปรับ ให้ตรงตามหลักกฎหมาย แต่นักศึกษาก็ต้องจําคําพิพากษาฎีกานี้ว่าไม่ได้วินิจฉัยเรื่องเบี้ยปรับ, 78,15,"นายหนึ่งแค้นนายสองที่มาประมูลงานแข่งกับตน นายหนึ่งตกลงใจอย่างแน่วแน่ที่จะฆ่านายสอง แต่นายหนึ่งไม่มีปืนจึงขอยืมปืนจากนายสาม นายสามให้ยืมปืนโดยทราบว่านายหนึ่งจะเอาปืนไปยิงนายสอง นายหนึ่งเดินทางเพื่อจะไปยิงนายสองโดยซุ่มอยู่บริเวณพุ่มไม้ข้างทางที่นายสองเดินผ่านมาเป็นประจำในเวลากลางคืน นายหนึ่งพบนายสี่ซึ่งเป็นผู้แพ้การประมูลงานกับนายสองเช่นเดียวกัน จึงเดินออกมาคุยกับนายสี่ นายสี่แค้นนายสองเช่นเดียวกันกับนายหนึ่ง แต่นายสี่ไม่ทราบว่านายหนึ่งมาซุ่มเพื่อจะฆ่านายสอง นายสี่จึงจ้างนายหนึ่งให้ฆ่านายสองเป็นเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท นายหนึ่งเห็นว่าตนตั้งใจจะฆ่านายสองอยู่แล้วจึงรับเงินไว้ แล้วนายสี่ก็เดินจากไป จากนั้นนายหนึ่งก็กลับเข้าไปซุ่มอยู่บริเวณพุ่มไม้ ข้างทางเช่นเดิม สักครู่นายหนึ่งเห็นนายสองเดินผ่านมา นายหนึ่งหยิบปืนเพิ่งพ้นจากกระเป๋า นายหนึ่งเหลือบเห็นตำรวจขี่รถจักรยานยนต์ผ่านมา นายหนึ่งจึงเก็บปืนแล้วหลบหนีไป",ให้วินิจฉัยความรับผิดทางอาญาของนายหนึ่ง นายสาม และนายสี่ในความผิดต่อชีวิต,"คำตอบ ความรับผิดทางอาญาของนายหนึ่ง การที่นายหนึ่งเห็นนายสองเดินผ่านมา นายหนึ่งหยิบปืนเพิ่งพ้นจากกระเป๋า นายหนึ่งเหลือบเห็นตำรวจขี่รถจักรยานยนต์ผ่านมา นายหนึ่งจึงเก็บปืนแล้ว หลบหนีไป ยังไม่เป็นการลงมือกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่น เพราะนายหนึ่งยังไม่จ้องปืนเล็งไปที่นายสอง การกระทำของนายหนึ่งอยู่เพียงขั้นตระเตรียมการ ยังไม่ถึงขั้นลงมือ เนื่องจากการกระทำ ยังไม่ใกล้ชิดต่อผล การกระทำของนายหนึ่งจึงยังไม่เป็นความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เมื่อการกระทำยังไม่ถึงขั้นพยายามกระทำความผิด ซึ่งถือว่าการกระทำไม่ครบ องค์ประกอบความผิด จึงไม่ต้องพิจารณาว่าเป็นการยับยั้งเสียเอง ซึ่งเป็นเหตุยกเว้นโทษความรับผิดทางอาญาของนายสี่ เมื่อนายหนึ่งตกลงใจอย่างแน่วแน่ที่จะไปฆ่านายสองอยู่ก่อนและเดินทางไปฆ่านายสองแล้ว การที่นายสี่จ้างนายหนึ่งให้ไปฆ่านายสอง นายสี่ก็ไม่เป็นผู้ใช้ให้นายหนึ่งกระทำความผิด เพราะนายสี่มิได้เป็นผู้ก่อให้นายหนึ่งกระทำความผิดด้วยการจ้าง แต่เป็นเรื่องที่นายหนึ่งตกลงใจอย่างแน่วแน่ที่จะกระทำผิดอยู่ก่อน และได้เดินทางเพื่อไปกระทำความผิดแล้ว นายสี่จึงไม่เป็นผู้ใช้ให้นายหนึ่งกระทำผิด แม้ความผิดที่ใช้มิได้กระทำลงตามมาตรา ๔๔ วรรคสอง แต่นายสี่ไม่ใช่ผู้ใช้ดังที่วินิจฉัยมาแล้ว นายสี่จึงไม่ต้องรับโทษหนึ่งในสามของความผิดการที่นายสี่จ้างนายหนึ่งดังกล่าว ไม่เป็นการใช้ให้นายหนึ่งไปกระทำความผิดดังที่วินิจฉัยมาแล้ว การกระทำดังกล่าวแม้จะเป็นการกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการช่วยเหลือนายหนึ่ง แต่การจะเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดจะต้องมีการกระทำที่เป็นความผิดแล้วเมื่อการกระทำของ นายหนึ่งผู้ลงมือกระทำผิด ยังไม่ถึงขั้นตอนที่กฎหมายบัญญัติเป็นความผิด การกระทำของนายสี่จึงยังไม่เป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดตามมาตรา ๔๖ ความรับผิดทางอาญาของนายสาม แม้การที่นายสามให้นายหนึ่งยืมปืนจะเป็นการช่วยเหลือแต่เมื่อการกระทำของนายหนึ่งผู้ลงมือกระทำผิดและให้ความสะดวกก่อนที่นายหนึ่งจะกระทำผิดยังไม่ถึงขั้นตอนที่กฎหมายบัญญัติเป็นความผิด การกระทำของนายสามจึงยังไม่เป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดตามมาตรา ๔๖",อาญา,"ข้อสังเกต การตอบคำถามเกี่ยวกับการพยายามกระทำความผิด หากการกระทำยังไม่ถึงขั้นลงมือตามมาตรา ๘๐ นักศึกษาต้องตอบให้ครบถ้วนว่า ໑. ยังอยู่ในขั้นตระเตรียม ๒. ยังไม่ถึงขั้นลงมือ๓. เพราะการกระทำยังไม่ใกล้ชิดต่อผล ๔. จึงยังไม่เป็นการพยายามกระทำผิด การพยายามจะมีจุดที่พิจารณา ๔ จุดที่เน้นไว้ให้ หากนักศึกษาตอบมาเพียงว่า “การกระทำยังไม่ถึงขั้นลงมือ การกระทำยังไม่เป็นพยายามกระทำผิด” คำตอบยังไม่สมบูรณ์ คือขาดเรื่องยังอยู่ในขั้นตระเตรียมและยังไม่ใกล้ชิดต่อผล หากอาจารย์ผู้ตรวจข้อสอบที่เคร่งครัดมาก นักศึกษาจะได้คะแนนส่วนเหตุผลน้อยกว่าที่ควรจะได้ หรือกรณีที่การกระทำถึงขั้นลงมือแล้วตามมาตรา ๘๐ นักศึกษาต้องตอบด้วยว่า ๑. ผ่านพ้นขั้นตระเตรียม ๒. ถึงขั้นลงมือแล้ว ๓. การกระทำใกล้ชิดต่อผล ๔. เป็นการพยายามกระทำความผิดแล้ว การตอบข้อสอบให้ได้คะแนนดี นอกจากนักศึกษาจะต้องเข้าใจหลักกฎหมายแล้ว หากนักศึกษาจำหลักกฎหมายและเขียนตอบข้อสอบได้แม่นยำครบถ้วน ก็จะทำให้นักศึกษาได้คะแนนดี ไม่พลาดโอกาสที่จะได้คะแนนทั้งที่มีความรู้การสอนให้นักศึกษาจำรูปแบบไปเขียนตอบข้อสอบ อาจมีนักศึกษาบางคนตำหนิว่าเป็นการเรียนการสอนแบบท่องจำเป็นนกแก้วนกขุนทอง แต่อาจารย์ยืนยันว่าการสอนให้ตอบข้อสอบด้วยเทคนิคต่าง ๆ นี้เป็นการสอนให้เข้าใจหลักกฎหมาย แล้วจำหลักกฎหมายให้แม่นยำ และจำรูปแบบการเขียนมาตอบข้อสอบเพื่อจะไม่ต้องเสียเวลาคิดเวลาตอบข้อสอบจริง เพื่อจะได้ทำข้อสอบได้ทัน", 78,16,"นายดำยืมโทรทัศน์ของนายแดงไปดูฟุตบอลโลก นายเหลืองเจ้าหนี้เงินกู้ตามคำพิพากษาของนายดำ นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดโทรทัศน์จากบ้านของนายดำเพื่อขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่นายเหลือง นายดำแจ้งเจ้าพนักงานบังคับคดีและนายเหลืองแล้วว่าโทรทัศน์เป็นของนายแดง แต่นายเหลืองไม่เชื่อยืนยันให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึด นายดำพยายามติดต่อนายแดงแต่ติดต่อไม่ได้เพราะนายแดงไปต่างประเทศ เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงยึดและนำโทรทัศน์ออกขายทอดตลาดตามระเบียบแล้วมีผู้ซื้อโทรทัศน์ราคา ๓,๐๐๐ บาท ผู้ซื้อทรัพย์นำเงินมาชำระให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีแล้ว โดยนายแดงซึ่งเป็นเจ้าของโทรทัศน์ที่มิได้ยื่นคำร้องขอให้ปล่อยโทรทัศน์ที่ถูกเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดไว้ก่อนเอาโทรทัศน์ออกขายทอดตลาดเพราะอยู่ต่างประเทศ","ให้วินิจฉัยว่า ก. หากเจ้าพนักงานบังคับคดียังไม่ได้จ่ายเงินให้แก่นายเหลืองเจ้าหนี้ตาม คําพิพากษา นายแดงเพิ่งกลับมาจากต่างประเทศได้ยื่นคําร้องขอกันเงินที่ได้จากการขายทอดตลาด เพื่อชําระให้แก่นายแดงก่อน นายแดงมีสิทธิขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีกันเงินที่ได้จากการขายทอดตลาด เพื่อชําระให้แก่นายแดงก่อนหรือไม่ ข. หากเจ้าพนักงานบังคับคดีจ่ายเงิน ๓,๐๐๐ บาท ให้แก่นายเหลืองเจ้าหนี้ตามคําพิพากษา แล้ว นายแดงจะเรียกให้นายดําชําระเงิน ๓,๐๐๐ บาทให้แก่ตนได้หรือไม่","คําตอบ ก. นายดํายืมโทรทัศน์ของนายแดงไป นายแดงย่อมมีกรรมสิทธิ์เหนือทรัพย์สิน ของตนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๓๖ การที่นายแดงมิได้ใช้สิทธิยื่นคําร้องขอ ให้ปล่อยโทรทัศน์ของนายแดงที่ถูกเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดไว้ก่อนเอาโทรทัศน์ออกขายทอดตลาด ได้ปล่อยให้ขายทอดตลาดไป สิทธิของนายแดงในอันที่จะบังคับเหนือทรัพย์สินในฐานะเจ้าของ ทรัพย์สินตามมาตรา ๑๓๓๖ ย่อมเป็นอันหมดไป เพราะบุคคลที่ซื้อทรัพย์โดยสุจริตจากการ ขายทอดตลาดตามคําสั่งศาลของเจ้าพนักงานบังคับคดีย่อมได้กรรมสิทธิ์ตามมาตรา ๑๓๓๐ ทั้งเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดไม่ใช่ทรัพย์สินที่เข้าแทนที่โทรทัศน์ของนายแดงในฐานะนิตินัย อย่างเดียวกันกับโทรทัศน์ซึ่งเป็นทรัพย์สินอันก่อนตามมาตรา ๒๒๖ วรรคสอง นายแดงจึงไม่มี สิทธิกันเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดเพื่อชําระให้แก่นายแดงก่อนนายเหลืองซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตาม คําพิพากษา (คําพิพากษาฎีกาที่ ๒๔๙๑/๒๕๕๒) ข. การที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดและนําโทรทัศน์ของนายแดงออกขายทอดตลาดเพื่อ ชําระหนี้นายดําแล้วมีผู้ซื้อโทรทัศน์ราคา๓,๐๐๐ บาท หนี้ที่นายดําต้องส่งมอบโทรทัศน์คืนให้แก่ นายแดงตามสัญญายืมย่อมเป็นการอันพ้นวิสัยโดยไม่สามารถโทษฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดได้ เพราะ นายดําได้พยายามอย่างถึงที่สุดเพื่อไม่ให้มีการยึดทรัพย์แล้ว ซึ่งเป็นการบังคับคดีที่ชอบด้วยกฎหมาย นายดําจึงหลุดพ้นจากการชําระหนี้ด้วยการส่งมอบโทรทัศน์คืนให้แก่นายแดงตามมาตรา ๒๑๙ อย่างไรก็ตาม การที่ผู้ซื้อทรัพย์นําเงินมาชําระให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีแล้ว การที่นายแดง เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์โทรทัศน์ แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีนําไปขายทอดตลาดนําเงินไปชําระหนี้ให้แก่ นายเหลืองเจ้าหนี้ตามคําพิพากษาของนายดําแล้ว หนี้เงินกู้ระหว่างนายดําและนายเหลืองย่อม ระงับลง ๓,๐๐๐ บาท ต้องถือว่าเป็นกรณีที่บุคคลใดได้มาซึ่งทรัพย์สิ่งใดเพราะการที่บุคคล อีกคนหนึ่งกระทําาเพื่อชาระหนี้หรือได้มาด้วยประการอื่นโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้และเป็นทางให้บุคคลอีกคนหนึ่งนั้นเสียเปรียบ บุคคลนั้นจําต้องคืนทรัพย์ให้แก่เขา ต้องถือว่า นายดําได้รับทรัพย์สินด้วยการที่หนี้ของตนระงับลงบางส่วนโดยไม่อาจอ้างมูลเหตุตามกฎหมาย ได้ เพราะนายดําไม่ใช่เจ้าของโทรทัศน์ นายดําจึงเป็นหนี้นายแดง ๓,๐๐๐ บาท ตามหลักลาภ มิควรได้ นายแดงจึงเรียกให้นายดําชําระเงิน ๓,๐๐๐ บาทให้แก่ตนได้ตามมาตรา ๔๐๖ วรรคหนึ่ง คําพิพากษาฎีกาที่ ๒๘๙๑/๒๕๕๒ เมื่อสัญญาซื้อระหว่างผู้ร้องซึ่งเป็นผู้ให้เช่าซื้อกับจําเลย ที่ ๒ ผู้เช่าซื้อเลิกกัน ผู้ร้องในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ที่เช่าซื้อย่อมมีสิทธิเหนือทรัพย์สินของตน ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๓๖ ซึ่งการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคําพิพากษาย่อมไม่กระทบ กระทั่งถึงสิทธิดังกล่าวของผู้ร้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๘๗ (เดิม) แต่การที่ผู้ร้องมิได้ใช้สิทธิยื่นคําร้อง ขอให้ปล่อยรถยนต์ของผู้ร้องที่ถูกเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดไว้ก่อนเอารถยนต์ออกขายทอดตลาดตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๘๘ วรรคหนึ่ง (เดิม) และผู้ร้องได้ปล่อยให้ขายทอดตลาดไป สิทธิของผู้ร้องอันอาจ ที่จะบังคับเหนือทรัพย์สินในฐานะเจ้าของทรัพย์สินตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๓๖ ย่อมเป็นอันหมดไป ทั้งเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดไม่ใช่ทรัพย์สินที่เข้าแทนที่รถยนต์ของผู้ร้องในฐานะนิตินัยอย่างเดียวกัน กับรถยนต์ซึ่งเป็นทรัพย์สินอันก่อนตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๒๖ วรรคสอง ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิกันเงิน ที่ได้จากการขายทอดตลาดเพื่อชําระให้แก่ผู้ร้องก่อนโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคําพิพากษาตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๘๗ (เดิม) ซึ่งอยู่ภายใต้บังคับของบทบัญญัติมาตรา ๒๘๘ (เดิม) ได้ ",แพ่ง,"ข้อสังเกต ตามคําพิพากษาฎีกาเป็นรถยนต์มีทะเบียนระบุชื่อเจ้าของและผู้ครอบครอง เพื่อไม่ให้มีข้อโต้แย้ง คําถามข้อนี้อาจารย์จึงเปลี่ยนข้อเท็จจริงจากยึดรถยนต์ขายทอดตลาดเป็นโทรทัศน์ เพื่อลดข้อโต้แย้ง เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดียึดรถยนต์ของผู้ร้องตามคําสั่งศาลแล้วนําออกขายทอดตลาด เพื่อนําเงินมาชําระหนี้ให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคําพิพากษา กรรมสิทธิ์ในรถยนต์ของผู้ร้องย่อมหมดไปเพราะสิทธิของบุคคลผู้ซื้อทรัพย์สินโดยสุจริตในการขายทอดตลาดตามคําสั่งศาลไม่เสียไป ถึงแม้รถยนต์ นั้นมิใช่ของจําเลยที่ ๒ ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๓๐ แม้เงินที่ได้จากการขายทอดตลาดไม่ใช่ทรัพย์สิน ที่เข้าแทนที่รถยนต์ของผู้ร้องในฐานะนิตินัยอย่างเดียวกันตามหลักกฎหมายช่วงทรัพย์ แต่ในคดีนี้มีการ นําเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดรถยนต์ของผู้ร้องไปชําระหนี้ จนหนี้ระหว่างโจทก์และจําเลยที่ ๒ ระงับลงบางส่วน ต้องถือว่าเลยที่ ๒ ได้มาซึ่งทรัพย์สิ่งใดเพราะการที่บุคคลอีกคนหนึ่งกระทําเพื่อ ชําระหนี้โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ และเป็นทางให้ผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าของรถยนต์เสียเปรียบ ในเรื่องลาภมิควรได้ จําเลยที่ ๒ ต้องคืนทรัพย์ให้แก่ผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าของรถยนต์ตามมาตรา ๔๐๖ วรรคหนึ่ง คดีนี้ในความเห็นของอาจารย์เห็นว่าข้อต่อสู้ของผู้ร้องมีเหตุผลน่ารับฟังมาก แต่เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัย ไว้แล้ว ในกรณีผู้อ่านหนังสือสอบเนติฯ หรือสอบผู้ช่วยฯ หากมีการนําข้อเท็จจริงตามนี้มาออกข้อสอบ ผู้สอบต้องตอบตามฎีกา เพราะการสอบเนติฯ หรือสอบผู้ช่วยฯ เป็นการสอบกฎหมายภาคปฏิบัติ คือ เมื่อมีข้อเท็จจริงเกิดขึ้นต้องมีข้อยุติว่าผลตามกฎหมายจะเป็นอย่างไร ในที่นี้ก็คือผลตามกฎหมายต้อง เป็นไปตามคําพิพากษาฎีกา หากต้องการสอบให้ผ่านก็ต้องตอบตามคําพิพากษาฎีกา ความเห็นที่ แตกต่างไม่สามารถนํามาตอบข้อสอบเนติฯ หรือข้อสอบผู้ช่วยฯ เพราะเมื่อธงคําตอบผิด จะได้คะแนน น้อยมากจนถึงไม่ได้คะแนนเลย แต่ถ้าเป็นการสอบระดับปริญญาตรีหรือปริญญาโท นักศึกษาสามารถ แสดงความเห็นที่แตกต่างตามหลักกฎหมายโดยมีเหตุผลประกอบได้ หากจําเลยเป็นหนี้ตามคําพิพากษา ๒๐,๐๐๐ บาท ขายทอดตลาดได้เงิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท มีเงินเหลืออยู่หลังหักชําระค่าฤชาธรรมเนียมและจ่ายให้แก่เจ้าหนี้แล้ว เมื่อเป็นทรัพย์สินของบุคคลภายนอกต้องถูกจําหน่ายไปเพื่อประโยชน์แก่ลูกหนี้ตามคําพิพากษา ก็ต้องจ่ายเงินที่เหลือให้แก่บุคคล ภายนอกตามสิทธิเรียกร้องของบุคคลภายนอกที่มีอยู่ต่อลูกหนี้ตามคําพิพากษา ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๓๒๒ วรรคสอง (เดิม) ", 78,16,"นายหนึ่งชวนนายสองและนายสามไปทำร้ายนายสี่เนื่องจากนายหนึ่งทะเลาะวิวาทกับนายสี่แล้วสู้ไม่ได้ โดยนายหนึ่งบอกนายสองและนายสามว่าทำร้ายไม่ต้องหนักมากนะ แล้วนัดกันที่บ้านของนายสอง นายสามมาถึงบ้านนายสองก่อนแล้วคุยกันเรื่องที่ทั้งสองคนก็เคยวิวาทกับนายสี่แล้วสู้ไม่ได้ นายสองหยิบปืนของบิดาตนมอบให้นายสามแล้วบอกว่าเผื่อต้องใช้ นายหนึ่งมาถึงทีหลังไม่ทราบว่านายสามมีปืนติดตัวไปด้วย แล้วนายหนึ่ง นายสอง และนายสามไปหานายสี่เมื่อถึงที่หน้าบ้านนายหนึ่ง นายสอง และนายสามพบนายสี่รุมชกต่อยจนนายสี่ล้มลงหน้าคว่ำกับพื้นกิ่งไม้แทงตานายสี่บอด นายหนึ่งเห็นเข้าก็ตกใจและบอกว่าพอแล้ว ๆ และเอาตัวเข้าไปขวางไม่ให้นายสองและนายสามทำร้ายนายสี่ต่อไป นายสี่จึงรีบวิ่งหนีแต่นายสองและนายสามก็ยังไม่หายแค้นจึงวิ่งไล่ตามนายสี่ไปโดยนายหนึ่งไม่ได้ตามไป เมื่อนายสองและนายสามวิ่งไล่ตามไปประมาณ ๕๐๐ เมตรโดยนายสองและนายสามอยู่ห่างกันประมาณ ๑ เมตร นายสามใช้ปืนยิงนายสี่ แต่พลเมืองดีผ่านมานายสองและนายสามเห็นจึงวิ่งหนีไป พลเมืองดีพานายสี่ไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลนายสี่ไม่ถึงแก่ ความตาย แต่ตาบอดเพราะล้มไปโดนกิ่งไม้แทง",ให้วินิจฉัยว่า นายหนึ่ง นายสอง และนายสามมีความผิดฐานใด,"คำตอบ นายหนึ่ง นายสอง และนายสาม นัดแนะกันไปรุมชกต่อยจนนายสี่ล้มลงหน้าคว่ำกับพื้นกิ่งไม้แทงตาบอด เป็นกรณีที่การมีการกระทำร่วมกันและมีเจตนาร่วมกันทำร้ายนายสี่โดยไตร่ตรองไว้ก่อน เมื่อนายสี่ล้มลงหน้าคว่ำกับพื้นกิ่งไม้แทงตาบอดนั้น ถ้านายหนึ่ง นายสองและนายสามไม่กระทำความผิดผลก็จะไม่เกิด ต้องถือว่าผลเกิดจากการกระทำนั้น การที่ตานายสี่บอดจึงเป็นผลโดยตรงจากการกระทำผิด แม้นายหนึ่งบอกนายสองและนายสามว่าทำร้ายไม่ต้องหนักมาก แต่ความผิดฐานร่วมกันทำร้ายผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัสถึงตาบอดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๘ ประกอบมาตรา ๒๙๗ (๑), ๒๘๙ (๔) เป็นผลจากการกระทำของผู้กระทำความผิดฐานร่วมกันทำร้ายผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนจนเป็นเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจตามมาตรา ๒๙๕ ประกอบมาตรา ๒๘๙ (๔) ให้ผู้กระทำต้องรับโทษหนักขึ้นเพราะผลที่เกิดจากการกระทำนั้น โดยผู้ที่กระทำไม่จำต้องมีเจตนาต่อผลที่ทำให้ต้องรับโทษหนักขึ้น โดยผลของการกระทำความผิดนั้นต้องเป็นผลที่ตามธรรมดาย่อมเกิดขึ้นได้แม้นายหนึ่ง นายสอง และนายสามไม่มีเจตนาให้นายสี่ตาบอด แต่เมื่อนายสี่ตาบอดเป็นผลที่วิญญูชนคาดหมายได้จากการถูกทำร้าย นายหนึ่ง นายสอง และนายสาม จึงต้องร่วมกันรับผิดฐานร่วมกันทำร้ายจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัสโดยไตร่ตรองไว้ก่อนบทหนึ่ง (คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๘๖/๒๕๖๖) หลังจากนายหนึ่ง นายสอง และนายสามร่วมกันทำร้ายนายสี่จนตาบอดและนายหนึ่งบอกว่าพอแล้ว ๆ และเอาตัวเข้าไปขวางไม่ให้นายสองและนายสามทำร้ายนายสี่ต่อไป เป็นการเข้าห้ามปรามการร่วมกระทำความผิดของนายหนึ่งย่อมสิ้นสุดลง การที่นายสี่วิ่งหนีแต่นายสองและนายสามยังวิ่งไล่ตามโดยนายหนึ่งไม่ได้ตามไปด้วย จึงเป็นการกระทำร่วมกันของนายสองและนายสามโดยลำพังไม่เกี่ยวกับนายหนึ่ง (คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๔๘๗/๒๕๒๗) เมื่อนายสามใช้ปืนยิงนายสี่โดยนายสองอยู่ใกล้เพียง ๑ เมตร และอาวุธปืนก็เป็นอาวุธปืนที่นายสองนำปืนของบิดามอบให้นายสามนำติดตัวมาก่อเหตุ แม้นายสองมิได้เป็นผู้ลงมือยิงนายสี่ แต่พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่านายสองยินยอมพร้อมใจให้นายสามใช้ปืนยิงนายสี่ นายสองและนายสามร่วมกันรู้เห็นและพร้อมใจกันมากระทำความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น (คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๔๑๒/๒๕๕๓) นายสามยิงนายสี่แล้วแต่นายสี่ไม่ถึงแก่ความตาย เป็นการลงมือกระทำความผิดไปตลอดแล้วแต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผลจึงเป็นการพยายามกระทำความผิด นายสองและนายสามจึงมีความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาอีกบทหนึ่ง",อาญา,"คำถามข้อนี้มีการกระทำคือนายหนึ่ง นายสอง และนายสาม ร่วมกันทำร้ายเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัสบทหนึ่ง และนายสองกับนายสามร่วมกันพยายามฆ่าอีกบทหนึ่งจึงต้องแยกวินิจฉัยเป็นสองฐานความผิด แต่ถ้าเป็นกรณีนายแดงยิงนายดำโดยเจตนาฆ่า แต่ไม่ตายเพียงได้รับอันตรายสาหัส กรณีหลังนี้ไม่ต้องปรับบทเรื่องทำร้ายเป็นเหตุให้รับอันตรายสาหัส โดยปรับบทฐานพยายามฆ่าเพียงบทเดียว คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๘๖/๒๕๖๖ ความผิดฐานทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำร้ายรับอันตรายสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๗ (๔) เป็นผลจากการกระทำของผู้กระทำความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจตามมาตรา ๒๙๕ ให้ผู้กระทำต้องรับโทษหนักขึ้นเพราะผลที่เกิดจากการกระทำนั้น โดยผู้ที่กระทำไม่จำต้องมีเจตนาต่อผลที่ทำให้ต้องรับโทษหนักขึ้น แม้ผู้เป็นตัวการร่วมกระทำความผิดไม่มีเจตนาให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส หรือมิได้เป็น ผู้ลงมือกระทำให้เกิดผลขึ้น ผู้ร่วมกระทำผิดซึ่งเป็นตัวการทุกคนต้องรับผิดในผลที่เกิดขึ้นนั้นด้วย จำเลยที่ ๒ ร่วมกับพวกทำร้ายร่างกายผู้เสียหาย แม้พวกของจำเลยที่ ๒ เพียงผู้เดียวเป็นผู้ใช้วัตถุมีคมแทงผู้เสียหาย และจำเลยที่ ๒ ไม่มีเจตนาให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส และมีเจตนาร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหายเท่านั้น จำเลยที่ ๒ ก็ต้องรับผิดในผลที่เกิดขึ้นจากการกระทำด้วยถือได้ว่าจำเลยที่ ๒ กับพวกเป็นตัวการร่วมกันทำร้ายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๗ (๔) ประกอบมาตรา ๘๓ แล้ว คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๔๑๒/๒๕๕๓ แม้จำเลยที่ ๑ มิใช่เป็นผู้ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายแต่ตามพฤติการณ์แห่งคดีที่ในคืนเกิดเหตุจำเลยที่ ๑ ยอมให้ ม. เอาอาวุธปืนซึ่งเป็นของบิดาจำเลยที่ ๑ ไปเหน็บไว้ที่เอวก่อนพากันออกจากบ้านจำเลยที่ ๑ แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ ๑ ยินยอมพร้อมใจให้ ม.ใช้อาวุธดังกล่าวกระทำความผิดขณะเดินทางไปด้วยกัน ถือว่าจำเลยที่ ๑ มีเจตนาที่จะมีส่วนร่วมกระทำความผิดตั้งแต่ต้น และในขณะ ม. ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายกับพวกนั้น รถจักรยานยนต์ของจำเลยที่ ๑ อยู่ห่างจากรถจักรยานยนต์ของ ม. ประมาณ ๑ ถึง ๒ เมตร ซึ่งเป็นระยะใกล้กันพอที่จะช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้ และก่อนเกิดเหตุจำเลยที่ ๑ กับพวกได้พากันขับรถจักรยานยนต์ผ่านผู้เสียหายกับพวกไปแล้ว จึงได้พากันขับรถจักรยานยนต์ย้อนกลับมาและหลังจาก ม. ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายกับพวกจำเลยที่ ๑ กับพวกได้ยกมือขึ้นแสดงความดีใจ แสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ ๑ กับพวกร่วมกันรู้เห็นและพร้อมใจกันมากระทำความผิด มิใช่เป็นเหตุการณ์ที่ ม. ตัดสินใจกระทำความผิดเฉพาะหน้าเพียงผู้เดียว", 77,1,,วางเพลิงเผาโรงเรือนของผู้อื่น มิใช่ของตนเอง จะเป็นความผิดตามประมวล กฎหมายอาญา มาตรา ๒๒๐ วรรคสอง อีกบทหนึ่ง นอกจากความผิดตามมาตรา ๒๑๘ (๑) ด้วยหรือไม่ ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๖๔๓/๒๕๖๖ จำเลยวางเพลิงเผาโรงเรือนเลขที่ ๔๑ ของนางสาว ป. ผู้เสียหายซึ่งเป็นมารดา จำเลยทำให้เพลิงไหม้โรงเรือนดังกล่าวทั้งหลัง อุปกรณ์เครื่องมือการเกษตร อุปกรณ์ไฟฟ้า เครื่องนอนและตู้เสื้อผ้า ซึ่งเป็นของผู้เสียหายในโรงเรือนดังกล่าวรวมค่าเสียหายทั้งสิ้น ๒๖๐,๐๐๐ บาท คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า การกระทำ ของจำเลยเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๒๐ อีกบทหนึ่ง หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๒๐ วรรคแรก บัญญัติว่า “ผู้ใดกระทำ ให้เกิดเพลิงไหม้แก่วัตถุใด ๆ แม้เป็นของตนเอง จนน่าจะเป็นอันตรายแก่บุคคลอื่นหรือทรัพย์ ของผู้อื่น ต้องระวางโทษ...” บทบัญญัติดังกล่าวหาได้หมายความว่า วัตถุใด ๆ ที่ถูก กระทำให้เกิดเพลิงไหม้นั้นจะต้องเป็นของผู้กระทำให้เกิดเพลิงไหม้เท่านั้น แต่ หมายความรวมถึงวัตถุใด ๆ ของบุคคลอื่นด้วย ดังนั้น วัตถุใด ๆ ที่ถูกกระทำให้เกิด เพลิงไหม้ไม่ว่าจะเป็นของผู้อื่นหรือเป็นของผู้กระทำให้เกิดเพลิงไหม้ก็เข้าองค์ประกอบของ ความผิดตามมาตรานี้ การที่จำเลยกระทำให้เกิดเพลิงไหม้นั้น ทำให้โรงเรือนของผู้เสียหายไหม้ หมดทั้งหลัง ย่อมเห็นได้ว่าน่าจะเป็นอันตรายแก่บุคคลอื่นหรือทรัพย์ของผู้อื่นตามฟ้อง เมื่อ วัตถุใด ๆ ที่จำเลยกระทำให้เกิดเพลิงไหม้เป็นโรงเรือนของผู้เสียหาย การกระทำของจำเลย จึงเป็นความผิดตามมาตรา ๒๒๐ วรรคสอง อีกบทหนึ่งด้วย ซึ่งเป็นกรรมเดียวกับ ความผิดตามมาตรา ๒๑๘ (๑) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม มาตรา ๒๒๐ วรรคสอง อีกบทหนึ่ง เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวกับความผิดตามมาตรา ๒๑๘ (๑) ซึ่งมีโทษเท่ากัน ให้ลงโทษตามมาตรา ๒๑๘ (๑) จึงชอบแล้ว",อาญา,, 77,1,,จดทะเบียนโอนขายที่ดินโดยมิได้มีเจตนาซื้อขายกันจริง บุคคลภายนอกซึ่งรับโอนที่ดินดังกล่าวต่อมาจะได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินและมีอ านาจฟ้องขับไล่บุคคลใดๆ ออกจากที่ดินหรือไม่ ,"มีคําพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คําพิพากษาฎีกาที่ ๓๖๓๖/๒๕๖๖ จําเลยยินยอมจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาท ให้แก่ น. เพื่อเป็นการช่วยเหลือครอบครัว น. ให้นําที่ดินพิพาทพร้อมบ้านพักอาศัยไปจํานอง แก่ธนาคารเพื่อนําเงินมาใช้ในการลงทุน โดยมิได้มีเจตนาซื้อขายกันจริง การทํานิติกรรม ซื้อขายที่ดินพิพาทพร้อมบ้านระหว่างจําเลยกับ น. เป็นการแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กัน ระหว่างจําเลยกับ น. นิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาทพร้อมบ้านย่อมตกเป็นโมฆะกรรม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โจทก์ทั้งสองรู้เห็นว่าจําเลยมีข้อพิพาทเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทกับ น. โดยจําเลย เคยเตือนโจทก์ทั้งสองมิให้ทํานิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินพิพาทพร้อมบ้านซึ่งจําเลยยังพักอาศัย ในที่ดินพิพาทตลอดมา โจทก์ทั้งสองกลับทํานิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาทจาก น. ย่อมไม่อาจ รับฟังได้ว่าโจทก์ทั้งสองเป็นบุคคลภายนอกผู้กระทําการโดยสุจริตซึ่งต้องเสียหายอันเกิดแต่การแสดงเจตนาลวง โจทก์จึงไม่ได้รับความคุ้มครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๕ เมื่อการทําสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทและบ้านระหว่างจําเลยกับ น. เป็น โมฆะกรรม น. ย่อมไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทพร้อมบ้าน โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นผู้รับโอน ต่อจาก น. ย่อมไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน โจทก์ทั้งสองไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทพร้อมบ้าน ไม่มีอํานาจฟ้องขับไล่และเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจําเลย ",แพ่ง,, 77,1,,สัญญาจํานองเป็นประกันการกู้ยืมเงินและถือสัญญาจํานองเป็นหลักฐาน การกู้ยืมเงินระบุว่าคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี แต่ผู้ให้กู้คิดดอกเบี้ยจากผู้กู้อัตรา ร้อยละ ๒ ต่อเดือน ไม่ตรงกับที่ระบุไว้ในสัญญาจํานองผู้ให้กู้มีสิทธิคิดดอกเบี้ยตามอัตราที่ระบุไว้ในสัญญาจํานองหรือไม่,"มีคําพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ดังนี้ คําพิพากษาฎีกาที่ ๒๑๔๓/๒๕๖๖ แม้สัญญาจํานองที่ดินพิพาทระหว่าง อ. กับ โจทก์จะระบุว่าคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราที่สามารถเรียกได้ตาม ป.พ.พ มาตรา ๖๕๔ ก็ตาม แต่โจทก์คิดดอกเบี้ยเงินกู้ยืมจาก อ. ร้อยละ ๒ ต่อเดือน ไม่ตรงกับ ที่ระบุไว้ในสัญญาจํานอง ซึ่งเป็นการคิดดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกําหนดฝ่าฝืน พ.ร.บ. ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๔ (๑) มีผลทําให้ข้อตกลงในส่วนของ ดอกเบี้ยตกเป็นโมฆะ โจทก์ไม่อาจคิดดอกเบี้ยตามอัตราที่ระบุไว้ในสัญญาจํานอง แต่มีสิทธิ คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดได้ ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๒๔ วรรคหนึ่ง การที่โจทก์ฟ้อง ขอบังคับจํานองโดยเรียกดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ตามที่ระบุไว้ในสัญญาจํานอง แต่ศาลเห็นว่าโจทก์คิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกําหนดไม่ตรงกับที่ระบุไว้ในสัญญาจํานอง ดอกเบี้ยตามสัญญาจํานองจึงตกเป็นโมฆะ แต่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในระหว่าง ผิดนัดได้ ยังถือไม่ได้ว่าการที่โจทก์นําคดีมาฟ้องเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต โจทก์ยังคงมีสิทธิ บังคับจํานองโดยยึดทรัพย์จํานองออกขายทอดตลาดชําระหนี้ต้นเงินที่เหลือ พร้อมดอกเบี้ย นับแต่วันผิดนัดได้ หนังสือสัญญาจํานองที่ดินระบุว่า จํานองเป็นประกันการกู้ยืมเงินและถือสัญญา จํานองเป็นหลักฐานการกู้ยืมเงิน ตกลงนําส่งดอกเบี้ยเดือนละครั้งโดยไม่ได้กําหนดเวลา ชําระหนี้แน่นอนตามวันแห่งปฏิทินไว้ โจทก์จึงต้องมีหนังสือบอกกล่าวกําหนดเวลาให้จําเลย ซึ่งเป็นลูกหนี้ชําระหนี้เสียก่อน หากจําเลยไม่ชําระภายในเวลาที่กําหนด จึงจะถือว่าจําเลยผิดนัด โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวไปยังจําเลยให้ชําระหนี้ภายใน ๖๐ วัน นับแต่วันได้รับ หนังสือบอกกล่าว จําเลยได้รับหนังสือบอกกล่าววันที่ ๗ พฤษภาคม ๒๕๖๒ จําเลยชอบที่จะ ชําระหนี้เพื่อไถ่ถอนจํานองภายในวันที่ ๖ กรกฎาคม ๒๕๖๒ แต่จําเลยไม่ชําระหนี้ภายใน กําหนดเวลาดังกล่าวจําเลยย่อมตกเป็นผู้ผิดนัดนับแต่วันที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๖๒ โจทก์จึงมี สิทธิคิดดอกเบี้ยผิดนัดนับแต่วันดังกล่าว ",แพ่ง,, 77,1,,หลักฐานการถอนเงินออกไปจากบัญชีแล้วโอนเข้าบัญชีบุคคลอื่น โดยไม่มี ข้อความว่า ผู้ยืมได้กู้ยืมเงินไปจากผู้ให้กู้ยืม หรือมีข้อความว่าจะใช้คืนให้ โดยมีพยานบุคคล เบิกความประกอบว่าเป็นการกู้ยืมเงินกัน เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือหรือไม่,"มีคําพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คําพิพากษาฎีกาที่ ๔๓๐๖/๒๕๖๕ หลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ๖๕๓ วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า การกู้ยืมเงินกว่าสองพันบาทขึ้นไปนั้น ถ้ามิได้มี หลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสําคัญจะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่ นั้น ในหนังสือดังกล่าวต้องมีข้อความให้รับฟังได้ว่าผู้ยืมได้กู้ยืมเงินไป จากผู้ให้กู้ยืมหรือมีข้อความว่าจะใช้คืนให้อันเป็นสาระสําคัญที่บ่งชี้ให้เห็นว่าผู้ยืมได้กู้ยืมเงิน จากผู้ให้กู้ยืมหรือเป็นหนี้ผู้ให้กู้ยืม หากไม่มีข้อความดังกล่าวแล้ว ก็ไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นหลักฐาน แห่งการกู้ยืมเงินได้ เพราะการที่บุคคลหนึ่งมอบหรือโอนเงินให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่ง ไม่จําเป็นว่าต้องเกิดจากการกู้ยืมกันเสมอไป อาจเป็นเรื่องการมอบหรือโอนเงินให้แก่กันด้วยมูลเหตุ อย่างอื่นก็ได้ จากหลักฐานการถอนเงินออกไปจากบัญชีโจทก์แล้วโอนเข้าบัญชีจําเลยนั้น ไม่มีข้อความใดแสดงให้เห็นว่าเงินที่โจทก์โอนเข้าบัญชีจําเลยเป็นเงินที่จําเลยได้ยืมไปจากโจทก์หรือ เป็นหนี้โจทก์แล้วจะใช้คืนให้ในภายหลังแต่อย่างใด ดังนั้น เอกสารต่าง ๆ ที่โจทก์อ้างจึงหาใช่ หลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือไม่ เมื่อโจทก์ไม่มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือลงลายมือชื่อ จําเลยผู้ยืมมาแสดง โจทก์ย่อมไม่มีอํานาจฟ้อง ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๕๓ วรรคหนึ่ง ซึ่งหลักฐานแห่งการกู้ยืมดังกล่าวเป็นเรื่องที่กฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดงตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๙๔ และห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานบุคคลแทนพยานเอกสารเมื่อไม่สามารถ นําเอกสารมาแสดง ดังนั้น โจทก์จึงไม่อาจเบิกความเพื่อให้ศาลรับฟังว่าการโอนเงินเข้าบัญชี โจทก์ดังกล่าวเป็นการกู้ยืมเงินกันได้ ",แพ่ง,, 77,2,,ผู้รับจ้างทำหนังสือโอนสิทธิเรียกร้องในการรับเงินค่าจ้างตามสัญญาจ้างให้แก่ ผู้ให้บริการส่งวัสดุก่อสร้างทั้งหมดเพียงผู้เดียว และต่างมีหนังสือบอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้อง ไปยังผู้ว่าจ้างแล้ว หากผู้รับจ้างมีหนังสือถึงผู้ว่าจ้างขอเปลี่ยนแปลงผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าจ้างตาม สัญญาจากเดิมที่เป็นผู้ให้บริการส่งวัสดุก่อสร้างกลับมาเป็นผู้รับจ้างเช่นเดิม โดยไม่มีการแจ้งให้ ผู้ให้บริการส่งวัสดุก่อสร้างทราบ เป็นความผิดฐานฉ้อโกงหรือไม่ ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๙๕๒/๒๕๖๖ การหลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จโดยทุจริตอันจะเป็นความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๑ นั้นผู้กระทำความผิดจะต้องได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สามด้วยหนังสือบันทึกข้อตกลงโอนสิทธิการรับเงินแผ่นที่ ๒ มีระบุข้อความไว้ในข้อ ๓ ให้เข้าใจได้ว่าการโอนสิทธิเรียกร้องในเงินค่าจ้างที่จำเลยที่ ๑ จะได้รับจากทางราชการตามสัญญาจ้างเลขที่ ๑/๒๕๖๑ จำนวน ๘,๒๑๐,๐๐๐ บาท ไปเป็นของโจทก์มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการประกันหนี้และเพื่อชำระหนี้ค่าวัสดุก่อสร้างที่จำเลยที่ ๑ มีอยู่แก่โจทก์ หากเงินที่โจทก์ได้รับจากทางราชการไม่เพียงพอแก่การชำระหนี้ค่าวัสดุก่อสร้าง จำเลยที่ ๑ ก็ยังคงมีหน้าที่ต้องชำระให้แก่โจทก์จนครบถ้วน แต่หากมีส่วนที่เหลืออยู่ โจทก์ก็จะคืนให้แก่จำเลยที่ ๑ ดังนี้บ่งชี้ว่า เหตุที่โจทก์ยอมส่งวัสดุก่อสร้างให้แก่จำเลยที่ ๑ นำไปใช้ก่อสร้างตามสัญญาที่ทำไว้กับทางราชการก่อนโดยยังไม่ต้องชำระราคาก็เพราะจำเลยที่ ๑ ตกลงโอนสิทธิเรียกร้องในเงินค่าจ้างที่มีอยู่แก่ทางราชการให้แก่โจทก์ทั้งหมดแล้ว อันเป็นหลักประกันว่าโจทก์จะได้รับการชำระหนี้ค่าวัสดุก่อสร้างที่โจทก์ให้การสนับสนุนจำเลยที่ ๑ อย่างแน่นอน ฉะนั้น หากจะฟังว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันหลอกลวงโจทก์โดยมีเจตนาตั้งแต่แรกที่จะไม่โอนสิทธิเรียกร้องในเงินค่าจ้างให้โจทก์ด้วยการบิดพลิ้วเปลี่ยนแปลงการโอนสิทธิเรียกร้องในเงินค่าจ้างที่เป็นของโจทก์กลับคืนมาเป็นของจำเลยที่ ๑ ดังเดิมในภายหลังตามที่โจทก์บรรยายมาในคำฟ้องจริง ก็เห็นได้ชัดว่าเป็นเพราะจำเลยทั้งสองประสงค์ที่จะได้รับวัสดุก่อสร้างจากโจทก์มาใช้ในการทำงานโดยทุจริตด้วยการไม่ชำระราคาให้แก่โจทก์นั่นเอง ด้วยเหตุนี้ เงินค่าจ้างของจำเลยที่ ๑ อันโจทก์ควรได้รับจากสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องจึงเป็นเพียงสิทธิของโจทก์มีอยู่เหนือทางราชการซึ่งเป็นบุคคลภายนอกและเป็นลูกหนี้ของจำเลยที่ ๑ ในอันจะต้องชำระเงินค่าจ้างดังกล่าวให้แก่โจทก์ หาใช่เป็นทรัพย์สินอันจำเลยที่ ๑ ได้ไปจากโจทก์โดยตรงจากผลการหลอกลวงของจำเลยทั้งสองไม่ ทั้งยังถือไม่ได้ด้วยว่าเป็นทรัพย์สินอันจำเลยที่ ๑ ได้ไปจากทางราชการซึ่งเป็นบุคคลที่สามจากการหลอกลวงโจทก์ เพราะการที่ทางราชการจ่ายเงินค่าจ้างในงวดงานที่ ๔ ถึง ๗ ให้แก่จำเลยที่ ๑ ไปจำนวน ๔,๑๐๕,๐๐๐ บาทเป็นผลสืบเนื่องมาจากจำเลยที่ ๑ มีหนังสือเปลี่ยนแปลงการโอนสิทธิเรียกร้องในหนี้ค่าจ้างกลับคืนมาเป็นของจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นคู่สัญญากับทางราชการมาแต่แรกเป็นสำคัญ หาได้มีการหลอกลวงใด ๆ ไม่ และแม้การกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำโดยมิชอบ ทำให้โจทก์ต้องได้รับความเสียหายเพราะการโอนสิทธิเรียกร้องระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ เกิดขึ้นสำเร็จครบถ้วนสมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งพาณิชย์ มาตรา ๓๐๖ แล้วก็ตาม ก็เป็นเรื่องที่โจทก์ต้องไปว่ากล่าวดำเนินการแก่จำเลยทั้งสองเป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหากต่อไป เมื่อเงินค่าจ้างในงวดงานที่ ๔ ถึง ๗ ซึ่งจำเลยที่ ๑ รับไปจากทางราชการ มิใช่ทรัพย์สินที่จำเลยที่ ๑ ได้รับมาจากการที่จำเลยทั้งสองร่วมกันหลอกลวงโจทก์เสียแล้ว การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงขาดองค์ประกอบความผิดฐานฉ้อโกงไม่เป็นความผิด",อาญา,, 77,2,,"การนําสืบพยานบุคคลและพยานเอกสารว่าผู้กู้ชําระหนี้ด้วยการโอนเงินหรือฝากเงินเข้าบัญชีเงินฝากของผู้มีอํานาจรับชําระหนี้แทนผู้ให้กู้ ว่ามีการชําระเงินกู้ให้แก่ผู้ให้กู้แล้วต้องห้ามตามกฎหมายหรือไม่ สัญญากู้เงินมีข้อตกลงให้ผู้กู้ชําระดอกเบี้ยแก่ผู้ให้กู้ แต่ไม่ได้ตกลงอัตราดอกเบี้ยไว้ ผู้กู้จะต้องเสียดอกเบี้ยอัตราเท่าใดและเริ่มคิดดอกเบี้ยได้ตั้งแต่เมื่อใด ","มีคําพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คําพิพากษาฎีกาที่ ๓๐๙๖/๒๕๖๕ จําเลยไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อโจทก์หรือหลักฐานแห่งการกู้ยืมได้เวนคืนหรือแทงเพิกถอนเป็นพยานหลักฐานในคดี จึงต้องห้ามมิให้นําสืบเรื่องการใช้เงินชําระหนี้กู้ยืมจึงไม่อาจรับฟังคําเบิกความของจําเลยที่อ้างตนเองเป็นพยานว่า จําเลยชําระหนี้เป็นเงินสด แก่โจทก์เป็นพยานหลักฐานได้ เพราะต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าวและ ป.วิ.พ. มาตรา ๙๔ อย่างไรก็ตาม บทบัญญัติดังกล่าวห้ามการนําสืบเฉพาะกรณีการใช้เงิน ไม่ห้ามการนําสืบกรณี การชําระหนี้อย่างอื่นแทนการชําระหนี้ที่ได้ตกลงกันไว้ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๒๑ วรรคหนึ่ง ซึ่งการนําสืบพยานบุคคลและพยานเอกสารว่า จําเลยชําระหนี้อย่างอื่นแทนการชําระหนี้ที่ได้ตกลง กันไว้ ตาม ป.พ.พ มาตรา ๓๒๑ วรรคหนึ่ง ไม่ต้องห้ามตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๕๓ วรรคสอง และ ป.วิ.พ. มาตรา ๙๔ (ก) จําเลยโอนเงินหรือฝากเงินเข้าบัญชีเงินฝากของ ส. เพื่อชําระหนี้แก่โจทก์แล้ว ส. โอนเงิน ดังกล่าวทั้งหมดเข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์โดยโจทก์ยินยอมรับเงินที่ ส. โอนเข้าบัญชีเงินฝากของ โจทก์ ซึ่งเป็นการชําระหนี้อย่างอื่นแทนการชําระหนี้ที่ได้ตกลงกันไว้ ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๒๑ วรรคหนึ่ง และจําเลยโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของ ย. ผู้มีอํานาจรับชําระหนี้แทนโจทก์ เพื่อชําระหนี้ แก่โจทก์ ถือได้ว่าจําเลยชําระหนี้จํานวนดังกล่าวให้แก่โจทก์แล้ว ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๑๕ หนังสือสัญญากู้เงินมีข้อตกลงให้จําเลยชําระดอกเบี้ยแก่โจทก์แต่ไม่ได้ตกลงอัตรา ดอกเบี้ยไว้ซึ่งตามปกติแล้วจําเลยต้องชําระดอกเบี้ย ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗ ซึ่งขณะทําสัญญาอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่จําเลยกู้ยืมเงินเป็นต้นไป ประกอบกับโจทก์บรรยายฟ้องเรียกร้อง ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันผิดนัดเป็นต้นไป ศาลจึงต้องพิพากษาให้จําเลยชําระ ดอกเบี้ยนับแต่วันที่จําเลยผิดนัดเป็นต้นไป ไม่อาจพิพากษาให้จําเลยชําระดอกเบี้ยนับแต่วันที่จําเลยกู้ยืมเงินเป็นต้นไปได้เพราะเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคําฟ้อง ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๒ วรรคหนึ่ง ค่าบรรยายฟ้องของโจทก์แสดงให้เห็นว่า โจทก์เข้าใจว่าจําเลยผิดนัดตั้งแต่วันที่ครบกําหนดระยะเวลาตามหนังสือสัญญากู้เงินแต่ภายหลังจากครบกําหนดเวลาดังกล่าวตามหนังสือ สัญญากู้เงินแล้ว โจทก์ไม่ได้บอกเลิกสัญญาหรือเรียกให้ชําระหนี้ทั้งหมดทันที โจทก์กลับยังยินยอมรับชําระหนี้จากจําเลยโดยไม่อิดเอื้อนถือได้ว่า โจทก์ไม่ได้ถือเอากําาหนดเวลาชําระหนี้ตามสัญญาเป็นสําคัญ ดังนั้น เมื่อโจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ได้ให้คําเตือนจําเลยผู้เป็นลูกหนี้แล้ว จําเลยยังไม่ชําระหนี้ จึงจะตกเป็นผู้ผิดนัดเพราะเขาเตือนแล้ว ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๐๔ วรรคหนึ่ง และมีสิทธิ เรียกร้องดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๒๔ วรรคหนึ่ง โจทก์ให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้จําเลยชําระเงิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย อัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันผิดนัดแก่โจทก์ภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ จําเลยได้รับหนังสือเมื่อวันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๖๑ ดังนั้น หากจําเลยไม่ชําระหนี้ภายในวันที่ ๔ ๔ เมษายน ๒๕๖๑ ก็จะตกเป็นผู้ผิดนัดตั้งแต่วันที่ ๕ เมษายน ๒๕๖๑ เป็นต้นไป จําเลยชําระหนี้ให้แก่โจทก์โดยโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์ไปแล้วโอนเงินเข้าบัญชี เงินฝากของ ส. แล้ว ส. โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์และโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของ ย. ซึ่งเป็นบุคคลผู้มีอํานาจรับชําระหนี้แทนโจทก์ ซึ่งเกินกว่าจํานวนเงินต้นตามสัญญาแล้ว ต้องถือว่า จําเลยชําระหนี้เงินต้นให้โจทก์ครบถ้วนแล้ว จําเลยไม่ต้องรับผิดชําระเงินพร้อมดอกเบี้ยตามฟ้อง ให้แก่โจทก์อีก ",แพ่ง,, 77,2,,ได้ที่ดินมือเปล่ามาโดยการส่งมอบการครอบครอง เป็นการได้มาซึ่งอสังหา ริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรมหรือไม่ และจะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ผู้รับจํานองที่ดินดังกล่าว โดยสุจริตและจดทะเบียนสิทธิโดยสุจริต ได้หรือไม่,"มีคําพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ดังนี้ คําพิพากษาฎีกาที่ ๓๔๘๔/๒๕๖๖ ผู้ร้องเป็นบุตรจําเลย จําเลยมีชื่อเป็นผู้มีสิทธิ ครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทําประโยชน์ เลขที่ ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดิน ดังกล่าว เมื่อวันที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๕๖ จําเลยนําที่ดินตามหนังสือรับรองการทําประโยชน์ เลขที่ ไปจดทะเบียนจํานองเพื่อประกันการชําระหนี้กู้ยืมแก่โจทก์ ต่อมาศาลชั้นต้นพิพากษาให้จําเลยชําระหนี้ดังกล่าวให้แก่โจทก์ แต่จําเลยไม่ชําระ โจทก์ขอให้บังคับคดีและเจ้าพนักงานบังคับ คดียึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทําประโยชน์ เลขที่ ๓๑ เพื่อชําระหนี้ตามคําพิพากษา คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่ผู้ร้องได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่าผู้ร้องมีสิทธิร้องขอให้ปล่อยที่ดินพิพาทหรือไม่ เห็นว่า แม้ผู้ร้องบรรยายคําร้องขอถึงสิทธิในที่ดินพิพาทของผู้ร้องว่าได้รับการยกให้จากจําเลยและมีการส่งมอบให้ผู้ร้องเข้าครอบครองทําประโยชน์โดยการทํานาปลูกพืช หมุนเวียนและเลี้ยงสัตว์มาเป็นเวลา ๒๔ ปี แล้วก็ตาม แต่เมื่อสิทธิของผู้ร้องเป็นการได้ที่ดิน พิพาทมาโดยการส่งมอบการครอบครองอันเป็นการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพยสิทธิ อันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม ซึ่งหากยังมิได้จดทะเบียนผู้ร้องจะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้โจทก์ผู้รับจํานองที่ดินพิพาทซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้วไม่ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ มาตรา ๑๒๙๙ วรรคสอง การที่ผู้ร้องจะอ้างการได้มาของผู้ร้องขึ้นเป็นข้อต่อสู้ โจทก์ในคดีร้องขัดทรัพย์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๓๒๓ ได้นั้น เมื่อบทบัญญัติดังกล่าวบัญญัติให้อยู่ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งมาตรา ๕๕ ผู้ร้องจึงต้องบรรยายคําร้องขอโดยชัดแจ้งว่ามีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ระหว่างผู้ร้องกับโจทก์ตามกฎหมายแพ่ง อันเป็นข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหานั้นด้วย ผู้ร้องจึงจะมีสิทธินําพยานหลักฐานเข้าสืบตามข้ออ้างได้ การที่ผู้ร้องมิได้บรรยายคําร้องขอว่าโจทก์รับจํานองที่ดินตามหนังสือรับรองการ ทําประโยชน์ เลขที่ โดยไม่มีค่าตอบแทนหรือไม่สุจริต หรือไม่ได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริต จึงไม่มีประเด็นที่ผู้ร้องจะนําพยานเข้าสืบเป็นข้อต่อสู้โจทก์เพื่อให้ศาลวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าว คดีจึงต้องฟังว่าโจทก์รับจํานองที่ดินตามหนังสือรับรองการทําประโยชน์ เลขที่ ๓๑ โดยเสีย ค่าตอบแทนและโดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว ผู้ร้องจะอ้างสิทธิครอบครอง ในที่ดินพิพาทอันเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามหนังสือรับรองการทําประโยชน์ เลขที่ ได้มาโดยการส่งมอบการครอบครองแต่ยังมิได้จดทะเบียนการได้มานั้นขึ้นยันโจทก์ไม่ได้ ส่วนที่ผู้ร้องฎีกาว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๙๙ วรรคสอง ไม่อาจนํามาใช้ บังคับกับที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินมือเปล่านั้นเห็นว่า แม้ที่ดินพิพาทไม่มีหนังสือสําคัญแสดง กรรมสิทธิ์มีเพียงสิทธิครอบครอง จึงอาจโอนได้โดยการส่งมอบการครอบครองตามประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๗๙ ถึงมาตรา ๑๓๘๐ ก็ตาม แต่เมื่อการได้มาซึ่งที่ดิน พิพาทตามที่ผู้ร้องอ้างเป็นการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม จึงต้องอยู่ในบังคับมาตรา ๑๒๙๙ วรรคสอง ด้วย",แพ่ง,, 77,3,,กรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทนำรายงานการประชุมบริษัทว่าที่ประชุมมีมติ ให้ขายที่ดินของบริษัทไปยื่นต่อสำนักงานที่ดิน ซึ่งความจริงไม่มีการประชุมผู้ถือหุ้นในวันดังกล่าว และลงลายมือชื่อของตนเองในฐานะประธานที่ประชุม ดังนี้ เป็นความผิดฐานปลอมเอกสารและ ใช้เอกสารปลอม หรือไม่ ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๔๘/๒๕๖๖ จำเลยเป็นกรรมการบริษัทคนหนึ่งจึงมีอำนาจหน้าที่ต้องจัดให้จดบันทึกรายงานการประชุมและข้อมติทั้งหมดของที่ประชุมผู้ถือหุ้นลงไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๒๐๗ วรรคหนึ่ง แม้ไม่มีการประชุมผู้ถือหุ้นและวาระการประชุมและข้อมติจะเป็นความเท็จ รายงานการประชุมก็ไม่เป็นเอกสารปลอมคงเป็นรายงานการประชุมที่จำเลยทำขึ้นเป็นเท็จ ส่วนที่จำเลยลงลายมือชื่อในรายงานการประชุม ๒ แห่งใต้ข้อความว่า รับรองรายการประชุมถูกต้องย่อมเป็นการลงลายมือชื่อในฐานะกรรมการบริษัทที่มีหน้าที่จัดทำรายงานการประชุม ส่วนอีกแห่งหนึ่งแม้น่าจะเป็นการลงลายมือชื่อในฐานะประธานที่ประชุม ซึ่งจำเลยไม่อาจเป็นประธานที่ประชุมผู้ถือหุ้นได้แต่ก็ไม่ใช่อำนาจหน้าที่ของประธานที่ประชุมที่ต้องจัดทำหรือรับรองรายงานการประชุม การที่จำเลยลงลายมือชื่อในฐานะประธานที่ประชุมแม้เป็นความเท็จ แต่เมื่อจำเลยลงลายมือชื่อของตนเอง จึงเป็นการลงลายมือชื่อจำเลยว่าเป็นประธานที่ประชุมอันเป็นความเท็จเท่านั้นไม่เป็นการทำปลอมรายงานการประชุม จึงไม่เป็นการปลอมเอกสารและไม่อาจเป็นความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและฐานใช้เอกสารสิทธิปลอม,อาญา,, 77,3,,การลดทุนโดยการลดจํานวนหุ้นลง ต้องให้ผู้ถือหุ้นที่ยังชําระค่าหุ้นไม่เต็มจํานวน ค่าหุ้น ชําระค่าหุ้นให้เต็มตามมูลค่าหุ้นเสียก่อนหรือไม่ และผู้ถือหุ้นเพียงรายเดียวที่ได้รับประโยชน์ จากมติการลดทุน ถือเป็นผู้มีส่วนได้เสียเป็นพิเศษอันจะต้องห้ามมิให้ออกเสียงลงคะแนนในการลงมติพิเศษ หรือไม่ ,"มีคําพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คําพิพากษาฎีกาที่ ๑๕๐๙/๒๕๖๖ การลดทุนโดยการลดจํานวนหุ้นลง ผู้คัดค้านต้องให้ผู้ถือหุ้นที่ยังชําระค่าหุ้นไม่เต็มจํานวนค่าหุ้นชําระค่าหุ้นให้เต็มตามมูลค่าหุ้นเสียก่อนเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้ถือหุ้นทุกรายที่ถูกลดจํานวนหุ้นลงต้องสูญเสียเงินลงทุนในจํานวนที่เท่ากันในแต่ละหุ้น เมื่อการลดทุนโดยการลดจํานวน หุ้นลงทําให้บริษัท ท. ได้รับประโยชน์โดยไม่ต้องชําระค่าหุ้นในส่วนที่ถูกลดจํานวนลงไปเพื่อ ให้เต็มตามมูลค่าหุ้นเท่านั้น บริษัท ท. ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นเพียงรายเดียวที่ได้รับประโยชน์ จากมติการลดทุนโดยลดจํานวนหุ้น จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียเป็นพิเศษในการลงมติพิเศษเพื่อ ลดทุนและแก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิ ต้องห้ามมิให้ออกเสียงลงคะแนน ตามประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๑๘๕ การประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของผู้คัดค้าน มีผู้ถือหุ้นที่มาประชุมและมีสิทธิออกเสียง ลงคะแนน ๗,๕๕๐,๐๐๐ หุ้น คะแนนเสียงข้างมากไม่ต่ํากว่าสามในสี่ของจํานวนเสียงทั้งหมด ของผู้ถือหุ้นที่มาประชุมและมีสิทธิออกเสียงลงคะแนนคือ ๕,๖๖๒,๕๐๐ หุ้น และเมื่อไม่นับ คะแนนเสียงของบริษัท ท. ซึ่งเป็นผู้ต้องห้ามมิให้ออกเสียงลงคะแนนตามประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ มาตรา ๑๑๘๕ เข้าด้วยแล้ว คะแนนเสียงที่ได้รับมีไม่ถึงจํานวนสามในสี่ของจํานวน เสียงทั้งหมดของผู้ถือหุ้นที่มาประชุมและมีสิทธิออกเสียงลงคะแนนตามมาตรา ๑๑๙๔ ถือไม่ได้ว่าเป็นมติพิเศษให้ลดทุนและแก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิตามมาตรา ๑๑๔๕ และมาตรา ๑๒๒๔ ประกอบมาตรา ๑๑๙๔ แต่เป็นมติพิเศษอันผิดระเบียบ กรณีมีเหตุที่จะต้องเพิกถอนมติ ที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของผู้คัดค้านตามระเบียบวาระที่ ๓ และที่ ๔ มติที่ประชุมวิสามัญของผู้คัดค้านในวาระที่ ๕ และที่ ๖ ที่เพิ่มทุนจดทะเบียนของผู้คัดค้าน และแก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิของผู้คัดค้านให้สอดคล้องกับการเพิ่มทุนซึ่งต้องอาศัยมติให้ลดทุนจดทะเบียนของผู้คัดค้านและแก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิของผู้คัดค้านให้สอดคล้องกับการลดทุนในวาระที่ ๓ และที่ ๔ เสียก่อน เช่นนี้ย่อมมีผลเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายไปด้วย กรณีมีเหตุที่จะต้องเพิกถอนมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของผู้คัดค้าน ตามระเบียบวาระที่ ๕ และที่ ๖ เช่นกัน คําร้องขอของผู้ร้องกล่าวอ้างว่า บริษัท ท. เป็นผู้ถือหุ้นซึ่งมีส่วนได้เสียเป็นพิเศษ ต้องห้ามมิให้ออกเสียงลงคะแนนในการลงมติพิเศษให้ลดทุนและเพิ่มทุน ตามประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๑๘๕ และหากไม่นับคะแนนเสียงของบริษัท ท. เข้าด้วยแล้วก็ถือ ไม่ได้ว่าเป็นมติพิเศษให้ลดทุนและเพิ่มทุนตามมาตรา ๑๑๙๔ เท่ากับว่ามติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของผู้คัดค้านได้ลงมติโดยฝ่าฝืนบทบัญญัติว่าด้วยการประชุมใหญ่ของบริษัทจํากัดเป็นเหตุให้การ ลงมติเป็นมติของที่ประชุมใหญ่อันผิดระเบียบ เช่นนี้ ย่อมก่อให้เกิดสิทธิแก่ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้ถือหุ้น ที่จะยื่นคําร้องขอให้ศาลเพิกถอนมติของที่ประชุมใหญ่อันผิดระเบียบนั้นเสียตามมาตรา ๑๑๙๕ ผู้ร้องมีอํานาจยื่นคําร้องขอเป็นคดีนี้ ",แพ่ง,, 77,3,,ซื้อที่ดินจากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดี ปรากฏว่าโครงสร้างหรือทางเข้าลิฟต์ที่สร้างมาตั้งแต่เจ้าของเดิมรุกล้ําเข้าไปในที่ดินของผู้อื่น และภายหลังซื้อที่ดินมาแล้ว ผู้ซื้อสร้างกําแพงกั้นแนวเขตรุกล้ําที่ดินของผู้อื่น ดังนี้ ผู้ซื้อต้องรื้อโครงสร้างหรือทางเข้าลิฟต์และกําแพงรั้วกั้นแนวเขต หรือไม่,"มีคําพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คําพิพากษาฎีกาที่ ๑๔๕๐/๒๕๖๖ แม้โจทก์ครอบครองทําประโยชน์ในที่ดินพิพาทจนได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๘๒ อันเป็นการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์โดย ทางอื่นนอกจากนิติกรรม แต่เมื่อโจทก์ยังไม่ได้จดทะเบียนการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท โดยครอบครองปรปักษ์ จึงไม่อาจยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้จําเลยทั้งสองซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิในที่ดินพิพาทมาจากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีอันเป็นการได้มาโดยนิติกรรม โดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต และจดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว ตามประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ มาตรา ๑๒๙๙ และ ๑๓๓๐ เดิมที่ดินของโจทก์กับจําเลยทั้งสองเป็นที่ตั้งของโรงแรม โจทก์ไม่ได้เป็นผู้ก่อสร้างลิฟต์ ที่รุกล้ําเข้าไปที่ดินพิพาท เพียงแต่ปรับปรุงเป็นโครงสร้างหรือทางเข้าลิฟต์ เช่นนี้ ต้องถือว่าเป็น การรุกล้ําโดยสุจริต กรณีไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะต้องนําบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๑๒ วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งมาใช้บังคับ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔ จําเลยทั้งสองไม่มีสิทธิฟ้องบังคับให้โจทก์รื้อถอน โครงสร้างหรือทางเข้าลิฟต์ส่วนที่รุกล้ําเข้าไปในที่ดินจําเลยทั้งสองออกไปจากที่ดินพิพาทของจําเลยทั้งสอง เพราะมิใช่กรณีที่โจทก์กระทําละเมิดต่อจําเลยทั้งสอง จําเลยทั้งสองมีสิทธิเรียกค่าใช้ที่ดินและจดทะเบียนสิทธิในที่ดินส่วนที่ก่อสร้างโครงสร้างหรือทางเข้าลิฟต์รุกล้ําเป็นภาระจํายอมแก่ที่ดิน แปลงที่ก่อสร้างโครงสร้างหรือทางเข้าลิฟต์ของโจทก์เท่านั้น แต่จําเลยทั้งสองมิได้ฟ้องโดยใช้สิทธิดังกล่าวบังคับ ศาลไม่อาจพิพากษาให้จําเลยทั้งสองได้รับค่าใช้ที่ดินแก่จําเลยทั้งสองได้ กําแพงกั้นแนวเขตโจทก์เป็นผู้ก่อสร้างขึ้นภายหลังซื้อที่ดินมาแล้ว ไม่ใช่สิ่งปลูกสร้างที่มีมาแต่เดิม เช่นนี้ ไม่ใช่การสร้างโรงเรือนรุกล้ําเข้าไปในที่ดินของผู้อื่นหรือสร้างโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างในที่ดินของผู้อื่น แม้โจทก์จะกระทําโดยสุจริตก็ไม่ได้สิทธิใช้ที่ดินของจําเลยทั้งสองกรณีไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๑๒ โจทก์ต้องรื้อถอนกําแพงกั้น แนวเขตที่ดินออกไปจากที่ดินพิพาท ",แพ่ง,, 77,3,,ผู้ถือหุ้นในบริษัทใช้ค่าหุ้นด้วยทรัพย์สินอื่น แต่ไม่ได้ชําระเงินค่าหุ้น จะถือว่าเป็น ผู้ถือหุ้นของบริษัทตามกฎหมายแล้วหรือไม่,"มีคําพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คําพิพากษาฎีกาที่ ๑๓๐๐/๒๕๖๕ แม้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๑๑๙ วรรคหนึ่ง จะบัญญัติไว้ว่า “หุ้นทุก ๆ หุ้นจําต้องให้ใช้เป็นเงินจนเต็มค่า เว้นแต่หุ้นซึ่งออกตามบทบัญญัติมาตรา ๑๑๐๘ อนุมาตรา (๕) หรือมาตรา ๑๒๒๑"" วรรคสองบัญญัติว่า “ในการใช้เงินเป็นค่าหุ้นนั้น ผู้ถือหุ้น จะหักหนี้กับบริษัทหาได้ไม่” แต่ก็มิได้มีบทบัญญัติใดบัญญัติว่าหากมิได้ดําเนินการตามมาตรา ๑๑๑๙ แล้วจะทําให้การเป็นผู้ถือหุ้นเป็นโมฆะหรือกลับกลายเป็นไม่เป็นผู้ถือหุ้นแต่อย่างใด ดังนั้นบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว จึงมีผลแต่เพียงว่าผู้ถือหุ้นดังกล่าวยังมิได้ใช้เงินเป็นค่าหุ้นแก่บริษัทเท่านั้น กรรมการจึงสามารถที่จะเรียกให้ผู้ถือหุ้นส่งเงินค่าหุ้นให้แก่บริษัทเสียเมื่อใดก็ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๑๒๐ ถึง ๑๑๒๔ โจทก์เป็นผู้ถือหุ้นของจําเลย ที่ ๒ โดยได้จัดทําบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นของจําเลยที่ ๒ ที่มีชื่อโจทก์เป็นผู้ถือหุ้นส่งไปยังนายทะเบียน หุ้นส่วนบริษัทจังหวัดพิษณุโลก โจทก์จึงเป็นผู้เสียหายมีอํานาจฟ้องในความผิดต่อ พ.ร.บ.กําหนด ความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจํากัด บริษัทจํากัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ. ๒๔๙๙ มาตรา ๔๒ และ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๓๗",แพ่ง,, 77,4,,ใช้อาวุธปืนยิงผู้อื่นเพราะเชื่อว่าบิดาของผู้ยิงถูกคุณไสยที่ผู้อื่นทำใส่บิดาจนเป็นเหตุให้บิดาของตนป่วยนั้นจะอ้างว่าเป็นกรณีที่สำคัญผิดในข้อเท็จจริงอันจะเป็นเหตุให้ผู้กระทำย่อมได้รับโทษน้อยลงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๖๒ วรรคแรก ได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๕๖๖/๒๕๖๕ จำเลยไปเรียกผู้เสียหายซึ่งเป็นเพื่อนบ้านของจำเลยออกมาทางหลังบ้านแล้วใช้อาวุธปืนพกของกลางยิงผู้เสียหายถึง 5 นัด กระสุนปืนถูกบริเวณศีรษะและลำตัวของผู้เสียหาย โดยจำเลยเจตนาประสงค์ต่อผลให้ผู้เสียหายถึงแก่ความตาย หากแต่ผู้เสียหายได้รับการช่วยเหลือจากแพทย์ได้ทันท่วงที ผู้เสียหายจึงไม่ถึงแก่ความตาย ที่จำเลยเชื่อว่าบิดาจำเลยถูกคุณไสยที่ผู้เสียหายทำใส่บิดาจำเลยจนเป็นเหตุให้บิดาจำเลยป่วยนั้นก็มิใช่กรณีที่จำเลยสำคัญผิดในข้อเท็จจริงใด ถ้ามีอยู่จริงจะทำให้ผู้กระทำได้รับโทษน้อยลง แม้ข้อเท็จจริงนั้นจะไม่มีอยู่จริงแต่ผู้กระทำสำคัญผิดว่ามีอยู่จริงผู้กระทำย่อมได้รับโทษน้อยลงตาม ป.อ. มาตรา ๖๒ วรรคแรก โทษในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ซึ่งต้องระวางโทษสองในสามส่วนของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นตาม ป.อ. มาตรา ๒๘๘ ประกอบมาตรา ๘๐ วรรคสอง,๕๒ (๑) และ ๕๓ มีระวางโทษกำหนดไว้ ๓ ประการ เรียงจากหนักไปหาเบา กล่าวคือขั้นหนักที่สุดจำคุกตลอดชีวิต ชั้นรองลงมาจำคุกสามสิบสามปีสี่เดือน และขั้นต่ำสุดจำคุกสิบปีถึงสิบสามปีสี่เดือน โดยให้ศาลใช้ดุลพินิจลงโทษตามความเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดี",อาญา,, 77,4,,"ใบถอนเงินและใบมอบฉันทะมีเพียงลายมือชื่อปลอมของเจ้าของบัญชียังไม่ได้กรอกข้อความ เป็นเอกสารสิทธิหรือไม่ และการนำสมุดคู่ฝากบัญชีออมทรัพย์ไปโดยเจ้าของ บัญชีมิได้อนุญาต เป็นความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น หรือไม่","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๐๘๙/๒๕๖๕ จำเลยมีส่วนร่วมในการปลอมเอกสารใบถอนเงินฝากและใบมอบฉันทะของผู้เสียหาย และนำเอกสารปลอมนั้นไปมอบให้ ท. เพื่อให้นำไปใช้ในการเบิกถอนเงินออกมาจากบัญชีเงินฝากของผู้เสียหาย เป็นการใช้เอกสารปลอมในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหาย ขณะจำเลยนำใบถอนเงินฝากและใบมอบฉันทะไปมอบให้ ท. ในใบถอนเงินฝากมีเพียงลายมือชื่อปลอมของผู้เสียหายในช่องลายมือชื่อเจ้าของบัญชียังมิได้กรอกจำนวนเงินที่ขอถอนส่วนในใบมอบฉันทะด้านหลังใบถอนเงินฝากมีเพียงลายมือชื่อปลอมของผู้เสียหายในช่องลายมือชื่อเจ้าของบัญชียังมิได้กรอกข้อความว่ามอบฉันทะให้ผู้ใดเป็นผู้รับเงินที่ขอถอน เช่นนี้เป็นเอกสารที่ข้อความยังไม่สมบูรณ์มิใช่เอกสารอันเป็นหลักฐานแห่งการก่อเปลี่ยนแปลง โอน สงวนหรือระงับซึ่งสิทธิถือไม่ได้ว่าเป็นเอกสารสิทธิตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑ (๙) การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมคงเป็นความผิดฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม ไม่ว่าจำเลยจะนำสมุดคู่ฝากบัญชีออมทรัพย์สหกรณ์ออมทรัพย์ของผู้เสียหายมาจากเจ้าหน้าที่ที่สหกรณ์ออมทรัพย์ซึ่งมีหน้าที่เก็บรักษามาได้อย่างไร แต่จำเลยนำเอกสารสมุดคู่ฝากบัญชีออมทรัพย์นั้นไปมอบให้ ท. เพื่อให้นำไปใช้เป็นหลักฐานประกอบการเบิกถอนเงินฝากของผู้เสียหายจากสหกรณ์ออมทรัพย์ โดยที่ผู้เสียหายไม่ได้อนุญาต การกระทำ ของจำเลยย่อมเป็นการเอาไปเสียซึ่งสมุดคู่ฝากบัญชีออมทรัพย์สหกรณ์ออมทรัพย์ของผู้เสียหายในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหาย จำเลยมีความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๘๘",อาญา,, 77,4,,ลงลายมือชื่อปลอมของผู้อื่นรับรองลงในใบสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้อื่นแล้วนำไปใช้ เป็นความผิดฐานปลอมเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการปลอมหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๕๕/๒๕๖๖ จำเลยกับพวกเพียงแต่ปลอมลายมือชื่อของผู้เสียหายที่ ๑ และที่ ๓ ลงในสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนที่แท้จริงของผู้เสียหายที่ ๑ และที่ ๓ โดยไม่มีการเติมหรือตัดทอนข้อความหรือแก้ไขสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนให้แตกต่างไปจากสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนยังคงเป็นเอกสารที่แท้จริง การปลอมลายมือชื่อผู้เสียหายที่ ๑ และที่ ๓ ลงในสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนเป็นเพียงการปลอมเอกสารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๔ วรรคแรกการที่จำเลยใช้สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้เสียหายที่ ๑ และที่ ๓ จึงไม่เป็นความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอม",อาญา,, 77,4,,"นำเครื่องสูบน้ำแอบสูบน้ำจากบ่อเลี้ยงปลาที่ผู้เช่าครอบครองทำประโยชน์อยู่ตามสัญญาเช่า เพื่อไปรดหญ้าเพื่อให้เป็นอาหารแก่โคที่เลี้ยงเป็นความผิด ฐานลักทรัพย์ หรือไม่","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๔๔/๒๕๖๖ จำเลยนำเครื่องสูบน้ำเข้ามาแอบสูบน้ำจากบ่อเลี้ยงปลาที่ผู้เสียหายทั้งสองยังคงครอบครองทำประโยชน์อยู่ตามสัญญาเช่าและยังไม่มีการบอกเลิกสัญญาในเวลากลางคืน แม้จำเลยจะสูบน้ำไปรดหญ้าเพื่อให้เป็นอาคารแก่โคที่จำเลยเลี้ยงอยู่บนที่ดินที่อยู่ติดกับบ่อเลี้ยงปลา แต่เป็นการกระทำเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเอง เป็นการเอาทรัพย์ของผู้อื่นไปโดยทุจริตการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๕ (๑) ",อาญา,, 77,4,,ภริยาทําหนังสือยินยอมให้สามีทําสัญญาเช่าซื้อโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ถือเป็นการหลีกเลี่ยงบทบัญญัติเรื่องผู้ค้ําประกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๘๑/๑ หรือไม่,มีคําพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คําพิพากษาฎีกาที่ ๔๐๐๑/๒๕๖๖ จําเลยที่ ๓ ภริยาชอบด้วยกฎหมายของจําเลยที่ ๑ ทําหนังสือให้ความยินยอมในการที่จําเลยที่ ๑ ทําสัญญาเช่าซื้อมีเนื้อความว่า จําเลยที่ ๓ รับรู้และยินยอมให้จําเลยที่ ๑ สามีของจําเลยที่ ๓ ทําสัญญาเช่าซื้อ หากจําเลยที่ ๑ ผิดสัญญา หรือมีความรับผิดตามสัญญาเช่าซื้อ จําเลยที่ ๓ ยินยอมร่วมรับผิดกับจําเลยที่ ๑ ๑ อย่างลูกหนี้ร่วม หนังสือที่จําเลยที่ ๓ แสดงเจตนาต่อโจทก์มิได้เป็นสัญญายินยอมร่วมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมอันเป็นการหลบเลี่ยงการทําสัญญาค้ําประกันที่มีข้อจํากัดมิให้ผู้ค้ําประกันต้องรับผิดอย่างเดียว กับลูกหนี้ร่วมหรือในฐานะลูกหนี้ร่วม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๘๑/๑ วรรคหนึ่ง ซึ่งตกเป็นโมฆะ หากแต่มีลักษณะเป็นการให้สัตยาบันแก่หนี้ที่จําเลยที่ ๑ คู่สมรส ของตนก่อขึ้น หนี้ของจําเลยที่ ๑ ตามสัญญาเช่าซื้อถือเป็นหนี้ร่วมระหว่างสามีภริยาที่ จําเลยที่ต้องร่วมกับจําเลยที่ ๑ รับผิดต่อโจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๙๐ (๔) ,แพ่ง,, 77,4,,ลูกหนี้จดทะเบียนโอนขายที่ดินโดยทํานิติกรรมกับบุคคลที่เป็นตัวแทนของผู้ซื้อ โดยตัวแทนผู้ซื้อมิได้รู้เท่าถึงข้อความจริงอันเป็นทางให้เจ้าหนี้ต้องเสียเปรียบ หากตัวการรู้ว่าเป็นการกระทําให้เจ้าหนี้เสียเปรียบดังนี้ ตัวการถือเป็นผู้ได้ลาภงอกแต่การนั้นซึ่งเจ้าหนี้จะฟ้อง ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนขายที่ดิน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๓๗ วรรคหนึ่ง ได้หรือไม่,"มีคําพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คําพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๑๕/๒๕๖๖ จําเลยที่ ๑ เป็นลูกหนี้ตามคําพิพากษาของโจทก์ ไม่มีทรัพย์สินอื่นที่จะให้โจทก์บังคับคดีได้นอกจากที่ดินพิพาท แม้หนี้ตามคําพิพากษานั้นจําเลย ที่ ๑ ต้องรับผิดต่อโจทก์อย่างลูกหนี้ร่วมแต่เป็นเรื่องเฉพาะตัวของจําเลยที่ ๑ ซึ่งโจทก์มีสิทธิ บังคับชําระหนี้เอาแก่ทรัพย์สินของจําเลยที่ ๑ ได้โดยสิ้นเชิง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๙๑ การที่จําเลยที่ จดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จําเลยที่ ๒ ย่อมมีผลทําให้ทรัพย์สินของจําเลยที่ ลดน้อยลง และโจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ไม่สามารถ ยึดทรัพย์บังคับคดีแก่ที่ดินพิพาทได้ จึงเป็นกรณีที่จําเลยที่ ๑ ลูกหนี้ได้กระทําลงทั้งรู้อยู่ว่าจะ เป็นทางให้โจทก์เจ้าหนี้เสียเปรียบ ต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๓๗ วรรคหนึ่ง จําเลยที่ ๒ ลงชื่อในหนังสือสัญญาขายและรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทจาก จําเลยที่ ในฐานะตัวแทนของ น. ซึ่งเป็นตัวการที่ไม่เปิดเผยชื่อและ น. ยอมให้ จําเลยที่ ๒ ออกหน้าเป็นตัวการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๘๐๖ น. จึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทที่แท้จริง หาใช่จําเลยที่ ๒ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท ไม่ เช่นนี้ น. จึงเป็นผู้ได้ลาภงอกแต่การนั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ๒๓๗ วรรคหนึ่ง เมื่อ น. รู้ตั้งแต่ทําสัญญาจะซื้อจะขายโครงการว่านิติบุคคลผู้ร่วมลงทุนใน โครงการซึ่งรวมถึงจําเลยที่ ๑ ลูกหนี้ของโจทก์ด้วยไม่มีทรัพย์สินอื่นที่มีมูลค่ามากไปกว่ามูลค่าของโครงการและทําสัญญาจะซื้อจะขายโครงการโดยสั่งจ่ายแคชเชียร์เช็คให้เจ้าหนี้ของ พ. หรือของนิติบุคคลผู้ร่วมลงทุนในโครงการโดยเฉพาะเจาะจง ย่อมเป็นการกระทําให้เจ้าหนี้อื่นรวมทั้ง โจทก์ด้วยเสียเปรียบโจทก์เจ้าหนี้มีสิทธิฟ้องจําเลยที่ ลูกหนี้ และจําเลยที่ ๒ ซึ่งแม้ เป็นผู้มีชื่อในทะเบียนที่ดินพิพาทแทน น. ซึ่งเป็นเจ้าของที่แท้จริงให้เพิกถอนการฉ้อฉลได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๒๓๗ วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๓๗ วรรคหนึ่ง ที่ว่า “แต่ความข้อนี้ ท่านมิให้ใช้บังคับ ถ้าปรากฏว่าในขณะที่ทํานิติกรรมนั้นบุคคลซึ่งเป็นผู้ได้ลาภงอกแต่การนั้นมิได้ รู้เท่าถึงข้อความจริงอันเป็นทางให้เจ้าหนี้ต้องเสียเปรียบนั้นด้วย” มิได้หมายความถึงกับว่า ผู้ได้ลาภงอกแต่การนั้นต้องรู้ถึงตัวเจ้าหนี้ของลูกหนี้โดยเฉพาะเจาะจงว่าเป็นใครด้วยไม่ เพียงแต่รู้เท่าถึงข้อความจริงอันเป็นทางให้เจ้าหนี้ของลูกหนี้เสียเปรียบ แม้มิได้รู้ถึงตัวเจ้าหนี้ โดยเฉพาะเจาะจงว่าเป็นใครก็อยู่ในความหมายของบทบัญญัตินี้ ที่ศาลพิพากษาให้เพิกถอนการฉ้อฉล การโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทระหว่างจําเลย ๑ กับจําเลยที่ ๒ จําเลยที่ ๑ ย่อมกลับมามีชื่อเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทตามเดิม เช่นนี้ ศาลต้องยกคําขอของโจทก์ที่ขอให้จําเลยที่ ๒ โอนที่ดินพิพาทแก่จําเลยที่ ๑ หากจําเลยทั้งสอง ไม่ดําเนินการให้ถือเอาคําพิพากษาแทนการแสดงเจตนา",แพ่ง,, 77,5,,"การข่มขืนใจหรือจูงใจผู้ที่ได้ร่วมกระทำความผิดด้วยกันกับเจ้าพนักงานเป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๘ หรือไม่ ","มีคําพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คําพิพากษาฎีกาที่ ๔๕๙๔/๒๕๖๕ ศาลชั้นต้นมิได้รับฟังข้อเท็จจริงตามที่โจทก์กล่าวอ้างมาในคำฟ้องและนำพยานเข้าไต่สวนในชั้นการพิจารณาของศาลว่าจำเลยใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบข่มขืนใจหรือจูงใจ ธ. ให้ทำเอกสารหรือหลักฐานการรับจ้างรถโดยสาร ๒ คัน มาส่งมอบแล้วนำหลักฐานนั้นมาทำการเบิกจนได้รับส่วนต่าง แล้วนำเงินส่วนต่างมามอบให้แต่อย่างใด แต่รับฟังได้ว่า จำเลยได้ร่วมกับ ธ. ดำเนินการให้ปรากฏหลักฐานว่ามีการจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัด พ. นำรถโดยสารมารับส่งผู้เข้ารับการฝึกอบรม จำนวน ๔ เที่ยวแล้วเบิกเงินค่าจ้างจำนวน ๑๖,๐๐๐ บาท ไปเป็นประโยชน์ของจำเลยกับพวกจึงไม่มีการข่มขืนใจหรือจูงใจเพื่อให้บุคคลใดมอบให้หรือหามาให้ซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนเองหรือผู้อื่น เนื่องจาก ธ. มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดกับจำเลย การกระทำของจำเลยจึงขาดองค์ประกอบความผิด ตาม ป.อ. มาตรา ๑๔๘ ซึ่งเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นรับฟังข้อเท็จจริงแตกต่างไปจากที่โจทก์ฟ้องและนำพยานเข้าไต่สวนในชั้นพิจารณาของศาล โจทก์มิได้อุทธรณ์โต้แย้งว่า ศาลชั้นต้นรับฟังข้อเท็จจริงไม่ถูกต้องอย่างไรที่ถูกควรเป็นอย่างไร แต่กลับอุทธรณ์ว่า ข้อเท็จจริงตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยดังกล่าวเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๑๔๘ แล้ว เพราะถูกผู้ข่มขืนใจไม่จำเป็นว่าจะต้องมีส่วนร่วมกระทำความผิดหรือสนับสนุนการกระทำความผิดด้วยหรือไม่ อุทธรณ์ของโจทก์เพียงแต่ไม่โต้แย้งข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นรับฟังมา แต่อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายว่า ข้อเท็จจริงตามที่ศาลชั้นต้นรับฟังมานั้น การกระทำของจำเลยก็ยังคงเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๑๔๘ อยู่นั่นเอง จึงเป็นอุทธรณ์ที่ชัดแจ้งตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๕ วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ. วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. ๒๕๕๙ มาตรา ๔๓ ป.อ. มาตรา ๑๔๘ บัญญัติว่า “ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบข่มขืนใจหรือจูงใจเพื่อให้บุคคลใดมอบให้หรือหามาให้ซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนเองหรือผู้อื่น...” นั้นการข่มขืนใจหรือจูงใจต้องเป็นการกระทำต่อบุคคลอื่นมิใช่ผู้ที่ได้ร่วมกระทำความผิดด้วยกัน เมื่อ ธ. เป็นผู้ที่ได้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลย จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการข่มขืนใจหรือจูงใจบุคคลอื่นเพื่อให้มอบให้หรือหามาให้ซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนเองหรือผู้อื่น การกระทำของจำเลยจึงขาดองค์ประกอบความผิดตามบทกฎหมายดังกล่าว ",อาญา,, 77,5,,"นำแบบพิมพ์แจ้งการจ้างคนต่างด้าวซึ่งเป็นแบบพิมพ์ของทางราชการมากรอกข้อความขึ้นเองและลงลายมือชื่อปลอมของผู้อื่น แบบพิมพ์แจ้งการจ้างคนต่างด้าวดังกล่าวเป็นเอกสารราชการหรือไม่ ","มีคําพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คําพิพากษาฎีกาที่ ๑๖๙๕/๒๕๖๖ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑ (๘) นิยาม “เอกสารราชการ” หมายความว่า เอกสารซึ่งเจ้าพนักงานได้ทำขึ้นหรือรับรองในหน้าที่และให้หมายความรวมถึงสำเนาเอกสารนั้น ๆ ที่เจ้าพนักงานได้รับรองในหน้าที่ด้วย จำเลยเพียงแต่นำแบบพิมพ์แจ้งการจ้างคนต่างด้าว ซึ่งเป็นแบบพิมพ์ของทางราชการมากรอกข้อความขึ้นเองและลงลายมือชื่อปลอมของผู้เสียหายที่ ๑ ถึงที่ ๔ เอกสารดังกล่าวจึงเป็นเอกสารที่เอกชนทำขึ้นเพื่อยื่นต่อทางราชการ เจ้าพนักงานมิได้เป็นผู้ทำเอกสารดังกล่าวขึ้นทั้งไม่ปรากฏว่าในขณะที่จำเลยกรอกข้อความลงในเอกสารดังกล่าว เจ้าหน้าที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดสมุทรสงครามได้ลงนามเป็นผู้รับแจ้งการยื่นแบบแจ้งการจ้างคนต่างด้าวไว้ก่อนแล้ว แบบพิมพ์แจ้งการจ้างคนต่างด้าวดังกล่าวจึงมิใช่เอกสารที่เจ้าพนักงานได้ทำขึ้นหรือรับรองในหน้าที่ ถือไม่ได้ว่าเป็นเอกสารราชการ การกระทำของจำเลยในส่วนนี้จึงไม่เป็นการปลอมเอกสารราชการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๕ เมื่อจำเลยนำเอกสารดังกล่าวไปใช้ยื่นต่อเจ้าหน้าที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดสมุทรสงคราม การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอม จำเลยคงมีความผิดฐานปลอมเอกสารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๔ วรรคแรก และฐานใช้เอกสารปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๘ วรรคแรก ประกอบมาตรา ๒๖๔ วรรคแรกเท่านั้น เมื่อจำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมนั้นเอง จึงให้ลงโทษฐานใช้เอกสารปลอมแต่กระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๘ วรรคสอง ",อาญา,, 77,5,,"บันทึกข้อตกลงทําขึ้นระหว่างบุคคลสามฝ่ายมีข้อตกลงให้คู่สัญญา ฝ่ายหนึ่งถวายเงินจํานวน ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท แก่วัดเพื่อเป็นสาธารณประโยชน์แก่วัดทันที ที่ได้รับใบอนุญาตจัดสรรที่ดินในโครงการซึ่งอยู่ติดกับที่ดินของวัด ต่อมาได้มีการวางเงิน จํานวนดังกล่าวต่อศาลเพราะได้รับใบอนุญาตจัดสรรที่ดินในโครงการแล้ว ดังนี้ วัดมีสิทธิขอรับเงินที่วางไว้ต่อศาลหรือไม่ ","มีคําพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คําพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๗๐/๒๕๖๕ บันทึกข้อตกลงที่ทําขึ้นระหว่างโจทก์ทั้งสิบห้า กับจําเลยทั้งสิบเอ็ดและบริษัท ค. ผู้ร้อง มีข้อความระบุไว้ในสาระสําคัญว่า โจทก์ทั้งสิบห้า ตกลงถอนฟ้องจําเลยทั้งสิบเอ็ด โดยมีเงื่อนไขให้ผู้ร้องไปดําเนินการแก้ไขปรับปรุงพื้นที่พิพาทและถวายเงิน ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท เพื่อเป็นสาธารณกุศลและสาธารณประโยชน์แก่วัด ก. ทันทีที่ผู้ร้องได้รับใบอนุญาตจัดสรรที่ดินในโครงการซึ่งอยู่ติดกับที่ดินของวัด ก. บันทึกข้อตกลง ดังกล่าวจึงมีโจทก์ทั้งสิบห้า จําเลยทั้งสิบเอ็ดและผู้ร้องเป็นคู่สัญญาระหว่างกันโดยมีวัด ก. ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกเข้ามาเกี่ยวข้องเป็นผู้รับประโยชน์ตามสัญญา เข้าลักษณะเป็น สัญญาเพื่อประโยชน์ของบุคคลภายนอก ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๗๔ ซึ่งวัด ก. มีสิทธิ จะเรียกชําระหนี้จากผู้ร้องซึ่งเป็นลูกหนี้ตามสัญญาโดยตรงได้ แม้ผู้ร้องกับฝ่ายโจทก์จะไม่มี มูลหนี้ต่อกันและกรณีนี้มิใช่สัญญาให้ที่ผู้ร้องจะต้องส่งมอบเงินดังกล่าวแก่วัด ก. จึงไม่ตกอยู่ในบังคับแห่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๒๓ วัด ก. ยื่นใบแจ้งความประสงค์ต่อศาลชั้นต้นขอ รับเงินดังกล่าวซึ่งผู้ร้องวางไว้ อันเป็นการแสดงเจตนาเข้าถือเอาประโยชน์จากบันทึกข้อตกลง ซึ่งโจทก์ทั้งสิบห้า จําเลยทั้งสิบเอ็ดและผู้ร้อง ทําขึ้นระหว่างกัน สิทธิของวัด ก. ตามบันทึก ข้อตกลงย่อมเกิดมีขึ้นสมบูรณ์ตามกฎหมายแล้ว ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๗๔ วรรคสอง ดังนี้ เมื่อผู้ร้องได้รับใบอนุญาตจัดสรรสําหรับที่ดินในโครงการที่กล่าวไว้ในบันทึกข้อตกลง ซึ่งมีแนวเขตที่ดินที่ผู้ร้องประสงค์ให้วัด ก. มาชี้ระวังแนวเขตที่ดินด้วย เช่นนี้ ไม่ว่าผู้ร้อง จะต้องรังวัดแบ่งแยกที่ดินของผู้ร้องตามแนวตะเข็บที่ดินที่ติดกับลํารางสาธารณประโยชน์ ซึ่งคั่นอยู่ระหว่างที่ดินของผู้ร้องกับวัด ก. ออกไปเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ ๔๙๗๒๘ หรือไม่ ก็ตาม ก็ถือได้ว่าเป็นกรณีที่ผู้ร้องได้รับใบอนุญาตจัดสรรที่ดินในโครงการซึ่งอยู่ติดกับ ที่ดินของวัด ก. เป็นที่เรียบร้อยแล้วอันเป็นเงื่อนไขตามบันทึกข้อตกลงซึ่งระบุให้ ผู้ร้องต้องถวายเงินแก่วัด ก. ผู้ร้องจึงต้องผูกพันและมีหน้าที่ปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลง ดังกล่าว ผู้ร้องหาอาจระงับสิทธิของวัด ก. โดยขอรับเงินที่วางไว้คืนไปจากศาลได้ไม่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๗๕ โจทก์ทั้งสิบห้า จําเลยทั้งสิบเอ็ดและผู้ร้อง ทําบันทึกข้อตกลงกําหนดเงื่อนไข ในการถอนฟ้องจําเลยทั้งสิบเอ็ด โดยให้ผู้ร้องไปดําเนินการแก้ไขปรับปรุงพื้นที่พิพาทและ ถวายเงิน ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท เพื่อเป็นสาธารณกุศลและสาธารณประโยชน์แก่วัด ก. ด้วย เจตนาให้มีผลผูกพันตามกฎหมาย เมื่อเกิดข้อพิพาทขึ้นสืบเนื่องจากบันทึกข้อตกลงดังกล่าว โจทก์ทั้งสิบห้าในฐานะคู่สัญญาจึงมีอํานาจใช้สิทธิอุทธรณ์เพื่อให้เกิดสภาพบังคับตามบันทึกข้อตกลงได้",แพ่ง,, 77,5,,เจ้าหนี้มีหนังสือบอกกล่าวไปยังผู้ค้ําประกันซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ของห้างหุ้นส่วนจํากัดซึ่งเป็นลูกหนี้ด้วย เกินกําหนดหกสิบวันนับแต่ลูกหนี้ผิดนัด ดังนี้ ผู้ค้ําประกันต้องร่วมรับผิดกับลูกหนี้ต่อเจ้าหนี้โดยไม่จํากัดจํานวนหรือไม่ ,"มีคําพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คําพิพากษาฎีกาที่ ๓๕๔๑/๒๕๖๖ แม้โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวไปยัง จําเลยที่ ๒ เกินกําหนดหกสิบวันนับแต่วันที่จําเลยที่ ๑ ผิดนัด ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๔๖ วรรคหนึ่ง แต่นอกจากจําเลยที่ ๒ จะถูกฟ้องในฐานะเป็นผู้ค้ําประกันแล้ว ยังถูกฟ้อง ในฐานะเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างจําเลยที่ ๑ อีกด้วย จําเลยที่ ๒ จึงเป็นหุ้นส่วน ๑ ไม่มีจํากัด ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๐๗๐, ๑๐๗๗ (๒) ประกอบมาตรา ๑๐๘๗ จําเลยที่ ๒ ในฐานะ เป็นหุ้นส่วนจําพวกไม่จํากัดความรับผิดไม่ถูกจํากัดความรับผิดดังเช่นในฐานะที่เป็น ผู้ค้ําประกัน จึงต้องร่วมรับผิดกับจําเลยที่ ๑ ในต้นเงินและดอกเบี้ยตลอดจนค่าธรรมเนียมและดอกเบี้ยของค่าธรรมเนียมดังกล่าว ",แพ่ง,, 77,5,,"ภริยาได้ใช้สิทธิยื่นฟ้องคดีเพื่อเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากสามีตามสิทธิแล้ว ต่อมาถึงแก่ความตาย สิทธิในการได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นมรดกตกทอดไปยังทายาท หรือไม่","มีคําพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คําพิพากษาฎีกาที่ ๒๑๐๗/๒๕๖๖ โจทก์มีสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากจําเลย ๑ ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๖๑ วรรคสอง ซึ่งเป็นสิทธิที่โจทก์มีสิทธิได้รับจากจําเลย ที่ ๑ ในระหว่างที่โจทก์กับจําเลยที่ ๑ ยังเป็นสามีภริยากันอยู่ โดยสิทธิที่จะได้รับค่าอุปการะ เลี้ยงดูนั้น แม้จะสละหรือโอนมิได้ และไม่อยู่ในข่ายแห่งการบังคับคดีตามมาตรา ๑๕๙๔/๔๑ ก็ตาม แต่โจทก์มีสิทธิดังกล่าวก่อนที่จะถึงแก่ความตายประกอบกับโจทก์ได้ใช้สิทธิยื่น ฟ้องคดีเพื่อเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากจําเลยที่ ๑ ตามสิทธิแล้ว สิทธิในการได้รับ ค่าอุปการะเลี้ยงดูจากจําเลยที่ ๑ จึงไม่ใช่สิทธิเฉพาะตัวของโจทก์โดยแท้ และเป็นกอง มรดกของโจทก์ตามมาตรา ๑๖๐๐ เมื่อโจทก์ถึงแก่ความตาย สิทธินี้ย่อมตกทอดแก่ทายาท ตามมาตรา ๑๕๙๙ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชํานัญพิเศษอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์ในประเด็นสิทธิในการเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูแล้วพิพากษาให้จําเลยที่ ๑ ชําระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่โจทก์จึงชอบแล้ว ",แพ่ง,, 77,6,,เจ้าของบัญชีเงินฝาก บอกข้อมูลบัญชีเงินฝาก รหัสผู้ใช้และรหัสผ่าน แก่ลูกจ้างเพื่อให้ทำธุรกรรมแทนให้เป็นไปตามที่เจ้าของบัญชีสั่งหรือมอบหมายให้ทำ หากลูกจ้างใช้ข้อมูลและรหัสหมายเลขบัญชีทางอิเล็กทรอนิกส์ของบัญชีเงินฝากโอนเงินจากบัญชีเงินฝากไปยังบัญชีของลูกจ้างโดยเจ้าของบัญชีไม่ได้สั่งหรือมอบหมายให้ทำ เป็นความผิดฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์โดยมิชอบหรือไม่,"มีคําพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คําพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๘๔ - ๑๑๘๗/๒๕๖๔ ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นลูกจ้างของโจทก์ร่วมใช้ข้อมูลและรหัสหมายเลขบัญชีทางอิเล็กทรอนิกส์ของบัญชีเงินฝากเลขที่... ตามฟ้อง ซึ่งธนาคารออกให้เพื่อใช้ในการเบิกถอนเงินสดจากบัญชีเงินฝากดังกล่าวโดยจำเลยที่ ๒ โอนเงินในบัญชีดังกล่าวบนโปรแกรมทางอินเทอร์เน็ตไปเข้าบัญชีเงินฝากเลขที่... ของจำเลยที่ ๑ รวม ๒ ครั้ง เป็นเงิน๒๐๐,๐๐๐ บาท และ ๗๐,๐๐๐ บาท ตามลำดับ ปัญหาต้องวินิจฉัยมีว่า จำเลยที่ ๒ ใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของโจทก์ร่วมโดยมิชอบในประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ร่วมหรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่าเมื่อโจทก์ร่วมเปิดบัญชีเงินฝากธนาคารและขอใช้การทำธุรกรรมบนโปรแกรมทางอินเทอร์เน็ตไม่ว่าจะใช้ผ่านคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์เคลื่อนที่หรืออุปกรณ์อื่นใด ทางธนาคารได้ให้รหัสผู้ใช้และรหัสผ่านแก่โจทก์ร่วม ซึ่งโจทก์ร่วมสามารถใช้ข้อมูลบัญชีเงินฝาก รหัสผู้ใช้และรหัสผ่านบนโปรแกรมทางอินเทอร์เน็ตในการชำระค่าสินค้า ค่าบริการ ชำระหนี้อื่นแทนการชำระด้วยเงินสด ใช้โอนเงินจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ร่วมไปยังบัญชีเงินฝากของบุคคลอื่น ใช้ในการเบิกถอนเงินสดหรือใช้ในธุรกรรมอย่างอื่น จึงถือว่าการใช้ข้อมูลบัญชีเงินฝาก รหัสผู้ใช้และรหัสผ่านในการทำธุรกรรมบนโปรแกรมทาง อินเทอร์เน็ต เป็นการใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ตามความหมายของบัตรอิเล็กทรอนิกส์ในมาตรา ๑ (๑๔) (ข) แห่งประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งความผิดฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบตามมาตรา ๒๖๙/๕ แห่งประมวลกฎหมายอาญา มีวัตถุประสงค์เพื่อลงโทษผู้ยึดถือ หรือครอบครอง หรือเก็บได้ซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิกส์อันแท้จริงของผู้อื่นแล้วนำออกใช้โดยตนเองไม่มีสิทธิใด ๆ หรือลักลอบนำข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งเป็นบัตรอิเล็กทรอนิกส์ชนิดหนึ่งของผู้อื่นไปใช้ อันเป็นการใช้โดยมิชอบแม้ข้อมูลบัญชีเงินฝาก รหัสผู้ใช้และรหัสผ่านที่โจทก์ร่วมได้รับมา เป็นข้อตกลงระหว่างธนาคารและโจทก์ร่วมในการใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์โดยโจทก์ร่วมต้องเก็บรักษาเป็นความลับของตนมิให้ผู้ล่วงรู้ก็ตามแต่การที่โจทก์ร่วมผู้เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ให้จำเลยที่ ๒ ใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของตนโดยการบอกข้อมูลบัญชีเงินฝากรหัสผู้ใช้และรหัสผ่านแก่จำเลยที่ ๒ ก็เพื่อให้จำเลยที่ ๒ ในฐานะลูกจ้างทำธุรกรรมบนโปรแกรมทางอินเทอร์เน็ตแทนโจทก์ร่วมให้เป็นไปตามที่โจทก์ร่วมสั่งหรือมอบหมายให้ทำเท่านั้น หาใช่นำบัตรอิเล็กทรอนิกส์ไปใช้เกินกว่าที่โจทก์ร่วมสั่งหรือมอบหมายให้ทำไม่ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ดังที่วินิจฉัยแล้วว่า จำเลยที่ ๒ ใช้ข้อมูลบัญชีเงินฝาก รหัสผู้ใช้และรหัสผ่านของโจทก์ร่วมโอนเงินจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ร่วมไปยังบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ ๑ รวม ๒ ครั้ง เป็นเงิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท และ ๗๐,๐๐๐ บาท โดยโจทก์ร่วมไม่ได้สั่งหรือมอบหมายให้ทำย่อมเป็นการกระทำโดยไม่มีอำนาจและโจทก์ร่วมไม่ได้ยินยอม ทำให้โจทก์ร่วมได้รับความเสียหายสูญเสียเงินฝากในบัญชี จึงเป็นการใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของโจทก์ร่วมโดยมิชอบแล้ว",อาญา,, 77,6,,"ผู้จัดการมรดก (ทายาทของเจ้ามรดก) จดทะเบียนโอนที่ดินมรดกเป็นของตนเอง ผู้เดียว ไม่แบ่งปันให้แก่ทายาทอื่นและนําที่ดินจดทะเบียนจํานองประกันหนี้ภริยาของตน ผู้รับจํานอง ได้รับจํานองไว้โดยสุจริต ถือเป็นการปิดบังทรัพย์อันจะถูกกําจัดมิให้รับมรดกหรือไม่ และบุตรของผู้จัดการมรดกจะสืบมรดกของเจ้ามรดกได้หรือไม่ และทายาทมีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมจํานองที่ดิน หรือไม่ ","มีคําพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คําพิพากษาฎีกาที่ ๕๘๑/๒๕๖๕ การที่จําเลยที่ ๑ ในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทเป็นของตนเองผู้เดียวไม่แบ่งปันให้แก่โจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นทายาทและนําที่ดินพิพาทจดทะเบียนจํานองประกัน หนี้ภริยาตนเองไว้กับจําเลยที่ ๒ โดยโจทก์ทั้งสามมิได้รู้เห็นยินยอม แม้จําเลยที่ ๑ ยังไม่ได้โอน กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทไปเป็นของบุคคลอื่นอีกก็ตาม พฤติการณ์ของจําเลยที่ ๑ เช่นนี้ ถือว่าเป็นการปิดบังทรัพย์มรดกมากกว่าส่วนที่ตนจะได้รับโดยมีเจตนาฉ้อฉลหรือรู้อยู่แล้วว่าตนทําให้ เสื่อมประโยชน์ของโจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นทายาท จําเลยที่ ๑ ในฐานะผู้จัดการมรดกจึงต้องถูกจํากัด มิให้ได้มรดกเลย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๐๕ วรรคหนึ่ง โจทก์ทั้งสาม จึงมีอํานาจฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทของจําเลยที่ เพื่อนํามาแบ่งปันแก่ทายาทของเจ้ามรดกได้ตามฟ้อง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๓๙ บัญญัติให้ผู้สืบสันดานของทายาท ที่ถูกกําจัดมิให้รับมรดกรับมรดกแทนที่ทายาทนั้นได้ในกรณีที่ทายาทนั้นถูกจํากัดมิให้รับมรดก ก่อนเจ้ามรดกตายเท่านั้นก็ตามแต่มาตรา ๑๖๐๗ บัญญัติว่า การถูกกําจัดมิให้รับมรดกนั้นเป็นการ เฉพาะตัว ผู้สืบสันดานของทายาทที่ถูกกําจัดสืบมรดกต่อไปเหมือนหนึ่งว่าทายาทนั้นตายแล้วโดยมิได้ บัญญัติว่า ผู้สืบสันดานของทายาทที่ถูกกําจัดมิให้รับมรดกสืบมรดกต่อไปได้เฉพาะในกรณีที่ทายาท นั้นถูกกําจัดมิให้รับมรดกก่อนเจ้ามรดกตายเท่านั้น ดังนั้น แม้จําเลยที่ ๑ ได้ปิดบังทรัพย์มรดกของ เจ้ามรดกมากกว่าส่วนที่ตนจะได้และต้องถูกกําจัดมิให้ได้รับมรดกของเจ้ามรดกเลย อันเป็นการ ถูกกําจัดมิให้ได้รับมรดกหลังเจ้ามรดกมรณภาพก็ตาม บุตรของจําเลยที่เป็นผู้สืบสันดานของจําเลยที่ ๑ ผู้ถูกกําจัดมิให้รับมรดกของเจ้ามรดกสืบมรดกของเจ้ามรดกต่อไปได้เหมือนหนึ่งว่า จําเลยที่ ๑ ตายแล้ว ตามบทบัญญัติแห่งมาตรา ๑๖๐๗ และบทบัญญัติมาตรา ๑๖๐๗ หาได้ อยู่ภายใต้บังคับของมาตรา ๑๖๓๙ ไม่ ดังนั้น ที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกในส่วนที่จําเลย ที่ ๑ จะได้รับจึงกลับสู่กองมรดกของเจ้ามรดก ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกตกแก่โจทก์ทั้งสามและจําเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นทายาท โดยธรรมของเจ้ามรดก จึงเป็นการได้มาโดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม เมื่อโจทก์ทั้งสามยังไม่ได้ จดทะเบียนการได้มาซึ่งที่ดินพิพาทตามสัดส่วนของตนจะมีการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนไม่ได้และสิทธิอันยังมิได้จดทะเบียนนั้น โจทก์ทั้งสามย่อมไม่อาจยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริตและได้จดทะเบียนโดยสุจริตแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๙๙ วรรคสอง จําเลยที่ ๒ รับจํานองที่ดินพิพาทไว้จากจําเลยที่ ๑ โดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว โจทก์ทั้งสามย่อมไม่อาจยกการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท โดยทางมรดกเป็นข้อต่อสู้จําเลยที่ ๒ ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๙๙ วรรคสอง โจทก์ทั้งสามไม่มีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมจํานองระหว่างจําเลยที่ ๑ และที่ ๒ ",แพ่ง,, 77,6,,การสนับสนุนให้ผู้อื่นกระทำความผิด ผู้กระทำจะต้องมีเจตนาที่จะช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่การกระทำความผิดนั้นด้วยหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๔๗๗/๒๕๖๕ การสนับสนุนให้ผู้อื่นกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๖ เป็นการกระทำอันหนึ่งซึ่งอยู่ภายใต้บังคับของมาตรา ๕๙ อันบุคคลจะต้องรับผิดในทางอาญาก็ต่อเมื่อได้กระทำโดยเจตนา ดังนั้น การช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่ผู้อื่นกระทำความผิด อันจะเป็นความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนได้ ผู้กระทำจะต้องมีเจตนาที่จะช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่การกระทำความผิดนั้นด้วย พยานหลักฐานที่โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบยังมีความสงสัยตามสมควรว่า จำเลยที่ ๔ ลงลายมือชื่อรับรถแบ็กโฮให้ ส. โดยรู้หรือไม่ว่า ส. ร่วมกับจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ กระทำความผิดอาญา กรณีต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยที่ ๔ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๗ วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. ๒๔๙๙ มาตรา ๔ และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. ๒๕๒๐ มาตรา ๓ โดยถือว่าจำเลยที่ ๔ ไม่มีเจตนาที่จะช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่การกระทำความผิด จำเลยที่ ๔ จึงไม่มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานยักยอก",อาญา,, 77,6,,"นำใบถอนเงินและใบมอบฉันทะซึ่งมีเพียงลายมือชื่อปลอมของผู้อื่นในช่องลายมือชื่อ ให้บุคคลที่สามนำไปใช้ในการเบิกถอนเงินออกมาจากบัญชีเงินฝากของผู้อื่น เป็นความผิด ฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม หรือไม่ เอาสมุดคู่ฝากบัญชีออมทรัพย์ของผู้อื่นมาจากเจ้าหน้าที่สหกรณ์ออมทรัพย์โดยเจ้าของบัญชีไม่ได้อนุญาต เป็นความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น หรือไม่",มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๐๘๙/๒๕๖๕จำเลยมีส่วนร่วมในการปลอมเอกสารใบถอนเงินฝากและใบมอบฉันทะของผู้เสียหายและนำเอกสารปลอมนั้นไปมอบให้ ท. เพื่อให้นำไปใช้ในการเบิกถอนเงินออกมาจากบัญชีเงินฝากของผู้เสียหายเป็นการใช้เอกสารปลอมในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหายขณะจำเลยนำใบถอนเงินฝากและใบมอบฉันทะไปมอบให้ ท. ในใบถอนเงินฝากมีเพียงลายมือชื่อปลอมของผู้เสียหายในช่องลายมือชื่อเจ้าของบัญชียังมิได้กรอกจำนวนเงินที่ขอถอนส่วนในใบมอบฉันทะด้านหลังใบถอนเงินฝากมีเพียงลายมือชื่อปลอมของผู้เสียหายในช่องลายมือชื่อเจ้าของบัญชียังมิได้กรอกข้อความว่ามอบฉันทะให้ผู้ใดเป็นผู้รับเงินที่ขอถอน เช่นนี้เป็นเอกสารที่ข้อความยังไม่สมบูรณ์มิใช่เอกสารอันเป็นหลักฐานแห่งการก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวนหรือระงับซึ่งสิทธิ ถือไม่ได้ว่าเป็นเอกสารสิทธิตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑ (๙) การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม คงเป็นความผิดฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมไม่ว่าจำเลยจะนำสมุดคู่ฝากบัญชีออมทรัพย์สหกรณ์ออมทรัพย์ของผู้เสียหายมาจากเจ้าหน้าที่ที่สหกรณ์ออมทรัพย์ซึ่งมีหน้าที่เก็บรักษามาได้อย่างไร แต่จำเลยนำเอกสารสมุดคู่ฝากบัญชีออมทรัพย์นั้นไปมอบให้ ท. เพื่อให้นำไปใช้เป็นหลักฐานประกอบการเบิกถอนเงินฝากของผู้เสียหายจากสหกรณ์ออมทรัพย์ โดยที่ผู้เสียหายไม่ได้อนุญาต การกระทำของจำเลยย่อมเป็นการเอาไปเสียซึ่งสมุดคู่ฝากบัญชีออมทรัพย์สหกรณ์ออมทรัพย์ของผู้เสียหายในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหาย จำเลยมีความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๘๘,อาญา,, 77,7,,ผู้ซื้อที่ดินจากการขายทอดตลาดโดยติดจํานองและชําระราคาครบถ้วนแล้ว เหลือเพียงขั้นตอนการดําเนินการทางทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ถือว่าเป็นผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจํานองซึ่งผู้รับจํานองมีอํานาจฟ้องบังคับจํานองหรือไม่ ,มีคําพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๑๓/๒๕๖๖ จําเลยเป็นผู้ซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจากการขายทอดตลาดโดยติดจํานองและชําระราคาครบถ้วนแล้ว เหลือเพียงขั้นตอนการดําเนินการทางทะเบียนต่อพนักงาน เจ้าหน้าที่เท่านั้น ทั้งไม่ปรากฏว่ามีการเพิกถอนการขายทอดตลาด ต้องถือว่าผู้จํานองเดิมไม่มี สิทธิในทรัพย์สินที่จํานองอีกต่อไป และจําเลยได้สิทธิในทรัพย์สินที่ซื้อโดยสมบูรณ์แล้ว แม้จําเลยยังมิได้จดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ก็ตาม จําเลยจึงมีนิติสัมพันธ์กับโจทก์ในฐานะ ผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจํานองอันมีสิทธิและหน้าที่ตามบทบัญญัติแห่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๓ ลักษณะ ๑๒ หมวด ๕ และโจทก์มีสิทธิได้รับชําระหนี้จากทรัพย์สินที่จํานองโดยบังคับจํานองเอาแก่ ผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจํานองตามมาตรา ๗๓๕ ที่แก้ไขใหม่ เมื่อโจทก์มีดหมายบอกกล่าวบังคับ จํานองแก่จําเลยผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจํานองโดยชอบแล้ว แต่จําเลยไม่ชําระหนี้ไถ่ถอนจํานอง ภายในกําหนด โจทก์จึงมีอํานาจฟ้องบังคับจํานองแก่จําเลยได้ จําเลยซึ่งเป็นผู้รับโอนทรัพย์สิน ซึ่งจํานองและควรทราบถึงภาระหนี้จํานองมาตั้งแต่ก่อนเข้าเป็นผู้ซื้อทรัพย์จํานองจึงต้องชําระหนี้พร้อมด้วยอุปกรณ์คือดอกเบี้ยของต้นเงินตามสัญญาจํานองตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๑๕ ประกอบ มาตรา ๗๓๘ เมื่อศาลมีคําพิพากษาให้ ศ. ผู้จํานองรับผิดชําระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ จําเลย ซึ่งเป็นผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจํานองจึงต้องรับผิดไม่เกินกว่าภาระหนี้จํานองของผู้จํานองดังกล่าว ,แพ่ง,, 77,7,,"ผู้ตายเคยสั่งเสียให้ทายาททุกคนทราบว่าจะยกที่ดินพิพาทให้แก่ทายาทคนหนึ่ง จะถือว่าเป็นการทําพินัยกรรมด้วยวาจาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๖๓ หรือไม่ ผู้จัดการมรดกจดทะเบียนโอนที่ดินเป็นของตนในฐานะผู้จัดการมรดกแล้วต่อมา จดทะเบียนโอนที่ดินเป็นของตนเองในฐานะส่วนตัวถือว่าได้เปลี่ยนเจตนาการครอบครองที่ดิน เป็นการครอบครองในฐานะส่วนตัวแต่เพียงผู้เดียวจะถือว่าเป็นการครอบครองแทนทายาทและจะต้องแบ่งปันแก่ทายาทต่อไปหรือไม่ ","มีคําพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คําพิพากษาฎีกาที่ ๑๓๒๓/๒๕๖๖ พ. เคยสั่งเสียให้ทายาททุกคนทราบว่าจะยกที่ดินพิพาทให้แก่จําเลยแต่การสั่งเสียของ พ. นั้นก็ไม่อาจถือได้ว่าเป็นการทําพินัยกรรมด้วยวาจา ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๖๓ เนื่องจาก ไม่มีพฤติการณ์พิเศษอันเป็นเงื่อนไขของบทกฎหมายดังกล่าว เมื่อ พ. ถึงแก่ความตาย ที่ดิน พิพาทย่อมเป็นทรัพย์มรดกของ พ. ตกแก่ทายาทโดยธรรมของ พ. ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๙๙ และมาตรา ๑๖๐๐ การที่จําเลยในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ซึ่งเป็นของ พ. เจ้ามรดกเป็นของจําเลยในฐานะผู้จัดการมรดก จําเลยจึงเป็นผู้ครอบครองทรัพย์ มรดกนั้นในฐานะผู้จัดการมรดกแทนทายาทอื่นรวมถึงโจทก์ด้วย แม้หลังจากนั้นจําเลยในฐานะจัดการมรดกได้จดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทมาเป็นของจําเลยในฐานะส่วนตัว ก็ไม่ปรากฏว่าจําเลยได้บอกกล่าวไปยังทายาทอื่นทุกคนรวมทั้งโจทก์ด้วยว่า จําเลยไม่มีเจตนา ยึดถือที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดกแทนทายาททุกคนต่อไปตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๘๑ ไม่อาจถือได้ว่าจ๋าเลยในฐานะส่วนตัวได้เปลี่ยนเจตนาการครอบครองที่ดินพิพาทจากการ ครอบครองแทนทายาททุกคนมาเป็นการครอบครองในฐานะส่วนตัวเป็นเจ้าของแต่เพียง ผู้เดียว การเสียภาษีบํารุงท้องที่มิได้เป็นข้อสันนิษฐานหรือหลักฐานที่แสดงว่าผู้เสียมีสิทธิ ครอบครองในที่ดินแต่อย่างใดฟังได้ว่าจําเลยครอบครองที่ดินพิพาทแทนทายาทอื่นทุกคนรวมทั้ง โจทก์ด้วยตลอดมา ที่ดินพิพาทจึงเป็นทรัพย์มรดกของ พ. ที่จําเลยในฐานะผู้จัดการมรดกจะต้อง แบ่งปันแก่บรรดาทายาทต่อไป จําเลยจึงไม่อาจยื่นคําร้องขอให้เจ้าพนักงานที่ดินรังวัดออกโฉนด ที่ดินพิพาทให้แก่จําเลยได้ โจทก์ขอให้แบ่งที่ดินให้แก่ทายาทคนอื่นของเจ้ามรดก โดยทายาทดังกล่าวมิได้ร้องสอด เข้ามาในคดีหรือได้มอบอํานาจให้โจทก์เรียกทรัพย์มรดกแทน จึงเป็นการกันส่วนแบ่งทรัพย์มรดก ไว้เพื่อทายาทอื่นต้องห้ามตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๔๙ ศาลฎีกาไม่อาจพิพากษาให้ได้ ",แพ่ง,, 77,7,,เปิดบัญชีเงินฝากไว้กับธนาคาร มีข้อตกลงให้ธนาคารนําเงินในบัญชีเงินฝาก มาหักทอนยอดหนี้ที่เจ้าของบัญชีมีอยู่กับธนาคารได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ต่อมาเจ้าของ บัญชีถึงแก่ความตายโดยมีหนี้ที่มีต่อธนาคาร ดังนี้ ธนาคารมีสิทธินําเงินตามบัญชีเงินฝากไป หักกลบลบหนี้เองโดยไม่นําคดีไปฟ้องร้อง ได้หรือไม่ และจะต้องหักกลบลบหนี้ภายในกําหนดอายุความ ๑๐ ปี หรือไม่ ,"มีคําพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คําพิพากษาฎีกาที่ ๕๐๖๒/๒๕๖๕ ป. เปิดบัญชีเงินฝากสะสมทรัพย์ไว้กับจําเลยมีข้อตกลงการฝากเงินข้อ ๔ ว่า ผู้ฝาก ยินยอมให้ธนาคารนําเงินที่ฝากมาหักทอนยอดหนี้ที่เกิดขึ้น หรือหนี้ลักษณะอื่นใดที่ผู้ฝากมีอยู่กับ ธนาคารได้ โดยไม่ต้องแจ้งให้ผู้ฝากทราบล่วงหน้า ต่อมา ป. ถึงแก่ความตาย ศาลมีคําสั่งตั้ง โจทก์ที่ ๑ เป็นผู้จัดการมรดกของ ป. และโจทก์ที่ ๑ ในฐานะส่วนตัวเป็นหนี้จําเลยตามคําพิพากษา ซึ่งต่อมาโจทก์ที ในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้จัดการมรดกของ ป. ตกลงทําสัญญาประนีประนอมยอมความกับจําเลย ศาลพิพากษาตามยอมตามสัญญาประนีประนอมยอมความ คดีถึงที่สุดแล้ว ภายหลังโจทก์ที่ ๑ ผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ จําเลยขอออกหมายตั้ง เจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อยึดทรัพย์ออกขายทอดตลาดนําเงินมาชําระหนี้แก่จําเลยได้เพียงบางส่วน จําเลยมีเงินคงเหลือในบัญชีเงินฝาก โจทก์ที่ ๑ ในฐานะผู้จัดการมรดกติดต่อขอถอนเงินฝาก ของ ป. จําเลยปฏิเสธการเบิกถอนเงิน หลังจากนั้น จําเลยใช้สิทธินําเงินตามบัญชีเงินฝาก ของ ป. ไปหักกลบลบหนี้กับหนี้ตามคําพิพากษา แล้วแจ้งการหักกลบลบหนี้ดังกล่าวแก่โจทก์ ทั้งสาม คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ทั้งสามได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จําเลยมีสิทธิหักกลบลบหนี้หรือไม่ เห็นว่า ป. เป็นหนี้จําเลยตามมูลหนี้เดิมและถึงแก่ความตาย ซึ่งต่อมาจําเลยนําคดี มาฟ้องโจทก์ที่ ๑ ในฐานะส่วนตัวและทายาทผู้รับมรดกและผู้จัดการมรดกของ ป. ศาลมีคําพิพากษา ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ คดีถึงที่สุดแล้ว โจทก์ทั้งสามในฐานะทายาทโดยธรรมของ ป. ย่อมรับไปทั้งสิทธิ หน้าที่และความรับผิดที่ ป. มีต่อจําเลย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ มาตรา ๑๖๐๐ จําเลยในฐานะเจ้าหนี้กองมรดกมีสิทธิได้รับชําระหนี้หรือบังคับชําระหนี้ จากทายาทโดยธรรมได้เท่าที่ไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกที่ทายาทนั้นได้รับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๐๑ การทําสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลพิพากษาตามยอม ไม่ทําให้หนี้เดิมระงับไปและถือไม่ได้ว่าจําเลยสละสิทธิหักกลบลบหนี้แต่อย่างใด ขณะมีชีวิตอยู่ ป. ปิดบัญชีเงินฝากไว้กับจําเลย สิทธิเรียกร้องตามสัญญาฝากเงินระหว่าง ป. กับจําเลยเป็น หนี้เงินที่ต้องชําระให้แก่ ป. เมื่อ ป. ถึงแก่ความตาย จําเลยจะต้องชําระเงินในบัญชีเงินฝาก ของ ป. แก่โจทก์ทั้งสามในฐานะทายาทโดยธรรมของ ป. โจทก์ทั้งสามกับจําเลยจึงมีความ ผูกพันซึ่งกันและกันโดยมูลหนี้อันมีวัตถุเป็นอย่างเดียวกัน ซึ่งคําขอเปิดบัญชีเงินฝากของ ป. มีข้อตกลงในการฝากเงินว่า “ข้อ ๔ ข้าพเจ้ายินยอมให้ธนาคารนําเงินที่ข้าพเจ้านําเข้าฝากบัญชี สะสมทรัพย์มาหักทอนยอดหนี้ที่เกิดขึ้นหรือหนี้ลักษณะอื่นใดที่ข้าพเจ้ามีอยู่กับธนาคารได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ข้าพเจ้าทราบล่วงหน้า” ข้อตกลงดังกล่าวแม้ใช้ข้อความว่า ยินยอมให้นําเงินในบัญชี เงินฝากมาหักทอนยอดหนี้ได้ซึ่งมีความหมายว่า ให้นําเงินในบัญชีมาหักกลบลบหนี้ได้นั่นเอง เมื่อมีข้อตกลงระหว่างกันให้หักกลบลบหนี้ได้ โดยไม่ต้องแจ้งให้ผู้ฝากเงินทราบล่วงหน้าจ่าเลยย่อมหักกลบลบหนี้ได้โดยไม่ต้องแจ้งให้โจทก์ทั้งสามทราบก่อน การหักกลบลบหนี้เป็น วิธีการทําให้หนี้ระงับโดยลูกหนี้ไม่ต้องถูกบังคับให้ชําระหนี้ เมื่อมูลหนี้มีอยู่และยังไม่ระงับไป จําเลยย่อมหักกลบลบหนี้ได้ ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๔๒ วรรคสอง บัญญัติว่า การแสดงเจตนาหักกลบลบหนี้ให้มีผลย้อนหลังขึ้นไปจนถึงเวลาซึ่งหนี้ทั้งสองฝ่ายนั้น จะอาจหักกลบลบกันได้เป็นครั้งแรก และตามมาตรา ๓๔๔ บัญญัติว่า ...อายุความย่อม ไม่ตัดรอนการหักกลบลบหนี้ แม้สิทธิเรียกร้องขาดอายุความแล้ว แต่ว่าในเวลาที่อาจจะหักกลบ ลบกับสิทธิที่เรียกร้องฝ่ายอื่นได้นั้น สิทธิยังไม่ขาดเมื่อเวลาซึ่งหนี้ระหว่างจําเลยกับโจทก์ทั้งสาม อาจหักกลบลบกันได้เป็นครั้งแรกไม่ขาดอายุความ แม้จะได้ความว่าจําเลยมีหนังสือแสดง เจตนาถึงโจทก์ทั้งสาม แจ้งการหักกลบลบหนี้เป็นเวลาเกิน ๑๐ ปีแล้ว จําเลยก็มีสิทธิ หักกลบลบหนี้ได้ สิทธิดังกล่าวจําเลยสามารถดําเนินการเองได้โดยไม่ต้องนําคดีไปฟ้อง ร้องบังคับให้โจทก์ทั้งสามชําระ ดังนั้น แม้จําเลยนําคดีไปฟ้องและศาลมีคําพิพากษาตามยอมบังคับให้ชําระหนี้แล้วก็ตามย่อมไม่ตัดสิทธิจําเลยที่จะหักกลบลบหนี้เพราะสามารถดําเนินการ เองได้โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการบังคับคดีและไม่อยู่ในบังคับที่จะต้องใช้สิทธิขอหักกลบ ลบหนี้ภายในอายุความ ๑๐ ปี ส่วนที่โจทก์ทั้งสามฎีกาว่า จําเลยหักกลบลบหนี้หลังจากโจทก์ ที่ ๑ ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดในคดีล้มละลายแล้ว การใช้สิทธิหักกลบลบหนี้ของจําเลยจึงไม่ชอบ ด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า การหักกลบลบหนี้ของจําเลยไม่ได้กระทําต่อโจทก์ที่ ๑ ในฐานะส่วนตัว ที่ถูกศาลล้มละลายกลางมีคําสั่งพิทักษ์ทรัพย์ แต่ได้กระทําต่อกองมรดกของ ป. ซึ่งไม่ได้ ถูกศาลล้มละลายกลางพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแต่อย่างใด การแสดงเจตนาหักกลบลบหนี้ของจําเลย จึงเป็นการกระทําโดยสุจริตและชอบด้วยกฎหมาย หาเป็นการละเมิดไม่ ",แพ่ง,, 77,8,,การร่วมกระทำความผิดในลักษณะตัวการต้องพิจารณาในส่วนการกระทำนอกเหนือจากเจตนา ด้วยหรือไม่ปลูกต้นมะพร้าวในที่ดินของผู้อื่น เจ้าของที่ดินให้คนงานตัดลูกมะพร้าวไปขายเป็นความผิดฐานลักทรัพย์หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๓๙๕/๒๕๖๕ การร่วมกระทำความผิดในลักษณะตัวการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ ต้องเป็นการร่วมกระทำความผิดด้วยกันซึ่งต้องพิจารณาทั้งในส่วนการกระทำและเจตนาของผู้ที่ร่วมกระทำ หมายถึงต้องร่วมกระทำผิดด้วยกันและกระทำโดยเจตนาร่วมกัน ทั้งทุกคนที่กระทำจะต้องรู้ถึงการกระทำของกันและกันและต่างประสงค์ถือเอาการกระทำของแต่ละคนเป็นการกระทำของตนด้วยจำเลยที่ ๑ เป็นผู้เปลี่ยนกุญแจรั้วที่ดินพิพาท ลำพังเพียงพฤติการณ์ของจำเลยที่ ๒ ที่อยู่ด้วยกันกับจำเลยที่ ๑ ในบ้านและที่ดินพิพาทดังกล่าวยังไม่พอฟังว่าจำเลยที่ ๒ เป็นตัวการร่วมรู้เห็นกับจำเลยที่ ๑ ในการเปลี่ยนกุญแจรั้วที่ดินพิพาทเพื่อไม่ให้โจทก์สามารถเข้าไปในบ้านและที่ดินพิพาทได้ พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบจึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ ๒ ร่วมกับจำเลยที่ ๑ กระทำความผิดฐานรบกวนการครอบครองบ้านและที่ดินพิพาทของโจทก์โดยปกติสุข โจทก์เป็นผู้ปลูกต้นมะพร้าวในที่ดินพิพาท แต่เมื่อต้นมะพร้าวเป็นไม้ยืนต้นย่อมเป็นส่วนควบกับที่ดินที่ไม้นั้นขึ้นอยู่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๔ วรรคหนึ่ง เมื่อ ป. โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ ๒ ว. และ ฐ. แล้ว จำเลยที่ ๒ ว. และ ฐ. จึงเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในต้นมะพร้าวตามบทกฎหมายดังกล่าว การที่จำเลยที่ ๒ ให้คนงานตัดลูกมะพร้าวในที่ดินพิพาทไปขาย จึงไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์และเมื่อต้นมะพร้าวไม่ใช่กรรมสิทธิ์ของโจทก์ โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒ (๔) ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๑ ในความผิดฐานดังกล่าว ",อาญา,, 77,8,,"ความผิดฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืนและความผิดฐานปลอมเงินตราเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท หรือเป็นความผิดหลายกรรม ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๘/๒๕๖๖ จำเลยทำปลอมขึ้นซึ่งเงินตราธนบัตรของรัฐบาลไทยชนิดราคา ๑๐๐ บาท และมีธนบัตรปลอมนั้นไว้เพื่อนำออกใช้โดยรู้ว่าเป็นของปลอม เป็นความผิดสำเร็จตั้งแต่ทำปลอมและมีธนบัตรปลอมไว้เพื่อนำออกใช้แล้ว จากนั้นจำเลยนำธนบัตรรัฐบาลไทยปลอมที่จำเลยทำปลอมขึ้นดังกล่าวไปใช้ลักทรัพย์ ด้วยการใส่ธนบัตรปลอมดังกล่าวเข้าไปในช่องรับเงินของตู้เติมเงินบุญเติมของผู้เสียหายเพื่อโอนเงินจำนวนดังกล่าวไปยังบัญชีธนาคารของผู้มีชื่อที่จำเลยมีหรือเปิดไว้ใช้งาน โดยมีเจตนาทุจริตที่จะเอาเงินดังกล่าวไป เป็นการกระทำที่จำเลยมีเจตนาประสงค์ต่อผลต่างกันสามารถแยกการกระทำแต่ละความผิดได้ จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ",อาญา,, 77,8,,"ความผิดฐานให้สินบนเจ้าพนักงาน แต่ยังมิได้มีการส่งมอบทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่เจ้าพนักงาน เป็นความผิดสำเร็จหรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๘/๒๕๖๖ จำเลยที่ ๑ ได้มาที่บ้านของ ร. ซึ่งเป็นเวลาภายหลังจากที่ ร. ได้ตกลงที่จะให้เงินเป็นสินบนแก่ร้อยตำรวจเอก ธ. แล้ว โดยจำเลยที่ ๑ มิได้เป็นผู้ร่วมเสนอสินบนให้แก่เจ้าพนักงานตำรวจด้วย ซึ่งความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๑๔๔ ย่อมเป็นความผิดสำเร็จเมื่อมีการให้ ขอให้หรือรับว่าจะให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่เจ้าพนักงาน แม้จะยังมิได้ส่งมอบทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่เจ้าพนักงานก็ตาม การที่ ร. โทรศัพท์ติดต่อให้จำเลยที่ ๑ นำเงินมาให้เจ้าพนักงานตำรวจที่บ้านของ ร. นั้น จำเลยที่ ๑ เพิ่งเข้ามาเกี่ยวข้องโดยเป็นผู้นำเงินสินบนมาที่บ้านเกิดเหตุหลังจากความผิดสำเร็จแล้ว จึงมิใช่เป็นการร่วมกระทำความผิดกับ ร. ในลักษณะของตัวการ ทั้งมิใช่เป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่ผู้อื่นกระทำความผิดก่อนหรือขณะกระทำความผิดจึงไม่เป็นผู้สนับสนุน อีกทั้งเมื่อจำเลยที่ ๑ มาถึงบ้านของ ร. ก็ถูกร้อยตำรวจเอก ธ. กับพวกจับกุมทันทีโดยไม่มีโอกาสที่จะพูดคุยกับร้อยตำรวจเอก ธ. หรือ ร. ถึงเรื่องราวหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จึงไม่มีพฤติการณ์ใดที่จะบ่งชี้ว่าได้ร่วมกับ ร. ให้สินบนแก่เจ้าพนักงาน แต่อย่างไรก็ตาม จำเลยที่ ๑ เป็นผู้นำเงินสินบนมามอบให้แก่เจ้าพนักงานตำรวจเพื่อจูงใจให้เจ้าพนักงานตำรวจกระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่ด้วยการปล่อยตัว ธ. และ ก. และมิให้ยึดรถกระบะ เป็นกรณีที่จำเลยที่ ๑ กระทำความผิดแยกได้ต่างหากจากการกระทำความผิดของ ร. ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่ต่างไปจากคำฟ้องที่ว่าจำเลยทั้งสองร่วมกับ ร. ให้สินบนแก่เจ้าพนักงานก็ตาม แต่ก็เป็นข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ว่าจำเลยที่ ๑ กระทำความผิดฐานให้สินบนแก่เจ้าพนักงานแล้ว เพราะการกระทำนั้นไม่ว่าจำเลยทั้งสองจะร่วมกันกระทำหรือต่างกระทำความผิดเพียงลำพัง จำเลยแต่ละคนก็ย่อมถูกลงโทษ แต่จะลงโทษได้ตามคำขอของโจทก์หรือไม่เท่านั้น ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องที่แตกต่างจากข้อเท็จจริงในทางพิจารณาดังกล่าวมิใช่ข้อสาระสำคัญ ทั้งจำเลยที่ ๑ มิได้หลงต่อสู้ศาลย่อมฟังลงโทษจำเลยที่ ๑ ตามข้อเท็จจริงที่ได้ความนั้นได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคสอง จำเลยที่ ๒ นั้น มิได้ร่วมอยู่ในที่เกิดเหตุไม่ได้ร่วมเจรจาตกลงที่จะให้สินบนแก่ร้อยตำรวจเอก ธ. โดยตรงลำพังแต่เพียงการสนทนากันทางโทรศัพท์ระหว่าง ร. กับจำเลยที่ ๒ ว่าให้ ร. ถามเจ้าพนักงานว่าเคลียร์ที่นี่จบไหม ทำนองจะให้สินบนแก่เจ้าพนักงาน แต่ขณะนั้นยังมิได้มีการเสนอเรื่องดังกล่าวแก่ร้อยตำรวจเอก ธ. ยังมิได้มีการกระทำด้วยการขอให้หรือรับว่าจะให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่เจ้าพนักงาน เพื่อจูงใจให้กระทำการ ไม่กระทำการหรือประวิงการกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่แต่อย่างใด การที่ ร. ไปเสนอแก่ร้อยตำรวจเอก ธ. ว่าจะให้เงินจำนวน ๕๐,๐๐๐ บาท จบกันที่นี่ได้ไหม เป็นการกระทำโดยลำพังของ ร. เองไม่เกี่ยวข้องกับจำเลยที่ ๒ รับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ ๒ กระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง ",อาญา,, 77,8,,"การลดทุน จะต้องดําเนินการให้ผู้ถือหุ้นทุกรายชําระค่าหุ้นให้เต็มจํานวน ค่าหุ้นเสียก่อนหรือไม่ และผู้ได้รับประโยชน์จากมติพิเศษในการประชุมผู้ถือหุ้นเพียงรายเดียว ถือเป็นผู้มีส่วนได้เสียเป็นพิเศษอันต้องห้ามมิให้ออกเสียงลงคะแนนหรือไม่","มีคําพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๕๐๗/๒๕๖๖ การลดทุนจดทะเบียนเพื่อล้างผลขาดทุนสะสมของบริษัทสามารถกระทําได้ แต่การ ลงมติในการประชุมใหญ่ต้องกระทําให้ถูกต้องตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ว่าด้วยการประชุมใหญ่ การลดทุนโดยการลดมูลค่าหุ้นที่ตราไว้ในหุ้นที่มีการชําระค่าหุ้นไม่เท่ากันทําให้ผู้ถือหุ้นสูญเสียเงินลงทุนต่างกัน ผู้คัดค้านจะต้องดําเนินการให้ผู้ถือหุ้นทุกรายชําระค่าหุ้นให้เต็มจํานวนค่าหุ้นเสียก่อนเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้ถือหุ้นทุกรายที่จะต้องสูญเสียเงิน ลงทุนในจํานวนที่เท่ากันในแต่ละหุ้น กรณีเป็นที่แน่ชัดว่าบริษัท ท. ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นที่ยังชําระ ค่าหุ้นไม่เต็มมูลค่าเพียงรายเดียวโดยชําระเพียงหุ้นละ ๒๕ บาทก่อนการลดทุน เป็นผู้ได้รับ ประโยชน์จากมติพิเศษในการประชุมนี้เพียงรายเดียว บริษัท ท. จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียเป็น พิเศษในการลงมติพิเศษเพื่อลดทุนและแก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิ จึงต้องห้ามมิให้ออกเสียง ลงคะแนนตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๑๘๕ เมื่อไม่นับคะแนนเสียงของบริษัท ท. เข้าด้วยแล้ว มติดังกล่าวก็ไม่ใช่คะแนนเสียงข้างมากไม่ต่ํากว่าสามในสี่ของจํานวนเสียงทั้งหมดของผู้ถือหุ้นที่มาประชุมและมีสิทธิออกเสียงลงคะแนนตามมาตรา ๑๑๙๔ มติดังกล่าวจึงไม่เป็นมติพิเศษให้ ลดทุนและแก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิตามมาตรา ๑๑๔๕ และมาตรา ๑๒๒๔ ประกอบมาตรา ๑๑๙๔ แต่เป็นมติพิเศษอันผิดระเบียบ กรณีมีเหตุเพิกถอนมติที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นของผู้คัดค้านในวาระพิจารณาลดทุนจดทะเบียนและพิจารณาแก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิเพื่อให้สอดคล้องกับการลดทุน ",แพ่ง,, 77,8,,การโอนหุ้นฝ่าฝืนต่อข้อบังคับของบริษัทไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ มาตรา ๑๑๒๙ วรรคหนึ่ง ตกเป็นโมฆะ ผู้รับโอนอาจได้กรรมสิทธิ์ในหุ้นโดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่,มีคําพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คําพิพากษาฎีกาที่ ๒๔๗๕ - ๒๔๗๖/๒๕๖๖ การโอนหุ้นจะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นั้นเป็นคนละกรณีกับการจะได้กรรมสิทธิ์โดย การครอบครองปรปักษ์หรือไม่ เนื่องจากการที่จะพิจารณาว่าการโอนหุ้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ นั้นต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๑๒๙ ส่วนการพิจารณาว่าจะได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๘๒ แม้การโอนหุ้นระหว่างผู้ร้องที่ ๑ กับผู้ร้องที่ ๒ ฝ่าฝืนต่อข้อบังคับของ บริษัทผู้คัดค้านที่ ๒ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๑๒๙ วรรคหนึ่ง แต่ก็ไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายห้ามมิให้ครอบครองปรปักษ์ในหุ้นดังกล่าว ผู้ร้องที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ ครอบครองหุ้นโดยเจตนายึดถือเพื่อตน โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ ติดต่อกันมานานกว่า ๕ ปี จนได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครอง ,แพ่ง,, 77,9,,สัญญาเช่ามีข้อตกลงว่า หากการบอกเลิกสัญญาเช่ามิได้เป็นความผิดของผู้ให้เช่าถือว่าผู้เช่าเป็นฝ่ายผิดสัญญา ผู้เช่าต้องรับผิดชอบชำระค่าเช่าทั้งหมดตลอดอายุสัญญา รวมทั้งให้ผู้ให้เช่ามีสิทธิยึดเงินประกันการเช่าและเงินประกันการใช้บริการ ดังนี้ หากผู้เช่าบอกเลิกสัญญาเช่าก่อนหมดอายุสัญญา โดยมิได้เป็นความผิดของผู้ให้เช่า ผู้ให้เช่าจะมีสิทธิเรียกร้องต่อผู้เช่าอย่างไร,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๕๗๔/๒๕๖๖ สัญญาเช่า ข้อ ๑๐ เรื่องการเลิกสัญญา ได้กำหนดสิทธิในการเลิกสัญญาไว้ โดย ข้อ ๑๐.๑ และ ๑๐.๒ กำหนดสิทธิในการเลิกสัญญาของผู้ให้เช่ากรณีผู้เช่าผิดสัญญาส่วนข้อ ๑๐.๓ กำหนดไว้ว่า ในกรณีที่ผู้เช่าบอกยกเลิกสัญญานี้ก่อนหมดอายุสัญญา โดยมิได้เป็นความผิดของผู้ให้เช่า ผู้เช่าต้องรับผิดชอบชำระค่าเช่าทั้งหมดตลอดอายุสัญญาเช่า สอดคล้องกับข้อ ๓.๒ เรื่องค่าเช่าและเงินประกันการเช่า ซึ่งกำหนดว่า หากสัญญาเช่าสิ้นสุดก่อนครบกำหนดระยะเวลาการเช่า โดยเหตุจากการกระทำผิดสัญญาของผู้เช่าหรือผู้เช่าขอเลิกสัญญาเช่าก่อนกำหนดระยะเวลา ผู้เช่าตกลงให้ผู้ให้เช่ามีสิทธิยึดเงินประกันดังกล่าวได้ทั้งจำนวน นอกจากนี้ตามสัญญาเช่า ข้อ ๑๑ ยังระบุว่า “เมื่อสัญญานี้สิ้นสุดลงไม่ว่าด้วยเหตุครบกำหนดสัญญาแล้วไม่มีการต่อสัญญาออกไปตามข้อ ๙ หรือโดยการบอกเลิกสัญญาตามข้อ ๑๐ หรือด้วยเหตุอื่นใด ผู้ให้เช่ามีสิทธิดังต่อไปนี้อย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่าง ๑๑.๑ ผู้ให้เช่ามีสิทธิกลับเข้าครอบครองทรัพย์สินที่เช่าได้ทันทีโดยมิจำเป็นต้องบอกกล่าวให้ผู้เช่าทราบก็ได้ในกรณีเช่นนี้ผู้ให้เช่ามีสิทธิครอบครองยึดหน่วง และขนย้ายทรัพย์สินทั้งปวงที่อยู่ในทรัพย์สินที่เช่าออกไป... รวมทั้งมีสิทธิดำเนินการให้ผู้อื่นเช่าทรัพย์สินที่เช่าต่อไปด้วย...” และสัญญาจ้างบริการ ข้อ ยังกำหนดให้โจทก์มีสิทธิยึดเงินประกันการใช้บริการได้ในกรณีสัญญาจ้างบริการสิ้นสุดโดยเหตุแห่งการผิดสัญญาของจำเลย แสดงให้เห็นว่า หากการบอกเลิกสัญญาดังกล่าวมิได้เป็นความผิดของโจทก์ ถือว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา จึงได้กำหนดค่าเสียหายไว้ โดยให้จำเลยชำระค่าเช่าทั้งหมดตลอดอายุสัญญา แม้ว่าจำเลยจะมิได้ครอบครองใช้ประโยชน์พื้นที่เช่าอีกต่อไป รวมทั้งให้โจทก์มีสิทธิยึดเงินประกันการเช่าและเงินประกันการใช้บริการดังกล่าว อันมีลักษณะเป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้า ถือว่าเป็นเบี้ยปรับ ซึ่งหากสูงเกินส่วน ศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๘๓ จำเลยบอกเลิกสัญญาเช่าและสัญญาจ้างบริการก่อนหมดอายุสัญญา โดยมิได้เป็นความผิดของโจทก์ จึงมีผลให้สัญญาเลิกกันตามสัญญาเช่า ข้อ ๑๐.๓ เมื่อคู่สัญญาได้ใช้สิทธิเลิกสัญญาแล้วคู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม แต่การใช้สิทธิเลิกสัญญานั้นหากระทบถึงสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายแต่อย่างใดไม่ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๙๑ โจทก์จึงเรียกให้จำเลยชำระค่าเช่าค้างชำระเสมือนหนึ่งเป็นการเรียกให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาที่เลิกกันไปแล้วหาได้ไม่ คงเรียกได้แต่ค่าเสียหายอันเนื่องมาการการผิดสัญญาของจำเลยที่บอกเลิกสัญญาก่อนหมดอายุสัญญาโดยมิได้เป็นความผิดของโจทก์เท่านั้น ",แพ่ง,, 77,9,,ผู้จำนำนำข้าวสารและข้าวเปลือกไปจำนำประกันหนี้ตามสัญญากับผู้รับจำนำ โดยผู้รับจำนำทำสัญญาเช่าโกดังของผู้จำนำเป็นที่เก็บรักษาทรัพย์จำนำ ซึ่งผู้จำนำมีสิทธิเข้าออกโกดังเก็บทรัพย์จำนำได้ตลอดเวลา แต่การนำทรัพย์จำนำเข้าออกจากสถานที่เก็บรักษาต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากผู้จำนำก่อน ดังนี้ จะถือว่าผู้จำนำยอมให้ทรัพย์จำนำกลับคืนไปสู่ครอบครองของผู้จำนำ จำนำจึงระงับสิ้นไป หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๐๐๓/๒๕๖๖ จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาบัญชีเดินสะพัดโดยกู้เบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์และจำเลยที่ ๑ ทำสัญญารับชำระหนี้เพื่อขอกู้เงินโดยออกตั๋วสัญญาใช้เงินกับโจทก์หลายครั้ง โดยมีจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๕ ลงลายมือชื่อในสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ ๑ ต่อโจทก์ และนำที่ดินโฉนดเครื่องจักรมาจดทะเบียนจำนองไว้แก่โจทก์ นอกจากนี้จำเลยที่ ๑ นำข้าวเปลือก ข้าวสาร ในสต๊อกสินค้าของจำเลยที่ ๑ มาจำนำไว้แก่โจทก์โดยให้สามารถออกตั๋วสัญญาใช้เงินแต่ละฉบับได้ไม่เกินร้อยละ ๗๐ ของมูลค่าสินค้าที่จำนำ คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ ประการเดียวว่า โจทก์ยอมให้ข้าวเปลือกและข้าวสารอันเป็นทรัพย์จำนำกลับคืนไปสู่ครอบครองของลูกหนี้ซึ่งเป็นผู้จำนำ จำนำจึงระงับสิ้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๖๙ (๒) หรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ ๑ นำข้าวเปลือกและข้าวสารไปจำนำเป็นประกันหนี้ตามสัญญาสินเชื่อของจำเลยที่ กับโจทก์ แล้วโจทก์ทำสัญญาเช่าโกดังของจำเลยที่ ๑ เป็นที่เก็บรักษาทรัพย์จำนำ แม้จำเลยที่ ๑ ผู้จำนำมีสิทธิเข้าออกโกดังที่เก็บรักษาทรัพย์จำนำได้ตลอดเวลาแต่เมื่อพิจารณาสัญญาจำนำแล้ว ไม่มีข้อความใดที่ให้สิทธิจำเลยที่ ๑ นำทรัพย์จำนำออกไปใช้ ประโยชน์ในกิจการของจำเลยที่ ๑ ได้เลย การนำทรัพย์จำนำออกจากสถานที่เก็บรักษาเพื่อการไถ่ถอนจำนำก็ดี การนำทรัพย์จำนำไปขาย จำหน่าย จ่าย โอน หรือกระทำด้วยประการใด ๆอันเป็นเหตุให้เกิดภาวะผูกพันหรือบุริมสิทธิใด ๆ กับทรัพย์จำนำก็ดี หรือการนำทรัพย์จำนำเข้าออกจากสถานที่เก็บรักษาก็ดี ล้วนแต่ต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากโจทก์ก่อนทั้งสิ้น และไม่ถือว่าทรัพย์จำนำกลับคืนไปสู่การครอบครองของจำเลยที่ ๑ แต่อย่างใด หรือแม้แต่การดูแลรักษาทรัพย์จำนำตามสัญญารักษาทรัพย์จำนำก็ยังระบุในสัญญาให้ผู้รักษาทรัพย์จำนำ ดูแลและรักษาทรัพย์จำนำเพื่อประโยชน์ของโจทก์และแทนโจทก์เท่านั้น อีกทั้งยังระบุไว้ชัดเจนว่า ผู้รักษาทรัพย์จำนำมิได้ทำหน้าที่ในฐานะเป็นตัวแทนหรือลูกจ้างของจำเลยที่ ๑ และไม่ได้ครอบครองและดูแลรักษาทรัพย์จำนำแทนจำเลยที่ ๑ รวมทั้งผู้รักษาทรัพย์จำนำไม่มีสิทธิเคลื่อนย้ายหรือนำทรัพย์จำนำออกไปใช้ประโยชน์หรือก่อให้เกิดภาระใด ๆ แก่ทรัพย์จำนำได้ เว้นแต่จะได้รับความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรจากโจทก์ก่อน จากข้อสัญญาดังกล่าวแสดงให้เห็นเจตนาของโจทก์และจำเลยที่ ๑ ว่า คู่สัญญาประสงค์ให้ทรัพย์จำนำอยู่ในครอบครองของโจทก์ตลอดเวลา โดยจำเลยที่ ๑ ไม่มีสิทธินำทรัพย์จำนำไปใช้ประโยชน์ในทางใด ๆ ในกิจการของตนได้เว้นแต่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากโจทก์ก่อนเท่านั้น ทางพิจารณาไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้รับอนุญาตให้จำเลยที่ ๑ นำทรัพย์จำนำออกไปใช้ประโยชน์ในกิจการของจำเลยที่แต่อย่างใด กรณีจึงยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ยอมให้ทรัพย์จำนำกลับคืนไปสู่ครอบครองของจำเลยที่ ๑ สัญญาจำนำจึงหาระงับสิ้นไปไม่ ",แพ่ง,, 77,9,,เจ้าหนี้ฟ้องผู้กู้และผู้ค้ำประกัน หากผู้กู้กับเจ้าหนี้ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน มีผลทำให้หนี้ตามสัญญากู้ระงับเกิดเป็นหนี้อันใหม่อันถือว่าเป็นการแปลงหนี้ใหม่ จึงไม่มีหนี้ที่ผู้ค้ำประกันจะต้องรับผิดอีก หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๘/๒๕๖๖ โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ ๑ รับผิดในฐานะผู้กู้และจำเลยที่ ๒ ทายาทของ น. ให้รับผิดแทน น. ในฐานะผู้ค้ำประกัน การทำสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ในศาลภายหลังจากโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองแล้วเกิดขึ้นในศาลขณะที่คดีอยู่ระหว่างพิจารณา ซึ่งเห็นได้ว่าเป็นกรณีที่คู่ความเฉพาะโจทก์กับจำเลยที่ ๑ แสดงเจตนาระงับข้อพิพาทตามฟ้องโดยประสงค์ให้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้บังคับหนี้ตามฟ้องตามข้อตกลงดังกล่าวมิใช่เพื่อระงับหนี้เดิม จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาเฉพาะโจทก์กับจำเลยที่ ๑ มิได้มีผล เกี่ยวข้องกับจำเลยที่ ๒ ที่โจทก์ฟ้องให้รับผิดในฐานะผู้จัดการมรดกของ น. กรณีจึงไม่มีผลทำให้หนี้ตามสัญญากู้เงินระงับหรือเป็นการเปลี่ยนแปลงสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งหนี้อันเป็นการแปลงหนี้ใหม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ วินิจฉัยว่าการทำสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ และศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมแล้ว ทำให้หนี้ตามสัญญากู้เงินระงับเกิดเป็นหนี้ใหม่อันถือได้ว่าเป็นการแปลงหนี้ใหม่ จึงไม่มีหนี้ที่จำเลยที่ ๒ จะต้องรับผิดอีกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๙๘ นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ,แพ่ง,, 77,9,,ที่ดินตกอยู่ภายใต้บังคับภาระจำยอมแก่ที่ดินแปลงหนึ่ง ต่อมามีการรวมที่ดินที่ตกอยู่ภายใต้บังคับภาระจำยอมกับที่ดินแปลงอื่นเป็นที่ดินแปลงใหม่ ดังนี้ภาระจำยอมจะมีอยู่เฉพาะในที่ดินส่วนที่เคยเป็นที่ดินเดิมเท่านั้น หรือไม่ และจะถือเป็นกรณีที่ภาระจำยอมแตะต้องเพียงส่วนหนึ่งแห่งภารยทรัพย์ที่เจ้าของอาจเรียกให้ย้ายไปยังส่วนอื่นได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๑๐๕/๒๕๖๖ ภาระจำยอมเป็นทรัพย์สิทธิ์ที่ตัดรองอำนาจแห่งกรรมสิทธิ์ของเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเรียกว่าภารยทรัพย์ ในอันที่ต้องยอมรับกรรมบางอย่างด้วยการงดเว้นการใช้สิทธิในทรัพย์สิน ของตนเพื่อประโยชน์แก่อสังหาริมทรัพย์อื่นที่เรียกว่าสามยทรัพย์ จึงต้องแปลความโดยเคร่งครัด เดิมที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ ๒๔๓๗๔๙ ตกอยู่ภายใต้บังคับภาระจำยอมเรื่อง ทางเดิน ทางรถยนต์ ทางสาธารณะนูปโภคใด ๆ แก่ที่ดินของจำเลยโฉนดเลขที่ ๑๐๐๓ เมื่อโจทก์ รวมที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ ๑๐๕๑๖, ๑๐๕๑๗, ๒๔๓๗๔๙ และ ๑๕๘๙๔๒ เป็นแปลง เดียวกันเป็นโฉนดเลขที่ ๑๐๕๑๖ ภาระจำยอมที่ยังคงอยู่ในโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๐๕๑๖ ฉบับใหม่ จึงมีอยู่เฉพาะในที่ดินส่วนที่เคยเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๔๓๗๔๙ เดิมเท่านั้น การรวม โฉนดที่ดินหลายแปลงเป็นโฉนดเดียว มิได้มีผลทำให้ภาระจำยอมเดิมในโฉนดที่ดินแปลงหนึ่ง แปลงใดได้กระจายไปอยู่ในทุกส่วนของโฉนดที่ดินฉบับใหม่ด้วย ดังนั้น ที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๐๕๑๖ ที่มิใช่เป็นส่วนของที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๔๓๗๔๙ เดิม ย่อมไม่ตกอยู่ภายใต้บังคับภาระจำยอม ดังกล่าวและมิใช่เป็นกรณีที่ภาระจำยอมแตะต้องเพียงส่วนหนึ่งแห่งภารยทรัพย์ที่เจ้าของ ทรัพย์นั้นอาจเรียกให้ย้ายไปยังส่วนอื่นได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๙๒",แพ่ง,, 77,10,,ผู้รับจ้างก่อสร้างอาคาร ก่อสร้างอาคารไม่ตรงตามแบบแปลนและรายการ ประกอบแบบที่ผู้ว่าจ้างได้รับใบอนุญาตให้ก่อสร้างหลายรายการเป็นเหตุให้อาคารพังทลายลง หากผู้รับจ้างมิใช่ผู้ที่ได้เล่าเรียนมาโดยตรงเพื่อเป็นสถาปนิกหรือวิศวกร แต่ได้รับการฝึกฝน จากการประกอบอาชีพตามปกติ รับเหมาก่อสร้างมาเป็นเวลานานกว่าสิบปี จะเป็นความผิด ฐานไม่ปฏิบัติตามหลักวิชาชีพตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๒๗ หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๑๙๖/๒๕๖๖ ประมวลกฎหมายอาญาไม่ได้ให้นิยามของคำว่า “ผู้มีวิชาชีพ” ไว้ จึงต้องถือตาม ความหมายที่ยอมรับกันโดยทั่วไป ซึ่งตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ ให้ความหมายของคำว่า “วิชาชีพ” หมายถึง วิชาที่จะนำไปใช้ในการประกอบอาชีพ เช่น วิชาแพทย์ วิชาช่างไม้ วิชาช่างยนต์ และคำว่า “วิชา” หมายถึง ความรู้ ความรู้ที่ได้ด้วย การเล่าเรียนหรือฝึกฝน เช่น วิชาภาษาไทย วิชาช่าง วิชาการฝีมือ ดังนั้น คำว่า “ผู้มีวิชาชีพ” จึงหมายถึง ผู้ที่มีอาชีพที่ต้องอาศัยวิชาความรู้ ความชำนาญหรือผู้ที่มีความรู้ซึ่งอาจได้ จากการเล่าเรียนโดยตรงหรือจากการทำงานอันเป็นการฝึกฝนในการประกอบอาชีพเป็น ปกติธุระก็ได้ ผู้มีวิชาชีพในการก่อสร้างตามความหมายของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๒๗ จึงไม่ได้จำกัดเฉพาะผู้ที่ได้เล่าเรียนมาโดยตรงเพื่อเป็นสถาปนิกหรือวิศวกรเท่านั้น แต่หมายความรวมถึงผู้ที่มีความรู้ ความชำนาญ ในการทำงานอันได้รับการฝึกฝนจากการประกอบ อาชีพตามปกติด้วย จำเลยรู้จักกับโจทก์ร่วมมาเป็นเวลาประมาณ ๒๐ ปี และโจทก์ร่วมทราบว่า จำเลยมี อาชีพรับเหมาก่อสร้างอีกทั้งจำเลยเป็นผู้ก่อสร้างบ้านของจำเลยซึ่งอยู่ใกล้กับที่ดินของโจทก์ร่วม ที่กำลังจะสร้างบ้าน เมื่อจำเลยเสนอว่าจะเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างบ้านที่เกิดเหตุโจทก์ร่วมจึงไว้วางใจ ให้จำเลยก่อสร้างบ้านให้ใจทก์ร่วม ประกอบกับจำเลยประกอบอาชีพรับเหมาก่อสร้างมาเป็น เวลากว่า ๑๐ ปี แสดงว่า จำเลยเป็นผู้มีความรู้ความชำนาญในการก่อสร้างซึ่งเกิดจากการทำงาน รับเหมาก่อสร้างอันเป็นการฝึกฝนในการประกอบอาชีพเป็นปกติธุระ จำเลยจึงเป็นผู้มีวิชาชีพ ในการก่อสร้างตามความหมายของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๒๗,อาญา,, 77,10,,ข้อตกลงในสัญญากู้ยืมเงินให้คิดดอกเบี้ยทบต้น ต้องกระทำเมื่อดอกเบี้ย ค้างชำระครบหนึ่งปีแล้วหรือไม่ และข้อตกลงดังกล่าวมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๒๙๐/๒๕๖๖ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๕๕ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “ท่านห้าม มิให้คิดดอกเบี้ยในดอกเบี้ยที่ค้างชำระ แต่ทว่าเมื่อดอกเบี้ยค้างชำระไม่น้อยกว่าปีหนึ่ง คู่สัญญา กู้ยืมจะตกลงกันให้เอาดอกเบี้ยนั้นทบเข้ากับต้นเงินแล้วให้คิดดอกเบี้ยในจำนวนเงินที่ทบเข้ากัน นั้นก็ได้ แต่การตกลงเช่นนั้นต้องทำเป็นหนังสือ” เมื่อตามสัญญาเงินกู้ ข้อ ๔ ระบุว่า “หากผู้กู้ ค้างชำระดอกเบี้ยเกินกว่าหนึ่งปี ผู้กู้ยอมให้นำดอกเบี้ยที่ค้างชำระ มารวมกับเงินต้นเดิมเป็นเงิน ต้นใหม่และให้คิดดอกเบี้ยจากเงินต้นใหม่นี้โดยจะคิดทบไปทุกปี จนกว่าจะได้รับการชำระหนี้ ครบถ้วนตามสัญญา” จึงเป็นกรณีที่โจทก์กับจำเลยซึ่งเป็นคู่สัญญากู้ยืมได้ตกลงกันเป็นหนังสือ ให้เอาดอกเบี้ยที่ค้างชำระไม่น้อยกว่าหนึ่งปีทบเข้ากับต้นเงินแล้วให้คิดดอกเบี้ยในจำนวนเงินที่ทบ เข้ากันนั้น ซึ่งข้อตกลงดังกล่าวมีผลใช้บังคับได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๕๕ วรรคหนึ่ง และไม่อยู่ในบังคับของข้อห้ามไม่ให้คิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๒๔ วรรคสอง ทั้งข้อตกลงดังกล่าวกฎหมาย ไม่ได้บัญญัติว่าต้องกระทำเมื่อดอกเบี้ยค้างชำระครบหนึ่งปีแล้วเท่านั้น ดังนั้น ข้อตกลง ดังกล่าวจึงไม่ใช่ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. ๒๕๔๐ มาตรา ๔ วรรคหนึ่ง วรรคสาม (๙) ฉะนั้น ตราบใดที่จำเลยยังคงค้างชำระดอกเบี้ย แก้โจทก์ โจทก์ย่อมมีสิทธินำดอกเบี้ยที่ค้างชำระไม่น้อยกว่าหนึ่งปีทบเข้ากับต้นเงินและคิดดอกเบี้ย ในจำนวนเงินที่ทบเข้ากันนั้นได้ทุกครั้งที่มีการค้างชำระดอกเบี้ยถึงหนึ่งปีเช่นนั้น แม้ว่าจะครบ กำหนดชำระคืนและลูกหนี้ได้ชื่อว่าผิดนัดแล้วก็ตาม จะถือว่าโจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริตหาได้ไม่ แต่ข้อตกลงดังกล่าวมีลักษณะเป็นการเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนที่กำหนดในรูปดอกเบี้ย ทบต้นไว้ล่วงหน้าเพื่อความเสียหายอันเกิดจากการที่จำเลยไม่ชำระหนี้ จึงเป็นเบี้ยปรับ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๗๙ หากสูงเกินส่วนศาลมีอำนาจลดเบี้ยปรับ ลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๘๓ วรรคหนึ่ง คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๐๘๖/๒๕๖๖ วินิจฉัยเช่นกัน",แพ่ง,, 77,10,,ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้นายจ้าง ลูกจ้างและบุคคลอื่นต้องร่วมรับผิดด้วย ในผลแห่งละเมิด หากนายจ้างชำระหนี้ตามคำพิพากษาไปแล้วจะมีสิทธิที่จะได้รับชดใช้จากลูกจ้าง และรับช่วงสิทธิมาไล่เบี้ยจากบุคคลอื่นที่ต้องร่วมรับผิดตามผลของคำพิพากษาด้วย ได้หรือไม่ เพียงใด,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๓๘๒/๒๕๖๖ ตามคำพิพากษาในคดีก่อน ศาลฎีกามีคำวินิจฉัยในส่วนความรับผิดของโจทก์เพียง ข้อหาเดียวว่า โจทก์เป็นนายจ้างของ ป. และ ป. ได้กระทำละเมิดในทางการที่จ้างโจทก์จึงต้อง ร่วมรับผิดชดใช้ความเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสามในคดีก่อน และวินิจฉัยถึงความรับผิดของจำเลย โดยสรุปว่า จำเลยดำเนินการด้วยความประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้ ป. มีโอกาสเบียดบังเอาหุ้น ของ โจทก์ที่มีชื่อ ว. เป็นผู้ถือหุ้นไปโดยทุจริต จึงเป็นการกระทำละเมิดต้องร่วมรับผิดชดใช้ความ เสียหายแก่โจทก์ทั้งสามในคดีก่อนด้วย ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ตามคำวินิจฉัยของศาลในคดีก่อนว่า ป. กับจำเลยเป็นผู้ทำละเมิดและต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ความเสียหายแก่โจทก์ทั้งสามในคดีก่อน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๒๐ และเมื่อเป็นหนี้ร่วม ป. และจำเลย จึงต้องรับผิดเป็นส่วนเท่า ๆ กันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๙๖ ส่วนโจทก์ ต้องรับผิดในฐานะเป็นนายจ้างของ ป. เท่านั้น ความรับผิดของโจทก์และ ป. จึงเสมือนเป็นบุคคล เดียวกันที่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยในการชดใช้ความเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสามในคดีก่อนตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๒๕ และเนื่องจากเป็นลูกหนี้ร่วมตามคำพิพากษา โจทก์จึงต้องร่วมรับผิดชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาโดยสิ้นเชิงเช่นเดียว กับ ป. และจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๙๑ แต่ความรับผิด ของโจทก์นั้น เป็นผลมาจากบทบัญญัติของกฎหมายที่บัญญัติให้นายจ้างต้องร่วมรับผิดกับลูกจ้าง ซึ่งได้กระทำละเมิดไปในทางการที่จ้างด้วย มิได้เป็นผลมาจากการกระทำของโจทก์แต่อย่างใด ดังนั้นเมื่อโจทก์ชำระหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อนไปแล้ว ย่อมมีสิทธิที่จะได้รับชดใช้จาก ป. ผู้เป็นลูกจ้างตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๒๖ และรับช่วงสิทธิมาไล่เบี้ย จากจำเลยได้อีกส่วนหนึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๒๗ ตามฎีกาของ จำเลยก็ยอมรับถึงสิทธิของโจทก์ในข้อนี้ว่าโจทก์มีสิทธิไล่เบี้ยจากจำเลยได้และมีสิทธิไล่เบี้ยจาก ป. ได้เต็มจำนวนตามส่วนที่เป็นความรับผิดของ ป. ตามมาตรา ๔๒๖ ข้อโต้แย้งตามฎีกาของจำเลย ที่ว่า โจทก์ จำเลย และ ป. เป็นลูกหนี้ร่วมตามคำพิพากษาในคดีก่อน จึงต้องแบ่งความรับผิด ในระหว่างลูกหนี้ร่วมด้วยกันคนละหนึ่งในสามส่วน หากจำเลยและ ป. ต้องรับผิดคนละ กึ่งหนึ่งเท่ากับโจทก์ไม่ต้องรับผิดเลยและไม่ตรงตามที่ศาลมีคำพิพากษาที่ให้โจทก์ จำเลย และ ป. ร่วมกันชดใช้ความเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสามในคดีก่อน จึงต้องถือว่าโจทก์เป็นผู้ร่วมทำละเมิดด้วย จึงฟังไม่ขึ้น,แพ่ง,, 77,10,,บุคคลที่ซื้อที่ดินจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลโดยสุจริตกับบุคคล ที่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์ที่ยังไม่ได้จดทะเบียน บุคคลใดมีสิทธิในที่ดิน ดีกว่ากัน การครอบครองที่ดินในขณะที่เจ้าพนักงานบังคับคดีปิดประกาศขับไล่จะถือว่าเป็นการ ครอบครองโดยความสงบหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๑๕๐/๒๕๖๕ ผู้คัดค้านซื้อที่ดินพิพาทจากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีโดยสุจริต แม้ผู้ร้องครอบครองปรปักษ์จนได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทก่อนแล้ว ก็ไม่ทำให้สิทธิของผู้คัดค้าน ในที่ดินดังกล่าวเสียไป ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๓๐ ทั้งการครอบครองปรปักษ์ซึ่งเป็นทรัพยสิทธิ อันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ของผู้ร้องนี้ก็ยังไม่ได้จดทะเบียน จึงยกขึ้นต่อสู้ผู้คัดค้านผู้ได้สิทธิมา โดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต และได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้วไม่ได้ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๙๙ วรรคสอง หากผู้ร้องจะอ้างสิทธิในการครอบครองปรปักษ์ต่อไป ก็ต้องเริ่มต้นใหม่นับแต่ วันที่ผู้คัดค้านจดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทจนครบ ๑๐ ปี จึงจะได้กรรมสิทธิ์ในที่ดิน พิพาท โดยทั้งนี้ต้องเป็นการครอบครองโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ ตลอดเวลาดังกล่าว หลังจากผู้คัดค้านจดทะเบียนรับโอนที่ดินดังกล่าวแล้ว ผู้คัดค้านได้ขอให้ศาลออก คำบังคับให้ผู้อยู่อาศัยซึ่งรวมถึงผู้ร้องให้ออกไปจากที่ดิน ผู้คัดค้านได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไป ปิดประกาศขับไล่ผู้อยู่อาศัยรวมถึงผู้ร้องให้ออกไปจากที่ดินดังกล่าว ซึ่งถือได้ว่าเป็นการโต้แย้ง สิทธิในการครอบครองที่ดินพิพาทของผู้ร้องแล้ว เมื่อในขณะนั้นผู้ร้องอ้างว่าได้ทำประโยชน์ใน ที่ดินพิพาทโดยทำถนน ขุดหน้าดิน ทำบ่อเลี้ยงปลาบึกเป็นศูนย์การเรียนรู้และแพร่พันธุ์ปลาบึก ปลูกไม้ยืนต้น และพืชผักสวนครัว ทั้งในวันที่เจ้าพนักงานบังคับคดีไปปิดประกาศขับไล่นั้น มีผู้อยู่อาศัยออกมาขัดขวางจำนวนมาก ผู้ร้องได้รู้ถึงการปิดประกาศขับไล่ของเจ้าพนักงานบังคับ คดีนี้ด้วยแล้ว จึงถือไม่ได้ว่าการครอบครองที่ดินพิพาทของผู้ร้องตั้งแต่ในเวลานั้นเป็นไป โดยสงบอีกต่อไป แม้ผู้ร้องจะครอบครองที่ดินพิพาทจนถึงวันที่ยื่นคำร้องคดีนี้ครบ ๑๐ ปีแล้ว ผู้ร้องก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๘๒,แพ่ง,, 77,11,,บุคคลที่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์ตามคำสั่งศาล แต่ยังไม่ได้นำคำสั่งศาลไปดำเนินการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อเจ้าของกรรมสิทธิ์ทางทะเบียน มีผลให้ความเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามคำสั่งศาลเกิดขึ้นแล้วหรือไม่ ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๗๔๖/๒๕๖๖ คำสั่งของศาลที่ว่า โจทก์ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครอง ตามประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๘๒ เป็นการวินิจฉัยถึงกรรมสิทธิ์แห่งทรัพย์สินใด ๆ อันเป็นคุณแก่โจทก์ อาจใช้ยันแก่บุคคลภายนอกได้ เว้นแต่บุคคลนั้นจะพิสูจน์ได้ว่าตนมีสิทธิ ดีกว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๕ (๒) แม้โจทก์ยังมิได้นำ คำสั่งศาลไปดำเนินการจดเปลี่ยนแปลงชื่อเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทางทะเบียนมาเป็นชื่อโจทก์ ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๗๘ คงมีผลเพียงห้ามมิให้โจทก์ยกสิทธิการได้มาซึ่งที่ดิน พิพาทอันยังมิได้นำไปจดทะเบียนขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทน และโดยสุจริตและได้จดทะเบียนโดยสุจริตแล้ว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๙๙ วรรคสอง หาได้เป็นเหตุทำให้ความเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทของโจทก์ ตามคำสั่งศาลยังไม่เกิดขึ้น แม้สำนักงานธนารักษ์พื้นที่ตรวจสอบพบว่าที่พิพาทในโฉนดที่ดินของโจทก์ที่ได้มา โดยการครอบครองปรปักษ์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๘๒ เป็นโฉนด ที่ดินที่ออกทับที่ดินตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงซึ่งเป็นที่ราชพัสดุเป็นกรรมสิทธิ์ของกระทรวง การคลัง แต่เป็นข้อเท็จจริงยังไม่ยุติ ประกอบกับโฉนดที่ดินของโจทก์ยังมิได้ถูกเพิกถอน ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๖๑ ต้องถือว่าโฉนดที่ดินของโจทก์เป็นของแท้จริงและ ถูกต้องตามกฎหมาย จำเลยอยู่ในที่ดินพิพาทโดยอาศัยสิทธิของกรมธนารักษ์โดยเพียงแต่ได้ยื่นคำเสนอ ขอเช่าที่ดินพิพาทต่อกรมธนารักษ์ มิได้เป็นผู้เช่าที่ดินพิพาทโดยสมบูรณ์ ไม่อาจอ้างสิทธิ ของกรมธนารักษ์หรือกระทรวงการคลังหากมีอยู่เหนือที่ดินพิพาทมายันโจทก์ซึ่งได้สิทธิในที่ดิน พิพาทมีโฉนดมาโดยการครอบครองปรปักษ์ ตราบใดโฉนดที่ดินยังมิได้ถูกเพิกถอนเนื่องจากออกทับ ที่ดินตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง จำเลยก็ไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่าโจทก์ เป็นการทำ ละเมิดต่อโจทก์ โจทก์มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยและบริวารกับเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้ ,แพ่ง,, 77,11,,ความทุกข์ทรมานทางร่างกายและจิตใจถือเป็นความเสียหายในกรณีละเมิด หรือไม่ ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๐๓๖/๒๕๖๖ จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ มีผลประโยชน์ร่วมกันในโครงการ ฟ. ถือได้ว่าจำเลยที่ ๑ และ ที่ n ดำเนินการโครงการร่วมกัน และจำเลยที่ ๑ มีฐานะร่วมเป็นนายจ้างของจำเลยที่ ศัลยแพทย์ตกแต่งในการผ่าตัดศัลยกรรมให้ผู้เข้าร่วมโครงการ ฟ. ด้วย ต้องร่วมรับผิดในผล แห่งละเมิดที่จำเลยที่ ๔ ก่อขึ้น รอยแผลใต้คางของโจทก์จางหายช้ากว่าปกติเป็นเพราะไม่ได้รับการรักษาและไม่ได้รับ คำแนะนำในการดูแลแผลที่ถูกต้องจากจำเลยที่ ๔ ตั้งแต่แรกที่เกิดผล ย่อมเป็นเหตุให้โจทก์ต้อง ทนทุกข์ทรมานร่างกายกับความเจ็บปวดแสบร้อนที่บริเวณแผลในช่วงที่แผลยังพุพองนาน กว่าที่ควรจะเป็น ทั้งมีความทุกข์ทรมานจิตใจอยู่กับรอยแผลใต้คาง ตลอดเวลาจนรอยแผล จางหายไป การที่โจทก์ต้องทนทุกข์ทรมานร่างกายและจิตใจเช่นนี้มา ถือเป็นความเสียหาย อย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงิน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๔๖ จำเลยที่ ๑ โฆษณาเกินความจริงว่าผ่าตัดไร้รอยแผล ย่อมทำให้โจทก์คาดหวังว่าหลัง ได้รับการผ่าตัดจะไม่มีแผลเป็นอยู่บนใบหน้าโจทก์ เมื่อปรากฏว่ามีแผลเป็นบริเวณใบหน้าโจทก์ ไม่เป็นไปตามคำโฆษณา ย่อมเกิดผลกระทบกระเทือนต่อสภาพจิตใจโจทก์ ถือว่าโจทก์ได้รับ ความทุกข์ทรมานทางจิตใจซึ่งเป็นความเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงิน ตามประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ มาตรา ๔๔๖ แม้โจทก์ไม่อาจนำสืบให้เห็นได้ว่าความเสียหายนั้นคำนวณเป็นราคา เงินเท่าใด ศาลก็มีอำนาจกำหนดให้ได้ตามที่เห็นสมควร ,แพ่ง,, 77,11,,ผู้ค้ำประกันทำหนังสือยินยอมชำระหนี้แทนผู้กู้ หากผู้กู้ผิดนัดไม่ชำระหนี้ด้วย การให้เจ้าหนี้หักเงินเดือน ค่าจ้าง หรือเงินอื่นใด ที่ถึงกำหนดจ่ายให้แก่เจ้าหนี้ ดังนี้ หากลูกหนี้ ผิดนัดชำระหนี้ เจ้าหนี้จะมีสิทธิดำเนินการตามหนังสือยินยอมของผู้ค้ำประกันหรือไม่ ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๔๙๘/๒๕๖๖ โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยทำหนังสือถึงจำเลยว่าตามที่โจทก์ได้ค้ำประกันเงินกู้สามัญ ให้แก่ ฉ. (ผู้กู้) นั้น หากโจทก์ในฐานะผู้ค้ำประกันต้องรับผิดชำระหนี้แก่สหกรณ์ ก. แทนผู้กู้ ตามสัญญาค้ำประกัน โจทก์ยินยอมให้จำเลยหักเงินเดือน ค่าจ้าง หรือเงินอื่นใด ที่ถึงกำหนด จ่ายแก่โจทก์เพื่อชำระหนี้หรือภาระผูกพันที่มีต่อสหกรณ์ให้แก่สหกรณ์ตามจำนวนที่สหกรณ์แจ้ง ไปจนกว่าหนี้หรือภาระผูกพันนั้นจะระงับสิ้นไป โดยให้หักเงินดังกล่าวและส่งเงินที่หักไว้นั้นให้แก่ สหกรณ์โดยพลัน โดยไม่ต้องฟ้องร้องแต่อย่างใด โดยโจทก์ยินยอมให้หักได้เกินกว่าร้อยละสิบและ ให้หักรวมกับรายการหักอื่น ๆ ได้เกินกว่าหนึ่งในห้าของเงินที่โจทก์มีสิทธิรับตามกำหนดเวลาการ จ่ายเงินดังกล่าว เห็นได้ว่าขณะโจทก์ทำหนังสือยินยอมดังกล่าว หนี้เงินกู้ระหว่างผู้กู้กับสหกรณ์ ก. ได้เกิดขึ้นโดยสมบูรณ์แล้ว และโจทก์ในฐานะผู้ค้ำประกันมีความผูกพันต่อสหกรณ์ ก. ซึ่งเป็น ผู้ให้กู้ว่าจะเข้าชำระหนี้แทนหากผู้กู้ผิดนัดไม่ชำระหนี้ การที่โจทก์ทำหนังสือยินยอมดังกล่าว เป็นการสละสิทธิเกี่ยงให้ผู้กู้ชำระหนี้ก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๘๘๔ โดยโจทก์ยินยอมชำระหนี้แทนผู้กู้ หากผู้กู้ผิดนัดไม่ชำระหนี้ด้วยการให้จำเลยหักเงินเดือน ค่าจ้าง หรือเงินอื่นใด ที่ถึงกำหนดจ่ายเพื่อชำระหนี้ให้แก่สหกรณ์ ก. เป็นจำนวนเกินร้อยละสิบ ของเงินที่โจทก์ที่มีสิทธิได้รับจากจำเลยได้ และให้หักรวมกับรายการหักอื่น ๆ เกินกว่าหนึ่งในห้า ของเงินที่โจทก์มีสิทธิได้รับได้ อันเป็นการให้ความยินยอมเป็นหนังสือไว้ล่วงหน้าตามประกาศ คณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างในรัฐวิสาหกิจ ลงวันที่ ๓๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๙ ข้อ ๓๑ วรรคสอง ดังนี้ เมื่อผู้กู้ผิดนัดไม่ชำระหนี้เงินกู้ แก่สหกรณ์ ก. โจทก์จึงมีหนี้ที่ต้องชำระในฐานะผู้ค้ำประกันให้แก่สหกรณ์ ก. แล้ว จำเลย จึงมีสิทธิหักเงินเดือนค่าจ้างของโจทก์เพื่อชำระหนี้เงินกู้แทนผู้กู้ในฐานะที่โจทก์เป็นผู้ค้ำประกัน ให้แก่สหกรณ์ ก. ตามหนังสือยินยอมดังกล่าวได้ ,แพ่ง,, 77,11,,ห้างหุ้นส่วนจำกัดกระทำละเมิด ต่อมาแปรสภาพเป็นบริษัทจำกัด ดังนี้ บริษัท จำกัดและผู้ที่เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัดที่แปรสภาพจะต้องร่วมกันรับผิดในผลแห่ง ละเมิด หรือไม่ ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๓๙๙/๒๕๖๖ ขณะห้างหุ้นส่วนจำกัด ช. ก่อสร้างกำแพงรุกล้ำที่ดินของโจทก์ทั้งสามนั้น จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ เมื่อนายทะเบียนจดทะเบียนแปรสภาพห้างหุ้นส่วนจำกัด ช. เป็นบริษัทจำกัดคือจำเลยที่ ๑ แล้ว ห้างหุ้นส่วนจำกัด ช. ย่อมหมดสภาพการเป็นห้างหุ้นส่วน จำกัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๔๖/๕ และเกิดบริษัทใหม่ คือจำเลย ที่ ๑ ซึ่งจำเลยที่ ๑ ย่อมรับไปทั้งทรัพย์สิน หนี้ สิทธิ และความรับผิดของห้างเดิมทั้งหมด เมื่อห้างหุ้นส่วนจำกัด ช. กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสามโดยก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำที่ดิน ของโจทก์ทั้งสาม จึงมีหนี้และความรับผิดในการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำที่ดินของโจทก์ทั้งสาม และส่งมอบที่ดินคืนในสภาพเรียบร้อยใช้งานได้ดี รวมทั้งต้องชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์ แก่โจทก์ทั้งสาม จำเลยที่ ๑ ซึ่งจดทะเบียนแปรสภาพมาจากห้างหุ้นส่วนจำกัด ช. จึงต้อง รับไปซึ่งหนี้และความรับผิดของห้างหุ้นส่วนจำกัด ช. ที่มีอยู่เติมมาทั้งหมดตามบทบัญญัติ ดังกล่าว สำหรับความรับผิดของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ นั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๔๖/๗ บัญญัติว่า “เมื่อจดทะเบียนแปรสภาพเป็นบริษัทจำกัดแล้ว หากบริษัท ไม่สามารถชำระหนี้ที่รับมาจากห้างหุ้นส่วนที่แปรสภาพได้ ให้เจ้าหนี้บังคับชำระหนี้เอาจากผู้เป็น หุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนที่แปรสภาพได้ตามที่ผู้เป็นหุ้นส่วนจะต้องรับผิดในหนี้ของห้างหุ้นส่วน ข้อเท็จจริงปรากฏตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสามว่าในการขอรังวัดเพื่อตรวจสอบแนวเขตที่ดิน ของโจทก์ทั้งสามเมื่อปี ๒๕๕๙ ปรากฏว่าจำเลยที่ ๑ โดยมีจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ซึ่งเป็นตัวแทน และเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการผู้มีอำนาจในขณะนั้นได้ทำการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำเข้ามาในที่ดิน ของโจทก์ทั้งสามจนเป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสามมาฟ้องร้องเป็นคดีนี้ อันเป็นการแสดงให้เห็นว่าตาม คำฟ้องของโจทก์ทั้งสามมิได้แสดงสภาพแห่งข้อหาว่าจำเลยที่ ๒ และที่ ร่วมกระทำ ຕ การละเมิดต่อโจทก์ทั้งสามเป็นการส่วนตัวแต่อย่างใด แต่จำเลยที่ ๒ และที่ เป็นเพียง ตัวแทนและเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการผู้มีอำนาจของห้างหุ้นส่วนจำกัด . เท่านั้น จำเลยที่ ๒ และ ที่ ๓ จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับห้างหุ้นส่วนจำกัด ช. ในฐานะที่เป็นผู้ร่วมกระทำละเมิดต่อโจทก์ ทั้งสาม แต่อย่างไรก็ตาม ขณะที่ห้างหุ้นส่วนจำกัด ช. กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสามนั้น มีจำเลยที่ ๒ และที่ เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการซึ่งต้องเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความ ຕ รับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๐๘๗ และจะต้องรับผิดร่วมกัน ในบรรดาหนี้ของห้างหุ้นส่วนโดยไม่จำกัดจำนวนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๐๗๗ (๒) เมื่อห้างหุ้นส่วนจำกัด ซ. กระทำละเมิดต่อโจทก์ในการก่อสร้างสิ่ง ปลูกสร้างรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ทั้งสามเป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสามได้รับความเสียหาย ย่อม ถือว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัด ช. ผิดนัดชำระหนี้นับแต่เวลาที่มีการกระทำละเมิด ดังนั้น โจทก์ทั้งสาม ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของห้างหุ้นส่วนจำกัด ซ. ชอบที่จะเรียกให้ชำระหนี้เอาจากจำเลยที่ ๒ และที่ ள ผู้เป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิดได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๐๗๐ ประกอบมาตรา ๑๐๘๐ จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการและเป็นหุ้นส่วน ประเภทไม่จำกัดความรับผิดของห้างหุ้นส่วนจำกัด ช. ในขณะนั้นจึงต้องร่วมรับผิดกับบรรดาหนี้ และความรับผิดของห้างหุ้นส่วนจำกัด ช. ด้วยนับแต่เวลาที่ห้างหุ้นส่วนจำกัด ช. กระทำละเมิด เป็นต้นมาอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น เมื่อต่อมาภายหลังปรากฏว่าห้างหุ้นส่วนจำกัด ช. ได้มีการ จดทะเบียนแปรสภาพเป็นบริษัทจำกัดคือจำเลยที่ ๑ แล้ว หากจำเลยที่ ๑ ไม่สามารถชำระหนี้ ที่รับมาจากห้างหุ้นส่วนจำกัด ช. โจทก์ทั้งสามในฐานะเจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิให้บังคับชำระหนี้ เอาจากจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ผู้เป็นหุ้นส่วนเดิมในห้างหุ้นส่วนจำกัด ซ. ที่แปรสภาพได้ โดยไม่จำกัดจำนวนตามที่จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดของ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ช. จะต้องรับผิด แต่ทั้งนี้ความผิดของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ นั้น จะรับผิด ก็ต่อเมื่อจำเลยที่ ๑ ไม่สามารถชำระหนี้ที่รับมาจากห้างหุ้นส่วนที่แปรสภาพได้ซึ่งเป็นไป ตามผลของกฎหมาย ,แพ่ง,, 77,12,,โพสต์ข้อความและลงภาพในแอปพลิเคชั่นเฟซบุ๊กเฉพาะกลุ่มบุคคล ที่เป็นเพื่อนมีข้อความหมิ่นประมาท แต่ไม่ระบุชื่อบุคคลผู้ถูกใส่ความไว้โดยตรงเป็น ความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา หรือไม่ ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๘๗๗/๒๕๖๕ การใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สามอันจะเป็น ความผิดฐานหมิ่นประมาท ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒๖ และมาตรา ๓๒๘ นั้น จะต้องได้ ความว่าการใส่ความดังกล่าวได้ระบุถึงตัวบุคคลผู้ถูกใส่ความเป็นการยืนยันรู้ได้แน่นอน ว่าเป็นใคร หรือหากไม่ระบุถึงผู้ที่ถูกใส่ความโดยตรง การใส่ความนั้นก็ต้องได้ความว่า หมายถึงบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ ข้อความและภาพถ่ายที่ดินที่จำเลยโพสต์ในแอปพลิเคชั่นเฟซบุ๊กของจำเลย ไม่ได้ ระบุชื่อโจทก์ผู้ถูกใส่ความไว้โดยตรง แต่เมื่อนำมาพิจารณาประกอบความเห็นของ จำเลยที่ตอบคำถามเพื่อนของจำเลยที่เข้ามาแสดงความคิดเห็นว่า คนที่จำเลยกล่าวถึงนั้น หมายถึงใคร จำเลยตอบคำถามเพื่อนของจำเลยว่า คือคนข้างบ้านของจำเลย และ ข้อเท็จจริงที่ได้จากคำเบิกความของ น. และ ธ. คนในหมู่บ้านเดียวกันกับโจทก์และ จำเลยซึ่งเป็นบุคคลที่สามที่รับทราบเรื่องที่จำเลยใส่ความว่า เมื่อเห็นข้อความและภาพ ที่ดินที่จำเลยโพสต์แล้ว เข้าใจได้ทันทีว่าจำเลยหมายถึงโจทก์ การกระทำของจำเลย ที่โพสต์ข้อความและภาพที่ดินในแอปพลิเคชั่นเฟซบุ๊กของจำเลย จึงเป็นการใส่ความโจทก์ ผู้เป็นเจ้าของที่ดินติดกับที่ดินของจำเลยแล้ว หาอาจเข้าใจว่าเป็นคนอื่นได้อีก เมื่อ ข้อความที่จำเลยโพสต์ดังกล่าวเป็นการใส่ความโจทก์ผู้เป็นเจ้าของที่ดินว่า โจทก์เป็นคนไม่ดี เห็นแก่ได้ หาประโยชน์ใส่ตัวเองโดยวิธีเอาเปรียบผู้อื่น เป็นคนขี้โกงเอาที่ดินสาธารณสมบัติ ของแผ่นดินไปเป็นของตนโดยมิชอบ ซึ่งวิญญูชนอ่านแล้วย่อมรู้สึกดูหมิ่นและเกลียดชัง โจทก์ได้ในทันที การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒๖ ความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒๘ นั้น ผู้กระทำความผิดฐานนี้จะต้องเผยแพร่ข้อความ ภาพ และเสียง อันเป็นการหมิ่นประมาท ออกไปยังสาธารณชนหรือประชาชนทั่วไป การที่จำเลยโพสต์ข้อความและภาพลงใน แอปพลิเคชั่นเฟซบุ๊กของจำเลย มีลักษณะเป็นเพียงการแจ้งหรือไขข่าวไปยังเฉพาะกลุ่ม บุคคลที่เป็นเพื่อนของจำเลยในแอปพลิเคชั่นเฟซบุ๊กของจำเลยเท่านั้น ยังไม่ถึงกับ มีเจตนากระจายข่าวไปสู่สาธารณชนหรือประชาชนทั่วไป จำเลยจึงไม่มีความผิดฐาน หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา แม้ข้อความที่จำเลยใส่ความโจทก์ว่า ""ล้อมรั้วในที่หลวง” ในลักษณะทำนองว่า เอาที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินไปเป็นประโยชน์ส่วนตนจะเป็นความจริงหรือไม่ ก็ไม่ก่อให้เกิดสิทธิที่จะไปลงข้อความและภาพถ่ายที่ดินใส่ความโจทก์ในแอปพลิเคชั่นเฟซบุ๊ก ของจำเลย เพราะยังมีวิธีการที่จำเลยจะดำเนินการหรือร้องเรียนต่อหน่วยงาน ราชการที่รับผิดชอบอีกหลายวิธี จึงไม่มีความจำเป็นใดที่จำเลยจะต้องลงข้อความและ ภาพถ่ายที่ดินหมิ่นประมาทโจทก์ โดยประการที่น่าจะทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง การกระทำของจำเลยจึงมิใช่เป็นการแสดงความคิดเห็นหรือข้อความ โดยสุจริต เพื่อความชอบธรรม ป้องกันตนหรือป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรม หรือติชมด้วยความเป็นธรรม ซึ่งบุคคลหรือสิ่งใดอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำ อันจะทำให้จำเลยไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาท ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒๙ (๑) (๓) คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๓๓/๒๕๖๕ การใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม อันจะเป็น ความผิดฐานหมิ่นประมาทตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒๖ และมาตรา ๓๒๘ นั้น จะต้องระบุ ถึงตัวบุคคลผู้ถูกใส่ความเป็นการยืนยันรู้ได้แน่นอนว่าเป็นใคร หรือหากไม่ระบุถึง ผู้ที่ถูกใส่ความโดยตรง การใส่ความนั้นก็ต้องได้ความว่าหมายถึงบุคลใดบุคคลหนึ่ง โดยเฉพาะ ทั้งต้องพิเคราะห์จากข้อความกับภาพเคลื่อนไหวและเสียงการสนทนานั้นว่า ผู้อ่านหรือฟังสามารถรู้ได้หรือไม่ว่าบุคคลที่ถูกกล่าวถึงเป็นผู้ใด หากต้องสืบเสาะค้นหา เพิ่มเติมแล้ว จึงทราบว่าหมายถึงโจทก์ร่วมก็มิใช่ทราบจากข้อความกับภาพเคลื่อนไหว และเสียงการสนทนาที่จำเลยลงในเฟซบุ๊ก แต่ทราบจากการที่บุคคลผู้นั้นได้สืบเสาะค้นหา ข้อเท็จจริงมาเองในภายหลัง ",อาญา,, 77,12,,ขับรถยนต์ไปส่งพวกเข้าไปลักทรัพย์ในบ้านที่เกิดเหตุ แล้วขับรถยนต์ ไปจอดห่างจากที่เกิดเหตุ ไม่สามารถมองเห็นบ้านที่เกิดเหตุได้ ดังนี้ เป็นตัวการร่วมใน การกระทำความผิดหรือไม่ ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๖๙/๒๕๖๔ จำเลยเป็นคนร้ายที่ขับรถยนต์ไปส่งพวก ของจำเลยเข้าไปลักทรัพย์ในบ้านที่เกิดเหตุ หลังจากลักทรัพย์แล้ว จำเลยขับรถยนต์ คันดังกล่าวกลับมารับพวกของจำเลยพาหลบหนีออกจากที่เกิดเหตุ จำเลยเพียงขับรถ มาส่งพวกของจำเลยบริเวณซอยที่เกิดเหตุ แล้วจำเลยขับรถไปจอดที่ลานจอดรถ ของร้าน ซ. ห่างจากที่เกิดเหตุประมาณ ๕๐ เมตร และเข้าไปซื้อสินค้าภายในร้าน ซ. ซึ่งบริเวณดังกล่าวไม่สามารถมองเห็นบ้านที่เกิดเหตุได้ จำเลยจึงไม่ได้อยู่ใกล้ชิด ที่จะช่วยเหลือพวกของจำเลยในการลักทรัพย์ได้ ทั้งฟังไม่ได้ว่าจำเลยคอยดูต้นทาง ให้พวกของจำเลย ไม่ได้ความว่าจำเลยร่วมสมคบกับพวกวางแผนตระเตรียมมาลักทรัพย์ ของผู้เสียหายและไม่ปรากฏว่าจำเลยร่วมกระทำการอย่างใดอันพึงถือได้ว่าเป็นการแบ่ง หน้าที่กันลักทรัพย์ของผู้เสียหาย จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยเป็นตัวการร่วมกระทำความผิด แต่การกระทำของจำเลยเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่ผู้อื่นกระทำความผิด ก่อนหรือขณะกระทำความผิดจำเลยจึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำ ความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๖ แม้ข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความแตกต่างกับที่กล่าว ในฟ้องแต่มิใช่ข้อสาระสำคัญและจำเลยมิได้หลงต่อสู้ ทั้งมีบทลงโทษที่เบากว่าความผิด ฐานเป็นตัวการ ศาลฎีกาย่อมลงโทษจำเลยตามที่พิจารณาได้ความได้ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๑๙๒ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๑๕ และมาตรา ๒๒๕ ,อาญา,, 77,12,,เจ้าพนักงานตำรวจรับมอบรถไว้ระหว่างตรวจสอบเพื่อพิสูจน์ทางคดี เกี่ยวกับการชำระภาษีประจำปีและการจัดทำประกันภัย นำแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์อื่น มาใส่แทนแผ่นป้ายทะเบียนเดิมแล้วนำออกขับไปตามตลาดเพื่อประโยชน์ส่วนตนเป็นการ ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือไม่ ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๕๙๗/๒๕๖๔ จำเลยเป็นข้าราชการตำรวจตำแหน่ง หัวหน้าด่านตรวจยานพาหนะเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย แม้จำเลยมิได้เป็นผู้จับกุม และตรวจยึดรถของกลางจาก ว. แต่จำเลยในฐานะหัวหน้าด่านซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชา สูงสุดของหน่วยงานดังกล่าว ได้รับรายงานเกิดเหตุการณ์กระทำความผิดของนาย ว. และรับมอบรถของกลางไว้ระหว่างตรวจสอบเพื่อพิสูจน์ในทางคดีเกี่ยวกับการชำระภาษี ประจำปีและการจัดทำประกันภัยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถยนต์ จำเลย จึงมีหน้าที่ต้องเก็บรักษารถของกลางและต้องรีบนำรถส่งพนักงานสอบสวนโดยด่วน หากนำส่งล่าช้าให้บันทึกเหตุผลในการนำส่งล่าช้าไว้ด้วย และให้พนักงานสอบสวน ประกาศหาเจ้าของหรือผู้มีสิทธิเพื่อมารับคืนต่อไป ตามประมวลระเบียบการตำรวจ เกี่ยวกับคดีลักษณะ ๑๕ บทที่ ๙ การปฏิบัติเกี่ยวกับรถของกลาง แม้ ว. ร่วมรับรู้ และยินยอมให้จำเลยเก็บรักษารถของกลาง จำเลยก็ไม่มีอำนาจที่จะนำรถของกลาง ไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตนได้ การที่จำเลยนำแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์อื่นมาใส่แทน แผ่นป้ายทะเบียน เดิมแล้วนำออกขับไปตลาดอันเป็นการนำไปใช้เพื่อประโยชน์ ส่วนตนหลายครั้ง จนกระทั่งมีเรื่องร้องเรียนดังกล่าว จำเลยจึงเรียก ว. มาพบแล้ว ดำเนินคดีเปรียบเทียบปรับ ว. แล้วจึงให้บริษัท จ. ผู้ถือกรรมสิทธิ์มารับรถของกลางคืน ไปจากจำเลย รวมระยะเวลาที่จำเลยเก็บรักษารถของกลางเป็นเวลา ปี ๒ เดือน ໑ ๑๖ วัน โดยไม่รีบนำรถของกลางส่งให้พนักงานสอบสวนโดยเร็วตามประมวล ระเบียบการตำรวจเกี่ยวกับคดีข้อ วรรคสอง การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิด ทางอาญาฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหาย แก่ผู้หนึ่งผู้ใดตามฟ้องด้วย มิใช่คงเป็นเพียงกระทำความผิดระเบียบวินัยตาม พ.ร.บ. ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗ ,อาญา,, 77,12,,เจ้าของรถนำรถยนต์ซึ่งเกิดอุบัติเหตุเข้าซ่อมที่อู่ และมอบสมุดเงินฝาก ธนาคารพร้อมบัตรเอทีเอ็มให้เจ้าของอู่ไว้ใช้ถอนเงินจากบัญชีไปซื้ออะไหล่และค่าซ่อมแซมรถ โดยผู้รับประกันภัยโอนเงินเข้าบัญชีของเจ้าของรถ ต่อมาใช้บัตรเอทีเอ็มถอนเงิน ดังนี้ การกระทำของเจ้าของอู่เป็นความผิดฐานยักยอกหรือไม่ ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๗๙๐/๒๕๖๕ โจทก์นำรถยนต์ของโจทก์ซึ่งเกิดอุบัติเหตุ เข้าซ่อมแซมที่อู่ของจำเลยในราคา ๒๕๐,๐๐๐ บาท โดยโจทก์มอบสมุดเงินฝาก ธนาคารพร้อมบัตรเอทีเอ็มให้จำเลยไว้ใช้ถอนเงิน โดยรอรับเงิน ๒๕๐,๐๐๐ บาท จาก ผู้รับประกันภัยที่จะโอนให้โจทก์เป็นค่าสินไหมทดแทน และให้ถอนเงินจากบัญชีไปซื้อ อะไหล่และค่าซ่อมแซมรถยนต์ ต่อมาผู้รับประกันภัยโอนเงินเข้าบัญชีโจทก์ ๒๕๐,๐๐๐ บาท จากนั้นจำเลยใช้บัตรเอทีเอ็มถอนเงิน โดยจำเลยซื้ออะไหล่และซ่อมแซมรถยนต์ ไปบางส่วนแต่ยังซ่อมรถยนต์ไม่เสร็จ จนกระทั่งโจทก์นำรถยนต์ของโจทก์ที่ซ่อมไม่เสร็จ กลับคืน สำหรับความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่ได้ อุทธรณ์ปัญหาดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีคงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงว่า จำเลยกระทำความผิด ฐานยักยอกทรัพย์หรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์นำรถยนต์ของโจทก์เข้าซ่อมที่อู่ของ จำเลยลักษณะเป็นการทำสัญญาจ้างทำของ โดยให้จำเลยเป็นผู้จัดหาสัมภาระโดยมี ค่าจ้างราคา ๒๕๐,๐๐๐ บาท เป็นจำนวนเดียวกับค่าสินไหมทดแทนที่ผู้รับประกันภัย จะจ่ายให้โดยโอนเงินเข้าบัญชีของโจทก์ซึ่งโจทก์มอบบัตรเอทีเอ็มให้จำเลยไว้เพื่อใช้ถอน เงินจากบัญชีเป็นค่าซื้ออะไหล่และค่าซ่อมแซมรถยนต์ ซึ่งจำเลยสามารถถอนเงินไป ใช้ได้โดยไม่ต้องขออนุญาตจากโจทก์ก่อนการซื้ออะไหล่หรือการซ่อมแซมรถยนต์เสมือน เป็นการชำระค่าจ้างให้แก่จำเลยล่วงหน้า โดยจำเลยจะเป็นผู้ใช้เงินค่าจ้างอย่างไร ก็ได้ไม่อยู่ในการควบคุมของโจทก์จึงมิใช่เรื่องตัวแทนที่จำเลยครอบครองเงินในบัญชี แทนโจทก์ แต่เมื่อจำเลยถอนเงินจากบัญชีเงินฝากไปถือเป็นการชำระค่าจ้างไปในตัว จำเลยจึงต้องซ่อมแซมรถยนต์ให้แก่โจทก์จนเสร็จสิ้น รูปคดีจึงเป็นสัญญาจ้างทำของที่มี วิธีการชำระค่าจ้างโดยให้จำเลยถอนเงิน จากบัญชีเงินฝากที่โจทก์มอบให้ เมื่อจำเลย ถอนเงินค่าจ้างไปแล้วแต่ยังซ่อมแซมรถยนต์ให้แก่โจทก์ไม่เสร็จสิ้น การกระทำของจำเลย จึงเป็นเรื่องผิดสัญญาจ้างทำของในทางแพ่ง ไม่เป็นการยักยอกทรัพย์ของโจทก์ ",อาญา,, 77,13,,ความผิดฐานลักทรัพย์เอาบัตรอิเล็กทรอนิกส์ และลักทรัพย์โดยใช้บัตรอิเล็ก ทรอนิกส์เบิกถอนเงินสดจากบัญชีของผู้อื่น หากพี่หรือน้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกระทำต่อกัน เป็นความผิดอันยอมความได้หรือไม่ 2,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๓๐๔/๒๕๖๒ ความผิดของจำเลยฐานลักทรัพย์เอาบัตรอิเล็กทรอนิกส์ (บัตรเบิกถอนเงินอัตโนมัติ หรือเอทีเอ็ม) ของผู้เสียหายไปในเวลากลางคืนและฐานลักทรัพย์โดยใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์เบิกถอน เงินสดจากบัญชีของผู้เสียหายในเวลากลางคืน ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๕ (๑) วรรคหนึ่ง ปรากฏ ตามคำร้องขอให้ผู้พิพากษาอนุญาตให้ฎีกาและตามฎีกาของจำเลยซึ่งโจทก์ไม่ยื่นคำแก้ฎีกาโต้แย้ง เป็นอื่นว่าจำเลยเป็นน้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับ ส. ผู้เสียหาย ซึ่งตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๑ บัญญัติให้ความผิดนี้เป็นความผิดฐานหนึ่ง (ในมาตรา ๓๓๔ ถึงมาตรา ๓๓๖) ที่ให้เป็น ความผิดอันยอมความได้ คดีนี้เมื่อในชั้นอุทธรณ์ จำเลยได้ชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้เสียหายเป็นเงิน เท่าจำนวนที่จำเลยใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์เบิกถอนไป และผู้เสียหายทำหนังสือไม่ติดใจเอาความ ทั้งคดีแพ่งและคดีอาญาแก่จำเลยอีกต่อไป จึงเป็นการยอมความคดีอาญาก่อนคดีถึงที่สุด ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๓๕ วรรคสอง ทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปตามมาตรา ๓๙ (๒) ,อาญา,, 77,13,,ปลอมลายมือชื่อของเจ้าของบัตรประจำตัวประชาชนลงในสำเนาบัตรประจำตัว ประชาชนที่แท้จริง เพื่อรับรองความถูกต้อง โดยไม่มีการเติมหรือตัดทอนข้อความหรือแก้ไข สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนให้แตกต่างไปแต่อย่างใด เป็นความผิดฐานปลอมเอกสารราชการ และใช้เอกสารราชการปลอมหรือไม่ ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๑๓๗/๒๕๕๘ จำเลยใช้เอกสารหนังสือนำส่งบัญชีรายชื่อ ผู้ถือหุ้น คำขอจดทะเบียนบริษัทจำกัด หนังสือมอบอำนาจ และสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน ของโจทก์ร่วมปลอม มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมว่า การกระทำของจำเลยเป็น ความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอมหรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานปลอมเอกสารไม่ว่าจะเป็นการทำปลอมขึ้นทั้งฉบับหรือแต่ส่วนหนึ่ง ส่วนใดเติมหรือตัดทอนข้อความหรือแก้ไขด้วยประการใด ๆ ในเอกสารที่แท้จริง หรือประทับตราปลอม หรือลงลายมือชื่อปลอมนั้น ต้องเป็นการกระทำต่อเอกสารอันเป็นผลให้เอกสารนั้นผิดแผกแตกต่าง ไปด้วยเจตนาให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเอกสารนั้นเป็นเอกสารที่แท้จริง คดีนี้แม้สำเนาบัตรประจำตัว ประชาชนจะเป็นเอกสารราชการ แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่ามีเพียงการปลอมลายมือชื่อของ โจทก์ร่วมลงในสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนที่แท้จริงของโจทก์ร่วม โดยไม่มีการเติมหรือ ตัดทอนข้อความหรือแก้ไขสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนให้แตกต่างไปจากสำเนาบัตรประจำตัว ประชาชนนี้แต่อย่างใด สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนดังกล่าวยังคงเป็นเอกสารที่แท้จริง การปลอมลายมือชื่อโจทก์ร่วมลงในสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนจึงเป็นเพียงการปลอมเอกสาร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๔ วรรคแรก เท่านั้น เมื่อจำเลยใช้สำเนาบัตรประจำตัว ประชาชนของโจทก์ร่วมดังกล่าวจึงไม่เป็นความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอม คงมีความผิด ฐานใช้เอกสารปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๘ วรรคแรก ประกอบมาตรา ๒๖๔ วรรคแรก คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๓๔๗/๒๕๖๑ หนังสือมอบอำนาจเป็นเพียงเอกสารที่บุคคลหนึ่ง เป็นผู้มอบอำนาจมอบหมายให้บุคคลอีกคนหนึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจให้มีอำนาจจัดการทำนิติกรรม แทน มิได้เป็นเอกสารที่เป็นหลักฐานแห่งการก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวนหรือระงับซึ่งสิทธิ หนังสือมอบอำนาจจึงไม่เป็นเอกสารสิทธิตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑ (๙) สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้าน แม้เอกสารดังกล่าวจะ เป็นเอกสารราชการ แต่มีเพียงการปลอมลายมือของเจ้าของบัตรและเจ้าของทะเบียน บ้านลงในสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านที่แท้จริง โดยไม่มีการ เติมหรือตัดทอนข้อความ หรือแก้ไขสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้าน ให้แตกต่างไปแต่อย่างใด สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านดังกล่าว ยังคงเป็นเอกสารที่แท้จริง การปลอมลายมือชื่อเจ้าของบัตรและเจ้าของทะเบียนบ้านลงใน สำเนาบัตรและสำเนาทะเบียนบ้าน จึงเป็นเพียงการปลอมเอกสารตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๔ วรรคแรก คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๖๐/๒๕๖๓ แม้โจทก์จะฟ้องว่าจำเลยทั้งสองปลอมสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนซึ่งเป็นเอกสาร ราชการ แต่เมื่อข้อเท็จจริงได้ความตามฟ้องว่าจำเลยทั้งสองเพียงแต่ปลอมลายมือชื่อของ ผู้เสียหายที่ ๑ ลงในสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนที่แท้จริงของผู้เสียหายที่ ๑ เพื่อรับรอง ความถูกต้องโดยไม่มีการเติมหรือตัดทอนข้อความหรือแก้ไขสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนให้ แตกต่างไปจากสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนนี้แต่อย่างใด สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนดังกล่าวยังคงเป็นเอกสารที่แท้จริง การปลอมลายมือชื่อผู้เสียหายที่ ๑ ลงในสำเนาบัตรประจำตัว ประชาชนจึงเป็นเพียงการปลอมเอกสารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๔ วรรคแรก (เดิม) เท่านั้น เมื่อจำเลยทั้งสองใช้สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้เสียหายที่ ดังกล่าวจึงไม่เป็นความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอม คงมีความผิดฐานใช้เอกสารปลอมตามประมวล กฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๘ วรรคแรก ประกอบมาตรา ๒๖๔ วรรคแรก (เดิม) ซึ่งจำเลยทั้งสอง เป็นผู้ร่วมกันปลอมและใช้เอกสารปลอม จึงต้องลงโทษฐานร่วมกันใช้เอกสารปลอมแต่กระทงเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๘ วรรคสอง ",อาญา,, 77,13,,ทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนสลบไป แล้วนำร่างไปไว้บนรถบรรทุกไปจอดทิ้งไว้ แต่เนื่องจากผู้ถูกทำร้ายฟื้นขึ้นจึงใช้เชือกรัดคอ จนถึงแก่ความตาย ณ สถานที่นั้น โดยไม่มีการ เคลื่อนผู้ตายไปที่ใดอีก จะเป็นความผิดฐานร่วมกันเคลื่อนย้ายศพ หรือไม่ ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๗๙๒/๒๕๖๐ จำเลยที่ ๓ มีเจตนาร่วมทำร้ายผู้ตายโดย ไตร่ตรองไว้ก่อนตั้งแต่แรกที่จำเลยที่ ๒ ได้ขอให้จำเลยที่ ๓ ช่วยเหลือก่อนเกิดเหตุแล้ว จำเลยที่ ๓ มีความผิดเพียงฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนซึ่งเป็น ความผิดลักษณะหนึ่งในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๙ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๖ อันเป็นความผิดอย่างหนึ่งที่เป็นความผิดได้ในตัวเองในหลายอย่างที่รวมอยู่ใน ความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามฟ้องและมีอัตราโทษน้อยกว่า ศาลย่อม ลงโทษในความผิดตามที่พิจารณาได้ความได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๒ วรรคท้าย จำเลยที่ ๒ ใช้เชือกรัดคอผู้ตายจนถึงแก่ความตาย ณ สถานที่ที่จำเลยที่ ๒ นำรถยนต์กระบะมาจอดทิ้งไว้ เนื่องจากผู้ตายฟื้นขึ้นยังไม่ตาย จากนั้นก็ไม่มีการเคลื่อนผู้ตาย ไปที่ใดอีก แสดงว่าระหว่างที่จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ยกผู้ตายมาไว้ในรถยนต์กระบะจนถึงเวลาที่ จำเลยที่ ๒ ขับรถยนต์กระบะไปจอดทิ้งไว้ที่อื่นก่อนที่จำเลยที่ ๒ จะฆ่าผู้ตายที่นั่น ผู้ตาย ยังมีชีวิตอยู่ การเคลื่อนย้ายผู้ตายไปสถานที่ดังกล่าวไม่ใช่เป็นการเคลื่อนย้ายศพ ตามฟ้อง การกระทำของจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ ไม่เป็นความผิดฐานร่วมกันเคลื่อนย้ายศพเพื่อปิดบังการเกิด การตายหรือเหตุแห่งการตายกับฐานเคลื่อนย้ายศพ โดยไม่มีเหตุอันสมควรตามประมวลกฎหมาย อาญา มาตรา ๑๙๙ และมาตรา ๓๓๖/๓ ประกอบมาตรา ๘๓ ,อาญา,, 77,13,,เจ้าของรวมคนหนึ่งมาขนทรัพย์สินกรรมสิทธิ์รวมขณะอยู่ในความครอบครอง ของเจ้าของรวมอีกคนหนึ่งไปเป็นของตนฝ่ายเดียวทั้งหมด เป็นความผิดฐานใด 20,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๐๒/๒๕๖๓ ก่อนเกิดเหตุจำเลยกับผู้เสียหายอยู่กินกันโดยมิได้จดทะเบียนสมรสและระหว่างอยู่กิน ด้วยกันร่วมกันลงทุนประกอบกิจการร้านอินเทอร์เน็ตที่บ้านผู้เสียหาย ทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ ระหว่างอยู่กินกันฉันสามีภริยาย่อมเป็นกรรมสิทธิ์รวม โดยแต่ละฝ่ายมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน ดังกล่าวคนละส่วนเท่า ๆ กัน เมื่อเลิกกันต้องแบ่งกรรมสิทธิ์คนละครึ่ง การที่จำเลยกับพวกมา ขนทรัพย์สินที่เป็นกรรมสิทธิ์รวมขณะอยู่ในความครอบครองของผู้เสียหายไปเป็นของตนฝ่ายเดียว ทั้งหมด เป็นการเอาทรัพย์ที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปโดยทุจริต จำเลยจึงมีความผิดฐาน ร่วมกันลักทรัพย์ ,อาญา,, 77,13,,นำหนังสือสัญญากู้เงินที่ปลอมลายมือชื่อผู้กู้มาฟ้องผู้กู้และนำสืบหรือแสดง สัญญากู้เงินดังกล่าวในการพิจารณาคดี ดังนี้ จะมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาฐานใด ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๔๐๗/๒๕๖๑ การที่จำเลยที่ ๑ นำหนังสือสัญญากู้เงินที่ปลอมลายมือชื่อของผู้เสียหายใช้หรือ อ้างในการฟ้องคดีต่อศาลชั้นต้น อันเป็นความผิดฐานใช้หรืออ้างเอกสารสิทธิปลอมกับการที่ จำเลยที่ ๑ นำหนังสือสัญญากู้เงินฉบับดังกล่าวนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จใน การพิจารณาคดีอันเป็นความผิดฐานเบิกความอันเป็นเท็จและฐานนำสืบหรือแสดงพยาน หลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดี แม้การกระทำของจำเลยที่ ๑ ตามขั้นตอนต่าง ๆ ดังกล่าวเป็นการกระทำคนละวัน แต่เป็นการกระทำที่ต่อเนื่องเชื่อมโยงกันโดยมีเจตนาเดียวกัน คือเพื่อที่จะให้ศาลพิพากษาให้ผู้เสียหายชำระเงินกู้ให้แก่จำเลยที่ ๑ ตามหนังสือสัญญากู้เงิน ที่ทำปลอมขึ้นเป็นสำคัญ การกระทำของจำเลยที่ ๑ จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิด ต่อกฎหมายหลายบทต้องลงโทษในความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มี โทษหนักที่สุดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ เพียงกระทงเดียว ,อาญา,, 77,14,,ค่าใช้จ่ายในการถ่ายภาพพรีเวดดิ้งเป็นค่าใช้จ่ายเนื่องในการเตรียมการสมรส ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๔๐ (๒) หรือไม่ ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๒๙๖/๒๕๖๖ ในอดีตค่าใช้จ่ายในการเตรียมการสมรสที่จะเรียกค่าทดแทนจากกันได้นั้น หมายถึง ค่าใช้จ่ายอันจำเป็นที่ชายหญิงต้องกระทำเพื่อเตรียมการที่ชายหญิงจะอยู่กินด้วยกันเป็นสามี ภริยาโดยตรง เช่น ค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงซ่อมแซมบ้านที่จะเป็นที่อยู่อาศัยของคู่สมรส หรือ ค่าใช้จ่ายในการซื้อเครื่องนอนหรือเครื่องเรือนสำหรับเรือนหอ แต่ปัจจุบันวัฒนธรรม เปลี่ยนแปลง สังคมเปลี่ยนไป รวมทั้งประเพณีแต่งงานของคนไทย อันสืบเนื่องมาจากปัจจัย เทคโนโลยีการสื่อสารและทัศนคติของคนรุ่นใหม่ ที่ให้ความสำคัญกับการเตรียมการในพิธี สมรสมากกว่าการปรับปรุงซ่อมแซมบ้านหรือการซื้อเครื่องนอนและเครื่องเรือน ค่าใช้จ่ายอันจำเป็น ของคู่บ่าวสาว ในการเตรียมการสมรสจึงผันแปรเปลี่ยนไปตามประเพณีนิยม ซึ่งต้อง พิจารณาความจำเป็นไปตามยุคสมัย ดังนั้น เมื่อพิธีสมรสในปัจจุบันมิได้จัดขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ ทางขนบธรรมเนียมประเพณีแต่เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ยังมีจุดประสงค์เพื่อแสดงถึง สถานภาพทางเศรษฐกิจและสังคมของคู่บ่าวสาวรวมถึงครอบครัวของทั้งสองฝ่ายอีกด้วย ค่าใช้จ่าย ต่าง ๆ ในงานพิธีสมรสจึงขึ้นอยู่กับความต้องการของคู่บ่าวสาว สถานะทางการเงินตลอดจน สถานภาพทางสังคมของทั้งคู่ ดังจะเห็นได้ว่า การเตรียมงานพิธีสมรสของชายหญิงที่จะแต่งงาน กันในอดีตจะให้บิดามารดาหรือผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่ายจัดเตรียมงานให้โดยเน้นความเรียบง่าย แต่ในปัจจุบันคู่บ่าวสาวจะใช้บริการจัดเตรียมงานโดยติดต่อกับบริษัทที่ทำธุรกิจวางแผนจัดงาน แต่งงาน (Wedding Planner) ที่ให้บริการคำปรึกษาและประสานงานเกี่ยวกับงานหมั้นและงาน แต่งงาน ด้วยการแนะนำรูปแบบของงานให้เหมาะสมกับคู่บ่าวสาว และควบคุมให้ค่าใช้จ่าย ทั้งหมดอยู่ภายในงบประมาณที่ตั้งไว้ ซึ่งจะให้การบริการโดยดูแลเรื่องเครื่องแต่งกายและภาพถ่าย ของคู่บ่าวสาวตั้งแต่การถ่ายภาพก่อนวันแต่งงาน (ภาพพรีเวดดิ้ง) และวันหมั้นไปจนถึง พิธีสมรส ซึ่งกิจการในลักษณะนี้จะทำให้รูปแบบขายแพ็กเกจเหมาถ่ายภาพพรีเวดดิ่ง ทางบริษัท ที่ทำธุรกิจวางแผนจัดงานแต่งงานจะดูแลจัดหาช่างแต่งหน้า ช่างภาพรวมทั้งชุดในวันถ่ายภาพ พรีเวดดิ้งและวันจัดงานทั้งในและนอกสถานที่ ทำให้การถ่ายภาพพรีเวดดิ้งกลายเป็นที่นิยม อย่างหนึ่งที่คู่รักแทบทุกคู่ต่างถ่ายภาพก่อนวันแต่งงานเตรียมไว้ เพื่อนำภาพถ่ายไปใช้ทำการ์ด แต่งงาน หรือนำภาพถ่ายไปใช้ตกแต่งในการจัดงานวันหมั้นหรือวันทำพิธีสมรส ตลอดจนทำวิดีโอ คู่บ่าวสาวนำเสนอในงานแต่งงาน และเพื่อเก็บไว้เป็นที่ระลึกภายหลังวันงานแต่งงาน ดังนี้ ด้วย ค่านิยม ทัศนคติ วัฒนธรรมและบริบทของสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปตามกระแสความคิด อ่านของคนรุ่นใหม่ ทำให้การถ่ายภาพพรีเวดดิ้ง มิใช่สิ่งฟุ่มเฟือยแต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของ การเตรียมการสมรสที่จำเป็นสำหรับคู่บ่าวสาวเพื่อให้งานพิธีสมรสเป็นไปอย่างสมบูรณ์แบบ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๔๐ (๒) เมื่อได้ความว่าในการเตรียม การสมรสโจทก์กับจำเลยได้ร่วมกันตัดสินใจจัดเตรียมงานโดยกำหนดให้มีการถ่ายภาพพรีเวดดิ้ง ก่อนแต่งงานจึงเป็นความตั้งใจและสมัครใจของทั้งสองฝ่ายที่ประสงค์จะถ่ายภาพพรีเวดดิ้ง ก่อนแต่งงาน มิใช่เกิดจากความประสงค์ของโจทก์แต่เพียงฝ่ายเดียว การดำเนินการของโจทก์ ดังกล่าวจึงเป็นการเตรียมการก่อนสมรสโดยสุจริต ทั้งโจทก์และจำเลยต่างประกอบอาชีพ แพทย์มีรายได้สูง ย่อมมีสถานภาพทางสังคมที่ดี มีเกียรติ และเป็นที่ยอมรับนับถือของคนทั่วไป เมื่อคำนึงถึงสถานะทางการเงินตลอดจนสถานภาพทางสังคมของทั้งสองฝ่ายแล้ว เห็นว่า ค่าใช้จ่าย ดังกล่าวเป็นไปตามฐานานุรูปและตามสมควรประกอบกับเหตุที่ผิดสัญญาหมั้นเกิดจาก ความผิด ของจำเลยเพียงฝ่ายเดียว จึงไม่ควรให้ฝ่ายหญิง ต้องรับผิดชอบในค่าใช้จ่ายส่วนนี้ เมื่อโจทก์ มีพยานหลักฐานเกี่ยวกับการชำระเงินตามรายการดังกล่าวมาแสดงให้เห็นว่าโจทก์ได้จ่ายเงิน ไปจริง โดยจำเลยมิได้นำสืบโต้แย้งให้เห็นเป็นอย่างอื่น จึงรับฟังได้ว่าค่าใช้จ่ายรายการที่ ๑ เป็นค่าชุดแต่งงาน ๑๓๕,๐๐๐ บาท รายการที่ ๓ ค่าช่างภาพ พร้อมถ่ายภาพพรีเวดดิ้งที่จังหวัด ภูเก็ตและตั๋วเครื่องบินพร้อมที่พัก ๖๐,๐๐๐ บาท รายการที่ ๔ ค่าสถานที่ถ่ายภาพพรีเวดดิ้งบ้าน อ. ๕,๐๐๐ บาท รายการที่ ๕ ค่าสถานที่ถ่ายภาพพรีเวดดิ้งร้าน K. เป็นเงิน ๑๓,๙๐๐ บาท และรายการที่ ๑๐ ค่าชุดเจ้าสาวถ่ายภาพพรีเวดดิ้ง ๒ ชุด เป็นเงินเงิน ๑๖,๐๐๐ บาท ล้วนเป็นค่าใช้จ่ายเนื่องในการเตรียมการ สมรสโดยสุจริตและตามสมควรตามประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๔๐ (๒) โจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าทดแทนได้ ",แพ่ง,, 77,14,,เจ้าหนี้ทวงถามลูกหนี้ให้ชำระหนี้เงินที่กู้ยืม โดยพูดข่มขืนใจด้วยเสียงอันดัง และมีพวกคนหนึ่งแสดงท่าทีมีอาวุธติดตัวมาด้วยการใช้มือกุมบริเวณเอวเพื่อให้ลูกหนี้กรอกข้อความ และลงลายมือชื่อในสัญญากู้ยืมเงิน จากนั้นได้ยึดเอาสมุดบัญชีเงินฝากและบัตรเอทีเอ็มของ ลูกหนี้ไปเพื่อจะควบคุมดูแลมิให้ลูกหนี้นำไปใช้เบิกถอนเงินจากบัญชีอีกเมื่อมีเงินเข้ามาในบัญชี ในภายภาคหน้า หากแต่ต้องนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ก่อน ดังนี้เป็นความผิดฐานใด ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกที่ ๑๓/๒๕๖๖ จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันเอาสมุดบัญชีเงินฝากธนาคาร ท. ของผู้เสียหายที่ ๑ และ สมุดบัญชีเงินฝากธนาคาร ก. พร้อมบัตรเอทีเอ็มของผู้เสียหายที่ ๒ ไปนั้น มีมูลเหตุสืบเนื่อง มาจากผู้เสียหายที่ ๑ เป็นหนี้กู้ยืนเงินจำเลยที่ ๑ แล้วไม่ผ่อนชำระตามข้อตกลง จำเลยที่ จึงมาทวงถามผู้เสียหายที่ ๑ ให้ชำระหนี้ถึงบ้านที่เกิดเหตุ เมื่อผู้เสียหายที่ ๑ ไม่มีให้จำเลยที่ ก็พูดข่มขืนใจผู้เสียหายที่ ๑ ด้วยเสียงอันดังโดยมีพวกคนหนึ่งแสดงท่าทีว่ามีอาวุธติดตัวมาด้วย การใช้มือกุมบริเวณเอวจนผู้เสียหายที่ ๑ เกิดความกลัวว่าจะเกิดอันตรายแก่ตนและผู้เสียหายที่ ๒ ซึ่งเห็นได้ว่าวัตถุประสงค์สำคัญของการกระทำของจำเลยทั้งสองและพวกเช่นนั้นก็ เพื่อให้ผู้เสียหายที่ ๑ ยอมให้ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินแก่จำเลยที่ ด้วย การทำสัญญากู้ยืมเงินทั่วไป ในจำนวนเงินพร้อมดอกเบี้ยซึ่งผู้เสียหายที่ ๑ ยังคงค้างชำระ อยู่แก่จำเลยที่ ๑ ทั้งหมดมอบให้ไว้แก่จำเลยที่ ๑ เป็นหลักฐาน ซึ่งถือเป็นความผิด ฐานร่วมกันกรรโชก ส่วนสมุดบัญชีเงินฝากและบัตรเอทีเอ็มของผู้เสียหายทั้งสองซึ่งจำเลยทั้งสอง กับพวกยึดเอาไปด้วยนั้น เมื่อไม่ได้ความชัดจากพยานหลักฐานโจทก์ว่าผู้เสียหายทั้งสองมีเงิน คงเหลืออยู่ในบัญชีเงินฝากทั้งสองบัญชีนี้หรือไม่ พฤติการณ์จึงต้องรับฟังเป็นคุณแก่จำเลยทั้งสอง กับพวกว่า จำเลยที่ ๑ เพียงประสงค์ที่จะเข้าควบคุมดูแลมิให้ผู้เสียหายทั้งสองสามารถ นำสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารหรือบัตรเอทีเอ็มไปใช้เบิกถอนเงินจากบัญชีดังกล่าวได้อีก เมื่อมีเงินเข้ามาในบัญชีในภายภาคหน้าหากแต่ต้องนำมาชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ เสียก่อน ดังเห็นได้จากพฤติการณ์ของจำเลยที่ ๑ ที่บังคับผู้เสียหายที่ ๑ ให้ลบแอปพลิเคชันของ ธนาคาร ท. และธนาคาร ก. ทั้งบนโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้เสียพายที่ ๑ และผู้เสียหายที่ ๒ อาจ เป็นเหตุผลประการหนึ่งเพื่อป้องกันมิให้มีการทำธุรกรรมทางการเงินใด ๆ ผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ ได้นั่นเอง บ่งชี้ชัดว่าจำเลยที่ ๑ หาได้ประสงค์จะได้รับประโยชน์จากมูลค่าในทางทรัพย์สินของ สมุดบัญชีเงินฝากธนาคารและบัตรเอทีเอ็มของผู้เสียหายทั้งสองรวมราคา ๔๕๐ บาท ด้วยการ แย่งการครอบครองเอาทรัพย์ดังกล่าวไปโดยเด็ดขาดไม่ การกระทำของจำเลยทั้งสองกับพวก จึงยังไม่พอรับฟังว่าเป็นการเอาทรัพย์ของผู้อื่นโดยทุจริตหรือเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้ โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่นอันจะเป็นความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ ซึ่งเมื่อจำเลย ทั้งสองกับพวกไม่มีความผิดฐานลักทรัพย์เสียแล้วย่อมไม่มีความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์ด้วย ,อาญา,, 77,14,,น้องของผู้ให้กู้กล่าวแก่ทายาทของผู้กู้ว่า ให้ไปลงชื่อรับชำระหนี้มิฉะนั้นจะเอา ตำรวจมาจับจะต้องติดคุก และทายาทผู้กู้ยอมลงลายมือชื่อในหนังสือรับสภาพหนี้ยอมรับผิด จะใช้เงินที่กู้คืนแก่ผู้ให้กู้ หนังสือรับสภาพหนี้มีผลใช้บังคับได้ หรือไม่ ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๕๕๗/๒๕๖๖ โจทก์ฟ้องโดยไม่มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินเป็นหนังสือมาแสดงแต่โจทก์มีหนังสือ รับสภาพหนี้มีใจความว่าผู้ตายเป็นหนี้โจทก์ โดยนำโฉนดที่ดินมาให้ยึดถือไว้เป็นประกัน และ จำเลยในฐานะทายาทของผู้ตายรับจะชดใช้เงินแก่โจทก์ กับมีลายมือชื่อของจำเลยในสัญญา และ โจทก์มี ส. บุตรของโจทก์และในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์และเป็นพยานลงชื่อในหนังสือ รับสภาพหนี้มาเบิกความยืนยันว่า ผู้ตายซึ่งเป็นบิดาของจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์จริงและมารดาพยาน ซึ่งเป็นพี่ของผู้ตายต้องการช่วยน้อง จึงให้นำโฉนดที่ดินมาวางเป็นประกัน มีการทำสัญญา กู้ยืมเงินกันไว้ ต่อมาเมื่อจำเลยทำหนังสือรับสภาพหนี้ โจทก์ได้คืนสัญญากู้ยืมเงินให้จำเลย โจทก์และ ส. เป็นญาติของจำเลย เชื่อว่า ส. เบิกความไปตามความจริงที่ได้รู้เห็นมา อันเป็น การนำสืบถึงความเป็นมาของมูลหนี้เดิมและหลักทรัพย์ที่นำมาเป็นประกันประกอบกับโจทก์มี โฉนดที่ดินของผู้ตายอยู่ในครอบครอง จึงฟังได้ว่าผู้ตายกู้ยืมเงินโจทก์โดยมีการทำสัญญา กู้ยืมเงินกันไว้จริงและมีการคืนให้จำเลยเมื่อมีการทำหนังสือรับสภาพหนี้ การที่ ง. โทรศัพท์แจ้งให้จำเลยทราบว่าผู้ตายเป็นหนี้โจทก์ให้จำเลยไปลงชื่อรับชำระหนี้ มิฉะนั้นจะเอา ตำรวจมาจับและต้องติดคุก แสดงว่า ง. ได้แจ้งข้อเท็จจริงในหนังสือให้จำเลย ทราบแล้วก่อนที่จะมีการทำหนังสือดังกล่าวขึ้น ส่วนถ้อยคำที่ว่า “ให้จำเลยไปลงชื่อรับชำระหนี้ มิเช่นนั้นจะเอาตำรวจมาจับจะต้องติดคุก” นั้น จากพฤติการณ์ที่ผู้ตายเสียชีวิตและยังไม่มีผู้ใด ชำระหนี้ การที่ ง. พูดขู่จำเลยดังกล่าว และจำเลยยอมลงลายมือชื่อในหนังสือรับสภาพหนี้ ยอมรับผิดจะใช้เงินที่กู้คืนแก่โจทก์เป็นกรณีที่ ง. ทำไปโดยเชื่อว่าตนมีสิทธิทำได้ตามกฎหมาย ถือได้ว่า เป็นการใช้สิทธิตามปกตินิยม หาใช่เป็นการหลอกลวงข่มขู่อันจะทำให้นิติกรรม เป็นโมฆยะไม่ หนังสือรับสภาพหนี้จึงมีผลใช้บังคับได้ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๕ วรรคหนึ่ง และมาตรา ๑๖๖ ผู้ตายถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๕๖ จำเลยทำหนังสือรับสภาพหนี้ วันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๕๗ เมื่อการทำหนังสือรับสภาพหนี้ของจำเลยต่อโจทก์ชอบด้วยกฎหมาย ย่อมทำให้อายุความตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๕๔ วรรคสาม สะดุดหยุดลงตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๑๔ (๑) โจทก์ไม่ต้องห้ามฟ้องเมื่อพ้นกำหนด ๑ ปี นับแต่รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๕๔ วรรคสาม และต้องเริ่มต้นนับอายุความใหม่ตามอายุความ แห่งมูลหนี้เดิมนับแต่เหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงนั้นสิ้นสุดลง เมื่อกฎหมายไม่ได้กำหนด อายุความของการกู้ยืมเงินไว้โดยเฉพาะจึงมีอายุความ ๑๐ ปี ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๓๐ ส่วนหนังสือรับสภาพหนี้ไม่มีอายุความในตัวเองเพียงแต่มีผลทำให้อายุความในมูลหนี้เดิมสะดุด หยุดลง โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ได้ภายในกำหนด ๑๐ ปี นับตั้งแต่ วันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๑๕ และมาตรา ๑๙๓/๓๐ โจทก์ ฟ้องคดีเมื่อวันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๖๓ ภายในกำหนด ๑๐ ปี ดังกล่าว ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ การทำหนังสือรับสภาพหนี้ของจำเลยมีข้อตกลงระบุให้โจทก์มีสิทธิยึดโฉนดที่ดิน ไว้เป็นประกันอันเป็นข้อตกลงที่คู่สัญญาสมัครใจทำต่อกันซึ่งไม่ขัดต่อกฎหมายหรือความสงบ เรียบร้อยของประชาชน โจทก์จึงมีสิทธิยึดโฉนดที่ดินอันเป็นทรัพย์ที่นำมาประกันไว้จนกว่า จำเลยจะชำระหนี้ตามสัญญา จำเลยไม่มีสิทธิขอโฉนดที่ดินคืนจนกว่าจะชำระหนี้ให้แก่โจทก์ ครบถ้วนและไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากโจทก์ ,แพ่ง,, 77,15,,การฟ้องคดีขอให้เปิดทางจำเป็นผู้มีสิทธิผ่านทางจำเป็นต้องเสนอชดใช้ค่า ทดแทนให้แก่เจ้าของที่ดินที่ล้อมก่อนหรือไม่ และการฟ้องให้ใช้ค่าทดแทนในการเปิดทางจำเป็น มีกำหนดอายุความเท่าใด ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๑๓/๒๕๖๗ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๔๙ วรรคสี่ ผู้มีสิทธิผ่านทาง จำเป็นต้องใช้ค่าทดแทนให้แก่เจ้าของที่ดินที่ล้อมเพื่อชดเชยความเสียหายที่เกิดจากการขอเปิด ทางผ่าน แต่ไม่ได้กำหนดว่าต้องใช้ค่าทดแทนก่อนจึงใช้ทางจำเป็นได้ ดังนั้น การฟ้องขอให้ เปิดทางจำเป็นจึงไม่จำต้องเสนอชดใช้ค่าทดแทนที่ดินแต่เป็นหน้าที่ของเจ้าของที่ดินที่ถูกฟ้อง ให้เปิดทางจำเป็นที่จะต้องเรียกร้องค่าทดแทนที่ดินขึ้นมาเอง เมื่อจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของที่ดิน ที่ถูกล้อมไม่เสนอค่าทดแทนแก่โจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินที่ล้อม และเจ้าของที่ดินที่ล้อม ไม่ได้ฟ้องแย้งเรียกค่าทดแทนแก่เจ้าของที่ดินที่ถูกล้อม คดีจึงไม่มีประเด็นเรื่องค่าทดแทนที่จะต้อง พิจารณา และเป็นเรื่องที่โจทก์ทั้งสามต้องไปว่ากล่าวเป็นคดีอื่น และแม้การใช้ทางจำเป็นเป็น สิทธิที่เกิดขึ้นโดยผลของกฎหมายก็ตาม แต่บทบัญญัติดังกล่าวเป็นเพียงข้อจำกัดสิทธิของเจ้าของ ที่ดินแปลงที่ล้อมที่ดินของผู้อื่นจนไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะได้ ต้องยอมให้เจ้าของที่ดินแปลง ที่ถูกล้อมใช้ทางผ่านที่ดินของตนเพื่อออกไปสู่ทางสาธารณะได้เท่านั้น ไม่ใช่บทบัญญัติที่เป็น การให้สิทธิเจ้าของที่ดินที่ถูกล้อมที่จะเข้าไปในที่ดินของผู้อื่นหรือกระทำการใด ๆ ในที่ดิน ของผู้อื่นได้โดยพลการ ทั้งสิทธิในการใช้ทางจำเป็นตามกฎหมายดังกล่าวจะต้องพิจารณาสภาพ ความเป็นจริงในขณะนั้นว่าเข้าเงื่อนไขตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๔๙ และมาตรา ๑๓๕๐ บัญญัติไว้หรือไม่ด้วย ขณะที่โจทก์ทั้งสามยื่นคำให้การในคดีก่อน ข้อเท็จจริงยังไม่เป็นอันยุติว่าจำเลยซึ่งเป็น เจ้าของที่ดินที่ถูกล้อมมีสิทธิใช้ทางผ่านที่ดินของโจทก์ทั้งสามที่ล้อมอยู่ได้หรือไม่ จึงต้องใช้ศาล ชี้ขาดข้อเท็จจริงให้รับฟังเป็นยุติก่อนว่า ตามสภาพของที่ดินนั้นเข้าเงื่อนไขทางจำเป็นหรือไม่ และ การเรียกร้องค่าทดแทนเป็นสิทธิของเจ้าของที่ดินที่ล้อมอยู่เพื่อชดเชยความเสียหายอันที่เกิดแต่เหตุ ที่มีทางผ่านนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๔๙ วรรคสี่ โจทก์ทั้งสาม จึงมีสิทธิที่จะฟ้องเรียกค่าทดแทนการใช้ที่ดินจากจำเลยเป็นคดีต่างหากได้หากศาลในคดี ก่อนวินิจฉัยชี้ขาดให้จำเลยได้สิทธิทางจำเป็นบนที่ดินของโจทก์ทั้งสาม โดยโจทก์ทั้งสาม ไม่จำต้องฟ้องแย้งเรียกค่าทดแทนมาในคำให้การ เมื่อมีการบังคับคดีเปิดทางจำเป็นตาม คำพิพากษาศาลฎีกาในคดีก่อนเมื่อวันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๕๕ โจทก์ทั้งสามจึงชอบที่จะใช้สิทธิ เรียกร้องค่าทดแทนการใช้ทางจำเป็นบนที่ดินของโจทก์ทั้งสามนับตั้งแต่วันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๕๕ อายุความสิทธิเรียกร้องค่าทดแทนของโจทก์ทั้งสามจึงเริ่มนับแต่วันดังกล่าว เมื่อประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์หรือกฎหมายอื่นมิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะในเรื่องอายุความใช้ค่าทดแทนใน การเปิดทางจำเป็นไว้จึงต้องใช้อายุความ ๑๐ ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๓๐ เมื่อนับระยะเวลานับแต่วันที่มีการเปิดใช้ทางจำเป็นจนถึงวันที่โจทก์ทั้งสาม ฟ้องเรียกค่าทดแทนในคดีนี้เมื่อวันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๙ ยังไม่พ้นกำหนด ปี สิทธิเรียกค่าทดแทนของโจทก์ทั้งสามจึงยังไม่ขาดอายุความ ",แพ่ง,, 77,15,,แสดงเจตนาทำนิติกรรมการขายฝากที่ดินโดยสำคัญผิดในราคาที่ตกลง ขายฝาก สัญญาขายฝากเป็นโมฆะ หรือไม่ ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๗๘/๒๕๖๗ ขณะทำสัญญาขายฝากที่ดินพิพาทโจทก์เข้าใจว่าตกลงขายฝากที่ดินพิพาทเป็นเงิน ๑๖๐,๐๐๐ บาท ตามจำนวนที่โจทก์ได้รับจากจำเลยที่ ๒ มิใช่ ๕๐๐,๐๐๐ บาท ตาม ที่ระบุในสัญญาขายฝาก เป็นกรณีโจทก์สำคัญผิดในเรื่องราคาขายฝาก แม้มิใช่การสำคัญผิด ในลักษณะของนิติกรรม หรือตัวบุคคลซึ่งเป็นคู่กรณีแห่งนิติกรรม หรือทรัพย์สินซึ่งเป็นวัตถุแห่ง นิติกรรม แต่ราคาที่ตกลงขายฝากย่อมมีความสำคัญมากพอกับตัวทรัพย์ที่เป็นวัตถุแห่ง นิติกรรม ถือว่าโจทก์แสดงเจตนาทำนิติกรรมการขายฝากโดยสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญ แห่งนิติกรรม สัญญาขายฝากที่ดินพิพาทตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๖ ไม่มีผลบังคับตามกฎหมาย ศาลต้องเพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนขายฝาก ที่ดินพิพาท ส่วนเงินจำนวน ๑๖๐,๐๐๐ บาท ที่โจทก์ได้รับจากจำเลยที่ ๒ เป็นการรับไว้ โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ โจทก์ต้องคืนให้แก่จำเลยที่ ๑ ฐานลาภมิควรได้ตาม มาตรา ๑๗๒ วรรคสอง แม้จำเลยที่ ๑ มิได้ฟ้องแย้งให้โจทก์คืนเงินที่โจทก์ได้รับจากการขายฝากแก่จำเลยที่ แต่โจทก์ไม่อาจอ้างสิทธิใด ๆ ที่จะยึดถือเงินนั้นไว้ เนื่องจากสัญญาขายฝากเป็นโมฆะเพราะ โจทก์แสดงเจตนาทำนิติกรรมการขายฝากโดยสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรมตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๖ ศาลย่อมมีอำนาจพิพากษาให้โจทก์คืนแก่ จำเลยที่ ไปในคราวเดียวกัน ไม่ถือว่าเป็นการพิพากษาเกินคำขอ ตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒ ",แพ่ง,, 77,15,,ผู้รับจองสั่งซื้อเสื้อเพื่อไปทัศนศึกษาของกลุ่มสมาชิก เข้าใจโดยสุจริตเกี่ยวกับ เสื้อที่สมาชิกคนหนึ่งได้รับไปว่าไม่ถูกต้องจึงติดตามเอาคืนมาเพื่อส่งมอบให้แก่สมาชิกผู้สั่งซื้อ เป็นความผิดฐานลักทรัพย์หรือไม่ ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๙๖/๒๕๖๗ โจทก์ร่วมกับจำเลยมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันฉันเครือญาติ ทั้งเป็นสมาชิกของกลุ่ม อาสาสมัคร สาธารณสุข (อสม.) ตำบลนครชุม ด้วยกัน มูลเหตุของคดีนี้ก็สืบเนื่องมาจากเสื้อยืด คอกลม ๑ ตัว ราคา ๑๒๐ บาท ที่ทางกลุ่มจัดทำให้สมาชิกสั่งซื้อเพื่อสวมใส่ไปทัศนศึกษาที่ จังหวัดระยอง โดยจำเลยเป็นผู้ร่วมดำเนินการรับสั่งจองเสื้อดังกล่าวด้วย โจทก์ร่วมมิได้สั่งจอง ซื้อเสื้อจากจำเลย ต่อมาเมื่อจำเลยทราบเหตุว่าสมาชิกผู้สั่งซื้อยังไม่ได้รับเสื้อจึงไปพบเพื่อ สอบถามและทวงเสื้อคืนจากโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมยืนยันว่าได้สั่งซื้อมาโดยถูกต้องแต่ต่อมาจำเลย ได้แจ้งให้ผู้อื่นไปเอาเสื้อคืนจากบ้านของโจทก์ร่วมแล้วฝากเงินค่าซื้อเสื้อคืนให้โจทก์ร่วม แล้วด้วย ดังนั้น เมื่อคำนึงถึงพฤติการณ์แห่งคดีประกอบกับพฤติกรรมของจำเลยและความ สัมพันธ์ฉันญาติของโจทก์ร่วมกับจำเลยแล้ว กรณีมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าจำเลยเข้าใจโดยสุจริต เกี่ยวกับเสื้อที่โจทก์ร่วมมีไว้ในครอบครองว่าโจทก์ร่วมได้รับไปโดยไม่ถูกต้อง ซึ่งจำเลยมี หน้าที่ต้องติดตามเอาคืนมาเพื่อส่งมอบให้แก่สมาชิกผู้สั่งซื้อตามความรับผิดชอบของตน ทั้งการ ได้เสื้อคืนมาจำเลยก็กระทำการไปโดยเปิดเผยในลักษณะความสัมพันธ์ระหว่างเครือญาติ ทั้งจำเลยยังฝากเงินค่าซื้อเสื้อคืนให้โจทก์ร่วมแล้วและได้รีบนำเสื้อดังกล่าวไปดำเนินการมอบให้ แก่สมาชิกผู้สั่งซื้อทันที การกระทำของจำเลยหาใช่เจตนาเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบ ด้วยกฎหมายที่เป็นประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สิน อันเป็นการกระทำโดยทุจริตแต่อย่างใดไม่ จำเลยกระทำโดยขาดเจตนาทุจริตในการลักทรัพย์ ,อาญา,, 77,15,,สินค้าตามใบยืมสินค้าเป็นสินค้าที่ใช้ยืมสิ้นเปลืองหมดไป มีข้อความระบุว่า ผู้ยืมได้รับสินค้าไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วและสัญญาว่าจะนำสินค้ามาส่งคืนภายในกำหนด ๗ วัน หากพ้นกำหนดยินยอมรับซื้อสินค้าดังกล่าวไว้ทั้งหมดและจะชดใช้ราคาและค่าเสียหายให้จน เต็มจำนวน ผู้ให้ยืมยังมีกรรมสิทธิ์เป็นเจ้าของสินค้าอย่างสมบูรณ์จนกว่าผู้ซื้อจะได้ชำระราคา สินค้าที่ขายนี้จนครบถ้วน ดังนี้ สัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด หรือไม่ ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๑๔/๒๕๖๗ โจทก์เป็นผู้ประกอบการค้าจำหน่ายเครื่องเขียน เครื่องใช้สำนักงาน ครุภัณฑ์ โจทก์มีนโยบายให้หน่วยงานราชการหรือเอกชนยืมสินค้าไปใช้ก่อน โดยจะให้หน่วยงานนั้น ออกใบยืมสินค้าให้โจทก์ไว้เป็นหลักฐาน เมื่อสินค้าที่ผู้ยืมได้รับไปจากโจทก์ เป็นสินค้าที่ใช้ยืมสิ้นเปลือง หมดไปในเวลาอันสั้น ประกอบกับข้อความระบุในใบยืมสินค้าว่า ผู้ยืมได้รับสินค้าไปเป็นที่ เรียบร้อยแล้วและสัญญาว่าจะนำสินค้ามาส่งคืนภายในกำหนด ๗ วัน หากพ้นกำหนดยินยอมรับซื้อ สินค้าดังกล่าวไว้ทั้งหมดและจะชดใช้ราคาและค่าเสียหายให้จนเต็มจำนวน กับมีข้อความระบุว่า ผู้ให้ยืมยังมีกรรมสิทธิ์เป็นเจ้าของสินค้าอย่างสมบูรณ์จนกว่าผู้ซื้อจะได้ชำระราคาสินค้าที่ขายนี้จน ครบถ้วน ดังนี้ ข้อตกลงดังกล่าวเป็นการแสดงเจตนาของผู้ให้ยืมกับผู้ยืมว่าเป็นการตกลงซื้อขาย สินค้ากันแล้ว มีผลให้กรรมสิทธิ์ในสินค้าโอนไปยังผู้ยืมเมื่อมีการส่งมอบสินค้า ซึ่งผู้ยืมสินค้าตกลง รับซื้อสินค้าไว้ทั้งหมดแล้ว ข้อความที่ระบุว่า หากพ้นกำหนดยินยอมรับซื้อสินค้าดังกล่าวไว้ทั้งหมด เป็นเพียงการแจ้งให้ผู้ยืมทราบว่าให้รีบชำระค่าสินค้าภายใน ๗ วัน แต่ก็มีข้อความระบุว่า ผู้ให้ยืมยังมีกรรมสิทธิ์เป็นเจ้าของสินค้าอย่างสมบูรณ์จนกว่าผู้ซื้อจะได้ชำระราคาสินค้าที่ขายนี้จน ครบถ้วน จึงแสดงให้เห็นว่าคู่สัญญามิได้มีเจตนาให้ข้อความที่ระบุว่า หากพ้นกำหนดยินยอม รับซื้อสินค้าดังกล่าวไว้ทั้งหมดมีผลใช้บังคับเป็นเงื่อนไขบังคับหลังที่ให้มีการซื้อขายกันหลังจาก พ้นกำหนดเวลา ๗ วัน แล้วเท่านั้น ดังนั้น สัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๕๓ การที่จำเลยที่ ๑ ไม่ชำระราคาสินค้าที่ขายให้แก่โจทก์ให้ครบถ้วนนั้น เป็นการผิดสัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ตามวัตถุประสงค์เกี่ยวกับการฟ้องคดีนี้โจทก์ประสงค์จะเรียกให้จำเลยที่ ชำระค่าสินค้าแทนการคืนสินค้า แสดงให้เห็นว่าโจทก์มิได้ประสงค์ที่จะรับสินค้าคืนแต่ประสงค์ ที่จะรับค่าสินค้าเท่านั้น ส่วนจำเลยที่ ก็มิได้ประสงค์ที่จะคืนสินค้าแต่ประสงค์ที่จะ ชำระค่าสินค้าเช่นกัน ดังนั้น ลักษณะการกระทำระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ มุ่งประสงค์ใน การที่จะซื้อขายสินค้าและให้มีการชำระราคาสินค้าที่จำเลยที่ ๑ รับไปจากโจทก์เท่านั้น สัญญา ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ จึงเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด ตามประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ มาตรา ๔๕๓ โดยกรรมสิทธิ์ในสินค้าตกเป็นของจำเลยที่ ๑ แล้วตั้งแต่มีการ ซื้อขายและส่งมอบสินค้ากัน เมื่อโจทก์มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการค้าจำหน่ายเครื่องเขียน เครื่องใช้สำนักงาน ครุภัณฑ์ ถือว่าโจทก์เป็นผู้ประกอบการค้าเรียกเอาค่าของที่ได้ส่งมอบ มีกำหนดอายุความ ๒ ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๓๔ (๑) จำเลยที่ ๑ รับมอบสินค้าจากโจทก์ครั้งสุดท้ายวันที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๕๙ โจทก์จึงมีสิทธิ เรียกร้องค่าสินค้าจากจำเลยที่ ๑ อย่างช้าที่สุดตั้งแต่วันดังกล่าวเป็นต้นไป เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้อง วันที่ ๓ มกราคม ๒๕๖๓ จึงพ้นกำหนดเวลา ๒ ปี ฟ้องโจทก์ขาดอายุความที่ศาลอุทธรณ์ ภาค ๓ วินิจฉัยว่าสัญญาระหว่างโจทก์กับจําเลยที่ ๑ เป็นสัญญาซื้อขายมีเงื่อนไขบังคับไว้และ โจทก์ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ติดตามเอาทรัพย์คืนจากผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ตามประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๓๖ คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย,แพ่ง,, 77,16,,กักขังหน่วงเหนี่ยวบุคคลไว้ในบ้านโดยขู่เข็ญให้ยินยอมให้เงินที่เสียพนัน มิฉะนั้นจะไม่ยอมปล่อยออกจากบ้าน เป็นความผิดฐานใด ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๗๗/๒๕๖๔ จำเลยร่วมกับพวกกักขังหน่วงเหนี่ยวผู้เสียหายไว้ ยังบ้านที่เกิดเหตุโดยขู่เข็ญผู้เสียหายให้ยินยอมให้เงินซึ่งผู้เสียหายเสียพนันจากการฉ้อฉลของจำเลย กับพวกในการเล่นไพ่เพื่อเป็นค่าไถ่ตัวผู้เสียหายมิเช่นนั้นจะไม่ยอมปล่อยผู้เสียหายออกจากบ้าน ที่เกิดเหตุเพื่อเดินทางกลับประเทศ จนผู้เสียหายเกิดความกลัวยอมติดต่อกับเพื่อนให้โอนเงินเข้า บัญชีธนาคารของบุคคลภายนอกตามที่จำเลยกับพวกกำหนด ย่อมถือได้ว่าเป็นการทำอันตราย ต่อเสรีภาพของผู้เสียหายด้วยการข่มขืนใจผู้เสียหายแล้ว จำเลยกับพวกมีความผิดฐานร่วมกัน หน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นโดยให้ผู้อื่นกระทำการใดให้แก่ผู้กระทำหรือบุคคลอื่น ตามประมวลกฎหมาย อาญา มาตรา ๓๑๐ ทวิ เงินที่ผู้เสียหายเสียพนันเกิดขึ้นจากการฉ้อฉลของจำเลยกับพวกที่วางแผนชักชวน ผู้เสียหายให้ร่วมเล่นการพนันซึ่งมิใช่การได้เสียกันเป็นปกติ เงินจำนวนนี้จึงถือเป็นค่าไถ่เพื่อ แลกกับอิสรภาพของผู้เสียหายที่ถูกจำเลยร่วมกับพวกกักขังหน่วงเหนี่ยว มิฉะนั้นจะไม่ยอมปล่อย ผู้เสียหายเพื่อเดินทางกลับประเทศ จำเลยกับพวกมีความผิดฐานร่วมกันเรียกค่าไถ่ ตามประมวล กฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๓ วรรคแรก และฐานร่วมกันกรรโชก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๗ วรรคแรก อันเป็นการกระทำกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษฐานเรียกค่าไถ่อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ จำเลยกับพวกยอมปล่อยตัวผู้เสียหายไปในวันเกิดเหตุก่อนศาลชั้นต้นพิพากษา โดยไม่ปรากฏว่าผู้เสียได้รับอันตรายสาหัสหรือตกอยู่ในภาวะอันใกล้จะเป็นอันตรายแก่ชีวิต ศาล ต้องลงโทษจำเลยน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนด แต่ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๖ ,อาญา,, 77,16,,ข่มขืนใจให้ผู้อื่นส่งมอบกุญแจรถยนต์ขณะจอดอยู่ที่ลานจอดรถเป็นความผิด ฐานกรรโชกหรือไม่ ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๒๖/๒๕๖๕ คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาเป็นคดีที่ฟ้อง เรียกค่าสินไหมทดแทนในมูลละเมิดที่สืบเนื่องมาจากการกระทำความผิดอาญาฐานใดฐานหนึ่ง ความรับผิดในทางแพ่งจึงเป็นผลมาจากการกระทำความผิดอาญา แม้คดีส่วนอาญาตามคดีอาญา ปรากฏข้อเท็จจริงเพียงว่าจำเลยข่มขืนใจให้โจทก์ส่งมอบกุญแจรถยนต์คันพิพาทแก่ จำเลยโดยไม่ได้กล่าวว่าจำเลยยึดรถยนต์คันพิพาทไว้หรือไม่ก็ตาม แต่โดยสภาพเป็นที่เข้าใจ ได้ว่าการที่จำเลยยึดหน่วงกุญแจรถยนต์คันพิพาทไว้ ย่อมทำให้โจทก์ไม่อาจใช้รถยนต์ คันพิพาทได้เช่นปกติ มีผลเสมือนหนึ่งจำเลยยึดรถยนต์คันพิพาทไว้นั่นเอง การที่โจทก์ ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ว่าจำเลยยึดกุญแจรถยนต์และรถยนต์คันพิพาทไว้เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับ ความเสียหายขาดประโยชน์จากการใช้รถและต้องซ่อมแซมรถยนต์คันพิพาท จำเลยต้องชดใช้ ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายแก่โจทก์นั้น จึงเป็นการฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนใน มูลละเมิดที่สืบเนื่องมาจากการที่จำเลยข่มขืนใจให้โจทก์ส่งมอบกุญแจรถยนต์คันพิพาทให้ จำเลยอันเป็นความผิดฐานกรรโชกตามคดีอาญา คดีนี้จึงเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ฐานดังกล่าว ,อาญา,, 77,16,,นั่งรถรับส่งพนักงานไปด้วยกัน พนักงานคนหนึ่งยกเท้าข้างหนึ่งพาดบนเบาะที่นั่ง ข้าง ๆ ปลายเท้าชี้มายังพนักงานอีกคนหนึ่ง เมื่อบอกให้เอาเท้าลงกลับเพิกเฉย พนักงานคนดังกล่าว จึงใช้มีดฟัน ดังนี้ ถือเป็นการข่มเหงอย่างร้ายแรงอันเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะ หรือไม่ ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๐๕๖/๒๕๖๕ การกระทำความผิดโดยบันดาลโทสะ ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๒ นั้น ต้องเป็นเรื่องที่ผู้กระทำความผิดถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม และเหตุอันไม่เป็นธรรมนั้นต้องเป็นเรื่องร้ายแรงโดยต้องพิจารณาเปรียบเทียบกับความรู้สึกของ คนธรรมดาหรือวิญญูชนทั่วไปที่อยู่ในภาวะวิสัยและพฤติการณ์อย่างเดียวกับผู้กระทำความผิด จะถือเอาความรู้สึกนึกคิดของตัวผู้กระทำความผิดเป็นเกณฑ์ในการพิจารณาว่าผู้กระทำความผิด ถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมหรือไม่ไม่ได้ ก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายและจำเลยกับพนักงานคนอื่น ๆ นั่งรถรับส่งพนักงานเดินทาง ไปทำงานด้วยกัน ผู้เสียหายนั่งอยู่บนถังน้ำแข็งยกเท้าข้างหนึ่งพาดบนเบาะที่นั่งข้าง ๆ จำเลย ปลายเท้าชี้มายังจำเลย จำเลยบอกให้เอาเท้าลงแต่ผู้เสียหายไม่ทำตาม พอหลังเลิกงาน ขณะเดินทางกลับที่พักผู้เสียหายซึ่งนั่งบนถังน้ำแข็งก็ยังยกเท้าพาดมาบนเบาะที่นั่งข้างจำเลย ปลายเท้าชี้มายังจำเลย จำเลยบอกให้เอาเท้าลงแต่ผู้เสียหายเพิกเฉย เมื่อกลับถึงที่พักขณะที่ จำเลยนั่งดื่มสุราที่หน้าห้องพัก ผู้เสียหายเดินมาทางห้องพักจำเลยเดินเบ่งกล้าม แกว่งแขน ลักษณะเยาะเย้ยจำเลย โดยไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายไปถูกเนื้อต้องตัวจำเลยแต่อย่างใด พฤติการณ์ของผู้เสียหายเป็นเพียงความประพฤติที่ไม่สุภาพเรียบร้อยไม่ให้ความเคารพ ไม่เกรงใจ และหยาบคาย แต่ยังไม่ถึงขั้นที่จะเป็นการข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอัน ไม่เป็นธรรมไม่ ที่จำเลยใช้มีดดาบฟันผู้เสียหายจึงไม่เป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะ ,อาญา,, 77,16,,ผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาล จดทะเบียนโอนที่ดินมรดกเป็นของตนเองและ บุคคลที่สามโดยทุจริตเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ฐานใด ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๐๓๑/๒๕๖๖ ผู้จัดการมรดกมีหน้าที่ต้องจัดการในการแบ่งปัน ทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกให้เสร็จสิ้นไม่ว่าทรัพย์สินประเภทใด ๆ ให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ลักษณะ ตามส่วนแห่งสิทธิที่ทายาทแต่ละคนมีสิทธิที่จะได้รับ เมื่อจำเลยที่ ๑ เป็นผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาล ย่อมมีหน้าที่จัดการทรัพย์และแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาท ของเจ้ามรดกตามกฎหมายและการกระทำของจำเลยที่ ๑ จะเป็นความผิดฐานยักยอกหรือไม่ นอกจากต้อง องค์ประกอบภายนอกที่จำเลยที่ ๑ กระทำโดยการโอนที่ดินรวม ๓๕ แปลง ตามฟ้องแล้ว ยังต้องประกอบด้วยเจตนาตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๙ ซึ่งเป็นการรู้สำนึกในการกระทำ อันเป็นเจตนาทั่วไปและต้องพิจารณาด้วยว่าเป็นการกระทำ “โดยทุจริต” ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑ (๑) ด้วย จำเลยที่ ๑ รู้ว่า ที่ดินทรัพย์มรดกทั้ง ๓๕ แปลง เป็นที่ดินที่จำเลยที่ ต้องแบ่งปัน แก่ทายาททุกคน แต่จำเลยที่ กลับจดทะเบียนโอนที่ดินดังกล่าวให้แก่ตนเองแล้วโอน ให้แก่ ส. ซึ่งมิใช่ทายาทโดยโจทก์ร่วมไม่ได้รู้เห็นหรือยินยอมส่อแสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายตามคำสั่งศาลซึ่งมีหน้าที่จัดการแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาท ตามสิทธิที่แต่ละคนมีอยู่ กระทำผิดหน้าที่ด้วยการจดทะเบียนโอนที่ดินทั้ง ๓๕ แปลงดังกล่าว มาเป็นของตนและบุคคลที่สามแต่เพียงผู้เดียวโดยทุจริตจนเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินของโจทก์ร่วม จำเลยที่ ๑ จึงมีความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๓ ประกอบมาตรา ๓๕๔ ,อาญา,, 77,16,,ใช้อุปกรณ์ช็อตปลาที่มีกระแสไฟฟ้าจี้ช็อตไปที่ตัวผู้อื่น เป็นเหตุให้ผู้อื่นถูก ไฟฟ้าช็อตและตกลงไปในร่องสวนในลักษณะนอนคว่ำหน้าในร่องน้ำจนถึงแก่ความตาย ดังนี้ เป็นการกระทำโดยมีเพียงเจตนาทำร้ายหรือเจตนาฆ่า ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๒๖๒/๒๕๖๖ จำเลยใช้อุปกรณ์ช็อตปลาที่มีกระแสไฟฟ้า จี้ช็อตไปที่ตัวผู้ตายเป็นเหตุให้ผู้ตายถูกไฟฟ้าช็อตและตกลงไปในร่องสวนในลักษณะนอนคว่ำใน ร่องน้ำ เมื่อหน้าผู้ตายจมน้ำจำเลยย่อมเล็งเห็นผลได้ว่าผู้ตายไม่สามารถหายใจได้ สอดคล้องกับ สาเหตุการตายที่แพทย์ระบุว่าขาดอากาศจากการจมน้ำ เหตุที่ผู้ตายถึงแก่ความตายเป็นผลโดยตรง จากการที่จำเลยใช้อุปกรณ์ช็อตปลาที่มีกระแสไฟฟ้าช็อตไปที่ตัวผู้ตายซึ่งเพียงพอให้รับฟังได้แล้วว่า จำเลยย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำของจำเลยได้ว่าผู้ตายถูกไฟฟ้าช็อตและนอนคว่ำหน้า ในร่องน้ำอาจทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตายได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๙ วรรคสอง เป็นการกระทำโดยมีเจตนาฆ่าผู้ตาย มิใช่มีเพียงเจตนาทำร้ายผู้ตาย จำเลยทำร้ายผู้ตายซึ่งเป็นผู้ข่มเหงในช่วงเวลาที่ต่อเนื่องเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ที่ ผู้ตายข่มเหงจำเลยอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมก่อนโดยจำเลยไม่ได้สมัครใจทะเลาะ วิวาทกับผู้ตายตั้งแต่แรก ดังนี้ การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำความผิด โดยบันดาลโทสะ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๒ ศาลฎีกาเห็นสมควรลงโทษจำเลยน้อยกว่าโทษที่กฎหมายกำหนด ,อาญา,, 77,16,,ชายและส่งมอบที่ดินพิพาทให้แก่ผู้อื่นไปแล้ว กลับมาอ้างสิทธิฟ้องผู้ซื้อข้อหา บุกรุกและเบิกความยืนยันว่าเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ ดังนี้เป็นความผิดฐานฟ้องเท็จและ เบิกความเท็จ หรือไม่ ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๐๕๔/๒๕๖๖ จำเลยรู้อยู่แล้วว่าจำเลยสิ้นสิทธิในการเข้า ทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตั้งแต่ขายและส่งมอบที่ดินพิพาทให้แก่ บ. ตามระเบียบคณะกรรมการ ปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม จำเลยกลับมาอ้างสิทธิตามหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขต ปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔-๐๑) ฟ้องขอให้ลงโทษโจทก์ซึ่งเป็นผู้ซื้อที่ดินพิพาทมาจาก บ. และ ด. เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ส่วนโจทก์จะได้สิทธิเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทหรือไม่ เป็นอำนาจ ของคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมที่จะต้องพิจารณาดำเนินการตามกฎหมาย การที่ จำเลยฟ้องโจทก์ในความผิดฐานบุกรุก จึงเป็นการเอาความอันเป็นเท็จมาฟ้องโจทก์ต่อศาลว่า กระทำความผิดอาญา จำเลยจะอ้างว่าจำเลยเข้าใจโดยสุจริตว่ายังมีสิทธิเข้าทำประโยชน์ในที่ดิน พิพาทจึงใช้สิทธิฟ้องโจทก์เป็นคดีแพ่งและคดีอาญาย่อมฟังไม่ขึ้น ทั้งข้อความที่จำเลยเบิกความ ยืนยันว่าจำเลยและครอบครัวครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทในฐานะผู้ได้รับอนุญาตให้ เข้าทำประโยชน์ด้วยตนเองซึ่งเป็นความเท็จ ความจริงแล้วโจทก์และ อ. เป็นผู้มีสิทธิเข้าทำ ประโยชน์ในที่ดินและไม่ได้บุกรุกที่ดินพิพาทตามที่จำเลยเบิกความ ซึ่งหากศาลเชื่อว่าโจทก์กระทำ ความผิดจริงศาลอาจพิพากษาลงโทษโจทก์ ทำให้โจทก์เสื่อมเสียต่อชื่อเสียงและเสรีภาพ การ เบิกความเท็จของจำเลยเป็นข้อสำคัญในการพิจารณาคดีอาญา ซึ่งเป็นความผิดฐานเบิกความ อันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญาต่อศาล จำเลยจึงมีความผิดฐานเอาความอันเป็นเท็จฟ้องผู้อื่น ต่อศาลว่ากระทำความผิดอาญาและฐานเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญาต่อศาล ,อาญา,, 76,1,,ผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองจะต้องรับผิดตามสัญญาจำนองและสัญญาต่อท้ายสัญญาจำนองที่ยอมให้บังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินอื่นที่มิใช่ทรัพย์สินที่จำนองหรือไม่ ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๑๐๕/๒๕๔๘ การขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองมีทั้ง การขายโดยปลอดจำนอง และการขายโดยจำนองติดไป หากเป็นการขายทอดตลาดโดย ปลอดจำนอง เจ้าหนี้จำนองย่อมมีสิทธิได้รับชำระหนี้จากเงินที่ขายทอดตลาดทรัพย์สินที่ จำนองก่อนเจ้าหนี้รายอื่น ส่วนการขายทอดตลาดโดยจำนองติดไป ผู้รับจำนองยังมีสิทธิ ได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนองโดยบังคับจำนองเอาแก่ผู้รับโอนทรัพย์สินที่จำนองตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๓๕ เมื่อจำเลยเป็นเพียงผู้รับโอนทรัพย์สินที่จำนองโดยการซื้อ ทรัพย์สินที่จำนองจากการขายทอดตลาด มิใช่คู่สัญญาตามสัญญาจำนอง จำเลยจึง เป็นบุคคลภายนอกย่อมไม่ต้องรับผิดตามสัญญาจำนองและสัญญาต่อท้ายสัญญา จำนองที่ยอมให้บังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินอื่นที่มิใช่ทรัพย์สินจำนอง แม้โจทก์ผู้รับ จำนองชอบที่จะได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนองโดยมิพักต้องพิเคราะห์ว่ากรรมสิทธิ์ใน ทรัพย์สินจะได้โอนไปยังบุคคลภายนอกแล้วหรือไม่ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๐๒ วรรคสอง แต่จำเลยผู้รับโอนทรัพย์สินที่จำนองก็มีหน้าที่เพียงปลดเปลื้องภาระจำนองด้วยการไถ่ถอน จำนองตามบทบัญญัติในบรรพ ๓ ลักษณะ ๑๒ หมวด ๕ แห่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เท่านั้น ดังนั้น จำเลยจึงไม่ต้องชำระหนี้ตามสัญญาจำนองแก่โจทก์ และหากการขายทอดตลาด ทรัพย์สินที่จำนองได้เงินสุทธิไม่พอ จำเลยก็ไม่ต้องรับผิดแก้โจทก์อีก คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๔๒๓/๒๕๕๘ จำเลยที่ ๓ เป็นผู้รับโอนที่ดินอันเป็นทรัพย์สินซึ่งจำนองอยู่แก่โจทก์ตาม คำพิพากษาจากจำเลยที่ ๒ โดยมีข้อตกลงตามสัญญาต่อท้ายหนังสือสัญญาจำนองที่ดิน เป็นประกันระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๒ ข้อ ๖ ระบุว่า “เมื่อมีการบังคับจำนองเอา ทรัพย์สินซึ่งจำนองออกขายทอดตลาดได้เงินจำนวนสุทธิน้อยกว่าจำนวนเงินที่ค้างชำระ กับหนี้อุปกรณ์ต่าง ๆ ดังกล่าวมาแล้วก็ดี...เงินยังขาดจำนวนเท่าใด ผู้จำนองและลูกหนี้ ยอมรับผิดใช้เงินที่ขาดจำนวนนั้นให้แก่ผู้รับจำนองจนครบ” และปรากฏว่าเจ้าพนักงาน บังคับคดีดำเนินการบังคับคดีเอาทรัพย์สินซึ่งจำนองดังกล่าวออกขายทอดตลาดแล้วได้เงิน ไม่พอชำระหนี้ตามคำพิพากษาในส่วนที่จำเลยที่ ๓ จะต้องรับผิดตามคำพิพากษา มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะ อาศัยข้อตกลงตามสัญญาต่อท้ายหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันระหว่างโจทก์กับ จำเลยที่ ๒ ข้อ ๖ ดังกล่าวบังคับเอาแก่ทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ ๓ ตามคำพิพากษาได้ หรือไม่ เห็นว่า สัญญาต่อท้ายหนังสือสัญญาจำนองที่ดินดังกล่าวข้อ ๖ เป็นเพียง ข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๒ ซึ่งมีผลผูกพันและบังคับได้แต่เฉพาะระหว่าง คู่สัญญาในลักษณะบุคคลสิทธิ มิใช่เป็นทรัพยสิทธิที่จะตกติดไปกับตัวทรัพย์สินซึ่ง จำนอง จำเลยที่ ๓ เป็นเพียงผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองจากจำเลยที่ ๒ มิได้มี นิติสัมพันธ์อันก่อให้เกิดสิทธิหรือหน้าที่อันใดกับโจทก์อย่างในฐานะผู้เป็น ลูกหนี้ชั้นต้นหรือ ลูกหนี้ร่วมในหนี้ตามคำพิพากษา ความรับผิดของจำเลยที่ ๓ ที่มีอยู่แก่โจทก์ย่อมมีอยู่ เพียงที่ทรัพย์สินซึ่งจำนองที่ตนรับโอนมาซึ่งตราเป็นประกันการชำระหนี้แก่โจทก์เท่านั้น โจทก์จึงไม่อา้างข้อตกลงตามสัญญาต่อท้ายหนังสือสัญญาจำนองระหว่างโจทก์กับ จำเลยที่ ๒ ดังกล่าวมาเพื่อบังคับชำระหนี้เอาแก่ทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ ๓ ตาม คำพิพากษานอกเหนือไปจากทรัพย์สินซึ่งจำนองได้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๒๕๙/๒๕๖๒ ข้อตกลงต่อท้ายหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันที่ยกเว้นให้ผู้จำนองต้อง รับผิดชำระหนี้ของลูกหนี้ของลูกหนี้เกินกว่าทรัพย์ที่จำนองตามประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ มาตรา ๗๓๓ มีผลผูกพันและบังคับได้ระหว่างโจทก์กับผู้จำนองที่เป็นคู่สัญญา ระหว่างกันอันเป็นบุคคลสิทธิ มิใช่เป็นการก่อตั้งทรัพยสิทธิอันจะตกติดไปกับทรัพย์สิน ที่จำนอง จำเลยเป็นเพียงผู้รับโอนโดยซื้อทรัพย์สินซึ่งจำนองจากการขายทอดตลาด ซึ่งมีเงื่อนไขให้ติดจำนองมาโดยมิได้เป็นลูกหนี้หรือผู้ค้ำประกันย่อมมีสิทธิไถ่ถอนจำนองได้ ด้วยการรับใช้เงินให้เป็นจำนวนอันสมควรกับราคาทรัพย์สินนั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ มาตรา ๗๓๖ และมาตรา ๗๓๘ หาใช่ต้องรับผิดในหนี้ของลูกหนี้หรือผู้ค้ำประกัน เต็มจำนวนอันเกินกว่าราคาของทรัพย์สินที่จำนองไม่ จำเลยเป็นผู้โอนทรัพย์สินซึ่งจำนองมิได้มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์ตามข้อตกลง ต่อท้ายหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกัน ทั้งไม่มีข้อตกลงในการแปลงหนี้โดยเปลี่ยนตัว จำเลยมาเป็นลูกหนี้แทนผู้จำนองจึงไม่เกิดสิทธิแก่โจทก์ที่จะบังจำเลยให้ชำระหนี้ในฐานะ เป็นลูกหนี้ชั้นต้นหรือลูกหนี้ร่วมได้ ความรับผิดของจำเลยย่อมมีเพียงทรัพย์สินซึ่งจำนองที่ตน รับโอนมาซึ่งตราเป็นประกันการชำระหนี้แก่โจทก์เท่านั้นโจทก์ไม่อาจอ้างข้อตกลงต่อท้าย หนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันที่ยกเว้นให้ผู้จำนองต้องรับผิดชำระหนี้ของลูกหนี้ เกินกว่าทรัพย์ที่จำนองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๓๓ มาบังคับเอาแก่ ทรัพย์สินอื่นของจำเลยเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์นอกเหนือไปจากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่ง จำนองได้ แม้จำเลยเป็นผู้รับโอนทรัพย์ซึ่งจำนองและหากประสงค์จะไถ่ถอนจำนองยังมี ภาระที่จะต้องชำระดอกเบี้ยในอัตราตามที่ตกลงกันไว้ในสัญญาจำนองนับแต่มีการผิดนัด ของลูกหนี้ชั้นต้นหรือผู้จำนองโจทก์ย่อมมีสิทธิบังคับจำนองเพื่อชำระหนี้ต้นเงินและดอกเบี้ย ได้ตามสัญญาจำนอง แต่โจทก์จะใช้สิทธิบังคับให้จำเลยชำระดอกเบี้ยที่ค้างย้อนหลังเกิน ห้าปีขึ้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๒๗ ซึ่งจำเลยให้การต่อสู้ไว้ไม่ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๑๕ บัญญัติว่า “ทรัพย์สินซึ่งจำนองย่อมเป็นประกันเพื่อ การชำระหนี้ทั้งค่าอุปกรณ์ต่อไปนี้ด้วย คือ (๑) ดอกเบี้ย... ดอกเบี้ยนี้ย่อมหมายถึงดอกเบี้ย ของต้นเงินและอัตราดอกเบี้ยที่ตกลงกันไว้ตามสัญญาจำนอง ซึ่งมีข้อตกลงนำที่ดินและสิ่ง ปลูกสร้างจำนองเป็นประกันหนี้รายนี้ในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ ๑๙ ต่อปี ของต้นเงิน โดย ชำระดอกเบี้ยเป็นรายเดือน ข้อตกลงดังกล่าวย่อมมีผลผูกพันถึงจำเลยผู้ซื้อทรัพย์โดยติดจำนอง ด้วย ดังจะเห็นได้จากบทบัญญัติแห่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๓๕ ที่กำหนดให้ผู้รับโอนที่ประสงค์ จะไถ่ถอนจำนองต้องบอกกล่าวความประสงค์นั้นแก่ลูกหนี้ชั้นต้น และต้องส่งคำเสนอไปยัง บรรดาเจ้าหนี้ที่ได้จดทะเบียน...ว่าจะรับใช้เงินให้เป็นจำนวนอันสมควรกับราคาทรัพย์สิน โดยตาม (๖) ให้คำนวณยอดจำนวนเงินที่ค้างชำระแก่เจ้าหนี้คนหนึ่ง ๆ รวมทั้งอุปกรณ์และ จำนวนเงินที่จะจัดเป็นส่วนใช้แก่บรรดาเจ้าหนี้ตามลำดับกัน....ฉะนั้นแม้จำเลยเป็นผู้รับโอน ทรัพย์ซึ่งจำนองและหากประสงค์จะไถ่ถอนจำนองก็ยังคงมีภาระที่จะต้องชำระดอกเบี้ย ในอัตราตามที่ตกลงกันไว้ในสัญญาจำนองนับแต่มีการผิดนัดของลูกหนี้ชั้นต้นหรือ ผู้จำนอง และโจทก์ก็ได้นำพยานหลักฐานมาสืบถึงการค้างชำระดอกเบี้ย จนถึงวันฟ้อง ว่ามีจำนวนเท่าใดโดยจำเลยมิได้โต้แย้งว่าไม่มีการชำระจริง เช่นนี้โจทก์ย่อมมีสิทธิ บังคับจำนองเพื่อชำระหนี้ต้นเงินและดอกเบี้ยได้ตามสัญญาจำนอง แต่โจทก์จะใช้สิทธิ บังคับให้จำเลยชำระดอกเบี้ยที่ค้างย้อนหลังเกินห้าปีขึ้นไปไม่ได้ ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๒๗ หมายเหตุ กรณีผู้จำนองซึ่งจำนองทรัพย์สินของตนไว้เพื่อประกันหนี้ของตนเอง อาจมีข้อตกลงยกเว้นบทบัญญัติ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๓๓ ได้ แต่ถ้าเป็นกรณีผู้จำนองทรัพย์สิน ของตนไว้เพื่อประกันหนี้อันบุคคลอื่นจะต้องชำระหากมีข้อตกลงให้ผู้จำนองรับผิดในหนี้เกินกว่า ทรัพย์สินซึ่งจำนอง ข้อตกลงนั้นเป็นโมฆะตามมาตรา ๗๒๗/๑ ",แพ่ง,, 76,1,,ผู้รับโอนทรัพย์จำนองประสงค์จะไถ่ถอนทรัพย์จำนอง จะต้องชำระดอกเบี้ย ในอัตราตามที่ผู้จำนองกับผู้รับจำนองตกลงกันไว้ตามหนังสือสัญญาจำนองด้วยหรือไม่ ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๕๙/๒๕๖๕ หนี้ตามสัญญากู้เงินขาดอายุความและจำเลย ที่ ๑ ต่อสู้เรื่องอายุความแล้ว โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ ๑ ชำระหนี้ตาม สัญญากู้เงิน ส่วนหนี้จำนองอันเป็นหนี้อุปกรณ์แม้ไม่ระงับไปโดยหนี้ประธานขาดอายุความ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๔๔ และหนี้ประธานขาดอายุความยัง บังคับจำนองได้ตาม มาตรา ๗๔๕ ก็ตาม แต่การบังคับจำนองย่อมต้องบังคับเอาจาก ผู้เป็นเจ้าของทรัพย์จำนองเพราะเป็นการบังคับเอาจากตัวทรัพย์จำนอง ขณะฟ้องคดี จำเลยที่ ๑ มิได้เป็นเจ้าของทรัพย์จำนองเนื่องจากมีการขายทอดตลาดทรัพย์จำนอง ตามคำสั่งศาลแล้ว โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิบังคับจำนองทรัพย์จำนองแก่จำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๑ ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ จำเลยที่ ๒ ต้องรับผิดในดอกเบี้ยผิดนัดเพียงร้อยละ ๗.๕๐ ต่อปี หรือไม่ แม้จำเลย ที่ ๒ มิได้อุทธรณ์โต้แย้งไว้ดังที่ฎีกา แต่การกำหนดอัตราดอกเบี้ยตามกฎหมายเป็นปัญหา ข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยที่ ๒ ฎีกาได้ ดอกเบี้ยของต้นเงินและอัตราดอกเบี้ยที่ตกลงกันไว้ตามหนังสือสัญญาจำนองที่ดิน เป็นประกันและข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองเป็นประกันย่อมมีผลผูกพันถึงจำเลยที่ ๒ ผู้ซื้อทรัพย์โดยติดจำนองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๑๕ เพราะ จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นผู้รับโอนทรัพย์จำนอง หากประสงค์จะไถ่ถอนจำนองจะต้องชำระ ดอกเบี้ยในอัตราตามที่ตกลงกันไว้ในสัญญาจำนองนับแต่มีการผิดนัดของจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นลูกหนี้ชั้นต้นหรือผู้จำนองตามมาตรา ๗๓๘ โจทก์ผู้รับจำนองมีสิทธิบังคับจำนอง เพื่อชำระหนี้ต้นเงินและดอกเบี้ยได้ตามสัญญาจำนอง แต่จะใช้สิทธิบังคับให้จำเลยที่ ๒ ชำระดอกเบี้ยที่ค้างย้อนหลังเกินห้าปีขึ้นไปไม่ได้ตามมาตรา ๑๙๓/๒๗ ,แพ่ง,, 76,2,,สมาชิกนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรติดตั้งป้ายไวนิลโดยมุ่งประสงค์ที่จะ ประชาสัมพันธ์ให้สมาชิกของหมู่บ้านทราบและร่วมกันตรวจสอบความผิดปกติทางการเงิน ของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร บุคคลที่มาปลดป้ายไวนิลดังกล่าวจะมีความผิดตามประมวล กฎหมายอาญา มาตรา ๑๘๘ หรือไม่ ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๓๕๖/๒๕๖๕ โจทก์ร่วมซึ่งเป็นเจ้าของบ้านและเป็นสมาชิกนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรติดตั้งป้ายไวนิล พิพาทโดยมุ่งประสงค์ที่จะประชาสัมพันธ์ให้สมาชิกของหมู่บ้านทราบและร่วมกันตรวจสอบ ความผิดปกติทางการเงินและกำหนดแนวทางดูแลเงินที่นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรจะได้รับจาก ผู้จัดสรรที่ดิน อันเป็นสิทธิโดยชอบธรรมของสมาชิกที่สามารถกระทำได้ การที่จำเลยทั้งสอง ปลดป้ายไวนิลพิพาทไปเก็บไว้ที่สำนักงานนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ย่อมทำให้โจทก์ร่วม เสียโอกาสในการประชาสัมพันธ์เชิญชวนสมาชิกของหมู่บ้านตามสิทธิที่ได้แจ้งต่อจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้จัดการนิติบุคคล จึงเป็นการกระทำในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่โจทก์ร่วม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๘๘ คำว่า “เอาไปเสีย” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๘๘ มิได้มุ่งถึงกรรมสิทธิ์ หรือสิทธิในการเป็นเจ้าของวัตถุที่ทำให้ปรากฏความหมายเป็นเอกสาร ทั้งบทมาตรา ๑๘๘ ไม่ได้กำหนดลักษณะเฉพาะของเอกสารว่าต้องเป็นเอกสารที่เป็นพยานหลักฐานทำนอง เดียวกับพินัยกรรมเท่านั้น เมื่อป้ายไวนิลพิพาทเป็นวัตถุซึ่งทำให้ปรากฏความหมายด้วยตัวอักษร จึงเข้าลักษณะเป็นเอกสารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑ (๗) ,อาญา,, 76,2,,ลงลายมือชื่อผู้อื่นในใบรับเงินกู้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้กู้ โดยลายมือชื่อ ในช่องผู้รับเงินเป็นเพียงลายมือเขียนชื่อของสมาชิกมิใช่ปลอมลายเซ็นชื่อของสมาชิกนั้น จะเป็นความผิดฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมหรือไม่ ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๐๖๗/๒๕๖๕ ลายมือชื่อไม่มีกฎหมายให้อำนาจลงลายมือชื่อแทนกันได้ จำเลยลงลายมือชื่อปลอม ในเอกสารสิทธิใบรับเงินกู้เพื่อให้ผู้พบเห็นหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง แม้จะเป็นเพียง ลายมือชื่อเขียนก็ถือเป็นการลงลายมือชื่อตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ และบทนิยามตามประมวลกฎหมายอาญา การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐาน ปลอมเอกสารสิทธิ เมื่อจำเลยส่งมอบใบรับเงินกู้ซึ่งเป็นเอกสารปลอมให้แก่ผู้เสียหายที่ จำเลยมีความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอม ความผิดฐานใช้หรืออ้างเอกสารปลอมเป็นความผิดสำเร็จเมื่อยื่นเอกสาร จำเลย ส่งมอบให้รับเงินกู้เอกสารปลอมแก่ผู้เสียหายที่ ๓ ผู้มีหน้าที่จ่ายเงิน แม้ผู้เสียหายที่ ยังไม่มีการจ่ายเงินตามใบรับเงินกู้ก็เป็นความผิดสำเร็จแล้ว ,อาญา,, 76,2,,การถูกกำจัดมิให้ได้รับมรดกหลังเจ้ามรดกตาย ผู้สืบสันดานของผู้ถูกกำจัด มิให้รับมรดกของเจ้ามรดกสืบมรดกของเจ้ามรดกต่อไป ได้หรือไม่ ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๘๑/๒๕๖๕ จำเลยที่ ๑ ในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทเป็นของตนเอง ผู้เดียวไม่แบ่งปันให้แก่โจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นทายาทและนำที่ดินพิพาทจดทะเบียนจำนองประกัน หนี้ภริยาตนเองไว้กับจำเลยที่ ๒ โดยโจทก์ทั้งสามมิได้รู้เห็นยินยอม แม้จำเลยที่ ๑ ยังไม่ได้ โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทไปเป็นของบุคคลอื่นอีกก็ตาม พฤติการณ์ของจำเลยที่ ๑ เช่นนี้ถือว่า เป็นการปิดบังทรัพย์มรดกมากกว่าส่วนที่ตนจะได้รับโดยมีเจตนาฉ้อฉลหรือรู้อยู่แล้วว่าตน ทำให้เสื่อมประโยชน์ของโจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นทายาท จำเลยที่ ๑ ในฐานะผู้จัดการมรดก ต้องถูกกำจัดมิให้ได้มรดกเลย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๐๕ วรรคหนึ่ง โจทก์ทั้งสามมีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท ของจำเลยที่ ๑ เพื่อนำมาแบ่งปันแก่ทายาทของเจ้ามรดกได้ตามฟ้อง แม้จำเลยที่ ๑ ปิดบังทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกมากกว่าส่วนที่ตนจะได้และต้อง ถูกกำจัดมิให้ได้รับมรดกของเจ้ามรดกเลย เป็นการถูกกำจัดมิให้ได้รับมรดกหลังเจ้ามรดก ซึ่งเป็นพระภิกษุมรณภาพก็ตาม บุตรของจำเลยที่ ๑ เป็นผู้สืบสันดานของจำเลยที่ ๑ ผู้ถูก กำจัดมิให้รับมรดกของเจ้ามรดกสืบมรดกของเจ้ามรดกต่อไปได้เหมือนหนึ่งว่าจำเลยที่ ๑ ตายแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๐๗ และบทบัญญัติมาตรา ๑๖๐๗ หาได้อยู่ภายใต้บังคับของมาตรา ๑๖๓๙ ไม่ จำเลยที่ ๒ รับจำนองที่ดินพิพาทไว้จากจำเลยที่ โดยเสียค่าตอบแทนและ โดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว โจทก์ทั้งสามย่อมไม่อาจยกการได้มาซึ่ง กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยทางมรดกเป็นข้อต่อสู้จำเลยที่ ๒ ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ มาตรา ๑๒๙๙ วรรคสอง โจทก์ทั้งสามไม่มีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมจำนอง ระหว่างจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ,แพ่ง,, 76,2,,บุคคลที่ซื้อที่ดินได้จากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีตาม คำสั่งศาลกับบุคคลที่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวโดยการครอบครองปรปักษ์ บุคคลใดมีสิทธิ ในที่ดินดีกว่ากัน การครอบครองที่ดินขณะเจ้าพนักงานบังคับคดีปิดประกาศขับไล่ให้ออกไปจาก ที่ดินถือเป็นการครอบครองโดยสงบหรือไม่ ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๑๕๐/๒๕๖๕ แม้ผู้ร้องครอบครองปรปักษ์จนได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแล้วก็ไม่ทำให้สิทธิของ ผู้คัดค้านในที่ดินพิพาทที่ซื้อได้จากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีตามคำสั่ง ของศาลโดยสุจริตเสียไป ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๓๐ ทั้งการ ครอบครองปรปักษ์ซึ่งเป็นทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ของผู้ร้องยังไม่ได้จดทะเบียน จึงยกขึ้นต่อสู้ผู้คัดค้านผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต และได้จดทะเบียนสิทธิ โดยสุจริตแล้วไม่ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๙๙ วรรคสอง หากผู้ร้องจะอ้างสิทธิในการครอบครองปรปักษ์ต่อไป ต้องเริ่มต้นใหม่นับแต่วันที่ผู้คัดค้าน จดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทจนครบ ๑๐ ปี จึงจะได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท โดยทั้งนี้ต้องเป็นการครอบครองโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของตลอดเวลา ดังกล่าวด้วย หลังจากผู้คัดค้านจดทะเบียนรับโอนที่ดินพิพาท์ที่ซื้อได้จากการขายทอดตลาดของ เจ้าพนักงานบังคับคดีตามคำสั่งศาลแล้ว ผู้คัดค้านขอให้ศาลออกคำบังคับให้ผู้อยู่อาศัยซึ่ง รวมถึงผู้ร้องออกไปจากที่ดินพิพาทและนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปปิดประกาศขับไล่ ผู้อยู่อาศัยรวมถึงผู้ร้องให้ออกไปจากที่ดิน ซึ่งถือได้ว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิในการครอบครองที่ดิน พิพาทของผู้ร้อง ซึ่งขณะนั้นผู้ร้องอ้างว่าได้ทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท ทั้งในวันที่เจ้าพนักงาน บังคับคดีไปปิดประกาศขับไล่มีผู้อยู่อาศัยออกมาขัดขวางจำนวนมาก เชื่อว่าผู้ร้องได้รู้ถึง การปิดประกาศขับไล่ของเจ้าพนักงานบังคับแล้ว ดังนี้ ถือไม่ได้ว่าการครอบครองที่ดิน พิพาทของผู้ร้องตั้งแต่ในเวลานั้นเป็นไปโดยสงบ แม้ผู้ร้องจะครอบครองที่ดินพิพาทนับแต่ วันที่ผู้คัดค้านจดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทจนถึงวันยื่นคำร้องขอคดีนี้ครบ ๑๐ ปีแล้ว ผู้ร้องก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ มาตรา ๑๓๘๒ ,แพ่ง,, 76,2,,ขณะฟ้องบังคับจำนอง ผู้จำนองมิได้เป็นเจ้าของทรัพย์จำนองเนื่องจากมี การขายทอดตลาดทรัพย์จำนองตามคำสั่งศาลในคดีอื่นแล้ว ผู้รับจำนองจะมีสิทธิบังคับจำนอง แก่ผู้จำนองหรือไม่ ผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองต้องรับผิดต่อผู้รับจำนองในต้นเงินและดอกเบี้ยอย่างไร ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๕๙/๒๕๖๕ หนี้ตามสัญญากู้เงินขาดอายุความและจำเลยที่ ๑ ต่อสู้เรื่องอายุความแล้ว โจทก์ ย่อมไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ ๑ ชำระหนี้ตามสัญญากู้เงิน ส่วนหนี้จำนองอันเป็นหนี้ อุปกรณ์แม้ไม่ระงับไปโดยหนี้ประธานขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๔๔ และหนี้ประธานขาดอายุความยังบังคับจำนองได้ตามมาตรา ๗๔๕ ก็ตาม แต่การบังคับจำนองย่อมต้องบังคับเอาจากผู้เป็นเจ้าของทรัพย์จำนองเพราะเป็นการบังคับเอา จากตัวทรัพย์จำนองขณะฟ้องคดีจำเลยที่ มิได้เป็นเจ้าของทรัพย์จำนองเนื่องจากมี การขายทอดตลาดทรัพย์จำนองตามคำสั่งศาลแล้ว โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิบังคับจำนองทรัพย์ จำนองแก่จำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๑ ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ดอกเบี้ยของต้นเงินและอัตราดอกเบี้ยที่ตกลงกันไว้ตามหนังสือสัญญาจำนองที่ดิน เป็นประกันและข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองเป็นประกันย่อมมีผลผูกพันถึงจำเลยที่ ๒ ผู้ซื้อทรัพย์โดยติดจำนองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๑๕ เพราะ จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นผู้รับโอนทรัพย์จำนอง หากประสงค์จะไถ่ถอนจำนองจะต้องชำระดอกเบี้ย ในอัตราตามที่ตกลงกันไว้ในสัญญาจำนองนับแต่มีการผิดนัดของจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นลูกหนี้ ชั้นต้นหรือผู้จำนองตามมาตรา ๗๓๘ โจทก์ผู้รับจำนองมีสิทธิบังคับจำนองเพื่อชำระหนี้ต้นเงิน และดอกเบี้ยได้ตามสัญญาจำนอง แต่จะใช้สิทธิบังคับให้จำเลยที่ ๒ ชำระดอกเบี้ยที่ค้าง ย้อนหลังเกินห้าปีขึ้นไปไม่ได้ ตามมาตรา ๑๙๓/๒๗ ,แพ่ง,, 76,3,,ใช้ข้อมูลบัญชีเงินฝาก รหัสผู้ใช้และรหัสผ่านของผู้อื่นโอนเงินจากบัญชี เงินฝากของผู้อื่นไปยังบัญชีเงินฝากของตนเองโดยเจ้าของบัญชีไม่ได้สั่งหรือมอบหมาย ให้ทำ เป็นการใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์โดยมิชอบหรือไม่ ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๘๔ - ๑๑๘๗/๒๕๖๕ โจทก์ร่วมเปิดบัญชีเงินฝากธนาคารและขอใช้การทำธุรกรรมบนโปรแกรมทางอินเทอร์เน็ตไม่ว่าจะใช้ผ่านคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์เคลื่อนที่หรืออุปกรณ์อื่นใด ทางธนาคาร ได้ให้รหัสผู้ใช้และรหัสผ่านแก่โจทก์ร่วม ซึ่งโจทก์ร่วมสามารถใช้ข้อมูลบัญชีเงินฝาก รหัสผู้ใช้และรหัสผ่านบนโปรแกรมทางอินเทอร์เน็ตในการชำระค่าสินค้า ค่าบริการ ชำระ หนี้อื่นแทนการชำระด้วยเงินสด ใช้โอนเงินจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ร่วมไปยังบัญชี เงินฝากของบุคคลอื่น ใช้ในการเบิกถอนเงินสดหรือใช้ในธุรกรรมอย่างอื่น จึงถือว่าการใช้ ข้อมูลบัญชีเงินฝาก รหัสผู้ใช้และรหัสผ่านในการทำธุรกรรมบนโปรแกรมทาง อินเทอร์เน็ต เป็นการใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ตามความหมายของบัตรอิเล็กทรอนิกส์ ในมาตรา ๑ (๑๔) (ข) แห่งประมวลกฎหมายอาญา ความผิดฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบตามมาตรา ๒๖๙/๕ แห่งประมวลกฎหมายอาญา มีวัตถุประสงค์เพื่อลงโทษผู้ยึดถือ หรือครอบครองหรือ เก็บได้ ซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิกส์อันแท้จริงของผู้อื่นแล้วนำออกใช้โดยตนเองไม่มีสิทธิใด ๆ หรือลักลอบนำข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งเป็นบัตรอิเล็กทรอนิกส์ชนิดหนึ่งของผู้อื่นไปใช้ อันเป็นการใช้โดยมิชอบ แม้ข้อมูลบัญชีเงินฝาก รหัสผู้ใช้และรหัสผ่านที่โจทก์ร่วมได้รับมาเป็นข้อตกลงระหว่างธนาคารและโจทก์ร่วมในการใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์โดยโจทก์ร่วมต้องเก็บรักษาเป็นความลับของตนมิให้ผู้ใดล่วงรู้ก็ตาม แต่การที่โจทก์ร่วมผู้เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิ ใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ให้จำเลยที่ ๒ ใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของตนโดยการบอกข้อมูลบัญชี เงินฝากรหัสผู้ใช้และรหัสผ่านแก่จำเลยที่ ๒ ก็เพื่อให้จำเลยที่ ๒ ในฐานะลูกจ้างทำธุรกรรม บนโปรแกรมทางอินเทอร์เน็ตแทนโจทก์ร่วมให้เป็นไปตามที่โจทก์ร่วมสั่งหรือมอบหมายให้ ทำเท่านั้น หาใช่นำบัตรอิเล็กทรอนิกส์ไปใช้เกินกว่าที่โจทก์ร่วมสั่งหรือมอบหมายให้ ทำไม่ จำเลยที่ ๒ ใช้ข้อมูลบัญชีเงินฝาก รหัสผู้ใช้และรหัสผ่านของโจทก์ร่วมโอนเงินจาก บัญชีเงินฝากของโจทก์ร่วมไปยังบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ ๑ รวม ๒ ครั้ง เป็นเงิน ๒๐๐,๐๐๐ บาทและ ๗๐,๐๐๐ บาท โดยโจท โดยโจทก์ร่วมไม่ได้สั่งหรือมอบหมายให้ทำ ย่อมเป็นการทำโดยไม่มีอำนาจและโจทก์ร่วมไม่ได้ยินยอม ทำให้โจทก์ร่วมได้รับความ เสียหายสูญเสียเงินฝากในบัญชี จึงเป็นการใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของโจทก์ร่วมโดยมิชอบแล้ว ",อาญา,, 76,3,,สามีทำหนังสือให้ความยินยอมในการที่ภริยาทำสัญญาเช่าซื้อโดยมีข้อความระบุว่า สามีรับรู้และยินยอมให้ภริยาทำสัญญาเช่าซื้อและหากภริยาผิดสัญญาเช่าซื้อ สามียินยอมร่วมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ดังนี้ หากภริยาผิดสัญญาเช่าซื้อ สามีต้องร่วมรับผิดด้วยหรือไม่ ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๘๐๓/๒๕๖๕ จําเลยที่ ๒ สามีโดยชอบด้วยกฎหมายของจําเลยที่ ๑ ทําหนังสือให้ความ ยินยอมในการที่จําเลยที่ ๑ ทําสัญญาเช่าซื้อโดยมีข้อความว่า จําเลยที่ ๒ รับรู้และ ยินยอมให้จําเลยที่ ๑ ภริยาของจําเลยที่ ๒ ทําสัญญาเช่าซื้อ และหากจําเลยที่ ๑ ประพฤติผิดสัญญาหรือความรับผิดตามสัญญาเช่าซื้อ จําเลยที่ ๒ ยินยอมร่วมรับผิด กับจําเลยที่ ๑ อย่างลูกหนี้ร่วม หนังสือที่จําเลยที่ ๒ แสดงเจตนานี้มีลักษณะของ การให้สัตยาบันแก่หนี้ที่จําเลยที่ ๑ ผู้เป็นภริยาของตนก่อขึ้น หนี้ของจําเลยที่ ๑ ตามสัญญาเช่าซื้อรายนี้จึงถือเป็นหนี้ร่วมระหว่างสามีภริยาที่จําเลยที่ ๒ ต้องร่วมกับ จําเลยที่ ๑ รับผิดต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๙๐ (๔) หาใช่โจทก์มีเจตนาให้จําเลยที่ ๒ สามีโดยชอบด้วยกฎหมายของจําเลยที่ ๑ ทําหนังสือ ยินยอมรับผิดร่วมกับจําเลยที่ ๑ อย่างลูกหนี้ร่วมเพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมายที่บัญญัติให้ข้อตกลงที่ผู้ค้ําประกันต้องรับผิดอย่างเดียวกับลูกหนี้ร่วมหรือในฐานะลูกหนี้ร่วมตกเป็น โมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๔๖ วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ประกอบมาตรา ๑๕๐ ไม่ คําพิพากษาฎีกาที่ ๓๘๐๑/๒๕๖๕ จําเลยที่ ๓ สามีโดยชอบด้วยกฎหมายของจําเลยที่ ๑ ทําหนังสือให้ความยินยอม ในการที่จําเลยที่ ๑ ทําสัญญาเช่าซื้อโดยมีข้อความระบุว่าจําเลยที่ ๓ รับรู้และยินยอมให้จําเลยที่ ๑ ภริยาของจําเลยที่ ๑ ทําสัญญาเช่าซื้อ และหากจําเลยที่ ๑ ประพฤติ ผิดสัญญาหรือมีความรับผิดตามสัญญาเช่าซื้อ จําเลยที่ ๓ ยินยอมร่วมรับผิดกับจําเลย ที่ ๑ อย่างลูกหนี้ร่วม หนังสือที่จําเลยที่ ๓ แสดงเจตนานี้มีลักษณะของการให้สัตยาบัน แก่หนี้ที่จําเลยที่ ๑ ผู้เป็นภริยาของตนก่อขึ้น หนี้ของจําเลยที่ ๑ ตามสัญญาเช่าซื้อ จึงถือเป็นหนี้ร่วมระหว่างสามีภริยาที่จําเลยที่ ๒ ต้องร่วมกับจําเลยที่ ๑ รับผิดต่อโจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๙๐ (๔)",แพ่ง,, 76,3,,ปลูกสร้างบ้านบนที่ดินโดยได้รับอนุญาตจากเจ้าของที่ดิน บ้านเป็น ส่วนควบของที่ดินหรือไม่ เจ้าของที่ดินก่อให้เกิดสิทธิเหนือพื้นดินโดยให้บุคคลอื่นปลูกบ้านอยู่บนที่ดิน หากไม่ประสงค์จะให้ปลูกบ้านอยู่บนที่ดินอีกต่อไป ต้องดำเนินการอย่างไร ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๔๗๑/๒๕๖๕ แม้โจทก์จะมีชื่อเป็นผู้ขออนุญาตปลูกสร้างต่อทางราชการและมีชื่อเป็นเจ้าบ้าน ในทะเบียนบ้าน แต่เอกสารทางทะเบียนมิใช่เอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ในบ้านพิพาท โจทก์ เป็นมารดาของ ส. และมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดิน การดำเนินการขออนุญาตปลูกสร้าง ต่อทางราชการและมีชื่อเป็นเจ้าบ้านในทะเบียนบ้านก็เพื่อให้ ส. กับจำเลยได้รับอนุญาต ปลูกสร้างบ้านได้ตามกฎหมาย ส. บุตรโจทก์และจำเลยภริยา ส. ปลูกสร้างบ้านพิพาทบนที่ดินที่โจทก์เป็นเจ้าของ กรรมสิทธิ์โดยได้รับอนุญาตจากโจทก์ บ้านพิพาทย่อมไม่ใช่ส่วนควบของที่ดิน ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๔ บ้านพิพาทจึงเป็นกรรมสิทธิ์ของ ส. และจำเลยโจทก์ไม่มีกรรมสิทธิ์ในบ้านพิพาท แม้ภายหลัง ส. ถึงแก่ความตาย โจทก์ ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมมีสิทธิในบ้านส่วนที่เป็นมรดกของ ส. ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ ก็ตาม แต่การที่จำเลยปลูกสร้างบ้านพิพาทบนที่ดินที่โจทก์มีกรรมสิทธิ์โดยได้รับความ ยินยอมจากโจทก์ย่อมก่อให้เกิดสิทธิเหนือพื้นดินเป็นคุณแก่จำเลยโดยไม่มีกำหนดเวลา เมื่อสิทธิเหนือพื้นดินดังกล่าวไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนการได้มา กับพนักงานเจ้าหน้าที่ สิทธิเหนือพื้นดินนั้นจึงเป็นเพียงบุคคลสิทธิระหว่างโจทก์ เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินกับจำเลย โจทก์ชอบที่จะบอกเลิกสัญญาเสียในเวลาใดก็ได้ เพียงแต่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าแก่อีกฝ่ายหนึ่งตามสมควร ตามประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ มาตรา ๑๔๑๓ โจทก์มอบหมายให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและ บริวารออกจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันได้รับหนังสือ เนื้อความ ระบุว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์บ้านพิพาทไม่ประสงค์ให้จำเลยอยู่อาศัย ให้จำเลย ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง โดยไม่มีข้อความบอกเลิก สิทธิเหนือพื้นดินให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างบ้านออกไปจากที่ดินของโจทก์ ทั้งการ บอกเลิกโดยกำหนดระยะเวลาขนย้ายเพียง ๑๕ วัน นับว่าโจทก์ได้ให้เวลาแก่จำเลย น้อยเกินสมควร ถือไม่ได้ว่าเป็นการบอกเลิกสิทธิเหนือพื้นดินเป็นคุณแก่จำเลย ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๑๓ การบอกเลิกของโจทก์ไม่ชอบ โจทก์ ไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่ให้จำเลยขนย้ายบริวารออกไปจากบ้านพิพาทและส่งมอบบ้านคืน ให้แก่โจทก์ โจทก์มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทได้ก่อให้เกิดสิทธิเหนือพื้นดินเป็นคุณแก่จำเลย โดยยอมให้จำเลยกับ ส. ปลูกสร้างบนที่ดินของโจทก์และโจทก์ในฐานะผู้มีกรรมสิทธิ์ ในที่ดินพิพาทย่อมมีแดนแห่งกรรมสิทธิ์ที่ดินและมีสิทธิใช้สอย จำหน่าย ได้ดอกผลกับ มีสิทธิติดตามเอาคืนทรัพย์สินของตนจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้และมีสิทธิขัดขวาง มิให้ผู้อื่นสอดเข้าเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินนั้นโดยมิชอบได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ มาตรา ๑๓๓๕ และมาตรา ๑๓๓๖ เมื่อโจทก์ไม่ประสงค์จะให้จำเลยปลูกบ้าน อยู่บนที่ดินโจทก์อีกต่อไปโจทก์ชอบที่จะบอกเลิกสัญญาเสียในเวลาใดก็ได้ เพียงแต่ต้อง บอกกล่าวล่วงหน้าแก่อีกฝ่ายหนึ่งตามสมควร ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๑๓ โจทก์ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ย่อมมีอำนาจขอให้บังคับจำเลยรื้อถอน บ้านและสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์ได้ หาใช่เป็นการใช้สิทธิไม่สุจริตไม่ ",แพ่ง,, 76,4,,"สุนัขกัดผู้อื่นจนถึงแก่ความตาย เจ้าของสุนัขจะมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๑, ๓๗๗ หรือไม่ และจะต้องรับผิดในทางแพ่งหรือไม่",มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๖๓๙/๒๕๖๕ จำเลยเป็นผู้ให้อาหารแก่สุนัขที่กัดผู้ตายตลอดมาเป็นระยะเวลาต่อเนื่องกันมานาน ราว ๒ ถึง ๕ ปี และให้นอนบริเวณบ้านจำเลย ทั้งให้ลูกสุนัขที่เกิดจากสุนัขดังกล่าวแก่ผู้อื่น พฤติการณ์การกระทำของจำเลยดังกล่าวบ่งชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า จำเลยเลี้ยงดูสุนัขดังกล่าว อย่างเป็นเจ้าของสุนัข มิใช่เพียงการให้ความเมตตาแก่สุนัขจรจัดทั่วไปเท่านั้น จำเลยจึงเป็น เจ้าของและผู้ควบคุมสุนัขที่กัดผู้ตาย ก่อนเกิดเหตุสุนัขของจำเลยเคยกัดไก่ของ ส. ถึง ๑๗ ตัว ทั้งยังเคยกัดไก่ เปิด โค และกระบือมาก่อนแล้วหลายครั้ง ถือได้ว่าสุนัขของจำเลยเป็นสัตว์ดุ จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของจึงต้องควบคุมดูแลเป็นพิเศษกว่าปกติธรรมดา เพราะอาจทำอันตราย แก่ชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของผู้อื่นได้ แต่จำเลยมิได้ล่ามโซ่หรือขังกรงไว้กลับปล่อยปละ ละเลยให้สุนัขของจำเลยวิ่งไปทั่วหมู่บ้านได้จนเป็นเหตุให้สุนัขของจำเลยกัดทำอันตรายแก่ชีวิต ของผู้ตาย การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำโดยปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคล ในภาวะเช่นจำเลยจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ และจำเลยอาจใช้ความระมัดระวัง เช่นว่านั้นได้ โดยการควบคุมสุนัขให้อยู่ภายในบริเวณบ้าน ล่ามโซ่ หรือให้อยู่กรงแต่หาได้ใช้ ให้เพียงพอไม่ และมิได้ควบคุมสัตว์ดุ ปล่อยปละละเลยให้สัตว์นั้นเที่ยวไปตามลำพังจนทำ อันตรายแก่บุคคล การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานกระทำโดยประมาท และการกระทำ นั้นเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และฐานเป็นผู้ควบคุมสัตว์ดุ ปล่อยปละละเลยให้สัตว์นั้น เที่ยวไปตามลำพังจนทำอันตรายแก่บุคคล ค่าสินไหมทดแทนที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน และ ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยชดใช้เงินนั้น แม้ผู้ร้องจะไม่ได้ฎีกา แต่คดีนี้เป็นคดีส่วนแพ่งที่เกี่ยวเนื่อง กับคดีอาญา ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษา คดีส่วนอาญาตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๔๖ เมื่อคดีอาญา ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยกระทำ โดยประมาทไม่ได้ใช้ความระมัดระวังในการควบคุมเลี้ยงดูสุนัขของจำเลยซึ่งเป็นสุนัขดุ และการกระทำ นั้นเป็นเหตุให้สุนัขของจำเลยกัดผู้ตายถึงแก่ความตาย การกระทำของจำเลยจึงเป็นความ เสียหายเกิดขึ้นเพราะสัตว์ จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของสัตว์จำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ร้อง ซึ่งเป็นฝ่ายที่ต้องเสียหายเพื่อความเสียหายใด ๆ อันเกิดแต่สัตว์นั้น ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๓๓ วรรคหนึ่ง ทั้งบทบัญญัติมาตรา ๔๓๘ วรรคหนึ่ง ให้อำนาจศาลกำหนดค่าสินไหมทดแทนว่า จะพึงใช้สถานใด เพียงใดนั้น ให้ศาลวินิจฉัยตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด ,แพ่งเกี่ยวเนื่องอาญา,, 76,4,,นำเช็คที่บุคคลอื่นเป็นผู้สั่งจ่ายไปเสนอขายลดเช็ค ต่อมาธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน บุคคลที่นำเช็คไปขายลดหลอกลวงขอรับเช็คคืนอ้างว่า ผู้สั่งจ่ายเช็คตาย ขอให้นำเช็คมาคืนเพื่อนำเช็คไปให้ทายาทเพื่อแลกเป็นเงินสดนำมาคืนให้ซึ่งไม่ใช่ความจริง ผู้รับแลกเช็คหลงเชื่อจึงคืนเช็คให้ไป ดังนี้ เป็นความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น หรือไม่ ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๔๗๒/๒๕๖๕ สัญญาขายลดเช็คเป็นสัญญาต่างตอบแทนประเภทหนึ่งต่างหากจากการให้กู้ยืมเงิน เมื่อไม่ปรากฏว่าสัญญาขายลดเช็คในคดีนี้มีลักษณะเป็นการอำพรางการให้กู้ยืมเงินแล้ว กรณีจึงไม่อยู่ในบังคับห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราตามกฎหมายดังกล่าว ความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๘๘ เป็นความผิด ต่อเจ้าพนักงานในการยุติธรรม กฎหมายมุ่งคุ้มครองเอกสารที่เป็นพยานหลักฐานสำคัญ ปัญหา สำคัญที่ต้องพิจารณาจึงอยู่ที่ว่าเช็คเป็นเอกสารของใครโดยไม่จำต้องพิจารณาว่ามูลหนี้ ตามเช็คดังกล่าวบังคับได้ตามกฎหมายหรือไม่ จำเลยทั้งสองขายลดเช็คให้แก่โจทก์ เช็คนั้น ก็เป็นเอกสารของโจทก์ การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันเอาไปเสีย ทำให้โจทก์ขาดพยานหลักฐานที่ จะฟ้องร้องบังคับคดีตามกฎหมาย โจทก์จึงเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยซึ่งมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสอง ในความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๘๘ ,อาญา,, 76,4,,ข่มขืนใจให้ผู้อื่นส่งมอบกุญแจรถยนต์ขณะจอดอยู่ที่ลานจอดรถ เป็นความผิดฐานกรรโชกหรือไม่ ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๒๖/๒๕๖๕ คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาเป็นคดีที่ฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนในมูลละเมิดที่ สืบเนื่องมาจากการกระทำความผิดอาญาฐานใดฐานหนึ่ง ความรับผิดในทางแพ่งจึงเป็นผลมา จากการกระทำความผิดอาญา แม้คดีส่วนอาญาตามคดีอาญาปรากฏข้อเท็จจริงเพียงว่าจำเลย ข่มขืนใจให้โจทก์ส่งมอบกุญแจรถยนต์คันพิพาทแก่จำเลยโดยไม่ได้กล่าวว่าจำเลยยึดรถยนต์ คันพิพาทไว้หรือไม่ก็ตาม แต่โดยสภาพเป็นที่เข้าใจได้ว่าการที่จำเลยยึดหน่วงกุญแจรถยนต์ คันพิพาทไว้ ย่อมทำให้โจทก์ไม่อาจใช้รถยนต์คันพิพาทได้เช่นปกติ มีผลเสมือนหนึ่งจำเลยยึด รถยนต์คันพิพาทไว้นั่นเอง การที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ว่าจำเลยยึดกุญแจรถยนต์และ รถยนต์คันพิพาทไว้เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายขาดประโยชน์จากการใช้รถและต้อง ซ่อมแซมรถยนต์คันพิพาท จำเลยต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายแก่โจทก์นั้น จึงเป็นการฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนในมูลละเมิดที่สืบเนื่องมาจากการที่จำเลยข่มขืนใจให้โจทก์ ส่งมอบกุญแจรถยนต์คันพิพาทให้จำเลยอันเป็นความผิดฐานกรรโชกตามคดีอาญา คดีนี้จึงเป็น คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาฐานดังกล่าว ,แพ่งเกี่ี่ยวเนื่องอาญา,, 76,4,,ใช้น้ำมันเบนซินสาดใส่เจ้าพนักงานตำรวจขณะปฏิบัติการตามหน้าที่แล้ว จุดไฟแช็กด้วยแต่ไม่ติด เป็นความผิดฐานใด ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๐๙/๒๕๖๕ จำเลยใช้น้ำมันเบนซินที่บรรจุในขวดน้ำดื่มขนาดบรรจุประมาณ ๖๐๐ มิลลิลิตร เต็มขวด สาดใส่ผู้เสียหายที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจและได้ปฏิบัติราชการไปตาม หน้าที่จนเหลือน้ำมันเบนซินในขวดประมาณ ๑ ใน ๓ หรือประมาณ ๒๐๐ มิลลิลิตร น้ำมัน เบนซินที่จำเลยสาดใส่ผู้เสียหายที่ ๒ มีจำนวนมิใช่เล็กน้อย แม้น้ำมันเบนซินบางส่วนจะหก ลงที่พื้น จึงถูกผู้เสียหายที่ ๒ บริเวณเสื้อด้านหน้าและเป้ากางเกง แล้วจำเลยพยายามจุดไฟแช็ก แต่ไม่ติด จำเลยย่อมเล็งเห็นผลได้ว่า หากน้ำมันเบนซินซึ่งเป็นวัตถุไวไฟถูกจุดไฟด้วยไฟแช็ก ไฟอาจไหม้เสื้อด้านหน้าและเป้ากางเกงของผู้เสียหายที่ ๒ รวมทั้งพื้นบ้านเกิดเหตุ แล้วลุกลาม เผาตัวผู้เสียหายที่ ๒ จนเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ เมื่อจำเลยพยายามจุดไฟด้วยไฟแช็ก แต่ไม่ติด ผู้เสียหายที่ ๒ ก็เข้าถึงตัวจำเลย แล้วช่วยกันกับพวกควบคุมตัวจำเลยไว้ได้ จำเลย ลงมือกระทำความผิดไปตลอดแล้ว แต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล โดยผู้เสียหายที่ ๒ ไม่ถึงแก่ ความตายสมดังเจตนาของจำเลย จำเลยจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการ ตามหน้าที่ ,อาญา,, 76,4,,ธนาคารใช้เงินตามเช็คซึ่งมีการแก้ไขชื่อผู้รับเงิน ธนาคารจะได้รับความคุ้มครองหรือไม่ เพียงใด ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๓๓๙/๒๕๖๕ จำเลยเป็นธนาคารพาณิชย์ พนักงานของจำเลยมีหน้าที่ต้องระมัดระวังและต้องใช้ ความรู้ความชำนาญเป็นพิเศษในการตรวจสอบเช็คที่โจทก์สั่งจ่าย หากมีการแก้ไขชื่อผู้รับเงิน ซึ่งเป็นข้อความสำคัญในเช็คโดยเห็นเป็นประจักษ์ก็ชอบที่จะปฏิเสธการจ่ายเงินเพราะเหตุ ที่เป็นตั๋วเงินปลอมตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๐๐๗ โดยแจ้งให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของเช็คทราบทันที ไม่เช่นนั้นแล้วหากมีการจ่ายเงินตามเช็คไปย่อมเป็นการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของ พนักงานของจำเลย ลำพังแต่เพียงที่โจทก์สั่งจ่ายเช็คพิพาททั้งห้าฉบับแล้ว พ. แก้ไขปลอมแปลง เช็คนั้นภายหลังไม่อาจถือเป็นความประมาทเลินเล่อของโจทก์ ทั้งจำเลยไม่ได้นำสืบให้เห็นว่า โจทก์ประมาทเลินเล่ออย่างไรจึงฟังไม่ได้ว่าโจทก์มีส่วนประมาทเลินเล่อด้วยและการใช้เงินไปตาม เช็คของจำเลยจะได้รับความคุ้มครองเพียงใด ต้องเป็นไปตามที่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๐๐๙ บัญญัติไว้ กล่าวคือ หากจำเลยได้ใช้เงินให้ไปตามทางการค้าปกติโดยสุจริตและปราศจาก ประมาทเลินเล่อ จึงจะถือว่าจำเลยได้ใช้เงินไปถูกระเบียบ แต่เมื่อพิจารณาเช็คพิพาททั้งห้าฉบับ เห็นประจักษ์ได้ว่ามีร่องรอยการขูดลบแก้ไขชื่อผู้รับเงิน ซึ่งหากพนักงานของจำเลยใช้ ความระมัดระวังตามวิชาชีพก็น่าจะตรวจพบและมีข้อสงสัยว่าเป็นการแก้ชื่อผู้รับเงินในเช็คพิพาท ทั้งห้าฉบับนั้นได้ แต่พนักงานของจำเลยหาได้ใช้ความระมัดระวังในการตรวจสอบไม่ ดังนี้ การที่จำเลยจ่ายเงินตามเช็คพิพาททั้งห้าฉบับโดยมีการปลอมชื่อผู้รับเงินจึงเป็นความประมาท เลินเล่ออันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยจึงต้องรับผิดชอบต่อโจทก์ ,แพ่ง,, 76,4,,บุคคลคนหนึ่งจำนองทรัพย์สินของตนไว้เพื่อประกันหนี้อันบุคคลอื่นจะต้องชำระ โดยมีข้อตกลงยอมรับผิดชดใช้เงินที่ขาดจำนวน ข้อตกลงดังกล่าวมีผลบังคับหรือไม่ และจะมีผลถึงความรับผิดของผู้ค้ำประกันด้วยหรือไม่ ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๔๙๒/๒๕๖๕ จำเลยที่ ๓ จดทะเบียนจำนองที่ดินของตนเป็นประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ ໑ โดยมีข้อตกลงยอมรับผิดชดใช้เงินที่ขาดจำนวน หากขายทอดตลาดที่ดินทรัพย์จำนองได้เงิน น้อยกว่าที่ค้างชำระจนครบถ้วน แต่ข้อตกลงดังกล่าวเป็นการต้องห้ามตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๒๗/๑ จึงตกเป็นโมฆะ อันมีผลให้จำเลยที่ ๓ ไม่ต้องรับผิดในหนี้นั้นเกินราคาทรัพย์สิน ที่จำนองในเวลาที่บังคับจำนอง แต่กรณีดังกล่าวหาได้มีผลไปถึงจำเลยที่ ๒ ผู้ค้ำประกัน แต่อย่างใดไม่ จำเลยที่ ๒ จึงยังคงมีความผูกพันในอันที่จะต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญา ค้ำประกัน แม้จะไม่ต้องรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ ๑ ก็ตาม เช่นนี้หากขายทอดตลาด ที่ดินทรัพย์จำนองของจำเลยที่ ๓ แล้วได้เงินไม่พอชำระหนี้ โจทก์ย่อมมีสิทธิบังคับชำระหนี้จาก ทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ โดยไม่จำต้องระบุในท่อนพิพากษาว่า หากบังคับจำนอง เอาจากทรัพย์สินของจำเลยที่ ๓ แล้ว ได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้โจทก์ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลย ที่ ๑ และที่ ๒ ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบถ้วน ,แพ่ง,, 76,5,,ใช้ให้คนขับรถแบ็คโฮเข้าขุดดินในที่ดินของผู้อื่น หากผู้ถูกใช้มิได้รู้ข้อเท็จจริง ว่าดินที่ถูกขุดออกไปเป็นของผู้อื่น โดยเข้าใจว่าเป็นการขุดในที่ดินของผู้ใช้ ดังนี้ ผู้ใช้จะมีความผิด ฐานลักทรัพย์โดยร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไปหรือไม่ ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๔๒๓/๒๕๖๔ การกระทำอันจะถือเป็นตัวการร่วมกันกระทำความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ ได้นั้น บุคคลผู้ร่วมกระทำความผิดจะต้องรู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิด และมีการกระทำ โดยเจตนาที่จะร่วมกันกระทำความผิดนั้น จึงจะเป็นตัวการตามบทบัญญัติดังกล่าว แต่ถ้า ผู้กระทำมิได้รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดจะถือว่าผู้กระทำประสงค์ต่อผลหรือ ย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้นมิได้ ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๙ วรรคสาม ดังนี้ หากพวกของ จำเลยที่ขับรถแบ็คโฮเข้าขุดดินในที่ดินของผู้เสียหายมิได้รู้ข้อเท็จจริงว่าดินที่ขุดออกไปเป็นของ ผู้เสียหาย โดยเข้าใจว่าเป็นการขุดดินของจำเลย ก็ย่อมจะถือไม่ได้ว่าจำเลยกับพวกร่วมกัน กระทำความผิดตามฟ้อง แต่ต้องถือว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดเองโดยอ้อมโดยใช้พวก ของจำเลยเป็นตัวแทนโดยบริสุทธิ์ (Innocent Agent) เป็นเครื่องมือในการกระทำความผิด ของจำเลยเอง เมื่อพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบยังไม่ได้ความกระจ่างชัดว่าพวกของจำเลยรู้ ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดและมีเจตนาร่วมกันกระทำความผิดกับจำเลย อันจะถือเป็นการลักทรัพย์โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป กรณีจึงต้องฟัง ข้อเท็จจริงเป็นคุณแก่จำเลยว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์โดยร่วมกระทำ ความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปโดยใช้ยานพาหนะ เป็นเพียงความผิดฐานลักทรัพย์โดย ใช้ยานพาหนะเท่านั้น ,อาญา,, 76,5,,เจ้าหนี้ไปหาลูกหนี้ที่บ้านเพื่อทวงถามหนี้ซึ่งกู้ยืมไปและยังไม่ชำระ แต่ลูกหนี้ ให้ลูกจ้างบอกเจ้าหนี้ว่าลูกหนี้ไม่อยู่ เจ้าหนี้จึงกล่าวถ้อยคำใส่ความลูกหนี้ต่อหน้าลูกจ้างของ ลูกหนี้ ดังนี้ จะเป็นการใส่ความลูกหนี้ต่อบุคคลที่สามในความผิดฐานหมิ่นประมาทหรือไม่ และจะอ้างว่าเป็นการบันดาลโทสะได้หรือไม่ ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๗๕๗/๒๕๖๔ จำเลยทั้งสองไปหาโจทก์ที่บ้านเพื่อทวงถามหนี้ซึ่งโจทก์กู้ยืมไปและยังไม่ชำระ แต่โจทก์ กลับให้ลูกจ้างบอกจำเลยทั้งสองว่าโจทก์ไม่อยู่ทำให้จำเลยทั้งสองโมโหและกล่าวข้อความต่อหน้า ลูกจ้างของโจทก์ การกระทำของจำเลยทั้งสองย่อมเล็งเห็นได้ว่า ข้อความที่กล่าวต่อหน้าลูกจ้าง ของโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลที่สามนั้นเป็นการใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่สามซึ่งอาจทำให้โจทก์ได้รับ ความเสียหาย โดยข้อความดังกล่าวทำให้บุคคลที่ได้ยินได้ฟังเข้าใจว่าโจทก์เป็นคนขี้โกง เป็นหนี้ แล้วไม่ยอมชดใช้ แม้จะเป็นการกระทำไปด้วยอารมณ์ แต่ก็ต้องถือว่าจำเลยทั้งสองกระทำ โดยเจตนาเมื่อข้อความที่จำเลยทั้งสองกล่าวทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียงถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชังจากผู้ที่ได้ยินได้ฟัง การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดฐานร่วมกัน หมิ่นประมาทโจทก์ การที่โจทก์กู้ยืมเงินจำเลยทั้งสองไปและยังไม่ชำระ กับให้ลูกจ้างบอกจำเลยทั้งสองว่า โจทก์ไม่อยู่แม้จะเป็นเหตุให้จำเลยทั้งสองโกรธและกล่าวข้อความนั้นก็ตาม แต่จำเลยทั้งสอง ก็ชอบที่จะต้องดำเนินการใช้สิทธิตามขั้นตอนของกฎหมาย อีกทั้งการกระทำของโจทก์ที่ ไม่ชำระหนี้ให้แก่จำเลยทั้งสอง แม้จะเป็นพฤติกรรมของลูกหนี้ที่ไม่สมควรกระทำ แต่ก็ยังไม่ถึง ขนาดที่จะถือว่าเป็นการข่มเหงจำเลยทั้งสองอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๒ อันจะเป็นเหตุให้บันดาลโทสะได้ ,อาญา,, 76,5,,ผู้กู้นำโฉนดที่ดินมาให้ผู้ให้กู้เพื่อเป็นหลักประกันการกู้ยืม ต่อมาผู้กู้มา หลอกลวงขอรับโฉนดคืนไปจากผู้ให้กู้ จะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๘๘ และ ๓๔๑ หรือไม่ ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๘๓๖/๒๕๖๔ จำเลยกู้ยืมเงินผู้เสียหายโดยจำเลยนำโฉนดที่ดินพิพาทซึ่งเป็นของบิดาจำเลยมา มอบให้ผู้เสียหาย ต่อมาจำเลยมาขอรับโฉนดที่ดินพิพาทคืนไปจากผู้เสียหายบอกว่าจะนำไป ติดต่อขอกู้ยืมเงินมาใช้หนี้แก่ผู้เสียหายและจะนำเงินที่กู้ยืมมาคืนให้ในวันเดียวกัน ผู้เสียหายจึง มอบโฉนดที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยไป แต่จำเลยไม่ได้นำเงินมาคืนให้แก่ผู้เสียหายตามที่ตกลงกัน ต่อมาเมื่อผู้เสียหายพบ ค. มาทวงหนี้จำเลยที่บ้านจำเลย ค. เปิดกระเป๋าแล้วนำโฉนดที่ดิน ขึ้นมาฉบับหนึ่ง ผู้เสียหายจำได้ว่าเป็นโฉนดที่ดินพิพาทแสดงให้เห็นว่าผู้เสียหายทราบตั้งแต่เห็น โฉนดที่ดินพิพาทอยู่กับ ค. แล้วว่าถูกจำเลยหลอกลวงเอาโฉนดที่ดินพิพาทไปให้บุคคลอื่น และไม่นำเงินที่กู้ยืมคืนให้ผู้เสียหาย ถือได้ว่าผู้เสียหายรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำ ความผิดตั้งแต่วันดังกล่าวเมื่อความผิดฐานฉ้อโกงเป็นความผิดอันยอมความได้ ซึ่งตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๖ บัญญัติว่า “ภายใต้บังคับมาตรา ๙๕ ในกรณีความผิดอันยอมความได้ ถ้าผู้เสียหาย มิได้ร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดเป็นอันขาด อายุความ” เมื่อผู้เสียหายร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนพ้นกำหนดสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่อง ความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด คดีของโจทก์ในความผิดฐานฉ้อโกงตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๑ จึงเป็นอันขาดอายุความสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๓๙ ( ) โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยในความผิดฐานฉ้อโกง ผู้เสียหายเป็นผู้ครอบครองโฉนดที่ดินพิพาทของบิดาจำเลยโดยจำเลยนำมามอบให้ ยึดถือเป็นประกันเงินกู้ตามสัญญากู้ยืมเงิน แม้ผู้เสียหายในฐานะผู้ให้กู้ยืมจะไม่มีสิทธิยึดหน่วง โฉนดที่ดินพิพาทไว้ ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๔๑ เพราะหนี้เงินกู้ยืมไม่เกี่ยวกับตัวโฉนดที่ดิน พิพาทแต่เมื่อข้อตกลงตามสัญญากู้ยืมเงิน ระบุว่าผู้กู้นำโฉนดที่ดินพิพาทมาให้ผู้ให้กู้เพื่อเป็น หลักประกันการกู้ยืม อันเป็นข้อตกลงที่คู่สัญญาสมัครใจทำกันไว้ ซึ่งไม่ขัดต่อกฎหมายหรือ ความสงบเรียบร้อยของประชาชนจึงเป็นบุคคลสิทธิบังคับกันได้ระหว่างผู้เสียหายกับจำเลย ย่อม มีผลทำให้ผู้เสียหายผู้ให้กู้มีสิทธิยึดถือทรัพย์ที่นำมาประกันไว้จนกว่าผู้กู้จะชำระหนี้ตามสัญญา เมื่อจำเลยยังไม่ชำระเงินต้นและดอกเบี้ยคืนให้แก่ผู้เสียหายครบถ้วน จึงไม่มีสิทธิขอคืนโฉนด ที่ดินพิพาทจากผู้เสียหาย การที่จำเลยมาขอรับโฉนดที่ดินพิพาทคืนไปจากผู้เสียหายโดยหลอกลวง ว่าจะเอาโฉนดที่ดินพิพาทไปกู้ยืมเงินบุคคลอื่นแล้วนำเงินมาชำระหนี้ให้ผู้เสียหายจนผู้เสียหาย หลงเชื่อมอบโฉนดที่ดินพิพาทให้จำเลยไป แต่จำเลยไม่นำเงินมาชำระให้ผู้เสียหายตามข้อตกลง ทำให้ผู้เสียหายไม่มีหลักประกันยึดถือไว้ตามสัญญา ย่อมทำให้ผู้เสียหายได้รับความเสียหาย การกระทำของจำเลยจึงเป็นการเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นในประการที่น่าจะเกิดความ เสียหายแก่ผู้อื่น จำเลยจึงมีความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๘๘ ,อาญา,, 76,5,,ใช้อาวุธปืนยิงไป ๑ นัดในขณะที่ถูกรุมทำร้ายด้วยอาวุธมีด หากพลาดไป ถูกผู้อื่นได้รับบาดเจ็บ จะเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยพลาด ฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิด โดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมชนหรือไม่ ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๔๕๙/๒๕๖๔ จำเลยใช้อาวุธปืนยิงไป ๑ นัด ในขณะที่ถูกผู้เสียหายที่ ๑ และที่ ๒ ใช้มีดรุมทำร้าย จำเลยมีความประสงค์ที่จะยับยั้งมิให้ผู้เสียหายที่ ๑ และที่ ๒ ใช้มีดรุมฟันทำร้ายจำเลยอีก การกระทำของจำเลยจึงเป็นการป้องกันพอสมควรแก่เหตุโดยชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่มี ความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นและฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ ชุมนุมชน ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๖๘ แม้ลูกกระสุนปืนที่จำเลยยิงจะพลาดไปถูกผู้เสียหายที่ ๓ ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๖๐ การกระทำของจำเลยก็ไม่เป็นความผิด เพราะเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ,อาญา,, 76,5,,บริษัทไม่มีการจัดทำใบหุ้นให้ผู้ถือหุ้นแต่มีการออกเลขหมายใบหุ้นแล้ว การโอนหุ้นต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๑๒๙ หรือไม่ การโอนหุ้นให้แก่บุคคลภายนอกที่จะต้องปฏิบัติตามข้อบังคับของบริษัท นั้น การโอนหุ้น ให้แก่บุตรซึ่งเป็นบุคคลในครอบครัว หรือตัวแทนโอนหุ้นคืนให้แก่ตัวการซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นที่แท้จริง จำต้องปฏิบัติตามข้อบังคับด้วยหรือไม่ ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๘๒๙/๒๕๖๔ ข้อบังคับของจำเลยที่ ๑ ข้อ ๒ ระบุว่า หุ้นของบริษัทเป็นหุ้นสามัญชนิดระบุชื่อ ส่วนข้อ ๓ ระบุด้วยว่า การโอนหุ้นนั้นผู้จะโอนจะต้องบอกกล่าวให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมก่อน และหลังจากนั้นแล้ว ๓๐ วัน หากไม่มีผู้ใดประสงค์จะรับโอน จึงจะโอนให้แก่บุคคลภายนอก ได้ และจะต้องได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการด้วย แม้บริษัทจำเลยที่ ๑ ไม่มีการจัดทำใบหุ้น ให้ผู้ถือหุ้นแต่ละรายแต่เมื่อหุ้นบริษัทจำเลยที่ ๑ มีการออกเลขหมายใบหุ้นแล้ว กรณีจึงต้องบังคับตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๑๒๙ วรรคหนึ่ง ด้วย ดังนั้น การที่ จ. โอนหุ้น ของตนตามฟ้องซึ่งเป็นหุ้นชนิดระบุชื่อให้แก่จำเลยที่ ๓ จ. จะต้องปฏิบัติตามข้อบังคับดังกล่าว ก่อนที่ จ. จะโอนหุ้นตามฟ้องให้จำเลยที่ ๓ ซึ่งไม่ใช่ผู้ถือหุ้นเดิมแต่เป็นบุคคลภายนอก จ. มิได้บอกกล่าวให้แก่โจทก์และผู้ถือหุ้นเดิมคนอื่น ๆ ทราบเพื่อให้โจทก์และผู้ถือหุ้นเดิมมีโอกาส รับโอนหุ้นจาก จ. ภายในเวลาที่กำหนดไว้ในข้อบังคับของจำเลยที่ ໑ เสียก่อน การโอนหุ้น ของ จ. ให้แก่จำเลยที่ ๓ จึงเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนข้อบังคับของจำเลยที่ ๑ แม้ จ. โอนหุ้น ให้แก่จำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นบุตร ข้อบังคับของจำเลยที่ ໑ ดังกล่าวมิได้มีข้อยกเว้นว่า ถ้าเป็นการโอนหุ้นให้แก่บุคคลภายในครอบครัวหรือการโอนหุ้นให้แก่บุตรแล้วมิต้อง ปฏิบัติตามข้อบังคับ ข้อ ๓ แต่อย่างใด ทั้งการโอนหุ้นต้องได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการของ จำเลยที่ ໑ ข้อบังคับบริษัทซึ่งได้จดทะเบียนไว้และผูกพันเป็นสัญญาในระหว่างผู้ถือหุ้นกับบริษัท กำหนดให้การโอนหุ้นต้องได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการย่อมเป็นหน้าที่ของบริษัทต้องดำเนินการ ให้มีคณะกรรมการบริษัทเพื่อปฏิบัติตามข้อบังคับ การไม่มีคณะกรรมการบริษัทจำเลยที่ ໑ มิใช่เหตุที่จะยกขึ้นปฏิเสธการปฏิบัติตามข้อบังคับเกี่ยวกับการโอนหุ้น ว. และโจทก์ซึ่งเป็นตัวแทนโอนหุ้นคืนให้แก่ จ. ผู้เป็นตัวการซึ่งเป็นผู้ถือหุ้น ที่แท้จริงที่ได้ร่วมถือหุ้นฝ่ายละกึ่งหนึ่งกับครอบครัวฝ่าย พ. กรณีมิใช่เป็นการโอนหุ้นให้แก่ บุคคลภายนอกที่จะต้องปฏิบัติตามข้อบังคับของบริษัท โจทก์ในฐานะผู้ถือหุ้นฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนหุ้นที่ฝ่าฝืนต่อข้อบังคับของจำเลยที่ ๑ ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๑๒๙ เมื่อการโอนหุ้นตามฟ้องไม่เป็นไปตามข้อบังคับของจำเลยที่ ๑ ย่อมเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้น โจทก์จึงขอให้เพิกถอนการโอนหุ้นระหว่าง จ. กับจำเลยที่ ๓ ตามฟ้องได้ กรณีหาใช่โจทก์ฟ้องคดีโดยไม่สุจริตไม่ ,แพ่ง,, 76,6,,มีเจตนาที่จะเข้าไปลักทรัพย์ในโรงงาน แต่บริเวณที่ขับรถกระบะไปจอดอยู่ ห่างจากตู้ควบคุมที่จะเข้าไปลักสายไฟฟ้าและเครื่องปรับอากาศ เพียงใช้ไฟฉายส่องไปรอบพื้นที่ โดยยังไม่ได้ลงจากรถ เป็นความผิดฐานพยายามลักทรัพย์แล้วหรือไม่ ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๘๔๙/๒๕๖๔ บริเวณที่จำเลยที่ ๑ ขับรถกระบะเข้าไปจอดเป็นที่โล่งห่างจากอาคารโรงงานของผู้เสียหาย แม้บริเวณดังกล่าวมิใช่สถานที่ที่บุคคลใดจะเข้าไปหาปลาหรือหาหนู ทั้งปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีคีมและกรรไกรของกลางที่ใช้ตัดสายไฟฟ้าได้อยู่ในรถกระบะ ทำให้น่าเชื่อว่าจำเลยทั้งสองมีเจตนาที่จะเข้าไปลักทรัพย์ในโรงงานของผู้เสียหาย แต่บริเวณที่จำเลยที่ ๑ ขับรถกระบะไปจอดดังกล่าวยังอยู่ห่างจากตู้ควบคุมที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองจะเข้าไปลักสายไฟฟ้าและเครื่องปรับอากาศ ประกอบกับในการลักสายไฟฟ้าและเครื่องปรับอากาศดังกล่าว จำเลยทั้งสองจะต้องลงจากรถกระบะไปตัดสายไฟฟ้าและถอดเครื่องปรับอากาศออกจากจุดที่ติดตั้งไว้ เมื่อจำเลยทั้งสองเพิ่งกระทำเพียงใช้ไฟฉายส่องไปรอบพื้นที่อันมีลักษณะเป็นการดูลาดเลา โดยยังมิได้ลงจากรถกระบะ จึงยังไม่อยู่ในวิสัยที่จะลักสายไฟฟ้าและเครื่องปรับอากาศดังกล่าวได้ การกระทำของจำเลยทั้งสองยังถือไม่ได้ว่าเป็นการลงมือกระทำความผิดในอันที่จะลักสายไฟฟ้าและเครื่องปรับอากาศของผู้เสียหายตามฟ้อง ,อาญา,, 76,6,,ระหว่างสมรส คู่สมรสฝ่ายหนึ่งทำสัญญาประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ ระบุให้บุตรเป็นผู้รับประโยชน์โดยนำเงินรายได้ที่ทำมาหาได้ในระหว่างการสมรสไปชำระเบี้ยประกันภัยก่อนมีการหย่า ต่อมาเมื่อกรมธรรม์ครบกำหนด บริษัทผู้รับประกันภัยจ่ายเงินคืนตามกรมธรรม์ประกันภัย ดังนี้ เงินดังกล่าวเป็นสินสมรสหรือไม่ และเงินส่วนตัวที่คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งนำไปชำระค่าเบี้ยประกันภัยให้แก่ผู้รับประกันภัยภายหลังการหย่าเป็นสินสมรส หรือไม่ ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๙๔๘๐/๒๕๖๔ ผู้ร้องจดทะเบียนสมรสกับจำเลยเมื่อวันที่ ๑๗ เมษายน ๒๕๒๑ และจดทะเบียนหย่าเมื่อวันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙ ระหว่างอยู่กินด้วยกัน เมื่อวันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๓๘ ได้มีการทำสัญญาประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ (มีเงินปันผล) กับบริษัทไทยประกันชีวิต จำกัด มีจำเลยเป็นผู้เอาประกันภัย มีเด็กชาย ย. และเด็กชาย พ. บุตรของจำเลยกับผู้ร้อง เป็นผู้รับประโยชน์ ระยะเวลาประกันภัย ๒๐ ปี เริ่มสัญญาประกันภัยวันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๓๘ ครบกำหนดสัญญาวันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๕๘ เบี้ยประกันภัยราย ๑๒ เดือน งวดละ ๗๕,๐๐๐ บาท ระหว่างที่จำเลยกับผู้ร้องยังเป็นสามีภริยากัน มีการชำระเบี้ยประกันภัยให้แก่บริษัทไทยประกันชีวิต จำกัด จำนวน ๖๔๗,๐๐๐ บาท และภายหลังจำเลยกับผู้ร้องหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยามีการชำระเบี้ยประกันภัยให้แก่บริษัทไทยประกันชีวิต จำกัด จำนวน ๕๔,๔๐๐ บาท วันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๕๘ ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ยึดอายัดทรัพย์สินของจำเลยรวมทั้งเงินที่บริษัทไทยประกันชีวิต จำกัด จ่ายให้จำเลยเมื่อกรมธรรม์ ครบกำหนดอายุสัญญาเข้ากองทรัพย์สินของจำเลยด้วย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า เงินที่ชำระเบี้ยประกันภัย ส่วนหนึ่งเป็นเงินสินสมรสระหว่างผู้ร้องกับจำเลย ผู้ร้องมีสิทธิในเงินที่บริษัทไทยประกันชีวิต จำกัด ผู้รับประกันภัยคืนเมื่อกรมธรรม์ครบกำหนดหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่า ในระหว่างจำเลยกับผู้ร้องอยู่กินเป็นสามีภริยากัน เมื่อวันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๓๘ ผู้ร้องดำเนินการจัดให้มีการทำสัญญาประกันภัยเอาประกันชีวิตของจำเลยกับบริษัทไทยประกันชีวิต จำกัด ในลักษณะสัญญาประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ (มีเงินปันผล) จำนวนเงินเอาประกันภัย ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ชำระเบี้ยประกันภัยราย ๑๒ เดือนหรือปีละ ๗๕,๐๐๐ บาท มีระยะเวลา ๒๐ ปี ระบุให้บุตร ๒ คน เป็นผู้รับประโยชน์ โดยจำเลยเป็นคนลงนามในคำขอเอาประกันภัยและบริษัทไทยประกันชีวิต จำกัด ออกกรมธรรม์ให้ในชื่อจำเลย แสดงว่าผู้ร้องกับจำเลยร่วมรับรู้ในการทำประกันชีวิตจำเลยครั้งนี้ สัญญาประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ (มีเงินปันผล) มีลักษณะเป็นการประกันความเสี่ยง ชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการเสียชีวิตของจำเลยเพื่อความมั่นคงของครอบครัว ทั้งยังมีลักษณะเป็นการออมทรัพย์และการลงทุนเพื่อผลประโยชน์ที่บริษัทตกลงจะจ่ายคืนในอนาคตด้วย ประกอบกับผู้ร้องได้นำเงินรายได้ที่ทำมาหาได้ในระหว่างสมรสกับจำเลยไปชำระเบี้ยประกันภัยก่อนมีการหย่า งวดที่ ๑ ถึงงวดที่ ๕ งวดละ ๗๕,๐๐๐ บาท งวดที่ ๖ ถึงงวดที่ ๙ และงวดที่ ๑๑ งวดละ ๕๔,๔๐๐ บาท รวม ๑๐ งวด เป็นเงิน ๖๔๗,๐๐๐ บาท สิทธิเรียกร้องตามสัญญาประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ (มีเงินปันผล) ตามกรมธรรม์จึงเป็นทรัพย์สินที่จำเลยและผู้ร้องได้มาระหว่างสมรส จึงเป็นสินสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๗๔ (๑) และเป็นสินสมรสที่มีอยู่ขณะที่มีการหย่าเมื่อวันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙ เมื่อทางพิจารณาไม่ปรากฏว่าภายหลังมีการหย่าจำเลยกับผู้ร้องได้มีการตกลงแบ่งสินสมรสตามสัญญาประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ (มีเงินปันผล) ตามกรมธรรม์ สิทธิเรียกร้องตามสัญญาประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ (มีเงินปันผล) ตามกรมธรรม์พิพาทจึงยังคงมีสภาพเป็นสินสมรสที่ยังมิได้แบ่ง และเมื่อกรมธรรม์ครบกำหนดในวันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๕๘ บริษัทผู้รับประกันภัยจ่ายเงินคืนตามกรมธรรม์ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า เงินที่บริษัทผู้รับประกันภัยจ่ายคืนจำนวน ๖๗๑,๐๐๐ บาท นี้เป็นสินสมรสที่จำเลยกับผู้ร้องมีส่วนเป็นเจ้าของอยู่ด้วย ผู้คัดค้านคงมีอำนาจจัดการและรวบรวมเข้ากองทรัพย์สินของจำเลยแต่ไม่มีอำนาจรวบรวมเอาเงินส่วนของผู้ร้องเข้ากองทรัพย์สินของจำเลยในคดีล้มละลาย และต้องคืนเงินส่วนนี้ให้แก่ผู้ร้อง ส่วนที่จำเลยและผู้ร้องจดทะเบียนหย่าเมื่อวันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙ อันทำให้การสมรสสิ้นสุดลง ต่อมาในวันที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๕๐ ผู้ร้องนำเงินส่วนตัวไปชำระค่าเบี้ยประกันภัยจำนวน ๕๔,๔๐๐ บาท เป็นการที่ผู้ร้องซึ่งเป็นบุคคลภายนอกเข้าชำระหนี้แทนจำเลย เงินจำนวนนี้มิใช่เงินที่ผู้ร้องจะได้รับในฐานเป็นสินสมรสในคดีนี้ หากแต่เป็นเรื่องที่ผู้ร้องต้องไปว่ากล่าวเป็นกรณีอื่นต่างหาก เมื่อผู้ร้องไม่มีสิทธิได้รับเงินที่ชำระไปเมื่อวันที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๕๐ คืนในคดีนี้และเงินที่บริษัทผู้รับประกันภัยคืนมาจำนวน ๖๗๑,๐๐๐ บาท รวมเงินจำนวนดังกล่าวไว้ด้วยจึงต้องหักเงิน ๕๔,๔๐๐ บาท ออกจากเงินที่ผู้รับประกันภัยคืนมา โดยคำนวณเทียบเป็นสัดส่วนคงเหลือเงินสินสมรส ๖๑๘,๙๕๗.๘๐ บาท และผู้ร้องมีสิทธิได้รับคืนครึ่งหนึ่งจำนวน ๓๐๙,๕๗๔.๙๐ บาท ",แพ่ง,, 76,6,,ผู้จัดการมรดกของผู้ตายมอบอำนาจให้ผู้รับมอบอำนาจจดทะเบียนโอนขายที่ดินทรัพย์มรดกของผู้ตายโดยทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกไม่ยินยอมแล้วเบียดบังเอาเงินที่ได้ไปเป็นประโยชน์ของตนเอง หากผู้ซื้อซื้อที่ดินโดยสุจริต ดังนี้ ทายาทโดยธรรมผู้มีสิทธิรับมรดกจะขอเพิกถอนการจดทะเบียนขายที่ดินดังกล่าว ได้หรือไม่ ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๒๙๕/๒๕๖๕ ผู้ตายมิได้ทำพินัยกรรมไว้ จำเลยที่ ๑ จึงมีสิทธิและหน้าที่เพียงทำการอันจำเป็นเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไปตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ อันได้แก่การแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทโดยธรรมทุกคนเท่านั้น แม้ในการจัดการมรดกทั่วไปเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาท จำเลยที่ ๑ อาจทำนิติกรรมจดทะเบียนโอนขายมรดกได้โดยไม่จำต้องได้รับความยินยอมจากทายาท แต่ต้องเป็นการกระทำเพื่อแบ่งทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทจำเลยที่ ๑ ไม่อาจกระทำการใด ๆ ต่อทรัพย์มรดกโดยประการอื่นได้ การที่จำเลยที่ ๑ มอบอำนาจให้จำเลยที่ ๒ จดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ ๓ แล้วเบียดบังเอาเงินที่ขายได้เป็นประโยชน์ของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ถือไม่ได้ว่าเป็นการจัดการมรดกโดยทั่วไปเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทตามอำนาจหน้าที่ของผู้จัดการมรดกตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ หากแต่เป็นการกระทำใด ๆ กับที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกเพื่อประโยชน์ของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ โดยทุจริต แม้จำเลยที่ ๑ จะกระทำโดยอาศัยสิทธิการเป็นผู้จัดการมรดกก็ไม่อาจกระทำได้ หากปราศจากความยินยอมของทายาทโดยธรรมผู้มีสิทธิได้รับมรดกของผู้ตาย ส่วนจำเลยที่ ๓ แม้จะรับฟังว่าซื้อที่ดินพิพาทโดยสุจริต เสียค่าตอบแทน และจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ แต่จำเลยที่ ๑ ก็ไม่ได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทเพราะจำเลยที่ ๓ ซื้อจากจำเลยที่ ๑ ซึ่งขายที่ดินพิพาทแล้วเบียดบังเอาเงินที่ขายได้ไปเป็นประโยชน์ของตนเองหรือผู้อื่น อันมิใช่เป็นการทำการอันจำเป็นเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไปตามที่กฎหมายให้อำนาจผู้จัดการมรดกให้กระทำได้ จำเลยที่ ๓ จึงไม่มีสิทธิ ดีกว่าจำเลยที่ ๑ ผู้ขาย โจทก์และเด็กชาย อ. ซึ่งเป็นคู่สมรสและบุตรของผู้ตายที่ยังมีชีวิตและมีสิทธิได้รับมรดกของผู้ตายในฐานะทายาทโดยธรรมตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๒๙ ฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๓ ถือเป็นการใช้สิทธิติดตามเอาคืนซึ่งทรัพย์สินจากผู้ไม่มีสิทธิยึดถือไว้ ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๓๖ หาใช่เป็นกรณีที่โจทก์และทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกได้มาซึ่งที่ดินพิพาทโดยทางอื่นนอกจากนิติกรรมไม่อาจอ้างการได้มาซึ่งที่ดินพิพาทที่ยังไม่ได้จดทะเบียนขึ้นต่อสู้จำเลยที่ ๓ ซึ่งซื้อที่ดินพิพาทมาโดยสุจริต และจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๙๙ วรรคสอง ไม่ เมื่อจำเลยที่ ๑ จดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ ๓ โดยมิชอบดังกล่าว จึงมีเหตุเพิกถอนการจดทะเบียนที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๓ แต่จำเลยที่ ๒ เป็นเพียงผู้รับมอบอำนาจจำเลยที่ ๑ และไม่ได้ผลประโยชน์จากการขายที่ดินพิพาท จึงไม่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัว ,แพ่ง,, 76,7,,ผู้ร่วมกระทำความผิดฐานพรากผู้เยาว์ขับรถมารับผู้เยาว์พาไปส่งที่ท่าอากาศยานดอนเมืองจากนั้นผู้เยาว์โดยสารเครื่องบินไปหาผู้กระทำความผิดที่ประเทศญี่ปุ่น ดังนี้ เป็นความผิดที่ได้กระทำในราชอาณาจักรหรือไม่ ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๗๘๗/๒๕๖๕ พ. ซึ่งร่วมกระทำความผิดกับจำเลยขับรถยนต์มารับผู้เสียหายที่ ๒ ที่สี่แยกบ้านไผ่แล้ว พาไปส่งที่ท่าอากาศยานดอนเมือง จากนั้นผู้เสียหายที่ ๒ โดยสารเครื่องบินไปหาจำเลยที่ประเทศญี่ปุ่น เห็นได้ว่าการพรากผู้เยาว์ได้เกิดขึ้นตั้งแต่ขณะที่ พ. ขับรถยนต์มารับผู้เสียหายที่ ๒ ที่สี่แยกบ้านไผ่แล้ว หาได้เพิ่งเกิดขึ้นขณะที่จำเลยอยู่กับผู้เสียหายที่ ๒ ที่ประเทศญี่ปุ่นไม่ จึงเป็นกรณีที่การกระทำส่วนหนึ่งในความผิดฐานร่วมกันพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยัง ไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร ได้กระทำในราชอาณาจักรและอีกส่วนหนึ่งได้กระทำนอกราชอาณาจักร ให้ถือว่าความผิดนั้นได้กระทำในราชอาณาจักรตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕ วรรคหนึ่ง ศาลจึงลงโทษจำเลยได้ ",อาญา,, 76,7,,ใช้อาวุธปืนยิงผู้อื่นเพราะเชื่อว่าบิดาของผู้ยิงถูกคุณไสยที่ผู้อื่นทำใส่บิดาจน เป็นเหตุให้บิดาของตนป่วยนั้นจะอ้างว่าเป็นกรณีที่สำคัญผิดในข้อเท็จจริงอันจะเป็นเหตุให้ผู้กระทำ ย่อมได้รับโทษน้อยลงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๖๒ วรรคแรก ได้หรือไม่ ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๕๖๖/๒๕๖๕ จำเลยไปเรียกผู้เสียหายซึ่งเป็นเพื่อนบ้านของจำเลยออกมาทางหลังบ้านแล้วใช้อาวุธ ปืนพกของกลางยิงผู้เสียหายถึง ๖ นัด กระสุนปืนถูกบริเวณศีรษะและลำตัวของผู้เสียหาย โดยจำเลยเจตนาประสงค์ต่อผลให้ผู้เสียหายถึงแก่ความตาย หากแต่ผู้เสียหายได้รับการช่วยเหลือ จากแพทย์ได้ทันท่วงที ผู้เสียหายจึงไม่ถึงแก่ความตาย ที่จำเลยเชื่อว่าบิดาจำเลยถูกคุณไสยที่ ผู้เสียหายทำใส่บิดาจำเลยจนเป็นเหตุให้บิดาจำเลยป่วยนั้นก็มิใช่กรณีที่จำเลยสำคัญผิด ในข้อเท็จจริงใด ถ้ามีอยู่จริงจะทำให้ผู้กระทำได้รับโทษน้อยลง แม้ข้อเท็จจริงนั้นจะไม่มีอยู่จริง แต่ผู้กระทำสำคัญผิดว่ามีอยู่จริง ผู้กระทำย่อมได้รับโทษน้อยลงตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๖๒ วรรคแรก โทษในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ซึ่งต้องระวางโทษสองในสามส่วนของโทษที่กำหนด ไว้สำหรับความผิดนั้นตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ ประกอบมาตรา ๘๐ วรรคสอง, ๕๒ (๑) และ ๕๓ มีระวางโทษกำหนดไว้ ประการ เรียงจากหนักไปหาเบา กล่าวคือ ขั้นหนักที่สุดจำคุกตลอดชีวิต ขั้นรองลงมาจำคุกสามสิบสามปีสี่เดือน และขั้นต่ำสุดจำคุกสิบปีถึงสิบสามปีสี่เดือน โดยให้ศาล ใช้ดุลพินิจลงโทษตามความเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดี ",อาญา,, 76,7,,ความแตกต่างระหว่างความผิดฐานชิงทรัพย์กับความผิดฐานกรรโชกทรัพย์ มีสาระสำคัญต่างกันอย่างไร ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๙๕๒/๒๕๖๕ ความแตกต่างระหว่างความผิดฐานชิงทรัพย์กับความผิดฐานกรรโชกทรัพย์ตามบทบัญญัติ ของกฎหมาย ข้อสาระสำคัญอยู่ที่ว่าความผิดฐานชิงทรัพย์ต้องมีฐานเดิมจากความผิดฐาน ลักทรัพย์ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๔ และการกระทำที่จะเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ต้องเป็นการ ลักทรัพย์โดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้าย เพื่อให้ความสะดวก แก่การลักทรัพย์การหรือพาทรัพย์นั้นไปให้ยื่นให้ซึ่งทรัพย์นั้น หรือเพื่อเหตุหนึ่งเหตุใดตามความ ในมาตรา ๓๓๙ วรรคแรก โดยการลักทรัพย์กับการใช้กำลังประทุษร้ายต้องไม่ขาดตอน หรือเป็นการลักทรัพย์ที่ต้องขู่เข็ญให้ปรากฏว่าในทันทีทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้ายต่อเนื่องกันไป วันเกิดเหตุหลังจากฝ่ายผู้เสียหายพูดคุยกับจำเลยและ ย. จนกระทั่งจำเลยชักอาวุธปืนสั้น ๑ กระบอก ออกมาจี้ผู้เสียหายที่ ๒ กับพวกให้ถอดสร้อยคอทองคำ รวมทรัพย์สินทั้งหมดโดย ย. ยืนคุมเชิงอยู่ พฤติการณ์ของจำเลยบ่งชี้ให้เห็นอย่างชัดแจ้งว่า จำเลยกับพวกประสงค์ต่อทรัพย์ มาแต่แรก และเป็นการแสดงท่าที่ขู่เข็ญว่าหากผู้เสียหายที่ ๒ และที่ ๓ ขัดขืนก็จะใช้อาวุธปืน ที่ถืออยู่ยิงประทุษร้ายในทันใดนั้น แสดงว่าจำเลยกับพวกเอาทรัพย์ของผู้เสียหายที่ ๒ และผู้เสียหาย ที่ ๓ ไปโดยมุ่งหมายมาดร้ายและขู่เข็ญผู้เสียหายที่ ๒ และที่ ๓ อันเป็นการกระทำโดยทุจริต เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับจำเลยกับพวก โดยขู่เข็ญว่าในทันใดนั้น จะใช้กำลังประทุษร้ายผู้เสียหายที่ ๒ และที่ ๓ อันเป็นกรณีที่ต่อเนื่องกับการที่จำเลยกับพวกเข้าไป ลักทรัพย์ในบ้านของผู้เสียหายไม่ขาดตอน ทั้งนี้ เพื่อให้ความสะดวกแก่การลักทรัพย์หรือการ พาทรัพย์นั้นไป ให้ยื่นให้ซึ่งทรัพย์นั้นหรือให้พ้นจากการจับกุมครบองค์ประกอบความผิดฐาน ชิงทรัพย์แล้ว มิใช่เป็นการข่มขืนใจให้ผู้เสียหายที่ ๒ และ ที่ ๓ ยอมให้ทรัพย์นั้นอันจะเป็นความผิด ฐานกรรโชกทรัพย์ เมื่อจำเลยกับพวกใช้อาวุธปืนในการกระทำความผิดโดยใช้รถจักรยานยนต์เป็น พาหนะ จำเลยจึงมีความผิดฐานร่วมกับพวกชิงทรัพย์ในเหตุฉกรรจ์ตามมาตรา ๓๓๙ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๓๔๐ ตรี ",อาญา,, 76,7,,ลูกหนี้โอนขายห้องชุดของตนก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาคดีแพ่งเพียง ๑ วัน ต่อมาปรากฏว่าคดีแพ่งที่เจ้าหนี้อ้างเป็นเหตุฟ้องลูกหนี้เป็นคดีอาญาในความผิดฐานโกงเจ้าหนี้นั้น ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องคดีแพ่ง ดังนี้ การกระทำของลูกหนี้จะเป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ หรือไม่ ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๘๖๔/๒๕๖๒ จำเลยที่ ๑ โอนขายห้องชุดของตนก่อนวันที่ศาลจังหวัดพิพากษาคดีแพ่งเพียง ๑ วัน แล้วยักย้ายถ่ายเทหรือย้ายไปเสียซึ่งเงินที่ได้จากการขายห้องชุดดังกล่าว เป็นการส่อแสดงให้ เห็นว่าจำเลยที่ ๑ อาจมีเจตนาพิเศษเพื่อว่าเมื่อโจทก์ชนะคดีแพ่งแล้ว โจทก์จะไม่สามารถบังคับ ชำระหนี้จากจำเลยที่ ๑ ได้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน แต่เมื่อคดีแพ่งที่โจทก์อ้างเป็นมูลเหตุฟ้องจำเลย ที่ ๑ เป็นคดีอาญาเรื่องนี้ถึงที่สุดแล้วโดยศาลฎีกาได้พิพากษาว่า จำเลยมิได้ผิดสัญญาซื้อขายหุ้น กับโจทก์จึงไม่ต้องคืนเงินค่าหุ้นพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ และพิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ มีผลให้ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ไม่มีมูลหนี้ต่อกัน เท่ากับโจทก์และจำเลยที่ ๑ ไม่ได้เป็น เจ้าหนี้และลูกหนี้กัน ดังนี้ ก็ไม่อาจมีการกระทำความผิดตามมาตรา ๓๕๐ แห่ง ประมวลกฎหมายอาญา ,อาญา,, 76,7,,การลงลายมือชื่อในพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมือง ผู้ทำพินัยกรรมต้องลงลายมือชื่อ ในพินัยกรรมต่อหน้าพยานอย่างน้อยสองคนพร้อมกันและพยานดังกล่าวต้องลงลายมือชื่อรับรอง ลายมือชื่อของผู้ทำพินัยกรรมไว้ในขณะนั้น เหมือนกับการลงลายมือชื่อในพินัยกรรมแบบธรรมดา หรือไม่ ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๕๘๔/๒๕๖๔ ขณะที่ผู้ตายแจ้งข้อความที่ประสงค์จะให้ใส่ไว้ในพินัยกรรมแก่ อ. ไม่ได้ทำต่อหน้า ช. และ ร. ซึ่งเป็นพยานในพินัยกรรม แต่หลังจากมีการพิมพ์พินัยกรรมแล้ว อ. ได้อ่านข้อความ ในพินัยกรรมให้ผู้ตาย ช. และ ร. ฟังพร้อมกัน หากข้อความในพินัยกรรมที่อ่านให้ฟังไม่ถูกต้อง ตรงกับที่ผู้ตายแจ้งไว้ ผู้ตายซึ่งขณะนั้นมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ดีย่อมสามารถทักท้วงให้มีการแก้ไข ให้ถูกต้องตรงตามความประสงค์ของตนได้ แต่ไม่ปรากฏว่าผู้ตายได้มีการทักท้วงให้แก้ไขข้อความ แต่อย่างใด จึงแสดงว่าเมื่อผู้ตายทราบข้อความในพินัยกรรมพร้อม ช. และ ร. แล้ว ผู้ตายยอมรับ ว่าข้อความในพินัยกรรมถูกต้องตรงตามความประสงค์ที่ตนแจ้งไว้แล้ว อันถือได้ว่าผู้ตาย แจ้ง ข้อความที่ตนประสงค์จะให้ใส่ไว้ในพินัยกรรมต่อหน้าพยานอีกอย่างน้อยสองคนพร้อมกัน และ อ. ได้อ่านข้อความนั้นให้ผู้ตายและพยานฟังแล้วตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๕๘ (๑) และ (๒) จากนั้น ช. และ ร. จึงลงลายมือชื่อในพินัยกรรม โดยผู้ตายลงลายมือชื่อไว้ก่อนแล้ว การ ลงลายมือชื่อในพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองนั้น ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๕๘ (๓) กำหนดแบบ ให้ผู้ตายและพยานลงลายมือชื่อไว้เป็นสำคัญเท่านั้น มิได้กำหนดให้ผู้ตายต้องลงลายมือชื่อใน พินัยกรรมต่อหน้าพยานอย่างน้อยสองคนพร้อมกัน และพยานดังกล่าวต้องลงลายมือชื่อ รับรองลายมือชื่อของผู้ตายไว้ในขณะนั้นเหมือนกับการลงลายมือชื่อในพินัยกรรมแบบ ธรรมดา ดังนั้น เมื่อผู้ตายและพยานทั้งสองลงลายมือชื่อในพินัยกรรมครบแล้ว พินัยกรรมแบบ เอกสารฝ่ายเมืองของผู้ตายทำขึ้นถูกต้องตามแบบที่บทกฎหมายบังคับไว้และตรงตามความประสงค์ ของผู้ตายแล้วจึงชอบด้วยกฎหมาย ",แพ่ง,, 76,7,,ลูกหนี้ทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้กับเจ้าหนี้ถือว่าเป็นการรับสภาพหนี้มีผลทำให้ อายุความสะดุดหยุดลงเป็นโทษแก่ลูกหนี้ ย่อมเป็นโทษแก่ผู้ค้ำประกันด้วยหรือไม่ และการ ชำระหนี้โดยบุคคลภายนอกภายหลังทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้เป็นการรับสภาพหนี้อันจะทำให้ อายุความสะดุดหยุดลงหรือเป็นกรณีรับสภาพความรับผิดโดยลูกหนี้หรือไม่ ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๓๔๙/๒๕๖๕ ลูกหนี้ทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้กับบรรษัทบริหารสินทรัพย์ ท. เจ้าหนี้เดิมเมื่อวันที่ ๙ มีนาคม ๒๕๕๐ โดยยอมรับว่า ลูกหนี้มีหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยตามมูลหนี้เดิมค้างชำระ ถือว่า เป็นการรับสภาพหนี้ย่อมมีผลทำให้อายุความสะดุดหยุดลง โดยระยะเวลาที่ล่วงไปนั้นไม่นับ เข้าในอายุความตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๗/๑๔ (๑) และมาตรา ๑๙๓/๑๕ เมื่อสัญญา ปรับโครงสร้างหนี้ ข้อ ๔.๒ มีข้อกำหนดชำระเงินครั้งแรกนับถัดจากวันทำสัญญาภายในวันที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๕๐ ซึ่งตามฟ้องข้อ ๖ โจทก์บรรยายว่า ครบกำหนดแล้วจำเลยเพิกเฉยไม่ ชำระหนี้แก่โจทก์แต่อย่างใด แสดงว่า บ. ผิดนัดไม่ชำระเงินครั้งแรกแก่โจทก์ตามที่รับสภาพหนี้ไว้ เหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงจึงสิ้นสุดลงในวันที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๕๐ และเริ่มนับใหม่ ตั้งแต่วันถัดจากวันที่ บ. ผิดนัดคือวันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๕๐ เป็นต้นไป และเมื่ออายุความ สะดุดหยุดลงเป็นโทษแก่ลูกหนี้ชั้นต้นย่อมเป็นโทษแก่ผู้ค้ำประกันตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๙๒ ด้วย สัญญากู้เงิน สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี และสัญญาขายลดตั๋วสัญญาใช้เงิน เป็นหนี้ที่ ไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะจึงมีอายุความ ๑๐ ปี ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๓๐ ภายหลังทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ ไม่ปรากฏว่า บ. หรือจำเลยชำระหนี้ให้แก่โจทก์แต่อย่างใด แม้ปรากฏว่า ข. ชำระหนี้บางส่วนก็ตาม แต่โจทก์แถลงรับข้อเท็จจริงในชั้นพิจารณาของศาลชั้นต้น แล้วเป็นทำนองว่าเป็นการชำระโดยบุคคลภายนอกไม่ใช่จำเลย อีกทั้ง ช. ชำระหนี้ภายหลัง จากคดีขาดอายุความแล้ว จึงไม่เป็นการรับสภาพหนี้อันจะทำให้อายุความสะดุดหยุดลง หรือ เป็นกรณีรับสภาพความรับผิดโดยจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องพ้นกำหนด ๑๐ ปี นับแต่วันที่เริ่มนับอายุความใหม่ ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ,แพ่ง,, 76,8,,ระหว่างสมรส คู่สมรสฝ่ายหนึ่งใช้เงินสินส่วนตัวก่อสร้างบ้านในที่ดินสินส่วนตัว ดังนี้ บ้านที่ปลูกเป็นสินส่วนตัว หรือไม่ ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๔๕/๒๕๖๓ โจทก์ใช้เงินสินส่วนตัวของโจทก์ที่มีมาก่อนจด ทะเบียนสมรสกับจำเลยที่ ๑ ซื้อที่ดินพิพาทแล้ว โจทก์ยังใช้เงินสินส่วนตัวของโจทก์ก่อสร้าง บ้าน โรงจอดรถ คอกวัว และศาลาริมน้ำในที่ดินพิพาทของโจทก์ แม้เป็นการก่อสร้างใน ระหว่างที่โจทก์กับจำเลยที่ เป็นสามีภริยากันก็จะถือว่าบ้านพิพาทเป็นทรัพย์สินที่ โจทก์กับจำเลยที่ ๑ ได้มาระหว่างสมรสหาได้ไม่ บ้านพิพาทย่อมเป็นสินส่วนตัวของโจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๗๒ วรรคหนึ่ง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ขับไล่จำเลยทั้งสองออกจากบ้านพิพาทและเรียกค่าเสียหายได้ ,แพ่ง,, 76,8,,การซื้อขายตามจำนวนเนื้อที่ดินที่เป็นจริง ผู้ขายส่งมอบที่ดินแก่ผู้ซื้อน้อยกว่า จำนวนที่ตกลงไว้ในสัญญาไม่เกินกว่าร้อยละห้าแต่ผู้ซื้อรับไว้ หากผู้ซื้อชำระเงินค่าที่ดินเกินไป ผู้ขายต้องคืนเงินค่าที่ดินแก่ผู้ซื้อหรือไม่ ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๓๕/๒๕๖๔ หนังสือสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินข้อ ๑ มีข้อความ ว่า ผู้จะขายเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๔๗๕๐ เนื้อที่ ๒๒ ไร่ ๒ งาน ๗๘ ตารางวา ที่ดิน โฉนดเลขที่ ๒๖๖๗๖ เนื้อที่ ๒๐ ไร่ ๙.๒ ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๖๖๘๒ เนื้อที่ ๓๒ ไร่ ๒ งาน ๑๑ ตารางวาและที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๖๔๗๑ เนื้อที่ ๒๖ ไร่ ๓ งาน ๗.๖ ตารางวา ข้อ ๒ ผู้จะขายตกลงจะขายและผู้จะซื้อตกลงจะซื้อที่ดินดังกล่าวในข้อ โดยเป็นการซื้อขายตามจำนวนเนื้อที่ดินที่เป็นจริงในราคาไร่ละ ๑๙๐,๐๐๐ บาท รวมเป็นเงิน ๑๙,๓๘๐,๐๐๐ บาท เป็นข้อสัญญาที่กำหนดจำนวนเนื้อที่ดินแต่ละแปลงและราคาที่ดิน ต่อไร่ไว้ชัดเจน แสดงให้เห็นเจตนาของโจทก์และจำเลยชัดแจ้งว่ามีความประสงค์จะซื้อขาย ที่ดินกันตามจำนวนเนื้อที่ดินที่แท้จริง มิใช่เป็นการซื้อขายตามจำนวนเนื้อที่ในโฉนด ที่ดินหรือขายเหมาแปลง ดังนั้น เนื้อที่ดินแต่ละแปลงตามที่ระบุในสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน จึงเป็นสาระสำคัญของสัญญา แม้ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินมิได้กำหนดว่าจะต้องมี การรังวัดที่ดินก่อน ก็ไม่มีผลทำให้การซื้อขายที่ดินดังกล่าวกลับเป็นการซื้อขายตามจำนวน เนื้อที่ในโฉนดที่ดินไปได้ โจทก์ซึ่งรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินขอบที่จะรังวัดตรวจสอบเนื้อที่ดินว่ามี จำนวนเนื้อที่ครบตามที่ระบุในสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินหรือไม่ จำเลยส่งมอบที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๖๖๘๒ แก่โจทก์ เนื้อที่ น้อยกว่าจำนวนที่จำเลยตกลงไว้ในสัญญา ๒ ไร่ ๑ งาน ๔.๖ ตารางวา โจทก์ซึ่งรับเอาไว้ ต้องใช้ราคาตามส่วนตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๖๖ วรรคหนึ่ง แก่จำเลยเกินไป จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องคืนเงินค่าที่ดินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ ",แพ่ง,, 76,8,,การขยายกำหนดเวลาไถ่ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงาน เจ้าหน้าที่หรือไม่ ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๘๖๐/๒๕๖๓ การขยายกำหนดเวลาไถ่แม้ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๙๖ วรรคสอง จะมิได้บังคับให้ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ แต่การขยายกำหนดเวลาไถ่อย่างน้อยต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้รับไถ่ จึงจะ บังคับกันได้ แต่โจทก์ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ผู้รับไถ่ มาแสดงจึงไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ตามบทบัญญัติดังกล่าว โจทก์ไม่อาจกล่าวอ้าง ว่าจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ตกลงขยายกำหนดเวลาไถ่เพื่อฟ้องบังคับให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ รับการไถ่ที่ดินพิพาทจากโจทก์ได้ ฉะนั้น เมื่อโจทก์ไม่ไถ่ที่ดินพิพาทภายในกำหนด ที่ดินพิพาท ย่อมตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ โดยเด็ดขาด ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๙๑ จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ จึงมีสิทธิจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ ๓ ได้ โจทก์ไม่มีสิทธิ ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ กับจำเลยที่ ๓ ",แพ่ง,, 76,8,,แคชเชียร์เช็คระบุชื่อผู้รับเงิน มีการขีดคร่อมพร้อมกับมีข้อความว่า “A/C Payee Only” ในช่องขีดคร่อม ธนาคารนำไปเรียกเก็บเงินเข้าบัญชีเงินฝากของลูกค้าที่เปิดไว้ กับธนาคารซึ่งมิใช่ผู้รับเงินตามแคชเชียร์เช็ค ธนาคารผู้เรียกเก็บเงินจะต้องรับผิดต่อผู้เป็น เจ้าของแท้จริงแห่งเช็คหรือไม่ ผู้ซื้อแคชเชียร์เช็คจากธนาคารผู้ออกเช็คมีอำนาจฟ้องธนาคารผู้เรียกเก็บเงินตามเช็ค ให้รับผิดใช้เงินตามแคชเชียร์เช็ค หรือไม่ ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๙๕๑/๒๕๖๒ แคชเชียร์เช็คพิพาทระบุชื่อโจทก์ที่ ๑ เป็นผู้รับเงิน แม้ไม่ได้ขีดฆ่าคำว่า “หรือตามคำสั่ง” แต่ได้มีการขีดคร่อมพร้อมกับมีข้อความว่า ""A/C Payee Only ในช่องขีดคร่อม อันมีความหมายว่า ห้ามเปลี่ยนมือและต้องจ่ายเงินเข้าบัญชีเงินฝาก ของโจทก์ที่ ๑ ที่มีแก่ธนาคารเท่านั้น โจทก์ที่ ๑ จึงเป็นผู้ทรงเช็คพิพาท แม้ในช่วงแรกของ การเรียกร้องกันโจทก์ที่ ๑ จะปฏิเสธไม่รับรู้การทำประกันชีวิตให้แก่โจทก์ที่ ๒ ถึงที่ ๗ แต่ตามพระราชบัญญัติประกันชีวิต พ.ศ. ๒๕๓๕ มาตรา ๗๐/๑ บัญญัติให้บริษัทประกันชีวิต ต้องร่วมรับผิดกับตัวแทนประกันชีวิตต่อความเสียหายที่ตัวแทนประกันชีวิตนั้นได้ก่อขึ้นจาก การกระทำการเป็นตัวแทนประกันชีวิตของบริษัท โจทก์ที่ ๑ จึงเป็นผู้ทรงแคชเชียร์เช็คพิพาท โดยชอบด้วยกฎหมายมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสาม โจทก์ที่ ๒ ถึงที่ ๗ เป็นผู้ซื้อแคชเชียร์เช็คจากธนาคารผู้ออกเช็คมิได้เป็นผู้ทรง แคชเชียร์เช็คพิพาท จึงมิใช่เจ้าของอันแท้จริงแห่งเช็คนั้นตามประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ มาตรา ๑๐๐๐ ที่จะมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๑ ให้รับผิดชดใช้เงินตามแคชเชียร์ เช็คพิพาท โจทก์ที่ ๑ เป็นผู้ทรงแคชเชียร์เช็คพิพาทขีดคร่อมพร้อมกับมีข้อความว่า “A/C Payee Only” ในช่องขีดคร่อมซึ่งมีความหมายทำนองเดียวกับ “เปลี่ยนมือไม่ได้” หรือ “ห้ามเปลี่ยนมือ” ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๙๕ การที่จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้มีวิชาชีพ ประกอบการธนาคารเรียกเก็บเงินตามแคชเชียร์เช็คพิพาทไปเข้าบัญชีของจำเลยที่ ๓ ทั้งที่ต้องนำเงินตามแคชเชียร์เช็คพิพาทเข้าบัญชีของโจทก์ที่ ๑ เท่านั้น ต้องถือว่า จำเลยที่ ๑ กระทำการโดยประมาทเลินเล่อ เป็นกระทำละเมิดต่อโจทก์ที่ ๑ โจทก์ที่ ๑ เป็นผู้ทรงเช็คพิพาทขีดคร่อมและมีข้อความว่า ""A/C Payee Only"" มีความหมายทำนองเดียวกับ “เปลี่ยนมือไม่ได้” หรือ “ห้ามเปลี่ยนมือ” และมีอำนาจฟ้อง ธนาคารจำเลยที่ ๑ ที่ต้องนำเช็คพิพาทเข้าบัญชีของโจทก์ที่ ๑ เท่านั้น แต่นำเข้าบัญชีของ จำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นการละเมิดต่อโจทก์ที่ ๑ จำเลยที่ ๑ ต้องชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ที่ ๑ และต้องถือว่าวันที่จำเลยที่ ๑ สามารถเรียกเก็บเงินและนำเงินเข้าบัญชีของจำเลยที่ ๓ เป็นเวลา ที่มีการกระทำละเมิดต่อโจทก์ที่ ๑ ที่โจทก์ที่ ๑ มีสิทธิเริ่มคิดดอกเบี้ยเป็นต้นไป ",แพ่ง,, 76,8,,ทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินเกินกว่าส่วนของตนให้แก่ผู้รับพินัยกรรม พินัยกรรมเป็นโมฆะหรือไม่ และผู้รับพินัยกรรมซึ่งเป็นทายาทจะถูกกำจัดมิให้รับมรดกหรือไม่ ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๑๔๓/๒๕๖๓ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๔๖ ได้วางหลักการในการทำพินัยกรรมของบุคคลไว้ว่า “บุคคลใดจะแสดงเจตนาโดย พินัยกรรมกำหนดการเผื่อตายในเรื่องทรัพย์สินของตนเอง หรือในการต่าง ๆ อันจะให้เกิดเป็น ผลบังคับได้ตามกฎหมายเมื่อตนตายก็ได้” ซึ่งบทบัญญัติแห่งมาตรานี้มีความหมายชัดเจนว่า บุคคลจะทำพินัยกรรมกำหนดการเผื่อตายได้ก็แต่เฉพาะทรัพย์สินของตนเองเท่านั้น โดยไม่อาจ ทำพินัยกรรมกำหนดการเผื่อตาย ในทรัพย์สินของผู้อื่นได้ สิ่งปลูกสร้างพร้อมที่ดินพิพาทตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๕๐๗๘ เป็นกรรมสิทธิ์รวมที่ ก. และ ส. ได้มาในระหว่างอยู่กินฉันสามีภริยากันโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสและมีส่วนแบ่งเท่ากันคนละครึ่ง ก. จึงมีอำนาจที่จะจำหน่ายจ่ายโอนสิ่งปลูกสร้างพร้อมที่ดินพิพาทได้แต่ เฉพาะส่วนของตนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๖๑ วรรคหนึ่ง โดยเมื่อ ส. ถึงแก่ความตาย สิ่งปลูกสร้างพร้อมที่ดินพิพาทในส่วนของ ส. ย่อมถือเป็นสินส่วนตัว ของ ส. ที่เป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมของ ส. ดังนี้ การที่ ก. ทำพินัยกรรมยก สิ่งปลูกสร้าง พร้อมที่ดินพิพาททั้งแปลงให้แก่จำเลยผู้เดียว จึงเป็นกรณีที่ ก. ทำพินัยกรรม ยกทรัพย์สินเกินกว่าส่วนของตนให้แก่จำเลยซึ่ง ก. ไม่มีอำนาจกระทำได้ โดยพินัยกรรมหรือ ข้อกำหนดพินัยกรรมที่มีเนื้อหาเช่นนี้ไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายระบุให้เป็นโมฆะหรือ เสียเปล่าไปแต่มีผลให้ทรัพย์มรดกตามพินัยกรรมตกได้แก่จำเลยเพียงตามส่วนของ ก. ผู้ทำ พินัยกรรมเท่านั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๐๕ วรรคหนึ่ง และมาตรา ๑๖๐๖ (๔) ได้วางหลักเกณฑ์ไว้สรุปความได้ว่า ทายาทคนใดยักย้ายหรือปิดบังทรัพย์มรดกเท่าส่วนที่ตน จะได้หรือมากกว่านั้นโดยฉ้อฉลหรือรู้อยู่ว่าตนทำให้เสื่อมประโยชน์ของทายาทคนอื่น ทายาท คนนั้นต้องถูกกำจัดมิให้ได้มรดกเฉพาะส่วนที่ได้ยักย้ายหรือปิดบัง หรือต้องถูกกำจัดมิให้ ได้มรดกเลยแล้วแต่กรณี หรือหากบุคคลใดฉ้อฉลหรือข่มขู่ให้เจ้ามรดกทำหรือเพิกถอนหรือ เปลี่ยนแปลงพินัยกรรมแต่บางส่วนหรือทั้งหมดซึ่งเกี่ยวกับทรัพย์มรดก หรือไม่ให้การกระทำ การดังกล่าว บุคคลนั้นต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดกฐานเป็นผู้ไม่สมควร ก. เจ้ามรดกทำพินัยกรรม ยกสิ่งปลูกสร้างพร้อมที่ดินพิพาททั้งแปลงให้แก่จำเลย ผู้เดียวโดยถูกต้องตามแบบของกฎหมายด้วยความประสงค์อันแท้จริงของ ก. เอง โดยจำเลย มิได้กระทำการยักย้ายหรือปิดบังทรัพย์มรดก ทั้งมิได้ฉ้อฉลหรือข่มขู่ให้ ก. ทำพินัยกรรม เกี่ยวกับทรัพย์มรดกนั้นในประการใด แม้ ก. จะทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินเกินกว่าส่วนของตน ให้แก่จำเลย แต่กรณีก็เป็นเรื่องที่ ก. กระทำไปโดยขาดความรู้ความเข้าใจในข้อเท็จจริงและ ข้อกฎหมายเกี่ยวกับทรัพย์สินที่ ก. และ ส. ได้มาในระหว่างอยู่กินฉันสามีภริยากันโดยไม่ได้ จดทะเบียนสมรส เมื่อจำเลยมิได้กระทำการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติมาตรา ๑๖๐๕ วรรคหนึ่ง และมาตรา ๑๖๐๖ (๔) และนอกจากนี้จำเลยยังเป็นผู้รับพินัยกรรม ซึ่ง ก. ได้ทำพินัยกรรม ยกทรัพย์สินให้เฉพาะสิ่งเฉพาะอย่างหรือทรัพย์สินที่ระบุตัวทรัพย์ได้ชัดเจนแน่นอน ได้แก่ สิ่งปลูกสร้าง พร้อมที่ดินพิพาทตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๕๐๗๘ อันเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของ มาตรา ๑๖๐๕ วรรคสอง จำเลยจึงไม่อยู่ในสถานที่จะต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดก ",แพ่ง,, 76,9,,ฝ่ายชายมอบเงินสด สร้อยคอทองคำ สร้อยข้อมือทองคำอ้างว่า มีน้ำหนัก ๙ บาท ให้แก่ฝ่ายหญิง วันรุ่งขึ้นทั้งสองฝ่ายนำไปตรวจสอบที่ร้านทอง ผลการตรวจสอบได้ น้ำหนักเพียง ๘.๒๕ บาท จึงเกิดการโต้เถียงกัน ฝ่ายชายจึงหยิบสร้อยคอทองคำและสร้อยข้อมือ ทองคำที่วางอยู่บนโต๊ะร้านทองไป เป็นความผิดฐานใด,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๘๖๘/๒๕๖๐ น. บุตรโจทก์ร่วมรักใคร่ชอบพอกับ ช. บุตรชาย จำเลย จนฝ่ายหญิงตั้งครรภ์ โจทก์ร่วมและจำเลยได้จัดพิธีมงคลสมรสให้แก่ น. และ ช. ที่บ้านของ โจทก์ร่วม โดยฝ่ายจำเลยมอบเงินสด ๒๐๐,๐๐๐ บาท สร้อยคอทองคำ เส้น สร้อยข้อมือ ทองคำ ๔ เส้น ที่ฝ่ายจำเลยอ้างว่า มีน้ำหนัก ๙ บาท ให้แก่ฝ่ายโจทก์ร่วม ต่อมาวันรุ่งขึ้น ซึ่งเป็นวันเกิดเหตุ โจทก์ร่วมนำสร้อยคอทองคำและสร้อยข้อมือทองคำดังกล่าวซึ่งเป็นทรัพย์ ตามฟ้องไปตรวจสอบพร้อมกับฝ่ายจำเลยที่ร้านทอง ผลการตรวจสอบได้น้ำหนักเพียง ๘.๒๕ บาท จึงเกิดการโต้เถียงกัน ระหว่างนั้น จำเลยหยิบเอาสร้อยคอทองคำและสร้อยข้อมือทองคำ รวม ๙ เส้น ราคา ๑๙๓,๔๗๕ บาท ที่วางอยู่บนโต๊ะของร้านทองไป สร้อยคอทองคำและสร้อยข้อมือ ทองคำอันเป็นทรัพย์ตามฟ้องจะเป็นสินสอดหรือของหมั้นหรือไม่ก็ตาม แต่ฝ่ายจำเลยก็ส่งมอบ ทรัพย์ดังกล่าวให้แก่ฝ่ายโจทก์ร่วมยึดถือครอบครองอันเป็นการยกให้ในวันพิธีมงคลสมรสแล้ว จำเลยจึงไม่ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ทรัพย์ตามฟ้อง ดังนี้ หากจำเลยเห็นว่าฝ่ายโจทก์ร่วม ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงอย่างไรจำเลยก็ชอบที่จะใช้สิทธิเรียกร้องฟ้องคดีทางแพ่งเพื่อเรียกทรัพย์คืน หามีสิทธิฉกฉวยเอาทรัพย์มาโดยพลการไม่ การกระทำของจำเลยเป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบด้วย กฎหมาย เป็นการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเอง การกระทำ ของจำเลยจึงเป็นการลักทรัพย์โดยฉกฉวยเอาซึ่งหน้าอันเป็นความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์",อาญา,, 76,9,,ใช้อาวุธปืนยิงไปยังรถขณะมีคนวิ่งหนีเพื่อไปหลบบนรถ กระสุนปืนไม่ถูกผู้ใด แต่ถูกกระจกมองข้างของรถได้รับความเสียหาย เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาฐานใด,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๗๑๖/๒๕๖๑ จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายที่ ໑ ผู้เสียหายที่ ๑ วิ่งหลบหนีไปในบริษัท จำเลยยังไล่ยิงไปยังรถบัสของผู้เสียหายที่ ๒ ขณะมี พนักงานวิ่งหนีเพื่อไปหลบบนรถ กระสุนไม่ถูกผู้ใด แต่ถูกกระจกมองข้างของรถบัสของผู้เสียหาย ที่ ๒ ได้รับความเสียหายจากการกระทำดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าจำเลยเล็งเห็นผลแห่งการกระทำ ของตนว่ากระสุนปืนอาจถูกผู้เสียหายที่ ๑ ถึงแก่ความตาย เป็นการกระทำโดยมีเจตนาฆ่า ผู้เสียหายที่ ๑ เมื่อกระสุนปืนไม่ถูกผู้เสียหายที่ ๑ แต่ถูกกระจกมองข้างของรถบัสได้รับความ เสียหายการกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ ໑ และทำให้ เสียทรัพย์ผู้เสียหายที่ ๒,อาญา,, 76,9,,ใช้อาวุธปืนยิงผู้อื่นจนถึงแก่ความตายเพราะสำคัญผิดในข้อเท็จจริงว่ามีเหตุ ต้องป้องกัน หากความสำคัญผิดเกิดขึ้นโดยประมาท และกระทำไปเกินกว่ากรณีแห่งการจำต้อง กระทำโดยสำคัญผิด ผู้กระทำจะมีความผิดอย่างไร,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๕๒๗/๒๕๖๒ ในคืนเกิดเหตุฝนตก ผู้ตายออกจากบ้านโดย เดินไปตามถนนในหมู่บ้านผ่านหน้าบ้านของจำเลยเพื่อไปจับกบที่หนองน้ำสาธารณะ ผู้ตายจึง มิใช่คนร้ายที่จะมาลักโคของจำเลย ประกอบกับในขณะนั้นก็ไม่ปรากฏว่าผู้ตายมีพฤติการณ์ ใดอันจะเป็นภยันตรายร้ายแรงต่อจำเลย จำเลยย่อมสามารถใช้ปืนยิงขึ้นฟ้าหรือยิงไปทางอื่น เพื่อข่มขู่ได้ ไม่มีความจำเป็นที่จำเลยจะต้องใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายจนถึงแก่ความตาย การกระทำของจำเลยจึงเกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องกระทำเพื่อป้องกัน จำเลยจึงมีความผิด ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ ประกอบมาตรา ๖๙ ซึ่งศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้ ทั้งตามพฤติการณ์แห่งคดีย่อมเห็นได้ว่าความสำคัญผิดของจำเลย ดังกล่าวเกิดขึ้นโดยความประมาทของจำเลย เนื่องจากจำเลยมิได้ใช้ความระมัดระวังพิจารณา ให้รอบคอบว่าผู้ตายเป็นคนร้ายจริงหรือไม่ จำเลยย่อมมีความผิดฐานกระทำโดยประมาท เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๑ โดยผลของมาตรา ๖๒ วรรคสองด้วย ซึ่งแม้จะเป็นข้อแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่โจทก์กล่าวมาในฟ้อง แต่ต่างกันระหว่างการกระทำความผิด โดยเจตนากับประมาท ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยได้ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๑๙๒ วรรคสองและวรรคสาม ประกอบมาตรา ๒๑๕ และมาตรา ๒๒๕ และกรณีนี้เป็นกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท จึงต้องลงโทษจำเลยฐานฆ่าผู้อื่นโดยป้องกันเกินกว่ากรณี แห่งการจำต้องกระทำโดยสำคัญผิด ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียวตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ (จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ ประกอบมาตรา ๖๙ และมาตรา ๖๒ วรรคหนึ่ง และมาตรา ๒๙๑ ประกอบมาตรา ๖๒ วรรคสอง เป็นกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา ๒๘๘ ประกอบด้วยมาตรา ๖๙ และมาตรา ๖๒ วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียวตามประมวล กฎหมายอาญา มาตรา ๙๐),อาญา,, 76,9,,เดินเข้ามาบริเวณใต้ชายคาบ้านโดยเปิดประตูหน้าบ้านและขว้างขวดแก้วเข้าไป ในบ้านแต่ไม่ได้เข้าไปในบ้านเป็นความผิดฐานบุกรุกหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๔๕๙/๒๕๖๒ จำเลยเดินเข้ามาถึงบริเวณใต้ชายคาบ้านที่เกิดเหตุ แล้วก่อเหตุตามฟ้องโดยเปิดประตูหน้าบ้านและขว้างขวดแก้วเข้าไปในบ้านที่เกิดเหตุอันแสดงว่า จำเลยเข้ามาในบริเวณของบ้านที่เกิดเหตุแล้ว แม้จะไม่ได้เข้าไปในบ้านโดยเดินเข้าประตู หน้าบ้านมาก็ถือว่าจำเลยเข้ามาในเคหสถานแล้ว ตามนิยามในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑ (๔) ที่ว่า “เคหสถาน” หมายความว่า ที่ซึ่งใช้เป็นที่อยู่อาศัย เช่น เรือน โรง เรือ หรือแพ ซึ่งคนอยู่อาศัย และให้ความรวมถึงบริเวณของที่ซึ่งใช้เป็นที่อยู่อาศัยนั้นด้วย จะมีรั้วล้อมหรือไม่ ก็ตาม จำเลยมีความผิดฐานบุกรุกเคหสถานโดยใช้กำลังประทุษร้ายและมีอาวุธตามประมวล กฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๕ (๑) (๒) (เดิม) ประกอบมาตรา ๓๖๔ (เดิม),อาญา,, 76,9,,การป้องกันสิทธิของผู้อื่นจะเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ การทำให้เสียทรัพย์โดยประมาทเป็นความผิดอาญาหรือเป็นละเมิดในทางแพ่ง หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๐๗๒/๒๕๖๓ จำเลยที่ ๒ ขว้างขวดแก้วใส่โจทก์ที่ ๑ แต่ขวดดังกล่าวตกพื้นแตกกระจายแล้วจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ วิ่งเข้าไปจะทำร้ายโจทก์ที่ ๑ พฤติการณ์ดังกล่าวนับเป็นภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายและเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง โจทก์ที่ ๒ ย่อมมีสิทธิเข้าไปป้องกันโจทก์ที่ ๑ ซึ่งเป็นภริยาให้พ้นจากภยันตรายดังกล่าวได้ การที่โจทก์ที่ ๒ กระโดดเข้าไปถีบหน้าอกของจำเลยที่ ๑ จึงเป็นการป้องกันโจทก์ที่ ๑ ให้พ้นจากภยันตรายพอสมควรแก่เหตุ เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ป.อ. มาตรา ๕๙ วรรคหนึ่ง บุคคลจะต้องรับผิดในทางอาญาในกรณีกระทำโดยประมาทก็ต่อเมื่อมีกฎหมายบัญญัติให้ต้องรับผิดเท่านั้น เมื่อไม่มีกฎหมายบัญญัติให้การทำให้เสียทรัพย์โดยประมาทเป็นความผิดอาญา จำเลยที่ ๓ จึงไม่ต้องรับผิดทาง อาญาสำหรับการกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้แว่นตาและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของโจทก์ที่ ๑ เสียหายอย่างไรก็ดี แม้จำเลยที่ ๓ จะไม่มีความผิดทางอาญาเลย อันเป็นผลให้จำเลยที่ ๓ ไม่ต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนสำหรับความผิดฐานทำร้ายโจทก์ที่ ๑ จนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ และฐานทำให้เสียทรัพย์ของโจทก์ที่ ๑ ก็ตาม แต่เมื่อการกระทำของจำเลยที่ ๓ ที่กระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้แว่นตาและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของโจทก์ที่ ๑ เสียหาย จึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ที่ ๑ และ ป.วิ.อ. มาตรา ๔๗ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า คำพิพากษาคดีส่วนแพ่งต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่งโดยไม่ต้องคำนึงถึงว่าจำเลยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดหรือไม่ จำเลยที่ ๓ จึงต้องรับผิดในทางแพ่งโดยการใช้ค่าสินไหมทดแทนในส่วนนี้แก่โจทก์ที่ ๑ แม้จำเลยที่ ๓ จะมิได้ฎีกาในเรื่องค่าสินไหมทดแทนที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ กำหนดมาโดยตรง แต่ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๔๗ วรรคสอง ให้ศาลกำหนดจำนวนเงินค่าสินไหมทดแทนให้ตามความเสียหายแต่ต้องไม่เกินคำขอ",อาญา,, 76,9,,ร่วมกันวางแผนสมคบกันเพื่อที่จะกระทำความผิด แต่ขณะกระทำความผิด มิได้อยู่ใกล้กับที่เกิดเหตุในลักษณะที่พร้อมที่จะเข้าช่วยเหลือพวกในขณะกระทำความผิดได้ทันที ดังนี้ จะถือว่าเป็นตัวการในการกระทำความผิดด้วยหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๙๗๘/๒๕๖๒ จำเลยที่ ๓ ร่วมกันวางแผนสมคบกันกับจำเลย ที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ กับพวกเพื่อที่จะกระทำความผิด โดยจำเลยที่ ๓ มีส่วนรู้เห็นมาตั้งแต่ต้น แต่ขณะที่จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ กับพวกร่วมกันกระทำความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น โดยไตร่ตรองไว้ก่อนและฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำเลยที่ ๓ จอดรถรอ เพื่อคอยดูเส้นทางให้จำเลยที่ ๔ กับพวกมีได้ร่วมขับรถจักรยานยนต์ไล่ติดตามรถจักรยานยนต์ที่ผู้ตายขับไปก่อเหตุกับจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ กับพวก บริเวณที่จำเลยที่ ๓ จอดรถคอยดูเส้นทางให้มิได้อยู่ใกล้กับที่เกิดเหตุในลักษณะที่จำเลยที่ ๓ พร้อมที่จะเข้าช่วยเหลือ จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ กับพวกในขณะกระทำความผิดได้ในทันที จึงไม่ใช่เป็นการแบ่งหน้าที่กันทำอันจะเป็นตัวการในการกระทำความผิดร่วมกับจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ กับพวก การกระทำของจำเลยที่ ๓ เป็นเพียงการช่วยเหลืออำนวยความสะดวกให้จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ กับพวกกระทำความผิด จำเลยที่ ๓ มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานร่วมกันผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานร่วมกัน พยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน,อาญา,, 76,10,,ใบถอนเงินและใบมอบฉันทะมีเพียงลายมือชื่อปลอมของเจ้าของบัญชี ยังไม่ได้กรอกข้อความเป็นเอกสารสิทธิหรือไม่ และการนำสมุดคู่ฝากบัญชีออมทรัพย์ไปโดยเจ้าของบัญชี มิได้อนุญาต เป็นความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น หรือไม่ ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๐๘๙/๒๕๖๕ จำเลยมีส่วนร่วมในการปลอมเอกสารใบถอนเงินฝากและใบมอบฉันทะของผู้เสียหาย และนำเอกสารปลอมนั้นไปมอบให้ ท. เพื่อให้นำไปใช้ในการเบิกถอนเงินออกมาจากบัญชีเงินฝาก ของผู้เสียหาย เป็นการใช้เอกสารปลอมในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหาย ขณะจำเลยนำใบถอนเงินฝากและใบมอบฉันทะไปมอบให้ ท. ในใบถอนเงินฝากมีเพียง ลายมือชื่อปลอมของผู้เสียหายในช่องลายมือชื่อเจ้าของบัญชียังมิได้กรอกจำนวนเงินที่ขอถอน ส่วนในใบมอบฉันทะด้านหลังใบถอนเงินฝากมีเพียงลายมือชื่อปลอมของผู้เสียหายในช่องลายมือชื่อ เจ้าของบัญชียังมิได้กรอกข้อความว่ามอบฉันทะให้ผู้ใดเป็นผู้รับเงินที่ขอถอน เช่นนี้เป็นเอกสารที่ ข้อความยังไม่สมบูรณ์มิใช่เอกสารอันเป็นหลักฐานแห่งการก่อเปลี่ยนแปลง โอน สงวนหรือระงับ ซึ่งสิทธิ ถือไม่ได้ว่าเป็นเอกสารสิทธิตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑ (๙) การกระทำของ จำเลยไม่เป็นความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม คงเป็นความผิดฐาน ปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม ไม่ว่าจำเลยจะนำสมุดคู่ฝากบัญชีออมทรัพย์สหกรณ์ออมทรัพย์ของผู้เสียหายมาจาก เจ้าหน้าที่ที่สหกรณ์ออมทรัพย์ซึ่งมีหน้าที่เก็บรักษามาได้อย่างไร แต่จำเลยนำเอกสารสมุดคู่ฝาก บัญชีออมทรัพย์นั้นไปมอบให้ ท. เพื่อให้นำไปใช้เป็นหลักฐานประกอบการเบิกถอนเงินฝากของ ผู้เสียหายจากสหกรณ์ออมทรัพย์ โดยที่ผู้เสียหายไม่ได้อนุญาต การกระทำของจำเลยย่อมเป็น การเอาไปเสียซึ่งสมุดคู่ฝากบัญชีออมทรัพย์สหกรณ์ออมทรัพย์ของผู้เสียหายในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหาย จำเลยมีความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๘๘ ",อาญา,, 76,10,,ตกลงทำสัญญาขายฝากเพื่ออำพรางการกู้ยืมเงินโดยมีการคิดดอกเบี้ยเกินอัตรา ตามที่กฎหมายกำหนด โดยมีที่ดินเป็นหลักประกัน หากบุคคลภายนอกซื้อที่ดินดังกล่าวต่อมา โดยสุจริตจะได้รับความคุ้มครองหรือไม่ ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๕๓๒/๒๕๖๕ โจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ มีเจตนาทำสัญญากู้ยืม โดยมีการคิดดอกเบี้ย อัตราร้อยละ ๓ ต่อเดือน โดยมีที่ดินพิพาทเป็นหลักประกันโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ไม่มีเจตนาทำนิติกรรมการขายฝากที่ดินพิพาทต่อกัน นิติกรรมขายฝากจึงเป็นนิติกรรมอำพราง การกู้ยืมที่มีที่ดินพิพาทเป็นประกัน จึงตกเป็นโมฆะตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๕ วรรคหนึ่ง ต้องบังคับตามสัญญากู้เงินที่มีที่ดินพิพาทเป็นหลักประกันซึ่งเป็นนิติกรรมที่ถูกอำพรางไว้ ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๕ วรรคสอง จำเลยที่ ๓ ซื้อที่ดินพิพาทมาจากจำเลยที่ ๒ โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน จำเลยที่ ๓ จึงเป็นบุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริตและต้องเสียหายจากการแสดงเจตนา ลวงย่อมได้รับความคุ้มครองตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๕ วรรคหนึ่ง ตอนท้าย โจทก์ทั้งสอง จึงไม่อาจเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ ๒ โดยจำเลยที่ กับจำเลยที่ ๓ ได้ โจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ทำสัญญาขายฝากที่ดินพิพาทเป็นนิติกรรม อำพรางการกู้ยืมเงินโดยมีที่ดินพิพาทเป็นหลักประกัน เป็นผลให้สัญญาขายฝากตกเป็นโมฆะและ ต้องบังคับตามที่โจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ มีเจตนาจะผูกพันในนิติกรรมการกู้ยืมเงิน ที่ถูกอำพราง ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๕ วรรคสอง และถือว่าสัญญาขายฝากที่ดินพิพาท เป็นหลักฐานว่าโจทก์ได้กู้ยืมเงินจากจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ โดยมอบโฉนดที่ดินพิพาทให้จำเลย ที่ ๑ และที่ ๒ ยึดถือเป็นหลักประกัน ซึ่งโจทก์ทั้งสองต้องรับผิดชำระเงินกู้ยืม แต่การกู้ยืมระหว่าง โจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ มีการคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๓ ต่อเดือน อัตราดอกเบี้ย ดัง กล่าวจึงเกิดจากการเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด เป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ. ห้ามเรียก ดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๔ (๑) ประกอบ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๕๔ ข้อตกลง เรื่องดอกเบี้ยย่อมตกเป็นโมฆะ การที่โจทก์ทั้งสองชำระดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมาย กำหนดไว้ แก่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ถือได้ว่าเป็นการชำระหนี้ฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๑๑ โจทก์ทั้งสองไม่อาจเรียกคืนได้ แต่ต้องนำดอกเบี้ยที่โจทก์ทั้งสองชำระไปหักเงินต้น ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจ ยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้แม้โจทก์ทั้งสองไม่ได้อุทธรณ์ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๒ (๕) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๗ นิติกรรมการขายฝากเป็นนิติกรรมอำพรางการกู้ยืมเงินโดยมีที่ดินพิพาทเป็นหลักประกัน จึงตกเป็นโมฆะ ทำให้ที่ดินพิพาทยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ แต่เนื่องจากจำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็น บุคคลภายนอกได้ซื้อที่ดินพิพาทโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนทำให้ไม่อาจพิพากษาเพิกถอน นิติกรรมขายฝากเพราะจะกระทบสิทธิของจำเลยที่ ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้ สภาพแห่งหนี้จึงไม่เปิดช่องให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ คืนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสองได้ จำเลยที่ และที่ ๒ จึงต้องรับผิดชดใช้ราคาที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสอง คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๔/๒๕๖๕ จำเลยที่ ๓ ซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ และจำเลยที่ ๔ รับจำนองที่ดิน พิพาทจากจำเลยที่ ๓ โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนโจทก์ไม่อาจอ้างโมฆะกรรมที่เกิดจาก การแสดงเจตนาลวงระหว่างโจทก์ อ. ส. กับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้จำเลย ที่ ๓ และที่ ๔ ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริต และต้องเสียหายจากการแสดง เจตนาลวงนั้นได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๕ วรรคหนึ่ง ",แพ่ง,, 76,10,,เจ้ามรดกทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกให้แก่มารดาและภริยา ดังนี้ บุตรของเจ้ามรดกเป็นผู้ถูกตัดมิให้ได้รับมรดกหรือไม่ และหากผู้รับพินัยกรรมถึงแก่ความตายในภายหลัง เจ้ามรดก ข้อกำหนดในพินัยกรรมเป็นอันสิ้นผลหรือไม่ ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๕๐๕/๒๕๖๔ ม. ผู้ตายซึ่งเป็นเจ้ามรดกทำพินัยกรรม ระบุว่า ข้อ ๑ กำหนดให้ทรัพย์สินที่เป็น เงินฝากไว้เพื่อทำศพจำนวนสามแสนบาท ขอยกให้แก่ ห. ซึ่งเป็นมารดาแต่เพียงผู้เดียว ส่วน ข้อ ๒ กำหนดให้เงินสดที่มีอยู่ในธนาคารทั้งหมด รวมทั้งสังหาริมทรัพย์และอสังหาริมทรัพย์ ที่มีอยู่ ขอยกให้แก่ ท. ซึ่งเป็นกริยาแต่เพียงผู้เดียว ดังนี้ แม้ ม. ผู้ตายไม่ได้ระบุตัวทายาทที่ถูก ตัดมิให้รับมรดกไว้โดยชัดแจ้งก็ตาม แต่การที่ ม. ผู้ตายได้ทำพินัยกรรมจำหน่ายทรัพย์มรดกของ ตนทั้งหมดให้แก่ ห. และ ท. ไปหมดแล้ว ก็ต้องถือว่า ป. ซึ่งเป็นบุตรของ ม. กับ ท. เป็น ทายาทโดยธรรมที่ไม่ได้รับทรัพย์มรดกตามพินัยกรรมและเป็นผู้ถูกตัดมิให้รับมรดกตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๐๘ วรรคสาม เมื่อ ม. ผู้ตายถึงแก่ความตาย ทรัพย์มรดกย่อมตกแก่ทายาทตาม พินัยกรรม ท. ผู้รับพินัยกรรมถึงแก่ความตายในภายหลัง ไม่ทำให้ข้อกำหนดในพินัยกรรม ของ ม. ผู้ตายเป็นอันสิ้นผล แต่มีผลให้ทรัพย์มรดกของ ม. ที่ตกได้แก่ ท. กลายเป็นทรัพย์มรดก ของ ท. ที่ตกแก่ผู้คัดค้านซึ่งเป็นผู้รับพินัยกรรม ผู้คัดค้านจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการร้องขอเป็น ผู้จัดการมรดกของ ม. ผู้ตายได้ ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๑๓ ส่วนผู้ร้องซึ่งเป็นบุตรของ ป. ยื่นคำร้องขอให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของ ม. ผู้ตาย อ้างว่าเป็นผู้สืบสิทธิของ ป. แต่เมื่อ ป. มิได้เป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของ ม. ผู้ตาย ผู้ร้องจึงมิใช่ทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียที่จะร้องขอ จัดการมรดกของ ม. ผู้ตาย ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๑๓ ",แพ่ง,, 76,10,,ผู้กู้กล่าวอ้างว่าผู้ให้กู้ปล่อยเงินกู้นอกระบบและเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด ผู้ให้กู้จึงทำหนังสือมีข้อตกลงให้ผู้ให้กู้ยกหนี้ให้แก่ผู้กู้เพราะเจ้าหน้าที่ ผู้ไกล่เกลี่ยของรัฐพูดว่า หากไม่ตกลงยินยอมจะต้องถูกตรวจสอบภาษีและดำเนินคดีตามกฎหมาย ดังนี้ หนังสือตกลงชำระหนี้ตกเป็นโมมียะ หรือไม่ ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๗๕๘/๒๕๖๔ จำเลยที่ ๑ กล่าวอ้างว่าโจทก์ปล่อยเงินกู้นอกระบบและเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา ที่กฎหมายกำหนดจึงไปร้องเรียนขอความเป็นธรรมต่อคณะกรรมการไกล่เกลี่ยหนี้นอกระบบ ศูนย์ดำรงธรรม แล้วมีการไกล่เกลี่ยระงับข้อพิพาทโดยให้โจทก์และจำเลยทั้งสองทำหนังสือ มีข้อตกลงให้โจทก์ยกหนี้ให้แก่จำเลยที่ ๑ แม้เอกสารดังกล่าวโจทก์อ้างว่าทำไปเพราะถูกข่มขู่ โดยประธานในที่ประชุมพูดว่าหากไม่ตกลงยินยอมยกหนี้ให้จำเลยทั้งสองโจทก์จะต้องถูกตรวจสอบ ภาษีและดำเนินคดีตามกฎหมายนั้น ถ้อยคำในการพูดดังกล่าวเป็นเพียงถ้อยคำพูดเพื่อให้ คู่กรณีตกลงกันเป็นการแจ้งว่าจะใช้สิทธิตามปกตินิยมตามกฎหมายไม่ถือว่าเป็นการข่มขู่ ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๕ วรรคหนึ่ง ที่จะทำให้ตกเป็นโมฆยะ ส่วนที่ประธานที่ประชุมพูด หลายครั้งว่าอาจถูกคำสั่งตามมาตรา ๔๔ ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก็เป็นการ ดำเนินการตามกฎหมายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จึงเป็นการใช้สิทธิตามปกติ นิยมไม่ถือเป็นการข่มขู่ที่จะทำให้ตกเป็นโมมียะเช่นเดียวกัน และที่โจทก์อ้างว่ากลัวจะถูกกักขัง เป็นเวลา ๗ วัน ก็เป็นเพียงความกลัวไปเองของโจทก์ และโจทก์ก็ไม่ยืนยันว่าฝ่ายเจ้าหน้าที่ ผู้ไกล่เกลี่ยเป็นคนพูด ประกอบกับในวันที่มีการไกล่เกลี่ยที่ศูนย์ดำรงธรรมนั้น มีเจ้าหน้าที่ของทาง ราชการทั้งทหารตำรวจ ฝ่ายปกครอง สำนักงานอัยการ และเจ้าหน้าที่ฝ่ายอื่นอยู่ในห้องประชุมจำนวนมาก ผู้เจรจาไกล่เกลี่ยล้วนเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ จึงไม่น่าเชื่อว่าจะมีการกระทำที่มิชอบด้วยกฎหมายเพื่อข่มขู่โจทก์ให้ต้องทำเอกสารดังกล่าว พฤติการณ์ดังวินิจฉัยมาข้างต้นยังถือไม่ได้ว่าเป็นการข่มขู่ตามกฎหมายที่จะมีผลให้นิติกรรมเป็นโมมียะ ดังนั้น หนังสือตกลงชำระหนี้จึงไม่เป็นโมมียะกรรมและมีผลผูกพันโจทก์ให้ต้องยกหนี้ให้แก่จำเลยที่ ๑ ตามที่ตกลงกัน ",แพ่ง,, 76,11,,ฟ้องเพิกถอนการจดทะเบียนเพิ่มทุนที่อาศัยรายงานการประชุมเท็จ ไม่มีการ ประชุมกันจริง จะต้องขอให้เพิกถอนภายในกำหนด ๑ เดือน ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๑๙๕ หรือไม่ ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๔๒๓๗/๒๕๖๔ การประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นเพื่อเพิ่มทุนนั้น ไม่มีการนัดเรียกประชุมและไม่มีการประชุม กันจริง แม้มีการทำรายงานการประชุมขึ้นเพื่อนำไปใช้ในการจดทะเบียนเพิ่มทุนก็ถือว่า เป็นการทำรายงานการประชุมเท็จที่ไม่มีผลตามกฎหมาย จึงชอบที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นและ ถือเป็นผู้มีส่วนได้เสียจะฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนการจดทะเบียนเพิ่มทุนที่อาศัยรายงานการ ประชุมเท็จดังกล่าวเสียได้ ทั้งกรณีของการทำรายการประชุมเท็จเพื่อนำไปจดทะเบียนย่อมมิใช่ การประชุมใหญ่ผิดระเบียบเพราะฝ่าฝืนบทบัญญัติของกฎหมายหรือข้อบังคับของบริษัทอันจะ อยู่ในบังคับที่ต้องร้องขอให้เพิกถอนภายในกำหนดเดือนหนึ่งนับแต่วันลงมติตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๑๙๕ โจทก์จึงมีสิทธิขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเพิ่มทุนของจำเลยที่ ๑ ,แพ่ง,, 76,11,,เจ้าของที่ดินเดิมยินยอมให้อยู่อาศัยในที่ดิน ต่อมาผู้ได้รับการยกให้ที่ดิน ดังกล่าวจากเจ้าของที่ดินเดิมมาฟ้องขับไล่ ศาลมีคำพิพากษาให้ขับไล่ออกจากที่ดิน หากผู้อาศัยไม่ออกไปและผู้ที่ช่วยผู้อาศัยนำรถแทรกเตอร์มายังที่ดินเพื่อช่วยไถที่ดินเพื่อปรับพื้นที่ ให้อยู่ในสภาพโล่งเตียน จะมีความผิดฐานบุกรุกและทำให้เสียทรัพย์หรือไม่ ร่วมกันตัดฟันต้นไม้โดยเชื่อว่าตนเป็นเจ้าของเนื่องจากตนเป็นผู้ปลูก จะเป็นความผิด ฐานทำให้เสียทรัพย์หรือไม่ ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๙๙๑/๒๕๖๕ น. และ ส. เจ้าของที่ดินในขณะนั้นยินยอมให้จำเลยทั้งสามอยู่ในที่ดินพิพาท แม้ก่อนเกิดเหตุจำเลยที่ ๓ ยกบ้านให้ ก. แล้วย้ายออกไปอยู่ที่อื่น จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ก็ยังคงอยู่ในที่ดินพิพาทตลอดมาอันเป็นการอยู่ในที่ดินพิพาทโดยชอบมาตั้งแต่แรก แม้ภายหลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ขับไล่ออกจากที่ดินพิพาทแล้ว ก็ถือไม่ได้ว่า เป็นการเข้าไปกระทำการใด ๆ อันเป็นการรบกวนการครอบครองที่ดินพิพาทของโจทก์ร่วมโดย ปกติสุข ไม่เป็นความผิดฐานบุกรุก แม้ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ ๓ ไม่ได้อยู่ในที่ดินพิพาทแล้ว แต่วันเกิดเหตุจำเลยที่ ๓ นำรถแทกเตอร์เข้ามายังที่ดินพิพาทเพื่อช่วยจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ไถ่ที่ดิน อันเป็นการเข้ามาโดยอาศัยสิทธิของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ จำเลยที่ ๓ ไม่มีความผิด ฐานบุกรุกเช่นเดียวกัน ที่ดินพิพาทบริเวณที่ถูกรถแทรกเตอร์ไถดันเพียงมีลักษณะโล่งเตียน ไม่ปรากฏว่าเป็น หลุมหรือแอ่งลึก ก่อนเกิดเหตุมีหญ้าและวัชพืชขึ้นรกทั่วทั้งแปลง การที่จำเลยทั้งสามร่วมกัน ใช้รถแทรกเตอร์ใถที่ดินพิพาทเพื่อปรับพื้นที่ให้อยู่ในสภาพโล่งเตียน ซึ่งมีผลให้หน้าดินบางส่วน ต้องถูกไถออกไปบ้างเป็นธรรมดา มิใช่เป็นการทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่า หรือทำให้ ไร้ประโยชน์ซึ่งที่ดินพิพาทของโจทก์ร่วมอันจะเป็นความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตามประมวล กฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๔ การกระทำของจำเลยทั้งสามไม่เป็นความผิดฐานร่วมกันทำให้ เสียทรัพย์ และมิใช่เป็นการทำละเมิดอันจะต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม จำเลยทั้งสามร่วมกันตัดฟันต้นไม้โดยเชื่อว่าจำเลยที่ ๓ เป็นเจ้าของ เป็นกรณีที่จำเลย ทั้งสามมิได้รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดฐานลักทรัพย์ว่าต้นไม้ที่ตน ร่วมกันตัดฟันแล้วเอาไปนั้นเป็นทรัพย์ของผู้อื่น จะถือว่าจำเลยทั้งสามมีเจตนาในการกระทำ ความผิดมิได้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๙ วรรคสาม การกระทำของจำเลย ทั้งสามไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ ,อาญา,, 76,11,,โพสต์ข้อความและลงภาพในแอปพลิเคชั่นเฟชบุ๊กเฉพาะกลุ่มบุคคลที่ เป็นเพื่อนมีข้อความหมิ่นประมาท แต่ไม่ระบุชื่อบุคคลผู้ถูกใส่ความไว้โดยตรง เป็นความผิด ฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา หรือไม่ ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๔๗๗/๒๕๖๕ การใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม อันจะเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒๖ และมาตรา ๓๒๘ นั้น จะต้องได้ความว่าการใส่ความดังกล่าวได้ระบุถึง ตัวบุคคลผู้ถูกใส่ความเป็นการยืนยันรู้ได้แน่นอนว่าเป็นใคร หรือหากไม่ระบุถึงผู้ที่ถูก ใส่ความโดยตรง การใส่ความนั้นก็ต้องได้ความว่าหมายถึงบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ ข้อความและภาพถ่ายที่ดินที่จำเลยโพสต์ในแอปพลิเคชั่นเฟชบุ๊กของจำเลย ไม่ได้ ระบุชื่อโจทก์ผู้ถูกใส่ความไว้โดยตรง แต่เมื่อนำมาพิจารณาประกอบความเห็นของจำเลยที่ ตอบคำถามเพื่อนของจำเลยที่เข้ามาแสดงความคิดเห็นว่า คนที่จำเลยกล่าวถึงนั้นหมายถึงใคร จำเลยตอบคำถามเพื่อนของจำเลยว่า คือคนข้างบ้านของจำเลย และข้อเท็จจริงที่ได้จาก คำเบิกความของ น. และ ธ. คนในหมู่บ้านเดียวกันกับโจทก์และจำเลยซึ่งเป็นบุคคลที่สาม ที่รับทราบเรื่องที่จำเลยใส่ความว่า เมื่อเห็นข้อความและภาพที่ดินที่จำเลยโพสต์แล้ว เข้าใจได้ทันทีว่าจำเลยหมายถึงโจทก์ การกระทำของจำเลยที่โพสต์ข้อความและภาพที่ดิน ในแอปพลิเคชั่นเฟชบุ๊กของจำเลย จึงเป็นการใส่ความโจทก์ผู้เป็นเจ้าของที่ดินติดกับที่ดินของ จำเลยแล้ว หาอาจเข้าใจว่าเป็นคนอื่นได้อีก เมื่อข้อความที่จำเลยโพสต์ดังกล่าวเป็นการ ใส่ความโจทก์ผู้เป็นเจ้าของที่ดินว่า โจทก์เป็นคนไม่ดีเห็นแก่ได้ หาประโยชน์ใส่ตัวเองโดย วิธีเอาเปรียบผู้อื่น เป็นคนขี้โกงเอาที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินไปเป็นของตนโดยมิชอบ ซึ่งวิญญูชนอ่านแล้วย่อมรู้สึกดูหมิ่นและเกลียดชังโจทก์ได้ในทันที การกระทำของจำเลยจึงเป็น ความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒๖ ความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒๘ นั้น ผู้กระทำ ความผิดฐานนี้จะต้องเผยแพร่ข้อความ ภาพ และเสียง อันเป็นการหมิ่นประมาทออกไปยัง สาธารณชนหรือประชาชนทั่วไป การที่จำเลยโพสต์ข้อความและภาพลงในแอปพลิเคชั่นเฟชบุ๊ก ของจำเลย มีลักษณะเป็นเพียงการแจ้งหรือไขข่าวไปยังเฉพาะกลุ่มบุคคลที่เป็นเพื่อนของ จำเลยในแอปพลิเคชั่นเฟซบุ๊กของจำเลยเท่านั้น ยังไม่ถึงกับมีเจตนากระจายข่าวไปสู่ สาธารณชนหรือประชาชนทั่วไป จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา แม้ข้อความที่จำเลยใส่ความโจทก์ว่า “ล้อมรั้วในที่หลวง” ในลักษณะทำนองว่าเอา ที่ดิน สาธารณสมบัติของแผ่นดินไปเป็นประโยชน์ส่วนตนจะเป็นความจริงหรือไม่ ก็ไม่ก่อให้เกิด สิทธิที่จะไปลงข้อความและภาพถ่ายที่ดินใส่ความโจทก์ในแอปพลิเคชั่นเฟชบุ๊กของจำเลย เพราะยังมีวิธีการที่จำเลยจะดำเนินการหรือร้องเรียนต่อหน่วยงานราชการที่รับผิดชอบ อีกหลายวิธี จึงไม่มีความจำเป็นใดที่จำเลยจะต้องลงข้อความและภาพถ่ายที่ดินหมิ่นประมาท โจทก์ โดยประการที่น่าจะทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง การกระทำ ของจำเลยจึงมิใช่เป็นการแสดงความคิดเห็นหรือข้อความโดยสุจริต เพื่อความชอบธรรม ป้องกัน ตนหรือป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรม หรือติชมด้วยความเป็นธรรม ซึ่งบุคคล หรือสิ่งใดอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำ อันจะทำให้จำเลยไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาท ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒๙ (๑) (๓) ,อาญา,, 76,11,,ที่ดินได้มาระหว่างสมรสโดยซื้อมาจากเงินกู้ยืมและจำนองที่ดินแก่ธนาคาร ระบุชื่อภริยาเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เพียงฝ่ายเดียว ต่อมาจดทะเบียนหย่ากัน ภริยาเป็นผู้ผ่อน ชำระค่าที่ดินเพียงผู้เดียว ดังนี้ ที่ดินเป็นสินสมรสหรือไม่และหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินและจำนอง เป็นหนี้ร่วมระหว่างสามีภริยาหรือไม่ ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๗๕๐/๒๕๖๔ แม้ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างระบุชื่อผู้ร้องเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เพียง ฝ่ายเดียวก็ตามแต่ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่ผู้ร้องและ จำเลยที่ ๓ ได้มาระหว่างสมรสโดยซื้อมาจากเงินกู้ยืมและผ่อนชำระโดยเงินที่ผู้ร้องและ จำเลยที่ ๓ ทำมาหาได้ร่วมกัน ย่อมเป็นสินสมรสระหว่างผู้ร้องและจำเลยที่ ๓ ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๗๔ (๑) เมื่อต่อมาผู้ร้องและจำเลยที่ ๓ จดทะเบียนหย่ากันโดยไม่ได้มีการตกลง แบ่งทรัพย์สินกันตามที่มีอยู่ในเวลาจดทะเบียนหย่า การแบ่งสินสมรสย่อมต้องเป็นไปตาม มาตรา ๑๕๓๓ ที่บัญญัติว่า “เมื่อหย่ากันให้แบ่งสินสมรสให้ชายและหญิงได้ส่วนเท่ากัน” เมื่อไม่ปรากฏว่าผู้ร้องและจำเลยที่ ๓ แบ่งที่ดินพิพาททั้งสองแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างอันเป็น สินสมรสกันแล้ว ทั้งจำเลยที่ ๓ ยังคงมีชื่อเป็นเจ้าบ้านในบ้าน สิ่งปลูกสร้างบนที่ดินพิพาท จนถึงปัจจุบัน ถือว่าจำเลยที่ ๓ ยังคงสงวนสิทธิของตนในที่ดินพิพาททั้งสองแปลงพร้อม สิ่งปลูกสร้างอันเป็นสินสมรสอยู่ กรณีย่อมต้องบังคับตามบทบัญญัติว่าด้วยกรรมสิทธิ์รวม ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างจึงเป็นทรัพย์สินที่ผู้ร้องและจำเลยที่ ๓ เป็นเจ้าของ ร่วมกันคนละกึ่งหนึ่ง ผู้ร้องทำสัญญากู้ยืมเงินและจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาททั้งสองแปลงพร้อม สิ่งปลูกสร้างต่อธนาคาร อ. ก่อนที่ผู้ร้องจะจดทะเบียนหย่ากับจำเลยที่ ๓ หนี้ตามสัญญากู้ ยืมเงินและสัญญาจำนองดังกล่าวจึงเป็นหนี้ที่เกี่ยวข้องกับสินสมรสที่ผู้ร้องและจำเลยที่ ๓ เป็นลูกหนี้ร่วมกันและต้องรับผิดร่วมกัน การที่ผู้ร้องผ่อนชำระค่าที่ดินพิพาททั้งสองแปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้างด้วยเงินเดือนและรายได้ของผู้ร้องเพียงผู้เดียว ภายหลังจากที่ผู้ร้อง จดทะเบียนหย่ากับจำเลยที่ ๓ ย่อมเป็นเพียงขั้นตอนการชำระหนี้ของผู้ร้องและจำเลยที่ ที่มีต่อธนาคาร อ. เจ้าหนี้เท่านั้น หาได้มีผลให้ผู้ร้องมีส่วนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาททั้งสองแปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้างตามส่วนจำนวนเงินที่ผู้ร้องได้ชำระไป ทั้งนี้ เพราะหากผู้ร้องไม่นำเงินไป ชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้แล้ว เจ้าหนี้ก็อาจเรียกให้จำเลยที่ ๓ ในฐานะลูกหนี้ร่วมรับผิดชำระหนี้ เงินกู้ได้เต็มจำนวน ส่วนการที่ผู้ร้องได้ชำระหนี้ร่วมให้แก่เจ้าหนี้ไปเกินส่วนกรรมสิทธิ์ที่ตน ได้ไปเท่าใด ผู้ร้องต้องไปว่ากล่าวเรียกร้องเอาจากจำเลยที่ เป็นคดีต่างหากไม่อาจขอ กันส่วนเกินกว่ากึ่งหนึ่งในคดีนี้ได้ ผู้ร้องจึงมีสิทธิขอกันส่วนเงินที่ได้จากการขายทอดตลาด ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างเพียงกึ่งหนึ่งเท่านั้น ,แพ่ง,, 76,12,,ขับรถยนต์ไปส่งพวกเข้าไปลักทรัพย์ในบ้านที่เกิดเหตุ แล้วขับรถยนต์ไปจอด ห่างจากที่เกิดเหตุ ไม่สามารถมองเห็นบ้านที่เกิดเหตุได้ ดังนี้ เป็นตัวการร่วมในการกระทำ ความผิดหรือไม่ ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๖๙/๒๕๖๔ จำเลยเป็นคนร้ายที่ขับรถยนต์ไปส่งพวกของจำเลยเข้าไปลักทรัพย์ในบ้านที่เกิดเหตุ หลังจากลักทรัพย์แล้ว จำเลยขับรถยนต์คันดังกล่าวกลับมารับพวกของจำเลยพาหลบหนี ออกจากที่เกิดเหตุ จำเลยเพียงขับรถมาส่งพวกของจำเลยบริเวณซอยที่เกิดเหตุ แล้วจำเลยขับรถไปจอดที่ลานจอดรถของร้าน . ห่างจากที่เกิดเหตุประมาณ ๕๐ เมตร และเข้าไปซื้อสินค้าภายในร้าน ช. ซึ่งบริเวณดังกล่าวไม่สามารถมองเห็นบ้านที่เกิดเหตุ ได้ จำเลยจึงไม่ได้อยู่ใกล้ชิดที่จะช่วยเหลือพวกของจำเลยในการลักทรัพย์ได้ ทั้งฟัง ไม่ได้ว่าจำเลยคอยดูต้นทางให้พวกของจำเลย ไม่ได้ความว่าจำเลยร่วมสมคบกับพวก วางแผนตระเตรียมมาลักทรัพย์ของผู้เสียหายและไม่ปรากฏว่าจำเลยร่วมกระทำการอย่างใด อันพึงถือได้ว่าเป็นการแบ่งหน้าที่กันลักทรัพย์ของผู้เสียหาย จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยเป็นตัวการ ร่วมกระทำความผิด แต่การกระทำของจำเลยเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกใน การที่ผู้อื่นกระทำความผิดก่อนหรือขณะกระทำความผิดจำเลยจึงมีความผิดฐานเป็น ผู้สนับสนุนการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๖ แม้ข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความ แตกต่างกับที่กล่าวในฟ้องแต่มิใช่ข้อสาระสำคัญและจำเลยมิได้หลงต่อสู้ ทั้งมีบทลงโทษ ที่เบากว่าความผิดฐานเป็นตัวการ ศาลฎีกาย่อมลงโทษจำเลยตามที่พิจารณาได้ความได้ ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๑๙๒ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๑๕ และมาตรา ๒๒๕ ,อาญา,, 76,12,,ลูกหนี้ถึงแก่ความตาย ผู้ค้ำประกันร่วมชำระหนี้แก่เจ้าหนี้บางส่วน เป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลงจะเป็นโทษแก่ผู้ค้ำประกันร่วมรายอื่นหรือเป็นโทษแก่ลูกหนี้ ชั้นต้นด้วยหรือไม่ และผู้ค้ำประกันสามารถยกอายุความของลูกหนี้ขึ้นต่อสู้เจ้าหนี้ได้หรือไม่ ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๖๒๘/๒๕๖๔ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๙๒ บัญญัติว่าอายุความสะดุดหยุดลงเป็นโทษแก่ลูกหนี้นั้น ย่อมเป็นโทษแก่ผู้ค้ำประกันด้วย แต่บทบัญญัติดังกล่าวหาได้บัญญัติว่าหากอายุความสะดุดหยุดลงเป็นโทษแก่ผู้ค้ำประกัน รายหนึ่งจะเป็นโทษแก่ผู้ค้ำประกันร่วมรายอื่นหรือเป็นโทษแก่ลูกหนี้ชั้นต้นด้วย จำเลยทั้งสามต่างฝ่ายต่างยอมตนเข้าเป็นผู้ค้ำประกันในหนี้กู้ยืมของผู้ตายที่มี ต่อโจทก์ตามหนังสือเงินกู้สามัญ จำเลยทั้งสามจึงมีความรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกัน แม้ถึงว่า จะมิได้เข้ารับค้ำประกันรวมกันตามมาตรา ๖๘๒ วรรคสอง ดังนี้ อายุความของลูกหนี้ร่วม คนใด ก็ย่อมเป็นไปเพื่อคุณและโทษแต่เฉพาะแก่ลูกหนี้คนนั้น ฉันใดฉันนั้น เมื่ออายุความ สะดุดหยุดลงเฉพาะแก่ลูกหนี้ร่วมคนใดก็ย่อมเป็นไปเพื่อคุณและโทษแต่เฉพาะแก่ลูกหนี้ คนนั้นเช่นกัน ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๙๕ แม้การที่จำเลยทั้งสามต่างผ่อนชำระหนี้ตาม สัญญาค้ำประกันให้แก่โจทก์หลายครั้งภายหลังผู้ตายซึ่งเป็นผู้กู้ถึงแก่ความตาย ย่อมถือเป็น การรับสภาพหนี้ตามสัญญาค้ำประกันต่อโจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้เป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุด ลงตามมาตรา ๑๙๓/๑๔ (๑) ต้องเริ่มนับอายุความใหม่ตามสัญญาค้ำประกันอันเป็น มูลหนี้เดิมตามมาตรา ๑๙๓/๑๕ วรรคหนึ่ง ก็ตาม แต่ก็หาทำให้มูลหนี้ตามสัญญากู้ยืมอัน เป็นหนี้ประธานของผู้ตายซึ่งเป็นลูกหนี้ชั้นต้นสะดุดหยุดลงด้วยไม่ และเมื่อโจทก์มิได้ ฟ้องทายาทผู้ตายให้รับผิดตามสัญญาเงินกู้สามัญภายในหนึ่งปีนับแต่เมื่อโจทก์ได้รู้หรือควร ได้รู้ถึงความตายของผู้ตาย สิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่มีต่อผู้ตายหรือกองมรดกของผู้ตาย จึงเป็นอันขาดอายุความตามมาตรา ๑๗๕๔ วรรคสาม จำเลยทั้งสามซึ่งเป็นผู้ค้ำประกัน ย่อมสามารถยกข้อต่อสู้ดังกล่าวขึ้นต่อสู้โจทก์เพื่อให้ตนเองพ้นความรับผิดได้ด้วยตาม มาตรา ๖๙๔ และ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๔๐๓/๒๕๖๑ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๙๒ บัญญัติว่าอายุความสะดุด หยุดลงเป็นโทษแก่ลูกหนี้นั้น ย่อมเป็นโทษแก่ผู้ค้ำประกันด้วย แต่หาได้บัญญัติด้วยว่าหาก อายุความสะดุดหยุดลงเป็นโทษแก่ผู้ค้ำประกันร่วมรายหนึ่งจะเป็นโทษแก่ผู้ค้ำประกันร่วม รายอื่นด้วยไม่ บทบัญญัติดังกล่าวเป็นนิติสัมพันธ์ระหว่างผู้ค้ำประกันกับลูกหนี้ แต่ใน ระหว่างผู้ค้ำประกันด้วยกันบทบัญญัติลักษณะค้ำประกันมิได้กำหนดความรับผิดต่อกันไว้ จึงต้องใช้หลักทั่วไปตามมาตรา ๒๙๕ ซึ่งกำหนดว่าอายุความของลูกหนี้ร่วมคนใดก็ย่อม เป็นไปเพื่อคุณและโทษแต่เฉพาะแก่ลูกหนี้คนนั้น ดังนั้นอายุความจึงสะดุดหยุดลงเฉพาะแก่ บริษัท ม. เท่านั้น หามีผลถึงจำเลยซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันร่วมกับบริษัท ม. ไม่ เมื่อโจทก์ ฟ้องคดีนี้เกิน ๑๐ ปี คดีโจทก์จึงขาดอายุความ ,แพ่ง,, 76,12,,ผู้กู้ส่งมอบปุ๋ยเป็นประกันการกู้ยืมเงินพร้อมดอกเบี้ย โดยให้ผู้ให้กู้นำปุ๋ยไปเป็นส่วนผสมของปุ๋ยที่ผู้ให้กู้นำไปผลิตให้แก่ผู้กู้ ดังนี้ จำนำระงับสิ้นไปหรือไม่ และหนี้ให้ส่งมอบปุ๋ยคืนจะหักกลบลบหนี้กับหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงิน ได้หรือไม่ ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๘๖๐/๒๕๖๔ บันทึกข้อตกลงที่จำเลยให้โจทก์กู้ยืมเงินและโจทก์ส่งมอบปุ๋ยเป็นประกันหนี้กู้ยืม พร้อมดอกเบี้ยแล้วจำเลยตกลงผลิตปุ๋ยให้แก่โจทก์ตามใบสั่งโดยนำปุ๋ยที่วางเป็นประกัน เป็นส่วนผสมตามสูตรที่กำหนดไว้นั้น ปุ๋ยที่โจทก์ส่งมอบแก่จำเลยเพื่อเป็นหลักประกัน การชำระหนี้เงินกู้พร้อมดอกเบี้ยเป็นสัญญาจำนำ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๔๗ โดยโจทก์เป็นผู้จำนำ จำเลยเป็นผู้รับจำนำ และปุ๋ยเป็นทรัพย์สินจำนำ ข้อตกลงที่โจทก์ให้จำเลยนำปุ๋ยดังกล่าวไปเป็นส่วนผสมของปุ๋ยที่จำเลยผลิตตามสูตร ที่กำหนดไว้ เป็นการยินยอมให้ผู้รับจำนำ (จำเลย) เอาทรัพย์สินซึ่งจำนำออกใช้เอง มีผลให้จำเลยไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ในการที่ทรัพย์สินจำนำสูญหายหรือบุบสลายตามมาตรา ๗๖๐ หามีผลให้ทรัพย์สินจำนำคือปุ๋ยที่คงเหลือไม่เป็นทรัพย์สินจำนำต่อไป เพราะ สัญญาจำนำย่อมระงับลงตามมาตรา ๗๖๙ ด้วยเหตุ ๒ ประการ คือ (๑) เมื่อหนี้ซึ่งจำนำ เป็นประกันอยู่นั้นระงับสิ้นไปเพราะเหตุประการอื่นมิใช่เพราะอายุความหรือ (๒) เมื่อผู้รับ จำนำยอมให้ทรัพย์สินจำนำกลับคืนไปสู่ครอบครองของผู้จำนำ โจทก์ฟ้องบังคับให้จำเลยส่งมอบปุ๋ยที่เหลือจากการผลิตแก่โจทก์โดยอ้างว่าจำเลย ผิดสัญญาและให้นำปุ๋ยส่วนหนึ่งหักกลบลบหนี้กับหนี้กู้ยืม ส่วนปุ๋ยที่เหลือจากการชำระหนี้ จำเลยต้องคืนแก่โจทก์หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคานั้น เป็นกรณีที่โจทก์อ้างว่าโจทก์มีสิทธิ เลิกสัญญาเพราะจำเลยผิดสัญญาจ้างทำของ จำเลยต้องคืนปุ๋ย เนื่องจากคู่กรณีกลับคืนสู่ ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๙๑ และตาม มาตรา ๖๐๕ โจทก์มีสิทธิเลิกสัญญาที่จ้างให้จำเลยผลิตปุ๋ยได้ โดยไม่ต้องคำนึงว่าจำเลย เป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือไม่ เมื่อโจทก์เป็นฝ่ายจัดหาสัมภาระย่อมมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลย ส่งมอบปุ๋ยคืนแก่ตนได้ อันเป็นการกลับคืนสู่ฐานะเดิมตามมาตรา ๓๙๑ แต่ปุ๋ยที่โจทก์ส่งมอบ แก่จำเลยมีสภาพเป็นทรัพย์สินจำนำหนี้เงินกู้แก่จำเลยด้วย เมื่อโจทก์ในฐานะผู้จำนำยัง ไม่ชำระหนี้จนพ้นกำหนดเวลาแล้ว จำเลยในฐานะผู้รับจำนำชอบที่จะยึดปุ๋ยที่จำนำไว้ได้ ทั้งหมดจนกว่าจะได้รับชำระหนี้และค่าอุปกรณ์ครบถ้วนตามมาตรา ๗๕๘ โจทก์ฟ้องบังคับให้จำเลยชำระหนี้ตามมูลหนี้ของสัญญาจ้างทำของโดยขอให้จำเลย ส่งมอบปุ๋ยอันเป็นสัมภาระของโจทก์คืนแก่โจทก์ จำเลยฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ ชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมอันเป็นหนี้เงิน มูลหนี้ของโจทก์และจำเลยเป็นทรัพย์อันเป็น วัตถุแห่งหนี้ที่แตกต่างกัน ทั้งจำเลยมีสิทธิยึดปุ๋ยของโจทก์ในฐานะทรัพย์สินจำนำ จำเลย ยังไม่มีหนี้ที่ต้องคืนปุ๋ยแก่โจทก์ โจทก์จะนำมาขอหักกลบลบหนี้กับจำเลยหาได้ไม่ ,แพ่ง,, 76,12,,ทำสัญญายืมเงินทดรองจ่ายเพื่อนำไปใช้ในกิจการของมหาวิทยาลัย ต่อมาไม่ส่งใบสำคัญคู่จ่ายพร้อมเงินที่เหลือจ่ายคืนเพื่อหักล้างบัญชีเงินยืมตามเงื่อนไข จึงมีการทำหนังสือรับสภาพหนี้ให้ไว้ ดังนี้ มหาวิทยาลัยจะฟ้องกล่าวหาให้รับผิดตามมูลหนี้สัญญายืมได้หรือไม่ ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๐๙/๒๕๖๕ มหาวิทยาลัยโจทก์ให้จำเลยยืมเงินไปเพื่อสำรองจ่ายในการปฏิบัติการตาม โครงการ และกิจกรรมของศูนย์บริการวิชาการมนุษยศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ ซึ่งเป็น ส่วนงานหนึ่งของโจทก์ สัญญายืมเงินแต่ละฉบับจำเลยทำในฐานะพนักงานของโจทก์ ซึ่งมีตำแหน่งหน้าที่ผู้อำนวยการศูนย์บริการวิชาการมนุษยศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ ดังนั้น การที่จำเลยยืมเงินไปจากโจทก์แต่ละครั้งก็เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในกิจการของโจทก์ทั้งสิ้น มิใช่นำไปใช้สอยอันเป็นประโยชน์ของจำเลยผู้ยืมเองเช่นอย่างสัญญายืมใช้คงรูปหรือ ยืมใช้สิ้นเปลืองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๔๐ และมาตรา ๖๕๐ นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยหาได้ผูกพันกันในลักษณะยืมไม่ แม้จำเลยมีหน้าที่ ที่จะต้องนำส่งใบสำคัญคู่จ่ายและเงินที่เหลือส่งคืนแก่โจทก์ตามประกาศโจทก์ ก็เป็นหลัก ปฏิบัติงานกันภายในของโจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานกับพนักงาน จำเลยมิได้อยู่ในฐานะผู้ยืม และโจทก์อยู่ในฐานะผู้ให้ยืมตามฟ้อง ,แพ่ง,, 76,13,,เจ้าพนักงานตำรวจรับมอบรถไว้ระหว่างตรวจสอบเพื่อพิสูจน์ทางคดี เกี่ยวกับการชำระภาษีประจำปีและการจัดทำประกันภัย นำแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์อื่น มาใส่แทนแผ่นป้ายทะเบียนเดิมแล้วนำออกขับไปตามตลาดเพื่อประโยชน์ส่วนตน เป็นการ ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือไม่ ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๕๙๗/๒๕๖๔ จำเลยเป็นข้าราชการตำรวจตำแหน่งหัวหน้าด่านตรวจยานพาหนะเป็นเจ้าพนักงาน ตามกฎหมาย แม้จำเลยมิได้เป็นผู้จับกุมและตรวจยึดรถของกลางจาก ว. แต่จำเลยในฐานะ หัวหน้าด่านซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของหน่วยงานดังกล่าว ได้รับรายงานเกิดเหตุการณ์ กระทำความผิดของนาย ว. และรับมอบรถของกลางไว้ระหว่างตรวจสอบเพื่อพิสูจน์ในทาง คดีเกี่ยวกับการชำระภาษีประจำปีและการจัดทำประกันภัยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัย จากรถยนต์ จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องเก็บรักษารถของกลางและต้องรีบนำรถส่งพนักงาน สอบสวนโดยด่วน หากนำส่งล่าช้าให้บันทึกเหตุผลในการนำส่งล่าช้าไว้ด้วย และให้พนักงาน สอบสวนประกาศหาเจ้าของหรือผู้มีสิทธิเพื่อมารับคืนต่อไป ตามประมวลระเบียบการตำรวจ เกี่ยวกับคดีลักษณะ ๑๕ บทที่ ๙ การปฏิบัติเกี่ยวกับรถของกลาง แม้ ว. ร่วมรับรู้และ ยินยอมให้จำเลยเก็บรักษารถของกลาง จำเลยก็ไม่มีอำนาจที่จะนำรถของกลางไปใช้เป็น ประโยชน์ส่วนตนได้ การที่จำเลยนำแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์อื่นมาใส่แทนแผ่นป้ายทะเบียน เดิมแล้วนำออกขับไปตลาดอันเป็นการนำไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตนหลายครั้ง จนกระทั่งมีเรื่องร้องเรียนดังกล่าว จำเลยจึงเรียก ว. มาพบแล้วดำเนินคดีเปรียบเทียบปรับ ว. แล้วจึงให้บริษัท จ. ผู้ถือกรรมสิทธิ์มารับรถของกลางคืนไปจากจำเลย รวมระยะเวลา ที่จำเลยเก็บรักษารถของกลางเป็นเวลา ໑ ปี ๒ เดือน ๑๖ วัน โดยไม่รีบนำรถ ของกลางส่งให้พนักงานสอบสวนโดยเร็วตามประมวลระเบียบการตำรวจเกี่ยวกับคดี ข้อ ๓ วรรคสอง การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดทางอาญาฐานเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดตามฟ้องด้วย มิใช่คงเป็น เพียงกระทำความผิดระเบียบวินัยตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗ ,อาญา,, 76,13,,ลูกหนี้จำนองทรัพย์สินไว้เพื่อประกันหนี้ของตนเองจะทำข้อตกลงต่อท้าย สัญญาจำนองว่าถ้าหากมีการบังคับจำนองแล้วได้เงินน้อยกว่าจำนวนหนี้ที่จะต้องชำระแก่ ผู้รับจำนอง ผู้จำนองยินยอมรับใช้เงินจำนวนที่ขาดจนครบ ได้หรือไม่ ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๓๑/๒๕๖๖ จำเลยเป็นผู้ทำสัญญากู้เงินไปจากธนาคาร อ. โดยจดทะเบียนจำนองทรัพย์สิน ของตนเป็นประกันการชำระหนี้และสัญญาจำนองมีข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองใน ข้อ ๕ ว่า ถ้าหากมีการบังคับจำนองแล้วได้เงินน้อยกว่าจำนวนหนี้อันผู้จำนองและหรือ ลูกหนี้มีหน้าที่ที่ต้องชำระแก่ผู้รับจำนองเป็นจำนวนเท่าใด ผู้จำนองยินยอมรับใช้เงินจำนวน ที่ขาดจนครบ อันเป็นการตกลงเป็นประการอื่นนอกเหนือจากที่บัญญัติไว้ตามประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๓๓ ซึ่งไม่ใช่บทบัญญัติแห่งกฎหมายอันเกี่ยวกับ ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ทั้งกรณีนี้มิใช่การจำนองทรัพย์ เพื่อเป็นประกันหนี้ของบุคคลอื่น อันต้องห้ามมิให้กำหนดให้รับผิดเกินกว่าราคาทรัพย์ที่ จำนองได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๒๗/๑ ธนาคาร อ. กับจำเลย จึงสามารถตกลงตามข้อสัญญาดังกล่าวได้ ดังนั้น โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับโอนสิทธิเรียกร้อง ตามสัญญากู้เงินและสัญญาจำนองจากธนาคาร อ. จึงเป็นทั้งเจ้าหนี้สามัญผู้มีสิทธิได้รับ ชำระหนี้จากทรัพย์สินทั่วไปของลูกหนี้และเป็นเจ้าหนี้จำนองผู้มีสิทธิได้รับชำระหนี้จาก ทรัพย์สินที่จำนองก่อนเจ้าหนี้สามัญโดยมีสิทธิได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินอื่น ที่ไม่ใช่ ทรัพย์สินที่จำนองด้วย ,แพ่ง,, 76,13,,เจ้าของรถนำรถยนต์ซึ่งเกิดอุบัติเหตุเข้าซ่อมที่อู่ และมอบสมุดเงินฝาก ธนาคารพร้อมบัตรเอทีเอ็มให้เจ้าของคู่ไว้ใช้ถอนเงินจากบัญชีไปซื้ออะไหล่และค่าซ่อมแซมรถ โดยผู้รับประกันภัยโอนเงินเข้าบัญชีของเจ้าของรถ ต่อมาอู่ใช้บัตรเอทีเอ็มถอนเงินซื้ออะไหล่ และซ่อมแซมรถยนต์ไปบางส่วนแต่ยังซ่อมไม่เสร็จ เจ้าของรถจึงนำรถกลับคืน ดังนี้ การ กระทำของเจ้าของอู่เป็นความผิดฐานยักยอกหรือไม่ ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๗๙๐/๒๕๖๕ โจทก์นำรถยนต์ของโจทก์ซึ่งเกิดอุบัติเหตุเข้าซ่อมแซมที่อู่ของจำเลยในราคา ๒๕๐.๐๐๐ บาท โดยโจทก์มอบสมุดเงินฝากธนาคารพร้อมบัตรเอทีเอ็มให้จำเลยไว้ใช้ถอนเงิน โดยรอรับเงิน ๒๕๐,๐๐๐ บาท จากผู้รับประกันภัยที่จะโอนให้โจทก์เป็นค่าสินไหมทดแทน และให้ถอนเงินจากบัญชีไปซื้ออะไหล่และค่าซ่อมแซมรถยนต์ ต่อมาผู้รับประกันภัยโอนเงิน เข้าบัญชีโจทก์ ๒๕๐,๐๐๐ บาท จากนั้นจำเลยใช้บัตรเอทีเอ็มถอนเงิน โดยจำเลยซื้ออะไหล่ และซ่อมแซมรถยนต์ไปบางส่วนแต่ยังซ่อมรถยนต์ไม่เสร็จ จนกระทั่งโจทก์นำรถยนต์ ของโจทก์ที่ซ่อมไม่เสร็จกลับคืน สำหรับความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ ศาลชั้นต้นพิพากษา ยกฟ้อง โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ปัญหาดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีคงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงว่า จำเลยกระทำความผิดฐาน ยักยอกทรัพย์หรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์นำรถยนต์ของโจทก์เข้าซ่อมที่อู่ของจำเลย ลักษณะเป็นการทำสัญญาจ้างทำของ โดยให้จำเลยเป็นผู้จัดหาสัมภาระโดยมีค่าจ้างราคา ๒๕๐,๐๐๐ บาท เป็นจำนวนเดียวกับค่าสินไหมทดแทนที่ผู้รับประกันภัยจะจ่ายให้โดย โอนเงินเข้าบัญชีของโจทก์ซึ่งโจทก์มอบบัตรเอทีเอ็มให้จำเลยไว้เพื่อใช้ถอนเงินจากบัญชีเป็น ค่าซื้ออะไหล่และค่าซ่อมแซมรถยนต์ ซึ่งจำเลยสามารถถอนเงินไปใช้ได้โดยไม่ต้องขอ อนุญาตจากโจทก์ก่อนการซื้ออะไหล่หรือการซ่อมแซมรถยนต์ เสมือนเป็นการชำระค่าจ้าง ให้แก่จำเลยล่วงหน้า โดยจำเลยจะเป็นผู้ใช้เงินค่าจ้างอย่างไรก็ได้ไม่อยู่ในการควบคุม ของโจทก์จึงมิใช่เรื่องตัวแทนที่จำเลยครอบครองเงินในบัญชีแทนโจทก์ แต่เมื่อจำเลยถอน เงินจากบัญชีเงินฝากไปถือเป็นการชำระค่าจ้างไปในตัว จำเลยจึงต้องซ่อมแซมรถยนต์ให้แก่ โจทก์จนเสร็จสิ้น รูปคดีจึงเป็นสัญญาจ้างทำของที่มีวิธีการชำระค่าจ้างโดยให้จำเลยถอนเงิน จากบัญชีเงินฝากที่โจทก์มอบให้ เมื่อจำเลยถอนเงินค่าจ้างไปแล้วแต่ยังซ่อมแซมรถยนต์ ให้แก่โจทก์ไม่เสร็จสิ้น การกระทำของจำเลยจึงเป็นเรื่องผิดสัญญาจ้างทำของในทางแพ่ง ไม่เป็นการยักยอกทรัพย์ของโจทก์ ",แพ่ง,, 76,13,,ผู้จัดการมรดกมอบอำนาจให้ผู้รับมอบอำนาจจดทะเบียนขายที่ดินมรดก ให้แก่บุคคลอื่นซึ่งซื้อที่ดินโดยสุจริต แล้วเบียดบังเอาเงินที่ขายได้เป็นประโยชน์ของตน ดังนี้ ทายาทจะฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนขายที่ดินดังกล่าว ได้หรือไม่ ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๒๙๕/๒๕๖๕ จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายมอบอำนาจให้จำเลยที่ ๒ จดทะเบียน โอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ ๓ แล้วเบียดบังเอาเงินที่ขายได้เป็นประโยชน์ของจำเลย ที่ ๑ และที่ ๒ ถือไม่ได้ว่าเป็นการจัดการมรดกโดยทั่วไปเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ ทายาทตามอำนาจหน้าที่ของผู้จัดการมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๑๙ แต่เป็นการกระทำใด ๆ กับที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกเพื่อประโยชน์ของจำเลย ที่ ๑ และที่ ๒ โดยทุจริต แม้จำเลยที่ ๑ กระทำโดยอาศัยสิทธิการเป็นผู้จัดการมรดกก็ไม่ อาจกระทำได้ หากปราศจากความยินยอมของทายาทโดยธรรมผู้มีสิทธิได้รับมรดก ของผู้ตาย แม้จำเลยที่ ๓ ซื้อที่ดินพิพาทโดยสุจริต เสียค่าตอบแทนและจดทะเบียน ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จำเลยที่ ๓ ก็ไม่ได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทเพราะจำเลยที่ ๑ ซื้อจากจำเลยที่ ๑ ซึ่งขายที่ดินพิพาทแล้วเบียดบังเอาเงินที่ขายได้ไปเป็นประโยชน์ของตนเอง หรือผู้อื่น อันมิใช่เป็นการทำการอันจำเป็นเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไปตามที่กฎหมายให้ อำนาจผู้จัดการมรดกให้กระทำได้ จำเลยที่ ๓ ไม่มีสิทธิดีกว่าจำเลยที่ ๑ ผู้ขาย โจทก์และเด็กชาย อ. ซึ่งเป็นคู่สมรส และบุตรของผู้ตายที่ยังมีชีวิตและมีสิทธิได้รับ มรดกของผู้ตายในฐานะทายาทโดยธรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๒๙ ฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ ๑ ในฐานะ ผู้จัดการมรดกของผู้ตายและจำเลยที่ ๓ ซึ่งจำเลยที่ ๑ กระทำไปโดยมิชอบด้วยมาตรา ๑๗๑๙ ถือเป็นการใช้สิทธิติดตามเอาคืนซึ่งทรัพย์สินจากผู้ไม่มีสิทธิยึดถือไว้ตามมาตรา ๑๓๓๖ หาใช่เป็นกรณีที่โจทก์และทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกได้มาซึ่งที่ดินพิพาทโดย ทางอื่นนอกจากนิติกรรมไม่อาจอ้างการได้มาซึ่งที่ดินพิพาทที่ยังไม่ได้จดทะเบียนขึ้นต่อสู้ จำเลยที่ ๓ ซึ่งซื้อที่ดินพิพาทมาโดยสุจริตและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ ตาม มาตรา ๑๒๙๙ วรรคสอง ไม่ จึงมีเหตุเพิกถอนการจดทะเบียนที่ดินพิพาทระหว่างจำเลย ที่ ๑ กับจำเลยที่ ๓ ,แพ่ง,, 76,14,,ครอบครองทำประโยชน์และปลูกต้นสักโดยเข้าใจโดยสุจริตว่าเป็นที่ดินของตนมีสิทธิใช้สอยและทำประโยชน์ได้ ต่อมาศาลมีคำพิพากษาคดีถึงที่สุดว่าเป็นที่ธรณีสงฆ์เป็นกรรมสิทธิ์ของวัด ดังนี้ วัดต้องใช้ค่าแห่งที่ดินที่เพิ่มขึ้นเพราะการปลูกต้นสักให้แก่ผู้ปลูกหรือไม่ ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๐๓๒/๒๕๖๕ โจทก์ทั้งสามเข้าครอบครองทำประโยชน์และปลูกต้นสักในที่พิพาทของจำเลยก่อนศาลอุทธรณ์ภาค ๖ มีคำพิพากษาว่าที่ดินเฉพาะส่วนที่พิพาทซึ่งโจทก์ทั้งสามปลูกต้นสักอยู่ในที่ธรณีสงฆ์เป็นกรรมสิทธิ์ของวัดจำเลย โดยความสงบและโดยเปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลานานเกินกว่า ปี โดยโจทก์ทั้งสามเข้าใจโดยสุจริตว่าเป็นที่ดินของตนมีสิทธิใช้สอยและทำประโยชน์ได้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๖ อันถึงที่สุดผูกพันคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๕ วรรคหนึ่ง โจทก์ทั้งสามไม่มีสิทธิในที่พิพาท จึงเป็นการเพาะปลูกต้นไม้ในที่ดินของผู้อื่นโดยสุจริตตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๑๔ วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา ๑๓๑๐ วรรคหนึ่ง แม้จำเลยเจ้าของที่พิพาทจะเป็นเจ้าของต้นสักโดยหลักส่วนควบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๔ และมาตรา ๑๔๕ วรรคหนึ่ง แต่จำเลยต้องใช้ค่าแห่งที่พิพาทที่เพิ่มขึ้นเพราะการปลูกต้นสักแก่โจทก์ทั้งสามตามมาตรา ๑๓๑๐ วรรคหนึ่ง โจทก์ทั้งสามมิได้มีคำขอท้ายฟ้องให้จำเลยใช้ค่าแห่งที่พิพาทที่เพิ่มขึ้น ทั้งมิได้นำสืบพยานหลักฐานใดให้วินิจฉัยได้ว่าที่ดินของจำเลยเฉพาะส่วนที่พิพาทมีค่าเพิ่มขึ้นเพราะต้นสักของโจทก์ทั้งสามเพียงใด ศาลฎีกาไม่อาจพิพากษาให้จำเลยใช้ค่าแห่งที่ดินที่เพิ่มขึ้นในชั้นนี้ได้ ควรที่โจทก์ทั้งสามต้องไปว่ากล่าวเอาความแก่จำเลยตามรูปเรื่องเป็นคดีใหม่ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยอายุความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๘ (๓) ,แพ่ง,, 76,14,,กรรมการบริษัททำรายงานการประชุมบริษัทจำกัดซึ่งไม่มีการประชุมดังกล่าวจริงไปใช้อ้างและแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินประกอบการจดทะเบียนโอนขายที่ดินของบริษัทตามมติที่ประชุม ดังนี้ เป็นความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมหรือไม่ ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๔๘/๒๕๖๖ บริษัทจำกัดไม่มีการประชุมผู้ถือหุ้นในวันเกิดเหตุรวมทั้งจำเลยก็ไม่อาจได้รับเลือกเป็นประธานที่ประชุมผู้ถือหุ้นได้ตามข้อบังคับของบริษัท เพราะจำเลยมิได้เป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทที่มีสิทธิจะได้รับเลือกจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นให้เป็นประธานที่ประชุมในกรณีที่ไม่มีตัวประธานกรรมการหรือประธานกรรมการมิได้มาเข้าร่วมประชุม การประชุมตามวาระและข้อมติตามวาระการประชุม จึงเป็นความเท็จ แต่เมื่อไม่มีข้อบังคับของบริษัท ตราไว้เป็นอย่างอื่น ต้องนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ในส่วนที่เกี่ยวด้วยบริษัทจำกัดมาใช้บังคับตามข้อบังคับของบริษัท ดังนั้น ในการประชุมจำเลยซึ่งเป็นกรรมการคนหนึ่งของบริษัทมีอำนาจหน้าที่ต้องจัดให้จดบันทึกรายงานการประชุมและข้อมติทั้งหมดของที่ประชุมผู้ถือหุ้นลงไว้โดยถูกต้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๐๗ วรรคหนึ่ง การที่จำเลยจัดทำรายงานการประชุมเป็นการจัดทำตามอำนาจหน้าที่ของจำเลย แม้ไม่มีการประชุมผู้ถือหุ้นและวาระการประชุมและข้อมติจะเป็นความเท็จรายงานการประชุมก็ไม่เป็นเอกสารปลอม คงเป็นรายงานการประชุมที่จำเลยทำขึ้นเป็นเท็จ จำเลยลงลายมือชื่อในรายงานการประชุมรับรองรายงานการประชุมถูกต้อง เป็นการกระทำในฐานะกรรมการบริษัทที่มีหน้าที่จัดทำรายงานการประชุม ส่วนการลงลายมือชื่ออีกแห่งหนึ่ง จำเลยลงลายมือชื่อในฐานะประธานที่ประชุม แม้จำเลยไม่อาจเป็นประธานที่ประชุมผู้ถือหุ้นได้ แต่การลงลายมือชื่อของผู้เป็นประธานแห่งการประชุมไม่ใช่อำนาจหน้าที่ของประธานที่ประชุมที่ต้องจัดทำหรือรับรองรายงานการประชุม แต่เมื่อจำเลยลงลายมือชื่อของตนเองว่าเป็นประธานที่ประชุมซึ่งเป็นความเท็จเท่านั้น จึงไม่เป็นการทำปลอมรายงานการประชุม การกระทำของจำเลยไม่เป็นการปลอมเอกสารและไม่อาจเป็นความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิได้ ย่อมไม่มีความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอม ,อาญา,, 76,14,,ลงลายมือชื่อปลอมของผู้อื่นรับรองลงในใบสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้อื่นแล้วนำไปใช้ เป็นความผิดฐานปลอมเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการปลอมหรือไม่ ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๕๕/๒๕๖๖ จำเลยกับพวกเพียงแต่ปลอมลายมือชื่อของผู้เสียหายที่ ๑ และที่ ๓ ลงในสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนที่แท้จริงของผู้เสียหายที่ ๑ และที่ โดยไม่มีการเติมหรือตัดทอนข้อความหรือแก้ไขสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนให้แตกต่างไปจากสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนยังคงเป็นเอกสารที่แท้จริง การปลอมลายมือชื่อผู้เสียหายที่ ๑ และที่ ๓ ลงในสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนเป็นเพียงการปลอมเอกสารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๔ วรรคแรก การที่จำเลยใช้สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้เสียหายที่ ๑ และที่ ๓ จึงไม่เป็นความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอม ,อาญา,, 76,14,,นำเครื่องสูบน้ำแอบสูบน้ำจากบ่อเลี้ยงปลาที่ผู้เช่าครอบครองทำประโยชน์อยู่ตามสัญญาเช่า เพื่อไปรดหญ้าเพื่อให้เป็นอาหารแก่โคที่เลี้ยง เป็นความผิดฐานลักทรัพย์หรือไม่ ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๔๔/๒๕๖๖ จำเลยนำเครื่องสูบน้ำเข้ามาแอบสูบน้ำจากบ่อเลี้ยงปลาที่ผู้เสียหายทั้งสองยังคงครอบครองทำประโยชน์อยู่ตามสัญญาเช่าและยังไม่มีการบอกเลิกสัญญาในเวลากลางคืน แม้จำเลยจะสูบน้ำไปรดหญ้าเพื่อให้เป็นอาคารแก่โคที่จำเลยเลี้ยงอยู่บนที่ดินที่อยู่ติดกับบ่อเลี้ยงปลา แต่เป็นการกระทำเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเอง เป็นการเอาทรัพย์ของผู้อื่นไปโดยทุจริต การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๕ (๑) ,อาญา,, 76,14,,มีเจตนาร่วมกับพวกทำร้ายร่างกายผู้อื่น หากผู้ร่วมกระทำความผิดคนหนึ่งทำร้ายผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส ผู้ร่วมกระทำความผิดอื่นจะมีความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสด้วยหรือไม่ ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๘๖/๒๕๖๖ ความผิดฐานทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำร้ายรับอันตรายสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๗ (๔) เป็นผลจากการกระทำของผู้กระทำความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจตามมาตรา ๒๙๕ ให้ผู้กระทำต้องรับโทษหนักขึ้นเพราะผลที่เกิดจากการกระทำนั้น โดยผู้ที่กระทำไม่จำต้องมีเจตนาต่อผลที่ทำให้ต้องรับโทษหนักขึ้น แม้ผู้เป็นตัวการร่วมกระทำความผิดไม่มีเจตนาให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส หรือมิได้เป็นผู้ลงมือกระทำให้เกิดผลขึ้น ผู้ร่วมกระทำผิดซึ่งเป็นตัวการทุกคนต้องรับผิดในผลที่เกิดขึ้นนั้นด้วย จำเลยที่ ๒ ร่วมกับพวกทำร้ายร่างกายผู้เสียหาย แม้พวกของจำเลยที่ ๒ เพียงผู้เดียวเป็นผู้ใช้วัตถุมีคมแทงผู้เสียหาย และจำเลยที่ ๒ ไม่มีเจตนาให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัสและมีเจตนาร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหายเท่านั้น จำเลยที่ ๒ ก็ต้องรับผิดในผลที่เกิดขึ้นจากกระทำด้วย ถือได้ว่าจำเลยที่ ๒ กับพวกเป็นตัวการร่วมกันทำร้ายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๗ (๔) ประกอบมาตรา ๔๓ แล้ว ,อาญา,, 76,14,,สัญญาซื้อขายหุ้นต้องทำตามแบบที่กำหนดไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๑๒๙ หรือไม่ ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๖๖/๒๕๖๖ สัญญาซื้อขายหุ้นและโอนหุ้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๓ โจทก์ตกลงซื้อหุ้นของบริษัท ท. จำนวน ๔๐๐,๐๐๐ หุ้น จากจำเลยที่ ๓ เป็นเงิน ๑๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท สัญญาข้อ ๓. ระบุว่า ผู้รับโอนหุ้นต้องวางเงินประกันจำนวน ๑๐% ของมูลค่าหุ้นที่โอน ภายในวันที่ ๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๗ ข้อ ๔. ระบุว่า เงินส่วนที่เหลือ ๙๐% ของมูลค่าหุ้นที่โอนจะต้องชำระให้ผู้โอนภายในวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๗ และข้อ ๕. ระบุว่า การส่งมอบหุ้นจะทำโดยวิธีการสลักหลังภายใน ๕ วันทำการหลังจากผู้โอนได้รับการส่งมอบหุ้นจากบริษัท ร. (มหาชน) สัญญาซื้อขายดังกล่าวยังมิใช่การดำเนินการโอนหุ้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๓ ที่จะต้องทำตามแบบที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๑๒๙ วรรคสอง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๑๒๙ วรรคสอง หาได้บัญญัติว่า การโอนหุ้นระบุชื่อ ถ้ามิได้แถลงหมายเลขหุ้นที่โอนกันการโอนหุ้นชนิดระบุชื่อนั้นเป็นโมฆะ ดังนั้น แม้สัญญาซื้อขายหุ้นและโอนหุ้นมิได้ระบุหมายเลขหุ้นที่ซื้อขายกันก็หาตกเป็นโมฆะไม่ ",แพ่ง,, 76,15,,ซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจากการขายทอดตลาดโดยติดจำนองและชำระราคา ครบถ้วนแล้ว เหลือเพียงขั้นตอนการดำเนินการทางทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ผู้รับจำนองมี หนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองแก่ผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองแล้ว จะมีอำนาจฟ้องบังคับจำนอง ได้หรือไม่ ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๑๓/๒๕๖๖ อ. กู้เงินจากธนาคาร ก. โดยมี ศ. เป็นผู้ค้ำประกัน และ ศ. นำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างมา จดทะเบียนจำนองเป็นประกันการชำระหนี้ดังกล่าว ต่อมาธนาคารดังกล่าวโอนสิทธิเรียกร้องต่าง ๆ รวมตลอดถึงสิทธิอื่นใดเหนือทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันการชำระหนี้ให้แก่โจทก์ รวมถึงภาระหนี้ ของ อ. และ ศ. โจทก์ยื่นฟ้อง อ. และ ศ. ต่อศาล เพื่อให้ชำระหนี้ตามสัญญากู้และสัญญา จำนองดังกล่าว ศาลมีคำพิพากษาให้ อ. และ ศ. ชำระหนี้แก่โจทก์ หากไม่ชำระหรือชำระ ไม่ครบถ้วนให้ยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากไม่พอ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของ อ. และ ศ. นำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน แต่บุคคลทั้งสอง ไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์จึงขอออกหมายบังคับคดี ต่อมาโจทก์ตรวจสอบพบว่า ท. ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของ ศ. อีกคดีหนึ่ง ยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาด และจำเลยซื้อที่ดินดังกล่าวจากการขายทอดตลาดโดยติดจำนองไปด้วย โจทก์จึงมีหนังสือ บอกกล่าวแจ้งให้จำเลยชำระหนี้และไถ่ถอนจำนองแล้วแต่จำเลยเพิกเฉย ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยต้องรับผิดชำระหนี้จำนองหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า จำเลยเป็นผู้ซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจากการขายทอดตลาดโดยติดจำนองและ ชำระราคาครบถ้วนแล้วเหลือเพียงขั้นตอนการดำเนินการทางทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เท่านั้น ทั้งไม่ปรากฏว่ามีการเพิกถอนการขายทอดต ถอนการขายทอดตลาด ต้องถือว่าผู้จำนองเดิมไม่มีสิทธิในทรัพย์สิน ที่จำนองอีกต่อไป และจำเลยได้สิทธิในทรัพย์สินที่ซื้อโดยสมบูรณ์แล้ว แม้จำเลยยังมิได้ จดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ก็ตาม จำเลยจึงมีนิติสัมพันธ์กับโจทก์ในฐานะผู้รับโอนทรัพย์สิน ซึ่งจำนองอันมีสิทธิและหน้าที่ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ฯ ลักษณะ ๑๒ หมวด ๕ และโจทก์มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนองโดยบังคับจำนองเอา แก่ผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองตามมาตรา ๗๓๕ ที่แก้ไขใหม่ เมื่อโจทก์มีจดหมายบอกกล่าวบังคับ จำนองแก่จำเลยผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองโดยชอบแล้ว แต่จำเลยไม่ชำระหนี้ไถ่ถอนจำนอง ภายในกำหนด โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องบังคับจำนองแก่จำเลยได้ จำเลยซึ่งเป็นผู้รับโอนทรัพย์สิน ซึ่งจำนองและควรทราบถึงภาระหนี้จำนองมาตั้งแต่ก่อนเข้าเป็นผู้ซื้อทรัพย์จำนองจึงต้องชำระหนี้ พร้อมด้วยอุปกรณ์คือดอกเบี้ยของต้นเงินตามสัญญาจำนองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๑๕ ประกอบมาตรา ๗๓๘ เมื่อศาลมีคำพิพากษาให้ ศ. ผู้จำนองรับผิดชำระเงิน ๑.๔๔๙.๔๐๘.๖๑ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๑๕ ต่อปีของต้นเงิน ๙๙๕.๑๕๕.๒๔ บาท จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยซึ่งเป็น นับถัดจากวันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๖๑ เป็นต้นไป ผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองจึงต้องรับผิดไม่เกินกว่าภาระหนี้จำนองของผู้จำนองดังกล่าว ,แพ่ง,, 76,15,,เงินที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งได้มาจากบิดาในระหว่างสมรส แล้วนำไปซื้อที่ดินนั้น ที่ดินเป็นสินส่วนตัวหรือสินสมรส และการทำนิติกรรมให้ดินดังกล่าวจะต้องได้รับความยินยอมจาก คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง ก่อนหรือไม่ ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๒๙๖/๒๕๖๕ ที่ดินพิพาทจำเลยที่ ๑ ได้มาระหว่างสมรสกับโจทก์ เมื่อจำเลยที่ ๑ ให้การปฏิเสธว่า เป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ ๑ ที่จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นบิดาให้เงินแก่จำเลยที่ ๑ โดยเสน่หา ซื้อจาก ป. มาเป็นสมบัติส่วนตัวของจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๑ จึงมีภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๘๔/๑ ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชน และครอบครัว พ.ศ. ๒๕๕๓ มาตรา ๖ ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์สินที่จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นบิดาให้เงินแก่จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นบุตร โดยเสน่หาซื้อจาก ป. มาเป็นสมบัติของจำเลยที่ ๑ ทั้งการให้นั้นไม่ปรากฏเป็นการให้เป็นหนังสือ เมื่อหนังสือยกให้ระบุว่าเป็นสินสมรส ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๗๔ (๒) จึงฟังไม่ได้ว่าที่ดินพิพาท เป็นสินสมรสและถือว่าเป็นสินส่วนตัวที่จำเลยที่ ๑ ได้มาระหว่างสมรสโดยการให้โดยเสน่หา ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๗๑ (๓) และมาตรา ๑๔๗๒ วรรคหนึ่ง และเป็นอำนาจของจำเลยที่ ๑ ที่จะจัดการได้ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๗๓ โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากโจทก์ซึ่งเป็นคู่สมรส ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๗๖ วรรคหนึ่ง ( ) โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการ โอนกรรมสิทธิ์ให้โดยเสน่หาซึ่งที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ตามฟ้อง ,แพ่ง,, 76,15,,นั่งรถรับส่งพนักงานไปด้วยกัน พนักงานคนหนึ่งยกเท้าข้างหนึ่งพาดบนเบาะ ที่นั่งข้าง ๆ ปลายเท้าชี้มายังพนักงานอีกคนหนึ่ง เมื่อบอกให้เอาเท้าลงกลับเพิกเฉย พนักงาน คนดังกล่าวจึงใช้มีดฟัน ดังนี้ ถือเป็นการข่มเหงอย่างร้ายแรงอันเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะ หรือไม่ ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๐๕๖/๒๕๖๕ การกระทำความผิดโดยบันดาลโทสะตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๒ นั้น ต้องเป็นเรื่องที่ผู้กระทำ ความผิดถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมและเหตุอันไม่เป็นธรรมนั้นต้องเป็นเรื่อง ร้ายแรงโดยต้องพิจารณาเปรียบเทียบกับความรู้สึกของคนธรรมดาหรือวิญญูชนทั่วไปที่อยู่ใน ภาวะวิสัยและพฤติการณ์อย่างเดียวกับผู้กระทำความผิด จะถือเอาความรู้สึกนึกคิดของตัวผู้กระทำ ความผิดเป็นเกณฑ์ในการพิจารณาว่าผู้กระทำความผิดถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอัน ไม่เป็นธรรมหรือไม่ไม่ได้ ก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายและจำเลยกับพนักงานคนอื่น ๆ นั่งรถรับส่งพนักงานเดินทางไป ทำงานด้วยกัน ผู้เสียหายนั่งอยู่บนถังน้ำแข็งยกเท้าข้างหนึ่งพาดบนเบาะที่นั่งข้าง ๆ จำเลย ปลายเท้าชี้มายังจำเลย จำเลยบอกให้เอาเท้าลงแต่ผู้เสียหายไม่ทำตาม พอหลังเลิกงาน ขณะเดินทางกลับที่พักผู้เสียหายซึ่งนั่งบนถังน้ำแข็งก็ยังยกเท้าพาดมาบนเบาะที่นั่งข้างจำเลย ปลายเท้าชี้มายังจำเลย จำเลยบอกให้เอาเท้าลงแต่ผู้เสียหายเพิกเฉย เมื่อกลับถึงที่พักขณะที่ จำเลยนั่งดื่มสุราที่หน้าห้องพัก ผู้เสียหายเดินมาทางห้องพักจำเลยเดินเบ่งกล้าม แกว่งแขน ลักษณะเยาะเย้ยจำเลย โดยไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายไปถูกเนื้อต้องตัวจำเลยแต่อย่างใด พฤติการณ์ ของผู้เสียหายเป็นเพียงความประพฤติที่ไม่สุภาพเรียบร้อยไม่ให้ความเคารพ ไม่เกรงใจ และหยาบคาย แต่ยังไม่ถึงขั้นที่จะเป็นการข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมไม่ ที่จำเลย ใช้มีดดาบฟันผู้เสียหายจึงไม่เป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะ,อาญา,, 76,15,,ลูกหนี้เป็นหนี้ธนาคารเจ้าหนี้ ต่อมาลูกหนี้ถึงแก่ความตาย แต่ขณะมีชีวิตอยู่ ลูกหนี้เปิดบัญชีเงินฝากไว้กับธนาคาร โดยคำขอเปิดบัญชีเงินฝากมีข้อตกลงให้ธนาคารหักกลบ ลบหนี้ได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ผู้ฝากเงินทราบล่วงหน้า ดังนี้ ธนาคารจะหักกลบลบหนี้ได้เองหรือไม่ ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๐๖๒/๒๕๖๕ ป. เป็นหนี้จำเลยตามมูลหนี้เดิมและถึงแก่ความตาย ซึ่งต่อมาจำเลยนำคดีมาฟ้องโจทก์ ที่ ในฐานะส่วนตัวและทายาทผู้รับมรดกและผู้จัดการมรดกของ ป. ศาลมีคำพิพากษาตาม สัญญาประนีประนอมยอมความ คดีถึงที่สุดแล้ว โจทก์ทั้งสามในฐานะทายาทโดยธรรมของ ป. ย่อมรับไปทั้งสิทธิหน้าที่และความรับผิดที่ ป. มีต่อจำเลย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๐๐ จำเลยในฐานะเจ้าหนี้กองมรดกมีสิทธิได้รับชำระหนี้หรือบังคับชำระหนี้จากทายาท โดยธรรมได้เท่าที่ไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกที่ทายาทนั้นได้รับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ 26มาตรา ๑๖๐๑ การทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลพิพากษาตามยอมไม่ทำให้ หนี้เดิมระงับไปและถือไม่ได้ว่าจำเลยสละสิทธิหักกลบลบหนี้แต่อย่างใด 27 ขณะมีชีวิตอยู่ ป. เปิดบัญชีเงินฝากไว้กับจำเลย สิทธิเรียกร้องตามสัญญาฝากเงินระหว่าง ป. กับจำเลยเป็นหนี้เงินที่ต้องชำระให้แก่ ป. เมื่อ ป. ถึงแก่ความตาย จำเลยจะต้องชำระเงิน ในบัญชีเงินฝากของ ป. แก่โจทก์ทั้งสามในฐานะทายาทโดยธรรมของ ป. โจทก์ทั้งสามกับจำเลย จึงมีความผูกพันซึ่งกันและกันโดยมูลหนี้อันมีวัตถุเป็นอย่างเดียวกัน ซึ่งคำขอเปิดบัญชีเงินฝาก ของ ป. 28มีข้อตกลงในการฝากเงินว่า “ข้อ ๔ ข้าพเจ้ายินยอมให้ธนาคารนำเงินที่ข้าพเจ้านำเข้า ฝากบัญชีสะสมทรัพย์มาหักทอนยอดหนี้ที่เกิดขึ้นหรือหนี้ลักษณะอื่นใดที่ข้าพเจ้ามีอยู่กับธนาคาร ได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ข้าพเจ้าทราบล่วงหน้า"" ข้อตกลงดังกล่าวแม้ใช้ข้อความว่ายินยอมให้นำเงิน ในบัญชีเงินฝากมาหักทอนยอดหนี้ได้ ซึ่งมีความหมายว่าให้นำเงินในบัญชีมาหักกลบลบหนี้ได้ นั่นเอง เมื่อมีข้อตกลงระหว่างกันให้หักกลบลบหนี้ได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ผู้ฝากเงินทราบ ล่วงหน้า จำเลยย่อมหักกลบลบหนี้ได้โดยไม่ต้องแจ้งให้โจทก์ทั้งสามทราบก่อน การหักกลบ ลบหนี้เป็นวิธีการทำให้หนี้ระงับโดยลูกหนี้ไม่ต้องถูกบังคับให้ชำระหนี้ เมื่อมูลหนี้มีอยู่และยัง ไม่ระงับไป จำเลยย่อมหักกลบลบหนี้ได้ ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๔๒ วรรคสอง บัญญัติว่า การแสดงเจตนาหักกลบลบหนี้ให้มีผลย้อนหลังขึ้นไปจนถึงเวลาซึ่งหนี้ทั้งสอง ฝ่ายนั้นจะอาจหักกลบลบกันได้เป็นครั้งแรก และตามมาตรา ๓๔๔ บัญญัติว่า อายุความย่อม ไม่ตัดรอนการหักกลบลบหนี้ แม้สิทธิเรียกร้องขาดอายุความแล้ว แต่ว่าในเวลาที่อาจจะหักกลบ ลบกับสิทธิที่เรียกร้องฝ่ายอื่นได้นั้นสิทธิยังไม่ขาด เมื่อเวลาซึ่งหนี้ระหว่างจำเลยกับโจทก์ทั้งสาม อาจหักกลบลบกันได้เป็นครั้งแรกไม่ขาดอายุความ แม้จะได้ความว่าจำเลยมีหนังสือแสดง เจตนาถึงโจทก์ทั้งสามแจ้งการหักกลบลบหนี้ ตามหนังสือแจ้งการหักกลบลบหนี้เป็นเวลาเกิน 29ปีแล้ว จำเลยก็มีสิทธิหักกลบลบหนี้ได้ สิทธิดังกล่าวจำเลยสามารถดำเนินการเองได้โดย ไม่ต้องนำคดีไปฟ้องร้องบังคับให้โจทก์ทั้งสามชำระ ดังนั้น แม้จำเลยนำคดีไปฟ้องและ ศาลมีคำพิพากษาตามยอมบังคับให้ชำระหนี้แล้วก็ตามย่อมไม่ตัดสิทธิจำเลยที่จะหักกลบ ลบหนี้เพราะสามารถดำเนินการเองได้โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการบังคับคดีและไม่อยู่ใน บังคับที่จะต้องใช้สิทธิขอหักกลบลบหนี้ภายในอายุความ ปี ",แพ่ง,, 76,16,,ทำสัญญาขายฝากที่ดินอำพรางการกู้ยืมเงิน หากผู้รับซื้อฝากจดทะเบียนโอนขายที่ดินให้แก่บุคคลภายนอกซึ่งรับโอนโดยสุจริต ผู้ขายฝากจะขอให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดิน ได้หรือไม่ ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๘๘/๒๕๖๖ แม้สัญญาขายฝากที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ เป็นนิติกรรมอำพรางการกู้ยืมเงิน ซึ่งต้องบังคับตามบทบัญญัติของกฎหมายอันเกี่ยวกับนิติกรรมที่ถูกอำพราง ส่วนสัญญาขายฝากย่อมตกเป็นโมฆะและต้องเพิกถอนนิติกรรมขายฝากอันเป็นผลให้ที่ดินพิพาทยังคงเป็นของโจทก์ก็ตาม แต่จำเลยที่ ๑ ขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ ๒ ไปก่อนแล้ว โดยจำเลยที่ ๒ รับโอนที่ดินพิพาทมาโดยสุจริตและต้องเสียหายจากการแสดงเจตนาลวงย่อมได้รับความคุ้มครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๕ วรรคหนึ่ง โจทก์ไม่อาจขอให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายระหว่างจำเลยที่ ๑ กับที่ ๒ ได้ และจำเลยที่ ๑ ไม่อาจคืนโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ ,แพ่ง,, 76,16,,ผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองจะไถ่ถอนจำนองได้ด้วยการรับใช้เงินให้เป็นจำนวนอันสมควรกับราคาทรัพย์สินนั้น หมายความว่าอย่างไร ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๒๕/๒๕๖๖ ผู้รับโอนโดยซื้อทรัพย์พิพาทจากการขายทอดตลาด ซึ่งมีเงื่อนไขให้ติดจำนองมาด้วย โดยมิได้เป็นลูกหนี้หรือผู้ค้ำประกัน ย่อมมีสิทธิไถ่ถอนจำนองได้ด้วยการรับใช้เงินให้เป็นจำนวนอันสมควรกับราคาทรัพย์สินซึ่งหมายถึงราคาทรัพย์จำนองในเวลาที่ผู้รับโอนขอไถ่ถอนจำนอง ถ้าผู้รับโอนเสนอราคาน้อยกว่าราคาที่แท้จริงแก่เจ้าหนี้ เจ้าหนี้ก็มีสิทธิบอกปัดไม่รับคำเสนอและต้องฟ้องต่อศาลภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันที่คำเสนอเพื่อให้ศาลพิพากษาสั่งขายทอดตลาดทรัพย์สินซึ่งจำนวนนั้นโดยเจ้าหนี้ต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๓๙ (๑) ถึง (๓) เพื่อนำเงินมาชำระเจ้าหนี้ตามสัญญาจำนองตามมาตรา ๗๓๖, ๗๓๘ และมาตรา ๗๓๙ จำเลยผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองมีหนังสือเสนอขอไถ่ถอนทรัพย์จำนองในต้นเงิน ๕๒,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยไปยังโจทก์ซึ่งอาจน้อยกว่าราคาโจทก์ที่แท้จริงก็ได้ดังที่ ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค พิจารณาแล้วเห็นว่าเงินจำนวน ๕๒,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยที่จำเลยขอไถ่ถอนจำนองนั้น ไม่เป็นจำนวนอันสมควรกับราคาทรัพย์พิพาท โจทก์เห็นว่าไม่ถูกต้อง จึงมีสิทธิไม่รับข้อเสนอ โดยโจทก์คงมีสิทธิบังคับจำนองเอาแก่จำเลยผู้รับโอนทรัพย์สินตามสัญญาจำนองเท่านั้น เมื่อจำเลยมิได้มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์ตามข้อตกลงต่อท้ายหนังสือสัญญาจำนอง ทั้งไม่มีข้อตกลงในการแปลงหนี้โดยเปลี่ยนตัวจำเลยมาเป็นลูกหนี้แทน บ. และ จ. จึงไม่เกิดสิทธิแก่โจทก์ที่จะบังคับจำเลยให้ชำระหนี้ในฐานะลูกหนี้ชั้นต้นหรือลูกหนี้ร่วมได้ ความรับผิดของจำเลยย่อมมีเพียงทรัพย์สินซึ่งจำนองที่ตนรับโอนมาซึ่งตราเป็นประกันการชำระหนี้แก่โจทก์เท่านั้น กรณีนี้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๑๕ บัญญัติว่า “ทรัพย์สินที่จำนองย่อมเป็นประกันเพื่อการชำระหนี้ทั้งค่าอุปกรณ์ต่อไปนี้ด้วย คือ (๑) ดอกเบี้ย (๒) ค่าสินไหมทดแทนในการไม่ชำระหนี้ (๓) ค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับจำนอง” กล่าวคือ จำนองย่อมเป็นประกันเพื่อการชำระหนี้ตามวงเงินจำนองกับดอกเบี้ยของวงเงินจำนองและค่าอุปกรณ์อื่นตามมาตรา ๗๑๕ ด้วย หนังสือสัญญาจำนองเป็นประกันระบุว่า จ. จดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้แก่โจทก์เพื่อเป็นประกันหนี้กู้ยืมของ บ. อันเป็นการจำนองทรัพย์สินของตนไว้เพื่อประกันหนี้อันบุคคลอื่นจะต้องชำระตามมาตรา ๗๐๙ ที่มีอยู่ในเวลาจดทะเบียนหรือเวลาหนึ่งเวลาใดในภายหน้าเป็นต้นทุนขั้นสูงสุด ๕๒,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยไม่เกินอัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปี สิทธิจำนองจึงย่อมครอบเพียงต้นเงิน ๕๒,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย ค่าสินไหมทดแทนในการไม่ชำระหนี้และค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับจำนองเท่านั้น กรณีจึงไม่จำต้องกำหนดราคาอันสมควรกับทรัพย์จำนองพิพาท โจทก์มีสิทธิบังคับจำนองเพียงต้นเงิน ๕๒,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยซึ่งตามสัญญาจำนองกำหนดไม่เกินอัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปี ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๑๕ บัญญัติว่า “ทรัพย์สินซึ่งจำนองย่อมเป็นประกันเพื่อการชำระหนี้ ทั้งค่าอุปกรณ์ต่อไปนี้ด้วย คือ ดอกเบี้ย... ดอกเบี้ยย่อมหมายถึงดอกเบี้ยของต้นเงินตามวงเงินจำนองและอัตราดอกเบี้ยที่ตกลงไว้ในสัญญาจำนอง ",แพ่ง,, 76,16,,ทรัพย์สินที่ชายหญิงที่มิได้จดทะเบียนสมรสได้มาระหว่างอยู่กินฉันสามีภริยา โดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทำมาหาได้เพียงฝ่ายเดียว อีกฝ่ายหนึ่งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย ถือว่าทรัพย์สินดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์รวม หรือไม่ ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๘๗/๒๕๖๖ ห้องชุดพิพาทเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่มีหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุดที่ได้จดทะเบียนไว้ในทะเบียนที่ดิน โจทก์ซึ่งมีชื่อในทะเบียนจึงได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๗๓ ว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง จำเลยให้การต่อสู้ว่าห้องชุดพิพาทเป็นทรัพย์สินที่ พ. และโจทก์ทำมาหาได้ร่วมกันระหว่างอยู่กินด้วยฉันสามีภริยาจึงเป็นกรรมสิทธิ์รวมของบุคคลทั้งสอง จำเลยย่อมมีภาระการพิสูจน์หักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๘๔/๑ โดยเหตุที่การได้มาซึ่งทรัพย์สินที่คู่สมรสโดยชอบด้วยกฎหมายได้มาระหว่างสมรสซึ่งมีสถานะทางกฎหมายเป็นสินสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๗๔ (๑) กับการได้มาซึ่งทรัพย์สินระหว่างอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาของชายหญิงมิได้จดทะเบียนสมรสซึ่งมีสถานะทางกฎหมายเป็นกรรมสิทธิ์รวมของชายหญิงนั้นมีความแตกต่างกัน กล่าวคือ กรณีสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย ทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรสไม่ว่าฝ่ายใดได้มาถือว่าเป็นสินสมรสทั้งสิ้น แม้อีกฝ่ายหนึ่งมิได้มีส่วนในการทำมาหาได้ด้วยก็ตาม ส่วนกรณีทรัพย์สินที่ชายหญิงที่มิได้จดทะเบียนสมรสได้มาระหว่างอยู่กินฉันสามีภริยาที่จะถือว่าเป็นกรรมสิทธิ์รวมของชายหญิงนั้น ต้องได้ความว่าทั้งสองฝ่ายต่างมีส่วนร่วมทำมาหาได้ทรัพย์สินนั้นด้วยกัน ทรัพย์สินที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทำมาหาได้เพียงฝ่ายเดียวโดยอีกฝ่ายหนึ่งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยย่อมตกเป็นของฝ่ายนั้นแต่ผู้เดียว มิใช่กรรมสิทธิ์รวมของทั้งสองฝ่าย ดังนั้น ภาระการพิสูจน์หักล้างข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๗๓ ว่าห้องชุดพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์รวมของโจทก์กับ พ. นอกจากจำเลยต้องนำสืบว่าห้องชุดพิพาทเป็นทรัพย์สินที่โจทก์และ พ. ได้มาระหว่างอยู่กินฉันสามีภริยาแล้วยังต้องนำสืบพยานหลักฐานให้ได้ความว่า ห้องชุดพิพาทเป็นทรัพย์สินที่เกิดจากโจทก์และ พ. ทำมาหาได้ร่วมกันด้วย ,แพ่ง,, 76,16,,เจ้าของบัญชีเงินฝากกระแสรายวันไม่ระมัดระวังในการดูแลรักษาแบบพิมพ์เช็คอย่างวิญญูชนที่พึงกระทำ ไม่ใช้ความระมัดระวังตรวจสอบจำนวนเช็คและใบแจ้งหนี้ที่ธนาคารส่งให้ตรวจสอบทุก ๆ เดือน เป็นเหตุให้มีการปลอมลายมือชื่อของเจ้าของบัญชีสั่งจ่ายเช็ค จะถูกตัดบทมิให้ยกข้อลายมือชื่อปลอมขึ้นกล่าวอ้างหรือไม่ ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๐๒/๒๕๖๓ ข้อยกเว้นกรณีคู่สัญญาซึ่งถูกบังคับใช้เงินจะอยู่ในฐานเป็นผู้ต้องตัดบทมิให้ยกข้อลายมือชื่อปลอมขึ้นเป็นข้อต่อสู้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๐๐๘ วรรคหนึ่ง นั้น อาจเป็นกรณีที่เจ้าของลายมือชื่อที่ถูกปลอมได้แสดงกริยาอย่างหนึ่งอย่างใดให้คนภายนอกหลงเชื่อว่าลายมือชื่อที่ลงในตั๋วเงินนั้นเป็นลายมือชื่อที่แท้จริงของตนเป็นเหตุให้บุคคลภายนอกทำการไปโดยหลงเชื่อตามที่เจ้าของชื่อแสดงออกมาจนอาจเป็นที่เสียหายแก่เขา เจ้าของลายมือชื่อที่ถูกปลอมจะอ้างในภายหลังว่าลายมือชื่อนั้นปลอมให้เป็นการเสียหายแก่เขาไม่ได้ การที่โจทก์ไม่ระมัดระวังในการดูแลรักษาแบบพิมพ์เช็คพิพาทอย่างวิญญูชนที่พึงกระทำ และโจทก์ไม่ใช้ความระมัดระวังตรวจสอบจำนวนเช็คและใบแจ้งหนี้ที่ธนาคารจำเลยที่ ๑๐ ส่งให้ตรวจสอบทุก ๆ เดือน เป็นเพียงการไม่ใส่ใจในความเสียหายของตนเองที่อาจมีขึ้นจากการไม่ใช้ความระมัดระวังและตรวจสอบ ซึ่งมิใช่การแสดงกริยาอย่างหนึ่งอย่างใดโดยตรงต่อพนักงานของจำเลยที่ ๑๐ แล้วเป็นผลโดยตรงให้พนักงานของจำเลยที่ ๑๐ หลงเชื่อว่าลายมือชื่อที่ลงในเช็คแต่ละฉบับเป็นลายมือชื่อที่แท้จริง การกระทำของโจทก์จึงมิได้อยู่ในฐานเป็นผู้ต้องตัดบทมิให้ยกข้อลายมือชื่อปลอมนั้นขึ้นเป็นข้อต่อสู้จำเลยที่ ๑๐ ตามมาตรา ๑๐๐๘ วรรคหนึ่ง ธนาคารจำเลยที่ ๑ จ่ายเงินตามเช็คพิพาทซึ่งเป็นเช็คที่มีการปลอมลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายให้แก่ผู้ที่นำมาเรียกเก็บเงินทั้งที่มีตัวอย่างลายมือชื่อผู้มีอำนาจสั่งจ่ายของโจทก์ที่ให้ไว้แก่จำเลยที่ กับมีเช็คอีกหลายฉบับที่โจทก์เคยสั่งจ่ายไว้อยู่ที่จำเลยที่ จึงเป็นการขาดความระมัดระวังของจำเลยที่ ๑๐ ผู้ประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์ ถือได้ว่าการจ่ายเงินตามเช็คพิพาทเป็นความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ ๑๐ เอง เมื่อลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายในเช็คเป็นลายมือชื่อปลอม ไม่ใช่ลายมือชื่อผู้มีอำนาจสั่งจ่ายของโจทก์ จำเลยที่ ๑๐ ไม่หลุดพ้นจากความรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๐๐๘ วรรคหนึ่ง แม้โจทก์มิได้ทักท้วงรายการเดินสะพัดทางบัญชีและแจ้งให้จำเลยที่ ๑๐ ทราบก็ตาม การกระทำของโจทก์มิได้เป็นผลโดยตรงที่ทำให้จำเลยที่ จ่ายเงินตามเช็คพิพาทไปโดยประมาทเลินเล่อ จำเลยที่ ย่อมต้องรับผิดใช้เงินตามเช็คพิพาทคืนแก่โจทก์ตามมาตรา ๑๐๐๘ วรรคหนึ่ง ,แพ่ง,, 75,1,,ลูกจ้างรับเงินจากลูกค้าในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ลูกจ้าง เอาเงินดังกล่าวไปโดยทุจริตจะเป็นความผิดฐานยักยอกหรือลักทรัพย์ของนายจ้าง,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๓๘๗/๒๕๖๔ จำเลยเป็นลูกจ้างผู้เสียหาย มีหน้าที่ขายรถยนต์ให้ลูกค้าของผู้เสียหาย และเก็บเงินจากลูกค้าไม่ว่าจะเป็นเงินค่าจองรถ ค่าดาวน์รถกับค่าใช้จ่ายอื่นๆ เกี่ยวกับการซื้อขายรถซึ่งได้รับจากลูกค้าที่ซื้อรถจากผู้เสียหาย เงินจำนวนต่างๆ ที่จำเลยรับไว้จากลูกค้า เป็นการในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ในฐานะลูกจ้างผู้เสียหาย ซึ่งมีหน้าที่ติดต่อกับลูกค้าผู้มาซื้อรถ จำเลยเพียงแต่รับเงินและยึดถือไว้ชั่วคราวก่อนจะนำส่งมอบให้ผู้เสียหายเท่านั้น อำนาจในการครอบครองควบคุมดูแลเงินดังกล่าวจึงเป็นของผู้เสียหาย เมื่อจำเลยรับเงินจากลูกค้าของผู้เสียหาย รวม ๗ ครั้งแล้วเอาเงินดังกล่าวไปโดยทุจริต การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้าง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๕ (๑๑) วรรคแรก,อาญา,, 75,1,,เจตนาจะลักทรัพย์สายไฟฟ้าและเครื่องปรับอากาศในโรงงาน หากเพียงแต่ขับรถกระบะเข้าไปจอดในที่โล่งห่างจากอาคารโรงงานแล้วใช้ไฟฉายส่องบริเวณพื้นที่ดูลาดเลาโดยยังมิได้ลงจากรถกระบะ เป็นความผิดฐานพยายามลักทรัพย์หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๘๔๙๔/๒๕๖๔ บริเวณที่จำเลยที่ ๑ ขับรถกระบะเข้าไปจอดเป็นที่โล่งห่างจากอาคารโรงงานของผู้เสียหาย แม้บริเวณดังกล่าวมิใช่สถานที่ที่บุคคลใดจะเข้าไปหาปลาหรือหาหนู ทั้งปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีคีมหรือกรรไกรของกลางที่ใช้ตัดสายไฟฟ้าได้อยู่ในรถกระบะ ทำให้น่าเชื่อว่าจำเลยทั้งสองมีเจตนาที่จะเข้าไปลักทรัพย์ในโรงงานของผู้เสียหาย แต่บริเวณที่จำเลยที่ ๑ ขับรถกระบะไปจอดดังกล่าวยังอยู่ห่างจากตู้ควบคุมที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองจะเข้าไปลักสายไฟฟ้าและเครื่องปรับอากาศ ประกอบกับในการลักสายไฟฟ้าและเครื่องปรับอากาศดังกล่าวจำเลยทั้งสองจะต้องลงจากรถกระบะไปตัดสายไฟฟ้าและถอดเครื่องปรับอากาศออกจากจุดที่ติดตั้งไว้ เมื่อจำเลยทั้งสองเพิ่งกระทำเพียงใช้ไฟฉายส่องไปรอบพื้นที่อันมีลักษณะเป็นการดูลาดเลา โดยยังมิได้ลงจากรถกระบะ จึงยังไม่อยู่ในวิสัยที่จะลักสายไฟฟ้าและเครื่องปรับอากาศดังกล่าวได้ การกระทำของจำเลยทั้งสองยังถือไม่ได้ว่าเป็นการลงมือกระทำความผิดในอันที่จะลักสายไฟฟ้าและเครื่องปรับอากาศของผู้เสียหายตามฟ้อง,อาญา,, 75,1,,ผู้ซื้อทรัพย์จำนองจากการขายทอดตลาดชำระราคาครบถ้วนแล้ว เหลือเพียงดำเนินการทางทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ผู้รับจำนองมีจดหมายบอกกล่าวบังคับจำนองโดยชอบแล้ว จะมีอำนาจฟ้องบังคับจำนองหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๑๙๑/๒๕๖๔ จำเลยเป็นผู้ซื้อทรัพย์สินจำนองจากการขายทอดตลาดของกรมสรรพากร โดยติดจำนองและชำระราคาครบถ้วนแล้ว เหลือเพียงขั้นตอนการดำเนินการทางทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เท่านั้น ทั้งไม่ปรากฏว่ามีการเพิกถอนการขายทอดตลาด ต้องถือว่าผู้จำนองเดิมไม่มีสิทธิในทรัพย์สินที่จำนองอีกต่อไป และจำเลยได้สิทธิในทรัพย์สินที่ซื้อโดยสมบูรณ์แล้ว แม้จำเลยยังมิได้จดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ก็ตาม จำเลยจึงมีนิติสัมพันธ์กับโจทก์ในฐานะผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองอันมีสิทธิและหน้าที่ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๓ ลักษณะ ๑๒ หมวด ๕ และโจทก์ผู้รับจำนองมีสิทธิได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนองโดยบังคับจำนองเอาแก่ผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๓๕ ที่แก้ไขใหม่ เมื่อโจทก์มีจดหมายบอกกล่าวบังคับจำนองแก่จำเลยผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองโดยชอบแล้ว แต่จำเลยไม่ชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองภายในกำหนด โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องบังคับจำนองแก่จำเลยได้ จำเลยซึ่งเป็นผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองควรทราบถึงภาระหนี้จำนองมาตั้งแต่ก่อนเข้าเป็นผู้ซื้อทรัพย์จำนองจึงต้องชำระหนี้ พร้อมด้วยอุปกรณ์คือดอกเบี้ยของต้นเงินตามสัญญาจำนองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๗๑๕ ประกอบมาตรา ๗๓๘,แพ่ง,, 75,1,,เจ้าหนี้ในหนี้ที่ยังไม่ได้มีการฟ้องร้องบังคับให้ชำระหนี้มีสิทธิร้องขอให้ศาลเพิกถอนการฉ้อฉลหรือไม่และเจ้าหนี้จะมีอำนาจร้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมที่คู่สมรสของลูกหนี้ของตนทำนิติกรรมโอนสินสมรสได้หรือไม่ เพียงใด,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๘๕/๒๕๖๔ การฟ้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๓๗ เป็นการให้สิทธิแก่เจ้าหนี้ที่จะสงวนไว้ซึ่งกองทรัพย์สินของลูกหนี้ เพราะทรัพย์สินของลูกหนี้ย่อมเป็นหลักประชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ตามมาตรา ๒๑๔ ดังนั้น เจ้าหนี้ผู้มีสิทธิร้องขอให้ศาลเพิกถอนการฉ้อฉลจึงหมายถึง เจ้าหนี้ที่มีสิทธิเรียกให้ลูกหนี้ชำระหนี้ของตนจากทรัพย์สินของลูกหนี้ และต้องเสียเปรียบจากการที่ทรัพย์สินของลูกหนี้ลดลงไม่พอชำระหนี้อันเนื่องมาจากการทำนิติกรรมฉ้อฉลของลูกหนี้ ทั้งนี้ ไม่ว่าเจ้าหนี้ดังกล่าวจะเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหรือไม่ก็ตาม แม้เจ้าหนี้ในหนี้ที่ยังไม่ได้มีการฟ้องร้องบังคับให้ชำระหนี้ก็มีสิทธิที่จะร้องขอให้เพิกถอนได้ และการที่เจ้าหนี้จะขอให้เพิกถอนนิติกรรมที่ลูกหนี้กระทำลงโดยเฉพาะนิติกรรมที่ทำให้โดยเสน่หาได้นั้น เพียงแต่ลูกหนี้กระทำลงโดยรู้อยู่แล้วว่านิติกรรมดังกล่าวทำให้เจ้าหนี้เสียเปรียบก็พอ จำเลยที่ ๑ โอนที่ดินให้แก่จำเลยที่ ๒ ภายหลังเวลาที่ ว. ลูกหนี้ชั้นต้นตกเป็นผู้ผิดนัดแล้ว โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ ๑ มีทรัพย์สินอื่นเพียงพอที่จะชำระหนี้ให้แก่โจทก์ได้ จึงเป็นนิติกรรมที่จำเลยที่ ๑ ในฐานะลูกหนี้ตามสัญญาค้ำประกันกระทำลงในขณะที่มีภาระหนี้ที่ต้องชำระแก่โจทก์ ทำให้โจทก์เจ้าหนี้เสียเปรียบจากการที่ทรัพย์สินของจำเลยที่ ๑ ลดลงไม่พอชำระหนี้โดยจำเลยที่ ๑ ไม่มีทรัพย์สินอื่นที่โจทก์จะบังคับคดีได้อีก ฉะนั้น การที่จำเลยที่ ๑ โอนที่ดินให้แก่จำเลยที่ ๒ โดยเสน่หา จำเลยที่ ๑ ย่อมรู้อยู่ว่าเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบ โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมซึ่งเป็นการฉ้อฉลนั้นเสียได้ เมื่อศาลพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินระหว่างจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ จำเลยที่ ๑ ย่อมกลับมีชื่อเป็นเจ้าของที่ดินโดยผลของคำพิพากษาไม่มีสิ่งใดที่จะต้องบังคับจำเลยทั้งสองต้องปฏิบัติโดยการแสดงเจตนาอีก จึงไม่จำต้องสั่งให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนการโอนที่ดินให้กลับมาเป็นชื่อของจำเลยที่ ๑ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๖๗๙/๒๕๖๔ แม้จำเลยที่ ๑ จะมิใช่ลูกหนี้ของโจทก์ แต่เมื่อโจทก์กล่าวอ้างว่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นสินสมรสระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๒ ซึ่งจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๒ มีสิทธิกันคนละครึ่ง การที่จำเลยที่ ๑ ทำนิติกรรมขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลยที่ ๓ ทั้งหมดจึงต้องถือว่าจำเลยที่ ๑ กระทำการแทนในส่วนของจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นลูกหนี้ของโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องเพิกถอนการโอนระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๓ จำเลยที่ ๑ จดทะเบียนโอนขายสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ ๑๒๘/๑ อันเป็นสินสมรสระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๒ ซึ่งจำเลยที่ ๒ มีกรรมสิทธิ์อยู่ด้วยกึ่งหนึ่งให้แก่จำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นพี่สาวเป็นการกระทำลงทั้งรู้อยู่ว่าเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบอันเป็นการฉ้อฉลโจทก์ โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนดังกล่าวระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๓ ได้ แต่เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ ๒ มีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนเพียงกึ่งหนึ่ง จึงไม่อาจพิจารณาให้เพิกถอนการโอนได้ทั้งหมด คงพิพากษาให้เพิกถอนได้เฉพาะในส่วนของจำเลยที่ ๒ เพียงกึ่งหนึ่งเท่านั้น เมื่อศาลพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนขายสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ ๑๒๘/๑ ระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๓ เฉพาะส่วนกึ่งหนึ่งบ้านเลขที่ ๑๒๘/๑ ย่อมกลับมามีชื่อจำเลยที่ ๑ เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ตามเดิมโดยไม่ต้องให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ไปดำเนินการในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์อีก,แพ่ง,, 75,1,,การโอนสิทธิเรียกร้องทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้โอนฝ่ายเดียวสมบูรณ์หรือไม่ การบอกกล่าวแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องไปยังที่อยู่ของลูกหนี้ตามที่ระบุ ไปรษณีย์คืนหนังสือที่ส่งไปให้ลูกหนี้เพราะไม่มารับภายในกำหนด การบอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องชอบหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๒๑๗/๒๕๖๓ การโอนสิทธิเรียกร้องเพียงทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้โอนฝ่ายเดียวก็สมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๐๖ วรรคหนึ่ง โดยกฎหมายมิได้กำหนดถึงรายละเอียดในหนังสือการโอนสิทธิเรียกร้องว่าจะต้องมีรายละเอียดใดบ้าง เพียงแต่มีข้อความที่ทำให้เข้าใจได้ว่ามีการโอนสิทธิเรียกร้องในหนี้ของจำเลยที่โจทก์นำมาฟ้องให้แก่โจทก์ก็เพียงพอแล้ว โจทก์ได้รับโอนสิทธิเรียกร้องในหนี้ของจำเลยตามฟ้องมาจากธนาคาร ส. ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๐๓ วรรคหนึ่ง โดยชอบด้วยกฎหมาย เมื่อไม่ปรากฏพฤติการณ์อื่นใดที่แสดงว่าโจทก์มีเจตนาที่ไม่สุจริต ลำพังพฤติการณ์ที่โจทก์มิได้อ้างส่งเอกสารการโอนสิทธิเรียกร้องฉบับอื่นอีก ยังไม่เพียงพอรับฟังได้ว่าโจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจใช้สิทธิโดยไม่สุจริตตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๑๒ โจทก์มีหนังสือแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องไปยังบ้านอันเป็นที่อยู่ตามสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านของจำเลยแนบท้ายคำขอสินเชื่อ แม้มิใช่ที่อยู่ตามที่จำเลยระบุไว้ในคำขอสินเชื่อ แต่เมื่อตามคำขอสินเชื่อให้จำเลยระบุที่อยู่ปัจจุบัน (กรณีไม่ตรงกับบัตรประจำตัวประชาชน) ย่อมถือได้ว่าจำเลยมีถิ่นที่อยู่หลายแห่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๘ จึงเป็นการส่งตามภูมิลำเนาของจำเลยแล้ว แม้ไปรษณีย์จะคืนหนังสือที่ส่งไปให้จำเลยเนื่องจากจำเลยไม่มารับภายในกำหนดก็ต้องถือว่าโจทก์มีหนังสือแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องไปถึงจำเลย และมีผลเป็นการบอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องไปยังจำเลยโดยชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๙ วรรคหนึ่ง และมาตรา ๓๐๖ วรรคหนึ่ง,แพ่ง,, 75,2,,การทำเอกสารปลอมนั้นจะต้องมีเอกสารที่แท้จริงอยู่ก่อน และจำต้องทำให้เหมือนจริงหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๐๙๒/๒๕๖๔ เอกสารราชการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑ (๘) หมายความว่าเอกสารซึ่งเจ้าพนักงานได้ทำขึ้นหรือรับรองในหน้าที่... เมื่อพิจารณาหนังสือจะซื้อจะขายที่ดินกับกรมบังคับคดี มีข้อความระบุข้อตกลงจะซื้อจะขายที่ดินระหว่างกรมบังคับคดีฝ่ายจำหน่ายทรัพย์ภายใน ผู้จะขาย กับ ส. ผู้จะซื้อ ส่วนหนังสือเรื่องคำสั่งรอการพิจารณาการจำหน่ายทรัพย์ มีข้อความแจ้ง ส. ว่าจำเลยที่เป็นผู้ถือครองทรัพย์ที่ดินเดิม ขอโอกาสไถ่ถอนซื้อคืนทรัพย์ ซึ่งหากไถ่ถอนซื้อคืนได้ ฝ่ายจำหน่ายทรัพย์กรมบังคับคดีจะคืนเงินให้แก่ ส. แต่หากจำเลยดังกล่าวไม่สามารถปฏิบัติตามคำร้องขอต่อศาลได้จะแจ้งให้ทราบเพื่อมาทำสัญญาต่อไป หนังสือทั้งสองฉบับ ดังกล่าวด้านบนระบุชื่อของกรมบังคับคดีและมีข้อความในบรรทัดแรกว่า ทำที่กรมบังคับคดีซึ่งเป็นส่วนราชการ โดยมีเนื้อหาข้อความเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติราชการของกรมบังคับคดี ทั้งยังระบุตำแหน่งและลายมือชื่อปลอมของผู้อำนวยการกองจำหน่ายทรัพย์ อันแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การปลอมรูปแบบ เนื้อหา ข้อความ ลายมือชื่อ รวมทั้งตำแหน่งของผู้ลงลายมือชื่อในหนังสือ ล้วนมุ่งประสงค์ให้ ส. และผู้พบเห็นหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แจ้งจริง ซึ่งเจ้าพนักงานกรมบังคับคดีได้ทำขึ้นในหน้าที่เพื่อทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกับ ส. และแจ้งผลการดำเนินการให้ ส. ทราบ แม้หนังสือจะซื้อจะขายที่ดินและหนังสือเรื่องคำสั่งรอการพิจารณาการจำหน่ายทรัพย์ไม่ใช่หนังสือราชการของกรมบังคับคดีที่ต้องมีเครื่องหมายครุฑและกรมบังคับคดีไม่เคยมีหนังสือลักษณะดังกล่าวก็ตาม แต่การทำเอกสารปลอมนั้นไม่จำต้องมีเอกสารที่แท้จริงอยู่ก่อนและไม่จำต้องทำให้เหมือนจริง ดังนั้น หนังสือดังกล่าวซึ่งเป็นเอกสารปลอมที่มุ่งประสงค์ให้ ส. และผู้พบเห็นหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริงซึ่งเจ้าพนักงานกรมบังคับคดีได้ทำขึ้นในหน้าที่จึงเป็นเอกสารราชการปลอม การที่จำเลยนำหนังสือจะซื้อจะขายที่ดินกับกรมบังคับคดีและหนังสือเรื่องคำสั่งรอการพิจารณาการจำหน่ายทรัพย์ไปมอบให้แก่ ส. จึงเป็นการกระทำความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอม,อาญา,, 75,2,,เรียกเงินจากผู้ที่ถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมดำเนินคดีเพื่อช่วยเหลือในการดำเนินคดีมิให้ได้รับโทษหนัก โดยบอกให้ทราบถึงโทษทัณฑ์ที่จะได้รับตามกฎหมายก็ดี หรือขู่เข็ญว่าจะมาตรวจสอบที่ร้านค้าหากพบการกระทำความผิดจะดำเนินคดี โดยมิได้ข่มขู่ว่าจะดำเนินคดีแม้ไม่พบการกระทำความผิด ดังนี้ เป็นการขู่เข็ญอันจะเป็นความผิดฐานกรรโชกหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๑๒๓/๒๕๖๔ จำเลยบอกผู้เสียหายว่าผู้เสียหายกระทำความผิดที่มีอัตราโทษหนัก ต้องจำคุกหลายปีและมีโทษปรับเป็นเงินจำนวนหลายแสนบาท จำเลยสามารถช่วยเหลือผู้เสียหายให้ไม่ต้องรับโทษหนัก และจะดำเนินคดีผู้เสียหายในความผิดที่มีอัตราโทษน้อย แต่ผู้เสียหายต้องชำระเงินให้แก่จำเลย มิใช่การขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อเสรีภาพ ชื่อเสียง หรือทรัพย์สินของผู้เสียหาย เพราะผู้เสียหายถูกเจ้าพนักงานจับกุมดำเนินคดีอาญาตามกฎหมายอยู่แล้วในความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.๒๕๒๒ ซึ่งการจับกุมดำเนินคดีย่อมส่งผลกระทบต่อเสรีภาพ ชื่อเสียง หรือทรัพย์สินของผู้เสียหาย จำเลยเพียงแต่บอกให้ผู้เสียหายทราบถึงโทษทัณฑ์ที่จะได้รับตามกฎหมาย และการเรียกเงินของจำเลยก็เพื่อช่วยเหลือในการดำเนินคดีมิให้ผู้เสียหายได้รับโทษหนัก ซึ่งหากผู้เสียหายไม่ให้เงินตามที่จำเลยเรียกร้องก็ต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป เมื่อการกระทำของจำเลยมิใช่เป็นการขู่เข็ญ คำฟ้องของโจทก์จึงขาดองค์ประกอบของการกระทำความผิดฐานกรรโชกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๗ วรรคหนึ่ง คำฟ้องโจทก์ที่บรรยายว่า จำเลยขู่เข็ญผู้เสียหายอีกว่าจำเลยจะมาตรวจสอบที่ร้านค้าของผู้เสียหายทุกเดือน และหากพบการกระทำความผิดก็จะดำเนินคดีกับผู้เสียหาย แต่หากผู้เสียหายชำระเงินให้แก่จำเลยทุกเดือน จำเลยจะไม่มาตรวจสอบร้านค้าของผู้เสียหายในแต่ละเดือนที่ผู้เสียหายชำระเงิน มิใช่เป็นการขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อเสรีภาพชื่อเสียง หรือทรัพย์สินของผู้เสียหาย เพราะผู้เสียหายจะถูกดำเนินคดีตามที่จำเลยอ้างก็ต่อเมื่อมีการตรวจสอบร้านค้าของผู้เสียหายแล้วพบว่ามีการกระทำความผิดจริง การเรียกเงินของจำเลยเพียงเพื่อไม่ให้มีการตรวจสอบร้านค้าของผู้เสียหาย แต่หากผู้เสียหายไม่ให้เงินจำเลยก็จะมาตรวจสอบ แต่มิได้ข่มขู่ว่าจะดำเนินคดีแก่ผู้เสียหายแม้ไม่พบการกระทำความผิด การกระทำของจำเลยตามที่โจทก์บรรยายฟ้องมิใช่การขู่เข็ญอันเป็นองค์ประกอบความผิดฐานกรรโชกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๗ วรรคหนึ่ง เช่นกัน,อาญา,, 75,2,,หลอกลวงเอาเงินจากประชาชนทั่วไปชวนเล่นหวยอ้างว่าได้เลขมาจากสำนักงานกินแบ่งรัฐบาล แต่ประชาชนที่ถูกหลอกลวงตรวจสอบพบว่าไม่ใช่เรื่องจริง ดังนี้เป็นความผิดฐานใด,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๒๙/๒๕๖๔ จำเลยมีเจตนาหลอกลวงเอาเงินจากประชาชนทั่วไปที่ได้รับใบปลิวของจำเลยมาแต่ต้น โดยการโฆษณาชักชวนเล่นหวยด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งให้ติดต่อไปยังหมายเลขโทรศัพท์ที่ให้ไว้เพื่อขอรับเลขท้าย ๒ ตัวบนและเลขท้าย ๒ ตัวล่าง ซึ่งได้มาจากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล หากถูกรางวัลจำเลยขอเงินเป็นค่าตอบแทน โดยจำเลยไม่มีเลขที่ได้มาจากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล การที่มีประชาชนผู้โทรศัพท์มาหาจำเลย และจำเลยแจ้งเลขซึ่งจำเลยไม่ได้มาจากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลเป็นเรื่องที่จำเลยหลอกลวง มิใช่การให้หรือตอบแทนสิ่งใดแก่ประชาชนที่โทรศัพท์มาหาจำเลยตามที่ถูกหลอกลวง จึงไม่เป็นสัญญาต่างตอบแทนและเป็นการลงมือกระทำความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนแล้ว แต่ประชาชนที่ถูกจำเลยหลอกลวงตรวจสอบพบว่าไม่ใช่เรื่องจริงมิได้หลงเชื่อ การกระทำของจำเลยไม่สามารถบรรจุผลได้อย่างแน่แท้ จึงเป็นความผิดเพียงฐานพยายามกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๑ ซึ่งต้องลงโทษไม่เกินกึ่งหนึ่งของโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น,อาญา,, 75,2,,กักขังหน่วงเหนี่ยวบุคคลไว้ในบ้านโดยขู่เข็ญให้ยินยอมให้เงินที่เสียพนัน มิฉะนั้นจะไม่ยอมปล่อยออกจากบ้าน เป็นความผิดฐานใด,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๗๗/๒๕๖๔ จำเลยร่วมกับพวกกักขังหน่วงเหนี่ยวผู้เสียหายไว้ยังบ้านที่เกิดเหตุโดยขู่เข็ญผู้เสียหายให้ยินยอมให้เงินซึ่งผู้เสียหายเสียพนันจากการฉ้อฉลของจำเลยกับพวกในการเล่นไพ่เพื่อเป็นค่าไถ่ตัวผู้เสียหาย มิเช่นนั้นจะไม่ยอมปล่อยผู้เสียหายออกจากบ้านที่เกิดเหตุเพื่อเดินทางกลับประเทศ จนผู้เสียหายเกิดความกลัวยอมติดต่อกับเพื่อนให้โอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของบุคคลภายนอกตามที่จำเลยกับพวกกำหนด ย่อมถือได้ว่าเป็นการทำอันตรายต่อเสรีภาพของผู้เสียหายด้วยการข่มขืนใจผู้เสียหายแล้ว จำเลยกับพวกมีความผิดฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นโดยให้ผู้อื่นกระทำการใดให้แก่ผู้กระทำหรือบุคคลอื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๐ ทวิ เงินที่ผู้เสียหายเสียพนันเกิดขึ้นจากการฉ้อฉลของจำเลยกับพวกที่วางแผนชักชวนผู้เสียหายให้ร่วมเล่น การพนันซึ่งมิใช่การได้เสียกันเป็นปกติ เงินจำนวนนี้จึงถือเป็นค่าไถ่เพื่อแลกกับอิสรภาพของผู้เสียหายที่ถูกจำเลยร่วมกับพวกกักขังหน่วงเหนี่ยว มิจะนั้นจะไม่ยอมปล่อยผู้เสียหายเพื่อเดินทางกลับประเทศ จำเลยกับพวกมีความผิดฐานร่วมกันเรียกค่าไถ่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๓ วรรคแรก และฐานร่วมกันกรรโชก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๗ วรรคแรก อันเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษฐานเรียกค่าไถ่อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ จำเลยกับพวกยอมปล่อยตัวผู้เสียหายไปในวันเกิดเหตุ ก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาโดยไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัสหรือตกอยู่ในภาวะอันใกล้จะเป็นอันตรายแก่ชีวิต ศาลต้องลงโทษจำเลยน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนด แต่ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๖,อาญา,, 75,3,,ข้อตกลงที่ผู้จำนองยอมให้โอนที่ดินจำนองเพื่อชำระหนี้จำนอง หากผู้จำนองผิดนัดชำระหนี้ โดยผู้จำนองลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจที่ยังไม่ได้กรอกข้อความให้ไว้แก่ผู้รับจำนอง ข้อตกลงดังกล่าวใช้บังคับได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๖๑๓/๒๕๖๔ คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยว่า ข้อตกลงที่โจทก์ยอมให้โอนที่ดินจำนองซึ่งเป็นที่ดินพิพาทเพื่อชำระหนี้จำนองตกเป็นโมฆะหรือไม่ ในวันจดทะเบียนจำนองที่ดินเป็นประกันหนี้เงินกู้ โจทก์กับจำเลยที่ ๑ ตกลงกันว่า หากโจทก์ไม่ชำระหนี้ภายใน ๓ เดือน โจทก์ยินยอมให้จำเลยที่ ๑ นำที่ดินจำนองโอนชำระหนี้แก่จำเลยที่ ๑ โดยโจทก์ได้ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจที่ยังไม่ได้กรอกข้อความใดๆ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๑๑ บัญญัติว่า “การที่จะตกลงกันไว้เสียแต่ก่อนเวลาหนี้ถึงกำหนดชำระเป็นข้อความอย่างใดอย่างหนึ่งว่าถ้าไม่ชำระหนี้ให้ผู้รับจำนองเข้าเป็นเจ้าของทรัพย์สินซึ่งจำนวนหรือว่าให้จัดการแก่ทรัพย์สินนั้นเป็นประการอื่นอย่างใด นอกจากตามบทบัญญัติทั้งหลายว่าด้วยการบังคับจำนองนั้นไซร้ ข้อตกลงเช่นนั้นท่านว่าไม่สมบูรณ์” ซึ่งหมายถึงว่า ผู้รับจำนองจะเอาทรัพย์จำนองชำระหนี้ได้ก็ด้วยแต่บทบัญญัติว่าด้วยการบังคับจำนอง โดยการจัดการแก่ทรัพย์จำนองเป็นประการอื่นนอกจากที่กฎหมายกำหนด ย่อมทำให้ข้อตกลงนั้นไม่สมบูรณ์ กล่าวคือ ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะเรียกร้องให้อีกฝ่ายหนึ่งต้องปฏิบัติตามข้อตกลงนั้นไม่ได้ โจทก์กู้ยืมเงินจากจำเลยที่ ๑ โดยจำนองที่ดินพิพาทเป็นประกัน และในวันทำสัญญาจำนองจำเลยที่ ๑ ตกลงให้โจทก์ทำหนังสือมอบอำนาจล่วงหน้ามอบอำนาจให้จำเลยที่ ๑ ไปจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทชำระหนี้จำนองและ เมื่อโจทก์ผิดนัดชำระหนี้แล้วจำเลยที่ ๑ ได้นำเอาหนังสือมอบอำนาจดังกล่าว ไปโอนที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยเพื่อชำระหนี้เสียเองจึงไม่เป็นไปตามบัญญัติว่าด้วยการบังคับจำนองและเป็นผลให้ข้อตกลงที่แตกต่างไปจากมาตรา ๗๒๘, ๒๒๙ และ ๗๓๕ ตกเป็นโมฆะตามมาตรา ๗๑๔/๑ โดยไม่อาจใช้บังคับได้ในระหว่างโจทก์และจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๑ จึงไม่อาจนำหนังสือมอบอำนาจของโจทก์ไปใช้เป็นหลักฐานในการโอนที่ดินพิพาทเพื่อชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ ๑ ได้ ",แพ่ง,, 75,3,,เจ้าหนี้ในหนี้ที่ยังไม่ได้มีการฟ้องร้องบังคับให้ชำระหนี้ มีสิทธิร้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๘๕๘/๒๕๖๔ เจ้าหนี้ผู้มีสิทธิฟ้องคดีขอให้เพิกถอนการฉ้อฉล ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๓๗ หมายถึง เจ้าหนี้ที่มีสิทธิเรียกให้ลูกหนี้ชำระหนี้ของตนจากทรัพย์สินของลูกหนี้และต้องเสียเปรียบจากการที่ทรัพย์สินของลูกหนี้ลดลงไม่พอชำระหนี้ อันเนื่องมาจากการทำนิติกรรมฉ้อฉลของลูกหนี้ ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหรือไม่ก็ตาม แม้เจ้าหนี้ในหนี้ที่ยังไม่ได้มีการฟ้องร้องบังคับให้ชำระหนี้ก็มีสิทธิที่จะร้องขอให้เพิกถอนได้ เมื่อจำเลยที่ ๑ มิได้กระทำโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงและก่อให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ในกรณีที่ทรัพย์ที่เก็บรักษาไว้ในคลังของกลางและของตกค้างสูญหายไปตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ โจทก์ไม่อยู่ในฐานะเจ้าหนี้ที่มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉล ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๓๗ ไม่จำต้องวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยฉ้อฉลโจทก์หรือไม่,แพ่ง,, 75,3,,ห้างหุ้นส่วนจำกัดทำสัญญาค้ำประกันโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมดังนี้ หุ้นส่วนผู้จัดการของห้างจะต้องร่วมรับผิดกับห้างหุ้นส่วนจำกัดด้วยหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๓๒๖/๒๕๖๔ จำเลยที่ ๕ เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ ๓ เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการตามหนังสือสัญญาค้ำประกัน ซึ่งจำเลยที่ ๕ เป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ ๑ ระบุว่า จำเลยที่ ๕ โดยจำเลยที่ ๓ ยอมผูกพันตนเข้าเป็นลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ ๑ เพื่อใช้หนี้สินที่ค้างชำระทั้งหมด เป็นกรณีที่ผู้ค้ำประกันซึ่งเป็นนิติบุคคลยินยอมเข้าผูกพันตนเพื่อรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๘๑/๑ วรรคสอง จำเลยที่ ๓ ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ ๕ จะต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๕ ด้วย จำเลยที่ ๓ ทำสัญญาค้ำประกันทั้งในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ ๕ และในฐานะส่วนตัว จำเลยที่ ๕ และจำเลยที่ ๓ ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการจะต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ หาใช่ต้องรับผิดหากจำเลยที่ ๑ ไม่ยอมชำระหนี้ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ไม่ แต่ในส่วนของฐานะที่จำเลยที่ ๓ เข้าเป็นผู้ค้ำประกันส่วนตัว จำเลยที่ ๓ อยู่ในฐานะผู้ค้ำประกันจะต้องรับผิดเมื่อจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นลูกหนี้ชั้นต้นไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องเสียก่อน,แพ่ง,, 75,3,,ผู้ค้ำประกันถึงแก่ความตายขณะลูกหนี้ยังไม่ผิดนัดชำระหนี้ สิทธิหน้าที่และความรับผิดตามสัญญาค้ำประกันเป็นมรดกตกทอดไปยังทายาทหรือไม่ ภายหลังลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้ หากลูกหนี้ชำระหนี้แก่เจ้าหนี้มาโดยตลอดแต่ไม่ตรงกำหนดตามสัญญ ชำระไม่ครบจำนวนที่ต้องชำระตามงวด บางครั้งชำระเกินจำนวนที่ต้องชำระหนี้ต่องวด และเจ้าหนี้ยอมรับชำระหนี้ไว้ ดังนี้ จะถือว่าลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้เมื่อใด,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๓๐๓/๒๕๖๔ สัญญาค้ำประกันเป็นสัญญาที่ผู้ค้ำประกันยอมผูกพันตนต่อเจ้าหนี้เพื่อชำระหนี้ในเมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ ผู้ค้ำประกันไม่ได้มีหนี้ที่จะต้องปฏิบัติต่อเจ้าหนี้โดยอาศัยความสามารถหรือคุณสมบัติบางอย่างซึ่งต้องกระทำเป็นการเฉพาะตัว ผู้ค้ำประกันจึงมีความผูกพันต้องชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ ในเมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้อันเป็นความผูกพันในทางทรัพย์สินเท่านั้น ดังนั้น เมื่อจ่าสิบตำรวจหรือดาบตำรวจ ร. ทำสัญญาค้ำประกัน การชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินของจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นหนี้อันสมบูรณ์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๘๑ วรรคหนึ่ง แม้ขณะที่จำสิบตำรวจหรือดาบตำรวจ ร. ถึงแก่ความตายจำเลยที่ ๑ ผู้กู้ยังไม่ผิดนัดชำระหนี้ก็ตาม สัญญาค้ำประกันก็หาได้ระงับไปเพราะความตายของจ่าสิบตำรวจหรือดาบตำรวจ ร. สิทธิหน้าที่และความรับผิดต่างๆ ตามสัญญาค้ำประกันที่จ่าสิบตำรวจหรือดาบตำรวจ ร. ทำกับโจทก์จึงเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๙๙ วรรคหนึ่ง และมาตรา ๑๖๐๐ จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรม ย่อมต้องรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ของจ่าสิบตำรวจหรือดาบตำรวจ ร. ผู้ตาย แต่ไม่จำต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดได้แก่ตน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๐๑ ภายหลังจากที่โจทก์อ้างว่าจำเลยที่ ๑ ผิดนัดชำระหนี้ จำเลยที่ ๑ ชำระหนี้มาโดยตลอดแต่เป็นการชำระหนี้ไม่ตรงตามกำหนดตามสัญญา บางครั้งชำระไม่ครบจำนวนที่ต้องผ่อนชำระต่องวด และบางครั้งชำระเกินจำนวนที่ต้องผ่อนชำระต่องวด แต่โจทก์ยอมรับชำระหนี้ไว้โดยตลอดแสดงว่าโจทก์ยอมผ่อนผันการผิดนัดให้จำเลยที่ ๑ และถือว่าคู่สัญญาไม่ได้ถือเอากำหนดระยะเวลาชำระหนี้ตามสัญญาเป็นสำคัญ เมื่อโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยทั้งสี่ให้ชำระหนี้ทั้งหมดที่ค้างชำระมาชำระแก่โจทก์ภายใน ๑๕ วัน นับจากวันที่ได้รับหนังสือ หากพ้นกำหนดไม่ชำระ โจทก์ขอบอกเลิกสัญญา แต่จำเลยที่ ๑ ไม่ได้นำเงินทั้งหมดไปชำระแก่โจทก์ให้ครบถ้วนภายในกำหนด จึงถือว่าจำเลยที่ ๑ ผิดนัดอันเป็นเวลาภายหลังวันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘ ซึ่งตามพ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ ๒๐) พ.ศ.๒๕๕๗ มีผลใช้บังคับแล้ว โจทก์จึงต้องปฏิบัติตามมาตรา ๖๘๖ วรรคหนึ่ง ที่กำหนดให้เจ้าหนี้มีหน้าที่ส่งหนังสือบอกกล่าวไปยังผู้ค้ำประกันภายใน ๖๐ วัน นับแต่วันที่จำเลยที่ ๑ ผิดนัด แต่ไม่ปรากฏว่าโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ คงมีเพียงหนังสือบอกกล่าวไปยังผู้ค้ำประกัน อันเป็นวันก่อนที่จะถือว่าจำเลยที่ ๑ ผิดนัด เมื่อโจทก์มิได้มีหนังสือบอกกล่าวใหม่ภายหลังจากที่ถือว่าจำเลยที่ ๑ ผิดนัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๘๖ วรรคหนึ่ง โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ทายาทโดยธรรมของจ่าสิบตำรวจหรือดาบตำรวจ ร. รับผิดตามสัญญาค้ำประกัน ปัญหาว่าโจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ รับผิดตามสัญญาค้ำประกันได้หรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาในปัญหานี้ศาลฎีกามีอำนาจวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒ (๕) ประกอบพ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๗,แพ่ง,, 75,4,,รู้แล้วไม่คัดค้านปล่อยให้บุคคลอื่นแสดงตนว่าเป็นหุ้นส่วนในการประกอบร้านค้าพาณิชย์ของตน จะต้องร่วมรับผิดต่อบุคคลภายนอกในหนี้ดังกล่าวหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๒๗๑/๒๕๖๓ จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ สั่งซื้อสินค้าประเภทยางรถยนต์ อุปกรณ์และอะไหล่รถยนต์ไปจากโจทก์หลายครั้งหลายรายการและจำเลยที่ ๑ รู้เห็นตลอดมา โดยจำเลยที่ ๑ ไม่ดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งอันเป็นการโต้แย้งคัดค้านการแสดงตนของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ พฤติการณ์ของจำเลยที่ ๑ เป็นการรู้แล้วไม่คัดค้านปล่อยให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ แสดงว่าตนเป็นหุ้นส่วนในการประกอบการค้าร้านค้าพาณิชย์ของจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๑ จะต้องร่วมกับจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ รับผิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกเสมือนหนึ่งเป็นหุ้นส่วน ตามประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย์ มาตรา ๑๐๕๔ วรรคหนึ่ง,แพ่ง,, 75,4,,กรรมการบริษัทคนหนึ่งจะเรียกประชุมคณะกรรมการได้หรือไม่ การกำหนดสถานที่ประชุมต้องจัดประชุม ณ สำนักงานของบริษัทหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๓๔๐/๒๕๖๓ การจัดการบริษัทเป็นอำนาจหน้าที่ของกรรมการทั้งหมดที่จะต้องรับผิดชอบร่วมกัน ในการประชุมกรรมการ มติของคณะกรรมการต้องเป็นไปตามเสียงข้างมากตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๑๖๑ แต่กรรมการของจำเลยพิพาทกันในเรื่องการเงินของบริษัทและผู้ถือหุ้นแบ่งเป็น ๒ ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งมีโจทก์กับ ภ. อีกฝ่ายมี ช. กับ ป. ซึ่งแต่ละฝ่ายถือหุ้นของจำเลยครึ่งหนึ่งของจำนวนหุ้นทั้งหมดเท่ากัน ระหว่างเกิดข้อพิพาทกัน แต่ละฝ่ายต่างมุ่งรักษาสิทธิของตน การที่ ช. ในฐานะกรรมการเรียกประชุมคณะกรรมการของจำเลยถือว่าเป็นการใช้สิทธิของกรรมการตามมาตรา ๑๑๖๒ การกำหนดสถานที่ประชุมนั้น เมื่อจำเลยไม่ได้มีข้อบังคับของบริษัท ทั้งไม่มีบทกฎหมายใดที่กำหนดว่าต้องจัดประชุม ณ สำนักงานของบริษัท การกำหนดสถานที่ประชุมจึงเป็นไปตามที่กรรมการจะพิจารณาเห็นสมควร ข้อสำคัญจะต้องเป็นสถานที่ซึ่งตามสภาพและตำแหน่งที่อยู่แห่งสถานที่นั้นผู้ได้รับเชิญสามารถที่จะไปเข้าร่วมประชุมได้ การกำหนดสถานที่ประชุมเป็นที่ตั้งสำนักงานของทนายความที่แก้ต่างให้ ช. และ ป. ในคดีที่โจทก์ฟ้อง ประชุมเต บุคคลทั้งสองเป็นจำเลยในความผิดฐานยักยอก อก แต่มิได้เป็นสถานที่ซึ่งยากแก่การเข้าถึง โจทก์ซึ่งเป็นผู้ได้รับเชิญให้ไปประชุมสามารถเข้าไปในสถานที่นั้นได้โดยชอบ โดยไม่มีเหตุอันใดขัดขวาง แต่โจทก์กลับไม่ไปประชุมเองเช่นนี้ การประชุมคณะกรรมการและการลงมติเพื่อกำหนดการนัดประชุมสามัญผู้ถือหุ้นเป็นการดำเนินการโดยชอบ และมีผลให้การนัดเรียกและการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งพิพาทได้ดำเนินโดยชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๑๗๕ วรรคสอง แล้ว,แพ่ง,, 75,4,,ผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองมีหนังสือขอไถ่ถอนจำนอง หากผู้รับจำนองไม่ยอมรับคำเสนอและไม่ฟ้องคดีภายในกำหนดหนึ่งเดือน จะมีผลอย่างไร,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๗๓๖/๒๕๖๓ จำเลยที่ ๒ เป็นเพียงผู้ซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างทรัพย์จำนองของจำเลยที่ ๑ มาจากการขายทอดตลาดโดยติดจำนอง มิได้เป็นคู่สัญญาที่จะต้องรับผิดตามสัญญาจำนอง จำเลยที่ ๒ มีฐานะเป็นเพียงผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนอง มีหน้าที่ปลดเปลื้องภาระจำนองด้วยการไถ่ถอนจำนอง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๓๘ หากโจทก์ไม่ยอมรับคำเสนอ โจทก์ต้องฟ้องคดีต่อศาลภายใน ๑ เดือน นับแต่วันมีคำเสนอ เพื่อให้ศาลพิพากษาสั่งให้ขายทอดตลาดทรัพย์สินซึ่งจำนองนั้นตามมาตรา ๗๓๙ ธนาคารโจทก์เพียงแต่มีหนังสือแจ้งผลการพิจารณาหนังสือขอไถ่ถอนจำนองไปยังจำเลยที่ ๒ ว่าโจทก์ขอปฏิเสธข้อเสนอชำระค่าไถ่ถอนจำนองของจำเลยที่ ๒ หากจะไถ่ถอนจำนองจะต้องชำระตามภาระหนี้จำนอง โดยไม่ได้ฟ้องคดีต่อศาลภายใน ๑ เดือน นับแต่วันมีคำเสนอ โจทก์ต้องถูกผูกพันตามคำเสนอขอไถ่ถอนจำนองของจำเลยที่ ๒ โดยถือว่าเป็นการสนองรับโดยปริยายตามมาตรา ๗๓๙ และมาตรา ๗๔๑ หาใช่ว่าเมื่อไม่ฟ้องคดีภายในกำหนด ๑ เดือนมีผลเพียงให้เสียสิทธิในการฟ้องโดยไม่ต้องบอกกล่าวบังคับจำนองไม่ เช่นนี้จำเลยที่ ๒ มีสิทธิไถ่ถอนจำนองตามวงเงินที่เสนอไถ่ถอนจำนองกับโจทก์ ภาระจำนองจะระงับสิ้นไปก็ต่อเมื่อจำเลยที่ ๒ ผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองใช้เงินแก่โจทก์ตามที่จำเลยที่ ๒ เสนอขอไถ่ถอนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๗๓๘ แม้โจทก์จะไม่ยอมรับราคาตามที่จำเลยที่ ๒ เสนอ แต่เมื่อถือว่าโจทก์สนองรับราคาตามที่จำเลยที่ ๒ เสนอตามมาตรา ๗๓๙ และมาตรา ๗๔๑ แล้ว จำเลยที่ ๒ มีหน้าที่ปฏิบัติตามคำเสนอดังกล่าวด้วยโดยต้องไถ่ถอนจำนองตามราคาที่เสนอซึ่งถือเป็นหนี้เงินที่จะต้องเสียดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๒๔ วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยที่ ๒ ไม่นำเงินตามราคาที่เสนอไปวางที่สำนักงานวางทรัพย์ภายในกำหนดเวลาตามคำเสนอตามมาตรา ๓๓๐ และ ๓๓๑ จำเลยที่ ๒ ต้องรับผิดในส่วนดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันครบกำหนดตามคำเสนอราคาไถ่ถอน จำเลยที่ ๒ มีหนังสือถึงโจทก์ขอไถ่ถอนทรัพย์จำนองภายใน ๓๐ วัน โจทก์ได้รับหนังสือวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๗ โจทก์ต้องฟ้องคดีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๓๙ ภายในวันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๕๗ กรณีต้องถือว่าการสนองรับคำเสนอราคาไถ่ถอนของจำเลยที่ ๒ มีผลวันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๕๗ กำหนดเวลา ๓๐ วัน ที่จำเลยที่ ๒ ต้องวางเงินตรงกับวันที่ ๒๔ มกราคม ๒๕๕๘ จำเลยที่ ๒ ต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยผิดนัดอัตราร้อยละ ๗.๕ (ปัจจุบันร้อยละ ๕) ต่อปี ของต้นเงิน ๖๐๐,๐๐๐ บาท นับแต่วันที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๕๘ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ",แพ่ง,, 75,4,,แจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่าหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุดสูญหายไปซึ่งเป็นความเท็จแล้วมอบอำนาจให้บุคคลอื่นนำบันทึกประจำวันไปขอออกใบแทนหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุดต่อเจ้าพนักงานที่ดิน หลังจากนั้นขายห้องชุดให้แก่บุคคลอื่น หรือรู้อยู่แล้วว่าห้องชุดเป็นกรรมสิทธิ์ของบุคคลอื่น หากนำไปขาย ดังนี้เป็นความผิดฐานใด,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๒๙๕/๒๕๖๓ จำเลยที่ ๑ รู้อยู่แล้วว่าโจทก์ยึดถือหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทไว้ ไม่ได้สูญหายไป แต่จำเลยที่ ๑ กลับมอบอำนาจให้จำเลยที่ ๒ ไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่าหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทสูญหาย และในวันเดียวกันจำเลยที่ ๑ มอบอำนาจให้จำเลยที่ ๒ นำบันทึกประจำวันไปยื่นคำขอออกใบแทนหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทต่อเจ้าพนักงานที่ดิน ต่อมาสำนักงานที่ดินได้ออกหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาท หลังจากนั้นจำเลยที่ ๑ ขายห้องชุดพิพาทห้องหนึ่งให้แก่เพื่อนบุตรสาวจำเลยที่ ๑ เมื่อจำเลยที่ ๑ จดทะเบียนไถ่ถอนจำนองห้องชุดพิพาทอีกห้องหนึ่งจากธนาคารแล้ว จำเลยที่ ๑ ขายห้องชุดพิพาทให้จำเลยที่ ๒ โดยจำเลยที่ ๑ รู้อยู่แล้วว่าห้องชุดพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ไม่ใช่กรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ ๑ ดังนี้ เป็นการแย่งกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทจากโจทก์ จำเลยที่ ๑ มีความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน ฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐาน ฐานใช้หรืออ้างเอกสารดังกล่าว และมีความผิดฐานลักทรัพย์อีกด้วย,อาญา,, 75,4,,เจตนาเอาทรัพย์ของผู้อื่นไปเกิดขึ้นหลังจากทำร้ายร่างกายผู้อื่นแล้วจะเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๕๒๐/๒๕๖๑ จำเลยมิได้ทำร้ายร่างกายผู้เสียหายโดยมีเจตนาเอาสร้อยข้อมือทองคำของผู้เสียหายไป แต่จำเลยกระชากเอาสร้อยข้อมือทองคำของผู้เสียหายไปเป็นเจตนาที่เกิดขึ้นหลังจากที่จำเลยทำร้ายร่างกายผู้เสียหายแล้ว การกระทำของจำเลยมิได้เป็นการลักทรัพย์โดยใช้กำลังประทุษร้ายอันจะเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ แต่เป็นการทำร้ายร่างกายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่ตอนหนึ่งและกระชากเอาสร้อยข้อมือทองคำของผู้เสียหายไปโดยฉกฉวยเอาซึ่งหน้าอีกตอนหนึ่ง,อาญา,, 75,5,,การเพิกถอนการฉ้อฉลจะต้องเป็นกรณีที่ลูกหนี้ทำนิติกรรมลงภายหลังจากที่มีการผิดนัดชำระหนี้แล้วหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๑๙๖/๒๕๖๓ จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ไว้กับโจทก์โดยยินยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกับบริษัท ล. บริษัท ส. และบริษัท ก. ซึ่งเป็นลูกหนี้ชั้นต้นที่ไปขอสินเชื่อจากโจทก์ ก็ย่อมถือได้ว่าจำเลยที่ ๑ มีฐานะเป็นลูกหนี้โจทก์แล้ว เนื่องจากจำเลยที่ ๑ ย่อมมีความผูกพันต้องชำระหนี้แก่โจทก์ตามสัญญาค้ำประกัน ประกอบกับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๓๗ มิได้บัญญัติว่า การที่เจ้าหนี้จะร้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมใด ๆ ซึ่งลูกหนี้ได้กระทำลงทั้งรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบนั้นจะต้องเป็นกรณีที่ลูกหนี้ได้กระทำลงภายหลังจากลูกหนี้ชั้นต้นผิดนัดชำระหนี้แล้วแต่ประการใด ดังนั้น หากจำเลยที่ ในฐานะลูกหนี้ผู้ค้ำประกันได้กระทำนิติกรรมใดๆ ทั้งรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบ โจทก์ก็ย่อมใช้สิทธิเพิกถอนนิติกรรมนั้นเสียได้ จำเลยที่ ๑ โอนหุ้นพิพาทอันเป็นทรัพย์สินที่อาจต้องถูกบังคับให้ชำระหนี้ในฐานะผู้ค้ำประกันให้แก่จำเลยที่ ๒ ก็เพื่อมิให้ถูกโจทก์บังคับเอามาชำระหนี้ในฐานะผู้ค้ำประกัน โดยจำเลยทั้งสองรู้ว่าการโอนหุ้นพิพาทดังกล่าวจะเป็นทางให้โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบ โจทก์จึงฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนหุ้นพิพาทระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๒ เพื่อให้หุ้นพิพาทกลับมาเป็นของจำเลยที่ ๑ เสียได้",แพ่ง,, 75,5,,การจดทะเบียนซื้อขายที่ดินครั้งแรก ศาลพิพากษาว่าตกเป็นโมฆะกรรม การซื้อขายในครั้งหลังคู่สัญญาจะตกลงกันให้ถือเอาการจดทะเบียนซื้อขายครั้งแรกเป็นการจดทะเบียนซื้อขายในครั้งหลังได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๔๐๕/๒๕๖๔ การจดทะเบียนซื้อขายที่ดินระหว่างโจทก์กับ ธ. ครั้งแรกศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วว่าเป็นโมฆียะกรรมและโจทก์บอกล้างแล้วตกเป็นโมฆะกรรม โจทก์ไม่อาจอ้างการให้สัตยาบันแก่กันได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๒ การซื้อขายในครั้งหลังที่โจทก์อ้างว่าตกลงกันให้ถือเอาการจดทะเบียนซื้อขายครั้งแรกเป็นการจดทะเบียนซื้อขายในครั้งหลังจึงทำไม่ได้ มีผลเท่ากับว่าไม่มีการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินรวมถึงที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับ ธ. ข้อตกลงกันระหว่างโจทก์กับ ธ. ภายหลังจากที่ศาลมีคำพิพากษาว่า ทั้งสองฝ่ายตกลงกันที่จะไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาล เป็นเพียงข้อตกลงระหว่างคู่กรณีแต่ไม่อาจจะตกลงกันให้นิติกรรมที่มีคำพิพากษาว่าเป็นโมฆะแล้วกลับเป็นนิติกรรมที่สมบูรณ์ขึ้นมาได้ นอกเสียจากมีการทำนิติกรรมและจดทะเบียนกันขึ้นใหม่ การซื้อขายที่ดินระหว่างโจทก์กับ ธ. ในครั้งหลังเป็นการซื้อขายเสร็จเด็ดขาดโดยไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่จึงตกเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๕๖ วรรคหนึ่ง และหาใช่กรณีที่คำพิพากษาในคดีระหว่างโจทก์กับ ธ. ที่ศาลพิพากษาให้การซื้อขายที่ดินครั้งแรกตกเป็นโมฆะเพราะโจทก์บอกล้างนิติกรรมอันเป็นโมฆียะกรรมไม่ผูกพันจำเลยซึ่งเป็นบุคคลภายนอกไม่ แต่เป็นกรณีที่ผูกพันตัวโจทก์เองว่าไม่ใช่เจ้าของที่ดินพิพาท,แพ่ง,, 75,5,,บุคคลหลายคนเป็นผู้ค้ำประกันในหนี้รายเดียวกัน ผู้ค้ำประกันคนหนึ่งชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้แทนลูกหนี้แล้ว จะไล่เบี้ยผู้ค้ำประกันอีกคนหนึ่งได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๓๓๗/๒๕๖๔ โจทก์และจำเลยต่างเป็นผู้ค้ำประกัน ป. ลูกหนี้ต่อธนาคาร ก. จึงเป็นกรณีที่บุคคลหลายคนยอมตนเข้าเป็นผู้ค้ำประกันในหนี้รายเดียวกัน โจทก์และจำเลยจึงต้องรับผิดต่อธนาคาร ก. อย่างลูกหนี้ร่วมกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๘๒ วรรคสอง เมื่อโจทก์เข้าใช้หนี้แก่ธนาคาร ก. แทน ป. แล้ว โจทก์ย่อมเข้ารับช่วงสิทธิของธนาคาร ก. ด้วยอำนาจกฎหมายไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยได้ตามส่วนเท่าๆ กัน ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๒๙ (๓) และมาตรา ๒๙๖ โจทก์จึงมีสิทธิไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยเพื่อต้นเงินและดอกเบี้ยทันทีที่ได้ชำระเงินหาใช่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยเมื่อโจทก์ทวงถามและจำเลยผิดนัดชำระหนี้ไม่,แพ่ง,, 75,5,,"คำมั่นจะให้เช่ามีผลผูกพันผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ที่เช่าหรือไม่ เมื่อครบกำหนดตามสัญญาเช่าผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ที่เช่ามีหนังสือเสนอสัญญาเช่าฉบับใหม่แก่ผู้เช่าโดยเสนอค่าเช่าตามสัญญาเดิมแต่ค่าบริการเสนอขอเพิ่มขึ้น แต่ผู้เช่าขอชำระค่าบริการต่อห้องตามสัญญาบริการเดิมจึงตกลงกันไม่ได้จะถือว่ามีสัญญาเช่าต่อกันแล้วหรือไม่",คำตอบ คำมั่นจะให้เช่าเป็นข้อตกลงต่างหากนอกเหนือจากสัญญาเช่าจึงเป็นเพียงบุคคลสิทธิซึ่งโดยผลของกฎหมายไม่ผูกพันโจทก์ผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ในตึกแถวที่เช่าซึ่งไม่ได้ตกลงตามข้อตกลงดังกล่าวกับจำเลยแต่ประการใด แม้ต่อมาเมื่อถึงวันครบกำหนดตามสัญญาเช่า โจทก์ได้มีหนังสือเสนอสัญญาเช่าฉบับใหม่แก่จำเลยตามสำเนาใบเสนอราคาพื้นที่เช่า ใบเสนอราคาพื้นที่เข่าดังกล่าวเป็นเพียงคำเสนอให้จำเลยทำสัญญาเช่าและสัญญาบริการ โดยโจทก์ตกลงเสนอค่าเช่าตามสัญญาเดิม แต่ค่าบริการเสนอขอเพิ่มขึ้น ต่อมาปรากฏว่าจำเลยมีหนังสือขอต่อระยะเวลาการเช่าไปยังโจทก์ หนังสือของจำเลยจึงเป็นคำสนองตอบคำเสนอทำสัญญาเช่าและสัญญาบริการของโจทก์ เมื่อตามคำสนองจำเลยตกลงชำระค่าบริการต่อห้องตามสัญญาบริการเดิม จึงเป็นข้อจำกัดหรือข้อแก้ไขคำเสนอของโจทก์ถือว่าเป็นคำบอกปัดไม่รับ ทั้งเป็นคำเสนอขึ้นใหม่ด้วยในตัว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๕๙ วรรคสอง เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ตกลงตามคำเสนอใหม่ของจำเลยดังกล่าวทั้งก่อนครบกำหนดสัญญาเช่า โจทก์และจำเลยได้พูดคุยกันในการขอทำสัญญาเช่าต่อหลายครั้ง แต่ตกลงกันไม่ได้ เนื่องจากค่าบริการสูงกว่าที่เคยทำสัญญาเช่าไว้แสดงว่าข้อสัญญาในส่วนค่าบริการโจทก์ได้แสดงไว้ว่าเป็นเงื่อนไขในสัญญาอันเป็นสาระสำคัญที่จะต้องตกลงกัน เมื่อโจทก์จำเลยยังตกลงกันไม่ได้ย่อมถือว่าคู่สัญญายังไม่ตกลงกันหมดทุกข้อ ดังนี้แล้ว จึงถือว่าโจทก์จำเลยยังมิได้มีสัญญาเช่าต่อกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๖๖ วรรคหนึ่ง แม้ต่อมาโจทก์ได้รับค่าเช่าและค่าบริการตามอัตราเดิมจากจำเลยก็ไม่เป็นเหตุให้มีการขยายระยะเวลาเช่าต่อไปอีก ๓ ปี แต่ถือว่าจำเลยอยู่ในที่เช่าโดยไม่มีกำหนดระยะเวลา เช่นนี้แล้ว เมื่อโจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยอาศัยอยู่ในตึกแถวที่เช่าทั้งสองห้องต่อไป โจทก์ย่อมมีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าไปยังจำเลยได้ การที่จำเลยอาศัยในตึกแถวห้องที่เช่าตลอดมาหลังจากโจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าและพ้นกำหนดระยะเวลาที่โจทก์แจ้งให้จำเลยขนย้ายบริวารและทรัพย์สินออกไปแล้ว จึงเป็นการอาศัยอยู่โดยไม่มีสิทธิอันเป็นละเมิดต่อโจทก์ โจทก์ชอบที่ฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้,แพ่ง,, 75,5,,ผู้กู้แจ้งความจำนงว่าจะนำเงินกู้ยืมไปใช้ในครัวเรือนแต่กลับนำไปใช้ในเรื่องอื่น โดยที่สัญญากู้ยืมเงินไม่ปรากฏว่ามีการระบุว่าต้องแจ้งว่าจะนำเงินที่กู้ยืมไปให้บุคคลใดเป็นความผิดฐานฉ้อโกงหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๓๖๒/๒๕๖๓ โจทก์มีวัตถุประสงค์ให้บุคคลภายนอกที่อยู่ในหลักเกณฑ์ของโจทก์สามารถกู้ยืมเงินโดยคิดค่าตอบแทนเป็นดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๓๖ ต่อปี มีลักษณะคล้ายธนาคาร การที่จำเลยทั้งสองทำสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์ตามสำเนาหนังสือสัญญากู้ยืมเงินแบบผ่อนชำระรายเดือน จึงเป็นการยืมใช้สิ้นเปลืองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๕๐ และมาตรา ๖๕๓ สัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวจึงเป็นสัญญาในทางแพ่ง แม้ต่อมาจำเลยทั้งสองไม่สามารถชำระดอกเบี้ยและต้นเงินคืนแก่โจทก์ก็เป็นเรื่องของการผิดนัดผิดสัญญาในทางแพ่งเท่านั้น โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ต้นเงินและดอกเบี้ยแก่ตนได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๔ และมาตรา ๒๑๓ การจะฟังว่าจำเลยทั้งสองฉ้อโกงหรือไม่ ข้อเท็จจริงต้องได้ความว่าจำเลยทั้งสองมีเจตนาทุจริตมาตั้งแต่แรกหลอกลวงโจทก์ด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง โจทก์ในฐานะผู้ให้กู้ยืมเงินมีหน้าที่ต้องระมัดระวังอยู่แล้วว่าจำเลยทั้งสองมีคุณสมบัติเข้าหลักเกณฑ์ในการปล่อยสินเชื่อหรือไม่มากน้อยเพียงใด โจทก์ประกอบธุรกิจมีลักษณะเช่นเดียวกับธนาคาร เชื่อว่าก่อนที่จะอนุมัติสินเชื่อให้แก่จำเลยทั้งสอง โจทก์ต้องมีเจ้าหน้าที่วิเคราะห์สินเชื่อของจำเลยทั้งสองว่ามีความสามารถในการชำระหนี้ได้หรือไม่ โดยพิจารณาจากอาชีพ รายได้ ที่อยู่อาศัยหรือภาระหนี้สินว่าเข้าหลักเกณฑ์ของโจทก์ที่จะสามารถอนุมัติให้สินเชื่อได้หรือไม่ เพียงใด นอกจากนี้ สัญญากู้ยืมเงินแบบผ่อนชำระรายเดือนก็ไม่ปรากฏว่ามีการระบุว่าจำเลยทั้งสองต้องแจ้งแก่โจทก์ว่าจะนำเงินที่กู้ยืมไปให้บุคคลใด ดังนั้น การที่จำเลยทั้งสองจะนำเงินไปมอบให้บุคคลใดก็ย่อมเป็นสิทธิของจำเลยทั้งสอง เพราะเมื่อได้รับเงินที่กู้ยืมจากโจทก์แล้วจำเลยทั้งสองย่อมมีกรรมสิทธิ์ในเงินดังกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๕๐ จำเลยทั้งสองมีเพียงหน้าที่ตามสัญญาที่ต้องชำระต้นเงินและดอกเบี้ยคืนแก่โจทก์เท่านั้น หากผิดนัด โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องเรียกให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ได้ จำเลยทั้งสองจึงไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายหรือตามสัญญาที่ต้องแจ้งให้โจทก์ทราบว่าจำเลยทั้งสองจะนำเงินที่กู้ยืมมาไปให้บุคคลใด อันจะถือว่าการที่ไม่แจ้งข้อความดังกล่าวเป็นการงดเว้นการที่จักต้องกระทำตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๙ วรรคท้าย ทั้งการที่โจทก์ให้จำเลยทั้งสองกู้ยืมเงินและจ่ายเงินให้จำเลยทั้งสองก็เป็นไปตามระเบียบข้อบังคับหรือตามสัญญาซึ่งมีความผูกพันที่ต้องจ่ายให้แก่จำเลยทั้งสอง ดังนั้น การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่มีมูลเป็นความผิดฐานฉ้อโกง",แพ่ง,, 75,6,,ตกลงซื้อห้องชุดโดยผ่อนชำระราคาครบถ้วนแล้ว ยังให้ผู้ขายทำหนังสือแจ้งยืนยันว่าจะไปโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้อีกด้วย และผู้ซื้อได้ฟ้องร้องดำเนินคดีแก่ผู้ขายทั้งทางแพ่งและอาญาเกี่ยวกับห้องชุด หากผู้ขายโอนห้องชุดและนำไปจดทะเบียนจำนองจะเป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๓๔๓/๒๕๖๒ สภาพความเป็นเจ้าหนี้ลูกหนี้ระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ นั้นเกิดขึ้นทันทีที่ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายกันเนื่องจากเป็นสัญญาต่างตอบแทนซึ่งทั้งโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ต่างเป็นเจ้าหนี้และลูกหนี้ซึ่งกันและกัน โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นคนต่างชาติตกลงซื้อห้องชุดพิพาทในราคาสูงถึง ๑๒,๐๐๐,๐๐๐ บาทเศษ ผ่อนชำระราคานานเกือบ ๒ ปี โดยไม่ผิดนัด เมื่อผ่อนชำระราคาครบถ้วนแล้วยังให้จำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ ทำหนังสือแจ้งยืนยันว่าจะไปโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสองอีกด้วย หลังเกิดเหตุโจทก์ทั้งสองได้ฟ้องร้องดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสามหลายคดีทั้งทางแพ่งและทางอาญาเกี่ยวกับห้องชุดพิพาทดังกล่าว จำเลยทั้งสามในฐานะผู้ประกอบการและลูกหนี้ย่อมทราบดีว่าหากฝ่ายจำเลยไม่ปฏิบัติตามสัญญา โดยไม่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นลูกค้าผู้ซื้อที่ชำระราคาครบถ้วนแล้ว โจทก์ทั้งสองจะต้องใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลบังคับให้ฝ่ายจำเลยชำระหนี้ โดยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสองตามสัญญาอย่างแน่นอน การที่จำเลยที่ ๑ ที่มีจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ซึ่งเป็นพี่น้องกันและสลับกันเข้าเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ ๑ โอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทให้แก่จำเลยที่ ๓ เพื่อนำไปขอสินเชื่อจากธนาคาร แม้จะเป็นวิธีการบริหารหนี้สินภายในของจำเลยที่ ๑ ที่มีปัญหาด้านการเงินนั้นก็ตาม กรณีถือได้แล้วว่าจำเลยที่ ๑ ในฐานะนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการโดยจำเลยที่ ๒ และจำเลยที่ ๓ ผู้มีอำนาจดำเนินการแทน มีเจตนาร่วมกันโอนห้องชุดพิพาทและนำไปจดทะเบียนจำนอง เพื่อมิให้โจทก์ทั้งสองที่เป็นเจ้าหนี้ของจำเลยทั้งสามได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือบางส่วน การกระทำของจำเลยทั้งสามจึงเป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้",อาญา,, 75,6,,การป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่ผลของการกระทำเกิดแก่อีกบุคคลหนึ่งโดยพลาดไปจะเป็นความผิดหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๔๕๙/๒๕๖๔ จำเลยใช้อาวุธปืนยิงไป ๑ นัด ในขณะที่ถูกผู้เสียหายที่ ๑ และที่ ๒ ใช้มีดรุมทำร้าย จำเลยมีความประสงค์ที่จะยับยั้งมิให้ผู้เสียหายที่ ๑ และที่ ๒ ใช้มีดรุมฟันทำร้ายจำเลยอีก การกระทำของจำเลยจึงเป็นการป้องกันพอสมควรแก่เหตุโดยชอบด้วยกฎหมายจึงไม่มีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นและฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมืองหมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๖๘ แม้ลูกกระสุนปืนที่จำเลยยิงจะพลาดไปถูกผู้เสียหายที่ ๓ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๖๐ การกระทำของจำเลยก็ไม่เป็นความผิด เพราะเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย,อาญา,, 75,6,,ใช้น้ำมันเบนซินสาดใส่ผู้อื่นจำนวน ๔๐๐ มิลลิลิตร แล้วพยายามจุดไฟแช็กแต่ไม่ติดเพราะมีคนช่วยกันควบคุมตัวไว้ได้ ถือว่ามีเจตนาฆ่าหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๐๙/๒๕๖๕ จำเลยใช้น้ำมันเบนซินที่บรรจุในขวดน้ำดื่มขนาดบรรจุประมาณ ๖๐๐ มิลลิลิตรเต็มขวด สาดใส่ผู้เสียหายที่ ๒ จนเหลือน้ำมันเบนซินในขวดประมาณ ๑ ใน ๓ หรือประมาณ ๒๐๐ มิลลิลิตร น้ำมันเบนซินที่จำเลยสาดใส่ผู้เสียหายที่ ๒ มีจำนวนมิใช่เล็กน้อย แม้น้ำมันเบนซินบางส่วนจะหกลงที่พื้น จึงถูกผู้เสียหายที่ ๒ บริเวณเสื้อด้านหน้าและเป้ากางเกง แล้วจำเลยพยายามจุดไฟแช็กแต่ไม่ติด จำเลยย่อมเล็งเห็นผลได้ว่าเป้ากางเกงของผู้เสียหายที่ ๒ หากน้ำมันเบนซินซึ่งเป็นวัตถุไวไฟถูกจุดไฟด้วยไฟแช็ก ไฟอาจไหม้เสื้อด้านหน้าและเป้ากางเกงของผู้เสียหายที่ ๒ รวมทั้งพื้นบ้านเกิดเหตุ แล้วลุกลามเผาตัวผู้เสียหายที่ ๒ จนเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ เมื่อจำเลยพยายามจุดไฟด้วยไฟแช็กแต่ไม่ติดผู้เสียหายที่ ๒ ก็เข้าถึงตัวจำเลย แล้วช่วยกันกับพวกควบคุมตัวจำเลยไว้ได้ จำเลยลงมือกระทำความผิดไปตลอดแล้วแต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผลโดยผู้เสียหายที่ ๒ ไม่ถึงแก่ความตายดังเจตนาของจำเลย จำเลยจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำตามหน้าที่,อาญา,, 75,6,,เข้าไปในห้องนอนของเด็กแล้วปิดล็อกประตูและกระทำชำเรา แต่ไม่ได้พาออกไปจากบ้านที่อยู่อาศัยด้วย เป็นความผิดฐานพรากเด็กไปเพื่อการอนาจารด้วยหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๕๖/๒๕๖๕ ความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจารตาม ป.อ. มาตรา ๓๑๗ วรรคหนึ่งและวรรคสาม กฎหมายบัญญัติโดยมีความมุ่งหมายที่จะคุ้มครองอำนาจปกครองของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลที่มีต่อเด็ก คำว่า “พราก” ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ มีความหมายว่าทำให้จากไป พาไปเสียจาก ทำให้แยกออกจากกัน ดังนั้น การพรากซึ่งจะทำให้ผู้กระทำมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๑๗ วรรคหนึ่งและวรรคสามจึงหมายถึง การพาหรือ แยกเด็กออกไปจากอำนาจปกครองดูแลของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล ทำให้อำนาจปกครองดูแลเด็กของบุคคลดังกล่าวถูกรบกวนหรือถูกกระทบกระเทือนโดยบุคคลดังกล่าวไม่รู้เห็นยินยอมอันเป็นการล่วงละเมิดอำนาจปกครองของบิดามารดาผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเด็ก ซึ่งกฎหมายมิได้จำกัดว่า “พราก” โดยวิธีการอย่างใด และไม่คำนึงถึงระยะใกล้หรือไกล ไม่ว่าเด็กจะไปอยู่ที่แห่งใดหากบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลยังดูแลเอาใจใส่อยู่ เด็กย่อมอยู่ในอำนาจปกครองดูแลของบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลตลอดเวลาโดยไม่ขาดตอน หากมีผู้กระทำต่อเด็กในทางเสื่อมเสียและเสียหายหรือโดยปราศจากเหตุอันสมควรซึ่งเป็นการล่วงละเมิดอำนาจปกครองดูแลย่อมถือได้ว่าเป็นความผิดฐานพรากเด็ก จำเลยเข้าไปในห้องนอนของผู้เสียหายที่ ๑ ขณะที่ผู้เสียหายที่ ๑ นอนอยู่ในห้องนอนกับน้องชายแล้วปิดล็อกประตูขัดขวาง กอดผู้เสียหายที่ ๑ ไม่ให้ออกจากห้องนอนและกระทำชำเราผู้เสียหายที่ ๑ โดยผู้เสียหายที่ ๑ ไม่ยินยอม ทั้งพูดจาขู่เข็ญผู้เสียหายที่ ๑ ว่าจะทำร้ายร่างกายหากนำเรื่องที่จำเลยกระทำชำเราไปบอกบุคคลอื่น การกระทำของจำเลยเช่นนี้ แม้จำเลยไม่ได้พาผู้เสียหายที่ ๑ ออกไปจากบ้านที่อยู่อาศัยด้วยกันก็ตาม แต่การที่จำเลยปิดล็อกประตูขัดขวางไม่ให้ผู้เสียหายที่ ๑ ออกจากห้องนอนแล้วกระทำชำเราพร้อมข่มขู่ผู้เสียหายที่ ๑ ดังกล่าว ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าผู้เสียหายที่ ๑ เป็นเด็ก อายุ ๑๐ ปีเศษถึง ๑๑ ปีเศษ ยังอยู่ในอำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ ๒ ผู้เป็นมารดาถือได้ว่าจำเลยมีเจตนาแยกผู้เสียหายที่ ๑ ออกจากอำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ ๒ ผู้เป็นมารดา โดยให้ผู้เสียหายที่ ๑ ตกอยู่ในอำนาจควบคุมของจำเลย และจำยอมให้จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ ๑ อันเป็นการล่วงละเมิดอำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ ๒การกระทำของจำเลยจึงเป็นการพรากผู้เสียหายที่ ๑ ไปเสียจากอำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ ๒ ผู้เป็นมารดา จำเลยจึงกระทำความผิดฐานพรากผู้เสียหายที่ ๑ ซึ่งเป็นเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้เสียหายที่ ๒ มารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร",อาญา,, 75,6,,การลงลายมือชื่อในพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองผู้ทำพินัยกรรมต้องลงลายมือชื่อในพินัยกรรมต่อหน้าพยานอย่างน้อยสองคนพร้อมกัน และพยานดังกล่าวต้องลงลายมือชื่อรับรองลายมือชื่อของผู้ทำพินัยกรรมไว้ในขณะนั้นหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๕๘๔/๒๕๖๔ ขณะที่ผู้ตายแจ้งข้อความที่ประสงค์จะให้ใส่ไว้ในพินัยกรรมแก่ อ. ไม่ได้ทำต่อหน้า ช. และ ร. ซึ่งเป็นพยานในพินัยกรรม แต่หลังจากมีการพิมพ์พินัยกรรมแล้ว อ. ได้อ่านข้อความ ในพินัยกรรมให้ผู้ตาย ช. และ ร. ฟังพร้อมกัน หากข้อความในพินัยกรรมที่อ่านให้ฟังไม่ถูกต้องตรงกับที่ผู้ตายแจ้งไว้ ผู้ตายซึ่งขณะนั้นมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ดีย่อมสามารถทักท้วงให้มีการแก้ไขให้ถูกต้องตรงตามความประสงค์ของตนได้ แต่ไม่ปรากฏว่าผู้ตายได้มีการทักท้วงให้แก้ไขข้อความแต่อย่างใด จึงแสดงว่าเมื่อผู้ตายทราบข้อความในพินัยกรรมพร้อม ช. และ ร. แล้ว ผู้ตายยอมรับว่าข้อความในพินัยกรรมถูกต้องตรงตามความประสงค์ที่ตนแจ้งไว้แล้ว อันถือได้ว่าผู้ตายแจ้งข้อความที่ตนประสงค์จะให้ใส่ไว้ในพินัยกรรมต่อหน้าพยานอีกอย่างน้อยสองคนพร้อมกัน และ อ. ได้อ่านข้อความนั้นให้ผู้ตายและพยานฟังแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๕๘ (๑) และ (๒) จากนั้น ช. และ ร. จึงลงลายมือชื่อในพินัยกรรม โดยผู้ตายลงลายมือชื่อไว้ก่อนแล้ว การลงลายมือชื่อในพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๕๘ (๓) กำหนดแบบให้ผู้ตายและพยานลงลายมือชื่อไว้เป็นสำคัญเท่านั้น มิได้กำหนดให้ผู้ตายต้องลงลายมือชื่อในพินัยกรรมต่อหน้าพยานอย่างน้อยสองคนพร้อมกัน และพยานดังกล่าวต้องลงลายมือชื่อรับรองลายมือชื่อของผู้ตายไว้ในขณะนั้นเหมือนกับการลงลายมือชื่อในพินัยกรรมแบบธรรมดา ดังนั้น เมื่อผู้ตายและพยานทั้งสองลงลายมือชื่อในพินัยกรรมครบแล้ว พินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองของผู้ตายทำขึ้นถูกต้องตามแบบที่บทกฎหมายบังคับไว้และตรงตามความประสงค์ของผู้ตายแล้ว จึงชอบด้วยกฎหมาย,แพ่ง,, 75,7,,สัญญาเช่ามีข้อตกลงให้ผู้เช่าโอนสิทธิการเช่าหรือให้บุคคลอื่นเช่าช่วงได้ มีผลผูกพันผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ ในทรัพย์สินที่เช่าหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๙๑๘/๒๕๖๔ บริษัท ม. ผู้ให้เช่าและจำเลยผู้เช่าประสงค์จะให้สัญญาเช่ามีอยู่จนครบ กำหนดระยะเวลาเช่าตามที่ได้จดทะเบียนการเช่าไว้ โดยไม่ประสงค์จะให้ผู้ให้เช่ามีสิทธิเลิกสัญญาได้ก่อนครบ กำหนดเวลาดังกล่าว ประกอบกับข้อ ๔ ของหนังสือสัญญาแบ่งเช่า (มีกำหนดสามสิบปี) ระบุว่า “ผู้ให้เช่ายินยอม ให้ผู้เช่าโอนสิทธิการเช่าหรือให้บุคคลอื่นเช่าช่วงได้” จึงเป็นกรณีที่บริษัท ม. ผู้ให้เช่าไม่ได้ถือเอาคุณสมบัติของผู้เช่า เป็นสาระสำคัญของสัญญาเช่า และสิทธิการเช่าดังกล่าวจึงไม่ใช่สิทธิเฉพาะตัวของจำเลยผู้เช่าที่โอนกันไม่ได้ตาม กฎหมายแต่อย่างใด เมื่อต่อมาบริษัท ม. ขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นผู้รับ โอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินที่เช่าย่อมต้องรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ที่บริษัท ม. ผู้โอนมีต่อจำเลยซึ่งเป็นผู้เช่าด้วยตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๖๙ แม้ต่อมาจำเลยจะได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์ทั้งสอง โดยยินยอมออกจากพื้นที่ที่เช่าก็ตาม แต่เมื่อจำเลยได้โอนสิทธิการเช่าให้แก่ผู้ร้อง โดยทำเป็นหนังสือและจดทะเบียน ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ก่อนที่โจทก์ทั้งสองและจำเลยจะได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลชั้นต้น มีคำพิพากษาตามยอม การโอนสิทธิการเช่าระหว่างจำเลยกับผู้ร้องย่อมมีผลสมบูรณ์,แพ่ง,, 75,7,,การประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นเพื่อเพิ่มทุน ไม่มีการนัดเรียกประชุมและไม่มีการประชุมกันจริง อยู่ในบังคับ ที่จะต้องร้องขอให้เพิกถอนภายในกำหนด ๑ เดือน นับแต่วันลงมติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๑๙๕ หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๘๒๗/๒๕๖๔ การประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นเพื่อเพิ่มทุนนั้น ไม่มีการนัดเรียกประชุม และไม่มีการประชุมกันจริง แม้มีการทำรายงานการประชุมขึ้นเพื่อนำไปใช้ในการจดทะเบียนเพิ่มทุนก็ถือว่าเป็น การทำรายงานการประชุมเท็จที่ไม่มีผลตามกฎหมาย จึงชอบที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นและถือเป็นผู้มีส่วนได้เสียจะฟ้อง ขอให้ศาลเพิกถอนการจดทะเบียนเพิ่มทุนที่อาศัยรายงานการประชุมเท็จดังกล่าวเสียได้ ทั้งกรณีของการทำ รายงานการประชุมเท็จเพื่อนำไปจดทะเบียนย่อมมิใช่การประชุมใหญ่ผิดระเบียบเพราะฝ่าฝืนบทบัญญัติของ กฎหมายหรือข้อบังคับของบริษัทอันจะอยู่ในบังคับที่ต้องร้องขอให้เพิกถอนภายในกำหนดเดือนหนึ่งนับแต่วันลงมติตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๑๙๕ โจทก์จึงมีสิทธิขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเพิ่มทุนของจำเลยที่ ๑,แพ่ง,, 75,7,,สามีภริยาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีสิทธิฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินสินสมรสโดยที่ตน ไม่มีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในโฉนดได้หรือไม่ นิติกรรมที่เกิดจากการแสดงเจตนาลวงจะมีผลกระทบต่อบุคคลภายนอกผู้สุจริตและต้องเสียหายจาก การแสดงเจตนาลวงหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๐๖๙/๒๕๖๓ ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์สินที่โจทก์ที่ ๒ ได้มาในระหว่างสมรสกับโจทก์ที่ ๓ จึงเป็นสินสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๗๔ (๑) ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๗๗ บัญญัติว่าสามีภริยาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีสิทธิฟ้อง ต่อสู้ หรือดำเนินคดีเกี่ยวกับการสงวนบำรุงรักษา สินสมรสหรือเพื่อประโยชน์แก่สินสมรส โจทก์ที่ ๓ จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ แม้ตามสำเนาโฉนดที่ดินจะระบุชื่อโจทก์ที่ ๒ กับ โจทก์ที่ ๑ บุตร เป็นผู้ซื้อเจ้าของกรรมสิทธิ์ โดยไม่มีชื่อโจทก์ที่ ๓ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมด้วยก็ตาม โจทก์ที่ ๑ และที่ ๒ จดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ กับพวกไป สืบเนื่องมาจากจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ กับพวก ร่วมกันไปขอโฉนดที่ดินดังกล่าวมาจัดสรรขายเพื่อหาเงินมาชำระหนี้โจทก์ทั้งสาม โจทก์ที่ ๑ และที่ ๒ จดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ กับพวกไป โดยไม่มีการชำระราคาค่าที่ดินกันแต่อย่างใด จึงมิได้มีเจตนาขายให้จริง นิติกรรมการขายเป็นเพียงเจตนาลวงโดยสมรู้กันระหว่างโจทก์ทั้งสามและจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ กับพวก โดยไม่มีเจตนาแท้จริงให้ผูกพันกัน นิติกรรมดังกล่าวเป็นการแสดงเจตนาลวงตกเป็นโมฆะตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๕ วรรคหนึ่ง ไม่อาจใช้บังคับได้ จำเลยที่ ๒ ซึ่งรับโอนที่ดินพิพาทมา ย่อมไม่มีสิทธิยกที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ ๓ โจทก์ทั้งสามมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ระหว่างจำเลยที่ ๒ กับจำเลยที่ ๓ ได้ และจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ มีหน้าที่ต้องจดทะเบียนสารบัญที่ดินพิพาทให้กลับมาเป็นชื่อจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๔ ประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ เป็นบุคคลภายนอกไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับนิติกรรมการขาย ที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์ที่ ๑ ที่ ๒ กับจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ กับพวกเมื่อจำเลยที่ ๔ รับจำนองที่ดินพิพาทไว้โดยสุจริต และต้องเสียหายจากการแสดงเจตนาลวงดังกล่าว ย่อมได้รับความคุ้มครองมิให้โจทก์ทั้งสามยกผลของการแสดง เจตนาลวงดังกล่าวได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๕ วรรคหนึ่ง ตอนท้าย โจทก์ทั้งสามจึง ไม่มีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมจำนองระหว่างจำเลยที่ ๓ กับจำเลยที่ ๔ ได้ และจำเลยที่ ๔ ไม่มีหน้าที่ต้องส่งมอบ โฉนดที่ดินพิพาทคืนแก่จำเลยที่ ๓,แพ่ง,, 75,7,,การอ้างเหตุบันดาลโทสะกระทำต่อผู้อื่นโดยผิดกฎหมายได้นั้นจะต้องกระทำในขณะใด,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๖๕๗/๒๕๖๓ การที่ผู้ร้องอยู่ในห้องกับ ป. ภริยาจำเลยตามลำพังในโรงแรม ถือได้ว่าเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมทั้งส่อไปในเรื่องของการลักลอบมีความสัมพันธ์ทางเพศกับภริยาของผู้อื่น แม้ ป. จะมิได้จดทะเบียนสมรสกับจำเลยแต่ก็อยู่กินด้วยกันมาเป็นเวลา ๘ ปี และมีบุตรด้วยกัน ตามธรรมดาจำเลยย่อมมีความรักความผูกพันและหึงหวงในตัว ป. พฤติการณ์การกระทำของผู้ร้องที่มีต่อ ป. เช่นนั้น จึงเป็นการข่มเหงจิตใจของจำเลยอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมแล้ว การที่จำเลยจะอ้างเหตุบันดาลโทสะตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๒ กระทำต่อผู้ร้องโดยผิดกฎหมายได้ นั้น จำเลยต้องกระทำต่อผู้ร้องในขณะนั้นทันทีที่ถูกข่มเหง หรือในระยะเวลาต่อเนื่องกระชั้นชิดสืบเนื่องเชื่อมโยงกับการข่มเหงนั้นโดยไม่ขาดตอนด้วยถูกโทสะครอบงำจนไม่อาจควบคุมอารมณ์หรือดำรงสติสัมปชัญญะได้ หลังจากที่จำเลยชกต่อยกับผู้ร้องจนมีผู้มาห้ามปรามแยกจากกันแล้ว จำเลยขับรถจักรยานยนต์ออกจากโรงแรมไป ต่อมาประมาณ ๑๐ นาที จำเลยขับรถจักรยานยนต์ย้อนกลับเข้ามาอีกครั้ง เชื่อได้ว่าด้วยระยะเวลาดังกล่าวนานเพียงพอที่จำเลยสามารถระงับสติอารมณ์จิตใจของจำเลยให้จางคลายลงจนกลับมามีสติรู้ผิดชอบควบคุมอารมณ์ตนเองได้ ดังจะเห็นได้จากเมื่อจำเลยพบผู้ร้อง จำเลยพูดจาต้องการจะตกลงกับผู้ร้องเรื่อง ป. และยังขอบุหรี่จากผู้ร้อง ซึ่งแม้ว่าขณะนั้นในใจของจำเลยจะยังโกรธแค้นผู้ร้องอยู่ ก็ถือเป็นเรื่องปกติธรรมดาของบุคคลทั่วไป จำเลยหาอาจอาศัยความโกรธแค้นที่มีอยู่ประทุษร้ายผู้ร้องอีกได้ไม่ การกระทำของจำเลยไม่เป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะ,อาญา,, 75,7,,การป้องกันสิทธิของผู้อื่นจะเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ การทำให้เสียทรัพย์โดยประมาทเป็นความผิดอาญาหรือเป็นละเมิดในทางแพ่งหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๐๗๒/๒๕๖๓ จำเลยที่ ๒ ขว้างขวดแก้วใส่โจทก์ที่ ๑ แต่ขวดดังกล่าวตกพื้นแตกกระจาย แล้วจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ วิ่งเข้าไปจะทำร้ายโจทก์ที่ ๑ พฤติการณ์ดังกล่าวนับเป็นภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายและเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง โจทก์ที่ ๒ ย่อมมีสิทธิเข้าไปป้องกันโจทก์ที่ ๑ ซึ่งเป็นภริยาให้พ้นจากภยันตรายดังกล่าวได้ การที่โจทก์ที่ ๒ กระโดดเข้าไปถีบหน้าอกของจำเลยที่ ๑ จึงเป็นการป้องกันโจทก์ที่ ๑ ให้พ้นจากภยันตรายพอสมควรแก่เหตุ เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๙ วรรคหนึ่ง บุคคลจะต้องรับผิดในทางอาญาในกรณีกระทำโดยประมาท ก็ต่อเมื่อมีกฎหมายบัญญัติให้ต้องรับผิดเท่านั้น เมื่อไม่มีกฎหมายบัญญัติให้การทำให้เสียทรัพย์โดยประมาทเป็นความผิดอาญา จำเลยที่ ๓ จึงไม่ต้องรับผิดทางอาญาสำหรับการกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้แว่นตาและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของโจทก์ที่ ๑ เสียหาย อย่างไรก็ดี แม้จำเลยที่ ๓ จะไม่มีความผิดทางอาญาเลย อันเป็นผลให้จำเลยที่ ๓ ไม่ต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนสำหรับความผิดฐานทำร้ายโจทก์ที่ ๑ จนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจและฐานทำให้เสียทรัพย์ของโจทก์ที่ ๑ ก็ตาม แต่เมื่อการกระทำของจำเลยที่ ๓ ที่กระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้แว่นตาและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของโจทก์ที่ ๑ เสียหาย จึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ที่ ๑ และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๔๗ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า คำพิพากษาคดีส่วนแพ่งต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่งโดยไม่ต้องคำนึงถึงว่าจำเลยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดหรือไม่ จำเลยที่ ๓จึงต้องรับผิดในทางแพ่งโดยการใช้ค่าสินไหมทดแทนในส่วนนี้แก่โจทก์ที่ ๑ แม้จำเลยที่ ๓ จะมิได้ฎีกาในเรื่องค่าสินไหมทดแทนที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ กำหนดมาโดยตรง แต่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๔๗ วรรคสอง ให้ศาลกำหนดจำนวนเงินค่าสินไหมทดแทนให้ตามความเสียหายแต่ต้องไม่เกินคำขอ,แพ่งเกี่ยวเนื่องอาญา,, 75,8,,บริษัทไม่มีการจัดทำใบหุ้นให้ผู้ถือหุ้นแต่ละรายแต่มีการออกหมายเลขใบหุ้นแล้ว การโอนหุ้นจะต้อง ปฏิบัติตามข้อบังคับของบริษัทหรือไม่ ตัวแทนโอนหุ้นคืนให้แก่ตัวการต้องปฏิบัติตามข้อบังคับของบริษัทหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๘๒๙/๒๕๖๔ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๑๒๙ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “อันว่าหุ้นนั้นย่อมโอนกันได้โดยมิต้องได้รับความยินยอมของบริษัท เว้นแต่เมื่อเป็นหุ้นชนิดระบุชื่อลงในใบหุ้นซึ่งมีข้อบังคับของบริษัทกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น” และข้อบังคับของจำเลยที่ ๑ ข้อ ๒ ระบุว่า หุ้นของบริษัทเป็นหุ้นสามัญชนิดระบุชื่อ ส่วนข้อ ๓ ระบุด้วยว่า การโอนหุ้นนั้นผู้จะโอนจะต้องบอกกล่าวให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมก่อน และหลังจากนั้นแล้ว ๓๐ วัน หากไม่มีผู้ใดประสงค์จะรับโอน จึงจะโอนให้แก่บุคคลภายนอกได้ และจะต้องได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการด้วย แม้บริษัทจำเลยที่ ๑ ไม่มีการจัดทำใบหุ้นให้ผู้ถือหุ้นแต่ละรายแต่เมื่อหุ้นบริษัทจำเลยที่ ๑ มีการออกเลขหมายใบหุ้นแล้วตามสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นกรณีจึงต้องบังคับตามมาตรา ๑๑๒๙ วรรคหนึ่ง ด้วย ดังนั้น การที่ จ. โอนหุ้นของตนตามฟ้องซึ่งเป็นหุ้นชนิดระบุชื่อให้แก่จำเลยที่ ๓ จ. จะต้องปฏิบัติตามข้อบังคับดังกล่าวแต่ปรากฏว่า ก่อนที่ จ. จะโอนหุ้นตามฟ้องให้จำเลยที่ ๓ ซึ่งไม่ใช่ผู้ถือหุ้นเดิมแต่เป็นบุคคลภายนอก จ. มิได้บอกกล่าวให้แก่โจทก์และผู้ถือหุ้นเดิมคนอื่น ๆ ทราบ เพื่อให้โจทก์และผู้ถือหุ้นเดิมมีโอกาสรับโอนหุ้นจาก จ. ภายในเวลาที่กำหนดไว้ในข้อบังคับของจำเลยที่ ๑ เสียก่อน การโอนหุ้นของ จ. ให้แก่จำเลยที่ ๓ จึงเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนข้อบังคับของจำเลยที่ ๑ ข้อบังคับของจำเลยที่ ๑ มิได้มีข้อยกเว้นว่า ถ้าเป็นการโอนหุ้นให้แก่บุคคลภายในครอบครัวหรือการโอนหุ้นให้แก่บุตรแล้วมิต้องปฏิบัติตามข้อบังคับ ข้อ ๓ แต่อย่างใดทั้งการโอนหุ้นต้องได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการของจำเลยที่ ๑ เมื่อข้อบังคับบริษัทซึ่งได้จดทะเบียนไว้และผูกพันเป็นสัญญาในระหว่างผู้ถือหุ้นกับบริษัทกำหนดให้การโอนหุ้นต้องได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการย่อมเป็นหน้าที่ของบริษัทต้องดำเนินการให้มีคณะกรรมการบริษัทเพื่อปฏิบัติตามข้อบังคับ การไม่มีคณะกรรมการบริษัทจำเลยที่ ๑ มิใช่เหตุที่จะยกขึ้นปฏิเสธการปฏิบัติตามข้อบังคับเกี่ยวกับการโอนหุ้นแต่อย่างใด การที่ ว. และโจทก์ซึ่งเป็นตัวแทนโอนหุ้นคืนให้แก่ จ. ผู้เป็นตัวการซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นที่แท้จริงที่ได้ร่วมถือหุ้นฝ่ายละกึ่งหนึ่งกับครอบครัวฝ่าย พ. กรณีมิใช่เป็นการโอนหุ้นให้แก่บุคคลภายนอกที่จะต้องปฏิบัติตามข้อบังคับของบริษัทหลังจากการประชุมผู้ถือหุ้นจำเลยที่ ๑ ครั้งที่ ๑/๒๕๖๑ แล้ว ต่อมา โจทก์ทำหนังสือไปยังนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครเพื่อขอให้เพิกถอนการโอนหุ้นจากนั้นโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ดำเนินการโอนหุ้นตามฟ้องกลับคืนมาอยู่ในชื่อ จ. อันแสดงให้เห็นว่าโจทก์ยังคงโต้แย้งการโอนหุ้นตามฟ้อง หาใช่ไม่โต้แย้งคัดค้านไม่ และคดีนี้เป็นเรื่องโจทก์ในฐานะผู้ถือหุ้นฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนหุ้นที่ฝ่าฝืนต่อข้อบังคับของจำเลยที่ ๑ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๑๒๙ หาได้ฟ้องขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นจำเลยที่ ๑ ตามมาตรา ๑๑๙๕ แต่อย่างใด เมื่อการโอนหุ้นตามฟ้องไม่เป็นไปตามข้อบังคับของจำเลยที่ ๑ ย่อมเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้น โจทก์จึงขอให้เพิกถอนการโอนหุ้นระหว่าง จ. กับจำเลยที่ ๓ตามฟ้องได้ กรณีหาใช่โจทก์ฟ้องคดีโดยไม่สุจริตไม่ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๙๕๓/๒๕๖๑ หุ้นของผู้คัดค้านที่บริษัท ค. โอนให้ ก. เป็นหุ้นชนิดระบุชื่อลงในใบหุ้นโดยมีข้อบังคับของผู้คัดค้านกำหนดไว้ว่า หุ้นของบริษัทนั้นโอนกันได้ต่อเมื่อได้รับความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรจากคณะกรรมการก่อนเท่านั้นและมติในการประชุมของคณะกรรมการเกี่ยวกับการให้ความยินยอมในการโอนหุ้นใด ๆ ของบริษัทจะต้องได้รับเสียงสนับสนุนจากกรรมการอย่างน้อย ๕ คน ดังนี้ การโอนหุ้นระหว่างบริษัท ค. กับ ก. จึงต้องเป็นไปตามข้อบังคับดังกล่าวที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา ๑๑๒๙ วรรคหนึ่ง ขณะที่บริษัท ค. ทำสัญญาโอนหุ้นให้ ก. นั้น การโอนหุ้นของบริษัท ค. ให้ ก. ไม่ได้รับความยินยอมจากคณะกรรมการของผู้คัดค้านและมิได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการ แม้จะแจ้งบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นของผู้คัดค้านไปยังนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทว่า ก. เป็นผู้ถือหุ้นที่รับโอนจากบริษัท ค. ก็ดี แต่เป็นการกระทำของ ก. ไม่ใช่เป็นของคณะกรรมการของผู้คัดค้าน การโอนหุ้นระหว่างบริษัท ค. กับ ก. เป็นการฝ่าฝืนต่อข้อบังคับของผู้คัดค้านและไม่ชอบด้วยมาตรา ๑๑๒๙ วรรคหนึ่ง ก. จึงไม่ได้กรรมสิทธิ์ในหุ้นของผู้คัดค้าน และไม่อาจใช้สิทธิใด ๆ ในฐานะผู้ถือหุ้นดังกล่าวได้ การที่ ก.ออกหนังสือเชิญประชุม เข้าร่วมประชุม ทำหน้าที่ประธานที่ประชุม และออกเสียงในการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นเรื่องเปลี่ยนแปลงกรรมการ อำนาจกรรมการ และเปลี่ยนแปลงข้อบังคับของผู้คัดค้าน จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย และมติต่าง ๆ ที่ลงไว้ก็เป็นมติที่ไม่ชอบ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๖๖๙/๒๕๕๙ หุ้นที่จำเลยที่ ๑ โอนให้โจทก์เป็นหุ้นชนิดระบุชื่อลงในใบหุ้น โดยมีข้อบังคับของบริษัทจำเลยที่ ๑๐ กำหนดไว้ว่า ผู้ถือหุ้นคนใดประสงค์จะโอนหุ้นจะต้องเสนอโอนหุ้นของตนให้แก่ผู้ถือหุ้นในบริษัททุก ๆ คนก่อน เว้นแต่เป็นการโอนหุ้นให้แก่สามี ภริยา หรือผู้สืบสันดานของตนเอง เมื่อไม่มีผู้ถือหุ้นเดิมคนใดตกลงรับโอนภายในเวลาซึ่งกำหนดให้ไม่น้อยกว่า ๓๐ วันแล้ว ผู้ถือหุ้นคนนั้นจึงจะมีสิทธิโอนแก่บุคคลภายนอกได้ เมื่อการโอนหุ้นระหว่างจำเลยที่ ๑ กับโจทก์ฝ่าฝืนต่อข้อบังคับของจำเลยที่ ๑๐ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๑๒๙ วรรคหนึ่ง โจทก์ไม่ได้กรรมสิทธิ์ในหุ้นของจำเลยที่ ๑ และไม่อาจใช้สิทธิใด ๆ ในฐานะผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ ๑๐ ที่จะขอบังคับให้เพิกถอนการโอนหุ้นระหว่างจำเลยทั้งสิบตามคำขอท้ายฟ้องได้",แพ่ง,, 75,8,,ทรัพย์สินซึ่งจำนองย่อมเป็นประกันเพื่อการชำระหนี้เพียงใด,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๖๑๐/๒๕๖๔ ทรัพย์สินซึ่งจำนองย่อมเป็นประกันเพื่อการชำระหนี้ทั้งปวงกับทั้งค่าอุปกรณ์ คือดอกเบี้ยด้วย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๑๕ เมื่อได้ความตามสำเนาสัญญากู้เงิน สำเนา บันทึกข้อตกลงต่อท้ายกู้เงิน สำเนาสัญญาจำนอง และสำเนาข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองว่า จำเลยกู้เงินธนาคาร ธ. ๑,๓๔๕,๐๐๐ บาท โดยจำเลยจดทะเบียนจำนองห้องชุดพร้อมส่วนควบและสิ่งตรึงตรากับห้องชุดเป็นประกัน การชำระหนี้ เป็นเงิน ๑,๓๔๕,๐๐๐ บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕.๕ ต่อปี และข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองระบุ ว่า จำนองเพื่อเป็นประกัน เป็นต้นเงินจำนองในวงเงิน ๑,๓๔๕,๐๐๐ บาท รวมทั้งดอกเบี้ย ฉะนั้นเมื่อศาลชั้นต้นพิพากษา ว่าจำเลยต้องรับผิดชำระเงิน ๑,๕๗๖,๕๕๔.๒๔ บาท ซึ่งเป็นจำนวนรวมของต้นเงิน ๑,๓๒๓,๕๕๓.๕๙ บาท และดอกเบี้ยที่คำนวณถึงวันฟ้องอีก ๒๕๓,๐๐๐.๖๕ บาท และให้ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๐ ต่อปี ของต้นเงิน ดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้จากเงินที่ได้มา จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองทั้งต้นเงินและดอกเบี้ยตามจำนวนดังกล่าว การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบ ทั้งนี้ไม่เกินวงเงิน ๑,๓๔๕,๐๐๐ บาท หากไม่พอ ชำระให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วนและศาลอุทธรณ์ ภาค ๘ พิพากษายืนมานั้น จึงเป็นการไม่ชอบ ",แพ่ง,, 75,8,,การใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สามในความผิดฐานหมิ่นประมาทนั้น ผู้หมิ่นประมาทหรือผู้ร่วมหมิ่นประมาทด้วยกันถือเป็นบุคคลที่สามหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๙๓๐/๒๕๖๓โจทก์กล่าวหาจำเลยที่ ๓ ร่วมกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาโดยจำเลยทั้งสี่เป็นเพื่อนกับ ฉ. และทราบเรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างโจทก์กับ ฉ. และจำเลยที่ ๓ ได้ร่วมลงข้อความกับจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ ในกระดานสนทนามีข้อความหมิ่นประมาทโจทก์ อันมีลักษณะเป็นตัวการร่วมกันกระทำความผิด จำเลยที่ ๓ จึงมิใช่บุคคลที่สามในความผิดฐานหมิ่นประมาทตาม ป.อ. มาตรา ๓๒๖ และมาตรา ๓๒๘ ดังนั้น การที่จำเลยที่ ๓ จะมาเบิกความเป็นพยานโจทก์หรือไม่ ก็ไม่อาจยืนยันได้ว่าบุคคลทั่วไปจะคาดหมายหรือทราบข้อความในกระดานสนทนาว่าหมายถึงโจทก์ได้ เมื่อจำเลยที่ ๓ ไม่มาศาลในวันนัดสืบพยานโจทก์ประกอบกับศาลชั้นต้นได้นัดสืบพยานจำเลยไว้ในนัดเดียวกัน อีกทั้งจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ แถลงคัดค้าน การเลื่อนคดีออกไปย่อมทำให้เนิ่นช้าและไม่เกิดประโยชน์ในการพิสูจน์ความจริง กรณีจึงไม่มีเหตุสมควรที่ศาลจะให้เลื่อนคดีเพราะเหตุจำเลยที่ ๓ ไม่มาศาลตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๗๙ วรรคสอง และเมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่า ไม่จำเป็นต้องสืบพยานโจทก์ปากจำเลยที่ ๓ แล้ว ศาลชั้นต้นย่อมใช้ดุลพินิจงดสืบพยานโจทก์ดังกล่าวได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๗๔ วรรคท้าย การใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สามอันจะเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทตาม ป.อ. มาตรา ๓๒๖ และมาตรา ๓๒๘ นั้น ต้องได้ความว่า การใส่ความดังกล่าวได้ระบุถึงตัวบุคคลผู้ถูกใส่ความเป็นการยืนยันรู้ได้แน่นอนว่าเป็นใครหรือหากไม่ระบุถึงผู้ที่ถูกใส่ความโดยตรง การใส่ความนั้นก็ต้องได้ความว่าหมายถึงบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ แต่ข้อความที่โจทก์อ้างว่า จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ หมิ่นประมาทโจทก์ตามสำเนาบันทึกข้อความโปรแกรมเฟซบุ๊กมิได้ระบุชื่อหรือภาพของโจทก์ เมื่ออ่านแล้วไม่อาจทราบว่าหมายถึงบุคคลใดเลย แม้จำเลยทั้งสี่โพสต์ข้อความแสดงความเห็นตอบโต้กันอันแสดงว่าจำเลยทั้งสี่ทราบว่าข้อความตามสำเนาบันทึกข้อความโปรแกรมเฟซบุ๊กหมายถึงผู้ใด แต่การใส่ความต้องแสดงต่อบุคคลที่สามซึ่งหมายถึงผู้อื่นนอกจากตัวผู้หมิ่นประมาทหรือผู้ร่วมหมิ่นประมาทด้วยกัน",อาญา,, 75,9,,ข้อตกลงในสัญญาเช่าว่าผู้เช่ามีสิทธิต่ออายุสัญญาเช่ามีกำหนดไม่น้อยกว่า ๓ ปี แต่จะต้องทำความตกลงกัน ในเรื่องระยะเวลาการเช่าและอัตราค่าเช่าเสียก่อน เป็นคำมั่นจะให้เช่าหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๗๓๘/๒๕๖๓ สัญญาเช่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างระบุว่า ผู้ให้เช่าตกลงและให้คำรับรองไว้ ต่อผู้เช่าว่าก่อนครบกำหนดอายุสัญญาตามสัญญาเช่าฉบับนี้ผู้เช่ามีสิทธิต่ออายุสัญญาเช่าฉบับนี้ออกไปอีกได้มี กำหนดไม่น้อยกว่า ๓ ปี โดยจะแจ้งให้ผู้ให้เช่าทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสามสิบ (๓๐) วัน ก่อนวันที่สัญญาเช่าฉบับนี้ จะครบกำหนดอายุ ซึ่งผู้ให้เช่าตกลงและยินยอมให้ผู้เช่าต่ออายุสัญญาเช่านี้ออกไปได้ตามที่ผู้เช่าแจ้งให้ทราบและ คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายตกลงให้ใช้ข้อกำหนดและเงื่อนไขต่างๆ ตามสัญญานี้สำหรับการต่ออายุสัญญาเช่าครั้งถัดไป โดยที่ อัตราค่าเช่าสำหรับช่วงเวลาที่ต่อออกไปนั้นให้เป็นไปตามข้อตกลงของคู่สัญญาและ/หรือราคาค่าเช่าท้องตลาด แต่จะไม่สูงเกินกว่าร้อยละสิบ (๑๐ เปอร์เซ็นต์) ของอัตราค่าเช่าที่กำหนดไว้ตามสัญญานี้ อันแสดงให้เห็นว่า ก่อนที่จะมี สัญญาเช่าฉบับใหม่เกิดขึ้นนั้น โจทก์และจำเลยที่ ๑ จะต้องทำความตกลงกันในเรื่องระยะเวลาการเช่าและอัตราค่าเช่า เสียก่อน ซึ่งระยะเวลาการเช่าและอัตราค่าเช่านั้นมิได้มีการกำหนดกันไว้อย่างแน่นอนตายตัว แต่ให้เป็นไปตาม ความตกลงของโจทก์และจำเลยที่ ๑ ที่จะเจรจาและทำความตกลงกันอีกชั้นหนึ่ง และ/หรือให้เป็นไปตามราคาเช่า ท้องตลาดแต่ทั้งนี้จะต้องไม่สูงเกินกว่าร้อยละสิบ (๑๐ เปอร์เซ็นต์) ของอัตราค่าเช่าที่กำหนดไว้ตามสัญญาเช่าที่ดิน พร้อมสิ่งปลูกสร้าง เมื่อข้อสัญญาดังกล่าวไม่มีรายละเอียดชัดเจนเกี่ยวกับค่าเช่าและระยะเวลาเช่าที่แน่นอนอันเป็น สาระสำคัญของสัญญาเช่าจึงไม่เข้าลักษณะคำมั่นจะให้เช่า ดังนี้ แม้ว่าโจทก์จะได้มีหนังสือแสดงความประสงค์ที่จะ ต่อสัญญาเช่าออกไปอีก ๓ ปี ไปยังจำเลยที่ ๑ ภายในกำหนดเวลาตามที่กำหนดไว้ในสัญญาเช่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ก็หาได้ทำให้มีสัญญาเช่าฉบับใหม่เกิดขึ้นและมีผลบังคับตามกฎหมายในทันที ประกอบกับหนังสือที่โจทก์มีไปถึง จำเลยที่ ๑ ยังมีข้อความอีกว่า “หากท่าน (จำเลยที่ ๑) มีความประสงค์จะปรับขึ้นอัตราค่าเช่าสำหรับระยะเวลา การเช่าต่อไปคือวันที่ ๑ เมษายน ๒๕๕๙ ถึงวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๖๒ นั้น ขอให้ท่านแจ้งให้บริษัทฯ (โจทก์) ทราบ เพื่อจัดทำข้อตกลงเรื่องอัตราค่าเช่ากันต่อไป” ซึ่งมีลักษณะเป็นคำเสนอขึ้นมาใหม่ที่ให้จำเลยที่ ๑ กำหนดอัตราค่าเช่า ใหม่ได้ เมื่อจำเลยที่ ๑ ปฏิเสธไม่สนองรับคำเสนอที่โจทก์แจ้งไป คำเสนอของโจทก์ย่อมตกไปและสัญญาเช่าใหม่ไม่ได้ เกิดขึ้น กรณีถือได้ว่าจำเลยที่ ๑ ไม่ได้กระทำการอันเป็นการโต้แย้งสิทธิหน้าที่ของโจทก์ที่โจทก์จะบังคับให้จำเลยที่ ๑ ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๕ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๑,แพ่ง,, 75,9,,หนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองกำหนดเวลาให้ชำระหนี้จำนองภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันได้รับหนังสือ บอกกล่าว การบอกกล่าวบังคับจำนองชอบหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๗๗๗/๒๕๖๔ โจทก์บอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลย อันเป็นเวลาภายหลังจาก วันที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๒๘ วรรคหนึ่ง ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ ๒๐) พ.ศ.๒๕๕๗ มีผลใช้บังคับแล้ว การบอกกล่าวบังคับจำนองของโจทก์จึงต้อง ปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าวด้วย กล่าวคือ โจทก์ต้องมีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยให้ชำระหนี้ภายในเวลาอันสมควร เสียก่อนซึ่งต้องไม่น้อยกว่าหกสิบวันนับแต่วันที่จำเลยได้รับคำบอกกล่าวนั้น และถ้าจำเลยละเลยเสียไม่ปฏิบัติ ตามคำบอกกล่าว โจทก์จึงจะฟ้องคดีต่อศาลเพื่อให้พิพากษาสั่งให้ยึดทรัพย์สินซึ่งจำนองและให้ขายทอดตลาดได้ โดยความในมาตรา ๒๒ แห่ง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ ๒๐) พ.ศ. ๒๕๕๗ บัญญัติให้ใช้มาตรา ๗๒๘ ที่แก้ไขเพิ่มเติม บังคับแก่การบังคับจำนองที่ทำขึ้นนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับด้วย ดังนั้น เมื่อหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองของโจทก์ กำหนดเวลาให้จำเลยชำระหนี้จำนองภายใน ๓๐ วัน นับแต่วัน ได้รับหนังสือบอกกล่าว การบอกกล่าวบังคับจำนองของโจทก์จึงกำหนดเวลาให้จำเลยชำระหนี้สั้นกว่าระยะเวลา ที่กฎหมายกำหนดไว้และเป็นการบอกกล่าวบังคับจำนองที่ไม่ชอบ โจทก์จึงยังไม่มีอำนาจฟ้องบังคับจำนองแก่จำเลยได้,แพ่ง,, 75,9,,"คู่สมรสฝ่ายหนึ่งตาย การแบ่งสินสมรสและมรดกของผู้ตายมีหลักเกณฑ์อย่างไร ผู้จัดการมรดกจดทะเบียนโอนที่ดินทรัพย์มรดกเป็นของตนเอง และมีการจดทะเบียนโอนต่อไปอีกโดย ผู้รับโอนสุจริต ทายาทจะฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนได้หรือไม่",มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๔๘๐/๒๕๖๓ ผู้ตายกับจำเลยที่ ๑ เป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย เจ้าพนักงานที่ดิน ออกโฉนดที่ดินพิพาท ก่อนที่ผู้ตายถึงแก่ความตายไม่ถึง ๕ ปี กรณีเป็นที่สงสัยว่าที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสหรือไม่ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นสินสมรส ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๗๔ จำเลยที่ ๑ จึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท กึ่งหนึ่ง เมื่อผู้ตายถึงแก่ความตายการสมรสระหว่างผู้ตายกับจำเลยที่ ๑ ย่อมสิ้นสุดลง ตามประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ มาตรา ๑๕๐๑ การคิดส่วนแบ่งและการปันทรัพย์สินระหว่างผู้ตายกับจำเลยที่ ๑ ในเรื่องส่วนแบ่ง ในทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาต้องอยู่ในบังคับของบทบัญญัติว่าด้วยการหย่าโดยความยินยอมของทั้งสองฝ่าย โดยต้องแบ่งที่ดินพิพาทให้ผู้ตายและจำเลยที่ ๑ ได้ส่วนเท่ากันตามมาตรา ๑๕๓๓ จำเลยที่ ๑ จึงมีกรรมสิทธิ์ ในที่ดินพิพาทกึ่งหนึ่ง ส่วนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทอีกกึ่งหนึ่งซึ่งเป็นส่วนผู้ตาย ย่อมเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาท โดยธรรม คือ โจทก์ทั้งสี่ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมลำดับที่ ๑ ตามมาตรา ๑๕๙๙ มาตรา ๑๖๒๙ (๑) และจำเลยที่ ๑ คู่สมรสซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งเสมือนเป็นทายาทชั้นบุตร ตามมาตรา ๑๕๙๙ มาตรา ๑๖๒๙ (๑) และวรรคสองประกอบมาตรา ๑๖๓๕ (๑) จำเลยที่ ๑ ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ ๑ ในฐานะที่ตน เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมและทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกด้วยเป็นการกระทำไปตามอำนาจหน้าที่โดยทั่วไปของ ผู้จัดการมรดกไม่จำต้องได้รับความยินยอมจากทายาท และการกระทำเช่นนี้ไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดกตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๑๙ และมาตรา ๑๗๒๒ จำเลยที่ ๑ จึงมีอำนาจที่จะกระทำได้ นิติกรรมการโอนที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ ๑ ในฐานะผู้จัดการมรดกให้แก่จำเลยที่ ๑ ในฐานะส่วนตัวไม่ตกเป็นโมฆะ ตามมาตรา ๑๕๐ แม้จะทำให้โจทก์ทั้งสี่ผู้เป็นทายาทโดยธรรมได้รับความเสียหายไม่ได้รับมรดกที่ดินพิพาทก็เป็น เรื่องระหว่างโจทก์ทั้งสี่และจำเลยที่ ๑ จะว่ากล่าวกันต่างหากภายหลังจากจำเลยที่ ๑ ในฐานะผู้จัดการมรดก โอนที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ ๑ ในฐานะส่วนตัวแล้ว จำเลยที่ ๑ ย่อมมีสิทธิจดทะเบียนยกที่ดินพิพาทให้แก่ จำเลยที่ ๒ ได้ โจทก์ทั้งสี่มีสิทธิได้รับมรดกที่ดินพิพาทส่วนของผู้ตายเป็นการได้ทรัพยสิทธิในอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่น นอกจากนิติกรรมซึ่งโจทก์ทั้งสี่ยังไม่ได้จดทะเบียนการได้มาซึ่งที่ดินพิพาท จึงไม่อาจยกสิทธิการได้มาซึ่งที่ดินพิพาท ดังกล่าวเป็นข้อต่อสู้จำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยสุจริต เสียค่าตอบแทน และได้จดทะเบียนสิทธิ โดยสุจริตได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๙๙ วรรคสอง และมาตรา ๑๓๐๐ โจทก์ทั้งสี่ ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนขายฝากที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ ๒ กับจำเลยที่ ๓ ได้ เมื่อจำเลยที่ ๓ รับซื้อฝากที่ดินไว้โดยสุจริตแล้วจำเลยที่ ๒ ไม่ไถ่ถอนการขายฝาก กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทย่อมตกแก่ จำเลยที่ ๓ โดยเด็ดขาด จำเลยที่ ๓ ย่อมมีสิทธิจดทะเบียนยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ ๔ ได้ โจทก์ทั้งสี่ไม่มีอำนาจ ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนให้ที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ ๓ กับจำเลยที่ ๔ ได้เช่นเดียวกัน,แพ่ง,, 75,10,,ลักดินในที่ดินของผู้อื่นโดยใช้คนขับรถแบ็คโฮมาขุดดินแล้วนำดินไปถมในที่ดินของผู้ใช้ คนขับรถแบ็คโฮเข้าใจว่าดินที่ขุดเป็นที่ดินของผู้ใช้ ดังนี้ เป็นความผิดฐานลักทรัพย์โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๔๒๓/๒๕๖๔ การกระทำอันจะถือเป็นตัวการร่วมกันกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ ได้นั้น บุคคลผู้ร่วมกระทำความผิดจะต้องรู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดและมีการกระทำโดยเจตนาที่จะร่วมกันกระทำความผิดนั้น จึงจะเป็นตัวการตามบัญญัติดังกล่าว แต่ถ้าผู้กระทำมิได้รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดจะถือว่าผู้กระทำประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้นมิได้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๙ วรรคสาม ดังนี้ หากพวกของจำเลยที่ขับรถแบ็คโฮเข้าขุดดินในที่ดินของผู้เสียหายมิได้รู้ข้อเท็จจริงว่าดินที่ขุดออกไปเป็นของผู้เสียหาย โดยเข้าใจว่าเป็นการขุดดินของจำเลย ก็ย่อมจะถือไม่ได้ว่าจำเลยกับพวกร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้อง แต่ต้องถือว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดเองโดยอ้อมโดยใช้พวกของจำเลยเป็นตัวแทนโดยบริสุทธิ์ (Innocent Agent) เป็นเครื่องมือในการกระทำความผิดของจำเลยเอง เมื่อพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบยังไม่ได้ความกระจ่างชัดว่าพวกของจำเลยรู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดและมีเจตนาร่วมกันกระทำความผิดกับจำเลยจนจะถือเป็นการลักทรัพย์โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป กรณีจึงต้องฟังข้อเท็จจริงเป็นคุณแก่จำเลยว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปโดยใช้ยานพาหนะ เป็นเพียงความผิดฐานลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะเท่านั้น,อาญา,, 75,10,,เจ้าของบัญชีประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้มีการปลอมลายมือชื่อผู้มีอำนาจสั่งจ่ายเช็ค จะถือว่าเป็น บุคคลผู้อยู่ในฐานะผู้ต้องตัดบทมิให้ยกข้อต่อสู้เรื่องลายมือปลอมหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๖๔๖/๒๕๖๔ จำเลยที่ ๕ ได้สั่งซื้อสมุดเช็คจากจำเลยที่ ๑ ทั้งหมด ๕ เล่ม แต่นำ สมุดเช็คลงในระบบบัญชีของโจทก์เพียง ๔ เล่ม ส่วนอีก ๑ เล่ม ไม่ได้มอบให้โจทก์ ซึ่งมีเช็คที่มีลายมือชื่อผู้มีอำนาจ สั่ง จ่ายปลอมทั้ง ๑๒ ฉบับ รวมอยู่ในเช็คเล่มที่จำเลยที่ ๒ เก็บไว้ พฤติการณ์ดังกล่าวนับเป็นแผนการอันแยบยลของ จำเลยที่ ๕ มาแต่เริ่มซื้อสมุดเช็คซึ่งอยู่นอกเหนือความคาดหมายของโจทก์ จึงไม่อาจถือว่าโจทก์ประมาทเลินเล่อ ในเหตุดังกล่าวโจทก์ทราบเรื่องว่ามีการปลอมลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายเป็นระยะเวลาเกือบ ๔ เดือน แสดงว่า โจทก์ปล่อย ปละละเลยไม่ใส่ใจตรวจสอบเงินในบัญชีกระแสรายวันของโจทก์ในระยะเวลาอันสมควรทำให้มีการปลอมลายมือชื่อ ผู้มีอำนาจสั่งจ่ายเช็คพิพาทรวม ๑๒ ฉบับ ประกอบกับโจทก์สั่งจ่ายเช็คอื่นอีกจำนวนมาก โจทก์ยิ่งต้องใช้ความ ระมัดระวังยิ่งขึ้นเพราะอาจเกิดความสับสนขึ้นได้ เชื่อว่า การดำเนินกิจการของโจทก์โดยอาศัยความไว้เนื้อเชื่อใจ พนักงานของโจทก์ทำให้ขาดการตรวจสอบอย่างรัดกุมเข้มงวดเกิดช่องทางทุจริตได้โดยง่าย ผิดวิสัยของผู้ประกอบ ธุรกิจในการใช้ความระมัดระวังป้องกันการทุจริตที่อาจเกิดขึ้นกับบริษัทของโจทก์ พฤติการณ์ในส่วนนี้จึงเป็น การกระทำโดยประมาทเลินเล่อ แต่เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์รู้ถึงพฤติกรรมการทุจริตของจำเลยที่ ๕ แล้วปล่อยปละ ละเลยให้จำเลยที่ ๕ เกี่ยวข้องกับการสั่งจ่ายเงินตามเช็คพิพาทอีก พฤติการณ์ยังไม่พอรับฟังว่าเป็นการกระทำ โดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง แม้การกระทำของโจทก์เป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้มีการปลอมลายมือ ส. ผู้มีอำนาจ สั่งจ่ายเช็คพิพาท แต่การใช้เงินตามเช็คพิพาทยังขึ้นอยู่กับการตรวจสอบลายมือชื่อผู้มีอำนาจสั่งจ่ายเช็คโดยจำเลยที่ ๑ อีกขั้นตอนหนึ่งด้วย ดังนี้ จำเลยที่ ๑ จะอ้างความประมาทเลินเล่อของโจทก์ว่าโจทก์อยู่ในฐานต้องตัดบทมิให้ ยกข้อต่อสู้เรื่องลายมือชื่อปลอมขึ้นต่อสู้จำเลยที่ ๑ ได้ นั้น ก็ต่อเมื่อจำเลยที่ ๑ ได้จ่ายเงินตามเช็คพิพาทดังกล่าว โดยสุจริตและใช้ความระมัดระวังตามควรแล้ว จำเลยที่ ๑ จึงจะอ้างอิงแสวงสิทธิบังคับการใช้เงินตามเช็คพิพาท จากโจทก์ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๐๐๘ เมื่อพิจารณาด้วยสายตาจากลักษณะลายมือชื่อ ของ ส. ผู้มีอำนาจสั่งจ่ายเช็คของโจทก์ในเช็คพิพาท เปรียบเทียบกับตัวอย่างลายมือชื่อ ส. ผู้สั่งจ่าย ปรากฏว่า ลักษณะตัวอักษร ลีลาการเขียน ช่องไฟแตกต่างกันค่อนข้างชัดเจน ทั้งพนักงานของจำเลยที่ ๑ ที่ทำหน้าที่ ตรวจสอบลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายเช็คปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการตรวจสอบลายมือชื่อลูกค้าอยู่เป็นปกติย่อมมีความชำนาญ ในการตรวจสอบลายมือชื่อลูกค้ามากกว่าบุคคลธรรมดา เชื่อว่าหากใช้ความระมัดระวังเพียงพอย่อมทราบว่า ลายมือชื่อผู้มีอำนาจสั่งจ่ายเช็คพิพาทเป็นลายมือชื่อปลอม จำเลยที่ ๑ ประมาทเลินเล่อในการจ่ายเงินตาม เช็คพิพาท จำเลยที่ ๑ จึงไม่อาจยกข้อที่โจทก์ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้จำเลยที่ ๕ ปลอมลายมือชื่อผู้มีอำนาจสั่ง จ่ายเช็คพิพาทนั้นว่าโจทก์อยู่ในฐานต้องตัดบทมิให้ยกข้อต่อสู้เรื่องลายมือชื่อปลอมขึ้นต่อสู้เพื่อมิให้จำเลยที่ ๑ ต้องรับผิดต่อโจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๐๐๘ ได้ การที่โจทก์ปล่อยปละละเลยไม่ใส่ใจ ตรวจสอบบัญชีกระแสรายวันในระยะเวลาอันสมควรซึ่งอยู่ในวิสัยที่โจทก์สามารถกระทำได้ เป็นเหตุให้จำเลยที่ ๕ ปลอมลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายในเช็คพิพาทรวม ๑๒ ฉบับ ไปเรียกเก็บเงินจากจำเลยที่ ๑ เรื่อยมาเกือบ ๔ เดือน แม้จำเลยที่ ๑ ไม่อาจอ้างพฤติการณ์ดังกล่าว เป็นข้อปฏิเสธความรับผิดต่อโจทก์ได้ก็ตาม แต่ก็ถือว่าโจทก์มีส่วนก่อให้เกิดความเสียหาย เพิ่มขึ้นด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๔๒ ประกอบมาตรา ๒๒๓,แพ่ง,, 75,10,,การซื้อขายรถยนต์ไม่มีการกำหนดเงื่อนไขในการโอนกรรมสิทธิ์ไว้ หากผู้ซื้อยังไม่ได้ชำระราคารถ กรรมสิทธิ์ในรถจะโอนไปยังผู้ซื้อหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๔๔๒/๒๕๖๔ ผู้ร้องกับจำเลยตกลงซื้อขายรถกระบะของกลาง โดยไม่มีการกำหนด เงื่อนไขที่จำเลยต้องชำระราคาให้ครบถ้วนก่อน จึงจะได้กรรมสิทธิ์รถกระบะของกลาง การซื้อขายรถกระบะ ดังกล่าวจึงเป็นการซื้อขายเสร็จเด็ดขาด ซึ่งกรรมสิทธิ์ในรถกระบะของกลางย่อมโอนไปยังจำเลยตั้งแต่ขณะที่ตกลง ซื้อขายกัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๕๘ แม้จำเลยจะยังไม่ได้ชำระราคารถดังกล่าว ทั้งนี้ เพราะการชำระราคาหรือไม่ เป็นเรื่องของการชำระหนี้แต่ไม่ใช่เป็นเงื่อนไขในการโอนกรรมสิทธิ์เพียงแต่หากจำเลย ไม่ชำระราคาตามที่ตกลงกันไว้ ผู้ร้องก็ชอบที่จะฟ้องเรียกร้องจากจำเลยได้เป็นอีกคดีต่างหากต่อไป และถึงแม้ ผู้ร้องมีชื่อในรายการจดทะเบียนว่าเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รถกระบะของกลาง ซึ่งตาม พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ.๒๕๒๒ มาตรา ๑๗/๑ วรรคสอง ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ แต่ข้อสันนิษฐานดังกล่าวมิใช่เป็น ข้อสันนิษฐานเด็ดขาด เมื่อการตกลงซื้อขายรถกระบะของกลางไม่มีการกำหนดเงื่อนไขการโอนกรรมสิทธิ์ไว้ จำเลยจึงได้รับกรรมสิทธิ์ในรถกระบะดังกล่าวนับแต่ที่ตกลงซื้อขายกัน จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถกระบะของกลาง ผู้ร้องไม่ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถกระบะของกลางที่จะมีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนรถกระบะดังกล่าวได้,แพ่ง,, 75,10,,กู้ยืมเงินโดยนำโฉนดที่ดินมามอบให้ผู้ให้กู้ยึดถือเป็นประกันเงินกู้ตามสัญญากู้ยืมเงิน หากผู้กู้มาขอรับโฉนดที่ดินคืนไปโดยหลอกลวงว่าจะเอาโฉนดที่ดินไปกู้ยืมเงินบุคคลอื่นแล้วนำเงินมาชำระหนี้ให้ ดังนี้ เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาฐานใด,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๘๓๖/๒๕๖๔ จำเลยกู้ยืมเงินผู้เสียหายโดยจำเลยนำโฉนดที่ดินพิพาทซึ่งเป็นของ บิดาจำเลยมามอบให้ผู้เสียหาย ต่อมาจำเลยมาขอรับโฉนดที่ดินพิพาทคืนไปจากผู้เสียหายบอกว่าจะนำไปติดต่อ ขอกู้ยืมเงินมาใช้หนี้แก่ผู้เสียหายและจะนำเงินที่กู้ยืมมาคืนให้ในวันเดียวกัน ผู้เสียหายจึงมอบโฉนดที่ดินพิพาท ให้แก่จำเลยไป แต่จำเลยไม่ได้นำเงินมาคืนให้แก่ผู้เสียหายตามที่ตกลงกัน ต่อมาเมื่อผู้เสียหายพบ ค. มาทวง จำเลยที่บ้านจำเลย ค. เปิดกระเป๋าแล้วนำโฉนดที่ดินขึ้นมาฉบับหนึ่ง ผู้เสียหายจำได้ว่าเป็นโฉนดที่ดินพิพาทแสดง ให้เห็นว่าผู้เสียหายทราบตั้งแต่เห็นโฉนดที่ดินพิพาทอยู่กับ ค. แล้วว่าถูกจำเลยหลอกลวงเอาโฉนดที่ดินพิพาทไปให้ บุคคลอื่นและไม่นำเงินที่กู้ยืมคืนให้ผู้เสียหาย ถือได้ว่าผู้เสียหายรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดตั้งแต่ วันดังกล่าวเมื่อความผิดฐานฉ้อโกงเป็นความผิดอันยอมความได้ ซึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๖ บัญญัติว่า “ภายใต้บังคับมาตรา ๙๕ ในกรณีความผิดอันยอมความได้ ถ้าผู้เสียหายมิได้ร้องทุกข์ภายในสามเดือน นับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดเป็นอันขาดอายุความ” เมื่อผู้เสียหายร้องทุกข์ต่อพนักงาน สอบสวนพ้นกำหนดสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด คดีของโจทก์ในความผิด ฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๑ จึงเป็นอันขาดอายุความ ผู้เสียหายเป็นผู้ครอบครองโฉนด ที่ดินพิพาทของบิดาจำเลยโดยจำเลยนำมามอบให้ยึดถือเป็นประกันเงินกู้ตามสัญญากู้ยืมเงิน แม้ผู้เสียหายในฐานะ ผู้ให้กู้ยืมจะไม่มีสิทธิยึดหน่วงโฉนดที่ดินพิพาทไว้ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๔๑ เพราะหนี้ เงินกู้ยืมไม่เกี่ยวกับตัวโฉนดที่ดินพิพาทแต่เมื่อข้อตกลงตามสัญญากู้ยืมเงิน ระบุว่าผู้กู้นำโฉนดที่ดินพิพาทมาให้ ผู้ให้กู้เพื่อเป็นหลักประกันการกู้ยืม อันเป็นข้อตกลงที่คู่สัญญาสมัครใจทำกันไว้ ซึ่งไม่ขัดต่อกฎหมายหรือความสงบ เรียบร้อยของประชาชนจึงเป็นบุคคลสิทธิบังคับกันได้ระหว่างผู้เสียหายกับจำเลย ย่อมมีผลทำให้ผู้เสียหายผู้ให้กู้ มีสิทธิยึดถือทรัพย์ที่นำมาประกันไว้จนกว่าผู้กู้จะชำระหนี้ตามสัญญา เมื่อจำเลยยังไม่ชำระเงินต้นและดอกเบี้ยคืน ให้แก่ผู้เสียหายครบถ้วน จึงไม่มีสิทธิขอคืนโฉนดที่ดินพิพาทจากผู้เสียหาย การที่จำเลยมาขอรับโฉนดที่ดินพิพาท คืนไปจากผู้เสียหายโดยหลอกลวงว่าจะเอาโฉนดที่ดินพิพาทไปกู้ยืมเงินบุคคลอื่นแล้วนำเงินมาชำระหนี้ให้ผู้เสียหาย จนผู้เสียหายหลงเชื่อมอบโฉนดที่ดินพิพาทให้จำเลยไป แต่จำเลยไม่นำเงินมาชำระให้ผู้เสียหายตามข้อตกลง ทำให้ผู้เสียหายไม่มีหลักประกันยึดถือไว้ตามสัญญา ย่อมทำให้ผู้เสียหายได้รับความเสียหาย การกระทำของจำเลย จึงเป็นการเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น จำเลยจึงมีความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๘๘",อาญา,, 75,11,,แบ่งแยกที่ดินแล้วทำให้ที่ดินแปลงหนึ่งไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะแต่การผ่านเข้าออกในที่ดินแปลงเดิม ก่อนการแบ่งแยกจะมีระยะไกลหรือไม่สะดวกเสียค่าใช้จ่ายมาก ดังนี้ เจ้าของที่ดินที่ถูกล้อมจะขอผ่านที่ดิน แปลงอื่นที่ล้อมซึ่งมีความสะดวกกว่าได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๙๓๐/๒๕๖๒ โจทก์ที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๓๗๘๑, ๒๓๗๘๐, ๒๓๗๗๙ และ ๒๓๗๗๘ ที่ดินทั้งสี่แปลงแบ่งแยกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๗๐๐ จำเลยเป็น เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๖๔๗๖ ที่ดินของโจทก์ทั้งสี่แปลงมีที่ดินของบุคคลอื่นล้อมรอบโดยด้านทิศเหนือ ทิศตะวันออกและทิศใต้ติดกับที่ดินของบุคคลอื่น ส่วนด้านทิศตะวันตกของที่ดินแต่ละแปลงของโจทก์ทั้งสี่ติดกับ ที่ดินของจำเลย ทางพิพาทเป็นทางที่โจทก์ทั้งสี่สามารถใช้เป็นทางออกสู่สาธารณะได้สั้นและใกล้ที่สุด คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสี่ว่า ทางพิพาทเป็นทางจำเป็นแก่ที่ดินโจทก์ทั้งสี่หรือไม่ โดยโจทก์ทั้งสี่ฎีกาว่า ทางพิพาทเป็นทางที่สะดวกและสั้นที่สุด แม้ที่ดินของโจทก์ทั้งสี่จะเคยแบ่งแยกมาจากที่ดิน โฉนดเลขที่ ๑๗๐๐ ซึ่งเคยมีทางออกสู่ทางสาธารณะ แต่ได้มีการแบ่งแยกมานานถึง ๘๓ ปีแล้ว การจะออกจาก ที่ดินแปลงดังกล่าวจะต้องผ่านที่ดินของบุคคลอื่นอีกหลายคนทำให้จะต้องเสียค่าใช้จ่ายและมีความเสียหายแก่ที่ดิน แปลงอื่นอีกหลายแปลง จึงสมควรที่จะให้โจทก์ทั้งสี่สามารถใช้ทางพิพาทเป็นทางจำเป็นเข้าออกสู่ทางสาธารณะได้ เห็นว่า แม้ที่ดินของโจทก์ทั้งสี่ได้แบ่งแยกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๗๐๐ มาเป็นเวลานานมีการแบ่งแยก เป็นที่ดินแปลงย่อยหลายแปลงและมีการโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่บุคคลอื่นก็ตาม แต่ที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๗๐๐ และที่ดิน ของโจทก์ทั้งสี่เคยเป็นที่ดินแปลงเดียวกัน ซึ่งที่ดินดังกล่าวติดกับทางสาธารณะ เมื่อแบ่งแยกที่ดินแล้วทำให้ที่ดิน ของโจทก์ทั้งสี่ไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ ดังนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๕๐ บัญญัติ ไว้ว่า “ถ้าที่ดินแบ่งแยกหรือแบ่งโอนกันเป็นเหตุให้แปลงหนึ่งไม่มีทางออกไปสู่ทางสาธารณะไซร้ ท่านว่าเจ้าของ ที่ดินแปลงนั้นมีสิทธิเรียกร้องเอาทางเดินตามมาตราก่อนได้เฉพาะบนที่ดินแปลงที่ได้แบ่งแยกหรือแบ่งโอนกันและ ไม่ต้องเสียค่าทดแทน” บทบัญญัติดังกล่าวเป็นบทบัญญัติบังคับแก่กรณีทางจำเป็นโดยเด็ดขาด มิได้คำนึงว่าจะมี ทางเข้าออกอื่นที่สะดวกกว่าหรือไม่ ดังนั้น โจทก์ทั้งสี่ไม่อาจฟ้องเรียกร้องทางเดินผ่านที่ดินของจำเลย ซึ่งมิใช่ที่ดิน แปลงเดิมที่ถูกแบ่งแยกหรือแบ่งโอนไปโดยไม่จำต้องคำนึงว่าการผ่านเข้าออกในที่ดินแปลงโฉนดเลขที่ ๑๗๐๐ จะมี ระยะไกลกว่าทางพิพาทหรือไม่สะดวกเสียค่าใช้จ่ายมากกว่าการที่จะผ่านเข้าออกที่ดินแปลงพิพาทหรือไม่ ",แพ่ง,, 75,11,,ทำสัญญาเช่าพื้นที่จอดรถในโรงพยาบาลเพื่อบริหารจัดการและติดตั้งระบบจัดเก็บค่าบริการจอดรถ ไม่ได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรในการดูแลค้ำจุนหรือตัดแต่งต้นไม้ในลานจอดรถให้มีสภาพมั่นคงเพียงพอที่จ ต้านทานพายุที่เกิดขึ้นตามฤดูกาล หากมีต้นไม้ที่หักล้มลงมาทับรถยนต์ที่นำไปจอดไว้ได้รับความเสียหาย ผู้เช่าจะต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ที่นำรถมาจอดหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๘๔๐/๒๕๖๓ โจทก์กล่าวอ้างความรับผิดของจำเลยในฐานะผู้ครองต้นไม้ซึ่งทำให้ เกิดความเสียหายเป็นกรณีตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๓๔ ที่กำหนดให้ผู้ครอง โรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายที่เกิดขึ้นเพราะเหตุที่โรงเรือนหรือ สิ่งปลูกสร้างก่อสร้างไว้ชำรุดบกพร่องหรือบำรุงรักษาไม่เพียงพอ เว้นแต่ผู้ครองได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควร เพื่อปัดป้องมิให้เกิดความเสียหายแล้ว เจ้าของต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน และบทบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับตลอดถึง ความบกพร่องในการปลูกหรือค้ำจุนต้นไม้หรือกอไผ่ด้วย จำเลยเป็นผู้บริหารจัดการพื้นที่จอดรถบริเวณด้านหน้าโรงพยาบาล ธ. โดยจำเลยเข้าครอบครองพื้นที่ ดังกล่าวในฐานะผู้เช่าที่ดินตามสัญญาเช่าที่ดินราชพัสดุ ลักษณะทางกายภาพของพื้นที่เช่าเป็นลานจอดรถแบบโล่ง ๒ ลาน มีต้นไม้ใหญ่ปลูกอยู่โดยรอบ การที่จำเลยรับมอบพื้นที่ดังกล่าวมาบริหารจัดการเป็นการดูแลลานจอดรถ ซึ่งมีต้นไม้ใหญ่จำนวนมาก การยึดถือครอบครองพื้นที่เช่าในลักษณะเช่นนี้ย่อมรวมถึงไม้ยืนต้นที่ปลูกไว้ด้วย ทั้งต้นไม้ยังเป็นร่มเงาและช่วยลดความร้อนในลานจอดรถ นับว่าเป็นประโยชน์แก่การให้บริการที่จอดรถของจำเลย การตรวจตราดูแลต้นไม้ในลานจอดรถเพื่อมิให้ก่อความเสียหายหรือเป็นอันตรายแก่การให้บริการพื้นที่ จอดรถอยู่ในความรับผิดชอบของจำเลยโดยตรง เมื่อจำเลยเป็นผู้ครองต้นไม้ที่ปลูกอยู่ในบริเวณลานจอดรถ จำเลย จึงต้องบำรุงรักษาและดูแลค้ำจุนต้นไม้ให้อยู่ในสภาพที่มั่นคงแข็งแรง พายุที่เกิดขึ้นเป็นไปตามฤดูกาลไม่ได้มีความรุนแรงถึงขนาดที่จะก่อพิบัติภัยอันไม่อาจจะหลีกพ้นได้ และหากจำเลยได้ดูแลค้ำจุนหรือตัดแต่งต้นไม้เพื่อป้องกันการโค่นล้ม ความเสียหายก็จะไม่เกิดขึ้น การที่เกิดความเสียหาย ในกรณีนี้เป็นเพราะจำเลยไม่ได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรในการดูแลค้ำจุนหรือตัดแต่งต้นไม้ในลานจอดรถ ให้มีสภาพมั่นคงเพียงพอที่จะต้านทานพายุที่เกิดขึ้นตามฤดูกาล หาได้เป็นเหตุสุดวิสัยไม่ จำเลยในฐานะผู้ครองต้นไม้ ที่ก่อให้เกิดความเสียหายจำต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายที่เกิดขึ้นตามบทบัญญัติมาตรา ๔๓๔ ดังกล่าว จำเลยจึงเป็นผู้กระทำละเมิดที่ต้องรับผิดต่อผู้เอาประกันภัยของโจทก์ เมื่อโจทก์ชดใช้ค่าซ่อมรถยนต์แทนผู้เอา ประกันภัยไปจึงเข้ารับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันซึ่งมีต่อจำเลยตามจำนวนเงินที่ชดใช้ไปนั้น",แพ่ง,, 75,11,,บุคคลผู้เข้าเป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนจำกัดต้องรับผิดในหนี้ซึ่งห้างหุ้นส่วนได้ก่อให้เกิดขึ้นก่อนที่ ตนเข้ามาเป็นหุ้นส่วนด้วยหรือไม่ และผู้เป็นหุ้นส่วนซึ่งออกจากห้างหุ้นส่วนจำกัดไปแล้วยังต้องรับผิดในหนี้ ซึ่งห้างหุ้นส่วนได้ก่อให้เกิดขึ้นก่อนที่ตนออกจากหุ้นส่วนนั้นหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๓๕/๒๕๖๑ จำเลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด ระหว่างวันที่ ๙ กันยายน ๒๕๔๗ ถึงวันที่ ๒๓ กันยายน ๒๕๕๖ มีจำเลยที่ ๒ เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ระหว่างวันที่ ๒๔ กันยายน ๒๕๕๖ ถึงปัจจุบันมีจำเลยที่ ๓ เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ เมื่อวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๖ จำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ หุ้นส่วนผู้จัดการในขณะนั้นทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์รับว่าจำเลยที่ ๑ เป็นหนี้ค่าสินค้า ตกลง ชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยโดยผ่อนชำระเป็นงวดๆ ละเดือน จำเลยที่ ๑ ผิดนัดไม่ชำระเงินตามสัญญา ประนีประนอมยอมความ โจทก์มีหนังสือทวงถามไปยังจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยว่าจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ต้องร่วมกับจำเลยที่ ๑ รับผิดชำระเงินแก่ โจทก์หรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า ขณะทำสัญญาประนีประนอมยอมความ จำเลยที่ ๒ เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของ จำเลยที่ ๑ ย่อมต้องรับผิดเป็นการส่วนตัวร่วมกับจำเลยที่ ๑ ส่วนจำเลยที่ ๓ เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ ๑ ขณะโจทก์ยื่นฟ้องจึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๐๘๗ บัญญัติว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัดต้องให้แต่เฉพาะ ผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดเท่านั้นเป็นผู้จัดการ ฉะนั้นเมื่อขณะที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๓ เป็นหุ้นส่วน ผู้จัดการของจำเลยที่ ๑ จึงเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิด จำเลยที่ ๓ จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ ชำระเงินตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแก่โจทก์ แม้หนี้ดังกล่าวจำเลยที่ ๑ จะก่อให้เกิดขึ้นก่อนที่จำเลยที่ ๓ เข้ามา เป็นหุ้นส่วนก็ตาม ตามมาตรา ๑๐๕๒ ประกอบมาตรา ๑๐๗๗ (๒) และมาตรา ๑๐๘๐ วรรคหนึ่ง ส่วนจำเลยที่ ๒ เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ ๑ ในขณะที่จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์จนกระทั่ง จำเลยที่ ๑ ผิดนัดชำระหนี้และออกจากการเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการเมื่อวันที่ ๒๔ กันยายน ๒๕๕๖ เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้ วันที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ ยังอยู่ในเวลาสองปีนับแต่วันที่จำเลยที่ ๒ ออกจากการเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของ จำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๒ จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ ชำระเงินแก่โจทก์เช่นกัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๐๖๘ ประกอบมาตรา ๑๐๘๐ วรรคหนึ่ง และมาตรา ๑๐๘๗",แพ่ง,, 75,11,,บุคคลหลายคนต่างยอมตนเข้าเป็นผู้ค้ำประกันในหนี้รายเดียวกัน หากอายุความสะดุดหยุดลงเป็นโทษ แก่ผู้ค้ำประกันรายหนึ่ง จะเป็นโทษแก่ผู้ค้ำประกันร่วมรายอื่นหรือเป็นโทษแก่ลูกหนี้ชั้นต้นด้วยหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๖๒๘/๒๕๖๔ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๙๒ บัญญัติว่าอายุความ สะดุดหยุดลงเป็นโทษแก่ลูกหนี้นั้น ย่อมเป็นโทษแก่ผู้ค้ำประกันด้วย แต่บทบัญญัติดังกล่าวหาได้บัญญัติว่าหากอายุความ สะดุดหยุดลงเป็นโทษแก่ผู้ค้ำประกันรายหนึ่งจะเป็นโทษแก่ผู้ค้ำประกันร่วมรายอื่นหรือเป็นโทษแก่ลูกหนี้ชั้นต้นด้วย จำเลยทั้งสามต่างฝ่ายต่างยอมตนเข้าเป็นผู้ค้ำประกันในหนี้กู้ยืมของผู้ตายที่มีต่อโจทก์ตามหนังสือเงินกู้สามัญ จำเลยทั้งสามจึงมีความรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกัน แม้ถึงว่าจะมิได้เข้ารับค้ำประกันร่วมกันตามมาตรา ๖๘๒ วรรคสอง ดังนี้ อายุความของลูกหนี้ร่วมคนใดก็ย่อมเป็นไปเพื่อคุณและโทษแต่เฉพาะแก่ลูกหนี้คนนั้น ฉันใดฉันนั้น เมื่ออายุ ความสะดุดหยุดลงเฉพาะแก่ลูกหนี้ร่วมคนใดก็ย่อมเป็นไปเพื่อคุณและโทษแต่เฉพาะแก่ลูกหนี้คนนั้นเช่นกัน ดังที่ บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๙๕ แม้การที่จำเลยทั้งสามต่างผ่อนชำระหนี้ตามสัญญาค้ำประกันให้แก่โจทก์หลายครั้ง ภายหลังผู้ตายซึ่งเป็นผู้กู้ถึงแก่ความตาย ย่อมถือเป็นการรับสภาพหนี้ตามสัญญาค้ำประกันต่อโจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ เป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลงตามมาตรา ๑๙๓/๑๔ (๑) ต้องเริ่มนับอายุความใหม่ตามสัญญาค้ำประกันอันเป็น มูลหนี้เดิมตามมาตรา ๑๙๓/๑๕ วรรคหนึ่ง ก็ตาม แต่ก็หาทำให้มูลหนี้ตามสัญญากู้ยืมอันเป็นหนี้ประธานของผู้ตาย ซึ่งเป็นลูกหนี้ชั้นต้นสะดุดหยุดลงด้วยไม่ และเมื่อโจทก์มิได้ฟ้องทายาทผู้ตายให้รับผิดตามสัญญาเงินกู้สามัญภายในหนึ่งปี นับแต่เมื่อโจทก์ได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของผู้ตาย สิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่มีต่อผู้ตายหรือกองมรดกของผู้ตาย จึงเป็นอันขาดอายุความตามมาตรา ๑๗๕๔ วรรคสาม ต่อสู้ดังกล่าว ขึ้นต่อสู้โจทก์เพื่อให้ตนเองพ้นความรับผิดได้ด้วยตามมาตรา ๖๙๔ (คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๔๐๓๗/๒๕๖๑ วินิจฉัยเช่นกัน)",แพ่ง,, 75,12,,สัญญาซื้อขายรถยนต์แบบมีเงื่อนไขบังคับมีลักษณะเป็นสัญญาเช่าซื้อที่อยู่ภายใต้บังคับเรื่องการควบคุม สัญญาตามประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็นธุรกิจ ที่ควบคุมสัญญา พ.ศ.๒๕๕๕ หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๒๔/๒๕๖๔ สัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ นอกจากมีข้อความระบุว่าเป็น สัญญาซื้อขายแบบมีเงื่อนไขบังคับแล้ว เนื้อความในสัญญา ข้อ ๑ และข้อ ๒ ระบุว่า ผู้ขายตกลงขายและผู้ซื้อตกลง ซื้อรถยนต์ในราคา ๗๑๙,๐๔๐ บาท ผู้ซื้อจะชำระให้ผู้ขายให้เสร็จสิ้นภายใน ๘๔ งวด งวดที่ ๑ จะชำระภายในวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๕๙ เป็นเงิน ๔,๕๖๐ บาท งวดที่ ๒ ถึงงวดที่ ๘๔ จะชำระภายในวันที่ ๕ ของทุกเดือน งวดละ ๘,๕๖๐ บาท ข้อ ๔ ระบุว่า ในระหว่างสัญญาซื้อขายแบบมีเงื่อนไขบังคับนี้ กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ซื้อขายยังเป็น ของผู้ขายอยู่จนกว่าผู้ซื้อจะได้ชำระราคาครบถ้วน จึงเป็นสัญญาซึ่งบุคคลฝ่ายหนึ่งคือ โจทก์ เรียกว่า “ผู้ขาย” ตกลง โอนกรรมสิทธิ์แห่งทรัพย์สินให้แก่บุคคลอีกฝ่ายหนึ่งคือ จำเลย เรียกว่า “ผู้ซื้อ” และผู้ซื้อตกลงว่าจะใช้ราคา ทรัพย์สินนั้นให้แก่ผู้ขายอันเป็นสัญญาซื้อขายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๕๓ และมีงื่อนไข บังคับว่ากรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ซื้อขายยังเป็นของผู้ขาย ไม่โอนไปยังผู้ซื้อจนกว่าผู้ซื้อจะได้ปฏิบัติตามเงื่อนไข คือ ชำระราคาแก่ผู้ขายครบถ้วนแล้ว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๕๙ ทั้งสัญญาไม่มีข้อความใด ที่แสดงว่าเป็นสัญญาที่เจ้าของทรัพย์เอาทรัพย์สินออกให้เช่าและให้คำมั่นว่าจะขายทรัพย์สินนั้นหรือว่าจะให้ ทรัพย์สินนั้นตกเป็นสิทธิแก่ผู้เช่า โดยเงื่อนไขที่ผู้เช่าได้ใช้เงินเป็นจำนวนเท่านั้นเท่านี้คราว อันจะต้องด้วยลักษณะ ของสัญญาเช่าซื้อตามมาตรา ๕๗๒ แม้สัญญาซื้อขายที่มีเงื่อนไขบังคับว่ากรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ซื้อขายยังเป็นของผู้ขายไม่โอนไปยังผู้ซื้อ จนกว่าผู้ซื้อจะได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่จะต้องชำระราคาแก่ผู้ขายครบถ้วนแล้ว ข้อ ๙ ระบุว่า ถ้าผู้ซื้อผิดนัดชำระค่างวด ๒ งวด (ทางบัญชี) และผู้ขายมีหนังสือบอกกล่าวผู้ซื้อให้ใช้เงินงวดรายที่ค้างชำระเป็นเวลาอย่างน้อย ๑๕ วัน นับแต่ วันที่ผู้ซื้อได้รับหนังสือ และผู้ซื้อละเลยเสียไม่ปฏิบัติตามหนังสือบอกกล่าว ให้ถือว่าสัญญาเลิกกันโดยผู้ขายไม่ต้อง บอกกล่าว กับข้อ ๓๑ ระบุว่า ในกรณีที่สัญญาฉบับนี้ได้มีการบอกเลิกสัญญาหรือสิ้นสุดลงตามกฎหมาย ผู้ซื้อจะต้อง ส่งมอบทรัพย์สินที่ซื้อในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี ณ ภูมิลำเนาของผู้ขายด้วยค่าใช้จ่ายของผู้ซื้อพร้อมทั้งชำระ ราคาค่าเสียหายหนี้สินที่ค้างชำระให้ผู้ขายและจะต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าขาดประโยชน์ ค่าซ่อม หรือค่าเสื่อมราคา ของทรัพย์สินที่ซื้อ รวมทั้งไม่ตัดสิทธิผู้ขายที่จะฟ้องเรียกค่าเสียหายต่างๆ หากมีขึ้นหรือเพิ่มขึ้นก็ตาม แต่เป็นเพียง ข้อสัญญาที่คู่สัญญาซื้อขายสามารถแสดงเจตนากันได้โดยความสมัครใจเพื่อรักษาสิทธิประโยชน์ของผู้ขายมิให้ เสียหายเกินความจำเป็นหากผู้ซื้อผิดสัญญา หาทำให้เสรีภาพในการแสดงเจตนาทำสัญญาซื้อขายโดยมีเงื่อนไข ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ แปรเปลี่ยนไปเป็นสัญญาเช่าซื้อไม่ จำเลยที่ ๑ ลูกหนี้ชั้นต้นผิดนัดไม่ชำระราคาตั้งแต่งวดแรกและผิดนัดเรื่อยมา ภายหลังจากนั้นเป็นเวลา ล่วงพ้นกว่าหกสิบวันนับแต่วันที่จำเลยที่ ๑ ผิดนัด โจทก์เพิ่งมีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ผู้ค้ำประกัน ขอให้ชำระหนี้และบอกเลิกสัญญา ผลของการบอกกล่าวของโจทก์เช่นนี้ ย่อมทำให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ผู้ค้ำประกัน หลุดพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทนตลอดจนค่าภาระติดพันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้รายนั้น บรรดาที่เกิดขึ้นภายหลังจากพ้นกำหนดเวลาหกสิบวันนับแต่วันที่จำเลยที่ ๑ ผิดนัด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ มาตรา ๖๘๖ วรรคสอง จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ต้องรับผิดในหนี้ค่าขาดประโยชน์ต่อโจทก์เพียงหกสิบวัน นับแต่วันที่จำเลยที่ ๑ ผิดนัด ดอกเบี้ยของราคาใช้แทนที่กำหนดให้จำเลยที่ ๑ รับผิดตั้งแต่วันอ่านคำพิพากษา เป็นดอกเบี้ยและ ค่าสินไหมทดแทนตลอดจนค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้รายนั้นบรรดาที่เกิดขึ้นภายหลังจากพ้นกำหนดเวลา หกสิบวันนับแต่วันที่จำเลยที่ ๑ ผิดนัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๘๖ วรรคสอง จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ จึงไม่ต้องรับผิด",แพ่ง,, 75,12,,ผู้เช่าช่วงมีอำนาจฟ้องบังคับผู้ให้เช่าเดิมเพื่อให้รับผิดต่อผู้เช่าช่วงหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๙๐๑/๒๕๖๓ (ประชุมใหญ่) สัญญาเช่าพื้นที่ดำเนินโครงการแปลงรั้วเป็นร้าน (โครงการพิเศษ) เป็นสัญญาเช่าพิพาทมีจำเลยผู้ให้เช่าทำสัญญากับโจทก์ที่ ๑ ผู้เช่า โจทก์ที่ ๓ เป็นเพียงผู้เช่าช่วง จากโจทก์ที่ ๒ โดยโจทก์ที่ ๒ เช่าช่วงจากโจทก์ที่ ๑ โจทก์ที่ ๓ มิใช่ผู้เช่าโดยตรงกับจำเลย ซึ่งระหว่างโจทก์ที่ ๓ ผู้เช่าช่วงกับจำเลยผู้ให้เช่าเดิมนั้นไม่มีกฎหมายบัญญัติให้ผู้เช่าช่วงถือเอาสิทธิใดๆ กับจำเลยผู้ให้เช่าเดิมได้ กฎหมาย คงบัญญัติเฉพาะให้ผู้เช่าช่วงต้องรับผิดต่อผู้ให้เช่าเดิมโดยตรงเท่านั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๔๕ ซึ่งเป็นบทยกเว้นหลักทั่วไปที่ว่า สัญญามีผลผูกพันเฉพาะคู่สัญญาไม่อาจบังคับเอากับบุคคลภายนอกสัญญา กรณี ไม่อาจตีความขยายความบทบัญญัติซึ่งเป็นข้อยกเว้น ในทางกลับกันให้ผู้เช่าช่วงเรียกร้องสิทธิและหน้าที่เอาจาก ผู้ให้เช่าเดิมได้ เมื่อไม่มีกฎหมายบัญญัติเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ใดๆ ที่จะพึงมีต่อกันในอันที่จะให้อำนาจแก่ผู้เช่าช่วง ฟ้องบังคับเอากับผู้ให้เช่าเดิมเพื่อรับผิดต่อผู้เช่าช่วงโดยตรงได้ แม้จำเลยซึ่งเป็นผู้ให้เช่าจะเป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่า ทำให้ โจทก์ที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้เช่าได้รับความเสียหายและหากฟังว่า การเช่าช่วงของโจทก์ที่ ๓ เป็นไปโดยชอบแต่เมื่อโจทก์ที่ ๓ ไม่มีนิติสัมพันธ์ใดๆ กับจำเลย โจทก์ที่ ๓ ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องบังคับให้จำเลยรับผิดได้,แพ่ง,, 75,12,,ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทบางส่วนโดยการครอบครองปรปักษ์และได้จดทะเบียนแบ่งแยกแล้ว จะฟ้อง ขอให้เพิกถอนนิติกรรมจำนองในที่ดินพิพาทที่เจ้าของที่ดินพิพาทเดิมจำนองแก่ผู้รับจำนองโดยสุจริตได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๙๔/๒๕๖๓ การจำนองมีค่าตอบแทนเนื่องจากเป็นการจำนองประกันหนี้กู้ยืมเงิน ทั้งได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่แล้ว จึงต้องสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖ ว่าเจ้าหนี้เดิมรับจำนองที่ดินตราจองเลขที่ ๖๔๓ ไว้โดยสุจริต สิทธิจำนองย่อมครอบที่ดินดังกล่าวทั้งแปลงรวมทั้ง ที่ดินพิพาทอันเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินแปลงดังกล่าวด้วย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๑๖ แม้โจทก์ครอบครองที่ดินพิพาทจนได้กรรมสิทธิ์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๘๒ แต่โจทก์ มิได้ดำเนินการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียน กล่าวคือ โจทก์เพิ่งยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้น เมื่อวันที่ ๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า โจทก์มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท เมื่อวันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๕๕ และเจ้าพนักงานที่ดินแบ่งแยก ที่ดินพิพาทมีชื่อโจทก์ถือกรรมสิทธิ์ เมื่อวันที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๖๐ โจทก์ไม่อาจอ้างสิทธิครอบครองปรปักษ์ขึ้นใช้ ยันเจ้าหนี้เดิมได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๙๙ วรรคสอง จำเลยที่ ๒ รับโอนสินทรัพย์ของ เจ้าหนี้เดิมรวมทั้งสิทธิจำนองในที่ดินพิพาทโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมจำนองในที่ดินพิพาท,แพ่ง,, 75,13,,ผู้เช่าไม่ชำระค่าบริหารจัดการทรัพย์สินส่วนกลางตามสัญญาเช่า ผู้ให้เช่ามีสิทธิที่จะงดการบริการและ การใช้สาธารณูปโภค อันได้แก่ งดจ่ายกระแสไฟฟ้าและน้ำประปาโดยที่ผู้เช่าไม่ได้ค้างชำระค่าบริการไฟฟ้า และน้ำประปาได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๒๒๖/๒๕๖๔ สัญญาเช่าเป็นสัญญาต่างตอบแทนที่โจทก์ทั้งเจ็ดกับจำเลยตกลงกันว่า จำเลยในฐานะผู้ให้เช่าตกลงให้โจทก์ทั้งเจ็ดเช่าอพาร์ทเมนท์ที่จำเลยเป็นเจ้าของ และโจทก์ทั้งเจ็ดตกลงจะชำระค่าเช่า ค่าใช้จ่ายพื้นที่ส่วนกลาง ค่าซ่อมบำรุงและค่าใช้จ่ายอื่นๆ เป็นข้อตกลงระหว่างโจทก์ทั้งเจ็ดกับจำเลยที่บังคับ ให้โจทก์ทั้งเจ็ดซึ่งเป็นผู้เช่าต้องชำระค่าใช้จ่ายพื้นที่ส่วนกลาง ค่าภาษี ค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงซ่อมแซม ค่าน้ำประปา ค่าไฟฟ้า ค่าโทรศัพท์ ค่าบริการเคเบิลทีวีทั้งหมดตามที่ระบุในสัญญาเช่าให้แก่จำเลยซึ่งเป็นผู้ให้เช่า หากโจทก์ ทั้งเจ็ดไม่ชำระหนี้จำเลยอาจงดการบริการและการใช้สาธารณูปโภคซึ่งเป็นการชำระหนี้ตอบแทน เมื่อจำเลยไม่ได้ ผิดสัญญาเช่าต่อโจทก์ทั้งเจ็ด และโจทก์ทั้งเจ็ดมีหน้าที่ต้องชำระเงินค่าบริหารจัดการทรัพย์สินส่วนกลางตาม สัญญาเช่าให้จำเลย เมื่อโจทก์ทั้งเจ็ดไม่ชำระค่าบริหารจัดการทรัพย์สินส่วนกลางให้จำเลย จำเลยจึงมีสิทธิที่จะงด การบริการและการใช้สาธารณูปโภค อันได้แก่ งดจ่ายกระแสไฟฟ้าและน้ำประปาให้แก่โจทก์ทั้งเจ็ดตามข้อสัญญา ดังกล่าวได้ ไม่ว่าโจทก์ทั้งเจ็ดจะค้างชำระค่าบริการไฟฟ้าและน้ำประปาแก่จำเลยด้วยหรือไม่ก็ตาม คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๕๒๓/๒๕๓๕ จำเลยเข่าอู่รถยนต์พิพาทจากโจทก์โดยคิดค่าเช่ารวมกับค่าน้ำประปาด้วย มีกำหนดเวลาการเช่าที่แน่นอน สัญญาเช่าย่อมระงับสิ้นไปตามวันเวลาที่ได้ตกลงกันไว้ จำเลยครอบครองทรัพย์สิน ที่เช่าอยู่ต่อมาหลังจากนั้นย่อมเป็นการครอบครองโดยไม่มีสิทธิ เป็นการละเมิดต่อโจทก์ โจทก์ชอบที่จะตัดไม่ให้ จำเลยใช้น้ำประปาเพื่อบรรเทาความเสียหายที่โจทก์ได้รับอยู่ได้ ไม่เป็นการละเมิดต่อจำเลย จำเลยจะเรียกร้องให้ โจทก์รับผิดขอบค่าเสียหายใดๆ หาได้ไม่,แพ่ง,, 75,13,,สามีได้ที่ดินมาระหว่างสมรสโดยการให้โดยเสน่หา หากทำบันทึกโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินคืนให้แก่ผู้ให้ จะต้องได้รับความยินยอมจากภริยาหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๗๒/๒๕๖๓ โจทก์จดทะเบียนยกกรรมสิทธิ์เฉพาะส่วนในที่ดินพิพาทให้แก่จำเลย โดยไม่มีค่าตอบแทนเป็นการให้โดยเสน่หา มิใช่โจทก์และจำเลยทำสัญญาขายที่ดินพิพาท แม้ที่ดินพิพาทเป็น ทรัพย์สินที่จำเลยได้มาระหว่างสมรส แต่เป็นการได้มาโดยการให้โดยเสน่หาจากโจทก์ อันถือเป็นสินส่วนตัวตามประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๗๑ (๓) จำเลยย่อมมีสิทธิทำบันทึกโอนกรรมสิทธ์ที่ดินพิพาทคืนให้แก่โจทก์ อันเป็นการจัดการสินส่วนตัวของจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๗๓ หาต้องได้รับความยินยอม จากภริยาจำเลยไม่ บันทึกโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทคืนให้แก่โจทก์มีลักษณะเป็นสัญญาต่างตอบแทนมีผลผูกพันโจทก์และ จำเลยให้ต้องปฏิบัติตาม เมื่อโจทก์มีคำขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนให้ที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของโจทก์ให้กลับมา เป็นของโจทก์ โจทก์ย่อมต้องชำระค่าตอบแทนแก่จำเลยในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ และแบ่งค่าเช่าให้จำเลย นับจากวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ โดยโจทก์เป็นฝ่ายเสียค่าธรรมเนียมตามบันทึกโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท คืนให้แก่โจทก์เช่นเดียวกัน ซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ยกขึ้นอ้างได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒ (๕) ประกอบมาตรา ๒๔๖ มิใช่เป็นการพิพากษา เกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง,แพ่ง,, 75,13,,ภริยาเป็นโจทก์ฟ้องให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมเกี่ยวกับสินสมรสที่สามีกระทำไปโดยปราศจากความยินยอม ของภริยา แต่ไม่ได้ฟ้องทายาทโดยธรรมหรือผู้จัดการมรดกของสามีด้วย ชอบหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๑๙๓/๒๕๖๔ ท. สามีชอบด้วยกฎหมายของโจทก์จดทะเบียนขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งเป็นสินสมรสให้แก่จำเลยที่ ๑ โดยไม่ได้รับความยินยอมของโจทก์ และในวันเดียวกันจำเลยที่ ๑ จดทะเบียนจำนอง แก่จำเลยที่ ๒ โดยจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ รู้อยู่แล้วว่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับ ท. จึงเป็นการกระทำโดยไม่สุจริตและมีคำขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างระหว่าง ท. กับจำเลยที่ ๑ และนิติกรรมจำนองระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๒ อันเป็นข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ในการจัดการ สินสมรสของสามีภริยา ซึ่งกรณีดังกล่าวนี้ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๗๖ (๑) บัญญัติให้สามีและ ภริยาต้องจัดการสินสมรสร่วมกันหรือได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่ง และหากสามีหรือภริยาจัดการสินสมรส ไปแต่เพียงฝ่ายเดียวหรือโดยปราศจากความยินยอมของคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๘๐ บัญญัติให้อำนาจแก่คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งอาจฟ้องให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมนั้นได้ แต่การฟ้องขอให้ เพิกถอนนิติกรรมในกรณีนี้เป็นเพียงการขอให้เพิกถอนการจัดการสินสมรสที่คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งจัดการไปโดย ปราศจากอำนาจเพื่อให้ทรัพย์สินนั้นกลับคืนมาเป็นสินสมรสตามเดิม ทั้งยังเป็นการดำเนินคดีเกี่ยวกับการสงวน รักษาสินสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๗๗ ซึ่งบัญญัติให้สามีภริยาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีสิทธิทำได้ ดังนั้น แม้โจทก์มิได้ฟ้องทายาทโดยธรรมหรือผู้จัดการมรดกของ ท. สามีโจทก์ที่ทำนิติกรรมจดทะเบียนโอนขาย ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลยที่ ๑ เข้ามาเป็นจำเลยด้วย ก็หา ทำให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ไม่,แพ่ง,, 75,13,,คู่สมรสซึ่งไม่มีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินซึ่งเป็นสินสมรสจะฟ้องให้ศาลพิพากษาว่าตนเป็น ผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินและขอให้เพิกถอนนิติกรรมที่เกี่ยวข้องได้หรือไม่ นิติกรรมที่เกิดจากการแสดงเจตนาลวงจะกระทบถึงสิทธิของบุคคลภายนอก ผู้สุจริตและต้องเสียหาย จากการแสดงเจตนาลวงหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๐๖๙/๒๕๖๓ โจทก์ที่ ๓ จดทะเบียนสมรสกับโจทก์ที่ ๒ เมื่อวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๖ โจทก์ที่ ๒ จดทะเบียนซื้อขายที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ ๓๗๑ กับ ล. เมื่อวันที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๕๓ ซึ่งอยู่ในระหว่างสมรส ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์สินที่โจทก์ที่ ๒ ได้มาในระหว่างสมรสกับโจทก์ที่ ๓ จึงเป็นสินสมรส ตามประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๗๔ (๑) ซึ่งมาตรา ๑๔๗๗ บัญญัติให้สามีภริยาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีสิทธิฟ้อง ต่อสู้ หรือ ดำเนินคดีเกี่ยวกับการสงวนบำรุงรักษาสินสมรสหรือเพื่อประโยชน์แก่สินสมรส โจทก์ที่ ๓ ฟ้องคดีนี้เพื่อให้ศาลพิพากษาว่า โจทก์ที่ ๓ เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทและขอให้เพิกถอนนิติกรรมที่เกี่ยวข้อง เป็นการฟ้องและดำเนินคดีเกี่ยวกับ การบำรุงรักษาสินสมรสหรือเพื่อประโยชน์แก่สินสมรส โจทก์ที่ ๓ มีอำนาจฟ้อง แม้ตามสำเนาโฉนดที่ดินจะระบุชื่อ โจทก์ที่ ๒ กับโจทก์ที่ ๑ บุตรเป็นผู้ซื้อเจ้าของกรรมสิทธิ์โดยไม่มีชื่อโจทก์ที่ ๓ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมด้วยก็ตาม โจทก์ที่ ๑ และที่ ๒ จดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ กับพวกไป เนื่องมาจากจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ กับพวกร่วมกันไปขอโฉนดที่ดินทั้งห้าแปลงมาจัดสรรขายเพื่อหาเงินมาชำระหนี้โจทก์ทั้งสาม โจทก์ที่ ๑ และที่ ๒ จึงจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ กับพวกไป โดยไม่มีการชำระราคาค่าที่ดินกันจึงมิได้มีเจตนาขาย ให้จริง นิติกรรมการขายเป็นเพียงเจตนาลวงโดยสมรู้กันระหว่างโจทก์ทั้งสามและจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ กับพวก โดยไม่มีเจตนา แท้จริงให้ผูกพันกัน เป็นการแสดงเจตนาลวง ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๕ วรรคหนึ่ง ไม่อาจใช้บังคับได้ จำเลยที่ ๒ ซึ่งรับโอนที่ดินพิพาทย่อมไม่มีสิทธิยกที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ ๓ โจทก์ทั้งสามมีสิทธิฟ้อง ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ระหว่างจำเลยที่ ๒ กับจำเลยที่ ๓ และจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ มีหน้าที่ต้องจดทะเบียน สารบัญที่ดินพิพาทให้กลับมาเป็นชื่อจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๔ ประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ เป็นบุคคลภายนอกไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับนิติกรรมการขายที่ดินพิพาท ระหว่างโจทก์ที่ ๑ ที่ ๒ กับจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ กับพวก เมื่อจำเลยที่ ๔ รับจำนองที่ดินพิพาทไว้โดยสุจริตและต้องเสียหาย จากการแสดงเจตนาลวงย่อมได้รับความคุ้มครองมิให้โจทก์ทั้งสามยกผลของเจตนาลวงได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ มาตรา ๑๕๕ วรรคหนึ่ง ตอนท้าย โจทก์ทั้งสามไม่มีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมจำนองระหว่างจำเลยที่ ๓ กับ จำเลยที่ ๔ และจำเลยที่ ๔ ไม่มีหน้าที่ต้องส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาทคืนแก่จำเลยที่ ๓,แพ่ง,, 75,14,,ยิงปืนใส่กลุ่มวัยรุ่นในขณะมีผู้คนกำลังเล่นน้ำสงกรานต์และมีรถยนต์แล่นขวางทางเบื้องหน้า กระสุนปืน ที่ยิงถูกผู้อื่น ดังนี้ เป็นการกระทำโดยพลาดหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๕๘๔/๒๕๖๒ ความผิดฐานกระทำโดยพลาด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๖๐ นั้น หมายความว่าผู้ใดเจตนาที่จะกระทำต่อบุคคลหนึ่ง แต่ผลของการกระทำเกิดแก่อีกบุคคลหนึ่งโดยพลาดไป กฎหมาย ย่อมถือเจตนาของผู้กระทำเป็นสำคัญว่าไม่ได้มีเจตนากระทำต่อผู้ที่ถูกกระทำโดยพลาด แต่เป็นกรณีที่เกิดขึ้น โดยบังเอิญ และต้องไม่ใช่กรณีที่ผู้กระทำเล็งเห็นผลของการกระทำโดยเจตนาเล็งเห็นผล วันเกิดเหตุเป็นวันเทศกาลสงกรานต์ การจราจรติดขัด มีรถยนต์และผู้คนกำลังเล่นน้ำสงกรานต์ในวันเทศกาล อย่างพลุกพล่าน แต่ทิศทางที่จำเลยที่ ๑ เล็งปืนไปข้างหน้าใส่กลุ่มวัยรุ่นมีรถยนต์แล่นอยู่เป็นแนวโดยตลอดและ มีการยิงปืนเพียงข้างเดียวจากจำเลยที่ ๑ ไม่มีการยิงปืนจากฝ่ายตรงข้าม และนอกจากรถยนต์คันที่โจทก์ร่วมนั่งโดยสาร มาแล้วกระสุนปืนที่จำเลยที่ ๑ ยิง ยังไปถูกรถกระบะอีกคันหนึ่งด้วย การที่มีผู้คนกำลังเล่นน้ำสงกรานต์และมีรถยนต์ แล่นขวางทางเบื้องหน้า แต่จำเลยที่ ๑ ยังคงยิงปืนออกไป ย่อมเป็นพฤติการณ์ที่แสดงว่าจำเลยที่ ๑ มีเจตนาเล็งเห็นแล้วว่า กระสุนปืนอาจถูกบุคคลอื่นที่อยู่ข้างหน้านั้นได้ การกระทำของจำเลยที่ ๑ จึงเป็นการกระทำโดยมีเจตนาเล็งเห็นผล ว่ากระสุนปืนอาจถูกบุคคลอื่นถึงแก่ความตายได้ จำเลยที่ ๑ จึงมีเจตนาพยายามฆ่าโจทก์ร่วม หาใช่เป็นการกระทำ โดยพลาดไม่,อาญา,, 75,14,,ยิงปืนใส่กลุ่มวัยรุ่นในขณะมีผู้คนกำลังเล่นน้ำสงกรานต์และมีรถยนต์แล่นขวางทางเบื้องหน้า กระสุนปืนที่ยิงถูกผู้อื่น ดังนี้ เป็นการกระทำโดยพลาดหรือไม่ ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๕๘๔/๒๕๖๒ ความผิดฐานกระทำโดยพลาด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๖๐ นั้น หมายความว่าผู้ใดเจตนาที่จะกระทำต่อบุคคลหนึ่ง แต่ผลของการกระทำเกิดแก่อีกบุคคลหนึ่งโดยพลาดไป กฎหมายย่อมถือเจตนาของผู้กระทำเป็นสำคัญว่าไม่ได้มีเจตนากระทำต่อผู้ที่ถูกกระทำโดยพลาด แต่เป็นกรณีที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ และต้องไม่ใช่กรณีที่ผู้กระทำเล็งเห็นผลของการกระทำโดยเจตนาเล็งเห็นผล วันเกิดเหตุเป็นวันเทศกาลสงกรานต์ การจราจรติดขัด มีรถยนต์และผู้คนกำลังเล่นน้ำสงกรานต์ในวันเทศกาลอย่างพลุกพล่าน แต่ทิศทางที่จำเลยที่ ๑ เล็งปืนไปข้างหน้าใส่กลุ่มวัยรุ่นมีรถยนต์แล่นอยู่เป็นแนวโดยตลอดและมีการยิงปืนเพียงข้างเดียวจากจำเลยที่ ๑ ไม่มีการยิงปืนจากฝ่ายตรงข้าม และนอกจากรถยนต์คันที่โจทก์ร่วมนั่งโดยสารมาแล้วกระสุนปืนที่จำเลยที่ ๑ ยิง ยังไปถูกรถกระบะอีกคันหนึ่งด้วย การที่มีผู้คนกำลังเล่นน้ำสงกรานต์และมีรถยนต์แล่นขวางทางเบื้องหน้า แต่จำเลยที่ ๑ ยังคงยิงปืนออกไป ย่อมเป็นพฤติการณ์ที่แสดงว่าจำเลยที่ ๑ มีเจตนาเล็งเห็นแล้วว่ากระสุนปืนอาจถูกบุคคลอื่นที่อยู่ข้างหน้านั้นได้ การกระทำของจำเลยที่ ๑ จึงเป็นการกระทำโดยมีเจตนาเล็งเห็นผลว่ากระสุนปืนอาจถูกบุคคลอื่นถึงแก่ความตายได้ จำเลยที่ ๑ จึงมีเจตนาพยายามฆ่าโจทก์ร่วม หาใช่เป็นการกระทำโดยพลาดไม่ ,อาญา,, 75,14,,ใช้อาวุธปืนยิงผู้อื่นจนถึงแก่ความตายเพราะสำคัญผิดในข้อเท็จจริงว่ามีเหตุต้องป้องกัน หากความสำคัญผิดเกิดขึ้นโดยประมาท และกระทำไปเกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องกระทำโดยสำคัญผิด ผู้กระทำจะมีความผิดอย่างไร ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๕๒๖/๒๕๖๒ ในคืนเกิดเหตุฝนตก ผู้ตายออกจากบ้านโดยเดินไปตามถนนในหมู่บ้านผ่านหน้าบ้านของจำเลย เพื่อไปจับกบที่หนองน้ำสาธารณะผู้ตายจึงมิใช่คนร้ายที่จะมาลักโคของจำเลย ประกอบกับในขณะนั้นก็ ไม่ปรากฏว่าผู้ตายมีพฤติการณ์ใดอันจะเป็นภยันตรายร้ายแรงต่อจำเลย จำเลยย่อมสามารถใช้ปืนยิงขึ้นฟ้า หรือยิงไปทางอื่นเพื่อข่มขู่ได้ ไม่มีความจำเป็นที่จำเลยจะต้องใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายจนถึงแก่ความตาย การกระทำของจำเลยจึงเกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องกระทำเพื่อป้องกัน จำเลยจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๒๘๘ ประกอบมาตรา ๖๙ ซึ่งศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้ ทั้งตามพฤติการณ์แห่งคดีย่อมเห็นได้ว่าความสำคัญผิดของจำเลยดังกล่าวเกิดขึ้นโดยความประมาทของจำเลย เนื่องจากจำเลยมิได้ใช้ความระมัดระวังพิจารณาให้รอบคอบว่าผู้ตายเป็นคนร้ายจริงหรือไม่ จำเลยย่อมมีความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๑ โดยผลของมาตรา ๖๒ วรรคสองด้วย ซึ่งแม้จะเป็นข้อแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่โจทก์กล่าวมาในฟ้อง แต่ต่างกันระหว่างการกระทำความผิดโดยเจตนากับประมาท ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยได้ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๒ วรรคสองและวรรคสาม ประกอบมาตรา ๒๑๕ และมาตรา ๒๒๕ และกรณีนี้เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท จึงต้องลงโทษจำเลยฐานฆ่าผู้อื่นโดยป้องกันเกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องกระทำโดยสำคัญผิด ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ (จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ ประกอบมาตรา ๖๙ และมาตรา ๖๒ วรรคหนึ่ง และมาตรา ๒๙๑ ประกอบมาตรา ๖๒ วรรคสองเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตาม มาตรา ๒๘๘ ประกอบด้วยมาตรา ๖๙ และมาตรา ๖๒ วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐),อาญา,, 75,14,,เจ้าของรวมเอาทรัพย์สินที่เป็นกรรมสิทธิ์รวมขณะอยู่ในความครอบครองของเจ้าของรวมอีกคนหนึ่งไปเป็นของตนฝ่ายเดียวทั้งหมด เป็นความผิดฐานลักทรัพย์หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๐๒/๒๕๖๓ จำเลยกับผู้เสียหายอยู่กินกันโดยมิได้จดทะเบียนสมรส ระหว่างอยู่กินด้วยกันร่วมกันลงทุนประกอบกิจการร้านอินเทอร์เน็ตที่บ้านผู้เสียหาย ทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ระหว่างอยู่กินกันฉันสามีภริยาย่อมเป็นกรรมสิทธิ์รวมโดยแต่ละฝ่ายมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินคนละส่วนเท่า ๆ กัน เมื่อเลิกกันต้องแบ่งกรรมสิทธิ์คนละครึ่ง การที่จำเลยกับพวกขนทรัพย์สินที่เป็นกรรมสิทธิ์รวมขณะอยู่ในความครอบครองของผู้เสียหายไปเป็นของตนฝ่ายเดียวทั้งหมด จึงเป็นการเอาทรัพย์ที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปโดยทุจริต จำเลยมีความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๕ (๗) วรรคแรก (เดิม) ประกอบมาตรา ๓๓๖ ทวิ, ๘๓",อาญา,, 75,14,,ร่วมกันวางแผนสมคบกันเพื่อที่จะกระทำความผิด แต่ขณะกระทำความผิดมิได้อยู่ใกล้กับที่เกิดเหตุในลักษณะที่พร้อมที่จะเข้าช่วยเหลือพวกในขณะกระทำความผิดได้ทันที ดังนี้ จะถือว่าเป็นตัวการในการกระทำความผิดด้วยหรือไม่ ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๙๗๘/๒๕๖๒ จำเลยที่ ๓ ร่วมกันวางแผนสมคบกัน กับจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ กับพวกเพื่อที่จะกระทำความผิดโดยจำเลยที่ ๓ มีส่วนรู้เห็นมาตั้งแต่ต้น แต่ขณะที่จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ กับพวกร่วมกันกระทำความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำเลยที่ ๓ จอดรถรอเพื่อคอยดูเส้นทางให้จำเลยที่ ๔ กับพวกมิได้ร่วมขับรถจักรยานยนต์ไล่ติดตามรถจักรยานยนต์ที่ผู้ตายขับไปก่อเหตุกับจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ กับพวก บริเวณที่จำเลยที่ ๓ จอดรถคอยดูเส้นทางให้ มิได้อยู่ใกล้กับที่เกิดเหตุในลักษณะที่จำเลยที่ ๓ พร้อมที่จะเข้าช่วยเหลือ จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ กับพวกในขณะกระทำความผิดได้ในทันที จึงไม่ใช่เป็นการแบ่งหน้าที่กันทำอันจะเป็นตัวการในการกระทำความผิด ร่วมกับจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ กับพวก การกระทำของจำเลยที่ ๓ เป็นเพียงการช่วยเหลืออำนวยความสะดวกให้จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ กับพวกกระทำความผิด จำเลยที่ ๓ มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๗๖๒/๒๕๖๒ ผู้ที่ร่วมกระทำความผิดด้วยกันที่เรียกว่าตัวการ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ จะต้องเป็นการกระทำความผิดโดยเจตนาระหว่างบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป โดยมีการกระทำร่วมกันในขณะกระทำความผิดและโดยมีเจตนากระทำร่วมกันในขณะกระทำความผิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกระทำร่วมกันในขณะกระทำความผิดต่อชีวิตที่เป็นการแบ่งหน้าที่กันทำนั้นหมายความว่า ก่อนกระทำความผิด บุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปร่วมคบคิดกันวางแผนกระทำความผิดแล้ว ผู้ร่วมกระทำความผิดคนหนึ่งลงมือกระทำการอันเป็นความผิดในตัวเอง ในขณะที่ผู้ร่วมกระทำอีกคนหนึ่งได้ทำหน้าที่อย่างอื่นซึ่งโดยสภาพไม่เป็นความผิดในตัวเอง เช่น คอยดูต้นทางหรือคอยแจ้งสัญญาณ หรือคอยรอรับผู้กระทำความผิดแล้วพาหลบหนี เป็นต้น โดยผู้รับหน้าที่คอยดูต้นทางหรือคอยแจ้งสัญญาณอันตราย หรือคอยรอรับผู้กระทำความผิด ไม่จำต้องอยู่ในที่เดียวกับผู้ลงมือกระทำความผิด แต่ต้องอยู่ในที่ใกล้ชิดกับสถานที่เกิดเหตุเพียงพอที่จะช่วยเหลือผู้ลงมือกระทำความผิดในขณะกระทำความผิดได้ทันท่วงที หากอยู่ห่างไกลจากสถานที่เกิดเหตุมากจนไม่อยู่ในวิสัยที่จะช่วยเหลือผู้ลงมือกระทำความผิดในขณะกระทำความผิดได้ทันท่วงที ก็ไม่ใช่การกระทำร่วมกันในขณะกระทำความผิดที่เป็นการแบ่งหน้าที่กันทำ อันจะถือว่าเป็นตัวการได้ ว. ต้องการฆ่าผู้ตายซึ่งเป็นสามี จึงติดต่อจำเลยที่ ๑ ให้หามือปืนฆ่าผู้ตาย จำเลยที่ ๑ ติดต่อจำเลยที่ ๒ แล้วจำเลยที่ ๒ ติดต่อจ้าง น. น. ชักชวน ส. ให้ร่วมกระทำความผิดด้วย หลังจากนั้นจำเลยที่ ๑ รับอาวุธปืนจาก ว. ไปส่งมอบให้แก่จำเลยที่ ๒ และจำเลยที่ ๒ ส่งมอบให้แก่ น. แล้ว น. และ ส. ร่วมกันใช้อาวุธปืนของกลางยิงผู้ตาย จนถึงแก่ความตาย แสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองมีส่วนร่วมในการกระทำความผิดของ น. และ ว. แต่ขณะที่ น. และ ส. ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย คงมีแต่ ว. อยู่ใกล้ชิดกับสถานที่เกิดเหตุเพียงคนเดียว ส่วนจำเลยทั้งสองไม่ได้อยู่ในที่ใกล้ชิดกับสถานที่เกิดเหตุเพียงพอที่จะช่วยเหลือ น. และ ส. หรืออำนวยความสะดวก หรือมีการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งกับผู้ตาย ขณะที่ น. และ ส. ร่วมกันใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายได้ทันท่วงที และผลแห่งการตายของผู้ตายไม่ได้เกิดจากการกระทำของจำเลยทั้งสองในขณะที่ น. และ ส.กระทำความผิด ถือไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองกระทำการร่วมกันกับ น. และ ส. ในลักษณะที่เป็นการแบ่งหน้าที่กันทำ อันจะถือว่าจำเลยทั้งสองเป็นตัวการด้วย แต่การกระทำดังกล่าวของจำเลยทั้งสองเป็นการก่อให้ น. และ ส. กระทำความผิดด้วยการจ้าง น. และ ส. กระทำความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำเลยทั้งสองจึงเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๔ วรรคแรก ",อาญา,, 75,15,,บุคคลที่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์แต่ยังมิได้จดทะเบียนการได้มา จะยกขึ้นเป็น ข้อต่อสู้ผู้รับจำนองและซื้อที่ดินดังกล่าวมาโดยสุจริตได้หรือไม่ หากมีการจดทะเบียนโอนที่ดินให้แก่บุคคลอื่นอีก การนับระยะเวลาการครอบครองมีหลักเกณฑ์อย่างใด,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๓๒๐/๒๕๖๓ ผู้ร้องไม่ได้นำสืบให้เห็นว่า ว. รับจำนองและซื้อที่ดินพิพาทมาโดยไม่มี ค่าตอบแทนหรือไม่สุจริตแต่ประการใด ว. ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกจึงได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตามประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ว่าเป็นผู้รับจำนองและซื้อที่ดินพิพาทมาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนและ ได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตและได้รับความคุ้มครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๙๙ วรรคสอง ดังนั้น ผู้ร้องย่อมไม่อาจอ้างระยะเวลาการครอบครองยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ ว. บุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสีย ค่าตอบแทนและโดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๙๙ วรรคสอง แม้ต่อมา ว. จะจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่ผู้คัดค้าน และผู้ร้องครอบครองที่ดินพิพาทตลอดมา ก็ตาม แต่เมื่อนับระยะเวลาถึงวันยื่นคำร้องผู้ร้องยังครอบครองที่ดินพิพาท ยังไม่ถึง ๑๐ ปี ผู้ร้องจึงยังไม่ได้กรรมสิทธิ์ ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๔๓๗/๒๕๖๔ เมื่อจำเลยยกเอาการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการ ครอบครองปรปักษ์ที่ยังมิได้จดทะเบียนขึ้นต่อสู้โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิในที่ดินมาโดยเสียค่าตอบแทน และโดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้วไม่ได้ โจทก์จึงมีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่าจำเลย ตามประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๙๙ วรรคสอง เพราะสิทธิของจำเลยขาดช่วงไปตั้งแต่วันที่โจทก์ซื้อและ รับโอนที่ดินมาโดยสุจริตแล้ว การครอบครองปรปักษ์ที่ดินพิพาทของจำเลยต้องเริ่มใหม่นับแต่โจทก์เป็นเจ้าของ กรรมสิทธิ์ ซึ่งนับถึงวันที่จำเลยฟ้องแย้งยังไม่ถึง ๑๐ ปี จำเลยไม่ได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๘๒",แพ่ง,, 75,15,,หนี้ที่ประกันขาดอายุความ ผู้รับจำนองมีสิทธิบังคับเอาแก่ทรัพย์สินที่จำนองหรือทรัพย์สินอื่นได้ด้วย หรือไม่ หากสัญญาจำนองระบุให้เจ้าหนี้มีสิทธิยึดทรัพย์สินอื่นของลูกหนี้มาชำระหนี้ได้ ในกรณีที่ทรัพย์สิน ที่จำนองไม่พอชำระหนี้,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๓๐๖/๒๕๖๔ ธนาคารโจทก์เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติธนาคารอิสลามแห่ง ประเทศไทย พ.ศ.๒๕๕๕ มาตรา ๕ ความประสงค์ของโจทก์แสดงออกโดยผู้แทนของโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ มาตรา ๗๐ วรรคสอง จ. เป็นลูกค้าของโจทก์สาขาสำนักอโศกต้องถือว่าผู้จัดการโจทก์สาขาสำนักอโศก เป็นผู้แทนของโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับหนี้สินระหว่างโจทก์กับ จ. การที่จำเลยมีหนังสือแจ้งให้ผู้จัดการโจทก์ สาขาสำนักอโศกทราบถึงการตายของ จ. โดย ส. ผู้ช่วยผู้จัดการบริหารสาขาธุรกิจและการตลาด ทำงานอยู่กับ โจทก์สาขาสำนักอโศกลงลายมือชื่อรับหนังสือเมื่อวันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๖๐ ต้องถือว่าโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ รู้ถึงความตายของ จ. ตั้งแต่วันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๖๐ แล้วด้วย เมื่อนับถึงวันฟ้องเกินกำหนด ๑ ปี ฟ้องโจทก์ ในมูลหนี้ตามสัญญาสินเชื่อขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๕๔ วรรคสาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๕๔ วรรคสาม บัญญัติยกเว้นไว้มิให้ใช้บังคับแก่กรณี สิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้ผู้รับจำนองตามมาตรา ๑๙๓/๒๗ ซึ่งยังคงมีสิทธิบังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนอง แม้ว่าสิทธิเรียกร้องส่วนที่เป็นประธานจะขาดอายุความแล้วก็ตาม แต่จะใช้สิทธินั้นบังคับให้ชำระดอกเบี้ยที่ค้าง ย้อนหลังเกิน ๕ ปีขึ้นไปไม่ได้ และตามมาตรา ๗๔๕ ก็บัญญัติให้ผู้รับจำนองจะบังคับจำนอง แม้เมื่อหนี้ที่ประกันนั้น ขาดอายุความแล้วก็ได้ แต่จะบังคับเอาดอกเบี้ยที่ค้างชำระในการจำนองเกินกว่า ๕ ปีไม่ได้ แม้หนี้ตามสัญญา สินเชื่ออันเป็นประธานจะขาดอายุความ โจทก์ในฐานะผู้รับจำนองย่อมมีสิทธิบังคับเอาแก่ทรัพย์สินที่จำนองได้ แต่จะบังคับเอาดอกเบี้ยที่ค้างชำระในการจำนองเกินกว่า ๕ ปี ไม่ได้ กฎหมายแม้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้มีสิทธิที่จะให้ชำระหนี้ของตนจากทรัพย์สินของลูกหนี้จนสิ้นเชิงตามประมวล ในฐานะผู้จัดการมรดกของ จ. ชำระหนี้จากทรัพย์สินในกองมรดกของ จ. ได้ แม้หนี้ตามสัญญาสินเชื่อซึ่งเป็น หนี้ประธานจะขาดอายุความแล้ว แต่คงบังคับได้เฉพาะทรัพย์สินที่จำนอง หาอาจบังคับถึงทรัพย์สินอื่นในกองมรดก ของ จ. ได้ด้วยไม่ แม้สัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันจะมีข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองระบุให้เจ้าหนี้มีสิทธิ ยึดทรัพย์สินอื่นของลูกหนี้มาชำระหนี้ได้ กรณีที่ทรัพย์สินที่จำนองไม่พอชำระหนี้ก็ตาม เพราะเมื่อหนี้ตามสัญญาสินเชื่อ ซึ่งเป็นหนี้ประธานขาดอายุความแล้วทรัพย์สินอื่นในกองมรดกของ จ. ย่อมไม่ตกอยู่ในความรับผิดทางแพ่งอีกต่อไป,แพ่ง,, 75,15,,ลงลายมือชื่อของบุคคลอื่นในเอกสารเพื่อขอคืนภาษีแล้วนำไปยื่นต่อเจ้าหน้าที่จนกระทั่งได้รับเงินคืนภาษี โดยเจ้าของลายมือชื่อยินยอม จะเป็นความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารปลอมหรือไม่ ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๙๕๗/๒๕๖๓ จำเลยที่ ๑ ลงลายมือชื่อโจทก์ร่วมที่ ๒ และประทับตราสำคัญของโจทก์ร่วมที่ ๑ ในช่องผู้มอบฉันทะ (ผู้ขอคืน) ในหนังสือแจ้งคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม ภ.พ.๗๒ และลงลายมือชื่อโจทก์ร่วมที่ ๒ ในเอกสารประกอบเพื่อขอรับคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่ม อันได้แก่ หนังสือมอบอำนาจ สำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคลของโจทก์ร่วมที่ ๑ สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของโจทก์ร่วมที่ ๒ รวม ๘ ชุด ซึ่งในกรณีเกี่ยวกับลายมือชื่อนั้น ไม่มีกฎหมายให้อำนาจลงลายมือชื่อแทนกันได้แม้เจ้าของลายมือชื่ออนุญาตหรือให้ความยินยอมก็ลงลายมือชื่อแทนไม่ได้ ดังนั้น ที่จำเลยที่ ๑ ลงลายมือชื่อโจทก์ร่วมที่ ๒ ในเอกสารจึงเป็นการลงลายมือชื่อปลอมในเอกสารดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๔ จำเลยที่ ๑ ปลอมเอกสารโดยความยินยอมของโจทก์ร่วมทั้งสอง โจทก์ร่วมทั้งสองจึงไม่อยู่ฐานะที่จะได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลยที่ ๑ โจทก์ร่วมทั้งสองมิใช่ผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒ (๔) อันจะมีอำนาจยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๐ ได้ จำเลยที่ ๑ ปลอมเอกสารและนำเอกสารปลอมดังกล่าวไปใช้แสดงต่อ อ. เจ้าหน้าที่สรรพากรผู้มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการในส่วนการคืนภาษีมูลค่าเพิ่มจนกระทั่งได้รับเงินคืนภาษีมูลค่าเพิ่มไปแล้วเช่นนี้ย่อมก่อให้เกิดความเสียหายแก่ อ. เจ้าหน้าที่สรรพากรผู้ดำเนินการดังกล่าวและกรมสรรพากร จำเลยที่ ๑ จึงมีความผิดฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม ความผิดฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๔ และ ๒๖๘ เป็นความผิดอาญาแผ่นดินไม่ใช่ความผิดต่อส่วนตัว แม้โจทก์ร่วมทั้งสองไม่ใช่ผู้เสียหายตามกฎหมาย พนักงานสอบสวนก็มีอำนาจสอบสวนได้โดยไม่ต้องมีคำร้องทุกข์และพนักงานอัยการโจทก์มีอำนาจฟ้อง ,อาญา,, 75,15,,ผู้กู้มอบรถยนต์ให้แก่ผู้ให้กู้ยึดถือไว้เป็นประกันการชำระหนี้ ต่อมาไม่สามารถตกลงเรื่องยอดหนี้กันได้ การที่ผู้ให้กู้ยึดรถยนต์ไว้ไม่คืนให้ผู้กู้ จะเป็นความผิดฐานยักยอกหรือไม่ ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๐๒๕/๒๕๖๓ โจทก์ร่วมมอบรถยนต์ของโจทก์ร่วมให้แก่จำเลยยึดถือไว้เป็นประกันการชำระหนี้ที่โจทก์ร่วมยืมไปชำระค่าซ่อมรถยนต์ การที่โจทก์ร่วมส่งมอบทรัพย์สินดังกล่าวให้แก่จำเลยในทันทีเพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ย่อมเข้าลักษณะเป็นการจำนำตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๔๗ จำเลยผู้รับจำนำชอบที่จะยึดทรัพย์จำนำไว้ได้ทั้งหมดจนกว่าจะได้รับชำระหนี้และค่าอุปกรณ์ครบถ้วนตามมาตรา ๗๕๘ การที่จำเลยยึดรถยนต์ของโจทก์ร่วมไว้โดยยังไม่สามารถตกลงเรื่องยอดหนี้กันได้นั้น จึงเป็นเรื่องผิดสัญญาในทางแพ่ง ที่โจทก์ร่วมจะต้องฟ้องร้องขอให้รับชำระหนี้จำนำหรือเรียกทรัพย์สินคืนจากจำเลยเท่านั้น ไม่เป็นความผิดฐานยักยอก จำเลยจึงไม่จำต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วม แต่เป็นเรื่องที่จะต้องไปว่ากล่าวกันทางแพ่งต่อไป ,อาญา,, 75,16,,ขับรถจักรยานยนต์ประกบด้านข้างรถจักรยานยนต์ของผู้อื่น พร้อมกับตึงแขนเสื้อและพูดให้ส่งทรัพย์สินให้จนรถจักรยานยนต์ล้มลง ผู้เสียหายลุกขึ้นจะวิ่งหนี คนร้ายกอดผู้เสียหายจากทางด้านหลังคลำหากระเป๋าสตางค์ที่ตัวผู้เสียหาย ผู้เสียหายกลัวจึงส่งกระเป๋าให้ไป ดังนี้ เป็นความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์หรือชิงทรัพย์ ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๒๑๒/๒๕๖๓ จำเลยขับรถจักรยานยนต์ประกบด้านข้างรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหาย จำเลยใช้มือตึงแขนเสื้อของผู้เสียหายพร้อมพูดว่า “มีเงิน มีทอง มีของมีค่า เอามาให้หมด” ผู้เสียหายปล่อยมือจากคันบังคับทำให้รถจักรยานยนต์เสียหลักล้มลง ส่วนรถจักรยานยนต์ของจำเลยก็ล้มลงด้วย ผู้เสียหายลุกขึ้นวิ่งหลบหนี แต่จำเลยลุกขึ้นมากอดผู้เสียหายจากทางด้านหลังและคลำหากระเป๋าสตางค์ที่ตัวผู้เสียหาย ผู้เสียหายไม่กล้าขัดขืนจึงส่งกระเป๋าผ้าซึ่งมีเงินอยู่ ๕๐๐ บาท ให้แก่จำเลยไป แม้จำเลยจะมิได้ใช้อาวุธและไม่มีเจตนาทำให้ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บ แต่การที่จำเลยขับรถจักรยานยนต์ประกบผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้หญิงในเวลากลางคืนพร้อมกับตึงแขนเสื้อผู้เสียหายและพูดให้ผู้เสียหายส่งทรัพย์สินให้เช่นนั้น ถือได้ว่าเป็นการข่มขู่คุกคามผู้เสียหายให้เกิดความกลัวอยู่ในตัวแล้วว่าจำเลยจะใช้กำลังประทุษร้ายหากผู้เสียหายไม่ยอมมอบทรัพย์สินให้ จำเลยหาจำต้องพูดให้ชัดเจนลงไปว่าจะทำร้ายผู้เสียหายหากไม่ส่งมอบทรัพย์สินให้แต่อย่างใดไม่ และการที่จำเลยตึงแขนเสื้อผู้เสียหายในสถานการณ์ที่รถจักรยานยนต์ประกบตีคู่กันอยู่เช่นนั้น จำเลยย่อมเล็งเห็นได้ว่าผู้เสียหายซึ่งอยู่ในภาวะตกใจอาจไม่สามารถควบคุมรถจักรยานยนต์และเสียหลักล้มลงเป็นเหตุให้รับบาดเจ็บได้ กรณีจึงหาใช่เป็นเพียงอุบัติเหตุ นอกจากนั้น เมื่อผู้เสียหายกำลังจะวิ่งหนี จำเลยก็ใช้กำลังกายเข้ากอดรัดผู้เสียหายจากทางด้านหลังไว้แล้วค้นหาทรัพย์สินในตัวผู้เสียหายอันเป็นการใช้กำลังประทุษร้ายผู้เสียหายอีก การที่จำเลยลักทรัพย์เอากระเป๋าผ้าใส่เงินของผู้เสียหายไป โดยพฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่ามีการใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายอันเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๙ แล้ว หาใช่เป็นเพียงการวิ่งราวทรัพย์ไม่ ,อาญา,, 75,16,,ลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ เมื่อเจ้าหนี้มาทวงถามกลับให้ลูกจ้างบอกเจ้าหนี้ว่าไม่อยู่ เจ้าหนี้จะอ้างเหตุบันดาลโทสะกล่าวข้อความหมิ่นประมาทลูกหนี้ต่อหน้าลูกจ้างของลูกหนี้ได้หรือไม่ ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๗๕๗/๒๕๖๔ จำเลยทั้งสองไปหาโจทก์ที่บ้านเพื่อทวงถามหนี้ซึ่งโจทก์กู้ยืมไปและยังไม่ชำระ แต่โจทก์กลับให้ลูกจ้างบอกจำเลยทั้งสองว่าโจทก์ไม่อยู่ทำให้จำเลยทั้งสองโมโหและกล่าวข้อความต่อหน้าลูกจ้างของโจทก์ การกระทำของจำเลยทั้งสองย่อมเล็งเห็นได้ว่า ข้อความที่กล่าวต่อหน้าลูกจ้างของโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลที่สามนั้นเป็นการใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่สามซึ่งอาจทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โดยข้อความดังกล่าวทำให้บุคคลที่ได้ยินได้ฟังเข้าใจว่าโจทก์เป็นคนขี้โกง เป็นหนี้แล้วไม่ยอมชดใช้ แม้จะเป็นการกระทำไปด้วยอารมณ์แต่ก็ต้องถือว่าจำเลยทั้งสองกระทำโดยเจตนา เมื่อข้อความที่จำเลยทั้งสองกล่าวทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชังจากผู้ที่ได้ยินได้ฟัง การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดฐานร่วมกันหมิ่นประมาทโจทก์ การที่โจทก์กู้ยืมเงินจำเลยทั้งสองไปและยังไม่ชำระ กับให้ลูกจ้างบอกจำเลยทั้งสองว่าโจทก์ไม่อยู่แม้จะเป็นเหตุให้จำเลยทั้งสองโกรธและกล่าวข้อความนั้นก็ตาม แต่จำเลยทั้งสองก็ชอบที่จะต้องดำเนินการใช้สิทธิตามขั้นตอนของกฎหมาย อีกทั้งการกระทำของโจทก์ที่ไม่ชำระหนี้ให้แก่จำเลยทั้งสอง แม้จะเป็นพฤติกรรมของลูกหนี้ที่ไม่สมควรกระทำ แต่ก็ยังไม่ถึงขนาดที่จะถือว่าเป็นการข่มเหงจำเลยทั้งสองอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๒ อันจะเป็นเหตุให้บันดาลโทสะได้ ,อาญา,, 75,16,,เจ้าพนักงานตำรวจมีหน้าที่โดยตรงในการควบคุมและดูแลความปลอดภัยของผู้ต้องหาแต่ไม่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ โดยปราศจากเหตุอันสมควร หากเกิดเพลิงไหม้ที่ห้องควบคุมผู้ต้องหาทำให้ผู้ต้องหาถึงแก่ความตาย จะมีความผิคฐานประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายหรือไม่ ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๕๘๑/๒๕๖๑ จำเลยที่ ๓ เป็นเจ้าหน้าที่ควบคุมผู้ต้องหาปฏิบัติหน้าที่เป็นสิบเวร มีหน้าที่โดยตรงในการควบคุมและดูแลความปลอดภัยของผู้ต้องหาแต่ไม่อยู่ปฏิบัติหน้าที่โดยปราศจากเหตุอันสมควร เป็นการกระทำโดยงดเว้นการที่จักต้องกระทำเพื่อป้องกันผล คือ อันตรายที่อาจเกิดขึ้นแก่ชีวิตของผู้ต้องหา เมื่อจำเลยที่ ๓ กระทำโดยปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นจักต้องมีตามภาวะวิสัยและพฤติการณ์ และจำเลยที่ ๓ อาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้ แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่ การกระทำของจำเลยที่ ๓ เป็นการกระทำโดยประมาท แม้มีเหตุเพลิงไหม้ทำให้เกิดผลคือความตายของผู้ตายด้วย แต่ก็ไม่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำโดยประมาทของจำเลยที่ ๓ และผลคือความตายของผู้ตายขาดตอนลง เพราะถ้าจำเลยที่ ๓ อยู่ปฏิบัติหน้าที่ย่อมช่วยเหลือผู้ตายได้ทันเนื่องจากห้องทำงานของจำเลยที่ ๓ อยู่หน้าห้องขังเยาวชนและติดกับห้องขังหญิง ซึ่งขณะนั้นใช้ควบคุมผู้ตายรวมทั้งผู้ตายคนอื่น ผลคือความตายของผู้ตายก็จะไม่เกิดขึ้น ความตายของผู้ตายเป็นผลโดยตรงจากการกระทำโดยประมาทของจำเลยที่ ๓ จำเลยที่ ๓ มีความผิดฐานประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๙๑ ,อาญา,, 75,16,,ใช้ถุงพลาสติกซึ่งไม่มีช่องอากาศครอบศีรษะผู้อื่นแล้วใช้เทปกาวพันรอบถุงบริเวณรอบลำคอ จะถือว่ามีเจตนาฆ่าหรือไม่ และจะอ้างว่ากระทำความผิดโดยบันดาลโทสะได้หรือไม่ ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๓๓๒/๒๕๖๐ จำเลยใช้ถุงพลาสติกซึ่งไม่มีช่องอากาศครอบศีรษะผู้ตาย แล้วใช้เทป กาวพันรอบถุงบริเวณรอบลำคอผู้ตาย แม้จำเลยมิได้ประสงค์จะให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย แต่จำเลยก็ย่อมเล็งเห็นผลได้ว่าการกระทำดังกล่าวจะทำให้ผู้ตายขาดอากาศหายใจและถึงแก่ความตายได้ จึงถือได้ว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้ตายแล้ว เมื่อการกระทำของจำเลยเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย จำเลยจึงมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่น การที่จำเลยจะอ้างว่ากระทำความผิดโดยบันดาลโทสะได้นั้นจะต้องปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยถูกผู้ตายข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมก่อน และต้องเป็นการกระทำความผิดในขณะที่ถูกผู้ตายข่มเหงด้วย ก่อนเกิดเหตุจำเลยกับผู้ตายมีปากเสียงทะเลาะกันในขณะที่จำเลยขับรถยนต์มากับผู้ตาย แม้จำเลยอ้างว่าผู้ตายทุบตีและถีบจำเลยจนทำให้รถยนต์เสียหลักไปชนกับขอบทางด่วน แต่สาเหตุที่ผู้ตายกระทำต่อจำเลยเกิดจากจำเลยหลอกลวงให้ผู้ตายไปพบเพื่อดูรถยนต์ที่จะนำมาตีใช้หนี้ให้แก่ผู้ตายซึ่งจำเลยมีส่วนผิดอยู่ด้วย เมื่อจำเลยใช้เข็มขัดพลาสติกรัดสายไฟมัดมือมัดเท้า ใช้เทปปิดปากผู้ตาย และถอดเสื้อผ้าของผู้ตายออกทิ้งไปแล้ว ผู้ตายย่อมไม่อาจกระทำการอันเป็นการข่มเหงจำเลยอย่างร้ายแรงต่อไปได้ การที่จำเลยยังคงใช้ถุงพลาสติกคลุมศีรษะผู้ตายและใช้เทปมัดถุงพลาสติกรอบคอผู้ตายจนแน่นโดยอ้างว่ายังคงได้ยินเสียงผู้ตายด่าทอและข่มขู่จะทำร้ายภริยาและบุตรของจำเลย จนทำให้ผู้ตายขาดอากาศหายใจและถึงแก่ความตายในเวลาต่อมานั้น ย่อมไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดในขณะที่ถูกผู้ตายข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นกระทำความผิดโดยบันดาลโทสะ ,อาญา,, 75,16,,ผู้เสียหายมอบเงินให้อยู่ในความครอบครองของจำเลยแล้ว จำเลยวางแผนให้พวกจำเลยมาแย่งเอาเงินไปในระหว่างเดินทางไปธนาคารเป็นความผิดฐานใด ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๑๑๖/๒๕๖๐ ผู้เสียหายประกอบกิจการร้าน ซ. จำเลยเป็นพนักงานของผู้เสียหาย มีหน้าที่ดูแลกิจการในร้าน ซ. และนำเงินรายได้ของร้านไปฝากธนาคารโดยเมื่อพนักงานของร้านขายสินค้าได้แล้ว จะนำเงินที่ได้รับจากลูกค้าใส่ซองหย่อนลงไปในตู้นิรภัยของร้าน ซึ่งจำเลยเป็นผู้ถือกุญแจตู้นิรภัยเพียงคนเดียวและไม่มีสิทธินำเงินรายได้ดังกล่าวไปใช้ส่วนตัว เวลาประมาณ ๑๓ นาฬิกาของทุกวัน จำเลยต้องนำกุญแจไปไขตู้นิรภัย นำเงินรายได้ของร้านออกมาแล้วไปตรวจนับต่อหน้า ส. และ ท. เมื่อทราบจำนวนเงินรายได้แล้ว ส. จะเขียนใบนำฝากเงิน และมอบสมุดบัญชีของตนเองให้จำเลย จากนั้นจำเลยจะขับรถยนต์นำเงินพร้อมสมุดบัญชีและนำฝากไปฝากเงินที่ธนาคาร วันรุ่งขึ้นจำเลยต้องนำใบรับฝากเงินที่มีตราประทับจากธนาคารส่งคืนให้แก่ผู้เสียหายเพื่อตรวจสอบยอดเงินที่นำไปฝากธนาคารว่าครบถ้วนหรือไม่ วันเกิดเหตุ ธ. บุตรของ ท. ได้ร่วมตรวจนับเงินกับจำเลยแล้วมอบเงินจำนวน ๓๐๐,๐๐๐ บาท ให้จำเลยนำไปฝากธนาคาร หลังจากนั้นจำเลยร่วมกับพวกเอาเงินนั้นไป การที่จำเลยใช้กุญแจไขตู้นิรภัยนำเงินรายได้ของร้าน ซ. ออกมาแล้วนำไปตรวจนับต่อหน้า ส. และ ท. เป็นเพียงการทำงานในหน้าที่ดูแลเงินชั่วคราวเท่านั้น หาใช่เป็นเรื่องที่ผู้เสียหายได้มอบการครอบครองเงินให้แก่จำเลยโดยเด็ดขาดไม่ ดังนี้ ขณะนั้นจำเลยจึงไม่ใช่ผู้ครอบครองเงินของผู้เสียหาย แต่เมื่อจำเลยเอาเงินจำนวน ๓๐๐,๐๐๐ บาทของผู้เสียหายไปหลังจากที่ผู้เสียหายตรวจสอบแล้วมอบให้จำเลยนำไปฝากเข้าบัญชีของผู้เสียหายที่ธนาคาร กรณีจึงถือได้ว่าขณะนั้นผู้เสียหายได้มอบเงินจำนวนดังกล่าวให้อยู่ในความครอบครองของจำเลยแล้วเพราะจำเลยต้องถือและรักษาเงินจำนวนนั้นจนกระทั่งนำไปฝากเข้าบัญชีของผู้เสียหายที่ธนาคารให้เรียบร้อย การที่จำเลยวางแผนให้พวกจำเลยมาแย่งเอาเงินไปในระหว่างเดินทางไปธนาคารจึงเป็นความผิดฐานยักยอก เมื่อความผิดฐานดังกล่าวเป็นความผิดอันยอมความได้ และผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์แล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์จึงระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๙ (๒) ",อาญา,, 74,1,,ขึงเส้นลวดเป็นแนวรั้วแล้วปล่อยกระแไฟฟ้าเพื่อป้องกันมิให้มีคนมาลักใบพืชกระท่อม ต่อมามีคนร้าย ลักลอบเข้าไปลักใบพืชกระท่อมสัมผัสแนวรั้วถูกกระแสไฟฟ้าช็อตถึงแก่ความตาย ดังนี้ เป็นความผิดฐานใด ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๖/๒๕๖๓ จำเลยขึงแนวรั้วไฟฟ้าห่างจากต้นพืชกระท่อมประมาณ ๕ เมตร ก่อนจะ ถึงแนวรั้วไฟฟ้าได้วางตะปูตอกไม้หงายไว้เพื่อป้องกันคนเข้ามาลักทรัพย์ในบริเวณอาณาเขตบ้านของจำเลย แสดง ให้เห็นได้ว่าจำเลยมีเจตนาให้กระแสไฟฟ้าทำร้ายร่างกายคนที่มาสัมผัสแนวรั้วไฟฟ้าดังกล่าว แม้ว่าการปล่อย กระแสไฟฟ้าเข้าสู่เส้นลวดของกลางขนาดแรงดัน ๒๒๐ โวลต์ จะทำให้แรงดันกระแสไฟฟ้าในเส้นลวดของกลาง ลดลงเหลือแรงดันประมาณ ๑๑๐ ถึง ๑๕๐ โวลต์ หากคนไปสัมผัสเส้นลวดของกลางจะถูกกระแสไฟฟ้าช็อต แต่ไม่ถึงแก่ความตายในทันที ต้องใช้เวลานานประมาณ ๑๐ ถึง ๒๐ นาที จึงจะถึงแก่ความตาย แต่เนื่องจาก ก่อนเกิดเหตุมีฝนตกลงมาหนักมากทำให้พื้นดินบริเวณที่เกิดเหตุเปียกขึ้นชุ่มน้ำ จึงเป็นตัวนำกระแสไฟฟ้าผ่านลงดิน ได้เป็นอย่างดี เป็นเหตุให้ผู้ตายทั้งสามซึ่งลักลอบเข้าไปลักใบต้นพืชกระท่อมที่ปลูกไว้หลังบ้านของจำเลย สัมผัสแนวรั้วที่จำเลยขึงกั้นไว้ถูกกระแสไฟฟ้าช็อตถึงแก่ความตาย การกระทำของจำเลยจึงเป็นเพียงมีเจตนา ทำร้ายผู้ตายทั้งสาม มิได้มีเจตนาฆ่าแต่การกระทำนั้นเป็นเหตุทำให้ผู้ตายทั้งสามถึงแก่ความตาย จำเลยจึงเส้นลวดของกลางเป็นแนวรั้วล้อมบริเวณต้นพืชกระท่อมแล้วปล่อยกระแสไฟฟ้าขนาดแรงดัน ๒๒๐ โวลด์ เข้าสู่แนวรั้ว แม้ว่าการกระทำของผู้ตายทั้งสามถือว่าเป็นการประทุษร้ายอันเป็นละเมิดต่อกฎหมาย และต่อทรัพย์สินของจำเลย ซึ่งจำเลยมีสิทธิที่จะป้องกันทรัพย์สินของตนได้ก็ตาม แต่พฤติการณ์ที่จำเลย ปล่อยกระแสไฟฟ้าขนาดแรงดันสูงถึง ๒๒๐ โวลต์ ไปตามเส้นลวดของกลางที่ขึงเป็นแนวรั้วโดยไม่มีฉนวนหุ้มนั้น แม้โดยสภาพจะไม่ทำให้ผู้สัมผัสเส้นลวดที่มีกระแสไฟฟ้าอยู่ถึงแก่ความตายในทันที แต่ก็สามารถทำให้ได้รับ บาดเจ็บเป็นอันตรายแก่กายหรือสาหัสได้ และหากถูกกระแสไฟฟ้าช็อตเป็นเวลานานย่อมเป็นอันตรายร้ายแรง ถึงแก่ชีวิตได้ อีกทั้งบริเวณหลังบ้านเกิดเหตุที่ผู้ตายทั้งสามนอนตายอยู่นั้น มีกิ่งต้นพืชกระท่อมถูกตัดลงมาบางส่วน เท่านั้น ไม่ปรากฏว่ามีทรัพย์สินอื่นของจำเลยอยู่ในบริเวณดังกล่าว แสดงให้เห็นว่าผู้ตายทั้งสามมีจุดมุ่งหมาย ที่จะเข้าไปในอาณาเขตบ้านของจำเลยเพื่อลักเอาใบพืชกระท่อมของจำเลยไปเท่านั้น ทรัพย์ที่จำเลยมีสิทธิ กระทำการป้องกันเป็นเพียงต้นพืชกระท่อม ซึ่งเป็นสิ่งผิดกฎหมาย เนื่องจากเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท ๕ ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.๒๕๒๒ ไม่ใช่ทรัพย์ที่จำเป็นจะต้องดูแลป้องกันถึงขนาดสร้างแนวรั้ว ไฟฟ้าขนาด ๒๐๐ โวลด์ เช่นนี้ การกระทำดังกล่าวจึงเกินสมควรแก่เหตุ หรือเกินกว่ากรณีแห่งความจำเป็น หรือเกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องกระทำเพื่อป้องกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๖๙ จำเลยยังคงมีความผิด ฐานทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๐ วรรคแรก ประกอบ มาตรา ๖๙ ซึ่งศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้ ,อาญา,, 74,1,,ปลอมลายมือชื่อของเจ้าของบัตรประจำตัวประชาชนเพื่อรับรองสำเนาถูกต้องแล้วนำไปใช้เป็น ความผิดฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารราชการปลอมหรือไม่ ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๖๐/๒๕๖๓ จำเลยทั้งสองเพียงแต่ปลอมลายมือชื่อของผู้เสียหายที่ ๑ ลงในสำเนา บัตรประจำตัวประชาชนที่แท้จริงของผู้เสียหายที่ ๑ (เพื่อรับรองความถูกต้อง) โดยไม่มีการเติมหรือตัดทอน ข้อความหรือแก้ไขสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนให้แตกต่างไปจากสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนนี้แต่ อย่างใด สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนดังกล่าวยังคงเป็นเอกสารที่แท้จริง การปลอมลายมือชื่อผู้เสียหายที่ ๑ ลง ในสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนจึงเป็นเพียงการปลอมเอกสารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๔ วรรคแรก (เดิม) เท่านั้น เมื่อจำเลยทั้งสองใช้สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้เสียหายที่ ๑ ดังกล่าว จึงไม่เป็นความผิดฐานใช้ เอกสารราชการปลอมคงมีความผิดฐานใช้เอกสารปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๘ วรรคแรก ประกอบมาตรา ๒๖๔ วรรคแรก (เดิม) ซึ่งจำเลยทั้งสองเป็นผู้ร่วมกันปลอมและใช้เอกสารปลอม จึงต้องลงโทษฐาน ร่วมกันใช้เอกสารปลอมแต่กระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๘ วรรคสอง ,อาญา,, 74,1,,เจ้าของรวมเอาทรัพย์สินที่เป็นกรรมสิทธิ์รวมขณะอยู่ในความครอบครองของเจ้าของรวมอีกคนหนึ่ง ไปเป็นของตนฝ่ายเดียวทั้งหมด เป็นความผิดฐานลักทรัพย์หรือไม่ ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๐๒/๒๕๖๓ จำเลยกับผู้เสียหายอยู่กินกันโดยมิได้จดทะเบียนสมรส ระหว่างอยู่กิน ด้วยกันร่วมกันลงทุนประกอบกิจการร้านอินเทอร์เน็ตที่บ้านผู้เสียหาย ทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ระหว่างอยู่กินกัน ฉันสามีภริยาย่อมเป็นกรรมสิทธิ์รวม โดยแต่ละฝ่ายมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินคนละส่วนเท่าๆ กัน เมื่อเลิกกันต้อง แบ่งกรรมสิทธิ์คนละครึ่ง การที่จำเลยกับพวกขนทรัพย์สินที่เป็นกรรมสิทธิ์รวม ขณะอยู่ในความครอบครองของผู้เสียหาย ไปเป็นของตนฝ่ายเดียวทั้งหมด จึงเป็นการเอาทรัพย์ที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปโดยทุจริต จำเลยมีความผิด ฐานร่วมกันลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๕ (๗) วรรคแรก (เดิม) ประกอบมาตรา ๓๓๖ ทวิ, ๘๓ ",อาญา,, 74,1,,จำเลยนำทรัพย์พิพาทมาตีใช้หนี้โจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ต่อมาศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็น ผลให้หนี้ที่จำเลยต้องชำระแก่โจทก์ไม่มีอยู่อีกต่อไป การที่จำเลยเอาทรัพย์พิพาทไปจะเป็นความผิดฐาน ลักทรัพย์หรือยักยอกหรือไม่ ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๒๕๓/๒๕๖๓ ศาลฎีกามีคำพิพากษาแก้คำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองที่ให้ขับไล่ บริษัท บ. ออกไปจากที่ดินและให้ชำระค่าเสียหายกับค่าขาดประโยชน์แก่โจทก์ หนี้ที่บริษัท บ. จะต้องชำระ แก่โจทก์ตามคำพิพากษาจึงไม่มีอยู่อีกต่อไป โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิบังคับคดีทั้งขับไล่และบังคับชำระหนี้ค่าเสียหาย กับค่าขาดประโยชน์แก่บริษัท บ. การที่บริษัท บ. และจำเลยนำทรัพย์พิพาทมาตีใช้หนี้แก่โจทก์ซึ่งเป็นผลสืบเนื่อง จากโจทก์บังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ซึ่งถูกแก้โดยคำพิพากษาศาลฎีกาแล้ว สิทธิของโจทก์ เหนือทรัพย์พิพาทที่นำมาใช้หนี้เป็นอันสิ้นผลไปด้วย การที่จำเลยเอาทรัพย์พิพาทไปจึงไม่เป็นความผิดฐานยักยอกหรือลักทรัพย์ตามฟ้อง ,อาญา,, 74,1,,ธนาคารใช้เงินตามเช็คที่ลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายเช็คเป็นลายมือปลอม ธนาคารจะอ้างผู้สั่งจ่ายไม่ระมัดระวัง ในการดูแลรักษาแบบพิมพ์เช็คอย่างวิญญูชนที่พึงกระทำ และไม่ใช้ความระมัดระวังตรวจสอบจำนวนเช็คและ ใบแจ้งหนี้ที่ธนาคารส่งให้ตรวจสอบทุกๆ เดือน มาเป็นข้อต่อสู้เพื่อปฏิเสธความรับผิดตามเช็คได้หรือไม่ ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๐๒/๒๕๖๓ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๐๐๘ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า เมื่อใดลายมือชื่อในตั๋วเงิน เป็นลายมือปลอมก็ดี....ท่านว่าลายมือชื่อปลอม....เช่นนั้นเป็นอันใช้ไม่ได้เลย ใครจะอ้างอิงอาศัยแสวงสิทธิอย่างหนึ่ง อย่างใด....เพื่อบังคับการใช้เงินเอาแก่คู่สัญญาแห่งตัวนั้นคนใดคนหนึ่งก็ดี ท่านว่าไม่อาจจะทำได้เป็นอันขาด ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวเป็นการห้ามในการจะบังคับการใช้เงินเอาแก่คู่สัญญาแห่งตัวนั้นหากลายมือชื่อในตั๋วเงินเป็น ลายมือชื่อปลอม แต่ยังคงมีข้อยกเว้นว่า เว้นแต่คู่สัญญาฝ่ายซึ่ง...ถูกบังคับใช้เงินนั้นจะอยู่ในฐานเป็นผู้ต้องตัดบทมิ ให้ยกข้อลายมือชื่อปลอม...นั้นขึ้นเป็นข้อต่อสู้ ซึ่งข้อยกเว้นกรณีการอยู่ในฐานเป็นผู้ต้องตัดบทมิให้ยกข้อลายมือชื่อ ปลอมขึ้นเป็นข้อต่อสู้นั้น อาจเป็นกรณีที่เจ้าของลายมือชื่อที่ถูกปลอมได้แสดงกิริยาอย่างหนึ่งอย่างใดให้ คนภายนอกหลงเชื่อว่าลายมือชื่อที่ลงในตั๋วเงินนั้นเป็นลายมือชื่อที่แท้จริงของตน เป็นเหตุให้บุคคลภายนอกนั้นทำ การไปโดยหลงเชื่อตามที่เจ้าของชื่อแสดงออกมาจนอาจเป็นที่เสียหายแก่เขา เจ้าของลายมือชื่อที่ถูกปลอมจะไป อ้างในภายหลังว่าลายมือชื่อนั้นปลอมให้เป็นการเสียหายแก่เขาไม่ได้ การที่โจทก์ไม่ระมัดระวังในการดูแลรักษาแบบพิมพ์เช็คพิพาทอย่างวิญญูชนที่พึงกระทำ และโจทก์ไม่ใช้ ความระมัดระวังตรวจสอบจำนวนเช็คและใบแจ้งหนี้ที่จำเลยที่ ๑๐ (ธนาคาร) ส่งให้ตรวจสอบทุก ๆ เดือน นั้น เป็นเพียงการไม่ใส่ใจในความเสียหายของตนเองที่อาจมีขึ้นจากการไม่ใช้ความระมัดระวังและตรวจสอบในเรื่อง ดังกล่าว ซึ่งมิใช่การแสดงกริยาอย่างหนึ่งอย่างใดโดยตรงต่อพนักงานของจำเลยที่ ๑๐ แล้วเป็นผลโดยตรง ให้พนักงานของจำเลยที่ ๑๐ หลงเชื่อว่าลายมือชื่อที่ลงในเช็คแต่ละฉบับเป็นลายมือชื่อที่แท้จริง การกระทำ ดังกล่าวของโจทก์จึงมิได้อยู่ในฐานเป็นผู้ต้องตัดบทมิให้ยกข้อลายมือชื่อปลอมนั้นขึ้นเป็นข้อต่อสู้จำเลยที่ ๑๐ จำเลยที่ ๑๐ ประกอบธุรกิจการธนาคารพาณิชย์เป็นที่ไว้วางใจของประชาชน การจ่ายเงินตามเช็คที่มีผู้มา ขอเบิกเงินจากธนาคารเป็นงานส่วนหนึ่งของจำเลยที่ ๑๐ ซึ่งจะต้องปฏิบัติอยู่เป็นประจำ จำเลยที่ ๑๐ ย่อมมีความ ชำนาญในการตรวจสอบลายมือชื่อในเช็คว่าเป็นลายมือชื่อของผู้สั่งจ่ายหรือไม่ยิ่งไปกว่าบุคคลธรรมดา ทั้งต้อง มีความระมัดระวังในการจ่ายเงินตามเช็คยิ่งกว่าวิญญูชนทั่ว ๆ ไป การที่จำเลยที่ ๑๐ จ่ายเงินตามเช็คพิพาท ทั้ง ๑๓ ฉบับ ซึ่งเป็นเช็คที่มีการปลอมลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายให้แก่ผู้ที่นำมาเรียกเก็บเงินทั้งที่มีตัวอย่างลายมือชื่อ ผู้มีอำนาจสั่งจ่ายของโจทก์ที่ให้ไว้แก่จำเลยที่ ๑๐ กับมีเช็คอีกหลายฉบับที่โจทก์เคยสั่งจ่ายไว้อยู่ที่จำเลยที่ ๑๐ จึงเป็นการขาดความระมัดระวังของ จำเลยที่ ๑๐ ผู้ประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์ถือได้ว่าการจ่ายเงินตามเช็คพิพาท ดังกล่าวเป็นความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ ๑๐ เอง เมื่อลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายในเช็คเป็นลายมือชื่อปลอม ไม่ใช่ ลายมือชื่อผู้มีอำนาจสั่งจ่ายของโจทก์ จำเลยที่ ๑๐ จึงไม่หลุดพ้นจากความรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์มาตรา ๑๐๐๘ วรรคหนึ่ง และแม้โจทก์มิได้ทักท้วงรายการเดินสะพัดทางบัญชีและแจ้งให้จำเลยที่ ๑๐ ทราบ ก็ตาม แต่การกระทำของโจทก์มิได้เป็นผลโดยตรงที่ทำให้จำเลยที่ ๑๐ จ่ายเงินตามเช็คพิพาทไปโดยประมาทเลินเล่อ จำเลยที่ ๑๐ ย่อมต้องรับผิดใช้เงินตามเช็คพิพาทคืนแก่โจทก์ตามมาตรา ๑๐๐๘ วรรคหนึ่ง ",แพ่ง,, 74,2,,ผู้รับจำนองมีหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังลูกหนี้ให้ชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองให้เสร็จสิ้นภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนอง แต่เมื่อนับระยะเวลาตั้งแต่วันที่ลูกหนี้ได้รับหนังสือ บอกกล่าวบังคับจำนองจนถึงวันฟ้องเป็นเวลากว่า ๖๐ วัน การบอกกล่าวบังคับจำนองชอบหรือไม่ ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๗๐๒/๒๕๖๒ แม้โจทก์และจำเลยทั้งสามจดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง บนที่ดิน เมื่อวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ ก่อนพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ ๒๐) พ.ศ. ๒๕๕๗ มีผลใช้บังคับ คือ เมื่อวันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘ ก็ตาม แต่การที่โจทก์ผู้รับจำนอง ประสงค์จะบังคับจำนองนับจากนั้น โจทก์ก็ต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๒๘ วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ ซึ่งบัญญัติว่า ""เมื่อจะบังคับจำนองนั้น ผู้รับจำนองต้องมีหนังสือบอกกล่าวไปยังลูกหนี้ก่อนว่า ให้ชำระหนี้ภายในเวลาอันสมควร ซึ่งต้องไม่น้อยกว่าหกสิบวันนับแต่วันที่ลูกหนี้ได้รับคำบอกกล่าวนั้น ถ้าลูกหนี้ ละเลยเสียไม่ปฏิบัติตามคำบอกกล่าว ผู้รับจำนองจะฟ้องคดีต่อศาลเพื่อให้พิพากษาสั่งให้ยึดทรัพย์สินซึ่งจำนองและ ให้ขายทอดตลาดก็ได้ โดยโจทก์ผู้รับจำนองต้องมีหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลยทั้งสามลูกหนี้ก่อนว่า ให้ชำระหนี้ภายในเวลาอันสมควร ซึ่งต้องไม่น้อยกว่าหกสิบวันนับแต่วันที่จำเลยทั้งสามลูกหนี้ได้รับคำบอกกล่าว บังคับจำนองนั้น ดังนั้น เมื่อโจทก์มีหนังสือทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนอง ลงวันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๕๙ ซึ่งกำหนดระยะเวลาให้จำเลยทั้งสามชำระหนี้และไถ่ถอนจำนองให้เสร็จสิ้นภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ ทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนองดังกล่าว จำเลยทั้งสามได้รับหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนอง เมื่อวันที่ ๑๔ กันยายน ๒๕๕๙ อันเป็นการกำหนดระยะเวลาน้อยกว่าหกสิบวันซึ่งเป็นกำหนดระยะเวลาที่ระบุไว้ชัดเจนแน่นอนแล้ว จึงนำระยะเวลา ๓๐ วัน ตามหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองไปรวมกับระยะเวลาหลังจากนั้นจนถึงวันฟ้องว่าเป็น ระยะเวลาไม่น้อยกว่าหกสิบวันแล้วหาได้ไม่ กรณีจึงยังถือไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสามลูกหนี้ละเลยเสียไม่ปฏิบัติตาม คำบอกกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๒๘ วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ",แพ่ง,, 74,2,,ผู้ถือหุ้นซึ่งยังไม่ได้ชำระค่าหุ้นของบริษัทจะใช้สิทธิในฐานะผู้ถือหุ้นแทนบริษัทเรียกค่าสินไหมทดแทน แก่กรรมการหรือบุคคลภายนอกที่ร่วมกับกรรมการทำให้เกิดความเสียหายแก่บริษัทได้หรือไม่ ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๖๖๑/๒๕๖๒ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๑๖๙ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ถ้ากรรมการทำให้เกิดความเสียหายแก่บริษัท บริษัทจะฟ้องร้องเรียกเอาสินไหมทดแทนแก่กรรมการก็ได้ หรือใน กรณีที่บริษัทไม่ยอมฟ้องร้อง ผู้ถือหุ้นคนหนึ่งคนใดจะเอาคดีนั้นขึ้นว่าก็ได้ เช่นนี้ การเป็นผู้ถือหุ้นที่จะมีสิทธิเรียกให้ กรรมการบริษัทรับผิดในกรณีนี้ย่อมต้องพิจารณาจากฐานะการเป็นผู้ถือหุ้นเป็นสำคัญมิใช่พิจารณาจากการส่งใช้ เงินค่าหุ้น อันเป็นกระบวนการในการรวบรวมทุนของบริษัทอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งเมื่อผู้ถือหุ้นยังส่งใช้เงินค่าหุ้นไม่ครบถ้วน ย่อมเป็นหน้าที่ของกรรมการบริษัทที่จะดำเนินการเรียกให้ผู้ถือหุ้นส่งใช้ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๑๒๐ และ มาตรา ๑๑๒๑ เมื่อโจทท์ทั้งสองมีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัท ป. ไม่ว่าการถือหุ้นดังกล่าวจะได้มีการส่งใช้เงินค่าหุ้นครบถ้วน หรือไม่ โจทก์ทั้งสองย่อมมีอำนาจฟ้องให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ รับผิดในฐานะที่เป็นกรรมการทำให้เกิดเสียหายแก่บริษัท ตามมาตรา ๑๑๖๙ วรรคหนึ่งได้ แต่สำหรับจำเลยที่ ๓ เป็นบุคคลภายนอกมิใช่กรรมการของบริษัท ป. แม้โจทก์ทั้งสอง จะอ้างว่าจำเลยที่ ๓ ร่วมกับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งเป็นกรรมการ บริษัท ป. ยักยอกเงินของบริษัทไปเป็นประโยชน์ ส่วนตนอันเป็นการทำละเมิดต่อบริษัท ป. ก็ตาม แต่ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้สิทธิผู้ถือหุ้นฟ้องแทนบริษัทในกรณีนี้ได้ คำฟ้องโจทก์ทั้งสองเป็นการอาศัยสิทธิในฐานะผู้ถือหุ้นของบริษัทมาก้าวล่วงฟ้องร้องคดีเพื่อบังคับบุคคลภายนอกบริษัท ซึ่งไม่อาจกระทำได้ เพราะไม่ต้องด้วยมาตรา ๑๑๖๙ โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๓ ,แพ่ง,, 74,2,,เจ้าของที่ดินตามโฉนดขายที่ดินโดยการส่งมอบให้ผู้ซื้อเข้าครอบครอง ต่อมาเจ้าของที่ดินตามโฉนด นำที่ดินไปจดทะเบียนจำนองโดยผู้ซื้อยินยอมจะมีผลต่อการนับระยะเวลาในการที่จะได้กรรมสิทธิ์ในที่ดิน โดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๔๖/๒๕๖๔ ผ. ขายที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ร้อง เมื่อการครอบครองที่ดินพิพาทของผู้ร้อง ไม่ปรากฏว่ามีบุคคลใดโต้แย้งคัดค้าน การเข้าครอบครองที่ดินพิพาทของผู้ร้องจึงเป็นการเข้าครอบครองโดยความสงบ และโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของแล้ว การนับระยะเวลาในการครอบครองติดต่อกันตามประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๘๒ ถือเอาระยะเวลาครอบครองของฝ่ายผู้ครอบครองเท่านั้น การที่ ผ. นำที่ดินพิพาท ไปจดทะเบียนจำนองจึงหามีผลกระทบต่อการนับระยะเวลาในการครอบครองปรปักษ์ที่ดินพิพาทไม่ เมื่อผู้ร้อง ครอบครองที่ดินพิพาทมาตั้งแต่ปี ๒๕๓๕ จนถึงวันฟ้องเป็นระยะเวลาติดต่อกันเกินกว่า ๑๐ ปี แล้ว ผู้ร้องจึงได้ไป ซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๘๒ ,แพ่ง,, 74,2,,ผู้เยาว์เป็นฝ่ายเข้าไปเล่นในบ้านที่เกิดเหตุเอง โดยไม่มีผู้ชักนำ หากมีผู้กระทำต่อผู้เยาว์ในทางเสื่อมเสีย และเสียหาย ผู้กระทำจะมีความผิดฐานพรากผู้เยาว์หรือไม่ ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๓/๒๕๖๔ ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๗ วรรคสาม กฎหมาย บัญญัติโดยมีความมุ่งหมายที่จะคุ้มครองอำนาจของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลผู้เยาว์และปกป้องมิให้ผู้ใด มาก่อการรบกวนหรือกระทำการใดอันเป็นการกระทบกระทั่งต่ออำนาจปกครองไม่ว่าโดยตรงหรือโดยปริยาย ผู้เยาว์แม้จะไปอยู่ที่แห่งใด หากบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลยังดูแลเอาใจใส่อยู่ ผู้เยาว์ย่อมอยู่ในอำนาจ ปกครองดูแลของบิดามารดาผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลตลอดเวลาโดยไม่ขาดตอน ทั้งเป็นการลงโทษผู้ที่ละเมิดต่อ อำนาจปกครองของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล นอกจากนี้ กฎหมายมิได้จำกัดคำว่า ""พราก"" โดยวิธีการ อย่างใด และไม่ว่าผู้เยาว์จะเป็นฝ่ายเข้าไปในที่เกิดเหตุโดยมีผู้ชักนำหรือไม่มีผู้ชักนำ หากมีผู้กระทำต่อผู้เยาว์ ในทางเสื่อมเสียและเสียหาย ย่อมถือได้ว่าเป็นความผิด การที่โจทก์ร่วมที่ ๒ ซึ่งอาศัยอยู่กับโจทก์ร่วมที่ ๑ ไปเล่น ภายในบ้านของจำเลย ไม่ว่าโจทก์ร่วมที่ ๒ จะเข้าไปเองหรือจำเลยชักชวนหรือพาเข้าไป เมื่อโจทก์ร่วมที่ ๒ ถูกจำเลยกระทำอนาจารโดยใช้กำลังประทุษร้าย การกระทำของจำเลยดังกล่าวทำให้อำนาจปกครองดูแลของ โจทก์ร่วมที่ ๑ ซึ่งเป็นมารดาย่อมถูกตัดขาดพรากไปโดยปริยาย ถือได้ว่าเป็นการพาและแยกโจทก์ร่วมที่ ๒ ไปจาก ความปกครองดูแล และล่วงละเมิดอำนาจปกครองของโจทก์ร่วมที่ ๑ ซึ่งเป็นมารดา อันเป็นความหมายของคำว่า พรากแล้ว การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๗ วรรคสาม ",อาญา,, 74,2,,กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทลงลายมือชื่อในเช็คไม่ได้ประทับตราสำคัญของบริษัทและ ไม่ได้เขียนว่ากระทำการแทนบริษัท ต้องร่วมกับบริษัทรับผิดต่อผู้ทรงหรือไม่ ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๓๔๖/๒๕๖๓ จำเลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคล การดำเนินการใด ๆ ย่อมต้องทำผ่านทาง ผู้แทนคือจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนและการสั่งจ่ายเช็คพิพาท ๘ ฉบับของจำเลยที่ ๒ ถือเป็นการกระทำตามหน้าที่ภายในขอบวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ ๑ ในการชำระราคาสินค้าที่จำเลยที่ ๑ ว่าจ้าง โจทก์ผลิตก็ตาม แต่ในเรื่องตั๋วเงินนั้นประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๐๐ วรรคหนึ่ง บัญญัติให้บุคคล ผู้ลงลายมือชื่อในเช็คต้องรับผิดตามเนื้อความในเช็ค และมาตรา ๙๐๑ บัญญัติให้บุคคลผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายในเช็ค ปฏิเสธความรับผิดตามเนื้อความในเช็คได้ก็ต่อเมื่อกระทำแทนบุคคลอื่นและเขียนแถลงว่ากระทำการแทนบุคคลอื่น เท่านั้น ดังนั้น การที่เช็คพิพาท ๘ ฉบับ มีจำเลยที่ ๒ เป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายโดยไม่ได้ประทับตราสำคัญของ จำเลยที่ ๑ อันจะถือว่าจำเลยที่ ๑ เป็นผู้สั่งจ่ายเช็ค และไม่ได้เขียนข้อความให้เห็นว่ากระทำแทนจำเลยที่ ๑ เช่นนี้ จึงต้องถือว่าจำเลยที่ ๒ กระทำในนามส่วนตัวด้วยและต้องรับผิดตามเนื้อความในเช็คซึ่งมีมูลหนี้จากการที่จำเลยที่ ๑ ต้องชำระค่าจ้างผลิตสินค้าให้โจทก์และเมื่อมีการชำระเงินตามเช็คเพียงบางส่วนยังไม่ครบถ้วน จำเลยที่ ๒ จึงต้อง ร่วมกับจำเลยที่ ๑ ชำระเงินในส่วนที่ค้างชำระแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย ,แพ่ง,, 74,3,,ทำสัญญายินยอมเป็นลูกหนี้ร่วมแทนการทำสัญญาค้ำประกันเพื่อหลีกเลี่ยงบทบัญญัติของกฎหมาย ค้ำประกันที่มีข้อห้ามมิให้เจ้าหนี้กับผู้ค้ำประกันมีข้อตกลงกันในบางเรื่อง สัญญายินยอมเป็นลูกหนี้ร่วมมีผล ตามกฎหมายหรือไม่ ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๔๒๕/๒๕๖๓ ก่อนที่โจทก์กับจำเลยทั้งสองจะทำสัญญากันได้มีการตราพระราชบัญญัติ แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ ๒๐) พ.ศ. ๒๕๕๗ ขึ้นโดยมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘ แก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยค้ำประกันหลายมาตราโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ได้ยกเลิกมาตรา ๖๘๑ (เดิม) และเพิ่มเติมมาตรา ๖๘๑/๑ วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า ""ข้อตกลงข้อใดที่กำหนดให้ ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดอย่างเดียวกับลูกหนี้ร่วมหรือในฐานะลูกหนี้ร่วม ข้อตกลงนั้นเป็นโมฆะ” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ ผู้ค้ำประกันมีสถานะเป็นลูกหนี้ชั้นสองอย่างแท้จริง จึงห้ามเจ้าหนี้ทำสัญญาให้ผู้ค้ำประกันรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมหรือใน ฐานะเป็นลูกหนี้ร่วมในหนี้ที่ตนเป็นผู้ค้ำประกัน แต่บทบัญญัติดังกล่าวไม่ได้มีผลกระทบต่อการทำสัญญาอื่นที่ไม่ใช่ สัญญาค้ำประกัน กรณีต้องพิจารณาเสียก่อนว่าสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๒ เป็นสัญญาประเภทใด ซึ่งในการ ตีความสัญญานั้นนอกจากตีความจากข้อความที่เขียนไว้ในสัญญาแล้วยังต้องเพ่งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงยิ่งกว่า ถ้อยคำสำนวนหรือตัวอักษรและต้องเป็นไปตามความประสงค์ในทางสุจริต โดยพิเคราะห์ถึงปกติประเพณีตามประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๑ และมาตรา ๓๖๘ ก่อนทำสัญญาเช่าซื้อและสัญญายินยอมเป็นลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ ๑ ทำคำเสนอขอทำสัญญาเช่าซื้อ โดยระบุคำเสนอว่า จำเลยที่ ๑ ได้ตกลงซื้อรถยนต์จากเจ้าของหรือผู้จำหน่าย จึงขออนุมัติสินเชื่อจากโจทก์เพื่อ นำไปชำระราคารถยนต์แก่เจ้าของหรือผู้จำหน่ายโดยตกลงโอนกรรมสิทธิ์ในรถยนต์แก่โจทก์และผ่อนชำระเงินคืน โดยวิธีเช่าซื้อต่อไป เพื่อให้จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ดังกล่าวจากโจทก์ ส่วนจำเลยที่ ๒ ทำคำเสนอขอทำ หนังสือยินยอมเป็นลูกหนี้ร่วมโดยระบุในคำเสนอว่า เพื่อให้โจทก์พิจารณาอนุมัติสินเชื่อให้แก่จำเลยที่ ๑ ผู้เช่า ตามคำขอและเพื่อให้ผู้เช่าได้รับรถยนต์คันที่ขอเช่าซื้อไปใช้ประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ของการเช่าซื้อ แสดงให้ เห็นเจตนาที่แท้จริงของการทำสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองว่า จำเลยที่ ๑ แต่ผู้เดียวประสงค์จะซื้อรถยนต์ ยขอสินเชื่อจากโจทก์แต่เพื่อให้แน่ใจว่าโจทก์จะได้รับชำระหนี้ครบถ้วน จึงให้จำเลยที่ ๒ ทำสัญญายินยอมเป็น ลูกหนี้ร่วมเพื่อผูกพันรับผิดต่อโจทก์ด้วย อันเป็นประโยชน์แก่โจทก์และจำเลยที่ ๑ เท่านั้น จำเลยที่ ๒ หาได้รับ ผลประโยชน์หรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับรถยนต์คันที่เช่าซื้อแต่อย่างใดไม่ การทำสัญญาของจำเลยที่ ๒ จึงมีลักษณะ เข้าผูกพันเพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ ๑ จึงเป็นสัญญาค้ำประกัน แต่เนื่องจากกฎหมายค้ำประกันใหม่ ห้ามมิให้มีข้อตกลงให้ผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม โจทก์จึงอาศัยกฎหมายเกี่ยวกับลูกหนี้ร่วมมาบังคับใช้ กับจำเลยที่ ๒ แทน โดยให้จำเลยที่ ๒ ลงลายมือชื่อในแบบสัญญาที่โจทก์พิมพ์ข้อความไว้ล่วงหน้ามีสาระสำคัญว่า จำเลยที่ ๒ ต้องยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม นอกจากนี้ยังมีข้อความที่จำเลยที่ ๒ ตกลงล่วงหน้ายินยอมให้มีการผ่อนเวลา ชำระหนี้แก่จำเลยที่ ๑ ตกลงยินยอมรับผิดเต็มจำนวน แม้โจทก์ปลดหนี้ หรือลดหนี้ให้แก่จำเลยที่ ๑ แล้ว และยอมรับผิดแม้จำเลยที่ ๑ เป็นบุคคลไร้ความสามารถหรือเข้าจะได้รู้ถึงเหตุความสามารถทำสัญญาด้วยความสำคัญผิด อย่างใดๆ ไม่ว่าจำเลยที่ ๒ จะได้รู้ถึงเหตุความสามารถหรือความสำคัญผิดนั้นในขณะเข้าทำสัญญาหรือไม่ ซึ่งล้วนเป็น เรื่องที่บัญญัติไว้เป็นเฉพาะในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๓ ลักษณะ ๑๑ ค้ำประกัน แต่โจทก์จัดทำสัญญา โดยกำหนดให้จำเลยที่ ๒ ต้องรับผิดหรือรับภาระมากกว่าที่กฎหมายดังกล่าวบัญญัติหากจำเลยที่ ๒ ไม่ใช่ผู้ค้ำประกัน ก็ไม่มีความจำเป็นต้องกระทำเช่นนั้น ประกอบกับตามประเพณีการประกอบธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์ ผู้ประกอบธุรกิจ ให้เช่าซื้อจะจัดให้ผู้เช่าซื้อทำสัญญาเช่าซื้อ ส่วนบุคคลที่ต้องร่วมรับผิดในหนี้ของผู้เช่าซื้อ ผู้ประกอบธุรกิจจะจัดให้ทำ สัญญาค้ำประกันประกอบกัน ข้อตกลงที่กำหนดให้จำเลยที่ ๒ ต้องรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมจึงขัดต่อกฎหมายและ ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๘๑/๑ วรรคหนึ่ง เมื่อพิเคราะห์ถึงสถานะของโจทก์ ที่เป็นผู้ประกอบธุรกิจให้เช่าซื้อย่อมทราบดีว่ามีการแก้ไขกฎหมายลักษณะค้ำประกันโดยห้ามมิให้ทำสัญญาที่ กำหนดให้ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมก็เพื่อคุ้มครองผู้ค้ำประกันและลูกหนี้ซึ่งเป็นผู้บริโภคไม่ให้ถูก ผู้ประกอบธุรกิจเอาเปรียบ แต่แทนที่จะจัดทำสัญญาค้ำประกันให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายโจทก์กลับหา ช่องทางหลีกเลี่ยงกฎหมายโดยอาศัยอำนาจต่อรองที่เหนือกว่าและมีความสันทัดจัดเจนในข้อกฎหมายมากกว่าจัด ให้จำเลยที่ ๒ ทำสัญญายินยอมเป็นลูกหนี้ร่วมแทนการทำสัญญาค้ำประกันอย่างตรงไปตรงมา ถือว่าโจทก์ ผู้ประกอบธุรกิจไม่ใช้สิทธิแห่งตนด้วยความสุจริตโดยคำนึงถึงมาตรฐานทางการค้าที่เหมาะสมภายใต้ระบบธุรกิจที่เป็น ธรรม ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๑๒ ทั้งสัญญายินยอมเป็นลูกหนี้ร่วมระหว่าง โจทก์กับจำเลยที่ ๒ ที่มีวัตถุประสงค์ของสัญญาขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน เมื่อไม่มี ส่วนใดที่สมบูรณ์แยกส่วนออกมาได้ จึงตกเป็นโมฆะทั้งฉบับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๐ โจทก์ย่อมไม่มีความชอบธรรมที่จะอ้างสิทธิใดๆ จากสัญญายินยอมเป็นลูกหนี้ร่วม โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๒ ให้ รับผิดตามสัญญา จำเลยที่ ๒ จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ ",แพ่ง,, 74,3,,กรณีที่ผู้กระทำความผิดเล็งเห็นผลของการกระทำโดยเจตนาเล็งเห็นผล จะถือเป็นการกระทำโดย พลาดหรือไม่ ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๖๘๔/๒๕๖๒ ความผิดฐานกระทำโดยพลาด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๖๐ นั้น หมายความว่าผู้ใดเจตนาที่จะกระทำต่อบุคคลหนึ่ง แต่ผลของการกระทำเกิดแก่อีกบุคคลหนึ่งโดยพลาดไป กฎหมายย่อมถือเจตนาของผู้กระทำเป็นสำคัญว่าไม่ได้มีเจตนากระทำต่อผู้ที่ถูกกระทำโดยพลาด แต่เป็นกรณีที่ เกิดขึ้นโดยบังเอิญ และต้องไม่ใช่กรณีที่ผู้กระทำเล็งเห็นผลของการกระทำโดยเจตนาเล็งเห็นผล วันเกิดเหตุเป็นวัน เทศกาลสงกรานต์ การจราจรติดขัด มีรถยนต์และผู้คนกำลังเล่นน้ำสงกรานต์ในวันเทศกาลอย่างพลุกพล่าน แต่ทิศทางที่ จำเลยที่เล็งปืนไปข้างหน้าใส่กลุ่มวัยรุ่นนั้น มีรถยนต์แล่นอยู่เป็นแนวโดยตลอดและมีการยิงปืนเพียงข้างเดียวจาก จำเลยที่ ๑ ไม่มีการยิงปืนจากฝ่ายตรงข้าม และนอกจากรถยนต์คันที่โจทก์ร่วมนั่งโดยสารมาแล้วกระสุนปืนที่ จำเลยที่ ๑ ยิง ยังไปถูกรถกระบะอีกคันหนึ่งด้วย การที่มีผู้คนกำลังเล่นน้ำสงกรานต์และมีรถยนต์แล่นขวางทาง เบื้องหน้า แต่จำเลยที่ ๑ ยังคงยิงปืนออกไปย่อมเป็นพฤติการณ์ที่แสดงว่าจำเลยที่ ๑ มีเจตนาเล็งเห็นแล้วว่า กระสุนปืนอาจถูกบุคคลอื่นที่อยู่ข้างหน้านั้นได้ การกระทำของจำเลยที่ ๑ จึงเป็นการกระทำโดยมีเจตนาเล็งเห็นผล ว่ากระสุนปืนอาจถูกบุคคลอื่นถึงแก่ความตายได้ จำเลยที่ ๑ จึงมีเจตนาพยายามฆ่าโจทก์ร่วม หาใช่เป็นการกระทำ โดยพลาดไม่ ,อาญา,, 74,3,,บุตรถึงแก่ความตายจากการกระทำละเมิด บิดามารดาจะเรียกค่าขาดไว้อุปการะได้หรือไม่ หรือบิดามารดา ถึงแก่ความตายจากการกระทำละเมิด บุตรซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้วจะเรียกค่าขาดไร้อุปการะจากผู้ทำละเมิดได้หรือไม่ ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๕๕๓/๒๕๖๒ ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๖๓ บัญญัติไว้ว่า บุตรจำต้องอุปการะเลี้ยงดูบิดา มารดา การที่จำเลยที่ ๑ ลูกจ้างของจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ กระทำละเมิดเป็นเหตุให้บุตรของโจทก์ทั้งสองตายถือว่า โจทก์ทั้งสองขาดไร้อุปการะตามกฎหมายจากบุตร โจทก์ทั้งสองจึงชอบที่จะได้รับค่าขาดไร้อุปการะทั้งในปัจจุบัน และความหวังในอนาคตโดยผลแห่งกฎหมาย โดยไม่จำต้องพิจารณาว่าขณะเกิดเหตุหรือในอนาคตผู้ตายจะได้ อุปการะโจทก์ทั้งสองจริงหรือไม่ และเป็นจำนวนเท่าใด แม้พยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสองเกี่ยวกับรายได้ของผู้ตาย ไม่ชัดเจน ศาลก็มีอำนาจกำหนดค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองได้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๓๓๑/๒๕๖๒ การเรียกค่าเสียหายเป็นค่าขาดไร้อุปการะ มีบัญญัติไว้ในกฎหมาย โดยชัดเจนว่าถ้าเหตุที่ตายลงทำให้บุคคลคนหนึ่งคนใดต้องขาดไร้อุปการะตามกฎหมายไปด้วย บุคคลคนนั้นชอบที่ จะได้รับค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๔๓ วรรคสาม การขาดไร้ อุปการะจึงต้องเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติว่า ผู้ใดมีหน้าที่ต่อกัน ซึ่งมีกฎหมายบัญญัติถึงหน้าที่อุปการะเลี้ยงดู ระหว่างบิดามารดากับบุตรว่า บิดามารดาจำต้องอุปการะเลี้ยงดู และให้การศึกษาตามสมควรแก่บุตรในระหว่าง ที่เป็นผู้เยาว์ บิดามารดาจำต้องอุปการะเลี้ยงดูบุตรซึ่งบรรจุนิติภาวะแล้วแต่เฉพาะผู้ทุพพลภาพและหาเลี้ยงตนเอง มิได้ตามมาตรา ๑๕๖๔ ขณะเกิดเหตุโจทก์บรรจุนิติภาวะแล้ว ทั้งมิใช่ผู้ทุพพลภาพและหาเลี้ยงตนเองมิได้ ณ. และ ท. ผู้ตายซึ่งเป็นบิดามารดาของโจทก์จึงไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องให้การอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ โจทก์จึง ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายเป็นค่าขาดไร้อุปการะจากผู้ที่ทำละเมิดต่อบิดามารดาของโจทก์ กรณีมิใช่เรื่องที่ไม่มีบท กฎหมายที่จะยกมาปรับคดีที่จะต้องนำจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่น หรือบทกฎหมายใกล้เคียงอย่างยิ่ง หรือหลัก กฎหมายทั่วไปมาใช้วินิจฉัยคดีตามมาตรา ๔ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ,แพ่ง,, 74,4,,การกระทำโดยประมาทจะอ้างว่าเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายได้หรือไม่ ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๕๙๗/๒๕๖๒ จำเลยทำปืนลั่นขึ้นขณะที่กอดปล้ำกันกับผู้ตายโดยไม่มีเจตนาฆ่าผู้ตาย เป็นการกระทำโดยปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นจำเลยจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์และจำเลย อาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้ แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่ เป็นการกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย อันเป็นเรื่องข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทางพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้อง แต่ข้อแตกต่างนั้นมิใช่ ข้อสาระสำคัญ และทั้งจำเลยมิได้หลงต่อสู้ ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยในข้อหาตามข้อเท็จจริงที่ได้ ความได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๒ วรรคสอง การกระทำซึ่งจะเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๖๘ ต้องเป็น การกระทำโดยเจตนา จำเลยเอาอาวุธปืนออกมายิงขู่ผู้ตายในนัดแรกและเมื่อกอดปล้ำกันกระสุนปืนลั่นถูกผู้ตาย ๒ นัด โดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายไม่ใช่เป็นการกระทำโดยเจตนาจึงไม่ใช่เป็นการป้องกันโดยชอบ ด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๖๘ ,อาญา,, 74,4,,สำคัญผิดว่ามีภยันตรายที่จะป้องกัน หากป้องกันเกินสมควรแก่เหตุโดยสำคัญผิด ผู้กระทำจะมีความผิด อย่างใด ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๒๙๙/๒๕๖๒ จำเลยและ ว. ออกไปซุ่มดูเหตุการณ์โดยนำอาวุธปืนติดตัวไปด้วย เพราะเข้าใจว่าอาจถูกผู้เสียหายกับพวกทำร้าย หาใช่เป็นการตระเตรียมอาวุธปืนเพื่อสมัครใจทะเลาะวิวาทกับพวก ผู้เสียหายไม่ การที่ผู้เสียหายกับพวกขว้างปาขวดสุราและไม้เข้าไปยังบริเวณที่จำเลยและ ว. หลบซ่อนอยู่ โดยจำเลย และ ว. มิได้ก่อเหตุขึ้นก่อน ย่อมเป็นเหตุทำให้จำเลยสำคัญผิดว่าผู้เสียหายกับพวกซึ่งมีจำนวนมากกว่ามีเจตนา ประทุษร้ายจำเลยและ ว. อันเป็นภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายและเป็นภยันตราย ที่ใกล้จะถึง จำเลยมีสิทธิกระทำการป้องกันเพื่อให้พ้นจากภยันตราย แต่ไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายกับพวกมีอาวุธร้ายแรง อื่นใดอีก การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายกับพวกย่อมไม่ได้สัดส่วนกับการป้องกันตัวของจำเลย การกระทำของจำเลย เป็นการป้องกันเกินสมควรแก่เหตุโดยสำคัญผิด เมื่อกระสุนปืนที่จำเลยยิงถูกผู้เสียหายเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บเป็นอันตรายสาหัส จำเลยมีความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นอันเป็นการป้องกันเกินสมควรแก่เหตุโดยสำคัญผิด จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๙, ๘๐ ประกอบมาตรา ๖๒ วรรคแรก, ๖๙ ",อาญา,, 74,4,,ร่วมกันวางแผนสมคบกันเพื่อที่จะกระทำความผิด แต่ขณะกระทำความผิดมิได้อยู่ใกล้กับที่เกิดเหตุ ในลักษณะที่พร้อมที่จะเข้าช่วยเหลือพวกในขณะกระทำความผิดได้ทันที ดังนี้ จะถือว่าเป็นตัวการในการ กระทำความผิดด้วยหรือไม่ ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๙๗๘/๒๕๖๒ จำเลยที่ ๓ ร่วมกันวางแผนสมคบกันกับจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ กับพวกเพื่อที่จะกระทำความผิด โดยจำเลยที่ ๓ มีส่วนรู้เห็นมาตั้งแต่ต้น แต่ขณะที่จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ กับพวก ร่วมกันกระทำความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำเลยที่ ๓ จอดรถรอเพื่อคอยดูเส้นทางให้จำเลยที่ ๔ กับพวกมิให้ร่วมขับรถจักรยานยนต์ไล่ติดตามรถจักรยานยนต์ ที่ผู้ตายขับไปก่อเหตุกับจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ กับพวก บริเวณที่จำเลยที่ ๓ จอดรถคอยดูเส้นทางให้มิได้อยู่ใกล้ กับที่เกิดเหตุในลักษณะที่จำเลยที่พร้อมที่จะเข้าช่วยเหลือจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ กับพวกในขณะกระทำความผิด ได้ในทันที จึงไม่ใช่เป็นการแบ่งหน้าที่กันทำอันจะเป็นตัวการในการกระทำความผิดร่วมกับจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และ ที่ ๔ กับพวก การกระทำของจำเลยที่ ๓ เป็นเพียงการช่วยเหลืออำนวยความสะดวกให้จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ กับพวกกระทำความผิด จำเลยที่ ๓ มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น โดยไตร่ตรองไว้ก่อนและฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ,อาญา,, 74,4,,ลูกหนี้มีเจ้าหนี้หลายราย เลือกชำระหนี้โดยโอนที่ดินให้แก่เจ้าหนี้รายหนึ่งของตนไป และไม่มีทรัพย์สินอื่น เหลืออยู่อีก เจ้าหนี้อื่นๆ มีสิทธิร้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนขายที่ดินหรือไม่ ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๐๙๐/๒๕๖๐ จำเลยที่ ๒ ให้การปฏิเสธเพียงว่า จำเลยที่ ๑ จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ ที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาและเป็นไปตามกระบวนการไกล่เกลี่ยประนีประนอม ข้อพิพาทของศาลอุทธรณ์ภาค ๗ เพื่อหาข้อยุติทางคดีนั้นชอบด้วยกฎหมาย ไม่ได้ทำให้โจทก์เสียเปรียบและไม่เป็น การฉ้อฉล โดยมิได้ให้การปฏิเสธว่าจำเลยที่ ๒ ไม่ทราบว่าจำเลยที่ ๑ เป็นลูกหนี้ของโจทก์ และไม่ทราบว่าจำเลยที่ ๑ และ ป. มีเจ้าหนี้หลายราย มีภาระหนี้จำนวนมากและไม่มีทรัพย์สินอื่นที่จะชำระหนี้ให้แก่โจทก์ ประกอบกับจำเลยที่ ๒ รู้อยู่แล้วทั้งก่อนและในขณะรับโอนที่ดินพิพาทว่าจำเลยที่ ๑ เป็นลูกหนี้ของโจทก์ และรู้อยู่แล้วว่าจำเลยที่ ๑ และ ป. มีเจ้าหนี้หลายราย มีภาระหนี้จำนวนมากและไม่มีทรัพย์สินอื่นที่จะชำระหนี้ให้แก่โจทก์ จำเลยที่ ๑ กลับเลือกชำระหนี้ โดยโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าหนี้อีกรายหนึ่งของตนไป ย่อมมีผลทำให้ทรัพย์สินของจำเลยที่ ๑ ลดน้อยลงและโจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ไม่สามารถยึดทรัพย์บังคับคดีแก่ที่ดินดังกล่าวได้ หรือเสียโอกาสในการขอเข้าเฉลี่ย ทรัพย์หากมีการยึดที่ดินพิพาทโดยเจ้าหนี้รายใดรายหนึ่ง การที่จำเลยที่ ๑ จดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทเฉพาะส่วน ของจำเลยที่ ๑ ให้แก่จำเลยที่ ๒ จึงเป็นการทำให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยที่ ๑ เสียเปรียบอันเป็น การฉ้อฉล โจทก์มีสิทธิร้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทได้ ,แพ่ง,, 74,4,,ลูกหนี้และผู้ได้ลาภงอก (ผู้ที่ทำนิติกรรมกับลูกหนี้โดยตรง) ทำนิติกรรมจดทะเบียนโอนที่ดินกันโดยรู้อยู่ว่าจะทำให้เจ้าหนี้ต้องเสียเปรียบ หากผู้ได้ลาภงอกทำนิติกรรมโอนขายที่ดินดังกล่าวหรือนำที่ดินไปจำนองแก่บุคคลภายนอก เจ้าหนี้จะร้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวด้วยได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ (ก) คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๙๐๖/๒๕๖๐ การจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทสองโฉนดระหว่างจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เป็นการกระทำลงทั้งรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ กรณีต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๓๗ ในเรื่องของการเพิกถอนการฉ้อฉล มิใช่บังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๐ อันเป็นเรื่องของวัตถุประสงค์ของนิติกรรมขัดต่อกฎหมายโดยชัดแจ้งเมื่อโจทก์มาฟ้องคดีนี้ยังไม่พ้น ๑๐ ปี นับแต่ได้ทำนิติกรรม อีกทั้งยังไม่พ้นปีหนึ่งนับแต่เวลาที่โจทก์ได้รู้ต้นเหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอน โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกร้องขอเพิกถอนได้ จำเลยที่ ๒ ทำนิติกรรมโอนขายที่ดินพิพาทแปลงหนึ่งให้แก่จำเลยที่ ๓ จำเลยที่ ๓ ทำนิติกรรมโอนขายให้แก่จำเลยที่ ๔ และจำเลยที่ ๔ ทำนิติกรรมจำนองให้แก่จำเลยที่ ๕ ซึ่งล้วนเป็นการทำนิติกรรมก่อนเริ่มฟ้องคดีขอให้เพิกถอน จำเลยที่ ๓ ที่ ๔ และที่ ๕ เป็นบุคคลภายนอก อันได้สิทธิในที่ดินพิพาทมาโดยสุจริตก่อนเริ่มฟ้องคดีขอให้เพิกถอน ย่อมได้รับการคุ้มครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๓๘ ศาลไม่อาจพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมในที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ ๒ กับที่ ๓ ระหว่างจำเลยที่ ๓ กับที่ ๔ และระหว่างจำเลยที่ ๔ กับที่ ๕ ดังนั้น ไม่อาจเพิกถอนนิติกรรมระหว่างจำเลยที่ ๑ กับที่ ๒ ตามฟ้องได้ด้วย เพราะที่ดินพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ ๔ โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว (ข) คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๒๔๘/๒๕๖๐ โจทก์ได้ร้องขอบังคับคดีแก่จำเลยที่ ๑ ตามคำพิพากษาซึ่งให้จำเลยที่ ๑ ชำระเงิน ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว...ฯลฯ แล้ว ย่อมฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าหนี้ที่มีสิทธิเรียกให้ลูกหนี้ชำระหนี้ของตนจากทรัพย์สินของลูกหนี้และต้องเสียเปรียบจากการที่ทรัพย์สินของลูกหนี้ลดลงไม่พอชำระหนี้อันเนื่องมาจากการทำนิติกรรมฉ้อฉลของลูกหนี้ การที่จำเลยที่ ๑ ทำสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์ จำเลยที่ ๑ จึงเป็นลูกหนี้เมื่อจำเลยที่ ๑ ทำนิติกรรมให้ที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ ๒ โดยเสน่หา จำเลยที่ ๒ ย่อมมีฐานะเป็นผู้ได้ลาภงอกตาม ป.พ.พ. มาตรา ๒๓๗ เพราะผู้ได้ลาภงอกหมายถึงผู้ที่ทำนิติกรรมกับลูกหนี้โดยตรง จำเลยร่วมซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับจำนองทรัพย์สินของลูกหนี้ต่อจากผู้ทำนิติกรรมกับลูกหนี้จึงเป็นบุคคลภายนอก ตามความในมาตรา ๒๓๘ วรรคหนึ่ง การที่จำเลยร่วมซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้รับจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ ๒ ที่กระทำในวันที่ ๙ ตุลาคม ๒๕๕๗ แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ ๒๒ กันยายน ๒๕๕๗ การจดทะเบียนจำนองระหว่างจำเลยที่ ๒ กับจำเลยร่วมจึงเป็นการกระทำที่เกิดขึ้นภายหลังจากที่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนเป็นคดีนี้ เมื่อจำเลยร่วมซึ่งเป็นบุคคลภายนอกไม่ได้ทำนิติกรรมจำนองก่อนเริ่มฟ้องคดีขอให้เพิกถอน จำเลยร่วมย่อมไม่ได้รับความคุ้มครองตามมาตรา ๒๓๘ ดังกล่าว การที่จำเลยที่ ๑ ทำนิติกรรมให้ที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ ๒ โดยเสน่หาทั้งที่จำเลยที่ ๑ รู้อยู่แล้วว่าจะเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบ ซึ่งเพียงจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นลูกหนี้รู้ฝ่ายเดียวเท่านั้นก็เป็นเหตุที่จะขอให้เพิกถอนได้ตามมาตรา ๒๓๗ วรรคหนึ่งแล้ว โจทก์ย่อมมีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๒ และนิติกรรมระหว่างจำเลยที่ ๒ กับจำเลยร่วมได้ ",แพ่ง,, 74,5,,เจ้าหนี้มีหนังสือบอกกล่าวไปยังผู้ค้ำประกันภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัด แต่การส่งหนังสือ บอกกล่าวให้แก่ผู้ค้ำประกันตามที่อยู่ที่ระบุไว้ในสัญญาค้ำประกันไม่มีผู้รับไว้ จะถือว่าการบอกกล่าวชอบหรือไม่ ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๕๙/๒๕๖๔ สัญญาค้ำประกันกำหนดว่า ""บรรดาหนังสือติดต่อ และ/หรือหนังสือบอกกล่าว ทั้งหลายที่จะส่งให้แก่ผู้ค้ำประกันนั้น ไม่ว่าจะส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนหรือไม่ลงทะเบียนหรือให้คนนำไปส่งเองก็ดี ถ้าหากส่งไปยังตำบล สถานที่ที่ระบุไว้ในข้างต้นของสัญญานี้แล้วให้ถือว่าได้ส่งให้แก่ผู้ค้ำประกันแล้วโดยชอบ ทั้งนี้โดยไม่ต้องคำนึงว่าจะมีผู้รับไว้หรือไม่และแม้หากว่าส่งให้ไม่ได้ เพราะตำบลและสถานที่ที่กล่าวนี้เปลี่ยนแปลงไป หรือถูกรื้อถอนไปโดยผู้ค้ำประกันไม่ได้แจ้งการเปลี่ยนแปลง หรือรื้อถอนนั้นเป็นหนังสือต่อธนาคารก็ดี...ให้ถือว่า ผู้ค้ำประกันได้รับและได้ทราบหนังสือติดต่อ และ/หรือหนังสือบอกกล่าวของธนาคารโดยชอบ"" การที่โจทก์มีหนังสือ บอกกล่าวแก่จำเลยที่ ๖ ผู้ค้ำประกัน ตามหนังสือบอกกล่าวลงวันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙ ส่งไปยังจำเลยที่ ๖ ทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับตามที่อยู่ของจำเลยที่ ๖ ที่ระบุไว้ในสัญญาค้ำประกัน ซึ่งไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ ๖ เคยมีหนังสือแจ้งเปลี่ยนแปลงถิ่นที่อยู่ให้โจทก์ทราบมาก่อน การส่งหนังสือบอกกล่าวเช่นนี้ แม้ไม่มีผู้รับไว้ ก็ถือว่า หนังสือบอกกล่าวไปถึงจำเลยที่ ๖ อันมีผลเป็นการบอกกล่าวแก่จำเลยที่ ๖ ผู้ค้ำประกันโดยชอบแล้ว อันเป็นการ บอกกล่าวภายในกำหนดเวลาหกสิบวันนับแต่วันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๘ ซึ่งเป็นวันที่บริษัท ย. และจำเลยที่ ๑ ลูกหนี้ชั้นต้นผิดนัด จำเลยที่ ๖ ผู้ค้ำประกันจึงมิได้หลุดพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทน ตลอดจนค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้รายนั้นบรรดาที่เกิดขึ้นภายหลังจากพ้นกำหนดเวลาหกสิบวัน แต่วันที่บริษัท ย. และจำเลยที่ ๑ ผิดนัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๘๖ วรรคสอง ",แพ่ง,, 74,5,,สัญญาจ้างว่าความมีข้อตกลงคิดค่าว่าจ้างทนายความในอัตราของจำนวนทุนทรัพย์ที่สามารถบังคับคดีได้ เป็นโมฆะหรือไม่ ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๑๖๒/๒๕๖๓ พระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. ๒๕๒๘ และประกาศข้อบังคับของ สภาทนายความว่าด้วยมรรยาททนายความ พ.ศ. ๒๕๒๙ เมื่อวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๙ ที่คณะกรรมการ สภาทนายความออกโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติดังกล่าวออกใช้บังคับ มิได้บัญญัติห้ามมิให้ทนายความ เข้าเป็นทนายความโดยวิธีแบ่งเอาส่วนจากทรัพย์สินที่เป็นมูลพิพาทอันจะพึงได้แก่ลูกความ สัญญาจ้างว่าความ ข้อ ๒ ที่ระบุว่า ""ผู้ว่าจ้างตกลงชำระค่าจ้างในการว่าความแต่ละคดีในชั้นศาล เมื่อคดีถึงที่สุด ให้แก่ผู้รับจ้างโดยคิด ในอัตรา ๓๐% (ร้อยละสามสิบ) ของจำนวนทุนทรัพย์ที่สามารถบังคับคดีได้” จึงไม่ขัดต่อกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ ในเวลาที่ทำสัญญา ทั้งจำเลยเป็นผู้ว่าจ้างโจทก์ให้ฟ้องร้องดำเนินคดีเรียกค่าส่วนกลางค้างชำระกับเจ้าขอ ซึ่งเป็นชาวต่างชาติ โดยเรียกค่าทนายความเป็นสัดส่วนจำนวนที่แน่นอนเอาจากทรัพย์ที่สามารถบังคับคดีได้ ซึ่งไม่ เกินกว่าทุนทรัพย์ที่ได้รับตามคำพิพากษาของศาล โจทก์ไม่สามารถกำหนดค่าเสียหายในการฟ้องเรียกร้องได้ ตามอำเภอใจ ประกอบกับปัจจุบันมีการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง หมวด ๔ ในเรื่อง การดำเนินคดีแบบกลุ่มโดยในส่วนที่ ๔ ว่าด้วยคำพิพากษาและการบังคับคดี มาตรา ๒๒๒/๓๗ บัญญัติให้คิดเงิน รางวัลทนายความฝ่ายโจทก์ในอัตราร้อยละจากเงินที่ได้รับตามคำพิพากษาทำนองเดียวกับข้อตกลงในสัญญาจ้าง ว่าความคดีนี้ สัญญาว่าจ้างจึงไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๐ ข้อสัญญาระหว่างโจทก์และจำเลยดังกล่าวจึงไม่เป็นโมฆะ ",แพ่ง,, 74,5,,แบ่งแยกที่ดินแล้วทำให้ที่ดินแปลงหนึ่งไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ แต่การผ่านเข้าออกในที่ดินแปลงเดิม ก่อนการแบ่งแยกจะมีระยะไกลหรือไม่สะดวกเสียค่าใช้จ่ายมาก ดังนี้ เจ้าของที่ดินที่ถูกล้อมจะขอผ่านที่ดินแปลงอื่น ที่ล้อมซึ่งมีความสะดวกกว่าได้หรือไม่ ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๙๓๐/๒๕๖๒ โจทก์ที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๓๗๘๑, ๒๓๗๘๐, ๒๓๗๗๙ และ ๒๓๗๗๘ ที่ดินทั้งสี่แปลงแบ่งแยกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๗๐๐ จำเลยเป็น เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๖๔๗๖ ที่ดินของโจทก์ทั้งสี่แปลงมีที่ดินของบุคคลอื่นล้อมรอบโดยด้านทิศเหนือ ทิศตะวันออกและทิศใต้ติดกับที่ดินของบุคคลอื่น ส่วนด้านทิศตะวันตกของที่ดินแต่ละแปลงของโจทก์ทั้งสี่ติดกับ ที่ดินของจำเลย ทางพิพาทเป็นทางที่โจทท์ทั้งสี่สามารถใช้เป็นทางออกสู่สาธารณะได้สั้นและใกล้ที่สุด คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสี่ว่า ทางพิพาทเป็นทางจำเป็นแก่ที่ดินโจทก์ทั้งสี่หรือไม่ โดยโจทก์ทั้งสี่ฎีกาว่า ทางพิพาทเป็นทางที่สะดวกและสั้นที่สุด แม้ที่ดินของโจทก์ทั้งสี่จะเคยแบ่งแยกมาจากที่ดิน โฉนดเลขที่ ๑๗๐๐ ซึ่งเคยมีทางออกสู่ทางสาธารณะ แต่ได้มีการแบ่งแยกมานานถึง ๘๓ ปีแล้ว การจะออกจาก ที่ดินแปลงดังกล่าวจะต้องผ่านที่ดินของบุคคลอื่นอีกหลายคนทำให้จะต้องเสียค่าใช้จ่ายและมีความเสียหายแก่ที่ดิน แปลงอื่นอีกหลายแปลง จึงสมควรที่จะให้โจทท์ทั้งสี่สามารถใช้ทางพิพาทเป็นทางจำเป็นเข้าออกสู่ทางสาธารณะได้ เห็นว่า แม้ที่ดินของโจทท์ทั้งสี่ได้แบ่งแยกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๗๐๐ มาเป็นเวลานาน มีการแบ่งแยก เป็นที่ดินแปลงย่อยหลายแปลงและมีการโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่บุคคลอื่นก็ตาม แต่ที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๗๐๐ และที่ดิน ของโจทก์ทั้งสี่เคยเป็นที่ดินแปลงเดียวกันซึ่งที่ดินดังกล่าวติดกับทางสาธารณะ เมื่อแบ่งแยกที่ดินแล้วทำให้ที่ดิน ของโจทก์ทั้งสี่ไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ ดังนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๕๐ บัญญัติ ไว้ว่า ""ถ้าที่ดินแบ่งแยกหรือแบ่งโอนกันเป็นเหตุให้แปลงหนึ่งไม่มีทางออกไปสู่ทางสาธารณะไซร้ ท่านว่าเจ้าของ ที่ดินแปลงนั้นมีสิทธิเรียกร้องเอาทางเดินตามมาตราก่อนได้เฉพาะบนที่ดินแปลงที่ได้แบ่งแยกหรือแบ่งโอนกันและ ไม่ต้องเสียค่าทดแทน"" บทบัญญัติดังกล่าวเป็นบทบัญญัติบังคับแก่กรณีทางจำเป็นโดยเด็ดขาด มิได้คำนึงว่า จะมี ทางเข้าออกอื่นที่สะดวกกว่าหรือไม่ ดังนั้น โจทก์ทั้งสี่ไม่อาจฟ้องเรียกร้องทางเดินผ่านที่ดินของจำเลย ซึ่งมิใช่ที่ดิน แปลงเดิมที่ถูกแบ่งแยกหรือแบ่งโอนไป โดยไม่จำต้องคำนึงว่าการผ่านเข้าออกในที่ดินแปลงโฉนดเลขที่ ๑๗๐๐ จะมีระยะไกลกว่าทางพิพาทหรือไม่สะดวก เสียค่าใช้จ่ายมากกว่าการที่จะผ่านเข้าออกที่ดินแปลงพิพาทหรือไม่ ",แพ่ง,, 74,5,,รับโอนเช็คมาโดยไม่รู้ว่าผู้สั่งจ่ายถูกข่มขู่ให้ลงลายมือชื่อในเช็คหรือทราบถึงข้อต่อสู้ระหว่างผู้สั่งจ่าย กับผู้ทรงคนก่อน ดังนี้ ผู้สั่งจ่ายจะยกเอาความเกี่ยวพันกันเฉพาะะหว่างผู้สั่งจ่ายกับผู้ทรงคนก่อนมาเป็น ข้อต่อสู้ผู้ทรงเช็คว่าไม่ต้องรับผิด ได้หรือไม่ ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๖๑๖/๒๕๖๒ จำเลยลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาท จำนวน ๓ ฉบับ ให้แก่ ว. ต่อมาเช็คพิพาท ทั้งสามฉบับอยู่ในความครอบครองของโจทก์ เมื่อเช็คพิพาททั้งสามฉบับถึงกำหนด โจทก์ นำไปเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินโจทก์จึงฟ้องคดีนี้ จำเลยให้การว่าไม่มี นิติสัมพันธ์ใด ๆ กับโจทก์ ไม่เคยรู้จักกับโจทก์มาก่อน และไม่เคยกู้ยืมเงินโจทก์ เช็คพิพาท ทั้งสามฉบับนั้นจำเลยลงลายมือชื่อโดยยังมิได้กรอกข้อความเพราะถูก ว. กับพวกกล่าวกัน ข่มขืนใจโดยใช้อาวุธปืนจนจำเลยเกิดความกลัวจึงลงลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายในเช็คพิพาททั้งสามฉบับ ให้แก่ ว. ต่อมาจำเลยได้จ่ายเงินสดให้แก่ ว. จนครบถ้วน ว. ผัดผ่อนจะนำเช็คพิพาท ทั้งสามฉบับมามอบให้แก่จำเลยในภายหลัง เข็ดดังกล่าวเป็นเช็คประกันหนี้ไปอยู่ในความ ครอบครองของโจทก์ โดยโจทก์กับ ว. ไม่มีความสัมพันธ์ใด ๆ ต่อกัน เป็นกรณีที่โจทก์ รับเช็คพิพาททั้งสามฉบับมาไว้ในครอบครองโดยไม่สุจริต โจทก์กับ ว. ร่วมกันฉ้อฉลหรือ ฉ้อโกงจำเลย จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดในเช็คทั้งสามฉบับ ภาระการพิสูจน์ตกอยู่แก่จำเลยที่จะ ต้องนำสืบให้รับฟังได้ตามที่จำเลยกล่าวอ้าง พยานหลักฐานของจำเลยพึงไม่ได้ว่าการโอนเช็คพิพาททั้งสามฉบับมีชื่นโดยการ คบคิดฉ้อฉลระหว่างโจทก์กับ ว. ดังนั้น จำเลยผู้ถูกฟ้องในมูลหนี้เช็คพิพาททั้งสามฉบับจะ ยกเอาความเกี่ยวพันกันเฉพาะระหว่างจำเลยกับ ว. ผู้ทรงคนก่อนขึ้นเป็นข้อต่อสู้โจทก์ผู้ทรง เช็คว่าไม่ต้องรับผิดไม่ได้ จำเลยซึ่งลงลายมือชื่อในฐานะผู้สั่งจ่ายเช็คจึงต้องรับผิดตาม เนื้อความในเช็คพิพาททั้งสามฉบับต่อโจทก์ ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๙๐๐ วรรคหนึ่ง และ ๙๖๗ ประกอบมาตรา ๙๘๙ เมื่อเช็คพิพาททั้งสามฉบับถูกธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน จำเลยจึงต้องชำระต้นเงินตามจำนวนในเช็ค พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่ วันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คแต่ละฉบับเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๒๒๔ วรรคหนึ่ง",แพ่ง,, 74,6,,การนำข้อมูลบัตรเครดิตของผู้อื่นไปใช้ชำระค่าบริการผ่านเว็บไซต์โดยผู้อื่นไม่ยินยอม เป็นความผิด ฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นที่ออกให้เพื่อใช้ประโยชน์ในการชำระค่าสินค้า ค่าบริการหรือหนี้อื่นแทน การชำระด้วยเงินสดโดยมิชอบหรือไม่ ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๕๐/๒๕๖๔ บัตรเครดิตถือเป็น ""บัตรอิเล็กทรอนิกส์"" ตามบทนิยามแห่งประมวล กฎหมายอาญา มาตรา ๑ (๑๔) (ก) เนื่องจากผู้ออกได้ออกเอกสารคือบัตรเครดิตให้แก่ผู้มีสิทธิใช้โดยมีการบันทึกข้อมูล ในชิปการ์ดและเทปแม่เหล็ก ซึ่งเป็นวิธีการทางอิเล็กตรอน ไฟฟ้า คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หรือวิธีอื่นใดในลักษณะคล้ายกัน ส่วนข้อมูลบัตรเครดิต ได้แก่ หมายเลขบัตรเครดิต ชื่อผู้ถือ และวันหมดอายุ เมื่อปรากฏอยู่บนบัตรเครดิตซึ่งเป็น บัตรอิเล็กทรอนิกส์ตามกฎหมาย ถือว่าเป็นกรณีที่มีการออกเอกสารหรือวัตถุอื่นใดให้ จึงไม่เป็น ""บัตรอิเล็กทรอนิกส์"" ตามบทนิยามแห่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑ (๑๔) (ข) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑ (๑๔) เป็นเพียงบทนิยามว่าสิ่งใดเป็น ""บัตรอิเล็กทรอนิกส์"" ตามประมวลกฎหมายอาญา แต่มิได้ระบุเกี่ยวกับวิธีใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ไว้โดยเฉพาะ การวินิจฉัยว่าการกระทำใด เป็นการใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ จึงต้องพิจารณาว่าการกระทำนั้นเป็นวิธีใช้โดยทั่วไปของบัตรอิเล็กทรอนิกส์ชนิดนั้น หรือไม่ โดยไม่จำกัดว่าหากเป็น ""บัตรอิเล็กทรอนิกส์” ตามนิยามแห่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑ (๑๔) (ก) แล้ว การใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์จะต้องเป็นการใช้เอกสารหรือวัตถุอื่นใดที่ผู้ออกได้ออกให้โดยตรงเท่านั้น ดังจะเห็นได้จาก ""บัตรอิเล็กทรอนิกส์"" ตามนิยามแห่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑ (๑๔) (ข) ที่ระบุว่า ""....มีวิธีการใช้ทำนอง เดียวกับ (ก)"" ทั้งที่ไม่มีการออกเอกสารหรือวัตถุอื่นใดไว้ให้ แสดงว่าบัตรอิเล็กทรอนิกส์ตามนิยามแห่งประมวล กฎหมายอาญา มาตรา ๑ (๑๔) (ก) ย่อมสามารถใช้เฉพาะข้อมูลหรือรหัสได้เช่นเดียวกัน ด้วยเหตุนี้การวินิจฉัยว่า จำเลยใช้บัตรเครดิตของโจทก์โดยมิชอบหรือไม่ จึงต้องพิจารณาว่าการกระทำของจำเลยเป็นวิธีใช้บัตรเครดิต โดยทั่วไปหรือไม่ ซึ่งในปัจจุบันการกรอกข้อมูลบัตรเครดิตเพื่อชำระค่าสินค้า ค่าบริการหรือหนี้อื่นแทนการชำระ ด้วยเงินสดผ่านทางเว็บไซต์โดยผู้รับชำระไม่ต้องเห็นบัตรเครดิต เป็นวิธีใช้บัตรเครดิตโดยทั่วไปวิธีหนึ่ง การที่จำเลย นำข้อมูลบัตรเครดิตของโจทกไปใช้ชำระค่าบริการที่พักของจำเลยผ่านเว็บไซต์ อ. ดอทคอมจึงเป็นการใช้บัตร เครดิตของโจทก์แล้ว จำเลยมีความผิดฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นที่ออกให้เพื่อใช้ประโยชน์ในการชำระ ค่าสินค้า ค่าบริการหรือหนี้อื่นแทนการชำระด้วยเงินสด โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๙/๕ ประกอบมาตรา ๒๖๙/๒ ",อาญา,, 74,6,,ทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรสโดยการให้โดยเสน่หา หากผู้รับจะทำบันทึกการโอนกรรมสิทธิ์คืนให้แก่ ผู้ให้ต้องได้รับความยินยอมจากคู่สมรสก่อนหรือไม่ ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๗๒/๒๕๖๓ โจทก์จดทะเบียนยกกรรมสิทธิ์เฉพาะส่วนในที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยโดย ไม่มีค่าตอบแทนเป็นการให้โดยเสน่หา มิใช่โจทก์และจำเลยทำสัญญาขายที่ดินพิพาท แม้ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์สินที่ จำเลยได้มาระหว่างสมรส แต่เป็นการได้มาโดยการให้โดยเสน่หาจากโจทก์ อันถือเป็นสินส่วนตัวตามประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๘๑ (๓) จำเลยย่อมมีสิทธิทำบันทึกโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทคืนให้แก่โจทก์อันเป็น การจัดการสินส่วนตัวของจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๗๓ หาต้องได้รับความยินยอม จากภริยาจำเลยไม่ บันทึกโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทคืนให้แก่โจทก์มีลักษณะเป็นสัญญาต่างตอบแทนมีผลผูกพันโจทก์ และจำเลยให้ต้องปฏิบัติตาม เมื่อโจทก์มีคำขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนให้ที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของโจทก์ให้กลับมา เป็นของโจทก์ โจทก์ย่อมต้องชำระค่าตอบแทนแก่จำเลยในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ และแบ่งค่าเช่าให้จำเลยนับจาก วันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ โดยโจทก์เป็นฝ่ายเสียค่าธรรมเนียมตามบันทึกโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทคืนให้แก่โจทก์ เช่นเดียวกัน ซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ยกขึ้นอ้างได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒ (๕) ประกอบมาตรา ๒๔๖ มิใช่เป็นการพิพากษาเกินไปกว่า หรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ,แพ่ง,, 74,6,,ระหว่างสมรส คู่สมรสฝ่ายหนึ่งใช้เงินสินส่วนตัวก่อสร้างบ้านในที่ดินสินส่วนตัว ดังนี้ บ้านที่ปลูกเป็น สินส่วนตัวหรือไม่ ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๔๕/๒๕๖๓ โจทก์ใช้เงินสินส่วนตัวของโจทก์ที่มีมาก่อนจดทะเบียนสมรสกับจำเลย ที่ ๑ ซื้อที่ดินพิพาทแล้ว โจทก์ยังใช้เงินสินส่วนตัวของโจทก์ก่อสร้างบ้าน โรงจอดรถ คอกวัว และศาลาริมน้ำในที่ดินพิพาท ของโจทก์ แม้เป็นการก่อสร้างในระหว่างที่โจทก์กับจำเลยที่เป็นสามีภริยากันก็จะถือว่าบ้านพิพาทเป็นทรัพย์สินที่โจทก์ กับจำเลยที่ ๑ ได้มาระหว่างสมรสหาได้ไม่ บ้านพิพาทย่อมเป็นสินส่วนตัวของโจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ มาตรา ๑๔๓๗๒ วรรคหนึ่ง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองออกจากบ้านพิพาทและเรียกค่าเสียหายได้ ,แพ่ง,, 74,6,,เจ้าของหุ้นของบริษัทที่แท้จริงแต่ไม่มีรายชื่อเป็นผู้ถือหุ้นในสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น (มีตัวแทนถือหุ้นและ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทแทน) มีอำนาจฟ้องให้เพิกถอนการจดทะเบียนบริษัทที่เกิดจากการกระทำ ที่ไม่ชอบอันเป็นการละเมิดต่อผู้เป็นเจ้าของหุ้นที่แท้จริงหรือไม่ ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๑๘/๒๕๖๓ พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. ๒๕๔๒ เรื่อง การประกอบกิจการของคนต่างด้าว มิใช่ข้อห้ามอันเด็ดขาดในการประกอบธุรกิจและถือหุ้นของคนต่างด้าว เมื่อโจทก์ อ้างว่าโจทก์เป็นผู้ลงทุนและเป็นเจ้าของกิจการบริษัท บ. แล้วถูกจำเลยที่ ๔ และที่ ๕ ร่วมกันกระทำละเมิดต่อโจทก์ โดยการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นและกรรมการบริษัท อันเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ผู้เป็นเจ้าของหุ้นที่แท้จริง โจทก์มีอำนาจฟ้อง จำเลยที่ ๔ และที่ ๕ กระทำการข่มขู่ให้ ส. ตัวแทนโจทก์ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัท บ. ให้ลงลายมือชื่อในคำขอจดทะเบียนบริษัทและเอกสารอื่นๆ อันเป็นผลโดยตรงที่ทำให้จำเลยที่ ๔ เข้ามาถือหุ้นและ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัท บ. แทน ส. ตัวแทนโจทก์และจำเลยที่อาศัยฐานะการเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของ บริษัท บ. ตกลงเลิกสัญญาเช่าที่ดินกับจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ จนเป็นเหตุให้ร้านกาแฟของโจทก์ถูกรื้อถอนไป การกระทำ ของจำเลยที่ ๔ และที่ ๕ จึงเป็นการร่วมกระทำละเมิดต่อโจทก์ต้องร่วมกันรับผิดชำระค่าเสียหายที่เกิดขึ้นให้แก่โจทก์ โจทก์เป็นเจ้าของหุ้นของบริษัท บ. ที่แท้จริง แม้โจทก์ไม่มีรายชื่อเป็นผู้ถือหุ้นในสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น แต่กรรมการ ของบริษัทและผู้ถือหุ้นทุกคนในปัจจุบันของบริษัทล้วนเป็นผลมาจากการกระทำละเมิดของจำเลยที่ ๔ และที่ ๕ ที่กระทำ การข่มขู่ ส. ตัวแทนถือหุ้นและเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัท บ. แทนโจทก์ให้ลงลายมือชื่อโอนหุ้นให้แก่จำเลยที่ ๔ และลงนามจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการให้จำเลยที่ ๔ เป็นกรรมการแทน ส. และจำเลยที่ ๔ กระทำการเพิ่มชื่อ จำเลยที่ เข้ามาเป็นกรรมการบริษัท บ. ดังนั้น จำเลยที่ ๔ ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทและผู้มีรายชื่อถือหุ้น บริษัท บ.ย่อมคาดหมายได้ว่าจะไม่ฟ้องจำเลยที่ ๔ ผู้เป็นกรรมการที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่บริษัท โจทก์ในฐานะ เจ้าของหุ้นที่แท้จริงที่ได้รับความเสียหายจากการกระทำละเมิดของจำเลยที่ ๔ ที่ ๕ ย่อมฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียน บริษัท บ. ที่เกิดจากการไม่ชอบอันเป็นการละเมิดของจำเลยที่ ๔ และที่ ๕ ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๑๖๙ วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา ๑๑๙๕ ,แพ่ง,, 74,7,,พระภิกษุผู้มรณภาพมิได้ทำพินัยกรรมตั้งผู้จัดการมรดก แต่ก่อนมรณภาพได้สั่งเสียให้พี่น้องร่วมบิดา มารดาเดียวกันนำศพไปฌาปนกิจด้วยวาจา และขณะถึงแก่มรณภาพมีทรัพย์สินได้มาในระหว่างเวลาที่อยู่ใน สมณเพศ ดังนี้ บุคคลใดเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่จัดการศพผู้มรณภาพ ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๔๙๒/๒๕๖๔ ผู้มีอำนาจหน้าที่ในการจัดการทำศพนั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๔๙ กำหนดลำดับก่อนและหลังไว้ คือ ๑. บุคคลซึ่งผู้ตายตั้งไว้ให้เป็นผู้จัดการทำศพของผู้ตาย ๒. ผู้จัดการมรดกโดยพินัยกรรม ๓. บุคคลที่ทายาทมอบหมายให้เป็นผู้จัดการทำศพ ๔. บุคคลผู้ได้รับทรัพย์มรดก โดยพินัยกรรมหรือโดยสิทธิโดยธรรมเป็นจำนวนมากที่สุด ๕. บุคคลที่ศาลมีคำสั่งตั้งให้เป็นผู้จัดการทำศพ ผู้มรณภาพมิได้ทำพินัยกรรมตั้งผู้จัดการมรดก ส่วนข้อที่ว่า ก่อนมรณภาพผู้มรณภาพได้สั่งเสียให้โจทก์ นำศพผู้มรณภาพไปฌาปนกิจด้วยว่าจานั้น เมื่อพิจารณาถึงบทบัญญัติตามมาตรา ๑๖๔๖ ที่ว่า ""บุคคลใดจะแสดง เจตนาโดยพินัยกรรมกำหนดการเผื่อตายในเรื่องทรัพย์สินของตนเอง หรือในการต่าง ๆ อันจะให้เกิดเป็นผลบังคับได้ ตามกฎหมายเมื่อตนตายก็ได้"" แสดงว่าการจัดการทำศพเป็นกิจการอย่างหนึ่งซึ่งไม่เกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้ตาย ดังนั้น การจะทำให้บังเกิดผลบังคับได้ตามกฎหมายก็ต้องแสดงเจตนาโดยทำเป็นพินัยกรรม ซึ่งจะต้องทำตามแบบ ใดแบบหนึ่งที่กฎหมายกำหนดไว้ ๕ แบบ ตามมาตรา ๑๖๕๕ ถึงมาตรา ๑๖๖๓ โดยมาตรา ๑๖๖๓ กำหนด หลักเกณฑ์ที่จะทำพินัยกรรมด้วยวาจาไว้หลายประการ ดังนั้น แม้ผู้มรณภาพสั่งเสียโจทก์ให้ช่วยฌาปนกิจศพ ผู้มรณภาพก็ตาม แต่ไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ที่จะกระทำได้ กล่าวคือ ๑. ไม่มีพฤติการณ์พิเศษซึ่งผู้มรณภาพ ไม่สามารถทำพินัยกรรมแบบอื่นที่กำหนดไว้ได้ เช่น ตกอยู่ในอันตรายใกล้ความตายหรือเวลามีโรคระบาดหรือ สงคราม เป็นต้น ๒. ผู้รับการแสดงเจตนาซึ่งเป็นพยานอย่างน้อยสองคนต้องไปแสดงตนต่อกรมการอำเภอ โดยมิชักช้าและแจ้งข้อความที่ผู้ทำพินัยกรรมได้สั่งด้วยวาจา ทั้งต้องแจ้งวัน เดือน ปี สถานที่ที่ทำพินัยกรรมและ พฤติการณ์พิเศษนั้นไว้ด้วย ๓. กรมการอำเภอจดข้อความที่พยานแจ้งนั้นไว้ และให้พยานสองคนนั้นลงลายมือชื่อไว้ ดังนั้น คำสั่งเสียของผู้มรณภาพที่ให้โจทก์เป็นผู้จัดการทำศพผู้มรณภาพย่อมไม่บังเกิดผลตามบทกฎหมายข้างต้น ขณะถึงแก่มรณภาพ ผู้มรณภาพมีทรัพย์มรดกเป็นเงินสดและที่ฝากไว้กับธนาคารจำนวนหนึ่ง ทรัพย์สิน ดังกล่าวของผู้มรณภาพได้มาในระหว่างเวลาที่อยู่ในสมณเพศ ย่อมตกเป็นสมบัติของวัดจำเลยที่ ๑ ตามประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๒๓ ส่วนโจทก์และน้องคนอื่นของผู้มรณภาพ แม้เป็นทายาทโดยธรรม ในลำดับที่ ๓ ตามมาตรา ๑๖๒๙ (๓) ก็ไม่มีสิทธิรับทรัพย์มรดกดังกล่าวของผู้มรณภาพ ย่อมไม่อาจที่จะมอบหมาย ตั้งให้บุคคลใดเป็นผู้จัดการทำศพผู้มรณภาพ การที่จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นบุคคลผู้ได้รับทรัพย์มรดกโดยสิทธิโดยธรรม ตามผลของมาตรา ๑๖๒๓ อันเป็นจำนวนมากที่สุด จึงเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่จัดการทำศพผู้มรณภาพตามมาตรา ๑๖๔๙ วรรคสอง ",แพ่ง,, 74,7,,รับซื้อทองคำจากผู้ที่ลักมาขายให้ที่ร้านขายทองของผู้ซื้อซึ่งอยู่ในชุมชนการค้าไว้โดยสุจริต ผู้ซื้อจะได้รับความคุ้มครองไม่ต้องคืนทองคำแก่ผู้เป็นเจ้าของที่แท้จริงหรือไม่ ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๘๑๖/๒๕๖๓ ในคดีความผิดข้อหารับของโจรนั้น โจทก์มีหน้าที่ต้องนำสืบให้เห็นว่า จำเลยซื้อทองคำดังกล่าวไว้โดยรู้ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิด ไม่ใช่ว่าเมื่อจำเลยเป็นผู้ครอบครอง ทองคำดังกล่าวแล้ว จำเลยต้องนำสืบแก้ตัวว่าตนไม่รู้ว่าเป็นของที่ได้มาจากการกระทำความผิด ทองคำที่จำเลยรับซื้อไว้จาก ว. เป็นของโจทก์ จำเลยจึงไม่ได้กรรมสิทธิ์ในทองคำเพราะผู้ขายไม่มีกรรมสิทธิ์ ในทองคำนั้น ตามหลักที่ว่าผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของที่แท้จริงย่อมมีสิทธิติตตามเอาทองคำ ดังกล่าวคืนจากผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๓๖ แม้ห้างขายทองของจำเลย จะอยู่ในชุมชนการค้า แต่จำเลยรับซื้อทองคำจาก ว. ที่นำมาขายให้ที่ห้างขายทองของจำเลย โดยมิได้ซื้อจากร้านค้าใด ร้านค้าหนึ่งในชุมชุนการค้านั้น การที่จำเลยซื้อไว้โดยสุจริตและไม่เป็นความผิดฐานรับของโจร ก็ถือไม่ได้ว่าจำเลย ซื้อทองคำในท้องตลาดอันจะได้รับความคุ้มครองด้วยการยึดถือไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๓๒ จำเลยจึงต้องคืนทองคำดังกล่าวแก่โจทก์ วัตถุแห่งหนี้ที่จำเลยต้องชำระแก่โจทก์ ได้แก่ ทองคำที่จำเลยรับซื้อไว้ซึ่งผ่านการสกัดและหลอม จะกลายเป็นหนี้เงินได้ก็ต่อเมื่อการคืนทองคำดังกล่าวแก่โจทก์เป็นการพ้นวิสัย หาใช่คิดคำนวณราคาในเวลาที่ จำเลยรับซื้อจาก ว. ไม่ เมื่อไม่ปรากฏว่า การปฏิบัติการชำระหนี้ด้วยการคืนทองคำเป็นการพ้นวิสัยตั้งแต่เมื่อใด จึงกำหนดให้ใช้ราคาพร้อมดอกเบี้ยโดยคำนวณในขณะที่โจทก์ร้องขอให้ชำระหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ มาตรา ๒๑๓ อันได้แก่ วันฟ้องแต่เนื่องจากราคาซื้อขายทองคำในแต่ละวันมีการเปลี่ยนแปลงเป็นระยะ จึงกำหนดราคาให้ตามราคาขายโดยเฉลี่ยของสมาคมค้าทองคำในวันดังกล่าว คดีอาญา จำเลยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาล ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๕๒ แต่จำเลยฎีกาโดยเสียค่าขึ้นศาลมาจึงให้คืนค่าขึ้นศาลดังกล่าวแก่จำเลย ,แพ่ง,, 74,7,,เจ้าหนี้ที่จะฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนการฉ้อฉลจะต้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหรือไม่ ลูกหนี้ โอนที่ดินให้บุตรโดยเสน่หาโดยไม่มีทรัพย์สินอื่นใดอีก เจ้าหนี้มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนได้หรือไม่ ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๘๕/๒๕๖๔ การฟ้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลตามประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ มาตรา ๒๓๗ เป็นการให้สิทธิแก่เจ้าหนี้ที่จะสงวนไว้ซึ่งกองทรัพย์สินของลูกหนี้ เพราะทรัพย์สินของลูกหนี้ ย่อมเป็นหลักประกันในการชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ตามมาตรา ๒๑๔ ดังนั้น เจ้าหนี้ผู้มีสิทธิร้องขอให้ศาลเพิกถอน การฉ้อฉลจึงหมายถึง เจ้าหนี้ที่มีสิทธิเรียกให้ลูกหนี้ชำระหนี้ของตนจากทรัพย์สินของลูกหนี้ และต้องเสียเปรียบ จากการที่ทรัพย์สินของลูกหนี้ลดลงไม่พอชำระหนี้อันเนื่องมาจากการทำนิติกรรมอฉลของลูกหนี้ ทั้งนี้ไม่ว่าเจ้าหนี้ ดังกล่าวจะเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหรือไม่ก็ตาม แม้เจ้าหนี้ในหนี้ที่ยังไม่ได้มีการฟ้องร้องบังคับให้ชำระหนี้ ก็มีสิทธิที่จะร้องขอให้เพิกถอนได้ และการที่เจ้าหนี้จะขอให้เพิกถอนนิติกรรมที่ลูกหนี้กระทำลงโดยเฉพาะนิติกรรม ที่ทำให้โดยเสน่หาได้นั้น เพียงแต่ลูกหนี้กระทำลงโดยรู้อยู่แล้วว่านิติกรรมดังกล่าวทำให้เจ้าหนี้เสียเปรียบก็พอ จำเลยที่ ๑ โอนที่ดินให้แก่จำเลยที่ ๒ ภายหลังเวลาที่ ว. ลูกหนี้ชั้นตันตกเป็นวันผิดนัดแล้ว โดยไม่ ปรากฏว่าจำเลยที่ มีทรัพย์สินอื่นเพียงพอที่จะชำระหนี้ให้แก่โจทก์ได้จึงเป็นนิติกรรมที่จำเลยที่ ในฐานะลูกหนี้ตาม สัญญาค้ำประกันกระทำลงในขณะที่มีภาระหนี้ที่ต้องชำระแก่โจทก์ทำให้โจทก์เจ้าหนี้เสียเปรียบ จากการที่ ทรัพย์สินของจำเลยที่ลดลงไม่พอชำระหนี้โดยจำเลยที่ไม่มีทรัพย์สินอื่นที่โจทก์จะบังคับคดีได้อีก ฉะนั้นการที่จำเลย ที่ ๑ โอนที่ดินให้แก่จำเลยที่ ๒ โดยเสน่หา จำเลยที่ ๑ ย่อมรู้อยู่ว่าเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบ โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้อง ขอให้เพิกถอนนิติกรรมซึ่งเป็นการฉ้อฉลนั้นเสียได้ เมื่อศาลพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินระหว่างจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ จำเลยที่ ๑ ย่อมกลับ มีชื่อเป็นเจ้าของที่ดินโดยผลของคำพิพากษา ไม่มีสิ่งใดที่จะต้องบังคับจำเลยทั้งสองต้องปฏิบัติโดยการแสดงเจตนาอีก จึงไม่จำต้องสั่งให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนการโอนที่ดินให้กลับมาเป็นชื่อของจำเลยที่ ๑ ,แพ่ง,, 74,7,,ผู้กู้ผิดนัดภายหลังจากวันที่ผู้ค้ำประกันถึงแก่ความตายแล้ว สิทธิหน้าที่และความรับผิดตามสัญญา ค้ำประกันเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทของผู้ค้ำประกันหรือไม่ ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๗๖๓/๒๕๖๒ สัญญากู้ยืมเงินที่มิได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ แม้จำเลยที่ ๑ ผู้กู้ผิดนัด และโจทก์บอกเลิกสัญญาภายหลังจากวันที่ ส. ผู้ค้ำประกันถึงแก่ความตายแล้วก็ตาม แต่เมื่อหนี้กู้ยืมยังคงมีอยู่ อย่างสมบูรณ์ตั้งแต่ก่อนวันที่ ส. จะถึงแก่ความตาย และสัญญาค้ำประกันก็หาได้ระงับไปเพราะความตายของ ส. ไม่ สิทธิหน้าที่และความรับผิดต่างๆ ตามสัญญาค้ำประกันที่ ส. ทำกับโจทก์เป็นกองมรดกของผู้ตายและตกทอด แก่ทายาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๙๙ วรรคหนึ่ง และมาตรา ๑๖๐๐ โจทก์ชอบที่จะ ฟ้องจำเลยที่ ๓ ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ส. เพื่อบังคับตามสิทธิเรียกร้องของตนที่มีและได้รับชำระหนี้จาก ทรัพย์สินในกองมรดกของ ส. ตามมาตรา ๑๗๓๔ และมาตรา ๑๗๓๗ ,แพ่ง,, 74,8,,เข้าไปรังวัดและถ่ายรูปบริเวณทางพิพาทในที่ดินของผู้อื่นเพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานประกอบการฟ้อง คดีแพ่งขอให้เปิดทางจำเป็น เป็นความผิดฐานบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๒ หรือไม่ ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๓๒๓/๒๕๖๔ แม้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๔๙ และ มาตรา ๑๓๕๐ จะบัญญัติให้เจ้าของที่ดินแปลงที่ถูกที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกถึงสาธารณะได้สามารถ ที่จะผ่านที่ดินซึ่งล้อมอยู่ไปสู่ทางสาธารณะได้ ซึ่งสิทธิในการใช้ทางจำเป็นเป็นสิทธิที่เกิดขึ้นโดยผลของกฎหมาย ก็ตาม แต่บทบัญญัติดังกล่าวเป็นเพียงข้อจำกัดสิทธิของเจ้าของที่ดินแปลงที่ล้อมที่ดินของผู้อื่นจนไม่มีทางออกสู่ ทางสาธารณะได้ต้องยอมให้เจ้าของที่ดินแปลงที่ถูกล้อมใช้ทางผ่านที่ดินของตนเพื่อออกไปสู่ทางสาธารณะได้เท่านั้น ไม่ใช่บทบัญญัติที่เป็นการให้สิทธิแก่เจ้าของที่ดินแปลงที่ถูกล้อมที่จะเข้าไปในที่ดินของผู้อื่นหรือกระทำการใดๆ ในที่ดินของผู้อื่นได้โดยพลการ ทั้งสิทธิในการใช้ทางจำเป็นตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวจะต้องพิจารณา จากสภาพความจริงในขณะนั้นว่าเข้าเงื่อนไขตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๔๙ และมาตรา ๑๓๕๐ บัญญัติไว้หรือไม่ด้วย ซึ่งปรากฏว่า ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินแปลงที่ล้อมที่ดินของผู้อื่น และจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินแปลงที่ถูกล้อมยังคงมีข้อโต้เถียงในข้อเท็จจริงกันอยู่ว่าที่ดินของจำเลยที่ ๑ ถูกที่ดินของ ผู้เสียหายล้อมอยู่จนไม่มีทางออกถึงทางสาธารณะได้จริงหรือไม่ จึงจำต้องให้ศาลในคดีแพ่งชี้ขาดข้อเท็จจริง ให้รับฟังเป็นยุติก่อนว่าตามสภาพของที่ดินพิพาทในขณะนั้นเข้าเงื่อนไขเป็นทางจำเป็นซึ่งจำเลยที่ ๑ มีสิทธิที่จะใช้ ทางนั้นได้ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวหรือไม่ การที่จำเลยทั้งสองเข้าไปรังวัดและถ่ายรูปทางในที่ดิน ของผู้เสียหายโดยพลการ จึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งถือเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ ของผู้เสียหายโดยปกติสุขอันเป็นความผิดฐานบุกรุก ,อาญา,, 74,8,,การซื้อขายตามจำนวนเนื้อที่ดินที่เป็นจริง หากผู้ขายส่งมอบที่ดินแก่ผู้ซื้อน้อยกว่าจำนวนที่ตกลงไว้ใน สัญญาไม่เกินกว่าร้อยละห้าแต่ผู้ซื้อรับไว้ หากผู้ซื้อชำระเงินค่าที่ดินเกินไป ผู้ขายต้องคืนเงินค่าที่ดินแก่ผู้ซื้อ หรือไม่ ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๓๕/๒๕๖๔ หนังสือสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินข้อ ๑ มีข้อความว่า ผู้จะขายเป็น เจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๔๗๕๐ เนื้อที่ ๒๒ ไร่ ๒ งาน ๗๘ ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๖๖๗๖ เนื้อที่ ๒๐ ไร่ ๔.๒ ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๖๖๘๒ เนื้อที่ ๓๒ ไร่ ๒ งาน ๑๑ ตารางวา และที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๖๘๗๑ เนื้อที่ ๒๖ ไร่ ๓ งาน ๗.๖ ตารางวา ข้อ ๒ ผู้จะขายตกลงจะขายและผู้จะซื้อตกลงจะซื้อที่ดินดังกล่าวในข้อ ๑ โดยเป็นการซื้อขาย ตามจำนวนเนื้อที่ดินที่เป็นจริงในราคาไร่ละ ๑๙๐,๐๐๐ บาท รวมเป็นเงิน ๑๙,๓๘๐,๐๐๐ บาท เป็นข้อสัญญา ที่กำหนดจำนวนเนื้อที่ดินแต่ละแปลงและราคาที่ดินต่อไร่ไว้ชัดเจนแสดงให้เห็นเจตนาของโจทก์และจำเลยชัดแจ้ง ว่ามีความประสงค์จะซื้อขายที่ดินกันตามจำนวนเนื้อที่ดินที่แท้จริง มิใช่เป็นการซื้อขายตามจำนวนเนื้อที่ในโฉนดที่ดิน หรือขายเหมาแปลง ดังนั้น เนื้อที่ดินแต่ละแปลงตามที่ระบุในสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินจึงเป็นสาระสำคัญของ สัญญา แม้ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินมิได้กำหนดว่าจะต้องมีการรังวัดที่ดินก่อน ก็ไม่มีผลทำให้การซื้อขายที่ดิน ดังกล่าวกลับเป็นการซื้อขายตามจำนวนเนื้อที่ในโฉนดที่ดินไปได้ โจทก์ซึ่งรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินชอบที่จะรังวัด ตรวจสอบเนื้อที่ดินว่ามีจำนวนเนื้อที่ครบตามที่ระบุในสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินหรือไม่ จำเลยส่งมอบที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๖๖๘๒ แก่โจทก์ เนื้อที่ ๓๐ ไร่ ๑ งาน ๒.๔ ตารางวา น้อยกว่าจำนวน ที่จำเลยตกลงไว้ในสัญญา ๒ ไร่ ๑ งาน ๘.๖ ตารางวา โจทก์ซึ่งรับเอาไว้ต้องใช้ราคาตามส่วนตามประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๖๖ วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์ชำระเงินค่าที่ดินแก่จำเลยเกินไป จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องคืนเงิน ค่าที่ดินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ ",แพ่ง,, 74,8,,บุตรนอกกฎหมายที่บิดารับรองแล้วจะเป็นโจทก์ฟ้องย่าของตนได้หรือไม่ ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๓๗๘/๒๕๖๔ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๖๒ ที่บัญญัติห้ามมิให้ ฟ้องบุพการีของตนเป็นคดีแพ่งหรือคดีอาญานั้น เป็นบทบัญญัติที่จำกัดสิทธิ จึงต้องตีความโดยเคร่งครัดซึ่งต้อง หมายความว่า เป็นการห้ามเฉพาะบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายฟ้องบุพการีของตนเท่านั้น ดังนี้ แม้โจทก์ทั้งสามเป็น บุตรของผู้ตายที่ผู้ตายรับรองแล้ว แต่ผู้ตายกับมารดาของโจทก์ทั้งสามมิได้จดทะเบียนสมรสกัน โจทก์ทั้งสามจะเป็น บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย ก็ต่อเมื่อผู้ตายและมารดาของโจทก์ทั้งสามได้สมรสกันในภายหลังหรือผู้ตาย ได้จดทะเบียนว่าโจทก์ทั้งสามเป็นบุตรหรือศาลพิพากษาว่าเป็นบุตร ตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๔๗ บัญญัติไว้เท่านั้น เมื่อไม่ปรากฏว่าได้มีการดำเนินการตามบทบัญญัติดังกล่าว โจทก์ทั้งสามจึงมิใช่ บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย ดังนั้นแม้จำเลยที่ ๑ เป็นย่าของโจทก์ทั้งสาม โจทก์ทั้งสามก็ไม่ต้องห้ามมิให้ ฟ้องจำเลยที่ ๑ ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว โจทก์ทั้งสามจึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๑ ได้ ,แพ่ง,, 74,8,,ที่ดินตกอยู่ในภาระจำยอมเฉพาะแต่เรื่องทางเดินแต่มิได้ใช้เป็นเรื่องทางเดินเป็นเวลากว่าสิบปี แต่มี การใช้ประโยชน์ในภาระจำยอมเพื่อจอดรถและเก็บของดังนี้ ภาระจำยอมสิ้นไปหรือไม่ เจ้าของรวมต่างปลูกบ้านลงบนที่ดินกรรมสิทธิ์รวม ต่อมาเมื่อแบ่งแยกโฉนดที่ดินกันปรากฏว่าระเบียงไม้ ของบ้านเจ้าของรวมคนหนึ่งรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของเจ้าของรวมอีกคนหนึ่งดังนี้ บุคคลที่ซื้อที่ดินที่ระเบียงไม้ รุกล้ำที่ดินของบุคคลอื่นได้รื้อระเบียงไม้ออกแล้วสร้างระเบียงเหล็กขึ้นมาแทนต้องรื้อถอนระเบียงเหล็กหรือไม่ ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๑๖๘/๒๕๖๓ ที่ดินของจำเลยเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่ตกอยู่ในภาระจำยอมที่พิพาท เพื่อประโยชน์แก่ที่ดินอันเป็นอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์เฉพาะแต่เรื่องทางเดิน แต่ภาระจำยอมที่พิพาทมิได้ใช้เป็น เรื่องทางเดินเป็นเวลากว่าสิบปี ภาระจำยอมที่พิพาทย่อมสิ้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๙๙ แม้มีการใช้ประโยชน์ในภาระจำยอมที่พิพาทเพื่อจอดรถและเก็บของในเวลาต่อมา แต่ก็มิใช่เป็นการใช้ ประโยชน์ในภาระจำยอมที่พิพาทในเรื่องทางเดิน ซึ่งถือว่าเป็นกรณีที่เจ้าของสามยทรัพย์ทำการเปลี่ยนแปลง ในภารยทรัพย์ ซึ่งทำให้เกิดภาระเพิ่มขึ้นแก่ภารยทรัพย์หรือเป็นกรณีที่ความต้องการแห่งเจ้าของสามยทรัพย์ เปลี่ยนแปลงไปที่จะทำให้เกิดภาระเพิ่มขึ้นแก่ภารยทรัพย์ ซึ่งไม่อาจทำได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๘๘ และมาตรา ๑๓๘๙ ด้วยเหตุนี้เอง เมื่อภาระจำยอมที่พิพาทสิ้นไป ที่ดินของจำเลยจึงเป็น อสังหาริมทรัพย์ที่มิได้ตกอยู่ในภาระจำยอมที่พิพาทเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินอันเป็นอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์อีกต่อไป จำเลยในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินย่อมมีสิทธิขัดขวางมิให้โจทก์เข้าเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินของจำเลยโดยมิชอบ ด้วยกฎหมาย โดยชอบที่จะปิดกั้นทางภาระจำยอม และขอให้โจทก์จดทะเบียนเพิกถอนภาระจำยอมในที่ดิน แก่จำเลยได้โดยชอบ เดิมที่ดินทั้งสองแปลงเป็นกรรมสิทธิ์รวมระหว่างบิดาโจทก์กับ ช. บิดาโจทก์ได้สร้างบ้านเลขที่ ๒๕๑ ลงบนที่ดินก่อนบริเวณด้านหน้า แล้ว ช. จึงสร้างบ้านเลขที่ ๒๕๑/๑ ลงบนที่ดินบริเวณด้านหลัง จากนั้นจึงได้ไป แบ่งแยกโฉนดที่ดินกันโดยบ้านของบิดาโจทก์อยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๔๗๖๘๒ ส่วนบ้านของ ช. อยู่บนที่ดิน โฉนดเลขที่ ๑๙๒๖๒ เมื่อแบ่งแยกโฉนดที่ดินแล้วปรากฏว่าระเบียงไม้ของบ้านบิดาโจทก์รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของ ช. เมื่อโจทก์ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๔๗๖๘๒ พร้อมสิ่งปลูกสร้างต่อมาโจทก์จึงไม่ใช่ผู้ก่อสร้างระเบียงไม้รุกล้ำเข้าไปใน ที่ดินของจำเลย กรณีเช่นนี้ไม่มีบทกฎหมายที่จะยกขึ้นปรับแก่คดีได้โดยตรงตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔ จึงต้องนำมาตรา ๑๓๑๒ วรรคแรกมาใช้บังคับในฐานะที่เป็นบทกฎหมายที่ใกล้เคียง อย่างยิ่ง โดยถือว่าระเบียงไม้ที่รุกล้ำนั้นเป็นมาโดยสุจริต จำเลยจึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้โจทก์รื้อระเบียงไม้ แต่เมื่อ ปรากฏต่อมาว่าโจทก์ได้รื้อระเบียงไม้ออกเนื่องจากผุพังแล้วสร้างระเบียงเหล็กขึ้นมาแทนโดยโจทก์ทราบดีว่า ระเบียงเหล็กที่สร้างขึ้นใหม่รุกล้ำเข้าไปในที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๙๒๖๒ ของจำเลยโดยจำเลยไม่ยินยอม จึงเป็นการ สร้างโรงเรือนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้อื่นโดยไม่สุจริต จำเลยย่อมมีสิทธิเรียกร้องให้โจทก์รื้อถอนระเบียงเหล็ก ที่สร้างรุกล้ำเข้ามาในที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๙๒๖๒ ของจำเลยตามฟ้องแย้งได้ ,แพ่ง,, 74,9,,ทำสัญญาเช่าพื้นที่จอดรถในโรงพยาบาลเพื่อบริหารจัดการและติดตั้งระบบจัดเก็บค่าบริการจอดรถ ไม่ได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรในการดูแลค้ำจุนหรือตัดแต่งต้นไม้ในลานจอดรถให้มีสภาพมั่นคง เพียงพอที่จะต้านทานพายุที่เกิดขึ้นตามฤดูกาล หากมีต้นไม้ที่หักล้มลงมาทับรถยนต์ที่นำไปจอดไว้ได้รับ ความเสียหาย ผู้เช่าจะต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ที่นำรถมาจอดหรือไม่ ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๘๔๐/๒๕๖๓ โจทก์กล่าวอ้างความรับผิดของจำเลยในฐานะผู้ครองต้นไม้ซึ่งทำให้ เกิดความเสียหายเป็นกรณีตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๓๔ ที่กำหนดให้ ผู้ครองโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายที่เกิดขึ้น เพราะเหตุที่โรงเรือนหรือ สิ่งปลูกสร้างก่อสร้างไว้ชำรุดบกพร่องหรือบำรุงรักษาไม่เพียงพอ เว้นแต่ผู้ครองได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควร เพื่อปัดป้องมิให้เกิดความเสียหายแล้ว เจ้าของต้องใช้คำสินไหมทดแทนและบทบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับตลอดถึง ความบกพร่องในการปลูกหรือค้ำจุนต้นไม้หรือกอไผ่ด้วย จำเลยเป็นผู้บริหารจัดการพื้นที่จอดรถบริเวณด้านหน้าโรงพยาบาล ธ. โดยจำเลยเข้าครอบครองพื้นที่ ดังกล่าวในฐานะผู้เช่าที่ดินตามสัญญาเช่าที่ดินราชพัสดุ ลักษณะทางกายภาพของพื้นที่เช่าเป็นลานจอดรถแบบโล่ง ๒ ลาน มีต้นไม้ใหญ่ปลูกอยู่โดยรอบ การที่จำเลยรับมอบพื้นที่ดังกล่าวมาบริหารจัดการเป็นการดูแลลานจอดรถ ซึ่งมีต้นไม้ใหญ่จำนวนมาก การยึดถือครอบครองพื้นที่เช่าในลักษณะเช่นนี้ย่อมรวมถึงไม้ยืนต้นที่ปลูกไว้ด้วย ทั้งต้นไม้ยังเป็นร่มเงาและช่วยลดความร้อนในลานจอดรถ นับว่าเป็นประโยชน์แก่การให้บริการที่จอดรถของจำเลย การตรวจตราดูแลต้นไม้ในลานจอดรถเพื่อมิให้ก่อความเสียหายหรือเป็นอันตรายแก่การให้บริการพื้นที่ จอดรถอยู่ในความรับผิดชอบของจำเลยโดยตรง เมื่อจำเลยเป็นผู้ครองต้นไม้ที่ปลูกอยู่ในบริเวณลานจอดรถ จำเลยจึงต้องบำรุงรักษาและดูแลค้ำจุนต้นไม้ให้อยู่ในสภาพที่มั่นคงแข็งแรง พายุที่เกิดขึ้นเป็นไปตามฤดูกาล ไม่ได้มี ความรุนแรงถึงขนาดที่จะก่อพิบัติภัยอันไม่อาจจะหลีกพ้นได้ และหากจำเลยได้ดูแลค้ำจุนหรือตัดแต่งต้นไม้ เพื่อป้องกันการโค่นล้มความเสียหายก็จะไม่เกิดขึ้น การที่เกิดความเสียหายในกรณีนี้เป็นเพราะจำเลยไม่ได้ใช้ ความระมัดระวังตามสมควรในการดูแลค้ำจุนหรือตัดแต่งต้นไม้ในลานจอดรถให้มีสภาพมั่นคงเพียงพอที่จะ ต้านทานพายุที่เกิดขึ้นตามฤดูกาล หาได้เป็นเหตุสุดวิสัยไม่ จำเลยในฐานะผู้ครองต้นไม้ที่ก่อให้เกิดความเสียหาย จำต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายที่เกิดขึ้นตามบทบัญญัติมาตรา ๔๓๔ ดังกล่าว จำเลยจึงเป็น ผู้กระทำละเมิดที่ต้องรับผิดต่อผู้เอาประกันภัยของโจทก์ เมื่อโจทก์ชดใช้ค่าซ่อมรถยนต์แทนผู้เอาประกันภัยไป จึงเข้ารับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันซึ่งมีต่อจำเลยตามจำนวนเงินทีชดใช้ไปนั้น ,แพ่ง,, 74,9,,สำเนารายงานประจำวันไม่มีข้อความใดที่ทำให้เข้าใจได้ว่าจำเลยยืมเงินโจทก์และตกลงจะใช้คืน แต่มีข้อความรับว่าได้เอาเงินไป เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๕๓ วรรคหนึ่ง หรือไม่ ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๘๑๗/๒๕๖๓ ตามสำเนารายงานประจำวันระบุข้อความแต่เพียงว่า จำเลยกับพวก รวม ๓ คน ไปพบพนักงานสอบสวนกรณีที่รุมทำร้ายโจทก์ สาเหตุเนื่องจากโจทก์ไปพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องเงินจำนวน ๖๐๐,๐๐๐ บาท ที่จำเลยเอาไปแต่ยังไม่ได้ใช้คืน จำเลยยอมรับว่าเมื่อประมาณเดือนมีนาคมและพฤษภาคม ๒๕๖๐ ได้เอาเงินจำนวน ๖๐๐,๐๐๐ บาท (เดือนละ ๓๐๐,๐๐๐ บาท) จากโจทก์ไปจริง โดยมีข้อแลกเปลี่ยนและพูดคุย กันว่าจะให้เข้าไปทำงานในบริษัทของโจทก์ตอบแทนเงินจำนวนดังกล่าว แต่ภายหลังมีปัญหาข้อขัดแย้งกัน จึงไม่ได้ร่วมงานกันแล้ว โจทก์ทวงถามขอเงินคืนมาตลอดและยังไม่ได้ข้อสรุปก็มาเกิดเหตุขึ้นเสียก่อน แสดงว่า จำเลยรับว่าได้รับเงินจำนวน ๖๐๐,๐๐๐ บาท จากโจทก์เพื่อตอบแทนการเข้าทำงานในบริษัทของโจทก์เท่านั้น จำเลยไม่ได้รับว่ากู้ยืมเงินโจทก์ ดังนั้น เมื่อสำเนารายงานประจำวันไม่มีข้อความใดที่ทำให้เข้าใจได้ว่าจำเลยยืมเงิน โจทก์และตกลงจะใช้คืน สำเนารายงานประจำวันจึงไม่ใช่หลักฐานแห่งการกู้ยืมตามประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ มาตรา ๖๕๓ วรรคหนึ่งที่ โจทก์จะฟ้องร้องให้บังคับคดีได้ ",แพ่ง,, 74,9,,นำหนังสือสัญญากู้เงินที่ปลอมลายมือชื่อผู้กู้มาฟ้องผู้กู้และนำสืบหรือแสดงสัญญากู้เงินดังกล่าวใน การพิจารณาคดี ดังนี้ จะมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาฐานใด ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๔๐๗/๒๕๖๑ การที่จำเลยที่ ๑ นำหนังสือสัญญากู้เงินที่ปลอมลายมือชื่อของ ผู้เสียหายใช้หรืออ้างในการฟ้องคดีต่อศาลชั้นต้น อันเป็นความผิดฐานใช้หรืออ้างเอกสารสิทธิปลอมกับการที่ จำเลยที่ ๑ นำหนังสือสัญญากู้เงินฉบับดังกล่าวนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดี อันเป็นความผิดฐานเบิกความอันเป็นเท็จและฐานนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดี แม้การกระทำของจำเลยที่ ๑ ตามขั้นตอนต่างๆ ดังกล่าวเป็นการกระทำคนละวัน แต่เป็นการกระทำที่ต่อเนื่อง เชื่อมโยงกันโดยมีเจตนาเดียวกัน คือเพื่อที่จะให้ศาลพิพากษาให้ผู้เสียหายชำระเงินกู้ให้แก่จำเลยที่ ๑ ตามหนังสือ สัญญากู้เงินที่ทำปลอมขึ้นเป็นสำคัญ การกระทำของจำเลยที่ ๑ จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิด ต่อกฎหมายหลายบทต้องลงโทษในความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ เพียงกระทงเดียว ,อาญา,, 74,9,,การฟ้องคดีโดยแนบรายการสินค้ามาเป็นเอกสารท้ายฟ้องหรือการจัดทำเอกสารอันเป็นเท็จ เพื่อนำมาใช้เป็นพยานหลักฐานในการดำเนินคดีเป็นเรื่องการนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานในการพิจารณาคดี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๘๐ หรือไม่ ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๒๐๒/๒๕๖๒ จำเลยที่ ๒ กระทำความผิดฐานเบิกความเท็จพร้อมกันไปกับกระทำ ความผิดฐานนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดี โดยกระทำในวันเวลาและคดีเดียวกัน และมีเจตนามุ่งประสงค์ต่อผลอย่างเดียวกันคือ เพื่อให้ศาลหลงเชื่อและพิพากษาให้โจทก์ทั้งสองกับพวกคืนหรือ ชดใช้ราคาสินค้าตามรายการสินค้าทั้งหมดซึ่งมีรายการสินค้าที่เป็นเท็จรวมอยู่ด้วยให้แก่ฝ่ายจำเลย จึงเป็น การกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท การฟ้องคดีโดยแนบรายการสินค้ามาเป็นเอกสารท้ายฟ้องหรือการจัดทำเอกสารเพื่อนำมาใช้เป็น พยานหลักฐานในการดำเนินคดี มิใช่เป็นเรื่องการนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีตามประมวล กฎหมายอาญา มาตรา ๑๘๐ ,อาญา,, 74,9,,ยิงปืนใส่กลุ่มวัยรุ่นในขณะมีผู้คนกำลังเล่นน้ำสงกรานต์และมีรถยนต์แล่นขวางทางเบื้องหน้า กระสุน ปืนที่ยิงถูกผู้อื่น ดังนี้ เป็นการกระทำโดยพลาดหรือไม่ ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๖๘๔/๒๕๖๒ ความผิดฐานกระทำโดยพลาด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๖๐ นั้น หมายความว่าผู้ใดเจตนาที่จะกระทำต่อบุคคลหนึ่ง แต่ผลของการกระทำเกิดแก่อีกบุคคลหนึ่งโดยพลาดไป กฎหมายย่อมถือเจตนาของผู้กระทำเป็นสำคัญว่า ไม่ได้มีเจตนากระทำต่อผู้ที่ถูกกระทำโดยพลาด แต่เป็นกรณีที่ เกิดขึ้นโดยบังเอิญ และต้องไม่ใช่กรณีที่ผู้กระทำเล็งเห็นผลของการกระทำโดยเจตนาเล็งเห็นผล วันเกิดเหตุเป็นวันเทศกาลสงกรานต์ การจราจรติดขัด มีรถยนต์และผู้คนกำลังเล่นน้ำสงกรานต์ ในวันเทศกาลอย่างพลุกพล่าน แต่ทิศทางที่จำเลยที่เล็งปืนไปข้างหน้าใส่กลุ่มวัยรุ่นนั้น มีรถยนต์แล่นอยู่เป็นแนว โดยตลอดและมีการยิงปืนเพียงข้างเดียวจากจำเลยที่ ๑ ไม่มีการยิงปืนจากฝ่ายตรงข้าม และนอกจากรถยนต์คันที่ โจทก์ร่วมนั่งโดยสารมาแล้ว กระสุนปืนที่จำเลยที่ ๑ ยิง ยังไปถูกรถกระบะอีกคันหนึ่งด้วย การที่มีผู้คนกำลังเล่นน้ำ สงกรานต์และมีรถยนต์แล่นขวางทางเบื้องหน้า แต่จำเลยที่ ๑ ยังคงยิงปืนออกไป ย่อมเป็นพฤติการณ์ที่แสดงว่า จำเลยที่ ๑ มีเจตนาเล็งเห็นแล้วว่า กระสุนปืนอาจถูกบุคคลอื่นที่อยู่ข้างหน้านั้นได้ การกระทำของจำเลยที่ ๑ จึงเป็นการกระทำโดยมีเจตนาเล็งเห็นผลว่า กระสุนปืนที่ อาจถูกบุคคลอื่นถึงแก่ความตายได้ จำเลยที่ ๑ จึงมีเจตนา พยายามฆ่าโจทก์ร่วม หาใช่เป็นการกระทำโดยพลาดไม่ ,อาญา,, 74,10,,การขยายกำหนดเวลาไถ่ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่หรือไม่ ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๘๖๐/๒๕๖๓ การขยายกำหนดเวลาไถ่ แม้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๙๖ วรรคสอง จะมิได้บังคับให้ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ แต่การขยายกำหนดเวลาไถ่ อย่างน้อยต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้รับไถ่จึงจะบังคับกันได้ แต่โจทก์ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือลง ลายมือชื่อจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ผู้รับไถ่มาแสดง จึงไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ตามบทบัญญัติดังกล่าว โจทก์ไม่อาจกล่าวอ้างว่าจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ตกลงขยายกำหนดเวลาไถ่เพื่อฟ้องบังคับให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ รับการไถ่ที่ดินพิพาทจากโจทก์ได้ ฉะนั้น เมื่อโจทก์ไม่ไถ่ที่ดินพิพาทภายในกำหนด ที่ดินพิพาทย่อมตกเป็นกรรมสิทธิ์ ของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ โดยเด็ดขาดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๙๑ จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ จึงมี สิทธิจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ ๓ ได้ โจทก์ไม่มีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนขายที่ดินพิพาท ระหว่างจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ กับจำเลยที่ ๓ ,แพ่ง,, 74,10,,แคชเชียร์เช็คระบุชื่อผู้รับเงิน มีการขีดคร่อมพร้อมกับมีข้อความว่า “A/C Payee Only” ในช่องขีดคร่อม ธนาคารนำไปเรียกเก็บเงินเข้าบัญชีเงินฝากของลูกค้าที่เปิดไว้กับธนาคารซึ่งมิใช่ผู้รับเงินตามแคชเชียร์เช็ค ธนาคารผู้เรียกเก็บเงินจะต้องรับผิดต่อผู้เป็นเจ้าของแท้จริงแห่งเช็คหรือไม่ ผู้ซื้อแคชเชียร์เช็คจากธนาคารผู้ออกเช็คมีอำนาจฟ้องธนาคารผู้เรียกเก็บเงินตามเช็คให้รับผิดใช้เงิน ตามแคชเชียร์เช็คหรือไม่ ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๙๕๑/๒๕๖๒ แคชเชียร์เช็คพิพาทระบุชื่อโจทก์ที่ ๑ เป็นผู้รับเงิน แม้ไม่ได้ขีดฆ่า “หรือตามคำสั่ง” แต่ได้มีการขีดคร่อมพร้อมกับมีข้อความว่า “A/C Payee Only"" ในช่องขีดคร่อม อันมีความหมายว่า ห้ามเปลี่ยนมือและต้องจ่ายเงินเข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์ที่ ๑ ที่มีแก่ธนาคารเท่านั้น โจทก์ที่ ๑ จึงเป็นผู้ทรงเช็ค พิพาท แม้ในช่วงแรกของการเรียกร้องกันโจทก์ที่ ๑ จะปฏิเสธไม่รับรู้การทำประกันชีวิตให้แก่โจทก์ที่ ๒ ถึงที่ ๗ แต่ตามพระราชบัญญัติประกันชีวิต พ.ศ.๒๕๓๕ มาตรา ๗๐/๑ บัญญัติให้บริษัทประกันชีวิตต้องร่วมรับผิดกับ ตัวแทนประกันชีวิตต่อความเสียหายที่ตัวแทนประกันชีวิตนั้นได้ก่อขึ้นจากการกระทำการเป็นตัวแทนประกันชีวิต ของบริษัท โจทก์ที่ ๑ จึงเป็นผู้ทรงแคชเชียร์เช็คพิพาทโดยชอบด้วยกฎหมายมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสาม โจทก์ที่ ๒ ถึงที่ ๗ เป็นผู้ซื้อแคชเชียร์เช็คจากธนาคารผู้ออกเช็คมิได้เป็นผู้ทรงแคชเชียร์เช็คพิพาท จึงมิใช่ เจ้าของอันแท้จริงแห่งเช็คนั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๐๐๐ ที่จะมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๑ ให้รับผิดชดใช้เงินตามแคชเชียร์เช็คพิพาท โจทก์ที่ ๑ เป็นผู้ทรงแคชเชียร์เช็คพิพาทขีดคร่อมพร้อมกับมีข้อความว่า “A/C Payee Only” ในช่องขีดคร่อม ซึ่งมีความหมายทำนองเดียวกับ “เปลี่ยนมือไม่ได้” หรือ “ห้ามเปลี่ยนมือ” ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๙๕ การที่จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้มีวิชาชีพประกอบการธนาคารเรียกเก็บเงินตามแคชเชียร์เช็คพิพาทไปเข้า บัญชีของจำเลยที่ ๑ ทั้งที่ต้องนำเงินตามแคชเชียร์เช็คพิพาทเข้าบัญชีของโจทก์ที่ ๑ เท่านั้น ต้องถือว่าจำเลยที่ ๑ กระทำการโดยประมาทเลินเล่อ เป็นกระทำละเมิดต่อโจทก์ โจทก์ที่ ๑ เป็นผู้ทรงเช็คพิพาทขีดคร่อมและมีข้อความว่า “A/C Payee Only มีความหมายทำนอง เดียวกับ “เปลี่ยนมือไม่ได้” หรือ “ห้ามเปลี่ยนมือ” และมีอำนาจฟ้องธนาคารจำเลยที่ ๑ ที่ต้องนำเช็คพิพาท เข้าบัญชีของโจทก์ที่ ๑ เท่านั้น แต่นำเข้าบัญชีของจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นการละเมิดต่อโจทก์ที่ ๑ จำเลยที่ ๑ ต้องชดใช้ ค่าเสียหายให้โจทก์ที่ ๑ และต้องถือว่าวันที่จำเลยที่ ๑ สามารถเรียกเก็บเงินและนำเงินเข้าบัญชีของจำเลยที่ ๓ เป็นเวลาที่มีการกระทำละเมิดต่อโจทก์ที่ ๑ ที่โจทก์ที่ ๑ มีสิทธิเริ่มคิดดอกเบี้ยเป็นต้นไป ",แพ่ง,, 74,10,,ผู้รับโอนเช็คจำต้องมีนิติสัมพันธ์กับผู้สั่งจ่ายเช็คหรือไม่ ผู้สั่งจ่ายเช็คจะยกข้อต่อสู้ที่มีต่อผู้ทรงคนก่อนว่าการสั่งจ่ายเช็คมีเงื่อนไขว่าเมื่อผู้สั่งจ่ายได้รับโอนกรรมสิทธิ์โครงการแล้ว เช็คจึงจะเรียกเก็บเงินได้ เมื่อผู้ทรงคนก่อนผิดสัญญาซื้อขาย ตนชอบที่จะระงับการจ่ายเงินตามเช็คที่ได้มาเป็นข้อต่อสู้ผู้ทรงคนปัจจุบันได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๐๑๖/๒๕๖๐ จำเลยทั้งสามให้การยอมรับว่าได้ลงลายมือชื่อในเช็คพิพาทแล้ว แต่อ้างว่า เช็คพิพาทไม่มีมูลหนี้จึงไม่ต้องรับผิดชำระเงินตามเช็คตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๐๐ วรรคหนึ่ง ภาระการพิสูจน์ย่อมตกแก่ฝ่ายจำเลย จำเลยที่ ๑ ประสงค์จะซื้อห้องชุดคืนจากโจทก์ในราคาทุน กล่าวคือ โจทก์ได้ชำระมัดจำในการซื้อห้องชุด จากบริษัท ส. ไปเท่าใด จำเลยที่ ๑ จะสั่งจ่ายเช็คเงินสดเพื่อให้บริษัท ส. นำไปชำระคืนให้แก่โจทก์เป็นจำนวน เท่ากัน เช่นนี้ การที่บริษัท ส. นำเช็คของจำเลยที่ ๑ ไปชำระหนี้คืนให้แก่โจทก์ย่อมเป็นไปตามความประสงค์ ของจำเลยที่ ๑ และเป็นความยินยอมของจำเลยที่ ๑ ที่ให้บริษัท ส. ใช้เช็คของจำเลยที่ ๑ ไปชำระหนี้ให้แก่โจทก์ หาใช่เช็คพิพาทไม่มีมูลหนี้ไม่ การที่โจทก์ครอบครองเช็คฉบับเดิมแล้วเปลี่ยนเป็นเช็คพิพาท ก็ยังเป็นการครอบครอง เช็คดังกล่าวไว้โดยสุจริต จึงเป็นผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมาย มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๑ ในฐานะผู้สั่งจ่ายและจำเลยที่ ๓ ในฐานะผู้สลักหลังเช็คพิพาทผู้ถือซึ่งเป็นเพียงประกัน (อาวัล) ผู้สั่งจ่ายย่อมต้องผูกพันเป็นอย่างเดียวกันกับจำเลยที่ ๑ ซึ่งตนประกันตามเช็คพิพาทแก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๒๑, ๙๔๐ วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยมาตรา ๙๘๙ ให้รับผิดตามเช็คได้ แม้จะมีบันทึกข้อตกลงยอมความเรื่องการประนีประนอมยอมความ ระหว่างผู้จองซื้อห้องชุดกับบริษัท ส. ซึ่งทำให้โจทก์มีสิทธิเลือกเอาว่าจะใช้สิทธิเรียกร้องเอาจากบริษัท ส. หรือ เรียกร้องเอาจากจำเลยที่ ๑ ผู้สั่งจ่ายเช็คทางใดทางหนึ่งก็ได้ หาได้ห้ามโจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องเอาจากจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้สั่งจ่ายเช็คไม่ เช็คเป็นตราสารที่สามารถโอนเปลี่ยนมือกันได้ เช็คพิพาทเป็นเช็คผู้ถือย่อมสามารถโอนเปลี่ยนมือได้ด้วย การส่งมอบให้แก่กันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๑๘ ประกอบด้วยมาตรา ๙๘๙ โจทก์ซึ่งเป็น ผู้รับโอนเช็คหาจำต้องมีนิติสัมพันธ์กับจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้สั่งจ่ายไม่ แม้จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ อ้างว่าการจ่ายเงิน มีเงื่อนไขว่าเมื่อจำเลยที่ ๑ ได้รับโอนกรรมสิทธิ์โครงการจากบริษัท ส. แล้ว เช็คจึงจะเรียกเก็บเงินได้ เมื่อบริษัท ส. ผิดสัญญาซื้อขายโครงการกับจำเลยที่ ๑ เพราะไม่โอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินของโครงการให้แก่จำเลยที่ ๑ ฝ่ายจำเลยชอบที่จะระงับการจ่ายเงินตามเช็คพิพาทนั้น เป็นเพียงความเกี่ยวพันกันเฉพาะบุคคลระหว่างจำเลยที่ ๑ กับบริษัท ส. เท่านั้น จำเลยที่ ๑ ไม่อาจยกขึ้นต่อสู้โจทก์ซึ่งเป็นผู้ทรงคนปัจจุบันตามมาตรา ๙๑๖ ประกอบด้วย มาตรา ๙๘๙",แพ่ง,, 74,10,,ทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนสลบไป แล้วนำร่างไปไว้บนรถบรรทุกไปจอดทิ้งไว้ แต่เนื่องจากผู้ถูกทำร้าย ฟื้นขึ้นจึงใช้เชือกรัดคอจนถึงแก่ความตาย ณ สถานที่นั้น โดยไม่มีการเคลื่อนผู้ตายไปที่ใดอีก จะเป็นความผิด ฐานร่วมกันเคลื่อนย้ายศพหรือไม่ ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๗๙๒/๒๕๖๐ จำเลยที่ ๓ มีเจตนาร่วมทำร้ายผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตั้งแต่แรก ที่จำเลยที่ ๒ ได้ขอให้จำเลยที่ ๓ ช่วยเหลือก่อนเกิดเหตุแล้ว จำเลยมีความผิดเพียงฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่น โดยไตร่ตรองไว้ก่อนซึ่งเป็นความผิดลักษณะหนึ่งในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๙ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๖ อันเป็นความผิดอย่างหนึ่งที่เป็นความผิดได้ในตัวเองในหลายอย่างที่รวมอยู่ในความผิดฐานร่วมกัน ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามฟ้องและมีอัตราโทษน้อยกว่า ศาลย่อมลงโทษในความผิดตามที่พิจารณาได้ความ ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๒ วรรคท้าย จำเลยที่ ๒ ใช้เชือกรัดคอผู้ตายจนถึงแก่ความตาย ณ สถานที่ที่จำเลยที่ ๒ นำรถยนต์กระบะมาจอดทิ้งไว้ เนื่องจากผู้ตายฟื้นขึ้นยังไม่ตาย จากนั้นก็ไม่มีการเคลื่อนผู้ตายไปที่ใดอีก แสดงว่าระหว่างที่จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ยกผู้ตายมาไว้ในรถยนต์กระบะจนถึงเวลาที่จำเลยที่ ๒ ขับรถยนต์กระบะไปจอดทิ้งไว้ที่อื่น ก่อนที่จำเลยที่ ๒ จะฆ่า ผู้ตายที่นั่น ผู้ตายยังมีชีวิตอยู่ การเคลื่อนย้ายผู้ตายไปสถานที่ดังกล่าวไม่ใช่เป็นการเคลื่อนย้ายศพตามฟ้อง การกระทำของจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ ไม่เป็นความผิดฐานร่วมกันเคลื่อนย้ายศพเพื่อปิดบังการเกิดการตายหรือเหตุแห่ง การตายกับฐานเคลื่อนย้ายศพ โดยไม่มีเหตุอันสมควรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๙๙ และมาตรา ๓๓๖/๓ ประกอบมาตรา ๘๓ ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ๒๖) พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๔ ให้ยกเลิกอัตราโทษในมาตรา ๒๙๖ และให้ใช้อัตราโทษใหม่แทน เมื่อโทษจำคุกตาม กฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษจำคุกเท่ากัน ส่วนโทษปรับตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษ ปรับสูงกว่าโทษปรับตามกฎหมายเดิม กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลยที่ ๑ ต้องใช้กฎหมายเดิมซึ่งเป็น กฎหมายที่ใช้ขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยที่ ๑ ,อาญา,, 74,11,,ปลอมลายมือชื่อเจ้าของที่ดินในหนังสือมอบอำนาจและเอกสารประกอบการจดทะเบียนสิทธิและ นิติกรรมให้ผู้รับมอบอำนาจไปจดทะเบียนโอนขายที่ดิน ต่อมาผู้ซื้อนำที่ดินไปจดทะเบียนจำนอง เจ้าของที่ดินที่ แท้จริงมีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมจำนองหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๙๕/๒๕๖๓ จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ ร่วมกันปลอมลายมือชื่อโจทก์ในหนังสือมอบอำนาจ และเอกสารประกอบการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมให้จำเลยที่ ๓ เป็นผู้รับมอบอำนาจไปจดทะเบียนโอนขาย ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทแก่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ โดยไม่ชอบ จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ย่อมไม่ใช่เจ้าของที่ดิน พร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทไม่มีสิทธินำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทไปจดทะเบียนจำนองแก่จำเลยที่ ๕ การจำนอง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๐๕ ซึ่งบัญญัติว่า “การจำนองทรัพย์สินนั้น นอกจากผู้เป็น เจ้าของในขณะนั้นแล้ว ท่านว่าใครอื่นจะจำนองหาได้ไม่” ดังนั้น การจำนองจึงไม่มีผลผูกพันโจทก์ผู้เป็นเจ้าของ โดยไม่ต้องคำนึงว่าจำเลยที่ ๕ รับจำนองโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนหรือไม่ จำเลยที่ ๕ ไม่ได้ทรัพย์สินจำนอง ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาท ไม่อาจโอนสิทธิการรับจำนองให้แก่จำเลยร่วมได้เป็นไปตามหลักที่ว่า ผู้รับโอนไม่มี สิทธิดีกว่าผู้โอน โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของแท้จริงมีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมจำนองและโอนสิทธิการรับจำนอง ที่ไม่ชอบนั้นเสียได้,แพ่ง,, 74,11,,บุคคลผู้เข้าเป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนจำกัดต้องรับผิดในหนี้ซึ่งห้างหุ้นส่วนได้ก่อให้เกิดขึ้นก่อนที่ตน เข้ามาเป็นหุ้นส่วนด้วยหรือไม่ และผู้เป็นหุ้นส่วนซึ่งออกจากห้างหุ้นส่วนจำกัดไปแล้วยังต้องรับผิดในหนี้ ซึ่งห้างหุ้นส่วนได้ก่อให้เกิดขึ้นก่อนที่ตนออกจากหุ้นส่วนนั้นหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๓๕/๒๕๖๑ จำเลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด ระหว่างวันที่ ๙ กันยายน ๒๕๔๗ ถึงวันที่ ๒๓ กันยายน ๒๕๕๖ มีจำเลยที่ ๒ เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ระหว่างวันที่ ๒๔ กันยายน ๒๕๕๖ ถึงปัจจุบัน มีจำเลยที่ ๓ เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ เมื่อวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๖ จำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ หุ้นส่วน ผู้จัดการในขณะนั้นทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์รับว่าจำเลยที่ ๑ เป็นหนี้ค่าสินค้า ตกลงชำระเงิน จำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยโดยผ่อนชำระเป็นงวดๆ ละเดือน จำเลยที่ ๑ ผิดนัดไม่ชำระเงินตามสัญญาประนีประนอม ยอมความ โจทก์มีหนังสือทวงถามไปยังจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยว่าจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ต้องร่วมกับจำเลยที่ ๑ รับผิดชำระเงินแก่โจทก์ หรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า ขณะทำสัญญาประนีประนอมยอมความจำเลยที่ ๒ เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ ๑ ย่อมต้องรับผิดเป็นการส่วนตัวร่วมกับจำเลยที่ ๑ ส่วนจำเลยที่ ๓ เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ ๑ ขณะโจทก์ยื่นฟ้อง จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๐๘๗ บัญญัติว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัดต้องให้แต่เฉพาะ ผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดเท่านั้นเป็นผู้จัดการ ฉะนั้น เมื่อขณะที่โจทก์ฟ้อง จำเลยที่ ๓ เป็นหุ้นส่วน ผู้จัดการของจำเลยที่ ๑ จึงเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิด จำเลยที่ ๓ จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ ชำระเงินตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแก่โจทก์ แม้หนี้ดังกล่าวจำเลยที่ ๑ จะก่อให้เกิดขึ้นก่อนที่จำเลยที่ ๓ เข้ามา เป็นหุ้นส่วนก็ตาม ตามมาตรา ๑๐๕๒ ประกอบมาตรา ๑๐๗๗ (๒) และมาตรา ๑๐๘๐ วรรคหนึ่ง ส่วนจำเลยที่ ๒ เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ ๑ ในขณะที่จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาประนีประนอมยอมความ กับโจทก์จนกระทั่งจำเลยที่ ๑ ผิดนัดชำระหนี้และออกจากการเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ เมื่อวันที่ ๒๔ กันยายน ๒๕๕๖ เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ ยังอยู่ในเวลาสองปีนับแต่วันที่จำเลยที่ ๒ ออกจากการเป็นหุ้นส่วน ผู้จัดการของจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๒ จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ ชำระเงินแก่โจทก์เช่นกัน ตามประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๐๖๘ ประกอบมาตรา ๑๐๘๐ วรรคหนึ่ง และมาตรา ๑๐๘๗,แพ่ง,, 74,11,,ฟ้องหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัดให้ดำเนินการจดทะเบียนโอนคืนหุ้นส่วนดังเดิม อ้างว่า ใช้อำนาจหน้าที่ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการโดยมิชอบนำผู้เป็นหุ้นส่วนออกจากการเป็นหุ้นส่วน เป็นเรื่องฟ้องเพิกถอน การฉ้อฉลหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๓๐๖/๒๕๖๒ โจทก์ทั้งสามฟ้องว่า จำเลยใช้อำนาจหน้าที่ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการ โดยมิชอบยื่นคำขอจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมทะเบียนหุ้นส่วนของห้างหุ้นส่วนจำกัด อ. นำโจทก์ทั้งสามออกจากการ เป็นหุ้นส่วน และนำ ป. และ ก. เข้าเป็นหุ้นส่วนแทนโจทก์ทั้งสามด้วยลงหุ้นเป็นเงิน การกระทำของจำเลยเป็นการ กระทำโดยใช้อำนาจหน้าที่ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการโดยทุจริตและไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้โจทก์ทั้งสามได้รับ ความเสียหาย ดังนี้ การกระทำของจำเลยตามฟ้องเป็นการที่จำเลยยื่นคำขอต่อนายทะเบียนผู้รับจดทะเบียน โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ทั้งสาม มิใช่เป็นการที่จำเลยได้กระทำนิติกรรมใดๆ อันได้กระทำลงทั้งที่รู้อยู่ว่า จะเป็นทางให้โจทก์ทั้งสามเสียเปรียบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๓๗ ไม่อยู่ภายใต้บทบัญญัติ มาตรา ๒๔๐ ที่ห้ามฟ้องร้องเมื่อพ้นปีหนึ่งนับแต่เวลาที่เจ้าหนี้ได้รู้ต้นเหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอน โจทก์บรรยายฟ้องว่าการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำโดยใช้อำนาจหน้าที่ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการ โดยทุจริตและไม่ชอบด้วยกฎหมาย นำโจทก์ทั้งสามออกจากการเป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนจำกัด อ. โดยโจทก์ ทั้งสามไม่ยินยอมเป็นการไม่ชอบ ทำให้โจทก์ทั้งสามได้รับความเสียหาย และมีคำขอให้จำเลยในฐานะหุ้นส่วน ผู้จัดการดำเนินการจดทะเบียนโอนคืนหุ้นส่วนแก่โจทก์ทั้งสามดังเดิม โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้บังคับจำเลยกระทำ ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการของห้าง หาได้ฟ้องให้จำเลยรับผิดในฐานะส่วนตัวไม่ โจทก์ทั้งสามมีอำนาจฟ้อง,แพ่ง,, 74,11,,ผู้รับจำนำนำทรัพย์สินที่จำนำไปขาย โดยไม่ได้มีการบอกกล่าวบังคับจำนำจะมีความผิดฐานใด ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๙๙๗/๒๕๖๓ จำเลยรับจำนำรถยนต์พิพาทจาก ป. จำเลยมีเพียงสิทธิยึดถือ ครอบครองรถยนต์พิพาทไว้จนกว่าจะได้รับชำระหนี้ครบถ้วนและมีสิทธิจะขายทรัพย์จำนำได้ต่อเมื่อบอกกล่าว บังคับจำนำเป็นหนังสือไปยัง ป. ให้ชำระหนี้ภายในกำหนดเวลาอันสมควรก่อน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๕๘ และ ๗๖๔ เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยมีหนังสือบอกกล่าวให้ ป. ชำระหนี้ภายในกำหนดเวลาพอสมควร จำเลยจึงไม่มีสิทธินำรถยนต์พิพาทไปขาย แม้ไม่ปรากฏว่าจำเลยนำไปขายให้แก่บุคคลใดก็ตาม แต่การที่จำเลย แจ้งแก่ ป. ว่าได้ขายรถยนต์พิพาทไปแล้ว ย่อมแสดงให้เห็นว่าจำเลยมีส่วนร่วมรู้เห็นในการขายรถยนต์พิพาท เมื่อจำเลยยึดถือครอบครองรถยนต์พิพาทแทน ป. ผู้จำนำแล้วจำเลยนำรถยนต์พิพาทไปขายและไม่สามารถนำมา คืนให้แก่ ป. ผู้จำนำซึ่งได้ใช้สิทธิไถ่ถอนโดยนำเงินมาชำระหนี้แก่จำเลยแล้ว จึงเป็นการเบียดบังเอารถยนต์พิพาทนั้นไป เป็นของตนโดยทุจริต อันเป็นการก่อให้เกิดความเสียหายแก่ ป. ผู้จำนำ ผู้เสียหายที่ ๑ ผู้ให้เช่าซื้อและผู้เสียหายที่ ๒ เจ้าของรถยนต์พิพาทในขณะนั้น จำเลยกระทำความผิดฐานยักยอก ,อาญา,, 74,12,,ทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินเกินกว่าส่วนของตนให้แก่ผู้รับพินัยกรรม พินัยกรรมเป็นโมฆะหรือไม่ และผู้รับพินัยกรรมซึ่งเป็นทายาทจะถูกกำจัดมิให้รับมรดกหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๑๔๓/๒๕๖๓ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๔๖ ได้วางหลักการ ในการทำพินัยกรรมของบุคคลไว้ว่า “บุคคลใดจะแสดงเจตนาโดยพินัยกรรมกำหนดการเผื่อตายในเรื่องทรัพย์สิน ของตนเอง หรือในการต่างๆ อันจะให้เกิดเป็นผลบังคับได้ตามกฎหมายเมื่อตนตายก็ได้” ซึ่งบทบัญญัติแห่งมาตรานี้ มีความหมายชัดเจนว่า บุคคลจะทำพินัยกรรมกำหนดการเผื่อตายได้ก็แต่เฉพาะทรัพย์สินของตนเองเท่านั้น โดยไม่ อาจทำพินัยกรรมกำหนดการเผื่อตายในทรัพย์สินของผู้อื่นได้ สิ่งปลูกสร้างพร้อมที่ดินพิพาทตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๕๐๗๘ เป็นกรรมสิทธิ์รวมที่ ก.และ ส. ได้มาใน ระหว่างอยู่กินฉันสามีภริยากันโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสและมีส่วนแบ่งเท่ากันคนละครึ่ง ก. จึงมีอำนาจที่จะ จำหน่ายจ่ายโอนสิ่งปลูกสร้างพร้อมที่ดินพิพาทได้แต่เฉพาะส่วนของตนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๖๑ วรรคหนึ่ง โดยเมื่อ ส. ถึงแก่ความตาย สิ่งปลูกสร้างพร้อมที่ดินพิพาทในส่วนของ ส. ย่อมถือเป็น สินส่วนตัวของ ส. ที่เป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมของ ส. ดังนี้ การที่ ก. ทำพินัยกรรมยกสิ่งปลูกสร้าง พร้อมที่ดินพิพาททั้งแปลงให้แก่จำเลยผู้เดียว จึงเป็นกรณีที่ ก. ทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินเกินกว่าส่วนของตนให้แก่ จำเลยซึ่ง ก. ไม่มีอำนาจกระทำได้ โดยพินัยกรรมหรือข้อกำหนดพินัยกรรมที่มีเนื้อหาเช่นนี้ไม่มีบทบัญญัติของ กฎหมายระบุให้เป็นโมฆะหรือเสียเปล่าไป แต่มีผลให้ทรัพย์มรดกตามพินัยกรรมตกได้แก่จำเลยเพียงตามส่วน ของ ก. ผู้ทำพินัยกรรมเท่านั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๐๕ วรรคหนึ่ง และมาตรา ๑๖๐๖ (๔) ได้วางหลักเกณฑ์ไว้ สรุปความได้ว่า ทายาทคนใดยักย้ายหรือปิดบังทรัพย์มรดกเท่าส่วนที่ตนจะได้หรือมากกว่านั้นโดยฉ้อฉลหรือรู้อยู่ว่า ตนทำให้เสื่อมประโยชน์ของทายาทคนอื่น ทายาทคนนั้นต้องถูกกำจัดมิให้ได้มรดกเฉพาะส่วนที่ได้ยักย้ายหรือ ปิดบัง หรือต้องถูกกำจัดมิให้ได้มรดกเลยแล้วแต่กรณี หรือหากบุคคลใดฉ้อฉลหรือข่มขู่ให้เจ้ามรดกทำหรือเพิกถอน หรือเปลี่ยนแปลงพินัยกรรมแต่บางส่วนหรือทั้งหมดซึ่งเกี่ยวกับทรัพย์มรดก หรือไม่ให้กระทำการดังกล่าว บุคคลนั้น ต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดกฐานเป็นผู้ไม่สมควร ก. เจ้ามรดกทำพินัยกรรม ยกสิ่งปลูกสร้างพร้อมที่ดินพิพาททั้งแปลงให้แก่จำเลยผู้เดียวโดยถูกต้องตามแบบ ของกฎหมายด้วยความประสงค์อันแท้จริงของ ก. เอง โดยจำเลยมิได้กระทำการยักย้ายหรือปิดบังทรัพย์มรดก ทั้งมิได้ ฉ้อฉลหรือข่มขู่ให้ ก. ทำพินัยกรรมเกี่ยวกับทรัพย์มรดกนั้นในประการใด แม้ ก. จะทำพินัยกรรมยกทรัพย์สิน เกินกว่าส่วนของตนให้แก่จำเลย แต่กรณีก็เป็นเรื่องที่ ก. กระทำไปโดยขาดความรู้ความเข้าใจในข้อเท็จจริงและ ข้อกฎหมายเกี่ยวกับทรัพย์สินที่ ก. และ ส. ได้มาในระหว่างอยู่กินฉันสามีภริยากันโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส เมื่อจำเลยมิได้กระทำการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติมาตรา ๑๖๐๕ วรรคหนึ่ง และมาตรา ๑๖๐๖ (๔) และนอกจากนี้ จำเลยยังเป็นผู้รับพินัยกรรม ซึ่ง ก. ได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินให้เฉพาะสิ่งเฉพาะอย่างหรือทรัพย์สินที่ระบุ ตัวทรัพย์ได้ชัดเจนแน่นอน ได้แก่ สิ่งปลูกสร้างพร้อมที่ดินพิพาทตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๕๐๗๘ อันเป็นไปตาม หลักเกณฑ์ของมาตรา ๑๖๐๕ วรรคสอง จำเลยจึงไม่อยู่ในสถานที่จะต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดก,แพ่ง,, 74,12,,โทรศัพท์ให้ผู้เสียหายนำเงินมามอบให้โดยขู่เข็ญว่าหากผู้เสียหายไม่นำเงินมาให้จะนำเรื่องความสัมพันธ์ ชู้สาวระหว่างตนซึ่งมีครอบครัวแล้วกับผู้เสียหาย ซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้เสียหายต้องการปกปิดเป็นความลับไปเปิดเผย ต่อบุคคลอื่น เป็นความผิดฐานใด ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๖๘๕/๒๕๕๘ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า การกระทำของจำเลยครบองค์ประกอบความผิดฐานรีดเอาทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๘ หรือไม่” โดยจำเลยฎีกาว่า การขู่เข็ญว่าจะเปิดเผยความลับต้องเป็นการขู่เข็ญว่าจะเปิดเผยความลับที่เป็นการกระทำที่ชอบด้วย กฎหมายเท่านั้น การขู่เข็ญว่าจะเปิดเผยความลับที่ผิดศีลธรรมอันดีของประชาชนจึงไม่เป็นความผิดนั้น เห็นว่า การขู่เข็ญว่าจะเปิดเผยความลับซึ่งเป็นองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๘ หมายความว่า การขู่เข็ญว่าจะเปิดเผยเหตุการณ์ข้อเท็จจริงที่ไม่ประจักษ์แก่บุคคลทั่วไปและเป็นข้อเท็จจริงที่เจ้าของ ความลับประสงค์จะปกปิดไม่ให้บุคคลอื่นรู้ ดังนี้ ความลับจึงไม่จำเป็นต้องเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย หรือไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือผิดศีลธรรมอันดีของประชาชน หากเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงและเจ้าของ ข้อเท็จจริงประสงค์จะปกปิดไม่ให้บุคคลอื่นรู้ก็ถือว่าเป็นความลับแล้ว เมื่อฎีกาของจำเลยยอมรับข้อเท็จจริงว่า จำเลยมีภริยาอยู่แล้ว แต่จำเลยกับผู้เสียหายสมัครใจมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกันมาประมาณ ๑ ปี ข้อเท็จจริงที่ จำเลยกับผู้เสียหายมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกันจึงเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจริง เมื่อเป็นการกระทำที่ผิดศีลธรรมอันดี ของประชาชน แสดงว่าผู้เสียหายประสงค์จะปกปิดไม่ให้บุคคลอื่นโดยเฉพาะภริยาจำเลยรู้เรื่องดังกล่าว เรื่องนั้น จึงเป็นความลับของผู้เสียหาย การที่จำเลยขู่เข็ญผู้เสียหายว่าหากผู้เสียหายไม่นำเงินจำนวน ๒๐,๐๐๐ บาท มาให้ จำเลยแล้ว จำเลยจะนำเรื่องความสัมพันธ์ฉันชู้สาวระหว่างจำเลยซึ่งมีครอบครัวแล้วกับผู้เสียหายไปเปิดเผย ต่อบุคคลอื่น จึงเป็นการขู่เข็ญว่าจะเปิดเผยความลับของผู้เสียหาย ครบองค์ประกอบความผิดตามประมวล กฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๘ แล้ว การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าว คดีนี้ศาลพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๗ วรรคแรก, ๓๓๘ แต่ให้ ลงโทษฐานรีดเอาทรัพย์ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ",อาญา,, 74,12,,เจ้าหนี้ไปร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่ลูกหนี้ข้อหาฉ้อโกง หากลูกหนี้โอนที่ดินให้แก่บุตรจะเป็นความผิด ฐานโกงเจ้าหนี้หรือไม่ ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๙๐๕/๒๕๖๑ ความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๐ นั้น เจ้าหนี้ต้องใช้หรือจะใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้ลูกหนี้ชำระหนี้แล้ว และลูกหนี้รู้ว่าเจ้าหนี้ได้ใช้หรือจะใช้สิทธิ ดังกล่าวแล้วยังโอนทรัพย์สินให้ผู้อื่น โดยมีมูลเหตุจูงใจเพื่อไม่ให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน โจทก์ไปร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลยข้อหาฉ้อโกง ก่อนวันที่จำเลยโอนที่ดินให้แก่บุตรทั้งสองของจำเลย การร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนของโจทก์ย่อมนำไปสู่การยื่นฟ้องคดีอาญาของพนักงานอัยการ ซึ่งรวมถึง การเรียกทรัพย์สินหรือราคาที่โจทก์ต้องสูญเสียไปเนื่องจากการกระทำความผิดแทนโจทก์ด้วยตามประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๔๓ อีกทั้งเมื่อพนักงานอัยการยื่นฟ้องคดี โจทก์จะยื่นคำร้องขอเข้าร่วม เป็นโจทก์กับพนักงานอัยการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๐ หรือไม่ก็ได้ ดังนั้น โดยการ ร้องทุกข์ของโจทก์ ไม่ว่าต่อมาโจทก์จะยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์หรือไม่ ก็มีผลเป็นการเรียกร้องทรัพย์สินหรือ ราคาที่โจทก์สูญเสียไปจากการกระทำความผิดคืนโดยพนักงานอัยการดำเนินการแทนแล้ว โจทก์ไม่จำต้องทวงถาม หรือฟ้องคดีแพ่งเพื่อบังคับชำระหนี้อีก การร้องทุกข์ของโจทก์จึงเป็นกรณีที่โจทก์จะใช้สิทธิเรียกร้องทางศาล ให้จำเลยชำระหนี้แล้ว เมื่อจำเลยมีเจตนาทุจริตยักยอกเงินโจทก์ และโจทก์ได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยแล้ว จำเลยจึงรู้แล้วว่าโจทก์จะใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้ชำระหนี้ การที่จำเลยโอนที่ดิน ให้แก่บุตรทั้งสองของจำเลยจึงเป็นไปเพื่อมิให้โจทก์ได้รับชำระหนี้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามฟ้อง ,อาญา,, 74,12,,นำรถบรรทุกถังพลาสติกบรรจุน้ำมาชั่งน้ำหนักเพื่อให้เห็นว่ารถมีน้ำหนักมากกว่าปกติ จากนั้นนำรถไปถ่ายน้ำออกจากถังเพื่อนำรถไปรับน้ำนมดิบซึ่งจะได้ปริมาณมากกว่าที่ควรจะได้ เป็นความผิดฐานใด ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๒๕๑/๒๕๖๒ จำเลยบรรจุน้ำอยู่ในถังก่อนนำรถไปชั่งน้ำหนักเพื่อให้เห็นว่ารถมี น้ำหนักมากกว่าปกติ ภายหลังจากนั้นจำเลยจึงนำรถไปถ่ายน้ำออกจากถัง เมื่อนำรถไปรับน้ำนมดิบก็จะได้ปริมาณ มากกว่าที่ควรจะได้ การกระทำของจำเลยถึงขั้นลงมือกระทำความผิดแล้ว หาก ข. ไม่พบเห็นการกระทำของจำเลย ก็จะบรรลุผลตามที่จำเลยได้กระทำลงไป จึงเป็นการลงมือกระทำความผิดแล้วแต่กระทำไปไม่ตลอด จึงเป็นเพียง การพยายามกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๐ จำเลยมีเจตนาทุจริตที่จะเอาน้ำนมดิบของผู้เสียหายไปตั้งแต่ต้น โดยวิธีนำรถบรรทุกถังพลาสติกบรรจุน้ำ มาชั่งน้ำหนักในครั้งแรกเพื่อให้พนักงานของผู้เสียหายเห็นว่ารถมีน้ำหนักมากกว่าปกติ ภายหลังจากนั้นจึงถ่ายน้ำ ออกจากถังแล้วไปรับน้ำนมดิบ เมื่อนำรถมาชั่งอีกครั้งทำให้จำเลยได้รับน้ำนมดิบในปริมาณน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นเท่ากับ ปริมาณน้ำที่ถ่ายทิ้งไป จึงเป็นการใช้กลอุบายเพื่อให้บรรลุผลคือ การเอาน้ำนมดิบในส่วนที่เกินของผู้เสียหายไป โดยทุจริตเท่านั้น พนักงานของผู้เสียหายไม่ได้มีเจตนาส่งมอบการครอบครองน้ำนมดิบในส่วนที่เกินแก่จำเลย การกระทำของจำเลยจึงเข้าองค์ประกอบความผิดฐานลักทรัพย์ แต่การกระทำของจำเลยยังไม่บรรลุผล จึงเป็น เพียงความผิดฐานพยายามลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะตามฟ้อง ,อาญา,, 74,13,,บุคคลหลายคนต่างยอมตนเข้าเป็นผู้ค้ำประกันในหนี้รายเดียวกัน หากอายุความสะดุดหยุดลงเป็นโทษแก่ผู้ค้ำประกันรายหนึ่ง จะเป็นโทษแก่ผู้ค้ำประกันร่วมรายอื่นหรือเป็นโทษแก่ลูกหนี้ชั้นต้นด้วยหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๖๒๘/๒๕๖๔ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๙๒ บัญญัติว่าอายุความ สะดุดหยุดลงเป็นโทษแก่ลูกหนี้นั้น ย่อมเป็นโทษแก่ผู้ค้ำประกันด้วย แต่บทบัญญัติดังกล่าวหาได้บัญญัติว่า หากอายุความสะดุดหยุดลงเป็นโทษแก่ผู้ค้ำประกันรายหนึ่งจะเป็นโทษแก่ผู้ค้ำประกันร่วมรายอื่นหรือเป็นโทษแก่ ลูกหนี้ชั้นต้นด้วย จำเลยทั้งสามต่างฝ่ายต่างยอมตนเข้าเป็นผู้ค้ำประกันในหนี้กู้ยืมของผู้ตายที่มีต่อโจทก์ตามหนังสือเงินกู้ สามัญ จำเลยทั้งสามจึงมีความรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกัน แม้ถึงว่าจะมิได้เข้ารับค้ำประกันร่วมกันตามมาตรา ๖๘๒ วรรคสอง ดังนี้ อายุความของลูกหนี้ร่วมคนใดก็ย่อมเป็นไปเพื่อคุณและโทษแต่เฉพาะแก่ลูกหนี้คนนั้น ฉันใดฉันนั้น เมื่ออายุความสะดุดหยุดลงเฉพาะแก่ลูกหนี้ร่วมคนใดก็ย่อมเป็นไปเพื่อคุณและโทษแต่เฉพาะแก่ลูกหนี้คนนั้น เช่นกัน ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๙๕ แม้การที่จำเลยทั้งสามต่างผ่อนชำระหนี้ตามสัญญาค้ำประกันให้แก่โจทก์ หลายครั้งภายหลังผู้ตายซึ่งเป็นผู้กู้ถึงแก่ความตาย ย่อมถือเป็นการรับสภาพหนี้ตามสัญญาค้ำประกันต่อโจทก์ผู้เป็น เจ้าหนี้เป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลงตามมาตรา ๑๙๗/๑๔ (๑) ต้องเริ่มนับอายุความใหม่ตามสัญญาค้ำประกัน อันเป็นมูลหนี้เดิมตามมาตรา ๑๙๓/๑๕ วรรคหนึ่ง ก็ตาม แต่ก็หาทำให้มูลหนี้ตามสัญญากู้ยืมอันเป็นหนี้ประธาน ของผู้ตายซึ่งเป็นลูกหนี้ชั้นต้นสะดุดหยุดลงด้วยไม่ และเมื่อโจทก์มิได้ฟ้องทายาทผู้ตายให้รับผิดตามสัญญาเงินกู้ สามัญภายในหนึ่งปีนับแต่เมื่อโจทก์ได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของผู้ตาย สิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่มีต่อผู้ตายหรือ กองมรดกของผู้ตายจึงเป็นอันขาดอายุความตามมาตรา ๑๗๕๔ วรรคสาม จำเลยทั้งสามซึ่งเป็นผู้ค้ำประกัน ย่อมสามารถยกข้อต่อสู้ดังกล่าวขึ้นต่อสู้โจทก์เพื่อให้ตนเองพ้นความรับผิดได้ด้วยตามมาตรา ๖๙๔,แพ่ง,, 74,13,,ลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้ในขณะที่กฎหมายเดิมใช้บังคับและก็ผิดนัดเรื่อยมา จนกระทั่งกฎหมายใหม่ ใช้บังคับ เจ้าหนี้ต้องมีหนังสือบอกกล่าวไปยังผู้ค้ำประกันให้ชำระหนี้ภายใน ๖๐ วัน นับแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๘๖ (ที่แก้ไขใหม่) หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๑๒/๒๕๖๓ ตามรายงานการคิดยอดหนี้ครั้งแรกที่จำเลยที่ ๑ ผิดนัดชำระหนี้ คือวันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๕๗ ในขณะที่กฎหมายเดิมใช้บังคับและก็ผิดนัดเรื่อยมา จนกระทั่งนับแต่วันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘ ที่กฎหมายใหม่ คือ พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ ๒๐) พ.ศ. ๒๕๕๗ มาตรา ๑๙ ให้นำมาตรา ๖๘๖ มาใช้บังคับ จำเลยที่ ๑ ก็ยังผิดนัดชำระหนี้ต่อมาอีก และก็ผิดนัด เรื่อยมาจนถึงวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๕๙ เมื่อเป็นเช่นนี้กรณีจะไปถือว่าจำเลยที่ ๑ ผิดนัดนับแต่วันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘ ที่กฎหมายใหม่ใช้บังคับไม่ได้ ต้องถือว่าจำเลยที่ ๑ ผิดนัดตั้งแต่ครั้งแรกคือ วันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๕๗ ในขณะใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๘๖ (เดิม) กรณีจึงไม่นำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๘๖ (ที่แก้ไขใหม่) มาใช้บังคับ โดยอาศัยมาตรา ๑๙ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ดังนั้น โจทก์จึงไม่ต้องมี หนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๖ ผู้ค้ำประกันให้ชำระหนี้ภายใน ๖๐ วันนับแต่วันที่จำเลยที่ ๑ ลูกหนี้ ผิดนัด การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยให้จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๖ ผู้ค้ำประกันรับผิดในดอกเบี้ยผิดนัดเพียง ๖๐ วัน ตามประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๘๖ วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) เป็นการไม่ชอบ จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๖ ต้องรับผิด ในฐานะผู้ค้ำประกันหนี้จำเลยที่ ๑ ต่อโจทก์ในดอกเบี้ยผิดนัดนับแต่วันผิดนัดจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จสิ้น,แพ่ง,, 74,13,,ผู้ชนะการประมูลหมายเลขทะเบียนรถยนต์ไม่ชำระราคาประมูลภายในกำหนด จึงต้องเปิดประมูลใหม่ แต่ได้ราคาไม่คุ้มกับราคาประมูลเดิมซึ่งตามประกาศกำหนดให้ผู้ชนะการประมูลที่ละเลยไม่ชำระราคาจะต้อง รับผิดชอบในส่วนต่างนั้น ข้อกำหนดดังกล่าวเป็นเบี้ยปรับหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๗๘/๒๕๖๔ โจทก์ประกาศเรื่อง การกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ ระยะเวลา และเงื่อนไขการประมูลหมายเลขทะเบียนซึ่งเป็นที่ต้องการหรือเป็นที่นิยมของประชาชนตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ พ.ศ. ๒๕๕๐ จำเลยเข้าร่วมประมูลและชนะการประมูลหมายเลขทะเบียนรถยนต์ชน ๒๙๒๙ ชฎ ๒๙๒๙ ชณ ๒๙๒๙ ชถ ๒๙๒๙ และ ชป ๒๙๒๙ แต่จำเลยไม่ชำระราคาประมูลภายใน ๓๐ วัน นับถัดจากวันชนะการประมูล โจทก์ต้องนำหมายเลขทะเบียนดังกล่าวออกประมูลใหม่และผู้ชนะการประมูลหมายเลขทะเบียนรถยนต์ดังกล่าวเสนอราคาต่ำกว่าราคาที่จำเลยเสนอไว้คิดเป็นเงินส่วนต่างรวม ๗๖,๐๐๐ บาท โจทก์มีหนังสือขอให้จำเลยชำระเงินส่วนต่างภายในวันที่ ๒๑ มกราคม ๒๕๖๒ แต่จำเลยเพิกเฉยคดีมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า เงินส่วนต่างที่จำเลยต้องรับผิดเป็นเบี้ยปรับหรือไม่ ที่โจทก์ฎีกาว่า เงินส่วนต่างไม่ใช่เบี้ยปรับหรือค่าเสียหายที่กำหนดไว้ล่วงหน้าที่จะปรับลดได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๗๙ และมาตรา ๓๘๓ วรรคหนึ่ง นั้น เห็นว่า ตามสำเนาประกาศกรมการขนส่งทางบก ข้อ ๒๐ วรรคสอง กำหนดว่า “ในกรณีหมายเลขทะเบียนที่นำออกเปิดประมูลใหม่ ไม่มีผู้ประมูลหรือมีผู้ประมูลแต่ได้ราคาเมื่อรวมกับหลักประกันที่ริบไว้แล้วไม่คุ้มกับราคาประมูลเดิม ผู้ชนะการประมูลที่ละเลยไม่ชำระราคาดังกล่าวจะต้องรับผิดชอบเต็มราคาประมูลหรือในส่วนต่างนั้น” ดังนั้นเมื่อจำเลยลงทะเบียนประมูลและชนะการประมูลแต่จำเลยไม่ชำระราคาประมูลภายในกำหนด โจทก์ต้องนำหมายเลขทะเบียนออกเปิดประมูลใหม่และได้ราคาไม่คุ้มกับราคาประเมินเดิม จำเลยต้องรับผิดในส่วนต่างตามที่กำหนดไว้ในประกาศของโจทก์ ข้อกำหนดดังกล่าวไม่ใช่การกำหนดค่าเสียหายกันไว้ล่วงหน้า เงินส่วนต่างที่จำเลยต้องรับผิดจึงไม่เป็นเบี้ยปรับที่ศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๘๓ วรรคหนึ่ง",แพ่ง,, 74,13,,จำนองที่ดิน ผู้รับจำนองมีสิทธิบังคับจำนองรวมถึงทรัพย์ที่ติดกับที่ดินเพียงชั่วคราวหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๑๖๖/๒๕๖๒ ต้นไม้กฤษณาที่จำเลยปลูกในที่ดินเป็นการปลูกไว้เพียงชั่วคราว ในระยะเวลาหนึ่งและเมื่อโตได้ขนาดก็จะตัดโค่นนำแก่นไปสกัดเป็นน้ำหอม ซึ่งบุคคลปกติทั่วไปรวมทั้งโจทก์ อาจเล็งเห็นได้ ต้นไม้กฤษณาที่ปลูกลงในที่ดินจึงเป็นทรัพย์ที่ติดกับที่ดินเพียงชั่วคราวตามประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ มาตรา ๑๔๖ ไม่ตกเป็นส่วนควบของที่ดินที่จำเลยนำไปจำนองไว้แก่โจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิบังคับจำนอง แก่ต้นไม้กฤษณาซึ่งตกเป็นของผู้ร้องนับแต่วันทำสัญญาซื้อขายกับจำเลยแล้ว,แพ่ง,, 74,14,,ร่วมกันคบคิดวางแผนกระทำความผิด แต่ขณะกระทำความผิดอยู่ไกลจากสถานที่เกิดเหตุมากจนไม่อยู่ ในวิสัยที่จะช่วยเหลือผู้ลงมือกระทำความผิดได้ทันท่วงทีจะถือเป็นตัวการร่วมหรือไม่ ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๗๖๒/๒๕๖๒ ผู้ที่ร่วมกระทำความผิดด้วยกันที่เรียกว่าตัวการ ตามประมวลกฎหมาย อาญา มาตรา ๘๓ จะต้องเป็นการกระทำความผิดโดยเจตนา ระหว่างบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป โดยมีการกระทำ ร่วมกันในขณะกระทำความผิด และโดยมีเจตนากระทำร่วมกันในขณะกระทำความผิด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การกระทำร่วมกันในขณะกระทำความผิดต่อชีวิตที่เป็นการแบ่งหน้าที่กันทำนั้นหมายความว่า ก่อนกระทำความผิด บุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปร่วมคบคิดกันวางแผนกระทำความผิด แล้วผู้ร่วมกระทำความผิดคนหนึ่งลงมือกระทำการ อันเป็นความผิดในตัวเอง ในขณะที่ผู้ร่วมกระทำอีกคนหนึ่งได้ทำหน้าที่อย่างอื่นซึ่งโดยสภาพไม่เป็นความผิด ในตัวเอง เช่น คอยดูต้นทาง หรือคอยแจ้งสัญญาณ หรือคอยรอรับผู้กระทำความผิดแล้วพาหลบหนี เป็นต้น โดยผู้รับหน้าที่คอยดูต้นทาง หรือคอยแจ้งสัญญาณอันตราย หรือคอยรอรับผู้กระทำความผิดไม่จำต้องอยู่ในที่ เดียวกับผู้ลงมือกระทำความผิด แต่ต้องอยู่ในที่ใกล้ชิดกับสถานที่เกิดเหตุเพียงพอที่จะช่วยเหลือผู้ลงมือกระทำ ความผิดในขณะกระทำความผิดได้ทันท่วงที หากอยู่ห่างไกลจากสถานที่เกิดเหตุมากจนไม่อยู่ในวิสัยที่จะช่วยเหลือ ผู้ลงมือกระทำความผิดในขณะกระทำความผิดได้ทันท่วงที ก็ไม่ใช่เป็นการกระทำร่วมกันในขณะกระทำความผิดที่เป็นการแบ่งหน้าที่กันทำ อันจะถือว่าเป็นตัวการได้ ว. ต้องการฆ่าผู้ตายซึ่งเป็นสามี จึงติดต่อจำเลยที่ ๑ ให้หามือปืนฆ่าผู้ตาย จำเลยที่ ๑ ติดต่อจำเลยที่ ๒ แล้วจำเลยที่ ๒ ติดต่อจ้าง น. น. ชักชวน ส. ให้ร่วมกระทำความผิดด้วย หลังจากนั้นจำเลยที่ ๑ รับอาวุธปืนจาก ว. ไปส่งมอบให้แก่จำเลยที่ ๒ และจำเลยที่ ๒ ส่งมอบให้แก่ น. แล้ว น. และ ส. ร่วมกันใช้อาวุธปืนของกลางยิงผู้ตาย จนถึงแก่ความตาย แสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองมีส่วนร่วมในการกระทำความผิดของ น. และ ว. แต่ขณะที่ น. และ ส. ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย คงมีแต่ ว. อยู่ใกล้ชิดกับสถานที่เกิดเหตุเพียงคนเดียว ส่วนจำเลยทั้งสองไม่ได้อยู่ในที่ใกล้ชิดกับสถานที่เกิดเหตุเพียงพอที่จะช่วยเหลือ น. และ ส. หรืออำนวยความสะดวก หรือมีการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งกับผู้ตาย ขณะที่ น. และ ส. ร่วมกันใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายได้ทันท่วงที และผลแห่งการตายของผู้ตายไม่ได้เกิดจากการกระทำของจำเลยทั้งสองในขณะที่ น. และ ส.กระทำความผิด ถือไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองกระทำการร่วมกันกับ น. และ ส. ในลักษณะที่เป็นการแบ่งหน้าที่กันทำ อันจะถือว่าจำเลยทั้งสองเป็นตัวการด้วย แต่การกระทำดังกล่าวของจำเลยทั้งสองเป็นการก่อให้ น. และ ส. กระทำความผิดด้วยการจ้าง น. และ ส. กระทำความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำเลยทั้งสองจึงเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๔ วรรคแรก ",อาญา,, 74,14,,ส่งข้อความผ่านระบบอินเตอร์เน็ตว่าต้องการเงิน หากไม่ยินยอมมอบเงินให้จะเปิดเผยภาพเปลือยและ วิดีโอบันทึกภาพลามกซึ่งเป็นความลับให้บุคคลอื่นทราบเป็นความผิดฐานใด,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๘๘/๒๕๖๑ จำเลยส่งข้อความถึงโจทก์ผ่านระบบอินเตอร์เน็ต โปรแกรมสไกป์ (SKYPE) และแอปพลิเคชันไลน์ (LINE) ว่า จำเลยต้องการเงิน ๑๐๐,๐๐๐ ดอลล่าร์ฮ่องกง หากโจทก์ไม่ยินยอม มอบเงินให้ จำเลยจะเปิดเผยภาพเปลือยและวิดีโอบันทึกภาพลามกเกี่ยวกับโจทก์ซึ่งเป็นความลับให้บุตรสาวโจทก์ทราบ การกระทำของจำเลยเป็นการข่มขืนใจผู้อื่นให้ยอมให้หรือยอมจะให้ตนหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สิน โดยขู่เข็ญจะเปิดเผยความลับ ซึ่งการเปิดเผยนั้นจะทำให้ผู้ถูกขู่เข็ญหรือบุคคลที่สามเสียหาย ครบองค์ประกอบ ความผิดฐานรีดเอาทรัพย์ เมื่อโจทก์ไม่ยินยอมมอบเงินให้ตามที่จำเลยขู่เข็ญ การกระทำของจำเลยเป็นความผิด ฐานพยายามรีดเอาทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๘, ๘๐ ",อาญา,, 74,14,,เจ้าพนักงานตำรวจมีหน้าที่โดยตรงในการควบคุมและดูแลความปลอดภัยของผู้ต้องหาแต่ไม่อยู่ ปฏิบัติหน้าที่ โดยปราศจากเหตุอันสมควร หากเกิดเพลิงไหม้ที่ห้องควบคุมผู้ต้องหาทำให้ผู้ต้องหาถึงแก่ความตาย จะมีความผิดฐานประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๕๘๑/๒๕๖๑ จำเลยที่ ๓ เป็นเจ้าหน้าที่ควบคุมผู้ต้องหาปฏิบัติหน้าที่เป็นสิบเวร มีหน้าที่โดยตรงในการควบคุมและดูแลความปลอดภัยของผู้ต้องหา แต่ไม่อยู่ปฏิบัติหน้าที่โดยปราศจากเหตุอันสมควร เป็นการกระทำโดยงดเว้นการที่จักต้องกระทำเพื่อป้องกันผล คืออันตรายที่อาจเกิดขึ้นแก่ชีวิตของผู้ต้องหา เมื่อจำเลยที่ ๓ กระทำโดยปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นจักต้องมีตามภาวะวิสัยและ พฤติการณ์ และจำเลยที่ ๓ อาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้ แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่ การกระทำของจำเลยที่ ๓ เป็นการกระทำโดยประมาท แม้มีเหตุเพลิงไหม้ทำให้เกิดผลคือความตายของผู้ตายด้วยแต่ก็ไม่ทำให้ความสัมพันธ์ ระหว่างการกระทำโดยประมาทของจำเลยที่ ๓ และผลคือความตายของผู้ตายขาดตอนลงเพราะถ้าจำเลย ๓ อยู่ปฏิบัติหน้าที่ย่อมช่วยเหลือผู้ตายได้ทันเนื่องจากห้องทำงานของจำเลยที่ ๓ อยู่หน้าห้องขังเยาวชนและติดกับห้องขังหญิง ซึ่งขณะนั้นใช้ควบคุมผู้ตายรวมทั้งผู้ตายคนอื่น ผลคือความตายของผู้ตายก็จะไม่เกิดขึ้น ความตายของ ผู้ตายเป็นผลโดยตรงจากกรกระทำโดยประมาทของจำเลยที่ ๓ จำเลยที่ ๓ มีความผิดฐานประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่น ถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๑ ,อาญา,, 74,14,,ภริยาสมัครใจหรือยินยอมให้ล่วงเกินไปในทำนองชู้สาว สามีมีสิทธิฟ้องเรียกค่าทดแทนจากผู้ที่ล่วงเกิน ได้หรือไม่ และหากภายหลังมีการจดทะเบียนหย่ากันแล้วสิทธิในการฟ้องหมดสภาพหรือถูกลบล้างตามไปด้วยหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๕๙๐/๒๕๖๑ บทบัญญัติมาตรา ๑๕๒๓ วรรคสาม แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ บัญญัติให้สามีมีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากผู้ที่ล่วงเกินภริยาไปในทางชู้สาวได้ แม้ภริยาสมัครใจหรือยินยอม ให้ล่วงเกินไปในทำนองชู้สาว สามีก็มีสิทธิฟ้องเรียกค่าทดแทนตามวรรคสองนี้ได้ เพราะการฟ้องเรียกค่าทดแทน ตามวรรคสองนี้เป็นสิทธิของสามีโดยเฉพาะและสิทธิในการฟ้องของสามีย่อมเกิดขึ้นตั้งแต่ขณะที่มีการล่วงเกิน ในทางชู้สาวกัน จำเลยที่ ๒ มีความสัมพันธ์กับจำเลยที่ ๑ ทางชู้สาวอันเป็นการล่วงเกินในทางชู้สาวต่อจำเลยที่ ๑ ในขณะที่จำเลยที่ ๑ ยังเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ สิทธิของโจทก์ตามบทบัญญัติดังกล่าว ย่อมเกิดมีขึ้นตั้งแต่ขณะที่ยังไม่มีการหย่า แม้ภายหลังมีการจดทะเบียนหย่ากันแล้ว สิทธิในการฟ้องก็หาได้ หมดสภาพหรือถูกลบล้างตามไปด้วยไม่ โจทก์มีสิทธิเรียกทดแทนจากจำเลยที่ ๒ ได้ตามบทบัญญัติดังกล่าว,แพ่ง,, 74,14,,หลอกลวงให้เจ้าของที่ดินโอนที่ดินให้ แล้วนำที่ดินไปจำนองแก่บุคคลภายนอก ต่อมาศาลพิพากษาให้ ผู้หลอกลวงจดทะเบียนโอนที่ดินคืนแก่เจ้าของที่ดิน ดังนี้ เจ้าของที่ดินจะขอให้เพิกถอนการจำนองที่ดิน ที่บุคคลภายนอกรับจำนองไว้ได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๐๒๒/๒๕๖๒ โจทก์ทำนิติกรรมโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ ๑ โดยถูกจำเลยที่ ๑ หลอกลวง การแสดงเจตนาทำนิติกรรมของโจทก์เกิดขึ้นเพราะถูกกลฉ้อฉลของจำเลยที่ ๑ อันเป็นโม ยกรรม แต่นิติกรรมซึ่งเป็นโมมียะกรรมยังมีผลสมบูรณ์ใช้ได้จนกว่าจะถูกบอกล้างโดยชอบ ขณะที่จำเลยที่ ๑ จำนองที่ดิน พิพาทต่อจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๑ ยังมีชื่อเป็นเจ้าของจึงสมบูรณ์ใช้บังคับได้ตามกฎหมาย แม้ที่ดินพิพาทจะได้ โอนกลับไปเป็นของโจทก์ในภายหลังจากการจำนองนั้นแล้ว นิติกรรมจำนองที่จำเลยที่ ๑ ก่อไว้ย่อมตกติดมาด้วย โจทก์ไม่อาจยกเอาเหตุโมมียะที่โจทก์บอกล้างนิติกรรมการโอนที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำ ๑ ขึ้นต่อสู้ จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๐ ประกอบมาตรา ๑๓๒๙ โจทก์ไม่มีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมจำนองที่ดินพิพาทที่จำเลยที่ ๒ รับจำนองไว้,แพ่ง,, 74,15,,ทายาทตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกกันแต่ไม่ได้ทำหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อทายาท จะถือว่าทรัพย์มรดกของผู้ตายมีการแบ่งปันระหว่างทายาทหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๖๘๑/๒๕๖๔ ขณะที่ ร. ถึงแก่ความตาย ร. มีทั้งทรัพย์สินและหนี้สิน ดังนั้น มรดกของ ร. ย่อมตกทอดแก่ทายาทคือ โจทก์และ ว. ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๙๙ วรรคหนึ่ง และกองมรดก ของ ร. ย่อมได้แก่ทรัพย์สินทุกชนิดของ ร. ตลอดทั้งสิทธิหน้าที่และความรับผิดชอบต่าง ๆ ตามประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๐๐ เช่นนี้แล้ว โจทก์และ ว. จึงต้องรับมรดกของ ร. ไปทั้งสิทธิในทรัพย์สินที่จะตกทอด ได้แก่ตนและหน้าที่ในความรับผิดในหนี้ทั้งหลายที่จะต้องชำระหนี้แก่เจ้าหนี้กองมรดกของ ร. ด้วย เพียงแต่โจทก์ และ ว. ไม่ต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดได้แก่ตนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๐๑ แต่โจทก์และ ว. ย่อมสามารถตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกกันเองได้โดยต่างเข้าครอบครองทรัพย์สินเป็นส่วนสัดหรือ โดยการขายทรัพย์มรดกแล้วเอาเงินที่ขายได้มาแบ่งกันระหว่างทายาท หรือทำโดยสัญญาได้ตามประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ มาตรา ๑๗๕๐ โจทก์และ ว. ตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกของ ร. โดย ว. ยกทรัพย์มรดกในส่วนที่ตกทอดแก่ตนให้โจทก์เป็น เจ้าของทรัพย์มรดกของ ร. เพียงผู้เดียว และโจทก์เป็นผู้รับผิดชอบในการชำระหนี้กองมรดกทั้งหมดของ ร. โดย ว. ไม่ต้องรับผิดชอบในการชำระหนี้กองมรดกและไม่เกี่ยวข้องกับทรัพย์มรดกของ ร. ต่อไป ซึ่งข้อตกลงดังกล่าว แม้การที่ ว. ตกลงยกทรัพย์มรดกของ ร. ในส่วนที่ตกทอดแก่ตนให้โจทก์แต่เพียงผู้เดียว มิใช่เป็นการแบ่งปันทรัพย์ มรดกของ ร. โดยโจทก์และ ว. ต่างเข้าครอบครองทรัพย์สินเป็นส่วนสัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๕๐ วรรคหนึ่ง แต่ข้อตกลงดังกล่าวมีลักษณะเป็นการแบ่งปันทรัพย์มรดกและหนี้เพื่อระงับข้อพิพาท อันใดอันหนึ่งซึ่งมีอยู่ให้เสร็จไป โดยโจทก์และ ว. ต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน และทำให้โจทก์ได้ไปซึ่งสิทธิในการ รับทรัพย์มรดกของ ร. ทั้งหมด ตลอดทั้งหน้าที่และความรับผิดในการชำระหนี้กองมรดกของ ร. ทั้งหมด ส่วน ว. ได้สิทธิไปโดยไม่ต้องร่วมรับผิดในการชำระหนี้กองมรดกของ ร. กับโจทก์ต่อเจ้าหนี้กองมรดกของ ร. แม้ข้อตกลง แบ่งปันทรัพย์มรดกระหว่างโจทก์กับ ว. ดังกล่าวไม่อาจใช้ยันต่อเจ้าหนี้กองมรดกของ ร. ได้ก็ตาม เพราะเจ้าหนี้ กองมรดกจะบังคับสิทธิเรียกร้องต่อทายาทคนใดก็ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๓๗ แต่ก็อาจใช้บังคับกันได้ระหว่างคู่สัญญา แต่เมื่อข้อตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกระหว่างโจทก์กับ ว. ไม่ได้ทำหลักฐาน เป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อโจทก์และ ว. ฝ่ายที่ต้องรับผิดนั้นเป็นสำคัญจะฟ้องร้องให้บังคับคดี หาได้ไม่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๕๐ วรรคสอง ดังนั้น ข้อตกลงดังกล่าวระหว่างโจทก์ กับ ว. จึงไม่มีผลให้โจทก์ได้ไปซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาททั้งสามแปลง และการที่โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดก จดทะเบียนโอนมรดกที่ดินพิพาททั้งสามแปลงให้ ว. นั้น มีผลเป็นเพียงให้ ว. รับโอนมรดกไว้แทนทายาทอื่น แม้ต่อมาเมื่อ ว. ถึงแก่ความตายมีการจดทะเบียนโอนมรดก (ระหว่างจำนอง) ที่ดินพิพาททั้งสามแปลงให้จำเลย ทั้งสองก็ตามแต่จำเลยทั้งสองก็เป็นเพียงผู้สืบสิทธิของ ว. จึงได้สิทธิไปเท่าที่ ว. มีอยู่ในฐานะมีชื่อในโฉนดที่ดิน พิพาททั้งสามแปลงแทนทายาทอื่นของ ร. ด้วยเช่นกัน จำเลยทั้งสองจึงไม่ได้ไปซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท ทั้งสามแปลง กรณีเช่นนี้ถือได้ว่าทรัพย์มรดกของ ร. ยังไม่มีการแบ่งปันระหว่างโจทก์กับ ว. ดังนั้น ทั้งโจทก์และ ว. ยังคงมีส่วนเท่ากันในกองมรดกที่ยังไม่ได้แบ่ง ชอบที่จะได้รับส่วนแบ่งเท่ากันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๓๓ และมาตรา ๑๗๔๖ เมื่อที่ดินพิทาททั้งสามแปลงเป็นทรัพย์มรดกของ ร. ที่ยังไม่ได้แบ่งปันระหว่าง โจทก์กับ ว. โจทก์จึงไม่ได้รับความเสียหายเป็นการส่วนตัวและไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสองได้,แพ่ง,, 74,15,,ปลอมลายมือชื่อของเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินคนหนึ่งในหนังสือมอบอำนาจแล้วนำไปหลอกลวง เจ้าของกรรมสิทธิ์รวมอีกคนหนึ่งให้ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจร่วมไปทำนิติกรรมโอนขายที่ดินเป็นของ ตนเอง หากมีการจดทะเบียนโอนขายต่อให้แก่บุคคลอื่น และมีการนำที่ดินไปจดทะเบียนจำนองประกันหนี้ ดังนี้ เจ้าของที่ดินกรรมสิทธิ์รวมจะฟ้องให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินและการจดทะเบียนจำนองได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๘๒/๒๕๖๔ การจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาททั้ง ๓ แปลง จำเลยที่ ๑ ใช้หนังสือ มอบอำนาจของโจทก์ทั้งสองเป็นหลักฐานแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่าโจทก์ทั้งสองมอบอำนาจให้จำเลยที่ ๑ มาทำ นิติกรรมดังกล่าว เมื่อหนังสือมอบอำนาจของโจทก์ทั้งสองทั้งสองฉบับ จำเลยที่ ๑ ได้ปลอมลายมือชื่อของโจทก์ที่ ๑ ลงในช่องผู้มอบอำนาจ โดยโจทก์ที่ ๑ มิได้รู้เห็นยินยอมด้วยจึงถือได้ว่าหนังสือมอบอำนาจทั้ง ๒ ฉบับ เป็นเอกสารปลอม การที่จำเลยที่ ๑ นำหนังสือมอบอำนาจที่มีลายมือชื่อปลอมของโจทก์ที่ ๑ ไปแสดงต่อโจทก์ที่ ๒ เพื่อหลอกลวงว่า โจทก์ที่ ๑ ได้ลงลายมือชื่อมอบอำนาจให้จำเลยที่ ๑ ไปดำเนินการแก้ไขชื่อโจทก์ที่ ๑ ในโฉนดที่ดินแล้วเป็นเหตุให้ โจทก์ที่ ๒ หลงเชื่อว่าโจทก์ที่ ๑ ได้ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจจริง เป็นเหตุให้โจทก์ที่ ๒ ลงลายมือชื่อ ของตนในหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวร่วมกับโจทก์ที่ ๑ ให้แก่จำเลยที่ ๑ ไป โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์ที่ ๑ รู้เห็นหรือ ยินยอมให้จำเลยที่ ๑ ใช้หนังสือมอบอำนาจดังกล่าวนั้นไปทำนิติกรรมโอนขายที่ดินพิพาท ดังนี้ แม้โจทก์ที่ ๒ ลงลายมือชื่อของตนในช่องผู้มอบอำนาจร่วมกับลายมือชื่อปลอมของโจทก์ที่ ๑ ก็ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงให้หนังสือ มอบอำนาจที่เป็นเอกสารปลอมอยู่แต่เดิมกลับมามีผลสมบูรณ์ไว้ได้ตามกฎหมายแต่อย่างใด หนังสือมอบอำนาจ ที่มีลายมือชื่อปลอมของโจทก์ที่ ๑ ก็ยังคงเป็นเอกสารปลอมอยู่เช่นเดิม เมื่อที่ดินพิพาททั้ง ๓ แปลง เป็นกรรมสิทธิ์รวมของโจทก์ทั้งสอง การทำนิติกรรมเกี่ยวกับทรัพย์สินของ เจ้าของรวมจะมีผลผูกพันเจ้าของรวมจะต้องเป็นการทำนิติกรรมที่ชอบด้วยกฎหมาย นิติกรรมนั้นจึงจะมีผลผูกพัน ผู้ทำนิติกรรม ดังนั้น การที่เจ้าพนักงานที่ดินทำนิติกรรมจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาททั้ง ๓ แปลงของโจทก์ทั้งสอง ให้แก่จำเลยที่ ๑ ก็เนื่องจากเจ้าพนักงานที่ดินหลงเชื่อว่าหนังสือมอบอำนาจอันเป็นเอกสารปลอม ซึ่งจำเลยที่ ๑ นำไปใช้แสดงเป็นหลักฐานต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่าโจทก์ทั้งสองร่วมกันมอบอำนาจให้จำเลยที่ ๑ มาทำนิติกรรมแทน เจ้าพนักงานที่ดินจึงได้ยอมทำนิติกรรมจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทของโจทก์ทั้งสองให้แก่จำเลยที่ ๑ ดังนั้น ถือได้ว่านิติกรรมโอนขายที่ดินพิพาทไม่มีผลผูกพันโจทก์ทั้งสอง การที่โจทก์ที่ ๒ ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจ ซึ่งเป็นเอกสารปลอมโดยไม่ได้สอบถามโจทก์ที่ ๑ เสียก่อนว่าได้ลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจตามที่จำเลยที่ ๑ นำมาให้โจทก์ที่ ๒ ลงชื่อหรือไม่ และโจทก์ที่ ๒ ลงลายมือชื่อในช่องผู้มอบอำนาจในหนังสือมอบอำนาจที่ยังไม่มี การกรอกความเช่นนี้ จึงยังไม่อาจถือได้ว่าเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของโจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมกันในที่ดินพิพาททั้งหมด การที่จำเลยที่ ๑ ได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน พิพาทมาจากโจทก์ทั้งสอง ก็เนื่องมาจากจำเลยที่ ๑ กระทำการปลอมลายมือชื่อของโจทก์ที่ ๑ ลงในหนังสือ มอบอำนาจและกรอกข้อความระบุว่าโจทก์ทั้งสองมอบอำนาจให้จำเลยที่ ๑ ทำนิติกรรมจดทะเบียนโอนขายที่ดิน ดังกล่าวได้ซึ่งเป็นเอกสารปลอมไปจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาททั้ง ๓ แปลงให้แก่จำเลยที่ ๑ แม้จะได้ทำเป็นหนังสือ และจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก็ตาม แต่เมื่อจำเลยที่ ๑ ไม่ได้รับมอบอำนาจจากโจทก์ทั้งสองให้ดำเนินการ จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวแล้ว จำเลยที่ ๑ ย่อมไม่มีสิทธิใดๆ ในการที่จะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ ในที่ดินพิพาททั้ง ๒ แปลง ให้แก่ตัวจำเลยที่ ๑ เอง จำเลยที่ ๑ ย่อมไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาททั้ง ๓ แปลง ดังกล่าว จำเลยที่ ๑ จึงไม่มีสิทธิที่จะโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาททั้ง ๓ แปลง ให้แก่บุคคลอื่นเช่นเดียวกัน การที่ จำเลยที่ ๑ จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่พิพาทให้แก่จำเลยที่ ๔ ก็หาทำให้จำเลยที่ ๔ ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท ทั้ง ๓ แปลงไม่ เพราะเมื่อผู้โอนไม่มีสิทธิที่จะโอนให้แก่ผู้รับโอน ผู้รับโอนจะได้สิทธิซึ่งไม่มีอยู่ไม่ได้ ดังนั้น จำเลยที่ ๔ จึงไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาททั้ง ๓ แปลง การที่จำเลยที่ ๔ นำที่ดินพิพาททั้ง ๓ แปลง ไปจดทะเบียนจำนองเป็น ประกันหนี้ไว้กับจำเลยที่ ๕ จึงเป็นการกระทำไปโดยไม่มีอำนาจขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๐๕ การจำนองดังกล่าวไม่ผูกพันโจทก์ทั้งสองผู้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาททั้ง ๓ แปลงแต่อย่างใด แม้จำเลยที่ ๕ จะรับจำนองที่ดินพิพาททั้งแปลงจากจำเลยที่ ๔ โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนก็ไม่อาจยกเหตุดังกล่าวขึ้นอ้าง ยันแก่โจทก์ทั้งสองได้,แพ่ง,, 74,16,,บริษัทจำกัดออกเช็คเพื่อเป็นการชำระหนี้ไม่มีตราสำคัญของบริษัทประทับไว้กรรมการของบริษัท ลงลายมือชื่อในเช็ค ต้องรับผิดเป็นส่วนตัวหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๗๓๖/๒๕๖๔ จำเลยที่ ๑ (บริษัทจำกัด) ตกลงออกเช็คพิพาททั้งสองฉบับของจำเลย ที่ ๑ ให้แก่โจทก์เพื่อเป็นการชำระหนี้ตามตั๋วแลกเงินที่จำเลยที่ ๑ ออกให้ในวันเดียวกันนั้น ประกอบกับเช็คพิพาท ก็ได้ระบุชื่อจำเลยที่ ๑ ไว้ด้านบนซ้ายอันแสดงให้เห็นเป็นประจักษ์ชัดเจนว่าเป็นเช็คของจำเลยที่ ๑ จึงไม่มีเหตุผลใด ที่จะทำให้โจทก์เข้าใจไปได้ว่า การที่จำเลยที่ ๓ ร่วมลงลายมือชื่อสั่งจ่ายในเช็คนั้น เป็นการกระทำในฐานะส่วนตัว แม้ในเช็คดังกล่าวจะไม่มีตราสำคัญของจำเลยที่ ๑ ประทับไว้ แต่กรณีก็เป็นที่เข้าใจได้ว่า จำเลยที่ ๓ ร่วมลงลายมือ ชื่อสั่งจ่ายโดยกระทำกรแทนจำเลยที่ ๑ เท่านั้น อันเป็นการออกเช็คในนามของจำเลยที่ ๑ โดยไม่จำเป็นต้องระบุ หรือเขียนแถลงว่าเป็นการกระทำการแทนจำเลยที่ ๑ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๐๑ อีก เพราะเป็นที่ชัดเจนอยู่ในตัวเช็คนั้นแล้วว่าจำเลยที่ ๓ ลงลายมือชื่อโดยเป็นผู้กระทำการแทน เมื่อต่อมาเช็คพิพาทถูกปฏิเสธการจ่ายเงินจำเลยที่ ๓ ก็ไม่ต้องรับผิดตามเช็คนั้นต่อโจทก์,แพ่ง,, 74,16,,ลักทรัพย์ในห้างสรรพสินค้า โดยเอาทรัพย์ออกจากจุดที่วางทรัพย์ไว้ผ่านจุดที่ลูกค้าจะต้องชำระค่าสินค้า ไปแล้ว แต่ยังไม่พ้นนอกห้างสรรพสินค้าเป็นความผิดสำเร็จหรือพยายาม,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๑๙๓/๒๕๕๒ จำเลยยังมิได้พาเตาอบไฟฟ้าของผู้เสียหายออกไปพ้นนอกห้างสรรพสินค้า ของผู้เสียหาย แต่ก็ได้เคลื่อนย้ายเตาอบไฟฟ้าออกจากจุดที่ผู้เสียหายเก็บหรือวางทรัพย์นั้นไว้ ทั้งยังผ่านจุดที่ลูกค้า จะต้องชำระค่าสินค้าแก่พนักงานเก็บเงินไปแล้ว จึงถือได้ว่าจำเลยพาทรัพย์ของผู้เสียหายเคลื่อนที่ไปแล้วโดยมี เจตนาทุจริต การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดสำเร็จ ,อาญา,, 74,16,,เรียกเก็บเงินค่าจอดรถโดยไม่มีสิทธิ และขู่ว่าถ้าไม่จ่ายค่าจอดรถจะตบโดยนำเก้าอี้มาขวางกั้นมิให้ เจ้าของรถขับรถยนต์ออกไป เป็นความผิดฐานใด,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๒๖๓/๒๕๕๑ ผู้เสียหายนำรถยนต์เข้าไปจอดในบริเวณสถานีขนส่งสายใต้ใหม่ซึ่ง จำเลยไม่มีสิทธิเรียกเก็บเงินค่าจอดรถจากผู้เสียหาย การที่จำเลยพูดกับผู้เสียหายว่า ถ้าไม่จ่ายค่าจอดรถจะตบ และจำเลยนำเก้าอี้ขวางกั้นมิให้ผู้เสียหายขับรถยนต์ออกไป ถือได้ว่าเป็นการขู่เข็ญขืนใจผู้เสียหายให้ยอมให้หรือ ยอมจะให้ตนหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สิน เมื่อผู้เสียหายไม่ยอมให้เงินแก่จำเลย จำเลยจึงมี ความผิดฐานพยายามกรรโชกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๗ วรรคแรก ประกอบมาตรา ๘๐ ,อาญา,, 74,16,,ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย ผู้ตายถึงแก่ความตายหลังเกิดเหตุเป็นเวลาประมาณ ๑ เดือน จะเป็นความผิด ฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๕๐๓/๒๕๕๙ ขณะที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย ผู้ตายไม่ได้มีการกระทำที่เป็นการ ประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายและเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึงแก่จำเลย การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย จึงไม่ เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๖๘ ผู้ตายถูกกระสุนปืนที่จำเลยยิงที่ชายโครงทะลุปอด ตับและลำไส้จนฉีกขาด แพทย์ต้องรักษาอาการ บาดเจ็บของผู้ตายด้วยการผ่าตัดทันที แม้ผู้ตายถึงแก่ความตายหลังเกิดเหตุเป็นเวลาประมาณ ๑ เดือน เนื่องจาก ติดเชื้ออย่างรุนแรง ย่อมถือได้ว่า การตายของผู้ตายเป็นผลธรรมดาอันสืบเนื่องจากการที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย โดยเจตนาฆ่ามิใช่ถึงแก่ความตายจากเหตุแทรกแซงหรือเหตุอื่นแต่อย่างใด จำเลยมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ ,อาญา,, 74,16,,หลอกลวงเอาเอกสารสัญญาของผู้อื่นไปจะเป็นความผิดฐานฉ้อโกง หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๐๔๖/๒๕๓๖ จำเลยตกลงให้ค่านายหน้าโจทก์ ๔๐,๐๐๐ บาท และได้บันทึกข้อตกลง ไว้ในสัญญาฉบับที่อยู่กับโจทก์ ต่อมาจำเลยได้หลอกลวงเอาสัญญาฉบับดังกล่าวไปจากนางอำนวยภริยาโจทก์ โดยทุจริต ทำให้โจทก์ไม่สามารถใช้เอกสารดังกล่าวในการดำเนินคดีแก่จำเลย การกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็น ความผิดฐานฉ้อโกงหรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๑ นอกจากจะเป็นการหลอกลวงผู้อื่น ให้ทำ ถอนหรือทำลายเอกสารสิทธิแล้ว ยังบัญญัติว่าโดยการหลอกลวงนั้นทำให้ได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูก หลอกลวงหรือบุคคลที่สามด้วย ทรัพย์สินนั้นหมายความรวมทั้งทรัพย์และวัตถุไม่มีรูปร่างซึ่งอาจมีราคาและ ถือเอาได้ และทรัพย์หมายความว่าวัตถุมีรูปร่าง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๗, ๑๓๘ ดังนั้น เอกสารสัญญาแม้จะเป็นเพียงกระดาษแผ่นเดียวก็ถือว่าเป็นทรัพย์ เมื่อจำเลยหลอกลวงเอาเอกสารสัญญา ของโจทก์ไป จึงครบองค์ประกอบของความผิดฐานฉ้อโกง ",อาญา,, 74,16,,การที่จำเลยขว้างขวดแก้วบรรจุน้ำมันติดไฟไปที่ผู้เสียหายที่ ๑ แล้วน้ำมันที่ติดไฟกระเด็นไปถูก ผู้เสียหายที่ ๒ ซึ่งนั่งอยู่ใกล้กัน ถือว่าจำเลยกระทำโดยเจตนาทำร้ายต่อผู้เสียหายที่ ๒ ซึ่งได้รับผลร้ายจากการ กระทำนั้น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๖๐ หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๑๖๑/๒๕๕๙ ได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหายที่ ๒ ว่าคนร้ายขว้างขวดมาที่ โต๊ะผู้เสียหายที่ ๑ ทำให้ขวดไปกระทบกับโต๊ะ เป็นเหตุให้ขวดแตก น้ำมันที่อยู่ในขวดกระเต็นมาถูกผู้เสียหายที่ ๒ และมีไฟลุกขึ้น เห็นได้ว่า ขณะที่จำเลยขว้างขวดบรรจุน้ำมันที่มีไฟติดอยู่ไปที่โต๊ะของผู้เสียหายที่ ๑ นั้น ผู้เสียหายที่ ๒ นั่งอยู่ใกล้กับผู้เสียหายที่ ๑ จำเลยย่อมเล็งเห็นผลได้ว่าน้ำมันที่ติดไฟจะกระเด็นไปถูกผู้เสียหายที่ ๒ ซึ่งนั่งอยู่ใกล้ กับผู้เสียหายที่ ๑ ได้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำโดยเจตนาเล็งเห็นผลตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๙ วรรคสอง หาใช่เป็นการกระทำโดยพลาดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๖๐ ,อาญา,, 74,16,,ใช้ถุงพลาสติกซึ่งไม่มีช่องอากาศครอบศีรษะผู้อื่นแล้วใช้เทปกาวพันรอบถุงบริเวณรอบลำคอ จะถือว่า มีเจตนาฆ่าหรือไม่ และจะอ้างว่ากระทำความผิดโดยบันดาลโทสะได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๓๓๒/๒๕๖๐ จำเลยใช้ถุงพลาสติกซึ่งไม่มีช่องอากาศครอบศีรษะผู้ตาย แล้วใช้เทป กาวพันรอบถุงบริเวณรอบลำคอผู้ตาย แม้จำเลยมิได้ประสงค์จะให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย แต่จำเลยก็ย่อมเล็งเห็น ผลได้ว่าการกระทำดังกล่าวจะทำให้ผู้ตายขาดอากาศหายใจและถึงแก่ความตายได้ จึงถือได้ว่าจำเลยมีเจตนาฆ่า ผู้ตายแล้ว เมื่อการกระทำของจำเลยเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย จำเลยจึงมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่น การที่จำเลยจะอ้างว่ากระทำความผิดโดยบันดาลโทสะได้นั้น จะต้องปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยถูกผู้ตาย ข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมก่อน และต้องเป็นการกระทำความผิดในขณะที่ถูกผู้ตายข่มเหงด้วย ก่อนเกิดเหตุ จำเลยกับผู้ตายมีปากเสียงทะเลาะกันในขณะที่จำเลยขับรถยนต์มากับผู้ตาย แม้จำเลยอ้างว่าผู้ตาย ทุบตีและถีบจำเลยจนทำให้รถยนต์เสียหลักไปชนกับขอบทางด่วน แต่สาเหตุที่ผู้ตายกระทำต่อจำเลยเกิดจากจำเลย หลอกลวงให้ผู้ตายไปพบเพื่อดูรถยนต์ที่จะนำมาตีใช้หนี้ให้แก่ผู้ตายซึ่งจำเลยมีส่วนผิดอยู่ด้วย เมื่อจำเลยใช้เข็มขัด พลาสติกรัดสายไฟมัดมือมัดเท้า ใช้เทปปิดปากผู้ตาย และถอดเสื้อผ้าของผู้ตายออกทิ้งไปแล้ว ผู้ตายย่อมไม่อาจ กระทำการอันเป็นการข่มเหงจำเลยอย่างร้ายแรงต่อไปได้ การที่จำเลยยังคงใช้ถุงพลาสติกคลุมศีรษะผู้ตายและ ใช้เทปมัดถุงพลาสติกรอบคอผู้ตายจนแน่นโดยอ้างว่ายังคงได้ยินเสียงผู้ตายด่าทอและข่มขู่จะทำร้ายภริยาและบุตร ของจำเลย จนทำให้ผู้ตายขาดอากาศหายใจและถึงแก่ความตายในเวลาต่อมานั้น ย่อมไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลย กระทำความผิดในขณะที่ถูกผู้ตายข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็น กระทำความผิดโดยบันดาลโทสะ ,อาญา,, 74,16,,ผู้เสียหายมอบเงินให้อยู่ในความครอบครองของจำเลยแล้ว จำเลยวางแผนให้พวกจำเลยมาแย่ง เอาเงินไปในระหว่างเดินทางไปธนาคาร เป็นความผิดฐานใด,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๑๑๖/๒๕๖๐ ผู้เสียหายประกอบกิจการร้าน ซ. จำเลยเป็นพนักงานของผู้เสียหาย มีหน้าที่ดูแลกิจการในร้าน ซ. และนำเงินรายได้ของร้านไปฝากธนาคาร โดยเมื่อพนักงานของร้านขายสินค้าได้แล้ว จะนำเงินที่ได้รับจากลูกค้าใส่ของหย่อนลงไปในตู้นิรภัยของร้าน ซึ่งจำเลยเป็นผู้ถือกุญแจตู้นิรภัยเพียงคนเดียวและ ไม่มีสิทธินำเงินรายได้ดังกล่าวไปใช้ส่วนตัว เวลาประมาณ ๑๓ นาฬิกาของทุกวัน จำเลยต้องนำกุญแจไปไขตู้นิรภัย นำเงินรายได้ของร้านออกมาแล้วไปตรวจนับต่อหน้า ส. และ ท. เมื่อทราบจำนวนเงินรายได้แล้ว ส. จะเขียนใบนำ ฝากเงิน และมอบสมุดบัญชีของตนเองให้จำเลย จากนั้นจำเลยจะขับรถยนต์นำเงินพร้อมสมุดบัญชีและใบนำฝาก ไปฝากเงินที่ธนาคาร วันรุ่งขึ้นจำเลยต้องนำใบรับฝากเงินที่มีตราประทับจากธนาคารส่งคืนให้แก่ผู้เสียหาย เพื่อตรวจสอบยอดเงินที่นำไปฝากธนาคารว่าครบถ้วนหรือไม่ วันเกิดเหตุ ธ. บุตรของ ท. ได้ร่วมตรวจนับเงินกับ จำเลยแล้วมอบเงินจำนวน ๓๐๐,๐๐๐ บาท ให้จำเลยนำไปฝากธนาคาร หลังจากนั้นจำเลยร่วมกับพวกเอาเงินนั้นไป การที่จำเลยใช้กุญแจไขตู้นิรภัยนำเงินรายได้ของร้าน ซ. ออกมาแล้วนำไปตรวจนับต่อหน้า ส. และ ท. เป็นเพียง การทำงานในหน้าที่ดูแลเงินชั่วคราวเท่านั้น หาใช่เป็นเรื่องที่ผู้เสียหายได้มอบการครอบครองเงินให้แก่จำเลย โดยเด็ดขาดไม่ ดังนี้ ขณะนั้นจำเลยจึงไม่ใช่ผู้ครอบครองเงินของผู้เสียหาย แต่เมื่อจำเลยเอาเงินจำนวน ๓๐๐,๐๐๐ บาท ของผู้เสียหายไปหลังจากที่ผู้เสียหายตรวจสอบแล้วมอบให้จำเลยนำไปฝากเข้าบัญชีของผู้เสียหายที่ธนาคาร กรณีจึงถือได้ว่าขณะนั้นผู้เสียหายได้มอบเงินจำนวนดังกล่าวให้อยู่ในความครอบครองของจำเลยแล้ว เพราะจำเลย ต้องถือและรักษาเงินจำนวนนั้นจนกระทั่งนำไปฝากเข้าบัญชีของผู้เสียหายที่ธนาคารให้เรียบร้อย การที่จำเลย วางแผนให้พวกจำเลยมาแย่งเอาเงินไปในระหว่างเดินทางไปธนาคารจึงเป็นความผิดฐานยักยอก เมื่อความผิด ฐานดังกล่าวเป็นความผิดอันยอมความได้ และผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์แล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ จึงระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๙ (๒) ",อาญา,, 73,1,,ยิงปืนใส่กลุ่มวัยรุ่นในขณะมีผู้คนกำลังเล่นน้ำสงกรานต์และมีรถยนต์แล่นขวางทางเบื้องหน้ากระสุนปืนที่ยิงถูกผู้อื่นดังนี้เป็นการกระทำโดยพลาดหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๖๘๔/๒๕๖๒ ความผิดฐานกระทำโดยพลาดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๖๐ นั้น หมายความว่า ผู้ใดเจตนาที่จะกระทำต่อบุคคลหนึ่ง แต่ผลของการกระทำเกิดแก่อีกบุคคลหนึ่งโดยพลาด แต่เป็นกรณีที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญและต้องไม่ใช่กรณีที่ผู้กระทำเล็งเห็นผลของการกระทำโดยเจตนาเล็งเห็นผลวันเกิดเหตุเป็นวันเทศกาลสงกรานต์ การจราจรติดขัดมีรถยนต์และผู้คนกำลังเล่นน้ำสงกรานต์ในวันเทศกาลอย่างพลุกพล่าน แต่ทิศทางที่จำเลยที่ ๑ เล็งปืนไปข้างหน้าใส่กลุ่มวัยรุ่นนั้น มีรถยนต์แล่นอยู่เป็นแนวโดยตลอดและมีการยิงปืนเพียงข้างเดียว จากจำเลยที่ ๑ ไม่มีการยิงปืนจากฝ่ายตรงข้าม และนอกจากรถยนต์คันที่โจทก์ร่วมนั่งโดยสารมาแล้ว กระสุนปืนที่จำเลยที่ ๑ ยิงยังไปถูกรถกระบะอีกคันหนึ่งด้วย การที่มีผู้คนกำลังเล่นน้ำสงกรานต์และมีรถยนต์แล่นขวางทางเบื้องหน้า แต่จำเลยที่ ๑ ยังคงยิงปืนออกไป ย่อมเป็นพฤติการณ์ที่แสดงว่าจำเลยที่ ๑ มีเจตนาเล็งเห็นแล้วว่า กระสุนปืนอาจถูกบุคคลอื่นที่อยู่ข้างหน้านั้นได้ การกระทำของจำเลยที่ ๑ จึงเป็นการกระทำโดยมีเจตนาเล็งเห็นผลว่า กระสุนปืนอาจถูกบุคคลอื่นถึงแก่ความตายได้ จำเลยที่ ๑ จึงมีเจตนาพยายามฆ่าโจทก์ร่วม หาใช่เป็นการกระทำโดยพลาดไม่,อาญา,, 73,1,,เคยได้รับโทษจำคุกเกินกว่า ๖ เดือนซึ่งมิใช่ความผิดที่ได้กระทำโดย ประมาทหรือความผิดลหุโทษ และผลโทษจำคุกมายังไม่เกิน ๕ ปีหากคดีหลังเป็นการ กระทำผิดโดยประมาทศาลจะรอการลงโทษให้ได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๔๕/๒๕๖๓ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ ได้เพิ่มหลักเกณฑ์ให้ศาลมารวมใช้ดุลพินิจ รอการลงโทษให้แก่จำเลยได้มากขึ้น จากเดิมที่จำกัดเฉพาะแต่ที่จำเลยไม่เคยต้องโทษจำคุกก่อนหรือ เคยต้องโทษจำคุกแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ ได้เพิ่มให้จำเลยที่เคยต้องโทษจำคุกไม่เกินหกเดือนและจำเลยที่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน แต่พ้นโทษจำคุกมาแล้วเกินกว่าห้าปีแล้วมา กระทำความผิดอีก โดยความผิดในครั้งหลังเป็นความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ จากหลักเกณฑ์ที่เพิ่มขึ้นนานั้น แสดงให้เห็นเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ต้องการให้จำเลยที่เคยต้องโทษจำคุกมาใน ระยะเวลาสั้นและจำเลยที่เคยได้รับโทษจำคุกระยะยาวแต่พ้นโทษมานานแล้วมีโอกาสลับบนเป็นพลเมืองดี จำเลยเคยได้รับโทษจำคุกเกินกว่า ๖ เดือนในความผิดฐานร่วมกันประกอบกิจการให้สินเชื่อส่วนบุคคลโดยไม่ได้ รับอนุญาตและเรียกเก็บดอกเบี้ยเกินอัตรา ซึ่งมิใช่ความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษและจำเลย พ้นโทษจำคุกมายังไม่เกินห้าปี แม้คดีนี้จะเป็นการกระทำความผิดโดยประมาทก็ตามจึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่ศาลจะ ใช้ดุลพินิจรอการลงโทษให้แก่จำเลยได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ (๒), (๓)",อาญา,, 73,1,,เจ้าหนี้มีหนังสือบอกกล่าวไปยังผู้ค้ำประกันเกินกำหนด ๖๐ วันนับแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัดมีผลต่อความรับผิดของผู้ค้ำประกันอย่างไร,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๘๔๗/๒๕๖๒ หนังสือบอกกล่าวที่โจทก์ส่งไปยังจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ผู้ค้ำประกันระบุว่าจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นลูกหนี้ชั้นต้นมียอดหนี้จำนวนเงินค้างชำระและยังมิได้ชำระหนี้ ขอให้ไปชำระหนี้ ย่อมถือได้ว่าเป็นหนังสือบอกกล่าวซึ่งมีข้อความที่แจ้งว่าลูกหนี้ผิดชำระหนี้ ทำให้ผู้ค้ำประกันรับผิดในดอกเบี้ยและความรับผิดของผู้ค้ำประกันเองตามมาตรา ๖๘๖ วรรคหนึ่ง ซึ่งกฎหมายไม่ได้กำหนดรูปแบบข้อความหนังสือบอกกล่าวไว้ชัดเจน จำเลยที่ ๒ ถึงจำเลยที่ ๔ ย่อมหลุดพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทนจนค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้รายนั้นบรรดาที่เกิดขึ้นภายหลังเมื่อพ้นกำหนดเวลาแล้วตามมาตรา ๖๘๖ วรรคสอง โจทก์คงเรียกให้จำเลยที่ ๒ ถึงจำเลยที่ ๔ ชำระต้นเงินและดอกเบี้ยที่คิดได้เพียง ๖๐ วันนับแต่วันที่จำเลยที่ ๑ ผิดนัด คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๓๒๖๓/๒๕๖๒ หนังสือบอกกล่าวของโจทก์ได้ไปถึงจำเลยที่ ๒ ผู้ค้ำประกันภายหลังเวลาที่พ้นกำหนด ๖๐ วันนับแต่วันที่จำเลยที่ ๑ ลูกหนี้ชั้นต้นผิดนัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๘๖ วรรคหนึ่ง จำเลยที่ ๒ ผู้ค้ำประกันจึงหลุดพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทนตลอดจนค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้บรรดาที่เกิดขึ้นภายหลังจากพ้นกำหนดเวลา ๖๐ วัน ตามมาตรา ๖๘๖ วรรคสอง จำเลยที่ ๒ ต้องรับผิดในดอกเบี้ยต้นเงินจำกัดเฉพาะช่วงเวลา ๖๐ วัน นับแต่วันที่จำเลยที่ ๑ ลูกหนี้ชั้นต้นผิดนัด ",แพ่ง,, 73,1,,ผู้รับจำนองมีหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองโดยกำหนดเวลาให้ชำระหนี้น้อยกว่าหกสิบวันจะนำระยะเวลาดังกล่าวไปรวมกับระยะเวลาหลังจากนั้นจนถึงวันฟ้องว่าเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า ๖๐ วันแล้ว จึงเป็นการบอกกล่าวบังคับจำนองโดยชอบแล้วได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๗๐๒/๒๕๖๒ แม้โจทก์และจำเลยทั้งสามจดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินเมื่อวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ ก่อนพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ ๒๐) พ.ศ. ๒๕๕๗ มีผลใช้บังคับ คือ เมื่อวันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘ ก็ตาม แต่การที่โจทก์ผู้รับจำนองประสงค์จะบังคับจำนองนับจากนั้น โจทกก็ต้องปฏิบัติตามมาตรา ๗๒๘ วรรคหนึ่งที่แก้ไขใหม่ซึ่งบัญญัติว่า “เมื่อจะบังคับจำนองนั้น ผู้รับจำนองต้องมีหนังสือบอกกล่าวไปยังลูกหนี้ก่อนว่าให้ชำระหนี้ภายในเวลาอันสมควร ซึ่งต้องไม่น้อยกว่า ๖๐ วันนับแต่วันที่ลูกหนี้ได้รับคำบอกกล่าวนั้น ถ้าและลูกหนี้ละเลยเสียไม่ปฏิบัติตามคำบอกกล่าว ผู้รับจำนองจะฟ้องคดีต่อศาลเพื่อให้พิพากษาสั่งให้ยึดทรัพย์สินซึ่งจำนองและให้ขายทอดตลาดก็ได้” โดยโจทก์ผู้รับจำนองต้องมีหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลยทั้งสามลูกหนี้ก่อนว่าให้ชำระหนี้ภายในเวลาอันสมควร ซึ่งต้องไม่น้อยกว่า ๖๐ วันนับแต่วันที่จำเลยทั้งสามยังสามารถยื่นฟ้องให้รับความช่วยเหลือจากกรมบัญชีกลางได้ สำหรับระยะเวลาที่ระบุไว้ข้างต้น จำเลยทั้งสามลูกหนี้ย่อมหลุดพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทนจนค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้รายนั้นบรรดาที่เกิดขึ้นภายหลังเมื่อพ้นกำหนดเวลาแล้วตามมาตรา ๖๘๖ วรรคสอง โจทก์คงเรียกให้จำเลยทั้งสามชำระต้นเงินและดอกเบี้ยที่คิดได้เพียง ๖๐ วันนับแต่วันที่จำเลยทั้งสามผิดนัด ",แพ่ง,, 73,1,,ผู้ถือหุ้นยังไม่ได้ชำระค่าหุ้นของบริษัทครบถ้วนจะมีอำนาจฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากกรรมการบริษัทหรือนบุคคลภายนอกที่ทำให้เกิดความเสียหายแก่บริษัทได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๖๖๑/๒๕๖๒ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๑๖๙ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ถ้ากรรมการทำให้ เกิดความเสียหายแก่บริษัท บริษัทจะฟ้องร้องเรียนเอาสินไหมทดแทนแก่กรรมการก็ได้หรือในกรณีที่บริษัทไม่ยอมฟ้องร้องผู้ถือหุ้นคนหนึ่งคนใดจะเอาคดีนั้นขึ้นว่าก็ได้ เช่นนี้กันเป็นผู้ถือหุ้นที่จะมีสิทธิ์เรียกให้กรรมการบริษัทรับผิด ในกรณีนี้ย่อมต้องพิจารณาจากฐานะการเป็นผู้ถือหุ้นเป็นสำคัญ มิใช่พิจารณาการส่งใช้เงินค่าหุ้น อันเป็นกระบวนการในการรวบรวมทุนของบริษัทอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งเมื่อผู้ถือหุ้นยังส่งใช้เงินค่าหุ้นไม่ครบถ้วนย่อมเป็นหน้าที่ของกรรมการบริษัทที่จะดำเนินการเรียกให้ผู้ถือหุ้นส่งใช้ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๑๒๐ และมาตรา ๑๑๒๑ เมื่อโจทก์ทั้งสองมีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัท ป. ไม่ว่าการถือหุ้นดังกล่าวจะได้มีการส่งใช้เงินค่าหุ้นครบทั้งหมดหรือไม่ โจทก์ทั้งสองย่อมมีอำนาจฟ้องให้จำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ รับผิดในฐานะที่เป็นกรรมการทำให้เกิดความเสียหายแก่บริษัทตามมาตรา ๑๑๖๙วรรคหนึ่งได้ แต่สำหรับจำเลยที่ ๓ เป็นบุคคลภายนอกมิใช่กรรมการของบริษัท ป. จำกัด แม้โจทก์ทั้งสองจะอ้างว่าจำเลยที่ ๓ ร่วมกับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งเป็นกรรมการบริษัท ป. ก็ตาม แต่ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้สิทธิผู้ถือหุ้นฟ้องแทนบริษัทในกรณีนี้ได้ คำฟ้องโจทก์ทั้งสองเป็นการอาศัยสิทธิ์ในฐานะผู้ถือหุ้นของบริษัทมากำลังฟ้องร้องคดีเพื่อป้องกันบุคคลภายนอกบริษัทซึ่งไม่อาจกระทำได้เพราะไม่ต้องด้วยมาตรา ๑๑๖๙ โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจ ",แพ่ง,, 73,2,,อยู่กินฉันสามีภรรยาโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส ระหว่างอยู่กินด้วยกันเปิดร้านอินเตอร์เน็ตและได้ซื้อ เครื่องคอมพิวเตอร์พร้อมจอคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ ต่อมาเลิกกันฝ่ายหนึ่งพาพวกมาขนเอาเครื่อง คอมพิวเตอร์ จอคอมพิวเตอร์และเครื่องปริ้นเตอร์ ขณะอยู่ในความครอบครองของอีกฝ่ายไปเป็นของตน ฝ่ายเดียวเป็นความผิดฐานใด,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๐๒/๒๕๖๓ ก่อนเกิดเหตุจำเลยกับผู้เสียหายอยู่กินกันโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส และระหว่างอยู่กินด้วยกันร่วมกันลงทุนประกอบกิจการร้านอินเตอร์เน็ตที่บ้านผู้เสียหาย ทรัพย์สินที่ทำมาหากำไรระหว่างอยู่กินกันฉันสามี - ภรรยาย่อมเป็นกรรมสิทธิ์รวม โดยแต่ละฝ่ายมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินดังกล่าวคนละส่วนเท่า ๆ กันเมื่อเลิกกันต้องแบ่งกรรมสิทธิ์คนละครึ่ง การที่จำเลยกับพวกมาขนทรัพย์สินที่เป็นกรรมสิทธิ์รวมขณะอยู่กินกันความครอบครองของผู้เสียหายไปเป็นของตนเองเดียวกันทั้งหมด เป็นการเอาทรัพย์ที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปโดยทุจริต จำเลยจึงมีความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ ",อาญา,, 73,2,,หลอกลวงเจ้าของที่ดินให้โอนที่ดินแล้วนำที่ดินไปจำนองแก่บุคคลภายนอกซึ่งรับจำนองไว้โดยสุจริตต่อมาในคดีอาญาศาลพิพากษาลงโทษผู้หลอกลวงฐานฉ้อโกงให้จดทะเบียนโอนที่ดินคืนให้แก่เจ้าของหรือไม่ ดังนี้ เจ้าของที่ดินจะขอให้เพิกถอนการจำนองและผู้รับจำนองต้องคืนโฉนดที่ดินแก่เจ้าของหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๐๒๒/๒๕๖๒ จำเลยที่ ๑ โดยทุจริตหลอกลวงให้โจทก์โอนที่ดินแก่จำเลยที่ ๑ ด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จว่าจะใช้โฉนดที่ดินดังกล่าวไปขอสินเชื่อจากธนาคารเพื่อนำเงินมา ลงทุนทำธุรกิจโดยจะไม่นำที่ดินดังกล่าวไปก่อภาระผูกพันใดๆ เมื่อธนาคารอนุมัติเงิน แล้วจะโอนที่ดินคืนแก่โจทก์และจำเลยที่ ๑ ได้จำนองที่ดินกับจำเลยที่ ๒ ซึ่งจำเลยที่ ๑ รู้อยู่แล้วว่าทำให้โจทก์ซึ่งพักอาศัยอยู่ในที่ดินแปลงดังกล่าวเสียหาย โจทก์จึงฟ้องจำเลยที่ ๑ เป็นคดีอาญาต่อศาลชั้นต้น ขอให้ลงโทษจำเลยที่ ๑ ในข้อหาฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑,๓๔๑ และขอให้จำเลยที่ ๑ โอนที่ดินดังกล่าวคืนแก่โจทก์โดยปลอดภาระผูกพันใดๆ ต่อมาศาลฎีกาพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๒ ที่พิพากษาว่าจำเลยที่ ๑ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๑ประกอบมาตรา ๙๑ ลงโทษจำคุกจำเลยที่ ๑ ให้จำเลยที่ ๑ จดทะเบียนโอนที่ดินดังกล่าวคืนให้แก่โจทก์โดยปราศจากภาระผูกพันใดๆ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า มีเหตุให้เพิกถอนการจำนองที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๒ และจำเลยที่ ๒ ต้องคืนโฉนดที่ดินพิพาทแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องและคำพิพากษาศาลฎีกา โจทก์ทำนิติกรรมโอนที่ดินพิพาท ให้แก่จำเลยที่ ๑ โดยถูกจำเลยที่ ๑ หลอกลวง การแสดงเจตนาทำนิติกรรมดังกล่าวของโจทก์เกิดขึ้นเพราะถูกฉ้อฉลของจำเลยที่ ๑ อันเป็นโมฆียะกรรม แต่นิติกรรมดังกล่าวซึ่งเป็นโมฆียกรรมนั้นยังมีผลสมบูรณ์ใช้ได้จนกว่าจะถูกบอกล้างโดยชอบ ขณะที่จำเลยที่ ๑ จำนองที่ดินพิพาทต่อจำเลยที่ ๒ นั้นจำเลยที่ ๑ ยังมีชื่อเป็นเจ้าของจึงสมบูรณ์ใช้บังคับได้ตามกฎหมาย แม้ที่ดินพิพาทจะได้โอนกลับไปเป็นของโจทก์ในภายหลังจากการจำนองนั้นแล้ว นิติกรรมจำนองที่จำเลยที่ ๑ ก่อไว้ย่อมตกติดมาด้วย โจทก์ไม่อาจยกเอาเหตุโมฆียะที่โจทก์บอกล้างนิติกรรมการโอนที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ นั้น แล้วขึ้นต่อสู้จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้ตามมาตรา ๑๖๐ ประกอบมาตรา ๑๓๒๙ โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมจำนองที่ดินพิพาทที่จำเลยที่ ๒ รับจำนองไว้ จำเลยที่ ๒ มีสิทธิยึดถือต้นฉบับโฉนดที่ดินพิพาทได้จนกว่าจะมีการไถ่ถอนจำนอง ",แพ่ง,, 73,2,,เจ้าหนี้มีหนังสือบอกกล่าวไปยังผู้ค้ำประกันเกิน ๖๐ วันนับแต่วันที่ผู้เช่าซื้อผิดนัด ผู้ค้ำประกันจะหลุดพ้นจากความรับผิดในหนี้ที่ต้องส่งมอบทรัพย์สินที่เช่าซื้อคืน หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนร่วมกับผู้ค้ำประกันเกิน ๖๐ วันนับแต่วันที่ผู้เช่าซื้อผิดนัด ผู้ค้ำประกันจะหลุดพ้นจากความรับผิดในหนี้ที่ต้องส่งมอบทรัพย์สินที่เช่าซื้อคืน หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนร่วมกับผู้เช่าซื้อ หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๓๗๒/๒๕๖๒ จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ทำสัญญาค้ำประกันยอมรับผิดชอบร่วมกับผู้ค้ำประกัน วันที่ ๑ ผิดนัด ไม่ชำระค่าเช่าซื้อนับแต่วันที่พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ ๒๐) พ.ศ. ๒๕๕๗ มีผลใช้บังคับแล้ว โดยกฎหมายดังกล่าวมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘ เป็นต้นมา แต่ตามมาตรา ๑๘ แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวไม่กระทบกระเทือนถึงสัญญาที่ได้ทำไว้ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ เว้นแต่กรณีพระราชบัญญัตินี้บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น และมาตรา ๑๙ บัญญัติว่า “ในกรณีที่ลูกหนี้ผิดนัดนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ สัญญาเช่าซื้อเป็นสัญญาต่างตอบแทนประเภทหนึ่ง ให้เป็นไปตามมาตรา ๖๘๖ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้” ซึ่งมาตรา ๖๘๖ วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขเพิ่มเติม บัญญัติไว้ว่า “ เมื่อลูกหนี้ผิดนัดให้เจ้าหนี้มีหนังสือบอกกล่าวไปยังผู้ค้ำประกันภายใน ๖๐ วันนับแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัด...และวรรคสองบัญญัติว่า ในกรณีที่เจ้าหนี้มิได้มีหนังสือบอกกล่าวภายในกำหนดเวลาตามวรรคหนึ่งให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทน ตลอดจนค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้รายนั้นบรรดาที่เกิดขึ้นภายหลังจากกำหนดเวลาตามวรรคหนึ่ง” สัญญาเช่าซื้อเป็นสัญญาต่างตอบแทนประเภทหนึ่ง โดยผู้เช่าซื้อมีหน้าที่ต้องชำระค่าเช่าซื้อให้แก่ผู้ให้เช่าซื้อเป็นรายงวดตามจำนวนที่ตกลงกัน และผู้ให้เช่าซื้อมีหน้าที่ต้องส่งมอบทรัพย์สินอันเป็นวัตถุแห่งหนี้ที่เช่าซื้อให้แก่ผู้เช่าซื้อหากไม่มีการกำหนดทรัพย์สินที่เช่าซื้อให้แก่กันแล้ว สัญญาเช่าซื้อย่อมไม่อาจเกิดขึ้นได้ จึงนับว่าทรัพย์สินที่เช่าซื้อเป็นหนี้ประจำในการก่อให้เกิดสัญญาเช่าซื้อ เมื่อจำเลยที่ ๑ ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์จากโจทก์ โดยจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เป็นผู้ค้ำประกันหนี้การส่งมอบรถยนต์ กระบวนการดังกล่าวคืนหรือใช้ราคาแทนจึงเป็นหนี้ประมาณแห่งสัญญามิใช่อุปกรณ์แห่งหนี้ในสัญญาเช่าซื้อดังนั้นการที่โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้มิได้ปฏิบัติตามครบทั้งหมดตามที่กฎหมายบังคับไว้อย่างมีหนังสือบอกกล่าวแก่จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ผู้ค้ำประกันภายใน ๖๐ วัน นับแต่วันที่จำเลยที่ ๑ เป็นลูกหนี้ผิดนัดก็หาเป็นผลให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ หลุดพ้นจากการต้องร่วมชำระหนี้ส่งมอบรถที่เช่าซื้อคืนหากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนแก่โจทก์ภายหลังสัญญาเช่าซื้อเลิกกันไม่ ",แพ่ง,, 73,2,,ผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองโดยชื่อทรัพย์สินซึ่งจำนองจากการขายทอดตลาดจะต้องผูกพันตามข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองที่ยกเว้นให้ผู้จำนองต้องรับผิดชำระหนี้ของลูกหนี้เกินกว่าทรัพย์สินที่จำนองหรือไม่ และผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองจะขอไถ่ถอนจำนองจะต้องไถ่ถอนในวงเงินเท่าใด,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๒๕๙/๒๕๖๒ ข้อตกลงต่อท้ายหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันที่ยกเว้นให้ผู้จำนองต้องรับผิดชำระหนี้ของลูกหนี้เกินกว่าทรัพย์ที่จำนองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๓๓ มีผลผูกพันและบังคับได้ระหว่างโจทกกับผู้จำนองที่เป็นคู่สัญญาระหว่างการอันเป็นบุคคลสิทธิมิใช่เป็นการก่อตั้งทรัพย์สิทธิอันจะตกติดไปตามทรัพย์สินที่จำนอง จำเลยเป็นเพียงผู้รับโอนโดยชื่อทรัพย์สินซึ่งจำนองจากการขายทอดตลาดซึ่งมีเงื่อนไขให้ติดจำนองมาโดยมิได้เป็นลูกหนี้นี้หรือผู้ค้ำประกันย่อมมีสิทธิ์ได้ทำการรับใช้เงินให้เป็นจำนวนอันสมควรกับราคาทรัพย์สินนั้นตามมาตรา ๗๓๖ และมาตรา ๗๓๘ หาใช้ต้องรับผิดในหนี้ของลูกหนี้ของลูกหนี้หรือผู้ค้ำประกันเต็มจำนวนอันเกินกว่าราคาของทรัพย์สินที่จำนองไม่ จำเลยเป็นผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองมิได้มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์ตามข้อตกลงต่อท้ายหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกัน ทั้งไม่มีข้อตกลงในการแปลงหนี้โดยเปลี่ยนตัวจำเลยมาเป็นลูกหนี้แทนผู้จำนอง จึงไม่เกิดสิทธิแก่โจทก์ที่จะบังคับจำเลยให้ชำระหนี้ในฐานะเป็นลูกหนี้ชั้นต้นหรือลูกหนี้ร่วมได้ ความรับผิดของจำเลยย่อมมีเพียงทรัพย์สินซึ่งจำนองที่ตนรับโอนมาซึ่งตราเป็นประกันการชำระหนี้แก่โจทก์เท่านั้น โจทก์ไม่อาจอ้างข้อตกลงต่อท้ายหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันที่ยกเว้นให้ผู้จำนองต้องรับผิดชำระหนี้ของลูกหนี้เกินกว่าทรัพย์ที่จำนองตามมาตรา ๗๓๓ มาบังคับเอาแก่ทรัพย์สินอื่น ของจำเลยเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์นอกจากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งจำนองได้ แม้จำเลยเป็นผู้รับโอนทรัพย์ซึ่งจำนองและหากระสมศักดิ์จะไถ่ถอนจำนองยังมีภาระที่จะต้องชำระดอกเบี้ยในอัตราตามที่ตกลงกันไว้ในสัญญาจำนองนับแต่มีการผิดนัดของลูกหนี้ชั้นต้นหรือผู้จำนอง โจทก์ย่อมมีสิทธิบังคับจำนองเพื่อชำระหนี้ต้นเงินและดอกเบี้ยได้ตามสัญญาจำนองแต่โจทก์จะใช้สิทธิบังคับให้จำเลยชำระดอกเบี้ยที่ค้างย้อนหลังเกินห้าปีขึ้นไปตามมาตรา ๑๙๓/๒๗ ซึ่งจำเลยให้การต่อสู้ไว้ไม่ได้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๕๕๖๘/๒๕๖๒ จำเลยที่ ๒ มิได้เป็นลูกหนี้ชั้นต้นและไม่ใช่คู่สัญญาจำนองแก่โจทก์แต่เป็นเพียงบุคคลภายนอกผู้รับโอนทรัพย์สินที่ติดจำนองมา จำเลยที่ ๒ จึงมีหน้าที่เพียงปลดเปลื้องภาระจำนองด้วยการไถ่ถอนจำนองเท่านั้น การที่จำเลยที่ ๒ มีหนังสือถึงโจทก์ขอไถ่ถอนจำนองในวงเงิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท โดยหนังสือแจ้งความประสงค์ดังกล่าวมีเอกสารแนบท้ายประกอบด้วยสำเนาสัญญาจำนอง สำเนาโฉนดที่ดินซึ่งระบุตำแหน่งลักษณะของทรัพย์สินที่จำนองชื่อเจ้าของเดิม ชื่อและภูมิลำเนาเดิมของผู้รับโอน วันที่รับโอนกรรมสิทธิ์รวมทั้งได้แจ้งความประสงค์จะไถ่ถอนจำนองให้จำเลยที่ ๑ ทราบแล้วหนังสือแจ้งของไถ่ถอนจำนองของจำเลยที่ ๒ จึงมีรายละเอียดครบถ้วนตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๗๓๘ แล้ว การที่โจทก์มีหนังสือปฏิเสธไม่รับชำระหนี้โดยมิได้ฟ้องคดีต่อศาลภายใต้กำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่จำเลยที่ ๒ มีคำเสนอเพื่อให้ศาลสั่งขายทอดตลาดทรัพย์ซึ่งจำนอง ถือว่าโจทก์ยอมรับคำเสนอขอไถ่จำนองของจำเลยที่ ๒ ดังกล่าวโดยปริยายตามมาตรา ๗๓๙, ๗๔๑ แล้ว จำเลยที่ ๒ จึงมีสิทธิไถ่จำนองได้ในวงเงิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท จำเลยที่ ๒ มีหนังสือถึงโจทก์นัดวันเวลาสถานที่ชำระเงินเพื่อไถ่ถอนจำนองและโจทก์มิได้ไปตามนัดหมายก็ตาม แต่สัญญาจำนองจะระงับสิ้นไปก็ต่อเมื่อจำเลยที่ ๒ ใช้เงินแก่โจทก์ตามที่จำเลยที่ ๒ เสนอขอไถ่ถอน กรณีแม้โจทก์ไม่ไปตามนัดจำเลยที่ ๒ ก็สามารถไถ่ถอนจำนองได้ด้วยการวางเงินตามจำนวนที่เสนอขอไถ่ถอนต่อสำนักวางทรัพย์ ตามมาตรา ๗๔๑ ประกอบมาตรา ๓๓๑ เมื่อจำเลยที่ ๒ ยังไม่ได้ไถ่จำนองสัญญาจำนองจึงยังไม่ระงับสิ้นไป มาตรา ๗๐๑, ๗๒๗ บทบัญญัติดังกล่าวเป็นเรื่องสิทธิหน้าที่ของผู้ค้ำประกันหรือผู้จำนอง แต่จำเลยที่ ๒ เป็นเพียงบุคคลภายนอกผู้รับโอนทรัพย์สินโดยติดจำนอง ซึ่งสิทธิหน้าที่ของผู้รับโอนทรัพย์สินโดยติดจำนองนั้นมีบทบัญญัติโดยเฉพาะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๓ ลักษณะ ๑๒ หมวด ๕ จำเลยที่ ๒ จึงไม่อาจอ้างได้ว่าสัญญาจำนองระงับสิ้นไปเพราะผู้จำนองหลุดพ้นตามมาตรา ๗๐๑, ๗๒๗ ประกอบมาตรา ๗๔๔ (๓) เมื่อโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้ชำระหนี้และไถ่ถอนจำนองแก่จำเลยที่ ๒ แล้วแต่จำเลยที่ ๒ เพิกเฉย จำเลยที่ ๒ จึงตกเป็นผู้ผิดนัดนับแต่วันที่ครบกำหนดชำระหนี้ตามหนังสือบอกกล่าว โจทก์จึงมีสิทธิ์ฟ้องบังคับจำนองแก่จำเลยที่ ๒ ได้ และมีสิทธิได้ดอกเบี้ยตามมาตรา ๒๒๔ ",แพ่ง,, 73,3,,จำเลยเคยได้รับโทษจำคุกเกินกว่า ๖ เดือนซึ่งมิใช่ความผิดที่ได้กระทำโดย ประมาทหรือความผิดลหุโทษ และผลโทษจำคุกมายังไม่เกิน ๕ ปีหากคดีหลังเป็นการ กระทำผิดโดยประมาทศาลจะรอการลงโทษให้ได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๔๕/๒๕๖๓ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ (ใหม่) ได้เพิ่มหลักเกณฑ์ให้ศาลมารวมใช้ดุลพินิจ รอการลงโทษให้แก่จำเลยได้มากขึ้น จากเดิมที่จำกัดเฉพาะแต่ที่จำเลยไม่เคยต้องโทษจำคุกก่อนหรือ เคยต้องโทษจำคุกแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ ได้เพิ่มให้จำเลยที่เคยต้องโทษจำคุกไม่เกินหกเดือนและจำเลยที่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน แต่พ้นโทษจำคุกมาแล้วเกินกว่าห้าปีแล้วมา กระทำความผิดอีก โดยความผิดในครั้งหลังเป็นความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ จากหลักเกณฑ์ที่เพิ่มขึ้นนานั้น แสดงให้เห็นเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ต้องการให้จำเลยที่เคยต้องโทษจำคุกมาใน ระยะเวลาสั้นและจำเลยที่เคยได้รับโทษจำคุกระยะยาวแต่พ้นโทษมานานแล้วมีโอกาสลับบนเป็นพลเมืองดี จำเลยเคยได้รับโทษจำคุกเกินกว่า ๖ เดือนในความผิดฐานร่วมกันประกอบกิจการให้สินเชื่อส่วนบุคคลโดยไม่ได้ รับอนุญาตและเรียกเก็บดอกเบี้ยเกินอัตรา ซึ่งมิใช่ความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษและจำเลย พ้นโทษจำคุกมายังไม่เกินห้าปี แม้คดีนี้จะเป็นการกระทำความผิดโดยประมาทก็ตามจึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่ศาลจะ ใช้ดุลพินิจรอการลงโทษให้แก่จำเลยได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ (๒), (๓)",อาญา,, 73,3,,เจ้าของบัญชีไม่ตรวจสอบรายการเดินสะพัดทางบัญชีที่ธนาคารส่งให้ทุกเดือนเป็นเหตุให้ไม่ทราบว่ามีคนลักเขียนลายมือชื่อเป็นผู้สั่งจ่ายแล้วมีผู้นำไปเรียกเก็บเงิน จะถือว่าอยู่ในฐานะเป็นผู้ต้องตัดบมิให้ยกเรื่องลายมือชื่อปลอมขึ้นเป็นข้อต่อสู้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๐๒/๒๕๖๓ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๐๐๘ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่าเมื่อใดลายมือชื่อในตั๋วเงินเป็นลายมือชื่อปลอมก็ดี...ท่านว่าลายมือชื่อปลอม...เช่นนั้นเป็นอันใช้ไม่ได้เลย ใครจะอ้างอิงแสดงสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใด...เพื่อบังคับการใช้เงินเอาแก่คู่สัญญาแห่งตัวนั้นคนใดหนึ่งก็ดี ท่านว่าไม่อาจจะทำได้เป็นอันขาด ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวเป็นการห้ามในการจะบังคับการใช้เงินแก่คู่สัญญาแห่งตัวนั้นหากลายมือชื่อในตั๋วเงินเป็นลายมือชื่อปลอม แต่ยังคงมีข้อยกเว้นว่า เว้นแต่คู่สัญญาฝ่ายซึ่ง...ถูกบังคับใช้เงินนั้นจะอยู่ในฐานะเป็นผู้ต้องตัดบมิให้ยกลายมือชื่อปลอมนั้นขึ้นเป็นข้อต่อสู้ ซึ่งข้อยกเว้นกรณีการอยู่ในฐานะเป็นผู้ต้องตัดบมิให้ยกลายมือชื่อปลอมเป็นข้อต่อสู้นั้น อาจเป็นกรณีที่เจ้าของลายมือชื่อที่ถูกปลอมได้แสดงกิริยาอย่างหนึ่งอย่างใดให้คนภายนอกหลงเชื่อว่าลายมือชื่อที่ลงในตั๋วเงินนั้นเป็นลายมือชื่อที่แท้จริงของตนเป็นเหตุให้บุคคลบุคคลภายนอกนั้นทำการไปโดยหลงเชื่อตามที่เจ้าของชื่อแสดงออกมาจนอาจเป็นที่เสียหายแก่เขา เจ้าของลายมือชื่อที่ถูกปลอมจะไปอ้างในภายหลังว่าลายมือชื่อนั้นเป็นลายมือชื่อที่แท้จริงของตนเป็นเหตุ การที่โจทก์ไม่ระมัดระวังในการดูแลรักษาแบบพิมพ์เช็คพิพาทอย่างวิญญาณชนที่พึงกระทำ และโจทก์ไม่ใช้ความระมัดระวังตรวจสอบจำนวนเช็คและใบแจ้งหนี้ที่จำเลยที่ ๑๐ (ธนาคาร) ส่งให้ตรวจสอบทุกๆ เดือนนั้นเป็นเพียงการไม่ใส่ใจความเสียหายของตนเองที่อาจจะขึ้นจากการไม่ใช้ความระมัดระวังและตรวจสอบในเรื่องดังกล่าว ซึ่งมิใช่การแสวงกริยาอย่างหนึ่งอย่างใดโดยตรงต่อพนักงานของจำเลยที่ ๑๐ แล้ว เป็นผลโดยตรงให้พนักงานของจำเลยที่ ๑๐ หลงเชื่อว่าลายมือชื่อที่ลงในเช็คแต่ละฉบับเป็นลายมือชื่อที่แท้จริง การกระทำดังกล่าวของโจทก์จึงมิได้อยู่ในฐานะเป็นต้องตัดบทมิให้ปรากฏว่าลายมือชื่อปลอมนั้นขึ้นเป็นข้อต่อสู้จำเลยที่ ๑๐ ที่จำเลย ๑๐ ประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์เป็นที่ไว้วางใจของประชาชนการจ่ายเงินตามเช็คที่มีผู้มาขอเบิกเงินจากธนาคารเป็นงานส่วนหนึ่งของจำเลยที่ ๑๐ ซึ่งจะต้องปฏิบัติอยู่เป็นประจำจำเลยที่ ๑๐ ย่อมมีความชำนาญในการตรวจสอบลายมือชื่อในเช็คว่าเป็นลายมือชื่อของผู้สั่งจ่ายหรือไม่ยิ่งไปกว่าบุคคลธรรมดาทั้งต้องมีความระมัดระวังในการจ่ายเงินตามเช็คยิ่งกว่าวิญญาณชนทั่วๆ ไป การที่จำเลยที่ ๑๐ จ่ายเงินตามเช็คพิพาททั้ง ๑๓ ฉบับ ซึ่งเป็นเช็คที่มีการปลอมลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายให้แก่ผู้ที่นำมาเรียกเก็บเงินทั้งที่มีตัวอย่างลายมือชื่อผู้มีอำนาจสั่งจ่ายของโจทก์ที่ให้ไว้แก่จำเลยที่ ๑๐ กับมีเช็กอีกหลายฉบับที่โจทก์เคยสั่งจ่ายไว้อยู่ที่จำเลยที่ ๑๐ จึงเป็นการขาดความระมัดระวังของจำเลยที่ ๑๐ ผู้ประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์ ถือได้ว่าการจ่ายเงินตามเช็คพิพาทดังกล่าวเป็นความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ ๑๐ เอง เมื่อลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายในเช็คเป็นลายมือชื่อปลอมไม่ใช่ลายมือชื่อผู้มีอำนาจสั่งจ่ายของโจทก์ จำเลยที่ ๑๐ จึงไม่หลุดพ้นจากความรับผิดตามมาตรา ๑๐๐๘ วรรคหนึ่ง และแม่โจทก์มิได้ทักท้วงรายการเดินสะพัดทางบัญชีและแจ้งให้จำเลยที่ ๑๐ ทราบทั้งตาม แต่การกระทำของโจทก์มิได้เป็นผลโดยตรงที่ทำให้ จำเลยที่ ๑๐ จ่ายเงินตามเช็คพิพาทไปโดยประมาณเลินเล่อ จำเลยที่ ๑๐ ย่อมต้องรับผิดใช้เงินตามเช็คพิพาทคืนแก่โจทก์ตามมาตรา ๑๐๐๘ วรรคหนึ่ง ",แพ่ง,, 73,3,,"ผู้เป็นหุ้นส่วนจำกัดความรับผิดซึ่งออกจากห้างหุ้นส่วนไปแล้วจะยังต้องรับผิดในหนี้ซึ่งห้าง หุ้นส่วนจำกัดได้ก่อนขึ้นก่อนผ่านได้ออกจากหุ้นส่วนหรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๕๑/๒๕๖๒ ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่าข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่าโจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด เดิมโจทก์มีหุ้นส่วน ๒ คน คือ จำเลยเป็นหุ้นส่วนจำกัดไม่จำกัดความรับผิดและนายสมนึกเป็นหุ้นส่วนจำกัดความรับผิด ต่อมามีการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงให้นายสมนึกเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดและจำเลยเป็นหุ้นส่วนจำกัดความรับผิด และต่อมามีการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงให้บริษัทบ้านตาลโฮลดิ้ง จำกัด เข้ามาเป็นหุ้นส่วนจำกัดความรับผิดแทนจำเลยที่ออกจากการเป็นหุ้นส่วนของโจทก์ในระหว่างที่จำเลยยังคงเป็นหุ้นส่วนจำกัดความรับผิดของโจทก์ โจทก์โดยจำเลยและนายสมนึกขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ให้แก่นายสาราญ โจทก์ชำระภาษีแล้ว ต่อมากรมสรรพากรแจ้งโจทก์ว่าชำระภาษีไม่ถูกต้องให้ชำระภาษีที่ยังขาดเบี้ยปรับ เงินเพิ่มและภาษีบำรุงท้องที่ ๑,๔๐๗,๕๔๘.๒๕ บาท โจทก์ชำระให้แก่กรมสรรพากรครบทั้งหมด ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยต้องรับผิดในหนี้ค่าภาษีอากรค้างชำระของโจทก์หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า หนี้ค่าภาษีอากรค้างชำระเกิดขึ้น ตั้งแต่วันที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๕๔ ในขณะนั้นจำเลยยังคงเป็นหุ้นส่วนจำกัดความรับผิดของโจทก์ โจทก์และจำเลยยังไม่ทราบเรื่องที่มีการเสียภาษีไม่ถูกต้อง ต่อมาวันที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๕๖ โจทก์จดทะเบียนให้จำเลยออกจากการเป็นหุ้นส่วนส่วนของโจทก์ โดยมีการคืนจำนวนลงหุ้นแก่จำเลย ๒๘,๐๐๐,๐๐๐ บาท หากโจทก์และจำเลยทราบเรื่องที่เสียภาษีไม่ถูกต้องเสียก่อนจำเลยก็จะได้รับจำนวนลงหุ้นคืนน้อยกว่าจำนวนดังกล่าว เมื่อหนี้ภาษีอากรค้างชำระเกิดขึ้นในขณะที่จำเลยยังคงเป็นหุ้นส่วนของโจทก์ จำเลยจึงต้องรับผิดในหนี้ค่าภาษีอากรค้างชำระในฐานะหุ้นส่วนของโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๐๕๑ โจทก์ชอบที่จะไล่เบี้ยเรียกเอาเงินที่ชำระแทนไปก่อน ๗๐๓,๗๗๔ บาทจากจำเลยได้นั้น เห็นว่าเมื่อห้างหุ้นส่วนจำกัดจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายแล้วย่อมมีสถานะเป็นนิติบุคคลต่างหากจากผู้เป็นส่วนตามมาตรา ๑๐๑๕ ทรัพย์สินและหนี้สินของห้างหุ้นส่วนจำกัดย่อมมิใช่ทรัพย์สินและหนี้สินของผู้เป็นหุ้นส่วนโดยตรง ส่วนการที่ผู้เป็นหุ้นส่วนซึ่งออกจากหุ้นส่วนไปแล้วแล้วจะยังคงต้องรับผิดในหนี้ซึ่งห้างหุ้นส่วนได้ก่อให้เกิดขึ้นก่อนที่ตนเองได้ออกจากหุ้นส่วนทุกคนจะต้องรับผิดร่วมกันโดยไม่จำกัดจำนวนในการชำระหนี้อันได้ก่อขึ้นเพราะฉะการไปในทางที่เป็นธรรมชาติการค้าขายของห้างหุ้นส่วนนั้นแตกต่างจากผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดซึ่งจะมีความผิดเพียงไม่เกินจำนวนเงินที่ตนรับจะลงหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัดตามมาตรา ๑๐๗๗ (๑) และในระหว่างที่ห้างหุ้นส่วนจำกัดยังมิได้เลิกกัน เจ้าหนี้ของห้างหุ้นส่วนจำกัดย่อมไม่มี สิทธิที่จะร้องผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดตามมาตรา ๑๐๙๕ วรรคหนึ่ง แต่หากหุ้นส่วนจำกัดเลิกกันแล้ว ความรับผิดชอบของผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดต่อเจ้าหนี้ของห้างหุ้นส่วนจำกัดย่อมจำกัดอยู่เพียงจำนวนลงหุ้นที่ยังค้างส่งหรือได้ถอนไปจากสินทรัพย์ของห้างหุ้นส่วนจำกัดกับเงินปันผลซึ่งได้รับไปแล้วโดยทุจริต และฝ่าฝืนต่อข้อห้ามที่มิให้แบ่งเงินปันผลหรือดอกเบี้ยนอกจากรายได้ตามมาตรา ๑๐๙๕ วรรคสอง (๑) (๒) และ (๓) เท่านั้น กรณีจึงไม่อาจนำมิตรมาตรา ๑๐๕๑ มาใช้บังคับแก่หุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด ในห้างหุ้นส่วนจำกัดได้ตามมาตรา ๑๐๘๐ วรรคหนึ่ง แม้หนี้จำเลยยังคงหุ้นส่วนจำพวกจำกัดของโจทกก็ถือมิได้ว่าเป็นหนี้สินของจำเลยเมื่อจำเลยออกจากการเป็นหุ้นส่วนของโจทก์ไปแล้วโดยมีการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงให้บริษัทบ้านตาลโฮลดิ้ง จำกัด เข้ามาเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดแทนจำเลยในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกันย่อมต้องถือว่าความเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับรับผิดของจำเลยได้ถูกแทนที่โดยบริษัทบ้านตาลโฮลดิ้ง จำกัดแล้ว แม้จำเลยจำเลยจะได้รับเงินจากการถอนหุ้นด้วยแต่ก็เป็นเพียงการจ่ายเงินเพื่อระงับข้อพิพาทระหว่างจำเลยกับโจทก์และนายสมนึกตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่งหมายเลขดำ ๑๖๗/๒๕๕๖ ของศาลชั้นต้น และได้ความตามคำขอจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนว่าจำนวนลงหุ้นของจำเลยถูกแทนที่ด้วยจำนวนลงหุ้นของบริษัท บ้านตาลโฮลดิ้ง จำกัดเช่นกันหนี้ค่าภาษีอากรค้างชำระที่โจทก์ชำระให้แก่กรมสรรพากรไปนั้นจึงเป็นค่าใช้จ่ายของโจทก์ที่จะต้องนำไปคิดคำนวณกำไรขาดทุนในระหว่างผู้ที่ยังคงเป็นหุ้นส่วนกันต่อไปตามสัญญาหุ้นส่วน โจทก์จะนำหนี้ภาษีอากรค้างชำระดังกล่าวมาไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยไม่ได้ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดในหนี้ภาษีอากรค้างชำระของโจทก์ ",แพ่ง,, 73,4,,บุคคลซึ่งได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์แต่ยังไม่ได้จดทะเบียน การได้มาระยะกสิทธิของตนขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้ซึ่งที่ดินดังกล่าวจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลหรือบุคคลผู้รับโอนที่ดินจากบุคคลดังกล่าวมาได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๑๔๐/๒๕๖๒ จำเลยซื้อขายที่ดินพิพาทโดยไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่นิติกรรมดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะตามมาตรา ๔๕๖ วรรคหนึ่ง แต่ผู้ขายได้ส่งมอบที่ดินพิพาทให้เขาครอบครองปลูกสร้างบ้านอยู่อาศัยใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันเป็นเวลากว่า ๑๐ ปี จำเลยย่อมได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองตามมาตรา ๑๓๘๒ แต่การได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทกรณีดังกล่าวเป็นการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม เมื่อยังมิได้จดทะเบียนจะมีการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนไม่ได้ และสิทธิอันยังมิได้จดทะเบียนนั้นจำเลยจะยกขึ้นเป็นต่อสู้บุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยการเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้วไม่ได้ เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าบุคคลภายนอกกระทำการโดยไม่สุจริตตามมาตรา ๑๒๙๙ วรรคสองและมาตรา ๑๓๐๐ ในการขายทอดตลาดที่ดินพิพาทตามคำสั่งศาลชั้น กองทุนรวม บ. ผู้ซึ่งซึ่งเป็นบุคคลภายนอกย่อมได้รับประโยชน์จากข้อนี้ ณ วันที่ ๑๐ พ.ย. ๒๕๕๕ โดยสุจริตตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖ จำเลยกล่าวอ้างว่ากองทุนรวม บ. และโจทก์ร่วมกันกระทำการโดยไม่สุจริตจึงมีภาระการพิสูจน์ กองทุนรวม บ. ซึ่งที่ดินพิพาทโดยสุจริตในการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลและโจทก์ผู้รับโอนที่ดินพิพาทต่อมา ซึ่งถือว่าเป็นผู้สืบทิฐิของกองทุนรวม บ. ได้กระทำการรับโอนไว้โดยสุจริตเช่นกัน กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทของกองทุนรวม บ. และของ โจทก์ย่อมได้รับความคุ้มครองตามมาตรา ๑๓๐๐ การที่จำเลยซึ่งซื้อที่ดินพิพาทและเข้าทำประโยชน์ปลูกบ้านอยู่อาศัยจนได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครอง เมื่อยังไม่ได้จดทะเบียนต่อนักงานเจ้าหน้าที่จึงไม่อาจยกขึ้นต่อสู้กองทุนรวม บ. บุคคลภายนอกผู้ซื้อที่ดินพิพาทโดยสุจริตในการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลและต่อสู้โจทก์ซึ่งเป็นผู้สืบสิทธิโดยสุจริตได้ และการที่จำเลยครอบครองที่ดินพิพาทนับตั้งแต่วันที่กองทุนรวม บ. โอนกรรมสิทธิ์ให้โจทก์ถึงวันที่จำเลยได้รับหนังสือบอกกล่าวให้ออกจากที่ดินพิพาทยังไม่ครบ ๑๐ ปี จำเลยย่อมไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรับกษ์ในช่วงหลังนี้ ดังนั้น เมื่อโจทก์บอกกล่าวให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทแล้วแต่จำเลยยังคงเพิกเฉยย่อมเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องจำเลยและบริวารให้ออกจากที่ดินพิพาทได้ ทั้งมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์จากการใช้ที่ดินพิพาทด้วย ",แพ่ง,, 73,4,,เจ้าของที่ดินที่ถูกล้อมซึ่งมีสิทธิผ่านที่ดินที่ล้อมอยู่ออกไปสู่ทางสาธารณะ หากต่อมาที่ดินซึ่งถูกล้อมมีทางออกอื่นไปถึงทางสาธารณะได้แต่การใช้ทางจำเป็นมีความสะดวกกว่า ดังนี้ เจ้าของที่ดินที่ล้อมมีอำนาจฟ้องขอให้ยกเลิกทางจำเป็นหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๗๙/๒๕๖๒ กรณีที่เจ้าของที่ดินแปลงใดจะขอผ่านที่ดินแปลงอื่นเพื่อเป็นทางออกไปสู่ทางสาธารณะได้นั้น ต้องเป็นกรณีที่ที่ดินแปลงนั้นมีทางออกถึงทางสาธารณะได้ เดิมจำเลยทั้งห้าฟ้องโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสามให้เปิดทางจำเป็นเพื่อใช้เป็นทางผ่านออกไปสู่ทางสาธารณะโดยอ้างว่าที่ดินของจำเลยทั้งห้าถูกที่ดินของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสามและที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกถึงทางสาธารณะได้ ดังนี้ จำเลยทั้งห้าจึงมีสิทธิผ่านที่ดินที่ล้อมอยู่ไปสู่ทางสาธารณะได้ตามมาตรา ๑๓๔๙ วรรคหนึ่ง แต่หากต่อมาที่ดินแปลงดังกล่าวนั้นมีทางออกอื่นไปถึงทางสาธารณะได้ความจำเป็นในการใช้ทางจำเป็นก็ไม่ต้องมีอีกต้องไป ข้อจำกัดทรัพยสิทธิเกี่ยวกับการใช้ทางจำเป็นย่อมหมดไปด้วย เมื่อปรากฏว่าสะพานคอนกรีตข้ามคลองตาคตที่เชื่อมต่อที่ดินของจำเลยทั้งห้ากับถนนลาดยางเลียบคลองตาคตนั้นเป็นถนนสาธารณะมีความกว้างถึง ๖ เมตร กรณีย่อมฟังได้ว่าปัจจุบันที่ดินของจำเลยทั้งห้ามีทางออกอื่นไปถึงทางสาธารณะแล้วจำเลยทั้งห้าย่อมไม่มีสิทธิใช้ทางพิพาทในที่ดินของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสามเป็นทางจำเป็นเพื่อออกไปสู่ทางสาธารณะตามกฎหมาย ส่วนที่จำเลยทั้งห้านำสืบว่าทางพิพาทมีความสะดวกในการเดินทางมากกว่านั้นก็มีอาจใช้เป็นข้ออ้างเพื่อให้ทางพิพาทยังคงเป็นทางจำเป็นตลอดไป ทั้งที่เหตุแห่งการได้มาศิ่งทางจำเป็นตามกฎหมายของจำเลยทั้งห้าหมดสิ้นไปแล้ว โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสามจึงมีอำนาจฟ้องขอให้ยกเลิกทางจำเป็นได้ ",แพ่ง,, 73,4,,ผู้มีชื่อรับทรัพย์มรดกตามพินัยกรรมลงชื่อเป็นพยานในพินัยกรรม หากพยานมีฐานะเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของเจ้ามรดกอีกสถานะหนึ่งจะมีสิทธิรับมรดกในฐานะทายาทโดยธรรมดาด้วยหรือไม่ และทายาทโดยธรรมคนอื่นจะฟ้องเรียกทรัพย์ตามพินัยกรรมคืนเพื่อแบ่งปันแก่ทายาทตามสิทธิ จะต้องฟ้องภายในกำหนดอายุความ ๑ ปี ตามมาตรา ๑๗๕๔ หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๓๒๖/๒๕๖๒ จำเลยที่ ๒ ผู้มีชื่อรับทรัพย์มรดกตามพินัยกรรมลงชื่อเป็นพยานในพินัยกรรม จึงเป็นพินัยกรรมที่ทำขึ้นขัดต่อมาตรา ๑๖๓๕ วรรคหนึ่ง มีผลทำให้ข้อกำหนดในพินัยกรรมที่ ถ. ยกที่ดินพิพาทเนื้อที่ ๑๐ ไร่ให้แก่จำเลยที่ ๒ เป็นโมฆะ ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๐๕ จำเลยที่ ๒ ในฐานะทายาทผู้รับพินัยกรรมจึงไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาทดังกล่าว ที่ดินพิพาทจึงเป็นซับนอกพินัยกรรมที่ตกแก่ทายาทโดยธรรมดาของ ถ. เจ้ามรดก ตามมาตรา๑๖๒๐ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๑๖๙๙ เมื่อจำเลยที่ ๒ ยังมีฐานะเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของ ถ. เจ้ามรดกอีกสถานะ หนึ่งเหมือนเช่นโจทก์ทั้งสอง จำเลยที่ ๒ จึงเป็นทายาทโดยธรรมของ ถ. ยกที่ดินพิพาทน้ำที่ดินเสียสิทธิในฐานะทายาทโดยธรรมตามกฎหมายแต่อย่างใด ดังนี้โจทก์ทั้งสองจะอ้างสิทธิติดตามเอาคืนซึ่งที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดกจากจำเลยที่ ๒ ผู้เป็นทายาทที่มีสิทธิในรับมรดกอีกคนหนึ่งไม่ได้เพราะจำเลยที่ ๒ ไม่ใช่บุคคลภายนอกที่โจทก์ทั้งสองจะอ้างสิทธิติดตามเอาคืนได้เสมอโดยไม่มีอายุความฟ้องร้อง เมื่อโจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้จำเลยทั้งสามไปดำเนินการจดทะเบียนเพิ่มเติมการโอนสิทธิครอบครองที่ดิน เนื้อที่ ๑๐ ไร่ ให้กลับมาเป็นทรัพย์มรดกของ ถ. โดยอ้างความเป็นทายาทที่มีสิทธิในทรัพย์พิพาทและได้รับความเสียหายเพราะไม่ได้รับส่วนแบ่งในทรัพย์มรดกตามสิทธิที่โจทก์ทั้งสองและทายาทอื่นพึงได้รับตามกฎหมาย จึงเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องให้ที่ดินพิพาทกลับมาเป็นทรัพย์มรดกของ ถ. เพื่อแบ่งปันแก่ทายาทตามสิทธิ เมื่อโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ ๒ ต่างเป็นทายาทที่มีสิทธิในทรัพย์มรดก พ้องของโจทก์ทั้งสองจึงเป็นคดีมรดก โจทก์ทั้งสองต้องฟ้องคดีภายใน ๑ ปี นับแต่วันที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๕๗ จึงพ้นกำหนด ๑ ปี นับแต่วันที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๕๗ จนถึงวันที่ ๑๑ปี ๒๕๕๑ หลังจากนั้นประมาณปี ๒๕๕๓ หรือปี ๒๕๕๔ โจทก์ที่ ๑ จึงไปตรวจสอบทรัพย์มรดกจากสำนักงานที่ดินแต่โจทก์ทั้งสองฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๕๗ จึงพ้นกำหนด ๑ ปี นับแต่วันที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๕๗ของเจ้ามรดก ฟ้องโจทก์ทั้งสองเป็นอันขาดอายุความ ",แพ่ง,, 73,4,,"ผู้ค้ำประกันถึงแก่ความตายไปก่อนลูกหนี้ผิดนัด สิทธิหน้าที่ความรับผิดตามสัญญาค้ำประกันเป็นมรดกตกทอดไปยังทายาทของผู้ค้ำประกันหรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๗๖๓/๒๕๖๒ จำเลยที่ ๑ ทำสัญญากู้เงินและรับเงินกู้ยืม ๔๐,๐๐๐ บาทไปจากโจทก์แล้วในวันทำสัญญาหนี้เงินกู้ของจำเลยที่ ๑ จึงเป็นอันสมบูรณ์ตามมาตรา ๖๘๑ วรรคหนึ่ง จำเลยที่ ๒ และ ส. ผู้ค้ำประกันยอมผูกพันตนต่อเจ้าหนี้เพื่อชำระหนี้ในเมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้นั้นตามมาตรา ๖๘๐ วรรคหนึ่ง ผู้ค้ำประกันหาได้มีหนี้ที่จะต้องปฏิบัติต่อเจ้าหนี้โดยอาชีวความสามารถหรือคุณสมบัติบางอย่างซึ่งต้องกระทำเป็นการเฉพาะตัวไม่ จึงถือได้ว่าเป็นความผูกพันต่อเจ้าหนี้ในทางทรัพย์สินเท่านั้น ผู้ค้ำประกันจะหลุดพ้นจากความรับผิดต่อเมื่อนี้ของลูกหนี้นี้ระงับสิ้นไปตามมาตรา ๖๙๘ แม้ภายหลังทำสัญญาค้ำประกันจะได้ความว่าโจทก์และจำเลยที่ ๑ ต่างไม่ถือเอากำหนดเวลาในการชำระหนี้ตามสัญญาเป็นข้อสำคัญอีกต่อไป อันมีความหมายว่าสัญญากู้ยืมเงินเป็นสัญญาที่มิได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ แต่เมื่อจำเลยที่ ๑ ผิดนัดในเวลาต่อมาและโจทก์บอกเลิกสัญญา ซึ่งเป็นเวลาภายหลังจากวันที่ ส. ถึงแก่ความตายไปแล้วก็ตาม แต่เมื่อหนี้กู้ยืมดังกล่าวยังคงมีอยู่อย่างสมบูรณ์ตั้งแต่ก่อนวัน ที่ ส. จะถึงแก่ความตายและสัญญาค้ำประกันก็หาได้ระงับไปเพราะความตายของ ส. ไม่ สิทธิหน้าที่และความรับผิดต่าง ๆ ตามสัญญาค้ำประกันที่ ส. ทำกับโจทก์จึงเป็นกองมรดกของผู้ตายและตกทอดแก่ทายาทตามมาตรา ๑๕๙๙ วรรคหนึ่ง และมาตรา ๑๖๐๐ โจทก์จึงชอบที่จะฟ้องจำเลยที่ ๓ ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ส. เพื่อบังคับตามสิทธิเรียกร้องของตนที่มีและได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินในกองมรดกของ ส. ตาม มาตรา ๑๗๓๔ และมาตรา ๑๗๓๗ ",แพ่ง,, 73,5,,ลูกหนี้จำนองทรัพย์สินของตนเป็นประกันการชำระหนี้มีข้อตกลงว่าหากบังคับจำนองได้เงินไม่พอ ชำระหนี้ย่อมใช้ส่วนที่ขาดจนครบ ดังนี้ ถ้าหนี้ประธานขาดอายุความผู้รับจำนองจะบังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนองหรือทรัพย์สินอื่นอีกหากได้เงินไม่พอชำระหนี้ได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๑๔๕/๒๕๖๒ ธนาคาร อ. ได้รับชำระหนี้ครั้งสุดท้ายวันที่ ๔ มิถุนายน ๒๕๕๑ ต้องถือว่าลูกหนี้ผิดนัด งวดที่เหลือทั้งหมดตลอดมา สิทธิเรียกร้องในกรณีหนี้เงินที่ต้องชำระเพื่ออนุทุนคืนเป็นงวด ๆ ย่อมเกิดขึ้นนับแต่นั้น อาญุความฟ้องเรียกเงินจำนวนที่ค้างต้องบังคับตามมาตรา ๑๙๓/๓๓ (๒) ซึ่งมีกำหนดอาญุความ ๕ ปี และเริ่มตั้งแต่วันที่ ๕ มิถุนายน ๒๕๕๑ โจทก์ฟ้องคดีเกินกว่า ๕ ปีขาดอาญุความตามมาตรา ๑๙๓/๓๓ (๒) แม้หนี้ตามสัญญากู้เงิน ซึ่งเป็นหนี้ประธานขาดอาญุความ แต่โจทก์ซึ่งรับโอนสิทธิเรียกร้องในฐานะผู้รับจำนองมีสิทธิเหนือทรัพย์สินที่จำเลย ทั้งสองจดทะเบียนประกัน การชำระหนี้มีลักษณะเป็นทรัพย์สิทธิซึ่งไม่มีอาญุความฟ้องเรียก จึงต้องด้วยมาตรา ๑๙๓/๒๗ และมาตรา ๗๔๕ โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับจำนองจะบังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนองแม้เมื่อหนี้ที่จำนอง เป็นประกันนั้นขาดอาญุความแล้วก็ได้ แต่จะบังคับให้ชำระดอกเบี้ยที่ค้างชำระย้อนหลังเกินกว่าห้าปีไม่ได้ และ คงบังคับได้แต่เฉพาะทรัพย์สินที่จำเลยทั้งสองจองจำนองไว้ จะบังคับเอาจากทรัพย์สินอื่นอีกหาได้ไม่ ถึงแม้ว่าตามสัญญาจำนองจะกำหนดให้จำเลยทั้งสองจองจำนองยินยอมใช้เงินจำนวนที่ขาดจนครบ หากบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ก็ตาม,แพ่ง,, 73,5,,เจ้าหนี้ไม่ได้มีหนังสือบอกกล่าวไปยังผู้ค้ำประกันภายใน ๖๐ วันนับแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัดจะมีอำนาจฟ้องผู้ค้ำประกันหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๘๗๓/๒๕๖๒ โจทก์มีหนังสือส่งไปยังจำเลยที่ ๑ ตามสถานที่ที่ระบุในสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี แม้จำเลยที่ ๑ ไม่ได้รับ แต่ซองจดหมายมีการระบุเหตุขัดข้องที่นำจ่ายผู้รับไม่ได้ว่าถ้าย ไม่ทราบที่อยู่ใหม่ โดยมีลายมือชื่อของ พนักงานที่เกี่ยวข้องในการนำจ่ายและลงวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙ กำกับไว้ เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ ๑ เคยแจ้งการเปลี่ยนแปลงสถานที่ที่ระบุไว้ในสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีมาก่อน ถือได้ว่าโจทก์ส่งหนังสือให้แก่จำเลยที่ ๑ โดยชอบแล้ว ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีที่กำหนดว่า “บรรดาหนังสือติดต่อทางสถาบันล่าหรือหนังสืออื่นใด ที่จะส่งให้แก่ผู้กู้นั้น ไม่ว่าจะส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนหรือไม่ลงทะเบียนหรือให้คนนำไปส่งเองก็ดี ถ้าหากได้ส่งไปยังสถานที่ที่ระบุไว้ข้างต้นตามสัญญาฉบับนี้ให้ถือว่าได้ส่งให้แก่ผู้กู้โดยชอบ ทั้งนี้โดยไม่คำนึงว่าจะมีผู้รับไว้หรือไม่ ก็ตาม...” สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ เป็นอันเลิกกันในวันที่ ๑๑ มีนาคม ๒๕๕๙ และ ถือว่าจำเลยที่ ๑ ตกเป็นผู้ผิดนัดนับแต่วันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๕๙ เป็นต้นไป ภายหลังจากที่จำเลยที่ ๑ ผิดนัดแล้ว โจทก์ไม่ได้มีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลย ที่ ๒ ผู้ค้ำประกันภายใน ๖๐ วัน นับแต่วันที่จำเลยที่ ๑ ลูกหนี้ผิดนัดตามมาตรา ๖๘๖ วรรคหนึ่ง แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ ๒๐) พ.ศ. ๒๕๕๗ ซึ่งมาตรา ๑๙ แห่งพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวบัญญัติให้ใช้บังคับมาตรา ๖๘๖ ที่แก้ไข เพิ่มเติมนี้กับกรณีที่ลูกหนี้ผิดนัดนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับเป็นต้นไปโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๒,แพ่ง,, 73,5,,บุคคลที่ศาลพิพากษาว่าไม่ได้สิทธิครอบครองที่ดิน (เพราะเป็นผู้ครอบครองแทน) ให้ผู้ครอบครองคืนหนังสือรับรองการทำประโยชน์แก่เจ้าของบุคคลดังกล่าวจะแสดงเจตนาเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือทรัพย์สินแทนมาเป็นยึดถือเพื่อนตนเองจะเป็นการแย่งการครอบครองได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๘๖๐/๒๕๖๒ บุคคลผู้ยึดถือทรัพย์สินอยู่ในฐานะเป็นผู้แทนผู้ครอบครองและเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือโดยบอกกล่าวไปยังผู้ครอบครองว่าไม่เจตนาจะยึดถือทรัพย์สินแทนผู้ครอบครองต่อไปอันมีผลให้บุคคลผู้ยึดถือทรัพย์สินได้สิทธิครอบครองตามมาตรา ๑๓๘๑ ประกอบมาตรา ๑๓๖๗ นั้น จะต้องเป็นการยึดถือทรัพย์สินแทนผู้ครอบครองโดยชอบหรือมีนิติสัมพันธ์ต่อกัน และแสดงเจตนาเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือทรัพย์สินแทนมาเป็นการถือเพื่อตนเองจะถือว่าเป็นการแย่งการครอบครองซึ่งผู้ครอบครองต้องฟ้องคดีเพื่อเอาชนะฝ่ายครอบครองภายในหนึ่งปีนับแต่วลาถูกแย่งการครอบครองตามมาตรา ๑๓๗๕ วรรคสองคดีก่อนโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ส. ฟ้องขอให้จำเลยส่งมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์คืน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยครอบครองที่ดินพิพาทแทน ทยาทของ ส. ไม่ได้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท วิพากษาให้จำเลยคืนหนังสือรับรองการทำประโยชน์แก่โจทก์แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำบังคับ คงครอบครองที่ดินพิพาทของโจทก์ตลอดมาจนเป็นการครอบครองโดยไม่ชอบจำเลยจึงมิใช่บุคคลผู้ยึดถือทรัพย์สินอยู่ในฐานะเป็นผู้แทนผู้ครอบครองตามความหมายของมาตรา ๑๓๘๑ จำเลยไม่มีสิทธิที่จะแสดงเจตนาเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือทรัพย์สินแทนมาเป็นการยึดถือเพื่อตนเองอันจะเป็นการแย่งการครอบครองตามบทบัญญัติดังกล่าวดังนั้น โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาชอบที่จะบังคับคดีให้จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาต่อไป ซึ่งศาลอ้อนุญาตให้จำเลยยื่นค่าขอของโจทก์แล้ว การที่จำเลย ยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีว่า ภายหลังศาลฎีกามีคำพิพากษาจำเลยยังคงยึดถือครอบครองที่ดินพิพาทต่อมาจำเลยมีหนังสือบอกกล่าวเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือที่ดินพิพาทแทนมาเป็นการยึดถือเพื่อตนเองข้ออ้างเพื่อมิให้ตนเองถูกบังคับคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีก่อนนั้นเอง เมื่อจำเลยและบริวารไม่ออกที่ดินพิพาท โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยและบริวารให้ออกจากที่ดินพิพาทโดยไม่อยู่ในบังคับที่จะต้องฟ้องคดีภายในหนึ่งปีตามมาตรา ๑๓๗๕ วรรคสอง ",แพ่ง,, 73,5,,"หนี้ที่โจทก์อ้างเป็นมูลเหตุในความผิดฐานโกงเจ้าหนี้คือหนี้ที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีแพ่ง หากคดีแพ่งศาลพิพากษายกฟ้อง การกระทำของจำเลยจะเป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๑๘๘/๒๕๖๒ หนี้ที่โจทก์อ้างเป็นมูลเหตุฟ้องจำเลยที่ ๑ ในความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ คือหนี้ที่โจทก์ฟ้อง จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นลูกหนี้โจทก์จดทะเบียนโอนขายที่ดินให้แก่จำเลยที่ ๒ โดยจำเลยทั้งสองมีเจตนาเพื่อมิให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ได้รับโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวกลับคืนมาเป็นของโจทก์ เมื่อความปรากฏต่อศาลฎีกาว่า คดีดังกล่าวศาลฎีกาสร้างฟ้องว่าโจทก์จัดทำเยียบให้จำเลยที่ ๑ ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาททั้งหนึ่งและโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทอีกทั้งหนึ่งให้แก่จำเลยที่ ๑ ด้วยความสมัครใจ ไม่ใช่เพราะถูกจำเลยที่ ๑ ใช้กลั่นแกล้งโจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิเพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวและพิพาทษายกฟ้องโจทก์ ยืนตามศาลภาคอุทธรณ์ภาค ๗ ผลของคำพิพากษาศาลฎีกาทำให้โจทก์กับจำเลยที่ ๑ มิได้เป็นเจ้าหนี้และลูกหนี้ต่อกัน โจทก์ไม่อยู่ในฐานะเจ้าหนี้ซึ่งเป็นองค์ประกอบความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตามมาตรา ๓๕๐ การกระทำของจำเลยที่ ๑ ที่โอนที่ดินให้แก่จำเลยที่ ๒ ขาดองค์ประกอบความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ จำเลยที่ ๑ ไม่มีความผิดตามฟ้อง ",อาญา,, 73,5,,"ปิดล็อกประตูของอาคารชั้นที่อยู่ในครอบครองของตนเองให้บุคคลอื่นไม่สามารถเข้าไปยังชั้นที่บุคคลอื่นครอบครองใช้สอยของอาคารได้ เป็นการรบกวนนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของเขาโดยปกติสุขหรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๖๓๓/๒๕๖๒ โจทก์เป็นผู้ครอบครองอาคารพิพาทชั้น ๓ และชั้น ๔ ซึ่งจำเลยให้โจทก์ใช้สอยอาคาร ดังกล่าวเป็นที่เก็บสินค้าและสถานประกอบการเพื่อเป็นการตอบแทนที่โจทก์ออกเงินทดรองให้จำเลยยืมไปชำระหนี้และไถ่ถอนจำนองจากธนาคาร ต่อมาจำเลยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากอาคารพิพาท โจทก์มอบหมายให้ทนายนายความมีหนังสือแจ้งจำเลยว่าโจทก์ยังมีสิทธิอาศัยอยู่ในอาคารพิพาทจนกว่าจำเลยจะชำระหนี้เงินทดรองจ่ายค่าไถ่ถอนจำนอง จำเลยปิดล็อกประตูชั้น ๒ ของอาคารพิพาท ซึ่งเป็นทางเชื่อมไปสู่อาคารพิพาทชั้น ๓ และชั้น ๔ อันเป็นทางเชื่อมระหว่างอาคารเลขที่ ๕๘ ที่โจทก์เช่าอยู่ทั้งอาคารไปสู่อาคารพิพาทเลขที่ ๕๖ และมีเพียงประตูชั้น ๒ ที่โจทก์และพนักงานของโจทก์ใช้ผ่านไปสู่ชั้น ๓ และชั้น ๔ ของอาคารพิพาทได้ทำให้โจทก์และพนักงานของโจทก์ไม่สามารถเข้าไปยังชั้น ๓ และชั้น ๔ ของอาคารพิพาทได้ แม้ประตูชั้น ๒ จะอยู่ในความครอบครองของจำเลยหรือไม่ก็ตาม จำเลยก็ไม่มีอำนาจโดยพลการที่จะปิดล็อกประตูชั้น ๒ ซึ่งเป็นทางเข้าออกทางเดียวทำให้โจทก์และพนักงานของโจทก์ไม่สามารถเข้าไปยังชั้น ๓ และชั้น ๔ ของอาคารพิพาทได้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการล่วงล้ำเข้าไปในอำนาจอภิครอบครองของโจทก์ ถือได้ว่าจำเลยเข้าไป กระทำการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์โดยปกติสุขตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒๖ ",อาญา,, 73,6,,เจ้าหนี้ไปแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่ลูกหนี้ในข้อหาความผิดฐานฉ้อโกง หลังจากนั้นลูกหนี้จดทะเบียนยกที่ดินให้แก่บุตร จะถือว่าเจ้าหนี้จะใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้ลูกหนี้ชำระหนี้อันจะเป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๙๐๕/๒๕๖๑ ความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๐ นั้น เจ้าหนี้ต้องใช้หรือจะใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้ลูกหนี้ชำระแล้ว และลูกหนี้ลูกหนี้รู้ว่าเจ้าหนี้ได้ใช้หรือจะใช้สิทธิดังกล่าวแล้วยังโอนทรัพย์สินให้ผู้อื่นโดยมีมูลเหตุจงใจเพื่อไม่ให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วนโจทก์ไปร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลยข้อหาฉ้อโกงก่อนวันที่จำเลยโอนที่ดินให้แก่บุตรทั้งสองจำเลย การร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนของโจทก์ย่อมนำไปสู่การยื่นฟ้องคดีอาญาของพนักงานอัยการ ซึ่งรวมถึงการเรียกทรัพย์สินหรือราคาที่โจทก์ต้องสูญเสียไปเนื่องจากการกระทำความผิดแทนโจทก์ด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๓๐ หรือไม่ก็ได้ ดังนั้น โดยการร้องทุกข์ของโจทก์ ไม่ว่าต่อมาโจทก์จะยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์หรือไม่ก็ไม่มีผลเป็นการเรียกร้องทรัพย์สินหรือราคาที่โจทก์สูญเสียไปจากการกระทำความผิดคืนโดยพนักงานอัยการดำเนินการแทนแล้ว โจทก์ไม่จำต้องหวงถามหรือฟ้องคดีแพ่งเพื่อบังคับชำระหนี้อีก การร้องทุกข์ของโจทก์จึงเป็นกรณีที่โจทก์จะใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้จำเลยชำระหนี้แล้ว เมื่อจำเลยมีเจตนาทุจริตยักยอกเงินโจทก์ และโจทก์ได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยแล้ว จำเลยจึงรู้แล้วว่าโจทก์จะให้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้ชำระหนี้ การที่จำเลยโอนที่ดินให้แก่บุตรทั้งสองของจำเลยจึงเป็นไปเพื่อมิให้โจทก์ได้รับชำระหนี้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามฟ้อง ",อาญา,, 73,6,,"ผู้ซื้อโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของบุคคลอื่นเพื่อให้นำเงินไปชำระค่าที่ดินผู้ขายแทน ผู้รับมอบมิได้นำเงินไปมอบให้แก่ผู้ขาย แต่เอาเงินนั้นไปเป็นของตนเอง จะมีความผิดฐานใด ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๖๓๓/๒๕๖๒ โจทก์ร่วมโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยเพื่อให้จำเลยนำไปชำระค่าที่ดินให้แก่ ก. ตามที่โจทก์ร่วมได้รับคำแนะนำจากที่ปรึกษากฎหมายของโจทก์ร่วม แต่จำเลยมิได้นำเงินของโจทก์ร่วมไปมอบ ให้แก่ ก. จำเลยครอบครองเงินของโจทก์ร่วมแล้วเบียดบังเอาเงินนั้นเป็นของตนเองโดยทุจริต การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานยักยอก ",อาญา,, 73,6,,ขณะถูกควบคุมตัวยังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาและสิทธิตามกฎหมาย หากหลบหนีไปในระหว่างนั้นจะมีความผิดฐานหลบหนีระหว่างที่ถูกคุมขังของเจ้าพนักงานหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๓๑๕/๒๕๖๑ ความหมายของคำว่า เจ้าพนักงาน ตามประมวลกฎหมายอาญานั้น นอกจากกฎหมายระบุไว้ชัดว่าเป็นเจ้าพนักงานแล้ว ยังหมายความรวมถึงบุคคลซึ่งได้รับแต่งตั้งให้ปฏิบัติหน้าที่ราชการไม่ว่าจะเป็นประจำหรือครั้งคราวและไม่ว่าจะได้รับค่าตอบแทนหรือไม่ ภ. ผู้ร่วมจับกุมจำเลยเป็นพนักงานราชการทำหน้าที่หัวหน้าหน่วยพิทักษ์อุทยานมีหน้าที่ในการจับกุมผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับป่าไม้ ภ. จึงเป็นบุคคลที่ได้รับแต่งตั้งให้ปฏิบัติหน้าที่ราชการมีหน้าที่ในการจับกุมผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับป่าไม้ ภ. จึงเป็นเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญาในความผิดเกี่ยวกับป่าไม้ การที่จำเลยสลัดเซือกหลุดแล้ววิ่งหลบหนีจึงเป็นการหลบหนีที่ถูกคุมขังตามอำนาจของเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา ไม่จำต้องมีการแจ้งข้อกล่าวหาและสิทธิตามกฎหมายแก่จำเลยก่อนแต่อย่างใด จำเลยมีความผิดฐานหลบหนีระหว่างที่ถูกคุมขังตามอำนาจของเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา ",อาญา,, 73,6,,"ผู้รับจำนำน้ำทรัพย์สินที่จำหน่ายให้แก่ผู้อื่นโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้จำหน่ายหลังจากพ้นกำหนดระยะเวลาผ่อนผันการชำระหนี้แล้วจะเป็นความผิดฐานยักยอกหรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๓๙๒/๒๕๖๑ จำเลยรับจำนำรถกระบะไว้จากผู้เสียหายแล้วจำเลยขายรถกระบะดังกล่าวให้แก่ผู้อื่นไปโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้เสียหาย แม้ผู้เสียหายรวบรวมเงินได้ครบถ้วน พร้อมที่จะไถ่ถอนรถกระบะดังกล่าวจากจำเลยหลังจากพ้นเวลาที่จำเลยผ่อนผันให้แล้วก็ตาม แต่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๗๖๔ การบังคับจำนำจะกระทำได้ด้วยการขายทอดตลาดเท่านั้นจำเลยไม่มีสิทธิที่จะขายรถกระบะดังกล่าวด้วยวิธีอื่น การที่จำเลยขายรถกระบะดังกล่าวจึงเป็นการขายโดยไม่มีสิทธิถือว่าเป็นการกระทำโดยทุจริต จำเลยจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๒ วรรคแรก ",อาญา,, 73,6,,"เข้าไปในบ้านของผู้อื่นเพื่อจะลักทรัพย์ แต่ยังไม่ได้แตะต้องตัวทรัพย์เพราะมีผู้มาพบก่อน จะเป็นความผิดฐานพยายามลักทรัพย์ในเคหสถานแล้วหรือไม่ ",มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๕๐๘/๒๕๖๒ ในวันเวลาเกิดเหตุจำเลยไปเรียกชื่อ ค. หลายคนครั้ง ที่หน้าบ้านที่เกิดเหตุเพื่อจะขอซื้อสุรา จากนั้นจำเลยยังดัดหน้าต่างบ้านที่เกิดเหตุขึ้นล่าง และถือประตูหลังบ้าน อย่างแรงหลายครั้งแล้วปืนขึ้นไปบนหลังคาห้องน้ำหลังบ้าน งัดหน้าต่างบ้านที่เกิด เหตุชั้นบนแล้วปืนเข้าไปในบ้าน จากนั้นจำเลยเดินลงไปทางบันไดพบ ธ. และ ว. ธ. ใช้ไฟฉายจากโทรศัพท์เคลื่อนที่ส่องไปที่ใบหน้าจำเลย จำเลยจึงวิ่งหลบหนีไป การที่จำเลยงัดหน้าต่างบ้านที่เกิดเหตุโดยไม่มีเหตุฉันสมควร แล้วลักลอบเข้าไปในยามวิกาลโดยคาดว่าไม่มีบุคคลใดอยู่บ้าน ถือได้ว่าจำเลยมีเจตนาจะลักทรัพย์ผู้เสียหาย เมื่อจำเลยเข้าไปในบ้านแล้วจำเลยเดินลงไปที่ชั้นล่างซึ่งเป็นบริเวณร้านขายของชำทันที แม้จำเลยจะยังไม่ได้แตะต้องตัวทรัพย์ก็ตาม แต่การกระทำของจำเลยดังกล่าวถือว่าใกล้ชิดต่อผลที่จะเอาทรัพย์ไปได้จึงอยู่ในขั้นลงมือกระทำความผิดแล้ว เพียงแต่กระทำไปไม่ตลอด เพราะมีผู้มาพบจำเลยก่อนที่จำเลยจะลักทรัพย์ของผู้เสียหายไป การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ในเคหสถานในเวลากลางคืนโดยเข้าทางช่องทางซึ่งทำขึ้นโดยไม่ได้จำนงให้เป็นทางคนเข้าและโดยใช้ยานพาหนะตามฟ้อง,อาญา,, 73,6,,"ภายหลังเกิดเหตุละเมิดเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย บิดาของผู้ตายตามความเป็นจริงได้จดทะเบียนสมรสกับมารดาผู้ตาย ดังนี้ บิดาผู้ตายจะเรียกค่าขาดไว้อุปการะเสียงดูจากผู้ทำละเมิดได้หรือไม่ ",มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๔๓๖/๒๕๖๒ ขณะเกิดเหตุละเมิด จ. ผู้ตายเป็นบุตรนอกสมรสของผู้คัดค้านซึ่งอยู่กินฉันสามีภรรยากับ ค. มารดาของผู้ตาย หลังจาก จ. ผู้ตายถึงแก่ความตายผู้คัดค้านได้จดทะเบียนสมรสกับมารดาของผู้ตาย เป็นผลให้ จ. เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้คัดค้านกับมารดาของผู้ตายซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๕๗ บัญญัติให้การเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายมีผลนับแต่วันที่เด็กเกิด แม้เหตุละเมิดเกิดขึ้นขณะ จ. มีอายุ ๒๑ ปีเศษ และถึงแก่ความตายไปแล้วก็ตาม แต่เมื่อผู้คัดค้านและ ค. บิดามารดาของ จ. จดทะเบียนสมรสกันภายหลังย่อมมีผลให้ จ. เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายนับตั้งแต่วันที่ จ. เกิด จ. จึงมีหน้าที่ตามกฎหมายที่ต้องอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดานับแต่นั้น การทำละเมิดเป็นเหตุให้ จ. ถึงแก่ความตายย่อมทำให้ผู้คัดค้านซึ่งเป็นบิดาขาดไร้อุปการะ การยอมรับหรือบังคับตามคำชี้ขาดไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน,แพ่ง,, 73,6,,ลูกหนี้กับเจ้าหนี้ตกลงทำบันทึกแนบท้ายสัญญาเปลี่ยนปลงเงือนไขเกี่ยวกับราคา อัตราดอกเบี้ย จำนวนเงินที่ต้องชำระในแต่ละงวดและระยเวลาการผ่อนชำระเป็นการเปลี่ยนหนี้ใหม่อันทำให้หนี้เดิมระงับ และผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิดหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๕๔๔/๒๕๖๒ โจทก์กับจำเลยที่ ๑ ตกลงทำบันทึกแนบท้ายสัญญาเช่าซื้อเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขเกี่ยวกับราคาค่าเช่าซื้อรถยนต์ อัตราดอกเบี้ย จำนวนเงินค่าเช่าซื้อในแต่ละงวด และระยะเวลาการผ่อนชำระค่าเช่าซื้อเท่านั้น อันมีลักษณะเป็นเพียงการกำหนดเงื่อนไขการผ่อนชำระหนี้และระยะเวลาการชำระหนี้ใหม่โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์กับจำเลยที่ ๑ มีเจตนาให้หนี้ที่เช่าซื้อตามหนังสือสัญญาเช่าซื้อระงับสิ้นไป แล้วมาบังคับกันใหม่ตามบันทึกแนบท้ายสัญญาเช่าซื้ออันจะถือเป็นการเปลี่ยนแปลงสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งหนี้และเป็นการแปลงหนี้ใหม่ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๓๔๙ เมื่อบันทึกแนบท้ายสัญญาเช่าซื้อดังกล่าวไม่ใช่เป็นการแปลงหนี้ใหม่อันทำให้หนี้เดิมระงับ โจทก์จึงยังมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๕ ผู้ค้ำประกันตามสัญญาเช่าซื้อให้ร่วมกับจำเลยที่ ๑ รับผิดต่อโจทก์ได้,แพ่ง,, 73,7,,"ที่ประชุมบริษัทมีมติด้วยเสียงข้างมากถูกต้องตามข้อบังคับของบริษัทให้ปลอดกรรมการและประธานกรรมการของบริษัทและแต่งตั้งผู้ถือหุ้นคนหนึ่งเป็นประธานกรรมการบริษัทแทน โดยผู้ถือหุ้นที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นประธานกรรมการบริษัทได้ออกเสียงลงมติในการประชุมวาระดังกล่าวด้วย ดังนี้ มติที่ประชุมของบริษัทชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๔๕๔/๒๕๖๑ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๑๘๕ บัญญัติว่า “ผู้ถือหุ้นคนใดมีส่วนได้เสียเป็นพิเศษในข้ออันใดซึ่งที่ประชุมจะลงมติ ท่านห้ามมิให้ผู้ถือหุ้นคนนั้นออกเสียงลงคะแนนด้วยในข้อนั้น” มาตรา ๑๑๕๑ บัญญัติว่า “อันผู้เป็นกรรมการนั้น เฉพาะแต่ที่ประชุมใหญ่เท่านั้นอาจจะตั้งหรือถอนได้"" และมาตรา ๑๑๔๔ บัญญัติว่า ""บรรดาบริษัท จำกัดให้มีกรรมการคนหนึ่งหรือหลายคนคนด้วยกันจัดการตามข้อบังคับของบริษัทและอยู่ในความครอบงำของที่ประชุมใหญ่แห่งผู้ถือหุ้นทั้งปวง” จากบทบัญญัติดังกล่าวมีความหมายเพียงว่าห้ามมิให้ออกเสียงลงมติเฉพาะผู้ถือหุ้นที่มีส่วนได้เสียเป็นพิเศษเกี่ยวกับข้อซึ่งที่ประชุมจะลงมติเท่านั้น เมื่อการแต่งตั้งหรือถอดถอนกรรมการบริษัทเป็นเรื่องปกติของการบริหารจัดการบริษัท ซึ่งต้องอยู่ภายใต้การควบคุมหรือครอบงำของที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้น ดังนั้นผู้ถือหุ้นย่อมมีอำนาจแต่งตั้งหรือถอดถอนกรรมการบริษัทได้ โดยถือตามคะแนนเสียงส่วนใหญ่ของที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นซึ่งเป็นทบัญญัติที่รับรองสิทธิของผู้ถือหุ้นในการควบคุมดูแลการจัดการงานของบริษัท การที่จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ในฐานะผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ ๑ ใช้สิทธิออกเสียงปลดโจทก์ทั้งสองออกจาก กรรมการและปลดโจทก์ที่ ๑ ออกจากประธานกรรมการ และแต่งตั้งจำเลยที่ ๒ เป็นประธานกรรมการของจำเลยที่ ๑ แทน จึงเป็นปกติธรรมดายางวิธีการจัดการบริษัทจำกัดดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๑๔๔ และมาตรา ๑๑๕๑ ดังกล่าว นอกจากนี้การที่ที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นมีมติให้ถอดถอนโจทก์ทั้งสองออกจากกรรมการและถอดถอน โจทก์ที่ ๑ ออกจากประธานกรรมการของจำเลยที่ ๑ และแต่งตั้งจำเลยที่ ๒ เป็นประธานกรรมการแทน ก็ไม่ทำให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ หลุดพ้นจากการถูกตรวจสอบการบริหารงานของจำเลยที่ ๑ เพราะจำเลยที่ ๒ ในฐานะประธานกรรมการและจำเลยที่ ๓ ในฐานะกรรมการของจำเลยที่ ๑ ยังคงต้องปฏิบัติตามข้อบังคับของบริษัทและอยู่ในความครอบงำหรือการควบคุมของที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นต่อไป ดังนั้น การออกเสียงลงคะแนนของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ดังกล่าวจึงมิใช่เป็นการให้สิทธิประโยชน์แก่ตนเองในเรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็นกรณีพิเศษ แม้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ จะเป็นผู้มีส่วนได้เสียในเรื่องดังกล่าวก็เป็นเพียงส่วนได้เสียตามธรรมดา หาใช่ส่วนได้เสียเป็นพิเศษที่ถึงกับต้องห้าไม่ให้ร่วมลงมติตามมาตรา ๑๑๘๕ แต่อย่างใดไม่ การออกเสียงลงมติของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ จึงไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ดังนั้นการประชุมและมติที่ประชุมวิสามัญของผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ ๑ ครั้งที่ ๒/๒๕๕๗ ซึ่งมีผู้รับมอบฉันทะจากผู้ถือหุ้นเข้าร่วมประชุม ๔ คน จากจำนวนผู้ถือหุ้นทั้งหมด ๖ คน นับจำนวนหุ้นได้ ๑๐,๐๐๐ หุ้น จากจำนวนหุ้นทั้งหมด ๒๐,๐๐๐ หุ้น จึงเป็นการประชุมที่มีผู้ถือหุ้นเข้าร่วมประชุมมีจำนวนหุ้นไม่น้อยกว่าหนึ่งในสี่แห่งทุนของบริษัท ครบองค์ประชุมและที่ประชุมมีมติด้วยเสียงข้างมากถูกต้องตามข้อบังคับของจำเลยที่ ๑ การประชุมและมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ ๑ ครั้งที่ ๒/๒๕๕๗ ชอบด้วยกฎหมายและข้อบังคับของจำเลยที่ ๑ แล้ว ",แพ่ง,, 73,7,,"การโอนหุ้นที่ฝ่าฝืนข้อบังคับของบริษัท ผู้รับโอนจะใช้สิทธิในฐานะผู้ถือหุ้น เช่น ออกหนังสือเชิญประชุม เข้าร่วมประชุม ทำหน้าที่เป็นประธานที่ประชุม ออกเสียงในการประชุมในมติต่าง ๆ ได้หรือไม่และหากที่ประชุมมีมติตใดๆ มตินั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ",มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๙๕๓/๒๕๖๑ หุ้นของผู้คัดค้านที่บริษัท ค. โอนให้ ก. เป็นหุ้นชนิดระบุชื่อลงในใบหุ้นโดยมีข้อบังคับของผู้คัดค้านกำหนดไว้ว่า หุ้นของบริษัทนั้นโอนกันได้ต่อเมื่อได้รับความยินยอม เป็นลายลักษณ์อักษรจากคณะกรรมการก่อนเท่านั้น และมติในการประชุมของคณะกรรมการเกี่ยวกับการให้ความยินยอมในการโอนหุ้นใดๆ ของบริษัทจะต้องได้รับเสียงสนับสนุนจากกรรมการอย่างน้อย ๕ คน ดังนี้ การโอนหุ้นระหว่างบริษัท ค. กับ ก. เป็นการฝ่าฝืนต่อข้อบังคับดังกล่าวที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๑๒๙ วรรคหนึ่ง โดยมีโทษตามมาตรา ๑๑๒๙ วรรคหนึ่ง,แพ่ง,, 73,7,,ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยการครอบครองปรับกษ์แต่ยังไม่ได้จดทะเบียนการได้มาจากพนักงานเจ้าหน้าที่ จะยกเป็นข้อต่อสู้บุคคลผู้สืบสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวในฐานะทายาทผู้รับพินัยกรรมของเจ้าของที่ดินได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๗๙๐/๒๕๖๑ พ. ยกที่ดินพิพาทให้จำเลยปลูกสร้างบ้านอยู่อาศัยและทำประโยชน์ในที่ดินตั้งแต่ปี ๒๕๒๐ และ น. มอบโฉนดที่ดินให้จำเลยยึดถือไว้เป็นหลักฐานว่าได้ยกที่ดินพิพาทให้จำเลย การที่ น. ไปแจ้งความว่าโฉนดที่ดินหายและขอออกใบแทนโฉนดที่ดินในปี ๒๕๕๑ เป็นเหตุผลส่วนตัวของ น. ซึ่งไม่มีผลกระทบต่อการครอบครองที่ดินพิพาทของจำเลย แม้การยกให้ที่ดินซึ่งเป็นอสังหาริมทรัพย์จะไม่สมบูรณ์เพราะมิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา ๕๒๕ แต่จำเลยได้ครอบครองที่ดินพิพาทโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของที่ดินติดต่อกันเป็นระยะเวลาเกินกว่า ๑๐ ปี ก่อนที่ น. จะรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินในปี ๒๕๔๕ จำเลยย้อมได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ตามมาตรา ๑๓๘๒ อันเป็นการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม และแม้จำเลยยังมิได้จดทะเบียนการได้มาจากพนักงานเจ้าหน้าที่ แต่โจทก์จัดหาเบาเนียได้สิทธิ์ในที่ดินมาจากการสืบสิทธิของ พ. และ น. ในฐานะทายาทผู้รับพินัยกรรมโจทก์จึงมิใช่บุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนไม่ได้รับความคุ้มครองตามมาตรา ๑๒๙๙ วรรคสอง จำเลยยกสิทธิดังกล่าวขึ้นเป็นข้อต่อสู้โจทก์ได้,แพ่ง,, 73,7,,ยิมรถจักรยานยนต์ไปจากผู้มีสิทธิครอบครองตามสัญญาเช่าซื้อเพื่อซับ ไปส่งผู้อื่น แล้วนำไปจำหน่ายแก่บุคคลภายนอกโดยมิได้มีเจตนาเอารถจักรยานยนต์ไปแต่ต้นจะมีความผิดฐานใด,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๖๔๔/๒๕๖๑ จำเลยย้อมรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไปจาก ช. ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิครอบครองจักรยานยนต์ให้จำเลยช่วยคราวซึ่งจำเลยมีหน้าที่ต้องนำรถจักรยานยนต์ที่ซอยมีไปเมื่อคืน ช. เมื่อจำเลยนำรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไปจำหน่ายแก่บุคคลภายนอก จึงเป็นการเปียดบังเอาทรัพย์ของผู้เสียหายเป็นของบุคคลอื่นโดยทุจริต ขณะที่จำเลยครอบครองทรัพย์นั้นอันเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๒ วรรคแรก การกระทำของจำเลยไม่ใช่ความผิดฐานลักทรัพย์ที่โจทก์ฎีกาว่าได้ความจาก ส. ว่า จำเลยบอกว่า หลังจากจำเลย ได้รถจักรยานยนต์แล้วนำไปขายทันที การขอยืมรถจึงเป็นอุบายที่จะได้รถจักรยานยนต์ไปนั้นก็เป็นเพียงการคาดคะเนของโจทก์ถึงเจตนารมณ์ของจำเลยซึ่ง ไม่อาจนำมารับฟังเป็นผลร้ายว่า จำเลยมีเจตนาเอารถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไปตั้งแต่ต้น เมื่อจำเลยชำระค่าเสียหายแก่ผู้เสียหายเป็นที่พอใจและผู้เสียหายไม่ติดใจดำเนินคดีแก่จำเลยย่อมทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๙ (๒) ",อาญา,, 73,7,,เป็นเจ้าพนักงานแต่มิได้มีหน้าที่โดยตรงในการจัดการหรือรักษาเงินยืมทดรองของราชการ หากร่วมกับเจ้าหน้าที่ที่มีหน้าที่ดังกล่าวเบียดบังเงินยืมทดรองราชการมาเป็นของตนจะเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดด้วยหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๐๑/๒๕๖๒ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๗ เป็นบทบัญญัติที่ลงโทษแก่บุคคลที่กระทำความผิดที่เป็นเจ้าพนักงานและต้องมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ แม้จำเลยที่ ๒ จะเป็นเจ้าพนักงานและเป็นพยานของจำเลยที่ ๑ ตลอดจนร่วมกับจำเลยที่ ๑ ในการเบียดบังเงินยืมทดรองราชการเป็นของตนโดยทุจริต แต่จำเลยที่ ๑ เพียงผู้เดียวที่เป็นผู้ขอเงินยืมทดรองราชการและได้รับอนุญาต จำเลยที่ ๑ จึงเป็นผู้มีหน้าที่โดยตรงในการจัดการหรือรักษาเงินยืมทดรองราชการ จำเลยที่ ๒ หาได้มีหน้าที่โดยตรงในการจัดการหรือรักษาเงินยืมทดรองราชการ แม้จำเลยที่ ๒ จะร่วมกับจำเลยที่ ๑ กระทำความผิดต่อบทบัญญัติดังกล่าวก็จะลงโทษจำเลยที่ ๒ อย่างเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ในการจัดการหรือรักษาทรัพย์แล้วเบียดบังทรัพย์เป็นของตนเองโดยทุจริตไม่ได้ คงลงโทษจำเลยที่ ๒ ได้แต่เพียงในฐานะสนับสนุนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๖ เท่านั้น ",อาญา,, 73,8,,การทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ถือเป็นการแปลงหนี้ใหม่ทำให้หนี้เดิมระงับสิ้นไป มีผลให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิดหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๒๔๙/๒๕๖๑ การทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้เป็นเพียงการตกลงผ่อนผันเฉพาะในส่วนของข้อตกลงในการชำระหนี้โดยมีเงื่อนไขในการผ่อนชำระต้นเงินและดอกเบี้ยเพื่อให้ลูกหนี้สามารถชำระหนี้ได้และได้รับประโยชน์จากการปรับโครงสร้างหนี้เท่านั้น คู่สัญญาไม่ได้มีเจตนาที่จะถือเป็นการแปลงหนี้ใหม่หรือยกเลิกหนี้เดิมที่นำมาปรับโครงสร้างหนี้แต่อย่างใด จึงมิได้เป็นการเปลี่ยนแปลงสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งหนี้อันเป็นการแปลงหนี้ใหม่ตามมาตรา ๓๔๙ หนี้เบิกเงินเกินบัญชีตามสัญญาสินเชื่อเดิมจึงมิได้ระงับไป และการค้ำประกันของจำเลยที่ ๓ ยังคงมีผลใช้บังคับและผูกพันจำเลยที่ ๓ ตลอดไปในเมื่อจำเลยที่ ๑ ยังคงเป็นลูกหนี้โจทก์จำเลยที่ ๓ จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ ชำระหนี้แก่โจทก์,แพ่ง,, 73,8,,มอบเงินให้บุคคลอื่นเพื่อนำไปวิ่งเต้นกับคณะกรรมการสอบหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการสอบ เพื่อช่วยเหลือบุตรให้สอบเข้ารับราชการในวิธีการที่ฝ่าฝืนระเบียบการสอบแต่ผู้รับเงินกระทำการไม่สำเร็จ และยังไม่สามารถนำเงินมาคืนได้จึงมาทำหนังสือสัญญากู้ยืมเงินไว้แทนเพื่อเป็นหลักประกันไว้ ดังนี้ เป็นการแปลงหนี้ใหม่หรือไม่และผู้กู้จะต้องรับผิดตามสัญญากู้ยืมเงินหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๐๒๓/๒๕๖๑ การทำสัญญากู้ยืมเงินมีมูลกรณีแห่งหนี้สืบเนื่องมาจากจำเลยหรือ ภ. ไม่สามารถวิ่งเต้นช่วยเหลือ ก. และ ธ. สอบเข้ารับราชการได้ แต่จำเลยยังไม่สามารถนำเงินจำนวนดังกล่าวมาคืนผ่านวิธีการที่ฝ่าฝืนระเบียบในการสอบบังหมูหวังใช้วิธีการที่ผิดกฎหมายใช้เงินในการตอบแทนจูงใจโดยมีเจตนาระหว่างรัฐปฏิบัติผิดต่อตำแหน่งการงานให้กระทำการทุจริตประพฤติไม่ชอบด้วยการช่วยเหลือบุตรสาวและบุตรชายของโจทก์ เงินจำนวน ๑,๑๐๐,๐๐๐ บาท ตามสัญญากู้ยืมจึงมีที่มาจากมูลหนี้ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นนิติกรรมที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลและทำอันดีของประชาชนจึงตกเป็นโมฆะตามมาตรา ๑๕๐ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยรับผิดชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินตามที่ขอให้ หนี้ที่เกิดจากสัญญาอันเป็นโมฆะย่อมเสียเปล่ามาตั้งแต่ต้น จะแปลงหนี้ใหม่เป็นหนี้เงินกู้ยืมหรือนี้อย่างอื่นที่ชอบด้วยกฎหมายไม่ได้ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้เงินตามสัญญากู้ยืมเงิน",แพ่ง,, 73,8,,ข้อตกลงก่อตั้งภาระจำยอมที่มีลักษณะเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์ของบุคคลภายนอก แต่ไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ หากบุคคลภายนอกแสดงเจตนาถือเอาประโยชน์จากข้อตกลงดังกล่าวแล้ว บุคคลภายนอกจะฟ้องเจ้าของที่ดินภาระทรัพย์จดทะเบียนภาระจำยอมได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๔๔๑/๒๕๖๑ เจ้าของกรรมสิทธิ์รวมที่ดินพิพาทโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๖๙๖๒ ทำบันทึกข้อตกลงให้ที่ดินพิพาทโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๖๙๖๒ เป็นภาระจำยอมให้แก่ที่ดินโฉนดเลขที่ ๙๘๗๘ เป็นทางเข้าออกไปสู่ทางสาธารณะได้หรือใช้เป็นถนนสัญจรไปมาร่วมกัน ตลอดจนยังมีสิทธิใช้เพื่อการติดตั้งเสาและการเดินสายไฟฟ้า โทรศัพท์ ท่อน้ำประปา ท่อระบายน้ำ หรือประโยชน์อื่นใดที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับที่ระบุไว้ข้างต้นเพื่อพาดผ่านหรือผ่านในที่ดินภาระจำยอมดังกล่าวอันเป็นข้อตกลงก่อตั้งภาระจำยอมที่มีลักษณะเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์แก่บุคคลภายนอก เมื่อโจทก์ที่ ๑ รับโอนที่ดินโฉนดเลขที่ ๙๘๗๘ อันเป็นที่ดินสามยทรัพย์ ส่วนโจทก์ที่ ๒ รับโอนที่ดินซึ่งแบ่งแยกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ ๙๘๗๘ ภาระจำยอมที่ก่อตั้งขึ้นตามบันทึกข้อตกลงย่อมติดไปกับสามยทรัพย์ซึ่งได้อนุมามเป็นของโจทก์ทั้งสองด้วยก่อนฟ้องโจทก์ทั้งสองเคยบอกกล่าวให้จำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๓ ร้องประทุนหลักฐาน ขุดดินที่ถมทางภาระจำยอมรื้อรัวไม้ที่ปิดกั้นทั้งหมดและเปิดทางระบายน้ำ อันเป็นการแสดงเจตนาถือเอาประโยชน์จากข้อตกลงก่อตั้งภาระจำยอมตามบันทึกข้อตกลงดังกล่าวแล้ว สิทธิของโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้รับประโยชน์ย่อมเกิดมีขึ้นนับแต่นั้น อันเป็นเหตุให้จำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๓ เจ้าของกรรมสิทธิ์รวมที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ ๑๖๙๖๒ ต้องยอมรับกรมบางอย่างตามบันทึกเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินของโจทก์ทั้งสองที่ดินพิพาทจึงตกเป็นภาระจำยอมตามบันทึกข้อตกลงเป็นการก่อตั้งภาระจำยอมโดยนิติกรรม แม้ไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก็เป็นเพียงทำให้การได้มาระชื่อภาระจำยอมนั้นไม่บรรบุรณาตามมาตรา ๑๒๙๙ วรรคหนึ่ง ไม่ทำให้ข้อตกลงดังกล่าวเป็นโมฆะหรือเสียเปล่าแต่อย่างใด ยังคงบังคับกันได้เป็นบุคคลสิทธิ์ ในระหว่างจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๓ เจ้าของกรรมสิทธิ์รวมที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ ๑๖๙๖๒ ซึ่งต้องผูกพันชำระหนี้ตามสัญญาเพื่อประโยชน์แก่บุคคลภายนอกกับโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้รับประโยชน์ โจทก์ทั้งสองย่อมบังคับให้จำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๓ เจ้าของกรรมสิทธิ์รวมที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ ๑๖๙๖๒ จดทะเบียนภาระยอมได้,แพ่ง,, 73,8,,สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ผู้ซื้อชำระค่าที่ดินให้แก่ผู้ขายไปแล้วบางส่วน ต่อมาผู้ซื้อทำหนังสือโอนสิทธิเรียกร้องตามสัญญาดังกล่าวให้แก่บุคคลอื่น ดังนี้ผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องจากผู้ซื้อมีอำนาจฟ้องบังคับผู้ขายโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๑๗/๒๕๖๑ สัญญาจะซื้อจะขายที่พิพาทรพร้อมสิ่งปลูกสร้างระหว่าง พ. และ บ. มีข้อตกลงซื้อขายกันในราคา ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท ชำระมัดจำ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ส่วนที่เหลือชำระในวันโอนกรรมสิทธิ์ภายในวันที่ ๕ เมษายน ๒๕๖๐ สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทรพร้อมสิ่งปลูกสร้างจึงเป็นสัญญาต่างตอบแทน พ. และ บ. มิได้มีฐานะเป็นเจ้าหนี้หรือลูกหนี้แต่อย่างใด แต่ต่างฝ่ายต่างมีฐานะเป็นเจ้าหนี้และลูกหนี้ซึ่งกันและกัน แม้โจทก์นำสืบว่าได้ชำระค่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างอีก ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ให้แก่ พ. เมื่อ วันที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๕๔ แต่ก็ยังคงเหลือค่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างอีก ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ที่ บ. ต้องชำระให้แก่ พ. พ. และ บ. จึงยังคงมีฐานะเป็นทั้งเจ้าหนี้และลูกหนี้ ซึ่งกันและกันอยู่ กล่าวคือ พ. มีฐานะเป็นเจ้าหนี้ที่มีสิทธิได้รับชำระค่าที่พิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่เหลือจาก บ. และเป็นลูกหนี้ที่มีหน้าที่ต้องโอนที่พิพาทรพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้ แก่ บ. ขณะเดียวกัน บ.ก็เป็นลูกหนี้ที่มีหน้าที่ต้องชำระค่าที่พิพาทรพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ที่เหลือแก่ พ. และเป็นเจ้าหนี้ที่มีสิทธิได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่พิพาทรพร้อมสิ่งปลูกสร้างจาก พ. เมื่อ บ. โอนสิทธิเรียกร้องในหนี้สินและสิทธิเรียกร้องตามสัญญาจะซื้อจะขายที่พิพาทรพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ โดยตกลงให้โจทก์เป็นผู้ชำระค่าที่พิพาทรพร้อมสิ่งปลูกสร้างส่วนที่เหลือแก่ พ. จึงมิใช่ บ. โอนสิทธิเรียกร้องในฐานะเจ้าหนี้ให้แก่โจทก์ตามมาตรา ๓๐๖ วรรคหนึ่ง แต่ บ. ได้โอนหนี้ให้โจทก์มาเป็นลูกหนี้ชำระค่าที่พิพาทรพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่เหลือแก่ พ. ด้วย กรณีจึงเป็นเรื่องแปลกหนี้ใหม่ด้วย การเปลี่ยนตัวลูกหนี้จาก บ. มาเป็นโจทก์ ซึ่งจะต้องมีการทำสัญญาระหว่างเจ้าหนี้คือ พ. กลับลูกหนี้คนใหม่คือโจทก์ตามมาตรา ๓๕๐ จึงมีผลผูกพันเจ้าหนี้คือ พ. จะเพียงแต่ทำเป็นหนังสือระหว่าง บ. กับโจทก์หาขอบไม่ เมื่อโจทก์ลูกหนี้คนใหม่ยังไม่ได้ทำสัญญากับ พ. เจ้าหนี้ใหม่จึงไม่เกิดขึ้นโจทก์จึงไม่มีนิติสัมพันธ์กับ พ. ไม่มีอำนาจฟ้องบังคับให้ พ. โอนที่ดินพิพาทรพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ เมื่อ พ. จดทะเบียนกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมและจำเลยที่ ๑ จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่พิพาทรพร้อมสิ่งปลูกสร้างเฉพาะส่วนของ พ. ให้ แก่จำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ ตามพินัยกรรม โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอน นิติกรรมการจดทะเบียนดังกล่าวได้ ",แพ่ง,, 73,9,,"ใช้อาวุธปืนยิงผู้อื่นจนถึงแก่ความตายเพราะสำคัญผิดในข้อเท็จจริงว่ามีเหตุต้องป้องกัน หากความสำคัญผิดเกิดขึ้นโดยประมาท และการกระทำไปเกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องกระทำโดยสำคัญผิด ผู้กระทำจะมีความผิดอย่างไร ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๕๒๗/๒๕๖๒ ในคืนเกิดเหตุฝนตก ผู้ตายออกจากบ้านโดยเดินไปตามถนนในหมู่บ้านผ่านหน้าบ้านของ จำเลยเพื่อไปจับกบที่หนองน้ำสาธารณะ ผู้ตายจึงมิใช่คนร้ายที่จะมาลักโคของจำเลย ประกอบกับในขณะนั้น ไม่ปรากฏว่าผู้ตายมีพฤติการณ์ใดอันจะเป็นภัยตรายร้ายแรงต่อจำเลย จำเลยย่อมสามารถใช้ปืนยิงขึ้นฟ้าหรือยิงไปทางอื่นเพื่อฆ่าผู้ได้ ไม่มีความจำเป็นที่จำเลยจะต้องใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายจนถึงแก่ความตายการกระทำของจำเลยจึงเกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องกระทำเพื่อป้องกัน จำเลยจึงมีความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ ประกอบมาตรา ๖๙ ซึ่งศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้ ทั้งตาม พฤติการณ์แห่งคดีย่อมเห็นได้ว่าความสำคัญผิดของจำเลยดังกล่าวเกิดขึ้นโดยความประมาทของจำเลย เนื่องจาก จำเลยมิได้ใช้ความระมัดระวังพิจารณาให้รอบคอบว่าผู้ตายเป็นคนร้ายจริงหรือไม่ จำเลยย่อมมีความผิดฐานกระทำ โดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นลิ้งแก่ความตายตามมาตรา ๒๙๑ โดยผลของมาตรา ๖๒ วรรคสองด้วย และกรณีนี้เป็น กรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท จึงต้องลงโทษจำเลยฐาน ฆ่าผู้อื่นโดยปกติน้อยกว่ากรณีแห่งการ จำต้องกระทำโดยสำคัญผิดซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักสุดเพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ ",อาญา,, 73,9,,"ผู้ให้กู้คิดดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด ผู้กู้จะเรียกร้องให้คืนดอกเบี้ยที่ชำระไปได้หรือไม่และผู้ให้กู้มีสิทธิได้ดอกเบี้ยดังกล่าวหรือไม่ ",มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๐๕๖/๒๕๖๒ โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๐ ต่อเดือน โดยจำเลยได้ชำระดอกเบี้ยอัตรา ร้อยละ ๑๐ ต่อเดือนมาโดยตลอด ดอกเบี้ยที่จำเลยชำระไปดังกล่าวจึงเกิดจากการเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ. ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. ๒๔๗๕ มาตรา ๓ ประกอบประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๕๔ ข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยย่อมตกเป็นโมฆะ การที่จำเลยยอมชำระดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้แก่โจทก์ ถือได้ว่าเป็นการชำระหนี้ผ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายตามมาตรา ๔๑๑ จำเลยไม่อาจเรียกร้องให้คืนเงินดอกเบี้ยที่ชำระไป แต่โจทก์ก็ย่อมไม่มีสิทธิได้ดอกเบี้ยดังกล่าว หากแต่ต้องนำดอกเบี้ยที่จำเลยชำระให้แก่โจทก์ไปหักเงินต้น หนี้ดัง กล่าวเป็นหนี้เงินโจทก์ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปีตามมาตรา ๒๒๔ วรรคหนึ่ง,แพ่ง,, 73,9,,เจ้าของรวมคนหนึ่งๆ จะใช้สิทธิเรียกให้แบ่งทรัพย์สินมีหลักเกณฑ์อย่างไร และเจ้าของร่วมผู้ประสงค์จะแบ่งทรัพย์สินจำเป็นต้องฟ้องเจ้าของรวมในที่ดินทุกคนหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๙๑๕/๒๕๖๒ จำเลยที่ ๔ กล่าวอ้างว่า ม. มารดาจำเลยที่ ๔ ซื้อที่ดินพิพาทจาก พ. แต่ไม่ได้จดทะเบียน ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จากนั้นได้ครอบครองที่ดินพิพาทต่อเนื่องกันมาเป็นเวลากว่า ๑๐ ปี จนได้กรรมสิทธิ์แล้ว จำเลยที่ ๔ จึงมีหน้าที่ต้องนำพยานหลักฐานมานำสืบให้ได้ความตามที่กล่าวอ้าง มาตรา ๑๓๖๓ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “เจ้าของรวมคนหนึ่งหนึ่งมีสิทธิเรียกให้แบ่งทรัพย์สินได้ เว้นแต่จะมีนิติกรรมขัดอยู่หรือถ้าวัตถุประสงค์ที่เป็น เจ้าของร่วมกันนั้นมีลักษณะเป็นการถาวร ก็เรียกให้แบ่งไม่ได้” ผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ ๔๗๖๐ ส่วนใหญ่ได้กรรมสิทธิ์มาทางมรดกและบางส่วนได้มาโดยการซื้อ ถือไม่ได้ว่าวัตถุประสงค์ที่เป็นเจ้าของร่วมในที่ดินมีลักษณะเป็นการถาวรในระหว่างเจ้าของร่วมกันไม่ปรากฏว่าได้รวมการทำนิติกรรมห้ามมิให้แบ่งที่ดินแต่อย่างใด โจทก์ก็ย้อมมีสิทธิเรียกร้องขอให้แบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ ๔๗๖๐ ได้และเมื่อตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าวกำหนดให้ เจ้าของรวมคนหนึ่ง ๆ มีสิทธิเรียกให้แบ่งทรัพย์สินโดยมิได้บังคับให้เจ้าของรวมผู้ประสงค์จะแบ่งทรัพย์สินต้องฟ้อง เจ้าของร่วมทุกคน โจทก์จึงหาจำต้องฟ้องเจ้าของรวมในที่ดินทุกคนไม่ ส่วนที่ปรากฏจากคำฟ้องและทางนำสืบของโจทก์ว่า สาเหตุที่โจทก์ต้องมาฟ้องคดีนี้เนื่องจากโจทก์ไม่สามารถติดตามจำเลยทั้งสิบ มาเพื่อดำเนินการแบ่งกรรมสิทธิ์รวมได้ อีกทั้งจำของรวมบาง คนก็ถึงแก่ความตายไปแล้ว โดยไม่ปรากฏว่าผู้ใดเป็นนายทายาทและไม่ปรากฏว่าไฉนดที่ดินอยู่ที่ผู้ใดนั้น หาใช่เป็นกรณีของการเรียกให้แบ่งทรัพย์สินในเวลาที่ไม่เป็นโอกาสอันควรตามมาตรา ๑๓๖๓ วรรคสามไม่ โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องขอให้แบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ ๔๗๖๐ ได้ แต่ที่โจทก์ขอให้แบ่งที่ดินส่วนที่โจทก์อ้างว่าได้ครอบครองเป็นส่วนสำคัญคิดเป็นเนื้อที่ ๙๑ ตารางวา ให้แก่โจทก์นั้นยังฟังไม่ได้ว่าโจทก์ครอบครอง ส่วนไหนของที่ดินโฉนดเลขที่ ๔๗๖๐ อย่างเป็นส่วนสำคัญ จึงเห็นสมควรให้แบ่งที่ดิน โฉนดเลขที่ ๔๗๖๐ ตามวิธีการที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๓๖๔,แพ่ง,, 73,9,,เจ้าหนี้ยอมรับชำระหนี้บางส่วนจากผู้ค้ำประกันร่วมคนหนึ่ง ลูกหนี้และผู้ค้ำประกันร่วมอีกคนหนึ่ง จะยังคงต้องรับผิดต่อเจ้าหนี้ในหนี้ส่วนที่เหลืออีกหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๑๙/๒๕๖๑ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๒ หมวด ๕ ความระงับแห่งหนี้ ส่วนที่ ๑ ถึงส่วนที่ ๕ บัญญัติให้หนี้เป็นอันระงับไปต่อเมื่อได้มีการชำระหนี้ มีการปลดหนี้ มีการแปลงหนี้ใหม่หรือหนี้นั้นๆ เคลื่อนกลืนกัน การที่โจทก์ยอมรับชำระหนี้เพียงบางส่วนจากบริษัทประกันสินเชื่อ อ. ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันย่อมเป็นประโยชน์แก่จำเลยที่ ๑ เฉพาะเท่าที่ปลดหนี้ให้เท่านั้น เมื่อการชำระหนี้นั้นยังไม่ครบจำนวนทั้งไม่ปรากฏเหตุอื่น ที่อาจทำให้หนี้ดังกล่าวทั้งหมดละงับสิ้นไป แต่ยังมีหนี้ที่โจทก์เรียกให้จำเลยที่ ๑ ชำระอีก การที่โจทก์ยอมรับชำระหนี้บางส่วนจากบริษัทประกันสินเชื่อ อ. เป็นเพียงโจทก์ยอมรับชำระหนี้บางส่วนจากผู้ค้ำประกัน เมื่อยังมีหนี้ส่วนที่เหลือจำเลยที่ ๑ ลูกหนี้ชั้นต้นคงต้องรับผิดต่อเจ้าหนี้อีกจนครบจำนวนตามมาตรา ๖๘๕ จำเลยที่ ๑ ฐานะลูกหนี้ชั้นต้นจึงไม่อาจหลุดพ้นจากความรับผิดไปกับบริษัทประกันสินเชื่อ อ. ไปด้วย สำหรับจำเลยที่ ๒ ซึ่งมีฐานะเป็นผู้ค้ำประกันเช่นเดียวกับบริษัทประกันสินเชื่อ อ. เมื่อทั้งจำเลยที่ ๒ และ บริษัทประกันสินเชื่อ อ. ต่างได้ทำสัญญาค้ำประกันหนี้สินเชื่อดังกล่าวของจำเลยที่ ๑ ต่อโจทก์อันถือเป็นผู้ค้ำประกันร่วมในหนี้รายเดียวกันย่อมต้องรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมตามมาตรา ๖๘๒ วรรคสอง และเมื่อบทบัญญัติในลักษณะค้ำประกันมิได้กำหนดความรับผิดของผู้ค้ำประกันที่มิได้ค้ำประกันร่วมกัน แต่ต้องรับผิดร่วมกันดังกล่าวไว้จึงต้องใช้หลักทั่วไปตามมาตรา ๒๒๙ มาตรา ๒๙๓ และมาตรา ๒๙๖ ด้วยเหตนี้ แม่โจทก์จะยอมรับการชำระหนี้และปลอดหนี้ให้กับบริษัทประกันสินเชื่อ อ. คงเป็นประโยชน์แก่จำเลยที่ ๒ เพียงเท่าส่วนของบริษัทประกันสินเชื่อ อ. ชำระให้โจทก์ และที่โจทก์ปลดไปซึ่งไม่อาจใช้สิทธิไล่เบี้ยเอาจากจำเลยที่ ๒ ในส่วนที่ปลอดไปได้เท่านั้น หาทำให้จำเลยที่ ๒ หลุดพ้นจากความรับผิดในหนี้ส่วนที่เหลือไม่,แพ่ง,, 73,9,,"ผู้ทรงในฐานะเป็นผู้รับโอนเช็คฟ้องผู้สั่งจ่ายเช็คให้ชำระเงินตามเช็ค หากการโอนเช็คมิได้มีขึ้นด้วยการคบคิดกันฉ้อฉล ผู้สั่งจ่ายจะยกข้อต่อสู้ผู้ทรงเช็คว่าลงลายมือชื่อในเช็คเพราะถูกข่มขู่จึงไม่ต้องรับผิดตามเช็คมาเป็นข้อต่อสู้ผู้ทรงได้หรือไม่ และความรับผิดของผู้สั่งจ่ายเช็คจะเป็นอย่างไร ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๖๑๖/๒๕๖๒ จำเลยลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาท จำนวน ๓ ฉบับให้แก่ ว. ต่อมาเช็กพิพาททั้งสามฉบับอยู่ในความครอบครองของโจทก์ เมื่อเช็กพิพาททั้งสามฉบับถึงกำหนดโจทก์นำไปเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์จึงฟ้องคดีนี้ จำเลยให้การว่าไม่มีนิติสัมพันธ์ใดๆ กับโจทก์ ไม่เคยรู้จักกับโจทก์มาก่อน และไม่เคยกู้ยืมเงินโจทก์เช็คพิพาททั้งสามฉบับนั้นจำเลยลงลายมือชื่อโดยยังมิได้กรอกข้อความเพราะถูก ว. กับพวกร่วมกันข่มขืนใจโดยใช้อำวุธปืนจนจำเลยเกิดความกลัว จึงลงลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายในเช็กพิพาททั้งสามฉบับให้แก่ ว. ต่อมาจำเลยได้จ่ายเงินสดให้แก่ ว. จนครบถ้วน ว. ผัดผ่อนจะนำเช็กพิพาททั้งสามฉบับมามอบให้แก่จำเลยใน ภายหลังเช็คดังกล่าวเป็นเช็คประกันหนี้ไปอยู่ในความครอบครองของโจทก์ โดย โจทกกับ ว. ไม่มีความสัมพันธ์ใดๆ ต่อกันเป็นกรณีที่โจทก์รับเช็กพิพาททั้งสามฉบับมาไว้ในครอบครองโดยไม่สุจริต โจทกกับ ว. ร่วมกันฉ้อฉลหรือฉ้อโกงจำเลย จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดในเช็กทั้งสามฉบับ ภาระการพิสูจน์ตกลงอยู่แก่จำเลยที่จะต้องนำสืบให้รับฟังได้ตามที่จำเลยกล่าวอ้าง พยานหลักฐานของจำเลยฟังไม่ได้ว่าการโอนเช็กพิพาททั้งสามฉบับมีขึ้นโดย การคบคิดฉ้อฉลกระหว่างโจทก์กับ ว. ดังนั้นจำเลยผู้ถูกฟ้องในมูลหนี้เช็คพิพาททั้งสามฉบับจะยกเอาความเกี่ยวพันกันเฉพาะระหว่างจำเลยกับ ว. ผู้ทรงคนก่อนขึ้นเป็นข้อต่อสู้โจทก์ผู้ทรงเช็คว่าไม่ต้องรับผิดไม่ได้ จำเลยซึ่งลงลายมือชื่อในฐานะผู้สั่งจ่าย เช็คจึงต้องรับผิดตามเนื้อความในเช็กพิพาททั้งสามฉบับต่อโจทก์ตามมาตรา ๙๐๐ วรรคหนึ่งและ ๙๖๗ ประกอบมาตรา ๙๘๙ เมื่อเช็กพิพาททั้งสาม ฉบับถูกธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน จำเลยจึงต้องชำระต้นเงินตามจำนวนในเช็กพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็กแต่ละฉบับเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ตามมาตรา ๒๒๔ วรรคหนึ่ง ",แพ่ง,, 73,10,,ใช้เส้นลวดขึงล้อมบริเวณหลังบ้านเป็นแนวรั้วแล้วปล่อยกระแสไฟฟ้าเข้าสู่แนวรั้วมีคนร้ายเข้าไปเก็บ ใบต้นพืชกระท่อมอันเป็นยาเสพติดให้โทษได้สัมผัสลักษณะเส้นลวดที่ขึงและปล่อยกระแสไฟฟ้าไว้ จึงถูก กระแสไฟฟ้าช็อตเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย เป็นความผิดฐานใด,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๖/๒๕๖๓ จำเลยขึ้นแนวรั้วไฟฟ้าห่างจากต้นพืชกระท่อมประมาณ ๕ เมตร ก่อนจะถึงแนวรั้วไฟฟ้าได้วาง ตะปูตอกไม้หงายไว้เพื่อป้องกันคนเข้ามาลักทรัพย์ในบริเวณอาณาเขตบ้านของจำเลย แสงดังให้เห็นว่าจำเลยมี เจตนาให้กระแสไฟฟ้าทำร้ายร่างกายคนที่มาสัมผัส แนวรั้วไฟฟ้าดังกล่าว แม้ว่าการปล่อยกระแสไฟฟ้าเข้าสู่ เส้นลวดของกลางขนาดแรงดัน ๒๒๐ โวลต์ จะทำให้แรงดันกระแสไฟฟ้าในเส้นลวดของกลางลดลงเหลือแรงดัน ประมาณ ๑๑๐ ถึง ๑๕๐ โวลต์ หากคนไปสัมผัสเส้นลวดของกลางจะถูกกระแสไฟฟ้าช็อตแต่ไม่ถึงแก่ความตาย ในทันที ต้องใช้เวลานานประมาณ ๑๐ ถึง ๒๐ นาที ถึงจะถึงแก่ความตาย แต่เนื่องจากก่อนเกิดเหตุมีฝนตกลงมา หนักมากทำให้พื้นดินบริเวณที่เกิดเหตุเปียกชื้นชุ่มน้ำ จึงเป็นตัวนำกระแสไฟฟ้าผ่านลงดินได้เป็นอย่างดี เป็นเหตุให้ ผู้ตายทั้งสามซึ่งลักลอบเข้าไปลักใบต้นพืชกระท่อมที่ปลูกไว้หลังบ้านของจำเลยสัมผัสแนวรั้วที่จำเลยขึ้นกันไว้ถูก กระแสไฟฟ้าช็อตถึงแก่ความตาย การกระทำของจำเลยจึงเป็นเพียงมีเจตนาทำรายผู้ตายทั้งสามมิได้มีเจตนาฆ่า แต่การกระทำนั้นเป็นเหตุทำให้ผู้ตายทั้งสามลิ้งแก่ความตายจำเลยถึงเส้นลวดของกลางเป็นแนวรั้วล้อมบริเวณ ต้นพืชกระท่อมแล้วปล่อยกระแสไฟฟ้าขนาดแรงดัน ๒๒๐ โวลต์เข้าสู่แนวรั้ว แม้ว่าการกระทำของผู้ตายทั้งสาม ถือว่าเป็นการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายและต่อทรัพย์สินของจำเลย ซึ่งจำเลยมีสิทธิที่จะป้องกันทรัพย์สิน ของตนได้ก็ดี แต่พฤติการณ์ที่จำเลยปล่อยกระแสไฟฟ้าขนาดแรงดันสูงถึง ๒๒๐ โวลต์ ไปตามเส้นลวดของกลาง ที่ขึงเป็นแนวรั้วโดยไม่มีฉนวนหุ้มฉนวน แม้โดยสภาพจะไม่ทำให้ผู้สัมผัสเส้นลวดที่มีกระแสไฟฟ้าอยู่ถึงแก่ความตาย ในทันที แต่ก็สามารถทำให้ได้รับบาดเจ็บเป็นอันตรายแก่กายหรือสาหัสได้ และหากถูกกระแสไฟฟ้าช็อตเป็น เวลานานย่อมเป็นอันตรายร้ายแรงถึงแก่ชีวิตได้ อีกทั้งบริเวณหลังบ้านเกิดเหตุที่ผู้ตายทั้งสามนอนตายอยู่นั้น มีกิ่งต้นพืชกระท่อมถูกตัดลงมาบางส่วนเท่านั้น ไม่ปรากฏว่ามีทรัพย์สินอื่นของจำเลยอยู่ในบริเวณดังกล่าว แสดงให้เห็นว่าผู้ตายทั้งสามมีมุ่งหมายที่จะเข้าไปในอาณาเขต บ้านของจำเลยเพื่อลักเอาใบพืชกระท่อม ซึ่งเป็นสิ่งผิดกฎหมาย เนื่องจากเป็น ยาเสพติดให้โทษประเภท ๕ ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ ไม่ใช่ทรัพย์ที่จำเป็นจะต้องดูแลป้องกัน ถึงขนาดสร้างแนวรั้วไฟฟ้าที่มีแรงดันสูงขนาด ๒๒๐ โวลต์ เช่นนี้การกระทำดังกล่าวจึงเกินสมควรแก่เหตุหรือ เกินกว่ากรณีแห่งความจำเป็นหรือเกินกว่ากรณีแห่งการจำกัดของกระทำเพื่อป้องกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๖๙ จำเลยยังคงมีความผิดฐานทำรายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นลิ้งแก่ความตายตามมาตรา ๒๙๐ วรรคแรก ประกอบมาตรา ๖๙ ซึ่งศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้,อาญา,, 73,10,,ผู้ค้ำประกันร่วมคนหนึ่งใช้หนี้แก่เจ้าหนี้แทนลูกหนี้จะไล่เบี้ยเอาแก่ผู้ค้ำประกันร่วมอีกคนหนึ่งได้หรือไม่เพียงใด,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๐๒๘/๒๕๖๒ โจทก์และจำเลยที่ ๒ ต่างเป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ ๑ ต่อธนาคาร ก. จึงเป็นกรณีบุคคล หลายคนยอมตนเข้าเป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ ๑ ในหนี้รายเดียวกัน โจทก์กับจำเลยที่ ๒ จึงต้องรับผิดต่อธนาคาร ก. อย่างลูกหนี้ร่วมกันตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๘๒ วรรคสอง เมื่อโจทก์เข้าใช้หนี้แก่ธนาคาร ก. แทนจำเลยที่ ๑ แล้ว โจทก์ย่อมรับช่วงสิทธิของธนาคาร ก. ไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยที่ ๒ ได้ตามส่วนเท่าๆ กันตามมาตรา ๒๒๙ (๓) และมาตรา ๒๙๖ ",แพ่ง,, 73,10,,"ฝ่ายหนึ่งเอาอาวุธปืนชี้ขึ้นเหนือศรีษะและยิงขึ้นฟ้า ๑ นัดเพื่อข่มขู่โดยไม่ปรากฏว่ากระทำการอื่นใดอีก อีกฝ่ายหนึ่งใช้อาวุธปืนยิงไปยังบุคคลดังกล่าวทันที เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๐๘๓/๒๕๖๒ การป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายตามความในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๖๘ นั้น การกระทำที่จะเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายได้ต้องเป็นภัยอันตรายที่เกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายและเป็นพยานตรวจรายที่ใกล้จะถึง หากภัยอันตรายยังไม่ใกล้จะถึงเสียแล้วย่อมไม่อาจกระทำการเพื่อป้องกันได้ ว. เพียงเอาอาวุธปืนโชว์ขึ้นเหนือศรีษะและยิงขึ้นฟ้า ๑ นัด ซึ่งเห็นชัดเจนว่าเป็นการข่มขู่จำเลยกับพวกเท่านั้น การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงไปยังรถกระบะที่ ว. นั่งอยู่ทันที โดยไม่ปรากฏว่า ว. กระทำการอื่นใดอีกในลักษณะจะทำร้ายพวกเขาจนเลี้ยงดีไม่ได้ว่าภัยอันตรายอันละเมิดต่อกฎหมายและภัยอันตรายที่ใกล้จะถึงเกิดขึ้นอันจะเป็นเหตุให้จำเลยอ้างเหตุป้องกันได้ ที่จำเลยอ้างว่าอาจยิงมาที่ตนจึงยิงออกไปนั้นเป็นเพียงจำเลยเข้าใจไปเองเกินกว่าสภาพการกระทำของ ว. ที่จะให้เขาใจเช่นนั้นได้ การกระทำของจำเลยจึงไม่ใช่เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ",อาญา,, 73,10,,"นำรถบรรทุกถังพลาสติกบรรจุน้ำมาชั่งน้ำหนักเพื่อให้เห็นว่ารถมีน้ำหนักมากกว่าปกติ จากนั้นนำรถไปถ่ายน้ำออกจากรถถังเพื่อนำรถไปรับน้ำนมดิบซึ่งจะได้ปริมาณมากกว่าที่ควรจะได้เป็นความผิดฐานใด ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๒๕๑/๒๕๖๒ จำเลยบรรจุน้ำอยู่ในถังก่อนนำรถไปชั่งน้ำหนักเพื่อให้เห็นว่ารถมีน้ำหนักมากกว่าปกติ ภายหลังจากนั้นจำเลยจึงนำรถไปถ่ายน้ำออกจากถัง เมื่อนำรถไปรับน้ำนมดิบที่จะได้ปริมาณมากกว่าที่ควรจะได้การกระทำของจำเลยถึงขั้นลงมือกระทำความผิดแล้ว หาก ช. ไม่พบเห็น การกระทำของจำเลยก็จะบรรลุผลตามที่จำเลยได้กระทำลงไป จึงเป็นการลงมือกระทำความผิดแล้วแต่กระทำไปไม่ตลอด จึงเป็นเพียงการพยายามกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๐ จำเลยมีเจตนาทุจริตที่จะเอาน้ำนมดิบของผู้เสียหายไปตั้งแต่ต้นโดยวิธีนำรถบรรทุกถังพลาสติกบรรจุน้ำมาชั่งน้ำหนักในครั้งแรกเพื่อให้พนักงานของผู้เสียหายเห็นว่ารถมีน้ำหนักมากกว่าปกติ ภายหลังจากนั้นจึงถ่ายน้ำออกจากถังแล้วไปรับน้ำนมดิบ เมื่อนำรถมาช่วงอีกครั้งทำให้จำเลยได้รับน้ำนมดิบในปริมาณน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นเท่ากับปริมาณน้ำที่ถ่ายทิ้งไป จึงเป็นการใช้กลอุบายเพื่อให้บรรลุผลคือการเอาน้ำนมดิบในส่วนที่เกินของผู้เสียหายไปโดยทุจริตเท่านั้น พนักงานของผู้เสียหายไม่ได้มีเจตนาส่งมอบการครอบครองน้ำนมดิบในส่วนที่เกินแก่จำเลย การกระทำของจำเลยจึงเข้าองค์ประกอบความผิดฐานลักทรัพย์แต่การกระทำของจำเลยยังไม่บรรลุผล จึงเป็นเพียงความผิดฐานพยายามลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะตามฟ้อง ",อาญา,, 73,10,,"มีชื่อเป็นผู้เช่าซื้อรถในฐานะตัวแทนบุคคลอื่น หากเอารถที่เช่าซื้อไปจากความครอบครองของตัวการเพื่อเรียกร้องให้ปฏิบัติตามข้อตกลงที่จะให้กู้ยืมเงินเพื่อตอบแทนที่ทำสัญญาเช่าซื้อรถแทนเป็นความผิดฐานใด ",มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๑๑๗/๒๕๖๒ จำเลยมีชื่อเป็นผู้เช่าซื้อแต่จำเลยเป็นเพียงตัวแทนเชิดของผู้เสียหายที่ ๒ แล้วมอบรถที่เช่าซื้อให้แก่ผู้เสียหายที่ ๒ ไปแล้ว ผู้เสียหายที่ ๒ ย่อมเป็นผู้มีสิทธิครอบครองรถที่เช่าซื้อ ส่วนจำเลยไม่มีสิทธิครอบครองรถที่เช่าซื้อแม้ต่อมาผู้เสียหายที่ ๒ ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงกับจำเลยให้ครบถ้วน ก็ไม่ก่อให้เกิดสิทธิที่จำเลยจะเอารถที่เช่าซื้อคืนจากผู้เสียหายที่ ๒ การที่จำเลยเอารถที่เช่าซื้อไปจากผู้เสียหายที่ ๒ เพื่อเรียกร้องให้ผู้เสียหายที่ ๒ ปฏิบัติตามข้อตกลงเป็นการแย่งการครอบครองและเป็นการบังคับสิทธิทางแพ่งของตนโดยพลการจึงเป็นการแสดงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานลักทรัพย์สำเร็จแล้ว แม้ต่อมาผู้เสียหายที่ ๒ ตกลงจะชำระเงินแก่จำเลยแล้วให้จำเลยคืนรถที่เช่าซื้อแก่ผู้เสียหายที่ ๒ และเมื่อถึงวันเวลานัดจำเลยขับรถที่เช่าซื้อไปรอผู้เสียหายที่ ๒ ก็ไม่ทำให้การกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ที่สำเร็จแล้วกลายเป็นการกระทำที่ไม่เป็นความผิด,อาญา,, 73,10,,การใช้ทางในที่ดินของบุคคลอื่นในลักษณะถือวิสาสะในลักษณะพึ่งพาอาศัย และถ้อยที่ถ้อยอาศัยกันหรือใช้ทางโดยเข้าใจว่าเป็นทางสาธารณะจะได้ภาระจำยอม โดยอายุความหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๓๙๘/๒๕๖๒ การที่จะได้สิทธิในทางพิพาทเป็นภาระจำยอมโดยอายุความตามมาตรา ๑๔๐๑ ประกอบ มาตรา ๑๓๘๒ นั้นต้องเป็นการใช้ทางพิพาทด้วยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาให้ทางพิพาทนั้นตกเป็นภาระจำยอมและได้ใช้ติดต่อกันไม่น้อยกว่า ๑๐ ปีจึงจะให้ทางพิพาทตกเป็นภาระจำยอมได้ การใช้ทางพิพาทของส. ฉ. และโจทก์ร่วมทั้งบุคคลในครอบครัวของโจทก์เป็นการใช้ในลักษณะพึ่งพาอาศัยและถ้อยที่ถ้อยอาศัยกันอันเป็นการสะท้อนถึงสภาพวิถีชีวิตที่แท้จริงของการอยู่ร่วมกันของคนชนบทว่า ตามปกติแล้วจะใช้ที่ดินข้างเคียงเป็นทางผ่านได้โดยการถือวิสาสะอาศัยความเกี่ยวพันในทางเครือญาติหรือความคุ้นเคยเป็นประการสำคัญซึ่งเป็นการเอื้อเฟื้ออิทธิพลต่อกันโดยไม่ต้องขออนุญาต ส่วนการที่บุคคลอื่น ๆ ซึ่งมีความเกี่ยวข้องเป็นเครือญาติเพื่อนบ้าน คนรู้จักของโจทก์ และผู้รับจ้างทำงานให้แก่โจทก์ที่มีความจำเป็นต้องใช้ทางเข้าออกที่ดินซึ่งเป็นที่ไร่ที่นาและที่สวนของโจทก์ใช้ทางพิพาทด้วยโดยไม่ปรากฏว่ามีประชาชนทั่วไปจากหมู่บ้านและตำบลอื่นมาใช้ทางพิพาทด้วย การใช้ทางพิพาทของบุคคลดังกล่าว ก็มีลักษณะเป็นการใช้ทางพิพาทโดยการถือวิสาหะเช่นเดียวกับโจทก์ แม้โจทก์ จะใช้ทางพิพาทโดยความสงบและโดยเปิดเผย แต่ไม่ใช่เป็นการใช้ทางด้วยเจตนารมณ์ที่จะให้ทางพิพาทนี้เป็นการอำนวยความสะดวกหรือหากโจทก์ใช้ทางพิพาทโดยเข้าใจว่าเป็นทางสาธารณะตลอดมา แม้โจทก์ จะใช้ทางพิพาทโดยความสงบและโดยเปิดเผย แต่ก็ไม่ใช่เป็นการใช้ทางด้วยเจตนารมณ์ที่จะให้ทางพิพาทนี้เป็นการอำนวยความสะดวกหรืออย่างใดไม่ แม้โจทก์ใช้ทางพิพาทผ่านที่ดินของจำเลยทั้งสองจนเป็นเวลานานกว่า ๑๐ ปี ทางพิพาทก็ไม่ตกเป็นภาระจำยอมตามมาตรา ๑๔๐๑ ประกอบมาตรา ๑๓๘๒,แพ่ง,, 73,11,,ความผิดฐานลักทรัพย์เอาบัตรอิเล็กทรอนิกส์และลักทรัพย์โดยใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์เบิกเงินสดจากบัญชีของผู้อื่น หากพี่หรือน้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกระทำต่อกันเป็นความผิดยอมความได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๓๐๔/๒๕๖๒ ความผิดของจำเลยฐานลักทรัพย์เอาบัตรอิเล็กทรอนิกส์ (บัตรเบิกถอนเงินอัตโนมัติหรือเอทีเอ็ม) ของผู้เสียหายไปในเวลาการคืนและฐานลักทรัพย์โดยใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์เบิกถอนเงินสดจากบัญชีของผู้พิพาทนายญาติให้ภูเขาของจำเลยซึ่งโจทย์ไม่ยื่นคำแก้ฎีกาโต้แย้งเป็นอยู่ๆ ว่าทำไมเป็นความผิดฐานนี้เป็นความผิดฐานหนึ่งที่ให้เป็นความผิดอันยอมความได้ คดีนี้เมื่อในชั้นอุทธรณ์จำเลยได้ชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้เสียหายเป็นจำนวนที่จำเลยใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์เบิกถอนไปและผู้เสียหายทำหนังสือไม่ติดใจเอาความทั้งคดีแพ่งและคดีอาญาแก่จำเลยอีกต่อไป จึงเป็นการยอมความคดีอาญา ค่อนคดีถึงที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา วิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๕ วรรคสอง ทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทย์ย่อมระงับไปตามมาตรา ๓๙ (๒),อาญา,, 73,11,,ปลอมลายมือชื่อของเจ้าของบัตรประชาชนลงในสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนที่แท้จริงเพื่อรับรองความถูกต้องโดยไม่มีการเติมหรือตัดทอนข้อความ หรือแก้ไขสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนให้แตกต่างไปแต่อย่างไร เป็นความผิดฐานปลอมเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการปลอมหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๖๐/๒๕๖๓ แม้โจทย์จะฟ้องว่าจำเลยทั้งสองปลอมสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนซึ่งเป็นเอกสารราชการแต่เมื่อข้อเท็จจริงได้ความตามฟ้องว่าจำเลยทั้งสองสองแห่งละเมิดความถูกต้องโดยไม่มีการเติมหรือตัดทอนข้อความหรือแก้ไขสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนให้แตกต่างไปจากสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนนี้แต่อย่างใด สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนดังกล่าวยังคงเป็นเอกสารที่แท้จริง การปลอมลายมือชื่อของผู้เสียหายที่ ๑ ลงในสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนจึงเป็นเพียงการปลอมเอกสารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๔ วรรคแรก (เดิม) เท่านั้น เมื่อจำเลยทั้งสองใช้สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้เสียหายที่ ๑ ดังกล่าว จึงไม่เป็นความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอม คงมีความผิดฐานใช้เอกสารปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๘ วรรคแรก ประกอบมาตรา ๒๖๔ วรรคแรก (เดิม) ซึ่งจำเลยทั้งสองเป็นผู้ร่วมกันปลอมและใช้เอกสารปลอม จึงต้องลงโทษฐานร่วมกันใช้เอกสารปลอมแต่กระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๘ วรรคสอง,อาญา,, 73,11,,"ผู้ถือหุ้นในบริษัทจำกัดมีอำนาจฟ้องบริษัทจำกัดและกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนขอให้เพิกถอนงบการเงินของบริษัทหรือไม่ การนัดเรียกประชุมใหญ่เพื่ออนุมัติงบการดำเนินการผิดระเบียบ ผู้ถือหุ้นไม่ได้รับคำบอกกล่าวเชิญประชุม การฟ้องขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่ต้องฟ้องภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันลงมติหรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๓๑๖/๒๕๖๒ โจทก์ทั้งสามฟ้องว่าจำเลยทั้งสามไม่ได้จัดการให้มีการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นเพื่อพิจารณาอนุมัติงบการเงินและการจัดทำงบการเงินไม่ถูกต้องตามหลักฐานเอกสารทางบัญชี คำฟ้องมีสภาพแห่งข้อหาเป็นสำคัญว่า จำเลยทั้งสามไม่ได้ปฏิบัติตามกฎหมายในการจัดทำและนำเสนองบการเงินซึ่งตามมาตรา ๑๑๗๙ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า งบดุลนั้นต้องจัดให้มีผู้สอบบัญชีคนหนึ่งหรือหลายคนตรวจสอบแล้วนำเสนอเพื่ออนุมัติในที่ประชุมใหญ่ภายในสี่เดือนนับแต่วันที่ลงงบดุลนั้น หากข้อเท็จจริงเป็นไปตามคำฟ้องโจทก์ทั้งสามก็ไม่อาจจะใช้สิทธิแสดงความ คิดเห็นในที่ประชุมผู้ถือหุ้นหรือออกเสียงลงคะแนนได้ว่างบการเงินที่จัดทำไว้สมควรได้รับการอนุมัติหรือไม่ สิทธิของโจทก์ทั้งสามในฐานะผู้ถือหุ้นย่อมถูกกระทบกระเทือน แม้กฎหมายไม่ได้บัญญัติให้ผู้ถือหุ้นฟ้องขอเพิกถอนงบการเงินได้โดยตรงก็ตามแต่ตาม สภาพแห่งข้อหาที่โจทก์ทั้งสามกล่าวอ้างมาแสดงถึงการถูกโต้แย้งสิทธิของโจทก์ทั้งสามในฐานะผู้ถือหุ้น โจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องการส่งคำบอกกล่าวเรียกประชุมใหญ่กระทำเฉพาะการลงประกาศโฆษณาในหนังสือพิมพ์ไม่ได้มีการส่งทางไปรษณีย์ตอบรับซึ่งหนังสือเชิญประชุมผู้ถือหุ้นไปยังโจทก์ทั้งสามอีกครั้งหนึ่งซึ่งไม่เป็นไปตามมาตรา ๑๑๗๕ วรรคหนึ่ง แต่หาทำไม่ให้การประชุมใหญ่และการลงมติงบการเงินที่เกิดขึ้นจริงไม่เป็นการประชุมใหญ่และการลงมติเช่นว่านั้นไม่ กรณีมิใช่เรื่องจำเลยทั้งสามไม่ได้จัดให้มีการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี โจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นขอให้เพิกถอนงบการเงินซึ่งอยู่ภายใต้มติของที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นที่ได้จัดประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นและมีการลงมติอนุมัติงบการเงินแล้ว ย่อมมีผลเป็นการขอเพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นที่อนุมัติงบการเงินนั้น ซึ่งการนัดเรียกประชุมใหญ่เพื่ออนุมัติงบการเงินดำเนินการผิดระเบียบทำให้โจทก์ทั้งสามไม่ได้รับคำบอกกล่าวเชิญประชุม จึงอยู่ในบังคับที่โจทก์ทั้งสามจะต้องร้องขอหรือฟ้องคดีขอเพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่ภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันลงมตินั้นตามมาตรา ๑๑๙๕ โจทก์ทั้งสามฟ้องคดีเพื่อขอให้เพิกถอนงบการเงินรอบปีบัญชีสิ้นสุดเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาที่จะฟ้องขอเพิกถอนได้ตามกฎหมาย โจทก์ทั้งสามหมดสิทธิ์ฟ้องขอเพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่ที่อนุมัติงบการเงินนั้นได้ ",แพ่ง,, 73,11,,การลาออกจากการทำแห่งกรรมการของบริษัท หากหนังสือลาออกระบุให้การลาออกมีผลในวันที่ที่ประชุมผู้ถือหุ้นมีมติอนุมัติ ดังนี้กรรมการที่ลาออกจะพ้นจากตำแหน่งเมื่อใด,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๙๒๙/๒๕๖๑ การพ้นจากตำแหน่งของกรรมการโดยกรรมการคนใดที่จะลาออกต้องยืนหนังสือลาออกต่อบริษัทและให้มีผลเป็นการพ้นจากตำแหน่งนับตั้งแต่เมื่อใดย่อมอยู่ภายใต้ข้อบังคับของบริษัท การลาออกมีผลนับแต่วันที่ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เมื่อตามข้อบังคับของจำเลยในหมวด ๓ ว่าด้วยกรรมการไม่ได้กำหนดไว้ว่าการพ้นจากตำแหน่งของกรรมการ กรณีลาออกให้มีผลเป็นการพ้นจากตำแหน่งนับแต่เมื่อใดจึงต้องบังคับตามมาตรา ๑๑๕๓/๑ วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า กรรมการคนใดจะลาออกจากตำแหน่งให้ยื่นใบลาออกต่อบริษัท การลาออกมีผลนับแต่วันที่ใบลาออกไปถึงบริษัท เมื่อ ช. ได้ มีหนังสือลาออกจากรายการลงวันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๕๕ โดยจำเลยได้รับหนังสือลาออกในวันเดียวกัน การลาออกจากการทำแห่งกรรมการของ ช. จึงมีผลเป็นการพ้นจากตำแหน่งนับตั้งแต่วันที่หนังสือลาออกไปถึงจำเลยคือวันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๕๕ ส่วนที่หนังสือลาออกระบุให้การลาออกมีผลในวันที่ที่ประชุมผู้ถือหุ้นมีมติอนุมัติก็ตาม ก็เป็นเพียงการแสดงเจตนาฝ่ายเดียวของ ช. แต่หนังสือลาออกดังกล่าวจะมีผลเป็นการพ้นจากตำแหน่งนับตั้งแต่เมื่อใดย่อมต้องอยู่ภายใต้ข้อบังคับของบริษัทจำกัดไว้หรือ ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เช่นนี้เมื่อ ช. พ้นจากตำแหน่งกรรมการของจำเลยแล้วตั้งแต่วันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๕๕ จึงมิใช่กรรมการของจำเลยที่จะมีอำนาจเรียกประชุมวิสามัญวิสามัญผู้ถือหุ้นของจำเลยได้ กรณีจึงมีเหตุให้เพิกถอนรายงานการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของบริษัทจำกัด ",แพ่ง,, 73,11,,ขณะซื้อที่ดินผู้ซื้อทราบในข้อสัญญาว่าไม่มีสิทธิใช้ทางพิพาท แต่หากที่ดินที่ซื้อมีที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกสู่สาธารณณะ ผู้ซื้อจะมีสิทธิผ่านที่ดินพิพาทซึ่งล้อมอยู่ไปสู่ทางสาธารณะในฐานะทางจำเป็นได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๖๔๒/๒๕๖๒ ที่ดินของโจทย์ทั้งสองลูกแบ่งแยกจากที่ดินของบริษัท ศ. ซึ่งแม้ที่ดินของบริษัท ศ. จะเคยเป็นที่ดินแปลงเดียวกับที่ดินของจำเลยมาก่อนก็จะถือโดยอนุโลมว่าที่ดินของโจทย์ทั้งสองแบ่งแยกมาจากที่ดินของจำเลยด้วยหาได้ไม่ กรณีไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่โจทย์ทั้งสองจะฟ้องจำเลยซึ่งเป็นผู้รับโอนที่ดินที่ที่ดินของบริษัท ศ. แบ่งแยกมาให้เปิดทางจำเป็นตามมาตรา ๑๓๕๐ แต่ที่ดินของบริษัท ศ. ซึ่งเป็นที่ดินแปลงคงและที่ดินแปลงอื่นที่แบ่งแยกในคราวเดียวกันไม่ได้อยู่ติดต่อกับทางสาธารณะ ย่อมทำให้โจทย์ทั้งสองไม่สามารถใช้ที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะได้ จึงเป็นกรณีที่ที่ดินของโจทย์ทั้งสองมีที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ โจทย์ทั้งสองมีสิทธิผ่านที่ดินซึ่งล้อมอยู่ไปสู่ทางสาธารณะได้ในฐานะทางจำเป็นตามมาตรา ๑๓๔๙ วรรคหนึ่ง ขณะซื้อที่ดินแม้โจทย์ทั้งสองทราบในข้อสัญญาว่าไม่มีสิทธิใช้ทางพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์ส่วนกลางของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรจำเลย หากจะใช้ทางพิพาทต้องมาติดต่อขออนุญาตจากจำเลยก่อนก็ตามก็เป็นเพียงข้อกำหนดในสัญญาที่ผู้ขายทำกับโจทย์ทั้งสอง ไม่ใช่เงื่อนไขของกฎหมายที่บัญญัติห้ามไว้ในเรื่องขอใช้ทางจำเป็น เพราะสิทธิในการใช้ทางจำเป็นเกิดขึ้นโดยผลของกฎหมายโจทย์ทั้งสองมีสิทธิผ่านที่ดินของจำเลยออกสู่ทางสาธารณะซึ่งเป็นทางจำเป็นที่สะดวกและก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยน้อยที่สุดที่จะเป็นไปได้ตามมาตรา ๑๓๔๙ วรรคสาม ",แพ่ง,, 73,12,,สามีทำสัญญาค้ำประกันจะต้องได้รับความยินยอมจากภริยาหรือไม่ และการที่ภริยาให้ความยินยอมจะถือเป็นการทำสัญญาบันฉันจะถือเป็นหนี้ที่สามีภริยาเป็นลูกหนี้ร่วมกันหรือไม่ ลูกหนี้ทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับเจ้าหนี้เป็นการแปลงหนี้ใหม่มีผลทำให้หนี้เดิมล้างสินไปหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๘๒๐/๒๕๖๑ จำเลยที่ ๑ ทำสัญญากู้เงินและสัญญาเบิกเงินเกินบัญชี ส. ทำสัญญาค้ำประกัน และสัญญาจำนองเพื่อประกันหนี้ของจำเลยที่ ๑ ซึ่งจำเลยที่ ๒ (ภริยา) ส. ทำหนังสือให้ความยินยอมทำนิติกรรมทุกประเภท การให้ความยินยอมดังกล่าวเป็นผลให้จำเลยที่ ๒ ต้องร่วมรับผิดในหนี้อันคู่สมรสได้ก่อขึ้นเกี่ยวกับการทำสินสมรสหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๔๙๐ ที่บัญญัติว่า หนี้ที่สามีหรือภริยาก่อขึ้นเพื่อประโยชน์ตนเองที่ ๑ ซึ่งจำเลยที่ ๒ (ภริยา) ส. ทำหนังสือให้ความยินยอมของคู่สมรสในการทำนิติกรรมเกี่ยวกับการทำทรัพย์สินสมรสอยู่ในบังคับทบัญญัติมาตรา ๑๔๗๖ ที่กำหนดให้เฉพาะการทำสินสมรสที่มีความสำคัญตามมาตรา ๑๔๗๖ (๑) ถึง (๘) ต้องได้รับความยินยอมจากคู่สมรสอีกฝ่าย สำหรับการทำนิติกรรมในส่วนที่ ส. ทำสัญญาจำนองต้องได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ ๒ ตามมาตรา ๑๔๗๖ (๑) แต่การที่ ส. ทำสัญญาค้ำประกัน จำเลยที่ ๑ หาได้อยู่ในบังคับมาตรา ๑๔๗๖ หรือเป็นการจัดการทรัพย์สินสมรสโดยตรงไม่ กรณี จะเป็นหนี้ร่วมต่อเมื่อจำเลยที่ ๒ คู่สมรสได้ให้สัตยาบันตามมาตรา ๑๔๙๐ (๔) ซึ่งการที่จำเลยที่ ๒ คู่สมรสได้ ความยินยอมในการทำนิติกรรมตามหนังสือให้ความยินยอมเป็นการให้สัตยาบันของคู่สมรสตามมาตรา ๑๔๙๐ (๔) หรือไม่นั้น ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า ในส่วนที่ ส. สัญญาค้ำประกันกับจำเลยที่ ๑ ไม่ใช่นิติกรรมที่จำต้องได้รับความยินยอมจากคู่สมรส เมื่อจำเลยที่ ๒ ให้ความยินยอมไว้เป็นการทั่วไปจึงเป็นการแสดงเจตนารับรู้และไม่คัดค้านที่ ส. สามีไปทำนิติกรรมหาใช่เป็นการให้สัตยาบันตามมาตรา ๑๔๙๐ (๔) ไม่ เนื่องจากไม่มีข้อเท็จจริงหรือพฤติการณ์แต่อย่างใดว่าจำเลยที่ ๒ รับรองการที่ ส. ก่อหนี้ขึ้นแล้วตามมูลหนี้ที่มีการทำสัญญาค้ำประกันจำนองที่ ๑ คงปรากฏเฉพาะการที่จำเลยที่ ๒ รับรู้ถึงการเข้าทำสัญญาค้ำประกันของ ส. เท่านั้น เมื่อจำเลยที่ ๒ ไม่ได้ให้สัตยาบันการก่อหนี้ตามสัญญาค้ำประกันที่คู่สมรสได้กระทำไป จำเลยที่ ๒ จึงไม่ต้องรับผิดลูกหนี้ร่วมตามที่โจทก์กล่าวอ้าง ส่วนการที่จำเลยที่ ๒ มีฐานะเป็นทางยาทโดยธรรมของ ส. การที่ ส. ผู้ค้ำประกัน ถึงแก่ความตาย ภาระการค้ำประกันที่ ส. ผูกพันตน เพื่อชำระหนี้ยังไม่ระงับสิ้นไป และถึงแม้จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับบริษัทสินทรัพย์ พ. โดยผู้ค้ำประกันหรือทางยาทของผู้ค้ำประกันไม่ได้ร่วมลงชื่อในสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้นี้เป็นเพียง ข้อตกลงผ่อนปรนในการชำระหนี้หาใช่เป็นการแปลงหนี้ใหม่ให้แทนหนี้เดิมระงับสิ้นไปไม่ อีกทั้งตามสัญญาค้ำประกันไม่มีให้ผู้ค้ำประกันยกเลิกเอกสารที่เจ้าหนี้ผ่อนเวลาหรือให้เปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการชำระหนี้เป็นเหตุ ปลอดเสียความรับผิดของผู้ค้ำประกัน เมื่อยังมีภาระการค้ำประกันอยู่เช่นนี้ จำเลยที่ ๒ จึงต้องรับผิดในฐานะ ทางยาทโดยธรรมของ ส. ผู้ค้ำประกัน แต่การที่จำเลยที่ ๒ คู่สมรสซึ่งให้ความยินยอมในการทำนิติกรรมไม่ต้องร่วมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมในฐานะส่วนตัวแต่อย่างใด คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๗๕๖๘/๒๕๖๒ สัญญาค้ำประกันที่จำเลยที่ ๑ ที่ ๓ และ ก. ทำมิใช่นิติกรรมที่ต้องได้รับความยินยอมจากภริยา ประกอบกับหนังสือยินยอมระบุข้อความว่ายินยอมให้ทำสัญญาข้อตกลงเกี่ยวกับการขอสินเชื่อ การค้ำประกัน การจำนอง การจำนำและ/หรือนิติกรรมใดๆ ได้ทั้งสิ้น อันมีลักษณะเป็นการให้ความยินยอมไว้เป็นการทั่วไปเป็นเพียงหนังสือ แสดงว่าจำเลยที่ ๒ ที่ ๔ และที่ ๕ รับรู้และไม่คัดค้านที่จำเลยที่ ๑ ที่ ๓ และ ก. สามีก่อนหนี้ขึ้นตามสัญญาค้ำประกัน มิใช่เป็นการให้สัตยาบันตามมาตรา ๑๔๙๐ (๔) จำเลยที่ ๒ ที่ ๔ และที่ ๕ ในฐานะส่วนตัวจึงไม่ต้องร่วมรับผิด ชำระหนี้แก่โจทก์ตามฟ้องตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้เป็นเพียงการผ่อนปรนเงื่อนไขในการชำระหนี้ที่โจทก์ ให้ออกัสแก่บริษัท ซ. ซึ่งเป็นลูกหนี้ไม่ได้เป็นการทำให้หนี้ที่มีเงื่อนไขกลายเป็นหนี้ที่ปราศจากเงื่อนไข หรือเพิ่มเติม เงื่อนไขเข้าไปในหนี้อันปราศจากเงื่อนไขหรือเปลี่ยนแปลงเงื่อนไข ไม่ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งหนี้หรือมีการเปลี่ยนตัวลูกหนี้ตามมาตรา ๓๔๙ และมาตรา ๓๕๐ เพราะลูกหนี้ยังคงเดิมทั้ง ต. ร.และ ส. ก็เป็นผู้ค้ำประกันในมูลหนี้เดิมจึงมิใช่เป็นการแปลงหนี้ใหม่ฉะทำให้หนี้เดิมระงับ ",แพ่ง,, 73,12,,ผู้แทนโดยชอบธรรมของบุตรผู้เยาว์ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับฝ่ายผู้ละเมิดที่สถานีตำรวจสัญญาประนีประนอมยอมความมีผลผูกพันผู้เยาว์หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๗๗๔/๒๕๖๒ รายงานประจำตัวเกี่ยวกับคดีมีข้อความว่า พ. ซึ่งเป็นพยานจำเลยตกลงมอบเงิน ให้ บ. ซึ่งเป็นภริยาของผู้ตาย จำนวน ๒๐๐,๐๐๐ บาท ภริยาผู้ตายได้รับเงินแล้วรับว่ามีความพอใจจะไม่ติดใจฟ้องร้องเขาความกับผู้ใดอีกทั้งคดีแพ่งและคดีอาญา มีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ แม้ บ. ภริยาผู้ตายเป็นมารดาโดยชอบด้วยกฎหมายและเป็นผู้แทนโดยชอบธรรมของโจทก์ร่วมทั้งสองซึ่งสามารถทำนิติกรรมแทนโจทก์ร่วมทั้งสองซึ่งเป็นผู้เยาว์ได้ก็ตาม แต่การที่มารดาของโจทก์ร่วมทั้งสองทำสัญญประนีประนอมยอมความกับ พ. ภริยาจำเลยที่สถานีตำรวจนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีอันจะทำให้สัญญาประนีประนอมยอมความผูกพันโจทก์ร่วมทั้งสองได้นั้น บ. จะต้องได้รับอนุญาตจากศาลาเสียก่อนตามมาตรา ๑๕๗๔ (๑๒) เมื่อ บ. ในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมของโจทก์ร่วมทั้งสองทำสัญญาประนีประนอมยอมความโดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาล สัญญาประนีประนอมยอมความไม่มีผลผูกพันโจทก์ร่วมทั้งสอง โจทก์ร่วมทั้งสองมีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยซึ่งทำละเมิดให้บิดาถึงแก่ความตายได้ ",แพ่ง,, 73,12,,"ผู้มีชื่อรับทรัพย์มรดกตามพินัยกรรมซึ่งมีฐานะเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของเจ้ามรดกเป็นพยานในพินัยกรรมจะมีผลต่อพินัยกรรมหรือไม่ และจะมีสิทธิได้รับมรดกตามพินัยกรรมหรือไม่อย่างไร ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๓๒๖/๒๕๖๒ จำเลยที่ ๒ ผู้มีชื่อรับทรัพย์มรดกตามพินัยกรรมลงชื่อเป็นพยานในพินัยกรรม จึงเป็นพินัยกรรมที่ทำขึ้นขัดต่อมาตรา ๑๖๓๕ วรรคหนึ่ง มีผลทำให้ข้อกำหนดในพินัยกรรมที่ ถ. ยกที่ดินพิพาทเนื้อที่ ๑๐ ไร่ให้แก่จำเลยที่ ๒ เป็นโมฆะ ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๐๕ จำเลยที่ ๒ ในฐานะทายาทผู้รับพินัยกรรมจึงไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาทดังกล่าว ที่ดินพิพาทจึงเป็นซับนอกพินัยกรรมที่ตกแก่ทายาทโดยธรรมดาของ ถ. เจ้ามรดก ตามมาตรา๑๖๒๐ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๑๖๙๙ เมื่อจำเลยที่ ๒ ยังมีฐานะเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของ ถ. เจ้ามรดกอีกสถานะ หนึ่งเหมือนเช่นโจทก์ทั้งสอง จำเลยที่ ๒ จึงเป็นทายาทโดยธรรมของ ถ. ยกที่ดินพิพาทน้ำที่ดินเสียสิทธิในฐานะทายาทโดยธรรมตามกฎหมายแต่อย่างใด ดังนี้โจทก์ทั้งสองจะอ้างสิทธิติดตามเอาคืนซึ่งที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดกจากจำเลยที่ ๒ ผู้เป็นทายาทที่มีสิทธิในรับมรดกอีกคนหนึ่งไม่ได้เพราะจำเลยที่ ๒ ไม่ใช่บุคคลภายนอกที่โจทก์ทั้งสองจะอ้างสิทธิติดตามเอาคืนได้เสมอโดยไม่มีอายุความฟ้องร้อง เมื่อโจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้จำเลยทั้งสามไปดำเนินการจดทะเบียนเพิ่มเติมการโอนสิทธิครอบครองที่ดิน เนื้อที่ ๑๐ ไร่ ให้กลับมาเป็นทรัพย์มรดกของ ถ. โดยอ้างความเป็นทายาทที่มีสิทธิในทรัพย์พิพาทและได้รับความเสียหายเพราะไม่ได้รับส่วนแบ่งในทรัพย์มรดกตามสิทธิที่โจทก์ทั้งสองและทายาทอื่นพึงได้รับตามกฎหมาย จึงเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องให้ที่ดินพิพาทกลับมาเป็นทรัพย์มรดกของ ถ. เพื่อแบ่งปันแก่ทายาทตามสิทธิ เมื่อโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ ๒ ต่างเป็นทายาทที่มีสิทธิในทรัพย์มรดก พ้องของโจทก์ทั้งสองจึงเป็นคดีมรดก โจทก์ทั้งสองต้องฟ้องคดีภายใน ๑ ปี นับแต่วันที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๕๗ จึงพ้นกำหนด ๑ ปี นับแต่วันที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๕๗ จนถึงวันที่ ๑๑ปี ๒๕๕๑ หลังจากนั้นประมาณปี ๒๕๕๓ หรือปี ๒๕๕๔ โจทก์ที่ ๑ จึงไปตรวจสอบทรัพย์มรดกจากสำนักงานที่ดินแต่โจทก์ทั้งสองฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๕๗ จึงพ้นกำหนด ๑ ปี นับแต่วันที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๕๗ของเจ้ามรดก ฟ้องโจทก์ทั้งสองเป็นอันขาดอายุความ ",แพ่ง,, 73,13,,ลูกหนี้โอนขายหุ้นของตนให้แก่ผู้อื่นเพื่อไม่ให้เจ้าหนี้ยืดหุ้นมาบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษาเป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๖๕๑/๒๕๕๙ จำเลยเป็นลูกหนี้โจทย์ตามคำพิพากษาของศาลแพ่งชื่อพิพากษาเมื่อวันที่ ๒ ธันวาคม ๒๕๔๗ โจทย์ส่งคำบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาดังกล่าวแต่จำเลยเพิกเฉย โจทย์ขอให้ศาลาพิพากษาออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการยึดและอายัดทรัพย์สินของจำเลยแล้ว ช่วงระหว่างวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๔๐ ถึงวันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๔๗ จำเลยเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัท ป. จำกัดและเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทดังกล่าวจำนวน ๑๒๐,๐๐๐ หุ้น รวมเป็นเงิน ๑,๒๐๐,๐๐๐ บาท เมื่อวันที่ ๑๑ มกราคม ๒๕๔๘ นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท กรุงเทพมหานคร รับจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อผู้ถือหุ้นจากจำเลยเป็น ส. ต่อมาวันที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกลางชื่อชัยบริษัท ป. ออกจากทะเบียนและสิ้นสภาพนิติบุคคล คดีมีปัญหาข้อกฎหมาย ที่จำเลยปฏิกว่า โจทก์นำสืบได้ความเพียงว่าจำเลยโอนขายหุ้นบริษัท ป. จำกัด จำนวน ๑๒๐,๐๐๐ หุ้น ให้ ส. โดยไม่ปรากฏ ข้อเท็จจริงว่าจำเลยได้รับเงินจากการโอนขายหุ้นดังกล่าว จึงฟังไม่ได้ว่าเป็นการกระทำโดยมีเจตนาเพื่อมิให้ โจทก์ได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วนนั้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๐ บัญญัติถึงการกระทำอันเป็นองค์ประกอบความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ว่า... ย้ายไปเสีย ซ่อนเร้น หรือโอนไป ให้แก่ผู้อื่นซึ่งทรัพย์ใดก็ดี...มิได้จำกัดว่าการโอนนั้นต้องทำโดยลักษณะใดหรือมีคำตอบแทนหรือไม่ เมื่อพยานหลักฐานของโจทก์รับฟังได้ว่าจำเลยโอนขายหุ้นของตนจำนวน ๑๒๐,๐๐๐ หุ้น ไปให้แก่ ส. ย่อมถือได้ว่าเป็นการกระทำโดยมีเจตนามิให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยยึดหุ้นซึ่งเป็นทรัพย์สินอย่างหนึ่ง ของจำเลยมาบังคับชำระหนี้ ",อาญา,, 73,13,,ที่ดินซึ่งเป็นสินส่วนตัวแต่เจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนดให้หลังจากมีการจดทะเบียนสมรสแล้วจะมีผลให้ที่ดินกลับกลายเป็นสินสมรสหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๘๕๑/๒๕๖๑ เหตุที่ผู้ตายมีชื่อเป็นเจ้าของที่ดินเพียงผู้เดียว เนื่องจากผู้ตายได้รับการยกให้ที่ดินพิพาทจากบิดามารดา ผู้ตายครอบครองทำประโยชน์มากกว่า ๔๐ ปี ซึ่งเป็นเวลาก่อนที่ผู้ตายอยู่กินและจดทะเบียนสมรสกับผู้ร้องสอด ที่ดินพิพาทจึงเป็นทรัพย์สินที่ผู้ตายมีอยู่ก่อนสมรสเป็นสินส่วนตัวของผู้ตายตามมาตรา ๑๔๗๑ (๑)แม้เจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนดที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ตายหลังจากผู้ตายจดทะเบียนสมรสดับผู้ร้องสอดแล้วก็ไม่มีผลทำให้ที่ดินพิพาทซึ่งเป็นสินส่วนตัวของผู้ตายกลับกลายเป็นทรัพย์สินที่ผู้ตายได้มาระหว่างสมรสอันจะเป็นสินสมรสตามมาตรา ๑๔๗๔ (๑) เมื่อที่ดินพิพาทเป็นสินส่วนตัวของผู้ตาย ผู้ตายจึงมีสิทธิทำพินัยกรรมยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยได้,แพ่ง,, 73,13,,สิทธิของสามีที่จะเรียกค่าทดแทนจากผู้ที่ล่วงเกินภริยาไปในทางชู้สาวในขณะที่ยังเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมายจะหมดสภาพหรือถูกลบล้างไปหรือไม่หากภายในระยะเวลาที่มีการจดทะเบียนหย่ากัน,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๕๙๐/๒๕๖๑ บทบัญญัติมาตรา ๑๕๒๓ วรรคสอง แห่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ให้สามีมีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากผู้ที่ล่วงเกินภรรยาไปในทางชู้สาวได้ แม้ภริยาสมัครใจหรือยินยอมให้ล่วงเกินไปในทำนองชู้สาว สามีก็มีสิทธิฟ้องเรียกค่าทดแทนตามวรรคสองนี้ได้เพราะการฟ้องเรียกค่าทดแทนตามวรรคสองนี้ เป็นสิทธิของสามีโดยเฉพาะและสิทธิในการฟ้องของสามีย่อมเกิดขึ้นตั้งแต่ขณะที่มีการล่วงเกินในทางชู้สาวกัน จำเลยที่ ๒ มีความสัมพันธ์กับจำเลยที่ ๑ ทางชู้สาวอันเป็นการล่วงเกินในทางชู้สาวต่อจำเลยที่ ๑ ในขณะที่จำเลย ที่ ๑ ยังเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ สิทธิของโจทก์ตามบทบัญญัติดังกล่าวย่อมเกิดมีขึ้นตั้งแต่ขณะที่ยังไม่มีการหย่า แม้ภายหลังมีการจดทะเบียนหย่ากันแล้ว สิทธิในการฟ้องก็หาได้หมดสภาพหรือถูกลบล้างตามไปด้วยไม่ โจทก์มีสิทธิเรียกคำทดแทนจากจำเลยที่ ๒ ได้ตามบทบัญญัติดังกล่าว ",แพ่ง,, 73,13,,"การทำสัญญาค้ำประกันเป็นการจัดการสินสมรสที่สามีและภริยาต้องจัดการร่วมกันหรือต้องได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๙๓๔/๒๕๕๙ บริษัท ก. ได้กู้ยืมเงินโจทก์โดยมีจำนเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ร้องทำสัญญาเป็นผู้ค้ำประกันหนี้ของบริษัทดังกล่าว ต่อมาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ จำเลยที่ ๑ ไม่ชำระ โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดหุ้นประเภทหุ้นสามัญของบริษัท ร. ของจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นสินสมรสของจำเลยที่ ๑ กับผู้ร้องเพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษา ผู้ร้องขอให้กันส่วนหุ้นสามัญที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้สำหรับผู้ร้องกึ่งหนึ่งนั้น เมื่อไม่ได้ความว่าบริษัท ก. เป็นบริษัทที่ประกอบกิจการในครอบครัวของจำเลยที่ ๑ กับผู้ร้อง ทั้งการกู้ยืมเงินเป็นเรื่องที่บริษัท ก. เป็นผู้กู้ยืมเงินจากโจทก์ โดยหาใช่เป็นกรณีที่จำเลยที่ ๑ เป็นผู้กู้ยืมเพื่อนำเงินมาใช้จ่ายในครัวเรือนของจำเลยที่ ๑ กับผู้ร้องแต่อย่างใดไม่ ประกอบกับเมื่อพิจารณาถึงสัญญาค้ำประกันที่จำเลยที่ ๑ ทำไว้แก่โจทก์ ก็จะเห็นได้ว่าจำเลยที่ ๑ ทำสัญญาอยู่ผูกพันตนต่อโจทก์เพื่อชำระหนี้ในเมื่อบริษัท ก. ไม่ชำระหนี้เงินกู้ยืมนั้น ซึ่งการเป็นผู้ค้ำประกันของจำเลยที่ ๑ ดังกล่าวนอกจากจะเป็นการทำเพื่อเป็นประโยชน์แก่ผู้ให้กู้แล้ว ยังเป็นการทำเพื่อประโยชน์แก่บริษัททก. ผู้กู้เพื่อจะได้มีเงินมาใช้ในการประกอบกิจการของบริษัท แม้จำเลยที่ ๑ จะเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัท ก. แต่หนี้ที่เกิดขึ้นจากการทำสัญญาค้ำประกันของจำเลย ที่ ๑ ก็มิใช่หนี้ที่เกี่ยวแก่การจัดการบ้านเรือนและจัดหาสิ่งจำเป็นสำหรับครอบครัวหรือเป็นหนี้เกี่ยวแก่การอุปการะเลี้ยงดูบุคคลในครอบครัว หรือเป็นหนี้ที่เกี่ยวข้องกับสินสมรสหรือเป็นหนี้ที่เกิดขึ้นเนื่องจากการที่จำเลยที่ ๑ และผู้ร้องทำด้วยกัน เมื่อหนี้ตามสัญญาค้ำประกันของ จำเลยที่ ๑ มิใช่หนี้ที่เป็นไปตามบทบัญญัติในมาตรา ๑๔๙๐ หนี้ประเภทนี้จึงมิใช่หนี้ที่จำเลยที่ ๑ และผู้ร้องเป็นลูกหนี้ร่วมกัน แต่เป็นหนี้ส่วนตัวของจำเลยที่ ๑ โดยแท้ บทบัญญัติแห่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๗๖ มิได้บัญญัติให้การทำสัญญาค้ำประกันเป็นการจัดการสินสมรสที่สามีและภริยาต้องจัดการร่วมกันหรือต้องได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งแปลความหมายได้ว่าจำเลยที่ ๑ ผู้เป็นสามีของผู้ร้องสามารถทำสัญญาค้ำประกันได้ตามลำพังโดยกฎหมายไม่ถือว่าเป็นการกระทำที่เกี่ยวข้องกับสินสมรสของทั้งสองฝ่าย ทั้งการที่ผู้ร้องเพิกเฉยมิได้โต้แย้งก็ไม่อาจฟังได้ว่าเป็นการให้สัตยาบันแก่การทำสัญญาค้ำประกันของจำเลยที่ ๑ เมื่อหนี้ของจำเลยที่ ๑ ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มิใช่หนี้ที่จำเลยที่ ๑ และผู้ร้องเป็นลูกหนี้ร่วมกัน โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจึงไม่อาจบังคับชำระหนี้เอาจากสินสมรสในส่วนของผู้ร้องได้โดยไม่จำต้องพิจารณาว่าจำเลยที่ ๑ และผู้ร้องได้หย่าขาดจากกันแล้วหรือไม่ ",แพ่ง,, 73,13,,บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๔๔๖ คู่สัญญาจะตกลงยกเว้นไม่ให้นำมาใช้บังคับว่าผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์จะไม่ยกเรื่องเนื้อที่น้อยหรือมากกว่าที่ระบุในสัญญาตั้งแต่ร้อยละห้าขึ้นไปเป็นข้ออ้างบอกปัดไม่ยอมรับได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๙๘๓/๒๕๖๑ บทบัญญัติแห่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๖๖ หมายความว่า หากเนื้อที่อสังหาริมทรัพย์น้อยหรือมากกว่าที่ระบุในสัญญาไม่เกินร้อยละห้าของเนื้อที่ทั้งหมดที่ระบุในสัญญา ผู้ซื้อจะต้องรับไว้แล้วใช้ราคาตามส่วนเว้นแต่ผู้ซื้อจะแสดงให้เห็นว่าตนเองก่อนแล้วคงมิได้เข้าทำสัญญานั้น แต่หากเนื้อที่น้อยหรือมากกว่าที่ระบุในสัญญาตั้งแต่ร้อยละห้า กฎหมายให้สิทธิแก่ผู้ซื้อว่าจะบอกปัดไม่ยอมรับหรือจะยอมรับไว้และใช้ราคาตามส่วนตามแต่จะเลือก แม้บทบัญญัติตามตรา ๔๔๖ จะไม่ใช่กฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนซึ่งคู่สัญญาสามารถตกลงยกเว้นไม่ให้นำมาตรา ๔๔๖ มาใช้บังคับได้ก็ตาม แต่คู่สัญญาก็ต้องแสดงเจตนาโดยชัดแจ้งและระบุไว้ในสัญญาสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดพิพาททั้งสิบระหว่างโจทก์กับจำเลยระบุว่าในกรณีที่อาคารชุดยังดำเนินการก่อสร้างไม่แล้วเสร็จ ต่อมาเมื่อมีการก่อสร้างแล้วเสร็จปรากฏว่ามีเนื้อที่ห้องชุดเพิ่มขึ้นหรือลดลงจากจำนวนที่ระบุในสัญญา คู่สัญญาตกลงคิดราคาห้องชุดตามส่วนที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงในราคาต่อหน่วยตามที่กำหนดในข้อ ๓.๑ และให้นำราคาห้องชุดส่วนที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงจากราคาห้องชุดตาม ข้อ ๓.๑ และจำนวนเงินที่ต้องชำระตามข้อ ๔.๒ ตามข้อตกลงดังกล่าวเป็นการระบุไว้เป็นการทั่วไป ไม่ได้ยกเว้นบทบัญญัติตามตรา ๔๔๖ ไว้โดยชัดแจ้งว่า ผู้ซื้อจะไม่ยกเรื่องเนื้อที่น้อยหรือมากกว่าที่ระบุในสัญญาตั้งแต่ ร้อยละห้า ขึ้นไปเป็นข้ออ้างบอกปัดไม่ยอมรับ ไม่ถือว่าข้อตกลงดังกล่าวยกเว้นไม่ให้นำมาตรา ๔๔๖ มาใช้บังคับ กรณีจึงต้องบังคับตามมาตรา ๔๔๖ ดั่งนั้น เมื่อเนื้อที่ห้องชุดพิพาททั้งสิบมีเนื้อที่มากไปกว่าที่ระบุในสัญญา โจทก์จึงมีสิทธิที่จะเลือกว่าจะบอกปัดไม่รับเสียหรือจะรับเอาไว้ และใช้ราคาตามส่วนตามที่บัญญัติไว้ใน ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๔๖ วรรคหนึ่ง ซึ่งการที่โจทก์จะใช้สิทธิในทางใดย่อมเป็นไปตามอำเภอใจของโจทก์และเป็นธรรมดาที่โจทก์จะเลือกในทางที่เป็นประโยชน์สูงสุดแก่โจทก์ซึ่งไม่มีบทกฎหมายใดห้ามมิให้โจทก์กระทำเช่นนั้น ดังนั้น ที่โจทก์ซื้อห้องชุดจากจำเลย ๓๓ ห้อง โจทก์รับโอนไปแล้ว ๑๔ ห้องและขายให้ผู้อื่นไปแล้วซึ่งทุกก็ห้องมีเนื้อที่มากกว่าที่ระบุในสัญญา เหตุที่โจทก์ไม่ยอมรับโอนห้องชุดพิพาทเพราะโจทก์ยังขายห้องชุดพิพาทให้ผู้อื่นไม่ได้นั้นก็ไม่เป็นเหตุให้โจทก์จะบอกปัดไม่รับห้องชุดพิพาทไม่ได้และไม่ถือว่าโจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ",แพ่ง,, 73,14,,"ผู้รับจ้างหลอกลวงผู้ว่าจ้างว่าธนาคารได้ออกหนังสือค้ำประกันมอบให้ร้านของผู้รับจ้างแล้วเป็นเหตุให้ผู้ว่าจ้างหลงเชื่อตกลงทำสัญญาจ้างให้ทำความสะอาดอาคารโรงพยาบาลและผู้รับจ้างได้เข้าทำ ความสะอาดและรับเงินค่าจ้างทำความสะอาด งวดแรกไปแล้วต่อมาผู้ว่าจ้างตรวจสอบกับสัญญา ดังนี้จะเป็นความผิดฐานฉ้อโกงหรือไม่และผู้ว่าจ้างจะเรียกเอาเงินค่าจ้างคืนจากผู้รับจ้างได้หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๔๐๔/๒๕๖๐ ตามระเบียบทการทำสัญญาจ้างทำความสะอาดโรงพยาบาล ช. ผู้รับจ้างจะต้องมีหนังสือค้ำประกันของธนาคารรายยื่นให้ผู้ว่าจ้างเพื่อเป็นการค้ำประกันในกรณี ผู้รับจ้างก่อให้เกิดความเสียหายใดๆ หรือต้องชำระค่าปรับหรือค่าใช้จ่ายใดๆ หรือผู้รับจำนี้ได้ปฏิบัติตามภาระหน้าที่ใดๆ ที่กำหนดในสัญญาจ้างหากผู้รับจ้างคนใดไม่มีหนังสือค้ำประกันของธนาคารมาแสดงก็ไม่อาจทำสัญญาจ้างผู้รับจ้างคนดังกล่าวไว้ การที่จำเลยทั้งสองประสงค์จะให้ร้านของจำเลยทั้งสองได้รับงานจ้างทำความสะอาดโรงพยาบาล ช. จึงหลอกลวงนำหนังสือค้ำประกันของธนาคาร ก. ที่ว่าธนาคารยอมผูกพันตนเองไม่มีเงื่อนไขที่จะค้ำประกันชนิดเพิกถอนไม่ได้ เช่นเดียวกับลูกหนี้ชั้นต้นในการชำระเงินให้ตามสิทธิเรียกร้องของโรงพยาบาล ช. ผู้ว่าจ้างในกรณีที่ร้านของจำเลยทั้งสองผู้รับจ้างก่อให้เกิดความเสียหายใดๆ หรือต้องชำระค่าปรับหรือค่าใช้จ่ายใดๆ หรือร้านของจำเลยทั้งสองผู้รับจ้างมิได้ปฏิบัติตามภาระหนี้ใดๆ ที่กำหนดสัญญาจ้างมาแสดงแต่ความจริงแล้วธนาคารไม่ได้ออกหนังสือค้ำประกันดังกล่าวให้แก่จำเลยทั้งสอง การหลอกลวงดังกล่าวเป็นการกระทำเพื่อแสวงหาประโยชน์มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับร้านของจำเลยทั้งสอง เพราะหากร้านของจำเลยทั้งสองไม่มีหนังสือค้ำประกันของธนาคาร ผู้เสียหายย่อมไม่ทำสัญญาจ้างร้านของจำเลยทั้งสอง การหลอกลวงดังกล่าวจึงเป็นการกระทำโดยทุจริตและความสะอาดโรงพยาบาล ช. ซึ่งเป็นการก่อให้เกิดสิทธิแก่จำเลยทั้งสองในการที่จะเข้าทำความสะอาดโรงพยาบาล ช. อันเป็นการหลอกลวงโดยทุจริตให้ผู้เสียหายเข้าทำสัญญาจ้างอันเป็นเอกสารสิทธิ เมื่อการหลอกลวงโดยทุจริตเป็นเหตุให้ผู้เสียหายลงเซื่อตกลงทำสัญญาจ้างร้านของจำเลยทั้งสอง ทำความสะอาดกับโรงพยาบาล ช. โรงพยาบาล ช. จึงให้สิทธิจำเลยทั้งสองเข้างานอันเป็นผลให้จำเลยทั้งสองมีโอกาสเข้าความสะอาด ช. และได้ทรัพย์สินเป็นค่าจ้างจากการทำงาน ๑๐๘,๐๐๐ บาท จึงถือได้ว่าทั้งสองกระทำความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงแล้ว ช. จริง โรงพยาบาล ช. จึงตรวจรับงานและอนุมัติค่าจ้างงวดแรกให้แก่ร้านของจำเลยทั้งสอง ๑๐๘,๐๐๐ บาท แต่การเข้าทำงานดังกล่าวก็เนื่องมาจากจำเลยทั้งสองโดยทุจริตหลอกลวงผู้เสียหายจนผู้เสียหายลงเซื่อทำสัญญาจ้างร้านของจำเลยทั้งสองทำความสะอาดโรงพยาบาล ช. ดังนั้น การที่จำเลยทั้งสองเข้าทำความสะอาดโรงพยาบาล ช. จริงก็ไม่เป็นเหตุให้การกระทำความผิดอาญาของจำเลยทั้งสองที่เกิดขึ้นแล้วกับกลายไม่เป็นความผิด การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงตามฟ้องแล้ว จำเลยทั้งสองโดยทุจริตหลอกลวงผู้เสียหายว่าธนาคาร ก. ได้ออกหนังสือค้ำประกันให้ร้านของจำเลยทั้งสอง แต่ความเป็นจริงธนาคารไม่ได้ออกหนังสือค้ำประกันดังกล่าวให้แก่ร้านของจำเลยทั้งสอง โดยการหลอกลวงดังกล่าวเป็นเหตุให้ผู้เสียหายหลงเชื่อตกลงทำสัญญาจ้างร้านของจำเลยทั้งสองเกิดจากกลฉ้อฉลถึงขนาดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๙ วรรคหนึ่งและวรรคสอง เมื่อผู้เสียหายบอกเลิกสัญญาอันเป็นการบอกล้างโมฆะยะกรม ทำให้สัญญาจ้างตกเป็นโมฆะตั้งแต่วันทำสัญญา ผู้เสียหายและจำเลยทั้งสองจึงเป็นโมฆะกลับคืนสู่ฐานะเดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๖ วรรคหนึ่ง แม้มารที่จะให้จำเลยทั้งสองคืนเงินค่าจ้างทำความสะอาดแก่ผู้เสียหายไม่เป็นการพ้นวิสัย แต่การงานที่จำเลยทั้งสองทำให้ผู้เสียหายไปแล้วซึ่งเป็นประโยชน์แก่ผู้เสียหายและผู้เสียหายยอมรับเอาการงานของจำเลยทั้งสองแล้วตามมาตรา ๑๗๖ วรรคหนึ่ง เมื่อการที่จะให้การงานที่ทำไปแล้วกลับคืนยังฐานะเดิมเป็นการพ้นวิสัย ผู้เสียหายจึงต้องใช้ค่าเสียหายที่สมควรแก่หน้าที่การทำงานให้จำเลยทั้งสองโดยถือว่าค่าจ้างตามฟ้องที่จำเลยทั้งสองได้รับไปแล้วเป็นค่าเสียหายจำนวนนั้น ผู้เสียหายจึงไม่มีสิทธิเรียกร้องเอาเงินดังกล่าวคืนจากจำเลยทั้งสองอีก ",อาญา,, 73,14,,ภริยาปลอมลายมือชื่อผู้อื่นส่งจ่ายเช็กไปเบิกเงินธนาคารแล้วนำเงินที่ได้มาซื้อทรัพย์สินหรือฝากไว้ในธนาคารระบุชื่อสามีและภริยาเป็นเจ้าของร่วมกันโดยสามีไม่มีส่วนร่วมรู้เห็นในการกระทำด้วย ดังนี้ จะถือว่าเป็นหนี้ร่วมระหว่างสามีภริยาหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๓๗/๒๕๕๙ หนี้ที่จำเลยที่ ๑ ต้องรับผิดต่อโจทก์เป็นมูลหนี้ละเมิดที่จำเลยที่ ๑ กระทำขึ้นแต่ฝ่ายเดียวเป็นการเฉพาะตัว โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ ๒ ได้มีส่วนร่วมรู้เห็นในการกระทำละเมิดของจำเลยที่ ๑ ต่อโจทก์และมูลหนี้ละเมิดไม่อาจให้สัตยาบันได้ ดังนั้น แม้จำเลยที่ ๑ จะนำเงินที่ได้จากการทำละเมิดต่อโจทก์มาซื้อทรัพย์สินหรือฝากไว้ใน ธนาคารระบุชื่อจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เป็นเจ้าของร่วมกันก็มิใช่หนี้ร่วมตามมาตรา ๑๔๙๐จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นสามีจำเลยที่ ๑ ไม่ต้องร่วมกับจำเลยที่ ๑ รับผิดต่อโจทก์,แพ่ง,, 73,14,,ลูกหนี้ตามคำพิพากษาสละมรดกโดยไม่มีทรัพย์สินอื่นที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะบังคับชำระหนี้ได้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะฟ้องขอให้เพิกถอนการสละมรดกได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๘๑๐/๒๕๕๙ ส. สละมรดกที่ดินให้แก่จำเลยที่ ๒ โดยเสน่หา เมื่อ ส. สละมรดกในขณะที่เป็นลูกหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาโดย ส. ไม่มีทรัพย์สินอื่นที่โจทก์จะบังคับคดีได้ จึงเป็นการสละมรดกโดยรู้อยู่ว่าจะทำให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบ กรณีมีเหตุเพิกถอนนิติกรรมที่ดินในส่วนของ ส. โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการสละมรดกที่ดินระหว่าง ส. กับจำเลยที่ ๒ อันหมายถึงขอให้เพิกถอนการสละมรดกที่ดินเฉพาะส่วนของ ส. โดยอ้างว่า ส. สละมรดกที่ดินโดยรู้อยู่ว่าการทำเช่นนั้นจะทำให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของตนเสียเปรียบ การกระทำของ ส. จึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ เมื่อ ส. ถึงแก่ความตายโดยมี จำเลยที่ ๑ เป็นทายาทโดยทำคนหนึ่ง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๑ ในฐานะทายาทโดยธรรมตามมาตรา ๑๗๓๗ ",แพ่ง,, 73,14,,การได้มาซึ่งสิทธิเหนือพื้นดินไม่ได้จดทะเบียนการได้มาจากพนักงานเจ้าหน้าที่จะอ้างสิทธิเหนือพื้นดินดังกล่าวมาบังคับแก่บุคคลภายนอกซึ่งซื้อที่ดินมาโดยรู้ว่าเจ้าของที่ดินเดิมได้ทำให้เกิดสิทธิเหนือพื้นดินไว้ได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๒๑๐/๒๕๖๐ เดิมที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ ๓๘๑๗๔ เป็นของ ม. โดย ม. ยินยอมให้จำเลยที่ ๑ ซึ่งขณะนั้นมีสถานะเป็นองค์การบริหารส่วนตำบลอารัญญิกดำเนินการก่อสร้างท่อประปา รางระบายน้ำและสายไฟในที่ดินพิพาท ต่อ ม. ถึงแก่ความตาย ที่ดินพิพาทเป็นมรดก ได้แก่ บ. ซึ่งเป็นทายาท บ. ขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ ต่อมาโจทก์บอกกล่าวให้ จำเลยที่ ๑ รื้อถอนเสาไฟฟ้า สายไฟฟ้า ตลอดจนท่อประปาและท่อระบายน้ำทั้งที่จำเลยที่ ๑ ก่อสร้างไว้ออกไปจากที่ดินพิพาท แต่จำเลยที่ ๑ เพิกเฉย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้บังคับ จำเลยที่ ๑ รื้อถอนเสาไฟฟ้า สายไฟฟ้า ท่อประปาและท่อระบายน้ำทั้งที่อยู่ในที่ดินพิพาทได้หรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สิทธิในการก่อสร้างและติดตั้งเสาไฟฟ้า สายไฟฟ้าตลอดจนวางท่อประปาและท่อระบายน้ำทั้งของจำเลยที่ ๑ ในที่ดินพิพาทซึ่งเป็นของผู้อื่นมีลักษณะเป็นสิทธิเหนือพื้นดินอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์และเป็นทรัพยสิทธิที่ก่อตั้งขึ้น ตามมาตรา ๑๒๙๘ และมาตรา ๑๔๑๐ โดย ม. เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทในขณะนั้นเป็นผู้ก่อให้เกิดสิทธิเหนือพื้นดินแก่จำเลยที่ ๑ ตามบันทึกข้อความอันเป็นนิติกรรมการได้มาซึ่งทรัพยสิทธิดังกล่าวของจำเลยที่ ๑ ที่ ไม่บริบูรณ์เว้นแต่จะได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนการได้มาจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ตามในมาตรา ๑๒๙๙ วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งมีความหมายว่า สิทธิของผู้ทรงสิทธิไม่บริบูรณ์ในฐานะเป็นทรัพยสิทธิที่ตกติดไปกับตัวทรัพย์หรือที่ดินโดยผลของกฎหมายไม่ว่าผู้ใดจะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินต้องยอมรับสิทธิเหนือพื้นดินอันเป็นคุณแก่ผู้ทรงสิทธิที่มีอยู่เหนือที่ดินแปลงนั้น เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าการได้มาซึ่งสิทธิเหนือพื้นดินของจำเลยที่ ๑ ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ การได้มาซึ่งสิทธิเหนือพื้นดินของจำเลยที่ ๑ จึงไม่บริบูรณ์ในฐานะเป็นทรัพยสิทธิ จำเลยที่ ๑ จึงไม่อาจอ้างสิทธิเหนือพื้นดินตามนิติกรรมที่ทำไว้กับ ม. เจ้าของที่ดินพิพาทดิมซึ่งเป็นเพียงบุคคลสิทธิามาบังแค่โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้ ไม่ว่าโจทก์จะซื้อที่ดินพิพาท มาโดยรู้ว่าเจ้าของที่ดินพิพาทเดิมได้ทำการเกิดสิทธิเหนือพื้นดินไว้หรือไม่ นิติกรรมที่ก่อให้เกิดสิทธิเหนือพื้นดินแก่จำเลยที่ ๑ ตามบันทึกข้อความย่อมไม่ผูกพันโจทก์ เมื่อโจทก์บอกกล่าวให้จำเลยที่ ๑ รื้อถอนเสาไฟฟ้า สายไฟฟ้าตลอดจนท่อประปา และท่อระบายน้ำทั้งอันเป็นการใช้สิทธิในฐานะเจ้าของที่ดินพิพาทตามมาตรา ๑๓๓๖ โดยชอบแล้ว จำเลยที่ ๑ เพิกเฉย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขับไล่ขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ รื้อถอนทรัพย์ดังกล่าวออกไปจากที่ดินพิพาทได้ ",แพ่ง,, 73,15,,"การตัดมิให้รับมรดก การถอนการแสดงเจตนาตัดมิให้รับมรดก มีหลักเกณฑ์ อย่างใด หนังสือตัดมิให้รับมรดกมีข้อความว่า มีการถอนการตัดมิให้รับมรดกแต่ไม่มีลายมือชื่อ ของเจ้ามรดก จะถือว่ามีการถอนการตัดมิให้รับมรดกแล้วหรือไม่","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๒๘๔/๒๕๖๒ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บัญญัติให้เจ้ามรดกมีสิทธิแสดงเจตนาตัดทายาท โดยธรรมของตนไม่ให้รับมรดกได้โดยการแสดงเจตนาตามแบบที่กำหนดไว้ในมาตรา ๑๖๐๘ คือ ด้วยแสดงเจตนาชัดแจ้ง (๑) โดยพินัยกรรม (๒) โดยทำเป็นหนังสือมอบไว้แก่พนักงาน เจ้าหน้าที่และมาตรา ๑๖๐๙ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “การแสดงเจตนาตัดมิให้รับมรดกนั้น จะถอนเสียก็ได้” โดยการแสดงเจตนาตามแบบที่กำหนดไว้ในมาตรา ๑๖๐๙ วรรคสอง คือ ถ้าการตัดมิให้รับมรดกนั้นได้ทำโดยพินัยกรรม จะถอนเสียได้ก็แต่โดยพินัยกรรมเท่านั้น แต่ถ้า การตัดมิให้รับมรดกได้ทำเป็นหนังสือมอบไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ การถอนจะทำตามแบบใด แบบหนึ่งดังบัญญัติไว้ในมาตรา ๑๖๐๘ (๑) หรือ (๒) ก็ได้ บทบัญญัติดังกล่าวเป็น บทบัญญัติที่กำหนดแบบของการแสดงเจตนาตัดทายาทโดยธรรมมิให้รับมรดกและแบบของการ ถอนการแสดงเจตนาดังกล่าว เจ้ามรดกได้แสดงเจตนาตัดมิให้ ท. รับมรดกไว้ตามหนังสือตัดทายาทโดยธรรม มิให้รับมรดก ซึ่งมีการจัดทำเป็นไปตามแบบของการตัดมิให้รับมรดกโดยทำเป็นหนังสือมอบไว้ แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา ๑๖๐๘ (๒) แล้ว หากเจ้ามรดกประสงค์จะถอนการแสดง เจตนาตัดมิให้รับมรดกก็ต้องทำให้ถูกต้องตามแบบที่มาตรา ๑๖๐๙ วรรคสอง กำหนดไว้อย่างใด อย่างหนึ่ง แต่ปรากฏว่าเจ้ามรดกไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้และไม่ปรากฏว่าเจ้ามรดกได้แสดงเจตนา ถอนการตัดมิให้รับมรดกไว้เป็นหนังสือมอบไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่แต่อย่างใด คงมีเพียง ข้อความที่ระบุเพิ่มเติมไว้ที่ด้านซ้ายของหนังสือตัดทายาทโดยธรรมมิให้รับมรดกว่ามีการถอน การตัดมิให้ ท. รับมรดกแล้วซึ่งมีเพียงลายมือชื่อของ ป. แต่ไม่มีลายมือชื่อของเจ้ามรดก จึงไม่อาจถือว่าเป็นการแสดงเจตนาของเจ้ามรดก เมื่อ ท. ถูกตัดมิให้รับมรดกจึงไม่เป็นทายาท ผู้มีสิทธิรับมรดกของเจ้ามรดก โดยผลแห่งหนังสือตัดทายาทโดยธรรมมิให้รับมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๖๐๘ (๒) แล้ว ย่อมมีผลให้ผู้คัดค้านไม่ใช่ทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียในกองมรดกของเจ้ามรดกที่จะพึงมีอำนาจร้องขอถอนผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกและขอให้ตั้งตนเองเป็น ผู้จัดการมรดกแทนได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๗๒๗ และ ๑๗๑๓ ",แพ่ง,, 73,15,,ลูกหนี้จดทะเบียนโอนขายที่ดินของตนให้แก่ผู้ซื้อโดยคู่สัญญารู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ หากผู้ซื้อโอนขายที่ดินนั้นต่อไปอีก แล้วผู้ซื้อที่ดินทอดต่อมานำที่ดินไปจำนองก่อนริ่มฟ้องคดีขอให้เพิกถอนการฉ้อฉล ดังนี้ หากผู้ซื้อที่ดินทอดต่อมามาและผู้รับจำนองสุจริตจะได้รับความคุ้มครองหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๙๐๖/๒๕๖๐ การจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทสองโฉนด ระหว่างจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เป็นการกระทำลงทั้งรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ กรณีต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๓๗ ในเรื่องของการเพิกถอน การฉ้อฉล มิใช่บังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๐ อันเป็นเรื่องของ วัตถุประสงค์ของนิติกรรมขัดต่อกฎหมายโดยชัดแจ้ง เมื่อโจทก์มาฟ้องคดีนี้ยังไม่พ้น ๑๐ ปี นับแต่ได้ทำนิติกรรม อีกทั้งยังไม่พ้นปีหนึ่งนับแต่เวลาที่โจทก์ได้รู้ต้นเหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอน โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกร้องขอเพิกถอนได้ จำเลยที่ ๒ ทำนิติกรรมโอนขายที่ดินพิพาทแปลงหนึ่งให้แก่จำเลยที่ ๓ จำเลยที่ ๓ ทำนิติกรรมโอนขายให้แก่จำเลยที่ ๔ และจำเลยที่ ๔ ทำนิติกรรมจำนองให้แก่จำเลยที่ ๕ ซึ่งล้วนเป็นการทำนิติกรรมก่อนเริ่มฟ้องคดีขอให้เพิกถอน จำเลยที่ ๓ ที่ ๔ และที่ ๕ เป็นบุคคลภายนอก อันได้สิทธิในที่ดินพิพาทมาโดยสุจริตก่อนเริ่มฟ้องคดีขอให้เพิกถอน ย่อมได้ รับการคุ้มครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๓๘ ศาลไม่อาจพิพากษาให้ เพิกถอนนิติกรรมในที่ดินพิพากษาระหว่างจำเลยที่ ๒ กับที่ ๓ ระหว่างจำเลยที่ ๓ กับที่ ๔ และระหว่างจำเลยที่ ๔ กับที่ ๕ ดังนั้น ไม่อาจเพิกถอนนิติกรรมระหว่างจำเลยที่ ๑ กับที่ ๒ ตามฟ้องได้ด้วย เพราะที่ดินพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ ๔ โดยชอบด้วยกฎหมาย แล้ว ",แพ่ง,, 73,15,,"ทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนสลบไป แล้วนำร่างไปไว้บนรถบรรทุกไปจอดทิ้งไว้ แต่เนื่องจากผู้ถูกทำร้ายฟื้นขึ้นจึงใช้เชือกรัดคอจนถึงแก่ความตาย ณ สถานที่นั้น โดยไม่มีการ เคลื่อนผู้ตายไปที่ใดอีก จะเป็นความผิดฐานร่วมกันเคลื่อนย้ายศพ หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๗๙๒/๒๕๖๐ จำเลยที่ ๓ มีเจตนาร่วมทำร้ายผู้ตายโดย ไตร่ตรองไว้ก่อนตั้งแต่แรกที่จำเลยที่ ๒ ได้ขอให้จำเลยที่ ๓ ช่วยเหลือก่อนเกิดเหตุแล้ว จำเลยที่ ๓ มีความผิดเพียงฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนซึ่งเป็น ความผิดลักษณะหนึ่งในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๙ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๖ อันเป็นความผิดอย่างหนึ่งที่เป็นความผิดได้ในตัวเองในหลายอย่างที่รวมอยู่ใน ความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามฟ้องและมีอัตราโทษน้อยกว่า ศาลย่อม ลงโทษในความผิดตามที่พิจารณาได้ความได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๒ วรรคท้าย จำเลยที่ ๒ ใช้เชือกรัดคอผู้ตายจนถึงแก่ความตาย ณ สถานที่ที่จำเลยที่ ๒ นำรถยนต์กระบะมาจอดทิ้งไว้ เนื่องจากผู้ตายฟื้นขึ้นยังไม่ตาย จากนั้นก็ไม่มีการเคลื่อน ผู้ตายไปที่ใดอีก แสดงว่าระหว่างที่จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ยกผู้ตายมาไว้ในรถยนต์กระบะ จนถึงเวลาที่จำเลยที่ ๒ ขับรถยนต์กระบะไปจอดทิ้งไว้ที่อื่นก่อนที่จำเลยที่ ๒ จะฆ่าผู้ตาย ที่นั่น ผู้ตายยังมีชีวิตอยู่ การเคลื่อนย้ายผู้ตายไปสถานที่ดังกล่าวไม่ใช่เป็นการเคลื่อนย้ายศพ ตามฟ้อง การกระทำของจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ ไม่เป็นความผิดฐานร่วมกันเคลื่อนย้ายศพเพื่อปิดบัง การเกิด การตายหรือเหตุแห่งการตายกับฐานเคลื่อนย้ายศพโดยไม่มีเหตุอันสมควรตามประมวล กฎหมายอาญา มาตรา ๑๙๙ และมาตรา ๓๖๖/๓ ประกอบมาตรา ๘๓ ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมาย อาญา (ฉบับที่ ๒๖) พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๔ ให้ยกเลิกอัตราโทษในมาตรา ๒๙๖ และให้ใช้ อัตราโทษใหม่แทน เมื่อโทษจำคุกตามกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษจำคุก เท่ากัน ส่วนโทษปรับตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษปรับสูงกว่าโทษปรับตาม กฎหมายเดิม กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลยที่ ๓ ต้องใช้กฎหมายเดิมซึ่งเป็น กฎหมายที่ใช้ขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยที่ ๓ ",อาญา,, 73,15,,"ออกเช็คมอบให้แก่คู่สัญญาเพื่อนำไปชำระหนี้แก่บุคคลอื่น มีข้อตกลง ระหว่างผู้สั่งจ่ายเช็คกับคู่สัญญาว่าเมื่อผู้สั่งจ่ายเช็คได้รับโอนกรรมสิทธิ์โครงการจากคู่สัญญา แล้ว เช็คจึงจะเรียกเก็บเงินได้ ดังนี้ หากมีการผิดสัญญาซื้อขายโครงการกันผู้สั่งจ่ายจะยกเรื่อง ดังกล่าวมาเป็นข้อต่อสู้ผู้ทรงโดยสุจริต ได้หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๐๑๖/๒๕๖๐ จำเลยทั้งสามให้การยอมรับว่าได้ลงลายมือชื่อในเช็คพิพาทแล้ว แต่อ้างว่าเช็ค พิพาทไม่มีมูลหนี้จึงไม่ต้องรับผิดชำระเงินตามเช็คตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๐๐ วรรคหนึ่ง ภาระการพิสูจน์ย่อมตกแก่ฝ่ายจำเลย จำเลยที่ ๑ ประสงค์จะซื้อห้องชุดคืนจากโจทก์ในราคาทุน กล่าวคือ โจทก์ได้รับชำระ มัดจำในการซื้อห้องชุดจากบริษัท ส. ไปเท่าใด จำเลยที่ ๑ จะสั่งจ่ายเช็คเงินสดเพื่อให้ บริษัท ส. นำไปชำระคืนให้แก่โจทก์เป็นจำนวนเท่ากัน เช่นนี้ การที่บริษัท ส. นำเช็คของ จำเลยที่ ๑ ไปชำระหนี้คืนให้แก่โจทก์ย่อมเป็นไปตามความประสงค์ของจำเลยที่ ๑ และเป็น ความยินยอมของจำเลยที่ ๑ ที่ให้บริษัท ส. ใช้เช็คของจำเลยที่ ๑ ไปชำระหนี้ให้แก่ โจทก์ หาใช่เช็คพิพาทไม่มีมูลหนี้ไม่ การที่โจทก์ครอบครองเช็คฉบับเดิมแล้วเปลี่ยนเป็นเช็ค พิพาท ก็ยังเป็นการครอบครองเช็คดังกล่าวไว้โดยสุจริต จึงเป็นผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมาย มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๑ ในฐานะผู้สั่งจ่าย และจำเลยที่ ๓ ในฐานะผู้สลักหลังเช็ค พิพาทผู้ถือซึ่งเป็นเพียงประกัน (อาวัล) ผู้สั่งจ่ายย่อมต้องผูกพันเป็นอย่างเดียวกันกับจำเลยที่ ๑ ซึ่งตนประกันตามเช็คพิพาทแก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๒๑, ๙๔๐ วรรคหนึ่งประกอบด้วยมาตรา ๙๘๙ ให้รับผิดตามเช็คได้ แม้จะมีบันทึกข้อตกลง ยอมความเรื่องการประนีประนอมยอมความระหว่างผู้จองซื้อห้องชุดกับบริษัท ส. ซึ่งทำให้ โจทก์มีสิทธิเลือกเอาว่าจะใช้สิทธิเรียกร้องเอาจากบริษัท ส. หรือเรียกร้องเอาจากจำเลยที่ ๑ ผู้สั่งจ่ายเช็คทางใดทางหนึ่งก็ได้ หาได้ห้ามโจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องเอาจากจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็น ผู้สั่งจ่ายเช็คไม่ เช็คเป็นตราสารที่สามารถโอนเปลี่ยนมือกันได้ เช็คพิพาทเป็นเช็คผู้ถือย่อมสามารถ โอนเปลี่ยนมือได้ด้วยการส่งมอบให้แก่กันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๑๘ ประกอบด้วยมาตรา ๙๘๙ โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับโอนเช็คหาจำต้องมีนิติสัมพันธ์กับจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้สั่งจ่ายไม่ แม้จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ อ้างว่าการจ่ายเงินมีเงื่อนไขว่าเมื่อจำเลยที่ ๑ ได้รับโอนกรรมสิทธิ์โครงการจากบริษัท ส. แล้ว เช็คจึงจะเรียกเก็บเงินได้ เมื่อบริษัท ส. ผิดสัญญาซื้อขายโครงการกับจำเลยที่ ๑ เพราะไม่โอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินของ โครงการให้แก่จำเลยที่ ๑ ฝ่ายจำเลยชอบที่จะระงับการจ่ายเงินตามเช็คพิพาทนั้น เป็นเพียง ความเกี่ยวพันกันเฉพาะบุคคลระหว่างจำเลยที่ ๑ กับบริษัท ส. เท่านั้น จำเลยที่ ๑ ไม่อาจยกขึ้นต่อสู้โจทก์ซึ่งเป็นผู้ทรงคนปัจจุบันตามมาตรา ๙๑๖ ประกอบด้วยมาตรา ๙๘๙ ",แพ่ง,, 73,16,,"เจ้าของรวมคนหนึ่งมาขนทรัพย์สินกรรมสิทธิ์รวมขณะอยู่ในความครอบครองของเจ้าของรวมอีกคนหนึ่งไปเป็นของตนเองฝ่ายเดียวทั้งหมดเป็นความผิดฐานใด ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๐๒/๒๕๖๓ ก่อนเกิดเหตุจำเลยกับผู้เสียหายอยู่กินกันโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส และระหว่างอยู่กินด้วยกันร่วมกันลงทุนประกอบกิจการร้านอินเตอร์เน็ตที่บ้านผู้เสียหาย ทรัพย์สินที่ทำมาหากำไรระหว่างอยู่กินกันฉันสามี - ภรรยาย่อมเป็นกรรมสิทธิ์รวม โดยแต่ละฝ่ายมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินดังกล่าวคนละส่วนเท่า ๆ กันเมื่อเลิกกันต้องแบ่งกรรมสิทธิ์คนละครึ่ง การที่จำเลยกับพวกมาขนทรัพย์สินที่เป็นกรรมสิทธิ์รวมขณะอยู่กินกันความครอบครองของผู้เสียหายไปเป็นของตนเองเดียวกันทั้งหมด เป็นการเอาทรัพย์ที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปโดยทุจริต จำเลยจึงมีความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ ",อาญา,, 73,16,,เอาความอันเป็นเท็จฟ้องผู้อื่นต่อศาลว่าการกระทำความผิดอาญา ศาลยกฟ้องในชั้นใต้สวนมูลฟ้อง จะเป็นความผิดฐานฟ้องเท็จหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๔๓๐/๒๕๖๐ พฤติการณ์ของจำเลยกับพวกทำให้โจทก์เข้าใจว่าจำเลยกับพวกร่วมกันเบียดบังเอาเงินผลผลิตปาล์มน้ำมันไปเป็นของตนโดยทุจริต การที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกับพวกร่วมกันยักยอกเงินผลผลิตปาล์มน้ำมันจึงเป็นการใช้สิทธิทางศาลกล่าวหาจำเลยไปตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจริง หาใช่โจทก์เอาความอันเป็นเท็จแล้วมาแกล้งกล่าวหาจำเลยไม่ การที่จำเลยมาฟ้องโจทก์หาว่าโจทก์เอาความอันเป็นเท็จฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญา ทั้งที่รู้แล้วว่าเรื่องที่จำเลยนำมาฟ้องโจทก์เป็นความเท็จ แม้ศาลจะยกฟ้องของจำเลยในชั้นไต่สวนมูลฟ้องก็ตามการกระทำของจำเลยก็เป็นความผิดฐานฟ้องเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๗๕,อาญา,, 73,16,,การฟ้องคดีโดยแนบรายการสินค้ามาเป็นเอกสารท้ายฟ้องหรือการจัดทำเอกสารอันเป็นเท็จ เพื่อนำมาใช้เป็นพยานหลักฐานในการดำเนินคดีเป็นเรื่องการนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานในการพิจารณาคดี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๘๐ หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๒๐๒/๒๕๖๒ จำเลยที่ ๒ กระทำความผิดฐานเบิกความเท็จพร้อมกันไปกับกระทำความผิดฐานนำสืบ หรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีโดยกระทำในวันเวลาและคดีเดียวกัน และมีเจตนา มุ่งประสงค์ต่อผลลัพธ์ดังกล่าวกันคือ เพื่อให้ศาลมองเห็นและพิพากษาให้โจทก์ทั้งสองกับพวกคืนหรือชัดใช้ราคาสินค้า ตามรายการสินค้าทั้งหมดซึ่งมีรายการสินค้าที่เป็นเท็จรวมอยู่ด้วยได้แก่ฝ่ายจำเลย จึงเป็นการกระทำการธรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายการฟ้องคดีโดยแนบรายการสินค้ามาเป็นเอกสารท้ายฟ้องหรือการจัดทำเอกสาร เพื่อนำมาใช้เป็นพยานหลักฐานในการดำเนินคดี มิใช่เป็นเรื่องการนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานในการพิจารณา คดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๘๐,อาญา,, 73,16,,นำหนังสือสัญญากู้เงินที่ปลอดลายมือชื่อผู้กู้มาฟ้องผู้กู้และนำสืบหรือแสดงสัญญากู้เงินดังกล่าว ในการพิจารณาคดี ดังนี้จะมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๔๐๗/๒๕๖๑ การที่จำเลยที่ ๑ นำหนังสือสัญญากู้ยืมเงินที่ปลอดลายมือชื่อของผู้เสียหายไว้หรืออ้าง ในการฟ้องคดีต่อศาลชั้นต้นอันเป็นความผิดฐานนี้ให้หรืออ้างเอกสารสิทธิปลอมกับการที่จำเลยที่ ๑ นำหนังสือสัญญา กู้เงินฉบับดังกล่าวนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอันเป็นเท็จและฐานนำสืบหรือ แสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดี แม้การกระทำของจำเลยที่ ๑ ตามขั้นตอนต่างๆ ดังกล่าว เป็นการกระทำคนละวันกัน แต่เป็นการกระทำที่ต่อเนื่องเชื่อมโยงกันโดยมีเจตนาเดียวกัน คือเพื่อที่จะให้ศาล พิพากษาให้ผู้เสียหายชำระเงินกู้ให้แก่จำเลยที่ ๑ จึงเป็นการกระทำกรรมด้วยเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษในความผิดฐานนี้ใช้เอกสารสิทธิปลอมซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ เพียงกระทงเดียว,อาญา,, 73,16,,ผู้ขายไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ที่ซื้อให้แก่ผู้ซื้อได้ตามกำหนดในสัญญาเพราะเจ้าพนักงาน บังคับคดียังไม่โอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ผู้ขายซึ่งซื้อทรัพย์ดังกล่าวมาจากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดี ดังนี้จะถือว่าผู้ขายเป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๐๑๑/๒๕๖๒ ธนาคารจำเลยไม่สามารถดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์พิพาทตามกำหนดสัญญาแก่โจทก์เป็นเพราะเจ้าพนักงานบังคับคดียัง ไม่โอนกรรมสิทธิ์ให้แก่จำเลย เนื่องจากเจ้าพนักงานบังคับคดีตรวจพบว่าการยึดทรัพย์พิพาทเป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๙๐ และยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนการยึดทรัพย์พิพาท เป็นเหตุการณ์ที่อยู่นอกเหนืออำนาจจัดการของจำเลยแม้จำเลยจะนำทรัพย์พิพาทออกประมูลขายโดยไม่รอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้เรียบร้อยก่อน แต่ตามสัญญาจะซื้อจะขายมีความว่าขณะทำสัญญาโจทก์ทราบดีอยู่แล้วว่าทรัพย์ที่จะซื้อจะขายได้มาจากการประมูลซื้อทรัพย์ในการขายทอดตลาด จึงได้ตกลงกำหนดเงื่อนไขไว้ในสัญญาว่าหากศาลผู้มีอำนาจบังคับคดีเพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์ดังกล่าว หรือมีเหตุขัดข้องอื่นใดที่ทำให้จำเลยไม่สามารถรับโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์พิพาทจากการขายทอดตลาดได้จนเป็นเหตุให้จำเลยไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์พิพาทให้แก่โจทก์ตามสัญญา ให้สัญญาจะซื้อจะขายเป็นอันยกเลิก โดยให้จำเลยคืนเงินที่โจทก์ชำระไว้ และโจทก์จะไม่คิดดอกเบี้ยหรือค่าเสียหาย แสดงว่าโจทก์และจำเลยทราบดีถึงปัญหาของการทำสัญญาจะซื้อจะขายก่อนที่จำเลยจะได้รับโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์พิพาทและยอมรับผลที่จะเกิดตามมา จึงเป็นการสมัครใจเสี่ยงภัยเข้าทำสัญญากันเอง มิใช่จำเลยซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจกระทำการโดยไม่สุจริตเอาเปรียบผู้บริโภคหรือประมาทเลินเล่อไม่นำพาต่อความเสียหายที่จะเกิดแก่ผู้บริโภค การที่จำเลยไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์พิพาทมิใช่ความผิดพลาดของจำเลย หากเป็นกรณีการชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัยเพราะพฤติการณ์อันใดอันหนึ่งซึ่งลูกหนี้ไม่ต้องรับผิด จำเลยย่อมหลุดพ้นจากการชำระหนี้ โดยไม่ต้องโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์พิพาทให้แก่โจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๑๙ วรรคหนึ่งถือไม่ได้ว่าจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามกำหนดสัญญา จำเลยมิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาโจทก์และจำเลยว่าต่างสมัครใจที่จะเลิกสัญญาต่อกันโดยปริยาย สัญญาจะซื้อจะขายระหว่างโจทก์กับจำเลยไม่มีผลผูกพันกันต่อไป โจทก์และจำเลยจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม จำเลยต้องคืนเงินที่รับไว้ให้แก่โจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๙๑ วรรคหนึ่ง ส่วนดอกเบี้ยของเงินที่ต้องใช้คืน แม้ข้อตกลงตามสัญญาจะซื้อจะขายระบุว่าโจทก์ไม่คิดดอกเบี้ย แต่เมื่อเป็นการคืนเงินเนื่องจากเลิกสัญญาจึงตกอยู่ในบังคับของมาตรา ๓๙๑ วรรคสอง ที่ให้บวกดอกเบี้ยคิดตั้งแต่เวลาที่ได้รับไว้เมื่อมิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยชัดแจ้ง โจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยได้อัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗",แพ่ง,, 73,16,,"การชุมนุมทางการเมืองจะนำมาอ้างเป็นเหตุว่าทำให้การชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๑๙ ได้หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที ๖๕/๒๕๖๓ โจทก์ได้เข้าเริ่มทำงานเบื้องต้นตามความจำนเป็นของลักษณะงานสัมมนาและนิทรรศการตามฟ้องไปบางส่วนตามที่ได้รับการอนุมัติจากจำเลยแล้วซึ่งการงานที่โจทก์ได้กระทำไปนั้นเป็นประโยชน์แก่จำเลยโดยตรง ดังนั้น จำเลยซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างจึงต้องรับผิดชำระค่าใช้จ่ายในการเตรียมการจัดงานเบื้องต้นแก่โจทก์ แม้ในที่สุดจำเลยจะมีคำสั่งยกเลิกการจัดงานดังกล่าวโดยยังมิได้ลงนามในสัญญาจ้างต่อกัน ก็ไม่เป็นเหตุให้จำเลยหลุดพ้นจากความรับผิดชำระค่าจ้างในการงานที่โจทก์ได้ทำไปแล้วบางส่วน เนื่องจากกรณีตามฟ้องเป็นเรื่องการจ้างทำของตามมาตรา ๕๘๗ ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือหรือต้องทำเป็นหนังสือสัญญาต่อกันก็สามารถฟ้องร้องบังคับคดีกันได้ การชุมนุมทางการเมืองยังถือไม่ได้ว่าเป็นเหตุสุดวิสัยตามมาตรา ๘ อันจะเป็นผลทำให้การชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัยตามมาตรา ๒๑๙ วรรคสองและมาตรา ๓๗๒ วรรคหนึ่ง อีกทั้งไม่ใช่เป็นการจัดการงานนอกสั่งที่ไม่สมประโยชน์ของจำเลย ",แพ่ง,, 73,16,,ชายหญิงมิได้มีเจตนาจะทำการสมรสโดยจดทะเบียน เงินและทองคำที่ฝ่ายชายให้แก่ฝ่ายหญิงถือเป็นของหมั้นและสินสอดหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๕๔๓/๒๕๖๒ โจทก์ที่ ๒ และจำเลยที่ ๑ มิได้มีเจตนาจะทำการสมรสโดยจดทะเบียนสมรสดตามมาตรา ๑๔๕๗ ดังนั้น ทรัพย์สินที่โจทก์ทั้งสองมอบให้จำเลยทั้งสองจึงไม่ใช่ของหมั้นเพราะไม่ใช่ทรัพย์สินที่โจทก์ทั้งสองมอบให้จำเลยทั้งสองเพื่อเป็นหลักฐานการหมั้นและประกันว่าโจทก์ที่ ๒ จะสมรสกับจำเลยที่ ๑ และไม่ใช่สินสอด เพราะไม่ใช่ทรัพย์สินที่โจทก์ทั้งสองให้แก่จำเลยที่ ๒ มารดาของจำเลยที่ ๑ เพื่อตอบแทนการที่จำเลยที่ ๑ ยอมสมรสตามมาตรา ๑๔๓๗ จำเลยทั้งสองไม่ได้ผิดสัญญาหมั้นไม่ต้องคืนเงินและทองคำและไม่ต้องใช้ค่าทดแทนแก่โจทก์ทั้งสอง,แพ่ง,, 72,1,,สัญญาจะซื้อขายที่ดิน ผู้ซื้อชื่อยังค้างชำระค่าที่ดินแก่ผู้ขายทำหนังสือโอนสิทธิเรียกร้องในหนี้สินและสิทธิเรียกร้องตามสัญญาจะซื้อขายให้แก่ผู้รับโอน หากผู้ขายผิดสัญญา ผู้รับโอนจะฟ้องบังคับให้ผู้ขายโอนที่ดินให้แก่ตนได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๑๗/๒๕๖๑ สัญญาจะซื้อขายที่พิพาทร้อมสิ่งปลูกสร้างระหว่าง พ. และ บ. มีข้อตกลงซื้อขายกันในราคา ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท ชำระมัดจำ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ส่วนที่เหลือชำระในวันโอนกรรมสิทธิ์ภายในวันที่ ๕ เมษายน ๒๕๖๐ สัญญาจะซื้อขายที่พิพาทรพร้อมสิ่งปลูกสร้างจึงเป็นสัญญาต่างตอบแทน พ. และ บ. มิได้มีฐานะเป็นเจ้าหนี้หรือลูกหนี้แต่ฝ่ายเดียว แต่ต่างฝ่ายต่างมีฐานะเป็นหุ้นเจ้าหนี้และลูกหนี้ซึ่งกันและกันแม่โจทย์ได้ชำระค่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างอีก ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ให้แก่ พ. เมื่อวันที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๕๔ แต่ก็ยังคงเหลือค่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างอีก ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ที่ บ. ต้องชำระให้แก่ พ. พ. และ บ. จึงยังคงมีฐานะเป็นหุ้นเจ้าหนี้และลูกหนี้ซึ่งกันและกันอยู่ กล่าวคือ พ. มีฐานะเป็นเจ้าหนี้ที่มีสิทธิได้รับชำระค่าที่พิพาทรพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่เหลือจาก บ. และเป็นลูกหนี้ที่มีหน้าที่ต้องโอนที่พิพาทรพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่ บ. ขณะเดียวกัน บ. ก็เป็นลูกหนี้ที่มีหน้าที่ต้องชำระค่าที่พิพาทรพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่เหลือแก่ พ. และเป็นเจ้าหนี้ที่มีสิทธิได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่พิพาทรพร้อมสิ่งปลูกสร้างจาก พ. เมื่อ บ. โอนสิทธิเรียกร้องในหนี้สินและสิทธิเรียกร้องตามสัญญาจะซื้อขายที่พิพาทรพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทย์ โดยตกลงให้โจทย์เป็นผู้ชำระค่าที่พิพาทรพร้อมสิ่งปลูกสร้างส่วนที่เหลือแก่ พ. กรณีจึงมิใช่ บ. โอนสิทธิเรียกร้องในฐานะเจ้าหนี้ให้แก่โจทย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๐๖ วรรคหนึ่ง แต่ บ. ได้โอนหนี้ให้โจทย์มาเป็นลูกหนี้ชำระค่าที่พิพาทรพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่เหลือแก่ พ. ด้วย กรณีจึงเป็นเรื่องเปล่งหนี้ใหม่ด้วยการเปลี่ยนตัวลูกหนี้จาก บ. มาเป็นโจทย์ ซึ่งจะต้องมีการทำสัญญาระหว่างเจ้าหนี้คือ พ. กับลูกหนี้คนใหม่คือโจทย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๕๐ จึงจะมีผลผูกพันเจ้าหนี้คือ พ. จะเพียงแต่ทำเป็นหนังสือระหว่าง บ. กับโจทก์หาชอบไม่ เมื่อโจทก์ลูกหนี้คนใหม่ยังไม่ได้ทำสัญญากับ พ. เจ้าหนี้ใหม่จึงไม่เกิดขึ้น โจทก์จึงไม่มีนิติสัมพันธ์กับ พ. ไม่มีอำนาจฟ้องบังคับให้ พ. โอนที่พิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ เมื่อ พ. จดทะเบียนกรรมสิทธิ์รวมในที่พิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้จำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมและจำเลยที่ ๑ จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่พิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างเฉพาะส่วนของ พ. ให้แก่จำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ ตามพินัยกรรม โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนดังกล่าวได้ ",แพ่ง,, 72,1,,คำบอกกล่าวเรียกประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ได้ลงพิมพ์โฆษณาในหนังสือพิมพ์แห่งท้องที่นับถึงวันประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นได้ ๖ วัน ขอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และจะมีผลต่อมติที่ประชุมในวันดังกล่าวอย่างไร,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๙๔๖/๒๕๖๑ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๑๗๕ และ ๑๑๙๕ ได้กำหนดขั้นตอนการบอกกล่าวเรียกประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นไว้ว่าต้องลงพิมพ์โฆษณาในหนังสือพิมพ์แห่งท้องที่อย่างน้อยหนึ่งคราวก่อนวันนัดประชุมไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน และต้องส่งทางไปรษณีย์ตอบรับไปยังผู้ถือหุ้นทุกคนที่มีชื่อในทะเบียนบริษัทก่อนวันนัดประชุมไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน โดยมุ่งประสงค์ให้มีการแจ้งให้ผู้ถือหุ้นทราบล่วงหน้าว่าบริษัทจะได้จัดให้มีการประชุมใหญ่ในกิจการใด ที่ใด เมื่อใด เพื่อผู้ถือหุ้นจะได้มีโอกาสเตรียมตัวสอบถามหรือแสดงความคิดเห็นได้โดยเต็มที่ เพื่อไม่ให้ผู้บริหารเอาเปรียบดำเนินการรวบรวมรัดในการประชุม แม้ตามบทบัญญัติดังกล่าวจะมิได้บัญญัติถึงผลของการไม่ปฏิบัติตามในเรื่องคำบอกกล่าวเรียกประชุมใหญ่จะต้องเป็นโมฆะหรือเสียเปล่าก็ตาม แต่ก็ให้สิทธิกรรมการหรือผู้ถือหุ้นคนหนึ่งคนใดร้องขอให้ศาลเพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่อันผิดระเบียบนั้นเสีย โดยต้องร้องขอภายในเดือนหนึ่งนับแต่วันลงมตินั้น ถ้าหากไม่มีการร้องขอให้ศาลเพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่อันผิดระเบียบภายในเดือนหนึ่งแล้ว มติของที่ประชุมดังกล่าวก็มีผลสมบูรณ์ใช้บังคับได้ ผู้ใดจะขอให้เพิกถอนไม่ได้คำบอกกล่าวเรียกประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ได้ลงพิมพ์โฆษณาในหนังสือพิมพ์แห่งท้องที่ เมื่อนับถึงวันประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ได้เพียง ๖ วัน คำบอกกล่าวเรียกประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น จึงลงพิมพ์โฆษณาในหนังสือพิมพ์แห่งท้องที่ก่อนวันนัดประชุมไม่ครบเจ็ดวัน อันเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา ๑๑๗๕ วรรคหนึ่ง ทำให้การนัดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นจึงไม่ชอบ และเป็นผลให้มติที่ประชุมในวันดังกล่าวเป็นมติอันผิดระเบียบตามมาตรา ๑๑๙๕ ซึ่งโจทย์ในฐานะกรรมการและผู้ถือหุ้นของบริษัทสามารถร้องขอให้ศาลเพิกถอนเสียได้ ",แพ่ง,, 72,1,,"กรรมการของบริษัทคนหนึ่งจะเรียกประชุมใหญ่วิสามัญได้หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๔๐/๒๕๖๑ คำว่ากรรมการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๑๗๒ วรรคหนึ่ง หมายถึงคณะกรรมการ มิได้หมายถึงกรรมการคนหนึ่งคนใดหรือหลายคน การจะเรียกประชุมใหญ่วิสามัญตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๑๗๒ วรรคหนึ่ง หรือไม่ กรรมการคนหนึ่งคนใดชอบที่จะนัดเรียกประชุมกรรมการ เพื่อพิจารณาเกี่ยวก่อนตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๑๖๒ มติของคณะกรรมการจะต้องถือเอาเสียงข้างมากเป็นใหญ่ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๑๖๑ การที่ผู้คัดค้านทั้งสองซึ่งเป็นกรรมการเรียกประชุมใหญ่โดยมิได้กระทำตามขั้นตอนดังกล่าว การนัดเรียกประชุมใหญ่ตลอดจนการประชุมและการลงมติจึงเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ",แพ่่ง,, 72,1,,ผู้ซื้อที่ดินโดยสุจริตในการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลกับผู้ที่ได้ที่ดินดังกล่าวโดยการรับโอนการครอบครองจากผู้มีชื่อถือสิทธิครอบครองในที่ดิน หรือได้กรรมสิทธิ์ในที่ดิน ใครมีสิทธิดีกว่ากัน,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๒๘/๒๕๖๑ จำเลยเป็นบุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิในที่ดินพิพาท (น.ส. ๓ ก.) มาโดยชื่อจาก การขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลโดยเสียค่าตอบแทนและได้จดทะเบียนสิทธิแล้ว เมื่อโจทก์ไม่ได้กล่าวอ้างในคำฟ้องว่าจำเลยซื้อที่ดินพิพาทและจดทะเบียนสิทธิโดยไม่สุจริต ซึ่งนอกจากจะไม่มีประเด็นว่าจำเลยซื้อที่ดินพิพาทและจดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตหรือไม่ และ จำเลยยังได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖ ด้วยว่ากระทำการโดยสุจริต การที่โจทก์เป็นผู้ที่ได้ที่ดินพิพาทโดยการ รับโอนการครอบครองจาก ม. ผู้มีชื่อถือสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทจึงไม่อาจ ยกสิทธิที่ได้มาโดยการรับโอนการครอบครองขึ้นต่อสู้จำเลยได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ มาตรา ๑๓๓๐ จำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทดีกว่าโจทก์ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๔๓๐/๒๕๖๑ ธนาคาร อ. เป็นโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองเพื่อขอแบ่งคับจำนอง ศาลพิพากษาให้ ธนาคาร อ. ชนะคดีและยึดที่ดินทรัพย์จำนองทั้งสองโฉนดออกขายทอดตลาด และ ธนาคาร อ. ประเมูลซื้อทอดตลาดได้ และจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ ธนาคาร อ. ผู้ซื้อทอดตลาดที่ดินทั้งสองโฉนดยอมได้รับความคุ้มครองตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๓๐ แม้ว่าความจะปรากฏในภายหลังว่าผู้ร้องมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้งสองแปลง ก็ไม่สามารถใช้ยันธนาคาร อ. ผู้ซื้อทอดตลาดตามคำสั่งศาลได้แล้ว เมื่อธนาคาร อ. เปลี่ยนเป็นธนาคาร ย. และโจทก์ซื้อที่ดินทั้งสองโฉนดดังกล่าวมาจากธนาคาร ย. โจทก์ จึงได้กรรมสิทธิ์และได้รับความคุ้มครองตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวเช่นเดียวกัน เมื่อผู้ร้องไม่สามารถยกรธรรมสิทธิ์ขึ้นยันธนาคาร อ. และโจทก์ได้ ผู้ร้องจึงไม่ใช่ ผู้มีอำนาจพิเศษ ",แพ่ง,, 72,2,,ความผิดฐานเรียกค่าไถ่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๓ หากผู้ร่วมกระทำความผิดคนหนึ่งได้ฆ่าผู้ตาย ผู้ร่วมกระทำความผิดซึ่งไม่มีส่วนร่วมในการฆาตกรรม จะมีความผิดตามมาตรา ๓๑๓ วรรคท้าย หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๕๓๒/๒๕๖๑ จำเลยทั้งสามกับพวกนำผู้ตายไปกักขังเพื่อเรียกค่าไถ่แล้วพวกของจำเลยได้ฆ่าผู้ตาย ก็ย่อมได้ว่าการตายของผู้ตายเป็นผลมาจากที่จำเลยทั้งสามกับพวกนำผู้ตายไปเพื่อเรียกค่าไถ่ การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๓ วรรคท้าย แม่จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ไม่มีส่วนร่วมในการฆ่าผู้ตายก็ตาม,อาญา,, 72,2,,ลูกหนี้มีเจ้าหนี้หลายราย มีภาระหนี้จำนวนมากกลับเลือกชำระหนี้โดยโอนที่ดินให้แก่เจ้าหนี้รายหนึ่งของตนไป โดยเจ้าหนี้ที่ได้รับชำระหนี้ร้องว่าลูกหนี้มีเจ้าหนี้หลายรายและไม่มีทรัพย์สินอื่นที่จะชำระหนี้ได้ เจ้าหนี้ที่ไม่ได้รับชำระหนี้มีสิทธิร้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนที่ดินดังกล่าวหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๐๙๐/๒๕๖๐ จำเลยที่ ๒ ให้การปฏิเสธเพียงว่า จำเลยที่ ๑ จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา และเป็นไปตามกระบวนการไกล่เกลี่ยประนีประนอมข้อพิพาทของศาล อุทธรณ์ภาค ๗ เพื่อหาข้อยุติทางคดีนั้นชอบด้วยกฎหมาย ไม่ได้ทำให้โจทก์เสียเปรียบและไม่เป็นการฉ้อฉล โดยมิได้ให้การปฏิเสธว่าจำเลยที่ ๒ ไม่ทราบว่าจำเลยที่ ๑ เป็นลูกหนี้ของโจทก์ และไม่ทราบว่าจำเลยที่ ๑ และ ป. มีเจ้าหนี้หลายราย มีภาระหนี้จำนวนมากมายและไม่มีทรัพย์สินอื่นที่จะชำระหนี้ให้แก่โจทก์ ประกอบกับจำเลยที่ ๒ ร้องอยู่แล้วทั้งก่อนและในขณะรับโอนที่ดินพิพาทว่าจำเลยที่ ๑ เป็นลูกหนี้ของโจทก์ และร้องอยู่แล้วว่าจำเลยที่ ๑ และ ป. มีเจ้าหนี้หลายราย มีภาระหนี้จำนวนมากและไม่มีทรัพย์สินอื่นที่จะชำระหนี้ให้แก่โจทก์ จำเลยที่ ๑ กลับเลือกชำระหนี้โดยโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าหนี้อีกรายหนึ่งของตนเอง ย่อมมี ผลทำให้ทรัพย์สินของจำเลยที่ ๑ ลดน้อยลงและโจทยกในฐานะเจ้าหนี้ไม่สามารถ ยึดทรัพย์บังคับคดีแก่ที่ดินดังกล่าวได้ หรือเสียโอกาสในการขอเข้าเฉลี่ยทรัพย์หากมี การยึดที่ดินพิพาทโดยเจ้าหนี้รายใดรายหนึ่ง การที่จำเลยที่ ๑ จดทะเบียนโอนขายที่ดิน พิพาทเฉพาะส่วนของจำเลยที่ ๑ ให้แก่จำเลยที่ ๒ จึงเป็นการทำให้โจทยกซึ่งเป็นเจ้าหนี้ ตามคำพิพากษาของจำเลยที่ ๑ เสียเปรียบอันเป็นการฉ้อฉล โจทยกมีสิทธิร้องขอให้ เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทได้,แพ่ง,, 72,2,,เจ้าหนี้ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินโดยเสน่หาอันลูกหนี้ ได้กระทำลงทั้งรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบแล้ว หากบุคคลซึ่งเป็นผู้ได้ลาภออก หรือนบุคคลที่ทำนิติกรรมกับลูกหนี้นำที่ดินที่ได้รับการยกให้ไปจดทะเบียนจำนองแก่บุคคล ภายนอก จะกระทบกระเทาะถึงสิทธิของบุคคลภายนอกผู้รับจำนองภายหลังที่เจ้าหนี้ฟ้องคดี ขอเพิกถอนหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๒๔๘/๒๕๖๐ โจทก์ได้ร้องขอให้บังคับคดีแก่จำเลยที่ ๑ ตามคำพิพากษาซึ่งให้จำเลยที่ ๑ ชำระเงิน ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว...ฯลฯ แล้ว ย่อมฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าหนี้ที่มีสิทธิเรียกให้ลูกหนี้ชำระหนี้ของตนจากทรัพย์สินของลูกหนี้และต้องเสียปรียบจากการที่ทรัพย์สินของลูกหนี้ลดลงไม่พอชำระหนี้อันเนื่องมาจากการกระทำนิติกรรมฉ้อฉลของลูกหนี้ การที่จำเลยที่ ๑ ทำสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์ จำเลยที่ ๑ จึงเป็นลูกหนี้ เมื่อจำเลยที่ ๑ ทำนิติกรรมให้ที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ ๒ โดยเสน่หา จำเลยที่ ๒ ย่อมมีฐานะเป็นผู้ได้ลาภงอกตาม ป.พ.พ. มาตรา ๒๓๗ เพราะผู้ได้ลาภงอกหมายถึงผู้ที่ทำนิติกรรมกับลูกหนี้โดยตรง จำเลยร่วมซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับจำนองทรัพย์สินของลูกหนี้ต่อจากผู้ทำนิติกรรมกับลูกหนี้จึงเป็นบุคคลภายนอก ตามความในมาตรา ๒๓๘ วรรคหนึ่ง การที่จำเลยร่วมซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้รับจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ ๒ ที่กระทำในวันที่ ๙ ตุลาคม ๒๕๕๗ แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ ๒๒ กันยายน ๒๕๕๗ การจดทะเบียนจำนองระหว่างจำเลยที่ ๒ กับจำเลยร่วมจึงเป็นการกระทำที่เกิดขึ้นภายหลังจากโจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนเป็นคดีนี้ เมื่อจำเลยร่วมซึ่งเป็นบุคคลภายนอกไม่ได้ทำนิติกรรมจำนองก่อนเริ่มฟ้องคดีขอให้เพิกถอนจำเลยร่วมย่อมไม่ได้รับความคุ้มครองตามมาตรา ๒๓๘ ดังกล่าว การที่จำเลยที่ ๑ ทำนิติกรรมให้ที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ ๒ โดยเสน่หาทั้งที่จำเลยที่ ๑ รู้อยู่แล้วว่าจะเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบ ซึ่งเพียงจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นลูกหนี้รู้ฝ่ายเดียวเท่านั้นก็เป็นเหตุที่จะขอให้เพิกถอนได้ตามมาตรา ๒๓๗ วรรคหนึ่งแล้ว โจทก์ย่อมมีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๒ และนิติกรรมระหว่างจำเลยที่ ๒ กับจำเลยร่วมได้ (คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๙๒/๒๕๖๑, ๑๖๑๖๗/๒๕๕๗ วินิจฉัยเช่นกัน แต่ถ้าทำนิติกรรมก่อนเริ่มฟ้องคดีขอให้เพิกถอนบุคคลภายนอกย่อมได้รับความคุ้มครองตาม คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๙๐๖/๒๕๖๐)",แพ่ง,, 72,2,,ลูกหนี้ขายที่ดินของลูกหนี้ซึ่งติดจำนองแล้วนำเงินไปชำระหนี้ให้แก่ เจ้าหนี้ผู้รับจำนอง เจ้าหนี้สามัญจะฟ้องเพิกถอนการซื้อขายให้ผู้ซื้อโอนที่ดินคืนแก่ลูกหนี้ ได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๖๕๔/๒๕๖๐ ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๓๗ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า เจ้าหนี้ชอบที่จะร้องขอให้ศาลเพิกถอนเสียได้ ซึ่งนิติกรรมใด ๆ อันลูกหนี้ได้ กระทำลงทั้งร้อยว่าจะเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ... ดังนั้น นิติกรรมที่ลูกหนี้กระทำลง ที่จะทำให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ ต้องเป็นนิติกรรมที่ลูกหนี้กระทำแล้วมีผลกระทบทำให้ ทรัพย์สินของลูกหนี้ลดน้อยลงไม่พอที่จะใช้หนี้แก่เจ้าหนี้ได้ จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นลูกหนี้โจทก์ขายที่ดินพิพาทซึ่งติดจำนองแก่จำเลยที่ ๑ แล้วนำเงินไปชำระหนี้ให้แก่ พ. เจ้าหนี้ผู้รับจำนองซึ่งเป็นผู้มีสิทธิได้รับชำระหนี้ อยู่ก่อนเจ้าหนี้สามัญรวมทั้งโจทก์ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๘๐๒ วรรคสอง และถึงแม้โจทก์ จะบังคับคดียึดที่ดินพิพาทเพื่อขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ พ. เจ้าหนี้จำนองซึ่งเป็น เจ้าหนี้บุริมสิทธิก็ยังมีสิทธิได้รับชำระหนี้ก่อนโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้สามัญ สำหรับ โจทก์หากจะมีสิทธิได้รับชำระหนี้จากการบังคับคดีที่ดินพิพาทก็ต่อมีเงินเหลือจาก การชำระหนี้จำนองให้แก่ พ. ครบถ้วนแล้ว ซึ่งโจทกก็ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าหากมีการ ขายทอดตลาดที่ดินพิพาทจะมีราคาสูงและมีเงินเหลือพอชำระหนี้โจทก์ได้แต่อย่างใด การ ที่จำเลยที่ ๒ ขายที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ ๑ แล้วนำเงินชำระหนี้จำนองให้แก่ พ. ซึ่งเป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิก่อน จึงเป็นการปฏิบัติการชำระหนี้ที่เป็นไปตามลำดับแห่งหนี้ ที่ชอบด้วยกฎหมาย มิได้เป็นการฉ้อฉลทำให้โจทก์เสียเปรียบและไม่มีเหตุที่จะ เพิกถอนการชี้ขาดระหว่างจำเลยทั้งสอง",แพ่ง,, 72,2,,ลูกหนี้ได้รับคำตอบว่าการโอนสิทธิเรียกร้องแล้ว เจ้าหนี้ผู้โอนจะ มีสิทธิรับชำระหนี้อีกหรือไม่ หรือหากลูกหนี้ชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ผู้โอนไปจะหลุดพ้นจากหนี้ ที่จะต้องชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ผู้รับโอนหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๘๕๕/๒๕๖๑ โจทก์บอกกล่าวแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้อง ในหนี้ที่จำเลยที่ ๕ มีต่อจำเลยที่ ๑ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตทั้งหมด ซึ่งรวมถึงหนี้ค่าสินค้า ทั้ง ๘ รายการ ซึ่งพิพาทกันนี้แล้ว แม้ในขณะมีหนังสือบอกกล่าวหนี้ยังไม่ถึงกำหนด ชำระ ก็ถือว่าเป็นการโอนหนี้อันจะฟังต้องชำระแก่เจ้าหนี้คนหนึ่งโดยเฉพาะเจาะจงโดย ทำเป็นหนังสือ จึงสมบูรณ์ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๐๖ วรรคแรกแล้ว ส่วนที่จำเลยที่ ๕ อ้างว่า ได้ชำระหนี้ให้จำเลยที่ ๑ แล้ว ก็เป็นการชำระหนี้ให้จำเลยที่ ๑ ภายหลังจาก จำเลยที่ ๕ ได้รับการบอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องโดยชอบแล้ว จำเลยที่ ๑ ไม่มีสิทธิรับชำระหนี้อีก จำเลยที่ ๕ ชอบที่จะติดตามเอาคืนจากจำเลยที่ ๑ แต่จำเลยที่ ๕ ไม่อาจหลุดพ้นที่จะต้องชำระหนี้ค่าสินค้าทั้ง ๘ รายการให้แก่โจทก์ ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๐๖ วรรคสอง,แพ่ง,, 72,3,,บุคคลที่ทำนิติกรรมการจดทะเบียนให้ที่ดิน มีได้อยู่ในฐานะเป็นลูกหนี้ของเจ้าหนี้ เป็นเพียงภรรยาของลูกหนี้ เจ้าหนี้จะมีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนให้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๘๓๑/๒๕๖๐ โจทก์ พึ่งยื่นฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนให้ที่ดินระหว่างจำเลยที่ ๒ กับที่ ๓ ซึ่งเป็นบุตรโดยเสนาหา อันเป็นทางให้โจทย์ เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยที่ ๑ เสียเปรียบ จึงต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๓๗ และโจทย์มีได้บรรยายฟ้องว่าหนี้ที่จำเลยที่ ๑ เป็นหนี้โจทย์ตามคำพิพากษาตามยอมเป็นหนี้ระหว่างจำเลยที่ ๑ กับที่ ๒ ซึ่งเป็นสามีภริยากันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๙๐ (๑) ถึง (๔) ซึ่งจำเลยที่ ๒ จะต้องร่วมรับผิดในหนี้ตามคำพิพากษาร่วมกับจำเลยที่ ๑ ซึ่งจะมีผลให้จำเลยที่ ๒ อยู่ในฐานะเป็นลูกหนี้โจทย์ด้วย เมื่อจำเลยที่ ๒ มีได้อยู่ในฐานะเป็นลูกหนี้โจทย์ ประกอบกับโจทย์นำสืบไม่ได้ว่า หนี้ของจำเลยที่ ๑ เป็นหนี้ร่วมที่จำเลยที่ ๒ จะต้องร่วมรับผิด โจทย์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนให้ที่ดินตามฟ้องระหว่างจำเลยที่ ๒ และที่ ๓,แพ่ง,, 72,3,,เข้าไปในคลินิกทันตกรรมในเวลาเปิดทำการและถ่ายภาพในห้องตรวจรักษาคนไข้ด้วยเพราะต้องการสอบถามถึงสาเหตุที่แย่งลูกค้าไปจากคลินิกของตน แต่เมื่อพนักงานรักษาความปลอดภัยมาไล่ออกจากราคลินิกก็ยอมออกไปทันที ดังนั้น เป็นการรบกวนนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นโดยปกติสุข อันจะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๒ หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๔๕/๒๕๖๑ การเปิดคลินิกทันตกรรมของโจทย์ก็เพื่อให้บริการแก่ประชาชนทั่วไป ประชาชนรวมทั้งจำเลยย่อมมีความชอบธรรมที่จะเข้าไปได้ จำเลยเข้าไปในคลินิกทันตกรรมของโจทย์ในเวลาเปิดทำการแม้จะเป็นการเข้าไปและถ่ายภาพในห้องตรวจรักษาคนไข้ด้วยก็เพราะต้องการสอบถามอาการของลูกค้าไปจาก คลินิกของจำเลย แต่เมื่อโจทก์ให้ตามพนักงานรักษาความปลอดภัยมาไล่ให้จำเลยออกจาก คลินิก จำเลยก็มิได้ขัดขืนรับเดินกลับออกไปทันทีที่เห็นพนักงานรักษาความปลอดภัย การกระทำของจำเลยยังถือไม่ได้ว่าเป็นการรบกวนนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ โดยปกติสุข ไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๒,อาญา,, 72,3,,ถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุฉันไม่เป็นธรรม แต่ภายใต้ความเสียหาย การประทุษร้ายต่อกฎหมายได้ผ่านพ้นไปแล้วจะอ้างว่าเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย หรือบันดาลโทสะ ได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๔๘๖/๒๕๖๐ จำเลยเห็นผู้ตายขณะมีเพศสัมพันธ์กับภริยา จำเลยจึงเข้าไปชักต่อยต่อสู้กับผู้ตาย เมื่อจำเลยเพลียงพล้ำ ภริยาจำเลยและผู้ตายรีบสวมใส่ กางเกง แล้วภริยาจำเลยไปติดเครื่องรถจักรยานยนต์และเรียกผู้ตายขึ้นรถ ผู้ตายก็รีบวิ่งไป นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ที่ภริยาจำเลยขับออกไป ดังนี้ ภยันตรายที่เกิดจากการประทุษร้าย ฉันละเมิดต่อกฎหมายได้ผ่านพ้นไปแล้ว การที่จำเลยวิ่งตามไปทันทีแล้วใช้ไม้และเสียมตี ผู้ตายจึงไม่อาจอ้างว่าเป็นการป้องกันสิทธิของตนได้ แต่อย่างไรก็ดี การกระทำดังกล่าว เป็นการกระทำต่อเนื่องกระชั้นชิดกับเหตุการณ์ที่จำเลยเห็นผู้ตายมีเพศสัมพันธ์กับ ภริยาจำเลย ถือได้ว่าจำเลยถูกผู้ตายข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุฉันไม่เป็นธรรม การที่ จำเลยใช้ไม้และเสียมตีผู้ตายในขณะนั้นจึงเป็นการกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยบันดาล โทสะตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ ประกอบมาตรา ๗๒ หาใช่เป็นการป้องกันเกินสมควร แก่เหตุไม่ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๘๙๕/๒๕๖๑ การกระทำโดยบันดาลโทสะตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๒ เป็นการกระทำที่ผู้กระทำความผิดถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุฉันไม่เป็นธรรมจึง กระทำความผิดต่อผู้ข่มเหงในขณะนั้น ส่วนการป้องกันสิทธิโดยชอบด้วยกฎหมายตาม มาตรา ๖๘ หรือการป้องกันสิทธิเกินสมควรแก่เหตุตามมาตรา ๖๙ นั้น เป็นกรณีที่ผู้กระทำ จำต้องกระทำเพื่อป้องกันสิทธิของตนหรือของผู้อื่นให้พ้นภัยอันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้าย ฉันละเมิดต่อกฎหมาย และเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง การกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งจึงไม่อาจ เป็นทั้งการกระทำโดยบันดาลโทสะและป้องกันสิทธิโดยชอบด้วยกฎหมายหรือเป็นการ ป้องกันสิทธิเกินสมควรแก่เหตุในขณะเดียวกันได้ เนื่องจากภยันตรายซึ่งเกิดจากการ ประทุษร้ายฉันละเมิดต่อกฎหมายที่ผู้กระทำจะกระทำเพื่อป้องกันสิทธิได้จะต้องเป็น ภัยตรายที่ใกล้จะถึงและภยันตรายนั่นยังมิได้สิ้นสุดลง หากภยันตรายนั้นผ่านพ้นไปแล้ว ผู้กระทำก็ไม่อาจอ้างว่าเป็นการกระทำเพื่อป้องกันสิทธิได้ อย่างไรก็ดี ภยันตรายดังกล่าวแม้ จะผ่านพ้นไปแล้ว แต่ก็อาจเป็นการข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมได้อย่างหนึ่ง หากผู้ถูกข่มเหงได้กระทำความผิดต่อผู้ข่มเหงในขณะนั้น คือในระยะเวลาต่อเนื่องที่ตนยังมี โทสะอยู่ ย่อมถือว่าเป็นการกระทำความผิดโดยบันดาลโทสะ จำเลยมีอาวุธปืนอยู่ในมือในขณะที่ผู้ตายไม่มีอาวุธเป็นพฤติการณ์ที่เชื่อได้ว่า ผู้ตายคงไม่กล้าทำร้ายจำเลยอีกต่อไปแล้ว จึงถือได้ว่าภยันตรายดังกล่าวที่ผู้ตายก่อได้ผ่านพ้น ไปแล้ว อย่างไรก็ดี ตามพฤติการณ์ที่จำเลยยิงผู้ตายถึง ๖ นัด แล้วยังบรรจุกระสุนเป็นเพิ่ม และยิงผู้ตายอีกก็ต่อเนื่องมาจากการกระทำของผู้ตายที่กระทำต่อจำเลย ซึ่งถือได้ว่าเป็นการ ข่มเหงจำเลยอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม การที่จำเลยยิงผู้ตายไปในระยะเวลา ต่อเนื่องกระชั้นชิดกับการกระทำดังกล่าว การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำความผิด โดยบันดาลโทสะ หาใช่เป็นการกระทำเพื่อป้องกันสิทธิเกินสมควรแก่เหตุด้วยในขณะเดียวกัน และเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทไม่ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมาย เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕",อาญา,, 72,3,,ขณะตกลงซื้อขายยางรถ ผู้ซื้อไม่มีเจตนาที่จะใช้กลอุบายหลอกลวงให้ ผู้ขายส่งมอบยางรถโดยไม่คิดจะชำระราคามาแต่ต้น แต่เมื่อเปลี่ยนยางรถเสร็จ กลับ ขับรถยนต์ที่เปลี่ยนยางรถเสร็จแล้วไปโดยไม่ชำระราคา จะเป็นความผิดฐานลักทรัพย์หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๓๖๖/๒๕๖๑ จำเลยขับรถกระบะไปเปลี่ยนยางรถที่ร้าน ผู้เสียหาย โดย บ. ญาติจำเลยไปด้วย ผู้เสียหายคิดราคายาง ๔ เส้น เป็นเงิน ๘,๐๐๐ บาท จำเลยตกลงเปลี่ยนยางทั้งสี่เส้น ว. ลูกจ้างประจำร้านเป็นผู้เปลี่ยนให้โดยใส่ยางรถชุด เก่าไว้ในกระบวนรถ เมื่อเปลี่ยนยางรถเสร็จทั้งสี่เส้นแล้ว ว. ถอยรถกระบะไปจอดที่บริเวณ หน้าร้านโดยติดเครื่องยนต์ไว้ จากนั้นประมาณ ๓ นาที จำเลยขับรถกระบะดังกล่าวออก จากร้านไป โดยไม่ชำระราคา ขณะตกลงซื้อขายยางรถระหว่างจำเลยกับผู้เสียหาย จำเลย ไม่มีเจตนาที่จะใช้กลอุบายหลอกลวงให้ผู้เสียหายส่งมอบยางรถทั้งสี่เส้นโดยไม่คิดจะ ชำระราคามาแต่ต้น ดังนั้นกรรมสิทธิ์ในยางรถทั้งสี่เส้นย่อมโอนไปยังจำเลยซึ่งเป็นผู้ซื้อ ตั้งแต่เมื่อได้ทำสัญญาซื้อขายและกำหนดเป็นทรัพย์เฉพาะสิ่งแล้วตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๕๘ และมาตรา ๔๖๐ วรรคหนึ่ง แม้จำเลยยังมิได้ชำระราคาแก่ผู้เสียหาย ก็เป็นมูลคดี ผิดสัญญาในทางแพ่งเท่านั้น หา มีมูลความผิดทางอาญาฐานลักทรัพย์ไม่",อาญา,, 72,3,,ฝ่ายชายมอบเงินสด สร้อยคอทองคำ สร้อยข้อมือทองคำอ้างว่า มีน้ำหนัก ๙ บาท ให้แก่ฝ่ายหญิง วันรุ่งขึ้นทั้งสองฝ่ายนำไปตรวจสอบที่ร้านทอง ผลการ ตรวจสอบได้น้ำหนักเพียง ๘.๒๕ บาท จึงเกิดการโต้เถียงกัน ฝ่ายชายจึงหยิบสร้อยคอ ทองคำและสร้อยข้อมือทองคำที่วางอยู่บนโต๊ะร้านทองไป เป็นความผิดฐานใด,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๘๖๘/๒๕๖๐ น. บุตรโจทก์ร่วมรักใคร่ชอบพอกับ ช. บุตรชาย จำเลยจนฝ่ายหญิงตั้งครรภ์ โจทก์ร่วมและจำเลยได้จัดพิธีมงคลสมรสให้แก่ น. และ ช. ที่บ้านของโจทก์ร่วม โดยฝ่ายจำเลยมอบเงินสด ๒๐๐,๐๐๐ บาท สร้อยคอทองคำ ๕ เส้น สร้อยข้อมือทองคำ ๔ เส้น ที่ฝ่ายจำเลยอ้างว่า มีน้ำหนัก ๙ บาท ให้แก่ฝ่ายโจทก์ร่วม ต่อมาวันรุ่งขึ้นซึ่งเป็นวันเกิดเหตุ โจทก์ร่วมนำสร้อยคอทองคำและสร้อยข้อมือทองคำดังกล่าว ซึ่งเป็นทรัพย์ตามฟ้องไปตรวจสอบพร้อมกับฝ่ายจำเลยที่ร้านทอง ผลการตรวจสอบได้น้ำหนัก เพียง ๘.๒๕ บาท จึงเกิดการโต้เถียงกัน ระหว่างนั้น จำเลยหยิบเอาสร้อยคอทองคำและ สร้อยข้อมือทองคำ รวม ๙ เส้น ราคา ๑๙๓,๘๗๕ บาท ที่วางอยู่บนโต๊ะของร้านทองไป สร้อยคอทองคำและสร้อยข้อมือทองคำอันเป็นทรัพย์ตามฟ้องจะเป็นสินสอดหรือของหมั้น หรือไม่ก็ตาม แต่ฝ่ายจำเลยก็ส่งมอบทรัพย์ดังกล่าวให้แก่ฝ่ายโจทก์ร่วมยืดถือครอบครอง อันเป็นภารยกให้ในวันพิธีมงคลสมรสแล้ว จำเลยจึงไม่ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ทรัพย์ ตามฟ้อง ดังนี้ หากจำเลยเห็นว่าฝ่ายโจทก์ร่วมไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงอย่างไรจำเลยก็ชอบที่ จะใช้สิทธิเรียกร้องฟ้องคดีทางแพ่งเพื่อเรียกทรัพย์คืน หามีสิทธิฉกฉวยเอาทรัพย์มาโดย พลการไม่ การกระทำของจำเลยเป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบด้วยกฎหมาย เป็นการแสดง ประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเอง การกระทำของจำเลยจึงเป็นการ ลักทรัพย์โดยฉกฉวยเอาซึ่งหน้าอันเป็นความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์",อาญา,, 72,4,,ผู้รับจ้างหลอกลวงผู้ว่าจ้างว่า ธนาคารได้ออกหนังสือค้ำประกันมอบให้ร้านของผู้รับจ้างแล้ว เป็นเหตุให้ผู้ว่าจ้างหลงเชื่อ ตกลงทำสัญญาจ้างให้ทำความสะอาดอาคารโรงพยาบาลและผู้รับจ้างได้เข้าทำความสะอาดและรับเงินค่าจ้างทำความสะอาดลงวัดแรกไปแล้ว ต่อมาผู้ว่าจ้างตรวจพบว่าธนาคารไม่ได้ออกหนังสือค้ำประกันให้แก่ร้านของผู้รับจ้างจึงบอกเลิกสัญญา ดังนี้ จะเป็นความผิดฐานฉ้อโกงหรือไม่และผู้ว่าจ้างจะเรียกเอาเงินค่าจ้างคืนจากผู้รับจ้าง ได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๔๐๕/๒๕๖๐ ตามระเบียบการทำสัญญาจ้างทำความสะอาดโรงพยาบาล ช. ผู้รับจ้างจะต้องมีหนังสือค้ำประกันของธนาคารมาอื่นให้ผู้ว่าจ้างเพื่อเป็นการค้ำประกันในกรณีที่ผู้รับจ้างก่อให้เกิดความเสียหายใด ๆ หรือต้องชำระค่าปรับ หรือค่าใช้จ่ายใด ๆ หรือผู้รับจ้างมิได้ปฏิบัติตามภาระหน้าที่ใด ๆ ที่กำหนดในสัญญาจ้าง หากผู้รับจ้างคนใดไม่มีหนังสือค้ำประกันของธนาคารมาแสดง ก็ไม่อาจทำสัญญาจ้างผู้รับจ้างคนดังกล่าวได้ การที่จำเลยทั้งสองประสงค์จะให้ร้านของจำเลยทั้งสองได้รับงานจ้างทำความสะอาดโรงพยาบาล ช. จึงหลอกลวงนำหนังสือค้ำประกันของธนาคาร ก. ที่ว่า ธนาคารยอมผูกพันตนโดยไม่มีเงื่อนไขที่จะค้ำประกันชนิดเพิกถอนไม่ได้เช่นเดียวกับลูกหนี้ขั้นต้นในการชำระเงินให้ตามสิทธิเรียกร้องของโรงพยาบาล ช. ผู้ว่าจ้าง ในกรณีที่ร้านของจำเลยทั้งสองผู้รับจ้างก่อให้เกิดความเสียหายใด ๆ หรือต้องชำระค่าปรับหรือค่าใช้จ่ายใด ๆ หรือร้านของจำเลยทั้งสองผู้รับจ้างมิได้ปฏิบัติตามภาระหน้าใด ๆ ที่กำหนดในสัญญาจ้างมาแสดงแต่ความจริงแล้วธนาคารมิได้ออกหนังสือค้ำประกันดังกล่าวให้แก่จำเลยทั้งสอง การหลอกลวงดังกล่าวเป็นการกระทำเพื่อแสวงหาประโยชน์มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับร้านของจำเลยทั้งสอง เพราะหากว่าร้านของจำเลยทั้งสองไม่มีหนังสือค้ำประกันของธนาคารผู้เสียหายย่อมไม่ทำสัญญาจ้างร้านของจำเลยทั้งสอง การหลอกลวงดังกล่าวจึงเป็นการกระทำโดยทุจริต และการหลอกลวงโดยทุจริตดังกล่าวเป็นเหตุให้ผู้เสียหายหลงเชื่อตกลงทำสัญญาจ้างร้านของจำเลยทั้งสองทำความสะอาดโรงพยาบาล ช. ซึ่งเป็นการก่อให้ เกิดสิทธิแก่จำเลยทั้งสองในการที่จะเข้าทำความสะอาดโรงพยาบาล ช. อันเป็นการ หลอกลวงโดยทุจริตให้ผู้เสียหายเข้าทำสัญญาจ้างอันเป็นเอกสารสิทธิ เมื่อการ หลอกลวงโดยทุจริตเป็นเหตุให้ผู้เสียหายลงเชื่อตกลงทำสัญญาจ้างร้านของจำเลยทั้งสอง ทำความสะอาดกับโรงพยาบาล ช. โรงพยาบาล ช. จึงให้สิทธิ์จำเลยทั้งสองเข้ารับงาน อันเป็นผลให้จำเลยทั้งสองมีโอกาสเข้าทำความสะอาดโรงพยาบาล ช. และได้ทรัพย์สิน เป็นเงินค่าจ้างจากการทำงาน ๑๐๘,๐๐๐ บาท จึงถือได้ว่าจำเลยทั้งสองกระทำ ความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงแล้ว แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่าภายหลังทำสัญญาจำเลย ทั้งสองเข้าทำความสะอาดโรงพยาบาล ช. จริง โรงพยาบาล ช. จึงตรวจรับงานและ อนุมัติค่าจ้างงวดแรกให้แก่ร้านของจำเลยทั้งสอง ๑๐๘,๐๐๐ บาท แต่การเข้าทำงาน ดังกล่าวก็เนื่องมาจากจำเลยทั้งสองโดยทุจริตหลอกลวงผู้เสียหายจนผู้เสียหายลงเชื่อ ทำสัญญาจ้างร้านของจำเลยทั้งสองทำความสะอาดโรงพยาบาล ช. ดังนั้น การที่จำเลย ทั้งสองเข้าทำความสะอาดโรงพยาบาล ช. จริงก็ไม่เป็นเหตุให้การทำความผิดอาญา ของจำเลยทั้งสองที่เกิดขึ้นแล้วกลับกลายไม่เป็นความผิด การกระทำของจำเลยทั้งสอง จึงเป็นความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงตามฟ้องแล้ว จำเลยทั้งสองโดยทุจริตหลอกลวงผู้เสียหายว่า ธนาคาร ก. ได้ออกหนังสือ ค้ำประกันให้ร้านของจำเลยทั้งสอง แต่ความจริงแล้วธนาคารมิได้ออกหนังสือค้ำประกัน ดังกล่าวให้แก่ร้านของจำเลยทั้งสอง โดยการหลอกลวงดังกล่าวเป็นเหตุให้ผู้เสียหาย หลงเชื่อตกลงทำสัญญาจ้างร้านของจำเลยทั้งสองให้ทำความสะอาดอาคารโรงพยาบาล ช. หากจำเลยทั้งสองไม่มีหนังสือค้ำประกันจากธนาคาร ผู้เสียหายจะไม่เข้าทำสัญญาจ้าง กับจำเลยทั้งสอง กรณีจึงถือได้ว่านิติกรรมสัญญาจ้างระหว่างผู้เสียหายกับจำเลยทั้งสอง เกิดจากกลฉ้อฉลถึงขนาด สัญญาจ้างดังกล่าวจึงเป็นโมฆะตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๙ วรรคหนึ่ง และวรรคสอง เมื่อผู้เสียหายบอกเลิกสัญญาอันเป็นการบอกล้าง โมฆะกรรม ทำให้สัญญาจ้างตกเป็นโมฆะตั้งแต่วันทำสัญญา ผู้เสียหายและจำเลย ทั้งสองจึงต้องกลับคืนฐานเดิมตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๖ วรรคหนึ่ง แม้การที่จะให้ จำเลยทั้งสองคืนเงินค่าจ้างทำความสะอาดแก่ผู้เสียหายไม่เป็นการพ้นวิสัย แต่การทำงาน ที่จำเลยทั้งสองทำให้ผู้เสียหายไปแล้วซึ่งเป็นประโยชน์แก่ผู้เสียหาย และผู้เสียหายยอมรับ เอาการงานของจำเลยทั้งสองแล้ว ตามหนังสือขออนุมัติเบิกจ่ายเงิน ผู้เสียหายก็ด้อง กลับคืนไปยังฐานะเดิมด้วยเช่นกันตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๖ วรรคหนึ่ง เนื่องการที่จะ ให้การงานที่ทำไปแล้วกลับคืนยังฐานะเดิมเป็นการพ้นวิสัย ผู้เสียหายจึงต้องใช้ คำเสียหายที่สมควรแก่หน้าที่การงานให้จำเลยทั้งสอง โดยถือว่าคำจ้างตามฟ้องที่จำเลย ทั้งสองได้รับไปแล้วเป็นคำเสียหายจำนวนนั้น ผู้เสียหายจึงไม่มีสิทธิเรียกร้องเอาเงิน ดังกล่าวคืนจากจำเลยทั้งสองอีก",แพ่ง,, 72,4,,ผู้ถือหุ้นในบริษัทจะดำเนินการฟ้องเพิกถอนนิติกรรมสัญญาที่กรรมการ บริษัทกระทำไปตามอำนาจหน้าที่ หรือฟ้องกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัท ขอให้พิพากษาว่า นิติกรรมซึ่งได้กระทำโดยกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัท ตกเป็นโมฆะได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๖๐๕/๒๕๖๑ โจทก์กล่าวอ้างว่าเป็นผู้ถือหุ้นที่แท้จริงในบริษัทจำเลยที่ ๑ โดยบรรดาผู้ถือหุ้น ทุกคนของบริษัทจำเลยที่ ๑ ถือหุ้นแทนโจทก์ หากเป็นจริงดังที่กล่าวอ้างโจทก์มีสถานะ เป็นเพียงผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ ๑ ไม่ได้เป็นกรรมการบริษัทซึ่งเป็นผู้แทนนิติบุคคล ของบริษัท จะมีสิทธิแต่เพียงควบคุมการดำเนินงานของกรรมการบริษัทบางประการตาม ที่กฎหมายบัญญัติไว้เท่านั้น หาอาจก้าวล่วงเข้าไปจัดการงานของบริษัทเสียเองได้ไม่ หรือนหากกรรมการทำให้เกิดเสียหายแก่บริษัท ซึ่งบริษัทมีสิทธิจะฟ้องร้องเรียกเอาค่า สินไหมทดแทนแก่กรรมการ แล้วบริษัทไม่ยอมฟ้องร้อง ผู้ถือหุ้นครบทั้งหมดจะเอาคดี นั้นขึ้นว่าก็ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๑๖๙ วรรคหนึ่ง อันเป็น การใช้สิทธิของบริษัทเพื่อประโยชน์ของบริษัท แต่ผู้ถือหุ้นหาอาจจะเข้ามาดำเนินการ ฟ้องเพิกถอนนิติกรรมสัญญาที่กรรมการบริษัทกระทำไปตามอำนาจหน้าที่ไม่ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้พิพากษาแสดงว่านิติกรรมการจดทะเบียนซื้อขายทรัพย์สิน ตามฟ้องระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๕ ตกเป็นโมฆะ และโอนทรัพย์สินกลับมาเป็น ของจำเลยที่ ๑ ตามเดิม หากไม่สามารถกระทำได้ให้จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ และที่ ๕ ร่วมกันชำระเงินแทน แม้ทรัพย์สินตามฟ้องจะเป็นที่ดินที่จำเลยที่ ๑ จดทะเบียนซื้อจาก บริษัท อ. ซึ่งโจทก์เป็นผู้จดทะเบียนจัดตั้ง มีชื่อถือหุ้น และมีชื่อเป็นกรรมการบริษัท คนหนึ่งในช่วงที่มีการจดทะเบียนขายให้แก่จำเลยที่ ๑ เพื่อให้จำเลยที่ ๑ นำมาเป็นหลัก ประกันประกอบการขอสินเชื่อจากธนาคารก็ดี เครื่องจักรในนามของจำเลยที่ ๑ ที่โจทก์ ออกเงินทดรองจ่ายไปก็ดี ก็ไม่อาจทำให้โจทก์กลายเป็นเจ้าของที่ดินและเครื่องจักรไปได้ แต่เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นนิติบุคคลต่างหากจากผู้ถือหุ้นทั้งหลายซึ่ง รวมเข้ากันเป็นบริษัทนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๐๑๕ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๐๖๕/๒๕๖๑ บทบัญญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๑๖๙ เป็นกรณีที่ผู้ถือ หุ้นใช้สิทธิฟ้องแทนหรือฟ้องเพื่อประโยชน์ของบริษัท เฉพาะกรณีที่บริษัทไม่ฟ้องและ เป็นการฟ้องเรียกร้องเอาค่าสินไหมทดแทนจากการมาระครามการของบริษัท การที่โจทก์ฟ้อง จำเลยทั้งสาม ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัท ท. โดยมีคำขอให้ พิพากษาว่าหนังสือยืนยันการชำระค่าหุ้นและการเก็บรักษาค่าหุ้น สำเนาบัญชีรายชื่อ ผู้ถือหุ้นในการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น และบันทึกข้อตกลงแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาปรับปรุง โครงสร้างหนี้ตกเป็นโมฆะกับให้เพิกถอนสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นและบันทึกข้อตกลง แก้ไขเพิ่มเติมสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้มิใช่เป็นการฟ้องเพื่อเรียกเอาค่าสินไหม ทดแทนจากจำเลยทั้งสาม โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามในส่วนนี้ โจทก์เป็นเพียงผู้ถือหุ้นและไม่มีอำนาจกระทำการแทนบริษัท ท. คงมีสิทธิเพียง ควบคุมการดำเนินงานของบริษัท ท. บางประการตามที่กฎหมายบัญญัติไว้จึงหาอาจ ก้าวล่วงเข้าไปจัดการงานของบริษัท ท. โดยกล่าวอ้างว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการยกเขา ความเสียเปล่าแห่งนิติกรรมซึ่งได้กระทำโดยจำเลยทั้งสามในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจ กระทำการแทนบริษัท ท. ซึ่งตกเป็นโมฆะขึ้นกล่าวอ้างตามประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ มาตรา ๑๗๒ วรรคหนึ่ง หาได้ไม่ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสาม ในส่วนนี้เช่นกัน",แพ่ง,, 72,5,,บริษัทไม่เคยแต่งตั้งประธานกรรมการของบริษัท การประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของบริษัทไม่มีการเลือกผู้ถือหุ้นคนหนึ่งในจำนวนซึ่งมาประชุมนั้นเป็นประธานที่ประชุม มติที่ประชุมชอบด้วยกฎหมายหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๒๔๕/๒๕๖๐ บริษัทไม่เคยแต่งตั้งกรรมการคนใดให้เป็นประธานกรรมการของบริษัท ดังนั้น ในวันที่มีการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของบริษัทจึงเป็นกรณีที่ผู้ถือหุ้นซึ่งอยู่ในที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นดังกล่าวจะต้องเลือกผู้ถือหุ้นคนหนึ่งในจำนวนซึ่งมาประชุมขึ้นนั้นเป็นประธานที่ประชุมตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๑๘๐ วรรคสอง การประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของบริษัท อ. ดำเนินไปโดยไม่มีการเลือกผู้ถือหุ้นคนหนึ่งในจำนวนซึ่งมาประชุมขึ้นนั้นเป็นประธานที่ประชุมตามมาตรา ๑๑๘๐ วรรคสอง เนื่องการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นดังกล่าวได้ประชุมกันโดยฝ่าฝืนบทบัญญัติว่าด้วยการประชุมใหญ่ มติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นดังกล่าวจึงเป็นมติของที่ประชุมใหญ่อันผิดระเบียบ กรณีนี้เหตุต้องเพิกถอนมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของบริษัท อ.,แพ่ง,, 72,5,,การติดตามทางถามให้ชำระหนี้ด้วยพฤติการณ์และการกระทำที่ไม่เหมาะสม จะถือว่าเป็นการข่มขู่อันจะทำให้นิติกรรมเป็นโมฆีฆะหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๒๙๔/๒๕๖๑ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๖๔ บัญญัติว่า การข่มขู่ที่จะทำให้การใดตกเป็นโมฆะนั้นจะต้องเป็นการข่มขู่ที่จะให้เกิดภัยอันใกล้จะถึงและร้ายแรงถึงขนาดที่จะลงใจให้ผู้ถูกข่มขู่มีมูลค้างกลัว ซึ่งถ้ามิได้มีการข่มขู่เช่นนั้น การนั้นก็คงจะมีได้กระทำขึ้น โจทย์นำกลุ่มผู้ชายหลายคนแต่งกายคล้ายตำรวจไปที่บ้านของจำเลยซึ่งเป็นที่ตั้งโรงงาน พุดจาข่มขู่ว่าบ้านและที่ดินตกเป็นของโจทย์แล้ว หากจำเลยจะดำเนินงานต่อต้องให้เงินโจทย์ ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท จำเลยกลัวจึงต้องทำสัญญาผู้ยืมเงิน การกระทำดังกล่าวเป็นเพียงการตัดตามทางถามให้ชำระหนี้ด้วยพฤติการณ์และการกระทำที่ไม่เหมาะสมเท่านั้น หาได้เกิดภัยอันใกล้จะถึงและร้ายแรงถึงขนาดที่จะถือได้ว่าเป็นการข่มขู่อันจะทำให้สัญญาผู้ยืมเป็นโมฆีฆะไม่",แพ่ง,, 72,5,,สัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญ หุ้นส่วนคนหนึ่งสั่งซื้อสินค้าอันเป็นไปในทางที่เป็นธรรมดาการค้าขายของห้างหุ้นส่วน ผู้เป็นหุ้นส่วนอื่นจะต้องผูกพันด้วยหรือไม่ และจะต้องร่วมรับผิดในหนี้ดังกล่าวด้วยหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๕๖/๒๕๖๑ จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ กับบุคคลในครอบครัวของจำเลยที่ ๑ ตกลงเข้ากันเพื่อประกอบกิจการร้าน น. ร่วมกัน โดยมีวัตถุประสงค์แบ่งปันผลกำไรระหว่างกัน จึงเข้าลักษณะเป็นสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๐๑๒ การที่จำเลยที่ ๒ สั่งซื้อสินค้าจากโจทก์เป็นการดำเนินการในฐานะหุ้นส่วนของร้าน น. อันเป็นไปในทางที่เป็นธรรมดา การค้าขายของห้างหุ้นส่วน จำกเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นหุ้นส่วนของจำกเลยที่ ๒ ย่อมมีความผูกพันในการนั้น ๆ ด้วย และจะต้องรับผิดร่วมกันโดยไม่จำกัดจำนวนในการชำระหนี้อันได้ก่อให้เกิดขึ้นเพราะจัดการไปเช่นนั้น ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๐๕๐,แพ่ง,, 72,5,,นำที่ดินซึ่งเป็นสินส่วนตัวไปจำนองประกันหนี้เงินกู้โดยภริยาร่วมผ่อนชำระด้วย ภริยาจะเป็นเจ้าของร่วมในที่ดินด้วยหรือไม่ บ้านที่ก่อสร้างชิ้นใหม่มบนที่ดินสินส่วนตัวด้วยเงินที่ได้มาระหว่างสมรสใช้เป็นที่อยู่อาศัยร่วมกัน บ้านเป็นสินสมรสหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๙๔๗/๒๕๖๑ การที่ผู้ร้องซื้อที่ดินพิพาทแล้วจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทก่อนที่ผู้ร้องกับจำเลยจะจดทะเบียนสมรสด้าน ย่อมถือได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์สินที่ผู้ร้องมีอยู่ก่อนสมรสและเป็นสินส่วนตัวของผู้ร้อง ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๘๑ (๑) ส่วนการที่ต่อมาผู้ร้องนำที่ดินพิพาทที่ซื้อได้กรรมสิทธิ์เป็นเจ้าของไปจดทะเบียนจำนองประกันหนี้เงินกู้ก็เป็นสิทธิที่ผู้ร้องสามารถทำได้ และการที่จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นภริยาจะร่วมผ่อนชำระด้วยก็เป็นเพียงการช่วยชำระหนี้เงินกู้ให้แก่ผู้ร้องเท่านั้น กรณียังถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ ๑ เป็นเจ้าของร่วมกับผู้ร้องในที่ดินพิพาท บ้านพิพาทบนที่ดินพิพาทเป็นบ้านตึกสองชั้นที่ก่อสร้างขึ้นใหม่แทนบ้านหลังเดิมที่เป็นบ้านตึกชั้นเดียว แต่ยังคงใช้เลขที่บ้านตามเดิม และด้วยเงินที่ได้มาระหว่างสมรสของผู้ร้องกับจำเลยที่ ๑ และผู้ร้องกับจำเลยที่ ๑ ใช้บ้านหลังดังกล่าวเป็นที่อยู่อาศัยร่วมกันพฤติการณ์แสดงให้เห็นว่าบ้านพิพาทก่อสร้างขึ้นโดยได้รับความยินยอมและอยู่ในความรู้เห็นของผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินพิพาท อันถือได้ว่าเข้าซ้อยกเว้นในกรณีที่ผู้มีสิทธิในที่ดินของผู้อื่นใช้สิทธิปลูกสร้างไว้ในที่ดินนั้นตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๖ และไม่ถือว่าบ้านพิพาทเป็นทรัพย์ส่วนควบของที่ดินอันตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องแต่ผู้เดียวตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๔ หากแต่บ้านพิพาทเป็นสินสมรสไม่ใช่สินส่วนตัว จึงยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ร่วมกันของจำเลยที่ ๑ กับผู้ร้อง",แพ่ง,, 72,5,,ที่ดินที่ได้มาก่อนจดทะเบียนสมรสด้าน แต่เจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนดให้หลังจากจดทะเบียนสมรสดังนั้น ที่ดินเป็นสินสมรสหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๘๕๑/๒๕๖๓ เหตุที่ผู้ตายมีชื่อเป็นเจ้าของที่ดินเพียงผู้เดียวเนื่องจากผู้ตายได้รับการยกให้ที่ดินพิพาท จากบิดามารดา ผู้ตายครอบครองทำประโยชน์มากกว่า ๔๐ ปี ซึ่งเป็นเวลาก่อนที่ผู้ตายอยู่กิน และจดทะเบียนสมรสกับผู้ร้องสอด ที่ดินพิพาทรั้งเป็นทรัพย์สินที่ผู้ตายมีอยู่ก่อนสมรสเป็น สินส่วนตัวของผู้ตายตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๗๑ (๑) แม้ว่าพนักงานที่ดินออกโฉนด ที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ตายหลังจากผู้ตายจดทะเบียนสมรสกับผู้ร้องสอดแล้วก็ไม่มีผลทำให้ ที่ดินพิพาทซึ่งเป็นสินส่วนตัวของผู้ตายกลับกลายเป็นทรัพย์สินที่ผู้ตายได้มาในระหว่างสมรส อันจะเป็นสินสมรสตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๗๔ (๑) เมื่อที่ดินพิพาทเป็นสินส่วนตัวของผู้ตาย ผู้ตายจึงมีสิทธิทำพินัยกรรมยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยได้,แพ่ง,, 72,5,,เจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดิน ทำนิติกรรมขายฝากที่ดินโดยเจ้าของรวมอื่น มิได้รู้เห็นยินยอม จะมีผลผูกพันในส่วนของเจ้าของรวมอื่นหรือไม่ ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๒๔๐/๒๕๕๙ ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์สินกรรมสิทธิ์รวมของโจทก์กับจำเลยที่ ๑ คนละกึ่งหนึ่ง การที่ จำเลยที่ ๑ ทำนิติกรรมขายฝากที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ ๓ โดยโจทก์มิได้รู้เห็นยินยอม นิติกรรม ย่อมไม่มีผลผูกพันที่ดินพิพาทในส่วนของโจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๖๑ วรรคสอง แต่ที่ดินพิพาทในส่วนของจำเลยที่ ๑ จำนวนกึ่งหนึ่ง ย่อมมีผลผูกพันจำเลยที่ ๑ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๖๑ วรรคหนึ่ง แม้ว่าจำเลยที่ ๑ มิได้ รับความยินยอมจากโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของรวมอีกคนหนึ่งให้ขายฝากก็ตาม,แพ่ง,, 72,6,,เอาความผิดของผู้อื่นต่อศาลว่าการกระทำความผิดอาญาโดยพยานในชั้นใดส่วนมูลฟ้องจะเป็นความผิดฐานฟ้องเท็จหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๔๓๐/๒๕๖๐ พฤติการณ์ของจำเลยกับพวกทำให้โจทย์เข้าใจว่าจำเลยกับพวกกล่าวหาเป็นคู่กรณีที่เกิดขึ้นจริง หากใช้โจทย์ความเห็นเป็นหลักฐานสำหรับการฟ้องร้อง แม้ว่าจะมีการฟ้องร้องในชั้นใดส่วนมูลฟ้องก็ตาม การกระทำของจำเลยก็เป็นความผิดฐานฟ้องเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๗๕,อาญา,, 72,6,,เป็นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ๆ จำหน่ายทรัพย์ของเทศบาล ในลักษณะที่ฝ่าฝืนต่อระเบียบและไม่นำเงินที่ขายได้ส่งเป็นเงินรายได้ของเทศบาลในทันที เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาฐานใด,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๑๑๔/๒๕๖๐ จำเลยที่ ๑ ในฐานะนายกเทศมนตรี ผู้เป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารของหน่วยการ บริหารราชการส่วนท้องถิ่นมีอำนาจสั่งการใด ๆ ในการตรวจสอบสภาพของพัสดุและการ ใช้ดุลพินิจสั่งให้จำหน่ายพัสดุที่ชำรุดหรือเสื่อมสภาพของเทศบาลได้ แม้พัสดุนั้นไม่มี เลขทะเบียนครุภัณฑ์หรือเป็นพัสดุที่ไม่มีทะเบียนคุมก็ตาม การดำเนินการใด ๆ ของจำเลย ที่ ๑ ที่มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๑๑๔/๒๕๖๐เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบและจำหน่ายพัสดุของเทศบาลภายใต้ระเบียบกระทรวง มหาดไทยว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ.๒๕๓๕ ข้อ ๑๔๙ จึงเป็นการปฏิบัติราชการในฐานะเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ตามประมวลกฎหมายอาญา การที่จำเลยที่ ๑ จำหน่ายศาลาทรงไทยกลางน้ำของเทศบาล ให้แก่เอกชนในลักษณะที่ฝ่าฝืนต่อระเบียบ อีกทั้งไม่นำเงินที่ขายได้ส่งเป็นรายได้ของเทศบาลในทันที จนกระทั่งถูกเจ้าหน้าที่เทศบาลทักท้วงและทวงถาม ทั้งหลังจากกรรมการ ป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติประจำจังหวัดได้ไปตรวจสอบแล้ว จึงให้จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นเลขานุการนำเงินมาคืนให้ในภายหลัง การกระทำของจำเลยที่ ๑ จึงเป็นความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๗ และมาตรา ๑๕๑ ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๗ และมาตรา ๑๕๑ เป็น บทเฉพาะของบททั่วไปตามมาตรา ๑๕๗ ย่อมไม่จำต้องปรับบทความผิดตามประมวล กฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ ซึ่งเป็นบททั่วไปอีก จำเลยที่ ๑ นายกเทศมนตรีเป็นผู้ติดต่อขายศาลาทรงไทยกลางน้ำของเทศบาล ให้แก่ น. โดยจำเลยที่ ๒ มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย การที่จำเลยที่ ๒ เข้าร่วมประชุม วาระอนุมัติรื้อถอนศาลาทรงไทยกลางน้ำ เป็นเวลาหลังจากที่จำเลยที่ ๑ ติดต่อขาย ศาลาทรงไทยกลางน้ำให้แก่ น. ไปแล้ว และจำเลยที่ ๒ เป็นผู้รับฝากเงินค่าขายศาลา ทรงไทยกลางน้ำไว้จาก น. เนื่องจากจำเลยที่ ๑ ไม่อยู่ที่สำนักงาน หลังจากนั้นจำเลยที่ ๒ เก็บเงินไว้ตลอดมาจนกระทั่งจำเลยที่ ๑ สั่งให้จำเลยที่ ๒ มอบเงินแก่เจ้าหน้าที่พัสดุ อันเป็นการกระทำตามคำสั่งของจำเลยที่ ๑ ผู้เป็นผู้บังคับบัญชาของจำเลยที่ ๒ พฤติการณ์ของจำเลยที่ ๒ ยังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ ๒ กระทำด้วยประการใด ๆ อัน เป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่จำเลยที่ ๑ กระทำความผิดตามประมวล กฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๗ และ ๑๕๑ ก่อนหรือขณะกระทำความผิด จำเลยที่ ๒ ย่อมมิใช่เป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของจำเลยที่ ๑ อันจะเป็นความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๗ และ ๑๕๑ ประกอบมาตรา ๘๖ ",อาญา,, 72,6,,การที่จะถือว่าบุคคลใดสร้างโรงเรือนในที่ดินของผู้อื่นโดยสุจริต หรือ สร้างโรงเรือนรุกล้ำที่ดินของผู้อื่นโดยสุจริตนั้น สุจริตหรือไม่สุจริต มีหลักในการวินิจฉัย อย่างไร,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๐๐๐๔๑/๒๕๖๐ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๑๐ วรรคหนึ่ง และมาตรา ๑๓๑๒ วรรคหนึ่ง วางหลักว่า บุคคลใดสร้างโรงเรือนในที่ดินของผู้อื่นโดยสุจริต... และ สร้างโรงเรือนในที่ดินของผู้อื่นโดยสุจริต หรือสร้างโรงเรือนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้อื่นโดย สุจริตนั้นจะต้องดูในขณะที่ก่อสร้างว่าผู้ก่อสร้างรู้หรือไม่ว่าที่ดินตรงนั้นเป็นของผู้อื่น ถ้า ก็ถือว่าก่อสร้างโดยไม่สุจริต แต่ถ้าในขณะที่ก่อสร้างไม่รู้ว่าที่ดินตรงนั้นเป็นของบุคคลอื่นแต่เข้าใจว่าเป็นที่ดินของตนเองจึงสร้างโรงเรือนลงไป ต่อมาภายหลังจึงรู้ความจริงก็ถือว่าเป็นการก่อสร้างโรงเรือนโดยสุจริตหรือสร้างโรงเรือนกล้ำโดยสุจริต จำเลยสร้างบ้านในที่ดินพิพาทโดยทราบอยู่แล้วว่าเป็นที่ดินของโจทย์ แต่จำเลยยังก่อสร้างต่อไปจนแล้วเสร็จทั้ง ๆ ที่โจทย์แจ้งให้ทราบแล้ว การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำโดยไม่สุจริต จำเลยจึงไม่อาจอ้างเอาประโยชน์จากบทกฎหมายดังกล่าวได้,แพ่ง,, 72,6,,การปรับปรุงแผนที่เช่าเพื่อประโยชน์ของผู้เช่าเองเป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดาหรือไม่ สัญญาเช่าไม่ได้กำหนดเวลาเช่า เพียงแต่กำหนดเวลาชำระค่าเช่าไว้ ผู้ให้เช่ามีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๙๐๖/๒๕๖๐ ในการทำสัญญาเช่าแผ่นนอกจากค่าเช่าแล้วจำเลยไม่ได้ให้คำตอบแทนอย่างอื่น แก่โจทย์อันจะพอถือได้ว่าเป็นสัญญาต่างตอบแทน ทั้งตามสัญญาเช่าแผ่งโจทย์ก็ดกลงให้จำเลยเช่าแผ่งของโจทย์เพื่อประโยชน์ประกอบการค้า (ชั่วคราว) มีกำหนดเวลารายเดือนนับแต่วันที่ ๑ เดือนกันยายน ๒๕๔๕ คิดค่าเช่าเดือนละ ๖๐๐ บาท ไม่ได้กำหนดเวลาเช่า เพียงแต่กำหนดเวลาชำระค่าเช่าไว้เท่านั้น โจทย์ย่อมมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๖๖ หากจำเลยได้ออกเงินปรับปรุงแผงที่เช่ามาจากโจทย์ไปจริงต้องถือว่าเป็นการปรับปรุงเพื่อประโยชน์ของจำเลยเอง มิใช่เป็นการให้ประโยชน์แก่โจทย์ จึงไม่ถือว่าเป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดา,แพ่ง,, 72,6,,ผู้รับโอนเช็กต้องมีนิติสัมพันธ์กับผู้สั่งจ่ายเช็กหรือไม่ และผู้สั่งจ่ายเช็ก จะอ้างว่าการจ่ายเงินมีเงื่อนไขว่าผู้สั่งจ่ายต้องได้รับโอนกรรมสิทธิ์โครงการจากบริษัทแล้ว เช็กจึงจะเรียกเก็บเงินได้ มาเป็นข้อต่อสู้ผู้รับโอนได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๐๑๖/๒๕๖๐ จำเลยทั้งสามให้การยอมรับว่าได้ลงลายมือชื่อในเช็คพิพาทแล้ว แต่อ้างว่าเช็คพิพาทไม่มีมูลหนึ่งจึงไม่ต้องรับผิดชำระเงินตามเช็คตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๐๐ วรรคหนึ่ง ภาระการพิสูจน์ย่อมตกแก่ฝ่ายจำเลย จำเลยที่ ๑ ประสงค์จะซื้อห้องชุดดินจากโจทก์ในราคาทุน กล่าวคือ โจทก์ได้รับ ชำระมัดจำในการซื้อห้องชุดจากบริษัท ส. ไปเท่าใด จำเลยที่ ๑ จะส่งจ่ายเช็คเงินสด เพื่อให้บริษัท ส. นำไปชำระคืนให้แก่โจทก์เป็นจำนวนเท่ากัน เช่นนี้ การที่บริษัท ส. นำเช็คของจำเลยที่ ๑ ไปชำระหนี้คืนให้แก่โจทก์ย่อมเป็นไปตามความประสงค์ของจำเลยที่ ๑ และเป็นความยินยอมของจำเลยที่ ๑ ที่ให้บริษัท ส. ใช้เช็คของจำเลยที่ ๑ ไปชำระหนี้ให้ แก่โจทก์ หาใช่เช็คพิพาทไม่มีมูลหนี้ไม่ การที่โจทก์ครอบครองเช็คอับเดิมแล้วเปลี่ยนเป็น เช็คพิพาท ก็ยังเป็นการครอบครองเช็คดังกล่าวไว้โดยสุจริต จึงเป็นผู้ทรงโดยชอบด้วย กฎหมายมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๑ ในฐานะผู้สั่งจ่าย และจำเลยที่ ๓ ในฐานะผู้สลัก หลังเช็คพิพาทผู้ถือซึ่งเป็นเพียงประกัน (อาวัล) ผู้สั่งจ่ายย่อมต้องผูกพันเป็นอย่างเดียวกันกับ จำเลยที่ ๑ ซึ่งตนประกันตามเช็คพิพาทแก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๒๑, ๙๔๐ วรรคหนึ่งประกอบด้วยมาตรา ๙๘๙ ให้รับผิดตามเช็คได้ แม้มี บันทึกข้อตกลงยอมความเรื่องการประเมินประมาณยอมความระหว่างผู้จองซื้อห้องชุดกับบริษัท ส. ซึ่งทำให้โจทก์มีสิทธิเลือกเอาว่าจะใช้สิทธิเรียกร้องเอาจากบริษัท ส. หรือเรียกร้องเอาจาก จำเลยที่ ๑ ผู้สั่งจ่ายเช็คทางใดทางหนึ่งก็ได้ หาได้น้ามโจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องเอาจาก จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้สั่งจ่ายเช็คไม่ เช็คเป็นตราสารที่สามารถโอนเปลี่ยนมือกันได้ เช็คพิพาทเป็นเช็คผู้ถือยอมสามารถ โอนเปลี่ยนมือได้ด้วยการส่งมอบให้แก่กันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๑๘ ประกอบด้วยมาตรา ๙๘๙ โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับโอนเช็คหาจำน้องมินิติสัมพันธ์กับ จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้สั่งจ่ายไม่ แม้จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ อ้างว่าการจ่ายเงินมีเงื่อนไขว่า เมื่อจำเลยที่ ๑ ได้รับโอนกรรมสิทธิ์โครงการจากบริษัท ส. แล้ว เช็คจึงจะเรียกเก็บเงินได้ เมื่อบริษัท ส. ผิดสัญญาซื้อขายโครงการกับจำเลยที่ ๑ เพราะไม่โอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน ของโครงการให้แก่จำเลยที่ ๑ ฝ่ายจำเลยชอบที่จะระงับการจ่ายเงินตามเช็คพิพาทนั้น เป็น เพียงความเกี่ยวพันกันเฉพาะบุคคลระหว่างจำเลยที่ ๑ กับบริษัท ส. เท่านั้น จำเลยที่ ๑ ไม่อาจยกขึ้นต่อสู้โจทก์ซึ่งเป็นผู้ทรงคนปัจจุบันตามมาตรา ๙๑๖ ประกอบด้วยมาตรา ๙๘๙",แพ่ง,, 72,7,, ความผิดฐานก่อการร้าย ความผิดฐานเป็นอั้งยี่ ความผิดฐานช่องโจรเป็น ความผิดหลายกรรมหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔/๒๗๘ - ๕/๒๗๙/๒๕๖๑ จำเลยที่ ๑ ถูกจับกุมตัวได้ทันทีที่บ้านเกิดเหตุ ขณะพวกผู้กระทำผิดกำลังใช้ ส่วนไฟฟ้าเจาะถึงน้ำยาแอร์ประกอบวัตถุระเบิดอยู่หลบนี้ไปได้นอกจากนี้จำเลยที่ ๑ ได้ให้ ถ้อยคำต่อร้อยตำรวจโท พ. ว่าจำเลยที่ ๑ ได้รับมอบหมายให้คอยดูความเคลื่อนไหวของ เจ้าหน้าที่ในหมู่บ้าน วันเกิดเหตุจำเลยที่ ๑ ไปรับคน ๓ คน มาที่เกิดเหตุ จำเลยที่ ๑ เคยได้รับฟังการบรรยายประวัติศาสตร์เกี่ยวกับรัฐปัตตานี จำเลยที่ ๑ เชื่อและคล้อยตาม อีกทั้ง จำเลยที่ ๑ ได้ทำพิธีซูเปะห์ (สาบาน) มาแล้วด้วย พฤติการณ์ของจำเลยที่ ๑ ดังกล่าวมี น้ำหนักให้รับฟังได้ว่า เข้าร่วมอยู่ในขบวนการผู้ก่อความไม่สงบโดยแบ่งหน้าที่กันทำ จำเลยที่ ๑ จึงเป็นตัวการกระทำความผิดมิใช่เป็นเพียงการกระทำอันเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวก ในการที่ผู้อื่นกระทำความผิดก่อนหรือขณะกระทำความผิดอันเป็นเพียงผู้สนับสนุนเท่านั้น ขณะเจ้าพนักงานตำรวจเข้าจับกุมจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ที่บ้านเกิดเหตุพวกเขาของจำเลย ที่ ๑ และที่ ๒ ที่กำลังทำ ประกอบวัตถุระเบิดหลบหนีไปได้รวม ๕ คน การกระทำของจำเลย ที่ ๑ กับพวกเป็นการปกปิดวิธีดำเนินการและมีความมุ่งหมายเพื่อแบ่งแยกดินแดนราช อาณาจักรไทยเป็นความผิดฐานก่อการร้ายอันมิชอบด้วยกฎหมายจึงมีความผิดฐานเป็นอั้งยี่ ทั้งการสมคบทันกระทำความผิดฐานเป็นผู้ก่อการร้ายนั้น เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ตามที่บัญญัติไว้ในภาค ๒ และมีกำหนดโทษจำคุกอย่างสูงตั้งแต่นึ่งปีขึ้นไปจึงมีความผิดฐานเป็น ช่องโจรธิกฐานหนึ่งด้วย การที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมกับพวกทำหรือประกอบวัตถุระเบิดเป็นการแสดงกำลัง พลหรืออาวุธเพื่อนำไปใช้ก่อเหตุ ก่อความไม่สงบตามแผนของกลุ่มก่อความไม่สงบแบ่งแยก ดินแดนราชอาณาจักรไทยอันเป็นความผิดฐานก่อการร้ายตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๓๕/๒ นั้น ถือได้ว่าเป็นการกระทำอันเป็นความผิดกรรมหนึ่งทั้งขณะเมื่อจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เข้าร่วมเป็น สมาชิกของขบวนการก่อการร้ายที่มีความมุ่งหมายเพื่อแบ่งแยกเดินแดนราชอาณาจักรไทย อันเป็นการกระทำเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมายนั้นย่อมเป็นความผิดสำเร็จฐานเป็นอั้งยี่ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๐๙ แล้วทันทีนับแต่เข้าร่วมเป็นสมาชิกของขบวนการดังกล่าว ส่วนความผิดฐาน เป็นช่องโจนั้นเมื่อจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ สมคบทันพวกที่หลบหนีอีก ๕ คน เพื่อกระทำ ความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายซึ่งเป็นความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๓๕/๒ อันเป็นความผิด อย่างใดอย่างหนึ่งตามที่บัญญัติไว้ในภาค ๒ แห่งประมวลกฎหมายอาญาและมีกำหนด โทษจำคุกอย่างสูงตั้งแต่หนึ่งปีขึ้นไปย่อมเป็นความผิดสำเร็จฐานเป็นช่องโจรตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๑๐ ดังหากอีกกรรมหนึ่ง เมื่อจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ กระทำแต่ละฐานความผิด ต่างกรรมต่างวาระกันสามารถแยกเป็นความผิดสำเร็จแต่ละกรรมได้มิใช่กระทำต่อเนื่องเชื่อมโยง ในคราวเดียวกัน จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน",อาญา,, 72,7,,ผู้ซื้อพ้องผู้ขายให้รับผิดเพราะสินค้าที่ส่งมอบไม่มีคุณภาพมาตรฐาน ความปลอดภัย และมีคุณสมบัติไม่ตรงต่อความเหมาะสมอันมุ่งจะใช้ตามปกติ มีกำหนดอายุความ ฟ้องร้องเท่าใด,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๙๙๕/๒๕๖๓ โจทก์ฟ้องว่า เดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๕ บริษัท อ. ตัวแทนโจทก์จะนำอะลูมิเนียม ฟอยล์ที่จำเลยส่งมอบให้ไปบรรจุยา ได้ตรวจพบว่าอะลูมิเนียมฟอยล์ที่จำเลยส่งมอบไม่มี คุณภาพมาตรฐานความปลอดภัยและมีคุณสมบัติไม่ตรงต่อความเหมาะสมอันมุ่งจะใช้ ตามปกติ ไม่สามารถนำมาใช้บรรจุยาขายแก่ประชาชนทั่วไปเพื่อบริโภคได้ ซึ่งการสั่งซื้อนี้ จำเลยทราบเป็นอย่างดีว่าโจทก์จะนำไปใช้บรรจุยาแอสไพรินขายแก่ประชาชนและโรงพยาบาล อะลูมิเนียมฟอยล์ที่จำเลยผลิตขายจึงต้องมีคุณภาพดีสะอาดปราศจากสิ่งปนเปื้อน จึงเป็นการที่ โจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดในความชำรุดบทพร่องของสินค้าที่ซื้อขาย ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๗๒ ซึ่งโจทก์ต้องฟ้องให้จำเลยรับผิดภายใน ๑ ปี นับแต่วเวลาที่ได้พบเห็นความชำรุดบทพร่อง ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๗๔ บริษัท อ. ผู้แทนโจทก์ได้รับมอบสินค้าจากจำเลยทั้ง ๔ ครั้งไว้โดยสินค้า ๒ ครั้งแรก รับไว้เมื่อวันที่ ๑๓ มีนาคม ๒๕๕๕ ครั้งที่ ๓ ผู้แทนโจทก์รับสินค้าไว้เมื่อวันที่ ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๕๕ ครั้งที่ ๔ ผู้แทนโจทก์รับสินค้าไว้เมื่อวันที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๕๕ เมื่อเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๕ ผู้แทนโจทก์จะนำสินค้าไปบรรจุยาจึงตรวจพบว่าสินค้าดังกล่าวมีความบกพร่องจึงแจ้ง ให้โจทก์ทราบ และโจทก์ส่งคืนสินค้าที่รับมาทั้งสี่ครั้งให้จำเลยเมื่อวันที่ ๓ ธันวาคม ๒๕๕๕ แต่ไม่ปรากฏว่าโจทก์ซึ่งเป็นตัวการได้ทราบถึงความชำรุดบทพร่องวันใด แต่ตามคำฟ้องโจทก์ระบุ ว่าเมื่อเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๕ บริษัท อ. ผู้แทนโจทก์ตรวจสอบว่าสินค้าที่รับมาทั้งสี่ครั้ง มีความชำรุดบทพร่องและแจ้งให้โจทก์ทราบ จึงต้องถือว่าโจทก์ได้พบเห็นความชำรุดบทพร่อง ในเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๕ โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ ๕ กันยายน ๒๕๕๖ จึงไม่เกินกำหนด ๑ ปี ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๗๔ พ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ",แพ่ง,, 72,7,,ผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองขอไถ่ถอนจำนอง โดยเสนอจะใช้เงินต่ำกว่าราคา ประเมินของเจ้าพนักงานบังคับคดี ผู้รับจำนองจำต้องฟ้องคดีต่อศาลภายในหนึ่งเดือนนับแต่ วันที่ผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองมีคำเสนอไถ่ถอนจำนอง หรือไม่ ผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองไม่ได้ใช้สิทธิเสนอไก่ถอนจำนอง ผู้รับจำนองจะบังคับจำนองต้องปฏิบัติต่อย่างไร,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๕๕/๒๕๖๑ จำเลยเป็นผู้ซื้อทรัพย์พิพาทจากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีโดยมีจำนองติดไปด้วย จำเลยจึงอยู่ในฐานะผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนอง การไถ่ถอนจำนองทรัพย์พิพาทจึงอยู่ในบังคับของ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๗๓๘ วรรคหนึ่ง กล่าวคือ จำเลยมีหน้าที่ต้องเสนอไปยังบรรดาเจ้าหนี้ที่ได้จดทะเบียนไม่ว่าในทางจำนองหรือประการอื่น ว่าจะรับใช้เงินให้เป็นจำนวนอันสมควรกับราคาทรัพย์พิพาท ส่วนจำนวนเงินอันสมควรจะเป็นเท่าใดนั้นต้องพิจารณาจากราคาของทรัพย์พิพาทเป็นสำคัญ ทรัพย์พิพาทซึ่งเดิมเป็นของ ส. นั้น เจ้าพนักงานบังคับคดีในคดีหมายเลขแดงที่ ผบ. ๔๐๐๒/๒๕๕๓ ของศาลแขวงนนทบุรี ได้ประเมินราคาไว้เป็นเงิน ๖๓๕,๖๘๐ บาท การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีผู้มีหน้าที่ในการยึดและประเมินราคาทรัพย์พิพาทได้ประเมินราคาไว้ดังกล่าวทำให้น่าเชื่อว่าทรัพย์พิพาทมีราคาที่แท้จริงไม่แตกต่างไปจากราคาที่ประเมินไว้ ทั้งราคาประเมินดังกล่าวได้ระบุไว้ในประกาศการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดี จำเลยในฐานะผู้เข้าประมูลซื้อทรัพย์พิพาทก็ยอมต้องทราบเป็นอย่างดีว่าราคาประเมินของเจ้าพนักงานบังคับคดีใกล้เคียงกับราคาที่แท้จริง การที่จำเลยขอไถ่ถอนจำนองทรัพย์พิพาทโดยเสนอมจะใช้เงินจำนวน ๔๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งต่ำกว่าราคาประเมินของเจ้าพนักงานบังคับคดี ๒๓๕,๖๘๐ บาท จึงถือไม่ได้ว่าเป็นจำนวนอันสมควรกับราคาทรัพย์พิพาทเมื่อถือไม่ได้ดังกล่าวแล้ว การที่โจทก์ไม่ฟ้องคดีภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันมีคำเสนอ แม้จะถือเท่ากับว่าโจทก์สนองรับคำเสนอของไถ่ถอนจำนองของจำเลยโดยปรียายตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๓๙ และ ๗๔๑ แล้วก็ตาม แต่จำนองจะระงับไปโดยการไถ่ถอนตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๔๔ (๔) ก็ต่อเมื่อจำเลยรับจะใช้เงินให้แก่โจทก์ผู้รับจำนองเป็นจำนวนอันสมควรกับราคาทรัพย์พิพาท เมื่อจำเลยยังไม่ได้ดำเนินการโจทก์ก็หาจำต้องฟ้องคดิต่อศาลภายในหนึ่งเดือนตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๓๙ ไม่ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขอให้ยึดทรัพย์พิพาทซึ่งจำนองไว้แก่โจทก์เพื่อนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ได้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๖๓๙/๒๕๖๑ การที่จำเลยซื้อทรัพย์สินซึ่งติดจำนองจากการขายทอดตลาดคงทำให้จำเลยเป็นเพียงผู้รับโอนทรัพย์จำนอง หากทำให้จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ในฐานะเป็นผู้จำนองแต่อย่างใดไม่และจำเลยในฐานะผู้รับโอนทรัพย์จำนองมีสิทธิและหน้าที่ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ลักษณะ ๑๒ หมวด ๕ จำเลยมีสิทธิไถ่ถอนจำนองโดยเสนอรับใช้เงินเป็นจำนวนอันสมควรกับราคาทรัพย์สินนั้น ซึ่งหากโจทก์ไม่ยอมรับโจทก์ซึ่งยังทรงสิทธิจำนองต้องฟ้องคดี ต่อศาลภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันมีคำเสนอ เพื่อให้ศาลพิพากษาสั่งขายทอดตลาดทรัพย์สินซึ่งจำนองตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติในมาตรา ๗๓๘ และ ๗๓๙ และหากจำเลยไม่ได้ใช้สิทธิเสนอไถ่ถอนจำนองและโจทย์ประสงค์จะบังคับจำนอง ก็ต้องมีจดหมายบอกกล่าวแก่จำเลยล่วงหน้าเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่าหกสิบวันก่อน แล้วจึงจะบังคับจำนองได้ ตามมาตรา ๗๓๕ ดังนั้น เมื่อตามคำฟ้องของโจทย์ได้ความว่า จำเลยไม่ได้จำนองและโจทย์มีจดหมายบอกกล่าวบังคับจำนองแก่จำเลยตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๓๕ แล้ว จำเลยเพิกเฉย จึงถือว่าจำเลยโต้แย้งสิทธิของโจทย์แล้ว โจทย์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยได้ ตาม ป.ร.พ. มาตรา ๕๕",แพ่ง,, 72,7,,ข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองว่า เมื่อบังคับจำนองแล้วได้เงินจำนวนสุทธิน้อยกว่าจำนวนเงินที่ค้างชำระ ผู้รับจำนองยอมชดใช้เงินที่ขาด มีผลใช้บังคับหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๐๔๘/๒๕๖๑ ข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองที่ระบุว่า เมื่อบังคับจำนองแล้วได้เงินจำนวนสุทธิน้อยกว่าจำนวนเงินที่ค้างชำระ ผู้จำนองยอมชดใช้เงินที่ขาดจำนวนให้แก่ผู้รับจำนองจนครบ แม้เป็นการตกลงยกเว้นให้แตกต่างไปจากบทบัญญัติแห่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๓๓ ก็ตาม แต่เป็นข้อที่ไม่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน และจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ต่างเป็นลูกหนี้ที่จำนองที่ดินเป็นประกันการชำระหนี้ของตนเองและหนี้ของจำเลยอีกคน การกำหนดให้ผู้จำนองและลูกหนี้ต้องรับผิดชำระหนี้ส่วนที่ขาดจำนวน หากบังคับจำนองแล้วได้เงินไม่พอชำระหนี้ เป็นไปตามปกติประเพณีของสัญญาจำนองซึ่งจำเลยทั้งสองต้องทราบและคาดหมายไว้อยู่แล้ว ส่วนการจะเรียกให้ผู้จำนองนำทรัพย์อื่นมาจำนองเพิ่มเติม ต้องเป็นกรณีทรัพย์จำนองมีราคาตกต่ำลงกว่าในเวลาที่จำนองหรือทรัพย์จำนองบุบเสลายหรือเสื่อมราคา จำเลยทั้งสองจะอ้างว่าโจทย์ไม่ปฏิบัติตามสัญญาจำนองที่จะต้องเรียกให้จำเลยทั้งสองวางหลักประกันเพิ่มหาได้ไม่ เมื่อข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองที่ยกเว้นบทบัญญัติมาตรา ๗๓๓ ไม่ได้มีผลให้จำเลยทั้งสองต้องรับภาระเกินกว่าที่พึงคาดหมาย จึงไม่เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. ๒๕๔๐ การที่โจทย์ขอบังคับให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาด กรณีขายทอดตลาดทรัพย์จำนองและได้เงินไม่พอชำระหนี้เป็นคำชอบังคับที่ไม่ชัดต่อกฎหมาย หมายเหตุ หากเป็นกรณีบุคคลคนหนึ่งจำนองทรัพย์สินของตนไว้เพื่อประกันหนี้อันบุคคลอื่นจะต้องชำระ ข้อตกลงอันมีผลให้ผู้จำนองรับผิดในหนี้เกินราคาทรัพย์สินที่จำนองข้อตกลงนั้นเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๒๗/๑,แพ่ง,, 72,8,,ใช้อาวุธปืนยิงไปยังรถขณะมีคนวิ่งหนีเพื่อไปหลบบนรถ กระสุนปืนไม่ถูกผู้ใดแตะถูกกระจกมองข้างของรถได้รับความเสียหาย เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาฐานใด,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัย ไว้ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๗๑๖/๒๕๖๑ จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายที่ ๑ เมื่อผู้เสียหายที่ ๑ วิ่งหลบหนีไปในบริษัท จำเลยยังไล่ยิงไปยังรถบัสของผู้เสียหายที่ ๒ ขณะมีพนักงานวิ่งหนีเพื่อไปหลบบนรถ กระสุนไม่ถูกผู้ใด แต่ถูกกระจกมองข้างของรถบัสผู้เสียหายที่ ๒ ได้รับความเสียหาย จากการกระทำดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าจำเลยเล็งเห็นผลแห่งการกระทำของตนว่ากระสุนปืนอาจถูกผู้เสียหายที่ ๑ ถึงแก่ความตาย เป็นการกระทำโดยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายที่ ๑ เมื่อกระสุนปืนไม่ถูกผู้เสียหายที่ ๑ แต่ถูกกระจกมองข้างของรถบัสได้รับความเสียหายการกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ ๑ และทำให้เสียทรัพย์ผู้เสียหายที่ ๒,อาญา,, 72,8,,ขอยืมรถจักรยานยนต์ ไปจากผู้มีสิทธิครอบครองตามสัญญาเช่าซื้อเพื่อไปส่งคน แล้วกลับนำรถยนต์ไปจำหน่ายแก่บุคคลภายนอก เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาฐานใด,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๖๔๔/๒๕๖๑ พฤติการณ์ที่จำเลยขอยืมรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไปจาก ช. ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามสัญญาเช่าซื้อนั้นการที่ ช. อนุญาตให้จำเลยขับรถจักรยานยนต์ไปส่ง ส. จึงเป็นการส่งมอบการครอบครองรถจักรยานยนต์ให้จำเลยชั่วคราว ซึ่งจำเลยที่ ๑ มีหน้าที่ต้องนำรถจักรยานยนต์ที่ขอยืมไป มาคืน ช. เมื่อจำเลยนำรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไปจำนำแก่บุคคลภายนอก จึงเป็นการเบียดบังเอาทรัพย์ของผู้เสียหายเป็นของบุคคลอื่นโดยทุจริตขณะที่จำเลยครอบครองทรัพย์นั้นอันเป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์ ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๒ วรรคแรก การกระของจำเลยไม่ใช่ความผิดฐานลักทรัพย์ ที่โจทก์ฎีกาว่าได้ความจาก ส. ว่า จำเลยบอกว่า หลังจากจำเลยได้รถจักรยานยนต์แล้วนำไปขายทันที การขอยืมรถจึงเป็นอุบายที่จะได้รถจักรยานยนต์ไปนั้นก็เป็นเพียงการคาดคะเนของโจทก์ถึงเจตนารมณ์ของจำเลยซึ่งไม่อาจนำมารับฟังเป็นผลร้ายว่าจำเลยมีเจตนาเอารถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไปตั้งแต่ต้น ",อาญา,, 72,8,,ผู้ถือหุ้นของบริษัทใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนปลดกรรมการ ประธานกรรมการและแต่งตั้งตนเองเป็นประธานกรรมการบริษัทแทน การออกเสียงลงมติดังกล่าวขัดต่อบทบัญญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๑๘๕ หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๔๕๔/๒๕๖๑ ป.พ.พ มาตรา ๑๑๗๕ วรรคหนึ่ง กำหนดให้แจ้งวันนัดประชุมใหญ่บริษัทด้วยการลงพิมพ์โฆษณาในหนังสือพิมพ์แห่งท้องที่และส่งทางไปรษณีย์ตอบรับไปยังผู้ถือหุ้นทุกคน ก่อนวันนัดประชุมไม่น้อยกว่าเจ็ดวันนั้น ก็เพื่อมุ่งประสงค์ให้มา การแจ้งให้ผู้ถือหุ้นทราบล่วงหน้าเพื่อให้ผู้ถือหุ้นจะได้เตรียมตัวสอบถามหรือแสดงความคิดเห็นอันจะเป็นประโยชน์แก่บริษัทได้เต็มที่ จำเลยที่ ๒ ในฐานะกรรมการของจำเลยที่ ๑ ได้มีหนังสือขอเชิญชวนประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ ๑ ลงวันที่ ๔ เมษายน ๒๕๕๗ เรียนประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ ๑ ในวันที่ ๒๒ เมษายน ๒๕๕๗ โดยจัดส่งหนังสือเชิญประชุมไปยังภูมิลำเนาของผู้ถือหุ้นทุกคนทางไปรษณีย์ตอบรับและลงพิมพ์โฆษณาในหนังสือพิมพ์ส่วนท้องที่อย่างน้อยหนึ่งคราวก่อนวันนัดประชุมไม่น้อยกว่าเจ็ดวันตามบทบัญญัติดังกล่าวและตามข้อบังคับของจำเลยที่ ๑ แล้ว การเรียกประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ ๑ ในวันที่ ๒๒ เมษายน ๒๕๕๗ จึงชอบด้วยกฎหมาย ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๑๘๕ มีความหมายเพียงว่า ห้ามมิให้ออกเสียงลงมติเฉพาะผู้ถือหุ้นที่มีส่วนได้เสียเป็นพิเศษเกี่ยวกับข้อซึ่งที่ประชุมลงมติเท่านั้น เมื่อการแต่งตั้งหรือถอดถอนกรรมการบริษัท เป็นเรื่องปกติของการบริหารจัดการบริษัทซึ่งต้องอยู่ภายใต้การควบคุมหรือครอบงำของที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้น ดังนั้นผู้ถือหุ้นย่อมมีอำนาจแต่งตั้งหรือถอดถอนกรรมการบริษัทได้ ถือตามคะแนนเสียงส่วนใหญ่ของที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้น ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่รับรองสิทธิของผู้ถือหุ้นในการควบคุมดูแลการจัดการงานของบริษัท การที่จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ในฐานะผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ ๑ ใช้สิทธิออกเสียงปลดโจทก์ทั้งสองออกจากกรรมการและปลดโจทก์ที่ ๑ ออกจากประธานกรรมการ และแต่งตั้งจำเลยที่ ๒ เป็นประธานกรรมการของจำเลยที่ ๑ แทน จึงเป็นปกติธรรมของวิธีการจัดการบริษัทจำกัด ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๑๔๔ และมาตรา ๑๑๕๑ นอกจากนี้การที่ที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นมีมติให้ถอดถอนโจทก์ทั้งสองออกจากกรรมการและถอดถอนโจทก์ที่ ๑ ออกจากประธานกรรมการของจำเลยที่ ๑ และแต่งตั้งจำเลยที่ ๒ เป็นประธานกรรมการแทน ก็ไม่ทำให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ หลุดพ้นจากการถูกตรวจสอบการบริหารงานของจำเลยที่ ๑ เพราะจำเลยที่ ๒ ในฐานะประธานกรรมการและจำเลยที่ ๓ ในฐานะกรรมการของจำเลยที่ ๑ ยังคงต้องปฏิบัติตามข้อบังคับของบริษัทและอยู่ในความครอบงำหรือการควบคุมของที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นอยู่ต่อไป ดังนั้น การออกเสียงลงคะแนนของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ดังกล่าวจึงมิใช่เป็นการให้สิทธิประโยชน์แก่ตนเองในเรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็นกรณีพิเศษแม้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ จะเป็นผู้มีส่วนได้เสียในเรื่องดังกล่าวก็เป็นเพียงส่วนได้เสียตามธรรมดาหาใช่ส่วนได้เสียเป็นพิเศษที่จะถึงกับต้องห้ามไม่ให้ร่วมลงมติตามมาตรา ๑๑๘๕ แต่อย่างใดไม่ การออกเสียงลงมติ ของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ จึงไม่ขัดบทบัญญัติแห่งกฎหมาย",แพ่ง,, 72,8,,การโอนหุ้นที่ฝ่าฝืนซื้อบังคับของบริษัทแต่ได้แจ้งบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นไปยังนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทแล้ว ผู้รับโอนจะใช้สิทธิในฐานะผู้ถือหุ้นของบริษัทได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๙๕๓/๒๕๖๑ หุ้นของผู้คัดค้านที่บริษัท ค.โอนให้ ก.เป็นหุ้นชนิดระบุชื่อลงในใบหุ้นโดยมีข้อบังคับของผู้คัดค้านกำหนดไว้ว่าหุ้นของบริษัทนั้นโอนกันได้ต่อเมื่อได้รับความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรจากคณะกรรมการก่อนเท่านั้น และมติในการประชุมของคณะกรรมการเกี่ยวกับการให้ความยินยอมในการโอนหุ้นใดๆของบริษัท จะต้องได้รับเสียงสนับสนุนจากกรรมการอย่างน้อย ๕ คน ดังนี้การโอนหุ้นระหว่างบริษัท ค. กับ ก. จึงต้องเป็นไปตามข้อบังคับดังกล่าวที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๑๒๙ วรรคหนึ่ง ขณะที่บริษัท ค.ทำสัญญาโอนหุ้นให้ ก.นั้นการโอนหุ้นของบริษัท ค.ให้ ก.ไม่ได้รับความยินยอมจากคณะกรรมการของผู้คัดค้านและมิได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการ แม้จะแจ้งชื่อจะแจ้งบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นของผู้คัดค้านไปยังนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทว่า ก.เป็นผู้ถือหุ้นที่รับโอนจากบริษัท ค. ก็ดี แต่เป็นการกระทำของ ก.ไม่ใช่เป็นของคณะกรรมการผู้คัดค้าน การโอนหุ้นระหว่างบริษัท ก.จึงเป็นการฝ่าฝืนต่อข้อบังคับของผู้คัดค้านและไม่ชอบด้วยมาตรา ๑๑๒๙ วรรคหนึ่ง ก.จึงไม่ได้กรรมสิทธิ์ในหุ้นของผู้คัดค้าน และไม่อาจใช้สิทธิใดๆในฐานะผู้ถือหุ้นดังกล่าวได้ การที่ ก.ออกหนังสือเชิญประชุมเข้าร่วมประชุมทำหน้าที่ประธานที่ประชุมและออกเสียงในการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นเรื่องเปลี่ยนแปลงกรรมการอำนาจกรรมการและเปลี่ยนแปลงข้อบังคับของผู้คัดค้านจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย และมติต่างๆที่ลงไว้ก็เป็นมติที่ไม่ชอบ ",แพ่ง,, 72,8,,การประชุมสามัญผู้ถือหุ้นของบริษัท โดยมีผู้ถือหุ้นของบริษัทคนหนึ่งถือหุ้นเป็นจำนวนไม่ถึงหนึ่งในสี่ของทุนบริษัท และมีบุคคลซึ่งมิใช่ผู้ถือหุ้นเข้าร่วมประชุมด้วย แล้วมีมติในการประชุม การฟ้องขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมของบุคคลดังกล่าว เป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนมติของที่ประชุมใหญ่อันผิดระเบียบที่จะต้องฟ้องขอให้เพิกถอนภายในกำหนดเดือนหนึ่งนับแต่วันลงมตินั้น ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๑๙๕ หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๗๑๓/๒๕๖๑ การประชุมสามัญผู้ถือหุ้นของบริษัท พ. มีผู้เข้าร่วมประชุมประกอบไปด้วยจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัท พ. จำนวน ๓๐๐,๐๐๐ หุ้น จากจำนวนทั้งหมด ๑,๕๐๐,๐๐๐ หุ้นและจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๙ ซึ่งมิใช่ผู้ถือหุ้นของบริษัท พ. ดังนี้ นอกจากลำพังจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัท พ. เป็นจำนวนไม่ถึงหนึ่งในสี่ของบริษัทจะไม่สามารถเป็นองค์ประชุมที่จะปรึกษากิจการอันใดของบริษัทตามมาตรา ๑๑๗๘ ได้แล้ว การที่ไม่มีผู้ถือหุ้นของบริษัท พ. เข้าร่วมประชุมตั้งแต่ ๒คนขึ้นไป ย่อมทำให้ไม่อาจดำเนินการประชุมหรือลงมติที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นของบริษัท พ. ได้โดยสภาพอีกทั้งจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๙ ซึ่งมิใช่ผู้ถือหุ้นของบริษัท พ. ยังเข้าร่วมประชุมและลงมติด้วย จึงไม่มีลักษณะเป็นการประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัท พ. เป็นการทั่วไปตามมาตรา ๑๑๗๑ วรรคหนึ่งและวรรคสอง เช่นนี้การประชุมดังกล่าวถือไม่ได้ว่าเป็นการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นของบริษัท พ. กรณีหาใช่เป็นเพียงมติที่ประชุมใหญ่ของบริษัท พ. อันผิดระเบียบเพราะมีการประชุมและลงมติโดยฝ่าฝืนมาตรา ๑๑๗๘ แต่ต้องถือว่าการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นของบริษัท พ. มิได้เกิดขึ้นและไม่มีการประชุมกันจริง คงมีเพียงการลงมติที่ประชุมของจำเลยทั้งเก้าซึ่งนำไปใช้อ้างต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทว่าเป็นการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นของบริษัท พ. เพื่อใช้ในการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการและอำนาจกรรมการเท่านั้นอันเป็นการมิชอบด้วยกฎหมายและกรณีมีเหตุต้องเพิกถอนมติที่ประชุมของจำเลยทั้งเก้าดังกล่าวการที่โจทก์ทั้งหกฟ้องขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมของจำเลยทั้งเก้าซึ่งอ้างว่าเป็นการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นของบริษัท พ. จึงมิใช่การฟ้องขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่ของบริษัท อันผิดระเบียบตามมาตรา ๑๑๙๕ และไม่อยู่ในบังคับที่จะต้องฟ้องขอให้เพิกถอนภายในกำหนดเดือนหนึ่งนับแต่วันลงมตินั้น แม้โจทก์ทั้งหกจะฟ้องพ้นกำหนดเดือนหนึ่งนับแต่วันที่มีการลงมติที่ประชุมของจำเลยทั้งเก้าแล้ว โจทก์ทั้งหกก็มีสิทธิฟ้องคดีนี้ โจทก์ทั้งหกฟ้องขอให้ถอนมติที่ประชุมของจำเลยทั้งเก้าซึ่งอ้างว่าเป็นการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นของบริษัท พ. มิได้ฟ้องขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมของบริษัท พ. และไม่อาจถือว่ามติที่ประชุมของจำเลยทั้งเก้าซึ่งนำไปใช้อ้างต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทเป็นมติที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นของบริษัท พ. ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้เพิกถอนมติที่ประชุมของบริษัท พ. มานั้นเป็นการพิพากษาซึ่งไม่ตรงกับคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ทั้งหกและเป็นการเป็นการพิพากษาเกินคำขอเป็นการพิพากษาซึ่งไม่ตรงกับคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ทั้งหกและเป็นการพิพากษาเกินคำขอปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาแต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๒ (๕) ",แพ่ง,, 72,9,,ผู้เป็นหุ้นส่วนจำกัดความรับผิดซึ่งออกจากหุ้นส่วนไปแล้วจะยังต้องรับผิดในหนี้ซึ่งห้างหุ้นส่วนได้ก่อให้เกิดขึ้นก่อนที่ตนได้ออกจากหุ้นส่วนหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๕๑/๒๕๖๒ ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัดเดิมโจทก์มีหุ้นส่วน ๒ คน คือ จำเลยเป็นหุ้นส่วนจำกัดความรับผิดและนายสมนึกเป็นหุ้นส่วนจำกัดความรับผิดและจำเลยเป็นหุ้นส่วนจำกัดความรับผิดและต่อมามีการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงให้บริษัทบ้านตาลโฮลดิ้ง จำกัด เข้ามาเป็นหุ้นส่วนจำกัดความรับผิดแทนจำเลยที่ออกจากการเป็นหุ้นส่วนของโจทก์ ในระหว่างที่จำเลยยังคงเป็นหุ้นส่วนจำกัดความรับผิดของโจทก์ โจทก์โดยจำเลยและนายสมนึกขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ให้แก่นายสาระญโจนก์ชำระภาษีแล้ว ต่อมาระบบราชการแจ้งโจทกว่าชำระภาษีไม่ถูกต้องให้ชำระภาษีที่ยังขาด เบี้ยปรับ เงินเพิ่มและภาษีบำรุงท้องที่ ๑,๔๐๗,๕๔๘.๒๕ บาท โจทก์ชำระให้แก่กรมสรรพากรครบถ้วนแล้ว ปัญหาต้องวินิจฉัยตามกฎหมายว่า จำเลยต้องรับผิดในหนี้ค่าภาษีอากรค้างชำระของโจทก์หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า หนี้ค่าภาษีอากรค้างชำระเกิดขึ้นแต่วันที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๕๔ ในขณะนั้นจำเลยยังคงเป็นหุ้นส่วนจำกัดความรับผิดของโจทก์ โจทก์และจำเลยยังไม่ทราบเรื่องที่มีการเสียภาษีไม่ถูกต้อง ต่อมาวันที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๕๘ (ที่ถูก ๒๕๕๖) โจทก์จดทะเบียนให้จำเลยออกจากการเป็นหุ้นส่วนของโจทก์โดยมีการคืนจำนวนลงหุ้นแก่จำเลย ๒๘,๐๐๐,๐๐๐ บาท หากโจทก์และจำเลยทราบเรื่องที่เสียภาษีไม่ถูกต้องเสียก่อน จำเลยก็จะได้รับจำนวนลงหุ้นคืนน้อยกว่าจำนวนดังกล่าว เมื่อหนี้ค่าภาษีอากรค้างชำระเกิดขึ้นในขณะที่จำเลยยังคงเป็นหุ้นส่วนของโจทก์ จำเลยจึงต้องรับผิดในหนี้ค่าภาษีอากรค้างชำระในฐานะหุ้นส่วนของโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ มาตรา ๑๐๕๑ โจทก์ชอบที่จะไล่เบี้ยเรียกเอาเงินที่ชำระแทนไปก่อน ๗๐๓,๗๗๔ บาท จากจำเลยได้ นั้น เห็นว่า เมื่อห้างหุ้นส่วนจำกัดจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตาม กฎหมายแล้วย่อมมีสถานะเป็นนิติบุคคลต่างหากจากผู้เป็นหุ้นส่วนตามมาตรา ๑๐๑๕ ทรัพย์สินและหนี้สินของห้างหุ้นส่วนจำกัดย่อมมีใช่ทรัพย์สินและหนี้สินของผู้เป็นหุ้นส่วน โดยตรง ส่วนการที่ผู้เป็นหุ้นส่วนซึ่งออกจากหุ้นส่วนไปแล้วจะยังคงต้องรับผิดในหนี้ซึ่ง ห้างหุ้นส่วนได้ก่อให้เกิดขึ้นก่อนที่ตนได้ออกจากหุ้นส่วนไปตามมาตรา ๑๐๕๑ นั้น เป็นกรณี ที่บทบัญญัติดังกล่าวมุ่งหมายจะใช้บังคับแก่ห้างหุ้นส่วนสามัญซึ่งหุ้นส่วนทุกคนจะต้อง รับผิดร่วมกันโดยไม่จำกัดจำนวนในการชำระหนี้อันได้ก่อขึ้นเพราะจัดการไปในทางที่เป็น ธรรมดาการค้าขายของห้างหุ้นส่วนนั้น แตกต่างจากผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับ ผิดซึ่งจะมีความผิดเพียงไม่เกินจำนวนเงินที่ตนรับจะลงหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัดตามมาตรา ๑๐๗๗ (๑) และในระหว่างที่ห้างหุ้นส่วนจำกัดยังมิได้เลิกกัน เจ้าหนี้ของห้างหุ้นส่วน จำกัดย่อมไม่มีสิทธิที่จะฟ้องร้องผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดตามมาตรา ๑๐๙๕ วรรคหนึ่ง แต่หากห้างหุ้นส่วนจำกัดเลิกกันแล้ว ความรับผิดชอบของผู้เป็น หุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดต่อเจ้าหนี้ของห้างหุ้นส่วนจำกัดย่อมจำกัดอยู่เพียงจำนวน ลงหุ้นที่ยังค้างสงหรือได้ถอนไปจากสินทรัพย์ของห้างหุ้นส่วนจำกัดกับเงินปันผลซึ่งได้รับไป แล้วโดยทุจริตและฝ่าฝืนต่อข้อห้ามที่มิให้แบ่งเงินปันผลหรือดอกเบี้ยนอกจากผลกำไรซึ่งห้าง หุ้นส่วนจำกัดทำมาค้าได้ตามมาตรา ๑๐๙๕ วรรคสอง (๑) (๒) และ (๓) เท่านั้น กรณีจึงไม่อาจนำมาตรา ๑๐๕๑ มาใช้บังคับแก่หุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดใน ห้างหุ้นส่วนจำกัดได้ตามมาตรา ๑๐๘๐ วรรคหนึ่ง แม้นหัวคำภาษีอากรค้างชำระของ โจทก์จะเกิดขึ้นในระหว่างที่จำเลยยังคงเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดของโจทก์ ก็ถือมีได้ว่าเป็นหนี้สินของจำเลย เมื่อจำเลยออกจากการเป็นหุ้นส่วนของโจทก์ไปแล้วโดย มีการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงให้บริษัทบ้านตาลโฮลดิ้ง จำกัด เข้ามาเป็นหุ้นส่วนจำพวก จำกัดความรับผิดแทนจำเลยในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกันย่อมต้องถือว่าความเป็น หุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดของจำเลยได้ถูกแทนที่โดยบริษัทบ้านตาลโฮลดิ้ง จำกัด แล้ว แม้จำเลยจะได้รับเงินจากการถอนหุ้นด้วย แต่ก็เป็นเพียงการจ่ายเงินเพื่อระงับ ข้อพิพาทระหว่างจำเลยกับโจทก์และนายสมนึก ตามสัญญาประนีประนอมยอมความใน คดีแพ่งหมายเลขที่ ๑๖๗/๒๕๕๖ ของศาลชั้นต้น และได้ความตามคำขอจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนว่าจำนวนลงหุ้นของจำเลยถูกแทนที่ด้วยจำนวนลงหุ้นของบริษัทบ้านตาล โฮลดิ้ง จำกัด เช่นกัน หนี้ค่าภาษีอากรค้างชำระที่โจทย์กำรให้แก่กรมสรรพากรไป นั้นจึงเป็นค่าใช้จ่ายของโจทย์ที่จะต้องนำไปคิดคำนวณกำไรขาดทุนในระหว่างผู้ที่ยัง คงเป็นหุ้นส่วนกันต่อไปตามสัญญาหุ้นส่วน โจทย์จะนำหนี้ค่าภาษีอากรค้างชำระ ดังกล่าวมาไล่เบี้ยเอาก็จำเลยไม่ได้ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดในหนี้ค่าภาษีอากรค้างชำระ ของโจทย์",แพ่ง,, 72,9,,เจ้าหนี้ไปร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่ลูกหนี้ซื้อหาฉ้อโกง หากลูกหนี้โอนที่ดินให้ แก่บุตร จะเป็นความผิดฐานฉ้อโกงหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๙๐๕/๒๕๖๑ ความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๐ นั้น เจ้าหนี้ต้องใช้หรือจะใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้ลูกหนี้ชำระหนี้แล้ว และลูกหนี้ รู้ว่าเจ้าหนี้ได้ใช้หรือจะใช้สิทธิดังกล่าวแล้วยังโอนทรัพย์สินให้ผู้อื่น โดยมีมูลเหตุจงใจเพื่อ ไม่ให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน โจทย์ไปร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลยซื้อหาฉ้อโกง ก่อนวันที่จำเลยโอนที่ดินให้แก่ บุตรทั้งสองของจำเลย การร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนของโจทย์ย่อมนำไปสู่การยื่นฟ้องคดี อาญาของพนักงานอัยการ ซึ่งรวมถึงการเรียกทรัพย์สินหรือราคาที่โจทย์ต้องสูญเสียไป เนื่องจากการกระทำความผิดแทนโจทย์ด้วยตาม ป.ว.อ. มาตรา ๔๓ อีกทั้งเมื่อพนักงาน อัยการยื่นฟ้องคดี โจทย์จะยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทย์กับพนักงานอัยการตาม ป.ว.อ. มาตรา ๓๐ หรือไม่ก็ได้ ดังนั้น โดยการร้องทุกข์ของโจทย์ ไม่ว่าต่อมาโจทย์จะยื่นคำร้องขอ เข้าร่วมเป็นโจทย์หรือไม่ ก็มีผลเป็นการเรียกร้องทรัพย์สินหรือราคาที่โจทย์สูญเสียไปจากการ กระทำความผิดคืนโดยพนักงานอัยการดำเนินการแทนแล้ว โจทย์ไม่จำต้องทวงถามหรือฟ้อง เรียกร้องทางศาลให้ชำระหนี้ การที่จำเลยโอนที่ดินให้แก่บุตรทั้งสองของจำเลยจึงเป็นไปเพื่อมิให้โจทก์ได้รับชำระหนี้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามฟ้อง,อาญา,, 72,9,,ไม่มีเจตนาขายที่ดิน แต่มีเจตนาจดทะเบียนจำนองที่ดิน ดังนี้ สัญญาขายที่ดินจะมีผลตามกฎหมายหรือไม่อย่างใด,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๑๗/๒๕๖๒ โจทก์ไม่มีเจตนาขายที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ ๓ แต่มีเจตนาจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทแก่กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร การทำหนังสือสัญญาขายที่ดินพิพาทจึงเป็นการแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในลักษณะของนิติกรรมซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรม สัญญาขายที่ดินพิพาทรระหว่างโจทกกับจำเลยที่ ๓ จึงตกเป็นโมฆะตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๕๖ วรรคหนึ่ง จำเลยที่ ๓ ไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทและไม่มีสิทธิโอนขายต่อแก่จำเลยที่ ๔ และที่ ๕ แม้จำเลยที่ ๕ จะซื้อที่ดินพิพาทไว้โดยสุจริต เสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนตามกฎหมาย จำเลยที่ ๕ ก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทด้วยหลักกฎหมายทั่วไปที่ว่า ผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน กรณีจึงมีเหตุให้เพิกถอนการจดทะเบียนการขายที่ดินพิพาทรระหว่างโจทกกับจำเลยที่ ๓ ระหว่างจำเลยที่ ๓ กับจำเลยที่ ๔ และระหว่างจำเลยที่ ๔ กับจำเลยที่ ๕,แพ่ง,, 72,10,,เจ้าของที่ดินต่างได้เสียงความเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินส่วนที่พิพาทกันอยู่ จะเป็นความผิดฐานบุกรุกตาม ประมวลกฎหมายอาญา ตาม ๓๖๒ หรือไม่ เจ้าของที่ดินภารยทรัพย์ก่อสร้างกำแพงโรงจอดรถยนต์และบ้านใดคอนกรีต ในทางสาธารณะจะถือเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของเจ้าของที่ดิน สามยทรัพย์โดยปกสุขอันจะเป็นความผิดฐานบุกรุกตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๒ หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๐๐๖/๒๕๖๑ โจทก์อ้างว่าแนวเขตระหว่างที่ดินของโจทก์กับจำเลยที่ ๑ คือ แนวต้นยูคาลิปตัส จำเลยที่ ๑ โต้แย้งว่าแนวเขตก่อนของโจทก์กับจำเลยที่ ๑ คือหลักหมุดใหม่ เมื่อโจทก์กับ จำเลยที่ ๑ ยังคงได้เสียงความเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทกันอยู่เช่นนี้ กรณีจึงเป็นเรื่องทางแพ่ง การกระทำของจำเลยทั้งสองไม่มีมูลความผิดฐานบุกรุก ที่ดินอันแตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ เพียงแต่ทำให้จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็น เจ้าของกรรมสิทธิต้องยอมรับกรมบางอย่างซึ่งกระทบถึงทรัพย์สินของตนหรือต้องงดเว้น การใช้สิทธิบางอย่างอันมีอยู่ในกรรมสิทธินั้นเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินของโจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๘๗ จำเลยที่ ๑ ยังมีสิทธิในการภาระจำยอม อันเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ ๑ เช่นเดิม เพียงแต่มาตรา ๑๓๙๐ ห้ามเจ้าของ ภารยทรัพย์ประกอบกรรมใด ๆ อันจะเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดลงไปหรือ เสื่อมความสะดวก การใช้สิทธิเหนือที่ดินส่วนที่เป็นทางการประจำยามในฐานะเจ้าของ กรรมสิทธียังคงเป็นของจำเลยที่ ๑ แม้ว่าหากจำเลยทั้งสองก่อสร้างกำแพงโรงจอดรถยนต์ และบ้านใดคอนกรีต อันเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวก ก็เป็นการกระทำลงบนที่ดินของจำเลยที่ ๑ เอง หากใช้เป็นการเข้าไปกระทำในที่ดิน ของโจทก์ไม่ การกระทำของจำเลยทั้งสองไม่มีมูลความผิดฐานบุกรุกเช่นกัน",อาญา,, 72,10,,ผู้ค้ำประกันร่วมคนหนึ่งชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้มีผลให้อายุความสะอาด หยุดลง จะมีผลถึงผู้ค้ำประกันร่วมอีกรายด้วยหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๔๐๓/๒๕๖๑ บริษัท ม. ผู้ค้ำประกันหนี้ร่วมของบริษัท ส. ได้ชำระหนี้บางส่วน ทำให้อายุความในช่วงเวลาดังกล่าวสะดุดหยุดลง แต่จะมีผลไปถึงจำเลยซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันหนี้ร่วมอีกธารยหรือไม่นั้นเห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๙๒ บัญญัติว่า อายุความสะคูดหยุดลงเป็นโทษแก่ลูกหนี้นั้น ย่อมเป็นโทษแก่ผู้ค้ำประกันด้วย แต่หาได้บัญญัติด้วยว่าหากอายุความสะคูดหยุดลงเป็นโทษแก่ผู้ค้ำประกันร่วมรายหนึ่งจะเป็นโทษแก่ผู้ค้ำประกันร่วมรายอื่นด้วยไม่ บทบัญญัติดังกล่าวเป็นนิติสัมพันธ์ระหว่างผู้ค้ำประกันกับลูกหนี้ และในระหว่างผู้ค้ำประกันด้วยกันบทบัญญัตลักษณะค้ำประกันมิได้กำหนดความรับผิดต่ออันไว้จึงต้องใช้หลักทั่วไปตามมาตรา ๒๙๕ ซึ่งกำหนดว่าอายุความของลูกหนี้ร่วมคนใดก็ย่อมเป็นไปเพื่อคุณและโทษแห่งลูกหนี้คนนั้นดังนั้นอายุความจึงสะคูดหยุดลงเฉพาะแก่บริษัท ม. เท่านั้น หากมีผลถึงจำเลยซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันร่วมกับบริษัท ม. ไม่ เมื่อโจทย์ฟ้องคดีนี้เกิน ๑๐ ปี คดีโจทย์จึงขาดอายุความ,แพ่ง,, 72,10,,ลูกหนี้ทำหนังสือรับชำระหนี้ไว้แก่เจ้าหนี้เป็นเหตุให้อายุความสะคูดหยุดลงจะมีผลไปถึงผู้จำนองซึ่งตกลงยินยอมร่วมรับผิดกับลูกหนี้ด้วยหรือไม่ หากเจ้าหนี้ฟ้องผู้จำนองใช้นี้คืนเงินส่วนที่ขาดจากการบังคับจำนอง,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๖๕๖/๒๕๖๑ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๙๕ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่าข้อความจริงอื่นใดนอกจากที่ระบุไว้ในมาตรา ๒๙๒ ถึง ๒๙๔ นั้น เมื่อเป็นเรื่องทั่วถึงตัวลูกหนี้ร่วมกันคนใดก็ย่อมเป็นไปเพื่อคุณและโทษแห่งลูกหนี้คนนั้น...และวรรคสองบัญญัติว่า ความที่ว่ามานี้ เมื่อจะกล่าวโดยเฉพาะก็ดีคือว่าให้ใช้แก่...การที่อายุความสะคูดหยุดลง...เมื่อจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ และที่ ๖ เป็นผู้จำนองที่ดินประกันหนี้ของ ส. ซึ่งแม้ตามข้อตกลงการทำสัญญาจำนองระบุว่าจำเลยที่ ๓ ที่ ๔ และที่ ๖ ตกลงยินยอมร่วมกับผิดกับลูกหนี้ แต่เหตุอายุความสะคูดหยุดลงก็เป็นเรื่องเฉพาะตัว ส. ย่อมเป็นโทษแก่ ส. เท่านั้น ไม่มีผลถึงจำเลยที่ ๓ ที่ ๔ และที่ ๖ ผู้จำนองด้วย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๙๕ วรรคสอง ดังนั้น เมื่อโจทย์นำคดีมา พ้องจำเลยที่ ๓ ที่ ๔ และที่ ๖ เกิน ๑๐ ปี ซึ่งเป็นการฟ้องเรียกให้ชำระเงินส่วนที่ขาดจากการบังคับจำนอง คดีโจทย์จึงขาดอายุความ จะถือว่า จำเลยที่ ๓ ที่ ๔ และที่ ๖ เปรียบเสมือนผู้ค้ำประกัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๙๒ ไม่ได้,แพ่ง,, 72,10,,ลูกจ้างขับรถเก็บขนของในนามของเทศบาล การที่เทศบาลว่าจ้างบุคคลอื่นดำเนินการเก็บขนของในนามของเทศบาล จะถือว่าเทศบาลเป็นนายจ้างอันจะต้องรับผิดในผลแห่งละเมิดด้วยหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๘๕/๒๕๖๑ จำเลยที่ ๑ ให้การรับว่า ร. ทำหน้าที่ขับรถบรรทุกคนเกิดเหตุเพื่อเก็บขนของในนามของเทศบาลจำเลยที่ ๑ ตามคำสั่งของจำเลยที่ ๑ เมื่อการเก็บขนของเป็นภารกิจของเทศบาล การขับรถเก็บขนของ ร. จึงเป็นการทำไปตามหน้าที่ในภารกิจของจำเลยที่ ๑ ตามพฤติการณ์ยอมเป็นการแสดงออกแก่บุคคลทั่วไปว่า ร. เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ ๑ และรถบรรทุกคนเกิดเหตุเป็นของจำเลยที่ ๑ การที่จำเลยที่ ๑ ว่าจ้างจำเลยที่ ๒ ดำเนินการเก็บขนของในนามของจำเลยที่ ๑ ย่อมถือได้ว่าจำเลยที่ ๑ เป็นนายจ้างของ ร. ด้วย ส่วนจำเลยที่ ๑ จะมีสัญญาหรือข้อตกลงกับจำเลยที่ ๒ อย่างไรก็เป็นเรื่องที่จะบังคับกันระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๒ หาได้มีผลผูกพันกับบุคคลภายนอกซึ่งรวมถึงโจทย์ทั้งสามซึ่งต้องเสียหายจากการกระทำละเมิดของ ร. ด้วยไม่ เมื่อ ร. ขับรถบรรทุกคนเกิดเหตุไปในทางการที่จ้างของจำเลยทั้งสองและกระทำละเมิด จำเลยทั้งสองต้องร่วมกับ ร. รับผิดในผลแห่งละเมิดที่ ร. กระทำด้วย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๒๕,แพ่ง,, 72,10,,สัญญาเช่าแผงลอย ผู้เช่าออกเงินปรับปรุงเพื่อประโยชน์ของผู้เช่าเองเป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดาหรือไม่ และสัญญาเช่าไม่ได้กำหนดเวลาเช่า เพียงแต่กำหนดเวลาชำระค่าเช่าไว้ ผู้ให้เช่ามีสิทธิบอกเลิกสัญญาหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๔๒๒/๒๕๖๐ ในการทำสัญญาเช่าแผงนอกจากค่าเช่าแล้ว จำเลยไม่ได้ให้ค่าตอบแทนอย่างอื่น แก่โจทย์อันจะพอถือได้ว่าเป็นสัญญาต่างตอบแทน ทั้งตามสัญญาเช่าแผงโจทย์ตกลง ให้จำเลยเช่าแผงของโจทก์เพื่อประโยชน์ประกอบการค้า (ชั่วคราว) มีกำหนดเวลา รายเดือน นับแต่วันที่ ๑ เดือนกันยายน ๒๕๔๕ คิดค่าเช่าเดือนละ ๖๐๐ บาท ไม่ได้ กำหนดเวลาเช่า เพียงแต่กำหนดเวลาชำระค่าเช่าไว้เท่านั้น โจทก์ย่อมมีสิทธิออกเลิก สัญญาได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๖๖ หากจำเลยได้ออกเงิน ปรับปรุงแผงที่เช่ามาจากโจทก์ไปจริงต้องถือว่าเป็นการปรับปรุงเพื่อประโยชน์ของ จำเลยเอง มิใช่เป็นการให้ประโยชน์แก่โจทก์ จึงไม่ถือว่าเป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่า สัญญาเช่าธรรมดา,แพ่ง,, 72,10,,ปลอมลายมือชื่อของผู้อื่นในหนังสือสัญญากู้เงิน ใช้หรืออ้างในการฟ้อง คดีต่อศาลชั้นต้นและนำสืบแสดงต่อศาลในการพิจารณาคดี จะเป็นความผิดตามประมวล กฎหมายอาญาฐานใด,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๔๐๗/๒๕๖๐ การที่จำเลยที่ ๑ นำหนังสือสัญญากู้เงินที่ปลอมลายมือชื่อของผู้เสียหาย ใช้หรือ อ้างในการฟ้องคดีต่อศาลชั้นต้น อันเป็นความผิดฐานใช้หรืออ้างเอกสารสิทธิปลอม กับการที่ จำเลยที่ ๑ นำหนังสือสัญญากู้เงินฉบับดังกล่าวนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จ ในการพิจารณาคดีอันเป็นความผิดฐานเบิกความอันเป็นเท็จและฐานนำสืบหรือแสดงพยาน หลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดี แม้ว่ากระทำของจำเลยที่ ๑ ตามขั้นตอนต่าง ๆ ดังกล่าวเป็นการกระทำคนละวันกัน แต่เป็นการกระทำที่ต่อเนื่องซึ่งย่อมเกิดจากมิจฉา เดียวเท่านั้น คือเพื่อที่จะให้ศาลพิพากษาให้ผู้เสียหายชำระเงินกู้ให้แก่จำเลยที่ ๑ จึงเป็นการ กระทำการกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทด้วยโทษในความผิดฐานใช้เอกสาร สิทธิปลอมซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ เพียงกระทงเดียว,อาญา,, 72,11,,ทำสัญญาจะซื้อขายห้องชุด ต่อมาเมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จปรากฏว่า ห้องชุดมีเนื้อที่มากไปกว่าที่ระบุในสัญญาผู้ซื้อมีสิทธิบอกปัดไม่รับห้องชุดได้หรือไม่ ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๙๘๓/๒๕๖๑ บทบัญญัติแห่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๖๖ หมายความว่า หากเนื้อที่ของหาริมทรัพย์ น้อยหรือมากกว่าที่ระบุในสัญญาไม่เกินร้อยละหน้าของเนื้อที่ทั้งหมดที่ระบุในสัญญา ผู้ซื้อจะต้อง รับไว้แล้วใช้ราคาตามส่วน เว้นแต่ผู้ซื้อจะแสดงให้เห็นว่าถ้านทราบก่อนแล้วคงมิได้เข้าทำ สัญญานั้น แต่หากเนื้อที่น้อยหรือมากกว่าที่ระบุในสัญญาตั้งแต่ร้อยละห้า กฏหมายให้มีสิทธิ แก่ผู้ซึ่งว่าจะบอกปัดไม่ยอมรับหรือจะยอมรับไว้และใช้ราคาตามส่วนตามแต่จะเลือก แม้ บทบัญญัติแห่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๖๖ จะไม่ใช่กฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย หรือศิลธรรมอันดีของประชาชน ซึ่งคู่สัญญาสามารถกลงยกเว้นไม่ให้นำ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๖๖ มาใช้บังคับได้ก็ตาม แต่คู่สัญญาที่ต้องแสดงเจตนาโดยชัดแจ้งและระบุไว้ในสัญญา สัญญาจะซื้อขายห้องชุดพิพาททั้งสิบระหว่างโจทก์กับจำเลยระบุว่า ในกรณีที่ อาคารชุดยังดำเนินการก่อสร้างไม่แล้วเสร็จ ต่อมาเมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จ ปรากฏว่ามีเนื้อที่ ห้องชุดเพิ่มขึ้นหรือลดลงจากจำนวนที่ระบุในสัญญา คู่สัญญาตกลงคิดราคาห้องชุดตาม ส่วนที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงในราคาต่อหน่วยตามที่กำหนดในข้อ ๓.๑ และให้นำราคาห้องชุดส่วน ที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงไปเพิ่มหรือลดลงจากราคาห้องชุดตามข้อ ๓.๑ และจำนวนเงินที่ต้องชำระ ตามข้อ ๔.๒ ตามข้อตกลงดังกล่าวเป็นการระบุไว้เป็นการทั่วไป ไม่ได้ยกเว้นบทบัญญัติ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๖๖ ไว้โดยชัดแจ้งว่าผู้ซื้อจะไม่ยกเรื่องเนื้อที่ น้อยหรือมากกว่าที่ระบุในสัญญาตั้งแต่ร้อยละห้าขึ้นไปเป็นข้ออ้างบอกปัดไม่ยอมรับไม่ถือว่า ข้อตกลงดังกล่าวยกเว้นไม่ให้นำ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๖๖ มาใช้บังคับกรณีจึงต้องบังคับตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๖๖ ดังนั้น เมื่อเนื้อที่ห้องชุดพิพาททั้งสิบมีเนื้อที่มากไปกว่าที่ระบุในสัญญา โจทก์จึงมีสิทธิที่จะเลือกว่าจะบอกปัดไม่รับเสียหรือจะรับเอาไว้และใช้ราคาตามส่วนตามที่ บัญญัติไว้ใน ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๖๖ วรรคหนึ่ง ซึ่งการที่โจทก์จะใช้สิทธิในทางใดย่อมเป็นไป ตามอำเภอใจของโจทก์และเป็นธรรมดาอยู่เองที่โจทก์จะเลือกในทางที่เป็นประโยชน์สูงสุดแก่ โจทก์ซึ่งไม่มีบทกฎหมายใดห้ามมิให้โจทก์กระทำเช่นนั้น ดังนั้น ที่โจทก์ซื้อห้องชุดจากจำเลย ๓๓ ห้อง โจทกรับโอนไปแล้ว ๑๔ ห้อง และขายให้ผู้อื่นไปแล้ว ซึ่งทุกห้องก็มีเนื้อที่มากกว่าที่ระบุในสัญญา เหตุที่โจทก์ไม่ยอมรับโอนห้องชุดพิพาทเพราะโจทก์ยังขายห้องชุดพิพาทให้ผู้อื่นไม่ได้นั้น ก็ไม่เป็นเหตุให้โจทก์จะบอกปัดไม่รับห้องชุดพิพาทไม่ได้และไม่ถือว่าโจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต",แพ่ง,, 72,11,,นำหนังสือสัญญากู้เงินที่ปลอมลายมือชื่อผู้กู้มาฟ้องผู้กู้และนำสืบหรือแสดงสัญญากู้เงินดังกล่าวในการพิจารณาคดี ดังนี้ จะมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาฐานใด,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๕๐๗/๒๕๖๑ การที่จำเลยที่ ๑ นำหนังสือสัญญากู้เงินที่ปลอมลายมือชื่อของผู้เสียหายใช้หรืออย่างในการฟ้องคดีต่อศาลชั้นต้น อันเป็นความผิดฐานใช้หรืออย่างเอกสารสิทธิปลอม กับการที่จำเลยที่ ๑ นำหนังสือสัญญากู้เงินฉบับดังกล่าวนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอันเป็นความผิดฐานเบิกความอันเป็นเท็จและฐานนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดี แม้การกระทำของจำเลยที่ ๑ ตามขั้นตอนต่าง ๆ ดังกล่าวเป็นการกระทำคนละวัน แต่เป็นการกระทำที่ต่อเนื่องเชื่อมโยงกันโดยมีเจตนาระหว่างกันคือเพื่อที่จะให้ศาลพิพากษาให้ผู้เสียหายชำระเงินกู้ให้แก่จำเลยที่ ๑ ตามหนังสือสัญญากู้เงินที่ทำปลอมขึ้นเป็นสำคัญ การกระทำของจำเลยที่ ๑ จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทด้วยลงโทษในความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ เพียงกระทงเดียว,อาญา,, 72,11,,ใช้อาวุธปืนจี้ให้ส่งเงินให้ คนผู้เสียหายยอมส่งเงินให้เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาฐานใด,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๖๙๒/๒๕๖๑ จำเลยใช้อาวุธปืนจี้ผู้เสียหายพร้อมพูดชมู่ผู้เสียหายให้สงเงินให้จนผู้เสียหายยอมส่งเงินให้แก่จำเลย การกระทำของจำเลยย่อมเป็นการชิงทรัพย์ โดยมีอาวุธอันมีลักษณะดังที่บัญญัติไว้ในอนุมาตรา (๗) แห่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๕ จึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๙ วรรคสอง การที่จำเลยเป็นผู้มีและใช้อาวุธปืนในการกระทำความผิด จำเลยจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๙ วรรคสองประกอบด้วยมาตรา ๓๔๐ ตรี,อาญา,, 72,11,,หลอกลวงผู้อื่นแต่ไม่เป็นผลให้ได้รับทรัพย์สินเพิ่มเติมอีกนอกเหนือจากที่ได้รับไปแล้วจากการหลอกลวงครั้งแรก การหลอกลวงครั้งหลังจะเป็นความผิดฐานฉ้อโกงอีกกรรมหนึ่งหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๐๕/๒๕๖๑ เมื่อวันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๕๘ โจทก์ให้จำเลยที่ ๑ กู้เงินจำนวน ๑๔๐,๐๐๐ บาท เนื่องจากจำเลยที่ ๑ หลอกลวงโจทก์โดยการปลอมโฉนดที่ดินของจำเลยที่ ๒ ว่าเป็นของตน และนำสำเนาโฉนดที่ดินมาวางเป็นประกันหนี้ โจทก์หลงเชื่อจึงทำสัญญากู้เงินและมอบเงิน ๑๔๐,๐๐๐ บาท ให้แก่จำเลยที่ ๑ ก็คือได้ว่าจำเลยที่ ๑ กระทำความผิดฐานฉ้อโกงสำเร็จ ในวันดังกล่าวแล้ว แม้ต่อมาในวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง (วันที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๕๘) จำเลย ทั้งสองร่วมกันหลอกลวงโจทก์อีกว่าจำเลยที่ ๒ เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๗๓๘๙ และ ขอใช้โฉนดที่ดินดังกล่าวเป็นหลักประกันในการชำระหนี้ต่อไป (ปรากฏว่าขณะทำสัญญาณกู้เงิน จำเลยที่ ๒ ได้อนุกรมสิทธิ์ที่ดินไปเป็นของบุคคลอื่นแล้ว) โดยจำเลยที่ ๒ ทำสัญญา ค้ำประกันหนี้เงินกู้ให้แก่โจทก์ด้วย โจทก์หลงเชื่อจึงยอมรับหลักประกันดังกล่าวและขยาย ระยะเวลาชำระหนี้เงินกู้ให้แก่จำเลยที่ ๑ ก็เป็นการกระทำที่เกิดขึ้นใหม่หลังจากที่จำเลยที่ ๑ กระทำความผิดฐานฉ้อโกงเมื่อวันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๕๘ สำเร็จไปแล้ว ไม่ปรากฏว่าในการ หลอกลวงครั้งหลัง จำเลยทั้งสองได้รับทรัพย์สินจากโจทก์เพิ่มเติมอีกนอกเหนือเงินกู้ จำนวน ๑๔๐,๐๐๐ บาท ที่ได้รับไปแล้ว แม้ว่าโจทก์จะทำสัญญาณกู้เงินฉบับใหม่กับ จำเลยที่ ๑ แต่ก็เป็นเพียงขยายเวลาชำระหนี้เงินกู้ให้แก่จำเลยที่ ๑ เท่านั้น หากได้ ทำให้โจทก์เสียมเสียสิทธิในสัญญากู้เงินฉบับเดิมแต่อย่างใดไม่ ทั้งปรากฏว่าโจทก์ได้ทำ สัญญาณกู้เงินดังกล่าวไปฟ้องและศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้เงินกู้แก่โจทก์แล้ว การกระทำของจำเลยทั้งสองเมื่อวันที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๕๘ จึงไม่ได้มีผลให้โจทก์หรือทำให้ โจทก์ทำ ถอนหรือทำลายเอกสารสิทธิอันจะเป็นความผิดฐานฉ้อโกงตามฟ้อง โจทก์ไม่ได้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานฉ้อโกงเมื่อวันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๕๘ และการกระทำของจำเลยทั้งสองเมื่อวันที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๕๘ สามารัตน์ แยกต่างหากจากการกระทำเมื่อวันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๕๘ ได้ ไม่ใช่การกระทำความผิด ต่อเนื่องและถือไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองได้ไปซึ่งทรัพย์สินคือเงิน ๑๔๐,๐๐๐ บาท จากโจทก์แล้ว การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๑",อาญา,, 72,11,,ใช้ขวานฟันผู้อื่นจนถึงแก่ความตาย เหตุเกิดที่บริเวณใต้ถุนบ้านของผู้กระทำ ความผิด และลากศพผู้ตายจากใต้ถุนบ้านไปไว้ที่ถนนสาธารณะหน้าบ้าน เกลี่ยดินกับ ซี้เถ้ากลบคราบเลือดของผู้ตาย จะเป็นความผิดฐานเคลื่อนย้ายศพเพื่อปิดบังเหตุแห่งการตาย ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๙๙ หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๒๗๘/๒๕๕๕ จำเลยใช้ขวานของกลางเป็นอาวุธฟันศีรษะและใบหน้าของผู้ตายหลายครั้ง เป็นเหตุ ให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย เหตุเกิดที่บริเวณใต้ถุนบ้านของจำเลย หลังจากนั้นจำเลยลากศพ ผู้ตายจากใต้ถุนบ้านไปไว้ที่ถนนสาธารณะหน้าบ้าน ห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ ๓๐ เมตร และเกลี่ยดินกับซี้เถ้ากลบคราบเลือดของผู้ตาย คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทกว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐาน เคลื่อนย้ายศพเพื่อปิดบังการตายหรือเหตุแห่งการตาย และเพื่ออำพรางคดีหรือไม่ เห็นว่า ปรากฏรองรอยการเกลี่ยดินกับซี้เถ้ากลบคราบเลือดของผู้ตายที่บริเวณใต้ถุน บ้านของจำเลยอย่างชัดเจน เห็นได้ว่าจำเลยกระทำเช่นนั้นเพื่อปิดบังและอำพรางการกระทำ ความผิดของตน ดังนั้น การที่จำเลยลากศพผู้ตายไปไว้ที่ถนนสาธารณะหน้าบ้านห่างออกไป ประมาณ ๓๐ เมตร แม้บริเวณนั้นไม่อาจปิดบังการตายได้ ก็เป็นการกระทำเพื่อปิดบังเหตุ แห่งการตายและเพื่ออำพรางการกระทำความผิดของตนด้วย ประกอบกับจำเลยให้การ รับสารภาพในความผิดฐานนี้มาตั้งแต่ต้น การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานเคลื่อนย้าย ศพเพื่อปิดบังเหตุแห่งการตายและเพื่ออำพรางคดี จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมาย อาญา มาตรา ๑๙๙ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕๐ ทวิ วรรคสอง ด้วย หมายเหตุ ปัจจุบันให้ดูมาตรา ๓๖๖/๓ ประกอบด้วย",อาญา,, 72,12,,ถมดินและปลูกสร้างโรงเรือนโดยอาศัยสิทธิของเจ้าของที่ดินในขณะนั้น ต่อมา เจ้าของที่ดินเดิมจดทะเบียนโอนขายที่ดินดังกล่าวให้แก่บุคคลอื่น ดังนี้ ผู้รับโอนจะต้องใช้คำแห่งที่ดิน ที่เพิ่มขึ้นแก่ผู้ถือดินและปลูกสร้างโรงเรือนในที่ดินหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๖๘๑/๒๕๖๐ เมื่อวันที่ ๙ ตุลาคม ๒๕๕๖ โจทก์ซื้อที่ดินพิพาท จาก ส. จำเลยที่ ๒ เป็นบุตร ของ ส. จำเลยทั้งสองเป็นสามีภริยากันสมรสกันเมื่อปี ๒๕๓๒ ปี ๒๕๓๓ จำเลยที่ ๑ ถอนดิน และสิ่งปลูกสร้างโรงเรือนบนที่ดินพิพาทเพื่อใช้ประกอบกิจการล้างอัดฉีดรถยนต์ และต่อมาได้ ปรับปรุงเป็นอยู่ช่องรถยนต์ ขณะนั้นที่ดินพิพาทเป็นของ จ. มารดา ส. ปี ๒๕๓๖ จ. จดทะเบียน ยกที่ดินพิพาทให้แก่ ส. มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า การถามดินและปลูกสร้างโรงเรือนบน ที่ดินพิพาทของจำเลยที่ ๑ เป็นการสร้างโรงเรือนและการก่อสร้างใด ๆ ซึ่งติดที่ดินในที่ดิน ของผู้อื่นโดยสุจริตตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๑๐ วรรคหนึ่งและ ๑๓๑๔ วรรคหนึ่ง ซึ่งโจทก์ต้องใช้คำแห่งที่ดินที่เพิ่มขึ้นหรือไม่ เห็นว่า กรณีตามมาตรา ๑๓๑๐ วรรคหนึ่ง และ ๑๓๑๔ วรรคหนึ่ง เป็นเรื่องที่บุคคลใด บุคคลหนึ่งปลูกสร้างโรงเรือนหรือทำการก่อสร้างใดๆ ซึ่งติดที่ดินของผู้อื่นโดยผู้อื่นมิได้อนุญาต และตนไม่มีสิทธิหรือนิติสัมพันธ์อย่างใดในที่ดินนั้นเลย แต่เป็นการปลูกสร้างโดยสุจริตเชื่อว่าตนมีสิทธิ ที่จะทำได้ จำเลยทั้งสองแถมดินและปลูกสร้างโรงเรือนเนื่องจาก ส. ยกที่ดินพิพาทให้เพื่อตอบแทน ที่จำเลยที่ ๑ ลาออกจากงานมาดูแล ส. อันมีความหมายว่า ส. อนุญาตให้จำเลยทั้งสองทำได้ อีกทั้งบันทึกข้อตกลงต่อท้ายสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับ ส. ก็ระบุว่า จำเลยทั้ง สองปลูกสร้างโรงเรือนโดยอาศัยสิทธิของเจ้าของที่ดิน ดังนั้น การที่จำเลยทั้งสองแถมดินและ ปลูกสร้างโรงเรือนในที่ดินพิพาทโดยได้รับอนุญาตหรือได้รับความยินยอมจากเจ้าของที่ดินในขณะนั้น ดินที่ถามและโรงเรือนจึงไม่เป็นส่วนควบของที่ดินพิพาทและกรณีไม่ต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา ๑๓๑๐ วรรคหนึ่ง และ ๑๓๑๔ วรรคหนึ่ง โจทก์ไม่ต้องใช้คำแห่งที่ดินที่เพิ่มขึ้นแก่จำเลยทั้งสอง",แพ่ง,, 72,12,,แจ้งความประสงค์ขอทำสัญญาเช่าพื้นที่ โดยมอบเอกสารสัญญาเช่าพื้นที่ซึ่งลงลายมือชื่อในช่องผู้เช่าไว้ล่วงหน้าและมอบแบบก่อสร้างอาคารสิ่งปลูกสร้างให้ผู้เช่าพิจารณาและนำเช็คมอบให้แก่ผู้ให้เช่าเพื่อประกันสัญญา ปรากฎว่ารูปแบบอาคารที่ผู้เช่าเสนอไม่เป็นไปตามรูปแบบอาคารที่ผู้ให้เช่ากำหนด ผู้ให้เช่าจึงมีหนังสือขอยกเลิกเช็คและการทำสัญญา ดังนี้ ผู้เช่าจะฟ้องให้ผู้เช่าให้รับผิดใช้ค่าเสียหายได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๕๓๗/๒๕๖๑ เมื่อประมาณเดือนมกราคม ๒๕๕๘ จำเลยที่ ๑ มีความประสงค์จะปรับปรุงภูมิทัศน์ บริเวณครัวริมน้ำโดยมีนโยบายให้บุคคลทั่วไปเช่าปรับปรุงอาคารปรับปรุงภูมิทัศน์ด้วยคำใช้จ่ายของ ผู้เช่า โดยจะได้รับการให้เช่า ๑ ปี นับแต่วันที่ดำเนินการปรับปรุงแล้วเสร็จเมื่อครบกำหนดเวลา การเช่าอาคารจะต้องยกส่วนที่ปรับปรุงทั้งหมดให้แก่จำเลยที่ ๑ ต่อมาวันที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๕๗ โจทย์เป็นตัวแทนของหุ้นส่วนอีก ๒ คน เช่าดิดต่อกับสำนักส่วนพัฒนาธุรกิจและควบคุมด้านทุน ซึ่ง เป็นหน่วยงานในสำนักทรัพย์สินและรายได้ของจำเลยที่ ๑ แจ้งความประสงค์ขอทำสัญญาเช่า พื้นที่ดังกล่าว โดยโจทย์มอบเอกสารสัญญาเช่าพื้นที่ ซึ่งโจทย์ลงลายมือชื่อในช่องผู้เช่าไว้ล่วง หน้าและมอบแบบก่อสร้างอาคารสิ่งปลูกสร้างให้จำเลยที่ ๑ พิจารณาพร้อมนำเข้าธนาคาร ท. ส่งจ่ายเงินจำนวน ๑๘๐,๐๐๐ บาท มอบให้แก่จำเลยที่ ๑ เพื่อประกันสัญญาตามสัญญาเช่าสถานที่ และสำเนาเช็ค ครั้นวันที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๕๗ จำเลยที่ ๒ มีหนังสือถึงโจทย์แจ้งออกเลิกเช็ค และการทำสัญญาตามหนังสือออกเลิกเช็คและการทำสัญญา ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลย ที่ ๑ ในประการแรกมีว่า โจทย์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๑ ให้รับผิดตามสัญญาเช่าดังที่กล่าวข้าง ในคำฟ้องหรือไม่ ตามคำฟ้องและคำให้การปรากฏข้อเท็จจริงอย่างชัดเจนว่า สัญญาเช่าระหว่างโจทย์และ จำเลยที่ ๑ จะต้องมีการพิจารณาเลือกรูปแบบอาคารที่โจทย์เสนอและอนุมัติให้ดำเนินการก่อสร้าง เสียก่อน ซึ่งถือได้ว่าเป็นสาระสำคัญอันจะต้องตกลงกันให้เรียบร้อย แต่จำเลยที่ ๑ ยังมิได้ พิจารณาเห็นชอบรูปแบบอาคารที่โจทย์เสนอตามขั้นตอนแต่ประการใด เนื่องจากยังมีข้อโต้แย้ง เกี่ยวกับรูปแบบอาคารที่โจทย์เสนอแก่จำเลยที่ ๑ กรณีย่อมเป็นที่สงสัยว่าโจทย์และจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นคู่สัญญายังไม่สามารถตกลงกันในสาระสำคัญกันทั้งหมดทุกข้อแล้ว นับว่าระหว่างโจทย์ และจำเลยที่ ๑ ยังมิได้มีสัญญาต่อกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๖๖ วรรคหนึ่ง โจทย์ย่อมไม่อาจอาศัยสัญญาเช่าตามคำฟ้องเป็นฐานที่ตั้งแห่งสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ ๑ รับผิดได้ ตามที่กล่าวข้างในคำฟ้อง",แพ่ง,, 72,12,,ห้างหุ้นส่วนจำกัดมีหนี้ต้องชำระเป็นเงินตามคำพิพากษา แต่เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ ยังไม่ครบถ้วน หากนายทะเบียนชิดชื่อห้างหุ้นส่วนจำกัดออกเสียจากทะเบียน เป็นเหตุให้น้างหุ้นส่วน สินสภาพนิติบุคคลแล้ว เจ้าหนี้จะฟ้องหุ้นส่วนจำกัดความรับผิดให้รับผิดในหนี้ดังกล่าวได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๓๔๙/๒๕๖๐ จำเลยในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัด ค. และเป็นหุ้นส่วนจำกัดไม่จำกัด ความรับผิดซึ่งต้องรับผิดร่วมกันในบรรดาหนี้ของห้างหุ้นส่วนโดยไม่จำกัดจำนวน ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๐๘๐ และมาตรา ๑๐๘๗ (๒) ถึงแม้ว่านายทะเบียนจะชิดชื่อห้างหุ้นส่วนจำกัด ค. ออกเสีย จากทะเบียนเป็นเหตุให้ห้างหุ้นส่วนสินสภาพนิติบุคคลแล้ว แต่ความรับผิดชอบของหุ้นส่วน ผู้จัดการมีอยู่เท่าไรก็ให้คงมีอยู่อย่างนั้นและพึงเรียกบังคับได้เสมือนห้างหุ้นส่วนนั้นยังมิได้สิ้นสภาพ นิติบุคคล ตามมาตรา ๑๒๗๓/๓ กับทั้งจำเลยย่อมอยู่ในฐานะเป็นลูกหนี้ร่วม ดังนั้น เมื่อห้างหุ้นส่วน จำกัด ค. ผิดนัดไม่ชำระหนี้เงินตามฟ้องแก่โจทย์ทั้งสอง โจทย์ทั้งสองย่อมมีสิทธิเรียกชำระหนี้ จากห้างหุ้นส่วนจำกัด ค. หรือจำเลยคนใดคนหนึ่งสิ้นเชิงก็ได้ตามแต่จะเลือก ตามมาตรา ๒๙๑ เมื่อปรากฏว่าโจทย์ทั้งสองได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ ๒๓๖๓ - ๒๓๖๔/ ๒๕๔๖ ของศาลชั้นต้นยังไม่ครบถ้วน โจทย์ทั้งสองจึงมีอำนาจฟ้องจำเลยในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการ ของห้างหุ้นส่วนจำกัด ค. ซึ่งเป็นหุ้นส่วนจำกัดไม่จำกัดความรับผิดได้,แพ่ง,, 72,12,,ลายมือชื่อผู้ส่งจ่ายเช็คเป็นลายมือปลอม ธนาคารจะยังพฤติการณ์ในการเก็บรักษาเช็คของผู้ส่งจ่ายว่า ผู้ส่งจ่ายเช็คดกอยู่ในฐานะเป็นผู้ต้องตัดบัญชีให้แก่ข้อลายมือชื่อผู้ส่งจ่ายเช็คปลอมเพื่อให้หลุดพ้นความรับผิดฐานละเมิดต่อเช็คได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๕/๒๕๖๑ แม้ลายมือชื่อผู้ส่งจ่ายในเช็คพิพาทจะมีความคล้ายคลึงกันตัวอย่างลายมือชื่อของ ว. ตามตัวอย่างลายมือชื่อ แต่ตามรายงานการตรวจพิสูจน์มีจุดผิดปกติให้เป็นที่สงเกิดว่าเช็คพิพาทเป็นเช็คปลอมถึง ๑๑ จุด จำเลยประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์ยืนเป็นกิจการที่ประชาชนให้ความไว้วางใจ จำเลยย้อมต้องจัดหาพนักงานที่ทำหน้าที่ตรวจสอบลายมือชื่อผู้ส่งจ่ายเช็คที่มีผู้นำมายื่นเพื่อนเบิกเงินที่มีความชำนาญในการตรวจสอบลายมือชื่อเป็นพิเศษกว่าคนทั่วไปมาทำหน้าที่ซึ่งสำคัญเป็นอย่างยิ่งนี้ หากพนักงานของจำเลยที่ทำหน้าที่ตรวจสอบลายมือชื่อผู้ส่งจ่ายเช็คเป็นผู้ได้รับการอบรมในเรื่องนี้ โดยเฉพาะและมีความเชี่ยวชาญเป็นอย่างดี ทั้งใช้ความระมัดระวังในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความละเอียดรอบคอบย่อมจะสามารถสังเกตเห็นความแตกต่างของลายมือชื่อผู้ส่งจ่ายและทราบได้ว่าลายมือชื่อผู้ส่งจ่ายเป็นลายมือปลอม การที่พนักงานของจำเลยจ่ายเงินตามเช็คพิพาทซึ่งลายมือชื่อผู้ส่งจ่ายเป็นลายมือชื่อปลอมจึงเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ถือว่าจำเลยจ่ายเงินตามเช็คพิพาทและหักเงินจากบัญชีของโจทย์โดยละเมิด จำเลยจะยกพฤติการณ์ในการเก็บรักษาเช็คพิพาทของโจทย์ว่าเป็นเหตุก่อให้พนักงานของจำเลยได้เช็คไปปลอมลายมือชื่อผู้ส่งจ่ายนำมาเบิกเงินจากจำเลยขึ้นแล้วเป็นช้อยกเว้นว่าโจทย์กัดอยู่ในฐานะผู้ต้องตัดบัญชีให้แก่ข้อลายมือชื่อผู้ส่งจ่ายเช็คพิพาทปลอมเป็นช้อต่อสู้ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๐๐๘ วรรคหนึ่ง ตอนท้าย เพื่อให้จำเลยหลุดพ้นความรับผิดฐานละเมิดต่อโจทย์ก็หาได้ไม่ การกำหนดคำสินไหมทดแทนในกรณีที่เกิดจากการละเมิดแก่ฝ่ายผู้เสียหายมากน้อยเพียงใด ต้องอาศัยพฤติการณ์เป็นประมาณ ข้อสำนักศึกษาความเสียหายนั้นได้เกิดขึ้นเพราะฝ่ายไหนเป็นผู้ก่อ ยิงหย่อนกว่ากันเพียงไรตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๒๓, ๔๓๘ และ ๔๔๒ จึงต้องนำพฤติการณ์ดังกล่าวมาพิจารณาเพื่อกำหนดคำเสียหาย (โจทย์มีส่วนประมาทเลินเล่อ ก่อให้เกิดความเสียหายไม่ยังหย่อนกว่าจำเลย)",แพ่ง,, 72,12,,ธนาคารพาณิชย์ว่าจ้างให้ผู้รับจ้างดำเนินคดีและติดตามทางลูกหนี้ของธนาคาร โดยต้องชำระค่าบริการให้แก่ผู้รับจ้างตามอัตราที่ระบุไว้ในสัญญาบริการ หากพนักงานของผู้รับจ้างติดตามทางถามหนี้โดยไม่เป็นไปตามแนวปฏิบัติในการติดตามทางถามหนี้ของธนาคารแห่งประเทศไทย และเป็นการละเมิด ดังนี้ ผู้รับจ้างและผู้ว่าจ้างจะต้องร่วมรับผิดในการกระทำละเมิดด้วยหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๕/๒๕๖๑ จำเลยที่ ๑ เป็นพนักงานของจำเลยที่ ๓ ซึ่งได้รับการว่าจ้างจากจำเลยที่ ๔ ในการติดตามทางถามหนี้กับลูกค้าที่ผิดนัดชำระหนี้ จำเลยที่ ๑ ได้โทรศัพท์มาทางหนี้โจทย์และแจ้งเรื่องดังกล่าวให้แก่บุคคลอื่นในโรงเรียนทราบ อันไม่เป็นไปตามแนวปฏิบัติในการติดตามทางถามหนี้ของ ธนาคารแห่งประเทศไทย และเป็นการละเมิดต่อโจทก์ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๒๐ การที่จำเลยที่ ๓ มอบหมายให้จำเลยที่ ๑ มีหน้าที่คิดตามทางถามนี้จากโจทก์ อันเป็นกิจการที่จำเลยที่ ๓ นายจ้างมอบให้จำเลยที่ ๑ ลูกจ้างไปกระทำในทางการที่ร้อง จำเลยที่ ๓ จะอ้างว่าเหตุละเมิดเกิด เพราะจำเลยที่ ๑ ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับหรือคู่มือปฏิบัติงานของจำเลยที่ ๓ อันเป็นเรื่องภายใน ของจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๓ ชื่อนดสู้โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกหาได้ไม่ เมื่อจำเลยที่ ๑ หวง หนี้โจทก์โดยจะใช้ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายแก่ชื่อเสียง จำเลยที่ ๑ จึงต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ ในผลแห่งละเมิดที่จำเลยที่ ๑ กระทำไปในทางการที่ร้องตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๖๕ ส่วนจำเลยที่ ๔ แม้สัญญาบริการเป็นสัญญาจ้างทำรอง แต่สัญญาบริการดังกล่าวมีข้อตกลงในลักษณะจำเลยที่ ๔ มอบหมายให้จำเลยที่ ๓ ไปคิดตาม หางามหนี้จากลูกหนี้ของจำเลยที่ ๔ แทนจำเลยที่ ๔ โดยจำเลยที่ ๓ ได้รับค่าจ้างจากจำเลยที่ ๔ เป็นการตอบแทน จำเลยที่ ๓ กับจำเลยที่ ๔ จึงมี นิติสัมพันธ์กันในลักษณะจำเลยที่ ๑ เป็นตัวแทนของจำเลยที่ ๔ โดยปริยายโดยมีบำเหน็จใน ส่วนที่เกี่ยวกับการคิดตามทางถามนี้จากลูกหนี้ของจำเลยที่ ๔ อยู่ด้วย เมื่อจำเลยที่ ๓ มอบหมาย ให้จำเลยที่ ๑ ไปคิดตามทางถามหนี้จากโจทก์ซึ่งเป็นลูกหนี้ของจำเลยที่ ๔ ย่อมถือได้ว่าจำเลยที่ ๑ เป็นตัวแทนของจำเลยที่ ๔ โดยปริยายในส่วนที่เกี่ยวกับการคิดตามทางถามหนี้จากลูกหนี้ของ จำเลยที่ ๔ เช่นกัน ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๙๘ วรรคสอง และแม้สัญญาระหว่างจำเลยที่ ๓ กับจำเลยที่ ๔ มีข้อตกลงห้ามมิให้ลูกจ้างของจำเลยที่ ๓ หางามหนี้จากลูกหนี้ของจำเลยที่ ๔ โดยวิธีการที่ผิดกฎหมายประการใดก็ดาม ก็ไม่อาจนำมาใช้ยินโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้ จำเลยที่ ๔ จึงต้องร่วมรับผิดในการทำละเมิดของจำเลยที่ ๑ ต่อโจทก์ด้วยตามมาตรา ๔๒๗ ประกอบมาตรา ๔๒๕ (คดีนี้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ ๒),แพ่ง,, 72,12,,บุคคลผู้รับโอนที่ดินจากนิติกรรมอันเป็นโมฆะเพราะการแสดงเจตนาวลงจะได้รับ ความคุ้มครองตามกฎหมายหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๔๗/๒๕๖๑ ศาลจังหวัดสมุทรปราการมีคำพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการขายที่ดินพิพาทโดยวินิจฉัย ว่า การซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่าง ว. ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ท. กับ น. เป็นการแสดงเจตนา ลง จึงตกเป็นโมฆะตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๕ วรรคหนึ่ง โจทก์เป็นผู้รับโอนที่ดินพิพาทจาก น. ตามสัญญาซื้อขายต่อจากนิติกรรมอันเป็นโมฆะอีกทอดหนึ่ง (รับโอนมาก่อนศาลจังหวัด สมุทรปราการ มีคำพิพากษา) โจทก์จึงเป็นบุคคลภายนอก และโจทก์ได้รับประโยชน์จากข้อ สันนิษฐานตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖ ว่ากระทำการโดยสุจริต จำเลยจึงยกความเสียเปล่าแห่งโมฆะกรรม ขึ้นเป็นข้อต่อผู้โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริต และต้องเสียหายจากการแสดง เจตนาลวงนั้นมิได้,แพ่ง,, 72,13,,ลูกหนี้ตามคำพิพากษายักย้ายหรือโอนหุ้นของตนโดยจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นในบริษัทจำกัดให้แก่ผู้อื่น จะเป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๓๐๒/๒๕๖๒ จำเลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ ๒ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน โจทย์ทำสัญญาซื้อและจ้างจำเลยที่ ๑ กับบริษัท ช. ให้ก่อสร้างโรงงานไฟฟ้า โจทย์ยืนฟ้องจำเลยที่ ๑ และบริษัท ช. กับพวกต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ต่อมาศาลแพ่งกรุงเทพใต้ได้พิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ชำระเงิน ๑๓๐,๐๒๓,๔๔๕.๗๘ บาท แก่โจทย์ โดยให้บริษัท ช. ร่วมกับจำเลยที่ ๑ ชำระเงินจำนวน ๑๒๖,๘๙๖,๒๑๒.๔๒ บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทย์ จำเลยที่ ๑ คือหุ้นอยู่ในบริษัท ช. จำนวน ๑,๐๐๐ หุ้น ราคาหุ้นละ ๑,๐๐๐ บาท คิดมูลค่าหุ้นเป็นเงิน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท โดยจำเลยที่ ๒ ได้จัดทำบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นเหลือเพียง ๗ คน และไม่มีรายชื่อจำเลยที่ ๑ เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัท ช. โดยหุ้นของจำเลยที่ ๑ ได้ตกเป็นของจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ เห็นว่า การกระทำที่จะเป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๐ นั้น ผู้กระทำต้องมีเจตนาระมณีให้เจ้าหนี้ของตนได้รับชำระหนี้จึงได้มีการโอนย้ายและช่องเร้นทรัพย์สินของตนเองซึ่งเมื่อพิจารณาพฤติการณ์ของจำเลยที่ ๒ ที่มีการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นของบริษัท ช. โดยการลดจำนวนหุ้นที่จำเลยที่ ๑ ถืออยู่ให้แก่จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ทำให้โจทย์ไม่อาจบังคับชำระหนี้จากจำเลยที่ ๑ ได้ โจทย์ต้องฟ้องจำเลยที่ ๑ และบริษัท ช. ให้เป็นบุคคลล้มละลาย จึงเห็นได้ว่าจำเลยที่ ๑ โอนหุ้นของตนเพื่อไม่ให้โจทย์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ การกระทำของจำเลยที่ ๑ เป็นการกระทำความผิดตามฟ้อง",อาญา,, 72,13,,"สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน มีข้อความว่า ผู้ใดได้รับเงินกู้ยืมจำนวน ๕๐๐,๐๐๐ บาท จากผู้ให้กู้ครบถ้วนแล้ว โดยมีการลงลายมือชื่อไว้ในฐานะผู้รับเงินกู้ มีลายมือชื่อ พยาน ๒ คน แต่ไม่มีลายมือชื่อผู้ให้กู้และมีได้ปิดอาคารแสดงปี จะเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมหรือไม่","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๒๕๑/๒๕๖๐ ประมวลรัษฏากร มาตรา ๑๑๘ บัญญัติว่า ""ตราสารใดไม่ปิดแสดงปีบริบูรณ์จะใช้ต้นฉบับ คู่จบ คู่จิก หรือสำเนาตราสารนั้นเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ จนกว่าจะได้เสียอาการโดยปิดแสดงปีครบกำหนดตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้ และชิดฆ่าแล้ว แต่ทั้งนี้ไม่เป็นการเสียมสิทธิ์ที่จะเรียกเงินเพิ่มจากรายละเอียด มาตรา ๑๑๓ และมาตรา ๑๑๔"" คำว่า ตราสารดังกล่าวหมายความถึงหนังสือสำคัญแสดงสิทธิต่าง ๆ ตามกฎหมาย หากเป็นเรื่องการกู้ยืมเอกสารที่จัดทำขึ้นต้อง ชัดแจ้งว่า เป็นหนังสือสัญญากู้เงินซึ่งมีข้อความแสดงเจตนาออกว่า มีการกู้ยืมเงินระหว่างคู่สัญญา มีรายละเอียดแห่งข้อตกลงและคู่สัญญาได้ลงลายมือชื่อไว้ท้ายสัญญา สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของจำเลย มีข้อความถัดลงไปด้านล่างประกอบว่า เมื่อวันที่ ๙ มกราคม ๒๕๕๕ จำเลยได้รับเงินกู้ยืมจำนวน ๕๐๐,๐๐๐ บาท จากโจทก์ไว้ครบถ้วนแล้ว โดยมีจำเลยลงลายมือชื่อไว้ในฐานะผู้รับเงินกู้ มีลายมือชื่อพยาน ๒ คน แต่ไม่มีลายมือชื่อของโจทก์ ผู้ให้กู้อยู่ด้วย เอกสารในลักษณะเช่นนี้ คงเป็นเพียงหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือลงลายมือชื่อจำเลย ผู้กู้ ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๕๓ วรรคหนึ่ง เท่านั้น มิใช่หนังสือสัญญากู้ยืมเงิน ไม่เข้าลักษณะตราสารที่ต้องปิดอาคารสมุดปบริบูรณ์ตามความมุ่งหมายแห่ง ปรัชญากร มาตรา ๑๐๓, ๑๐๔ และมาตรา ๑๑๘ ถึงแม้หลักฐานการกู้ยืมจะมีได้ปิดอาคารแสงมป์ ศาลก็สามารถรับฟังเป็นพยานหลักฐานว่าจำเลยกู้ยืมเงินจากโจทก์จำนวน ๕๐๐,๐๐๐ บาท ได้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๒๙/๒๕๖๐ เอกสารมีข้อความว่า ""๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙ ให้เช็คเงินสด ๑,๕๐๐,๐๐๐ บาท (หนึ่งล้านห้าแสนบาทถ้วน) แก่ อ. (สถานที่ให้ที่ธนาคาร น.) ผู้กู้ (อ.) สัญญาให้ดอกเบี้ยเดือนละ ๕,๐๐๐ บาท (ห้าพันบาท) ของทุก ๆ เดือน..."" ข้อความดังกล่าวมีลักษณะเพียงการบันทึกเป็นหลักฐานว่ามีการมอบเช็คให้แก่จำเลย โดยจำเลยอยู่ในฐานะผู้กู้ ดังความในตอนท้ายระบุตรงที่มีลายมือชื่อจำเลยว่า ผู้กู้ และระบุตรงที่มีลายมือชื่อโจทกว่า ผู้ให้กู้ ส่วนอัตราดอกเบี้ยก็มีได้กำหนดไว้ชัดเจน แต่สามารถคำนวนได้ว่าหากต้องให้ดอกเบี้ยเดือนละ ๕,๐๐๐ บาท ในต้นเงิน ๑,๕๐๐,๐๐๐ บาท ตามที่ระบุในเช็คก็จะคิดเป็นอัตราดอกเบี้ยร้อยละ ๔ ต่อปี จึงเป็นเพียงหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือ ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๕๓ วรรคหนึ่ง มิใช่เป็นหนังสือสัญญากู้ยืมเงินจึงไม่เข้าลักษณะตาม ปรัชญากร มาตรา ๑๑๘ แม้โจทก์จะปิดอาคารแสงมป์ในเอกสารดังกล่าวแต่มิได้ชิดฆ่า ก็รับฟังเป็นพยานหลักฐานได้",แพ่ง,, 72,13,,นิติบุคคลต่างประเทศและไม่มีส่วนได้เสียในมูลหนี้เดิมจะเป็นผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องได้หรือไม่ และคำตอบแทนในการโอนสิทธิเรียกร้องเป็นจำนวนต่ำ จะมีลักษณะเป็นการค้ำความหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๖๗๑ - ๕๖๗๒/๒๕๖๐ ผู้รองทั้งสองอ้างว่าผู้คัดค้านที่ ๒ เป็นนิติบุคคลต่างประเทศ ไม่มีส่วนได้เสียในมูลหนี้เดิม ทั้งคำตอบแทนในการโอนสิทธิเรียกร้องเป็นจำนวนต่ำ จึงมีลักษณะเป็นการค้ำความนั้นเห็นว่าถึงแม้ผู้คัดค้านที่ ๒ เป็นนิติบุคคลต่างประเทศและไม่มีส่วนได้เสียในมูลหนี้เดิมแต่ก็ไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดบัญญัติห้ามมิให้นิติบุคคลต่างประเทศรับโอนสิทธิเรียกร้อง ทั้งการโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวจะมีคำตอบแทนเท่าใด ย่อมเป็นเรื่องระหว่าง ผู้รับโอนกับผู้โอนอันเป็นไปตามกลไกในการดำเนินธุรกิจ หาได้ทำให้การโอนสิทธิเรียกร้อง ระหว่างผู้คัดค้านที่ ๒ และเจ้าหนี้ทั้งแปดรายดังกล่าวมีลักษณะเป็นการค้ำความแต่อย่างใดไม่ เมื่อเจ้าหนี้รายที่ ๖ ถึงที่ ๘ เจ้าหนี้รายที่ ๑๕ เจ้าหนี้รายที่ ๑๖ เจ้าหนี้รายที่ ๑๙ เจ้าหนี้ รายที่ ๔๐ และเจ้าหนี้รายที่ ๔๑ ได้สิทธิเรียกร้องที่เจ้าหนี้แต่ละรายมีสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ ตามแผนฟื้นฟูกิจการให้แก่ผู้คัดค้านที่ ๒ เป็นหนังสือและได้มีการบอกกล่าวแจ้งการโอนสิทธิ เรียกร้องให้ผู้บริหารแผนทราบแล้วการโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวจึงสมบูรณ์ตามประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๐๖,แพ่ง,, 72,13,,ผู้เช่าซื้อกับผู้ที่จะรับโอนสิทธิจากผู้เช่าซื้อ อื่นเอกสารเบื้องต้นเพื่อขอเปลี่ยนชื่อ คู่สัญญากับผู้ให้เช่าซื้อ ผู้ให้เช่าซื้อแจ้งว่าสามารถเปลี่ยนชื่อคู่สัญญาได้และขอให้ลงชื่อในสัญญา ดังนี้ หากผู้เช่าซื้อกับผู้ที่จะรับโอนสิทธิตามสัญญาจากผู้เช่าซื้อ ไม่ไปทำสัญญาใหม่กับผู้ให้เช่าซื้อ ดังนี้ เป็นการแปลงหนี้ใหม่ด้วยเปลี่ยนตัวลูกหนี้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๑๓๓/๒๕๖๐ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๕๐ บัญญัติว่า แปลงหนี้ใหม่ด้วยเปลี่ยนตัวลูกหนี้นั้นจะทำเป็น สัญญาระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้คนใหม่ก็ได้ แต่จะทำโดยขึ้นใจลูกหนี้เดิมหาได้ไม่ โดยที่บทบัญญัติ ดังกล่าวมิได้กำหนดให้สัญญาแปลงหนี้ใหม่ต้องทำเป็นหนังสือก็ตาม แต่ต้องมีการตกลง ทำสัญญาระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้คนใหม่โดยตรง เมื่อโจทก์กับ ส. อื่นเอกสารเบื้องต้นเพื่อ ขอเปลี่ยนชื่อคู่สัญญากับผู้ให้เช่าซื้อ ต่อมาผู้ให้เช่าซื้อแจ้งว่า สามารถเปลี่ยนชื่อคู่สัญญาได้ และ ขอให้โจทก์กับ ส. ลงชื่อในสัญญา ก็ได้ว่า เป็นคำสนองรับคำเสนอของโจทก์กับ ส. แต่ก็เป็น คำสนองที่มีข้อความเพิ่มเติม มีข้อจำกัดหรือมีข้อแก้ไขอย่างอื่นประกอบด้วย ก็อีเป็นคำบอกปัด ไม่รับ ทั้งเป็นคำเสนอขึ้นใหม่ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๕๙ วรรคสอง เมื่อ ส. ไม่ไปทำสัญญาใหม่ กับผู้ให้เช่าซื้อจึงเป็นการบอกปัดคำเสนอของผู้ให้เช่าซื้อ คำเสนอของผู้ให้เช่าซื้อย่อมสิ้นผลไป ไม่ก่อให้เกิดเป็นข้อตกลงหรือสัญญาระหว่างผู้ให้เช่าซื้อกับ ส. กรณีไม่ใช่การแปลงหนี้ใหม่ด้วย การเปลี่ยนตัวลูกหนี้ สัญญาเช่าซื้อระหว่างผู้ให้เช่าซื้อกับโจทก์ยังไม่ระงับ โจทก์ยังคงเป็นผู้เช่า ซื้อตามสัญญาเช่าซื้ออยู่ และยังคงมีความผูกพันตามสัญญาเช่าซื้อในฐานะที่เป็นผู้เช่าซื้อ มีสิทธิ หน้าที่และความรับผิดในรถยนต์ที่เช่าซื้อ โจทก์จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในรถยนต์ดังกล่าวซึ่งเขา ประกันวินาศภัยไว้กับจำเลย สัญญาประกันภัยย่อมผูกพันโจทก์และจำเลย เมื่อรถยนต์เกิด วินาศภัยขึ้น โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนได้,แพ่ง,, 72,13,,ปลูกต้นปาล์ม ต้นมะพร้าว และต้นกล้วยบนที่ดินของสำนักงานการปฏิรูปเพื่อ เกษตรกรรมหากมีผู้เข้าไปเอาผลปาล์ม ตัดโค่นทำลายต้นมะพร้าว ต้นกล้วย จะถือเป็นการทำ ละเมิดต่อผู้ปลูกหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๘๙/๒๕๖๐ พืชผลบนที่ดินพิพาท แม่ต้นปาล์มและต้นมะพร้าว โจทก์ทั้งสองจะปลูกไว้ แต่เมื่อเป็นไม้ยืนต้น จึงเป็นส่วนควบของที่ดินพิพาท ผลปาล์มและต้นมะพร้าวจึงเป็นของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ไม่ใช่ของโจทก์ทั้งสองตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๕ ดังนั้นการที่จำเลยทั้งสองเข้าไปเอาผลปาล์ม และเข้าไปตัดโค่นทำลายต้นมะพร้าว จะถือว่าทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายไม่ได้ โจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายในส่วนนี้ จากจำเลยทั้งสอง ส่วนต้นกล้วยเป็นไม้ล้มลุก ไม่เป็นส่วนควบกับที่ดินโจทก์ทั้งสองเป็นผู้ปลูกจึงเป็นเจ้าของต้นกล้วย จำเลยทั้งสองเข้าไปโค่นทำลาย ทั้ง ๆ ที่รู้แล้วว่าแม่จะปลูกอยู่ในที่พิพาทแต่ต้นกล้วยเหล่านั้นเป็นของโจทก์ทั้งสอง ตามพฤติการณ์ถือได้ว่าเป็นการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินของโจทก์ทั้งสองโดยไม่มีอำนาจที่จะกระทำได้ตามกฎหมาย เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองและเป็นการได้ยังสิทธิในทรัพย์สินของโจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองจึงมีอำนาจฟ้องและจำเลยทั้งสองต้องรับผิดในมูลละเมิดที่เกิดจากการกระทำของตน,แพ่ง,, 72,13,,ถมดินในที่ดินซึ่งเจ้าของที่ดินอนุญาต เพื่อประกอบกิจการสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นการชั่วคราว ต่อมาเลิกกิจการสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง ผู้ประกอบกิจการจะเรียกค่าเสียหายจากดินที่นำมาถมได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๓๓๑/๒๕๕๖ จำเลยอนุญาตให้โจทก์ใช้ที่ดินพิพาทประกอบกิจการสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นการชั่วคราวมิได้ขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ การที่โจทก์ครอบครองที่ดินพิพาทถือว่าเป็นการครอบครองแทนจำเลย เมื่อที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย การโจทก์ถอดดินในที่ดินพิพาท เป็นการถมเพื่อประโยชน์ในทางธุรกิจของโจทก์เอง ดินที่โจทก์นำมาถมามิใช่โรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้าง อย่างอื่นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๔๖ จึงถือว่าเป็นส่วนควบของที่ดินตามมาตรา ๑๔๔ ส่วนสาธารณูปโภคนบนที่ดิน เป็นอุปกรณ์ของบริษัท ค. มิใช่เป็นทรัพย์สินของโจทก์ จึงยังพึงไม่ได้ว่าจำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์ หมายเหตุ มีคำพิพากษาฎีกาที่ ๗๖๘๑/๒๕๖๑ วินิจฉัยว่า ถามดินและปลูกสร้างโรงเรือนในที่ดินพิพาทโดยได้รับอนุญาตหรือได้รับความยินยอมจากเจ้าของที่ดินในขณะนั้น ดินที่ถมและโรงเรือนจึงไม่เป็นส่วนควบของที่ดินพิพาทและกรณีไม่ต้องด้วยบทบัญญัติ มาตรา ๑๓๑๐ วรรคหนึ่งและ ๑๓๑๔ วรรคหนึ่ง",แพ่ง,, 72,14,,เจ้าหนี้ส่งหนังสือบอกกล่าวไปยังผู้ค้ำประกันตามที่อยู่ที่แจ้งไว้ในสัญญา ค้ำประกันแต่สงไม่ได้เนื่องจากทางไปรษณีย์ส่งคืนว่าไม่มารับภายในกำหนด จะถือว่าหนังสือ บอกกล่าวส่งโดยชอบแล้วและเจ้าหนี้มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เจ้าหนี้มีหนังสือบอกกล่าวให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้และบอกเลิกสัญญาพ้นกำหนดเวลา ๖๐ วัน นับแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัด ความรับผิดของผู้ค้ำประกันที่มีต่อเจ้าหนี้จะเป็นอย่างไร,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๒๐/๒๕๖๒ จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์จากโจทย์มีจําเลยที่ ๒ ทำสัญญาค้ำประกัน ยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ ๓ ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อดิตต่อกันเกินกว่าสามงวด โจทย์มี หนังสือบอกเลิกสัญญาแล้ว แต่จำเลยทั้งสองไม่ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทย์ คดีสำหรับ จำเลยที่ ๑ เป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลยุทธกรณีภาค ๑ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทย์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยที่ ๒ ต้องร่วมกับ จำเลยที่ ๑ รับผิดชำระค่าเสียหายต่อโจทย์ก็หรือไม่เพียงใด เห็นว่า ตามสัญญาค้ำประกันข้อ ๘ ระบุว่า บรรดาหนังสือ จดหมาย คำบอกกล่าวใด ๆ ของเจ้าของที่ส่งไปยังที่อยู่ของช้าพเจ้าตามสัญญานี้ โดยส่งเองหรือส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียน หรือไม่ลงทะเบียนไม่ว่าจะถึงตัว หรือไม่ถึงตัว และไม่ว่าจะมีผู้ใดรับหรือไม่มีผู้โดยอมรับไว้ หรือไม่ ยอมมารับภายในกำหนดที่ไปรษณีย์แจ้งให้มารับ...ช้าพเจ้ายินยอมผูกพันให้ถือว่าหนังสือ จดหมาย หรือคำบอกกล่าวใด ๆ นั้น ได้ส่งให้ช้าพเจ้าโดยชอบแล้ว ข้อเท็จจริงปรากฏตามหนังสือขอให้ ชำระหนี้และบอกเลิกสัญญาพร้อมใบตอบรับว่าโจทย์ได้ส่งไปตามที่อยู่ของจำเลยที่ ๒ ตามที่แจ้ง ไว้ในสัญญาค้ำประกันดังกล่าว แม้ทางไปรษณีย์จะคืนหนังสือที่ส่งไปให้จำเลยที่ ๒ เนื่องจาก จำเลยที่ ๒ ไม่มารับภายในกำหนดก็ตาม ก็ดีว่าจำเลยที่ ๒ ได้รับหนังสือบอกกล่าว โดยชอบแล้ว โจทย์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๒ ให้รับผิดตามสัญญาค้ำประกันได้ แต่ เมื่อจำเลยที่ ๑ ผิดนัดตั้งแต่วันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๕๘ โจทย์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยที่ ๒ ชำระหนี้และบอกเลิกสัญญาเมื่อวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙ จึงพ้นกำหนดเวลา ๖๐ วัน นับแต่วันที่จำเลยที่ ๑ ผิดนัด จำเลยที่ ๒ จึงหลุดพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ยและ ค่าสินไหมทดแทนที่เกิดขึ้นภายหลังจากพ้นกำหนดเวลา ๖๐ วัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๘๖ วรรคสอง ซึ่งบัญญัติว่า ในกรณีที่เจ้าหนี้มิได้มีหนังสือบอกกล่าว ภายในกำหนดเวลาตามวรรคหนึ่ง ให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ยและค่าสินไหม ทดแทนตลอดจนค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้รายนั้นบรรดาที่เกิดขึ้นภายหลังจาก พ้นกำหนดเวลาตามวรรคหนึ่งเท่านั้น สำหรับหนี้การส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อและหากคืนไม่ได้ ให้ใช้ราคาแทนถือเป็นหนี้ประธาน แม้โจทย์มีหนังสือบอกกล่าวแก่จำเลยที่ ๒ เกิน ๖๐ วัน นับแต่วันผิดนัดก็ตาม จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันย่อมไม่หลุดพ้น ส่วนหนี้ค่าขาด ประโยชน์ถือเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้ จำเลยที่ ๒ จึงหลุดพ้นจากความรับผิดเฉพาะที่เกิดขึ้น ภายหลังจากพ้นกำหนดเวลา ๖๐ วัน ดังนั้น จำเลยที่ ๒ ในฐานะผู้ค้ำประกันรับผิดอย่าง ลูกหนี้ร่วมต้องรับผิดร่วมกันจำเลยที่ ๑ ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย ใช้งานได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ชิ้นราคาแทนเป็นเงิน ๒๐,๐๐๐ บาท และจำเลยที่ ๒ ต้องร่วมรับผิด ค่าขาดประโยชน์อันเป็นค่าเสียหายนับแต่วันผิดนัดแต่ไม่เกิน ๖๐ วัน เป็นเงิน ๑,๘๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี แก่โจทก์ หมายเหตุ “มาตรา ๖๘๙/๑ ข้อตกลงใดที่กำหนดให้ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดอย่างเดียว กับลูกหนี้ร่วมหรือในฐานะเป็นลูกหนี้ร่วมข้อตกลงนั้นเป็นโมฆะ **ความในวรรคหนึ่ง มิให้ใช้บังคับแก่กรณีผู้ค้ำประกันซึ่งเป็นนิติบุคคลและยินยอมเข้า ผูกพันตนเพื่อรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมหรือในฐานะเป็นลูกหนี้ร่วม ในกรณีเช่นนั้นผู้ค้ำประกันซึ่งเป็น นิติบุคคลนั้นย่อมไม่มีสิทธิดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๖๘๔ มาตรา ๖๘๙ และมาตรา ๖๙๐",แพ่ง,, 72,14,,สัญญาซื้อขายรถยนต์ที่ว่า ผู้ขายได้มอบเอกสารและลงชื่อการโอนลอยให้ไว้ และยืนยันว่าสามารถโอนได้เป็นสัญญาที่มีเงื่อนไขในการโอนกรรมสิทธิ์หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๘๓/๒๕๖๒ สัญญาซื้อขายรถยนต์ระหว่างโจทก์และจำเลยไม่มีข้อตกลงว่ากรรมสิทธิ์ในรถยนต์ พิพาทดังกล่าวจะโอนเป็นของผู้ซื้อก็ต่อมีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์แต่อย่างใด ข้อสัญญาที่ว่า ผู้ขายได้มอบเอกสารและลงชื่อการโอนลอยให้ไว้และยืนยันว่าสามารถโอนได้ จึงเป็นเพียงการรับประกันของผู้ขายว่าผู้ขายได้มอบเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการจดทะเบียนโอนให้แก่ ผู้ซื้อไว้แล้ว และรับรองว่าสามารถไปดำเนินการโอนได้เท่านั้น มิใช่เงื่อนไขในการโอนกรรมสิทธิ์ ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๕๙ สัญญาซื้อขายรถยนต์ระหว่างโจทก์และจำเลยจึงเป็นสัญญาซื้อขาย เสร็จเต็มที่เมื่อโจทก์ในฐานะผู้ซื้อเมื่อได้รับมอบรถยนต์จากจำเลย และชำระราคารถยนต์ให้จำเลย ครบถ้วนแล้วโดยในการตกลงซื้อขาย โจทก์ได้ตรวจสอบสภาพรถและรับทราบถึงความชำรุดของ รถพิพาท โจทก์จึงได้กรรมสิทธิ์ในรถพิพาทไปตามสภาพที่ซื้อขาย ไม่อาจเรียกราคาค่ารถยนต์ที่ โจทก์ชำระและเรียกค่าซ่อมแซมรถยนต์จากจำเลยได้ ",แพ่ง,, 72,14,,เขียนจดหมายไปด่าว่าบุคคลอื่นในลักษณะดูหมิ่นเหยียดหยามและในวันเกิด เหตุยังไปด่าว่าด้วยถ้อยคำหยาบคาย การกระทำดังกล่าวจะถือว่าเป็นการข่มเหงอย่างร้ายแรง ด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๒๑/๒๕๖๒ จำเลยใช้มือดัดฟันโจทก์ร่วมหลายครั้งโดยแรงจึงทำให้มีบาดแผลลึกถึงกระดูกและ กะโหลกศีรษะและยังทำให้เส้นประสาทขา สำหรับกรณีศีรษะถือเป็นอวัยวะสำคัญของร่างกาย การที่จำเลยใช้มือดัดฟันขาดใหญ่เช่นนี้ฟันโจทก์ร่วมจนทำให้มีบาดแผลฉกรรจ์ที่ศีรษะบริเวณ ห้ายทยอยลึกถึงกระโหลกศีรษะ จำเลยย่อมเล็งเห็นผลได้ว่าโจทก์ร่วมย่อมได้รับอันตรายถึงแก่ชีวิต การกระทำของจำเลยดังกล่าวจึงมีเจตนาม่าโจทก์ร่วม เมื่อโจทก์ร่วมไม่ถึงแก่ความตาย จำเลยจึงมี ความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น โจทก์ร่วมเขียนจดหมายไปจึงจำเลยโดยมีข้อความบางตอนว่า ""ใช้คนสิ้นคิด สมองหมาปัญญาควาย...อย่ามุดหัวอยู่แต่ในผ้าถุงเมียให้มากนัก...มึงมีปัญญาแค่ลักเล็กขโมยน้อยเท่านั้นแหละ"" ก็ตาม แต่เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนเกิดเหตุคดีนี้นานกว่า ๗ เดือน จำเลยจึงไม่อาจอ้างว่ามีความโมโหสะสมอยู่ได้ และแม้ว่าในวันเกิดเหตุ โจทก์ร่วมมาดำาจ่ายก่อนว่า “ใช้เย็ดแม่ ควายใช้ชิงหมากเกิด ไม่รับผิดชอบ” และซื้อน้ำแข่งจำเลยให้บริบารตายก็ตาม แต่ถ้อยคำดำาดังกล่าวเป็นเพียงถ้อยคำที่หยาบคายซึ่งตามปกติวิญญชนโดยทั่วไปจะไม่กล่าวออกมาเช่นนั้น และไม่ปรากฏว่าหลังจากที่โจทก์ร่วมกล่าวถ้อยคำดังกล่าวในวันเกิดเหตุแล้ว โจทก์ร่วมได้กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดต่อจำเลยอีกก่อนที่จำเลยจะใช้มือพรางฟันโจทก์ร่วม การกระทำของโจทก์ร่วมตามที่จำเลยกล่าวข้างยังถือไม่ได้ว่าเป็นการช่มแหงจำเลยอย่างร้ายแรง ด้วยเหตุฉันไม่เป็นธรรม จำเลยจึงไม่อาจอ้างได้ว่าจำเลยใช้มือพรางฟันโจทก์ร่วมโดยบันดาลโทสะตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๒",อาญา,, 72,14,,กลัวว่าจะถูกข่มขืนกระทำชำเราจึงถอดสร้อยคอทองคำให้ไปเอง โดยไม่ปรากฏว่ามีการข่มขู่เข็ญหรือใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อมุ่งประสงค์ต่อทรัพย์ จะเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๕๓/๒๕๖๒ จำเลยเข้ามาทางด้านหลังของผู้เสียหายแล้วถามผู้เสียหาว่ามีเงินเท่าใด จากนั้นเขาประชิตตัวผู้เสียหายพร้อมทั้งทำท่าจะล้วงเอาวุธจากขอบกลางเงินด้านหลัง ซึ่งลักษณะการกระทำของจำเลยเป็นการข่มขู่คุกคามผู้เสียหาย โดยเฉพาะจำเลยเป็นชายอยู่ในวัยจักรรจ์ มีร่างกายลำก๋ำยำและสูงกว่าผู้เสียหายมาก ผู้เสียหายเป็นหญิงและกำลังศึกษาย่อมเกิดความเกรงกลัวจำเลย พฤติการณ์ของจำเลยถือได้ว่าเป็นการขู่เข็ญผู้เสียหายว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้ายการที่จำเลยกระทำและพูดกับผู้เสียหายเช่นนั้น ก็เพื่อให้ผู้เสียหายส่งเงินให้แก่จำเลย เมื่อผู้เสียหายส่งเงินให้เพราะเกิดความกลัวเนื่องจากถูกจำเลยขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้ายการกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์เงินของผู้เสียหาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๙ (๒) วรรคสาม ทั้งนี้ โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่าจำเลยเป็นผู้หญิงเอาทรัพย์นั้นเอง หรือผู้เสียหายเป็นผู้หญิงส่งให้ไป จำเลยขับรถจักรยานยนต์ติดตามผู้เสียหายมาถึงที่เกิดเหตุ แล้วชิงทรัพย์ของผู้เสียหายไปย่อมเป็นการใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำผิด หรือพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๐ ตรี ผู้เสียหายกลัวจำเลยจะข่มขืนกระทำชำเราจึงถอดสร้อยคอทองคำที่สวมอยู่ให้จำเลยไปเอง โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยขู่เข็ญหรือใช้กำลังประทุษร้ายผู้เสียหายเพื่อมุ่งประสงค์ต่อสร้อยคอทองคำของผู้เสียหาย หากแต่ผู้เสียหายคิดว่าเมื่อจำเลยได้สร้อยคอทองคำแล้วจะปล่อยตัวผู้เสียหายการที่จำเลยรับเอาสร้อยคอทองคำจากผู้เสียหายไป เป็นเจตนาทุจริตที่เกิดขึ้นภายหลังการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ แต่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๔ ข้อเท็จจริงตามการพิจารณาได้ความว่า นอกจากจำเลยมีเจตนาชิงเงินของผู้เสียหายแล้ว จำเลยยังลักสร้อยคำทองคำของผู้เสียหายอันเป็นความผิดอีกกรรมหนึ่งแยกต่างหากจากกัน เมื่อความผิดฐานชิงทรัพย์เป็นความผิดที่รวมการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์อยู่ด้วยแม้โจทย์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานชิงทรัพย์เงินสดและสร้อยคอทองคำ แต่เมื่อพิจารณาได้ความว่า จำเลยกระทำความผิดฐานลักทรัพย์สร้อยคอทองคำ ศาลย่อมมีอำนาจปรับบทความผิดและบทลงโทษจำเลยฐานลักทรัพย์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๒วรรคท้าย แต่โจทย์มิได้อุทธรณ์หรือฎีกา ศาลฎีกาไม่อาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานลักทรัพย์ อีกกระทงหนึ่งได้ เพราะจะเป็นการพิพาทชาเพิ่มโทษต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๖ ประกอบมาตรา ๒๒๕ หมายเหตุ ความผิดฐานกระทำอนาจารผู้อื่นและทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น สรุปแล้ว จำเลยมีความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๘, ๒๙๕, ๓๓๙ (๒) วรรคสาม ประกอบมาตรา ๓๓๔",อาญา,, 72,14,,วางแผนจะเรียกเอาเงินโดยวิธีขับรถยนต์แซงจนเกิดการเฉี่ยวชนกันขึ้น รถผู้อื่นเสียหายแล้วเรียกเอาเงิน โดยมิได้มีการซ่อมซูหรือใช้กำลังประทุษร้าย จะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาฐานได,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๘๑/๒๕๖๒ จำเลยทั้งสิ่งวางแผนจะเรียกเอาเงินจากผู้เสียหายโดยวิธีให้จำเลยที่ ๑ ขับรถยนต์แซงรถยนต์ผู้เสียหายแล้วชะลอความเร็วรถยนต์จนผู้เสียหายต้องแซงรถยนต์จำเลยที่ ๑ จากนั้นให้จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ขับรถยนต์ไล่หลังรถยนต์ผู้เสียหาย จนผู้เสียหายถูกบีบให้ต้องรีบขับรถกลับเข้าซ่องเดินรถด้านซ้าย แล้วจำเลยที่ ๑ ขับรถจี้ตามหลังรถยนต์ผู้เสียหาย จนเกิดการเฉี่ยวชนกันขึ้น จากนั้นจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ จะขอเจรจาผู้เสียหายเพื่อเรียกเอาเงิน ซึ่งวิธีการของจำเลยทั้งสิ่งเช่นว่านั้นจะทำให้เกิดความเสียหายต่อรถยนต์ซึ่งเป็นทรัพย์สินของผู้เสียหายอยู่ก่อนแล้ว แม้จำเลยที่ ๒ เรียกเอาเงินจากผู้เสียหาย แต่มิใช่คำพูดที่เป็นการขู่เข็ญหรือข่มขู่ว่าจะทำอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ซื้อเสียงหรือทรัพย์สินของผู้เสียหาย ทั้งไม่ใช่กำลังประทุษร้าย การกระทำของจำเลยทั้งสิ่งจัดขาดองค์ประกอบที่จะเป็นความผิดฐานกรรโชกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๗ วรรคหนึ่ง (มีความผิดฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓, ๓๕๘)",อาญา,, 72,15,,กรณีปลอมลายมือชื่อผู้อื่นส่งจ่ายเช็คไปเบิกเงินธนาคาร แล้วนำเงินที่ได้มาซื้อทรัพย์สินหรือฝากไว้ในธนาคารระบุชื่อสามีและภริยาเป็นเจ้าของร่วมกัน โดยสามีไม่มีส่วนร่วมรู้เห็นในการกระทำดังนี้ จะถือว่าเป็นหนี้ร่วมระหว่างสามีภริยาหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๓๗/๒๕๕๙ หนึ่งที่จำเลยที่ ๑ ต้องรับผิดต่อโจทย์เป็นมูลหนี้ละเมิดที่จำเลยที่ ๑ กระทำขึ้นแต่ฝ่ายเดียวเป็นการเฉพาะตัว โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ ๒ ได้มีส่วนร่วมรู้เห็นในการกระทำละเมิดของจำเลยที่ ๑ ต่อโจทย์ และมูลหนี้ละเมิดไม่อาจให้สัตยาบันได้ ดังนั้น แม้จำเลยที่ ๑ จะนำเงินที่ได้จากการทำละเมิดต่อโจทย์มาซื้อทรัพย์สินหรือฝากไว้ในธนาคารระบุชื่อจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เป็นเจ้าของร่วมกัน ก็ยังใช่หนี้ร่วมตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๙๐ จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นสามีจำเลยที่ ๑ ไม่ต้องร่วมกับจำเลยที่ ๑ รับผิดต่อโจทย์,แพ่ง,, 72,15,,ลูกหนี้ตามคำพิพากษาและมรดกโดยไม่มีทรัพย์สินอื่นที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะบังคับชำระหนี้ได้ เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะฟ้องขอให้เพิกถอนการสะสมมรดกได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๘๑๐/๒๕๕๙ ส. สะสมมรดกที่ดินให้แก่จำเลยที่ ๒ โดยเสนหา เมื่อ ส. สะสมมรดกในขณะที่เป็นลูกหนี้โจทย์ตามคำพิพากษาโดย ส. ไม่มีทรัพย์สินอื่นที่โจทย์จะบังคับคดได้ จึงเป็นการสะสมมรดกโดยร้อยอยู่ว่าจะทำให้โจทย์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบ กรณีมีเหตุเพิกถอนนิติกรรมสะสมมรดกที่ดินในส่วนของ ส. โจทย์ฟ้องขอให้เพิกถอนการสะสมมรดกที่ดินระหว่าง ส. กับจำเลยที่ ๒ อันหมายถึง ขอให้เพิกถอนการสะสมมรดกที่ดินเฉพาะส่วนของ ส. โดยอ้างว่า ส. สะสมมรดกที่ดินโดยรู้อยู่ว่าการทำเช่นนั้นจะทำให้โจทย์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของตนเสียเปรียบ การกระทำของ ส. จึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทย์ เมื่อ ส. ถึงแก่ความตาย โดยมีจำเลยที่ ๑ เป็นญาติโดยธรรมคนหนึ่ง โจทย์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๑ ในฐานะทายาทโดยธรรม ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๓๗,แพ่ง,, 72,15,,การได้มาซึ่งสิทธิเหนือพื้นดินไม่ได้จดทะเบียนการได้มาจากพนักงานเจ้าหน้าที่จะอ้างสิทธิเหนือพื้นดินดังกล่าวมาบังคับเอาแก่บุคคลภายนอกซึ่งซื้อที่ดินมาโดยรู้ว่าเจ้าของที่ดินเดิมได้ก่อให้เกิดสิทธิเหนือพื้นดินไว้ ได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๒๑๐/๒๕๖๐ เดิมที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ ๓๘๑๗๔ เป็นของ ม. โดย ม. อินยอมให้จำเลยที่ ๑ ซึ่งขณะนั้นมีสถานะเป็นองค์การบริหารส่วนตำบลอรัญญิกดำเนินการก่อสร้างห่อประปา รางระบายน้ำและสายไฟฟ้าในที่ดินพิพาท ต่อมา ม. ถึงแก่ความตาย ที่ดินพิพาทเป็นมรดก ได้แก่ บ. ซึ่งเป็นหายาท บ. ขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทย์ ต่อมาโจทย์บอกกล่าวให้จำเลยที่ ๑ รื้อถอนเสาไฟฟ้า สายไฟฟ้า ตลอดจนห่อประปาและท่อระบายน้ำทิ้งที่จำเลยที่ ๑ ก่อสร้างไว้ออกไปจากที่ดินพิพาท แต่จำเลยที่ ๑ เพิกเฉย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า โจทย์มีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ รื้อถอน เสาไฟฟ้า สายไฟฟ้า ห่อประปาและท่อระบายน้ำทิ้งที่อยู่ในที่ดินพิพาทได้หรือไม่ ศาลฎีกวินิจฉัยว่า สิทธิในการก่อสร้างและติดตั้งเสาไฟฟ้า สายไฟฟ้าตลอดจนวาง ห่อประปาและท่อระบายน้ำทิ้งของจำเลยที่ ๑ ในที่ดินพิพาทซึ่งเป็นของผู้อื่นมีลักษณะเป็นสิทธิเหนือพื้นดินอันเกี่ยวข้องหาริมทรัพย์และเป็นทรัพย์สิทธิที่ก่อตั้งขึ้นตามมาตรา ๑๒๙ และ มาตรา ๑๔๑๐ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดย ม. เจ้าของที่ดินพิพาทในฐานะนั้นเป็น ผู้ก่อให้เกิดสิทธิเหนือพื้นดินแก่จำเลยที่ ๑ ตามบันทึกข้อความ อันเป็นนิติกรรมการได้มารึ่ง ทรัพย์สิทธิดังกล่าวของจำเลยที่ ๑ ที่ไม่บริบูรณ์แล้วแต่จะได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนการ ได้มากับพนักงานเจ้าหน้าที่ตามนัยมาตรา ๑๒๙๙ วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ ซึ่งมีความหมายว่า สิทธิของผู้ทรงสิทธิไม่บริบูรณ์ในฐานะเป็นทรัพย์สิทธิที่ตกติดไปกับ ตัวทรัพย์หรือที่ดินโดยผลของกฎหมาย ไม่ว่าผู้ใดจะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินด้อยยอมรับสิทธิเหนือพื้นดินอันเป็นคุณแก่ผู้ทรงสิทธิที่มีอยู่เหนือที่ดินแปลงนั้น เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า การได้มาซึ่งสิทธิเหนือพื้นดินของจำเลยที่ ๑ ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ การ ได้มาซึ่งสิทธิเหนือพื้นดินของจำเลยที่ ๑ จึงไม่บริบูรณ์ในฐานะเป็นทรัพย์สิทธิ จำเลยที่ ๑ จึงไม่อาจอ้างสิทธิเหนือพื้นดินตามนิติกรรมที่ทำไว้กับ ม. เจ้าของที่ดินพิพาทดิมซึ่งเป็นเพียง บุคคลสิทธิามาบังคับเอาแก่โจทย์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้ ไม่ว่าโจทย์จะซื้อที่ดินพิพาทมาโดย รั้ว่าเจ้าของที่ดินพิพาทเดิมได้ทำให้เกิดสิทธิเหนือพื้นดินไว้หรือไม่ นิติกรรมที่ทำให้เกิด สิทธิเหนือพื้นดินแก่จำเลยที่ ๑ ตามบันทึกข้อความย่อมไม่ผูกพันโจทย์ เมื่อโจทย์บอกกล่าวให้ จำเลยที่ ๑ รื้อถอนเสาไฟฟ้า สายไฟฟ้าตลอดจนห่อประปาและท่อระบายน้ำทิ้ง อันเป็นการใช้ สิทธิในฐานะเจ้าของที่ดินพิพาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๓๖ โดยชอบแล้ว จำเลยที่ ๑ เพิกเฉย โจทย์จึงมีอำนาจฟ้องขับไล่ขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ รื้อถอน ทรัพย์ดังกล่าวออกไปจากที่ดินพิพาทได้",แพ่ง,, 72,15,,เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนเกินหกเดือน แต่คดีดังกล่าวเวลากระทำ ความผิดเป็นเวลากายหลังเกิดเหตุดีที่ศาลกำลังจะพิพากษาคดีเรื่องหลัง ดังนี้ จะอยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะรอการลงโทษจำคุก ได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๒๖๔/๒๕๖๑ จำเลยเคยได้รับโทษจำคุก ๓ ปี ๓ เดือน และปรับ ๒๐๐,๐๐๐ บาท ในความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษประเภท ๑ (เมทแอมเฟตามีน) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และจำเลยพ้นโทษจำคุกเมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๕๙ คดีดังกล่าวเกิดเหตุเมื่อวันที่ ๖ กันยายน ๒๕๕๖ ซึ่งเป็นเวลาภายหลังเกิดเหตุดังนี้ (คดินี้เหตุเกิดระหว่างวันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๔๘ ถึงวันที่ ๑๙ กรกฎาคม ๒๕๔๘) จำเลยปฏิการว่าคดีนี้เป็นการกระทำความผิดครั้งแรกของจำเลย จึงถือว่าขณะกระทำความผิดคดีนี้จำเลยไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนอยู่ในเงื่อนไขที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยได้ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ (ที่แก้ไขใหม่) ที่บัญญัติว่า ถ้าปรากฏว่าผู้ใด (๑) ไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน... ฯลฯ... ศาลจะรอการลงโทษผู้นั้นไว้ก็ได้นั้นหมายถึงว่า จำเลยไม่ได้รับโทษจำคุกมาก่อนคดีที่ศาลมีคำสั่งจะพิพากษา ซึ่งตามมาตรา ๕๖ (ที่แก้ไขใหม่) มิได้ระบุว่าคดีที่จำเลยได้รับโทษจำคุกมาก่อนนั้น ต้องเป็นการกระทำความผิดมาก่อนคดีเรื่องหลัง จึงไม่อาจแปลกฎหมายดังที่จำเลยอ้างได้ เมื่อจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนและเป็นโทษในความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษประเภท ๑ (เมทแอมเฟตามีน) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ซึ่งเป็นโทษจำคุกเกินกว่าหกเดือนและมีใช่ความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ จึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ (ที่แก้ไขใหม่) ที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยได้",อาญา,, 72,15,,เคยรับโทษจำคุกมาก่อนแต่พ้นโทษจำคุกมาแล้วเกินกว่าห้าปี แล้วมากระทำความผิดอีกโดยความผิดในครั้งหลังมิใช่ความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ ดังนี้ความผิดในครั้งหลังศาลจะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๕๐๓/๒๕๖๑ จำเลยที่ ๑ ซึ่งพ้นโทษในคดีก่อนนับถึงวันกระทำความผิดคดีนี้แม้จะเกินกว่า ๕ ปี ก็ตาม แต่เมื่อมากระทำความผิดคดีนี้ซึ่งไม่ใช่ความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือลหุโทษ จึงไม่อยู่ในเงื่อนไขตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ ที่จะรอการกำหนดโทษให้ได้ ส่วนจำเลยที่ ๒ ซึ่งพ้นโทษในคดีก่อนและกลับมากระทำความผิดในคดีนี้อีกยังพ้นโทษมาไม่เกิน ๕ ปี ทั้งความผิดในคดีก่อนและความผิดคดีนี้ต่างก็ไม่ใช่ความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ โดยโทษจำคุกในคดีก่อนเป็นโทษจำคุกเกินกว่า ๖ เดือน กรณีของจำเลยที่ ๒ จึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะรอการกำหนดโทษให้ได้,อาญา,, 72,15,,"คดีก่อนศาลพิพากษาลงโทษจำคุกจําเลยเกินหกเดือน อันไม่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ แต่จําเลยได้รับการปลดปล่อยก่อนกำหนดตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ ดังนี้ จะถือว่าจําเลยไม่เคยได้รับโทษจากก่อน ",มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๕๖๑/๒๕๖๑ พ.ร.บ. พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. ๒๕๕๔ มีผลเพียงให้จําเลยได้รับลดโทษหรือปล่อยก่อนกำหนดเท่านั้น หาเมื่อผลเป็นการลบล้างหรือทำให้จําเลยพ้นความผิดหรือถ้าว่าจําเลยไม่เคยได้รับโทษจากกุกในคดีนั้นมาก่อนไม่ เมื่อคดีก่อนนั้นถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลจังหวัดสมุทรปราการที่พิพากษาลงโทษจําเลยฐานปืนทัพราย จำคุก ๖ ปี ๘ เดือน อันไม่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ และเป็นโทษจําคุกเกินหกเดือน ตั้งนั้น แม่จําเลยได้รับการปล่อยก่อนกำหนดเท่าใดก็ตามก็ถือว่าจําเลยเคยรับโทษจําคุกมาก่อนและเป็นโทษจําคุกเกินหกเดือนอันไม่เข้าเงื่อนไขที่อาจรอการลงโทษจําคุกแก่จําเลยตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ (๑) และ (๒) ได้,อาญา,, 72,15,,ใช้อาวุธปืนยิงผู้อื่นแต่ผู้อื่นถึงแก่ความตายหลังเกิดเหตุเป็นเวลาประมาณ ๑ เดือน ดังนี้ ผู้กระทำความผิดจะมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๕๐๓/๒๕๕๙ ขณะที่จําเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย ผู้ตายไม่ได้มีการกระทำที่เป็นการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายและเป็นภัยตรายที่ใกล้จะถึงแก่จําเลย การที่จําเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายจึงไม่เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๖๘ ผู้ตายถูกกระสุนปืนที่จําเลยยิงที่ชายโครงทะลุปอด ตับและลำไส้จนฉีกขาด แพทย์ต้องรักษาอาการบาดเจ็บของผู้ตายด้วยการผ่าตัดทันที แม่ผู้ตายถึงแก่ความตายหลังเกิดเหตุเป็นเวลาประมาณ ๑ เดือน เนื่องจากติดเชื้ออย่างรุนแรง ย่อมถือได้ว่าการตายของผู้ตายเป็นผลธรรมดาอันสืบเนื่องจากการที่จําเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายโดยเจตนาม่ามิใช่ถึงแก่ความตายจากเหตุแทรกแซงหรือเหตุอื่นแต่อย่างใด จําเลยมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘",อาญา,, 72,16,,ถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมจึงขับรถกระบะพุ่งชนกลุ่ม รถจักรยานยนต์ที่ผู้ข่มเหงขับ โดยมีคนนั่งซ้อนท้ายซึ่งมิได้ร่วมในการข่มเหงด้วย เป็นเหตุให้ คนนั่งซ้อนท้ายถึงแก่ความตาย ดังนี้ ในส่วนคนนั่งซ้อนท้ายจะเป็นความผิดฐานฆ่าผู้อื่นด้วยเหตุ บันดาลโทสะโดยพลาดหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๘๘๒/๒๕๖๑ การกระทำโดยบันดาลโทสะตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๒ เป็นกรณีที่ผู้กระทำถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม จึงกระทำต่อผู้ข่มเหง ในขณะนั้น ส่วนการกระทำโดยพลาดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๖๐ เป็นกรณีที่ผู้กระทำเจตนากระทำ ต่อบุคคลคนหนึ่งแต่ผลของการกระทำเกิดแก่อีกบุคคลหนึ่งโดยพลาดไป สำหรับการกระทำโดย เจตนาย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้น ผู้กระทำต้องเล็งเห็นผลของการกระทำนั้นแล้วว่าจะ ทำให้ผู้ถูกกระทำได้รับผลนั้น ซึ่งเป็นผลที่เห็นได้ชัดว่า จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ผู้เสียหายที่ ๑ กับพวกขับรถจักรยานยนต์เที่ยวเล่นตั้งแต่เวลาประมาณ ๒๑ นาฬิกา โดย พ. นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ผู้เสียหายที่ ๑ ส่วน ข. นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ ท. ไม่ปรากฏว่า พ. กับ ข. ผู้ตายทั้งสองได้ร่วมทำรายหรือมีพฤติการณ์ใดที่แสดงให้เห็นว่า มีเจตนาที่ร่วมกับผู้เสียหายที่ ๑ กับพวกทำรายจำเลย แม้ผู้ตายทั้งสองจะอยู่ในที่เกิดเหตุแต่ก็ ไม่ปรากฏว่ามีการยุยงส่งเสริมสนับสนุนหรือให้กำลังใจเพื่อให้ผู้เสียหายที่ ๑ กับพวกเกิดความ อีกเหมือนรุ่มทำรายจำเลยกับพวก หลังเกิดเหตุผู้ตายทั้งสองไปกับผู้เสียหายที่ ๑ กับพวกก็คงเป็น เพราะนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์มาด้วยกันพฤติการณ์ของผู้ตายทั้งสองฟังไม่ได้ว่า ผู้ตาย ทั้งสองข่มเหงหรือร่วมกับผู้เสียหายที่ ๑ กับพวกข่มเหงจำเลยอย่างร้ายแรงด้วยเหตุฉันไม่เป็นธรรม การที่จำเลยขับรถกระบะซึ่งมีขนาดใหญ่และมีแรงปะทะมากกว่ารถจักรยานยนต์หลายเท่า ฝ่าเข้าไปหรือพุ่งชนกลุ่มรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายที่ ๑ กับพวกโดยแรง แม้กระทำเพียง ครั้งเดียว ก็เห็นได้ว่า จำเลยย่อมเล็งเห็นได้ว่าทั้งคนขับและคนนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ที่ ถูกชนจะถึงแก่ความตายได้ จึงถือว่าจำเลยมีเจตนากระทำต่อผู้ตายทั้งสองโดยตรงไม่ใช่ กรณีที่จำเลยเจตนาที่จะกระทำต่อกลุ่มคนที่รุมทำร้ายจำเลย แต่ผลของการกระทำ เกิดแก่ผู้ตายทั้งสองโดยพลาดไป เมื่อผู้ตายทั้งสองมิได้ข่มเหงจำเลยอย่างร้ายแรงด้วยเหตุ ฉันไม่เป็นธรรมการกระทำความผิดต่อผู้ตายทั้งสองจึงไม่อาจอ้างเหตุบันดาลโทสะได้",อาญา,, 72,16,,ผู้เสียหายเป็นเด็กหญิงอายุ ๗ ปีเศษ เล่นอยู่กับเพื่อนบริเวณอู่ซ่อมรถ จำเลยซึ่งอยู่ในบริเวณนั้นเรียกให้เข้าไปหาแล้วกระทำอนาจารจะเป็นความผิดฐานพาเด็กอายุยัง ไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารและฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๗/๖๓/๒๕๖๑ คำว่า “พา” หมายความว่า นำไปหรือพาไป ส่วนคำว่า “พราก” หมายความว่า การพาไปหรือแยกเด็กออกไปจากอำนาจปกครองดูแลทำให้ อำนาจปกครองดูแลของบิดามารดาเด็กถูกรบกวนหรือกระทบกระเทือน โดยบิดามารดาเด็กไม่รู้ เห็นยินยอมอันเป็นการมุ่งหมายเพื่อยึดครองอำนาจบกครองของบิดามารดาผู้ปกครองหรือผู้ดูแล ที่มีต่อเด็ก มิให้ผู้ใดล่วงละเมิดด้วยการพาไปหรือแยกเด็กออกจากความปกครองดูแล และ ไม่จำกัดว่าจะกระทำด้วยวิธีการใดและไม่คำนึงถึงระยะทางใกล้ไกล ดังนั้น การที่จำเลยใช้ กลวิธีด้วยการตะโกนเรียกผู้เสียหายที่ ๒ ให้เข้าไปหาจำเลยและแม้ที่เกิดเหตุจะอยู่ห่างจาก บริเวณที่ผู้เสียหายที่ ๒ เล่นอยู่กับเพื่อนเพียง ๗ เมตร กับแม้จะอยู่ในบริเวณอู่ซ่อมรถ ด้วยกันก็ตาม ถือได้ว่าจำเลยพาผู้เสียหายที่ ๒ ไปและพรากผู้เสียหายที่ ๒ ไปเสียจาก ผู้เสียหายที่ ๑ การกระทำของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นความผิดฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ไปเพื่อการอนาจารและฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร,อาญา,, 72,16,,ผู้กู้ชำระหนี้ไม่ตรงกำหนดเวลาตามสัญญาบ้างหรือไม่ครบบ้าง แต่ผู้ให้กู้ก็ยอมรับชำระหนี้ไว้โดยไม่ทักท้วง จะถือว่าผู้กู้ผิดนัดชำระหนี้เมื่อใด ผู้กู้ผิดนัดชำระหนี้ หากผู้ให้กู้ไม่มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ ผู้ให้กู้จะมีอำนาจฟ้องผู้ค้ำประกันหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๗๙/๒๕๖๒ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๘๖ วรรคหนึ่ง ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ ๒๐) พ.ศ. ๒๕๕๗ บัญญัติว่า เมื่อลูกหนี้ผิดนัด ให้เจ้าหนี้มีหนังสือบอกกล่าวไปยังผู้ค้ำประกันภายใน ๖๐ วัน นับแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัด และไม่ว่ากรณีจะเป็นประการใดเจ้าหนี้จะเรียกให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ก่อนที่หนังสือบอกกล่าวจะไปถึงผู้ค้ำประกันมิได้ แต่ไม่ตัดสิทธิผู้ค้ำประกันที่จะชำระหนี้เมื่อหนี้ถึงกำหนดชำระ สัญญากู้ยืมเงินเพื่อการบริโภค ข้อ ๓ ระบุว่าตกลงผ่อนชำระเป็นงวดรายเดือน เดือนละไม่น้อยกว่า ๔,๕๐๐ บาท ยกเว้นเดือนสุดท้าย มีกำหนดชำระ ๑๘๐ งวด เริ่มผ่อนชำระตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๓ เป็นต้นไป และชำระให้แล้วเสร็จภายในวันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๖๘ ... ส่วนสัญญาข้อ ๔ ระบุว่า ถ้าผู้กู้ผิดนัดชำระหนี้เงินต้นและ/หรือดอกเบี้ย งวดหนึ่งงวดใด ผู้กู้ยอมถือว่าผู้กู้ผิดนัดชำระหนี้ทั้งหมด ยินยอมให้ผู้ให้กู้คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดได้ในอัตราไม่เกินดอกเบี้ยสูงสุดที่ผู้ให้กู้พึงเรียกได้โดยชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งในขณะทำสัญญา กู้มีอัตราเท่ากับร้อยละ ๑๙ ต่อปี ของยอดเงินกู้คงเหลือ ณ วันที่ผิดนัด แต่เมื่อพิจารณาข้อมูลบัญชีสินเชื่อปรากฏว่านับแต่ทำสัญญาจำเลยที่ ๑ ชำระหนี้ให้โจทย์เรื่อยมาจนกระทั่งในงวดเดือนกันยายน ๒๕๕๕ และงวดเดือนตุลาคม ๒๕๕๕ จำเลยที่ ๑ ไม่ได้ชำระหนี้ให้แก่โจทย์ อันเป็นการผิดสัญญาข้อ ๔ ย่อมต้องถือว่าจำเลยที่ ๑ ผิดนัดชำระหนี้ต่อมาจำเลยที่ ๑ ชำระหนี้ให้แก่โจทย์อีกครั้งในเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๕ และชำระเรื่อยมาแม้จำเลยที่ ๑ ชำระหนี้ไม่ตรงกำหนดเวลาตามสัญญาบ้างหรือไม่ครบบ้าง แต่โจทย์ก็ยอมรับชำระหนี้ไว้โดยที่ไม่ได้หักหัวงย่อมแสดงว่าโจทย์ไม่ถือระยะเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญาเป็นสาระสำคัญ หากโจทย์ประสงค์จะเลิกสัญญาจะต้องบอกกล่าวไปยังผู้กู้ให้ชำระหนี้ที่ค้างชำระโดยกำหนดเวลาพอสมควรก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๐๔ วรรคหนึ่ง เมื่อโจทย์มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยที่ ๑ ชำระหนี้ภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือทวงถามโดยจำเลยที่ ๑ ได้รับเมื่อวันที่ ๕ เมษายน ๒๕๕๙ จึงครบกำหนดชำระหนี้ในวันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๕๙ แต่จำเลยที่ ๑ เพิกเฉย จำเลยที่ ๑ จึงผิดนัดชำระหนี้เมื่อวันที่ ๒๑ เมษายน ๒๕๕๙ และภายหลังจากที่จำเลยที่ ๑ ผิดนัด โจทย์ก็ไม่มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๕ และจำเลยที่ ๖ ถึงที่ ๘ ทายาทของนายสัญชัย ผู้ค้ำประกันชำระหนี้จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๘๖ วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่โจทย์ก็ยังไม่มีอำนาจฟ้องในสวนของจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๘ เป็นผลให้จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๘ จึงไม่ต้องร่วมกับจำเลยที่ ๑ รับผิดต่อโจทย์",แพ่ง,, 72,16,,การดำเนินกิจการของบริษัทจำกัด กรรมการบริษัทเกิดความขัดแย้งกันจนมีการฟ้องร้องเป็นคดีอาญา และมีการตกลงกันในคดีอาญาว่าจะไปดำเนินการชำระบัญชีและเลิกบริษัท หลังจากนั้นไม่มีการดำเนินการเพื่อเลิกบริษัท กรณีดังกล่าวจะฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เลิกบริษัท และตั้งผู้ชำระบัญชีหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๗๑๒/๒๕๖๑ การเลิกบริษัทจำกัด ต้องบังคับตามบทบัญญัติแห่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๓๖ หรือมาตรา ๑๒๓๗ ซึ่งเป็นกรณีที่มีเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งให้บริษัทจำกัดเลิกกันตามมาตรา ๑๒๓๖ (๑) ถึง (๕) หรือมีเหตุที่ศาลอ้างสำหรับเลิกบริษัทจำกัดตามมาตรา ๑๒๓๗ (๑) ถึง (๔) ที่โจทก์ขอให้ศาลสั่งเลิกบริษัทจำกัดเลยที่ ๑ ได้อาศัยข้ออ้างว่า ในคดีอาญาของศาลชั้นต้น จำเลยที่ ๒ ตกลงกับโจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหายในคดีดังกล่าวว่าจะดำเนินการเลิกบริษัทจำกัดที่ ๑ และชำระบัญชี ซึ่งข้ออ้างดังกล่าวหาได้เป็นเหตุที่จะเลิกบริษัทจำกัดที่ ๑ ตามบทบัญญัติมาตรา ๑๒๓๖ หรือมาตรา ๑๒๓๗ ไม่การตกลงกันเช่นนั้นเป็นเพียงความประสงค์ของโจทก์ และจำเลยที่ ๒ ที่ไม่ต้องการทำกิจการร่วมกันต่อไป แต่การตกลงกันจะเลิกบริษัทจำกัดที่ ๑ ได้จะต้องดำเนินการตามมาตรา ๑๒๓๖ (๔) โดยอาศัยมติพิเศษของที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้น ซึ่งต้องมีการนัดเรียกประชุมและลงมติตามกฎหมาย มิใช่อ้างแต่เพียงข้อตกลงที่จะเลิกบริษัทโดยไม่ดำเนินการให้เป็นไปตามขั้นตอนที่กฎหมายบัญญัติ ส่วนในปัญหาที่โจทก์กับจำเลยที่ ๒ มีความขัดแย้งกันจนดำเนินคดีอาญาและเป็นปฏิปักษ์กันนั้น แม้ทำให้เกิดข้อขัดข้องในการจัดการงานของจำเลยที่ ๑ ในช่วงเวลาที่ผ่านมาก็ตาม แต่ก็ปรากฏว่าจำเลยที่ ๑ ทำการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการโดยให้จำเลยที่ ๒ เพียงผู้เดียวเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ ๑ โจทก์ย่อมไม่เที่ยวข้องกับการบริหารงานของจำเลยที่ ๑ อีกต่อไป อีกทั้งความขัดแย้งในการบริหารงานของบริษัทก็หาไข่เหตุที่จะขอให้ศาลสั่งเลิกบริษัทตามมาตรา ๑๒๓๗ ได้ไม่,แพ่ง,, 71,1,,วางแผนให้ไปเช่าซื้อรถจักรยานยนต์โดยไม่มีเจตนาผูกพันตามสัญญาเพื่อให้ได้รถจักรยานยนต์ไปจะเป็นความผิดฐานใด,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๖๐๘/๒๕๖๐ จำเลยที่ ๒ เป็นผู้วางแผนและมอบเงินให้จำเลยที่ ๑ ไปเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ จากโจทก์ร่วม โดยไม่มีเจตนาที่จะกู้ภัยฟันตามสัญญาเช่าซื้อ เพียงแต่อาศัยการหลอกลวง โจทก์ร่วมว่าจะปฏิบัติตามสัญญาเพื่อเป็นช่องทางให้ได้รถจักรยานยนต์ไป ครั้นได้รถ จักรยานยนต์มาแล้ว จำเลยที่ ๒ นำรถจักรยานยนต์ไปและให้เงินค่าจ้างแก่จำเลยที่ ๑ ดังนี้เป็นการร่วมกระทำความผิดโดยแบ่งหน้าที่กันทำตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๑ ประกอบมาตรา ๔๓ ",อาญา,, 71,1,,ผู้เสียหายมอบเงินให้อยู่ในความครอบครองของจำเลยแล้ว จำเลย วางแผนให้พวกจำเลยมาแย่งเอาเงินไปในระหว่างเดินทางไปธนาคาร เป็นความผิดฐานใด,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๑๑๖/๒๕๖๐ ผู้เสียหายประกอบกิจการร้าน ซ. จำเลยเป็นพนักงานของผู้เสียหายมีหน้าที่ดูแลกิจการในร้าน ซ. และนำเงินรายได้ของร้านไปฝากธนาคารโดยเมื่อพนักงานของร้านขายสินค้าได้แล้วจะนำเงินที่ได้รับจากลูกค้าใส่ซองหย่อนลงไปในตู้นิรภัยของร้าน ซึ่งจำเลยเป็นผู้ถือกุญแจตู้นิรภัยเพียงคนเดียวและไม่มีสิทธินำเงินรายได้ดังกล่าวไปใช้ส่วนตัว เวลาประมาณ ๑๓ นาฬิกา ของทุกวัน จำเลยต้องนำกุญแจไปไขตู้นิรภัยนำเงินรายได้ของร้านออกมาแล้วไปตรวจนับต่อหน้า ส. และ ท. เมื่อทราบจำนวนเงินรายได้แล้ว ส. จะเขียนใบนำฝากเงินและมอบสมุดบัญชีของตนเองให้จำเลย จากนั้นจำเลยจะขับรถยนต์นำเงินพร้อมสมุดบัญชีและใบนำฝากไปฝากเงินที่ธนาคาร วันรุ่งขึ้นจำเลยต้องนำใบรับฝากเงินที่มีตราประทับจากธนาคารส่งคืนให้แก่ผู้เสียหายเพื่อตรวจสอบยอดเงินที่นำไปฝากธนาคารว่าครบถ้วนหรือไม่วันเกิดเหตุ ธ. บุตรของ ท. ได้ร่วมตรวจนับเงินกับจำเลยแล้วมอบเงินจำนวน ๓๐๐,๐๐๐ บาท ให้จำเลยนำไปฝากธนาคาร หลังจากนั้นจำเลยร่วมกับพวกเอาเงินนั้นไป การที่จำเลยใช้กุญแจไขตู้นิรภัยนำเงินรายได้ของร้าน ซ. ออกมาแล้วนำไปตรวจนับต่อหน้า ส. และ ท.เป็นเพียงการทำงานในหน้าที่ดูแลเงินชั่วคราวเท่านั้น หาใช่เป็นเรื่องที่ผู้เสียหายได้มอบการครอบครองเงินให้แก่จำเลยโดยเด็ดขาดไม่ ดังนี้ ขณะนั้นจำเลยจึงไม่ใช่ผู้ครอบครองเงินของผู้เสียหาย แต่เมื่อจำเลยเอาเงินจำนวน ๓๐๐,๐๐๐ บาท ของผู้เสียหายไปหลังจากที่ผู้เสียหายตรวจสอบแล้วมอบให้จำเลยนำไปฝากเข้าบัญชีของผู้เสียหายที่ธนาคาร กรณีจึงถือได้ว่าขณะนั้นผู้เสียหายได้มอบเงินจำนวนดังกล่าวให้อยู่ในความครอบครองของจำเลยแล้วเพราะจำเลยต้องถือและรักษาเงินจำนวนนั้นจนกระทั่งนำไปฝากเข้าบัญชีของผู้เสียหายที่ธนาคารให้เรียบร้อย การที่จำเลยวางแผนให้พวกจำเลยมาแย่งเอาเงินไปในระหว่างเดินทางไปธนาคารจึงเป็นความผิดฐานยักยอก เมื่อความผิดฐานดังกล่าวเป็นความผิดอันยอมความได้ และผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์แล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์จึงระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๓๙ (๒)",แพ่ง,, 71,1,,ซื้อที่ดินมือเปล่าแล้วผู้ซื้อเข้าครอบครองที่ดิน ต่อมาที่ดินดังกล่าวได้มีการออกเอกสารสิทธิเป็นโฉนดที่ดิน ดังนี้ ระยะเวลาแห่งการครอบครองปรปักษ์ที่ดินเริ่มนับ เมื่อใด และผู้ซื้อจะต้องบอกกล่าวเปลี่ยนลักษณะแห่งการครอบครองไปยังผู้ขายหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๖๗๖/๒๕๖๐ จำเลยซื้อที่ดินพิพาทซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๓๘๔๒ จาก ย. เมื่อปี ๒๕๓๖ และเข้าครอบครองอยู่อาศัยในที่ดินพิพาทมาตั้งแต่ปี ๒๕๓๘ แต่เนื่องจากขณะนั้นที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๓๘๔๒ ยังเป็นที่ดินมือเปล่าที่บุคคลมีสิทธิครอบครอง จึงย่อมโอนกันได้โดยเพียงส่งมอบทรัพย์สินที่ครอบครองตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๗๘ การครอบครองที่ดินพิพาทของจำเลยจึงเป็นการครอบครองอย่างเป็นเจ้าของตามที่จำเลยได้ซื้อที่ดินพิพาทมาแต่เป็นผลให้จำเลยมีได้เพียงสิทธิครอบครองและไม่อาจอ้างว่าเป็นการครอบครองปรปักษ์ที่ดินของผู้อื่นซึ่งมีกรรมสิทธิ์ได้ เมื่อที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๓๘๔๒ ได้มีการออกเอกสารสิทธิเป็นโฉนดที่ดิน จำเลยยังคงครอบครองที่ดินพิพาทอันเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินแปลงดังกล่าวโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ระยะเวลาแห่งการครอบครองปรปักษ์ที่ดินพิพาทของจำเลยจึงต้องเริ่มนับตั้งแต่วันออกโฉนดที่ดินเป็นต้นไป และเมื่อจำเลยไม่อยู่ในฐานะเป็นผู้ยึดถือแทนตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๘๑ จึงไม่ต้องบอกกล่าวเปลี่ยนลักษณะการครอบครองไปยังผู้ขายที่ดินพิพาท ซึ่งเมื่อนับถึงวันที่โจทก์ฟ้องเป็นระยะเวลาเกินกว่า ๑๐ ปีแล้ว จำเลยจึงได้ไปซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๘๒,แพ่ง,, 71,1,,"การนับระยะเวลา ๑ เดือน ในการฟ้องขอให้เพิกถอนการประชุมและ การลงมติในการประชุมบริษัทที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายมีหลักเกณฑ์ในการนับระยะเวลาอย่างไร และจะนำบทบัญญัติเรื่องอายุความสะคุดหยุดลงมาใช้แก่กรณีดังกล่าวได้นี้หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๙๒๔/๒๕๖๐ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองในปัญหาข้อกฎหมายว่า การที่ โจทก์ทั้งสองใช้สิทธิฟ้องเพิกถอนมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ ๑/๒๕๕๖ ซึ่งประชุม ในวันที่ ๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖ นั้นเป็นการฟ้องเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลา ๑ เดือน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๑๙๕ หรือไม่ โดยโจทก์ทั้งสองฎีกาว่า เมื่อการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ ๑/๒๕๕๖ ของจำเลยที่ ๔ กระทำลงในวันที่ ๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖ การนับระยะเวลา ๑ เดือน ในการที่โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้เพิกถอน การประชุมและการลงมติดังกล่าวจะต้องนับระยะเวลา ๓๐ วัน เมื่อโจทก์ทั้งสองฟ้อง ขอให้ เพิกถอนการประชุมและมติการประชุมในวันที่ ๘ มีนาคม ๒๕๕๖ อ้างอยู่ในกำหนด ๓๐ วันนั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๑๙๕ ได้บัญญัติไว้ โดยชัดเจนว่าการร้องขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายให้ร้องต่อศาลภายใน ๑ เดือนนับแต่วันลงมตินั้น การนับระยะเวลา ๑ เดือนดังกล่าวตามมาตรา ๑๙๓/๓ วรรคสอง ต้องเรียนมับวันรุ่งขึ้นเป็นวันแรกโดยเริ่มนับวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖ ส่วนระยะ เวลาสิ้นสุดตามมาตรา ๑๙๓/๕ วรรคสอง บัญญัติว่า ถ้าระยะเวลาไม่ได้กำหนดนับแต่วันต้น แห่งสัปดาห์ วันต้นแห่งเดือนหรือปี ระยะเวลาย่อมสิ้นสุดลงในวันก่อนหน้าจะถึงวันแห่ง สัปดาห์ เดือนหรือปีสุดท้ายอันเป็นวันตรงกับวันเริ่มระยะเวลาบนั้น ซึ่งหมายความว่าการ นับระยะเวลาที่โจทก์ทั้งสองจะมีสิทธิฟ้องขอเพิกถอนมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ ๑/๒๕๕๖ ของจำเลยที่ ๔ ในคดีนี้ โจทก์ทั้งสองต้องฟ้องขอเพิกถอนมติที่ประชุมดังกล่าว ภายในวันที่ ๗ มีนาคม ๒๕๕๖ การที่โจทก์ทั้งสองใช้สิทธิฟ้องเพิกถอนมติที่ประชุม วิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ ๑/๒๕๕๖ ในวันที่ ๘ มีนาคม ๒๕๕๖ จึงเป็นการฟ้องเมื่อพ้น กำหนดระยะเวลา ๑ เดือน ตามมาตรา ๑๑๙๕ เช่นนี้โจทย์ก็ต้องสองจึงไม่มีอำนาจฟ้อง ส่วนที่โจทย์ก็ต้องสองฎีกาต่อไปว่า เมื่อวันที่ ๕ มีนาคม ๒๕๕๖ โจทย์ก็ต้องลงและ จำเลยที่ ๔ เคยยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ เป็นคิดข้อเพิกถอนมติประชุมและศาลชั้นต้นมี คำพิพากษายกฟ้อง ย่อมทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตามมาตรา ๑๙๓/๐๔ การฟ้องคดี ของโจทย์ก็ต้องไม่ขาดอายุความนั้น เห็นว่า กำหนดเวลาฟ้องหรือร้องขอเพิกถอนมติ ที่ประชุมตามมาตรา ๑๑๙๕ เป็นบทบัญญัติพิเศษตามกฎหมายเฉพาะมิใช้อยากรวม จึง ไม่อาจนำบทบัญญัติในเรื่องอายุความรวมถึงอายุความสะดุดหยุดลงมาใช้บังคับได้ ",แพ่ง,, 71,1,,ผู้ถือหุ้นของบริษัทลงมติให้สัตยาบันสัญญาประนีประนอมยอมความ ในหนี้ที่ตนเองนำมาฟ้องให้บริษัทใช้หนี้แก่ตน การออกเสียงลงมติชอบหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๓๖๒/๒๕๖๐ บริษัท บ. เป็นหนี้กู้ยืมเพื่อช่วยเหลือให้มีเงินทนเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนิน กิจการแก่จำเลยที่ ๑ จริง จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ชอบที่จะได้รับชำระหนี้หรือ เรียกร้องให้บริษัท บ. ชำระหนี้ใดโดยชอบด้วยกฎหมาย การที่จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็น ผู้ถือหุ้นของบริษัท บ. ลงมติให้สัตยาบันสัญญาประนีประนอมยอมความในหนี้ที่ จำเลยที่ ๑ นำมาฟ้องให้บริษัท บ. ใช้หนี้แก่ตน จำเลยที่ ๑ ไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียเป็น พิเศษในมิติข้อดังกล่าว เพราะแม้ไม่มีมิติจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นเจ้าหนี้กู้ขอบที่จะได้รับชำระหนี้ หรือเรียกร้องให้ชำระหนี้ได้ การออกเสียงลงมติของจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัท บ. ถือว่ากระทำได้โดยชอบ ไม่ขัดต่อบทบัญญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๑๘๕ การประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นได้ประชุมขณะที่คณะอนุญาโตตุลาการพิจารณา ข้อพิพาทที่โจทย์ก็ใช้สิทธิ์ข้อหุ้นของจำเลยที่ ๑ เพื่อให้หุ้นของโจทย์ก็และจำเลยที่ ๑ มีจำนวน เท่ากันตามข้อสัญญาที่ตกลงกันไว้และยังไม่มีการโอนหุ้นของจำเลยที่ ๑ ให้แก่โจทย์ โจทย์ก็ยังไม่มีสิทธิในหุ้นของจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๑ ยังคงมีสิทธิลงคะแนนเสียงหรือใช้สิทธิใน หุ้นของตนในการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นได้",แพ่่ง,, 71,2,,ผู้กู้ยอมชําระดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกําหนดไว้แก่ผู้ให้กู้ ผู้กู้เรียกให้คืน เงินดอกเบี้ยได้หรือไม่ และผู้ให้กู้มีสิทธิได้ดอกเบี้ยดังกล่าวหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คําพิพากษาฎีกาที่ ๕๓๗๖/๒๕๖๐ โจทก์และจําเลยนําสืบรับกันว่า โจทก์คิดดอกเบี้ยจากจําเลยในอัตราร้อยละ ๕ ต่อเดือน และโจทก์ยังเบิกความว่า หลังจากทําหนังสือสัญญากู้เงินแล้ว จําเลยชําระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ เดือนละ ๒,๕๐๐ บาท เป็นเวลา ๓ เดือน รวมเป็นเงิน ๗,๕๐๐ บาท ดอกเบี้ยที่จําเลยชําระไป จึงเกิดจากการเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกําหนด เป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติห้าม เรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.๒๔๗๕ มาตรา ๓ ประกอบประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๕๔ ข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยย่อมตกเป็นโมฆะ แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่เป็น ข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอํานาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒ (๕) ประกอบด้วยมาตรา ๒๕๖ และมาตรา ๒๔๗ (เดิม) จําเลยยอมชําระดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกําหนดไว้แก่โจทก์ซึ่งตกเป็นโมฆะ ถือได้ว่าเป็นการชําระหนี้ฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๔๑๑ จําเลยหาอาจจะเรียกร้องให้คืนเงินดอกเบี้ยที่ชําระได้ไม่ โจทก์ในฐานะผู้ให้กู้เป็น ฝ่ายเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกําหนดไว้จากจําเลย เมื่อข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยตกเป็น โมฆะ และจําเลยไม่อาจเรียกร้องให้คืนเงินดอกเบี้ยที่ชําระฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายได้ โจทก์ก็ย่อมไม่มีสิทธิได้ดอกเบี้ยดังกล่าวด้วย ต้องนําดอกเบี้ยที่จําเลยชําระให้แก่โจทก์ไปหักเงินต้น ตามหนังสือสัญญากู้เงิน คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๑๓๑/๒๕๖๐ โจทก์คิดดอกเบี้ยจากเงินที่ให้จำเลยกู้ยืมรวมค่าใช้จ่ายร้อยละ ๑.๓ ต่อเดือน หรืออัตราร้อยละ ๑๕.๖ ต่อปี เป็นการคิดดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด ฝ่าฝืนพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.๒๔๗๕ มาตรา ๓ ประกอบประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๕๔ มีผลให้ดอกเบี้ยตกเป็นโมฆะ กรณีถือไม่ได้ว่าจำเลยชำระหนี้โดยจงใจฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายหรือเป็นการกระทำอันใดตามอำเภอใจเสมือนหนึ่งว่าเพื่อชำระหนี้โดยรู้อยู่ว่าตนไม่มีความผูกพันตามกฎหมายที่ต้องชำระอันจะเป็นเหตุให้จำเลยไม่มีสิทธิได้รับทรัพย์นั้นคืน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๐๗ เมื่อดอกเบี้ยของโจทก์เป็นโมฆะเท่ากับสัญญากู้ยืมมิได้มีการตกลงเรื่องดอกเบี้ยกันไว้ โจทก์ไม่มีสิทธิได้ดอกเบี้ยก่อนผิดนัดและไม่อาจนำเงินที่จำเลยชำระแก่โจทก์มาแล้วไปหักออกจากดอกเบี้ยที่โจทก์ไม่มีสิทธิคิดได้ จึงต้องนำเงินที่จำเลยชำระหนี้ไปชำระต้นเงินทั้งหมด สัญญากู้ยืมเงินระหว่างโจทก์กับจำเลยไม่มีการกำหนดเวลาชำระหนี้กันไว้ โจทก์บอกกล่าวทวงถามให้จำเลยชำระหนี้ภายใน ๗ วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้ชำระหนี้ซึ่งจำเลยได้รับหนังสือในวันที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๕๗ พ้นกำหนดระยะเวลา ๗ วันในวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๕๗ เมื่อหนี้ที่โจทก์เรียกร้องให้จำเลยชำระเป็นหนี้เงิน โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยได้ในระหว่างเวลาผิดนัดอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๒๔ วรรคหนึ่ง นับแต่วันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๕๗ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ",แพ่ง,, 71,2,,ซื้อที่ดินซึ่งตกอยู่ในทางจําเป็น โดยผู้ซื้อซื้อที่ดินโดยสุจริต ผู้มีสิทธิใช้ทางจําเป็นจะยังคงมีสิทธิใช้ทางจําเป็นในที่ดินอยู่หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คําพิพากษาฎีกาที่ ๔๖๘๖/๒๕๖๐ คดีถึงที่สุดโดยศาลฎีกาพิพากษาให้โจทก์มีสิทธิใช้ที่ดินของจำเลยร่วมเป็นทางจำเป็นเพื่อเป็นทางออกจากที่ดินของโจทก์ไปสู่ทางสาธารณะซึ่งติดต่อกับที่ดินของจำเลยร่วม โจทก์ย่อมมีสิทธิใช้ทางในที่ดินของจำเลยร่วมด้วยอำนาจแห่งกฎหมาย ทางจำเป็นจึงเป็นสิทธิที่มีอยู่เหนือทรัพย์สินและสามารถใช้ยันแก่บุคคลทั่วไป แม้จำเลยร่วมจะโอนที่ดินให้แก่ ส. แล้ว ส. ขายที่ดินให้แก่ผู้ร้องและผู้ร้องจะซื้อที่ดินโดยสุจริตก็ตาม โจทก์ก็ยังคงมีสิทธิใช้ทางจำเป็นในที่ดินอยู่นั่นเอง ผู้ร้องจะขอให้เพิกถอนการบังคับคดีเพื่อมิให้โจทก์ใช้ทางเป็นทางจำเป็นหาได้ไม่ แม้ผู้ร้องอ้างว่าทางจำเป็นสามารถเปลี่ยนแปลงได้ก็เป็นเรื่องที่ผู้ร้องต้องไปว่ากล่าวกันต่างหากจะยกขึ้นมาอ้างเพื่อเพิกถอนการบังคับคดีของโจทย์มิให้โจทก์ใช้ทางจำเป็นตามคำพิพากษาหาได้ไม่ ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๔๙ วรรคสี่ ผู้มีสิทธิจะผ่านจะต้องใช้ค่าทดแทนให้แก่เจ้าของที่ดิน เมื่อชั้นบังคับคดีผู้ร้องเป็นเจ้าของที่ดินที่เป็นทางจำเป็น ผู้ร้องในฐานะเจ้าของที่ดินย่อมมีสิทธิรับเงินค่าทดแทนตามคำพิพากษาศาลฎีกาได้ ",แพ่ง,, 71,2,,"ผู้ถือหุ้นเพียงคนเดียวถือหุ้นคิดเป็นร้อยละ ๔๐ ของจํานวนหุ้นทั้งหมดในบริษัทจํากัด จะดําเนินการประชุมและมีมติใด ๆ ตามกฎหมายได้หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๐๗๔/๒๕๖๐ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๑๗๑, ๑๑๗๘, ๑๑๘๐ และ ๑๑๙๐ การประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นกฎหมายมุ่งประสมองให้บรรดาผู้ถือหุ้นเข้าร่วมประชุมเพื่อปรึกษาหารือเกี่ยวกับกิจการของบริษัท โดยมีประธานดำเนินการประชุมและมีการเสนอข้อมูลให้ที่ประชุมออกเสียงลงคะแนน การประชุมซึ่งเป็นการร่วมกันปรึกษาหารือซึ่งที่ประชุมจะต้องมีบุคคลอย่างน้อยสองคนเป็นผู้เข้าประชุม เพื่อร่วมกันพิจารณาตัดสินใจของตัวเอง ที่เสนอต่อที่ประชุม หากใช่บุคคลเพียงคนเดียว จะทำการประชุมได้โดยลำพังไม่ การประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของบริษัทผู้คัดค้านมี ว. ผู้รับมอบฉันทะของ ง. เป็นผู้ถือหุ้นที่มาประชุมเพียงคนเดียว แม้ว่า ถือหุ้นคิดเป็นร้อยละ ๔๐ ของจำนวนหุ้นทั้งหมด แต่ผู้ถือหุ้นเพียงคนเดียว ย่อมไม่อาจดำเนินการประชุมและมีมติตาม ๆ ตามกฎหมายได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๑๗๑, ๑๑๗๘, ๑๑๘๐ และ ๑๑๙๐ การประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นและการลงมติจึงเป็นไปโดยผ่านผู้แทนของตน ผู้ถือหุ้นรายนี้เป็นผู้ปฏิบัติของการประชุมใหญ่ และไม่ชอบด้วยกฎหมายผู้ร้องในฐานะผู้ถือหุ้น ผู้รับมอบฉันทะของ ง. เป็นผู้ถือหุ้นที่มาประชุม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๑๙๕ ",แพ่ง,, 71,2,,"ผู้ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์แต่ยังมิได้จดทะเบียนการได้มาต่อพนักงานเจ้าหน้าที่กับผู้รับจํานองที่ดินดังกล่าวโดยสุจริต ใครจะมีสิทธิในที่ดินดีกว่ากัน ",มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๑๕๐/๒๕๕๙ ที่ดินทั้งสามแปลงมีเชื่อจำเลยเป็นเจ้าของ ต่อมาวำเลขจดทะเบียนจำนองที่ดินทั้งสาม แปลงไว้แก่โจทก์ ผู้ร้องซึ่งอ้างว่าครอบครองปรปักษ์ที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวโดยได้รับการ ยกให้จากพลตำรวจโท ก. และทำประโยชน์ปลูกมันสำปะหลังมาตั้งแต่ก่อนโจทก์จะรับจำนอง ที่ดิน เป็นการกล่าวอ้างว่าผู้ร้องได้มาซึ่งอาศัยธรรมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรมและ ยังมิได้จดทะเบียน กรณีจึงต้องด้วยบทบัญญัติแห่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๖๙ วรรคสอง ที่ห้าม มิให้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริตและได้ จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว ซึ่งในคดีร้องขัดทรัพย์ ป.วิ.พ. มาตรา ๒๘๘ อยู่ภายใต้ บทบัญญัติแห่งมาตรา ๕๕ เช่นนี้ ผู้ร้องจึงต้องบรรยายมาในคำร้องขอโดยแจ้งขัดว่ามีข้อโต้แย้ง เกี่ยวกับสิทธิหรือน้ำที่ระหว่างผู้ร้องกับโจทก์ตามกฎหมายแพ่งอย่างไรอันเป็นข้ออ้างที่อาศัย เป็นหลักแหล่งข้อหาเช่นว่านั้น ผู้ร้องจึงจะมีสิทธินำพยานหลักฐานเข้าสืบได้ตามที่กล่าวอ้าง การที่ผู้ร้องบรรยายในคำร้องข่าว่าคดีอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อฟ้องขอเพิกถอน การจดทะเบียนจำนองระหว่างโจทกกับจำเลย มิใช่ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาร่าโจทก์ รับจำนองไว้โดยไม่สุจริต เมื่อผู้ร้องมิได้ตั้งประเด็นในคำร้องข่าว่า โจทก์มิใช่บุคคลภายนอก และรับจำนองโดยไม่สุจริต คดีจึงไม่มีประเด็นที่ผู้ร้องจะนำพยานหลักฐานเข้าสืบเป็น ข้อต่อสู้โจทก์ในประเด็นดังกล่าวได้ จึงต้องฟังว่าโจทก์รับจำนองโดยสุจริตตามข้อสันนิษฐานของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖ และเมื่อผู้ร้องมิได้จดทะเบียนการได้มาต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ผู้ร้อง จะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและ โดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้วไม่ได้ตามบทบัญญัติดังกล่าว,แพ่ง,, 71,3,,รับซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลที่ถูกรางวัลไว้โดยสุจริตจากท้องตลาดไม่ทราบว่า เป็นสลากกินแบ่งของผู้อื่นที่หายไป และนำไปขึ้นเงินต่อสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลดามปกติ ธุระของผู้ค้ำ จะเป็นการละเมิดต่อเจ้าของสลากกินแบ่งและต้องคืนเงินที่รับมาหรือไม่ ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๗๖๓/๒๕๓๑ โจทก์มอบสลากกินแบ่งรัฐบาลให้จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ช่วยตรวจรางวัลแล้วสลากกินแบ่ง ของโจทก์ถูกรางวัลได้หายไป ปรากฏภายหลังว่าจำเลยที่ ๓ นำสลากกินแป้งดังกล่าวไปขาย ให้แก่จำเลยที่ ๕ ผู้ค้ำสลากกินแบ่งรัฐบาลอยู่ที่สี่แยกคอวกัวซึ่งเป็นที่ชุมนุมแห่งการค้าฝากลาก กินแบ่งรัฐบาลปัจจุบันนี้เป็นเห็นที่ใครยายสลากกินแป้งและรับซื้อสลากกินแบ่งที่ถูกรางวัลโดย หัวไป และจำเลยที่ ๕ ได้รับซื้อไว้แต่เบ็ดเผย ทั้งไม่ทราบว่าเป็นสลากกินแบ่งของโจทก์ที่หายไป และนำมาใช้นเงินต่อสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลด้วยตนเองแล้ว ถือได้ว่าจำเลยที่ ๕ ซื้อ สลากกินแป้งโดยสุจริตในท้องตลาด จำเลยที่ ๕ ไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์และไม่จำหน่ายคืนเงิน ที่รับมาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๓๒ (คดีนี้ศาลพิพากษาให้จำเลยที่ ๓ รับผิดต่อโจทก์),แพ่ง,, 71,3,,ว่าจ้างให้บุคคลอื่นรื้อผนังอาคารไม่ซึ่งเป็นผนังช่วงระหว่างบ้านของผู้อื่นเพื่อจะ ปรับปรุงซ่อมแซมอาคารโดยไม่ขออนุญาตจากเจ้าของบ้านซึ่งใช้ผนังร่วมกัน จะเป็นความผิดฐาน บุกรุกหรือทำให้เสียทรัพย์หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๑๑/๒๕๕๘ จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นภริยาเลขที่ ๒ ซื้อบ้านเลขที่ ๗ ซึ่งมีลักษณะเป็นห้องแถวไม้ และใช้ผนังอาคารไม้ทั้งสองด้านร่วมกันกับบ้านเลขที่ ๕ และบ้านเลขที่ ๙ - ๑๐ ของโจทก์รวม จำเลยทั้งสองต้องการปรับปรุงซ่อมแซมอาคารของจำเลยที่ ๑ เพื่อยายภิกการค้าขายเครื่องสำอาง จึงได้ว่าจ้างให้ ช. ดำเนินการปรับปรุงโดยจำเลยทั้งสองได้ว่าจ้างให้ ช. รื้อผนังอาคารไม้ซึ่งเป็น ผนังร่วมทั้งสองด้านโดยเฉพาะการใดไม่ได้ยอมลงมาจากโจทก์ร่วมหรือแจ้งการรื้อถอนผนัง อาคารไม่ซึ่งเป็นผนังร่วมทั้งสองด้านให้โจทก์ร่วมทราบก่อนแต่อย่างใด การกระทำของจำเลย ทั้งสองจึงเป็นการรบกวนกันขวางการทำการค้าของจำเลยที่ ๑ ทั้งสองหลังซึ่งเป็น อสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ร่วมเพื่อถือการครอบครองรอสั่งหาริมทรัพย์นั้นแต่บางส่วน หรือเข้าไป กระทำการใด ๆ อันเป็นการระบุการควรครอบครองสิทธิหาริมทรัพย์ของโจทก์ร่วมโดยผิดสุข เป็น ความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๒ และเป็นการเข้าไปในอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ร่วมโดยไม่มีเหตุอันสมควร ซึ่งเป็นความผิดตามมาตรา ๓๖๔ อีกบทหนึ่งด้วย และเมื่อจำเลยทั้งสองร่วม กระทำผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป การกระทำของจำเลยทั้งสองในความผิดฐานบุกรุกจึงเป็น ความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๒ (๒) ประกอบมาตรา ๓๖๒ และมาตรา ๓๖๔ การที่จำเลยทั้งสองว่าจ้างให้ ช. ปรับปรุงอาคารบ้านเลขที่ ๗ ของตนด้วยการก่อสร้าง เป็นผนังปูนแทนผนังช่องไม้ทั้งสองด้านโดยต้องเรื้อถอนผนังอาคารไม้เดิมซึ่งเป็นผนังร่วมกับอาคาร บ้านเลขที่ ๕ และบ้านเลขที่ ๙ - ๑๐ ของโจทก์ร่วมทั้งสองหลังย่อมเป็นการทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสียมค่าหรือทำให้ใช้ประโยชน์ซึ่งผนังอาคารไม้หักสองด้านของโจทก์ร่วมซึ่งเป็น เจ้าของรวมอยู่ด้วย จึงเป็นความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๘ อีกบทหนึ่ง จำเลยทั้งสองร่วมกันว่าจ้างให้ ช. ซ่อมแซมปรับปรุงบ้านเลขที่ ๗ ของจำเลยที่ ๑ โดย ให้รื้อผ่านผังส่วนซึ่งเป็นผนังไม้ทั้งสองด้าน และคอยควบคุมดูแลการก่อสร้างอยู่ตลอด จึง ทราบว่าการไม่อาจปูนผนังบริษัทธางด้านบ้านเลขที่ ๕ และเลขที่ ๙ - ๑๐ ของโจทก์ร่วมเป็นสาเหตุ ที่ทำให้มีน้ำรั่วซึมเวลาฝนตก การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นการสมครบ่วมกันกระทำการ รื้อลอนผมผังอาคารร่วมทั้งสองด้านซึ่งโจทก์ร่วมเป็นเจ้าของร่วมด้วย จึงเป็นตัวการร่วมกัน กระทำความผิดตามมาตรา ๘๓ หาใช่เป็นเพียงผู้ใช้ให้ ช. กระทำความผิดตามมาตรา ๘๔ แห่ง ประมวลกฎหมายอาญาไม่",อาญา,, 71,3,,ข้อตกลงตามสัญญาต่อท้ายหนังสือสัญญาจำนองระหว่างผู้จำนองซึ่งจำนองทรัพย์สินของตนไว้เพื่อประกันหนี้ของตนเองแก่ผู้รับจำนอง ยอมรับผิดใช้เงินที่ขาด หากบังคับจำนองได้เงินน้อยกว่าจำนวนเงินที่ค้างชำระ จะมีผลผูกพันผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองด้วยหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๔๒๓/๒๕๕๘ จำเลยที่ ๓ เป็นผู้รับโอนที่ดินอันเป็นทรัพย์สินซึ่งจำนองอยู่แก่โจทก์ตามคำพิพากษาจาก จำเลยที่ ๒ โดยมีข้อตกลงตามสัญญายุติต่อท้ายหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันระหว่างโจทก์ กับจำเลยที่ ๒ ข้อ ๖ ระบุว่า ""เมื่อมีการบังคับจำนองเอาทรัพย์สินซึ่งจำนองออกขายทอดตลาด ได้เงินจำนวนสุทธิน้อยกว่าจำนวนเงินที่ค้างชำระกับหนี้อุปกรณ์ต่าง ๆ ดังกล่าวมาแล้วก็ดี ... เงิน ยังขาดจำนำนเท่าใด ผู้จำนองและลูกหนี้ยอมรับผิดใช้เงินที่ขาดจำนวนนั้นให้แก่ผู้รับจำนอง จนครบ"" และปรากฏว่าเจ้าพนักงานบังคับเคล็ดดำเนินการบังคับคดีเอาทรัพย์สินซึ่งจำนองดังกล่าว ออกขายทอดตลาดแล้วได้เงินไม่พอชำระหนี้ตามคำพิพากษาในส่วนที่จำเลยที่ ๓ จะต้องรับผิด ตามคำพิพากษา มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทกว่า โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะอาศัย ข้อตกลงตามสัญญาต่อท้ายหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันระหว่างโจทกกับจำเลยที่ ๒ ข้อ ๖ ดังกล่าวบังคับเอาแก่ทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ ๓ ตามคำพิพากษาได้หรือไม่ เห็นว่า สัญญาต่อท้ายหนังสือสัญญาจำนองที่ดินดังกล่าวข้อ ๖ เป็นเพียงชั่วคราว ระหว่างเจ้าพนักงานท้องถิ่นและผู้ใดมีผลลัพธ์ที่จะทำให้เกิดความร้อนเรื่องบ้านที่ ลักษณะภูมิศาสตร์ มิใช่การบริหารจัดการที่จะทำให้เกิดความร้อนเรื่องบ้านที่ เพียงแค่ผู้ใดมีส่วนร่วมในการดำเนินการที่ดิน ไม่มีคำสั่งหรือคำสั่งจาก อันใดกับเจ้าพนักงานท้องถิ่นในกรณีที่ผู้ใดมีส่วนร่วมในการดำเนินการที่ดินตาม ของเจ้าพนักงานท้องถิ่น คือผู้ใดมีส่วนร่วมในการดำเนินการที่ดินโดยมีความ การชำระหนี้แก่เจ้าพนักงาน ท้องถิ่นไม่ได้รับการชำระหนี้จากผู้ใดมีส่วนร่วมในการ ชำระหนี้แก่เจ้าพนักงาน ท้องถิ่นไม่ได้รับการชำระหนี้จากผู้ใดมีส่วนร่วมในการ ชำระหนี้แก่เจ้าพนักงาน ท้องถิ่นไม่ได้รับการชำระหนี้จากผู้ใดมีส่วนร่วมในการ ",แพ่ง,หมายเหตุ กรณีผู้จำนองซึ่งจำนองทรัพย์สินของตนไว้เพื่อประกันหนี้ของตนเองอาจะมีข้อตกลงยกเว้นบทบัญญัติ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๓๓ ได้ แต่ถ้าเป็นกรณีผู้จำนองทรัพย์สินของตนไว้เพื่อประกันหนี้อันบุคคลอื่นจะต้องชำระหากมีข้อตกลงให้ผู้จำนองรับผิดในหนี้เกินกว่าทรัพย์สินซึ่งจำนอง ข้อตกลงนั้นเป็นโมฆะตามมาตรา ๗๒๗/๑, 71,3,,ผู้รับโอนที่ดินสามยทรัพย์มีสิทธิใช้ประโยชน์ในทางภาระจำยอมหรือไม่ และในทางตรงกันข้าม เจ้าของที่ดินภารยทรัพย์จะยกเรื่องภาระจำยอมสิ้นไปแล้ว เพราะมิได้ใช้สิบปีให้ผู้รับโอนที่ดินสามยทรัพย์ จดทะเบียนปลอดภาระจำยอมในที่ดิน ได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๓๒๘๗/๒๕๕๘ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๙๓ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ถ้ามิได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่นใน นิติกรรมอันก่อให้เกิดภาระจำยอมไซร้ ท่านว่าภาระจำยอมย่อมติดไปกับสามยทรัพย์ซึ่งได้จำหน่าย หรือตกไปในบังคับแห่งสิทธิอื่นซึ่งหมายความว่า ภาระจำยอมย่อมติดไปกับสามยทรัพย์เสมอ ไม่ว่าจะโอนสามยทรัพย์ให้ผู้ใด เว้นแต่กรณีภาระจำยอมได้มาโดยนิติกรรมและนิติกรรมที่ก่อตั้ง ภาระจำยอมได้จำกัดไว้ว่าให้ภาระจำยอมระงับไปเมื่อมีการโอนสามยทรัพย์ไปยังบุคคลอื่น ก็ต้อง เป็นไปตามข้อตกลงนั้น ผู้ร้องได้รับโอนที่ดินสามยทรัพย์โฉนดเลขที่ ๒๒๑๗๗ และ ๒๐๖๓๔ มาจากโจทก์ที่ ๑ โดยมิใช่เป็นนิติกรรมอำพราง ภาระจำยอมที่มีอยู่ในที่ดินที่พิพาทของจำเลยย่อมติดไปกับที่ดิน สามยทรัพย์ที่โอนด้วย ผู้ร้องจึงมีสิทธิใช้ประโยชน์ในทางภาระจำยอมได้ ในกรณีเช่นนี้ กฎหมายไม่เปิดช่องให้ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้รับโอนสามยทรัพย์ สามารถยื่นคำร้องขอต่อศาลให้รับรองสิทธิ ในภาระจำยอมได้ เพราะการเสนอคำร้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๕๕ นั้น ต้องมีกฎหมายสนับสนุนด้วย ปัญหาเรื่องอำนาจในการเสนอคำร้องขอเป็นกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของ ประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งอ้าง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๒ (๕) ประกอบมาตรา ๒๔๖ และ ๒๙๘ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๙๔/๒๕๕๘ เมื่อวันที่ ๒ กรกฎาคม ๒๕๓๔ ได้มีการจดทะเบียนให้ที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๑๐๕๑๒, ๑๑๐๕๑๔, ๑๑๐๕๑๗, ๑๔๐๔๐๕, ๑๔๐๔๐๖ และ ๑๔๐๔๐๗ ได้สิทธิภาระจำยอมเรื่องทาง เดินในที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๒๘๕๓๖ และ ๑๓๑๒๘๗ ตามข้อตกลงเรื่องภาระจำยอม ต่อมาวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๘ จำเลยได้ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๒๘๕๓๖ และ ๑๓๑๒๘๗ อันมีสิทธิ ภาระจำยอมติดอยู่ ครั้นวันที่ ๒๕ สิงหาคม ๒๕๕๑ โจทก์ได้ซื้อที่ดินอันเป็นสามยทรัพย์รวม ๖ โฉนดดังกล่าว ปี ๒๕๕๒ จำเลยก่อสร้างรั้วคอนกรีตปิดทางภาระจำยอม ที่ดินอันเป็น สามยทรัพย์รวม ๖ โฉนด เป็นที่ว่างเปล่าอ้างไม่ได้ทำประโยชน์ เมื่อโจทก์ซื้อที่ดินดังกล่าวและ ไม่สามารถใช้ทางภาระจำยอมได้ จึงฟ้องจำเลยให้รื้อถอนน้ำกำแพงคอนกรีต มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทกว่า จำเลยยกข้ออ้างภาระจำยอมสิ้นไปเพราะ มิได้ใช้สิบปีชิ้นเป็นข้อต่อสู้โจทก์ได้หรือไม่ โจทก์ปฏิความา โจทก์ซื้อที่ดินสามยทรัพย์เมื่อปี ๒๕๕๑ ขณะที่ยังไม่ได้มีการจดทะเบียนยกเลิกภาระจำยอม จำเลยไม่อาจยกข้ออ้างภาระจำยอม สิ้นไปชิ้นต่อสู้โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต และ ได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้วได้นั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๙๙ วรรคสอง บัญญัติว่า ""...สิทธิ อันยังมิได้จดทะเบียนนั้น มิให้ยกชิ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทน และโดยสุจริต และได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว"" นั้น หมายความถึงกรณีที่บุคคลใดมา โดยสุจริตซึ่งทรัพย์สิทธิอันเดียวกับทรัพย์สิทธิที่ยังไม่ได้จดทะเบียนนั้น กรณีตามที่โจทกว่าเป็นการ ได้สิทธิประเภทกรรมสิทธิ์ในที่ดินสามยทรัพย์ ส่วนภาระจำยอมเป็นสิทธิในประเภทรอบสิทธิจึง มิใช่การใต้เถียงกันในเรื่องการได้สิทธิในทรัพย์สิทธิประเภทเดียวกับสิทธิของบุคคลภายนอกผู้ที่ยัง ไม่จดทะเบียน แต่เป็นกรณีที่มีนิติกรรมอันเก่อให้เกิดภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินของ ผู้ขายเดิมอันเป็นสามยทรัพย์ เหมือนผู้ขายเดิมได้อนุกรมสิทธิ์ในที่ดินอันเป็นสามยทรัพย์แก่โจทก์ แล้ว ภาระจำยอมอ้อมเติมไปกับสามยทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๓๓ วรรคหนึ่งซึ่งภาระจำยอมจะสิ้นไปก่อนแต่เมื่อภาระจำยอมหรือสามยทรัพย์ลดลายไปทั้งหมด หรือมิได้ใช้สิบปี ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๓๓๗ และ ๑๓๓๙ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ภาระจำยอมได้สิ้นไปแล้วเพราะมิได้ใช้สิบปี จำเลยจึงมีสิทธิฟ้องแย้งบังคับให้โจทก์ได้เงิน ฐานะเจ้าของที่ดินอันเป็นสามยทรัพย์ จดทะเบียนปลอดภาระจำยอมในที่ดินพิพาท ได้ และโจทก์จะยกการได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต และได้ จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริต เป็นข้อต่อสู้เพื่อไม่ให้ภาระจำยอมที่มีอยู่ในที่ดินพิพาทสิ้นไปหาได้ไม่ ",แพ่ง,, 71,4,,"เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับเงินจากการขายที่ดิน แต่ได้แปลงหนี้ใหม่มาเป็นสัญญาจะซื้อจะขายทาวน์เฮ้าส์ ต่อมาลูกหนี้ไม่ได้สร้างทาวน์เฮ้าส์ให้ตามสัญญา เจ้าหนี้จะฟ้องลูกหนี้ให้รับผิดในหนี้เดิมคือหนี้เงินจากการขายที่ดินได้หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๓๑๙๙/๒๕๕๘ ก่อนที่จำเลยที่ ๑ จะทำสัญญาจะซื้อจะขายทาวน์เฮ้าส์ให้แก่โจทก์ โจทก์มีสิทธิได้รับเงินจากการขายที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๗๗๕๓๒ จำนวน ๖,๐๐๐,๐๐๐ บาท จากจำเลยที่ ๒ และได้แปลงหนี้ใหม่มาเป็นสัญญาจะซื้อจะขายทาวน์เฮ้าส์ แต่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ไม่ได้สร้างทาวน์เฮ้าส์ให้แก่โจทก์ตามสัญญา จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาและโจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ เมื่อจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ไม่ได้ก่อสร้างทาวน์เฮาส์จึงต้องถือว่าหนี้อันจะพึงเกิดขึ้นเพราะแปลงหนี้ใหม่นั้นมิได้เกิดขึ้น หนี้เดิมคือหนี้เงินที่จำเลยที่ ๒ จะต้องชำระให้แก่โจทก์ตามที่โจทก์มีสิทธิได้รับจากการที่ขายที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๗๗๕๓๒ จำนวน ๖,๐๐๐,๐๐๐ บาท จึงไม่ระงับสิ้นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา ๓๕๑ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๖๗๔/๒๕๔๘ ณ. ทำสัญญาแปลงหนี้เงินกู้เป็นการซื้อขายรถยนต์แทน เป็นการแปลงหนี้ใหม่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๔๙ วรรคแรก แต่สัญญาซื้อขายรถยนต์มีข้อตกลงเป็นเงื่อนไขว่าในระหว่างที่ผู้ขายยังไม่ส่งมอบทรัพย์สินที่ขายให้แก่ผู้ซื้อให้ถือว่ายังไม่มีการซื้อขาย ฉะนั้น จึงถือว่าเป็นกรณีที่หนี้อันจะพึงเกิดขึ้นเพราะแปลงหนี้ใหม่นั้นมิได้เกิดมีขึ้น หนี้เดิมยังไม่ระงับสิ้นไปตามมาตรา ๓๕๑ จำเลยในฐานะทายาทของ ณ. จึงต้องรับผิดชดใช้หนี้เงินกู้ให้แก่โจทก์ ",แพ่ง,, 71,4,,หนังสือรับสภาพความผิดที่ลูกหนี้ทำขึ้นฝ่ายเดียวเป็นสัญญาประนีประนอม ยอมความ หรือเป็นการแบ่งหนี้ใหม่ยันทำให้นี้ระงับไปหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๒๗๑/๒๕๕๘ หนังสือรับสภาพความผิดจำเลยทำขึ้นเพื่อเป็นหลักฐานว่าได้นำเงินของโจทก์ไปใช้ส่วนตัวในระหว่างดำรงตำแหน่งเหรัญญิกของโจทก์ และจำเลยยินยอมชำระเงินดังกล่าวแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยให้ครบถ้วนภายในวันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๕๔ หนังสือรับสภาพความผิดดังกล่าวจึงเป็นเพียงหลักฐานที่จำเลยทำขึ้นฝ่ายเดียวตกลงยอมรับผิดชำระหนี้ที่จำเลยนำเงินของโจทก์ไปใช้โดยไม่ชอบ มิใช่คู่กรณีตกลงระงับข้อพิพาทที่มีอยู่หรือจะมีขึ้นให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน จึงไม่ใช่สัญญาประนีประนอมยอมความไม่ทำให้มูลหนี้เดิมที่จำเลยนำเงินของโจทก์ไปใช้ระงับไปแล้วเกิดหนี้ใหม่ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ทั้งไม่มีการเปลี่ยนสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งหนี้ จึงมิใช่เป็นการแปลงหนี้ใหม่อันจะทำให้หนี้ระงับไป ",แพ่ง,, 71,4,,เจ้าหนี้ฟ้องลูกหนี้ต่อศาลแล้วทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันและศาลได้มีคำพิพากษาตามยอม หากลูกหนี้ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาดังกล่าว เจ้าหนี้จะฟ้องผู้ค้ำประกันลูกหนี้ให้รับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๗๑๑/๒๕๕๘ นายบุญเต็มได้กู้เงินโจทก์โดยออกตั๋วสัญญาใช้เงินเพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ โดยมีจำเลยทำสัญญาค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมและจะชำระหนี้ต้นเงินภายในวงเงิน ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท ต่อมานายบุญเต็มผิดสัญญา โจทก์ได้ฟ้องนายบุญเต็มต่อศาลแพ่งโจทก์กับนายบุญเต็มทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลได้มีคำพิพากษาตามยอม จากนั้นนายบุญเต็มชำระหนี้ให้โจทก์เพียงบางส่วนตั้งแต่วันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๔๓ ถึงวันที่ ๕ กันยายน ๒๕๔๕ รวม ๔๖๑,๐๒๔.๒๙ บาท แล้วไม่ชำระอีก โจทก์จึงฟ้องจำเลยในฐานะผู้ค้ำประกันเป็นคดีนี้มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันใช้เงินแก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ ที่จำเลยฎีกาว่า เมื่อความรับผิดตามสัญญากู้ยืมเงินของนายบุญเต็มต่อโจทก์เปลี่ยนความรับผิดตามสัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว จำเลยในฐานะผู้ค้ำประกันจึงหลุดพ้นจากความรับผิดต่อโจทก์ด้วย เนื่องจากหนี้ของนายบุญเต็มตามสัญญากู้ยืมเงินระงับสิ้นไปแล้วนั้น ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า หนี้ตามสัญญาค้ำประกันเป็นหนี้อุปกรณ์ ผู้ค้ำประกันจะต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันก็ต่อเมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้เงินกู้ซึ่งเป็นหนี้ประธาน หรือยังมีหนี้ประธานที่ผู้ให้กู้ยังไม่ได้รับชำระหนี้ กล่าวคือ ยังคงมีหนี้ประธานอยู่ การที่โจทก์ได้ยื่นฟ้องนายบุญเต็มให้รับผิดชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมซึ่งเป็นหนี้ประธาน โจทก์กับนายบุญเต็มทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลพิพากษาตามยอมแล้ว ย่อมทำให้หนี้ประธานคือหนี้กู้ยืมระงับเกิดเป็นหนี้ใหม่ตามสัญญาประนีประนอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๘๕๒ เมื่อหนี้กู้ยืมเงินซึ่งเป็นหนี้ประธานระงับ จึงไม่มีหนี้ที่จำเลยในฐานะผู้ค้ำประกันจะต้องรับผิดอีก จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันที่จะต้องใช้เงินแก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๙๘ มีคำพิพากษาฎีกาที่ ๑๗๓๒/๒๕๕๐, ๔๒๓๕/๒๕๔๗ วินิจฉัยเช่นกัน",แพ่ง,, 71,4,,สัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญ หุ้นส่วนคนหนึ่งดำเนินการอันเป็นไปในทางธรรมดาการค้าขายของห้างหุ้นส่วนนั้น หุ้นส่วนคนอื่นจะต้องรับผิดด้วยหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๔๔๐๖/๒๕๕๙ โจทก์ประกอบบริษัทจำหน่ายอาหารแช่แข็งโดยนำเข้าจากต่างประเทศ มีจำเลยร่วมเป็นผู้จัดการฝ่ายขาย ส่วนจำเลนทั้งสองร่วมกันประกอบธุรกิจส่งซื้อสินค้าจากโจทก์และเป็นหนี้ค่าสินค้าโจทก์ ๑,๕๑๙,๙๙๕,๕๘ บาท คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามกฎของจำเลยร่วมว่า จำเลยร่วมต้องร่วมรับผิดชำระหนี้ค่าสินค้าดังกล่าวให้แก่โจทก์หรือไม่ เมื่อพิจารณาพฤติการณ์ของจำเลยร่วมที่ให้ข้างบนเช่าเป็นสถานประกอบธุรกิจ ทั้งเป็นผู้ว่าจ้างนายบีทำหน้าที่ส่งมันฝรั่งอันเป็นการจัดการห้างหุ้นส่วน ประกอบกับตารางแสดงผลกำไรขาดทุนประจำเดือนเอกสารที่จำเลยร่วมเป็นผู้จัดทำปรากฏว่าเมียอดค่าใช้จ่ายสำนักงาน เช่น คำนำมรถ ๘,๐๐๐ บาท ค่าเช่าบ้านที่ใกล้ชิดแยกเพชรารักษ์ ๖,๕๐๐ บาท ทำให้นำเขียว่าจำเลยร่วมและจำเลยทั้งสองคนกล่าวเข้ากันเพื่อกระทำการจัดการจำหน่ายสินค้าที่ซื้อจากโจทย์ร่วมกัน โดยมีวัตถุประสงค์เป็นปัจจัยผลกำไรระหว่างกัน จึงเกล้าสฤษฎาจัดดังห้างหุ้นส่วนสามัญตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๐๒ แล้ว หาจ้างของทำสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนสาระประหว่างว่าเลขร่วมกันโดยทั่วไปไม่ การที่ทำเลแห่งหลังสมานสิงห์ซึ่งสินค้าจากโจทย์และเป็นหนี้ค่าสินค้าโจทย์ ๑,๕๕๑,๙๗๕.๕๔ บาท เป็นการดำเนินการในฐานะหุ้นส่วน อันเป็นไปในทางที่เป็นธรรมดาการค้าขายของห้างหุ้นส่วนนี้ ดังนั้น จำเลยร่วมซึ่งเป็นหุ้นส่วนจริงต้องรับผิดร่วมกับจำเลยทั้งสองข่านี้ค่าสินค้าดังกล่าวให้แก่โจทย์ด้วย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๐๕๐",แพ่ง,, 71,4,,ซื้อขายที่ดินกันโดยระบุเนื้อที่ทั้งหมดไว้ แต่ที่ดินจริงมีเนื้อที่น้อยไปกว่าที่ระบุในสัญญา ซึ่งไม่เกินกว่าร้อยละ ๕ แห่งเนื้อที่ทั้งหมดอันได้ระบุไว้ หากผู้ซื้อเลือกรับที่ดินไว้ ผู้ขายต้องคืนเงินค่าที่ดินส่วนที่รับไว้เกินให้แก่ผู้ซื้อหรือไม,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๖๙๖/๒๕๕๘ โจทก์ประกอบธุรกิจในการซื้อขายทรัพย์สิน ส่วนที่ดินของจำเลยทั้งสามอยู่ในเขตดุสิต กรุงเทพมหานคร โดยสภาพของทำเลที่ตั้งเห็นได้ว่าเป็นที่ดินที่มีราคาสูง ซึ่งจำเลยทั้งสามย่อมทราบดี เชื่อว่าโจทก์และจำเลยทั้งสามต้องคำนึงถึงเนื้อที่ที่ดินที่จะซื้อขายกันตามโฉนดที่ดิน ในส่วนของโจทก์คงไม่ซื้อที่ดินที่มีราคาสูงถึง ๓๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาทเศษ เพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยเป็นแน่ แต่เป็นการซื้อเพื่อขายหรือแสวงหากำไรในธุรกิจอื่น จึงต้องคำนวณต้นทุนของที่ดิน หากคิดราคาเป็นตารางวาตามโฉนดที่ดิน ซึ่งระบุเนื้อที่ดินไว้ทั้งหมด ๑๒ ไร่ ๑ งาน ๓๐ ตารางวา เท่ากับ ๔,๙๓๐ ตารางวาในราคา ๓๖๙,๗๕๐,๐๐๐ บาท ตกตารางวาละ ๗๕,๐๐๐ บาท จึงไม่มีเหตุผลที่โจทก์และจำเลยทั้งสามจะซื้อขายกันเหมาแปลง โดยไม่สนใจเนื้อที่ที่ดิน เหตุที่โจทก์ไม่ได้ทำการรังวัดที่ดินก่อนตกลงซื้อนั้น ปรากฏว่า โฉนดที่ดินเป็นโฉนดที่ดินที่ออกตั้งแต่วันที่ ๑ มีนาคม รัตนโกสินทร์ศก ๑๒๒ มีการจดทะเบียนนิติกรรมแบ่งแยก แบ่งขาย จำนอง ต่อมาเมื่อวันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๓๙ ทางราชการออกเป็นโฉนดที่ดินขึ้นใหม่ ตามความในมาตรา ๖๔ แห่งประมวลกฎหมายที่ดินโดยยังคงระบุเนื้อที่ที่ดินเท่าเดิม ย่อมมีเหตุให้โจทก์รวมทั้งจำเลยทั้งสามเชื่อโดยสุจริตว่าที่ดินที่ซื้อขายกันมีเนื้อที่ตามที่ระบุในโฉนดที่ดินจริง ในการตีความการแสดงเจตนานั้นให้เพ่งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนหรือตัวอักษร และสัญญานั้นให้ตีความไปตามความประสงค์ในทางสุจริต โดยพิเคราะห์ถึงปกติประเพณีด้วยตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๗๑ และ ๓๖๘ โจทก์และจำเลยทั้งสองตกลงซื้อขายที่ดินกันโดยระบุเนื้อที่ทั้งหมดไว้ ๑๒ ไร่ ๑ งาน ๓๐ ตารางวา ตามสำเนาโฉนดที่ดินซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญา แต่ที่ดินมีเนื้อที่จริงเพียง ๑๐ ไร่ ๘๐.๗ ตารางวา เป็นกรณีที่จำเลยทั้งสามผู้ขายส่งมอบที่ดินน้อยไปกว่าที่ระบุในสัญญาซึ่งไม่เกินกว่าร้อยละ ๕ แห่งเนื้อที่ทั้งหมดอันได้ระบุไว้ โจทก์จะบอกปัดเสียหรือจะรับเอาไว้และใช้ราคาตามส่วนก็ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๔๖๖ เมื่อโจทก์เลือกรับที่ดินไว้ จำเลยทั้งสามจึงต้องคืนเงินค่าที่ดินส่วนที่รับไว้เกินให้แก่โจทก์โดยคิดเฉลี่ยจากเนื้อที่ที่ดินที่ซื้อขายกัน ซึ่งตกตารางวาละ ๗๕,๐๐๐ บาท เนื้อที่ดินขาดไป ๒ ไร่ ๔๙.๓ ตารางวา เท่ากับ ๘๔๙.๓ ตารางวา คิดเป็นเงิน ๖๓,๖๙๗,๕๐๐ บาท ซึ่งโจทก์ทวงถามให้จำเลยทั้งสามชำระแล้ว แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย จึงต้องรับผิดต่อโจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ย ",แพ่ง,, 71,4,,เจ้าของรวมแต่ผู้เดียวเป็นโจทก์ฟ้องขับไล่บุคคลออกจากอสังหาริมทรัพย์ โดยไม่ได้ รับมอบอำนาจจากเจ้าของวงรายอื่น ได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๔๒๙๑/๒๕๕๘ คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า โจทก์ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยหรือไม่ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยจะไม่ได้ให้การต่อสู้ไว้ก็ย่อมมีสิทธิที่จะยกขึ้นในชั้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๙ วรรคสอง ซึ่งในประเด็นนี้จำเลยฎีกาโดยสรุปว่า โจทก์เป็นเพียงเจ้าของกรรมสิทธิ์รวม การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้โดยไม่ได้รับมอบอำนาจจากเจ้าของรวมคนอื่นเป็นการไม่ชอบ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๕๙ บัญญัติว่า “เจ้าของรวมคนหนึ่ง ๆ อาจใช้สิทธิอันเกิดแต่กรรมสิทธิ์ครอบไปถึงทรัพย์สินทั้งหมดเพื่อต่อสู้บุคคลภายนอก...” โจทก์ในฐานะเจ้าของรวมแต่ผู้เดียวย่อมมีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยโดยไม่จำต้องได้รับมอบอำนาจจากเจ้าของรวมรายอื่นอีก โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ",แพ่ง,, 71,4,,ยกที่ดินมีโฉนดให้มิได้จดทะเบียนการทำตามกฎหมาย ผู้รับได้ครอบครองติดต่อกัน เกินกว่าลิบปีจะได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรับักษ์ หรือไม่,"มีคำพิพากษาฏีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๘๓๖/๒๕๖๐ ห. มารดายกที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ร้องเพื่อใช้ปลูกบ้านและทำประโยชน์ในที่ดินตั้งแต่ปี ๒๕๓๙ หาใช่อนุญาตให้ผู้ร้องอาศัยอยู่ในที่ดินไม่ แม้การยกที่ดินให้แก่ผู้ร้องมิได้จดทะเบียนการให้ตามกฎหมาย ทำให้นิติกรรมการยกให้เป็นโมฆะก็ตาม แต่ผู้ร้องได้ครอบครองโดยการปลูกบ้านและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทมาตลอดตั้งแต่ปี ๒๕๓๙ โดยความสงบและเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันเกินกว่า ๑๐ ปี ผู้ร้องจึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๘๒ ",แพ่ง,, 71,5,,เพียงแต่แสดงตัวเป็นเจ้าพนักงานตำรวจแล้วขอตรวจค้น และว่าจะพาไปตรวจปัสสาวะ หากไม่พบก็จะปล่อยตัวไป แล้วเอาทรัพย์สินของผู้นั้นไป จะเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๒๐๙/๒๕๕๙ จำเลยเพียงแต่แสดงตัวว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจและสอบถามว่าเสพยาเสพติดหรือไม่ แล้วขอตรวจค้นตัวผู้เสียหายทั้งสองก่อนที่จะล้วงเอากระเป๋าสตางค์ของผู้เสียหายที่ ๑ เอาบุหรี่ของผู้เสียหายที่ ๒ ไปและบอกว่าจะพาไปตรวจปัสสาวะ โดยหากไม่พบสารเสพติดก็จะปล่อยตัวไปนั้น ปรากฏว่าไม่มีการใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้ายแต่อย่างใด จึงไม่เป็นความผิดฐานร่วมกันชิงทรัพย์ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๙ โดยคดีคงฟังได้เพียงว่าจำเลยร่วมกับพวกที่ยังหลบหนีกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๕ (๑) (๖) (๗) วรรคสอง ซึ่งความผิดฐานนี้เป็นองค์ประกอบอย่างหนึ่งของความผิดฐานชิงทรัพย์ที่ศาลฎีกามีอำนาจลงโทษให้ถูกต้องได้เพราะความผิดฐานนี้มีโทษเบากว่าความผิดฐานชิงทรัพย์ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๑๙๒ วรรคท้าย และมาตรา ๒๑๕ ประกอบมาตรา ๒๒๕",อาญา,, 71,5,,สัญญาจะซื้อจะขายอสังหาริมทรัพย์ กำหนดวันนัดจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์กันไว้ในสัญญา แต่ปรากฏว่าตรงกับวันอาทิตย์ซึ่งหยุดราชการ ต่อมาในวันรุ่งขึ้นผู้ขายไปรอผู้ซื้อที่สำนักงานที่ดิน แต่ผู้ซื้อมิได้ไปจะถือว่าผู้ซื้อผิดสัญญาหรือไม่ และหลังจากนั้นทั้งสองฝ่ายไม่สามารถตกลงกันได้ ผู้ขายจึงจดทะเบียนโอนอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวให้แก่บุคคลอื่น ดังนี้ ผู้ขายต้องคืนเงินมัดจำแก่ผู้ซื้อหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๖๙๙/๒๕๖๐ เมื่อวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗ โจทก์และจำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายทาวน์เฮาส์พร้อมที่ดินพิพาท ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยในราคา ๕,๕๐๐,๐๐๐ บาท ในวันทำสัญญาโจทก์ชำระเงินมัดจำ ๕๐๐,๐๐๐ บาท กำหนดนัดจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์วันที่ ๒ มีนาคม ๒๕๕๗ แต่วันที่ ๒ มีนาคม ๒๕๕๗ เป็นวันอาทิตย์ ซึ่งหยุดราชการ ต่อมาวันที่ ๓ มีนาคม ๒๕๕๗ จำเลยไปรอโจทก์ที่สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาดอนเมือง แต่โจทก์มิได้ไป หลังจากนั้นจำเลยแจ้งว่าโจทก์ผิดสัญญาไม่ไปจดทะเบียนรับโอนในวันที่ ๓ มีนาคม ๒๕๕๗ ขอยกเลิกสัญญาและริบเงินมัดจำ หากโจทก์ต้องการจะซื้อจะขายทาวน์เฮาส์พร้อมที่ดินพิพาท โจทก์ต้องมาทำสัญญาจะซื้อจะขายกับจำเลยใหม่โดยวางเงินมัดจำจำนวน ๓๐๐,๐๐๐ บาท โจทก์โต้แย้งว่าโจทก์ไม่ได้ผิดสัญญา จากนั้นเมื่อวันที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๕๗ โจทก์มอบให้ทนายความมีหนังสือแจ้งให้จำเลยไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ทาวน์เฮาส์พร้อมที่ดินพิพาทในวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๕๗ เวลา ๑๐ นาฬิกา ณ สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาดอนเมือง จำเลยได้รับหนังสือดังกล่าวแล้ว ครั้นวันที่ ๒๓ เมษายน ๒๕๕๗ จำเลยมอบให้ทนายความมีหนังสือโต้แย้งว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา ริบเงินมัดจำและถือว่าเป็นการเลิกสัญญาและเมื่อวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๕๗ จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ทาวน์เฮาส์พร้อมที่ดินพิพาทให้แก่ พ. ประเด็นต้องวินิจฉัยมีว่า โจทก์หรือจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาจะซื้อจะขายตามฟ้อง ปัญหานี้เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์และจำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายทาวน์เฮาส์พร้อมที่ดินพิพาทซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยในราคา ๕,๕๐๐,๐๐๐ บาท โดยในวันทำสัญญาโจทก์ชำระเงินมัดจำ ๕๐๐,๐๐๐ บาท กำหนดนัดจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์วันที่ ๒ มีนาคม ๒๕๕๗ แต่วันที่ ๒ มีนาคม ๒๕๕๗ เป็นวันอาทิตย์ ซึ่งหยุดราชการ ดังนั้น โจทก์และจำเลยย่อมไม่อาจปฏิบัติตามข้อตกลงในสัญญาจะซื้อจะขายได้ เนื่องจากการชำระหนี้ต่างตอบแทนกลายเป็นพ้นวิสัย ซึ่งมิใช่ความผิดของฝ่ายใด และกรณีนี้มิได้อยู่ในบังคับแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๘ ที่บัญญัติให้นับวันที่เริ่มทำการใหม่ต่อจากวันที่หยุดทำการเป็นวันสุดท้ายของระยะเวลา ถ้าวันสุดท้ายของระยะเวลาเป็นวันหยุดทำการตามประกาศเป็นทางการหรือตามประเพณี การที่จำเลยไปรอโจทก์ที่สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาดอนเมืองในวันที่ ๓ มีนาคม ๒๕๕๗ แต่โจทก์มิได้ไปจดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ในทาวน์เฮาส์พร้อมที่ดินพิพาท ย่อมถือไม่ได้ว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา หลังจากนั้นโจทก์และจำเลยไม่สามารถนัดหมายหรือมีข้อตกลงนัดจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในทาวน์เฮาส์พร้อมที่ดินพิพาทกันอีกแต่ประการใด จนกระทั่งเมื่อวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๕๗ จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ในทาวน์เฮาส์พร้อมที่ดินพิพาทให้แก่ พ. พฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการเลิกสัญญาจะซื้อจะขายระหว่างโจทก์และจำเลยโดยปริยาย เพราะเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งอันจะโทษฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดก็ไม่ได้ไซร้ คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๙๑ วรรคหนึ่ง โดยจำเลยต้องคืนมัดจำเป็นเงินจำนวน ๕๐๐,๐๐๐ บาท ให้แก่โจทก์ แต่ไม่มีหน้าที่ต้องชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ตามที่กล่าวอ้างในคำฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๕๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๕๗) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ",แพ่ง,, 71,5,,สัญญาขายฝากที่จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ระบุว่าขายฝากเฉพาะที่ดิน ไม่เกี่ยวกับสิ่งปลูกสร้างด้วย แต่ในวันเดียวกันนั้นเองคู่สัญญาทำสัญญากันเองอีกฉบับหนึ่งขายฝากบ้านสองหลังเพิ่มเติมเพื่อหลีกเลี่ยงค่าธรรมเนียม ซึ่งบ้านหลังหนึ่งปลูกสร้างบนที่ดินอยู่ก่อนแล้ว ส่วนอีกหลังหนึ่งอยู่ระหว่างการก่อสร้าง หลังจากขายฝากแล้ว ผู้ซื้อปล่อยให้ผู้ขายก่อสร้างบ้านหลังดังกล่าวโดยไม่ได้ห้ามปรามจนแล้วเสร็จ ดังนี้ บ้านทั้งสองหลังจะตกเป็นของผู้ซื้อ โดยอาศัยหลักส่วนควบหรือเป็นการปลูกสร้างโรงเรือนในที่ดินของบุคคลอื่นโดยสุจริตหรือผู้ขายจะต้องรื้อถอนออกไปจากที่ดิน,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๐/๒๕๕๙ จำเลยทำสัญญาขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๕๒๒๘ แก่โจทก์ ในราคา ๗๐๐,๐๐๐ บาท มีกำหนดเวลา ๑ ปี ตามหนังสือสัญญาขายฝากที่ดินเอกสารหมาย ล.๓ และในวันเดียวกัน จำเลยทำสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.๒ ขายที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๕๒๒๘ พร้อมบ้านเลขที่ ๒๕๒ และบ้านไม่มีเลขที่บ้านอีก ๑ หลัง ให้แก่โจทก์ ในราคา ๗๐๐,๐๐๐ บาท เห็นสมควรวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ก่อนว่า บ้านทั้งสองหลังตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามหนังสือสัญญาขายฝากที่ดินเอกสารหมาย ล.๓ ที่จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ข้อ ๒ ระบุว่า จำเลยขายฝากเฉพาะที่ดินไม่เกี่ยวกับสิ่งปลูกสร้างเลขที่ ๒๕๒ ด้วย ... เพราะฉะนั้นการขายฝากสมบูรณ์เฉพาะที่ดินเท่านั้น แม้โจทก์จะอ้างว่าตกลงขายฝากที่ดินพร้อมบ้าน ๒ หลัง ... แต่พนักงานเจ้าหน้าที่แจ้งว่าจดทะเบียนขายฝากบ้าน ๒ หลัง ดังกล่าวด้วยไม่ได้เพราะต้องประเมินราคา จึงจดทะเบียนขายฝากเฉพาะที่ดิน โจทก์กับจำเลยจึงได้ทำสัญญาซื้อขายบ้าน ๒ หลัง เพิ่มเติมตามที่ตกลงกันตามหนังสือสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.๒ ก็ตาม แต่สัญญาขายฝากเป็นสัญญาซื้อขายประเภทหนึ่งจึงต้องนำบทบัญญัติเรื่องซื้อขายมาใช้บังคับด้วย ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๕๖ วรรคหนึ่ง กำหนดว่า การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ มิฉะนั้นเป็นโมฆะ เมื่อการขายฝากบ้านทั้งสองหลังไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่จึงตกเป็นโมฆะ ที่โจทก์ฎีกาอ้างว่า บ้านทั้งสองหลังตกเป็นของโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๔ วรรคสองนั้น เห็นว่า สัญญาขายฝากมีลักษณะแตกต่างจากสัญญาซื้อขายทั่วไป ... การที่โจทก์กับจำเลยขายฝากบ้าน ๒ หลัง โดยทำเป็นหนังสือเพียงอย่างเดียว แต่ไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ถึงเงื่อนไขในการไถ่คืนจึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๕๖ วรรคหนึ่ง นอกจากนี้สัญญาขายฝากที่ดินเอกสารหมาย ล.๓ และสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.๒ ยังทำวันเดียวกันแสดงให้เห็นเจตนาโดยชัดแจ้งว่าคู่สัญญาต้องการหลีกเลี่ยงค่าธรรมเนียม จึงเป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน จึงเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๐ อีกด้วย ดังนั้น โจทก์ไม่อาจอ้างว่าบ้านทั้งสองหลังตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์โดยหลักส่วนควบได้ โจทก์ไม่มีกรรมสิทธิ์ในบ้านทั้งสองหลัง ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยต้องรื้อบ้านเลขที่ ๒๕๒ ออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๕๒๒๘ หรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญาขายฝากที่ดินเอกสารหมาย ล.๓ ข้อ ๒ ระบุว่า ... ขายฝากเฉพาะที่ดิน ไม่เกี่ยวกับสิ่งปลูกสร้างเลขที่ ๒๕๒ ... แสดงว่า บ้านหลังดังกล่าวสร้างเสร็จแล้ว ... ดังนั้น จึงเห็นได้ชัดว่าตามสัญญาขายฝากที่ดินเอกสารหมาย ล.๓ คู่สัญญาไม่ได้ตกลงขายฝากบ้านเลขที่ ๒๕๒ ด้วย บ้านหลังดังกล่าวยังเป็นของจำเลยโดยไม่ตกเป็นส่วนควบของที่ดิน และกรณีไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๑๐ เพราะกรณีนี้ไม่ใช่จำเลยปลูกบ้านเลขที่ ๒๕๒ ในที่ดินของโจทก์ ... เมื่อโจทก์ไม่ประสงค์จะให้จำเลยอยู่ในที่ดินของโจทก์อีกต่อไป จำเลยต้องรื้อบ้านหลังดังกล่าวออกจากที่ดินของโจทก์ ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ต้องชำระค่าที่ดินที่สูงขึ้นเพราะเหตุจำเลยปลูกบ้านหลังไม่มีเลขที่บ้านในที่ดินของโจทก์หรือไม่ ขณะทำสัญญาขายฝากที่ดินบ้านหลังไม่มีเลขที่บ้านยังอยู่ระหว่างก่อสร้าง การที่โจทก์ปล่อยให้จำเลยก่อสร้างบ้านหลังดังกล่าวในที่ดินที่ขายฝากต่อไปโดยโจทก์ไม่ได้ห้ามปราม จำเลยซึ่งเป็นผู้ปลูกสร้างย่อมเข้าใจว่าตนมีสิทธิที่จะปลูกสร้างได้ต่อไปจนแล้วเสร็จเพราะเชื่อตามสัญญาขายฝากว่าตนมีสิทธิไถ่ที่ดินคืนได้ภายในกำหนดในสัญญา การปลูกสร้างบ้านไม่มีเลขที่บ้านของจำเลยจึงเป็นการสร้างโรงเรือนในที่ดินของผู้อื่นโดยสุจริต ... กรณีดังกล่าวไม่มีบทกฎหมายที่จะใช้ปรับได้โดยตรง จึงต้องใช้บทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔ วรรคสอง อันได้แก่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๑๐ วรรคหนึ่ง ทำให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินเป็นเจ้าของโรงเรือนนั้นแต่ต้องใช้ค่าแห่งที่ดินเพียงที่เพิ่มขึ้นเพราะสร้างโรงเรือนนั้นให้แก่จำเลยผู้สร้าง และการที่โจทก์ปล่อยให้จำเลยปลูกสร้างบ้านต่อไปในที่ดินของโจทก์โดยมิได้ห้ามปรามถือว่าโจทก์ประมาทเลินเล่อในการสร้างโรงเรือนของจำเลย โจทก์จึงไม่อาจบอกปัดไม่ยอมรับโรงเรือนนั้นและต้องใช้ค่าแห่งที่ดินที่เพิ่มให้แก่จำเลย ",แพ่ง,"หมายเหตุ: ให้จำเลยรื้อถอนบ้านเลขที่ ๒๕๒ ออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๕๒๒๘ กับให้โจทก์ใช้ค่าแห่งที่ดินที่เพิ่มให้แก่จำเลย สัญญาที่ทำขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ชำระค่าภาษีและค่าธรรมเนียม เป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน เป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๐ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๓๒๕/๒๕๕๔, ๑๒๐/๒๕๕๙)", 71,6,,ข้อความในหนังสือสัญญาเช่า กำหนดวิธีการต่อสัญญาว่า ผู้เช่าจะต้องแสดงเจตนาแจ้งความประสงค์ให้ผู้ให้เช่าทราบล่วงหน้าเป็นเวลาไม่เกินกว่า ๖ เดือนก่อนครบกำหนดระยะเวลาการเช่า และต้องประเมินราคาค่าเช่าและกำหนดค่าเช่ากันใหม่เป็นคำมั่นจะให้เช่าหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๐๔๓/๒๕๕๙ ตามสัญญาเช่าอาคารพิพาท ได้กำหนดขั้นตอนวิธีการต่อสัญญาไว้ว่าก่อนที่สัญญาเช่าจะสิ้นสุดลง ผู้เช่าจะต้องแสดงเจตนาต่อผู้ให้เช่าว่ามีความประสงค์ที่จะเช่าทรัพย์สินที่เช่านี้ โดยจะต้องแจ้งความประสงค์เป็นลายลักษณ์อักษรให้ผู้ให้เช่าทราบล่วงหน้าเป็นเวลาไม่เกินกว่า ๖ เดือน ก่อนครบกำหนดระยะเวลาการเช่า นอกจากนี้ยังต้องทำการประเมินราคาเช่าและตกลงกำหนดค่าเช่ากันใหม่ก่อนสัญญาเช่าสิ้นสุดลง ในการประเมินราคาเช่านั้นสัญญากำหนดให้ตั้งบริษัทประเมินราคาจำนวน ๓ บริษัท แล้วใช้ราคาเฉลี่ยเป็นค่าเช่า และกำหนดอัตราค่าเช่าขั้นสูงแต่ละช่วงที่จะต่อออกไปรวมทั้งความรับผิดของผู้เช่าและผู้ให้เช่าในแต่ละขั้นตอนไว้ หากตกลงกันได้ให้ผู้เช่าและให้ผู้เช่าต้องลงนามในสัญญาก่อนวันที่จะครบกำหนดสัญญาเช่าฉบับที่ใช้บังคับอยู่ นอกจากนี้ในสัญญาเช่ายังกำหนดว่าในกรณีที่สัญญาสิ้นสุดลงอายุตามกำหนดระยะเวลาในสัญญาเช่า และผู้เช่าและผู้ให้เช่ามิได้ต่อสัญญาเช่าอีกต่อไป ผู้เช่าต้องขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไป แสดงให้เห็นว่าก่อนที่จะมีสัญญาเช่าฉบับใหม่เกิดขึ้นนั้น โจทก์ที่ ๑ และจำเลยจะต้องทำความตกลงกันในเรื่องอัตราค่าเช่า ทั้งอัตราค่าเช่านั้นมิได้กำหนดไว้อย่างแน่นอนตายตัว แต่ต้องเป็นไปตามการประเมินราคาค่าเช่าที่กำหนดไว้เสียก่อนซึ่งจะต้องทำความตกลงกันอีกชั้นหนึ่ง...ฯลฯ ข้อความในหนังสือสัญญาเช่าอาคารเป็นเพียงเงื่อนไขที่ให้สิทธิ ลอสัญญาเช โจทก์ที่ ๑ ที่จะต่ออายุสัญญาเช่าออกไปได้อีก อีก หากโจทก์ที่ ๑ กับจำเลยสามารถตกลงกันเกี่ยวกับอัตราค่าเช่าและเงื่อนไขต่าง ๆ ตามที่ระบุไว้ในสัญญา แต่เมื่อโจทก์ที่ ๑ และจำเลยไม่อาจตกลงกันได้ สัญญาจึงไม่เกิดขึ้นทั้งสัญญาเช่าอาคารก็ไม่อาจถือว่าเป็นคำมั่นจะให้เช่า เพราะคำมั่นจะให้เช่าต้องมีข้อความชัดเจนยอมให้เช่าต่อไปโดยไม่มีเงื่อนไข จำเลยจึงไม่ผูกพันที่จะต้องต่ออายุสัญญาเช่าให้แก่โจทก์ที่ ๑ เมื่อโจทก์ที่ ๑ ขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่เช่าก่อนที่สัญญาเช่าจะครบกำหนด กรณีจึงถือว่าสัญญาเช่าระหว่างโจทก์ที่ ๑ กับจำเลยสิ้นสุดลงโดยมิได้มีฝ่ายใดผิดสัญญา โจทก์ที่ ๑ จึงไม่อาจเรียกค่ารื้อถอนอุปกรณ์ ค่าขนย้าย ค่าตกแต่งสถานที่เช่าใหม่ และค่าใช้จ่ายอื่นตามฟ้องจากจำเลยได้ จำเลยไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์,แพ่ง,, 71,6,,ทำสัญญาเช่าที่ดินมีกำหนดระยะเวลาเช่าเกินกว่า ๕ ปี และมีข้อตกลงจะไปจดทะเบียนการเช่าต่อเจ้าพนักงานภายใน ๓๐ วัน หากผู้ให้เช่าไม่ไปดำเนินการให้มีการจดทะเบียนการเช่า ผู้เช่าจะฟ้องผู้ให้เช่าให้ไปจดทะเบียนการเช่าได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๐๖/๒๕๔๒ (ประชุมใหญ่) สัญญาเช่าที่มีกำหนดอายุการเช่ากว่าสามปีนั้น ตราบใดที่ยังมิได้มีการจดทะเบียนการเช่าสัญญาดังกล่าวย่อมมีผลบังคับได้เพียงสามปี ข้อกำหนดในสัญญาเช่าให้ผู้เช่าและผู้ให้เช่าต้องไปจดทะเบียนการเช่าตามสัญญาเช่าให้เรียบร้อยภายในกำหนดนั้น ย่อมมีผลผูกพัน ผู้ให้เช่าและผู้เช่าให้ต้องปฏิบัติตามตราบเท่าที่สัญญาเช่ามีผลบังคับได้คือ ๓ ปี ตามมาตรา ๕๓๘ ดังนั้น เมื่อผู้เช่าฟ้องร้องเพื่อบังคับใช้สิทธิดังกล่าวภายในระยะเวลาที่สัญญาเช่ายังมีผลบังคับได้ตามกฎหมาย ผู้ให้เช่าจึงมีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติตามข้อผูกพันนั้น ศาลจึงบังคับให้ผู้ให้เช่าไปจดทะเบียนการเช่าได้ สัญญาเช่าที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์และจำเลยลงวันที่ทำสัญญาคือ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๖ ซึ่งกำหนดอายุการเช่าไว้เป็นเวลา ๒๐ ปี ๒ เดือน เริ่มตั้งแต่วันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๖ เป็นต้นไปจนถึงวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๕๖ ตราบใดที่ยังมิได้มีการจดทะเบียนการเช่า สัญญาดังกล่าวนี้ย่อมมีผลบังคับได้เพียง ๓ ปี คือมีผลบังคับจนถึงวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๙ ข้อกำหนดต่าง ๆ ทุกข้อในสัญญาเช่าพิพาทย่อมมีผลผูกพันคู่สัญญาตามระยะเวลาดังกล่าวเช่นกัน ดังนี้ ข้อกำหนดให้ผู้เช่าและผู้ให้เช่าต้องไปจดทะเบียนการเช่าตามสัญญาให้เรียบร้อยภายในวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๓๖ ตามข้อ ๕ และ ๖ แห่งสัญญาเช่าพิพาทย่อมมีผลผูกพันโจทก์และจำเลยให้ต้องปฏิบัติตามตราบเท่าที่สัญญาเช่าดังกล่าวมีผลบังคับได้คือวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๙ เช่นกัน เมื่อปรากฏว่าโจทก์ได้อาศัยข้อกำหนดแห่งสัญญาเช่าข้อที่ ๕ และ ๖ บอกกล่าวเรียกร้องให้จำเลยปฏิบัติการชำระหนี้คือไปจดทะเบียนการเช่าตั้งแต่วันที่ ๒๖ กันยายน ๒๕๓๗ และฟ้องร้องเพื่อการบังคับใช้สิทธิดังกล่าวเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ ๑๗ มกราคม ๒๕๓๙ ภายในระยะเวลาที่สัญญาเช่าพิพาทซึ่งรวมถึงข้อกำหนดข้อ ๕ และ ๖ ยังมีผลบังคับได้ตามกฎหมาย จำเลยจึงมีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติตามข้อผูกพันนั้น จำเลยไม่มีเหตุใด ๆ ที่จะหลุดพ้นความรับผิดตามสัญญาที่ได้ผูกพันไว้โดยชอบดังกล่าว จึงชอบศาลจะบังคับให้จำเลยไปจดทะเบียนการเช่านั้นได้ และมีคำพิพากษาฎีกาที่ ๕๕๔๒/๒๕๔๒ วินิจฉัยเช่นกัน คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๒/๒๕๕๙** โจทก์ได้ทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทจากจำเลยทั้งสามเพื่อใช้เป็นคลังเก็บสินค้าจำพวกก๊าซและน้ำมันเชื้อเพลิงกำหนดระยะเวลาเช่า ๕ ปี ตกลงค่าเช่าเดือนละ ๓๐๐,๐๐๐ บาท โดยในการนี้โจทก์ได้ชำระค่าเช่าให้จำเลยทั้งสามไว้ล่วงหน้า ๑ เดือน พร้อมเงินประกันการเช่าและค่าเสียหายอีก ๒ เดือน รวมเป็นเงินทั้งสิ้น ๙๐๐,๐๐๐ บาท และมีข้อตกลงจะไปจดทะเบียนการเช่าต่อเจ้าพนักงานภายใน ๓๐ วัน แต่เมื่อไปขอจดทะเบียนการเช่า เจ้าพนักงานไม่สามารถดำเนินการให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เป็นผู้ให้เช่าได้ เนื่องจากไม่มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทร่วมกับจำเลยที่ ๑ จึงแนะนำให้ทำสัญญาเช่าใหม่เฉพาะจำเลยที่ ๑ รายเดียว หรือโอนใส่ชื่อจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมด้วยแต่ไม่อาจตกลงกันได้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สัญญาเช่าที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสามมีข้อตกลงเช่ากันเกินกว่า ๓ ปี การจะบังคับให้คู่กรณีปฏิบัติตามสัญญาที่ทำไว้โดยไม่มีการบิดพลิ้วต้องไปจดทะเบียนกันไว้เป็นหลักฐานมิเช่นนั้นก็จะฟ้องร้องบังคับได้เพียง ๓ ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๓๘ โจทก์ฟ้องคดีนี้เพื่อให้จำเลยทั้งสามไปจดทะเบียนการเช่าให้แก่ตน อันเป็นการบังคับให้จำเลยทั้งสามปฏิบัติตามข้อตกลงในสัญญา เป็นการใช้สิทธิโดยชอบด้วยกฎหมายโจทก์มีอำนาจฟ้อง โจทก์ประสงค์เช่าที่ดินพิพาทตามระยะเวลา ๕ ปี ตามที่ตกลงกัน มิใช่เพียง ๓ ปี ในกรณีที่ไม่มีการจดทะเบียน เพราะโจทก์ตั้งใจจะใช้ที่ดินพิพาทเพื่อสร้างเป็นคลังและถังเก็บน้ำมันเชื้อเพลิงชนิดก๊าซปิโตรเลียมเหลว ระยะเวลาเช่าเป็นสาระสำคัญในการทำสัญญาของโจทก์ ซึ่งโจทก์ยอมจ่ายค่าเช่าล่วงหน้า ๑ เดือน พร้อมเงินประกันการเช่าและค่าเสียหายให้จำเลยทั้งสามรับไว้ก่อนแล้ว การไปดำเนินการจดทะเบียนการเช่าเป็นเรื่องสำคัญซึ่งจำเลยทั้งสามในฐานผู้ให้เช่าต้องดำเนินการให้โจทก์แล้วเสร็จไม่ทางใดก็ทางหนึ่งเพราะสัญญาเช่านั้นเป็นสัญญาต่างตอบแทนที่คู่สัญญาแต่ละฝ่ายต้องชำระหนี้ให้แก่อีกฝ่ายหนึ่ง ทั้งยังอยู่ในวิสัยที่จำเลยที่ ๑ จะดำเนินการให้ได้ในฐานะที่ตนเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินพิพาทโดยจดทะเบียนการเช่าเฉพาะจำเลยที่ ๑ เพียงคนเดียว แต่ฝ่ายจำเลยที่ ๑ ไม่ยอมดำเนินการกลับต่อรองให้มีชื่อจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ร่วมด้วย เพียงเพราะต้องการให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ มีรายได้และตนเสียภาษีน้อยลง อันเป็นเรื่องผลประโยชน์ส่วนตน ทำให้การจดทะเบียนการเช่าไม่สำเร็จลุล่วง เมื่อจำเลยทั้งสามซึ่งเป็นลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ให้ต้องตามความประสงค์อันแท้จริงของมูลหนี้ ดังนี้ ถือว่าจำเลยทั้งสามเป็นฝ่ายผิดสัญญา ",แพ่ง,"ข้อสังเกต สัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดา นั้น ไม่อยู่ในบังคับมาตรา ๕๓๘ ไม่มีกฎหมายบังคับให้ต้องมีเอกสารมาแสดงหรือบังคับให้จดทะเบียนการเช่าต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ และผู้เช่ามีอำนาจฟ้องขอให้ผู้ให้เช่าไปจัดการจดทะเบียนการเช่าได้ (นัยคำพิพากษาฎีกาที่ ๗๙๑/๒๕๐๑, ๑๒๓๖/๒๕๐๑, ๑๖๒๗/๒๕๐๕, ๑๐๐๒/๒๕๐๙, ๔๑๒/๒๕๑๑, ๙๔๔/๒๕๑๒, ๒๐๑๖/๒๕๒๔, ๒๕๑๖/๒๕๓๑, ๑๗๑/๒๕๓๓, ๔๑๕๖/๒๕๓๓, ๔๙๓๙/๒๕๓๓, ๔๙๑/๒๕๔๐, ๔๕๑/๒๕๕๑) เมื่อจำเลยทั้งสามเป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่าที่ดิน และตามสัญญาเช่าที่ดินได้ระบุไว้ว่า เมื่อครบ ๓๐ ปี ตามสัญญาเช่าแล้ว ผู้เช่ายอมให้อาคารและสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดที่อยู่ในที่ดิน ตกเป็นของผู้ให้เช่าทันทีโดยปราศจากภาระผูกพันใด ๆ ทั้งสิ้น สัญญาเช่าที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสามจึงเป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดา แม้จะทำสัญญาเช่าที่ดินเกินกว่า ๓ ปี แต่ยังมิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก็ผูกพันบังคับกันได้ โจทก์จึงมีสิทธิบังคับให้จำเลยทั้งสามปฏิบัติตามสัญญาเช่าที่ดินได้ (คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๓๘/๒๕๔๐) อย่างไรก็ดี กรณีที่จะอ้างว่าสัญญาเช่าเป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าการเช่าธรรมดา นั้น จำเลยจะต้องให้การต่อสู้ไว้ในศาลชั้นต้นด้วย จะยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นอุทธรณ์ฎีกาไม่ได้ จำเลยมิได้ให้การต่อสู้ในศาลชั้นต้นว่าสัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยมีลักษณะสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าการเช่าธรรมดา แต่เพิ่งหยิบยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นฎีกาเช่นนี้ฎีกาของจำเลยจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์อันเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๕๔๙ วรรคหนึ่ง (คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๓๘๖/๒๕๔๔)", 71,6,,เจ้าพนักงานตำแหน่งเจ้าหน้าที่ปกครองฝ่ายเทศกิจได้เรียกและรับทรัพย์สินสำหรับตนเองและผู้อื่นเพื่อเสนอชื่อผู้จ่ายเงินให้ได้รับบัตรประจำตัวผู้ค้า เป็นความผิดฐานใด,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๒๙๒/๒๕๖๐ ขณะเกิดเหตุกรุงเทพมหานครมีนโยบายให้ทำการสำรวจผู้ค้าในจุดผ่อนผันให้ทำการค้า ซึ่งจำเลยที่ ๑ ดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่ปกครอง ๓ ฝ่ายเทศกิจ สำนักงานเขตได้รับคำสั่งจากหัวหน้างานให้เป็นหัวหน้าชุดปฏิบัติการรับผิดชอบพื้นที่ตลาดดังกล่าวให้ทำการสำรวจ จำเลยที่ ๑ ได้ทำการสำรวจและจัดทำบัญชีผู้ค้าเสนอต่อผู้บังคับบัญชา จึงเป็นการปฏิบัติงานในหน้าที่เป็นเจ้าพนักงานตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร เมื่อจำเลยที่ ๑ เรียกรับทรัพย์สินสำหรับตนเองและผู้อื่นเพื่อเสนอชื่อผู้จ่ายเงินให้ได้รับบัตรประจำตัวผู้ค้า จำเลยที่ ๑ จึงมีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานเรียกและรับทรัพย์สินโดยมิชอบเพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๙,อาญา,, 71,6,,ทำร้ายผู้อื่นจนสลบไปแล้วยกไปไว้ในรถยนต์กระบะ แต่มาใช้เชือกรัดคอจนถึงแก่ความตาย ณ สถานที่ที่นำรถยนต์กระบะมาจอดทิ้งไว้เนื่องจากผู้นั้นฟื้นขึ้นยังไม่ตาย จากนั้นก็ไม่มีการเคลื่อนผู้ตายไปที่ใดอีก จะเป็นความผิดฐานเคลื่อนย้ายศพเพื่อปิดบังการเกิด การตายหรือเหตุแห่งการตาย และความผิดฐานเคลื่อนย้ายศพโดยไม่มีเหตุอันสมควรหรือไม่,คำตอบ (ไม่มีเลขอ้างอิง) จำเลยที่ ๒ ใช้เชือกรัดคอผู้ตายจนถึงแก่ความตาย ณ สถานที่ที่จำเลยที่ ๒ นำรถยนต์กระบะมาจอดทิ้งไว้ เนื่องจากผู้ตายฟื้นขึ้นยังไม่ตาย จากนั้นก็ไม่มีการเคลื่อนผู้ตายไปที่ใดอีก แสดงว่าระหว่างที่จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ยกผู้ตายมาไว้ในรถยนต์กระบะจนถึงเวลาที่จำเลยที่ ๒ ขับรถยนต์กระบะไปจอดทิ้งไว้ที่อื่นก่อนที่จำเลยที่ ๒ จะฆ่าผู้ตายที่นั่น ผู้ตายยังมีชีวิตอยู่ การเคลื่อนย้ายผู้ตายไปสถานที่ดังกล่าวไม่ใช่เป็นการเคลื่อนย้ายศพตามฟ้อง การกระทำของจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ ไม่เป็นความผิดฐานร่วมกันเคลื่อนย้ายศพเพื่อปิดบังการเกิด การตายหรือเหตุแห่งการตายกับฐานเคลื่อนย้ายศพโดยไม่มีเหตุอันสมควรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๙๙ และมาตรา ๓๓๖/๓ ประกอบมาตรา ๘๓,อาญา,, 71,7,,"คำบอกกล่าวเรียกประชุมใหญ่เพื่อลงมติพิเศษ มีหลักเกณฑ์อย่างใด หนังสือเชิญประชุมใหญ่ไม่ได้มีระเบียบวาระการประชุมเรื่องการถอดถอนกรรมการ การแต่งตั้งกรรมการเพิ่มเติม การเปลี่ยนแปลงกรรมการหรือการกำหนดอำนาจกรรมการ ที่ประชุมใหญ่บริษัทจะพิจารณาในวาระการประชุมเรื่องอื่น ๆ หรือใช้มติเปลี่ยนวาระการประชุมได้หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๐๗๕/๒๕๖๐ ตามหนังสือเชิญประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นของบริษัทจำเลยที่ ๑ ที่ระบุระเบียบวาระการประชุมพิจารณาแก้ไขข้อบังคับในวาระ ๒ โดยมีข้อบังคับของจำเลยที่ ๑ ที่ใช้อยู่ในขณะนั้นหรือเรียกว่าข้อบังคับฉบับปัจจุบันและร่างข้อบังคับฉบับแก้ไขส่งไปพร้อมด้วย ย่อมเป็นการแสดงเนื้อความของข้อบังคับที่จะมีการแก้ไข อันอยู่ในระเบียบวาระการพิจารณาของที่ประชุมซึ่งจะต้องทำเป็นมติพิเศษ ถือได้ว่ามีการแจ้งข้อความที่จะนำเสนอให้ลงมติพิเศษในเรื่องการแก้ไขข้อบังคับไปยังผู้ถือหุ้นแล้ว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๑๗๕ วรรคสอง โจทก์ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นบริษัทจำเลยที่ ๑ ได้รับหนังสือเชิญประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นพร้อมระเบียบวาระการประชุมแก้ไขข้อบังคับบริษัทจำเลยที่ ๑ ไม่น้อยกว่าสิบสี่วันก่อนถึงวันนัดประชุมใหญ่ ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๑๗๕ วรรคหนึ่ง แม้การลงพิมพ์โฆษณาคำบอกกล่าวเรียกประชุมใหญ่ในหนังสือพิมพ์ท้องที่ไม่ครบกำหนดเวลาสิบสี่วันหรือไม่ได้มีการระบุข้อความที่นำเสนอให้ลงมติพิเศษในคำบอกกล่าวที่ลงโฆษณา อันเป็นการไม่ครบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๑๗๕ ก็ตาม แต่เมื่อมีการส่งคำบอกกล่าวนัดเรียกประชุมใหญ่ให้แก่โจทก์และบรรดาผู้ถือหุ้นทุกคนโดยชอบ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๔๔ ทั้งได้กระทำก่อนวันนัดประชุมไม่น้อยกว่าสิบสี่วันตามมาตรา ๑๑๗๕ อันต้องตามวัตถุประสงค์ที่กฎหมายบัญญัติในเรื่องการแจ้งนัดประชุมใหญ่แล้ว การนัดเรียกประชุมใหญ่ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๑๗๕ วรรคหนึ่ง และวรรคสอง ที่ประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ ๑ มีมติด้วยเสียงเอกฉันท์เป็นมติพิเศษ ให้แก้ไขข้อบังคับ และให้ยกเลิกข้อบังคับบางข้อสำหรับข้อบังคับส่วนที่ยังโต้แย้งกันว่าจะแก้ไขหรือไม่ อย่างไร จะมีการเสนอให้พิจารณาแก้ไขในภายหลัง เท่ากับในเวลานั้นที่ประชุมใหญ่เห็นชอบตามข้อบังคับฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งยังคงมีข้อบังคับตามข้อความเดิมเป็นส่วนหนึ่งของข้อบังคับทั้งหมด การที่จำเลยที่ ๑ ได้ขอจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับซึ่งที่ประชุมใหญ่มีมติพิเศษให้แก้ไขหรือยกเลิก เป็นการดำเนินการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๑๔๖ ที่ให้บริษัทมีหน้าที่ไปจดทะเบียนข้อบังคับที่ได้เพิ่มเติมเปลี่ยนแปลงภายในกำหนดสิบสี่วันนับแต่วันที่ได้มีการลงมติพิเศษ โจทก์จะอ้างว่าที่ประชุมใหญ่ยังไม่ได้มีมติพิเศษให้แก้ไขข้อบังคับทุกข้อเพื่อให้รอการจดทะเบียนข้อบังคับฉบับแก้ไขเพิ่มเติมไว้หาได้ไม่ จำเลยที่ ๑ มีหนังสือเชิญประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้น โดยไม่ได้มีระเบียบวาระการประชุมเรื่องการเปลี่ยนแปลงกรรมการหรือการกำหนดอำนาจกรรมการ มติของที่ประชุมใหญ่ที่ให้แต่งตั้งกรรมการชุดใหม่ ๑๗ คน โดยให้กรรมการ ๒ ใน ๑๑ คน เป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามผูกพันบริษัทซึ่งมีการประชุมโดยอาศัยวาระการพิจารณาเรื่องอื่น ๆ แม้ในการประชุมใหญ่มีผู้ถือหุ้นเข้าร่วมประชุมครบจำนวนหุ้นทั้งหมดก็ตาม แต่เรื่องเกี่ยวกับการแต่งตั้งหรือเปลี่ยนแปลงกรรมการตลอดจนการกำหนดอำนาจกรรมการมีความสำคัญต่อการจัดการงานของบริษัทอันเป็นผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นจะต้องแจ้งเป็นระเบียบวาระการประชุมไว้ล่วงหน้าเพื่อให้ผู้ถือหุ้นได้เตรียมตัวแสดงความคิดเห็นและตัดสินใจการออกเสียงลงมติ ส่วนวาระการพิจารณาเรื่องอื่น ๆ ที่กำหนดไว้ โดยทั่วไปเป็นการพิจารณาในเรื่องเล็กน้อยหรือเรื่องที่ไม่มีความสำคัญเท่านั้น การประชุมใหญ่และมติที่ประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ ๑ เป็นการดำเนินการ นอกระเบียบวาระการประชุมซึ่งได้บอกกล่าวนัดเรียกประชุมฝ่าฝืนประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๑๗๕ วรรคสอง กรณีมีเหตุที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทจำเลยที่ ๑ จะขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่อันผิดระเบียบได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๑๙๕ คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๑๒๗/๒๕๕๙ วาระการประชุมที่เพิ่มเติมเป็นวาระการประชุมที่กำหนดเร่งด่วนกะทันหัน มิได้เป็นวาระที่กำหนดไว้ในสำเนาหนังสือเชิญประชุมสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ ๑/๒๕๕๓ เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข ๓ จึงถือว่าเป็นการเรียกประชุมที่ฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา ๑๑๗๕ วรรคสอง ที่ว่า คำบอกกล่าวเรียกประชุมใหญ่นั้น ให้ระบุสถานที่ วัน และเวลาแห่งกิจการที่จะประชุมปรึกษากัน เมื่อมีการประชุมตามวาระและมีมติแต่งตั้งจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ เป็นกรรมการใหม่ของบริษัทจำเลยที่ ๑ จึงเป็นมติของผู้ที่ประชุมใหญ่ที่มีการนัดเรียกประชุมฝ่าฝืนบทบัญญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์อื่น แม้ผู้ถือหุ้นสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ ๑/๒๕๕๓ เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข ๓ จะกำหนดวาระการประชุมวาระที่ ๖ ว่าพิจารณาเรื่องอื่น ๆ (ถ้ามี) ไว้ด้วยก็ตาม ที่ประชุมใหญ่ไม่อาจอาศัยวาระดังกล่าวเพื่อที่จะให้ที่ประชุมใหญ่พิจารณาเรื่องแต่งตั้งกรรมการเพิ่มเติมได้ เนื่องจากการวาระการประชุมที่ว่า พิจารณาเรื่องอื่น ๆ (ถ้ามี) ต้องเป็นเรื่องที่ไม่ใช่สาระสำคัญของการบริหารกิจการบริษัทแต่เป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ อันเป็นเรื่องที่ไม่สามารถหากข้อยกเว้นพิจารณาได้ทันทีโดยไม่ต้องอาศัยการพิจารณาใคร่ครวญอย่างละเอียดล่วงหน้า แต่เรื่องแต่งตั้งกรรมการเพิ่มเติมเป็นเรื่องสำคัญของบริษัทที่ผู้ถือหุ้นของบริษัทควรจะได้ใช้เวลาคิดพิจารณาใคร่ครวญอย่างละเอียดรอบคอบก่อนวันประชุม หากที่ประชุมใหญ่ใช้ระเบียบวาระดังกล่าวเพื่อประชุมลงมติเรื่องการแต่งตั้งกรรมการเพิ่มเติมก็อาจจะเป็นการรู้เห็นเป็นใจเพื่อให้เกิดการเสียหายแก่ผู้ถือหุ้นและบริษัทได้ จากที่วินิจฉัยตามลำดับมติของผู้ที่ประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ ๑/๒๕๕๓ เฉพาะในส่วนที่แต่งตั้งกรรมการเพิ่มเติมขึ้นมานั้นเป็นมติของผู้ที่ประชุมใหญ่ อันผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๑๙๕ แล้ว คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๔๐๓/๒๕๖๐ ในการเรียกประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นของบริษัทจำกัดสำหรับข้อความในหนังสือบอกกล่าวเรียกประชุมใหญ่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๑๗๕ วรรคสอง บัญญัติว่า “คำบอกกล่าวเรียกประชุมใหญ่นั้น ให้ระบุสถานที่ วัน เวลา และสภาพแห่งกิจการที่จะได้ประชุมปรึกษากัน และในกรณีที่เป็นคำบอกกล่าวเรียกประชุมใหญ่เพื่อลงมติพิเศษให้ระบุข้อความที่จะนำเสนอให้ลงมติด้วย” จากบทบัญญัติดังกล่าวจะเห็นได้ว่ากฎหมายมุ่งประสงค์ให้คำบอกกล่าวเรียกประชุมใหญ่เป็นการแจ้งให้ผู้ถือหุ้นของบริษัททราบล่วงหน้า นอกจากจะแสดงว่าบริษัทจะจัดให้มีการประชุมใหญ่ในวัน เวลา และสถานที่ใดแล้วต้องกำหนดให้แจ้งถึงสภาพแห่งกิจการที่จะประชุมกัน และหากเป็นการเรียกประชุมใหญ่เพื่อลงมติพิเศษต้องระบุข้อความที่จะให้ลงมติด้วย เพื่อผู้ถือหุ้นจะได้มีโอกาสเตรียมตัว เพื่อสอบถามหรือแสดงความคิดเห็นในเรื่องที่จะประชุมกันได้อย่างเต็มที่ สำหรับสภาพแห่งกิจการที่จะประชุมปรึกษากันจะต้องระบุไว้ในคำบอกกล่าวนั้น คือ เรื่อง หรือกิจการที่จะนำเสนอให้ที่ประชุมใหญ่พิจารณาและลงมติ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญคือกระทบกระเทือนต่อส่วนได้เสียของผู้ถือหุ้นและไม่จำต้องเป็นเรื่องเฉพาะสภาพการณ์ดำเนินธุรกิจที่เกิดขึ้นในขณะนั้นหรือต้องเป็นเรื่องที่ต้องลงมติพิเศษเท่านั้น หนังสือขอเชิญประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นได้ระบุถึงสภาพแห่งกิจการเรื่องสำคัญที่จะให้ที่ประชุมพิจารณาและลงมติเพียง ๓ เรื่อง โดยระบุไว้เป็นวาระที่ ๑ ถึง ที่ ๓ ไม่มีวาระเรื่องการถอดถอนกรรมการของจำเลยที่ ๑ ส่วนวาระที่ ๔ ระบุว่า พิจารณาเรื่องอื่น (ถ้ามี) นั้นไม่เป็นการระบุถึงสภาพกิจการเรื่องสำคัญที่จะให้ที่ประชุมพิจารณาลงมติ ทั้งผู้ถือหุ้นไม่มีโอกาสเตรียมตัวที่จะมาสอบถามหรือแสดงความคิดเห็นได้ เนื่องจากไม่ทราบว่าจะมีการพิจารณาเพื่อลงมติในเรื่องใดบ้าง หรือกล่าวได้ว่าวาระการประชุมเรื่องอื่น ๆ นั้นเป็นเรื่องที่ไม่สำคัญ ซึ่งในเรื่องการถอดถอนกรรมการบริษัทนั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๑๕๗ ได้กำหนดให้ที่ประชุมใหญ่เท่านั้นที่จะถอดถอนได้ แสดงว่าเรื่องการถอดถอนกรรมการบริษัทเป็นเรื่องสำคัญ และเห็นได้ว่าเป็นการกระทบต่อส่วนได้เสียของผู้ถือหุ้นเนื่องจากเกี่ยวข้องกับบุคคลที่มีอำนาจบริหารกิจการและดูแลประโยชน์แทนตน ผู้ถือหุ้นจึงชอบที่จะได้รับทราบโดยการแจ้งถึงเรื่องดังกล่าวล่วงหน้าเพื่อให้เตรียมตัวก่อนเข้าร่วมพิจารณาในที่ประชุม การที่ที่ประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นได้พิจารณาและลงมติให้ถอดถอนโจทก์จากการเป็นกรรมการของจำเลยที่ ๑ ในวาระที่ ๔ เรื่องอื่น ๆ โดยไม่มีวาระเรื่องการถอดถอนโจทก์ดังกล่าวในคำบอกกล่าวเรียกประชุม เป็นการพิจารณาและลงมติ นอกวาระหรือเรื่องที่กำหนดไว้ จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ",แพ่ง,, 71,8,,"เพียงแต่พูดว่า ""ทำไมซื้อส้มเท่านี้ ตังมีเยอะ""จะอ้างว่าเป็นการข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะได้หรือไม่","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๐๑๙/๒๕๖๐ ขณะที่จำเลยเดินมาซื้อส้ม ผู้ตายเพียงแต่พูดว่า “ทำไมซื้อส้มเท่านี้ตังมีเยอะ” แล้วจำเลยกับผู้ตายต่างพูดเสียดสีท้าทายกัน จนเป็นเหตุให้จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย แม้ผู้ตายเป็นฝ่ายพูดกับจำเลยก่อนจนเป็นเหตุให้จำเลยไม่พอใจ แล้วมีการพูดจาเสียดสีและท้าทายกัน แต่ถ้อยคำของผู้ตายมีลักษณะเป็นเพียงการหยอกล้อจำเลย ยังถือไม่ได้ว่าการกระทำของผู้ตายเป้นการข่มเหงจำเลยอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม หลักเกณฑ์การกระทำโดยบันดาลโทสะตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๒ ๑. ถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม ซึ่งอาจเป็นทั้งกรณีที่เป็นการกระทำที่ละเมิดต่อกฎหมาย หรือไม่ถึงขั้นละเมิดต่อกฎหมายก็ได้ เช่น สามีภริยาที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน แล้วภริยาเห็นสามีของตนกอดจูบกับหญิงอื่น จึงทำร้ายหญิงอื่นตาย ถือว่าการกระทำของภริยาเป็นการทำร้ายโดยบันดาลโทสะ นอกจากนี้การกระทำโดยจำเป็นตามมาตรา ๖๗ เป็นการกระทำความผิด แต่กฎหมายยกเว้นโทษให้ ก็ถือได้ว่าเป็นการข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมเช่นกัน เช่น นายหนึ่งมีดขู่ให้นายสองชกหน้านายสาม นายสองจึงชกนายสาม นายสามโกรธจึงชกหน้านายสองกลับ นายสามอ้างบันดาลโทสะได้ แม้นายสองจะอ้างจำเป็นได้ก็ตาม ข้อสำคัญคือ เหตุอันไม่เป็นธรมมต้องร้ายแรง มิฉะนั้น จะอ้างบันดาลโทสะไม่ได้ และหลักในการวินิจฉัยว่าร้ายแรงหรือไม่ คือ ต้องพิจารณาเปรียบเทียบกับความรู้สึกของคนธรรมดาหรือวิญญูชนทั่วไปที่อยู่ในวิสัยและพฤติการณ์อย่างเดียวกับผู้กระทำความผิด การถูกข่มเหงโดยอ้อมก็อ้างบันดาลโทสะได้ หากเป็นผู้ที่มีความสัมพันธ์อันใกล้ชิดกับกับผู้ที่ได้รับผลโดยตรง เช่น ด่าว่าหรือทำร้ายบิดามารดา ถือว่าข่มเหงบุตร กลับกันด่าว่าหรือทำร้ายบุตร ก็เป็นการข่มเหงบิดามารดาเช่นกัน หรือพี่ถูกทำร้ายเป็นการข่มเหงน้อง น้าถูกทำร้ายเป็นการข่มเหงหลาน หรือทำร้ายพ่อตาก็เป็นการข่มเหงบุตรเขยได้ ข้อยกเว้น กรณีที่ไม่ถือเป็นการข่มเหงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม ๑) ผู้ข่มเหงใช้อำนาจตามกฎหมาย เช่น ตำรวจจับผู้ต้องหาตามหมายจับโดยใช้วิธีเท่าที่เหมาะแก่พฤติการณ์แห่งเรื่องในการจับกุม การจับกุมของตำรวจไม่ใช่การข่มเหงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม แม้ว่าผู้ถูกจับนั้นความจริงจะไม่ได้กระทำความผิดตามหมายจับก็ตาม รวมทั้งการใช้อำนาจของอาจารย์ซึ่งเป็นผู้ปกครองศิษย์ภายในขอบเขตอันสมควร (ฎ.๔๒๙-๔๓๐/๒๕๐๕) ๒) ผู้ที่ก่อเหตุขึ้นก่อน หากอีกฝ่ายหนึ่งกระทำการโต้ตอบ จะถือว่าถูกข่มเหงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมไม่ได้ ๓) สมัครใจเข้าวิวาทต่อสู้ทำร้ายกัน ๔) การพัวพันอยู่ในที่เกิดเหตุ อาจถือเป็นการข่มเหงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมได้ เพราะเสมือนสนับสนุนเป็นพวกให้ฮึกเหิมขึ้น (ฎ.๑๗๐๔/๒๕๑๘) ๒. และการที่ข่มเหงนั้นเป็นเหตุให้ผู้ถูกข่มเหงกระทำบันดาลโทสะ โดยพิจารณาจากจิตใจของผู้กระทำความผิดนั้นเอง ไม่ได้พิจารณาเปรียบเทียบกับความรู้สึกของบุคคลทั่วไปในฐานะอย่างเดียวกับผู้กระทำเหมือนกรณีเหตุอันไม่เป็นธรรมต้องร้ายแรง ๓. ได้กระทำความผิดต่อผู้ข่มเหงในขณะบันดาลโทสะ คือ ระยะเวลาต่อเนื่องอย่างกระชั้นชิดในขณะที่ยังมีโทสะรุนแรงอยู่ ซึ่งการวินิจฉัยว่ากระทำความผิดในขณะบันดาลโทสะหรือไม่ ต้องเปรียบเทียบความรู้สึกของบุคคลทั่วไปในฐานะอย่างเดียวกับผู้กระทำว่า บุคคลทั่วไประงับโทสะได้แล้วหรือยัง คดีดังกล่าว การที่ผู้ตายเพียงแค่พูดว่า “ทำไมซื้อส้มเท่านี้ตังมีเยอะ” เป็นเพียงการหยอกล้อเท่านั้น ซึ่งหากพิจารณาความรู้สึกของคนธรรมดาหรือวิญญูชนทั่วไปที่อยู่ในวิสัยและพฤติการณ์อย่างเดียวกับผู้กระทำความผิดเช่นจำเลยแล้วนั้น ถ้อยคำดังกล่าวไม่มีลักษณะข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม จำเลยจึงไม่อาจอ้างได้ว่าการกระทำของจำเลยเป็นบันดาลโทสะตามมาตรา ๗๒",อาญา,, 71,8,,เดินเข้าไปในห้องพักของผู้อื่นในเวลาวิกาลแล้วเปิดเสื้อให้ดูพร้อมทำท่าคล้ายจะชักอาวุธมีดปลายแหลม จากนั้นหยิบเอาทรัพย์ไป เป็นความผิดฐานชิงทรัพย์หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๕๘๓/๒๕๖๐ แม้จำเลยจะได้พูดจาข่มขู่หรือขู่เข็ญว่าในทันนั้นจะใช้กำลังประทุษร้าย แต่พฤติการณ์ของจำเลยที่เดินเข้าไปในห้องพักอันเป็นเคหสถานของผู้เสียหายเวลาวิกาล แล้วเปิดเสื้อให้ดูพร้อมทำท่าคล้ายกับจะชักอาวุธลักษณะเป็นมีดปลายแหลมจนทำให้ ภ. รู้สึกตกใจกลัว เกรงว่าจะถูกทำร้ายและไม่กล้าขัดขืน จากนั้นจำเลยหยิบคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กไป จึงเป็นการที่จำเลยแสดงอาการขู่เข็ญ ภ.แล้วว่าในทันนั้นจะใช้กำลังประทุษร้ายในขณะเดียวกันกับชิงทรัพย์หรือใกลักับชิงทรัพย์ต่อเนื่องเป็นเหตุการณ์เดียวกัน ขณะเกิดเหตุ อ. ไปที่ห้องพักของเพื่อนซึ่งอยู่ใกล้เคียงหรือเยื้องกับห้องพักที่ อ. กับ ภ. เช่าอยู่ แม้ อ. ไม่ได้ส่งมอบการครอบครองหรือฝากคอมพิวเตอร์ Notebook ไว้กับ ภ.จึงเป็นกรณีที่ อ. ให้ ภ.ช่วยดูแลคอมพิวเตอร์ Notebook ชั่วคราวเฉพาะเหตุหรือชั่วระยะเวลาที่ อ.ไปห้องพักของเพื่อน ถือว่าคอมพิวเตอร์ Notebook ยังอยู่ใน ความครอบครองของ อ. เมื่อจำเลยชิงทรัพย์ดังกล่าวไป อ.เป็นผู้เสียหายมิใช่ ภ.เป็นผู้เสียหายตามฟ้อง,อาญา,, 71,8,,รู้ว่ามิได้มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น แจ้งข้อความแก่หนักงานสอบสวนว่าได้มีการกระทำความผิดเพื่อจะแกล้งให้ผู้อื่นต้องรับโทษ เป็นความผิดฐานใด,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๐๑๔/๒๕๖๐ จำเลยรู้ว่ามิได้มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น แจ้งข้อความแก่พนักงานสอบสวนหรือเจ้า พนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญาว่าได้มีการกระทำความผิด เพื่อจะแกล้งให้โจทก์ต้องรับโทษ ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๗๔ วรรค สอง ประกอบ มาตรา ๑๗๓ เมื่อการกระทำของจำเลยเป็นความผิด ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๗๔ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๑๗๓ อันเป็น บทเฉพาะแล้วก็ย่อมไม่จำต้องปรับบทความผิดตามมาตรา ๑๓๗ อันเป็นบทความผิดตามมาตรา ๑๗๒ ด้วย ปัญหาดังกล่าวมานี้ เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตาม ปวิอ. มาตรา ๒๒๕ ประกอบมาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ",อาญา,, 71,8,,สมคบกันจดทะเบียนโอนขายที่ดินโดยไม่สุจริตไม่มีการชำระเงินกันจริง เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เจ้าหนี้บังคับคดีได้หรือเพื่อวัตถุประสงค์อื่น หากมีการโอนที่ดินดังกล่าวต่อให้แก่บุคคลภายนอก เจ้าหนี้จะฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรม ได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๒๔๓/๒๕๕๖ จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ สมคบกันจดทะเบียนโอนขายและให้ที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงโดยไม่สุจริตและไม่มีการชำระเงินกันจริง เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้โจทก์บังคับคดีจากจำเลยที่ ๑ ได้ การแสดงเจตนาของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ในทางทะเบียนเกี่ยวกับที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงดังกล่าว เป็นการแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กัน จึงตกเป็นโมฆะตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๕๕ วรรคหนึ่ง แต่จะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริตและต้องเสียหายจากการแสดงเจตนาลงนั้นมิได้ จำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้จดทะเบียนรับจำนองที่ดินพิพาทไว้โดยสุจริตไม่ทราบมาก่อนว่าจำเลยที่ ๑ เป็นลูกหนี้ตามคาพิพากษาของโจทก์ โจทก์จึงไม่อาจเพิกถอนการจดทะเบียนจำนองดังกล่าวได้ คงเพิกถอนได้เฉพาะนิติกรรมการจดทะเบียนโอนขายและยกให้ที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ ๑ กับที่ ๒ เท่านั้น คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๒๓๗/๒๕๕๘ เหตุที่บิดามารดาจำเลยยินยอมจดทะเบียนจำนองที่ดินเป็นประกันเงินกู้ของ จ. แก่ ธนาคาร น. แต่แรกนั้น เกิดจากความปรารถนาดีที่ต้องการช่วยเหลือบุตรที่ต้องการเงินทุนไป ประกอบอาชีพ แต่เมื่อ จ. ไม่สามารถชำระหนี้เงินกู้แก่ธนาคารได้ การที่บิดามารดาจำเลยยินยอมตกลงทำนิติกรรมโอนขายที่ดินพร้อมบ้านพิพาทให้แก่โจทก์ในเวลาต่อมา จึงน่าเชื่อว่าเป็นหนทางในการแก้ปัญหาร่วมกันเพื่อมิให้ต้องเดือดร้อนเรื่องที่อยู่อาศัยที่อาจต้องถูกบังคับจำนอง โดยให้โจทก์ซึ่งมีโอกาสที่จะขอกู้ยืมจากสถาบันการเงินได้นำที่ดินพิพาทไปเป็นหลักประกันขอสินเชื่อจากแหล่งเงินกู้ใหม่เพื่อปลดภาระหนี้สินของ จ. เท่านั้น มิได้มีเจตนาขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์อย่างแท้จริง เพราะการไถ่ถอนจำนอง การซื้อขาย รวมตลอดถึงการจดจำนองใหม่ได้ดำเนินการด้วยความเร่งรัดให้เสร็จสิ้นในวันเดียวกัน ส่อแสดงเจตนาเพื่อให้โจทก์ขอสินเชื่อใหม่ไปไถ่ถอนสินเชื่อเดิมของ จ. เป็นสำคัญ มิได้มุ่งประสงค์ต่อการโอนกรรมสิทธิ์และใช้ราคาทรัพย์อันเป็นสาระสำคัญแห่งสัญญาซื้อขาย จึงเป็นการแสดงเจตนาลวง ตกเป็นโมฆะ ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๕ วรรคหนึ่ง แต่หาอาจยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ผู้รับจำนองซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริตและต้องเสียหายจากการแสดงเจตนาลวงไม่ โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลยซึ่งเป็นผู้อยู่อาศัยในบ้านพิพาทโดยอาศัยสิทธิของบิดามารดาได้",แพ่ง,, 71,8,,ซื้อขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) โดยจดทะเบียน โอนขายและส่งมอบการครอบครองที่ดินแล้วต่อมากรมสอบสวนคดีพิเศษมีหนังสือแจ้งกรมที่ดิน ขอให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ซื้อขายกัน อ้างว่าออกเอกสารสิทธิในที่ดินทับที่ดินป่าสงวนแห่งชาติโดยมิชอบและมีความเห็นสั่งฟ้องผู้ขาย จะถือว่าผู้ซื้อถูกรอนสิทธิหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๔๖๕/๒๕๕๙ เรื่องการรอนสิทธิตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๔๗๕ บัญญัติว่า “หากว่ามีบุคคลผู้ใดมาก่อการรบกวนสิทธิของผู้ซื้อในอันที่จะครองทรัพย์สินโดยปกติสุขเพราะบุคคลผู้นั้นมีสิทธิเหนือทรัพย์สินที่ได้ซื้อขายกันนั้นอยู่ในเวลาซื้อขายก็ดี เพราะความผิดของผู้ขายก็ดี ท่านว่าผู้ขายจะต้องรับผิดในผลอันนั้น” ดังนี้คำว่า “รอนสิทธิ” จึงมีความหมายว่า การที่ผู้ซื้อถูกรบกวนสิทธิโดยบุคคลภายนอกไม่ให้ผู้ซื้อเข้าครอบครองทรัพย์สินโดยปกติสุข เพราะบุคคลนั้นมีสิทธิเหนือทรัพย์สินที่ได้ซื้อขายโดยชอบด้วยกฎหมายหรือเพราะความผิดของผู้ขาย โจทก์ยังสามารถเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินที่ซื้อจากจำเลยทั้งสองโดยไม่ถูกรบกวนขัดสิทธิโดยบุคคลภายนอกให้โจทก์เข้าครอบครองทรัพย์สินโดยปกติสุข เพราะบุคคลนั้นมีสิทธิเหนือที่ดินที่ได้ซื้อขายโดยชอบด้วยกฎหมาย แม้กรมสอบสวนคดีพิเศษจะดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยทั้งสอง กรณีออกเอกสารสิทธิไม่ชอบในที่ดินที่จำเลยทั้งสองขายให้แก่โจทก์และมีหนังสือถึงอธิบดีกรมที่ดินให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ตาม ป.ที่ดิน มาตรา ๖๑ ก็ตาม แต่กรมสอบสวนคดีพิเศษไม่ใช่บุคคลภายนอกผู้มีสิทธิเหนือทรัพย์สินที่ซื้อขายกัน กรมสอบสวนคดีพิเศษเป็นเพียงหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมเบื้องต้นที่มีอำนาจหน้าที่ในการสอบสวนคดีอาญา การแจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลยทั้งสองก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยทั้งสอง ซึ่งจำเลยทั้งสองสามารถต่อสู้คดีเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเองได้ และกฎหมายยังให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า จำเลยทั้งสองยังเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าเป็นผู้กระทำความผิด การที่เจ้าพนักงานกรมสอบสวนคดีพิเศษดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยทั้งสองก็เป็นเพียงการปฏิบัติหน้าที่ตาม ป.วิ.อาญา จึงไม่ถือว่ากรมสอบสวนคดีพิเศษ เป็นบุคคลที่มีสิทธิเหนือทรัพย์สินที่ได้ซื้อขายกันนั้นอยู่ในเวลาซื้อขาย ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๔๗๕ และแม้โจทก์จะไม่สามารถออกโฉนดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เนื่องจากเจ้าพนักงานที่ดินได้ระงับเรื่องการขอออกโฉนด โดยให้เหตุผลว่า หนังสือรับรองการทำประโยชน์อยู่ระหว่างการสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ ก็มิใช่เป็นการรอนสิทธิตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๔๗๕ นอกจากนี้ยังไม่ใช่กรณีที่ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่โจทก์ซื้อจากจำเลยทั้งสองหลุดไปจากโจทก์ผู้ซื้อทั้งหมดหรือแต่บางส่วน เพราะเหตุการณ์รอนสิทธิที่จำเลยทั้งสองผู้ขายต้องรับผิดตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๔๗๙ อีกด้วย เมื่อคดียังฟังไม่ได้ว่าที่ดินที่โจทก์ซื้อจากจำเลยทั้งสองถูกรอนสิทธิ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสอง ",แพ่ง,, 71,9,,"บุคคลที่ร่วมกระทำความผิดกับผู้จัดการมรดกโดยเป็นผู้รับโอนทรัพย์มรดก ในกรณีที่ผู้จัดการมรดกกระทำผิดหน้าที่ของตนด้วยประการใดๆ จะลงโทษฐานเป็นตัวการร่วมตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๓ , ๓๕๔ ได้หรือไม่","คำตอบ (ไม่มีเลขอ้างอิง) แม้โจทก์ทั้งสามเป็นทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกของผู้ตายและมีสิทธิเรียกร้องในอันที่จะขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นมารดาของโจทก์ทั้งสามในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายจัดการแบ่งมรดกให้โจทก์ทั้งสามตามสิทธิในทางแพ่งได้ก็ตาม แต่ที่โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ ๑ ตาม ป.อ. มาตรา ๓๕๓, ๓๕๔ เพื่อที่จะให้จำเลยที่ ๑ ได้รับโทษในทางอาญานั้น ย่อมเท่ากับเป็นการขอให้จำเลยที่ ๑ ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสามในทางอาญาเป็นส่วนตัว เพราะผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาลที่ได้กระทำผิดตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวและต้องรับโทษในทางอาญาย่อมต้องรับโทษเป็นการส่วนตัว เนื่องจากสภาพบังคับในทางอาญาสำหรับความผิดตามฟ้องไม่มีการรับโทษในฐานะที่เป็นผู้จัดการมรดกเหมือนเช่นความรับผิดในฐานะผู้จัดการมรดกในทางแพ่ง คดีระหว่างโจทก์ทั้งสามและจำเลยที่ ๑ จึงเป็นคดีอุทลุม ซึ่งต้องห้ามมิให้โจทก์ทั้งสามฟ้องจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นบุพการีตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๕๖๒ โจทก์ทั้งสามจึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๑ โอนที่ดินอันเป็นทรัพย์มรดกของ บ. ให้แก่จำเลยที่ ๒ เพียงผู้เดียว โดยจำเลยที่ ๒ ยอมรับว่า จำเลยที่ ๒ เป็นผู้อุปการะเลี้ยงดูจำเลยที่ ๑ ในการร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกของ บ. จำเลยที่ ๒ เป็นผู้เตรียมเอกสารและจัดหาทนายความแก่จำเลยที่ ๑ และวันที่ไปโอนทรัพย์มรดกของ บ. ที่สำนักงานที่ดินนั้น จำเลยที่ ๒ กับจำเลยที่ ๑ ไปดำเนินการจดทะเบียนด้วยตนเองจนแล้วเสร็จพฤติการณ์ของจำเลยที่ ๒ แสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ ๒ ร่วมรู้เห็นกับจำเลยที่ ๑ มาตั้งแต่ต้น ถือได้ว่าจำเลยทั้งสองเป็นตัวการร่วมกันโดยสมคบกันมาก่อนโดยมีเจตนาประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลที่อาจเกิดขึ้นร่วมกัน มิใช่เป็นเรื่องที่จำเลยที่ ๑ กระทำความผิดเพียงลำพัง แต่ไม่อาจลงโทษจำเลยที่ ๒ ในฐานะตัวการได้เพราะจำเลยที่ ๒ เป็นเพียงผู้รับโอนทรัพย์มรดกของ บ. มิได้กระทำในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้อื่นตามคำสั่งศาล คงลงโทษได้เพียงผู้สนับสนุนการกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๕๓, ๓๕๔ ประกอบมาตรา ๘๖",อาญา,, 71,9,,การใช้สิทธิวางท่อน้ำ ท่อระบายน้ำ ฯลฯ ในที่ดินของผู้อื่น ผู้ที่อาจจะต้อง บอกกล่าวเสนอจำนวนค่าทดแทนให้แก่เจ้าของที่ดินทราบก่อน จึงจะมีอำนาจฟ้องขอให้บังคับ เจ้าของที่ดินให้ดำเนินการดังกล่าวหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๔๕๓/๒๕๖๐ ตาม พ.ร.บ. มาตรา ๑๓๕๒ บัญญัติติว่า...ถ้าเจ้าของที่ดินได้รับค่าทดแทนตามสมควรแล้ว ต้องยอมให้ผู้มีสิทธิ์ทางน้ำ หรือขายน้ำ สายไฟฟ้าหรือสิ่งอื่นซึ่งคล้ายกันผ่านที่ดินของตน เพื่อประโยชน์แก่ที่ดินดังต่อไป จึงทำให้ไม่ยอมให้ผ่านนี้ไม่มีทางจะวางไว้ หรือถ้าจะวางไว้ก็เป็นลิขสิทธิ์ เฉพาะประการใดๆ ตามบทบัญญัติดังกล่าวการใช้สิทธิ์ทางน้ำ หรือสิ่งอื่นซึ่งคล้ายกันในมากเกินความจำเป็น ผู้ที่จะวางหัวน้ำ หรือขายน้ำหรือสิ่งอื่นซึ่งคล้ายกันจะต้องยอมจำนองค่าทดแทน ที่คนยืนยัน ผู้ที่จะวางหัวน้ำ หรือขายน้ำหรือสิ่งอื่นซึ่งคล้ายกันที่จะต้องบอกกล่าว ตามสมควรให้แก่เจ้าของที่ดินเสียก่อน จึงเป็นหน้าที่ของโจทย์ที่จะลงชื่อนี้เป็นอย่างไรก็ตาม ไฟฟ้า วางท่อน้ำ หรือระบายน้ำ ส่วนโทรศัพท์หรือสิ่งอื่นที่คล้ายกันที่จะต้องบอกกล่าว แม่นจำนวนค่าทดแทนให้นำค่าเฉลี่ยทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินทราบก่อน มีฉะนั้น โจทย์ ก็แสดงไม่มีอำนาจเพียงพอให้มีค่าเฉลี่ยทั้งสองอยู่ในโจทย์ที่ลงชื่อนี้เองการดังกล่าวได้ คำฟ้องของโจทย์ที่ลงชื่อกล่าวข้างว่า โจทย์ทั้งสองมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องการเปลี่ยนขนาดสายไฟฟ้า เสาไฟฟ้า การวางท่อน้ำ หรือสิ่งอื่นที่คล้ายกันในที่ดินซึ่งเป็นทางเข้าป้อมปราการที่ดินของเจ้าของที่ดิน และนำค่าทดแทนในการดำเนินการดังกล่าว แต่จำเลยทั้งสอง ทั้งสองแจ้งให้เจ้าเลี้ยงทั้งสองทราบและเสนอค่าทดแทนในการดำเนินการดังกล่าว แต่จำเลยทั้งสอง ทั้งสองแจ้งให้เจ้าเลี้ยงทั้งสองทราบและเสนอค่าทดแทนให้แก่เจ้าเลี้ยงทั้งสองแล้ว โดยจำเลยที่ ๑ ให้การยอมรับว่า โจทย์ทั้งสองมอบหมายให้หน่วยความเสมอค่าทดแทนเท็กเค โดยจำเลยที่ ๒ มิได้ให้การปฏิเสธฟ้องโจทย์ทั้งสองในส่วนนี้ ข้อเท็จจริง แม่จำเลยที่ ๑ แล้ว และจำเลยที่ ๒ มิได้ให้การปฏิเสธฟ้องโจทย์ทั้งสองในส่วนนี้ ข้อเท็จจริง จึงฟ้องได้ตามฟ้องโจทย์ทั้งสองแล้วว่า โจทย์ทั้งสองเสนอค่าทดแทนให้แก่เจ้าเลี้ยงทั้งสองแล้ว ที่จำเลยที่ ๒ ปฏิเสธว่า โจทย์ทั้งสองไม่ได้เสนอค่าทดแทนให้แก่เจ้าเลี้ยงที่ ๒ และไม่มีอำนาจฟ้อง จึง เป็นขอที่มีผลไหมว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ดังนั้นมีมิให้ฎีกา ตาม พ.ร.บ. มาตรา ๒๙๗ วรรคหนึ่ง (เดิม) ป.ร.บ. มาตรา ๑๓๕๒ บัญญัติให้ผู้มีสิทธิ์วางสายไฟฟ้า เสาไฟฟ้า วางท่อน้ำ หรือ ระบบยนต์ สายโทรศัพท์หรือสิ่งอื่นที่คล้ายกันต้องใช้ค่าทดแทนให้แก่เจ้าของที่ดินดัดต่อกัน แม่ จำเลยทั้งสองจะไม่ได้ฟ้องแข่งเรียกค่าทดแทนมาด้วยกิจตาม แต่เมื่อโจทย์ทั้งสองเสนอให้ ค่าทดแทนแก่เจ้าเลี้ยงทั้งสองปีละ ๓,๐๐๐ บาท ตามหนังสือขอเสนอค่าทดแทน และจำเลยทั้งสอง นำสืบโต้แย้งว่าน้อยเกินไป ศาลย่อมมีอำนาจที่จะกำหนดให้ได้ว่าจำเลยทั้งสองมีสิทธิจะได้รับ ค่าทดแทนตามสมควรเพียงใด มิใช่เรื่องนอกฟ้องนอกประเด็น",แพ่ง,, 71,9,,ออกเช็คโดยมิได้ระบุชื่อรับเงินและมิได้ชัดเจนว่าหรือผู้ใดและมิได้ระบุ วันออกเช็ค เป็นเช็คที่สมบูรณ์ตามกฎหมายหรือไม่ บุคคลทั้งหลายมีชื่อด้านหน้า เชื่อที่มีบุคคลอื่นเป็นผู้สั่งจ่ายจะต้องรับผิดตามเช็คฐานะใด ธนาคารปฏิเสธการใช้เงินตามเช็ค ผู้ทรงมีสิทธิติดดอกเบี้ยในอัตราเท่าใด นับแต่วันใด ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๕๙๕/๒๕๖๐ จำเลยที่ ๑ กู้ยืมเงินจากโจทย์ ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท จำเลยที่ ๑ ได้รับเงินไปครบถ้วน โดยมีการนำเงินจำนวนดังกล่าวเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของ จำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๓ ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ ๑ ลงลายมือชื่อ สั่งจ่ายเช็คธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาถนนกาญจนวิเชษก (บางใหญ่) เลขที่ ๐๐๕๒๒๖๙ สั่งจ่ายเงิน ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท ที่พิพาทมอบให้แก่โจทย์โดยมิได้ระบุชื่อผู้รับเงิน และมิได้ชิดมาคำว่าหรือผู้ใดและมิได้ระบุวันออกเช็ค ต่อมาจำเลยที่ ๑ ชำระเงินเป็นงวดรายเดือน ให้แก่โจทย์ ๒๓ งวด เป็นเงิน ๑,๗๓๐,๐๐๐ บาท ที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ปฏิทินว่า เช็คพิพาทมีรายการไม่ครบถ้วน ไม่มีชื่อหรือยี่ห้อของ ผู้รับเงิน ไม่มีวันออกเช็คและจำเลยที่ ๑ ไม่มีความประสงค์ที่จะให้บุคคลใดจดวันที่ออกเช็ค พิพาทเพื่อนำไปชำระหนี้หรือทำนิติกรรมหรือนำไปแลกเงินสดหรือมอบอำนาจให้นายธิคมลง ลายมือชื่อและวันที่ด้านหน้าของเช็คพิพาท โจทย์จึงเป็นผู้ทรงเช็คพิพาทโดยไม่สุจริตนั้น เห็นว่า โจทย์ได้รับเช็คพิพาทมาจากจำเลยที่ ๑ เนื่องจากจำเลยที่ ๑ กู้เงินไปจากโจทย์ โดยจำเลยที่ ๓ กรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ ๑ เบิกความยอมรับว่าได้กู้เงินจากโจทย์จริง ดังนั้นกรณีจึงมีเหตุเชื่อได้ว่าในขณะที่จำเลยที่ ๑ กู้เงินนั้นต้องมีหลักประกันการชำระหนี้ โจทย์จึง ให้จำเลยที่ ๑ สั่งจ่ายเช็คพิพาทมอบแก่โจทย์เพื่อเป็นหลักประกันการชำระหนี้เงินกู้ยืม อีกทั้ง จำนวนเงินในเช็คพิพาทก็เท่ากับจำนวนเงินที่มีการนำเข้าบัญชีของจำเลยที่ ๓ กรรมการผู้มีอำนาจ ของจำเลยที่ ๑ ดังนั้น การออกเช็คพิพาทย่อมเป็นการออกโดยมีมูลหนี้มาจากการกู้ยืมเงินและ มีเจตนาที่จะผูกพันบังคับชำระหนี้กันได้ตามกฎหมาย การที่จำเลยที่ ๑ มอบเช็คพิพาทให้แก่โจทย์โดยมิได้ระบุชื่อผู้รับเงิน แต่มีข้อความ ตามแบบพิมพ์ว่า จ่าย... หรือผู้ใด ถือได้ว่าเป็นเช็คที่สั่งจ่ายให้แก่ผู้ถือจึงเป็นเช็คที่มีรายการ ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๘๘ (๔) เช็คพิพาทจึงเป็นเช็ค ที่สมบูรณ์ตามกฎหมาย การที่นายธิคมนำเช็คไปเรียกเก็บเงินและเขียนชื่อโจทย์หลังคำว่า จ่าย ไม่ทำให้เช็คพิพาทเสียไป โจทย์เป็นผู้ถือเช็คพิพาทไว้ในครอบครองย่อมเป็นผู้ทรงโดยชอบ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๐๔ และได้รับประโยชน์แห่งข้อสันนิษฐานตาม กฎหมายว่าเป็นผู้ทรงโดยสุจริตตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖ ทั้งไม่มีข้อตกลง ให้โจทย์ต้องแจ้งให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ทราบก่อนนำเช็คพิพาทไปเรียกเก็บเงิน และในเรื่อง วันออกเช็คนั้น การที่จำเลยที่ ๑ ออกเช็คพิพาทไม่ได้ระบุวันออกเช็คอ้อมถือโดยปริยายว่า จำเลยที่ ๑ มอบหมายให้โจทย์ลงวันที่ออกเช็คได้เอง ฉะนั้นการที่เจ้าหน้าที่ธนาคาร ประทับวันที่ออกเช็คจึงถือเป็นปริยายได้อีกว่าเจ้าหน้าที่ธนาคารได้ลงวันออกเช็คโดยสุจริต แทนโจทย์ซึ่งเป็นผู้ทรงและเป็นการลงวันที่ออกเช็คที่ถูกต้องแท้จริง เช็คพิพาทจึงเป็นเช็ค ที่สมบูรณ์ตามกฎหมาย เมื่อจำเลยที่ ๑ ผู้สั่งจ่ายไม่ชำระผลประโยชน์ตอบแทนตามที่ตกลงกัน โจทย์จึงนำเช็คพิพาทไปเรียกเก็บเงินจากธนาคารได้ จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ จะอ้างว่าไม่รู้เห็นหรือ ยินยอมให้โจทย์น้ำเช็คพิพาทไปกรอกข้อความวันส่งจ่าย ชื่อและชื่อสกุลผู้รับเงิน และไปเรียก เก็บเงิน ไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ในการออกเช็คพิพาทหาได้ไม่ แม้ระยะเวลาบันแต่จำเลยที่ ๑ ออกเช็คพิพาทจนถึงเวลาที่โจทย์น้ำเช็คพิพาทไปเรียกเก็บเงินเป็นเวลานานถึง ๑ ปี ๙ เดือน ๑๘ วัน นั้น โจทย์ก็ได้นำสืบแล้วว่า หลังจากจำเลยที่ ๑ รับเงินกู้ไปจากโจทย์แล้ว จำเลยที่ ๓ กรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ ๑ ได้ชำระค่าตอบแทนทุกเดือนภายหลังเริ่มชำระไม่ตรงตามเวลา ที่ตกลงและต่อมา ก็ไม่ชำระค่าตอบแทน โจทย์จึงนำเช็คพิพาทไปเรียกเก็บเงิน ระยะเวลาที่เนินนาน ดังกล่าวจึงไม่ใช่เป็นเรื่องผิดปกติวิสัยฉันจะทำให้ฟังได้ว่าโจทย์เป็นผู้ทรงเช็คพิพาทโดยไม่สุจริต โจทย์นำเช็คพิพาทไปเรียกเก็บเงินแต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน จำเลยที่ ๑ จึง เป็นผู้ผิดนัดจำน้องรับผิดชำระเงินตามเช็คพิพาทให้แก่โจทย์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๐๐ วรรคหนึ่ง, ๙๑๔, ๙๘๙ ประกอบมาตรา ๒๒๔ วรรคหนึ่ง มาตราสิทธิบัตรและสิทธิบัตร อาวัลดือการค้ำประกันซึ่งผู้รับอาวัลอาจเป็นบุคคลภายนอกคนใดคนหนึ่งหรือแม้แต่ คู่สัญญาแห่งตัวเงินนั้นฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะเป็นผู้รับก็ได้ กรณีที่โจทย์อ้างว่านายอธิคมลงชื่ออาวัล เช็คพิพาทแทนจำเลยที่ ๒ นั้น ฯลฯ เห็นว่า จำเลยที่ ๑ ประสบปัญหาสภาพคล่องในการ ประกอบธุรกิจ นายอธิคมซึ่งสนิทสนมกับโจทย์ก็ได้ติดต่อโจทย์เพื่อให้จำเลยที่ ๑ กู้เงิน โจทย์แจ้ง นายอธิคมว่าหากนายอธิคมค้ำประกันจะให้จำเลยที่ ๑ กู้เงิน และในเช็คพิพาทปรากฏว่า นายอธิคมลงลายมือชื่อด้านหน้าโดยมิได้ระบุว่าทำแทนจำเลยที่ ๒ กรณีบ่งชี้ได้ว่าโจทย์ให้ จำเลยที่ ๑ กู้เงินโดยจำเลยที่ ๑ สั่งจ่ายเช็คพิพาทมอบแก่โจทย์และโจทย์ให้นายอธิคมซึ่งเป็น เพื่อนและโจทย์เชื่อถือลงลายมือชื่อด้านหน้าเช็คพิพาทอาวัลในฐานะส่วนตัว มิใช่ว่านายอธิคม ลงลายมือชื่อด้านหน้าเช็คพิพาทอาวัลในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ ๒ ดังนั้น จำเลยที่ ๒ จึงไม่ต้องร่วมกันรับผิดชำระหนี้ตามเช็คพิพาทแก่โจทย์ ",แพ่ง,, 71,10,,ศาลมีคำพิพากษาตามยอมโดยฝ่ายจำเลยตกลงแบ่งแยกและโอนที่ดินให้แก่โจทย์ แต่ในระหว่างที่ยังไม่มีการจดทะเบียนแปลงแยกและโอนที่ดินให้โจทย์ ฝ่ายจำเลยนำที่ดินไปจัดทะเบียนให้บุคคลอื่นเช่า โดยมีทนายความของโจทย์ซึ่งโจทย์ได้มอบหมายเป็นผู้ดำเนินการ ดังนี้ ทนายความจะมีความผิดฐานชักยอกเงินที่ได้มาจากการเข้าหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๘๑๑/๒๕๕๙ โจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ ขอให้เพิกถอนนิติกรรมและเรียกกรรมสิทธิ์ในที่ดินคืนต่อศาลชั้นต้น ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมให้จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ แบ่งแยกโอนที่ดินพิพาท น.ส.๓ ก. เลขที่ ๒๐๗๖ จำนวน ๖ ไร่ ๒ งาน แก่โจทก์ ส่วนที่ดินอีก ๑๑ ไร่ ๒ งาน ๖๑ ตารางวา ส่วนที่เหลือจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ตกลงขายให้โจทก์ โดยโจทก์จะชำระค่าที่ดินให้แก่จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ภายในกำหนด ๓ เดือน ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ การฟ้องเพิกถอนนิติกรรมดังกล่าว โจทย์ตั้งจำเลยที่ ๕ เป็นนายความ ต่อมาในระหว่างที่ยังไม่มีการจดทะเบียนแบ่งแยกและโอนที่ดินให้โจทย์ ตามสัญญาซื้อขาย จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ได้นำที่ดินแปลงดังกล่าวไปจดทะเบียนให้จำเลยที่ ๘ เช่ามีกำหนดระยะเวลา ๓๐ ปี โดยมีจำเลยที่ ๕ เป็นผู้ดำเนินการในการจดทะเบียนเช่าดังกล่าวนั้น ตามสัญญาประนีประนอมยอมความโจทย์ยังไม่ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดิน เพียงแต่โจทก์อยู่ในฐานะจดทะเบียนสิทธิได้ก่อนผู้อื่นเท่านั้น ความผิดฐานชักยอกตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๒ จะต้องได้ความในเบื้องต้นเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทย์เมื่อที่ดินพิพาทยังเป็นของจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ อยู่ โจทย์จึงไม่อาจอ้างได้ว่าโจทย์ถูกผู้อื่นยักยอกทรัพย์ได้ และสิทธิดังกล่าวที่โจทย์มีอยู่ ไม่ใช่ทรัพย์ตามความหมายของ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๒ ซึ่งหมายถึงทรัพย์ที่มีรูปร่าง จึงไม่อาจถูกยักยอกได้เช่นกัน เมื่อโจทย์มีเคาะได้มอบหมายให้จำเลยที่ ๕ นำสิทธิเรียกร้องของโจทย์ไปดำเนินการใด ๆ เป็นเรื่องที่จำเลยที่ ๕ ไปดำเนินการโดยพลการ เงินที่ได้มาจึงมิใช่เงินที่จำเลยที่ ๕ จะต้องส่งมอบให้แก่โจทย์ โจทย์คงมีแต่สิทธิที่จะบังคับให้เป็นไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความเท่านั้น,แพ่ง,, 71,10,,ผู้อ้างว่าเป็นบิดาของเด็ก จะใช้สิทธิทางศาลเพื่อให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้จดทะเบียนรับรองเด็กเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของตน ในกรณีที่เด็กถึงแก่ความตายแล้วได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๖๖๑/๒๕๕๙ ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องอยู่กินฉันสามีภริยากับนางสาวสุพัตรา โดยมิได้ จดทะเบียนสมรส มีบุตรด้วยกัน ๑ คน คือนายบัญชา ผู้ร้องไปขอจดทะเบียนรับนายบัญชา เป็นบุตร แต่นายทะเบียนไม่ดำเนินการให้เนื่องจากนายบัญชาถึงแก่ความตายแล้วขอให้ ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้จดทะเบียนรับนายบัญชาเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้ร้อง ศาลชั้นต้นประกาศคำร้องและวันนัดไต่สวนแล้ว ไม่มีผู้ใดคัดค้าน วันนัดไต่สวน ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้ จึงให้งดไต่สวน และวินิจฉัยว่า ผู้ร้องประสงค์จะให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้จดทะเบียนรับรองนายบัญชาที่ถึงแก่ ความตายไปแล้วเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้ร้อง ซึ่งไม่มีกฎหมายบัญญัติให้สิทธิ แก่ผู้ร้องในอันที่จะใช้สิทธิตามศาล ให้ยกคำร้องของผู้ร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจาก ศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๓ ทวิ ศาลฎีกาแผนกคดียาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้อง วินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า ผู้ร้องชอบที่จะใช้สิทธิต่างศาลเพื่อให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ จดทะเบียนรับรองนายบัญชาเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ มาตรา ๑๕๔๘ วรรคสาม หรือไม่ เห็นว่า การจดทะเบียนเด็กเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายเป็นวิธีการอย่างหนึ่งที่ กฎหมายให้สิทธิแก่บิดาที่มิได้สมรสกับมารดากระทำได้ ไม่ว่าเด็กนั้นจะบรรลุนิติภาวะแล้ว หรือไม่ก็ตาม แต่หากเด็กหรือมารดาเด็กคัดค้านว่าผู้ขอจดทะเบียนไม่ใช่บิดาหรือไม่ให้ความ ยินยอม หรือไม่อาจให้ความยินยอมได้ การจดทะเบียนเด็กเป็นบุตรต้องมีคำพิพากษา ของศาล ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๕๔๘ วรรคสาม และในกรณีที่เด็กยังเป็นผู้เยาว์ เด็ก หรือมารดาเด็กอาจแจ้งต่อนายทะเบียนว่าบิดาไม่สมควรเป็นผู้ใช้อำนาจปกครอง หรือร้องขอ ต่อศาลให้พิพากษาว่าผู้ขอจดทะเบียนรับเด็กเป็นบุตรไม่เป็นผู้สมควรใช้อำนาจปกครอง ทั้งหมดหรือบางส่วนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๔๙ วรรคสอง จาก บทบัญญัติดังกล่าวแสดงว่ากฎหมายมีเจตนารมณ์ที่จะให้การคุ้มครองประโยชน์และความ ผาสุกของบุตรโดยให้มีสิทธิและหน้าที่ระหว่างบิดากับบุตรตั้งแต่วันที่เด็กเกิด กรณีเช่นนี้ แม้กฎหมายจะมิได้กำหนดระยะเวลาในการขอจดทะเบียนรับเด็กเป็นบุตรดังเช่นที่บัญญัติไว้ ในกรณีของการฟ้องขอให้รับเด็กเป็นบุตรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๕๖ วรรคสามและวรรคสี่ และแม้เด็กหรือบิดาของเด็กถึงแก่ความตายแล้ว ก็ให้สิทธิแก่ ผู้สืบสันดานของเด็กหรือเด็กที่จะฟ้องคดีขอให้รับเด็กเป็นบุตรได้ ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ในการ รับมรดกระหว่างกันอันมีบทกฎหมายบัญญัติไว้โดยชัดแจ้งในมาตรา ๑๕๕๖ วรรคสี่ และ มาตรา ๑๕๕๘ สำหรับคดีนี้เป็นการร้องขอจดทะเบียนรับเด็กเป็นบุตร ซึ่งไม่มีบท กฎหมายบัญญัติรับรองสิทธิโดยชัดแจ้งว่าให้ผู้อ้างว่าเป็นบิดาของเด็กนำคดีไปสู่ศาล ขอให้ศาลาพิพากษาให้จดทะเบียนรับเด็กเป็นบุตรในกรณีที่เด็กถึงแก่ความตายแล้วได้ ซึ่งแตกต่างจากกรณีที่เด็กไม่มีมารดาหรือมารดาถึงแก่ความตาย โดยมีการตั้งผู้อื่นเป็น ผู้ปกครองก่อนมีการจดทะเบียนรับเด็กเป็นบุตร บิดาซึ่งจดทะเบียนรับเด็กเป็นบุตรชอบด้วย กฎหมายแล้ว ย่อมมีสิทธิร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งถอนความเป็นผู้ปกครองบางส่วนหรือ ทั้งหมดก็ได้ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๕๒ ย่อมเป็น ข้อแสดงว่าความมีอยู่ซึ่งสภาพบุคคลของมารดาหรือไม่ มิใช่เป็นข้อสาระสำคัญ ฉะนั้นความ ในมาตรา ๑๕๔๘ วรรคสาม ที่บัญญัติว่า “ในกรณีที่เด็กหรือมารดาเด็ก...ไม่ให้ความ ยินยอม หรือไม่อาจให้ความยินยอมได้ การจดทะเบียนเด็กเป็นบุตรต้องมีคำพิพากษา ของศาล” คำว่า “ไม่อาจให้ความยินยอม” ย่อมหมายถึงกรณีที่เด็กไม่อยู่ในภาวะที่จะให้ ความยินยอมได้ เช่น เด็กยังไร้เดียงสา หรือเป็นคนวิกลจริต เป็นต้น หาใช่เป็นกรณีที่เด็ก สิ้นสภาพบุคคลแล้วไม่ เพราะการพิสูจน์ความเป็นบิดากับบุตรโดยอาศัยพยานหลักฐาน ทางนิติวิทยาศาสตร์ย่อมกระทำได้ยาก ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า เมื่อไม่มี บทบัญญัติแห่งกฎหมายรับรองและคุ้มครองสิทธิแก่ผู้ร้องในอันที่จะนำเสนอคดีขึ้นสู่ศาล เพื่อขอให้ศาลพิพากษาให้จดทะเบียนรับเด็กเป็นบุตร ผู้ร้องย่อมไม่อาจใช้สิทธิทางศาล ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๕ ที่ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องมาชอบแล้ว อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น",แพ่ง,, 71,10,,สุนัขวิ่งข้ามถนนตัดหน้ารถจักรยานยนต์ของบุคคลอื่น ทำให้รถจักรยานยนต์ ล้มลงบุคคลอื่นได้รับบาดเจ็บ เจ้าของสุนัขจะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๐๘๘/๒๕๕๙ พ.ร.บ. จราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๑๑ ซึ่งบัญญัติห้ามมิให้ผู้ใดขี่ จง ไล่ต้อนหรือปล่อยสัตว์ไปบนทางในลักษณะที่เป็นการกีดขวางการจราจรและไม่มีผู้ควบคุม เพียงพอ เมื่อจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าของหรือผู้ดูแลสัตว์ต้องดูแลควบคุมมิให้สัตว์กีดขวาง การจราจร การที่สุนัขของจำเลยทั้งสองวิ่งข้ามถนนตัดหน้ารถจักรยานยนต์ของโจทก์ในระยะ กระชั้นชิดจึงเป็นผลโดยตรงที่ทำให้รถจักรยานยนต์ของโจทก์ล้มลง เมื่อไม่ปรากฏว่าขณะ เกิดเหตุโจทก์ขับรถด้วยความเร็วสูงและไม่ใช้ความระมัดระวังอย่างไร เหตุละเมิดจึงเกิดความ ประมาณเลื่อนของจำเลยทั้งสอง ที่ไม่ใช้ว่าความระมัดระวังตามสมควรในการควบคุมดูแล สุนัข เมื่อมีความเสียหายเกิดขึ้นเพราะสัตว์ จำเลยทั้งสองจึงร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๓๓ วรรคหนึ่ง,แพ่ง,, 71,10,,สัญญาแปลงหนี้ใหม่ด้วยเปลี่ยนตัวลูกหนี้ต้องทำเป็นหนังสือหรือไม่ หาก เจ้าหนี้แจ้งแก่ลูกหนี้ว่า สามารถเปลี่ยนชื่อคู่สัญญาได้แต่ขอให้ลูกหนี้เดิมกับลูกหนี้คนใหม่ มาลงชื่อในสัญญา หากลูกหนี้คนใหม่ไปทำสัญญาใหม่กับเจ้าหนี้ ดังนี้ เป็นการแปลงหนี้ใหม่ ด้วยเปลี่ยนตัวลูกหนี้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๑๓๓/๒๕๖๐ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๕๐ บัญญัติว่า แปลงหนี้ใหม่ด้วยเปลี่ยนตัวลูกหนี้นั้นจะทำเป็น สัญญาระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้คนใหม่ก็ได้ แต่จะทำโดยชื่อใจลูกหนี้เดิมหาได้ไม่ โดยที่ บทบัญญัติดังกล่าวมิได้กำหนดให้สัญญาแปลงหนี้ใหม่ต้องทำเป็นหนังสือก็ตาม แต่ ต้องมีการตกลงทำสัญญาระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้คนใหม่โดยตรง เมื่อโจทก์กับ ส. ยื่น เอกสารเบื้องต้นเพื่อขอเปลี่ยนชื่อคู่สัญญากับผู้ให้เช่าซื้อ ต่อมาผู้ให้เช่าซื้อแจ้งว่า สามารถ เปลี่ยนชื่อคู่สัญญาได้ และขอให้โจทก์กับ ส. ลงชื่อในสัญญา ก็ได้ว่า เป็นคำสนอง รับคำเสนอของโจทก์กับ ส. แต่ก็เป็นคำสนองที่มีข้อความเพิ่มเติม มีข้อจำกัดหรือมี ข้อแก้ไขอย่างอื่นประกอบด้วย ถือเป็นคำบอกปัดไม่รับ ทั้งเป็นคำเสนอขึ้นใหม่ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๕๙ วรรคสอง เมื่อ ส. ไม่ไปทำสัญญาใหม่กับผู้ให้เช่าซื้อจึงเป็นการบอกปัด คำเสนอของผู้ให้เช่าซื้อ คำเสนอของผู้ให้เช่าซื้อย่อมสิ้นผลไปไม่ก่อนให้เกิดเป็นข้อตกลงหรือ สัญญาระหว่างผู้ให้เช่าซื้อกับ ส. กรณีไม่ใช่การแปลงหนี้ใหม่ด้วยการเปลี่ยนตัวลูกหนี้ สัญญาเช่าซื้อระหว่างผู้ให้เช่าซื้อกับโจทก์ยังไม่ระงับ โจทก์ยังคงเป็นผู้เช่าซื้อตามสัญญา เช่าซื้ออยู่ และยังคงมีความผูกพันตามสัญญาเช่าซื้อในฐานะที่เป็นผู้เช่าซื้อ มีสิทธิหน้าที่และ ความรับผิดในรถยนต์ที่เช่าซื้อ โจทก์จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในรถยนต์ดังกล่าวซึ่งเขาประกัน วินาศภัยไว้กับจำเลย สัญญาประกันภัยย่อมผูกพันโจทก์และจำเลย เมื่อรถยนต์เกิดวินาศภัย ขึ้น โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนได้,แพ่ง,, 71,11,,มีเจตนาที่จะร่วมกับพวกเพียงด้องการทำร้ายผู้อื่น โดยไม่ทราบมาก่อนว่าผู้ร่วมกระทำความผิดพาอาวุธปืนติดตัวมาด้วย หากผู้ร่วมกระทำความผิดใช้อาวุธเป็นยิงผู้เสียหายแต่ไม่ถูกแต่พลาดไปถูกบุคคลอีกคนหนึ่งถึงแก่ความตาย ดังนี้ ผู้ร่วมกระทำความผิดที่มีเจตนาเพียงด้องการทำร้ายจะมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาฐานใด,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๐๒๐/๒๕๕๙ จำเลยที่ ๑ อยู่ในกลุ่มคนร้ายที่ใช้อาวุธเป็นยิงผู้เสียหายแล้วพลาดไปถูกผู้ตาย แต่เมื่อจำเลยที่ ๑ ไม่ทราบมาก่อนว่า ส. พกพาอาวุธปืนติดตัวมาด้วย จำเลยที่ ๑ ย้อมไม่อาจคาดหมายได้ว่าพวกเขาของจำเลยที่ ๑ จะใช้อาวุธเป็นยิงผู้เสียหายแล้วพลาดไปถูกผู้ตาย ถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ ๑ มีเจตนาฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและมีเจตนามีอาวุธปืนไว้ในครอบครองและพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตร่วมกับพวกของเขาของจำเลยที่ ๑ ที่ใช้อาวุธเป็นยิงผู้เสียหายแล้วพลาดไปถูกผู้ตาย จำเลยที่ ๑ จึงไม่มีความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนจนร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรอง ไว้ก่อนโดยพลาด และฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตกับฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต พฤติการณ์ที่จำเลยที่ ๑ ร่วมเดินทางไปกับพวกเข้าไปเกิดเหตุโดยทราบน้ำก่อนแล้วว่าพวกเขาของจำเลยที่ ๑ จะไปทำลายผู้เสียหาย และหลังเกิดเหตุก็หลบหนีไปด้วยกัน ย่อมแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ ๑ มีเจตนาที่จะร่วมทำลายผู้เสียหายกับพวกซึ่งมีการคิดไตร่ตรองไว้ก่อนแล้ว จึงฟังได้ว่าจำเลยที่ ๑ มีเจตนาเพียงด้องการทำลายผู้เสียหายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนเท่านั้น แต่เมื่อผลการกระทำของพวกจำเลยที่ ๑ ไม่ทำให้ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บ แต่พลาดไปถูกผู้ตายจนเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย จำเลยที่ ๑ จึงต้องรับผลแห่งการกระทำนั้น จำเลยที่ ๑ จึงมีความผิดฐานร่วมกันพยายามทำร้ายร่างกายผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๖ ประกอบมาตรา ๘๐ และฐานทำรายผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและไม่มีเจตนาฆ่า แต่เป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตายโดยพลาด ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๐ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๖๐,อาญา,, 71,11,,"การมอบทรัพย์ให้เพื่อไปจำหน่าย ผู้รับมอบกลับนำทรัพย์ไปจำนำประกันหนี้ของตนเอง หรือจำหน่ายได้เงินมาแล้วไม่นำไปให้แก่เจ้าของ จะเป็นความผิดฐานยักยอกหรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๓๓๙๘/๒๕๕๗ โจทก์ร่วมและจำเลยมีข้อตกลงกันว่า หาก ลูกค้าต่อรองราคาต่างหูเพชรพิพาท จำเลยจะต้องโทรศัพท์สอบถามโจทก์ร่วมก่อนว่าสามารถ ขายในราคาดังกล่าวได้หรือไม่ ข้อตกลงนี้มีผลทำให้จำเลยไม่มีอิสระในการกำหนดราคา ขายได้จริง นิติกรรมระหว่างโจทก์ร่วมและจำเลยจึงมิใช่เป็นการซื้อขายเสร็จเด็ดขาด แต่ เป็นการที่โจทก์ร่วมมอบต่างหูเพชรของกลางแก่จำเลยให้ไปขายแทนโจทก์ร่วม ความ สัมพันธ์ระหว่างโจทก์ร่วมและจำเลยเป็นเรื่องตัวแทนโดยจำเลยเป็นตัวแทนขายต่างหูเพชร ของกลางให้แก่ลูกค้าแทนโจทก์ร่วมผู้เป็นตัวการ เมื่อจำเลยครอบครองต่างหูเพชร ของกลางของโจทก์ร่วมแล้วนำไปจำหน่ายไว้แก่บุคคลอื่นจึงเป็นการแสดงหาประโยชน์ที่มิควรได้ โดยชอบ การกระทำของจำเลยเป็นการเบียดบังต่างหูเพชรของกลางของโจทก์ร่วมโดยเจตนา ทุจริตเป็นความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๒ วรรคแรก คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๐๖/๒๕๒๖ จำเลยได้รับมอบเครื่องเพชรเพื่อนำไปขาย จำเลยมีสิทธิจะขายในราคาเท่าใดก็ได้แต่ต้องนำเงินที่ขายได้มาชำระให้โจทก์ตามที่ ตกลงกัน หากขายไม่ได้ก็ต้องนำเครื่องเพชรมาศึกน เมื่อจำเลยไม่คืนหรือชำระราคาเครื่องเพชร ให้โจทก์ ก็เป็นเพียงผิดสัญญาที่ตกลงกันไว้เท่านั้น ไม่เป็นความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๒ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๓๗/๒๕๒๕ ฟ้องว่าจำเลยรับเสื้อจากผู้เสียหายไปขายคิด ราคาเป็นเงิน ๔๔๐ บาท เมื่อขายได้แล้วจำเลยจะต้องนำเงิน ๔๔๐ บาทไปชำระให้แก่ ผู้เสียหาย จึงเป็นเรื่องมอบเสื้อให้จำเลยไปขายโดยประสงค์ได้รับเงินราคาเสื้อ มิใช่ มอบให้จำเลยเป็นตัวแทนไปขายเสื้อของผู้เสียหาย จำเลยจึงมิใช่เป็นผู้ครอบครอง เงินที่ขายได้แทนผู้เสียหาย เมื่อจำเลยไม่ชำระเงินค่าเสื้อ จึงเป็นเรื่องผิดสัญญาไม่ชำระหนี้ ในทางแห่งไม่ผิด ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๒ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๓๑๑/๒๕๑๘ ส. มอบแหวนและสร้อยให้จำเลยไปขาย ขายราคาเท่าใดไม่จำกัด แต่จำเลยต้องให้เงิน ๑๘,๐๐๐ บาทแก่ ส. จำเลยไม่คืนแหวนและ ว่าเอาเงินใช้หมดแล้ว ไม่เป็นยักยอก คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๑๙/๒๕๐๒ ผู้เสียหายมอบวิทยุให้จำเลยนำไปขายโดย ไม่ได้จำกัดว่าจะต้องขายราคาเท่าใดเป็นแต่ว่าจำเลยจะต้องชำระราคาค่าเครื่องวิทยุ ๒,๕๐๐ บาท แก่ผู้เสียหาย ดังนี้ แสดงว่าจำเลยจะขายวิทยุในราคาเท่าไรก็แล้วแต่ จำเลยเงินที่ขายได้ยอมตกเป็นของจำเลย ๆ มีความผูกพันที่จะต้องรับผิดใช้ราคาเครื่องวิทยุ ๒,๕๐๐ บาทแก่ผู้เสียหายเท่านั้น มิใช่เรื่องจำเลยได้รับมอบหมายราคาเครื่องวิทยุไว้แทน ผู้เสียหาย กรณีไม่เป็นความผิดฐานยักยอกเงิน คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๐๙๐/๒๕๒๒ ผู้เสียหายมอบเครื่องเพชรให้จำเลยไปขาย โดยผู้เสียหายคิดเอาราคา ๓๒,๓๐๐ บาท มีข้อตกลงกันว่าจำเลยจะจ่ายเงินตามราคาของ ให้เมื่อครบ ๑ เดือน นับแต่วันเอาของไปถ้าขายไม่ได้จะคืนของให้ภายใน ๑ เดือนเช่นกัน โดยไม่ได้จำกัดว่าจำเลยจะต้องขายในราคาเท่าใด เช่นนี้ เงินที่ขายเครื่องเพชรดังกล่าว ได้จึงตกเป็นของจำเลย เพียงแต่จำเลยมีความผูกพันว่าจะต้องนำเงิน ๓๒,๓๐๐ บาท มา คืนให้แก่ผู้เสียหายตามที่ตกลงกันไว้เท่านั้น กรณีจึงไม่ใช่จำเลยได้รับมอบหมายให้รับ เครื่องเพชรหรือราคาเครื่องเพชรไว้แทนผู้เสียหายแต่เป็นกรณีผู้เสียหายขายซื้อ เครื่องเพชรให้จำเลยไป แม้ว่าจำเลยไม่จ่ายเงินแก่ผู้เสียหายและไม่คืนเครื่องเพชรก็เป็นเรื่องผิด สัญญาทางแพ่ง ไม่เป็นความผิดอาญาฐานยักยอกตามที่โจทก์ฟ้อง",อาญา,, 71,11,,"สร้างบ้านในที่ดินของผู้อื่นโดยทราบอยู่แล้วว่าเป็นที่ดินของผู้อื่น แต่ยัง คงก่อสร้างต่อไปจนแล้วเสร็จทั้ง ๆ ที่เจ้าของแจ้งให้ทราบแล้ว จะถือเอาประโยชน์จากบุคคล กฎหมายตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๑๐, ๑๓๑๒ ได้ หรือไม่",มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๐๔๑/๒๕๖๐ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๑๐ วรรคหนึ่ง และ มาตรา ๑๓๑๒ วรรคหนึ่ง วางหลักว่าบุคคลใดสร้างโรงเรือนในที่ดินของผู้อื่นโดย สุจริต...และ บุคคลใดสร้างโรงเรือนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้อื่นโดยสุจริต...นั้น การที่จะ ถือว่าบุคคลใดสร้างโรงเรือนในที่ดินของผู้อื่นโดยสุจริต หรือสร้างโรงเรือนรุกล้ำเข้าไปในที่ดิน ของผู้อื่นโดยสุจริตนั้นจะต้องดูในขณะที่ก่อสร้างว่าผู้ก่อสร้างรู้หรือไม่ว่าที่ดินตรงนั้นเป็นของ ผู้อื่น ถ้ารู้ก็ถือว่าก่อสร้างโดยไม่สุจริต แต่ถ้าในขณะที่ก่อสร้างไม่รู้ว่าที่ดินตรงนั้นเป็นของ บุคคลอื่นแต่เขาใจว่าเป็นที่ดินของตนเองจึงสร้างโรงเรือนลงไปต่อมาภายหลังจึงรู้ความจริง ก็ถือว่าเป็นการก่อสร้างโรงเรือนโดยสุจริตหรือสร้างโรงเรือนรุกล้ำโดยสุจริต เมื่อจำเลยสร้าง บ้านในที่ดินพิพาทโดยทราบทายแล้วว่าเป็นที่ดินของโจทก์ แต่จำเลยยังก่อสร้างต่อไปจน แล้วเสร็จทั้ง ๆ ที่โจทก์แจ้งให้ทราบแล้ว การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำโดย ไม่สุจริตจำเลยจึงไม่อาจอ้างเอาประโยชน์จากบุคคลหมายดังกล่าวได้,แพ่ง,, 71,11,,การได้มาซึ่งสิทธิเหนือพื้นดินตามนิติกรรมที่ทำไว้กับเจ้าของที่ดินเดิม แต่ มิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จะใช้ยันบุคคลภายนอกชื่อที่ดินดังกล่าวมาโดยรู้ว่า เจ้าของที่ดินเดิมได้ก่อให้เกิดสิทธิเหนือพื้นดินไว้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๒๑๐/๒๕๖๐ สิทธิในการก่อสร้างและติดตั้งเสาไฟฟ้าสาย ไฟฟ้าตลอดจนวางท่อประปาและท่อระบายน้ำทิ้งของจำเลยที่ ๑ ในที่ดินพิพาทซึ่งเป็นของ ผู้อื่นมีลักษณะเป็นสิทธิเหนือพื้นดินอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์และเป็นทรัพย์สิทธิที่ก่อตั้งขึ้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๙๘ และมาตรา ๑๔๑๐ โดย ม. เจ้าของที่ดินพิพาทในขณะนั้นเป็นผู้ก่อให้เกิดสิทธิเหนือพื้นดินแก่จำเลยที่ ๑ อันเป็นนิติกรรม การได้มาซึ่งทรัพย์สิทธิของจำเลยที่ ๑ ที่ไม่บริบูรณ์เว้นแต่จะได้ทำเป็นหนังสือและ จดทะเบียนการได้มากับพนักงานเจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๙๙ วรรคหนึ่ง ซึ่งสิทธิของผู้ทรงสิทธิไม่บริบูรณ์ในฐานะเป็นทรัพย์สิทธิที่ตกติดไป กับตัวทรัพย์หรือที่ดินโดยผลของกฎหมาย การได้มาซึ่งสิทธิเหนือพื้นดินของจำเลยที่ ๑ มิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จึงไม่บริบูรณ์ในฐานะเป็นทรัพย์สิทธิ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๙๙ วรรคหนึ่ง จำเลยที่ ๑ ไม่อาจอ้างสิทธิเหนือพื้นดินตามนิติกรรมที่ทำไว้กับ ม. เจ้าของที่ดินพิพาทดิมซึ่งเป็นเพียงบุคคลสิทธิมาบังคับเอาแก่โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้ ไม่ว่าโจทก์จะซื้อที่ดินพิพาทมาโดยรู้ว่าเจ้าของที่ดินพิพาทดิมได้ก่อให้เกิดสิทธิเหนือ พื้นดินไว้หรือไม่ นิติกรรมที่ก่อให้เกิดสิทธิเหนือพื้นดินแก่จำเลยที่ ๑ ย่อมไม่ผูกพัน โจทก์ เมื่อโจทก์บอกกล่าวให้จำเลยที่ ๑ รื้อถอนเสาไฟฟ้าสายไฟฟ้าตลอดจนท่อประปาและ ท่อระบายน้ำทิ้ง อันเป็นการใช้สิทธิในฐานะเจ้าของที่ดินพิพาทตามประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ มาตรา ๑๓๓๖ โดยชอบแล้ว จำเลยที่ ๑ เพิกเฉย โจทก็มีอำนาจฟ้องขับไล่ ขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ รื้อถอนทรัพย์ออกไปจากที่ดินพิพาทได้",แพ่ง,, 71,12,,แจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาต่อเจ้าพนักงาน โดย รู้ว่ามีได้มีการทำความผิดเกิดขึ้นจะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๗๒ ด้วยหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๘๑/๒๕๖๑ จำเลยกระทำความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาต่อ เจ้าพนักงานซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนโดยรู้ว่ามีได้มีการทำความผิดเกิดขึ้นอันเป็น ความผิดตามมาตรา ๑๗๓ เมื่อการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามมาตรา ๑๗๓ อัน เป็นบทบัญญัติเฉพาะแล้วไม่จำต้องปรับบทตามมาตรา ๑๓๗ อันเป็นบทบัญญัติว่าด้วย การแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานทั่ว ๆ ไปอีก และเมื่อไม่เกิดมีความผิด อาญาฐานลักทรัพย์เกิดขึ้นในคดีนี้จึงไม่เป็นความผิดตามมาตรา ๑๗๒,อาญา,, 71,12,,บุคคลผู้เข้าเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการในห้างหุ้นส่วนจำกัดจะต้องรับผิดในหนี้ ใด ๆ ซึ่งห้างหุ้นส่วนได้ก่อให้เกิดขึ้นก่อนที่ตนจะเข้ามาเป็นหุ้นส่วนด้วยหรือไม่ และ หุ้นส่วนผู้จัดการซึ่งออกจากห้างหุ้นส่วนจำกัดไปแล้วจะต้องร่วมรับผิดในหนี้ซึ่งห้างหุ้นส่วน จำกัดได้ก่อให้เกิดขึ้นก่อนที่ตนเองจากหุ้นส่วนนั้นด้วยหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๓๕/๒๕๖๑ จำเลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด ระหว่างวันที่ ๙ กันยายน ๒๕๔๗ ถึงวันที่ ๒๓ กันยายน ๒๕๕๖ มีจำเลยที่ ๒ เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ระหว่างวันที่ ๒๔ กันยายน ๒๕๕๖ ถึงปัจจุบันมีจำเลยที่ ๓ เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ เมื่อวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๖ จำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ หุ้นส่วนผู้จัดการในฐานะนั้นทำสัญญา ประนีประนอมยอมความกับโจทกรับว่าจำเลยที่ ๑ เป็นหนี้ค่าสินค้าและดอกเบี้ย ๑๕๗,๔๔๑.๓๖ บาท ตกลงชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๑๐๒,๕๑๐ บาท นับแต่วันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๕๖ เป็นต้นไปจนกว่า จะชำระเสร็จ โดยผ่อนชำระเงินงวด ๆ ละเดือน เดือนละไม่น้อยกว่า ๒,๕๐๐ บาท ภายในวันที่ ๒๕ ของทุกเดือน เริ่มชำระงวดแรกภายในวันที่ ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๕๖ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทย์ หากผิดนัดงดใดงดหนึ่งให้ถือว่าผิดนัดส่วนที่ยังคงค้างชำระทั้งหมดและยอมให้โจทย์คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันผิดนัดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยที่ ๑ ผิดนัดไม่ชำระเงินตามสัญญาประนีประนอมยอมความตั้งแต่งวดที่ ๒ ซึ่งครบกำหนดชำระวันที่ ๒๕ สิงหาคม ๒๕๕๖ โจทย์มีหนังสือทางถามไปยังจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ จำเลยที่ ๑ ชำระเงินแก่โจทย์อีก ๗,๕๐๐ บาท คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทย์ว่า จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ต้องร่วมกับจำเลยที่ ๑ รับผิดชำระเงินตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแก่โจทย์หรือไม่ โดยโจทย์อุทธรณ์ว่า ขณะทำสัญญาประนีประนอมยอมความจำเลยที่ ๒ เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ ๑ ย่อมต้องรับผิดเป็นการส่วนตัวร่วมกับจำเลยที่ ๑ ส่วนจำเลยที่ ๓ เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ ๑ ขณะโจทย์ยื่นฟ้องจึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๐๘๗ บัญญัติว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัดต้องให้แต่เฉพาะผู้เป็นหุ้นส่วนจำกัดไม่จำกัดความรับผิดเท่านั้นเป็นผู้จัดการ ฉะนั้นเมื่อขณะที่โจทย์ฟ้องจำเลยที่ ๓ เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ ๑ จึงเป็นหุ้นส่วนจำกัดไม่จำกัดความรับผิด จำเลยที่ ๓ จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ ชำระเงินตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแก่โจทย์ แม้หนี้ดังกล่าวจำเลยที่ ๑ จะก่อให้เกิดขึ้นก่อนที่จำเลยที่ ๓ เข้ามาเป็นหุ้นส่วนก็ตาม ตามมาตรา ๑๐๕๒ ประกอบมาตรา ๑๐๗๗ (๒) และมาตรา ๑๐๘๐ วรรคหนึ่ง ส่วนจำเลยที่ ๒ ข้อเท็จจริงได้ความว่าเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ ๑ ในขณะที่จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทย์จนกระทั่งจำเลยที่ ๑ ผิดนัดชำระหนี้และออกจากการเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการเมื่อวันที่ ๒๔ กันยายน ๒๕๕๖ เมื่อโจทย์ฟ้องคดีนี้วันที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ ยังอยู่ในเวลาสองปีนับแต่วันที่จำเลยที่ ๒ ออกจาก การเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๒ จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ ชำระเงินตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแก่โจทย์เช่นกัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๐๖๘ ประกอบมาตรา ๑๐๘๐ วรรคหนึ่ง และมาตรา ๑๐๘๗ ",แพ่ง,, 71,12,,บิดาของผู้ตายโดยพฤตินัย มีใช่บิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายมีอำนาจฟ้องเรียกค่าขาดไร้อุปการะและค่าปลงศพจากกรณีละเมิดหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๑๑๖/๒๕๖๐ โจทย์ที่ ๑ มีได้จัดทะเบียนสมรสกับโจทย์ที่ ๒ ผู้ตายจึงเป็นบุตรที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของโจทย์ที่ ๑ ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๔๗ บัญญัติว่า เด็กเกิดจากบิดามารดาที่มีได้สมรสกัน จะเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายต่อเมื่อบิดามารดาได้สมรสกันในภายหลัง หรือบิดาได้จัดทะเบียนว่าเป็นบุตร หรือศาลพิพากษาว่าเป็นบุตร เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทย์ที่ ๑ กับโจทย์ที่ ๒ ได้จัดทะเบียนสมรสกัน หรือโจทย์ที่ ๑ ได้จัดทะเบียนว่าผู้ตายเป็นบุตร หรือมีคำพิพากษาของศาลมายเป็นบุตรของโจทย์ที่ ๑ จึงต้องถือว่าโจทย์ที่ ๑ เป็นเพียงบิดาของผู้ตายโดยพฤตินัย มีใช่บิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย โจทย์ที่ ๑ ไม่อาจยกเว้นธรรมเนียมความเชื่อในท้องถิ่นมาเป็นข้อยกเว้นบทบัญญัติของกฎหมาย ผู้ตายจึงไม่มีหน้าที่ต้องอุปการะโจทย์ที่ ๑ ส่วนผู้มีอำนาจและหน้าที่ในการจัดทำศพของผู้ตายนั้น ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าผู้ตายได้ทำพินัยกรรมตั้งโจทย์ที่ ๑ เป็นผู้จัดการมรดกหรือผู้จัดการทำศพ หรือหายาทไม่มอบหมายตั้งให้โจทย์ที่ ๑ เป็นผู้จัดการทำศพ รวมทั้งโจทย์ที่ ๑ มิใช่เป็นผู้ได้รับทรัพย์มรดกโดยพินัยพรหมหรือโดยสิทธิโดยธรรมจากผู้ตายเป็นจำนวนมากที่สุด โจทย์ที่ ๑ จึงไม่มีอำนาจหน้าที่ในการจัดการทำศพผู้ตายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๖๔๙ เช่นกัน ดังนั้น โจทย์ที่ ๑ จึงไม่มีอำนาจฟ้องเรียกร้องค่าขาดไร้อุปการะและค่าปลงศพจากจำเลย,แพ่ง,, 71,12,,เจ้าหนี้ฟ้องขอให้เพิกถอนการจัดสรรระหว่างลูกหนี้กับผู้ได้ลาภออกแล้วจะกระทบกระทำทั้งถึงสิทธิของบุคคลภายนอกอันได้มาโดยสุจริตภายหลังเจ้าหนี้ฟ้องคดีขอเพิกถอนหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๙๒/๒๕๖๑ คดีก่อนโจทย์ฟ้องให้เพิกถอนการจัดสรรที่ดินพิพาทของ น. ที่โอนให้แก่จำเลยที่ ๑ ทำให้โจทย์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของ น. เสียเปรียบ ซึ่งผลของคำพิพากษาทำให้การโอนที่ดิน พิพาทระหว่าง น. และจำเลยที่ ๑ ต้องถูกเพิกถอน และ น. ต้องโอนที่ดิน พิพาทให้แก่โจทก์ตามสัญญาจะซื้อขายเดิม ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องเพื่อให้เป็นไปตามผล ของคำพิพากษาคดีก่อนซึ่งโจทก์ไม่อาจที่จะบังคับคดีในคดีก่อนได้เนื่องจากจำเลยที่ ได้ออกที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกไปแล้ว คดีนี้จึงไม่ใช่เป็นการ ฟ้องคดีเพื่อให้เพิกถอนการฉ้อฉลแต่เป็นการฟ้องคดีเพื่อให้เพิกถอนการโอนที่ดินพิพาท โดยมิชอบ เพราะจำเลยที่ ๒ รับโอนที่ดินจากจำเลยที่ ๑ ไม่มีอำนาจโอนให้จำเลยที่ ๒ ซึ่งได้สิทธิมาในภายหลังจากที่โจทก์ฟ้องคดีเดิมเพื่อให้เพิกถอนการโอนที่ดินพิพาท ระหว่าง น. กับจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๒ ย่อมไม่ได้รับความคุ้มครอง ตามประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๓๘ จึงไม่อาจนำอายุความ ๑๐ ปี ตามมาตรา ๑๙๓/๓๐ มาใช้บังคับได้ แต่ต้องใช้อยู่ความ ๑๐ ปี ตามมาตรา ๑๙๓/๓๐ จนถึง คดีเดิมโจทก์ฟ้อง น. และจำเลยที่ ๑ ให้เพิกถอนการโอนที่ดินพิพาทที่ น. โอน ให้จำเลยที่ ๑ อันเป็นการฉ้อฉล ทำให้โจทก์เสียเปรียบคดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๑ และ ที่ ๒ ซึ่งไม่ใช่คู่ความเดียวกันกับคดีเดิมทั้งหมด และเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนการโอน ที่ดินพิพาที่จำเลยที่ ๑ โอนให้จำเลยที่ ๒ เป็นการโอนละรายกัน และประเด็นแห่งคดี ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน เพราะคดีเดิมมีประเด็นว่า น. โอนที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ ๑ เป็นการ ฉ้อฉลโจทก์หรือไม่ ส่วนคดีนี้มีประเด็นว่า จำเลยที่ ๑ มีอำนาจโอนที่ดินให้จำเลยที่ ๒ หรือไม่ คดีนี้จึงไม่ใช่ฟ้องข้ากับคดีเดิม ,แพ่ง,, 71,13,,ฝ่ายชายมอบเงินสดและทองคำให้แก่ฝ่ายหญิงเป็นสินสอดหรือของหมั้น ต่อมาการนำทองคำไปตรวจสอบแต่ได้น้ำหนักไม่เป็นไปตามที่ฝ่ายชายอ้าง จึงเกิดการโต้เถียงกัน ฝ่ายชายจึงหยิบเอาทองคำไป จะเป็นความผิดฐานใด,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๘๖๘/๒๕๖๐ น. บุตรโจทก์ร่วมรักใคร่ชอบพอ กับ ช. บุตรชายจำเลยจนฝ่ายหญิงตั้งครรภ์ โจทก์ร่วม และจำเลยได้จัดพิธีมงคลสมรสให้แก่ น. และ ช. ที่บ้านของโจทก์ร่วม โดยฝ่ายจำเลย มอบเงินสด ๒๐๐,๐๐๐ บาท สร้อยคอทองคำ ๕ เส้น สร้อยข้อมือทองคำ ๔ เส้น ที่ฝ่ายจำเลย อ้างว่าน้ำหนัก ๙ บาท ให้แก่ฝ่ายโจทก์ร่วม ต่อมาวันรุ่งขึ้นซึ่งเป็นวันเกิดเหตุ โจทก์ร่วมนำ สร้อยคอทองคำและสร้อยข้อมือทองคำดังกล่าวซึ่งเป็นทรัพย์ตามฟ้องไปตรวจสอบพร้อมกับ ฝ่ายจำเลยที่ร้านทองเยาวราช ผลการตรวจสอบได้น้ำหนักเพียง ๘.๒๕ บาท จึงเกิดการโต้เถียง กัน ระหว่างนั้น จำเลยหยิบเอาสร้อยคอทองคำและสร้อยข้อมือทองคำรวม ๙ เส้น ราคา ๑๙๓,๘๗๕ บาท ซึ่งเป็นทรัพย์ตามฟ้องที่วางอยู่บนโต๊ะของร้านทองไป คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัย ตามฎีกาของโจทกว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นหรือไม่ โดยโจทก์ และโจทก์ร่วมนำสืบว่า พิธีสมรระหว่างบุตรสาวโจทก์ร่วมกับบุตรชายจำเลยไม่มีของหมั้น มีแต่ สินสอดเป็นเงินสด ๒๐๐,๐๐๐ บาท และทรัพย์ตามฟ้องคือ สร้อยคอทองคำและสร้อยข้อมือ ทองคำ ส่วนจำเลยนำสืบว่า ทรัพย์ตามฟ้องไม่ใช่สินสอดแต่เป็นของหมั้น เห็นว่า สร้อยคอทองคำ และสร้อยข้อมือทองคำอันเป็นทรัพย์ตามฟ้องจะเป็นสินสอดหรือของหมั้นหรือไม่ก็ตาม แต่ฝ่ายจำเลยก็ส่งมอบทรัพย์ดังกล่าวให้แก่ฝ่ายโจทก์ร่วมยืดถือครอบครองอันเป็นการยกให้ ในวันพิธีมงคลสมรสแล้ว จำเลยจึงไม่ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ทรัพย์ตามฟ้อง ดังนี้ หาก จำเลยเห็นว่าฝ่ายโจทก์ร่วมไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงอย่างไร จำเลยก็ชอบที่จะใช้สิทธิเรียกร้อง ฟ้องคดีทางแพ่งเพื่อเรียกทรัพย์คืน หามีสิทธิฉกเฉวยเอาทรัพย์มาโดยพลการไม่ การกระทำ ของจำเลยเป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบด้วยกฎหมาย เป็นการแสดงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบ ด้วยกฎหมายสำหรับตนเอง การกระทำของจำเลยจึงเป็นการลักทรัพย์โดยฉกฉวยเอาซึ่งหน้า อันเป็นความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์",อาญา,, 71,13,,การจดทะเบียนหย่าและบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่ากระทำชินโดยมีเจตนาไม่ประสงค์ให้ผูกพันตามนั้น การสมรสยังคงมีอยู่หรือไม่และบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าใช้บังคับได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๓๓๓/๒๕๖๐ ภายหลังจำเลยกับ ส. จดทะเบียนหย่าแล้ว จำเลยกับ ส. ยังคงอยู่กินด้วยกันจนสามีภริยาพักอาศัยอยู่บ้านเดียวกัน ทั้งจำเลยยังเป็นผู้ดูแล และ เมื่อสามีเจ็บไข้ รับผิดชอบค่าใช้จ่ายต่าง ๆ จนกระทั่ง ส. ถึงแก่ความตาย แสดงว่าการจดทะเบียนหย่าระหว่างจำเลยกับส. กระทำชินโดยมีเจตนาที่จะไม่ประสงค์ให้ผูกพันตามนั้น จึงเป็นโมฆะใช้บังคับมิได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๕ วรรคหนึ่ง แม้จำเลยอ้างว่า เหตุที่จำเลยจดทะเบียนหย่าเพราะเหตุผลทางธุรกิจการค้าของจำเลย แตกต่างจากเหตุผลการหย่าในคำให้การก็ไม่ทำให้ข้อต่อสู้ของจำเลยเสียไป เพราะเหตุผลการหย่าไม่ได้เป็นสาระสำคัญ สาระสำคัญอยู่ที่การแสดงเจตนา เมื่อการจดทะเบียนหย่าเป็นโมฆะ การสมรสยังคงมีอยู่ มีผลทำให้บันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าเกี่ยวกับการยกที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทให้แก่ ส. ใช้บังคับมิได้ จำเลยอ้างความเป็นโมฆะใช้ยันโจทย์ซึ่งเป็นทายาทรับมรดกของ ส. ที่จะต้องรับไปทั้งสิทธิและความรับผิดต่าง ๆ ได้ ประกอบกับโจทย์มิใช่บุคคลภายนอก ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทเป็นทรัพย์สินที่ ส. กับจำเลยทำมาหาได้ร่วมกัน จำเลยกับ ส. มีกรรมสิทธิ์คนละกึ่งหนึ่ง เมื่อ ส. ถึงแก่ความตาย ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างไม่ได้ระบุไว้ในพินัยกรรมของ ส. จึงเป็นทรัพย์มรดกซึ่งตกทอดแก่จำเลยผู้เป็นภริยาและโจทย์ผู้เป็นบุตรซึ่งมีสิทธิรับมรดกของ ส. คนละกึ่งหนึ่ง จำเลยนำทรัพย์พิพาทไปจำนองประกันหนี้หลังจากส. ตายไปแล้ว จึงมิใช่หนี้ร่วมระหว่างจำเลยกับ ส. กองมรดกของ ส. ไม่ต้องรับผิด โจทย์เรียกให้จำเลยจดทะเบียนโอนทรัพย์พิพาทแก่โจทย์ โดยอ้างว่าเป็นทรัพย์มรดกของ ส. ตกทอดแก่โจทย์ซึ่งเป็นทายาท มิใช่การเรียกค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายที่เกิดจากการผิดสัญญา การที่จำเลยครอบครองทรัพย์พิพาทอยู่ก็เป็นการครอบครองที่ชอบด้วยกฎหมายเพราะจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมไม่เป็นละเมิดต่อโจทย์ โจทย์ไม่อาจเรียกค่าเสียหายใด ๆ จากจำเลยได้ โจทย์บรรยายฟ้องว่า โจทย์เป็นทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกทรัพย์พิพาทของ ส. โดย ส. ได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์พิพาทจากข้อตกลงในบันทึกท้ายทะเบียนหย่า แม่โจทย์มิใช่คู่สัญญา โจทย์ก็มีสิทธิฟ้องจำเลยได้เพราะ ส. คู่สัญญาถึงแก่ความตายไปแล้ว โจทย์รับสิทธินั้นมาจาก ส. ในฐานะทายาท",แพ่ง,, 71,13,,"สัญญากู้เงินมีข้อตกลงว่าผู้กู้จะชำระหนี้ตามสัญญาเมื่อผู้ให้กู้เรียกร้อง ผู้ให้กู้ มีสิทธิเรียกร้องให้ผู้กู้ชำระหนี้ได้เมื่อใด อายุความเริ่มนับเมื่อใด และมีกำหนดอายุความเท่าใด และหากผู้กู้นำเงินบางส่วนมาชำระให้แก่เจ้าหนี้ หลังจากนั้นเจ้าหนี้โอนสิทธิเรียกร้องตามสัญญา กู้ยืมเงินให้แก่ผู้รับโอน จะนับกำหนดอายุความฟ้องร้องอย่างใด ภายหลังจากทำสัญญากู้ยืมเงิน หากคู่สมรสได้ทำหนังสือยินยอมให้แก่ผู้ให้กู้ หนี้ ดังกล่าวจะถือเป็นหนี้ร่วมระหว่างสามีภริยาหรือไม่ หนังสือสัญญาจำนองและหนังสือสัญญาต่อท้ายกำหนดให้บังคับเอาจากทรัพย์สินอื่น จนกว่าจะครบกำหนดบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ หากหนี้ตามสัญญากู้อันเป็นหนี้ประธาน ขาดอายุความแล้ว ผู้รับจำนองจะมีสิทธิบังคับจำนองจากทรัพย์สินที่จำนองและทรัพย์สินอื่นตาม ข้อตกลง ได้หรือไม่","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๗๗๐/๒๕๖๐ สัญญากู้เงินมีข้อตกลงว่าผู้กู้จะชำระหนี้ตามสัญญานี้เมื่อผู้ให้กู้เรียกร้อง มิได้มี ข้อตกลงเรื่องการชำระหนี้ไว้ให้ปรากฏชัดแจ้ง สัญญากู้เงินดังกล่าวเป็นสัญญาที่มิได้กำหนดเวลา ชำระหนี้ไว้ ผู้ให้กู้จึงมีสิทธิเรียกร้องให้ผู้กู้ชำระหนี้ได้ทันทีหลังจากที่ทำสัญญากู้เงิน ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๐๓ วรรคหนึ่ง และถือเป็นระยะเวลาที่ผู้ให้กู้อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ อายุความจึง เริ่มนับแต่วันถัดไปคือวันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๕๓ ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๓ วรรคสอง และ มาตรา ๑๙๓/๑๒ และกฎหมายมิได้บัญญัติกำหนดอายุความของการกู้ยืมเงินไว้โดยเฉพาะ จึง ต้องใช้อายุความสิบปี ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๓๐ ธนาคารเจ้าหนี้เดิมจึงมีสิทธิเรียกร้องให้ จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ชำระหนี้ตามสัญญากู้ได้ภายในกำหนดเวลาสิบปี นับแต่วันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๓๓ เมื่อจำเลยที่ ๑ นำเงินบางส่วนมาชำระหนี้ให้แก่ธนาคารเจ้าหนี้เดิมในวันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๓๙ การกระทำดังกล่าวจึงฟังได้ว่าจำเลยที่ ๑ ได้ยอมรับสภาพหนี้ต่อเจ้าหนี้ตาม สิทธิเรียกร้องอันทำให้อายุความสะดุดหยุดลง ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๑๔ (๑) และต้อง เริ่มต้นนับอายุความใหม่ในวันถัดจากวันที่ได้มีการชำระหนี้คือวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๓๙ และ จะครบกำหนดอายุความสิบปี ในวันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๔๙ ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๓ วรรคสอง มาตรา ๑๙๓/๕ วรรคสอง และมาตรา ๑๙๓/๑๕ วรรคสอง โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับโอน สิทธิเรียกร้องดังกล่าวจากธนาคารเจ้าหนี้เดิมมาฟ้องคดี เมื่อวันที่ ๒๗ ตุลาคม ๒๕๕๑ เกินกำหนดสิบปี คดีโจทก์จึงขาดอายุความ ภายหลังจำเลยที่ ๑ ทำสัญญากู้เงินและสัญญาภูเบิกเงินเกินบัญชีกับธนาคารเจ้าหนี้เดิมแล้ว เมื่อวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๓๕ จำเลยที่ ๒ ในฐานะคู่สมรสของจำเลยที่ ๑ ได้ ทำหนังสือยินยอมให้จำเลยที่ ๑ ทำนิติกรรมกับธนาคารเจ้าหนี้เดิมในหนี้ทุกประเภททั้งก่อนและ หลังการทำหนังสือยินยอมดังกล่าว รวมทั้งการขอผ่อนเวลาในการชำระหนี้กับธนาคารเจ้าหนี้เดิม ถือได้ว่าจำเลยที่ ๒ ได้ให้สัตยาบันแก่นิติกรรมที่จำเลยที่ ๑ ได้กระทำไปก่อนทำหนังสือยินยอม แล้ว ทั้งจำเลยที่ ๒ ได้ให้ความยินยอมแก่จำเลยที่ ๑ ในการทำนิติกรรมกับธนาคารเจ้าหนี้เดิม ภายหลังวันทำหนังสือยินยอมดังกล่าวด้วย หนี้ตามฟ้องคดีนี้ทั้งสามมูลหนี้จึงเป็นหนี้ร่วม ของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๙๐ (๔) จำเลยที่ ๒ จึงต้องร่วมรับผิดกับ จำเลยที่ ๑ ลูกหนี้ชำระหนี้ดังกล่าวแก่โจทก์ เมื่อจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ได้จดทะเบียนจำนอง ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ต่อธนาคาร เจ้าหนี้เดิม ในหนี้ที่มีอยู่แล้วในขณะทำสัญญาและที่จะมีต่อไปในภายหน้าทุกประเภทในวงเงิน ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๖ ต่อปี หรือคิดดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดตามที่ธนาคาร เจ้าหนี้เดิมกำหนด ต่อมาจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ได้ทำบันทึกข้อตกลงขึ้นเงินจำนองเป็นประกัน ครั้งที่หนึ่งอีก ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท เมื่อรวมกับวงเงินจำนองเดิมแล้ว รวมเป็นวงเงินจำนองทั้งสิ้น ๘,๐๐๐,๐๐๐ บาท โดยมีข้อตกลงเป็นไปตามสัญญาจำนองเดิมตามหนังสือสัญญาจำนองที่ดิน และบันทึกข้อตกลงขึ้นเงินจำนองเป็นประกันครั้งที่หนึ่ง แม้หนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีในบัญชี กระแสรายวัน หนี้ตามสัญญากู้เงินและหนี้ตามสัญญาภูเบิกเงินเกินบัญชีทั้งสามมูลหนี้อันเป็น หนี้ประธานขาดอายุความแล้ว โจทก์ก็มีสิทธิบังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนองได้แต่ จะบังคับได้แต่เฉพาะทรัพย์สินที่จำนองเท่านั้น หากอาจบังคับถึงทรัพย์สินอื่น ๆ ของจำเลย ที่ ๑ และที่ ๒ ผู้จำนองได้ไม่ แม้นหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันและหนังสือ ต่อท้ายสัญญาจำนองจะกำหนดให้บังคับเอาจากทรัพย์สินอื่นจนกว่าจะครบหากบังคับ จำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ก็ตาม และโจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ที่ค้างชำระได้ไม่เกินห้าปี ทั้งนี้ ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๒๗, ๗๔๔ (๑) และ ๗๔๕",แพ่ง,, 71,14,,ยื่นคำขอจดทะเบียนแก่ไขเพิ่มเติมหนังสือบริคณห์สนธิโดยอ้างว่ามีการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นและที่ประชุมวิสามัญมีมติพิเศษให้แก่ไขหนังสือบริคณห์สนธิโดยไม่เป็นความจริง มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาฐานใด,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๖๘/๒๕๖๑ การเพิ่มเติมเปลี่ยนแปลงข้อบังคับหรือข้อความในหนังสือบริคณห์สนธิ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๑๔๕ และมาตรา ๑๑๔๖ กำหนดว่า จะกระทำได้ต่อเมื่อมีการลงมติพิเศษซึ่งจะต้องมีการประชุมใหญ่โดยมีคำบอกกล่าวเรียกประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อลงมติพิเศษ และกำหนดให้เป็นหน้าที่ของบริษัทจะต้องจัดให้ไปจดทะเบียนภายในสิบสี่วันนับแต่วันที่ได้มีการลงมติพิเศษ เหตุที่กฎหมายบัญญัติให้เป็นหน้าที่ของบริษัทจะต้องนำเรื่องไปจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ก็เนื่องจากเป็นเรื่องสำคัญ เพราะการแก้ไขเพิ่มเติมจำนวนกรรมการเข้าใหม่ แก่ไขเพิ่มเติมจำนวนหรือชื่อกรรมการที่ลงชื่อเป็นสำคัญผูกพันบริษัท เป็นกรณีที่จำต้องใช้เอกสารยืนยันอำนาจของกรรมการที่ลงชื่อผูกพันบริษัท เป็นพยานหลักฐานที่มีการรับรองโดยพนักงานเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นที่เชื่อถือได้ในทางกฎหมาย เพราะมีผลกระทบต่อบุคคลภายนอก เนื่องจากกิจการของจำเลยที่ ๑ มิได้เป็นเพียงนิติบุคคลที่จดทะเบียนจัดตั้งขึ้นมาเพื่อดำเนินกิจการเกี่ยวข้องแต่เฉพาะโจทก์ทั้งหากจำเลยที่ ๒ ป. และ อ. เท่านั้น แต่มีวัตถุประสงค์ในการประกอบธุรกิจการค้าและให้บริการด้านอสังหาริมทรัพย์ ที่ดิน ที่พักอาศัย อาคารชุด อาคารพาณิชย์และอื่น ๆ จำเลยที่ ๑ จึงต้องมีการติดต่อสัมพันธ์และทำธุรกรรมทางการเงินกับนิติบุคคลหรือนิติบุคคลอื่นด้วย ซึ่งอาจจะได้รับผลกระทบจากการดำเนินการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่นนั้น และอาจก่อให้เกิดความเสียหายทางการเงินและธุรกิจการค้าต่อบุคคลภายนอกได้ จึงไม่อาจอ้างความเคยชินและความไว้วางใจระหว่างผู้ถือหุ้น หรือเป็นประเพณีปฏิบัติของจำเลยทั้งสองที่ดำเนินการเช่นนั้นตลอดมาเพื่อเป็นข้อยกเว้นไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย การที่จำเลยทั้งสองมอบอำนาจให้ พ. ไปยื่นคำขอจดทะเบียนแก่ไขเพิ่มเติมหนังสือบริคณห์สนธิต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครโดยอ้างว่ามีการบอกกล่าววันประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น โดยลงพิมพ์โฆษณาในหนังสือพิมพ์และส่งทางไปรษณีย์ตอบรับส่งมอบให้แก่ตัวผู้ถือหุ้นแล้วและที่ประชุมวิสามัญมีมติพิเศษให้แก่ไขเพิ่มเติมหนังสือบริคณห์สนธิโดยไม่เป็นความจริง การกระทำดังกล่าวของจำเลยทั้งสองถือได้ว่าเป็นความผิดสำเร็จแล้ว จำเลยทั้งสองจึงมีความผิดฐานร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน และร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จ ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๓๗ และมาตรา ๒๖๗ เมื่อจำเลยทั้งสองได้ใช้เอกสารที่นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครรับดำเนินการจดทะเบียนให้ตามคำขอของจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองจึงมีความผิดตามมาตรา ๒๖๘ วรรคแรกด้วย",แพ่ง,, 71,14,,กระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยเด็กนั้นยินยอม การกระทำดังกล่าว เป็นการกระทำละเมิดต่อเด็ก และก่อให้เกิดสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๗๙๗/๒๕๕๐ ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๗ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “ผู้ใดกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกิน สิบห้าปีซึ่งมิใช่กรณียายุของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม ต้องระวางโทษ...” แสดงว่า กฎหมายคุ้มครองเด็กอายุน้อยเป็นกรณีพิเศษโดยไม่ให้ความสำคัญแก่ความยินยอมของเด็ก ดังนั้นแม้ว่าผู้เสียหายยินยอม การกระทำของจำเลยก็ยังเป็นการกระทำที่ละเมิดต่อกฎหมายตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๒๐ ผู้เสียหายจึงไม่สิ้นสิทธิในการเรียกค่าเสียหายฐานละเมิดจากจำเลย ส. ในฐานะมาตราผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้เสียหายย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยแทนผู้เสียหายได้,อาญา,, 71,14,,ภยันตรายที่เกิดจากการประทุษร้ายได้ผ่านพ้นไปแล้วจะอ้างว่าการกระทำเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายหรือเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๓๙๑/๒๕๕๙ แม้ว่าผู้ตายเป็นฝ่ายก่อเหตุขึ้นก่อน (เข้าชักต่อยจำเลย) แต่เมื่อไม่ปรากฏพฤติการณ์อื่นใดว่าผู้ตายจะเข้าทำรายจำเลยอีกโดยผู้ตายวิ่งกลับไปที่รถยนต์จอดอยู่และไม่ปรากฏว่าขณะนั้นผู้ตายมีอาวุธติดตัวด้วย ถือได้ว่าภยันตรายที่เกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายได้ผ่านพ้นไปแล้ว การที่จำเลยวิ่งใส่ตามผู้ตายไปในทันทีแล้วใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายจึงไม่อาจอ้างว่าเป็นการป้องกันสิทธิของตนให้พ้นภัยจนตรายนั้นเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายได้ แต่อย่างไรก็ดีการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำต่อเนื่องกระชั้นชิดกับเหตุการณ์ที่จำเลยถูกผู้ตายชักต่อยก่อน โดยจำเลยมิได้สมัครใจทะลายวิวาตกับผู้ตายถือได้ว่าจำเลยถูกผู้ตายข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายในขณะนั้นจึงเป็นการกระทำความผิดฐานเจตนาฆ่าผู้อื่นโดยบันดาลโทสะตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ ประกอบมาตรา ๗๒ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๕๕/๒๕๓๗ จำเลยใช้มือดัดโต้ตอบผู้ตายภายหลังที่ได้แย่งอาวุธปืนกับผู้ตายและอาวุธปืนได้หลุดไปจากมือผู้ตายแล้ว ภยันตรายที่จำเลยต้องป้องกันผ่านพ้นไปแล้วไม่มีภยันตรายที่ใกล้จะถึงอันจะต้องป้องกันอีก การกระทำของจำเลยไม่เป็นการป้องกัน แต่การที่ผู้ตายพยายามจะใช้อาวุธปืนยิงทำรายจำเลยก่อนจนจำเลยต้องเข้าแย่งอาวุธปืนกับผู้ตาย ถือได้ว่าจำเลยถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม การที่จำเลยฟันผู้ตายจึงเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะ",อาญา,, 71,14,,การร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน การยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับ พนักงานอัยการที่ยื่นฟ้องคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา จะถือว่าเจ้าหนี้ได้ใช้สิทธิเรียกร้องทางศาล ให้ลูกหนี้ชำระหนี้แล้ว อันเป็นองค์ประกอบความผิดฐานโกงเจ้าหนี้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๙๗๓/๒๕๕๑ การร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนของโจทก์ไม่ใช่เป็นการใช้สิทธิเรียกร้องทางศาล ให้ชำระหนี้ แต่เมื่อร้องทุกข์แล้ว พนักงานอัยการได้ฟ้องจำเลยที่ ๑ และขอให้จำเลยที่ ๑ คืน หรือใช้เงินจำนวน ๑๓๕,๐๐๘,๑๖๓.๙๒ บาท มาด้วย ทั้งโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็น โจทก์ในคดีดังกล่าวและศาลมีชั้นตอนอนุญาต ดังนี้ จึงมีความหมายโดยนิตินัยว่าโจทก์ได้ฟ้อง จำเลยที่ ๑ ในคดีดังกล่าวและมีคำขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ คืนหรือใช้เงินจำนวน ๑๓๕,๐๐๘,๑๖๓.๙๒ บาท ด้วย เท่ากับว่าโจทก์ได้ใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้จำเลยที่ ๑ ชำระหนี้แล้ว ขณะจำเลยที่ ๑ จดทะเบียนโอนที่ดินให้แก่จำเลยที่ ๒ จำเลยทั้งสองได้หย่ากันแล้ว ทั้งจำเลยทั้งสองได้ตกลงกันว่าให้จำเลยที่ ๒ ไปดำเนินการโอนที่ดินเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ ๒ แต่เพียงผู้เดียว หลังจากนั้นจำเลยที่ ๒ ยังนำที่ดินไปจำนองด้วย แสดงว่าจำเลยทั้งสองมีเจตนา โอนที่ดินไปเพื่อมิให้โจทก์เจ้าหนี้ของจำเลยที่ ๑ ได้รับชำระหนี้ประกอบคำว่าผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๐ หมายถึงบุคคลอื่นนอกจากตัวลูกหนี้ การที่จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นลูกหนี้ของโจทก์โอนที่ดินให้แก่จำเลยที่ ๒ ผู้ซึ่งมิได้เป็นลูกหนี้ของโจทก์จึงเป็นการโอน ทรัพย์สินไปให้แก่ผู้อื่นแล้ว ส่วนต่อมาโจทก์สามารถสืบหาติดตามทรัพย์สินนำมาบังคับคดีได้ หรือไม่ เพียงใด เป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก จำเลยทั้งสองจึงมีความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตามมาตรา ๓๕๐",อาญา,, 71,14,,ลูกหนี้ได้รับคำบอกกล่าวการโอน จะยกข้อต่อสู้ที่มีต่อเจ้าหนี้ผู้โอนโดยเจ้าหนี้ ผู้โอนไม่ยอมรับ ขอหักกลบลบหนี้กับเจ้าหนี้ผู้รับโอนได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๒๖๔/๒๕๕๗ หนี้ที่จะหักกลบลบกันได้นั้น ต้องเป็นหนี้ที่ไม่มีข้อต่อสู้ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๔๔ หนี้ ค่าภาษีมูลค่าเพิ่มที่จำเลยขอหักกลบลบหนี้นั้นบริษัท ม. คู่สัญญายังไม่ยอมรับ จึงเป็นหนี้ที่ ยังมีข้อต่อสู้อยู่ จำเลยไม่มีสิทธิที่จะนำหนี้ค่าภาษีมูลค่าเพิ่มดังกล่าวมาหักกลบลบหนี้ได้ จำเลยรับว่าเป็นหนี้ค้างชำระค่าซ่อมแซมและบำรุงรักษารถโดยสารบริษัท ม. และบริษัท ม. โอนสิทธิเรียกร้องในหนี้ดังกล่าวให้แก่โจทก์ โจทก์มีหนังสือแจ้งการโอน สิทธิเรียกร้องให้จำเลยทราบแล้ว การโอนหนี้ดังกล่าวจึงสมบูรณ์ ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๐๖ วรรคหนึ่ง จำเลยจึงต้องชำระหนี้ให้แก่โจทก์ผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องซึ่งเป็นเจ้าหนี้โดยตรง ส่วนที่จำเลยยกข้อต่อสู้ที่มีต่อบริษัท ม. ผู้โอน โดยจะขอหักกลบลบหนี้ค่าภาษีมูลค่าเพิ่มกับโจทก์ ผู้รับโอนนั้น เมื่อบริษัท ม. ผู้โอนซึ่งเป็นคู่สัญญาปฏิเสธ หนี้ค่าภาษีมูลค่าเพิ่มที่จำเลยกล่าวอ้างจะ ขอหักกลบลบหนี้นั้น เป็นอย่างไรจำเลยต้องไปว่ากล่าวกับบริษัท ม. ผู้โอนซึ่งเป็นคู่สัญญาโดยตรง",แพ่ง,, 71,14,,บันทึกหลังทะเบียนการหย่า ระบุว่าบ้านและที่ดินยกให้แก่บุตร ต่อมามาบุตร แสดงเจตนาว่าจะถือเอาประโยชน์จากบันทึกดังกล่าวแล้ว ลูกหนี้ตามสัญญาจะเปลี่ยนแปลงหรือ ระงับสิทธิในภายหลังได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๖๗๕/๒๕๕๑ บันทึกหลังทะเบียนการหย่า ที่ระบุว่าบ้านเลขที่ ๑๑/๑ พร้อมกับที่ดินปลูกสร้างบ้านยกให้แก่โจทก์ที่ ๒ ถึงที่ ๔ บุตรทั้ง ๓ คน นั้น เป็นสัญญา ประนีประนอมยอมความและเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอกตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๘๕๐ และมาตรา ๓๗๔ โจทก์ที่ ๑ ในฐานะคู่สัญญามีสิทธิเรียกให้ ส. ลูกหนี้ชำระหนี้ด้วย การโอนที่ดินพิพาทให้แก่บุตรทั้งสามได้และสิทธิเรียกร้องอันเกิดจากสัญญาประนีประนอม ยอมความตามกฎหมายไม่ได้บัญญัติติอายุความไว้โดยเฉพาะจึงตกอยู่ในบังคับของมาตรา ๑๙๓/ ๓๐ แห่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มีอายุความ ๑๐ ปี โจทก์ที่ ๒ ถึงที่ ๔ เป็นบุคคลภายนอกที่จะได้รับประโยชน์จากสัญญาระหว่างโจทก์ ที่ ๑ กับ ส. เป็นกรณีสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอกซึ่งสิทธิเรียกร้องของบุคคลภายนอก ดังกล่าวกฎหมายไม่ได้บัญญัติติอายุความไว้โดยเฉพาะจึงต้องใช้อายุความ ๑๐ ปี ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๓๐ และสิทธิของบุคคลภายนอกย่อมเกิดมีขึ้นตั้งแต่วลาที่แสดงเจตนาแก่ลูกหนี้ว่า จะถือเอาประโยชน์จากสัญญานั้นตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๗๔ วรรคสอง เมื่อโจทก์ที่ ๒ ถึงที่ ๔ แสดงเจตนาต่อ ส. ผู้เป็นลูกหนี้ว่าจะถือเอาประโยชน์จากสัญญาโดยให้โอนที่ดินพร้อม บ้านตามสัญญาให้ตน โจทก์ที่ ๒ ถึงที่ ๔ จึงอาจใช้สิทธิเรียกร้องให้ ส. โอนที่ดินพร้อมบ้าน ตามสัญญานับแต่วลาที่แสดงเจตนาดังกล่าวซึ่งนับถึงวันฟ้องยังไม่เกิน ๑๐ ปี คดีของโจทก์ที่ ๒ ถึงที่ ๔ จึงไม่ขาดอายุความ ส. ซึ่งเป็นลูกหนี้ตามสัญญาไม่อาจเปลี่ยนแปลง หรือระงับสิทธิ ของโจทก์ที่ ๒ ถึงที่ ๔ ในภายหลังได้ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๗๕ ส. จึงไม่มีสิทธิยก ที่ดินพิพาทให้แก่จำเลย โจทก์ที่ ๒ ถึงที่ ๔ ขอให้เพิกถอนการโอนให้โดยเสน่หารระหว่าง ส. กับ จำเลยได้",แพ่ง,, 71,15,,หลังจากจดทะเบียนสมรส ภริยามีรายได้จากการประกอบอาชีพ นำเงินที่ได้มาไปซื้อที่ดิน แต่เมื่อภริยาเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แต่ผู้เดียว ดังนี้ ที่ดินเป็นสินสมรสหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๑๔๖/๒๕๖๐ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๗๔ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า สินสมรสได้แก่ทรัพย์สิน (๑) ที่คู่สมรสได้มาระหว่างสมรส... และวรรคสองบัญญัติว่า ถ้ากรณีเป็นที่สงสัยว่าทรัพย์สินอย่างหนึ่งเป็นสินสมรสดหรือมิใช่ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นสินสมรส เมื่อที่ดินพิพาท ๔ แปลง ได้มาระหว่างสมรสแม้วจะมีชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แต่ผู้เดียวก็เป็นสินสมรสตามบทกฎหมายดังกล่าว จำเลยกล่าวอ้างว่า ที่ดินพิพาท ๔ แปลง ไม่ใช่สินสมรส จำเลยมีภาระการพิสูจน์ ทั้งนี้ตาม ป.ว.พ. มาตรา ๘๔/๑ ประกอบ พ.ร.บ. ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดียาวชนและครอบครัว พ.ศ. ๒๕๕๓ มาตรา ๖ จำเลยประกอบอาชีพหมอนวดและมีรายได้ เงินที่ได้มาก็เป็นสินสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๗๔ วรรคหนึ่ง (๑) เมื่อนำไปซื้อที่ดินพิพาท ๔ แปลง ที่ดินพิพาทย่อมเป็นสินสมรส",แพ่ง,, 71,15,,ผู้ซื้อที่ดินมาโดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตกับผู้ที่ได้กรรมสิทธิ์ที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์ บุคคลใดมีสิทธิในที่ดินดีกว่ากัน และหากผู้ซื้อโอนขายที่ดินต่อให้แก่บุคคลอื่นแล้วมีการโอนต่อไปอีกจะต้องคำนึงถึงความสุจริตของผู้รับโอนคนต่อ ๆ มาหรือไม่ และจะมีการได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวโดยการครอบครองปรปักษ์อีก ได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๘๗๓/๒๕๕๙ บุคคลภายนอกตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๙๙ วรรคสอง ย่อมหมายถึงบุคคลใด ๆ ก็ได้ที่มิใช่เจ้าของที่ดินเดิมซึ่งได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว บ. เป็นทั้งผู้รับโอนสิทธิจำนองที่ดินพิพาทจากเจ้าหนี้จำนองของเจ้าของที่ดินเดิมและยังเป็นผู้ซื้อที่ดินพิพาทโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต และได้จดทะเบียนโดยสุจริตแล้ว บ. จึงเป็นบุคคลภายนอกย่อมได้รับความคุ้มครองตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๙๙ วรรคสอง แม้จำเลยได้ยึดถือครอบครองที่ดินพิพาทมาโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของมาเป็นเวลาเกินกว่าสิบปีแล้ว ย่อมได้กรรมสิทธิตาม ป.พ.พ มาตรา ๑๓๘๒ ก็ตาม แต่เมื่อปรากฏว่า บ. ซื้อที่ดินพิพาทโดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิ โดยสุจริตแล้ว จำเลยย่อมไม่อาจอ้างสิทธิครอบครองปรปักษ์ขึ้นใช้ยัน บ. ได้ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๙๙ วรรคสอง เมื่อ บ. ได้รับโอนที่ดินพิพาท ต่อมาขายและโอนแก่ ส. ต่อมาโจทยก์ได้รับโอนที่ดินพิพาทจาก ส. อันเป็นระยะเวลาภายใน ๑๐ ปี นับแต่วันที่ บ. โอนขายแก่ ส. และต่อมาโอนขายแก่โจทยก์ ดังนี้ แม้โจทยก์จะรับโอนมาโดยสุจริตหรือไม่ ก็ตาม จำเลยซึ่งเป็นผู้ครอบครองปรปักษ์ก็ไม่อาจยกสิทธิของตนขึ้นยันโจทยก์ผู้รับโอนคน ต่อ ๆ มาได้ เพราะสิทธิของผู้ครอบครองปรปักษ์ได้ขาดตอนไปแล้ว ตั้งแต่ผู้รับโอน ทางทะเบียนโดยสุจริตตอนแรก แม้จำเลยจะยังคงครอบครองที่ดินพิพาทตลอดมา แต่ เป็นการครอบครองในช่วงหลังจากที่โจทยก์รับโอนที่ดินพิพาท เมื่อนับถึงวันฟ้องจึงยัง ไม่ครบ ๑๐ ปี จะถือว่ามีการครอบครองปรปักษ์ต่อโจทยก์ครบเวลาได้กรรมสิทธิ์แล้วด้วย หาได้ไม่,แพ่ง,, 71,15,,สัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอก หากบุคคลภายนอกถึงแก่ความตาย ไปก่อนแสดงเจตนาเข้าถือเอาประโยชน์จากสัญญา ประโยชน์ที่จะได้รับจากสัญญาจะ ตกทอดแก่ทายาทของบุคคลภายนอกหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๘๙๓/๒๕๕๙ ส. ทำสัญญาประกันชีวิตกับจำเลยโดยระบุให้ ท. เป็นผู้รับประโยชน์เป็นสัญญา เพื่อประโยชน์บุคคลภายนอก เมื่อ ส. และ ท. ต่างถึงแก่ความตาย ซึ่งไม่ว่า ท. จะถึงแก่ ความตายก่อนหรือหลัง ส. ท. ก็ถึงแก่ความตายเช่นเดียวกัน ดังนั้น เมื่อ ท. ผู้รับประโยชน์ ถึงแก่ความตายจึงไม่อาจเข้ารับประโยชน์ตามสัญญาประกันชีวิตของ ส. ได้ จึง ไม่อาจถือว่า ท. จะได้รับประโยชน์จากการจ่ายเงินตามเงื่อนไขของกรมธรรม์และไม่ถือว่าเงิน ตามกรมธรรม์ที่จำเลยจะต้องจ่ายให้แก่ ท. ซึ่งเป็นผู้รับประโยชน์นั้นตกเป็นของกองมรดก ท. กรณีต้องถือว่า ท. ผู้รับประโยชน์ไม่อาจเข้าถือเอาประโยชน์ตามสัญญาประกันชีวิต ของ ส. ดังนั้นประโยชน์ที่จะได้รับจากสัญญาประกันชีวิตจึงต้องตกแก่ทายาท โดยธรรมดา ส. ผู้เอาประกันภัยเสมือนหนึ่งเป็นทรัพย์มรดกซึ่งผู้จัดการมรดกของ ส. หรือทายาทโดยธรรมจึงจะมีสิทธิเรียกร้องเอาเงินตามเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันชีวิตของ ส. เมื่อโจทยก์เป็นเพียงผู้จัดการมรดกของ ท. โจทยก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกให้จำเลยชำระเงินตาม กรมธรรม์ประกันชีวิตของ ส.ได้,แพ่ง,, 71,15,,การโอนหุ้นชนิดระบุชื่อลงในใบหุ้น จะต้องเสนอโอนหุ้นของตนให้ผู้ถือหุ้น ในบริษัททุก ๆ คน หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๖๖๙/๒๕๕๙ หุ้นที่จำหน่ายที่ ๑ โอนให้โจทย์เป็นหุ้นชนิดระบุชื่อลงในใบหุ้น โดยมีข้อบังคับ ของบริษัทจำกัดที่ ๑๐ กำหนดไว้ว่า ผู้ถือหุ้นคนใดประสงค์จะโอนหุ้น จะต้องเสนอโอนหุ้น ของตนเองให้แก่ผู้ถือหุ้นในบริษัททุก ๆ คนก่อนเวลานแต่งเป็นการโอนหุ้นให้แก่สามี ภริยา หรือ ผู้สืบสันตานของตนเอง เมื่อไม่มีผู้ถือหุ้นเดิมคนใดกลงรับโอนภายในเวลาซึ่งกำหนดให้ ไม่น้อยกว่า ๓๐ วันแล้ว ผู้ถือหุ้นคนนั้นจึงจะมีสิทธิโอนแก่บุคคลภายนอกได้ ดังนี้ การ โอนหุ้นระหว่างจำเลยที่ ๑ กับโจทย์จึงต้องเป็นไปตามข้อบังคับดังกล่าวดังที่บัญญัติไว้ใน ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๑๒๙ วรรคหนึ่ง จำเลยที่ ๑ และโจทย์ทำสัญญาโอนหุ้นกันแม่โจทย์มีสำเนาใบเสร็จค่าส่งไปรษณีย์ แต่เมื่อไม่มีหลักฐานยืนยันว่าผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ ๑๐ ได้รับหนังสือดังกล่าว หนังสือ เสนอขายหุ้นก็ดี สำเนาใบเสร็จรับเงินค่าส่งไปรษณีย์ก็ดี การกล่าวอ้างถึงการแสดงรายหุ้น ด้วยวาจาจากก็ดี การบอกกล่าวเสนอขายหุ้นครั้งก่อน ๆ ก็ดี การที่ผู้ถือหุ้นเป็นญาติกันแล้ว ให้ถือว่าทุกคนได้รับการเสนอขายหุ้นโดยปริยายก็ดี ส่วนเป็นหลักฐานที่ไม่อาจรับฟังได้แน่ชัด ว่าจำเลยที่ ๑ เสนอขายหุ้นแก่ผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ ๑๐ แล้ว เมื่อการโอนหุ้นระหว่าง จำเลยที่ ๑ กับโจทย์เป็นการฝ่าฝืนต่อข้อบังคับของจำเลยที่ ๑๐ ไม่ชอบด้วย ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๑๒๙ วรรคหนึ่ง โจทย์จึงไม่ได้กรรมสิทธิ์ในหุ้นของจำเลยที่ ๑ และไม่อาจใช้ สิทธิใด ๆ ในฐานะผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ ๑๐",แพ่ง,, 71,15,,ใช้อาวุธปืนยิงผู้อื่นในขณะที่นั่งโดยสารอยู่บนกระดาษด้านหลังของรถ โดยอยู่ห่างกันเพียง ๒ - ๓ เมตร หลายนัด แต่ผู้ถูกยิงไม่ถึงแก่ความตาย กระสุนถูก รถกระบะได้รับความเสียหายหลายแห่ง จะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาฐานใด,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๘๙/๒๕๖๑ จำเลยเป็นคนร้ายที่ร่วมกับพวกใช้อาวุธปืนยิงโจทย์ร่วมที่ ๑ ถึงที่ ๓ พฤติการณ์ ที่จำเลยกับพวกใช้อาวุธปืนซึ่งเป็นอาวุธร้ายแรงยิงโจทย์ร่วมที่ ๑ ถึงที่ ๓ ในขณะที่นั่ง โดยสารอยู่บนกระดาษด้านหลังรถของโจทย์ร่วมที่ ๔ โดยอยู่ห่างกันเพียง ๒ ถึง ๓ เมตร เป็นจำนวนถึง ๑๒ นัด จำเลยกับพวกย้อมเล็งเห็นผลได้ว่ากระสุนปืนอาจถูกโจทย์ร่วมที่ ๑ ถึงที่ ๓ ถึงแก่ความตายได้ จำเลยกับพวกจึงมีเจตนาฆ่า เมื่อจำเลยกับพวกลงมือกระทำ ความผิดแล้วแต่การกระทำไม่บรรลุผล เนื่องจากโจทก์ร่วมที่ ๑ ถึงที่ ๓ ไม่ถึงแก่ความตาย การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานร่วมกันพยามฆ่า และการที่จำเลยกับพวกใช้ อาวุธปืนยิงดังกล่าวเป็นเหตุให้กระสุนปืนถูกรถกระบะของโจทก์ร่วมที่ ๔ ได้รับความเสียหาย หลายแห่ง จำเลยจึงมีความผิดฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ด้วย,อาญา,, 71,15,,แจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่าโฉนดที่ดินสูญหายแล้วไปยื่นคำขอออก ใบแทนโฉนดที่ดินและให้ถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อบันทึกลงในคำขอใบแทน อันเป็น ความเท็จ จะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาฐานใด,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๕๗๐/๒๕๕๙ จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ตกลงจะขายที่ดินให้แก่โจทก์โดยนำโฉนดที่ดินมอบให้แก่ โจทก์และจะจัดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินเมื่อมีการชำระราคาครบถ้วนแล้ว ดังนั้น การที่ จำเลยที่ ๑ รู้อยู่แล้วว่าโฉนดที่ดินของจำเลยที่ ๑ อยู่ที่โจทก์ แต่กลับไปแจ้งความต่อ เจ้าพนักงานตำรวจว่าโฉนดที่ดินสูญหาย แล้วไปยื่นคำขอออกใบแทนโฉนดที่ดินกรณี สูญหายและให้ถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อบันทึกลงในคำขอใบแทนโฉนดที่ดินว่าโฉนด ที่ดินของโจทก์สูญหาย การกระทำของจำเลยที่ ๑ จึงเป็นความผิดฐานแจ้งความเท็จต่อ เจ้าพนักงานและฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จตามฟ้อง,อาญา,, 71,15,,เจ้าพนักงานตำรวจพบเห็นผู้เล่นการพนันแต่กลับไม่ทำการจับกุมและ เรียกรับเงิน เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาฐานใด,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๕๒๔/๒๕๕๖ จำเลยเป็นเจ้าพนักงานตำรวจมีหน้าที่สืบสวนจับกุมผู้กระทำความผิดอาญา ได้เห็น ส. กับพวกเล่นการพนันชนไก่ฉันเป็นความผิดอาญา จำเลยมีหน้าที่ต้องทำการ จับกุมผู้กระทำความผิด แต่กลับไม่ทำการจับกุมและเรียกรับเงินจำนวน ๑,๕๐๐ บาท จาก ส. เพื่อจะไม่จับกุมตามหน้าที่ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามประมวล กฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๙",อาญา,, 71,16,,สัญญาต่อท้ายหนังสือสัญญาจำนองมีข้อตกลงว่า หากบังคับจำนองแล้วได้เงินสุทธิน้อยกว่าจำนวนที่ค้างชำระให้ผู้จำนองซึ่งเป็นลูกหนี้รับผิดใช้เงินที่ขาดจำนวนให้แก่ผู้รับจำนองจนครบ ข้อตกลงดังกล่าวจะมีผลผูกพันผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองด้วยหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๔๒๓/๒๕๕๘ จำเลยที่ ๓ เป็นผู้รับโอนที่ดินอันเป็นทรัพย์สินซึ่งจำนองอยู่แก่โจทก์ตามคำพิพากษาจากจำเลยที่ ๒ โดยมีข้อตกลงตามสัญญาต่อท้ายหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันระหว่างโจทกกับจำเลยที่ ๒ ข้อ ๖ ระบุว่า “เมื่อมีการบังคับจำนองเอาทรัพย์สินซึ่งจำนองออกขายทอดตลาดได้เงินจำนวนสุทธิน้อยกว่าจำนวนเงินที่ค้างชำระกับหนี้อุปกรณ์ต่างๆ ดังกล่าวมาแล้วก็ดี...เงินยังขาดจำนวนเท่าใด ผู้จำนองและลูกหนี้ยอมรับผิดใช้เงินที่ขาดจำนวนนั้นให้แก่ผู้รับจำนอง จนครบ” และปรากฏว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีเอาทรัพย์สินซึ่งจำนองดังกล่าวออกขายทอดตลาดแล้วได้เงินไม่พอชำระหนี้ตามคำพิพากษาในส่วนที่จำเลยที่ ๓ จะต้องรับผิดตามคำพิพากษา มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะอาศัยข้อตกลงตามสัญญาต่อท้ายหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันระหว่างโจทกกับจำเลยที่ ๒ ข้อ ๖ ดังกล่าวบังคับเอาแก่ทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ ๓ ตามคำพิพากษาได้หรือไม่ เห็นว่า สัญญาต่อท้ายหนังสือสัญญาจำนองที่ดินดังกล่าวข้อ ๖ เป็นเพียงข้อตกลงระหว่างโจทกกับจำเลยที่ ๒ ซึ่งมีผลผูกพันและบังคับได้แต่เฉพาะระหว่างคู่สัญญาในลักษณะบุคคลสิทธิ มิใช่เป็นทรัพย์สิทธิที่จะตกติดไปกับตัวทรัพย์สินซึ่งจำนอง จำเลยที่ ๓ เป็นเพียงผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองจากจำเลยที่ ๒ มิได้มีนิติสัมพันธ์อันก่อให้เกิดสิทธิหรือหน้าที่อันใดกับโจทก์อย่างในฐานะผู้เป็นลูกหนี้ชั้นต้นหรือลูกหนี้รวมในหนี้ตามคำพิพากษาความรับผิดของจำเลยที่ ๓ ที่มีอยู่แก่โจทก์ย่อมมีอยู่เพียงที่ทรัพย์สินซึ่งจำนองที่ตนรับโอนมาซึ่งตราเป็นประกันการชำระหนี้แก่โจทก์เท่านั้น โจทก์จึงไม่อาจอ้างข้อตกลงตามสัญญาต่อท้ายหนังสือสัญญาจำนองระหว่างโจทกกับจำเลยที่ ๒ ดังกล่าวมาเพื่อบังคับชำระหนี้เอาแก่ทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ ๓ ตามคำพิพากษานอกเหนือไปจากทรัพย์สินซึ่งจำนองได้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๑๐๕/๒๕๔๘ การขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองมีทั้งการขายโดยปลอดจำนอง และการขายโดยจำนองติดไป หากเป็นการขายทอดตลาดโดยปลอดจำนองเจ้าหนี้จำนองย่อมมีสิทธิได้รับชำระหนี้จากเงินที่ขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองก่อนเจ้าหนี้รายอื่น ส่วนการขายทอดตลาดโดยจำนองติดไป ผู้รับจำนำของยังมีสิทธิได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนองโดยบังคับจำนองเอาแก่ผู้รับโอนทรัพย์สินที่จำนองตามมาตรา ๗๓๕ เมื่อจำเลยเป็นเพียงผู้รับโอนทรัพย์สินที่จำนองโดยการซื้อทรัพย์สินที่จำนองจากการขายทอดตลาด มิใช่คู่สัญญาตามสัญญาจำนอง จำเลยจึงเป็นบุคคลภายนอกย่อมไม่ต้องรับผิดตามสัญญาจำนองและสัญญาต่อท้ายสัญญาจำนองที่ยอมให้บังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินอื่นที่มิใช่ทรัพย์สินที่จำนอง แม้โจทก์ผู้รับจำนองชอบที่จะได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนองโดยมีพักต้องพิเคราะห์ว่ากรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่จะได้โอนไปยังบุคคลภายนอกแล้วหรือไม่ ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๐๒ วรรคสอง แต่จำเลยผู้รับโอนทรัพย์สินที่จำนองก็มีหน้าที่เพียงปลดเปลื้องภาระจำนองด้วยการไถ่ถอนจำนอง ตามบทบัญญัติในบรรพ ๓ ลักษณะ ๑๒ หมวด ๕ แห่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เท่านั้น ดังนั้น จำเลยจึงไม่ต้องชำระหนี้ตามสัญญาจำนองแก่โจทก์ และหากการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองได้เงินสุทธิไม่พอ จำเลยก็ไม่ต้องรับผิดแก่โจทก์อีก",แพ่ง,, 71,16,,บุคคลภายนอกอ้างว่าที่ดินบางส่วนที่คู่สัญญาตกลงซื้อขายกันเป็นของตน หากผู้ซื้อยอมตามที่บุคคลภายนอกเรียกร้องเพราะบุคคลภายนอกได้แจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจอันมิใช่ความผิดของผู้ซื้อ ดังนี้ ผู้ขายต้องรับผิดต่อผู้ซื้อหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๔๒๕/๒๕๖๑ ก. อ้างว่าที่ดินบางส่วนที่โจทก์และจำเลย ตกลงซื้อขายกันเป็นของ ก. เป็นเรื่องที่บุคคลภายนอกมาก่อการรบกวนขัดสิทธิของโจทก์ ในฐานะผู้ซื้อในอันจะครองที่ดินพิพาทเป็นปกติสุขเพราะบุคคลภายนอกมีกรรมสิทธิ์เหนือ ที่ดินพิพาทยู่ในเวลาที่โจทก์ซื้อจากจำเลย กรณีเป็นเรื่องการรอนสิทธิ ตามประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๗๕ แม้โจทก์ระบุข้อหาหรือฐานความผิดและบรรยาย ข้อเท็จจริงในคำฟ้องแล้วสรุปว่าเป็นเรื่องการแสดงเจตนาโดยสำคัญผิด ก็เป็นเรื่องที่โจทก์ ยกเอากฎหมายมาปรับกับข้อเท็จจริงตามความเข้าใจของโจทก์เอง แต่ในคดีแพ่งผู้ฟ้องคดี ไม่จำเป็นต้องยกบทกฎหมายขึ้นกล่าวอ้างในคำฟ้อง เพียงแต่บรรยายข้อเท็จจริงอันเป็น ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาและเหตุผลที่จำต้องรับผิดให้ชัดแจ้งก็พอแล้ว ส่วนในการ วินิจฉัยคดีศาลย่อมมีอำนาจยกบทกฎหมายที่ถูกต้องขึ้นมาปรับแก่คดีให้จำเลยรับผิดตรงตาม สิทธิเรียกร้องของโจทก์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๓๔ ที่ศาล อุทธรณ์ภาค ๘ วินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์เป็นเรื่องการรอนสิทธิจึงชอบแล้ว หาใช่เป็นเรื่องนอก ฟ้องนอกประเด็นต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒ ไม่ แม้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๘๒ (๑) บัญญัติให้ผู้ขายไม่ต้องรับผิดในการรอนสิทธิ หากผู้ขายพิสูจน์ได้ว่าสิทธิของผู้ซื้อได้สูญไปโดยความผิดของผู้ซื้อเองแต่เหตุที่โจทก์ต้องยอมตามที่ ก. เรียกร้อง เพราะ ก. ได้แจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจแล้วพนักงานสอบสวนแจ้งให้โจทก์และ ก. หยุดเก็บเกี่ยวผลปาลม์น้ำมันในที่พิพาท และให้ทั้งสองฝ่ายไปติดต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อรังวัดแนวเขตที่ดินว่าที่พิพาทเป็นของบุคคลใด เมื่อผลการรังวัดแนวเขตที่ดินว่าที่พิพาทอยู่ในแนวเขตที่ดินของ ก. โจทก์จึงต้องยอมรับผลของการรังวัดแนวเขตนั้น ซึ่งหากโจทก์ไม่ยอมรับผลก็อาจต้องมีความผิดในทางอาญา การที่โจทก์ยอมตามที่ ก. เรียกร้องถือไม่ได้ว่าเป็นความผิดของโจทก์เองอันจะทำให้จำเลยไม่ต้องรับผิดในการรอนสิทธิตามบทกฎหมายดังกล่าว,แพ่ง,, 71,16,,ทำสัญญาขายที่ดินอำพรางการกู้ยืมเงิน ต้องบังคับตามสัญญาใด และหากมีการขายที่ดินให้บุคคลภายนอกไปแล้วบุคคลภายนอกจะได้รับความคุ้มครองหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๓๕/๒๕๖๑ โจทก์และจำเลยมีเจตนากำหนดทำสัญญากู้ยืมเงินกันมาตั้งแต่ต้นมิได้มีเจตนาที่จะทำสัญญาขายที่ดินกันจริง สัญญาขายที่ดินตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๕ วรรคหนึ่ง และเป็นนิติกรรมอำนาจการกู้ยืมเงินที่จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์โดยให้ที่ดินแก่โจทก์ยืดถือไว้เป็นประกัน และถือได้ว่าสัญญาขายที่ดินเป็นนิติกรรมสัญญากู้ยืมเงินที่ทำเป็นลายลักษณ์อักษรระหว่างโจทกกับจำเลยและถูกอำพรางไว้ ต้องบังคับตามสัญญากู้ยืมเงินซึ่งเป็นนิติกรรมที่ถูกอำพรางไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๕ วรรคสอง เมื่อสัญญาขายที่ดินพิพาทดูกเป็นโมฆะ จึงต้องเพิกถอนเป็นผลให้ที่ดินพิพาทยังเป็นของจำเลย โจทก์ไม่มีสิทธิที่จะฟ้องขับไล่จำเลย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๒๕๑๔/๒๕๖๑ สัญญาขายฝากที่โจทก์ทำไว้กับจำเลยที่ ๑ เป็นนิติกรรมอำนาจการกู้ยืมเงินและตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๕ วรรคหนึ่ง ต้องบังคับตามสัญญากู้ยืมเงินซึ่งเป็นนิติกรรมที่ถูกจำหน่ายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๕ วรรคสอง แม้การขายฝากที่ดินจะตกเป็นโมฆะ ต้องเพิกถอนสัญญาขายฝากเป็นผลให้ที่ดินพิพาทยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทกก็ตาม แต่จำเลยที่ ๑ ได้ขายที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริตและต้องเสียหายจากการแสดงเจตนาวลงว่องอยู่ได้รับคุมครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๕ วรรคหนึ่ง ตอนท้าย โจทก์จึงไม่อาจเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทร่วมกับจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๒ ได้,แพ่ง,, 71,16,,ใช้ถุงพลาสติกซึ่งไม่มีช่องอากาศครอบศีรษะผู้อื่นแล้วใช้เทปกาวพันรอบ ถุงบริเวณรอบลำคอ ถือว่าผู้กระทำมีเจตนาฆ่าหรือไม่ และหากผู้ถูกกระทำไม่อาจกระทำการ ยืนเป็นการข่มเหงอย่างร้ายแรงต่อไปได้ผู้กระทำจะอ้างการกระทำโดยบันดาลโทสะได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๓๓๒/๒๕๖๐ จำเลยใช้ถุงพลาสติกซึ่งไม่มีช่องอากาศ ครอบศีรษะผู้ตาย แล้วใช้เทปกาวพันรอบถุงบริเวณรอบลำคอผู้ตาย แม้จำเลยมิได้ ประสงค์จะให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย แต่จำเลยก็ย่อมเล็งเห็นผลได้ว่าการกระทำดังกล่าว จะทำให้ผู้ตายขาดอากาศหายใจและถึงแก่ความตายได้ จึงถือได้ว่าจำเลยมีเจตนามฆ่าผู้ตาย แล้ว เมื่อการกระทำของจำเลยเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย จำเลยจึงมีความผิดฐานฆ่า ผู้อื่น การที่จำเลยจะอ้างว่ากระทำความผิดโดยบันดาลโทสะได้นั้นจะต้องปรากฏ ข้อเท็จจริงว่าจำเลยถูกผู้ตายข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมก่อน และต้อง เป็นการกระทำความผิดในขณะที่ถูกผู้ตายข่มเหงด้วย ก่อนเกิดเหตุ จำเลยกับผู้ตายมี ปากเสียงทะลายกันในขณะที่จำเลยขับรถยนต์มากับผู้ตาย แม้จำเลยอ้างว่าผู้ตายทูบที่และ ถือจำเลยจนทำให้รถยนต์เสียหลักไปชนกับขอบทางด่วน แต่สาเหตุที่ผู้ตายกระทำต่อ จำเลยเกิดจากจำเลยหลอกลวงให้ผู้ตายไปพบเพื่อดูรถยนต์ที่จะนำมาตีใช้หนี้ให้แก่ผู้ตาย ซึ่งจำเลยมีส่วนผิดอยู่ด้วย เมื่อจำเลยใช้เข็มขัดพลาสติกรัดสายไฟมัดมือมัดเท้า ใช้เทป ปิดปากผู้ตาย และถอดเสื้อผ้าของผู้ตายออกไปแล้ว ผู้ตายย่อมไม่อาจกระทำการ ยืนเป็นการข่มเหงจำเลยอย่างร้ายแรงต่อไปได้ การที่จำเลยยังคงใช้ถุงพลาสติกคลุม ศีรษะผู้ตายและใช้เทปมัดถุงพลาสติกรอบคอผู้ตายจนแน่นโดยอ้างว่ายังคงได้ยินเสียงผู้ตาย ด่าทอและข่มขู่จะทำรายปริยาและบุตรของจำเลย จนทำให้ผู้ตายขาดอากาศหายใจ และถึงแก่ความตายในเวลาต่อมานั้น ย่อมไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดใน ขณะที่ถูกผู้ตายข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม การกระทำของจำเลยจึง ไม่เป็นกระทำความผิดโดยบันดาลโทสะ",อาญา,, 70,1,,เจ้าของรวมในอสังหาริมทรัพย์พาลุ่มชายฉกรรจ์พร้อมอาวุธป้องคับข่มขืนใจให้เจ้าของรวมคนหนึ่งออกจากอสังหาริมทรัพย์ไปและเข้าครอบครองทำประโยชน์แต่เพียงผู้เดียว จะเป็นความผิดฐานยักยอกหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๐๔๖/๒๕๕๙ จำเลยที่ ๑ เป็นพี่โจทย์ โจทก์มีสามีเป็นคนสัญชาติอังกฤษชื่อนายปีเตอร์ จดทะเบียนสมรสตามกฎหมายไทย มีบุตรด้วยกัน ๑ คน นายปีเตอร์มีอาชีพเป็นแพทย์ ระหว่างอยู่กินร่วมกัน โจทก์และนายปีเตอร์ได้ทำมาหากินซื้อที่ดินไว้หลายแปลง ต่อมานายปีเตอร์ถึงแก่ความตาย โจทก์มีสามีใหม่ชื่อนายธานี และร่วมกันทำธุรกิจสร้างหอพักและคอนโดมิเนียมให้เช่า จากนั้นในปี ๒๕๕๑ นายธานี ถึงแก่ความตาย โจทก์ซักชวนจำเลยทั้งสองซึ่งอยู่ที่ประเทศสมาชิกสหรัฐสวิตเซอร์แลนด์มาอยู่ด้วย โดยจำเลยทั้งสองตัดสินใจจะขายพญาหมาอยู่ที่ประเทศไทยและทำธุรกิจโฮมสเตย์ให้นักท่องเที่ยวต่างชาติมาพักอาศัย โจทก์และจำเลยทั้งสองตกลงว่า โจทก์เป็นผู้ลงทุนที่ดินส่วนจำเลยทั้งสองลงทุนค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างจำนวน ๑๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท รายได้แบ่งคนละครึ่ง หลังจากก่อสร้างโฮมสเตย์และบ้านหลังใหม่นี้ดินของโจทก์เสร็จจำเลยทั้งสองพักอาศัยในบ้านหลังใหม่ ส่วนโจทก์พักอาศัยอยู่ในหอพักคอนโดนิเนียมซึ่งอยู่ติดกัน ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองร่วมกับโจทก์เป็นเจ้าของและครอบครองดูแลทรัพย์สิน ได้แก่ หอพักคอนโดนิเนียม บ้านเช่า และโฮมสเตย์ อันเป็นอสังหาริมทรัพย์ทั้งหมดเพื่อแสวงหาประโยชน์ร่วมกัน ดังนั้น พฤติการณ์ที่จำเลยทั้งสองร่วมกันพากลุ่มชายฉกรรจ์จำนวน ๕ คน พร้อมอาวุธป้องกันข่มขืนใจให้โจทก์จำต้องออกจากการหอพักคอนโดนิเนียมดังกล่าวไป และจำเลยทั้งสองร่วมกันเข้าครอบครองทำประโยชน์ในหอพักคอนโดนิเนียมดังกล่าวแต่เพียงผู้เดียวก่อนเป็นเหตุให้โจทก์ไม่สามารถครอบครองใช้ประโยชน์ในตอนคอนโดมีเนียมดังกล่าวและได้รับผลประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินจาก คู่นคอนโดมีเนียมนี้อีกได้ พฤติการณ์ของจำเลยทั้งสองหากเป็นดังที่โจทก์บรรยายมาใน คำฟ้อง ย่อมเป็นการเบียดบังเอาทรัพย์ที่โจทก์เป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยเป็นของตนเอง โดยทุจริต อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๒ วรรคแรก",แพ่ง,, 70,1,,การที่จำเลยขวางขวดแก้วบรรจน้ำมันติดไฟไปที่ผู้เสียหายที่ ๑ แล้ว นำมันที่ติดไฟกระเด็นไปถูกผู้เสียหายที่ ๒ ซึ่งนั่งอยู่ใกล้กัน ถือว่าจำเลยกระทำโดยเจตนา ทำรายต่อผู้เสียหายที่ ๒ ซึ่งได้รับผลร้ายจากการกระทำนั้น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๖๐ หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๑๖๑/๒๕๕๙ ได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหายที่ ๒ ว่า คนร้ายขวางขวดมาที่โต๊ะผู้เสียหายที่ ๑ ทำให้ขวดไปกระทบกับโต๊ะ เป็นเหตุให้ขวด แตก นำมันที่อยู่ในขวดกระเด็นมาถูกผู้เสียหายที่ ๒ และมีไฟลุกขึ้น เห็นได้ว่า ขณะที่ จำเลยขวางขวดบรรจน้ำมันที่มีไฟติดอยู่ไปที่โต๊ะของผู้เสียหายที่ ๑ นั้น ผู้เสียหายที่ ๒ นั่งอยู่ใกล้กับผู้เสียหายที่ ๑ จำเลยย่อมเล็งเห็นผลได้ว่าน้ำมันที่ติดไฟจะกระเด็นไปถูก ผู้เสียหายที่ ๒ ซึ่งนั่งอยู่ใกล้กับผู้เสียหายที่ ๑ ได้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำ โดยเจตนาเล็งเห็นผลตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๙ วรรคสอง หาใช่เป็นการ กระทำโดยพลาดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๖๐ พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดฐานทำรายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้รับ อันตรายสาหัส จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๗ (๘),อาญา,, 70,1,,"รขยายกำหนดเวลาไถ่ทรัพย์สินซึ่งขายฝากต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ ลงลายมือชื่อผู้รับไถ่หรือไม่ สินไถ่หรือราคาขายฝากที่กำหนดไว้สูงกว่าราคาขายฝากที่แท้จริงเกินอัตราร้อย ละสิบห้าต่อปี ผู้ขายฝากมีสิทธิไถ่ตามราคาใด","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๖๕/๒๕๕๙ “ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์และ จำเลยเป็นเพื่อนกัน เมื่อวันที่ ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๕๔ ว. มารดาโจทก์ทำสัญญาขายฝาก ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ ๖๔๓๔ พร้อมส่งปลูกสร้าง แก่จำเลยในราคา ๘๐๐,๐๐๐ บาท มีกำหนด ๑ ปี โดยครบกำหนดในวันที่ ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๕๕ ต่อมาวันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๕๕ ว. มารดาโจทก์เสียชีวิตก่อนครบกำหนดได้ถ่อน โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ว. ตามคำสั่งศาลติดต่อกับจำเลยขอขยายกำหนดเวลาไถ่ถอนออกไปอีก ๖ เดือน จำเลยทำหลักฐานเป็นหนังสือมอบให้แก่โจทก์เมื่อวันที่ ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๕๕ ตามบันทึกเอกสารหมายเลข จ.๔ หลังจากนั้นโจทก์ติดต่อหาคนมาซื้อที่ดินพิพาทร้อมสิ่งปลูกสร้างได้ในราคา ๑,๕๐๐,๐๐๐ บาท โจทก์ติดต่อจำเลยเพื่อไถ่ถอนบ้านและที่ดินคืน ในราคา ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท แต่จำเลยไม่ยินยอมให้ไถ่ถอน เห็นว่า ตามบันทึกเอกสารหมายเลข จ.๔ มีข้อความพอสรุปได้ว่า ที่จำเลยได้รับขายฝากที่ดินพิพาทไว้ จำเลยยินดีจะทำสัญญาซื้อขายตั้งแต่วันที่ ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๕๕ ถึงวันที่ ๒๖ มกราคม ๒๕๕๖ ตามสัญญาเดิมที่ทำไว้พร้อมดอกเบี้ย โดยตามบันทึกดังกล่าวมีการกล่าวอ้างถึงสัญญาขายฝากฉบับเดิมที่ ว. มารดาโจทก์ได้ทำไว้ ก่อนตาย ซึ่งหากเป็นการตกลงจะซื้อขายที่ดินพิพาทร้อมสิ่งปลูกสร้างกันใหม่ก็ไม่จำเป็น ต้องกล่าวถึงสัญญาขายฝากฉบับเดิมไว้ ทั้งยังเป็นการตกลงให้โจทก์ต้องชำระเงินไถ่พร้อมดอกเบี้ยตามสัญญาขายฝากเดิมให้แก่จำเลยภายในวันที่ ๒๖ มกราคม ๒๕๕๖ กรณีจึงถือได้ว่าจำเลยขายกำหนดเวลาใดให้แก่โจทก์โดยมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อ จำเลยผู้รับไถ่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๙๖ วรรคสอง แล้ว ว. มารดาโจทก์ผู้ขายฝากและจำเลยผู้ซื้อดกลงคิดดอกเบี้ยเดือนละ ๑๒,๐๐๐ บาท กรณีจึงเป็นการกำหนดราคาสินไถ่หรือราคาขายฝากสูงกว่าราคาขายฝากที่แท้จริงในอัตราร้อยละ ๑๘ ต่อปี เมื่อราคาสินไถ่หรือราคาขายฝากที่กำหนดไว้สูงกว่าราคาขายฝากที่แท้จริงเกินอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ มาตรา ๔๙๙ วรรคสอง ซึ่งกำหนดให้ได้ตามราคาขายฝากที่แท้จริงรวมประโยชน์ตอบแทนร้อยละ ๑๕ ต่อปี ราคาสินไถ่ที่เกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดนี้ เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความไม่อุทธรณ์ ฎีกา ศาลฎีกาก็ยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ โจทก์จึงมีสิทธิได้ได้ตามราคาขายฝากที่แท้จริง ๘๐๐,๐๐๐ บาท รวมประโยชน์ตอบแทนร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันขายฝากวันที่ ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๕๔ จนถึงวันฟ้องเป็นเงิน ๑๖๙,๙๗๑.๕๒ บาท รวมเป็นสินไถ่ ๙๖๙,๙๗๑.๕๒ บาท โดยต้องนำเงินที่มารดาโจทก์ชำระแก่จำเลยเดือนละ ๑๒,๐๐๐ บท เป็นเวลา ๕ เดือน รวม ๖๐,๐๐๐ บาท ซึ่งเป็นการชำระสินไถ่ไปแล้วบางส่วน มาหักออกจากเงินค่าสินไถ่ คงเหลือเงินที่โจทย์ก็ต้องชำระค่าสินไถ่แก่จำเลยเป็นเงิน ๙๐๙.๙๗๑.๕๒ บาท""",แพ่ง,, 70,1,,มีผู้ใช้อาวุธปืนยิงที่ศีรษะผู้อื่น จากนั้นมีผู้อื่นร่วมกันนำร่างขึ้นรถกระบะ ของผู้เสียหายแล้วร่วมกันจุดไฟเผารถกระบะพร้อมรางซึ่งอยู่ในรถ โดยเข้าใจว่าถึงแก่ ความตายแล้ว เป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตาย ผู้ร่วมกระทำการดังกล่าวจะมีความผิด ฐานฆ่าผู้อื่น วางพลิงเผาทรัพย์ของผู้อื่น หรือทำลายศพ หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๓๒๖๒/๒๕๕๘ เมื่อจำเลยที่ ๑ ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายแล้ว จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ไปส่ง บ. ที่บ้านแล้วย้อนกลับไปยังกระท่อมที่เกิดเหตุอีกครั้งหนึ่ง และร่วมกับจำเลยที่ ๑ ยกร่างของผู้ตายขึ้นรถกระบะคันเกิดเหตุ ทั้งขณะที่จำเลยที่ ๑ นำฟางมาคลุมรางของผู้ตาย และนำยางในรถยนต์มาวางทับ แล้วเตรียมน้ำมัน เชื้อเพลิงขึ้นรถกระบะนั้น จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ก็อยู่ในเหตุการณ์ด้วย จำเลยที่ ๒ และ ที่ ๓ ย่อมคาดหมายได้ว่าจำเลยที่ ๑ จะต้องจุดไฟเผารถกระบะคันเกิดเหตุและรางของ ผู้ตายเพื่ออำพรางคดี จากนั้นจำเลยที่ ๓ ก็นั่งไปด้วยในรถกระบะที่จำเลยที่ ๑ ขับ โดย มีจำเลยที่ ๒ ขับรถอีกคันหนึ่งแล่นติดตามไป แล้วจำเลยทั้งสามร่วมกันจุดไฟเผา รถกระบะคันเกิดเหตุพร้อมรางของผู้ตายซึ่งอยู่ในรถดังกล่าว การที่จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ร่วมกันจุดไฟเผารถกระบะคันเกิดเหตุโดยเข้าใจว่าผู้ตายถึงแก่ความตายแล้ว เป็นการ กระทำโดยมิได้รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิด จึงไม่มีเจตนามฆ่าผู้ตาย แต่การกระทำของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ หาได้ใช้ความระมัดระวังตรวจดูให้ดีก่อนว่าผู้ตาย ถึงแก่ความตายแล้วหรือไม่ ซึ่งบุคคลในภาวะเช่นจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ จักต้องมีตาม วิสัยและพฤติการณ์ แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่ จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ จึงมีความผิดฐาน กระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและฐานร่วมกันวางพลิงเผาทรัพย์ของ ผู้อื่น ความผิดฐานร่วมกันช้อนเร้น ย้าย หรือทำลายศพเพื่อปิดบังเหตุแห่งการตาย ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๙๙ นั้น การกระทำที่จะเป็นความผิดฐานนี้ผู้กระทำจะต้องช้อนเร้น ย้าย หรือทำลายศพซึ่งหมายความถึงร่างกายของคนที่ตายแล้ว แต่เมื่อขณะที่ผู้ตาย ถูกเผา ผู้ตายยังไม่ถึงแก่ความตายร่างกายของผู้ตายในขณะนั้นจึงไม่ใช่ศพ ย่อมไม่อาจถือได้ว่าจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ร่วมกันช้อนเร้น ย้าย หรือทำลายศพ อันเป็นองค์ประกอบความผิดการกระทำของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ จึงไม่เป็นความผิดฐานดังกล่าว",อาญา,, 70,1,,หุ้นส่วนจำกัดความรับผิดเข้าไปติดต่อเจรจาเกี่ยวกับการใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ถูกทำละเมิด เป็นการสอดเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการงานของห้างหุ้นส่วนหรือไม่ และมีความรับผิดเพียงใด,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๕๑๙๙-๑๕๒๐๐/๒๕๕๘ จำเลยที่ ๖ เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ ๔ (ห้างหุ้นส่วนจำกัด) ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ ๖ ขับรถบรรทุกสินค้าไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ ๔ จำเลยที่ ๔ ในฐานะนายจ้างจึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๖ ในผลแห่งละเมิดซึ่งจำเลยที่ ๖ ได้กระทำไปตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๒๕ จำเลยที่ ๓ ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการย่อมต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๔ ด้วยโดยไม่จำกัดจำนวนตามมาตรา ๑๐๗๗ (๒) และ ๑๐๘๗ ส่วนจำเลยที่ ๒ แม้เป็นหุ้นส่วนจำกัดความรับผิด แต่พฤติการณ์ของจำเลยที่ ๒ ที่แสดงตัวออกว่าเป็นนายจ้างจำเลยที่ ๖ และเข้าไปติดต่อเจรจาเกี่ยวกับการใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ตลอดมาถือได้ว่าเป็นการสอดเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการงานของจำเลยที่ ๔ เช่นนี้จำเลยที่ ๒ จึงต้องร่วมรับผิดในบรรดาหนี้ทั้งหลายของจำเลยที่ ๔ ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๐๘๘ ด้วย โจทก์ฟ้องกล่าวอ้างว่า จำเลยที่ ๑ เป็นนายจ้างหรือตัวการของจำเลยที่ ๖ และในวันเกิดเหตุจำเลยที่ ๖ ขับรถไปในทางการที่จ้างหรือได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ ๑ ด้วย แต่จากการนำสืบของโจทก์ไม่ได้ความว่า จำเลยที่ ๑ มีความเกี่ยวข้องหรือมีนิติสัมพันธ์ใด ๆ กับจำเลยที่ ๖ หนังสือรับรองจำเลยที่ ๔ ก็ไม่มีชื่อจำเลยที่ ๑ เป็นหุ้นส่วน และไม่ได้ความว่า จำเลยที่ ๑ ร่วมลงทุนทำกิจการใดกับจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ หรือมีส่วนเป็นเจ้าของสินค้าที่บรรทุกมาในรถกระบะที่จำเลยที่ ๖ ขับไปเกิดเหตุคดีนี้ คงได้ความเพียงว่าจำเลยที่ ๑ มีชื่อเป็นผู้ครอบครองรถกระบะคันเกิดเหตุเท่านั้น ดังนี้ จำเลยที่ ๑ จึงไม่ต้องร่วมรับผิดใด ๆ ในผลแห่งละเมิดซึ่งจำเลยที่ ๖ กระทำ",แพ่ง,, 70,2,,พาผู้เยาว์ไปโดยมีเจตนามุ่งหมายที่จะกระทำชำเราผู้เยาว์เพียงอย่างเดียว จะเป็นความผิดฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา โดยผู้เยาว์นั้นไม่เต็มใจไปด้วยตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๘ อีกหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๒๖๓/๒๕๕๙ ความผิดฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา โดยผู้เยาว์นั้นไม่เต็มใจไปด้วย ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๘ นั้น เห็นว่า คำว่า “พราก” หมายความว่าพาไปหรือแยกผู้เยาว์ออกไปจาก อำนาจปกครองดูแล และไม่จำกัดว่าจะกระทำด้วยวิธีใด ทำให้อำนาจปกครองดูแลของบิดา มารดา ถูกรบกวนหรือถูกกระทบ โดยบิดามารดาผู้เยาว์ไม่รู้เห็นยินยอมด้วย อันเป็นการ ล่วงละเมิดอำนาจปกครองของบิดามารดาผู้เยาว์ทั้งนี้ไม่ว่าผู้เยาว์จะไปอยู่ที่ใด หากบิดา มารดายังเอาใจใส่ผู้เยาว์ ย่อมอยู่ในอำนาจปกครองของบิดามารดาตลอดเวลา การพราก ผู้เยาว์ ไม่ว่าผู้พรากผู้เยาว์จะเป็นฝ่ายชักชวนโดยมีเจตนามุ่งหมายที่จะกระทำชำเรา ผู้เยาว์เพียงอย่างเดียว ก็ย่อมเป็นความผิดทั้งสิ้น ก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายที่ ๒ ได้ขออนุญาตผู้เสียหายที่ ๑ ซึ่งเป็นมารดา ไปเล่น กีฬาวอลเลย์บอลที่สนามวอลเลย์บอลของโรงเรียน ระหว่างนั้นจำเลยได้ชักชวนผู้เสียหาย ที่ ๒ ไปพูดคุยที่บริเวณหน้าห้องน้ำแล้ว จำเลยพาผู้เสียหายที่ ๒ เข้าไปในห้องน้ำชายและ กระทำชำเราผู้เสียหายที่ ๒ ดังนี้ อำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ ๒ จึงยังคงอยู่ที่ผู้เสียหาย ที่ ๑ การที่จำเลยชักชวนผู้เสียหายที่ ๒ ไปที่บริเวณห้องน้ำแล้วกระทำชำเราผู้เสียหายที่ ๒ โดยไม่ได้รับอนุญาตหรือยินยอมจากผู้เสียหายที่ ๑ ย่อมทำให้อำนาจปกครองของ ผู้เสียหายที่ ๑ ที่มีต่อผู้เสียหายที่ ๒ ถูกรบกวนหรือถูกกระทบกระเทือนโดยผู้เสียหายที่ ๑ ไม่รู้เห็นยินยอมด้วย การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดาโดยผู้เยาว์ไม่เต็มไปด้วย เพื่อการอนาจารตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๘ วรรคสาม",อาญา,, 70,2,,การแบ่งทรัพย์สินระหว่างเจ้าของรวมจะกำหนดให้ใช้เสียงข้างมากของ เจ้าของรวมตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๕๘ มาใช้บังคับกับการแบ่งที่ดินได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๘๖๖/๒๕๕๙ โจทก์ทั้งสองเป็นฝ่ายกล่าวอ้างข้อเท็จจริงว่า เจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทได้ตกลงจับสลากแบ่งแยกการครอบครองที่ดินพิพาทกัน เป็นสัดส่วนแล้วแต่จำเลยที่ ๑ ให้การปฏิเสธว่ายังมิได้มีการแบ่งแยกการครอบครอง เป็นสัดส่วน โจทก์ทั้งสองย่อมมีภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงตามที่กล่าวอ้าง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๓๖๔ วรรคหนึ่งบัญญัติว่า “การแบ่งทรัพย์สินพึงกระทำโดยแบ่ง ทรัพย์สินนั้นเองระหว่างเจ้าของรวม หรือโดยขายทรัพย์สินแล้วเอาเงินที่ขายได้แบ่งกัน” และ วรรคสองบัญญัติว่า ""ถ้าเจ้าของรวมไม่ตกลงกันว่าจะแบ่งทรัพย์สินอย่างไรไซร้ เมื่อเจ้าของ รวมคนหนึ่งคนใดขอ ศาลอาจสั่งให้เอาทรัพย์สินนั้นออกแบ่ง ถ้าส่วนที่แบ่งให้ไม่เท่ากันไซร้ จะสั่งให้ทดแทนกันเป็นเงินก็ได้ ถ้าการแบ่งเช่นว่านี้ไม่อาจทำได้หรือจะเสียหายมากนักก็ดี ศาลจะสั่งให้ขายโดยประมูลราคากันระหว่างเจ้าของรวมหรือขายทอดตลาดก็ได้"" ซึ่ง บทบัญญัติมาตรา ๑๓๖๔ เป็นบทเฉพาะที่เกี่ยวกับการแบ่งทรัพย์สินระหว่างเจ้าของ รวม จึงไม่อาจนำบทบัญญัติตัวไปที่เกี่ยวกับการจัดการทรัพย์สินในกรณีอื่นซึ่งกำหนด ให้ใช้เสียงช้างมากของเจ้าของรวมตามมาตรา ๑๓๕๘ มาใช้บังคับกับการแบ่งที่ดิน พิพาทในคดีนี้ เมื่อเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมทุกคนในที่ดินพิพาทยังมิได้มีการแบ่งแยกการ ครอบครองที่ดินพิพาทเป็นสัดส่วน การแบ่งที่ดินพิพาทจึงต้องดำเนินการตามมาตรา ๑๓๖๔",แพ่ง,, 70,2,,เจ้าของรวมในทรัพย์สินคนหนึ่งจะตกลงให้บุคคลอื่นเช่าบ้านซึ่งเป็น กรรมสิทธิ์รวมโดยลำพัง หรือเป็นการตกลงให้เช่าโดยมติเสียงช้างมากได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๙๓๘/๒๕๕๙ สัญญาเช่าบ้านพิพาทตามคำพิพากษา ตามยอมมีระยะเวลาเช่าตั้งแต่วันที่ ๖ ธันวาคม ๒๕๕๔ ถึงวันที่ ๖ ธันวาคม ๒๕๕๗ เมื่อ ครบระยะเวลาตามสัญญาแล้ว หากไม่มีการต่อสัญญาเช่าจำเลยต้องขนย้ายบริวารและ ทรัพย์สินออกไปจากบ้านพิพาท ปรากฏว่าเจ้ามรดกเจ้าของบ้านพิพาทถึงแก่ความตายตั้งแต่ วันที่ ๒ พฤษภาคม ๒๕๕๕ ก่อนสัญญาเช่าครบกำหนด ย่อมไม่มีทางที่จำเลยจะ ต่อสัญญาเช่าตามข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความได้ทั้งทรัพย์สินของเจ้ามรดก ทั้งหมดรวมถึงบ้านพิพาทและเงินค่าเช่าบ้านพิพาทที่จำเลยโอนเข้าบัญชีเงินฝากของเจ้ามรดก ย่อมเป็นทรัพย์มรดกตกทอดไปยังทายาท แม้จะได้ความว่าเจ้ามรดกได้ทำบันทึกก่อนตาย แต่งตั้งผู้จัดการมรดกไว้เป็นคณะกรรมการโดยมี จ. เป็นประธานกรรมการ ส. และ พ. เป็น กรรมการ และโจทก์เป็นกรรมการและเลขานุการ แต่หลังจากเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย คณะกรรมการจัดการมรดกดังกล่าวหาได้ดำเนินการจัดการมรดกหรือแบ่งปันทรัพย์มรดก ให้แก่ทายาทไม่ และศาลยังไม่มีคำสั่งแต่งตั้งผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดก ดังนั้นทายาททุกคนจึงเป็นเจ้าของรวมในกองทรัพย์มรดก การจัดการทรัพย์มรดกต้องบังคับตาม บทบัญญัติแห่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ว่าด้วยกรรมสิทธิ์รวมซึ่งมาตรา ๑๓๖๑ บัญญัติว่า “เจ้าของรวม คนหนึ่ง ๆ จะจำหน่ายส่วนของตน หรือจำนอง หรือก่อให้เกิดภาระติดพันได้ก็แต่ด้วยความ ยินยอมแห่งเจ้าของรวมทุกคน...” การให้เช่าบ้านพิพาทถือได้ว่าเป็นการก่อให้เกิดภาระ ติดพันในตัวทรัพย์สินซึ่งจะกระทำได้ก็ต่อเมื่อได้รับความยินยอมของทยาชซึ่งเป็น เจ้าของกรรมสิทธิ์รวมทุกคน จ.ไม่อาจตกลงให้จำเลยเช่าบ้านพิพาทได้ไม่ว่าจะเป็น การตกลงให้เช่าโดยลำพังหรือเป็นการตกลงให้เช่าโดยเป็นมติเสียงข้างมากของทยาท เมื่อ จำเลยอ้างว่า จ. และทายาทของเจ้ามรดกฝ่ายเสียงข้างมากตกลงให้จำเลยเช่าบ้าน ส่วนโจทก์ทายาทอีกคนหนึ่งก็ยืนยันว่าไม่ได้ให้ความยินยอมให้ จ. ตกลงทำสัญญาเช่า บ้านพิพาทกับจำเลย แสดงว่าการทำสัญญาเช่าบ้านพิพาทระหว่าง จ. กับจำเลยไม่ได้ รับความยินยอมจากเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมทุกคน สัญญาเช่าบ้านพิพาทระหว่าง จ. กับ จำเลยจึงไม่มีผลใช้บังคับได้ จำเลยย่อมไม่มีสิทธิอยู่อาศัยในบ้านพิพาทดามสัญญาเช่า ดังกล่าว ต้องขนย้ายบริวารและทรัพย์สินออกไปจากบ้านพิพาท เมื่อครบกำหนดระยะเวลาเช่า ตามข้อตกลงตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ซึ่งโจทก์มีสิทธิบังคับคดีได้ทันที,แพ่ง,, 70,2,,ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คให้แก่บุคคลอื่นเพื่อเป็นประกันและมีข้อตกลงว่า ห้ามมิให้นำเช็คไปเรียกเก็บเงินจากรนาคาร แต่ไม่มีการจดข้อกำหนดดังกล่าวลงไว้ชัดแจ้ง ในเช็ค จะมีผลอย่างหนึ่งอย่างใดแก่เช็คหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๔๘๔/๒๕๕๙ โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ตามเช็ค เมื่อจำเลยทั้งสองรับว่าได้สั่งจ่ายเช็คพิพาททั้ง ๒๖ ฉบับจริงในเบื้องต้นต้องถือว่าโจทก์เป็น ผู้ทรงเช็คโดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยทั้งสองจึงต้องรับผิดตามเนื้อความในเช็คตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๐๐ วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยทั้งสองปฏิเสธความรับผิดอ้างว่าจำเลยทั้งสองลงลายมือ ชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทในฐานะกรรมการของบริษัท บ. มอบให้แก่โจทก์ไว้เพื่อเป็นหลักประกัน และมีข้อตกลงว่าห้ามมิให้โจทก์นำเช็คพิพาทดังกล่าวไปเรียกเก็บเงินจากรนาคาร ซึ่งเป็นการ กล่าวอ้างข้อเท็จจริงเพื่อที่จะไม่ต้องรับผิดตามเช็คพิพาท ดังนั้น ภาระการพิสูจน์จึง ตกแก่จำเลยทั้งสอง เช็คเป็นตราสารเปลี่ยนเมื่อที่ต้องการความเชื่อถือในระหว่างผู้สั่งจ่ายและผู้ทรง ทั้งหลายว่า เมื่อนำเช็คไปเรียกเก็บเงินแล้ว จะมีการจ่ายเงินตามเช็คข้อกำหนดเงื่อนไข ใด ๆ อันเป็นการห้ามหรือจำกัดการจ่ายเงินจะพึงมิได้จึงต้องเป็นไปตามบัญญัติ ของกฎหมายซึ่งข้อตกลงว่าห้ามมิให้โจทย์นำเช็คพิพาทไปเรียกเก็บเงินจากธนาคารตามที่ จำเลยทั้งสองกล่าวอ้างนั้นไม่มีการจดข้อกำหนดนี้ลงไว้ชัดแจ้งในเช็คพิพาท จึงหาเป็นผล อย่างหนึ่งอย่างใดแก่เช็คพิพาท ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๑๕ (๑) ประกอบด้วย มาตรา ๙๘๙ วรรคหนึ่ง ถือว่าจำเลยทั้งสองออกเช็คโดยมิได้มีข้อกำหนดดังกล่าว การที่จำเลยทั้งสองสั่งจ่ายเช็คพิพาททั้ง ๒๖ ฉบับ เพื่อแลกเงินสดไปจากโจทย์ และจำเลยทั้งสองมอบเช็คพิพาททั้ง ๒๖ ฉบับ ให้โจทย์ไปโดยจำเลยทั้งสองไม่ลงวันที่ ออกเช็คนั้น ย่อมเป็นพฤติการณ์ที่ถือได้ว่าจำเลยทั้งสองยินยอมให้โจทย์ลงวันที่ออกเช็ค ได้เอง เมื่อโจทย์เป็นผู้ทรงเช็คโดยชอบด้วยกฎหมายกระทำการโดยสุจริตจดวันสั่งจ่ายที่ ถูกต้องแท้จริงลงในเช็ค ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๑๐ วรรคท้าย ประกอบด้วย มาตรา ๙๘๙ วรรคหนึ่ง กรณีหาเป็นการลงวันที่สั่งจ่ายในเช็คโดยไม่สุจริตไม่ เมื่อโจทย์ลง วันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๕๖ ในเช็คพิพาททั้ง ๒๖ ฉบับ อายุความ ๑ ปี ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๐๐๒ จึงเริ่มนับตั้งแต่วันดังกล่าว ซึ่งจะครบอายุความในวันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๕๗ เมื่อโจทย์มาฟ้องจำเลยทั้งสองในวันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๕๖ คดีโจทย์จึงยังไม่ขาด อายุความ",แพ่ง,, 70,2,,การเอาทรัพย์ที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปโดยทุจริตจะเป็นความผิด ฐานลักทรัพย์หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๑๔๒/๒๕๕๗ การเอาทรัพย์ที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย ไปโดยทุจริตก็เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๔, ๓๓๕ ดังนั้น แม้ฟังได้ตามข้ออ้างของจำเลยว่า จำเลยและผู้เสียหายเป็นเจ้าของรวมใน น้ำยางพาราแต่จำเลยก็จะเอาน้ำยางพาราที่นายสมปองกรีดจากต้นยางพาราไปเพียงผู้เดียว โดยขณะนั้นผู้เสียหายเป็นผู้เดียวที่ครอบครองและได้ประโยชน์ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่ ผู้เสียหายจะครอบครองสวนยางพาราที่เกิดเหตุแทนจำเลยด้วยเพราะมีเหตุพิพาทและหย่า ขาดจากกันแล้ว การกระทำของจำเลยจึงเป็นการแสดงทางประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วย กฎหมายสำหรับตนเองย่อมเป็นการทุจริตแล้ว จึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ เมื่อน้ำยางพารา ที่กรีดยังอยู่ในถ้วยรองน้ำยางยังไม่ได้ถูกนำไปเป็นเพียงพยายามกระทำความผิดฐาน ลักทรัพย์",อาญา,, 70,3,,นายหน้าจัดการขายที่ดินให้เจ้าของที่ดิน มีสิทธิได้ค่านายหน้า แต่เจ้าของที่ดินปกปิดความจริงโดยบอกว่ายังขายที่ดินไม่ได้ จะเป็นความผิดฐานฉ้อโกงหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๗๙/๒๕๑๗ โจทก์ฟ้องว่า โจทก์จัดการขายที่ดินให้จำเลยที่ ๑ มีสิทธิได้ค่านายหน้าจากจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ ร่วมกันทุจริตแจ้งความเท็จและปกปิดความจริงต่อโจทก์ โดยบอกว่ายังขายที่ดินไม่ได้ แล้วจำเลยทั้งสองได้ค่านายหน้าอันเป็นสิทธิของโจทก์ไป ดังนี้ ตามคำฟ้องจำเลยไม่ได้เงินไปจากโจทก์ ซึ่งอ้างว่าถูกหลอกลวงหรือจากบุคคลที่สาม การกระทำของจำเลยจึงไม่มีมูลความผิดฐานฉ้อโกง คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๗๒๘/๒๕๕๗ แม้จำเลยทั้งสองหลอกลวงโจทก์ตามฟ้องแต่การหลอกลวงมิได้ทำให้จำเลยทั้งสองได้เงินไปจากโจทก์ซึ่งอ้างว่าถูกหลอกลวง เงินที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองได้ไปนั้นเป็นเพียงค่านายหน้าซึ่งโจทก์ถือว่าตนมีสิทธิจะได้และจำเลยที่ ๑ ไม่ชำระให้ กรณีเป็นเรื่องที่โจทก์จะต้องว่ากล่าวกันในทางแพ่ง ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองแสดงตนเป็นบุคคลอื่นหรือฉ้อโกงประชาชน การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๑, ๓๔๒, ๓๔๓ คดีไม่มีมูลความผิดตามฟ้อง",อาญา,, 70,3,,ยืมน้ำมันดีเซลแล้วไม่คืน จะเป็นความผิดฐานยักยอก ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๒ หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๕๐/๒๕๓๐ คดีมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์เป็นข้อแรกว่าการกระทำของจำเลยครบรอบคู่ประกอบเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๒ หรือไม่ ในปัญหาดังกล่าวข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนฟังว่าเป็นเรื่องการยืมน้ำมันดีเซลซึ่งเป็นการยืมใช้สินเปลืองในทางแพ่ง เห็นว่า การยืมใช้สินเปลืองในทางแพ่งนั้นเป็นสัญญาซึ่งผู้ให้ยืมโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ยืมไปให้แก่ผู้ยืมแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๕๐ ดังนั้นน้ำมันดีเซลที่โจทก์ให้จำเลยยืมทั้ง ๔ ครั้ง กรรมสิทธิ์จึงตกเป็นของจำเลยแล้ว การจะครอบครองคู่ประกอบความผิดฐานยักยอกทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๒ นั้นจะต้องเป็นการกระทำที่ผู้ใดครอบครองทรัพย์ซึ่งเป็นของผู้อื่นหรือซึ่งผู้อื่นเป็นเจ้าของร่วมอยู่ด้วยแล้วเบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต สำหรับกรณีแห่งคดีนี้เมื่อน้ำมันดีเซลที่จำหน่ายยืมจากโจทก์นั้น กรรมสิทธิตามเป็นของจำเลยแล้ว จำเลยย่อมมี สิทธินำมันดีเซลนั้นไปใช้หรือจำหน่ายจ่ายโอนได้ การกระทำของจำเลยไม่ครบองค์ ประกอบความผิดตามกฎหมายที่โจทก์ขอให้ลงโทษ",อาญา,, 70,3,,เจตนาฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน แต่ได้กระทำต่อบุคคลอีกคนหนึ่ง โดยสำคัญผิด จะเป็นการกระทำโดยไตร่ตรองไว้ก่อนด้วยหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๙๐๖/๒๕๒๘ จำเลยโทรแคนพวกที่รุมทำรายจำเลย ตั้งใจ จะไปฆ่าเพื่อเป็นการล้างแค้น เมื่อพบผู้ตาย จำเลยเข้าใจว่าผู้ตายเป็นพวกที่รุมทำรายตน จึงใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายทันที ดังนี้ เป็นการทำผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๐/๒๕๓๑ จำเลยให้พวกมาร้องเรียก พ. ให้ออกมาจากบ้าน โดยจำเลยเอาชุดยิงอยู่ แม้บังเอิญผู้ตายลูกขึ้นมาเปิดประตูบ้านลงบันไดเพื่อจะไปถ่าย ปัสสาวะข้างล่าง แล้วถูกจำเลยใช้อาวุธปืนยิงโดยสำคัญผิดว่าเป็น พ. ก็ตาม การกระทำ ของจำเลยก็เป็นการฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน",อาญา,, 70,3,,ลักทรัพย์ซึ่งพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับผู้อื่นเป็นเจ้าของร่วมกัน หรือตนเองเป็นเจ้าของร่วมด้วย จะเป็นความผิดยินยอมความได้ ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๑ หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๑๘๕/๒๕๓๒ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “ปัญหาในชั้นนี้มีว่าความ ผิดที่จำเลยถูกฟ้องในคดีนี้เป็นความผิดอันยอมความได้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๑ วรรคสอง หรือไม่ ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๑ วรรคสอง นั้น ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๕ ที่โจทก์ ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในคดีนี้นั้น หากพี่หรือน้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกระทำต่อกันก็ให้ เป็นความผิดอันยอมความได้ คดีนี้ได้ความว่าทรัพย์ที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยลักไปนั้นเป็นทรัพย์ ที่นางสุมาลี ทูลฉลาด พี่สาวจำเลยและนายสมนึก ทูลฉลาด ผู้เสียหายซึ่งเป็นสามี นางสุมาลีเป็นเจ้าของร่วมกันจึงมิใช่ทรัพย์ของนางสุมาลีแต่เพียงผู้เดียว หากจำเลยลัก ทรัพย์ดังกล่าวไปจริงตามคำฟ้อง จำเลยก็มิได้กระทำต่อนางสุมาลีซึ่งเป็นพี่สาวจำเลยแต่ เพียงผู้เดียว แต่จำเลยกระทำต่อนายสมนึกผู้เสียหายซึ่งมิใช่พี่หรือน้องร่วมบิดามารดา เดียวกับจำเลยด้วย การกระทำของจำเลยตามฟ้องจึงมิใช่ความผิดอันยอมความได้ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๑ วรรคสอง แม้แต่จำเลยเป็นเจ้าของร่วมกับนายสมนึก ผู้เสียหายในทรัพย์ที่ฟ้อง กรณีก็ยังไม่เป็นความผิดอันยอมความได้เช่นเดียวกัน...”,อาญา,, 70,3,,การกระทำโดยประมาทจะอ้างว่าเป็นการกระทำความผิดด้วยความจำเป็นได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๒๒๗/๒๕๕๓ คำเบิกความและคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยได้ความว่า ผู้ตายชอบเล่นอาวุธปืน บางครั้งเอากระสุนปืนออกจากลูกโม่แล้วมาจ่อยิงที่ศีรษะตนเองหรือผู้อื่นเพื่อล้อเล่น ในวันเกิดเหตุก่อนเกิดเหตุผู้ตายก็เอาอาวุธปืนมาเล่นอีกแต่ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าขณะที่ผู้ตายเอาอาวุธปืนมาจากลูกโม่แล้วจ่ายเข้าแย่งเป็นเหตุให้ปืนล้มนั้น ผู้ตายจะยิงตนเองหรือผู้ตายเมาสุราจนไม่ได้สติแต่อย่างใด ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยรู้หรือไม่ว่าอาวุธปืนดังกล่าวบรรจุกระสุนปืนหรือไม่ ดังนั้น การที่จำเลยเข้าแย่งอาวุธปืนในสถานการณ์ดังกล่าวถือว่าจำเลยกระทำโดยปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ และจำเลยอาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่ อันเป็นการกระทำโดยประมาณตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๙วรรคสี่ การที่จะอ้างว่าเป็นการกระทำความผิดด้วยความจำเป็นได้นั้น ต้องเป็นเรื่องการกระทำผิดโดยเจตนา แต่คนนี้จำเลยกระทำความผิดโดยประมาทจึงมิใช่เป็นการกระทำความผิดด้วยความจำเป็น",อาญา,, 70,3,,การได้ทางภาระจำยอมโดยอายุความ หากเจ้าของที่ดินสามยทรัพย์ถึงแก่ความตาย ภาระจำยอมที่มีอยู่ต้องสิ้นไปหรือไม่ และหากายาทของเจ้าของสามยทรัพย์มีสิทธิฟ้องขอให้บังคับเจ้าของที่ดินภารยทรัพย์ไปจดทะเบียนภาระจำยอมหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๘๖๗/๒๕๕๖ โจทกรวมนับตามารดาโจทก์และผู้อาศัยบนที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๖๒๓๙ ใช้ทางพิพาทสัญจรไปมาโดยสงบและเปิดเผย ด้วยเจตนาให้ทางดังกล่าวเป็นทางภาระจำยอมติดต่อกันมาเป็นเวลาเกินกว่า ๑๐ ปี ทางพิพาทจึงตกเป็นทางภาระจำยอมแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๖๒๓๙ ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๐๑ ประกอบมาตรา ๑๓๘๒ แม้ที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๖๒๓๙ จะมีทางออกทางอื่นอีก ก็ดีไม่ได้ว่าภาระจำยอมหมดประโยชน์แก่สามยทรัพย์ ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๐๐ นอกจากนี้ภาระจำยอมยังเป็นทรัพย์สิทธิอย่างหนึ่งมิใช่สิทธิเฉพาะตัวของเจ้าของสามยทรัพย์ การที่บิดามารดาโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๖๒๓๙ อันเป็นสามยทรัพย์ถึงแก่ความตาย จึงไม่เป็นเหตุให้ภาระจำยอมที่มีอยู่ต้องสิ้นไป เพราะสิทธิในการใช้ทางพิพาทที่ตกเป็นภาระยอมย่อมตกทอดแก่ทายาทได้ ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๙๙ และมาตรา ๑๖๐๐ โจทย์ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าของสามยทรัพย์จึงมีสิทธิขอให้บังคับจำเลยไปจดทะเบียนภาระจำยอมในที่ดินของจำเลยได้,แพ่ง,, 70,3,,ทายาทโดยธรรมของผู้ตายทำข้อตกลงยกทรัพย์สินของผู้ตายให้แก่ทายาทคนหนึ่ง เป็นการสละมรดกหรือไม่ เงินช่วยเหลือผู้ตายที่ราชการให้แก่ทายาทเป็นมรดกหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๓๔๒/๒๕๕๖ การละมรดกจะทำแต่เพียงบางส่วนหรือทำโดยมีเงื่อนไขหรือเงื่อนเวลาไม่ได้ ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๑๓ วรรคแรก และเมื่อทายาทโดยธรรมดาคนใดละมรดก ผู้สืบสันดานของทายาทคนนั้นสืบมรดกได้ตามสิทธิของตนตามมาตรา ๑๖๑๕ วรรคสอง และถ้าทายาทโดยธรรมคนใดละมรดกไม่มีผู้สืบสันดานให้ปันส่วนแบ่งของผู้ละมรดกแก่ทายาทอื่นของเจ้าของมรดกต่อไปตามมาตรา ๑๖๑๘ การที่ผู้คัดค้านซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตายทำข้อตกลงยกทรัพย์สินของผู้ตายให้แก่ผู้ร้อง จึงขัดต่อมตรา ๑๖๑๓ วรรคแรก มาตรา ๑๖๑๕ วรรคสอง และมาตรา ๑๖๑๘ เพราะมีเงื่อนไขว่าให้แก่ผู้ร้องอันเป็นการตัดสิทธิผู้สืบสันดานของผู้คัดค้านถ้าหากมีหรือทายาทอื่นของผู้ตาย ข้อตกลงดังกล่าวจึงไม่เป็นการละมรดก การร้องขอถอนผู้จัดการมรดกจะต้องร้องขอก่อนที่การปันมรดกเสร็จสิ้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๒๗ วรรคหนึ่ง และการร้องขอให้ศาลตั้งผู้จัดการมรดกต้องมีเหตุตามมาตรา ๑๗๑๓ (๑) ถึง (๓) ทรัพย์มรดกมีเพียงที่ดิน ๑ แปลง พร้อมทาวน์เฮาส์โดยไม่มีทรัพย์มรดกอื่นใด ส่วนเงินช่วยเหลือผู้ตายที่ราชการให้แก่ทายาทไม่ใช่มรดกเพราะเป็นทรัพย์ได้มาภายหลังการตายของผู้ตาย เมื่อผู้ร้องได้จัดการโอนที่ดินพร้อมทาวน์เฮาส์ให้แก่ตนเองในฐานะผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาลและให้โอนแก่ตนเองโดยระบุว่าในฐานะทายาทตามที่ระบุในสัญญาแบ่งเงินช่วยเหลือผู้ตายก่อนที่ผู้คัดค้านจะมีหนังสือขอเพิกถอน การจัดการมรดกจึงเสร็จสิ้น ไม่มีเหตุขัดข้องในการจัดการมรดกแล้ว จึงไม่มีเหตุให้ถอนผู้ร้องจาก การเป็นผู้จัดการมรดก การที่ผู้คัดค้านอ้างว่าการจัดการมรดกไม่ถูกต้องเป็นเรื่องของส่วนแบ่งมรดกซึ่งผู้คัดค้านชอบที่จะเสนอคดีเรียกร้องต่อกันโดยตรง",แพ่ง,, 70,4,,ผู้เป็นประธานในที่ประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัทซึ่งได้รับเสนอชื่อเป็นกรรมการ จะมีสิทธิลงคะแนนเช่นเดียวกับผู้ถือหุ้นคนอื่น ๆ หรือไม่ และจะถือว่ามีส่วนได้เสียเป็นพิเศษ ที่จะถึงกับต้องห้ามไม่ให้ร่วมลงมติหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๐๓๒/๒๕๕๙ แม้ผู้คัดค้านที่ ๒ จะเป็นประธานในที่ประชุม แต่ในอีกสถานะหนึ่งก็เป็นผู้ถือหุ้นของผู้คัดค้านที่ ๑ (บริษัทจำกัด) ด้วย ย่อมมีสิทธิออกเสียงลงมติในวาระต่าง ๆ ได้ ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๑๙๓ บัญญัติว่า ถ้าคะแนนเสียงเท่ากันไม่ว่าจะเป็นการชูมือหรือในการลงคะแนนลับก็ดี ให้ผู้เป็นประธานในที่ประชุมมีคะแนนอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด เท่ากับว่าประธานในที่ประชุมจะมีคะแนนเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งหากกรณีมีการลงมติแล้วมีคะแนนเสียงเท่ากัน ดังนี้ การที่ผู้คัดค้านที่ ๒ ในฐานะผู้ถือหุ้นย่อมมีสิทธิลงคะแนนเสียงให้ปลดผู้รองออกจากเป็นกรรมการได้ และการตั้งกรรมการเป็นปกติธรรมดาของวิธีการจัดการ บริษัทย่อยหนึ่ง ซึ่งผู้ถือหุ้นทุกคนต้องมีส่วนรับผิดชอบรวมถึงผู้คัดค้านที่ ๒ มิใช่เรื่องการให้ผลประโยชน์ในเรื่องส่วนตัวแก่ผู้คัดค้านที่ ๒ ดังนั้น แม้ผู้คัดค้านที่ ๒ จะเป็นผู้มีส่วนได้เสียในเรื่องดังกล่าวก็เป็นเพียงส่วนได้เสียตามธรรมดา หากใช้ส่วนได้เสียเป็นพิเศษ ที่จะถึงกับต้องห้ามไม่ให้ร่วมลงมติต่ออย่างใดไม่ (มาตรา ๑๑๘๕) การลงมติของผู้คัดค้านที่ ๒ จึงไม่ขัดต่อกฎหมายแต่อย่างใด ดังนั้น มติที่ประชุมที่มีคะแนนเสียง ๔ ต่อ ๒ เสียง ให้ผู้รองออกจากการเป็นกรรมการของผู้คัดค้านที่ ๑ และแต่งตั้งให้ผู้คัดค้านที่ ๒ เป็นกรรมการแทนนั้นชอบด้วยกฎหมายแล้ว นอกจากนี้ มีคำพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๔๖/๒๕๒๐ วินิจฉัยเช่นกัน",แพ่ง,, 70,4,,สัญญาเช่าอาคารได้กำหนดขั้นตอนวิธีการต่อสัญญาไว้ว่า ก่อนที่สัญญา เช่าจะสิ้นสุดลง ผู้เช่าจะต้องแสดงเจตนาต่อผู้ให้เช่าว่ามีความประสงค์ที่จะเช่าทรัพย์สินที่ เช่านี้ โดยจะต้องแจ้งความประสงค์เป็นลายลักษณ์อักษรให้ผู้เช่าทราบล่วงหน้าเป็นเวลา ไม่เกินกว่า ๖ เดือน ก่อนครบกำหนดระยะเวลาการเช่า นอกจากนี้ยังต้องทำการประเมิน ราคาเช่าและตกลงกำหนดค่าเช่ากันใหม่ก่อนสัญญาเช่าสิ้นสุดลง เป็นคำมั่นจะให้เช่าหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๐๔๓/๒๕๕๙ สัญญาเช่าอาคารแสดงให้เห็นว่า ก่อนที่จะมี สัญญาเช่าฉบับใหม่เกิดขึ้น โจทก์ที่ ๑ และจำเลยจะต้องทำความตกลงกันในเรื่องอัตรา ค่าเช่าทั้งอัตราค่าเช่ามิได้กำหนดไว้อย่างแน่นอนตายตัว แต่ต้องเป็นไปตามการประเมินราคาค่าเช่าที่กำหนดไว้เสียก่อนซึ่งจะต้องทำความดกลงกัน แม้โจทก์ที่ ๑ และจำเลย มีเจตนาราในการทำสัญญาเช่านานถึง ๑๒ ปี แต่เหตุที่ต้องช่วงเวลาการเช่าเป็น ๔ ช่วง ช่วงละ ๓ ปี เพื่อประโยชน์ในการหลีเลี้ยงภาษีก็ไม่ได้มีผลให้สัญญาเช่าผูกพันโจทก์ที่ ๑ และจำนนานกว่าที่ทำสัญญากันไว้ สัญญาเช่าระหว่างโจทก์ที่ ๑ และจำเลยยังคงผูกพัน กันแค่สามปี ข้อความในหนังสือสัญญาอาคารเป็นเพียงเงื่อนไขที่ให้สิทธิโจทก์ที่ ๑ ที่จะ ต่ออายุสัญญาเช่าออกไปได้อีกหากโจทก์ที่ ๑ กับจำเลยสามารถตกลงกันเกี่ยวกับอัตรา ค่าเช่าและเงื่อนไขต่าง ๆ ตามที่ระบุไว้ในสัญญา แต่เมื่อโจทก์ที่ ๑ และจำเลยไม่อาจตกลง กันได้ สัญญาจึงไม่เกิดขึ้น ทั้งสัญญาเช่าอาคารที่กำหนดเงื่อนไขและวิธีการสำหรับการ ต่ออายุสัญญาไม่อาจถือว่าเป็นคำมั่นจะให้เช่าเพราะคำมั่นจะให้เช่าต้องมีข้อความชัดเจน ยอมให้เช่าต่อไป โดยไม่มีเงื่อนไข จำเลยจึงไม่ผูกพันที่จะต้องต่ออายุสัญญาเช่าให้แก่ โจทก์ที่ ๑ เมื่อโจทก์ที่ ๑ ขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่เช่าก่อนที่สัญญาเช่าจะครบกำหนด กรณีถือว่าสัญญาเช่าระหว่างโจทก์ที่ ๑ กับจำเลยสิ้นสุดลงโดยมิได้มีฝ่ายใดผิดสัญญา โจทก์ที่ ๑ ไม่อาจเรียกค่ารื้อถอนอุปกรณ์ ค่าขนย้าย ค่าตกแต่งสถานที่เช่าใหม่ และค่า ใช้จ่ายอื่นตามฟ้องจากจำเลยได้,แพ่ง,, 70,4,,ที่ประชุมใหญ่ของบริษัทมีมติด้วยเสียงข้างมากอนุมัติให้เปลี่ยนวาระ การประชุม โดยวาระการประชุมที่เปลี่ยนแปลงใหม่ที่ไม่ตรงกับวาระการประชุมเดิม คือ แต่งตั้งกรรมการเพิ่มเติม ซึ่งมิได้เป็นวาระที่กำหนดไว้ในหนังสือเชิญประชุมสามัญผู้ถือหุ้น จะถือว่าเป็นวาระการประชุมที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๑๒๗/๒๕๕๙ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๑๙๕ การที่ศาลจะเพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นของบริษัทจำกัดได้ จะต้องได้ ความว่ามติที่ประชุมใหญ่เกิดขึ้นจากการประชุมใหญ่ที่ได้นัดเรียกหรือได้ประชุมกันหรือได้ลง มติผ่าฝืนบทบัญญัติในลักษณะ ๒๒ หุ้นส่วนและบริษัท หรือฝ่าฝืนข้อบังคับของบริษัท ซึ่ง ในการประชุมใหญ่สามัญผู้ถือหุ้นของบริษัทจำเลยที่ ๑ ครั้งที่ ๑/๒๕๕๓ เมื่อวันที่ ๒๖ เมษายน ๒๕๕๓ นั้น ไม่ปรากฏว่าคู่ความได้โต้แย้งว่าการทำคำบอกกล่าวเรียกประชุม ใหญ่ดังกล่าวเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๑๗๕ แต่อย่างใด ดังปรากฏจากสำเนาหนังสือเชิญประชุมสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ ๑/๒๕๕๓ เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข ๓ แต่ได้ความว่าในวันประชุมใหญ่นั้น ที่ประชุม มีมติด้วยเสียงข้างมากอนุมัติให้เปลี่ยนแปลงวาระการประชุมวาระที่ ๓ จากเดิมที่ว่า “พิจารณาการแต่งตั้งกรรมการแทนกรรมการที่ออกตามวาระและกำหนดอำนาจกรรมการ” เป็นว่า “พิจารณาแต่งตั้งกรรมการแทนกรรมการที่ออกตามวาระ และแต่งตั้งกรรมการเพิ่มเติม และกำหนดอำนาจกรรมการ” ซึ่งวาระการประชุมที่เปลี่ยนแปลงใหม่เหมือนกับ วาระการประชุมเดิมเฉพาะในส่วนที่ว่า พิจารณาแต่งตั้งกรรมการแทนกรรมการที่ออกตาม วาระและกำหนดอำนาจกรรมการ ส่วนวาระที่เปลี่ยนแปลงใหม่ที่ไม่ตรงกับวาระ การประชุมวาระที่ ๓ เดิม คือ แต่งตั้งกรรมการเพิ่มเติม คดีจึงคงมีปัญหาเพียงว่า วาระการประชุมที่เพิ่มเติมกับมีการประชุมและลงมติในวาระดังกล่าวเป็นการชอบด้วย กฎหมายหรือไม่ เห็นว่า วาระการประชุมที่เพิ่มเติมเป็นวาระการประชุมที่กำหนดเร่งด่วนกะทันหัน มิได้เป็นวาระที่กำหนดไว้ในสำเนาหนังสือเชิญประชุมสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ ๑/๒๕๕๓ เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข ๓ จึงถือว่าเป็นวาระการประชุมที่ฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา ๑๑๗๕ วรรคสอง ที่ว่า คำบอกกล่าวเรียกประชุมใหญ่นั้น ให้ระบุสถานที่วัน เวลาและ สภาพแห่งกิจการที่จะได้ประชุมปรึกษากัน เมื่อมีการประชุมตามวาระนั้นและมีมติต่างตั้ง จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ เป็นกรรมการใหม่ของบริษัทจำเลยที่ ๑ จึงเป็นมติของที่ประชุมใหญ่ ที่เกิดจากการประชุมใหญ่ที่ได้มีการนัดเรียกประชุมฝ่าฝืนบทบัญญัติประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ข้างต้น แม้ในสำเนาหนังสือเชิญประชุมสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ ๑/๒๕๕๓ เอกสาร ท้ายฟ้องหมายเลข ๓ จะกำหนดวาระการประชุมวาระที่ ๖ ว่าพิจารณาเรื่องอื่น ๆ (ถ้ามี) ไว้ด้วยก็ตาม ที่ประชุมใหญ่ก็ไม่อาจอ้างวาระดังกล่าวเพื่อให้ที่ประชุมใหญ่พิจารณาเรื่อง แต่งตั้งกรรมการเพิ่มเติมได้ เนื่องจากวาระการประชุมที่ว่า พิจารณาเรื่องอื่น ๆ (ถ้ามี) ต้องเป็นเรื่องที่ไม่ใช่สาระสำคัญของการบริหารกิจการบริษัทแต่เป็นเรื่องเล็กๆ น้อย สัพเพเหราะมากกว่าที่สามารถหยิบยกขึ้นพิจารณาได้ทันทีโดยไม่ต้องอาศัยการพิจารณา ไตร่ตรองอย่างละเอียดล่วงหน้า แต่เรื่องการแต่งตั้งกรรมการเพิ่มเติมเป็นเรื่องสำคัญของ บริษัทที่ผู้ถือหุ้นของบริษัทควรจะได้ใช้เวลาคิดพิจารณาไตร่ตรองอย่างละเอียดรอบคอบ ก่อนวันประชุม หากที่ประชุมใหญ่ใช้วาระดังกล่าวเพื่อประชุมลงมติเรื่องการแต่งตั้งกรรมการ เพิ่มเติมก็อาจจะเป็นการจู่โจมผู้ถือหุ้นมากเกินไป ซึ่งอาจทำให้เกิดการเสียหายแก่ผู้ถือหุ้น และบริษัทได้ จากที่วินิจฉัยตามลำดับ มติของที่ประชุมใหญ่สามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ ๑/๒๕๕๓ เฉพาะในส่วนที่แต่งตั้งกรรมการเพิ่มเติมขึ้นมานั้นเป็นมติของที่ประชุมใหญ่อันผิดระเบียบ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๑๙๕ แล้ว,แพ่ง,, 70,4,,บุคคลตั้งแต่สามคนขึ้นไปแบ่งฝ่ายแบ่งพวกวิวาทต่อสู้กัน และมีบุคคลถึงแก่ความตายหรือได้รับอันตรายสาหัสจะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๔ หรือ ๒๙๙ หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๔๒๓๒/๒๕๕๘ กรนีความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๔ และ ๒๙๙ นั้น ต้องเป็นการชุลมุนต่อสู้กันระหว่างบุคคลตั้งแต่สามคนขึ้นไป และมี บุคคลถึงแก่ความตายและได้รับอันตรายสาหัสโดยไม่ทราบว่าผู้ใดหรือผู้ใดร่วมกับใคร กระทำจนถึงแก่ความตายหรือนี้ได้รับอันตรายสาหัส แต่หากสามารถรู้และแบ่งฝ่ายแบ่ง พวกกันได้ ทั้งรู้ว่าผู้ใดหรือฝ่ายใดเป็นผู้ลงมือทำรายย่อมลงโทษผู้นั้นกับพวกได้ตามเจตนา และผลของการกระทำ จำเลยกับพวกฝ่ายหนึ่งและผู้ตายกับผู้เสียหายฝ่ายหนึ่งวิวาท ต่อสู้กัน แม้พยานโจทย์ที่อยู่ในเหตุการณ์จะไม่อาจระบุได้แน่ชัดว่าคนใดในกลุ่มของจำเลย เข้าไปใช้อาวุธมืดแทงผู้ตายเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายและฟันผู้เสียหายเป็นเหตุให้ ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัสก็ตาม ยอมมิใช่กรณีตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๔ และ ๒๙๙ พวกของจำเลยที่เข้าร่วมในการทะเลาะวิวาทกับผู้ตายและผู้เสียหายได้มืดแทงผู้ตาย และฟันผู้เสียหาย จำเลยซึ่งมีเจตนาร่วมกับพวกกระทำต่อผู้ตายและผู้เสียหายย่อมต้อง รับผลอันเป็นธรรมดาอยู่เกินขึ้นจากการนั้นในฐานะเป็นตัวการ แม้มิได้เป็นผู้ลงมือแทง ผู้ตายและฟันผู้เสียหายด้วยตนเองก็ตาม,อาญา,, 70,4,,การกระทำโดยพลาดนั้น หากผลที่เกิดขึ้นสมดังเจตนาของผู้กระทำแล้ว หากเกิดพลาดไปถูกผู้อื่นด้วย จะถือเป็นการกระทำโดยพลาดด้วยหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๙๕/๒๕๕๓ จำเลยขับรถจักรยานยนต์มาที่หน้าร้าน อาหารที่เกิดเหตุและใช้อาวุธปืนยิงใส่ผู้เสียหายที่ ๒ ที่อยู่บริเวณหน้าร้าน กระสุนปืนถูก ผู้เสียหายที่ ๒ และที่ ๓ ซึ่งลักษณะบาดแผลของผู้เสียหายที่ ๒ ที่ถูกยิงบริเวณหัวไหล่ บ่งชี้ว่าเป็นการยิงไปยังส่วนบนของร่างกายซึ่งจำเลยย่อมเล็งเห็นได้ว่ากระสุนปืนอาจถูก อวัยวะสำคัญของผู้เสียหายที่ ๒ ถึงแก่ความตายได้ อันถือเป็นการกระทำโดยเจตนามา เมื่อการกระทำไม่บรรลุผล จำเลยจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ ๒ และ กระสุนปืนยังพลาดไปถูกผู้เสียหายที่ ๓ ที่บริเวณไหล่ปลา ต้องถือว่าจำเลยกระทำ โดยเจตนาม่าผู้เสียหายที่ ๓ เช่นเดียวกันตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๖๐ แต่การกระทำไม่บรรลุผล จำเลยจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ ๓ ด้วย,อาญา,, 70,5,,อาคารพิพาทมีประตูเข้าออก ๓ ทาง ขณะที่ผู้เสียหายอยู่ในอาคารพิพาท จำเลยนำโซ่มาคล้องและล็อกประตูบานคู่หน้าอาคารพิพาท ผู้เสียหายจึงวิ่งออกไปทางประตูด้านหลังอาคาร จะเป็นความผิดฐานพยายามหน่วงเหนี่ยวกักขังหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๖๐๖/๒๕๕๖ การหน่วงเหนี่ยวมีความหมายว่าไม่ให้ผู้ถูกกระทำไปจากที่แห่งหนึ่ง ส่วนการกักขังหมายความว่าให้ผู้ถูกกระทำจำต้องอยู่ในที่แห่งหนึ่ง เมื่ออาคารพิพาทยังมีทางเข้าออกจากประตูด้านหน้าอาคารพิพาทอีก ๒ ทาง แม้จำเลยนำโซ่และกุญแจมาคล้องประตูด้านหน้าอาคารพิพาทก็ตาม แต่โจทก์ร่วมและผู้เสียหายที่ ๒ ยังมีทางเข้าออกอาคารพิพาทได้ ดังเห็นได้จากการที่โจทก์ร่วมให้ผู้เสียหายที่ ๒ วิ่งออกไปทางประตูด้านหลังอาคารไปจดทะเบียนรถคันที่จำเลยขับมา เป็นแต่เพียงไม่สะดวกเท่ากับการเข้าออกทางประตูด้านหน้าอาคารพิพาทเท่านั้น ดังนี้ การกระทำของจำเลยจึงไม่ทำให้โจทก์ร่วมและผู้เสียหายที่ ๒ ไม่สามารถออกจากอาคารพิพาทได้หรือจำต้องอยู่ในอาคารพิพาทจนเป็นการหน่วงเหนี่ยวกักขังโจทก์ร่วมและผู้เสียหายที่ ๒ จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานพยายามหน่วงเหนี่ยวกักขัง,อาญา,, 70,5,,"ใบสำคัญการจ่ายมีข้อความเพียงว่าจ่ายเงินทดรองให้จำนวน ๕๐๐,๐๐๐ บาท เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมหรือไม่","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๓๕๑๑/๒๕๕๖ หนังสือหรือเอกสารที่เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินอันจะนำไปฟ้องร้องบังคับคดีกันได้ เอกสารดังกล่าวควรมีถ้อยคำหรือใจความที่แสดงให้เห็นว่ามีการกู้ยืมเงินกัน หรือควรมีการทำหนดให้มีการเรียกดอกเบี้ยกันก็อาจเป็นหลักฐานหนึ่งที่บ่งบอกถึงลักษณะแห่งการกู้ยืมเงิน การที่ใบสำคัญจ่ายที่โจทก์อ้างว่าเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินระหว่างโจทกกับจำเลยมีข้อความเพียงว่า โจทก์จ่ายเงินทดรองให้แก่จำเลยจำนวน ๕๐๐,๐๐๐ บาท เท่านั้น โดยไม่มีข้อความว่าจำเลยต้องคืนเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์หรือจำเลยต้องชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์อย่างไร เพียงใด และเมื่อใด แม้ว่าจำเลยจะลงลายมือชื่อเป็นผู้รับเงินในเอกสารไว้ด้วยก็ตาม ข้อความที่ว่า เงินทดรอง ก็มีความหมายเพียงว่าออกเงินให้ไปก่อน หากได้มีความหมายว่ากู้ยืมแต่อย่างใดไม่ ดังนี้ เมื่อใบสำคัญจ่ายไม่มีข้อความที่แสดงว่าในการรับเงินจำนวนดังกล่าวจำเลยจะต้องใช้เงินคืนแก่โจทก์และกำหนดเรื่องการชำระดอกเบี้ยกันไว้ อันเป็นลักษณะของการกู้ยืมโดยทั่วไป จึงไม่อาจรับฟังได้ว่าใบสำคัญจ่ายเป็นหลักฐานการกู้ยืม",แพ่ง,, 70,5,,สัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดา หากเช่ากันเกินกว่าสามปี แต่มิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๓๘ ผู้ให้เช่าจะต้องปฏิบัติตามสัญญาเช่าในส่วนที่เกินกว่าสามปีหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๖๘๔/๒๕๕๘ การก่อสร้างอาคาร รั้ว ห้องอบ - พ่นสีรถยนต์ อาคารที่พักคนงาน ตามสัญญาจนแล้วเสร็จภายใน ๒ ปี นับแต่วันทำสัญญาเป็นเงิน ๔,๔๐๐,๐๐๐ บาท ของผู้ร้องตามสัญญาเช่าอาคารและที่ดินกับสิงปลูกสร้างมิใช่เพียงเพื่อประโยชน์ในการใช้ทรัพย์ของผู้ร้อง หากแต่เป็นประโยชน์แก่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ด้วย มิใช่ว่าไม่เป็นประโยชน์แก่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เลย ทั้งจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ได้แสดงเจตนาโดยชัดแจ้งตกลงยินยอมให้ผู้ร้องเช่าที่ดินและอาคารเป็นระยะเวลา ๑๐ ปี เป็นการตอบแทน ดังนี้ เป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดา แม้ว่าจะเช่ากันเกินกว่า ๓ ปี ก็ไม่ต้องจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๓๘ เมื่อผู้ร้องได้ปฏิบัติตามข้อตกลงโดยก่อสร้างเสร็จแล้วจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ต้องผูกพันตามสัญญาเช่า กรณีไม่ใช่สิทธิตามสัญญาเช่ามีภาระเกินควรกว่าประโยชน์ที่จะพึงได้รับตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๑๒๒ ผู้คิดค้านต้องปฏิบัติตามสัญญาเช่าอาคารและที่ดินกับเช่าปลูกสร้างต่อผู้ร้อง",แพ่ง,, 70,5,,ปลูกต้นปาล์มน้ำมันในที่ดินของผู้อื่นโดยได้รับอนุญาตจากเจ้าของที่ดิน จะมีสิทธิได้รับการชดใช้ค่าแห่งที่ดินที่เพิ่มขึ้นนอกจากเจ้าของที่ดินหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๐๕๕/๒๕๕๗ การที่บุคคลใดสร้างโรงเรือนในที่ดินของผู้อื่น โดยสุจริต เจ้าของที่ดินย่อมเป็นเจ้าของโรงเรือน แต่ต้องใช้ค่าแห่งที่เพียงที่เพิ่มขึ้นเพราะสร้างโรงเรือนนั้นให้แก่ผู้สร้างตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๑๐ วรรคหนึ่ง ซึ่งนำมาใช้บังคับการเฉพาะปลูกต้นไม้ในที่ดินของผู้อื่นโดยสุจริตด้วยโดยอนุโลมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๑๔ วรรคหนึ่งนั้น ต้องเป็นเรื่องของการสร้างโรงเรือนหรือเฉพาะปลูกต้นไม้ในที่ดินของผู้อื่นโดยเจ้าของที่ดินมิได้อนุญาตและตนไม่มีสิทธิหรือนิติสัมพันธ์อย่างใด ๆ ในที่ดินนั้นเลย หากเป็นการสร้างหรือเฉพาะปลูกโดยเชื้ออย่างสุจริตว่าตนมีสิทธิที่จะสร้างหรือเฉพาะปลูกได้ แต่กรณีของจำเลยเป็นเรื่องที่จำเลยได้รับอนุญาตจากนางห็ดเจ้าของที่ดินให้ปลูกต้นปาล์มน้ำมันในที่ดินพิพาท จึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวในอันที่จะทำให้จำเลยมีสิทธิได้รับการชดใช้ค่าแห่งที่ดินที่เพิ่มขึ้นจากโจทก์,แพ่ง,, 70,5,,การที่ผู้ชื่อฝากกับชำระเงินค่าสินได้ที่ดินที่ขายฝากหลังจากครบกำหนดเวลาไถ่ตามหนังสือสัญญาขายฝากที่ดินเป็นการขยายกำหนดเวลาไถ่หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๔๙๕๙/๒๕๕๖ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๙๖ วรรคสอง บัญญัติไว้มีใจความว่า การขยายกำหนดเวลาไก่นั้น อย่างน้อย ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้รับใด เมื่อพิจารณาจากหนังสือสัญญาขายฝาก ที่ดินที่โจทก์และจำเลยจะเป็นเจ้าพนักงานที่ดินระบุว่าหนังสือสัญญาขายฝากที่ดิน ดังกล่าวมีกำหนดเวลาสามปีนับแต่วันทำสัญญาคือวันที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๔๓ ซึ่ง หมายถึงโจทก์ต้องชำระเงินค่าสินได้ที่ดินที่ขายฝากภายในวันที่ ๙ พฤศภาคม ๒๕๔๖ หลังจากนั้นไม่ปรากฏว่ามีการขยายกำหนดเวลาโดยทำหลักฐานเป็นหนังสือ ลงลายมือชื่อจำเลยเป็นผู้รับได้ว่า ดังนั้น การชำระเงิน ๒๐,๐๐๐ บาท และ ๒๐๐,๐๐๐ บาท ในวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๔๖ และวันที่ ๑๗ มกราคม ๒๕๔๗ ตามลำดับ จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการชำระเงินค่าสินได้ที่เกิดจากการขยายกำหนดเวลาไก่ตาม บทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว แม้จำเลยจะรับชำระเงินทั้งสองจำนวนดังกล่าวไว้จาก โจทก์ก็ไม่ทำให้โจทก์มีสิทธิได้ที่ดินที่ขายฝากคืนจากจำเลยได้",แพ่ง,, 70,5,,ผู้ค้ำประกันซึ่งได้ชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้แทนลูกหนี้แล้ว จะเข้ารับช่วง สิทธิของเจ้าหนี้ไปบังคับจำนองเอาแก่บุคคลภายนอกซึ่งจำนองทรัพย์สินเป็นประกันหนี้ ของลูกหนี้ ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๙๓ ได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๓๓๗/๒๕๕๖ การที่จำเลยที่ ๒ จำนองที่ดินของตนเพื่อ ประกันหนี้เงินกู้ที่จำเลยที่ ๑ ต้องชำระให้แก่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้ เป็นการให้สัญญาต่อเจ้าหนี้ของจำเลยที่ ๑ ว่าหากจำเลยที่ ๑ ไม่ชำระหนี้ก็ให้ธนาคาร กรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้ของจำเลยที่ ๑ บังคับจำนองเอากับที่ดินของจำเลยที่ ๒ ได้ ซึ่งต่างกับการค้ำประกันซึ่งโจทก์ผู้ค้ำประกันสัญญาว่าถ้าจำเลยที่ ๑ ไม่ชำระหนี้ โจทก์จะชำระหนี้ให้เจ้าหนี้ของจำเลยที่ ๑ โดยยอมรับผิดเป็นลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ ๑ ลูกหนี้ตามหนังสือสัญญาค้ำประกันหนี้ทุกชนิด ในกรณีของจำเลยที่ ๒ ต้องบังคับตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ในลักษณะจำนองซึ่งไม่มีบทบัญญัติให้นำมาตรา ๖๘๒ วรรคสอง ในลักษณะค้ำประกันมาใช้บังคับกับจำเลยที่ ๒ ให้ต้องรับผิด อย่างลูกหนี้ร่วมกับโจทก์ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกัน อีกทั้งไม่ใช่กรณีผู้ค้ำประกันหลายคน ยอมตนเองค้ำประกันหนี้รายเดียวกันอันจะต้องรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๘๒ วรรคสอง อันจะทำให้โจทกรับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้บังคับจำนองกับที่ดินของจำเลยที่ ๒ได้ หมายเหตุ เป็นคำพิพากษาฎีกาที่วินิจฉัยตามกฎหมายเดิม อย่างไรก็ดี โจทก์คดีนี้เป็นบริษัทจำกัดซึ่งเป็นนิติบุคคล จึงเข้าข้อยกเว้นตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๘๑/๑ วรรคสอง สามารถยินยอมเข้าผูกพันตนเพื่อรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมหรือในฐานะเป็นลูกหนี้ร่วมได้ ",แพ่ง,, 70,5,,ปลููกสร้างรั้วบ้านรุกล้ำที่ดินของบุคคลอื่นโดยสุจริต จะนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๑๒ มาบังคับได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๕๑๑/๒๕๔๒ เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ ๙๔๐๖๘ ของโจทก์และโฉนดเลขที่ ๙๔๐๑๒ พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลย เป็นที่ดินแปลงเดียวกันซึ่งโจทก์ซื้อ มาจากน. โดยมีสิ่งปลูกสร้างอยู่ในที่ดินมาก่อนแล้ว ต่อมาโจทก์นำที่ดินโฉนดเลขที่ ๙๔๐๑๒ ไปจดทะเบียนจำนองและมีการ บังคับจำนอง ซึ่งต.เป็นผู้ประมูลได้จากนั้นต.ขายที่ดินดังกล่าวพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลย ปรากฏว่าสิ่งปลูกสร้าง บางส่วนคือส่วนหนึ่งของบ้านเลขที่ ๑๗ และรั้วบ้านรุกล้ำที่ดิน โฉนดเลขที่ ๙๔๐๖๘ ของโจทก์ กรณีจึงไม่เข้า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๑๒ เพราะการรุกล้ำมิได้ เกิดจากจำเลยสร้างขึ้น เมื่อไม่มีบทกฎหมายที่จะยกมาปรับคดีได้จึงต้องนำมาตรา ๑๓๑๒ ซึ่งเป็นบทกฎหมายใกล้เคียงอย่างยิ่งมาปรับ ตามมาตรา ๔ วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ดังนั้นโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยให้รื้อส่วนของบ้านเลขที่ ๑๗ ที่รุกล้ำ แต่มีสิทธิเรียกเงินเป็นค่าใช้ส่วนแดนกรรมสิทธิ์และดำเนินการจดทะเบียนสิทธิเป็นภารจำยอม เมื่อรั้วบ้าน ที่รุกล้ำนั้นมิใช่การรุกล้ำของโรงเรือนหรือส่วนหนึ่งส่วนใด ของโรงเรือนอันจะปรับใช้มาตรา ๑๓๑๒ ได้ จำเลยจึงต้อง รื้อรั้วบ้านที่รุกล้ำ โจทก์มีคำขอให้จำเลยรื้อสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำออกไป รั้วบ้าน ก็อยู่ในความหมายของสิ่งปลูกสร้างในที่ดินเช่นเดียวกับโรงเรือน การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อรั้วบ้านที่รุกล้ำ จึงหาได้ เป็นการพิพากษาเกินคำฟ้องไม่ แม้ก่อนฟ้องคดีนี้จำเลยยังไม่ตกเป็นผู้ผิดนัด แต่เมื่อโจทก์ ฟ้องเรียกค่าใช้ที่ดินจากจำเลยแล้ว จำเลยปฏิเสธไม่ยอมชำระ ค่าใช้ที่ดินแก่โจทก์ ย่อมถือว่าจำเลยตกเป็นผู้ผิดนัด นับแต่วันฟ้องแล้ว,แพ่ง,, 70,6,,บุคคลที่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์ แต่ยังมิได้ จดทะเบียนการได้มา ซึ่งจะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทน และโดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้วไม่ได้นั้น หากบุคคลดังกล่าวโอนที่ดินนั้น ต่อไปและผู้รับโอนต่อมาไม่สุจริต ดังนี้ บุคคลที่ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์กับ ผู้รับโอนต่อมา ใครจะมีสิทธิในที่ดินดีกว่ากัน,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๘๗๓/๒๕๕๙ แม้จำเลยได้ยึดถือครอบครองที่ดินพิพาทมา โดยความสงบและโดยเปิดเผยเจตนาระเป็นเจ้าของมาตั้งแต่ปี ๒๕๒๕ เป็นเวลาเกินกว่า สิบปีแล้ว ย่อมได้กรรมสิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๘๒ ก็ตาม แต่เมื่อบรรษทบริหารสินทรัพย์ ท. รับโอนสิทธิจำนองที่ดินพิพาทจากเจ้าหนี้จำนองของ เจ้าของที่ดินเดิมและยังเป็นผู้ซื้อที่ดินพิพาทโดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตเมื่อ วันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๔๙ แล้ว จำเลยย่อมไม่อาจอ้างสิทธิครอบครองปรปักษ์ขึ้นใช้ยัน บรรษทบริหารสินทรัพย์ ท. ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๙๙ วรรคสอง แล้วต่อมาขายและโอนแก่บริษัท ส. เมื่อวันที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๕๓ ต่อมา วันที่ ๔ เมษายน ๒๕๕๕ โจทก์ได้รับโอนที่ดินพิพาทจากบริษัท ส. อันเป็นระยะเวลา ภายใน ๑๐ ปี นับแต่วันที่บรรษทบริหารสินทรัพย์ ท. โอนขายแก่บริษัท ส. และต่อมา โอนขายแก่โจทก์ ดังนี้ ไม่ว่าโจทก์จะรับโอนมาโดยสุจริตหรือไม่ก็ตาม จำเลยซึ่งเป็น ผู้ครอบครองปรปักษ์ไม่อาจยกสิทธิของตนขึ้นยันโจทก์ผู้รับโอนคนต่อ ๆ มาได้เพราะ สิทธิของผู้ครอบครองปรปักษ์ได้ขาดตอนไปแล้วตั้งแต่ผู้รับโอนทางทะเบียนโดยสุจริต ตอนแรก แม้จำเลยจะยังคงครอบครองที่ดินพิพาทตลอดมาแต่เป็นการครอบครองในช่วง หลังจากที่โจทก์รับโอนที่ดินพิพาท เมื่อนับถึงวันฟ้องยังไม่ครบ ๑๐ ปี จะถือว่ามีการ ครอบครองปรปักษ์ต่อโจทก์ครบเวลาได้กรรมสิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๘๒ แล้วหาได้ไม่,แพ่ง,, 70,6,,หนี้ที่ลูกหนี้ผิดนัดชำระแล้ว หรือหนี้ที่ยังไม่ถึงกำหนดชำระ เจ้าหนี้จะโอน สิทธิเรียกร้องให้แก่ผู้รับโอนได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๓๓๔/๒๕๕๐ ในเรื่องการโอนสิทธิเรียกร้องนั้นประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๐๓ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า สิทธิเรียกร้องนั้นทำว่าจะพึงโอนกันได้ เว้นแต่สภาพแห่งสิทธินั้นเองจะไม่เปิดช่องให้โอนกันได้และมาตรา ๓๐๖ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า การโอนหนี้อันจะพึงต้องชำระแก่เจ้าหนี้คนหนึ่งโดยเฉพาะเจาะจงนั้น ถ้าไม่ทำเป็นหนังสือท่านว่าไม่สมบูรณ์ อนึ่งการโอนหนี้นั้นท่านว่าจะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ลูกหนี้ หรือบุคคลภายนอกได้แต่เมื่อได้บอกกล่าวการโอนไปยังลูกหนี้หรือลูกหนี้จะได้ยินยอมด้วยในการโอนนั้น คำบอกกล่าวหรือความยินยอมเช่นว่านี้ท่านว่าต้องทำเป็นหนังสือ บทกฎหมาย ดังกล่าวหาได้บัญญัติว่าหนี้ที่ลูกหนี้ผิดนัดชำระแล้วจะโอนให้แก่กันไม่ได้ และ ผู้รับโอนจะต้องมีส่วนได้เสียในมูลหนี้ที่รับโอนแต่อย่างใดไม่ คดีนี้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า บริษัทเซทเทเลม (ประเทศไทย) จำกัด เป็นเจ้าหนี้จำเลยในมูลหนี้เงินกู้ และสิทธิการเป็น เจ้าหนี้ของบริษัทเซทเทเลม (ประเทศไทย) จำกัด เป็นสิทธิที่อยู่ในสภาพเปิดช่องให้โอนกัน ได้มิใช่สิทธิเฉพาะตัวหรือมีกฎหมายห้ามโอนแต่ประการใด การโอนสิทธิเรียกร้องในหนี้รายนี้ ย่อมสามารถกระทำได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๐๓ วรรคหนึ่ง บริษัทเซทเทเลม (ประเทศไทย) จำกัด จึงโอนสิทธิเรียกร้องตามสัญญากู้ยืมเงินรายนี้ให้แก่ โจทก์ได้ แม้การโอนสิทธิเรียกร้องจะกระทำภายหลังจำเลยผิดนัดชำระหนี้แล้วและโจทก์มิได้ มีส่วนได้เสียในมูลหนี้ดังกล่าว ก็ตาม ก็มิใช่เรื่องการซื้อขายความและไม่ขัดต่อความสงบ เรียบร้อยของประชาชน เมื่อการโอนสิทธิเรียกร้องได้ทำเป็นหนังสือและโจทก์มีหนังสือ บอกกล่าวการโอนไปยังจำเลยผู้เป็นลูกหนี้ตามมาตรา ๓๐๖ วรรคหนึ่งแล้ว การโอนสิทธิ เรียกร้องก็ย่อมมีผลสมบูรณ์และใช้ยันจำเลยได้ โจทก์ผู้รับโอนซึ่งมีฐานะเป็นเจ้าหนี้แทน เจ้าหนี้เดิมย่อมมีสิทธิเรียกร้องตามมูลหนี้ที่มีอยู่จากจำเลยได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องบังคับ จำเลยให้ชำระหนี้ดังกล่าวได้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๕๒/๒๕๐๘ จำเลยทำหนังสือสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องของ จำเลยในเงินค่าจ้างเหมาก่อสร้างอาคารให้แก่ผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าหนี้ โดยบอกกล่าวการโอน ไปยังลูกหนี้แห่งสิทธิเรียกร้องนั้น และได้รับความยินยอมแล้ว สิทธิที่จะได้รับเงินค่าจ้างเหมา จึงตกเป็นของผู้ร้องและขาดจากการเป็นสิทธิหรือทรัพย์สินของจำเลย แม้ว่าขณะโอน สิทธิเรียกร้องจะยังไม่ถึงกำหนดงวดที่จำเลยจะได้รับเงินตามสัญญาจ้างเหมาก็ตาม และเมื่อไม่ปรากฏว่าในขณะโอนผู้ร้องได้รู้ถึงข้อความจริงอันเป็นทางให้เจ้าหนี้อื่นรวมทั้ง โจทก์ต้องเสียเปรียบ โจทก์ไม่มีสิทธิจะขอให้ศาลอายัดเงินจำนวนนี้ได้,แพ่ง,, 70,6,,นำที่ดินมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ออกโดยมิชอบมาหลายลายและ ได้รับเงินไป สัญญาซื้อขายเป็นโมฆะหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๕๙๑๙/๒๕๕๕ การออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๔๔๑๐ เป็นการออกเฉพาะราย โดยมีการนำหลักฐาน ส.ค. ๑ ของ ที่ดินแปลงอื่นมาเป็นหลักฐาน เป็นการออก น.ส. ๓ ก. โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ต้อง เพิกถอนตามมาตรา ๖๑ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งตามคำฟ้องโจทก์บรรยายชัดเจนว่า จำเลยนำ น.ส. ๓ ก. ที่ออกโดยมิชอบด้วยกฎหมายมาหลอกขายให้โจทก์และ ได้รับเงิน ๖๖๐,๐๐๐ บาท จำเลยไม่ใช่เจ้าของผู้ครอบครองที่ดินแปลงนั้น โจทก์ซื้อที่ดิน มาไม่ได้สิทธิครอบครอง การที่โจทก์เข้าทำสัญญาซื้อขายกับจำเลยจึงเป็นการทำสัญญาโดย สำคัญผิดในสิ่งที่เป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรม สัญญาซื้อขายเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๖ จึง ต้องคืนทรัพย์ฐานภาษีควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๒ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๔๑๒ ดังนั้น โจทก์ย่อมฟ้องบังคับให้จำเลยคืนเงินค่าที่ดินได้และ การฟ้องคดีของโจทก์เป็นการติดตามเอาเงินคืนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๓๖ ไม่มีกำหนดอายุความ",แพ่ง,, 70,6,,กจ้างขายสินค้าได้รับเงินค่าสินค้ามา ไม่รวบรวมนำส่งเงินไปฝาก ธนาคาร แต่นำเงินนั้นไปใช้เอง แล้วใช้วิธีเปลี่ยนแปลงรายการสินค้าในระบบคอมพิวเตอร์ อันเป็นวิธีการที่นายจ้างจะไม่ทราบว่าไม่ได้นำส่งเงินเข้าบัญชีของนายจ้าง ดังนี้ จะเป็น ความผิดฐานลักทรัพย์ หรือยักยอก,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๓๖๙/๒๕๕๙ จำเลยขายสินค้าของผู้เสียหายได้รับเงิน ค่าสินค้ามา แทนที่จำเลยจะรวบรวมนำส่งเงินไปฝากธนาคาร แต่จำเลยนำเงินนั้นไป เป็นของจำเลยแล้วใช้วิธีการเปลี่ยนแปลงรายการสินค้าในระบบคอมพิวเตอร์เพื่อให้ ยอดสินค้าในระบบคอมพิวเตอร์ตรงกับจำนวนเงินที่ผู้เสียหายควรได้รับมาจากการจำหน่าย อันเป็นวิธีการที่ผู้เสียหายจะไม่ทราบว่าจำเลยไม่ได้นำส่งเงินเข้าบัญชีธนาคารของผู้เสียหาย ต่อเมื่อตรวจสอบสต็อกสินค้าแล้วจึงจะทราบว่าจำนวนสินค้าไม่ตรงกับจำนวนเงินที่มีการ จำหน่าย ดังนี้ เงินที่จำเลยรับมาจากลูกค้าซึ่งได้จากการจำหน่ายสินค้าเป็นการรับเงินไว้ ในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะของลูกจ้างของผู้เสียหาย เพียงแต่ให้จำเลยยึดถือไว้ ชั่วคราวอำนาจในการครอบครองควบคุมดูแลทรัพย์สินยังเป็นของนายจ้าง ผู้เสียหายไม่ได้ ส่งมอบการครอบครองให้แก่จำเลย เมื่อจำเลยเอาเงินของผู้เสียหายไป จึงเป็นการเอาเงินไป โดยเจตนาทุจริต เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ของผู้เสียหายที่เป็นนายจ้าง ตามประมวล กฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๕ (๑๑) วรรคแรก มิใช่เป็นความผิดฐานยักยอก,อาญา,, 70,6,,ตกลงให้ค่านายหน้าและได้บันทึกข้อตกลงไว้ในสัญญาฉบับที่อยู่กับนายหน้า ต่อมาได้หลอกลวงเอาสัญญาฉบับดังกล่าวไปจากภริยาของนายหน้าโดยทุจริตการกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นความผิดฐานฉ้อโกงหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๐๔๖/๒๕๓๖ ความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๑ นอกจากจะเป็นการหลอกลวงผู้อื่นให้ทำ ถอนหรือทำลายเอกสารสิทธิแล้ว ยังบัญญัติว่าโดยการหลอกลวงนั้นทำให้ได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลงลงหรือนุคคลที่สามด้วย ทรัพย์สินนั้นมหายความรวมทั้งทรัพย์และวัตถุไม่มีรูปร่างซึ่งอาจมีราคาและถือเอาได้ และทรัพย์หมายความว่าวัตถุมีรูปร่าง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๗, ๑๓๘ ดังนั้น เอกสารสัญญาแม้จะเป็นเพียงกระดาษแผ่นเดียวก็ถือว่าเป็นทรัพย์ เมื่อจำเลยหลอกลวงเอาเอกสารสัญญาของโจทก์ไป จึงครบองค์ประกอบของความผิดฐานฉ้อโกงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๑",อาญา,, 70,6,,"ตกลงซื้อต้นอ้อยในราคาไร่ละ ๗,๕๐๐ บาท รวมเป็นเงิน ๑๑๒,๕๐๐ บาท โดยมีได้ทำสัญญาซื้อขายกันไว้ หลังจากตกลงกัน ผู้ซื้อก็เข้าไปตัดต้นอ้อยของผู้ขายไปขายให้แก่โรงงานน้ำตาล ดังนี้ ผู้ขายจะมีสิทธิฟ้องร้องบังคับให้ผู้ซื้อชำระค่าต้นอ้อยหรือไม่",มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๗๓๕/๒๕๕๕ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๕๖ วรรคสองและวรรคสามนอกจากจะบัญญัติให้การซื้อขายสังหาริมทรัพย์ซึ่งตกลงกันเป็นราคาสองหมื่นบาท หรือกว่านั้นขึ้นไป ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อฝ่ายผู้ต้องรับผิด เป็นสำคัญจึงจะฟ้องร้องให้บังคับคดีกันได้แล้วยังได้บัญญัติไว้อีกว่า “...หรือได้วางประจำไว้หรือได้ชำระหนี้บางส่วนแล้ว...” ก็ย่อมฟ้องร้องให้บังคับคดีได้เช่นกัน คดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่าในการซื้อขายต้นอ้อยกันนั้นโจทก์และจำเลยไม่ได้ทำหนังสือสัญญาซื้อขาย หรือได้มีหลักฐานการซื้อขายเป็นหนังสือลงลายมือชื่อฝ่ายโจทก์หรือจำเลยผู้ต้องรับผิดไว้เป็นสำคัญแต่ในวันที่ตกลงซื้อขายกัน โจทก์ได้ส่งมอบกรรมสิทธิ์ต้นอ้อยให้แก่จำเลยและจำเลยเข้าไปตัดต้นอ้อยของโจทก์ไปขายให้แก่โรงงานน้ำตาล อันถือได้ว่าโจทก์ชำระหนี้ตามสัญญาซื้อขายคือส่งมอบต้นอ้อยให้จำเลยแล้ว โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะฟ้องร้องบังคับให้จำเลยชำระราคาต้นอ้อยได้ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวข้างต้น,แพ่ง,, 70,7,,บุคคลภายนอกซึ่งมิใช่เป็นลูกหนี้ผูกพันตนเข้าชำระหนี้โดยทำบันทึกข้อตกลงให้แก่เจ้าหนี้แต่ไม่มีข้อตกลงให้หนี้ของลูกหนี้ระงับสิ้นไป ดังนี้ บันทึกข้อตกลงดังกล่าวเป็นการรับสภาพหนี้หรือเป็นการแปลงหนี้ใหม่หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๙๕/๒๕๓๗ จำเลยได้ทำหนังสือสัญญาตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข ๔ ไว้ต่อโจทก์มีสาระสำคัญว่า จำเลยขอรับสภาพหนี้ต่อโจทก์ว่า น. ได้เข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลโจทก์เป็นเงิน ๒๔,๓๐๐ บาท ขณะนี้จำเลยยังค้างชำระค่ารักษาพยาบาลของ น. เป็นเงิน ๑๘,๖๐๐ บาท จำเลยสัญญาว่าจะชำระให้โจทก์เสร็จสิ้นภายในวันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๕ หากจำเลยไม่ชำระให้โจทก์ดำเนินตามกฎหมายได้เห็นว่า การรับสภาพหนี้เป็นการที่ลูกหนี้รับสภาพต่อเจ้าหนี้ว่าจะชำระหนี้ให้ ดังนั้นการที่จำเลยเป็นบุคคลภายนอกมิได้เป็นลูกหนี้ผูกพันตนเข้าชำระหนี้ให้โจทก์ จึงไม่เป็นการรับสภาพหนี้ ส่วนการแปลงหนี้ใหม่นั้น แม้จำเลยทำสัญญาไว้ต่อโจทก์ว่าจะชำระหนี้ชื่อ น. เป็นหนี้โจทก์ให้โจทก์ก็ตาม แต่ไม่ปรากฏว่าโจทก์เจ้าหนี้ตกลงให้หนี้ของ น. ระงับไปจึงไม่เป็นการแปลงหนี้ใหม่ คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้โดยอาศัยหนังสือสัญญาเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข ๔ เป็นหลัก แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องว่าเอกสารดังกล่าวเป็นหนังสือรับสภาพหนี้ ศาลก็มีอำนาจวินิจฉัยว่าหนังสือสัญญาระหว่างโจทก์จำเลยเป็นสัญญาประเภทใดตามที่ถูกต้องแท้จริงได้ ตามสัญญาเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข ๔ เป็นเพียงแต่จำเลยซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผูกพันตนเข้าชำระหนี้ที่ น. ค้างชำระให้โจทก์ สัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงเป็นสัญญาประเภทนี้ ซึ่งคู่สัญญากระทำด้วยความสมัครใจเมื่อไม่ขัดต่อกฎหมายย่อมสมบูรณ์ใช้บังคับได้และเมื่อนี้ตามสัญญานี้ไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ ก็ต้องใช้อายุความ ๑๐ ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๖๔ เดิม (มาตรา ๑๙๓/๓๐ ใหม่) นับแต่วันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๕ ซึ่งเป็นวันที่หนี้ถึงกำหนดชำระถึงวันฟ้องยังไม่เกิน ๑๐ ปี คดีจึงยังไม่ขาดอายุความ",แพ่ง,, 70,7,,เด็กเกิดจากหญิงที่มิได้มีการสมรสกับชาย ชายซึ่งเป็นบิดาของผู้เยาว์ตามความเป็นจริง จะขอให้ศาลมีคำสั่งแต่งตั้งให้ตนเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองผู้เยาว์แทนหญิงซึ่งเป็นมารดาได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๖๓๙๕/๒๕๕๗ โจทก์และจำเลยที่ ๑ เคยอยู่กินฉันสามี ภริยาโดยมิได้จดทะเบียนสมรส มีบุตรด้วยกัน ๑ คน คือเด็กชาย จ. ผู้เยาว์เกิดวันที่ ๗ เมษายน ๒๕๕๓ ต่อมาโจทก์และจำเลยที่ ๑ เลิกร้างกัน แล้วจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๒ บิดาของจำเลยที่ ๑ นำผู้เยาว์ไปเลี้ยงดู คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า โจทก์มีสิทธิเรียกผู้เยาว์คืนจากจำเลยทั้งสองหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองอ้างว่า จำเลยทั้งสองมีฐานะและความเหมาะสมในการเลี้ยงดูผู้เยาว์มากกว่าโจทก์นั้น เห็นว่า คดีนี้ผู้เยาว์เป็นบุตรเกิดจากโจทก์ซึ่งเป็นหญิงที่มิได้มีการสมรสโดยชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๔๖ ให้ถือว่าเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของหญิงนั้น เว้นแต่จะมีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น ส่วนจำเลยที่ ๑ แม้จะอ้างว่าเป็นบิดาของผู้เยาว์ แต่เมื่อผู้เยาว์มิได้เกิดจากบิดามารดาที่สมรสกัน การจะอ้างว่าผู้เยาว์เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายก็ต้องเมื่อบิดามารดาสมรสกัน หรือ บิดาได้จดทะเบียนว่าเป็นบุตรหรือศาลพิพากษาว่าเป็นบุตร ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ ๑ มิได้มีลักษณะที่ปรากฏตามความดังกล่าว จำเลยที่ ๑ จึงหามีสิทธิใด ๆ ในตัวผู้เยาว์ไม่ทั้งนี้ตาม บทบัญญัติแห่งมาตรา ๑๕๔๗ ดังนั้น กรณีจึงต้องถือว่าโจทก์ซึ่งเป็นมารดาของผู้เยาว์ และ มาตรา ๑๕๔๖ ให้ถือว่าผู้เยาว์เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของหญิงนั้น โจทก์จึงเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองของผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียว เมื่อโจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยทั้งสองดูแลเลี้ยงดู ผู้เยาว์ โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องบังคับให้จำเลยทั้งสองคืนผู้เยาว์แก่โจทก์ได้ ตามมาตรา ๑๕๖๗ (๑) และ (๔) ที่ให้โจทก์เป็นผู้กำหนดที่อยู่ของบุตร และเรียกบุตรดีนจากบุคคลอื่นซึ่ง กักบุตรไว้โดยมิชอบได้ข้ออ้างของจำเลยทั้งสองที่ว่าดูแลผู้เยาว์ดีกว่าโจทก์ไม่อาจรับฟังได้ เพราะจำเลยทั้งสองไม่มีสิทธิใด ๆ ในตัวผู้เยาว์ ไม่ว่าจะอ้างเหตุเหนือสิทธิของโจทก์ผู้เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้เยาว์ได้",แพ่ง,, 70,7,,ตั๋วสัญญาใช้เงินมีข้อตกลงให้ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยขึ้นลงได้ ถือว่า เป็นข้อตกลงที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๘๓ (๒) ที่บัญญัติว่า ตัวสัญญาใช้เงินจะต้องระบุคำมั่นสัญญาอันปราศจากเงื่อนไขว่าจะใช้เงินเป็นจำนวนแน่นอน ไม่สมบูรณ์เป็นตัวสัญญาใช้เงินหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๔๘๒๙/๒๕๕๗ ตั้งสัญญาใช้เงินมีข้อความในทำนองเดียวกันว่า ข้าพเจ้าบริษัทวัฒนวนา จำกัด สัญญาจะใช้เงินให้แก่หรือตามคำสั่งของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนสยาม จำกัด (มหาชน) ณ สำนักงานของบริษัท เลขที่ ๑๓๒ ถนนวิทยุ ชั้น ๓ อาคารสินธร กรุงเทพมหานคร เงินต้นจำนวน ๖๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท และ ๒๑๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท ตามลำดับ ข้อความที่ระบุไว้ในตัวสัญญาใช้เงินดังกล่าว ถือได้ว่า จำเลยที่ ๑ ได้ให้คำมั่นสัญญาอันปราศจากเงื่อนไขว่าจะใช้เงินเป็นจำนวนแน่นอนแก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนสยาม จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้เดิมตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๙๘๓ (๒) แล้ว ส่วนข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยที่ระบุไว้ในตัวสัญญาใช้เงินก็เป็นไปตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๑๑ ที่ว่าด้วยตั๋วแลกเงินซึ่งให้นำมาบังคับใช้ ในเรื่องตัวสัญญาใช้เงินด้วย ข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ย จึงไม่มีผลต่อความสมบูรณ์ของตัวสัญญาใช้เงิน ในตั๋วสัญญาใช้เงินมีข้อความว่า “ใช้ได้เป็นอาวัล” อยู่ภายในกรอบสี่เหลี่ยมและมีช่องว่างใต้ข้อความดังกล่าวไว้สำหรับให้ผู้รับอาวัลลงลายมือชื่อ การที่จำเลยที่ ๓ ลงลายมือชื่อในช่องว่างดังกล่าวจึงเป็นการแสดงให้เห็นอย่างชัดแจ้งว่า จำเลยที่ ๓ มีเจตนารมี จะรับอาวัลด้วยสัญญาใช้เงิน จำเลยที่ ๓ จึงต้องรับผิดในฐานะผู้รับอาวัล ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๔๐ ประกอบมาตรา ๙๘๕ วรรคหนึ่ง ส่วนที่จำเลยที่ ๓ อ้างว่า หากจำเลยที่ ๓ ประสงค์จะอาวัลด้วยสัญญาใช้เงินจริง จำเลยที่ ๓ จะต้องเข้า เป็นผู้ค้ำประกันด้วยนั้น เห็นว่า การทำสัญญาค้ำประกันตามกฎหมายว่าด้วยการค้ำประกัน กับการอาวัลด้วยเงินเป็นคนละเรื่องคนละครนี้แยกจากกัน โดยจำเลยที่ ๓ สามารถทำ นิติกรรมดังกล่าวข้างต้นอย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่างในคราวเดียวกันก็ได้ ข้ออ้างของ จำเลยที่ ๓ จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง",แพ่ง,, 70,7,,ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๘๙ นั้น เจ้าพนักงานผู้ติดตามจับกุมผู้กระทำผิดต้องแจ้งแก่ผู้ให้ที่พำนักช่อนเร้นทราบว่าผู้กระทำความผิดหรือผู้ต้องหาว่ากระทำความผิดได้กระทำความผิดฐานใดด้วยหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๖๗๐/๒๕๒๒ มีคนรายใช้ปืนยิงนายสมศักดิ์ถึงตาย ร้ายตำรวจเอกหิรัญสืบทราบว่านายยอดเป็นคนร้ายรายนี้ จึงไปจับกุมที่บ้านน้ำวิ่ง ทราบจากชาวบ้านมาที่บ้านจำเลยจึงติดตามมาสอบถามจำเลยถึงนายยอด ชั้นแรกจำเลยปฏิเสธว่า ไม่ได้มาบ้านจำเลย ครั้นร้อยตำรวจเอกหิรัญว่ากำสังคิดตามจับ ทราบว่ามาจากผู้เงินจำเลย จำเลยจึงรับว่านายยอดมาจริงแต่กลับไปแล้วครั้นค้นบ้านจึงพบนายยอดหลบซ่อนอยู่ ชั้นบนบ้านจำเลย ปัญหาว่า การที่ร้อยตำรวจเอกหิรัญไปจับกุมนายยอดโดยมีได้แจ้งให้จำเลยทราบ ว่านายยอดต้องหาว่ากระทำความผิดฐานใดนั้นจำเลยจะมีความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า เจ้าพนักงานผู้ดิตตามจับกุมผู้กระทำความผิดหาจำต้องแจ้งแก่ผู้ให้ที่ที่ซ่อนเร้น ทราบว่าผู้กระทำความผิดหรือผู้ต้องหาว่ากระทำความผิดได้กระทำความผิดอันมิใช่ ความผิดลหุโทษ เพียงแต่แจ้งให้รู้ว่าบุคคลที่ตนให้ที่ที่ซ่อนเร้นเป็นผู้กระทำความผิด ก็พอแล้วส่วนจะเป็นความผิดฐานใดนั้นเป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์จะต้องกล่าวในฟ้องและนำสืบ พฤติการณ์ของจำเลยแสดงว่าจำเลยรู้อยู่แล้วหรือควรจะรู้ว่านายยอดเป็นผู้ต้องหาว่า กระทำความผิด เพราะร้อยตำรวจเอกหิรัญได้แจ้งให้จำเลยทราบว่ากำสังคิดตามจับ นายยอดอยู่",อาญา,, 70,7,,เจ้าพนักงานตำรวจได้เข้าทำการจับกุมพวกลักลอบเล่นการพนันไฮโลว์โดย ไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการปฏิบัติการตามหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยได้ร้องบอก พวกที่เล่นการพนันดังกล่าวว่า “ตำรวจมา ตำรวจมา” พวกที่เล่นการพนันบางคน หลบหนีการจับกุมของเจ้าพนักงานไปได้จะเป็นความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๘๙ หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๔๔๘/๒๕๒๑ เจ้าพนักงานตำรวจได้เข้าทำการจับกุมพวก ลักลอบเล่นการพนันไฮโลว์โดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการปฏิบัติการตามหน้าที่โดยชอบ ด้วยกฎหมาย จำเลยร้องบอกพวกที่เล่นการพนันดังกล่าวว่า “ตำรวจมา ตำรวจมา” พวกที่ เล่นการพนันบางคนหลบหนีการจับกุมของเจ้าพนักงานไปได้ พฤติการณ์ของจำเลยที่ ร้องบอกพวกที่เล่นการพนันดังกล่าวก็ด้วยมีเจตนาที่จะให้ผู้เล่นการพนันรู้ตัวเพื่อจะ หลบหนีไป การกระทำของจำเลยจึงเข้าลักษณะของการช่วยด้วยประการใด ๆ แก่ผู้กระทำ ความผิดเพื่อไม่ให้ถูกจับกุมดังบัญญัติไว้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๘๙,อาญา,, 70,8,, โทรศัพท์ให้ผู้เสียหายนำเงินมามอบไว้โดยชื่อเขียนว่าหากผู้เสียหายไม่ทำเงินมาให้ จะนำเรื่องความสัมพันธ์ชู้สาวระหว่างตนซึ่ง ซึ่งมีครอบครัวแล้วกับผู้เสียหาย ซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้เสียหายต้องการปกปิดเป็นความลับไปเปิดเผยต่อคู่คนอื่น เป็นความผิดฐานใด,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๖๘๕/๒๕๕๙ ศาลฎีกาพิจารณาฎีกาของจำเลยแล้วเห็นว่า การขู่เข็ญว่าจะเปิดเผยความลับซึ่งเป็นองค์ประกอบความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๘ หมายความว่า การขู่เข็ญว่าจะเปิดเผยเหตุการณ์ข้อเท็จจริงที่ไม่ประจักษ์แก่บุคคลทั่วไปและเป็นข้อเท็จจริงที่เจ้าของความลับประสงค์จะปกปิดไม่ให้บุคคลอื่นรู้ ดังนี้ ความลับจึงไม่จำเป็นต้องเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือผิดศีลธรรมอันดีของประชาชน หากเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงและเจ้าของข้อเท็จจริงประสงค์จะปกปิดไม่ให้บุคคลอื่นรู้ก็ถือว่าเป็นความลับแล้ว เมื่อฎีกาของจำเลยยอมรับข้อเท็จจริงว่าจำเลยมีภริยาอยู่แล้ว แต่จำเลยกับผู้เสียหายสมัครใจมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกันมาประมาณ ๑ ปี ข้อเท็จจริงที่จำเลยกับผู้เสียหายมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกันจึงเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจริงเมื่อเป็นการกระทำที่ผิดศีลธรรมอันดีของประชาชน แสดงว่าผู้เสียหายประสงค์จะปกปิดไม่ให้บุคคลอื่นทราบเรื่องดังกล่าว เรื่องนั้นจึงเป็นความลับของผู้เสียหาย การที่จำเลยขู่เข็ญผู้เสียหายว่าหากผู้เสียหายไม่นำเงินจำนวน ๒๐,๐๐๐ บาทมาให้จำเลยแล้ว จำเลยจะนำเรื่องความสัมพันธ์ฉันชูสาวระหว่างจำเลยซึ่งมีครอบครัวแล้วกับผู้เสียหายไปเปิดเผยต่อบุคคลอื่น จึงเป็นการขู่เข็ญว่าจะเปิดเผยความลับของผู้เสียหายครบองค์ประกอบความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๘ แล้ว การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานรีดเอาทรัพย์ คดีนี้ศาลพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๗ วรรคแรก, ๓๓๘ แต่ให้ลงโทษฐานร้ายแรงหรือซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ",อาญา,, 70,8,,ดึงเอาโทรศัพท์เคลื่อนที่จากกระเป๋าทางเก่งของผู้อื่นโดยเจ้าของทรัพย์รู้สึกถึงการถูกดึงจึงใช้มือจับจนถูกมือของผู้กระทำ ดังนี้เป็นการลักทรัพย์โดยการฉกฉวยเอาซึ่งหน้าอันเป็นความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๖ หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๙๗๖/๒๕๕๔ ความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์เป็นการลักทรัพย์ โดยการฉกฉวยเอาซึ่งหน้า ซึ่งหมายถึงกิริยาที่หยิบหรือจับเอาทรัพย์ไปโดยเร็วร่วมเป็นการกระทำอันเดียวกับการเอาไป และขณะที่ถูกเอาทรัพย์ไปผู้นั้นรู้สึกตัวหรือเห็นการฉกฉวยเอาทรัพย์นั้นไปด้วย ดังนั้น การที่จำเลยดึงเอาโทรศัพท์เคลื่อนที่จากกระเป๋าทางเก่งของเด็กหญิง บ. แล้วเด็กหญิง บ. รู้สึกถึงการถูกดึงจึงใช้มือจับจนถูกมือของจำเลยจึงอยู่ในความหมายของการลักทรัพย์โดยการฉกฉวยเอาซึ่งหน้า อันเป็นความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ตามฟ้องแล้ว,อาญา,, 70,8,,ลูกจ้างนำเช็คผู้ถือที่บุคคลภายนอกสั่งจ่ายเพื่อชำระหนี้แก่นายจ้างและนายจ้างมอบหมายให้นำเช็คไปฝากเข้าบัญชีของนายจ้างแล้วกลับนำเช็คไปเรียกเก็บเงินจากธนาคารแล้วเอาเงินไปเป็นของตน เป็นความผิดฐานลักทรัพย์หรือยักยอก,คำตอบ (ไม่มีเลขให้อ้างอิง) จำเลยที่ ๑ ได้รับมอบหมายจากโจทก์ที่ ๑ ให้ครอบครองเช็คแทนเพื่อนำไปเข้าบัญชีธนาคาร การที่จำเลยทั้งสองนำเช็คไปเรียกเก็บเงินจากธนาคารแทนที่จะฝากเข้าบัญชีธนาคาร แล้วยังเอาเงินที่เบิกมาได้แทนเช็คไปเป็นของตนเองย่อมผิดไปจากที่จำเลยที่ ๑ ได้รับคำสั่งมอบหมายจากโจทก์ที่ ๑ เป็นการกระทำที่เปียดบังทรัพย์ของโจทก์ที่ ๑ เป็นของตนโดยทุจริต อันเป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์ไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ดังที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษ แม่จำเลยทั้งสองจะรับสารภาพว่ากระทำความผิดฐานลักทรัพย์ตามฟ้องก็ตาม แต่กรณีนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจปรับบทให้ถูกต้อง และลงโทษตามบทที่ถูกต้องได้ ทั้งนี้ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๑๙๒ วรรคสาม (เป็นความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๒ วรรคหนึ่ง),อาญา,, 70,8,,ลูกหนี้กับเจ้าหนี้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน ผู้ค้ำประกันจะหลุดพ้นจากความรับผิดในหนี้เดิมที่ตนค้ำประกันหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๗๓๒/๒๕๕๐ จำเลยทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ตามสัญญารับผิดชอบใช้ความเสียหายของ ก. ต่อโจทก์ แต่เมื่อโจทก์และ ก. ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความเกี่ยวกับค่าเสียหายที่ ก. จะต้องรับผิด ความรับผิดของ ก. ที่เกิดจากสัญญารับผิดชอบใช้ความเสียหายและความรับผิดของจำเลยในฐานะผู้ค้ำประกันจึงระงับสิ้นไป และทำให้ ก. ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๘๕๐ และ ๘๕๒ เมื่อความรับผิดของ ก. ต่อโจทก์เปลี่ยนเป็นความรับผิดตามสัญญาประนีประนอมยอมความ จำเลยในฐานะผู้ค้ำประกันจึงหลุดพ้นจากความรับผิดไปด้วยเนื่องจากหนี้ของ ก. ตามสัญญารับผิดชัดใช้ความเสียหายระงับสินไปแล้วตามมาตรา ๖๙๔ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๒๓๕/๒๕๔๗ เช็คที่จำเลยที่ ๑ สั่งจ่ายชำระหนี้ให้แก่โจทก์ถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์จึงร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยที่ ๑ ต่อมาได้มีการทำสัญญาขึ้นโดยตามสัญญาดังกล่าวจำเลยที่ ๑ ไม่ต้องชำระหนี้เดิมจำนวนทันที แต่แบ่งชำระเป็น ๔ งวด มีลักษณะเป็นการระบุข้อพิพาทต่อกันและผ่อนผันการชำระหนี้ให้แก่กัน เข้าลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๘๕๐ ย่อมทำให้การเรียกร้องซึ่งแต่ละฝ่ายได้ยอมสละนั้นระงับสินไปและทำให้แต่ละฝ่ายได้สิทธิตามที่แสดงในสัญญานั้นว่าเป็นของตนตามมาตรา ๘๕๒ ดังนั้น สิทธิเรียกร้องของโจทก์ตามมูลหนี้ซื้อขายเดิมจึงระงับไป โจทก์คงได้แต่สิทธิเรียกร้องตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวเท่านั้น จำเลยที่ ๔ ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันมูลหนี้ซื้อขายเดิมของจำเลยที่ ๑ จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ กรณีตัวเงินก็เช่นกัน หากผู้สลักหลังเช็คทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับผู้ทรง ผู้ทรงย่อมไม่มีสิทธิเรียกร้องให้ผู้สั่งจ่ายรับผิดในมูลหนี้ตามเช็คได้อีก คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๕๖๙/๒๕๕๑ เมื่อโจทก์ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับบริษัท ร. ผู้สลักหลังย่อมทำให้มูลหนี้เดิมตามเช็กระงับสินไป และทำให้แต่ละฝ่ายได้สิทธิตามที่แสดงในสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นอันถือได้ว่าเป็นการแปลงหนี้ใหม่ โจทก์คงมีสิทธิเรียกร้องให้บริษัท ร. ชำระหนี้แก่ตนเองตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ไม่มีสิทธิที่จะเรียกให้บริษัท ร. และจำเลยในฐานะผู้สั่งจ่ายรับผิดในมูลหนี้ตามเช็คได้อีก ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๙๑ แม้จะบัญญัติให้เจ้าหนี้มีสิทธิเรียกชำระหนี้จากลูกหนี้แต่คนใดคนหนึ่งสิ้นเชิง หรือแต่โดยส่วนก็ได้ตามแต่จะเลือก แต่ลูกหนี้ทั้งปวงก็ยังคงต้องผูกพันอยู่ทั่วทุกคนจนกว่าหนี้นั้นจะได้ชำระเสร็จสิ้นเชิงก็ตาม เป็นกรณีที่เจ้าหนี้ใช้สิทธิที่มีอยู่ตามมูลหนี้เดิมที่ลูกหนี้ทุกคนต้องร่วมรับผิด แต่สำหรับคดีนี้มูลหนี้เดิมตามเช็คพิพาทได้ระงับสินไปแล้วตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่โจทก์ทำกับบริษัท ร. สิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่มีอยู่ต่อลูกหนี้ร่วมคนอื่นในมูลหนี้เดียวกันย่อมระงับสินไปด้วยตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๙๒ วรรคหนึ่ง",แพ่ง,, 70,8,,การยืมใช้คงรูป หากทรัพย์สินที่ยืมได้รับความเสียหายจากการกระทำละเมิดของบุคคลภายนอกแต่ผู้ยืมได้ซ่อมแซมทรัพย์สินที่ยืมมาเรียบร้อยแล้ว ผู้ยืมจะรับช่วงสิทธิของเจ้าของทรัพย์ที่จะเรียกร้องให้ผู้ทำละเมิดรับผิดได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๗๖๖/๒๕๕๐ โจทก์บรรยายคำฟ้องว่าโจทก์เป็นผู้ครอบครองและขับขี่รถยนต์ยี่ห้ออีซูซุ หมายเลขทะเบียน กฉ ๕๘๐๗ นครราชสีมา การกระทำละเมิดของจำเลยที่ ๒ ทำให้รถยนต์คันดังกล่าวได้รับความเสียหาย โจทก์ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมเป็นเงินทั้งสิ้น ๑๓๓,๕๔๘ บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าว แต่ข้อเท็จจริงตามทางพิจารณาได้ความจากคำเบิกความของโจทก์และคำแถลงรับของคู่ความตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๔๕ ว่า รถยนต์ยี่ห้ออีซูซุ หมายเลขทะเบียน กฉ ๕๘๐๗ นครราชสีมา ค้นเกิดเหตุเป็นของนางชิวล้ง แช่ง อิง มารดาโจทก์ โจทก์เป็นแต่เพียงผู้ยืมใช้เท่านั้น เห็นว่า การยืมใช้คงรูป ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๔๓ บัญญัติให้ผู้ยืมต้องรับผิดต่อผู้ให้ยืมเฉพาะแต่ในกรณีผู้ยืมเอาทรัพย์สินที่ยืมไปใช้ในการอย่างอื่นนอกจากการอันเป็นปกติแก่ทรัพย์สินนั้น หรือนอกจากการอันปรากฏในสัญญา หรือเอาไปให้บุคคลภายนอกใช้โดย หรือเอาไปนานกว่าที่ควรจะเอาไว้ แต่โจทก์ยืนยันมาในคำฟ้องว่าเหตุละเมิดที่เกิดขึ้นเป็นความผิดของห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก ดังนี้ โจทก์ในฐานะผู้ยืมจึงไม่ต้องรับผิดต่อเจ้าของทรัพย์ แม่โจทก์จะได้ซ่อมรถยนต์คันที่โจทก์ยืมมาเรียบร้อยแล้ว โจทกก็ไม่อยู่ในฐานะที่จะรับช่วงสิทธิของเจ้าของทรัพย์ที่จะเรียกร้องให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ ๒ และจำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการรับผิดได้ เพราะการรับช่วงสิทธิจะมิได้ต่อเมื่อผู้รับช่วงสิทธิมีหนี้อันจะต้องรับผิดต่อเจ้าหนี้คือเจ้าของ เมื่อโจทก์ไม่ใช่ผู้รับช่วงสิทธิ โจทก็จึงไม่มีอำนาจฟ้อง",แพ่ง,, 70,8,,เจ้าของรวมคนหนึ่งจะจำนองที่ดินกรรมสิทธิ์รวมได้หรือไม่ เพียงใด,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๔๒๓/๒๕๕๓ ตามหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเฉพาะส่วนและข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองระบุว่า จำเลยจำนองทรัพย์เฉพาะส่วนกรรมสิทธิ์ของจำเลยเท่านั้นเป็นประกันการชำระหนี้ แต่ตัวทรัพย์ทั้งหมดนั้นจำเลยจะก่อภาระติดพันได้ก็แต่ด้วยความยินยอมแห่งเจ้าของรวมทุกคนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๖๑ วรรคสอง เมื่อไม่ปรากฏว่าเจ้าของรวมคนอื่นยินยอมให้จำเลยทำนิติกรรมจำนองด้วย การจำนองดังกล่าวจึงไม่ผูกพันตัวทรัพย์ทั้งหมด การที่จำเลยเจ้าของรวมคนหนึ่งจดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเฉพาะส่วนของตนต่อโจทก์จึงเป็นการจำนองเฉพาะส่วนแห่งสิทธิของตนเท่านั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๖๑ วรรคหนึ่ง ย่อมไม่กระทบถึงส่วนแห่งสิทธิของเจ้าของรวมคนอื่น,แพ่ง,, 70,9,,ยื่นคำขอจดทะเบียนต่อนายทะเบียนสำนักงานหุ้นส่วนบริษัทให้แก่ไข เพิ่มเติมกรรมการเข้า-ออกของบริษัท อันเป็นความเท็จแล้วใช้หรืออ้างเอกสารหนังสือรับรอง ของบริษัทจำหน่ายจ่ายโอนทรัพย์สินของบริษัทเป็นความผิดฐานแจ้งความอันเป็นเท็จแก่ เจ้าพนักงาน ความผิดฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จ และฐานใช้เอกสารอันเกิดจากการกระทำความผิดหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๒๙๐/๒๕๕๗ บริษัท ค. จดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การที่บริษัทดังกล่าวมีกรรมการเพียงคนเดียว คือ ศ. และ ศ. ถึงแก่ความตาย ทำให้บริษัท ดังกล่าวไม่มีกรรมการเป็นผู้แทนของบริษัทดังกล่าวซึ่งเป็นนิติบุคคล ทำให้ผู้มีส่วนได้เสีย หรือพนักงานอัยการร้องขอให้ศาลแต่งตั้งผู้แทนชั่วคราวขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ มาตรา ๗๓ ได้ และการที่จำเลยได้รับแต่งตั้งเป็นผู้แทนชั่วคราวดังกล่าว ก็มีผล เป็นเพียงกรรมการชั่วคราวของบริษัท เมื่อบริษัทดังกล่าวเป็นบริษัตามประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์ จึงต้องจัดการบริษัทไปตามความในบทบัญญัติของประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ ลักษณะ ๒๒ หมวด ๔ บริษัทจำกัด นั่นคือ บริษัทจำกัดมีผู้ถือหุ้นเป็น เจ้าของบริษัท การแต่งตั้งถอดถอนกรรมการของบริษัทดังเป็นไปตามมติที่ประชุมใหญ่ ผู้ถือหุ้นตามมาตรา ๑๑๕๐ และ ๑๑๕๑ ทั้งนี้เพราะกรรมการเป็นผู้จัดการบริษัทจำกัดแทน ผู้ถือหุ้น คุณสมบัติของกรรมการจึงเป็นข้อสำคัญ หากกรรมการคนใดล้มละลาย หรือตกเป็น ผู้ไร้ความสามารถต้องพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา ๑๑๕๔ ผู้เป็นกรรมการต้องห้ามมิให้ ประกอบการค้าใด ๆ อันมีสภาพเป็นอย่างเดียวกันและเป็นการแข่งขันกับการค้าขายของ บริษัทตามมาตรา ๑๑๖๘ วรรคสาม ทั้งกรรมการต้องเอื้อเฟื้อสอดส่องอย่างบุคคลค้าขาย ผู้ประกอบด้วยความระมัดระวังในการประกอบกิจการของบริษัทตามมาตรา ๑๑๖๘ วรรคหนึ่ง ดังนั้น แม้จำเลยจะได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้แทนชั่วคราว ก็หาไม่อาจเป็นกรรมการ โดยแท้จริงของบริษัทไม่ กรณีต้องด้วยมาตรา ๑๑๕๙ ที่กำหนดว่า ในกรณีจำนวน กรรมการลดน้อยลงกว่าจำนวนอันจำเป็นที่จะเป็นองค์ประชุม กรรมการที่มีตัวอยู่ย่อม ทำกิจการได้เฉพาะแต่ในเรื่องที่จะเพิ่มกรรมการให้ครบจำนวนหรือนัดเรียกประชุมใหญ่ ของบริษัทเท่านั้นจะทำการอื่นไม่ได้ ด้วยเหตุนี้ ข้ออ้างของจำเลยที่ว่าจะดำเนินการเลิกบริษัทจึงหาเป็นข้ออ้างได้ไม่ และการเลิกบริษัทจะกระทำได้ต้องเข้าเงื่อนไขตามมาตรา ๑๒๓๖ และ ๑๒๓๗ เท่านั้น การที่จำเลยแจ้งความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน แจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จ และใช้หรืออ้างเอกสารอันเกิดจากการกระทำความผิดดังกล่าวอันเป็นเท็จเพื่อดำเนินการดังกล่าว จึงกระทบต่อสิทธิและประโยชน์ของโจทย์ทั้งสี่ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นโดยตรง ทำให้เกิดความเสียหายแก่โจทย์ทั้งสี่ผู้มีสิทธิเข้าประชุม เพื่อพิจารณาตั้งกรรมการแทน ศ. และมีอำนาจครอบงำบริษัทเพื่อตรวจตราการจัดการบริษัทของกรรมการได้ ทั้งเป็นผู้มีสิทธิลงมติพิเศษในกรณีพิจารณาเลิกบริษัทได้ตามมาตรา ๑๒๓๖ (๔) การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิด,แพ่ง,, 70,9,,"โทรศัพท์ด่าว่าผู้อื่น โดยผู้กระทำกับผู้อื่นอยู่สถานที่ห่างไกลกันคนละอำเภอ จะเป็นความผิดฐานดูหมิ่นซึ่งหน้าหรือไม่ ",มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๗๑๑/๒๕๕๗ จำเลยโทรศัพท์ไปหาผู้เสียหาย ด่าว่าและทวงเอกสารจากผู้เสียหาย ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายอยู่ที่สถานีบริการขนส่ง (บขส.) ตำบลท้ายช้าง อำเภอเมืองพังงา จังหวัดพังงา จำเลยอยู่ที่สวนบริหารจัดการทรัพยากรป่าชายเลนที่ ๒ ตำบกกะไหล อำเภอกะทุ่ง จังหวัดพังงา ซึ่งเป็นสถานที่ห่างไกลกันคนละอำเภอ แต่องค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๙๓ นั้น ถ้าเป็นการกล่าวด้วยวาจา ผู้กระทำต้องกล่าวซึ่งหน้าผู้เสียหายเพราะบทบัญญัติตามานี้มีเจตนารมณ์ป้องกันเหตุร้ายที่อาจเข้าถึงตัวกันทันทีที่มีการกล่าวดูหมิ่น ดังนั้น จึงยังไม่เข้าองค์ประกอบความผิดฐานดูหมิ่นผู้อื่นซึ่งหน้า,อาญา,, 70,9,,สามีทำสัญญาค้ำประกันหนี้บุคคลอื่นใดโดยภริยาในฐานะคู่สมรสได้ลงลายมือชื่อให้ความยินยอมในการทำสัญญาค้ำประกันของคู่สมรส หากเจ้าหนี้ได้ฟ้องลูกหนี้ชั้นต้นเป็นเหตุให้อยู่ความสะดุดหยุดลง จะเป็นโทษแก่ภริยาของผู้ค้ำประกันด้วยหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๔๒๘๑/๒๕๕๘ คู่สมรสของจำเลยทั้งสี่ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินของบริษัทน ต่อบริษัท ง เจ้าหนี้เดิมโดยจำเลยทั้งสิ้นลงลายมือชื่อเป็นพยานและเป็นผู้ให้ความยินยอมในฐานะเป็นภริยาของคู่สมรสที่ทำสัญญาค้ำประกัน แม้ว่าการทำสัญญากู้ยืมเงินจากบริษัท ง คู่สมรสของจำเลยทั้งสี่มีได้มีส่วนรับเงินไปใช้เป็นการส่วนตัวหรือกิจการของครอบครัวก็ตาม แต่การที่จำเลยทั้งสี่ในฐานะคู่สมรสให้ความยินยอม หนี้เกิดขึ้นจากสัญญา คำประกันดังกล่าวจึงเป็นหนี้ที่เกิดขึ้นจากการที่คู่สมรสของจำเลยทั้งสี่ก่อขึ้นในระหว่างสมรสเพื่อประโยชน์ตนเองฝ่ายเดียวที่จำเลยทั้งสี่ผู้เป็นภริยาให้สัตยาบันแล้วจำเลยทั้งสี่ จึงเป็นลูกหนี้ร่วมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๙๐ (๔) ซึ่งต้องรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๘๙ ทั้งนี้ แม้จำเลยทั้งสี่ต้องรับผิดในหนี้ต่อโจทย์อย่างลูกหนี้ร่วมกับคู่สมรส แต่จำเลยทั้งสี่ก็ไม่ใช่ผู้ค้ำประกันหนี้ ต่อโจทย์โดยตรง ความรับผิดของจำเลยทั้งสี่ต่อโจทย์เป็นเพียงลูกหนี้ร่วมตามบทบัญญัติของกฎหมายครอบครัวซึ่งมิใช่ความรับผิดตามสัญญาค้ำประกันในฐานะผู้ค้ำประกันกรณีจึงไม่อาจนำบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๙๒ ที่บัญญัติว่า “อายุความสะดุดหยุดลงเป็นโทษแก่ลูกหนี้นั้น ย่อมเป็นโทษแก่ผู้ค้ำประกันด้วย” มาใช้บังคับกับจำเลยทั้งสี่ได้ ดังนั้น เมื่อได้ความว่าบริษัท น ลูกหนี้ชั้นต้นชำระหนี้ให้แก่บริษัท น ตามสัญญากู้ฉบับแรกถึงเพียงวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๔๐ และตามสัญญากู้ฉบับที่ ๒ ถึงเพียงวันที่ ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๔๐ สิทธิเรียกร้องที่โจทย์จะเรียกให้จำเลยทั้งสี่ชำระหนี้จึงเริ่มนับถัดจากวันดังกล่าวจนเป็นวันผิดนัดเป็นต้นไปส่วนการที่โจทย์กำหนดไปฟ้องคู่สมรสของจำเลยทั้งสี่ แม้ว่ามีผลทำให้อายุความในหนี้ที่คู่สมรสของจำเลยทั้งสี่ที่ต้องรับผิดต่อโจทย์สะดุดหยุดลง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๑๔ (๒) ก็ตามแต่อายุความที่สะดุดหยุดลงดังกล่าวอยู่เป็นโทษเฉพาะคู่สมรสของจำเลยทั้งสี่ในฐานะผู้ค้ำประกัน ไม่มีผลเป็นโทษแก่จำเลยทั้งสี่ซึ่งเป็นลูกหนี้ร่วมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๙๕ ส่วนการที่โจทย์ได้ยื่นฟ้องจำเลยที่ ๒ เป็นจำเลยที่ ๙ ในคดีของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ด้วยก็ตาม แต่ศาลมิได้มีคำสั่งอนุญาตให้โจทย์ถอนฟ้องจำเลยที่ ๒ ก่อนมีคำพิพากษา กรณีก็ไม่อาจถือว่าอายุความสิทธิเรียกร้องที่โจทย์มีต่อจำเลยที่ ๒ สะดุดหยุดลง ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๑๗ วรรคหนึ่ง ดังนั้น เมื่อนับจากวันที่บริษัทผิดนัดในวันที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๔๐ และวันที่ ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๔๐ ซึ่งโจทย์มีสิทธิเรียกร้องต่อจำเลยทั้งสี่ให้ร่วมกันชำระหนี้ได้นับจากวันดังกล่าวจนถึงวันที่โจทย์ฟ้องคดีนี้ (วันที่ ๒๙ มกราคม ๒๕๕๒) เกินกว่า ๑๐ ปี สิทธิเรียกร้องของโจทย์จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๓๐,แพ่ง,, 70,9,,"ศาลพิพากษาให้โจทย์และจำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยา โดยให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองเพียงผู้เดียว ให้โจทย์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองคนละ ๔,๐๐๐ บาท ต่อเดือน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาจนกว่าบุตรผู้เยาว์ทั้งสองจะบรรลุนิติภาวะ โจทย์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูตลอดมา จนกระทั่งถึงแก่ความตาย หนี้อันเกี่ยวกับค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองที่ศาลมีคำพิพากษาให้โจทย์ชำระตกทอดไปยังทายาท กองมรดกมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูก็อีกต่อไป หรือไม่",มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๖๐๔๐/๒๕๕๕ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๖๔ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “บิดามารดาจำต้องอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาตามสมควรแก่บุตรในระหว่างที่เป็นผู้เยาว์” อันเป็นบทบัญญัติของกฎหมายที่กำหนดสิทธิและความหน้าที่ของบิดามารดาและบุตรโดยกำหนดสิทธิของผู้เยาว์ที่จะได้รับการอุปการะเลี้ยงดูและได้รับการศึกษา และเป็นหน้าที่ของบิดามารดาที่ต้องให้การอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาขณะที่บุตรยังคงเป็นผู้เยาว์ซึ่งมาตรา ๑๕๙๘/๔๑ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บัญญัติว่า “สิทธิที่จะได้ค่าอุปการะเลี้ยงดูนั้น จะสละหรือโอนมิได้และไม่อยู่ในข่ายแห่งการบังคับคดี” อันเป็นการกำหนดสิทธิของผู้เยาว์ที่จะได้ค่าอุปการะเลี้ยงดูว่าจะสละหรือโอนมิได้ และไม่อยู่ในข่ายแห่งการบังคับคดี สิทธิและหน้าที่เกี่ยวกับค่าอุปการะเลี้ยงดูนี้จึงเป็นเรื่องเฉพาะตัว กล่าวคือสิทธิที่จะได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูก็เป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้ทรงสิทธิ และหน้าที่ที่จะต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูก็เป็นหน้าที่เฉพาะตัวเช่นเดียวกัน หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งถึงแก่ความตายสิทธิและหน้าที่ดังกล่าวก็เป็นอันสิ้นสุดลงไม่ตกทอดไปยังทางกาย ดังนั้น เมื่อโจทย์ถึงแก่ความตายไปแล้ว สภาพบุคคลของโจทย์ก็หมดสิ้นไป การหน้าที่ในส่วนนี้จึงยุติไปด้วย แม้โจทย์จะทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกให้แก่ทางกายไว้ก็ตาม หน้าที่ในการชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูของโจทย์ก็ไม่ตกทอดเป็นมรดกแก่ทางกายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๕๙๙ และมาตรา ๑๖๐๐ กองมรดกของโจทย์ก็ไม่ต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองให้แก่จำเลยอีกต่อไป,แพ่ง,, 70,10,,เงินที่ชำระหลังวันทำสัญญา หากสัญญาระบุว่าเป็นส่วนหนึ่งของมัดจำกับ มีข้อตกลงด้วยว่าถ้าฝ่ายที่วางมัดจำเป็นฝ่ายผิดสัญญาให้ฝ่ายที่ิมัดจำนี้สิทธิรับเงินดังกล่าวได้ดังนี้ ถ้ามีการเลิกสัญญาเพราะความผิดของฝ่ายที่วางมัดจำ ฝ่ายที่รับมัดจำนี้จะมีสิทธิริบเงินดังกล่าวหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๑๒๒/๒๕๔๙ สัญญาจะซื้อขายที่ดินข้อ ๓ ระบุว่าในวันทำสัญญาโจทก์ผู้ซื้อจะซื้อได้วางเงินมัดจำไว้ส่วนหนึ่งเป็นเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท ส่วนที่เหลือจำนวน ๙๑๔,๐๐๐ บาท จะชำระเป็นงวดรายเดือน จำนวน ๑๐ เดือน เดือนละ ๑๗,๐๐๐ บาท เริ่มแต่เดือนตุลาคม ๒๕๓๙ เป็นต้นไป งวดสุดท้ายชำระในวันที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๔๐ จำนวนเงิน ๗๔๔,๐๐๐ บาท เห็นว่า คำว่า “มัดจำ” ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๗๗ บัญญัติว่า “เมื่อเข้าทำสัญญา” ถ้าได้ให้สิ่งใดไว้เป็นมัดจำ ท่านให้ถือว่าการทำมัดจำนั้นย่อมเป็นพยานหลักฐานว่าสัญญานั้นได้ทำขึ้นแล้ว... แสดงว่า มัดจำต้องเป็นทรัพย์สินซึ่งได้ให้ไว้ในวันทำสัญญา ไม่ใช่ทรัพย์สินที่ให้ไว้ในวันอื่น ดังนั้น เงินที่วางมัดจำไว้ในวันทำสัญญาดังกล่าวจึงมีเพียง ๑๐,๐๐๐ บาท เท่านั้น ส่วนเงินค่างวดที่โจทก์ชำระให้แก่จำเลยทั้งสามอีก ๑๐ งวด เป็นเงิน ๑๗๐,๐๐๐ บาท นั้น แม้ตามสัญญาข้อ ๓ ระบุว่าเป็นส่วนหนึ่งของเงินมัดจำ ก็ไม่ใช่เงินมัดจำตามความหมายดังกล่าวแต่เป็นเพียงการชำระราคาที่ดินบางส่วน เมื่อโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาและจำเลยทั้งสามบอกเลิกสัญญาแก่โจทก์แล้ว สัญญาจะซื้อขายที่ดินดังกล่าวจึงเป็นอันเลิกกันจำเลยทั้งสามจึงมีสิทธิรับเงินมัดจำจำนวน ๑๐,๐๐๐ บาท ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๗๘ (๒) ส่วนเงินที่โจทก์ชำระค่าที่ดินบางส่วนดังกล่าวจำเลยทั้งสามต้องให้โจทกกกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๙๑ แต่การที่โจทก์และจำเลยทั้งสามตกลงกันให้รับเงินดังกล่าวได้ตามสัญญาข้อ ๑๓ ข้อตกลงดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับที่กำหนดเป็นจำนวนเงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๓๗๙ ถ้าสูงเกินส่วนศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๘๓ วรรคหนึ่ง คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๙๑๐/๒๕๕๔ ตามสัญญาจองสิทธิการเช่า โจทก์ชำระเงินวันทำหนังสือจอง ๕๐,๐๐๐ บาท ชำระในวันทำสัญญาจองสิทธิการเช่า ๘๘,๒๔๐ บาท รวมเป็นเงิน ๑๓๘,๒๔๐ บาท ชำระในวันทำสัญญาจองสิทธิการเช่า ๑๑๘,๐๐๐ บาท รวมเป็นเงิน ๑๖๘,๐๐๐ บาท เงินจำนวน ๑๓๘,๒๔๐ บาท และ ๑๖๘,๐๐๐ บาท ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่โจทก์ได้ให้แก่จำเลยแล้วในวันทำสัญญาเพื่อให้จำเลยยึดไว้เป็นการชำระหนี้บางส่วนและเป็นประกันที่จะปฏิบัติตามสัญญา จึงถือเป็นมัดจำแต่หลังจากวันทำสัญญาของสิทธิการเช่า โจทก์ผ่อนชำระเงินให้แก่จำเลยสัญญาวละ ๔๐ งวด เป็นเงิน ๘๙๘,๕๖๐ บาท และ ๑,๐๙๒,๐๐๐ บาท รวมเป็นเงิน ๑,๙๙๐,๕๖๐ บาท ย่อมไม่อาจเป็นมัดจำแต่เป็นเพียงการชำระค่าเช่าบางส่วน เมื่อโจทก์ผิดสัญญาและจำเลยบอกเลิกสัญญาแก่โจทก์แล้ว สัญญาจึงเป็นอันเลิกกัน จำเลยย่อมมีสิทธิรับเงินมัดจำจำนวน ๑๓๘,๒๔๐ บาท และ ๑๖๘,๐๐๐ บาทได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๗๘ (๒) ส่วนเงินที่โจทก์ชำระเป็นงวด ๆ รวมสองสัญญาเป็นเงิน ๑,๙๙๐,๕๖๐ บาทต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๙๑ การที่โจทก์จำเลยจะตกลงกันว่าถ้าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาเมื่อจำเลยบอกเลิกสัญญาแล้วให้จำเลยมีสิทธิรับเงินที่โจทก์ชำระให้แก่จำเลยทั้งหมดข้อสัญญาดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับที่กำหนดเป็นจำนวนเงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๗๙ และถ้าเบี้ยปรับสูงเกินสมควรศาลก็มีอำนาจลดลงให้เหลือเป็นจำนวนพอสมควรได้",แพ่ง,, 70,10,,ผู้ชนะการประมูลงานก่อสร้างแล้วแต่ยังไม่ได้เริ่มงานก่อสร้างจะโอนสิทธิเรียกร้องที่จะได้รับเงินค่าจ้างก่อสร้างให้แก่บุคคลอื่นได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๗๙๐/๒๕๕๔ เมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๘ จำเลยที่ ๑ ประมูลงานรับเหมาก่อสร้างลานกีฬาขององค์การบริหารส่วนตำบลเวียงชัยได้ ต่อมาวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙ จำเลยที่ ๑ ทำหนังสือโอนสิทธิเรียกร้องในการรับเงินค่าจ้างที่จะได้รับจากองค์การบริหารส่วนตำบลเวียงชัยให้แก่ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้จัดส่งวัสดุก่อสร้างให้จำเลยที่ ๑ หลังจากนั้นวันที่ ๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙ องค์การบริหารส่วนตำบลเวียงชัยทำสัญญากับจำเลยที่ ๑ โดยกำหนดให้เริ่มทำงานภายในวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙ และกำหนดทำงานให้แล้วเสร็จภายในวันที่ ๘ เมษายน ๒๕๔๙ หลังจากนั้นโจทก์ขอปังคบคดีและเจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือฉบับลงวันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๔๙ แจ้งอายัดเงินค่าจ้างดังกล่าวไปยังองค์การบริหารส่วนตำบลเวียงชัย คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาผู้ร้องประการแรกว่า หนังสือโอนสิทธิเรียกร้องในการรับเงินใช้บังคับได้หรือไม่ เห็นว่า แม้ขณะจำเลยที่ ๑ ทำหนังสือโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวให้แก่ผู้ร้องนั้นจำเลยที่ ๑ ยังไม่ได้เริ่มงานก่อสร้างลานกีฬาให้แก่องค์การบริหารส่วนตำบลเวียงชัยก็ตามแต่เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยที่ ๑ ชนะการประมูลงานก่อสร้างลานกีฬาดังกล่าวตั้งแต่เดือนกันยายน ๒๕๔๘ จึงย่อมทำให้จำเลยที่ ๑ ได้สิทธิในการดำเนินงานก่อสร้างและรับเงินค่าก่อสร้างนั้นด้วยเมื่อทำงานแล้วเสร็จ สิทธิดังกล่าวจึงอยู่ในสภาพเปิดช่องให้อนุญาตได้แล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๐๓ ส่วนองค์การบริหารส่วนตำบลเวียงชัยจะกำหนดให้จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาจ้างตามแบบของทางราชการและเริ่มงานก่อสร้างกันเมื่อใดหาใช้สาระสำคัญไม่ เมื่อ ป. นายกองค์การบริหารส่วนตำบลเวียงชัยเขียนข้อความลงในหนังสือไออนิกสิทธิเรียกร้องว่า “ได้รับทราบและยินยอมในการโอนสิทธิดังกล่าวข้างต้นแล้ว” พร้อมกับลงลายมือชื่อและประทับตราองค์การบริหารส่วนตำบลบเวียงชัย ก็เพียงพอที่จะถือว่าองค์การบริหารส่วนตำบลเวียงชัยลูกหนี้ได้ยินยอมด้วยในการโอนนั้นตามมาตรา ๓๐๖ วรรคหนึ่ง เมื่อการไออนิกสิทธิเรียกร้องปฏิบัติตามข้อตกลงด้านตามบทบัญญัติของกฎหมาย สิทธิที่จะได้รับเงินค่าจ้างก่อสร้างจึงตกเป็นของผู้ร้องแล้ว และเมื่อไม่ปรากฏจากทางนำเสื้อของโจทก์เลยว่า ขณะนี้สิทธิเรียกร้องดังกล่าวผู้ร้องได้รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นทางให้โจทก์ต้องเสียเปรียบ โจทก์จึงไม่มีสิทธิขออายัดเงินดังกล่าวได้",แพ่ง,, 70,10,,ตกลงทำถนนในที่ดินของทั้งสองฝ่ายส่วนที่มีเขตติดต่อกันเพื่อใช้เป็นทางร่วมกันและตกลงกันว่าจะไปทำการจัดทะเบียนภาระจำยอมให้แก่กัน โดยมิได้มีการจัดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่หากฝ่ายหนึ่งผิดข้อตกลงอีกฝ่ายจะฟ้องบังคับให้ไปจัดทะเบียนภาระจำยอมได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๕๓๙/๒๕๔๙ “ที่จำเลยฎีกาว่า ข้อตกลงเรื่องภาระจำยอมระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยเป็นการได้มาโดยนิติกรรมซึ่งทรัพย์สิทธิอันเกี่ยวข้องสำหรับทรัพย์ที่มีได้มีการจัดทะเบียนการได้มาจากพนักงานเจ้าหน้าที่ จึงไม่บริบูรณ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๙๙ วรรคแรก นั้น เห็นว่า ตามบทกฎหมายดังกล่าวได้กำหนดให้การได้มาซึ่งทรัพย์สิทธิที่มีได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ไม่อาจใช้ยันและไม่อาจบังคับบุคคลภายนอกที่มิได้เป็นผู้สัญญาเท่านั้น มิได้เป็นการทำให้นิติกรรมนั้นในส่วนที่เป็นบุคคลสิทธิตกเป็นโมฆะเสียเปล่าไป นิติกรรมดังกล่าวจึงยังคงมีผลผูกพันบังคับกันได้ในระหว่างคู่สัญญาดังนั้น แม้จะได้ความว่า ข้อตกลงเรื่องภาระจำยอมตามฟ้องระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยเป็นข้อตกลงที่มิได้จัดทะเบียนไว้กับพนักงานเจ้าหน้าที่ข้อตกลงดังกล่าวก็ใช้บังคับกันได้ในระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลย,แพ่ง,, 70,10,,ออกเช็คชำระหนี้เงินยืม แต่การกู้ยืมเงินไม่มีหลักฐานการกู้ยืมเงิน หนี้เงินกู้ จะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และผู้ทรงจะฟ้องเรียกเงินตามเช็คได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๘๔๓/๒๕๕๗ จำเลยลงลายมือชื่อส่งจ่ายเช็คพิพาททั้งสามฉบับมอบให้โจทก์เพื่อชำระหนี้เงินยืม แม้โจทก์ไม่มีหลักฐานการกู้ยืมเงินมาแสดงว่าจำเลยยืมเงินโจทก์และเช็คไม่ถือว่าเป็นหลักฐานในการกู้ยืมเงินก็คงมีผลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๕๓ ว่า โจทก์จะฟ้องร้องให้บังคับคดีการกู้ยืมเงินไม่ได้ แต่นี้เงินกู้ยังอยู่ไม่มีผลทำให้นี้เงินกู้ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อโจทก์ฟ้องเรียกเงินตามเช็คที่จำเลยเป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่าย โจทก์เป็นผู้เรียกเก็บเงินตามเช็คพิพาททั้งสามฉบับ โจทก์จึงเป็นผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมาย เมื่อธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คพิพาททั้งสามฉบับ จำเลยจึงต้องรับผิด ชำระเงินตามเช็คพิพาททั้งสามฉบับให้แก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๐๐ มาตรา ๙๑๔ ประกอบมาตรา ๙๘๙,แพ่ง,, 70,10,,ใช้มือขวาจับมือซ้ายผู้เสียหายดึงออกเพื่อไม่ให้มือผู้เสียหายปิดป้องสร้อยคอ แล้ว ใช้มืออีกข้างหนึ่งดึงสร้อยคอของผู้เสียหายไปเป็นการใช้กำลังประทุษร้ายหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๘๙๑/๒๕๔๙ การดึงมือผู้เสียหายที่ปิดป้องสร้อยคอออกแล้วกระชากสร้อยคอของผู้เสียหายไป เป็นการกระทำแก่เนื้อตัวหรือกายของผู้เสียหาย จึงเป็นการใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อให้ ความสะดวกแก่การลักทรัพย์หรือการพาทรัพย์นั้นไป และยึดถือเอาทรัพย์นั้นไว้ อันเป็น ความผิดฐานชิงทรัพย์ตามฟ้องแล้ว,อาญา,, 70,10,,แก้ไขดัดแปลงมิเตอร์ไฟฟ้าที่ติดตั้งในบ้านไม่ให้หมุน ทำให้ตัวเลขวัดการ ใช้กระแสไฟฟ้าชำรุดเสียหายไม่เคลื่อนที่ แล้วได้ใช้ไฟฟ้าโดยไม่เสียค่าไฟฟ้า เป็นความผิด ฐานลักทรัพย์หรือทำให้เสียทรัพย์หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๘๑/๒๕๔๙ โจทก์บรรยายฟ้องสรุปความว่า จำเลยกับพวกลักเอากระแสไฟฟ้าไปใช้ด้วยการ ทำมิเตอร์ไฟฟ้าไม่หมุนเพื่อให้ตัวเลขวัดการใช้ไฟฟ้าไม่เคลื่อนที่ ซึ่งก็ตรงกับข้อเท็จจริง ตามที่ปรากฏในรายงานการสืบเสาะและพินิจ พฤติการณ์ดังกล่าวย่อมแสดงว่าจำเลยกระทำ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อเอากระแสไฟฟ้าของผู้เสียหายไปใช้โดยไม่เสียค่าไฟฟ้าเป็นสำคัญ การ กระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์และตรงตามคำบรรยายฟ้องและคำขอ ให้ลงโทษของโจทก์แล้ว กรณีจึงไม่จำต้องพิจารณาต่อไปว่าการกระทำของจำเลยจะเป็น ความผิดฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์หรือไม่,อาญา,, 70,11,,อยู่บนหลังคาบ้านของผู้อื่นในเวลากลางคืนเพื่อจะเก็บของเล่นให้แก่บุตร โดยมีได้รับอนุญาตก่อน จะเป็นการเข้าไปในเคหสถานของผู้อื่นโดยไม่มีเหตุฉุกเฉินความผิดฐานบุกรุกหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๘๒๔/๒๕๕๖ นายโสภณผู้เสียหายที่ ๑ กับนางณิชาภัทรผู้เสียหายที่ ๒ เป็นสามีภริยากัน พักอาศัยอยู่ที่ทาวน์เฮาส์สองชั้นเลขที่ ๕๑๑/๖๔๒ ส่วนจำเลยทั้งสองพักอาศัยที่ทาวน์เฮาส์ ติดกัน เลขที่ ๕๑๑/๖๔๑ โดยต่อเติมชั้นที่สาม และมีดาดฟ้าชั้นบน ตามวันเวลาและ สถานที่เกิดเหตุในฟ้อง ผู้เสียหายทั้งสองซึ่งอยู่ที่บ้านชั้นล่างได้ยินเสียงคนกระโดดลง หลังคา จึงขึ้นไปชั้นสองของบ้านเปิดหน้าต่างห้องนอนบุตรสาวดู เห็นจำเลยที่ ๑ ยืนอยู่บน หลังคาผู้เสียหายที่ ๒ สอบถามจำเลยที่ ๑ ว่า มายืนทำอะไรบนหลังคา จำเลยที่ ๑ ตอบว่า กูมาเก็บของเล่น มีปัญหาอะไรไหม ผู้เสียหายที่ ๒ ถามว่าทำไมไม่ขออนุญาตก่อน แล้ว จำเลยที่ ๑ โต้เถียงกับผู้เสียหายทั้งสองและด่าผู้เสียหายทั้งสองว่า ไอ้เหี้ย ไอ้ควาย ไอ้สัตว์ สำหรับความผิดฐานดูหมิ่นซึ่งหน้าเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงว่า การกระทำของจำเลยที่ ๑ ดังกล่าวเป็นความผิดฐานบุกรุกเคหสถานของผู้อื่นโดยไม่มีเหตุฉุกเฉินความผิดฐานสมควรในเวลากลาง คืนหรือไม่ เห็นว่า เคหสถานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑ (๔) ให้หมายความ รวมถึงบริเวณของที่ใช้เป็นที่อยู่อาศัยนั้นด้วย ฉะนั้น หลังคาบ้านย่อมเป็นเคหสถานตาม บทบัญญัติ ดังกล่าว แม้ผู้เสียหายทั้งสองกับจำเลยที่ ๑ จะมีบ้านอยู่ใกล้กันแต่ก็หาได้ คุ้นเคยหรือสนิทนกันไม่ กรณีจึงมิใช่เป็นเรื่องการถือวิวาสะ อีกทั้งขณะเกิดเหตุเป็น เวลากลางคืน จำเลยที่ ๑ ย่อมไม่มีอำนาจหรือไม่มีสิทธิจะเข้าไปในเคหสถานของ ผู้เสียหายโดยมิได้รับอนุญาตก่อน แม้จำเลยที่ ๑ อ้างว่าเข้าไปเพราะต้องการจะเก็บปืน ของเล่นให้แก่บุตรชายของตนก็ตาม แต่เหตุตามที่จำเลยที่ ๑ อ้างมิใช่กรณีจำเป็นเร่งด่วน ถึงขนาดว่าจำเลยที่ ๑ จะปีนขึ้นไปบนหลังคาบ้านผู้อื่นในยามวิกาลดามอำเภอใจโดยไม่บอก กล่าวหรือนญาตเจ้าของบ้านก่อน ทั้งเมื่อจำเลยที่ ๑ ถูกตำหนิที่ไม่ชอบอนุญาตลับโต้เถียง และด่าว่าผู้เสียหายทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าของเคหสถานด้วยถ้อยคำหยาบคาย การกระทำของ จำเลยที่ ๑ จึงเป็นการเข้าไปในเคหสถานของผู้อื่นโดยไม่มีเหตุฉุกเฉินความผิดฐานสมควร ในรอบมาตรา ๓๖๕ (๓) ประกอบ มาตรา ๓๖๔ อีกกระทงหนึ่ง",อาญา,, 70,11,,สำคัญผิดในข้อเท็จจริงว่ามีกรณีจะต้องกระทำการเพื่อป้องกัน หาก กระทำไปพอสมควรแก่เหตุหรือเกินสมควรแก่เหตุจะมีความผิดตามกฎหมายหรือไม่ อย่างไร ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๓๓/๒๕๕๕ นายสายยันผู้เสียหายกับจำเลยเป็นญาติกัน เมื่อวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๔๔ มีการจัดงานศพของนางพริ้มซึ่งเป็นยายของผู้เสียหายและมีศักดิ์เป็นยายของจำเลย จำเลย ไปร่วมงานและเข้าเล่นการพนันที่มีในงานโดยมีผู้ร่วมเล่นประมาณ ๘ คน เวลาประมาณ ๒๓ นาฬิกา จำเลยทะเลาะโต้เถียงกับผู้ร่วมเล่นการพนันโดยจำเลยถูกกล่าวหาว่าเอาเงิน ในวงพนันไป ๔๐ บาท และมีผู้ร่วมเล่นการพนันหลายคนถือเก้าอี้จะทำรายจำเลย ผู้เสียหายเข้าไปห้ามปรามจึงถูกจำเลยใช้อาวุธมืดปลายแหลมยาวประมาณ ๑ ฟุต แทงที่บริเวณหน้าท้องมีบาดแผลที่บริเวณหน้าท้องด้านซ้าย ๑ แห่ง กว้าง ๔ เซนติเมตร คมมืดทะลุเข้าไปถูกกระเพาะอาหารฉีกขาดและชั่วไตขาด หากรักษาไม่ทันท่วงที่ผู้เสียหายจะ ถึงแก่ความตาย มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยแทงผู้เสียหายโดยมีเจตนา เพียงทำรายหรือไม่ เห็นว่า มีดที่จำเลยใช้แทงผู้เสียหายมีขนาดยาวประมาณ ๑ ฟุต คือ เป็นมีดที่มีขนาดใหญ่ วิญญูชนโดยทั่วไปย่อมทราบว่าสามารถทำอันตรายต่อชีวิตได้ การ ที่จำเลยใช้อาวุธมืดดังกล่าวแทงผู้เสียหายที่บริเวณหน้าท้องซึ่งมีอวัยวะสำคัญอยู่ภายใน ทั้งได้ความจากคำเบิกความของนายแพทย์สุทธิรักษ์ผู้ตรวจรักษาผู้เสียหายว่า การที่คมมืด ทะลุไปถึงไตแสดงว่าเป็นการแทงที่แรงมากกว่าปกติ ดังนั้น จำเลยย่อมเล็งเห็นผลได้ ว่าการที่จำเลยแทงผู้เสียหายนั้นอาจทำให้ผู้เสียหายถึงแก่ความตายได้ แม้จำเลยจะฎีกาอ้าง ว่าผู้เสียหายเป็นญาติจำเลย ขณะเกิดเหตุจำเลยไม่ได้ทะเลาะวิวาทกับผู้เสียหาย จึงไม่มีเหตุ ที่จำเลยจะฆ่าผู้เสียหายก็ตาม แต่ในสภาพขณะที่จำเลยแทงผู้เสียหายนั้น ต้องพิจารณา จากการกระทำอันเป็นเครื่องชี้เจตนาของจำเลยและฟังไม่ได้ว่าจำเลยใช้มืดแทงผู้เสียหาย โดยมีเจตนาเพียงทำรายผู้เสียหายเท่านั้น ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น คดีมีปัญหาจะต้องวินิจฉัยต่อไปว่า การกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันโดย ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ได้ความจากคำเบิกความของนางพวงเพ็ญซึ่งเป็นน้องของบิดา ผู้เสียหายว่า ในวันเกิดเหตุขณะที่พยานกำลังพูดคุยเรื่องงานศพ จำเลยมีเรื่องทะเลาะกับ เฟือน ๆ ของจำเลยประมาณ ๔ ถึง ๕ คน เพื่อนของจำเลยจะใช้เก้าอี้ทุบตีจำเลย จำเลยได้หยิบอาวุธมืดทำครัวยาวประมาณ ๑ ศอก ซึ่งวางที่โต๊ะเลี้ยงกาแฟมาถือไว้ ผู้ที่ ทะเลาะกับจำเลยยืนล้อมจำเลยแต่ยังไม่มีการทำรายกัน ระหว่างนั้นผู้เสียหายวิ่งเข้ามา ทางด้านหลัง จำเลยหันกลับใช้อาวุธมืดแทงผู้เสียหาย ๑ ครั้ง ผู้เสียหายล้มลงหมดสติ แม้ ในชั้นพิจารณาผู้เสียหายเบิกความว่า จำเลยทะเลาะกับบิดาผู้เสียหายและแทงผู้เสียหาย ๒ ครั้ง ขัดแย้งกับคำให้การในชั้นสอบสวนของผู้เสียหายที่ว่าจำเลยทะเลขะกันเพื่อน และ ขัดแย้งกับผลการตรวจชันสูตรบาดแผล ซึ่งแพทย์ได้ตรวจและทำความเห็นว่า ผู้เสียหายมี บาดแผลเพียงบาดแผลเดียว ก็ตาม แต่นางพวงเพ็ญถือได้ว่าเป็นพยานคนกลาง น่าเชื่อว่าจะ เบิกความไปตามความจริง การที่จำเลยมีเรื่องทะเลาะกันเพื่อน ๔ ถึง ๕ คน และถือเก้าอี้จะทำร้ายจำเลย แม้สาเหตุการทะเลาะจะเป็นเรื่องเล่นการพนันซึ่งผิดกฎหมาย แต่เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่า จำเลยเป็นคนก่อเหตุและสมัครใจทะเลาะวิวาทด้วยจำเลยหันไปแทงผู้เสียหายที่เข้ามา ทางด้านหลังเพียง ๑ ครั้ง ย่อมถือว่าจำเลยใช้สิทธิป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย การที่ ผู้เสียหายเข้าทางด้านหลังจำเลยระหว่างนั้นทำให้จำเลยสำคัญผิดคิดว่าผู้เสียหายจะเข้า มาทำร้าย จึงเป็นกรณีที่จำเลยสำคัญผิดในข้อเท็จจริง แม้ข้อเท็จจริงนั้นไม่มีอยู่จริง จำเลยก็สามารถอ้างเหตุป้องกันได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๖๒ วรรคแรก แต่ผู้ที่ร่วมทำร้ายจำเลยมีเพียงเก้าอี้เป็นอาวุธและยังไม่ได้ทำร้ายจำเลย โดยเฉพาะ ผู้เสียหายแม้จะเข้ามาทางด้านหลังของจำเลยแต่ผู้เสียหายก็ไม่มีอาวุธ การที่จำเลยใช้ อาวุธมืดยาวประมาณ ๑ ฟุต แทงผู้เสียหายบริเวณหน้าท้องซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญอย่าง รุนแรง จึงเป็นการป้องกันเกินสมควรแก่เหตุตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๖๙ ซึ่ง ศาลจะลงโทษจำเลยน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดเพียงใดก็ได้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๕๕๐/๒๕๕๓ ขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางคืน จำนอนในแปลที่ขนำในนากุ้งเฟื่องเฝ้าดูแลรักษา ทรัพย์สินของตน เมื่อจำเลยเห็นรถยนต์แล่นผ่านเข้ามาใกล้ก็ใช้สปอทไลท์สองซึ่งจะทำให้ผู้ที่ ผ่านเข้ามาทราบว่ามีผู้เฝ้าดูแลอยู่ในบริเวณนั้น อันเป็นการกระทำเพื่อรักษาทรัพย์สินของตน แต่โจทก์ร่วมกลับขับรถแล่นเข้ามาบริเวณที่เกิดเหตุซึ่งมิใช่ถนนสาธารณะที่ใช้สัญจร ทั่วไป แต่เป็นถนนทางเข้านากุ้งในยามวิภาลเวลาประมาณ ๓ นาฬิกาแล้วชนรถ จักรยานยนต์ของจำเลยซึ่งจอดอยู่หน้าขน้ำ ย่อมทำให้จำเลยตกใจกลัวและสำคัญผิดว่า เป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึงจากคนร้ายที่มุ่งเข้าทำร้ายตน การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงขึ้นฟ้า ก่อนและยิงอีก ๑ นัด ในระยะเวลาที่ใกล้ชิดต่อเนื่องกันขณะ ช. และโจทก์ร่วมกำลังเปิด ประตูรถออกมา ย่อมทำให้จำเลยเข้าใจว่าผู้ที่อยู่ในรถมีอาวุธหากจำเลยซ้ำไปเพียงเล็กน้อย จำเลยก็อาจได้รับอันตรายร้ายแรงได้ จึงเป็นการป้องกันตนเองให้พ้นจากภยันตรายที่จำเลย สำคัญผิดว่าจะเกิดขึ้นแก่ตนและเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง อีกทั้งหลังจากจำเลยยิงปืนนัด ที่สองไปแล้ว จำเลยก็วิ่งหลบหนีไปในทันทีโดยมิได้ยิงหรือทำร้ายโจทก์ร่วมหรือ ช. ซ้ำอีก ทั้งที่มีโอกาสเนื่องจากโจทก์ร่วมถูกกระสุนปืนได้รับบาดเจ็บและลงมาจากรถแล้ว การ กระทำของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นการกระทำพอสมควรแก่เหตุเพื่อให้ตนพ้นจากภยันตราย ที่จำเลยสำคัญผิดว่าจะเกิดขึ้น อันเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายโดยสำคัญผิด ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๖๘ ประกอบมาตรา ๖๒ วรรคแรก",อาญา,, 70,11,,ผู้เสียหายจากเหตุละเมิดเป็นโจทก์ฟ้องนายจ้างของผู้ทำละเมิดให้รับผิดใน ผลแห่งละเมิดที่ลูกจ้างกระทำไปในทางการที่จ้าง หากนายจ้างโอนขายทรัพย์สินของตนให้แก่ บุคคลอื่นไปก่อนศาลในคดีแพ่งมีคำพิพากษาจะเป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๖๙๘/๒๕๓๕ เมื่อวันที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๒๕ ลูกจ้างของจำเลยได้ขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อ ของจำเลยในทางการที่จ้างชนท้ายรถยนต์สามล้อเป็นเหตุให้สามีโจทยกที่ ๑ ซึ่งขับขี่ รถยนต์สามล้อค้นดังกล่าวถึงแก่ความตาย โจทยกทั้งสองได้ฟ้องจำเลยกับพวกต่อศาลแพ่ง เรียกค่าเสียหายเมื่อวันที่ ๓ มกราคม ๒๕๒๖ จำเลยได้รับสำเนาคำฟ้องวันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๒๖ ต่อมาวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๒๖ จำเลยได้โอนทางทะเบียนขาย รถยนต์บรรทุกสิบล้อคันเกิดเหตุให้แก่ ว. ศาลแพ่งได้พิพากษาคดีถึงที่สุดให้จำเลยกับ พวกร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายให้โจทยกทั้งสองเมื่อวันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๒๗ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๐๖ ได้บัญญัติว่า “ในกรณี หนี้อันเกิดแต่มูลละเมิด ลูกหนี้ได้ชื่อว่าผิดนัดมาแต่เวลาที่ทำละเมิด” และดูว่าสภาพการ เป็นเจ้าหนี้ระหว่างผู้ถูกละเมิดคือโจทยกที่และผู้ต้องรับผิดจากมูลละเมิดคือจำเลย เกิด ขึ้นทันทีที่มีการทำละเมิดขึ้น คำพิพากษาของศาลที่บังคับให้มีการชดใช้ค่าสินไหม ทดแทนแก่กันมิได้เป็นการก่อให้เกิดหนี้ระหว่างโจทยกจำเลยแต่เป็นการบังคับตาม ความรับผิดแห่งหนี้ที่โจทยกทั้งสองกับจำเลยได้มีต่อกัน ดังนั้น ถือว่าจำเลยเป็นลูกหนี้ โจทยกนับแต่ขณะที่ลูกจ้างของจำเลยขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อชนท้ายรถยนต์สามล้อที่สามี โจทยกที่ ๑ ขับขี่แล้ว ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๐ ก็บัญญัติไว้ว่า “ผู้ใดเพื่อมิให้ เจ้าหนี้ของตนหรือของผู้อื่นได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน ซึ่งได้ใช้หรือจะใช้สิทธิ เรียกร้องทางศาลให้ชำระหนี้ ย้ายไปเสียช้อนเร้นหรือโอนไปให้แก่ผู้อื่นซึ่งทรัพย์ใดก็ดี แกล้งให้ ตนเองเป็นหนี้จำนวนใดอันไม่เป็นความจริง ก็ดี ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปีหรือปรับ ไม่เกินสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ"" จะเห็นได้ว่าความผิดตามมาตรานี้มิได้ถือเอา คำพิพากษาของศาลให้รับผิดในทางแพ่งมาเป็นองค์ประกอบความผิดในทางอาญา ทั้งยังบัญญัติไว้ชัดเจนว่าเพียงแต่รู้ว่าเจ้าหนี้จะใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลแล้วกระทำการ ดังกล่าวก็ถือว่าเป็นความผิดแล้ว",อาญา,, 70,12,,การโอนหุ้นชนิดระบุชื่อลงในใบหุ้นจะต้องได้รับความยินยอมของบริษัทก่อนหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ (ก) กรณีไม่มีข้อบังคับของบริษัทกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๕๙๕/๒๕๕๘ การโอนหุ้นระหว่างโจทก์กับ ภ. ได้มีการทำหนังสือและลงลายมือชื่อของผู้โอนกับผู้รับโอน โดยมีพยาน ๒ คน ลงชื่อรับรองลายมือนั้น ๆ ด้วย จึงถือว่าการโอนหุ้นดังกล่าวได้กระทำตามแบบที่กำหนดไว้ ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๑๒๙ วรรคสอง และตามข้อบังคับของบริษัทจำเลย ก็มีได้กำหนดไว้ว่าการโอนหุ้นต้องได้รับความยินยอมของบริษัท ดังนั้น การโอนหุ้นระหว่างโจทก์กับ ภ. จึงไม่จำต้องได้รับความยินยอมจากบริษัทจำเลย ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๑๒๙ วรรคหนึ่ง หนังสือที่ทนายโจทก์แจ้งไปยังกรรมการของบริษัทจำกัด มีข้อความสรุปได้ว่า โจทก์ในฐานะผู้รับโอนขอบอกกล่าวให้บริษัทจำเลยดำเนินการใส่ชื่อโจทก์ลงในสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นของบริษัทจำเลย หรือหากไม่ดำเนินการโจทก์ก็มีความประสงค์ที่จะขายหุ้นให้แก่ผู้ถือหุ้นคนใดคนหนึ่งที่มีความประสงค์จะซื้อ ดังนี้ ตามหนังสือดังกล่าวเห็นได้ว่าความประสงค์ของโจทก์ก็คือต้องการจะได้หุ้นที่ ภ. โอนให้ โดยให้จำเลยใส่ชื่อโจทก์ในสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นเป็นลำดับแรก ถือว่าเป็นโจทก์ได้แจ้งให้บริษัทจำเลยจดทะเบียนแก้ไขการโอนหุ้นนั้นลงในสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นแล้ว การโอนหุ้น โจทก์จะต้องมีเอกสารหลายอย่างมามอบให้จำเลย ต้องมีคณะกรรมการของจำเลยเข้าประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งจึงจะเป็นองค์ประชุมดำเนินการได้ จำเลยจะต้องตรวจสอบความถูกต้องสมบูรณ์ของเอกสารก่อนนั้นเป็นเรื่องของขั้นตอนการดำเนินการของจำเลยเท่านั้น รวมทั้งไม่ว่าหุ้นดังกล่าวจะเป็นสินสมรสของ ภ. หรือไม่ ก็ไม่ได้ทำให้การโอนหุ้นระหว่างโจทก์กับ ภ. เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างใด ดังนั้นเมื่อการโอนหุ้นระหว่างโจทก์กับ ภ. เป็นการโอนที่ชอบ และจำเลยไม่ยอมจดทะเบียนแก้ไขการโอนหุ้นนั้นลงในสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นตามที่ธนาคารโจทก์มีหนังสือแจ้งการกระทำของจำเลยจึงถือว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์แล้ว (คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๔๘๓/๒๕๕๘ วินิจฉัยเช่นกัน) (ข) กรณีมีข้อบังคับของบริษัทกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๖๖๙/๒๕๕๙ หุ้นที่จำเลยที่ ๑ โอนให้โจทย์เป็นหุ้นชนิดระบุชื่อลงในใบหุ้น โดยมีข้อบังคับของบริษัทจำกัดที่ ๑๐ กำหนดไว้ว่า ผู้ถือหุ้นคนใดประสงค์จะโอนหุ้นจะต้องเสนอโอนหุ้นของตนให้แก่ผู้ถือหุ้นในบริษัททุก ๆ คนก่อน เว้นแต่เป็นการโอนหุ้นให้แก่สามี ภริยาหรือผู้สืบสันดานของตนเอง เมื่อไม่มีผู้ถือหุ้นเดิมคนใดตกลงรับโอนภายในเวลาซึ่งกำหนดให้ไม่น้อยกว่า ๓๐ วันแล้ว ผู้ถือหุ้นคนนี้จึงจะมีสิทธิโอนแก่บุคคลภายนอกได้ เมื่อการโอนหุ้นระหว่างจำเลยที่ ๑ กับโจทย์ฝ่าฝืนต่อข้อบังคับของจำเลยที่ ๑๐ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๑๒๙ วรรคหนึ่ง โจทย์ไม่ได้กรรมสิทธิ์ในหุ้นของจำเลยที่ ๑ และไม่อาจใช้สิทธิใด ๆ ในฐานะผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ ๑๐ ที่จะขอบังคับให้เพิกถอนการโอนหุ้นระหว่างจำเลยทั้งสิบตามคำขอท้ายฟ้องได้",แพ่ง,, 70,12,,ใช้ขวานเป็นอาวุธพันศีรษะและใบหน้าของผู้ตายหลายครั้ง เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย เหตุเกิดที่บริเวณใต้ถุนบ้านของจำเลย หลังจากนั้นลากศพผู้ตายจากใต้ถุนบ้านไปไว้ที่ถนนสาธารณะหน้าบ้าน ห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ ๓๐ เมตร และเกลี่ยดินกับขี้เถ้ากลบคราบเลือดของผู้ตายจะเป็นความผิดฐานเคลื่อนย้ายศพเพื่อปิดบังการตายหรือเหตุแห่งการตาย และอำพรางคดีหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๒๗๘/๒๕๕๕ ตามภาพถ่ายหมาย จ.๔ ปรากฏร่องรอยการเกลี่ยดินกับขี้เถ้ากลบคราบเลือดของผู้ตายที่บริเวณใต้ถุนบ้านของจำเลยอย่างชัดเจน เห็นได้ว่าจำเลยกระทำเช่นนั้นเพื่อปิดบังและอำพรางการกระทำความผิดของตน การที่จำเลยลากศพผู้ตายไปไว้ที่ถนนสาธารณะหน้าบ้านห่างออกไปประมาณ ๓๐ เมตร แม้บริเวณนั้นไม่อาจปิดบังการตายได้ ก็เป็นการกระทำเพื่อปิดบังเหตุแห่งการตายและเพื่ออำพรางการกระทำความผิดของตนด้วย การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานเคลื่อนย้ายศพเพื่อปิดบังเหตุแห่งการตายและเพื่ออำพรางคดี จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๙๙,อาญา,, 70,12,,จอดรถขวางกั้นไม่ให้ผู้อื่นถอยรถแล้วมากระซากรถของผู้อื่นซึ่งล็อกประตูรถยู่ ทุบกระจกรถย่างแรงหลายครั้ง ผู้นั้นจึงใช้อาวุธปืนยิงผู้กระทำในขณะนั้นเป็นการกระทำเพื่อป้องกันโดยขอบด้วยกฎหมายหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๒๓๗/๒๕๖ โจทก์ร่วมยืนอยู่บริเวณประตูรถยนต์ตู้ของจำเลยเพียงลำพัง โดยไม่มีบุคคลอื่นใดอยู่ร่วมกับโจทก์ร่วม ทั้งขณะนั้นจำเลยก็ลือกประตูของรถยนต์ด้วย โจทก์ร่วมย่อมไม่สามารถเปิดประตูรถยนต์เข้าไปทำลายจำเลยได้ จึงไม่มีภยันตรายที่เกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายที่จำเลยจะต้องกระทำเพื่อป้องกัน การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วมจำเลยจึงไม่อาจข้างได้ว่าการกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย และการที่โจทก์ร่วมกับพวกจอดรถชวางกันไม่ให้จำเลยถอยรถยนต์ออกจากที่เกิดเหตุ โดยจำเลยจะต้องไปรับพนักงานไปส่งยังที่หมายซึ่งเป็นภาระหน้าที่ในการประกอบอาชีพของจำเลย และโจทก์ร่วมมากระชากประตูรถยนต์และทุบกระจกรถยนต์ด้วยแรงหลายครั้งอันเป็นการเข้าไปหาจำเลยโดยมีท่าที่คุกกามย่อมเป็นการข่มเหงจำเลยอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วมในขณะนั้น จึงเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๒ จำเลยใช้อาวุธปืนซึ่งเป็นอาวุธปืนซึ่งเป็นอาวุธร้ายแรงโดยสภาพ สามารถทำอันตรายต่อชีวิตของผู้อื่นได้ ยิงโจทก์ร่วม ๑ นัด กระสุนปืนถูกบริเวณไหล่ราชาชัย ซึ่งเป็นบริเวณของอวัยวะสำคัญซึ่งอยู่ภายในร่างกายเป็นเหตุให้กระดูกไหล่ราชาหักแบบเปิดลมรั่วในปอดข้างซ้าย เส้นเลือดดำแขนข้างซ้ายฉีกขาด จำเลยย่อมเล็งเห็นผลได้ว่าอาจทำให้โจทก์ร่วมถึงแก่ความตายได้ แม้จำเลยยิงโจทก์ร่วมเพียงนัดเดียว ก็ไม่ทำให้ความผิดของจำเลยเปลี่ยนแปลงไป เพราะเจตนาโดยเล็งเห็นผลนั้นมุ่งถึงลักษณะแห่งการกระทำและผลของการกระทำที่อาจเกิดขึ้นเป็นหลักมิได้มุ่งถึงเจตนาของผู้กระทำเป็นหลัก ก็อว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าโจทก์ร่วม",อาญา,, 70,12,,กรรมการบริษัทคนหนึ่งลงลายมือชื่อในฐานะผู้ส่งจ่ายเช็คและมีลายมือชื่อปลอมของกรรมการอีกคนหนึ่งเป็นผู้ร่วมส่งจ่าย ซึ่งตามข้อบังคับของบริษัทกรรมการสองในสามคนลงลายมือชื่อและประทับตราสำนักนายกระทำการแทนบริษัทได้ ดังนี้ หากธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน ผู้ทรงจะฟ้องบริษัทให้รับผิดใช้เงินตามเช็คได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๓๔๖๖/๒๕๕๕ จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มี นายสุกิจ ธีรสุวรรณ์ นายสุชาติ ธีรสุวรรณ์ และนายสมชาย ธีรสุวรรณ์ ซึ่งเป็นผู้น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันเป็นกรรมการ โดยกรรมการสองในสามคนมีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญ กระทำการแทนจำเลยได้ นายสุกิจนำเช็คพิพาททั้งหกฉบับตามฟ้องมาแลกเงินสดไป จากโจทก์ โดยนายสุกิจในฐานะกรรมการของจำเลยได้ลงลายมือชื่อในฐานะผู้สั่งจ่ายเช็คพิพาท ทั้ง ๖ ฉบับ และมีลายมือชื่อปลอมของนายสุชาติเป็นผู้ร่วมสั่งจ่าย ต่อมาเมื่อเช็คพิพาทถึง กำหนดชำระ ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คพิพาททั้งหกฉบับ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยจะต้องรับผิดต่อโจทย์ตามเช็ค พิพาททั้ง ๖ ฉบับ หรือไม่ ในข้อนี้ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๐๐๘ วรรคหนึ่ง แม้บทบัญญัติดังกล่าวมิได้กล่าวไว้โดยแจ้งชัดว่าผู้สัญญาฝ่ายซึ่งจะ พึงถูกยึดหน่วงหรือถูกบังคับใช้เงินที่อยู่ในฐานะเป็นผู้ต้องตัดบทมิให้ยกลายมือชื่อปลอมขึ้นเป็น ข้อต่อสู้มีลักษณะเช่นใดก็ตาม แต่บุคคลดังกล่าวย่อมจะต้องเป็นผู้ที่ต้องรับผิดตามเนื้อความ ในตัวเงินอันเนื่องมาจากเป็นผู้ลงลายมือชื่อของตนเป็นผู้สัญญาในตัวเงินนั้น ตามประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๐๐ หาใช่ว่าแม่บุคคลที่มิได้ลงชื่อในตัวเงินก็ยังต้อง รับผิดตามเนื้อความในตัวเงินนั้นไม่ ดังนั้น แม้ข้อเท็จจริงได้ความตามทางนำสืบของจำเลย ว่านายสุกิจซึ่งเป็นพี่ชายคนโตได้รับมอบหมายจากบิดาให้บริหารกิจการของจำเลยแต่เพียง ผู้เดียว โดยนายสุชาติและนายสมชายมิได้เกี่ยวข้องกับกิจการของจำเลยก็ตาม แต่จำเลยเป็น นิติบุคคลตามกฎหมายแยกต่างหากจากบุคคลธรรมดา ซึ่งการกระทำการแทนจำเลยต้องมี กรรมการอย่างน้อย ๒ คน ลงลายมือชื่อร่วมกันพร้อมประทับตราสำคัญของจำเลยจึง ผูกพันจำเลยตามเงื่อนไขที่ได้มีการจดทะเบียนนิติบุคคลไว้การที่นายสุกิจลงลายมือชื่อสั่งจ่าย เช็คพิพาทแต่เพียงผู้เดียวจึงไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่จดทะเบียนนิติบุคคลไว้ดังกล่าว กรณีถือไม่ได้ว่าเป็นการสั่งจ่ายในนามของจำเลย ทั้งไม่ปรากฏว่านายสุชาติหรือนายสมชาย ซึ่งเป็นกรรมการของจำเลยได้กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งที่ส่อให้เห็นว่าเป็นการเชิดหรือยินยอม ให้นายสุกิจนำเช็คพิพาทซึ่งมีลายมือชื่อปลอมของนายสุชาติเป็นผู้ร่วมสั่งจ่ายไปแลกเงินสดจาก โจทย์ได้ แม้ทางพิจารณาได้ความว่า นายสุกิจเคยนำเช็คซึ่งตนได้ลงลายมือชื่อเป็นผู้สั่งจ่าย ร่วมกับลายมือชื่อปลอมของนายสุชาติไปแลกเงินสดกับบิดาโจทย์ และเช็คดังกล่าวสามารถ เรียกเก็บเงินได้ก็ตาม แต่ไม่ปรากฏว่านายสุชาติยินยอมให้นายสุกิจกระทำการเช่นนั้นได้ จึงฟัง ไม่ได้ว่าจำเลยยินยอมให้นายสุกิจออกเช็คพิพาทในนามของจำเลย เมื่อจำเลยมิใช่ผู้สั่ง จ่ายเช็คพิพาท จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดใช้เงินตามเนื้อความในเช็คพิพาทในฐานะผู้สั่งจ่าย",แพ่ง,, 70,13,,ทำสัญญาเช่าตึกแถวมีกำหนดเวลา ๒๑ ปี แต่ไม่ได้จดทะเบียนการเช่าต่อ พนักงานเจ้าหน้าที่ หากยังไม่สิ้นกำหนดเวลาเช่า ผู้ให้เช่ามีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๙๖/๒๕๕๒ โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิตึกแถวพิพาท จำเลยทำสัญญาเช่าตึกแถวพิพาทจากโจทก์มีกำหนดเวลา ๒๑ ปี นับตั้งแต่วันที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๓๒ โดยในเวลา ๑๐ ปีแรกค่าเช่าเดือนละ ๔๐๐ บาท และในเวลา ๑๑ ปีหลัง ค่าเช่าเดือนละ ๖๐๐ บาท กำหนดชำระค่าเช่าทุกวันที่ ๕ ของเดือน แต่ไม่ได้จด ทะเบียนการเช่าต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ต่อมาเมื่อวันที่ ๑๘ มกราคม ๒๕๔๔ โจทก์มี หนังสือบอกกล่าวให้จำเลยขนย้ายออกไปจากตึกแถวพิพาทภายใน ๖๐ วัน จำเลย ได้รับแล้วแต่ยังไม่ยอมออกไปจากตึกแถวพิพาท คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า หนังสือสัญญาเช่าระบุระยะเวลาการเช่า ๒๑ ปี ซึ่งยังไม่สิ้นกำหนดเวลาเช่า จึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ มาตรา ๕๗๐ โจทก์ไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๓๘ บัญญัติว่า “เช่าอสังหาริมทรัพย์นั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดเป็นสำคัญท่านว่าจะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่ ถ้าเช่ามีกำหนดกว่าสามปีขึ้นไป หรือกำหนดตลอดอายุของผู้เช่าหรือผู้ให้เช่าใคร่ หากมิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ท่านว่าการเช้านั้นจะฟ้องร้องให้บังคับคดีได้แต่เพียงสามปี” เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยทำหนังสือสัญญาเช่าตึกแถวพิพาทจากโจทก์เป็นเวลา ๒๑ ปี นับแต่วันที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๓๒ แต่มิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จึงฟ้องร้องให้บังคับคดีได้เพียง ๓ ปี คือถึงวันที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๓๕ เท่านั้น แต่หลังจากครบกำหนดดังกล่าวแล้ว จำเลยยังคงเช่าตึกแถวพิพาทด้วยโดยโจทก์มิได้ทักทวง จึงต้องถือว่าเป็นการเช่าต่อไปโดยไม่มีกำหนดเวลาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๗๐ ซึ่งโจทก์จะบอกเลิกสัญญาเช่าเสียเมื่อใดก็ได้ แต่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าก่อนตามวิธีที่กำหนดไว้ในมาตรา ๕๖๖ เมื่อปรากฏว่าโจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าและให้จำเลยออกไปจากตึกแถวพิพาทภายใน ๖๐ วัน นับแต่วันได้รับหนังสือ จำเลยได้รับเมื่อวันที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๔๔ การบอกเลิกสัญญาเช่าของโจทก์จึงมีผลตามกฎหมายแล้ว จำเลยต้องออกไปจากตึกแถวพิพาท หาใจโจทก์ไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าดังที่จำเลยฎีกาไม่",แพ่ง,, 70,13,,การได้ภาระจำยอมโดยอายุความ การได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินมีโฉนดโดยการครอบครองปรปักษ์ จำเป็นหรือไม่ว่าผู้ใดมาจะต้องรู้ว่าใครเป็นเจ้าของทรัพย์นั้น,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๓๒๕/๒๕๕๖ การได้ภาระจำยอมโดยอายุความตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๐๑ ให้นำบัญญัติว่าด้วยอายุความได้สิทธิอันกล่าวไว้ในลักษณะ ๓ แห่ง บรรพนี้มาใช้บังคับโดยอนุโลมซึ่งก็คือให้นำมาตรา ๑๓๘๒ มาใช้บังคับโดยอนุโลม กล่าวคือ การที่โจทก์ทั้งสองจะได้ภาระจำยอมโดยอายุความในฐานะที่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสองแปลงอันเป็นสามยทรัพย์ต้องใช้ทางในที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๐ ของจำเลยทั้งสิ้นโดยปรปักษ์ ต่อเจ้าของที่ดินเพื่อให้ได้ทางภาระจำยอมโดยสงบ เปิดเผยเป็นเวลา ๑๐ ปี ซึ่งในกรณีดังกล่าวนี้กฎหมายมุงประสงค์ให้ถือเอาการใช้ประโยชน์ของเจ้าของสามยทรัพย์เป็นสำคัญ โดยไม่ได้คำนึงถึงว่าภารยทรัพย์นั้นจะเป็นของผู้ใดหรือเจ้าของสามยทรัพย์ จะต้องรู้ว่าใครเป็นเจ้าของภารยทรัพย์นั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ทั้งสองมีเจตนาถือเอาทางพิพาทในโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๐ ของจำเลยทั้งสิ้นเป็นทางภาระจำยอมและใช้ทางพิพาทโดยสงบ โดยเปิดเผยเป็นเวลาเกินกว่า ๑๐ ปี แม้โจทก์ทั้งสองจะสำนักผิดว่าทางพิพาทยู่ในเขตที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๓๗๐๙๘ ของผู้อื่น แต่เมื่อกฎหมายมุงประสงค์ที่ให้ถือเอาการใช้ประโยชน์ของเจ้าของสามยทรัพย์เป็นสำคัญแล้ว ทางพิพาทในที่ดินจำเลยทั้งสิ้นตามแผนที่พิพาทจึงตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินโจทก์ทั้งสอง คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๐๙๓/๒๕๕๙ ผู้ร้องทั้งห้าครอบครองที่ดินพิพาทซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินมีโฉนดชื่อผู้คัดค้านและ ณ. มีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมกัน แม้จะโดยเข้าใจผิดคิดว่าเป็นที่ดินของตนก็ตาม แต่หากผู้ร้องทั้งห้าครอบครองที่ดินพิพาทด้วยเจตนาเป็นเจ้าของอย่างแท้จริงแล้ว ก็ไม่จำเป็นที่ผู้ร้องทั้งห้าต้องรู้มาก่อนว่าที่ดินนั้นเป็นของผู้อื่นแล้วแย้งการครอบครองมาเป็นเวลาเกินกว่า ๑๐ ปี จึงจะได้กรรมสิทธิ์ แม้ผู้ร้องทั้งห้าเข้าครอบครองที่ดินพิพาทของผู้คัดค้านโดยเข้าใจผิดคิดว่าเป็นที่ดินของผู้ร้องทั้งห้าก็ดีได้ว่าเป็นการเข้ายืดถือครอบครองที่ดินของผู้อื่นด้วยเจตนาเป็นเจ้าของตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๘๒ แล้ว หากผู้ร้องทั้งห้าเข้าครอบครองโดยสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันเป็นเวลาสิบปี ผู้ร้องทั้งห้าก็ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรับกษ์ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว",แพ่ง,, 70,13,,ซื้อที่ดินมาโดยร้อยว่ามีที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่ ผู้ซึ่งจะมีสิทธิฟ้องขอเปิดทางจำเป็นผ่านที่ดินที่ล้อมออกสู่ทางสาธารณะหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๑๐๓/๒๕๔๗ การขอทางผ่านที่ดินซึ่งล้อมอยู่ไปสู่ทางสาธารณะ กฎหมายมิได้กำหนดว่าผู้ที่เป็นเจ้าของที่ดินที่ถูกล้อมจะต้องได้ที่ดินมาโดยสุจริต กล่าวคือ ต้องไม่รู้ว่าที่ดินนี้ตนได้มาถูกที่ดินแปลงอื่นล้อมจนไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะมาก่อน ดังนั้นแม่โจทก์ชื่อที่ดินแปลงที่ถูกที่ดินแปลงอื่นล้อมมาโดยรู้อยู่แล้ว ว่ามีที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่ก็ไม่ทำให้สิทธิของโจทก์ที่จะผ่านที่ดินที่ล้อมอยู่ออกสู่ทางสาธารณะหมดไป เพราะเป็นสิทธิที่กฎหมายบัญญัติไว้ โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องขอเปิดทางจำเป็นผ่านที่ดินของจำเลยที่ล้อมที่ดินของโจทก์ออกสู่ถนนสาธารณะได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๔๙ วรรคหนึ่ง หากจำเลยได้รับความเสียหายจากการเปิดทางจำเป็นก็มีสิทธิเรียกร้องค่าทดแทนเป็นค่าเสียหายได้ตามมาตรา ๑๓๔๙ วรรคสี่ การใช้สิทธิของโจทก์จึงไม่อาจถือว่าโจทก์ฟ้องคดีโดยไม่ทุจริต หมายเหตุ แต่หากซื้อที่ดินมาแล้วมีผลให้ที่ดินที่ข้ออยู่ติดกับที่ดินของผู้ข้ออีกแปลงหนึ่งซึ่งมีทางออกสู่ทางสาธารณะได้ ผู้ข้อย่อมไม่มีสิทธิฟ้องขอเปิดทางจำเป็นได้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๑๑-๘๑๒/๒๕๔๐ ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยมีว่า โจทก์มีสิทธิขอให้เปิดทางจำเป็นในที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๒๖๘๘ เลขที่ดิน ๒๔๓ ได้ตามฟ้องหรือไม่ จำเลยทั้งสองฎีกาว่า โจทก์ชื่อที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๒๖๘๔ เลขที่ดิน ๒๓๙ ก็เพื่อขยายกิจการของตนเองที่กระทำอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๒๑๙๔ เลขที่ ๑๘๘ ซึ่งเชื่อมต่อกับที่ดินแปลงเลขที่ดิน ๒๓๙ มิใช่ซื้อมาเพื่อต้องการเดินออกสู่ถนนสาธารณะผ่านที่ดินแปลงเลขที่ดิน ๒๔๓ แต่อย่างใด เพราะโจทก์สามารถเดินออกสู่ถนนสาธารณะผ่านที่ดินแปลงเลขที่ดิน ๑๘๘ ได้อยู่แล้ว และจำเลยที่ ๑ ได้อนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงเลขที่ดิน ๒๔๓ ให้จำเลยที่ ๒ ไปแล้ว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๑ ได้ เห็นว่า แม้เดิมผู้อยู่ในที่ดินแปลงที่โจทก์รับโอนมาจากมีสิทธิใช้ทางในที่ดินของจำเลยในฐานะทางจำเป็นก็ไม่ได้หมายความว่า โจทก์ผู้รับโอนที่ดินจะได้สิทธิในทางเดินนั้นมาด้วยอย่างภาระจำยอมเพราะทางจำเป็นมิใช่สิทธิที่ติดกับที่ดินที่จะโอนไปพร้อมกับที่ดินด้วย ทางจำเป็นเกิดขึ้นและมีอยู่ตามความจำเป็น เมื่อโจทก์ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้ทางนั้น เพราะโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินแปลงโฉนดเลขที่ ๑๒๑๙๔ เลขที่ดิน ๑๘๘ ด้วยซึ่งโจทก์สามารถใช้ที่ดินแปลงนี้ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๓๖ เมื่อที่ดินแปลงเลขที่ ๑๘๘ มีทางออกสู่ทางสาธารณะได้ โจทก์ในฐานะเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๒๖๘๔ เลขที่ดิน ๒๓๙ ซึ่งอยู่ติดกับที่ดินแปลงเลขที่ ๑๘๘ ก็ย่อมใช้ที่ดินแปลงเลขที่ ๑๘๘ ที่โจทก์เป็นเจ้าของออกสู่ทางสาธารณะได้โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอเปิดทางพิพาทเป็นทางจำเป็น ไม่ว่าจะเป็นกรณีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๓๔๙ หรือมาตรา ๑๓๕๐ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๖๗๒/๒๕๔๖ การที่ผู้เป็นเจ้าของที่ดินที่โจทกรับโอนมามีสิทธิใช้ทางพิพาทในที่ดินของจำเลยในฐานะทางจำเป็นมาก่อน ก็ไม่ได้มายความว่าโจทก์จะได้สิทธิในทางพิพาทนั้นด้วยอย่างภาระจำยอม เพราะทางจำเป็นมิใช่สิทธิที่ติดกับที่ดินที่จะโอนไปพร้อมกับที่ดินด้วย ทั้งเป็นการจำกัดและริดถอนอำนาจกรรมสิทธิ์ที่ดินของบุคคลอื่น จึงต้องแปลความโดยเคร่งครัด เมื่อที่ดินซึ่งโจทกรับโอนมามีทางออกสู่ทางสาธารณะโดยผ่านที่ดินอีกแปลงหนึ่งของโจทก์ซึ่งอยู่ติดกันแม้ว่าที่ดินที่ติดกันกว้างเพียง ๑.๑๖ เมตร และทางเดินออกสู่ทางสาธารณะกว้างเพียง ๑.๓๕ เมตร ไม่สามารถใช้รถยนต์เป็นยานพาหนะ เพื่อผ่านเข้าออกได้ก็เป็นเรื่องความสะดวกของโจทก์เท่านั้น หาใช่ว่าโจทก์ไม่มีทางออกไปสู่ทางสาธารณะไม่ โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอเปิดทางพิพาทในที่ดินของจำเลยเป็นทางจำเป็น ",แพ่ง,, 70,13,,นิติกรรมที่เกิดจากการแสดงเจตนาลวงจะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริตและต้องเสียหายจากการแสดงเจตนาลวงได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๕๖/๒๕๔๕ ขณะที่จำเลยที่ ๒ จดทะเบียนรับขายฝากที่ดินจากจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๒ ไม่ทราบว่านิติกรรมการให้ที่ดินระหว่างโจทกกับจำเลยที่ ๑ เป็นเจตนาลวง จำเลยที่ ๒ จึงเป็นบุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริตและต้องเสียหายจากการแสดงเจตนาลวงนั้น โจทก์จึงไม่อาจยกข้อต่อสู้เรื่องการแสดงเจตนาลวงดังกล่าวต่อจำเลยที่ ๒ ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๕ วรรคหนึ่ง โจทก์จึงไม่อาจเพิกถอนนิติกรรมการขายฝากได้ เมื่อการขายฝากมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายแล้ว จำเลยที่ ๑ ไม่ได้ถอน จำเลยที่ ๒ โอนให้จำเลยที่ ๓ จำเลยที่ ๓ ขายต่อให้จำเลยที่ ๔ นิติกรรมการให้และการซื้อขายก็ไม่อาจเพิกถอนเช่นเดียวกัน คำพิพากษาฎีกาที่ ๐๐๒๔๗/๒๕๕๖ จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ สมคบกันจดทะเบียนโอนขายและให้ที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงโดยไม่สุจริตและไม่มีการชำระเงินกันจริง เพื่อหลีเลี่ยงไม่ให้โจทก์บังคับคดีจากจำเลยที่ ๑ ได้ การแสดงเจตนากของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ในทางทะเบียนเกี่ยวกับที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงดังกล่าว เป็นการแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กัน จึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๕ วรรคหนึ่ง แต่จะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริตและต้องเสียหายจากการแสดงเจตนาลวงนั้นมิได้ จำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้จดทะเบียนรับจำนองที่ดินพิพาทไว้โดยสุจริตไม่ทราบมาก่อนว่าจำเลยที่ ๑ เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาของโจทก์ โจทก์จึงไม่อาจเพิกถอนการจดทะเบียนจำนองดังกล่าวได้ คงเพิกถอนได้แต่เฉพาะนิติกรรมการจดทะเบียนโอนขายและยกให้ที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ ๑ กับที่ ๒ เท่านั้น",แพ่ง,, 70,14,,บุคคลสามคนร่วมวางแผนกันมาก่อนเกิดเหตุเพื่อที่จะกระทำความผิด แต่ขณะที่พวกเขา ๒ คน กระทำความผิดเอาทรัพย์ของผู้ตายไป ผู้ร่วมวางแผนคนหนึ่งขับรถจักรยานยนต์แยกทางออกไปก่อน ไม่ได้รออยู่ใกล้กับที่เกิดเหตุที่จะมีเวลาพอที่จะช่วยเหลือพวกอีกสองคนได้ ดังนี้ จะเป็นความผิดฐานปล้นทรัพย์หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๔/๒๕๕๕ แม้จำเลยที่ ๒ จะร่วมวางแผนกับจำเลยที่ ๑ และ ส. มาก่อนเกิดเหตุเพื่อที่จะมากระทำความผิดก็ตาม แต่ขณะที่จำเลยที่ ๑ และ ส. กระทำความผิดเอาทรัพย์ของผู้ตายไป จำเลยที่ ๒ ขับรถจักรยานยนต์แยกทางออกไปก่อน ไม่ได้รออยู่ใกล้กับที่เกิดเหตุที่จะมีเวลาเพียงพอที่จะช่วยเหลือจำเลยที่ ๑ และ ส. ในขณะกระทำความผิดได้ จึงไม่ใช่เป็นการแบ่งหน้าที่กันทำอันจะเป็นตัวการในการกระทำความผิดกับจำเลยที่ ๑ และ ส. ได้ จำเลยที่ ๒ คงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการ กระทำความผิดของจำเลยที่ ๑ และ ส. เท่านั้น หาใช่ร่วมกันเป็นตัวการกระทำความผิดชิงทรัพย์ด้วยกันตั้งแต่สามคนขึ้นไป อันจะเป็นความผิดฐานปล้นทรัพย์ด้วยไม่,อาญา,, 70,14,,ผู้ร่วมวางแผนเพื่อกระทำความผิดแต่มิได้อยู่ร่วมด้วยในขณะกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์ จะเข้าองค์ประกอบเป็นผู้สนับสนุนตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๖ หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๘๙๔/๒๕๕๙ จำเลยที่ ๑ ร่วมกันวางแผนปรับงานหาคนมาร่วมปล้นทรัพย์โดยมีส่วนรู้เห็นมาตั้งแต่ต้น ตลอดจนพาพวกไปดูลาดเลาบ้านผู้เสียหายทั้งสองและตามไปรับสวนแบ่งใกล้กับที่เกิดเหตุซึ่งแม่จำเลยที่ ๑ จะมิได้เข้าไปร่วมปล้นทรัพย์โดยตรง แต่พฤติการณ์ของจำเลยที่ ๑ เป็นการช่วยเหลือหรืออำนวยความสะดวกแก่คนร้ายก่อนการกระทำผิด เข้าองค์ประกอบเป็นผู้สนับสนุนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๖,อาญา,, 70,14,,เข้าเป็นหุ้นส่วนกันเพื่อทำงานรับเหมาก่อสร้าง หุ้นส่วนคนหนึ่งนำเงินที่มีกรรมสิทธิ์ร่วมกันในฐานะหุ้นส่วนไปโดยอ้างว่ามีสิทธิได้รับเงินค่าหุ้นและเงินส่วนแบ่งกำไรจากการลงทุนร่วมกัน โดยยังไม่มีการตกลงเลิกหุ้น ทั้งยังไม่มีการชำระบัญชี เมื่อนำเงินไปแล้วก็หลบหนีไม่ยอมกลับไปทำงานอีกจนเกือบหนึ่งปีจึงถูกจับกุม จะเป็นความผิดฐานใด,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๐๗๗/๒๕๔๗ โจทก์ร่วมเป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มี ด. เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ โจทก์ร่วมกับจำเลยเข้าเป็นหุ้นส่วนกันเพื่อทำงานรับเหมาก่อสร้าง เมื่อวันที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๕๔๐ บริษัท ท. สั่งจ่ายเช็คจำนวนเงิน ๔๖๘,๐๐๐ บาท เพื่อชำระหนี้ค่าก่อสร้างแก่โจทก์ร่วมโดยระบุชื่อโจทก์ร่วมเป็นผู้รับเงิน เมื่อโจทก์ร่วมนำเช็คเข้าบัญชีแล้ว ด. ได้เบิกเงินจำนวนดังกล่าวมอบให้แก่จำเลยเพื่อนำไปชำระหนี้ค่าวัสดุก่อสร้างแก่บริษัท จ. ถ้ามีส่วนเหลือให้นำไปจ่ายแก่คนงาน แต่จำเลยนำเงินจำนวนดังกล่าวไปแล้วไม่ไปทำงานกับโจทก์ร่วมอีก มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทกฏีกาว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยเอาเงินจำนวน ๔๖๘,๐๐๐ บาทซึ่งเป็นเงินที่ทั้งโจทก์ร่วมและจำเลยมีกรรมสิทธิ์ร่วมกันในฐานะหุ้นส่วนไป แต่อ้างว่าไม่มีเจตนาระจุธิจิตเพราะจำเลยมีสิทธิได้รับเงินค่าหุ้นและเงินส่วนแบ่งกำไรจากการลงทุนร่วมกัน เห็นว่า เมื่อโจทก์ร่วมและจำเลยเป็นหุ้นส่วนกันเงินที่จำเลยนำไปดังกล่าวเป็นของผู้เป็นหุ้นส่วนร่วมกันจนกว่าจะมีการเลิกการเป็นหุ้นส่วนและมีการชำระบัญชีกัน ดังนั้น แม้จำเลยจะมีความประสงค์จะเลิกเป็นหุ้นส่วนกับโจทก์ร่วมแต่เมื่อยังไม่มีการตกลงเลิกหุ้น ทั้งยังไม่มีการชำระบัญชีว่าเงินส่วนนี้จะเป็นของโจทก์ร่วมและจำเลยมีจำนวนเท่าใด จำเลยจึงไม่มีสิทธิโดยชอบที่จะนำเงินที่เป็นของหุ้นส่วนไปใช้เป็นประโยชน์แก่ส่วนตัวโดยเฉพาะเมื่อจำเลยนำเงินจำนวนดังกล่าวไปแล้วก็หลบหนีไม่ยอมกลับไปทำงานอีกจนเกือบหนึ่งปีจึงถูกจับกุม พฤติการณ์ดังกล่าวย่อมแสดงได้ว่า จำเลยซึ่งเป็นผู้ครอบครองเงินจำนวน ๔๖๘,๐๐๐ บาท ที่โจทก์ร่วมเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยได้เบียดบังเอาเงินจำนวนดังกล่าวนั้นไปเป็นของตนเองโดยทุจริต จำเลยจึงต้องมีความผิดฐานยักยอก จำเลยมีความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๒ วรรคแรก",อาญา,, 70,14,,ข้าราชการมีตำแหน่งอาจารย์ทำหน้าที่สอนหนังสือ ได้รับคำสั่งมอบหมายจากอาจารย์ใหญ่ ให้ทำหน้าที่หัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุของโรงเรียน ซึ่งอาจารย์ใหญ่มีอำนาจมอบหมายได้ เปียดบังโดยนำเครื่องพิมพ์ดัดอันเป็นทรัพย์สินที่จำเลยมีหน้าที่จัดการหรือรักษาไปขายโดยทุจริต มีความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๗ หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๐๑๓/๒๕๔๖ จำเลยรับราชการครู ตำแหน่งอาจารย์ ๒ มีหน้าที่สอนหนังสือ และได้รับมอบหมายจาก ส. อาจารย์ใหญ่ให้ทำหน้าที่หัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุของโรงเรียน ต่อมาในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้องเครื่องพิมพ์ดัดภาษาไทยซึ่งเป็นทรัพย์สินของโรงเรียน และอยู่ในความดูแลรักษาของจำเลยได้สูญหายไป ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยเป็นผู้นำเครื่องพิมพ์ดัดดังกล่าวไปขายให้แก่ห้างทองชื่อดัง ขอนแก่น ในราคา ๒,๕๐๐ บาท ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยมีตำแหน่งอาจารย์ ๒ ซึ่งเป็นตำแหน่งครูผู้สอน คำสั่งของนายสมศักดิ์ที่มอบหมายการงานให้แก่จำเลยไม่ใช่คำสั่งแต่งตั้งจากต้นสังกัดของจำเลย ไม่ทำให้จำเลยเป็นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่รักษาทรัพย์ตามที่โจทย์ฟ้องนั้น เห็นว่า แม่จำเลยมีตำแหน่งอาจารย์ ทำหน้าที่สอนหนังสือ แต่จำเลยก็ได้รับคำสั่งมอบหมายจากนายสมศักดิ์ซึ่งเป็นอาจารย์ใหญ่ ให้ทำหน้าที่หัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุของโรงเรียน ซึ่งอาจารย์ใหญ่มีอำนาจบอมหมายได้ จำเลยจึงมีฐานะเป็นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่จัดการหรือรักษาพัสดุของโรงเรียนอันเป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการตามที่ได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชาผู้มีอำนาจ เมื่อจำเลยเบียดบังโดยนำเครื่องพิมพ์ดัดอันเป็นทรัพย์สินที่จำเลยมีหน้าที่จัดการหรือรักษาไปขายโดยทุจริต จำเลยจึงมีความผิดตามฟ้อง (ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๗)",อาญา,, 70,14,,นำเอกสารหลักฐานของผู้อื่นไปขอไถ่สร้อยคอของผู้อื่นโดยไม่แสดงออกให้แจ้งชัดว่าตั๋วไถ่ไม่ใช่ของตน เป็นเหตุให้ผู้รับไถ่หลงเชื่อว่าเป็นเจ้าของที่แท้จริง จึงได้มอบสร้อยคอให้ไป เป็นความผิดฐานลักทรัพย์หรือฉ้อโกง,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๓๑๙/๒๕๔๗ การที่ผู้เสียหายนำสร้อยคอไปจำหน่ายของร้านทองผู้รับจำนำได้ออกหลักฐาน (ใบสำคัญการจำนำ) ให้ผู้เสียหายว่าเป็นการ “ขายฝาก” โดยมีกำหนดไถ่ทรัพย์ที่ขายฝากคืนภายใน ๑ เดือน กรรมสิทธิ์และการครอบครองสร้อยคอที่รับจำนำไว้จึงตกอยู่แก่เจ้าของร้านทองผู้รับจำนำจนกว่าผู้เสียหายจะไถ่คืน ดังนั้น การที่จำเลยนำหลักฐานที่เจ้าของร้านทองออกให้แก่ผู้เสียหายไปขอไถ่สร้อยคอของผู้เสียหายจากผู้รับจำนำโดยไม่แสดงออกให้แจ้งชัดว่า ตั๋วไถ่ไม่ใช่ของตน เป็นเหตุให้ผู้รับจำนำหลงเชื่อว่าจำเลยเป็นเจ้าของที่แท้จริง จึงได้ ส่งมอบกรรมสิทธิ์และการครอบครองสร้อยคอของผู้เสียหายให้จำเลยไป เป็นการกระทำ โดยเจตนาทุจริต หลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อความ จริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง และโดยการหลอกลวงดังกล่าวจนได้ไปซึ่งทรัพย์สินของผู้ถูก หลอกลวงหรือบุคคลที่สาม การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานฉ้อโกงตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๑,อาญา,, 70,14,,การกระทำเพื่อป้องกันสิทธิของผู้อื่น หรือภยันตรายอันละเมิดต่อ กฎหมายได้เกิดขึ้นแล้วแต่ภยันตรายยังไม่หมดสิ้นไป จะอ้างการกระทำเป็นการป้องกัน โดยชอบด้วยกฎหมาย ได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๗๙/๒๕๕๗ การที่จำเลยซึ่งมิได้เป็นฝ่ายก่อเหตุหาเรื่อง ไว้ก่อนใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายกับพวก หลังจาก ศ. บุตรชายจำเลยถูกพวกผู้ตายใช้อาวุธ ปืนยิงที่บริเวณหน้าห้อง ๑ นัด และ ศ. ได้ร้องตะโกนให้จำเลยช่วย ถือว่าภยันตราย อันละเมิดต่อกฎหมายได้เกิดขึ้นแล้วในขณะนั้น จำเลยย่อมมีสิทธิที่จะใช้อาวุธปืนยิงไป เพื่อป้องกัน ศ. บุตรชายมิให้ถูกพวกผู้ตายยิงซ้ำให้ถึงแก่ความตาย แต่หลังจากนั้นพวก ของผู้ตายยังใช้อาวุธปืนยิงไปที่จำเลยอีก ๑ นัด ดังนี้ภยันตรายที่จำเลยจำต้องป้องกัน ยังไม่หมดสิ้นไป จำเลยมีสิทธิใช้อาวุธปืนยิงโต้ตอบไปอีกเพื่อป้องกันตัวได้ ถึงแม้ กระสนปืนที่จำเลยยิงไปถูกผู้ตายซึ่งยืนอยู่บริเวณใกล้เคียงกลุ่มพวกผู้ตาย แต่ก็เป็นการ ที่จำเลยยิงโต้ตอบไปตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนั้นในสภาพที่มองเห็นกันไม่ชัด ไม่ทราบว่าเป็นใคร จำเลยย่อมไม่อาจเลือกยิงคนที่ยิงจำเลยและ ศ. ได้ และคงใช้ อาวุธยิงสวนไปตามทิศทางที่มีผู้ใช้อาวุธปืนยิงมาที่จำเลย การกระทำของจำเลยเป็นการ ป้องกันสิทธิของตนและผู้อื่นพอสมควรแก่เหตุ จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๖๘,อาญา,, 70,15,,ถ่ายสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนจากฉบับที่แท้จริงที่ทางราชการออกให้แก่ผู้อื่น แล้วลงลายมือชื่อปลอมของเจ้าของบัตรในภาพถ่ายสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนเพื่อให้ผู้อื่นหลงเชื่อว่าเป็นผู้ส่งลายมือชื่อรับรองสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนแล้วนำไปใช้ จะเป็นความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารราชการปลอมหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๑๓๗/๒๕๕๘ จำเลยใช้เอกสารหนังสือนำส่งบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น คำขอจดทะเบียนบริษัทจำกัด หนังสือมอบอำนาจ และสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของโจทย์ร่วมปลอม มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามกฎหมายว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอมหรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานปลอมเอกสารไม่ว่าจะเป็นการทำปลอมขึ้นทั้งฉบับหรือแต่ส่วนหนึ่งส่วนใดเดิมหรือตัดทอนข้อความหรือแก้ไขด้วยประการใด ๆ ในเอกสารที่แท้จริงหรือประทับตราปลอมหรือลงลายมือชื่อปลอมนั้น ต้องเป็นการกระทำต่อเอกสารอันเป็นผลให้เอกสารนั้นผิดแผกแตกต่างไปด้วยเจตนาระหว่างผู้คนโดยตรงเชื่อว่าเอกสารนั้นเป็นเอกสารที่แท้จริง คดีนี้แม้สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนจะเป็นเอกสารราชการ แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่ามีเพียงการปลอมลายมือชื่อของโจทย์ร่วมลงในสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนที่แท้จริงของโจทย์ร่วม โดยไม่มีการเดิมหรือตัดทอนข้อความหรือแก้ไขสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนให้แตกต่างไปจากสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนนี้แต่อย่างใด สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนดังกล่าวอย่างคงเป็นเอกสารที่แท้จริง การปลอมลายมือชื่อโจทย์ร่วมลงในสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนจึงเป็นเพียงการปลอมเอกสารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๔ วรรคแรก เท่านั้น เมื่อจำเลยใช้สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของโจทย์ร่วมดังกล่าวจึงไม่เป็นความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอม คงมีความผิดฐานใช้เอกสารปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๘ วรรคแรก ประกอบมาตรา ๒๖๔ วรรคแรก",อาญา,, 70,15,,ความผิดฐานลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้าง ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๕ (๑๑) หากผู้ร่วมกระทำความผิดมิได้เป็นลูกจ้างด้วย จะมีความผิดฐานลักทรัพย์นายจ้างด้วยหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๘๘๘/๒๕๕๘ จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันลักทรัพย์เงินของโจทก์ร่วมไป จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นลูกจ้างของโจทก์ร่วมจึงมีความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ นายจ้างตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๕ (๗) (๑๑) วรรคสอง ส่วนจำเลยที่ ๒ มิได้เป็นลูกจ้างของโจทก์ร่วมด้วย จำเลยที่ ๒ ย่อมไม่อาจร่วมกับจำเลยที่ ๑ กระทำความผิดฐานลักทรัพย์นายจ้างได้ จำเลยที่ ๒ จึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๕ (๗) วรรคแรก,อาญา,, 70,15,,สัญญาจ้างเหมาก่อสร้างงานโครงสร้างมีข้อกำหนดห้ามมิให้โอนสิทธิเรียกร้องเว้นแต่เฉพาะแก่สถาบันการเงินเท่านั้น หากผู้รับจ้างโอนสิทธิเรียกร้องให้แก่บุคคลภายนอกจะมีผลใช้บังคับแก่ผู้ว่าจ้างหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๒๓๐/๒๕๕๘ จำเลยว่าจ้างบริษัท ค. ก่อสร้างงานโครงสร้างและงานสถาปัตยกรรมหลัก ซึ่งตามสัญญาระบุว่า ผู้รับจ้างตกลงจะไม่ออนสิทธิเรียกร้องตามสัญญานี้แก่บุคคลภายนอก เว้นแต่จะได้รับความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรจากผู้ว่าจ้างและได้เฉพาะแก่สถาบันการเงินเท่านั้น การโอนสิทธิเรียกร้องนั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๐๓ บัญญัติว่า สิทธิเรียกร้องนั้นท่านว่าจะพึงโอนกันได้ เว้นไว้แต่สภาพแห่งสิทธินั้นเองจะไม่เปิดช่องให้โอนกันได้ และวรรคสองบัญญัติว่า ความที่กล่าวมาเนี้ยอยู่ไม่ใช่บังคับ หากคู่กรณีได้แสดงเจตนาเป็นอย่างอื่น การแสดงเจตนาเช่นว่านี้ ท่านห้ามมิให้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริต ตามสัญญาข้อ ๑๐ ระหว่างจำเลยและบริษัท ค. มีข้อกำหนดห้ามมิให้โอนสิทธิเรียกร้องเว้นแต่เฉพาะกับสถาบันการเงินเท่านั้น จึงเป็นกรณีที่คู่กรณีได้แสดงเจตนาเป็นอย่างอื่น ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๐๓ วรรคสอง สัญญาโอนสิทธิเรียกร้องระหว่างโจทก์และบริษัท ค. จะมีผลใช้บังคับแก่จำเลยได้หากโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกกระทำการรับโอนสิทธิเรียกร้องโดยสุจริต ฯลฯ เมื่อโจทก์เป็นบุคคลภายนอกผู้กระทำการรับโอนสิทธิเรียกร้องโดยไม่สุจริต อีกทั้งโจทก์มิใช่ เป็นสถาบันการเงิน จำเลยไม่ต้องรับผิดชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามฟ้อง,แพ่ง,, 70,15,,หนี้อันจะต้องชำระ ณ เวลามีกำหนดแน่นอนและลูกหนี้ผิดนัดแล้ว ลูกหนี้ส่งจ่ายเช็คลงวันที่ล่วงหน้าชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ จะถือเป็นการผ่อนเวลาชำระหนี้ให้แก่ ลูกหนี้อันจะทำให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิดหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๘๕๖/๒๕๕๘ มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๒ ประการต่อไปว่า โจทก์ตกลงผ่อนเวลาให้จำเลยที่ ๑ อันจะทำให้จำเลยที่ ๒ หลุดพ้นจากความรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันหรือไม่ ที่จำเลยที่ ๒ ฎีกาว่า มูลหนี้ซื้อขายแร่งเงินได้ระบุวันที่ครบกำหนดชำระหนี้ไว้ชัดเจนแน่นอน การที่โจทก์ยอมให้จำเลยที่ ๑ เลื่อนการชำระหนี้โดยสั่งจ่ายเช็คลงวันที่ล่วงหน้ามีผลให้จำเลยที่ ๒ ในฐานะผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิดนั้น เห็นว่า การผ่อนเวลาชำระหนี้ให้แก่ลูกหนี้ที่ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นความรับผิดนั้น จะต้องเป็นการตกลงผ่อนเวลาแน่นอนและมีผลว่าในระหว่างผ่อนเวลานั้นเจ้าหนี้จะใช้สิทธิเรียกร้องฟ้องร้องไม่ได้ การที่จำเลยที่ ๑ ซื้อสินค้าจากโจทก์ โดยจำเลยที่ ๒ ทำสัญญาค้ำประกัน แล้วจำเลยที่ ๑ ผิดนัดชำระหนี้ แม้จำเลยที่ ๑ จะสั่งจ่ายเช็คลงวันที่ล่วงหน้าชำระหนี้แก่โจทก์ แต่เมื่อโจทก์ยังสามารถบังคับให้จำเลยที่ ๑ ชำระหนี้ตามมูลหนี้ซื้อขายได้ กรณีไม่ใช่เป็นการตกลงกำหนดวันหรือระยะเวลาชำระหนี้ให้เป็นการแน่นอน จึงไม่เป็นการที่เจ้าหนี้ยอมผ่อนเวลาให้แก่ลูกหนี้อันจะทำให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๐๐ (เดิม) จำเลยที่ ๒ จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาค้ำประกันดังกล่าว",แพ่ง,, 70,15,,ผู้เช่าไม่สามารถรื้อถอนอาคารสิ่งปลูกสร้างเดิมและก่อสร้างอาคารสิ่งปลูกสร้างใหม่ตามแบบแปลนเอกสารท้ายสัญญาเช่าได้ สืบเนื่องมาจากพื้นที่เช่าส่วนหนึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นโบราณสถาน ผู้เช่าจะฟ้องบังคับให้ผู้ให้เช่าปฏิบัติตามสัญญาเช่าและเรียกค่าเสียหายได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๕๑๔ - ๑๐๕๑๕/๒๕๕๘ โจทก์ไม่สามารถเริ่มลงมือก่อสร้างได้ภายในระยะเวลาตามสัญญาเช่าพัฒนาที่ดินเพื่อก่อสร้างอาคารบนพื้นที่เช่าสืบเนื่องมาจากพื้นที่เช่าบริเวณที่หนึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนจากกรมศิลปากรให้เป็นโบราณสถานในภายหลัง ทำให้ไม่สามารถรื้อถอนอาคารสิ่งปลูกสร้างเดิมและก่อสร้างอาคารสิ่งปลูกสร้างใหม่ตามแบบแปลนเอกสารแนบท้ายสัญญาเช่าได้ การรื้อถอนอาคารสิ่งปลูกสร้างเดิมและก่อสร้างอาคารใหม่ของโจทก์เพื่อให้เป็นไปตามสัญญาเช่าย่อมเป็นไปไม่ได้ ถือได้ว่าการชำระหนี้โดยการปฏิบัติตามสัญญากลายเป็นพันวิสัยเพราะพฤติการณ์อันใดอันหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นภายหลังที่ได้ก่อหนี้และซึ่งลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดชอบ ลูกหนี้เป็นอันหลุดพ้นจากการชำระหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๑๙ วรรคหนึ่ง โจทก์ไม่อาจฟ้องบังคับให้จำเลยที่ ๑ ปฏิบัติตามสัญญาและเรียกให้ ชดใช้ค่าเสียหายได้ สัญญาเช่าพัฒนาที่ดินเพื่อก่อสร้างอาคารบนพื้นที่เช่าระหว่างโจทก์กับจำเลย ที่ ๑ เป็นสัญญาต่างตอบแทนซึ่งคู่สัญญามีหน้าที่จะต้องชำระหนี้ตอบแทนกัน แม้ว่า cm จำเลยที่ ๑ หลุดพ้นจากการชำระหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๑๙ วรรคหนึ่ง ก็ตาม แต่จำเลยที่ ๑ ก็หามีสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ตอบแทนไม่ ตามมาตรา ๓๗๒ วรรคหนึ่ง โจทก์มีสิทธิเรียกเอาค่าตอบแทนการเช่าที่ชำระไปแล้วใน วันทำสัญญาคืนจากจำเลยที่ ๑",แพ่ง,, 70,15,,พินัยกรรมมีทั้งลายพิมพ์นิ้วมือและลายมือชื่อของผู้ทำพินัยกรรม และ มีพยานในพินัยกรรมสองคนลงลายมือชื่อรับรองไว้ขณะทำพินัยกรรม ดังนี้ พินัยกรรมถูกต้องตามแบบและสมบูรณ์ตามกฎหมายหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๖๘๗-๘๖๘๘/๒๕๕๘ นอกจาก ผ. ผู้ตายลงลายมือชื่อ ในการทำพินัยกรรมแล้วยังได้พิมพ์ลายนิ้วมือไว้ด้วยต่อหน้า ช. และ ห. โดยมีลายมือชื่อ พยานสองคนดังกล่าวรับรองไว้ขณะทำพินัยกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๖๕ และไม่มีกฎหมายห้ามมิให้พยานในพินัยกรรมเป็นพยานรับรองลายพิมพ์ นิ้วมือในขณะเดียวกันมิได้ เมื่อไม่ปรากฏว่าพยานในพินัยกรรมทั้งสองคนเป็นบุคคลต้อง ห้ามมิให้เป็นพยานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๗๐ พินัยกรรมจึง ถูกต้องตามแบบและสมบูรณ์ตามกฎหมาย,แพ่ง,, 70,16,,ร่วมกันพิมพ์หนังสือแต่งตั้งตัวแทนจำหน่ายอุปกรณ์กันระเบิดพร้อมระบุเงื่อนไขในการสั่งซื้อ ราคาขายและส่วนลด เงื่อนไขในการชำระเงิน การส่งเสริมการขาย และเงื่อนไขที่ทำให้ตัวแทนจำหน่ายสิ้นสุดลงในเครื่องคอมพิวเตอร์ จะเป็นความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๓๑๑/๒๕๕๗ จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ร่วมกันพิมพ์ปลอมหนังสือแต่งตั้งตัวแทนจำหน่ายอุปกรณ์กันระเบิดแบรนด์ บาร์เทค และพิมพ์ข้อความระบุเงื่อนไขในการสั่งซื้อ ราคาขายและส่วนลด เงื่อนไขในการชำระเงิน การส่งเสริมการขาย และเงื่อนไขที่ทำให้ตัวแทนจำหน่ายสิ้นสุดลงแล้วลงลายมือชื่อปลอมของ อ. ผู้จัดการฝ่ายผลิตภัณฑ์ พร้อมทั้งประทับตราบริษัท บ. ลงในหนังสือแต่งตั้งตัวแทนดังกล่าวในเครื่องคอมพิวเตอร์ เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑ (๗) ได้นิยามความหมายของคำว่า “เอกสาร” หมายความว่ากระดาษหรือวัสดุอื่นใดซึ่งได้ทำให้ปรากฏความหมายด้วยตัวอักษร ตัวเลข ผัง หรือแผนแบบอย่างอื่นจะเป็นโดย วิธีพิมพ์ ถ่ายภาพหรือวิธีอื่นเป็นหลักฐานแห่งความหมายนั้น ดังนี้ การที่จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ร่วมกันพิมพ์หนังสือแต่งตั้งตัวแทนจำหน่ายอุปกรณ์กันระเบิด แบรนด์ บาร์เทค พร้อมรายละเอียดดังกล่าวข้างต้นลงในเครื่องคอมพิวเตอร์ ถือเป็นการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ซึ่งเป็นวัตถุอื่นใดทำให้ปรากฏความหมายซึ่งสามารถอ่านหรือเห็นความหมายได้โดยบุคคลที่พิมพ์ตัวอักษรนั้นแล้วเก็บไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ดังกล่าว เพื่อเป็นหลักฐานซึ่งจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ สามารถนำไปใช้ได้ เมื่อต้องการจะใช้ จึงเป็นเอกสารตามความหมายของบทบัญญัติดังกล่าวแล้ว แต่อย่างไร ก็ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑ (๙) ได้นิยามความหมายว่า “เอกสารสิทธิ” หมายความว่า เอกสารที่เป็นหลักฐานแห่งการก่อ เปลี่ยนแปลง โอน ส่งมอบหรือระงับซึ่งสิทธิ เมื่อหนังสือแต่งตั้งตัวแทนจำหน่ายอุปกรณ์ระเบิด แบรนด์ บาร์เทค ปลอม มีข้อความว่าผู้เสียหายตกลงให้จำเลยที่ ๑ เป็นตัวแทนในการจำหน่ายอุปกรณ์กันระเบิดแบรนด์ บาร์เทค พร้อมระบุเงื่อนไขในการสั่งซื้อ ราคาขายและส่วนลด เงื่อนไขในการชำระเงิน การส่งเสริมการขาย และเงื่อนไขที่ทำให้ตัวแทนจำหน่ายสิ้นสุดลง ดังนี้ หากผู้ใดเป็นผู้นำธิติกรรมแทนผู้เสียหายท่านไม่ได้รับเอกสารอันเป็นหลักฐานแห่งการก่อตั้ง สิทธิ จึงไม่ใช่เป็นเอกสารสิทธิตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑ (๙) จำเลยที่ ๓ จึงไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๕ คงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๔ จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๔, ๒๖๘ วรรคแรก ประกอบมาตรา ๒๖๔ ประกอบมาตรา ๘๓ จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ เป็นผู้ปลอมเอกสารและใช้ออกสารปลอมนั้นเอง จึงให้ลงโทษฐานใช้ออกสารปลอมเพียงกระทำเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๘ วรรคสอง",แพ่ง,, 70,16,,ลูกหนี้ที่จะต้องรับผิดใช้เงินแก่เจ้าหนี้ตามสัญญากู้และเช็คที่ส่งจ่าย ชำระเงินกู้ของบริษัทจำกัด หากกรณีการผู้มีอำนาจทำการแทนบริษัทจำกัด ทำความตกลงกับเจ้าหนี้ย่อมรับผิดแทนโดยมีการชำระหนี้อย่างอื่นแทนการชำระหนี้ด้วยเงิน ด้วย จะเรียกว่าเป็นการประเมินประโยชน์จากความหรือเป็นการแปลงหนี้ใหม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๕๗๔/๒๕๕๙ จำเลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำนวนที่ ๒ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนจำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ ได้ยืมเงินโจทก์จำนวน ๒,๒๐๐,๐๐๐ บาท จำเลยที่ ๒ ในฐานะการทำการแทนจำเลยที่ ๑ ได้ส่งจ่ายเช็คมีจำนวนเงินและวันถึงกำหนดตรงตามสัญญากู้ ๒ ฉบับ มอบไว้แก่โจทก์ ต่อมาเมื่อเช็คแต่ละฉบับถึงกำหนด ธนาคารปฏิเสธการใช้เงิน โจทก์นำเช็คทั้งสองฉบับฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีอาญาต่อศาลจังหวัดคลึงชันในข้อหาความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. ๒๕๓๔ จำเลยที่ ๒ ได้ฟ้องโจทก์เป็นคดีแพ่งเรียกทรัพย์สินคืนต่อศาลแขวงนนทบุรี ระหว่างการพิจารณาในคดีแพ่งของศาลแขวงนนทบุรีโจทก์กับจำเลยที่ ๒ ทำความตกลงกันได้ โดยจำเลยที่ ๒ ขอถอนฟ้องในคดีแพ่งของศาลแขวงนนทบุรี ส่วนโจทก์ขอถอนฟ้องในคดีอาญาของศาลจังหวัดตลิ่งชัน ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลแขวงนนทบุรี ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้ถอนฟ้องทั้งสองคดีไปแล้ว แต่ยังไม่มีการปฏิบัติตามที่ได้ร่วมกันแถลงไว้ในรายงาน กระบวนพิจารณา โจทก์จึงฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า ข้อตกลงตามที่โจทก์กับจำเลยที่ ๒ แถลงไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาของศาลแขวงนนทบุรี เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความหรือไม่ พิเคราะห์แล้ว ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลแขวงนนทบุรี มีความว่าจำเลยที่ ๒ กับโจทก์แถลงร่วมกันว่า คดีนี้ตกลงกันได้แล้วและนอกจากคดีนี้โจทก์ยังได้ฟ้องจำเลยที่ ๒ ตามเช็ค ๒ ฉบับ เป็นคดีอาญาของศาลจังหวัดตลิ่งชัน ซึ่งขณะนี้คดีอยู่ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ ๒ ยอมยกที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๕๗๒๖ ให้โจทก์ โดยคิดราคาตามราคาประเมินกลาง และนอกจากนี้จำเลยที่ ๒ จะนำอาคารชุดเลขที่ ๒๓๕/๒๓๗ ไปจำนองธนาคาร หากได้เงินมาเท่าใดจำเลยที่ ๒ ยินยอมหักให้โจทก์ครึ่งหนึ่งเพื่อใช้หนี้บางส่วนที่เป็นหนี้ในคดีเช็กดังกล่าว ส่วนในคดีนี้จำเลยที่ ๒ ขอถอนฟ้องตามคำร้องที่ยื่นไว้ โจทก์ไม่คัดค้าน ส่วนโจทก์จะไปยื่นคำร้องขอถอนฟ้องในคดีเช็กดังกล่าวเช่นกัน ดังนี้ เมื่อบุคคลที่จะต้องรับผิดใช้เงินแก่โจทก์ตามสัญญากู้และเช็คที่สั่งจ่ายชำระเงินกู้คือจำเลยที่ ๑ มิใช่จำเลยที่ ๒ ซึ่งเพียงกระทำแทนจำเลยที่ ๑ การที่ จำเลยที่ ๒ ทำความตกลงกับโจทก์ยินยอมรับผิดแทน จึงถือไม่ได้ว่าเป็นกรณีที่จำเลยที่ ๒ ผู้เป็นคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งยอมผ่อนผันให้แก่โจทก์ผู้เป็นคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเพื่อระงับข้อพิพาทซึ่งมีอยู่หรือจะมีขึ้นระหว่างจำเลยที่ ๒ กับโจทก์ให้เสร็จไปในอันที่จะถือว่าเป็นการประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๘๕๐ หากแต่การที่จำเลยที่ ๒ ซึ่งถูกฟ้องเป็นคดีอาญาว่าร่วมกันกระทำความผิดกับจำเลยที่ ๑ ในข้อหาความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คพ.ศ. ๒๕๓๔ ทำความตกลงดังกล่าวกับโจทก์อันนำไปสู่การถอนฟ้องคดีอาญาที่จำเลย ทั้งสองถูกโจทก์ฟ้องต้องถือว่าจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ ๑ อยู่แล้วทำความตกลงกับโจทก์ในนามของจำเลยที่ ๑ ด้วย ข้อตกลง ดังกล่าวเป็นการเปลี่ยนตัวลูกหนี้จากจำเลยที่ ๑ มาเป็นจำเลยที่ ๒ และเปลี่ยน สิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งหนี้จากการชำระหนี้ด้วยเงินมาเป็นการชำระหนี้อย่างอื่น แทนด้วย จึงเป็นการแปลงหนี้ใหม่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๔๙, ๓๕๐ ซึ่งโจทก์ชอบที่จะฟ้องบังคับคดีให้เป็นไปตามหนี้ใหม่และข้อตกลง ดังว่ามานี้ มิใช่เป็นกรณีที่ผู้ให้กู้กับผู้กู้ยืมทำความตกลงไว้ล่วงหน้าก่อนหนี้เงินกู้ ถึงกำหนดชำระขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๕๖ วรรคสอง อัน ทำให้ข้อตกลงเป็นโมฆะตามมาตรา ๖๕๖ วรรคสาม เมื่อข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลย ที่ ๒ เป็นการแปลงหนี้ใหม่ หนี้เดิมตามสัญญากู้และเช็คจึงเป็นอันระงับสิ้นไป โจทก์ ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๑ ผู้เป็นลูกหนี้เดิม",แพ่ง,, 69,1,,"บุคคลที่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินมาโดยการครอบครองปรับกษ์ แต่ยังมีได้จัดทะเบียนการได้มา จะยกการครอบครองปรับกษ์ขึ้นต่อผู้บุคคลภายนอกซึ่งชื่อและรับโอนที่ดินดังกล่าวมาโดยสุจริตได้หรือไม่ และหากมีการซื้อและจัดทะเบียนโฉนที่ดินต่อไปอีก จะต้องคำนึงถึงความสุจริตของผู้รับโอนต่อมาหรือไม่ และกำหนดระยะเวลาการครอบครองปรับกษ์ต้องเริ่มนับใหม่อีกหรือไม่ ปลูกสร้างสร้างตึกแถวในที่ดินของตนเอง ต่อมาแบ่งแยกที่ดินและยกตึกแถวให้แก่บุตร หากปรากฏในภายหลังว่าตึกแถวอยู่ในที่ดินบุคคลอื่นทั้งแปลงหรือเป็นส่วนน้อยตึกแถวเป็นของบุคคลใด","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๙๐/๒๕๕๘ สิทธิในอสังหาริมทรัพย์ของบุคคลภายนอกที่ได้มาโดยสุจริตตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๙๙ วรรคสอง หมายถึงการได้มาโดยไม่รู้ว่ามีบุคคลอื่นได้สิทธิในอสังหาริมทรัพย์มาก่อนแล้วถ้าได้มาโดยรู้เช่นนั้นย่อมไม่สุจริต ที่ดินพิพาทเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่ได้จัดไว้ในทะเบียนที่ดินซึ่งสามารถจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในทางทะเบียนได้โดยไม่จำต้องส่งมอบการครอบครองที่ดินให้แก่กัน ทั้งในทะเบียนที่ดินและโฉนดที่ดินก็ระบุชัดว่า ป. เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์โดยได้รับมรดกมาจากบิดา กับไม่มีการจดแจ้งอย่างใด ๆ ว่าจำเลยเป็นเจ้าของตึกแถวที่ปลูกสร้างอยู่ในที่ดินย่อมมีเหตุผลเพียงพอที่ ส. จะตกลงซื้อและรับโอนที่ดินพิพาทในทางทะเบียน โดยไม่จำต้องคำนึงว่า ป. เป็นผู้ครอบครองใช้ประโยชน์ในที่ดินอย่างแท้จริงหรือไม่ สำหรับเพียงพฤติการณ์ที่ ส. ซื้อที่ดินมาในราคาสูงก็ดี ที่ดินอยู่ในทำเลการค้าหรือในที่เจริญกิจิ แต่ ส. ไม่ไปตรวจสอบที่ดินก่อนว่ามีใครเป็นผู้ครอบครองใช้ประโยชน์และเข้าไปอยู่ในตึกแถวได้อย่างไรในฐานะใด ยังไม่พอฟังว่าเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของ ส. อันเป็นการซื้อและรับโอนที่ดินพิพาทโดยไม่สุจริต จำเลยทำการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรับกษ์ที่ยังไม่ได้จัดทะเบียนชื่อด้วย ส. ไม่ได้ ส. มีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่าจำเลย โจทก์ทั้งสองซื้อและจดทะเบียนรับโอนที่ดินพิพาทจาก ส. ไม่ว่าจะสุจริตหรือไม่ เมื่อจำเลยยกการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองที่ยังไม่ได้จดทะเบียนชั้นต่อสู้ ส. ไม่ได้ จำเลยก็ไม่อาจยกการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทนั้น ขึ้นต่อสู้โจทก์ทั้งสองได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๙๙ วรรคสอง เพราะสิทธิที่จะอ้างอิงกฎหมายดังกล่าวของจำเลยขาดช่วงไปตั้งแต่ที่ ส. ชื่อและรับโอนที่ดินพิพาทมาจาก ป. โดยสุจริตแล้ว โจทก์ทั้งสองมีสิทธิในที่ดินพิพาท ดีกว่าจำเลย การครอบครองปรปักษ์ที่ดินพิพาทของจำเลยต้องเริ่มนับใหม่นับแต่เป็น โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทดึงวันจำเลยฟ้องแย้งยังไม่ถึง ๑๐ ปี จำเลย ไม่ได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ มาตรา ๑๓๘๒ ม. และ ข. ปลูกสร้างตึกแถวในที่ดินของตนเอง ต่อมาแบ่งแยกที่ดินและ ยกตึกแถวให้แก่บุตร โดยปรากฏในภายหลังว่าตึกแถวซึ่งยกให้ อ. อยู่ในที่ดินพิพาท ที่ยกให้แก่ ค. ทั้งแปลงและอยู่ในที่ดินของ อ. เป็นส่วนน้อย ต้องถึงว่าเป็นการ สร้างโรงเรือนในที่ดินของผู้อื่นโดยสุจริตมาแต่เดิมและกรณีเช่นนี้ไม่มีกฎหมายที่จะยกมา ปรับแก่คดีได้โดยตรง ต้องอาศัยเทียบเคียงตามบทบัญญัติของประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ มาตรา ๑๓๑๐ ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งตามมาตรา ๔ วรรคสอง อันมีผลทำให้โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นผู้รับโอนที่ดินพิพาทรพร้อมตึกแถวดังกล่าวเป็นเจ้าของ ตึกแถว แต่ต้องใช้คำแห่งที่ดินเพียงที่เพิ่มขึ้นเพราะการสร้างตึกแถวนั้นให้แก่จำเลยและ พวกซึ่งถือกรรมสิทธิ์รวม ส่วนที่ตึกแถวบางส่วนที่อยู่ในที่ดินของจำเลยและพวก ประมาณ ๖ ตารางวา ก็ต้องปรับบทเทียบเคียงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๑๒ วรรคหนึ่ง โดยถือว่าเป็นการสร้างโรงเรือนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้อื่น โดยสุจริต ตึกแถวสวนปลูกสร้างรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของจำเลยจึงเป็นของโจทก์ทั้งสองด้วย แต่โจทก์ทั้งสองต้องเสียเงินค่าที่ดินส่วนที่รุกล้ำให้แก่จำเลยและพวก การครอบครอง ตึกแถวของจำเลยจึงไม่ถือว่าเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองเพราะจำเลยมีสิทธิ ครอบครองโดยชอบมาแต่เดิมและโจทก์ทั้งสองยังมิได้ใช้คำที่ดินทั้งในลองกรณีให้แก่ จำเลย โจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลยตามประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๒๐ และเป็นเรื่องที่โจทก์ทั้งสองต้องไปบังคับแก่ จำเลยตามบทกฎหมายที่ถูกต้องต่อไปปัญหาว่าโจทก์ทั้งสองยังมิได้ใช้คำที่ดินที่เพิ่มขึ้นเพราะการสร้างตึกแถวและ คำที่ดินส่วนที่รุกล้ำให้แก่จำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๑๐ และมาตรา ๑๓๑๒ วรรคหนึ่ง จึงไม่มีอำนาจฟ้องซับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลย ตามมาตรา ๔๒๐ นั้นเป็นเรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ของประชาชน ศาลฎีกาเมีอำนายกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความแพ่ง มาตรา ๑๔๒ (๕). ๒๔๖ และ ๒๔๗",แพ่ง,, 69,1,,ความผิดฐานปลอมเอกสารนั้น ถ้าเอกสารนั้นเป็นเอกสารของผู้ทำ ซื้นเอง ไม่ใช่เอกสารของคนอื่น หากข้อความในเอกสารเป็นข้อความเท็จ จะเป็นการ ปลอมเอกสาร หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๕๕๐/๒๕๕๘ การปลอมเอกสารเป็นการกระทำใด ๆ ที่มี ผลแสดงว่าบุคคลหนึ่งได้ทำเอกสารขึ้น โดยความจริงปรากฏว่าบุคคลผู้ที่ถูกอ้างว่าได้ทำ เอกสารนั้นมิได้ทำเอกสารขึ้นเลย แต่บุคคลอื่นเป็นผู้ทำขึ้น คือเอกสารนั้นจะต้องมี ข้อความแสดงว่ามาจากผู้หนึ่งผู้ใดซึ่งมิใช่ผู้ทำเอกสารนั้นขึ้น ถ้าเอกสารนั้นเป็นเอกสาร ของผู้ทำขึ้นเองไม่ใช่เอกสารของคนอื่นกรณีเช่นนี้ไม่ใช่การปลอมเอกสารเพราะเป็น เอกสารของผู้ทำเอง ดังนั้นแมหากว่าจำเลยจะเป็นผู้ทำเอกสาร ซึ่งเป็นเอกสารเกี่ยวกับ การทำงาน ค่าเช่ารถ กับการนำเครื่องจักรและรถยนต์มาใช้งานในโครงการตามที่โจทก์ กล่าวอ้าง การกระทำของจำเลยก็ไม่เป็นความผิดฐานปลอมเอกสาร แม้วกระดาษของ เอกสารดังกล่าวจะมีชื่อบริษัท ฯ. แต่ข้อความที่ปรากฏในเอกสารนอกจากจะไม่เกี่ยวข้อง กับบริษัทดังกล่าวแล้ว ยังได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ตอบทนายจำเลยถามค้าน ด้วยว่า บริษัทนุญาตให้ใช้หัวกระดาษที่มีชื่อของบริษัทในไซต์งาน เมื่อการกระทำของ จำเลยไม่เป็นการทำเอกสารปลอมแล้ว จำเลยก็ไม่เป็นความผิดฐานใช้เอกสารปลอมด้วย,อาญา,, 69,2,,สัญญาเช่าที่มีกำหนดระยะเวลา หากผู้เช่าไม่ประสงค์จะเช่าจนครบกำหนดเวลาเช่า จะใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าแต่เพียงฝ่ายเดียวและขอคืนเงินประกันการเช่าจากผู้ให้เช่าได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๗๗๘/๒๕๕๘ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๘๖ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ""ถ้าคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งมีสิทธิเลิกสัญญาโดยข้อสัญญาหรือโดยบทบัญญัติแห่งกฎหมายการเลิกสัญญาเช่นนั้น ย่อมทำด้วยแสดงเจตนาแก่อีกฝ่ายหนึ่ง"" จากบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวกำหนดสิทธิในการเลิกสัญญาไว้ ๒ ประการ คือ โดยข้อสัญญาหรือโดยกฎหมายให้อำนาจไว้เมื่อสัญญาเช่าบ้านไม่มีข้อความตอนใดที่ระบุให้โจทย์ซึ่งเป็นผู้เช่ามีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้โจทย์จึงไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าก่อนสัญญาเช่าลงกำหนดโดยข้อสัญญาได้ โจทก์จึงต้องอาศัยสิทธิการบอกเลิกสัญญาโดยบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ซึ่งข้อเท็จจริงยุติแล้วว่าจำเลยมิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา แม่โจทก์จะขนย้ายทรัพย์สินและออกไปจากบ้านเช่าพร้อมกับทำหนังสือแจ้งให้จำเลยทราบ ก็มิใช่เป็นการบอกเลิกสัญญาเช่าบ้านโดยชอบด้วยกฎหมาย เพราะโจทย์ไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าบ้านกับจำเลยได้ ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยยอมตกลงเลิกสัญญาเช่าบ้านกับโจทย์ โจทก์จึงไม่อาจใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าบ้านแต่เพียงฝ่ายเดียวสัญญาเช่าบ้านระหว่างโจทย์กับจำเลยยังคงมีผลผูกพันคู่สัญญา จำเลยจึงไม่จำต้องคืนเงินดังกล่าวอันเป็นค่าเช่าล่วงหน้าส่วนที่เหลือให้แก่โจทก์",แพ่ง,, 69,2,,การได้ภาระจำยอมมาโดยอายุความ หากเจ้าของที่ดินสามยทรัพย์ถึงแก่ความตาย สิทธิในการใช้ทางภาระจำยอมตกทอดแก่ทายาทหรือไม่ และทายาทจะฟ้องขอให้บังคับจดทะเบียนภาระจำยอมได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๘๖๗๒/๒๕๕๖ โจทก์รวมทั้งบิดามารดาโจทย์และผู้อาศัยบนที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๖๒๓๙ ใช้ทางพิพาทสัญจรไปมาโดยสงบและเปิดเผย ด้วยเจตนาให้ทางดังกล่าวเป็นทางภาระยอมติดต่อกันมาเป็นเวลาเกินกว่า ๑๐ ปี ทางพิพาทจึงตกเป็นทางภาระจำยอมแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๖๒๓๙ ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๐๑ ประกอบมาตรา ๑๓๘๒ แม้ที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๖๒๓๙ จะมีทางออกทางอื่นอีก ก็ดีไม่ได้ว่าภาระจำยอมหมดประโยชน์แก่สามยทรัพย์ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๐๐ นอกจากนี้ ภาระจำยอมยังเป็นทรัพย์สิทธิอย่างหนึ่งมิใช่สิทธิเฉพาะตัวของเจ้าของสามยทรัพย์ การที่บิดามารดาโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๖๒๓๙ อันเป็นสามยทรัพย์ถึงแก่ความตาย จึงไม่เป็นเหตุให้ภาระจำยอมที่มีอยู่ต้องสิ้นไป เพราะสิทธิในการใช้ทางพิพาทที่ตกเป็นภาระยอมย่อมตกทอดแก่ทายาทได้ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๗๙ และมาตรา ๑๖๐๐ โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าของสามยทรัพย์ จึงมีสิทธิขอให้บังคับจำเลยที่จดทะเบียนภาระจำยอมในที่ดินของจำเลยได้,แพ่ง,, 69,2,,สัญญาขายฝากไม่มีการขยายกำหนดเวลาใด เงินที่ผู้รับซื้อฝากได้รับไว้ภายหลังครบกำหนดระยะเวลาใด จะถือเป็นการชำระเงินค่าสินไถ่อันจะทำให้ผู้ขายฝากมีสิทธิได้ที่ดินที่ขายฝากคืนหรือไม่ และผู้รับซื้อฝากจะต้องคืนเงินจำนวนดังกล่าวแก่ผู้ขายฝากหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๔๙๕๙/๒๕๕๖ ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๙๖ วรรคสอง บัญญัติไว้มีใจความว่า การขยายกำหนดเวลาไตนั้นอย่างน้อยต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้รับได้เมื่อพิจารณาจากหนังสือสัญญาขายฝากที่ดินที่โจทก์และจำเลยจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานที่ดินระบุว่า หนังสือสัญญาขายฝากที่ดินดังกล่าวมีกำหนดเวลาสามปีนับแต่วันทำสัญญาคือวันที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๔๓ ซึ่งหมายถึงโจทก์ต้องชำระเงินค่าสินไถ่ที่ดินที่ขายฝากภายในวันที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๔๖ หลังจากนั้นไม่ปรากฏว่ามีการขยายกำหนดเวลาได้โดยทำหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อจำเลยเป็นผู้รับได้ไว้ ดังนั้น การชำระเงิน ๒๐,๐๐๐ บาท และ ๒๐๐,๐๐๐ บาท ในวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๔๖ และวันที่ ๑๗ มกราคม ๒๕๔๗ ตามลำดับ จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการชำระเงินค่าสินไถ่ที่เกิดจากการขยายกำหนดเวลาได้ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว แม้จำเลยจะรับชำระเงินทั้งสองจำนวนดังกล่าวไว้ จากโจทก์ก็ไม่ทำให้โจทก์มีสิทธิได้ที่ดินที่ขายฝากคืนจากจำเลยได้ โจทก์นำเงิน ๒๒๐,๐๐๐ บาท ไปชำระแก่จำเลยเนื่องจากเข้าใจว่าโจทก์ยังมีสิทธิที่จะไถ่ที่ดินที่ขายฝากได้ จึงไม่ใช่เป็นกรณีที่โจทก์กระทำการตามอำเภอใจเสมือนหนึ่งว่าเพื่อชำระหนี้โดยรู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระ เมื่อโจทก์ไม่มีสิทธิได้ที่ดินที่ขายฝากคืนจากจำเลยได้ การที่จำเลยได้รับเงินจำนวนดังกล่าวมาจากโจทก์จึงปราศจากมูลอันจะข้างตามกฎหมายได้และเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบ โดยคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ข้อมา ๒ กรณี คือขอไถ่ที่ดินคืน และขอสินไถ่ที่ชำระเกินไป ๑๔๘,๐๐๐ บาท เมื่อได้ความว่าโจทก์ไม่มีสิทธิได้ที่ดินที่ขายฝากคืนจากจำเลยได้ เงิน ๒๒๐,๐๐๐ บาท ที่โจทก์ชำระไปหลังจากพ้นกำหนดเวลาไถ่ที่ดินแล้ว จึงไม่ใช่เป็นเพียงค่าสินไถ่ที่โจทก์ชำระเกินไปตามคำขอท้ายฟ้องของโจทย์ แต่เป็นเงินที่จำเลยรับไว้โดยปราศจากมูลอันจะช้างกฎหมายได้และ เป็นทางให้โจทย์เสียเปรียบ กรณีจึงเป็นเรื่องลามิควรได้ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๐๖ วรรค หนึ่ง จำเลยต้องคืนเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทย์พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย",แพ่ง,, 69,2,,การลักทรัพย์สำเร็จแล้ว แต่ขณะที่ผู้กระทำความผิดกำลังจะขับรถหลบหนี ผู้เสียหายดึงท้ายรถจักรยานยนต์ไว้เพื่อไม่ให้หนี ผู้กระทำผิดใช้หมวกนิรภัยเหวี่ยงไปที่ ผู้เสียหายจนล้มลงจะเป็นความผิดฐานซิงทรัพย์หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๐๗๓/๒๕๕๖ พฤติการณ์ที่จำเลยลักเอาเงินที่อยู่ในสิ้นชัก จำนวน ๑,๒๐๐ บาท ของผู้เสียหายที่ ๑ ไป เมื่อผู้เสียหายที่ ๑ ทราบเรื่อง จำเลยจึง ได้คืนเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่ผู้เสียหายที่ ๑ ถือได้ว่าการลักทรัพย์สำเร็จแล้ว แต่ขณะที่ จำเลยกำลังจะขับรถหลบหนี ผู้เสียหายที่ ๒ เข้าดึงท้ายรถจักรยานยนต์ของจำเลยไว้ เพื่อไม่ให้จำเลยหนี จำเลยจึงใช้หมวกนิรภัยเหวี่ยงไปที่ผู้เสียหายที่ ๒ แต่ผู้เสียหายที่ ๒ หลบหัน จำเลยจึงขับรถจักรยานยนต์ออกไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ผู้เสียหายที่ ๒ เสียหลัก ล้มลงเป็นเหตุให้ได้รับบาดเจ็บไม่ถึงกับเป็นอันตรายแก่ภาษานั้น เป็นการกระทำที่ต่อเนื่อง ยังไม่ขาดตอนจากการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ ถือได้ว่าจำเลยใช้กำลังประทุษร้าย เพื่อให้พ้นจากการจับกุม การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานซิงทรัพย์",อาญา,, 69,2,,เอาสัญญากู้ยืมเงินที่ตนมีส่วนเป็นเจ้าของเอกสารดังกล่าวด้วยไป จะมี ความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๘๘ หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๔๔๖๐/๒๕๕๖ คดีนี้ตามทางนำสืบของโจทย์ไม่ปรากฏว่า เงินที่ ส. ให้ ท. กู้ยืมเป็นเงินของ ส. เพียงคนเดียวหรือไม่ กลับได้ความจากจำเลยว่า จำเลยมีส่วนเป็นเจ้าของเงินที่ให้ ท. กู้จำนวน ๗๕,๐๐๐ บาท โดยจำเลยมีเอกสารเป็น หลักฐานประกอบ น่าเชื่อว่าจำเลยมีส่วนเป็นเจ้าของเงินดังกล่าวด้วย ประกอบกับหลักจาก ส. ถึงแก่ความตาย จำเลยได้รับมอบหมายให้ดูแลกิจการร้านทอง รวมทั้งธนารักษ์และสิ่งของ ต่างๆ ภายในตู้นิรภัยด้วยแม้จำเลยนำสัญญากู้ยืมเงินซึ่งอยู่ในตู้นิรภัยดังกล่าวไป ไม่ว่า เอกสารดังกล่าวจะเป็นต้นฉบับหรือสำเนา ก็ถือไม่ได้ว่าจำเลยเอาไปเสียซึ่งเอกสาร ของผู้อื่นตามที่บัญญัติไว้ใน ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๘๘ เพราะจำเลยมีกรรมสิทธิ์ร่วมกับ ส. และเป็นผู้ครอบครองซึ่งเอกสารด้วย การที่จะเป็นความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าว ต้องได้ความว่า เป็นการเอาไปซึ่งเอกสารของผู้อื่น แต่เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยมี ส่วนเป็นเจ้าของเอกสารดังกล่าวด้วย การที่จำเลยเอาเอกสารไปจึงไม่เป็นความผิดตามมาตราดังกล่าวโดยไม่ต้องคำนึงว่า ผู้อื่นหรือกองมรดกมีส่วนเป็นเจ้าของเอกสารดังกล่าวด้วย หรือไม่",อาญา,, 69,2,,กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทไปยื่นคำขอจดทะเบียนแก่ไข เพิ่มเติมหนังสือบริคณห์สนธิอ้างว่าได้บอกกล่าวนัดประชุมและที่ประชุมมีมติพิเศษอ้ายที่ตั้ง สำนักงานแห่งใหญ่ โดยไม่เป็นความจริงจะเป็นความผิดฐานใด,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๕๕๖/๒๕๕๖ การเพิ่มเติมเปลี่ยนแปลงข้อบังคับหรือ ข้อความในหนังสือบริคณห์สนธิ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๑๔๕ และมาตรา ๑๑๔๖ กำหนดว่า จะกระทำได้ต่อเมื่อมีการลงมติพิเศษซึ่งจะต้องมีการประชุมใหญ่โดยมีคำบอกกล่าวเรียก ประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อลงมติพิเศษและกำหนดให้เป็นหน้าที่ของบริษัทจะต้องจัดให้ไปจดทะเบียน ภายในสิบสี่วันนับแต่วันที่ได้มีการลงมติพิเศษ และเหตุที่กฎหมายบัญญัติให้เป็นหน้าที่ของ บริษัทจะต้องนำเรื่องไปจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่เนื่องจากเป็นเรื่องสำคัญเพราะมี ผลกระทบต่อบุคคลภายนอก กรณีที่จำต้องใช้เอกสารยืนยันภูมิลำเนาคือสำนักงานแห่งใหญ่ ของนิติบุคคลเป็นพยานหลักฐานที่มีการรับรองโดยพนักงานเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นที่เชื่อถือได้ ในทางกฎหมาย ทั้งกิจการของบริษัท ร. ก็มิได้เป็นเพียงนิติบุคคลที่จดทะเบียนจัดตั้งขึ้นมา เพื่อดำเนินกิจการเกี่ยวข้องแต่เฉพาะบุคคลในวงศ์เครือญาติของจำเลย หากแต่ต้องติดต่อ สัมพันธ์เกี่ยวข้องกับนิติบุคคลหรือนิติบุคคลอื่นด้วย จำเลยจะอ้างความเคยชินและความไว้ วางใจระหว่างเครือญาติของจำเลยมาเป็นข้อยกเว้นไม่ปฏิบัติตามกฎหมายไม่ได้ อีกทั้งการที่จำเลยมอบอำนาจให้ทนายความไปยื่นคำขอจดทะเบียนแก่ไขเพิ่มเติมหนังสือ บริคณห์สนธิ และแจ้งย้ายที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่ของบริษัท ร. ตอนายทะเบียนหุ้นส่วน บริษัทกรุงเทพมหานครโดยอ้างว่าจำเลยได้บอกกล่าวนัดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ ๒/ ๒๕๕๒ โดยลงพิมพ์โฆษณาในหนังสือพิมพ์และส่งมอบให้ผู้ถือหุ้น และที่ประชุมวิสามัญ มีมติพิเศษให้แก่ไขเพิ่มเติมหนังสือบริคณห์สนธิข้อ ๒ และย้ายที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่ของ บริษัทจากเดิมที่ตั้งอยู่กรุงเทพมหานครไปที่จังหวัดราชบุรีโดยไม่เป็นความจริงการกระทำ ของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานและแจ้งให้ เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๓๗ และมาตรา ๒๖๗ จำเลยจึงอ้างว่าไม่มีเจตนากระทำความผิดไม่ได้,แพ่ง,, 69,3,,ธนาคารใช้เงินไปตามเช็คที่มีการแก้ไขชื่อผู้รับเงินจะได้รับความคุ้มครองหรือไม่ และมีหลักเกณฑ์ตามกฎหมายอย่างไร,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๗๕๙/๒๕๕๗ จำเลยที่ ๑ เป็นธนาคารพาณิชย์พนักงานของจำเลยที่ ๑ มีหน้าที่ต้องระมัดระวังและต้องใช้ความรู้ความชำนาญเป็นพิเศษ ตรวจสอบเช็คที่โจทย์สั่งจ่าย หากมีการแก้ไขชื่อผู้รับเงินซึ่งเป็นข้อความสำคัญในเช็คโดยเห็นประจักษ์ ก็ชอบที่จะปฏิเสธการใช้เงินเพราะเหตุที่เป็นตัวเงินปลอมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๐๐๗ โดยแจ้งให้โจทย์ซึ่งเป็นเจ้าของเช็คทราบทันทีไม่เช่นนั้นแล้ว หากมีการจ่ายเงินตามเช็คไปย่อมเป็นการประมาณเลินเล่ออย่างร้ายแรงของพนักงานของจำเลยที่ ๑ ลำพังแต่เพียงที่โจทย์สั่งจ่ายเช็คพิพาทแล้ว อ. แก้ไขปลอมแปลงเช็คนั้นภายหลังไม่อาจถือเป็นความประมาณเลินเล่อของโจทย์ การใช้เงินไปตามเช็คของจำเลยที่ ๑ จะได้รับความคุ้มครองเพียงใด ต้องเป็นไปตามที่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๐๐๙ บัญญัติไว้กล่าวคือ หากจำเลยที่ ๑ ได้ใช้เงินให้ไปตามทางค้าปกติโดยสุจริตและปราศจากประมาณเลินเล่อ จึงจะถือว่าจำเลยที่ ๑ ได้ใช้เงินไปถูกกระเบียบ การจะพิจารณาว่าพนักงานของจำเลยที่ ๑ ประมาณเลินเล่อในการตรวจสอบเช็คพิพาทซึ่งเป็นตัวเงินปลอมทั้งสิบเจ็ดฉบับหรือไม่เพียงใด จำต้องพิจารณาตามรายละเอียดในเช็คแต่ละฉบับ การจะให้จำเลยที่ ๑ รับผิดต่อโจทย์ตามเช็คทั้งสิบเจ็ดฉบับเพราะเหตุที่เป็นตัวเงินปลอม โดยไม่ได้พิจารณาว่าเช็คฉบับใดมีการแก้ไขปลอมแปลงอย่างไร เป็นที่เห็นประจักษ์หรือไม่ ย่อมไม่เป็นธรรม",แพ่ง,, 69,3,,"สัญญาเช่าพื้นที่พิพาท สิ่งที่ผู้เช่าลงทุนไปเพื่อประโยชน์ในทางธุรกิจของผู้เช่าเอง จะเป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าการเช่าหรือไม่ สัญญาเช่าที่มีกำหนดเวลา ผู้เช่าจะสามารถใช้ประโยชน์ในพื้นที่เช่าต่อไปได้ต่อเมื่อมีกรณีใด","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๐๓-๗๐๔/๒๕๕๗ สัญญาเช่ากำหนดระยะเวลาการเช่าเพียง ๓ ปี และมีข้อตกลงเรื่องการต่อสัญญาไว้ในข้อ ๑๐ ว่า ผู้เช่ามีสิทธิขอต่ออายุสัญญาเช่าได้อีก ๑ ช่วง คือต่ออีก ๓ ปี แต่ทั้งนี้จะต้องเป็นไปตามเงื่อนไขและอัตราค่าเช่าซึ่งผู้ให้เช่าและผู้เช่าได้ทำความตกลงร่วมกัน และโดยที่ผู้เช่าจะต้องมีหนังสือบอกกล่าวแจ้งความประสงค์เช่นว่านั้นให้ผู้ให้เช่าทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า ๙๐ วันก่อนวันครบกำหนดอายุการเช่าตามสัญญานี้ ทั้งนี้อัตราค่าเช่าใหม่จะต้องไม่ต่ำกว่าอัตราค่าเช่าเดิมที่กำหนดไว้ในสัญญานี้ ไม่มีข้อความบ่งบอกว่ามีข้อตกลงพิเศษที่จำเลยให้โจทย์เข้าไปจนกว่าโจทย์ประสงค์จะเลิกเองและตามสัญญาเช้านี้นอกจากผลประโยชน์ที่จำเลยจะได้รับจากโจทย์เป็นค่าเช่าตามที่กำหนดไว้แล้ว จำเลยไม่ได้รับผลประโยชน์อื่นใดจากโจทย์อีกส่วนที่โจทย์ใช้เงินลงทุนไปกว่า ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท ทำให้ร้านค้าของโจทย์เป็นร้านค้าที่ทันสมัย ลูกค้าที่มาใช้บริการในโรงพยาบาลของจำเลยได้รับความพึงพอใจ ช่วยให้โรงพยาบาลของจำเลยเจริญรุ่งหน้านั้น สิ่งที่โจทย์ลงทุนไปเป็นการกระทำเพื่อประโยชน์ในทางธุรกิจของโจทย์เอง หากลูกค้ามีความพึงพอใจโจทย์ก็ย่อมได้รับผลประโยชน์ในทางธุรกิจมากขึ้น ไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงหรือจะมีส่วนสำคัญที่จะทำให้กิจการของจำเลยซึ่งเป็นการประกอบกิจการโรงพยาบาลเจริญรุ่งหน้าแต่อย่างใดสัญญาเช่าพื้นที่พิพาทระหว่างโจทย์กับจำเลยจึงไม่มีลักษณะเป็นสัญญาต่างตอบแทนพิเศษยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดา หลังจากครบกำหนดระยะเวลาเช่าตามสัญญาเช่าแล้ว ได้มีการต่อสัญญาเช่าต่อมาโจทย์กับจำเลยได้ทำสัญญาเช่าพื้นที่พิพาทกันใหม่มีกำหนดระยะเวลา ๑ ปี หลังจากนั้นจำเลยมีหนังสือแจ้งต่อสัญญาเช่าพื้นที่ให้แก่โจทย์เรื่อยมาโดยต่อสัญญาเช่าออกไปครั้งละ ๑ ปี โจทย์รับทราบการต่อสัญญาเช่าดังกล่าว จนกระทั่งครั้งสุดท้ายจำเลยมีหนังสือแจ้งต่อสัญญาเช่าพื้นที่ให้แก่โจทย์มีกำหนดระยะเวลา ๑ ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๕๓ สิ้นสุดวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ ซึ่งตามหนังสือฉบับนี้จำเลยระบุว่าอัตราค่าเช่าพื้นที่ ๘๘ ตารางเมตร จำเลยขอคิดค่าเช่าเพิ่ม ๑๐ เปอร์เซ็นต์เป็นราคาตารางเมตรละ ๑,๑๒๖ บาท เงื่อนไขอื่น ๆ ยังคงเหมือนสัญญาฉบับแรกและหนังสือการต่ออายุสัญญาเช่าพื้นที่ฉบับก่อนๆ สัญญาเช่าพื้นที่พิพาทระหว่างโจทย์กับ จำเลยเป็นสัญญาเช่ามีกำหนดเวลา คือตั้งแต่วันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๕๓ สิ้นสุดวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ โจทก์ผู้เช่าจะสามารถใช้ประโยชน์ในพื้นที่พิพาทได้ต่อไป ก็ต่อเมื่อมีการต่ออายุสัญญาเช่า หรือเป็นกรณีตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๗๐ กล่าวคือ เมื่อสิ้นสุดเวลาเช่าซึ่งได้ตกลงกันไว้ ถ้าผู้เช่ายังครอบทรัพย์สินอยู่ และผู้ให้เช่า รู้ความนั้นแล้วไม่ทักท้วงถือว่าคู่สัญญาเป็นอันได้ทำสัญญาใหม่โดยไม่มีกำหนดเวลา จำเลยส่งหนังสือถึงโจทก์เพื่อแจ้งให้ทราบล่วงหน้าว่า จำเลยจำเป็นต้องปรับปรุง อาคารรวมทั้งพื้นที่ใช้สอยบริเวณชั้นล่างของอาคารทั้งหมด ดังนั้น จำเลยจึงไม่ประสงค์ ให้มีการต่ออายุสัญญาเช่าออกไปอีก เมื่อสัญญาเช่าสิ้นสุดลงในวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ ขอให้โจทก์ขนย้ายทรัพย์สิน ตลอดจนอุปกรณ์และสิ่งของต่าง ๆ ออกจากพื้นที่ ภายในวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๕๔ ต่อมาโจทก์ขอขยายระยะเวลาขนย้ายทรัพย์สิน ออกไปอีก ๑ เดือน เป็นวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๕๔ จำเลยตกลงตามที่โจทก์ขอ ซึ่ง จำเลียมีหนังสือบอกกล่าวโจทก์ว่าเมื่อสิ้นสุดระยะเวลาการขนย้ายในวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๕๔ แล้ว จำเลยจะเข้าครอบครองพื้นที่เช่าทันทีจะกระทั่งปลายเดือนเมษายน ๒๕๕๔ ใกล้จะครบกำหนดเวลาสิ้นสุดการขนย้าย จำเลยพบว่าโจทก์ยังไม่มีที่ท่าว่าจะเริ่มดำเนิน การขนย้ายทรัพย์สินออกจากพื้นที่พิพาท ในวันที่ ๒๖ เมษายน ๒๕๕๔ จำเลยจึงได้ ส่งหนังสือบอกกล่าวแจ้งสิ้นสุดสัญญาเช่าอีกครั้ง เพื่อเตือนให้โจทก์ขนย้ายทรัพย์สิน ออกจากพื้นที่พิพาทให้แล้วเสร็จภายในวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๕๔ พึงได้ว่า จำเลย ไม่ประสงค์จะให้โจทก์ทำสัญญาเช่าพื้นที่พิพาทอีกต่อไป และจำเลยก็ได้ดำเนินการ ตามสัญญา ซึ่งมีการแก้ไขสัญญาในข้อ ๙.๓ โดยจำเลยได้มีหนังสือบอกกล่าวล่วงหน้า ให้โจทก์ทราบไม่น้อยกว่า ๓๐ วัน ก่อนวันครบกำหนดอายุสัญญา ซึ่งฝ่ายโจทก์ได้รับ หนังสือฉบบนี้ไว้แล้ว สัญญาเช่าพื้นที่พิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยย่อมสิ้นสุดลงในวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ อันเป็นวันสิ้นสุดอายุการเช่า ส่วนที่โจทก์มีสิทธิขนย้ายทรัพย์สิน ออกจากพื้นที่พิพาทดังนี้ ๓๐ เมษายน ๒๕๕๔ ก็เป็นเรื่องที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้เช่า ต้องปฏิบัติตามสัญญาเช่า ข้อ ๘.๑๘ ที่มีการแก้ไขเพิ่มเติม โดยโจทก์ผู้เช่าต้องขนย้าย ทรัพย์สินออกจากสถานที่เช่าและส่งมอบสถานที่เช่าให้จำเลยผู้ให้เช่าไม่ช้ากว่า ๓๐ วัน นับแต่วันที่สิ้นสุดการเช่า รวมกับระยะเวลาที่จำเลยผ่อนผันให้โจทก์ดังกล่าว และกรณีนี้ แม้โจทก์จะไม่ได้ประพฤติดิติผิดสัญญาก็ตาม เมื่อสัญญาเช่าสิ้นสุดแล้วและจำเลย ไม่ประสงค์จะต่ออายุสัญญาเช่าให้แก่โจทก์ โจทก์ก็ไม่มีสิทธิใช้ประโยชน์ในพื้นที่พิพาทต่อไป สัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลย และที่แก้ไขเพิ่มเติมไม่ได้ข้อสัญญาที่เป็นคำมั่นจะให้เช่า ดังนั้น แม้โจทก์เสนอที่จะเช่าต่อแต่จำเลยไม่สนองรับคำเสนอของโจทก์ สัญญาเช่าก็ไม่เกิดขึ้น คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๓๓๐๒-๑๓๓๐๓/๒๕๕๘ นอกจากค่าเช่าที่ดินตามปกติแล้ว น. กับจำเลยคู่สัญญาไม่มีข้อตกลงให้ชำระเงินอื่นใดเป็นการตอบแทนเพื่อแลกกับการที่โจทก์ยอมให้จำเลยเช่าเป็นเวลา ๑๐ ปี แม้จำเลยลงทุนก่อสร้างสถานีบริการน้ำมันถมดินและทำทางเขื่อนเข้าออกตลอดจนสาธารณูปโภคต่าง ๆ เป็นจำนวนเงินที่สูงแต่เป็นเรื่องที่จำเลยกระทำเพื่อประโยชน์ในกิจการของตน ไม่ถือเป็นวัตถุประสงค์แห่งการทำนิติกรรมของโจทก์ด้วยทั้งข้อตกลงตามสัญญาเช่าไม่มีข้อความใดที่บ่งบอกว่ามีข้อตกลงพิเศษ ที่ น. ผู้ให้เช่าจะให้จำเลยเช่าถึง ๑๐ ปี และจำเลยยินยอมให้สิ่งปลูกสร้างสถานีบริการน้ำมัน ทางเขื่อนที่ก่อสร้างไว้ตลอดจนถึงสาธารณูปโภคต่างๆ ตกเป็นกรรมสิทธิ์แก่ผู้ให้เช่าเมื่อครบกำหนดตามสัญญาเช่าอันแสดงให้เห็นเจตนาของคู่สัญญาได้ว่ามุงประสงค์จะให้มีการตอบแทนเป็นพิเศษยิ่งไปกว่าการเช่าธรรมดาโดยทั่วไป โดยเฉพาะข้อตกลงตามสัญญาประนีประนอมความระหว่างจำเลย กับ น. ที่ให้เวลาจำเลยอีก ๑ ปี ในการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ ออกไปจากสถานที่เช่า เมื่อครบกำหนดเวลาการเช่านั้น แสดงให้เห็นเจตนาของคู่สัญญาอย่างชัดเจนว่าไม่มีข้อตกลงให้กรรมสิทธิ์ในสิ่งปลูกสร้างใด ๆ ตกเป็นของผู้ให้เช่า ตรงกันข้ามกลับกำหนดให้จำเลยมีสิทธิจะขนย้ายออกไปทั้งหมดหลังจากครบกำหนดตามสัญญา ตามพฤติการณ์ดังกล่าวเห็นได้ว่าทั้งโจทก์และ น. ผู้ให้เช่าไม่ได้รับผลประโยชน์อื่นใดจากจำเลยนอกเหนือไปจากค่าเช่า สัญญาเช่าระหว่างจำเลยกับ น. ตลอดจนข้อตกลงที่โจทก์ให้ใช้ที่ดินพิพาทของโจทก์ซึ่งอยู่ติดกับที่ดินที่ น. ให้จำเลยเช่า จึงหาใช้สัญญาต่างตอบแทนพิเศษยิ่งไปกว่าสัญญาเช่าธรรมดาในอันที่จะบังคับโจทก์ให้จำเลยเช่าที่ดินพิพาทด้วยไปจนครบกำหนดเวลา ๑๐ ปี ตามฟ้องแย้งในสำนวนแรกของจำเลยไม่",แพ่ง,, 69,4,,ธนาคารจ่ายเงินตามเช็คที่ลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายเป็นลายมือชื่อปลอม ธนาคารจะหักเงินในบัญชีผู้สั่งจ่ายได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๔๐๕/๒๕๕๗ ลายมือชื่อโจทย์ที่ ๓ ผู้สั่งจ่ายเช็คพิพาท ทั้งห้าฉบับ เป็นลายมือชื่อปลอมมิใช่ลายมือชื่อของโจทย์ที่ ๓ เมื่อจำเลยจ่ายเงินตามเช็คนั้น ไป จำเลยจะอ้างลายมือชื่อปลอมนั้นเพื่อให้หลุดพ้นความรับผิดหาได้ไม่ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๐๐๘ วรรคหนึ่ง โจทย์ที่ ๓ เก็บสมุดเช็คของธนาคารไว้ในตู้เก็บเอกสารในห้องทำงานของโจทย์ที่ ๓ โดยมีการล็อคกุญแจตู้เก็บเอกสารและห้องทำงานอยู่เมื่อได้ว่าโจทย์ทั้งสามได้เก็บรักษาเช็ค พิพาทเช่นวิญญาชนจะฟังกระทำแล้ว โจทย์ทั้งสามจึงมิใช่ฝ่ายประมาทเลินเล่อ อันจะ ถือว่าเป็นผู้ต้องตัดบทมิให้ยกข้อลายมือชื่อปลอมขึ้นจ่อสู้ตามมาตรา ๑๐๐๘ วรรคหนึ่ง จำเลยประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์เป็นที่ไว้วางใจของประชาชนการจ่ายเงินตาม เช็คที่มีผู้ที่มาขอเบิกเงินจากธนาคารเป็นงานส่วนหนึ่งของจำเลย ซึ่งจะต้องปฏิบัติตามผู้เป็น ประจำ จำเลยยืนมีความชำนาญในการตรวจสอบลายมือชื่อในเช็คว่าเป็นลายมือชื่อของ ผู้สั่งจ่ายหรือไม่เช็กว่าบุคคลธรรมดา ทั้งนี้แม้มีความระมัดระวังในการจ่ายเงินตามเช็คอีกกว่า วิญญาชนทั่ว ๆ ไป ลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายเช็คพิพาททั้งห้าฉบับ เป็นลายมือชื่อปลอมมิใช่ลายมือ ชื่อโจทย์ที่ ๓ การที่จำเลยจ่ายเงินตามเช็คพิพาททั้งห้าฉบับ ให้แก่ผู้ที่นำมาเรียกเก็บเงิน ทั้งที่มีตัวอย่างลายมือชื่อของโจทย์ที่ ๓ ที่ไม่ใช่ว่าก็จำเลยกับมีเช็คอีกหลายฉบับที่โจทย์ที่ ๓ เคยส่งจ่ายไว้อยู่ที่จำเลย จึงเป็นการขาดความระมัดระวังของจำเลยผู้ประกอบธุรกิจ ธนาคารพาณิชย์ อีกให้ทำการจ่ายเงินตามเช็คพิพาทเป็นความมากพร่องของจำเลยเอง และเป็นการผิดศัญญาเปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวัน",แพ่ง,, 69,4,,บริษัทจำกัดไม่มีประธานกรรมการที่จะทำหน้าที่เรียกประชุมกรรมการตามข้อบังคับ กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทจึงได้นัดเรียกประชุมกรรมการ โดยวิธีประกาศโฆษณาทางหนังสือพิมพ์จะชอบหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๕๓๒/๒๕๕๗ โจทก์พ้นจากตำแหน่งประธานกรรมการของจำเลยที่ ๑ อันเป็นเหตุให้ตำแหน่งประธานกรรมการว่างลง กรณีจึงไม่มีประธานกรรมการของจำเลยที่ ๑ ที่จะทำหน้าที่นัดเรียกประชุมกรรมการ กรณีจึงมีเหตุขัดข้องที่ไม่อาจดำเนินการตามข้อบังคับข้อ ๑๔ ที่ระบุว่าให้ประธานกรรมการเป็นผู้นัดเรียกประชุมกรรมการ กรณีเช่นนี้ตามข้อบังคับของจำเลยที่ ๑ ข้อ ๒ ระบุว่า “ให้รับเอาบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยบริษัทจำกัดเป็นข้อบังคับของบริษัทนี้...” ซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๑๖๒ บัญญัติว่า “กรรมการคนหนึ่งคนใดจะนัดเรียกให้ประชุมกรรมการเมื่อใดก็ได้” การที่จำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนจำเลยที่ ๑ ได้นัดเรียกประชุมกรรมการจึงเป็นไปตามข้อบังคับของจำเลยที่ ๑ ข้อ ๒ อันเป็นการนัดเรียกประชุมกรรมการที่ชอบด้วยข้อบังคับของจำเลยที่ ๑ แล้ว การที่จำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนเป็นผู้นัดเรียกประชุมกรรมการโดยวิธีประกาศโฆษณาทางหนังสือพิมพ์นั้น ตามข้อบังคับของจำเลยที่ ๑ ไม่ได้กำหนดวิธีการนัดเรียกประชุมไว้แต่อย่างใด ส่วน ป.พ.พ.มาตรา ๑๑๔๔ ประกอบมาตรา ๑๑๕๘ ก็มิใช่บทบัญญัติที่เกี่ยวกับวิธีการนัดเรียกประชุมกรรมการ จำเลยที่ ๑ ไม่สามารถติดต่อโจทก์โดยวิธีอื่นใดได้ จึงต้องนัดเรียกประชุมกรรมการโดยวิธีประกาศโฆษณาทางหนังสือพิมพ์ ดังนั้น การนัดเรียกประชุมกรรมการโดยวิธีการดังกล่าวจึงไม่ขัดต่อข้อบังคับของจำเลยที่ ๑ และไม่ฝ่าฝืนต่อกฎหมายแต่อย่างใดการจัดการประชุมกรรมการและการลงมติของที่ประชุม จึงชอบแล้ว ",แพ่ง,, 69,4,,ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดแล้ว ต่อมาผู้จะขายโอนขายสัญญา ดังกล่าวให้แก่บุคคลภายนอก โดยในสัญญาโอนขายมีข้อตกลงให้บุคคลภายนอก ต้องร่วม รับผิดต่อลูกค้าเดิมของผู้จะขาย ดังนี้ ผู้จะซื้อจะมีสิทธิต่อบุคคลภายนอกตามสัญญาจะซื้อ จะขายห้องชุดหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๖๐๗๔/๒๕๕๖ โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดในโครงการอาคารชุดของจำเลยที่ ๑ และสัญญาจะซื้อจะขายเฟอร์นิเจอร์กับจำเลยที่ ๑ ซึ่งในการพิจารณาว่าจำเลยที่ ๑ เป็นฝ่ายผิดสัญญาจะซื้อจะขายโครงการก่อสร้างอาคารชุดไม่แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาตามสัญญาหรือไม่ ย่อมต้องพิจารณาสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดประกอบสัญญาจะซื้อจะขายเฟอร์นิเจอร์ร่วมด้วย ต่อมาเมื่อจำเลยที่ ๑ ทำสัญญาโอนชายสัญญาดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนจำเลยที่ ๓ โดยในสัญญาโอนขายมีข้อตกลงให้จำเลยที่ ๒ ต้องร่วมรับผิดต่อลูกค้าเดิมของจำเลยที่ ๑ รวมทั้งโจทก์และจำเลยที่ ๒ ตกลงกับจำเลยที่ ๑ ให้มีการเปลี่ยนตัวผู้รับโอนกรรมสิทธิ์อาคารชุดจากจำเลยที่ ๒ เป็นจำเลยที่ ๓ เป็นผลให้การทำสัญญา จะซื้อจะขายโครงการดังกล่าวทั้งหมดกันใหม่ระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๓ เมื่อมีข้อตกลงในสัญญาซื้อขายระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๒ มีข้อสัญญาให้จำเลยที่ ๒ต้องรับผิดต่อลูกค้าทุกราย และสัญญาระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๓ ก็มีข้อตกลงที่จำเลยที่ ๓ ต้องรับโอนสิทธิเรียกร้องของคู่สัญญาที่เป็นลูกค้าของจำเลยที่ ๑ ผู้จะขายทุกรายมาด้วย และเมื่อพิจารณาประกอบกันทั้งสองสัญญาแล้วถือว่า สัญญาที่จำเลยที่ ๒ และจำเลยที่ ๓ ทำสัญญากับจำเลยที่ ๑ โดยมีข้อตกลงว่า จำเลยที่ ๒ และจำเลยที่ ๓ จะชำระหนี้ให้แก่ลูกค้าทุกรายรวมทั้งโจทก์ จึงเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์แก่ โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกตาม ป.พ.พ. มาตรา ๓๗๔ วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์มีหนังสือว่าจะถือเอาประโยชน์จากสัญญาดังกล่าวแก่จำเลยที่ ๒ และจำเลยที่ ๓ แล้ว โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกชำระหนี้จากจำเลยที่ ๒ และจำเลยที่ ๓ ได้โดยตรงตามมาตรา ๓๗๔ วรรคสอง ส่วนที่โจทก์มีคำขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันทำนิติกรรมจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่โจทก์นั้น เมื่อฟังว่าจำเลยที่ ๑ ได้โอนกรรมสิทธิ์แก่จำเลยที่ ๓ ไปแล้วจึงไม่อาจบังคับตามคำฟ้องของโจทก์ในส่วนนี้แก่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ได้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๖๒๕๖/๒๕๕๗ สิทธิของโจทก์ตามสัญญาจะซื้อจะขายกรรมสิทธิ์ห้องชุดที่ทำกับจำเลยที่ ๑ นั้น เป็นบุคคลสิทธิซึ่งโจทก์มีสิทธิเพียงบังคับให้จำเลยที่ ๑ จดทะเบียนโอนขายห้องชุดให้แก่โจทก์ตามสัญญาได้เท่านั้น สิทธิของโจทก์ตามสัญญาดังกล่าวหาใช่ทรัพยสิทธิที่จะบังคับแก่จำเลยที่ ๒ ผู้ซื้อที่ดินพร้อมอาคารชุดซึ่งรวมห้องชุดของโจทก์จากจำเลยที่ ๑ ได้ไม่ โจทก์จึงมิใช่บุคคลผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อน ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๐๐ จึงไม่มีอำนาจฟ้องให้เพิกถอนการจดทะเบียนซื้อขายอาคารชุดในส่วนห้องชุดของโจทก์ ระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๒ ได้ อีกทั้งสัญญาซื้อขายระหว่างจำเลยที่ ๑ กับ ว. กรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ ๒ ข้อ 5 มีข้อตกลงว่า ว. ตกลงรับโอนสิทธิเรียกร้องสำหรับคู่สัญญาที่เป็นลูกค้าของจำเลยที่ ๑ ในอาคารชุด และสำเนาสัญญาจะซื้อจะขายระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๒ ข้อ ๗ ก็มีข้อตกลงทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ ๒ ตกลงรับโอนสิทธิเรียกร้องสำหรับคู่สัญญาที่เป็นลูกค้าของจำเลยที่ ๑ จึงเป็นกรณีที่ ว. และจำเลยที่ ๒ ทำสัญญากับจำเลยที่ ๑ ว่าจะชำระหนี้ตามสิทธิเรียกร้องของลูกค้าของจำเลยที่ ๑ ที่มีอยู่ในอาคารชุดซึ่งในกรณีของโจทก์หมายถึงสิทธิเรียกร้องที่จะให้จำเลยที่ ๑ โอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่โจทก์นั่นเองจึงเป็นสัญญาที่ ว. และจำเลยที่ ๒ ตกลงว่าจะชำระหนี้ให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกตาม ป.พ.พ. มาตรา ๓๗๔ วรรคหนึ่ง โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกร้อง ว. และ จำเลยที่ ๒ ให้ชำระหนี้ได้ การจดทะเบียนซื้อขายที่ดินพร้อมอาคารชุด ระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๒ หาทำให้โจทก์เสียเปรียบอันเป็นการฉ้อฉลตาม ป.พ.พ.มาตรา ๒๓๗ ไม่ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพร้อมอาคารชุดระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๒",แพ่ง,, 69,4,,การได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์จำต้องเป็นการครอบครองโดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นที่ดินของผู้อื่นหรือไม่ การครอบครองโดยสำคัญผิดว่าที่ดินเป็นของตนเอง แต่ความจริงเป็นที่ดินของบุคคลอื่นจะได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๑๕๑/๒๕๕๘ จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยครอบครองที่ดินพิพาทของโจทก์โดยทำคันนาเป็นเส้นแบ่งอาณาเขตระหว่างที่ดินโจทก์และจำเลยดังกล่าวและปลูกต้นไม้รวมทั้งทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยเข้าใจผิดว่าเป็นที่ดินของจำเลยโดยครอบครองที่ดินพิพาทโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของนับถึงปัจจุบันเป็นเวลากว่าสิบปีแล้ว ดังนี้เมื่อที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามโฉนดที่ดินของโจทก์ แม้จำเลยจะครอบครองโดยสำคัญผิดว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย ก็ถือไม่ได้ว่าจำเลยครอบครองที่ดินของจำเลยเอง หากแต่ต้องถือว่าจำเลยครอบครองที่ดินของบุคคลอื่นที่สามารถระบุระยะเวลาการครอบครองปรปักษ์ได้ ตามนัยแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๘๒ หาจำต้องเป็นการครอบครองโดยจำเลยต้องรู้ว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของโจทก์ด้วยไม่ คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๔๕๕/๒๕๕๘ โจทก์ทั้งหกครอบครองที่ดินพิพาทดลอดมา โดยคิดว่าเป็นที่ดินมรดกของบิดาโจทก์ที่ ๑ ถึง ๓ ที่ ๕ และที่ ๖ แม่โจทก์ทั้งหกจะทราบภายหลังว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่ของโจทก์ทั้งหกก็ตาม แต่โจทก์ทั้งหกเข้าครอบครองที่ดินพิพาทโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลาติดต่อกันมาเกินกว่าสิบปี โดยไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้าน โจทก์ทั้งหกย่อมได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๘๒ โดยหาจำต้องเป็นการครอบครองโดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นที่ดินของผู้อื่นไม่ โจทก์ทั้งหกได้ร้องขอออกโฉนดที่ดิน ซึ่งทราบว่าที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินมีโฉนดมีชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์โจทก์ทั้งหกยืนยอมให้ออกโฉนดที่ดินโดยไม่รวมที่ดินพิพาทด้วยแต่โจทก์ทั้งหกยังคงครอบครองที่ดินพิพาทดลอดมาในฐานะเจ้าของไม่ปรากฏว่าโจทก์ทั้งหกได้เจตนาละการครอบครอง การที่โจทก์ทั้งหกยอมรับเนื้อที่ตามที่ปรากฏในโฉนดที่ดิน ไม่อาจถือได้ว่าโจทก์ทั้งหกเจตนาละการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยแล้ว",แพ่ง,, 69,5,,หนี้ที่ี่เกิดจากการกระทำละเมิดหรือการกระทำอันมิชอบด้วยกฎหมายที่สามีหรือภริยาก่อขึ้นแล้วตายลง จะถือเป็นหนี้ร่วมของสามีภริยาซึ่งเจ้าหนี้จะฟ้องคู่สมรสอีกฝ่ายให้รับผิดในหนี้ดังกล่าวในฐานะเป็นลูกหนี้ร่วมโดยมิมิได้ให้รับผิดในฐานะทายาทของผู้ตายได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๗๒๖๑/๒๕๕๕ หนี้ร่วมของสามีภริยาตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๙๐ (๑) ถึง (๔) ต้องเป็นหนี้ที่เกี่ยวกับนิติกรรมสัญญาที่กระทำขึ้นร่วมกันเท่านั้น ไม่รวมถึงหนี้ที่เกิดจากการทำละเมิดหรือการกระทำอันมิชอบด้วยกฎหมาย แม้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าผู้ตายเก็บเงินจากสมาชิกผู้กู้เป็นรายเดือนแล้วนำส่งเข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์ไม่ครบถ้วนตามฟ้อง อันมีลักษณะเป็นการยักยอกซึ่งเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ โจทก์จึงชอบที่จะฟ้องเรียกร้องเอาเงินคืนจากทรัพย์มรดกของผู้ตายหรือทายาทผู้รับมรดกของผู้ตายโดยตรง การที่ผู้ตายนำเงินที่ยักยอกมาไปใช้จ่ายในครอบครัว จัดการบ้านเรือน จัดหาสิ่งจำเป็นสำหรับครอบครัว อุปการะเลี้ยงดูและรักษาพยาบาลบุคคลในครอบครัวก็ไม่ถือว่าเป็นหนี้ร่วมตามมาตรา ๑๔๙๐ (๑),แพ่ง,, 69,5,,บุตรเกิดจากหญิงที่ไม่ได้สมรสโดยชอบด้วยกฎหมาย จะเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของบิดาในกรณีใด และบิดาจะเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ด้วยหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๖๓๙๕/๒๕๕๗ ผู้เยาว์เป็นบุตรเกิดจากโจทก์ซึ่งเป็นหญิงที่มิได้สมรสโดยชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งตามบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา ๑๕๔๖ ให้ถือว่าเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายช่องหญิงนั้น เว้นแต่จะมีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น ส่วนจำเลยที่ ๑ แม้อ้างว่าเป็นบิดาของผู้เยาว์ แต่เมื่อผู้เยาว์มิได้เกิดจากบิดามารดาที่สมรสกัน การจะอ้างว่าผู้เยาว์เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายก็ต่อเมื่อบิดามารดาสมรสกัน หรือบิดาได้จดทะเบียนว่าเป็นบุตรหรือศาลพิพากษาว่าเป็นบุตร ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ ๑ มิได้มีลักษณะที่ปรากฏตามความดังกล่าว จำเลยที่ ๑ จึงหามีสิทธิใด ๆ ในตัวผู้เยาว์ไม่ ทั้งนี้ตามบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา ๑๕๔๗ ดังนั้น โจทก์จึงเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองของผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียวเมื่อโจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยทั้งสองดูแลเลี้ยงดูผู้เยาว์ โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องบังคับให้จำเลยทั้งสองคืนผู้เยาว์แก่โจทก์ได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๕๖๗ (๑) และ (๔) ที่ให้โจทก์เป็นผู้กำหนดที่อยู่ของบุตร และเรียกบุตรคืนจากบุคคลอื่นซึ่งกักบุตรไว้โดยมิชอบได้ ข้ออ้างของจำเลยทั้งสองที่ว่าดูแลผู้เยาว์ดีกว่าโจทก์ไม่อาจรับฟังได้ เพราะจำเลยทั้งสองไม่มีสิทธิใด ๆ ในตัวผู้เยาว์ไม่อาจอ้างเหตุเหนือสิทธิของโจทก์ผู้เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้เยาว์ได้,แพ่ง,, 69,5,,พินัยกรรมที่ไม่ลงลายมือชื่อผู้เขียน (หรือผู้พิมพ์ในกรณีที่ผู้เขียนมิใช่ผู้ทำ พินัยกรรม) พินัยกรรมตกเป็นโมฆะหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๖๗๕/๒๕๔๗ พินัยกรรมที่ทำขึ้นขัดต่อบัญญัติกฎหมายที่ จะทำให้พินัยกรรมเป็นโมฆะนั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๐๕ บัญญัติไว้โดยเฉพาะแล้วว่า มีกรณีใดบ้างที่เป็นโมฆะ แต่มิได้บัญญัติให้พินัยกรรมที่ไม่ลงลายมือชื่อผู้เขียน (หรือ ผู้พิมพ์) ในกรณีที่ผู้เขียนมิใช่ผู้ทำพินัยกรรม กล่าวคือทำไมถูกต้องตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๗๑ ตกเป็นโมฆะ ฉะนั้นเมื่อขณะทำพินัยกรรมในคดีนี้มีพยานในพินัยกรรมทั้งสี่คน อยู่พร้อมกันและผู้ตายลงลายมือชื่อในพินัยกรรมต่อหน้าพยาน ๒ คน พินัยกรรมดังกล่าว จึงถูกต้องตามแบบที่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๕๖ กำหนดไว้ และมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย,แพ่ง,, 69,5,,พินัยกรรมแบบเชียนเองทั้งฉบับจะต้องมีพยานสองคนรับรองลายมือชื่อของ ผู้ทำพินัยกรรมพร้อมกันหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๙๐๐/๒๕๕๒ ผู้ตายได้เขียนพินัยกรรมขึ้นเองทั้งฉบับ และ ลงลายมือชื่อของผู้ตายไว้แล้ว ส่วนที่ จ. ลงลายมือชื่อเป็นพยานไม่พร้อมกับพยานอีกคนหนึ่ง ในพินัยกรรมนั้นก็หาทำให้พินัยกรรมดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างใด เพราะตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๕๘ เพียงบัญญัติให้ผู้ทำพินัยกรรมแบบเชียนเองทั้งฉบับต้องเขียน พินัยกรรมด้วยมือตนเองซึ่งข้อความทั้งหมด วัน เดือน ปี และลายมือชื่อของตนเท่านั้น หาได้ บังคับให้ต้องมีพยาน ๒ คน รับรองลายมือชื่อของผู้ทำพินัยกรรมพร้อมกันไม่ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๐๑๘/๒๕๔๗ การทำพินัยกรรมอาจทำได้หลายแบบ เมื่อ ผู้ตายเขียนพินัยกรรมเองทั้งฉบับโดยมีข้อความครบถ้วนตามเงื่อนไขที่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๕๗ กำหนด แม้จะให้พยานลงชื่อแต่ก็เป็นส่วนเกินที่ไม่ทำให้พินัยกรรมแบบเชียนขึ้นเองทั้งฉบับ ต้องเสียไป พินัยกรรมนั้นย่อมสมบูรณ์ โดยไม่จำกัดต้องพิจารณาว่าเป็นโมฆะตามรูปแบบ พินัยกรรมชนิดอื่นอีกหรือไม่ เมื่อผู้ตายทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินให้แก่ผู้ร้องเช่นนี้ ถือว่าทายาท โดยธรรมผู้ที่มิได้รับประโยชน์จากพินัยกรรมเป็นผู้ถูกตัดมิให้รับมรดกตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๐๘ วรรคท้าย ผู้คัดค้านทั้งสองจึงไม่ใช่ทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียที่จะร้องคัดค้านและขอตั้ง ผู้จัดการมรดกตามมาตรา ๑๗๑๓ ",แพ่ง,, 69,5,,พินัยกรรมที่ทำขึ้นโดยใช้พิมพ์ดีดทั้งฉบับเป็นพินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับ หรือเป็นพินัยกรรมแบบธรรมดา,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๑๐๒/๖๕๕๐ พินัยกรรมที่ผู้ตายทำขึ้นโดยใช้พิมพ์ดีด ทั้งฉบับ ย่อมไม่ใช่พินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๕๗ คงเป็นแต่ พินัยกรรมแบบธรรมดาตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๕๖ ที่ต้องมียานรู้เห็นชื่อมาตรา ๑๖๕๖ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่าผู้ทำพินัยกรรมต้องลงลายมือชื่อไว้ต่อหน้าพยานอย่างน้อยสองคนพร้อมกัน การที่พยานในพินัยกรรมต้องลงลายมือชื่อไว้ต่อหน้าพยานอย่างน้อยสองคนพร้อมกัน การที่ พยานในพินัยกรรมพิพาทลงลายมือชื่อเป็นพยานภายหลังซึ่งขัดต่อบทบัญญัติดังกล่าว พินัยกรรม พิพาทย่อมตกเป็นโมฆะตามมาตรา ๑๗๐๕ พินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๕๗ นั้น มีหลักเกณฑ์สำคัญว่า ผู้ทำพินัยกรรมจะต้องเขียนข้อความทั้งหมดด้วยลายมือของ ตนเองเพราะเป็นการทำพินัยกรรมเองโดยลำพัง ไม่มีผู้อื่นเกี่ยวข้อง จึงไม่ต้องมียานรู้เห็น ในการทำพินัยกรรม กฎหมายจึงบัญญัติให้ผู้ทำพินัยกรรมต้องเขียนด้วยมือตนเอง ซึ่งข้อความทั้งหมด ลงวันเดือนปีและลงลายมือชื่อของตนเองด้วย ทั้งนี้เพราะแม้ ผู้ทำพินัยกรรมได้ถึงแก่กรรมไปแล้ว หากมีข้อโต้แย้งก็อาจพิสูจน์ลายมือเขียนหนังสือของ ผู้ทำพินัยกรรมได้ว่า ใช่ลายมือของผู้ทำพินัยกรรมหรือไม่ใช่ซึ่งต่างจากการใช้เครื่องพิมพ์ดีด ถึงแม้ผู้ทำพินัยกรรมจะเป็นคนพิมพ์ข้อความทั้งหมดในพินัยกรรมเองก็ตาม แต่เมื่อไม่มี พยานรู้เห็นในการทำพินัยกรรมหากมีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นว่าผู้อื่นเป็นคนพิมพ์หรือพิมพ์ไม่ตรงตาม ความประสงค์ของผู้ทำพินัยกรรมแล้วก็เป็นการยากที่จะพิสูจน์ว่าผู้ทำพินัยกรรมเป็นผู้พิมพ์ ข้อความเองทั้งหมดได้ ฉะนั้น การทำพินัยกรรมแบบเขียนเองจึงใช้พิมพ์ดีดไม่ได้เลย ไม่ว่าจะพิมพ์ดีดทั้งหมดโดยผู้ทำพินัยกรรมเองหรือพิมพ์ดีดเฉพาะบางตอนหรือเฉพาะ ข้อความที่กรอกลางในช่องว่างก็ตาม ดังนั้น เมื่อพินัยกรรมเอกสารหมาย ล.๒ ผู้ทำพินัยกรรม ไม่ได้เขียนข้อความทั้งหมดด้วยลายมือเขียนของตนเอง แต่กลับใช้วิธีพิมพ์ดีดแทนนั้นจึงเป็น พินัยกรรมที่ทำขึ้นผิดแบบขัดต่อบทบัญญัติแห่งมาตรา ๑๖๕๗ ย่อมตกเป็นโมฆะตามประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๐๕ อีกทั้งจะฟังว่าพินัยกรรมเอกสารหมาย ล.๒ เป็น พินัยกรรมแบบธรรมดาที่มียานรู้เห็นการทำพินัยกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๕๖ ก็ไม่ได้เพราะมาตรา ๑๖๕๖ วรรคหนึ่งบัญญัติว่า ผู้ทำพินัยกรรมต้องลง ลายมือชื่อไว้ต่อน้ำพยานอย่างน้อยสองคนพร้อมกันซึ่งพยานสองคนนั้นก็ต้องลงลายมือชื่อ รับรองลายมือชื่อผู้ทำพินัยกรรมไว้ในขณะนั้นเช่นกัน แต่ข้อเท็จจริงในคดีนี้ปรากฏว่า ว. ลงชื่อทำพินัยกรรมเมื่อวันที่ ๖ พฤษภาคม ๒๕๓๓ และ ป. โจทย์และ ส. ผู้รับมอบอำนาจโจทย์ ได้ลงลายมือชื่อเป็นพยานระบุลงวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๓๘ จึงเป็นการลงลายมือชื่อ เป็นพยานในภายหลัง ไม่ใช่เป็นการลงลายมือชื่อในขณะที่ ว. ทำพินัยกรรม เป็นการขัดต่อ บทบัญญัติมาตรา ๑๖๕๖ ย่อมตกเป็นโมฆะตามมาตรา ๑๗๐๕ อีกเช่นกัน ดังนั้น พินัยกรรม เอกสารหมาย ล.๒ จึงเป็นพินัยกรรมที่ทำขึ้นโดยฝิดแบบที่กฎหมายกำหนดไว้ ไม่ว่าจะเป็นแบบ เขียนเองหรือแบบธรรมดา ย่อมตกเป็นโมฆะทั้งฉบับตามมาตรา ๑๗๐๕ จำเลยจึงไม่อาจ ช้างว่าเป็นผู้รับทรัพย์ตามพินัยกรรมเอกสารหมาย ล.๒ ขึ้นต่อสู้ได้,แพ่ง,, 69,5,,หนี้ตามสัญญาต่างตอบแทน การโอนหนี้จะกระทำโดยโอนสิทธิเรียกร้องได้ หรือไม่ หรือต้องกระทำด้วยวิธีแปลงหนี้ใหม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๓๔๙-๓๓๕๐/๒๕๕๘ สัญญาซื้อขายไอน้ำและไฟฟ้า ระหว่าง ห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. กับผู้ร้องคู่สัญญาแต่ละฝ่ายต่างมีหนี้ที่จะต้องปฏิบัติต่อกันตามสัญญา ห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. มิได้อยู่ในฐานะเป็นเจ้าหนี้ผู้มีสิทธิเรียกร้องให้ผู้รองปฏิบัติตามสัญญา ได้แต่ฝ่ายเดียว การโอนหนี้ตามสัญญาดังกล่าวย่อมไม่อาจกระทำได้แต่โดยโอนสิทธิเรียกร้อง ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๐๖ วรรคหนึ่ง หากกระทำได้แต่ด้วยวิธีแปลงหนี้ใหม่ การแปลงหนี้ ใหม่ด้วยเปลี่ยนตัวลูกหนี้นั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๕๐ บัญญัติเพียงจะทำเป็นสัญญาระหว่างเจ้า หนี้กับลูกหนี้คนใหม่ก็ได้ แต่จะทำโดยขืนใจลูกหนี้เดิมหาได้ไม่ ดังนี้ การแปลงหนี้ใหม่โดย เปลี่ยนตัวลูกหนี้จากห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. มาเป็นผู้คัดค้าน แม้มิได้ทำสัญญาเป็นหนังสือ ระหว่างผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าหนี้กับผู้คัดค้านซึ่งเป็นลูกหนี้คนใหม่ แต่ก็มิได้เป็นการทำขึ้นโดยขืนใจ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. ซึ่งเป็นลูกหนี้เดิมแล้ว จึงเป็นการแปลงหนี้ใหม่ด้วยการเปลี่ยนตัวลูกหนี้ โดยชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าวแล้ว มีผลให้ข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการซึ่งเป็นข้อหนึ่งของ สัญญาซื้อขายไอน้ำและไฟฟ้า ย่อมผูกพันผู้คัดค้านซึ่งเป็นผู้รับโอนตาม พ.ร.บ.อนุญา- โตตุลาการ พ.ศ. ๒๕๔๕ มาตรา ๑๓ ที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์ว่า สัญญาซื้อขายไอน้ำและไฟฟ้า ระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านยังไม่เกิด เป็นอุทธรณ์นอกเหนือไปจากที่ผู้คัดค้านยกขึ้นอ้างในคำ คัดค้านทั้งไม่ต้องด้วยข้อยกเว้นกรณีใดกรณีหนึ่งที่ให้อุทธรณ์ได้ตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. ๒๕๔๕ มาตรา ๔๕ (๑) ถึง (๕),แพ่ง,, 69,6,,"(ก) ลูกหนี้ทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้กับเจ้าหนี้โดยยอมรับสภาพหนี้ต่อเจ้าหนี้ ทำให้อายุความสะคุดหยุดลง จะเป็นโทษแก่ผู้ค้ำประกันหรือไม่ (ข) หนี้ขาดอายุความแล้ว หากลูกหนี้ทำหนังสือสัญญาปรับโครงสร้างหนี้กับ เจ้าหนี้ จะทำให้อายุความสะคุดหยุดลงหรือไม่ และจะเป็นโทษแก่ผู้ค้ำประกันหรือไม่","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ (ก) คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๐๙๕/๒๕๕๘ สิทธิเรียกร้องตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี และสัญญากู้เงิน กฎหมายมิได้กำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีกำหนดสืบปิดตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๓๐ ถึงแม้ผู้ร้องมิได้นำสืบว่าการผิดนัดชำระหนี้เกิดขึ้นเมื่อใด การที่ลูกหนี้ที่ ๑ ขอลดวงเงินแสดงว่าสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีระหว่างลูกหนี้ที่ ๑ กับเจ้าหนี้ยังมิได้เลิกกัน เจ้าหนี้เดิม ย่อมจะเรียกให้ชำระหนี้ได้โดยพลันตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๐๓ อายุความให้เริ่มนับแต่ขณะที่ อาจบังคับสิทธิเรียกร้องคือนับแต่วันที่ ๗ เมษายน ๒๕๔๓ และวันที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๕๔๒ ตามลำดับเมื่อต่อมาวันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๕๖ ลูกหนี้ที่ ๑ ทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ โดยยอมรับสภาพหนี้ว่า เพียง ณ วันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๔๘ ลูกหนี้ที่ ๑ เป็นหนี้ผู้ร้อง ๒๖๘,๑๕๗,๐๓๖.๔๓ บาท ถือว่าลูกหนี้ที่ ๑ ในฐานะลูกหนี้ชั้นต้นรับสภาพหนี้ต่อผู้ร้องตามสิทธิ เรียกร้องโดยทำเป็นหนังสือรับสภาพหนี้ให้ทำให้อายุความสะคุดหยุดลงเป็นโทษแก่ลูกหนี้ที่ ๑ ย่อมเป็นโทษแก่ลูกหนี้ที่ ๓ ผู้ค้ำประกันด้วยตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๙๒ และมาตรา ๑๙๓/ ๑๔ ระยะเวลาที่ล่วงไปก่อนนั้นไม่นับเข้าในอายุความ ต้องเริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่วันที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๕๕๖ ผู้ร้องนำสิทธิเรียกร้องมาอื่นครั้งของคืนวันที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๕๓ คดี ของผู้ร้องไม่ขาดอายุความ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๔๐๑๓/๒๕๕๘ สิทธิเรียกร้องในหนี้เงินกู้และค้ำประกัน กฎหมาย มิได้บัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีกำหนดอายุความ ๑๐ ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ มาตรา ๑๙๗/๓๐ ข้อตกลงในสัญญากู้เงินและสัญญาค้ำประกันลูกหนี้ที่ ๑ ผู้กู้ตกลงชำระเงินกู้ให้เสร็จสิ้น ภายในปี ๒๕๔๐ และลูกหนี้ที่ ๒ ผู้ค้ำประกันได้ตกลงด้วยในการที่ธนาคาร ม. ผู้ให้กู้ตกลงลด หนี้และผ่อนเวลาให้แก่ลูกหนี้ที่ ๑ เมื่อลูกหนี้ที่ ๑ ผิดนัดชำระหนี้ ธนาคารดังกล่าวและผู้ร้อง สามารถบังคับสิทธิเรียกร้องได้ตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๔๑ เป็นต้นไป ซึ่งเมื่อวันที่ ๒ ธันวาคม ๒๕๔๗ วันที่ ๒ ธันวาคม ๒๕๔๘ และวันที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๕๐ ลูกหนี้ที่ ๑ ลูกหนี้ชั้นต้นทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้และบันทึกข้อตกลงแก้ไขสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ กับผู้ร้อง โดยยอมรับสภาพหนี้ต่อผู้ร้องเป็นเหตุให้อายุความสะคุดหยุดลง ตามประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๑๔ (๑) และให้เริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่เวลาเมื่อเหตุ ที่ทำให้อายุความสุดหยุดลงสิ้นสุดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๑๕ วรรคสอง ทั้งเหตุที่อายุความสุดหยุดลงเป็นโทษแก่ลูกหนี้ที่ ๑ ซึ่งเป็นลูกหนี้ชั้นดัน ย่อมเป็นโทษแก่ลูกหนี้ที่ ๒ ผู้ค้ำประกันด้วย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๙๒ เมื่อนับแต่เหตุที่ทำให้อายุความสุดหยุดลงสิ้นสุดจนถึงวันที่ผู้รองยื่นคำร้องยังไม่เกิน ๑๐ ปี คดีของผู้ร้องไม่ขาดอายุความ *หมายเหตุ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๐๐ ที่แก้ไขใหม่ บัญญัติว่า มาตรา ๗๐๐ ถ้าค้ำประกันหนี้อันจะต้องชำระ ณ เวลามีกำหนดแน่นอน และ เจ้าหนี้ยอมผ่อนเวลาให้แก่ลูกหนี้ ผู้ค้ำประกันย่อมหลุดพ้นจากความรับผิด เว้นแต่ผู้ค้ำประกัน จะได้ตกลงด้วยในการผ่อนเวลานั้น ข้อตกลงที่ผู้ค้ำประกันทำไว้ล่วงหน้าก่อนเจ้าหนี้ผ่อนเวลาอันมีผลเป็นการยินยอมให้ เจ้าหนี้ผ่อนเวลา ข้อตกลงนั้นใช้บังคับมิได้ ความในวรรคสอง มิให้ใช้บังคับแก่กรณีผู้ค้ำประกันซึ่งเป็นสถาบันการเงินหรือค้ำประกัน เพื่อสินจ้างเป็นปกติธุระ (ข) คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๔๒๘๕/๒๕๕๘ สัญญาภูมิเงินฉบับแรก ลูกหนี้ที่ ๑ ตกลง ชำระหนี้ตามสัญญาให้ครบถ้วนภายในวันที่ ๓ มีนาคม ๒๕๓๖ ถือว่าลูกหนี้ที่ ๑ ผิดนัดในวัน ครบกำหนดชำระหนี้ตามสัญญาในวันที่ ๓ มีนาคม ๒๕๓๖ และสัญญาภูมิเงินฉบับที่สอง ลูกหนี้ที่ ๑ ตกลงจะชำระหนี้คืนตามสัญญาให้ครบถ้วนภายในกำหนด ๑ ปี นับแต่วันที่เบิกเงินกู้ งวดที่ ๑ ถือว่าลูกหนี้ที่ ๑ ผิดนัดในวันครบกำหนด ๑ ปี นับแต่วันที่เบิกเงินกู้งวดที่หนึ่งซึ่งผู้ร้อง มิได้นำสืบไว้ ต้องถือว่าลูกหนี้ที่ ๑ เบิกเงินกู้ดังกล่าวตั้งแต่วันแรกที่ทำสัญญาภูมิเงินแล้ว วันครบกำหนดชำระหนี้คืนอันถือว่าเป็นวันผิดนัด คือวันที่ ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๓๖ ส่วนสัญญา ภูมิฉบับที่สาม ไม่มีกำหนดเวลาชำระหนี้ตามสัญญา เจ้าหนี้เดิมผู้ให้กู้สามารถเรียกให้ ชำระหนี้เงินกู้ได้ตั้งแต่วันทำสัญญา อายุความเริ่มนับแต่ขณะที่ลูกหนี้ที่ ๑ ผิดนัดหรือนับแต่วัน ทำสัญญาคือวันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๓๕ ซึ่งเป็นเวลาขณะที่เจ้าหนี้เดิมหรือผู้ร้องอาจบังคับสิทธิ เรียกร้องได้เป็นต้นไป ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๑๒ ซึ่งสิทธิเรียกร้อง ตามสัญญาภูมิเงินตามกฎหมายมิได้บัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีกำหนดสิบปีตามมาตรา ๑๙๓/๓๐ แม้ลูกหนี้ที่ ๑ ทำหนังสือสัญญาปรับโครงสร้างหนี้กับผู้ร้องวันที่ ๒๗ สิงหาคม ๒๕๔๗ ยอมรับว่าเป็นหนี้ต่อผู้ร้องก็ตาม แต่เมื่อนับตั้งแต่เจ้าหนี้เดิมหรือผู้ร้องอาจบังคับสิทธิเรียก ร้องได้ในขณะนั้นเป็นเวลาเกินสิบปีซึ่งขาดอายุความแล้ว จึงเป็นเพียงการรับสภาพความรับ ผิดโดยมีหลักฐานเป็นหนังสือ เมื่อสิทธิเรียกร้องขาดอายุความแล้วซึ่งไม่ทำให้อายุความสุด หยุดลงและจะอ้างความข้อนี้เป็นโทษแก่ลูกหนี้ที่ ๔ ผู้ค้ำประกันด้วยไม่ได้ ตามประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๒๘ วรรคสอง ลูกหนี้ที่ ๔ มิได้มีส่วนร่วมในการทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้แม้ตามข้อตกลงในสัญญา ค้ำประกันที่ลูกหนี้ที่ ๔ ทำไว้ต่อเจ้าหนี้เดิมระบุว่า ""ในกรณีที่ลูกหนี้ที่ ๑ ไม่ชำระหนี้หรือ ไม่สามารถชำระหนี้ให้ลูกหนี้ที่ ๕ ผู้ค้ำประกันยอมสดละสิทธิ์ที่จะต่อสู้ให้เจ้าหนี้เดิมบังคับเอา ชำระหนี้จากทรัพย์สินของลูกหนี้ชั้นด้นก่อนเรียกร้องให้ผู้ค้ำประกันรับฟิต และจะไม่ยกข้อต่อสู้ ของลูกหนี้ชั้นด้นชั้นต่อสู้ว่าผู้ค้ำประกันไม่ต้องรับผิดเพราะหนี้นั้นขาดอายุความเรียกร้องจาก ลูกหนี้ชั้นด้นทั้งยอดและสิทธิ์ที่จะยกประโยชน์แห่งเงื่อนเวลาเริ่มต้นหรือเวลาสิ้นสุดของลูกหนี้ชั้นด้น และของผู้ค้ำประกันชั้นต่อสู้ทั้งสิ้น"" ก็ตาม แต่ตามข้อตกลงดังกล่าวก็หาตัดสิทธิของผู้ค้ำประกัน ที่จะยกอายุความของตนชั้นต่อสู้ไม่ ทั้งการที่ลูกหนี้ชั้นด้นและประโยชน์แห่งอายุความนั้น จะกระทำได้ต่อเมื่ออายุความครบกำหนดแล้ว แต่ก็ไม่มีผลกระทบกระเทือนสิทธิของ ผู้ค้ำประกัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๒๔ ประกอบกับสิทธิเรียกร้อง ตามสัญญาค้ำประกันกฎหมายมิได้บัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีกำหนดอายุความสืบปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๓๐ เช่นกัน เมื่อนับแต่ลูกหนี้ที่ ๑ ซึ่งเป็น ลูกหนี้ชั้นด้นผิดนัดชำระหนี้หรือวันที่เจ้าหนี้เติมหรือผู้ร้องอาจบังคับสิทธิเรียกร้องต่อลูกหนี้ที่ ๔ ผู้ค้ำประกันได้จนถึงวันยื่นคำร้องนี้เกินสิบปีแล้ว คดีของผู้ร้องสำหรับลูกหนี้ที่ ๔ ขาดอายุความ ผู้ร้องไม่อาจยื่นคำร้องขอให้ลูกหนี้ที่ ๔ สัมละลายตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ. ๒๕๔๔ มาตรา ๕๘ วรรคสี่ ",แพ่ง,"หมายเหตุ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๘๕/๑ บัญญัติว่า มาตรา ๖๘๕/๑ บรรดาข้อตกลงเกี่ยวกับการค้ำประกันที่แตกต่างไปจากมาตรา ๖๘๑ วรรคหนึ่ง วรรคสอง และวรรคสาม มาตรา ๖๘๖ มาตรา ๖๙๔ มาตรา ๖๙๘ และมาตรา ๖๙๙ เป็นโมฆะ มาตรา ๖๙๔ นอกจากข้อต่อสู้ซึ่งผู้ค้ำประกันมีต่อเจ้าหนี้นั้น ท่านว่าผู้ค้ำประกันยังอาจ ยกข้อต่อสู้หลายซึ่งลูกหนี้มีต่อเจ้าหนี้ชั้นต่อสู้ได้ด้วย", 69,6,,พยายามข่มขืนกระทำชำเราผู้ตายโดยใช้กำลังประทุษร้ายผู้ตายจนหมดสติแล้ว นำไปทิ้งที่อย่างเก็บน้ำ โดยเข้าใจว่าผู้ตายถึงแก่ความตายแล้ว จะเป็นความผิดฐานฆ่าผู้อื่นหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๗๒๙/๒๕๕๖ ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทย์ว่า จำเลยที่ ๑ เจตนาฆ่านางสาว ค. ผู้ตายตามคำพิพากษาศาลชั้นดินหรือไม่ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๙ วรรคสองบัญญัติว่า “การกระทำโดยเจตนา ได้แก่ การกระทำโดยรู้สำเนียงในการที่ กระทำและในขณะเดียวกันผู้กระทำประสงค์ต่อผล หรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้น"" วรรคสาม บัญญัติว่า ""ถ้าผู้กระทำมิได้รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดจะถือว่า ผู้กระทำประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้นมิได้” ดังนั้น การที่จะถือว่าจำเลย ที่ ๑ มีเจตนามาได้นั้น จำเลยที่ ๑ ต้องรู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบภายนอก ของความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ คือ (๑) ผู้ใด (๒) ฆ่าและ (๓) ผู้อื่นกล่าวคือ จำเลยที่ ๑ ต้องรู้ข้อเท็จจริงที่ว่าการกระทำของจำเลยที่ ๑ เป็นการ “ฆ่า” และรู้ด้วยว่า วัตถุแห่งการกระทำเป็น “ผู้อื่น” (หมายความว่าผู้อื่นนั้นยังมีชีวิตอยู่) หากจำเลยที่ ๑ เข้าใจ ว่าผู้ตายถึงแก่ความตาย (เป็นศพ) แล้วก็ไม่ถือว่าจำเลยที่ ๑ มีเจตนามาผู้อื่น คดีนี้ ข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทย์ไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็นขณะเกิดเหตุ แต่ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติว่า จำเลยที่ ๑ พยายามข่มขืนกระทำชำเราผู้ตายโดยใช้กำลังประทุษร้ายผู้ตายจนหมดสติแล้ว นำไปทิ้งที่อ่างเก็บน้ำ โดยเข้าใจว่าผู้ตายถึงแก่ความตายแล้ว ซึ่งโจทย์ก็ปฏิกายอมรับว่าขณะที่ จำเลยที่ ๑ นำผู้ตายไปทิ้งอ่างเก็บน้ำนั้น จำเลยที่ ๑ สำคัญผิดว่าผู้ตายถึงแก่ความตายแล้ว ดังนั้น การกระทำของจำเลยที่ ๑ จึงถือว่ามีเจตนาฆ่าผู้ตายหาได้ไม่เพราะจำเลยที่ ๑ มิได้ รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดอันจะถือว่าจำเลยที่ ๑ ประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็ง เห็นผลไม่ได้ ทั้งนี้ ตามมาตรา ๕๙ วรรคสาม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ พิพากษาว่า จำเลยที่ ๑ ไม่มีเจตนามาผู้ตายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๔ แต่กระทำโดยประมาทเป็นเหตุ ให้ผู้ตายถึงแก่ความตายตามมาตรา ๒๙๐ มาณวน ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทย์ฟังไม่ขึ้น""",อาญา,, 69,6,,ข่มขืนกระทำชำเราโดยผู้กระทำความผิดไม่รู้ว่าผู้ถูกข่มขืนกระทำชำเราถึงแก่ ความตายไปแล้ว จะเป็นความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๑๔๔/๒๕๔๕ การที่จำเลยคิดว่าผู้ตายเพียงสลบไปจึงซึมซิน กระทำชำเราผู้ตาย แม้ขณะที่ซึมซินกระทำชำเราผู้ตายนั้น จำเลยไม่ทราบว่าผู้ตายถึงแก่ ความตายแล้ว เป็นแต่มาทรารายหลักจากการซึมซินกระทำชำเราผู้ตายเสร็จว่าผู้ตายตายแล้ว กิฬาทำจำเลยมีความผิดฐานซึมซินกระทำชำเราผู้ตายไม่ เพราะผู้ตายได้ถึงแก่ความตายไปก่อน ไม่มีสภาพเป็นบุคคล ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕ หมายเหตุ ปัจจุบันอาจเป็นความผิดฐานกระทำชำเราศพตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๖/๑,อาญา,, 69,6,,การนำบุคคลที่อยู่ในสภาพที่หมดสติไปโยนทิ้งแม่น้ำถือว่ามีเจตนาฆ่าหรือไม่ ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๐๙๑/๒๕๔๔ แม้การเข้าไปทำรายผู้ตายในตอนแรกจำเลยที่ ๑ จะไม่ได้ร่วมรู้เห็นหรือสมคบกับ ส. บ. ค. หรือจำเลยที่ ๒ และจำเลยที่ ๑ เข้าไปเคาะผู้ตายเพียง ครั้งเดียวซึ่งแสดงว่าจำเลยที่ ๑ มีเพียงเจตนาทำรายผู้ตายก็ดีตาม แต่เหตุการณ์ทำรายผู้ตาย ดังกล่าวได้ยุติลงและขาดตอนไปแล้ว การที่จำเลยที่ ๑ ร่วมกับพวกกลากผู้ตายซึ่งขณะนั้นไม่ได้สดิ ไปโอนลงแม่น้ำเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใหม่ จำเลยที่ ๑ ย่อมเสียเห็นผลได้ว่าการนำผู้ตาย ซึ่งอยู่ในสภาพที่หมดสติไปโอนทิ้งน้ำเช่นนั้น ย่อมไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้และต้อง จมน้ำตาย จำเลยที่ ๑ จึงมีเจตนาร่วมกับพวกฆ่าผู้ตาย,อาญา,, 69,7,,ผู้ใช้อำนาจปกครองทำบันทึกข้อตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกแทนผู้เยาว์ โดยไม่ได้ขออนุญาตศาล จะมีผลอย่างไร,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๘๓๔/๒๕๕๕ แม้ว่าบันทึกข้อตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดก จะมีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามมาตรา ๑๕๗๔ (๑๒) ที่ผู้แทนโดยชอบธรรมจะกระทำแทนผู้เยาว์ไม่ได้เว้นแต่ศาลมีอนุญาตและจำเลยที่ ๒ ได้ทำบันทึกดังกล่าวแทนผู้เยาว์โดยไม่ได้ขออนุญาตศาล อันเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติดังกล่าว ก็ตาม แต่การขออนุญาตศาลหรือไม่ไม่ใช่แบบของนิติกรรมและกฎหมายก็มิได้บัญญัติไว้ โดยชัดแจ้งว่าให้นิติกรรมที่ฝ่าฝืนบทบัญญัติดังกล่าวเป็นโมฆะกรรม ทั้งการที่กฎหมายบัญญัติให้ผู้แทนโดยชอบธรรมทำนิติกรรมเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้เยาว์ตามมาตรา ๑๕๗๔ ไม่ได้ เว้นแต่ศาลอานุญาตนั้นเป็นเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ประสงค์ให้ศาลเป็นผู้กำกับดูแลผลประโยชน์ส่วนได้เสียของผู้เยาว์ โดยดูแลให้ผู้แทนโดยชอบธรรมปฏิบัติหน้าที่ของตนเองที่กฎหมายบัญญัติไว้เพื่อประโยชน์อย่างถูกต้องแท้จริงเท่านั้น นิติกรรมที่ฝ่าฝืนบทบัญญัติดังกล่าวจึงไม่ถึงขนาดตกเป็นโมฆะกรรม คงมีผลเพียงไม่ผูกพันผู้เยาว์ที่บทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวมุงประสงค์ที่จะคุ้มครองเท่านั้น เมื่อบันทึกดังกล่าวไม่ตกเป็นโมฆะ อันจะทำให้ผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใด ก็สามารถยกความเสียเปล่าแห่งโมฆะกรรมขึ้นกล่าวอ้างก็ได้ตามบทบัญญัติมาตรา ๑๗๒ วรรคหนึ่ง แห่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่มีผลเพียงไม่ผูกพันจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้เยาว์เพื่อปกป้องคุ้มครองผลประโยชน์ของผู้เยาว์ จึงเป็นเรื่องที่จำเลยที่ ๑ เท่านั้นที่ยกการฝ่าฝืนบทบัญญัติดังกล่าวขึ้นกล่าวอ้างเพื่อมิให้ตนต้องผูกพันตามบันทึกดังกล่าวได้ ดังนั้นโจทย์ที่เป็นบุคคลภายนอกย่อมไม่มีสิทธิจะยกขึ้นกล่าวอ้างเพื่อเพิกถอนบันทึกข้อตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกได้",แพ่ง,, 69,7,,ลูกหนี้จดทะเบียนโอนขายที่ดินซึ่งจำนองไว้แก่ธนาคารให้แก่บุตรเพื่อให้บุตรนำไปเป็นหลักประกันในการกู้ยืมเงินธนาคารอีกแห่งหนึ่งแล้วนำเงินไปชำระหนี้ไก่ถอนจำนองเพื่อมิให้ถูกผู้รับจำนองบังคับจำนอง จะเป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๕๐/๒๕๕๖ โจทก์มี พ. ผู้รับมอบอำนาจและผู้เข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์เบิกความเป็นพยานว่า จำเลยที่ ๑ ได้จดทะเบียนโอนขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลยที่ ๒ หลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ โดยจำเลยที่ ๑ ไม่มีทรัพย์สินอื่นใดและจำเลยที่ ๒ รู้อยู่แล้วว่าจำเลยที่ ๑ เป็นหนี้โจทก์ แต่ข้อเท็จจริงปรากฏตามสารบัญจดทะเบียนในสำเนาโฉนดที่ดินว่า ในวันที่ ๒๒ ตุลาคม ๒๕๔๖ จำเลยที่ ๑ ได้จดทะเบียนไถ่ถอนจำนองจากธนาคาร ก. ก่อนแล้วจำเลยที่ ๑ จดทะเบียนโอนขายให้แก่จำเลยที่ ๒ ต่อจากนั้นจำเลยที่ ๒ จดทะเบียนจำนองแก่ธนาคาร อ. โดยกระทำขึ้นในวันเดียวกันทั้งหมด และเหตุที่จำเลยที่ ๑ จดทะเบียนโอนขายที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ ๒ เนื่องจากจำเลยที่ ๑ นำที่ดินดังกล่าวไปจดทะเบียนจำนองไว้กับธนาคาร ก. เมื่อวันที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๒๘ ต่อมาจำเลยที่ ๑ ชำระหนี้ไม่ตรงตามกำหนด ธนาคารจะฟ้องร้องดำเนินคดี จึงได้ทำการปรับปรุงโครงสร้างหนี้แต่จำเลยที่ ๑ ก็ผิดสัญญาอีก และไม่มีเงินชำระหนี้ จำเลยที่ ๑ จึงให้จำเลยที่ ๒ ชำระหนี้แทนโดยโอนขายที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ ๒ เพื่อให้จำเลยที่ ๒ นำไปเป็นหลักประกันในการกู้ยืมเงินจากธนาคาร อ. แล้วนำเงินไปชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองให้แก่ธนาคาร ก. ส่วนเงินที่เหลือจำเลยที่ ๒ ได้นำไปปลูกสร้างบ้านบนที่ดินดังกล่าวซึ่งจำเลยที่ ๑ และหลานก็กู้อาศัยอยู่ในบ้านที่จำเลยที่ ๒ ปลูกสร้างขึ้นด้วย โดยจำเลยที่ ๒ มีภาระต้องผ่อนชำระเงินต้นและดอกเบี้ยให้แก่ธนาคาร อ. แม้ข้อเท็จจริงจะไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ ๑ มีหนี้ค้างชำระอยู่กับธนาคาร ก. จำนวนเท่าใด แต่การที่จำเลยที่ ๑ เป็นหนี้จำนองและได้ขายที่ดินที่จำนองเพื่อนำเงินไปชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองก็เป็นการขายเพื่อชำระหนี้ของตนตามปกติ และเป็นกรณีที่จำเลยที่ ๑ จำต้องกระทำเพื่อมิให้ถูกธนาคาร ก. เจ้าหนี้ผู้รับจำนองบังคับจำนองเอาแก่ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ ๑ อันมีลักษณะเป็นการขายเพื่อปลอดเปลืองภาระหนี้จำนองของตน พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาไม่อาจถือได้ว่า จำเลยที่ ๑ ขายที่ดินไปโดยเจตนาที่จะไม่ให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้รับชำระหนี้แต่อย่างใด การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตามฟ้อง,อาญา,, 69,7,,เจ้าพนักงานมีหน้าที่รับเงินและออกใบเสร็จรับเงินแก่ไขต้นข้อใบเสร็จรับเงินซึ่งอยู่ในอำนาจหน้าที่ของตนเพื่อเบียดบังเอาเงินจะเป็นความผิดฐานใด,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๔๑๓/๒๕๕๖ การที่จำเลยแก้ไขต้นข้อในเรื่องรับเงินจากช่องความเดิมที่ว่า ได้รับเงินจากองค์การบริหารส่วนตำบล ท. เป็นค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บภาษีบำรุงท้องที่จำนวน ๑,๘๗๐.๑๘ บาท เป็นข้อความว่า ได้รับเงินจากองค์การบริหารส่วนตำบล ค. เป็นค่าธรรมเนียมการพนันเพิ่มจำนวน ๔๐ บาท นั้น เป็นการกระทำในขณะที่จำเลยมีตำแหน่งเป็นเสมียนตราอำเภอ ท. มีหน้าที่รับเงินและออกใบเสร็จรับเงินซึ่งหากใบเสร็จรับเงินที่จ่ายออกไปในหน้าที่มีข้อความหรือจำนวนเงินผิดพลาดจำเลยย่อมมีอำนาจหน้าที่แก้ไขให้ถูกต้องได้ การแก้ไขดังกล่าวจึงไม่ใช่เป็นการกระทำในขณะที่จำเลยหมดอำนาจที่จะแก้ไขเอกสารแล้ว ดังนั้น จำเลยจึงมีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานทำเอกสารอันเป็นเท็จ แต่การทำเอกสารอันเป็นเท็จดังกล่าวเพื่อให้สมเหตุสมผลในการยกออกทรัพย์ ถือได้ว่าเป็นการกระทำโดยมีเจตนาเคียว่าเป็นเจ้าพนักงานยกออกทรัพย์ จึงเป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานยกทรัพย์ (ผิด ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๗, ๑๖๒ (๓))",อาญา,, 69,7,,ลูกจ้างมีหน้าที่นำเศษเหล็กไปส่งแก่ลูกค้าของนายจ้างตามคำสั่งของนายจ้าง เอาเศษเหล็กไปขายจะเป็นความผิดฐานลักทรัพย์หรือยักยอก,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๕๗๙๓/๒๕๕๖ จำเลยทั้งสองเป็นลูกจ้างของโจทก์ร่วม มีหน้าที่นำเศษเหล็กไปส่งแก่ลูกค้าของโจทก์ร่วมตามคำสั่งของโจทก์ร่วม จำเลยทั้งสองจึงมีสิทธิเพียงยืดหยุ่นดูแลไว้แทนนายจ้างชั่วเวลาในขณะปฏิบัติหน้าที่เท่านั้น สิทธิครอบครองยังอยู่ที่โจทก์ร่วม การที่จำเลยทั้งสองเอาเศษเหล็กไปขาย จึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์นายจ้าง หากใช้ความผิดฐานยักยอกไม่,อาญา,, 69,7,,ได้รับอนุญาตให้เข้าไปในเคหสถานแล้วไปลักทรัพย์ จะเป็นการลักทรัพย์ในเคหสถานหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๕๐๕/๒๕๕๖ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า ผู้เสียหายยินยอมให้จำเลยที่ ๑ เข้าไปในบ้านเกิดเหตุได้ การลักทรัพย์ของจำเลยที่ ๑ จึงไม่ต้อง ด้วยเหตุฉกรรจ์ตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๕ (๕)",อาญา,, 69,7,,ผู้จะซื้อฟ้องผู้จะขายให้ไปจดทะเบียนโอนที่ดินตามสัญญาจะซื้อขายระหว่างพิจารณา ผู้จะขายได้จดทะเบียนการเช่าที่ดินดังกล่าวให้แก่บุคคลอื่น ดังนี้ ผู้จะซื้อมีสิทธิฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนการเช่าตาม ป.พ.พ. ๒๓๗ หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๖๗๖/๒๕๕๗ โจทก์มีฐานะเป็นเจ้าหนี้ตามสัญญา จะซื้อขายที่ดินของจำเลยที่ ๑ ในคดีก่อน และได้ใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นลูกหนี้ปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อขายโดยยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ ต่อศาลขอให้บังคับ จำเลยที่ ๑ โอนที่ดินให้แก่โจทก์ตามสัญญาแล้ว แม้ศาลมันชั้นต้นจะพิพากษาว่าจำเลยที่ ๑ มิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาจะซื้อขาย แต่คดีมีประเด็นว่า จำเลยที่ ๑ ผิดสัญญาจะซื้อ จะขายหรือไม่ ส่วนคดีนี้มีประเด็นว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมการ จดทะเบียนการเช่าระหว่างจำเลยทั้งสองหรือไม่ ทั้งเป็นคดีฟ้องขอให้เพิกถอนการจัด ระหว่างจำเลยทั้งสองอันเป็นการทำให้โจทก์เสียเปรียบ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ มาตรา ๒๓๗ ที่ให้สิทธิแก่เจ้าหนี้ที่จะสงวนไว้ซึ่งกองทรัพย์สินของลูกหนี้ เนื่องจากทรัพย์สินของลูกหนี้เหล่านี้ย่อมเป็นหลักประกันการชำระหนี้ตามมาตรา ๒๑๔ มิได้ฟ้องขอบังคับชำระหนี้โดยตรงจากที่ดินพิพาทเช่นคดีก่อน จึงเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับ คำพิพากษาผูกพันความหรือไม่ จำเลยทั้งสองไม่อาจอ้างเอาผลคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้น ในคดีก่อนที่ยังไม่ถึงที่สุดมาผูกพันโจทก์ในคดีนี้ได้ เมื่อโจทก์อ้างว่าโจทก์เป็นเจ้าหนี้ ตามสัญญาจะซื้อขายที่ดินและจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นลูกหนี้ตามสัญญาทำสัญญา เช่าที่ดินให้จำเลยที่ ๒ โดยรู้อยู่ว่าเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบอันเป็นการจ้อฉลโจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องจำเลยทั้งสองขอให้เพิกถอนนิติกรรมการเช่าที่ดินนั้นได้ตามประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๓๗ การกระทำของจำเลยทั้งสองตามฟ้องโจทก์ถือ ได้ว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ที่มีอยู่ก่อนในอันที่จะได้รับโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินตาม สัญญาจะซื้อขายโดยปลอดภาระผูกพันใด ๆ แล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขอให้ ศาลเพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนการเช่าระหว่างจำเลยทั้งสองได้,แพ่ง,, 69,8,,บุคคลผู้ตกลงจะให้ค่าบำเหน็จแก่นายหน้ากระทำการหลอกลวงด้วยการไม่แจ้งให้นายหน้าทราบถึงการจดทะเบียนโอนที่ดิน เป็นเหตุให้นายหน้าไม่ได้รับค่านายหน้าเป็นความผิดฐานฉ้อโกงหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๗๒๘/๒๕๕๗ แม้จำเลยทั้งสองหลอกลวงโจทย์ตามฟ้องแต่การหลอกลวงมิได้ทำให้จำเลยทั้งสองได้เงินไปจากโจทย์ซึ่งอ้างว่าถูกหลอกลวงแต่อย่างใดเงินที่โจทย์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองได้นั้นเป็นเพียงค่านายหน้าซึ่งโจทย์คือว่าตนมีสิทธิจะใช้และจำเลยที่ ๑ ไม่ชำระให้ กรณีเป็นเรื่องที่โจทย์จะต้องรักกล่าวกันในทางแพ่งทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองแสดงตนเป็นบุคคลอื่นหรือข้อโกงประชาชน การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๑, ๓๔๒, ๓๔๓ คดีไม่มีมูลความผิดตามฟ้อง",อาญา,, 69,8,,สามีทำสัญญาค้ำประกันหนี้ตามสัญญากู้ยืมของบุคคลอื่น โดยภริยาลงลายมือชื่อเป็นพยานและเป็นผู้ให้ความยินยอมในฐานะเป็นภริยาของคู่สมรสที่ทำสัญญาค้ำประกัน หนี้ที่เกิดขึ้นจากสัญญาค้ำประกันดังกล่าวภริยาจะต้องรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมด้วยหรือไม่ และหากอายุความฟ้องผู้ค้ำประกันละดูดหยุดลงเป็นโทษแก่สามีในฐานะผู้ค้ำประกัน จะมีผลเป็นโทษแก่ภริยายังไงหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๔๒๘๑/๒๕๕๘ คู่สมรสของจำเลยทั้งสิ่งทำสัญญาค้ำประกันหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินของบริษัท น. ต่อบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ว. เจ้าหนี้เดิมโดยจำเลยทั้งสิ่งลงลายมือชื่อเป็นพยานและเป็นผู้ให้ความยินยอมในฐานะเป็นภริยาของคู่สมรสที่ทำสัญญาค้ำประกัน แม้ว่าการทำสัญญาคู้ยืมเงินจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ว. คู่สมรสของจำเลยทั้งสิ่งได้มีส่วนรับเงินไปใช้เป็นการส่วนตัวหรือกิจการของครอบครัวก็ตาม แต่การที่จำเลยทั้งสิ่งในฐานะคู่สมรสให้ความยินยอม หนี้ที่เกิดขึ้นจากสัญญาค้ำประกันดังกล่าวจึงเป็นหนี้ที่เกิดขึ้นจากการที่คู่สมรสของจำเลยทั้งสิ่ก่อขึ้นในระหว่างสมรสเพื่อประโยชน์ตนฝ่ายเดียวที่จำเลยทั้งสีผู้เป็นภริยาให้สัตยาบันแล้วจำเลยทั้งสีจึงเป็นลูกหนี้ร่วมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๙๐ (๔) ซึ่งต้องรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๘๙ ทั้งนี้ แม้จำเลยทั้งสีต้องรับผิดในหนี้ต่อโจทยก็อย่างลูกหนี้ร่วมกับคู่สมรส แต่จำเลยทั้งสีก็มิใช่ ผู้ค้ำประกันหนี้ต่อโจทยกโดยตรง ความรับผิดของจำเลยทั้งสีต่อโจทยก็เป็นเพียงลูกหนี้ร่วมตามบทบัญญัติของกฎหมายครอบครัวซึ่งมิใช่ความรับผิดตามสัญญาค้ำประกันในฐานะผู้ค้ำประกัน กรณีจึงไม่อาจนำบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๙๒ ที่บัญญัติว่า ""อายุความสะดุดหยุดลงเป็นโทษแก่ลูกหนี้นั้น ย่อมเป็นโทษแก่ผู้ค้ำประกันด้วย"" มาใช้บังคับกับจำเลยทั้งสีได้ ดังนั้น เมื่อได้ความว่าบริษัท น. ลูกหนี้ขั้นต้นชำระหนี้ให้แก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ว. ตามสัญญากู้ฉบับแรกถึงเพียงวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๔๐ สิทธิเรียกร้องที่โจทยก็จะเรียกให้จำเลยทั้งสี ชำระหนี้จึงเริ่มนับถัดจากวันดังกล่าวจนเป็นวันผิดนัดเป็นต้นไป ส่วนการที่โจทยก์นำคดีไปฟ้องคู่สมรสของจำเลยทั้งสีตามคดีของศาลแพ่งหมายเลขแดงที่ ๑๐๔๗๐/๒๕๔๕ แม้จะมีผลทำให้อายุความในหนี้ที่คู่สมรสของจำเลยทั้งสีที่ต้องรับผิดต่อโจทยก์สะดุดหยุดลง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๑๔ (๒) ก็ตามแต่อายุความที่สะดุดหยุดลงดังกล่าวย่อมเป็นโทษเฉพาะคู่สมรสของจำเลยทั้งสีในฐานะผู้ค้ำประกัน ไม่มีผลเป็นโทษแก่จำเลยทั้งสีซึ่งเป็นลูกหนี้ร่วมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๙๕ ส่วนการที่โจทยก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยที่ ๒ เป็นจำเลยที่ ๙ ในคดีของศาลแพ่งกรุงเทพใต้หมายเลขแดงที่ ๑๐๔๗๐/๒๕๔๕ ด้วยก็ตาม แต่ศาลได้มีคำสั่งอนุญาตให้โจทยก์ถอนฟ้องจำเลยที่ ๒ ก่อนมีคำพิพากษากรณีก็ไม่อาจถือว่าอายุความสิทธิเรียกร้องที่โจทยก์มีต่อจำเลยที่ ๒ สะดุดหยุดลง ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๑๗ วรรคหนึ่ง ดังนั้น เมื่อนับจากวันที่บริษัท น. ผิดนัดในวันที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๔๐ และวันที่ ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๔๐ ซึ่งโจทยก็มีสิทธิเรียกร้องต่อจำเลยทั้งสีให้ร่วมกันชำระหนี้ได้นับจากวันดังกล่าวจนถึงวันที่โจทยก์ฟ้องคดีนี้ (วันที่ ๒๙ มกราคม ๒๕๕๒) เกินกว่า ๑๐ ปี สิทธิเรียกร้องของโจทยก์จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๓๐",แพ่ง,, 69,8,,หุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัดตาย ห้างหุ้นส่วนจำกัด เลิกกันหรือไม่ และเจ้าหนี้ของห้างหุ้นส่วนจำกัดคือว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสียที่จะยื่นคำร้องขอให้ศาลตั้งผู้ชำระบัญชีห้างหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๕๒๕/๒๕๕๘ ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๐๕๕ (๕) ประกอบมาตรา ๑๐๘๐ ห้างหุ้นส่วนจำกัดย่อมเลิกกันเมื่อผู้เป็นหุ้นส่วนคนใดคนหนึ่งถึงแก่ความตาย เมื่อ อ. หุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. ถึงแก่ความตายลงย่อมเป็นเหตุให้น้างดังกล่าวเลิกกัน อันเป็นไปตามผลของกฎหมาย โดยมีจำต้องพิจารณาว่ามีข้อขัดแย้งกับระหว่างทายาทผู้เป็นหุ้นส่วนที่ถึงแก่ความตายกับหุ้นส่วนที่เหลือหรือไม่ และแม้มามตรา ๑๐๖๐ จะบัญญัติว่าในกรณีห้างหุ้นส่วนจำกัดเลิกกันเพราะเหตุดามมาตรา ๑๐๕๕ (๔) หรือ (๕) ถ้าผู้เป็นหุ้นส่วนที่ยังอยู่รับซื้อหุ้นของผู้ที่ออกจากหุ้นส่วนไป สัญญาหุ้นส่วนนั้นก็ยังคงใช้ได้ต่อไปในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนที่ยังคงอยู่ด้วยกัน แต่ก็ได้ความว่าหุ้นของ อ. ยังไม่มีการดำเนินการโอนไปยังทายาทหรือนุ้นส่วนอื่นแต่อย่างใด เหตุที่ทายาทยังไม่อาจรับโอนหุ้นของ อ. และห้างไม่อาจดำเนินกิจการต่อไปได้เพราะค้างชำระค่าภาษีนั้นก็มิใช่เหตุอันจะยกขึ้นอ้างเพื่อให้ห้างยังคงอยู่ต่อไป ในกรณีที่ห้างหุ้นส่วนจำกัดเลิกกันย่อมต้องมีการชำระบัญชีเพื่อประโยชน์ของผู้เป็นหุ้นส่วน ตลอดจนเจ้าหนี้ รวมทั้งบรรดาผู้ติดต่อค้าขายกับห้างหุ้นส่วนภายหลังจากห้างหุ้นส่วนจำกัดพ้นสภาพนิติบุคคลตามกฎหมาย โดยผู้ชำระบัญชีจะเป็นผู้ชำระสะสางการงานของห้างหุ้นส่วนจัดการใช้หนี้ และแจกจำหน่ายสินทรัพย์ของห้างหุ้นส่วนนั้น โดยมาตรา ๑๒๔๙ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ให้ถือว่าห้างหุ้นส่วนนั้นยังคงตั้งอยู่ตราบทเวลาที่จำนับเป็นเพื่อการชำระบัญชี และเมื่อห้างหุ้นส่วนเลิกกันเพราะเหตุอื่นนอกจากล้มละลาย หุ้นส่วนผู้จัดการห้างย่อมเข้าเป็นผู้ชำระบัญชี เวนไว้แต่สัญญาของห้างจะมีกำหนดไว้เป็นสถานอื่น แต่ถ้าไม่มีผู้ชำระบัญชีดังว่ามานี้ เมื่อพนักงานอัยการหรือบุคคลอื่นผู้มีส่วนได้เสียในการนี้ร้องขอ ศาลย่อมตั้งผู้ชำระบัญชีให้ได้ ตามมาตรา ๑๒๕๑ ซึ่งในกรณีของห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. นี้ เมื่อเลิกกันเพราะ อ. หุ้นส่วนผู้จัดการถึงแก่ความตายและไม่ปรากฏว่ามีสัญญาหรือข้อบังคับของห้างกำหนดให้ บุคคลใดเป็นผู้ชำระบัญชี ทั้งไม่มีผู้ใดเข้าเป็นผู้ชำระบัญชีของห้าง พนักงานอัยการ หรือ ผู้มีส่วนได้เสียย่อมร้องขอให้ศาลตั้งผู้ชำระบัญชีได้ ซึ่งผู้มีส่วนได้เสียตามบทบัญญัติ ดังกล่าว นอกจากจะเป็นผู้เป็นหุ้นส่วนที่เหลือ ทยาทร หรือผู้จัดการมรดกของ ผู้เป็นหุ้นส่วนที่ถึงแก่ความตายแล้ว ย่อมหมายรวมถึงบรรดาเจ้าหนี้ของห้างด้วย เพราะการชำระบัญชีย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์ของเจ้าหนี้หรือบรรดาผู้ติดต่อค้าขายกับห้าง เป็นสำคัญ หากไม่มีการตั้งผู้ชำระบัญชีเพื่อสะลางทรัพย์สินหนี้สินของห้าง ผู้เป็นเจ้าหนี้ หรือติดต่อค้าขายกับห้างอาจได้รับความเสียหายได้ เมื่อได้ความจากคำเบิกความผู้ร้องว่า ก่อน อ. ถึงแก่ความตาย ผู้ร้องได้เป็นโจทก์ฟ้องเรียกให้น้างหุ้นส่วนจำกัด ส. ชำระหนี้ตามสัญญาจ้างทำของต่อศาลจังหวัดอุทัยธานี อันเป็นการตั้งสิทธิเรียกร้อง เพื่อบังคับชำระหนี้เอาจากทรัพย์สินของห้าง เช่นนี้ผู้ร้องจึงมีอำนาจยื่นคำร้องขอให้ ศาลตั้งผู้ชำระบัญชีห้างได้",แพ่ง,, 69,9,,"เงินประกันชีวิตของผู้ตายเป็นสินทรัพย์ส่วนหนึ่งแห่งกองมรดกของผู้ตายหรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๒๓๙/๒๕๕๘ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๗๐ ที่กำหนดให้ทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาประกอบด้วยสินส่วนตัวและสินสมรสบัณฑิต หมายถึงทรัพย์สินที่สามีภริยามีอยู่ในขณะที่เป็นสามีภริยากัน การที่ผู้ตายถึงแก่กรรมย่อมทำให้การสมรสระหว่างผู้ตายกับจำเลยที่ ๒ สิ้นสุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๐๑ สิทธิที่จะได้รับเงินประกันชีวิตจำนวน ๑,๓๐๐,๗๕๘.๗๖ บาท นั้น เป็นสิทธิที่เกิดขึ้นสืบเนื่องจากความมรณะของผู้ตายอันมีลักษณะเป็นการประกันชีวิต และเป็นเงินที่เกิดจากสัญญาระหว่างผู้ตายกับบุคคลภายนอกซึ่งได้รับมาหลังจากผู้ตายถึงแก่กรรมไปแล้ว จึงไม่เป็นสินสมรสระหว่างผู้ตายกับจำเลยที่ ๒ ประกอบกับตามตารางกรมธรรม์ ดังนี้ได้ระบุชื่อผู้รับประโยชน์ไว้ว่าให้ใช้เงินแก่ทายาททั้งหลายของตนหรือแก่ผู้ใด จึงไม่มีบทกฎหมายที่จะยกมาปรับคดีได้โดยตรงและต้องนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔ วรรคสองมาใช้บังคับ คืออาศัยเทียบบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งได้แก่มาตรา ๘๙๗ วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า “ถ้าผู้เอาประกันภัยได้เอาประกันภัยไว้โดยกำหนดว่า เมื่อคนถึงช่วงความมรณะให้ใช้เงินแก่ทายาททั้งหลายของตนเองโดยมิได้เจาะจงระบุชื่อผู้หนึ่งผู้ใดไว้ใคร่ๆ จำนวนเงินอันจะพึงใช้นั้นท่านให้ฟังเอาเป็นสินทรัพย์ส่วนหนึ่งแห่งกองมรดกของผู้เอาประกันภัย ซึ่งเจ้าหนี้จะเอาใช้ได้” ดังนั้น เงินประกันชีวิตดังกล่าวจึงต้องแบ่งให้แก่ทายาทของผู้ตายในฐานะสินทรัพย์ส่วนหนึ่งแห่งกองมรดก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๒๙ (๑), ๑๖๓๐ วรรคสอง และ ๑๖๓๕ (๑) โดยโจทย์ที่ ๒ และที่ ๓ ซึ่งเป็นบิดามารดาผู้ตายกับจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นภริยาผู้ตายต่างได้รับส่วนแบ่งคนละสวนเท่า ๆ กันเท่ากับโจทย์ที่ ๑ จำเลยที่ ๑ และเด็กชายศราวุฒิ โคตรสาขา ซึ่งเป็นทายาทชั้นบุตร ",แพ่ง,, 69,9,,บริษัทจำกัดเป็นโจทย์พ้องคดีโดยบรรยายฟ้องว่าได้มอบอำนาจให้ผู้รับมอบอำนาจในการทำนิติกรรมจำนองแทน แล้วอ้างส่งหนังสือมอบอำนาจเป็นพยานหลักฐานต่อศาล ปรากฏว่าหนังสือมอบอำนาจไม่ได้ประทับตราสำคัญของบริษัทด้านข้อบังคับจะถือว่าเป็นการนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๔๕๒/๒๕๕๗ ตามสำเนาคำฟ้องและสำเนาคำร้องขอแก้ไขคำฟ้อง ซึ่งจำเลยที่ ๑ ฟ้องโจทย์ในฐานะทายาทโดยชอบด้วยกฎหมายของ อ. จำเลยที่ ๑ บรรยายฟ้องเกี่ยวกับการรับจำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ ๔๒๗๓ ของ อ. ไว้ชัดเจนว่า จำเลยที่ ๖ เป็นผู้รับมอบอำนาจในการทำนิติกรรมจำนองแทนจำเลยที่ ๑ และหนังสือมอบอำนาจที่มีการส่งเป็นพยานหลักฐานต่อศาลในคดีดังกล่าวก็ระบุเป็นใจความว่า จำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ กรรมการผู้มีอำนาจ มอบอำนาจให้จำเลยที่ ๖ เป็นผู้กระทำการแทนจำเลยที่ ๑ ในการรับจำนองที่ดินแปลงเดียวกันนั้นอันเป็นการสอดคล้องกับเนื้อหาที่บรรยายไว้ในคำฟ้องและคำร้องขอแก้ไขคำฟ้อง แม้จะปรากฏว่าตามวันที่ลงในหนังสือมอบอำนาจนำเลยกที่ ๒ และที่ ๓ ได้ลงลายมือชื่อร่วมกันในช่องผู้มอบอำนาจโดยไม่ได้ประทับตราสำคัญของจำเลยที่ ๑ ซึ่งไม่ได้เป็นไปตามที่มีการจดทะเบียนต่อสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครเกี่ยวกับเรื่องจำนวนหรือชื่อกรรมการซึ่งลงลายมือชื่อผูกพันบริษัทก็ตาม แต่การกระทำดังกล่าวเป็นเพียงการไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับที่ระบุไว้ในหนังสือรับรองเท่านั้น และจะมีผลต่อรูปคดีหรือไม่เพียงใดเป็นเรื่องที่ศาลในคดีดังกล่าวจะพิจารณาวินิจฉัย หนังสือมอบอำนาจจึงไม่ใช่พยานหลักฐานอันเป็นเท็จเพราะเหตุจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ลงลายมือชื่อโดยไม่มีอำนาจและไม่ได้ประทับตราสำคัญของจำเลยที่ ๑ การส่งหนังสือมอบอำนาจเป็นพยานหลักฐานต่อศาลจึงไม่เป็นความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๘๐,แพ่ง,, 69,9,,ตัวแทนขายต่างหูเพชรแทนตัวการ นำต่างหูเพชรไปจำนำไว้แก่บุคคลอื่น เป็นความผิดฐานใด,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๓๓๙๘/๒๕๕๗ โจทก์ร่วมและจำเลยมีข้อตกลงกันว่า หากลูกค้าต่อรองราคาต่างหูเพชรพิพาท จำเลยจะต้องโทรศัพท์สอบถามโจทก์ร่วม ก่อนว่าสามารถขายในราคาดังกล่าวได้หรือไม่ ข้อตกลงนี้มีผลทำให้จำเลยไม่มีอิสระในการกำหนดราคาขายได้จริง นิติกรรมระหว่างโจทก์ร่วมและจำเลยจึงมิใช่เป็นการซื้อขายเสร็จเด็ดขาด แต่เป็นการที่โจทก์ร่วมมอบต่างหูเพชรของกลางแก่จำเลยให้ไปขายแทนโจทก์ร่วม ความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์ร่วมและจำเลยเป็นเรื่องตัวแทนโดยจำเลย เป็นตัวแทนขายต่างหูเพชรของกลางให้นักลูกค้าแทนโจทก์ร่วมผู้เป็นตัวการ เมื่อจำเลยครอบครองต่างหูเพชรของกลางของโจทก์ร่วมแล้วนำไปจำหน่ายให้แก่บุคคลอื่นจึงเป็นการแสดงอำนาจหนึ่งที่มีควรได้โดยชอบ การกระทำของจำเลยเป็นการเบียดบังต่างหูเพชรของกลางของโจทก์ร่วมโดยเจตนาระจิตเป็นความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๒ วรรคแรก,อาญา,, 69,9,,ผู้ถูกใช้ไม่รู้ว่าการกระทำตามที่ถูกใช้เป็นความผิด กรณีเป็นการใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิดหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๔๕๘/๒๕๕๗ ศาลอุทธธณ์ภาค ๙ วินิจฉัยและฟังช้อเท็จจริงจากคำเนิกความของพยานโจทก์ปาก บ. และ ส. ว่า พยานได้รับชุดเอกสารการโอนอาวุธปืนจากจำเลยจากนั้นมอบเอกสารดังกล่าวให้ ว. ไปดำเนินการโอนทะเบียนอาวุธปืนต่อไปต่อมา บ. ทราบเรื่องเอกสารการโอนอาวุธปืนดังกล่าวเป็นเอกสารปลอม จาก ส. บ. ก็สอบถามเรื่องดังกล่าวจากจำเลย และขอเงินคืน แต่จำเลยก็ไม่คืนให้อีกทั้ง ว. ได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนว่า ว. เชื่อว่าเอกสารการโอนอาวุธปืนเป็นเอกสารจริง จึงแสดงให้เห็นว่า บ. ส. และ ว. ต่างไม่ทราบว่าเอกสารการโอนอาวุธปืนเป็นเอกสารปลอม การที่จะเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๔ ได้ ผู้ถูกใช้ จะต้องรู้ว่าการกระทำตามที่ถูกใช้เป็นความผิด แต่เมื่อ บ. ส. และ ว. ไม่รู้ว่า เอกสารการโอนอาวุธปืนเป็นเอกสารปลอม จึงไม่ถือว่ามีผู้ถูกใช้ให้กระทำความผิด และไม่ใช่การใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิดบุคคลดังกล่าวจึงเป็นเพียงเครื่องมือของ จำเลยในการกระทำความผิดดีอยู่ว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดเองโดยอ้อม จำเลย จึงไม่เป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๔ กรณีไม่ใช่ข้อเท็จจริงในทางพิจารณาแตกต่างไปจากข้อเท็จจริงที่กล่าวมาในฟ้องแต่อย่างใด,อาญา,, 69,9,,เจ้าหนี้มีหนังสือแจ้งไปยังลูกหนี้ว่า หากไม่นำเงินมาชำระหนี้ภายในกำหนดจะดำเนินการตามกฎหมายทันที หากลูกหนี้โอนขายทรัพย์สินที่มีอยู่เพียงอย่างเดียวให้บุคคลอื่นจะเป็นความผิดฐานใด,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๓๘๐/๒๕๕๗ โจทก์มีหนังสือแจ้งไปยังจำเลยว่า หากไม่นำเงินมาชำระหนี้ภายในกำหนด ๒๐ วัน จะดำเนินการตามกฎหมายทันที และดูว่าโจทก์จะใช้สิทธิตามศาลแล้วและขณะที่ดินให้ อ. จำเลยมีที่ดินแปลงนี้เพียงแปลงเดียวและไม่ได้แจ้งให้โจทก์ทราบ เมื่อจำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามหนังสือรับสภาพหนี้และทราบดีว่าโจทก์จะใช้สิทธิตามศาล การที่จำเลยโอนขายที่ดินพร้อมบ้านซึ่งเป็นทรัพย์สินที่มีอยู่เพียงอย่างเดียวให้ อ. โดยโจทก์ไม่ทราบเรื่องแสดงว่า จำเลยโอนขายที่ดินพร้อมบ้านโดยมีเจตนาระหว่างไม่ให้โจทก์ได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๐,อาญา,, 69,10,,การที่นายทะเบียนขีดชื่อบริษัทจำกัดออกจากทะเบียน ระหว่างนั้นบริษัทจะถูกฟ้องได้หรือไม่และบริษัทที่ถูกขีดชื่อจะกลับคืนฐานะนิติบุคคลอีกครั้งได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๑๑๐/๒๕๕๔ การที่นายทะเบียนขีดชื่อจำเลยที่ ๑ ออกจากทะเบียน ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๒๗๓/๓ อันเป็นบทบัญญัติในหมวด ๖ การถอนทะเบียนห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัดและบริษัทจำกัดร้าง ซึ่งได้แก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา ๑๙ แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ ๑๘) พ.ศ. ๒๕๕๑ มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ ๒ กรกฎาคม ๒๕๕๑เช่นนี้ การขีดชื่อบริษัทดังกล่าวออกจากทะเบียนย่อมเป็นไปตามมาตรา ๑๒๗๓/๓ กล่าวคือ บริษัทนั้นสิ้นสภาพนิติบุคคลตั้งแต่เมื่อนายทะเบียนขีดชื่อบริษัทออกจากทะเบียนและบริษัทที่ถูกขีดชื่อจะกลับคืนฐานะนิติบุคคลอีกครั้งเมื่อศาลได้มีคำสั่งให้จดชื่อบริษัทกลับคืนเข้าสู่ทะเบียนตามมาตรา ๑๒๗๓/๔ เมื่อปรากฏว่าในวันที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ เป็นคดีล้มละลายศาลยังไม่ได้มีคำสั่งให้จดชื่อจำเลยที่ ๑ กลับคืนเข้าสู่ทะเบียน จำเลยที่ ๑ จึงไม่มีสภาพนิติบุคคลในขณะโจทก์ยื่นฟ้องใจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๑ กรณีของจำเลยที่ ๑ เป็นการถอนทะเบียนบริษัทจำกัดร้าง กรณีจึงต้องบังคับตามบทบัญญัติในหมวด ๖ หาใช่เป็นการเลิกบริษัทแล้วต้องมีการชำระบัญชีตามบทบัญญัติในหมวด ๔ ส่วนที่ ๘ ซึ่งจะต้องดำเนินการชำระ บัญชีตามบทบัญญัติในหมวด ๕ แต่อย่างใดไม่",แพ่ง,, 69,10,,ผู้ค้ำประกันในการเช่าซื้อ นำรถยนต์ที่เช่าซื้อไปมอบคืนให้แก่ผู้เป็นเจ้าของโดยผู้เช่าซื้อมิได้รู้เห็นยินยอมด้วย จะถือเป็นการเบียดบังเอาทรัพย์นั้นไว้โดยทุจริต อันจะเป็นความผิดฐานยักยอกหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๙๕๓/๒๕๒๖ น. ผู้เสียหาย ได้ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์บรรทุกไปจากบริษัท อ. จำกัด มีรายละเอียดเป็นผู้ค้ำประกัน ผู้เสียหายกับจำเลยนำรถไปประกอบกิจการค้าร่วมกันโดยชื่อของบรรทุกรนำไปขายในตลาด จำเลยเป็นผู้ขับรถคันดังกล่าว ต่อมาผู้เสียหายกับจำเลยมีเรื่องทะเลาะเกี่ยวกับเงินที่ซื้อและขายของจึงเลิกหุ้นส่วนกัน จำเลยจึงได้นำรถยนต์ไปคืนแก่บริษัทและขอเลิกสัญญาเช่าซื้อ แต่วันนำรถไปคืนและขอเลิกสัญญา ผู้เสียหายมิได้ไปด้วย ต่อมาจำเลยนำหนังสือมอบฉันทะซึ่งมีลายมือชื่อของผู้เช่าซื้ออันเป็นเอกสารที่ทำปลอมขึ้นไปมอบให้ ผู้จัดการบริษัท อ. ทางบริษัทจึงตกลงเลิกสัญญาเช่าซื้อ รับรถคืนและคืนเงินที่ชำระแล้วแก่จำเลย คดีคงมีปัญหาตามข้อฎีกาของโจทย์ว่า การกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นความผิดฐานยักยอกหรือไม่ พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า รถยนต์ที่ผู้เสียหายเช่าซื้อจากบริษัท อ. นั้น จำเลยมีส่วนได้เสียอยู่ด้วยโดยจำเลยเป็นผู้ค้ำประกันในการเช่าซื้อ และกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ที่เช่าซื้อยังเป็นของบริษัท อ. ผู้ให้เช่าซื้ออยู่ การครอบครองรถยนต์ของจำเลยซึ่งเป็นการครอบครองทรัพย์ซึ่งเป็นของบริษัท อ. ผู้ให้เช่าซื้อ ไม่ใช่เป็นการครอบครองทรัพย์ซึ่งเป็นของผู้เสียหายหรือซึ่งผู้เสียหายเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย ดังนั้น การที่จำเลยนำรถยนต์ที่เช่าซื้อไปมอบคืนให้แก่บริษัท อ. ผู้เป็นเจ้าของโดยผู้เสียหายมิได้รู้เห็นยินยอมด้วย จึงไม่ใช่เป็นการเบียดบังเอาทรัพย์นั้นไว้โดยทุจริต การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานยักยอก",อาญา,, 69,10,,"แสดงตนเป็นเจ้าพนักงานตำรวจและกระทำการเป็นเจ้าพนักงานด้วยการสืบสวนหาผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด โดยคุมตัวผู้เสียหายที่ ๑ จากสถานบันเทิงมาตรฐานสารเสพติดในปัสสาวะ จากนั้นจำเลยหน่วงเหนียวกักขังผู้เสียหายที่ ๑ โดยนำตัวผู้เสียหายที่ ๑ ขึ้นรถยนต์มาควบคุมที่ห้องงานป้องกันปราบปรามสถานีตำรวจให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกาย จำเลยข่มขืนใจผู้เสียหายที่ ๑ กับ อ. ผู้เสียหายที่ ๒ ให้ยอมให้เงินแก่จำเลย ๕,๐๐๐ บาท โดยขู่เข็ญว่าหากผู้เสียหายทั้งสองไม่หาเงินมามอบให้จำเลยจะทำอันตรายต่อเสรีภาพของผู้เสียหายที่ ๑ ด้วยการจับกุมผู้เสียหายที่ ๑ ดำเนินคดีเกี่ยวกับยาเสพติด จนผู้เสียหายทั้งสองกลัวและยอมจะจ่ายเงินให้ จะเป็นความผิดฐานเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่ด้วยหรือไม่","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๗๐๑/๒๕๕๘ การที่จำเลยแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานตำรวจตรวจปัสสาวะของผู้เสียหายที่ ๑ แล้วพาผู้เสียหายที่ ๑ ไปกักขังไว้ในห้องงานป้องกันปราบปราม สถานีตำรวจภูธรเมืองน่าน ระหว่างนั้นจำเลยขอเงินจากผู้เสียหายที่ ๒ ๕,๐๐๐ บาท เพื่อจะได้ไม่ดำเนินคดีแก่ผู้เสียหายที่ ๑ นั้น ย่อมฟังได้ว่าจำเลยมีเจตนากระทำผิดและมีเจตนาเพื่อให้ได้มาซึ่งคำไถ่ในการเอาตัวผู้เสียหายที่ ๑ ไปโดยใช้อุบายหลอกลวงใช้อำนาจครอบงำผิดคลองธรรมและช่วยชี้แจงผู้เสียหายทั้งสอง กับหน่วงเหนียวกักขังผู้เสียหายที่ ๑ การกระทำของจำเลยจึงครบองค์ประกอบแห่งความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๓ (๒) (๓) แล้ว โดยไม่ต้องคำนึงว่าผู้เสียหายที่ ๑ จะอยู่ในอำนาจควบคุมตัวของเจ้าพนักงานตำรวจที่แท้จริงหรือไม่ จำเลยจึงมีความผิดฐานเพื่อให้ได้มาซึ่งคำไถ่ หมายเหตุ ความผิดฐานแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานและกระทำการเป็นเจ้าพนักงานโดยตนเองมิได้เป็นเจ้าพนักงานที่มีอำนาจกระทำการนั้น ฐานข่มขืนใจผู้อื่น ฐานหน่วงเหนียวกักขังผู้อื่น ฐานกรรโชก ยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธณภาค ๔ โดยคู่ความไม่ฎีกา",อาญา,, 69,10,,"ถ้อยคำที่โทรศัพท์มาทางหนึ่งที่ว่า ""หากผู้เสียหายไม่ยอมชำระหนี้ให้ผู้เสียหายกับบุตร ภรรยาจะเดือดร้อนเพราะอายุยังน้อย"" ก่อนที่ผู้เสียหายเดินไปสถานที่นัดหมายได้แวะปรึกษาหรือแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจให้ทราบถึงเหตุร้ายที่จะเกิดขึ้นแก่ตนและครอบครัว ดังนี้ เป็นความผิดฐานการกรรโชกสำเร็จแล้วหรือไม่","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๙๙/๒๕๕๓ ถ้อยคำที่ว่า ""หากผู้เสียหายไม่ยอมชำระหนี้ให้ผู้เสียหายกับบุตรภรรยาจะเดือดร้อนเพราะอายุยังน้อย” นั้น ไม่ใช่เป็นการใช้สิทธิตามธรรมดา ที่เจ้าหนี้อาจพึ่งพ้องลูกหนี้ให้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมายแต่อย่างใด แต่เป็นถ้อยคำที่สามัญชนโดยทั่วไปย่อมทราบและตีความได้ว่าเป็นคำพูดข่มขู่ว่าหากไม่ชำระหนี้ให้แล้วผู้เสียหายกับครอบครัวอาจจะถูกทำรายได้รับความเดือดร้อน และเป็นอันตรายเสียมากกว่า ถ้อยคำดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการขู่เข็ญผู้เสียหายให้ต้องยินยอมชำระหนี้ให้แก่กลุ่มจำเลยทั้งห้าตามที่เรียกร้อง",อาญา,, 69,10,,ยื่นคำขอจดทะเบียนแก่ไขบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นตอนนายทะเบียนโดยมิชอบจะเป็นความผิดฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๒ หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๓๐๘๙ - ๑๓๐๙๐/๒๕๕๔ ความผิดฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๒ ทรัพย์อันเป็นวัตถุแห่งการกระทำที่ผู้กระทำความผิดครอบครองอยู่จะต้องเป็นวัตถุที่มีรูปร่างหรือจับต้องสัมผัสได้ หุ้นตามฟ้องเป็นเพียงสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงสิทธิและหน้าที่หรือส่วนได้เสียของโจทก์ร่วมทั้งสองที่มีอยู่ในบริษัทจำเลยที่ ๑ ไม่ใช่ทรัพย์ที่จะเป็นของบ้างยักษ์ยกได้ ทั้งจำเลยทั้งสามเป็นเพียงยื่นคำขอจดทะเบียนแก่ไขบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นตอนนายทะเบียน ยังหามีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์ในหุ้นของโจทก์ร่วมทั้งสองไม่ การกระทำของจำเลยทั้งสามไม่เป็นความผิดฐานยักยอก,อาญา,, 69,11,,ความผิดฐานรีดเอาทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๘ การขู่เข็ญว่าจะเปิดเผยความลับต้องเป็นการขู่เข็ญว่าจะเปิดเผยความลับที่เป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายเท่านั้นหรือไม่ การขู่เข็ญว่าจะเปิดเผยความลับที่ผิดศีลธรรมอันดีของประชาชนจึงจะเป็นความผิด,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๖๘๕/๒๕๕๘ การขู่เข็ญว่าจะเปิดเผยความลับซึ่งเป็นองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๘ หมายความว่า การขู่เข็ญว่าจะเปิดเผยเหตุการณ์ข้อเท็จจริงที่ไม่ประจำเกณฑ์แก่บุคคลทั่วไปและเป็นช้อยเท็จริงที่เจ้าของความลับประสงค์จะปกปิดไม่ให้บุคคลอื่นรู้ ดังนี้ ความลับจึงไม่จำเป็นต้องเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือที่ผิดศีลธรรมอันดีของประชาชน หากเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงและเจ้าของช้อยเท็จริงประสงค์จะปกปิดไม่ให้บุคคลอื่นรู้ก็ถือว่าเป็นความลับแล้ว จำเลยมีภริยาอยู่แล้ว แต่จำเลยกับผู้เสียหายสมัครใจมีความสัมพันธ์ฉันซู้สาวกันมาประมาณ ๑ ปี ช้อยเท็จริงที่จำเลยกับผู้เสียหามีความสัมพันธ์ฉันซู้สาวกันจนเป็นช้อยเท็จริงที่เกิดขึ้นจริงเมื่อเป็นการกระทำที่ผิดศีลธรรมอันดีของประชาชน และดูว่าผู้เสียหายประสงค์จะปกปิดไม่ให้บุคคลอื่นโดยเฉพาะภริยาจำเลยรู้เรื่องดังกล่าว เรื่องนั้นจึงเป็นความลับของผู้เสียหาย การที่จำเลยขู่เข็ญผู้เสียหาวย่าหากผู้เสียหายไม่นำเงินจำนวน ๒๐,๐๐๐ บาท มาให้จำเลยแล้วจำเลยจะนำเรื่องความสัมพันธ์ฉันซู้สาวระหว่างจำเลยซึ่งมีครอบครัวแล้วกับผู้เสียหายไปเปิดเผยต่อบุคคลอื่นจึงเป็นการขู่เข็ญว่าจะเปิดเผยความลับของผู้เสียหาย ครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๘ แล้ว การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าว หมายเหตุ คดีนี้ ศาลพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานกรรโชกตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๗ ด้วย แต่ให้ลงโทษฐานรีดเอาทรัพย์ ซึ่งเป็นบทหนัก",อาญา,, 69,11,,ถ่ายสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนจากฉบับที่แท้จริงที่ออกให้แก่ผู้อื่นแล้วลายมือชื่อปลอมของเจ้าของบัตรในสำเนาเพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่า เจ้าของบัตร ลงลายมือชื่อรับรองสำเนาว่าได้ถ่ายเอกสารจากฉบับที่แท้จริง แล้วนำไปใช้ยืนอ้างแสดง ต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจะเป็นความผิดฐานใช้ออกสารราชการปลอมหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๑๓๗/๒๕๕๘ ความผิดฐานปลอมเอกสารไม่ว่าจะเป็นการทำปลอมขึ้นทั้งฉบับหรือแต่งส่วนหนึ่งส่วนใดหรือตัดทอนข้อความหรือแก้ไขด้วยประการใด ๆ ในเอกสารที่แท้จริง หรือประทับตราปลอมหรือลงลายมือชื่อปลอมนั้นต้องเป็นการกระทำต่อเอกสารอันเป็นผลให้เอกสารนั้นผิดแตกแตกต่างไปด้วยเจตนาให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเอกสารนั้นเป็นเอกสารที่แท้จริง แม้สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนจะเป็นเอกสารราชการ แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่ามีเพียงการปลอมลายมือชื่อของโจทก์ร่วมลงในสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนที่แท้จริงของโจทก์ร่วม โดยไม่มีการเติมหรือตัดทอนข้อความหรือแก้ไขสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนให้แตกต่างไปจากสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนนี้แต่อย่างใด สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนดังกล่าวยังคงเป็นเอกสารที่แท้จริง การปลอมลายมือชื่อโจทก์ร่วมลงในสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนจึงเป็นเพียงการปลอมเอกสารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๔วรรคแรก เท่านั้น เมื่อจำเลยใช้สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของโจทก์ร่วมดังกล่าวจึงไม่เป็นความผิดฐานใช้ออกสารราชการปลอม คงมีความผิดฐานใช้ออกสารปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๘ วรรคแรก ประกอบมาตรา ๒๖๔ วรรคแรก,อาญา,, 69,11,,ผู้ตายถึงแก่ความตายทันทีเมื่อถูกกระสุนปืน หากมีผู้ใช้มีดฟันผู้ตายอีกจะเป็นความผิดฐานทำร้ายร่างกายหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๖๘, ๖๖๙/๒๕๕๘ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยที่ ๑, ๒ มีความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา ม.๒๘๙ จำคุกตลอดชีวิต จำเลยที่ ๓ มีความผิดตาม ม.๒๙๕ จำคุก ๒ ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นจำคุกจำเลยที่ ๑, ๒ คนละ ๑๕ ปี ยกฟ้องจำเลยที่ ๓ โจทก์จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า “ส่วนที่โจทก์ร่วมฎีกาเกี่ยวกับจำเลยที่ ๓ นั้นศาลฎีกาเห็นว่าประจักษ์พยานโจทก์เป็นความว่าเมื่อจำเลยที่ ๒ ใช้ปืนลูกซองยาวยิงผู้ตาย กระสุนปืนถูกผู้ตายล้มลงนอนหงาย จากนั้นจำเลยที่ ๑ ใช้ปืนพกสั้นยิงผู้ตายอีกหลายนัด ต่อมาจำเลยที่ ๓ จึงเข้าใช้มือพันผู้ตาย นายแพทย์ ส. ผู้ชันสูตรบาดแผลผู้ตาย และพยานโจทย์เบิกความว่า ผู้ตายถูกกระสุนแล้วถึงแก่ความตายทันทีคำเบิกความของประจักษ์พยานโจทย์และนายแพทย์ ส. ประกอบกันเชื่อได้ว่าผู้ตายถึงแก่ความตายทันทีเมื่อถูกกระสุนปืน จำเลยที่ ๓ ทำรายผู้ตายเมื่อถึงแก่ความตายไปแล้วจึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ ๓ กระทำความผิดตามที่โจทก์ร่วมฎีกา”",อาญา,, 69,11,,ผู้จัดการมรดกโอนที่ดินให้แก่ตนเองในฐานะส่วนตัวโดยที่ไม่มีสิทธิรับมรดกของผู้ตาย หากมีการโอนที่ดินนั้นต่อไปแล้วผู้รับโอนนำที่ดินไปจดทะเบียนจำนองดังนี้ ทายาทที่มีสิทธิรับมรดกที่ดินดังกล่าวจะมีสิทธิติดตามเอาคืนหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๔๐๐/๒๕๕๗ โจทย์เป็นบุตรบุญธรรมโดยชอบของ จ. ผู้ตาย จึงเป็นทายาทมีสิทธิรับมรดกของ จ. ลำดับที่ ๑ ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๒๙ (๑), ๑๕๙๘/๒๘ ส่วนจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับผู้ตาย เป็นทายาทลำดับที่ ๓ ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๒๙ (๓) เมื่อโจทย์เป็นทายาทลำดับที่ ๑ ยังมีชีวิตอยู่และมีสิทธิรับมรดก จำเลยที่ ๑ จึงไม่มีสิทธิรับมรดกของผู้ตายตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๖๓๐ ทรัพย์มรดกของผู้ตายซึ่งไม่ได้ระบุไว้ในพินัยกรรมย่อมตกแก่โจทย์ การที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกโอนที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๗๑๕ ให้แก่จำเลยที่ ๑ ในฐานะส่วนตัวจึงไม่ชอบ และจำเลยที่ ๑ ไม่มีสิทธิโอนที่ดินแปลงดังกล่าวให้จำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นบุตร การจัดการโอนมรดกที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๗๑๕ ไม่ชอบ จำเลยที่ ๓ ไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๗๑๕ ดังนั้น จำเลยที่ ๓ จึงไม่มีสิทธินำที่ดินแปลงดังกล่าวไปจดทะเบียนจำนองแก่จำเลยที่ ๕ เนื่องจากจำเลยที่ ๓ ไม่ใช่เจ้าของที่ดิน ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๐๕ แม้จำเลยที่ ๕ จะอ้างว่ารับจำนองไว้โดยสุจริต และเสียค่าตอบแทนก็ไม่มีผลผูกพัน กรณีไม่เข้าหลักเกณฑ์ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๙๙ วรรคสอง จึงไม่ได้รับความคุ้มครองตามบทบัญญัติดังกล่าว โจทย์ซึ่งเป็นทายาทมีสิทธิรับมรดกที่ดินแปลงนี้ จึงมีสิทธิติดตามเอาคืนตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๓๖ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๐๔๔๖/๒๕๕๖ จำเลยที่ ๑ มิใช่ทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกที่พิพาทของ อ. การจดทะเบียนรับโอนมรดกที่พิพาทที่จำเลยที่ ๑ กระทำโดยปราศจากสิทธิโดยชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่มีผลผูกพันโจทย์ กรณีถือเสมือนไม่มีการโอนที่พิพาทเป็นชื่อจำเลยที่ ๑ เกิดขึ้น กรรมสิทธิ์ในที่พิพาทยังเป็นทรัพย์มรดกของ อ. อยู่ตามเดิม จำเลยที่ ๑ ไม่มีสิทธินำไปขายได้ แม้มีการจดทะเบียนการได้มาโดยนิติกรรมซื้อขาย ซึ่งที่พิพาทของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ต่อเจ้าพนักงานที่ดิน แต่ก็เป็นการได้มาต่อเนื่องกัน จากจำเลยที่ ๑ ซึ่งไม่มีอำนาจจะโอนให้ได้ การจดทะเบียนขายที่พิพาทดังกล่าวไม่ทำให้ จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ มีกรรมสิทธิ์ในที่พิพาทตามหลักที่ว่าผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน คดีไม่จำต้องพิจารณาว่าจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เสียค่าตอบแทนกับการทำการจดทะเบียน โอนที่พิพาทโดยสุจริตตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๙๙ วรรคสอง และมาตรา ๑๓๐๐ หรือไม่ ดังนี้ โจทก์จึงมีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่พิพาทระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๒ และระหว่างจำเลยที่ ๒ กับจำเลยที่ ๓",แพ่ง,, 69,11,,ผู้สั่งจ่ายแก้ไขวัน เดือน ปี ในเช็ค และลงลายมือชื่อกำกับไว้โดยผู้ทรง ยินยอม จะถือว่าเป็นเรื่องขยายอายุความฟ้องร้องหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๓๘๕/๒๕๕๔ เช็คเป็นตราสารเปลี่ยนมือได้ ย่อมโอน เปลี่ยนมือกันได้ด้วยการสลักหลังและส่งมอบเช็กในกรณีเช็คระบุชื่อ หรือด้วยการ ส่งมอบเช็กในกรณีเช็คผู้ถือ เช็คพิพาททั้ง ๕ ฉบับ เป็นเช็คสั่งจ่ายเงินสดโดยมิได้ระบุชื่อ หรือยื่ห้อผู้รับเงินและมิได้ชัดฆ่าคำว่า หรือผู้ถือออก จึงเป็นเช็คผู้ถือ โจทก์เป็นผู้มีเช็ค พิพาทไว้ในครอบครองโจทก์จึงเป็นผู้ทรงเช็คพิพาทโดยชอบด้วยกฎหมายตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๐๔ เมื่อการแก้ไขวัน เดือน ปี ในเช็คพิพาทเป็นการแก้ไขโดยจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้สั่งจ่ายและลงลายมือชื่อกำกับไว้ด้วยโดยโจทก์ซึ่งเป็นผู้ทรงยินยอม เช็คพิพาทจึงไม่เสียไปและใช้ได้ต่อจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้แก้ไขตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๐๐๗ วรรคแรก โดยถือว่าเช็คพิพาทมีกำหนดเวลาใช้เงินตามที่แก้ไขนั้น หาใช่เป็น เรื่องขยายอายุความฟ้องร้องไม่,แพ่ง,, 69,12,,เข้ามาขัดขวางไม่ให้เข้าไปช่วยเหลือผู้ที่ถูกรุมทำร้ายเป็นการสนับสนุน ให้ผู้อื่นกระทำความผิดหรือไม่ ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๘๗๖/๒๕๕๖ พวกของจำเลยรวม ๑๐ คน รุมทำร้าย ผู้ตาย โดยพวกของจำเลยมีมืดปลายแหลมเป็นอาวุธ ครั้นเมื่อ ส. จะเข้าไปช่วยเหลือ ผู้ตายในระหว่างที่พวกของจำเลยใช้มืดแทงผู้ตายทั้งสองครั้ง แต่ถูกจำเลยซักต่อยขัดขวาง ไม่ให้ ส. เข้าไปช่วยเหลือผู้ตาย การกระทำของจำเลยจึงเป็นการให้ความสะดวกแก่พวก ของจำเลยในการทำร้ายผู้ตายอันเป็นการสนับสนุนให้ผู้อื่นกระทำความผิด ,อาญา,, 69,12,,ขับรถจักรยานยนต์มาส่งยังสถานที่ลักทรัพย์แล้วนัดหมายกำหนดเวลา กันว่าจะขับรถจักรยานยนต์มารับกลับเมื่อใดนั้น ถือว่าเป็นตัวการหรือผู้สนับสนุนการ กระทำความผิด,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๘๙๗ - ๒๘๙๘/๒๕๕๑ การขับรถจักรยานยนต์ พาจำเลยที่ ๑ มาส่งยังสถานที่ลักทรัพย์ แล้วนัดหมายกำหนดเวลากันว่าจะขับรถ จักรยานยนต์มารับกลับเมื่อใดนั้น ถือได้ว่า จำเลยที่ ๓ และที่ ๕ ได้กระทำการ อันเป็นการช่วยเหลือจำเลยที่ ๑ ก่อนและขณะกระทำความผิดจำเลยที่ ๓ ที่ ๕ จึง ไม่เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ ๑ กระทำความผิดฐานลักทรัพย์แต่เป็นผู้สนับสนุน การกระทำความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๖,อาญา,, 69,12,,"ทำทำนบกั้นห้วยกักขังน้ำเพื่อด้องการเก็บน้ำเอาไว้ใช้ในฤดูแล้ง ต่อมามีฝนตกหนักติดต่อกันหลายวัน น้ำจึงไหลเข้าท่วมที่ดินของผู้อื่น เป็นเหตุให้ ทรัพย์สินของผู้มีอาศัยพักสิกรรมผู้อื่นได้รับความเสียหายดังนี้ จะถือว่าเป็นการเล็งเห็นผล ของการกระทำอันจะเป็นความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๒๘, ๓๕๙ หรือไม่","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๔๓๗/๒๕๕๖ จำเลยทำทำนบกั้นห้วยกักขังน้ำเพื่อด้องการเก็บน้ำเอาไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง เป็นการกระทำที่ห่างไกลเกินความประสงค์ ของเรื่องทำให้เสียทรัพย์ จำเลยมิได้มีเจตนาระทำเพื่อให้เครื่องกลหรือเครื่องจักรที่ใช้ในการประกอบกสิกรรมและพิชผลของโจทก์ร่วมซึ่งเป็นกสิกรเสียหาย และมีได้มีเจตนากระทำเพื่อให้เกิดอุทกภัยอันเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่โจทก์ร่วมหรือบุคคลอื่น หรือทรัพย์สินของโจทก์ร่วมหรือผู้อื่นทั้งความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๒๘ จะต้องมีเจตนาให้เกิดอุทกภัยโดยตรง จะเอาการเล็งเห็นผลของการกระทำตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๙ วรรคสอง มาใช้ไม่ได้ การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๒๘, ๓๕๙ (๑) (๓)",อาญา,, 69,12,,ผู้ที่ขอใช้ทางจำเป็นจำต้องเสียค่าทดแทนให้แก่เจ้าของที่ดินหรือไม่มีหลักเกณฑ์ในการพิจารณาอย่างไร,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๑๕๐/๒๕๕๖ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๕๐ ซึ่งบัญญัติว่าถ้าที่ดินแบ่งแยกหรือแบ่งโอนกันเป็นเหตุให้แปลงหนึ่งไม่มีทางออกไปสู่ทางสาธารณะไซร้ ท่านว่าเจ้าของที่ดินแปลงนั้นมีสิทธิเรียกร้องเอาทางเดินตามมาตรา ๑๓๔๙ ได้เฉพาะบนที่ดินแปลงที่ได้แบ่งแยกหรือแบ่งโอนกันและไม่ต้องเสียค่าทดแทน เป็นเรื่องผลของกฎหมาย กล่าวคือ หากที่ดินแบ่งแยกหรือแบ่งโอนกันเป็นเหตุไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะก็ไม่จำต้องเสียค่าทดแทน หากทางจำเป็นมิได้เกิดจากการแบ่งแยกที่ดินแปลงเดียวกัน ผู้ที่ขอใช้ทางจำเป็นก็จำต้องใช้ค่าทดแทน ดังนั้น มาตรา ๑๓๕๐ จึงไม่จำเป็นต้องบรรยายไว้ในคำฟ้องและเป็นเรื่องข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจากการพิจารณาไม่เป็นการนำสืบนอกฟ้องนอกประเด็น,แพ่ง,, 69,12,,เจ้าของที่ดินภารยทรัพย์จะยกข้ออ้างว่าภาระจำยอมสิ้นไปเพราะมิได้ใช้สิบปีขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้ซึ่งที่ดินสามยทรัพย์มาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริตและได้จัดทะเบียนสิทธิโดยสุจริต โดยขอให้จดทะเบียนปลอดภาระจำยอมได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๙๔/๒๕๕๖ สิทธิอันยังมิได้จัดทะเบียนของผู้ใดมา ซึ่งอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพย์สิทธิอันเกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรมที่มิให้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้ใดสิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริตและได้จัดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๙๙ วรรคสอง หมายความถึงกรณีที่บุคคลได้มาโดยสุจริตซึ่งทรัพย์สิทธิอันเดียว กับทรัพย์สิทธิที่ยังไม่ได้จัดทะเบียนนั้น,แพ่ง,, 69,12,,ผู้ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์จะยกการได้มาซึ่ง กรรมสิทธิ์ขึ้นต่อผู้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาผู้นำยืดที่ดินดังกล่าวได้หรือไม่ หากขณะนำยืด ศาลชั้นต้นยังไม่มีคำสั่งให้ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๘๖๐๖/๒๕๕๖ ผู้รองได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการ ครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๘๒ อันเป็นการ ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพย์สิทธิอันเกี่ยวข้องสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจาก นิติกรรม แม้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๙๙ จะบัญญัติว่า สิทธิของ ผู้ที่ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรมและยังไม่ได้จดทะเบียนสิทธิ ต้องห้ามมิให้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้ได้มาสิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนโดยสุจริต และได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้วก็ตาม แต่โจทก์เป็นเพียงเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา และนำยืดที่ดินพิพาทเพื่อขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้โจทก์ โจทก์มิได้เป็นผู้ที่ได้สิทธิ มาโดยเสียค่าตอบแทนโดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๙๙ วรรคสอง โจทก์จึงมิใช่เป็นบุคคล ภายนอกที่จะมีสิทธิดีกว่าผู้ร้อง แม้ขณะที่โจทก์ยืดที่ดินพิพาทศาลอันยังไม่มีคำสั่งให้ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ซึ่งถือว่าได้นำยืดที่ดินพิพาทไว้โดยชอบก็ตาม แต่ต่อมาเมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครอง ปรปักษ์แล้ว ผู้ร้องจึงอยู่ในฐานะอันจะให้จุดทะเบียนสิทธิของตนได้ก่อน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๐๐ การที่โจทก์นำยืดที่ดินพิพาท ย้อมเป็นการบังคับคดีที่กระทบถึงสิทธิของผู้ร้อง ผู้ร้องจึงชอบที่จะขอให้ถอนการยืด ที่ดินพิพาทได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๘๘ วรรคหนึ่ง,แพ่ง,, 69,12,,เจ้าของรวมในที่ดินใช้สิทธิในทางเดินออกสู่ทางสาธารณะจะอ้างว่า เป็นการใช้โดยปรปักษ์อันจะก่อให้เกิดการจำยอมแก่ที่ดินอีกแปลงหนึ่งซึ่งตนเป็นเจ้าของ แต่เพียงผู้เดียวหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๐๕๖/๒๕๕๖ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๘๗ บัญญัติว่า อสังหาริมทรัพย์อาจต้องตกอยู่ในภาระจำยอมอันเป็นเหตุให้เจ้าของต้องยอมรับกรรม บางอย่างซึ่งกระทบถึงทรัพย์สินของตนหรือต้องงดเว้นการใช้สิทธิบางอย่างอันมีอยู่ใน กรรมสิทธิ์ทรัพย์สินนั้น เพื่อประโยชน์แก่อสังหาริมทรัพย์อื่น ดังนั้น ภาระจำยอมจะเกิดขึ้น ได้ก็ต่อเมื่อประกอบด้วยหลักเกณฑ์ประการหนึ่งด้วยคือ อสังหาริมทรัพย์ทั้งสองอสังหาริมทรัพย์จะต้องเป็นของเจ้าของต่างคนกัน ถ้าเป็นของเจ้าของเดียวกันไม่มีทางจะเกิด ภาระจำยอมได้ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ว. เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ ๔๑๒๓๔ และในขณะเดียวกันก็เป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาท ซึ่งสิทธิในการใช้ทรัพย์สินที่เป็น กรรมสิทธิ์รวมต้องไม่ขัดต่อสิทธิของเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมคนอื่นเช่นนี้ การใช้สิทธิใช้ทาง เดินทางออกสู่ทางสาธารณะของ ว. จึงเป็นเพียงการใช้สิทธิในฐานะเจ้าของรวม ไม่ใช่เป็นการใช้โดยปรปักษ์ที่จะขัดต่อสิทธิของเจ้าของรวมคนอื่นได้ ดังนั้น เมื่อ ว. ยัง เป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาทยู่ภาระจำยอมจึงไม่เกิด,แพ่ง,, 69,13,,สัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดา มีกำหนดระยะเวลาเช่า กันเกินกว่า ๓ ปี ต้องจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๓๘ หรือไม่ และหากในสัญญามีข้อตกลงว่าถ้าผู้เช่าค้างชำระค่าเช่าผู้ให้เช่ามีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ผู้ให้เช่าจะมีสิทธิบอกเลิกสัญญาหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๖๘๔/๒๕๕๘ ตามสัญญาเช่าอาคารและที่ดินกับ เช่าปลูกสร้าง ข้อ ๑. เป็นการให้เช่าที่ดินเนื้อที่เกือบ ๕ ไร โดยมีอาคารแบ่งให้เช่าเพียง ๑ อาคาร ซึ่งเดิมจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ (ผู้ให้เช่า) ใช้ประกอบธุรกิจด้านเครื่องหนัง แต่ผู้ร้องเช่าเพื่อประกอบกิจการด้านอยู่ช่องและดูแลรักษารถยนต์รวมทั้งเก็บเครื่องมือ ที่ใช้ในการประกอบกิจการดังกล่าว ลักษณะการใช้ของสถานที่ย่อมแตกต่างกันทั้งข้อ ๒. จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ยังมีข้อตกลงบังคับให้ผู้ร้องต้องดำเนินการปลูกสร้างอาคาร รั้วนบนที่ดินรวม ๓ รายการ ตามรายละเอียดในแผนผังแนบท้ายสัญญา โดยผู้ร้อง ต้องเป็นผู้ออกแบบใช้จ่ายและต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน ๒ ปี นับแต่วันทำสัญญา หากการปลูกสร้างไม่แล้วเสร็จภายในระยะเวลา ผู้ร้องจะต้องชดใช้ค่าปรับให้แก่จำเลย ที่ ๑ และที่ ๒ วันละ ๒,๐๐๐ บาท จนกว่าจะปลูกสร้างเสร็จและมีข้อตกลงอีกว่า สิ่งปลูกสร้างดังกล่าวให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ทันทีเมื่อ ครบกำหนดระยะเวลาที่เช่าคือ ๑๐ ปี จะเห็นได้ว่าหากคู่สัญญาประสงค์จะเช่า เพียงอาคารและที่ดินเท่านั้น ก็ไม่จำเป็นต้องมีข้อสัญญาที่บังคับให้ผู้ร้องต้องดำเนินการ ก่อสร้างอาคาร รั้ว ห้องอบ-พ่นสีรถยนต์ อาคารที่พักคนงานตามข้อ ๒. การที่ผู้ร้อง จะดำเนินการเกี่ยวกับอุปกรณ์ เครื่องมือหรือวัสดุที่ใช้งานตลอดจนสถานที่เช่าอย่างไร ย่อมเป็นไปตามความประสงค์ของผู้ร้อง มิใช่ต้องมีการกำหนดแบบแปลนตลอดจน เบี้ยปรับกรณีการก่อสร้างไม่แล้วเสร็จตามสัญญา แต่แสดงถึงความประสงค์ของจำเลย ที่ ๑ และที่ ๒ ว่าต้องการที่จะได้สิ่งปลูกสร้างที่ได้มาตรฐานซึ่งจะตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ที่จะได้ใช้ประโยชน์ในอนาคตเมื่อครบกำหนดตามสัญญาเช่าและทำให้มูลค่าของที่ดินเพิ่มขึ้นด้วย ทั้งผู้ร้องก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างตามสัญญาแล้วเสร็จภายในกำหนดเป็นเงิน ๕,๔๐๐,๐๐๐ บาท จึงต้องพิจารณาถึงระยะเวลาเช่า เพื่อที่จะคุ้มกับทุนที่ดำเนินการก่อสร้าง ดังนั้นการดำเนินการก่อสร้างของผู้ร้องตามสัญญาเช่าอาคารและที่ดินกับสิ่งปลูกสร้าง จึงมิใช่เพียงเพื่อประโยชน์ในการใช้ทรัพย์ของผู้ร้องเท่านั้น หากแต่เป็นประโยชน์แก่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ด้วย มิใช่ว่าไม่เป็นประโยชน์แก่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เลย ทั้งจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เองก็ได้แสดงเจตนาระชัดแจ้งตกลงยินยอมให้ผู้ร้องเช่าที่ดินและอาคารเป็นระยะเวลา ๑๐ ปี เป็นการตอบแทน สัญญาเช่าจึงเป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดา แม้ว่าเช่ากันเกินกว่า ๓ ปี ก็ไม่ต้องจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๓๘ เมื่อผู้ร้องได้ปฏิบัติตามข้อตกลงโดยก่อสร้างเสร็จแล้ว จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ต้องผูกพันตามสัญญาเช่าดังกล่าว ข) คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๒๒/๒๕๕๗ โจทก์เช่าที่ดินและอาคารจากจำเลย นอกจากค่าเช่าที่ดินและอาคารตามปกติแล้วยังมีข้อตกลงให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้เช่าให้คำตอบแทนแก่จำเลยซึ่งเป็นผู้ให้เช่าเป็นพิเศษเรียกว่าเงินค่าตอบแทนพิเศษเป็นจำนวนเงินสูงเพื่อลดภาระการที่จำเลยยอมให้โจทก์ใช้ประโยชน์ในที่ดินและอาคารเป็นเวลา ๒๗ ปี ๓ เดือน ๑๗ วัน อีกทั้งตามสัญญาเช่าที่ดินและอาคารและหนังสือรับมอบที่ดินและอาคารมีข้อความกล่าวถึงเรื่องการก่อสร้างอาคารที่เช่าว่ายังต้องมีการก่อสร้างอาคารกันต่อไปโดยหากก่อสร้างอาคารเสร็จก่อนโจทก์ผ่อนชำระเงินค่าตอบแทนพิเศษหมด โจทก์จะต้องชำระเงินค่าตอบแทนพิเศษส่วนที่เหลือให้แก่จำเลยในวันจดทะเบียนการเช่าที่ดินและอาคาร จึงเป็นสัญญาต่างตอบแทนที่เพิ่มเข้ามาในสัญญาเช่าเพื่อประโยชน์แก่คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายสัญญาเช่าที่ดินและอาคารระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงเป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าการเช่าธรรมดา แม่ยังไม่ได้มีการจดทะเบียนการเช่าที่ดินและอาคาร แต่ในระหว่างโจทก์กับจำเลยซึ่งเป็นคู่สัญญาข้อตกลงนี้ย่อมมีผลผูกพันบังคับกันได้ตามกฎหมาย โจทก์มีสิทธิครอบครองใช้ลอยทำประโยชน์เพื่อการขนส่งจนครบกำหนดระยะเวลาการเช่าตามสัญญาและจำเลยมีสิทธิ (ค) คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๘๐๓/๒๕๕๗ ข้อตกลงระหว่างโจทก์กับบริษัท ต. ตามสัญญาที่กำหนดให้บริษัท ต. ก่อสร้างอาคารพาณิชย์ด้วยสัมภาระและค่าใช้จ่ายของบริษัท ต. แล้วส่งมอบให้เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ และให้บริษัท ต. มีสิทธิเช่ามีกำหนดเวลา ๑๕ ปี หรือจะนำบุคคลอื่นมาทำสัญญาเช่ากับโจทก์ก็ได้ โดยบริษัท ต. ต้องชำระค่าตอบแทนแก่โจทก์เป็นเงินเท่ากับค่าเช่าตามที่กำหนดไว้ในสัญญา หากบริษัท ต. ผิดสัญญายอมให้โจทก์บอกเลิกสัญญาได้ทันที มีลักษณะเป็นสัญญาต่างตอบแทนพิเศษยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดา แต่ในสัญญายังได้ระบุไว้ชัดเจนว่าถ้าบริษัท ต. ผิดสัญญาข้อใด โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ทันที เมื่อบริษัท ต. ค้างชำระค่าเช่าอันเป็นการผิดสัญญาข้อ ๗ โจทก์ ผู้ให้เช่าจึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ จำเลยเช่าช่วงอาคารพาณิชย์พิพาทจากบริษัท ต. และเข้าอยู่โดยอาศัยสิทธิตามสัญญาที่บริษัท ต. ทำไว้แก่โจทก์เมื่อโจทก์บอกเลิกสัญญาแก่บริษัท ต. โดยชอบแล้ว จำเลยย่อมไม่มีสิทธิอยู่ในอาคารพาณิชย์พิพาทอีกต่อไป การที่จำเลยอยู่ต่อมาโดยโจทก์ไม่ยินยอมเป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์ โจทก์มีอำนาจฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้",แพ่ง,, 69,13,,สัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดาที่มิได้ปฏิบัติตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๓๘ จะมีผลผูกพันผู้รับโอนอสังหาริมทรัพย์ที่เช่าหรือไม่ หากผู้รับโอนรู้เห็นถึงการเช่าดังกล่าวและรับโอนอสังหาริมทรัพย์ที่เช่ามา,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๘๙๔/๒๕๕๓ การที่ อ. ให้จำเลยที่ ๒ เช่าตึกแถว พิพาทมีกำหนด ๒๐ ปี โดยจำเลยที่ ๒ ต้องออกเงินช่วยค่าก่อสร้างตึกแถวพิพาทซึ่งยังก่อสร้างไม่แล้วเสร็จให้ อ. จำนวน ๙๐๐,๐๐๐ บาท ย่อมเป็นสัญญาต่างตอบแทนชนิดหนึ่งที่ข้อนรวมอยู่ในสัญญาเช่าโดยถือเป็นข้อตกลงที่ อ. จะต้องให้จำเลยที่ ๒ เซ่าตึกแถวพิพาทมีกำหนด ๒๐ ปี สัญญาเช่าตึกแถวพิพาทระหว่าง อ. และจำเลยที่ ๒ จึงเป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าการเช่าตามธรรมดซึ่งเป็นเพียงบุคคลสิทธิ์ผลผูกพันเฉพาะ อ. กับจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นคู่สัญญาเท่านั้น หามีผลผูกพันไปถึงโจทย์กู้รับโอนกรรมสิทธิ์ตึกแถวพิพาทจาก อ. เจ้าของเดิมซึ่งเป็นบุคคลภายนอกสัญญาด้วยไม่ ถึงแม้โจทย์จะรู้เห็นถึงการเช่าดังกล่าวและรับโอนตึกแถวพิพาทมา เมื่อข้อเท็จจริงฟังยุติแล้ว ไม่ปรากฏว่าโจทย์ยินยอมผูกพันตนที่จะปฏิบัติตามสัญญาดังกล่าวแทน อ. ที่จะให้จำเลยที่ ๒ เช่าตึกแถวพิพาท อันจะถือได้ว่าโจทย์ตกลงชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๗๔ ซึ่งจะทำให้จำเลยที่ ๒ มีสิทธิอยู่ในตึกแถวพิพาทที่เช่าต่อไป ข้อตกลงระหว่าง อ. กับจำเลยที่ ๒ จึงไม่มีผลผูกพันโจทก์",อาญา,, 69,13,,มีเจตนาร่วมกันปล้นสายไฟฟ้าโดนบุกรุกเข้าไปในสถานที่เก็บรักษาสายไฟฟ้าดังกล่าว แต่หลบหนีไปก่อนโดยไม่แตะต้องสายไฟฟ้า เพราะมีผู้มาพบเห็น จะถือว่าเป็นการลงมือกระทำความผิดแล้วหรือแค่เพียงเตรียมการ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๙๘๔/๒๕๕๘ จำเลยทั้งสามบุกรุกเข้าไปในสถานที่เก็บรักษาลายไฟฟ้าโดยมีเจตนาร่วมกันปล้นสายไฟฟ้า ทั้งยังทำรายผู้เสียหายซึ่งครอบครองดูแลสถานที่นั้นอันเป็นส่วนหนึ่งของการปล้นทรัพย์ ดังนี้ เป็นการลงมือกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์แล้วไม่ใช่แค่เพียงเตรียมการ แม้จำเลยทั้งสามจะหลบหนีไปก่อน โดยไม่แตะต้องสายไฟฟ้าที่ตาม การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นการลงมือกระทำความผิดแล้วแต่กระทำไปไม่ตลอด จึงเป็นการร่วมกันพยายามกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์,อาญา,, 69,14,,การรื้อถอนผนังอาคารไม้เดิมซึ่งเป็นผนังร่วมกับอาคารบ้านของผู้อื่น โดยไม่ได้ขออนุญาตจากเจ้าของบ้านอื่นซึ่งใช้ผนังร่วมกัน หรือแจ้งการรื้อถอนผนังให้ทราบก่อนจะเป็นความผิดฐานใด,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๑๑/๒๕๕๘ จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นบริษัทของจำเลยที่ ๒ ซึ่งบ้านเลขที่ ๗ ซึ่งมีลักษณะเป็นห้องแถวไม้และใช้ผนังอาคารไม้ทั้งสองด้านร่วมกับบ้านเลขที่ ๕ และบ้านเลขที่ ๙-๑๐ ของโจทก์ร่วม จำเลยทั้งสองต้องการปรับปรุงซ่อมแซมอาคารของจำเลยที่ ๑ เพื่อย้ายกิจการค้าขายเครื่องสำอาง จึงได้ว่าจ้างให้ ช. ดำเนินการปรับปรุงโดยจำเลยทั้งสองได้ว่าจ้างให้ ช. รื้อผนังอาคารไม้ซึ่งเป็นผนังร่วมทั้งสองด้านโดยพลการโดยไม่ได้ขออนุญาตจากโจทก์ร่วมหรือแจ้งการรื้อถอนผนังอาคารไม้ซึ่งเป็นผนังร่วมทั้งสองด้านให้โจทก์ร่วมทราบทั่วกันแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นการร่วมกันเข้าไปในบ้านเลขที่ ๕ และบ้านเลขที่ ๙-๑๐ ทั้งสองหลังซึ่งเป็นอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ร่วมเพื่อดำเนินการครอบครองอสังหาริมทรัพย์นั้นแต่บางส่วน หรือเข้าไปทำการใด ๆ อันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ร่วมโดยปกติสุข เป็นความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๒ และเป็นการเข้าไปในอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ร่วมโดยไม่มีเหตุฉุกเฉินความผิดตามมาตรา ๓๖๔ อีกบทหนึ่งด้วย และเมื่อจำเลยทั้งสองร่วมกระทำผิดดังกล่าวแล้วคนขึ้นไป การกระทำของจำเลยทั้งสองในความผิดฐานบุกรุกจึงเป็นความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๕ (๒) ประกอบมาตรา ๓๖๒ และมาตรา ๓๖๔ การที่จำเลยทั้งสองว่าจ้างให้ ช. ปรับปรุงอาคารบ้านเลขที่ ๗ ของตนด้วยการก่อสร้างเป็นผนังปูนแทนผนังร่วมไม้ทั้งสองด้านโดยต้องรื้อถอนผนังอาคารไม้เดิมซึ่งเป็นผนังร่วมกับอาคารบ้านเลขที่ ๕ และบ้านเลขที่ ๙-๑๐ ของโจทก์ร่วมทั้งสองหลังย่อมเป็นการทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่าหรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งผนังอาคารไม้ทั้งสองด้านของโจทก์ร่วมซึ่งเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย จึงเป็นความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๘ อีกบทหนึ่ง จำเลยทั้งสองร่วมกันว่าจ้างให้ ช. ซ่อมแซมปรับปรุงบ้านเลขที่ ๗ ของจำเลยที่ ๑ โดยให้รื้อผาผนังร่วมซึ่งเป็นผนังไม้ทั้งสองด้าน และคอยควบคุมดูแลการก่อสร้างอยู่ตลอดจนทราบว่าการไม่ถามปูนผนังอิฐทางด้านบ้านเลขที่ ๕ และเลขที่ ๙-๑๐ ของโจทก์ร่วมเป็นสาเหตุที่ทำให้มีน้ำรั่วซึมเวลาฝนตก การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นการสมควรร่วมกันกระทำการรื้อถอนผนังอาคารร่วมทั้งสองด้านซึ่งโจทย์ร่วมเป็นเจ้าของร่วมด้วย จึงเป็นตัวการร่วมกัน กระทำความผิดตามมาตรา ๘๓ หาใช่เป็นเพียงผู้ใช้ให้ ช. กระทำความผิดตามมาตรา ๘๔ แห่งประมวลกฎหมายอาญาไม่,อาญา,, 69,14,,หนี้เดิมเป็นหนี้ที่เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับเงินจากการขายที่ดิน และได้แปลง หนี้ใหม่มาเป็นสัญญาจะซื้อจะขายทาวน์เฮาส์ แต่ต่อมาไม่ได้สร้างทาวน์เฮาส์ให้ตามสัญญา ดังนี้ ลูกหนี้ต้องรับผิดชำระเงินที่เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับจากการขายที่ดินแก่เจ้าหนี้อีกหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๓๑๙๙/๒๕๕๘ ก่อนที่จำเลยที่ ๑ จะทำสัญญาจะซื้อจะขาย ทาวน์เฮาส์ให้แก่โจทย์ โจทย์มีสิทธิได้รับเงินจากการขายที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๗๗๕๓๒ จำนวน ๖,๐๐๐,๐๐๐ บาท จากจำเลยที่ ๒ และได้แปลงหนี้ใหม่มาเป็นสัญญาจะซื้อ จะขายทาวน์เฮาส์ แต่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ไม่ได้สร้างทาวน์เฮาส์ให้แก่โจทย์ ตามสัญญา จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาและโจทย์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ เมื่อจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ไม่ได้ก่อสร้างทาวน์เฮาส์จึงต้องถือว่าหนี้อันจะฟังเกิดขึ้นเพราะ แปลงหนี้ใหม่นั้นมิได้เกิดขึ้น หนี้เดิมคือหนี้เงินที่จำเลยที่ ๒ จะต้องชำระให้แก่โจทย์ตามที่ โจทย์มีสิทธิได้รับจากการที่ขายที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๗๗๕๓๒ จำนวน ๖,๐๐๐,๐๐๐ บาท จึง ไม่ระงับสิ้นไปตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๕๑ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ เห็นพ้องด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นในเรื่องการ แปลงหนี้ใหม่ซึ่งศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยแล้วว่า เมื่อจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ไม่ก่อสร้างทาวน์เฮาส์ แก่โจทย์ตามสัญญา จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทย์มีสิทธิบอกเลิกสัญญา ได้ จำเลยที่ ๒ จึงต้องคืนเงินจำนวน ๖,๐๐๐,๐๐๐ บาท แก่โจทย์ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ กลับวินิจฉัยว่าเมื่อสัญญาซื้อขายทาวน์เฮาส์พร้อมที่ดินเป็นการแปลงหนี้ใหม่โดยจำเลยที่ ๑ เป็นคู่สัญญากับโจทย์ หนี้ระหว่างโจทย์กับจำเลยที่ ๒ เกี่ยวกับการขายที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๗๗๕๓๒ ย่อมระงับไปตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๔๔ โจทย์ชอบที่จะเรียกให้จำเลยที่ ๑ คืนเงิน ทั้งหมดพร้อมดอกเบี้ยเท่านั้นแต่ไม่มีสิทธิที่จะบังคับเอาจากจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นคำวินิจฉัย ที่ชัดต่อบทบัญญัติตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๕๑ จึงไม่ชอบและปัญหาดังกล่าวแม้ไม่มีคู่ความ ฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็สามารถวินิจฉัยให้ถูกต้องได้ เพราะเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบ เรียบร้อยของประชาชนตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๔๒ (๕) ประกอบมาตรา ๒๔๖ และมาตรา ๒๔๗ และเมื่อหนี้ที่เกิดจากการแปลงหนี้ใหม่ คือ สัญญาจะซื้อจะขายทาวน์เฮาสมิได้เกิด ขึ้นตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๕๑ จำเลยที่ ๒ จึงต้องรับผิดชำระเงินที่โจทย์มีสิทธิได้รับจาก การขายที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๗๗๕๓๒ จำนวน ๖,๐๐๐,๐๐๐ บาท แก่โจทย์",แพ่ง,, 69,14,,เจ้าหนี้ฟ้องลูกหนี้แล้วทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันศาลได้มี คำพิพากษาตามยอม ต่อมาลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมเจ้าหนี้จะฟ้อง ผู้ค้ำประกันลูกหนี้ให้รับผิดตามสัญญาค้ำประกันได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๗๑๑/๒๕๕๘ หนี้ตามสัญญาค้ำประกันเป็นหนี้อุปกรณ์ ผู้ค้ำประกันจะต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันก็ต่อเมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้เงินกู้ซึ่งเป็นหนี้ประธาน หรือยังมีหนี้ประธานที่ผู้ให้กู้ยืมไม่ได้รับชำระหนี้ กล่าวคือยังคงมีหนี้ประธานอยู่ การที่โจทย์ ได้ยื่นฟ้อง บ. ให้รับผิดชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมซึ่งเป็นหนี้ประธาน โจทก์กับ บ. ทำสัญญา ประนีประนอมยอมความและศาลพิพากษาตามยอมแล้ว ย่อมทำให้หนี้ประธานคือหนี้กู้ยืม ระงับ เกิดเป็นหนี้ใหม่ตามสัญญาประนีประนอมยอมความตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๘๕๒ เมื่อ หนี้กู้ยืมเงินซึ่งเป็นหนี้ประธานระงับ จึงไม่มีหนี้ที่จำเลยในฐานะผู้ค้ำประกันจะต้องรับผิดอีก จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันที่จะต้องใช้เงินแก่โจทย์ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๙๘,แพ่ง,, 69,14,,สัญญากู้ยืมเงินที่มีข้อความว่า “คู่สัญญาตกลงกันว่า ผู้กู้จะชำระหนี้ อย่างอื่นแทนการชำระเงินไม่ได้เป็นอันขาด” เป็นโมฆะหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๓๖๗๘/๒๕๕๘ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๒๑ วรรคหนึ่ง อันเป็นหลัก ทั่วไปในเรื่องหนี้ที่มีบทบัญญัติว่า ""ถ้าเจ้าหนี้ยอมรับการชำระหนี้อย่างอื่นแทนการชำระหนี้ที่ได้ ตกลงกันไว้ ท่านว่าหนี้นั้นก็เป็นอันระงับสิ้นไป"" ก็ดี และตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๕๖ วรรคสอง อันเป็นบทบัญญัติเฉพาะในเรื่องเอกเทศสัญญา ลักษณะยืมที่มีบทบัญญัติว่า ""ถ้าทำสัญญา กู้ยืมเงินกัน และผู้ให้กู้ยืมยอมรับเอาสิ่งของหรือทรัพย์สินอย่างอื่นเป็นการชำระหนี้แทนเงิน ที่กู้ยืมไชร์ หนี้อันระงับไปเพราะการชำระเช่นนั้น ท่านให้คิดเป็นจำนวนเท่ากับราคาท้องตลาด แห่งสิ่งของหรือทรัพย์สินนั้นเวลาและ ณ สถานที่ส่งมอบ"" ก็ดี ล้วนมีองค์ประกอบสำคัญว่า ต้องเป็นกรณีที่เจ้าหนี้หรือผู้ให้กู้ยืมยอมรับการชำระหนี้อย่างอื่นแทนการชำระหนี้ที่ได้ตกลงกันไว้ ทั้งสิ้น ซึ่งตามที่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๕๖ วรรคสาม มีบทบัญญัติว่า ""ความตกลงกันอย่างใด ๆ ขัดกับข้อความดังกล่าวมนี้ ท่านว่าเป็นโมฆะ"" นั้น มีความหมายว่า เมื่อผู้ให้กู้ยืมยินยอมรับ เอาสิ่งของหรือทรัพย์สินอย่างอื่นเป็นการชำระหนี้แทนเงินที่กู้ยืมแล้ว หากมีข้อตกลงให้คิดมูลค่า สิ่งของหรือทรัพย์สินอย่างอื่นที่ชำระนอกเหนือไปจากจำนวนราคาตามท้องตลาดในเวลาและ ณ สถานที่ส่งมอบก็ถือว่าข้อตกลงดังกล่าวเป็นโมฆะดังนี้ การยินยอมรับเอาสิ่งของหรือ ทรัพย์สินอย่างอื่นเป็นการชำระหนี้แทนเงินที่กู้ยืมจึงเป็นสิทธิของผู้ให้กู้ยืมฝ่ายเดียวที่จะ ยินยอมหรือไม่ก็ได้ สัญญากู้ยืมเงิน ข้อ ๖ ที่มีข้อความว่า “คู่สัญญาตกลงกันว่า ผู้กู้จะชำระหนี้อย่างอื่นแทนการชำระเงินไม่ได้เป็นอันขาด” มิได้ฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งกฎหมายใด จึงหาเป็นโมฆะไม่",แพ่ง,, 69,14,,สัญญาเช่ามีวัตถุประสงค์จะพัฒนาสถานที่เช่าโดยดำเนินการให้ผู้เช่าเดิม ขนย้ายออกแล้วรื้อถอนอาคารสิ่งปลูกสร้างเดิมเพื่อนำมาก่อสร้างอาคารและสิ่งปลูกสร้างใหม่ ให้ยกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ให้เช่าและผู้ให้เช่าตกลงให้ผู้เช่าใช้ประโยชน์ในทางธุรกิจเฉพาะเพื่อ การพาณิชย์หรือที่อยู่อาศัยโดยการให้เช่าช่วงแก่ลูกค้าผู้เช่า ภายหลังจากทำสัญญาเช่าแล้ว กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนพื้นที่เช่าบริเวณที่หนึ่งเป็นโบราณสถานเป็นเหตุให้ไม่สามารถรื้อถอน อาคารเดิมเพื่อทำการก่อสร้างอาคารใหม่ตามสัญญาเช่าได้ ดังนี้ ผู้เช่าจะฟ้องบังคับให้ผู้ให้เช่าปฏิบัติตามสัญญาและชดใช้ค่าเสียหายหรือให้คืนเงินค่าตอบแทนการเช่าที่ชำระไปแล้วในวันทำสัญญาคืน ได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๕๑๔ - ๑๐๕๑๕/๒๕๕๘ โจทย์ (ผู้เช่า) ไม่สามารถเริ่มลงมือ ก่อสร้างได้ภายในระยะเวลาตามสัญญาเช่าพัฒนาที่ดินเพื่อก่อสร้างอาคารบนพื้นที่เช่าสืบเนื่อง มาจากพื้นที่เช่าบริเวณที่หนึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนจากกรมศิลปากรให้เป็นโบราณสถาน ในภายหลัง ทำให้ไม่สามารถรื้อถอนอาคารสิ่งปลูกสร้างเดิมและก่อสร้างอาคารสิ่งปลูกสร้างใหม่ ตามแบบแปลนเอกสารแนบท้ายสัญญาเช่าได้ การรื้อถอนอาคารสิ่งปลูกสร้างเดิมและ ก่อสร้างอาคารใหม่ของโจทย์ เพื่อให้เป็นไปตามสัญญาเช่าย่อมเป็นไปไม่ได้ ถือได้ว่าการ ชำระหนี้โดยการปฏิบัติตามสัญญากลายเป็นพันวิสัยเพราะพฤติการณ์อันใดอันหนึ่งซึ่งเกิดขึ้น ภายหลังที่ได้ก่อนหนี้และซึ่งลูกหนี้ (ผู้ให้เช่า) ไม่ต้องรับผิดชอบ ลูกหนี้เป็นอันหลุดพ้นจากการ ชำระหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๑๙ วรรคหนึ่ง โจทย์ไม่อาจฟ้อง บังคับให้จำเลยที่ ๑ ปฏิบัติตามสัญญาและเรียกให้ชดใช้ค่าเสียหายได้ สัญญาเช่าพัฒนาที่ดินเพื่อก่อสร้างอาคารบนพื้นที่เช่าระหว่างโจทย์กับจำเลยที่ ๑ เป็นสัญญาต่างตอบแทนซึ่งคู่สัญญามีหน้าที่จะต้องชำระหนี้ตอบแทนกัน แม้จำเลยที่ ๑ หลุดพ้นจากการชำระหนี้ก็ตาม แต่จำเลยที่ ๑ ก็หามีสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ตอบแทนไม่ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๗๒ วรรคหนึ่ง โจทย์มีสิทธิเรียกเอา ค่าตอบแทนการเช่าที่ชำระไปแล้วในวันทำสัญญาคืนจากจำเลยที่ ๑",แพ่ง,, 69,15,,"จดทะเบียนขายฝากเฉพาะที่ดินไม่เกี่ยวกับบ้านบนที่ดินด้วย แล้วคู่สัญญาทำสัญญาขายฝากที่ดินดังกล่าวกับบ้านบนที่ดินกันต่างหากโดยไม่จดทะเบียน ดังนี้ บ้านบนที่ดินที่ขายฝากตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ซื้อฝากหรือเป็นส่วนควบของที่ดินหรือเป็นการสร้างโรงเรือนในที่ดินของบุคคลอื่นโดยสุจริต หรือไม่ ขณะทำสัญญาขายฝากมีบ้านอีกหนึ่งหลังยังอยู่ระหว่างก่อสร้าง แต่ผู้ซื้อฝาก ปล่อยให้ผู้ขายฝากก่อสร้างบ้านหลังดังกล่าวต่อไปโดยมิได้นำมาปรับ ดังนี้ หากผู้ขายฝาก ไม่ได้ที่ดินที่ขายฝากคืน ผู้ซื้อฝากจะบอกปัดไม่ยอมรับบ้านดังกล่าวได้หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๐/๒๕๕๙ จำเลยทำสัญญาขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๕๒๒๘ แก่โจทก์ในราคา ๗๐๐,๐๐๐ บาท มีกำหนดเวลา ๑ ปี และในวันเดียวกันจำเลยทำสัญญาซื้อขาย ขายที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๕๒๒๘ พร้อมบ้านเลขที่ ๒๕๒ และบ้าน ไม่มีเลขที่บ้านอีก ๑ หลัง ให้แก่โจทก์ ในราคา ๗๐๐,๐๐๐ บาท ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามหนังสือสัญญาขายฝากที่ดินที่จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ข้อ ๔ ระบุว่า จำเลยขายฝากเฉพาะที่ดินไม่เกี่ยวกับสิ่งปลูกสร้างเลขที่ ๒๕๒ ด้วย ซึ่งต้องแปลความว่าไม่รวมบ้านไม่มีเลขที่บ้านด้วย เพราะฉะนั้นการขายฝากสมบูรณ์เฉพาะที่ดินเท่านั้น แม้โจทก์จะอ้างว่าโจทก์กับจำเลยตกลงขายฝากที่ดินพร้อมบ้าน ๒ หลัง คือบ้านเลขที่ ๒๕๒ กับบ้านที่ไม่มีเลขที่บ้านอีก ๑ หลัง แต่พนักงานเจ้าหน้าที่แจ้งว่าจดทะเบียนขายฝากบ้าน ๒ หลัง ดังกล่าวด้วยไม่ได้เพราะต้องประเมินราคา จึงจดทะเบียนขายฝากเฉพาะที่ดิน โจทก์กับจำเลยจึงได้ทำสัญญาซื้อขายบ้าน ๒ หลังเพิ่มเติมตามที่ตกลงกันตามหนังสือสัญญาซื้อขายก็ตาม แต่สัญญาขายฝากเป็นสัญญาซื้อขายประเภทหนึ่งจึงต้องนำบทบัญญัติเรื่องซื้อขายมาใช้บังคับด้วยซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๕๖ วรรคหนึ่ง กำหนดว่า การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ มิฉะนั้นเป็นโมฆะ เมื่อการขายฝากบ้านทั้งสองหลังไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่จึงตกเป็นโมฆะ สัญญาขายฝากมีลักษณะแตกต่างจากสัญญาซื้อขายทั่วไป คือผู้ขายอาจไถ่ทรัพย์นั้นคืนได้ภายในเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญาหรือมิฉะนั้นในกำหนดเวลาตามกฎหมายซึ่งข้อตกลงนี้ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ด้วย การที่โจทก์กับจำเลยขายฝากบ้าน ๒ หลัง โดยทำเป็นหนังสือเพียงอย่างเดียว แต่ไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ถึงเงื่อนไขในการไถ่คืนจึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๕๖ วรรคหนึ่ง นอกจากนี้สัญญาขายฝากที่ดินและสัญญาซื้อขายยังทำวันเดียวกันแสดงให้เห็นเจตนาโดยชัดแจ้งว่าผู้สัญญาต้องการหลีกเสี่ยงค่าธรรมเนียมจึงเป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน จึงเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๐ อีกด้วย ดังนั้น โจทก์ไม่อาจอ้างว่าบ้านทั้งสองหลังตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์โดยหลักส่วนควบได้ โจทก์ไม่มีกรรมสิทธิ์ในบ้านทั้งสองหลัง ตามสัญญาขายฝากที่ดิน ข้อ ๘ ระบุว่า ที่ดินเป็นที่บ้านขายฝากเฉพาะที่ดินไม่เกี่ยวกับสิ่งปลูกสร้างเลขที่ ๒๕๒ และดงว่าบ้านหลังดังกล่าวสร้างเสร็จแล้ว มิฉะนั้นคงไม่มีเลขที่บ้าน ดังนั้น จึงเห็นได้ชัดว่าตามสัญญาขายฝากที่ดิน คู่สัญญาไม่ได้ตกลงขายฝากบ้านเลขที่ ๒๕๒ ด้วย บ้านหลังดังกล่ายังเป็นของจำเลยโดยไม่ตกเป็นส่วนควบของที่ดิน และกรณีไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๑๐ เพราะกรณีนี้ไม่ใช่จำเลยปลูกบ้านเลขที่ ๒๕๒ ในที่ดินของโจทก์ แม้ภายหลังขายฝากจำเลยจะได้ต่อเติมบ้านหลังดังกล่าวก็ตาม เมื่อโจทก์ไม่ประสงค์จะให้จำเลยอยู่ในที่ดินของโจทก์อีกต่อไป จำเลยต้องรื้อบ้านหลังดังกล่าวออกจากที่ดินของโจทก์ ขณะทำสัญญาขายฝากที่ดินบ้านหลังไม่มีเลขที่บ้านยังอยู่ระหว่างก่อสร้าง การที่โจทก์ปล่อยให้จำเลยก่อสร้างบ้านหลังดังกล่าวในที่ดินที่ขายฝากต่อไปโดยโจทก์ไม่ได้นำปราม จำเลยซึ่งเป็นผู้ปลูกสร้างย่อมเข้าใจว่าตนมีสิทธิที่จะปลูกสร้างได้ต่อไปจนแล้วเสร็จเพราะเชื่อตามสัญญาขายฝากว่าตนมีสิทธิใดที่ดินคืนได้ภายในกำหนดในสัญญา การปลูกสร้างบ้านไม่มีเลขที่บ้านของจำเลยจึงเป็นการสร้างโรงเรือนในที่ดินของผู้อื่นโดยสุจริต แต่เมื่อทำสัญญาขายฝากแล้วจำเลยไม่ได้คืนภายในกำหนด ที่ดินที่ขายฝ้าย้อมตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์โดยเด็ดขาด กรณีดังกล่าวไม่มีบทกฎหมายที่จะใช้ปรับได้โดยตรง จึงต้องใช้บทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔ วรรคสอง อันได้แก่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๓๑๐ วรรคหนึ่ง ทำให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินเป็นเจ้าของโรงเรือนนั้นแต่ต้องใช้คำแห่งที่ดินเพียงที่เพิ่มขึ้นเพราะสร้างโรงเรือนนั้นให้แก่จำเลยผู้สร้าง และการที่โจทก์ปล่อยให้จำเลยปลูกสร้างบ้านต่อไปในที่ดินของโจทก์โดยมิได้ห้ามปรามถือว่าโจทก์ประมาทเลินเล่อในการสร้างโรงเรือนของจำเลย โจทก์จึงไม่อาจบอกปัดไม่ยอมรับโรงเรือนนั้นและต้องใช้ค่าแห่งที่ดินที่เพิ่มให้แก่จำเลย ",แพ่ง,, 69,15,,"การป้องกันพอสมควรแก่เหตุและไม่เกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องกระทำเพื่อป้องกัน มีตัวอย่างจากคำพิพากษาฎีกาอย่างไร ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๓๗/๒๕๕๙ ผู้เสียหายเป็นฝ่ายก่อเหตุขึ้นก่อนโดยเข้าไปล็อกแขนของจำเลยไปทางด้านหลัง แต่จำเลยก็ไม่ได้ทำรายผู้เสียหายจน ส. พูดทำนองห้ามปรามผู้เสียหาย ผู้เสียหายจึงปล่อยจำเลย แล้วจำเลยเดินไปที่รถจักรยานยนต์ ผู้เสียหายก็ยังเดินตามไปและพูดทำนองท้าทายจำเลย จำเลยก็ไม่ได้ต่อสู้กับผู้เสียหาย เมื่อผู้เสียหายชักหน้าของจำเลย ๑ ครั้ง จำเลยไม่ได้ตอบโต้อีก และจูงรถจักรยานยนต์ออกไปหน้าบ้าน ขณะจำเลยกำลังขึ้นคร่อมรถจักรยานยนต์ ผู้เสียหายเดินตามมาแล้วใช้ขวดสราจะตีที่ศีรษะของจำเลย จำเลยยกแขนขวาขึ้นบังทำให้ขวดหล่นแตก ผู้เสียหายจะซกจำเลย จำเลยหลบจนรถจักรยานยนต์ล้มลงกับพื้นและทับขาของจำเลย ผู้เสียหายพยายามเข้าไปซกจำเลยอีก จำเลยจึงคว้าขวดเบียร์ที่อยู่ในตะกร้าหน้ารถจักรยานยนต์ดีไปที่บริเวณศีรษะด้านหลังของผู้เสียหาย ดังนี้ ไม่ใช่เรื่องที่จำเลยสมัครใจวิวาตกับผู้เสียหาย และนับเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึงที่ไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้อีกทั้งจำเลยได้ใช้ความอดทนอดกลั้นอย่างเต็มที่แล้ว ประกอบกับจำเลยใช้ขวดเบียร์ซึ่งหยิบฉวยเอาได้ทันทีจากบริเวณตะกร้าหน้ารถจักรยานยนต์ดีที่บริเวณศีรษะด้านหลังของผู้เสียหายเพียงครั้งเดียว โดยไม่ได้ตีซ้ำอีก และไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายมีบาดแผลร้ายแรงที่บริเวณดังกล่าวแสดงว่าจำเลยกระทำไปโดยมีเจตนาเพื่อป้องกันตนเองและเป็นการกระทำพอสมควรแก่เหตุทั้งบาดแผลอื่นที่ผู้เสียหายได้รับเชื่อว่าเป็นผลโดยตรงสืบเนื่องจากการกระทำโดยป้องกันของจำเลย การกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๖๘ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๓๗/๒๕๕๙ ผู้เสียหายเดินเข้าไปหาจำเลยพร้อมเงื่้อมือจะตบจำเลยนับเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึงและไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้ แม้จำเลยมีอายุ น้อยกว่าและรูปร่างใหญ่กว่าผู้เสียหายก็ตาม แต่จำเลยผลักผู้เสียหายซึ่งอยู่ในระยะประชิดเพื่อป้องกันตัวเพียงครั้งเดียว และบังเอิญเป็นเหตุให้ผู้เสียหายล้มหงายหลัง ลงกับพื้นทำให้กระดูกสันหลังแตกยุบ ทั้งจำเลยไม่ได้ตามไปทำร้ายผู้เสียหายซ้ำอีก การกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันพอสมควรแก่เหตุและไม่เกินกว่ากรณีแห่งการจำต้อง กระทำเพื่อป้องกันจึงไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๖๘ ",อาญา,, 69,15,,เจ้าหนี้ตกลงโอนสิทธิเรียกร้องให้แก่ผู้รับโอนเพื่อเป็นการชำระหนี้ค่า สินค้าที่ค้างชำระผู้รับโอน แต่กลับไปขอรับเงินหรือเช็คค่าสินค้าจากลูกค้าทั้งที่โอนสิทธิ เรียกร้องให้ผู้รับโอนแล้ว จะเป็นความผิดฐานลักทรัพย์หรือยักยอกหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๖๔๐/๒๕๕๓ โจทย์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นนิติบุคคล ประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ ๒ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน ร่วมกันทำ บันทึกข้อตกลงระงับข้อพิพาทกับโจทย์ โดยตกลงโอนสิทธิเรียกร้องซึ่งจำเลยทั้งสอง มีต่อลูกค้ารวม ๒๓ ราย ให้แก่โจทย์ เพื่อเป็นการชำระหนี้ค่าสินค้าที่จำเลยทั้งสอง ค้างชำระโจทย์อยู่ ต่อมาจำเลยทั้งสองร่วมกันไปขอรับเงินค่าสินค้าจากลูกค้าที่โอนสิทธิ เรียกร้องให้โจทย์แล้ว และร่วมกันลักทรัพย์โดยรับเงินสดหรือเช็คในการชำระค่าสินค้า ดังกล่าวจากลูกค้าไปโดยทุจริต ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓, ๙๑, ๓๓๔, ๓๕๒ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “เห็นว่า ตามคำบรรยายฟ้องของโจทย์แม้จะฟังว่า ภายหลังจากจำเลยทั้งสองทำบันทึกข้อตกลงโอนสิทธิเรียกร้องค่าสินค้าที่จำเลยทั้งสอง มีต่อลูกค้ารวม ๒๓ รายให้แก่โจทย์และต่อมาจำเลยทั้งสองกลับใช้สิทธิเรียกร้องให้ลูกค้า บางรายชำระค่าสินค้าแก่จำเลยทั้งสอง แต่สิทธิเรียกร้องมิใช่วัตถุมีรูปร่างที่เคลื่อนที่ได้อัน อาจจะมีการเอาไปได้ตามความหมายของคำว่า ทรัพย์ ในความผิดทางอาญาฐาน ลักทรัพย์ ทั้งการที่จำเลยทั้งสองไปขอรับเงินหรือเช็คค่าสินค้าจากลูกค้าตามฟ้องก็ไม่ได้ เป็นการกระทำแทนโจทย์ เงินและเช็คดังกล่าวยังมิใช่ทรัพย์ของโจทย์ การกระทำของ จำเลยทั้งสองดังที่โจทย์กล่าวในฟ้องจึงไม่มีมูลความผิดทางอาญาตามบทกฎหมายที่โจทย์ ขอให้ลงโทษ แต่เป็นเพียงไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงอันเป็นการผิดสัญญาทางแพ่งเท่านั้น ",อาญา,, 69,16,,ทำหนังสือโอนสิทธิเรียกร้องสิทธิที่จะได้รับค่าจ้างให้แก่ผู้รับโอน และมีหนังสือแจ้งการโอนไปยังลูกหนี้แล้ว ลูกหนี้จะยกข้อต่อสู้ว่าไม่มีหนี้ที่จะต้องชำระแก่ผู้โอนชื่นเป็นข้อต่อสู้ผู้รับโอนได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๑๓๖/๒๕๕๗ จำเลยที่ ๒ ทำสัญญาจ้างจำเลยที่ ๑ แปรรูปลำใยสดและทำการตลาดลำใยอบแห้ง ในกรณีปฏิบัติตามสัญญาดังกล่าวจำเลยที่ ๑ ส่งซื้อถุงพลาสติกจากโจทก์เพื่อนำมาบรรจุลำใยอบ ๒ ครั้ง รวมเป็นเงิน ๘,๗๒๐,๙๕๔.๗๕ บาท แต่ยังไม่ได้ชำระราคาเพราะจำเลยที่ ๑ เรียกเก็บเงินค่าจ้างตามสัญญาจากจำเลยที่ ๒ ไม่ได้ ในส่วนการปฏิบัติตามสัญญาระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๒ ปรากฏว่าจำเลยที่ ๒ บอกเลิกสัญญาอ้างว่าจำเลยที่ ๑ เป็นฝ่ายผิดสัญญาสำหรับหนี้ค่าถุงพลาสติกระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ หลังจากจำเลยที่ ๑ ผัดผ่อนหลายครั้งแล้ว จำเลยที่ ๑ ได้ทำหนังสือขึ้น ๒ ฉบับ ฉบับหนึ่งมีข้อความว่าจำเลยที่ ๑ โอนสิทธิที่จะได้รับเงินตามสัญญาจ้างจากจำเลยที่ ๒ ให้แก่โจทก์ และอีกฉบับหนึ่งแจ้งให้จำเลยที่ ๒ ทราบถึงการโอนสิทธิระหว่างจำเลยที่ ๑ กับโจทก์ดังกล่าว โดยให้ผู้รับมอบอำนาจโจทก์นำหนังสือไปยื่นต่อจำเลยที่ ๒ แต่จำเลยที่ ๒ ปฏิเสธไม่รับรู้ เพราะหนี้ระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๒ นั้นยังมีการฟ้องร้องกันอยู่ โดยจำเลยที่ ๑ ฟ้องจำเลยที่ ๒ ต่อศาลจังหวัดเชียงใหม่ จำเลยที่ ๒ ก็ฟ้องจำเลยที่ ๑ ต่อศาลชั้นต้นซึ่งต่อมาได้มีการรวมคดีมาพิจารณาที่ศาลชั้นต้นคดียังไม่ถึงที่สุด มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทกว่า จำเลยที่ ๒ ต้องร่วมรับผิดในหนี้ค่าถุงพลาสติกซึ่งจำเลยที่ ๑ ส่งซื้อไปจากโจทก์หรือไม่โดยโจทก์ฟ้องและนำสืบว่าจำเลยที่ ๒ ต้องร่วมรับผิดเพราะจำเลยที่ ๑ ได้ทำหนังสือโอนสิทธิเรียกร้องที่จำเลยที่ ๑ มีสิทธิจะได้รับค่าจ้างตามสัญญาแปรรูปลำใยให้แก่โจทก์ และมีหนังสือแจ้งการโอนไปยังจำเลยที่ ๒ แล้ว เห็นว่า การโอนหนี้อันจะพึงต้องชำระแก่เจ้าหนี้คนหนึ่งโดยเฉพาะเจาะจงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๐๖ นั้น มาตรา ๓๐๘ วรรคสอง บัญญัติว่า ""ถ้าลูกหนี้เป็นแต่ได้รับคำบอกกล่าวการโอน ท่านว่าลูกหนี้มีข้อต่อสู้ผู้โอนก่อนเวลาที่ได้รับคำบอกกล่าวนั้นฉันใด ก็จะยกขึ้นเป็นชื่อต่อสู้แก่ผู้รับโอนได้ฉันนั้น..."" คดีนี้ ได้ความเป็นยุติว่าหนี้ที่โจทย์ก้างว่าจำเลยที่ ๒ ต้องชำระค่าจ้างประรูปลำใยให้แก่จำเลย ที่ ๑ นั้น จำเลยที่ ๒ ซึ่งมีฐานะเป็นลูกหนี้ในการชำระค่าจ้างได้ปฏิเสธหนี้ดังกล่าวโดยอ้างว่าจำเลยที่ ๑ ต่างหากที่เป็นฝ่ายผิดสัญญาและมีหนี้ต้องชำระแก่จำเลยที่ ๒ ซึ่งหนี้ ดังกล่าวจำเลยที่ ๒ ได้ยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ ต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำ ที่ ๔๓๕๖/๒๕๔๘ แล้ว เมื่อทางพิจารณาคดีนี้ได้ความว่า คดีดังกล่าวศาลยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าจำเลยที่ ๒ มีหนี้ต้องชำระให้จำเลยที่ ๑ จริง จำเลยที่ ๒ ก็ย่อมยกข้อต่อสู้เรื่องการฟ้องร้องดำเนินคดีเรียกให้จำเลยที่ ๑ เป็นฝ่ายชำระหนี้และคดียังไม่ถึงที่สุดขึ้นยันโจทย์ในฐานะผู้รับโอนได้ จำเลยที่ ๒ จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ ตามฟ้อง ",แพ่ง,, 69,16,,"ขับรถยนต์ถอยหลังด้วยความเร็ว โดยที่ด้านหน้ารถมีช่องว่างให้สามารถขับรถยนต์หลบหนีไปได้ เพื่อจะหลบหนีเจ้าพนักงานตำรวจแต่เจ้าพนักงานตำรวจกระโดดหลบได้ทัน เป็นความผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานด้วยหรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๖๙๓/๒๕๕๔ รถยนต์ที่จอดขวางอยู่ทางด้านหน้ามีช่องว่างให้จำเลยที่ ๑ สามารถขับรถยนต์หลบหนีไปได้ทันทีทั้งทางด้านซ้ายและด้านขวาโดยไม่ต้องขับรถยนต์ถอยหลังก่อน การที่จำเลยที่ ๑ ขับรถยนต์ถอยหลังด้วยความเร็วโดยทราบอยู่แล้วว่าผู้เสียหายยืนอยู่ทางด้านหลัง ย่อมเล็งเห็นผลได้ว่าหากผู้เสียหายไม่กระโดดหลบ รถยนต์ที่จำเลยที่ ๑ ขับอาจชนผู้เสียหายที่ยืนอยู่ทางด้านหลังในระยะห่างเพียง ๕ เมตร เป็นเหตุให้ผู้เสียหายถึงแก่ความตายได้ การกระทำของจำเลยที่ ๑ เป็นความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าพนักงานกระทำการตามหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๙ (๒) ประกอบมาตรา ๘๐ ",อาญา,, 69,16,,"ยิงปืนไปในบ้านซึ่งมีบุคคลหลายคนหลบอยู่ภายในบ้านแต่กระสุนปืนไม่ถูกผู้ใด เพียงแต่ถูกเสาหน้าบ้าน และตู้กระจกแล้วกระจกกระเด็นใส่บุคคลภายในบ้านเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าหรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๖๓๙/๒๕๕๔ จำเลยเป็นฝ่ายก่อเหตุภายในบ้านของโจทย์และพวกแล้วไปเอาอาวุธปืนของจำเลยย้อนกลับไปบ้านเกิดเหตุซึ่งมีโจทย์ พี่ชายและพี่สาวกับญาติอีกหลายคนหลบอยู่ภายในบ้าน การที่จำเลยยิงปืนไปที่บริเวณบ้านรวม ๔ นัด กระสุนปืน ๑ นัดถูกที่เสาหน้าบ้านลุงจากพื้นประมาณ ๑๒๔ เซนติเมตร หนึ่งนัดถูกที่ตู้กระจกใส่ของสูงจากพื้นประมาณ ๓๖ เซนติเมตร และโจทก์มีบาดแผลถูกของมีคมบริเวณท้องแขนทั้งสองข้าง เนื่องจากถูกกระจกกระเด็นใส่ จำเลยย้อมเล็งเห็นผลได้ว่ากระสุนเป็นอาจถูกโจทก์หรือบุคคลอื่นภายในบ้านถึงแก่ความตายได้แม้กระสุนเป็นจะไม่ถูกผู้ใด จำเลยมีความผิดฐานพยายามฆ่าโจทก์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘, ๘๐ ",อาญา,, 69,16,,มิได้แสดงตนเป็นเจ้าพนักงาน เพียงแต่อ้างว่าพวกของเขาด้วยเป็นเจ้าพนักงาน (โดยความจริงแล้วมิได้เป็นเจ้าพนักงานตำรวจ) จะเป็นความผิดฐานร่วมกันแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานและกระทำการเป็นเจ้าพนักงานตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๕ หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๕๕๑/๒๕๕๘ จำเลยกับพวกเคาะประตูบ้านเรียกผู้เสียหายให้เปิดประตูและเข้าไปค้นบ้านผู้เสียหายในเวลาวิกาล แม้จำเลยกระทำเพื่อค้นหาทรัพย์สินของจำเลยและจำเลยกับผู้เสียหารู้จักกันมาก่อน แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยกับพวกมีสิทธิตามกฎหมายหรือเหตุฉุกสมควรที่จะเข้าไปค้นจึงเป็นการเข้าไปในเคหสถานของผู้อื่นโดยไม่มีเหตุฉุกสมควรและการที่จำเลยผลักประตูบ้านที่ผู้เสียหายเปิดแจ้งเข้าไป โดยแสดงแก่ผู้เสียหายว่า ส. กับพวกอีก ๓ คน ซึ่งยืนอยู่หน้าประตูบ้านเป็นเจ้าพนักงานตำรวจและผู้เสียหายมิได้ขัดขืนหรือห้ามปรามมิให้จำเลยกับ ส. เข้าไป ถือไม่ได้ว่าผู้เสียหายยินยอมให้จำเลยกับพวกเข้าไปการกระทำของจำเลยกับพวกย่อมเป็นความผิดฐานร่วมกันเข้าไปในเคหสถานของผู้อื่นโดยไม่มีเหตุฉุกสมควรโดยร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไปในเวลากลางคืน (ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๕ (๒), (๓) ประกอบมาตรา ๓๖๔ และมาตรา ๘๓) ผู้เสียหายกับจำเลยรู้จักกันมาก่อนและผู้เสียหายรู้ว่าจำเลยมิได้เป็นเจ้าพนักงาน วันเกิดเหตุจำเลยมิได้แสดงตนเป็นเจ้าพนักงานเพียงแต่อ้างว่าพวกของจำเลยเป็นเจ้าพนักงาน การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานร่วมกันแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานและกระทำการเป็นเจ้าพนักงาน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๕ วรรคแรก แต่การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานร่วมกันแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานและกระทำการเป็นเจ้าพนักงาน ",อาญา,, 69,16,,แบ่งฝ่ายแบ่งพวกต่อสู้กันโดยรู้ว่าผู้ใดหรือฝ่ายใดเป็นผู้ลงมือทำราย จะเป็นความผิดฐานชุลมุนต่อสู้กันตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๔ หรือ ๒๙๙ หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๔๒๓๒/๒๕๕๘ กรณีความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๔ และ ๒๙๙ นั้น ต้องเป็นการชุมนุมต่อสู้กันระหว่างบุคคลตั้งแต่สามคนขึ้นไป และมี บุคคลถึงแก่ความตายและได้รับอันตรายสาหัสโดยไม่ทราบว่าผู้ใดหรือผู้ใดร่วมกับใคร กระทำจนถึงแก่ความตายหรือนำได้รับอันตรายสาหัส แต่หากสามารถรู้และแบ่งฝ่าย แบ่งพวกกันได้ ทั้งรู้ว่าผู้ใดหรือฝ่ายใดเป็นผู้ลงมือทำรายย่อมลงโทษผู้นั้นกับพวกได้ ตามเจตนาและผลของการกระทำ จำเลยกับพวกฝ่ายหนึ่งและผู้ตายกับผู้เสียหายฝ่ายหนึ่ง วิวาทต่อสู้กัน แม้พยานโจทย์ที่อยู่ในเหตุการณ์จะไม่อาจระบุได้แน่ชัดว่าคนใดในกลุ่มของ จำเลยเข้าไปใช้อาวุธมืดแทงผู้ตายเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายและฟันผู้เสียหาย เป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัสก็ตาม ย่อมมิใช่กรณีตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๔ และ ๒๙๙ พวกของจำเลยที่เข้าร่วมในการทะเลาะวิวาทกับผู้ตายและผู้เสียหายได้มืด แทงผู้ตายและฟันผู้เสียหาย จำเลยซึ่งมีเจตนาร่วมกับพวกกระทำต่อผู้ตายและผู้เสียหาย ย่อมต้องรับผลอันเป็นธรรมดาอย่างเกิดขึ้นจากการนั้นในฐานะเป็นตัวการ แม่มิได้เป็น ผู้ลงมือแทงผู้ตายและฟันผู้เสียหายด้วยตนเองก็ตาม,อาญา,, 68,1,,สัญญาจะขายที่ดินและอาคารชุดผู้จะขายจะโอนหนี้ที่เกิดขึ้นจากสัญญาให้แก่บุคคลอื่น โดยผู้รับโอนตกลงรับโอนสิทธิเรียกร้องและภาระหนี้ต่อจากลูกค้าผู้จะซื้อห้องชุดดังกล่าวทุกรายจากผู้จะขายนั้น จะใช้วิธีการแบบโอนสิทธิเรียกร้องธรรมดาได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๔๑๒/๒๕๕๗ สัญญาจะซื้อขายห้องชุดพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ เป็นสัญญาต่างตอบแทน ฐานะของโจทก์และจำเลยที่ ๑ ต่างเป็นทั้งเจ้าหนี้และลูกหนี้ซึ่งกันและกัน ไม่มีฝ่ายใดเป็นเจ้าหนี้หรือลูกหนี้แค่ฝ่ายเดียว เมื่อจำเลยที่ ๑ จะขายที่ดินพร้อมอาคารชุดซึ่งรวมห้องชุดพิพาทแก่จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ และจะโอนหนี้ที่เกิดขึ้นจากสัญญาจะซื้อจะขายระหว่างจำเลยที่ ๑ กับโจทก์ไปยังจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ จะใช้วิธีการแบบโอนสิทธิเรียกร้องธรรมดาตามประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ มาตรา ๓๐๖ หาได้ไม่ แม้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ มิได้ดำเนินการเปลี่ยน สัญญากับลูกค้าผู้จองซื้อห้องชุดกับจำเลยที่ ๑ ภายในเวลาที่กำหนดไว้แม้แต่รายเดียวก็มีผลเพียงแค่จำเลยที่ ๑ ไม่หลุดพ้นจากความรับผิดเพราะหนี้เดิมมิได้ระงับไป แต่ ข้อตกลงให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ รับโอนที่ดินพร้อมอาคารชุดพิพาทไปทั้งโครงการ รวมทั้งสิทธิเรียกร้องและภาระหนี้ตามสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดในโครงการที่จำเลยที่ ๑มีต่อลูกค้าทุกรายรวมทั้งโจทก์เข้าลักษณะเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอก รวมอยู่ด้วย การที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยที่ ๑ ไม่ได้คัดค้านการโอนที่ดินพร้อม อาคารชุดตลอดทั้งโอนสิทธิและหน้าที่ภาระความผูกพันต่าง ๆ ที่มีต่อลูกค้าผู้จองซื้อ ห้องชุดระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ และโจทก์มีพฤติการณ์ว่าเข้าถือเอาประโยชน์โดยการทวงถามให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ชำระหนี้แก่ตนด้วยการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้ตามสัญญาจะซื้อจะขายแล้ว จึงต้องบทบัญญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๗๔ เมื่อจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ปฏิเสธไม่โอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทให้แก่โจทก์ภายในกำหนดเวลาที่โจทก์บอกกล่าวทวงถาม ย่อมเป็นการผิดสัญญา จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ จะยกเรื่องที่ยังไม่ได้เปลี่ยนสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดเป็นชื่อจำเลยที่ ๒และที่ ๓ เป็นผู้จะขยายมาปฏิเสธความรับผิดไม่ได้ ",แพ่ง,, 68,1,,"ขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก) ให้แก่ผู้ซื้อโดยไม่ได้จดทะเบียนการโอนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ แต่ผู้ขายส่งมอบการครอบครองให้ผู้ซื้อ หากผู้ขายนำที่ดินไปจำนอง ผู้รับจำนองสุจริต ผู้ซื้อมีสิทธิขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนจำนองที่ดินหรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๕๓๗/๒๕๕๗ จ. มารดาจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๑ ขายที่ดินพิพาทแปลงที่ ๑ และแปลงที่ ๒ ซึ่งเป็นส่วนของที่ดินที่มีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้แก่ พ. บิดาโจทก์และโจทก์ตามลำดับโดยไม่ได้จดทะเบียนการโอนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ แต่การที่ พ. บิดาโจทก์และโจทก์ได้เข้ามาครอบครองที่ดินพิพาท แปลงที่ ๑ และแปลงที่ ๒ ย่อมทำให้ได้ไปซึ่งสิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๖๗, ๑๓๗๗ และ ๑๓๗๘ โดยไม่จำต้องจดทะเบียนการได้มา ซึ่งต่อมา พ. ยกที่ดินพิพาทแปลงที่ ๑ ให้แก่โจทก์ จึงทำให้โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาททั้งสองแปลง เมื่อจำเลยที่ ๑ ผู้จำนองมิใช่เจ้าของที่ดินแปลงที่ ๑ และแปลงที่ ๒ นำที่ดินไปจำนองแก่จำเลยที่ ๒ จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๐๕ การจำนองจึงไม่มีผลผูกพันโจทก์ผู้เป็นเจ้าของที่แท้จริง โดยไม่ต้องคำนึงว่าจำเลยที่ ๒ รับจำนองโดยสุจริตหรือไม่ เพราะสิทธิของผู้ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ที่ห้ามมิให้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้ใดสิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนโดยสุจริตและได้จดทะเบียนโดยสุจริตตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๙๙ วรรคสอง ต้องเป็นการได้สิทธิในที่ดินที่ได้จดทะเบียนแล้ว และการทำที่โจทก์เป็นผู้ได้มาซึ่งที่ดินโดยทางนิติกรรมจึงไม่อยู่ในบังคับของบทบัญญัติดังกล่าว โจทกก็จึงมีสิทธิที่ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนจำนองเฉพาะส่วนมิให้ครอบไปถึงที่ดินพิพาทแปลงที่ ๑ และแปลงที่ ๒ ของโจทก์ได้ (มีคำพิพากษาฎีกาที่ ๗๑๔๙/๒๕๓๘ วินิจฉัยเช่นกัน) หมายเหตุ ถ้าได้สิทธิครอบครองมาโดยการแย่งการครอบครองมีคำพิพากษาฎีกา วินิจฉัยไว้ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๒๗/๒๕๓๘ ที่ดินพิพาทเป็นที่ทำไม่ มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์มีเพียง น.ส.๓ บุคคลจะพึงมีสิทธิเหนือที่ดินพิพาทยอย่างมากก็เพียงแต่สิทธิ ครอบครอง แม้โจทก์จะได้สิทธิครอบครองโดยการแย่งการครอบครอง แต่การได้มาของโจทก์มิได้จดทะเบียน โจทกก็จะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้จำเลยผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริตและได้จดทะเบียนโดยสุจริตไม่ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา๑๒๙๙ วรรคสอง ",แพ่ง,, 68,1,,"การได้มาซึ่งสิทธิเหนือพื้นดินมิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จะมีผลบังคับกันได้หรือไม่และผูกพันทายาทของเจ้าของที่ดินหรือไม่และจะฟ้องบังคับให้จดทะเบียนสิทธิเหนือพื้นดินได้หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๐๕๔/๒๕๕๗ ป. ผู้ตายให้จำเลยมีสิทธิเหนือพื้นดินด้วยการปลูกบ้านอาศัยอยู่บนที่ดินได้จนตลอดชีวิตของจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๑๐ และ ๑๔๑๒ สิทธิเหนือพื้นดินถือเป็นทรัพย์สิทธิอันเกี่ยวข้องสังหาริมทรัพย์ แม้มิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่อันทำให้ไม่บริบูรณ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๙๙ วรรคหนึ่ง แต่ก็ใช้บังคับกันได้ระหว่างคู่สัญญาในฐานะบุคคลสิทธิและตกทอดไปยังโจทก์ซึ่งเป็นทายาทของผู้ตายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๙๙ และ ๑๖๐๐ โจทก์จึงฟ้องขับไล่จำเลยและบริวารให้ออกไปจากบ้านและที่ดินไม่ได้ ทั้งมิใช่เป็นกรณีที่จำเลยได้สิทธิเหนือพื้นดินโดยไม่มีกำหนดเวลาอันจะทำให้โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาเสียในเวลาใดก็ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๑๓ การได้มาซึ่งสิทธิเหนือพื้นดินของจำเลยมิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งทำให้ไม่บริบูรณ์ โดยไม่ปรากฏว่ามีข้อตกลงกันเป็นพิเศษหรือมีสัญญาต่างตอบแทนระหว่างผู้ตายกับจำเลยว่าจะไม่จดทะเบียนสิทธิเหนือพื้นดิน จำเลยจึงไม่อาจขอให้บังคับโจทก์ไปจดทะเบียนสิทธิเหนือพื้นดินเพื่อให้เป็นทรัพย์สิทธิที่สมบูรณ์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๙๙ วรรคหนึ่งได้ สิทธิเหนือพื้นดินบนที่ดินของจำเลยคงผูกพันและบังคับโจทก์ได้ในฐานะบุคคลสิทธิ คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้โจทก์จดทะเบียนสิทธิเหนือพื้นดินให้แก่จำเลย จึงไม่ชอบอันเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความไม่ฎีกาศาลมฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒ (๕) ประกอบมาตรา ๒๔๖ และ ๒๔๗ ",แพ่ง,, 68,1,,"โทรศัพท์ไปด่าว่าผู้อื่นซึ่งอยู่ห่างไกลกันคนละอำเภอ จะเป็นความผิดฐานดูหมิ่นซึ่งหน้าหรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๗๑๑/๒๕๕๗ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดฐานดูหมิ่นผู้อื่นซึ่งหน้า ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๙๓ แต่ทางพิจารณาโจทก์นำสืบว่าจำเลยโทรศัพท์ไปหาผู้เสียหาย ด่าว่าและทวงเอกสารจากผู้เสียหาย ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายอยู่ที่สถานีบริการขนส่ง (บขส.) ตำบลท้ายช้าง อำเภอเมืองพังงา จังหวัดพังงา จำเลยอยู่ที่สวนบริหารจัดการทรัพยากรป่าชายเลนที่ ๒ตำบลกะไหล อำเภอกะทู้ทุ่ง จังหวัดพังงา ซึ่งเป็นสถานที่ห่างไกลกันคนละอำเภอ แต่องค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๙๓ นั้น ถ้าเป็นการกล่าวด้วยวาจา ผู้กระทำต้องกล่าวซึ่งหน้าผู้เสียหายเพราะบทบัญญัติมาณานี้มีเจตนารมณ์ป้องกันเหตุร้ายที่อาจเข้าถึงตัวกันทันทีที่มีการกล่าวดูหมิ่น ดังนั้น ข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบจึงยังไม่เข้าองค์ประกอบความผิดฐานดูหมิ่นผู้อื่นซึ่งหน้า ",อาญา,, 68,2,,"การกระทำความผิดด้วยความจำเป็น ผู้นั้นต้องรับโทษหรือไม่การกระทำโดยประมาท การกระทำที่มีใช้เพราะอยู่ในที่บังคับหรือภายใต้อำนาจซึ่งไม่สามารถหลีกเลี่ยงหรือขัดขืนได้ จะอ้างว่าเป็นการกระทำความผิดด้วยความจำเป็นได้หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๗๕๐/๒๕๑๔ จำเลยถูกคนร้ายที่มีสมัครพรรคพวกหลายคนแต่งกายมีอาวุธครบมือ ใช้ปืนจี้บังคับให้เอาเรือรับส่งข้ามฟ้าเพื่อช่วยเหลือคนร้ายให้พ้นจาก การจับกุม ดังนี้ เป็นการที่จำเลยกระทำไปเพราะอยู่ในที่บังคับ หรือภายใต้อำนาจซึ่งไม่สามารถหลีกเลี่ยงขัดขืนได้จึงเป็นการกระทำความผิดด้วยความจำเป็น จำเลยไม่ต้องรับโทษ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๖๖๐/๒๕๒๑ มีผู้นำช้างไปล้อมไว้ใกล้กับสวนของจำเลยโดย จำเลยไม่รู้ กลางคืนช้างหลุดจากโซ่ พังรัวลงบนทางเข้าไปในสวนของจำเลย ซึ่งมีบ้านพักของ จำเลยกับคนงานปลูกอยู่ คนงานได้ยินเสียงหักข้าวโพดจึงบอกจำเลย จำเลยก็ได้ไปดูคนงาน จำเลยโย่งจากไร่ข้าวโพดพบช้างอยู่กลางไร่ข้าวโพดประมาณ ๔ วา โดยไม่เห็นรู้ตัวและ กำลังเดินเข้ามาหาจำเลย จำเลยเข้าใจว่าเป็นช้างป่า ซึ่งยังมีอยู่ในบริเวณไร่ของจำเลย จึงผลัก คนงานให้หลบแล้วแล้วเอาปืนยิงช้างไป ๒ นัดแล้ววิ่งหนี ดังนี้ เกี่ยวกับการที่จำเลยยิงช้างของ ผู้เสียหายเป็นการตัดสินใจโดยกระทำนั้นด้วยความจำเป็นเพื่อให้พ้นจากภัยคุกคามที่ใกล้จะถึงตัว จำเลยกับคนงาน โดยจำเลยไม่สามารถหลีกเลี่ยงให้พ้นโดยวิธีอื่นได้ และการกระทำของจำเลย ไม่เกินสมควรแก่เหตุ จำเลยจึงไม่ต้องรับโทษฐานทำให้เสียทรัพย์ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๐๔๖/๒๕๔๒ จำเลยเป็นหญิงซึ่งเป็นเพศที่อ่อนแอกว่าจึงอาจถูก บ. ข่มเหงเอาได้ตลอดเวลา ทั้งจำเลย เป็นชู้กับผู้ตายซึ่งถือว่าเป็นเรื่องร้ายแรงที่ บ. อาจฆ่าจำเลยเสียได้จริง และไม่ปรากฏว่าจำเลยมี สาเหตุโกรธเคืองกับผู้ตาย เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจพาจำเลยมาถึงที่เกิดเหตุจำเลยร้องไห้และเล่าถึง เหตุที่ บ. บังคับให้นัดผู้ตายมาพบเพื่อฆ่า หากไม่นัดจะฆ่าผู้ตายและจำเลยทั้งสองคนให้ตาย ทั้ง ผู้ตายยอมทำตามที่จำเลยชักชวนโดยไม่ระแวงสงสัย ซึ่งให้เห็นว่าจำเลยร่วมฆ่าผู้ตายเพราะตกอยู่ ภายใต้อำนาจของ บ. ซึ่งไม่สามารถหลีกเลี่ยงขัดขืนแต่การที่จำเลยยังกับยอมร่วมมือกับ บ. ฆ่าผู้ตาย ถือได้ว่ากระทำเกินไปสมควรแก่เหตุหรือเกินกว่ากรณีแห่งความจำเป็นซึ่งศาลจะลงโทษ น้อยกว่ากฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๖๗ (๑), ๖๙ คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๗๓๘/๒๕๕๔ ความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลเป็นความผิดต่อ ศาล และการลงโทษฐานละเมิดอำนาจศาลก็เป็นอำนาจของศาลโดยเฉพาะ เมื่อปรากฏว่าเอกสาร ที่โจทก์อ้างถึงในคดีสูญหายไปจากสำนวนความของศาล ต่อมาผู้ถูกกล่าวหาได้นำเอกสารนั้นมามอบคืนศาลชั้นต้น โดยผู้ถูกกล่าวหาเมื่อได้รับเอกสารดังกล่าวคืนมาแล้วยังคงเก็บเอกสารดังกล่าวไว้อีก ๒ ถึง ๓ วัน โดยไม่นำมาส่งคืนศาล และการเก็บเอกสารเช่นว่านี้ก็มิได้รับอนุญาตจากศาล การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาหาใช่เป็นเพราะอยู่ในที่บังคับหรือภายใต้อำนาจซึ่งไม่สามารถหลีกเลี่ยงหรือขัดขืนได้ การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาจึงไม่ใช่กระทำความผิดด้วยความจำเป็นอันจะทำให้ไม่ต้องรับโทษ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๙๖๕-๖๙๖๖/๒๕๔๖ จำเลยเป็นลูกจ้างประจำของกรมศาสนา เป็นผู้ติดต่อกับผู้เช่าที่ดินวัดราง การที่จำเลยนำใบเสร็จรับเงินค่าเช่าที่ดินวัดรางที่จำเลยทำปลอมขึ้นไปเก็บเงินจากผู้เช่า ต้องถือว่าจำเลยรับเงินไว้แทนกรมการศาสนา มิใช่รับไว้แทนผู้เช่าเพื่อนำไปมอบให้กรมการศาสนา เมื่อจำเลยนำเงินดังกล่าวไปใช้ส่วนตัว ย่อมเป็นการยักยอกเงินของกรมศาสนา กรมการศาสนาจึงเป็นผู้เสียหายมีอำนาจร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยในความผิดฐานยักยอกได้ การที่จำเลยอ้างถึงการเอาเงินของกรมการศาสนาไปเพราะต้องการนำไปใช้รักษาระบิดามารดา ว่าเป็นการกระทำความผิดด้วยความจำเป็นนั้น เห็นได้ว่า กรณีมิใช่จำเลยอยู่ในที่บังคับหรือภายใต้อำนาจซึ่งไม่สามารถหลีกเลี่ยงหรือขัดขืนได้ และมิใช่กรณีที่มีภัยอันตรายที่ใกล้จะถึงแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยจึงหาใช่การกระทำความผิดด้วยความจำเป็นที่จะได้รับการยกเว้นโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๖๗ ไม่ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๖๔๙/๒๕๔๙ แม้การที่จำเลยที่ ๒ ขับรถจักรยานยนต์พาผู้เสียหายซึ่งอายุไม่เกิน ๑๕ ปี และจำเลยที่ ๑ ไปยังพิพิธภัณฑ์เมืองโบราณบ้านโนนเมืองเพื่อให้จำเลยที่ ๑ ข่มขืนกระทำชำเราแล้วขับรถจักรยานยนต์พาผู้เสียหายไปสงบ้านจะถือได้ว่าเป็นการกระทำอันเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่จำเลยที่ ๑ กระทำความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายโดยมีอาวุธก่อนหรือขณะที่จำเลยที่ ๑ กระทำความผิด และจำเลยที่ ๒ กระทำโดยมีเจตนารครบถ้วนตามหลักเกณฑ์องค์ประกอบความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๗ วรรคสาม ประกอบมาตรา ๘๖ แล้วก็ตาม แต่เมื่อได้ความว่าจำเลยที่ ๒ กระทำความผิดดังกล่าวด้วยความจำเป็นเพราะถูกจำเลยที่ ๑ ใช้อาวุธมืดลักษณะคล้ายมีดสปาตาร์ ยาวประมาณ ๑ ฟุต จี้ที่คอของผู้เสียหายเลยมาถึงคอของจำเลยที่ ๒ จนผู้เสียหายเกิดความกลัวว่าจะถูกทำรายจึงร้องบอกจำเลยที่ ๒ ให้ขับรถจักรยานยนต์ต่อไปจนถึงที่เกิดเหตุ ซึ่งเป็นภัยอันตรายที่ใกล้จะถึงและจำเลยที่ ๒ ไม่อาจหลีกเลี่ยงหรือขัดขืนให้พ้นโดยวิธีอื่นใดได้ อีกทั้งไม่ใช่ภัยอันตรายที่จำเลยที่ ๒ เป็นผู้ก่อขึ้นเพราะความผิดของตนเอง การกระทำของจำเลยที่ ๒ จึงไม่ต้องรับโทษ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๒๒๗/๒๕๕๓ คำเบิกความและคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยได้ความว่า ผู้ตายชอบเล่นอาวุธเป็นบางครั้งเอากระสุนปืนออกจากลูกโม่แล้วมาจ่อยิงที่ศรีษะของตนหรือผู้อื่นเพื่อล้อเล่น ในวันก่อนเกิดเหตุผู้ตายก็เอาอาวุธปืนมาเล่นอีก แต่ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าขณะที่ผู้ตายเอาอาวุธปืนมาจ่อที่ศรีสะตนเองแล้วจำเลยเข้าแย่งเป็นเหตุให้ปืนลั่น ผู้ตายจะยิงตนเองหรือผู้ตายเมาสุราจนไม่ได้สติแต่อย่างใด ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยรู้หรือไม่ว่าอาวุธปืนดังกล่าวบรรจุลูกกระสุนหรือไม่ ดังนั้น การที่จำเลยเข้าแย่งอาวุธปืนในสถานการณ์ดังกล่าว ถือว่าจำเลยกระทำโดยปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นจักต้องมิตามวิสัยและพฤติการณ์ และจำเลยอาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่ อันเป็นการกระทำโดยประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๙ วรรคสี่ การที่จะอ้างว่าเป็นการกระทำความผิดด้วยความจำนี้ได้นั้น ต้องเป็นเรื่องการกระทำผิดโดยเจตนาแต่คดีนี้จำเลยกระทำผิดโดยประมาทจึงมิใช่เป็นการกระทำความผิดด้วยความจำเป็น ",อาญา,, 68,2,,"บุตรนอกกฎหมายที่บิดารับรองแล้วมีสิทธิฟ้องเรียกค่าขาดไร้อุปการะจากผู้กระทำละเมิดให้บิดาของตนถึงแก่ความตายได้หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๒๑๐/๒๕๕๖ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๔๓ วรรคสาม กำหนดให้ผู้กระทำละเมิดในกรณีทำให้เขาถึงตายรับ ผิดต่อบุคคลที่ต้องขาดไร้อุปการะเฉพาะที่ผู้ตายมีหน้าที่อุปการะตามกฎหมายเท่านั้น แต่โจทก์ร่วมเป็นบุตรของผู้ตายกับ ป. ซึ่ง ป. ให้การชั้นสอบสวนว่า ผู้ตายกับ ป. ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกันแม้ผู้ตายแจ้งการเกิดของโจรทกร่วมว่า โจรทกร่วมเป็นบุตรของผู้ตาย และตามพฤติการณ์เห็นได้ว่าผู้ตายยินยอมให้โจรทกร่วมใช้ชื่อสกุลอันถือว่าโจรทกร่วมเป็นบุตรนอกกฎหมายที่บิดารับรองแล้วตาม มาตรา ๑๒๖๗ ก็ตามแต่มาตรา ๑๕๖๓ และมาตรา ๑๕๖๔ ที่บัญญัติให้บุตรและบิดาจำต้องอุปการะเลี้ยงดูกันนั้นหมายถึงบุตรและบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น ไม่มีบทบัญญัติกำหนดสิทธิและหน้าที่ให้บิดาจำต้องอุปการะเลี้ยงดูบุตรนอกกฎหมาย ดังนั้นแม้โจรทกร่วมซึ่งเป็นบุตรนอกกฎหมายที่บิดารับรองแล้วจะเป็นทายาทโดยธรรมมีสิทธิรับมรดกของบิดาได้ แต่ก็ไม่มีสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากบิดา โจรทกร่วมจึงไม่มีสิทธิเรียกค่าขาดไร้อุปการะจากจำเลย ซึ่งเป็นผู้กระทำละเมิดให้บิดาของตนถึงแก่ความตายได้คงมีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนเกี่ยวกับการปลงศพและค่าเสียหายแก่รถจักรยานยนต์ของผู้ตาย ซึ่งเป็นสิทธิของผู้ที่เป็นทายาทจะเรียกร้องเอาแก่ผู้ที่กระทำละเมิดทำให้เจ้ามรดกถึงแก่ความตายเท่านั้น ",แพ่ง,, 68,2,,"ข้อความในสัญญาเช่าซึ่งไม่มีลักษณะบังคับที่แน่นอนและชัดเจนว่า เมื่อผู้เช่าสนองรับแล้วมีผลผูกพันผู้ให้เช่าต้องรับทำสัญญาต่อให้ เป็นคำมั่นจะให้เช่าหรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๓๒๘๖/๒๕๕๖ ข้อความสัญญาเช่าที่ดินที่ว่า ผู้เช่ายอมรับสัญญาว่าเมื่อครบกำหนดอายุสัญญานี้และผู้เช่าประสงค์จะเช่าต่อไป ผู้เช่าจะได้เสนอขอต่อสัญญาเช่าต่อผู้ให้เช่าภายในกำหนด ๖๐ วัน หากมิได้ขอต่อสัญญาภายในกำหนดนี้ให้ถือว่าผู้เช่าสละสิทธิการเช่าตามสัญญานี้ ผู้ให้เช่ามีอำนาจเข้าจัดการกับสถานที่เช่านี้ได้ทุกประการ ไม่มีลักษณะบังคับที่แน่นอนและชัดเจนว่าเมื่อผู้เช่าจะขอต่อสัญญาเช่าแล้วมีผลต้องผูกพันผู้ให้เชาต้องรับทำสัญญาต่อให้ จึงไม่มีลักษณะเป็นคำมั่นแต่มีลักษณะเป็นเพียงคำเสนอของผู้เช่าฝ่ายเดียว เมื่อโจทก์ผู้ให้เช่าปฏิเสธไม่ต่อสัญญาเช่าให้ จะถือว่าโจทก์ผิดสัญญาไม่ได้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๘๐๑/๒๕๕๕ ข้อความในสัญญาเช่าที่ว่า ก่อนครบสัญญาเช่า โจทก์และจำเลยจะปรับเปลี่ยนค่าเช่าหรือระยะเวลาเช่าในอัตราที่เป็นธรรมดังที่ปฏิบัติตามเป็นปกติประพฤติ ไม่มีรายละเอียดชัดเจนเกี่ยวกับค่าเช่าหรือระยะเวลาเช่าที่แน่นอนอันเป็นสาระสำคัญของสัญญาเช่า จึงไม่เข้าลักษณะคำมั่นจะให้เช่า เมื่อจำเลยไม่ได้กระทำการอันเป็นการได้แย้งสิทธิหน้าที่ของโจทก์ที่โจทก์จะบังคับให้จำเลยทำสัญญาเช่าฉบับใหม่กับโจทก์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๕ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย ",แพ่ง,, 68,2,,"ผู้เช่าปรับปรุงสิ่งปลูกสร้างที่เช่า เพื่อความสะดวกสบายและความปลอดภัยในการใช้สอยทรัพย์สินที่เช่า เป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าการเช่าธรรมดาหรือไม่ คำมั่นในการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ด้วยวาจา จะมีผลบังคับกันได้หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๔๖๐/๒๕๕๖ การต่อเติมและซ่อมแซมสิ่งปลูกสร้างซึ่งชำรุดทรุดโทรมให้เหมาะสมแก่การอยู่อาศัยโดยปลอดภัย ไม่ได้เป็นการก่อสร้างขึ้นใหม่ เมื่อคำนึงถึงค่าแรงและค่าวัสดุก่อสร้างที่ใช้แล้ว ไม่ใช่การเป็นการซ่อมแซมใหญ่ การที่จำเลยปรับปรุงสิ่งปลูกสร้างจึงเป็นการกระทำขึ้นเพื่อความสะดวกสบายและปลอดภัยในการใช้สอยทรัพย์สินที่เช่าจากโจทก์ร่วมไม่มีลักษณะเป็นสัญญาต่างตอบแทนพิเศษยิ่งกว่าการเช่าธรรมดาที่จะทำให้จำเลยมีสิทธิยิ่งไปกว่าการเช่าได้ เนื่องจากผู้รับโอนทรัพย์สินที่เช่าไม่ประสงค์ให้จำเลยเช่าต่อหลังจากสัญญาเช่าครบกำหนดโดยมีหนังสือแจ้งให้จำเลยออกจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพร้อมให้รื้อถอนส่วนที่ต่อเติมออกไปเมื่อครบกำหนดการเช่าแล้ว จำเลยจึงไม่มีสิทธิอยู่ในที่ดินพิพาท แม้ขณะโจทก์ร่วมประสงค์จะขายที่ดินได้แจ้งให้จำเลยทราบโดยให้จำเลยเป็นผู้มีสิทธิซื้อก่อน ก็เป็นเพียงการเปิดโอกาสให้จำเลยในฐานะผู้เช่าไม่ใช่ข้อผูกมัดว่าโจทก์ร่วมต้องปฏิบัติตามทั้งคำมั่นในการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์กฎหมายบังคับให้ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อฝ่ายผู้ต้องรับผิดหรือได้วางประจำไว้หรือได้ชำระหนี้บางส่วนแล้วจึงจะฟ้องร้องให้บังคับคดีได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๕๖ วรรคสอง เมื่อเป็นคำมั่นด้วยวาจา จำเลยย่อมไม่อาจบังคับให้โจทก์ร่วมโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยได้ แม่โจทกราบข้อกล่าวเช่นว่านั้นก็ถือไม่ได้ว่าการโอนขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์ร่วมกับโจทก์เป็นไปโดยไม่สุจริตนิติกรรมการซื้อขายจึงเป็นไปโดยชอบไม่อาจเพิกถอนได้ ",แพ่ง,, 68,3,,ปลูกต้นไม้ในที่ดินของผู้อื่นโดยได้รับอนุญาตจากเจ้าของที่ดิน หากต่อมาถูกฟ้องขับไล่ จะมีสิทธิ์ได้รับการชดใช้ค่าแห่งที่ดินที่เพิ่มขึ้นจากเจ้าของที่ดิน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๑๐ วรรคหนึ่ง และ ๑๓๑๔ วรรคหนึ่ง หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๐๕๕/๒๕๕๗ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๑๐ วรรคหนึ่ง ซึ่งนำมาใช้บังคับกับการเฉพาะปลูกต้นไม้ในที่ดินของผู้อื่นโดยสุจริตด้วยโดยอนุโลม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๑๔ วรรคหนึ่ง นั้น ต้องเป็นเรื่องของการสร้างโรงเรือนหรือเพราะปลูกต้นไม้ในที่ดินของผู้อื่น โดยเจ้าของที่ดินมิได้อนุญาตและตนไม่มีสิทธิหรือนิติสัมพันธ์อย่างใด ๆ ในที่ดินนั้นเลย หากเป็นการสร้างหรือเพราะปลูกโดยเชื่ออย่างสุจริตว่าตนเองมีสิทธิที่จะสร้างหรือเพราะปลูกได้ แต่กรณีของจำเลยเป็นเรื่องที่จำเลยได้รับอนุญาตจาก ห. เจ้าของที่ดินให้ปลูกต้นปาล์มน้ำมันในที่ดินพิพาท จึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวในอันที่จะทำให้จำเลยมีสิทธิได้รับการชดใช้ค่าแห่งที่ดินที่เพิ่มขึ้นจากโจทก์ ",แพ่ง,, 68,3,,ผู้ทำพินัยกรรมกับผู้รับพินัยกรรมมีข้อตกลงก่อนยกที่ดินให้ตามพินัยกรรมว่า ให้ใช้ที่ดินพิพาทเป็นทางเข้าออกเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินอีก ๓ แปลง ดังนี้ เจ้าของที่ดินอีก ๓ แปลงดังกล่าวใช้ทางพิพาทมาอย่างไม่ถึงสิบปี จะฟ้องบังคับให้จดทะเบียนการจำยอมได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๗๙๑/๒๕๕๖ การแสดงเจตนาเพื่อถือเอาประโยชน์ของบุคคลภายนอกตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๗๔ นั้น เป็นนิติกรรมที่ไม่มีแบบ อาจเป็นการแสดงเจตนาโดยชัดแจ้งหรือโดยบริยายก็ได้ และหาจำต้องระบุตัวบุคคลภายนอกผู้รับประโยชน์ว่าเป็นตัวบุคคลใดโดยเฉพาะเจาะจง ท. กับจำเลยได้มีข้อตกลงก่อนยกที่ดินให้จำเลยตามพินัยกรรมว่าให้ใช้ที่ดินพิพาทเป็นทางเข้าออก เพื่อประโยชน์แก่ที่ดินอีก ๓ แปลงอันเป็นข้อตกลงที่มีลักษณะเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์แก่บุคคลภายนอกเมื่อโจทก์ได้รับโอนที่ดินตามพินัยกรรมและเข้าใช้ทางพิพาทอันเป็นการแสดงเจตนาถือเอาประโยชน์จากข้อตกลงดังกล่าวแล้ว สิทธิของโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้รับประโยชน์ย่อมเกิดมีขึ้นนับแต่นั้น อันเป็นเหตุให้จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินพิพาท ต้องยอมรับกรรมบางอย่างเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินของโจทก์ ที่ดินพิพาทจึงตกเป็นภาระจำยอม ข้อตกลงดังกล่าวเป็นการก่อตั้งภาระจำยอม แม้ไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ก็เป็นเพียงทำให้การได้มาซึ่งภาระจำยอมนั้นไม่บริบูรณ์ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๙๙ วรรคหนึ่ง แต่ไม่ได้ทำให้ข้อตกลงดังกล่าวเป็นโมฆะ หรือเสียเปล่าแต่อย่างใด ยังคงบังคับกันได้เป็นบุคคลสิทธิในระหว่างจำเลยซึ่งต้องผูกพันชำระหนี้ตามสัญญาเพื่อประโยชน์แก่บุคคลภายนอกกับโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้รับประโยชน์ โจทก์ย่อมบังคับให้จำเลยจดทะเบียนภาระจำยอมได้ กรณีหาใช่เป็นการได้ภาระจำยอมโดยอายุความ อันเป็นการได้ทรัพย์สิทธิก่อนวันสิ้นหายหรือโดยทางอื่นนอกจากนิติกรรมตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๐๑ แม้ว่าโจทก์ใช้ที่ดินพิพาทไม่ถึงสิบปีนับแต่วันที่ได้รับโอนกรรมสิทธิ์ โจทกก็ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนภาระจำยอมได้ ",แพ่ง,, 68,3,,"ทายาทและในฐานะผู้จัดการมรดกได้โอนชื่อทางทะเบียนที่ดินมรดกมาเป็นของตนเพียงผู้เดียว แล้วนำไปจำนองเป็นประกันหนี้บุคคลอื่น โดยทายาทอื่นมิได้รู้เห็นยินยอม ดังนี้ ทายาทอื่นมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมจำนองเฉพาะส่วนของตนได้หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๖๘๘/๒๕๕๖ ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมรดกซึ่งตกทอดมาจากยังทายาทของ พ. และ บ. โดยจำเลยที่ ๑ ในฐานะทายาทมีส่วนเป็นเจ้าของเพียง ๑ ใน ๘ ส่วน แต่จำเลยที่ ๑ ในฐานะผู้จัดการมรดกได้โอนชื่อทางทะเบียนมาเป็นของจำเลยที่ ๑ เพียงผู้เดียว แล้วนำที่ดินแปลงดังกล่าวไปจดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้เงินกู้ยืมไว้แก่จำเลยที่ ๒ โดยโจทก์ที่ ๑ ที่ ๒ และทายาทอื่นมิได้รู้เห็นยินยอมให้จำเลยที่ ๑ กระทำการดังกล่าว เช่นนี้ จำเลยที่ ๑ ย่อมมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทเพียง ๑ ใน๘ ส่วน เท่านั้น การที่จำเลยที่ ๑ นำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนจำนองไว้แก่จำเลยที่ ๒ ย่อมผูกพันเฉพาะที่เป็นของจำเลยที่ ๑ หามีผลผูกพันโจทก์ที่ ๑ ที่ ๒ และทายาทอื่นไม่ ทั้งนี้ ตามนัยแห่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๐๕ โดยไม่ต้องคำนึงว่าจำเลยที่ ๒ จะรับจำนองไว้ โดยสุจริตหรือไม่ โจทก์ทั้งสามย่อมมีสิทธิฟ้องขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนนิติกรรมจำนองเฉพาะส่วนที่โจทก์ที่ ๑ ที่ ๒ และทายาทอื่นเป็นเจ้าของได้ กรณีนี้ไม่อาจระบบทบัญญัติแห่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๙๙ วรรคหนึ่ง และมาตรา ๑๓๐๐ มาใช้บังคับ ",แพ่ง,, 68,3,,"บาดแผลผู้เสียหายเกิดจากผู้เสียหายกระโดดรถจักรยานยนต์ล้มลงมาเอง หากมีการเอาทรัพย์ของผู้เสียหายไป จะเป็นการชิงทรัพย์หรือปล้นทรัพย์หรือไม่ ",มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๕๘๖/๒๕๕๖ ความผิดฐานปล้นทรัพย์คือความผิดฐานชิงทรัพย์โดยร่วมกันกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่ ๓ คนขึ้นไป และการลักทรัพย์ที่จะเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ได้นั้น ต้องกระทำโดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าในทันใดนั้น จะใช้กำลังประทุษร้าย หากข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่ามีการลักทรัพย์โดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้าย ก็ไม่อาจจะเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์หรือปล้นทรัพย์ได้ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้เพียงว่า บาดแผลผู้เสียหายเกิดจากผู้เสียหายกระโดดจากรถจักรยานยนต์ล้มลงมาเอง จำเลยทั้งสิ้งไม่มีความผิดฐานปล้นทรัพย์ได้ ความตามคำให้การจำเลยที่ ๒ ว่า หลังจากรถจักรยานยนต์ล้ม จำเลยที่ ๒ เป็นผู้เก็บกระเป๋าคาดเอวของผู้เสียหามาไว้ที่ตะแกรงหน้ารถ ไม่ได้ความว่าจำเลยที่ ๑ ที่ ๓ ที่ ๔ รู้เห็นหรือช่วยจำเลยที่ ๒ นำกระเป๋าคาดเอวมาใส่ว่าในตะแกรงหน้ารถ จำเลยที่ ๒ แต่เพียงผู้เดียวจึงมีความผิดฐานลักทรัพย์ผู้เสียหายในเวลากลางคืน และแม้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษฐานปล้นทรัพย์ แต่คดีคงฟังได้เพียงว่า จำเลยที่ ๒ ลักทรัพย์ผู้เสียหายในเวลากลางคืน ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยที่ ๒ ในความผิดฐานลักทรัพย์ผู้เสียหายในเวลากลางคืน (ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๕ (๑) วรรคแรก) ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคท้าย,อาญา,, 68,3,,พยายามข่มขืนกระทำชำเราโดยใช้กำลังประทุษร้ายจนหมดสติแล้วนำไปทิ้งที่อ่างเก็บน้ำโดยเข้าใจว่าถึงแก่ความตายแล้ว จะเป็นความผิดฐานฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๗๒๙/๒๕๕๖ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๙ วรรคสอง บัญญัติว่า “การกระทำโดยเจตนา ได้แก่การกระทำโดยรู้สำนึกในการที่กระทำและในขณะเดียวกันผู้กระทำประสงค์ต่อผล หรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้น” วรรคสาม บัญญัติว่า “ถ้าผู้กระทำมิได้รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิด จะถือว่าผู้กระทำประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้นมิได้” ดังนั้น การที่จะถือว่าจำเลยที่ ๑ มีเจตนาม่าได้นั้น จำเลยที่ ๑ ต้องรู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบภายนอกของความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ คือ (๑) ผู้ใด (๒) ม่า และ (๓) ผู้อื่น กล่าวคือจำเลยที่ ๑ ต้องรู้ข้อเท็จจริงที่ว่าการกระทำของจำเลยที่ ๑ เป็นการ “ม่า” และรู้ด้วยว่าวัตถุแห่งการกระทำเป็น “ผู้อื่น” (หมายความว่าผู้อื่นนั้นยังมีชีวิตอยู่) หากจำเลยที่ ๑ เข้าใจว่าผู้ตายถึงแก่ความตาย (เป็นศพ) แล้วก็ไม่ถือว่าจำเลยที่ ๑ มีเจตนาฆ่าผู้อื่น คดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์ไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็นขณะเกิดเหตุ แต่ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติว่าจำเลยที่ ๑ พยายามข่มขืนกระทำชำเราผู้ตายโดยใช้กำลังประทุษร้ายผู้ตายจนหมดสติแล้วนำไปทิ้งที่อ่างเก็บน้ำโดยเข้าใจว่าผู้ตายถึงแก่ความตายแล้วซึ่งโจทก์ก็ภายยอมรับว่าขณะที่จำเลยที่ ๑ นำผู้ตายไปทิ้งอ่างเก็บน้ำจนจำเลยที่ ๑ สำคัญผิดว่าผู้ตายถึงแก่ความตายแล้ว ดังนั้น การกระทำของจำเลยที่ ๑ จึงถือว่ามีเจตนาฆ่าผู้ตายหาได้ไม่เพราะจำเลยที่ ๑ มิได้รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดอันจะถือว่าจำเลยที่ ๑ ประสงค์ต่อผลหรือย้อมเล็งเห็นผลไม่ได้ ทั้งนี้ ตามมาตรา ๕๙ วรรคสาม ที่ศาลุทธธณ์ภาค ๕ พิพากษาว่า จำเลยที่ ๑ ไม่มีเจตนาฆ่าผู้ตาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ แต่กระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายตามมาตรา ๒๙๑ มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ",อาญา,, 68,3,,"ชื้อสลากกินแบ่งรัฐบาล แล้วผู้ซื้อฝากผู้ขายไว้ ต่อมาสลากถูกรางวัลผู้ขายอ้างว่าไม่ถูกรางวัลและทิ้งไปแล้ว แล้วนำสลากไปขอรับเงินรางวัลมาเป็นของตนเอง เป็นความผิดฐานใด ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๒๒๔/๒๕๕๕ สลากกินแบ่งรัฐบาลดิจิตอล ซึ่งและฝากจำเลยที่ ๑ ไว้คือ ฉบับที่ ๐๑ และ ๐๒ เลข ๗๗๒๔๖๗ ครั้นสลากถูกรางวัลที่หนึ่งจำเลยที่ ๑ คิดที่จะเบียดบังเอาสลากไว้เสียเอง จึงได้อ้างต่อโจทก์ว่า สลากไม่ถูกรางวัลและทิ้งไปแล้ว จากนั้นให้จำเลยที่ ๒ บุตรชายรับสมอ้างว่าเป็นผู้ซื้อสลากฉบับดังกล่าวไป แล้วร่วมมือกันนำสลากไปขอรับเงินรางวัลมาเป็นของจำเลยทั้งสอง โดยทุจริต จำเลยที่ ๑ มีความผิดฐานยักยอก ส่วนจำเลยที่ ๒ มิได้ร่วมครอบครองสลากมาแต่แรก แต่การที่จำเลยที่ ๒ รับสมอ้างว่าเป็นเจ้าของสลากและร่วมไปขอรับเงินรางวัลมาถือได้ว่า เป็นการให้ความช่วยเหลือแก่จำเลยที่ ๑ ในการยักยอกสลากจำเลยที่ ๒ จึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการทำความผิด (จำเลยที่ ๑ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๒ วรรคแรก จำเลยที่ ๒ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๒ วรรคแรก ประกอบมาตรา ๘๖) คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๓๓๐/๒๕๓๙ จำเลยที่ ๑ ขอสลากกินแบ่งรัฐบาลดิจิตอลจากโจทก์ไปตรวจกับผลการออกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาลที่จำเลยที่ ๒ จัดไว้แล้วไม่คืนให้โจทก์ กลับนำไปมอบให้ธนาคารขอรับเงินรางวัลแทนและนำเงินมาเข้าบัญชีฝากของจำเลยที่ ๒ และ ท. ซึ่งเป็นภริยาของจำเลยที่ ๒ และมารดาจำเลยที่ ๑ ที่ธนาคารดังกล่าว อันเป็นการเบียดบังเอาสลากกินแบ่งรัฐบาลฉบับพิพาทและเงินรางวัลที่ได้รับมาเป็นของตนและของบุคคลอื่นโดยทุจริต การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดฐานยักยอก (จำเลยทั้งสองมีความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๒ วรรคหนึ่ง, ๘๓) ",อาญา,, 68,4,,"โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยขอหย่าและแบ่งสินสมรส หากจำเลยจดทะเบียนขายฝากที่ดินพร้อมบ้านอันเป็นสินสมรสให้แก่ผู้อื่น จะเป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้หรือไม่ เจ้าของรวมในที่ดินและบ้านนำที่ดินและบ้านไปจดทะเบียนขายฝากแก่ผู้อื่น เพียงลำพัง จะมีความผิดฐานยักยอกที่ดินและบ้านหรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๒๕๐/๒๕๕๗ การลงทุนทำไร่องุ่นระหว่างโจทก์ร่วมกับจำเลยที่ประเทศออสเตรเลียอยู่ในช่วงเวลาที่โจทก์ร่วมกับจำเลยยังคงเป็นสามีภริยากันแม้จำเลยย้ายกลับมาอยู่ในประเทศไทย และก็ยังไม่ได้หายขาดกับโจทก์ร่วมเงินค่าชดเชยที่รัฐบาลออสเตรเลียจ่ายให้แก่โจทก์ร่วมและจำเลยกรณีเลิกทำไร่องุ่น เป็นเงินที่ได้มาในระหว่างสมรส จึงเป็นสินสมรส การที่โจทก์ร่วมส่งเงินค่าชดเชยมาให้แก่จำเลยเงินส่วนนี้ก็ยังคงเป็นสินสมรส เมื่อจำเลยนำเงินไปซื้อที่ดินพร้อมบ้านพิพาทถึงแม่มีการจดทะเบียนโอนใส่ชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว ทรัพย์พิพาทก็เป็นสินสมรสระหว่างโจทก์ร่วมกับจำเลย จำเลยจดทะเบียนขายฝากที่ดินพร้อมบ้านพิพาทอันเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์ร่วมกับจำเลยไว้แก่ ม. ภายหลังที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยขอหย่าและแบ่งสินสมรส จึงมิใช่การทำลายญาติในลักษณะปกติแม้คดียังมีข้อโต้เถียงกรรมสิทธิ์และอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาล ก็ต้องถือว่าโจทก์ร่วมอยู่ในฐานะเจ้าหนี้ที่มีอำนาจฟ้องจำเลย จึงเข้าองค์ประกอบความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๐ ที่ดินพร้อมบ้านพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์ร่วมกับจำเลย โจทก์ร่วมกับจำเลยจึงเป็นเจ้าของรวมในที่ดินพร้อมบ้านพิพาท การที่จำนานาที่ดินพร้อมบ้านพิพาทไปจดทะเบียนขายฝากไว้แก่ ม. โดยโจทก์ร่วมไม่ทราบและไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ร่วมก่อนและไม่ได้คืนภายในกำหนด การกระทำของจำเลยเป็นการเปียดบังเอาที่ดินพร้อมบ้านพิพาทไปเป็นของตนหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต จึงเป็นความผิดฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๒ วรรคแรก ด้วย อสังหาริมทรัพย์เป็นทรัพย์ที่มีการเบียดบังอันจะเป็นความผิดฐานยักยอกได้เคยมีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้วัดนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๖๘/๒๕๓๖ โจทก์ร่วมซื้อบ้านเลขที่ ๓๐๘ ของจำเลย จากการขายทอดตลาดของศาล เมื่อจำเลยอยู่อาศัยในบ้านเลขที่ ๓๐๘ ก็ถือว่าจำเลย เป็นผู้ครอบครองบ้านดังกล่าว การที่จำเลยบอกโจทก์ร่วมว่า บ้านที่จำเลยอยู่อาศัย ไม่ใช่บ้านเลขที่ ๓๐๘ แต่เป็นบ้านเลขที่ ๑๒๑ ของ ส. โดยจำเลยมีเจตนาที่จะไม่ให้ โจทก์ร่วมรื้อถอนบ้านเลขที่ ๓๐๘ เพื่อที่จำเลยจะได้รับประโยชน์ ทั้ง ๆ ที่ ความจริงโจทก์ร่วมมีสิทธิรื้อบ้านเลขที่ ๓๐๘ ที่จำเลยอยู่อาศัย การกระทำของจำเลย ถือได้ว่าเป็นการเบียดบังบ้านเลขที่ ๓๐๘ เป็นของตนหรือผู้อื่นโดยทุจริต จึงเป็น ความผิดฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๒ ",อาญา,, 68,4,,ใช้น้ำกรดที่เตรียมมาสาดใส่ผู้อื่น เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส หรือได้รับอันตรายแก่กายและจิตใจ จะเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๗๑๑/๒๕๕๗ แม่น้ำกรดจะมิใช่อาวุธโดยสภาพแต่ก็เป็น สารเคมีชนิดกรดเกลือซึ่งมีคุณสมบัติกัดกร่อนชนิดรุนแรงที่ทำให้เกิดอันตรายแก่ชีวิต น้ำกรดที่จำเลยที่ ๑ นำมาสาดใส่โจทก์ร่วมทั้งสามนอกจากจะมีความเข้มข้นสูงแล้วยังมี ปริมาณมากทำให้โจทก์ร่วมที่ ๑ มีบาดแผลถึง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของร่างกาย จำเลยที่ ๑ ย่อมเล็งเห็นผลได้ว่าการกระทำของตนกับพวกเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมทั้งสามถึงแก่ความตาย ได้ การที่จำเลยที่ ๑ กับพวกเตรียมน้ำกรดมาเพื่อสาดใส่โจทก์ร่วมทั้งสาม จึงเป็นการ กระทำโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำเลยที่ ๑ จึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าโจทก์ร่วมทั้งสาม โดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๙ (๔) ประกอบมาตรา ๘๐ และต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ร่วมทั้งสาม ",อาญา,, 68,4,,แย่งโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้อื่นไปขณะที่กำลังใช้โทรศัพท์ เพื่อบังคับ ชำระหนี้ที่บุคคลดังกล่าวค้างชำระ เป็นความผิดฐานใด,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๗๒๖/๒๕๕๗ จำเลยแย่งโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้เสียหาย ไปขณะผู้เสียหายกำลังใช้โทรศัพท์เพื่อบังคับชำระหนี้ที่ผู้เสียหายค้างชำระ เป็นการ ใช้อำนาจบังคับชำระหนี้โดยมิชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นการแสดงหาประโยชน์ที่มิควรได้ โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองเป็นการฉกฉวยเอาทรัพย์ของผู้เสียหายไปซึ่งหน้า โดยเจตนาทุจริต เป็นความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๖ วรรคแรก ",อาญา,, 68,4,,"ผู้จะซื้อฟ้องผู้จะขายให้ไปจดทะเบียนโอนที่ดินตามสัญญาจะซื้อจะขายระหว่างพิจารณา ผู้จะขายได้จดทะเบียนการเช่าที่ดินดังกล่าวให้แก่บุคคลอื่น ดังนี้ ผู้จะซื้อมีสิทธิ์ฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนการเช่าตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ๒๓๗ หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๖๗๖/๒๕๕๗ โจทก์มีฐานะเป็นเจ้าหนี้ตามสัญญา จะซื้อจะขายที่ดินของจำเลยที่ ๑ ในคดีก่อน และได้ใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นลูกหนี้ปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขายโดยยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ ต่อศาลขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ โอนที่ดินให้แก่โจทก์ตามสัญญาแล้ว แม้ศาลมันต้นจะพิพากษาว่าจำเลยที่ ๑มิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาจะซื้อจะขาย แต่คดีมีประเด็นว่า จำเลยที่ ๑ ผิดสัญญาจะซื้อจะขายหรือไม่ ส่วนคดีนี้มีประเด็นว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนการเช่าระหว่างจำเลยทั้งสองหรือไม่ ทั้งเป็นคดีฟ้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลระหว่างจำเลยทั้งสองอันเป็นการทำให้โจทก์เสียเปรียบ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๓๗ ที่ให้สิทธิแก่เจ้าหนี้ที่จะสงวนไว้ซึ่งกองทรัพย์สินของลูกหนี้ เนื่องจากทรัพย์สินของลูกหนี้เหล่านี้ย่อมเป็นหลักประกันการชำระหนี้ตามมาตรา ๒๑๔ มิได้ฟ้องขอบังคับชำระหนี้โดยตรงจากที่ดินพิพาทเช่นคดีก่อน จึงเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับคำพิพากษาผูกพันคู่ความหรือไม่ จำเลยทั้งสองไม่อาจอ้างเอาผลคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นในคดีก่อนที่ยังไม่ถึงที่สุดมาผูกพันโจทก์ในคดีนี้ได้ เมื่อโจทก์อ้างว่าโจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นลูกหนี้ตามสัญญาทำสัญญาเช่าที่ดินให้จำเลยที่ ๒ โดยรู้อยู่ว่าเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบอันเป็นการฉ้อฉลโจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องจำเลยทั้งสองขอให้เพิกถอนนิติกรรมการเช่าที่ดินนั้นได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๓๗ การกระทำของจำเลยทั้งสองตามฟ้องโจทก์ถือได้ว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ที่มีอยู่ก่อนในอันที่จะได้รับ้อนกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามสัญญาจะซื้อจะขายโดยปลอดภาระผูกพันใด ๆ แล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนการเช่าระหว่างจำเลยทั้งสองได้ ",แพ่ง,, 68,4,,"ผู้รับจ้างทำหนังสือโอนสิทธิที่จะได้รับเงินตามสัญญาจ้างจากผู้ว่าจ้างให้แก่ผู้รับโอน และผู้รับจำนำหนังสือแจ้งการโอนไปยังผู้ว่าจ้างแล้ว ดังนี้ ผู้ว่าจ้างจะยกข้อต่อสู้ว่า ได้ดำเนินการฟ้องร้องผู้รับจ้างให้ชำระหนี้ เพราะผู้รับจ้างเป็นฝ่ายผิดสัญญาจึงไม่มีหนี้ที่จะต้องชำระ ต่อสู้เจ้าหนี้ผู้รับโอน ได้หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๑๓๖/๒๕๕๗ จำเลยที่ ๑ ได้ทำหนังสือขึ้น ๒ ฉบับ ฉบับหนึ่งมีข้อความว่าจำเลยที่ ๑ โอนสิทธิ์จะได้รับเงินตามสัญญาจ้างจากจำเลยที่ ๒ ให้แก่โจทก์ และอีกฉบับหนึ่งแจ้งให้จำเลยที่ ๒ ทราบถึงการโอนสิทธิระหว่างจำเลยที่ ๑ กับโจทกดังกล่าว แต่จำเลยที่ ๒ ปฏิเสธไม่รับรู้ เพราะหนี้ระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๒ นั้นยังมีการฟ้องร้องกันอยู่ โดยจำเลยที่ ๑ ฟ้องจำเลยที่ ๒ ต่อศาลจังหวัดเชียงใหม่ จำเลยที่ ๒ ก็ฟ้องจำเลยที่ ๑ ด้วยศาลชั้นต้น ซึ่งต่อมาได้มีการรวมคดีมาพิจารณาที่ศาลมัชชั้นต้น คดียังไม่ถึงที่สุด มีปัญหาต้องวินิจฉัยของโจทกว่า จำเลยที่ ๒ ต้องร่วมรับผิดในหนี้ค่าถุงพลาสติกซึ่งจำเลยที่ ๑ ส่งซื้อไปจากโจทก์หรือไม่ โดยโจทก์ฟ้องและนำสิบว่าจำเลยที่ ๒ต้องร่วมรับผิดเพราะจำเลยที่ ๑ ได้ทำหนังสือโอนสิทธิเรียกร้องที่จำเลยที่ ๑ มีสิทธิจะได้รับค่าจ้างตามสัญญาแปรรูปลำไรให้แก่โจทก์ และมีหนังสือแจ้งการโอนไปยังจำเลยที่ ๒ แล้ว เห็นว่า การโอนหนี้อันพึงต้องชำระแก่เจ้าหนี้คนหนึ่งโดยเฉพาะเจาะจงทางราชการประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๐๖ นั้น มาตรา ๓๐๘ วรรคสอง บัญญัติว่า “ถ้าลูกหนี้เป็นแต่ได้รับค่าบอกกล่าวการโอน ท่านว่าลูกหนี้มีข้อต่อสู้ผู้โอนก่อนเวลาที่ได้รับค่าบอกกล่าวนั้นฉันใด ก็จะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้แก่ผู้รับโอนได้ฉันนั้น...”คดีนี้ได้ความเป็นยุติว่าหนี้ที่โจทก์อ้างว่าจำเลยที่ ๒ ต้องชำระค่าจ้างแปรรูปลำไรให้แก่จำเลยที่ ๑ นั้น จำเลยที่ ๒ ซึ่งมีฐานะเป็นลูกหนี้ในการชำระค่าจ้างได้ปฏิเสธหนี้ดังกล่าวโดยอ้างว่าจำเลยที่ ๑ ต่างหากที่เป็นฝ่ายผิดสัญญาและมีหนี้ต้องชำระแก่จำเลยที่ ๒ ซึ่งหนี้ดังกล่าวจำเลยที่ ๒ ได้ยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ ต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๔๓๔๖/๒๕๔๘ แล้ว เมื่อทางพิจารณาคดีนี้ได้ความว่า คดีดังกล่าว ศาลยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าจำเลยที่ ๒ มีหนี้ต้องชำระให้จำเลยที่ ๑ จริง จำเลยที่ ๒ ก็ยอมยกขึ้นต่อสู้เรื่องการฟ้องร้องดำเนินคดีเรียกให้จำเลยที่ ๑ เป็นฝ่ายชำระหนี้และคดียังไม่ถึงที่สุดขึ้นยันโจทก์ในฐานะผู้รับโอนได้ จำเลยที่ ๒ จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ ตามฟ้อง ",แพ่ง,, 68,5,,ทายาทโดยธรรมที่จะมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลตั้งผู้จัดการมรดกหรือยินคำร้องขอให้ถอนผู้จัดการมรดกของผู้ตาย จะต้องเป็นทายาทที่มีสิทธิรับมรดกของผู้ตายจริง ด้วยหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๗๔๓/๒๕๕๖ ทายาทที่จะถือว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสียและมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ถอนผู้จัดการมรดกตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๒๗ วรรคหนึ่ง นั้น หมายถึง ทายาทที่มีสิทธิรับมรดกของผู้ตายจริง เพียงแต่เป็นทายาทโดยธรรมดาตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๒๙ หากไม่มีสิทธิ์ได้รับมรดกเพราะผู้ตายทำพินัยกรรมหรือเสียสิทธิในการรับมรดก ก็ไม่ถือว่าเป็นทายาทอันเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดก ข้อเท็จจริงได้ความว่า ผู้ตายไม่มีทรัพย์สินที่ได้มาก่อนเป็นพระภิกษุจึงไม่มีมรดกตกได้แก่ทายาทโดยธรรมคือผู้คัดค้านซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๒๙ (๑) ส่วนทรัพย์สินของผู้ตายที่ได้มาระหว่างอยู่ในสมณเพศ เมื่อผู้ตายมิได้ทำพินัยกรรมย่อมเป็นมรดกตกได้แก่วัดที่ผู้ตายมีภูมิลำเนา ขณะถึงแก่ความตายตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๒๓ ดังนั้น ผู้คัดค้านย่อมเสียสิทธิในการรับรับมรดกคือทรัพย์สินของผู้ตายที่ได้มาระหว่างอยู่ในสมณเพศ ดังกล่าว ดังนี้ ผู้คัดค้านจึงไม่ใช่ทายาทของผู้ตายอันจะเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการร้องขอให้ศาลตั้งผู้จัดการมรดกของผู้ตายตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๑๓ นั้น หมายถึง ทายาทที่มีสิทธิรับมรดกจริงเช่นกัน ",แพ่ง,, 68,5,,เจ้าของรวมคนหนึ่งทำสัญญาขายที่ดินกรรมสิทธิ์รวมให้แก่ผู้อื่น ซึ่งรับซื้อไว้โดยสุจริต โดยเจ้าของรวมคนอื่นไม่ทราบเรื่องและไม่ได้ให้ความยินยอมจะมีผลผูกพันเจ้าของรวมคนอื่นหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๗๓๔/๒๕๕๖ ที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๒๒๖๖ ตำบลก้งแอน อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ เป็นสินสมรสของโจทก์และ บ. เมื่อโจทกกับ บ. จดทะเบียนหย่าขาดจากกันโดยชอบด้วยกฎหมายแล้วต้องแบ่งสินสมรสให้โจทก์และ บ. ได้ส่วนเท่ากันตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๓๓ แต่เมื่อยังไม่ได้แบ่งจึงต้องบังคับตามบทบัญญัติว่าด้วยกรรมสิทธิ์รวม โดยให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้เป็นเจ้าของรวมกันมีส่วนเท่ากันตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๕๗ เมื่อจำเลยมิได้นำสืบให้เห็นเป็นอย่างอื่นจึงต้องถือว่าโจทก์กับ บ. เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมมีส่วนแบ่งเท่ากัน ซึ่งเจ้าของรวมคนหนึ่ง ๆ จะจำหน่ายตัวทรัพย์สินนั้นจะต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของรวมทุกคนตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๖๑ วรรคสอง การที่ บ.ซึ่งเป็นเจ้าของรวมได้ทำสัญญาขายที่ดินให้แก่จำเลยโดยโจทก์ไม่ทราบเรื่องและไม่ได้ให้ความยินยอม แม้จำเลยจะทำสัญญาซื้อขายดังกล่าวกับ บ. โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนสัญญาดังกล่าวก็ไม่มีผลผูกพันกรรมสิทธิ์ในส่วนของโจทก์ตามบทบัญญัติดังกล่าวแต่ยังคงมีผลผูกพันกรรมสิทธิ์ในส่วนของ บ. ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๖๑ วรรคหนึ่ง โจทก์จึงฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่าง บ. กับจำเลย ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกรรมสิทธิ์ของโจทก์ได้ ",แพ่ง,, 68,5,,การสั่งซื้อสินค้ามาใช้ในกิจการของห้างหุ้นส่วนจำกัดที่จะมีผลผูกพันห้างฯ จำเป็นหรือไม่ที่จะต้องให้ผู้มีอำนาจหรือหุ้นส่วนผู้จัดการห้างฯ กระทำเองเท่านั้น,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๙๗๘/๒๕๕๖ การสั่งซื้อสินค้ามาใช้ในกิจการของจำเลยที่ ๑ ไม่จำเป็นที่จะต้องให้ผู้มีอำนาจหรือหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ ๑ กระทำเองเสมอไป ค. ซึ่งเป็นพนักงานของจำเลยที่ ๑ ย่อมกระทำในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ ๑ ได้ ส่วน ป. ทำในฐานะตัวแทนของโจทก์ เมื่อการซื้อขายรายนี้มีการส่งสินค้าไปยังภูมิลำเนาของจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๑ รับสินค้าและชำระค่าสินค้าแล้วบางส่วน จึงเป็นการให้สัตยาบันแก่การซื้อขายดังกล่าว สัญญาซื้อขายย่อมมีผลผูกพันจำเลยทั้งหก และเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ ๑ สั่งซื้อยางมะตอยจากโจทก์และยังค้างค่ายางมะตอยตามฟ้องจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๖ ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการต้องร่วมรับผิดชำระค่าสินค้าแก่โจทก์ ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๐๗๗ (๒), ๑๐๘๗ ",แพ่ง,, 68,5,,"ลูกหนี้ตามคำพิพากษาจดทะเบียนโอนขายและให้ที่ดินแก่บุตรโดยไม่มีการชำระราคากันจริงเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ถูกบังคับคดี แล้วบุตรนำไปจดทะเบียนจำนองประกันหนี้ไว้แก่ธนาคารซึ่งรับจำนองไว้โดยสุจริต ดังนี้ เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมโอนขาย ให้และจำนองได้หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๒๔๓/๒๕๕๖ จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ สมคบกันจดทะเบียนโอนขายและให้ที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงโดยไม่สุจริตและไม่มีการชำระเงินกันจริง เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้โจทก์บังคับคดีจากจำเลยที่ ๑ ได้ การแสดงเจตนาของจำเลยที่ -๑ และที่ ๒ ในทางทะเบียนเกี่ยวกับที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงดังกล่าว เป็นการแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กัน จึงตกเป็นโมฆะ ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๕ วรรคหนึ่ง แต่จะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริตและต้องเสียหายจากการแสดงเจตนาลวงนั้นมิได้ จำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้จดทะเบียนรับจำนองที่ดินพิพาทไว้โดยสุจริตไม่ทราบมาก่อนว่าจำเลยที่ ๑ เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาของโจทก์ โจทกก็จึงไม่อาจเพิกถอนการจดทะเบียนจำนองดังกล่าวได้ คงเพิกถอนได้แต่เฉพาะนิติกรรมการจดทะเบียนโอนขายและยกให้ที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เท่านั้น ",แพ่ง,, 68,5,,"ใช้ไม้ตีทำร้ายร่างกายผู้อื่น ผู้ถูกทำร้ายวิ่งหลบหนีไป ผู้กระทำลากจูงรถจักรยานของผู้ถูกกระทำรายเข้าไปในป่าข้างทางนำหญ้าแห้งมาปกคลุมไว้โดยมีเจตนาเพื่อที่จะไม่ให้ใช้รถจักรยานดังกล่าวในการหลบหนีหรือขี่กลับบ้าน จะเป็นความผิดฐานลักทรัพย์หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๓๙๓/๒๕๕๗ รถจักรยานของผู้เสียหายถูกทิ้งไว้ข้างถนนห่างจากถนนเพียง ๕ เมตร ซึ่งสามารถพบเห็นได้อย่างง่าย และเมื่อนับระยะเวลาตั้งแต่วันเกิดเหตุจนถึงวันที่พบรถจักรยานเป็นเวลาประมาณ ๙ วัน ซึ่งถ้าหากจำเลยมีเจตนาที่จะลักเอารถจักรยานดังกล่าวไปเพื่อประโยชน์ส่วนตน ย่อมต้องนำรถจักรยานดังกล่าวไปจากบริเวณสถานที่เกิดเหตุแล้ว มิใช่นำมาทิ้งไว้บริเวณข้างถนนเป็นเวลาถึง ๙ วัน อีกทั้งจุดที่พบรถจักรยานก็อยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ ๒๐ เมตร จึงเชื่อว่าจำเลยกับพวกนำรถจักรยานดังกล่าวมาทิ้งไว้ โดยมีเจตนาเพื่อที่จะไม่ให้ผู้เสียหายใช้รถจักรยานดังกล่าวในการหลบหนีหรือขี่กลับบ้าน จำเลยกับพวกไม่ได้ประสงค์จะเอารถจักรยานไปในลักษณะเป็นการประทุษร้ายต่อกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ของผู้เสียหาย จำเลยกับพวกมิได้เจตนาที่จะเอาทรัพย์ไปเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยกับพวกจึงไม่มีเจตนาทุจริต ไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ ",อาญา,, 68,5,,"(ก) ถ่ายสำเนาธนบัตรชนิด ๑,๐๐๐ บาท มาจากธนบัตรที่แท้จริงฉบับเดียว ด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องสแกนและเครื่องพริ้นเตอร์กระดาษที่ใช้เป็นชนิดกระดาษ A4 โดยมีรูปร่างลักษณะ ขนาด สีสัน ลวดลายและตัวอักษรบนธนบัตรเหมือนกับธนบัตรฉบับละ ๑,๐๐๐ บาท ที่แท้จริงทุกประการ (ข) ถ่ายสำเนาธนบัตรชนิด ๑,๐๐๐ บาท ของจริงลงในกระดาษธรรมดาแล้วตัดกระดาษให้มีขนาดเท่าของจริง สีสันปรากฏออกมาเป็นเพียงสิ่งขาว มีได้มีสิ่งเหล่านี้เหมือนกับจริง ดังนั้น จะเป็นความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๔๐ หรือ ๒๔๙ หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๙๔๑/๒๕๕๕ การทำการปลอมขึ้นชื่อเงินตรา ไม่ว่าจะเป็นการปลอมขึ้นเพื่อให้เป็นเครื่องหมายค้าของตนหรือธุรกิจของตนเองใด ๆ ซึ่งรู้บ้างลอกใช้หรือให้อำนาจให้ออกใช้ หากสิ่งที่ทำขึ้นมีลักษณะอย่างเดียวกับเงินตราที่รู้บ้างลอกใช้หรือให้อำนาจให้ออกใช้พอที่จะลงโทษให้เห็นว่าเป็นเงินตรา ก็ถือได้ว่าเป็นการทำปลอมขึ้น โดยไม่จำต้องทำปลอมถึงกับต้องพิจารณาดูหรือจับต้องเสียก่อนจึงจะรู้ว่าเป็นของปลอม สำหรับคนบัตรปลอมของกลางเน้นได้ชัดว่าทำขึ้นโดยมีรูปร่างลักษณะ ขนาด สีสัน ลวดลายและตัวอักษรบนบัตรเหมือนกับธนบัตรฉบับละ ๑,๐๐๐ บาท ที่แท้จริงทุกประการ แม้สีสัน ความคมชัด และกระดาษแตกต่างจากของจริงไปบ้างก็เป็นเรื่องธรรมดา เพราะในการทำปลอมตามปกติย่อมต้องมีความแตกต่างจากของจริงไม่มากก็เกินไป จึงให้เหมือนของจริงไปเสียทุกอย่างย่อมไม่ได้และวัสดุที่ใช้ย่อมต้องด้อยคุณภาพกว่าของจริง หากแต่งปลอมลักษณะภายนอกก็เพียงพอต่อการลงโทษให้เห็นว่าเป็นเงินตราแล้ว จึงเป็นการทำปลอมขึ้นชื่อเงินตราเพื่อให้เป็นธนบัตรซึ่งรัฐบาลไทยออกใช้หรือให้อำนาจให้ออกใช้ ดังนั้น การที่จำเลยมีเจตนาทำปลอมขึ้นซึ่งเงินตราดังกล่าว จึงหาวิธีใช้มีเจตนาเพียงทำบัตรให้มีลักษณะและขนาดคล้ายคลึงกับเงินตราอันเป็นความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๔๙ วรรคแรก เท่านั้นไม่ จำเลยจึงมีความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๔๐ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๘๒๘/๒๕๕๑ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๔๙ มีได้บัญญัติไว้ด้วยว่า การทำบัตรให้มีลักษณะและขนาดคล้ายคลึงกับเงินตรา ต้องกระทำเพื่อให้ผู้อื่นเชื่อว่าเป็นธนบัตรที่แท้จริงแต่คำว่าคล้ายคลึง แสดงว่าเกือบเหมือนหรือไม่ต้องเหมือนที่เดียว เพียงแต่มีลักษณะสีสันรูปร่างและขนาดคล้ายเงินตราที่แท้จริงก็เป็นความผิดตามมาตรา นี้ แต่สำเนาธนบัตรที่จำเลยทำขึ้นว่าเกิดจากการทำสำเนาธนบัตรฉบับละ ๑,๐๐๐ บาท ของจริงลงในกระดาษธรรมดา สีสันในส่วนสำเนาธนบัตรเป็นสีขาว มีได้มีสีสันเหมือนธนบัตรฉบับจริงแม้ว่าขนาดของกระดาษจะเท่าของจริง เมื่อวิญญาชนทั่วไปดูแล้วย่อมทราบได้ทันทีว่าไม่ใช่ธนบัตรที่แท้จริง ย่อมถือไม่ได้ว่าจำเลยทำบัตรให้มีลักษณะและขนาดคล้ายคลึงกับเงินตรา ",อาญา,, 68,6,,บริษัทจำกัดมีกรรมการเพียงคนเดียว หากกรรมการถึงแก่ความตาย ต่อมาศาล ตั้งผู้แทนชั่วคราวขึ้น หากผู้แทนชั่วคราวยื่นคำขอจดทะเบียนต่อนายทะเบียนให้แก้ไขเพิ่มเติม กรรมการเข้าออกของบริษัทโดยอ้างว่ามีการประชุมและมีมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นให้มีการเปลี่ยนแปลงกรรมการบริษัทคนเดิมมาเป็นตนเอง อันเป็นเท็จ เป็นเหตุให้นายทะเบียนรับจดทะเบียนแล้วมีการนำหนังสือรับรองไปจำหน่ายจ่ายโอนทรัพย์สินของบริษัทดังนี้ จะเป็นความผิดฐานใด,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๒๙๐/๒๕๕๗ บริษัท ค. จดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ตามรายงานการประชุมตั้งบริษัท การที่บริษัทดังกล่าวมีกรรมการเพียงคนเดียว คือ ศ. และ ศ. ถึงแก่ความตาย ทำให้บริษัทดังกล่าวไม่มีกรรมการเป็นผู้แทนของบริษัทดังกล่าวซึ่งเป็นนิติบุคคล ทำให้ผู้มีส่วนได้เสียหรือพนักงานอัยการร้องขอให้ศาลแต่งตั้งผู้แทนชั่วคราวขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๓ ได้ และการที่จำเลยได้รับแต่งตั้งเป็นผู้แทนชั่วคราวดังกล่าวก็มีผลเป็นเพียงกรรมการชั่วคราวของบริษัท เมื่อบริษัทดังกล่าวเป็นบริษัทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จึงต้องจัดการบริษัทไปตามความในบทบัญญัติของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ลักษณะ ๒๒ หมวด ๔ บริษัทจำกัด นั่นคือ บริษัทจำกัดมีผู้ถือหุ้นเป็นเจ้าของบริษัท การแต่งตั้งถอดถอนกรรมการของบริษัทดังกล่าวเป็นไปตามมติที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นตามมาตรา ๑๑๕๐ และ ๑๑๕๑ ทั้งนี้เพราะกรรมการเป็นผู้จัดการบริษัทจำกัดแทนผู้ถือหุ้น คุณสมบัติของกรรมการจึงเป็นข้อสำคัญหากกรรมการคนใดล้มละลายหรือตกเป็นผู้ไร้ความสามารถต้องพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา ๑๑๕๔ ผู้เป็นกรรมการต้องห้ามมิให้ประกอบการค้าใด ๆ อันมีสภาพเป็นอย่างเดียวกันและเป็นการแข่งขันกับการค้าขายของบริษัทตามมาตรา ๑๑๖๘ วรรคสาม ดังนั้น แม้จำเลยจะได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้แทนชั่วคราว ก็หามีอำนาจเป็นกรรมการโดยแท้จริงของบริษัทไม่ กรณีดังกล่าวมาตรา ๑๑๕๙ ที่กำหนดว่า ในกรณีจำนวนกรรมการลดน้อยลงกว่าจำนวนอันจำเป็นที่จะเป็นองค์ประชุม กรรมการที่มีตัวอยู่ย่อมทำกิจการได้เฉพาะแต่ในเรื่องที่จะเพิ่มกรรมการให้ครบจำนวนหรือนัดเรียกประชุมใหญ่ของบริษัท เท่านั้นจะทำการอื่นไม่ได้ ด้วยเหตุนี้ ข้ออ้างของจำเลยที่ว่าจะดำเนินการเลิกบริษัทจึงหาเป็นข้ออ้างได้ไม่ และการเลิกบริษัทจะกระทำได้ต้องเข้าเงื่อนไขตามมาตรา ๑๒๓๖ และ ๑๒๓๗ เท่านั้น การที่จำเลยแจ้งความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน แจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จ และใช้หรืออ้างเอกสารอันเกิดจากการกระทำความผิดดังกล่าวอันเป็นเท็จเพื่อดำเนินการดังกล่าว จึงกระทบต่อสิทธิและประโยชน์ของโจทก์ทั้งสี่ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นโดยตรง ทำให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ทั้งสี่ผู้มีสิทธิเข้าประชุมพิจารณาตั้งกรรมการแทน ศ. และมีอำนาจครอบงำบริษัทเพื่อตรวจตราการจัดการบริษัทของกรรมการได้ ทั้งเป็นผู้มีสิทธิลงมติพิเศษในกรณีพิจารณาเลิกบริษัทได้ตามมาตรา ๑๒๓๖ (๔) การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย (จำเลยมีความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๓๗, ๒๖๗, ๒๖๘) ",อาญา,"ข้อสังเกต แต่ถ้าเป็นกรณีกรรมการผู้จัดการและผู้ถือหุ้นของบริษัทจำกัด ซึ่งเป็นประธานที่ประชุมผู้ถือหุ้น ทำบันทึกรายงานประชุมผู้ถือหุ้นขึ้น โดยไม่มีการประชุมจริง แล้วลงลายมือชื่อตนเองเป็นประธานที่ประชุม นำไปยืนแก้ไขเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนจะเป็นความผิดฐานปลอมแปลงเอกสารและให้เอกสารปลอมหรือไม่ คำตอบ มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๕๐๔/๒๕๔๙ จำเลยที่ ๒ ในฐานะกรรมการผู้จัดการและผู้ถือหุ้นของบริษัทจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นประธานที่ประชุมผู้ถือหุ้นเป็นผู้มีหน้าที่ต้องจัดให้มีการทำรายงานการประชุมของจำเลยที่ ๑ การที่จำเลยที่ ๒ ได้จัดให้มีการทำบันทึกรายงานการประชุมผู้ถือหุ้นตามหน้าที่ของตนเองและลงลายมือชื่อตนเองเป็นประธานที่ประชุม มิได้ทำในนามของบุคคลอื่น จึงเป็นเอกสารที่แท้จริงของจำเลยที่ ๒ แม้ข้อความในเอกสารจะไม่เป็นความจริง เพราะไม่มีการประชุมดังกล่าว ก็เป็นการทำเอกสารอันเป็นความเท็จเท่านั้น ไม่ทำให้เป็นเอกสารปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๔ เมื่อการกระทำดังกล่าวไม่เป็นการปลอมเอกสาร การกระทำของจำเลยทั้งห้าจึงไม่เป็นความผิดฐานร่วมกันปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมตามมาตรา ๒๖๔, ๒๖๘ ", 68,6,,"ใช้ปืนยิงผู้อื่น แต่ลูกกระสุนปืนมีกำลังอ่อน กระสุนปืนดินปืนเสื่อมสภาพ ผู้ถูกยิงจึงไม่ถึงแก่ความตายเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๐ หรือ ๘๑ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๗/๒๕๕๕ ลูกกระสุนปืนที่จำเลยยิงไม่ทะลุผ่านผิวหนังทำอันตรายแก่อวัยวะภายในของผู้เสียหายที่ ๑ เป็นเพราะมีกำลังอ่อน มิใช่เพียงแต่ผู้เสียหายที่ ๑ ถูกยิงในแนวเฉียง การกระทำของจำเลยย่อมไม่สามารถจะบรรลุผลให้ผู้เสียหายที่ ๑ ถึงแก่ความตายได้อย่างแน่แท้ จึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ ประกอบมาตรา ๘๑ วรรคแรก ซึ่งเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๕๑๙/๒๕๕๖ ข้อเท็จจริงตามที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยลงมือกระทำความผิดไปโดยตลอดแล้ว แต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผลเนื่องจากกระสุนปืนที่จำเลยใช้ยิงดินปืนเสื่อมสภาพ กระสุนปืนด้าน จึงไม่ลั่นถูกผู้เสียหาย แสดงว่าเครื่องกระสุนปืนซึ่งจำเลยใช้ประกอบอาวุธปืนในการยิงผู้เสียหาย ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะทำให้เกิดระเบิดแล้วมีแรงดันส่งกระสุนปืนให้ไปถูกผู้เสียหายได้เลย เนื่องจากดินเป็นเสื่อมสภาพไปแล้ว ทั้งทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าการที่ดินเป็นเสื่อมสภาพดังกล่าวเป็นเพียงเหตุบังเอิญ ย่อมฟังได้ว่าการมุ่งต่อผลของจำเลยในการฆ่าผู้เสียหายให้ถึงแก่ความตายนั้น ไม่สามารถจะบรรลุผลได้อย่างแน่แท้เพราะอาวุธปืนที่เป็นปัจจัยซึ่งใช้ในการกระทำความผิด จำเลยจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘, ๘๑ ไม่เป็นความผิดตามมาตรา ๒๘๘, ๘๐ ",อาญา,, 68,6,,"ได้รับอนุญาตให้เข้าไปในเคหสถานแล้วไปลักทรัพย์จะเป็นการลักทรัพย์ในเคหสถาน หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๘๒๕/๒๕๓๘ จำเลยเข้าไปในห้องพักอาศัยของผู้เสียหายเพื่อดูแลอาการเจ็บป่วยให้ ย. มารดาผู้เสียหายแล้วลักเอาเงินของผู้เสียหายไป แต่จำเลยเข้าไปในห้องของผู้เสียหายก็เนื่องจากขณะที่จำเลยเดินผ่านห้องผู้เสียหายนั้นได้ยินเสียง ย. ร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด จำเลยจึงเข้าไปช่วยเหลือบีบนวดให้และพูดคุยเรื่องต่าง ๆ กับ ย. ประมาณครึ่งชั่วโมง ถือได้ว่าจำเลยเข้าไปโดยมีเหตุอันสมควรและได้รับอนุญาตให้เข้าไปได้โดยปริยายแม้ ย. จะมิใช่เจ้าของห้องแต่เป็นมารดาของผู้เสียหายย่อมมีอำนาจที่จะอนุญาตให้บุคคลใดเข้าไปในห้องได้ตามสมควร การที่จำเลยพบเห็นเงินอยู่ในลิ้นชักตู้เสื้อผ้าจึงถือโอกาสเอาไปเสียจึงไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ในเคหสถานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๕ (๘) คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๕๐๕/๒๕๕๖ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า ผู้เสียหายยินยอมให้ จำเลยที่ ๑ เข้าไปในบ้านเกิดเหตุได้ การลักทรัพย์ของจำเลยที่ ๑ จึงไม่ต้องด้วยเหตุฉกรรจ์ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๕ (๘) ",อาญา,, 68,6,,"ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลเลิกกันตามกฎหมายเพราะผู้เป็นหุ้นส่วนล้มละลายจะมีผลให้ห้างหุ้นส่วนสิ้นสภาพนิติบุคคลทันทีหรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๖๗๖/๒๕๕๖ ขณะโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ บ. และ ว. เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยเป็นบุคคลล้มละลาย ทำให้ห้างหุ้นส่วนจำเลยเลิกกันตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๐๕๕ (๕) แต่การเลิกห้างหุ้นส่วนในกรณีนี้มิได้มีผลให้น้างหุ้นส่วนจำเลยสิ้นสภาพนิติบุคคลในทันที ทั้งนี้ตามมาตรา ๑๒๔๙ ที่บัญญัติให้พึงถือว่าห้างหุ้นส่วนยังคงตั้งอยู่ตราบเวลาที่จำเป็นเพื่อการชำระบัญชี โดย บ. และ ว. ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการย่อมเป็นผู้ชำระบัญชีตามมาตรา ๑๒๕๑ นอกจากนี้มิได้มีบทบัญญัติว่าการชำระบัญชีของห้างหุ้นส่วนจะต้องชำระบัญชีให้เสร็จภายในกำหนดเวลาใด ดังนั้น ตราบใดที่การชำระบัญชียังไม่เสร็จ สภาพนิติบุคคลของห้างหุ้นส่วนจำเลยยังคงอยู่ต่อไป เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าในขณะโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ได้มีการชำระบัญชีห้างหุ้นส่วนจำเลยเสร็จสิ้นแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยให้ล้มละลายเป็นคดีนี้ได้กรณีห้างหุ้นส่วนสามัญเลิกกันเพราะผู้เป็นหุ้นส่วนล้มละลาย หาได้มีบทบัญญัติของกฎหมายให้เจ้าหนี้ของห้างหยุดคิดดอกเบี้ยระหว่างการชำระบัญชีไม่ โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยจนกว่าจำเลยจะชำระหนี้เสร็จตามคำพิพากษา ซึ่งตามบัญชีแสดงรายการรับ - จ่ายเงินและรายการดำเนินดอกเบี้ยปรากฏว่าภายหลังขายทอดตลาดทรัพย์จำนองชำระหนี้แล้ว ยังมีหนี้ค้างชำระถึงวันฟ้องเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าสองล้านบาทซึ่งเป็นหนี้อันอาจกำหนดจำนวน ๆ ได้โดยแน่นอน และโจทก์ได้สืบหาทรัพย์สินของจำเลยแล้ว จำเลยไม่มีทรัพย์สินอย่างใดที่จะพึงยึดมาชำระหนี้ได้ จึงต้องด้วยข้อสันนิษฐานตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา ๘ (๕) ว่าจำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัว ",แพ่ง,, 68,6,,เช็คมีการแก้ไขปี พ.ศ. ในเช็คหลังจากออกเช็คแล้ว ซึ่งดูด้วยตาเปล่าเห็นได้ชัดว่ามีรอยการแก้ไข โดยไม่ปรากฏว่าผู้ส่งจ่ายเป็นผู้แก้ไขเปลี่ยนแปลงปี พ.ศ. ในเช็คเอง เช็คเสียไปหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๕๔๗๗/๒๕๕๖ เช็คพิพาทในช่องวันที่ ระบุว่า ๒๕-๖-๕๒ แต่เมื่อดูตัวเลข ๕๒ ด้วยตาเปล่าก็เห็นได้ชัดว่ามีรอยการแก้ไขจากตัวเลขเดิม ๕๐ เป็นตัวเลข ๕๒ ประกอบกับเช็คพิพาทมีจำนวนเงินสูงถึง ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท หากจำเลยเป็นผู้แก้ไข ขณะโจทก์รับเช็คพิพาทมาโจทก์ย่อมจะต้องตรวจสอบความถูกต้องสมบูรณ์ของเช็คพิพาทก่อน ซึ่งย่อมจะเห็นรอยการแก้ไขและโจทก์จะต้องให้จำเลยลงลายมือชื่อกำกับการแก้ไข ไม่น่าเชื่อว่าโจทก์จะยอมรับเช็คที่มีจำนวนสูงมากในสภาพดังกล่าว ซึ่งโจทก์น่าจะทราบดีว่าธนาคารอาจปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คได้ ดังนั้น ที่โจทก์เบิกความว่าโจทก์ไม่ได้ตรวจสอบสภาพเช็คและขณะรับเช็คพิพาทมา เซ็กมีสภาพตามที่ปรากฏจึงผิดปกติวิสัยและเป็นการเบิกความอ้างขึ้นลอย ๆ ไม่มีเหตุผลให้รับฟัง นอกจากนี้เมื่อศาลชั้นต้นเช็คพิพาทไปตรวจพิสูจน์ตามคำขอของจำเลย ซึ่งนักวิทยาศาสตร์กองพิสูจน์หลักฐาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตรวจพิสูจน์แล้วพบว่าลายมือเขียนวันเดือนปีในเช็คพิพาทมีร่องรอยการแก้ไขจากหมึกที่มีคุณสมบัติทางพิสิกส์แตกต่างกันโดยการเขียนต่อเติมตัวเลขตัวสุดท้ายของวันเดือนปีจาก ๒๕-๖-๕๐ เป็น ๒๕-๖-๕๒ ตามรายงานการตรวจพิสูจน์ ซึ่งสอดคล้องกับคำเบิกความของจำเลย จึงเชื่อได้ว่าเช็คพิพาทมีการแก้ไข ปี พ.ศ. ในเช็คภายหลังจากจำเลยออกเช็คพิพาทแล้วโดยไม่ปรากฏว่าจำเลยเป็นผู้แก้ไขเปลี่ยนแปลง ปี พ.ศ. ในเช็คพิพาทเอง ดังนั้นเมื่อเช็คพิพาทมีการแก้ไขวันที่ส่งจ่ายใหม่อันเป็นการแก้ไขเปลี่ยนแปลงในข้อสำคัญโดยจำเลยมิได้ยินยอมด้วย เช็คนั้นจึงเสียไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๐๐๗ วรรคหนึ่ง ",อาญา,, 68,7,,ผู้เสียหายมีความสัมพันธ์ฉันชูสาวกับภริยาจำเลย แต่จำเลยมิได้ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายในขณะที่พบเห็นผู้เสียหายเป็นชู้กับภริยาจำเลย หรือในระยะเวลาที่ต่อเนื่องกระชั้นชิดกัน จำเลยจะอ้างว่าเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๕๕๘๕/๒๕๕๗ จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายในขณะที่ ผู้เสียหายกำลังขับรถยนต์เลี้ยวเข้าสถานีบริการน้ำมัน แม้ก่อนเกิดเหตุจำเลยทราบว่า ผู้เสียหายมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับภริยาจำเลยและจำเลยยังขุ่นเคืองผู้เสียหายก็ตาม แต่จำเลยหาได้กระทำต่อผู้เสียหายในขณะที่พบเห็นผู้เสียหายเป็นชู้กับภริยาจำเลย หรือในระยะเวลาที่ต่อเนื่องกระชั้นชิดกัน ถือไม่ได้ว่าจำเลยยิงผู้เสียหายเพราะเหตุบันดาล โทสะในขณะถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๒",อาญา,, 68,7,,ลูกจ้างเอาบัตรเติมน้ำมันของนายจ้างไปแล้วนำบัตรไปชำระค่าน้ำมันจากสถานีจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงโดยมิชอบเป็นความผิดฐานใด,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๐๒๕/๒๕๕๗ บัตรเติมน้ำมันเป็นของผู้เสียหาย ผู้เสียหายมอบให้ ช. เพื่อใช้เติมน้ำมันรถบรรทุกคันที่ ช. ขับเท่านั้น เป็นการมอบให้ยิดถือชั่วคราวเพื่อใช้เติมน้ำมัน กรรมสิทธิ์และสิทธิคร อบครองบัตรยังอยู่กับผู้เสียหาย ผู้ใดเอาไปย้อมถือได้ว่าเป็นการเอาไปจากผู้เสียหาย การที่จำนเลยนำบัตรนี้ไปใช้เติมน้ำมันในเวลากลางคืนและสามารถใช้ได้แสดงว่าจำเลยย่อมรู้รหัสบัตร ส่วนจำเลยรู้ได้อย่างไรสมคบกับ ช. หรือไม่ ไม่เป็นสาระสำคัญ เพราะไม่ทำให้จำเลยพ้นจากความผิดได้ เนื่องจากจำเลยเอาบัตรไปจากการครอบครองของผู้เสียหายช่วงเวลาหนึ่งอย่างน้อยคือช่วงเวลาที่เอาไปใช้นั้นเอง จำเลยจึงมีความผิดฐานลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้างในเวลากลางคืนและฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๕ (๑) (๑๑) และมาตรา ๑๘๘ และมีความผิดฐาน ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๙/๕ ประกอบ ๒๖๙/๗ ",อาญา,, 68,7,,การจัดการสินในสมรสที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งทำไปลำพังฝ่ายเดียว โดยไม่ได้รับความยินยอมจากคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งหากบุคคลภายนอกกระทำการโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนนิติกรรมจะสมบูรณ์หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๐๓๑/๒๕๕๗ ที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินที่ ว. ได้มาขณะที่โจทก์เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายจึงเป็นสินสมรส ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่สามีภริยาต้องจัดการร่วมกันหรือได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่ง หากจะมีการขายฝากตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๗๖ (๑) มีการปลอมลายมือชื่อโจทก์ในฐานะของผู้ให้ความยินยอมในหนังสือให้ความยินยอมแก่ ว. สามีโจทก์ไปทำนิติกรรมขายฝากที่ดินพิพาทซึ่งเป็นสินสมรส จึงเป็นการทำนิติกรรมที่ ว. ทำไปตามลำพังฝ่ายเดียวโดยไม่ได้รับความยินยอมของคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง เป็นการฝ่าฝืนประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๗๖ (๑) ทำให้นิติกรรมไม่สมบูรณ์เป็นเหตุที่จะขอเพิกถอนนิติกรรมนั้นได้ เว้นแต่ขณะทำนิติกรรมบุคคลภายนอกได้กระทำโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนตามมาตรา ๑๔๘๐ วรรคหนึ่ง นิติกรรมในการจัดการสินสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๗๖ (๑) ถึง (๘) ที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งทำไปลำพังฝ่ายเดียว โดยไม่ได้รับความยินยอมจากคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง นิติกรรมนั้นไม่สมบูรณ์คู่สมรสที่ไม่ได้ให้ความยินยอมอาจขอยืมจากศาลเพิกถอนนิติกรรมนั้นได้ แต่ทราบใดที่ยังไม่ได้ถูกศาลเพิกถอน บุคคลภายนอกที่เป็นคู่สัญญาอยู่มีสิทธิสมบูรณ์ในนิติกรรมอยู่เสมอ เพราะกฎหมายมิได้บัญญัติว่านิติกรรมนั้นเป็นโมฆะหรือโมฆะยะ บัญญัติแต่เพียงว่านิติกรรมนั้นอาจถูกศาลเพิกถอนได้ในภายหลังเท่านั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๘๐ วรรคหนึ่งที่ว่า เว้นแต่คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งได้ให้สัตยาบันแก่นิติกรรมนั้นแล้ว มีความหมายว่าหากมีการให้สัตยาบันแล้วจะขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมนั้นอีกไม่ได้ มิได้หมายความว่าเมื่อมีการให้สัตยาบันแก่นิติกรรมได้แสดงว่านิติกรรมนั้นเป็นโมฆะกรรม การบอกล้างนิติกรรมจึงไม่มีผลให้นิติกรรมนั้นเป็นโมฆะ ",แพ่ง,, 68,7,,"การตกลงซื้อขายทรัพย์สินภายในพื้นที่อาคารในลักษณะซื้อเหมาทั้งหมด โดยผู้ซื้อเข้าไปคัดแยกจัดหมวดหมู่ของสินค้าแล้ว กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินโอนไปยังผู้ซื้อเมื่อใด ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๕๔๐/๒๕๕๗ สัญญาเหมาคือสัญญาซื้อขายที่ผู้ซื้อตกลงซื้อทรัพย์สินที่ผู้ขายเสนอขายหมดทั้งจำนวนในราคาที่ตกลงกันซึ่งผู้ซื้อต้องผูกพันชำระราคาและผู้ขายต้องส่งมอบทรัพย์สินทั้งหมดตามที่ตกลงกันไว้ ทั้งนี้ไม่ว่าทรัพย์สินที่ซื้อขายจะมีปริมาณมากหรือน้อยกว่าที่คิดคำนวนได้ ดังนั้น เมื่อข้อความในสัญญามีข้อความว่าโจทก์ร่วมตกลงขายและจำเลยตกลงซื้อทรัพย์สินภายในที่ดินที่มีการเลขอ้างอิง/วัด และอาคารชุดเคียงในราคา ๓๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท โดยในอาคารมีทรัพย์หลายประเภทกองรวมอยู่และโจทก์ร่วมรับเงินมัดจำจากจำเลยไปแล้วครั้งแรก ๑,๐๘๗,๐๐๐ บาท การขายสินค้าของโจทก์ร่วมจึงเป็นการขายทรัพย์สินในอาคารทั้งสองแห่งซึ่งมีจำนวนแน่นอนคือสองอาคารนั่นเอง หลังจากทำสัญญาแล้วจำเลยส่งพนักงานเข้าไปดำเนินการคัดแยก จัดหมวดหมู่ของสินค้า ให้บริษัท อ. ซึ่งเป็นบริษัทผู้จัดการประมูลสินค้าให้จำเลยดำเนินการแจกแผ่นพับ ป้ายโฆษณา ลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์เพื่อนำสินค้าออกประมูล ดังนั้นเมื่อโจทก์ร่วมและจำเลยต่างยอมรับว่าทำสัญญาจริงโดยสุจริต กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินภายในอาคารดังกล่าวที่ผ่านจากผู้ซื้อไปยังผู้ขายตั้งแต่ขณะทำสัญญากันแล้ว เพราะปริมาณแห่งทรัพย์สินที่ขายได้กำหนดไว้แน่นอนและราคาก็แน่นอนแล้ว จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบชำระเงินค่าสินค้าแก่โจทก์ร่วมตามที่สัญญาต่อกัน ",แพ่ง,, 68,7,,รับโอนเช็คมาโดยรู้อยู่แล้วขณะรับโอนว่า เช็คไม่มีมูลหนี้ที่ผู้สั่งจ่าย จะต้องชำระ เป็นการรับโอนโดยคบคิดกันฉ้อฉลหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๒๖๑/๒๕๕๗ โจทก์ทราบดีอยู่แล้วขณะรับโอนเช็คพิพาททั้งสองฉบับจาก ร. ว่าจำเลยทั้งสองส่งจ่ายเช็คพิพาททั้งสองฉบับเพื่อชำระค่าสินค้าเหล็กที่ ร. และบริษัท ส. จะจัดส่งให้จำเลยทั้งสองตามใบส่งซื้อ แต่ ร. และบริษัท ส. ปิดกิจการไม่ได้ส่งสินค้าเหล็กให้จำเลยทั้งสอง เซ็คพิพาททั้งสองฉบับจึงไม่มีมูลหนี้ที่จำเลยทั้งสองต้องชำระ โจทก์รับโอนเช็คพิพาททั้งสองฉบับจาก ร. และบริษัท ส. จึงเป็นการรับโอนโดยครบถ้วนตามข้อบังคับของกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๑๖ ประกอบมาตรา ๙๘๙ ที่จำเลยทั้งสองสามารถยกข้อต่อสู้ระหว่างจำเลยทั้งสองกับ ร. และบริษัท ส. ผู้ทรงคนก่อนขึ้นต่อสู้โจทก์ซึ่งเป็นผู้ทรงได้ จำเลยทั้งสองไม่ต้องรับผิดชำระเงินตามเช็คพิพาททั้งสองฉบับแก่โจทก์ ",แพ่ง,, 68,7,,บุคคลที่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินมาโดยการครอบครองปรปักษ์แต่ยังมิได้จดทะเบียนการได้มา กับทายาทเจ้าของที่ดินซึ่งได้จดทะเบียนรับมรดกในที่ดิน ใครมีสิทธิในที่ดินดีกว่ากัน,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๙๘๘/๒๕๕๗ โจทก์ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๘๒ ข้อเท็จจริงฟังว่า จำเลยได้จดทะเบียนรับโอนมรดกที่ดินพิพาทอันเป็นเวลาหลังจากโจทก์ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ จำเลยจึงไม่ใช่บุคคลภายนอกผู้ใด้กรรมสิทธิ์มาโดยเสียค่าตอบแทนตามที่บัญญัติไว้ใน ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๙๙ วรรคสอง โจทก์ผู้ได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทด้อยการครอบครองปรปักษ์ซึ่งเป็นบุคคลผู้อยู่ในฐานะอันจะได้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อน จึงขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนดังกล่าวที่ทำให้ตนเองเสียเปรียบได้ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๐๐ ",แพ่ง,, 68,8,,ตกลงซื้อขายไม่ในโรงเลื่อย ผู้ซื้อได้ตรวจดีตราได้ไม่ครบถ้วนตามสัญญาแล้ว ต่อมาผู้ว่างเพลิงโรงเลื่อยของผู้ขาย ไม่ส่วนที่ยังไม่ส่งมอบถูกเพลิงไหม้ ผู้ขายจะขอให้ผู้ซื้อคืนเงินค่าไม้ในส่วนที่ยังไม่ได้ส่งมอบ ได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๓๙/๒๕๐๖ ศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยขายไม่ให้โจทก์แล้วมิได้ส่งมอบไม่ตามสัญญา จึงเรียกให้จำเลยคืนเงินที่จำเลยรับเกินจำนวนไม้ที่ส่งมอบแล้ว เมื่อปรากฏว่าไม่นั้นคนของโจทก์ได้ตรวจสอบความสิทธิครบถ้วนแล้ว กรณีก็ต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๙๕, ๓๗๐ และ ๔๖๐ ซึ่งต้องถือว่ากรรมสิทธิ์ในไม่ได้โอนไปเป็นของโจทก์และได้เสียหายเพราะเหตุอันโทษลูกหนี้มิได้ ต้องตกเป็นพับแก่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ในการที่จะได้รับไม้นั้นจากจำเลย ข้อที่โจทก์ฎีกาว่า ตามเงื่อนไขข้อ ๕ ในสัญญาจำเลยต้องรับผิดชอบในไม้จนกว่าจะได้ส่งมอบถึงที่ตามที่ได้ตกลงกันไว้เป็นการยกเว้น บทบัญญัติตามตรา ๓๗๐ และ ๔๖๐ นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์ฟ้องอ้างว่าจำเลยไม่ส่งมอบไม่ตามสัญญาจึงต้องรับผิด เมื่อได้ความว่าการส่งมอบไม้เป็นพันวิสัยเพราะพฤติการณ์ที่จำเลยไม่ต้องรับผิดชอบ จำเลยก็หลุดพ้นจากการชำระหนี้ที่โจทก์ถือว่าจำเลยยังต้องรับผิดอยู่ เพราะมีข้อตกลงกันเป็นอย่างอื่นตามสัญญาข้อ ๕ ในฟ้องของโจทก์มิได้ยกข้อความในสัญญาข้อนี้ขึ้นกล่าวเป็นประเด็นให้ชัดแจ้ง เมื่อจำเลยให้การอ้างว่าไม่ต้องรับผิดเพราะไม่สูญไป เพราะเหตุที่จำเลยไม่ต้องรับผิดหลังจากที่โจทก์ได้ตรวจคัดเลือกไม่แล้ว และมีการชี้สองสถานะโจทก์มิได้ยกข้อความข้อนี้ขึ้นอ้างให้ได้ความชัดเพื่อประเด็นข้อพิพาทเช่นเดียวกัน ศาลล่างวินิจฉัยชอบแล้ว ",แพ่ง,, 68,8,,สัญญาซื้อขายที่กรรมสิทธิ์ยังไม่โอนไปยังผู้ซื้อหากการชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัยที่จะโทษฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ได้ ผู้ขายต้องคืนเงินแก่ผู้ซื้อหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๕๒๖/๒๕๔๓ การซื้อขายที่ดินระหว่างผู้ร้องกับผู้ตาย ผู้ตาย จะต้องไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ผู้ร้องหลังจากออกโฉนดที่ดินแล้ว จึงเป็นเพียงสัญญาจะซื้อขาย หากการชำระหนี้ตามสัญญาจะซื้อขายที่ดินดังกล่าวตกเป็นพันวิสัยเนื่องจากที่ดินของผู้ตายที่ออกโฉนดในภายหลังต้องห้ามไม่ให้โอนภายใน ๑๐ ปีตามประมวลกฎหมายที่ดิน ทำให้ผู้ตายหลุดพ้นจากการชำระหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๑๙ วรรคหนึ่ง ไม่ต้องไปจดทะเบียนโอนที่ดินแก่ผู้ร้อง แต่ผู้ตายหามีสิทธิได้รับการชำระราคาที่ดินตอบแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๓๗๒ วรรคหนึ่งไม่ ผู้ตายจึงต้องคืนเงินราคาที่ดินให้แก่ผู้ร้องเมื่อผู้ตายยังมิได้คืนเงินย่อมถือได้ว่าผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าหนี้เป็นผู้มีส่วนได้เสียและมีสิทธิร้องต่อศาลขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกเกี่ยวกับที่ดินแปลงดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๑๓ คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๒๔๑/๒๕๓๙ วัตถุประสงค์แห่งหนี้ตามสัญญาจะซื้อขายที่พิพาทนั้น คือ การรับโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามจำนวนเนื้อที่ที่จะซื้อสำหรับโจทก์และการชำระค่าที่ดินตามจำนวนที่ตกลงกันสำหรับจำเลย เมื่อปรากฏตั้งแต่วันถึงกำหนดโอนตามสัญญาว่ามีการเวนคืนที่ดินและที่ดินที่จะซื้อจะขายอยู่ในเขตเวนคืนด้วย อันจะมีผลทำให้ที่ดินที่จะซื้อจะขายถูกเวนคืนทั้งหมดหรือบางส่วนได้ ดังนั้น การปฏิบัติการชำระหนี้ตามสัญญาจึงเกิดปัญหาทั้งในส่วนจำนวนเนื้อที่ดินที่โจทก์จะพึงได้รับตามที่ได้ตั้งวัตถุประสงค์ไว้และในส่วนจำนวนค่าที่ดินที่จำเลยมุงไว้ซึ่งจะเปลี่ยนแปลง ไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ตามสัญญาจะซื้อจะขาย กรณีถือได้ว่าการชำระหนี้ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่พิพาทในคดีนี้ตกเป็นพันวิสัยเพราะเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งอันจะโทษฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็ไม่ได้ ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๓๗๒ ต่างฝ่ายต่างไม่ต้องชำระหนี้ต่อกันต่อไปอีก กรณีไม่อาจถือได้ว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผิดสัญญาแต่ประการใด โจทก์จึงไม่อาจเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้สำหรับเงินมัดจำที่จำเลยรับไว้จากโจทก์ ๔๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท นั้น เนื่องการชำระหนี้ตกเป็นพันวิสัยเพราะเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งอันจะโทษฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ได้ จำเลยก็ต้องคืนให้โจทก์ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๔๙/๒๕๐๖ โจทก์ข้ายรถยนต์เพี้ยตให้จำเลยราคา ๕๕,๐๐๐ บาท โดยให้จำเลยชำระราคาด้วยเงินสด ๒๐,๐๐๐ บาท กับรถยนต์ออสตินของจำเลยตีราคา ๓๕,๐๐๐ บาท โจทก์จำเลยส่งมอบรถยนต์และเงินสดให้แก่กันแล้ว และตกลงจะไปโอนทะเบียนรถยนต์ให้กันเมื่อโจทก์ผ่อนชำระราคาครบและรับโอนทะเบียนมาจากกรมสวัสดิการฯ แล้ว ดังนี้ แสดงว่าทั้งสองฝ่ายยังไม่มีเจตนาโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ให้กันจนกว่าจะได้เป็นไปตามเงื่อนไขแล้ว ระหว่างที่เงื่อนไขยังไม่สำเร็จ รถยนต์เพี้ยตซึ่งอยู่ในครอบครองของจำเลยถูกเพลิงไหม้ใช้การไม่ได้โดยไม่ใช่ความผิดของฝ่ายใด เป็นการพ้นวิสัยที่โจทก์จะโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์เพี้ยตให้จำเลยได้ ดังนี้ โจทก์ก็ไม่มีสิทธิจะเรียกร้องให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ออสตินให้โจทก์ได้ เพราะเป็นสัญญาต่างตอบแทนกัน ตามประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์มาตรา ๓๗๒ วรรคแรก และเมื่อกรรมสิทธิ์ยังไม่โอนมายังโจทก์ ตาม มาตรา ๓๗๐ และมาตรา ๓๗๑ ก็บัญญัติว่า สัญญาต่างตอบแทน ถ้ามีเงื่อนไข บังคับก่อน และทรัพย์อันเป็นวัตถุแห่งสัญญานั้นสูญหรือทำลายลงในระหว่างที่ เงื่อนไขยังไม่สำเร็จ จะนำมาตรา ๓๗๐ มาใช้บังคับไม่ได้อีกด้วย ",แพ่ง,, 68,8,,เข้าไปในร้านเสริมสวยขณะยังเปิดให้บริการอยู่เพื่อทวงเงินค่าสลากกินรวบ จากเจ้าของร้าน โดยใช้กำลังประทุษร้ายและขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อชีวิต แต่เจ้าของร้าน ไม่ยอมที่จะให้เงิน ดังนี้ จะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาฐานใด,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๘๗๔/๒๕๕๖ จำเลยทั้งสองซื้อสลากกินรวบจากผู้เสียหายที่ ๑ จำเลยทั้งสองย้อมทราบว่าเป็นการกระทำซึ่งเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. ๒๔๗๘ มาตรา ๔ วรรคสอง, ๑๒ (๑) และไม่ก่อให้เกิดหนี้ในอันที่จะสามารถบังคับกันได้ตามกฎหมายแม้หากเป็นหนี้ที่ชอบด้วยกฎหมายและลูกหนี้ไม่ยอมชำระหนี้ เจ้าหนี้ยังหาได้มีสิทธิที่จะทวงถามด้วยการข่มขืนใจให้ลูกหนี้ยอมชำระหนี้โดยการใช้กำลังประทุษร้ายหรือโดยขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อชีวิตของลูกหนี้ไม่ จึงไม่มีเหตุที่จะให้จำเลยที่ ๑ เข้าใจหรือเชื่อโดยสุจริตได้เลยว่าจำเลยที่ ๑ มีสิทธิที่จะบังคับและข่มขู่ให้ผู้เสียหายที่ ๑ ยอมชำระเงินค่าสลากกินรวบให้แก่จำเลยที่ ๑ ด้วยการใช้กำลังประทุษร้ายและขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อชีวิตของผู้เสียหายที่ ๑ ได้ เมื่อผู้เสียหายที่ ๑ ไม่ได้ยอมที่จะให้เงินแก่จำเลยที่ ๑ การกระทำของจำเลยที่ ๑ จึงเป็นการพยายามกรรโชก จำเลยที่ ๒ รู้เห็นโดยเจตนาที่จะร่วมกับจำเลยที่ ๑ และพวกไปขู่เข็ญกับใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อทวงถามเงินค่าสลากกินรวบจากผู้เสียหายที่ ๑ มาตั้งแต่แรก มิใช่เป็นเรื่องที่จำเลยที่ ๑ กระทำไปเองเพียงลำพัง ถือว่าจำเลยที่ ๒ เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ ๑ ในการพยายามกรรโชก และใช้กำลังทำรายผู้เสียหายทั้งสองโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๗ วรรคสอง (๑) ประกอบมาตรา ๘๓, ๓๑๙ ขณะเกิดเหตุ ร้านเสริมสวยของผู้เสียหายที่ ๑ ยังเปิดให้บริการอยู่ประชาชนทั่วไปรวมทั้งจำเลยทั้งสองมีความชอบธรรมที่จะเข้าไปได้ ไม่ถือว่าเป็นเคหสถาน การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นความผิดฐานบุกรุกเคหสถานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๔ ",อาญา,, 68,8,,จอดรถขวางกั้นไม่ให้บุคคลอื่นถอยรถยนต์ออกไปแล้วเดินไปกระชากประตูรถยนต์ และทุบกระจกรถยนต์อย่างแรงหลายครั้ง เจ้าของรถที่ถูกขวางกั้นซึ่งนั่งอยู่ในรถจึงใช้ปืนยิง จะถือเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๒๓๗/๒๕๕๖ โจทก์ร่วมยืนอยู่บริเวณประตูรถยนต์ของจำเลยเพียงลำพัง โดยไม่ปรากฏว่ามีบุคคลอื่นใดอยู่ร่วมกับโจทก์ร่วม ทั้งขณะนั้นจำเลยก็ล็อกประตูของรถยนต์อยู่ โจทก์ร่วมย้อมไม่สามารถเปิดประตูรถยนต์ผู้เข้าไปทำรายจำเลยได้ จึงไม่มียันตรายที่เกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายที่จำเลยจะต้องกระทำเพื่อป้องกัน การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วม จำเลยจึงไม่อาจอ้างได้ว่าการกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่การที่โจทก์ร่วมกับพวกจอดรถขวางกั้นไม่ให้จำเลยถอยรถยนต์ตู้ออกจากที่เกิดเหตุ โดยจำเลยจะต้องไปรับพนักงานไปส่งยังที่หมายซึ่งเป็นภาระหน้าที่ในการประกอบอาชีพของจำเลย และโจทก์ร่วมมากระชากประตูรถยนต์ตู้และทับกระจกรถยนต์ตู้อย่างแรงหลายครั้งอันเป็นการเข้าไปหาจำเลยโดยมีท่าที่คุกคามย่อมเป็นการข่มเหงจำเลยอย่างร้ายแรงด้วยเหตุไม่เป็นธรรม การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วมในขณะนั้น จึงเป็นการกระทำโดยบันดาลาโลหะตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๒,อาญา,, 68,8,,เอาเอกสารหนังสือสัญญากู้ยืมเงินที่ตนเองมีส่วนเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไป ถือว่าเอาไปเสียเอกสารของผู้อื่น อันจะเป็นความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๘๘ หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๔๔๖๐/๒๕๕๖ ส. นำเงินที่จำเลยมีส่วนเป็นเจ้าของอยู่ด้วยไปให้ ท. กู้ยืม หลังจาก ส. ถึงแก่ความตาย จำเลยได้รับมอบหมายให้ดูแลกิจการร้านของ ส. รวมทั้งตู้นิรภัยและสิ่งของต่าง ๆ ภายในตู้นิรภัย แม้จำเลยนำหนังสือสัญญากู้ยืมเงินระหว่าง ส. กับ ท. ซึ่งอยู่ในตู้นิรภัยไป ไม่ว่าเอกสารนั้นเป็นต้นฉบับหรือสำเนา ก็ถือไม่ได้ว่าจำเลยเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๘๘ เพราะจำเลยมีกรรมสิทธิ์ร่วมกับ ส. และเป็นผู้ครอบครองเอกสารดังกล่าว จำเลยเอาเอกสารหนังสือสัญญากู้ยืมเงินที่จำนยมีส่วนเป็นเจ้าของด้วยไปการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๘๘ โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่าผู้อื่นหรือกองมรดกมีส่วนเป็นเจ้าของเอกสารด้วยหรือไม่ ",อาญา,, 68,9,,ขายสลากกินแบ่งรัฐบาลเกินราคาที่กำหนดในสลาก หากผู้ซื้อไม่ชำระราคา ผู้ขายจะฟ้องผู้ซื้อให้ชำระราคาตามที่ตกลงกันได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๖๒๕/๒๕๕๗ การขายสลากกินแบ่งรัฐบาลมีบุคคลบัญญัติแห่งกฎหมายบัญญัติข้อห้ามและกำหนดโทษแก่ผู้ที่เสนอขายหรือขายสลากเกินราคาที่กำหนดในสลากไว้ถึง ๒ ฉบับ คือ พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ. ๒๔๗๘ มาตรา ๙ ทวิ ซึ่งมีบทกำหนดโทษตามมาตรา ๙ ตรี ให้ระหว่างโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือนหรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และตาม พ.ร.บ.สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล พ.ศ. ๒๕๑๗ มาตรา ๓๙ ให้ระหว่างโทษปรับไม่เกินสองพันบาท จำเลยทำสัญญาซื้อขายสลากกินแบ่งรัฐบาลกับโจทก์โดยโจทก์ตกลงขายสลากให้แก่จำเลยในราคาวัดปีละ ๙๐ บาท หรือส่วนละ ๔๕ บาท แต่ราคาในสลากระบุไว้เพียงฉบับละ ๘๐ บาท หรือส่วนละ ๔๐ บาท สัญญาซื้อขายสลากกินแบ่งรัฐบาลดังกล่าว จึงเป็นการอันมีวัตถุประสงค์ต้องห้ามชัดเจนโดยกฎหมายทั้งสองฉบับข้างต้น และตกเป็นโมฆะ ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๐ แม้โจทก์และจำเลยจะสมัครใจซื้อขายสลากกินแบ่งรัฐบาลกันในราคาสูงกว่าที่กำหนดในสลาก เพราะมีปัญหาเกี่ยวกับระบบการจัดจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลและการบังคับใช้กฎหมายที่ห้ามมิให้ขายสลากกินแบ่งเกินราคา โดยมีการขายสลากเกินราคากันอย่างแพร่หลายก็ตาม ก็หาเป็นข้อยกเว้นที่จะทำให้การขายสลากกินแบ่งรัฐบาลเกินราคาเป็นการอันไม่ต้องห้ามตามบทบัญญัติของกฎหมายใหม่ แต่อย่างไรก็ดีสัญญาซื้อขายสลากกินแบ่งรัฐบาลระหว่างโจทก์และจำเลยดังกล่าวรวมส่วนที่ขายตามราคาที่กำหนดไว้ในสลากซึ่งไม่เป็นโมฆะอยู่ด้วยและสามารถแยกแยะจำนวนเงินของส่วนที่ขายเกินราคาออกได้แน่นชัดพฤติการณ์แห่งกรณีที่จำเลยซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลจำนวนมากไปจากโจทก์เพื่อนำไปจำหน่ายในทางการค้า ย่อมมีส่วนที่จำเลยได้รับประโยชน์จากการขายเกินราคาในสลากดังกล่าวอันพึงสันนิษฐานได้ว่าโจทก์และจำเลยเจตนาระหว่างให้ส่วนที่ไม่เป็นโมฆะแยกออกจากส่วนที่เป็นโมฆะได้ ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๓ สัญญาซื้อขายสลากกินแบ่งรัฐบาลระหว่างโจทก์และจำเลยจึงไม่ตกเป็นโมฆะทั้งฉบับ โจทก์ยังคงมีสิทธิเรียกร้องค่าสลากในส่วนที่ไม่เกินราคาจากจำเลยได้,แพ่ง,, 68,9,,เจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินที่ยังไม่มีการแบ่งแยกกันเป็นส่วนสัดจะอ้างว่าได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้งแปลงโดยการครอบครองปรปักษ์ได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๓๙๔/๒๕๕๗ การครอบครองอสังหาริมทรัพย์อันจะทำให้ผู้ครอบครองได้กรรมสิทธิตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๓๘๒ นั้น นอกจากจะต้องเป็นการครอบครองโดยสงบและเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันเป็นเวลา ๑๐ ปีแล้วยังจะต้องเป็นการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นของบุคคลอื่นด้วยหากเป็นการครอบครองทรัพย์สินของตนเองหรือที่ตนเองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมที่ยังไม่มีการแบ่งแยกกันเป็นส่วนสัด ก็หามีผลที่จะทำให้ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองไม่ผู้ร้องยื่นคำร้องขออ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสที่ผู้ร้องและ บ. ทำมาหาได้ร่วมกันระหว่างเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย บ. ขายที่ดินพิพาทไปให้ผู้อื่น แม้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอมุ่งประสงค์จะกล่าวอ้างเรื่องการครอบครองปรปักษ์ แต่ผู้ร้องบรรยายคำร้องขอยืนยันว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์ที่ผู้ร้องทำมาหาได้ร่วมกันในลักษณะผู้ร้องเป็นเจ้าของอยู่ด้วยกึ่งหนึ่ง ตราบใดที่ยังไม่มีการแบ่งที่ดินกัน ผู้ร้องและ บ. จึงต่างเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทคนละเท่า ๆ กัน ในทุกส่วนของที่ดินพิพาท การที่ผู้ร้องอ้างว่า บ. นำที่ดินพิพาทไปขายโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ร้อง ซึ่งมีผลผูกพันเฉพาะที่ดินพิพาทส่วนของ บ. เมื่อ บ. ขายที่ดินพิพาทไป ผู้ซื้อได้ขายที่ดินพิพาทให้แก่ผู้คัดค้านที่ ๒ และผู้คัดค้านที่ ๒ ยกที่ดินพิพาทให้แก่ผู้คัดค้านที่ ๑ ที่ดินพิพาทจึงเป็นที่ดินกรรมสิทธิ์รวมของผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ ๑ ในทุกส่วนของที่ดินพิพาท ศาลจึงไม่อาจมีคำสั่งให้ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท โดยการครอบครองปรปักษ์ในที่ดินของผู้ร้องเองได้ ",แพ่ง,, 68,9,,"ปลอมบิลเงินสด แต่ไม่มีต้นฉบับอันแท้จริงของบิลเงินสดจะเป็นความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิไม่ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง ความผิดฐานปลอมเอกสารจะต้องปลอมเอกสารที่มีอยู่แท้จริงเสมอไปหรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๓๑/๒๕๕๗ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๔ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “ผู้ใดทำเอกสารปลอมขึ้นทั้งฉบับหรือแต่งส่วนหนึ่งส่วนใด เติมหรือตัดทอนข้อความ หรือแก้ไขด้วยประการใด ๆ ในเอกสารที่แท้จริง หรือประทับตราปลอม หรือลงลายมือชื่อปลอมในเอกสารโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ถ้าได้กระทำเพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริงผู้นั้นกระทำผิดฐานปลอมเอกสาร” ตามบทบัญญัติดังกล่าวเห็นได้ว่าผู้ทำเอกสารปลอมสามารถทำเอกสารปลอมขึ้นทั้งฉบับได้ จำเลยปลอมบิลเงินสด โดยนำแบบพิมพ์บิลเงินสดมาเขียนกรอกข้อความมีสาระสำคัญว่าบิลเงินสดฉบับดังกล่าวออกโดยร้าน ย. เลขที่ ๔๔/๔ ถนนจักรพรรดิ เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร เล่มที่ ๐๐๙ เลขที่ ๐๕๘ เมื่อวันที่ ๑๘ มกราคม ๒๕๕๑ ได้รับเงิน จากบริษัท ป. เป็นค่าผ้าฟื้นสีขาว จำนวน ๙๐ เมตร จำนวนเงิน ๓,๖๐๐ บาท และค่าผ้าฟื้นสีดำ จำนวน ๙๐ เมตร จำนวนเงิน ๓,๖๐๐ บาท รวมจำนวนเงิน ๗,๒๐๐ บาท แล้วจำเลยลงลายมือชื่อผู้รับเงินปลอมใบบิลเงินสดดังกล่าว แม้จะไม่มีต้นฉบับอันแท้จริงของบิลเงินสด ก็เท่ากับเป็นการปลอมขึ้นทั้งฉบับเพื่อให้เห็นว่าเป็นเอกสารที่ได้ทำมาจากต้นฉบับที่แท้จริง การปลอมเอกสารตามกฎหมายหาใช่จำเป็นจะต้องปลอมจากเอกสารที่มีอยู่แท้จริงเสมอไปไม่ การกระทำของจำเลยก็เป็นการปลอมเอกสารสิทธิตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๕ แล้ว ",อาญา,, 68,9,,"ทำป้ายมีข้อความว่า ทองเหลืองหล่อนี้ ไม่ใช่พระพุทธเจ้าแน่ ไม่ต้องกราบมัน ติดฐานองค์พระพุทธรูป ใช้เท้าเหยียบและใช้มือตอบที่บริเวณพระพักตร์ของพระพุทธรูป เป็นความผิดฐานใด ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๑๒๕/๒๕๕๗ จำเลยให้บุคคลหนึ่งทำป้ายที่มีข้อความว่า “ทองเหลืองหล่อนี้ไม่ใช่พุทธเจ้าแน่ไม่ต้องกราบมัน” ติดที่ฐานองค์พระพุทธรูป กับจำเลยใช้เท้าเหยียบฐานของพระพุทธรูปและใช้มือตอบที่บริเวณพระพักตร์ของพระพุทธรูปบนั้น เป็นการกระทำที่ไม่สมควรไม่เคารพต่อพระพุทธรูปอันเป็นที่เคารพในทางศาสนาพุทธ อันเป็นการเหยียดหยามศาสนาจำเลยจึงมีความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๐๖ ",อาญา,, 68,9,,ผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินเข้าไปตัดต้นยูคาลิปตัสบนที่ดินซึ่งบุคคลอื่นเป็น ผู้ปลูกไปขาย จะเป็นความผิดฐานลักทรัพย์หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๔๗๖/๒๕๕๗ ต้นยูคาลิปตัสเป็นต้นไม้ที่มีอายุหลายปี โดยสภาพจึงถือว่าเป็นไม้ยืนต้น ซึ่งตามปกติย่อมถือเป็นส่วนควบของที่ดินตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๕ วรรคหนึ่ง และตกเป็นกรรมสิทธิ์ของเจ้าของที่ดินซึ่งเป็นเจ้าของทรัพย์ ประธานตามมาตรา ๑๔๔ วรรคสอง เว้นแต่ผู้ทรงสิทธิเหนือพื้นดินในที่ดินของผู้อื่น ตามมาตรา ๑๔๑๐ ได้ปลูกต้นไม้ลงไว้ตามมาตรา ๑๔๖ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็น ยุติว่า ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๕๑ ว่าจำเลยเป็นผู้มีสิทธิ ครอบครองที่ดิน แม้คดีดังกล่าวนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ แต่ถือว่า ผลคำพิพากษาศาลชั้นต้นดังกล่าวผูกพันโจทก์ร่วมและจำเลยผู้เป็นคู่ความในคดีดังกล่าว แล้วจนถึงวันที่คำพิพากษาดังกล่าวได้ถูกเปลี่ยนแปลง แก้ไข กลับ หรืองดเสีย ตาม ป.ว.พ. มาตรา ๑๔๕ วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตาม คำพิพากษาดังกล่าว ทั้งไม่ปรากฏว่าโจทก์ร่วมเป็นผู้ทรงสิทธิเหนือพื้นดินที่มีสิทธิ ปลูกต้นยูคาลิปตัสลงไว้ จึงต้องฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในต้น ยูคาลิปตัสอันเป็นส่วนควบของที่ดิน การที่จำเลยเข้าไปตัดต้นยูคาลิปตัสบนที่ดิน ตั้งแต่วันที่ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒ ถึงวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒ จนหมด ภายหลัง จากที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๕๑ แล้วว่าจำเลยเป็นผู้มีสิทธิ ครอบครองที่ดินจึงเป็นพฤติการณ์ที่มีเหตุอันควรให้จำเลยเข้าใจโดยสุจริตว่า ต้น ยูคาลิปดังกล่าวเป็นของจำเลย การกระทำของจำเลยจึงไม่มีความผิดฐานลักทรัพย์ ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และเมื่อจำเลยเป็นเจ้าของต้นยูคาลิปตัสจำเลยจึงไม่ต้องใช้ ราคาแทนต้นยูคาลิปตัสที่ตัดไป,แพ่่ง,, 68,10,,เข้าใจโดยสุจริตว่าที่ดินพิพาทเป็นของตนจึงตัดฟันต้นยางพาราในที่ดินที่ผู้อื่น เป็นผู้ปลูก ปรากฏภายหลังว่าตนมิใช่เจ้าของที่ดินพิพาท จะเป็นความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์หรือไม่ ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๔๒๓/๒๕๕๗ ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๕ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “ไม่ยืนต้นเป็นสวนควบคู่กับที่ดินที่ไม่น้อยเกินอยู่” และมาตรา ๑๔๕ วรรคสอง บัญญัติว่า “เจ้าของทรัพย์ย่อมมีกรรมสิทธิ์ในสวนควบคู่ของทรัพย์นั้น” ดังนั้น เจ้าของที่ดินพิพาทย่อมมีกรรมสิทธิ์ในต้นยางพาราซึ่งเป็นไม้ยืนต้นที่ปลูกในที่ดินพิพาท ตามคำฟ้องเป็นเรื่องที่ผู้เสียหายปลูกต้นยางพาราในที่ดินพิพาทจึงต้องบังคับตาม บทบัญญัติแห่งมาตรา ๑๓๑๐ วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา ๑๓๑๔ วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติไว้ เช่นเดียวกับบทบัญญัติมาตรา ๑๔๕ วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา ๑๔๔ วรรคสอง กล่าวคือ ต้นยางพาราที่ปลูกในที่ดินพิพาทตกเป็นของเจ้าของที่ดินพิพาท มิใช่เจ้าของต้นยางพารา ส่วนเจ้าของที่ดินจะต้องใช้ค่าแห่งที่ดินเพิ่มขึ้นแก่เจ้าของต้นยางพาราหรือไม่นั้น เป็นเรื่องที่ต้องไปเรียกร้องกันในทางแพ่งอีกสวนหนึ่งต่างหาก เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า จำเลยทั้งสองเข้าใจ โดยสุจริตว่าที่ดินพิพาทเป็นของตน กรณีจึงเป็นเรื่องที่จำเลยทั้งสองสำคัญผิดในข้อเท็จจริง ซึ่งหากฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทจริง จำเลยทั้งสองก็ย่อมมีสิทธิที่จะทำให้เสียหายหรือทำลายต้นยางพาราซึ่งตกเป็นกรรมสิทธิ์ของตนเองแล้วได้โดยไม่เป็นความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๘ แม้จำเลยทั้งสองรู้ว่าผู้เสียหายเป็นผู้ปลูกต้นยางพาราและ ปรากฏภายหลังว่าจำเลยทั้งสองมิใช่เจ้าของที่ดินพิพาท จำเลยทั้งสองก็ไม่มีความผิด ทั้งนี้ ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๖๒",อาญา,, 68,10,,หนี้ที่ประกันขาดอายุความแล้ว ผู้รับจำนองจะเรียกดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้อง บังคับจำนองได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๑๔๙/๒๕๕๗ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๔๕ บัญญัติว่า “ผู้รับจำนอง จะบังคับจำนองแม้เมื่อหนี้ที่ประกันนั้นขาดอายุความแล้วก็ได้ แต่จะบังคับเอาดอกเบี้ยก็ต้องชำระในการจำนองเกินกว่าห้าปีไม่ได้” ซึ่งหมายความว่า ในกรณีที่หนี้ประกันหรือหนี้ประธานขาดอายุ ความแล้ว โจทก์ในฐานะผู้รับจำนองจะใช้สิทธิบังคับให้นำเงินจากการขายทอดตลาดทรัพย์สิน ที่จำนองมาชำระดอกเบี้ยที่ค้างย้อนหลังขึ้นไปเกินห้าปีไม่ได้เท่านั้น แต่บทบัญญัติดังกล่าวมิได้ห้ามโจทก์เรียกดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องบังคับจำนอง เพราะดอกเบี้ยภายหลังฟ้องนี้มิใช่ดอกเบี้ยที่ค้างชำระในการจำนอง ดังนั้น โจทก์จึงมีสิทธิบังคับให้จำเลยชำระดอกเบี้ยนับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปได้,แพ่ง,, 68,10,,ภริยาฟ้องหย่าสามีอ้างเหตุว่าสามีมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับหญิงอื่นและ ร่วมประเวณีกันเป็นอาจิณ ต่อมาทำสัญญาประนีประนอมยอมความโดยตกลงหย่าขาดจากกัน ศาล มีคำพิพากษาตามย่อมและได้มีการจดทะเบียนหย่ากันแล้ว ภริยาจะมาฟ้องเรียกค่าทดแทน จากหญิงอื่นโดยอ้างว่าเป็นผู้ซึ่งเป็นเหตุแห่งการหย่าได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๙๔๓/๒๕๕๗ ภริยามีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่มีความ สัมพันธ์ฉันชู้สาวกับสามีได้โดยอาศัยบทบัญญัติแห่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๒๓ วรรคหนึ่ง ซึ่ง บัญญัติว่า ""เมื่อศาลพิพากษาให้หย่ากันเพราะเหตุตามมาตรา ๑๕๑๖ (๑) ภริยาหรือสามีมีสิทธิ ได้รับค่าทดแทนจากสามีหรือภริยาและจากผู้ซึ่งได้รับการอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องหรือผู้ซึ่งเป็น เหตุแห่งการหย่านั้น"" ดังนั้น การที่โจทก์จะได้รับค่าทดแทนจากจำเลยได้จึงต้องเป็นกรณีที่ศาล พิพากษาให้โจทก์และ น. หย่ากันเพราะเหตุที่ น. อุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องจำเลยฉันภริยา มีชู้ หรือร่วมประเวณีกับจำเลยเป็นอาจิด เมื่อปรากฏว่าโจทก์กับ น. หย่ากันโดยทำสัญญา ประนี้ประนอมต่อศาล แม้ศาลมีคำพิพากษาตามย่อม การทำสัญญาประนี้ประนอมกันนั้น หาใช่การที่คู่ความยอมรับตามคำฟ้องและคำให้การกันไม่ จึงไม่ใช่กรณีที่ศาลพิพากษาให้หย่ากัน เพราะมีเหตุหย่าตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๑๖ (๑) โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าทดแทนจาก จำเลยตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวได้และแม้บทบัญญัติแห่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๒๓ วรรคสอง จะให้สิทธิภริยาเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผยว่าตนมีความสัมพันธ์ กับสามีในทำนองชู้สาว โดยไม่ต้องฟ้องหย่าสามีโดยอาศัยเหตุหย่าตามมาตรา ๑๕๑๖ (๑) ก็ตาม แต่ตามคำฟ้องของโจทก์หาได้บรรยายฟ้องโดยอ้างพฤติการณ์ว่าจำเลยแสดงตนโดยเปิดเผย ว่า จำเลยมีความสัมพันธ์กับ น. สามีโจทก์ในทำนองชู้สาวไม่ จึงไม่ก่อให้เกิดประเด็นที่โจทก์ จะนำสืบเกี่ยวกับข้อเท็จจริงดังกล่าว",แพ่ง,, 68,10,,ให้เช่าตึกแถวมีกำหนด ๒๐ ปี โดยผู้เช่าต้องออกเงินช่วยค่าก่อสร้างตึกแถว ซึ่งยังก่อสร้างไม่แล้วเสร็จให้ผู้ให้เช่า เป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าการเช่าธรรมดาหรือไม่ และ ข้อตกลงดังกล่าวมีผลผูกพันผู้รับโอนกรรมสิทธิตึกแถวจากผู้ให้เช่าซึ่งเป็นเจ้าของเดิมหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๘๙๔/๒๕๕๓ การที่ อ. ให้จำเลยที่ ๒ เช่าตึกแถวพิพาท มีกำหนด ๒๐ ปี โดยจำเลยที่ ๒ ต้องออกเงินช่วยค่าก่อสร้างตึกแถวพิพาท ซึ่งยังก่อสร้าง ไม่แล้วเสร็จให้ อ. จำนวน ๙๐๐,๐๐๐ บาท ย่อมเป็นสัญญาต่างตอบแทนชนิดหนึ่งที่ซ้อนรวมอยู่ ในสัญญาเช่า โดยถือเป็นข้อตกลงที่ อ. จะต้องให้จำเลยที่ ๒ เช่าตึกแถวพิพาทมีกำหนด ๒๐ ปี สัญญาเช่าตึกแถวพิพาทระหว่าง อ. และจำเลยที่ ๒ จึงเป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าการเช่า ตามธรรมดาซึ่งเป็นเพียงบุคคลสิทธิมีผลผูกพันเฉพาะ อ. กับจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นคู่สัญญาเท่านั้น หามีผลผูกพันไปถึงโจทก์ผู้รับโอนกรรมสิทธิตึกแถวพิพาทจาก อ. เจ้าของเดิมซึ่งเป็นบุคคล ภายนอกสัญญาด้วยไม่ ถึงแม้โจทก์จะรู้เห็นถึงการเช่าดังกล่าวและรับโอนตึกแถวพิพาทมา เมื่อข้อเท็จจริงพึงยุติแล้วไม่ปรากฏว่าโจทก์ยินยอมผูกพันตนที่จะปฏิบัติตามสัญญาดังกล่าวแทน อ. ที่จะให้จำเลยที่ ๒ เข้าคืนแถวกับพิพาท อันจะถือได้ว่าโจทกก็ตกลงชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๗๔ ซึ่งจะทำให้จำเลยที่ ๒ มีสิทธิอยู่ในดึกแถวพิพาทที่เช่าต่อไป ข้อตกลงระหว่าง อ. กับจำเลยที่ ๒ จึงไม่มีผลผูกพันโจทก์ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๕๔/๒๕๕๒ เดิมที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัท ม. ที่ได้จำนองเป็นประกันหนี้ไว้แก่โจทก์ จำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาท เพื่อปรับปรุงพื้นที่และก่อสร้างตลาดและจำเลยยินยอมยกกรรมสิทธิ์ในสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดให้แก่บริษัท ม. แต่จำเลยมีสิทธิให้เช่าหรือให้เช่าช่วงตลาดและสิ่งปลูกสร้างโดยบริษัท ม. ตกลงให้สัญญาเช่าเป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าการเช่าธรรมดา มีกำหนด ๑๐ ปี นับแต่วันครบกำหนดระยะเวลาการปลูกสร้าง สัญญาเช่าดังกล่าวไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ต่อมาโจทก์ได้รับโอนที่ดินพิพาทเพื่อชำระหนี้จากบริษัท ม. ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดาเป็นเพียงบุคคลสิทธิที่ใช้บังคับกันได้เฉพาะแต่ในระหว่างคู่สัญญา ไม่ผูกพันโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้รับโอนที่ดินพิพาท เว้นแต่โจทก์ผู้รับโอนที่ดินพิพาทจะได้ตกลงยินยอมผูกพันที่จะปฏิบัติตามสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดาแทนผู้ให้เช่าเดิม ข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์ไม่ได้ตกลงยินยอมที่จะผูกพันตามสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าการเช่าธรรมดา แม่โจทก์จะทราบว่ามีสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าการเช่าธรรมดาระหว่างจำเลยกับบริษัท ม. ในขณะรับโอนที่ดินพิพาทสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าการเช่าธรรมดาที่ไม่ผูกพันโจทก์ และไม่ถือว่าโจทกรับโอนที่ดินพิพาทด้วยไม่สุจริต คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๕๙/๒๕๒๖ ขณะโจทก์ซื้อที่ดินและตึกแถวพิพาทแล้วแจ้งให้จำเลยขนย้ายออกไป เป็นระยะเวลาที่สัญญาเช่าเดิมสิ้นสุดลงและไม่มีการทำสัญญาใหม่ โจทก์ไม่เคยยินยอมให้เช่าต่อไป แม้จำเลยจะมีสัญญาต่างตอบแทนเป็นพิเศษกับเจ้าของเดิม สัญญานี้ก็ไม่อยู่ภายใต้บังคับ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๖๙ จำเลยไม่มีสิทธิเอาข้อตกลงดังกล่าวมาจากขึ้นเป็นข้อต่อสู้กับโจทก์ได้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๙๔๐/๒๕๒๖ เมื่อสัญญาเช่าระหว่างจำเลยกับเจ้าของเดิมสิ้นกำหนดเวลาเช่าแล้ว ถึงหากจำเลยจะมีสัญญาต่างตอบแทนกับเจ้าของเดิมยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดา สัญญานี้ก็คงผูกพันเฉพาะคู่สัญญา โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ห้องพิพาท คงรับมอบเฉพาะสิทธิและหน้าที่ของผู้โอนซึ่งมีต่อผู้เช่าตามสัญญาเช่าตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๖๙ หากผูกพันตามสัญญาต่างตอบแทนพิเศษนี้ด้วยไม่ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๔๒๒/๒๕๒๐ โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ตึกพิพาท แม่นาย บ. เจ้าของเดิมทำสัญญาให้จำเลยเช่าห้องพิพาทมีกำหนด ๑๒ ปี คือทำสัญญา ๔ ฉบับ ๆ ละ ๓ ปี และสัญญาเช่าตึกพิพาทเป็นสัญญาต่างตอบแทนนอกเหนือจากการเช่าธรรมดา (เสียเงินช่วยค่าก่อสร้างตึก) เมื่อมีได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ สัญญาดังกล่าวที่มีกำหนด ๑๒ ปี นั้นเป็นบุคคลสิทธิมีผลผูกพันจำเลยกับนาย บ. ซึ่งเป็นคู่สัญญากันเท่านั้น จึงมีผลใช้บังคับต่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับโอนดึกพิพาทได้เพียงสามปี แม้โจทก์จะทราบว่า นาย บ. กับจำเลยมีข้อตกลงเช่ากันอยู่ ๑๒ ปีก็ตาม เมื่อโจทก์ได้รับโอนกรรมสิทธิตึกพิพาทภายหลังกำหนดสามปีดังกล่าวแล้ว โจทก์ก็ไม่ผูกพันที่จะให้จำเลยเช่าต่อไป โจทก์มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยออกจากตึกพิพาทได้ มีคำพิพากษาฎีกาที่ ๓๓๙/๒๕๒๐, ๖๓๓/๒๕๒๑, ๑๔๓๗/๒๕๑๕, ๒๐๗๗/๒๕๑๔, ๗๖๒/๒๕๐๘ วินิจฉัยเช่นกัน แต่หากข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่เช่าได้ทำบันทึกตกลงกับผู้โอนยอมให้ผู้เช่า ๆ ต่อไปจนครบสัญญาเช่า ย่อมถือได้ว่าผู้รับโอนตกลงยินยอมผูกพันที่จะให้ผู้เช่า ๆ ต่อไปจนครบกำหนดตามสัญญาเช่า เมื่อผู้เช่าอันเป็นบุคคลภายนอกได้แสดงเจตนาถือเอาประโยชน์จากสัญญาดังกล่าวแล้ว ผู้รับโอนก็ต้องถูกผูกพันตามสัญญาต่างตอบแทนระหว่างผู้ให้เช่ากับผู้เช่าที่ทำไว้แต่เดิม คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๑๒๓/๒๕๒๒ เดิมที่พิพาทเป็นของ อ. ได้ให้จำเลยเช่าเพื่อปลูกตึกแถวกำหนดระยะเวลาเช่า ๑๕ ปี เมื่อครบกำหนดสัญญาเช่าแล้วให้ตึกแถวที่สร้างขึ้นทั้งหมดตกเป็นของ อ. ตามเอกสารสัญญาหมาย จ.๑ โดยไม่ได้จดทะเบียน ต่อมา อ. ได้โอนขายที่พิพาทให้โจทก์ ขณะที่โจทก์ชื้อจาก อ. นั้นมีตึกแถวสี่ชั้น ๘ คูหา ที่จำเลยปลูกสร้างขึ้นตามสัญญาเช่าระหว่างจำเลยกับ อ. อยู่แล้ว ในการซื้อขายโจทก์ได้ทำบันทึกตกลงกับ อ. ผู้ขายว่ายอมให้จำเลยเช่าที่ดินแปลงนี้ต่อไปตามข้อผูกพันที่ อ. มีอยู่ต่อจำเลย ปรากฏตามเอกสารหมายเลข ล.๒ เห็นว่า สัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.๑ เป็นสัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์อันมีข้อตกลงเป็นลักษณะสัญญาต่างตอบแทนพิเศษยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดา เมื่อโจทก์ได้รับโอนที่ดินมาโดยมีตึกแถวพิพาทปลูกอยู่ และโจทก์ได้ทำบันทึกตกลงกับ อ. ผู้ขายยอมให้จำเลยเช่าที่ดินแปลงนี้ต่อไปตามเดิมจนกว่าจะครบสัญญาและรับปฏิบัติตามเงื่อนไขในสัญญาเดิมทุกประการตามเอกสารหมายเลข ล.๒ จึงถือได้ว่า โจทก์ได้ตกลงยินยอมผูกพันตนที่จะให้จำเลยอันเป็นบุคคลภายนอกซึ่งปลูกสร้างตึกพิพาทยู่ในที่ดินก่อนที่โจทก์จะได้รับโอนที่ดินแปลงนี้มาเช่าอยู่ต่อไป และเมื่อจำเลยได้แสดงเจตนาถือเอาประโยชน์จากสัญญานั้นแล้ว โจทก์ต้องผูกพันตามสัญญาต่างตอบแทนระหว่าง อ. กับจำเลยที่ทำไว้เดิม ศาลฎีกาปรับบทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๗๔ ซึ่งบัญญัติว่า ""ถ้าคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งทำสัญญาตกลงว่าจะชำระหนี้แก่บุคคลภายนอกไซร์ ท่านว่าบุคคลภายนอกมีสิทธิจะเรียกชำระหนี้จากลูกหนี้โดยตรงได้"" ในกรณีดังกล่าวมาในวรรคต้นนั้น สิทธิของบุคคลภายนอกย่อมเกิดมีขึ้นตั้งแต่วลาที่แสดงเจตนาแก่ลูกหนี้ว่าจะถือเอาประโยชน์จากสัญญานั้น"" ",แพ่ง,, 68,11,,สัญญากู้เงินมีเรื่องรวมกันอยู่ ๒ เรื่อง คือ หนังสือสัญญา กู้เงินกับบันทึกทำการชำระหนี้เงินกู้บางส่วน หากมีการลบส่วนที่เป็นบันทึกการชำระหนี้บางส่วนออกเสียจะเป็นความผิดฐานปลอมเอกสารหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๐๕/๒๕๐๘ เมื่อปรากฏว่า สัญญากู้เงินซึ่งเป็นเอกสารสิทธินั้นมีเรื่องที่แท้จริงรวมกันอยู่ ๒ เรื่อง คือ มีหนังสือสัญญา กู้เงิน ๑ มีบันทึกการชำระหนี้เงินกู้รายนี้บางส่วน ๑ และจำเลยได้ลบทบบันทึกดังกล่าวออกเสีย เอกสารสิทธินั้นก็จะมีหนังสือสัญญาอันเป็นเอกสารที่แท้จริงเหลืออยู่เพียงเรื่องเดียว การที่จำเลยลบทบบันทึกนั้นออกก็เพื่อให้โจทก์หรือศาลหลงเชื่อว่าเอกสารสิทธิมหานั้นยังถูกต้องและใช้ในการตัดสินใจโดยประการใด ๆ ในเอกสารที่แท้จริง เป็นผิดฐานปลอมเอกสารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๔,อาญา,, 68,11,,เจ้าพนักงานพบเห็นการกระทำความผิดแต่กลับไม่ทำการจับกุมแล้วเรียกรับเงินหรือแกล้งจับกุมผู้ใดกระทำความผิด แล้วเรียกรับเงิน จะมีความผิดฐานใด,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๓๐๙/๒๕๔๑ คืนเกิดเหตุจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันใช้จำเลยที่ ๑ ซึ่งมิใช่เจ้าพนักงานตำรวจให้แสดงตนเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ เพื่อเป็นเครื่องมือให้ไปเรียกเก็บเงินจากบรรดาคนขับรถโดยไม่ระบุชื่อนำมา ไม่เลือกว่าคนขับรถนั้นจะได้กระทำความผิดต่อกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยที่ ๑ เข้าไปพูดกับคนขับรถว่า “ตามธรรมเนียม” คนขับรถยนต์แม่นี้ได้กระทำความผิดก็ต้องจำใจจ่ายเงินให้จำเลยที่ ๑ ด้วยความเกรงกลัวต่ออำนาจในการเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ การกระทำของจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ดังกล่าว เป็นการร่วมกันใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบข่มขืนใจเพื่อให้คนขับรถยนต์บรรทุกมอบเงินให้แก่จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นพวกของจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๘ แล้ว และหากรถยนต์บรรทุกกันโดยมีการกระทำที่เป็นความผิดต่อกฎหมาย ถ้าจำเลยที่ ๑ เรียกเอาเงินจากคนขับรถได้แล้ว จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ก็จะไม่ทำการจับกุม การกระทำของจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ดังกล่าวย่อมเป็นการร่วมกันเรียกและรับเงินจากคนขับรถยนต์บรรทุกสำหรับตนเองโดยมิชอบเพื่อไม่กระทำการในตำแหน่ง คือ ไม่จับกุมตามหน้าที่ อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๙ แต่คืนเกิดเหตุมีการเรียกเก็บเงินหลายครั้งหลายหน จากบรรดาคนขับรถหลายคน ดังนี้ เมื่อโจทก์รวบรวมการกระทำเหล่านี้ไว้ในฟ้องข้อเดียวกันโดยถือเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท คือผิดทั้งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๘ และ ๑๔๙ จึงต้องบังคับให้เป็นไปตามขอของโจทก์ ซึ่งแต่ละบทมาตรามีโทษเท่ากัน และเมื่อผิดตามบทเฉพาะเช่นนี้แล้ว ก็ไม่จำต้องปรับบทความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ อันเป็นบททั่วไปอีก คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๕๒๔/๒๕๕๑ จำเลยเป็นเจ้าพนักงานตำรวจมีหน้าที่สืบสวนจับกุมผู้กระทำความผิดอาญา ได้พบเห็น ส. กับพวกเล่นการพนันชนไก่อันเป็นความผิดอาญา จำเลยมีหน้าที่ต้องทำการจับกุมผู้กระทำความผิด แต่กลับไม่ทำการจับกุมและเรียกรับเงินจำนวน ๑,๕๐๐ บาท จาก ส. เพื่อจะไม่จับกุมตามหน้าที่ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๙ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๗๔๙/๒๕๔๕ พฤติการณ์ที่จำเลยจับกุมผู้เสียหายในข้อหาลักทรัพย์ของ ส. แล้วให้ผู้เสียหายลงลายมือชื่อในบันทึกการจับกุม จากนั้นนำผู้เสียหายไปควบคุมไว้ ที่สถานีตำรวจประมาณ ๓๐ นาที จึงเรียกร้องเอาเงินจากผู้เสียหายเพื่อและเปลี่ยนกับการปล่อยตัวไม่ดำเนินคดี โดยนำผู้เสียหายออกมากโทรศัพท์หา ก. ภริยาผู้เสียหาย ต่อมาเมื่อจำเลยได้รับเงิน ๓,๐๐๐ บาท จากผู้เสียหายแล้ว จึงปล่อยผู้เสียหายไปนั้น เป็นกรณีไม่กระทำการในตำแหน่งโดยมิชอบด้วยหน้าที่จำเลยมีความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๙ เมื่อการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๙ ซึ่งเป็นบทเฉพาะแล้วย่อมไม่มีความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ ซึ่งเป็นบททั่วไปอีก แม้ว่าการกระทำของจำเลยจะเข้าหลักเกณฑ์อันเป็นองค์ประกอบความผิดตามมาตรา ๑๕๗ ด้วยก็ตาม ",อาญา,, 68,11,,บุตรนอกกฎหมายที่บิดารับรองแล้วถึงแก่ความตาย บิดาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายจะมีสิทธิได้รับมรดกของบุตรในฐานะทายาทโดยธรรมหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๘๕๔/๒๕๕๑ ผู้คัดค้านอยู่กินฉันสามีภริยากับมารดาของผู้ตายภายหลังจากที่มีการบังคับใช้ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๕ โดยมีได้จดทะเบียนสมรสกัน ดังนั้น แม้ผู้คัดค้านจะอุปการะเลี้ยงดูผู้ตายตลอดมาซึ่งทำให้ผู้ตายเป็นบุตรนอกกฎหมายที่ผู้คัดค้านรับรองแล้วตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๒๗ ก็ตาม แต่ผลของบทบัญญัติดังกล่าวก็เพียงแต่ให้ถือว่าบุตรนั้นเป็นผู้สืบสันตานเหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายมีสิทธิรับมรดกของบิดาเท่านั้น หาได้มีผลทำให้บิดาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายกลับเป็นบิดาที่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งมีสิทธิได้รับมรดกของบุตรในฐานะทายาทโดยธรรมตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๒๙ ด้วยไม่ ผู้คัดค้านจึงมิใช่ทายาทของผู้ตายหรือผู้มีส่วนได้เสียในกองมรดกของผู้ตายที่จะมีสิทธิคัดค้าน การขอจัดการมรดกหรือร้องขอให้ศาลตั้งตนเองเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายได้,แพ่ง,, 68,11,,ตกลงจะขายที่ดินกันโดยผู้ชายยอมให้ผู้ซื้อเข้าไปทำประโยชน์ในที่ดินได้ทันที ผู้ซื้อเข้าไปทำประโยชน์โดยสร้างรั้วคอนกรีต และปลูกเสาเพื่อปลูกสร้างบ้าน ต่อมาผู้ชายไม่สามารถโอนที่ดินให้แก่ผู้ซื้อได้โดยผู้ชายมิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา ดังนี้ ผู้ซื้อจะให้ผู้ขายชดใช้เงินค่าก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวจากผู้ขายได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๕๒๓/๒๕๕๓ การที่โจทก์เรียกร้องค่าก่อสร้างรั้วและสิ่งปลูกสร้าง ในที่ดินที่ตกลงจะซื้อจากจำเลยแต่จำเลยไม่สามารถโอนที่ดินให้ตามสัญญาจะซื้อจะขายได้ โดยจำเลยมิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญานั้น เป็นกรณีไม่มีบทกฎหมายใดที่จะยกมาปรับแก่คดีได้ และ บทบัญญัติแห่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๓๑๐ และมาตรา ๑๓๑๔ เรื่องการก่อสร้างใด ๆ ซึ่งติดกับที่ดิน ในที่ดินของผู้อื่นโดยสุจริต ให้เจ้าของที่ดินเป็นเจ้าของสิ่งก่อสร้างนั้น ถือได้ว่าเป็นบทกฎหมาย ใกล้เคียงอย่างยิ่งต่อกรณีที่โจทก์เรียกร้อง ศาลย่อมนำบทบัญญัติดังกล่าวมาปรับแก่คดี ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๔ วรรคสอง และให้จำเลยชดใช้เงินค่าก่อสร้าง และสิ่งปลูกสร้างซึ่งตกเป็นของจำเลย แก่โจทก์ได้,แพ่ง,, 68,10,,ปลูกสร้างบ้านในที่ดินโดยเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินคนหนึ่งอนุญาตให้สร้าง ได้ จะถือว่าเป็นการสร้างบ้านในที่ดินของผู้อื่นโดยสุจริตหรือไม่ หรือเป็นการได้มาซึ่งสิทธิเหนือ พื้นดินหรือไม่ และบ้านกลายเป็นส่วนควบของที่ดินหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๓๗๔/๒๕๕๔ ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๒๑๐ วรรคหนึ่ง บัญญัติ ว่า “บุคคลใดสร้างโรงเรือนในที่ดินของผู้อื่นโดยสุจริตไชร์ ท่านว่าเจ้าของที่ดินเป็นเจ้าของโรงเรือน นั้น ๆ แต่ต้องใช้คำแห่งที่ดินเพียงที่เพิ่มขึ้นเพราะสร้างโรงเรือนนั้นให้แก่ผู้สร้าง” คำว่า “สุจริต” ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวนั้น หมายความว่า ผู้ปลูกสร้างได้สร้างโรงเรือนลงในที่ดิน โดยไม่ทราบว่าที่ดินเป็นของผู้ใด แต่เข้าใจว่าเป็นที่ดินของตน โดยเชื่อว่าตนมีสิทธิสร้าง โรงเรือนในที่ดินนั้นได้โดยชอบ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยสร้างบ้านในที่ดินพิพาทโดย ว. อนุญาตให้สร้างได้จึงเป็นการสร้างโดยอาศัยสิทธิของ ว. ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดิน แปลงใหญ่ ทั้งจำเลยก็รู้อยู่แล้วว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินดังกล่าวด้วยอีกคนหนึ่ง การที่จำเลยปลูกสร้างบ้านในที่ดินพิพาทโดยมีสิทธิ เพราะได้รับอนุญาตจาก ว. ซึ่งเป็น เจ้าของรวมคนหนึ่งก็ตามก็เป็นเพียงทำให้บ้านของจำเลยไม่กลายเป็นส่วนควบของที่ดิน เท่านั้นแต่ไม่อาจรับฟังได้ว่า จำเลยสร้างบ้านในที่ดินพิพาทของโจทก์โดยสุจริตตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๓๑๐ วรรคหนึ่ง (จำเลยต้องรื้อถอนบ้านออกไปจากที่ดินทำที่ดินพิพาทให้เป็นตามสภาพเดิมแล้วส่งคืนโจทก์) คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๕๒๖/๒๕๔๔ คำว่า “สุจริต” ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๓๑๐ นั้น มีความหมายว่าผู้ปลูกสร้างได้ปลูกสร้างโรงเรือนลงในที่ดินโดยไม่ทราบว่าที่ดินเป็นของผู้ใด แต่ เข้าใจว่าเป็นที่ดินของตนเองและเชื่อว่าตนมีสิทธิปลูกสร้างโรงเรือนในที่ดินนั้นโดยชอบ เมื่อจำเลยได้ปลูกบ้านในที่ดินพิพาทโดยอาศัยสิทธิของ ส. โดยทราบอยู่ว่าที่ดินพิพาทเป็นของ ส. และได้ขออนุญาต ส. ปลูกบ้าน จึงไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยได้ปลูกบ้านในที่ดินพิพาทโดยสุจริต แม้จำเลยจะต่อเติมบ้านในภายหลังอีก โดย ส. และโจทก์ไม่ห้ามปรามขัดขวางก็จะบังคับให้โจทก์ซึ่งเป็นทายาทของ ส. รับเอาบ้านแล้วใช้ราคาที่ดินที่เพิ่มขึ้นไม่ได้ การที่จำเลยปลูกสร้างบ้านใน ที่ดินพิพาท โดยอาศัยสิทธิของ ส. นั้น มิได้ทำให้โรงเรือนตกเป็นส่วนควบของที่ดินพิพาทเป็น กรรมสิทธิ์ของ ส. และโจทก์แต่อย่างใดตามมาตรา ๑๔๖ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๕๗๗/๒๕๕๑ จำเลยปลูกสร้างบ้านบนที่ดินที่โจทก์เป็นเจ้าของ กรมสิทธิ์รวมโดยได้รับอนุญาตจากโจทก์ บ้านหรือโรงเรือนที่จำเลยปลูกสร้างย่อมไม่ใช่ส่วนควบ ของที่ดินที่โจทก์มีกรรมสิทธิ์รวมตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๔ ประกอบมาตรา ๑๔๑๐ โจทก์ไม่มี กรรมสิทธิ์ในบ้านที่จำเลยสร้างขึ้นใหม่ บ้านดังกล่าวยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย แต่การที่จำเลย ปลูกสร้างบ้านหรือโรงเรือนบนที่ดินที่โจทก์มีกรรมสิทธิ์รวมย่อมเป็นการก่อให้เกิดสิทธิเหนือพื้นดิน เป็นคุณแก่จำเลย แต่สิทธิเหนือพื้นดินดังกล่าวไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนการ ได้มากับพนักงานเจ้าหน้าที่ จึงเป็นเพียงบุคคลสิทธิระหว่างโจทก์เจ้าของกรรมสิทธิ์รวมกับ จำเลย เมื่อสิทธิเหนือพื้นดินดังกล่าวไม่มีกำหนดเวลา โจทก์บอกเลิกได้ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๑๓ โดยการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่จำเลยตามสมควร ",แพ่ง,, 68,10,,ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้แทนลูกหนี้แล้ว จะรับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้ บังคับจำนองกับที่ดินของบุคคลภายนอกที่จำนองที่ดินของตนเพื่อประกันหนี้ของลูกหนี้ได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๓๓๓๗/๒๕๕๖ คดีนี้ จำเลยที่ ๑ ทำสัญญากู้เงินจากธนาคารมีโจทก์เป็นผู้ค้ำประกันและจำเลยที่ ๒ จำนองที่ดินเป็นประกันหนี้แก่ธนาคาร จำเลยที่ ๑ ผิดนัดชำระหนี้ โจทก์ชำระหนี้แทนจำเลยที่ ๑ ไปแล้วมาฟ้องไล่เบี้ยจำเลยทั้งสอง การที่จำเลยที่ ๒ จำนองที่ดินของตนเพื่อประกันหนี้เงินกู้ที่จำเลยที่ ๑ ต้องชำระให้แก่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้เป็นการให้สัญญาต่อเจ้าหนี้ของจำเลยที่ ๑ ว่า หาก จำเลยที่ ๑ ไม่ชำระหนี้ก็ให้ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้ของจำเลยที่ ๑ บังคับจำนอง เอากับที่ดินของจำเลยที่ ๒ ได้ ซึ่งต่างกับการค้ำประกันซึ่งโจทก์ผู้ค้ำประกันสัญญาว่าถ้าจำเลย ที่ ๑ ไม่ชำระหนี้โจทก์จะชำระหนี้ให้เจ้าหนี้ของจำเลยที่ ๑ โดยยอมรับผิดเป็นลูกหนี้ร่วมกับจำเลย ที่ ๑ ลูกหนี้ตามหนังสือสัญญาค้ำประกันหนี้ทุกชนิดเอกสารหมาย จ. ๘ ในกรณีของจำเลยที่ ๒ ต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ในลักษณะจำนองซึ่งไม่มีบทบัญญัติให้นำ มาตรา ๖๘๒ วรรคสอง ในลักษณะค้ำประกันมาใช้บังคับจำเลยที่ ๒ ให้ต้องรับผิดอย่างลูกหนี้ ร่วมกับโจทก์ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกัน อีกทั้งไม่ใช่กรณีผู้ค้ำประกันหลายคนยอมตนเข้าค้ำประกันหนี้ รายเดียวกันอันจะต้องรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๘๒ วรรคสอง อันจะทำให้โจทรับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้บังคับจำนองกับที่ดินของจำเลยที่ ๒ ได้ ",แพ่ง,, 68,12,,เรียกเงินจากผู้อื่นอย่างว่าจะนำเงินมามอบให้พนักงานอัยการเพื่อให้ไม่คัดค้านคำร้องขอปล่อยชั่วคราวจำเลยในคดีอาญาเป็นความผิดฐานใด,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๔๑๗๗/๒๕๕๗ จำเลยเรียกเงินจาก น. กับ ส. โดยแอบอ้างว่าจะนำเงินไปให้พนักงานอัยการเจ้าของสำนวนทำความเห็นไม่คัดค้านการขอปล่อยตัวชั่วคราวของ น. โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นคุณแก่น. ซึ่งเป็นจำเลยในคดีอาญา แม้จำเลยจะยังไม่ได้รับเงินหรือนำเงินไปให้อัยการเจ้าของสำนวนตามที่จูงใจก็ตาม การกระทำของจำเลยย่อมเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๓,อาญา,, 68,12,,ลูกจ้างของบริษัทรับเงินจากลูกค้าที่ชำระหนี้ให้แก่บริษัท แล้วไม่นำเงินส่งมอบแก่บริษัทยายในเวลาที่กำหนดตามระเบียบจนบริษัทตรวจพบการกระทำดังกล่าว ดังนี้ เป็นความผิดฐานใด,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๕๗๒๓/๒๕๕๗ จำเลยมีหน้าที่รับเงินที่ลูกค้านำมาชำระค่าสินเชื่อให้แก่โจทก์และออกใบเสร็จรับเงินให้แก่ลูกค้า แล้วนำเงินที่รับจากลูกค้าเข้าบัญชีของโจทก์หากไม่ทันต้องทำภายในวันรุ่งขึ้น แสดงว่าจำเลยสามารถนำเงินไปเข้าบัญชีของโจทก์ในวันรุ่งขึ้นหลังจากรับเงินจากลูกค้าได้ แต่จำเลยกลับไม่นำเงินที่ได้รับจากลูกค้าไปเข้าบัญชีของโจทก์เลย จนกระทั่งโจทก์ตรวจสอบการทำของจำเลย พฤติการณ์ของจำเลยฟังได้ว่าจำเลยมีเจตนาระบียดบังเอาเงินของโจทก์ไปเป็นของตนเองหรือผู้อื่นตั้งแต่รับเงินจากลูกค้าของโจทก์ทั้งห้ารายแล้ว จำเลยจึงมีความผิดฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๒ วรรคแรก,อาญา,, 68,12,,สามีเป็นฝ่ายตัดสินใจแยกไปอยู่ที่อื่นเองแล้วกลับไปมีภริยาใหม่จนมีบุตรด้วยกัน ภริยาจึงไม่ได้ไปหาสู่ร่วมอยู่กินหลับนอนฉันสามีภริยาด้วย ดังนี้ จะถือเป็นเหตุฟ้องหย่าตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๑๖ (๔/๒) หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๕๖๐/๒๕๕๗ โจทก์เป็นฝ่ายตัดสินใจแยกไปอยู่ที่อื่นเอง แล้วโจทก์กลับไปมีภริยาใหม่และไปอยู่กินกับภริยาใหม่จนมีบุตรด้วยกัน ๑ คน ถือว่าโจทก์สมัครใจแยกกับจำเลยแต่ฝ่ายเดียว จำเลยไม่ได้สมัครใจแยกกันอยู่กับโจทก์ แม้จำเลยไม่ได้ไปมาหาสู้ร่วมอยู่กินหลับนอนกับโจทก์ฉันสามีภริยาในขณะที่โจทก์มีภริยา ใหม่ ก็มิใช่พฤติการณ์ที่แสดงว่าจำเลยสมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกัน ฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาเกินสามปี อันเป็นเหตุฟ้องหย่าตามประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๑๖ (๔/๒),แพ่ง,, 68,12,,"ตำแหน่งประธานกรรมการของบริษัทจำกัดว่างลง จึงไม่มีประธาน กรรมการเป็นผู้นัดเรียกประชุมกรรมการตามข้อบังคับ ดังนี้ กรรมการผู้มีอำนาจทำการ แทนจะนัดเรียกประชุมกรรมการได้หรือไม่ การนัดเรียกประชุมกรรมการโดยวิธีประกาศโฆษณาทางหนังสือพิมพ์เพราะ ข้อบังคับของบริษัทไม่ได้กำหนดวิธีการนัดเรียกประชุมไว้และไม่สามารถติดต่อผู้ถือหุ้น บางคนได้ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๕๓๒/๒๕๕๗ หลังจากโจทก์ฟ้องจากตำแหน่งประธาน กรรมการของจำเลยที่ ๑ เป็นเหตุให้ตำแหน่งประธานกรรมการว่างลง จึงไม่มีประธาน กรรมการของจำเลยที่ ๑ ที่จะทำหน้าที่นัดเรียกประชุมกรรมการ กรณีมีเหตุขัดข้อง ที่ไม่อาจดำเนินการตามข้อบังคับของจำเลยที่ ๑ ข้อ ๑๔ ที่ระบุว่าให้ประธานกรรมการ เป็นผู้นัดเรียกประชุมกรรมการ เมื่อตามข้อบังคับของจำเลยที่ ๑ ข้อ ๒ ระบุให้รับเอา บทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชยว่าด้วยบริษัทจำกัดเป็นข้อบังคับของ บริษัทนี้ ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๑๖๒ บัญญัติว่า “กรรมการคนหนึ่งคนใดจะนัดเรียกให้ประชุมกรรมการเมื่อใดก็ได้” จำเลยที่ ๑ โดยจำเลย ที่ ๒ และที่ ๓ ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนจำเลยที่ ๑ ได้นัดเรียกประชุม กรรมการจึงเป็นไปตามข้อบังคับของจำเลยที่ ๑ ข้อ ๒ เป็นการนัดเรียกประชุมกรรมการ ที่ชอบแล้ว ข้อบังคับของจำเลยที่ ๑ ไม่ได้กำหนดวิธีการนัดเรียกประชุมไว้ และ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๑๔๔ ประกอบมาตรา ๑๑๕๘ มิใช่ บทบัญญัติที่เกี่ยวกับวิธีการนัดเรียกประชุมกรรมการ อีกทั้งจำเลยที่ ๑ ไม่สามารถติดต่อ โจทก์โดยวิธีอื่นใดได้ต้องนัดเรียกประชุมกรรมการโดยวิธีประกาศโฆษณาทางหนังสือพิมพ์ การนัดเรียกประชุมกรรมการโดยวิธีประกาศทางหนังสือพิมพ์จึงไม่ขัดต่อข้อบังคับของ จำเลยที่ ๑ และไม่ฝ่าฝืนต่อกฎหมาย",แพ่ง,, 68,12,,ผู้ทำหนังสือสัญญาค้ำประกันจำเลยในคดีแพ่งไว้ต่อศาลจะมีสิทธิเกี่ยง ขอให้โจทก์ต้องบังคับชำระหนี้เอาแก่จำเลยก่อนเมื่อบังคับไม่ได้หรือไม่เพียงพอ จึงบังคับ เอาแก่ตนในฐานะผู้ค้ำประกันโดยอ้าง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๘๙ และ ๖๙๐ มาใช้บังคับ ได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๓๘๕/๒๕๕๗ ผู้ร้องเป็นผู้ค้ำประกันในศาลในการที่จำเลย ได้รับอนุญาตให้ทุเลาการบังคับต้องรับผิดตามจำนวนเงินที่ระบุในคำพิพากษาแทนจำเลย ตามข้อความที่ระบุในหนังสือสัญญาค้ำประกันที่ทำไว้ต่อศาลซึ่งเป็นองค์กรแห่งรัฐ มิได้ ทำสัญญาค้ำประกันกับเจ้าหนี้ซึ่งเป็นข้อตกลงระหว่างบุคคลจึงไม่อาจนำบทบัญญัติ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๓ ลักษณะ ๑๑ มาตรา ๖๘๙ และ ๖๙๐ เรื่องค้ำประกัน ที่ให้โจทก์ต้องบังคับชำระหนี้เอาแก่จำเลยก่อนเมื่อบังคับคดี ไม่ได้หรือไม่เพียงพอจึงบังคับเอาแก่ผู้ร้องในฐานะผู้ค้ำประกันมาใช้บังคับ การบังคับแก่ ผู้ร้องเป็นการบังคับตามสัญญาค้ำประกันมิได้เป็นการบังคับแก่ทรัพย์สินของจำเลยซึ่งเป็น ลูกหนี้ตามคำพิพากษาที่จะต้องเป็นไปตามลำดับที่ระบุในคำพิพากษา เมื่อจำเลยไม่ชำระ หนี้ตามคำพิพากษาต้องตามเงื่อนไขที่ผู้ร้องให้สัญญาต่อศาล ศาลชั้นต้นย่อมออก คำบังคับให้ผู้ร้องชำระหนี้ตามจำนวนเงินที่ระบุในคำพิพากษาได้ทันทีโดยไม่ต้องฟ้องผู้ร้อง ใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗๔ เมื่อหนี้ตามคำพิพากษา มีจำนวนมากกว่าทรัพย์จำนองและทรัพย์จำนองไม่เพียงพอจะชำระหนี้ การที่เจ้าพนักงาน พิทักษ์ทรัพย์ของโจทก์ขอให้บังคับคดียืดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่ผู้ร้องนำมาวางเป็น ประกัน จึงไม่เป็นการฝ่าฝืนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๘๔ วรรคหนึ่งไม่มีเหตุให้เพิกถอนคำบังคับและหมายบังคับคดี,แพ่ง,, 68,12,,ทายาทโดยชอบธรรมในลำดับถัดลงไปซึ่งไม่มีสิทธิได้รับมรดกของผู้ตาย จะมีสิทธิร้องขอต่อศาลให้ตั้งผู้จัดการมรดกของผู้ตายหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๖๗๙/๒๕๕๗ ผู้ตายมีเพียง ส. เป็นพี่น้องร่วมบิดา มารดาเดียวกันกับผู้ตายและเป็นทายาทของผู้ตายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๒๙ (๓) แม้ ส. ถึงแก่ความตายไปก่อนผู้ตาย แต่ ส. มีผู้สืบสันดานที่ยังมี ชีวิตอยู่รวมทั้ง บ. บ. จึงมีสิทธิรับมรดกของผู้ตายแทนที่ ส. และเป็นทายาทผู้มีส่วนได้เสียที่จะร้องต่อศาลขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกได้ ส่วน ช. เป็นทยาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๒๙ (๔) ตลอดทั้งผู้ร้องทั้งสามซึ่งเป็นผู้สืบสันดานของ ช. ไม่มีสิทธิรับมรดกของผู้ตาย ย่อมไม่อาจร้องต่อศาลขอให้ตั้งผู้จัดการมรดก และเป็นเหตุที่ต้องถอนผู้ร้องทั้งสามออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย,แพ่ง,, 68,12,,เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาไม่ได้ร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๒๗๑ จะยังคงมีสิทธิบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์จำนองได้หรือไม่ เพียงใด,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๘๓๙๑/๒๕๕๖ โจทก์ร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความเมื่อล่วงพ้นกำหนดระยะเวลา ๑๐ ปี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗๑ โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะบังคับคดีเอาแก่นี้ตามคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความได้อีกต่อไป แต่โจทก์ยังมีสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้จำนำของตามกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๗๔๕ เมื่อสัญญาจำนองที่ดินของจำเลยยังคงมีอยู่ไม่ระงับสิ้นไป โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้จำนองมีสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้จำนองพร้อมดอกเบี้ยที่ค้างชำระเป็นเวลาไม่เกิน ๕ ปี โจทก์ชอบที่จะขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้จำนองจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ได้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๓๓๔/๒๕๕๗ โจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาทั้งในหนี้ที่ประกันคือหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีและหนี้การจำนอง แม่โจทก์จะไม่ได้ร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาจนล่วงพ้นระยะเวลา ๑๐ ปี นับแต่วันมีคำพิพากษาตาม ป.ว.พ. มาตรา ๒๗๑ ซึ่งมีผลทำให้โจทก์สิ้นสิทธิ์ที่จะร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาในหนี้ที่ประกันอันเป็นหนี้ประธานก็ตาม แต่การจำนองยังไม่ระงับสิ้นไปเพราะไม่ต้องด้วยกรณีตามที่บัญญัติไว้ใน ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๔๔ โจทก์ยังคงมีสิทธิบังคับชำระหนี้เอาแก่ทรัพย์จำนองตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๒๗ และมาตรา ๗๔๕ โจทก์จึงมีสิทธิบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์จำนองได้ คำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ลงดำเนินการตามคำขอดีทรัพย์จำนองของโจทก์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย",แพ่ง,, 68,13,,หลอกลวงเอาเอกสารสัญญาของผู้อื่นไปจะเป็นความผิดฐานฉ้อโกง หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๐๔๖/๒๕๓๖ จำเลยตกลงให้ค่านายหน้าโจทก์ ๔๐,๐๐๐ บาท และได้บันทึกข้อตกลงไว้ในสัญญาฉบับที่อยู่กับโจทก์ ต่อมาจำเลยได้หลอกลวงเอาสัญญาฉบับดังกล่าวไปจากนางอำนวยภริยาโจทก์โดยทุจริต ทำให้โจทก์ไม่สามารถใช้เอกสารดังกล่าวในการดำเนินคดีแก่จำเลย การกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นความผิดฐานฉ้อโกงหรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๑ นอกจากจะเป็นการหลอกลวงผู้อื่นให้ทำ ถอนหรือทำลายเอกสารสิทธิแล้ว ยังบัญญัติว่าโดยการหลอกลวงนั้นทำให้ได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สามด้วย ทรัพย์สินนั้นหมายความรวมทั้งทรัพย์และวัตถุไม่มีรูปร่างซึ่งอาจมีราคาและถือเอาได้ และทรัพย์หมายความว่าวัตถุมีรูปร่าง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๗, ๑๓๘ ดังนั้น เอกสารสัญญาแม้จะเป็นเพียงกระดาษแผ่นเดียวก็ถือว่าเป็นทรัพย์ เมื่อจำเลยหลอกลวงเอาเอกสารสัญญาของโจทก์ไปจึงครอบองค์ประกอบของความผิดฐานฉ้อโกง",อาญา,, 68,13,,ลูกจ้างมีหน้าที่นำเศษเหล็กไปส่งแก่ลูกค้าตามคำสั่งของนายจ้าง เอาเศษเหล็กไปขาย เป็นความผิดฐานลักทรัพย์หรือยักยอก,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๕๗๙๓/๒๕๕๖ จำเลยทั้งสองเป็นลูกจ้างของโจทก์ร่วม มีหน้าที่นำเศษเหล็กไปส่งแก่ลูกค้าของโจทก์ร่วมตามคำสั่งของโจทก์ร่วม จำเลยทั้งสองจึงมีสิทธิเพียงยืดถือดูแลไว้แทนนายจ้างชั่วเวลาในขณะปฏิบัติหน้าที่เท่านั้น สิทธิครอบครองยังอยู่ที่โจทก์ร่วม การที่จำเลยทั้งสองเอาเศษเหล็กไปขาย จึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์นายจ้างหาใช้ความผิดฐานยักยอกไม่ ศาลฎีกามีอำนาจปรับบทลงโทษจำเลยทั้งสองให้ถูกต้องได้ไม่ถือเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยทั้งสอง,อาญา,, 68,13,,เจ้าหนี้ยื่นฟ้องลูกหนี้ให้ใช้ค่าสินไหมทดแทนฐานละเมิดคดีอยู่ระหว่างพิจารณา ลูกหนี้โอนขายทรัพย์สินให้แก่บุคคลอื่น (โดยศาลยังมิได้มีคำพิพากษาว่าลูกหนี้ต้องรับผิดต่อเจ้าหนี้หรือไม่) ดังนี้จะเป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๖๙๘/๒๕๓๕ สภาพการเป็นเจ้าหนี้ลูกหนี้ระหว่างผู้ถูกละเมิดและผู้ต้องรับผิดจากมูลละเมิด เกิดขึ้นในทันที่ที่มีการทำละเมิดขึ้น คำพิพากษาของศาลในคดีแพ่งที่บังคับให้มีการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่กันมิได้เป็นการก่อให้เกิดหนี้แต่เป็นการบังคับตามความรับผิดแห่งหนี้ที่ได้มีต่อกัน ถึงได้ว่าจำเลยเป็นลูกหนี้โจทย์นับแต่ขณะที่ลูกจ้างกระทำละเมิดในทางการที่จ้างทำให้โจทย์เสียหายแล้ว และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๐ ก็มิได้ถือเอาคำพิพากษาของศาลให้รับผิดในทางแพ่งมาเป็นองค์ประกอบความผิดในทางอาญา เพียงแต่จำเลยรู้ว่าโจทย์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้จะใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลแล้วได้ย้ายไปเสีย ซ่อนเร้น หรือโอนไปให้แก่ผู้อื่นซึ่งทรัพย์ใดแกล้งให้ตนเองเป็นหนี้จำนวนใดอันไม่เป็นความจริงเพื่อมิให้โจทย์ได้รับชำระหนี้ ก็เป็นความผิดแล้ว,อาญา,, 68,13,,ผู้ต้องหาถูกคุมขังอยู่ที่ห้องขังของสถานีตำรวจ วิ่งหลบหนีออกจากห้องขังขณะที่เจ้าพนักงานตำรวจจะนำตัวออกจากห้องขังเพื่อไปพิมพลายนิ้วมือ แต่เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมได้ในตัวอาคารของสถานีตำรวจเอง จะเป็นความผิดสำเร็จหรือพยายาม,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๙๑๕/๒๕๓๗ จำเลยเป็นผู้ต้องหาถูกคุมขังอยู่ที่ห้องขังของสถานีตำรวจ เวลา ๘ นาฬิกา นายดาบตำรวจ ส. เสมียนคดี แจ้งความประสงค์ต่อนายดาบตำรวจ ก. ซึ่งปฏิบัติหน้าที่สืบเวรว่าได้รับคำสั่งจากพนักงานสอบสวนให้มาพิมพลายนิ้วมือของจำเลย นายดาบตำรวจ ก. ไขกุญแจห้องขังเปิดประตูเพื่อใส่กุญแจมือจำเลยก่อนนำจำเลยออกจากห้องขัง แต่จำเลยวิ่งสวานทางออกมาวิ่งหลบหนีไปทางบ้านได้สิบตำรวจตรี ฉ. ซึ่งยืนอยู่ตรงที่พักบันไดประสบเหตุดังกล่าวจึงเข้าสกัดจับจำเลยไว้ได้ การที่จำเลยซึ่งถูกควบคุมตัวในห้องขังสถานีตำรวจจนเป็นการควบคุมที่เจ้าพนักงานตำรวจจัดกำหนดขอบเขตเอาไว้ นอกจากขอบเขตดังกล่าวโดยผู้มีอำนาจควบคุมจำเลยยังมิได้อนุญาตในลักษณะของการวิ่งหลบหนีออกมากับคนคุมแล้วไม่ว่าเจ้าพนักงานตำรวจจะติดตามจับกุมจำเลยได้หรือไม่ก็ตาม การกระทำของจำเลยย่อมเป็นการหลบหนีไปในระหว่างที่ถูกคุมขังของเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญาเป็นความผิดสำเร็จแล้วไม่จำเป็นต้องหลบหนีให้พ้นออกจากตัวอาคารของสถานีตำรวจจึงจะถือว่าการ หลบหนีสำเร็จ,อาญา,, 68,13,,นายทะเบียนชื่อบริษัทออกจากระเบียนและศาลยังไม่ได้มีคำสั่งให้ จดชื่อกลับเข้าสู่ทะเบียน จะถือว่าบริษัทยังมีสภาพเป็นนิติบุคคลอันเจ้าหนี้ของบริษัทจะใช้ สิทธิฟ้องร้องบริษัทได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๙๗๖/๒๕๕๖ การที่นายทะเบียนขึ้นชื่อจำเลยที่ ๑ ออก จากทะเบียนตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๗๓/๓ อันเป็นบทบัญญัติในหมวด ๖ การถอน ทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด และบริษัทจำกัดราง ซึ่งได้แก้ไข เพิ่มเติมโดย พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ ๑๘) ฯ มี ผลใช้บังคับเมื่อวันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๕๑ เช่นนี้ การขึ้นชื่อบริษัทดังกล่าวออกจาก ทะเบียนย่อมเป็นไปตามมาตรา ๑๒๗๓/๓ กล่าวคือ บริษัทนั้นสิ้นสภาพนิติบุคคล ตั้งแต่นายทะเบียนขึ้นชื่อบริษัทออกจากระเบียนและบริษัทที่ถูกขึ้นชื่อจะกลับคืนฐานะ นิติบุคคลอีกครั้งเมื่อศาลได้มีคำสั่งให้จดชื่อบริษัทกลับคืนเข้าสู่ทะเบียนตามมาตรา ๑๒๗๓/๔ เมื่อปรากฏว่าในวันที่โจทก์ยื่นคำฟ้องจำเลยที่ ๑ เป็นคดีล้มละลายนั้น ศาลยัง ไม่ได้มีคำสั่งให้จดชื่อจำเลยที่ ๑ กลับคืนเข้าสู่ทะเบียน จำเลยที่ ๑ จึงยังคงสิ้น สภาพนิติบุคคลอยู่ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๑ ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ ๑ ยังมีสภาพเป็นนิติบุคคลอยู่เพราะอยู่ระหว่างดำเนินการชำระบัญชีตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๔๙ นั้น เห็นว่า กรณีของจำเลยที่ ๑ เป็นการถอนทะเบียนบริษัทจำกัดร้าง กรณีจึง ต้องบังคับตามบทบัญญัติในหมวด ๖ หาใช่เป็นการเลิกบริษัทแล้วจะต้องมีการชำระ บัญชีตามบทบัญญัติในหมวด ๔ ส่วนที่ ๘ ซึ่งจะต้องดำเนินการชำระบัญชีตาม บทบัญญัติในหมวด ๕ แต่อย่างใดไม่,แพ่ง,, 68,13,,เจ้าของรวมในที่ดินจะอ้างว่าได้มาซึ่งทางภาระจำยอมโดยอายุความใน ที่ดินกรรมสิทธิ์รวมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินของตนเองอีกแปลงหนึ่งได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๐๕๖/๒๕๕๖ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๓๘๗ บัญญัติว่า อสังหาริมทรัพย์อาจต้องตกอยู่ในภาระจำยอมอันเป็นเหตุให้เจ้าของต้องยอมรับกรรมบาง อย่างซึ่งกระทบถึงทรัพย์สินของตนหรือต้องงดเว้นการใช้สิทธิบางอย่างอันมีอยู่ในกรมสิทธิ์ ทรัพย์สินนั้น เพื่อประโยชน์แก่อสังหาริมทรัพย์ ดังนั้น ภาระจำยอมจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ ประกอบด้วยหลักเกณฑ์ประการหนึ่งด้วยคือ อสังหาริมทรัพย์ทั้งสองอสังหาริมทรัพย์ จะต้องเป็นของเจ้าของต่างคนกัน ถ้าเป็นของเจ้าของเดียวกันไม่มีทางจะเกิดภาระ จำยอมได้ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ว. เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ ๔๑๒๓๔ และใน ขณะเดียวกันก็เป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาท ซึ่งสิทธิในการใช้ทรัพย์สินที่เป็นกรรมสิทธิ์ รวมต้องไม่ขัดต่อสิทธิของเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมคนอื่นเช่นนี้ การใช้สิทธิในทางเดินออกสู่ ทางสาธารณะของ ว. จึงเป็นเพียงการใช้สิทธิในฐานะเจ้าของรวม ไม่ใช่เป็นการโดย ปรปักษ์ที่จะขัดต่อสิทธิของเจ้าของรวมคนอื่นได้ ดังนั้น เมื่อ ว. ยังเป็นเจ้าของรวมใน ที่ดินพิพาทยู่ภาระจำยอมจึงไม่เกิด,แพ่ง,, 68,13,,ทำนิติกรรมขายฝากอำพรางการกู้ยืมเงิน หากนิติกรรมการกู้ยืมเงินนั้น ผู้ทำนิติกรรมขายฝากมีผลประโยชน์ร่วมกันกับผู้กู้ด้วย จะถือว่าคู่กรณีในนิติกรรมทั้งสอง นิติกรรมเป็นฝ่ายเดียวกันหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๘๓๔/๒๕๕๖ นิติกรรมอำพรางตามที่บัญญัติไว้ใน ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๕๕ วรรคสอง นั้น คู่กรณีจะต้องแสดงเจตนาทำนิติกรรมขึ้นสอง นิติกรรม คือ นิติกรรมหนึ่งแสดงให้ปรากฏออกมาโดยเปิดเผยคู่กรณีไม่ประสงค์จะให้มีผล บังคับอย่างใดตามกฎหมาย ส่วนอีกนิติกรรมหนึ่งเป็นนิติกรรมที่ไม่เปิดเผย เรียกว่า นิติกรรมที่ถูกอำพรางปกปิดไว้โดยคู่กรณีประสงค์จะให้นิติกรรมที่อำพรางปกปิดไว้นั้นใช้ บังคับระหว่างกันเองได้ไม่ต้องการผลบังคับจากนิติกรรมที่แสดงให้ปรากฏออกมา แม้ คู่กรณีในเรื่องนิติกรรมอำพรางจะต้องมีเพียงคู่เดียวก็ตาม แต่คดีนี้โจทก์เป็นสามี ของ อ. ผู้กู้ ทั้งยังเป็นผู้ค้ำประกันในสัญญากู้เงิน ซึ่ง อ. ก็เบิกความตอบคำถามค้าน ทนายจำเลยว่า โจทก์มีความประสงค์ต้องการใช้เงิน แสดงว่าโจทก์มีส่วนได้เสียในเงินกู้ ดังกล่าวด้วย การที่โจทก์และ อ. ทำนิติกรรมดังกล่าวจึงมีผลประโยชน์ร่วมกัน และถือได้ว่าเป็นฝ่ายเดียวกัน ดังนี้ แม้คู่กรณีในนิติกรรมขายฝากจะเป็นนิติกรรมระหว่าง โจทก์กับจำเลย ส่วนนิติกรรมการกู้ยืมเป็นนิติกรรมระหว่าง อ. กับจำเลย ก็ดีได้ว่า คู่กรณีในนิติกรรมทั้งสองนิติกรรมนั้นเป็นคู่กรณีเดียวกัน ฟังได้ว่านิติกรรมขายฝากเป็น นิติกรรมอำพรางการกู้ยืมจึงตกเป็นโมฆะตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๕๕ วรรคหนึ่ง ต้อง บังคับตามสัญญาเงินกู้ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๕๕ วรรคสอง,แพ่ง,, 68,14,,การยกขึ้นอ้างเป็นข้อแก้ตัวว่าสำคัญผิดในข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดนั้น มีหลักเกณฑ์อย่างไร การพูดชักชวนให้เด็ก อายุไม่เกินสิบห้าปีให้มาหลับนอนกับผู้อื่นเพื่อแลกกับคำตอบแทน โดยผู้อื่นเพียงแต่รออยู่ในห้องพักไม่มีส่วนร่วมหรือรู้เห็นในการชักชวน หากมีการกระทำชำเรา ดังนี้ เป็นความผิดฐานพรากผู้เยาว์ด้วยหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๕๒๗/๒๕๕๗ กรณีที่จะเป็นการสำคัญผิดในข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิด ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๖๒ วรรคแรก นั้น จะต้องเป็นกรณีที่มีพฤติการณ์หรือเหตุชักจูงใจให้จำเลยสำคัญผิดโดยสุจริต มิใช่เป็นเพียงการคาดคะเนเอาเองของจำเลยดังที่อ้าง ทั้งจำเลยเองก็นำสืบรับว่ารู้จักกับผู้เสียหายที่ ๑ เพราะเป็นคนหมู่บ้านเดียวกัน พฤติการณ์ของจำเลยตามรูปเรื่องจึงไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะยกขึ้นอ้างเป็นข้อแก้ตัวว่าจำเลยสำคัญผิดในข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอายุของผู้เสียหายที่ ๑ โดยสุจริต ดังนั้นเมื่อจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ ๑ ซึ่งเป็นเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีและมิใช่ภริยาของตนไม่ว่าผู้เสียหายที่ ๑ จะยินยอมหรือไม่ก็ตาม จำเลยจึงมีความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๗ วรรคหนึ่ง ความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล โดยปราศจากเหตุฉุกสมควร ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๗ คือการแยกเด็กออกไปจากอำนาจปกครองดูแลของบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแล อันมีผลทำให้อำนาจปกครองดูแลของบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเด็กถูกรบกวนหรือถูกกระทบกระเทือน โดยบิดามารดาผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเด็กไม่รู้เห็นหรือยินยอมด้วย โดยไม่จำกัดว่าจะกระทำด้วยวิธีใด อันเป็นการล่วงละเมิดอำนาจปกครองของบิดามารดาผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล แต่คำว่า พรากตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ หมายความว่า ทำให้จากไป เสียจาก แยกออกจากกัน หรือเอาออกจากกัน ดังนั้น การกระทำที่จะเป็นการพรากจึงต้องเป็นมากกว่าการพูดชักชวน เพราะหากเป็นเพียงการพูดชักชวน เด็กที่ถูกพูดชักชวนอาจตัดสินใจไปหรือไม่ไปตามที่ถูกพูดชักชวนก็ได้ เมื่อข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์ได้ความเพียงว่า ล. โทรศัพท์ไปพูดชักชวนผู้เสียหายที่ ๑ ให้มาหลับนอนกับจำเลยที่พิมพิมานรีสอร์ทเพื่อแลกกับคำตอบแทนซึ่งผู้เสียหายที่ ๑ ตกลงใจและยอมเดินทางมาที่พิมพิมานรีสอร์ทด้วยตนเอง โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยมีส่วนร่วมหรือรู้เห็นกับ ล. ใน การพูดชักชวนผู้เสียหายที่ ๑ ให้เดินทางมาที่พิมพิมานรีสอร์ทเพื่อให้จำเลยกระทำชำเราโดยจำเลยเพียงแต่รอผู้เสียหายที่ ๑ อยู่ในห้อง การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือ ผู้ดูแล โดยปราศจากเหตุอันสมควร เพื่อการอนาจาร",อาญา,, 68,14,,การได้มาซึ่งสิทธิเก็บกินที่ไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนการได้มากับ พนักงานเจ้าหน้าที่ จะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกซึ่งเป็นผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์และ จดทะเบียนการได้มากับพนักงานเจ้าหน้าที่แล้ว ได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๖๕๘/๒๕๕๗ ผู้ร้องอ้างว่าผู้ร้องไม่ได้เป็นบริวารของจำเลยเพราะจำเลยทั้งสองตกลงให้ผู้ร้องก่อสร้างอาคารโรงงานเพิ่มเติม ๖ หลัง โดยผู้ร้องเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายแล้วให้ผู้ร้องมีสิทธิเก็บกินตลอดไปในการใช้อาคารที่สร้าง๖ หลัง ดังกล่าวร่วมกับจำเลยทั้งสองในการประกอบกิจการฟอกย้อมผ้า เสื้อผ้าข้ออ้างของผู้ร้องดังกล่าวเป็นการอ้างว่าผู้ร้องได้มาโดยนิติกรรมซึ่งทรัพยสิทธิเกี่ยวกับที่ดินและอาคารซึ่งเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่โจทก์ซื้อมาจากการขายทอดตลาด แต่ตามคำร้องไม่ปรากฏว่านิติกรรมการได้มาซึ่งทรัพย์สินดังกล่าวของผู้ร้องได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนการได้มากับพนักงานเจ้าหน้าที่แต่อย่างใด การได้มาซึ่งทรัพย์สิทธิดังกล่าวของผู้ร้องจึงยังไม่บริบูรณ์ ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๒๙๙ วรรคหนึ่ง แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ตามคำร้อง ข้อตกลงระหว่างผู้ร้องกับจำเลยที่ ๑ ถือว่าเป็นข้อตกลงพิเศษอย่างสัญญาต่างตอบแทนก่อให้เกิดบุคคลสิทธิแก่ผู้ร้องในอันจะเรียกให้จำเลยที่ ๑ ไปจดทะเบียนสิทธิเก็บกินในอาคาร ๖ หลังที่ผู้ร้องสร้างอันเป็นสิทธิเรียกร้องระหว่างผู้ร้องกับจำเลยที่ ๑ เท่านั้น ผู้ร้องไม่มีสิทธิยกการได้มาซึ่งสิทธิเก็บกินที่ไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนการได้มากับพนักงานเจ้าหน้าที่ขึ้นต่อสู้โจทก์ซึ่งเป็นผู้ซื้อที่ดินและอาคาร ๖ หลัง โดยสุจริตและจดทะเบียนการได้มากับพนักงานเจ้าหน้าที่แล้ว คำร้องขอของผู้ร้องจึงมิได้แสดงอำนาจพิเศษแต่อย่างใด กรณีถือว่าผู้ร้องเป็นบริวารของจำเลยที่ ๑,แพ่ง,, 68,14,,การได้ทางจำเป็นจะหมายความรวมถึงการวางท่อน้ำ สายไฟฟ้า ท่อประปา สายโทรศัพท์ หรือสิ่งอื่นที่คล้ายกันในที่ดินติดต่อด้วยหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๗๗๕/๒๕๕๒ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ใน ข้อแรกมีว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษาให้ยกคำขอของโจทก์ในส่วนที่ขอให้เป็นทาง จำเป็นเรื่องไฟฟ้า ประปา โทรศัพท์ และสาธารณูปโภคอื่น ๆ ชอบหรือไม่ โดยโจทก์ ฎีกาว่า โจทก์ได้ทางจำเป็นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๕๐ มิใช่ โจทก์ได้ทางจำเป็นตามมาตรา ๑๓๔๙ โดยผลของกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ มาตรา ๑๓๕๐ โจทก์ย่อมได้ทางจำเป็นเรื่องไฟฟ้า ประปา โทรศัพท์ ท่อระบายน้ำ และสาธารณูปโภคอื่น ๆ ด้วยนั้น เห็นว่า การวางท่อน้ำ สายไฟฟ้า ท่อประปา สายโทรศัพท์ หรือสิ่งอื่นซึ่งคล้ายกันในที่ดินติดต่อ หาใช่เป็นเรื่องทางจำเป็นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๔๙ และ ๑๓๕๐ ไม่ แต่เป็นเรื่องที่เจ้าของที่ดินจำต้องยอมให้เจ้าของที่ดินติดต่อวางท่อน้ำ ท่อระบายน้ำ สายไฟฟ้า หรือสิ่งอื่นซึ่งคล้ายกันผ่านที่ดินของตน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๕๒ ซึ่งบัญญัติว่า...ถ้าเจ้าของที่ดินได้รับค่าทดแทนตามสมควรแล้ว ต้องยอมให้ผู้อื่นวางท่อน้ำ ท่อระบายน้ำ สายไฟฟ้าหรือสิ่งอื่นซึ่งคล้ายกันผ่านที่ดินของตนเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินติดต่อ ซึ่งถ้าไม่ยอมให้ผ่าน ก็ไม่มีทางจะวางได้ หรือถ้าจะวางได้ก็เปลืองเงินมากเกินควร...ตามบทบัญญัติดังกล่าวการใช้สิทธิวางท่อน้ำ ท่อระบายน้ำ ฯลฯ ในที่ดินของผู้อื่น ผู้ที่จะวางท่อน้ำ ท่อระบายน้ำ ฯลฯ จะต้องยอมจ่ายค่าทดแทนตามสมควรให้แก่เจ้าของที่ดินเสียก่อน หากผู้ที่จะวางท่อน้ำ ท่อระบายน้ำ ฯลฯ ไม่จ่ายค่าทดแทนตามสมควรแล้ว เจ้าของที่ดินย่อมมีสิทธิที่จะปฏิเสธไม่ยอมให้วางท่อน้ำ ท่อระบายน้ำ ฯลฯ ในที่ดินของตนได้ จึงเป็นหน้าที่ของโจทก์ซึ่งเป็นผู้ที่จะวางท่อน้ำ สายไฟฟ้า ฯลฯ ที่จะต้องบอกกล่าวเสนอจำนวนค่าทดแทนให้แก่จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินทราบก่อน มิฉะนั้นโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยยอมให้โจทก์วางท่อน้ำ สายไฟฟ้า ฯลฯ ในที่ดินของจำเลย เมื่อทางพิจารณาไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้เสนอค่าทดแทนแก่จำเลย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยยินยอมให้โจทก์วางท่อน้ำ สายไฟฟ้า ในที่ดินของจำเลยได้ ที่ศาล อุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายกคำข้อข้อนี้ของโจทก์นั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น",แพ่ง,, 68,14,,จอดรถไว้บริเวณลาดจอดรถของโรงแรม โดยมีพนักงานรักษาความปลอดภัยประจำอยู่บริเวณลานจอดรถ หากรถหายโรงแรมจะต้องรับผิดชอบหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๙๔๖/๒๕๕๗ การที่จำเลยที่ ๒ จัดให้มีพนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยที่ ๑ ประจำอยู่บริเวณลานจอดรถของโรงแรมจำเลยที่ ๒ ซึ่งพนักงานรักษาความปลอดภัยจะดูแลจัดให้รถยนต์ของผู้ที่เข้าพักในโรงแรมของจำเลยที่ ๒ จอดรถและคอยแจ้งผู้เข้าพักว่ามีห้องว่างหรือไม่ การกระทำของจำเลยที่ ๒ ย่อมทำให้ผู้เข้าพักในโรงแรมของจำเลยที่ ๒ เข้าใจว่าพนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยที่ ๑ ดังกล่าวเป็นตัวแทนของจำเลยที่ ๒ ที่ได้รับมอบหมายให้มีหน้าที่ในการดูแลรักษาความปลอดภัยมิให้มีการโจรกรรมรถยนต์ของผู้เข้าพักแทนจำเลยที่ ๒ ฉะนั้น จำเลยที่ ๒ ในฐานะตัวการและเจ้าสำนักโรงแรมจึงต้องรับผิดเพื่อความสูญหายอันเกิดแก่ทรัพย์สินของแขกอาศัยตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๒๗ ประกอบมาตรา ๔๒๕ และมาตรา ๖๗๔ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๑๙/๒๕๕๖ สัญญาจ้างบริการรักษาความปลอดภัยที่จำเลย ที่ ๑ ว่าจ้างจำเลยที่ ๒ ให้รักษาความปลอดภัยให้จำเลยที่ ๑ ข้อ ๑ ระบุว่า จำเลยที่ ๒ ตกลงรักษาความปลอดภัยให้จำเลยที่ ๑ และลูกจ้างของจำเลยที่ ๑ ตลอดจนบรรดา ทรัพย์สินซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์หรืออยู่ภายใต้การควบคุมดูแลหรือครอบครองของจำเลยที่ ๑ ซึ่ง อยู่ในบริเวณห้างเพื่อมิให้ทรัพย์สินของผู้ว่าจ้างได้รับภัยอันตราย ไม่ว่าเกิดจากการสูญหาย อย่างใด ๆ ซึ่งความสูญหายหรือความเสียหายให้รวมถึงเกิดจากการโจรกรรม อันเนื่องจาก การจงใจหรือประมาทเลินเล่อของพนักงานรักษาความปลอดภัยของผู้รับจ้าง เมื่อสัญญา ดังกล่าวตกลงให้จำเลยที่ ๒ รักษาความปลอดภัยบรรดาทรัพย์สินที่อยู่ภายในบริเวณลานจอดรถ ได้แก่ รถของ ลูกค้าที่เข้ามาจอดในบริเวณลานจอดรถภายใต้การควบคุมดูแลของจำเลยที่ ๑ ด้วย ซึ่ง ลานจอดรถดังกล่าวมีไว้เพื่อประโยชน์ในการประกอบกิจการของจำเลยที่ ๑ เมื่อ จ. ชื่งเป็นลูกค้าของจำเลยที่ ๑ นำรถกระบะที่โจทกรับประกันภัยไว้เข้าไปจอดในบริเวณลาน จอดรถโดยรับบัตรจากพนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยที่ ๒ พร้อมทั้งใช้อุปกรณ์ล็อก พวงมาลัยและล็อกกุญแจ ซึ่งเป็นการใช้ความระมัดระวังเป็นอย่างดีด้วยตนเองด้วยแล้ว หากมีการตรวจบัตรจอรถในขณะนำรถออกซึ่งต้องแสดงบัตรต่อนักงานรักษาความ ปลอดภัยโดยเคร่งครัดจึงจะนำรถออกจากลานจอดรถได้รถยนต์กระบะก็ไม่น่าจะสูญหายไป แต่พนักงานรักษาความปลอดภัยปล่อยให้คนร้ายนำรถยนต์กระบะคันที่โจทกรับประกันภัยไว้ ออกจากลานจอดรถไปโดยไม่ได้ใช้ความระมัดระวังในการตรวจบัตรจอรถอย่างเคร่งครัด จนเป็นเหตุให้รถยนต์กระบะสูญหายไปย่อมเป็นความประมาทเลินเล่อกระทำละเมิดต่อ จ. ซึ่งเป็นผู้ครอบครองรถยนต์ดังกล่าวขณะเกิดเหตุดาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๔๒๐ จำเลยที่ ๒ ใน ฐานะนายจ้างต้องร่วมรับผิดกับพนักงานรักษาความปลอดภัยซึ่งเป็นลูกจ้างของตนใน ผลแห่งละเมิดตามมาตรา ๔๒๕ ส่วนจำเลยที่ ๑ เป็นตัวการมอบหมายให้จำเลยที่ ๒ เป็นผู้ดูแลบริเวณลานจอดรถดังกล่าวโดยยังแสดงออกต่อบุคคลภายนอกตามที่ ระบุไว้ในบัตรจอรถที่มีชื่อห้างของจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๑ จึงต้องร่วมรับผิดในผล แห่งละเมิดที่จำเลยที่ ๒ ตัวแทนของจำเลยที่ ๑ กระทำไปในกิจการที่ได้รับมอบ หมายให้ทำแทนตามมาตรา ๔๒๗ ประกอบมาตรา ๔๒๐ ",แพ่ง,, 68,15,,บุคคลที่ได้รับสิทธิอาศัยรื้อบ้านซึ่งเป็นโรงเรือนไปแล้วปลูกบ้านขึ้นแทน โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้อาศัย จะเกิดสิทธิอาศัยขึ้นใหม่หรือไม่ และบ้านที่ปลูกขึ้นใหม่จะตกเป็นส่วนของที่ดินหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๓๙/๒๕๕๑ การอยู่อาศัยที่ ป. ได้ให้ไว้แก่ อ.และเจ้าเลี้ยงที่ ๑ เป็นบุคคลสิทธิใช้ยันโจรทกทั้งสองชื่อเป็นผู้จัดการมรดก ป. เมื่อจำเลยทั้งสองรื้อบ้านซึ่งเป็นโรงเรือนไปแล้ว สิทธิอาศัยย้อมสิ้นลง จึงไม่มีโรงเรือนอันจะมีสิทธิอาศัยตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๔๐๒ และมาตรา ๑๔๐๘ การที่จำเลยทั้งสองปลูกบ้านขึ้นแทนภายหลังจากที่ ป. ถึงแก่ความตายโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจรทกทั้งสองก็หาก่อให้เกิดสิทธิอาศัยขึ้นมาใหม่และเป็นส่วนควบของที่ดินพิพาท ตักเป็นของเจ้าของที่ดินพิพาทตามมาตรา ๑๔๔ ทั้งเป็นการปลูกโรงเรือนในที่ดินของผู้อื่นโดยไม่สุจริตตามมาตรา ๑๓๑๑ การที่โจทย์ทั้งสองฟ้องข้างละจำเลยทั้งสองออกจากการที่ดินพิพาทและบ้านพอถือได้ว่าโจรทกทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกของ ป. ประสงค์จะให้บ้านคงอยู่ตามมาตรา ๑๓๑๑ ดังนั้น เมื่อจำเลยทั้งสองไม่มีสิทธิใด ๆ ในที่ดินพิพาทและบ้าน โจทย์ทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกชอบที่จัดการตามที่จำเป็นได้ตามมาตรา ๑๗๑๙ และมาตรา ๑๗๓๖ วรรคสอง จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวก่อน,แพ่ง,, 68,15,,การปลูกสร้างโรงเรือนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้อื่นตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๓๑๒ นั้น ผู้ที่จะได้รับความคุ้มครองจะต้องเป็นเจ้าของโรงเรือนที่สร้างรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้อื่นหรือไม่ และคำว่ารุกล้ำโดยสุจริตมีความหมายอย่างไร,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๖๘๐/๒๕๒๘ โจทย์ฟ้องว่า ได้สร้างโรงเรือนของบุคคลอื่นโดยสุจริตลงบนที่ดินของนายจ้างโดยสิทธิการเช่าจากนายจ้าง แต่บางส่วนของโรงเรือนนี้เนื้อที่ประมาณ ๑๒ ตารางวา ประมาณครึ่งหนึ่งของโรงเรือนได้รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของกรมธนารักษ์ ทำลาย จำเลยห้ามโจทย์ที่เยี่ยวข้องขอให้บังคับจำเลยไปจดทะเบียนสิทธิการเช่า หรือภาระจำยอมในส่วนที่โจทก์ปลูกสร้างโรงเรือนรุกล้ำมีกำหนด ๓๐ ปี ในวันนัดชี้สองสถาน ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยซึ่งขาดได้แล้ว ให้งดการ ชี้สองสถานและงดสืบพยาน เห็นว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ผู้ร้องสอดจึงไม่มีสิทธิจะร้องสอด เข้ามาในคดีที่จะบังคับเอาตามคำร้องสอดได้ พิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์ และยกคำร้อง ของผู้ร้องสอด ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ""โจทก์อ้างว่า โจทก์ได้รับความคุ้มครองตามประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๑๒ ซึ่งบัญญัติว่า “บุคคลใดสร้างโรงเรือนรุกล้ำ เข้าไปในที่ดินของบุคคลอื่นโดยสุจริตไซร้ ท่านว่าบุคคลนั้นเป็นเจ้าของโรงเรือนที่สร้างขึ้น แต่ต้องเสียเงินให้แก่เจ้าของที่ดินเป็นค่าใช้ที่ดินนั้น และจดทะเบียนสิทธิเป็นภาระ จำยอม..."" เห็นว่าบุคคลที่จะได้รับความคุ้มครองตามบทกฎหมายดังกล่าวจะต้องเป็น เจ้าของโรงเรือนที่สร้างรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้อื่นและส่วนที่รุกล้านั้นจะต้องเป็น ส่วนน้อยส่วนที่อยู่ในที่ดินที่ตนมีสิทธิสร้างต้องเป็นส่วนใหญ่ มิฉะนั้นจะเรียกว่า สร้างโรงเรือนรุกล้ำไม่ได้ ซึ่งตามคำฟ้องโจทก์อ้างว่าโจทก์ปลูกสร้างโรงเรือนของผู้อื่น รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของจำเลยที่ ๑ และบรรยายฟ้องต่อไปว่า โรงเรือนส่วนที่รุกล้านั้น เนื้อที่ประมาณ ๑๒ ตารางวา ประมาณครึ่งหนึ่งของโรงเรือน แสดงว่าโจทก์ไม่ใช่ เจ้าของโรงเรือนที่สร้างรุกล้ำ ทั้งส่วนที่รุกล้านั้นมิใช่เป็นส่วนน้อยอันจะเรียกว่า รุกล้ำตามมาตรา ๑๓๑๒ ดังวินิจฉัยแล้ว ดังนั้นโจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับความคุ้มครอง ตามมาตรา ๑๓๑๒"" ",แพ่ง,"ข้อสังเกต มาตรา ๑๓๑๒ เป็นเรื่องการสร้างโรงเรือนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของ ผู้อื่นโดยสุจริต สิ่งอื่น ๆ ที่มิใช่โรงเรือนหาได้รับความคุ้มครองไม่ ชายคา (ฎีกาที่ ๗๔๑/ ๒๕๐๕) ครัว (ฎีกาที่ ๖๓๔/๒๕๑๕) กันสาด (ฎีกาที่ ๔๗๙๙/๒๕๕๒) โครงหลังคาบ้าน (ฎีกาที่ ๖๕๙๓/๒๕๕๐) เป็นส่วนหนึ่งของอาคารโรงเรือนจึงได้รับความคุ้มครองตาม มาตราที่ ๑๓๑๒ เช่นกัน แต่ถังส้วมมิใช่โรงเรือนและอยู่นอกโรงเรือนไม่เป็นส่วนหนึ่งของ โรงเรือนไม่ได้รับความคุ้มครองตามมาตรา ๑๓๑๒ (ฎีกาที่ ๒๓๑๖/๒๕๒๒) ท่อน้ำทิ้ง และเครื่องปรับอากาศไม่อยู่ในมาตรา ๑๓๑๒ (ฎีกาที่ ๗๗๘/๒๖๒๖) คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๒๕๖๐/๒๕๔๖ การสร้างโรงเรือนรุกล้ำเข้าไปในที่ดิน ของบุคคลอื่นโดยสุจริตหรือไม่สุจริตนั้น ต้องดูจากขณะที่ก่อสร้างผู้ก่อสร้างรู้หรือไม่ว่า ที่ดินตรงนั้นเป็นของคนอื่น ถ้ารู้ก็ถือว่าก่อสร้างโดยไม่สุจริต แต่ถ้าในขณะที่ก่อสร้างไม่รู้ว่าที่ดินตรงนั้นเป็นของบุคคลอื่น เข้าใจว่าเป็นที่ดินของตนจึงสร้าง โรงเรือนลงไป ครั้นภายหลังจึงรู้ความจริงก็ถือว่าเป็นการก่อสร้างรุกล้ำโดยสุจริต เมื่อซื้อเท็จจริงฟังได้ว่าขณะจำเลยก่อสร้างโรงเรือนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์นั้น ทั้งโจทก์และจำเลยต่างก็ไม่รู้ว่าโรงเรือนดังกล่าวรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ ต่างฝ่ายต่างเพิ่งมาทราบในภายหลัง แม้ว่าจำเลยไม่ได้รับวัดสอบเขตก่อนที่จะก่อสร้าง แต่ขณะจำเลยก่อสร้างโจทก์ก็ยังเห็นมิได้โต้แย้งแต่อย่างใด กรณีจึงไม่อาจถือได้ว่าจำเลย กระทำโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงอันจะเป็นการทำโดยไม่สุจริตได้ ต้องฟังว่าจำเลย ก่อสร้างโรงเรือนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์โดยสุจริต แต่เมื่อโจทก์มิได้มีคำขอให้จำเลย ชดใช้ค่าใช้ที่ดิน ศาลจึงพิพากษาให้จำเลยชำระเงินเป็นค่าชดใช้ที่ดินของโจทก์ไม่ได้ เพราะฉะเกินไปกว่าที่ปรากฏในคำฟ้องตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒ (คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๕๒๑/๒๕๕๐ วินิจฉัยเช่นกัน) คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๑๔๑/๒๕๔๒ ที่ดินของโจทก์และของจำเลยที่ ๑ อยู่ติดกันเป็นที่ดินว่างเปล่า ไม่มีรั้วหรือเครื่องหมายแสดงแนวเขตไว้ การที่จำเลยทั้งสอง ปลูกสร้างอาคารพิพาทลงในที่ดินของจำเลยที่ ๑ โดยเพิกเฉยไม่ตรวจสอบแนวเขตที่ดิน ด้านที่ติดต่อกับที่ดินของโจทก์ให้แน่นอนเสียก่อน จึงเป็นการกระทำที่ส่อแสดงถึงความ ไม่รอบคอบและประมาทเลินเล่อ นอกจากนี้ในการยื่นคำขออนุญาตก่อสร้างอาคารพิพาท ต่อเทศบาลก็ไม่ปรากฏหลักฐานสำเนาโฉนดที่ดินและบัตรประจำตัวประชาชน คงมีแต่ หนังสือให้ความยินยอมให้ก่อสร้างของโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินข้างเคียงเท่านั้น ซึ่งปรากฏ ว่าลายมือชื่อ ของโจทก์เป็นลายมือชื่อปลอมพฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่าจำเลยทั้งสองรู้ หรือควรจะรู้แต่ต้นแล้วว่าอาคารพิพาทรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ ถือได้ว่า จำเลยทั้งสองก่อสร้างอาคารพิพาทรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์โดยไม่สุจริต โจทก์จึงมีสิทธิขอให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนอาคารพิพาทได้ ", 68,15,,ข้อตลงระหว่างคู่สัญญาให้ผู้ปลูกสร้างก่อสร้างอาคารพาณิชย์ด้วย สัมภาระและค่าใช้จ่ายเองแล้วสงบมอบให้เป็นกรรมสิทธิ์แก่เจ้าของที่ดินและเจ้าของที่ดิน ตอบแทนโดยให้มีสิทธิการเช่า ๑๕ ปี หรือจะนำบุคคลอื่นมาทำสัญญาเช่าก็ได้ โดย ผู้ปลูกสร้างต้องชำระค่าตอบแทนแก่เจ้าของที่ดินเป็นเงินเท่ากับค่าเช่าตามที่กำหนดไว้ใน สัญญา เป็นสัญญาต่างตอบแทนพิเศษยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดาหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๘๐๓/๒๕๕๗ ข้อตกลงระหว่างโจทก์กับบริษัท ต. ตาม สัญญาที่กำหนดให้บริษัท ต. ก่อสร้างอาคารพาณิชย์ด้วยสัมภาระและค่าใช้จ่ายของบริษัท ต. แล้วส่งมอบให้เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ และให้บริษัท ต. มีสิทธิเช่ามีกำหนดเวลา ๑๕ ปี หรือจะนำบุคคลอื่นมาทำสัญญาเช่ากับโจทก์ก็ได้ โดยบริษัท ต. ต้องชำระค่าตอบแทนแก่โจทก์เป็นเงินเท่ากับค่าเช่าตามที่กำหนดไว้ในสัญญา หากบริษัท ต. ผิดสัญญายอมให้โจทก์บอกเลิกสัญญาได้ทันที มีลักษณะเป็นสัญญาต่างตอบแทน พิเศษยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดา แต่ในสัญญาอ้างได้ระบุไว้ชัดเจนว่าถ้าบริษัท ต. ผิดสัญญาข้อใด โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ทันที เมื่อบริษัท ต. ค้างชำระค่าเช่า อันเป็นการผิดสัญญาข้อ ๗ โจทก์ผู้ให้เช่าจึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ จำเลยเช่าช่วง อาคารพาณิชย์พิพาทจากบริษัท ต. และเข้าอยู่โดยอาศัยสิทธิตามสัญญาที่บริษัท ต. ทำไว้แก่โจทก์ เมื่อโจทก์บอกเลิกสัญญาแก่บริษัท ต. โดยชอบแล้ว จำเลยย่อมไม่มีสิทธิอยู่ในอาคารพาณิชย์พิพาทอีกต่อไป การที่จำเลยอยู่ต่อมาโดยโจทก์ ไม่ยินยอมเป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์ โจทก์มีอำนาจฟ้องขึ้นไล่และเรียกค่าเสียหาย จากจำเลยได้ โจทก์ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาแล้ว สัญญาอ้อมเป็นอันสิ้นผลผูกพัน คู่สัญญา แต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนฐานะเดิม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๙๑ วรรคหนึ่ง โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์อาคารพาณิชย์อ้อมมีสิทธิหาประโยชน์โดยการนำออกให้เช่าได้ จำเลยเป็นเพียงผู้เช่าช่วงอาคารพาณิชย์พิพาทจาก บริษัท ต. และเข้าอยู่โดยอาศัยสิทธิตามสัญญาที่บริษัท ต. ทำกับโจทก์ย่อมไม่อาจยกเอาข้อสัญญาที่สิ้นผลผูกพันระหว่างโจทก์กับบริษัท ต. แล้วนั้นขึ้นมากล่าวอ้างให้ โจทก์ต้องปฏิบัติตามอีกได้ หากจำเลยต้องเสียหายประการใดก็เป็นหน้าที่ของจำเลย ต้องไปว่ากล่าวเอาจากผู้ที่ทำให้ตนเสียหายอีกส่วนหนึ่ง ไม่เป็นการขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๙๑ วรรคหนึ่ง",แพ่ง,, 68,16,,ประกาศเรื่องการประมูลที่ดินพร้อมทาวน์เฮาส์ มีเงื่อนไขระบุว่า จะนำเสนอผู้เสนอราคาสูงสุดต่อคณะกรรมการบริษัทเพื่อพิจารณาอนุมัติการขาย ผู้ได้รับอนุมัติการขายจะต้องชำระเงินมัดจำเพิ่มพร้อมกับต้องทำหนังสือสัญญาซื้อขายภายใน ๑๕ วัน นับจากวันแจ้งผลการอนุมัติ ดังนี้ ผู้จัดประมูลจะต้องถูกผูกพันขายทรัพย์ที่ประเมูลให้แก่ผู้ชนะการประมูล หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๙๒๑๕/๒๕๕๖ ประกาศของจำเลยที่จัดประมูลรายที่ดินพร้อมทาวน์เฮาส์ โดยเชิญผู้สนใจเข้าร่วมประมูลมีรายละเอียดทรัพย์สินที่ประมูล และมีหลักเกณฑ์เงื่อนไขการประมูลว่าจำเลยจะนำเสนอราคาประเมูลสูงสุดต่อคณะกรรมการบริษัทจำกัดโดยพิจารณาอนุมัติการขาย ผู้ได้รับอนุมัติการขายแล้วจะต้องชำระเงินมัดจำเพิ่มอีกร้อยละ ๓๐ ของราคาอนุมัติการขายพร้อมกับต้องทำหนังสือสัญญาซื้อขายภายใน ๑๕ วันนับจากวันแจ้งผลการอนุมัติ จึงเป็นเรื่องที่จำเลยได้เชิญเชิญให้บุคคลทำการเสนอโดยการเสนอประมูลราคาไว้ให้แก่จำเลยซึ่งจำเลยจะต้องนำราคาที่โจทย์เสนอประมูลไว้เข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการของจำเลยเพื่ออนุมัติการขายลักษณะเช่นนี้จึงเป็นคำเสนอโดยมีเงื่อนไขในการขายที่จะต้องมีคณะกรรมการพิจารณาอนุมัติการขายอีกชั้นหนึ่งแล้วจึงแจ้งผลการอนุมัติขาย การแจ้งผลอนุมัติขายนี้ก็เป็นคำสนองซึ่งเป็นไปตามเงื่อนไขการประมูลเมื่อคำเสนอและคำสนองตรงกันแล้วจึงก่อให้เกิดการทำสัญญาที่จะต้องทำหนังสือซื้อขายภายในกำหนด ๑๕ วัน โจทย์เข้าร่วมประมูลทรัพย์พิพาทและวางเงินประกันการยืนของประมวลราคาจำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท เป็นคำเสนอไปยังจำเลยผู้สนองและจำเลยผู้สนองบอกปัดไปยังโจทย์ผู้เสนอแล้วโดยจำเลยมิได้สนองรอง คำเสนอของโจทย์เป็นอันสิ้นความผูกพันตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๕๗ จำเลยไม่ถูกผูกพันให้ขายทรัพย์พิพาทแก่โจทย์ อีกทั้งยังมีข้อตกลงอีกว่าจะต้องมีการทำสัญญาซึ่งจะขายกันภายหลังที่มีการสนองรอง จึงเป็นการตกลงกันว่าสัญญาอันมุ่งจะทำนั้นจะต้องทำเป็นหนังสือเมื่อกรณีเป็นที่สงสัยนับว่ายังมิได้มีการทำสัญญาต่อกันจนกว่าจะได้ทำขึ้นเป็นหนังสือตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๖๖ วรรคสอง แม่จำเลยจะออกใบรับเงินจำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท ระบุว่าเป็นเงินมัดจำหรือเงินประกันค่าขาย ทรัพย์สินก็ไม่ทำให้เงินนั้นเป็นเงินมัดจำและไม่ผูกพันจำเลยให้ต้องขายทรัพย์พิพาทแก่โจทก์ ",แพ่ง,, 68,16,,เจตนายกที่ดินให้ แต่จดทะเบียนนิติกรรมเป็นการขาย นิติกรรมสำหรับการให้ จะมีผลบังคับตามกฎหมายหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๓๔๒/๒๕๕๒ ท. มีเจตนายกที่ดินให้แก่จำเลยแต่จดทะเบียนนิติกรรมเป็นการขาย ถือได้ว่าการจดทะเบียนนิติกรรมขายที่ดินเป็นการอภิราณนิติกรรมให้ นิติกรรมขายที่ดินย่อมเป็นการแสดงเจตนาด้วยสมรู้กันระหว่างคู่กรณีย่อมเป็นโมฆะตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๕ วรรคหนึ่ง ส่วนนิติกรรมให้ต้องบังคับบทบัญญัติของกฎหมายที่ถูกอภิราณตามมาตรา ๑๕๕ วรรคสอง การที่ ท. จดทะเบียนนิติกรรมขายมีวัตถุประสงค์ในการโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินคือที่ดินเช่นเดียวกับนิติกรรมให้ต่างกันเพียงว่ามีค่าตอบแทนแก่กันหรือไม่เท่านั้น ย่อมถือได้ว่าการจดทะเบียนขายดังกล่าวเป็นการทำหนังสือและจดทะเบียนสำหรับการให้ที่ถูกอภิราณด้วยโดยอนุโลมนิติกรรมการให้ที่ดินระหว่าง ท. และจำเลย จึงไม่เป็นโมฆะและมีผลบังคับตามมาตรา ๑๕๕ วรรคสอง,แพ่ง,, 68,16,,ก่อสร้างกำแพงรุกล้ำที่ดินของผู้อื่นโดยสุจริต จะต้องรื้อถอนตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๑๒ หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๐๓๖/๒๕๓๙ จำเลยฎีกาข้อแรกว่ากำแพงซึ่งจำเลยก่อสร้างเป็นส่วนหนึ่งของโรงเรือนโดยเป็นผนังอาคารบ้านพักคนงาน ปรากฏตามภาพถ่ายหมาย ล.๑๐ จึงเป็นโรงเรือนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๑๒ วรรคแรก นั้น เห็นว่า ตามภาพถ่ายหมาย ล.๑๐ เสากำแพงพิพาทแยกต่างหากจากเสาโรงเรือน ตามลักษณะของกำแพงและโรงเรือนในภาพเห็นได้ว่ากำแพงและโรงเรือนสร้างคนละครั้งกันกำแพงพิพาทจึงไม่ใช่ส่วนหนึ่งของโรงเรือนอันจะถือเป็นโรงเรือนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๑๒ วรรคแรกฉะนั้น จำเลยจะอ้างว่าก่อสร้างโดยสุจริตไม่ต้องรื้อถอนตามบทกฎหมายดังกล่าวหาได้ไม่",แพ่ง,, 68,16,,การกระทำที่ไม่ใช่เป็นการกล่าวหรือไขขาวแพร่หลายซึ่งข้อความอันฝ่าฝืนต่อความจริงตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๒๓ จะเป็นการละเมิดตามมาตรา ๔๒๐ ได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๙๑/๒๕๕๗ การกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๒๓ ต้องเป็นการกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลายซึ่งข้อความอันผ่าฝืนต่อความจริง แต่คำกล่าวของจำเลยที่ ๑ ที่ “พวกมันมีเหี้ย ๗ ตัว” หรือ ""มันเป็นสามานย์"" นั้น แม้ว่าจะเป็นการกล่าวกระทบถึงโจทก์ทั้งเจ็ด ก็ไม่ใช่การนำความเท็จหรือข้อความที่ไม่เป็นความจริงเกี่ยวกับตัวโจทก์ทั้งเจ็ดมากล่าว แต่เป็นการด่าโจทก์ทั้งเจ็ดด้วยความรู้สึกเกลียดชังว่าโจทก์ทั้งเจ็ดเป็นคนไม่ดี โดยเปรียบเทียบเหมือนสัตว์ซึ่งไม่ใช่เป็นการนำข้อความอันผาฝืนต่อความจริงมากล่าว จำเลยที่ ๑ จึงไม่ได้กระทำการดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๔๒๓ ดังกล่าว อย่างไรก็ตาม การพูดปราศรัยด้วยถ้อยคำตามฟ้องต่อประชาชนที่มาฟ้องการชุมนุม ณ ที่เกิดเหตุนั้นประชาชนที่ฟ้องย้อมรู้สึกได้ว่าโจทก์ทั้งเจ็ดเป็นคนไม่ดี ไม่เหมาะสมแก่ตำแหน่งประธานสภาหรือสมาชิกสภาเทศบาล อันเข้าลักษณะเป็นการทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๒๐ ซึ่งทำให้โจทก์ทั้งเจ็ดเสียชื่อเสียงอันเป็นสิทธิอย่างหนึ่ง ถือได้ว่าจำเลยที่ ๑ กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งเจ็ดและจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น",แพ่ง,, 68,16,,ผู้ขอใช้และดูแลสนามจัดการแข่งขันกีฬา หากคนที่เข้าชมการแข่งขันจับราวเหล็กของอัฒจันทร์แล้วถูกกระแสไฟฟ้าช็อตถึงแก่ความตาย จะถือว่าเป็นผู้ครอบครองอันจะต้องรับผิดชอบเพื่อความเสียหายอันเกิดแต่กระแสไฟฟ้า หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๖๘๖/๒๕๕๖ ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยมีฐานะเป็นนิติบุคคลโดยเป็นหน่วยงานของรัฐสังกัดกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ผู้ตายเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ทั้งสอง จำเลยจัดให้มีการแข่งขันกีฬาชุมชนที่สนามบาสเก็ตบอลบริเวณสนามหน้าเมือง ผู้ตายเป็นผู้สมัครเข้าร่วมแข่งขันกีฬาฟุตซอลระหว่างที่มีการแข่งขันกีฬาฟุตซอล ผู้ตายขึ้นไปบนอัฒจันทร์ มีกระแสไฟฟ้ารั่วไหลมาตามรั้วเหล็กของอัฒจันทร์ซึ่งผู้ตายได้รับบาดเจ็บสาหัสและถึงแก่ความตาย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการเดียวว่า จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่าจำเลยเป็นผู้ขอใช้และดูแลสนามบาสเก็ตบอลซึ่งเป็นทรัพย์สินขององค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช ระหว่างเวลา ๑๘ ถึง ๒๑ นาฬิกา ไม่ใช่เป็นการรับมอบ อาคารสนามบาสเก็ตบอลซึ่งรวมถึงไฟฟ้าซึ่งเป็นทรัพย์อันเป็นของเกิดอันตรายได้ โดยสภาพอากาศครองตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๓๗ วรรคสอง ทั้งเคยมีเหตุไฟฟ้า ร่วมาก่อนจึงเป็นความบกพร่องขององค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช เจ้าของ อาคารที่เกิดเหตุตามกฎหมาย จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสอง เห็นว่า การที่จำเลยใช้สถานที่คือสนามกีฬาบริเวณสนามหน้าเมืองมาจัดการ แข่งขัน ซึ่งประกอบด้วยสนามที่ใช้ในการแข่งขันรวมถึงอัฒจันทร์ที่ให้ผู้เข้าชมการแข่งขัน รวมทั้งนักกีฬาใช้เป็นที่นั่งชมการแข่งขันหรือทำกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการแข่งขันกีฬา จำเลยย่อมมีหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยในระหว่างที่มีการแข่งขันกีฬา รวมถึงการดูแล ความปลอดภัยให้นักกีฬาตลอดถึงคนที่เข้าชมการแข่งขันโดยเฉพาะในการแข่งขันกีฬา ครั้งที่เกิดเหตุ มีการแข่งขันกีฬาในช่วงเย็นไปถึงค่ำระหว่างเวลา ๑๘ ถึง ๒๑ นาฬิกา ย่อมมีความจำเป็นต้องใช้กระแสไฟฟ้าเพื่อให้แสงสว่างตลอดระยะเวลาดังกล่าว ซึ่งกระแสไฟฟ้านั้นเป็นทรัพย์อันเป็นของเกิดอันตรายได้โดยสภาพ เมื่อกระแสไฟฟ้า ช็อตผู้ตายที่อาคารอัฒจันทร์ที่จำเลยเป็นผู้ครอบครองดูแลรับผิดชอบอยู่ในระหว่างการ แข่งขันกีฬาที่จำเลยเป็นผู้จัดขึ้น จำเลยก็ต้องรับผิดชอบเพื่อความเสียหายอันเกิด แต่กระแสไฟฟ้า เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่า ความเสียหายนั้นเกิดแต่เหตุสุดวิสัยหรือ เกิดเพราะความผิดของผู้ตายตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๓๗ วรรคสอง ที่จำเลยอ้างว่าเป็น เหตุสุดวิสัย จำเลยนำสืบได้เพียงว่า ก่อนเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ของจำเลยได้ตรวจสอบ แล้วไม่มีส่วนชำรุดบนพร่องของกระแสไฟฟ้าในส่วนของอาคารอัฒจันทร์ ซึ่ง ข้อนำสืบดังกล่าวมิได้แสดงว่าเป็นเหตุสุดวิสัย สำหรับกรณีที่ผู้ตายใช้น้ำราดตัวจน เบียกก็ได้ความว่า เป็นเพราะผู้ตายเป็นผู้เข้าร่วมการแข่งขันกีฬาฟุตซอล หลังการ แข่งขันกีฬาแล้วผู้ตายใช้น้ำราดตัวเพื่อให้สดชื่นหายเหนื่อย เมื่อผู้ตายจับราวเหล็ก ของอาคารอัฒจันทร์แล้วถูกกระแสนไฟฟ้าช็อต จึงถึงไม่ได้ว่าเป็นความผิดของผู้ตาย",อาญา,, 67,1,,"บุคคลที่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์โอนขายที่ดิน ดังกล่าวให้แก่ผู้ซื้อ ผู้ซื้อครอบครองต่อมา ดังนี้ ผู้ซื้อจะนับระยะเวลาที่ผู้ขายครอบครองที่ดินติดต่อกับระยะเวลาที่ผู้ซื้อครอบครองที่ดินเข้าด้วยกันอันจะทำให้ผู้ซื้อได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรับกษ์ ได้หรือไม่ การได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ ผู้ครอบครองจะต้องมีเจตนาสุจริต หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๙๘๑/๒๕๕๖ ท. ครอบครองที่ดินพิพาทซึ่งเป็นบางส่วนของที่ดินที่จำเลยมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลาติดต่อกันเป็นเวลากว่าสิบปีแล้ว ท. ย่อมได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครอง เมื่อ ท. ขายที่ดินพิพาทให้โจทก์ในปี ๒๕๔๗ และโจทก์ครอบครองที่ดินพิพาทติดต่อกันมาโดยตลอดมีได้ขาดตอนโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ แสดงว่า ท. เจตนาและการครอบครองครองที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิครอบครอง และย่อมนับระยะเวลาที่ ท. ครอบครองที่ดินพิพาทดีดต่อกับระยะเวลาที่โจทก์ครอบครองที่ดินพิพาทเข้าด้วยกันได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๘๕ เมื่อนับเวลาการครอบครองที่ดินพิพาทของ ท. รวมเข้าด้วยแล้ว โจทก์จึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๘๒ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๓๘๒ ไม่ได้บัญญัติว่าการได้ กรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์โดยการครอบครองจะต้องเป็นการครอบครองด้วยเจตนาที่สุจริต คงบังคับไว้แต่เพียงว่าให้ผู้ครอบครองนั้นครอบครองโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ แม้ผู้ครอบครองจะรู้ว่าที่ดินที่ครอบครองเป็นกรรมสิทธิ์ของบุคคลอื่นก็ตาม ",แพ่ง,, 67,1,,"ขณะรังวัดแบ่งแยกที่ดินตลอดจนขณะทำพินัยกรรม ผู้ทำพินัยกรรมกับผู้รับพินัยกรรมมีข้อตกลงกันก่อนยกที่ดินให้ผู้รับพินัยกรรมว่า ให้ใช้ที่ดินพิพาทเป็นทางเข้าออกเพื่อประโยชน์แก่ผู้รับพินัยกรรมในที่ดินแปลงอื่น ดังนี้ ผู้รับพินัยกรรมในที่ดินแปลงอื่นจะฟ้องบังคับให้จดทะเบียนภาระจำยอมในที่ดินพิพาทได้หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๗๙๑/๒๕๕๖ การแสดงเจตนาเพื่อถือเอาประโยชน์ของบุคคลภายนอกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๗๔ นั้น เป็นนิติกรรมที่ไม่มีแบบ อาจเป็นการแสดงเจตนาโดยชัดแจ้งหรือโดยปริยายก็ได้ และหาจำต้องระบุตัวบุคคลภายนอกผู้รับประโยชน์ว่าเป็นตัวบุคคลใดโดยเฉพาะเจาะจง ท. ผู้ทำพินัยกรรมมีเจตนาให้ที่ดินพิพาทเป็นทางเข้าออกถนนสาธารณะสำหรับที่ดินอีก ๓ แปลง และขณะ ท. พักรักษาตัวอยู่กับจำเลยก่อนถึงแก่ความตาย และจำเลยอยู่ด้วยในขณะรังวัดแบ่งแยกที่ดินตลอดจนในขณะทำพินัยกรรม ทั้งรับทราบเจตนาของ ท. ซึ่งต่อมาจำเลยก็ไม่เคยโต้แย้งการใช้ที่ดินพิพาทของโจทก์และบุคคลที่อาศัยอยู่ในห้องแถวมาโดยตลอด ย่อมเป็นการแสดงเจตนาโดยปริยายว่า ท. กับจำเลยมีข้อตกลงกันก่อนยกที่ดินพิพาทให้จำเลยตามพินัยกรรมว่าให้ใช้ที่ดินพิพาทเป็นทางเข้าออก เพื่อประโยชน์แก่ที่ดินอีก ๓ แปลง อันเป็นข้อตกลงที่มีลักษณะเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์แก่บุคคลภายนอก เมื่อโจทก์ได้รับโอนที่ดินแปลงหนึ่งตามพินัยกรรมและเช่าใช้ทางพิพาท อันเป็นการแสดงเจตนาถือเอาประโยชน์จากข้อตกลงนั้นแล้ว สิทธิของโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้รับประโยชน์ย่อมเกิดมีขึ้นนับแต่นั้นอันเป็นเหตุให้จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทด้อยยอมรับกรรมบางอย่างเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินของโจทก์ ที่ดินพิพาทจึงตกเป็นภาระจำยอม ข้อตกลงดังกล่าวเป็นการก่อตั้งภาระจำยอม แม้ไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก็เป็นเพียงทำให้การได้มาซึ่งภาระจำยอมไม่บริบูรณ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๙๙ วรรคหนึ่ง แต่ไม่ทำให้เป็นโมฆะหรือเสียเปล่ายังคงบังคับกันได้เป็นบุคคลสิทธิในระหว่างจำเลยซึ่งต้องผูกพันชำระหนี้ตามสัญญาเพื่อประโยชน์แก่บุคคลภายนอกกับโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้รับประโยชน์ โจทก์ย่อมบังคับให้จำเลยจดทะเบียนภาระจำยอมได้ กรณีหาใช่เป็นการได้ภาระจำยอมโดยอายุความอันเป็นการได้ทรัพย์สิทธิเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๐๑ ไม่แม้โจทก์ใช้ที่ดินพิพาทไม่ถึงสิบปีนับแต่วันที่ได้รับโอนกรรมสิทธิ์ โจทก์ก็ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนภาระจำยอมได้ ",แพ่ง,, 67,1,,เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินจดทะเบียนให้บุคคลอื่นเป็นผู้มีสิทธิเก็บกินในที่ดิน ผู้ทรงสิทธิเก็บกินนำที่ดินออกให้บุคคลอื่นเช่า เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินจะมีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าหรือมีอำนาจฟ้องขับไล่หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๕๐๓๓/๒๕๕๕ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ ๖๘๑๖๐ และจดทะเบียนให้นายสวัสดิ์และนางบุญช่วยมีสิทธิเก็บกินตลอดชีวิต วันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๓๐ นางบุญช่วยให้นางชอุ่มมารดาจำเลยเช่าที่ดินพิพาทมีกำหนด ๓ ปี เพื่อปลูกสร้างบ้านอยู่อาศัย นางชอุ่มก่อสร้างบ้านพิพาทเสร็จแล้วขอเลขที่บ้าน หลังจากนั้นนางชอุ่มและจำเลยย้ายซื้อเข้าไปอยู่ในทะเบียนบ้านของบ้านพิพาท นางชอุ่มทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทกับนางบุญช่วยต่อมาอีกหลายครั้ง ต่อมานางชอุ่มยกบ้านพิพาทให้แก่จำเลย จำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินกับนางบุญช่วยเมื่อวันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๔๕ มีกำหนด ๑ ปี ค่าเช่าเดือนละ ๑,๐๐๐ บาท ก่อนครบกำหนดตามสัญญานางบุญช่วยแจ้งจำเลยว่าจะให้อยู่อีก ๒ เดือน แล้วให้ออกไปจากที่ดินพิพาท แต่จำเลยยังอาศัยอยู่ในที่ดินและบ้านพิพาท ต่อมาวันที่ ๑๒ กรกฎาคม ๒๕๔๗ โจทก์ให้หน่ายความมีหนังสือแจ้งจำเลยให้ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินพิพาท คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยได้ เพราะกฎหมายมีได้บัญญัติให้ผู้ทรงสิทธิเก็บกินมีอำนาจจัดการทรัพย์สินแต่เพียงผู้เดียวนั้น เห็นว่าข้อเท็จจริงได้ความยุติว่า โจทก์จดทะเบียนให้นายสวัสดิ์และนางบุญช่วยเป็นผู้ทรงสิทธิเก็บกินในที่ดินพิพาทตลอดชีวิต นายสวัสดิ์และนางบุญช่วยย้อมมีสิทธิครอบครองใช้และถือเอาประโยชน์แห่งที่ดินนั้นได้แต่ผู้เดียวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๑๗ วรรคหนึ่ง ในระหว่างที่สิทธิเก็บกินยังไม่สิ้นไป เจ้าของกรรมสิทธิ์จึงสามารถมีสิทธิเช่นว่านี้ด้วยไม่ การบอกเลิกสัญญาเช่าหรือการฟ้องขับไล่ผู้เช่าออกจากการที่ดินพิพาท จึงเป็นอำนาจในการจัดการทรัพย์สินของผู้ทรงสิทธิเก็บกิน แม่โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทก็ไม่มีอำนาจฟ้อง ",แพ่ง,, 67,2,,สมัครใจเข้าวิวาทจะอ้างป้องกันหรือบันดาลโทสะได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๓๔๗/๒๕๕๔ ก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายมีเรื่องทะเลาะโต้เถียงกับจำเลยซึ่งนั่งดื่มสุราอยู่ที่ร้านใกล้ที่เกิดเหตุ จึงเชื่อว่าเป็นสาเหตุให้จำเลยไม่พอใจผู้เสียหายเป็นอย่างมาก ในวันเกิดเหตุมีผู้เสียหายออกจากกร้านไปแล้ว ผู้เสียหาร้องตะโกนท้าทายจำเลยให้ออกไป จะฟันให้คอขาด จำเลยจึงรีบวิ่งไปหาผู้เสียหาย ถือได้ว่าจำเลยสมัครใจเข้าวิวาทและต่อสู้กับผู้เสียหาย และเป็นการกระทำที่จำเลยเข้าสู้ภัยทั้งที่ยังไม่มีภัยคุกคามมาถึงตน จึงเป็นการกระทำโดยที่ไม่มีกฎหมายให้อำนาจไว้ แม้ผู้เสียหายจะทำร้ายจำเลยก่อน ก็เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นขณะที่จำเลยกับผู้เสียหายสมัครใจวิวาทกัน ดังนั้น จำเลยจึงไม่อาจที่จะอ้างสิทธิป้องกันได้ตามกฎหมาย และแม้จำเลยมีความไม่พอใจผู้เสียหายเป็นอย่างมาก แต่เมื่อจำเลยสมัครใจที่จะไปต่อสู้กับผู้เสียหายเองก็ไม่อาจถือได้ว่าจำเลยถูกช่วยเหลือจากกล่าวเป็นธรรม จำเลยจึงไม่อาจอ้างเหตุบันดาลโทสะได้เช่นเดียวกัน การกระทำของจำเลยไม่เป็นการกระทำเพื่อป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย และไม่เป็นการกระทำโดยเหตุบันดาลโทสะ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๙๖๔/๒๕๕๕ อาวุธปืนที่จำเลยที่ ๒ ใช้ยิงเป็นอารวธปืนลูกซองสั้นขนาด ๑๒ ซึ่งเครื่องกระสุนปืนที่ใช้กับอาวุธปืนดังกล่าวเป็นกระสุนปรายเมื่อยิงแล้วจะกระจายออก หากเล็กไปที่จุดอื่นเช่นพื้นถนนซึ่งตามภาพถ่ายสถานที่เกิดเหตุหมายจ. ๒๐ ภาพที่ ๓ แสดงว่าเป็นคนที่ไม่ได้ลาดยาง กระสุนปืนย้อมฝังที่พื้นถนนหรือมิฉะนั้นก็ทะกับพื้นถนนทำให้ไม่มีอานุภาพเพียงพอที่จะแฉลบไปถูกผู้เสียหายที่ ๑ คนกระดูกแตกได้ การที่กระสุนปรายถูกผู้เสียหายทั้งสองมีบาดแผลคนละแห่ง แสดงว่าจำเลยที่ ๒ เล็งอาวุธปืนและยิงไปที่ผู้เสียหายทั้งสอง แต่จำเลยที่ ๒ ยิงเพียง ๑ นัดแล้วไม่ได้ยิงซ้ำอีก ทั้งบาดแผลของผู้เสียหายทั้งสองก็ไม่ใช่ข้อว่าสำคัญ เชื่อว่าจำเลยที่ ๒ มีเจตนายิงทำร้ายผู้เสียหายทั้งสอง มิใช่เจตนาฆ่าผู้เสียหายทั้งสอง จำเลยที่ ๒ กับพวกสมัครใจทะเลาะวิวาทชกต่อยกับผู้เสียหายทั้งสองกับพวกถึง ๒ ครั้ง โดยครั้งหลังสุดผู้เสียหายทั้งสองกับพวกมีจำนวนมากกว่า จำเลยที่ ๒ กับพวกจึงขับรถจักรยานยนต์หลบหนีและผู้เสียหายทั้งสองกับพวกขับรถจักรยานยนต์ตามไป และเมื่อยู่ห่างประมาณ ๗ ถึง ๘ เมตร ก็ถูกจำเลยที่ ๒ ใช้อาวุธปืนยิง ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ต่อเนื่องจากการทะเลาะวิวาท หาใช้เป็นการกระทำที่ขาดตอนจากกันไม่ และเมื่อเป็นการสมัครใจทะเลาะวิวาททำร้ายรางกายซึ่งกันและกัน จึงไม่ใช่เป็นภัยคุกคามซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายที่จำเลยที่ ๒ จะอ้างว่าการกระทำเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ทั้งไม่ใช่เป็นการข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมที่จำเลยที่ ๒ จะอ้างว่ากระทำไปเพราะเหตุบันดาลโทสะได้ ",อาญา,, 67,2,,"ภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายผ่านพ้นไปแล้วจะอ้างป้องกันได้หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๕๘๔/๒๕๕๕ ผู้ตายจะใช้อาวุธปืนยิงจำเลย จำเลยเข้าไปแย่งอาวุธปืน กระสุนปืนถูกผู้ตายที่มือขวาและหน้าผาก แพทย์ผู้ตรวจศพผู้ตายให้การว่าไม่พบเมาดินปืนที่หน้าผากของผู้ตาย รายงานการตรวจพิสูจน์ก็บระบุตรงกันว่าไม่พบเขม่าดินปืนที่มือขวา เมื่อผู้ตายใช้มือขวาข้างถนัดของตนกำค้ำมปืนไว้ในขณะที่จำเลยเข้ามาแย่งอาวุธปืน หากกระสุนปืนจากอาวุธปืนดังกล่าวเกิดลั่นชื้นดังที่จำเลยนำสืบจากการเข้ากองปล้ำแย่งอาวุธในระยะประชิดตัวระหว่างจำเลยกับผู้ตาย ย่อมต้องมีเขม่าดินปืนติดอยู่ที่บริเวณมือขวาและหน้าผากของผู้ตาย เมื่อพิจารณารายงานการชันสูตรบาดแผลหรือสภาพศพระบุว่ากระสุนปืนเข้าฝ่ามือขวาระหว่างนิ้วลางกับนิ้วนางแล้วทะลุด้านหลังมือของผู้ตาย หากมือขวาของผู้ตายยังกำด้ามปืนอยู่ขณะจำเลยเข้าแย่งอาวุธปืนกระสุนปืนที่ลั่นออกจะถูกมือขวาของผู้ตายได้อย่างไร แสดงว่าขณะผู้ตายถูกกระสุนปืนที่มือขนานั้น ผู้ตายไม่ได้ถืออาวุธปืนดังกล่าว ฉะนั้นกระสุนปืนจึงไม่ได้ลั่นออกไปขณะจำเลยเข้าไปแย่งอาวุธปืนจากมือของผู้ตาย หากแต่เมื่อจำเลยเข้าแย่งอาวุธปืนจากมือของผู้ตายไปได้แล้ว จึงใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายถูกที่มือขวาและหน้าผาก แม้จะได้ความว่าผู้ตายเป็นฝ่ายเอาอาวุธปืนของตนเองซึ่งพกพาติดตัวขึ้นมายังไม่ได้ลั่นกระสุนปืนใส่จำเลย แต่จำเลยเข้าแย่งอาวุธปืนดังกล่าวไปได้เสียก่อน ทั้งไม่ปรากฏว่าผู้ตายมีอาวุธอื่นใดติดตัวมาอีกและได้ทำร้ายร่างกายจำเลยอีกเช่นนี้ ภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอัยละเมิดต่อกฎหมายจากการกระทำของผู้ตายผ่านพ้นไปแล้วและไม่มีภยันตรายที่ใกล้จะถึงตัว พฤติการณ์ที่จำเลยใช้อาวุธปืนที่แย่งจากมือผู้ตายมาได้แล้วจึงยิงผู้ตายเช่นนี้ ถือไม่ได้ว่าการกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันสิทธิโดยชอบด้วยกฎหมาย ",อาญา,, 67,2,,"ความพิการทางร่างกายจะนำมาเป็นข้อพิจารณาเรื่องการกระทำเพื่อป้องกันได้หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๕๑๖/๒๕๕๕ แม้จำเลยมีร่างกายพิการที่ขาขวาด่วนจำเลยก็มีสิทธิโดยชอบธรรมที่จะเข้าไปเที่ยวเพื่อหาความสุขสำราญในร้านอาหารที่เกิดเหตุได้เช่นคนที่มีร่างกายปกติธรรมดาทั่วไป และโจทก์ร่วมไม่มีสิทธิใด ๆ ที่จะนำเอาเหตุความพิการทางร่างกายของจำเลยมาพูดจาวิพากษ์วิจารย์เยาะเย้ยฉากกลางหรอุดหมิ่นเหยียดหยามเพื่อให้จำเลยเจ็บช้ำน้ำใจได้ การที่โจทก์ร่วมพูดกับ ม. ว่า ""ดูนัชนิด้วนแล้วยังมาเที่ยวอีก"" และ ม. ยังพูดเป็นเชิงสนับสนุนเห็นด้วยว่า ""ถึงพิการแต่ใจรัก""เป็นการเย้ยหยันสบประมาทตัวจำเลย ทำให้จำเลยต้องรู้สึกอับอายและแค้นเคืองเป็นอย่างมาก การที่จำเลยชักอาวุธปืนออกมาแล้วยิงขึ้นฟ้า ๒ นัด ก็เพื่อเตือนให้หยุดยั้งการกระทำโดยมิชอบของโจทก์ร่วมและ ม. แต่แทนที่โจทก์ร่วมจะหยุดการกระทำดังกล่าวโจทก์ร่วมกับวิ่งเข้าไปหาจำเลยในลักษณะเข้าทำร้ายจำเลย แม่โจทก์ร่วมจะไม่มีอาวุธติดตัว แต่ด้วยการที่จำเลยขาพิการย่อมอยู่ในฐานะที่เสียเปรียบหากจะป้องกันตัวโดยการต่อสู้กับโจทก์ร่วมด้วยมือเปล่า การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงใส่โจทก์ร่วมจึงเป็นการป้องกันสิทธิของตนให้พ้นอันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายและเป็นภัยอันตรายที่ใกล้จะถึงแต่การที่จำเลยยิงปืนใส่บริเวณลำตัวจนถูกแขนของโจทก์ร่วมอาจพลาดไปโดยอั๋ยะสำคัญทำให้ถึงตายได้ จึงเป็นการกระทำโดยเจตนาฆ่าซึ่งเกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องกระทำเพื่อป้องกัน ซึ่งศาลจะลงโทษจำเลยน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๖๘ และ ๖๙ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๐๑/๒๕๕๕ มีดของกลางมีขนาดใหญ่พอที่จะทำอันตรายแก่ชีวิตได้ การที่จำเลยใช้มีดของกลางแทงผู้ตายมีบาดแผลถึง ๓ แห่ง แสดงว่าจำเลยแทงไปหลายครั้งและลักษณะบาดแผลที่ทะลุแขนไปอีกด้านหนึ่งแสดงให้เห็นว่าเป็นการแทงโดยแรงโดยมุ่งประสงค์ต่อชีวิต พึงได้ว่าจำเลยมีเจตนาม่ามิใช่เพียงเจตนาทำร้ายร่างกายเท่านั้น เมื่อการกระทำของจำเลยเกิดจากการที่ถูกผู้ตายใช้ไม้เท้าตีทำร้ายก่อนซึ่งเป็นภัยอันตรายที่ละเมิดต่อกฎหมายและใกล้จะถึงโดยจำเลยมิได้เป็นผู้ก่อให้เกิดขึ้นจำเลยจึงมีเหตุจำต้องกระทำเพื่อป้องกันสิทธิของตนให้พ้นภัยอันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย แต่การที่จำเลยใช้มีดของกลางแทงผู้ตายไปโดยแรงหลายครั้งทั้ง ๆ ที่ผู้ตายมีสภาพร่างกายพิการเดินไม่สะดวกและมีเพียงไม้เท้าที่ใช้ค้ำยันร่างกายเป็นอาวุธเท่านั้น จึงเป็นการกระทำเกินกว่ากรณีแห่งการที่จำต้องกระทำเพื่อป้องกัน ",อาญา,, 67,2,,"ส่งจดหมายบอกกล่าวบังคับจำนองโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับตามภูมิลำเนาที่ระบุในสัญญาจำนอง แต่ไม่พบผู้จำนองและไม่มีผู้ใดรับไว้จะถือว่ามีการบอกกล่าวบังคับจำนองโดยชอบแล้วหรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๑๘๖/๒๕๕๕ การบอกกล่าวบังคับจำนองเป็นการแสดงเจตนาอย่างหนึ่งซึ่งตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๙ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “การแสดงเจตนาที่กระทำต่อบุคคลซึ่งมิได้อยู่เฉพาะหน้าให้ถือว่ามีผลนับแต่เวลาที่การแสดงเจตนานั้นไปถึงผู้รับการแสดงเจตนา...” ถ้อยคำว่า ""ไปถึง"" นั้นมิได้หมายความว่า ผู้นำจดหมายไปส่งจะต้องได้พบผู้รับการแสดงเจตนาโดยตรง แต่หมายความว่า ผู้นำจดหมายไม่ส่งต้องไปส่ง ณ ภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานของผู้รับการแสดงเจตนา แม้ว่าจะไม่ถึงภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานของผู้รับการแสดงเจตนา จะไม่พบผู้รับการแสดงเจตนาโดยตรง ก็คือว่าเป็นการส่งยังสถานที่ที่ถูกต้องแล้ว โจทก์ส่งจดหมายบอกกล่าวบังคับจำนองโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับถึงจำเลยตามภูมิลำเนาที่จำเลยระบุในสัญญาจำนองและตามแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎรอันเป็นฐานข้อมูลของทางราชการแต่ส่งไม่ได้โดยเจ้าหน้าที่ไปรษณีย์รายงานเหตุขัดข้องว่า “ย้ายไม่ทราบที่อยู่ใหม่” โดยจำเลยไม่เคยแจ้งย้ายที่อยู่แก่ทางราชการและโจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ แสดงว่าจำเลยมีเจตนาหลีกเลี่ยงไม่ยอมรับเอกสารหรือจดหมายใด ๆ ที่ส่งมาอ้างภูมิลำเนาของตน เมื่อเจ้าหน้าที่ไปรษณีย์นำจดหมายบอกกล่าวบังคับจำนองไปส่งให้จำเลยที่ภูมิลำเนาของจำเลยอันเป็นการส่งอย่างเป็นทางการแล้ว แม้จะไม่พบจำเลยและไม่มีผู้ใดรับไว้ ก็คือได้ว่าจดหมายบอกกล่าวบังคับจำนองของโจทก์ได้ไปถึงจำเลยและมีผลเป็นการบอกกล่าวบังคับจำนองโดยชอบด้วย ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๒๘ และ ๑๖๙ วรรคหนึ่ง แล้ว ",แพ่ง,, 67,2,,หลักฐานแห่งการกู้ยืมจำต้องระบุชื่อผู้ให้กู้ยืมไว้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๘๖๕/๒๕๕๕ รายการในสมุดของโจทก์ที่ระบุไว้ตอนบนเป็นชื่อเล่นของภริยาจำเลยและมีข้อความว่าวันที่กู้เงินกับรายการที่ระบุวันที่และจำนวนเงินโดยจำเลยลงลายมือชื่อเป็นผู้รับเงินกำกับไว้ในเครื่องหมายปีกกา รวม ๖ รายการ เป็นเงิน ๔๙,๐๐๐ บาท นั้น จำเลยเป็นผู้รับเงินดังกล่าวไปจากโจทก์ การที่โจทก์ระบุชื่อเล่นของภริยาจำเลยไม่ทำให้ความรับผิดของจำเลยเปลี่ยนแปลงไป ที่จำเลยอ้างว่าจำเลยลงลายมือชื่อรับดอกเบี้ย ๑๕,๐๐๐ บาท จากโจทก์ไว้แทนภริยาจำเลยนั้น จำเลยและภริยาจำเลยอธิบายไม่ได้ว่าดอกเบี้ยดังกล่าวคิดมาจากต้นเงินจำนวนใด และเหตุใดจำเลยจึงลงลายมือชื่อรับเงินไว้หลายรายการ เป็นจำนวนมากกว่าที่อ้างว่ารับจากโจทก์ไว้เป็นดอกเบี้ยซึ่งขัดต่อเหตุผล ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์และรับเงินจำนวนดังกล่าวไปจากโจทก์แล้ว โดยจำเลยและภริยาจำเลยตกลงให้ค่าตอบแทนแก่โจทก์เป็นอัตราร้อยละของเงินที่รับไปจากโจทก์ซึ่งก็คือดอกเบี้ย แล้วจำเลยและภริยาจำเลยนำเงินที่กู้จากโจทก์ไปปล่อยกู้ต่อโดยคิดดอกเบี้ยในอัตราที่สูงกว่าที่ต้องจ่ายให้โจทก์ โจทก์จึงเป็นผู้ให้กู้ยืมเงิน และรายการตามเอกสารดังกล่าวเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมซึ่งทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อจำเลยผู้กู้ยืมเป็นสำคัญ จึงฟ้องร้องให้บังคับคดีกันได้ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๕๓ วรรคหนึ่ง โดยหาจำต้องระบุชื่อโจทก์เป็นผู้ให้กู้ยืมไว้ไม่ ",แพ่ง,, 67,3,,"สัญญาจำนองมีข้อตกลงว่า หากบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้บังคับจากทรัพย์สินอื่นจนกว่าจะครบกำหนด กรณีที่หนี้ที่จำนองเป็นประกันชั้นนำของอายุความแล้ว ถ้าผู้รับจำนองฟ้องบังคับจำนอง ได้เงินไม่พอชำระหนี้ จะบังคับจากทรัพย์สินอื่นของผู้จำนองได้หรือไม่ และจะเรียกดอกเบี้ยนับจากวันฟ้องได้หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๕๕๗/๒๕๕๔ เมื่อหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินของจำเลยที่ ๑ ขาดอายุความ โดยหนี้ดังกล่าวมีที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่จำเลยที่ ๒ จำนองไว้แก่โจทก์เพื่อเป็นประกัน กรณีต้องด้วย ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๒๗ และมาตรา ๗๔๕ กล่าวคือโจทย์ซึ่งเป็นผู้รับจำนองจะบังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนองแม่นี้ที่จำนองเป็นประกันนั้นขาดอายุความแล้วก็ได้ แต่จะบังคับเอาดอกเบี้ยที่ค้างย้อนหลังเกินกว่า ๕ ปีขึ้นไปไม่ได้ ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่บัญญัติให้สิทธิผู้รับจำนองบังคับได้แต่เฉพาะทรัพย์สินที่จำนองเท่านั้น ดังนั้น แม้ว่าตามสัญญาจำนองจะกำหนดว่า หากบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้บังคับจากทรัพย์สินอื่นจนกว่าจะครบก็ตาม โจทย์ก็จะบังคับจากทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ ๒ เพื่อเอาชำระหนี้ในส่วนนี้หาได้ไม่ ส่วนเรื่องดอกเบี้ยนั้นบทกฎหมายดังกล่าวเพียงแต่บัญญัติห้ามผู้รับจำนองมิให้ใช้สิทธิบังคับให้ชำระดอกเบี้ยที่ค้างย้อนหลังเกินกว่า ๕ ปีขึ้น มิได้ห้ามผู้รับจำนองมิให้เรียกดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องขอให้บังคับจำนอง โจทย์จึงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปได้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๒๙๕/๒๕๕๕ แม้โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับจำนองจะบังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนองได้แม่เมื่อนี้ที่จำนองเป็นประกันชั้นนำของอายุความ แต่คงบังคับได้แต่เฉพาะทรัพย์สินที่จำนองเท่านั้น หาอาจบังคับถึงทรัพย์สินอื่นของเจ้ามรดกได้ไม่แม้สัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันและข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองจะกำหนดให้บังคับเอาจากทรัพย์สินอื่นจนกว่าจะครบหากบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ก็ตาม เพราะทำให้จำเลยต้องรับผิดมากไปกว่าที่ต้องรับผิดตามกฎหมาย ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวข้องความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้มิมีคู่ความฝ่ายใดฎิกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.ว.พ. มาตรา ๑๔๒ (๕) ประกอบมาตรา ๒๔๖ และมาตรา ๒๔๗ ",แพ่ง,, 67,3,,"สัญญากู้ยืมมีข้อตกลงให้คิดดอกเบี้ยกันได้แต่ไม่ได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยกันไว้ในสัญญา ผู้ให้กู้จะมีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้หรือไม่ อัตราเท่าใด สัญญากู้ยืมให้คิดดอกเบี้ยเกินร้อยละ ๑๕ ต่อปี ผู้ให้กู้มีสิทธิคิดดอกเบี้ยหรือไม่อย่างไร ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๗๓๘/๒๕๕๕ เนื่องจากสัญญากู้ยืม ข้อ ๒. วรรคหนึ่งปรากฏเพียงว่า โจทก์กับจำเลยตกลงให้คิดดอกเบี้ยกันได้ แต่ไม่ได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยกันไว้ในสัญญา แม้ว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๕๔ จะบัญญัติห้ามมิให้คิดดอกเบี้ยเกินร้อยละ ๑๕ ต่อปี ก็มีความหมายเพียงว่าในสัญญาที่ตกลงกันกำหนดอัตราดอกเบี้ยว่าห้ามมิให้ตกลงคิดดอกเบี้ยกันเกินอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี แต่เมื่อคู่สัญญาไม่ได้ตกลงกันกำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้เช่นนี้ จึงต้องเป็นไปตามมาตรา ๗ ที่บัญญัติให้ใช้อัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๕๖๖/๒๕๕๕ โจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยอัตราร้อยละ ๕ต่อเดือน หรืออัตราร้อยละ ๖๐ ต่อปี จึงเป็นการคิดอัตราดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ต้องห้ามตาม พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราฯ ตกเป็นโมฆะตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๕๐ ดังนั้น โจทก์คงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันผิดนัดตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๒๔ วรรคหนึ่ง คือวันที่ครบกำหนดชำระหนี้เงินกู้ ",แพ่ง,, 67,3,,"สัญญาค้ำประกันมีข้อความว่า ในกรณีที่ลูกหนี้ผิดนัดไม่ชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ไม่ว่าโดยเหตุใด ๆ ก็ตาม หรือมีเหตุอื่นใดอันทำให้เจ้าหนี้ไม่ได้รับชำระหนี้เต็มจำนวนหนี้ทั้งหมด ผู้ค้ำประกันยังคงต้องรับผิด และผู้ค้ำประกันตกลงจะชำระหนี้ที่ค้างชำระอยู่ทั้งหมดให้แก่เจ้าหนี้ทันทีนั้น ผู้ค้ำประกันจะมีสิทธิยกข้อต่อสู้เรื่องอายุความของลูกหนี้ชั้นต่อสู้เจ้าหนี้ได้หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๑๐/๒๕๕๕ คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า บริษัท ต. เช่าซื้อรถยนต์กระบอกไปจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ท. โดยมีจำเลยเป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม บริษัท ต. ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อ ต่อมาโจทก์ประมูลซื้อทรัพย์สินของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ท. จาก ปรส. ได้ โจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อแล้ว ขอให้บังคับจำเลยส่งมอบทรัพย์สินที่เช่าซื้อ จำเลยให้การว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความและจำเลยในฐานะผู้ค้ำประกันยกข้อต่อสู้ของบริษัท ต. ผู้เช่าซื้อชิ้นต่อสู้โจทก์นั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๙๔ บัญญัติว่า นอกจากข้อต่อสู้ซึ่งผู้ค้ำประกันมีต่อเจ้าหนี้แล้ว ผู้ค้ำประกันยังอาจยกข้อต่อสู้ทั้งหลายซึ่งลูกหนี้มีต่อเจ้าหนี้ขึ้นต่อสู้ได้ด้วย การที่โจทก์ฟ้องคดีเมื่อพ้นกำหนด ๒ ปีนับแต่วันที่บริษัท ต. ผู้เช่าซื้อชำระบัญชีเสร็จ ซึ่งตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๗๒ ระบุห้ามมิให้โจทก์ฟ้องเรียกหนี้สินซึ่งบริษัทเป็นลูกหนี้เมื่อพ้นกำหนด ๒ ปี นับแต่วันถึงที่สุดแห่งการชำระบัญชี ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ จำเลยจึงสามารถยกข้อต่อสู้เรื่องอายุความดังกล่าวขึ้นต่อสู้โจทก์ได้ ส่วนข้อตกลงที่เป็นการจำกัดสิทธิตามกฎหมายของผู้ค้ำประกันนั้น ข้อตกลงดังกล่าวจะต้องระบุไว้ให้ชัดแจ้งในสัญญา ที่โจทก์ฎีกาว่า สัญญาค้ำประกันข้อ ๓ มีข้อความระบุว่าในกรณีที่ผู้เช่าซื้อผิดนัดไม่ชำระหนี้แก่บริษัทไม่ว่าโดยเหตุใด ๆ ก็ตาม หรือมีการชำระบัญชี หรือมีเหตุอื่นใดอันทำให้บริษัทไม่ได้รับชำระหนี้เต็มจำนวนหนี้ทั้งหมดผู้ค้ำประกันก็ยังคงต้องรับผิดและผู้ค้ำประกันตกลงจะชำระหนี้ที่ค้างชำระอยู่ทั้งหมดให้แก่บริษัททันทีนั้น ยังแปลไม่ได้ว่าผู้ค้ำประกันยอมสลละสิทธิ์ไม่ยกข้อต่อสู้ของลูกหนี้ขึ้นต่อสู้เจ้าหนี้ การใช้สิทธิติดตามเอาทรัพย์กลับคืนตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๓๖ นั้น ต้องเป็นกรณีที่ติดตามเอาทรัพย์กลับคืนจากผู้ที่ครอบครองทรัพย์สินนั้นอยู่จึงจะเป็นเรื่องที่ไม่มีกำหนดอายุความ แต่คดีนี้ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยในฐานะผู้ค้ำประกันครอบครองรถยนต์ของโจทก์ อีกทั้งฟ้องโจทก์ก็เป็นเรื่องบังคับให้จำเลยรับผิดตามสัญญาค้ำประกันจำเลยจึงสามารถยกข้อต่อสู้ของลูกหนี้ในเรื่องอายุความ ๒ ปี ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๗๒ ขึ้นต่อสู้โจทก์ได้",แพ่ง,, 67,3,,เจ้าหนี้เข้าไปในร้านเสริมสวยของลูกหนี้ขณะเปิดให้บริการเพื่อทวงถามลูกหนี้ให้ชำระหนี้โดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อชีวิตของลูกหนี้ แต่ลูกหนี้ไม่ยินยอมที่จะให้เงิน การกระทำของเจ้าหนี้เป็นความผิดฐานใด,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๘๗๔/๒๕๕๕ จำเลยทั้งสองซื้อสลากกินรวบจากผู้เสียหายที่ ๑ จำเลยทั้งสองย่อมทราบว่าเป็นการกระทำซึ่งเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. ๒๔๗๘ มาตรา ๔ วรรคสอง, ๑๒ (๑) และไม่ก่อให้เกิดหนี้ในอันที่จะสามารถบังคับกันได้ตามกฎหมาย แม้หากเป็นหนี้ที่ชอบด้วยกฎหมายและลูกหนี้ไม่ยอมชำระหนี้เจ้าหนี้ยังหาได้มีสิทธิ์จะหวางถามด้วยการช่วยขึ้นใจให้ลูกหนี้ยอมชำระหนี้โดยการใช้กำลังประทุษร้ายหรือโดยขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อชีวิตของลูกหนี้ไม่ จึงไม่มีเหตุที่จะให้จำเลยที่ ๑ เข้าใจหรือเชื่อโดยสุจริตได้เลยว่าจำเลยที่ ๑ มีสิทธิที่จะบังคับและช่วยให้ผู้เสียหายที่ ๑ ยอมชำระเงินค่าสลากกินรวบให้แก่จำเลยที่ ๑ ด้วยการใช้กำลังประทุษร้ายและขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อชีวิตของผู้เสียหายที่ ๑ ได้ เมื่อผู้เสียหายที่ ๑ ไม่ได้ยอมที่จะให้เงินแก่จำเลยที่ ๑ การกระทำของจำเลยที่ ๑ จึงเป็นการพยายามกรรโชก จำเลยที่ ๒ รู้เห็นโดยมีเจตนาร่วมกับจำเลยที่ ๑ และพวกไปขู่เข็ญกับใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อหวงถามเงินค่าสลากกินรวบจากผู้เสียหายที่ ๑ มาตั้งแต่แรก มิใช่ เป็นเรื่องที่จำเลยที่ ๑ กระทำไปเองเพียงลำพัง ถือว่าจำเลยที่ ๒ เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ ๑ ในการพยายามกรรโชก และใช้กำลังทำรายผู้เสียหายทั้งสองโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๗ วรรคสอง (๑) ประกอบมาตรา ๘๓, ๓๙๑ ขณะเกิดเหตุ ร้านเสริมสวยของผู้เสียหายที่ ๑ ยังเปิดให้บริการอยู่ประชาชนทั่วไปรวมทั้งจำเลยทั้งสองมีความชอบธรรมที่จะเข้าไปได้ ไม่ถือว่าเป็นเคหสถาน การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นความผิดฐานบุกรุกเคหสถานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๔ ",อาญา,, 67,3,,"เจ้าพนักงานผู้ไม่มีหน้าที่จัดการหรือรักษาเงิน การกระทำนอกเหนืออำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานเบ็ดบังเอาเงินที่จะต้องจ่ายแก่ราษฎรไป เป็นความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๗ หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๔๔๑/๒๕๕๕ จำเลยที่ ๑ ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริหารองค์การบริหารส่วนตำบล ย. จึงมีอำนาจเพียงอนุมัติฎีกาตามที่ ส. หัวหน้าส่วนการคลังเสนอเท่านั้น ส่วนการจ่ายเงินเป็นหน้าที่ของหน่วยงานเป็นผู้ดำเนินการ การที่จำเลยที่ ๑ ศ. และ ล. ซึ่งเป็นกรรมการรับส่งเงินไปเบิกถอนและรับเงินจากธนาคารมาเพื่อเบิกจ่ายเงินให้แก่ราษฎรผู้รับจ้างก่อสร้างถนนแล้ว จำเลยที่ ๑ ยืนยันขอรับเงินไปจ่ายให้แก่ราษฎรผู้รับจ้างเองจึงเป็นการกระทำนอกเหนืออำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ เมื่อจำเลยที่ ๑ รับเงินไปแล้วเบียดบังเอาไปโดยทุจริต ถือไม่ได้ว่าเป็นการกระทำความผิดในฐานะเป็นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่จัดการหรือรักษาเงินตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๗ คงเป็นความผิดฐานยักยอกตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๒ ",อาญา,, 67,4,,เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดิน จำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินซึ่งบุคคล อื่นเป็นเจ้าของรวมเฉพาะสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวไปจำนอง การจำนองจะต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของรวมในสิ่งปลูกสร้างหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๕๖๘/๒๕๕๖ โจทก์และจำเลยที่ ๒ ได้ร่วมกันซื้อตึกแถว ๔ ชั้น ๓ คูหา รวมทั้งคูหาเลขที่ ๓๐/๒ ซึ่งปลูกสร้างอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ ๙๙๑๒ ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ ๒ เพียงผู้เดียว ต่อมาจำเลยที่ ๒ ได้นำที่ดินโฉนดเลขที่ ๙๙๑๒ พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินดังกล่าวไปจดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้กู้ยืมเงินที่ จำเลยที่ ๒ กู้ยืมจากจำเลยที่ ๑ โดยโจทก์ไม่ได้ให้ความยินยอมด้วย มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจำนองระหว่างจำเลยที่ ๑ กับ จำเลยที่ ๒ สำหรับสิ่งปลูกสร้างที่เป็นกรรมสิทธิ์ส่วนของโจทก์หรือไม่ เห็นว่า โจทก์กับจำเลยที่ ๒ ได้ร่วมกันซื้อตึกแถวคูหาเลขที่ ๓๐/๒ ดังนั้น โจทก์กับจำเลยที่ ๒ จึงเป็นเจ้าของรวมตึกแถวคูหาดังกล่าว เมื่อจำเลยที่ ๒ ยินยอมให้ตึกแถวส่วนของโจทก์อยู่ในที่ดินกรรมสิทธิ์ของตนได้ตึกแถวส่วนของโจทก์จึงไม่ตกเป็นส่วนควบกับที่ดินของจำเลยที่ ๒ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๖ การที่จำเลยที่ ๒ นำที่ดินโฉนดเลขที่ ๙๙๑๒ ไปจดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้โดยให้รวมถึงโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ ซึ่งมีอยู่แล้วในที่ดินรายนี้ด้วย เมื่อจำเลยที่ ๒ ไม่ได้ระบุว่าเป็นการจำนองโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างเฉพาะกรรมสิทธิ์ส่วนของตนนั้นถือได้ว่าจำเลยที่ ๒ ได้จำนองตัวทรัพย์ทั้งหมดอันเป็นผลให้ตึกแถวคูหาเลขที่ ๓๐/๒ ติดภาระจำนองจำเลยที่ ๒ ผู้จำนองชอบที่จะต้องให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของรวมให้ความยินยอมเสียก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๖๑ วรรคสอง มิฉะนั้นการจดทะเบียนจำนองย่อมไม่มีผลสมบูรณ์ การกระทำของจำเลยที่ ๒ ตามลำพังทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเนื่องจากโจทก์เจ้าของรวมไม่มีโอกาสนำตึกแถวคูหาเลขที่ ๓๐/๒ เฉพาะส่วนของตนไปจำหน่ายหรือจำนองหรือก่อให้เกิดภาระติดพันเพื่อหาผลประโยชน์ในระหว่างนั้นได้อีกจนกว่าจำนองจะระงับสิ้นไปเสียก่อน แม้จำเลยที่ ๑ ผู้รับจำนองจะกระทำโดยสุจริตและเป็นปกติทางธุรกิจการค้าก็ตาม เพราะบทบัญญัติดังกล่าวต้องการคุ้มครองเจ้าของรวมทุกคนที่ได้รับผลกระทบจากการกระทำของเจ้าของรวมผู้กระทำไปโดยพลการ โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจำนองระหว่างจำเลยทั้งสอง สำหรับสิ่งปลูกสร้างที่เป็นสิทธิเฉพาะส่วนของโจทก์ได้ ",แพ่ง,, 67,4,,"ลูกหนี้ย่อมให้เจ้าหนี้ยืดโฉนดที่ดินเพื่อเป็นประกันการชำระหนี้แล้วไปแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานที่ดินออกใบแทนโฉนดที่ดินโอนขายให้บุตรเขยโดยลูกหนี้ไม่มีทรัพย์สินอื่นใดอีก เจ้าหนี้จะฟ้องให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายดังกล่าวได้หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๒๓๙/๒๕๕๕ แม้การที่จำเลยที่ ๑ ยอมให้โจทก์ยึดถือโฉนดที่ดินพิพาทไว้จะไม่มีผลบังคับในทางจำนอง แต่ก็แสดงให้เห็นเจตนาของโจทก์และจำเลยที่ ๑ ได้ว่าจำเลยที่ ๑ ยอมให้โจทก์ยึดโฉนดที่ดินพิพาทเพื่อเป็นประกันการชำระหนี้หากจำเลยที่ ๑ ไม่ชำระหนี้โจทก์สามารถบังคับคดีเอากับที่ดินพิพาทได้และเพื่อไม่ให้จำเลยที่ ๑ ไปทำนิติกรรมใด ๆ เกี่ยวกับที่ดินพิพาทนั่นเอง การที่จำเลยที่ ๑ ไปแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานที่ดินจนเจ้าพนักงานที่ดินออกใบแทนโฉนดที่ดินพิพาท แล้วจำเลยที่ ๑ โอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ ๒ ไป จำเลยที่ ๑ ย่อมรู้ดีว่าทำไมโจทก์ไม่อาจที่จะบังคับชำระหนี้เอาจากที่ดินพิพาท ทั้งข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ ๑ มีทรัพย์สินอื่นพอจะชำระหนี้ได้ และจำเลยที่ ๑ ก็ย่อมรับว่าไม่ได้ประกอบอาชีพและไม่มีรายได้ จึงฟังได้ว่าจำเลยที่ ๑ โอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ ๒ ทั้งรู้อยู่ว่าเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบ จำเลยที่ ๑ กับที่ ๒ มีความสัมพันธ์เป็นพ่อตาและบุตรเขยกัน ย่อมมีความใกล้ชิดกัน แม้จำเลยที่ ๒ จะอ้างว่าซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ ๑ โดยสุจริต แต่ข้อเท็จจริง ได้ความว่า เมื่อจำเลยที่ ๒ ซื้อที่ดินพิพาทพร้อมบ้านซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของจำเลยที่ ๑ แล้ว จำเลยที่ ๒ ก็ไม่ได้เข้าครอบครองที่ดินพิพาทและบ้านหลังดังกล่าวก็ไม่ได้ขนย้ายออกไปและเจ้าพนักงานบังคับคดีสามารถยึดไปได้หลายรายการ นอกจากนี้ ศ. ภริยาจำเลยที่ ๑ ก็ยังอยู่ในบ้านหลังดังกล่าว ตามพฤติการณ์จึงส่งไปในทางสมรู้กัน ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่ามีการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๒ จริงเชื่อว่าจำเลยที่ ๒รับโอนที่ดินพิพาทด้วยรู้ข้อความจริงอันเป็นทางให้โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ของจำเลยที่ ๑ ต้องเสียเปรียบ ",แพ่ง,, 67,4,,ทำสัญญาซื้อขายที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินกัน ผู้ซึ่งมีสิทธิจะได้รับคืนราคาที่ดินที่ชำระแก่ผู้ขายไปคืนหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๔๖๔/๒๕๕๕ ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณะประโยชน์ จึงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ซึ่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๐๕ บัญญัติว่า ทรัพย์สินซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินนั้นจะโอนแก่กันมิได้ เว้นแต่ออาศัยอำนาจแห่งบทกฎหมายเฉพาะหรือพระราชกฤษฎีกา การที่โจทก์จำเลยทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทแก่กัน จึงเป็นการทำนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายสัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์จำเลยย่อมตกเป็นโมฆะตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๐ และมีผลเป็นการเสียเปล่าเท่ากับโจทก์จำเลยมิได้ทำสัญญาซื้อขายกันและต้องคืนทรัพย์สินอันเกิดจากโมฆะกรรมแก่กันโดยให้นำบทบัญญัติว่าด้วยลาภมิควรได้มาใช้บังคับตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๒ แต่การที่โจทก์ชำระราคาที่ดินพิพาทแก่จำเลยตามสัญญาโดยรู้อยู่แล้วว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณะประโยชน์ ถือว่าเป็นการกระทำตามอำเภอใจเหมือนหนึ่งว่าเพื่อชำระหนี้โดยรู้อยู่ว่าตนไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระ ทั้งยังเป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๐๗ และมาตรา ๔๑๑ โจทก์จึงไม่มีสิทธิจะได้รับคืนราคาที่ดินที่ชำระแก่จำเลยดังกล่าว ",แพ่ง,, 67,4,,ผู้ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์ แต่ยังมิได้จดทะเบียนหรือเปลี่ยนแปลงทางทะเบียน กับผู้รับซื้อฝากหรือผู้รับจำนองที่ดินดังกล่าว ใครมีสิทธิในที่ดินดีกว่ากัน,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๕๒๓/๒๕๕๕ แม้ผู้ร้องจะได้บรรยายในคำร้องขอถึงสิทธิในที่ดินพิพาทของผู้ร้องว่าได้มาจากการซื้อจากบิดาของจำเลยที่ ๑ และมีการส่งมอบให้ผู้ร้องเข้าครอบครองทำประโยชน์ โดยปลูกบ้านอยู่อาศัยมาเป็นเวลากว่า ๒๐ ปีแล้ว แต่เมื่อสิทธิของผู้ร้องเป็นการได้ที่ดินพิพาทมาโดยการรับโอนการครอบครอง อันเป็นการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพย์สิทธิอันเกี่ยวข้องอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่น นอกจากนิติกรรม ซึ่งหากยังไม่ได้จดทะเบียน ผู้ร้องจะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้โจทก์ผู้รับจำนองที่ดินพิพาทซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้วไม่ได้ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๙๙ วรรคสอง การที่ผู้ร้องจะอ้างการได้มาของผู้ร้องขึ้นเป็นข้อต่อสู้โจทก์ในคดีร้องชัดทรัพย์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๘๘ ได้นั้น เมื่อบทบัญญัติดังกล่าวบัญญัติให้อยู่ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่ง มาตรา ๕๕ ผู้ร้องจึงต้องบรรยายมาในคำร้องขอโดยชัดแจ้งให้เห็นว่า มีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ระหว่างผู้ร้องกับโจทก์ตามกฎหมายแพ่ง อันเป็นข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อห่านี้ด้วย ผู้ร้องจึงจะมีสิทธินำพยานหลักฐานเข้ามาสืบไปตามข้ออ้างได้ การที่ผู้ร้องมิได้กล่าวบรรยายในคำร้องขอว่าโจทกรับจำนองโดยไม่สุจริต จึงไม่มีประเด็นที่ผู้ร้องจะนำพยานเข้าสืบเป็นข้อต่อสู้โจทก์ในประเด็นดังกล่าวได้ กรณีมิใช่เรื่องที่คู่ความสามารถนำพยานเข้าสืบประกอบได้เองโดยไม่จำต้องกล่าวบรรยายมาในคำร้องขอ เพราะจะเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. ว่าด้วยพยานหลักฐาน คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๘๗๒/๒๕๕๖ โจทก์ซื้อฝากที่ดินมีโฉนดจากเจ้าของเดิม โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้ได้ที่ดินซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖ ให้ สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบุคคลทุกคนกระทำการโดยสุจริต ต้องสันนิษฐานว่าโจทก์ได้ที่ดินมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๒๙๙ วรรคสอง จำเลยซึ่งได้กรรมสิทธิ์ในที่พิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์เป็นผู้ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรมและยังมิได้จดทะเบียนจึงไม่อาจยกขึ้นต่อสู้โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้ได้กรรมสิทธิ์มาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้วได้ เมื่อจำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้เป็นประเด็นไว้ว่า โจทก์ได้กรรมสิทธิ์โดยไม่สุจริตและจดทะเบียนสิทธิโดยไม่สุจริตจึงไม่มีประเด็นข้อพิพาท แม้ในชั้นพิจารณาโจทก์ตอบคำถามค้านทนายจำเลยว่าโจทก์เคยเสนอขอซื้อที่ดินพิพาทโดยผ่านคนกลางซึ่งจำเลยเห็นว่าโจทกรู้ดีมาแต่แรกแล้วว่าที่ดินพิพาทจำเลยเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ติดต่อกันมาก็ตาม จำเลยผู้ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์แต่ยังมิได้จดทะเบียนเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์จึงไม่อาจยกขึ้นต่อสู้โจทก์ได้ ",แพ่ง,, 67,5,,"สัญญาจำนองมีข้อตกลงว่า หากบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้บังคับจากทรัพย์สินอื่นจนกว่าจะครบกำหนด กรณีที่หนี้ที่จำนองเป็นประเภทนี้ขาดอายุความแล้ว ถ้าผู้รับจำนองฟ้องบังคับจำนอง ได้เงินไม่พอชำระหนี้ จะบังคับจากทรัพย์สินอื่นของผู้จำนองได้หรือไม่ และจะเรียกดอกเบี้ยนับจากวันฟ้องได้หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๔๘๘/๒๕๕๖ การจำนองทรัพย์สินเพื่อเป็นประกันหนี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๔๕ และมาตรา ๑๙๓/๒๗ บัญญัติเป็นข้อยกเว้นว่า แม้หนี้ที่ประกันหรือหนี้ประเภทใดจะขาดอายุความแล้ว ก็ยังบังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนองได้แต่ดอกเบี้ยที่ค้างให้คิดย้อนหลังขึ้นไปได้เพียงห้าปีเท่านั้น ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรับผิดชำระดอกเบี้ยที่ค้างชำระให้ย้อนหลังไปมีกำหนด ๕ ปี จึงชอบแล้ว ปัญหาต่อไปมีว่า การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์มีสิทธิบังคับจำนองได้แต่เฉพาะทรัพย์สินที่จำนองเท่านั้น โดยไม่อาจบังคับกับทรัพย์สินอื่นของจำเลยได้เป็นการชอบหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า ตามข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองข้อ ๘ ระบุว่า หากมีการบังคับจำนองและภายหลังจากเอาทรัพย์สินที่จำนองขายทอดตลาดได้เงินน้อยกว่าจำนวนหนี้ที่จะต้องชำระเป็นจำนวนเท่าใด จำเลยยินยอมรับใช้เงินจำนวนที่ขาดนั้นจนครบเมื่อโจทก์บังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ โจทก์ย่อมมีสิทธิบังคับคดีกับทรัพย์สินอื่นของจำเลยเพื่อนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบทั้งหมด เห็นว่า แม้ตามข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองจะระบุว่า หากมีการบังคับจำนองและภายหลังจากเอาทรัพย์สินที่จำนองขายทอดตลาดได้เงินน้อยกว่าจำนวนหนี้ที่จะต้องชำระเป็นจำนวนเท่าใด จำเลยยินยอมรับใช้เงินจำนวนที่ขาดนั้นจนครบอันเป็นการยกเว้นบทบัญญัติตามมาตรา ๗๓๓ ก็ตาม แต่เมื่อหนี้เงินกู้ขาดอายุความดังได้วินิจฉัยแล้วโจทก์คงบังคับชำระหนี้ได้เฉพาะทรัพย์สินที่จำเลยจำนองไว้เท่านั้นจะบังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินอื่นของจำเลยหาได้ไม่ที่ศาลมีชั้นต้นพิพากษาว่าโจทก์มีสิทธิบังคับจำนองได้แต่เฉพาะทรัพย์สินที่จำนองเท่านั้นโดยไม่อาจบังคับกับทรัพย์สินอื่นของจำเลยได้นั้นชอบแล้ว ",แพ่ง,, 67,5,,"สัญญากู้เงินไม่ได้กำหนดเวลาชำระต้นเงินคืนไว้ หากผู้กู้ถึงแก่ความตายผู้ให้กู้จะต้องฟ้องทายาทของผู้กู้ให้ชำระหนี้เงินกู้ ภายในกำหนดอายุความใด ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๘๑๑/๒๕๕๖ สัญญา กู้เงินระหว่างโจทก์กับ ส. ไม่ได้กำหนดเวลาชำระต้นเงินคืนไว้ โจทก์ย่อมเรียกให้จำเลยชำระหนี้ได้โดยพลันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๐๓ วรรคหนึ่ง และถือเป็นเวลาที่ผู้ให้กู้อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ อายุความจึงเริ่มนับแต่วันถัดจากวันทำสัญญากู้เงิน และเมื่อ ส. ถึงแก่ความตายก่อนที่โจทก์ทวงถามก็ไม่อาจใช้อายุความทั่วไปเพราะสิทธิเรียกร้องอันมีต่อเจ้ามรดกซึ่งยังไม่ถึงกำหนดเวลาบังคับเมื่อเจ้ามรดกถึงแก่ความตายก่อนถึงกำหนดนั้นเจ้าหนี้ก็ต้องฟ้องคดีเพื่อบังคับตามสิทธิเรียกร้องนั้นภายในหนึ่งปีนับแต่ได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก เมื่อ ส. ถึงแก่ความตายวันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๔๘ และโจทก์อยู่ช่วยงานศพด้วย แสดงว่าโจทก์รู้ถึงการตายของ ส. ตั้งแต่เดือนธันวาคม ๒๕๔๘ โจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยในฐานะทายาทของ ส. ให้ชำระหนี้เงินกู้ยืมวันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ พ้นกำหนดเวลา ๑ ปี นับแต่วันที่โจทก์รู้ถึงการตายของ ส. ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๕๔ วรรคสาม คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๙๙๔/๒๕๔๐ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๕๔ วรรคสาม เป็นบทบัญญัติห้ามมิให้เจ้าหนี้ฟ้องร้องเมื่อพ้นกำหนด ๑ ปี นับแต่ เจ้าหนี้ได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของลูกหนี้ ในกรณีดังกล่าว เจ้าหนี้ของผู้ตายจะต้องเรียกร้องให้ชำระหนี้จากทรัพย์มรดกของผู้ตายซึ่งเป็นลูกหนี้ในกำหนด ๑ ปี นับแต่ลูกหนี้ถึงแก่ความตาย ดังนั้น แม้หนังสือสัญญากู้ยืมเงินที่ลูกหนี้ทำไว้กับโจทก์ยังไม่ถึงกำหนดชำระแต่ลูกหนี้ได้ถึงแก่ความตายเสียก่อน โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องคดีเพื่อ บังคับตามสิทธิเรียกร้องได้ภายใน ๑ ปี นับแต่เมื่อโจทก์รู้ถึงความตายของลูกหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๕๔ วรรคสาม เพราะสิทธิเรียก ร้องของโจทก์ย่อมเกิดขึ้นเมื่อลูกหนี้ถึงแก่ความตาย หากรอจนหนี้ถึงกำหนดชำระ อายุความ ๑ ปี ตามมาตรา ๑๗๕๔ วรรคสาม ดังกล่าวข้างต้นอาจจะล้วงพ้นไปแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องบังคับให้ชำระหนี้ได้แม้หนี้ยังไม่ถึงกำหนดชำระ ",แพ่ง,, 67,5,,เช็คเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๖๓๗/๒๕๕๖ เช็คพิพาทมิได้มีคำว่ากู้หรือยืม และอ่านข้อความในเช็คพิพาททั้งหมดก็ไม่มีข้อความใดเลยที่ให้รู้ได้ว่าเป็นการกู้ยืมเงินกัน ทั้งสภาพของเช็คก็เป็นการใช้งิน ไม่ใช่การกู้หรือยืมเงิน เช็คพิพาทจึงมิใช่เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืม และเมื่อจำเลยไม่ได้ลงลายมือชื่อในช่องผู้กู้และไม่ได้กู้ยืมเงินจากโจทก์ เช็คพิพาทจึงไม่มีมูลหนี้ จำเลยไม่ต้องรับผิดชำระหนี้ตามเช็คพิพาท,แพ่ง,, 67,5,,เจ้าของที่ดินอนุญาตให้บุคคลอื่นใช้ที่ดินเพื่อประกอบกิจการ ผู้ใช้ที่ดินถมดินในที่ดิน ดินที่นำมาถมเป็นส่วนควบของที่ดินหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๓๓๑/๒๕๕๖ จำเลยอนุญาตให้โจทก์ใช้ที่ดินพิพาทประกอบกิจการสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นการชั่วคราวมิได้ขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ การที่โจทก์ครอบครองที่ดินพิพาทถือว่าเป็นการครอบครองแทนจำเลย เมื่อที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย การที่โจทกก็สมดินในที่ดินพิพาท เป็นการถมเพื่อประโยชน์ในทางธุรกิจของโจทก์เอง ดินที่โจทก์นำมาถมมิใช่โรงเรือน หรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๖ จึงถือว่าเป็นส่วนควบของที่ดินตามมาตรา ๑๔๔ ส่วนสารารณูปโภคนบนที่ดิน เป็นอุปกรณ์ของบริษัท ค. มิใช่เป็นทรัพย์สินของโจทก์ การที่จำเลยขายที่ดินพิพาทให้แก่บุคคลอื่น จึงยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์ ",แพ่ง,, 67,5,,พยานในพินัยกรรมลงลายมือชื่อในพินัยกรรมโดยไม่เห็นเหตุการณ์ขณะทำพินัยกรรม แต่มาลงลายมือชื่อในภายหลัง โดยสอบถามผู้ทำพินัยกรรมและได้ความว่าผู้ทำพินัยกรรมประสงค์จะทำพินัยกรรมจริง พินัยกรรมสมบูรณ์หรือไม่,"คำตอบ มาตรา ๑๖๕๖ วรรคแรก หมายความว่า ผู้ทำพินัยกรรมแบบที่เป็นหนังสือนั้นต้องมีพยานอย่างน้อยสองคน และพยานจะต้องลงลายมือชื่อรับรองลายมือชื่อของผู้ทำพินัยกรรมไว้ในขณะนั้นเป็นสำคัญ ทั้งบทบัญญัติกฎหมายที่ว่าผู้ทำพินัยกรรมต้องลงลายมือชื่อต่อน้ำพยานทั้งสองคน และพยานทั้งสองจะต้องลงลายมือชื่อรับรองในขณะนั้น เป็นบทบัญญัติที่มีความหมายชัดเจนจนกระทั่งไม่อาจจะตีความหรือเปลความหมายไปเป็นอย่างอื่นได้ ดังนั้น การที่พยานไม่ว่าคนใดคนหนึ่งหรือทั้งสองคนในพินัยกรรมลงลายมือชื่อในพินัยกรรมโดยไม่เห็นเหตุการณ์ขณะทำพินัยกรรมแต่มาลงลายมือชื่อในภายหลัง ก็ย่อมไม่ชอบด้วยบทบัญญัติกฎหมายมาตราดังกล่าวและทำให้พินัยกรรมเป็นโมฆะตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๐๕ ไปในทันที แม้ต่อมาภายหลังพยานในพินัยกรรมจะมาสอบถามผู้ทำพินัยกรรมและได้ความว่าผู้ทำพินัยกรมมีความประสงค์จะทำพินัยกรรมจริงก็ตาม ก็ไม่มีผลทำให้การลงลายมือชื่อในพินัยกรรมที่ไม่ชอบหรือพินัยกรรมที่เป็นโมฆะไปแล้วกลับกลายเป็นการลงลายมือชื่อที่ชอบทำให้พินัยกรรมมีผลสมบูรณ์ชอบด้วยกฎหมายไปได้ ",แพ่ง,, 67,5,,"ผู้เยาว์อายุ ๑๙ ปีเศษ ทำงานหาเลี้ยงชีพด้วยตนเอง บิดามารดาอนุญาตให้ขับรถจักรยานยนต์ เนื่องจากต้องใช้เป็นพาหนะในการเดินทางไปทำงาน ทั้งผู้เยาว์ได้รับใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์ และไม่ปรากฏว่าเคยขับรถจักรยานยนต์ก่อนให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญแก่ผู้อื่นหรือเกิดอุบัติเหตุเจียชนอยู่เสมอ จะถือว่าบิดามารดาได้ใช้ความระมัดระวังแก่หน้าที่ดูแลซึ่งทำอยู่นั้นแล้ว หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๑๓๔/๒๕๕๕ ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ ๑ มีอายุ ๑๙ ปีเศษใกล้บรรลุนิติภาวะ แม้จะยังเป็นผู้เยาว์ และต้องอยู่ในความปกครองดูแลของจำเลยที่ ๒และที่ ๓ ซึ่งเป็นบิดามารดาตามกฎหมายก็ตาม แต่จำเลยที่ ๑ ก็ทำงานหาเลี้ยงชีพด้วยตนเอง ไม่เป็นภาระแก่บิดามารดา การที่จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ อนุญาตให้จำเลยที่ ๑ขับรถจักรยานยนต์ ก็เนื่องมาจากต้องใช้เป็นพาหนะในการเดินทางไปทำงาน ทั้งจำเลยที่ ๑ได้รับอนุญาตขับรถจักรยานยนต์ยอมแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ ๑ มีวุฒิภาวะพอสมควรที่จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ จะไว้วางใจ จำเลยที่ ๑ ในการดำรงชีวิตในสังคมที่จะไม่ก่อความเดือดร้อนเสียหายแก่ผู้อื่น และไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ ๑ เคยขับรถจักรยานยนต์ก่อนให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญแก่ผู้อื่นหรือเกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชนอยู่เสมอ อันจะทำให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ควรมต้องทักท้วงหรือห้ามปรามมิให้จำเลยที่ ๑ ขับรถจักรยานยนต์อีกจนกว่าจะบรรลุนิติภาวะ เช่นนี้ ถือได้ว่าจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ได้ใช้ความระมัดระวังดูแลจำเลยที่ ๑ ตามสมควรแก่หน้าที่ดูแลซึ่งทำอยู่นั้นแล้ว จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ จึงไม่ต้องร่วมกับจำเลยที่ ๑ รับผิดต่อโจทก์ ตามข้อยกเว้นใน ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๒๙ ",แพ่ง,, 67,6,,"ผู้ตายได้ทำสัญญาประกันชีวิตโดยระบุให้ผู้ซึ่งอยู่กินฉันสามีภริยากันเป็นผู้รับประโยชน์ หากผู้รับประโยชน์ถึงแก่ความตายไปก่อนผู้ตาย และผู้รับประกันภัยได้สั่งจ่ายตั๋วแลกเงินระบุชื่อผู้รับประโยชน์เป็นผู้รับเงิน เงินตามตัวแลกเงินจะเป็นมรดกของผู้ตายหรือผู้รับประโยชน์หรือไม่ และจะตกทอดแก่ทายาทของฝ่ายใด ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๒๑/๒๕๕๔ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๘๘๙ บัญญัติว่า “ในสัญญาประกันชีวิตนั้น การใช้จำนวนเงินย่อมอาศัยความทรงชีพ หรือมรณะของบุคคลคนหนึ่ง “ ดังนี้ เงินตามสัญญาประกันชีวิตจึงมิใช่ทรัพย์สินที่ผู้ตายมีอยู่ในขณะถึงแก่ความตายและไม่ใช่มรดกของผู้ตาย ส่วนภริยาผู้ตายซึ่งเป็นผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัยก็ถึงแก่ความตายไปก่อนผู้ตายย่อมไม่อยู่ในฐานะผู้รับประโยชน์ที่จะได้รับเงินตามสัญญาประกันชีวิต สิทธิของภริยาผู้ตายที่จะได้รับเงินตามกรมธรรม์ประกันภัยยังไม่เกิดขึ้น เงินตามตัวแลกเงินจึงไม่เป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทของภริยาผู้ตาย แม้ว่าเงินตามตั๋วแลกเงินจะมิใช่ทรัพย์มรดกของผู้ตาย แต่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๖ ลักษณะมรดกเป็นบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งในอันที่จะใช้บังคับแก่เงินตามสัญญาประกันชีวิต เงินตามตั๋วแลกเงินจึงควรตกแก่ทายาทโดยธรรมของผู้ตายเสมือนหนึ่งเป็นทรัพย์มรดก ",แพ่ง,, 67,6,,ข้อตกลงในสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างว่า ถ้ามีเหตุชำรุดเสียหายเกิดขึ้นแก่งานจ้างภายในกำหนด ๑ ปี นับแต่วันที่ได้รับมอบงาน ผู้รับจ้างต้องทำการแก้ไขให้เรียบร้อยภายใน ๑๕ วัน หรือให้ผู้ว่าจ้างมีสิทธิจ้างผู้อื่นมาทำการแก้ไขแทนผู้รับจ้าง สิทธิที่จะเลือกว่าจะชำระหนี้ด้วยวิธีใด ฝ่ายใดมีสิทธิเลือก,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๗๗/๒๕๕๔ ตามหนังสือสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างมีข้อตกลงว่า โจทย์ต้องนำหนังสือค้ำประกันผลงานในวงเงินร้อยละ ๑๐ ของมูลค่างานทั้งหมด มีกำหนดระยะเวลา ๑ ปี มอบให้แก่จำเลยเป็นการประกันต่อไป หลังจากโจทย์ส่งมอบงานและรับเงินงวดสุดท้ายแล้ว โดยมีข้อตกลงในวรรคสองว่าจำเลยจะคืนให้เมื่อโจทย์พ้นจากข้อผูกพันตามสัญญาข้อ ๘ วรรคหนึ่ง ที่มีข้อตกลงว่าถ้ามีเหตุชำรุดเสียหายเกิดขึ้นแก่งานจ้างนี้ภายในกำหนด ๑ ปี นับตั้งแต่วันที่ได้รับมอบงาน โจทย์ต้องรับทำการแก้ไขให้เป็นที่เรียบร้อยภายในระยะเวลาที่จำเลยกำหนด ถ้าโจทย์บิดพริ้วไม่แก้ไข ซ่อมแซมให้เรียบร้อยภายในกำหนด ๑๕ วัน นับตั้งแต่วันที่ได้รับแจ้งเป็นหนังสือจากจำเลย จำเลยมีสิทธิจ้างผู้อื่นให้มาทำงานจ้างนั้นแทนโจทย์ได้ ซึ่งในกรณีนี้ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๘ บัญญัติว่า ถ้าการอันมีกำหนดเพิ่มกระทำเพื่อชำระหนี้นั้นมีหลายอย่างแต่จะต้องกระทำเพียงการใดการหนึ่งแต่อย่างเดียว สิทธิที่จะเลือกทำการอย่างใดนั้นตกอยู่แก่ฝ่ายลูกหนี้ เว้นแต่จะได้ตกลงกันกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น และมาตรา ๑๙๙ บัญญัติว่าการเลือกนั้นให้ทำด้วยแสดงเจตนาแก่คู่กรณีฝ่ายหนึ่ง การชำระหนี้ได้เลือกทำเป็นอย่างใดแล้วให้ถือว่าอย่างนั้นอย่างเดียวเป็นการชำระหนี้อันกำหนดให้กระทำแต่ต้นมาและมาตรา ๒๐๐ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ถ้าจะต้องเลือกภายในระยะเวลาอันมีกำหนดและฝ่ายที่มีสิทธิเลือกก็ได้เลือกภายในระะยะเวลานั้น สิทธิที่จะเลือกนั้นย่อมตกไปอยู่แก่อีกฝ่ายหนึ่ง ดังนั้น เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทย์ได้แสดงเจตนาว่าจะเลือกชำระหนี้ด้วยการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งระหว่างรับทำการแก้ไขให้เรียบร้อยภายในกำหนด ๑๕ วัน หรือให้จำเลยมีสิทธิว่าจ้างผู้อื่นมาทำการแก้ไขแทนโจทย์ สิทธิที่จะเลือกจึงตกไปอยู่แก่จำเลยและเมื่อจำเลยแจ้งให้โจทย์ทำการแก้ไขแต่โจทย์เพิกเฉย จำเลยจึงมีสิทธิยึดหน่วงหนังสือคำประกันผลงานพิพาทไว้จนกว่าโจทย์จะได้ดำเนินการแก้ไขความชำรุดบกพร่องของอาคารที่รับจ้างก่อสร้างให้แก่จำเลยตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างเสร็จสิ้นเสียก่อนได้,แพ่ง,, 67,6,,"จำเลยซึ่งถูกฟ้องฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตถึงแก่ความตายในระหว่างพิจารณา ดังนี้ศาลจะมีคำสั่งให้ริบอาวุธปืนและซองกระสุนปืนของกลาง ได้หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๑๗๑/๒๕๕๔ เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติแล้วว่า อาวุธปืนของกลางไม่มีเครื่องหมายทะเบียนประจำอาวุธปืนของเจ้าพนักงานประทับไว้ จึงเป็นทรัพย์สินที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่าผู้ใดทำหรือมีไว้เป็นความผิดที่ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒ บัญญัติให้รับเสียทั้งสิน ไม่ว่าเป็นของผู้กระทำความผิดและมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาหรือไม่ ดังนั้น แม้ศาลชั้นต้นสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ ๑ ผู้ถูกฟ้องว่ากระทำความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืนกระบอกนี้ เนื่องจากจำเลยที่ ๑ ถึงแก่ความตายแล้วก็ตาม ก็ต้องอยู่ในบังคับแห่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒ ที่ศาลจะต้องสั่งให้รับเสียทั้งสิ้น ",อาญา,, 67,6,,"ความผิดฐานช่องโจรซึ่งผู้กระทำต้องมีจำนวนตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปสมคบกันเพื่อกระทำความผิด หากศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องจำเลยบางคนโดยยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยดังกล่าว และโจทย์ไม่มีฎีกา คงฎีกาเฉพาะจำเลยบางคนที่เหลือไม่ถึงห้าคน หากศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงฟังว่ามีการสมคบกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปจะลงโทษฐานช่องโจรได้หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๙๕๓/๒๕๕๔ จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๖ ไม่อาจทำให้แผนการทำลายสมคบกันเพื่อฉ้อโกง ว. สำเร็จได้โดยลำพัง ต้องมีผู้ร่วมขบวนการดำเนินการตามแผนการทำที่เป็นเล่นการพนัน เมื่อ ว. หลงกลเดินทางไปยังที่นัดพบพร้อมเงินสดที่นำติดตัวไป ก็จะถูกหลอกล่อให้ ว. เข้าร่วมเล่นพนันจึงจะสามารถเอาเงิน ว. ไปได้ อันมีลักษณะเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำ พยานหลักฐานฟังได้ว่า จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๖ ร่วมกับพวกกับอีก ๘ คน คบคิดร่วมประชุมปรึกษาหารือกันที่โรงแรมที่เกิดเหตุเพื่อทำการฉ้อโกงทรัพย์ของ ว. และความผิดฐานช่องโจรตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๑๐ นั้น ผู้กระทำต้องมีจำนวนตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปสมคบกันเพื่อกระทำความผิด โดยร่วมคบคิดกันหรือแสดงออกซึ่งความตกลงจะร่วมกันกระทำความผิดอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่บัญญัติไว้ในภาค ๒ แห่งประมวลกฎหมายอาญาและความผิดนั้นมีกำหนดโทษจำคุกอย่างสูงตั้งแต่หนึ่งปีขึ้นไป เมื่อจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๖ ร่วมกับพวกซึ่งมีจำนวนรวมกันแล้วเกินกว่า ๕ คน พบคิดร่วมประชุมปรึกษาหารือกันเพื่อฉ้อโกงทรัพย์ของ ว. ความผิดฐานฉ้อโกงเป็นความผิดที่บัญญัติไว้ในภาค ๒ แห่งประมวลกฎหมายอาญา และมีกำหนดโทษจำคุกอย่างสูงตั้งแต่หนึ่งปีขึ้นไป การกระทำของจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๖ ครบองค์ประกอบความผิดจึงมีความผิดฐานของโจรตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๑๐ วรรคแรก การที่ศาลล่างทั้งสองให้ยกฟ้องจำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ และที่ ๗ ถึงที่ ๑๐ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยดังกล่าว เป็นดุลพินิจในการรับฟังพยานหลัก ฐานที่เกี่ยวกับจำเลยแต่ละคนของศาลล่างทั้งสองว่าพยานหลักฐานของโจทก์พอฟังลงโทษได้หรือไม่เท่านั้น ไม่เกี่ยวกับจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๖ และไม่ผูกพันศาลอฎิกาต้องฟังข้อเท็จจริงเกี่ยวกับจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๖ ตามศาลล่างทั้งสอง การกระทำของจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๖ จึงไม่ขาดองค์ประกอบความผิด เพราะมีบุคคล ไม่ครบตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ วินิจฉัย ",อาญา,, 67,6,,"นายจ้างมอบหมายให้ลูกจ้างนำเช็คไปเข้าบัญชีของนายจ้าง ลูกจ้างกลับนำเช็คไปขึ้นเงินแล้วเอาเงินที่เบิกมาได้ไปเป็นของตนเอง เป็นความผิดฐานลักทรัพย์หรือยักยอก ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๔๘๔ - ๖๔๘๕/๒๕๕๔ จำเลยที่ ๑ ได้รับมอบหมายจากโจทก์ที่ ๑ ให้ครอบครองเช็คแทนเพื่อนำไปเข้าบัญชีธนาคาร การที่จำเลยทั้งสองนำเช็คไปเรียกเก็บเงินจากธนาคารแทนที่จะฝากเข้าบัญชีธนาคาร แล้วยังเอาเงินที่เบิกมาได้แทนเช็คไปเป็นของตนเองย่อมผิดไปจากที่จำเลยที่ ๑ ได้รับคำสั่งมอบหมายจากโจทก์ที่ ๑ เป็นการกระทำที่เบียดบังทรัพย์ของโจทก์ที่ ๑ เป็นของตนโดยทุจริต อันเป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์ ไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ดังที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษ แม้จำเลยทั้งสองจะรับสารภาพว่ากระทำความผิดฐานลักทรัพย์ตามฟ้องก็ตาม แต่กรณีนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจปรับบทให้ถูกต้อง และลงโทษตามบทที่ถูกต้องได้ ทั้งนี้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคสาม ",อาญา,, 67,6,,"ผู้ซื้อได้ซื้อโรงแรมที่เกิดเหตุจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลและได้ฟ้องขับไล่บุคคลที่อาศัยอยู่และบริวารในโรงแรมดังกล่าวจนศาลมีคำพิพากษาให้ขับไล่แต่ยังไม่มีการส่งมอบการครอบครองให้ผู้ซื้อเพราะผู้อาศัยอยู่เดิมยังคงประกอบกิจการและครอบครองทรัพย์สินดังกล่าวอยู่ หากผู้ซื้อกับพวกเข้าไปในโรงแรมแล้วเปลี่ยนกุญแจห้องโรงแรมโดยพลการ จะมีความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๗๘๘/๒๕๕๔ ในขณะที่เกิดเหตุโจทก์ยังคงประกอบกิจการโรงแรมและครอบครองโรงแรม โดยยังไม่มีการส่งมอบการครอบครองให้แก่จำเลยที่ ๒ กับพวก การที่จำเลยที่ ๒ กับพวกเข้าไปในโรงแรมที่เกิดเหตุแล้วเปลี่ยนกุญแจห้องโรงแรมเป็นกุญแจที่จำเลยที่ ๒ กับพวกเตรียมมา โดยไม่ปรากฏว่ามีเจ้าพนักงานบังคับคดีซึ่งมีอำนาจที่บังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษาร่วมรับรู้ด้วย จึงเป็นการดำเนินการไปเองโดยพลการ แม้ว่าจำเลยที่ ๒ กับพวกชื่อโรงแรมที่เกิดเหตุได้จากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาล และศาลมีคำพิพากษาให้ขับไล่โจทก์และบริวารตามคำฟ้องของจำเลยที่ ๑ และอยู่ในระหว่างการบังคับคดีแล้วก็ตาม แต่การบังคับนั้นก็ต้องดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายและเหมาะสมแก่เหตุและผลด้วย พฤติการณ์เป็นลักษณะของการกระทำที่เกินกว่าเหตุ และจำเลยที่ ๑ ยังให้พวกของเขาครอบครองห้องพักที่มีการเปลี่ยนผู้แข่งขันกล่าวด้วยฉัน แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ ๒ กับพวกเขามีเจตนาระจะทำลาย ทำให้เสียค่า หรือทำให้ไว้ประโยชน์ซึ่งกูญแจโรงแรมของโจทก์เพื่อจะเข้าครอบครองโรงแรมโดยวิธีการที่ยังไม่อาจอ้างได้ว่าเป็นการกระทำโดยชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นความผิดฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ ",อาญา,, 67,6,,ดึงเอาโทรศัพท์เคลื่อนที่จากกระเป๋ากางเกงของผู้อื่น ผู้อื่นนั้นรู้สึกถึงการถูกดึงใช้มือจับจนถูกมือของผู้กระทำ ผู้กระทำเอาโทรศัพท์เคลื่อนที่ไป จะเป็นความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๙๗๖/๒๕๕๔ ความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์เป็นการลักทรัพย์โดยการฉกเฉยว่าซึ่งหน้าซึ่งหมายถึงกิริยาที่หยิบหรือจับเอาทรัพย์ไปโดยเร็วร่วมเป็นการกระทำอันเดียวกับการเอาไป และขณะที่ถูกเอาทรัพย์ไปผู้นั้นรู้สึกตัวหรือเห็นการฉกฉวยเอาทรัพย์นั้นไปด้วย ดังนั้น การที่จำเลยดึงเอาโทรศัพท์เคลื่อนที่จากกระเป๋าทางเคียงของ ป. แล้ว ป. รู้สึกถึงการถูกดึงจึงใช้มือจับจนถูกมือของจำเลย การกระทำของจำเลยจึงอยู่ในความหมายของการลักทรัพย์โดยการฉกเฉยว่าชื่อหน้าอันเป็นความผิดฐานวิงราวทรัพย์ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๖ ",อาญา,, 67,6,,เจ้าพนักงานตำรวจไปร่วมงานเลี้ยงขึ้นบ้านใหม่ตามที่เจ้าของบ้านเชิญในฐานะส่วนตัว ในงานเลี้ยงได้เรียกจำเลยซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาและร่วมงานเลี้ยงด้วยมาพบ เพราะจำเลยเมาสุรา หากจำเลยใช้อาวุธเป็นยิงเจ้าพนักงานตำรวจจนถึงแก่ความตาย จะเป็นการฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๗๒๐/๒๕๕๔ วันเกิดเหตุผู้ตายได้ไปร่วมงานเลี้ยงขึ้นบ้านใหม่ของ ส. แม้ ส. เปิกความว่าเชิญผู้ตายไปร่วมงานในฐานะผู้ตายเป็นหัวหน้าสถานีตำรวจเพื่อให้ช่วยดูแลความเรียบร้อย ก็เป็นการเชิญไปร่วมงานในฐานะส่วนตัวไม่ใช่ผู้ตายไปปฏิบัติหน้าที่รักษาความสงบภายในงานตามอำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานตำรวจ ส่วนที่ ส. อ้างว่าเพื่อให้ช่วยดูแลความเรียบร้อยนั้น ส. เพียงต้องการให้ผู้ร่วมงานเกรงใจผู้ตายซึ่งมีตำแหน่งเป็นหัวหน้าสถานีตำรวจไม่ให้ก่อความเดือดร้อนเท่านั้น การกระทำของจำเลยที่ยิงผู้ตายจึงไม่ใช่การฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ ",อาญา,, 67,7,,กรณีการโอนที่ดิน น.ส. ๓ หรือ น.ส. ๓ ก. โดยการส่งมอบการครอบครองแล้วต่อมาผู้โอนนำ น.ส. ๓ หรือ น.ส. ๓ ก. ไปจดทะเบียนให้ผู้รับโอนอีกคนหนึ่ง มีปัญหาว่าผู้รับโอนคนแรกซึ่งรับโอนโดยข้อเท็จจริงกับผู้รับโอนคนหลังโดยการจดทะเบียนใครจะมีสิทธิดีกว่ากัน,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๑๔๙/๒๕๓๘ ผู้ร้องทั้งสองชื่อและได้รับการครอบครองที่ดินพิพาท ซึ่งเป็นที่ดินมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) แม้มีมิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนตาม ป.ที่ดินฯ มาตรา ๔ ทวิ ก็ตาม แต่ผู้ร้องย่อมได้สิทธิครอบครองไปตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๗๗ และ ๑๓๗๘ จำเลยที่ ๑ ไม่มีสิทธินำที่ดินพิพาทไปจำนองต่อโจทก์เพราะมิใช่เจ้าของซึ่งต้องห้ามตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๐๕ การจำนองจึงไม่มีผล สิทธิในที่ดินของผู้ร้องเป็นการได้มาโดยทางนิติกรรม จึงไม่อยู่ในบังคับของมาตรา ๑๒๙๙ วรรคสอง โจทก์ไม่มีสิทธิบังคับจำนองยืดที่ดินพิพาทเพื่อขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้โจทก์ ตามคำพิพากษาฎีกาที่ ๗๑๔๙/๒๕๓๘ ศาลฎีกาแปลว่า การได้มาซึ่งสิทธิครอบครองในกรณีนี้เป็นการได้มาโดยทางนิติกรรม ต่อมามีคำพิพากษาฎีกาที่ ๒๕๑๒/๒๕๔๙ วินิจฉัยไปในทางตรงกันข้าม ซึ่งคำพิพากษาฎีกานี้มีข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) ขายและส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่ ส. โดยไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ต่อมาวันที่ ๒๔ มกราคม ๒๕๓๖ ส. ขายและส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้โจทก์ ครั้นวันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๔๑ จำเลยที่ ๑ จดทะเบียนขายฝากที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ ๒ มีกำหนด ๒ ปี เมื่อครบกำหนดจำเลยที่ ๑ ไม่ใช่สิทธิใดคืน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ""ปัญหาว่าโจทก์หรือจำเลยที่ ๒ เป็นผู้มีสิทธิในที่ดินพิพาท เนื่องจากที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมือเปล่า เพราะหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) มิใช่หนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์บุคคลจะฟังมีสิทธิหรือที่ดินพิพาทคงมีแต่สิทธิครอบครอง แม่โจทก์จะได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท แต่การได้มาของโจทก์เป็นการได้มาซึ่งทรัพย์สิทธิ อันเกี่ยวข้องสำหรับทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม ซึ่งถ้ายังมิได้จดทะเบียนไซร้โจทก์จะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริตและได้จัดทำเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้วหาได้ไม่ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๙๙ วรรคสอง จำเลยที่ ๒ จึงเป็นผู้มีสิทธิดูกว่าโจทก์” แต่ปัจจุบันมีคำพิพากษาฎีกาที่ ๑๔๗๓๗/๒๕๕๑ วินิจฉัยกลับคำพิพากษาฎีกาที่ ๒๕๑๒/๒๕๔๙ แล้ว คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๔๗๓๗/๒๕๕๑ โจทก์เป็นผู้มีชื่อถือสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทจึงได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๗๓ ว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง แต่ข้อสันนิษฐานดังกล่าวมิใช่เป็นข้อสันนิษฐานเด็ดขาด จำเลยที่ ๑ จึงสามารถนำสืบข้อเท็จจริงหลักฐานข้อมูลนิยฐานดังกล่าวไว้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาทางทะเบียนเท่านั้น หาได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินตามความเป็นจริงไม่ แม้ในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) จะมีชื่อ อ.เป็นผู้ถือสิทธิครอบครอง แต่การที่ อ. ขายที่ดินพิพาให้แก่ ล. และได้มอบการครอบครองให้แก่ ล. ถือเป็นการละการครอบครองที่ดินพิพาให้แก่ ล. ตั้งแต่ปี ๒๕๓๐ แล้วอ. จึงหมดสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๗๘ และเมื่อ ล. ขายและมอบการครอบครองที่ดินพิพาให้แก่จำเลยที่ ๑ แล้ว จำเลยที่ ๑ เข้าไปไถ่และถามที่ดินในที่ดินพิพาทั้งแต่ปี ๒๕๓๖ จึงเป็นการเข้าครอบครองที่ดินพิพาทโดยมีเจตนาจะยึดถือเพื่อ จำเลยที่ ๑ จึงมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๖๗ ดังนั้น เมื่อ อ. หมดสิทธิครอบครองที่ดินพิพาแล้ว จึงไม่มีสิทธิที่จะขายฝากที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ แม้การขายฝากระหว่างโจทก์กับ อ. จะทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ก็ไม่ทำให้โจทก์ได้สิทธิครอบครองในที่ดินดังกล่าวแต่อย่างใด ",แพ่ง,, 67,7,,"เจตนาฆ่าผู้อื่น แต่ผู้ถูกกระท่าไม่ถึงแก่ความตาย และผู้กระทำช่วยนำส่งโรงพยาบาลและดูแลในระหว่างที่รักษาตัวที่โรงพยาบาล จะถือว่าเป็นการกลับใจแก่ไขไม่ให้การกระทำนั้นบรรลุผลฐานฆ่าผู้อื่นหรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๙๒๕/๒๕๕๔ การที่จำเลยใช้อาวุธมีดแทงทำรายผู้เสียหายโดยเจตนาม่า จำเลยได้กระทำโดยตลอดแล้ว แต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผลให้ผู้เสียหายถึงแก่ความตายซึ่งเป็นการพยายามกระทำความผิด เมื่อจำเลยยับยั้งไม่ใช้อาวุธมีดดังกล่าวแทงทำรายผู้เสียหายต่อไปจึงถึงแก่ความตาย จำเลยก็ยังคงต้องรับโทษสำหรับความผิดฐานพยายามม่าผู้อื่นที่ได้กระทำไปแล้ว ส่วนการที่จำเลยช่วยนำผู้เสียหายไปส่งโรงพยาบาลและดูแลผู้เสียหายในระหว่างที่รักษาตัวที่โรงพยาบาล ซึ่งจำเลยอ้างว่าเป็นการกลับใจแก้ไขไม่ให้การกระทำบรรลุผลนั้น เมื่อการกระทำของจำเลยบรรลุผลเป็นการพยายามฆ่าผู้เสียหาย ซึ่งกฎหมายบัญญัติเป็นความผิดแล้ว กรณีจึงมิใช่การกระทำความผิดของจำเลยยังไม่บรรลุผล ข้ออ้างของจำเลยดังกล่าวไม่เป็นการกลับใจแก้ไขไม่ให้การกระทำนั้นบรรลุผล ในอันที่จะไม่ต้องรับโทษสำหรับการพยายามกระทำความผิดนั้นตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๒ ",อาญา,, 67,7,,เลขานุการส่วนตัวนำใบรับเงินชั่วคราวไปใช้ประกอบการขอรับเบี้ยประกันภัย โดยผู้เสียหายนี้ได้มอบหมายหรือรู้เห็น เป็นความผิดฐานลักทรัพย์หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๙๙/๒๕๕๔ จำเลยทำงานเป็นเลขานุการส่วนตัวของผู้เสียหายและมีหน้าที่ทำงานเพียงตามที่ผู้เสียหายมอบหมาย ต้องถือว่าใบรับเงินชั่วคราวยังอยู่ในความครอบครองของผู้เสียหายและผู้เสียหายนี้ได้มอบการครอบครองให้แก่จำเลย ดังนั้น การที่จำเลยนำไปรับเงินชั่วคราวไปใช้ประกอบการขอรับเบี้ยประกันจากค. โดยผู้เสียหายนี้ได้มอบหมายหรือรู้เห็น ย่อมถือได้ว่าเป็นการเอาไปจากผู้เสียหายโดยทุจริต จำเลยจึงมีความผิดฐานลักทรัพย์ แม้โจทก็มิได้นำสืบให้เห็นว่าใบรับเงินชั่วคราวเล่มที่จำเลยไม่นำส่งให้แก่ผู้เสียหายเป็นเล่มที่เท่าใดและเลขที่เท่าใด ย่อมไม่ใช่ข้อสาระสำคัญเพราะแม้หากใบรับเงินชั่วคราวอยู่ในเล่มที่จำเลยส่งมอบให้แก่ผู้เสียหาย จำเลยก็ไม่ผันผิด จำเลยจึงมีความผิดฐานลักทรัพย์,อาญา,, 67,7,,สเปรย์พริกไทย เป็นอาวุธโดยสภาพหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๐๓๐/๒๕๕๔ ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑ (๕) อาวุธหมายความรวมถึงสิ่งซึ่งไม่เป็นอาวุธโดยสภาพแต่ซึ่งได้ใช้หรือเจตนาระหว่างประทุษร้ายร่างกายถึงอันตรายสาหัสอย่างอาวุธ ผู้ถูกกล่าวหากระป๋องสเปรย์พริกไทยเข้าไปในบริเวณศาลชั้นต้น สำหรับสเปรย์พริกไทยได้ความว่า ผลิตขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ในการใช้ฉีดพ่นเพื่อยับยั้งบุคคลหรือสัตว์ร้ายมิให้เข้าใกล้หรือทำอันตรายผู้อื่น ผู้ที่ถูกฉีดพ่นสารในกระป๋องสเปรย์ใส่จะมีอาการสำลัก จาม ระคายเคืองหรือแสบตา หลังจากนั้นไม่นานก็สามารถหายเป็นปกติได้ เห็นได้ว่า การผลิตสเปรย์พริกไทยดังกล่าว มิได้ผลิตขึ้นเพื่อทำร้ายผู้ใด จึงไม่เป็นอาวุธโดยสภาพทั้งไม่อาจใช้ประทุษร้ายร่างกายถึงอันตรายสาหัสอย่างอาวุธ สเปรย์พริกไทยจึงไม่เป็นอาวุธตามความหมายของบทกฎหมายข้างต้นด้วยเช่นกัน การที่ผู้ถูกกล่าวหาเข้าไปในบริเวณศาลชั้นต้นเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามที่ผู้อำนวยการสำนักงานประจำศาลชั้นต้นขอความร่วมมือไปยังผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองกาญจนบุรี การที่ผู้ถูกกล่าวหานำกระป๋องสเปรย์พริกไทยเข้าไปในบริเวณศาลชั้นต้นจึงไม่เป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล ",อาญา,, 67,7,,"บ้านซึ่งสวนหนึ่งเปิดเป็นร้านรับซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า ในเวลาที่ยังเปิดให้บริการอยู่เป็นสาธารณสถานหรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๑๓๗/๒๕๕๔ แม้บ้านเกิดเหตุจะเป็นเคหสถานที่ผู้เสียหายใช้อาศัย แต่ผู้เสียหายก็ใช้สวนหนึ่งของบ้านดังกล่าว ซึ่งได้แก่บริเวณที่เกิดเหตุ เปิดเป็นร้านรับซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าด้วย ในเวลาที่ผู้เสียหายยังเปิดให้บริการซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าอยู่บริเวณดังกล่าวจึงเป็นสาธารณสถาน ซึ่งประชาชนทั่วไปหรือแม้แต่จำเลยที่ ๑ ก็ดี มีความชอบธรรมที่จะเข้าไปได้ ต่อเมื่อผู้เสียหายปิดร้านหรือหมดเวลาให้บริการรับซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าในแต่ละวันแล้วเท่านั้น บริเวณดังกล่าวจึงจะเป็นเคหสถานที่ผู้เสียหายใช้อยู่อาศัย เมื่อข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความผู้เสียหายว่า ในเวลาที่จำเลยที่ ๑ เข้าไปในบ้านผู้เสียหายนั้น ผู้เสียหายยังเปิดให้บริการรับซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าอยู่ โดยมี นายทองไม่ทราบนามสกุล และพระภิกษุอีก ๒ รูป ซึ่งเป็นลูกค้าอยู่ในร้านด้วย การที่จำเลยที่ ๑ เข้าไปในร้านของผู้เสียหายในเวลาดังกล่าว จึงไม่เป็นความผิดฐานบุกรุกเคหสถานของผู้เสียหาย ",อาญา,, 67,8,,"กล่าวคำพูดในเชิงตำแหน่งปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานตำรวจว่า ""ตำรวจแม่ง...ใช้ไม่ได้"" เป็นความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานหรือไม่","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๐๑๖/๒๕๕๖ ภายหลังจากร้อยตำรวจโท ส. กับพวกเรียกรถยนต์ที่จำเลยขับเพื่อขอตรวจเมื่อพบว่ารถยนต์ขาดต่อภาษีประจำปี จำเลยแจ้งให้ร้อยตำรวจโท ส. กับพวกทราบว่าได้เคยถูกจับและเสียค่าปรับในข้อหาเดียวกันมาแล้วก่อนหน้านี้ ๑ วัน หลังจากนั้นจำเลยแจ้งให้บิดาเสียภาษีประจำปีรถยนต์แล้วยังไม่ได้รับเอกสารมาจากบิดา และร้อยตำรวจโท ส. กับพวกยังคงออกใบสั่งแจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลยโดยไม่ปรากฏว่าร้อยตำรวจโท ส. กับพวกได้ชี้แจงทำความเข้าใจให้จำเลยทราบถึงเหตุที่ต้องออกใบสั่งแจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลย จำเลยในภาวะเช่นนั้นย่อมรู้สึกว่าร้อยตำรวจโท ส. กับพวกไม่ได้ให้ความสำคัญสนใจกับคำชี้แจงของจำเลยเท่าที่ควรอาจทำให้จำเลยรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมและความเกิดความน้อยใจจึงกล่าวในเชิงเป็นการทำลายการปฏิบัติหน้าที่ของร้อยตำรวจโท ส. กับพวกลายว่า “ตำรวจแม่ง...ใช้ไม่ได้” อันเป็นเพียงคำล่าวที่ไม่สุภาพและไม่สมควรเท่านั้น ยังไม่ถึงขั้นที่พอจะให้เข้าใจว่าจำเลยมีความมุ่งหมายที่จะดำเนินการหยุดหยามหรือสอบประมาทให้ร้อยตำรวจโท ส. กับพวกอับอาย การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๓๖ ",อาญา,, 67,8,,ลูกจ้างมีหน้าที่ประจำลานจอดเครื่องบิน และปล่อยเครื่องบิน ไม่มีหน้าที่ขายบัตรเครื่องบิน หากรับเงินค่าโดยสารเครื่องบินที่ลูกค้าซื้อแล้วเอาเงินไว้เป็นของตนเอง จะเป็นความผิดฐานยักยอกหรือลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้าง,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๙๓๗ - ๔๙๓๘/๒๕๕๖ จำเลยที่ ๒ เป็นลูกจ้างของผู้เสียหายทำงานในตำแหน่งพนักงานอาวุโส ซึ่งในขณะเกิดเหตุจำเลยที่ ๒ มีหน้าที่ประจำลานจอดเครื่องบินและปล่อยเครื่องบิน ไม่มีหน้าที่ขายบัตรโดยสารเครื่องบินผู้เสียหายมิได้มอบหมายให้จำเลยที่ ๒ มีหน้าที่รับและครอบครองเงินค่าโดยสารเครื่องบินที่ลูกค้าซื้อการให้บริการแทนผู้เสียหาย เมื่อจำเลยที่ ๒ รับเงินค่าโดยสารเครื่องบินที่ลูกค้าซื้อการให้บริการหรือชำระค่ารับจ้างในกิจการของผู้เสียหาย เงินค่าโดยสารเครื่องบินจึงเป็นของผู้เสียหายจำเลยที่ ๒ ต้องนำไปส่งมอบหรือชำระค่าหัววิธีการให้ผู้เสียหาย การที่จำเลยที่ ๒ เอาเงินค่าโดยสารเครื่องบินตามฟ้องไว้เป็นของจำเลยที่ ๒ เสียเอง เป็นการแย่งกรรมสิทธิ์ไปจากผู้เสียหาย การกระทำของจำเลยที่ ๒ ในฐานะลูกจ้างของผู้เสียหาย จึงเป็นการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้างตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๕ (๑๑) มิใช่เป็นความผิดฐานยักยอก ",อาญา,, 67,8,,"ล้วงและหยิบเงินสดจากกระเป๋าของผู้อื่นขณะยืนปัสสาวะอยู่บริเวณพงหญ้าปากทางเข้าสถานีขนส่ง และซกโดยมิได้พูดอะไรแล้วหลบหนีไปเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๘๘๘/๒๕๕๖ ขณะผู้เสียหายยืนปัสสาวะอยู่บริเวณพงหญ้าปากทางเข้าสถานีขนส่ง จำเลยซึ่งผู้เสียหายไม่รู้จักมาก่อนเดินเข้ามาหาและล้วงหยิบเงินสด ๒๐๐ บาท จากกระเป๋าเสื้อของผู้เสียหายและซกผู้เสียหายซึ่งมีอายุ ๗๐ ปีทำให้ได้รับบาดเจ็บและทรุดนั่งลงกับพื้น โดยจำเลยมิได้พูดกับผู้เสียหายแล้วหลบหนีไปลักษณะการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำการที่ต่อเนื่องกันมิใช่การกระทำที่ขาดตอน คือการลักทรัพย์เงินของผู้เสียหายและการทำกับรางกายผู้เสียหายโดยทำร้ายร่างกายผู้เสียหายเป็นพฤติการณ์ที่บ่งชี้ถึงเจตนาของจำเลยที่ต้องการทำอันตรายแก่กายผู้เสียหายเพื่อความสะดวกแก่การกระทำผิดและพาเอาทรัพย์ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายบริเวณพงหญ้าปากทางเข้าสถานีขนส่ง ถึงแม้จะอยู่ภายในบริเวณสถานีขนส่งแต่บริเวณดังกล่าวเป็นทางเข้าออกสถานีขนส่ง มิใช่สถานที่ซึ่งจัดไว้ให้สาธารณะนำรถไปจอดได้ จึงมิใช่ที่จอดรถสาธารณะตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๕ (๙) ",อาญา,, 67,8,,"เข้าไปในบริเวณบ้านของผู้อื่นซึ่งเจ้าของบ้านมิได้หวงห้ามเพื่อสอบถามเกี่ยวกับเรื่องไก่ที่หายไป แล้วเกิดโตเถียงกับเจ้าของบ้าน โดยเจ้าของบ้านได้ไล่ให้ออกหากผู้กระทำยังไม่ออกไปในทันที จะเป็นความผิดฐานบุกรุกตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๔, ๓๖๕ หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๔๗๙/๒๕๕๖ ผู้เสียหายมิได้หวงห้ามที่จำเลยขับรถจักรยานยนต์เข้าไปในบริเวณบ้านของผู้เสียหาย และจำเลยก็เข้าไปสอบถามเกี่ยวกับเรื่องไก่ที่หายไปถือได้ว่าจำเลยมีเหตุอันสมควรที่จะเข้าไปเพื่อสอบถามผู้เสียหาย เมื่อเกิดมีการโต้เถียงกันและผู้เสียหายได้ไล่ให้จำเลยออกไป แม้จำเลยจะยังไม่ออกไปในทันทีแต่หลังจากนั้นไม่นานนักเพียงประมาณ ๓ ถึง ๔ นาที จำเลยก็เดินไปที่รถจักรยานยนต์แล้วขับออกไปจากบ้านผู้เสียหาย ดังนี้ ยังพึงไม่ได้ว่าจำเลยไม่ยอมออกไปจากสถานที่ เช่นว่านั้นเมื่อผู้มีสิทธิ์จะห้ามมิให้เข้าไปได้ไลให้ออกอันจะเป็นความผิดฐานบุกรุกในเวลากลางคืนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๕ (๓) ",อาญา,, 67,8,,ใช้อาวุธปืนขู่ทำให้ผู้เสียหายตกใจกลัว ผู้เสียหายจะเรียกค่าเสียหายซึ่งเป็นความเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงิน ได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๕๗๑/๒๕๕๖ จำเลยถืออาวุธปืนตัดตัวออกมาบริเวณทางเดินเท้าสาธารณะซึ่งอยู่ติดกับถนนสาธารณะหลังจากมีปากเสียงกับโจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหายแล้วพูดขู่เข็ญโจทกว่า “มึงอยากตายหรือ” เป็นการกระทำโดยจงใจทำให้โจทก์เสียหายเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๒๐ แม้ว่าจำเลยจะมิได้ยิงอาวุธปืนก็ตาม การที่จำเลยใช้อาวุธปืนช่วยขู่โจทก์เป็นการทำให้โจทก์เสียหายแก่ร่างกายและอนามัยของโจทก์ เพราะทำให้โจทก์ตกใจกลัวเป็นความเสียหายเกี่ยวกับความรู้สึกทางด้านจิตใจซึ่งเป็นความเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๔๖ โจทก์มีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยได้ ",อาญา,, 67,8,,นำแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ปลอมของกลางปิดทับแผ่นป้ายทะเบียนที่แท้จริงแต่ยังไม่ได้ขับรถเคลื่อนที่ เป็นการใช้เอกสารราชการปลอมหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๕๔๔๖/๒๕๕๕ จำเลยที่ ๑ ได้นำแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ปลอมของกลางปิดทับแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ที่แท้จริงที่ด้านหน้าและด้านท้ายของรถเพื่อใช้รถยนต์เดินทางไปที่เมืองพัทยา ป้องกันมิให้ผู้ที่พบเห็นทราบหมายเลขทะเบียนรถยนต์ที่แท้จริงหากเกิดอุบัติเหตุในระหว่างการเดินทาง ดังนี้ จึงเป็นการใช้แผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ปลอมอย่างเป็นเอกสารราชการที่แท้จริงเพื่อให้ผู้อื่นหลงเชื่อว่ารถยนต์หมายเลขทะเบียน วต ๒๙๑๔ กรุงเทพมหานคร เป็นรถยนต์หมายเลขทะเบียน สม ๒๗๙๔ กรุงเทพมหานคร ตามแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ที่มีการทำปลอมขึ้น และจากข้อเท็จจริงตามที่พิจารณาได้ความว่า ที่เกิดเหตุซึ่งเจ้าพนักงานตำรวจพบการกระทำความผิดของจำเลยที่ ๑ เป็นสถานที่เปิดเผยในทางเดินรถสาธารณะ แม้จำเลยที่ ๑ ยังมิได้ใช้รถยนต์เดินทางเคลื่อนที่จากจุดเกิดเหตุที่มีการลงมือกระทำความผิดดังกล่าว ก็เป็นความผิดสำเร็จฐานใช้เอกสารราชการปลอมแล้ว จำเลยที่ ๑ จึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๘ วรรคแรก ประกอบมาตรา ๒๖๕ ",อาญา,, 67,8,,"หนังสือสัญญาโอนสิทธิการเช่าระบุว่า ผู้รับโอนตกลงรับไปซึ่งสิทธิและหน้าที่ของผู้ให้เช่า ผู้เช่า ผู้เช่าช่วง ดังนี้ ผู้รับโอนจะมีสิทธิเรียกค่าเช่าที่ค้างชำระอยู่ก่อนการรับโอนสิทธิการเช่าจากผู้เช่าช่วงหรือไม่ การบอกเลิกการเช่าเพราะผู้เช่าผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซึ่งให้ผู้เช่าชำระค่าเช่าภายใน ๗ วัน แต่หากนับถึงวันที่ผู้ให้เช่าฟ้องคดีเกินกว่า ๑๕ วัน นับแต่วันครบกำหนดการบอกกล่าว จะถือว่าชอบด้วย ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๖๐ วรรคสอง หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๗๕๓/๒๕๕๕ หนังสือสัญญาโอนสิทธิการเช่าระหว่างห้างหุ้นส่วนจำกัด อ. กับโจทกระบุว่าผู้รับโอนสิทธิตกลงรับไปซึ่งสิทธิและหน้าที่ของผู้ให้เช่าผู้เช่า ผู้เช่าช่วง ไปทันทีนับแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๔๕ เป็นต้นไป ย่อมหมายถึงสิทธิทั้งหลายที่ห้างหุ้นส่วนจำกัด อ. ผู้โอนมีอยู่ทั้งก่อนและหลังวันดังกล่าว ให้ตกเป็นของโจทก์ผู้รับโอนตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๔๕ เป็นต้นไป แม้ว่าจะไม่ได้ระบุไว้ว่าหมายถึงค่าเช่าช่วงที่จำเลยค้างชำระก่อนวันโอนแต่ก็เป็นหนึ่งในสิทธิและหน้าที่ทั้งหลายที่มีอยู่ เมื่อข้อสัญญาไม่ได้ระบายเว้นไว้อยู่ไม่แน่ชัด หากจากสิทธิทั้งหลายที่จะตกได้แก่โจทก์ผู้รับโอน โจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าเช่าที่ค้างชำระอยู่ก่อนการรับโอนสิทธิการเช่าและภายหลังการรับโอนสิทธิการเช่าจากจำเลยตามฟ้องโจทก์มีสิทธิเรียกค่าเช่าช่วงที่จำเลยค้างชำระแก่ห้างหุ้นส่วนจำกัด อ. ผู้โอนก่อน วันที่โจทก์รับโอนสิทธิและภายหลังที่โจทก์รับโอนสิทธิซึ่งจำเลยค้างชำระ เมื่อโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยชำระค่าเช่าช่วงทั้งหมดภายใน ๗ วัน มิฉะนั้นถือเอาหนังสือบอกกล่าวเป็นการบอกเลิกสัญญา และสัญญาเช่าเป็นอันระงับ จำเลยได้รับหนังสือบอกกล่าวแต่ไม่ชำระตามที่กำหนด และนับถึงวันที่โจทก์ฟ้องคดีเกินกว่า ๑๕ วัน นับแต่วันครบกำหนดการบอกกล่าว ถือว่าการเช่าช่วงรายเดือนมีการบอกกล่าวเกิน ๑๕ วัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๖๐ วรรคสอง ถือเป็นการบอกเลิกสัญญาเช่าช่วงโดยชอบแล้ว สัญญาเช่าช่วงจึงเลิกกันเพราะจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาจำเลยไม่มีสิทธิอยู่ในที่ดินพิพาทต่อไป การที่จำเลยยังคงอยู่ย่อมเป็นการละเมิดต่อโจทก์โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยพร้อมบริวารและให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างของตนออกไปจากที่ดินที่เช่า ทั้งมีสิทธิเรียกค่าเช่าช่วงค้างชำระทั้งหมดและค่าเสียหาย ",แพ่ง,, 67,9,,การได้ภาระจำยอมโดยอายุความต้องคำนึงหรือไม่ว่าภารยทรัพย์นั้นจะเป็นของผู้ใดหรือเจ้าของที่ดินสามยทรัพย์จะต้องรู้ว่าใครเป็นเจ้าของภารยทรัพย์หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๓๒๕/๒๕๕๖ การได้ภาระจำยอมโดยอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๐๑ ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยอายุความได้สิทธิอันกล่าวไว้ในลักษณะ ๓แห่งบรรพนี้มาใช้บังคับโดยอนุโลมซึ่งก็คือให้นำมาตรา ๑๓๘๒ มาใช้บังคับโดยอนุโลมกล่าวคือ การที่โจทก์ทั้งสองจะได้ภาระจำยอมโดยอายุความในฐานะที่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสองแปลงอันเป็นสามยทรัพย์ต้องใช้ทางในที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๐ ของจำเลยทั้งสี่ โดยปรปักษ์ ต่อเจ้าของที่ดินเพื่อให้ได้ทางภาระจำยอมโดยสงบ เปิดเผยเป็นเวลา ๑๐ ปี ซึ่งในกรณีดังกล่าวนี้กฎหมายมุงประสงค์ให้ถือเอาการใช้ประโยชน์ของเจ้าของสามยทรัพย์เป็นสำคัญ โดยไม่ได้คำนึงว่าภารยทรัพย์นั้นจะเป็นของผู้ใดหรือเจ้าของสามยทรัพย์จะต้องรู้ว่าใครเป็นเจ้าของภารยทรัพย์นั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ทั้งสองมีเจตนากือเอาทางพิพาทโดยสงบ โดยเปิดเผยเป็นเวลาเกินกว่า ๑๐ ปี แม้โจทก์ทั้งสองจะสำคัญผิดว่าทางพิพาทอยู่ในเขตที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๓๗๐๙๘ ของผู้อื่น แต่เมื่อกฎหมายมุงประสงค์ที่ให้ถือเอาการใช้ประโยชน์ของเจ้าของสามยทรัพย์เป็นสำคัญแล้ว ทางพิพาทในที่ดินจำเลยทั้งสี่ตามแผนที่พิพาทจึงตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินโจทก์ทั้งสอง,แพ่ง,, 67,9,,"ผู้เช่าปรับปรุงสิ่งปลูกสร้างที่เช่าซึ่งชำรุดทรุดโทรมให้เหมาะแก่การอยู่อาศัยโดยปลอดภัยเท่านั้น ไม่ได้เป็นการก่อสร้างขึ้นใหม่ ไม่ใช่เป็นการซ่อมแซมใหญ่ จะมีลักษณะเป็นสัญญาต่างตอบแทนพิเศษยิ่งกว่าการเช่าธรรมดาหรือไม่ คำมั่นในการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ด้วยวาจา ผู้ซึ่งซื้อจะบังคับให้ผู้ให้คำมั่นโอนขายที่ดินให้แก่ผู้รับคำมั่นได้หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๔๖๐/๒๕๕๖ การต่อเติมและซ่อมแซมสิ่งปลูกสร้างซึ่งชำรุดทรุดโทรมให้เหมาะสมแก่การอยู่อาศัยโดยปลอดภัย ไม่ได้เป็นการก่อสร้างขึ้นใหม่ เมื่อคำนึงถึงค่าแรงและค่าวัสดุก่อสร้างที่ใช้แล้ว ไม่ใช่การเป็นการซ่อมแซมใหญ่ การที่จำเลยปรับปรุงสิ่งปลูกสร้างจึงเป็นการกระทำขึ้นเพื่อความสะดวกสบายและความปลอดภัยในการใช้สอยทรัพย์สิน ที่เช่าจากโจทก์ร่วมไม่มีลักษณะเป็นสัญญาต่างตอบแทนพิเศษยิ่งกว่าการเช่าธรรมดาที่จะทำให้จำเลยมีสิทธิยิ่งไปกว่าการเช่าได้ เมื่อโจทก์ร่วมผู้ให้เช่าและโจทก์ผู้รับโอนทรัพย์สินที่เช่าไม่ประสงค์ให้จำเลยเช่าต่อหลังจากสัญญาเช่าครบกำหนดโดยมีหนังสือแจ้งให้จำเลยออกจากการที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพร้อมให้รื้อถอนส่วนที่ต่อเติมออกไปเมื่อครบกำหนดการเช่าแล้วไม่ลักษณะเป็นสัญญาต่างตอบแทนพิเศษยิ่งกว่าการเช่าจำเลยจึงไม่มีสิทธิอยู่ในที่ดินพิพาท แม้ขณะโจทก์ร่วมประสงค์จะขายที่ดินได้แจ้งให้จำเลยทราบโดยให้จำเลยเป็นผู้มีสิทธิซื้อก่อน ก็เป็นเพียงการเปิดโอกาสให้จำเลยในฐานะผู้เช่าไม่ใช่ข้อผูกมัดว่าโจทก์ร่วมต้องปฏิบัติตาม ทั้งคำมั่นในการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์กฎหมายบังคับให้ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อฝ่ายผู้ต้องรับผิดหรือได้วางประจําไว้หรือได้ชำระหนี้บางส่วนแล้วจึงจะฟ้องร้องให้บังคับคดีได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๕๖ วรรคสอง เมื่อเป็นคำมั่นด้วยวาจา จำเลยย่อมไม่อาจบังคับให้โจทก์ร่วมโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยได้ แม้โจทก็ทราบข้อกล่าวเช่นว่านั้นก็ดีถ้าไม่ได้ว่าการโอนขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์ร่วมกับโจทก็เป็นไปโดยไม่สุจริต นิติกรรมการซื้อขายจึงเป็นไปโดยชอบไม่อาจเพิกถอนได้ ",แพ่ง,, 67,9,,ซื้อขายที่ดินมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) โดยไม่ได้ทำหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ แต่ผู้ขายส่งมอบที่ดินให้ผู้ซื้อครอบครองและทำประโยชน์ ต่อมาผู้ขายเปลี่ยนเอกสารสิทธิ (น.ส. ๓ ก.) เป็นโฉนดที่ดิน และมีการออกเป็นโฉนดที่ดินในชื่อผู้ขายแล้ว ดังนี้ใครมีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทดีกว่ากัน,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๘๑๑/๒๕๕๖ จำเลยขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ โดยไม่ได้ทำหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ การซื้อขายที่ดินพิพาททั้งเป็นโฉนดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๕๖ แต่ที่ดินพิพาทขณะซื้อขายกันมีเอกสารสิทธิเป็น น.ส. ๓ ก. ถือว่าเป็นที่ดินมือเปล่าเจ้าของที่ดินมีเพียงสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทเมื่อจำเลยในฐานะเจ้าของส่งมอบที่ดินพิพาทให้แก่โจทกก็ครอบครองทำประโยชน์โจทก์ย่อมได้ สิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามมาตรา ๑๓๗๘ สำนักงานที่ดินทำการออกโฉนดที่ดินให้แก่ที่ดินพิพาทแทนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๕๘ ตรี เป็นโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๘๐๗๑ การออกโฉนดที่ดินใช้ระวางรูปถ่ายทางอากาศใน น.ส. ๓ ก. มาปรับแก้ตามหลักวิชาการโดยไม่ต้องทำการสำรวจรังวัด และให้ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้มีชื่อซึ่งเป็นผู้มีสิทธิในหนังสือรับรองการทำประโยชน์โดยใส่ชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยขณะนั้นจำเลยไม่มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทเพราะจำเลยได้ส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์โดยชอบแล้ว โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทจึงเป็นการออกโฉนดที่ดินโดยคลาดเคลื่อนซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดในฐานะเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินในที่ดินพิพาทได้ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๖๒ แต่โจทก์มิได้ฟ้องผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นจำเลยด้วยศาลฎีกาจึงพิพากษาให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคามเพิกถอนโฉนดที่ดินในที่ดินพิพาทไม่ได้ ชอบที่จะพิพากษาว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ",แพ่ง,, 67,9,,ซื้อที่ดินมือเปล่าโดยผู้ขายส่งมอบที่ดินให้ผู้ซื้อครอบครอง ต่อมาผู้ขายตาย ทายาทของผู้ขายนำที่ดินไปขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์เป็นของตน แล้วนำไปจดทะเบียนจำนอง หากผู้รับจำนองสุจริต การจำนองจะมีผลหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๘๖๑/๒๕๕๒ ผู้ร้องชื่อที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินมือเปล่าจากนายคำ นายเบา ผู้เป็นเจ้าของเมืองนายคำ นางเบาสละเจตนาครอบครองที่ดินพิพาทและโอนการครอบครองโดยส่งมอบที่ดินพิพาทแก่ผู้ร้อง และผู้ร้องเข้าครอบครองโดยเจตนายืดถือเพื่อดูแล การครอบครองที่ดินพิพาทของนายคำ นางเบาจึงสิ้นสุดลง ผู้ร้องย่อมได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาทด้านประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๖๙, ๑๓๗๗ และ ๑๓๗๘ ที่ดินพิพาทจึงเป็นของผู้ร้อง ที่โจทก์ฎีกาต่อมาว่า โจทก์เป็นบุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริต เสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนรับจำนองโดยถูกต้องตามกฎหมายย่อมได้รับความคุ้มครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๙๙ วรรคสอง นั้น เห็นว่า เมืองนายคำ นางเบาไม่ใช่เจ้าของที่ดินพิพาทแล้ว ดังนี้ นางทองธันทร์ผู้เป็นยายาของนายคำกับนางเบาจึงไม่มีสิทธินำที่ดินพิพาทไปขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์เป็นของตนเอง และไม่มีสิทธินำที่ดินพิพาทไปจำนองแก่โจทก์ไม่ เพราะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๐๕ การจำนองจึงไม่มีผลโดยไม่ต้องคำนึงว่าโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับจำนองสุจริตหรือไม่ เพราะสิทธิของผู้ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ที่ห้ามมิให้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและยิ่งโดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๙๙ วรรคสอง นั้น ต้องเป็นการได้สิทธิในที่ดินที่ได้จดทะเบียนแล้ว และสิทธิที่ได้นั้นต้องเกิดจากการสารสิทธิของที่ดินที่ออกโดยชอบเมื่อการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในส่วนที่ดินพิพาทไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จะอ้างสิทธิที่เกิดจากหนังสือรับรองการทำประโยชน์ส่วนที่ออกโดยไม่ชอบดังกล่าวหาได้ไม่ กรณีเช่นนี้ไม่อยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๙๙ วรรคสอง คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๑๔๕/๒๕๓๘ จำเลยขายที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินที่มีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้แก่ผู้ร้องโดยไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนโอนสิทธิกันตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา ๔ ทวิ แต่การที่ผู้ร้องได้รับการครอบครองแล้วผู้ร้องย่อมได้สิทธิครอบครองไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๗๗ และ ๑๓๗๘ เมื่อจำเลยผู้จำนองมิใช่เจ้าของที่ดินนำที่ดินไปจำนองเป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๐๕ การจำนองจึงไม่มีผลโดยไม่ต้องคำนึงว่าผู้รับจำนองสุจริตหรือไม่ การได้ที่ดินมาโดยการซื้อขายและด้วยวิธีส่งมอบการครอบครองเป็นการได้มาโดยทางนิติกรรมไม่อยู่ในบังคับของมาตรา ๑๒๙๙ วรรคสอง ",แพ่ง,, 67,9,,กรณีผู้จำนองถึงแก่กรรม หากผู้รับจำนองประสงค์จะฟ้องบังคับจำนองแก่ทายาทของผู้จำนองต้องบอกกล่าวบังคับจำนองก่อนตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๒๘ หรือมาตรา ๗๓๕,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๕๕๓/๒๕๔๒ ในกรณีที่เจ้าหนี้ซึ่งเป็นผู้รับจำนองประสงค์จะฟ้องบังคับจำนอง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๒๘ บังคับให้เจ้าหนี้ต้องบอกกล่าวเป็นหนังสือไปยังผู้จำนองซึ่งเป็นลูกหนี้ในคำบอกรกล่าวนั้นเจ้าหนี้จะต้องกำหนดเวลาให้ผู้จำนองชำระหนี้จำนอง และกำหนดเวลาดังกล่าวจะต้องเป็นกำหนดเวลาอันสมควรด้วย เพื่อให้อโอกาสผู้จำนองชำระหนี้จำนอง ทำให้ไม่ต้องถูกฟ้องให้ศาลสั่งยึดทรัพย์สินซึ่งจำนองไปขายทอดตลาดเอาเงินมาชำระหนี้ การบอกกล่าวจึงเป็นเงื่อนไขที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับจำนองจะต้องกระทำให้ถูกต้องก่อน จึงจะฟ้องบังคับจำนองได้ การบอกกล่าวดังกล่าวเป็นการแสดงเจตนาที่จะต้องมีผู้รับการแสดงเจตนา คือผู้จำนอง เมื่อผู้จำนองถึงแก่กรรมก่อนผู้รับจำนองมีหนังสือบอกกล่าว แม้ว่ามีผู้อื่นรับหนังสือนั้นไว้ ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นการบอกกล่าวบังคับจำนองที่ชอบด้วย ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๒๘ เมื่อผู้จำนองถึงแก่กรรม มรดกของผู้จำนองซึ่งรวมตลอดถึงสิทธิหน้าที่และความรับผิดของผู้จำนองย่อมตกทอดแก่ทายาทตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๙๙, ๑๖๐๐ ถ้ามีผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองแล้ว โจทก์ผู้รับจำนองประสงค์จะบังคับจำนอง โจทก์ต้องมีจดหมายบอกกล่าวแก่ผู้รับโอนล่วงหน้าเดือนหนึ่งก่อน ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๓๕ ถ้ายังไม่ปรากฏว่าผู้ใดเป็นผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนอง แต่ผู้จำนองมีทายาหรือผู้จัดการมรดก โจทก์ต้องบอกกล่าวแก่บุคคลดังกล่าวซึ่งเป็นเสมือนผู้รับโอนทรัพย์สินที่จำนอง การบอกกล่าวนี้ต้องทำเป็นจดหมายหรือหนังสือ และต้องบอกกล่าวล่วงหน้าอย่างน้อย ๑ เดือน โจทก์จึงจะฟ้องบังคับจำนองได้ โจทก์มิได้บอกกล่าวบังคับจำนองแก่จำเลยซึ่งเป็นทายาทของผู้จำนองก่อนฟ้อง และการที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นการบอกกล่าวบังคับจำนองตามกฎหมาย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องบังคับจำนอง แต่ต่อมา มีคำพิพากษาฎีกา (ไม่ได้ลงพิมพ์โฆษณา) วินิจฉัยไปอีกทางหนึ่งว่า คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๗๐๖/๒๕๕๔ มีประเด็นต้องวินิจฉัยต่อไปว่า โจทก์บอกกล่าวบังคับจำนองโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยทั้งห้าฎีกาว่า จำเลยทั้งห้าเป็นผู้รับโอนทรัพย์สินมาจากนายโกมินทร์ โจทก์จึงต้องมีหนังสือบอกกล่าวแก่จำเลยทั้งห้าล่วงหน้า ๑ เดือนนั้นเห็นว่า จำเลยทั้งห้าเป็นบุตรของนายโกมินทร์ จำเลยทั้งห้ารับโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินจากนายโกมินทร์สืบเนื่องมาจากการรับมรดกจึงต้องรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ของนายโกมินทร์ กล่าวคือต้องรับผิดตามสัญญาจำนองแทนนายโกมินทร์ หาใช่เป็นผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์จำนองแต่อย่างใด กรณีของจำเลยทั้งห้าจึงมิต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๓๕ ที่โจทก์ในฐานะผู้จำนองจะต้องมีจดหมายบอกกล่าวล่วงหน้า ๑ เดือน แต่อย่างใด ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งห้าฝังไม่ขึ้น โจทก์มีหนังสือลงวันที่ ๓ พฤษภาคม ๒๕๔๔ ให้จำเลยทั้งห้าชำระหนี้ภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันได้รับหนังสือ ซึ่งจำเลยทั้งห้าได้รับหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองแล้วตั้งแต่วันที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๔๔ จึงต้องชำระหนี้ภายในวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๔๔ จำเลยทั้งห้าไม่ชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองจึงตกเป็นผู้ผิดนัดตั้งแต่วันดังกล่าว จึงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ ",แพ่ง,, 67,10,,ผู้สมคบคิดกับพนักงานขับรถของผู้ขนส่งให้ขนสินค้าของผู้ส่งโดยยอมจ่ายเงินให้แก่พนักงานขับรถซึ่งถูกกว่าที่จะจ่ายค่าระวางขนส่งให้แก่ผู้ขนส่งตามระเบียบกรรมการผู้มีอำนาจของผู้ขนส่งทราบเรื่องจึงวางแผนสั่งไม่ให้พนักงานขับรถไม่ให้ส่งสินค้าตามที่ผู้ส่งนัดแนะ และให้นำสินค้าของผู้ส่งมาเก็บรักษาไว้เองเพื่อเรียกค่าระวางขนส่งสินค้าจึงจะยอมคืนสินค้าให้เป็นความผิดฐานลักทรัพย์หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๖๔๗/๒๕๕๕โจทก์ร่วมลักลอบนำสินค้าไปฝากคนขับรถ โดยสารปรับอากาศของบริษัท ป. จำกัด โดยไม่ยอมเสียค่าระวางขนส่งตามระเบียบ โจทก์ร่วมควบคิดกับพนักงานขับรถหรือเด็กประจำรถให้ขนสินค้าของโจทก์ร่วมจากอำเภอหาดใหญ่มาส่งที่สถานีบริการน้ำมันบางจาก จังหวัดสมุทรสาคร โดยโจทก์ร่วมยอมจ่ายเงินให้แก่พนักงานขับรถหรือเด็กประจำรถซึ่งถูกกว่าที่จะจ่ายให้แก่บริษัท ป. จำกัด การกระทำดังกล่าวเป็นการร่วมกับพนักงานขับรถกระทำการทุจริตต่อบริษัท ป. จำกัด เมื่อจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจทราบเรื่องจึงวางแผนจับผิดพนักงานขับรถและสั่งไม่ให้ส่งสินค้าให้แก่โจทก์ร่วมตามที่โจทก์ร่วมนัดแนะกับพนักงานขับรถไว้ แล้วให้นำสินค้ามาเก็บรักษาไว้ที่บ้านของจำเลยที่ ๑ เพื่อเรียกค่าระวางขนส่งสินค้า การที่จำเลยที่ ๑ ไม่ยอมเจรจาและคืนสินค้าในตอนแรกก็เพราะรู้สึกโกรธและไม่พอใจที่โจทก์ร่วมกระทำการเช่นนั้น เมื่อโจทก์ร่วมยังไม่ยอมเสียค่าระวางขนส่งสินค้า จำเลยที่ ๑ ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัท ป. จำกัด ผู้ขนส่ง ชอบที่จะยืดหน่วงเอาของไว้ก่อนได้ตามที่จำเป็น เพื่อประกันการใช้เงินค่าระวางพาหนะและอุปกรณ์ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๓๐ ครั้นเมื่อโจทก์ร่วมชำระค่าระวางสินค้าแล้ว จำเลยที่ ๑ ก็สั่งให้คืนสินค้าแก่โจทก์ร่วมจากพฤติการณ์ดังกล่าวจำเลยที่ ๑ มิได้มีเจตนาทุจริตที่จะเอาสินค้าของโจทก์ร่วมไปเป็นประโยชน์ของตนเองหรือผู้อื่น จึงไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ ",อาญา,, 67,10,,การสำคัญผิดในข้อเท็จจริงคิดว่าจะถูกทำร้าย จะอ้างเหตุป้องกันได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๓๓/๒๕๕๕ มีดเล่มใช้แห่งผู้เสียหายมีขนาดยาวประมาณ ๑ ฟุต ถือเป็นมีดที่มีขนาดใหญ่วิญญาณชนโดยทั่วไปย้อมทราบนว่าสามารถทำอันตรายต่อชีวิตได้ การที่จำเลยใช้อาวหมิดดังกล่าวแห่งผู้เสียหายที่บริเวณหน้าห้องซึ่งมีอวัยวะสำคัญอยู่ภายใน จำเลยย่อมเล็งเห็นผลได้ว่าอาจทำให้ผู้เสียหายถึงแก่ความตายได้ จำเลยไม่ได้ทะเลาะกับผู้เสียหายไม่มีเหตุจะมาก็ตาม แต่ในสภาพขณะที่แห่งนั้นต้องพิจารณาจากการกระทำอันเป็นเครื่องชี้เจตนาของจำเลยและฝ่ายไม่ได้ว่าจำเลยมีเจตนาเพียงทำร้ายการที่จำเลยมีเรื่องทะเลาะกับเพื่อน ๆ ถึง ๕ คน และถือเก้าอี้จะทำร้ายจำเลยแม้สาเหตุการทะเลาะจะเป็นเรื่องเล่นการพนันซึ่งผิดกฎหมาย แต่เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าจำเลยเป็นคนก่อเหตุและสมัครใจทะเลาะวิวาทด้วย จำเลยหันไปแทงผู้เสียหายที่เข้ามาทางด้านหลังเพียง ๑ ครั้ง ย่อมถือว่าจำเลยใช้สิทธิป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย การที่ผู้เสียหายเข้าทางด้านหลังจำเลยระหว่างนั้น ทำให้จำเลยสำคัญผิดคิดว่าผู้เสียหายจะเข้ามาทำร้าย จึงเป็นกรณีที่จำเลยสำคัญผิดในข้อเท็จจริง แม้ข้อเท็จจริงนั้นจะไม่มีอยู่จริง จำเลยก็สามารถอ้างเหตุป้องกันได้ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๖๒ วรรคแรก แต่ผู้ที่ร่วมทำร้ายจำเลยมีเพียงเก้าอี้เป็นอาวุธและยังไม่ได้ทำร้ายจำเลย โดยเฉพาะผู้เสียหายแม้ว่าเข้ามาทางด้านหลังของจำเลยแต่ผู้เสียหายก็ไม่มีอาวุธ การที่จำเลยใช้อาวุธมียาวประมาณ ๑ ฟุต แทงผู้เสียหายบริเวณหน้าท้องชิ่งเป็นอวัยวะสำคัญอย่างรุนแรง จึงเป็นการป้องกันเกินสมควรแก่เหตุดาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๖๙ ",อาญา,, 67,10,,"ผู้ตายเป็นฝ่ายหาเรื่องด่าว่าและพูดขับไล่จำเลยโดยจำเลยมิได้เป็นฝ่ายกระทำผิดใด ๆ ต่อผู้ตายเลย จนมีผู้นำตัวจำเลยแยกกลับไปส่งที่บ้านแล้ว จำเลยนำชะแลงไปดักซุ่มรอแล้วตีผู้ตาย จะอ้างว่าเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะได้หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๗๒๑/๒๕๕๕ แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่าก่อนเกิดเหตุผู้ตายเป็นฝ่ายหาเรื่องด่าว่าและพูดขับไล่จำเลย โดยจำเลยไม่ได้เป็นฝ่ายกระทำผิดใด ๆ ต่อผู้ตายเลยก็ตาม แต่เมื่อมีผู้นำตัวจำเลยแยกกลับไปส่งที่บ้านจำเลยแล้ว จำเลยกลับย้อนไปดักชุมรอตรงเส้นทางที่รู้ว่าผู้ตายต้องผ่านโดยนำชะแลงติดตัวไปด้วย เมื่อผู้ตายขับรถจักรยานยนต์ผ่านมาจำเลยก็ได้ใช้ชะแลงตีผู้ตาย พฤติการณ์ที่จำเลยไปดักชุมรอ ทั้งที่เหตุการณ์ที่ผู้ตายด่าว่าหาเรื่องจำเลยผ่านไปก่อนหน้านั้นแล้ว จึงมิใช่เป็นการกระทำต่อผู้ตายโดยบันดาลโทสะซึ่งต้องเป็นระยะเวลาทันทีที่จำเลยถูกด่าว่า การที่จำเลยกลับมาถึงบ้านแล้วนำชะแลงไปดักซุ่มรอผู้ตายเป็นการคิดวางแผนไตร่ตรองมาก่อนแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนจึงชอบแล้ว ",อาญา,, 67,10,,"สัญญากู้เงินคิดดอกเบี้ยกินอัตราที่กฎหมายกำหนด ผู้ให้กู้จะมีสิทธิฟ้องเรียกต้นเงินและดอกเบี้ยตามสัญญา กู้ได้หรือไม่เพียงใด และหากผู้กู้ชำระดอกเบี้ยให้แก่ผู้ให้กู้ตามสัญญาไปแล้ว จะเรียกร้องให้คืนหรือให้นำมาหักหนี้ที่ค้างชำระตามสัญญากู้ได้หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๒๐๗/๒๕๕๕ บิดาโจทก์และโจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๓ ต่อเดือน หรือร้อยละ ๓๖ ต่อปี ซึ่งเกินกว่าอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๕๔ และ พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราฯ มาตรา ๓ (ก) ดอกเบี้ยตกเป็นโมฆะ ต้นเงินตามสัญญากู้เงินที่ได้มาจากดอกเบี้ยที่ไม่ชอบทั้งหมดย่อมตกเป็นโมฆะด้วย แม้สัญญากู้ยืมเงินมีส่วนของต้นเงินที่มาจากดอกเบี้ยที่ไม่ชอบรวมอยู่ด้วยก็ไม่ทำให้ส่วนของต้นเงินที่ชอบจำนวน ๒๐๘,๑๑๕.๐๖ บาท เสียไปด้วยเพราะพึงสันนิษฐานโดยพฤติการณ์แห่งกรณีได้ว่า โจทก์และจำเลยทั้งสองเจตนาให้ส่วนที่ไม่เป็นโมฆะแยกออกจากส่วนที่เป็นโมฆะได้ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๓ โจทก์จึงคงมีสิทธิเรียกร้องตามสัญญากู้ในส่วนต้นเงินจำนวน ๒๐๘,๑๑๕.๐๖ บาท การที่จำเลยทั้งสองชำระดอกเบี้ยที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นการชำระหนี้ตามอำเภอใจทั้งที่รู้อยู่ว่าตนไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระ จำเลยทั้งสองจึงไม่อาจเรียกร้องคืนหรือให้นำมาหักหนี้ที่จำเลยทั้งสองค้างชำระอยู่ได้ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๐๗ แม้โจทก์ไม่มีสิทธิติดดอกเบี้ยจากจำเลยทั้งสองตามสัญญากู้เงินเพราะตกเป็นโมฆะ แต่เมื่อหนี้เงินกู้เป็นหนี้เงินโจทก์ยังมีสิทธิติดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ได้ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๒๔ วรรคหนึ่ง เมื่อสัญญาภูมิเงินกำหนดให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ตามวันแห่งปฏิทิน จำเลยทั้งสองมิได้ชำระตามกำหนดจึงตกเป็นผู้ผิดนัดทันทีตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๐๔ วรรคสอง จำเลยทั้งสองต้องรับผิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินจำนวน ๒๐๘,๑๑๕.๐๖ บาท ",แพ่ง,, 67,10,,ผู้เป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนคนหนึ่งทำสัญญาว่าจ้างในทางที่เป็นธรรมดาการค้าขายของห้าง โดยสัญญาจ้างไม่ปรากฏลายมือชื่อและตราประทับของผู้เป็นหุ้นส่วนอื่น ผู้เป็นหุ้นส่วนอื่นจะต้องร่วมรับผิดด้วยหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๒๐๐/๒๕๕๕ จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และบริษัท ซ. ร่วมกันประกอบธุรกิจโดยประสงค์จะมีภาษีขาย จึงได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม เรียกการเข้าร่วมกันดังกล่าวว่ากิจการร่วมค้า จึงมีลักษณะเป็นการเข้ากันของจำเลยทั้งสองและบริษัท ซ. เพื่อกระทำกิจการร่วมกัน การทำธุรกิจของกิจการร่วมค้าตามที่ปรากฏในสัญญาจ้างระหว่างการไฟฟ้านครหลวงกับจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และบริษัท ซ. ในนามกิจการร่วมค้าตามสัญญาจ้างมีลักษณะเป็นการแสดงหากำไร พฤติการณ์ในการเข้าร่วมกันเป็นกิจการร่วมค้าดังกล่าวเป็นการแสดงหากำไรเพื่อแบ่งปันกัน กรณีจึงเป็นการทำสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๐๑๒ เมื่อห้างหุ้นส่วนที่จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และบริษัท ซ. จัดตั้งขึ้นเป็นกิจการร่วมค้าแต่มิได้จดทะเบียนห้างหุ้นส่วน คงจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้เท่านั้น กิจการร่วมค้าจึงไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล แต่มีสภาพและสถานะเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียน ซึ่งผู้เป็นหุ้นส่วนจะต้องรับผิดร่วมกันเพื่อหนี้ทั้งปวงของหุ้นส่วนโดยไม่จำกัดตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๐๒๕ ดังนั้น การที่จำเลยที่ ๒ ในฐานะหุ้นส่วนของกิจการร่วมค้าจำเลยที่ ๑ ทำสัญญาต่อโจทก์ จึงเป็นการใดที่ผู้เป็นหุ้นส่วนได้จัดทำไปในทางที่เป็นธรรมดาการค้าขายของห้างหุ้นส่วนนั้น ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนย่อมมีความผูกพันในการนั้นด้วย และจะต้องรับผิดร่วมกันโดยไม่จำกัดจำนวนในการชำระหนี้อันได้ก่อให้เกิดขึ้นเพราะจัดการไปเช่นนั้นตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๐๕๐ โจทก์จึงฟ้องจำเลยที่ ๓ ให้ร่วมกับจำเลยที่ ๒ รับผิดต่อโจทก์ได้ ",แพ่ง,, 67,10,,ใช้ทางเดินในที่ดินของบุคคลอื่นโดยได้รับอนุญาตจากเจ้าของที่ดิน จะได้ภาระจำยอมโดยอายุความตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๐๑ หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๔๐๒/๒๕๕๕ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๐๑ บัญญัติว่า ภาระจำยอมอาจได้มาโดยอายุความ ทำให้นำบทบัญญัติดังกล่าวคือการได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินของผู้อื่นโดยอายุความตามมาตรา ๑๓๘๒ ที่วางหลักไว้ว่าต้องเป็นการครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่นไว้โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ ดังนั้น การได้ภาระจำยอมโดยอายุความจึงต้องเป็นการใช้ทางเดินของผู้อื่นโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาให้ได้ภาระจำยอมในทางเดิน เมื่อโจทก์ทั้งสองใช้ทางเดินพิพาทโดยได้รับอนุญาตจาก ซ. เจ้าของที่ดินเดิมมาตั้งแต่แรก หาก ซ. ไม่อนุญาตให้ใช้โจทก์ทั้งสองก็ไม่อาจใช้ทางเดินพิพาทได้ การใช้ทางพิพาทของโจทก์ทั้งสองจึงหาเป็นการใช้ด้วยเจตนาจะให้ได้ภาระจำยอมไม่ แต่เป็นการใช้ทางร่วมกับบุคคลอื่น โดย ซ. เจ้าของที่ดินจัดไว้ให้เพื่อเป็นทางเข้าออก ดังนั้น แม้โจทก์ทั้งสองจะใช้ทางพิพาทมานานเท่าใดก็ไม่อาจข้างว่าทางพิพาทเป็นภาระจำยอมแก่โจทก์ทั้งสองโดยอายุความได้,แพ่ง,, 67,10,,สัญญาเช่ามีข้อความว่า ก่อนครบกำหนดสัญญาเช่า ผู้ให้เช่าจะปรับเปลี่ยนค่าเช่าหรือระยะเวลาเช่าในอัตราที่เป็นธรรมดังที่ปฏิบัติตามปกติประเพณี เป็นคำมั่นจะให้เช่าหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๘๐๑/๒๕๕๕ โจทก์อ้างว่า สัญญาเช่ามีคำมั่นว่าก่อนครบสัญญาเช่า โจทก์และจำเลยจะปรับเปลี่ยนค่าเช่าหรือระยะเวลาเช่าในอัตราที่เป็นธรรมดังที่ปฏิบัติตามปกติประเพณีข้อความดังกล่าวไม่มีรายละเอียดชัดเจนเกี่ยวกับค่าเช่าหรือระยะเวลาเช่าที่แน่นอนอันเป็นสาระสำคัญของสัญญาเช่า จึงยังไม่เข้าลักษณะคำมั่นจะให้เช่า เมื่อจำเลยเพิกเฉยไม่สนองรับคำเสนอที่โจทก์แจ้งไป ถือว่าคำเสนอของโจทก์ตกไป สัญญาเช่าจึงไม่เกิดขึ้น กรณีถือได้ว่าจำเลยไม่ได้กระทำการอันเป็นการโต้แย้งสิทธิหน้าที่ของโจทก์ที่โจทก์จะบังคับให้จำเลยทำสัญญาเช่าฉบับใหม่กับโจทก์ตาม ป.ว.พ. มาตรา ๕๕ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย ซึ่งในชั้นตรวจคำฟ้องศาลชั้นต้นต้องปฏิบัติตามป.ว.พ. มาตรา ๑๗๒ วรรคท้าย ที่บัญญัติว่า “ให้ศาลดรวจนคำฟ้องนั้นแล้วส่งรับไว้ หรือให้ยกเสีย หรือให้คืนไปตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๘” คำว่า ให้ยกเสียตามบทบัญญัติดังกล่าวจึงเป็นการยกฟ้องของโจทก์นั่นเอง ศาลย่อมมีอำนาจยกฟ้องในชั้นตรวจคำฟ้องได้โดยไม่จำเป็นต้องส่งรับฟ้องไว้ก่อน,แพ่ง,, 67,11,,ผู้กระทำความผิดเข้าใจว่าผู้ถูกกระทำมีอายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปี จึงได้พรากไปเสียจากบิดามารดาและได้กระทำชำเราโดยผู้ถูกกระทำยินยอมจะมีความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราหรือพรากผู้เยาว์หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๖๑๗/๒๕๕๕ รูปร่างและลักษณะของผู้เสียหายที่ ๑ ย่อมมีเหตุผลทำให้จำเลยเข้าใจว่าผู้เสียหายที่ ๑ มีอายุเกินกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปี ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๗ และมาตรา ๓๑๗ วรรคสาม การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำโดยไม่รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิด เป็นการขาดเจตนากระทำความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๙ วรรคสาม วรรคสอง และวรรคแรก การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๗ วรรคสอง (เดิม) และมาตรา ๓๑๗ วรรคสาม และเมื่อผู้เสียหายที่ ๑ อินยอมให้จำเลยกระทำชำเรา การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๖ (เดิม) เช่นกัน ส่วนความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดาเพื่อการอนาจาร จำเลยกระทำโดยเข้าใจผิดคิดว่าผู้เสียหายที่ ๑ มีอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปี จำเลยกระทำไปโดยไม่รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๗ วรรคสาม จำเลยจึงไม่มีเจตนากระทำความผิดฐานนี้ด้วย แต่ความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจารตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๗ วรรคสาม รวมการกระทำผิดฐานพรากผู้เยาว์อยู่ภายใต้สิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๙ วรรคแรก ซึ่งเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง ศาลย่อมลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้ได้ตาม ป.ว.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคท้าย ",อาญา,, 67,11,,สามีไปยักยอกเงินผู้อื่นแล้วนำเงินที่ยักยอกมาไปใช้จ่ายในครอบครัว จัดการบ้านเรือน จัดหาสิ่งจำเป็นสำหรับครอบครัว อุปการะเลี้ยงดูและรักษาพยาบาลบุคคลในครอบครัว จะถือว่าหนี้ที่ยักยอกเงินดังกล่าวเป็นหนี้ร่วมของสามีภริยาหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๗๒๖๑/๒๕๕๕ หนี้ร่วมของสามีภริยาตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๙๐ (๑) ถึง (๔) ต้องเป็นหนี้ที่เกี่ยวกับนิติกรรมสัญญาที่กระทำขึ้นร่วมกันเท่านั้น ไม่รวมถึงหนี้ที่เกิดจากการทำละเมิดหรือการกระทำอันมิชอบด้วยกฎหมาย แม้ว่าเหตุจริงพังได้ว่าผู้ตายเก็บเงินจากสมาชิกผู้กู้เป็นรายเดือนแล้วนำส่งเข้าบัญชีเงินฝากของโจทย์ไม่ครบถ้วนตามฟ้องอันมีลักษณะเป็นการยักยอกซึ่งเป็นการทำละเมิดต่อโจทย์โจทย์จึงชอบที่จะฟ้องเรียกร้องเอาเงินคืนจากทรัพย์มรดกของผู้ตายหรือทางยาทผู้รับมรดกของผู้ตายโดยตรง การที่ผู้ตายนำเงินที่ยักยอกมาไปใช้จ่ายในครอบครัว จัดการบ้านเรือนจัดหาสิ่งจำเป็นสำหรับครอบครัว อุปการะเลี้ยงดูและรักษาพยาบาลบุคคลในครอบครัวก็ไม่ถือว่าเป็นหนี้ร่วมตามมาตรา ๑๔๙๐ (๑) โจทย์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๑ สามีโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายให้รับผิดในหนี้ดังกล่าวในฐานะเป็นหนี้ร่วมได้ ",แพ่ง,, 67,11,,มีเจตนาร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่น เมื่อผลของการร่วมกันทำร้ายเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำได้รับอันตรายสาหัส หากตัวการที่ร่วมทำร้ายผู้อื่นมิได้เป็นผู้ลงมือกระทำให้เกิดผลขึ้นจะต้องรับผิดในผลนั้นด้วยหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๕๙/๒๕๕๕ ความผิดฐานทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำได้รับอันตรายสาหัสตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๗ เป็นเหตุที่ทำให้ผู้กระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายตามมาตรา ๒๙๕ ต้องรับโทษหนักขึ้นเพราะผลที่เกิดจากการกระทำโดยผู้ที่กระทำไม่จำกต้องมีเจตนาต่อผลที่ทำให้ต้องรับโทษหนักขึ้น ตัวการที่ร่วมทำร้ายผู้อื่น แม้ว่าไม่มีเจตนาให้ผู้นั้นได้รับอันตรายสาหัสหรือมิได้เป็นผู้ลงมือกระทำให้เกิดผลขึ้นก็ต้องรับผิดในผลนั้นด้วย จำเลยทั้งสองมากับ ว. และหลบหนีไปพร้อมกันกับ ว. แสดงว่าจำเลยทั้งสองมีเจตนาทำร้ายโจทย์ร่วมทั้งสองร่วมกับ ว. เมื่อผลของการร่วมกันทำร้ายของจำเลยทั้งสองเป็นเหตุให้โจทย์ร่วมที่ ๒ ได้รับอันตรายสาหัส จำเลยทั้งสองก็ต้องรับโทษหนักขึ้นจากผลของการร่วมกันทำร้ายที่ทำให้โจทย์ร่วมที่ ๒ ได้รับอันตรายสาหัสนั้นด้วย ",อาญา,, 67,11,,"ทำสัญญาเป็นผู้กู้แทนผู้กู้เดิม จะอ้างว่าไม่เคยกู้เงินหรือรับเงินไปตามหนังสือสัญญากู้เงินจึงไม่ต้องรับผิดตามหนังสือสัญญากู้เงินได้หรือไม่ทำสัญญาเป็นผู้กู้แทนผู้กู้เดิมโดยเป็นผู้เชียนหนังสือสัญญากู้ ขณะเขียนไม่มีผู้ใดมาข่มขู่แต่ก่อนเขียนสัญญาได้ไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนว่ามีชายมาตบหน้าและบอกว่าเป็นหนี้ให้นำเงินมาใช้ด้วย ดังนี้สัญญาผู้เป็นโมฆียะหรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๔๑๑/๒๕๕๕ เดิมจำเลยที่ ๒ กู้ยืมเงินโจทย์หลายครั้งจนมีการทำสัญญาเงินกู้กัน ต่อมาโจทย์กับจำเลยที่ ๒ คิดยอดหนี้ค้างชำระแล้วจำเลยที่ ๑ ทำหนังสือสัญญากู้เงินแทนโดยจำเลยที่ ๒ ทำหนังสือสัญญาค้ำประกันเงินกู้ดังกล่าวแก่โจทก์ ถือได้ว่าเป็นการตกลงแปลงหนี้ใหม่ด้วยการเปลี่ยนตัวลูกหนี้จากจำเลยที่ ๒ มาเป็นจำเลยที่ ๑ แม้โจทก์เคยนำสัญญากู้เงินฉบับเดิมฟ้องจำเลยที่ ๒ แต่โจทก์ถอนฟ้องคดีดังกล่าวแล้ว เมื่อจำเลยทั้งสองตกลงแปลงหนี้ใหม่เท่ากับจำเลยที่ ๑ ซึ่งมิได้เป็นผู้กู้เดิมเข้ามาเป็นผู้กู้แทนจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นผู้กู้เดิม จึงถือว่าจำเลยที่ ๑ เป็นผู้กู้เงินและได้รับเงินไปตามหนังสือสัญญากู้เงินนั้นแล้ว หนี้ใหม่จึงสมบูรณ์ จำเลยทั้งสองจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ แม้จำเลยที่ ๑ จะไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนให้ลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานว่า ก่อนแจ้งมียายไทยสองคนมาทำงานของจำเลยที่ ๑ เรียกจำเลยที่ ๑ ออก ไปที่จอดรถและใช้มือตอบหน้าจำเลยที่ ๑ หนึ่งที บอกว่า “เป็นหนี้ให้นำเงินมาใช้ด้วย” จำเลยที่ ๑ เชื่อว่าสาเหตุมาจากการกู้เงินของจำเลยที่ ๒ และเกรงว่าจะได้รับอันตราย แต่จำเลยที่ ๑ ก็ตอบทนายโจทก์ถามค้านว่าจำเลยที่ ๑ เป็นผู้เขียนหนังสือสัญญากู้เงินดังกล่าว ขณะเขียนจำเลยที่ ๑ รู้ถึงผลที่ต้องผูกพันตามสัญญาดังกล่าวและไม่มีผู้ใดมาช่วยขู่ จึงบ่งชี้ชัดว่าภัยจากเหตุการณ์ดังกล่าวไม่ร้ายแรงถึงขนาดที่จะจุงใจให้จำเลยที่ ๑ ผู้ถูกข่มขู่มีมูลต้องกลัวให้ทำหนังสือสัญญากู้เงินดังกล่าว จึงไม่มีผลทำให้หนังสือสัญญากู้เงินดังกล่าวตกเป็นโมฆีะยะตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๔ วรรคสอง ",แพ่ง,, 67,11,,"ธนบัตรของกลางถ่ายสำเนามาจากธนบัตรที่แท้จริงด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องสแกนและเครื่องพริ้นเตอร์ กระดาษที่ใช้เป็นชนิดกระดาษ A4 แต่สีสันความคมชัดและกระดาษ มีความแตกต่างจากธนบัตรของจริงไปบ้าง จะเป็นความผิดฐานทำปลอมขึ้นซึ่งเงินตราเพื่อให้เป็นธนบัตรซึ่งรัฐบาลออกใช้หรือให้อำนาจให้ออกใช้หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๙๔๑/๒๕๕๕ การทำปลอมขึ้นซึ่งเงินตรา ไม่ว่าจะเป็นการปลอมขึ้นเพื่อให้เป็นเหรียญกษาปณ์หรือธนบัตรหรือสิ่งอื่นใด ซึ่งรัฐบาลออกใช้หรือให้อำนาจให้ออกใช้ หากสิ่งที่ทำขึ้นมีลักษณะอย่างเดียวกับเงินตราที่รัฐบาลออกใช้หรือให้อำนาจให้ออกใช้พอที่จะลงตาให้เห็นว่าเป็นเงินตรา ก็ดีอได้ว่าเป็นการทำปลอมขึ้นโดยไม่จำต้องทำปลอมถึงกับต้องพิจารณาดูหรือจับต้องเสียก่อนจึงจะรู้ว่าเป็นของปลอมสำหรับธนบัตรปลอมของกลางเห็นได้ชัดว่าทำขึ้นโดยมีรูปร่างลักษณะ ขนาด สีสัน ลวดลายและตัวอักษรบนธนบัตรเหมือนกับธนบัตรฉบับละ ๑,๐๐๐ บาท ที่แท้จริงทุกประการ แม้สีสัน ความคมชัดและกระดาษแตกต่างจากของจริงไปบ้างก็เป็นเรื่องธรรมดา เพราะในการทำปลอมตามปกติย่อมต้องมีความแตกต่างจากของจริงไม่มากก็น้อย จะให้เหมือนของจริงไปเสียทุกอย่างย่อมไม่ได้ และวัสดุที่ใช้ย่อมต้องด้อยคุณภาพกว่าของจริง หากแต่รูปลักษณะภายนอกก็เพียงพอต่อการลวงตาให้เห็นว่าเป็นเงินตราแล้ว จึงเป็นการทำปลอมขึ้นซึ่งเงินตราเพื่อให้เป็นธนบัตรซึ่งรัฐบาลไทยออกใช้หรือให้อำนาจให้ออกใช้ ดังนั้นการที่จำเลยมีเจตนากำปลอมขึ้นซึ่งเงินตราดังกล่าว จึงหาใช้มีเจตนาเพียงทำธนบัตรให้มีลักษณะและขนาดคล้ายคลึงกับเงินตราอันเป็นความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๔๙ วรรคแรกเท่านั้นไม่ จำเลยจึงมีความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๕๐ (ดูเทียบคำพิพากษาฎีกาที่ ๒๘๒๘/๒๕๕๑ ซึ่งเป็นการถ่ายสำเนาธนบัตรของจริงลงในกระดาษธรรมดา สีสันในส่วนสำเนาธนบัตรเป็นสีขาวไม่ผิด ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๔๙) ",อาญา,, 67,11,,"หุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัดถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดห้างหุ้นส่วนจำกัดเลิกกันโดยผลของกฎหมายตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๐๕๕ (๕) หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๔๔๘๘/๒๕๕๕ ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๐๕๕ (๕) ประกอบมาตรา ๑๐๘๐ ห้างหุ้นส่วนจำกัดย่อมเลิกกันเมื่อหุ้นส่วนผู้จัดการตายหรือล้มละลาย หรือตกเป็นผู้ไร้ความสามารถ แต่กรณีของจำเลยที่ ๒ เพียงแต่ถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ศาลยังไม่มีคำสั่งเป็นบุคคลล้มละลาย ซึ่งขั้นตอนในการที่ศาลจะมีคำสั่งให้ล้มละลายนั้นเป็นขั้นตอนคนละส่วนกับการสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดดังที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา ๖๑ ส่วนการที่ พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา ๖๒ บัญญัติว่า การล้มละลายของลูกหนี้เริ่มต้นมีผลตั้งแต่วันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์นั้น หมายความเพียงเฉพาะในเรื่องการจัดทรัพย์สินตามกฎหมายล้มละลาย แต่ในส่วนที่เกี่ยวกับฐานะบุคคลเช่นดังที่บัญญัติในเรื่องการเลิกห้างหุ้นส่วนตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๐๕๕ (๕) ต้องเป็นกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้สิ้มละลายไม่ใช่เพียงถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ลำพังเพียงแต่จำเลยที่ ๒ ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดไม่ทำให้ห้างจำเลยที่ ๑ ต้องเลิกตามกฎหมาย ทั้งยังปรากฏต่อมาว่าภายหลังศาลก็ไม่ได้พิพากษาให้จำเลยที่ ๒ ล้มละลายเพราะจำเลยที่ ๒ สามารถประนอมหนี้ก่อนล้มละลายได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษาว่าห้างจำเลยที่ ๑ ยังไม่เลิกกัน โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๑ จึงชอบด้วยกฎหมาย ",แพ่ง,, 67,12,,ทำสัญญาจำนองไว้ก่อนที่จะมีมูลหนี้ประธาน สัญญาจำนองสมบูรณ์ตามกฎหมายหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๙๒๔/๒๕๕๕ ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๐๗ ว่าด้วยจำนอง บัญญัติให้นำมาตรา ๖๘๑ ว่าด้วยค้ำประกันมาบังคับใช้ในการจำนองโดยอนุโลมซึ่งตามมาตรา ๖๘๑ วรรคสอง บัญญัติว่า “หนี้ในอนาคตหรือหนี้เงื่อนไขจะประกันไว้ เพื่อเหตุการณ์ซึ่งหนี้นั้นอาจเป็นผลได้จริงก็ประกันได้” ดังนั้น การจำนองเพื่อประกันหนี้ ในอนาคตจึงสามารถกระทำได้ ดังนั้น แม้จำเลยที่ ๒ จะทำสัญญาจำนองไว้ก่อนที่จะ เกิดมูลหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินซึ่งเป็นมูลหนี้ประธาน สัญญาจำนองก็ย่อมมีผลสมบูรณ์ หนังสือออกกล่าวบังคับจำนองระบุวันที่และเดือนตามสัญญาจำนองถูกต้องทุกฉบับ เพียงแต่ระบุปี พ.ศ. ผิดพลาดจาก “๒๕๓๘” เป็น “๒๕๓๙” โดยรายละเอียด เกี่ยวกับทรัพย์ที่จัดทะเบียนจำนอง วงเงินที่จำนองเป็นประกัน รวมถึงชื่อลูกหนี้ชั้นต้นตรง กันทุกสิ่งซึ่งเมื่อจำเลยที่ ๒ ได้รับหนังสือออกกล่าวบังคับจำนองก็ย่อมเข้าใจได้ว่าเป็นการ บอกกล่าวบังคับจำนองในคดีนี้ ข้อผิดพลาดในการพิมพ์ปี พ.ศ. ผิดพลาดจึงเป็นเพียง รายละเอียด หาไม่ผลทำให้การบอกกล่าวบังคับจำนองไม่ชอบแต่อย่างใดไม่ ",แพ่ง,, 67,12,,ผู้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินลงข้อกำหนดให้คิดดอกเบี้ยในตัว จะระบุในตัว สัญญาใช้เงินว่า กำหนดชำระดอกเบี้ยเป็นรายเดือนได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๒๕๘/๒๕๕๔ ข้อเท็จจริงเป็นยุติรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๔๐ ถึงวันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๔๐ จำเลยที่ ๑ ออกตัว สัญญาใช้เงินจำนวน ๕ ฉบับ รวมเป็นเงิน ๗๓๓,๖๔๙,๕๐๔.๒๒ บาท ตกลงดอกเบี้ย อัตราร้อยละ ๑๒ ปี และร้อยละ ๑๑ ต่อปี ระบุในตั๋วสัญญาใช้เงินว่า กำหนดชำระ ดอกเบี้ยเป็นรายเดือน โดยมีจำเลยที่ ๒ เป็นผู้รับอาวัล ต่อมาวันที่ ๑๓ พฤษภาคม ๒๕๔๑ จำเลยที่ ๒ จ่ายดอกเบี้ยสำหรับเดือนสิงหาคม ๒๕๔๐ ถึงเดือนเมษายน ๒๕๔๑ รวมมาในคราวเดียวกันให้แก่โจทก์โดยไม่จ่ายเป็นรายเดือนตามที่ระบุในตัว สัญญาใช้เงิน โจทก์ทวงถามแล้ว คดีมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ ๒ ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้องหรือไม่เพียงใด โจทก์อ้างว่าเป็นผู้ทรง มีสิทธิได้รับดอกเบี้ยเป็นรายเดือนตามตั๋วสัญญาใช้เงิน เมื่อจำเลยที่ ๒ ผิดนัด โจทก์จึงขอเรียกค่าเสียหายเป็นดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดจากดอกเบี้ย ดังกล่าวจากจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นผู้รับอาวัลนั้น เห็นว่า จำเลยที่ ๑ เป็นผู้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินจึงผูกพันเป็นอย่างเดียวกับผู้รับรองตัวแลกเงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๘๖ วรรคหนึ่ง จำเลยที่ ๒ ในฐานะผู้รับอาวัลของจำเลยที่ ๑ จึงผูกพันรับผิดเป็นอย่างเดียวกับจำเลยที่ ๑ อันเป็นบุคคลซึ่งตนประกันตามมาตรา ๙๔๐ วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา ๙๘๕ วรรคหนึ่ง แต่ความรับผิดตามตั๋วสัญญาใช้เงินจะมีเพียงใดต้องพิจารณาไปตามบทบัญญัติในลักษณะ ๒๑ เรื่องตัวเงินแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่กำหนดไว้ตามมาตรา ๙๘๕ วรรคหนึ่ง ว่าให้นำบทบัญญัติเรื่องตัวแลกเงินมาใช้กับตั๋วสัญญาใช้เงินด้วยคือมาตรา ๙๑๑, ๙๒๒, ๙๖๗ ถึง ๙๗๑ เป็นต้น ตามมาตรา ๙๑๑ บัญญัติว่า ผู้สั่งจ่ายซึ่งหมายถึงผู้ออกตั๋วสัญญาใช้เงิน จะกำหนดลงไว้ว่าจำนวนเงินอันจะพึงใช้นั้นให้คิดดอกเบี้ยด้วย ก็ได้ การที่จำเลยที่ ๑ กำหนดระบุให้คิดดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ระบุในตั๋วสัญญาใช้เงินจนถึงวันถึงกำหนดชำระ จึงเป็นการปฏิบัติตามความในบทบัญญัติมาตราดังกล่าว แต่การที่จำเลยที่ ๑ ระบุให้มีการจ่ายดอกเบี้ย “รายเดือน” จะทำให้มีผลผูกพันชำระดอกเบี้ยเป็นรายเดือนแก่โจทก์หรือไม่นั้น ได้ความว่าตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นตัวเงินอันมีลักษณะเป็นตราสารเปลี่ยนมือดังปรากฏตามมาตรา ๙๑๗ ที่กำหนดให้ตัวเงินทุกฉบับย่อมโอนกันได้ด้วยสลักหลังและส่งมอบ การสลักหลังต่อไปย่อมโอนไปซึ่งบรรดาสิทธิอันเกิดแต่ตัวเงินนั้นตามมาตรา ๙๒๐ วรรคหนึ่ง สิทธิตามตั๋วสัญญาใช้เงินที่ผู้รับโอนโดยชอบจะได้รับไปมีเพียงใด ได้มีบทบัญญัติมาตรา ๙๖๘ กำหนดว่าผู้ทรงจะเรียกร้องเอาเงินใช้จากบุคคลซึ่งตนใช้สิทธิไล่เบี้ยนั้นก็ได้ คือ (๑) จำนวนเงินในตัวเงินซึ่งเขาไม่รับรองหรือไม่ใช้กับห้งดอกเบี้ยด้วย หากว่ามีข้อกำหนดไว้ว่าให้คิดดอกเบี้ย... ด้วยเหตุนี้ การที่ตั๋วสัญญาใช้เงินทั้งห้าฉบับกำหนดให้คิดดอกเบี้ยก่อนวันถึงกำหนดใช้เงินตามความในมาตรา ๙๑๑ จำนวนดอกเบี้ยดังกล่าวจึงเป็นจำนวนที่จะต้องรวมเป็นยอดเงินที่ผู้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินและผู้รับอาวัลด้องผูกพันรับผิดเมื่อมีการไล่เบี้ย และเมื่อตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นตราสารเปลี่ยนมือที่ผู้ทรงย่อมมีสิทธิสลักหลังโอนต่อไปได้ จึงต้องเป็นการโอนไปทั้งจำนวนเต็มของยอดเงินที่กำหนดไว้ในตัวเงินและดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นตามผลของมาตรา ๙๑๑ ดังกล่าว กรณีไม่อาจกำหนดให้มีการจ่ายดอกเบี้ยออกไปจากตั๋วสัญญาใช้เงินก่อนได้ เพราะจะทำให้ความรับผิดในตั๋วสัญญาใช้เงินลดลงไม่ต้องด้วยมาตรา ๙๖๘ (๑) การระบุในตั๋วสัญญาใช้เงินตามเอกสารหมาย จ.๓ ถึง จ.๗ ให้จ่ายดอกเบี้ยเป็นรายเดือนจึงเป็นการกำหนดข้อความอื่นใดซึ่งมิได้มีบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ลักษณะ ๒๑ ดังกล่าว ถ้าเขียนลงในตัวเงินท่านว่าข้อความอันนั้นหาเป็นผลอย่างหนึ่งอย่างใดแก่ตัวเงินนั้นไม่ตามมาตรา ๔๙๙ ดังนั้น ข้อความที่เขียนให้มีการจ่ายดอกเบี้ยเป็น “รายเดือน” จึงถือเสมือนว่าไม่มีการเขียนลงไว้ในตัวเงิน ทั้งตั๋วสัญญาใช้เงินตามฟ้องมีมูลหนี้มาจากสัญญาฝากทรัพย์ดังกล่าว ซึ่งไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ ๒ ที่เป็นเพียงผู้รับอาวัลด้ว สัญญาใช้เงิน จึงไม่อาจบังคับจำเลยที่ ๒ ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้องได้ ",แพ่ง,, 67,12,,"ผู้สั่งจ่ายเขียนข้อความด้านหลังเช็คว่า เช็คฉบับนี้ให้ไว้เพื่อประกันหนี้โดยไม่ปรากฏว่าผู้ทรงตกลงด้วย ข้อความดังกล่าวมีผลแก่ตั๋วเงินหรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๒๐๖/๒๕๕๔ ข้อความด้านหลังเช็คที่ระบุว่า ""เช็คฉบับนี้ ให้ไว้เพื่อประกันหนี้"" ปรากฏว่าฝ่ายจำเลยเขียนข้อความขึ้นเองฝ่ายเดียวโดยไม่ปรากฏว่าโจทก์ตกลงด้วย ทั้งเป็นข้อความที่ไม่มีบทบัญญัติใดใน ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ลักษณะตัวเงินบัญญัติให้เขียนลงได้ในตัวเงิน การเขียนข้อความเช่นนี้ย่อมไม่มีผลใด ๆ แก่ตัวเงินตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๙๙ การที่พนักงานของโจทก์ไม่นำมาเป็นเหตุโต้แย้ง ย่อมไม่เป็นพิรุธ เพราะข้อความดังกล่าวไม่มีผลต่อความสมบูรณ์ของเช็คพิพาทแต่ประการใด โจทก์จึงไม่จำต้องทำตามข้อห้ามที่ด้านหลังเช็คพิพาท ประกอบกับไม่ปรากฏรายละเอียดว่าจำเลยทั้งสองจะใช้นี้โจทกด้วยวิธีใดอีก และจะใช้นี้ให้เสร็จเมื่อใด ข้ออ้างตามฎีกาของจำเลยทั้งสองที่ว่าจำเลยทั้งสองออกเช็คพิพาทโดยวัตถุประสงค์เพื่อประกันหนี้จึงฟังไม่ขึ้น ",แพ่ง,, 67,12,,"ผู้รับจำนองฟ้องผู้จำนองให้ชำระหนี้และไถ่ถอนจำนองแล้ว ต่อมาไปตกลงประนีประนอมยอมความกันนอกคดีให้ผู้จำนองจดทะเบียนโอนทรัพย์จำนองให้แก่ผู้รับจำนอง ส่วนคดียังคงปล่อยให้ศาลดำเนินคดิต่อไป ดังนี้ จะถือเป็นข้อพิรุธในการจดทะเบียนโอนในการที่บุคคลผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนร้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนหรือไม่หรือการจดทะเบียนโอนทรัพย์จำนองมีผลบังคับหรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๖๓๕/๒๕๕๔ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๐๐ กำหนดแต่เพียง ให้สิทธิบุคคลผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อน เรียกให้เพิกถอนการ จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่จะทำให้ตนต้องเสียเปรียบ โดยไม่คำนึงว่าบุคคลผู้ทำการโอนนั้นจะทราบถึงสิทธิของบุคคลผู้ขอให้เพิกถอนหรือไม่ เมื่อศาลมีคำพิพากษา ให้จำเลยที่ ๑ จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทให้แก่โจทย์ ย่อมเกิดสิทธิ แก่โจทย์เป็นผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนบุคคลอื่นทันที บุคคลอื่นจะทำให้เสียสิทธิหาได้ไม่เว้นแต่เป็นการโอนอันมีคำตอบแทนและผู้รับโอนกระทำ การโดยสุจริตจึงจะเพิกถอนไม่ได้ โดยไม่คำนึงว่าผู้โอนจะกระทำการโดยสุจริตหรือไม่ ดังนั้น จำเลยที่ ๑ จะทราบคำพิพากษาดังกล่าวหรือไม่ มิใช่สาระสำคัญในการที่โจทย์ ซึ่งเป็นผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนร้องขอให้เพิกถอนการ จดทะเบียนโอนระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๒ เป็นนิติบุคคลประเภทธนาคาร ประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ จำเลยที่ ๒ ปล่อยสินเชื่อให้จำเลยที่ ๑ ดำเนินโครงการสร้างอาคารชุดและทาวน์เฮาส์ รวมทั้งที่ดินขายให้แก่บุคคลทั่วไป จำเลยที่ ๒ ย่อมทราบดีว่าจะต้องมีบุคคลที่สนใจเข้า ทำสัญญาจะซื้อจะขายกับจำเลยที่ ๑ การที่จำเลยที่ ๒ จะดำเนินการให้จำเลยที่ ๑ ชำระหนี้ย่อมกระทำได้โดยการฟ้องให้จำเลยที่ ๑ ชำระหนี้และไก่ถอนจำนอง ซึ่งจำเลยที่ ๒ ก็ได้กระทำการดังกล่าวแล้ว แต่จำเลยที่ ๒ ก็มิได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับ จำเลยที่ ๑ ในคดีดังกล่าว กลับเจรจากลลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน นอกคดีและให้จำเลยที่ ๑ จดทะเบียนกรรมสิทธิ์ห้องชุด ๒๔ ห้อง รวมทั้งห้องชุด พิพาทให้แก่จำเลยที่ ๒ ส่วนคดียังคงปล่อยให้ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาพิพากษา ต่อไป จึงเป็นข้อพิรุธของจำเลยที่ ๒ นอกจากนี้การที่จำเลยที่ ๒ จะนำทรัพย์ที่จำนอง หลุดเป็นของตนเองจะต้องเข้าเงื่อนไขตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๒๙ กล่าวคือ จะต้องได้ ความว่าจำเลยที่ ๑ ขาดส่งดอกเบี้ยมาแล้วเป็นเวลาถึง ๕ ปี จำเลยที่ ๑ มิได้แสดงให้ เป็นที่พอใจแก่ศาลว่าราคาทรัพย์สินนั้นท่วมจำนวนเงินอันค้างชำระ ซึ่งจำเลยที่ ๒ และ จำเลยที่ ๑ มิได้แจ้งแก่ศาลในคดีที่ฟ้องร้องกันถึงเงื่อนไขดังกล่าว การที่จำเลยที่ ๑ ตกลงเจรจากับจำเลยที่ ๒ แล้วให้จำเลยที่ ๑ โอนกรรมสิทธิ์ในห้องชุดรวมทั้งห้องชุดพิพาท ซึ่งติดภาระจำนองอยู่กับจำเลยที่ ๒ ให้แก่จำเลยที่ ๒ อันเป็นการบังคับจำนองโดย วิธีที่จำเลยที่ ๒ ผู้รับจำนองเรียกเอาทรัพย์จำนองหลุดโดยไม่ชอบด้วยบทบัญญัติ ดังกล่าวจึงไม่มีผลบังคับ",แพ่ง,, 67,13,,กระทำความผิดนอกราชอาณาจักรถ้าศาลในต่างประเทศพิพากษาให้ลงโทษและจำเลยได้ฟันโทษแล้ว ห้ามมิให้ลงโทษจำเลยในราชอาณาจักรอีก หากเป็นการกระทำต่างกัน คนละข้อหากันกับความผิดในราชอาณาจักร ศาลจะลงโทษจำเลยได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๐๕๓/๒๕๕๕ จำเลยฎีกาประการต่อมาว่า ศาลในต่างประเทศพิพากษาให้ลงโทษและจำเลยได้ฟันโทษแล้ว ห้ามมิให้ลงโทษจำเลยในราชอาณาจักรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๐ เห็นว่า ศาลในต่างประเทศพิพากษาให้ลงโทษจำเลยข้อหาค้างประเวณี แต่คดีนี้จำเลยกระทำความผิดข้อหาเป็นฐานจัดหาซึ่งบุคคลใดเพื่อการอนาจารและเพื่อให้บุคคลนั้นกระทำการค้างประเวณีเป็นคนละข้อหากัน และการกระทำต่างกัน การห้ามมิให้ลงโทษจำเลยในราชอาณาจักรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๐ ต้องเป็นการลงโทษเพราะการกระทำเดียวกันคือ เมื่อลงโทษข้อหาใดในต่างประเทศแล้วจะลงโทษข้อหาเดียวกันซ้ำในราชอาณาจักรอีกไม่ได้ ดังนั้น คดีนี้ย่อมลงโทษจำเลยได้ ",อาญา,, 67,13,,ร่วมกันรุมทำร้ายผู้อื่นเพื่อข่มขู่มิให้ยื่นซองสอบราคาจ้างเหมางาน จะเป็นความผิดฐานใดบ้าง,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๐๕๓/๒๕๕๕ จำเลยที่ ๒ ร่วมกับพวกครูทำรายผู้เสียหาย เพื่อข่มขู่มิให้ผู้เสียหายยืนของสอบราคาจ้างเหมางานที่จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นพี่ชายต่างบิดาของจำเลยที่ ๒ ขอไม่ให้ผู้เสียหายยืน จำเลยที่ ๒ จึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๕, ๓๐๙ วรรคแรก ประกอบมาตรา ๘๓ แม้จำเลยที่ ๒ ไม่ได้ยืนของสอบราคา แต่การที่จำเลยที่ ๒ ร่วมใช้กำลังประทุษร้ายต่อผู้เสียหายเพื่อให้จำกอยไม่เข้าร่วมในการเสนอราคาตามประกาศสอบราคาจ้างเหมางานผู้เสียหายต้องเข้ารับการรักษาพยาบาลจากแพทย์ที่โรงพยาบาลและไม่กลัวยื่น ซองสอบราคาภายในกำหนด การกระทำของจำเลยที่ ๒ จึงเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๖ ซึ่งไม่มีองค์ประกอบความผิดว่าผู้กระทำผิดจะต้องเป็นผู้เสนอราคาด้วย ",อาญา,, 67,13,,"การหักกลบลบหนี้จะต้องได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่งก่อนหรือไม่ หนี้ที่มีข้อโต้แย้งเพียงการคิดดอกเบี้ย จะหักกลบลบหนี้เฉพาะหนี้ส่วนที่ไม่มีข้อโต้แย้งนั้นได้หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๙๗๐/๒๕๕๕ คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ ๑ มีสิทธิหักเงินจากบัญชีเงินฝากประจำของโจทก์ชำระหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีของโจทก์หรือไม่ โดยโจทก์อ้างว่า โจทก์ไม่เคยให้ความยินยอมในการหักกลบลบหนี้และหนี้เบิกเงินเกินบัญชีของโจทก์ยังเป็นหนี้ที่มีข้อต่อสู้อยู่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๔๑ วรรคหนึ่ง บัญญัติติถึงเรื่องการหักกลบลบหนี้ไว้ว่า ถ้าบุคคลสองคนต่างมีความผูกพันซึ่งกันและกัน โดยมูลหนี้อันมีวัตถุเป็นอย่างเดียวกัน และหนี้ทั้งสองรายนั้นถึงกำหนดจะชำระไคร้ ท่านว่าลูกหนี้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งย่อมจะหลุดพ้นจากหนี้ของตนด้วยการหักกลบลบกันได้เพียงเท่าจำนวนที่ตรงกันในมูลหนี้ทั้งสองฝ่ายนั้น บทบัญญัติดังกล่าวมิได้กำหนดไว้เป็นเงื่อนไขในข้อใดเลยว่าการหักกลบลบหนี้จะต้องได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่งเสียก่อน เมื่อหนี้ทั้งสองฝ่ายต่างมีวัตถุเป็นอย่างเดียวกันคือเป็นหนี้เงิน และต่างถึงกำหนดที่จะชำระแล้วจำเลยที่ ๑ ย่อมใช้สิทธิหักกลบลบหนี้ได้โดยไม่ต้องให้โจทก์ให้ความยินยอม ส่วนที่โจทก์อ้างว่าหนี้เงินกู้เบิกเงินเกินบัญชีของโจทก์ยังเป็นหนี้ที่มีข้อต่อสู้อยู่นั้น เห็นว่า หนี้ที่มีข้อต่อสู้อยู่อันไม่อาจนำมาหักกลบลบหนี้ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๔๔ นั้น หมายถึงหนี้ที่ฝ่ายหนึ่งอ้างแล้วอีกฝ่ายมิข้อโต้แย้งไม่ยอมรับในข้อสาระสำคัญซึ่งมีผลต่อความรับผิดในหนี้ดังกล่าวหรือจำนวนหนี้ที่จะต้องรับผิด แต่จากการของโจทก์ในคดีหมายเลขดำที่ ธ. ๒๔๓๐๘/๒๕๔๒ ของศาลแพ่ง ซึ่งจำเลยที่ ๑ ฟ้องขอให้บังคับโจทก์และนางสินีนาถชำระหนี้เงินกู้เบิกเงินเกินบัญชี ๗๑, ๒๔๓, ๒๒๔. ๖๓ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๔.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๖๒,๗๘๘,๙๘๑.๕๙ บาท นั้น โจทก์ให้การรับว่าถึงสิ้นเดือนพฤศจิกายน ๒๕๔๐ โจทก์เป็นหนี้จำเลยที่ ๑ เป็นเงิน ๒๐,๒๓๐,๗๖๐,๘๐ บาท โดยโต้แย้งเพียงการคิดดอกเบี้ยนับแต่วันดังกล่าว ดังนี้ แสดงว่าในยอดหนี้ที่จำเลยที่ ๑ ใช้สิทธิหักกลบลบหนี้ ๖๗๐,๘๐๕.๖๔ บาท เป็นหนี้ส่วนที่โจทก์ไม่มีข้อโต้แย้งใด ๆ แล้ว จำเลยที่ ๑ จึงใช้สิทธิหักกลบลบหนี้ตามจำนวนนั้นได้ ",แพ่ง,, 67,13,,"ลูกหนี้ได้จำนองที่ดินของตนไว้เป็นประกันการชำระหนี้โดยมีผู้ค้ำประกันหนี้ ต่อมากเจ้าหนี้ได้หักเงินในบัญชีของผู้ค้ำประกันชำระหนี้บางส่วนของลูกหนี้ตามข้อตกลง ต่อมาลูกหนี้ได้ชำระหนี้ส่วนที่เหลือให้แก่เจ้าหนี้จนครบถ้วนแล้ว ผู้รับจำนองจึงจัดทะเบียนปลดจำนองให้ จะเป็นการละเมิดต่อผู้ค้ำประกันหนี้ของลูกหนี้หรือไม่ และเป็นการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นเหตุให้ผู้ค้ำประกันไม่อาจเข้ารับช่วงในสิทธิจำนองที่ได้ให้ไว้แก่เจ้าหนี้หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๕๔๔/๒๕๕๕ โจทก์ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันการชำระหนี้ของ อ. กับ ว. และบริษัท ร. ต่อจำเลย โดยตกลงยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกับ อ. ว. และ บริษัท ร. โดยโจทก์ได้มอบบัญชีเงินฝากประจำและทำหนังสือยินยอมให้หักชำระหนี้ จำเลยซึ่งเป็นเจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิหักเงินจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ชำระหนี้ได้ตามหนังสือยินยอมของโจทก์ เมื่อ อ. กับ ว. ชำระหนี้ครบถ้วนแล้ว ถือว่าหนี้ของ อ. กับ ว. ระงับไปเพราะการชำระหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๑๔ สัญญาจำนองที่ดินของ อ. กับ ว. ที่ให้ไว้เป็นประกันในการชำระหนี้แก่จำเลยย่อมระงับตาม มาตรา ๗๔๔ (๑) จำเลยในฐานะผู้รับจำนองจึงไม่มีสิทธิหน่วงเหนี่ยวถือสิทธิใด ๆ ในสัญญาจำนองและทรัพย์สินที่จำนองได้อีก และต้องคืนทรัพย์ซึ่งเป็นหลักประกันการชำระหนี้แก่เจ้าของทรัพย์ กรณีมิใช่เป็นการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นเหตุให้ผู้ค้ำประกันไม่อาจเข้ารับช่วงในสิทธิจำนองที่ได้ให้ไว้แก่เจ้าหนี้ตามมาตรา ๖๙๗ เพราะบทบัญญัติดังกล่าวเป็นกรณีที่เจ้าหนี้กระทำให้สิทธิ บุริมสิทธิ หรือจำนองที่มีเพื่อประโยชน์ในการได้รับชำระหนี้ลดน้อยลง อันเป็นการกระทำก่อนการได้รับชำระหนี้จนครบ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์ ",แพ่ง,, 67,13,,ในขณะที่จดทะเบียนสมรส ชายมีคู่สมรสอยู่แล้ว ต่อมาฝ่ายหญิงไปจดทะเบียนสมรสด้วยชายอีกคนหนึ่งอีก แล้วจากนั้นจึงไปจดทะเบียนหย่ากับชายคนแรก ดังนี้ การสมรสกับชายคนหลังมีผลสมบูรณ์หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๓๓๑ - ๖๓๓๒/๒๕๕๖ ขณะที่โจทก์จดทะเบียนสมรสกับ จ. (ปี ๒๕๒๖) จ. มีคู่สมรสเป็นหญิงอื่นอยู่แล้ว การสมรสระหว่างโจทก์กับ จ. ย่อมตก เป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๕๒ ประกอบมาตรา ๑๔๙๕ ซึ่งความเป็นโมฆะของการสมรสย่อมมีผลไปถึงวันที่โจทก์จดทะเบียนสมรสกับ จ. หาใช่มีผลนับแต่วันที่โจทก์จดทะเบียนหย่ากับ จ. ในปี ๒๕๓๒ ไม่ ฉะนั้นขณะที่โจทก์จดทะเบียนสมรสกับผู้ตาย (ปี ๒๕๒๙) ถือไม่ได้ว่าโจทก์ยังมีคู่สมรสอยู่ การสมรสระหว่างโจทก์กับผู้ตาย จึงไม่ผาฟันต่อมามตรา ๑๔๕๒ ย่อมมีผลสมบูรณ์ และโจทก็มีฐานะเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย เมื่อจำเลยจดทะเบียนสมรสกับผู้ตายในปี ๒๕๓๓ โดยโจทก์กับผู้ตายยังเป็นคู่สมรสกันอยู่ การสมรสระหว่างจำเลยกับผู้ตายจึงฝ่าฝืนต่อมาตรา ๑๔๕๒ ย่อมตกเป็นโมฆะตามมาตรา ๑๔๙๕ ",แพ่ง,, 67,14,,"ทำสัญญาจะซื้อขายอาคารพาณิชย์ โดยผู้ซื้อชำระเงินในวันจองและในวันทำสัญญา จะซื้อขายให้แก่ผู้ขายไปแล้ว ตกลงชำระเงินดาวน์ ๑๒ งวด แต่เมื่อถึงกำหนดชำระเงินดาวน์งวดแรก ผู้ซื้อไม่ชำระเพราะผู้ขายยังไม่เริ่มลงมือก่อสร้างอาคารพาณิชย์ และไปร้องเรียนต่อคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค และใช้สิทธิบอกเลิกสัญญา ผู้ขายจะริบมัดจำได้หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๙๗/๒๕๕๖ “ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่าเลยทำโครงการก่อสร้างอาคารพาณิชย์ ๖ ชั้น เมื่อวันที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๔๘ โจทก์ทำนิติกรรมจองซื้ออาคารพาณิชย์โครงการดังกล่าวเนื้อที่ ๑๗ ตารางวา ๑ คูหา จากจำเลยในราคา ๑๖,๐๐๐,๐๐๐ บาท ชำระเงินในวันจอง ๓๐๐,๐๐๐ บาท ต่อมาวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๔๘ โจทก์ทำสัญญาจะซื้อขายกับจำเลยและชำระเงินอีก ๕๐๐,๐๐๐ บาท รวมเป็นเงิน ๘๐๐,๐๐๐ บาท ตกลงชำระเงินดาวน์ ๑๒ งวด งวดละ ๓๓๔,๐๐๐ บาท งวดแรก ชำระวันที่ ๑๕ กันยายน ๒๕๔๘ งวดสุดท้าย วันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๔๙ รวมเป็นเงิน ๔,๐๐๘,๐๐๐ บาท ส่วนที่เหลือ ๑๑,๑๙๒,๐๐๐ บาท จะชำระในวันโอนกรรมสิทธิ์ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้สัญญาจะซื้อขายมิได้กำหนดเวลาการเริ่มลงมือก่อสร้างและกำหนดเวลาก่อสร้างอาคารพาณิชย์ให้แล้วเสร็จไว้ แต่เป็นหน้าที่ของจำเลยจะต้องรับลงมือก่อสร้างและกำหนดเวลาก่อสร้างที่แล้วเสร็จไว้เพื่อความเป็นธรรมแก่ประชาชนในฐานะผู้บริโภค เมื่อสัญญาไม่ได้กำหนดเวลาไว้ แต่เป็นที่เห็นได้ว่าจำเลยก็มีหน้าที่ต้องรับลงมือก่อสร้าง และก่อสร้างให้แล้วเสร็จในเวลาอันสมควร อันเป็นไปตามหลักความสุจริตตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๖๘ ที่บัญญัติว่า ""สัญญานั้นทำให้ติดความไปตามความประสงค์ในทางสุจริต..."" หากใช้การจะเริ่มลงมือก่อสร้างและกำหนดเวลาแล้วเสร็จนั้นขึ้นอยู่กับความพอใจของจำเลยแต่ฝ่ายเดียว เพราะจำเลยเป็นผู้รับประโยชน์จากเงินที่โจทก์ชำระไปแต่ฝ่ายเดียว จำเลยมีหน้าที่ต้องรับก่อสร้างโดยพลันตามมาตรา ๒๐๓ เมื่อสัญญาจะซื้อขาย เป็นสัญญาต่างตอบแทนคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งจะไม่ยอมชำระหนี้จนกว่าอีกฝ่ายหนึ่งจะชำระหนี้หรือของปฏิบัติชำระหนี้ตามมาตรา ๓๖๙ ดังนั้น การที่โจทก์ชำระเงิน ๘๐๐,๐๐๐ บาท แก่จำเลยในการทำสัญญาจะซื้อขายแล้ว ย่อมมีความคาดหวังจะได้เห็นจำเลยปฏิบัติชำระหนี้ตลอด คือการเริ่มลงมือก่อสร้าง แต่เมื่อจะครบกำหนดเวลาชำระเงินดาวน์งวดแรกได้ความว่าจำเลยยังไม่เริ่มลงมือก่อสร้างอาคารพาณิชย์ ทำให้โจทก์เกิดความไม่มั่นใจในโครงการของจำเลยเพราะเงินค่างวดที่จะจ่ายแต่ละงวดเป็นจำนวนมากถึงงวดละ ๓๓๔,๐๐๐ บาท โจทก์จึงไม่ยอมจ่ายเงินค่างวดและไปร้องเรียนต่อ คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค จำเลยเองก็ไม่ได้แสดงความสุจริตโดยการแจ้งข้อมูลเที่ยวกับโครงการให้โจทก์ทราบเป็นหนังสือหรือทางถามให้โจทก์ชำระเงินค่างวดอีก จึงถือได้ว่าการชำระหนี้ของโจทก์มิได้กระทำลงเพราะพฤติการณ์อันใดอันหนึ่งซึ่งลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดชอบตามมาตรา ๒๐๕ ดังนั้น การที่โจทก์ไม่ได้ชำระเงินค่างวดแก่จำเลยจะถือว่าโจทก์ผิดสัญญาและก่อให้เกิดสิทธิแก่จำเลยในการรับมัดจำไม่ได้ เมื่อจำเลยไม่ก่อสร้างอาคารพาณิชย์และโจทก์ใช้สิทธิออกเลิกสัญญา จึงมีผลให้สัญญาจะซื้อขายเลิกกัน คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องกลบคืนสูญฐานะเดิม จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องคืนเงินที่โจทก์ชำระแก่จำเลยไปแล้วพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับตั้งแต่วลาที่ได้รับเงินไว้ตามมาตรา ๓๙๑ ",แพ่ง,, 67,14,,"ใบจองซื้อที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ ระบุราคาขาย เงินจำนวนที่วางจองไว้กับระบุค่าโอนกรรมสิทธิ์ แต่มีข้อความว่าให้ทำสัญญาเป็นหนังสือต่อกัน ดังนี้ ใบจองดังกล่าวเป็นสัญญาจะซื้อจะขายหรือไม่ ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์สองแปลง หากผู้ซื้อประสงค์จะซื้อเพียงแปลงเดียวจะมีสิทธิออกเลิกสัญญาหรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๕๖๙/๒๕๕๖ โจทก์ตกลงจองซื้อที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์จากจำเลย ๒ แปลง คือ แปลงหมายเลข ๑๓๑๔ และ ๑๓๑๕ ในราคาแปลงละ ๒,๕๐๐,๐๐๐ บาท โดยโจทก์ชำระเงินจองแปลงละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท และค่าทำสัญญาอีกแปลงละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท รวมเป็นเงินแปลงละ ๒๐๐,๐๐๐ บาท ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่โจทก์จองซื้อที่ดินและอาคารพาณิชย์จากจำเลย ๒ แปลง โดยวงเงินจองไว้แปลงละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท ย่อมถือได้ว่าเป็นการให้มัดจำและเป็นหลักฐานว่าได้ทำสัญญากันขึ้นแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๗๗ แม้ตามใบจองซื้อที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ มีข้อความว่าให้ทำสัญญาเป็นหนังสือต่อกันและโจทก์จำเลยยังไม่ได้ทำก็ตาม แต่ใบจองดังกล่าวระบุราคาขายที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ไว้ และระบุว่าวงเงินจองจำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท กับระบุค่าโอนกรรมสิทธิ์ให้จำเลยเป็นผู้ชำระ ซึ่งตามแผนผังที่ดินและภาพถ่ายอาคารพาณิชย์จำนวน ๔ ภาพ ประกอบกับข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้นำสืบโต้แย้งให้เห็นเป็นอย่างอื่นฟังได้ว่า ที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ที่โจทก์จองซื้อเป็นแปลงหมายเลข ๑๓๑๔ และ ๑๓๑๕ ในแผนผังที่ดินแสดงให้เห็นเจตนาของโจทก์จำเลยว่าตกลงจะโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมอาคารพาณิชยกันต่อไป กรณีจึงมีสาระสำคัญครบถ้วนเป็นสัญญาจะซื้อขายที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ระหว่างโจทก์กับจำเลย ดังนั้น ใบจองซื้อที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ทั้งสองแปลงจึงเป็นสัญญาจะซื้อขาย ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๘๖ วรรคแรก บัญญัติว่า ถ้าคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งมีสิทธิเลิกสัญญาโดยข้อสัญญาหรือโดยบทบัญญัติแห่งกฎหมาย การเลิกสัญญาเช่นนั้นย่อมทำด้วยแสดงเจตนาแก่ฝ่ายหนึ่ง แสดงให้เห็นว่าผู้ที่ใช้สิทธิเลิกสัญญา ได้นั้นจะต้องเป็นผู้มีสิทธิเลิกสัญญา โดยข้อสัญญาหรือโดยบทบัญญัติแห่งกฎหมาย มิใช่ว่า จะใช้สิทธิเลิกสัญญาได้ตามอำเภอใจ เมื่อพิจารณาสัญญาจะชี้ว่าจะขายที่ดินพร้อมอาคาร พาณิชย์ตามใบจองซื้อระหว่างโจทก์กับจำเลยแล้ว ไม่มีข้อความที่ระบุข้อตกลงระหว่างโจทก์ กับจำเลยว่าให้โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้หากโจทก์ประสงค์จะซื้อที่ดินพร้อมอาคาร พาณิชย์เพียงแปลงเดียวตามที่โจทก์อ้าง ทั้งการที่โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาจะชี้ว่า ขายที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ทั้งสองแปลงกับจำเลยตามหนังสือเรื่องของยกเลิกการจองซื้อ ที่ดินและอาคารพาณิชย์ ก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์มีสิทธิเลิกสัญญาโดยเหตุใด โจทก์จึงไม่มี สิทธิบอกเลิกสัญญา สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญา ต่างตอบแทน เมื่อหนึ่งที่ต่างต้องชำระต่อกันมิได้กำหนดเวลาลงไว้แน่นอน ต่างฝ่ายย่อมเรียก ให้อีกฝ่ายหนึ่งชำระหนี้ได้โดยพลันโดยกำหนดระยะเวลาพอสมควรแล้วบอกกล่าวให้อีกฝ่าย ชำระหนี้ภายในกำหนดเวลาที่กำหนดนั้นได้ หากจำเลยประสงค์จะเลิกสัญญาจะต้องบอก กล่าวไปยังโจทก์ให้ชำระราคาที่ค้างชำระโดยกำหนดระยะเวลาพอสมควรก่อนและ จำเลยจะต้องขอปฏิบัติการชำระหนี้ต่อโจทก์ด้วยว่าจำเลยพร้อมจะโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน พร้อมอาคารพาณิชย์ให้แก่โจทก์แล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๘๗ ประกอบมาตรา ๓๖๙ การที่จำเลยมีหนังสือบอกกล่าวนัดโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อม อาคารพาณิชย์เฉพาะแปลงหมายเลข ๑๓๑๔ เพียงแปลงเดียว โดยกำหนดระยะเวลาพอ สมควรให้โจทก์ชำระหนี้ภายในระยะเวลาแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๗๘ (๒) ส่วนที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์แปลง หมายเลข ๑๓๑๕ นั้น จำเลยบอกเลิกสัญญา โดยมิได้บอกกล่าวให้โจทก์ชำระหนี้ก่อนจึง ไม่ชอบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๘๗ เมื่อทั้งสองฝ่ายต่างบอกเลิก สัญญาต่อกันแม้ไม่มีฝ่ายใดผิดสัญญาตามพฤติการณ์แสดงให้เห็นเจตนาของคู่กรณีทั้งสอง ฝ่ายว่าสมัครใจที่จะเลิกสัญญาต่อกันโดยปริยาย สัญญาจะชี้ว่าจะขายที่ดินพร้อมอาคาร พาณิชย์แปลงหมายเลข ๑๓๑๕ จึงไม่มีผลผูกพันกันต่อไป กรณีไม่มีฝ่ายใดผิดสัญญา จำเลยจึงไม่มีสิทธิรับเงินมัดจำจำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท สำหรับเงินค่าทำสัญญาที่โจทก์ ชำระให้แก่จำเลยตามสัญญาจะชี้ว่าจะขายที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์สองแปลง เป็นเงินแปลง ละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท รวมเป็นเงิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท นั้น มิใช่มัดจำแต่เป็นการชำระ ราคาที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์บางส่วน เนื่องสัญญาจะชี้ว่าจะขายเล็กกันแล้ว คู่กรณีต้อง กลับคืนสู่ฐานะเดิม ส่วนเงินอันจะต้องใช้คืนแก่กันให้บวกดอกเบี้ยเข้าด้วยคิดแต่เวลาที่ได้รับ ไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๙๑ วรรคหนึ่งและวรรคสอง จำเลยจึง ต้องคืนเงินมัดจำตามสัญญาจะชี้ว่าจะขายที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์แปลงหมายเลข ๑๓๑๕ และราคาที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ทั้งสองแปลงบางส่วนดังกล่าวที่โจทก์ชำระให้แก่จำเลยไว้พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๒ เมษายน ๒๕๔๕ อันเป็นวันที่รับไว้เป็นต้นไป ",แพ่ง,, 67,14,,"บุตรบุญธรรมของเจ้ามรดกถูกกำจัดมิให้รับมรดก ผู้สืบสันดานของบุตรบุญธรรมสามารถสืบมรดกได้หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที ๕๖๑๑/๒๕๕๔ แม้หากจะฟังข้อเท็จจริงตามที่โจทกก็กล่าวอ้างว่าจำเลยร่วมกับนางรัชนีกร (บุตรบุญธรรมของเจ้ามรดก) ปลอมพินัยกรรมของนางล้วนแล้วอันจะเป็นเหตุให้นางรัชนีกรตกเป็นผู้ถูกกำจัดมิให้รับมรดกฐานเป็นผู้ไม่สมควรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๐๖ (๕) และการกำจัดมิให้รับมรดกอาจเกิดขึ้นได้ทั้งกรณีย่อนเจ้ามรดกตายและหลังเจ้ามรดกตาย ขึ้นอยู่กับเหตุในการถูกกำจัดมิให้รับมรดกตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๐๕ และ ๑๖๐๖ โดยมาตรา ๑๖๓๙ บัญญัติถึงการที่ทายาทชั้นผู้สืบสันดานถึงแก่ความตายหรือถูกกำจัดมิให้รับมรดกก่อนเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย ถ้าบุคคลนั้นมีผู้สืบสันดานก็ให้ผู้สืบสันดานนั้นรับมรดกแทนที่ก็ตาม แต่มาตรา ๑๖๐๗ ยังได้บัญญัติถึงการถูกกำจัดมิให้รับมรดกไว้เป็นการเฉพาะอีกด้วยหาว่า การถูกกำจัดมิให้รับมรดกนั้นเป็นการเฉพาะตัว ผู้สืบสันดานของทายาทที่ถูกกำจัดสิ้นมรดกต่อไปเหมือนว่าทายาทนั้นตายแล้ว ทั้งนี้โดยไม่ได้บัญญัติให้จำกัดว่าจะต้องเป็นกรณีที่ทายาทถูกกำจัดก่อนหรือหลังเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย ดังนี้ ในกรณีทายาทถูกกำจัดไม่ให้รับมรดก มาตรา ๑๖๐๕ และ ๑๖๐๖ นั้น ไม่ว่าจะเป็นกรณีถูกกำจัดก่อนหรือหลังเจ้ามรดกถึงแก่ความตายก็ตาม ในเรื่องการรับมรดกแทนที่ก็ต้องบังคับไปตาม มาตรา ๑๖๐๗ ที่บัญญัติไว้โดยเฉพาะเช่นนี้ที่ให้ผู้สืบสันดานของทายาทที่ถูกกำจัดมิให้รับมรดกมีสิทธิรับมรดกแทนที่ทายาทที่ถูกกำจัดมิให้รับมรดกของเจ้ามรดกได้ หาได้ถือว่ามาตรา ๑๖๐๗ ต้องอยู่ภายใต้บังคับ มาตรา ๑๖๓๙ แต่อย่างใด นอกจากนี้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๒๗ ยังบัญญัติว่า บุตรบุญธรรมนั้น ให้ถือว่าเป็นผู้สืบสันดานเหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งเป็นบทบัญญัติให้ถือเช่นนั้นโดยเด็ดขาด ดังนี้ ย่อมต้องถือว่านางรัชนีกรบุตรบุญธรรมเป็นผู้สืบสันดานของนางล้วนเจ้ามรดก ซึ่งแม้นางรัชนีกรจะถูกกำจัดมิให้รับมรดกแล้ว ผู้สืบสันดานย่อมสามารถสืบมรดกได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๐๗ มิใช่ว่าการสืบมรดนี้จะมีได้เฉพาะการสืบมรดกของบุตรที่สืบสายโลหิตจากเจ้ามรดกเท่านั้น และเมื่อโจทก์เป็นเพียงบุตรของน้องร่วมบิดามารดาเดียวกับเจ้ามรดกซึ่งเป็นยายาทในลำดับถัดลงไป โจทก์ย่อมมิใช่ยายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของนางล้วนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๓๐ วรรคหนึ่ง จึงมิใช่ผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒ (๔) ย่อมไม่มีอำนาจฟ้อง ",แพ่ง,, 67,15,,ผู้รับซื้อฟาร์มชำระเงินค่าสินไถ่ที่ดินที่ขายฝากหลังจากครบกำหนดเวลาไถ่ตามหนังสือสัญญาขายฝากที่ดิน เป็นการขยายกำหนดเวลาไถ่หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๔๙๕๙/๒๕๕๖ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๙๖ วรรคสอง บัญญัติไว้มีใจความว่า การขยายกำหนดเวลาไถ่นั้นอย่างน้อยต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้รับไป เมื่อพิจารณาจากหนังสือสัญญาขายฝากที่ดินที่โจทก์และจำเลยจะทะเบียนต่อเจ้าพนักงานที่ดินระบุว่าหนังสือสัญญาขายฝากที่ดินดังกล่าวมีกำหนดเวลาสามปีนับแต่วันทำสัญญาคือวันที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๔๓ ซึ่งหมายถึงโจทก์ต้องชำระเงินค่าสินได้ที่ดินที่ขายฝากภายในวันที่ ๙ พฤศภาคม ๒๕๔๖ หลังจากนั้นไม่ปรากฏว่ามีการทำสัญญากำหนดเวลาใดโดยทำหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อจำเลยเป็นผู้รับได้ว่า ดังนั้น การชำระเงิน ๒๐,๐๐๐ บาท และ ๒๐๐,๐๐๐ บาท ในวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๔๖ และวันที่ ๑๗ มกราคม ๒๕๔๗ ตามลำดับ จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการชำระเงินค่าสินได้ที่เกิดจากการขยายกำหนดเวลาไถ่ตามบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว แม้จำเลยจะรับชำระเงินทั้งสองจำนวนดังกล่าวไว้จากโจทก์ก็ไม่ทำให้โจทก์มีสิทธิได้ที่ดินขายฝากคืนจากจำเลยได้ โจทก์ชำระเงินสินไถ่แก่จำเลยเนื่องจากเข้าใจว่าโจทก์ยังมีสิทธิที่จะไถ่ที่ดินที่ขายฝากได้ ไม่ใช่เป็นกรณีที่โจทก์กระทำการตามอำเภอใจสมือนหนึ่งว่าเพื่อชำระหนี้โดยรู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีความสามารถพันที่จะต้องชำระ เมื่อโจทก์ไม่มีสิทธิได้ที่ดินที่ขายฝากคืนจากจำเลย การที่จำเลยได้รับเงินจากโจทก์จึงปราศจากมูลค่านี้จะข้างตามกฎหมายได้และเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบ โดยคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ข้อมา ๒ กรณี คือ ขอไถ่ที่ดินคืนและขอสินได้ที่ชำระเกินไป ๑๔๘,๐๐๐ บาท เนื่องจากไม่มีสิทธิได้ที่ดินที่ขายฝากคืนจากจำเลยได้ เงิน ๒๒๐,๐๐๐ บาท ที่โจทก์ชำระไปหลังจากพ้นกำหนดเวลาไถ่ที่ดินแล้ว จึงไม่ใช่เป็นเพียงค่าสินได้ที่โจทก์ชำระเกินไปตามคำขอห้ายฟ้องของโจทก์ แต่เป็นเงินที่จำเลยรับไว้โดยปราศจากมูลค่านี้จะข้างกฎหมายได้และเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบจึงเป็นเรื่องลามิควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๐๖ วรรคหนึ่ง จำเลยต้องคืนเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย มิใช่เรื่องเกินคำขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒ วรรคหนึ่ง ",แพ่ง,, 67,15,,"ใบสำคัญการจ่ายมีข้อความเพียงว่า จ่ายเงินทดรองจำนวน ๕๐๐,๐๐๐ บาท เท่านั้น และลงลายมือชื่อผู้รับเงิน เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินหรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๓๕๑๑/๒๕๕๖ หนังสือหรือเอกสารที่เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินอันจะนำไปฟ้องร้องบังคับคดีกันได้ เอกสารดังกล่าวควรมีถ้อยคำหรือใจความที่แสดงให้เห็นว่ามีการกู้ยืมเงินกัน หรือควรมีการทำหนดให้มีการเรียกดอกเบี้ยกัน ก็อาจเป็นหลักฐานหนึ่งที่บ่งบอกถึงลักษณะแห่งการกู้ยืมเงิน การที่ใบสำคัญจ่ายมีข้อความเพียงว่า โจทย์ก็จ่ายเงินทดรองให้แก่จำเลยจำนวน ๕๐๐,๐๐๐ บาท เท่านั้น โดยไม่มีข้อความว่าจำเลยต้องคืนเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทย์ก็หรือจำเลยต้องชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทย์อย่างไร เพียงไร และเมื่อใด แม้ว่าเลยจะลงลายมือชื่อเป็นผู้รับเงินในเอกสารไว้ด้วย ก็ตาม ข้อความที่ว่า เงินทดรอง ก็มีความหมายเพียงว่าออกเงินให้ไปก่อน หาได้มีความหมายว่ากู้ยืมแต่อย่างใดไม่ ดังนี้ เมื่อใบสำคัญจ่าย ไม่มีข้อความที่แสดงว่าในการรับเงินจำนวนดังกล่าวจำเลยจะต้องใช้เงินคืนแก่โจทย์และทำหนดเรื่องการชำระดอกเบี้ยกันไว้อันเป็นลักษณะของการกู้ยืมเงินโดยทั่วไป จึงไม่อาจรับฟังได้ว่าใบสำคัญจ่ายเป็นหลักฐานการกู้ยืมเงิน",แพ่ง,, 67,15,,สัญญาเช่าที่ดินระบุว่า “ผู้เช่ายอมรับสัญญาว่าเมื่อครบกำหนดอายุสัญญานี้และผู้เช่าประสงค์จะเช่าต่อไป ผู้เช่าจะได้เสนอขอต่อสัญญาเช่าต่อผู้ให้เช่าภายในกำหนด ๖๐ วัน หากมิได้ขอต่อสัญญาภายในการหมดนี้ให้ถือว่าผู้เช่าสละสิทธิการเช่าตามสัญญาณี้ ผู้ให้เช่ามีอำนาจเข้าจัดการกับสถานที่เช่านี้ได้ทุกประการ” เป็นคำมั่นจะให้เช่าหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๓๒๘๖/๒๕๕๖ ถนนคอนกรีตซึ่งเป็นทางเดินที่ผู้เช่าที่ดินของโจทย์รายอื่นอาจใช้กลับรถ ใช่วิ่งหรือเดินออกกำลัง แม้ว่าใช้สัญจรผ่านไปทางอื่นไม่ได้ ถือได้ว่าเป็นทางสาธารณะ จำเลยปลูกสร้างอาคารโดยไม่ได้ขออนุญาตโจทย์ก่อนตามสัญญาเช่าที่ดินข้อ ๔ วรรคสอง และไม่ยื่นแบบขออนุญาตปลูกสร้างต่อองค์การบริหารส่วนตำบลหรือเทศบาล ทั้งยังก่อสร้างรุกล้ำเข้าไปในที่ดินโจทย์ที่เป็นถนนซึ่งใช้เป็นทางสาธารณประโยชน์เช่นนี้ จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่า ข้อความสัญญาเช่าที่ดินที่ว่า ผู้เช่ายอมรับสัญญาว่าเมื่อครบกำหนดอายุสัญญานี้ และผู้เช่าประสงค์จะเช่าต่อไป ผู้เช่าจะได้เสนอขอต่อสัญญาเช่าต่อผู้ให้เช่าภายใน กำหนด ๖๐ วัน หากมีได้ขอต่อสัญญาภายในกำหนดนี้ให้ถือว่าผู้เช่าและสิทธิการเช่าตาม สัญญานี้ ผู้ให้เช่ามีอำนาจเข้าจัดการกับสถานที่เช่านี้ได้ทุกประการ ไม่มีลักษณะบังคับที่แน่นอนและชัดเจนว่าเมื่อผู้เช่าเสนอจะขอต่อสัญญาเช่าแล้วมีผลต้องผูกพันผู้ให้เช่าต้อง รับทำสัญญาต่อให้ จึงไม่มีลักษณะเป็นคำมั่นแต่มีลักษณะเป็นเพียงคำเสนอของผู้เช่าฝ่าย เดียว เมื่อโจทก์ผู้ให้เช่าปฏิเสธไม่ต่อสัญญาเช่าให้ จะถือว่าโจทก์ผิดสัญญาไม่ได้ โจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยระงับการก่อสร้าง เพราะจำเลยก่อสร้างบ้านลงใน ที่ดินที่เช่าโดยไม่ขออนุญาตโจทก์และยังไม่ได้รับอนุญาตจากองค์การบริหารส่วนตำบล หรือเทศบาล ถือว่าเป็นการแจ้งให้ปฏิบัติตามสัญญาเช่าก่อนแล้ว เมื่อจำเลยเพิกเฉย โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่ากับจำเลยได้แต่การบอกเลิกสัญญาเช่าที่ดินต้องบอกกล่าว ก่อนครบกำหนดเวลาตามสัญญาเช่า การที่โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าภายหลังสิ้น กำหนดเวลาเช่าที่ได้ตกลงกันไว้ ถือได้ว่าหนังสือดังกล่าวเป็นหนังสือบอกกล่าวให้จำเลย ออกจากการที่ดินโจทก์ ",แพ่ง,, 67,15,,เอาไปเสียซึ่งเอกสารที่ตนเองมีส่วนเป็นเจ้าของเอกสารด้วย จะเป็น ความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๘๘ หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๔๔๖๐/๒๕๕๖ ส. นำเงินที่จำเลยมีส่วนเป็นเจ้าของอยู่ ด้วยไปให้ ท. ผู้ยืม หลังจาก ส. ถึงแก่ความตาย จำเลยได้รับมอบหมายให้ดูแลกิจการ ร้านของ ส. รวมทั้งตู้นิรภัยและสิ่งของต่าง ๆ ภายในตู้นิรภัย แม้จำเลยนำหนังสือสัญญา ภูยืมเงินระหว่าง ส. กับ ท. ซึ่งอยู่ในตู้นิรภัยไป ไม่ว่าเอกสารนั้นเป็นต้นฉบับหรือสำเนา ก็ถือไม่ได้ว่าจำเลยเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๘๘ เพราะจำเลยมีกรรมสิทธิ์ร่วมกับ ส. และเป็นผู้ครอบครองเอกสารดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๘๘ บัญญัติว่า “ผู้ใดทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสีย หรือทำให้สูญหายหรือไร้ประโยชน์ซึ่งพินัยกรรมหรือเอกสาร ใดของผู้อื่น ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ต้องระวางโทษ...” การที่จะเป็นความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าวต้องได้ความว่า เป็นการเอาไปซึ่งเอกสาร ของผู้อื่น แต่เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยมีส่วนเป็นเจ้าของเอกสารดังกล่าวด้วย การที่จำเลยเอาเอกสารไปจึงไม่เป็นความผิดตามมาตราดังกล่าว โดยไม่ต้องคำนึงว่าผู้อื่นหรือกองมรดกมีส่วนเป็นเจ้าของเอกสารดังกล่าวด้วยหรือไม่ ",อาญา,, 67,15,,"นำโซ่และกฎหมายคล้องประตูด้านหน้าอาคาร แต่ยังมีทางเข้าออกอาคารได้อีก ๒ ทาง จะมีความผิดฐานพยายามหน่วงเหนี่ยวกักขังตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๐ วรรคแรก หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๖๐๖/๒๕๕๖ อาคารพิพาทมีประตูเข้าออก ๓ ทาง วันเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง ขณะที่โจทก์ร่วมและผู้เสียหายที่ ๒ ลูกจ้างโจทก์ร่วมอยู่ในอาคารพิพาทจำเลยนำซึ่งมาคล้องและล็อกประตูบานคู่หน้าอาคารพิพาท โจทก์ร่วมจึงให้ผู้เสียหายที่ ๒วิ่งออกไปทางประตูด้านหลังอาคารและให้จดทะเบียนรถคันที่จำเลยขับมา เห็นว่า การหน่วงเหนี่ยวมีความหมายว่าไม่ให้ผู้ถูกกระทำไปจากที่แห่งหนึ่ง ส่วนการกักขังหมายความว่าให้ผู้ถูกกระทำจำต้องอยู่ในที่แห่งหนึ่งเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าอาคารพิพาทยังมีทางเข้าออกนอกจากประตูด้านหน้าอาคารพิพาทอีก ๒ ทาง แม้จำเลยนำโชและกฎหมายคล้องประตูด้านหน้าอาคารพิพาทก็ตาม แต่โจทก์ร่วมและผู้เสียหายที่ ๒ ยังมีทางเข้าออกอาคารพิพาทได้ ดังเห็นได้จากการที่โจทก์ร่วมให้ผู้เสียหายที่ ๒ วิ่งออกไปทางประตูด้านหลังอาคารไปจดทะเบียนรถคันที่จำเลยขับมา เป็นแต่เพียงไม่สะดวกเท่ากับการเข้าออกทางประตูด้านหน้าอาคารพิพาทเท่านั้น ดังนี้ การกระทำของจำเลยจึงไม่ทำให้โจทก์ร่วมและผู้เสียหายที่ ๒ ไม่สามารถออกจากอาคารพิพาทได้หรือจำต้องอยู่ในอาคารพิพาท อันเป็นการหน่วงเหนี่ยวกักขังโจทก์ร่วมและผู้เสียหายที่ ๒ จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานพยายามหน่วงเหนี่ยวกักขัง ",อาญา,, 67,16,,มีข้อแนะนำในการเตรียมตัวสอบวิชากฎหมายรัฐธรรมนูญอย่างไร,"คำตอบ สอบถามอาจารย์อธิคม อินทฤทธิ ได้รับแจ้งว่า ข้อสอบจะอยู่ในเนื้อหาที่มีการเรียนการสอนในภาคนี้ทั้งภาคปกติและภาคค่ำ เพียง ๒ เรื่อง คือเรื่องคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองกับรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ เท่านั้น ในส่วนที่เกี่ยวกับคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ อาจารย์อธิคมให้ช่วยแจ้งว่า เนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ สิ้นผลบังคับไปแล้ว หากมีคำถามเรื่องนี้ ต้องตอบโดยอ้างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. ๒๕๔๒ หรือพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ และขอให้สบายใจได้ว่าจะไม่มีการออกข้อสอบที่ใช้กฎหมายระดับพระราชบัญญัติธรรมดา หรือกฎ ระเบียบที่ออกตามความในพระราชบัญญัตินั้นเป็นคำตอบ เพราะฉะนั้น ไม่ต้องไปท่องจำคำพิพากษาในคดีที่ไม่ได้ใช้รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเป็นเหตุผลในคำวินิจฉัย เช่น ไม่ต้องไปท่องจำว่า ในคดีกล้ายาง โครงการผลิตกล้ายางขัดต่อ พ.ร.บ.กองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง พ.ศ. ๒๕๐๓ หรือไม่ เพราะเหตุใด หรือในคดีหวายนบิน โครงการออกสลากพิเศษเลขท้าย ๓ ตัว ๒ ตัว ขัดต่อ พ.ร.บ.เงินคงคลังหรือไม่ เพราะเหตุใด เป็นต้น เพราะฉะนั้นก็จะมีคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ ที่ต้องให้ความสนใจเหลืออยู่เพียงไม่กี่เรื่อง ถ้าตัดเรื่องหรือประเด็นที่เคยออกข้อสอบไปแล้วออกด้วยก็ยิ่งจะมีเหลืออยู่เพียงไม่กี่เรื่องเท่านั้นกับมีตัวบทในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องที่ต้องให้ความสนใจอีกไม่กี่มาตรา ส่วนรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ มีเพียง ๔๘ มาตรา ยังไม่มีแนวคำพิพากษาศาลฎีกาหรือศาลรัฐธรรมนูญ คงต้องดูตัวบท และขอให้ดูคำบรรยายของท่านอาจารย์บรรศักดิ์เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ในหนังสือรวมคำบรรยายด้วย ซึ่งน่าจะใช้เวลาอ่านและทำความเข้าใจไม่นานนัก ",รัฐธรรมนูญ,, 67,16,,"ข้อสอบเนติฯ ที่ผ่านมา มีประเด็นเรื่อง การส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ อยู่บ่อย ๆ อ่านตัวบทรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ หลายรอบแล้วไม่เข้าใจว่ายังทำได้หรือไม่ ","คำตอบ สอบถามอาจารย์อธิคม อินทฤติ ได้ความว่า เมื่อพิจารณาบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ มาตรา ๔ มาตรา ๕ และมาตรา ๔๕ แล้ว การส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญยังทำได้ อาจารย์อธิคมให้คำอธิบายว่า ในอดีตขณะที่ใช้รัฐธรรมนูญฉบับก่อน ๆ ข้อโต้แย้งว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญส่วนใหญ่ จะเป็นการโต้แย้งว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญบทมาตราที่ว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ เมื่อดูในรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ จะเห็นได้ว่ามีบทบัญญัติว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพย่อยด้วยในมาตรา ๔ ดังนั้น ในช่วงนี้หากจะโต้แย้งว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายขัดรัฐธรรมนูญ คงต้องโต้แย้งว่าขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญฉบับนี้มาตรา ๔ แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้มาตรา ๔ จะให้ความคุ้มครองเฉพาะสิทธิและเสรีภาพที่เคยได้รับการรับรองและคุ้มครองตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุคและตามพันธกรณีระหว่างประเทศที่ประเทศไทยมีอยู่แล้ว ปัญหาว่าสิทธิและเสรีภาพนั้น เคยได้รับการรับรองและคุ้มครองตามประเพณีการปกครองฯ หรือไม่ ก็ต้องไปดูว่า สิทธิและเสรีภาพนั้นเป็นสิทธิและเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญฉบับก่อนหน้านี้หลายฉบับ เคยให้การรับรองและคุ้มครองไว้หรือไม่ หากมีรัฐธรรมนูญเพียงฉบับเดียวให้การรับรอง คงถือเป็นสิทธิและเสรีภาพโดยได้รับการรับรองและคุ้มครองตามประเพณีการปกครองฯ ไม่ได้ ส่วนช่องทางการเสนอ ช่องแรกคือเสนอผ่านผู้ตรวจการแผ่นดินตามมาตรา ๔๕ แต่ผู้ตรวจการแผ่นดินมีอำนาจส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้เฉพาะในประเด็นว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายคือเนื้อหาของกฎหมายมีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ จะส่งไปให้วินิจฉัยในประเด็นเช่นว่า กระบวนการในการตราพระราชกำหนดขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๑ วรรคหนึ่งหรือไม่ ไม่ได้ และผู้ตรวจการแผ่นดินต้องเห็นว่าบทบัญญัตนั้นมีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญด้วยตามมาตรา ๔๕ ตอนท้าย หากเห็นว่าบทบัญญัตนั้นไม่มีปัญหาว่าขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญก็ไม่ต้องส่ง อีกช่องทางหนึ่ง คือช่องทางตามมาตรา ๕ วรรคสอง โดยผ่านที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา เพราะสิทธิและเสรีภาพที่จะได้รับการรับรองและคุ้มครองโดยรัฐธรรมนูญฉบับนี้มาตรา ๔ หมายถึงเฉพาะสิทธิและเสรีภาพโดยได้รับการรับรองและคุ้มครองตามประเพณีการปกครองฯ เมื่อมีข้อโต้แย้งจากคู่ความในคดีว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ศาลจะใช้บังคับแก่คดีชัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญฉบับนี้มาตรา ๔ น่าจะต้องถือว่าเป็นกรณีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยเกี่ยวกับประเพณีการปกครองฯ ในการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลยุติธรรม ซึ่งที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกามีอำนาจส่งไปให้ศาลอธิธรรมนูญวินิจฉัยได้ตามมาตรา ๕ วรรคสอง ในคำบรรยายของท่านอาจารย์บวรศักดิ์ อวรรณโณ เมื่อวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๕๗ ท่านอาจารย์ยกตัวอย่างข้อโต้แย้งตามมาตรา ๕ วรรคสอง คือ ในรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ ห้ามผู้พิพากษาหัวหน้าศาล อธิบดีผู้พิพากษาภาคหรืออธิบดีศาล ที่ไม่ได้นั่งพิจารณาคดีเลยไปลงชื่อในคำพิพากษา ต่อมาในรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ไม่มีบทบัญญัติในเรื่องนี้ หากภายหลังรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ มีอธิบดีผู้พิพากษาที่ไม่ได้นั่งพิจารณาคดีเลยไปลงชื่อในคำพิพากษาแล้วมีผู้โต้แย้งว่าทำไม่นี้ไม่ได้เพราะขัดต่อประเพณีการปกครองฯ ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาที่ต้องเป็นผู้ส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ",รัฐธรรมนูญ,, 67,16,,"ความผิดฐานลักทรัพย์ในสถานที่ที่จัดไว้เพื่อให้บริการสาธารณะต้องคำนึงหรือไม่ว่าผู้กระทำมีสิทธิเข้าไปได้หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๔๒๕๘/๒๕๕๕ “ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ว่า วันเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยลักเอาประตูเหล็กพับยืด ๔ บาน ราคา ๒๐,๐๐๐ บาท ของวัดหนองบัว ซึ่งวางอยู่บริเวณข้างศาลาการเปรียญของวัดหนองบัวไป คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๕ (๘) หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่าองค์ประกอบความผิดฐานลักทรัพย์ในสถานที่ที่จัดไว้เพื่อให้บริการสาธารณะไม่ต้องคำนึงว่าจำเลยมีสิทธิเข้าไปได้หรือไม่ เพราะการบริการสาธารณะทุกคนก็มีสิทธิเข้าไปใช้ได้อยู่แล้ว เมื่อได้ความว่าประตูเหล็กพับยืดวางอยู่ติดกับศาลาการเปรียญถือได้ว่าเป็นการลักทรัพย์ในสถานที่ที่จัดไว้เพื่อให้บริการสาธารณะตามฟ้องแล้วนั้น เห็นว่า ความผิดฐานลักทรัพย์ในสถานที่ที่จัดไว้เพื่อให้บริการสาธารณะตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๕ (๘) นอกจากองค์ประกอบความผิดที่ว่าสถานที่ที่ลักทรัพย์ต้องเป็นสถานที่ที่จัดไว้เพื่อให้บริการสาธารณะแล้ว ผู้ที่เข้าไปลักทรัพย์ต้องเข้าไปในสถานที่ดังกล่าวโดยไม่ได้รับอนุญาตด้วย เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงจากการนำสืบของโจทก์ว่าในช่วงเวลาเกิดเหตุลักทรัพย์ วัดหนองบัวได้หวงห้ามหรือปิดกั้นมิให้ประชาชนซึ่งเข้าไปในวัดหนองบัวเข้าไปในบริเวณที่เกิดเหตุ การที่จำเลยเข้าไปลักประตูเหล็กพับยืดในบริเวณที่เกิดเหตุ จึงมิใช่เป็นการเข้าไปลักทรัพย์ในสถานที่ที่จัดไว้เพื่อให้บริการสาธารณะที่ตนได้เข้าไปโดยไม่ได้รับอนุญาต จำเลยจึงไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๕ (๘) คงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๔ ",อาญา,, 67,16,,"ถูกรุมชกจึงใช้อาวุธปืนยิงใส่ เป็นการป้องกันเกินสมควรแก่เหตุหรือไม่ ผู้กระทำความผิดวิ่งหนีแล้ว ภัยอันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายสิ้นสุดลงแล้วหรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๕๕๙/๒๕๕๖ จำเลยที่ ๑ ขัดอาวุธปืนยิงผู้ตายกับ ป. นัด ผู้ตายกับ ป. วิ่งหนี จากนั้นจำเลยที่ ๒ คว้าอาวุธปืนจากจำเลยที่ ๑ ไล่ยิงผู้ตายกับ ป. อีก ๓ นัด กระสุนปืนถูกบ่าและต้นขาของผู้ตาย ๔ รู แม้ไม่ปรากฏว่ารอยกระสุนใดเกิดจากการยิงของจำเลยทั้งสองแยกต่างหากจากกัน แต่อยกระสุนแต่ละรูถูกกว่ายะสำคัญของร่างกายอันอาจทำให้ถึงแก่ความตายได้ทุกรอย การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดฐานฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ เมื่อเกิดเหตุรถเฉี่ยวกัน การที่ทั้งสองฝ่ายอยู่ในอาการมึนเมาตะโกนด่ากันแล้วจำเลยทั้งสองเลี้ยวรถกลับมาหาผู้ตายกับ ป. ซึ่งจอดรถอยู่ในที่เกิดเหตุ แม้ฝ่ายผู้ตายพูดด้วยว่าถ้าแน่จริงให้ลงมา แต่จำเลยทั้งสองก็ยังนั่งคร่อมรถจักรยานยนต์ที่แล่นมาจากห่างประมาณ ๓ ถึง ๕ เมตร และไม่มีพฤติการณ์อื่นให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองสมัครใจทะเลาะวิวาท การที่ผู้ตายกับ ป. เข้าไปรุมชกจำเลยทั้งสองซึ่งยังนั่งคร่อมรถจักรยานยนต์อยู่ โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองสมัครใจเข้าต่อสู้กับผู้ตาย นับว่าเป็นภัยอันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย จำเลยทั้งสองย่อมมีอำนาจทำการป้องกันสิทธิของตนเองได้ แต่การที่จำเลยที่ ๑ ใช้อาวุธปืนยิงใส่ผู้ตายกับ ป. โดยที่ผู้ตายกับ ป. ไม่มีอาวุธและเพียงแต่ซักจำเลยทั้งสอง การกระทำของจำเลยที่ ๑ จึงเป็นการป้องกันเกินสมควรแก่เหตุ ป. กับผู้ตายวิ่งหนีแล้วภัยอันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายย่อมสิ้นสุดลง การที่จำเลยที่ ๒ คว้าอาวุธปืนจากจำเลยที่ ๑ ไล่ยิงผู้ตายในทันทีทันใดนั้นโดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ ๑ ได้กระทำการใดอันเป็นร่วมกับจำเลยที่ ๒ อีกจำเลยที่ ๑ จึงไม่มีความผิดฐานร่วมกับจำเลยที่ ๒ ฆ่าผู้ตาย ",อาญา,, 66,1,,สัญญาจำนองมีข้อตกลงว่า หากบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้บังคับจากทรัพย์สินอื่นจนกว่าจะครบนั้น หากหนี้ที่จำนองเป็นประกันนั้นขาดอายุความแล้ว ถ้าผู้รับจำนองฟ้องบังคับจำนอง หากบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ จะบังคับจากทรัพย์สินอื่นของผู้จำนองได้หรือไม่ และจะเรียกดอกเบี้ยนับจากวันฟ้องได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๕๕๗/๒๕๕๔ เมื่อหนี้ตามตัวสัญญาใช้เงินของจำเลยที่ ๑ ขาดอายุความ โดยหนี้ดังกล่าวมีที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่จำเลยที่ ๒ จำนองไว้แก่โจทก์ เพื่อเป็นประกัน กรณีต้องด้วย ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๒๗ และมาตรา ๗๔๕ กล่าวคือ โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับจำนองจะบังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนองแม้นหนี้ที่จำนองเป็นประกัน นั้นขาดอายุความแล้วก็ได้ แต่จะบังคับเอาดอกเบี้ยที่ค้างย้อนหลังเกินกว่า ๕ ปีขึ้นไปไม่ได้ ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่บัญญัติให้สิทธิผู้รับจำนองบังคับได้แต่เฉพาะทรัพย์สินที่จำนองเท่านั้น ดังนั้น แม้ว่าตามสัญญาจำนองจะกำหนดว่า หากบังคับจำนองได้ เงินไม่พอชำระหนี้ให้บังคับจากทรัพย์สินอื่นจนกว่าจะครบก็ตาม โจทก์ก็จะบังคับ จากทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ ๒ เพื่อเอาชำระหนี้ในส่วนนี้หาได้ไม่ ส่วนเรื่องดอกเบี้ยนั้น บทกฎหมายดังกล่าวเพียงแค่บัญญัติห้ามผู้รับจำนองมิให้ใช้สิทธิบังคับให้ชำระ ดอกเบี้ยที่ค้างย้อนหลังเกินกว่า ๕ ปีขึ้น มิได้ห้ามผู้รับจำนองมิให้เรียกดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องขอให้บังคับจำนอง โจทก์จึงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปได้,แพ่ง,, 66,1,,ข้อความในสัญญาเช่าว่า ผู้เช่ามีสิทธิต่ออายุสัญญาเช่าได้อีก แต่ต้อง ตกลงเรื่องค่าเช่าใหม่ หรือต้องมาทำสัญญากันใหม่ เป็นคำมั่นจะให้เช่าหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๘๐๑/๒๕๕๕ ข้อความในสัญญาเช่าที่ว่า ก่อนครบ สัญญาเช่า โจทก์และจำเลยจะปรับเปลี่ยนค่าเช่าหรือระยะเวลาเช่าในอัตราที่เป็นธรรม ดังที่ปฏิบัติมาเป็นปกติประพฤติ ไม่มีรายละเอียดชัดเจนเกี่ยวกับค่าเช่าหรือระยะเวลา เช่าที่แน่นอนอันเป็นสาระสำคัญของสัญญาเช่า จึงไม่เข้าลักษณะคำมั่นจะให้เช่า เมื่อ จำเลยเพิกเฉยไม่สนองรับคำเสนอที่โจทก์แจ้งไปเพื่อขอขยายอายุสัญญาเช่าใหม่ ถือว่า คำเสนอของโจทก์ตกไป สัญญาเช่าจึงไม่เกิดขึ้น ถือได้ว่าจำเลยไม่ได้กระทำการอัน เป็นการโต้แย้งสิทธิหน้าที่ของโจทก์ที่โจทก์จะบังคับให้จำเลยทำสัญญาเช่าฉบับใหม่กับ โจทก์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๕ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลย คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๖๑ - ๖๖๒/๒๕๑๑ สัญญาเช่ามีข้อความว่า ""เมื่อหมด อายุสัญญาเช่าแล้ว ผู้เช่ามีสิทธิต่ออายุในสัญญาเช่าได้อีก ส่วนค่าเช้านั้นตกลงกัน ใหม่"" ย่อมเป็นเพียงข้อตกลงที่ให้โอกาสผู้เช่าจะต่อสัญญาได้เท่านั้น โดยมีเงื่อนไขว่า ต้องมีการต่ออายุสัญญาเช่าต่อไป คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๑๙/๒๕๑๒ โจทก์จำเลยได้ทำสัญญาเช่าต่อกันมีข้อความ ว่า “ผู้ให้เช่าจะยอมให้ผู้เช่าเช่าสถานที่ต่อไปอีกคราวหนึ่งมีกำหนด ๑๐ ปี ใน อัตราค่าเช่าอย่างเดิม หรืออัตราค่าเช่าอื่นใดสุดแต่คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายจะตกลงกัน"" นั้น หมายความว่าอัตราค่าเช่าจะเป็นอย่างเดิมที่ดี หรืออย่างอื่นที่ดี โจทก์จำเลยจะต้องทดลองชิงกันและกันเสียก่อน ซึ่งเป็นสาระสำคัญของการเช่าตามกฎหมายหากทดลองกันไม่ได้ก็ย่อมจะต่อสัญญาเช่ากันไม่ได้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๙๔/๒๕๑๕ สัญญาเช่าซึ่งระบุว่า เมื่อครบกำหนดเวลาตามสัญญาเช่าแล้ว หากผู้เช่าประสงค์จะเช่าต่อผู้ให้เช่ายินยอมให้ผู้เช่าเช่าต่อไปอีก และค่าเช่าจะได้ตกลงกันภายในหลังนั้น เป็นเพียงผู้ให้เช่าให้ออกาสผู้เช่าที่จะต่อสัญญาเช่าได้อีก ในเมื่อตกลงค่าเช่ากันเรียบร้อยแล้ว และไม่มีพ้นทะผูกพันผู้ให้เช่าว่าจะเรียกร้องค่าเช่ากันได้มากน้อยเพียงใด เมื่อผู้ให้เช่ากำหนดอัตราค่าเช่า ผู้เช่าไม่สนองรับก็เป็นฉันตกลงค่าเช่ากันไม่ได้ สัญญาเช่าต่อไปย่อมไม่เกิด คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๑๖๐/๒๕๑๘ ข้อสัญญาว่า ถ้าครบกำหนดเช่าผู้เช่าต้องมาทำสัญญาใหม่ใน สมัยวัน มิฉะนั้นยอมให้เก็บค่าเช่าเป็นเดือนละ ๑,๐๐๐ บาทได้ ดังนี้ เป็นแต่ให้ออกาสทำสัญญาใหม่ แม้ผู้เช่าขอทำสัญญาใหม่ใน ๗ วัน ก็ยังไม่เป็นสัญญาผูกพันผู้ให้เช่า คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๖๕/๒๕๒๕ โจทก์ทำสัญญาเช่าที่ดินเพื่อสร้างตึกแถวและอาคารบ้าน เรือน (ตลาดสด) ซึ่งตามสัญญาเช่าข้อ ๗ ตึกแถวฯ ที่โจทก์ปลูกสร้างขึ้นใหม่ โจทก์มีสิทธิให้ผู้อื่นเช่าช่วงได้ตามสัญญาข้อ ๒ โดยข้อ ๒ มีความว่า ยอมให้โจทก์เช่าที่ดินมีกำหนด ๑๕ ปี เมื่อหมดสัญญา ๑๕ ปีแล้ว ถ้าโจทก์ประสงค์จะเช่าต่อให้มาทำสัญญาใหม่ ถ้าไม่ทำสัญญาต่อ โจทก์จะต้องส่งมอบสถานที่เช่าพร้อมตึกแถวฯ ให้แก่ผู้ให้เช่าจนครบถ้วนทุกอย่าง ดังนี้ มิใช่คำมั่นจะให้เช่า จำเลยหาจ้างต้องให้โจทก์เช่าที่พิพาทต่อไปไม่ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๒๖๓/๒๕๓๕ หนังสือสัญญาเช่าสถานที่ระบุว่า ถ้าผู้รับมอบหรือผู้เช่ามิได้ประพฤติตามสัญญา ผู้มอบหรือผู้ให้เช่าจะได้พิจารณาต่ออายุสัญญาให้อีกคราวหนึ่ง เป็นการแสดงความประสงค์ของคู่สัญญาว่าเมื่อสัญญาสิ้นสุดลงผู้ให้เช่าจะใช้ดูลพินิจต่อสัญญาให้แก่ผู้เช่าอีกคราวหนึ่ง ในเมื่อผู้เช่าไม่ได้กระทำผิดสัญญาอย่างไรก็ดีแม้ผู้เช่าจะไม่ได้กระทำผิดสัญญาก็ตาม การจะต่ออายุสัญญาให้อีกหรือไม่ย่อมเป็นดูลพินิจของผู้ให้เช่า สัญญาดังกล่าวจึงมิใช่คำมั่นจะให้เช่า ",แพ่ง,, 66,1,,คำมั่นจะให้เช่า มีผลผูกพันผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ที่เช่าหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๙๗๒/๒๕๓๗ เดิมตึกแถวตามฟ้องเป็นของ ด. ด. ให้จำเลยเช่า ต่อมา ด. โอนตึกแถวให้ อ. แล้ว อ. โอนขายให้โจทก์แม้ ด. จะให้คำมั่นแก่จำเลยว่าเมื่อครบกำหนดตามสัญญาเช่าแล้ว ด. จะให้จำเลยเช่าตึกแถวต่ออีก ๓ ปี คำมั่นดังกล่าวก็ไม่ผูกพันโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๔๙๑/๒๕๓๙ สัญญาเช่าระหว่างผู้ให้เช่าเดิมกับจำเลยระบุว่าผู้ให้เช่าตกลงให้ผู้เช่าต่อระยะเวลาการเช่าไปอีกหลังจากที่สัญญาเช่าสิ้นสุดลงแล้วเป็นเพียงข้อตกลงต่างหากนอกเหนือจากสัญญาเช่าซึ่งเป็นบุคคลสิทธิไม่ใช่เป็นทรัพย์สิทธิ์จะได้เช่าต่อไปคงผูกพันเฉพาะคู่สัญญาคือผู้ให้เช่าห้องพิพาทเดิมกับจำเลยเท่านั้นไม่มีผลผูกพันโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ของพิพาทซึ่งมิได้ตกลงกับจำเลยในข้อตกลงดังกล่าวจำเลยจึงไม่มีสิทธิ์ที่จะขอให้โจทก์ต่อสัญญาเช่าให้อีกเมื่อสัญญาเช่าสิ้นสุดลงแล้วโจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยอยู่ในห้องพิพาทต่อไปจำเลยก็ต้องออกไปจากห้องพิพาทนั้น ",แพ่ง,, 66,1,,"การร่วมกันไปทำร้ายผู้อื่นจนได้รับอันตรายสาหัสเป็นการชุลมุนต่อสู้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๙ หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๓๘ - ๗๓๙/๒๕๕๕ ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๙ ต้องเป็นกรณีชุลมุนต่อสู้กันระหว่างบุคคลตั้งแต่สามคนขึ้นไป และมีบุคคลได้รับอันตรายสาหัส ซึ่งหมายถึงกรณีไม่ทราบว่าผู้ใดหรือบุคคลใดร่วมกับใครทำร้ายจนได้รับอันตรายสาหัส แต่จำเลยที่ ๓ ร่วมกับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ กับพวกใช้มีดและเหล็กเป็นฟันและตีผู้เสียหายทั้งสองได้รับอันตรายสาหัส จึงไม่ใช่เป็นการชุลมุนต่อสู้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๙ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๒๓๕/๒๕๕๓ กรณีความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๙๙ นั้น ต้องเป็นการชุลมุนต่อสู้กันระหว่างบุคคลตั้งแต่สามคนขึ้นไป และมีบุคคลได้รับ อันตรายสาหัสโดยไม่ทราบว่าผู้ใดหรือผู้ใดร่วมกับใครทำร้ายจนได้รับอันตรายสาหัส แต่หากสามารถรู้และแบ่งฝ่ายแบ่งพวกกันได้ ทั้งรู้ว่าผู้ใดหรือฝ่ายใดเป็นผู้ลงมือทำร้ายย่อมลงโทษผู้นั้นกับพวกได้ตามเจตนาและผลของการกระทำ เมื่อข้อเท็จจริงในคดีนี้ได้ความว่าจำเลยกับพวกฝ่ายหนึ่งและผู้เสียหายกับพวกฝ่ายหนึ่งวิวาทต่อสู้กัน แล้วพวกของจำเลยเป็นผู้ใช้มืดฟันทำร้ายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส ย่อมมิใช่กรณีตาม ป.อ. มาตรา ๒๙๙ และเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้ที่ใช้มืดฟันทำร้ายผู้เสียหาย คือ น. ซึ่งเป็นพวกของจำเลยที่เข้าร่วมในการทะเลาะวิวาทกับผู้เสียหายด้วย จำเลยซึ่งมีเจตนาทำร้ายผู้เสียหายย่อมต้องรับผลอันเป็นธรรมดา ย่อมเกิดขึ้นจากการนั้นในฐานะเป็นตัวการ แม้มิได้เป็นผู้ลงมือใช้มืดฟันทำร้ายผู้เสียหายด้วยตนเองก็ตาม ",อาญา,, 66,2,,ทนายความทำหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองแก่ผู้จำนองโดยผู้รับจำนองไม่ได้ทำหนังสือมอบอำนาจให้ทนายความบอกกล่าวบังคับจำนอง แต่ต่อมาผู้รับจำนองได้มอบหมายให้ทนายความดำเนินคดีแก่ผู้จำนอง ดังนี้ การบอกกล่าวบังคับจำนองชอบหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๐๑๕/๒๕๕๕ ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๒๘ มิได้บัญญัติว่า การบอกกล่าวบังคับจำนองต้องทำเป็นหนังสือ จึงไม่ตกอยู่ในบังคับมาตรา ๗๙๘วรรคหนึ่ง ที่กำหนดให้การตั้งตัวแทนเพื่อกิจการนั้นต้องทำเป็นหนังสือแต่อย่างใด แม้ว่าโจทก์จะไม่ได้ทำหนังสือมอบอำนาจให้ทนายความบอกกล่าวบังคับจำนองก็ตาม แต่การที่ทนายโจทก์ทำหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองแก่จำเลยเป็นการกระทำในนามของโจทก์ทั้งต่อมาโจทก์ได้มอบหมายให้ทนายความดำเนินคดีแก่จำเลย และลงให้เห็นว่าโจทก์ยอมรับเอาการบอกกล่าวบังคับจำนองของทนายโจทก์เป็นการบอกกล่าวในนามของโจทก์ ถือได้ว่าโจทก์ซึ่งเป็นตัวการซึ่งให้สัตยาบันแก่การกระทำของทนายโจทก์ ซึ่งเป็นตัวแทนที่บอกกล่าวบังคับจำนองตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๘๒๓ วรรคหนึ่งแล้ว จึงถือว่าโจทก์ในฐานะผู้รับจำนองมีหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลยผู้จำนองตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๗๒๘ โดยชอบแล้ว,แพ่ง,, 66,2,,ซื้อบ้านจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลโดยสุจริต และรื้อถอนบ้านไปแล้ว หากบ้านพิพาทจำนองแก่ผู้รับจำนองไว้ก่อน สิทธิของผู้รับจำนองบ้านพิพาทจะระงับสิ้นไปหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๕๘๗/๒๕๕๕ โจทกรับจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง คือ บ้าน ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินดังกล่าวตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๑๘ จำนองย่อมครอบคลุมไปถึงทรัพย์ทั้งปวงอันติดพันอยู่กับทรัพย์สินซึ่งจำนอง และเมื่อบ้านพิพาทเป็นโรงเรือนซึ่งมีอยู่ในขณะที่จดทะเบียนจำนอง การจำนองย่อมครอบคลุมไปถึงบ้านพิพาทด้วย แม้จำเลยจะซื้อบ้านพิพาทได้จากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลโดยสุจริต แต่สิทธิของจำเลยได้มาภายหลังจากที่โจทกรับจำนองบ้านพิพาทโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว และเหตุที่จะทำให้การจำนองระงับสิ้นไปก็ต่อเมื่อมีเหตุตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๔๔ เท่านั้น การที่จำเลยรื้อถอนบ้านพิพาทไปไม่ทำให้สิทธิของโจทก์ที่มีอยู่ในทรัพย์จำนองระงับสิ้นไปได้ โจทก์จึงคงมีสิทธิบังคับจำนองเอาแก่บ้านพิพาทที่จำเลยซื้อได้ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๔๔ และมาตรา ๗๐๒ วรรคสอง การที่จำเลยได้กรรมสิทธิ์ในบ้านพิพาทภายหลังจากที่โจทกรับจำนองไว้แล้ว แม้จะได้มาโดยสุจริตและได้รับความคุ้มครองตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ๑๓๓๐ ก็หาทำให้สิทธิของโจทก์ที่มีอยู่เดิมเสียไป จำเลยไม่มีสิทธิในบ้านพิพาทดีกว่าโจทก์ จำเลยเป็นแต่เพียงผู้ซื้อบ้านพิพาทได้จากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลมิใช่เป็นผู้จำนองหรือคู่สัญญากับโจทก์ผู้รับจำนอง จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดในฐานะเป็นผู้จำนองต่อโจทก์ การที่จำเลยรื้อถอนบ้านพิพาทขายให้แก่โจทก์ และเมื่อเป็นหนี้เงินที่จำเลยต้องคืนให้แก่โจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยได้ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๒๔ ในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่รื้อถอนบ้านพิพาทเป็นต้นไป ",แพ่ง,, 66,2,,ผู้รับโอนสิทธิการเช่าจากผู้เช่า (สัญญาเช่ามีข้อตกลงให้เช่าช่วงได้) จะมีสิทธิฟ้องเรียกค่าเช่าช่วงที่ผู้เช่าช่วงค้างชำระผู้เช่าเดิมอยู่ก่อนที่จะได้รับโอนสิทธิการเช่าจากผู้เช่าเดิมหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๗๕๓/๒๕๕๕ หนังสือสัญญาโอนสิทธิการเช่าระหว่างห้างหุ้นส่วนจำกัด อ. กับโจทกระบอกว่าผู้รับโอนสิทธิตกลงรับไปซึ่งสิทธิและหน้าที่ของผู้ให้เช่า ผู้เช่า ผู้เช่าช่วง ไปทันทีนับแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๔๕ เป็นต้นไป ย่อมหมายถึงสิทธิทั้งหลายที่ห้างหุ้นส่วนจำกัด อ. ผู้โอนมีอยู่ทั้งก่อนและหลังวันดังกล่าว ให้ตกเป็นของโจทก์ผู้รับโอนตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๔๕ เป็นต้นไป แม้ว่าจะไม่ได้ระบุไว้ว่าหมายถึงคำเช่าช่วงที่จำเลยค้างชำระก่อนวันโอนแต่ก็เป็นหนึ่งในสิทธิและหน้าที่ทั้งหลายที่มีอยู่ เมื่อข้อสัญญาไม่ได้ระบายเวนไว้อย่างไม่แยกต่างหากจากสิทธิทั้งหลายที่จะตกได้แก่โจทก์ผู้รับโอน โจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าเช่าที่ค้างชำระอยู่ก่อนการรับโอนสิทธิการเช่าและภายหลังการรับโอนสิทธิการเช่าจากจำเลยตามฟ้อง โจทก์มีสิทธิเรียกค่าเช่าช่วงที่จำเลยค้างชำระแก่ห้างหุ้นส่วนจำกัด อ. ผู้โอนก่อนวันที่โจทก์รับโอนสิทธิและภายหลังที่โจทก์รับโอนสิทธิซึ่งจำเลยค้างชำระ เมื่อโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยชำระค่าเช่าช่วงทั้งหมดภายใน ๗ วัน มิฉะนั้นถือเอาหนังสือบอกกล่าวเป็นการบอกเลิกสัญญา และสัญญาเช่าเป็นอันระงับ จำเลยได้รับหนังสือบอกกล่าวแต่ไม่ชำระตามที่กำหนด และนับถึงวันที่โจทก์ฟ้องคดีเกินกว่า ๑๕ วันนับแต่วันครบกำหนดการบอกกล่าว ถือว่าการเช่าช่วงรายเดือนมีการบอกกล่าวเกิน ๑๕ วัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๖๐ วรรคสอง ถือเป็นการบอกเลิกสัญญาเช่าช่วงโดยชอบแล้ว สัญญาเช่าช่วงจึงเลิกกันเพราะจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาจำเลยไม่มีสิทธิอยู่ในที่ดินพิพาทต่อไป การที่จำเลยยังคงอยู่ย่อมเป็นการละเมิดต่อโจทก์โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยพร้อมบริวารและให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างของตนเองออกไปจากที่ดินที่เช่า ทั้งมีสิทธิเรียกค่าเช่าช่วงค้างชำระทั้งหมดและค่าเสียหาย ",แพ่ง,, 66,2,,"การนับระยะเวลาการครอบครองปรปักษ์ จะนับระยะเวลาการครอบครองในระหว่างที่เป็นที่ดินมือเปล่าร่วมเข้ากับระยะเวลาภายหลังที่ดินมีโฉนดแล้วหรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๒๗๐/๒๕๕๔ การได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินของผู้อื่นโดยการครอบครองตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๘๒ จะต้องเป็นการครอบครองที่ดินที่ผู้อื่นมีกรรมสิทธิ์และครอบครองโดยสงบเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันเป็นเวลา ๑๐ ปี ผู้ร้องจะนับระยะเวลาการครอบครองในระหว่างเป็นที่ดินมือเปล่าก่อนที่ดินพิพาทออกโฉนครวมเข้ากับระยะเวลาการครอบครองปรปักษ์ภายหลังที่ดินมีโฉนดแล้วหาได้ไม่ ขณะที่มีการออกโฉนดที่ดินในที่ดินพิพาทปี ๒๕๒๙ ผู้ร้องไม่ได้คัดค้านอย่างใด ต่อมาปี ๒๕๓๓ ผู้ร้องเข้าไปตักดินในที่ดินพิพาท ผู้คัดค้านห้ามแล้วไม่หยุด ผู้คัดค้านจึงนำโฉนดที่ดินไปแจ้งความที่สถานีตำรวจว่าผู้ร้องบุกรุก ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าผู้ร้องเข้าครอบครองที่ดินพิพาทและแสดงออกว่ามีเจตนาเป็นเจ้าของเมื่อปี ๒๕๓๓ เมื่อนับระยะเวลาจนถึงผู้ร้องยืนคำร้องขอคดีนี้เมื่อวันที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๔๑ ยังไม่ครบ ๑๐ ปี ผู้ร้องจึงไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครอง ",แพ่ง,, 66,2,,การตรวจค้น การจับ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายผู้ถูกกระทำมีสิทธิป้องกันสิทธิของตนหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๗๒๒/๒๕๕๕ บริเวณที่เกิดเหตุอยู่บนถนนสุทธาวาสไม่ใช่หลังซอยโรงถ่านที่มีอาชญากรรมประเภทความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พระราชบัญญัติอาวุธปืน และความผิดเกี่ยวกับทรัพย์เป็นประจำ และจำเลยไม่มีทางเป็นพิรุธคงเพียงแต่นั่งโทรศัพท์อยู่ การที่สืบตำรวจโท ก. และสืบตำรวจตรี พ. อ้างว่าเกิดความสงสัยในตัวจำเลยจึงขอตรวจค้น โดยไม่มีเหตุผลสนับสนุนว่าเพราะเหตุใดจึงเกิดความสงสัยในตัวจำเลย จึงเป็นข้อสงสัยที่อยู่บนพื้นฐานของความรู้สึกเพียงอย่างเดียว ถ้าไม่ได้ว่ามีเหตุอันควรสงสัยตามกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๙๓ ที่จะทำการตรวจค้นได้ การตรวจค้นตัวจำเลยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยซึ่งถูกกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายย่อมมีสิทธิโต้แย้งและตอบโต้เพื่อป้องกันสิทธิของตนเองเพิกเฉยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งใด ๆ อันสืบเนื่องจากการปฏิบัติที่ไม่ชอบได้จำเลยจึงไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๓๖, มาตรา ๑๓๘ วรรคสอง และมาตรา ๓๖๗ ",อาญา,, 66,2,,ผู้ร่วมวางแผนในการกระทำความผิด หากขณะกระทำความผิดไม่ได้รออยู่ใกล้กับที่เกิดเหตุที่จะมีเวลาเพียงพอที่จะช่วยเหลือพวกเขาในขณะกระทำความผิดได้ จะถือเป็นตัวการร่วมในการกระทำความผิดหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๔/๒๕๕๕ แม้จำเลยที่ ๒ จะร่วมวางแผนกับจำเลยที่ ๑ และ ส. มาก่อนเกิดเหตุเพื่อที่จะมากระทำความผิดก็ตาม แต่ขณะที่จำเลยที่ ๑ และ ส. กระทำความผิดเอาทรัพย์ของผู้ตายไป จำเลยที่ ๒ ขับรถจักรยานยนต์แยกทางออกไปก่อน ไม่ได้รออยู่ใกล้กับที่เกิดเหตุที่จะมีเวลาเพียงพอที่จะช่วยเหลือจำเลยที่ ๑ และ ส. ในขณะกระทำความผิดได้ จึงไม่ใช่เป็นการแบ่งหน้าที่กันทำอันจะเป็นตัวการในการกระทำความผิดกับจำเลยที่ ๑ และ ส. ได้ จำเลยที่ ๒ คงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของจำเลยที่ ๑ และ ส. เท่านั้น หาใช่ร่วมกันเป็นตัวการกระทำความผิดซึ่งทรัพย์ด้วยกันตั้งแต่สามคนขึ้นไป อันจะเป็นความผิดฐานปล้นทรัพย์ด้วยไม่ ",อาญา,, 66,3,,การบังคับเอาทรัพย์สินของลูกหนี้ไปเพียงเท่าที่คิดว่าพอ กับที่ลูกหนี้เป็นหนี้ โดยไม่ได้เอาทรัพย์สินอื่นที่มีค่ามากไปด้วย จะถือว่ามีเจตนาทุจริตหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๗๔/๒๕๕๔ แม้ว่าเหตุจริงจะผิดกัน จำเลยกับพวกเข้าไปทำร้ายร่างกายผู้เสียหายจนได้รับบาดเจ็บและบังคับเอาทรัพย์สินของผู้เสียหายไปเท่าที่คิดว่าพอ กับค่าจ้างที่ผู้เสียหายเป็นคนนี้ พวกเจ้าเลี้ยงอยู่ในงานนี้ไม่ได้เอาทรัพย์สินอื่น ๆ ที่มีค่ามากไปด้วย ก็ตาม แต่การกระทำของจำเลยกับพวกกล่าวเป็นการกระทำที่ไม่มีอำนาจตามกฎหมาย ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า เป็นการกระทำโดยมีเจตนาทุจริตแล้ว การกระทำของจำเลยกับพวกเป็นการร่วมกันปล้นทรัพย์ของผู้เสียหาย,อาญา,, 66,3,,การใช้อาวุธปืนยิงผู้อื่นเพื่อป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่กระสุนไม่ลั่น และผู้นั้นได้รับบาดเจ็บ หลบหนีไป หากผู้กระทำตามไปยิงอีกจะยังถือว่าเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายอีกหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๓๗๐/๒๕๕๔ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เมื่อจำเลยที่ ๑ ยิงปืนขึ้นฟ้า ณ นัดแล้ว อ. ได้ซักถามว่าปืนยิงจำเลยที่ ๑ ก่อนจริง พฤติการณ์ของ อ. เช่นนี้ ยอมทำให้จำเลยที่ ๑ เห็นว่า อ. ได้ประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายเก่งๆ ดังนั้น จำเลยที่ ๑ ย่อมมีสิทธิ์ป้องกัน การที่จำเลยที่ ๑ ได้ใช้อาวุธปืนยิงไปที่ อ. ๑ นัด ในทันทีทันใด แม้กระสุนจะล้ม หรือไม่ก็ตาม ย่อมถือว่าเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๖๘ แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่า เมื่อจำเลยที่ ๑ ใช้อาวุธปืนยิง อ. แต่กระสุนปืนไม่ล้มแล้ว อ. ได้รับบาดเจ็บ หลบหนีไป เช่นนี้ เหตุที่จำเลยที่ ๑ จะป้องกันสิทธิของตนเองหมดไป การที่จำเลยที่ ๑ วิ่งไล่ตาม อ. ไป แล้วยิงต่อสู้กับ อ. อีกเช่นนี้ เป็นการกระทำต่อเนื่องจากการที่ อ. ใช้อาวุธปืนยิงจำเลยที่ ๑ ก่อนอันถือว่าเป็นการฆ่าแห่งจำเลยที่ ๑ ด้วยเหตุฉะนั้นไม่เป็นธรรม การกระทำของจำเลยที่ ๑ ในครั้งหลังจึงเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๒ ",อาญา,, 66,3,,หนังสือสัญญาซื้อขายระบุว่า ราคาส่วนที่เหลือ อ. ชำระในวันจดทะเบียน โอนกรรมสิทธิ์ ถ้าปรากฏว่าผู้ขายจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ผู้ซื้อบางส่วนเหลือที่ดินส่วนที่ยังไม่ได้จดทะเบียนโอนอีก หากผู้ซื้อครอบครองที่ดินส่วนที่เหลือติดต่อกันกว่า ๑๐ ปี จะได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๘๗๘/๒๕๕๔ หนังสือสัญญาซื้อขายอาคารพาณิชย์และที่ดิน ข้อ ๓. ระบุว่า ผู้ซื้อต้องชำระราคาแก่ผู้ขายในวันทำสัญญาจำนวน ๖๐๐,๐๐๐ บาท และ ข้อ ๕. สำหรับราคาอาคารพาณิชย์และที่ดินส่วนที่เหลืออีกจำนวน ๒,๑๐๐,๐๐๐ บาท ผู้ซื้อต้องชำระในวันรับโอนกรรมสิทธิ์อาคารพาณิชย์และที่ดินดังกล่าวตามสัญญานี้ โดยผู้ขายจะเป็นผู้นำผู้ซื้อไปจดทะเบียนที่สำนักงานที่ดิน ผู้ซื้อด้องไปจดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินและอาคารพาณิชย์ภายในกำหนด ๗ วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรจากผู้ขายแสดงว่าหนังสือสัญญาซื้อขายดังกล่าวเป็นสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและอาคารไม่ใช่สัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด เพราะในวันทำสัญญามีการทำราคากำไรและอาคารเพียงบางส่วนเท่านั้นราคาส่วนที่เหลือจะชำระในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและอาคาร โจทก์จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินให้แก่จำเลยเนื่องที่รวม ๒๔ ตารางวา เหลือที่ดินที่ยังไม่ได้จดทะเบียนโอนอีกจำนวน ๔ ตารางวา ซึ่งจำเลยยังคงประสงค์ให้โจทก์ปฏิบัติตามสัญญาและมิได้บอกเลิกสัญญา สัญญาซื้อขายอาคารและที่ดินจึงยังคงมีผลผูกพันโจทก์และจำเลยอยู่ การครอบครองที่ดินจำนวน ๔ ตารางวา ของจำเลยย่อมเป็นการครอบครองโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาและเป็นเพียงการที่จำเลยครอบครองแทนโจทก์ซึ่งยังเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินจำนวน ๔ ตารางวา เท่านั้น เมื่อจำเลยไม่ได้บอกกล่าวเปลี่ยนลักษณะการยึดถือครอบครองแก่โจทกว่าจะไม่ครอบครองที่ดินจำนวน ๔ ตารางวา แทนโจทก์ต่อไป จึงมิใช่การครอบครองโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ แม้จำเลยจะครอบครองที่ดินจำนวน ๔ ตารางวา นับติดต่อกันเป็นเวลาเกิน ๑๐ ปี จำเลยก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ ",แพ่ง,, 66,3,,"ผู้ได้กรรมสิทธิ์ที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์แล้ว หากไปตกลงจะซื้อที่ดินจากเจ้าของที่ดินในอนาคตก็มีผลเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่ได้มาหรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๔๖๘/๒๕๕๔ การแสดงเจตนาระบุว่าจะทำให้ผู้ครอบครองได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินที่ครอบครองตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๘๒ นั้น ต้องเป็นการแสดงเจตนาระบุของตลอดระยะสิบปีที่ได้ครอบครองติดต่อกัน เมื่อครบสิบปีแล้วผู้ครอบครองย่อมได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินที่ครอบครองไปโดยผลของกฎหมาย เมื่อผู้รับมอบอำนาจโจทก์ไปพบว่ามีบ้านจำเลยปลูกอยู่บนที่ดินซึ่งเป็นระยะเวลาหลังจากที่โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทมาแล้วถึง ๒๒ ปี จึงมีการเจรจาที่จะให้จำเลยรับซื้อที่ดินพิพาท ดังนั้น แม้จะฟังว่าการที่จำเลยตกลงจะซื้อที่ดินพิพาทเป็นการยอมรับในกรรมสิทธิ์ที่ดินของโจทก์แต่ก็เป็นการยอมรับหลังจากที่จำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทด้วยการครอบครองปรปักษ์แล้ว จึงไม่มีผลเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทที่จำเลยได้รับโดยผลของกฎหมายแต่อย่างใด เมื่อจำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์แล้ว โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลย ",แพ่ง,, 66,3,,"การที่ลูกหนี้ให้สิทธิแก่ธนาคารเจ้าหนี้เบิกเงินจากบัญชีเงินฝากของลูกหนี้เพื่อหักใช้หนี้ได้ทันทีที่ลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้ ก็อเป็นสิทธิเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ผู้ค้ำประกันอาจเข้ารับช่วงได้ หลังจากชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๙๗ หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๕/๒๕๕๔ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๙๗ บัญญัติให้ผู้ค้ำประกันอาจเข้ารับซึ่งได้ทำหมุดหรือแต่งบางส่วนในสิทธิก็ดี จำนองก็ดี จำนำก็ดี และบริมสิทธิอันได้ใช้ว่าแก่เจ้าหนี้แต่ก่อนหรือในขณะทำสัญญาค้ำประกันเพื่อชำระหนี้นั้น ซึ่งหมายความว่าเมื่อผู้ค้ำประกันชำระหนี้แก่เจ้าหนี้แล้วก็ย่อมเข้ารับซึ่งสิทธิที่เจ้าหนี้มีอยู่เหนือลูกหนี้ด้วยตามความในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๙๓ วรรคสอง โดยสิทธินั้นเป็นสิทธิที่เจ้าหนี้จะบังคับเอาจากลูกหนี้ได้เช่นเดียวกับสิทธิจำนอง สิทธิจำนำ จึงจำกัดเฉพาะสิทธิเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้เท่านั้นและถ้าเจ้าหนี้กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นเหตุให้ผู้ค้ำประกันไม่อาจเข้ารับซึ่งสิทธินั้นผู้ค้ำประกันย่อมหลุดพ้นจากความรับผิดเพียงเท่านั้น ต้องเสียหาย แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าบริษัทลูกหนี้ให้สิทธิโจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้เบิกเงินจากบัญชีเงินฝากของตนที่มีอยู่ ๑,๕๐๐,๐๐๐ บาท เพื่อหักให้หนี้ได้ทันทีที่บริษัทดังกล่าวผิดนัดชำระหนี้ จึงเท่ากับว่าโจทก์มีสิทธิหักกลบลบหนี้เหนือเงินฝากจำนวนนั้นของลูกหนี้ ไม่ใช่สิทธิเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้ที่จำเลยทั้งสองผู้ค้ำประกันอาจเข้ารับซึ่งหลังจากชำระหนี้แก่โจทก์ได้อีกการที่โจทก์เพิ่งฟ้องจำเลยที่ ๑ หลังจากบริษัทดังกล่าวถูกศาลพิพากษาให้ล้มละลายแล้วเกือบ ๙ ปี นั้น เป็นสิทธิที่โจทก์จะกระทำได้ตามปกติในอายุความเรียกร้องของตน โดยจำเลยที่ ๑ ไม่อาจยกเป็นข้อโตแย้งได้เพราะไม่ใช่การกระทำให้จำเลยที่ ๑ เสียหายจนไม่อาจรับซึ่งสิทธิที่โจทก์มีอยู่เหนือทรัพย์สินของลูกหนี้ตามนัยของมาตรา ๖๙๗ ดังนั้น จำเลยที่ ๑ จึงยังไม่หลุดพ้นจากความผิด ",แพ่ง,, 66,3,,ที่งอกริมตลิ่งกับที่ชายตลิ่ง ต่างกันอย่างไร,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๘๙/๒๕๕๔ ที่งอกริมตลิ่ง หมายถึง ที่ดินที่งอกไปจากตลิ่งตามธรรมชาติซึ่งเกิดจากการที่สายน้ำพัดพาดินจากที่อื่นมาทับถมกันริมตลิ่งจนเกิดที่งอกขึ้นมิใช่ออกจากที่อื่นเข้ามาหาตลิ่ง ลักษณะของที่ดินพิพาทซึ่งอยู่ด้านว่าที่ดินของจำเลยร่วม ๓ ถึง ๕ เมตร ไม่มีลักษณะเป็นที่งอกซึ่งเกิดจากการที่สายน้ำพัดพาดินจากที่อื่นมาทับถมกันริมตลิ่งจนเป็นที่งอก ที่ดินพิพาทจึงมิใช่ที่งอกออกไปจากริมตลิ่งของที่ดินจำเลยร่วมตามธรรมชาติ แต่เป็นท้องทางน้ำที่ตื้นเขินเพราะกระแสน้ำในแม่น้ำเปลี่ยนทางเดินและข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าที่ดินพิพาทซึ่งอยู่ติดแม่น้ำในฤดูน้ำปีปกติน้ำยังท่วมถึงทุกปีจึงเป็นที่ชายตลิ่งซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินพลเมืองใช้ร่วมกัน ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๐๔ (๒) แม้จำเลยจะครอบครองใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาทซึ่งเป็นสาธารณะสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน แต่จะอ้างสิทธิดังกล่าวขึ้นยันโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐมีหน้าที่ดูแลรักษาที่ดินสาธารณะประโยชน์ซึ่งเป็นสาธารณะสมบัติของแผ่นดินไม่ได้ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๐๖ จำเลยจึงต้องรื้อถอนอาคารและสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินพิพาท,แพ่ง,, 66,3,,"ครอบครองที่ดินโดยเข้าใจว่าเป็นของตนเอง แต่ความจริงเป็นของผู้อื่น จะอ้างการครอบครองปรปักษ์ได้หรือไม่ และหากผู้มีชื่อในโฉนดจดทะเบียนโอนขายที่ดินให้แก่บุคคลภายนอกไป ระหว่างผู้ได้กรรมสิทธิ์ที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์ กับบุคคลภายนอกใครมีสิทธิในที่ดินดีกว่ากัน ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๘๖๖/๒๕๕๔ จำเลยและ ส. เป็นผู้ปลูกสร้างบ้านบนที่ดินพิพาทเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยของจำเลยและบุคคลในครอบครัว เพราะได้รับการยกให้ซึ่งที่ดินพิพาทจาก ม. น้องสาวของจำเลยเจ้าของที่ดินพิพาท เมื่อจำเลยกับ ส. พร้อมด้วยครอบครัวได้ครอบครองที่ดินพิพาทโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันตั้งแต่ได้รับการยกให้เมื่อปี ๒๕๒๖ ตลอดมาเป็นเวลาเกินกว่า ๑๐ ปี จำเลยย่อมได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๘๒ แล้ว ที่โจทก์ฎีกาว่าจำเลยและบุคคลในครอบครัวของจำเลยเข้าใจมาโดยตลอดว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยการครอบครองของจำเลยในลักษณะดังกล่าวจึงมิใช่การครอบครองอย่างปรปักษ์เพราะการครอบครองปรปักษ์ต้องครอบครองโดยรู้ว่าที่ดินเป็นของบุคคลอื่นนั้นเห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๘๒ หาได้บัญญัติว่า ผู้ที่จะได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินโดยการครอบครองจะต้องรู้ว่าทรัพย์สินที่ตก ครอบครองเป็นทรัพย์สินของบุคคลอื่นด้วยไม่ หากจำเลยครอบครองที่ดินพิพาทโดยลักษณะเป็นการครอบครองเพื่อตน แม้จะเข้าใจว่าที่ดินดังกล่าวเป็นของจำเลยแล้ว แต่ความเป็นจริงยังเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้อื่นอยู่เมื่อจำเลยกับครอบครัวร่วมกันครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ ไม่มีผู้ใดโต้แย้งตลอดมาเป็นเวลาเกินกว่า ๑๐ ปี แล้ว ที่ดินดังกล่าย่อยตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยตามบัญญัติดังกล่าวข้างต้น โจทก์ซื้อและรับโอนที่ดินกับบ้านพิพาทจาก ม. มีราคาสูงถึง ๒,๘๐๐,๐๐๐ บาท และโจทก์ก็ทราบจาก ม. แล้วว่า ม. ไม่ได้อยู่อาศัยในบ้านพิพาทเอง โจทก์ควรที่จะตรวจสอบให้ได้ความแน่ชัดว่าญาติของ ม. เข้าไปอาศัยอยู่ในบ้านและที่ดินพิพาทโดยอาศัยสิทธิใคร โดยการไปชักถามจาก พ. หรือบุคคลในครอบครัวของ พ. ที่พักอาศัยอยู่ในบ้านพิพาท แต่ก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้กระทำเช่นนั้นทั้งที่มีโอกาสกระทำได้โดยง่าย กรณีดังกล่าวย่อมถือไม่ได้ว่าโจทก์ได้ชื่อและรับโอนที่ดินพิพาทไว้โดยสุจริตและจดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตตามนัยแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๙๙ วรรคสอง จำเลยซึ่งได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินและบ้านพิพาทมาโดยการครอบครองปรปักษ์ จึงย่อมยกสิทธิขึ้นต่อสู้โจทก์ซึ่งเป็นผู้ได้สิทธิในที่ดินมาโดยไม่สุจริตได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลย ",แพ่ง,, 66,4,,การขู่เข็ญในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้ายจะใช้ถ้อยคำทำกิริยาหรือทำประการใดให้เขาใจได้เช่นนั้น ๆ ได้หรือไม่ หรือจะต้องเป็นการขู่ตรงๆ เท่านั้น,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๘๙๐/๒๕๕๔ ผู้เสียหายไม่รู้จักจำเลยกับพวก การที่พวกเขาแจ้งข่าวและปัดหน้ารถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายเพื่อให้หยุดรถทันทีและตะคอกด่าพร้อมกับพูดว่ามีอะไรส่งมาให้มดโดยจำเลยกับพวกแสดงสีหน้าซึ่งชง แม้วก็จำเลยจะไม่ได้พูดว่าหากไม่ส่งสิ่งของให้จะทำร้ายผู้เสียหายแต่พฤติการณ์ดังกล่าวเป็นการคุกคามผู้เสียหายให้กลัวว่าจะถูกทำร้าย หากไม่ส่งทรัพย์สินให้ จึงเป็นการขู่เข็ญผู้เสียหายทั้งกายภาพและความหมายว่า ถ้าผู้เสียหายไม่ให้สิ่งของใดแล้วผู้เสียหายจะถูกทำร้าย จนผู้เสียหายกลัวต้องรับส่งกระดาษเปล่าให้จำเลย หาใช้เรื่องที่ผู้เสียหายกลัวไปเองไม่ การกระทำดังกล่าวจึงเป็นการทำขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อให้ยืนให้ชิงทรัพย์อันเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ มีใช้ความผิดฐานกรณีร้องร้อง เมื่อขณะเกิดเหตุจำเลยยังคงนั่งอยู่บนรถจักรยานยนต์ดังเดียว กับพวกและแม้จำเลยไม่ได้พูดกับผู้เสียหาย แต่เมื่อผู้เสียหายยืนทรัพย์ให้จำเลยก็รับไว้แล้วก็ขับรถจักรยานยนต์หนี้ไปด้วยกันทันที ถือเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำอันเป็นการร่วมกันกระทำความผิด (คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๖๘/๒๕๕๔ วินิจฉัยเช่นกัน)",อาญา,, 66,4,,ลูกจ้างมีหน้าที่ควบคุมหรือบริหารทุกสินค้าของนายจ้างไปส่งให้แก่ลูกค้า หากเอาทรัพย์สินดังกล่าวไปจะเป็นความผิดฐานใด,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๓๐๗/๒๕๕๔ ในขณะเกิดเหตุบริษัท ว. จำกัด และจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ เป็นผู้ครอบครองสินค้าบุคคลมีไว้แทนบริษัท ท. จำกัด (มหาชน) ดังนี้ เมื่อเกิดเหตุบริษัท ท. จำกัด (มหาชน) จึงเป็นผู้เสียหายด้วย และสำหรับจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ นั้น เป็นลูกจ้างของบริษัท ว. จำกัด มีหน้าที่ควบคุมหรือบรรทุกสินค้าดังกล่าวไปส่งที่สถานีสินค้าของผู้เสียหาย การครอบครองของจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ เป็นการครอบครองแทนไว้ชั่วคราวชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น อำนาจการครอบครองสินค้าที่แท้จริงยังอยู่กับผู้เสียหาย เมื่อจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ร่วมกับพวกเอาทรัพย์สินดังกล่าวไปโดยทุจริตจึงเป็นการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์,อาญา,, 66,4,,คำว่าทรัพย์ของผู้อื่นในความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์มีความหมายอย่างไร,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๒๗๐/๒๕๕๔ องค์ประกอบความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์นั้นต้องกระทำต่อทรัพย์ของผู้อื่นหรือผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย คำว่า “ทรัพย์ของผู้อื่น” หมายความรวมถึงบุคคลที่ได้รับมอบหมายโดยตรงจากเจ้าของทรัพย์ให้เป็นผู้ครอบครองดูแลรักษาทรัพย์นั้น เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่ารถยนต์ทะเบียนดังกล่าวเป็นของบิดาผู้เสียหายที่ ๑ และเป็นรถยนต์ที่ใช้ในครอบครัวของผู้เสียหายที่ ๑ ดังนั้นแม้ผู้เสียหายที่ ๑ ซึ่งเป็นบุตรของเจ้าของรถยนต์กระสามารถใช้รถยนต์กระบะคันดังกล่าวได้ทุกวลาตามแต่ก็เป็นเพียงสิทธิใช้รถยนต์ระบบในฐานะบุตรเท่านั้น ไม่ปรากฏว่าบิดาของผู้เสียหายที่ ๑ ซึ่งเป็นเจ้าของรถยนต์กระทำได้มอบหมายโดยตรงให้ผู้เสียหายที่ ๑ เป็นผู้ครอบครองดูแลรักษาทรัพย์ดังกล่าวโดยอาศัยสิทธิของเจ้าของทรัพย์ผู้เสียหายที่ ๑ จึงไม่ใช่ผู้เสียหาย และเมื่อปรากฏว่าบิดาของผู้เสียหายที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้เสียหายที่แท้จริงไม่ได้แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนไว้ พนักงานสอบสวนจึงไม่มีอำนาจสอบสวนในความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้และพนักงานอัยการไม่มีสิทธิฟ้องในข้อหาฐานทำให้เสียทรัพย์ได้,อาญา,, 66,4,,การได้ภาระจำยอมมาโดยทางนิติกรรมแต่ไม่มีการจดทะเบียนที่ดินพิพาทเป็นภาระจำยอม จะมีผลผูกพันบุคคลภายนอกซึ่งรับโอนที่ดินพิพาทหรือไม่ และการได้ทางจำเป็นตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๕๐ ผู้มีสิทธิใช้ทางจำเป็นจะมีสิทธิเรียกร้องทางจำเป็นบนที่ดินแปลงใดและต้องเสียค่าทดแทนให้แก่เจ้าของที่ดินหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๖๒๑/๒๕๕๔ การที่ ก. ท. พ. ร. และจำเลยร่วมตกลงแบ่งที่ดินมีโฉนดแปลงหนึ่งโดยให้แบ่งที่ดิน ๒ ส่วนที่อยู่ระหว่างกลางด้านทิศตะวันออกเป็นทางเดินภาระจำยอมสำหรับที่ดินส่วนเหนือสุดและใต้สุดเพื่อออกสู่ทางสาธารณะกว้าง ๔ เมตร ตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นเป็นการก่อภาระจำยอมอันเป็นทรัพย์สิทธิอันเกี่ยวข้องหาริมทรัพย์โดยทางนิติกรรม แต่หลังจากที่มีการแบ่งแยกที่ดินดังกล่าวตามสัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว ไม่มีการจดทะเบียนที่ดินพิพาทเป็นภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินโฉนดที่ถูกแบ่งแยก การก่อภาระจำยอมดังกล่าวจึงไม่บริบูรณ์ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๙๙ วรรคหนึ่ง คู่สัญญาตามสัญญาประนีประนอมยอมความคงบังคับภาระจำยอมดังกล่าวได้ในระหว่างคู่สัญญาวัดกันในฐานะบุคคลสิทธิเท่านั้น เมื่อ ก. และ ส. ซึ่งเป็นคู่สัญญาขายที่ดินเฉพาะส่วนในที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นบุคคลภายนอกจึงไม่ใช่คู่สัญญาและไม่ถูกผูกพันตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ทั้งไม่มีกฎหมายบัญญัติให้จำเลยทั้งสองต้องรับโอนสิทธิและหน้าที่เกี่ยวกับภาระจำยอมตามสัญญาประนีประนอมยอมความจาก ก. และ ส. โจทก็จึงไม่มีสิทธิบังคับจำเลยทั้งสองให้รับภาระจำยอมตามสัญญาประนีประนอมยอมความได้ ที่ดินพิพาทจึงไม่เป็นภาระจำยอม ตามสัญญาประนีประนอมยอมความได้ตกลงแบ่งที่ดินมีโฉนดแปลงใหญ่โดยให้แบ่งที่ดิน ๒ ส่วนที่อยู่ระหว่างกลางด้านทิศตะวันออกเป็นทางเดินภาระจำยอมสำหรับที่ดินส่วนที่อยู่เหนือสุดและใต้สุดเพื่อเป็นทางออกสู่ทางสาธารณะ แสดงว่าที่ดินแปลงใหญ่นี้มีทางออกสู่ทางสาธารณะ แต่ภายหลังจากการแบ่งแยกที่ดินดังกล่าวแล้ว ที่ดินของโจทก์ที่ถูกแบ่งแยกมีที่ดินแปลงอื่นล้อมไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงย่อยในส่วนนั้นจึงมีสิทธิเรียกร้องทางจำเป็นบนที่ดินอีกแปลงหนึ่งซึ่งถูกแบ่งแยกจากที่ดินแปลงใหญ่ด้วยกันได้โดยไม่ต้องเสียค่าทดแทนตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๕๐ เมื่อที่ดินของโจทก์เป็นที่ดินถูกแบ่งแยกและการแบ่งแยกนั้นเป็นเหตุให้ที่ดินของโจทก์ไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกร้องทางจำเป็นบนที่ดินที่ถูกแบ่งแยกแปลงอื่นได้ตามกฎหมายการใช้สิทธิฟ้องคดีของโจทก์จึงไม่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ",แพ่ง,, 66,4,,เงินดาวน์งวดที่สองที่ผู้ซื้อชำระให้แก่ผู้ขายภายหลังวันทำสัญญา ถ้าสัญญาระบุว่าให้ถือเป็นมัดจำและผู้ขายมีสิทธิรับได้หากผู้ซื้อผิดสัญญา ต่อมามีการเลิกสัญญากัน ผู้ขายมีสิทธิรับเงินดาวน์งวดที่สองหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๑๗๕/๒๕๕๔ โจทก์ไม่ชำระราคาที่ดินให้แก่จำเลยทั้งสองตามสัญญา . โจทก์จึงเป็นผู้ผิดสัญญา การที่โจทก์บอกเลิกสัญญาแก่จำเลยทั้งสองและให้จำเลยทั้งสองคืนเงินที่ได้ชำระไปแล้ว ส่วนจำเลยทั้งสองขอใช้สิทธิรับเงินมัดจำนามข้อตกลงในสัญญา ถือได้ว่าเป็นการตกลงเลิกสัญญากับโจทก์โดยปริยายแล้ว แม้ตามสัญญาจะซื้อขายที่ดินจะมีข้อตกลงกันให้ถือเงินดาวน์เป็นเงินมัดจำ และหากโจทก์ผิดสัญญาอยู่ยังให้รับเงินมัดจำ แต่ได้ความว่าในวันทำสัญญาโจทก์ชำระเงินดาวน์ให้จำเลยทั้งสองเพียง ๓๔๐,๐๐๐ บาท เงินจำนวนดังกล่าวจึงเป็นทรัพย์สินที่โจทก์ได้ให้แก่จำเลยทั้งสองในวันทำสัญญาเพื่อเป็นการชำระหนี้บางส่วนและเป็นประกันการที่จะปฏิบัติตามสัญญาถือเป็นมัดจำ ส่วนเงินดาวน์ที่โจทก์ชำระในภายหลังอีก ๑ งวด แม้ตามสัญญาจะระบุให้ถือเป็นมัดจำก็ไม่ใช่มัดจำตามความหมายแห่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๗๗ แต่เป็นเพียงการชำระค่าที่ดินบางส่วนเมื่อโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาและจำเลยทั้งสองได้บอกเลิกสัญญาแก่โจทก์แล้ว สัญญาจะซื้อขายที่ดินดังกล่าวจึงเป็นอันเลิกกัน จำเลยทั้งสองจึงมีสิทธิรับมัดจำจำนวน ๓๔๐,๐๐๐ บาท ได้ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๗๘ (๒) ส่วนเงินดาวน์ที่โจทก์ชำระในภายหลังอีก ๑ งวด ซึ่งถือเป็นการชำระราคาที่ดินบางส่วนนั้น จำเลยทั้งสองต้องให้โจทก์ได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๙๑ วรรคหนึ่ง แต่การที่โจทก์และจำเลยทั้งสองตกลงกันให้จำเลยทั้งสองรับเงินดาวน์ดังกล่าวได้หากโจทก์ผิดสัญญา ข้อตกลงดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับที่กำหนดเป็นจำนวนเงินตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๗๙ ซึ่งหากเบี้ยปรับสูงเกินส่วน ศาลก็มีอำนาจปรับลดลงให้เหลือเป็นจำนวนที่พอสมควรได้ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๘๓ วรรคหนึ่ง ",แพ่ง,, 66,4,,ผู้สลักหลังเช็คผู้ถือ และผู้สลักหลังเช็คชนิดระบุชื่อผู้รับเงิน ชำระเงินตามเช็คแก่ผู้ทรงแล้วรับเช็คกลับคืนมา จะมีสิทธิฟ้องผู้สั่งจ่ายเช็คภายในกำหนดอายุความใด,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๗๖๒/๒๕๕๔ โจทก์นำเช็คพิพาทห้าฉบับไปสลักหลังขายลดให้แก่ ส. กับ บ. ต่อมาโจทก์นำเงินตามเช็คไปชำระให้บุคคลทั้งสองและรับเช็คพิพาทกลับคืนมา การที่โจทก์ชำระเงินตามเช็คให้แก่ ส. กับ บ. และรับเช็คพิพาทซึ่งเป็นเช็คผู้ถือสี่ฉบับกลับคืนมา โจทก์ย่อมเป็นผู้ทรงเช็คพิพาททั้งสี่ฉบับดังกล่าวตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๐๔ จึงมีสิทธิฟ้องไล่เบี้ยผู้สลักหลังและผู้สั่งจ่ายภายใน ๑ ปี นับแต่วันที่เช็คพิพาททั้งสี่ฉบับถึงกำหนดชำระตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๐๐๒ โจทก์ฟ้องคดีนี้ภายในอายุความ ๑ ปี ฟ้องโจทก์สำหรับเช็คทั้งสี่ฉบับนี้จึงไม่ขาดอายุความ ส่วนเช็คพิพาทอีกหนึ่งฉบับซึ่งเป็นเช็คระบุชื่อย่อมโอนให้แก่กันได้โดยการสลักหลังและส่งมอบ การที่โจทก์สลักหลังเช็คอฉบับนี้ขายลดให้แก่ ส. กับ บ. ส. และ บ. จึงเป็นผู้ทรงเช็คโดยชอบ เมื่อธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์ได้ชำระเงินตามเช็คให้ ส. กับ บ. และรับเช็คพิพาทฉบับนี้กลับคืนมา โจทก์จึงอยู่ในฐานะผู้สลักหลังหาใช่ผู้ทรงเช็คอฉบับนั้นไม่ จึงต้องฟ้องไล่เบี้ยเอาแก่ผู้สลักหลังและผู้สั่งจ่ายภายในเวลาหกเดือน นับแต่วันที่โจทก์เข้าถือเอาเช็คและใช้เงินตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๐๐๓ เมื่อ พ. กรรมการของโจทก์เบิกความว่า โจทก์ผ่อนชำระเงินให้ ส. กับ บ. โดยผ่อนชำระตั้งแต่ประมาณเดือนมกราคมถึงพฤษภาคม ๒๕๔๑ โจทก์จึงได้รับเช็คทั้งห้าฉบับกลับคืนมาและโจทก์มาฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ ๙ ธันวาคม ๒๕๔๑ จึงล่วงเลยระยะเวลาหกเดือนนับแต่วันดังกล่าว ฟ้องโจทก์สำหรับเช็คพิพาทฉบับนี้จึงขาดอายุความ ",แพ่ง,, 66,4,,ใช้ทางเดินในที่ดินของผู้อื่นติดต่อกันมาจนครบสิบปีโดยสำคัญผิดว่าเป็นที่ดินของตน ผู้ใช้ทางจะได้ภาระจำยอมโดยอายุความหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๐๓/๒๕๕๔ ภาระจำยอมเป็นทรัพย์สิทธิซึ่งกฎหมายบัญญัติให้บุคคลผู้เป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์อื่นได้มาโดยนิติกรรมหรือโดยอายุความ สำหรับการได้มารับซึ่งภาระจำยอมโดยอายุความกฎหมายมีประสมศักดิ์ให้ถือเอาการใช้ประโยชน์ของเจ้าของสามยทรัพย์เป็นสำคัญ โดยไม่ได้คำนึงว่าภารยทรัพย์จะเป็นของผู้ใด หรือเจ้าของสามยทรัพย์จะต้องรู้ว่าผู้ใดเป็นเจ้าของภารยทรัพย์นั้น เพราะแม่มีผู้ใช้ทางเดินในที่ดินของผู้อื่นติดต่อกันมาจนครบ ๑๐ ปี โดยสำคัญผิดว่าเป็นที่ดินของตน ผู้ใช้ทางดังกล่าวย่อมได้ไปซึ่งภาระจำยอมโดยอายุความ ดังนั้น การที่โจทก์ทั้งสองใช้ทางพิพาทในที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๔๓๖๒๙ ซึ่งแบ่งแยกออกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๒๖๐๖ เป็นทางสัญจรไปสู่ทางสาธารณะจนครบ ๑๐ ปีแล้ว โจทก์ทั้งสองย่อมได้ไปซึ่งภาระจำยอมโดยอายุความตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๐๑ ประกอบมาตรา ๑๓๘๒ แม้บริษัท ว. จะทำหนังสือรับรองยินยอมให้โจทก์ทั้งสองใช้ทางพิพาทออกสู่ทางสาธารณะก็ตามแต่โจทก์ทั้งสองมิได้ใช้ทางพิพาทโดยอาศัยสิทธิของบริษัท ว. ตรงกันข้ามกลับได้ความว่าในฐานะที่โจทก์ที่ ๒ ขายให้แก่บริษัท ว. ในราคาสูงถึง ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาทเศษเนื่องจากอยู่ติดกับถนนสายใหญ่ แต่โจทก์ที่ ๒ ขายให้แก่บริษัท ว. ในราคาที่ต่ำเกินสมควรเพียง ๕๔๐,๐๐๐ บาท เพราะโจทก์ที่ ๒ คาดหลังว่าแม้จะขายไปแล้วโจทก์ทั้งสองก็ยังมีสิทธิใช้ทางพิพาทได้ตามที่บริษัท ว. ให้คำรับรองไว้ ฉะนั้นการที่โจทก์ทั้งสองใช้ทางพิพาทออกสู่ทางสาธารณะ จึงเป็นการใช้โดยถือว่าตนมีสิทธิในทางนั้น อันเป็นปรปักษ์ต่อเจ้าของที่ดินโดยตรง หาใช้เป็นการใช้โดยอาศัยสิทธิของบริษัท ว. ไม่ ",แพ่ง,, 66,4,,เจ้าของลายมือชื่อที่ถูกปลอมปล่อยปลอมละเลยไม่ควบคุมดูแลการทำงานของพนักงานเป็นเหตุให้พนักงานปลอมลายมือชื่อ จะถือว่าเจ้าของลายมือชื่อที่ถูกปลอมตราอยู่ในฐานะเป็นผู้ต้องตัดบทมิให้ยกเรื่องลายมือชื่อปลอมขึ้นเป็นข้อต่อสู้ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๐๐๘ หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๔๘๓/๒๕๕๔ เช็คพิพาทส่วนใหญ่ จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นพนักงานบัญชีของโจทก์เป็นผู้ไปเบิกถอนเงินสดจากจำเลยที่ ๒ ซึ่งเมื่อตรวจสอบลายมือชื่อของ พ. ในเช็คพิพาทกับตัวอย่างลายมือชื่อของ พ. แล้วจะมีลักษณะคล้ายกัน จำนวนเงินตามเช็คแต่ละฉบับก็มิได้สูงจนผิดปกติแต่อย่างใดทั้งตราประทับของโจทก์ที่ประทับลงในเช็กก็เป็นตราประทับที่แท้จริงของโจทก์ จึงถือได้ว่าจำเลยที่ ๒ ซึ่งประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ได้ใช้ความระมัดระวังตรวจสอบลายมือชื่อของ พ. ในช่องผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายในเช็คพิพาทแล้ว การที่จำเลยที่ ๒ จ่ายเงินในบัญชีของโจทก์ จึงถือไม่ได้ว่าเป็นความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ ๒ การที่จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นพนักงานของโจทก์มิใช่เป็นบุคคลภายนอกปลอมลายมือชื่อของ พ. โดยใช้ตราประทับที่แท้จริงสั่งจ่ายเช็คพิพาทเป็นเวลานานและจำนวนมากบ้างกล่าว แสดงว่าโจทก์ปล่อยปละละเลยมิได้ควบคุมดูแลการทำงานของจำเลยที่ ๑ โจทก์จะอ้างว่าได้ว่าจ้างสำนักงานบัญชีตรวจสอบบัญชีของโจทก์หากได้ไม่ โจทก์จึงอยู่ในฐานะเป็นผู้ต้องถูกตัดบหมิให้ยกข้อลายมือชื่อปลอมขึ้นเป็นข้อต่อสู้ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๐๐๘ จำเลยที่ ๒ จึงไม่ต้องรับผิดชำระเงินตามเช็คพิพาทคืนแก่โจทก์ ",แพ่ง,, 66,5,,การใช้บุคคลอื่นเป็นเครื่องมือในการกระทำความผิด หากผู้ถูกใช้ไม่รู้จะต้องร่วมกระทำความผิดด้วยหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๘๐/๒๕๕๕ จำเลยที่ ๒ วางแผนกับพวกหลอกว่าจ้างจำเลยที่ ๑ นำรถยนต์ไปยกรถยนต์ของผู้เสียหายไปส่งให้จำเลยที่ ๒ เพื่อจำเลยที่ ๒ จะยกรถยนต์ต่อไปยังจุดหมาย โดยจำเลยที่ ๑ ไม่ทราบว่าตนเองเป็นเครื่องมือของคนร้าย จำเลยที่ ๒ จึงเป็นตัวการในการลักทรัพย์โดยใช้จำเลยที่ ๑ เป็นเครื่องมือในการกระทำความผิดของตน จำเลยที่ ๑ จึงไม่ได้ร่วมกระทำผิด จำเลยที่ ๑ ขับรถยกยกรถยนต์ของผู้เสียหายขับออกไปจากที่จอดไม่ถึง ๑ เมตร โดยส่วนหน้าของรถยนต์ของผู้เสียหายถูกยกขึ้นไปเกยบนคานของรถยนต์และมีช่องคล้องรถยนต์ของผู้เสียหายผูกยึดติดกับรถยนต์ของจำเลยที่ ๑ พร้อมที่จะขับเคลื่อนพารถยนต์ของผู้เสียหายออกไปได้ทันที ถือว่าจำเลยที่ ๑ ซึ่งจำเลยที่ ๒ ใช้เป็นเครื่องมือได้เข้ายืดถือครอบครองรถยนต์ของผู้เสียหายโดยสมบูรณ์พร้อมที่จะเอาไปได้แล้ว จึงถือว่าจำเลยที่ ๒ ได้เอาไปซึ่งรถยนต์ของผู้เสียหายอันเป็นความผิดฐานลักทรัพย์สำเร็จ แม้จำเลยที่ ๑ จะยังไม่ทันขับรถยกลากจูงรถยนต์ของผู้เสียหายออกไปก็ตาม หาใช่เป็นเพียงพยายามลักทรัพย์ไม่ ",อาญา,, 66,5,,"กระสุนปืนไม่ลั่น เพราะดินปืนที่บรรจุอยู่ในลำกล้องเปียกชื้นจะถือว่าเป็นการพยายามกระทำความผิดที่ไม่สามารถบรรลุผลได้อย่างแน่แท้เพราะเหตุปัจจัยซึ่งใช้ในการกระทำความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๑ หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๘๙๔/๒๕๕๕ การพยายามกระทำความผิดที่ไม่สามารถจะบรรลุผลได้อย่างแน่แท้ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๑ นั้น ต้องเกิดจากเหตุ ๒ ประการ คือ เหตุปัจจัยซึ่งใช้ในการกระทำความผิดกับเหตุแห่งวัตถุที่มุ่งหมายกระทำต่อสำหรับคดีนี้ เหตุปัจจัยซึ่งใช้ในการกระทำความผิด คือ อารวธปืนแก้ไขแบบประจุปากของกลางปัญหาว่าอารวธปืนแก้ไขวัดลงกล่าวเป็นเหตุให้การพยายามกระทำความผิดนั้นไม่สำราญ จะบรรลุผลได้อย่างแน่แท้หรือไม่ ได้ความจากคำให้การชั้นสอบสวนของพันตำรวจโท ก. เจ้าพนักงานตำรวจประจำวิทยาการเขต ๔๓ จังหวัดนครศรีธรรมราช ผู้ตรวจพิสูจน์อาวุธเป็นของกลางว่าอาวุธปืนของกลางเป็นอาวุธปืนที่สามารถทำอันตรายแก่ชีวิตและวัตถุได้การที่กระสุนปืนไม่ล้นเมื่อสับสนกปืนนั้น สามารถเกิดขึ้นกับอาวุธปืนของกลางได้หากดินปืนมีความชื้นหรือเปียกชื้นเพราะประกายไฟซึ่งเกิดจากนกปืนสับไปที่แก้วปืนไม่สามารถลุกลามไปติดเนื้อดินปืนในลำกล้องเพื่อส่งเม็ดตะกั่วที่บรรจุอยู่ออกไปทางปากกระบอกได้แสดงว่าในวันเกิดเหตุหากดินปืนที่บรรจุอยู่ในลำกล้องอาวุธปืนของกลางแห้งไม่เปียกชื้นกระสุนปืนก็ต้องลั่นส่งเม็ดตะกั่วที่บรรจุอยู่ในลำกล้องออกมาใส่ใบหน้าผู้เสียหายเป็นอันตรายต่อชีวิตได้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการลงมือกระทำความผิดไปตลอดแล้วแต่การกระทำไม่บรรลุผล อันเป็นการพยายามกระทำความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๐ หาใช่การกระทำนั้นไม่สามารถจะบรรลุผลได้อย่างแน่แท้เพราะอาวุธปืนหรือเครื่องกระสุนปืนของกลางยังเป็นปัจจัยซึ่งใช้ในการกระทำตามมาตรา ๘๑ แต่อย่างใดไม่ ",อาญา,, 66,5,,"การอุทิศที่ดินให้ใช้เป็นถนนสาธารณะต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนการให้ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่หรือไม่ และหากผู้อุทิศกลับเข้าครอบครองที่ดินจะได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองกลับมาหรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๖๔/๒๕๕๕ จำเลยอุทิศที่ดินของตนให้สร้างทางพิพาทเพื่อให้ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน แม้จะเป็นการอุทิศด้วยวาจา มิได้ทำเป็นหนังสือและมิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๙๙ ก็ตาม แต่การอุทิศที่ดินให้ใช้เป็นถนนสาธารณะ เช่นนี้ เป็นการสละที่ดินให้เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๐๔ (๒) หาจำต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนการให้ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๒๕ ไม่ การอุทิศด้วยวาจาก็มีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย และสภาพความเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินไม่อาจสูญสิ้นไปเพราะการไม่ได้ใช้ แม้จำเลยได้กลับเข้าครอบครองใช้ประโยชน์ที่ดินที่เป็นถนนสาธารณะสมบัติของแผ่นดินดังกล่าวแล้วนานเพียงใดก็ตาม ก็ไม่ทำให้ทางพิพาทตกไปเป็นของจำเลยได้อีกเพราะตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๐๖ บัญญัติห้ามมิให้ยกอายุความขึ้นเป็นข้อต่อสู้กับแผ่นดินในเรื่องทรัพย์สินอันเป็นสารารณสมบัติของแผ่นดิน ",แพ่ง,, 66,5,,"ฝูงกระบือมีจำนวน ๔๓ ตัว มีผู้ควบคุมดูแล ๒ คน กระบือวิ่งตัดหน้ารถยนต์ในระยะกระชั้นชิดจนไม่สามารถห้ามล้อได้ทันจึงชนกระบือ ส่วนรถยนต์ได้รับความเสียหาย เจ้าของกระบือจะต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่เจ้าของรถยนต์ หรือไม่ ",มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๔๕๑/๒๕๕๕ รอยห้ามล้อของรถยนต์กระบะซึ่งยาวประมาณ ๒๐ เมตร อยู่ในช่องเดินรถของ ล. โดยเฉพาะรอยห้ามล้อรถด้านซ้ายอยู่ห่างจากไหล่ถนนพอสมควร และดูว่ากระเบื้องจำเลยได้วางตัดหน้ารถของ ล. ในระยะกระชั้นชิดจนไม่สามารถห้ามล้อรถได้ทัน จึงชนกระเบื้องจำเลย แม็ก่อนถึงที่เกิดเหตุประมาณ ๒๐๐ เมตร มีป้ายสีเหลืองเตือนให้ระวังสัตว์เลี้ยงก็ตาม แต่ก็ไม่ปรากฏจากทางนำสับของจำเลยว่าขณะเกิดเหตุ ล. ขับรถด้วยความเร็วสูงและไม่ใช้ความระมัดระวังอย่างไร การที่มีป้ายสีเหลืองเตือนให้ระวังสัตว์เลี้ยงมิได้หมายความว่าหากเหตุรถชนสัตว์เลี้ยงแล้ว ผู้ขับรถชนสัตว์เลี้ยงจะต้องผิดเสมอไป เมื่อพิจารณาประกอบ พ.ร.บ. จราจร ทางบกฯ มาตรา ๑๑๑ ที่ห้ามมิให้ผู้ใดขับรถโดยมิได้รับอนุญาต จึงได้ต้อนหรือปล่อยสัตว์ไปบนทางในลักษณะที่เป็นการกีดขวางการจราจรและไม่มีผู้ควบคุมเพียงพอ ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อคุ้มครองผู้ขับรถให้เกิดความปลอดภัยในการใช้งาน การที่ฝ่าฝืนระบอบที่จำเลยเลี้ยงมีมากถึง ๔๓ ตัว แต่มีผู้ควบคุมดูแลเพียง ๒ คน ถือว่ามีผู้ควบคุมดูแลไม่เพียงพอ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าเหตุเกิดจากการความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ไม่ได้ใช้ความระมัดระวัง อันสมควรในการควบคุมดูแลเสียหายเกิดขึ้นเพราะสัตว์จำเลยจึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๓๓ วรรคหนึ่ง,แพ่่ง,, 66,5,,บุคคลซึ่งเข้ามาเป็นหุ้นส่วน หรือออกจากห้างหุ้นส่วนจำกัดไปแล้วจะต้องรับผิดในหนี้ที่ห้างหุ้นส่วนได้ก่อให้เกิดขึ้นก่อนที่เข้ามาหรือออกจากหุ้นส่วนหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๓๗๘/๒๕๕๕ จำเลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด โดยขณะฟ้องมีจำเลยที่ ๒ เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ จึงเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิด แม้จำเลยที่ ๒ เข้ามาเป็นหุ้นส่วนภายหลังก็ต้องรับผิดในหนี้ใด ๆ ซึ่งจำเลยที่ ๑ ได้ก่อให้เกิดขึ้นก่อนที่ตนเข้ามาเป็นหุ้นส่วนด้วยตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๐๕๒ ประกอบมาตรา ๑๐๗๗ (๒), ๑๐๘๐, ๑๐๘๗ ส่วนจำเลยที่ ๓ แม้ออกจากหุ้นส่วนไปแล้วก็ยังคงต้องรับผิดในหนี้ซึ่งจำเลยที่ ๑ ได้ก่อขึ้นก่อนที่ตนได้ออกจากหุ้นส่วนตามมาตรา ๑๐๕๑ ประกอบมาตรา ๑๐๗๗ (๒), ๑๐๘๐, ๑๐๘๗ ",แพ่ง,, 66,5,,ผู้เป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนจำกัด ซึ่งมิใช่หุ้นส่วนผู้จัดการสอดเข้าไปจัดการงานของห้างอันเป็นการดำเนินการแทน โดยห้างเชิดออกแสดงเป็นตัวแทน จะมีผลผูกพันห้างหุ้นส่วนจำกัดหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๐๐๙/๒๕๕๕ บทบัญญัติลักษณะ ๒๒ หมวด ๓ ว่าด้วยห้างหุ้นส่วนจำกัด แห่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๐๘๘ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “ถ้าผู้เป็นหุ้นส่วนจำกัดความรับผิดผู้ใดสดเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการงานของห้างหุ้นส่วน ท่านว่าผู้นั้นจะต้องรับผิดร่วมกันในบรรดาหนี้ทั้งหลายของห้างหุ้นส่วนนั้นโดยไม่จำกัดจำนวน” และมาตรา ๑๐๘๐ ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิได้ยกเว้นหรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงโดยบทบัญญัติแห่งห้างหุ้นส่วนจำกัด มาใช้บังคับโดยอนุโลม โดยบทบัญญัติว่าด้วยห้างหุ้นส่วนสามัญ มาตรา ๑๐๔๓ บัญญัติว่า “ถ้าผู้เป็นหุ้นส่วนอันมิได้เป็นผู้จัดการเอื้อมเข้ามาจัดการงานของห้างหุ้นส่วนก็ดี... ท่านให้บังคับด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยการจัดการงานนอกสิ่ง” แสดงว่าผู้เป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนจำกัด แม้ว่ามิได้เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ก็อาจเอื้อมไปจัดการงานของห้าง หรือผู้เป็นหุ้นส่วนจำกัดความรับผิดก็อาจสดเข้าไปจัดการงานของห้างอันเป็นการดำเนินการแทน และผูกพันห้างหุ้นส่วนจำกัดได้ เมื่อปรากฏว่าตามทางปฏิบัติระหว่างโจทก์และจำเลยต่างทำธุรกรรมต่อเนื่องมาก่อนหลายครั้งด้วยการให้ ป. เอื้อมเข้ามาจัดการติดต่อซื้อรถสามล้อเครื่องแทนโจทก์ และจำเลยให้ ส. ติดต่อขายรถสามล้อเครื่องแทนจำเลยมาตลอดพฤติการณ์ที่ปรากฏแสดงว่าโจทก์และจำเลยได้เชิดและยอมให้ ป. กับ ส. เชิดตัวเขาเองออกแสดงเป็นตัวแทนของทั้งโจทก์และจำเลยแล้ว การลงนามในสัญญาซื้อขายของ ป. แทนโจทก์ และ ส. แทนจำเลย จึงมีผลผูกพันโจทก์และจำเลยตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๘๒๑ โจทก์จึงมีอำนาจรับเอาข้อสัญญาดังกล่าวและฟ้องจำเลยให้รับผิดตามข้อสัญญาดังกล่าวได้ เมื่อโจทก์ได้ให้หนายความมีหนังสือบอกกล่าวทวงถามแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ได้,แพ่ง,, 66,5,,เจ้าของรวมในที่ดินซึ่งมีข้อตกลงตามสัญญาว่าให้ที่ดินส่วนพิพาทเป็นทางเข้าออกที่ใช้ร่วมกัน ดังนี้ เจ้าของรวมคนหนึ่งจะมีสิทธิเรียกให้แบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๔๑๔/๒๕๕๕ โจทก์และจำเลยเป็นเจ้าของรวมในที่ดินโดยมีข้อตกลงตามสัญญาจะซื้อขายว่าให้ที่ดินส่วนพิพาทเป็นทางเข้าออกที่ใช้ร่วมกัน เมื่อยังไม่มีการตกลงเปลี่ยนแปลงข้อตกลงดังกล่าว โจทก์ในฐานะเจ้าของรวมจึงยังไม่มีสิทธิเรียกให้แบ่งทรัพย์ได้ เนื่องจากมีนิติกรรมขัดอยู่ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๖๓ วรรคหนึ่ง,แพ่ง,, 66,6,,ผู้ได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์ แต่ยังมิได้จดทะเบียน การได้มา ชื่อไม่อาจยกขึ้นต่อสัญบุคคลภายนอกได้ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๙๙ วรรคสอง หากจะครอบครองปรปักษ์อีก จะเริ่มนับระยะเวลาครอบครองเมื่อใด,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๑๔๗/๒๕๕๔ ถึงแม้ว่าเลยจะได้ครอบครองที่ดินพิพาทตั้งแต่วันที่จำเลยซื้อดินแปลงอื่นเมื่อวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๓๐ เป็นต้นมาก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าเมื่อวันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๓๓ บริษัท ค. ซื้อที่ดินมีโฉนดแปลงพิพาทจากเจ้าของเดิมโดยจดทะเบียนชื่อขายและเสียค่าตอบแทนโดยสุจริต จำเลยจึงไม่อาจอ้างสิทธิการครอบครองปรปักษ์ในช่วงระยะเวลาก่อนหน้านั้นขึ้นอย่างยืนต่อ บริษัท ค. ได้ ทั้งนี้เป็นไปตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๙๙ วรรคสอง การนับระยะเวลาครอบครองปรปักษ์ของจำเลยจึงต้องเริ่มนับตั้งแต่วันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๓๓ เป็นต้นมา ซึ่งนับถึงวันที่โจทก์ฟ้องคดีนี้คือวันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๔๓ ยังไม่ครบระยะเวลา ๑๐ ปี จำเลยจึงยังไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ๑๓๘๒ ",แพ่ง,, 66,6,,ทำสัญญาขายและจดทะเบียนโอนที่ดินให้แก่ผู้ซื้อแล้ว แต่ผู้ซื้อยังมิได้ชำระราคาแก่ผู้ขาย กรรมสิทธิ์ในที่ดินจะตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ซื้อหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๘๓๔/๒๕๕๔ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๕๘ บัญญัติว่า กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ขายนั้นย่อมโอนไปยังผู้ซื้อตั้งแต่ขณะเมื่อทำสัญญาซื้อขายกันสำหรับการทำซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งต้องทำสัญญาเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา ๔๕๖ วรรคหนึ่ง กรรมสิทธิ์ย่อมโอนไปเป็นของผู้ซื้อทันทีตั้งแต่ทำการจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่แล้ว ส่วนราคาทรัพย์สินที่ต้องชำระแก่กันเป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งแห่งสัญญาซื้อขาย หาใช่เงื่อนไขการโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินไม่ ดังนั้น การชำระราคาอาจเกิดขึ้นก่อนหรือหลังเวลาโอนกรรมสิทธิก็ย่อมทำได้ตามแต่คู่สัญญาจะตกลงกัน เมื่อโจทก์ทำสัญญาขายและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินมีเอกสารสิทธิเป็นโฉนดทั้ง ๒๑ แปลง ให้แก่ ป. กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทย่อมตกเป็นของ ป. ตั้งแต่ขณะเมื่อได้ทำสัญญาซื้อขายและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ แม้ ป. ยังไม่ชำระราคาให้แก่โจทก์ ก็ยังนับ สัญญาซื้อขายและการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับ ป. จึงมีผลสมบูรณ์เต็มขาด และที่ดินพิพาทดูกเป็นกรรมสิทธิ์ของ ป. มิใช่เป็นที่ดินของโจทก์อีกต่อไป โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องบังคับให้จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ซึ่งเป็นทางยา และจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของ ป. ผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทต่อมากายหลังคืนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ ",แพ่ง,, 66,6,,สัญญาเช่าระบุว่า การที่ผู้เช่าครอบครองสถานที่เช่าเมื่อครบกำหนดอายุสัญญาเช่า โดยผู้ให้เช่าไม่ทักท้วง มิให้ถือว่าเป็นการต่ออายุสัญญาเช่า การต่ออายุสัญญาเช่าให้กระทำเป็นหนังสือโดยแจ้งชัด กรณีดังกล่าว คู่สัญญาจะทำสัญญาเช่าต่อไปโดยไม่ใช้สิทธิให้ทำสัญญาเช่าเป็นหนังสือ ได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๒๕/๒๕๕๔ จำเลยทำสัญญาเช่าอาคารพิพาทกับโจทก์ เมื่อวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๕ ขณะทำสัญญาเช่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดิน และอาคารพิพาท โจทก์จึงมีสิทธิให้จำเลยเช่าอาคารพิพาท การที่โจทก์จำนองที่ดินและอาคารพิพาทแก่ธนาคารและถูกธนาคารดังกล่าวฟ้องบังคับจำนองก็เป็นเรื่องระหว่างโจทก์กับธนาคาร หามีผลกระทบสิทธิตามสัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยไม่ แม้ตามสัญญาเช่าจะระบุว่าเมื่อครบกำหนดอายุสัญญาเช่า การที่ผู้เช่ายังคงครอบครองสถานที่เช่า โดยผู้ให้เช่าไม่ได้ทักท้วง มิให้ถือว่าสัญญาเช่าได้ขยายกำหนดอายุเวลาการเช่าออกไป การต่ออายุสัญญาเช่าให้กระทำเป็นหนังสือโดยคู่สัญญา โดยแจ้งชัดก็ตาม แต่การที่จำเลยเบิกความยอมรับว่า ก่อนครบกำหนดตามสัญญาเช่า จำเลยยึดต่อขอทำสัญญาเช่ากับโจทก์ต่อไปเพื่อด้องการทำสัญญาเช่าฉบับใหม่ โจทก์ไม่ยอมต่อสัญญาเช่าให้แก่จำเลย แต่ให้ทนายโจทก์ทางถามค่าเช่าจากจำเลย ส่วนโจทก์ เบิกความว่าเหตุที่ไม่มีการทำสัญญาเช่าภายในเวลาเช่าเนื่องจากโจทก์ ติดต่อให้จำเลยมาทำสัญญาเช่าแล้ว แต่จำเลยไม่ยอมทำสัญญาเช่าและได้ ทางถามให้จำเลยชำระค่าเช่าอันเป็นการแสดงว่าทั้งโจทก์และจำเลยประสงค์ทำสัญญาเช่าต่อไป โดยไม่ใช้สิทธิให้ทำสัญญาเช่าเป็นหนังสือ จึงถือว่าโจทก์และจำเลยเป็นอันได้ทำสัญญาใหม่ต่อไปโดยไม่มีกำหนดเวลาตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๗๐ แล้ว จำเลยจึงต้องชำระค่าเช่าให้แก่โจทก์ ",แพ่ง,, 66,6,,การนับระยะเวลาการได้ภาระจำยอมโดยอายุความ ผู้รับโอนที่ดินจะนับระยะเวลาครอบครองต่อจากเจ้าของเดิมได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๓๑/๒๕๕๔ โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.๑) และที่ดินมีหลักฐานตามแบบเสียภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท.๕) โดยบิดามารดาของเจ้าของที่ดินและชาวบ้านใช้ทางพิพาทซึ่งผ่านที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของจำเลยเป็นทางออกสู่สาธารณะ เพื่อเข้าสู่ตัวเมืองเชียงใหม่ตั้งแต่ปี ๒๕๙๘ เมื่อโจทก์ซื้อที่ดินแล้ว โจทก์ทำการขึ้นมาผ่านที่พิพาทเข้าไปในที่ดินของโจทก์ จำเลยก็ไม่ห้ามปรามกลับปล่อยให้โจทก์ใช้ทางต่อไปเป็นเวลาถึง ๘ ปีเศษ แม่โจทก์จะซื้อที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.๑) และที่ดินมีหลักฐานตามแบบเสียภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท.๕) ต่อจากเจ้าของเดิมนับถึงวันฟ้องจะยังไม่ครบ ๑๐ ปี แต่เมื่อเจ้าของเดิมได้ใช้ทางพิพาทโดยเจตนาให้เป็นทางเจ้าออกประจำมาตั้งแต่นั้น โจทก์จึงสามารถนับระยะเวลาการครอบครองต่อจากเจ้าของเดิมได้ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๘๕ ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของจำเลยจึงตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินทั้งสามแปลงของโจทก์ ",แพ่ง,, 66,6,,"การได้มาซึ่งสิทธิเหนือพื้นดินที่มิได้มีการนำไปจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินมาจากเจ้าของเดิมหรือไม่ ",มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๒๑๕/๒๕๕๔ จำเลยที่ ๑ ปลูกสร้างอาคารบนที่ดินพิพาทโดยได้รับความยินยอมจากธนาคาร ท. เจ้าของที่ดิน จึงก่อให้เกิดสิทธิเหนือพื้นดินเป็นคุณแก่จำเลยที่ ๑ โดยไม่มีกำหนดเวลา ต่อมาโจทก์ซื้อที่ดินดังกล่าวจากธนาคาร ท. และมีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไป จากที่ดินพิพาท จำเลยทั้งสองได้รับแล้ว ดังนี้ ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๑๓ บัญญัติว่า ถ้าสิทธิเหนือพื้นดินไม่มีกำหนดเวลาไซร้ ท่านว่าคู่กรณีฝ่ายใดจะบอกเลิกเสียในเวลาใด ก็ได้ แต่ต้องบอกกล่าวแก่ฝ่ายตามสมควร การที่โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวได้จำเลยทั้งสองออกไปจากที่ดินและจำเลยทั้งสองได้รับแล้ว ถือได้ว่าโจทก์บอกเลิกสิทธิเหนือพื้นดิน พิพาทของจำเลยทั้งสองที่ได้มานั้น มิได้มีการนำไปจุดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ การได้สิทธิเหนือพื้นดินของจำเลยทั้งสองดังกล่าวจึงไม่บริบูรณ์ ไม่ว่าอยู่ขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกได้ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๙๘ ประกอบมาตรา ๑๒๙๙ วรรคหนึ่ง จำเลยทั้งสองจึงไม่อาจยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้โจทก์ผู้ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทมาจากธนาคาร ท.,แพ่ง,, 66,6,,สัญญาเช่าที่มีกำหนดระยะเวลา หากในสัญญามีข้อตกลงว่า เมื่อสัญญาเช่าสิ้นสุดลงผู้เช่าต้องขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปและส่งคืนสถานที่เช่าในสภาพเรียบร้อยให้แก่ผู้ให้เช่าภายใน ๓๐ วัน นับแต่สัญญาเช่าสิ้นสุดลงจะถือว่าเป็นสัญญาเช่าที่มีกำหนดระยะเวลาหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๙๓๒/๒๕๕๔ สัญญาเช่าระหว่างโจทก์และจำเลยมีกำหนดระยะเวลาถึงวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๔๙ ที่มีข้อตกลงด้วยว่าเมื่อสัญญาเช่าสิ้นสุดลงไม่ว่าด้วยเหตุใด ผู้เช่าจะต้องขนย้ายทรัพย์สินรวมทั้งบริวารออกไป และส่งคืนสถานที่เช่าในสภาพเรียบร้อยให้แก่ผู้เช่าภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันที่สัญญาเช่าสิ้นสุดลงนั้นเป็นเพียงการกำหนดระยะเวลาให้ผู้เช่าดำเนินการขนย้ายทรัพย์สินรวมทั้งบริวาร และจัดการให้สถานที่เช่าอยู่ในสภาพเรียบร้อยเพื่อส่งคืนแก่ผู้ให้เช่าเท่านั้น สัญญาเช่าระหว่างโจกท์และจำเลยจึงเป็นสัญญาเช่าที่มีกำหนดระยะเวลาตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๖๔ ซึ่งสัญญาเช่าย่อมระงับสิ้นไปเมื่อสิ้นระยะเวลาตามที่ตกลงกันไว้คือวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๔๙ โดยมีพักต้องบอกกล่าวก่อนหรือต้องแจ้งว่าจำเลยผิดสัญญาเช่าข้อใด การที่สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์มีหนังสือบอกเลิกการเช่าและให้จำเลยส่งมอบสถานที่เช่าคืนภายใน ๑๕ วัน ถือเป็นเพียงการแจ้งยืนยันการสิ้นสุดของสัญญาเช่าให้ชัดเจ้งเท่านั้นจำเลยจะอ้างว่าเป็นการบอกเลิกสัญญาเช่าโดยไม่ชอบหาได้ไม่ ",แพ่ง,, 66,7,,"ยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์ หากผู้มีชื่อในโฉนดร้องคัดค้าน ต่อมาศาลมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเพราะผู้ร้องไม่ชำระค่าขึ้นศาลจะถือว่าเป็นการครอบครองโดยสงบหรือไม่และจะมีผลต่อการนับระยะเวลาครอบครองที่ดินหรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๘๖๔/๒๕๕๔ การครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่นไว้โดยความสงบตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๘๒ นั้น จะต้องหมายความว่า ครอบครองอยู่ได้โดยไม่ได้ถูกกำจัดให้ออกไปการที่เพียงแต่เถียงสิทธิกันนั้น ยังไม่ถือว่าเป็นการครอบครองโดยไม่สงบได้ การที่ผู้คัดค้านยื่นคำร้องคัดค้านคำร้องขอของผู้ร้องเมื่อวันที่ ๒๗ สิงหาคม ๒๕๔๑ จึงเป็นเพียงโต้เถียงสิทธิกันเท่านั้น อีกทั้งเมื่อศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีในคดีเดิมแล้วก็ไม่ปรากฏว่าผู้คัดค้านได้ฟ้องขับไล่ผู้ร้องแต่อย่างใด คงปล่อยให้ผู้ร้องครอบครองที่ดินพิพาทด้อมา สิทธิครอบครองของผู้ร้องหาได้ถูกกำจัดให้ออกไปไม่ จึงมิใช่เป็นการระบุกวนสิทธิครอบครองของผู้ร้องอันจะถือว่าผู้ร้องไม่ได้ครอบครองที่ดินพิพาทยอดความสงบแล้วได้ การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอแสดงสิทธิในที่ดินพิพาทด่อศาลชั้นต้นครั้งแรกเมื่อวันที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๔๑ และศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเนื่องจากผู้ร้องไม่ชำระค่าขึ้นศาลภายในระยะเวลาที่กำหนดนั้น ก็ไม่อาจหมายความได้ว่าผู้ร้องไม่ประสงค์จะได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการร้องขอครอบครองปรปักษ์ต่อไป ทั้งไม่มีผลต่อการนับระยะเวลาครอบครองที่ดินพิพาทของผู้ร้องด้วย ดังนั้น นับแต่ผู้คัดค้านได้สิทธิในที่ดินพิพาทคือวันที่ ๑๓ สิงหาคม ๒๕๓๓ จนถึงวันที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทต่อศาลชั้นต้นวันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๔๔ เป็นเวลาเกิน ๑๐ ปี ผู้ร้องจึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๘๒ ",แพ่ง,, 66,7,,การได้ภาระจำยอมมาโดยทางนิติกรรมแต่ไม่ได้จดทะเบียน หากเจ้าของภารยทรัพย์ถึงแก่ความตาย สิทธิหน้าที่และความรับผิดต่าง ๆ ตามสัญญาภาระจำยอมจะตกแก่ทายาทเจ้าของภารยทรัพย์หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๙๗๕/๒๕๕๓ น. เสนอขายที่ดินโดยนำรูปแผนที่หลังโฉนดที่ดินมาแสดงแก่โจทก์เพื่อยืนยันรับรองว่า หากโจทก์ซื้อที่ดินของ น. โจทก์ก็มีสิทธิใช้ทางพิพาทเป็นทางเข้าออกและใช้ประโยชน์เกี่ยวแก่การสาธารณูปโภคสำหรับที่ดินที่ซื้อได้ เมื่อโจทก์ตกลงซื้อที่ดินตามที่ น. เสนอ จึงเกิดเป็นสัญญาก่อให้เกิดภาระจำยอม การที่ น. ไม่ได้จดทะเบียนภาระจำยอมให้แก่โจทก์ คงมีผลเพียงทำให้ภาระจำยอมดังกล่าวยังไม่เป็นทรัพย์สิทธิ์ที่สมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๙๙ วรรคหนึ่ง เท่านั้น แต่ก็เป็นบุคคลสิทธิ์ใช้บังคับกันได้ในระหว่างคู่สัญญา และไม่ใช่สิทธิ์ที่ตามกฎหมายหรือว่าโดยสภาพแล้วเป็นการเฉพาะตัวของ น. โดยแท้ เมื่อ น. ถึงแก่ความตาย สิทธิน้ำที่และความรับผิดต่างๆ ตามสัญญาภาระจำยอมย่อมตกทอดแก่จำเลยซึ่งเป็นทายาทดามมาตรา ๑๕๙๙ และ ๑๖๐๐ โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องบังคับให้จำเลยไปดำเนินการจดทะเบียนภาระจำยอม และบังคับให้จำเลยเรื่องถอนรั้ว เสาปูนและลวดหนามที่ปิดกั้นทางพิพาท ซึ่งเป็นภารยทรัพย์ออกได้,แพ่ง,, 66,7,,ทนายความเรียกเงินค่าขึ้นศาลจากลูกความเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด กับว่าจะดำเนินคดีให้แล้วเสร็จใน ๖๐ วัน เป็นความผิดฐานฉ้อโกงหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๔๗๖/๒๕๕๔ ข้อความตามหนังสือการรับเงินของจำเลยที่ออกให้แก่ น. ผู้เสียหายระบุว่า ""ได้รับเงินค่าดำเนินคดีจาก น. เพื่อดำเนินคดีเพิกถอนการให้จาก ป. และ ส. จำนวน ๕๖๐,๐๐๐ บาท ไว้ครบแล้ว โดยทนายความดำเนินคดีให้แล้วเสร็จภายใน ๖๐ วัน นับแต่วันทำหนังสือนี้ บรรดาค่าใช้จ่าย ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ทางโจทก์จะได้รับคืนภายหลังเสร็จคดีภายใน ๗ วัน จำนวน ๓ ใน ๔ ส่วนของเงินค่าใช้จ่ายทั้งหมด โดยทนายความคิดค่าทนาย ๓ เปอร์เซ็นต์ ของเงินที่โจทก์ได้รับสุทธิทั้งหมด"" ข้อความทั้งหมดมีความหมายว่า เรียกเป็นเงินค่าดำเนินคดีจำนวน ๕๖๐,๐๐๐ บาท ซึ่งผู้เสียหายและ ค. ยืนยันว่าจำเลยแจ้งว่าเงินจำนวน ๕๖๐,๐๐๐ บาท เป็นเงินที่ต้องวางศาล ต่อมาจำเลยยังเรียกเพิ่มอีก ๒๐๐,๐๐๐ บาท อ้างว่าเป็นเงินวางศาลเพิ่มเงินทั้งสองจำนวนเห็นได้ว่ามีเป็นจำนวนมาก จึงน่าเชื่อว่าผู้เสียหายหลงเชื่อโดยสนิทใจว่าเป็นเงินที่ต้องนำไปวางศาล จึงยอมจ่ายเงินจำนวนมากให้แก่จำเลยโดยไม่ลังเล เช่นนี้ จำเลยเป็นทนายความย่อมจะต้องทราบดีว่าค่าขึ้นศาลตาม ป.วิ.พ. แม้ว่าทุนทรัพย์จะมากเพียงใดก็จะต้องชำระไม่เกิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท ดังนั้น ข้อความที่จำเลยเรียกเงินจำนวน ๕๖๐,๐๐๐ บาท อ้างว่าเป็นเงินวางศาลดังกล่าวจึงเป็นความเท็จและปกปิดความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง เพราะคำธรรมเนียมศาลมีจำนวนมากถึงจำนวนที่จำเลยอ้าง และจำเลยไม่เคยนำเงินจำนวนใด ๆ ไปวางเป็นค่าธรรมเนียมที่ศาลแต่อย่างใด ทั้งข้อความในหนังสือการรับเงินของจำเลยที่ว่า ทนายความดำเนินคดีให้แล้วเสร็จภายใน ๖๐ วัน นับแต่วันทำหนังสือนี้ก็เป็นเท็จ เพราะการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีจะกำหนดวันแน่นอนตายตัวว่าจะต้องเสร็จสิ้นภายใน ๖๐ วัน ย่อมไม่อาจเป็นไปได้และจำเลยมิได้ดำเนินการใดๆ ทางคดีให้แก่ผู้เสียหายตามที่อ้างแต่แรกทั้งยังรับเงินจากผู้เสียหายไปแล้วถึง ๘๑๐,๐๐๐ บาท ส่อแสดงให้เห็นว่าจำเลยมีเจตนาทุจริตฉ้อโกงผู้เสียหายมาตั้งแต่ต้น",อาญา,, 66,7,,"ผู้เช่าให้เช่าช่วงโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้เช่า หากผู้เช่าเปลี่ยนกุญแจอาคารที่เช่า ทำให้ผู้เช่าช่วงเข้าครอบครองอาคารไม่ได้ จะเป็นความผิดฐานบุกรุกหรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๔๔๕/๒๕๕๔ การที่จำเลยให้ม. เช่าช่วงโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้เช่า ผู้เช่าช่วงจึงมีฐานะเป็นเพียงบริวารของผู้เช่า แต่ผลของการเป็นบริวารของผู้เช่าจะมีก็เพียงการไม่มีอำนาจพิเศษที่จะอ้างอาศัยในที่เช่าต่อผู้ให้เช่าเท่านั้นหาได้กระทบความสัมพันธ์อันเป็นบุคคลสิทธิระหว่างจำเลยผู้ให้เช่าช่วงกับผู้เสียหายซึ่งได้รับอนุญาตจากจำเลยให้เข้าครอบครองอาคารพิพาทไม่ เมื่อจำเลยจะกลับเข้าครอบครองอาคารพิพาทผู้เสียหายก็ได้โต้แย้งสิทธิการเช่าที่มีต่อจำเลยแล้ว กรณีเป็นเรื่องที่จำเลยทราบแล้วว่าผู้เสียหายไม่ยินยอมมอบอาคารพิพาทให้แก่จำเลย โดยอ้างสัญญาที่มีต่อจำเลย จำเลยทั้งที่รู้ว่าผู้เสียหายยังครอบครองอาคารและโต้แย้งจำเลยในเรื่องความระงับของสัญญาเช่าได้เปลี่ยนกฤษณ์ และ ทำให้ผู้เสียหายเข้าครอบครองอาคารไม่ได้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานบุกรุก ",อาญา,, 66,7,,"วันนัดจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิตามสัญญาจะซื้อที่ดินตรงกับวันอาทิตย์ คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายไม่อาจดำเนินการขอจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ได้ หลังจากวันดังกล่าวคู่สัญญามิได้เรียกร้องให้ปฏิบัติตามสัญญาต่อกัน ผลของสัญญาจะเป็นอย่างไร ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๑๘๘/๒๕๕๔ เมื่อกำหนดวันนัดโอนกรรมสิทธิตามที่ระบุในสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตรงกับวันอาทิตย์ที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๔๗ คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายจึงไม่อาจดำเนินการขอจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ได้ และในวันจันทร์ที่๑๙ กรกฎาคม ๒๕๔๗ คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายต่างไม่ได้ไปที่สำนักงานที่ดินเพื่อดำเนินการดังกล่าวเช่นกัน จึงยังถือไม่ได้ว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นฝ่ายผิดสัญญา และสัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาต่างตอบแทน โดยโจทก์ผู้จะซื้อมีหน้าที่ต้องชำระราคาให้แก่จำเลยผู้จะขาย ส่วนจำเลยผู้จะขายนี้มีหน้าที่ต้องจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิงปลูกสร้างให้แก่โจทก์ผู้จะซื้อ เมื่อไม่ปรากฏว่าภายหลังจากวันดังกล่าวคู่สัญญาแต่ละฝ่ายได้มีการเรียกร้องให้อีกฝ่ายหนึ่งปฏิบัติตามสัญญาต่อเนื่อง จึงถือว่าคู่สัญญาตกลงเลิกสัญญากันโดยปริยาย และเมื่อสัญญาเป็นฉันเลิกกัน คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๙๑ จำเลยจึงต้องคืนเงินมัดจำที่รับไว้แก่โจทก์ ",แพ่ง,, 66,7,,สมัครใจเข้าวิวาทจะอ้างป้องกันหรือบันดาลโทสะได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๓๔๗/๒๕๕๔ ก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายมีเรื่องทะเลาะโต้เถียงกับจำเลยซึ่งนั่งดื่มสุราอยู่ที่ร้านใกล้ที่เกิดเหตุ จึงเชื่อว่าเป็นสาเหตุให้จำเลยไม่พอใจผู้เสียหายเป็นอย่างมาก ในวันเกิดเหตุเมื่อผู้เสียหายออกจากกร้านไปแล้ว ผู้เสียหายร้องตะโกนท้าทายจำเลยให้ออกไป จะฟันให้คอขาด จำเลยจึงรีบวิ่งไปหาผู้เสียหาย ถือได้ว่าจำเลยสมัครใจเข้าวิวาทและต่อสู้กับผู้เสียหาย และเป็นการกระทำที่จำเลยเข้าสู้ภัยทั้งที่ยังไม่มีภยันตรายมาถึงตน จึงเป็นการกระทำโดยที่ไม่มีกฎหมายให้อำนาจไว้ แม้ผู้เสียหายจะทำร้ายจำเลยก่อน ก็เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นขณะที่จำเลยกับผู้เสียหายสมัครใจวิวาทกัน ดังนั้น จำเลยจึงไม่อาจที่จะอ้างสิทธิป้องกันได้ตามกฎหมาย และแม้จำเลยมีความไม่พอใจผู้เสียหายเป็นอย่างมาก แต่เมื่อจำเลยสมัครใจที่จะไปต่อสู้กับผู้เสียหายเองก็ไม่อาจถือได้ว่าจำเลยถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม จำเลยจึงไม่อาจอ้างเหตุบันดาลโทสะได้เช่นเดียวกัน การกระทำของจำเลยไม่เป็นการกระทำเพื่อป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย และไม่เป็นการกระทำโดยเหตุบันดาลโทสะ ",อาญา,, 66,7,,"การถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม มีหลักในการวินิจฉัยอย่างไร ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๘๓๕/๒๕๕๔ กรณีที่จะเป็นการกระทำความผิดโดย บันดาลโทสะตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๒ ต้องเป็นเรื่องที่ผู้กระทำความผิดถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม โดยพิจารณาเปรียบเทียบกับความรู้สึกของคนธรรมดาหรือวิญญชนทั่วไปว่าผู้ที่อยู่ในภาวะ วิสัย และพฤติการณ์อย่างเดียวกับจำเลยนั้นถือได้ว่าจำเลยผู้กระทำความผิดถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมหรือไม่ หากใช้ถือเอาตามความรู้สึกนึกคิดของตัวจำเลยผู้กระทำความผิดเอง ที่จำเลยฎีกาว่าการที่ผู้เสียหายจอดรถจักรยานยนต์ขวางหน้ารถยนต์ที่จำเลยกับ พ. กำลังพูดคุยกันก็เพื่อแสดงให้จำเลยเห็นว่า พ. มีใจให้ผู้เสียหาย เป็นการดูถูกเหยียดหยามและเย้ยหยันจำเลยต่อหน้าคนรักจำเลยจึงเกิดอาการโกรธเนื่องจากหึ่งหวงเป็นเหตุให้ทำร้ายผู้เสียหายนั้น ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยลูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นการกระทำความผิดโดยบันดาลโทสะ ",อาญา,, 66,7,,"การพาเด็กไป โดยมิได้มีเจตนาที่จะเรียกร้องเอาทรัพย์สินเพื่อเป็นค่าไถ่แต่เรียกร้องเอาทรัพย์สินที่เชื่อว่าควรจะได้ จะเป็นความผิดฐานใด ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๐๔๖/๒๕๕๔ จำเลยและผู้เสียหายรู้จักคุ้นเคยกันมานานจำเลยเคยเลี้ยงดูบุตรคนอื่นของผู้เสียหายก่อนเกิดเหตุมาแล้ว ๒ คน การที่จำเลยพาเด็กหญิง พ. ไปจากผู้เสียหายตั้งแต่วันที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๔๙ ในวันดังกล่าวจำเลยและผู้เสียหายได้พูดคุยกันทางโทรศัพท์ จำเลยก็ไม่ได้เรียกร้องทองคำและเงินจาก อ. ในทันทีจำเลยพึ่งจะโทรศัพท์ถึง ต. น้องสาวผู้เสียหายในวันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๔๙ และมีการพูดคุยให้ผู้เสียหายนำทองคำหนัก ๕ บาท และให้ อ. นำเงินจำนวน ๕๐๐,๐๐๐ บาทไปมอบให้แก่จำเลย จึงน่าเชื่อว่าการที่จำเลยพาเด็กหญิง พ. ไปจากผู้เสียหาย จำเลยมิได้มีเจตนาที่จะเรียกร้องเอาทองคำและเงินจำนวนดังกล่าวจากผู้เสียหายและ อ. เพื่อเป็นค่าไถ่มาตั้งแต่แรก การที่จำเลยโทรศัพท์ถึง ต. น้องสาวผู้เสียหายในวันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๔๙ และมีการเรียกร้องเอาทองคำจากผู้เสียหายและเงินจาก อ. ก็ได้ความว่าเป็นการเรียกร้องเอาทองคำเท่ากับจำนวนที่จำเลยมอบทองคำให้ผู้เสียหายไปจำหน่ายส่วนจำนวนเงินที่จำเลยเรียกร้องจาก อ. นั้น แม้จะเป็นจำนวนที่เกินกว่าที่จำเลยอ้างว่า อ. เป็นหนี้จำเลย แต่ก็ได้ความว่าเงินดังกล่าวเป็นเงินค่าที่ดินที่ อ. จะต้องคืนให้แก่จำเลย โดยจำเลยให้การด้วยว่าจำเลยได้ลงทุนปรับที่ดินที่ซื้อจาก อ. และใช้เงินไปมากแล้ว ทั้งข้อเท็จจริงก็ไม่ได้ความว่า อ. เป็นญาติหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้เสียหายหรือเด็กหญิง พ. ที่จำเลยจะใช้เป็นเงื่อนไขในการเรียกร้องเงินจาก อ. จึงน่าเชื่อว่าจำเลยมีเจตนาที่จะเรียกร้องเอาทองคำและเงินที่จำเลยเชื่อว่าจำเลยควรจะได้ ดังนั้น ทองคำและเงินที่จำเลยเรียกร้องจากผู้เสียหายและ อ. ดังกล่าวจึงมิใช่ค่าไถ่ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑ (๑๓) การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๓ แต่การที่จำเลยพาเด็กหญิง พ. ซึ่งมีอายุเพียง ๑ ปีเศษ ไปจากผู้เสียหายและไม่ยอมคืนให้แก่ผู้เสียหายดังกล่าว เป็นการหน่วงเหนี่ยวเด็กหญิง พ. อันเป็นความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๐ วรรคแรก ซึ่งเป็นสวนหนึ่งของความผิดฐานเรียกค่าไถ่ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๓ (๓)วรรคแรก ที่โจทก์ฟ้อง ศาลฎีกาจึงมีอำนาจลงโทษจำเลยตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๐ วรรคแรกได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคท้าย ",อาญา,, 66,8,,ธนาคารเบิกถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากของลูกค้า จะเป็นความผิดฐานลักทรัพย์หรือยักยอก หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๘๑๙/๒๕๕๒ การกระทำที่จะครอบงำความผิดฐานลักทรัพย์ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๔ นั้น จะต้องเป็นการเอาทรัพย์ของผู้อื่นหรือที่ผู้อื่น เป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปโดยทุจริต แต่กรณีตามฟ้องของโจทก์ทั้งสองในคดีนี้ปรากฏว่า เงินจำนวนที่จำเลยทั้งสองเบิกถอนไปเป็นเงินที่อยู่ในบัญชีเงินฝากของโจทก์ที่ ๑ ที่ฝากไว้ กับจำเลยทั้งสอง เงินจำนวนดังกล่าวจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์และอยู่ในความครอบครองของจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้รับฝากย่อมมีสิทธิที่จะบริหารจัดการเงินฝาก จำนวนดังกล่าวนั้นประการใดก็ได้ จำเลยทั้งสองคงมีหน้าที่เพียงต้องคืนเงินฝากตาม จำนวนที่โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นลูกค้านำเข้าฝากไว้เท่านั้น โดยจำเลยทั้งสองไม่จำต้องส่งคืน เป็นเงินจำนวนอันเดียวกับที่ฝากไว้ ดังนั้น การที่จำเลยทั้งสองเบิกถอนเงินออกจากระบบบัญชี เงินฝากของโจทก์ที่ ๑ จึงมิใช่เป็นการเอาทรัพย์ของโจทก์ทั้งสองไป การกระทำของจำเลย ทั้งสองจึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดฐานลักทรัพย์ตามฟ้อง คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๒๔/๒๕๕๓ การกระทำที่จะครอบงำความผิดฐานลักทรัพย์ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๔ นั้น จะต้องเป็นการเอาทรัพย์ของผู้อื่นหรือที่ผู้อื่น เป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปโดยทุจริต แต่กรณีตามฟ้องของโจทก์ทั้งสองในคดีนี้ ปรากฏว่า เงินจำนวนที่จำเลยทั้งสองเบิกถอนไปนั้นเป็นเงินที่อยู่ในบัญชีเงินฝากของโจทก์ที่ ๑ ที่ฝาก ไว้กับจำเลยทั้งสอง เงินจำนวนดังกล่าวจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์และอยู่ในความครอบครองของจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้รับฝากย่อมมีสิทธิที่จะบริหารจัดการเงินฝากตาม จำนวนที่โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นลูกค้านำเข้าฝากไว้เท่านั้น โดยจำเลยทั้งสองไม่จำ ต้องส่งคืนเป็นเงินจำนวนอันเดียวกับที่ฝากไว้ ดังนั้น การที่จำเลยทั้งสองเบิกถอนเงินออก จากบัญชีเงินฝากของโจทก์ที่ ๑ จึงมิใช่เป็นการเอาทรัพย์ของโจทก์ทั้งสองไป การกระทำ ของจำเลยทั้งสองจึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดฐานลักทรัพย์ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๕๕๘/๒๕๕๓ การที่โจทก์ยินยอมให้จำเลยที่ ๑ มีสิทธิ นำเงินฝากประจำของโจทก์มาชำระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีได้ เป็นการกู้ยืมเงิน โดยมีเงินฝากประจำเป็นหลักประกัน เมื่อโจทก์แจ้งให้จำเลยที่ ๑ นำเงินฝากประจำมาหัก กลบลบหนี้แล้วแต่จำเลยที่ ๑ ไม่ปฏิบัติตามยังคงคิดดอกเบี้ยจากโจทก์ต่อไปอีก โดย จำเลยที่ ๑ อ้างว่าโจทก์ยังมิได้นำหนังสือรับรองสินเชื่อมาคืนให้จำเลยที่ ๑ เช่นนี้ หาก โจทก์เห็นว่าจำเลยที่ ๑ ผิดสัญญาไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง โจทก์ชอบที่จะดำเนินคดีจำเลยที่ ๑ เป็นคดีแพ่ง เงินฝากของโจทก์ที่ฝากไว้กับจำเลยที่ ๑ ย่อมตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ ๑ ตั้งแต่ที่มีการฝากเงิน จำเลยที่ ๑ คงมีหน้าที่คืนเงินให้ครบจำนวนเท่านั้นตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๗๒ จึงมิใช่เป็นการที่โจทก์มอบหมายให้จำเลยที่ ๑ จัดการทรัพย์สินของตนการกระทำของจำเลยทั้งสองไม่เป็นความผิดฐานยักยอก ",อาญา,, 66,8,,สมคบกันทำสัญญากู้ยืมเงินโดยมิได้เป็นหนี้กันจริง แล้วดำเนินการบังคับคดีตามคำพิพากษาตามยอมต่อที่ดิน เพื่อมิให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของผู้กู้บังคับคดีแก่ที่ดินดังกล่าวได้ จะเป็นความผิดหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๐๑/๒๕๕๓ จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ สมคบกันทำสัญญากู้ยืมเงินฉบับลงวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๔๑ จำนวนเงิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท และฉบับลงวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๔๒ จำนวนเงิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท โดยมิได้เป็นหนี้กันจริง แล้วดำเนินคดีและบังคับคดีตามคำพิพากษาตามยอมในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๔๒/๒๕๔๕ ของศาลชั้นต้นต่อที่ดินโฉนดเลขที่ ๔๗๗๘๑ พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ ๑ เพื่อมิให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๑๑๔๒/๒๕๔๔ ของศาลชั้นต้น บังคับคดีต่อทรัพย์สินดังกล่าวได้ การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นการจงใจทำผิดกฎหมาย อันเป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๐ สัญญากู้ยืมเงินทั้ง ๒ ฉบับ และสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๔๒/๒๕๔๕ ของศาลชั้นต้น จึงมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามขัดแจ้งโดยกฎหมายและขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ตกเป็นโมฆะตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๐ โดยไม่ต้องเพิกถอน",แพ่ง,, 66,8,,"ขับรถจักรยานยนต์ให้ผู้กระทำความผิดฐานลักทรัพย์บรรทุกโทรทัศน์ที่ลักไป โดยรู้อยู่ว่าเป็นโทรทัศน์ที่ลักมา เป็นความผิดฐานรับของโจรหรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๓๙๖/๒๕๕๒ การกระทำความผิดฐานรับของโจร ผู้กระทำ ไม่จำต้องรับทรัพย์ของกลางไว้ในความครอบครองของตนเอง เพียงแต่ช่วยช้อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้ด้วยประการใดซึ่งทรัพย์อันได้มาโดยการกระทำความผิด การที่จำเลยขับรถจักรยานยนต์ให้ อ. นั่งซ้อนท้าย บรรทุกโทรทัศน์ของกลางจะไปที่อำเภอโดนสัก โดยรู้อยู่ว่าเป็นโทรทัศน์ที่ อ. ลักมา ก็เป็นการช่วยพาเอาไปเสียอันเป็นองค์ประกอบของความผิดฐานรับของโจรแล้ว ",อาญา,, 66,8,,"นำภาพถ่าย (ไม่ได้ใช้ต้นฉบับ) หนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินปลอมไปยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินโดยการครอบครองปรับักษ์ และยื่นฟ้องทายาทเจ้าของที่ดินตามโฉนดจะเป็นความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอมหรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๐๒๖/๒๕๕๓ โจทก์เป็นทายาทและผู้จัดการมรดกของ จ.ตามคำสั่งศาล เมื่อ จ. ถึงแก่ความตาย ที่ดินพิพาทย่อมเป็นมรดกตกทอดแก่โจทก์ การที่จำเลยนำหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินซึ่งเป็นเอกสารสิทธิแปลอมไปยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์และยื่นคำฟ้องบังคับห้ามมิให้โจทก์เกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทและให้จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อในโฉนดที่ดินพิพาทเป็นชื่อของจำเลย โจทก์ย่อมเป็นผู้ได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลยแล้ว เพราะอาจต้องเสียที่ดินพิพาทไปจากการกระทำดังกล่าว โจทก์จึงเป็นผู้เสียหายตาม ป.ว.อ. มาตรา ๒ (๔) เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินเป็นเอกสารสิทธิปลอมภาพล่ายหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินดังกล่าวที่จำเลยถ่ายสำเนามา จึงเป็นเอกสารสิทธิปลอมด้วย เมื่อจำเลยนำภาพถ่ายหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินไปใช้อ้างเป็นเอกสารแนบท้ายคำร้องและคำฟ้องโดยร้อยแล้วว่าหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินเป็นเอกสารปลอมการกระทำของจำเลยจึงเป็นการใช้เอกสารสิทธิปลอมแล้ว จำเลยนำภาพถ่ายหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินซึ่งเป็นเอกสารสิทธิปลอมไปยื่น คำร้องต่อศาลชั้นต้นเพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งว่าจำเลยเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์ และนำภาพถ่ายหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินดังกล่าวไปยื่นฟ้องโจทก์ต่อศาลชั้นต้นเพื่อบังคับห้ามมิให้โจทก์เกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทและให้จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อในโฉนดที่ดินพิพาทเป็นชื่อของจำเลยต่างวันเวลากัน การกระทำของจำเลยในความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอม จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ",อาญา,, 66,8,,"ผู้รับโอนอสังหาริมทรัพย์ทราบว่ามีสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าการเช่าธรรมดาระหว่างผู้เช่ากับผู้ให้เช่า จะต้องผูกพันตามสัญญาต่างตอบแทนดังกล่าวหรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๕๔/๒๕๕๒ สัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดาเป็นเพียงบุคคลสิทธิ์ที่ใช้บังคับกันได้เฉพาะแต่ในระหว่างคู่สัญญา ไม่ผูกพันโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้รับโอนที่ดินพิพาท เว้นแต่โจทก์ผู้รับโอนที่ดินพิพาทจะได้ตกลงยินยอมผูกพันที่จะปฏิบัติตามสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดาแทนผู้ให้เช่าเดิม ข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์ไม่ได้ตกลงยินยอมที่จะผูกพันตามสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าการเช่าธรรมดา แม้โจทก์จะทราบว่ามีสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าการเช่าธรรมดาระหว่างจำเลยกับบริษัท ม. ในขณะรับโอนที่ดินพิพาท สัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าการเช่าธรรมดา ก็ไม่ผูกพันโจทก์ และไม่ถือว่าโจทกรับโอนที่ดินพิพาทโดยไม่สุจริต ",แพ่ง,, 66,8,,"การคืนเงินประกันการเช่าเป็นหน้าที่ตามสัญญาเช่าที่ผู้รับโอนอสังหาริมทรัพย์ที่เช่าจะต้องรับผิดและปฏิบัติต่อผู้เช่าหรือไม่ ผู้รับโอนอสังหาริมทรัพย์ที่เข้ามีสิทธิขอให้บังคับผู้ให้เช่าส่งมอบค่าเช่าหลังจากโอน กรรมสิทธิ์อสังหาริมทรัพย์ที่เช่าและเงินประกันความเสียหายที่ผู้เช่าชำระแก่ผู้ให้เช่าหรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ (ก) คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๙๙๐/๒๕๕๒ โจทก์ซื้อตึกแถวพิพาทมาจาก ป. โดยมีจำเลยเช่าตึกแถวดังกล่าวจาก ป. อยู่ก่อนแล้ว โดยจำเลยชำระเงินประกันความเสียหายจากการเช่าให้ ป. ไว้จำนวนหนึ่ง เงินประกันการเช่านี้เป็นเงินประกันความเสียหายที่เกิดขึ้นจากข้อตกลงระหว่างจำเลยผู้เช่าและผู้ให้เช่าเดิม แม้ระบุไว้ในสัญญาเช่าก็เป็นเพียงสิทธิและหน้าที่อื่นตามสัญญาเช่า ทั้งไม่ใช่หน้าที่และความรับผิดระหว่างผู้ให้เช่าตามที่ ป.พ.พ. มาตรา ๕๖๙ วรรคสอง การคืนเงินประกันการเช่าจึงไม่ใช่หน้าที่ตามสัญญาเช่าที่โจทก์ในฐานะผู้รับโอนจะต้องรับผิดและปฏิบัติตาม เมื่อโจทก์ไม่ต้องรับผิดคืนเงินประกันการเช่า ศาลอุทธรณ์จึงไม่มีสิทธินำเงินประกันการเช่าจำนวน ๗๒,๐๐๐ บาทมาหักจากค่าเสียหายที่จำเลยค้างชำระค่าเช่าโจทก์ได้ (ข) คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๔/๒๕๕๓ ตามบทบัญญัติของ ป.พ.พ. มาตรา ๕๖๙ ที่กำหนดให้สัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์ไม่ระงับไป เพราะเหตุโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินซึ่งให้เช่า และผู้รับโอนย่อมรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ของผู้โอนซึ่งมีต่อผู้เช่าด้วยนั้นทำให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับโอนมีสิทธิรับเงินค่าเช่าที่ผู้เช่าต้องชำระหลังจากโอนกรรมสิทธิ์และเงินประกันความเสียหายที่ผู้เช่าชำระให้แก่จำเลย จำเลยไม่มีสิทธิได้รับหรือยึดถือเงินดังกล่าวไว้ต้องส่งมอบให้แก่โจทก์แม้ในเวลาต่อมาโจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าไปยังผู้เช่าก็ตามคดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๐๓๖ และที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๐๒๗๙ พร้อมอาคารพาณิชย์เลขที่ ๗๖/๔-๗ ให้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้ตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ อาคารพาณิชย์เลขที่ดังกล่าวจำเลยได้ให้นาย ก เช่ามีกำหนด ๓ ปี ค่าเช่าเดือนละ ๔๐,๐๐๐ บาท โดยนาย ก ได้วางเงินประกันความเสียหายจากการเช่าไว้แก่จำเลย จำนวน ๒๐๐,๐๐๐ บาท ดังนั้น โจทก์จึงได้รับโอนมาทั้งสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาเช่าที่จำเลยและนาย ก ทำไว้ ต่อมาปรากฏว่าภายหลังจากที่โจทก์ได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพร้อมสิทธิตามสัญญาเช่าดังกล่าวแล้ว จำเลยยังได้รับค่าเช่าจากนาย ก นอกจากนั้นการที่โจทก์ได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพร้อมสิทธิตามสัญญาเช่าดังกล่าวมา จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องส่งมอบเงินประกันความเสียหายตามสัญญาเช่าดังกล่าวให้แก่โจทก์ด้วย โจทก์ทวงถามแล้วแต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าเช่า ค่าประกันพร้อมดอกเบี้ยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โดยบทบัญญัติของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๕๖๙ ทำให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับโอนมีสิทธิรับเงินค่าเช่าที่ผู้เช่าต้องชำระหลังจากโอน กรรมสิทธิ์ และเงินประกันความเสียหายที่ผู้เช่าชำระให้แก่จำเลย จำเลยไม่มีสิทธิได้รับหรือยึดถือเงินดังกล่าวไว้ต้องส่งมอบให้แก่โจทก์ แม้ในเวลาต่อมาโจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าไปยังผู้เช่าก็ตาม",แพ่ง,, 66,9,,"ทรัพย์สินที่ได้ให้แก่กันภายหลังวันทำสัญญาก็ดี เงินที่ชำระในวันจองซื้อที่ดินพร้อมบ้านก็ดี เงินที่ชำระในวันทำสัญญาซึ่งตามสัญญาระบุว่าให้ถือว่าเป็นการชำระหนึ่งงวดที่ ๑ ก็ดี เป็นมัดจำหรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ (ก) คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๙๑๗/๒๕๕๔ มัดจำที่ได้ให้แก่กันไว้เป็นพยานหลักฐานว่าสัญญาได้ทำกันขึ้นแล้วและเป็นประกันการที่จะปฏิบัติตามสัญญาตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๗๗ นั้น ต้องเป็นทรัพย์สินที่ได้ให้แก่กันไว้เมื่อเข้าทำสัญญาในวันทำสัญญาเท่านั้นไม่ใช่ทรัพย์สินที่ได้ให้แก่กันภายหลังวันทำสัญญา ดังนั้น เงินจำนวน ๒๐๐,๐๐๐ บาท ที่โจทก์ผู้จะซื้อได้ชำระให้แก่จำเลยผู้จะขายในวันทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินเท่านั้นที่เป็นมัดจำ ส่วนเงินจำนวน ๘๐๐,๐๐๐ บาท ที่โจทก์ชำระแก่จำเลยภายหลังทำสัญญาดังกล่าวนั้นมิใช่มัดจำแต่เป็นการชำระราคาที่ดินบางส่วน เมื่อโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา และจำเลยได้บอกเลิกสัญญาแก่โจทก์แล้วสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินดังกล่าวจึงเป็นอันเลิกกัน จำเลยมีสิทธิริบเงินมัดจำจำนวน ๒๐๐,๐๐๐ บาทได้ ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๗๘ (๒) ส่วนเงินจำนวน ๘๐๐,๐๐๐ บาท ที่โจทก์ชำระแก่จำเลย ซึ่งเป็นการชำระราคาที่ดินบางส่วนตามสัญญานั้น จำเลยต้องให้โจทก์คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม โดยต้องคืนให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยคิดตั้งแต่วลาที่จำเลยได้รับไปตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๙๑ วรรคหนึ่ง และวรรคสองเงินจำนวน ๘๐๐,๐๐๐ บาทดังกล่าวมิใช่มัดจำที่จำเลยจะมีสิทธิรับเพราะเหตุที่โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา (ข) คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๒๑๖/๒๕๕๔ โจทก์ทั้งสองกับจำเลยเป็นคู่สัญญาตามสัญญาจะซื้อจะขายและพัฒนาที่ดิน โดยโจทก์ทั้งสองผู้จะซื้อสัญญาว่าจะว่าจ้างผู้จะขายหรือบริษัทในเครือของผู้จะขายเป็นผู้ปลูกสร้างโดยจะใช้แบบของผู้จะขายเท่านั้น ซึ่งเงื่อนไขดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาที่คู่สัญญาจะต้องปฏิบัติตาม ต่อมาโจทก์ทั้งสองได้ทำสัญญาว่าจ้างบริษัท ท. ปลูกสร้างบ้านลงบนที่ดินที่โจทก์ทั้งสองทำสัญญาดังกล่าวจำเลยและบริษัท ท. ต่างมีกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนเช่นเดียวกัน สำนักงานที่ตั้งก็เป็นสถานที่แห่งเดียวกัน ผู้ลงลายมือชื่อเป็นพยานในสัญญาจะซื้อจะขายและพัฒนาที่ดิน และสัญญาว่าจ้างปลูกสร้างบ้านก็เป็นพยานชุดเดียวกัน เห็นได้ว่า บริษัท ท. เป็นบริษัทในเครือของจำเลยตรงตามที่ระบุไว้ในเงื่อนไขต่อท้ายสัญญา จำเลยกับบริษัท ท. ต่างมีผลประโยชน์ร่วมกันในการขายที่ดินและบ้านพิพาทรายนี้ โดยแบ่งแยกกันทำหน้าที่ดำเนินการในด้านต่าง ๆ ถือว่าจำเลยและบริษัท ท. ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของจำเลย มีผลประโยชน์ร่วมกันในการจัดสรรที่ดินและบ้านที่โจทก์ทั้งสองจองซื้อจากจำเลย จึงต้องร่วมกันผูกพันตามสัญญาดังกล่าวต่อโจทก์ทั้งสองอย่างลูกหนี้ร่วม ดังนั้น โจทก์ทั้งสองจึงมีอำนาจฟ้องจำเลยแต่ผู้เดียวให้รับผิดตามสัญญาทั้งหมดดังกล่าวแล้วได้ เมื่อโจทก์ทั้งสองเป็นฝ่ายผิดสัญญาแต่ฝ่ายเดียวเพราะไม่ไปรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งตามสัญญาจะซื้อจะขายและพัฒนาที่ดินให้ถือว่าสัญญาเป็นอันยกเลิกโดยโจทก์ทั้งสองผู้จะซื้อยินยอมให้จำเลยผู้จะขายรับเงินที่ได้ชำระไว้แล้วทั้งหมดเช่นนี้ คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๙๑ วรรคหนึ่ง การที่โจทก์ทั้งสองชำระเงินจำนวน ๒๐,๐๐๐ บาท ให้แก่จำเลยในวันจอง ถือว่าเงินจำนวนนี้เป็นเงินที่โจทก์ทั้งสองได้ส่งมอบให้แก่จำเลยเพื่อเป็นพยานหลักฐาน และเป็นการประกันในการปฏิบัติตามสัญญา จึงเป็นมัดจำ ส่วนเงินที่โจทก์ทั้งสองชำระอีกจำนวน ๓๒,๕๐๐ บาทในวันทำสัญญาจะซื้อจะขายและพัฒนาที่ดินนั้น ตามสัญญาดังกล่าวระบุให้ถือว่าเป็นการทำระหนึ่งวดที่ ๑ ซึ่งถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของราคาที่โจทก์ทั้งสองชำระค่าที่ดินและค่าพัฒนาที่ดินตามสัญญา มิใช่เป็นการให้ไว้เพื่อเป็นประกันการปฏิบัติตามสัญญา จึงมิใช่ค่ามัดจำ ดังนั้น เมื่อโจทก์ทั้งสองเป็นฝ่ายผิดสัญญาและสัญญาเป็นอันยกเลิกแล้ว จำเลยจึงมีสิทธิรับมัดจำจำนวน ๒๐,๐๐๐ บาทได้ ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๗๘ (๒) โจทก์ทั้งสองชำระค่าที่ดิน ค่าจ้างปลูกสร้างบ้าน ค่าสร้างรั้วและค่าต่อเติมบ้านหลังจากที่จำเลยมีสิทธิรับมัดจำจำนวน ๒๐,๐๐๐ บาท แล้ว เป็นเงิน ๖๐๖,๘๙๗ บาท ซึ่งเงินจำนวนนี้จำเลยจะต้องให้โจทก์ทั้งสองกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม แต่การที่โจทก์ทั้งสองกับจำเลยตกลงกันว่าถ้าโจทก์ทั้งสองเป็นฝ่ายผิดสัญญา สัญญาเป็นอันยกเลิกโจทก์ทั้งสองยินยอมให้จำเลยรับเงินที่ได้ชำระไว้แล้วทั้งหมด ข้อตกลงดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับที่กำหนดเป็นจำนวนเงินตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๗๙ และถ้าเบี้ยปรับสูงเกินส่วน ศาลก็มีอำนาจลดลงให้เหลือเป็นจำนวนพอสมควรได้ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๘๓ ",แพ่ง,, 66,9,,นั่งคร่อมบนรถจักรยานยนต์ พารถเคลื่อนที่ไปจากที่จอดแล้ว แต่สตาร์ทรถไม่ติด เป็นความผิดฐานลักทรัพย์สำเร็จหรือพยายาม,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๔๖๓/๒๕๕๔ การที่จำเลยไปนั่งคร่อมบนรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหาย เป็นการลงมือกระทำความผิดฐานลักทรัพย์แล้ว แม้จำเลยจะสตาร์ทเครื่องด้วยเท้าไม่ติดและต่อสายตรงไม่สำเร็จ แต่จำเลยก็ได้พารถเคลื่อนที่ไปจากที่จอดไว้ ๕ ถึง ๑๐ เมตร เป็นการพาทรัพย์เคลื่อนที่ไปได้แล้ว การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดสำเร็จฐานลักทรัพย์ ",อาญา,, 66,9,,การใช้กำลังประทุษร้ายโดยมิได้เจตนาเพื่อเอาทรัพย์ไป หากการประทุษร้ายขาดตอนไม่แล้ว จึงมีเจตนาเอาทรัพย์ไป เป็นความผิดฐานชิงทรัพย์หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๕๕๔/๒๕๕๔ โจทก์ไม่มีพยานมานำสืบให้เห็นว่าจำเลยกับพวกกรู้อยู่ก่อนเกิดเหตุว่าผู้เสียหายจะขับรถจักรยานยนต์ผ่านบริเวณที่เกิดเหตุ และเหตุที่ผู้เสียหายหยุดรถจักรยานยนต์ เนื่องจากผู้เสียหายขับรถจักรยานยนต์ลุยน้ำทำให้เครื่องยนต์ขัดข้อง ดังนี้ จำเลยกับพวกอาญาพบผู้เสียหายโดยบังเอิญก็ได้ ทั้งก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายถูกกล่าวหาว่าร่วมกับพวกทำร้ายบิดาจำเลย ประกอบกับเมื่อจำเลยกับพวกใช้มือฟัน ผู้เสียหายวิ่งหลบหนีแล้ว จำเลยกับพวกยังวิ่งไล่ตามผู้เสียหายไปอีก เชื่อว่าจำเลยกับพวกใช้มือฟันผู้เสียหายเพราะโกรธที่ผู้เสียหายร่วมกับพวกทำร้ายบิดาจำเลย มิใช่เป็นการฟันผู้เสียหายเพื่อความสะดวกหรือเพื่อเอารถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไปเมื่อจำเลยกับพวกไม่อาจทำร้ายผู้เสียหายได้อีก การที่จำเลยกับพวกกลับไปเอารถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไป จึงเป็นเจตนาที่เกิดขึ้นหลังจากการทำร้ายผู้เสียหายขาดตอนไม่แล้ว จำเลยกับพวกจึงไม่มีความผิดฐานชิงทรัพย์ แต่การที่จำเลยกับพวกเอารถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไป ฟังได้ว่าจำเลยกับพวกเอาทรัพย์ของผู้เสียหายไปโดยทุจริต อันเป็นความผิดฐานลักทรัพย์,อาญา,, 66,9,,การบอกคนขับรถจักรยานยนต์รับจ้างว่า ขอเงินค่าวินต่อเดือนหากสมาชิกคนใดไม่ยอมจ่ายก็ให้กลับบ้านต่างจังหวัดไป จะยึดเสื้อวินคืนกับให้ระวังตัวให้ดีเป็นความผิดฐานกรรโชก หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๗๒๓/๒๕๕๔ จำเลยที่ ๑ เรียกประชุมสมาชิกคนขับรถจักรยานยนต์รับจ้างในวินของจำเลยที่ ๑ ซึ่งผู้เสียหายบางคนไม่ได้เข้าร่วมประชุมด้วย โดยจำเลยทั้งสองได้บอกให้สมาชิกทราบว่าจำเลยที่ ๑ ขอเก็บเงินค่าวินจากสมาชิกคนละ ๙๕๐ บาท ต่อเดือน หากสมาชิกคนใดไม่ยอมจ่ายเงินให้ ก็ให้สมาชิกคนนั้นกลับบ้านต่างจังหวัดไปจำเลยทั้งสองจะยึดเสื้อวินคืนกับให้ระวังตัวให้ดี คำพูดดังกล่าวมีลักษณะเป็นการฆ่าขู่ขืนใจให้สมาชิกทั้งที่เข้าร่วมประชุมและไม่เข้าร่วมประชุมยอมจ่ายเงินเป็นรายเดือนเดือนละ ๙๕๐ บาท ให้แก่จำเลยที่ ๑ และไม่ให้สมาชิกบอกเรื่องที่ต้องจ่ายเงินให้แก่จำเลยที่ ๑ ให้บุคคลอื่นรวมทั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐทราบด้วย โดยการขู่เข็ญให้สมาชิกทราบว่าหากสมาชิกคนใดไม่ยอมกระทำตามที่บอก สมาชิกก็จะได้รับผลร้ายคือจะถูกยึดเสื้อวินที่สมาชิกคนใดไม่ยอมกระทำตามที่บอก สมาชิกก็จะได้รับผลร้ายคือจะถูกยึดเสื้อวินที่สมาชิกสวมใส่ในการขับขี่จักรยานยนต์รับจ้างคืนซึ่งหมายความว่า สมาชิกคนนั้นจะไม่สามารถมาจอดรถจักรยานยนต์ของตนที่วิ่นของจำเลยที่ ๑ เพื่อรอให้ผู้โดยสารว่าจ้างอีกต่อไป อันเป็นการขู่เข็ญสมาชิกว่าจำเลยทั้งสองจะทำอันตรายต่อเสรีภาพของบรรดาสมาชิก ส่วนคำว่าให้ระวังตัวให้ดีนั้นคนปกติทั่วไปก็สามารถเข้าใจได้ว่า เป็นลักษณะคำพูดข่มขู่ให้คนที่ได้รับฟังให้เกิดความกลัวอยู่ในตัวว่าอาจจะเกิดอันตรายต่อชีวิตหรือร่างกายได้ จึงเป็นกรณีจำเลยทั้งสองขู่เข็ญสมาชิกว่าจำเลยทั้งสองจะทำอันตรายต่อชีวิตหรือร่างกายของบรรดาสมาชิกซึ่งผู้เสียหายหลายคนยอมจ่ายเงินให้แก่จำเลยที่ ๑ การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงครบองค์ประกอบความผิดฐานกรรโชก,อาญา,, 66,9,,"เข้าไปทำร้ายผู้อื่นในบ้านมีโต๊ะสนุกเกอร์เปิดบริการให้บุคคลทั่วไปเล่นได้และขณะเกิดเหตุยังคงเปิดบริการอยู่จะเป็นความผิดฐานบุกรุกตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๔, ๓๖๕ หรือไม่","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๔๐/๒๕๕๔ บ้านที่เกิดเหตุมีโต๊ะสนุกเกอร์เปิดบริการให้บุคคลทั่วไปเล่นได้และขณะเกิดเหตุยังคงเปิดบริการอยู่ การที่จำเลยทั้งสามเข้าไปทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ ๒ ในบริเวณที่บุคคลทั่วไปย่อมจะเข้าไปได้นั้น ย่อมไม่มีความผิดฐานบุกรุกตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๔ และมาตรา ๓๖๕ ",อาญา,, 66,10,,นำรถบรรทุกของกลางเข้าไปในที่เกิดเหตุในยามวิกาลเพื่อจะลักทรัพย์แล้วสำรวจที่จะลักเพื่อนำไปบนรถบรรทุก แต่ยังไม่ได้แตะต้องตัวทรัพย์ ก็ถือว่าลงมือกระทำความผิดฐานลักทรัพย์แล้วหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๙๓๘/๒๕๕๔ จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ กับพวก นำรถบรรทุกของกลางเข้าไปจอดในบริเวณโรงงานที่เกิดเหตุซึ่งล้อมรั้วล้อมสังกะสีในยามวิภาค แล้วจำเลยที่ ๒ ใช้ไฟฉายส่องไปที่มอเตอร์ซึ่งติดตั้งอยู่บนโครงเหล็ก เป็นการสำรวจทรัพย์ที่จะลักและเพื่อนำทรัพย์นั้นไปไว้บนรถบรรทุกของกลางที่นำมาเข้ามาในบริเวณโรงงานที่เกิดเหตุ แม้จำเลยที่ ๒ ยังไม่ได้แตะต้องตัวทรัพย์ แต่นับว่าใกล้ชิดพร้อมที่จะเอาทรัพย์ไปได้ในทันทีทันใด การกระทำของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ กับพวกอยู่ในขั้นลงมือกระทำความผิดแล้วเพียงแต่กระทำไปไม่ตลอดเพราะ บ. กับพวกพบจำเลยที่ ๒ กับพวกก่อนที่จำเลยที่ ๒ กับพวกจะลักทรัพย์ไป การกระทำของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ จึงเป็นความผิดฐานพยายามลักทรัพย์แล้ว,อาญา,, 66,10,,สัญญาจะซื้อขายห้องชุดมีข้อตกลงว่า ในกรณีที่ผู้ซื้อผิดสัญญาผู้ขายมีสิทธิบอกเลิกสัญญา และรับเงินทั้งหมดที่ผู้ซื้อชำระไปแล้วรวมเงินมัดจำเท่ากับร้อยละ ๔๐ ของอาคารชุดนั้น หากผู้ซื้อผิดสัญญา ข้อตกลงดังกล่าว จะถือว่าเป็นเบี้ยปรับ ซึ่งศาล มีอำนาจใช้ดุลพินิจลดลงหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๘๘๗/๒๕๕๔ เมื่อโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาและจำเลย บอกเลิกสัญญาแล้ว สัญญาจะซื้อขายห้องชุดเป็นอันเลิกกัน จำเลยมีสิทธิริบเงินมัดจำจำนวน ๒๕๐,๐๐๐ บาท ได้ ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๗๘ (๒) และคู่สัญญาแต่ละฝ่าย จำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม ส่วนเงินอันจะต้องใช้คืนแก่กันให้ บวกดอกเบี้ยเข้าด้วยคิดแต่วางที่ได้รับไว้ตามมาตรา ๓๙๑ วรรคหนึ่งและวรรคสอง ทั้งฝ่ายที่บอกเลิกสัญญายังมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายตามมาตรา ๓๙๑ วรรคสี่ การที่โจทก์ และจำเลยตกลงกันตามสัญญาจะซื้อขายห้องชุดว่าในกรณีที่โจทก์ผู้ซื้อผิดสัญญา จำเลยผู้ขายมีสิทธิบอกเลิกสัญญาและรับเงินทั้งหมดที่โจทก์ชำระไปแล้วรวมเงินมัดจำ เท่ากับร้อยละ ๔๐ ของอาคารชุดเป็นเงิน ๔,๘๑๒,๐๘๐ บาท จึงเป็นข้อตกลงอันมีลักษณะเป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าเป็นเบี้ยปรับ เมื่อโจทก์ไม่ชำระหนี้หรือไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องสมควรดังที่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บัญญัติไว้ในมาตรา ๓๗๙ ถึงมาตรา ๓๘๑ และถ้าเป็นปรับสูงเกินส่วนศาลมีอำนาจใช้ดุลพินิจลดลงให้เหลือเป็นจำนวนพอสมควรได้ ตามมาตรา ๓๘๓ วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยมิได้นำสิบให้เห็นว่าการที่โจทก์ผิดสัญญาไม่ชำระราคาส่วนที่เหลือและรับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดจากจำเลย ทำให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างยิ่งมากน้อยเพียงใด นอกจากขาดผลประโยชน์ที่ควรได้รับจากเงินจำนวนเท่ากับราคาห้องชุดส่วนที่เหลือ และมีเหตุผลให้เชื่อว่าเมื่อสัญญาเลิกกัน จำเลยสามารถขายห้องชุดดังกล่าวให้แก่ผู้ซื้อรายใหม่ในราคาที่ไม่น่าจะต่ำกว่าราคาที่ขายให้แก่โจทก์ เมื่อพิเคราะห์ถึงทางได้เสียของจำเลยทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมายแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ใช้ดูลพินิจลดเบี้ยปรับลงเหลือเป็นจำนวน ๒,๕๖๒,๐๘๐ บาท โดยไม่รวมมัดจำ ๒๕๐,๐๐๐ บาท จึงยังสูงเกินส่วน ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรลดเบี้ยปรับลงเหลือเป็นเงิน ๙๖๐,๐๐๐ บาท จำเลยจึงต้องคืนเงินที่รับไว้แก่โจทก์จำนวน ๓,๖๐๒,๐๘๐ บาท ส่วนปัญหาเรื่องดอกเบี้ยนั้น การที่จำเลยรับเงินที่โจทก์ชำระไปทั้งหมดไว้เป็นการใช้สิทธิตามข้อตกลงในสัญญาโดยชอบ เมื่อศาลพิพากษาให้ลดเบี้ยปรับลงตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๘๓ วรรคหนึ่ง เป็นผลให้จำเลยต้องคืนเบี้ยปรับบางส่วนให้แก่โจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้ดอกเบี้ยจากเบี้ยปรับที่ได้รับคืนเพราะเป็นฝ่ายผิดสัญญา",แพ่ง,, 66,10,,"เงินดาวน์ที่ชำระในวันทำสัญญา เงินดาวน์ที่ชำระภายหลังอีก ๑ งวดซึ่งตามสัญญาระบุให้ถือเป็นมัดจำ หากผู้ซื้อเป็นผู้ผิดสัญญา ผู้ขายมีสิทธิริบโดยถือว่าเงินดังกล่าวเป็นมัดจำหรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๑๗๕/๒๕๕๔ โจทก์ไม่ชำระราคาที่ดินให้แก่จำเลยทั้งสองตามสัญญา โจทก็ยังเป็นผู้ผิดสัญญา การที่โจทก์บอกเลิกสัญญาแก่จำเลยทั้งสองและให้จำเลยทั้งสองคืนเงินที่ได้ชำระไปแล้ว ส่วนจำเลยทั้งสองขอใช้สิทธิริบเงินมัดจำตามข้อตกลงในสัญญา ถือได้ว่าเป็นการตกลงเลิกสัญญากับโจทก์โดยปริยายแล้ว แม้ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินจะมีข้อตกลงกัน ให้ถือเงินดาวน์เป็นเงินมัดจำ และหากโจทก์ผิดสัญญายอมให้ริบเงินมัดจำ แต่ได้ความว่าในวันทำสัญญาโจทก์ชำระเงินดาวน์ให้จำเลยทั้งสองเพียง ๓๔๐,๐๐๐ บาท เงินจำนวนดังกล่าวจึงเป็นทรัพย์สินที่โจทก์ได้ให้แก่จำเลยทั้งสองในวันทำสัญญาเพื่อเป็นการชำระหนี้บางส่วนและเป็นประกันการที่จะปฏิบัติตามสัญญาถือเป็นมัดจำ ส่วนเงินดาวน์ที่โจทก์ชำระในภายหลังอีก ๑ งวด แม้ตามสัญญาจะระบุให้ถือเป็นมัดจำก็ไม่ใช่มัดจำตามความหมายแห่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๗๗ แต่เป็นเพียงการชำระค่าที่ดินบางส่วน เมื่อโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาและจำเลยทั้งสองได้บอกเลิกสัญญาแก่โจทก์แล้ว สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินดังกล่าวจึงเป็นอันเลิกกันจำเลยทั้งสองจึงมีสิทธิริบมัดจำจำนวน ๓๔๐,๐๐๐ บาท ได้ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๗๘ (๒) ส่วนเงินดาวน์ที่โจทก์ชำระในภายหลังอีก ๑ งวด ซึ่งถือเป็นการชำระราคาที่ดินบางส่วนนั้น จำเลยทั้งสองต้องให้โจทก์ได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๙๑ วรรคหนึ่ง แต่การที่โจทก์และจำเลยทั้งสองตกลงกันให้จำเลยทั้งสองรับเงินดาวน์ดังกล่าวได้หากโจทก์ผิดสัญญา ข้อตกลงดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับที่กำหนดเป็นจำนวนเงินตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๗๙ ซึ่งหากเบี้ยปรับสูงเกินส่วน ศาลก็มีอำนาจปรับลดลงให้เหลือเป็นจำนวนที่พอสมควร ได้ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๘๓ วรรคหนึ่ง ",แพ่ง,, 66,10,,"ผู้รับเหมาก่อสร้างอาคารโอนสิทธิการรับเงินตามสัญญาจ้างให้แก่ผู้รับโอน และได้แจ้งให้ผู้ว่าจ้างทราบแล้ว และผู้ว่าจ้างได้จ่ายเงินค่างวดตามสัญญาจ้างให้ผู้รับโอนแล้วบางส่วน ดังนี้ ผู้รับเหมาก่อสร้างอาคารจะขอให้ผู้ว่าจ้างระงับการจ่ายเงินแก่ผู้รับโอนได้หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๖๑๖/๒๕๕๕ จำเลยที่ ๑ เป็นลูกหนี้เงินกู้โจทก์และขอให้โจทก์ติดต่อธนาคารเพื่อให้ธนาคารออกหนังสือค้ำประกันให้แก่จำเลยที่ ๑ โดยเริ่มกู้ครั้งแรกเมื่อเดือนกรกฎาคม ๒๕๓๘ เดือนกันยายน ๒๕๓๘ จำเลยที่ ๑ ทำสัญญารับเหมาก่อสร้างอาคารหอพักนักศึกษาพร้อมครุภัณฑ์ ๒ หลัง กับอาคารศูนย์กิจกรรมนิสิตนักศึกษาพร้อมครูภัณฑ์ ๒ หลัง ให้แก่จำเลยที่ ๔ โดยโอนสิทธิการรับเงินตามสัญญาจ้างทั้งสองฉบับดังกล่าวให้แก่โจทก์ก์ตามสัญญาโอนสิทธิการรับเงินที่จำเลยที่ ๑ ทำกับโจทก์ซึ่งโจทก์ได้แจ้งให้จำเลยที่ ๔ทราบแล้ว ตามหนังสือของโจทก์ หลังจากได้หนังสือแจ้งจากโจทก์แล้ว จำเลยที่ ๔ จ่ายเงินค่างวดตามสัญญาจ้างให้โจทก์บางส่วนต่อมาจำเลยที่ ๑ แจ้งให้จำเลยที่ ๔ ระงับการจ่ายเงินให้แก่โจทก์ด้วยเหตุผลว่า โจทก์ปิดกิจการโดยคำสั่งของธนาคารแห่งประเทศไทยตามสำเนาหนังสือของจำเลยที่ ๑ จำเลย ที่ ๔ จึงไม่จ่ายเงินค่างวดที่เหลือให้โจทก์ โจทก์มีหนังสือแจ้งยืนยันไปยังจำเลยที่ ๔ ว่า แม้โจทก์จะได้รับคำสั่งให้หยุดกิจการจากองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน แต่โจทก์ก็ยังมีอำนาจรับชำระหนี้จากลูกหนี้ได้ตามสำเนาหนังสือของโจทก์ จำเลยที่ ๔ ได้รับหนังสือดังกล่าวแล้วยังคงไม่ชำระเงินให้แก่โจทก์ตามขอ แต่ได้ชำระให้แก่จำเลยที่ ๑ จนครบตามสัญญาจ้าง มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๔ ประการแรกว่าการที่จำเลยที่ ๑ แจ้งให้จำเลยที่ ๔ ระงับการจ่ายเงินให้แก่โจทก์นั้นมีผลให้จำเลยที่ ๔ หลุดพ้นความผูกพันที่จะต้องจ่ายเงินค่างวดให้แก่โจทก์ต่อไปหรือไม่ เห็นว่า การตกลงระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๔ ให้จำเลยที่ ๔ จ่ายเงินค่าก่อสร้างตามสัญญาจ้างทั้งสองฉบับให้แก่โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้จำเลยที่ ๑ นั้น นอกจากเป็นการโอนสิทธิเรียกร้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๐๖ วรรคหนึ่ง แล้วยังมีลักษณะเป็นการทำสัญญาเพื่อประโยชน์แก่บุคคลภายนอกตาม มาตรา ๓๗๔ ด้วย ซึ่งในวรรคสองของมาตราดังกล่าว บัญญัติว่า ""... สิทธิของบุคคลภายนอกย่อมเกิดมีขึ้นตั้งแต่วเวลาที่แสดงเจตนาแก่ลูกหนี้ว่าจะถือเอาประโยชน์จากสัญญานั้น"" และมาตรา ๓๗๕ บัญญัติต่อไปว่า “เมื่อสิทธิของบุคคลภายนอกได้เกิดมีขึ้นตามบทบัญญัติแห่งมาตรา ก่อนแล้ว คู่สัญญาหาอาจจะเปลี่ยนแปลงหรือระงับสิทธินั้นในภายหลังได้ไม่” คดีนี้โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้ได้รับประโยชน์จากสัญญาโอนสิทธิการรับเงินค่าก่อสร้างระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๔ มีหนังสือถึงจำเลยที่ ๔ ให้สั่งจ่ายเช็คค่างวดงานก่อสร้างแก่โจทก์โดยตรง อันเป็นการแสดงเจตนาว่าจะถือเอาประโยชน์จากสัญญานั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๗๔ วรรคสอง เมื่อสิทธิของโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้เกิดมีขึ้นแล้ว จำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๔ คู่สัญญาย่อมไม่อาจจะเปลี่ยนแปลงหรือระงับสิทธิของโจทก์นั้นในภายหลังได้ ดังนั้นที่จำเลยที่ ๑มีหนังสือแจ้งระงับการโอนสิทธิการรับเงินค่าก่อสร้างโดยให้จำเลยที่ ๔ ส่งเงินค่าก่อสร้างให้จำเลยที่ ๑ โดยตรงจึงเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๗๕ ดังกล่าว ไม่มีผลผูกพันโจทก์ จำเลยที่ ๔ ยังคงต้องรับผิดชำระเงินค่าก่อสร้างให้แก่โจทก์ ",แพ่ง,, 66,10,,การชื้อขายต้นอ้อย ไม่ได้ทำหนังสือสัญญาซื้อขาย แต่ในวันที่ตกลงซื้อขายกัน ผู้ขายได้ส่งมอบกรรมสิทธิต้นอ้อยให้แก่ผู้ซื้อและผู้ซื้อเข้าไปตัดต้นอ้อยของผู้ขายไปขายให้แก่โรงงานน้ำตาลแล้ว หากผู้ซื้อไม่ชำระราคา ผู้ขายจะฟ้องร้องผู้ซื้อให้ชำระราคาได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๗๓๕/๒๕๕๕ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๕๖ วรรคสอง และ วรรคสาม นอกจากจะบัญญัติให้การซื้อขายสังหาริมทรัพย์ซึ่งตกลงกันเป็นราคาสองหมื่นบาท หรือกว่านั้นขึ้นไป ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อฝ่ายผู้ต้องรับผิดเป็นสำคัญจึงจะฟ้องร้องให้บังคับคดีกันได้แลวยังได้บัญญัติไว้อีกว่า ""... หรือได้วางประจำไว้ หรือได้ชำระหนี้บางส่วนแล้ว ..."" ก็ย่อมฟ้องร้องให้บังคับคดีได้เช่นกัน คดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่า ในการซื้อขายต้นอ้อยกันนั้นโจทก์และจำเลยไม่ได้ทำหนังสือสัญญาซื้อขาย หรือได้มีหลักฐานการซื้อขายเป็นหนังสือลงลายมือชื่อฝ่ายโจทก์หรือจำเลยผู้ต้องรับผิดไว้เป็นสำคัญ แต่ในวันที่ตกลงซื้อขายกัน โจทก์ได้ส่งมอบกรรมสิทธิต้นอ้อยให้แก่จำเลยและจำเลยเข้าไปตัดต้นอ้อยของโจทก์ไปขายให้แก่โรงงานน้ำตาลอันถือได้ว่าโจทก์ชำระหนี้ตามสัญญาซื้อขายคือส่งมอบต้นอ้อยให้จำเลยแล้ว โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะฟ้องร้องบังคับให้จำเลยชำระราคาต้นอ้อยได้ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวข้างต้น",แพ่ง,, 66,10,,สามีพาภริยาไปหน่วงเหนี่ยวกักขังโดยเข้าใจว่ามีสิทธิกระทำกับภริยาได้ มีได้เจตนาร้ายต่อภริยานั้น จะมีความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๐ วรรคแรก หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๓๕/๒๕๕๕ ความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๐ วรรคแรก กฎหมายบัญญัติไว้แต่เพียงว่า ผู้ใดหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่น หรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย ดังนั้น การกระทำความผิดตามบทบัญญัติแห่งมาตราดังกล่าว ผู้กระทำเพียงแต่มีเจตนาประสงค์ต่อผลหรือยอมเล็งเห็นผลก็เป็นความผิดแล้ว โดยไม่ต้องมีเจตนาพิเศษเพื่อประสงค์รายต่อผู้เสียหายแต่อย่างใด การที่จำเลยบังคับข่มขู่ฉุดกระชากพาตัวผู้เสียหายซึ่งอยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยขึ้นรถยนต์แล้วพาไปพักยังสถานที่ต่าง ๆ โดยมีพฤติการณ์บังคับกักขังเพื่อไม่ให้ผู้เสียหายหลบหนี จำเลยย่อมรู้อยู่แล้วว่าการกระทำของตนเองย่อมต้องทำให้ผู้เสียหายต้องปราศจากเสรีภาพในร่างกายไม่สามารถเดินทางไปที่ต่าง ๆ ได้ตามความต้องการของผู้เสียหาย การกระทำของจำเลยถือว่าเป็นการกระทำโดยเจตนาตามความหมายของบทบัญญัติแห่งมาตราดังกล่าว,อาญา,, 66,11,,สัญญาจำนองเพื่อเป็นประกันหนี้ที่จะมีขึ้นในอนาคต เป็นสัญญาที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๕๗๙/๒๕๕๒ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๐๗ บัญญัติว่า ""บทบัญญัติมาตรา ๖๘๑ ว่าด้วยค้ำประกันนั้น ทำให้ใช้ได้ในการจำนอง อุปโลภตามควร"" กล่าวโดยเฉพาะตามนัยมาตรา ๖๘๑ ที่ว่าหนี้ที่อาจเกิดขึ้นโดยสมบูรณ์ในอนาคตก่อนกำหนดสัญญาค้ำประกันได้ ดังนั้น เมื่อโจทก์มอบเงินกู้แก่จำเลยที่ ๑ ภายหลังจากทำการสัญญาจำนองหนี้เงินกู้ในส่วนนี้ย่อมสมบูรณ์ การจำนองเป็นประกันการชำระหนี้ดังกล่าวล่วงหน้าจึงบังคับแก่กันได้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๘๓๑/๒๕๕๓ ข้อสัญญาในหนังสือสัญญาจำนองที่ผู้จำนองตกลงจำนองที่ดินแก่ผู้รับจำนองเพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ที่จะมีขึ้นต่อไปในภายหน้าเป็นข้อสัญญาที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๐๗ ประกอบมาตรา ๖๘๑ วรรคสอง และใช้บังคับกันได้ ",แพ่ง,, 66,11,,"ใบรับเงินซึ่งเป็นหลักฐานการรับมัดจำมีข้อความตอนหนึ่งว่า ""ส่วนที่เหลือจะชำระตามเงื่อนไขสัญญาจะซื้อจะขาย ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้จัดทำขึ้นภายใน ๓๐ วัน"" กรณีดังกล่าว หากคู่สัญญาอย่างใดทำสัญญาจะซื้อขายกันเป็นหนังสือ สัญญาจะซื้อจะขายเกิดขึ้นหรือไม่","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๒๒๔/๒๕๕๓ โจทก์จำเลยทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินโดยมีเจตนาระสัญญาจะซื้อขายเป็นหนังสือกันอีก กรณีจึงต้องด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๖๖ วรรคสอง เนื่องจากทั้งสองฝ่ายยังมิได้ทำสัญญาจะซื้อขายกันเป็นหนังสือ สัญญาจะซื้อจะขายระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงไม่เกิดขึ้น เงินมัดจำที่จำเลยรับไว้จึงเป็นการรับไว้โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้จำเลยไม่มีสิทธิรับมัดจำ จึงต้องคืนให้โจทก์ฐานลาภมิควรได้ตามมาตรา ๔๐๖ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๘๖๖/๒๕๕๒ หนังสือสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างที่จำเลยทำไว้กับโจทร์ระบุว่า ""การเพิ่มเติมหรือลดงานจะต้องคิดราคากันใหม่และถ้าต้องเพิ่มหรือลดเงินหรือยืดเวลาออกไปอีกก็จะตกลงกัน ณ บัดนั้น โดยกระทำเป็นลายลักษณ์อักษร"" ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าโจทก์และจำเลยได้ตกลงเพิ่มเติมงานและราคากันใหม่เป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว จึงถือว่าโจทร์กับจำเลยยังไม่ได้มีสัญญาต่อกันในส่วนที่โจทร์ทำงานเพิ่มเติม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๖๖ วรรคสอง ",แพ่ง,, 66,11,,ข้อความตามสัญญาเช่าที่ระบุว่า เมื่อหมดสัญญาแล้ว ถ้าผู้เช่าประสงค์จะเช่าต่อไปอีก ให้ผู้เช่ามาทำสัญญาเช่าใหม่หรือจะต้องทำความตกลงเรื่องระยะเวลาการเช่าและอัตราค่าเช่าเสียก่อนเป็นคำมั่นจะให้เช่าหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๖๙๒/๒๕๔๙ ตามหนังสือสัญญาเช่าที่ดิน ข้อ ๑๐. ระบุว่า ก่อนที่สัญญาฉบับนี้จะสิ้นสุดลงผู้เช่าจะต้องแสดงเจตนาต่อผู้ให้เช่าว่ามีความประสงค์ที่จะเช่าทรัพย์สินที่เช่านี้ โดยจะต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้าก่อนสัญญานี้สิ้นสุดลงไม่น้อยกว่า ๑๕ วัน ส่วนค่าเช่าจะเป็นอย่างใดนั้นให้เป็นไปตามข้อตกลงใหม่ระหว่างผู้เช่ากับผู้ให้เช่าและตามคำมั่นให้เช่าที่ดิน ข้อ ๑. ระบุว่า ผู้ให้คำมั่นตกลงยินยอมให้ผู้รับคำมั่นเช่าที่ดินแปลงดังกล่าวต่อไปได้อีกไม่เกิน ๓ ปี ค่าเช่าในอัตราปีละไม่ต่ำกว่า ๕๐,๐๐๐ บาท แต่ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับสภาพทางเศรษฐกิจในขณะทำสัญญาเช่านั้น ด้วย แสดงให้เห็นว่า ก่อนที่จะมีสัญญาเช่าฉบับใหม่เกิดขึ้นนั้น โจทก์และจำเลยจะต้องทำความตกลงกันในเรื่องระยะเวลาการเช่าและอัตราค่าเช่าเสียก่อน ซึ่งระยะเวลาการเช่าและอัตราค่าเช่าชั้นมิได้มีการกำหนดกันไว้อย่างแน่นอนตายตัว แต่ให้เป็นไปตามความตกลงของโจทก์ และจำเลยที่จะเจรจาและทำความตกลงกันอีกชั้นหนึ่ง โดยเฉพาะอัตราค่าเช่าชั้นมิโจทก์และจำเลยตกลงกันว่าให้เป็นไปตามสภาพทางเศรษฐกิจในขณะทำสัญญาฉบับใหม่ ดังนั้น การที่จำเลยมีหนังสือตอบรับคำมั่นของโจทก์ภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ก็หาได้ทำให้มีสัญญาเช่าฉบับใหม่เกิดขึ้นและมีผลบังคับตามกฎหมายในทันทีดังที่จำเลยฎีกาไม่ เมื่อโจทก์จำเลยไม่สามารถตกลงกันได้ในเรื่องระยะเวลาการเช่าและอัตราค่าเช่าและไม่ได้ทำสัญญาเช่าฉบับใหม่ต่อกัน จำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะอยู่ในที่ดินที่เช่าอีกต่อไป คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๖๙/๒๕๒๕ โจทก์ทำสัญญาเช่าที่ดินจำเลยเพื่อปลูกสร้างอาคารให้ผู้อื่นเช่าช่วงมีกำหนด ๑๕ ปี เมื่อหมดสัญญา ๑๕ ปี ถ้าโจทก์ประสงค์จะเช่าต่อไปอีกให้มาทำสัญญาใหม่ แต่สัญญาใหม่นี้ยังจะต้องตกลงกันในเรื่องอัตราค่าเช่าและกำหนดเวลาเช่า ดังนี้ เมื่อครบอายุสัญญาเช่าเดิมแล้วโจทก์เสนอขอเช่าต่ออีกแต่จำเลยไม่ตกลงตามที่โจทก์เสนอ ทั้งได้บอกเลิกสัญญาและให้ส่งมอบทรัพย์สินที่เช่าจึงไม่มีสัญญาเช่าใหม่ระหว่างโจทก์จำเลย ",แพ่ง,, 66,11,,คำมั่นจะให้เช่าระบุไว้ในสัญญาเช่า เมื่อผู้เช่าสนองรับ จะต้องมาทำสัญญาเช่ากันใหม่หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๔๘/๒๕๓๓ หนังสือสัญญาเช่ามีข้อตกลงว่า ผู้ให้เช่าสัญญาว่า เมื่อครบกำหนดอายุสัญญานี้แล้ว ผู้ให้เช่าก็จะให้ผู้เช่าได้เช่าต่อไปอีกเป็นเวลา ๑๐ ปี ทั้งนี้ โดยผู้ให้เช่าตกลงยินยอมให้ผู้เช่าเช่าที่ดินดังกล่าวแล้วในค่าเช่าเดือนละ ๘๐๐ บาท โดยผู้เช่ามิต้องจ่ายเงินเป็นก้อนเพิ่มเติม ข้อตกลงดังกล่าวเป็นคำมั่นของฝ่ายผู้ให้เช่าที่จะให้ผู้เช่าเลือกจะบังคับผู้ให้เช่าให้ต้องยอมทำสัญญาเช่าต่อไปอีกเป็นเวลา ๑๐ ปีหรือไม่ และตามข้อตกลงนี้ มีผลทำให้ผู้ให้เช่าตกเป็นฝ่ายลูกหนี้ที่ผู้เช่ามีสิทธิจะเรียกร้องบังคับเอาได้ ก่อนครบกำหนดตามสัญญาเช่า ผู้เช่าได้แจ้งความจำนงขอเช่าต่ออีก ๑๐ ปี ผู้ให้เช่าจะไม่ยอมให้เช่าไม่ได้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๗๖๕/๒๕๑๗ สัญญาเช่ามีข้อความว่า ผู้ให้เช่าให้คำมั่นแก่ผู้เช่าว่า เมื่อครบกำหนดระยะเวลาเช่าตามสัญญาแล้ว ผู้ให้เช่ายินยอมให้ผู้เช่าเช่าต่อไปอีก ๓ ปี ตามเงื่อนไขประเพณีที่ได้กระทำกันในวันทำสัญญานี้ ทั้งนี้ ผู้เช่าต้องแสดงเจตนาเป็นลายลักษณ์อักษรแจ้งให้ผู้ให้เช่าทราบภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันสัญญาเช่านี้ครบกำหนด ดังนี้ เป็นเรื่องที่ผู้ให้เช่าให้คำมั่นไว้ เมื่อผู้เช่ามีหนังสือแสดงความจำนงขอทำสัญญาเช่าต่อภายในกำหนดเวลาเท่ากับผู้เช่าสนองรับคำมั่นของผู้ให้เช่าแล้ว และถือว่ามีสัญญาเช่าเกิดขึ้นใหม่ทันทีตามเงื่อนไขและประเพณีที่ระบุไว้ในสัญญาเช่าฉบับเดิม โดยไม่ต้องทำสัญญาเช้ากันใหม่อีก ",แพ่ง,, 66,11,,สัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์มีกำหนดกว่า ๓ ปี มิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่และผู้ให้เช่าให้คำมั่นจะให้เช่าไว้ ก่อนครบกำหนดระยะเวลาเช่า หากผู้เช่าสนองรับคำมั่นสัญญาเช่าเกิดขึ้นหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๖๓/๒๕๔๐ เมื่อหนังสือสัญญาเช่ามิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่จำเลยจึงฟ้องร้องบังคับคดีได้เพียง ๓ ปี ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๓๘ กำหนดเวลาเช่าที่เกินจาก ๓ ปี ตามที่ตกลงกันไว้ จึงไม่มีผลบังคับกันต่อไปคำมั่นของโจทก์ที่ให้แก่จำเลยไว้ตามสัญญาเช่าข้อ ๒ (ก) ที่ว่าเมื่อจำเลยเช่าครบ ๗ ปียินยอมต่อสัญญาเช่าให้จำเลยอีก ๑๕ ปี ย่อมสิ้นผลบังคับไปด้วย ดังนั้น จึงไม่มีคำมั่นของโจทก์ที่จะให้จำเลยสนองต่อไปอีก,แพ่ง,, 66,11,,คำมั่นจะให้เช่ามีผลผูกพันผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ที่เช่าหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๙๗๕/๒๕๓๗ เดิมตึกแถวตามฟ้องเป็นของ ค. ค. ให้จำเลยเช่า ต่อมา ค. โอนตึกแถวให้ อ. แล้ว อ. โอนขายให้โจทก์ แม้ว ค. จะให้คำมั่นแก่จำเลยว่าเมื่อครบกำหนดตามสัญญาเช่าแล้ว ค. จะให้จำเลยเช่าตึกแถวต่ออีก ๓ ปี คำมั่นดังกล่าวก็ไม่ผูกพันโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก,แพ่ง,, 66,11,,กรณีที่มีการบังคับจำนอง โดยเอาทรัพย์สินซึ่งจำนองไว้ออกขายทอดตลาด แต่ได้เงินสุทธิน้อยกว่าจำนวนเงินที่ค้างชำระกันอยู่ ซึ่งลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดในส่วนที่ขาดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๓๓ นั้น หมายความเฉพาะกรณีที่ลูกหนี้จำนองทรัพย์สินของตนเองเท่านั้นหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๕๓๕/๒๕๕๐ ศาลฎีกาโดยมติของที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๓๓ บัญญัติติว่า ""...ถ้าเอาทรัพย์สินซึ่งจำนองออกขายทอดตลาดใช้หนี้ได้เงินจำนวนสุทธิน้อยกว่าจำนวนเงินที่ค้างชำระกันอยู่นั้นก็ดี เงินยังขาดจำนวนอยู่เท่าใดลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดในเงินนั้น"" ปรากฏว่าสัญญาจำนองที่ดินทั้ง ๓๐ แปลง ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๒ เพื่อเป็นประกันการผ่อนชำระหนี้ค่าภาษีอากรค้างของจำเลยที่ ๑ โจทก์กับจำเลยที่ ๑ ไม่มีข้อตกลงว่า ถ้าเอาทรัพย์สินซึ่งจำนองออกขายทอดตลาดใช้หนี้ได้เงินจำนวนสุทธิน้อยกว่าจำนวนเงินที่ค้างชำระกัน เงินยังขาดจำนวนอยู่เท่าใดจำเลยที่ ๑ ต้องรับผิดในเงินนั้น อันเป็นการยกเว้นบทบัญญัติของมาตรา ๗๓๓ ดังกล่าวข้างต้น กรณีจึงต้องอยู่ในบังคับแห่งบทบัญญัติของมาตราดังกล่าว คือ หากบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้จำเลยที่ ๑ ไม่ต้องรับผิดในส่วนที่ขาด ที่โจทก์อ้างว่า จำเลยที่ ๑ จะหลุดพ้นความรับผิดก็ต่อเมื่อได้ชำระค่าภาษีอากรค้างเสร็จสิ้นแล้ว และคดีนี้มิใช่เป็นเรื่องที่จำเลยที่ ๑ นำทรัพย์สินของตนเองมาจำนอง จึงไม่อยู่ใน บังคับแห่งบทบัญญัติมาตรา ๗๓๓ นั้น เห็นว่าบทบัญญัติแห่งมาตรา ๗๓๓ หาได้มีข้อจำกัด การใช้บังคับเฉพาะกรณีที่ลูกหนี้จำนองทรัพย์สินของตนเองเท่านั้น ดังที่โจทกก็กล่าวอ้างในฎีกาไม่ ข้ออ้างตามอุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ที่ศาลาภาษีอากรกลางพิพากษาว่าหากขายทอดตลาดทรัพย์จำนองแล้วได้เงินจำนวนสุทธิไม่พอชำระหนี้จำเลยที่ ๑ ไม่ต้องรับผิดชำระหนี้ ส่วนที่ยังขาดจำนวนแก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๘๕๑/๒๕๕๑ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๓๓ ไม่มีข้อจำกัดว่า ต้องใช้บังคับเฉพาะในกรณีที่ลูกหนี้จำนองทรัพย์สินของตนเองเท่านั้น จึงใช้บังคับแก่กรณีที่บุคคลหนึ่งจำนองทรัพย์สินของตนไว้เพื่อประกันหนี้อันบุคคลอื่นจะต้องชำระด้วย ตามสัญญากู้เงินและสัญญาจำนองที่จำเลยทั้งสองทำไว้กับโจทก์ไม่มีข้อตกลงยกเว้นไว้ว่า หากโจทก์บังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ จำเลยที่ ๑ จะต้องรับผิดในเงินที่ขาดจำนวนอยู่ ศาลชั้นต้นจึงพิพากษาเพียงว่า หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ให้ยืดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ ๒ ขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์เท่านั้น โดยมิได้ระบุให้บังคับชำระหนี้เอาจากทรัพย์สินอื่นอีก ดังนั้น เมื่อโจทก์ได้นำยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ ๒ ขายทอดตลาดเสร็จสิ้นไปแล้ว แม้จะได้เงินไม่พอชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์จะขอให้บังคับคดีเอาจากทรัพย์สินของจำเลยที่ ๑ ต่อไปอีกไม่ได้ ",แพ่ง,, 66,12,,"ผู้ปลูกบ้านอยู่ในที่ดิน แต่มิใช่เจ้าของที่ดิน จะมีสิทธิฟ้องขอให้เปิดทางจำเป็นได้หรือไม่ เจ้าของรวมในที่ดินซึ่งมิได้แบ่งแยกการครอบครองเป็นส่วนตัวและที่ดินดังกล่าว ถูกที่ดินแปลงอื่นปิดล้อม หากที่ดินที่ปิดล้อมดังกล่าวแปลงหนึ่งเป็นที่ดินของเจ้าของรวมคนหนึ่งซึ่งติดถนนสาธารณะจะถือว่าที่ดินกรรมสิทธิ์รวมไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะหรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๗๔๐/๒๕๕๑ ในเรื่องทางจำเป็น กฎหมายบัญญัติไว้เพื่อประโยชน์แก่เจ้าของที่ดินที่ถูกปิดล้อมโดยเฉพาะ ทั้งนี้ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๔๙ วรรคหนึ่ง ดังนั้น เจ้าของที่ดินเท่านั้นที่จะมีสิทธิ์ฟ้องขอให้เปิดทางจำเป็นได้ โจทก์ที่ ๑ ถึงที่ ๓ เป็นเพียงผู้ปลูกบ้านอยู่ในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.๓ ก.) เลขที่ ๔๓๙ เท่านั้น แม้ว่าฝ่ายใดว่าที่ดินดังกล่าวถูกที่ดินแปลงอื่นปิดล้อมโจทก์ที่ ๑ ถึงที่ ๓ ก็ไม่มีสิทธิ์ฟ้องขอให้เปิดทางจำเป็น โจทก์ที่ ๔ ถึงที่ ๕ ส. น. และ ม. เป็นเจ้าของรวมในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓ ก.) เลขที่ ๔๓๙ โดยมิได้แบ่งแยกการครอบครองเป็นส่วนตัวว่าผู้ใดเป็นเจ้าของที่ดินส่วนใด ความเป็นเจ้าของของแต่ละคนจึงครอบครองที่ดินทั้งแปลง ดังนั้น เจ้าของรวมคนใดคนหนึ่งจึงอาจใช้สิทธิในฐานะเป็นเจ้าของรวมครอบที่ดินทั้งแปลงเพื่อต่อสู้บุคคลภายนอกได้ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๕๙ การที่โจทก์ที่ ๔ และที่ ๕ ใช้สิทธิ์ฟ้องจำเลยขอให้เปิดทางจำเป็นจึงเป็นการใช้สิทธิแทนเจ้าของรวมอื่นซึ่งรวมถึง ส. ด้วย กล่าวคือโจทก์ที่ ๔ และที่ ๕ มีสิทธิ์ฟ้องขอให้จำเลยเปิดทางจำเป็นได้ทางดังกล่าวย่อมได้ประโยชน์แก่เจ้าของรวมทุกคน แต่ ส. เป็นเจ้าของที่ดิน โฉนดที่ ๒๕๒๘ ซึ่งด้านหนึ่งติดถนนสาธารณะอีกด้านหนึ่งติดกับที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓ ก.) เลขที่ ๔๓๘ ส. จึงไม่มีสิทธิขอให้จำเลยเปิดทางจำเป็นสำหรับที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓ ก.) เลขที่ ๔๓๙ เพราะจากที่ดินแปลงดังกล่าวสามารถเข้าออกสู่ทางสาธารณะได้โดยผ่านที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๕๒๘ ของ ส. เอง การที่ ส. ปลูกสร้างอาคารในที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๕๒๘ โดยเว้นทางเข้าออกด้านที่ติดกับที่ดินของจำเลยไว้เพียงประมาณ ๑ เมตร เป็นเหตุให้โจทก์ที่ ๔ และที่ ๕ ไม่สามารถนำรถยนต์ผ่านเข้าออกได้แต่ยังคงเดินเข้าออกได้นั้นเป็นเพียงทำให้ความสะดวกของโจทก์ที่ ๔ และที่ ๕ ในการเข้าสู่ทางสาธารณะลดลงเท่านั้น ถือไม่ได้ว่าที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓. ก.) เลขที่ ๔๓๙ ไม่มีทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะ โจทก์ที่ ๔ และที่ ๕ จึงไม่มีสิทธิขอให้จำเลยเปิดทางจำเป็น ",แพ่ง,, 66,12,,"ที่ดินก่อนการแบ่งแยกต้องอาศัยที่ดินของผู้อื่น เดินผ่านเพื่อออกไปสู่ทางสาธารณะ จะถือว่าที่ดินดังกล่าว มีทางออกสู่ทางสาธารณะอยู่แล้วก่อนการแบ่งแยกตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๕๐ หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๔๐๘/๒๕๕๑ บทบัญญัติแห่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๕๐จะมาใช้บังคับได้ต้องเป็นกรณีที่ที่ดินแปลงเดิมทางออกสู่ทางสาธารณะอยู่แล้ว ครั้นเมื่อแบ่งแยกหรือแบ่งโอนกันเป็นเหตุให้แปลงหนึ่งไม่ทางออกไปสู่ทางสาธารณะ เจ้าของที่ดินแปลงนั้นมีสิทธิเรียกร้องเอาทางเดินตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๔๙ ได้โดยไม่ต้องเสียค่าทดแทน แต่คดีนี้เดิมที่ดินของโจทก์เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะได้ต้องอาศัยที่ดินของผู้อื่นเดินผ่านเพื่อออกไปสู่ทางสาธารณะ การที่มีทางออกสู่ทางสาธารณะโดยผ่านที่ดินของผู้อื่นได้ เพราะเขายินยอม มิใช่เป็นตามกฎหมายต้องถือว่าไม่ทางออกสู่ทางสาธารณะ กรณีของโจทก์จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามมาตรา ๑๓๕๐ แต่เป็นกรณีที่ที่ดินของโจทก์มีที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะโจทก์สามารถที่จะผ่านที่ดินซึ่งล้อมอยู่ไปสู่ทางสาธารณะได้ตามมาตรา ๑๓๔๙ ที่ดินของโจทก์มีทางออกสู่ทางสาธารณะได้หลายทาง คือ ทางแรกโจทก์สามารถผ่านที่ของ ส. ผู้ชิงขายที่ดินให้แก่โจทก์แล้วไปออกทางที่ดิน ค. โดย ส. และ ค. มิได้หวงห้าม ทางที่สองโจทก์สามารถออกทางที่ดินของ ป. และทางที่สาม คือ ทางพิพาทนั้น โจทก์เพิ่งมาใช้ในภายหลัง ดังนั้น เมื่อโจทก์มีทางออกสู่ทางสาธารณะได้หลายทางโดยผ่านที่ดินของ ส. ค. และ ป. ซึ่งบุคคลดังกล่าวมิได้หวงห้ามโจทก์แต่อย่างใดการที่โจทก์จะของเปิดทางพิพาทเป็นทางจำเป็นเพื่อความสะดวกของโจทก์ แต่ทำให้จำเลยที่ ๑ ต้องเดือดร้อนและเสียหาย และถ้าหากให้จำเลยที่ ๑ เปิดทางพิพาทเป็นทางจำเป็นจะทำให้จำเลยที่ ๑ ต้องรื้อบริเวณหลังบ้านด้านทิศตะวันออก อันจะทำให้จำเลยที่ ๑ ได้รับความเสียหายและเดือดร้อนเป็นอย่างมากและไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๔๙ วรรคสาม การกระทำของโจทก์จึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ",แพ่ง,, 66,12,,"ผู้ซื้อที่ดินจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลสุจริต กับ (ก) ผู้ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดิน โดยการครอบครองปรปักษ์แต่ยังมิได้จดทะเบียน (ข) ผู้ได้ภาระจำยอมโดยอายุความใครจะมีสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวดีกว่ากัน ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ (ก) คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๒๓๙/๒๕๔๙ โจทก์เป็นผู้ซื้อที่และบ้านจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาล โจทก์ได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖ ว่าการกระทำโดยสุจริตคดีจึงต้องด้วยบทบัญญัติแห่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๓๐ ซึ่งบัญญัติ ว่า “สิทธิของบุคคลผู้ซื้อทรัพย์สินโดยสุจริตในการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาล หรือคำสั่งเจ้าพนักงานรักษาทรัพย์ในคดีล้มละลายนั้นท่านว่ามิเสียไป ถึงแม้ภายหลังจะพิสูจน์ได้ว่าทรัพย์สินนั้นมิใช้ของจำเลย หรือลูกหนี้โดยคำพิพากษา หรือผู้ล้มละลาย” ดังนั้น การที่ผู้ร้องจะอ้างการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินและบ้านโดยการครอบครองปรปักษ์ขึ้นเป็นข้อต่อสู้โจทก์เพื่อแสดงอำนาจพิเศษต่อศาลว่าผู้ร้องไม่ใช่บริวารของจำเลยตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๙๖ จัดวา (๓) ผู้ร้องจึงต้องแสดงให้เป็นอำนาจพิเศษที่ดีกว่าอำนาจหรือสิทธิของโจทก์ ทั้งการครอบครองปรปักษ์ดังกล่าวซึ่งเป็นการได้สิทธิมาโดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม และยังมิได้จดทะเบียนนั้นตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๙๙ วรรคสอง ก็มิให้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต และได้จดทะเบียนโดยสุจริตแล้ว เมื่อคำร้องของผู้ร้องคงกล่าวบรรยายเพียงว่าผู้ร้องครอบครองที่ดินและบ้านมาตั้งแต่ปี ๒๕๒๒ และได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินและบ้านโดยการครอบครองปรปักษ์ โดยมิได้กล่าวบรรยายมาในคำร้องว่าโจทก์ซื้อที่ดินและบ้านจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลโดยไม่สุจริต คดีจึงไม่มีประเด็นที่ผู้ร้องจะนำสืบว่าโจทก์ซื้อที่ดินและบ้านจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลโดยสุจริตหรือไม่ ต้องฟังว่าโจทก์กระทำการโดยสุจริตตามข้อสันนิษฐานของบทบัญญัติมาตรา ๖ ดังนั้น แม้ศาลจะทำการไต่สวนและฟังผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินและบ้านโดยการครอบครองปรปักษ์ตามคำร้องของผู้ร้อง ก็ไม่ทำให้ผู้ร้องชนะคดีได้ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องโดยไม่ได้ทำการไต่สวนจึงชอบแล้ว การที่มีผู้ยื่นคำร้องขออ้างว่าได้ที่ดินดังกล่าวมาโดยการครอบครองปรปักษ์อันเป็นการได้มาซึ่งทรัพย์สิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม แต่สิทธิอันยังมิได้จดทะเบียนดังกล่าวนี้ห้ามมิให้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้เจ้าหน้าที่ผู้รับจำนองที่ดินซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต และได้ จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้วตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๙๙ วรรคสอง แม้จะมีผู้ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินที่ผู้ร้องประมูลซื้อได้จากการขายทอดตลาดโดยการครอบครองปรปักษ์ก็ตาม สิทธิดังกล่าวก็ไม่อาจยกขึ้นต่อสู้เจ้าหนี้ผู้รับจำนองซึ่งย่อมได้รับความคุ้มครองตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวในอันที่จะได้รับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ ผู้ร้องเป็นผู้ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดตามคำสั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในคดีล้มละลายโดยสุจริต สิทธิของผู้ร้องจึงมีเสียไปแม้ภายหลังจะพิสูจน์ได้ว่า ทรัพย์นั้นมิใช่ของผู้ล้มละลายตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๓๐ แม้ผู้ร้องจะยังมิได้มีการชำระราคาทรัพย์ครบถ้วนหรือยังมิได้มีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ผู้ร้องก็ยังได้รับความคุ้มครองตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าว ผู้อื่นจะอ้างเหตุว่าเป็นผู้ครอบครองปกปักษ์ที่ดินดังกล่าวขึ้นต่อสู้สิทธิของผู้ร้องมิได้ การที่มีผู้อื่นคำร้องขอครอบครองปรปักษ์ที่ดินที่ผู้ร้องประมูลซื้อได้จากการขายทอดตลาดจึงมิได้มีผลกระทบกระเทือนต่อสิทธิของผู้ร้องแต่อย่างใด แม้มีผู้อื่นคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดแต่ศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งยกคำร้องดังกล่าวไปแล้ว ดังนั้น เมื่อศาลมิฉะลายกลางยกคำร้องดังกล่าวไปแล้วและ ศาลอุทธรณ์ยังมิได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาด ผู้ร้องจึงยังคงได้รับความคุ้มครองตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๓๐ (ข) คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๔๕๙/๒๕๕๑ แม้โจทก์จะซื้อที่ดินโดยสุจริตจากการขายทอดตลาด แต่ก่อนเวลาที่โจทก์จะได้มาซึ่งที่ดินดังกล่าวจำเลยได้ใช้ที่ดินตลอดมาโดยสงบ โดยเปิดเผยและด้วยเจตนาให้ได้สิทธิภาระจำยอมติดต่อกันเกิน ๑๐ ปี จำเลยในฐานะเจ้าของสามยทรัพย์ย่อมได้ภาระจำยอมเหนือที่ดินของโจทก์ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๐๑ มิใช่เพียงรุกล้ำใช้อย่างสภาพทางจำเป็น แม้จำเลยจะยังไม่จดทะเบียนสิทธิภาระจำยอมก็หาทำให้สิทธิดังกล่าวสิ้นไป เพราะทรัพย์วัดถูแห่งสิทธิเป็นประธานภาระจำยอมมีลักษณะเป็นสิทธิประเภทธอนสิทธิมิใช่การได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ จึงไม่อยู่ในบังคับหลักกฎหมายที่ว่าสิทธิอันยังมิได้จดทะเบียน มิให้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ต่อบุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต และได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้วตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๙๙ วรรคสอง ",แพ่ง,, 66,13,,เจ้าของบ้านซึ่งอยู่ในบริเวณบ้าน หากมีบุคคลอื่นรุกล้ำเข้ามากระทำ การอันไม่ชอบด้วยกฎหมาย จะต้องหลบหนีผู้กระทำความผิดก่อนหรือไม่ และจะมีสิทธิที่จะป้องกันสิทธิของตนหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๙๔๐/๒๕๕๑ บ้านและบริเวณบ้านของจำเลยถือว่าเป็น เคหสถานที่ประชาชนทั่วไปย่อมเห็นว่าเป็นที่ปลอดภัยไม่ควรลูกบุคคลอื่นรุกล้ำเข้ามา กระทำการยินไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยไม่จำเป็นต้องหลบหนีและมีสิทธิที่จะป้องกันสิทธิของตนเองเพราะจำเลยเป็นผู้สูจริตหาต้องถูกบังคับให้ไปเสียจากเคหสถานของ จำเลยซึ่งมีสิทธิ์ที่จะอยู่อาศัยและเคลื่อนไหวโดยอิสระ หากจำเลยจำต้องหนีแล้วเสรีภาพของจำเลยก็จะถูกกระทบกระเทือน ผู้ตายขับรถเข้ามาในบริเวณบ้านของจำเลยเพื่อจะบังคับ ผ. ซึ่งเป็นบุตรสาวของ จำเลยและเคยเป็นภรรยาของผู้ตายให้ไปอยู่กินด้วยกันเช่นเดิมแล้วเกิดโตเตียงกัน จำเลย พูดจาห้ามปราม ผู้ตายไม่ฟังและได้ลงจากรถพร้อมกับอาวุธมีดยาว ๑๒ นิ้ว เดินไป หาจำเลย จำเลยจึงวิ่งขึ้นไปบนบ้านหยิบเอาอาวุธปืนยาวกึ่งอัตโนมัติขนาด ๒๒ ซึ่งเป็น อาวุธปืนที่จำเลยได้รับอนุญาตให้มีและใช้ ทั้งเป็นอาวุธปืนที่ปกติใช้ยิงนกหรือสัตว์ขนาดเล็กและมีแรงปะทะน้อยลงจากบ้าน เพื่อปรามมิให้ผู้ตายทำร้ายจำเลยหรือทำลายทรัพย์ สินของจำเลยหรือบังคับให้ ผ. ไปอยู่กับผู้ตาย โดยไม่มีภรรยาอาการที่จะยิงทำร้ายผู้ตาย ซึ่งถูก ผ. โอบกอดไว้ ดังนี้จะถือว่าจำเลยมีเจตนาสมัครใจเข้าทะเลาะวิวาทกับผู้ตาย หาได้ไม่ หลังจากนั้นสักครู่ผู้ตายสะบัดตัวหลุดและเดินเข้าหาจำเลยเพื่อทำร้ายจนห่างประมาณ ๑ วา โดยมีอาวุธมีดยาว เช่นนี้นับว่าเป็นภัยอันตรายที่ใกล้จะถึงแล้ว จำเลย ย่อมมีสิทธิจะป้องกันเนื่องจากการปล่อยให้ผู้ตายเข้ามาใกล้กว่านั้น โอกาสที่จะใช้อาวุธ ปืนยาวยิงเพื่อป้องกันตัวย่อมจะชัดข้อง การที่จำเลยใช้อาวุธดังกล่าวยิงไปที่ผู้ตายไป ๑ นัด แต่ผู้ตายยังเดินเข้ามาหาจำเลยอีก จำเลยจึงยิงผู้ตายอีก ๒ นัด ติดต่อกันผู้ตายจึงล้มลง นับว่าเป็นการพอสมควรแก่เหตุในภาวะและวิสัยเช่นนั้น แต่หลังจากผู้ตายล้มลงนอนหาย จำเลยยังเดินเข้าไปยิงผู้ตายอีก ๒ นัด จึงเป็นการทำเกินสมควรแก่เหตุ จำเลยจึงมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยป้องกันเกินสมควรแก่เหตุ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๖๙/๒๕๐๔ ผู้ตายเมาสุราร้องเรียกร้องให้จำเลยให้มาต่อสู้กันจำเลยไม่สู้ ผู้ตายก็ถือมีดดาบปลายแหลมลุยน้ำข้ามคลองจะเข้าไปฟื้นจำเลยถึงในบ้านแม้จำเลยจะเห็นผู้ตายอยู่ก่อนและอาจหลบหนีไปได้ แต่ก็ไม่มีความจำเป็นที่ผู้มีสิทธิครอบครองเคหสถานของตนโดยชอบจะต้องหนี้ผู้กระทำผิดกฎหมาย ดังนี้การที่จำเลยใช้ปืนยิงผู้ตาย ๑ นัด ขณะผู้ตายอยู่ห่างจากจำเลย ๖ ศอก ถึง ๒ วา นั้น ถือว่า เป็นการกระทำเพื่อป้องกันชีวิตพอสมควรแก่เหตุ ",อาญา,, 66,13,,ผู้เช่าซื้อ ส่งมอบรถยนต์ให้แก่บุคคลอื่นถือครอบครองและใช้ประโยชน์โดยมีเงื่อนไขให้ผู้ครอบครองผ่อนชำระค่าเช่าซื้อรถแทน หากผู้ครอบครองนำรถที่เช่าซื้อไปไว้ที่อื่นเพื่อหลบเลี่ยงมิให้ผู้ให้เช่าซื้อติดตามยึดรถคืนได้ หรือนำไปขายต่อ เป็นความผิดฐานยักยอกหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๕๓๒/๒๕๕๔ โจทก์เป็นผู้เจ้าทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์บรรทุกทั้งสองคันจากบริษัท ร. โดยเป็นผู้ชำระเงินค่ามัดจำและค่าประกันภัย แม้ว่ากรรมสิทธิ์ในรถยนต์บรรทุกที่เช่าซื้อจะยังเป็นของบริษัท ร. ผู้ให้เช่าซื้อ แต่โจทก์ผู้เช่าซื้อมีสิทธิตามสัญญาที่จะครอบครองใช้ประโยชน์จากรถที่เช่าซื้อ แม่โจทก์จะส่งมอบรถยนต์ให้แก่จำเลยยึดถือครอบครองใช้ประโยชน์โดยมีเงื่อนไขให้จำเลยผ่อนชำระค่าเช่าซื้อรถแทนโจทก์ ก็เป็นเพียงข้อตกลงระหว่างโจทกกับจำเลย ไม่มีผลถึงหน้าที่และความรับผิดที่โจทก์มีต่อผู้ให้เช่าซื้อและโจทก์ก็บังคมมีหน้าที่ต้องส่งคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อในสภาพเรียบร้อยแก่ผู้ให้เช่าซื้อในกรณีที่มีเหตุต้องคืน ทั้งยังต้องรับผิดชดใช้ราคารถกับค่าเสียหายกรณีที่ไม่สามารถติดตามรถคืนมาได้ การที่จำเลยเบียดบังนำรถยนต์บรรทุกที่โจทก์เช่าซื้อไปไว้ที่อื่นเพื่อหลบเลี่ยงมิให้ผู้ให้เช่าซื้อติดตามยึดรถคืนได้ก็ดี หรือนำไปขายต่อก็ดีทำให้โจทก์เสียหายต้องรับผิดต่อผู้ให้เช่าซื้อในทางแพ่ง แสดงถึงเจตนาของจำเลยที่จะเบียดบังเอาทรัพย์ดังกล่าวเป็นของตนและบุคคลที่สามโดยทุจริต การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานยักยอกตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๒ วรรคแรก ",อาญา,, 66,13,,"ผู้ร่วมกระทำความผิดที่นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์โดยมีมือถืออยู่ในมือถามผู้เสียหายว่าจะรีบไปไหน เมื่อผู้เสียหายวิ่งหนี ผู้ร่วมกระทำผิดดังกล่าววิ่งไล่ตามจนทันแล้วกระชากสร้อยคอทองคำของผู้เสียหายไปโดยไม่ได้ใช้มือที่ถืออยู่ ขู่เข็ญ แสดงท่าที หรือแทงประทุษร้าย จะเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๘๖๕/๒๕๕๔ การกระทำที่เป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๙ วรรคแรกนั้น ต้องเป็นการลักทรัพย์โดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้าย เพื่อให้ความสะดวกแก่การลักทรัพย์ หรือการพาทรัพย์นั้นไป หรือให้ยืนให้ซึ่งทรัพย์นั้น ฯลฯ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า ขณะพวกของจำเลยนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของจำเลยที่กำลังขับตามผู้เสียหายไปถามผู้เสียหายว่าจะรีบไปไหน พวกของจำเลยดังกล่าวเพียงแต่มีมืดถืออยู่ในมือ และในขณะนั้นผู้เสียหายวิ่งหนี พวกของจำเลยได้วิ่งไล่ตามผู้เสียหายไปจนทันแล้วกระชากสร้อยคอทองคำที่ผู้เสียหายสวมอยู่ขาดติดมือพวกของจำเลยไป โดยพวกของจำเลยไม่ได้ใช้มืดที่ถืออยู่จี้ขู่เข็ญหรือแสดงท่าทีใด ๆ ให้เห็นว่าเป็นการขู่เข็ญว่าจะใช้มืดที่ถืออยู่ฟัน หรือแทงประทุษร้าย หากผู้เสียหายขัดขืนไม่ให้พวกเขาของจำเลยกระชากเอาสร้อยคอทองคำไป พฤติการณ์ของจำเลยกับพวกจึงถือไม่ได้ว่าเป็นการขู่เข็ญว่าทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้ายผู้เสียหายเพื่อความสะดวกในการลักทรัพย์ หากแต่เป็นเพียงการร่วมกันลักทรัพย์ของผู้เสียหายโดยฉกเฉยวเอาซึ่งหน้าที่โดยใช้รถจักรยานยนต์เป็นพาหนะเพื่อสะดวกแก่การทำความผิด พาทรัพย์นั้นไป หรือให้พ้นการจับกุม อันเป็นความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๖ วรรคแรก ประกอบมาตรา ๓๓๖ ทวิ, ๘๓ ",อาญา,, 66,13,,"วางเพลิงเผาร้านซึ่งมีลักษณะเป็นเพิงไม้ชั้นเดียวยกพื้นสูงเป็นห้องโล่งปลูกอยู่ริมถนนเหนือคูน้ำ ไม่มีผู้ใดพักอาศัย รอบๆ ไม่มีบ้านเรือนบุคคลอื่นอยู่ รวมราคาทรัพย์ที่ถูกพลิงไหม้หมื่นบาทเศษ จะเป็นความผิดฐานใด ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๐๐๖๔๗/๒๕๕๔ จำเลยจุดไฟเผาร้านของผู้เสียหายทำให้เกิดเพลิงลุกไหม้ เป็นเหตุให้โต๊ะ เก้าอี้อุปกรณ์เคลือบบัตร ไม้และกระเบื้องของร้านเสียหายรวมราคาทรัพย์ที่ถูกเพลิงไหม้ทั้งสิ้นประมาณ ๑๕,๕๐๐ บาท ร้านของผู้เสียหายดังกล่าวมีลักษณะเป็นเพิงไม้ชั้นเดียวยกพื้นสูง เป็นห้องโล่ง ปลูกอยู่ริมถนนเหนือคูน้ำไม่มีผู้ใดพักอาศัย รอบๆ ไม่มีบ้านเรือนบุคคลอื่นอยู่ ดังนี้ จึงต้องถือว่าร้านของผู้เสียหายและทรัพย์สินถูกเพลิงไหม้มีราคาน้อย ทั้งขณะเกิดเหตุไม่มีบุคคลอยู่อาศัยย่อมไม่น่าจะเป็นอันตรายแก่บุคคลอื่น การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๒๓ ",อาญา,, 66,13,,"ผู้ให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ใช้ให้กระทำความผิดโดยเตรียมเงินค่าจ้างให้หรือช่วยพูดเกลี้ยกล่อมจนผู้ถูกใช้ยอมตกลงไปกระทำความผิด จะมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดหรือไม่ ",มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๘๓๔/๒๕๕๔ จำเลยที่ ๔ เป็นภริยาจำเลยที่ ๑ และเป็นพี่สาวของจำเลยที่ ๓ จำเลยที่ ๒ มีความสัมพันธ์ทางชู้สาวกับจำเลยที่ ๓ จำเลยที่ ๒ เขียนจดหมายถึงจำเลยที่ ๔ เพื่อขอความช่วยเหลือเรื่องจ้างคนมาบังผู้ตาย ส่วนจำเลยที่ ๓ ได้เตรียมเงินค่าจ้างมามอบให้จำเลยที่ ๒ และจำเลยที่ ๔ ช่วยพูดเกลียกล่อมจำเลยที่ ๑ จนยอมตกลงไปยิงผู้ตาย จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ จึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของจำเลยที่ ๒,อาญา,, 66,13,,การโอนสิทธิเรียกร้องซึ่งสมบูรณ์ตามกฎหมายแล้ว หากผู้โอนไปรับชำระหนี้จากลูกหนี้ จะถือว่าเป็นการทำละเมิดต่อเจ้าหนี้ผู้รับโอนหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๖๓๒/๒๕๕๔ ภายหลังจากทำสัญญาขายผ้าให้แก่โจทก์แล้ว จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องที่มีต่อโจทก์ให้แก่บริษัท ส. โดยมีจำเลยที่ ๒ เป็นผู้ลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของจำเลยที่ ๑ ในช่องผู้โอน โดยสัญญาดังกล่าวทำขึ้นเมื่อวันที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๓๙ ก่อนที่จะมีการส่งมอบสินค้าจงวดที่ ๑ ให้แก่โจทก์ และ อ. หัวหน้างานบัญชีของบริษัท ส. นำหนังสือบอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องไปส่งให้โจทก์ โดยจำเลยที่ ๒ เดินทางไปด้วย จำเลยที่ ๒ ย้อมรู้ว่าการโอนสิทธิเรียกร้องใน การรับเงินค่าสินค้าจากโจทก์ของจำเลยที่ ๑ ให้แก่บริษัท ส. มีผลสมบูรณ์ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๓๐๖ วรรคหนึ่ง อันเป็นผลให้สิทธิเรียกร้องของจำเลยที่ ๑ ในการรับเงินค่าสินค้าผ้าจากโจทก์ตกเป็นของบริษัท ส. และจำเลยที่ ๑ หมดสิทธิที่จะรับเงินดังกล่าวจากโจทก์แล้ว ดังนั้น เมื่อโจทก์ตรวจรับมอบสินค้าจงวดที่ ๑ จากจำเลยที่ ๑ แล้วเจ้าหน้าที่ของโจทก์ได้โทรศัพท์แจ้งให้จำเลยที่ ๒ ทราบเพื่อให้ไปรับเงินค่าผ้าในจงวดที่ ๑ อีก การที่จำเลยที่ ๒ ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ ๑ มอบอำนาจให้ ส. พนักงานของจำเลยที่ ๑ ไปรับเงินจากโจทก์แทนจำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๑ ไม่มีสิทธิที่จะรับเงินจำนวนดังกล่าวจากโจทก์ การกระทำของจำเลยที่ ๒ ดังกล่าว ย่อมเป็นการกระทำในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ ๑ โดยมีเจตนารมณ์ที่ไม่สุจริต อันถือได้ว่าจำเลยที่ ๒ กระทำต่อโจทก์โดยผิดกฎหมายทำให้โจทก์เสียหาย จึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ ๒ จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ ๑ นิติบุคคลเจ้าของกิจการที่จำเลยที่ ๒ เป็นผู้กระทำการแทนรับผิดคืนเงินแก่โจทก์ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๔๒๐ และมาตรา ๑๑๖๗ ประกอบมาตรา ๔๒๗,แพ่ง,, 66,14,,ผู้ค้ำประกันถึงแก่ความตายขณะที่ลูกหนี้ยังไม่ผิดนัดผิดสัญญา หน้าที่และความรับผิดตามสัญญาค้ำประกันจะเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๖๘/๒๕๕๕ เมื่อวันที่ ๒๗ กันยายน ๒๕๓๖ จำเลยที่ ๑ ทำสัญญากู้เงินจากโจทก์จำนวน ๕๐,๐๐๐ บาท ตกลงดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๐ ต่อปี และจะผ่อนชำระคืนเงินกู้พร้อมดอกเบี้ยให้เสร็จสิ้นภายใน ๒ ปี โดยวงจรรถเรียกชำระภายในวันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๓๗ เป็นเงิน ๒,๘๕๔.๘๐ บาท และจำเลยชำระงวดต่อไปภายในวันที่ ๑ ของทุกเดือน เดือนละ ๒,๘๐๐ บาทจนกว่าจะครบถ้วนตามสัญญารวม ๒๐ งวด งวดสุดท้ายจะชำระวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๓๘ เป็นเงิน ๓,๑๑๕.๕๒ บาท โดยมีระยะเวลาปลอดหนี้ ๔ เดือนแรก หากจำเลยที่ ๑ ประพฤติผิดสัญญาข้อหนึ่งข้อใด หรือกระทำผิดระเบียบกระทรวงอุตสาหกรรม ว่าด้วยเงินทุนหมุนเวียนเพื่อการส่งเสริมอาชีพอุตสาหกรรมในครอบครัวและหัตถกรรมไทย พ.ศ. ๒๕๒๕ ให้โจทก์มีสิทธิออกเลิกสัญญาทันที และจำเลยที่ ๑ จะต้องชำระคืนเงินทั้งหมดที่ค้างชำระพร้อมดอกเบี้ยคืนให้โจทก์ทันทีโดยมิต้องรอให้การชำระหนี้รายนี้ถึงกำหนด และต้องใช้ค่าเสียหายต่าง ๆ ให้แก่โจทก์ทั้งสิ้น โดยมีจำเลยที่ ๒ และดาบตำรวจพีระพลทำสัญญาค้ำประกันโดยยินยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม หลังจากจำเลยที่ ๑ ได้รับเงินกู้และล้วงพ้นระยะเวลาปลอดหนี้ ๔ เดือน แล้ว จำเลยที่ ๑ ชำระหนี้ให้โจทก์บางส่วนเพียง ๑๔ งวด รวมเป็นเงิน ๔๙,๕๙๔ บาท อันเป็นการชำระดอกเบี้ยและต้นเงินบางส่วน โดยชำระงวดที่ ๑๔ เมื่อวันที่ ๒ กันยายน ๒๕๔๖ ซึ่งมีจำนวนเงินไม่เพียงพอและไม่ตรงตามวันที่กำหนด ในตารางกำหนดการชำระเงินท้ายสัญญากู้อันเป็นการประพฤติผิดสัญญาที่ให้ไว้แก่โจทก์ ต่อมาวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐ จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ขอผ่อนผันชำระหนี้ออกไปอีกเป็นการรับสภาพหนี้ต่อโจทก์ ส่วนดาบตำรวจพีระพลถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๔๔ คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ ๓ ในฐานะทายาทของดาบตำรวจพีระพลผู้ค้ำประกันซึ่งถึงแก่ความตายไปแล้วจะต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ หรือไม่ ปัญหานี้ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยทำเองเดียวกันว่า ขณะที่ดาบตำรวจพีระพลถึงแก่ความตาย จำเลยที่ ๑ ยังไม่ผิดสัญญาความรับผิดตาม สัญญาค้ำประกันของดาบตำรวจพีระพลจึงยังไม่เกิด สัญญาค้ำประกันเป็นสิทธิเฉพาะของผู้ค้ำประกันไม่เป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทนั้น เห็นว่า คำประกันเป็นสัญญาที่ผู้ค้ำประกันยอมผูกพันตนต่อเจ้าหนี้เพื่อชำระหนี้ในเมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ผู้ค้ำประกันหาได้มีหนี้ที่จะต้องปฏิบัติต่อเจ้าหนี้โดยอาศัยความสามารถหรือคุณสมบัติบางอย่างซึ่งต้องกระทำเป็นการเฉพาะตัวไม่ ผู้ค้ำประกันมีความผูกพันต้องชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ในเมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ อันเป็นความผูกพันในทางทรัพย์สินเท่านั้น ด้วยเหตุนี้เมื่อดำรวจพีระพลทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้เงินกู้ของจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นหนี้อันสมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๘๑ วรรคหนึ่ง แม้ศาลล่วงทั้งสองจะฟังข้อเท็จจริงว่าขณะที่ดาบตำรวจพีระพลถึงแก่ความตาย จำเลยที่ ๑ ผู้กู้ยังไม่ผิดสัญญาหรือผิดนัดก็ตาม สัญญาค้ำประกันก็หาได้ระงับไป เพราะความตายของดาบตำรวจพีระพลไม่ สิทธิหน้าที่และความรับผิดต่าง ๆ ตามสัญญาค้ำประกันที่ดาบตำรวจพีระพลทำกับโจทก์จึงเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทดามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๙๙ วรรคหนึ่ง และมาตรา ๑๖๐๐ จำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นทายาทย่อมต้องรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ของดาบตำรวจพีระพลผู้ตาย แต่ไม่จำต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดได้แก่ตนเองประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๐๑ หมายเหตุ เคยมีคำพิพากษาฎีกาที่ ๖๐๒๓/๒๕๓๘ วินิจฉัยไว้ดังนี้ จำเลยที่ ๑ ได้รับอนุมัติจากทางราชการให้ลาไปศึกษาต่อต่างประเทศด้วยทุน ของโจทก์และทำสัญญาให้วิแกโจทกว่า จำเลยที่ ๑ จะต้องกลับมารับราชการชดใช้ทุนหากผิดสัญญายอมชดใช้เงินทุนและเบี้ยปรับแก่โจทก์โดยมี ก. เป็นผู้ค้ำประกัน ดังนี้เมื่อปรากฏว่า ก. ผู้ค้ำประกันถึงแก่ความตายลงในระหว่างเวลาที่จำเลยที่ ๑ ยัง ไม่ผิดสัญญาและยังไม่ผิดนัด จึงยังไม่มีหนี้ของ ก. ที่โจทก์จะเรียกให้รับผิดได้ สัญญาค้ำประกันของ ก. ที่ทำไว้ต่อโจทกก็ย่อมไม่ตกทอดไปยังทายาท จำเลยที่ ๒ ที่ ๕ และที่ ๖ ซึ่งเป็นทายาท ก. จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ",แพ่ง,"มีข้อสังเกตว่า ข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๖๘/๒๕๕๕ นั้น ผู้ค้ำประกันทำสัญญาค้ำประกันโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมด้วย ", 66,14,,ลูกจ้างกระทำละเมิดในทางการที่จ้าง จะถือว่านายจ้างผิดนัดเมื่อใด,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๔๙๕/๒๕๕๕ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๐๖ บัญญัติให้หนี้ อันเกิดแต่มูลละเมิด ลูกหนี้ได้ชื่อว่าผิดนัดมาแต่เวลาที่ทำละเมิด เมื่อจำเลยที่ ๑ ทำละเมิดต่อโจทย์และได้ชื่อว่าผิดนัดมาแต่เวลาที่ทำละเมิด จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นนายจ้างจะต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ ลูกจ้างในผลแห่งละเมิดซึ่งจำเลยที่ ๑ ได้กระทำไปในทางการที่จ้าง จำเลยที่ ๒ จึงอยู่ในฐานะเป็นลูกหนี้เช่นเดียวกับจำเลยที่ ๑ และได้ชื่อว่าผิดนัดมาแต่เวลาที่จำเลยที่ ๑ ทำละเมิดเช่นเดียวกัน จำเลยทั้งสองจึงต้องเสียดอกเบี้ยในจำนวนเงินที่จะต้องชดใช้ตั้งแต่วันทำละเมิด มิใช่นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ,แพ่ง,, 66,14,,ผู้ซื้อ ฝากสลากกินแบ่งรัฐบาลที่ซื้อให้ผู้ขายเก็บรักษาไว้ ต่อมาสลากกินแบ่งถูกรางวัลที่ ๑ ผู้ขายอ้างว่าสลากกินแบ่งไม่ถูกรางวัลและทิ้งไปแล้วโดยให้บุตรผู้ขายสมอ้างว่าเป็นผู้ซื้อสลากไป แล้วนำไปขอรับรางวัลมาจะเป็นความผิดฐานใด,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๒๒๔/๒๕๕๕ สลากกินแบ่งรัฐบาลที่โจทย์ร่วมชื่อและฝากจำเลยที่ ๑ ไว้ถูกรางวัลที่หนึ่ง จำเลยที่ ๑ คิดจะเบียดบังเอาสลากไว้เสียเอง จึงได้อ้างต่อโจทย์ร่วมว่าสลากไม่ถูกรางวัลและทิ้งไปแล้ว จากนั้นให้จำเลยที่ ๑ บุตรชายรับสมอ้างว่าเป็นผู้ข้อสลากไป แล้วร่วมมือกันนำสลากไปขอรับรางวัลมาเป็นของจำเลยทั้งสอง โดยทุจริต จำเลยที่ ๑ จึงมีความผิดฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๒ วรรคแรก จำเลยที่ ๒ มิได้ร่วมครอบครองสลากมาแต่แรก แต่การที่จำเลยที่ ๒ รับสมอ้างว่าเป็นเจ้าของสลากและร่วมไปขอรับเงินรางวัลมา ถือได้ว่าเป็นการให้ความช่วยเหลือแก่จำเลยที่ ๑ ในการยักยอกสลาก จำเลยที่ ๒ จึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๒ ประกอบมาตรา ๘๖,อาญา,, 66,14,,ครอบครองที่ดินของบุคคลอื่นโดยเข้าใจผิดว่าเป็นที่ดินของตนเอง การนับระยะเวลาการครอบครองปรปักษ์เริ่มนับเมื่อใด,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๗๐๙๔/๒๕๕๕ ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทย์ประการสุดท้ายว่า การครอบครองที่ดินของบุคคลอื่นโดยสำคัญผิดว่าเป็นที่ดินของตนเองถือเป็นการครอบครองที่สามารถนับระยะเวลาการครอบครองเพื่อให้ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๘๒ หรือไม่ เห็นว่า การที่บุคคลใดครอบครองที่ดินของบุคคลอื่นแม้ว่าจะเข้าใจผิดว่าเป็นที่ดินของตนเองก็ตาม หากบุคคลนั้นได้ยึดถือครอบครองด้วยเจตนาเป็นเจ้าของอย่างแท้จริงแล้ว ก็ถือว่าเป็นการครอบครองที่ดินของผู้อื่นด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ ซึ่งหากครอบครองย่อมได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินนั้น โดยไม่จำเป็นต้องรู้เสียก่อนว่าที่ดินนั้นเป็นของบุคคลอื่นแล้วจึงเริ่มนับระยะเวลาการครอบครองเพื่อให้ได้กรรมสิทธิ์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ วินิจฉัยว่า แม้จำเลยครอบครองที่ดินของบุคคลอื่นโดยสำคัญผิดว่าเป็นของตนเองก็ถือว่าจำเลยครอบครองที่ดินของบุคคลอื่นตามนัยแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๓๘๒ นั้น ชอบแล้ว ",แพ่ง,, 66,14,,"ครอบครองที่ดินของบุคคลอื่นมายังไม่ครบ ๑๐ ปี หากเจ้าของที่ดินโอนขายที่ดินดังกล่าวให้บุคคลอื่นไป โดยผู้ซื้อสุจริต การนับระยะเวลาครอบครองปรปักษ์ต้องเริ่มนับใหม่หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๑๔๗/๒๕๕๔ แม้จำเลยจะได้ครอบครองที่ดินพิพาทดังแต่วันที่จำเลยซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๒๖๒ เมื่อวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๓๐ เป็นต้นมาก็ตามแต่เมื่อวันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๓๓ บริษัท ค. ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๒๒๖ จากเจ้าของเดิมโดยจดทะเบียนชื่อขายและเสียค่าตอบแทนโดยสุจริต จำเลยจึงไม่อาจอ้างสิทธิการครอบครองปรปักษ์ที่ดินพิพาทบางส่วนของที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๒๖ ในช่วงระยะเวลาก่อนหน้านั้นขึ้นอ้างยันต่อบริษัท ค. ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๙๙ วรรคสอง การนับระยะเวลาครอบครองปรปักษ์ของจำเลยจึงต้องเริ่มนับตั้งแต่วันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๓๓ เป็นต้นมา เมื่อนับถึงวันที่โจทย์ฟ้องคดีวันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๔๓ ยังไม่ครบระยะเวลา ๑๐ ปี จำเลยจึงยังไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ ",แพ่ง,, 66,15,,หนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินยังไม่ถึงกำหนดชำระ ผู้กู้ถึงแก่ความตายเสีย ก่อน ผู้ให้กู้จะฟ้องผู้กู้และผู้ค้ำประกันได้ทันทีหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๙๙๔/๒๕๔๐ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๕๔ วรรคสาม เป็นบทบัญญัติมิให้เจ้าหนี้ฟ้องร้องเมื่อพ้นกำหนด ๑ ปี นับแต่เจ้าหนี้ได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของลูกหนี้ ในกรณีดังกล่าว เจ้าหนี้ของผู้ตายจะต้องเรียกร้องให้ชำระหนี้จากทรัสพย์มรดกของผู้ตายซึ่งเป็นลูกหนี้ในกำหนด ๑ ปี นับแต่ลูกหนี้ถึงแก่ความตาย ดังนั้น แม้หนังสือสัญญาภูมิเงินที่ลูกหนี้ทำไว้กับโจทก์ก็ยังไม่ถึงกำหนดชำระ แต่ลูกหนี้ได้ถึงแก่ความตายเสียก่อน โจทย์ย่อมมีสิทธิฟ้องคดีเพื่อบังคับตามสิทธิเรียกร้องได้ภายใน ๑ ปี นับแต่เมื่อโจทย์รู้ถึงความตายของลูกหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๕๔ วรรคสาม เพราะสิทธิเรียกร้องของโจทย์ย่อมเกิดขึ้นเมื่อลูกหนี้ถึงแก่ความตาย หากรอจนหนี้ถึงกำหนดชำระ อายุความ ๑ ปี ตามมาตรา ๑๗๕๔ วรรคสาม ดังกล่าวข้างต้นอาจจะล่วงพ้นไปแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องบังคับให้ชำระหนี้ได้แม้หนี้ยังไม่ถึงกำหนดชำระ ",แพ่ง,, 66,15,,ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็ค หากผู้ทรงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับผู้สลักหลังเช็ค ผู้ทรงจะมีสิทธิฟ้องผู้สั่งจ่ายให้ชำระเงินตามเช็คหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๕๖๙/๒๕๕๑ ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๔ โดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งว่าบริษัทรุ่งเพชรเอ็นจิเนียริ่ง จำกัดลูกค้าของโจทก์ได้นำเช็ค รวม ๖ ฉบับ ซึ่งมีจำเลยเป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายมาทำสัญญาขายลดกับโจทย์ เมื่อเช็คถึงกำหนดชำระโจทก์นำเช็คดังกล่าวไปเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสริการจ่ายเงิน วันที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๒ โจทย์จึงนำเช็คทั้งหกฉบับดังกล่าวมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอันดับ วันที่ ๗ กันยายน ๒๕๔๔ โจทย์ได้ฟ้องบริษัทรุ่งเพชรเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด กับพวกให้ชำระหนี้ตามสัญญาขายลดเช็คจำนวน ๓๓ ฉบับ สัญญาค้ำประกันและสัญญาจำนอง ซึ่งมีเช็คพิพาททั้งหกฉบับ ในคดีนี้รวมอยู่ด้วย คดีดังกล่าวโจทก์และบริษัทรุ่งเพชรเอ็นจิเนียริง จำกัด กับพวกได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันโดยบริษัทรุ่งเพชรเอ็นจิเนียริง จำกัดกับพวกยอมชำระเงินให้แก่โจทก์ตามฟ้อง ศาลพิพากษาตามยอม เมื่อวันที่ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๔๔ คดีถึงที่สุดแล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทกว่า เมื่อบริษัทรุ่งเพชรเอ็นจิเนียริง จำกัด ทำสัญญาประนีประนอมยอมความชำระเงินตามเช็คพิพาทให้แก่โจทก์ตามฟ้องคดีถึงที่สุดแล้ว โจทก์มีสิทธิฟ้องบังคับให้จำเลยในฐานะผู้สั่งจ่ายชำระเงินตามเช็คพิพาท จำนวน ๖ ฉบับ ได้อีกหรือไม่ เห็นว่า การที่บริษัทรุงเพชรเอ็นจิเนียริง จำกัด นำเช็คพิพาทไปขายลดแก่โจทก์โดยลงลายมือชื่อสลักหลังเช็คมอบให้แก่โจทก์ โจทก์จึงเป็นผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมาย เมื่อธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน จำเลยซึ่งเป็นผู้สั่งจ่ายและบริษัทรุ่งเพชร เอ็นจิเนียริง จำกัด ผู้สลักหลังจึงต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๑๔ และมาตรา ๙๖๗ วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา ๙๘๙ ความรับผิดของผู้สั่งจ่ายและผู้สลักหลังต่อโจทก์ย่อมถือได้ว่าเป็นความผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ดังนั้น เมื่อโจทก์ทำสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นอันถือได้ว่าเป็นการแปลงหนี้ใหม่อีกประการหนึ่ง โจทก์คงมีสิทธิเรียกร้องให้บริษัทรุงเพชรเอ็นจิเนียริง จำกัด ชำระหนี้แก่ตนตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น ไม่มีสิทธิที่จะเรียกให้บริษัทรุงเพชรเอ็นจิเนียริง จำกัด ชำระหนี้ในมูลหนี้ตามเช็คพิพาทได้อีก สิทธิของโจทก์ที่จะเรียกร้องต่อจำเลยในฐานะผู้สั่งจ่ายให้รับผิดต่อโจทก์ในมูลหนี้ตามเช็คพิพาททั้งหมดจนบับย่อมหมดสิ้นไปด้วยทั้งนี้เพราะสิทธิเรียกร้องในมูลหนี้ตามเช็คพิพาทของโจทก์ได้ระงับสิ้นไปแล้ว ที่โจทก์ฎีกาว่า บริษัทรุ่งเพชรเอ็นจิเนียริง จำกัด และจำเลยจะต้องผูกพันในหนี้ดังกล่าวต่อโจทก์อยู่จนกว่าโจทก์ยังไม่ได้รับชำระหนี้ โดยสิ้นเชิงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๙๑ ฉะนั้น เมื่อโจทก์ยังไม่ได้รับชำระหนี้จากบริษัทรุงเพชร เอ็นจิเนียริง จำกัด จำเลยจึงยังคงต้องผูกพันตามภาระหนี้ที่จำเลยก่อขึ้นในฐานะผู้สั่งจ่ายจนกว่าโจทก์จะได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้คนใดคนหนึ่ง เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๙๑ แม้จะบัญญัติให้เจ้าหนี้มีสิทธิเรียกชำระหนี้จากลูกหนี้แต่คนใดคนหนึ่งสิ้นเชิง หรือแต่โดยส่วนก็ได้ตามแต่จะเลือก แต่ลูกหนี้ทั้งปวงก็ยังคงต้องผูกพันอยู่ทั่วทุกคนจนกว่าหนี้นั้นจะได้ชำระเสร็จสิ้นเชิงก็ตาม เป็นกรณีที่เจ้าหนี้ใช้สิทธิที่มีอยู่ตามมูลหนี้เดิมที่ลูกหนี้ทุกคนต้องร่วมรับผิด หมายเหตุ เคยมีคำพิพากษาฎีกาที่ ๖๔๔/๒๕๐๐ วินิจฉัยไว้ว่าดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๔๔/๒๕๐๐ การที่โจทก์กับจำเลยที่ ๑ - ๒ ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันว่า จำเลยที่ ๑ - ๒ ยอมใช้เงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท กับดอกเบี้ยซึ่งจำเลยที่ ๓ เป็นผู้เชิญชื่อกู้เงินนี้จากโจทก์ร่วมกับจำเลยที่ ๑ - ๒ นั้น ไม่ทำให้จำเลยที่ ๓ ซึ่งต่อสู้คดีไปคนละประเด็นกับจำเลยที่ ๑ - ๒ พ้นผิด เพราะการทำสัญญาประนีประนอมดังกล่าวเป็นแต่สัญญาระงับข้อพิพาท ไม่ใช่เป็นการแปลงหนี้ใหม่ ไม่ใช่เป็นการที่ลูกหนี้ร่วมชำระหนี้ และไม่ใช่เป็นการปลดหนี้เพราะในสัญญาประนีประนอมนั้นมิได้ระบุให้จำเลยที่ ๓ พ้นความผิด ศาลชั้นต้นต้องพิจารณาคดีระหว่างโจทก์และจำเลยที่ ๓ ต่อไป ",แพ่ง,, 66,15,,การที่ผู้ค้ำประกันได้ชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงเป็นโทษแก่ผู้ค้ำประกันนั้น จะมีผลทำให้อายุความที่เจ้าหนี้จะใช้สิทธิเรียกร้องดอกเบี้ยจากลูกหนี้สะดุดหยุดลงด้วยหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๔๓๘/๒๕๔๐ การที่ ว. ผู้ค้ำประกันซึ่งเป็นลูกหนี้ร่วมกับลูกหนี้ที่ ๑ ได้ชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้นั้นย่อมทำให้อายุความสะดุดหยุดลงเป็นโทษแก่ผู้ค้ำประกันไม่มีกฎหมายใดบัญญัติไว้ว่าให้มีผลไปถึงลูกหนี้ด้วยแม้ลูกหนี้ทั้งสองจะต้องรับผิดร่วมกับผู้ค้ำประกัน กำหนดอายุความของลูกหนี้แต่ละคนก็ต้องเป็นไปเพื่อคุณและโทษเฉพาะแต่ลูกหนี้คนนั้นเท่านั้น การที่ ว. ชำระหนี้ให้เจ้าหนี้ ลูกหนี้ทั้งสองย่อมไม่ถูกผูกพันในเรื่องอายุความสะดุดหยุดลง ฉะนั้น จึงไม่ทำให้อายุความที่เจ้าหนี้จะใช้สิทธิเรียกร้องดอกเบี้ยจากลูกหนี้ทั้งสองสะดุดหยุดลงด้วยเจ้าหนี้มีสิทธิเรียกร้องเอาดอกเบี้ยที่ค้างชำระได้ในอายุความเพียง ๕ ปี เท่านั้น ลูกหนี้ที่ ๑ เป็นหนี้เจ้าหนี้ตามสัญญาทรัสตรีชีทจำนวน ๑๑ ฉบับ คิดถึงวันเรียกเก็บค้างชำระเป็นเงินทั้งสิ้น ๘๙๑,๘๐๘.๒๓ บาท นับตั้งแต่วันผิดนัดชำระหนี้รายนี้ลูกหนี้ทั้งสองไม่ได้ชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้เลยจึงถือว่าดอกเบี้ยที่เจ้าหนี้มีสิทธิติดจากเงินที่ค้างชำระดังกล่าวเป็นดอกเบี้ยค้างชำระหนี้ได้ภายในอายุความ ๕ ปี ดอกเบี้ยที่ค้างเกินกว่า ๕ ปี ซึ่งขาดอายุความ แม้ยังถือเป็นภาระหนี้ที่ลูกหนี้ทั้งสองค้างชำระแก่เจ้าหนี้และผู้ค้ำประกันซึ่งเป็นลูกหนี้ร่วมได้ชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ก่อนที่เจ้าหนี้จะใช้สิทธิเรียกร้องและก่อนศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแต่หนี้ของส่วนดอกเบี้ยที่ค้างชำระเกินกว่า ๕ ปี ก็เป็นหนี้ที่ขาดอายุความต้องห้ามมิให้เจ้าหนี้นำมาขอรับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ ดังนั้น เจ้าหนี้จึงไม่มีสิทธินำเงินที่ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ดังกล่าวมาหักชำระดอกเบี้ยที่ค้างส่งเกินกว่า ๕ ปี อันเป็นหนี้ที่ขาดอายุความแล้วได้",แพ่ง,, 66,15,,"พยานในพินัยกรรมลงลายมือชื่อในพินัยกรรมโดยไม่เห็นเหตุการณ์ขณะทำพินัยกรรม แต่มาลงลายมือชื่อในภายหลัง โดยสอบถามผู้ทำพินัยกรรมและได้ความว่าผู้ทำพินัยกรรมประสงค์จะทำพินัยกรรมจริง พินัยกรรมสมบูรณ์หรือไม่ ","คำตอบ บทบัญญัติของ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๕๖ วรรคแรก หมายความว่า ผู้ทำพินัยกรรมแบบที่เป็นหนังสือนั้นต้องมีพยานอย่างน้อยสองคน และพยานจะต้องลงลายมือชื่อรับรองลายมือชื่อของผู้ทำพินัยกรรมไว้ในขณะนั้นเป็นสำคัญ ทั้งบทบัญญัติกฎหมายที่ว่าผู้ทำพินัยกรรมต้องลงลายมือชื่อต่อหน้าพยานทั้งสองคน และพยานทั้งสองจะต้องลงลายมือชื่อรับรองในขณะนั้น เป็นบทบัญญัติที่มีความหมายชัดเจนจนกระทั่งไม่อาจจะตีความหรือแปลความหมายไปเป็นอย่างอื่นได้ ดังนั้น การที่พยานไม่ว่าคนใดคนหนึ่งหรือทั้งสองคนในพินัยกรรมลงลายมือชื่อในพินัยกรรมโดยไม่เห็นเหตุการณ์ขณะทำพินัยกรรมแต่มาลงลายมือชื่อในภายหลัง ก็ย่อมไม่ชอบด้วยบทบัญญัติกฏหมายมาตราดังกล่าวและทำให้พินัยกรรมเป็นโมฆะตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๐๕ ไปในทันที แม้ต่อมาภายหลังพยานในพินัยกรรมจะมาสอบถามผู้ทำพินัยกรรมและได้ความว่าผู้ทำพินัยกรรมมีความประสงค์จะทำพินัยกรรมจริงก็ตาม ก็ไม่มีผลทำให้การลงลายมือชื่อในพินัยกรรมที่ไม่ชอบหรือพินัยกรรมที่เป็นโมฆะไปแล้วกลับกลายเป็นการลงลายมือชื่อที่ชอบทำให้พินัยกรรมมีผลสมบูรณ์ชอบด้วยกฎหมายไปได้ ",แพ่ง,, 66,16,,"สามีเห็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายนอนหนุนตักชายอื่นและกอดจูบกัน โดยยังไม่มีการร่วมประเวณีกัน สามีใช้มีดแทง จะถือว่าเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๕๘๓/๒๕๕๕ จ. เป็นภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยซึ่งจำเลยมีสิทธิตามกฎหมายที่จะกระทำการป้องกันเกียรติยศชื่อเสียงของตน โดยมีให้ชายอื่นมามีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับภรรยาของตนได้ แต่ขณะเกิดเหตุจำเลยพบเห็น จ. นอนหนุนตักผู้ตายและกอดจูบกันโดยยังไม่มีการร่วมประเวณีกัน และผู้ตายกระทำต่อ จ. ก็เป็นไปโดย จ. สมัครใจยินยอม พฤติการณ์ยังถือไม่ได้ว่ามีภยันตรายซึ่งเกิดการประทุษอันละเมิดต่อกฎหมาย และเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง ซึ่งจำเลยจำต้องกระทำการป้องสิทธิ แต่การที่ผู้ตายกับ จ. กอดจูบกัน นับเป็นการกระทำที่ข่มเหงจิตใจของจำเลยอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม เมื่อจำเลยเห็นเหตุการณ์ย่อมเหลือวิสัยของจำเลยที่จะอดกลั้นโทสะไว้ได้ การที่จำเลยเข้าไปชักต่อยผู้ตายแล้วใช้มือปกผลไม้ที่วางอยู่ใกล้ตัวแทงผู้ตายเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา จึงเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๒ ",อาญา,, 66,16,,"พนักงานคุมประพฤติรับเงินค่าตอบแทนของผู้เยาว์และได้เบียดบังเอาไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว โดยมิได้นำเงินดังกล่าวไปฝากธนาคารในนามผู้เยาว์เป็นความผิดฐานใด ",มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๐๕/๒๕๕๔ จำเลยเป็นเจ้าพนักงานตำแหน่งพนักงานคุมประพฤติรับเงินค่าตอบแทนของผู้เยาว์ และได้เบียดบังเอาไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตัวโดยมิได้นำเงินจำนวนดังกล่าวไปฝากธนาคารในนามของผู้เยาว์เป็นการไม่ปฏิบัติตนในฐานะผู้กำกับการใช้อำนาจปกครองในส่วนที่เป็นทรัพย์สินของผู้เยาว์ตามคำสั่งศาล การกระทำของจำเลยซึ่งเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่จัดการหรือรักษาทรัพย์ใดเบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนเองโดยวิธีจึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๗ สำเร็จไปแล้วแม้มต่อมาจำเลยนำเงินไปเปิดบัญชีเงินฝากประเภทออมทรัพย์ให้แก่ผู้เยาว์ที่ธนาคาร ก็เป็นเพียงการพยายามบรรเทาผลร้ายแห่งความผิด ไม่อาจทำให้การกระทำที่เป็นความผิดอาญาสำเร็จไปแล้วกลับกลายเป็นไม่มีความผิดไปได้,อาญา,, 66,16,,การให้ที่ดินมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์โดยมิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เพียงแต่ส่งมอบที่ดินให้ผู้รับเข้าครอบครอง ต่อมาผู้ให้ถึงแก่ความตาย ที่ดินจะถือเป็นทรัพย์ย์มรดกของผู้ให้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๑๕๖/๒๕๕๕ จำเลยเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดิน พิพาทโดยอาศัยสิทธิของตนที่ได้รับการยกให้จากนางรอด มิใช่ครอบครองที่ดินพิพาทแทนทายาทอื่น อันแสดงว่านางรอดได้ยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยครอบครองแล้วโดยโจทก์ไม่ได้เกี่ยวข้อง ซึ่งขณะที่นางรอดแสดงเจตนายกที่ดินพิพาทนั้น ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่มีเอกสารสิทธิเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓) ผู้มีชื่อในเอกสารสิทธิจึงมีเพียงสิทธิครอบครอง การที่นางรอดส่งมอบที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยโดยมิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่แม้ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๕๒๕ ประกอบมาตรา ๔๕๖ วรรคหนึ่ง แต่ที่ดินพิพาทมีแต่สิทธิครอบครอง จึงถือได้ว่านางรอดละเจตนาครอบครองไม่ยืดถือที่ดินพิพาทด้วย เมื่อจำเลยเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทแล้ว จำเลยย่อมได้สิทธิครอบครองตามมาตรา ๑๓๗๗ และ ๑๓๗๘ อันเป็นการได้สิทธิครอบครองตามกฎหมาย การออกโฉนดที่ดินพิพาทจัดทำโดยทางราชการ ออกให้แก่นางรอดซึ่งเป็นผู้มีสิทธิครอบครองหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓) ฉบับเดิม แม้ความจริงนางรอดไม่มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทแล้วขณะออกโฉนดก็หาทำให้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทของจำเลยเสียไปไม่ที่ดินพิพาทจึงมีใช่ทรัพย์มรดกของนางรอดที่จะตกทอดแก่ทายาทอีกต่อไป,แพ่ง,, 66,16,,ข้อความในสัญญาเช่าว่า ก่อนครบสัญญาเช่า ผู้ให้เช่าและผู้เช่าจะปรับเปลี่ยนค่าเช่าหรือระยะเวลาเช่าในอัตราที่เป็นธรรมดังที่ปฏิบัติตามเป็นปกติประเพณีถือเป็นคำมั่นจะให้เช่าหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๘๐๑/๒๕๕๕ ข้อความในสัญญาเช่าที่ว่า ก่อนครบสัญญาเช่า โจทก์และจำเลยจะปรับเปลี่ยนค่าเช่าหรือระยะเวลาเช่าในอัตราที่เป็นธรรมดังที่ปฏิบัติตามเป็นปกติประเพณี ไม่มีรายละเอียดชัดเจนเกี่ยวกับค่าเช่าหรือระยะเวลาเช่าที่แน่นอนอันเป็นสาระสำคัญของสัญญาเช่า จึงไม่เข้าลักษณะคำมั่นจะให้เช่า เมื่อจำเลยเพิกเฉยไม่สนองรับคำเสนอที่โจทก์แจ้งไปเพื่อขอขยายอายุสัญญาเช่าใหม่ ถือว่าคำเสนอของโจทก์ตกไป สัญญาเช่าจึงไม่เกิดขึ้น ถือได้ว่าจำเลยไม่ได้กระทำการอันเป็นการโต้แย้งสิทธิหน้าที่ของโจทก์ที่โจทก์จะบังคับให้จำเลยทำสัญญาเช่าฉบับใหม่กับโจทก์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๕ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย,แพ่ง,, 66,16,,ขณะทำหนังสือโอนสิทธิเรียกร้องในการรับเงินค่าจ้างรับเหมาก่อสร้างที่จะได้รับ เจ้าหนี้ผู้โอนยังไม่ได้เริ่มงานก่อสร้างตามที่ชนะการประมูล ถือว่าสิทธิเรียกร้องดังกล่าวอยู่ในสภาพเปิดช่องให้โอนกันได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๗๙๐/๒๕๕๔ เมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๘ จำเลยที่ ๑ ประมูลงานรับเหมาก่อสร้างลานกีฬาขององค์การบริหารส่วนตำบลเวียงชัยได้ ต่อมาวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙ จำเลยที่ ๑ ทำหนังสือโอนสิทธิเรียกร้องในการรับเงินค่าจ้างที่จะได้รับจากองค์การบริหารส่วนตำบลเวียงชัยให้แก่ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้จัดส่งวัสดุก่อสร้างให้จำเลยที่ ๑ หลังจากนั้นวันที่ ๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙ องค์การบริหารส่วนตำบลเวียงชัยทำสัญญากับจำเลยที่ ๑ โดยกำหนดให้เริ่มทำงานภายในวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙ และกำหนดทำงานให้แล้วเสร็จภายในวันที่ ๘ เมษายน ๒๕๔๙ หลังจากนั้นโจทก์ขอบังคับคดีและเจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือฉบับลงวันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๔๙ แจ้งอายัดเงินค่าจ้างดังกล่าวไปยังองค์การบริหารส่วนตำบลเวียงชัย คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาผู้ร้องประการแรกว่า หนังสือโอนสิทธิเรียกร้องในการรับเงินใช้บังคับได้หรือไม่ เห็นว่า แม้ขณะจำเลยที่ ๑ ทำหนังสือโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวให้แก่ผู้ร้องนั้น จำเลยที่ ๑ ยังไม่ได้เริ่มงานก่อสร้างลานกีฬาให้แก่องค์การบริหารส่วนตำบลเวียงชัยก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยที่ ๑ ชนะการประมูลงาน ก่อสร้างลานกีฬาดังกล่าวตั้งแต่เดือนกันยายน ๒๕๔๘ จึงย่อมทำให้จำเลยที่ ๑ ได้สิทธิในการดำเนินงานก่อสร้างและรับเงินค่าก่อสร้างนั้นด้วยเมื่อทำงานแล้วเสร็จ สิทธิดังกล่าวจึงอยู่ในสภาพเปิดซ่องให้อนุกันได้แล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและ พานิชย์ มาตรา ๓๐๓ ส่วนองค์การบริหารส่วนตำบลเวียงชัยจะกำหนดให้จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาจ้างตามแบบของทางราชการและเริ่มงานก่อสร้างกันเมื่อใดหาใช้สาระสำคัญไม่ เมื่อนายกองค์การบริหารส่วนตำบลเวียงชัยเขียนข้อความลงในหนังสือโอนสิทธิเรียกร้องว่า “ได้รับทราบและยินยอมในการโอนสิทธิดังกล่าวข้างต้นแล้ว” พร้อมกับลงลายมือชื่อและ ประทับตราองค์การบริหารส่วนตำบลเวียงชัย ก็เพียงพอที่จะถือว่าองค์การบริหารส่วน ตำบลเวียงชัยลูกหนี้ได้ยินยอมด้วยในการโอนนั้นตามมาตรา ๓๐๖ วรรคหนึ่ง เมื่อการ โอนสิทธิเรียกร้องปฏิบัติครบถ้วนตามบทบัญญัติของกฎหมาย สิทธิที่จะได้รับเงินค่าจ้าง ก่อสร้างจึงตกเป็นของผู้ร้องแล้ว และเมื่อไม่ปรากฏจากทางนำสืบของโจทก์เลยว่า ขณะ โอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวผู้ร้องได้รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นทางให้โจทก์ต้องเสียเปรียบ โจทกก็จึง ไม่มีสิทธิของอายัดเงินดังกล่าวได้ ",แพ่ง,, 65,1,,ลงลายมือชื่อเป็นพยานในพินัยกรรมโดยไม่เห็นเหตุการณ์ขณะทำพินัยกรรม ต่อมาภายหลังพยานในพินัยกรรมได้สอบถามผู้ทำพินัยกรรมจึงทราบว่าได้ทำพินัยกรรมไว้จริง จะถือว่าเป็นพยานในพินัยกรรมโดยชอบตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๕๖ หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ บทบัญญัติของ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๕๖ วรรคแรก หมายความว่า ผู้ทำพินัยกรรมแบบที่เป็นหนังสือนั้นต้องมีพยานอย่างน้อยสองคน และพยานจะต้องลงลายมือชื่อรับรองลายมือชื่อของผู้ทำพินัยกรรมไว้ในขณะนั้นเป็นสำคัญ ทั้งบทบัญญัติกฎหมายที่ว่าผู้ทำพินัยกรรมต้องลงลายมือชื่อต่อน้ำพยานทั้งสองคน และพยานทั้งสองจะต้องลงลายมือชื่อรับรองในขณะนั้น เป็นบทบัญญัติที่มีความหมายชัดเจนจนกระทั่งไม่อาจจะตีความหรือแปลความหมายไปเป็นอย่างอื่นได้ ดังนั้น การที่พยานไม่ว่าคนใดคนหนึ่งหรือทั้งสองคนในพินัยกรรมลงลายมือชื่อในพินัยกรรมโดยไม่เห็นเหตุการณ์ขณะทำพินัยกรรมแต่มาลงลายมือชื่อในภายหลัง ก็ย่อมไม่ชอบด้วยบทบัญญัติกฎหมายมาตราดังกล่าวและทำให้พินัยกรรมเป็นโมฆะตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๐๕ ไปในทันที แม้ว่ามาภายหลังพยานในพินัยกรรมจะมาสอบถามผู้ทำพินัยกรรมและได้ความว่าผู้ทำพินัยกรรมมีความประสงค์จะทำพินัยกรรมจริงก็ตาม ก็ไม่มีผลทำให้การลงลายมือชื่อในพินัยกรรมที่ไม่ชอบหรือพินัยกรรมที่เป็นโมฆะไปแล้วกลับกลายเป็นการลงลายมือชื่อที่ชอบทำให้พินัยกรรมมีผลสมบูรณ์ชอบด้วยกฎหมายไปได้,แพ่ง,, 65,1,,หลักฐานเป็นหนังสือในการกู้ยืมมิได้ระบุชื่อผู้ให้กู้ไว้ จะถือเป็นหลักฐานในการกู้ยืมได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๕๓๗/๒๕๕๓ สาระสำคัญของหลักฐานเป็นหนังสือตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๕๓ วรรคแรก อยู่ที่ว่า มีการแสดงให้เห็นว่ามีการกู้ยืมเงินกันก็เพียงพอแล้ว ไม่ได้บังคับถึงกับจะต้องระบุชื่อของผู้ให้กู้ไว้ ดังนั้นเมื่อเอกสารมีสาระสำคัญแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ ๑ กู้ยืมเงินจากผู้ให้กู้ แม้ว่าจะไม่ได้ระบุชื่อผู้ให้กู้ลงไว้ให้ถูกต้อง แต่ระบุจำนวนเงินและจำเลยที่ ๑ ลงลายมือชื่อไว้ในฐานะผู้กู้ครบถ้วน จึงถือว่าเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมได้แล้ว ",แพ่ง,, 65,1,,ผู้ตายใช้ขวดสุราตีศีรษะจำเลยแต่ยังคงนั่งรับประทานอาหารด้วยกัน จำเลยกลับบ้านนั่งคิดแค้นอยู่ที่บ้าน อีก ๒ ชั่วโมงต่อมา จำเลยกลับไปฆ่าผู้ตาย จะอ้างบันดาลโทสะได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๑/๒๕๕๔ หลังจากผู้ตายใช้ขวดสุราตีศีรษะจำเลย ผู้ตายกับจำเลยยังได้รับประทานอาหารด้วยกัน และจำเลยกลับไปบ้านแล้ว ต่อมานานถึง ๒ ชั่วโมงเศษ จำเลยจึงมาที่บ้านเกิดเหตุและใช้มือโต้ฟันผู้ตายขณะที่ผู้ตายกับ ข. นอนหลับกันแล้ว เหตุการณ์ที่ผู้ตายใช้ขวดสุราตีศีรษะจำเลยได้ขาดตอนตั้งแต่นั่งรับประทานอาหารด้วยกัน จำเลยจึงมิได้กระทำความผิดในขณะที่บันดาลโทสะอยู่ แต่กระทำความผิดในภายหลังเป็นเวลานานถือได้ว่าเหตุบันดาลโทสะขาดตอนแล้ว และการที่จำเลยกลับบ้านนั่งคิดแค้นอยู่ที่บ้านตั้ง ๒ ชั่วโมง จึงไปทำร้ายผู้ตายในขณะกำลังนอนหลับในยามวิกาลและเวลาดึกสงัดโดยใช้มือโต้ขนาดใหญ่เลือกฟันผู้ตายที่ศีรษะ ใบหน้าและลำคอหลายครั้ง ซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญ หากถูกฟันอย่างแรงเพียงครั้งเดียวก็ถึงแก่ความตายแล้ว แม้จำเลยมิได้เตรียมมือดมา แต่จำเลยก็เตรียมไฟฉายมาค้นหาอาวุธซึ่งจำเลยทราบดีอยู่แล้วว่าที่บ้านเกิดเหตุมีมือโต้ใช้เป็นอาวุธทำร้ายผู้ตายได้และใช้ไฟฉายสองหาทำร้ายผู้ตายได้ไม่ผิดตัวพฤติการณ์ชี้ชัดว่าจำเลยมีเจตนามฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน,อาญา,, 65,1,,การเรียกและรับเงินจากผู้เสียหายเพื่อให้พนักงานอัยการซึ่งไม่ใช้อัยการเจ้าของสำนวนช่วยเหลือในทางคดีโดยสั่งไม่ฟ้องในคดีที่ผู้อื่นถูกดำเนินคดีอาญาและยังไม่มีการให้เงินแก่กัน ฉะนั้นความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๓ หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๖๑/๒๕๕๔ มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่านาย ธ. ไม่ใช้อัยการเจ้าของสำนวนในคดีที่นาย ธ. ถูกดำเนินคดีในข้อหารูปชิงทรัพย์ จึงไม่มีอำนาจที่จะสั่งไม่ฟ้องคดีดังกล่าว และยังไม่ได้มีการให้เงินแก่กัน จึงไม่ครอบงำประกอบแห่งความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๓ นั้น เห็นว่า การที่จำเลยเรียกและรับเงินไปจากผู้เสียหายทั้งสองเพื่อเป็นการตอบแทนในการที่จะจุงใจเจ้าพนักงานในตำแหน่งพนักงานอัยการโดยวิธีอันทุจริตผิดกฎหมายเพื่อให้กระทำการในหน้าที่โดยการช่วยเหลือในทางคดีให้สั่งไม่ฟ้องในคดีที่นาย ธ. ถูกดำเนินคดีอาญา แม้อัยการ ธ. จะมิได้เป็นเจ้าของสำนวนในคดีนั้นและจำเลยยังมิได้ให้เงินกันที่ตาม ก็ถือว่า นาย ธ. เป็นเจ้าพนักงานที่ทำลายจะจูงใจให้กระทำการในหน้าที่อันเป็นคุณแก่นาย ร. แล้ว การกระทำของจำเลยจึงครบองค์ประกอบแห่งความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๓ แล้ว ",อาญา,, 65,1,,ความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ จะเป็นการพยายามกระทำความผิดได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๒/๒๕๕๔ การที่จำเลยโยนโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้เสียหายลงไปที่ชานพักบ้านใด จำเลยย่อมเล็งเห็นได้ว่าโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้เสียหายอาจจะเกิดความเสียหายได้ เมื่อไม่ปรากฏว่าโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้เสียหายได้รับความเสียหาย การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานพยายามทำให้เสียทรัพย์ และแม้โจทย์ก็จะมิได้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้ แต่ความผิดฐานว่างราวทรัพย์ก็มีความผิดฐานลักทรัพย์ซึ่งเป็นความผิดเกี่ยวกับทรัพย์รวมอยู่ด้วย จึงถือไม่ได้ว่าข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในทางพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้อง เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยหลงต่อสู้ ศาลจึงมีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานพยายามทำให้เสียทรัพย์ตามที่พิจารณาได้ความได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคสาม,อาญา,, 65,1,,ซื้อสุราต่างประเทศในห้างสรรพสินค้า โดยเอาสุราต่างประเทศใส่ไว้ในลังน้ำปลาใช้สกอตเทปปิดลังไว้ไม่ให้เห็นสินค้า แล้วชำระเงินตามราคาน้ำปลา เป็นความผิดฐานลักทรัพย์หรือฉ้อโกง,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๙๓๕/๒๕๕๓ จำเลยซื้อสินค้าในห้างคาร์ฟูร์ โดยเอาสุราต่างประเทศ ๑๒ ขวด ราคา ๓.๒๒๘ บาท ของผู้เสียหายใส่ไว้ในลังน้ำปลาและใช้สกอตเทปปิดลังไว้ไม่ให้เห็นสินค้าในลัง จากนั้นจำเลยนำน้ำปลาอีก ๑ ลัง วางทับแล้วนำไปชำระเงินกับพนักงานของผู้เสียหายตามราคาน้ำปลาสองลังเป็นเงิน ๔๒๐ บาท แสดงให้เห็นว่าจำเลยมีเจตนารุจริตที่จะเอาทรัพย์ของผู้เสียหายไปตั้งแต่แรกแล้ว การที่จำเลยนำลังน้ำปลาซึ่งมีสุราต่างประเทศซุกซ่อนอยู่ภายในไปชำระราคาเท่ากับราคาน้ำปลาจนพนักงานมอบลังน้ำปลาทั้งสองลังให้จำเลยไปเป็นเพียงกลอุบายเพื่อให้บรรลุผลคือการเอาสุราต่างประเทศของผู้เสียหายไปโดยทุจริตเท่านั้น พนักงานซึ่งเป็นตัวแทนของผู้เสียหายมิได้มีเจตนาระสมของการครอบครองสุราต่างประเทศให้แก่จำเลย การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ (ให้ดูเปรียบเทียบกับคำพิพากษาฎีกาที่ ๖๘๙๒/๒๕๔๒),อาญา,, 65,2,,ผู้ซื้อที่ดินโดยสุจริตในการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๐๐ หากมีผู้ซื้อที่ดินจากบุคคลดังกล่าวอีกทอดหนึ่ง ผู้ซื้อจะได้รับความคุ้มครองตามบทกฎหมายดังกล่าวด้วยหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๓๔๔๖/๒๕๕๓ ธนาคาร ก. ผู้ซื้อที่ดินพิพาทโดยสุจริตในการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลอย่อมได้รับความคุ้มครองสิทธิมิใช่เสียไป แม้ที่ดินพิพาทมิใช่ของจำเลยหรือลูกหนี้โดยคำพิพากษา ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๓๐ โจทก์ทั้งสองขึ้นเป็นผู้ซื้อที่ดินพิพาทจากธนาคาร ก. อีกทอดหนึ่ง ถือได้ว่าเป็นผู้สืบสิทธิที่ได้รับความคุ้มครองสิทธิที่มีอยู่ตาม มาตรา ๑๓๓๐ เช่นเดียวกัน แม้มิใช่ผู้ซื้อที่ดินดังกล่าวจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลโดยตรงก็ตาม แม้โจทก์ทั้งสองชื่อที่ดินพิพาทโดยทราบมาก่อนว่าจำเลยปลูกบ้านและ สิ่งปลูกสร้างอื่นในที่ดินพิพาทเป็นเวลาเกินกว่า ๒๐ ปีแล้ว โดยไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้าน และจำเลยมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓) เป็นหลักฐาน จำเลยก็ไม่อาจยกสิทธิดังกล่าวขึ้นใช้ยันสิทธิของโจทก์ทั้งสองที่ได้รับความคุ้มครองตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๓๐ ได้ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าโจทก์ทั้งสองมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทดีกว่าสิทธิของจำเลย เมื่อโจทก์ทั้งสองบอกกล่าวด้วยวาจาไม่จำต้องบอกกล่าวเป็นหนังสือให้จำเลยรื้อถอนบ้านและสิ่งปลูกสร้างอื่นกับ ให้ออกไปจากที่ดินพิพาทแล้วจำเลยยังคงเพิกเฉย โจทก์ทั้งสองย่อมมีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทได้ ",แพ่ง,, 65,2,,"ชื้อขายรถยนต์โดยผู้ขายยังมิได้ส่งมอบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์และโอนชื่อในทะเบียนให้แก่ผู้ซื้อ กรรมสิทธิ์ในรถยนต์จะโอนไปเป็นของผู้ซื้อเมื่อใด และหากผู้ซื้อไม่ยอมชำระหนี้ที่ค้าง ผู้ขายเอารถยนต์กลับคืนมาโดยพลการจะเป็นความผิดอาญาหรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๖๐๓/๒๕๕๓ (ประชุมใหญ่) โจทร่วมตกลงซื้อรถยนต์ตู้กับจำเลยในราคา ๓๑๐,๐๐๐ บาท ซึ่งในสัญญาข้อ ๓ ระบุว่า จำเลยตกลงรับชำระราคารถยนต์จำนวน ๒๐๐,๐๐๐ บาท ในวันที่ ๒๗ ตุลาคม ๒๕๔๐ ส่วนจำนวนที่เหลือจะชำระให้จำเลยใน วันที่ ๓ พฤศจิกายน ๒๕๔๐ สัญญาซื้อขายดังกล่าวไม่มีเงื่อนไขเกี่ยวกับการโอนกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ผู้แต่ประการใด จึงเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด กรรมสิทธิ์ในรถยนต์ผู้ย่อมโอนให้แก่โจทก์ร่วมตั้งแต่ขณะเมื่อได้ทำสัญญาซื้อขายกันตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๕๓, ๔๕๘ ใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์มิใช่เอกสารสำคัญที่แสดงถึงความเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ใน รถยนต์ เพียงแต่เป็นพยานหลักฐานอันหนึ่งที่แสดงถึงการเสียภาษีประจำปีและแสดงว่าผู้มีชื่อในใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์น่าจะเป็นเจ้าของเท่านั้น คดีจึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยยังเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์ผู้ค้นดังกล่าว ดังนั้น การที่จำเลยขับรถยนต์ผู้ไปจากที่จอดรถ จึงเป็นการเอารถยนต์ผู้ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ร่วมไปโดยไม่มีอำนาจ แม้จำเลยจะอ้างว่าสืบเนื่องมาจากโจทก์ร่วมไม่ยอมชำระหนี้ที่ค้าง แต่ก็เป็นการใช้อำนาจบังคับให้ชำระหนี้โดยมิชอบด้วยกฎหมาย เพราะโจทก์ร่วมค้างชำระราคารถยนต์แก่จำเลยเพียงประมาณ ๒๐,๐๐๐ บาท แต่จำเลยจะให้โจทก์ร่วมชำระเงินแก่จำเลยถึง ๑๐๐,๐๐๐ บาท การที่จำเลยเอารถยนต์ผู้ไปจากโจทก์ร่วมเพื่อเรียกร้องให้โจทก์ร่วมชำระหนี้นั้น เป็นการแสดงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเอง การกระทำของจำเลยจึงเป็นการเอาทรัพย์ของโจทก์ร่วมไปโดยทุจริตเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ ",อาญา,, 65,2,,ซื้อที่ดินและยึดถือทำประโยชน์เพื่อตนในระยะเวลาห้ามโอน หากผู้ซื้อครอบครองที่ดินตลอดมาจนเลยเวลาห้ามโอนแล้ว ผู้ซื้อจะได้สิทธิครอบครองหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๔๗๓/๒๕๕๓ (ประชุมใหญ่) การที่จำเลยที่ ๑ ขายที่ดินให้แก่ ป. และมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้โดยมิได้กลับเข้าไปอยู่เกี่ยวกับที่ดินอีก แสดงว่า จำเลยที่ ๑ สละเจตนาครอบครองไม่ยึดถือที่ดินพิพาทอีกต่อไปตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๗๗ วรรคหนึ่ง แล้ว แม้ ป. จะได้ชื่อที่ดินและยึดถือทำประโยชน์เพื่อตนในระยะเวลาห้ามโอน ป. ไม่ได้ สิทธิครอบครองเนื่องจากถูกจำกัดสิทธิโดยบทบัญญัติแห่ง ป. ที่ดิน มาตรา ๕๘ ทวิ แต่เมื่อ ป. และโจทก์ซึ่งอยู่กินฉันสามีภริยาได้ร่วมกันครอบครองที่ดินตลอดมาจนเลยเวลาห้ามโอนแล้ว ก็ยังครอบครองที่ดินอยู่ จึงถือได้ว่า ป. และโจทก์ย่อมได้สิทธิครอบครองตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๖๗ นับแต่วันพ้นกำหนดระยะเวลาห้ามโอน จำเลยที่ ๑ จึงไม่มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทและไม่อาจนำที่ดินพิพาทไปแบ่งแยกโอนให้แก่จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๙ ได้ จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๑๐ จึงไม่มีสิทธิเข้าไปในที่ดินของโจทก์และจำเลยที่ ๙ ไม่อาจนำที่ดินพิพาทบางส่วนได้จดทะเบียนจำนอง สัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทตกเป็นโมฆะเพราะต้องห้ามตามกฎหมายที่มิให้โอนที่ดิน พิพาท การที่ ป. ได้สิทธิครอบครองในที่ดินเป็นการได้ตามผลของกฎหมายจึงหาอาจเรียกให้จำเลยที่ ๑ จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่ ป. ได้ไม่ ",แพ่ง,, 65,2,,ผู้ค้ำประกันหลายคนในหนี้รายเดียวกัน ผู้ค้ำประกันคนหนึ่งชำระหนี้แก่เจ้าหนี้แทนลูกหนี้แล้ว จะไล่เบี้ยเอาแก่ผู้ค้ำประกันร่วมอีกคนหนึ่งได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๑๖๘/๒๕๕๓ ศาลพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ กับโจทก์และจำเลยที่ ๒ ร่วมกันชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา เพราะโจทก์และจำเลยที่ ๒ เป็นผู้ค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ ๑ ซึ่งโจทก์ก็ได้ชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแล้วจำนวน ๑๗,๐๐๐,๐๐๐ บาท โจทก์ย่อมรับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยที่ ๒ ได้ตามส่วนเท่า ๆ กัน จำนวน ๘,๕๐๐,๐๐๐ บาท ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๒๙ (๓) และมาตรา ๒๙๖ เนื่องจากบทบัญญัติในลักษณะค้ำประกันมิได้กำหนดความรับผิดของผู้ค้ำประกันต่อกันไว้ จึงต้องใช้หลักทั่วไปตามมาตราทั้งสองดังกล่าว (คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๕๙/๒๕๐๙, ๔๕๗๔/๒๕๓๖ วินิจฉัยเช่นกัน) ",แพ่ง,, 65,2,,จำเลยตบหน้าผู้เสียหายทันทีที่เปิดประตูห้อง ล้วงเอามีดพับออกมาจี้ที่แก้มผู้เสียหายขู่ขอเงินไปซื้อสุรา เป็นความผิดฐานลักทรัพย์หรือกรรโชก,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๐๕๒/๒๕๕๓ ความแตกต่างระหว่างความผิดฐานชิงทรัพย์กับความผิดฐานกรรโชกทรัพย์ตามบทบัญญัติของกฎหมายมิได้อยู่ที่จำนวนทรัพย์สินที่ผู้กระทำผิดได้ไปว่าจะเป็นทั้งหมดหรือแต่เพียงบางส่วน เพราะไม่ว่าคนร้ายจะได้ทรัพย์สินไปเพียงใด การกระทำความผิดก็เกิดขึ้นแล้วเช่นกัน แต่ข้อสาระสำคัญอยู่ที่ว่าความผิดฐานชิงทรัพย์ต้องมีฐานเดิมจากความผิดฐานลักทรัพย์ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๔ โดยคนร้ายใช้กำลังประทุษร้ายเจ้าของหรือผู้ครอบครองทรัพย์นั้นหรือขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้าย เพื่อให้ยืนให้ชิงทรัพย์นั้นตามความใน ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๙ (๒) โดยการลักทรัพย์กับการใช้กำลังประทุษร้ายต้องไม่ขาดตอน หรือเป็นการลักทรัพย์ที่ต้องขู่เข็ญให้ปรากฏว่าในทันทีทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้ายต่อเนื่องกันไป เมื่อข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหายว่า ถูกจำเลยตอบหน้าทันทีที่เปิดประตูห้อง เมื่อ ช. ตามเข้าไปปิดประตูห้อง จำเลยก็ล้างมืดพับออกมาจี้ที่แก้มผู้เสียหาย ขู่ขอเงินไปซื้อสุรา พฤติการณ์ของจำเลยเช่นนั้นบ่งชี้ไปในทำนองว่าหากผู้เสียหายขัดขึ้นไม่ให้เงินก็จะถูกประทุษร้ายต่อเนื่องไปในทันใดนั้น แสดงให้เห็นว่ามุงหมายมาทำร้ายและขู่เข็ญผู้เสียหายโดยประสงค์ต่อทรัพย์มาแต่แรก ไม่ใช่เป็นการข่มขืนใจให้ผู้เสียหายยอมให้เงินบางส่วนโดยใช้กำลังประทุษร้ายตามที่จำเลยฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ พิพากษาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๙ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๘๓ จึงชอบแล้ว,อาญา,, 65,2,,การกระทำความผิดโดยประมาท ผู้กระทำจะอ้างว่าเป็นการกระทำความผิดด้วยความจำเป็นได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๒๒๗/๒๕๕๓ คำเบิกความและคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยได้ความว่า ผู้ตายชอบเล่นอาวุธปืน บางครั้งเอากระสุนปืนออกจากลูกไม่แล้วมาจ่อยิงที่ศีรษะตนเองหรือผู้อื่นเพื่อล้อเล่น ในวันเกิดเหตุก่อนเกิดเหตุผู้ตายก็เอาอาวุธปืนมาเล่นอีก แต่ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าขณะที่ผู้ตายเอาอาวุธปืนมาจากห้องที่ศีรษะตนเองแล้วจำเลยเข้าแย่งเป็นเหตุให้เป็นล้มนั้น ผู้ตายจะยิงตนเองหรือผู้ตายเมาสุราจนไม่ได้สติแต่อย่างใด ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยรู้หรือไม่ว่าอาวุธปืนดังกล่าวบรรจุกระสุนเป็นหรือไม่ ดังนั้น การที่จำเลยเข้าแย่งอาวุธปืนในสถานการณ์ดังกล่าวถือว่าจำเลยกระทำโดยปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นจักต้องมีตามวิสัยแลพฤติการณ์ และจำเลยอาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่ อันเป็นการกระทำโดยประมาทตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๙ วรรคสี่ การที่จะอ้างว่าเป็นการกระทำความผิดด้วยความจำเป็นได้นั้น ต้องเป็นเรื่องการกระทำผิดโดยเจตนา แต่คดีนี้จำเลยกระทำความผิดโดยประมาทจึงมิใช่เป็นการกระทำความผิดด้วยความจำเป็น ",อาญา,, 65,2,,สัญญากู้เงินไม่ได้ลงนามพยานในสัญญา ต่อมา ผู้ให้กู้จึงให้ผู้อื่นลงนามเป็นพยานในสัญญาโดยพลการ แล้วนำมาฟ้องต่อศาลเป็นความผิดฐานปลอมเอกสารหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๒๖/๒๕๐๕ ศาลฎีกาเห็นว่า การกระทำที่จะเป็นผิดฐานปลอมเอกสารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๔ จะต้องเป็นการกระทำที่น่าจะเกิดหรืออาจเกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือประชาชน คดีนี้ โจทกรับอยู่ว่า โจทก์ได้ลงชื่อในหนังสือสัญญากู้เงินจำนวนที่ ๑ ไป ๘๐,๐๐๐ บาทจริง สัญญาดังกล่าวจึงมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายแล้ว การที่จำเลยที่ ๑ ให้จำเลยที่ ๒ ลงชื่อในสัญญานั้นในภายหลัง ตามกฎหมายจึงไม่น่าจะเกิดหรืออาจเกิดความเสียหายแก่โจทก์ จำเลยจึงไม่ควรมีความผิดดังที่โจทก์ฎีกา ",แพ่ง,, 65,3,,การบังคับเอาโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้อื่น โดยทำท่าทางเหมือนจะชักอาวุธโดยล้วงเข้าไปในบริเวณเอว ถือว่าเป็นการขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้ายหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๖๔/๒๕๕๔ การขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้ายอันเป็นองค์ประกอบความผิดฐานปล้นทรัพย์นั้น อาจชูตรง ๆ หรือใช้โดยคำทำกิริยา หรือทำประการใดให้เขาใจได้เช่นนั้น เป็นการแสดงให้ผู้ถูกขู่เข็ญเข้าใจว่าจะรับภัยจากการกระทำของผู้ขู่เข็ญ การที่จำเลยกับพวกบังคับเอาโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้เสียหาย โดยม. พวกรองจำเลยทำทางเหมือนจะชัดอาวุธออกมาโดยล้วงเข้าไปในเสื้อบริเวณเอว แม้มิได้ใช้กำลังประทุษร้ายมิได้ใช้อาวรมาระบังคับหรือพูดว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายก็ตาม แต่กิริยาท่าทีของม. ดังกล่าวเป็นพฤติการณ์ที่ถือได้ว่าเป็นการขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้าย ทำให้ผู้เสียหายเกิดความกลัวว่าจำเลยกับพวกจะใช้กำลังประทุษร้าย จึงต้องจำยอมให้โทรศัพท์เคลื่อนที่แก่จำเลยกับพวกไป การกระทำของจำเลยกับพวกครอบครัวความผิดฐานปล้นทรัพย์แล้ว ,อาญา,, 65,3,,การร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน หรือการที่ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการที่ฟ้องคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาและมีคำขอให้จำเลยคืนหรือใช้เงินแก่ผู้เสียหายด้วย จะถือว่าผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าหนี้ได้ใช้หรือจะใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้ลูกหนี้ชำระหนี้แล้วในความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๐ หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๙๗๓/๒๕๕๑ การร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนของโจทก์ไม่ใช่เป็นการใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้ชำระหนี้ แต่มีร้องทุกข์แล้วพนักงานอัยการได้ฟ้องจำเลยที่ ๑ และขอให้จำเลยที่ ๑ คืนหรือใช้เงินจำนวน ๑๓๕,๐๐๘,๑๖๓.๙๒ บาท มาด้วย ทั้งโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีดังกล่าวและศาลชั้นต้นอนุญาต ดังนี้ จึงมีความหมายโดยนิตินัยว่าโจทก์ได้ฟ้องจำเลยที่ ๑ ในคดีดังกล่าวและมีคำขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ คืนหรือใช้เงินจำนวน ๑๓๕,๐๐๘,๑๖๓.๙๒ บาทด้วย เท่านั้นว่าโจทก์ได้ใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้จำเลยที่ ๑ ชำระหนี้แล้ว ขณะจำเลยที่ ๑ จดทะเบียนโอนที่ดินให้แก่จำเลยที่ ๒ จำเลยทั้งสองได้หย่ากันแล้วทั้งจำเลยทั้งสองได้ตกลงกันว่าให้จำเลยที่ ๒ ดำเนินการโอนที่ดินเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ ๒แต่เพียงผู้เดียว หลังจากนั้นจำเลยที่ ๒ ยังนำที่ดินไปจำนองด้วย และดูว่าจำเลยทั้งสองมีเจตนาโอนที่ดินไปเพื่อมิให้โจทก์เจ้าหนี้ของจำเลยที่ ๑ ได้รับชำระหนี้ประกอบกับคำว่าผู้อื่นตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๐ หมายถึงบุคคลอื่นนอกจากตัวลูกหนี้ การที่จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นลูกหนี้ของโจทก์โอนที่ดินให้แก่จำเลยที่ ๒ ผู้ซึ่งมิได้เป็นลูกหนี้ของโจทก์จึงเป็นการโอนทรัพย์สินไปให้แก่ผู้อื่นแล้ว ส่วนต่อมาโจทก์สามารถสืบหาติดตามทรัพย์สินนำมาบังคับคดีได้หรือไม่ เพียงใด เป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก จำเลยทั้งสองจึงมีความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตาม มาตรา ๓๕๐ ",อาญา,, 65,3,,การให้เช่าตึกแถวมีกำหนด ๒๐ ปีโดยผู้เช่าต้องออกเงินช่วยค่าก่อสร้างตึกแถวซึ่งยังก่อสร้างไม่แล้วเสร็จให้ผู้ให้เช่า เป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าการเช่าธรรมดาหรือไม่และข้อตกลงดังกล่าวมีผลผูกพันผู้รับโอนกรรมสิทธิตึกแถวจากเจ้าของเดิมหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๘๙๔/๒๕๕๓ การที่ อ. ให้จำเลยที่ ๒ เช่าตึกแถวพิพาทมีกำหนด ๒๐ ปี โดยจำเลยที่ ๒ ต้องออกเงินช่วยค่าก่อสร้างตึกแถวพิพาท ซึ่งยังก่อสร้างไม่ แล้วเสร็จให้ อ. จำนวน ๙๐๐,๐๐๐ บาท ย่อมเป็นสัญญาต่างตอบแทนชนิดหนึ่งที่ข้อนรวมอยู่ในสัญญาเช่า โดยถือเป็นข้อตกลงที่ อ. จะต้องให้จำเลยที่ ๒ เช่าตึกแถวพิพาทมีกำหนด ๒๐ ปีสัญญาเช่าตึกแถวพิพาทระหว่าง อ. และจำเลยที่ ๒ จึงเป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าการเช่าตามธรรมดาซึ่งเป็นเพียงบุคคลสิทธิมีผลผูกพันเฉพาะ อ. กับจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นคู่สัญญาเท่านั้นหามีผลผูกพันไปถึงโจทก์ผู้รับโอนกรรมสิทธิตึกแถวพิพาทจาก อ. เจ้าของเดิมซึ่งเป็นบุคคลภายนอกสัญญาด้วยไม่ ถึงแม้โจทก์จะรู้เห็นถึงการเช่าดังกล่าวและรับโอนตึกแถวพิพาทมาเมื่อข้อเท็จจริงฟังยุติแล้ว ไม่ปรากฏว่าโจทก์ยินยอมผูกพันตนที่จะปฏิบัติตามสัญญาดังกล่าว แทน อ. ที่จะให้จำเลยที่ ๒ เช่าตึกแถวพิพาท อันจะถือได้ว่าโจทก์ตกลงชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ ๒ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๗๔ ซึ่งจะทำให้จำเลยที่ ๒ มีสิทธิอยู่ในตึกแถวพิพาทที่เช่าต่อไป ข้อตกลงระหว่าง อ. กับจำเลยที่ ๒ จึงไม่มีผลผูกพันโจทก์ ",แพ่่ง,, 65,3,,เจ้าของที่ดินปลูกสร้างบ้านบนที่ดินทั้งสองแปลงของตน ต่อมาที่ดินแปลงหนึ่งถูกเจ้าพนักงานบังคับคดียึดนำออกขาย ผู้ซื้อที่ดินจากการขายทอดตลาดรังวัดตรวจสอบที่ดินพบว่า เจ้าของที่ดินเดิมปลูกบ้านและสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำที่ดินที่ซื้อบางส่วน ดังนี้ ผู้ซื้อจะขอให้บังคับเจ้าของที่ดินเดิมรื้อถอนบ้านและสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำออกไป ได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๙๖/๒๕๕๒ ขณะจำเลยปลูกสร้างบ้านลงบนที่ดินพิพาทและบนที่ดินของจำเลยอีกแปลงหนึ่งที่อยู่ติดกันนั้น จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินทั้งสองแปลง จำเลยย่อมมีสิทธิที่จะปลูกสร้างได้ในฐานะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ จึงมิใช่เป็นการปลูกโรงเรือนรุกล้ำ เข้าไปในที่ดินของผู้อื่นโดยสุจริตตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๑๒ ต่อมาที่ดินพิพาทถูกบังคับคิดนำออกขายทอดตลาด โจทก์เป็นผู้ซื้อได้จากการขายทอดตลาด แม่โจทก์จะรู้หรือไม่ว่ามีบ้านและสิ่งปลูกสร้างอยู่ในที่ดินพิพาท แต่ที่ดินพิพาทก็เป็นของจำเลย ซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา จึงถือว่าโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทมาโดยสุจริต สิทธิของโจทก์ที่ได้ที่ดิน พิพาทจากการขายทอดตลาดย่อมไม่เสียไปตามมาตรา ๑๓๓๐ โจทก์จึงมีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน พิพาท และหลังจากโจทก์ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทมาจากการขายทอดตลาดแล้ว โจทก์ซึ่ง มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทไม่ได้ก่อให้เกิดสิทธิเหนือพื้นดินเป็นคุณแก่จำเลย โดยยอมให้จำเลย เป็นเจ้าของบ้านและสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินของโจทก์ต่อไป และโจทก์ในฐานะมีกรรมสิทธิ์ในที่ดี พิพาทย่อมมีแดนแห่งกรรมสิทธิ์และมีสิทธิตามมาตรา ๑๓๓๕ และมาตรา ๑๓๓๖ เมื่อโจทก์ ไม่ประสงค์จะให้จำเลยปลูกบ้านและสิ่งปลูกสร้างอยู่บนที่ดินโจทก์อีกต่อไป และบอกกล่าวให้ จำเลยรื้อถอนออกจากที่ดินพิพาทแล้ว จำเลยเพิกเฉย จึงเป็นการละเมิด ทำให้โจทก์ไม่อาจ ใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาทได้ โจทก์ย่อมมีอำนาจขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนบ้านและสิ่งปลูกสร้าง ออกไปจากที่ดินพิพาทของโจทก์ได้ มิใช่เป็นการใช้สิทธิไม่สุจริต และกรณีมิใช่ไม่มีบทกฎหมาย ที่จะยกขึ้นปรับแก่คดีอันจะต้องอาศัยเพียงบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งมาวินิจฉัยคดีตาม มาตรา ๔ คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๗๘๕/๒๕๕๓ ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า เดิมจำเลย เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๓๗๔๑ และ ๑๓๗๔๒ ตำบลตลิ่งชัน (บางโอ) อำเภอดลิ่งชัน (บางใหญ่) กรุงเทพมหานคร โดยที่ดินทั้งสองแปลงนี้มีอาณาเขตติดต่อกันและมีบ้านเลขที่ ๖/๑ ของจำเลยปลูกอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๓๗๔๑ และบางส่วนของบ้านดังกล่าวอยู่บนที่ดินโฉนด เลขที่ ๑๓๗๔๒ ต่อมาได้มีการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๓๗๔๒ ตามคำสั่งของศาลแพ่ง ธนบุรี คดีหมายเลขแดงที่ ๑๔๙๗/๒๕๓๖ ตามประกาศของเจ้าพนักงานบังคับคดี โจทก์เป็น ผู้ซื้อที่ดินดังกล่าว ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยให้ออก ไปจากบ้านเลขที่ ๖/๑ ในส่วนที่รุกล้ำเข้ามาในที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๓๗๔๒ หรือไม่ เห็นว่า เดิมบ้านเลขที่ ๖/๑ ตั้งอยู่บนที่ดินซึ่งเป็นของเจ้าของคนเดียวกันคือจำเลย ต่อมาเมื่อมีการแบ่งแยกขายที่ดินเฉพาะโฉนดเลขที่ ๑๓๗๔๒ จึงมีโรงเรือนบางส่วนรุกล้ำเข้า ไปในที่ดินของโจทก์ผู้ซื้อ การที่จำเลยปลูกสร้างบ้านลงบนที่ดินพิพาทและบนที่ดินของจำเลย อีกแปลงที่อยู่ติดต่อกัน โดยจำเลยเป็นเจ้าของที่ดินทั้งสองแปลง จำเลยจึงมีสิทธิปลูกสร้างได้ ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ ซึ่งมิใช่การปลูกโรงเรือนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้อื่นโดยสุจริตตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๑๒ เมื่อต่อมาที่ดินพิพาทถูกบังคับคืนออกขายทอดตลาด กรนีย่อมต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๓๔ โจทก์ผู้ซื้อที่ดินได้จากการขายทอดตลาด อันเป็นที่ดินของจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาจึงถือว่าโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทมาโดยสุจริต ส่วนบ้านและสิ่งปลูกสร้างที่อยู่บนที่ดินพิพาท จะหรือไม่หรือโจทก์จะรู้หรือไม่ว่ามีบ้านและสิ่งปลูกสร้างอยู่บนที่ดินพิพาทก็ไม่ทำให้โจทก์มิใช่ผู้ซื้อโดยสุจริต กรนียาวจำต้องให้ผู้เข้าประเมูลซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดต้องตรวจสอบว่าที่ดินพิพาทที่ถูกนำออกขายทอดตลาดมีสภาพหรือภาระอย่างไร ดังที่จำเลยฎีกาไม่ เมื่อโจทก์เป็นผู้ซื้อทรัพย์ที่ดินพิพาทจากการขายทอดตลาดโดยสุจริต สิทธิของโจทก์ที่ได้ที่ดินจากการขายทอดตลาดย่อมไม่เสียไป ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๓๐ โจทก์มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท และเมื่อโจทก์ไม่ได้แสดงให้ปรากฏว่าได้ก่อให้เกิดสิทธิเหนือพื้นดินเป็นคุณแก่จำเลย โดยยอมให้จำเลยเป็นเจ้าของบ้านบนที่ดินของโจทก์ต่อไป โจทก์ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ผู้ไม่ประสงค์จะให้จำเลยปลูกบ้านและสิ่งปลูกสร้างอยู่บนที่ดินโจทก์อีกต่อไปแต่จำเลยเพิกเฉยจึงเป็นการละเมิดต่อโจทก์ โจทก์ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์จึงมีสิทธิขอบังคับให้จำเลยรื้อถอนบ้านและสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์ได้ ",แพ่ง,, 65,4,,ข้อสอบกฎหมายแพ่งซื้อแรกในการสอบเนติบัณฑิต สมัยที่ ๑ เมื่อปี ๒๕๔๙ นั้น ถามมีว่าอย่างไร ?,คำตอบ คำถามข้อสอบกฎหมายแพ่งซื้อแรกของสำนักอบรมฯ สอบเมื่อวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๔๖ คำถามมีดังนี้,แพ่ง,, 65,4,,ผู้เยาว์ได้ทำหนังสือสัญญาจะชื้อที่ดินไว้แปลงหนึ่ง โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรม ครั้นตนบรรลุนิติภาวะแล้ว จึงได้เอาโฉนดที่ดินของตนเองไปแปลงหนึ่งมาให้ผู้ขายยึดถือไว้ ดังนี้ จะถือเท่ากับเป็นการให้สัตยาบันหรือไม่,"คำตอบ ข้อความจริงซึ่งเมื่อเกิดขึ้นเกี่ยวด้วยโมฆียกรรมถือเท่ากับเป็นการให้สัตยาบันตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๔๒ (ปัจจุบันคือมาตรา ๑๘๐) บัญญัติไว้ว่า ถ้าในภายหลังเวลาอันจะฟ้องให้สัตยาบันได้ ตามความใน ป.พ.พ. มาตรา ๑๔๑ (ปัจจุบันคือมาตรา ๑๗๙) มีข้อความจริงอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งจะกล่าวต่อไปนี้เกิดขึ้นเกี่ยวด้วยโมฆียกรรม ถ้ามิได้แสดงแย้งสงวนสิทธิไว้แจ้งชัดประการใด ทำให้ถือว่าเป็นการให้สัตยาบัน ทั้งนี้คือเช่นว่า (๑) ได้มีการชำระหนี้อันหากก่อขึ้นด้วยโมฆียกรรมนั้นแล้วสิ้นเชิง หรือแต่บางส่วน (๒) ได้มีการเรียกทวงให้ชำระหนี้ตามโมฆียกรรมนั้นแล้ว (๓) ได้มีการแบ่งหนี้ใหม่ (๔) ได้มีการวางประกันเพื่อนหนี้นั้น (๕) ได้มีการโอนซึ่งสิทธิหรือความรับผิดอันเกิดแต่โมฆียกรรมนั้นสิ้นเชิง หรือแต่บางส่วน ตามอุทาหรณ์ถึงแม้ว่าการที่ผู้เยาว์ได้เอาโฉนดที่ดินของตนเองอีกแปลงหนึ่งมาให้ผู้ขายยึดถือไว้จะไม่ใช่การวางประกันตามความหมายในอนุมาตรา ๔ ก็ตาม โดยที่ ป.พ.พ. มาตรา ๑๔๒ (ปัจจุบันคือมาตรา ๑๘๐) บัญญัติกรณีตัวอย่างไว้บางประการ ด้วยการใช้คำว่า ""เช่นว่า"" ข้อความจริงอย่างอื่นอันมีความมุ่งหมายเช่นเดียวกัน ดังเช่นการเอาโฉนดที่ดินมาให้ยืนดีไว้นั้นย่อมถือได้ว่าเป็นการให้สัตยาบันตามกฎหมายมาตรานี้ ",แพ่ง,, 65,4,,ผู้เช่าผิดนัดชำระหนี้ค่างวด ผู้ให้เช่าไม่ได้เรียกร้องให้ผู้เช่าชำระ จะถือว่าผู้ให้เช่าผ่อนเวลาให้แก่ผู้เช่าซึ่งทำให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิดหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๗๓๔/๒๕๕๓ การผ่อนเวลาชำระหนี้แก่ลูกหนี้ซึ่งทำให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิดนั้นจะต้องมีการตกลงผ่อนเวลากันแน่นอน และมีผลว่าในระหว่างผ่อนเวลานั้นเจ้าหนี้จะใช้สิทธิเรียกร้องหรือฟ้องร้องมิได้ หากเพียงแต่หนี้ถึงกำหนดชำระ เจ้าหนี้ไม่ได้ เรียกร้องให้ลูกหนี้ชำระยังไม่ถือว่าเป็นการผ่อนเวลาให้แก่ลูกหนี้เพราะเจ้าหนี้อาจใช้สิทธิเรียกร้อง เมื่อใดก็ได้ ข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยที่ ๑ ผิดนัดชำระหนี้ตั้งแต่งวดที่ ๑๙ เป็นต้นไปเท่านั้น โดยไม่มีการตกลงระหว่างโจทก์และจำเลยที่ ๑ ยอมผ่อนเวลาชำระหนี้กันแต่ประการใด ดังนี้ จำเลย ที่ ๒ จึงไม่หลุดพ้นจากหนี้ตามมาตรา ๗๐๐ เรียกร้องให้ลูกหนี้ชำระยังไม่ถือว่าเป็นการผ่อนเวลาให้แก่ลูกหนี้เพราะเจ้าหนี้อาจใช้สิทธิเรียกร้อง เมื่อใดก็ได้ ข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยที่ ๑ ผิดนัดชำระหนี้ตั้งแต่งวดที่ ๑๙ เป็นต้นไปเท่านั้น โดยไม่มีการตกลงระหว่างโจทก์และจำเลยที่ ๑ ยอมผ่อนเวลาชำระหนี้กันแต่ประการใด ดังนี้ จำเลย ที่ ๒ จึงไม่หลุดพ้นจากหนี้ตามมาตรา ๗๐๐,แพ่ง,, 65,4,,ทำนิติกรรมยกที่ดินให้แก่ผู้อื่นโดยมีข้อตกลงเพิ่มเติมในสัญญาไว้ว่าผู้รับจะต้องไปดำเนินการแบ่งแยกที่ดินแล้วโอนให้แก่ผู้น้องทุกคนในภายหลัง หากผู้รับไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงผู้ให้จะฟ้องเพิกถอนสัญญาให้โดยให้ผู้รับโอนที่ดินดังกล่าวกลับมาเป็นของผู้ให้โดยอ้างว่านิติกรรมให้เป็นนิติกรรมอำพรางหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๒๒๘/๒๕๕๓ นิติกรรมอำพรางตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๕ วรรคสองเป็นเรื่องคู่กรณีแสดงเจตนาทำนิติกรรมชั้นสองนิติกรรม นิติกรรมหนึ่งแสดงให้ปรากฏออกมาโดยไม่ประสงค์จะให้มีผลบังคับตามกฎหมาย ส่วนอีกนิติกรรมหนึ่งอำพรางปกปิดไว้โดยคู่กรณีประสงค์จะให้นิติกรรมที่อำพรางปกปิดไว้นั้นใช้บังคับระหว่างกันเองได้ ในเรื่องของนิติกรรมอำพรางจึงต้องมีสองนิติกรรม แต่ข้อเท็จจริงคดนี้โจทก์ตกลงทำนิติกรรมยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยเพียงนิติกรรมเดียว การให้งดกล่าวมิได้เป็นการแสดงเจตนารหลวงโดยสมรู้กับจำเลยเพื่อปกปิดนิติกรรมอีกนิติกรรมหนึ่งแต่อย่างใด เพียงแต่โจทก์อ้างว่ามีข้อตกลงเพิ่มเติมในสัญญาไว้ว่าจำเลยต้อง ดำเนินการแบ่งแยกที่ดินพิพาทแล้วโอนให้แก่ผู้น้องทุกคนในภายหลังเท่านั้น สัญญาให้ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงตามฟ้อง จึงมิใช่นิติกรรมอำพรางที่โจทก์จะฟ้องขอให้เพิกถอนได้ และหากข้อเท็จจริงเป็นไปตามที่โจทกกกล่าวอ้างในฟ้องจริง กรณีก็เป็นเรื่องโจทก์จำเลยทำสัญญาตกลงว่าจะชำระหนี้แก่บุคคลภายนอกตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๗๔ วรรคหนึ่ง กรณีนี้โจทก์ชอบที่จะใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยโอนที่ดินพิพาทให้แก่บุตรทุกคนซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้ได้รับประโยชน์ตามสัญญามิใช่มาฟ้องเพิกถอนสัญญาให้แล้ว บังคับให้จำเลยโอนที่ดินพิพาทกลับมาเป็นของโจทก์เพราะไม่มีกฎหมายบัญญัติให้โจทก์กระทำเช่นนั้นได้ ดังนี้ แม้จะฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบว่ามี ข้อตกลงให้จำเลยแบ่งโอนที่ดินพิพาทให้แก่ผู้น้องทุกคนจริง กรณีก็ไม่อาจบังคับให้จำเลยโอนที่ดินพิพาทให้แก่ผู้น้องทุกคนได้ เพราะจะเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าที่ปรากฏในคำฟ้อง ต้องห้ามตาม ป.วิ. พ. มาตรา ๑๔๒ กรณีก็ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาโจทก์ ในข้อที่ว่ามีข้อตกลงให้จำเลยแบ่งโอนที่ดินพิพาทให้แก่ผู้น้องทุกคนหรือไม่ เพราะไม่มีผลทำให้คดีเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น ",แพ่ง,, 65,4,,"ผู้ขายเสนอจะขายที่ดินให้แก่ผู้ซื้อ มีการวางเงินมัดจำไว้โดยผู้ขายออกใบรับเงินให้ไว้เป็นหลักฐาน มีข้อตกลงว่าจะต้องทำสัญญาจะซื้อขายซึ่งจะได้จัดทำขึ้นภายใน ๓๐ วัน ต่อมาผู้ซื้อกับผู้ขายไม่อาจตกลงเงื่อนไขระหว่างกันได้ ผู้ขายจะมีสิทธิริบมัดจำหรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๒๒๔/๒๕๕๓ ใบรับเงินมีข้อความว่า “จำเลยตกลงจะขายที่ดินให้โจทก์ โดยมีเงื่อนไขการชำระเงินเป็นเวลา ๒ ปี และในวันนี้โจทก์ได้ชำระเงินมัดจำนวน ๕๐๐,๐๐๐ บาท ด้วยเช็ค ส่วนที่เหลือจะชำระตามเงื่อนไขสัญญาจะซื้อจะขายที่ห้างสองฝ่ายจัดทำขึ้นภายใน ๓๐ วัน"" เห็นได้ว่า ในรับเงินเป็นเพียงหลักฐานการรับเงินมัดจำที่โจทก์ชำระแก่จำเลยเท่านั้น หลังจากนั้นโจทกกับจำเลยจะต้องทำสัญญาจะซื้อจะขายซึ่งจะได้จัดทำขึ้นภายหลังภายใน ๓๐ วัน ตามเงื่อนไขที่ตกลงกัน และลงให้เห็นว่า โจทก์จำเลยมีเจตนาระสัญญาจะซื้อจะขาย เป็นหนังสือกันอีก กรณีจึงต้องด้วยบทบัญญัติ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๖๖ วรรคสอง ที่บัญญัติว่า ""ถ้าได้ตกลงกันว่าสัญญาอันมุ่งจะทำนั้นจะต้องทำเป็นหนังสือไซร้ เมื่อกรณีเป็นที่สงสัยท่าน นับว่ายังมิได้มีสัญญาต่อกันจนกว่าจะได้ทำขึ้นเป็นหนังสือ” ดังนั้น เมื่อโจทก์และจำเลยยังมิได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายกันเป็นหนังสือ สัญญาจะซื้อจะขายระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงไม่เกิดขึ้น เงินมัดจำที่จำเลยรับไว้จึงเป็นการรับไว้โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ จำเลยไม่มีสิทธิริบมัดจำจึงต้องคืนให้โจทก์ฐานลาภมิควรได้ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๐๖ ",แพ่ง,, 65,4,,ศาลมีคำสั่งแต่งตั้งผู้จัดการมรดกหลายคน หากผู้จัดการมรดคนใดคนหนึ่งถึงแก่ความตาย ผู้จัดการมรดกที่เหลือจะสามารถจัดการมรดกต่อไปได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๘๕๗/๒๕๕๓ แม้ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๑๕ วรรคสองบัญญัติ ว่า ""เว้นแต่ว่ามีข้อกำหนดไว้ในพินัยกรรมเป็นอย่างอื่น ถ้ามีผู้จัดการมรดกหลายคน แต่ผู้จัดการมรดกเหล่านั้นบางคนไม่สามารถหรือไม่เต็มใจที่จะจัดการ และยังมีผู้จัดการมรดกเหลืออยู่แต่คนเดียว ผู้นั้นมีสิทธิที่จะจัดการได้โดยลำพัง แต่ถ้ามีผู้จัดการมรดกเหลืออยู่หลายคนให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า ผู้จัดการมรดกเหล่านั้นแต่ละคนจะจัดการโดยลำพังไม่ได้"" ก็มีความหมายถึงผู้จัดการมรดกที่ตั้งขึ้นโดยพินัยกรรมเท่านั้น ไม่รวมถึงผู้จัดการมรดกที่ศาลดั้งขึ้นโดยไม่มีพินัยกรรม การที่ศาลมีคำสั่งตั้งบุคคลหลายคนเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกัน การกระทำตามหน้าที่ของผู้จัดการมรดกต้องดำเนินการตามมาตรา ๑๗๒๖ ที่ให้กระทำการโดยถือเอาเสียงข้างมาก หากปรากฏว่าผู้จัดการมรดกร่วมคนใดคนหนึ่งถึงแก่ความตาย ผู้จัดการมรดกที่เหลือย่อมต้อง ร้องขอต่อศาลให้เปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิมเนื่องการฟ้องคดีเพื่อจัดการทรัพย์มรดกเป็นการใช้อำนาจ หน้าที่ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายตามมาตรา ๑๗๓๖ วรรคสอง และมีบทบัญญัติของ กฎหมายบัญญัติเกี่ยวกับการทำหน้าที่ของผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาลกรณีที่มีผู้จัดการมรดกหลายคนต้องดำเนินการตามมาตรา ๑๗๒๖ ที่กฎหมายได้กำหนดไว้โดยเฉพาะแล้ว จึงไม่อาจนำวิธีการตามมาตรา ๑๗๑๕ ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่ใช้เฉพาะผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมมาใช้บังคับได้ ดังนั้น เมื่อ ป. ผู้จัดการมรดกคนหนึ่งถึงแก่ความตาย โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกร่วมจะจัดการมรดกต่อไปเพียงสองคนโดยยังมิได้ขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ตนเป็นผู้จัดการมรดกต่อไป ย่อมเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งศาลและไม่มีอำนาจจะจัดการได้ โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้อง คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๖๑/๒๕๑๔ ข้อความในวรรคสอง (ของมาตรา ๑๗๑๕) นั้นสืบเนื่องมาจากข้อความในวรรคหนึ่ง คำว่า “ถ้ามีผู้จัดการหลายคน"" ในวรรคสองนั้น หมายถึง ผู้จัดการซึ่งตั้งขึ้นโดยพินัยกรรมเท่านั้น ไม่เกี่ยวถึงผู้จัดการมรดกที่ศาลตั้งขึ้นโดยไม่มีพินัยกรรม ทั้งนี้จะเห็นได้ว่าการที่เจ้ามรดกทำพินัยกรรมระบุให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดเป็นผู้จัดการมรดกของตนนั้นก็เนื่องจากเจ้ามรดกไว้วางใจบุคคลนั้น แม้ว่าตั้งผู้จัดการมรดกไว้หลายคนก็ดี เมื่อบุคคลใดบุคคลหนึ่งถึงแก่ความตายไปแล้ว ทายาทจะร้องขอต่อศาลให้ตั้งบุคคลอื่นแทนผู้ที่ตายไปนั้นย่อมทำไม่ได้ เพราะขัดกับคำสั่งของผู้ทำพินัยกรรม ฉะนั้น เมื่อมีกรณีเช่นนี้เกิดขึ้น กฎหมายจึงบัญญัติให้อำนาจผู้จัดการมรดกที่เหลืออยู่คนเดียวดำเนินการในการจัดการมรดกได้ โดยลำพัง ไม่เหมือนกับผู้จัดการมรดกที่ศาลตั้งโดยไม่มีพินัยกรรม เพราะทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียจะร้องขอให้ศาลดั้งผู้ใด จะเป็นคนเดียวหรือหลายคนให้เป็นผู้จัดการมรดกในกรณีที่ศาลตั้งให้บุคคลหลายคนเป็นผู้จัดการมรดก ก็โดยเห็นว่าไม่เป็นการสมควรที่จะให้บุคคลเดียวเป็นผู้จัดการมรดกตามลำพัง ดังนั้น เมื่อผู้จัดการมรดกร่วมกับโจทก์ถึงแก่ความตาย ทายาทของเจ้ามรดกอาจยื่นคำร้องขอให้ผู้อื่นเข้าเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกับโจทก์ต่อไปก็ได้ โจทก์จะจัดการต่อไปตามลำพังคนเดียว โดยมิได้ขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ตนเป็นผู้จัดการมรดกตามลำพัง ย่อมเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งศาลไม่มีอำนาจจะจัดการได้ เพราะไม่มีกฎหมายบัญญัติให้อำนาจไว้เหนือนการตั้งผู้จัดการมรดกโดยพินัยกรรม"" ",แพ่ง,, 65,4,,สามีภริยาหย่าขาดจากกันแล้วโดยตกลงยกบ้านให้แก่บุตร ให้บุตรอยู่ในอำนาจปกครองของภริยาทั้งยังได้มีการย้ายชื่อสามีออกจากบ้านเกิดเหตุไปแล้ว หากสามีเข้าไปในบ้านยามวิกาล จะมีความผิดฐานบุกรุกหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๒๐๗/๒๕๕๓ โจทก์ร่วมกับจำเลยตกลงยกบ้านที่เกิดเหตุให้แก่บุตร และให้บุตรอยู่ในอำนาจบังคร่องของโจทก์ร่วม อีกทั้งยังได้มีการย้ายชื่อจำเลยออกจากการบ้านเกิดเหตุไปแล้วภายหลังจากจดทะเบียนหย่า ๘ วัน ย่อมแสดงว่าบ้านที่เกิดเหตุเป็นบ้านที่โจทก์ร่วมกับบุตรพักอาศัยอยู่ด้วยกันภายหลังจากที่โจทก์ร่วมกับจำเลยหย่าขาดจากกันแล้ว จำเลยไม่มีสิทธิใด ๆ ที่จะมาพักอาศัยอยู่ในบ้านเกิดเหตุอีก มิฉะนั้นการหย่าและข้อตลกลงเรื่องจดทะเบียนหยาระหว่างโจทก์ร่วมกับจำเลยจะไม่มีผลแต่ประการใด เมื่อจำเลยไม่มีสิทธิพักอาศัยอยู่ในบ้านเกิดเหตุ การกระทำของจำเลยที่เข้าไปในบ้านเกิดเหตุช่วงเวลาดึกประมาณเที่ยงคืนถึงหนึ่งนาฬิกาเช่นนี้ ถือได้ว่าเป็นการเข้าไปในเคหสถานซึ่งอยู่ในความครอบครองของผู้อื่นโดยไม่มีเหตุฉุกเฉินสมควร (ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๔, ๓๖๕ (๓))",แพ่ง,, 65,5,,"“ตอแหล"" เป็นการดูหมิ่นหรือไม่","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๙๑๙/๒๕๕๒ การดูหมิ่นผู้อื่น หมายถึง การดูถูกเหยียดหยาม สมประมาท หรือทำให้อับอาย การวินิจฉัยว่าการกล่าวจาอย่างไร เป็นการดูหมินผู้อื่นหรือไม่ จึงต้องพิจารณาว่าถ้อยคำที่กล่าวเป็นการดูถูกเหยียดหยามสบประมาทผู้ที่ถูกกล่าว หรือเป็น การทำให้ผู้ที่ถูกกล่าวอับอายหรือไม่ หากเป็นเช่นนั้นก็ถือได้ว่าเป็นการดูหมินแล้ว เมื่อตาม พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานให้ความหมายคำว่า ""ตอแหล"" ว่า เป็นคำค่าคนที่พูดเท็จ ซึ่งมีความหมายในทางเสื่อมเสีย การที่จำเลยกล่าวถ้อยคำดังกล่าวต่อผู้เสียหายจึงเป็นการ พูดด่าผู้เสียหายเป็นการดูถูกเหยียดหยามและสบประมาทผู้เสียหายว่าเป็นคนพูดเท็จ จึงเป็น การดูหมินผู้เสียหายอันเป็นความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๙๑",อาญา,, 65,5,,ขึงลวดแล้วปล่อยกระแสน้ำไฟฟ้าเพื่อจะป้องกันทรัพย์สิน มีผู้มาถูกเข้าถึง แก่ความตาย จะเป็นความผิดหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ (ก) กรณีที่ผู้ใดแก่ความตายมิได้มีเจตนาระทำความผิด คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๒/๒๕๖๐ ผู้ตายเรียนหนังสืออยู่ที่วัดละหาร ช่วงเวลาเป็นครูอยู่ ทั้งเป็นเด็กหญิงและเป็นหลานของจำเลยย มีบ้านอยู่ติดกับบ้านของจำเลย เมื่อจำเลยขึงลวด เส้นเดียวและเล็กไว้ในบริเวณบ้านและปล่อยกระแสไฟฟ้าให้แล่นไปตามลวดนั้น เมื่อเวลาจวนสว่างผู้ตายเข้าไปในเขตวิ่งบ้านจำเลย และมาถูกสายไฟของจำเลยเข้าถึงแก่ความตาย ดังนี้ จึงถือไม่ได้ว่าการกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นการป้องกันสิทธิของตนเองโดยชอบด้วย กฎหมาย จำเลยมีความผิดฐานทำให้คนตายโดยไม่มีเจตนา คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๙๙๙/๒๕๑๑ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำโดยประมาท ได้ใช้ เส้นลวดที่ไม่มีวัตถุใด ๆ ห่อหุ้มชิงทางด้านบนรั้วไม่โรงภาพยนตร์ของจำเลยใกล้ทางเดินของ บุคคลทั่วไปในระดับคนยืนพื้นเอื้อมจับถึง แล้วปล่อยกระแสน้ำไฟฟ้าไปตามเส้นลวดดังกล่าว ขณะที่ภาพยนตร์กำลังฉาย เพื่อป้องกันมิให้คนข้ามรั้วเข้าไปลอบดูภาพยนตร์ทางรูฝาโรงภาพยนตร์จึงเป็นเหตุให้นาย ป. ซึ่งเข้าไปยืนถ่ายปัสสาวะที่ริมรั้วตรงบริเวณ ดังกล่าว เอื้อมมือไปจับส่วนบนของรั้ว นิ้วมือเลยไปถูกเส้นลวดนั้น กระแสไฟฟ้าจึงแล่นเข้าสู่รางกายถึงแก่ความตาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๑ และรับเส้นลวด ของกลาง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า กรณีจำเลยใช้เส้นลวดที่ไม่มีวัตถุใด ๆ ห่อหุมชิงทางด้านบนของรั้วไม่โรงภาพยนตร์ของจำเลย แล้วปล่อยกระแสไฟฟ้า ๒๒๐ โวลท์ไปตามเส้นลวดนั้นเพื่อป้องกันมิให้คนข้ามรั้วเข้าไปลอบดูภาพยนตร์ทางรูฟ่าโรงภาพยนตร์ เป็นการกระทำที่จำเลยมิได้เจตนาฆ่า แต่เจตนาทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตาย ประมวลกฎหมายอาญา ม. ๒๙๐ มิใช่กระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๔๒๙/๒๕๖๐ จำเลยตกกล้าในนาหลังบ้านจำเลยเมื่อประมาณ ๗ วันก่อนเกิดเหตุจำเลยใช้ชิงลวดสองเส้นรอบที่ตกลงล้ำ สูงจากพื้นดินประมาณ ๓ นิ้ว แล้วปล่อยกระแสไฟฟ้าขนาด ๒๒๐ โวลท์จากบ้านเข้าไปในเส้นลวดสองเส้นที่ชิงไว เพื่อป้องกันมิให้หนูไปกินข้าวกล้า ครั้นวันที่ ๒๑ เมษายน ๒๕๑๘ เวลาประมาณ ๑๙ นาฬิกา นาย ส. ผู้ตายออกจากบ้านไปหากบ หาปลาตามทุ่งนาแล้วไปเหยียบสายลวดที่จำเลยปล่อยกระแสไฟฟ้าไว้ เป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายตรงที่เกิดเหตุนั้นเอง พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า จำเลยก็ยอมรับอยู่ว่าสายลวดที่จำเลยชิงรอบที่นาที่ตกลงล้ำและปล่อยกระแสไฟฟ้าไว้นั้น หากสัตว์ไปถูกเช้าก็จะถึงแก่ความตายได้ ทั้งจำเลยยังปักป้ายห้ามเข้าในเขตที่ตกกล้าด้วยแสดงว่าจำเลยย่อมรู้ว่า สายลวดที่มีกระแสไฟฟ้าดังกล่าวเป็นอันตรายแก่คนที่เข้าไปในเขตที่ตกลงล้ำเช่นเดียวกัน การที่จำเลยชิงลวดมีกระแสไฟฟ้าดังกล่าวแล้วย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้นได้ว่า อาจมีคนหากบหาปลาตามที่นาเดินมาถูกลวดที่มีกระแสไฟฟ้าดังกล่าว และได้รับอันตรายแก่ร่างกาย จึงถือได้ว่าจำเลยมีเจตนาทำร้ายผู้อื่นแล้ว เมื่อผู้ตายผ่านไปถูกสายลวดที่มีกระแสไฟฟ้าถึงแก่ความตาย อันเป็นผลจากการกระทำของจำเลย จำเลยจึงต้องมีความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นถึงแก่ความตายโดยไม่มีเจตนามาตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๐ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๘๘๔/๒๕๒๘ ผู้ตายเข้าไปในบริเวณบ่อปลาของนายจ้างเพื่อจะเกี่ยวหญ้า จำเลยไม่มีสิทธิทำร้ายผู้ตายได้ เมื่อจำเลยชิงลวดไว้ภายในรั้วลวดสนามที่ล้อมรอบบริเวณบ่อเลี้ยงปลาของนายจ้าง และปล่อยกระแสไฟฟ้าเข้าไปตามลวดนั้น ผู้ตายมาถูกสายไฟฟ้าของจำเลยเข้าถึงแก่ความตาย ดังนี้การกระทำของจำเลยไม่เป็นการป้องกันสิทธิของผู้อื่นโดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยมีความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๐ (ข) กรณีข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้ที่มาถูกกระแสไฟฟ้าเข้าจนถึงแก่ความตายนั้นมีเจตนาร้าย เช่น มีเจตนาจะเข้ามาลักทรัพย์ กรณีเช่นนี้ศาลจะต้องพิจารณาเสมือนว่าถ้าผู้กระทำอยู่ในที่เกิดเหตุจะมีสิทธิกระทำเพื่อป้องกันสิทธิของตนเองหรือไม่ ในเรื่องนี้มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๙๒๓/๒๕๑๙ จำเลยเก็บของอยู่ในบริเวณสวนของจำเลยมีรั้วต้นพู่ระหงปลูกเป็นแนวเขต จำเลยเก็บของอันมีค่า เช่น เครื่องยนต์สูบน้ำ และอุปกรณ์อื่น ๆ ไว้ทรัพย์สินที่จำเลยเก็บไว้ในโรงเก็บของเคยถูกคนร้ายลักไป ในตำบลที่เกิดเหตุมีคนร้ายชุกชุม จำเลยจึงเอาเส้นลวดขึงที่โรงเก็บของแล้วปล่อยกระแสไฟฟ้าจากบ้านไว้เพื่อป้องกัน คนร้ายผู้ตายกับพวกอีกสามคนบุกรุกเข้าไปที่โรงเก็บของในเวลาวิกาลโดยเจตนาจะลักทรัพย์ ในมือผู้ตายมีเหล็กไขควง ๑ อัน แต่ผู้ตายไปถูกเส้นลวดที่ปล่อยกระแสไฟฟ้าไว้ถึงแก่ความตาย เสียก่อน มิฉะนั้นผู้ตายกับพวกย่อมลักทรัพย์ผู้ของตายไม่ได้ นับได้ว่าภยันตรายที่จะเกิดแก่ ทรัพย์สินของจำเลยใกล้จะถึงแล้ว ถ้าจำเลยไปพบเห็นเข้าจำเลยย่อมมีสิทธิทำร้ายผู้ตาย กับพวกเพื่อป้องกันทรัพย์สินของจำเลยได้ ดังนั้นการกระทำของจำเลยจึงเป็นการป้องกัน สิทธิของตนโดยชอบด้วยกฎหมาย และพอสมควรแก่เหตุจำเลยไม่มีความผิด ฎีกาที่ ๓๒/ ๒๕๑๐ ฯลฯ ที่โจทก์อ้างมาข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ (ศาลจะต้องพิจารณาเสมือนว่าถ้าจำเลย อยู่ในที่เกิดเหตุ จำเลยจะมีสิทธิกระทำร้ายเพื่อป้องกันสิทธิของตนเองหรือไม่) มีหมายเหตุท้ายฎีกาฉบับนี้ ศ.จิตติ ติงศภัทย์ ความว่า โจทก์ฟ้องตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๐ ฆ่าคนโดยไม่เจตนาฆ่าจึงเป็นแต่เจตนาทำร้ายเท่านั้น ไม่เกินกว่าเหตุสำหรับการลักทรัพย์โดย ไม่ใช้กำลังทำร้าย คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๔๙๐/๒๕๔๘ แม้ขณะเกิดเหตุผู้ตายจะเข้าไปในบริเวณบ่อ ปลากัดของจำเลยเพื่อลักปลากัด ซึ่งถ้าจำเลยพบเห็นเขาจำเลยย่อมมีสิทธิทำร้ายผู้ตายที่ พอสมควรแก่เหตุ เพื่อป้องกันทรัพย์สินของจำเลยได้ แต่กระแสไฟฟ้าที่จำเลยปล่อยผ่านเส้นลวด ที่ล้อมรอบบ่อปลากัด ย่อมเป็นอันตรายร้ายแรงโดยสภาพซึ่งสามารถทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความ ตายได้ ส่วนทรัพย์สินของจำเลยเป็นเพียงปลากัดมูลค่าไม่มาก การปล่อยกระแสไฟฟ้า เข้าเส้นลวดกับการป้องกันทรัพย์สินของจำเลยย่อมไม่เป็นสัดส่วนกัน การกระทำของจำเลย จึงเป็นการป้องกันสิทธิของตนที่เกินสมควรกว่าเหตุดาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๖๙ จำเลยจึงมีความผิด ฐานมิได้มีเจตนาม่าแต่ทำร้ายผู้ตายจนเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๐ วรรคแรก ประกอบมาตรา ๖๙ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๙๑/๒๕๔๙ โจทก์บรรยายฟ้องไว้โดยชัดแจ้งว่าเด็กชาย ค. เข้าไปลักแตงโมในไร่ของจำเลย และจำเลยได้ต่อและปล่อยกระแสไฟฟ้าจากบ้านพักผ่านรั้ว ลวดหนาม เป็นเหตุให้เด็กชาย ค. ซึ่งสัมผัสรั้วลวดหนามถูกกระแสไฟฟ้าดูดจนถึงแก่ความตาย และจำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังเป็นยุติได้ตามคำฟ้องของโจทก์ ดังนี้ การที่ผู้ตายเข้าไปลักแตงโมในไร่ของจำเลยดังกล่าว ถือได้ว่าผู้ตายได้กระทำการประทุษร้าย อันละเมิดต่อกฎหมายต่อทรัพย์ของจำเลย จำเลยจึงมีสิทธิที่จะป้องกันทรัพย์สินของตนได้ แต่การที่จำเลยต่อและปล่อยกระแสไฟฟ้า ซึ่งมีแรงเคลื่อนสูงถึง ๒๐๐ โวลท์ ที่สามารถทำให้ ดูดคนให้ถึงแก่ความตายได้ ทั้งที่ทรัพย์ที่จำเลยมีสิทธิกระทำการป้องกันคือแตงโมมีราคาไม่สูง มากนัก ย่อมถือได้ว่าเป็นการกระทำที่เกินสมควรแก่เหตุหรือเกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องกระทำตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๖๙ ซึ่งศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพ และมิได้ยกปัญหาดังกล่าวขึ้นอุทธรณ์ฎีกา แต่ศาลมีฎีกายกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยเองได้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๗๙๔/๒๕๕๒ จำเลยเป็นเจ้าของสวนผลไม้ที่เกิดเหตุซึ่งมีรั้ว ลวดหนามล้อมทั้งสี่ด้าน ก่อนเกิดเหตุจำเลยชิงเส้นลวด ๑ เส้น จากทิศเหนือไปยังทิศใต้สูงจากพื้นดินประมาณ ๕๐ เซนติเมตร วางกึ่งกลางสวนแล้วปล่อยกระแสไฟฟ้าขนาด ๒๒๐ โวลต์ผ่านเส้นลวดเพื่อป้องกันคนร้าย โดยมีเจตนาให้กระแสไฟฟ้าทำลายร่างกายเนื่องจากเคยมีคนร้ายเข้าไปลักผลไม้และทรัพย์สินอื่น ต่อมาในเวลาเกิดเหตุผู้ตายอายุ ๑๔ ปีเศษกับ ต. อายุ ๑๕ ปี เข้าไปในสวนของจำเลยโดยพังรัวเข้าไปเพื่อจะลักกระท้อนในสวนแล้วผู้ตายเดินไปถูกเส้นลวดที่จำเลยปล่อยกระแสไฟฟ้าไว้ เป็นเหตุให้ถึงแก่ความดายนั้น เมื่อไม่ปรากฏว่าขณะเกิดเหตุผู้ตายกับ ต. มีอาวุธใด ๆ ติดตัว ประกอบกับผลไม้ที่เขาไปเพื่อจะลักน่าจะราคาไม่มากนัก ดังนี้ หากจำเลยพบเห็นผู้ตายกับพวกในขณะเกิดเหตุ จำเลยย่อมสามารถใช้วิธีอื่นที่รุนแรงน้อยกว่าการทำร้ายร่างกายกระทำต่อผู้ตายเพื่อป้องกันสิทธิของตนให้บรรลุได้ไม่ยาก การกระทำของจำเลยจึงเป็นการป้องกันเกินสมควรแก่เหตุ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๖๕๐/๒๕๕๓ จำเลยชิงเส้นลวดและปล่อยกระแสไฟฟ้าไว้บริเวณหน้าต่างห้องพักของจำเลยเพื่อป้องกันขโมยเข้ามาลักทรัพย์ในห้องพักของจำเลย จึงเป็นเหตุให้เด็กชาย ก. บุตรเลี้ยงของจำเลยซึ่งลักลอบเป็นหน้าต่างเพื่อเข้าไปลักทรัพย์ในห้องพักของจำเลยถูกกระแสไฟฟ้าช็อตถึงแก่ความตาย แม้การกระทำของผู้ตายจะถือเป็นการประทุษร้ายอันเป็นละเมิดต่อกฎหมายและต่อทรัพย์สินของจำเลยที่จำนยมีสิทธิที่จะป้องกันทรัพย์สินของตนได้ แต่พฤติการณ์ที่จำเลยต่อและปล่อยกระแสไฟฟ้าแรงสูงถึง ๒๒๐ โวลต์ไปตามเส้นลวดที่ไม่มีฉนวนหุ้มนั้น ย่อมเป็นอันตรายร้ายแรงโดยสภาพที่สามารถทำให้ผู้อื่นที่ไปสัมผัสถูกถึงแก่ความตายได้ ดังนั้น แม้จะเป็นการป้องกันคนร้ายที่จะเข้ามาลักทรัพย์สินในห้องพักของจำเลยและทำร้ายจำเลยกับภรรยาได้ แต่การกระทำของจำเลยก็เป็นการเกินสมควรแก่เหตุหรือเกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องกระทำเพื่อป้องกัน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๖๙ (จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๐ วรรคหนึ่งประกอบมาตรา ๖๙ ",อาญา,, 65,6,,การเอาทรัพย์ไปจากความครอบครองของผู้ลักทรัพย์อีกต่อหนึ่งโดยทุจริต จะเป็นความผิดฐานลักทรัพย์หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๗๘๕/๒๕๕๔ การที่จำเลยเอารถจักรยานยนต์ไปจากนายสุทธิพรที่ลักทรัพย์มาจากผู้เสียหายอีกต่อหนึ่งโดยทุจริตจะเป็นความผิดฐานลักทรัพย์หรือไม่เห็นว่า ความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๔ และ ๓๓๕ เป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา กล่าวคือเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ในทางอาญาและละเมิดในทางแพ่ง เมื่อพนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีอาญากฎหมายให้เรียกทรัพย์สินหรือราคาคืนแทนผู้เสียหายด้วย หากพนักงานอัยการไม่เรียกให้ ผู้เสียหายก็มีสิทธิที่จะฟ้องทางแพ่งจากผู้ที่ลักทรัพย์ไปได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๔๓, ๔๔ และ ๔๕ เพื่อให้ผู้ลักทรัพย์คืนทรัพย์สินที่ลักไปพร้อมค่าเสียหาย หากไม่สามารถคืนได้อาจเป็นเพราะทรัพย์สินสูญหายหรือบุบลายเสียหายไปจนใช้การไม่ได้ ผู้ที่ลักทรัพย์ไปก็ต้องรับผิดชอบใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือราคาทรัพย์สินและค่าเสียหาย ดังนั้น ผู้ที่ลักทรัพย์ไปจึงมีสิทธิครอบครองดูแลทรัพย์ที่ลักไปไว้เพื่อคืนแก่ผู้เสียหายเพราะถ้าทรัพย์สินสูญหายหรือบุบสลายก็จะต้องรับผิดต่อผู้เสียหายในทางแพ่งดังกล่าว การที่จำเลยเอารถจักรยานยนต์ไปจากนายสุทธิพรโดยทุจริต แม้เป็นการเอาไปจากการครอบครองของนายสุทธิพรที่ลักทรัพย์มาจากผู้เสียหายอีกต่อหนึ่ง จึงมีความผิดฐานลักทรัพย์ มีหมายเหตุท้ายคำพิพากษาฎีกาฉบับนี้โดยอาจารย์สมชัย ฑีฆาอุตมากร ว่า จำเลยลักเอารถจักรยานยนต์ไปจาก ส. ซึ่งลักมาจากผู้เสียหาย แม้ ส. มิใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ แต่ ส. ก็เป็นผู้ที่ยืดถือไว้โดยเจตนาระยะถือเพื่อน จึงเป็นผู้ครอบครองตามประมวลกฎหมายแห่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๖๗ เพียงแต่ ส. ซึ่งไม่มีสิทธิจะยืดถือไว้อำนาจถูกผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของติดตามเอาคืนได้ ตามประมวลกฎหมายแห่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๓๖ จำเลยย่อมไม่มีสิทธิไปกว่า ส. เนื่องจากเอาไปจาก ส. จำเลยจึงมีความผิดฐานลักทรัพย์ยันต์ที่อยู่ในความครอบครองของ ส. เพราะความผิดฐานลักทรัพย์นอกจากกฎหมายคุ้มครองกรรมสิทธิ์แล้วยังคุ้มครองถึงสิทธิครอบครองด้วย",อาญา,, 65,6,,ใช้มีดดาบไล่ฟันทำร้ายผู้อื่น ผู้ถูกไล่ฟันวิ่งหลบหนีกระโดดลงน้ำจนถึงแก่ความตาย ผู้กระทำจะมีความผิดฐานใด,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๔๑๓/๒๕๕๖ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๐ วรรคแรก เป็นบทบัญญัติให้รับโทษหนักขึ้นแตกต่างจากความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ หรือความผิดฐานทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำร้ายรับอันตรายสาหัส ตลอดจนความผิดฐานใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจตามมาตรา ๒๙๕, ๒๙๗ และ ๓๙๑ ตามลำดับ อันแสดงให้เห็นถึงกฎหมายเจตนาให้ผู้กระทำต้องรับโทษตามผลของการกระทำนั้นแตกต่างกันไปตามความหนักเบาของผลที่เกิดขึ้น เมื่อจำเลยที่ ๒ ใช้มีดดาบไล่ฟันผู้ตายอันเป็นการทำร้ายผู้ตาย เป็นเหตุให้ผู้ตายวิ่งหลบหนีกระโดดลงน้ำจนถึงแก่ความตาย การกระทำของจำเลยที่ ๒ จึงเป็นการทำร้ายผู้ตายซึ่งเมื่อมิใช่โดยเจตนาม่าแต่เป็นเหตุทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย จึงเป็นความผิดสำเร็จตามมาตรา ๒๙๐ วรรคแรกแล้ว มิใช่เป็นการพยายามกระทำความผิด",อาญา,, 65,6,,ผู้เช่าชื้อที่ดินส่วนที่มีห้องแถวที่ตนเช่าปลูกสร้างอยู่ โดยมีข้อตกลงระหว่างกันว่า ถ้าห้องเช่าหรือสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำแนวที่ดินของผู้เช่าอื่นก็จะต้องรื้อถอนส่วนที่รุกล้ำเมื่อผู้เช่าอื่นปลูกสร้างใหม่ กรณีดังกล่าว หากมีสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำกัน เจ้าของสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำจะอ้าง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๑๒ ได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๗๖๔/๒๕๕๒ ในการซื้อที่ดินจากธนาคาร โจทก์ จำเลยและผู้เช่าอื่นมีข้อตกลงระหว่างกันว่า ผู้เช่าจะซื้อที่ดินส่วนที่มีห้องแถวที่ตนเองเช่าปลูกสร้างอยู่และที่ดินแต่ละแปลงให้แนวดัดตรงตามแนวโฉนดที่ดิน ถ้าห้องเช่าหรือสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำแนวที่ดินของผู้เช่าอื่น ก็จะต้องรื้อถอนส่วนที่รุกล้ำเมื่อผู้เช่าอื่นปลูกสร้างใหม่ ถ้ายังไม่มีการปลูกสร้างอาคารใหม่ก็ให้อยู่กันตามสภาพเดิมไปก่อน ข้อตกลงดังกล่าวใช้บังคับได้และมีผลผูกพันโจทก์และจำเลย เมื่อโจทก์และจำเลยได้ซื้อที่ดินโจทก์จะปลูกสร้างอาคารใหม่แทนห้องเช่าเดิมบนที่ดินที่ซื้อแต่มีสิ่งปลูกสร้างของจำเลยรุกล้ำเข้าไปที่ดินของโจทก์ โจทก์ได้บอกกล่าวจำเลยแล้วจำเลยจึงมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามข้อตกลงรื้อสิ่งปลูกสร้างส่วนที่รุกล้ำที่ดินของโจทก์ และเมื่อมีข้อตกลงระหว่างโจทก์และจำเลยเช่นนี้ จึงมิใช่กรณีที่ต้องนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๑๒ มาปรับใช้ในฐานะบทกฎหมายที่ใกล้เคียงยิ่งตามมาตรา ๔,แพ่ง,, 65,6,,เจ้าหนี้ที่จะฟ้องคดีเพิกถอนการฉ้อฉลตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๓๗ จะต้องเป็นเจ้าหนี้ในขณะใดและจำเป็นต้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ (ก) ต้องเป็นเจ้าหนี้อยู่ก่อนหรือขณะที่ลูกหนี้ทำนิติกรรม คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๓๓/๒๕๓๕ ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่จำเลยที่ ๓ โอนให้แก่ผู้คัดค้านซึ่งเป็นบุตรชาย โดยไม่มีค่าตอบแทนและเป็นการฉ้อฉลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๓๗ แต่ตามคำร้องมิได้บรรยายว่า ลูกหนี้ได้กระทำลงทั้งรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้เจ้าหนี้รายใดเสียเปรียบ จึงต้องถือว่าผู้ร้องขอให้เพิกถอนการโอนซึ่งจะทำให้โจทก์เสียเปรียบรายเดียวเท่านั้น และการร้องขอตามบทกฎหมายดังกล่าวจะต้องได้ความว่าลูกหนี้ต้องเป็นหนี้เจ้าหนี้อยู่ก่อน หรือขณะที่ลูกหนี้ทำนิติกรรมอันจะเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ แต่เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ ๓ เพิ่งเป็นหนี้โจทก์หลังจากได้จดทะเบียนโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่ผู้คัดค้านไปแล้วถึง ๓ ปี ขณะที่จำเลยที่ ๓ โอนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างนั้น โจทก์จึงไม่อยู่ในฐานะเจ้าหนี้ของจำเลยที่ ๓ ผู้ร้องไม่มีสิทธิจะร้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลได้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๙๙๙/๒๕๕๐ จำเลยที่ ๑ เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัด น. โอนการครอบครองที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของจำเลยที่ ๑ ให้แก่ ค. ตั้งแต่วันทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาท ต่อมา ค. ได้โอนการครอบครองให้จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นบุตรตั้งแต่ปี ๒๕๒๓ จำเลยที่ ๒ จึงได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทก่อนที่ห้างหุ้นส่วนจำกัด น. จะได้รับแจ้งการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลจากกรมสรรพากรโจทก์เมื่อวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๔๒ จึงเป็นการกระทำโดยสุจริต ส่วนการที่จำเลยที่ ๑ เพิ่งจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ ๒ ภายหลังก็เพียงเพื่อมีชื่อผู้เป็นเจ้าของถูกต้องตามทะเบียน นิติกรรมที่จำเลยที่ ๑ โอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ ๒ จึงไม่ได้เกิดจากการฉ้อฉล โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสอง (ข) ไม่จำต้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา เจ้าหนี้ที่ยังไม่ได้มีการฟ้องร้องยังมิใช่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ก็มีสิทธิฟ้องคดีเพิกถอนการฉ้อฉล คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๙๗๕/๒๕๕๓ การฟ้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๓๗ เป็นการให้สิทธิแก่เจ้าหนี้ที่จะสงวนไว้ซึ่งกองทรัพย์สินของลูกหนี้ เพราะทรัพย์สินของลูกหนี้ย่อมเป็นหลักประกันในการชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๑๔ ดังนั้น เจ้าหนี้ผู้มีสิทธิ์ร้องขอให้ศาลเพิกถอนการฉ้อฉลจึงหมายถึงเจ้าหนี้ที่มีสิทธิเรียกให้ลูกหนี้ชำระหนี้ของตนจากทรัพย์สินของลูกหนี้และต้องเสียเปรียบจากการที่ทรัพย์สินของลูกหนี้ลดลง ไม่พอชำระหนี้อันเนื่องมาจากการทำนิติกรรมฉ้อฉลของลูกหนี้ ไม่ว่าเจ้าหนี้ดังกล่าวจะเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหรือไม่ก็ตาม แม้ว่าหนี้ในหนี้ที่ยังไม่ได้มีการฟ้องร้องบังคับให้ชำระหนี้ก็มีสิทธิที่จะร้องขอให้เพิกถอนได้ เมื่อโจทก์แจ้งความดำเนินคดีอาญาและฟ้องเรียกเงินคืนจากจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๑ ย่อมทราบว่าตกเป็นลูกหนี้ที่จะต้องชำระหนี้ให้แก่โจทย์ การที่จำเลยที่ ๑ จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ ๒ โดยเสน่หา และไม่มีทรัพย์สินอื่นที่จะให้โจทก์บังคับคดีได้อีก นอกจากที่ดินพิพาทจำเลยที่ ๑ ย่อมรู้อยู่ว่าเป็นทางให้โจทก์เจ้าหนี้เสียเปรียบ โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมซึ่งเป็นการฉ้อฉลนั้นเสียได้ ",แพ่ง,, 65,6,,ผู้ให้กู้มอบเงินกู้แก่ผู้กู้ภายหลังจากทำสัญญาจำนอง สัญญาจำนองสมบูรณ์หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๕๗๙/๒๕๕๒ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๐๗ บัญญัติว่า ""บทบัญญัติมาตรา ๖๘๑ ว่าด้วยค้ำประกันนั้น ท่านให้ใช้ได้ในการจำนองอนุโลมตามควร"" กล่าวโดยเฉพาะตามนัยมาตรา ๖๘๑ ที่ว่าหนี้ที่อาจเกิดขึ้นโดยสมบูรณ์ในอนาคตย่อมทำสัญญาค้ำประกันได้ ดังนั้น เมื่อโจทย์มอบเงินกู้แก่จำเลยที่ ๑ ภายหลังจากทำสัญญาจำนองหนี้เงินกู้ในส่วนนั้นย่อมสมบูรณ์ การจำนองเป็นประกัน การชำระหนี้ดังกล่าวล่วงหน้าจึงบังคับแก่กันได้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๘๓๑/๒๕๕๓ ข้อสัญญาในหนังสือสัญญาจำนองที่ผู้จำนองตกลงจำนองที่ดินแก่ผู้รับจำนองเพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ที่จะมีขึ้นต่อไปในภายหน้าเป็นข้อสัญญาที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๐๗ ประกอบมาตรา ๖๘๑ วรรคสอง และใช้บังคับกันได้ ",แพ่ง,, 65,7,,การกระทำด้วยความจำเป็นตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๖๗ เป็นการกระทำที่ไม่ใช่การกระทำโดยผู้กระทำมีจิตใจเป็นอิสระจริงหรือไม่ และขอดูตัวอย่างคำพิพากษาฎีกาในเรื่องนี้,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๗๓๘/๒๕๔๔ การกระทำความผิดด้วยความจำเป็นตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๖๗ แบ่งออกเป็น ๒ ประการ ประการแรกเป็นความจำเป็นเพราะอยู่ในที่บังคับซึ่งการบังคับหรือบังการให้กระทำที่เป็นความผิดนั้นมาจากภายนอก ผู้ถูกบังคับมิได้มีคิดริเริ่มกระทำการนั้นขึ้นด้วยใจตนเองแต่เป็นเพราะไม่มีทางที่จะทำอย่างอื่นใด อีกประการหนึ่งก็คือเป็นความจำเป็นซึ่งไม่มีการบังคับหรือบังการให้กระทำแต่มีภัยยันตรายที่จะต้องหลีกเลี่ยงและผู้กระทำเลือกหลีกเลี่ยงภัยยันตรายโดยวิธีกระทำการอันเป็นความผิดด้วยความคิดริเริ่มของตน แม้อาจทำอย่างอื่นได้ แต่การกระทำอย่างอื่นนั้นก็ยังทำความเสียหายแก่ผู้อื่นอยู่นั่นเอง ดังนั้น การกระทำด้วยความจำเป็นตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๖๗ อันเป็นมูลแห่งการยกเว้นโทษจึงไม่ใช่สิทธิ แต่เป็นการกระทำที่ไม่ใช่การกระทำโดยผู้กระทำมีจิตใจเป็นอิสระ แต่กระทำโดยถูกผู้อื่นหรือเหตุการณ์อื่นบังคับอีกชั้นหนึ่ง ความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลเป็นความผิดต่อศาล และการลงโทษฐานละเมิดอำนาจศาล ก็เป็นอำนาจของศาลโดยเฉพาะ เมื่อปรากฏว่าเอกสารที่โจทก์อ้างถึงในคดีสูญหายไปจากสำนวนความของศาล ต่อมาผู้ถูกกล่าวหาได้นำเอกสารเหล่านั้นมามอบคืนศาลชั้นต้น โดยผู้ถูกกล่าวหาเมื่อได้รับเอกสารดังกล่าวคืนมาแล้วยังคงเก็บเอกสารดังกล่าวไว้อีก ๒ ถึง ๓ วัน โดยไม่นำมาส่งคืนศาล และการเก็บเอกสารเช่นว่านั้นก็มิได้รับอนุญาตจากศาล การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาหาใช่เป็นเพราะอยู่ในที่บังคับหรือภายใต้อำนาจซึ่งไม่สามารถหลีกเลี่ยงหรือขัดขืนได้ การกระทำของผู้กล่าวหาจึงมิใช่กระทำความผิดด้วยความจำเป็นอันจะทำให้ไม่ต้องรับโทษ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๖๔๙/๒๕๔๙ แม้การที่จำเลยที่ ๒ ขับรถจักรยานยนต์พาผู้เสียหายซึ่งอายุไม่เกิน ๑๕ ปี และจำเลยที่ ๑ ไปยังพิพิธภัณฑ์เมืองโบราณบ้านโนนเมืองเพื่อให้จำเลยที่ ๑ ซ่อมซื้อกระทำชำเราแล้วขับรถจักรยานยนต์พาผู้เสียหายไปส่งบ้านจะถือได้ว่าเป็นการกระทำอันเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่จำเลยที่ ๑ กระทำความผิดฐานช่มชิงกระทำชำเราผู้เสียหายโดยมีอาวุธก่อนหรือขณะที่จำเลยที่ ๑ กระทำความผิด และจำเลยที่ ๒ กระทำโดยมีเจตนาครบริ้วนตามหลักเกณฑ์องค์ประกอบความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๗ วรรคสาม ประกอบมาตรา ๘๖ แล้วก็ตาม แต่เมื่อได้ความว่าจำเลยที่ ๒ กระทำความผิดดังกล่าวด้วยความจำเป็นเพราะถูกจำเลยที่ ๑ ใช้อาวุธมีดลักษณะคล้ายมีดสปาตาร์ ยาวประมาณ ๑ ฟุต จี้ที่คอของผู้เสียหายเลยมาถึงคอของจำเลยที่ ๒ จนผู้เสียหายเกิดความกลัวว่าจะถูกทำร้ายจึงร้องบอกจำเลยที่ ๒ ให้ขับรถจักรยานยนต์ต่อไปจนถึงที่เกิดเหตุ ซึ่งเป็นภัยอันตรายที่ใกล้จะถึงและจำเลยที่ ๒ ไม่อาจหลีกเลี่ยง หรือขัดขืนให้พ้นโดยวิธีอื่นใดได้ อีกทั้งไม่ใช่ภัยอันตรายที่จำเลยที่ ๒ เป็นผู้ก่อขึ้นเพราะความผิดของตน การกระทำของจำเลยที่ ๒ จึงเป็นการกระทำความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ ๑ ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายด้วยความจำเป็นพอสมควรแก่เหตุตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๗ วรรคสาม ประกอบ มาตรา ๘๖ และมาตรา ๖๗ (๒) จำเลยที่ ๒ จึงไม่ต้องรับโทษ ปัญหาที่ว่าจำเลยที่ ๒ กระทำความผิดด้วยความจำเป็นนั้น แม้จำเลยที่ ๒ มิได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ แต่เมื่อคดีมีเหตุที่จำเลยที่ ๒ ไม่ควรต้อง รับโทษ ศาลฎีกา ก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๘๕ ประกอบมาตรา ๒๑๕ และ มาตรา ๒๒๕ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๗๕๐/๒๕๑๔ จำเลยถูกคนร้ายที่มีสมัครพรรคพวกหลายคนแต่ละคนมีอาวุธปืนครบมือ ใช้ปืนจี้ขู่บังคับให้เอาเรือรับส่งข้ามฟากเพื่อช่วยคนร้ายให้พ้นจากการจับกุม ดังนี้ เป็นการที่จำเลยกระทำไปเพราะอยู่ในที่บังคับ หรือภายใต้อำนาจซึ่งไม่สามารถหลีกเลี่ยงขัดขึ้นได้จึงเป็นการกระทำความผิดด้วยความจำเป็น จำเลยไม่ต้องรับโทษ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๖๖๐/๒๕๒๑ มีผู้นำช้างไปล่ามไว้ใกล้กับสวนของจำเลยโดยจำเลยไม่รู้กลางคืนช้างหลุดจากโซ่ พังรั้วลวดหนามเข้าไปในสวนของจำเลย ซึ่งมีบ้านพักของจำเลยกับคนงานปลูกอยู่ คนงานได้ยินเสียงหักข้าวโพดจึงบอกจำเลย จำเลยถือปืนเดินไปดูคนงาน จำเลยโผล่จากไร่ข้าวโพดพบช้างอยู่กลางไร่ข้าวโพดห่างประมาณ ๔ วา โดยไม่ทันรู้ตัวและกำลังเดินเข้ามาหาจำเลย จำเลยเข้าใจว่าเป็นช้างป่า ซึ่งยังมีอยู่ในป่าบริเวณไร่ของจำเลย จึงผลักคนงานให้หลบแล้วเอาปืนยิงช้างไป ๒ นัดแล้ววิ่งหนี ดังนี้ ถือว่าการที่จำเลยยิงช้างของผู้เสียหาย เป็นการตัดสินใจโดยกระหันหันด้วยความจำเป็นเพื่อให้พ้นจากภัยอันตรายที่ใกล้จะถึงตัวจำเลยกับคนงาน โดยจำเลยไม่สามารถหลีกเลี่ยงให้พ้นโดยวิธีอื่นได้ และการกระทำของจำเลยไม่เกินสมควรแก่เหตุ จำเลยจึงไม่ต้องรับโทษฐานทำให้เสียทรัพย์ ",อาญา,, 65,7,,ฟ้องขอให้เพิกถอนการชื้อขายที่ดินอ้างว่าสมดบกันจดทะเบียนโอนซื้อขายที่ดินโดย ไม่สุจริต” ไม่มีการชำระราคากันจริง เป็นเรื่องการฟ้องขอเพิกถอนการฉ้อฉลตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๓๗ หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๐๔๑/๒๕๔๗ จำเลยทั้งสองสมคบกันจดทะเบียนโอนซื้อขายที่ดินพิพาทโดยไม่สุจริตและไม่มีการชำระเงินกันจริง จำเลยที่ ๒ ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทที่แท้จริง การแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสองในทางทะเบียนเกี่ยวกับที่ดินพิพาท จึงเป็นการแสดงเจตนารลวงโดยสมรู้ กันเป็นโมฆะตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๕ วรรคหนึ่ง และผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใดจะยกความเสียเปล่าแห่งโมฆะกรรมขึ้นกล่าวอ้างตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๒ ก็ได้ โจทก์ทั้งสองชอบที่จะฟ้องขอให้เพิกถอน เพื่อใดก็ได้ ฟ้องโจทก์ทั้งสองมิใช่การฟ้องขอเพิกถอนการฉ้อฉลตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๓๗ ไม่อยู่ในบังคับที่จะต้องฟ้องภายใน ๑ ปี ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๔๐,แพ่ง,, 65,7,,หุ้นส่วนจำกัดความรับผิดสอดเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการงานของห้างหุ้นส่วนนั้น ความรับผิดระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกันเองจะเป็นอย่างไร,"คำตอบ ระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกันเองต้องบังคับตามสัญญาหุ้นส่วนมีคำพิพากษาฎีกา วินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๘๔๔/๒๕๓๗ โจทก์ฟ้องว่า โจทก์จำเลยได้ร่วมกันประกอบกิจการค้า โดยจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีโจทก์เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ โจทก์จำเลยลงหุ้น เป็นเงินสดคนละ ๒๔๕,๐๐๐ บาท ในการดำเนินกิจการของห้างหุ้นส่วนดังกล่าว จำเลยสอดเข้าไป เกี่ยวข้องจัดการงานของห้างหุ้นส่วน ต่อมา โจทก์จำเลยตกลงหยุดกิจการ แต่มิได้จดทะเบียนเลิก ห้างหุ้นส่วน โจทก์จำเลยได้ตกลงแบ่งทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วนกันไปแล้ว ต่อมากรมสรรพากรมีหนังสือแจ้งให้ห้างหุ้นส่วนจำกัด ชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลพร้อมเบี้ยปรับเป็นจำนวนรวมทั้งสิ้น ๑,๗๒๙,๐๐๘ บาท โจทก์ได้ผ่อนชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่กรมสรรพากรไปแล้ว จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้ค่า ภาษีเงินได้นิติบุคคลดังกล่าวครึ่งหนึ่ง เป็นเงินจำนวน ๘๖๔,๕๐๔ บาท จำเลยให้การว่า จำเลยเป็นหุ้นส่วนประเภทด้านความรับผิดของห้างหุ้นส่วนจำกัด โดย รับผิดไม่เกินจำนวนเงินที่จำเลยลงหุ้นคือ ๒๔๕,๐๐๐ บาท หากจะฟังว่าจำเลยสอดเข้าไปเกี่ยวข้อง จัดการงานของห้างหุ้นส่วนก็เป็นเรื่องที่จำเลยต้องร่วมรับผิดชำระหนี้ต่อบุคคลภายนอกโดยไม่จำกัด จำนวน แต่ในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกัน จำเลยต้องรับผิดไม่เกินจำนวนเงินที่ลงหุ้น ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นว่าการที่กฎหมายบัญญัติไว้ดังกล่าวก็เพื่อป้องกันมิให้ผู้เป็นหุ้นส่วน จำกัดความรับผิดสอดเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการงานของห้างหุ้นส่วน เพราะหน้าที่ดังกล่าวเป็นของ หุ้นส่วนผู้จัดการซึ่งเป็นหุ้นส่วนจำกัดไม่จำกัดความรับผิด ซึ่งการกระทำดังกล่าวอาจก่อให้เกิดหนี้ระหว่าง ห้างหุ้นส่วนกับบุคคลภายนอกได้ ฉะนั้นหากหุ้นส่วนจำกัดความรับผิดสอดเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการ งานของห้างหุ้นส่วน ก็ต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกโดยไม่จำกัดจำนวน บทบัญญัติดังกล่าวเป็นบทบัญญัติ เพื่อคุ้มครองบุคคลภายนอก เนื่องจากบุคคลภายนอกอาจจะไม่ทราบว่าผู้ใดเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการหรือผู้ใด เป็นหุ้นส่วนจำกัดใด ส่วนระหว่างหุ้นส่วนด้วยกันเอง ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนทราบดีอยู่แล้วว่าผู้ใดเป็น หุ้นส่วนจำกัดใดและมีหน้าที่อย่างใด หากยินยอมให้มีการกระทำผิดหน้าที่ ผู้ที่ให้ความยินยอมไม่มีสิทธิจะอ้างกฎหมายมาตราดังกล่าวขึ้นบังคับผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกันอย่างบุคคลภายนอกได้ กรณีของผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกันต้องบังคับตามสัญญาห้างหุ้นส่วน ",แพ่ง,, 65,7,,ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์ แต่เมื่อจัดทะเบียนการได้มา ซึ่งไม่อาจยกขึ้นต่อสู้บุคคลภายนอกที่ซื้อที่ดินนั้นมาโดยสุจริต เสียค่าตอบแทนและได้จัดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตได้นั้น จะมีการครอบครองปรปักษ์โดยผู้ครอบครองคนเดิมได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๕๙๕/๒๕๔๑ จำเลยเข้าครอบครองและปลูกบ้านอยู่ในที่ดินพิพาทมากกว่า ๑๐ ปี จนจำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์มาก่อนที่โจทก์ได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทมาจาก ว. เจ้าของกรรมสิทธิ์เดิม -แม้จำเลยจะมิได้จัดทะเบียนสิทธินั้น จึงไม่อาจยกขึ้นต่อสู้โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกที่ซื้อที่ดินนั้นมาโดยสุจริตเสียค่าตอบแทน และได้จัดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๙๙ วรรคสอง ได้ก็ตาม แต่เมื่อปรากฏว่า โจทก์เองก็มิได้ดำเนินการเพื่อแสดงสิทธิดังกล่าวแก่จำเลย กลับปล่อยปละละเลยให้จำเลยครอบครองที่ดินพิพาทจนกลายเป็นการครอบครองปรปักษ์ต่อโจทก์ต่อมาอีก ฉะนั้น เมื่อจำเลยได้ครอบครองที่ดินพิพาทต่อมานับตั้งแต่โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลาเกินกว่า ๑๐ ปี แล้ว จำเลยย่อมได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ และยกขึ้นใช้ยันโจทก์ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๘๒,แพ่ง,, 65,8,,การรวมกลุ่มกันเพื่อจัดให้มีการเล่นการพนันในอาคารโดยการนำชื่อของบริษัทที่เป็นสำนักงานทนายความไปติดตั้งที่อาคารด้านหน้าเป็นการบังหน้า เพื่อให้เจ้าพนักงานตำรวจเกรงกลัวและไม่กล้าเข้าไปค้น เป็นความผิดฐานเป็นอั้งยี่หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๒๗๙/๒๕๕๔ จำเลยกับพวกมีได้มีเจตนาจะประกอบกิจการบริษัท อ. ในอาคารที่เกิดเหตุอย่างแท้จริง การนำชื่อของบริษัทที่เป็นสำนักงานนายความไปติดตั้งไว้ที่อาคารด้านหน้าโดยต่อมาการเช่าอาคารส่วนกลางและด้านหลังเพื่อการเล่นพนันไพ่บาการา จึงมีเหตุผลที่เชื่อได้ว่าเป็นเพียงการบังหน้าเพื่อให้เจ้าพนักงานตำรวจเกรงกลัวและไม่กล้าเข้าไปค้นพฤติการณ์ในการกระทำของจำเลยกับพวกจึงเป็นการร่วมกลุ่มกันเพื่อจัดให้มีการเล่นการพนันไพ่บาการาในอาคารที่เกิดเหตุ โดยนำชื่อบริษัทซึ่งเป็นสำนักงานทนายความและชมรมมาบังหน้าเพื่อจัดให้มีการเล่นการพนันมาแต่ต้น ย่อมเรียกได้ว่าจำเลยกับพวกเป็นสมาชิกของคณะบุคคลซึ่งปกปิดวิธีดำเนินการและมีความมุ่งหมายเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นการกระทำความผิดฐานเป็นอั้งยี่ (ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๐๙),อาญา,, 65,8,,ปลอมใบรับรองเงินฝากของธนาคาร โดยที่ธนาคารไม่เคยออกใบรับรองเงินฝาก จึงไม่มีเอกสารที่แท้จริง จะมีความผิดฐานปลอมเอกสารตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๕ หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๔๒๒/๒๕๕๔ จำเลยที่ ๑ ฎีกาว่า โจทก์ร่วมไม่เคยออกใบรับรองเงินฝากตามเอกสารหมายเลข จ.๔ จึงไม่มีเอกสารที่แท้จริง เอกสารหมายเลข จ.๔ ไม่ใช่เอกสารสิทธิปลอมนั้น เห็นว่า ความผิดฐานปลอมเอกสารไม่จำกัดถึงมีเอกสารที่แท้จริงอยู่ก่อน เมื่อจำเลยที่ ๒ ทำปลอมใบรับรองเงินฝากเอกสารหมายเลข จ.๔ ขึ้นทั้งฉบับเพื่อให้ผู้อื่นหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริงโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่โจทก์ร่วม ผู้อื่นหรือประชาชนแล้ว ใบรับรองเงินฝากเอกสารหมายเลข จ.๔ จึงเป็นเอกสารสิทธิปลอม ",อาญา,, 65,8,,ผู้ครอบครองที่ดินแทนบุคคลอื่น หากที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินกรรมสิทธิ์รวม การบอกกล่าวเปลี่ยนลักษณะแห่งการยืดถือแก่ผู้เป็นเจ้าของรวมในที่ดิน จะต้องบอกกล่าวแก่ผู้เป็นเจ้าของรวมทุกคนหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๘๖๙/๒๕๕๔ ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยมีตามที่โจทก์ฎีกาเพียงประเด็นเดียวว่า จำเลยบอกกล่าวเปลี่ยนการยืดถือแก่โจทก์ผู้เป็นเจ้าของรวม โดยไม่ได้บอกกล่าวแก่นาย บ. ด้วย ถือเป็นการบอกกล่าวที่ชอบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๘๑ แล้วหรือไม่ เห็นว่า โจทก์กับนาย บ. เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาท โจทก์และ นาย บ. คนใดคนหนึ่งย่อมมีสิทธิจัดการดูแลที่ดินพิพาททั้งหมด ดังนี้ การที่จำเลยบอกกล่าวแสดงเจตนาเปลี่ยนการยึดถือที่ดินพิพาทไปยังโจทก์ ก็ย่อมมีผลเป็นการบอกกล่าวที่สมบูรณ์ตามประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์ มาตร ๑๓๘๑ แล้ว โดยไม่จำต้องบอกกล่าวไปยังเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมให้ครบทุกคน ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น” ",แพ่ง,, 65,8,,ผู้ร่วมกระทำความผิดขับรถยนต์พาพวกมายังบ้านผู้เสียหาย แต่ไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุและไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในการพูดคุยติดต่อเจรจาในการนำสลากกินแบ่งรัฐบาลที่มีการปลอมหมายเลขว่าถูกรางวัลมาขาย จะถือว่าเป็นตัวการหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๒๕/๒๕๕๕ ขณะจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมกันกระทำความผิดโดยพูดจาหลอกลวงนำสลากกินแบ่งรัฐบาลที่มีการปลอมแปลงหมายเลขออกขายให้แก่ผู้เสียหาย จำเลยที่ ๓ ไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุและไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในการพูดคุยติดต่อเจรจากับผู้เสียหาย จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ ๓ เป็นตัวการที่ร่วมกระทำความผิดฐานใช้สลากกินแบ่งรัฐบาลซึ่งเป็นเอกสารสิทธิปลอม แต่การที่จำเลยที่ ๓ เป็นผู้ขับรถยนต์พาจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ มายังบ้าน ผู้เสียหายเพื่อให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมกันหลอกลวงนำสลากกินแบ่งรัฐบาลที่มีการปลอมหมายเลขว่าถูกรางวัลมาขายเพื่อประสงค์จะเอาทรัพย์สินของผู้เสียหาย เป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวก แก่จำเลยที่ ๑ ก่อนกระทำความผิด จำเลยที่ ๓ จึงเป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ ๑ ในการกระทำความผิดต้องรับโทษฐานเป็นผู้สนับสนุนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๖ ",อาญา,, 65,8,,"ในสัญญาจะซื้อขาย คู่สัญญาจะโอนสิทธิของตนให้แก่บุคคลอื่นตามบทบัญญัติเรื่องการโอนสิทธิเรียกร้องได้หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๖๑๘/๒๕๔๙ ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าจำเลยที่ ๑ ทำสัญญาจะซื้อขายดินกับโจทก์ ต่อมาจำเลยที่ ๑ ได้โอนสิทธิตามสัญญาดังกล่าวให้จำเลยที่ ๒ และได้มี การขุดดินไปจนครบถ้วนแล้วแต่โจทก์ยังไม่ได้รับเงินค่าดินอีก ๑,๒๓๒,๖๕๐ บาท ปัญหาตามฎีกาของจำเลยทั้งสองมีว่า จำเลยที่ ๑ ต้องรับผิดตามหนังสือสัญญาจะซื้อขายแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ข้อตกลงตามหนังสือโอนสิทธิตามสัญญาซื้อขายดินระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๒ เป็นเรื่องที่จำเลยที่ ๑ โอนสิทธิและหน้าที่ในการปฏิบัติตามหนังสือสัญญาจะซื้อขายที่มีอยู่แก่โจทก์ให้แก่จำเลยที่ ๒ มิใช่เป็นแต่เพียงโอนสิทธิเรียกร้องในฐานะเจ้าหนี้ที่มีอยู่แก่โจทก์ ให้จำเลยที่ ๒ เท่านั้น กรณีมิใช่เรื่องการโอนสิทธิเรียกร้อง จึงไม่อาจนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๐๖ มาใช้บังคับได้ แต่เมื่อปรากฏว่าภายหลัง จากจำเลยที่ ๑ โอนสิทธิตามสัญญาดังกล่าวให้จำเลยที่ ๒ แล้ว โจทก์กับจำเลยที่ ๒ ได้ทำข้อตกลงกันตามรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐาน ระบุว่า โจทก์กับจำเลยที่ ๒ ได้ทำสัญญาซื้อขายดินกันซึ่งเป็นดินแปลงเดียวกับที่จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาจะซื้อขายจากโจทก์และจำเลยที่ ๒ ได้ขุดดินของโจทก์ไปครบตามสัญญาแล้ว จำเลยที่ ๒ ยังชำระค่าดินให้แก่โจทก์ไม่ครบตามสัญญา จำเลยที่ ๒ ตกลงจะชำระค่าดินดังกล่าวแก่โจทก์และโจทกกับจำเลยที่ ๒ ก็ได้ลงลายมือชื่อไว้ในรายงานดังกล่าวด้วย จึงถือได้ว่าข้อตกลงตามรายงานประจำวัน เป็นสัญญาที่ทำกันขึ้นระหว่างโจทก์ ซึ่งเป็นเจ้าหนี้กับจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นลูกหนี้คนใหม่ เมื่อหนังสือโอนสิทธิตามสัญญาซื้อขายดินระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๒ ระบุให้จำเลยที่ ๒ จะได้แจ้งเรื่องการโอนสิทธิดังกล่าวไปยังโจทก์ให้ทราบเรื่องและปฏิบัติตามสัญญาซื้อขายกันต่อไป สัญญาที่ทำขึ้นระหว่างโจทกกับจำเลยที่ ๒ เช่นว่านี้จึงหาได้ทำโดยขืนใจจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นลูกหนี้เดิมไม่ย่อมมีผลให้เป็นการแปลงหนี้ใหม่ด้วยเปลี่ยนตัวลูกหนี้โดยทำเป็นสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๒ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๕๐ ซึ่งทำให้หนี้ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ตามสัญญาจะซื้อขายดิน เป็นอันระงับสิ้นไปตามมาตรา ๓๔๙ แล้ว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องให้จำเลยที่ ๑ รับผิดตามสัญญาดังกล่าวได้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๔๙๔/๒๕๔๑ สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างระหว่าง พ. กับจำเลยเป็นสัญญาต่างตอบแทน ทั้งสองฝ่ายต่างมีฐานะเป็นทั้งเจ้าหนี้และลูกหนี้ กล่าวคือ พ. มีฐานะเป็นเจ้าหนี้ที่จะได้รับโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจากจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ในการที่จะต้องโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่ พ. ในขณะเดียวกัน พ. ก็มีฐานะเป็นลูกหนี้ที่จะต้องชำระหนี้ค่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลยซึ่งเป็นเจ้าหนี้ในการที่จะได้รับชำระหนี้ค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจาก พ. แม้ว่า พ. จะสามารถโอนสิทธิเรียกร้องในฐานะเจ้าหนี้ให้แก่บุคคลอื่นหรือโจทก์ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๐๖ วรรคแรก ได้ก็ตาม แต่ พ. ก็ไม่อาจโอนหนี้ให้บุคคลอื่นหรือโจทก์มาเป็นลูกหนี้แทน โดยเพียงแต่ทำเป็นหนังสือสัญญาระหว่าง พ. กับบุคคลอื่นหรือโจทก์ เนื่องจากการเปลี่ยนตัวลูกหนี้ ถือเป็นการแปลงหนี้ใหม่ ซึ่งจะต้องมีการทำสัญญากันระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้คนใหม่ ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๕๐ เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ซึ่งเป็นลูกหนี้คนใหม่ได้ทำสัญญาใหม่กับจำเลยซึ่งเป็นเจ้าหนี้ หนี้ใหม่ยังไม่เกิดขึ้น โจทก์จึงไม่มีนิติสัมพันธ์กับจำเลย ไม่อาจฟ้องบังคับให้จำเลยส่งมอบที่ดินให้โจทก์ได้ อย่างไรก็ดี หากผู้ขายได้ชำระหนี้ส่วนของตนให้แก่ผู้ซื้อเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ผู้ขาย ย่อมอยู่ในฐานะเป็นเจ้าหนี้อย่างเดียวจึงย่อมโอนสิทธิเรียกร้องให้แก่ผู้รับโอนได้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๕๗๔/๒๕๕๑ แม้สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ระหว่าง ส. กับจำเลยจะเป็นสัญญาต่างตอบแทน ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างมีฐานะเป็นเจ้าหนี้และลูกหนี้ กล่าวคือจำเลยมีฐานะเป็นเจ้าหนี้ที่จะได้รับโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจาก ส. ซึ่งเป็นลูกหนี้ในการที่จะต้องโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลย ในขณะเดียวกันจำเลยก็มีฐานะเป็นลูกหนี้ที่จะต้องชำระหนี้ค่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่ ส. ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ในการที่จะได้รับชำระหนี้ค่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจากจำเลย แต่เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่า ส.ได้ชำระหนี้ในส่วนของตนให้แก่จำเลยเป็นที่เรียบร้อยแล้วก่อนที่ ส. จะโดนสิทธิเรียกร้องให้แก่โจทก์ การโอนสิทธิเรียกร้องระหว่าง ส. กับโจทก์จึงเป็นการโอนเฉพาะสิทธิเรียกร้องในฐานะเป็นเจ้าหนี้เพียงอย่างเดียวการโอนในลักษณะดังกล่าวนี้เมื่อได้ทำเป็นหนังสือและได้บอกกล่าวการโอนไปยังจำเลยแล้วก็ย่อมสมบูรณ์ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๐๖ วรรคแรก จำเลยจึงต้องรับผิดชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ ",แพ่ง,, 65,8,,ก่อสร้างถนนและเสาไฟฟ้าอันเป็นสาธารณูปโภคสำหรับประชาชนใช้ร่วมกันรุกล้ำที่ดินของผู้อื่นโดยสุจริต เป็นกรณีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๑๒ หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๗๔๓/๒๕๔๑ จำเลยที่ ๑ ทำการปรับปรุงถนนบนที่ดินที่ ส. อุทิศเป็นสาธารณะประโยชน์โดยก่อสร้างเป็นถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก และการก่อสร้างรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ตลอดแนวเขตเป็นเนื้อที่ประมาณ ๑๕ ตารางวา และจำเลยที่ ๓ ได้ปักเสาพาดสายไฟฟ้ารุกล้ำที่ดินของโจทก์ตามแนวขอบถนนจำนวน ๔ ต้น โดยมี ส. เจ้าของที่ดินชี้แนวเขตในการสร้างถนนและโจทก์รู้เห็นการก่อสร้าง ทั้งโจทก์และ ส. ก็ยังเข้าใจว่าไม่ได้รุกล้ำที่ดินของโจทก์ การกระทำของจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ จึงมิได้กระทำโดยเจตนาหรือประมาทเลินเล่อไม่เป็นการละเมิด แต่เป็นการ ก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำในที่ดินของผู้อื่นโดยสุจริต โจทก์ย่อมไม่อาจขอให้รื้อถอนถนนและเสาไฟฟ้ากับเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ได้ สิ่งที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ปลูกสร้างในที่ดินของโจทกก็มิใช่โรงเรือน แต่เป็นถนนและเสาไฟฟ้าอันเป็นสาธารณูปโภคสำหรับประชาชนใช้ร่วมกัน แม้จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ปลูกสร้างรุกล้ำที่ดินของโจทก์โดยสุจริต กรณีก็ไม่อาจนำมาตรา ๑๓๑๒ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาใช้บังคับได้ เมื่อเป็นกรณีไม่มีบทกฎหมายใดบัญญัติไว้โดยตรง จึงต้องอาศัยเทียบบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งคือประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๑๔ ซึ่งกำหนดให้ใช้บทบัญญัติมาตรา ๑๓๑๐ บังคับตลอดถึงการก่อสร้างใด ๆ ซึ่งติดที่ดินด้วย และเมื่อสิ่งปลูกสร้าง คดีนี้เป็นสาธารณนูปโภคสำหรับประชาชนใช้ร่วมกัน ซึ่งโจทก์ไม่อาจเป็นเจ้าของได้ โจทก์จึงคงมีสิทธิเพียงเรียกให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ซื้อที่ดินนั้นตามราคาตลาดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๑๐ วรรคสอง ",แพ่ง,, 65,9,,การได้กรรมสิทธิ์ที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์นั้น จะนับระยะเวลาการครอบครองปรปักษ์ระหว่างเป็นที่ดินมีเปล่าก่อนที่ดินออกโฉนด รวมเข้ากับระยะเวลาการครอบครองปรปักษ์ภายหลังที่ดินมีโจทก์แล้วได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๒๗๐/๒๕๕๔ การได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินของผู้อื่นโดยการครอบครองตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๘๒ จะต้องเป็นการครอบครองที่ดินที่ผู้อื่นมีกรรมสิทธิ์และครอบครองโดยสงบเปิดเผยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันเป็นเวลา ๑๐ ปี ผู้ร้องจะนับระยะเวลาการครอบครองในระหว่างเป็นที่ดินมีเปล่าก่อนที่ดินพิพาทออกโฉนดรวมเข้ากับระยะเวลาการครอบครองปรปักษ์ภายหลังที่ดินมีโฉนดแล้วหาได้ไม่ ขณะที่มีการออกโฉนดที่ดินในที่ดินพิพาทปี ๒๕๒๙ ผู้ร้องไม่ได้คัดค้านอย่างใด ต่อมาปี ๒๕๓๓ ผู้ร้องเข้าไปตักดินในที่ดินพิพาทผู้คัดค้านห้ามแล้วไม่หยุด ผู้คัดค้านจึงนำโฉนดที่ดินไปแจ้งความที่สถานีตำรวจว่าผู้ร้องบุกรุก ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าผู้ร้องเข้าครอบครองที่ดินพิพาทและแสดงออกว่ามีเจตนาเป็นเจ้าของเมื่อปี ๒๕๓๓ เมื่อนับระยะเวลาจนถึงผู้ร้องยื่นคำร้องขอคืนนี้เมื่อวันที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๔๑ ยังไม่ครบ ๑๐ ปี ผู้ร้องจึงไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครอง คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๗๗/๒๕๕๐ การครอบครองปรปักษ์ที่ดินของผู้อื่นจนได้กรรมสิทธิ์ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๘๒ นั้น อสังหาริมทรัพย์ที่จะถูกครอบครองปรปักษ์จนได้กรรมสิทธิ์จะต้องเป็นของบุคคลอื่น ซึ่งก็คือบุคคลนั้นจะต้องมีกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์นั้นเอง หลักฐานที่แสดงว่าผู้ใดเป็นเจ้าของหรือมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินซึ่งเป็นอสังหาริมทรัพย์นั้นคือโฉนดที่ดินเพราะเป็นหลักฐานทางทะเบียนของทางราชการ ดังนั้น การครอบครองที่ดินของผู้อื่นอันจะเป็นเหตุให้ผู้ครอบครองได้กรรมสิทธิ์นั้นจะต้องเป็นการครอบครองที่ดินของผู้อื่นที่ได้ออกโฉนดแล้วเท่านั้น ทั้งจะต้องครอบครองติดต่อกันเป็นเวลาสิบปีด้วย เนื่องจากทางราชการเพิ่งออกโฉนดที่ดินพิพาทให้แก่โจทย์ทั้งห้าเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๓๙ เช่นนี้ การนับระยะเวลาการครอบครองปรปักษ์ที่ดินพิพาทจึงต้องเริ่มนับตั้งแต่วันที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๓๙ เป็นต้นไปเท่านั้น ระยะเวลาที่ครอบครองก่อนที่ดินพิพาทออกโฉนดไม่อาจนำมานับรวมกันได้ เมื่อคิดถึงวันที่ ๖ พฤศจิกายน ๒๕๔๐ ซึ่งเป็นวันที่จำเลยทั้งสองฟ้องแย้งขอให้ศาลพิพากษาว่าจำเลยทั้งสองได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองจึงยังไม่ถึงสิบปี จำเลยทั้งสองจึงไม่อาจได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๘๒ ",แพ่ง,, 65,9,,ผู้สั่งจ่ายเช็คแก้ไขวันเดือนปีในเช็คโดยผู้ทรงยินยอมจะถือว่าเป็นการขยายกำหนดอายุความฟ้องร้องหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๓๘๕/๒๕๕๔ เช็คเป็นตราสารเปลี่ยนมือได้ ย่อมโอนเปลี่ยนมือกันได้ด้วยการสลักหลังและลงมอบเช็คในกรณีเช็คระบุชื่อ หรือด้วยการส่งมอบเช็คในกรณีเช็คผู้ถือเช็คพิพาททั้ง ๕ ฉบับ เป็นเช็คสั่งจ่ายเงินสดโดยมิได้ระบุชื่อหรือยื่ห้อผู้รับเงินและมิได้ขีดฆ่าคำว่า หรือผู้ถือออก จึงเป็นเช็คผู้ถือ โจทก์เป็นผู้มีเช็คพิพาทไว้ในครอบครอง โจทก์จึงเป็นผู้ทรงเช็คพิพาทโดยชอบด้วยกฎหมายตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๐๔ เมื่อการแก้ไขวันเดือนปีในเช็คพิพาทเป็นการแก้ไขโดยจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้สั่งจ่ายและลงลายมือชื่อกำกับไว้ด้วย โดยโจทก์ซึ่งเป็นผู้ทรงยินยอม เช็คพิพาทจึงไม่เสียไปและใช้ได้ต่อจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้แก้ไขตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๐๐๗ วรรคแรก โดยถือว่าเช็คพิพาทมีกำหนดเวลาใช้เงินตามที่แก้ไขนั้นหาใช้เป็นเรื่องขยายอายุความฟ้องร้องไม่,แพ่ง,, 65,9,,สัญญาจ้างทำของ มีข้อสัญญาทำนองว่า เมื่อมีการเลิกสัญญา ผู้ว่าจ้างไม่ต้องใช้ค่างานแก่ผู้รับจ้าง ข้อสัญญาดังกล่าวถือเป็นเบี้ยปรับหรือไม่ หรือจะต้องบังคับตามข้อสัญญาดังกล่าว,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๓๓๐/๒๕๕๔ โดยปกติเมื่อสัญญาเลิกกัน คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม ส่วนที่เป็นการงานอันได้กระทำให้ ให้ทำได้ด้วยใช้เงินตามสมควรค่าแห่งการนั้น ๆ ตามที่บัญญัติไว้ใน ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๙๑ วรรคหนึ่ง และวรรคสาม โจทก์ผู้รับจ้างจึงย่อมมีสิทธิได้รับการใช้เงินตามควรค่าแห่งงานที่ได้กระทำให้แก่ จำเลยผู้ว่าจ้างไปแล้ว การที่สัญญาข้อ ๙ ดังกล่าวระบุให้บรรดาทำงานที่โจทก์ได้ทำขึ้นตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยโดยโจทก์จะเรียกร้องค่าเสียหายใด ๆ ไม่ได้เพื่อเป็นผลให้จำเลยไม่ต้องใช้ค่างานแก่โจทก์ จึงเป็นข้อตกลงที่มีลักษณะเป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้า อันเป็นเบี้ยปรับ ซึ่งหากสูงเกินส่วนศาลเมืองอาจลดลงได้ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๘๓ วรรคหนึ่ง หาใช่ว่าจะต้องบังคับตามข้อสัญญาโดยเด็ดขาด เป็นผลให้จำเลยไม่ต้องใช้เงินตามควรค่าแห่งงานแก่โจทก์ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ วินิจฉัยเสมอไปไม่ คดีนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าโจทก์ทำงานตามจำนวนค่าจ้างไปเป็นเงิน ๕๐๔,๐๐๐ บาท จำเลยชำระแล้ว ๓๐๐,๐๐๐ บาท เมื่อคำนึงถึงค่าปรับรายวันที่จำเลยมิได้เรียกร้องประกอบกับความเสียหายอย่างอื่นที่จำเลยได้รับแล้วเห็นสมควรกำหนดให้จำเลยใช้เงินแก่โจทก์อีกเพียง ๕๐,๐๐๐ บาท ซึ่งแม้คำพิพากษาศาลชั้นต้นจะใช้ถ้อยคำว่าเงินจำนวนดังกล่าวเป็นเงินค่าจ้าง แต่ก็เห็นได้ว่าเป็นเงินตามควร ค่าแห่งงานที่กำหนดให้จำเลยใช้แก่โจทก์เพื่อการกลับคืนสู่ฐานะเดิมและศาลชั้นต้นได้ใช้ ดุลพินิจลดจำนวนลงแล้วนั่นเอง หากจำเลยเห็นว่าตนไม่ต้องรับผิดก็ชอบที่จะอุทธรณ์ แต่จำเลยมิได้อุทธรณ์ เพียงแต่มีคำขอมาในคำแก่อุทธรณ์ให้ยกฟ้องโจทก์เท่านั้น ซึ่งไม่อาจกระทำได้ปัญหาว่าจำเลยจะต้องชำระเงินจำนวน ๕๐,๐๐๐ บาท แก่โจทก์หรือไม่ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่มีเหตุที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ จะต้องยกปัญหานี้ขึ้นวินิจฉัยตามคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยอีก ",แพ่ง,, 65,9,,มูลหนี้ที่เกิดขึ้นก่อนจะออกจากการเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัด หุ้นส่วนผู้จัดการดังกล่าวจะต้องรับผิดหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๗๗๘/๒๕๕๒ จำเลยที่ ๓ เคยเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ ๑ ระหว่างวันที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๕๔๓ ถึงวันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๔๕ มูลหนี้ที่เกิดขึ้นได้เกิดขึ้นก่อนที่จำเลยที่ ๓ จะออกจากเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ ๑ ซึ่งจำเลยที่ ๓ ต้องร่วมรับผิดในหนี้ดังกล่าวภายในกำหนด ๒ ปี นับแต่ออกจากเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๐๖๘ ประกอบมาตรา ๑๐๘๐ แต่ข้อเท็จจริง ปรากฏว่าจำเลยที่ ๓ ออกจากเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการตั้งแต่วันที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๔๕ ความรับผิดของจำเลยที่ ๓ ย่อมมีจำกัดเพียงสองปีนับแต่วันดังกล่าวถึงวันที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๔๗ การที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๓ เป็นคดีนี้เมื่อวันที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๔๘ จึงเกินกำหนด เวลา ๒ ปีแล้ว จำเลยที่ ๓ จึงไม่ต้องรับผิดในหนี้ดังกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๐๖๘ ประกอบมาตรา ๑๐๘๐ โจทก์จึงไม่อาจนำหนี้นี้มาฟ้องจำเลยที่ ๓ เป็นคดีล้มละลายได้ ",แพ่ง,, 65,9,,"ใช้ปืนยิงผู้อื่น แต่ลูกกระสนปืนมีกำลังอ่อน ผู้ถูกยิงจึงไม่ถึงแก่ความตายเป็นความผิดพยายามฆ่าผู้อื่นตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๐ หรือ ๘๑ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗/๒๕๕๕ ลูกกระสนปืนที่จำเลยยิงไม่ทะลุผ่านผิวหนังทำอันตรายแก่อวัยวะภายในของผู้เสียหายที่ ๑ เป็นเพราะมีกำลังอ่อน มิใช่เพียงแต่ผู้เสียหาย ที่ ๑ ถูกยิงในแนวเฉียง การกระทำของจำเลยย่อมไม่สามารถจะบรรลุผลให้ผู้เสียหายที่ ๑ ถึง แก่ความตายได้อย่างแน่แท้ จึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ ประกอบมาตรา ๘๑ วรรคแรก ซึ่งเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๕ วรรคสองประกอบมาตรา ๒๒๕ ",อาญา,, 65,9,,การให้ทรัพย์สินแก่เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมซึ่งมิใช่พนักงานสอบสวน เพื่อดำเนินการช่วยเหลือผู้อื่นโดยให้เปลี่ยนข้อหาให้เบาลง จะเป็นความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๔ หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๐๙๖/๒๕๕๒ จำเลยทั้งสองไปติดต่อกับดาบตำรวจ ช. เพื่อขอให้ช่วยเหลือ พ. กับพวก โดยเปลี่ยนข้อหาจากเดิมข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อนำหน่ายและจำหน่ายเป็นข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยเสนอให้เงิน ๗๐,๐๐๐ บาท ยอมเป็นการกระทำที่มุ่งประสงค์ขอให้ทรัพย์สินเพื่อจูงใจให้ดาบตำรวจ ช. ไปดำเนินการให้ผู้บังคับบัญชากระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่ เพื่อพ้นตำรวจตรี ต. ผู้บังคับบัญชาของดาบตำรวจ ช. ทราบความประสงค์ของจำเลยทั้งสองจากดาบตำรวจ ช. และวางแผนจับกุมโดยต่อตกลงและนำหมายให้นำเงินมอบให้และจับกุมได้พร้อมเงินของกลาง จึงถือได้ว่าจำเลยทั้งสองได้ขอให้ทรัพย์สินแก่ดาบตำรวจ ช. และพ้นตำรวจตรี ต. เพื่อจูงใจให้กระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๔ ",อาญา,, 65,9,,ผู้เริ่มก่อการและจดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิในนามของบริษัท บ. แต่ไม่ได้จัดทะเบียนจัดตั้งบริษัท จะต้องร่วมกันรับผิดในหนี้ที่ตัวแทนของบริษัท บ. กระทำไปหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๔๑๑/๒๕๕๓ จำเลยที่ ๘ ซื้อสินค้าจากโจทก์ในฐานะตัวแทนของบริษัท บ. เมื่อบริษัท บ. ไม่ได้จัดทะเบียนจัดตั้งขึ้นเป็นบริษัท จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ ที่ ๖ และที่ ๗ ในฐานะผู้เริ่มก่อการจึงต้องรับผิดชำระค่าสินค้าต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๑๑๓ บริษัท บ. ซื้อสินค้าเพื่อใช้ในการก่อสร้างโรงแรง อันเป็นกิจการของบริษัท บ. อายุความสิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงมีกำหนด ๕ ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๓๓ ",แพ่ง,, 65,10,,ก่อสร้างตอม่อ ทำคานปูนและปักเสาเข็มคอนกรีตเสริมเหล็กซึ่งเป็นฐานรากของโรงเรือนซึ่งเป็นสิ่งที่ฝังอยู่ใต้ดินรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้อื่น จะถือว่าได้ภาระจำยอมโดยอายุความได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๒๓๘/๒๕๔๖ ข้อเท็จจริงเชื่อได้ว่าจำเลยทั้งสองสร้างฐานรากของโรงเรือนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์โดยไม่สุจริตตามฟ้องจริง บัญหาข้อต่อมาที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า จำเลยทั้งสองได้สิทธิภาระจำยอมในที่ดินส่วนที่รุกล้ำดังกล่าวโดยอายุความนั้น เห็นว่า การที่จำเลยทั้งสองสร้างฐานรากของโรงเรือนซึ่งเป็นส่วนที่ผังอยู่ใต้ดินรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์โดยมีเจตนาเพื่อซ่อนเร้นปกปิดการกระทำที่ไม่ชอบของตน จึงไม่อาจถือได้ว่าจำเลยทั้งสองครอบครองที่ดินส่วนที่รุกล้ำของโจทก์โดยเปิดเผยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๘๒ ประกอบมาตรา ๑๔๐๑ ดังนั้น แม้มีการครอบครองมานานเท่าใด จำเลยทั้งสองก็ไม่ได้สิทธิภาระจำยอมในที่ดินดังกล่าว ",แพ่ง,, 65,10,,ผู้กู้นำโฉนดที่ดินมอบให้ผู้ให้ยืดถือไว้เป็นประกันหนี้เงินกู้ ผู้ให้กู้จะมีสิทธียึดโฉนดที่ดินหรือไม่ และหากผู้ให้กู้คืนโฉนดที่ดินแก่ผู้กู้ไป จะเป็นเหตุให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิดหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ ๑. คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๘๙๔/๒๕๔๖ คดีมีบัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่าผู้ร้องมีสิทธิยืดหน่วงโฉนดที่ดินฉบับพิพาทหรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องเป็นผู้ครอบครองโฉนดที่ดินก็โดยจำเลยผู้เป็นลูกหนี้เงินกู้มอบให้ยืดถือเป็นประกันเงินกู้ตามหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารท้ายคำร้อง ผู้ร้องจึงมีสิทธิยืดถือโฉนดที่ดินไว้เป็นประกันการชำระหนี้เงินกู้จนกว่าจะได้รับชำระหนี้คืนโดยอาศัยข้อตกลงในหนังสือสัญญากู้เงินดังกล่าวนั้นเอง แต่สิทธิยืดถือโฉนดที่ดินดังกล่าวเป็นเพียงบุคคลสิทธิบังคับกันได้ระหว่างคู่สัญญาไม่สามารถใช้ยันแก่บุคคลอื่นได้ ส่วนสิทธิยืดหน่วงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๔๑ หมายถึง การที่ผู้ครอบครองได้ครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่นและมีหนี้อันเป็นคุณแก่ผู้ครอบครองเกี่ยวด้วยทรัพย์สินที่ครอบครองนั้น หนี้ที่ผู้ร้องมีเป็นเพียงหนี้เงินกู้ที่ผู้ร้องจะได้รับชำระหนี้คืนเท่านั้นหาได้เป็นคุณแก่ผู้ร้องเกี่ยวด้วยที่ดินโฉนดดังกล่าวไม่ เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีทำการบังคับคดีแก่ที่ดินดังกล่าว ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิยืดหน่วงโฉนดที่ดินฉบับพิพาท ๒. คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๗๑๘/๒๕๑๕ ในประเด็นที่ว่า การที่โจทก์ได้คืนโฉนดให้จำเลยที่ ๑ ไปนั้น จำเลยที่ ๒ ย่อมหลุดพ้นจากความรับผิดหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๙๗ นั้น ต้องเป็นสิทธิที่ให้อำนาจแก่เจ้าหนี้เหนือทรัพย์สินของลูกหนี้ เช่น การจำนอง จำหน่าย หรือบุริมสิทธิ โฉนดเป็นเพียงเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ในตัวทรัพย์ จำเลยที่ ๑ มอบ โฉนดให้โจทกก็ยึดถือไว้ไม่ทำให้โจทก์มีสิทธิใด ๆ ในตัวทรัพย์ คือที่ดินตามโฉนด การที่โจทกก์คืนโฉนดให้จำเลยที่ ๑ ไป จึงไม่เป็นเหตุทำให้จำเลยที่ ๒ ผู้ค้ำประกันพ้นความรับผิดไปได้ตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ ๖๓๑/๒๔๗๔ ๓. เจ้าหนี้ให้ลูกหนี้กู้เงินโดยลูกหนี้มอบโฉนดให้ยึดไว้เป็นประกันนั้น ไม่มีสิทธิ ยึดหน่วงตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๔๑ จึงไม่ใช่เจ้าหนี้มีประกันตาม พ.ร.บ. ล้มละลายฯ มาตรา ๖ เมื่อลูกหนี้ต้องคำพิพากษาให้ล้มละลาย เจ้าหนี้จะยื่นคำขอรับชำระหนี้เกิน ๒ เดือนไม่ได้ ตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย มาตรา ๙๑ (ฎีกาที่ ๕๔๕/๒๕๐๔) ๔. ข้อตกลงที่ผู้ค้ำประกันยอมให้เจ้าหนี้ยึดถือโฉนดไว้จนกว่าเจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้ครบถ้วนนั้น ไม่จำต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ กรณีเช่นนี้ไม่เข้าลักษณะเป็นสัญญาจำนอง เพราะเจ้าหนี้มิได้มีสิทธิพิเศษในที่ดินอันเป็นตัวทรัพย์นั้น (ฎีกาที่ ๕๐๕/๒๕๐๗) เพียงเอาโฉนดที่ดินมาให้ผู้ให้กู้ยืดถือไว้ตามสัญญากู้ มิใช่หนี้ที่มีประกันตามกฎหมาย (ฎีกาที่ ๑๖๑๒/๒๕๑๒) ๕. จำเลยให้โจทกกู้เงินยึดโฉนดไว้เป็นประกัน หนี้ขาดอายุความ โจทก์เรียกโฉนดคืนได้มิใช่จำนำที่จะบังคับตามมาตรา ๑๘๙ (ฎีกาที่ ๒๒๙/๒๕๒๒ ประชุมใหญ่) ๖. กู้เงินมอบโฉนดให้เจ้าหนี้ยืดไว้ เมื่อลูกหนี้ยังไม่ชำระหนี้ก็เรียกโฉนดคืนไม่ได้ (ฎีกาที่ ๔๑๖/๒๕๒๐) โจทก์ทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีกับจำเลย โดยจำเลยยึดถือโฉนดรายพิพาทกับใบมอบอำนาจที่โจทก์ให้ไว้ยังมิได้นำไปจดทะเบียนจำนองเป็นประกันตามที่ตกลงกัน เมื่อโจทก์ยังเป็นหนี้จำเลยมากกว่าที่โจทก์เสนอจะชำระให้แก่จำเลย จำเลยย่อมมีสิทธิที่จะปฏิเสธไม่รับชำระหนี้ และยึดถือโฉนดไว้จนกว่าจะได้รับชำระหนี้เสร็จสิ้นได้ (ฎีกาที่ ๙๔๒/๒๕๒๗) ",แพ่ง,, 65,10,,กรณีลูกหนี้ทำสัญญาจะขายทรัพย์เฉพาะสิ่งแล้ว กลับเอาทรัพย์นั้นไปโอนขายแก่ผู้อื่น ผู้ซื้อรายแรกจะฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินระหว่างผู้ขายกับผู้ซื้อรายหลังได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๓๙๒/๒๕๔๕ ก่อนที่จำเลยที่ ๑ จะทำสัญญาซื้อขายและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๒ ทราบว่าโจทก์กับจำเลย ที่ ๑ ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทด้วยกันไว้ก่อนแล้วการที่จำเลยที่ ๒ ทำสัญญาซื้อขายและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ ๑ จึงเป็นการทำให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยที่ ๑ เสียเปรียบ ถือว่าจำเลยทั้งสองร่วมทำการฉ้อฉลโจทก์ โจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมชื่อขายที่ดินระหว่างจำเลยทั้งสองได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๓๗ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๓๘๔/๒๕๔๐ บทบัญญัติว่าด้วยการเพิกถอนการฉ้อฉลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๓๗ มิได้บัญญัติให้สิทธิแก่เจ้าหนี้ผู้มีสิทธิในทรัพย์สิทธิเท่านั้นที่จะร้องขอให้ศาลเพิกถอนได้ เจ้าหนี้ผู้มีสิทธิในบุคคลสิทธิย่อมร้องขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมใดๆ อันลูกหนี้ได้กระทำลงทั้งรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบได้ด้วย และเมื่อวัดถูแห่งหนี้คือบ้านพร้อมที่ดินอันเป็นทรัพย์เฉพาะสิ่งซึ่งมีลักษณะเฉพาะไม่อาจใช้ทรัพย์อื่นมาโอนแทนได้ แม้ลูกหนี้จะมีทรัพย์สินอื่นพอที่จะชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ได้ ก็ยังทำให้เจ้าหนี้เสียเปรียบที่จะร้องขอให้เพิกถอนได้ คดีเรื่องนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยที่ ๓ เป็นน้องภรรยาของจำเลยที่ ๒ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการในนามของจำเลยที่ ๑ จึงน่าเชื่อว่าจำเลยที่ ๓ ซื้อบ้านพร้อมที่ดินพิพาทโดยรู้อยู่ว่าโจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายทรัพย์ดังกล่าวกับจำเลยที่ ๑ ก่อนแล้วโจทก์จึงมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายและการโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างในที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๒๖๐๖๓ เพื่อจดทะเบียนโอนให้โจทก์ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๓๗ ที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ฎีกาว่า สัญญาจะซื้อจะขายบ้านพร้อมที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ เป็นเพียงบุคคลสิทธิ หาใช่ทรัพย์สิทธิ โจทก์จึงฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมระหว่างจำเลยที่ ๑ กับที่ ๓ ไม่ได้นั้น เห็นว่า บทบัญญัติว่าด้วยการเพิกถอนการฉ้อฉลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๓๗ มิได้บัญญัติให้สิทธิแก่เจ้าหนี้ผู้มีสิทธิในทรัพย์สิทธิเท่านั้นที่จะร้องขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมใดๆ อันลูกหนี้ได้กระทำลงทั้งรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ ดังนี้เจ้าหนี้ผู้มีสิทธิในบุคคลสิทธิย่อมร้องให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมใดๆ อันลูกหนี้ได้กระทำลงทั้งรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบได้ด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ฟังไม่ขึ้น ที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ฎีกาว่า การเพิกถอนการฉ้อฉลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๓๗ จะต้องเป็นกรณีที่ลูกหนี้ไม่มีทรัพย์สินอื่นใดพอที่จะชำระหนี้แก่เจ้าหนี้แต่จำเลยที่ ๑ มีทรัพย์สินพอที่จะชำระหนี้แก่โจทก์ได้ ย่อมไม่ทำให้โจทก์เสียเปรียบนั้น เห็นว่าวัตถุแห่งหนี้ในคดีนี้คือบ้านพร้อมที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์เฉพาะสิ่ง ซึ่งมีลักษณะเฉพาะไม่อาจใช้ทรัพย์อื่นมาโอนแทนได้ ดังนี้แม่จำเลยที่ ๑ จะมีทรัพย์สินอื่นพอที่จะชำระหนี้แก่โจทก์ได้ ก็ยังทำให้โจทก์เสียเปรียบ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ฟังไม่ขึ้น ",แพ่ง,, 65,10,,การปลอมเอกสารต้องมีเอกสารที่แท้จริงอยู่ก่อนและต้องทำให้เหมือนของจริง หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๘๙๕/๒๕๔๖ จำเลยที่ ๒ กับพวกกร่วมกันทำปลอมหนังสือสัญญาซื้อขายรถยนต์ ฉบับลงวันที่ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๔๑ ระหว่างนายยืนยง ผู้ขาย กับนายเตือนใจ ผู้ซื้อ โดยจำเลยที่ ๒ กับพวกร่วมกันหลอกลวงนางเดือนใจว่า จำเลยที่ ๒ เป็นบุคคลคนเดียวกับนายยืนยางซึ่งเป็นเจ้าของรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน ภ - ๗๘๗๔ นครราชสีมา และตกลงขายรถยนต์คันดังกล่าวให้แก่นางเตือนใจ ซึ่งความจริงแล้ว จำเลยที่ ๒ กับนายยืนยงเป็นบุคคลคนละคนกัน เห็นว่า การปลอมเอกสารไม่จำต้องมีเอกสารที่แท้จริงอยู่ก่อน และไม่ต้องทำให้เหมือนของจริงก็เป็นเอกสารปลอมได้ จำเลยที่ ๒ กับพวกหลอกลวงนางเตือนใจว่า จำเลยที่ ๒ คือ นายยืนยงเจ้าของรถยนต์บรรทุกคันดังกล่าว และทำสัญญาซื้อขายรถยนต์คันนั้น โดยพวกของจำเลยที่ ๒ ลงลายมือชื่อนายยืนยง ในช่องผู้ขายในสัญญาดังกล่าวมอบให้นางเตือนใจยึดถือไว้การกระทำของจำเลยที่ ๒ กับพวกมีเจตนาทุจริตเพื่อให้ได้เงินจากนางเดือนใจ และไม่ให้นางเดือนใจใช้สัญญาซื้อขายรถยนต์นั้นเป็นหลักฐานฟ้องเรียกเงินคืน ทำให้นางเดือนใจได้รับความเสียหาย จำเลยที่ ๒ กับพวก จึงมีความผิดฐานร่วมกันปลอมหนังสือสัญญาซื้อขายรถยนต์อันเป็นเอกสารสิทธิ เมื่อจำเลย ที่ ๒ กับพวกได้มอบหนังสือสัญญาซื้อขายรถยนต์นั้นให้นางเดือนใจยิดถือไว้ จำเลยที่ ๒ กับพวกจึงมีความผิดฐานร่วมกันใช้เอกสารสิทธิปลอมอีกกระทงหนึ่ง รวมทั้งมีความผิดฐานฉ้อโกงด้วย ",อาญา,, 65,11,,การใช้สิทธิในที่ดินทั้งสองแปลงในฐานะเจ้าของที่ดินร่วมกัน หากต่อมาการโอนที่ดินแปลงหนึ่งไป ผู้รับโอนจะนำสิทธิที่เจ้าของรวมมีอยู่ในที่ดินที่รับโอน มาแบ่งครองเนื่องจากได้รับภาระจำยอมโดยอายุความได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๔๐๑๕/๒๕๕๓ ขณะที่ ส. ซื้อที่ดินแปลงแรก และต่อมา พ. ซื้อ ที่ดินแปลงที่ ๒ นั้นส. และ พ. อยู่กินฉันสามีภริยาแล้ว แม้ว่าจะไม่ได้ความว่า ส. และ พ. ได้จัดทะเบียนสมรสกันโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ แต่ทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างอยู่กินฉันสามีภริยาต้องถือว่าเป็นเจ้าของร่วมกัน ทั้งการที่จะมีภาระจำยอมได้จะต้องมีที่ดินสองแปลงโดยที่ดินแปลงหนึ่งตกอยู่ในภาระจำยอมของที่ดินอีกแปลงหนึ่ง และการที่จะได้ภาระจำยอมโดยอายุความตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๐๑ จะต้องเป็นการใช้เพื่อตนเอง มิใช่เป็นการอาศัยเมื่อการใช้สิทธิในที่ดินของ ส. ทั้งสองแปลงเป็นการใช้ในฐานะเจ้าของที่ดินร่วมกันกับ พ. มิใช่เป็นการใช้ในที่ดินของผู้อื่นอันจะเป็นผลให้ได้สิทธิภาระจำยอมในช่วงเวลาดังกล่าว โจทย์จะนำสิทธิที่ ส. มีอยู่ในที่พิพาทมานับต่อเนื่องกับสิทธิที่โจทย์ได้รับเพื่อให้ได้สิทธิภาระจำยอมในที่ดินแปลงพิพาทหาได้ไม่ เมื่อโจทย์ได้รับโอนที่ดินมีโฉนดจาก ส. ในปี ๒๕๓๖ นับถึงวันฟ้องคดีนี้ยังไม่ถึง ๑๐ ปี ทางพิพาทจึงยังไม่ตกอยู่ในภาระจำยอมโดยอายุความ ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๐๑ ",แพ่ง,, 65,11,,ซื้อขายรถยนต์โดยส่งมอบการครอบครองพร้อมใบแทนคู่มือจดทะเบียนกับลงลายมือชื่อในแบบคำขอโอนและรับโอนกับหนังสือมอบอำนาจให้ผู้ซื้อ หากผู้ซื้อชำระราคาไม่ครบถ้วนผู้ขายไปเอารถยนต์คืนมา จะเป็นความผิดฐานลักทรัพย์หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๓๑๔/๒๕๕๓ จำเลยขายรถยนต์ของกลางให้แก่ผู้เสียหายโดยส่งมอบการครอบครองพร้อมใบแทนคู่มือจดทะเบียนกับลงลายมือชื่อในแบบคำขอโอนและโอนกับหนังสือมอบอำนาจให้แก่ผู้เสียหาย โดยที่สัญญาจะซื้อขายไม่ได้กำหนดเงื่อนไขการโอนกรรมสิทธิ์ไว้ การซื้อขายรถยนต์ของกลางจึงเสร็จเด็ดขาดและกรรมสิทธิ์โอนขณะทำสัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๕๓ และมาตรา ๔๕๘ การชำระราคาไม่ครบถ้วนกรณีนี้ไม่เป็นเหตุให้กรรมสิทธิ์ยังไม่ได้โอนแก่ผู้เสียหาย ผู้เสียหายจึงได้กรรมสิทธิ์นับแต่วันทำสัญญา เนื่องสัญญาซื้อขายไม่กำหนดเวลาชำระราคาไว้ ผู้เสียหายจึงไม่ตกเป็นผู้ผิดนัดชำระราคา การที่จำเลยเอารถยนต์ของกลางไปจึงไม่มีเหตุที่จะอ้างได้ตามกฎหมายและที่จำเลยโทรศัพท์นัดหมายให้ผู้เสียหายนำรถยนต์ของกลางไปห้างที่เกิดเหตุโดยจำเลยอ้างต่อพนักงานรักษาความปลอดภัยว่าบัตรจอดรถหายแล้วใช้บัตรจอดรถที่อ้างว่าหายนำรถยนต์ของกลางไปจากความครอบครองของผู้เสียหาย แสดงว่าได้มีการวางแผนลักทรัพย์รถยนต์ของผู้เสียหายไว้ล่วงหน้าเป็นขั้นตอน การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ ",แพ่ง,, 65,11,,ผู้ขายโอนขายห้องชุดแก่บุคคลภายนอกไปแล้วก่อนผู้ซื้อบอกเลิกสัญญา ผู้ซื้อมีสิทธิบอกเลิกสัญญาหรือไม่ และจะต้องบอกกล่าวให้ชำระหนี้ก่อนบอกเลิกสัญญาหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๖๑๕/๒๕๕๓ เมื่อสัญญายังไม่เลิกกันเพราะการบอกเลิกสัญญาของจำเลย คู่สัญญาจึงยังมีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติตามสัญญา กล่าวคือ โจทก์มีหน้าที่ต้องชำระราคาส่วนที่เหลือและจำเลยมีหน้าที่ต้องโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดทั้งสองห้องแก่โจทก์ แต่ได้ความตามคำให้การของจำเลยว่าจำเลยได้โอนขายห้องชุดทั้งสองห้องแก่บุคคลภายนอกไปแล้วก่อนโจทก์บอกเลิกสัญญา ดังนี้ การชำระหนี้ของจำเลยในการที่จะต้องโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดแก่โจทก์จึงกลายเป็นพ้นวิสัยเพราะเหตุอันเกิดจากการกระทำของจำเลยโดยไม่จำต้องพิจารณาว่าจำเลยอาจซื้อห้องชุดคืนมาโอนให้โจทก์ได้หรือไม่ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย โจทก์จึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๘๙ โดยหาจำต้องบอกกล่าวให้จำเลยชำระหนี้ตามมาตรา ๓๘๗ ก่อน การบอกเลิกสัญญาของโจทก์จึงชอบแล้ว เมื่อสัญญาเลิกกันเพราะโจทก์ใช้สิทธิเลิกสัญญา คู่สัญญาจำต้องให้อีกฝ่ายกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม กล่าวคือ จำเลยจำต้องคืนราคาห้องชุดที่โจทก์ชำระแล้วแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่เวลาที่จำเลยได้รับไว้ ทั้งนี้ตามมาตรา ๓๙๑ วรรคหนึ่งและวรรคสอง ประกอบมาตรา ๗ ",แพ่ง,, 65,11,,กรณีแบ่งแยกที่ดินแปลงเดียวกันทำให้ที่ดินที่แบ่งแยกนั้นแปลงใดไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๕๐ นั้น หมายถึงที่ดินแปลงเดิมต้องมีทางออกสู่ทางสาธารณะอยู่แล้วในขณะแบ่งแยกหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๓๒๕/๒๕๕๓ ทางจำเป็นจะขอได้ต่อเมื่อที่ดินมีที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะตามบทบัญญัติแห่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๔๙ แต่หากเป็นกรณีแบ่งแยกที่ดินแปลงเดียวกันทำให้ที่ดินที่แบ่งแยกนั้นแปลงใดไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะซึ่งหมายถึงทางสาธารณะที่มีอยู่ในขณะแบ่งแยกนั้นแล้ว ก็จะเป็นไปตามบทบัญญัติแห่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๕๐ เมื่อปรากฏว่าที่ดินของโจทก์และที่ดินพิพาทถูกแบ่งแยกออกจากที่ดินแปลงเดียวกันก่อนมีถนนพุทธมณฑลสาย ๑ กรณีจึงไม่อาจนำบทบัญญัติแห่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๕๐ มาบังคับได้ ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ที่ดินของโจทก์มีทางออกสู่ทางสาธารณะ ๓ ทาง แต่เป็นเส้นทางที่ต้องผ่านที่ดินของบุคคลอื่นและไม่ปรากฏว่าเป็นทางสาธารณะ อีกทั้งไม่ใช่ทางที่เป็นภารยทรัพย์ ของที่ดินของโจทก์ ซึ่งเจ้าของที่ดินอาจจะอนุญาตให้โจทก์ใช้ทางหรือไม่ก็ได้ และแม้เจ้าของที่ดินนั้นจะยินยอมให้โจทก์ผ่านที่ดินของตนได้ก็ไม่ใช่สิทธิตามกฎหมาย ประกอบกับมีระยะทางจากที่ดินของโจทก์ไปสู่ทางสาธารณะไกลไม่สะดวก จึงฟังได้ว่าที่ดินของโจทก์ถูกล้อมรอบด้วยที่ดินของผู้อื่นจนไม่อาจออกสู่ทางสาธารณะ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขอให้เปิดทางพิพาทเป็นทางจำเป็นได้แต่การที่จะเปิดทางจำเป็นนั้นต้องเลือกให้พอสมควรแก่ความจำเป็นของโจทก์โดยคำนึงถึงประโยชน์การใช้สอยที่ดินพิพาทให้เสียหายน้อยที่สุด คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๔๐๘/๒๕๕๑ การที่จะนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๕๐ มาใช้บังคับได้ต้องเป็นกรณีที่ที่ดินแปลงเดิมมีทางออกสู่ทางสาธารณะอยู่แล้ว เมื่อแบ่งแยกหรือแบ่งโอนกันเป็นเหตุให้แปลงหนึ่งไม่มีทางออกไปสู่ทางสาธารณะ เจ้าของที่ดินแปลงนั้นมีสิทธิเรียกร้องเอาทางเดินตามมาตรา ๑๓๔๙ ได้โดยไม่ต้องเสียค่าทดแทน เดิมที่ดินของโจทก์เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินที่ถูกที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะได้ ต้องอาศัยที่ดินของผู้อื่นเดินผ่านเพื่อออกไปสู่ทางสาธารณะ แต่การที่มีทางออกสู่ทางสาธารณะโดยผ่านที่ดินของผู้อื่นได้เพราะเขายินยอม มิใช่เป็นสิทธิตามกฎหมายต้องถือว่าไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามมาตรา ๑๓๕๐ แต่เป็นกรณีที่ที่ดินของโจทก์มีที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ โจทก์สามารถที่จะผ่านที่ดินซึ่งล้อมอยู่ไปสู่ทางสาธารณะได้ตามมาตรา ๑๓๔๙ โจทก์มีทางออกสู่ทางสาธารณะได้หลายทางโดยผ่านทางที่ดินของบุคคลอื่นที่มิได้หวงห้ามโจทก์ การที่โจทก์จะขอเปิดทางพิพาทเป็นทางจำเป็นเพื่อความสะดวกของโจทก์ แต่ทำให้จำเลยที่ ๑ต้องเดือดร้อนและเสียหาย และถ้าหากให้จำเลยที่ ๑ เปิดทางพิพาทเป็นทางจำเป็น จะทำให้จำเลยที่ ๑ ต้องรื้อบริเวณหลังบ้านด้านทิศตะวันออก อันจะทำให้จำเลยที่ ๑ ได้รับความเสียหายและเดือดร้อนเป็นอย่างมาก และไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๔๙ วรรคสาม การกระทำของโจทก์จึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๙๓๕/๒๕๔๔ ที่ดินของโจทก์ที่ ๖ ถึงที่ ๑๓ ทั้ง ๔ แปลงอยู่ติด แม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งปัจจุบันยังมีการใช้สัญจรถามปกติจึงเป็นทางสาธารณะ ที่ดินของโจทก์ดังกล่าวจึงไม่เป็นที่ดินที่มีที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกถึงทางสาธารณะได้ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๓๔๙ วรรคหนึ่ง บ้านบางหลังของฝ่ายโจทก์เป็นบ้านยกพื้น อยู่สูงกว่าระดับน้ำในแม่น้ำประมาณ ๗๐ เซนติเมตร แสดงให้เห็นว่า ระดับน้ำในแม่น้ำกับบริมตลิ่งย่อมจะน้อยกว่า ๗๐ เซนติเมตร กรณีไม่ถือว่าเป็นที่ชั้นอันระดับที่ดินกับทางสาธารณะอยู่สูงกว่ากันมากตามความหมายของมาตรา ๑๓๔๙ วรรคสอง เมื่อที่ดินของโจทก์ที่ ๖ ถึงที่ ๑๓ ทั้ง ๔ แปลงอยู่ติดกับทางสาธารณะ แม้ฝ่ายโจทก์ ไม่ได้ใช้ทางสาธารณะนี้สัญจรไปมาเป็นเวลานานแล้ว ก็ไม่ทำให้โจทก์ทั้งสิบสามมีสิทธิที่จะใช้ทาง พิพาทในที่ดินของจำเลยทั้งเจ็ดโดยอ้างว่าเป็นทางจำเป็นได้ ที่ดินของโจทก์ที่ ๑ ถึงที่ ๕ และโจทก์ที่ ๘ ถึงที่ ๑๓ แปลงอื่น ซึ่งไม่ได้ติดทางสาธารณะ โดยตรงนั้น เป็นที่ดินแบ่งแยกมาจากที่ดินที่ติดทางสาธารณะ หากโจทก์ที่ ๑ ถึงที่ ๕ และ โจทก์ที่ ๘ ถึงที่ ๑๓ จะเรียกร้องเอาทาง ก็ต้องเรียกร้องเอาจากที่ดินแปลงเดิมที่ได้แบ่งแยก หรือแบ่งโอนกัน ไม่ว่าจะเรียกร้องขอใช้ทางพิพาทได้ ",แพ่ง,, 65,11,,รู้ว่ามิได้มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น แต่ไปแจ้งความแก่พนักงานสอบสวนว่าได้ มีการกระทำความผิด เพื่อจะแกล้งให้บุคคลใดต้องรับโทษ จะเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทด้วย หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๖๑๑/๒๕๕๓ การที่จำเลยยืนยันข้อเท็จจริงว่าจำเลยเห็นโจทก์ร่วม หยิบเอาเศษสร้อยคอทองคำของจำเลยไปและได้แจ้งความแก่พนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีโจทก์ ร่วมในข้อหาลักทรัพย์ซึ่งเป็นข้อความอันเป็นเท็จ โดยจำเลยรู้ดีว่ามิได้มีการกระทำผิดในข้อหาลักทรัพย์เกิดขึ้น แต่กลับไปแจ้งความแก่พนักงานสอบสวนดังกล่าวว่าได้มีการกระทำผิดข้อหาลักทรัพย์ อันเป็นเท็จเพื่อให้พนักงานสอบสวนเชื่อว่าได้มีความผิดข้อหาลักทรัพย์เกิดขึ้น เพื่อให้โจทก์ร่วมได้ รับโทษ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๓๗, ๑๗๔ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๑๗๓ นอกจากนี้ จำเลยยังมีเจตนาแจ้งความเพื่อให้พนักงาน สอบสวนดำเนินคดีแก่โจทก์ร่วม อันเป็นการใส่ความโจทก์ร่วมต่อบุคคลที่สามเพื่อให้โจทก์ร่วม ถูกดูหมิ่นเกลียดชังและเสียชื่อเสียง จึงเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์ร่วมอีกด้วย",อาญา,, 65,12,,ใช้เหล้าสาดใส่หน้าผู้อื่น แต่เหล้าไปถูกบุคคลอีกคนหนึ่งเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาฐานใด,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๒๔๕/๒๕๕๓ จำเลยใช้เหล้าสาดใส่หน้าของผู้เสียหาย อันเป็นการทำร้ายร่างกายผู้เสียหายโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ เป็นการกระทำโดยเจตนาต่อผู้เสียหาย แต่เมื่อเหล้าไปถูก พ. เท่ากับผลของการกระทำเกิดแก่ พ. โดยพลาดไป ซึ่งเป็นความผิดฐานพยายามใช้กำลังทำรายผู้เสียหายและใช้กำลังทำราย พ. โดยพลาดไปด้วยซึ่งเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท โจทย์ย่อมฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยได้ทุกบท หรือจะขอให้ลงโทษเพียงบทใดบทหนึ่งก็ได้,อาญา,, 65,12,,การกระทำโดยเจตนาป้องกันทรัพย์สินของผู้อื่น จะอ้างว่าเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๘๑๗/๒๕๔๕ การที่ชาวบ้านไปขว้างปาบ้านบิดาจำเลยเป็นภัยอันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย จำเลยย่อมมีสิทธิทำการเพื่อป้องกันทรัพย์สินของบิดาจำเลยได้ แต่ภัยอันตรายที่เกิดจากการขว้างปาบ้านยังไม่ร้ายแรงถึงขนาดที่ต้องใช้อาวุธปืน ทำร้ายร่างกายผู้ที่ขว้างปาการกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำโดยเจตนาป้องกันทรัพย์สินที่เกินสมควรแก่เหตุตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๖๙ จำเลยย่อมมีความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหาย แต่ความผิดฐานทำลายความสงบเรียบร้อย สมควรแก่เหตุ จำเลยย่อมมีความผิดฐานทำลายความสงบเรียบร้อย สมควรแก่เหตุ จำเลยย่อมมีความผิดฐานทำลายความสงบเรียบร้อย ",อาญา,, 65,12,,ภยันตรายอันเกิดจากการทำร้ายยังไม่สิ้นสุดสิทธิที่จะป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายยังคงมีอยู่หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๓๔๕/๒๕๔๔ ก่อนเกิดเหตุขณะอยู่ในงานเลี้ยงที่บ้าน ป. ผู้ตายกับจำเลยจมีเหตุทะเลาะวิวาทจะทำร้ายกันเรื่องเล่นการพนันไฮโลว์ แต่มีคนห้ามไว้และให้จำเลยกลับบ้าน จำเลยจึงขับรถจักรยานยนต์ออกจากบ้าน ป. เพื่อกลับบ้านต่อมาผู้ตายได้ออกตามไป ซึ่งแสดงว่าผู้ตายตามไปหาเรื่องจำเลยจนเกิดเหตุเป็นคดีนี้ การที่ผู้ตายตามไปทันจำเลยระหว่างทางพร้อมกับพูดทำนองว่าตายไปข้างหนึ่งและเข้าไปชกต่อยแล้วชักมีดออกมากจากข้างหลังจะแทงทำร้ายจำเลยก่อนเช่นนี้ จำเลยย่อมมีสิทธิป้องกันตนเองได้ ถึงแม้จำเลยจะแย่งมีดจากมือผู้ตายได้แล้วก็มิใช่ว่าภยันตรายที่จะเกิดแก่จำเลย จากผู้ตายได้ผ่านพ้นหรือสิ้นสุดไปแล้ว เพราะผู้ตายมีรูปร่างสูงใหญ่และกำยำกว่าจำเลยซึ่งขาข้างซ้ายพิการเสื่อม โอกาสที่ผู้ตายจะแย่งมีดคืนจากจำเลยก็ยังมีอยู่ ซึ่งหากผู้ตายแย่งมีดคืนจากจำเลยมาได้ก็น่าเชื่อได้ว่าผู้ตายจะต้องแทงทำร้ายจำเลยได้รับอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ มิฉะนั้นผู้ตายคงไม่ตามไปหาเรื่องจำเลยอีก ส่วนเหตุการณ์ในขณะที่แทงนับได้ว่าเป็นช่วงฉุกละหุก ประกอบกับขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางคืนจำเลยไม่น่าจะมีโอกาสเลือกแทง ผู้ตายตรงบริเวณอวัยวะที่สำคัญได้ถนัดชัดเจน ดังนี้ แม้จำเลยจะแทงผู้ตายถูกที่บริเวณราวนมด้านซ้ายทะลุถึงหัวใจอันเป็นอวัยวะที่สำคัญเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายที่โรงพยาบาลในเวลาต่อมา ก็เป็นพฤติการณ์ที่ฟังได้ว่าเป็นการทำกระทำที่พอสมควรแก่เหตุที่จำต้องกระทำเพื่อป้องกันในสถานการณ์เช่นนั้นการกระทำของจำเลยจึงเป็นการป้องกันพอสมควรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๖๘ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๘๒๖/๒๕๓๐ ผู้ตายลากจำเลยเข้าไปในป่าข้างทางเพื่อจะข่มขืนและขู่ว่าจะฆ่าจำเลยจึงใช้มีดแทงผู้ตายที่หนึ่ง แล้วทั้งจำเลยและผู้ตายต่างวิ่งออกจากที่เกิดเหตุห่างประมาณ ๑๐๐ เมตร แล้วจึงเกิดปลุกปล้ำกัน โดยผู้ตายพยายามแย่งมีดคืนจากจำเลยเพื่อทำร้ายจำเลย จำเลยจึงแทงผู้ตายอีกหลายที เช่นนี้ถือว่าผู้ตายอันตรายยังไม่หมดไปทำการที่จำเลยซึ่งเป็นหญิงและอยู่ในภาวะเช่นนั้นใช้มีดแทงผู้ตายจึงเป็นการป้องกันพอสมควรแก่เหตุ ",อาญา,, 65,12,,เจ้าพนักงานตำรวจพบเห็นการกระทำความผิด แต่กลับไม่ทำการจับกุม และเรียกรับเงิน จะเป็นความผิดฐานใด ในทางกลับกันหากเป็นการแกล้งกล่าวหาแล้วเรียกเงินจะเป็นความผิดฐานใด,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๕๒๔/๒๕๕๑ จำเลยเป็นเจ้าพนักงานตำรวจมีหน้าที่สืบสวนจับกุมผู้กระทำความผิดอาญา ได้พบเห็น ส.กับพวกเล่นการพนันชนไก่นับเป็นความผิดอาญา จำเลยมีหน้าที่ต้องทำการจับกุมผู้กระทำความผิด แต่กลับไม่ทำการจับกุมและเรียกรับเงินจำนวน ๑,๕๐๐ บาท จาก ส. เพื่อจะไม่จับกุมตามหน้าที่ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๙ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๓๐๙/๒๕๔๑ คืนเกิดเหตุจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันใช้จำเลยที่ ๑ ซึ่งมีใช้เจ้าพนักงานตำรวจให้แสงตนเองเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ เพื่อเป็นเครื่องมือให้ไปเรียกรับเงินจากบรรดาคนขับรถยนต์บรรทุกที่แล่นผ่านไปมาไม่เลือกว่าคนขับรถนั้นจะได้กระทำความผิดต่อกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยที่ ๑ เข้าไปพูดกับคนขับรถว่า “ตามธรรมเนียม” คนขับรถนั้นแม้มิได้กระทำความผิดก็ต้องจำใจจ่ายเงินให้จำเลยที่ ๑ ด้วยความเกรงกลัวต่ออำนาจในการเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ การกระทำของจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ดังกล่าวเป็นการร่วมกันใช้อำนาจในตำแหน่ง โดยมิชอบข่มขืนใจเพื่อให้คนขับรถยนต์บรรทุกมอบเงินให้แก่จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นพวกของจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ อันเป็นความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๘ แล้ว และหากรณยนต์บรรทุกกันใดมีการกระทำที่เป็นความผิดต่อกฎหมาย ถ้าจำเลยที่ ๑ เรียกเอาเงินจากคนขับรถได้แล้ว จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ก็จะไม่ทำการจับกุมการกระทำของจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ดังกล่าวย่อมเป็นการร่วมกันเรียกและรับเงินจากคนขับรถยนต์บรรทุกสำหรับตนเองโดยมิชอบเพื่อไม่กระทำการในตำแหน่งคือไม่จับกุมตามหน้าที่อันเป็นความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๙ แต่คืนเกิดเหตุมีการเรียกเก็บเงินหลายครั้งหลายหน จากบรรดาคนขับรถหลายคนดังนี้ เมื่อโจทก์ร่วมการกระทำเหล่านี้ไว้ในฟ้องข้อเดียวกันโดยถือเป็นการกระทำความเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท คือผิดทั้ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๘ และ ๑๔๙ จึงต้องบังคับให้เป็นไปตามคำขอของโจทก์ ซึ่งแต่ละบทมามีโทษเท่านั้น และเมื่อผิดตามบทเฉพาะเช่นนี้ แล้วก็ไม่จำต้องปรับบทความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ อันเป็นบททั่วไปอีก คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๙๗๓/๒๕๓๗ จำเลยที่ ๑ เป็นเจ้าพนักงานตำรวจมีอำนาจหน้าที่ สืบสวนสอบสวนความผิดอาญา เมื่อได้พบและกล่าวหาว่าโจทก์ร่วมและนายสุเธียรมีไไม้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตอันมิใช่การแกล้งกล่าวหา การที่จำเลยที่ ๑ ไม่จับกุมแต่กลับขู่เข็ญเรียกเงิน แล้วละเว้นไม่จับกุมโจทก์ร่วมและนายสุเธียร จึงไม่ใช่ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๘ แต่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๙ เนื่องจากโจทก์มิได้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ อันเป็นบททั่วไปและเป็นบทที่โจทก์ฟ้องมาได้สำหรับจำเลยที่ ๒ มิใช่เจ้าพนักงานแต่รวมกระทำผิดฐานนี้ด้วย จึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ ประกอบมาตรา ๘๖ ",อาญา,, 65,12,,"กรณีผู้เป็นหุ้นส่วนจำกัดความรับผิดยินยอมให้ใช้ชื่อตนระคนเป็นชื่อห้าง คำว่าชื่อมีความหมายอย่างไร และหากผู้ที่ยินยอมให้ใช้ชื่อตนระบคนเป็นชื่อห้างเป็นบุคคลภายนอก มิใช่หุ้นส่วนจำกัดความรับผิด บุคคลนั้นจะมีความผิดในหนี้ของห้างหรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ กรณีเป็นหุ้นส่วนจำกัดความรับผิด ยินยอมให้ใช้ชื่อตนระคนเป็นชื่อห้าง คำว่า “ชื่อ” ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๐๘๑ และ ๑๐๘๒ ย่อมหมายถึงชื่อสกุลด้วย เมื่อจำเลยที่ ๔ ที่ ๕ ซึ่งเป็นหุ้นส่วนจำกัดความรับผิดให้ใช้ชื่อสกุลของตนระคนเป็นชื่อห้าง จำเลยที่ ๔ ที่ ๕ จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกเสมือนเป็นหุ้นส่วนจำกัดความรับผิด (คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๘๖/๒๕๓๒) คำว่า “ชื่อ” ในบทบัญญัติ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๐๘๑, ๑๐๘๒หมายถึง ชื่อตัว ชื่อรอง หรือชื่อสกุล อันเป็นที่รู้จักของบุคคลภายนอกว่าเป็นของหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิด และหมายถึงชื่อเดิมของผู้เป็นหุ้นส่วนจำกัดความรับผิดมิใช่ส่วนหนึ่งส่วนใดของชื่อหรือพยางค์หนึ่งของชื่อเว้นแต่เป็นที่รู้จักทั่วไปว่าชื่อบางส่วนหรือพยางค์หนึ่งของชื่อนั้นเป็นคำที่เรียกขานเป็นชื่อของผู้เป็นหุ้นส่วนดังกล่าว จำเลยที่ ๔ ซึ่งเป็นหุ้นส่วนจำกัดความผิดของห้างจำเลยที่ ๑ มีชื่อว่า “วิริยะ” เพียงแต่ยอมให้ห้างจำเลยที่ใช้คำว่า “วิ” มาระคนเป็นชื่อห้าง (ห้างหุ้นส่วนจำกัด วิฑูรย์ทัศน์ ชักพลาย) ปรากฏข้อเท็จจริงชัดแจ้งว่า คำว่า “วิ” นั้นเป็นที่รู้กันทั่วไปว่าหมายถึงชื่อของจำเลยที่ ๔ จึงยังไม่ต้องด้วยบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว จำเลยที่ ๔ จึงไม่ต้องร่วมกับจำเลยอื่นรับผิดต่อโจทก์ (คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๓๒๒/๒๕๓๖) จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ (นางประไพ) เป็นสามีภริยากันและเป็นห้างหุ้นส่วนเพียง ๒ คนในห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ ๑ ได้ร่วมกันกู้เงินจากธนาคารมาก่อสร้างสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงและเป็นทุนดำเนินกิจการของจำเลยที่ ๑ มาแต่ต้น พฤติการณ์บ่งชี้ว่า จำเลยที่ ๓ ยอมให้จำเลยที่ ๒ นำซื้อของตนไปประคนเป็นชื่อห้างจำเลยที่ ๑ แต่แรกเริ่มจัดตั้งห้างจำเลยที่ ๑ แล้ว จำเลยที่ ๓ จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ รับผิดต่อโจทก์เสมือนหนึ่งเป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๐๘๒ (คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๖๒๖/๒๕๔๘) กรณีที่บุคคลที่ยินยอมให้ใช้ชื่อตนเองคนเป็นชื่อห้างมิได้เป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วน จำกัดผลทางกฎหมายจะเป็นเช่นใด มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๐๒๕ ห้างหุ้นส่วนสามัญคือห้างหุ้นส่วนประเภทซึ่งผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนต้องรับผิดร่วมกันเพื่อหนี้ทั้งปวงของหุ้นส่วนโดยไม่มีจำกัด ดังนั้น บุคคลใดแสดงตนว่าเป็นหุ้นส่วน ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๐๕๔ จึงบัญญัติให้รับผิดต่อบุคคลภายนอกในบรรดาหนี้ของห้างหุ้นส่วนสามัญเสมือนเป็นหุ้นส่วนคือต้องรับผิดโดยไม่จำกัดจำนวนหนี้ ส่วนห้างหุ้นส่วนจำกัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๐๗๗ คือ ห้างหุ้นส่วนประเภทดังมีผู้เป็นหุ้นส่วนสองประเภท คือผู้เป็นหุ้นส่วนจำกัดความรับผิดและจำพวกไม่จำกัดความรับผิด ซึ่งมีความรับผิดไม่เท่ากัน จึงไม่อาจนำมาตรา ๑๐๕๔ มาใช้บังคับกับห้างหุ้นส่วนจำกัดได้ เพราะไม่อาจกำหนดได้ว่าจะต้องรับผิดเสมือนเป็นหุ้นส่วนประเภทใด จึงได้บัญญัติแก้ไขเปลี่ยนแปลงเพื่อบังคับใช้กับผู้เป็นหุ้นส่วนจำกัดความรับผิดไว้โดยเฉพาะในมาตรา ๑๐๘๒ โดยให้ผู้เป็นหุ้นส่วนจำกัดความรับผิดที่ยินยอม โดยแสดงออกชัดเจนหรือโดยปริยายให้ได้ชื่อของตนเองคนเป็นชื่อห้างรับผิดต่อบุคคลภายนอกเสมือนเป็นหุ้นส่วนจำกัดโดยปริยายให้ได้ชื่อของตนเองคนเป็นชื่อห้างจำเลยที่ ๑ แม้จะยินยอมโดยจำแนกความรับผิด เมื่อจำเลยที่ ๔ (นางประหยัด) ไม่ใช่หุ้นส่วนของจำเลยที่ ๑ ก็หาต้องรับผิดต่อโจทก์ เสมือนเป็นหุ้นส่วนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๐๕๔ ประกอบมาตรา ๑๐๘๐ ไม่ (คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๖๒๖/๒๕๔๘ และคำพิพากษาฎีกาที่ ๔๕๓๗/๒๕๕๑) ",แพ่ง,, 65,13,,เข้าไปในบริเวณบ้านของผู้อื่นและใช้ก้อนหินขว้างผู้อื่นนั้น แต่ไม่ถูก แต่เป็นเหตุให้กระเบื้องหลังคาแตก จะถือเป็นการกระทำโดยพลาดอันจะเป็นความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์หรือไม่ และหากการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำโดยประมาท ผลจะเป็นอย่างไร,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๒๗๗/๒๕๕๔ จำเลยทั้งสองเข้าไปในบริเวณบ้านผู้เสียหายทั้งสอง และใช้ก้อนหินขว้างผู้เสียหายทั้งสองแต่ไม่ถูก แต่เป็นเหตุให้กระเบื้องหลังคาแตก การกระทำของ จำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดฐานพยายามทำร้ายร่างกายผู้เสียหายทั้งสองและฐานบุกรุกเคหสถาน ตั้งแต่สองคนขึ้นไปในเวลากลางคืน อันเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท คำฟ้องของโจทก์บรรยายว่า ก้อนหินที่ขวางไปถูกกระเบื้องหลังคาแสดงว่าเป็นเพราะพลาด ไปถูกหลังคา มิได้บรรยายฟ้องให้ชัดแจ้งว่าจำเลยทั้งสองมีเจตนาทำให้เสียทรัพย์ด้วยจึงถือเอา เจตนาที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ มีเจตนาทำร้ายผู้เสียหายทั้งสองเป็นเจตนาทำให้เสียทรัพย์ตามประมวล กฎหมายอาญา มาตรา ๖๐ ด้วยไม่ได้ แม้อาจกระทำโดยประมาทแต่การทำให้เสียทรัพย์โดย ประมาทก็ไม่มีกฎหมายบัญญัติเป็นความผิด ",อาญา,, 65,13,,ผู้เช่าทำพินัยกรรมยกสิทธิการเช่าที่ดินให้แก่ผู้อื่น โดยสัญญาเช่ามีข้อตกลงให้ ผู้เช่าโอนสิทธิการเช่าได้ ต่อมาผู้เช่าตาย สิทธิการเช่าจะตกทอดแก่ผู้รับพินัยกรรมหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๒๐๑/๒๕๕๑ สิทธิการเช่าเป็นสิทธิเรียกร้องอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นโดย สัญญา ซึ่งผู้ให้เช่าตกลงให้ผู้เช่าได้ใช้หรือได้รับประโยชน์ในทรัพย์สิน อันเป็นหนี้เหนือบุคคล หาใช่ เป็นสิทธิเหนือทรัพย์สินหรือเป็นทรัพย์สิทธิไม่ และการเช่าทรัพย์สินนั้น ปกติผู้ให้เช่าย่อมเพ่งเล็งถึง คุณสมบัติของผู้เช่าว่าสมควรได้รับความไว้วางใจในการใช้และดูแลทรัพย์สินที่เช่าหรือไม่ สิทธิของ ผู้เช่าจึงมีสภาพเป็นการเฉพาะตัว เมื่อผู้เช่าตาย สิทธิการเช่าตามสัญญาเช่าก็เป็นอันระงับสิ้นสุดลง และไม่เป็นมรดกตกทอดไปถึงทายาท ทั้งนี้โดยไม่ต้องคำนึงว่ามีข้อตกลงให้ผู้เช่าโอนสิทธิการเช่า หรือไม่ เพราะหากมีข้อตกลงก็เป็นเรื่องที่ผู้ให้เช่าย่อมให้ผู้เช่าโอนสิทธิการเช่าแก่บุคคลภายนอกใน ระหว่างที่ผู้เช่ามีชีวิตอยู่ ซึ่งอาจทำได้ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๔๔ เท่านั้น ดังนั้น พินัยกรรมของ ท. ที่ยกสิทธิการเช่าที่ดินให้แก่โจทกก็จึงไม่ก่อให้เกิดสิทธิเรียกร้องใด ๆ แก่โจทก์เกี่ยวกับที่ดินที่เช่าและ ไม่ผูกพันจำเลยที่ ๑ จะต้องให้โจทก์เป็นผู้เช่าต่อไป จำเลยที่ ๑ ย่อมพิจารณาให้จำเลยที่ ๒ และ ให้จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ เป็นผู้เช่าที่ดินแต่ละแปลงต่อไปได้,แพ่ง,, 65,13,,เจ้าหนี้ปลดจำนองให้แก่ผู้จำนอง ทำให้ผู้ค้ำประกันลูกหนี้ไม่อาจรับช่วงสิทธิของ เจ้าหนี้ได้ จะมีผลให้ผู้ค้ำประกันลูกหนี้หลุดพ้นจากความรับผิดหรือไม่ และหากสัญญาค้ำประกัน ระบุว่าผู้ค้ำประกันไม่หลุดพ้นความรับผิดจากการกระทำของเจ้าหนี้ดังกล่าว ข้อตกลงนั้นบังคับ ได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๓๗๐/๒๕๕๑ การที่โจทก์ปลดจำนองให้แก่ ว. อาจทำให้จำเลยที่ ๓ ในฐานะผู้ค้ำประกันไม่อาจรับช่วงสิทธิจากโจทก์ได้ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๙๓ วรรคสอง ซึ่งอาจเป็น เหตุให้จำเลยที่ ๓ หลุดพ้นจากความรับผิดเพียงเท่าที่ตนต้องเสียหายตามมาตรา ๖๙๗ ก็ตาม แต่ ปรากฏว่าตามสัญญาค้ำประกันที่จำเลยที่ ๓ ทำไว้กับโจทก์ ข้อ ๕ ระบุว่า “การค้ำประกันนี้ย่อม ผูกพันผู้ค้ำประกันอย่างสมบูรณ์ต่อไป และผู้ค้ำประกันไม่ฟันจากการรับผิด เพราะเหตุผู้ให้กู้อาจ กระทำการใด ๆ ไป เป็นเหตุให้ผู้ค้ำประกันไม่อาจเข้ารับช่วงสิทธิได้ทั้งหมดหรือแตบางส่วนในสิทธิ ใด ๆ อันได้ให้หรืออาจได้ให้ไว้แก่ผู้ให้กู้แต่ก่อนหรือในขณะทำสัญญาค้ำประกัน” อันเป็นข้อตกลง ที่คู่สัญญาได้ตกลงกันยกเว้นบทบัญญัติแห่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๙๗ ซึ่งมิใช่กฎหมายอันเกี่ยวด้วย ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน โจทก์และจำเลยที่ ๓ จึงมีอำนาจตกลงกัน ให้มีผลเป็นอย่างอื่นได้ ดังนั้น เมื่อโจทก์ตกลงปลดจำนองค้ำประกันร่วมให้แก่ ว. แม้วจะเป็นเหตุให้ จำเลยที่ ๓ ได้รับความเสียหายก็ไม่ทำให้จำเลยที่ ๓ หลุดพ้นจากความรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกัน ที่ยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมตามข้อสัญญาดังกล่าว,แพ่ง,, 65,13,,การได้ภาระจำยอมโดยอายุความนั้น การนับระยะเวลาการใช้ทางหากที่ดิน ภายทรัพย์มีการโอนต่อๆ กันมา จะต้องเริ่มนับระยะเวลาการใช้ทางใหม่ทุกครั้งหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๐๐๒/๒๕๕๑ โจทก์ ญาติของโจทก์และผู้เช่าที่ดินพร้อมบ้านของ โจทก์ต่างได้ใช้ทางพิพาทในที่ดินของจำเลยทั้งสองเป็นทางเดินออกสู่ทางสาธารณะโดยสงบและ เปิดเผยด้วยเจตนาจะให้ได้สิทธิภาระจำนองแม้ที่ดินของจำเลยทั้งสองจะมีการโอนต่อกันมาหลายครั้ง จนมาถึงจำเลยทั้งสองก็ตาม แต่เมื่อโจทก์และบริวารได้ใช้ทางพิพาทในที่ดินดังกล่าวติดต่อกันมา โดยเจ้าของที่ดินที่รับโอนต่อกันมาจนถึงจำเลยทั้งสองต่างก็ทราบดีและไม่ได้โต้แย้งคัดค้าน สิทธิในอันที่จะใช้ในทางพิพาทและระยะเวลาในการใช้ทางพิพาทของโจทก์จึงหาถูกกระทบหรือสะดุด หรือหยุดลงไม่ ดังนั้น เมื่อโจทก์และบริวารใช้ทางพิพาทดิตต่อกันตั้งแต่โจทก์ซื้อที่ดินพร้อมบ้านมาใน ปี ๒๕๓๐ จนถึงปี ๒๕๔๒ ที่จำเลยทั้งสองทำการถมดินและล้อมรั้วลวดหนามปิดกั้นทางพิพาท จึง เป็นการใช้เกินกว่า ๑๐ ปี ทางพิพาทย่อมตกเป็นภาระจำนองแก่ที่ดินของโจทก์ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๐๑ ประกอบด้วยมาตรา ๑๓๘๒ แล้ว,แพ่ง,, 65,13,,เจ้าของรวมในที่ดินจะจำหน่าย (ขาย) กรรมสิทธิ์ในที่ดินเฉพาะส่วนของตนให้แก่ บุคคลอื่นได้หรือไม่ เจ้าของรวมคนอื่นจะมีสิทธิขัดขวางการจำหน่ายกรรมสิทธิ์ที่ดินเฉพาะส่วน ดังกล่าวหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๔๕๔/๒๕๕๑ โจทก์ได้ขายที่ดินโฉนดเลขที่ ๘๓๖๓๑ แก่บริษัท ม. โจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยที่ ๑ ส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาทแก่โจทก์เพื่อนำไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ ที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของโจทก์แก่บริษัทดังกล่าว แต่จำเลยที่ ๑ เพิกเฉย ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๖๑ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ""เจ้าของรวมคนหนึ่ง ๆ จะจำหน่ายส่วนของตน หรือจำนอง หรือก่อให้เกิด ภาระติดพันก็ได้"" และความในวรรคสองบัญญัติว่า ""แต่ตัวทรัพย์สินนั้นจะจำหน่าย นำมา จำนอง หรือก่อให้เกิดภาระติดพันได้ ก็แต่ด้วยความยินยอมแห่งเจ้าของรวมทุกคน"" การที่โจทก์จำหน่าย กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของโจทก์กับบริษัท ม. มิใช่เป็นการก่อให้เกิดภาระติดพันแก่ ตัวทรัพย์สิน ย่อมเป็นสิทธิของโจทก์ที่สามารถกระทำได้ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๖๑ วรรคหนึ่ง โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากจำเลยทั้งสอง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๖๐ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ""เจ้าของรวมคนหนึ่ง ๆ มีสิทธิใช้ทรัพย์สิน ได้แต่การใช้นั้นต้องไม่ขัดต่อสิทธิแห่งเจ้าของรวมคนอื่น ๆ"" การที่โจทก์จำหน่ายกรรมสิทธิ์ในที่ดิน พิพาทเฉพาะส่วนของโจทกกับบริษัท ม. เพื่อให้บริษัทดังกล่าวมีสิทธิใช้ที่ดินพิพาทในฐานะเจ้าของ รวม จึงเป็นสิทธิของเจ้าของรวมคนหนึ่ง ๆ ที่จะกระทำได้ ทั้ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖ ก็บัญญัติให้ สำนิษฐานไว้ก่อนว่า บุคคลทุกคนกระทำการโดยสุจริต จำเลยที่ ๑ หามีสิทธิขัดขวางการจำหน่าย กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของโจทก์ไม่ ",แพ่ง,, 65,13,,กรรมการทำให้เกิดความเสียหายแก่บริษัท โดยอนุมัติขายที่ดินของบริษัทให้แก่ กรรมการเองและบุคคลภายนอกในราคาต่ำกว่าราคาประเมิน ผู้ถือหุ้นของบริษัทจะฟ้องกรรมการ และบุคคลภายนอกได้หรือไม่ และจะฟ้องให้โอนที่ดินคืนแก่บริษัทหากโอนไม่ได้ให้ใช้ค่าเสียหายเท่ากับ ราคาที่ดินได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๘๗๘/๒๕๕๑ ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๑๖๙ วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ อำนาจผู้ถือหุ้นมีอำนาจฟ้องร้องเอาค่าสินไหมทดแทนจากผู้เป็นกรรมการบริษัทที่ทำให้เกิดเสียหาย แก่บริษัทได้ การที่จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ ซึ่งเป็นกรรมการบริษัท บ. สมคบกันในการประชุมกรรมการ บริษัทและมีมติให้ขายที่ดินของบริษัทให้แก่จำเลยทั้งแปดซึ่งเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นของบริษัทและ บุคคลภายนอกในราคาต่ำกว่าราคาประเมินและราคาตามท้องตลาดทำให้บริษัทเสียหาย เป็นการ กระทำโดยทุจริตสมคบกันเบียดบังเอาทรัพย์สินของบริษัทมาเป็นของตนเองหรือผู้อื่นอันเป็นการ กระทำละเมิดต่อบริษัท เมื่อบริษัทไม่ยอมฟ้องร้องจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ ซึ่งเป็นกรรมการบริษัท โจทก์ ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัท บ. ย่อมมีอำนาจฟ้องร้องจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ ซึ่งเป็นกรรมการได้ แต่โจทก์ ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๕ ถึงที่ ๘ ซึ่งมิได้เป็นกรรมการบริษัท บ. ส่วนที่โจทก์ขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งเป็นกรรมการบริษัทโอนที่ดินคืนให้แก่ บริษัทหากโอนคืนไม่ได้ให้ใช้ค่าเสียหายเท่ากับราคาที่ดินนั้นเข้าหลักเกณฑ์ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๑๖๙ วรรคหนึ่ง เพราะการคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ก็จัดเป็นค่าสินไหมทดแทนเพื่อละเมิดดังที่บัญญัติไว้ ใน ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๓๘ วรรคสองด้วย ",แพ่ง,, 65,13,,ผู้จะซื้อนำที่ดินตามสัญญาจะซื้อขายมาทำสัญญายกให้ผู้อื่นโดยระบุให้ผู้รับต้อง ผูกพันและปฏิบัติตามสัญญาที่ผู้จะซื้อมีต่อผู้ขาย โดยไม่ได้มีการทำสัญญากันใหม่ระหว่างผู้ขายกับผู้รับ ต่อมาผู้ขายบอกเลิกสัญญาจะซื้อขายโดยไม่ชอบ ผู้รับจะมีอำนาจฟ้องผู้ขายหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๙๔๘/๒๕๕๔ ที่ดินพิพาทดิม ป. ตกลงทำสัญญาซื้อขายให้ ล. อันเป็นสัญญาต่างตอบแทนที่ระบุให้ ล. จะต้องชำระราคาให้ครบถ้วนและดำเนินการออกเอกสาร สิทธิ์ที่ดินเสียก่อน มีลักษณะเป็นสัญญาจะซื้อขายมิใช่ซื้อขายเสร็จเด็ดขาด และการส่งมอบการ ครอบครองที่ดินพิพาทตามสัญญาจะซื้อขายถือว่า ล. ผู้จะซื้อครอบครองที่ดินแทน ป. ผู้จะขายเป็น การชั่วคราว เมื่อ ล. นำที่ดินพิพาทมาทำสัญญายกให้โจทย์โดยระบุให้โจทย์ต้องผูกพันและปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อขายที่ ล. มีต่อ ป. อันมีลักษณะเป็นการแปลงหนึ่งใหม่ด้วยการเปลี่ยนตัวลูกหนี้ การที่โจทย์รับมอบการครอบครองมาจาก ล. ย่อมเป็นการครอบครองแทน ป. ชั่วคราวเช่นกัน เมื่อไม่ ปรากฏว่าได้มีการทำสัญญากันใหม่ระหว่าง ป. กับโจทย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๕๐ โจทก์จึงไม่ใช่คู่สัญญาและไม่อาจอ้างได้ว่า ป. บอกเลิกสัญญาโดยมิชอบ เมื่อโจทย์ ไม่ใช่ผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทจึงมิใช่ผู้ถูกโต้แย้งสิทธิและไม่มีอำนาจฟ้อง,แพ่ง,, 65,13,,เจ้าของที่ดินยื่นคำร้องคัดค้านคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดิน ต่อมาศาลมีคำสั่ง จำหน่ายคดีเพราะผู้ร้องไม่ชำระค่าขึ้นศาล แต่เจ้าของที่ดินยังคงปล่อยให้ผู้ร้องครอบครองที่ดินต่อมา จะถือว่าผู้ร้องครอบครองโดยความสงบหรือไม่ และจะมีผลต่อการนับระยะเวลาครอบครองปรปักษ์ หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๘๖๔/๒๕๕๔ ผู้คัดค้านยื่นคำร้องคัดค้านคำร้องขอของผู้ร้องในคดี ขอแสดงสิทธิในที่ดินพิพาท เป็นเพียงโต้เถียงสิทธิกัน ทั้งเมื่อศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีดังกล่าวแล้ว ก็ไม่ปรากฏว่าผู้คัดค้านได้ฟ้องขับไล่ผู้ร้อง คงปล่อยให้ผู้ร้องครอบครองที่ดินพิพาทต่อมา สิทธิครอบครองของผู้ร้องหาได้ถูกกำจัดให้ออกไปไม่ จึงมิใช่เป็นการระบกวณสิทธิครอบครองของผู้ร้อง อันจะถือว่าผู้ร้องไม่ได้ครอบครองที่ดินพิพาทโดยความสงบ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๘๒ ผู้ร้องยื่นคำร้องขอแสดงสิทธิในที่ดินพิพาทรั้งแรกเมื่อวันที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๔๑ ศาล ชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเนื่องจากผู้ร้องไม่ชำระค่าขึ้นศาลภายในระยะเวลาที่กำหนด ไม่อาจหมายความได้ว่าผู้ร้องไม่ประสงค์จะได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการร้องขอครอบครองปรปักษ์ต่อไป ทั้งไม่มีผลต่อการนับระยะเวลาครอบครองที่ดินพิพาทของผู้ร้องด้วย เมื่อนับแต่ผู้คัดค้านได้ สิทธิในที่ดินพิพาทวันที่ ๑๓ สิงหาคม ๒๕๓๓ จนถึงวันที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ต่อ ศาลชั้นต้นครั้งหลังวันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๔๔ เป็นเวลาเกิน ๑๐ ปี ผู้ร้องจึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท โดยการครอบครองปรปักษ์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๘๒ ",แพ่ง,, 65,14,,เหตุเกิดนอกราชอาณาจักร หากผู้กระทำความผิดมีเจตนาประสงค์ต่อผลหรือย่อมจะเล็งเห็นได้ว่า ผลนั้นจะเกิดขึ้นในราชอาณาจักร จะถือว่าเป็นการกระทำความผิดในราชอาณาจักรหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๔๔๕/๒๕๕๖ จำเลยลอยเรือเพื่อให้เรือลำอื่นที่ชักธงชาติไทยมารับช่วงนำบ้านไปจำหน่ายแก่เรือประมงอิกทอดหนึ่ง แม้เหตุจะเกิดที่นอกราชอาณาจักรแต่เห็นได้ว่าจำเลยมีเจตนาระบกวนคู่ต่อผลหรือย่อมจะเล็งเห็นได้ว่าผลนั้นจะเกิดขึ้นในราชอาณาจักรเพราะเรือที่รับช่วงนำบ้านจะต้องนำบ้านของกลางไปจำหน่ายให้แก่เรือประมงที่ทำการประมงในทะเลอาณาเขตซึ่งอยู่ในเขตราชอาณาจักรไทย การกระทำของจำเลยจึงอยู่ในขั้นพยายาม กรณีดังกล่าวความผิดอาญา มาตรา ๕ วรรคสอง ซึ่งบัญญัติว่าการพยายามกระทำการใดซึ่งกฎหมายบัญญัติเป็นความผิดแม้มีการกระทำนั้นจะได้กระทำอนุราชอาณาจักร ถ้าหากการกระทำนั้นจะได้กระทำตลอดไปจนถึงขั้นความผิดสำเร็จ ผลจะเกิดขึ้นในราชอาณาจักร ให้ถือว่าการพยายามกระทำความผิดของจำเลยดังกล่าวได้กระทำในราชอาณาจักร เมื่อการพยายามกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.๒๕๖๙ มาตรา ๒๗ กฎหมายบัญญัติเป็นความผิดและโทษเมือนกับเป็นความผิดสำเร็จโดยมีโทษเช่นเดียวกับความผิดสำเร็จ จำเลยจึงมีความผิดตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษา,อาญา,, 65,14,,ตีเช็คชำระหนี้แทนลูกหนี้หรือทำหนังสือรับชำระหนี้แทนลูกหนี้ จะถือเป็นการแปลงหนี้ใหม่หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ การแปลงหนี้ใหม่เป็นสัญญาระหว่างคู่กรณีเพื่อระงับหนี้เดิมแล้วก่อนให้เกิดหนี้ใหม่ขึ้นผูกพันกันแทน หนี้เดิมเป็นอันระงับไป แม้โจทก์จะยอมรับเช็คของจำเลยที่ ๒ เป็นผู้ส่งจ่ายโดยจำเลยที่ ๑ ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนลงลายมือชื่อ และประทับตราสำคัญของบริษัทจำเลยที่ ๒ เป็นการชำระหนี้แทนจำเลยที่ ๑ ตามเช็ค ก็มิใช่เป็นการแปลงหนี้ใหม่โดยเปลี่ยนตัวลูกหนี้ เพราะไม่มีการตกลงทำสัญญาแปลงหนี้กันใหม่โดยเปลี่ยนตัวลูกหนี้ของโจทก์จากจำเลยที่ ๑ ไปเป็นจำเลยที่ ๒ แต่เป็นเพียงจำเลยที่ ๒ เข้าไปเป็นผู้ชำระหนี้แทนจำเลยที่ ๑ ลูกหนี้เดิมเท่านั้น หนี้เดิมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ จึงยังไม่ระงับ เมื่อโจทก์เรียกเก็บเงินตามเช็คที่จำเลยที่ ๒ ส่งจ่ายไม่ได้ จำเลยที่ ๑ จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๒ ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๖๒๔/๒๕๕๒ หนังสือรับชำระหนี้แทนลูกหนี้ของ บ. ที่ทำให้ไว้แก่ โจทก์ เป็นกรณีที่ บ. ซึ่งมิได้เป็นลูกหนี้ผูกพันตนเข้าชำระหนี้ของจำเลยที่ ๑ แทนต่อโจทก์ แต่ไม่ปรากฏว่าโจทก์เจ้าหนี้ตกลงให้หนี้ของจำเลยที่ ๑ ระงับไป จึงไม่เป็นการแปลงหนี้ใหม่โดยเปลี่ยนตัวลูกหนี้ หนี้ของจำเลยที่ ๑ จึงไม่ระงับสินไป ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๔๙ วรรคหนึ่ง ",แพ่ง,, 65,14,,การเปลี่ยนมูลหนี้ จากมูลหนี้อย่างหนึ่งไปเป็นมูลหนี้อีกอย่างหนึ่ง เป็นการแปลงหนี้ใหม่หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ เป็นการแปลงหนี้ใหม่ เพราะเป็นการเปลี่ยนสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งหนี้ มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัย ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๙๑/๒๕๔๔ จำเลยเป็นลูกหนี้โจทก์ตามสัญญากู้ยืมเงิน ยังมิได้ ชำระหนี้ การที่คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายตกลงกันให้แปลงหนี้เป็นหนี้ตามตัวสัญญาใช้เงิน จำนวนหนี้ตามตัวสัญญาใช้เงินจึงเป็นหนี้ใหม่ โจทก์ย่อมมีสิทธิติดดอกเบี้ยตามที่กำหนดไว้ในสัญญาขายลดและในตัวสัญญาใช้เงินได้ ไม่เป็นการคิดดอกเบี้ยข้อนดอกเบี้ยซึ่งต้องห้ามตามกฎหมาย คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๒๗๒/๒๕๔๗ จำเลยที่ ๑ เป็นลูกจ้างของโจทก์ในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายขายสาขาบางนา เมื่อปี ๒๕๓๕ ก. พนักงานขายประจำสาขาบางนาได้ขายรถยนต์ให้แก่ ส.ในราคา ๒๙๙,๐๐๐ บาท โดย ส. วางเงินดาวน์ไว้ ๖๐,๐๐๐ บาท ส่วนที่เหลือจะนำรถยนต์ไปทำสัญญาเช่าซื้อกับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ หลังจากส่งมอบรถยนต์ให้แก่ ส. ไปแล้ว ปรากฏว่าบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ไม่อนุมัติให้ ส. เป็นผู้เช่าซื้อรถยนต์ เนื่องจากเอกสารของ ส. เป็นเอกสารปลอมและ ส. ได้นำรถยนต์หลบหนีไป จำเลยที่ ๑ ยอมรับว่าความเสียหายเกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ ๑ ซึ่งจำเลยที่ ๑ ต้องรับผิดต่อโจทก์ เมื่อโจทก์และจำเลยที่ ๑ ตกลงกันให้จำเลยที่ ๑ รับผิดโดยทำเป็นสัญญาเช่าซื้อกับโจทก์ จึงเป็นการทำสัญญาเปลี่ยนแปลงสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งหนี้ หนี้อันเกิดจากความรับผิดของจำเลยที่ ๑ จึงระงับสิ้นไปด้วยการแปลงหนี้ใหม่และการที่จำเลยที่ ๑ ตกลงทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ก็เพื่อยอมรับผิดชำระหนี้ค่ารถยนต์แก่โจทก์ ถือว่าโจทก์ได้ส่งมอบรถยนต์พิพาทให้แก่จำเลยที่ ๑ แล้ว จำเลยที่ ๑ต้องรับผิดตามสัญญาเช่าซื้อ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๒๐๙/๒๕๕๐ ป. กับโจทก์เป็นหุ้นส่วนในการขายที่ดินให้แก่จำเลย จำเลยไม่มีเงินชำระค่าที่ดินในส่วนของที่ดินที่เพิ่มขึ้น แต่จำเลยตกลงรับโอนกรรมสิทธิ์โดยลงลายมือชื่อในสัญญากู้ยืมเงินให้ผู้จะขายไว้ โดยระบุว่าจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์เท่ากับเป็นการกู้เงินจากผู้จะขายมาชำระราคาที่ดินในส่วนเนื้อที่ที่เกินไปจากสัญญาจะซื้อจะขาย โจทก์จึงเป็นผู้มีสิทธิลงลายมือชื่อในสัญญากู้ในฐานะผู้ให้กู้ได้และผูกพันจำเลย หนี้เดิมเป็นการตกลงทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกัน ฝ่ายจำเลยไม่มีเงินพอจะจ่ายในส่วนของเนื้อที่ดินที่เกิน จึงตกลงทำสัญญากู้ยืมเงินขึ้นเพื่อชำระหนี้ค่าที่ดินส่วนที่เกิน ถือว่าเป็นการแปลงสาระสำคัญแห่งหนี้ เป็นการแปลงหนี้ใหม่จากสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินมาเป็นสัญญากู้ยืมเงิน โดยผู้ให้กู้อยู่ในฐานะผู้จ่ายเช่นกัน การแปลงหนี้ใหม่ในครั้งนี้จึงมิได้เปลี่ยนตัวเจ้าหนี้ จึงมิใช่การแปลงหนี้ใหม่โดยเปลี่ยนตัวเจ้าหนี้ที่จะต้องบังคับตามบทบัญญัติว่าด้วยการโอนสิทธิเรียกร้องจำเลย จึงต้องรับผิดชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินให้แก่โจทก์ ",แพ่ง,, 65,14,,การที่เจ้าหนี้ลดยอดหนี้ให้แก่ลูกหนี้ การตกลงกันเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ย การเปลี่ยนแปลงกำหนดระยะเวลาชำระหนี้ วิธีชำระหนี้ หรือการที่ลูกหนี้รับสภาพหนี้ เป็นการแปลงหนี้ใหม่หรือไม่,"คำตอบ ไม่เป็นการแปลงหนี้ใหม่ มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๕๒๕/๒๕๔๒ โจทก์กับจำเลยที่ ๑ ไม่ได้ตกลงแปลงหนี้ใหม่ โดย โจทก์เพียงลดยอดหนี้ให้จำเลยที่ ๑ และโจทก์มิได้เปลี่ยนตัวลูกหนี้จากจำเลยที่ ๑ มาเป็น จำเลยที่ ๒ หากแต่เพิ่มให้จำเลยที่ ๒ เข้ามาร่วมรับผิดในหนี้เดิมส่วนหนึ่ง เพื่อให้โจทก์ถอน คำขอรับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของจำเลยที่ ๑ ในคดีล้มละลายเท่านั้น ความรับผิดของ จำเลยที่ ๑ ในมูลหนี้เดิมจึงยังไม่ระงับไป คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๙๓๘/๒๕๔๐ จำเลยที่ ๑ กู้ยืมเงินไปจากโจทก์ยอมเสียดอกเบี้ย ในอัตราร้อยละ ๑๒ การที่โจทก์กับจำเลยที่ ๑ ตกลงเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยมิใช่เป็นการเปลี่ยนแปลงสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งหนี้ตามสัญญากู้เงินจึงมิใช่เป็นการแปลงหนี้ใหม่ คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๒๒๑/๒๕๔๔ จำเลยที่ ๑ ทำหนังสือสัญญารับสภาพหนี้ขึ้นเพื่อรับสภาพตามสิทธิเรียกร้องซึ่งจำเลยที่ ๑ ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ เป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลงเท่านั้น มิได้มีการเปลี่ยนตัวเจ้าหนี้ ลูกหนี้ และมิใช่เป็นการทำสัญญาเปลี่ยนสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งหนี้ แต่เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงกำหนดระยะเวลาชำระหนี้และวิธีการชำระหนี้ จึงมิใช่การแปลงหนี้ใหม่อันจะทำให้หนี้เดิมระงับ หนี้ตามสัญญาค้ำประกันการเช่าซื้อย่อมไม่ระงับเช่นกัน จำเลยที่ ๒ ในฐานะผู้ค้ำประกันจึงหาหลุดพ้นความรับผิดไม่ แม้ว่าเลยที่ ๒ มิได้ลงลายมือชื่อในหนังสือสัญญารับสภาพหนี้ยินยอมค้ำประกันการชำระหนี้ตามหนังสือสัญญารับสภาพหนี้ด้วยก็ตาม เพราะโจทก์ขอให้บังคับจำเลยที่ ๒ ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ ในจำนวนเงินที่ค้างชำระตามหนังสือสัญญารับสภาพหนี้ซึ่งเป็นจำนวนหนี้ค่าเช่าซื้อดำรงชำระที่จำเลยที่ ๒ ต้องรับผิดชำระแก่โจทก์ตามสัญญาค้ำประกันและหนี้ยังไม่ระงับนั่นเอง คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๘๑๒/๒๕๔๕ การที่ ด. ผู้ค้ำประกันมีหนังสือถึงโจทก์ขอผ่อนชำระหนี้ทั้งหนี้ของจำเลยที่ ๑ ซึ่งควรจะชำระหนี้ดังกล่าวแก่โจทก์ให้เสร็จสิ้นในครั้งเดียว แต่ก็ขอแบ่งชำระเป็นงวด ๆ เป็นเพียงเปลี่ยนแปลงวิธีชำระหนี้เก่าให้ผิดไปจากเดิม มิใช่เป็นการเปลี่ยนสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งหนี้ จึงไม่เป็นการแปลงหนี้ใหม่ที่จะทำให้หนี้ระงับ จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันอีกคนหนึ่งจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๓๐๓/๒๕๔๕ การรับสภาพหนี้เป็นการที่ลูกหนี้รับสภาพต่อเจ้าหนี้ว่าจะชำระหนี้ให้ ดังนั้น การที่จำเลยซึ่งเป็นบุคคลภายนอกมิได้เป็นลูกหนี้ผูกพันตนเข้าชำระหนี้ของ พ. แกโจทก์ จึงไม่เป็นการรับสภาพหนี้ ทั้งในเอกสารดังกล่าวก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์ตกลงให้นี้ของ พ. ระงับไป จึงไม่เป็นการแปลงหนี้ใหม่โดยการเปลี่ยนตัวลูกหนี้ และแม้โจทก์จะบรรยายฟ้องว่าเอกสารดังกล่าวเป็นหนังสือรับสภาพหนี้ ศาลก็มีอำนาจวินิจฉัยว่าหนังสือสัญญานั้นเป็นสัญญาประเภทใดตามที่ถูกต้องแท้จริงได้ โดยสัญญาที่จำเลยทำให้โจทก์เป็นสัญญาประเภทหนึ่งที่คู่สัญญากระทำด้วยความสมัครใจ เมื่อไม่ชัดต่อกฎหมายย่อมสมบูรณ์ใช้บังคับได้ ซึ่งหนี้ตามสัญญานี้ไม่มี กฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้อายุความ ๑๐ ปีตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๙๓/๓๐ และเมื่อสัญญาดังกล่าวมิใช่สัญญารับสภาพหนี้และสัญญาที่กำหนดไว้ในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ ท้ายหมวด ๖ แห่ง ป.รัษฎากรฯ ซึ่งเป็นตราสารที่ต้องปิดอากรแสตมป์ตามความมุ่งหมายแห่ง ป. รัษฎากรฯ มาตรา ๑๐๓, ๑๐๔ และ ๑๐๘ ดังนั้น แม้เอกสารดังกล่าวจะไม่ปิดอากรแสตมป์ก็ใช้เป็นพยานหลักฐานได้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๙๓/๒๕๕๐ หนังสือสัญญารับสภาพหนี้ที่จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นลูกหนี้ ทำให้ไว้แก่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เป็นเพียงการยอมรับว่าเป็นหนี้โจทก์และจะชำระหนี้ มิได้เป็นการยกเลิกหลักประกันหรือการค้ำประกัน หรือเป็นการแปลงหนี้ใหม่อันจะมีผลให้หนี้เดิมระงับไป เมื่อจำเลยที่ ๒ เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมในหนี้ของจำเลยที่ ๑ จึงยังคงต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาค้ำประกัน คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๘๔๗/๒๕๔๘ ตามสัญญาร่วมชำระหนี้ที่จำเลยที่ ๑ ตกลงกับโจทก์ว่า การที่ผู้ให้สัญญายอมเข้าร่วมชำระหนี้กับผู้เช่าบริการโทรศัพท์ ไม่ทำให้คู่สัญญาเดิมหลุดพ้นจากความรับผิดตามสัญญาเดิมนั้น ไม่มีการเปลี่ยนตัวลูกหนี้เดิม จึงมิใช่สัญญาแปลงหนี้ใหม่สัญญาเดิมไม่ระงับและการที่จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกมิได้เป็นลูกหนี้ผูกพันตนเข้าชำระหนี้ให้โจทก์ก็ไม่ใช่การรับสภาพหนี้ แต่เป็นสัญญาประเภทหนึ่ง เมื่อไม่ชัดต่อกฎหมายย่อมสมบูรณ์ใช้บังคับได้ และไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะจึงมีอายุความ ๑๐ ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๓๐ แม้จะมีข้อตกลงให้จำเลยที่ ๑ ผ่อนชำระหนี้เป็นงวด ๆ ก็มิใช่เงินที่ต้องผ่อนชำระทุนคืนเป็นงวด ๆ อันมีอายุความ ๕ ปี ตามมาตรา ๑๙๓/๓๓ (๒) จำเลยที่ ๑ ผิดนัดชำระตั้งแต่งวดที่ ๒ คือวันที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๓๖ โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๔๓ ยังไม่เกิน ๑๐ ปี ฟ้องของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ",แพ่ง,, 65,15,,"ใบรับรองเงินฝากในธนาคารเป็นเอกสารสิทธิหรือไม่ และความผิดฐานปลอมเอกสารจำต้องมีเอกสารแท้จริงอยู่ก่อนหรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๔๒๖/๒๕๕๔ จำเลยที่ ๑ เปิดดูเอกสารภายในของเอกสาร ได้เห็นใบรับรองเงินฝากแล้วจึงใส่ช่องปิดผนึก และเขียนชุดใบนำส่งเอกสาร แม้ใบรับรองเงินฝากจะเป็นภาษาอังกฤษ แต่มีข้อความเกี่ยวกับบัญชีเงินฝากที่เป็นถ้อยคำในทางธุรกิจของธนาคารพาณิชย์มีตัวเลขบัญชีของจำเลยที่ ๒ มีจำนวนเงินระบุว่า ๖๐๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีชื่อของจำเลยที่ ๒จำเลยที่ ๑ ซึ่งทำงานกับธนาคารโจทก์ร่วมมาเป็นเวลานานถึง ๑๕ ปี เชื่อว่าสามารถเข้าใจได้ว่าใบรับรองเงินฝากดังกล่าวเป็นใบรับรองเงินฝากของจำเลยที่ ๒ และจำเลยที่ ๑ รู้จักกับจำเลยที่ ๒ มาก่อน โดยวิสัยของผู้ที่ทำงานกับธนาคารมานานย่อมทราบว่า จำเลยที่ ๒ ไม่น่าจะมีเงินฝากธนาคาร โจทก์ร่วมมาถึง ๖๐๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ ๑ ทราบว่าใบรับรองเงินฝากของจำเลยที่ ๒ เป็นเอกสารปลอม ใบรับรองเงินฝากมีข้อความว่าจำเลยที่ ๒ มีเงินฝากในธนาคารโจทก์ร่วมมีกำหนดจ่ายคืนสามารถเปลี่ยนมือได้ แบ่งแยกและชื่อขายได้ จึงเป็นเอกสารที่แสดงให้ผู้อื่นเชื่อว่า จำเลยที่ ๒ มีเงินฝากตามจำนวนในเอกสารฝากไว้กับโจทก์ร่วมและสามารถรับเงินฝากคืนจากโจทก์ร่วม สามารถเปลี่ยนมือแบ่งแยกและชื่อขายได้ด้วย จึงเป็นเอกสารที่ก่อให้เกิดสิทธิดังกล่าวแก่จำเลยที่ ๒ ใบรับรองเงินฝากดังกล่าวจึงเป็นเอกสารสิทธิ การที่จำเลยที่ ๑ ทราบดีว่าใบรับรองเงินฝากเป็นเอกสารสิทธิปลอมแล้วจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นพนักงานของโจทก์ร่วมจัดส่งเอกสารสิทธิปลอมดังกล่าวไปต่างประเทศ โดยผ่านแผนกไปรษณียภัณฑ์ในธุรกิจของโจทก์ร่วมด้วยการปิดผนึกของเขียนชุดใบนำส่งเอกสารการของธนาคารโจทก์และใบนำส่งโปรษณีย์มอบให้แก่พนักงานโจทก์ร่วมผู้มีหน้าที่จัดส่งเอกสารตามวิธีการจัดส่งเอกสารในธุรกิจโจทก์ร่วมครบถ้วนแล้ว จึงเป็นการลงมือใช้หรืออ้างเอกสารที่เกิดจากกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิ แม้เอกสารสิทธิปลอมจะปิดผนึกอยู่ในซอง และพนักงานผู้จัดส่งเอกสารของโจทก์ร่วมตรวจเห็นพิรุธจนพบว่าเอกสารสิทธิที่จัดส่งเป็นเอกสารสิทธิปลอมก่อนที่เอกสารจะส่งถึงผู้รับในต่างประเทศ ก็เป็นการใช้หรืออ้างเอกสารสิทธิปลอมเป็นความผิดสำเร็จ โดยไม่ต้องรอผลของการใช้หรืออ้างว่าผู้รับหรือผู้ถูกอ้างจะได้รับเอกสารสิทธิปลอมที่จัดส่งไป เพราะจำเลยที่ ๑ ได้ใช้หรืออ้างเอกสาร การกระทำของจำเลยที่ ๑ ดังกล่าวถือได้ว่ากระทำไปในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่โจทก์ร่วม ผู้อื่นหรือประชาชนตาม ป.อ. มาตรา ๒๖๘ วรรคแรก ประกอบมาตรา ๒๖๕ แล้วจำเลยที่ ๑ จึงมีความผิดฐานร่วมกันใช้เอกสารสิทธิปลอม ความผิดฐานปลอมเอกสารไม่จำกัดต้องมีเอกสารที่แท้จริงอยู่ก่อน ",อาญา,, 65,15,,ผู้ก่อเหตุขึ้นก่อนหรือสมัครใจวิวาท จะอ้างการกระทำป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๒๓๔/๒๕๕๔ จำเลยที่ ๑ กับพวกได้เข้าร่วมต่อสู้ชกต่อยกับผู้เสียหายด้วย จึงถือได้ว่าจำเลยที่ ๑ เป็นผู้ก่อเหตุขึ้นก่อน ทั้งยังได้สมัครใจเข้าทะเลาะวิวาทต่อสู้กับผู้เสียหาย อันเป็นการสมัครใจเข้าทำร้ายรางกายซึ่งกันและกัน มิใช่เป็นภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย เพราะการป้องกันโดยชอบจะมิได้ก็ต่อเมื่อเป็นการป้องกันตนเองหรือผู้อื่นให้พ้นภยันตราย ซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายโดยที่ตนเองและผู้อื่นไม่ได้สมัครใจเข้าร่วมต่อสู้ทำร้ายกับฝ่าย การที่จำเลยที่ ๑ ใช้อาวุธปืนพกลูกซองซึ่งเป็นอาวุธที่มีอานุภาพร้ายแรงสามารถทำอันตรายชีวิตคนได้เล็งยิงไปยังด้านหลังของผู้เสียหาย ย่อมส่อเจตนาให้เห็นว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายแต่กระสุนเป็นพลาดไปถูกที่ไม่สำคัญ ผู้เสียหายจึงไม่ถึงแก่ความตาย จำเลยที่ ๑ ย่อมมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ",อาญา,, 65,15,,การนำบุคคลที่อยู่ในสภาพที่หมดสติไปโยนทิ้งแม่น้ำถือว่ามีเจตนาฆ่าหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๐๙๑/๒๕๕๔ แม้การเข้าไปทำรายผู้ตายในตอนแรก จำเลยที่ ๑ จะไม่ได้ร่วมรู้เห็นหรือสมคบกับ ส. บ. ค. หรือจำเลยที่ ๒ และจำเลยที่ ๑ เข้าไปเตะผู้ตายเพียงครั้งเดียวซึ่งแสดงว่าจำเลยที่ ๑ มีเพียงเจตนาทำรายผู้ตายก็ตาม แต่เหตุการณ์ทำรายผู้ตายดังกล่าวได้ยุติลงและขาดตอนไปแล้ว การที่จำเลยที่ ๑ ร่วมกับพวกลากผู้ตายซึ่งขณะนั้นไม่ได้สติไปโยนลงไปน้ำเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใหม่ จำเลยที่ ๑ ย่อมเล็งเห็นผลได้ว่าการนำผู้ตายซึ่งอยู่ในสภาพที่หมดสติไปโยนทิ้งน้ำเช่นนั้น ย่อมไม่สามารถช่วยเหลือนองได้และต้องจนน้ำตาย จำเลยที่ ๑ จึงมีเจตนาร่วมกับพวกฆ่าผู้ตาย,อาญา,, 65,15,,ผู้ที่จะได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ จะต้องรู้ว่าทรัพย์สินที่ตนครอบครองเป็นทรัพย์สินของบุคคลอื่นด้วยหรือไม่ หากครอบครองโดยเข้าใจว่าเป็นที่ดินของตนเอง แต่ความจริงเป็นที่ดินของผู้อื่น ผู้ครอบครองได้กรรมสิทธิ์หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๘๖๖/๒๕๕๔ จำเลยและ ส. เป็นผู้ปลูกสร้างบ้านบนที่ดินพิพาท เพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยของจำเลยและบุคคลในครอบครัว เพราะได้รับการยกให้ซึ่งที่ดินพิพาทจาก ม. น้องสาวของจำเลยเจ้าของที่ดินพิพาท เมื่อจำเลยกับ ส. พร้อมด้วยครอบครัวได้ครอบครองที่ดินพิพาท โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันตั้งแต่ได้รับการยกให้เมื่อปี ๒๕๒๖ ตลอดมาเป็นเวลาเกินกว่า ๑๐ ปี จำเลยย่อมได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๓๘๒ แล้ว ที่โจทก์ฎีกาว่าจำเลยและบุคคลในครอบครัวของจำเลยเข้าใจ มาโดยตลอดว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย การครอบครองของจำเลยในลักษณะดังกล่าวจึงมิใช่ การครอบครองอย่างปรปักษ์ เพราะการครอบครองปรปักษ์ต้องครอบครองโดยรู้ว่าที่ดินเป็นของ บุคคลอื่นนั้นเห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๓๘๒ หาได้บัญญัติว่า ผู้ที่จะได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน โดยการครอบครองจะต้องรู้ว่าทรัพย์สินที่ตนครอบครองเป็นทรัพย์สินของบุคคลอื่นด้วยไม่ หากจำเลยครอบครองที่ดินพิพาทโดยลักษณะเป็นการครอบครองเพื่อตนเอง แม้จะเข้าใจว่าที่ดินดังกล่าว เป็นของจำเลยแล้ว แต่ความเป็นจริงยังเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้อื่นอยู่ เมื่อจำเลยกับครอบครัวร่วมกัน ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ ไม่มี ผู้ใดได้แย้งตลอดมาเป็นเวลาเกินกว่า ๑๐ ปี แล้ว ที่ดินดังกล่าวย่อยตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยตาม บทบัญญัติดังกล่าวข้างต้น โจทก์ซื้อและรับโอนที่ดินกับบ้านพิพาทจาก ม. มีราคาสูงถึง ๒,๘๐๐,๐๐๐ บาท และโจทก์ ก็ทราบจาก ม. แล้วว่า ม. ไม่ได้อยู่อาศัยอยู่ในบ้านพิพาทเอง โจทก์ควรที่จะตรวจสอบให้ได้ความ แน่ชัดว่าญาติของ ม. เข้าไปอาศัยอยู่ในบ้านและที่ดินพิพาทโดยอาศัยสิทธิใคร โดยการไปชักถาม จาก พ. หรือบุคคลในครอบครัวของ พ. ที่พักอาศัยอยู่ในบ้านพิพาท แต่ก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้กระทำ เช่นนั้นทั้งที่โอกาสกระทำได้โดยง่าย กรณีดังกล่าย่อยถือไม่ได้ว่าโจทก์ได้ช้อและรับโอนที่ดิน พิพาทไว้โดยสุจริตและจดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตตามนัยแห่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๒๙๙ วรรคสอง จำเลยซึ่งได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินและบ้านพิพาทมาโดยการครอบครองปรปักษ์ จึง ยอมยกสิทธิขึ้นต่อสู้โจทก์ซึ่งเป็นผู้ได้สิทธิในที่ดินมาโดยไม่สุจริตได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลย ",แพ่ง,, 65,15,,ผู้รับจำนองจะต้องเป็นเจ้าหนี้ในมูลหนี้ที่มีการจำนองหรือไม่ หากผู้รับจำนองยัง ไม่อยู่ในฐานะเป็นเจ้าหนี้ ผู้รับจำนองจะบังคับจำนองได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๔๓๖/๒๕๔๕ การที่จำเลยจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทไว้แก่โจทก์ นั้น แท้จริงแล้วเป็นการจำนองประกันหนี้ที่จำเลียมีต่อ อ. โจทก์ผู้รับจำนองจึงมิได้เป็นเจ้าหนี้ในมูลหนี้ที่จำเลยจำนองที่ดินเป็นประกัน สัญญาจำนองจึงไม่มีมูลหนี้ที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ โจทก์จึงบังคับจำนองแก่จำเลยมิได้ การที่จำเลยนำสืบพยานบุคคลว่า การจำนองที่ดินตามหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็น การจำนองเพื่อประกันหนี้ต้นเงินที่จำเลยได้รับมาปล่อยกู้จาก ล. และดอกเบี้ยที่ลูกหนี้ค้างชำระรวมกัน แล้วใช้ชื่อโจทก์เป็นผู้รับจำนอง จำเลยไม่ได้เป็นหนี้โจทก์ตามฟ้อง เป็นการนำสืบเพื่ออธิบายถึงที่มาของหนี้ตามสัญญาจำนองว่าไม่สมบูรณ์เพราะไม่มีมูลหนี้ต่อกัน จึงไม่ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๙๔ วรรคท้าย หาใช่เป็นการนำสืบว่าจำเลยไม่ได้รับเงินตามเอกสารดังกล่าวไม่ จำเลยย่อมมีสิทธินำสืบได้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๑๗/๒๕๒๑ การที่จำเลยทั้งสองจำนองที่ดินไว้ต่อโจทก์ที่ ๒ เพื่อ ประกันเงินกู้ที่จำเลยที่ ๑ กู้ไปจากโจทก์ที่ ๑ สัญญาจำนองจะมีผลผูกพันจำเลยทั้งสองหรือไม่ศาลฎีกาพิจารณาแล้วมาตรา ๗๐๙ เป็นเพียงกล่าวถึงผู้จำนองว่าอาจจะเป็นบุคคลอื่นไม่ใช่ลูกหนี้ก็ได้เท่านั้น ส่วนผู้รับจำนองมีกล่าวไว้ในมาตรา ๗๐๒ ซึ่งกำหนดลักษณะของสัญญาจำนองว่าเป็นสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่งเรียกว่าผู้จำนองเอาทรัพย์สินตราไว้แก่บุคคลอีกคนหนึ่งเรียกว่าผู้รับจำนองเป็นประกันการชำระหนี้ โดยไม่ส่งทรัพย์สินนั้นให้แก่ผู้รับจำนอง ผู้รับจำนองชอบที่จะได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนองก่อนเจ้าหนี้สามัญ เมื่อพิจารณาประกอบกับมาตรา ๗๐๙ แล้ว ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่าผู้รับจำนองจะต้องเป็นเจ้าหนี้ในมูลหนี้ที่มีการจำนองค้ำประกันนั้น ซึ่งอาจเป็นหนี้ที่เกิดขึ้นในอนาคต หรือหนี้มีเงื่อนไข จะจำนองไว้เพื่อหนี้นั้นอาจเป็นผลได้จริง ก็จำนองได้ ส่วนผู้จำนองจะเป็นลูกหนี้หรือบุคคลอื่นใดก็ได้ไม่จำกัด เมื่อโจทก์ที่ ๒ ผู้รับจำนองยังไม่อยู่ในฐานะเป็นเจ้าหนี้สัญญาจำนองจึงไม่มีหนี้ที่จำเลยทั้งสองต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ ๒ ",แพ่ง,, 65,16,,ข้อความตามสัญญาเช่าที่ระบุว่า เมื่อหมดสัญญาแล้ว ถ้าผู้เช่าประสงค์จะเช่าต่อไปอีก ให้ผู้เช่ามาทำสัญญาเช่าใหม่หรือจะต้องทำความตกลงเรื่องระยะเวลาการเช่าและอัตราค่าเช่าเสียก่อนเป็นคำมั่นจะให้เช่าหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๖๙๒/๒๕๔๙ ตามหนังสือสัญญาเช่าที่ดิน ข้อ ๑๐. ระบุว่า ก่อนที่สัญญาฉบับนี้จะสิ้นสุดลงผู้เช่าจะต้องแสดงเจตนาต่อผู้ให้เช่าว่ามีความประสงค์ที่จะเช่าทรัพย์สินที่เช่านี้ โดยจะต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้าก่อนสัญญานี้สิ้นสุดลงไม่น้อยกว่า ๑๕ วัน ส่วนค่าเช่าจะเป็นอย่างใดนั้นให้เป็นไปตามข้อตกลงใหม่ระหว่างผู้เช่ากับผู้ให้เช่าและตามคำมั่นให้เช่าที่ดิน ข้อ ๑. ระบุว่า ผู้ให้คำมั่นตกลงยินยอมให้ผู้รับคำมั่นเช่าที่ดินแปลงดังกล่าวต่อไปได้อีกไม่เกิน ๓ ปี ค่าเช่าในอัตราปีละไม่ต่ำกว่า ๕๐,๐๐๐ บาท แต่ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับสภาพทางเศรษฐกิจในขณะทำสัญญาเช้านั้นด้วย และดูให้เห็นว่า ก่อนที่จะมีสัญญาเช่าฉบับใหม่เกิดขึ้นนั้น โจทก์และจำเลยจะต้องทำความตกลงกันในเรื่องระยะเวลาการเช่าและอัตราค่าเช่าเสียก่อน ซึ่งระยะเวลาการเช่าและอัตราค่าเช่านั้นมิได้มีการทำหนดตกันไว้อย่างแน่นอนตายตัว แต่ให้เป็นไปตามความตกลงของโจทก์และจำเลยที่จะเจรจาและทำความตกลงกันอีกชั้นหนึ่ง โดยเฉพาะอัตราค่าเช่านั้นโจทก์และจำเลยตกลงกันว่าให้เป็นไปตามสภาพทางเศรษฐกิจในขณะทำสัญญาฉบับใหม่ ดังนั้น การที่จำเลยมีหนังสือตอบรับคำมั่นของโจทก์ภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ก็หาได้ทำให้มีสัญญาเช่าฉบับใหม่เกิดขึ้นและมีผลบังคับตามกฎหมายในทันทีดังที่จำเลยปฏิภาไม เมื่อโจทก์จำเลยไม่สามารถตกลงกันได้ในเรื่องระยะเวลาการเช่าและอัตราค่าเช่าและไม่ได้ทำสัญญาเช่าฉบับใหม่ต่อกัน จำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะอยู่ในที่ดินที่เช่าอีกต่อไป คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๖๙/๒๕๒๕ โจทก์ทำสัญญาเช่าที่ดินจำเลยเพื่อปลูกสร้างอาคารให้ผู้อื่นเช่าช่วงมีกำหนด ๑๕ ปี เมื่อหมดสัญญา ๑๕ ปีถ้าโจทก์ประสงค์จะเช่าต่อไปอีกให้มาทำสัญญาใหม่ แต่สัญญาใหม่นี้ยังจะต้องตกลงกันในเรื่องอัตราค่าเช่าและกำหนดเวลาเช่า ดังนี้ เมื่อครบอายุสัญญาเช่าเดิมแล้วโจทก์เสนอขอเช่าต่ออีก แต่จำเลยไม่ตกลงตามที่โจทก์เสนอ ทั้งได้บอกเลิกสัญญาและให้ส่งมอบทรัพย์สินที่เช่าจึงไม่มีสัญญาเช่าใหม่ระหว่างโจทก์จำเลย ข้อความตามสัญญาเช่าที่ระบุว่าเมื่อหมดสัญญาแล้ว ถ้าผู้เช่าประสงค์จะเช่าต่อไปอีกให้ผู้เช่ามาทำสัญญาใหม่ มิใช่คำมั่นจะให้เช่า ",แพ่ง,, 65,16,,คำมั่นจะให้เช่าระบุไว้ในสัญญาเช่า เมื่อผู้เช่าสนองรับ จะต้องมาทำสัญญาเช่ากันใหม่หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๔๘/๒๕๓๓ หนังสือสัญญาเช่ามีข้อตกลงว่า ผู้ให้เช่าสัญญาว่า เมื่อครบกำหนดอายุสัญญานี้แล้ว ผู้ให้เช่าจะให้ผู้เช่าได้เช่าต่อไปอีกเป็นเวลา ๑๐ ปี ทั้งนี้ โดยผู้ให้เช่าตกลงยินยอมให้ผู้เช่าเช่าที่ดินดังกล่าวแล้วในค่าเช่าเดือนละ ๘๐๐ บาท โดย ผู้เช่ามิต้องจ่ายเงินเป็นก้อนเพิ่มเติม ข้อตกลงดังกล่าวเป็นคำมั่นของฝ่ายผู้ให้เช่าที่จะให้ผู้เช่า เลือกจะบังคับผู้ให้เช่าให้ต้องยอมทำสัญญาเช่าต่อไปอีกเป็นเวลา ๑๐ ปีหรือไม่ และตามข้อตกลงนี้ มีผลทำให้ผู้ให้เช่าตกเป็นฝ่ายลูกหนี้ที่ผู้เช่ามีสิทธิจะเรียกร้องบังคับเอาได้ ก่อนครบกำหนดตาม สัญญาเช่า ผู้เช่าได้แจ้งความจำนงขอเช่าต่ออีก ๑๐ ปี ผู้ให้เช่าจะไม่ยอมให้เช่าไม่ได้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๗๖๕/๒๕๑๗ สัญญาเช่ามีข้อความว่า ผู้ให้เช่าให้คำมั่นแก่ ผู้เช่าว่า เมื่อครบกำหนดระยะเวลาเช่าตามสัญญาแล้ว ผู้ให้เช่ายินยอมให้ผู้เช่าเช่าต่อไปอีก ๓ ปี ตามเงื่อนไขประเพณีที่ได้กระทำกันในวันทำสัญญานี้ ทั้งนี้ ผู้เช่าต้องแสดงเจตนาเป็นลายลักษณ์ อักษรแจ้งให้ผู้ให้เช่าทราบภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันสัญญาเช่านี้ครบกำหนด ดังนี้ เป็นเรื่อง ที่ผู้ให้เช่าให้คำมั่นไว้ เมื่อผู้เช่ามีหนังสือแสดงความจำนงขอทำสัญญาเช่าต่อภายในกำหนดเวลา เท่ากับผู้เช่าสนองรับคำมั่นของผู้ให้เช่าแล้ว และถือว่ามีสัญญาเช่าเกิดขึ้นใหม่ทันทีตามเงื่อนไขและ ประเพณีที่ระบุไว้ในสัญญาเช่าฉบับเดิม โดยไม่ต้องทำสัญญาเช่ากันใหม่อีก ",แพ่ง,, 65,16,,สัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์มีกำหนดกว่า ๓ ปี มิได้จดทะเบียนต่อพนักงาน เจ้าหน้าที่และผู้ให้เช่าให้คำมั่นจะให้เช่าไว้ ก่อนครบกำหนดระยะเวลาเช่า หากผู้เช่าสนองรับคำมั่น สัญญาเช่าเกิดขึ้นหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๖๓/๒๕๔๐ เมื่อหนังสือสัญญาเช่ามิได้จดทะเบียนต่อพนักงาน เจ้าหน้าที่จำเลยจึงฟ้องร้องบังคับคดีได้เพียง ๓ ปี ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๕๓๘ กำหนดเวลาเช่า ที่เกินจาก ๓ ปี ตามที่ตกลงกันไว้ จึงไม่มีผลบังคับกันต่อไป คำมั่นของโจทก์ที่ให้แก่จำเลยไว้ตาม สัญญาเช่าข้อ ๒ (ก) ที่ว่าเมื่อจำเลยเช่าครบทั้งปี ยินยอมต่อสัญญาเช่าให้จำเลยอีก ๑๕ ปี ย่อม สิ้นผลบังคับไปด้วย ดังนั้น จึงไม่มีคำมั่นของโจทก์ที่จะให้จำเลยสนองต่อไปอีก,แพ่ง,, 65,16,,คำมั่นจะให้เช่ามีผลผูกพันผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ที่เช่าหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๙๗๕/๒๕๓๗ เดิมตึกแถวตามฟ้องเป็นของ ค. ค. ให้จำเลยเช่า ต่อมา ค. โอนตึกแถวให้ อ. แล้ว อ. โอนขายให้โจทก์ แม้ ค. จะให้คำมั่นแก่จำเลยว่าเมื่อครบ กำหนดตามสัญญาเช่าแล้ว ค. จะให้จำเลยเช่าตึกแถวต่ออีก ๓ ปี คำมั่นดังกล่าวก็ไม่ผูกพัน โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก,แพ่ง,, 65,16,,"กรณีที่มีการบังคับจำนอง โดยเอาทรัพย์สินซึ่งจำนองไว้ออกขายทอดตลาดแต่ได้เงินสุทธิน้อยกว่าจำนวนเงินที่ค้างชำระกันอยู่ ซึ่งลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดในส่วนที่ขาดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๓๓ นั้น หมายความเฉพาะกรณีที่ลูกหนี้จำนองทรัพย์สินของตนเองเท่านั้นหรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๕๓๕/๒๕๕๐ ศาลฎีกาโดยมติของที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๓๓ บัญญัติว่า ""...ถ้าเอาทรัพย์สินซึ่งจำนองออกขายทอดตลาดใช้นี้ได้เงินจำนวนสุทธิน้อยกว่าจำนวนเงินที่ค้างชำระกันอยู่นั้นก็ดี เงินยังขาดจำนวนอยู่เท่าใดลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดใน เงินนั้น"" ปรากฏว่าสัญญาจำนองที่ดินทั้ง ๓๐ แปลง ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๒ เพื่อเป็นประกันการผ่อนชำระหนี้ค่าภาษีอากรค้างของจำเลยที่ ๑ โจทก์กับจำเลยที่ ๑ ไม่มีข้อตกลงว่า ถ้าเอาทรัพย์สินซึ่งจำนองออกขายทอดตลาดใช้นี้ได้เงินจำนวนสุทธิน้อยกว่าจำนวนเงินที่ค้างชำระกัน เงินยังขาดจำนวนอยู่เท่าใดจำเลยที่ ๑ ต้องรับผิดในเงินนั้น อันเป็นการยกเว้นบทบัญญัติของมาตรา ๗๓๓ ดังกล่าวข้างต้น กรณีจึงต้องอยู่ในบังคับแห่งบทบัญญัติของมาตราดังกล่าว คือ หากบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้จำเลยที่ ๑ ไม่ต้องรับผิดในส่วนที่ขาด ที่โจทก์อ้างว่า จำเลยที่ ๑ จะหลุดพ้นความรับผิดก็ต่อเมื่อได้ชำระค่าภาษีอากรค้าง เสร็จสิ้นแล้ว และคดีนี้มิใช่เป็นเรื่องที่จำเลยที่ ๑ นำทรัพย์สินของตนเองมาจำนอง จึงไม่อยู่ในบังคับแห่งบทบัญญัติมาตรา ๗๓๓ นั้น เห็นว่าบทบัญญัติแห่งมาตรา ๗๓๓ หาได้มีข้อจำกัดการใช้บังคับเฉพาะกรณีที่ลูกหนี้จำนองทรัพย์สินของตนเองเท่านั้นดังที่โจทก์กล่าวอ้างในฎีกาไม่ ข้ออ้างตามอุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาว่าหากขายทอดตลาดทรัพย์จำนองแล้วได้เงินจำนวนสุทธิไม่พอชำระหนี้ จำเลยที่ ๑ ไม่ต้องรับผิดชำระหนี้ส่วนที่ยังขาดจำนวนแก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ",แพ่ง,, 65,16,,"ความผิดฐานฉ้อโกงจะต้องได้ความว่าผู้กระทำผิดได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวง ขอให้ยกตัวอย่างคำพิพากษาฎีกาที่วินิจฉัยว่าผู้หลอกลวงไม่ได้ไปซึ่งทรัพย์สิน ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๗๓๓/๒๕๑๖ จำเลยหลอกลวงผู้เสียหายว่ามีรถยนต์ขนส่งนักธุรกิจ นักดนตรี และเครื่องยนต์ขัดข้อง ต้องให้ช่างแก้ไข จึงว่าจ้างรถยนต์ของผู้เสียหายไปส่ง เมื่อส่งเรียบร้อยแล้วจำเลยจะให้ค่าขนส่งแก่ผู้เสียหาย ๑,๐๐๐ บาท ซึ่งเป็นข้อความอันเป็นเท็จและปกปิดข้อความจริงดังกล่าว ผู้เสียหายลงเชื่อว่าเป็นความจริง จึงจัดการรับจ้างขนส่งให้จำเลยนั้น การที่จำเลยกล่าวหลอกลวงหรือปกปิดความจริงก็เพื่อให้ผู้เสียหายรับจ้างทำการขนส่งให้จำเลยเท่านั้น จำเลยได้รับผลเพียงการขนส่งจากผู้เสียหาย จำเลยไม่ได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้เสียหายตามความในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๑ ส่วนเงินค่าขนส่ง ๑,๐๐๐ บาท ที่จำเลยไม่ได้ชำระให้ผู้เสียหายนั้น เป็นทรัพย์สินที่ผู้เสียหายจะเรียกร้องเอา จากจำเลยภายหลังเมื่อขนส่งให้จำเลยถึงที่ตกลงกันแล้ว กรณีเป็นเรื่องผิดสัญญาทางแพ่งไม่เป็นความผิดทางอาญาฐานฉ้อโกง คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๖๖๗/๒๕๔๒ จำเลยทั้งสองร่วมกันนำ ธ. มาสมัครเป็นสมาชิกสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์โจทก์ร่วม โดยแจ้งแก่โจทก์ว่า ธ. คือ บ. บิดาจำเลยที่ ๑ เป็นผู้มีสุขภาพแข็งแรงเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมหลงเชื่อจึงรับ บ. เป็นสมาชิก ความจริงแล้วขณะนั้น บ. ป่วยเป็นโรคมะเร็งในลำไส้ ไม่สามารถเดินไปไหนมาไหนได้ การหลอกลวงมีผลเพียงให้โจทก์ร่วมกับ บ. เข้าเป็นสมาชิกเท่านั้น หาได้ทำให้จำเลยทั้งสองได้ทรัพย์สินไปจากโจทก์รวมไม่แม้ต่อมาโจทก์ร่วมจะจ่ายเงินสงเคราะห์ให้จำเลยที่ ๑ ไปจำนวน ๙๒,๐๐๐ บาท แต่ก็เนื่องจาก บ. ถึงแก่กรรมหาใช่ เนื่องจากจำเลยทั้งสองหลอกลวงไม่ การกระทำของจำเลยทั้งสองไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกง พนักงานอัยการโจทก์ย่อมไม่มีสิทธิเรียกทรัพย์สินหรือราคาแทนโจทก์ร่วมได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๔๓ คำขอส่วนแบ่งของโจทก์ร่วมที่ขอถือเอาตามฟ้องของพนักงานอัยการโจทก์ย่อมตกไปด้วย ศาลไม่อาจสั่งให้จำเลยทั้งสองคืนเงินจำนวน ๙๒,๐๐๐ บาท แก่โจทก์ร่วมได้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๒๖๔/๒๕๔๓ โจทก์ชี้เป็นลูกจ้างขับรถยนต์ของโจทก์ลงจากอาคารจอดรถของจำเลยผู้เป็นนายจ้างแล้วแสดงบัตรจอดรถที่มีตราประทับว่าบริการแผนกจัดเลี้ยง ๑๔ ต่อพนักงานรักษาความปลอดภัยซึ่งทำหน้าที่เก็บค่าบริการจอดรถ โจทก์จึงไม่เสียค่าจอดรถ แก่จำเลย โดยโจทก์ทราบดีว่าจำเลยมีข้อห้ามมิให้พนักงานนำรถขึ้นไปจอดบนอาคารจอดรถ โจทก์ได้รับผลเพียงการบริการจอดรถจากจำเลยหาได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากจำเลยไม่ จึงไม่เป็นความผิดอาญาฐานฉ้อโกงตาม ป.อ. มาตรา ๓๔๑ และมิได้เป็นการจงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย ",อาญา,, 64,1,,การอ้างเหตุบันดาลโทสะ หากผู้กระทําผิดกระทําต่อบุคคลอื่นที่มิใช่ผู้ ข่มเหง จะอ้างเหตุดังกล่าวได้หรือไม่ และจะอ้างว่าเป็นการกระทําโดยพลาดได้หรือไม่ ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๘๕๖/๒๕๕๓ ผู้กระทําผิดซึ่งเป็นผู้ถูกข่มเหงจะอ้างเหตุ บันดาลโทสะได้จะต้องกระทําต่อผู้ข่มเหง ตามข้อเท็จจริงไม่ได้ความว่า ป. ได้ข่มเหง หรือร่วมกับ น. ข่มเหงจําเลยแต่อย่างใด จําเลยจะใช้อาวุธปืนยิง น. แต่กระสุนปืนไปถูก ป. ซึ่งอยู่ด้านหน้าของ น. จําเลยย่อมเล็งเห็นผลของการกระทําได้ว่ากระสุนปืนที่จําเลย ยิงออกไปนั้นจะถูก ป. ที่อยู่ในบริเวณดังกล่าวได้ การกระทําของจําเลยจึงไม่เป็นการ กระทําโดยพลาดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๖๐ จําเลยจะอ้างว่าจําเลยเจตนาฆ่า น. ด้วยเหตุ บันดาลโทสะแต่ผลของการกระทําเกิดแก่ ป. โดยพลาดไป จึงต้องถือว่าจําเลยเจตนาฆ่า ป. ด้วยเหตุบันดาลโทสะด้วยไม่ได้ ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจําเลยเจตนาฆ่า ป แต่ ป. มิได้เป็นผู้ข่มเหงจําเลย จําเลยจึงไม่อาจอ้างเหตุบันดาลโทสะได้ แม้จะได้ ความจากทางนําสืบของโจทก์และร่วมว่า เมื่อ ป. ถูกจําเลยยิงล้มลง น. วิ่งหนีจําเลยใช้ อาวุธปืนดังกล่าวยิงนาย น. ถึงแก่ความตายด้วยเหตุบันดาลโทสะก็ตามก็เป็นคนละ ตอนและคนละเจตนาแยกต่างหากจากกันกับที่จําเลยยิง ป. จําเลยใช้อาวุธปืนจ้องยิงผู้เสียหาย ๒ นัด จําเลยลงมือกระทําความผิดแล้ว แต่การกระทํานั้นไม่บรรลุผลเพราะกระสุนปืนด้าน จําเลยจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหาย การกระทําโดยบันดาลโทสะถ้ากระทําต่อผู้ข่มเหงแต่ผลของการกระทําเกิดแก่อีกบุคคลหนึ่งโดยพลาดไป ย่อมถือว่าการกระทําที่พลาดไปนั้นเป็นการกระทํา โดยบันดาลโทสะด้วย คําพิพากษาฎีกาที่ ๑๖๙๒/๒๕๐๙ จําเลยถูกข่มเหงแล้วได้ยิงคนที่ข่มเหงใน ขณะนั้นแต่เนื่องจากคนที่ข่มเหงต่างวิ่งหนีไปกระสุนปืนพลาดไปถูกผู้เสียหายเข้า จําเลย ก็ต้องมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๖๐ แต่การกระทําของจําเลยนั้น เป็นผลสืบเนื่องมาจากจําเลยถูกข่มเหงโดยไม่เป็นธรรม และกระทําลงไปโดยบันดาลโทสะ จําเลยจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมาย ",อาญา,, 64,1,,การสําคัญผิดว่ามีเหตุที่จะป้องกัน หากกระทําไปพอสมควรแก่เหตุ ผู้กระทําจะมีความผิดหรือไม่ และหากความสําคัญผิดได้เกิดขึ้นโดยความประมาทของ ผู้กระทําความผิด ผู้กระทําจะมีความผิดหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๕๕๐/๒๕๕๓ (ก) ขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางคืน จําเลย นอนในเปลที่ขนําในนากุ้งเพื่อเฝ้าดูแลรักษาทรัพย์สินของตน เมื่อจําเลยเห็นรถยนต์แล่นผ่านเข้ามาใกล้ก็ใช้สปอทไลท์สองซึ่งจะทําให้ผู้ที่ผ่านเข้ามาทราบว่ามีผู้เฝ้าดูแลอยู่ใน บริเวณนั้น อันเป็นการกระทําเพื่อรักษาทรัพย์สินของตน แต่โจทก์ร่วมกลับขับรถแล่นเข้า มาบริเวณที่เกิดเหตุซึ่งมิใช่ถนนสาธารณะที่ใช้สัญจรทั่วไป แต่เป็นถนนทางเข้านากุ้งใน ยามวิกาลเวลาประมาณ ๓ นาฬิกา แล้วชนรถจักรยานยนต์ของจําเลยซึ่งจอดอยู่หน้า ขนำย่อมทําให้จําเลยตกใจกลัวและสําคัญผิดว่าเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึงจากคนร้าย ที่มุ่งเข้าทําร้ายตน การที่จําเลยใช้อาวุธปืนยิงขึ้นฟ้าก่อนและยิงอีก ๑ นัด ในระยะเวลา ที่ใกล้ชิดต่อเนื่องกันขณะ ช. และโจทก์ร่วมกําลังเปิดประตูรถออกมา ย่อมทําให้จําเลย เข้าใจว่าผู้ที่อยู่ในรถมีอาวุธหากจำเลยช้าไปเพียงเล็กน้อย จําเลยก็อาจได้รับอันตรายร้ายแรงได้ จึงเป็นการป้องกันตนให้พ้นจากภยันตรายที่จําเลยสําคัญผิดว่าจะเกิดขึ้นแก่ตน และเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง อีกทั้งหลังจากจําเลยยิงปืนนัดที่สองไปแล้ว จําเลยก็วิ่ง หลบหนีไปในทันทีโดยมิได้ยิงหรือทําร้ายโจทก์ร่วมหรือ ช. ซ้ำอีก ทั้งที่มีโอกาส เนื่องจากโจทก์ร่วมถูกกระสุนปืนได้รับบาดเจ็บและลงมาจากรถแล้ว การกระทําของจําเลย ดังกล่าวจึงเป็นการกระทําพอสมควรแก่เหตุเพื่อให้ตนพ้นจากภยันตรายที่จําเลยสําคัญผิด ว่าจะเกิดขึ้น อันเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายโดยสําคัญผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๖๘ ประกอบมาตรา ๖๒ วรรคแรก (ข) คําพิพากษาฎีกาที่ ๔๙๖๘/๒๕๕๑ จําเลยสําคัญผิดว่าผู้ตายกับพวกจะ เข้ามาลักผลไม้ในไร่และผู้ตายเดินเข้ามาจะทําร้ายจําเลย แต่ผู้ตายไม่ได้มีอาวุธหรือพูด ข่มขู่หรือมีกิริยาอาการว่าจะทําร้ายจําเลยโดยวิธีใด อันจะทําให้จําเลยได้รับอันตราย ร้ายแรง หากจําเลยเพียงแต่ยิงขู่ก็น่าจะเป็นการเพียงพอที่จะทําให้ผู้ตายเกรงกลัวและ หลบหนีไปได้ เพราะผู้ตายมิใช่คนร้าย การที่จําเลยใช้อาวุธปืนลูกซองยาวยิงผู้ตายที่ บริเวณหน้าท้อง ๑ นัด จนผู้ตายล้มลงแล้วจําเลยยังใส่กระสุนปืนลูกซองเข้าไปใหม่แล้วยิงผู้ตายที่ศีรษะซ้ำอีก ๑ นัด จนถึงแก่ความตาย จึงเป็นการกระทําโดยป้องกันอันเกิน กว่ากรณีแห่งการจําต้องกระทําเพื่อป้องกัน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๖๙ และความสําคัญผิดของจําเลยเกิดขึ้นโดยความประมาท เนื่องจากมิได้ใช้ความ ระมัดระวังพิจารณาให้รอบคอบว่าผู้ตายกับพวกเป็นคนร้ายจริงไม่ จําเลยจึงมีความผิดฐานกระทําโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๑ โดยผลของมาตรา ๖๒ วรรคสองด้วย เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ ประกอบด้วยมาตรา ๖๙ และ ๖๒ วรรคแรก กับมาตรา ๒๙๑ ประกอบด้วยมาตรา ๖๒ วรรคสอง อันเป็น กรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามมาตรา ๒๘๘ ประกอบด้วย มาตรา ๖๙ และ ๒๒ วรรคแรก ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียวตามมาตรา ๙๐ ",อาญา,, 64,1,,ได้ภาระจํายอมมาโดยทางนิติกรรมแต่ไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ต่อมาเจ้าของที่ดินภารยทรัพย์ถึงแก่ความตาย เจ้าของที่ดินสามยทรัพย์จะฟ้อง ทายาทของเจ้าของที่ดินภารยทรัพย์ให้ไปดําเนินการจดทะเบียนภาระจํายอมได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๔๗๕/๒๕๕๓ น. เสนอขายที่ดินโดยนํารูปแผนที่หลัง โฉนดที่ดินมาแสดงแก่โจทก์เพื่อยืนยันรับรองแก่โจทก์ว่า หากโจทก์ซื้อที่ดินของ น. โจทก์ ก็มีสิทธิใช้ทางพิพาทเป็นทางเข้าออกและใช้ประโยชน์เกี่ยวแก่สาธารณูปโภคสําหรับที่ดินที่ ซื้อได้ อันเป็นเหตุให้ น. ต้องยอมรับกรรมบางอย่างซึ่งกระทบถึงทรัพย์สินของตนหรือต้อง งดเว้นการใช้สิทธิบางอย่างอันมีอยู่ในกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินนั้น เพื่อประโยชน์แก่อสังหาริม ทรัพย์อื่น เมื่อโจทก์ตกลงซื้อที่ดินตามที่ น. เสนอจึงเกิดเป็นสัญญาก่อให้เกิดภาระ จํายอม การที่ น. ไม่ได้จดทะเบียนภาระจํายอมให้แก่โจทก์เหมือนอย่างที่ดินซึ่งแบ่ง แยกพร้อมกับแปลงอื่นๆ คงมีผลเพียงทําให้ภาระจํายอมดังกล่าวยังไม่เป็นทรัพยสิทธิที่ สมบูรณ์ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๙๙ วรรคหนึ่ง เท่านั้น แต่ก็เป็นบุคคลสิทธิใช้บังคับ กันได้ระหว่างคู่สัญญา และไม่ใช่สิทธิที่ตามกฎหมายหรือว่าโดยสภาพแล้วเป็นการ เฉพาะตัวของ น. โดยแท้ เมื่อ น. ถึงแก่ความตาย สิทธิหน้าที่และความรับผิดต่างๆ ตามสัญญาภาระจํายอมย่อมตกทอดแก่จําเลยซึ่งเป็นทายาทตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๙๙ และ ๑๖๐๐ โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องบังคับให้จําเลยไปดําเนินการจดทะเบียนภาระจํายอมและ บังคับให้จําเลยรื้อรั้ว เสาปูนและลวดหนามที่ปิดกั้นทางพิพาทซึ่งเป็นภารยทรัพย์ออกได้,แพ่ง,, 64,2," ",เจ้าหนี้โอนสิทธิเรียกร้องซึ่งมีต่อลูกค้าให้แก่ผู้รับโอนแล้ว แต่กลับไปขอรับเงิน ค่าสินค้าจากลูกค้าที่โอนสิทธิเรียกร้องให้ผู้รับโอน โดยผู้รับโอนมิได้มอบหมายจะเป็นความผิด ฐานลักทรัพย์ หรือยักยอกหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๖๘๐/๒๕๕๓ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “เห็นว่า ตามคําบรรยายฟ้องของโจทก์แม้จะฟังว่า ภายหลัง จากจําเลยทั้งสองทําบันทึกข้อตกลงโอนสิทธิเรียกร้องค่าสินค้าที่จําเลยทั้งสองมีต่อลูกค้ารวม ๒๓ รายให้แก่โจทก์ และต่อมาจําเลยทั้งสองกลับใช้สิทธิเรียกร้องให้ลูกค้าบางรายชําระค่า สินค้าแก่จําเลยทั้งสอง แต่สิทธิเรียกร้องมิใช่วัตถุมีรูปร่างที่เคลื่อนที่ได้อันอาจจะมีการ เอาไปได้ตามความหมายของคําว่า ทรัพย์ ในความผิดทางอาญาฐานลักทรัพย์ ทั้งการที่ จําเลยทั้งสองไปขอรับเงินหรือเช็คค่าสินค้าจากลูกค้าตามฟ้องก็ไม่ได้เป็นการกระทําแทนโจทก์ เงินและเช็คดังกล่าวยังมิใช่ทรัพย์ของโจทก์ การกระทําของจําเลยทั้งสองดังที่โจทก์กล่าว ในฟ้องจึงไม่มีมูลความผิดทางอาญาตามบทกฎหมายที่โจทก์ขอให้ลงโทษ แต่เป็นเพียงไม่ปฏิบัติ ตามข้อตกลงอันเป็นการผิดสัญญาทางแพ่งเท่านั้น ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องมานั้น ชอบแล้ว ",อาญา,, 64,2," ",ขึงลวดแล้วปล่อยกระแสไฟฟ้าเพื่อจะป้องกันทรัพย์สิน หากมีคนร้ายมาถูก กระแสไฟฟ้าจนถึงแก่ความตาย จะเป็นความผิดหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ การใช้เส้นลวดขึงแล้วปล่อยกระแสไฟฟ้าไปตามเส้นลวดที่ขึงไว้นั้น หากมี ผู้มาถูกเข้าถึงแก่ความตาย ถ้าข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้ที่มาถูกกระแสไฟฟ้าเข้าจนถึงแก่ ความตายนั้นมีเจตนาร้าย เช่น มีเจตนาจะเข้ามาลักทรัพย์ กรณีเช่นนี้ศาลจะต้องพิจารณา เสมือนว่าถ้าผู้กระทําอยู่ในที่เกิดเหตุจะมีสิทธิกระทําเพื่อป้องกันสิทธิของตนหรือไม่ ในเรื่องนี้ มีคําพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ดังนี้ มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ (ก) กรณีที่ผู้ใดแก่ความตายมิได้มีเจตนาระทำความผิด คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๙๒๓/๒๕๑๙ จำเลยเก็บของอยู่ในบริเวณสวนของจำเลยมีรั้วต้นพู่ระหงปลูกเป็นแนวเขต จำเลยเก็บของอันมีค่า เช่น เครื่องยนต์สูบน้ำ และอุปกรณ์อื่น ๆ ไว้ทรัพย์สินที่จำเลยเก็บไว้ในโรงเก็บของเคยถูกคนร้ายลักไป ในตำบลที่เกิดเหตุมีคนร้ายชุกชุม จำเลยจึงเอาเส้นลวดขึงที่โรงเก็บของแล้วปล่อยกระแสไฟฟ้าจากบ้านไว้เพื่อป้องกัน คนร้ายผู้ตายกับพวกอีกสามคนบุกรุกเข้าไปที่โรงเก็บของในเวลาวิกาลโดยเจตนาจะลักทรัพย์ ในมือผู้ตายมีเหล็กไขควง ๑ อัน แต่ผู้ตายไปถูกเส้นลวดที่ปล่อยกระแสไฟฟ้าไว้ถึงแก่ความตาย เสียก่อน มิฉะนั้นผู้ตายกับพวกย่อมลักทรัพย์ผู้ของตายไม่ได้ นับได้ว่าภยันตรายที่จะเกิดแก่ ทรัพย์สินของจำเลยใกล้จะถึงแล้ว ถ้าจำเลยไปพบเห็นเข้าจำเลยย่อมมีสิทธิทำร้ายผู้ตาย กับพวกเพื่อป้องกันทรัพย์สินของจำเลยได้ ดังนั้นการกระทำของจำเลยจึงเป็นการป้องกัน สิทธิของตนโดยชอบด้วยกฎหมาย และพอสมควรแก่เหตุจำเลยไม่มีความผิด ฎีกาที่ ๓๒/ ๒๕๑๐ ฯลฯ ที่โจทก์อ้างมาข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ (ศาลจะต้องพิจารณาเสมือนว่าถ้าจำเลย อยู่ในที่เกิดเหตุ จำเลยจะมีสิทธิกระทำร้ายเพื่อป้องกันสิทธิของตนเองหรือไม่) มีหมายเหตุท้ายฎีกาฉบับนี้ ศ.จิตติ ติงศภัทย์ ความว่า โจทก์ฟ้องตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๐ ฆ่าคนโดยไม่เจตนาฆ่าจึงเป็นแต่เจตนาทำร้ายเท่านั้น ไม่เกินกว่าเหตุสำหรับการลักทรัพย์โดย ไม่ใช้กำลังทำร้าย คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๔๙๐/๒๕๔๘ แม้ขณะเกิดเหตุผู้ตายจะเข้าไปในบริเวณบ่อ ปลากัดของจำเลยเพื่อลักปลากัด ซึ่งถ้าจำเลยพบเห็นเขาจำเลยย่อมมีสิทธิทำร้ายผู้ตายที่ พอสมควรแก่เหตุ เพื่อป้องกันทรัพย์สินของจำเลยได้ แต่กระแสไฟฟ้าที่จำเลยปล่อยผ่านเส้นลวด ที่ล้อมรอบบ่อปลากัด ย่อมเป็นอันตรายร้ายแรงโดยสภาพซึ่งสามารถทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความ ตายได้ ส่วนทรัพย์สินของจำเลยเป็นเพียงปลากัดมูลค่าไม่มาก การปล่อยกระแสไฟฟ้า เข้าเส้นลวดกับการป้องกันทรัพย์สินของจำเลยย่อมไม่เป็นสัดส่วนกัน การกระทำของจำเลย จึงเป็นการป้องกันสิทธิของตนที่เกินสมควรกว่าเหตุดาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๖๙ จำเลยจึงมีความผิด ฐานมิได้มีเจตนาม่าแต่ทำร้ายผู้ตายจนเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๐ วรรคแรก ประกอบมาตรา ๖๙ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๙๑/๒๕๔๙ โจทก์บรรยายฟ้องไว้โดยชัดแจ้งว่าเด็กชาย ค. เข้าไปลักแตงโมในไร่ของจำเลย และจำเลยได้ต่อและปล่อยกระแสไฟฟ้าจากบ้านพักผ่านรั้ว ลวดหนาม เป็นเหตุให้เด็กชาย ค. ซึ่งสัมผัสรั้วลวดหนามถูกกระแสไฟฟ้าดูดจนถึงแก่ความตาย และจำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังเป็นยุติได้ตามคำฟ้องของโจทก์ ดังนี้ การที่ผู้ตายเข้าไปลักแตงโมในไร่ของจำเลยดังกล่าว ถือได้ว่าผู้ตายได้กระทำการประทุษร้าย อันละเมิดต่อกฎหมายต่อทรัพย์ของจำเลย จำเลยจึงมีสิทธิที่จะป้องกันทรัพย์สินของตนได้ แต่การที่จำเลยต่อและปล่อยกระแสไฟฟ้า ซึ่งมีแรงเคลื่อนสูงถึง ๒๐๐ โวลท์ ที่สามารถทำให้ ดูดคนให้ถึงแก่ความตายได้ ทั้งที่ทรัพย์ที่จำเลยมีสิทธิกระทำการป้องกันคือแตงโมมีราคาไม่สูง มากนัก ย่อมถือได้ว่าเป็นการกระทำที่เกินสมควรแก่เหตุหรือเกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องกระทำตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๖๙ ซึ่งศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพ และมิได้ยกปัญหาดังกล่าวขึ้นอุทธรณ์ฎีกา แต่ศาลมีฎีกายกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยเองได้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๗๙๔/๒๕๕๒ จำเลยเป็นเจ้าของสวนผลไม้ที่เกิดเหตุซึ่งมีรั้วลวดหนามล้อมทั้งสี่ด้าน ก่อนเกิดเหตุจำเลยชิงเส้นลวด ๑ เส้น จากทิศเหนือไปยังทิศใต้สูงจากพื้นดินประมาณ ๕๐ เซนติเมตร วางกึ่งกลางสวนแล้วปล่อยกระแสไฟฟ้าขนาด ๒๒๐ โวลต์ผ่านเส้นลวดเพื่อป้องกันคนร้าย โดยมีเจตนาให้กระแสไฟฟ้าทำลายร่างกายเนื่องจากเคยมีคนร้ายเข้าไปลักผลไม้และทรัพย์สินอื่น ต่อมาในเวลาเกิดเหตุผู้ตายอายุ ๑๔ ปีเศษกับ ต. อายุ ๑๕ ปี เข้าไปในสวนของจำเลยโดยพังรัวเข้าไปเพื่อจะลักกระท้อนในสวนแล้วผู้ตายเดินไปถูกเส้นลวดที่จำเลยปล่อยกระแสไฟฟ้าไว้ เป็นเหตุให้ถึงแก่ความดายนั้น เมื่อไม่ปรากฏว่าขณะเกิดเหตุผู้ตายกับ ต. มีอาวุธใด ๆ ติดตัว ประกอบกับผลไม้ที่เขาไปเพื่อจะลักน่าจะราคาไม่มากนัก ดังนี้ หากจำเลยพบเห็นผู้ตายกับพวกในขณะเกิดเหตุ จำเลยย่อมสามารถใช้วิธีอื่นที่รุนแรงน้อยกว่าการทำร้ายร่างกายกระทำต่อผู้ตายเพื่อป้องกันสิทธิของตนให้บรรลุได้ไม่ยาก การกระทำของจำเลยจึงเป็นการป้องกันเกินสมควรแก่เหตุ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๖๕๐/๒๕๕๓ จำเลยชิงเส้นลวดและปล่อยกระแสไฟฟ้าไว้บริเวณหน้าต่างห้องพักของจำเลยเพื่อป้องกันขโมยเข้ามาลักทรัพย์ในห้องพักของจำเลย จึงเป็นเหตุให้เด็กชาย ก. บุตรเลี้ยงของจำเลยซึ่งลักลอบเป็นหน้าต่างเพื่อเข้าไปลักทรัพย์ในห้องพักของจำเลยถูกกระแสไฟฟ้าช็อตถึงแก่ความตาย แม้การกระทำของผู้ตายจะถือเป็นการประทุษร้ายอันเป็นละเมิดต่อกฎหมายและต่อทรัพย์สินของจำเลยที่จำนยมีสิทธิที่จะป้องกันทรัพย์สินของตนได้ แต่พฤติการณ์ที่จำเลยต่อและปล่อยกระแสไฟฟ้าแรงสูงถึง ๒๒๐ โวลต์ไปตามเส้นลวดที่ไม่มีฉนวนหุ้มนั้น ย่อมเป็นอันตรายร้ายแรงโดยสภาพที่สามารถทำให้ผู้อื่นที่ไปสัมผัสถูกถึงแก่ความตายได้ ดังนั้น แม้จะเป็นการป้องกันคนร้ายที่จะเข้ามาลักทรัพย์สินในห้องพักของจำเลยและทำร้ายจำเลยกับภรรยาได้ แต่การกระทำของจำเลยก็เป็นการเกินสมควรแก่เหตุหรือเกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องกระทำเพื่อป้องกัน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๖๙ (จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๐ วรรคหนึ่งประกอบมาตรา ๖๙ ",อาญา,, 64,2,,"ผู้ได้กรรมสิทธิ์ที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์แต่มิได้จดทะเบียนซึ่งจะยก ขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริตและได้จดทะเบียน สิทธิโดยสุจริตแล้วไม่ได้ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๙๙ วรรคสอง ถ้าบุคคลภายนอกโอนที่ดิน ต่อไป และผู้รับโอนต่อมาไม่สุจริต ผู้ครอบครองทรัพย์จะต่อสู้ผู้รับโอนต่อมาได้หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๐๖๘/๒๕๕๒ บุคคลภายนอกตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๙๙ วรรคสอง หมายถึง บุคคลใดก็ได้ที่มิใช่เจ้าของที่ดินเดิมซึ่งได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและ โดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว เมื่อธนาคาร ก. เป็นทั้งผู้รับจํานองที่ดินพิพาท จากเจ้าของที่ดินเดิมและยังเป็นผู้ซื้อที่ดินพิพาทจากการขายทอดตลาดโดยเสียค่าตอบแทน และโดยสุจริต และได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว ธนาคาร ก. จึงเป็นบุคคลภายนอก ย่อม ได้รับความคุ้มครองตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๙๙ วรรคสอง ๒๐๖๘/๒๕๕๒ บุคคลภายนอกตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๙๙ วรรคสอง หมายถึง บุคคลใดก็ได้ที่มิใช่เจ้าของที่ดินเดิมซึ่งได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและ โดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว เมื่อธนาคาร ก. เป็นทั้งผู้รับจํานองที่ดินพิพาท จากเจ้าของที่ดินเดิมและยังเป็นผู้ซื้อที่ดินพิพาทจากการขายทอดตลาดโดยเสียค่าตอบแทน และโดยสุจริต และได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว ธนาคาร ก. จึงเป็นบุคคลภายนอก ย่อม ได้รับความคุ้มครองตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๙๙ วรรคสอง เมื่อธนาคาร ก. ซื้อที่ดินพิพาทจากการขายทอดตลาดของศาลโดยไม่ปรากฏว่าซื้อมา โดยสุจริตหรือไม่ อย่างไร ก็ย่อมเป็นไปตามข้อสันนิษฐานอันเป็นคุณแก่ผู้ซื้อว่า บุคคลทุกคน กระทําการโดยสุจริตตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖ ถือว่าธนาคาร ก. ซื้อที่ดินพิพาทโดยสุจริตและ ได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว ผู้ร้องไม่อาจอ้างสิทธิครอบครองปรปักษ์ขึ้นใช้ยันธนาคาร ก. ได้ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๙๙ วรรคสอง แม้เมื่อผู้คัดค้านที่ ๑ ได้รับโอนที่ดินพิพาทจาก ปี นับแต่วันรับโอนจากธนาคาร ก. และรับโอนโดยไม่สุจริตก็ตาม ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้ครอบครองปรปรักษ์ก็ไม่อาจยกสิทธิของตนขึ้นใช้ยันผู้คัดค้านที่ ๑ ผู้รับโอนคน ต่อมาได้ เพราะสิทธิของผู้ครอบครองปรปักษ์ขาดตอนไปแล้วตั้งแต่ธนาคาร ก. ผู้รับโอน ทางทะเบียนโดยสุจริตตอนแรก แม้ผู้ร้องจะยังคงครอบครองที่ดินพิพาทตลอดมา แต่การ ครอบครองในช่วงหลังที่ธนาคาร ก. และผู้คัดค้านที่ ๑ รับโอนกรรมสิทธิ์มา เมื่อนับถึงวันที่ ผู้ร้องได้ยื่นคําร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ยังไม่ครบ ๑๐ ปี ก็จะถือว่ามีการครอบครองปรปักษ์ต่อผู้คัดค้านที่ ๑ ครบเวลาได้กรรมสิทธิ์แล้วด้วยหาได้ไม่ มีคําพิพากษาฎีกาที่ ๖๖๖๓/๒๕๓๕, ๗๐๐๗/๒๕๔๐ วินิจฉัยเช่นกัน ",แพ่ง,, 64,3,,"ผู้ถือหุ้นในบริษัทจะเป็นโจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินระหว่าง บริษัทกับบุคคลภายนอกโดยอ้างว่า บริษัทกับกรรมการได้คบคิดกันฉ้อฉล และให้จดทะเบียน โอนคืนแก่บริษัท ได้หรือไม่ ผู้ถือหุ้นจะฟ้องขอให้เพิกถอนรายงานการประชุมเท็จเพราะมิได้มีการประชุมกันจริงได้หรือไม่","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๔๘๑/๒๕๕๒ โจทก์ทั้งหกฟ้องโดยอาศัยอํานาจตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๑๖๙ วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า “ถ้ากรรมการทําให้เกิดเสียหายแก่บริษัท บริษัทจะ ฟ้องร้องเรียกเอาสินไหมทดแทนแก่กรรมการก็ได้ หรือในกรณีที่บริษัทไม่ยอมฟ้องร้องผู้ถือหุ้น คนหนึ่งคนใดจะเอาคดีนั้นขึ้นว่าก็ได้...” ตามบทบัญญัติดังกล่าวให้อํานาจผู้ถือหุ้นฟ้อง กรรมการบริษัทผู้ทําให้บริษัทเสียหาย ส่วนผู้ถือหุ้นจะเป็นผู้ฟ้องตามมาตรา ๑๑๖๙ วรรค หนึ่ง ต้องเป็นการฟ้องแทนหรือฟ้องเพื่อประโยชน์ของบริษัทเฉพาะกรณีที่บริษัทไม่ฟ้องเพื่อ เรียกร้องเอาค่าสินไหมทดแทนจากกรรมการผู้ทําให้บริษัทได้รับความเสียหายเท่านั้น แต่การ ที่โจทก์ทั้งหกฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนที่ดิน โฉนดเลขที่ ๑๐๓๙๗ ระหว่างจําเลยที่ และที่ ๒ โดยอ้างว่าจําเลยที่ ๑ และที่ ๓ ได้คบคิดกันฉ้อฉลและให้จําเลยทั้งสามจด ทะเบียนโอนคืนที่ดินให้แก่จําเลยที่ ๒ หาใช่เป็นฟ้องเพื่อเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนจาก ๒ จําเลยที่ ๓ ไม่ โจทก์ทั้งหกจึงไม่มีอํานาจฟ้องจําเลยที่ ๓ สําหรับจําเลยที่ ๑ เป็นบุคคลภายนอกไม่ได้เป็นกรรมการในบริษัทจําเลยที่ ๒ โจทก์ทั้งหกจึงไม่มีอํานาจฟ้องจําเลยที่ ตามบทบัญญัติดังกล่าวได้ รายงานการประชุมที่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนถือไม่ได้ว่าเป็นมติของที่ประชุมใหญ่ อันผิดระเบียบตามความหมายของมาตรา ๑๑๙๕ เพราะมิได้มีการประชุมกันจริง หากแต่ เป็นรายงานเท็จที่จําเลยที่ ๓ ได้กระทําขึ้นฝ่ายเดียวเพื่อโอนที่ดินดังกล่าวไปให้จําเลยที่ ๑ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่จําเลยที่ ๒ เท่านั้น ไม่ได้กระทบถึงสิทธิหรือประโยชน์ของโจทก์ ทั้งหกซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นโดยตรงแต่อย่างใด กรณีไม่อยู่ในบังคับของมาตรา ๑๑๙๕ ที่โจทก์ทั้งหก ในฐานะผู้ถือหุ้นจะใช้สิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนรายงานการประชุมเท็จได้ โจทก์ทั้งหกจึงไม่มี อํานาจฟ้องขอให้เพิกถอนรายงานการประชุมเช่นกัน คําพิพากษาฎีกาที่ ๑๔๒๖/๒๕๔๒ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๑๖๙ วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติ ว่า ถ้ากรรมการทําให้เกิดเสียหายแก่บริษัท ๆ จะฟ้องร้องเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนแก่ ๆ กรรมการก็ได้ หรือในกรณีที่บริษัทไม่ยอมจะฟ้องร้อง ผู้ถือหุ้นคนหนึ่งคนใดจะเอาคดีนั้นขึ้น ว่ากล่าวก็ได้นั้น เป็นการให้อํานาจแก่ผู้ถือหุ้นฟ้องกรรมการบริษัทผู้ทําให้บริษัทเสียหาย ซึ่ง โดยปกติบริษัทย่อมเป็นผู้ฟ้องเรียกให้กรรมการผู้นั้นชดใช้ค่าเสียหายแก่บริษัท ส่วนผู้ถือหุ้น จะเป็นผู้ฟ้องตามมาตรา ๑๑๖๙ วรรคหนึ่ง ได้นั้น จะต้องฟ้องแทนหรือฟ้องเพื่อประโยชน์ ของบริษัท เฉพาะกรณีที่บริษัทไม่ฟ้องและเป็นการฟ้องเรียกร้องเอาค่าสินไหมทดแทนเท่านั้น แต่การที่โจทก์ฟ้องจําเลยที่ ๑ ขอให้พิพากษาว่านิติกรรมขายสิทธิตามสัญญาจะซื้อจะขาย ระหว่างจําเลยที่ ๑ กับจําเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ เป็นโมฆะ หาใช่เป็นการฟ้องเพื่อเรียกเอาค่า สินไหมทดแทนจากจําเลยที่ ๑ ไม่ โจทก์จึงไม่มีอํานาจฟ้อง ",แพ่ง,, 64,3,,สัญญาจํานองมีข้อตกลงยกเว้นบทบัญญัติแห่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๓๓ ถ้าหนี้ประธานขาดอายุความแล้ว หากผู้รับจํานองฟ้องบังคับจํานอง ได้เงินน้อยกว่าจํานวน เงินที่ค้างชําระ จะบังคับถึงทรัพย์สินอื่นนอกจากทรัพย์จํานองได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ สัญญาจํานองมีข้อตกลงยกเว้นบทบัญญัติมาตรา ๗๓๓ ถ้าหนี้ประธาน ขาดอายุความแล้ว แม้ผู้รับจํานองจะยังคงมีสิทธิบังคับชําระหนี้จากทรัพย์สินที่จํานองได้ตาม มาตรา ๗๔๕ มาตรา ๑๙๓/๒๗ หรือมาตรา ๑๗๕๔ วรรคสาม ผู้รับจํานองก็คงบังคับได้ เฉพาะทรัพย์สินที่จํานองเท่านั้น หาอาจบังคับถึงทรัพย์สินอื่นด้วยไม่ คําพิพากษาฎีกาที่ ๒๔๘๔/๒๕๕๒ การจํานองทรัพย์สินเพื่อเป็นประกันหนี้ ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๔๕ และมาตรา ๑๙๓/๒๗ บัญญัติเป็นข้อ ยกเว้นว่า แม้หนี้ที่ประกันหรือหนี้ประธานจะขาดอายุความแล้ว ก็ยังบังคับชําระหนี้จาก ทรัพย์สินที่จํานองได้แต่ดอกเบี้ยที่ค้างให้คิดย้อนหลังขึ้นไปได้เพียงห้าปีเท่านั้น ดังนั้น ที่ศาล ชั้นต้นพิพากษาให้จําเลยรับผิดชําระดอกเบี้ยที่ค้างชําระให้ย้อนหลังไปมีกําหนด ๕ ปี จึงชอบแล้ว ปัญหาต่อไปมีว่า การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์มีสิทธิบังคับจํานองได้แต่ เฉพาะทรัพย์สินที่จํานองเท่านั้น โดยไม่อาจบังคับกับทรัพย์สินอื่นของจําเลยได้เป็นการชอบ หรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า ตามข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจํานองข้อ ๘ ระบุว่า หากมีการ บังคับจํานองและภายหลังจากเอาทรัพย์สินที่จํานองขายทอดตลาดได้เงินน้อยกว่าจํานวนหนี้ ที่จะต้องชําระเป็นจํานวนเท่าใด จําเลยยินยอมรับใช้เงินจํานวนที่ขาดนั้นจนครบ เมื่อโจทก์ บังคับจํานองได้เงินไม่พอชําระหนี้ โจทก์ย่อมมีสิทธิบังคับคดีกับทรัพย์สินอื่นของจําเลยเพื่อ นําเงินมาชําระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วนนั้น เห็นว่า แม้ตามข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจํานองจะ ระบุว่า หากมีการบังคับจํานองและภายหลังจากเอาทรัพย์สินที่จํานองขายทอดตลาดได้เงิน น้อยกว่จํานวนหนี้ที่จะต้องชําระเป็นจํานวนเท่าใด จําเลยยินยอมรับใช้เงินจํานวนที่ขาดนั้นจนครบอันเป็นการยกเว้นบทบัญญัติมาตรา ๗๓๓ ก็ตาม แต่เมื่อหนี้เงินกู้ขาดอายุความดัง ได้วินิจฉัยแล้วโจทก์คงบังคับชําระหนี้ได้เฉพาะทรัพย์สินที่จําเลยจํานองไว้เท่านั้นจะบังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินอื่นของจําเลยหาได้ไม่ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าโจทก์มีสิทธิบังคับ จํานองได้แต่เฉพาะทรัพย์สินที่จํานองเท่านั้น โดยไม่อาจบังคับกับทรัพย์สินอื่นของจําเลยได้นั้นชอบแล้ว คําพิพากษาฎีกาที่ ๓๗๐๕/๒๕๕๑ เจ้าหนี้มีสิทธิที่จะให้ชําระหนี้ของตนจากทรัพย์สิน ของลูกหนี้จนสิ้นเชิงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๑๔ เมื่อ จ. ลูกหนี้ ถึงแก่ความตาย โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกให้จําเลยในฐานะทายาทโดยธรรมของ จ. ชําระหนี จากทรัพย์สินในกองมรดกของ จ. ได้ แม้หนี้เงินกู้ซึ่งเป็นหนี้ประธานจะขาดอายุความ โจทก์ ก็มีสิทธิบังคับเอาจากทรัพย์สินที่จํานองได้ตามมาตรา ๑๗๕๔ วรรคสาม และมาตรา ๑๙๓/ ๒๗ แต่คงบังคับได้เฉพาะทรัพย์สินที่จํานองเท่านั้น ไม่อาจบังคับถึงทรัพย์สินอื่นใน กองมรดกได้ด้วย แม้สัญญาจํานองจะมีข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจํานองระบุให้เจ้าหนี้มีสิทธิยึดทรัพย์สินอื่นของลูกหนี้มาชําระหนี้ได้ในกรณีที่ทรัพย์สินที่จํานองไม่พอชําระหนี้ เพราะเมื่อ หนี้เงินกู้ซึ่งเป็นหนี้ประธานขาดอายุความแล้ว ทรัพย์สินอื่นในกองมรดกย่อมไม่ตกอยู่ใน ความรับผิดทางแพ่งอีกต่อไป คําพิพากษาฎีกาที่ ๔๖๐/๒๕๕๐ โจทก์ฟ้องคดีนี้เกินกว่าหนึ่งปีนับแต่วันที่โจทก์ได้ รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของ ช. เจ้ามรดกทําให้หนี้ตามสัญญากู้เงินอันเป็นหนี้ประธานขาด อายุความ เนื่องจากสัญญากู้เงินรายนี้มีการจดทะเบียนจํานองที่ดินเป็นประกันไว้ด้วย ดังนี้ แม้หนี้ตามสัญญากู้เงินอันเป็นหนี้ประธานจะขาดอายุความ โจทก์ก็มีสิทธิบังคับชําระหนี้จาก ทรัพย์สินที่จํานองได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๕๔ วรรคสาม ประกอบมาตรา ๑๙๓/๒๗ แต่คงบังคับได้เฉพาะทรัพย์สินที่จํานองเท่านั้นหาอาจบังคับ ถึงทรัพย์สินอื่นของ ช. เจ้ามรดกได้ด้วยไม่ แม้หนังสือสัญญาจํานองที่ดินเป็นประกัน และข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจํานองเป็นประกันจะมีข้อความระบุว่า เมื่อถึงเวลาบังคับจํานอง เอาทรัพย์จํานองขายทอดตลาดได้เงินจํานวนสุทธิน้อยกว่าจํานวนเงินที่ค้างชําระกับค่า อุปกรณ์ต่าง ๆ เงินยังขาดอยู่เท่าใดผู้จํานองและลูกหนี้ยอมรับผิดชอบรับใช้เงินที่ขาดจํานวน นันให้แก่ผู้รับจํานองจนครบจํานวนก็ตาม คําพิพากษาฎีกาที่ ๒๖๕๙/๒๕๔๖ โจทก์รับโอนกิจการจากธนาคารมหานคร จํากัด (มหาชน) มาเป็นของโจทก์ โจทก์จึงต้องรับโอน ทั้งสิทธิและหน้าที่ของธนาคาร มหานคร จํากัด (มหาชน) เมื่อธนาคารมหานคร จํากัด (มหาชน) เจ้าหนี้รู้ถึงการตายของ ลูกหนี้ตั้งแต่วันที่ ๘ มีนาคม ๒๕๓๙ จึงต้องถือว่าโจทก์ได้รู้แล้วด้วย โจทก์ยื่นฟ้องวันที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๕๓ จึงเกินกําหนด ๑ ปี ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ และเป็นเหตุให้หนี อุปกรณ์คือผู้ค้ำประกันที่จําเลยที่ ๑ ได้ทําไว้ต่อโจทก์หลุดพ้นจากความรับผิดไปด้วย แต่ สัญญากู้เงินมีการจํานองเป็นประกันไว้ด้วย ดังนี้ แม้หนี้สินตามสัญญากู้เงินอันเป็นหนี้ ประธานจะขาดอายุความ โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ด้วยการรับโอนสิทธิมาจากเจ้าหนี้เดิมย่อมใช้ สิทธิบังคับเอาจากทรัพย์สินที่จํานองได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๕๔ วรรคสาม ประกอบมาตรา ๑๙๓/๒๗ และคงบังคับได้แต่เฉพาะทรัพย์สินที่ จํานองเท่านั้น หาอาจบังคับถึงทรัพย์สินอื่นของผู้ตายได้ด้วยไม่ แม้สัญญาจํานองจะมี ข้อความระบุให้เจ้าหนี้มีสิทธิยึดทรัพย์สินอื่นของลูกหนี้มาชําระหนี้ได้ในกรณีที่ทรัพย์สิน ที่จํานองไม่พอชำระหนี้ก็ตาม คําพิพากษาฎีกาที่ ๖๖๗/๒๕๔๙ ภ. ได้นําที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างมาจดทะเบียน จํานองเพื่อเป็นประกันหนี้ในวงเงิน ๕,๕๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี โดยมีข้อตกลงว่าหากโจทก์บังคับจํานองได้เงินไม่พอชําระหนี้ยอมให้บังคับเอาจาก ทรัพย์สินอื่นจนกว่าจะครบ ดังนี้ แม้หนี้ตามสัญญาบัญชีเดินสะพัดดังกล่าวจะขาดอายุความ แต่กรณีต้องด้วย ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๒๗ และมาตรา ๗๔๕ กล่าวคือ โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับ จํานองจะบังคับชําระหนี้จากทรัพย์สินที่จํานอง แม้เมื่อหนี้ที่จํานองเป็นประกันนั้นขาดอายุความ แล้วก็ได้ แต่จะบังคับให้ชําระดอกเบี้ยที่ค้างชําระย้อนหลังเกินกว่าห้าปีไม่ได้ และคงบังคับ ได้แต่เฉพาะทรัพย์สินที่ ภ. จํานองไว้เท่านั้นจะบังคับจากทรัพย์สินอื่นอีกหาได้ไม่ ถึงแม้ว่าตามสัญญาจํานองจะกําหนดให้บังคับเอาจากทรัพย์สินอื่นจนกว่าจะครบ หากบังคับ จํานองได้เงินไม่พอชําระหนี้ก็ตาม ",แพ่ง,, 64,3,,ธนาคารเบิกถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากของลูกค้าเป็นความผิดฐาน ลักทรัพย์หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๒๔/๒๕๕๓ การกระทําที่จะครบองค์ประกอบความผิดฐาน ลักทรัพย์ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๔ นั้น จะต้องเป็นการเอาทรัพย์ของผู้อื่นหรือที่ผู้อื่นเป็น เจ้าของรวมอยู่ด้วยไปโดยทุจริต แต่กรณีตามฟ้องของโจทก์ทั้งสองในคดีนี้ ปรากฏว่าเงิน จํานวนที่จําเลยทั้งสองเบิกถอนไปนั้นเป็นเงินที่อยู่ในบัญชีเงินฝากของโจทก์ที่ ๑ ที่ฝากไว้กับ จําเลยทั้งสองเงินจํานวนดังกล่าวจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์และอยู่ในความครอบครองของ จําเลยทั้งสอง จําเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้รับฝากย่อมมีสิทธิที่จะบริหารจัดการเงินฝากจํานวน ดังกล่าวนั้นประการใดก็ได้ จําเลยทั้งสองคงมีหน้าที่เพียงต้องคืนเงินฝากตามจํานวนที่โจทก์ ทั้งสองซึ่งเป็นลูกค้านําเข้าฝากไว้เท่านั้น โดยจําเลยทั้งสองไม่จําต้องส่งคืนเป็นเงินจํานวน อันเดียวกับที่ฝากไว้ ดังนั้น การที่จําเลยทั้งสองเบิกถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ ที่ ๑ จึงมิใช่เป็นการเอาทรัพย์ของโจทก์ทั้งสองไป การกระทําของจําเลยทั้งสองจึงไม่ครบ องค์ประกอบความผิดฐานลักทรัพย์ ,อาญา,, 64,3,,กรรมการผู้จัดการและผู้ถือหุ้นของบริษัทจํากัด ซึ่งเป็นประธานที่ประชุม ผู้ถือหุ้น ทําบันทึกรายงานการประชุมผู้ถือหุ้นขึ้น โดยไม่มีการประชุมจริง แล้วลงลายมือชื่อ ตนเองเป็นประธานที่ประชุม นําไปยื่นแก้ไขเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนจะเป็นความผิดฐานปลอมเอกสารและให้เอกสารปลอมหรือไม่ ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๕๐๙/๒๕๕๙ จําเลยที่ ๒ ในฐานะกรรมการผู้จัดการและ ผู้ถือหุ้นของบริษัทจําเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นประธานที่ประชุมผู้ถือหุ้นเป็นผู้มีหน้าที่ต้องจัดให้มีการ ทํารายงานการประชุมของจําเลยที่ ๑ การที่จําเลยที่ ๒ ได้จัดให้มีการทําบันทึกรายงานการ ประชุมผู้ถือหุ้นขึ้นตามหน้าที่ของตนและลงลายมือชื่อตนเองเป็นประธานที่ประชุม มิได้ทําใน นามของบุคคลอื่น จึงเป็นเอกสารที่แท้จริงของจําเลยที่ ๒ แม้ข้อความในเอกสารจะไม่เป็น ความจริง เพราะไม่มีการประชุมดังกล่าว ก็เป็นการทําเอกสารอันเป็นความเท็จเท่านั้น ไม่ทํา ให้เป็นเอกสารปลอมตามประมวลกฎหมายอาญาาอาญา มาตรา ๒๖๔ เมื่อการกระทํา ดังกล่าวไม่เป็นการปลอมเอกสาร การกระทําของจําเลยทั้งห้าจึงไม่เป็นความผิดฐานร่วมกัน ปลอมเอกสารแลละใช้เอกสารปลอมตามมาตรา ๒๖๔, ๒๖๘",อาญา,, 64,4,,สัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดาจะมีผลผูกพันบุคคลภายนอก ผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่เช่าหรือไม่ ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๕๔/๒๕๕๒ เดิมที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัท ม. ที่ ได้จํานองเป็นประกันหนี้ไว้แก่โจทก์ จําเลยทําสัญญาเช่าที่ดินพิพาท เพื่อปรับปรุงพื้นที่และ ก่อสร้างตลาดและจําเลยยินยอมยกกรรมสิทธิ์ในสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดให้แก่บริษัท ม. แต่จําเลย มีสิทธิให้เช่าหรือให้เช่าช่วงตลาดและสิ่งปลูกสร้างโดยบริษัท ม. ตกลงให้สัญญาเช่าเป็นสัญญา ต่างตอบแทนยิ่งกว่าการเช่าธรรมดามีกําหนด ๑๐ ปี นับแต่วันครบกําหนดระยะเวลาการปลูก สร้าง สัญญาเช่าดังกล่าวไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ต่อมาโจทก์ได้รับโอนที่ดิน พิพาทเพื่อชำระหนี้จากบริษัท ม. ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดาเป็นเพียงบุคคล สิทธิที่ใช้บังคับกันได้เฉพาะแต่ในระหว่างคู่สัญญา ไม่ผูกพันโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้รับโอน ที่ดินพิพาท เว้นแต่โจทก์ผู้รับโอนที่ดินพิพาทจะได้ตกลงยินยอมผูกพันที่จะปฏิบัติตามสัญญา ต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดาแทนผู้ให้เช่าเดิม ข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์ไม่ได้ตกลง ยินยอมที่จะผูกพันตามสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าการเช่าธรรมดา แม้โจทก์จะทราบว่ามีสัญญา ต่างตอบแทนยิ่งกว่าการเช่าธรรมดาระหว่างจําเลยกับบริษัท ม. ในขณะรับโอนที่ดินพิพาท สัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าการเช่าธรรมดาก็ไม่ผูกพันโจทก์ และไม่ถือว่าโจทก์รับโอนที่ดิน พิพาทโดยไม่สุจริต ",แพ่ง,, 64,4,,การแปลงหนี้ใหม่ด้วยการเปลี่ยนตัวลูกหนี้ จะต้องให้ลูกหนี้คนเดิมเข้ามา เกี่ยวข้องด้วยหรือไม่ ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๘๓๓/๒๕๕๒ การที่จําเลยที่ ๒ ผู้ค้ำประกันยอมรับผิดใช้หนี้ที่ ป. มีต่อโจทก์ด้วยการทําหนังสือรับสภาพหนี้และสัญญากู้เงินขึ้นใหม่ ทั้งสัญญากู้เงินฉบับใหม่ และหนังสือรับสภาพหนี้ระบุจํานวนหนี้ใหม่โดยรวมต้นเงินกู้เดิมและดอกเบี้ยเข้าด้วยกัน เห็นถึงเจตนาของโจทก์และจําเลยที่ ๒ ว่า ต้องการจะทําให้หนี้ตามสัญญากู้เงินเดิมระงับไป โดยการแปลงหนี้ใหม่ด้วยการเปลี่ยนตัวลูกหนี้ การแปลงหนี้ดังกล่าวโจทก์และจําเลยที่ ๒ จะ ทําสัญญากันโดยลําพัง ไม่ต้องให้ ป. ลูกหนี้คนเดิมเข้าเกี่ยวข้องด้วยก็ได้ เพราะการแปลงหนี้ ใหม่ด้วยการเปลี่ยนตัวลูกหนี้ ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๕๐ ห้ามแต่เพียงว่าจะทําโดยขืนใจลูกหนี้ เดิมไม่ได้เท่านั้น เมื่อ ป. กู้เงินเพื่อให้จําเลยที่ ๒ นําไปลงทุน กรณีจะทําโดยขืนใจ ป. ลูกหนี้ เดิมย่อมไม่มี เมื่อหนี้ตามสัญญากู้เงินระงับไปแล้ว จําเลยที่ ๒ ผู้ค้ำประกันย่อมหลุดพ้นจาก ความรับผิดตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๙๘ โจทก์ฟ้องให้จําเลยที่ ๒ รับผิดตามสัญญาค้ำประกัน มิได้ฟ้องขอให้บังคับให้จําเลย ที่ ๒ ชําระหนี้ตามสัญญากู้เงินฉบับใหม่ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ พิพากษาให้จําเลยที่ ๒ รับผิดตามสัญญากู้เงิน จึงเป็นการพิพากษาเกินไปหรือนอกจากที่ปรากฏในคําฟ้อง ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๒ วรรคหนึ่ง ",แพ่ง,, 64,4,,ครอบครองที่ดินโดยเข้าใจผิดว่าเป็นของผู้ครอบครองเองจะได้กรรมสิทธิ์โดย การครอบครองปรปักษ์ได้หรือไม่ ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๕๙๖/๒๕๕๒ การที่ผู้ร้องทั้งห้าได้ครอบครองที่ดินพิพาทซึ่ง เป็นทรัพย์สินของผู้อื่น แม้จะเข้าใจผิดว่าเป็นที่ดินของตนเองก็ตาม หากแต่ผู้ร้องทั้งห้าได้ยึดถือ ครอบครองด้วยเจตนาเป็นเจ้าของอย่างแท้จริงแล้ว ก็ไม่จําเป็นที่ผู้ร้องจะต้องรู้มาก่อนว่าที่ดิน นั้นเป็นของผู้อื่นแล้วแย่งการครอบครองมาเป็นเวลา ๑๐ ปี จึงจะได้กรรมสิทธิ์ แม้ผู้ร้องทั้งห้า เข้าครอบครองที่ดินพิพาทของผู้คัดค้านทั้งสามโดยเข้าใจผิดว่าเป็นของผู้ร้องทั้งห้าเอง ก็ถือได้ ว่าเป็นการเข้ายึดถือครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่นด้วยเจตนาเป็นเจ้าของตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๔๒ แล้ว หากผู้ร้องทั้งห้าเข้าครอบครองโดยสงบ เปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกัน มาเกิน ๑๐ ปี ผู้ร้องทั้งห้าย่อมได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตามกฎหมาย ",แพ่ง,, 64,4,,เจ้าหน้าที่ที่ดินได้จูงใจผู้เสียหายเพื่อให้มอบเงินให้ในการที่จะดําเนินการเรื่อง ขอตั้งผู้จัดการมรดก ในการขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดิน แต่มิได้ดําเนินการ ดังกล่าวให้ เป็นการใช้อํานาจในตําแหน่งโดยมิชอบอันจะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมาย อาญา มาตรา ๑๔๘ หรือไม่ ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๒๘๘/๒๕๕๓ การกระทําที่เป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงาน ใช้อํานาจในตําแหน่งโดยมิชอบนั้น ในส่วนของการกระทําจะต้องเป็นเรื่องที่เจ้าพนักงานผู้กระทํา ได้ใช้อํานาจในตําแหน่งที่ตนดํารงอยู่โดยตรง ซึ่งเมื่อพิจารณาจากคําฟ้องแล้วจะเห็นว่าขณะ เกิดเหตุจําเลยเป็นเจ้าพนักงานดํารงตําแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารงานที่ดินมีหน้าที่เพียงแนะนํา ประชาชนในเรื่องที่เกี่ยวกับที่ดิน ดําเนินการเรื่องจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินและปฏิบัติราชการตาม ประมวลกฎหมายที่ที่ดิน เท่านั้น หาได้มีอํานาจหน้าที่ในการขอตั้งผู้จัดการมรดก ซึ่งเป็น เรื่องที่ผู้ร้องจะต้องไปดําเนินการเองด้วยไม่ การจูงใจผู้เสียหายเพื่อให้มอบเงินให้แก่จําเลยใน การที่จําเลยจะดําเนินการเรื่องขอตั้งผู้จัดการมรดกจึงเป็นเรื่องนอกเหนืออํานาจหน้าที่ของจําเลย การกระทําของจําเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานใช้อํานาจในตําแหน่งโดยมิชอบ (ศาลฎีกาลงโทษจําเลยเฉพาะความผิดฐานฉ้อโกง),อาญา,, 64,4,,ทําสัญญาจะซื้อขายที่ดินกันโดยผู้ขายยอมให้ผู้ซื้อเข้าไปทําประโยชน์ในที่ดิน ได้ทันที ผู้ซื้อเข้าไปทําประโยชน์โดยซื้ออุปกรณ์ก่อสร้างและว่าจ้างคนปลูกสร้างรั้วคอนกรีต ปลูกเสาเพื่อปลูกบ้าน ต่อมาปรากฏว่าผู้ขายไม่สามารถโอนที่ดินให้ตามสัญญาจะซื้อจะขายได้ โดยผู้ขายมิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา และมีการคืนเงินมัดจําแล้ว ดังนี้ ผู้ซื้อจะขอให้ผู้ขายใช้เงิน ค่าก่อสร้างและสิ่งปลูกสร้างได้หรือไม่ ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๕๒๓/๒๕๕๓ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จําเลยตกลงจะขายที่ดินตามฟ้องให้แก่โจทก์ โดยโจทก์ชําระเงินมัดจําให้จําเลย และจําเลย ยินยอมให้โจทก์เข้าไปสร้างรั้วและสิ่งปลูกสร้างในที่ดินเสียค่าใช้จ่ายเป็นเงิน ๕๙,๐๐๐ บาท แต่จําเลยไม่สามารถจดทะเบียนโอนที่ดินตามสัญญาจะซื้อจะขายให้โจทก์ตามที่ตกลง จําเลยมิได้ผิดสัญญาและคืนเงินมัดจําให้โจทก์แล้ว ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจําเลยมีว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ วินิจฉัยให้จําเลย ชดใช้เงินค่าก่อสร้างรั้วและสิ่งปลูกสร้างในที่ดินจํานวน ๕๙,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยให้แก่ โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๑๐ และมาตรา ๑๓๑๔ ประกอบ มาตรา ๔ ชอบแล้วหรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์เรียกร้องค่าก่อสร้างรั้วและสิ่งปลูกสร้างในที่ดินที่ตกลงจะซื้อจาก จําเลย แต่จําเลยไม่สามารถโอนที่ดินให้ตามสัญญาจะซื้อจะขายได้ โดยจําเลยมิได้เป็นฝ่าย ผิดสัญญานั้น เป็นกรณีไม่มีบทกฎหมายใดที่จะยกมาปรับแก่คดีได้ และบทบัญญัติแห่งประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๑๐ และมาตรา ๑๓๑๔ เรื่องการก่อสร้างใด ๆ ซึ่งติด กับที่ดินในที่ดินของผู้อื่นโดยสุจริตให้เจ้าของที่ดินเป็นเจ้าของสิ่งก่อสร้างนั้น ถือได้ว่าเป็นบท กฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งต่อกรณีที่โจทก์เรียกร้อง ฉะนั้นที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ นําบท บัญญัติดังกล่าวมาปรับแก่คดีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔ วรรคสอง แล้ววินิจฉัยให้จําเลยชดใช้เงินค่าก่อสร้างและสิ่งปลูกสร้างซึ่งตกเป็นของจําเลยแก่โจทก์ จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจําเลยฟังไม่ขึ้น” ",แพ่ง,, 64,4,,ความผิดฐานชุลมุนต่อสู้ระหว่างบุคคลตั้งแต่สามคนขึ้นไปตามประมวล กฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๙ นั้น หากสามารถรู้และแบ่งฝ่ายแบ่งพวกกันได้ ทั้งรู้ว่าผู้ใดหรือ ฝ่ายใดเป็นผู้ลงมือทําร้าย จะถือเป็นกรณีตามบทมาตราดังกล่าวหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๒๓๕/๒๕๕๓ กรณีความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๙ นั้น ต้องเป็นการชุลมุนต่อสู้กันระหว่างบุคคลตั้งแต่สามคนขึ้นไป และมีบุคคลได้รับอันตรายสาหัส โดยไม่ทราบว่าผู้ใดหรือผู้ใดร่วมกับใครทําร้ายจนได้รับอันตรายสาหัส แต่หากสามารถรู้และ แบ่งฝ่ายแบ่งพวกกันได้ ทั้งรู้ว่าผู้ใดหรือฝ่ายใดเป็นผู้ลงมือทําร้ายย่อมลงโทษผู้นั้นกับพวกได้ ตามเจตนาและผลของการกระทํา เมื่อข้อเท็จจริงในคดีนี้ได้ความว่าจําเลยกับพวกฝ่ายหนึ่ง และผู้เสียหายกับพวกฝ่ายหนึ่งวิวาทต่อสู้กัน แล้วพวกของจ๋าเลยเป็นผู้ใช้มีดฟันทําร้ายผู้เสียหาย จนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส ย่อมมิใช่กรณีตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๙ และเมื่อข้อเท็จจริง ปรากฏว่าผู้ที่ใช้มีดฟันทําร้ายผู้เสียหาย คือ น. ซึ่งเป็นพวกของจําเลยที่เข้าร่วมในการทะเลาะ วิวาทกับผู้เสียหายด้วย จําเลยซึ่งมีเจตนาทําร้ายผู้เสียหายย่อมต้องรับผลอันเป็นธรรมดา ย่อม เกิดขึ้นจากการนั้นในฐานะเป็นตัวการ แม้มิได้เป็นผู้ลงมือใช้มีดฟันทําร้ายผู้เสียหายด้วยตนเอง ก็ตาม (จําเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๗ (๘) ประกอบมาตรา ๘๓) ,อาญา,, 64,5,,ผู้เช่าทําพินัยกรรมยกสิทธิการเช่าที่ดินให้แก่ผู้รับพินัยกรรม ต่อมาผู้เช่าถึง แก่ความตาย สิทธิการเช่าจะตกทอดแก่ผู้รับพินัยกรรมหรือไม่ หากสัญญาเช่ามีข้อตกลงให้ ผู้เช่าโอนสิทธิการเช่าได้,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๒๐๑/๒๕๕๑ ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่า เดิมนางสาว ท.ทําสัญญาเช่าที่ดินจากจําเลยที่ ต่อมานางสาว ท. ทําพินัยกรรมยกสิทธิ การเช่าที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ เมื่อนางสาว ท. ถึงแก่ความตาย โจทก์ขอทําสัญญาเช่าที่ดิน โดยอ้างสิทธิตามพินัยกรรม แต่จําเลยที่ ๑ ไม่ดําเนินการให้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สิทธิการเช่าเป็นสิทธิเรียกร้องอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นโดยสัญญา ซึ่งผู้ให้เช่าตกลงให้ผู้เช่าได้ใช้หรือได้รับประโยชน์ในทรัพย์สิน อันเป็นหนี้เหนือบุคคล หาใช่เป็น สิทธิเหนือทรัพย์สินหรือเป็นทรัพยสิทธิไม่ และการเช่าทรัพย์สินนั้น ปกติผู้ให้เช่าย่อมเพ่งเล็ง ถึงคุณสมบัติของผู้เช่าว่าจะสมควรได้รับความไว้วางใจในการใช้และดูแลทรัพย์สินที่เช่าหรือไม่ สิทธิของผู้เช่าจึงมีสภาพเป็นการเฉพาะตัว เมื่อผู้เช่าตาย สิทธิการเช่าตามสัญญาเช่าก็เป็น อันระงับสิ้นสุดลง และไม่เป็นมรดกตกทอดไปถึงทายาท ทั้งนี้โดยไม่ต้องคํานึงว่ามีข้อตกลง ให้ผู้เช่าโอนสิทธิการเช่าได้ ดังที่โจทก์อ้างมาในฎีกาหรือไม่ เพราะหากมีข้อตกลงก็เป็น เรื่องที่ผู้ให้เช่ายอมให้ผู้เช่าโอนสิทธิการเช่าแก่บุคคลภายนอกในระหว่างที่ผู้เช่ามี ชีวิตอยู่ ซึ่งอาจทําได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๔๔ เท่านั้น ดังนั้น พินัยกรรมของนางสาว ท. ที่ยกสิทธิการเช่าที่ดินให้แก่โจทก์จึงไม่ก่อให้เกิดสิทธิเรียกร้องใด ๆ แก่โจทก์เกี่ยวกับที่ดินที่เช่า และไม่ผูกพันให้จําเลยที่ ๑ จะต้องให้โจทก์เป็นผู้เช่าต่อไป จําเลยที่ ๑ ย่อมพิจารณาให้จําเลยที่ ๒ และให้จําเลยที่ ๓ และที่ ๔ เป็นผู้เช่าที่ดินแต่ละแปลง ต่อไปได้ คําพิพากษาฎีกาที่ ๒๘๓/๒๕๔๐ การเช่าทรัพย์สินนั้นปกติผู้ให้เช่าย่อมเพ่งเล็งถึง คุณสมบัติผู้เช่าว่าจะสมควรได้รับความไว้วางใจในการใช้และดูแลทรัพย์สินที่เช่าหรือไม่ สิทธิ ของผู้เช่าจึงมีสภาพเป็นการเฉพาะตัว เมื่อผู้เช่าตายสัญญาเช่าเป็นอันระงับไป ไม่ตกทอดไป ถึงทายาท ที่สัญญาเช่าระบุว่าในระหว่างสัญญาเช่ายังไม่ครบกําหนดอายุสัญญา ผู้เช่ามี สิทธิที่จะโอนการเช่าให้แก่ผู้อื่นได้แต่ต้องจ่ายค่าตอบแทนให้แก่ผู้ให้เช่านั้น เป็นข้อตกลงเกี่ยวกับการโอนการเช่าในระหว่างที่ผู้ให้เช่าและผู้เช่ายังมีชีวิตอยู่ ซึ่งอาจทําได้ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๔๔ และเป็นเพียงบุคคลสิทธิผูกพันเฉพาะคู่สัญญา หาได้ตกทอดมายังทายาทผู้เช่าไม่ ",แพ่ง,, 64,5,,การบอกเลิกสัญญาเช่าที่ไม่มีกําหนดเวลา หากสัญญาเช่าระบุชําระค่าเช่า เป็นรายเดือนแต่ไม่ระบุวันที่ชําระค่าเช่าแน่นอน จะถือเอาวันใดเป็นวันกําหนดชําระค่าเช่า ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๑๗๙/๒๕๕๑ สัญญาเช่าช่วงอาคารชั้นล่างบางส่วนมีข้อตกลง ว่าเป็นสัญญาที่ไม่มีกําหนดระยะเวลา การเลิกสัญญาจึงต้องปฏิบัติตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๖๖ สัญญาเช่าช่วงดังกล่าวมีข้อตกลงระบุชําระค่าเช่าเดือนละ ๒,๐๐๐ บาท ไม่ระบุวันที่ชําระ ค่าเช่าแน่นอน จึงต้องถือเอาวันสิ้นเดือนเป็นกําหนดชําระค่าเช่าตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๕๙ โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าช่วงและจําเลยได้รับหนังสือวันที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๓๗ โจทก์ฟ้องคดีวันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๓๘ การบอกเลิกสัญญาเช่าช่วงจึงชอบแล้ว ",แพ่ง,, 64,5,,เจ้าหนี้ที่ยังไม่ได้มีการฟ้องร้องยังมิใช่เจ้าหนี้ตามคําพิพากษา จะมีสิทธิฟ้อง คดีเพิกถอนการฉ้อฉลหรือไม่ ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๙๗๕/๒๕๕๓ การฟ้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๓๗ เป็นการให้สิทธิแก่เจ้าหนี้ที่จะสงวนไว้ซึ่งกองทรัพย์สินของลูกหนี้ เพราะทรัพย์สิน ของลูกหนี้ย่อมเป็นหลักประกันในการชําระหนี้แก่เจ้าหนี้ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๑๔ ดังนั้น เจ้าหนี้ ผู้มีสิทธิร้องขอให้ศาลเพิกถอนการฉ้อฉลจึงหมายถึงเจ้าหนี้ที่มีสิทธิเรียกให้ลูกหนี้ชําระหนี้ของตน จากทรัพย์สินของลูกหนี้และต้องเสียเปรียบจากการที่ทรัพย์สินของหนี้ลดลง ไม่พอชําระหนี้ อันเนื่องมาจากการทํานิติกรรมฉ้อฉลของลูกหนี้ ไม่ว่าเจ้าหนี้ดังกล่าวจะเป็นเจ้าหนี้ตามคํา พิพากษาหรือไม่ก็ตาม แม้เจ้าหนี้ในหนี้ที่ยังไม่ได้มีการฟ้องร้องบังคับให้ชําระหนี้ก็มีสิทธิที่ จะร้องขอให้เพิกถอนได้ เมื่อโจทก์แจ้งความดําเนินคดีอาญาและฟ้องเรียกเงินคืนจากจําเลยที่ ๑ จําเลยที่ ๑ ย่อมทราบว่าตกเป็นลูกหนี้ที่จะต้องชําระหนี้ให้แก่โจทก์ การที่จําเลยที่ ๑ จดทะเบียน โอนที่ดินพิพาทให้แก่จําเลยที่ ๒ โดยเสน่หา และไม่มีทรัพย์สินอื่นที่จะให้โจทก์บังคับคดีได้อีก นอกจากที่ดินพิพาทจําเลยที่ ๑ ย่อมรู้อยู่ว่าเป็นทางให้โจทก์เจ้าหนี้เสียเปรียบ โจทก์ย่อมมีสิทธิ ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมซึ่งเป็นการฉ้อฉลนั้นเสียได้ ",แพ่ง,, 64,5,,การที่เจ้าหนี้ยังไม่ยึดหรืออายัดทรัพย์สินของลูกหนี้ในระหว่างที่ผ่อนชําระหนี้ ให้แก่เจ้าหนี้ จะเป็นเหตุให้ลูกหนี้สามารถทํานิติกรรมใดอันจะเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบได้ หรือไม่ ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๙๕๑/๒๕๕๓ จําเลยที่ ๑ รู้อยู่แล้วว่ามีหนี้ค่าภาษีอากรค้าง ชําระแก่โจทก์ แม้จําเลยที่ ๑ ผ่อนชําระหนี้ค่าภาษีอากรให้แก่โจทก์ทุกเดือน และในระหว่าง ผ่อนชําระโจทก์จะไม่ยึดหรืออายัดทรัพย์สินของจําเลยที่ ๑ ก็ตาม แต่การที่จําเลยที่ ๑ จดทะเบียน ให้ที่ดินแก่จําเลยที่ ๒ จําเลยที่ ๑ ย่อมรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบ ไม่อาจบังคับชำระหนี้ได้ เพราะจําเลยที่ ๑ ไม่มีทรัพย์สินอื่นที่โจทก์จะบังคับเอาชําระหนี้ได้ การที่โจทก์ยังไม่ยึดหรืออายัดทรัพย์สินของจําเลยที่ ๑ ในระหว่างที่ผ่อนชําระหนี้ค่า ภาษีอากรให้แก่โจทก์นั้น ไม่เป็นเหตุให้จําเลยที่ ๑ สามารถทํานิติกรรมใดอันจะเป็นทาง ให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบ การที่จําเลยที่ ๑ จดทะเบียนให้ที่ดินแก่จําเลยที่ ๒ จึงเป็น การฉ้อฉล ,แพ่ง,, 64,5,,การเลือกและหยิบสินค้าที่วางขายในร้านนําไปซุกซ่อนไว้ในเสื้อผ้าโดยเจตนา ที่จะไม่ชําระราคาทรัพย์สิน จะถือว่ากรรมสิทธิ์ในทรัพย์โอนไปเป็นของผู้กระทําอันจะทําให้ ไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๖๕๖/๒๕๕๑ จําเลยฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่า การกระทํา ของจําเลยไม่ครบองค์ประกอบความผิดฐานลักทรัพย์ เนื่องจากผู้เสียหายนําสินค้าซึ่งเป็นร้าน เซเว่นอีเลฟเว่นนําสินค้ามาวางเพื่อจําหน่ายตามชั้น กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินดังกล่าวย่อมเป็นของผู้เสียหาย แต่เมื่อจําเลยเลือกและหยิบสินค้าออกมาตามต้องการแล้ว กรรมสิทธิ์ในทรัพย์ ดังกล่าวย่อมโอนมาเป็นของจําเลยทันทีเพราะเป็นทรัพย์เฉพาะสิ่งตามประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ มาตรา ๔๖๐ ประกอบด้วยมาตรา ๑๙๕ วรรคสอง เห็นว่า หลักเรื่องการโอนกรรมสิทธิ์ตามบทบัญญัติของกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่จําเลยกล่าวอ้างมานั้น เป็นหลักการพิจารณาเกี่ยวกับความรับผิดในทางแพ่งของสัญญา ซื้อขายที่ได้มีการกระทําโดยสุจริต ซึ่งเป็นคนละกรณีกับการพิจารณาความรับผิดในทาง อาญา ดังเช่นกรณีนี้ เนื่องจากทรัพย์สินของผู้เสียหายที่วางไว้ในร้านของผู้เสียหายเพื่อจําหน่าย แก่ผู้มาซื้อ กรรมสิทธิ์และสิทธิครอบครองในทรัพย์สินดังกล่าวย่อมเป็นของผู้เสียหาย แต่เมื่อ ข้อเท็จจริงได้ความว่าจําเลยเอาไปซึ่งทรัพย์สินดังกล่าวด้วยวิธีการนําไปซุกซ่อนไว้ในเสื้อผ้าของ จําเลยโดยมีเจตนาที่จะไม่ชําระราคาทรัพย์สินนั้น จึงเป็นการกระทําโดยเจตนาทุจริตเพื่อ ให้ทรัพย์สินของผู้เสียหายดังกล่าวไป การกระทําของจําเลยจึงครบองค์ประกอบความผิดฐาน ลักทรัพย์แล้ว ",อาญา,, 64,5,,ภยันตรายที่เกิดจากการกระทําได้หมดไปแล้ว จะอ้างป้องกันโดยชอบด้วย กฎหมายได้หรือไม่ ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๐๐/๒๕๕๓ ผู้ตายเข้าไปลวนลามฉุดมือ ช. แต่มารดาดึงตัว ช. ไว้ได้แล้ว ผู้ตายจึงเดินกลับไปที่รถจักรยานยนต์ ภยันตรายที่เกิดจากการกระทําของผู้ตาย ได้หมดไปแล้ว กรณีไม่ต้องด้วย ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๖๘ ที่บัญญัติให้การกระทําโดยป้องกันจะ ต้องเป็นการป้องกันสิทธิของตนหรือของผู้อื่นให้พ้นภยันตราย ซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอัน เป็นการละเมิดต่อกฎหมายและเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง อย่างไรก็ดี การที่ผู้ตายเข้าไป ลวนลาม ช. บุตรสาวของจําเลยถึงบ้าน เป็นการข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่ เป็นธรรมและจําเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายในแทบจะทันใดหลังจากถูกข่มเหง การกระทํา ของจําเลยเป็นการฆ่าผู้อื่นโดยบันดาลโทสะ ",อาญา,, 64,6,,คํามั่นจะให้เช่า คู่สัญญาจะตกลงกันยกเลิกคํามั่นได้หรือไม่ และหากการ เช่าได้ทําเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ การทําบันทึกยกเลิกคํามั่นจะให้เช่า จะต้องจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๐๗๘-๓๐๗๙/๒๕๕๒ โจทก์ทําสัญญาเช่าที่ดินจากจําเลยเพื่อ ประกอบกิจการสถานีบริการน้ํามัน มีกําหนดระยะเวลา ๑๕ ปี ในอัตราค่าเช่าปีละ ๓๖,๐๐๐ บาท มีข้อตกลงว่าเมื่อครบกําหนดตามสัญญาเช่า ผู้เช่ายินยอมให้สิ่งปลูกสร้างอันติดกับที่ดิน ตกเป็นของผู้ให้เช่าและผู้ให้เช่าจะยินยอมให้ผู้เช่าต่อสัญญาการเช่าได้อีกคราวละ ๕ ปี โดย คิดค่าเช่าในอัตราเดิม สัญญาเช่าดังกล่าวได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ต่อมาโจทก์กับ จําเลยได้ทําบันทึกข้อตกลงยกเลิกข้อความตามหนังสือสัญญาเช่าต่างตอบแทน ข้อ ๓ ที่ระบุ ว่า “และผู้ให้เช่ายินยอมให้ผู้เช่าต่อสัญญาการเช่าได้อีกคราวละ ๕ ปี โดยคิดค่าเช่าในอัตรา เดียวกับข้อ ๔” คงเหลือความในข้อ ๓ ว่า “เมื่อครบกําหนดตามสัญญาเช่าในข้อ ๑ แล้ว ผู้เช่ายินยอมให้สิ่งปลูกสร้างอันติดกับที่ดินตกเป็นของผู้ให้เช่า"" ตามบันทึกข้อตกลง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้คํามั่นจะให้เช่าจะผูกพันผู้ให้เช่าในอันที่ต้องยอมให้ผู้เช่าได้ เช่าทรัพย์สินต่อไปอีก และผู้ให้เช่าไม่อาจถอนค่ามั่นนั้นได้ภายในระยะเวลาที่กําหนดไว้ก็ตาม แต่ก็มิได้ห้ามคู่สัญญาในอันที่จะตกลงกันยกเลิกคํามั่นนั้นเสียได้ ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์กับจําเลยตกลงยกเลิกข้อความในสัญญาเช่าต่างตอบแทนเกี่ยวกับค่ามั่นนั่นเสียแล้ว คํามั่นดังกล่าวย่อมสิ้นผลไป โจทก์ย่อมไม่อาจบังคับให้จําเลยทําสัญญาเช่าต่อไปภายหลังครบ กําหนดเวลาเช่าได้อีก อีกทั้งการตกลงกันยกเลิกค้ามั่นดังกล่าวก็หาใช่การที่จําเลยถอนคํามั่น เพียงฝ่ายเดียวอันจะเป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายและเป็นโมฆะกรรมดังที่โจทก์กล่าว อ้างในฎีกาไม่ (แม้คํามั่นจะให้เช่าจะผูกพันผู้ให้เช่าในอันที่ต้องยอมให้ผู้เช่าได้เช่าทรัพย์สินต่อ ไปอีก และผู้ให้เช่าไม่อาจที่จะถอนคํามั่นนั้นได้ภายในระยะเวลาที่กําหนดไว้ก็ตาม แต่ก็มิได้ ห้ามคู่สัญญาในอันที่จะตกลงกันยกเลิกกคํามั่นนั้นเสียได้ ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์กับจําเลยได้ตกลงยกเลิกข้อความในสัญญาเช่าต่างตอบแทนเกี่ยวกับคํามั่นนั้นเสียแล้ว คํามั่นดังกล่าวย่อมสิ้นผลไป โจทก์ย่อมไม่อาจบังคับให้จําเลยทําสัญญาเช่าต่อไปภายหลังครบ กําหนดเวลาเช่าได้อีก อีกทั้งการตกลงกันยกเลิกค้ามั่นดังกล่าวก็หาใช่การที่จําเลยถอนคํามั่น เพียงฝ่ายเดียวอันจะเป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายและเป็นโมฆะกรรมแต่อย่างใดไม่) แม้สัญญาเช่าที่ดินพิพาทจะได้ทําเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงายเจ้าหน้าที่แล้ว ก็ตาม แต่ข้อความในสัญญาเช่าต่างตอบแทน ข้อ ๓ ท้ายสัญญาเช่าเป็นคํามั่นที่จําเลยให้ โอกาสแก่โจทก์ในอันที่จะต่อสัญญาเช่าได้อีกเท่านั้น จึงเป็นเพียงข้อตกลงที่แยกต่างหากนอก เหนือจากสัญญาเช่าได้ และคํามั่นจะให้เช่านั้นก็ไม่มีบทบัญญัติกฎหมายใดที่ระบุให้ ต้องจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ด้วย เพียงแต่มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่ง ลงลายมือชื่อฝ่ายผู้ต้องรับผิดเป็นสําคัญก็มีผลใช้บังคับได้แล้ว ดังนั้นเมื่อคํามั่นจะให้เช่าไม่ จําต้องจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่การทําบันทึกยกเลิกคํามั่นจะให้เช่านั้นก็ไม่จําต้อง จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เช่นกัน บันทึกข้อตกลงดังกล่าวย่อมมีผลผูกพันโจทก์ ",แพ่ง,, 64,6,,"การคืนเงินประกันการเช่า เป็นหน้าที่ตามสัญญาเช่าที่ผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์จะต้องรับผิดต่อผู้เช่าหรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๙๙๐/๒๕๕๒ โจทก์ซื้อที่ดินโฉนดพร้อมตึกแถวพิพาท จาก นาง ป. กับพวก โดยจําเลยได้ทําสัญญาเช่าตึกแถวพิพาทจากนาง ป. ก่อนแล้วมีกําหนดเวลาเช่า ๒ ปี นับแต่วันที่ ๙ มกราคม ๒๕๔๓ ถึงวันที่ ๘ มกราคม ๒๕๔๕ อัตราค่าเช่าเดือนละ ๒๔,๐๐๐ บาท โจทก์บอกกล่าวให้จําเลยทราบการโอนและให้ชําระค่าเช่าตึกแถวพิพาทแก่ โจทก์ตั้งแต่เดือนสิงหาคม ๒๕๔๔ แต่จําเลยไม่ยอมชําระค่าเช่าเป็นเวลา ๕ เดือน เป็นเงิน ๑๒๐,๐๐๐ บาท เมื่อครบกําหนดสัญญาเช่าโจทก์แจ้งให้จําเลยและบริวารออกจากตึกแถวพิพาท จําเลยเพิกเฉย คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงว่า ศาลอุทธรณ์มีสิทธินําเงินค่าเช่า ล่วงหน้าที่จําเลยชําระจํานวน ๗๒,๐๐๐ บาท มาหักกับค่าเช่าค้างชําระได้หรือไม่ ข้อเท็จจริง ได้ความตามที่โจทก์นําสืบตามสัญญาเช่า ข้อ ๓ และข้อ ๔ ว่าจําเลยได้ชําระค่าเช่าล่วงหน้า ในวันทําสัญญาเป็นเวลา ๓ เดือน จํานวน ๗๒,๐๐๐ บาท ให้ผู้ให้เช่ายึดถือไว้เป็นประกัน การเช่าเพื่อหักเป็นค่าใช้จ่าย ค่ากระแสไฟฟ้า ค่าน้ําประปา ค่าโทรศัพท์ และค่าภาษีโรงเรือน และที่ดินที่ค้างชําระจนถึงวันสิ้นสุดระยะเวลาการเช่า ถ้าเหลือเงินเท่าใดผู้ให้เช่าจะคืนให้แก่ผู้เช่า เห็นว่า เงินประกันการเช่านี้เป็นเงินประกันความเสียหายที่เกิดขึ้นจากข้อตกลงระหว่าง จําเลยผู้เช่าและผู้ให้เช่าเดิม แม้ระบุไว้ในสัญญาเช่าก็เป็นเพียงสิทธิและหน้าที่อื่นตามสัญญาเช่าทั้งไม่ใช่หน้าที่และความรับผิดระหว่างผู้ให้เช่ากับผู้เช่าตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์กําหนดไว้ จึงไม่ใช่สิทธิและหน้าที่ที่เป็นสาระสําคัญเกี่ยวกับสัญญาเช่า กรณีไม่ใช่สิทธิ และหน้าที่ของผู้โอนซึ่งมีต่อผู้เช่าที่ผู้รับโอนจะต้องรับไป ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๖๙ วรรคสอง การคืนเงินประกันการเช่าจึงไม่ใช่หน้าที่ตาม สัญญาเช่าที่โจทก์ในฐานะผู้รับโอนจะต้องรับผิดและปฏิบัติตาม เมื่อโจทก์ไม่ต้องรับผิด คืนเงินประกันการเช่า ศาลอุทธรณ์จึงไม่มีสิทธินําเงินประกันการเช่าจํานวน ๗๒,๐๐๐ บาท มาหักจากค่าเสียหายที่จําเลยค้างชําระค่าเช่าโจทก์ได้ แต่มีคําพิพากษาฎีกาที่ ๔๔/๒๕๕๓ วินิจฉัยว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๖๙ โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินที่เช่าจากจําเลยผู้ให้เช่ามีสิทธิได้รับเงินค่าเช่าที่ผู้เช่าต้องชําระหลังจากโอนกรรมสิทธิ์และเงินประกันความเสียหายที่ผู้เช่า ชําระให้แก่จําเลยไว้ตั้งแต่วันทําสัญญาเช่า ดังนั้น จําเลยจึงไม่มีสิทธิได้รับหรือยึดถือเงิน ดังกล่าวไว้ แม้ต่อมาโจทก์ได้บอกเลิกสัญญาเช่ากับผู้เช่าก็ตาม (คดีนี้เป็นคดีที่ผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ ในทรัพย์ที่เช่า ฟ้องผู้โอน (ผู้ให้เช่า) ",แพ่ง,, 64,6,,"ทําสัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์กว่าสามปีขึ้นไป แต่ไม่ได้จดทะเบียนการเช่าต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ หลังจากครบกําหนดสามปีแล้ว ผู้เช่ายังคงเช่าอยู่ต่อมา หากผู้ให้เช่า จะบอกเลิกสัญญาเช่าจะต้องปฏิบัติอย่างไร","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ คําพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๙๖/๒๕๕๒ จําเลยทําสัญญาเช่าตึกแถวพิพาทจากโจทก์มี กําหนดเวลา ๒๑ ปี นับแต่วันที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๓๒ โดยในเวลา ๑๐ ปีแรกค่าเช่าเดือนละ ๔๐๐ บาท และในเวลา ๑๑ ปีหลัง ค่าเช่าเดือนละ ๖๐๐ บาท กําหนดชําระค่าเช่าทุกวันที่ ๕ ของเดือน ตามหนังสือสัญญาเช่า แต่ไม่ได้จดทะเบียนการเช่าต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ต่อมา เมื่อวันที่ ๑๘ มกราคม ๒๕๕๔ โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จําเลยขนย้ายออกไปจากตึกแถว พิพาทภายใน ๖๐ วัน จําเลยได้รับแล้วแต่ยังไม่ยอมออกไปจากตึกแถวพิพาท คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจําเลยต่อไปว่า หนังสือสัญญาเช่าระบุระยะเวลา การเช่า ๒๑ ปี ซึ่งยังไม่สิ้นกําหนดเวลาเช่า จึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๗๐ โจทก์ไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๓๘ บัญญัติว่า “เช่าอสังหาริมทรัพย์นั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดเป็นสําคัญท่านว่าจะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่ ถ้าเช่ามีกําหนดกว่าสามปีขึ้นไป หรือกําหนด ตลอดอายุของผู้เช่าหรือผู้ให้เช่าไซร้ หากมิได้ทําเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ท่านว่าการเช่านั้นจะฟ้องร้องให้บังคับคดีได้แต่เพียงสามปี” เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า จําเลยทําหนังสือสัญญาเช่าตึกแถวพิพาทจากโจทก์เป็นเวลา ๒๑ ปี นับแต่วันที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๓๒ แต่มิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จึงฟ้องร้องให้บังคับคดีได้เพียง ๓ ปี ถึงวันที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๓๕ เท่านั้น แต่หลังจากครบกําหนดดังกล่าวแล้ว จําเลยยังคงเช่า ตึกแถวพิพาทต่อไปอีกโดยโจทก์มิได้ทักท้วง จึงต้องถือว่าเป็นการเช่าต่อไปโดยไม่มีกําหนด เวลาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๗๐ ซึ่งโจทก์จะบอกเลิกสัญญาเช่า เสียเมื่อใดก็ได้ แต่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าก่อนตามวิธีที่กําหนดไว้ในมาตรา ๕๖๖ เมื่อ ปรากฏว่าโจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าและให้จําเลยออกไปจากตึกแถวพิพาทภายใน ๖๐ วัน นับแต่วันได้รับหนังสือ จําเลยได้รับเมื่อวันที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๔๔ การบอกเลิกสัญญาเช่า ของโจทก์จึงมีผลตามกฎหมายแล้ว จําเลยต้องออกไปจากตึกแถวพิพาท หาใช่โจทก์ไม่มีสิทธิ บอกเลิกสัญญาเช่าดังที่จําเลยฎีกาไม่ ",แพ่ง,, 64,6,,"การได้มาโดยนิติกรรมซึ่งภาระจํายอมได้ทําเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อ พนักงานเจ้าหน้าที่ หากต่อมามีการโอนภารยทรัพย์ ภาระจํายอมจะตกติดไปกับภารยทรัพย์ หรือไม่ และเจ้าของภารยทรัพย์จะเลิกภาระจํายอม หรือจะบังคับกะเกณฑ์โดยกําหนดเวลาใช้ ทางการจํายอมได้หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๘๙/๒๕๕๒ ภาระจํายอมเป็นทรัพยสิทธิที่ก่อตั้งขึ้นด้วยอาศัย อํานาจแห่งกฎหมายตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๙๔ และการได้มาโดยนิติกรรมซึ่งภาระจํายอม ของโจทก์ได้ทําเป็นหนังสือและจดทะเบียนการได้มากับพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา ๑๒๙๙ วรรคแรก แล้วจึงเป็นทรัพยสิทธิที่สมบูรณ์ มีผลทําให้ที่ดินโฉนดเลขที่ ๔๔๕๓ ของ ค. ตกเป็นภาระจํายอมแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๓๑๘๔ ของโจทก์ใช้สําหรับรถยนต์เข้าออกได้ทั้งแปลง เมื่อบันทึกข้อตกลงดังกล่าวมิได้กําหนดไว้เป็นอย่างอื่น ภาระจํายอมย่อมตกติดไปกับที่ดิน โฉนดเลขที่ ๔๔๕๓ ซึ่งเป็นภารยทรัพย์ตามมาตรา ๑๓๔๙๓ จําเลยได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน โฉนดเลขที่ ๔๔๕๓ มาจาก ค. จึงต้องยอมให้โจทก์ใช้ที่ดินดังกล่าวเป็นทางสําหรับรถยนต์ เข้าออก และต้องงดเว้นการใช้สิทธิบางอย่างอันมีอยู่ในกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าว เพื่อประโยชน์ แก่ที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๓๑๔๔ ของโจทก์ ซึ่งเป็นสามยทรัพย์ตามมาตรา ๑๓๘๗ ภาระจํายอม ดังกล่าวจะสิ้นไปเมื่อภารยทรัพย์หรือสามยทรัพย์สลายไปทั้งหมด หรือสิ้นไปเพราะไม่ได้ใช้ สิบปี หรือสิ้นไปเพราะภาระจํายอมนั้นหมดประโยชน์แก่สามยทรัพย์ตามมาตรา ๑๓๙๗ มาตรา ๑๓๙๙ และมาตรา ๑๔๐๐ และกฎหมายมิได้ให้อํานาจแก่เจ้าของภารยทรัพย์ที่จะ เลิกภาระจํายอมได้ ตามบันทึกข้อตกลงเรื่องภาระจํายอมเรื่องทางเดินระบุไว้อย่างชัดเจนว่าโจทก์ผู้เป็น เจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๓๑๘๔ ซึ่งเป็นสามยทรัพย์มีสิทธิที่จะใช้รถยนต์เข้าออกในที่ดินโฉนด เลขที่ ๔๕๕๓ ของ ค. อันเป็นภารยทรัพย์ได้ทั้งแปลง โดยไม่ได้มีกําหนดเวลาในการผ่านเข้า ออกไว้ โจทก์จึงสามารถใช้รถยนต์เข้าออกทางภาระจํายอมได้ตลอดเวลาแล้วแต่ความสะดวก และความจําเป็นของโจทก์ จําเลยซึ่งรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๔๔๕๓ จาก ค. จึงหา มีสิทธิใด ๆ ที่จะบังคับกะเกณฑ์ให้โจทก์ต้องเข้าออกทางภาระจํายอมได้เฉพาะเวลา ๕ นาฬิกา ถึงเวลา ๒๒ นาฬิกาตามแต่ใจของจําเลยไม่ การที่จําเลยทําประตูเหล็กขึ้นปิดกั้นทางภาระ จำยอมแล้วใช้โซ่คล้องปิดกุญแจและจะเปิดประตูให้โจทก์เข้าออกได้เฉพาะเวลา ๕ นาฬิกา ถึงเวลา ๒๒ นาฬิกา เป็นการกระทําโดยไม่ชอบ โจทก์มีสิทธิที่จะขอให้บังคับจําเลยรื้อถอน ประตูเหล็กดังกล่าวเสียได้",แพ่ง,, 64,7,,สัญญาซื้อขายที่ดินระบุจำนวนเนื้อที่ไว้แน่นอน แต่ในวันจดทะเบียนโฉนดปรากฏว่าเนื้อที่ในโฉนดน้อยกว่าที่ตกลงกันเกินกว่าร้อยละห้าแห่งเนื้อที่ดินทั้งหมด อันระบุไว้ในสัญญา การที่ผู้ซื้อยอมทำบันทึกการชำระหนี้ค่าที่ดิน เพราะผู้ขายขู่ว่าจะไม่โอนที่ดินให้ จะริบมัดจำ ผู้ซื้ออาจเสียชื่อเสียง จะมีภัยจากมวลชนที่ซื้อที่ดินในโครงการ ถือเป็นการข่มขู่ถึงขนาดทำให้บันทึกการชำระหนี้เป็นโมฆียะหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๒๔/๒๕๕๒ หนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินหรือวางมัดจำที่ จำเลยที่ ๓ ทำกับโจทก์ระบุเนื้อที่ดินที่ซื้อขายกันจำนวน ๒๙ ไร่ ๓ งาน ๑๐ ตารางวา ในราคาไร่ละ ๑,๕๐๐,๐๐๐ บาท รวมเป็นเงิน ๔๔,๖๖๒,๕๐๐ บาท แต่ในวันจดทะเบียนโฉนดกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงดังกล่าวได้ออกเป็นโฉนดที่ดินแล้วแต่เนื้อที่ดินตามโฉนดที่ดินมีเพียง ๒๕ ไร่ ๘๕ ตารางวา ซึ่งน้อยกว่าจำนวนเนื้อที่ดินที่ตกลงซื้อขายกันถึง ๔ ไร่ ๒ งาน ๒๕ ตารางวา เกินกว่าร้อยละ ๕ แห่งเนื้อที่ดินทั้งหมดอันระบุไว้ในสัญญากรณีเช่นนี้ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๖๖ วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้ว่า “ในการซื้อขาย อสังหาริมทรัพย์นั้น หากว่าได้ระบุจำนวนเนื้อที่ทั้งหมดไว้ และผู้ขายส่งมอบทรัพย์สินน้อยหรือมากไปกว่าที่ได้สัญญาไซร้ ท่านว่าผู้ซื้อจะปัดเสียหรือรับเอาไว้และใช้ราคาตามส่วนก็ได้ ตามแต่จะเลือก” ดังนั้นจำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นผู้ซื้อชอบที่จะปัดเสียก็ได้ หรือจะรับเอาไว้และใช้ราคาตามส่วนก็ได้ แต่จำเลยที่ ๓ กลับยอมละเสียซึ่งประโยชน์แห่งบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว และยืนยอมชำระราคาเต็มตามจำนวนที่ตกลงกันไว้แต่เดิม โดยชำระเงินให้แก่โจทก์ไปบางส่วน ส่วนที่เหลือจำเลยที่ ๓ ได้ทำบันทึกการชำระหนี้ว่าจำเลยที่ ๓ ตกลงกู้เงินจากโจทก์จำนวน ๖,๘๖๑,๔๕๓ บาท ตรงตามจำนวนค่าที่ดินที่ยังขาดอยู่อันเป็นการแปลงหนี้ใหม่จากหนี้ค่าซื้อขายที่ดินเป็นหนี้กู้ยืม และจำเลยที่ ๓ ตกลงผ่อนชำระหนี้ดังกล่าวให้แก่โจทก์รวม ๓ งวด พร้อมดอกเบี้ยโดยมอบเช็คพิพาทให้แก่โจทก์ล่วงหน้า ดังนั้น เมื่อมูลหนี้ตามเช็คเป็นมูลหนี้กู้ยืมที่มาจากการแปลงหนี้ใหม่ของหนี้ซื้อขายที่ดินที่จำเลยที่ ๓ ตกลงจะชำระให้แก่โจทก์ จึงเป็นหนี้ที่สมบูรณ์ โจทก์ย่อยเป็นผู้ทรงเช็คพิพาททั้งสามฉบับโดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ ๓ ยอมทำหนังสือบันทึกการชำระหนี้ให้แก่โจทก์เพราะถูกข่มขู่ว่าหากไม่ชำระเงินเต็มราคาจะไม่โอนที่ดินให้แก่จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ และจะริบเงินมัดจำ จะทำให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เสียชื่อเสียงทางการค้าจะมีภัยจากมวลชนที่ตกลงซื้อที่ดินในโครงการของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ นั้น เป็นเพียงการหาทางให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ชำระราคาค่าที่ดินเต็มจำนวนตามที่ตกลงไว้ในสัญญาจะซื้อขายเท่านั้นหาเป็นการช่วยยุ่งฉิ่งขนาดที่จะทำให้บ้านที่การชำระหนี้นั้นเป็นโมฆียะ ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๔ ไม่ ",แพ่ง,, 64,7,,ครอบครองปรปักษ์ที่ดินมีโฉนดยังไม่ครบสิบปี เจ้าของที่ดินตามโฉนดโอนขายที่ดินให้บุคคลอื่น ผู้ครอบครองปรปักษ์จะต้องเริ่มนับระยะเวลาครอบครองที่ดินใหม่หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๗๐๐/๒๕๕๐ จำเลยทั้งสองครอบครองที่ดินพิพาทตั้งแต่ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของ ช. เมื่อ ช. ขายที่ดินพิพาทและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่บิดาโจทก์ทั้งห้าก่อนจำเลยทั้งสองครอบครองครบกำหนดสิบปี จำเลยทั้งสองไม่อาจทำการครอบครองดังกล่าวขึ้นยันบิดาโจทก์ทั้งห้าได้ การครอบครองที่ดินพิพาทของจำเลยทั้งสองจึงขาดตอนตั้งแต่บิดาโจทก์ทั้งห้าได้รับโอนกรรมสิทธิ์ทางทะเบียนแล้วจำเลยทั้งสองจะต้องเริ่มนับระยะเวลาครอบครองที่ดินพิพาทใหม่ จะนำระยะเวลาที่จำเลยทั้งสองครอบครองที่ดินของ ช. มานับรวมด้วยไม่ได้ เมื่อจำเลยทั้งสองครอบครองที่ดินพิพาทหลังจากบิดาโจทก์ทั้งห้าได้กรรมสิทธิ์ยังไม่ครบสิบปี จำเลยทั้งสองจึงไม่ได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๘๐๑/๒๕๔๔ จำเลยครอบครองและได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทยู่ก่อนแต่เมื่อ ส. ขอออกโฉนดที่ดินจำเลยไม่ได้คัดค้าน เจ้าพนักงานที่ดินได้ออกโฉนดที่ดินให้แก่ ส. ที่ดินตามโฉนดที่ดินซึ่งรวมทั้งที่ดินพิพาทย้อมตกเป็นกรรมสิทธิ์ของ ส. ต้องเริ่มนับระยะเวลาครอบครองปรปักษ์ตั้งแต่วันที่ออกโฉนดที่ดินคือวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๔ เป็นต้นไป ต่อมา มีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเป็นของโจทก์เมื่อวันที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๓๓ เนื่องจากโจทก์ซื้อที่ดินจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาล ซึ่งยังไม่ถึง ๑๐ ปี เมื่อโจทก์เป็นบุคคลภายนอกได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริต ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๙๙ วรรคสอง การครอบครองปรปักษ์ที่มีอยู่ก่อนนั้นจึงสิ้นไป แม้จำเลยครอบครองต่อมาก็ต้องเริ่มนับระยะเวลาการครอบครองใหม่ตั้งแต่ปี ๒๕๓๓ จนถึงวันที่โจทก์ทั้งสองฟ้องคดีนี้วันที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๓๙ ยังไม่ถึง ๑๐ ปี จำเลยจึงไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองตามมาตรา ๑๓๘๒ ",แพ่ง,, 64,7,,การเรียกดอกเบี้ยในจำนวนค่าสินไหมทดแทน เพื่อราคาวัตถุอันได้เสื่อมเสียไปหรือไม่อาจส่งมอบได้ระหว่างผิดนัด ซึ่งคิดตั้งแต่เวลาอันเป็นฐานที่ตั้งแห่งการกะประมาณราคาตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๒๕ นั้น หมายถึงเวลาใด,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๖๒๕/๒๕๕๑ โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยปฏิบัติตามชำระหนี้คือส่งมอบเครื่องอุปกรณ์ชุดปากพูดหูฟัง ๑ ชุด ในสภาพใช้งานได้ดี หรือมิฉะนั้นให้ใช้ราคาแก่โจทก์ หากวัตถุแห่งหนี้คือการส่งมอบเครื่องอุปกรณ์ชุดปากพูดหูฟังยังสามารถกระทำได้ โจทก์ก็ต้องขอให้จำเลยปฏิบัติตามชำระหนี้ให้ต้องตามความประสงค์อันแท้จริงแห่งมูลหนี้ด้วยการส่งมอบเครื่องอุปกรณ์ชุดปากพูดหูฟัง จะขอให้จำเลยใช้ราคาเครื่องอุปกรณ์ชุดปากพูดหูฟังแทนไม่ได้ และการส่งมอบเครื่องอุปกรณ์ชุดปากพูดหูฟังดังกล่าวมิใช่หนี้เงิน โจทก์จึงไม่อาจคิดดอกเบี้ยนับแต่วันที่จำเลยผิดนัดไม่ส่งมอบเครื่องอุปกรณ์ชุดปากพูดหูฟังคืนโจทก์ได้ ต่อเมื่อการส่งมอบเครื่องอุปกรณ์ชุดปากพูดหูฟังเป็นพ้นวิสัยจะทำได้เพราะพฤติการณ์อันใดอันหนึ่งซึ่งจำเลยต้องรับผิดชอบ โจทก์จึงจะมีสิทธิเรียกให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนคือใช้ราคาเครื่องอุปกรณ์ชุดปากพูดหูฟังพร้อมด้วยดอกเบี้ยในจำนวนเงินที่เป็นราคาเครื่องอุปกรณ์ชุดปากพูดหูฟังโดยนับตั้งแต่วลาอันเป็นฐานที่ตั้งแห่งการกะประมาณราคาตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๑๘ วรรคหนึ่ง และมาตรา ๒๒๕ ดังนั้น เวลาที่จะกะประมาณราคาเครื่องอุปกรณ์ชุดปากพูดหูฟังจึงมิใช่เวลาที่จำเลยผิดนัดไม่ส่งมอบเครื่องอุปกรณ์ชุดปากพูดหูฟังคืนโจทก์ตามกำหนดแต่หมายถึงเวลาที่การชำระหนี้คือการส่งมอบเครื่องอุปกรณ์ชุดปากพูดหูฟังคืนโจทก์กลายเป็นพ้นวิสัยจะทำได้ เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าการชำระหนี้ดังกล่าวเป็นพ้นวิสัยตั้งแต่เมื่อใด จำเลยจึงต้องรับผิดเสียดอกเบี้ยในราคาทรัพย์ดังกล่าวนับแต่วันฟ้องอันเป็นเวลาที่โจทก์ฟ้องบังคับให้จำเลยชำระหนี้รายนี้ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๑๓ ",แพ่่ง,, 64,7,,ผู้จ่ายเงินตามตั๋วแลกเงินซึ่งได้ลงลายมือชื่อรับรองตัวแล้ว ได้จ่ายเงินตามตั๋วให้แก่ผู้รับเงินไป จะไล่เบี้ยเอาแก่ผู้สั่งจ่ายตั๋วแลกเงินได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๐๕๔/๒๕๕๐ ธนาคาร น. เป็นผู้จ่ายเงินตามตั๋วแลกเงิน การที่ ธนาคาร น. ลงลายมือชื่อรับรองในตั๋วแลกเงินจึงเป็นผู้รับรองตามเนื้อความแห่งคำรับรองของมาตรา ๙๒๗ ต้องผูกพันในอนุจะจ่ายเงินจำนวนที่รับรองตามเนื้อความแห่งคำรับรองของตนตามมาตรา ๙๓๗ ธนาคาร น. ย่อมอยู่ในฐานะลูกหนี้ชั้นต้นอย่างเดียวกับจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้สั่งจ่ายตั๋วแลกเงิน จำเลยที่ ๑ ไม่ได้อยู่ในฐานะที่มีความผูกพันอยู่แล้วก่อนธนาคาร น. ตามมาตรา ๙๖๗ วรรคสาม ดังนั้น เมื่อธนาคาร น. ได้จ่ายเงินให้บริษัท ต. ซึ่งเป็นผู้รับเงินไปแล้ว ธนาคาร น. จึงหามีสิทธิไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยที่ ๑ ผู้สั่งจ่ายใดไม่ เมื่อไม่มีสิทธิไล่เบี้ยแล้วก็ย่อมไม่มีสิทธิเรียกร้องที่จะโอนให้แก่โจทก์ โจทก์ก็จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองจะละประเด็นพิพาทข้อนี้ไปแล้ว แต่จำเลยทั้งสองก็มีสิทธิยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นอุทธรณ์ได้ตาม ป.วิ. พ. มาตรา ๒๒๕ วรรคสอง (มีคำพิพากษาฎีกาที่ ๒๗๕๕/๒๕๓๘ วินิจฉัยเช่นกัน)",แพ่ง,, 64,7,,ซื้อขายรถยนต์มีข้อตกลงให้ชำระราคาครบถ้วนก่อนจึงจะโอนทะเบียนรถให้เช่นนี้ กรรมสิทธิ์ในรถยนต์จะโอนไปยังผู้ซื้อทันทีที่ตกลงซื้อขายกันหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๓๐๙/๒๕๕๑ โจทก์ซื้อรถพิพาทไปจากจำเลย ชำระราคาบางส่วนและรับมอบรถพิพาทไปครอบครองใช้ประโยชน์แล้ว มีข้อตกลงให้โจทก์ต้องชำระราคาบางส่วนที่เหลือให้หมดภายในกำหนด ๒ ปี จำเลยจึงจะโอนทะเบียนรถพิพาทให้เป็นชื่อโจทก์ ตราบใดที่โจทก์ยังชำระเงินส่วนที่เหลือให้จำเลยไม่ครบภายในกำหนด ๒ ปี จำเลยก็จะไม่โอนทะเบียนรถให้เป็นชื่อโจทก์ เป็นการเอาเงื่อนไขการชำระหนี้เป็นการหน่วงนิติกรรมการซื้อขายไว้มิให้เป็นผลจนกว่าโจทก์จะชำระหนี้ส่วนที่เหลือให้จำเลยครบถ้วนแล้ว กรรมสิทธิ์ในรถพิพาทจึงยังไม่โอนไปยังโจทก์ทันทีที่ตกลงซื้อขายรถพิพาทกันข้อตกลงซื้อขายรถพิพาทไม่ใช่เป็นการซื้อขายเสร็จเด็ดขาด,แพ่ง,, 64,8,,ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดิน หรือทำสัญญาเช่าที่ดินเพื่อจะประกอบธุรกิจหลังจากทำสัญญาไปแล้ว ปรากฏข้อเท็จจริงว่าที่ดินไม่สามารถใช้ประกอบธุรกิจดังที่มีเจตนาเข้าทำสัญญาได้ ดังนี้ ผู้จะซื้อหรือผู้เช่าจะบอกเลิกสัญญาได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ (ก) คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๒๘๕/๒๕๕๓ ที่ดินพิพาทมีเนื้อที่ ๒ ใน ๓ ส่วน ตั้งอยู่เหนือระดับน้ำทะเลปานกลางที่ ๑๐ เมตร จึงต้องห้ามมิให้ทำการปลูกสร้างอาคารในบริเวณดังกล่าวตามประกาศกระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม การที่โจทก์เพิ่งมาทราบ ข้อเท็จจริงว่าที่ดินพิพาทไม่สามารถปลูกสร้างอาคารได้ภายหลังจากที่ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินไปแล้ว ย่อมถือว่าโจทก์แสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในคุณสมบัติของทรัพย์สิน ซึ่งตามปกติถือว่าเป็นสาระสำคัญตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๗ ซึ่งหากมิได้มีความสำคัญผิดดังกล่าว สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินคงจะมิได้กระทำขึ้น เพราะความตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินข้อ ๖ ระบุไว้โดยชัดแจ้งแล้วว่าโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทก็เพื่อประกอบธุรกิจปลูกสร้างบ้าน อาคารเพื่ออยู่อาศัย ให้เช่า หรือขายให้ผู้อื่น ดังนี้ สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินจึงตกเป็นโมฆียะตามบทบัญญัติดังกล่าว เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าในเวลาต่อมาโจทก์มอบหมายให้ทนายความมีหนังสือบอกเลิกสัญญา และขอให้จำเลยคืนเงินค่าที่ดินที่ได้รับไปแล้วแก่โจทก์ จึงเป็นการบอกล้างโมฆียะกรรมดังกล่าวตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๖ วรรคหนึ่ง มีผลให้สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทเป็นโมฆะมาแต่เริ่มแรก คู่กรณีต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม กล่าวคือจำเลยต้องคืนเงินค่าที่ดินที่ได้รับไปทั้งหมดให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๑๐๕/๒๕๕๓ ในขณะทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาท ตามสัญญาเช่าที่ดินต่างตอบแทนพิเศษ โจทก์ไม่รู้อย่างแท้จริงว่าที่ดินพิพาทดังกล่าวไม่ติดกับถนนเทศบาล โดยมีที่ราชพัสดุคุ้นอยู่ การที่โจทก์ทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทจึงเป็นการแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในคุณสมบัติของทรัพย์สินที่เช่าซึ่งตามปกติถือว่าเป็นสาระสำคัญ ซึ่งหากโจทก์ไม่ได้มีความสำคัญผิดดังกล่าวจะไม่ทำสัญญาเช่าที่ดินกับจำเลยทั้งสาม ดังนั้น การแสดงเจตนาทำสัญญาเช่าที่ดินของโจทก์จึงเป็นโมฆียะตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๗ แม้โจทก์จะขอเช่าที่ดินจากกรมธนารักษ์ที่มีที่ดินค้นอยู่ก่อนติดถนนเทอดไทก็ตาม เมื่อติความสัญญาเช่าที่ดินพิพาทดังกล่าวโดยพิเคราะห์ถึงปกติประเพณีในทางสุจริตแล้ว ต้องถือว่าไม่อยู่ในความประสงค์ของโจทก์ที่จะทำการทำสัญญาดังกล่าว เพราะโจทก์ต้องการเช่าที่ดินพิพาทที่ติดกับถนนเทอดไทเท่านั้น เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเรื่องทางเข้าออกในการดำเนินกิจการสถานีบริการน้ำมันในภายหลัง มิฉะนั้นโจทก์จะไม่ยอมเสียค่าตอบแทนสิทธิการเช่าเป็นเงินมากถึง ๑๖,๐๐๐,๐๐๐ บาท และยังต้องเสียค่าเช่าเป็นรายเดือนอีกทั้งกรณีไม่ใช่เรื่องความชำรุดบกพร่องแห่งทรัพย์สินที่เช่าตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๔๙ และมาตรา ๕๕๑ อันจำเลยทั้งสามจะยกขึ้นอ้างได้ เมื่อโจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลยทั้งสามและจำเลยทั้งสามได้รับหนังสือดังกล่าวแล้ว การที่โจทก์บอกเลิกสัญญาดังกล่าวจึงมีผลเท่ากับเป็นการบอกล้างโมฆียกรรมและต้องถือว่าสัญญาดังกล่าวเป็นโมฆะมาตั้งแต่เริ่มแรก และมีผลเท่ากับการเช่าที่ดินพิพาทมิได้เกิดมีขึ้น จึงไม่ก่อสิทธิใด ๆ แก่จำเลยทั้งสามที่จะยืดเอาเงินของโจทก์ไว้ได้ โจทก์และจำเลยทั้งสามก็ต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิมตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๗๖ จำเลยทั้งสามต้องคืนเงินที่ได้รับไปแก่โจทก์ ทั้งโจทก์ก็ต้องส่งมอบที่ดินพิพาทในสภาพเรียบร้อยคืนแก่จำเลยทั้งสาม ",แพ่ง,, 64,8,,"ผู้จำนองชำระหนี้ให้แก่ผู้รับจำนองจนครบถ้วนและแสดงความจำนงไถ่ถอนจำนองแล้ว ผู้รับจำนองจะไม่ยอมให้ไถ่ถอนโดยอ้างว่าผู้จำนองยังมีภาระผูกพันที่จะต้องชำระหนี้ตามสัญญาค้ำประกันในฐานะผู้ค้ำประกันหนี้ผู้อื่นอีกได้หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๘๑/๒๕๕๒ สัญญาค้ำประกันเป็นบุคคลสิทธิซึ่งจำเลยเจ้าหนี้มีสิทธิบังคับเอาแก่โจทก์ผู้ค้ำประกันเมื่อ ป. ลูกหนี้ผิดนัดไม่ชำระหนี้ และเป็นเพียงเจ้าหนี้สามัญไม่มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินของโจทก์ผู้ค้ำประกันก่อนเจ้าหนี้อื่น แตกต่างไปจากสิทธิ ตามสัญญาจำนองที่ทำขึ้นเพื่อประกันหนี้เงินกู้ของโจทก์ที่ได้ทำขึ้นในภายหลังและไม่ได้มีข้อความระบุว่าต้องให้โจทก์รับผิดรวมไปถึงความรับผิดตามสัญญาค้ำประกันด้วยประกอบกับโจทก์กู้เงินจำเลยเพื่อนำไปซื้อห้องชุดพิพาทแล้วนำมาจำนองไว้แก่จำเลย แสดงว่าโจทก์มีเจตนาจดทะเบียนจำนองห้องชุดพิพาทเป็นประกันการชำระหนี้เงินกู้ของโจทก์ที่มีแก่จำเลยเท่านั้น ดังนั้น สัญญาค้ำประกันจึงแยกต่างหากจากสัญญากู้เงินและสัญญาจำนองนอกจากนี้ขณะที่โจทก์ชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินให้แก่จำเลยครบถ้วน จำเลยยังไม่ได้ฟ้องโจทก์ให้รับผิดตามสัญญาค้ำประกัน ความรับผิดต่อจำเลยตามสัญญาค้ำประกันจึงยังไม่เกิดขึ้น เมื่อหนี้เงินกู้ของโจทก์อันเป็นหนี้ประธานได้ระงับไปและโจทก์ผู้จำนองแสดงความจำนงไถ่ถอน จำนองแล้ว จำเลยจะไม่ยอมให้ไถ่ถอนโดยอ้างว่าโจทก์ยังมีภาระผูกพันที่จะต้องชำระหนี้ตาม สัญญาค้ำประกันอยู่อีกหาได้ไม่ ",แพ่ง,, 64,8,,ห้างหุ้นส่วนจำกัดมีทรัพย์สินเพียงพอที่จะชำระหนี้ได้ ศาลจะพิพากษาให้ หุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดด้วยร่วมรับผิดด้วยได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๗๕๗/๒๕๕๓ จำเลยที่ ๑ พักอยู่ที่ทำงานและจะใช้รถยนต์ โดยสารคันเกิดเหตุเป็นประจำในการทำงาน เหตุรถเฉี่ยวชนกันเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ ๒๖ นาฬิกา หลังจากเวลาเลิกงานตามปกติแล้ว ขณะจำเลยที่ ๑ ขับรถยนต์โดยสารคันเกิดเหตุ ไปเติมน้ำมัน แม้จะอยู่นอกเวลาทำงานแต่ก็เป็นหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ ที่จะต้องปฏิบัติตามการเพื่อ ให้เป็นไปตามที่จำเลยที่ ๒ มอบหมาย จึงเป็นการกระทำในทางการที่จ้างของจำเลยที่ ๒ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๐๗๗ (๒) ประกอบมาตรา ๑๐๘๗ ที่บัญญัติให้หุ้นส่วนผู้จัดการ ซึ่งเป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดร่วมกันในบรรดาหนึ่งของห้างหุ้นส่วนไม่จำกัด จำนวนนั้นมิได้ระบุช้อยยกเว้นหรือเงื่อนไขแห่งการรับผิดของหุ้นส่วนผู้จัดการในหนึ่งของห้างหุ้นส่วน แต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษาให้จำเลยที่ ๓ หุ้นส่วนผู้จัดการต้องร่วมรับผิดด้วย จึงชอบแล้ว ",แพ่ง,, 64,8,,ลูกจ้างมีหน้าที่เบิกจ่ายเงินของนายจ้างให้กับลูกค้าของนายจ้าง จัดทำใบ เบิกจ่ายอันเป็นข้อความเท็จจนนายจ้างลงเซ็นยินยอมมอบเงินค่าใช้จ่ายให้ไป เป็นความผิด ฐานลักทรัพย์หรือฉ้อโกง,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๙๔/๒๕๕๓ การกระทำที่จะเป็นความผิดฐานลักทรัพย์จะต้อง เป็นการเอาทรัพย์ของผู้อื่นไปโดยพลการโดยทุจริต มิใช่ได้ทรัพย์ไปเพราะผู้อื่นยินยอมมอบให้ เนื่องจากถูกหลอกลวง จำเลยซึ่งเป็นลูกจ้างของโจทก์ร่วมมือหน้าที่เบิกจ่ายเงินของโจทก์ร่วม ให้กับลูกค้าของโจทก์ร่วมได้ใช้โอกาสในหน้าที่ดังกล่าวจัดทำใบเบิกจ่ายล่วงหน้าระบุว่ามีค่า ใช้จ่ายเป็นเบี้ยประกันภัย ค่าผ่านท่าและค่ารถยนต์ อันเป็นข้อความเท็จ หลอกลวงโจทก์ร่วมจนโจทก์ร่วมหลงเชื่อยินยอมมอบเงินค่าใช้จ่ายดังกล่าวให้จำเลยไปจำนวน ๓๖๓ ครั้ง ซึ่งมิใช่ การเอาเงินของโจทก์ร่วมไปโดยพลการโดยทุจริตอันจะเป็นความผิดฐานลักทรัพย์นายจ้างตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๕ (๑๑) หากแต่เป็นการหลอกลวงพนักงานและกรรมการของโจทก์ร่วมด้วย การแสดงข้อความอันเป็นเท็จในใบเบิกเงินทดรองจ่ายว่าต้องนำเงินไปชำระค่าใช้จ่ายดังกล่าวการอนุมัติให้จำเลยเบิกเงินไปเกิดจากการที่พนักงานและกรรมการของโจทก์ร่วมหลงเชื่อข้อความในเอกสาร จึงเป็นความผิดฐานฉ้อโกงตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๑ แม้โจทก์จะฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานลักทรัพย์ ศาลมีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานฉ้อโกงได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคสาม ",อาญา,, 64,8,,"บริเวณประตูหลังบ้านถือเป็นเคหสถานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑ (๔) หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๗๙๕/๒๕๕๒ บ้านของผู้เสียหายไม่มีรั้วล้อม บริเวณหลังบ้านอยู่ติดกับถนนส่วนบุคคล จะถือเอาเพียงฝาผนังและประตูเหล็กด้านหลังเป็นแนวของเคหสถานย่อมไม่ได้ เพราะเคหสถานหมายความรวมถึง บริเวณของที่ซึ่งใช้เป็นที่อยู่อาศัยนั้นด้วย เมื่อผู้เสียหายได้ใช้ประโยชน์บริเวณรอบบ้านเป็นที่วางสิ่งของเครื่องใช้อยู่โดยรอบ ทางด้านหลังมีโอ่งน้ำและถ้วยชามวางอยู่ กับมีหลังคาอื่นออกมาคลุม การที่จำเลยทั้งสองเข้าไปอยู่ข้างประตูหลังบ้านย่อมต้องถือว่าเป็นการเข้าไปในเคหสถานของผู้เสียหายแล้ว จำเลยทั้งสองเข้าไปในขณะผู้เสียหายไม่อยู่บ้าน ทั้งมีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน เรื่องจำเลยลักลอบต่อสายไฟจากมิเตอร์บ้านของผู้เสียหาย อิ่งไม่มีเหตุสมควรที่จะเข้าไปอยู่ที่บริเวณดังกล่าว จำเลยทั้งสองจึงมีความผิดฐานบุกรุกเคหสถาน ",อาญา,, 64,9,,ผู้กู้ขอเสนอชำระหนี้แก่ผู้ให้กู้โดยให้ผู้ให้กู้รับโอนทรัพย์จำนองแทนการชำระหนี้ด้วยเงิน ผู้ให้กู้ปฏิเสธการชำระหนี้ จะถือว่าเป็นกรณีที่เจ้าหนี้ผิดนัดตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๐๗ หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๒๖๐/๒๕๕๐ จำเลยค้างชำระหนี้โจทก์ซึ่งเป็นหนี้เงิน จำเลยต้องชำระเงินให้แก่โจทก์โดยปราศจากเงื่อนไขใด ๆ เพราะการชำระหนี้จะให้สำเร็จผลเป็นอย่างใด ลูกหนี้จะต้องขอปฏิบัติการชำระหนี้ต่อเจ้าหนี้เป็นอย่างนั้นโดยตรงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๐๘ วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยเสนอขอชำระหนี้โดยให้โจทก์รับโอนทรัพย์จำนองแทนการชำระหนี้ด้วยเงิน จึงมิใช่เป็นการขอปฏิบัติการชำระหนี้โดยชอบใจทกย่อมมีเหตุผลที่จะปฏิเสธการรับชำระหนี้ได้ โจทก์จึงไม่ตกเป็นผู้ผิดนัดตามมาตรา ๒๐๗ มาตรา ๗๓๓ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เป็นบทบัญญัติสันนิษฐานถึงเจตนาระยะของคู่กรณีโดยเฉพาะ และมิได้เกี่ยวกับศีลธรรมตามที่นิยมกันในหมู่ชนทั่วไปหรือธรรมเนียมประเพณีของสังคม จึงไม่ใช่บทบัญญัติแห่งกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน โจทก์อาจตกลงกับจำเลยเป็นประการอื่นพิเศษนอกเหนือจากที่มาตรา ๗๓๓ บัญญัติไว้ได้ ",แพ่ง,, 64,9,,กรณีที่ดินแปลงเดิมก่อนมีการแบ่งแยกหรือแบ่งโอนกันไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะได้ ต้องอาศัยที่ดินของผู้อื่นเดินผ่านเพื่อออกไปสู่ทางสาธารณะ ต่อมามีการแบ่งแยกหรือแบ่งโอนที่ดินแปลงเดิม เจ้าของที่ดินที่แบ่งแยกหรือแบ่งโอนมามีสิทธิใช้ทางจำเป็นในที่ดินของผู้อื่นตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๔๙ หรือ ๑๓๕๐,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๗๕๘/๒๕๔๓ การเรียกร้องเอาทางจำเป็นตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๕๐ เป็นกรณีที่มีการแบ่งแยกหรือแบ่งโอนที่ดินกันจนเป็นเหตุให้ที่ดินแปลงหนึ่งไม่มีทางออกไปสู่ทางสาธารณะ หมายความว่า ที่ดินแปลงเดิมก่อนแบ่งแยกมีทางออกไปสู่ทางสาธารณะและการแบ่งแยกเป็นเหตุให้แปลงที่แบ่งแยกแปลงใดแปลงหนึ่งออกไปสู่ทางสาธารณะไม่ได้ เจ้าของที่ดินแปลงนั้นจึงมีสิทธิเรียกร้องเอาทางจำเป็นได้เฉพาะที่ดินแปลงที่แบ่งแยกหรือแบ่งโอนกันโดยไม่ต้องเสียค่าตอบแทน คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๒๔๘/๒๕๔๔ ที่ดินของโจทก์แบ่งแยกมาจากที่ดินแปลงใหญ่ซึ่งมีแนวเขตติดกับที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๔๘๑ และสามารถใช้ถนนคอนกรีตในที่ดินโฉนดดังกล่าวเป็นทางจำเป็นผ่านออกสู่ทางสาธารณะได้ ต่อมาการรังวัดแบ่งแยกที่ดินแปลงใหญ่อยู่ออกไปย่อยจึงทำให้ที่ดินของโจทก์ถูกที่ดินแปลงอื่นที่แบ่งแยกล้อมอยู่จนไม่มีทางออก กรณีจึงต้องด้วย ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๕๐ โจทก์ก็ชอบที่จะใช้ที่ดินซึ่งแบ่งแยกออกมาและกันไว้เป็นทางไปยังถนนคอนกรีตบนที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๔๘๑ เพื่อออกสู่ทางสาธารณะโดยไม่ต้องเสียค่าตอบแทนได้อยู่แล้ว โจทก์จะเลือกใช้ทางผ่านที่ดินแปลงอื่นของจำเลยไม่ได้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๔๐๘/๒๕๕๑ การที่จะนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๓๕๐ มาใช้บังคับได้ต้องเป็นกรณีที่ที่ดินแปลงเดิมมีทางออกสู่ทางสาธารณะอยู่แล้ว เมื่อแบ่งแยกหรือแบ่งโอนกันเป็นเหตุให้แปลงหนึ่งไม่มีทางออกไปสู่ทางสาธารณะเจ้าของที่ดินแปลงนั้นมีสิทธิเรียกร้องเอาทางเดินตามมาตรา ๑๓๔๙ ได้โดยไม่ต้องเสียค่าทดแทน เดิมที่ดินของโจทก์เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินที่ถูกที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะได้ ต้องอาศัยที่ดินของผู้อื่นเดินผ่านเพื่อออกไปสู่ทางสาธารณะ แต่การที่มีทางออกสู่ทางสาธารณะโดยผ่านที่ดินของผู้อื่นได้เพราะเขายินยอม มิใช่เป็นสิทธิตามกฎหมายต้องถือว่าไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามมาตรา ๑๓๕๐ แต่เป็นกรณีที่ที่ดินของโจทก์มีที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ โจทก์สามารถที่จะผ่านที่ดินชั่งล้อมอยู่ไปสู่ทางสาธารณะได้ตามมาตรา ๑๓๔๙ โจทก์มีทางออกสู่ทางสาธารณะได้หลายทางโดยผ่านทางที่ดินของบุคคลอื่นที่มิได้หวงห้ามโจทก์ การที่โจทก์จะขอเปิดทางพิพาทเป็นทางจำเป็นเพื่อความสะดวกของโจทก์ แต่ทำให้จำเลยที่ ๑ ต้องเดือดร้อนและเสียหาย และถ้าหากให้จำเลยที่ ๑ เปิดทางพิพาทเป็นทางจำเป็น จะทำให้จำเลยที่ ๑ ต้องรื้อบริเวณหลังบ้านด้านทิศตะวันออก อันจะทำให้จำเลยที่ ๑ ได้รับความเสียหายและเดือดร้อนเป็นอย่างมาก และไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๔๙ วรรคสาม การกระทำของโจทก์จึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ",แพ่ง,, 64,9,,การได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์ จะรวมถึงที่งอกริมตลิ่งของที่ดินด้วยหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๓๘๖/๒๕๕๑ โจทก์ครอบครองที่ดินพิพาทโดยความสงบเปิดเผยและเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลากว่า ๑๐ ปี แม้บ้านของโจทก์จะอยู่นอกเขตที่ดินพิพาท ด้านทิศตะวันออกซึ่งจดแม่น้ำลพบุรีแต่ที่ดินดังกล่าวเป็นที่นอกริมตลิ่งเป็นส่วนควบกับที่ดินพิพาท โจทก์ย่อมได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๘๒,แพ่ง,, 64,9,,"ผู้ค้ำประกันร่วมกัน ๒ คน ผู้ค้ำประกันคนหนึ่งได้ชำระหนี้ทั้งหมดแทนลูกหนี้ไปจะไล่เบี้ยเอาแก่ผู้ค้ำประกันร่วมอีกคนหนึ่งได้หรือไม่ และหากผู้ค้ำประกันที่ได้ชำระหนี้แทนลูกหนี้ไปตกลงทำสัญญากับลูกหนี้อันเป็นการแปลงหนี้ใหม่ จะมีผลต่อการใช้สิทธิ์ไล่เบี้ยเอาแก่ผู้ค้ำประกันร่วมหรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๕๙/๒๕๐๙ ผู้ค้ำประกันร่วมกัน ๒ คน เมื่อผู้ค้ำประกันคนหนึ่งได้ชำระหนี้ทั้งหมดแทนลูกหนี้ไป ย่อมรับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้ไล่เบี้ยเอากับผู้ค้ำประกันอีกคนหนึ่งได้กึ่งหนึ่งตามมาตรา ๒๒๙ (๓) และ ๒๙๖ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๘๒ วรรค ๒ บัญญัตินิติสัมพันธ์ระหว่างผู้ค้ำประกันกับเจ้าหนี้ และมาตรา ๖๙๓ บัญญัตินิติสัมพันธ์ระหว่างผู้ค้ำประกันกับลูกหนี้ แต่ในระหว่างผู้ค้ำประกันด้วยกัน บทบัญญัติในลักษณะค้ำประกันมิได้กำหนดความรับผิดต่อกันไว้ จึงต้องใช้หลักทั่วไปตามมาตรา ๒๒๙, ๒๙๖ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๕๗๔/๒๕๓๖ โจทก์และจำเลยเป็นผู้ค้ำประกัน น. ในหนี้รายเดียวกัน จึงเป็นลูกหนี้ร่วมกันตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๘๒ วรรคสอง เมื่อโจทก์ชำระหนี้แก่เจ้าหนี้แทน น. ไปแล้ว โจทก์ย่อมรับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้ไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยได้กึ่งหนึ่งตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๒๙ (๓) และ ๒๙๖ และยังมีสิทธิที่จะไล่เบี้ยเอาแก่ น. เพื่อให้ชำระหนี้ทั้งหมดได้ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๙๓ วรรคแรก อีกด้วย เมื่อปรากฏต่อมาว่าโจทก์ตกลงกับ น. ทำหนังสือสัญญาผู้เงินมีข้อความว่า น. เป็นลูกหนี้ผู้เงินโจทก์ ถือได้ว่ามีหนี้ใหม่เกิดขึ้นตามสัญญาผู้เงิน เป็นการเปลี่ยนสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งหนี้ ถือเป็นการแปลงหนี้ใหม่มีผลทำให้หนี้ตามสิทธิไล่เบี้ยแก่ น. นั้นระงับไป โจทก์ชอบที่จะฟ้องบังคับตามมูลหนี้ใหม่ในสัญญาผู้เงิน กรณีดังกล่าวความรับผิดของจำเลยในฐานะผู้ค้ำประกันหนี้เดิมของ น. และในฐานะลูกหนี้ร่วมกับโจทก์ย่อมระงับไปด้วย โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องไล่เบี้ยเอาแก่จำเลย คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๑๑๑/๒๕๕๑ เจ้าหนี้ ลูกหนี้ที่ ๒ ส. และ ว. ได้ร่วมกันทำสัญญาค้ำประกันหนี้ของลูกหนี้ที่ ๑ กับโจทก์ จึงต้องรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๙๑ และมาตรา ๖๘๒ วรรคสอง ถ้าเจ้าหนี้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ เจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิที่จะไล่เบี้ยเอาจากลูกหนี้ที่ ๑ ซึ่งเป็นลูกหนี้ชั้นต้นตามมาตรา ๖๙๓ วรรคหนึ่ง และรับช่วงสิทธิของโจทก์ไล่เบี้ยเอาแก่ลูกหนี้ที่ ๒ ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันร่วมกันได้ตามส่วนเท่า ๆ กัน ตามมาตรา ๒๒๙ (๓) และมาตรา ๒๙๖ อีกด้วย เมื่อลูกหนี้ที่ ๑ และที่ ๒ ถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด เจ้าหนี้จึงมีสิทธิยื่นคำขอรับชำระหนี้สำหรับจำนวนที่ตนเองใช้สิทธิไล่เบี้ยแก่ลูกหนี้ที่ ๑ และที่ ๒ ในภายหลังได้ทั้งจำนวนหรือตามส่วนแล้วแต่กรณี เว้นแต่โจทก์ได้ใช้สิทธิขอรับชำระหนี้ไว้เต็มจำนวนอันมีต่อลูกหนี้ที่ ๑ หรือที่ ๒ แล้วตามพระราชบัญญัติติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๑๐๑ เมื่อบริษัท พ. ซึ่งเป็นผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องจากโจทก์ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ชั้นต้นอันมีต่อลูกหนี้ที่ ๑ และได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ค้ำประกันอันมีต่อลูกหนี้ที่ ๒ ไว้เต็มจำนวนแล้ว เจ้าหนี้ย่อมไม่มีสิทธิที่จะขอรับชำระหนี้สำหรับจำนวนที่ตนเองใช้สิทธิไล่เบี้ยในเวลาภายในหน้าต่อลูกหนี้ที่ ๒ ได้ เจ้าหนี้และลูกหนี้ที่ ๒ ได้ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ของลูกหนี้ที่ ๑ โดยยอมรับผิดต่อบริษัท ท. อย่างลูกหนี้ร่วม เจ้าหนี้และลูกหนี้ที่ ๒ ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันร่วมในหนี้รายเดียวกันย่อมต้องรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๘๒ วรรคสอง เมื่อบทบัญญัติในลักษณะค้ำประกันมิได้กำหนดความรับผิดของผู้ค้ำประกันต่อกันไว้ จึงต้องใช้หลักทั่วไปตามมาตรา ๒๒๙ และมาตรา ๒๙๖ การที่บริษัท ท. ยอมรับการชำระหนี้จากลูกหนี้ที่ ๒ เป็นเงิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท และปลดหนี้ให้โดยการถอนฟ้องเฉพาะลูกหนี้ที่ ๒ คงเป็นประโยชน์แก่เจ้าหนี้เพียงเท่าส่วนของลูกหนี้ที่ ๒ ที่ได้ปลดไปเท่านั้น ส่วนลูกหนี้ที่ ๒ ไม่ต้องรับผิดต่อบริษัท ท. อีกต่อไปเพราะหนี้ส่วนที่เหลือสำหรับลูกหนี้ที่ ๒ ระงับไปแล้วตามมาตรา ๓๔๐ ดังนั้น หากต่อมาเจ้าหนี้ชำระหนี้ให้แก่บริษัท ท. ไปเพียงใดก็ไม่อาจใช้สิทธิไล่เบี้ยเอาแก่ลูกหนี้ที่ ๒ ได้อีกต่อไป เจ้าหนี้จึงไม่อาจขอรับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ ๒ ได้ ",แพ่ง,, 64,10,,ผู้ที่ไม่ได้จบการศึกษาทางด้านการก่อสร้างอาคาร ไม่ได้เล่าเรียนมาโดยตรง เพื่อเป็นสถาปนิก วิศวกร หรือไฟร์แมน (หัวหน้าคนงาน) แต่เป็นผู้ประกอบอาชีพในการก่อสร้าง เป็นปกติธุระ จะมีความผิดฐานไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานวิชาชีพตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๒๗ ได้ หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๘๒๓/๒๕๕๑ โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นสามีภริยากันได้ทำสัญญา ว่าจ้างจำเลยที่ ๑ ก่อสร้างบ้านอาคารคอนกรีต ๒ ชั้น ๑ หลัง บนที่ดินของโจทก์ที่ ๒ เพื่อใช้ เป็นที่อยู่อาศัยตามสัญญารับเหมาก่อสร้าง โดยจำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นกรรมการเพียงคนเดียวของ จำเลยที่ ๑ (บริษัทจำกัด) เป็นผู้ทำการแทน จำเลยที่ ๓ เป็นผู้ดำเนินการติดต่อกับโจทก์ทั้งสอง มาแต่ต้นตั้งแต่ก่อนทำสัญญารับเหมาก่อสร้าง เข้าทำสัญญารับเหมาก่อสร้าง ตลอดจน ควบคุมควบคุมดูแลและรับผิดชอบการก่อสร้างบ้านในฐานะเป็นเจ้าของกิจการเอง จำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๓ ทำการก่อสร้างบ้านของโจทก์ทั้งสองไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ ทั้งไม่ตรง ตามแบบก่อสร้าง และรายการคำนวณโครงสร้าง โดยเสาที่ออกแบบเป็นเสาแบบซี ๑ ขนาด ๒๐ x ๒๐ เซนติเมตร แต่ก่อสร้างเป็นเสาแบบซี ๒ ขนาด ๑๕ x ๑๕ เซนติเมตร ตามแบบ มีคานโค้งแต่งการก่อสร้างตัดคานโค้งทิ้ง การผูกเหล็กไม่ตรงกับแบบแปลนจำนวนเหล็กเส้นที่ใช้ มีจำนวนน้อยกว่าและมีขนาดเล็กกว่าที่ออกแบบไว้ จำเลยที่ ๓ เป็นผู้ทำการแก้ไขแบบแปลน การก่อสร้างให้ผิดจากรายการคำนวณโครงสร้าง ทำให้การก่อสร้างเสียค่าใช้จ่ายน้อยลง แต่การที่ใช้เสาที่มีขนาดเล็กกว่าและใช้เหล็กเส้นน้อยกว่ารายการทำให้รับน้ำหนักได้เพียงครึ่งเดียวของรายการคำนวณโครงสร้าง การที่จำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๓ ก่อสร้างบ้านของ โจทก์ทั้งสองผิดหลักวิชาการมีผลทำให้โครงสร้างของบ้านขาดความมั่นคงแข็งแรงและอาจ พังทลายลงได้ จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์หรือวิธีการอันพึงกระทำ การกระทำของ จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ น่าจะเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่บุคคลอื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๒๗ ที่จำเลยที่ ๓ ฎีกาว่า ผู้มีวิชาชีพในการก่อสร้างอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างใด ๆ ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๒๗ น่าจะหมายถึงผู้ที่มีความรู้ความสามารถโดยเฉพาะ เกี่ยวกับการก่อสร้าง เช่น สถาปนิก วิศวกร หรือผู้ควบคุมการก่อสร้าง (โฟร์แมน) เป็นต้น แต่จำเลยที่ ๓ จบการศึกษาทางด้านการเงิน ไม่ได้เป็นผู้มีวิชาชีพในการก่อสร้าง ตามบท บัญญัติดังกล่าวนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญาไม่ได้ให้คำนิยามของคำว่าผู้มีวิชาชีพไว้จึงต้องถือตามความหมายที่ยอมรับกันโดยทั่วไป ซึ่งตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๒๕ ให้ความหมายของคำว่า วิชาชีพ หมายถึงอาชีพที่ต้องอาศัยวิชาความรู้ความสามารถ ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๔๒ ให้ความหมายของคำว่า วิชาชีพ หมายถึงวิชาที่จะนำไปใช้ในการประกอบอาชีพ เช่น วิชาแพทย์ วิชาช่างไม้ วิชาช่างยนต์ และคำว่า วิชา พจนานุกรมทั้งสองฉบับให้ความหมายว่า ความรู้ ความรู้ที่ได้ด้วยการเล่าเรียนหรือฝึกฝน ดังนั้น คำว่า ผู้มีวิชาชีพ จึงหมายถึงผู้มีอาชีพที่ต้องอาศัยวิชาความรู้ความชำนาญหรือผู้ที่มีความรู้ซึ่งอาจได้จากการเล่าเรียนโดยตรงหรือจากการทำงานอันเป็นการฝึกฝนในการประกอบอาชีพเป็นปกติธุระก็ได้ ผู้มีวิชาชีพในการก่อสร้างตามความหมายของมาตรานี้ จึงหาได้จำกัดเฉพาะผู้ที่ได้เล่าเรียนมาโดยตรงเพื่อเป็นสถาปนิก วิศวกร หรือฟอร์แมน (หัวหน้าคนงาน) ดังที่จำเลยที่ ๓ ฎีกาไม่ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า บริษัทจำเลยที่ ๑ มีกรรมการเพียงคนเดียวคือจำเลยที่ ๓ ในการรับเหมาก่อสร้างบ้านให้แก่โจทก์ทั้งสองนั้น จำเลยที่ ๓ เป็นผู้ทำการแทนจำเลยที่ ๑ ตลอดมาตั้งแต่ก่อนการทำสัญญารับเหมาก่อสร้าง และรับผิดชอบการก่อสร้างในฐานะเป็นเจ้าของกิจการบริษัทจำเลยที่ ๑ ทั้งเป็นผู้กระทำการแก้ไข แบบแปลนการก่อสร้าง เพื่อให้การก่อสร้างเสียค่าใช้จ่ายน้อยลง ดังนี้ แม้จำเลยที่ ๓ จะไม่ได้จบการศึกษาทางด้านการก่อสร้างอาคาร ก็ดีได้ว่าจำเลยที่ ๓ มีความรู้ความชำนาญและใช้ความรู้ด้านการก่อสร้างในการประกอบอาชีพเป็นปกติธุระ จำเลยที่ ๓ จึงเป็นผู้มีวิชาชีพในการก่อสร้างอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างใด ๆ ตามความหมายของประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๒๒๗ ",อาญา,, 64,10,,"การขู่ว่าหากไม่ทำหนังสือสัญญากู้ให้จะดำเนินคดีอาญา จะถือเป็นการข่มขู่ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๕ หรือไม่ การแปลงหนี้ใหม่ด้วยเปลี่ยนตัวลูกหนี้ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๕๐ นั้นจะต้องทำเป็นหนังสือหรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๔๒๖/๒๕๕๓ บุตรจำเลยเช่ารถยนต์รวม ๓ คัน ซึ่งเป็นของโจทก์ ส. และ น. บุตรจำเลยกลับนำรถยนต์ไปจำหน่ายผู้มีชื่อแล้วไม่สามารถนำรถยนต์มาคืนเพราะไม่มีเงินค่าไถ่รถที่จำนำไว้ โจทก์แจ้งความเพื่อดำเนินคดีแก่บุตรจำเลย ก. บุตรเขยแจ้งแก่จำเลยว่า ว. ได้นำรถของโจทก์ไปจำหน่ายไว้และได้มีการแจ้งความร้องทุกข์ไว้แล้ว ขอให้ทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์ไว้ ต่อมาจำเลยทำหนังสือสัญญากู้เงินพิพาท เกี่ยวกับการที่จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินเนื่องจากจำเลยเป็นมารดาของเขา ว. ซึ่งเช่ารถยนต์ของโจทก์กับพวกไปและนำถ้าไปจำนำแล้วไม่มีเงินค่าไถ่ถอนด้วย โจทก์จึงไปแจ้งความกล่าวหาบุตรสาวจำเลยและได้เจรจากัน ต่อมาจำเลยจึงได้ทำหนังสือสัญญาณี้ยืมเงินโจทก์ การที่โจทก์ให้จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงิน หากไม่ทำก็จะดำเนินคดีอาญาแก่บุตรของจำเลย จึงเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายโดยสุจริต อันนี้ได้ว่าเป็นการขู่ว่าจะใช้สิทธิตามปกตินิยม ไม่ถือว่าเป็นการช่วยชู้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๕ สัญญาณี้ยืมเงินจึงมีผลใช้บังคับได้ และการที่จำเลยซึ่งมิได้เป็นลูกหนี้โจทก์มาทำสัญญาณี้เนื่องจากบุตรจำเลียมีหนี้กับโจทก์เป็นการแปลงหนี้ใหม่ด้วยการเปลี่ยนตัวลูกหนี้ซึ่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๕๐ ก็มิได้บัญญัติให้ต้องทำเป็นหนังสือแต่อย่างใด เมื่อไม่ปรากฏว่าได้ทำขึ้นโดยชื่อนใจลูกหนี้เดิมแล้ว สัญญาแปลงหนี้ใหม่จึงใช้บังคับได้ จำเลยต้องรับผิดตามสัญญากู้พิพาท ",แพ่ง,, 64,10,,"ผู้ให้เช่าฟ้องเรียกค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์ ค่าขาดราคาเมื่อนำรถที่เช่าออกขาย ค่าเบี้ยประกันภัย ค่าภาษีรถยนต์ที่ชำระแทนไป มีกำหนดอายุความตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๖๓ หรือไม่ ผู้ให้เช่าบอกเลิกสัญญาเช่าแล้ว ผู้เช่ามีหน้าที่อย่างไรและคำว่าผ่อนเวลาตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๐๐ มีความหมายอย่างไร","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๗๓๔/๒๕๕๓ กำหนดอายุความตามมาตรา ๕๖๓ หมายถึงผู้ให้เช่าฟ้องผู้เช่าให้รับผิด เพราะผู้เช่าฝ่าฝืนต่อหน้าที่ของตนตามสัญญาเช่า แต่ค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์ ค่าขาดราคาเมื่อนำรถที่เช่าออกขาย ค่าเบี้ยประกันภัย และค่าภาษีรถยนต์ที่โจทก์ชำระแทนไป เป็นการฟ้องเรียกค่าเสียหายตามสัญญาเช่าไม่ใช่เป็นการเรียกค่าเสียหายเพราะผู้เช่าฝ่าฝืนต่อหน้าที่ จึงไม่อยู่ในอายุความตามมาตรา ๕๖๓ เมื่อโจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าแก่จำเลยที่ ๑ แล้ว จำเลยที่ ๑ จำต้องส่งมอบรถยนต์ที่เช่าแก่โจทก์ การที่จำเลยที่ ๑ ไม่ส่งมอบรถยนต์คืน โจทก์ย่อมได้รับความเสียหายเพราะไม่สามารถใช้ประโยชน์จากรถยนต์ที่ให้จำเลยที่ ๑ เช่าไป จำเลยที่ ๒ จะอ้างว่าระหว่างนั้นจำเลยที่ ๑ ไม่ได้ใช้รถยนต์และโจทก์ไม่ติดตามเอารถยนต์คืนหาได้ไม่ เพราะเป็นหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ ต้องส่งมอบรถยนต์ที่เช่าคืนตามสัญญาและตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๖๑ การผ่อนเวลาชำระหนี้แก่ลูกหนี้ซึ่งทำให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิดนั้น จะต้องมีการตกลงผ่อนเวลากันแน่นอน และมีผลว่าในระหว่างผ่อนเวลานั้นเจ้าหนี้จะใช้สิทธิเรียกร้องหรือฟ้องร้องมิได้ หากเพียงแต่หนี้ถึงกำหนดชำระ เจ้าหนี้ไม่ได้เรียกร้องให้ลูกหนี้ชำระยังไม่ถือว่าเป็นการผ่อนเวลาให้แก่ลูกหนี้เพราะเจ้าหนี้อาจใช้สิทธิเรียกร้องเมื่อใดก็ได้ ข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยที่ ๑ ผิดนัดชำระหนี้ตั้งแต่วันที่ ๑๙ เป็นต้นไป เท่านั้น โดยไม่มี การตกลงระหว่างโจทก์และจำเลยที่ ๑ ยอมผ่อนเวลาชำระหนี้กันแต่ประการใด ดังนี้ จำเลยที่ ๒ (ผู้ค้ำประกัน) จึงไม่หลุดพ้นจากหนี้ตามมาตรา ๗๐๐ (มีคำพิพากษาฎีกาที่ ๒๗๑/๒๕๐๘, ๑๐๔๙/๒๕๑๒, ๕๔๑/๒๕๒๐, ๓๑๓๐/๒๕๓๓, ๖๒๕๑/๒๕๔๐, ๒๙๓/๒๕๔๒ วินิจฉัยเช่นกัน) อย่างไรก็ดี ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๐๐ วรรคแรก ไม่ใช่บทบัญญัติแห่งกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน เพราะวรรคสองของมาตราดังกล่าวบัญญัติว่า ถ้าผู้ค้ำประกันตกลงด้วยในการผ่อนเวลา ผู้ค้ำประกันหาหลุดพ้นจากความรับผิดไม่ดังนั้น คู่สัญญาจึงอาจตกลงเป็นอย่างอื่นได้ (คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๒๓๗/๒๕๓๘) นอกจากนี้ ถ้าเป็นการค้ำประกันหนี้ที่ไม่มีกำหนดเวลาชำระหนี้แน่นอน แม้เจ้าหนี้จะผ่อนเวลาให้แก่ลูกหนี้ ผู้ค้ำประกันก็ไม่หลุดพ้นจากความรับผิด คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๒๔/๒๕๑๑ สัญญาก็ไม่มีกำหนดเวลาชำระหนี้ ผู้ให้กู้ย่อมมีสิทธิเรียกให้ผู้กู้ชำระหนี้เมื่อใดก็ได้ เอกสารหมาย ล.บ. ที่โจทก์ผู้ให้กู้มีถึงจำเลยแจ้ง กำหนดเวลาชำระหนี้ให้จำเลยทราบ ถือได้แต่เพียงเป็นหลักฐานที่โจทก์เรียกให้จำเลยชำระหนี้ภายในเวลาที่โจทก์กำหนดไว้เท่านั้น จะถือเป็นหลักฐานว่าโจทก์จำเลยตกลงกำหนดเวลาชำระหนี้แน่นอนหาได้ไม่ เมื่อหนี้ไม่มีกำหนดเวลาชำระหนี้ การค้ำประกันก็มิใช่การค้ำประกันหนี้อันจะต้องชำระ ณ เวลามีกำหนดแน่นอน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๐๐ แม้ผู้ให้กู้จะผ่อนเวลาให้ลูกหนี้ ผู้ค้ำประกันก็หาหลุดพ้นความรับผิดไม่ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๒๓๗/๒๕๓๘ ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๐๐ การที่เจ้าหนี้ผ่อนเวลาให้แก่ลูกหนี้อันจะมีผลให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิดนั้นต้องเป็นการค้ำประกันหนี้อันจะต้องชำระ ณ เวลาอันมีกำหนดแน่นอน แต่การที่จำเลยที่ ๒ ค้ำประกันจำเลยที่ ๑ ต่อโจทก์ว่าหากจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นลูกจ้างทำให้โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างเสียหาย จำเลยที่ ๒ ยอมชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์นั้น มิได้เป็นการค้ำประกันหนี้อันจะต้องชำระ ณ เวลา อันมีกำหนดแน่นอน จำเลยที่ ๒ จึงไม่หลุดพ้นจากความรับผิด ",แพ่ง,, 64,11,,"สมัครใจวิวาทกัน จะอ้างเหตุป้องกันหรือบันดาลโทสะได้หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๙๒๔/๒๕๕๓ ก่อนเกิดเหตุผู้ตายกับพวกและจำเลยทั้งสาม กับพวกซึ่งเต้นอยู่ในบริเวณที่แสดงดนตรีประเภทวัยรุ่นได้กระทบกระทำและพูดแซวกับเพราะ เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน จากนั้นจำเลยทั้งสามกับพวกและผู้ตายกับพวกต่างสมัครใจ วิวาทและต่อสู้กันที่หน้างานแสดงดนตรีบริเวณที่ตั้งลำโพง โดยใช้ไม้เป็นอาวุธ แม้ผู้ตายจะใช้ ไม้ตีจำเลยที่ ๑ ก่อน ก็เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะวิวาทกัน จำเลยที่ ๑ ย่อมไม่อาจอ้างได้ว่า การกระทำของจำเลยที่ ๑ เป็นการป้องกันโดยชอบ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๓๓๒/๒๕๕๓ การที่จำเลยดำาเมโจทก์ร่วมตอบโต้ไป ก่อนเช้า พ้นโจทก์ร่วม เท่ากับว่าจำเลยได้กลำเข้าไปทะเลาะวิวาทกับโจทก์ร่วมด้วยแล้ว เมื่อต่างคน ต่างก็ทะเลาะด่าว่าซึ่งกันและกันเช่นนี้ จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดโดยบันดาลโทสะ เพราะถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๒ และไม่อาจอ้างว่าเป็นการกระทำความผิดโดยบันดาลโทสะเพื่อให้ศาลลงโทษจำน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ สำหรับความผิดที่ได้กระทำนั้นได้ การที่จำเลยใช้มีดอีโต้ชิงเป็นมีดทำครัวขนาดใหญ่เลือกฟันอย่างแรงที่ศีรษะลำคอ และกลางหลัง ซึ่งล้วนเป็นอวัยวะสำคัญจนเป็นแผลฉกรรจ์ หากรักษาไม่ทันอาจถึงแก่ความตายได้ จำเลยย่อมจะเล็งเห็นผลได้ว่ากระทำของจำเลยอาจทำให้โจทก์ร่วมได้รับอันตรายถึงแก่ความตายได้ พฤติการณ์ชี้ชัดว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าโจทก์ร่วมแล้ว แม้เมื่อโจทก์ร่วมล้มลงหมดสติไปจำเลยจะไม่ได้ฟันโจทก์ร่วมซ้ำอีกก็ตาม ",อาญา,, 64,11,,ผู้ใช้ให้กระทำความผิดโดยการยุยงส่งเสริมนั้น การพูดว่ายิงเลย ๆ ขณะที่ผู้กระทำความผิดใช้อาวุธปืนเล็งไปที่ผู้ตาย จะถือเป็นการยุยงส่งเสริมหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๗๔๕/๒๕๕๓ ขณะ บ. ใช้อาวุธปืนเล็งไปที่ผู้ตาย จำเลยที่ ๒ พูดกับ บ. ว่า ยิ่งเลย ๆ แล้ว บ. ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย การกระทำของจำเลยที่ ๒ จึงเป็นการยุยงส่งเสริมให้ บ. ใช้อาวุธเป็นยิงผู้ตาย เมื่อ บ. ใช้อาวุธเป็นยิงผู้ตายจนถึงแก่ความตาย และกระสุนปืนยังถูกผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส จำเลยที่ ๒ จึงมีความผิดฐานเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิดฆ่าผู้อื่นและพยายามฆ่าผู้อื่นตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ และมาตรา ๒๘๔ , ๘๐ ๖๐ ประกอบมาตรา ๘๔",อาญา,, 64,11,,ถ้อยคำที่ว่าหากไม่ยอมชำระหนี้ ผู้เสียหายกับบุตรและภริยาจะเดือดร้อน เพราะอายุยังน้อย ผู้เสียหายจึงเดินไปยังสถานที่นัดหมาย แต่กลับและปรึกษาแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจก่อน จะเป็นความผิดสำเร็จฐานกรรโชกหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๙๙/๒๕๕๓ ถ้อยคำที่กลุ่มจำเลยทั้งห้าโทรศัพท์มาทางหนี้จากผู้เสียหายที่ว่า “หากผู้เสียหายไม่ยอมชำระหนี้ให้ ผู้เสียหายกับบุตร ภรรยาจะเดือดร้อนเพราะอายุยังน้อย” เป็นถ้อยคำที่สามัญชนโดยทั่วไปย่อมทราบและตีความได้ว่าเป็นคำพูดข่มขู่ว่าหากไม่ชำระหนี้ให้แล้วผู้เสียหายกับครอบครัวอาจถูกทำรายให้ได้รับความเดือดร้อนและเป็นอันตรายเสียได้ ถือได้ว่าเป็นการขู่เข็ญผู้เสียหายให้ต้องยินยอมชำระหนี้ให้แก่กลุ่มจำเลยทั้งห้าตามที่เรียกร้อง ผู้เสียหายเดินไปสถานที่นัดหมายตามคำชี้ มิได้ไปด้วยความสมัครใจ การที่ผู้เสียหายแวะปรึกษาหรือแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจให้ทราบถึงเหตุร้ายที่จะเกิดขึ้นแก่ตนและครอบครัวเป็นการแจ้งเพื่อขอความคุ้มครองจากพนักงานเจ้าหน้าที่ตามที่ประชาชนพึงกระทำกันตามปกติ ไม่ใช่ผู้เสียหายไม่เกิดความกลัว และไม่ยอมทำตามการขู่เข็ญ การกระทำของจำเลยทั้งห้าจึงเป็นความผิดฐานร่วมกันกรรโชกสำเร็จแล้วไม่ใช่อยู่ในขั้นพยายาม,อาญา,, 64,11,,ผู้ขายได้รับเงินมัดจำค่าซื้อที่ดินจากผู้ซื้อ หากใบรับเงินมัดจำนี้ข้อตกลงจะทำสัญญาจะซื้อขายเป็นหนังสือกันอีก จะถือว่าสัญญาจะซื้อขายเกิดขึ้นแล้วหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๒๒๔/๒๕๕๓ ใบรับเงินมัดจำความว่า ""จำเลยตกลงจะขายที่ดินให้โจทก์ โดยมีเงื่อนไขการชำระเงินเป็นเวลา ๒ ปี และในวันนี้โจทก์ได้ชำระเงินมัดจำจำนวน ๕๐๐,๐๐๐ บาทด้วยเช็ค ส่วนที่เหลือจะชำระตามเงื่อนไขสัญญาจะซื้อขายที่ดินสองฝ่ายจัดทำขึ้นภายใน ๓๐ วัน"" เห็นได้ว่า ใบรับเงินเป็นเพียงหลักฐานการรับเงินมัดจำที่โจทก์ชำระแค่จำเลยเท่านั้น หลังจากนั้นโจทก์กับจำเลยจะต้องทำสัญญาจะซื้อขายซึ่งจะได้จัดทำขึ้นภายหลัง ๓๐ วัน ตามเงื่อนไขที่ตกลงกัน และดงให้เห็นว่า โจทก์จำเลยมีเจตนาจะทำสัญญาจะซื้อขายเป็นหนังสือกันอีก กรณีจึงต้องด้วยบทบัญญัติ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๖๕ วรรคสอง ที่บัญญัติว่า “ถ้าได้ตกลงกันว่าสัญญาอันมุ่งจะทำนั้นจะต้องทำเป็นหนังสือไซร้ เมื่อกฎหมายเป็นที่สงสัยท่านนับว่ายังมิได้มีสัญญาต่อกันจนกว่าจะได้ทำขึ้นเป็นหนังสือ” ดังนั้น เมื่อโจทก์และจำเลยยังมิได้ทำสัญญาจะซื้อขายกันเป็นหนังสือ สัญญาจะซื้อขายระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงไม่เกิดขึ้น เงินมัดจำที่จำเลยรับไว้จึงเป็นการรับไว้โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ จำเลยไม่มีสิทธิริบมัดจำจึงต้องคืนให้โจทก์ฐานลามิควรได้ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๔๐๖ ",แพ่ง,, 64,11,,"ลูกหนี้มอบโฉนดที่ดินให้เจ้าหนี้ยึดถือไว้ ต่อมาเจ้าหนี้คืนโฉนดให้แก่ลูกหนี้ไปจะเป็นเหตุให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิดตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๙๗ หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๗๑๘/๒๕๑๕ สิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๖๙๗ เป็นสิทธิที่ให้อำนาจแก่เจ้าหนี้เหนือทรัพย์สินของลูกหนี้ เช่น การจำนอง จำหน่ายหรือบุริมสิทธิ โฉนดเป็นเพียงเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ในตัวทรัพย์ ลูกหนี้มอบโฉนดให้เจ้าหนี้ยึดถือไว้ จึงไม่ทำให้เจ้าหนี้มีสิทธิใด ๆ ในตัวทรัพย์คือที่ดินตามโฉนดนั้น การที่เจ้าหนี้คืนโฉนดให้แก่ลูกหนี้ไป จึงไม่เป็นเหตุให้ผู้ค้ำประกันฟันความรับผิดไปได้ (อ้างฎีกาที่ ๖๓๑/๒๔๗๔) ",แพ่ง,, 64,11,,"เจ้าของรวมคนหนึ่งอนุญาตให้บุคคลอื่นปลูกบ้านในที่ดินกรรมสิทธิ์รวมจะเป็นการใช้สิทธิขัดต่อสิทธิแห่งเจ้าของรวมคนอื่น ๆ หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๖๖๒/๒๕๔๖ ศ. ถือกรรมสิทธิ์รวมกับโจทก์ ป. และ น. ในที่ดินพิพาท โดยยังไม่ได้แบ่งแยกการครอบครองออกเป็นส่วนสัด โดย ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๖๐ วรรคหนึ่ง กำหนดให้เจ้าของรวมมีสิทธิใช้ทรัพย์สินได้ แต่การใช้นั้นต้องไม่ขัดต่อสิทธิแห่งเจ้าของรวมคนอื่น ดังนั้น การที่ ศ. อนุญาตให้จำเลยปลูกบ้านในที่ดินพิพาทนอกจากจะมิใช่เป็นการใช้สิทธิเพื่อประโยชน์ของตนเองตามสภาพปกติแล้ว ยังเป็นการใช้ที่ขัดต่อสิทธิแห่งเจ้าของรวมคนอื่น ๆ จึงไม่มีสิทธิทำได้ โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทได้ ",แพ่ง,, 64,11,,"การสำคัญผิดในข้อเท็จจริงว่ามีเหตุอันจะต้องป้องกัน ถ้ากระทำไปพอสมควรแก่เหตุ ผู้กระทำมีความผิดหรือไม่ ",มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๙๔๗/๒๕๔๖ จำเลยยิงรถโจทก์ร่วมโดยสำคัญผิดในข้อเท็จจริงว่า โจทก์ร่วมเป็นคนร้ายที่ประสงค์จะขับรถพุ่งเข้าชนเพื่อฆ่าจำเลย เมื่อจำเลยกระโดดหลบไปทางด้านซ้ายและรถโจทก์ร่วมแล่นไปทับจุดที่จำเลขนั่งอยู่ จำเลยก็ใช้อาวุธปืนยิงไปที่รถของโจทก์ร่วมทันทีทันใดเป็นเหตุการณ์ที่ต่อเนื่องและเป็นภัยตรายที่ใกล้จะถึงตัวจำเลยแล้ว จำเลยจึงมีสิทธิที่จะป้องกันตนเองได้ การที่จำเลยใช้อาวุธปืนสั้นที่มีติดตัวอยู่ยิงไปถูกรถยนต์ของโจทก์ร่วมเพียง ๑ นัด แล้วก็หยุดไม่ได้ยิงช้ำอีก ทั้ง ๆ ที่มีกระสุนปืนเหลืออยู่อีกถึง ๕ นัด และจำเลยไม่รู้ว่าคนขับรถยนต์ค้นดังกล่าวเป็นใคร มีอาวุธอะไรอยู่หรือไม่ กรณีถือได้ว่าการกระทำของจำเลยเป็นการพอสมควรแก่เหตุและเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายและโดยสำคัญผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๖๘ ประกอบด้วยมาตรา ๖๒ จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานพยายามฆ่าโจทก์ร่วม,อาญา,, 64,12,,สัญญาจะซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ซึ่งคิดตามราคาเนื้อที่ที่รังวัดได้จริง หาก การรังวัดที่ดินแล้วมีเนื้อที่น้อยกว่าเกินร้อยละห้าของเนื้อที่ดินในโฉนด ผู้ซื้อจะบอกเลิกสัญญา ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๖๖ ได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๓๙๐/๒๕๔๗ ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๖๖ สัญญาซื้อขายอสังหา ริมทรัพย์โดยระบุจำนวนเนื้อที่ไว้ หากผู้ขายส่งมอบทรัพย์สินน้อยกว่าหรือมากกว่าร้อยละห้า ของจำนวนเนื้อที่ที่ระบุไว้ในสัญญาซื้อขาย ผู้ซื้อมีสิทธิบอกเลิกสัญญาซื้อขายหรือรับเอาไว้ โดย ชำระราคาตามส่วนก็ได้ เมื่อสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาท แม้ตอนแรกจะระบุเนื้อที่ดิน ที่จะซื้อจะขายกันมีเนื้อที่แน่นอน แต่ได้มีการบันทึกเพิ่มเติมในหมายเหตุว่า ผู้จะขายจะต้องทำ การรังวัดสอบเขตใหม่ ได้เนื้อที่จริงเท่าใดให้คิดกันตามเนื้อที่ที่รังวัดได้ใหม่ ถ้าได้เนื้อที่มากหรือ น้อยกว่าในโฉนดให้คิดในราคาไร่ละ ๓๕๐,๐๐๐ บาท ซึ่งเป็นการจะซื้อจะขายที่ดินคิดตามราคา เนื้อที่ที่รังวัดได้จริง มิใช่การจะซื้อจะขายที่ดินที่ระบุจำนวนเนื้อที่ดินไว้ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๖๖ แม้รังวัดที่ดินพิพาทแล้วจะมีเนื้อที่น้อยกว่าเกินร้อยละห้าของเนื้อที่ดินในโฉนดก็ไม่อาจใช้ สิทธิเลิกสัญญาตามมาตราดังกล่าวได้ อีกทั้งไม่ได้ระบุไว้ในสัญญาให้สิทธิผู้จะซื้อที่จะบอกเลิก สัญญาในกรณีรังวัดที่ดินแล้วได้เนื้อที่น้อยกว่าเนื้อที่โฉนดมาก โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาจะซื้อ จะขายในกรณีนี้ไม่ได้ ",แพ่ง,, 64,12,,ผู้ให้เช่าให้คำมั่นด้วยวาจาแก่ผู้เช่าว่าจะให้เช่าต่อ ผู้เช่าได้สนองรับคำมั่นก่อน ครบกำหนดสัญญาเช่าเดิม แต่ผู้ให้เช่ายังมิได้ทำหลักฐานการเช่าใหม่ เป็นหนังสือลงลายมือชื่อ ผู้ให้เช่า ผู้ให้เช่าจะมีสิทธิฟ้องขับไล่ผู้เช่าเมื่อสัญญาเช่าเดิมครบกำหนดแล้วได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๓๘๖/๒๕๔๘ คำมั่นที่โจทก์จะให้จำเลยเช่าตึกแถวพิพาท ภายหลังสัญญาเช่าครบกำหนดเวลาแล้วเป็นเพียงคำมั่นด้วยวาจาและอยู่นอกเหนือจาก ข้อตกลงตามสัญญาเช่าเดิม ซึ่งโจทก์รับโอนกรรมสิทธิ์ในตึกแถวพิพาทอันเป็นทรัพย์สินที่เช่ามาจากมารดาโจทก์ซึ่งเป็นผู้ให้เช่า แม้จำเลยจะสนองรับคำมั่นนั้นก่อนครบกำหนดสัญญา เช่าเดิมและเกิดเป็นสัญญาเช่าใหม่ก็ตาม แต่ตราบใดที่โจทก์ยังมิได้ทำหลักฐานการเช่า ตึกแถวพิพาทใหม่เป็นหนังสือลงลายมือชื่อโจทก์ผู้ต้องรับผิดเป็นสำคัญ จำเลยย่อมไม่อาจขอ ให้บังคับโจทก์ต้องยอมให้จำเลยเช่าดึกแถวพิพาทต่อไปได้ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๓๘ โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยออกจากดึกแถวกพิพาทเมื่อสัญญาเช่าครบกำหนดเวลาเช่า คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๖๒/๒๕๓๙ จำเลยฎีกาว่า โจทก์ให้คำมั่นจะให้จำเลยเช่าที่ดินพิพาทต่อไปอีก ๖ ปี นับแต่ครบกำหนดสัญญาเช่า จำเลยสนองรับคำมั่นของโจทก์ก่อนครบกำหนดสัญญาเช่าแล้ว แต่โจทก์ไม่ปฏิบัติตามคำมั่นจึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลย เห็นว่า คำมั่นจะให้เช่าที่ดินพิพาทด้านของโจทก์ตามที่จำเลยอ้าง หากเป็นความจริง ก็เป็นเพียงคำมั่นด้วยวาจาซึ่งอยู่นอกเหนือจากข้อตกลงตามสัญญาเช่าเดิม แม้จำเลยจะสนองรับคำมั่นนั้นก่อนครบกำหนดสัญญาเช่าเดิม และเกิดสัญญาเช่าขึ้นใหม่ก็ตาม แต่ตราบใดที่โจทก์ยังมิได้ทำหลักฐานการเช่าที่ดินพิพาทใหม่เป็นหนังสือลงลายมือชื่อโจทก์ผู้รับผิด เป็นสำคัญ จำเลยย่อมไม่อาจขอบังคับให้โจทก์ต้องยอมให้จำเลยเช่าที่ดินพิพาทต่อไปได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๓๘ ดังนั้น เมื่อครบกำหนดตามสัญญาเช่าเดิมแล้ว จำเลยไม่ยอมออกไปจากที่ดินพิพาท โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยได้ จำเลยฎีกาว่า หลังจากครบกำหนดสัญญาเช่าแล้ว จำเลยยังครอบครองที่ดินพิพาทโดยโจทก์ไม่ได้ทักท้วง ถือว่าโจทก์และจำเลยทำสัญญาเช่ากันต่อไปโดยไม่มีกำหนดเวลา โจทก์ไม่ได้บอกเลิกสัญญาเช่าให้จำเลยทราบล่วงหน้าก่อน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เห็นว่า ตามสำเนาหนังสือสัญญาแบ่งเช่าที่ดิน เป็นสัญญาเช่ามีกำหนดระยะเวลา ๒๐ ปี นับตั้งแต่วันที่ ๑๓ สิงหาคม ๒๕๑๕ ดังนั้น สัญญาเช่าดังกล่าวจึงสิ้นสุดลงในวันที่ ๑๓ สิงหาคม ๒๕๓๕ โดยไม่ต้องมีการบอกกล่าวกันก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๖๔ ข้อเท็จจริงได้ความว่า ภายหลังจากสัญญาเช่าสิ้นสุดแล้วเพียง ๔ วัน โจทก์ก็มาฟ้องขับไล่จำเลย แสดงว่าโจทก์ได้ทักท้วงไม่ยอมให้จำเลยอยู่ในที่ดินพิพาทต่อไป โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีการบอกเลิกสัญญากันอีก ",แพ่ง,, 64,12,,ผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองจะต้องรับผิดตามสัญญาจำนองและสัญญาต่อท้ายสัญญาจำนองที่ยอมให้บังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินอื่นที่มิใช่ทรัพย์สินที่จำนองหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๑๐๕/๒๕๔๘ การขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองมีทั้งการขายโดยปลอดจำนอง และการขายโดยจำนองติดไป หากเป็นการขายทอดตลาดโดยปลอดจำนอง เจ้าหนี้จำนองย่อมมีสิทธิได้รับชำระหนี้จากเงินที่ขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองก่อนเจ้าหนี้รายอื่น ส่วนการขายทอดตลาดโดยจำนองติดไป ผู้รับจำนองยังมีสิทธิได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนองโดยบังคับจำนองเอาแก่ผู้รับโอนทรัพย์สินที่จำนองตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๓๕ เมื่อจำเลยเป็นเพียงผู้รับโอนทรัพย์สินที่จำนองโดยการซื้อทรัพย์สินที่จำนองจาก การขายทอดตลาด มิใช่คู่สัญญาตามสัญญาจำนอง จำเลยจึงเป็นบุคคลภายนอกย่อมไม่ต้องรับผิดตามสัญญาจำนองและสัญญาต่อท้ายสัญญาจำนองที่ยอมให้บังคับชำระหนี้ จากทรัพย์สินอื่นที่มิใช่ทรัพย์สินจำนอง แม้โจทก์ผู้รับจำนองชอบที่จะได้รับชำระหนี้จาก ทรัพย์สินที่จำนองโดยมีพักต้องพิเคราะห์ว่ากรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินจะได้โอนไปยังบุคคลภายนอกแล้วหรือไม่ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๐๒ วรรคสอง แต่จำเลยผู้รับโอนทรัพย์สินที่จำนองก็มีหน้าที่ เพียงปลดเปลื้องภาระจำนองด้วยการไถถอนจำนองตามบทบัญญัติในบรรพ. ๓ ลักษณะ ๑๒ หมวด ๕ แห่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เท่านั้น ดังนั้น จำเลยจึงไม่ต้องชำระหนี้ตามสัญญาจำนองแก่โจทก์ และหากการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองได้เงินสุทธิไม่พอ จำเลยก็ไม่ต้องรับผิดแก่ โจทก์อีก ",แพ่ง,, 64,12,,"การกรอกข้อความในสัญญาตามที่มีมูลหนี้กันจริง ภายหลังที่ผู้กู้และผู้ค้ำประกันลงลายมือชื่อในสัญญาแล้วจะเป็นการปลอมเอกสารหรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๖๘๕/๒๕๔๘ หนังสือสัญญากู้เงินมีการกรอกข้อความว่า จำเลยที่ ๑ ได้กู้เงินโจทก์จำนวน ๔๐๐,๐๐๐ บาท และหนังสือสัญญาค้ำประกันมีการกรอกข้อความว่า จำเลยที่ ๒ ค้ำประกันเงินกู้ดังกล่าวให้แก่โจทก์ อันเป็นการกรอกข้อความที่มีมูลหนี้กันจริง แม้ว่าเป็นการกรอกข้อความภายหลังที่จำเลยทั้งสองลงลายมือชื่อในสัญญากู้เงิน และสัญญาค้ำประกันแล้ว ก็ไม่ทำให้หนังสือสัญญากู้เงินและหนังสือสัญญาค้ำประกันเป็น เอกสารปลอม หนังสือสัญญาทั้งสองฉบับจึงมีผลผูกพันโจทก์กับจำเลยทั้งสอง",อาญา,, 64,12,,"จ้าพนักงานที่ดินรับติดต่อทราบความเพื่อดำเนินการร้องขอจัดการมรดก ให้แก่ผู้มาติดต่อ ถือเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๘ หรือ ๑๕๗ หรือไม่ ",มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๓๘๙/๒๕๔๗ แม้ว่าจำเลยจะเป็นเจ้าพนักงานที่ดิน มีหน้าที่ในการดำเนินการเรื่องการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดิน แต่การที่จำเลยแนะนำผู้เสียหายว่าต้องดำเนินการร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกก่อนและรับติดต่อทนายความเพื่อดำเนินการร้องขอจัดการมรดกนั้น หาใช่เป็นการใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ หรือเป็นการปฏิบัติการหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๘ และมาตรา ๑๕๗ ไม่,อาญา,, 64,12,,เหตุละเมิดที่เกิดขึ้นแก่ทรัพย์ที่ยืมเนื่องจากความผิดของบุคคลภายนอก ผู้ยืมจะต้องรับผิดต่อผู้ให้ยืมหรือไม่ และหากผู้ยืมได้จัดการซ่อมเรียบร้อยแล้ว ผู้ยืมจะอยู่ในฐานะเป็นผู้รับช่วงสิทธิของเจ้าของทรัพย์ที่จะเรียกร้องให้บุคคลภายนอกรับผิดได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๔๑๖/๒๕๔๘ การยืมใช้คงรูปนั้นตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๔๓ ได้บัญญัติให้ผู้ยืมต้องรับผิดต่อผู้ให้ยืมเฉพาะแต่ในกรณีผู้ยืมเอาทรัพย์ที่ยืมไปใช้การอย่างอื่น นอกจากการอันเป็นปกติแก่ทรัพย์สินนั้น หรือนอกจากการอันปรากฏในสัญญา หรือเอาไปให้บุคคลภายนอกใช้โดย หรือเอาไปไว้นานกว่าที่ควรจะเอาไว้ เมื่อไม่ปรากฏเหตุดังกล่าวและในวันเกิดเหตุจำเลยที่ ๑ เป็นผู้ขับรถที่ยืมไปเยี่ยมราษฎรในพื้นที่ อันเป็นการใช้ทรัพย์ที่ยืมเป็นปกติตามที่ได้ขออนุญาตโจทก์ ทั้งเหตุรถเฉี่ยวชนกันไม่ใช่ความผิดของจำเลยที่ ๑ หากแต่เป็นความผิดของจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก จำเลยที่ ๑ ในฐานะผู้ยืมจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๗๖๖/๒๕๕๑ เหตุละเมิดที่เกิดขึ้นแก่รถยนต์ที่โจทก์ยืมมาจากมารดาโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของเนื่องจากความผิดของห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกที่รับจ้างกรมทางหลวงจำเลยที่ ๑ ก่อสร้างถนน โจทก์ในฐานะผู้ยืมจึงไม่ต้องรับผิดต่อเจ้าของทรัพย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๔๓ แม้โจทก์จะซ่อมรถยนต์เรียบร้อยแล้ว โจทก์ก็ไม่อยู่ในฐานะที่จะรับช่วงสิทธิของเจ้าของทรัพย์ที่จะเรียกร้องให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ ๒ และจำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการรับผิดได้ เพราะการรับช่วงสิทธิจะมีได้ต่อเมื่อผู้รับช่วงสิทธิมีหนี้อันจะต้องรับผิดต่อเจ้าหนี้คือเจ้าของ เมื่อโจทก์ไม่ใช่ผู้รับช่วงสิทธิโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง มีคำพิพากษาฎีกาที่ ๓๔๕๑/๒๕๒๔, ๖๖๘๓/๒๕๓๗ วินิจฉัยเช่นกัน",แพ่ง,, 64,13,,เงินค่าหุ้นที่ผู้ถือหุ้นในบริษัทค้างชำระอยู่นั้น ผู้ถือหุ้นจะชำระด้วยทรัพย์สินอื่นแทนการชำระด้วยเงินสดได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๓๕๙/๒๕๔๔ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่าผู้ร้องได้ชำระค่าหุ้นที่ค้างชำระมูลค่าหุ้นละ ๗๐ บาท ด้วยวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างแทนการชำระด้วยเงินสดแล้วหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๑๑๙ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “หุ้นทุก ๆ หุ้น จำต้องให้ใช้เป็นเงินจนเต็มค่า เว้นแต่หุ้นซึ่งออกตามบทบัญญัติมาตรา ๑๑๐๘ อนุมตรา (๕) หรือมาตรา ๑๒๒๑” และวรรคสองบัญญัติว่า “ในการใช้เงินค่าหุ้นนั้น ผู้ถือหุ้น จะหักหนี้กับบริษัทหาได้ไม่” มาตรา ๑๑๒๐ บัญญัติว่า “บรรดาเงินค่าหุ้นซึ่งยังจะต้องส่งอีกนั้น กรรมการจะเรียกให้ผู้ถือหุ้นส่งใช้เสียเมื่อใดก็ได้ เว้นแต่ที่ประชุมใหญ่จะได้วินิจฉัยเป็นอย่างอื่น” มาตรา ๑๑๒๑ บัญญัติว่า “การเรียกเงินค่าหุ้นแต่ละคราวนั้น ทำบังคับว่าให้ส่งคำบอกกล่าว ล่วงหน้าไม่ต่ำกว่ายี่สิบเอ็ดวันด้วยจดหมายส่งลงทะเบียนไปรษณีย์ และผู้ถือหุ้นทุกคนจะต้องใช้เงินตามจำนวนที่เรียกนั้น สุดแต่กรรมการจะได้กำหนดไปว่าให้ส่งไปยังผู้ใด ณ ที่ใด และเวลาใด” ดังนี้ เห็นได้ว่ากฎหมายกำหนดให้การส่งใช้เงินค่าหุ้นต้องเป็นเงินเท่านั้น โดย กรรมการของบริษัทจะเป็นผู้เรียกเก็บเงินค่าหุ้นตามวิธีการบอกกล่าวล่วงหน้าด้วยจดหมายส่งลงทะเบียนไปรษณีย์ แต่ปรากฏหลักฐานตามงบดุลและบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นว่าผู้ร้องและ บุคคลอื่น ๆ ที่เป็นผู้ถือหุ้นต่างก็ค้างชำระค่าหุ้นเช่นเดียวกัน ทั้งไม่ปรากฏหลักฐานว่าจำเลยได้มีจดหมายส่งลงทะเบียนไปรษณีย์บอกกล่าวเรียกเก็บเงินค่าหุ้นไปยังผู้ร้องหรือผู้ถือหุ้นรายอื่น ๆ แต่อย่างใด ผู้ร้องอ้างว่า เมื่อจำเลยเรียกเก็บเงินค่าหุ้นจึงได้มีการตกลงกันภายในระหว่างสองบริษัทว่า “หนี้ค่าหุ้นที่ทางถามไปนั้น บริษัทจำเลยขอให้บริษัทผู้ร้องชำระค่าหุ้นที่เหลือเป็นวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างแทนการชำระเป็นจำนวนเงิน” ซึ่งก็ไม่ปรากฏว่ามีบันทึกข้อตกลงดังกล่าว มาสนับสนุน และข้อตกลงดังกล่าวหากมีจริงก็ต้องได้รับอนุมัติจากที่ประชุมตั้งบริษัท ข้อตกลงที่ผู้ร้องอ้างจึงไม่มีผลผูกพันจำเลย นอกจากนี้ในส่วนงบดุล และบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นของจำเลยกฎหมายก็ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าย่อมเป็นพยานหลักฐานอันถูกต้องตามข้อความที่ได้บันทึกไว้นั้นทุกประการ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๐๒๙ จึงเป็นหน้าที่ของผู้ร้องที่จะต้องนำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าว ",แพ่ง,, 64,13,,หนี้และการจ่ายเงินซึ่งผู้เริ่มก่อการบริษัทก่อขึ้น ต่อมาได้มีการจดทะเบียนบริษัทแล้ว ผู้เริ่มก่อการบริษัทและบริษัทจะต้องรับผิดในหนี้ดังกล่าวหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๐๓/๒๕๓๗ ในขณะที่ อ. และจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นผู้เริ่มก่อการของบริษัทจำเลยที่ ๑ ได้ร่วมกันว่าจ้างโจทก์ออกแบบตกแต่งภายในสำนักงานสาขาของจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๑ ยังไม่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล เมื่อจำเลยที่ ๑ จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลแล้วได้ใช้สถานที่ชื่อโจทก์ออกแบบตกแต่งภายในนั้นเป็นสำนักงานของจำเลยที่ ๑ แสดงให้เห็นว่าที่ประชุมตั้งบริษัทจำเลยที่ ๑ ได้ให้สัตยาบันสัญญาว่าจ้างที่จำเลยที่ ๒ ได้ทำไว้กับโจทก์ สัญญาว่าจ้างดังกล่าวจึงผูกพันจำเลยที่ ๑ ส่วนจำเลยที่ ๒ เมื่อจำเลยที่ ๑ จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลแล้ว จึงฟ้องความรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๑๑๓ จำเลยที่ ๑ ต้องชำระเงินค่าจ้างให้โจทก์ ",แพ่ง,, 64,13,,"หุ้นส่วนจำกัดจะโอนหุ้นให้แก่บุคคลภายนอกโดยลำพังโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้เป็นหุ้นส่วนอื่นได้หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๕๖๒/๒๕๓๘ ข้อเท็จจริงพึงได้เป็นยุติว่า โจทก์ที่ ๑ เป็นหุ้นส่วนจำกัดความรับผิดในห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ ๑ ซึ่งมีจำเลยที่ ๒ เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการโจทก์ที่ ๑ ลงทุนด้วยเงินเป็นหุ้นจำนวน ๒,๕๐๐,๐๐๐ บาท ต่อมาโจทก์ที่ ๑ ได้โอนหุ้นดังกล่าวให้โจทก์ที่ ๒ จำนวน ๕๐๐,๐๐๐ บาท และโอนให้โจทก์ที่ ๓ จำนวน ๑,๕๐๐,๐๐๐ บาทโจทก์ทั้งสามได้มีหนังสือจดแจ้งการโอนดังกล่าวแก่จำเลยทั้งสองแล้ว มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยทั้งสองว่า การโอนหุ้นดังกล่าวจะต้องได้รับความยินยอมจากผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า บทบัญญัติตามมาตรา ๑๐๘๐ และมาตรา ๑๐๔๐ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เป็นกรณีที่ผู้เป็นหุ้นส่วนของห้างหุ้นส่วนสามัญจะโอนหุ้นของตนให้บุคคลภายนอกหรือชักนำบุคคลภายนอกเข้ามาเป็นหุ้นส่วน โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้เป็นหุ้นส่วนอื่นทั้งหมดไม่ได้ ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวย่อมนำมาใช้กับห้างหุ้นส่วนจำกัดด้วยโดยอนุโลมสำหรับผู้เป็นหุ้นส่วนจำกัดไม่จำกัดความรับผิดที่จะโอนหุ้นของตนให้บุคคลภายนอกโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้เป็นหุ้นส่วนอื่นไม่ได้ แต่สำหรับผู้เป็นหุ้นส่วนจำกัดความรับผิดนั้นอาจโอนหุ้นให้แก่บุคคลภายนอกได้โดยลำพัง ไม่ต้องได้รับความยินยอมจากผู้เป็นหุ้นส่วนคนอื่นตามที่มาตรา ๑๐๙๑ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บัญญัติไว้ ซึ่งเป็นกรณีเฉพาะเรื่องการโอนหุ้นเท่านั้น เพราะผู้เป็นหุ้นส่วนจำกัดความรับผิดมีสิทธิ อำนาจหน้าที่ และความรับผิดจำกัด และเนื่องจากมีสิทธิ อำนาจหน้าที่และความรับผิดจำกัดนี้เอง คุณสมบัติของผู้ที่จะเข้าเป็นผู้หุ้นส่วนจำกัดความรับผิดจึงมิใช่สาระสำคัญ และการเป็นหุ้นส่วนจำกัดความรับผิด โจทก์ที่ ๑ จึงอาจโอนหุ้นของตนได้เอง โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากผู้เป็นหุ้นส่วนอื่น ทั้งการโอนหุ้นดังกล่าวก็หาใช่การเปลี่ยนแปลงข้อสัญญาเดิมแห่งห้างหุ้นส่วนหรือประเภทแห่งกิจการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๐๓๒ ไม่ ",แพ่ง,, 64,13,,การโอนสิทธิเรียกร้องโดยไม่ได้รับความยินยอมจากลูกหนี้หรือยังไม่ได้บอกกล่าวไปยังลูกหนี้ การโอนสิทธิเรียกร้องนั้นสมบูรณ์ตามกฎหมายหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๕๖๑-๕๕๖๗/๒๕๓๐ จำเลยเป็นเจ้าหนี้ค่าก่อสร้างถนนของกรุงเทพมหานครลูกหนี้ได้โอนหนี้หรือสิทธิเรียกร้องเงินค่าก่อสร้างดังกล่าวให้ผู้ร้อง โดยทำเป็นหนังสือและผู้ร้องได้ส่งคำบอกกล่าวแจ้งการโอนไปยังกรุงเทพมหานครเป็นหนังสือแล้ว จึงต้องด้วยแบบพิธีสำหรับการโอนสิทธิเรียกร้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๓๐๖ ทุกประการ การโอนสิทธิเรียกร้องระหว่างจำเลยกับผู้ร้องเป็นอันสมบูรณ์ สิทธิเรียกร้องอันเกิดแก่การโอนย่อมหลุดจากจำเลยไปสู่ผู้ร้องแล้ว และย่อมใช้ยันกรุงเทพมหานครลูกหนี้ และใช้ยันโจทก์ลูกจ้างของจำเลยซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้โดยไม่ต้องพิจารณาว่ากรุงเทพมหานครลูกหนี้จะได้ยินยอมในการโอนนั้นด้วยหรือไม่ โจทก์หามีสิทธิอยัดสิทธิเรียกร้องเงินดังกล่าวไม่ ข้อความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๐๖ ที่ว่า “ได้บอกกล่าวการโอนไปยังลูกหนี้หรือลูกหนี้จะได้ยินยอมด้วยในการโอนนั้น” กฎหมายต้องการเพียงประการใดประการหนึ่งเท่านั้นไม่ได้ต้องการให้ประกอบกันทั้งสองประการ จึงจะถือว่าการโอนสมบูรณ์และใช้ยันลูกหนี้กับบุคคลภายนอกได้ ที่บัญญัติว่า ลูกหนี้จะได้ยินยอมด้วยในการโอนนั้น เป็นกรณีที่ใช้ประกอบกับมาตรา ๓๐๘ ซึ่งมีความหมายว่า หากลูกหนี้ยินยอมโดยมิได้อดอเอื้อนแล้วย่อมทำให้ลูกหนี้หมดสิทธิที่จะยกข้อต่อสู้อันตนมีอยู่ต่อเจ้าหนี้มาใช้แก่ผู้รับโอน แต่หากทำการโอนสิทธิเรียกร้องที่ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขประการแรกตกเป็นอันไม่สมบูรณ์ด้วยการที่ลูกหนี้ไม่ยินยอมไม่ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๒๔๗/๒๕๔๙ สัญญาแฟ็กเตอริง ข้อ ๘ ระบุว่าการเก็บเงินจากลูกหนี้จำเลยที่ ๑ จะไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการเรียกเก็บเงินและออกใบเสร็จรับเงินแก่ลูกหนี้ในหนี้ที่จำเลยที่ ๑ ขายแก่โจทก์แล้ว หากลูกหนี้นำเงินมาชำระแก่จำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๑ ต้องนำมามอบแก่โจทก์ แสดงว่าเมื่อจำเลยที่ ๑ นำหนี้รายได้มาขายแก่โจทก์แล้ว โจทก์ผู้เดียวมีอำนาจในการดำเนินการเพื่อให้ได้รับชำระหนี้และรับชำระหนี้ สัญญาดังกล่าวถือเป็นสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๐๓ ส่วนข้อตกลงว่าหากจำเป็นโจทก์มีสิทธิใช้ชื่อจำเลยที่ ๑ ในการฟ้องคดีก็เป็นเพียงวิธีการเพื่อให้โจทก์ได้รับชำระหนี้ในหนี้ที่รับซื้อไว้ ส่วนการบอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้อง มีผลเพียงว่าหากยังไม่บอกกล่าวไปยังลูกหนี้ โจทก์ไม่สามารถยกเป็นข้อต่อสู้ ลูกหนี้หรือบุคคลภายนอกได้ตามมาตรา ๓๐๖ วรรคหนึ่งเท่านั้น มิได้ทำให้สัญญาดังกล่าวไม่เป็นการโอนสิทธิเรียกร้อง",แพ่ง,, 64,13,,"เมื่อมีการโอนสิทธิเรียกร้องแล้ว ผู้โอนจะยังคงมีสิทธิเรียกร้องให้ลูกหนี้ชำระหนี้แก่ตนได้อีกหรือไม่ หรือผู้โอนยังจะต้องรับผิดชำระหนี้ในสิทธิเรียกร้องที่โอนต่อผู้รับโอนอีกหรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๙๙/๒๕๕๑ โจทก์ทำสัญญาให้จำเลยเช่าที่ดินจากโจทก์ต่อมาโจทก์ได้ทำหนังสือชั่งระบุว่าเป็นหนังสือโอนสิทธิเรียกร้องโดยระบุให้เรียกคู่สัญญาในหนังสือดังกล่าวระหว่างโจทก์กับธนาคาร ก. ว่า “ผู้โอน” และ “ผู้รับโอน” ตามลำดับ เนื้อหาภายในหนังสือดังกล่าวระบุว่าผู้โอนซึ่งเป็นผู้ให้เช่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ขอโอนสิทธิการรับค่าเช่าจากจำเลยตามสัญญาเช่าในแต่ละเดือนให้แก่ผู้รับโอนเป็นผู้รับเงินจำนวนดังกล่าวโดยผู้โอนขอรับรองว่า ผู้รับโอนมีสิทธิสมบูรณ์เสมือนผู้โอนทุกประการ ทั้งมีการแจ้งการโอนเป็นหนังสือให้แก่จำเลยและจำเลยได้ตอบรับเป็นหนังสือ หนังสือโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าว โอนสิทธิเรียกร้องค่าเช่าที่ดินตามสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยซึ่งก็คือสัญญาเช่าที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นคดีนี้ จึงถือว่าโจทก์และธนาคาร ก. ได้ปฏิบัติตามวิธีการโอนสิทธิเรียกร้องตามที่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๐๓ วรรคหนึ่ง และมาตรา ๓๐๖ บัญญัติไว้แล้ว สิทธิเรียกร้องของโจทก์ในการรับเงินค่าเช่าจึงตกเป็นของธนาคาร ก. ตั้งแต่นั้น หาใช่เป็นเรื่องที่โจทก์มอบอำนาจให้แก่ธนาคาร ก. เป็น ผู้รับเงินค่าเช่าแทนโจทก์ไม่ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าเช่าแก่โจทก์ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๔๐๘/๒๕๕๑ การที่จำเลยที่ ๑ นำสิทธิเรียกร้องที่จำเลยที่ ๑ มีต่อลูกหนี้ของจำเลยที่ ๑ มาโอนให้แก่โจทก์ และโจทก์ตกลงชำระค่าตอบแทนจากการรับโอนสิทธิเรียกร้องให้แก่จำเลยที่ ๑ นั้น เป็นการโอนสิทธิเรียกร้องตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๐๓ และ ๓๐๖ โจทก์ผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องจึงมีสิทธิเรียกร้องบังคับชำระหนี้เอาจากลูกหนี้ของจำเลยที่ ๑ ได้ในนามของโจทก์เมื่อลูกหนี้ของจำเลยที่ ๑ ผิดนัดชำระหนี้แก่โจทก์ และแม้โจทก์จะสามารถดำเนินการบังคับให้ลูกหนี้ของจำเลยที่ ๑ ชำระหนี้แก่โจทก์ได้ก็ตาม แต่เมื่อตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องที่จำเลยที่ ๑ ทำไว้แก่โจทก์มีข้อตกลงในข้อ ๖ ที่จำเลยที่ ๑ รับรองลูกค้าที่โอนหนี้เป็นลูกค้าชั้นดี หากลูกค้าปฏิเสธไม่ยอมชำระหนี้หรือไม่สามารถชำระหนี้ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือลูกค้าไม่ต้องชำระหนี้ไม่ว่าด้วยกรณีใด ๆ ให้แก่โจทก์ จำเลยที่ ๑ ตกลงยอมชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดจากการรับโอนสิทธิเรียกร้องเป็นเงินเท่ากับจำนวนเงินที่ลูกค้าไม่ชำระหนี้ตามมูลหนี้พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันผิดนัดชำระหนี้เป็นต้นไปจนกว่าโจทก์จะได้ชำระหนี้คืนครบถ้วน ดังนี้ จำเลยทั้งสองจึงยังต้องรับผิดชำระหนี้ในสิทธิเรียกร้องที่โอนให้แก่โจทก์ไปแล้วตามข้อตกลงดังกล่าวด้วย ",แพ่ง,, 64,14,,"ผู้จำนองซึ่งมิใช่ตัวลูกหนี้เองจะอ้างสิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๘๘, ๖๘๙, ๖๙๐ ว่าด้วยค้ำประกันโดยเกี่ยงให้เจ้าหนี้ (ผู้รับจำนอง) ไปบังคับชำระหนี้จากลูกหนี้หรือผู้ค้ำประกันลูกหนี้ก่อนได้หรือไม่","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๕๓๖/๒๕๑๑ การบังคับคดีต้องอาศัยคำพิพากษาเป็นหลัก เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ ๒ ค้ำประกันหนี้ด้วยทรัพย์ที่จำนองไว้กับโจทก์ และโจทก์ได้ฟ้อง บังคับจำนองกับจำเลยที่ ๒ ด้วย ซึ่งศาลได้มีคำพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ใช้เงินแก่โจทก์ ถ้า จำเลยที่ ๑ ไม่ชำระ ก็ให้จำเลยที่ ๒ ไถ่จำนองเต็มจำนวนหนี้ที่จำเลยที่ ๑ จะต้องชำระ และหาก บังคับจำนองขายทรัพย์ที่จำนองได้ไม่พอชำระหนี้ก็ให้โจทก์ยืดทรัพย์อื่นของจำเลยที่ ๑ ขอใช้หนี้ ได้จนครบ ดังนี้ เมื่อจำเลยที่ ๑ ไม่ชำระหนี้ จำเลยที่ ๒ ผู้จำนองเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ ๑ จึงต้องไถ่จำนองเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาเพื่อปัดป้องมิให้ตนต้องถูกบังคับจำนอง และเมื่อ จำเลยที่ ๒ ไม่ชำระหนี้หรือไม่ไถ่จำนองก็ด้องถูกบังคับจำนองขายทอดตลาดทรัพย์ที่จำนอง ตามคำพิพากษา โจทก์จึงมีสิทธิยืดทรัพย์ที่จำนองเพื่อขายทอดตลาดได้ จำเลยที่ ๒ จะอ้าง สิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๘๘, ๖๘๙, ๖๙๐ ว่าด้วยคำ ประกันมาใช้เป็นประโยชน์แก่ตนเองได้ไม่ มิฉะนั้นแล้วบทบัญญัติในลักษณะจำนองดังกล่าว แล้วก็จะไร้ผลและผิดหลักการจำนองเป็นประกันหนี้อันบุคคลอื่นจะต้องชำระ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๘๗/๒๕๑๗ ในกรณีที่จำนองทรัพย์สินของตนเป็นประกัน หนี้ของบุคคลอื่นนั้น ต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ในลักษณะจำนอง ซึ่ง มิได้มีบทบัญญัติให้นำมาตรา ๖๘๙ ในลักษณะคำประกันมาใช้บังคับ ผู้จำนองจึงจะขอให้ บังคับการชำระหนี้เอาจากทรัพย์สินของลูกหนี้ก่อนไม่ได้ และจะขอให้บังคับชำระหนี้ เอาจากทรัพย์สินของผู้ค้ำประกันก่อนก็ไม่ได้",แพ่ง,, 64,14,,กรณีผู้จำนองไม่ใช่ตัวลูกหนี้ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๐๙ การบอกกล่าวบังคับ จำนองต้องบอกกล่าวบังคับจำนองแก่ผู้จำนองหรือลูกหนี้,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๘๔๓/๒๕๔๔ จำเลยที่ ๒ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินและ ได้จำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเพื่อเป็นประกันหนี้เงินกู้ที่จำเลยทั้งสองกู้เงินโจทก์ โดยจำเลย ที่ ๑ เป็นผู้ร่วมกับจำเลยที่ ๒ กู้เงินโจทก์เท่านั้น จำเลยที่ ๑ ไม่ได้จำนองที่ดินกับโจทก์ ดังนั้น การบอกกล่าวบังคับจำนองก่อนฟ้องจึงเป็นเรื่องที่โจทก์จะต้องบอกกล่าวบังคับจำนองแก่จำเลยที่ ๒ เท่านั้น และโจทก์ได้บอกกล่าวบังคับจำนองแก่จำเลยที่ ๒ โดยชอบแล้วตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๗๒๘ โจทก์จึงหาจำต้องบอกกล่าวบังคับจำนองแก่จำเลยที่ ๑ ก่อนไม่ ดังนั้น แม้จำเลยที่ ๑ จะไม่ได้รับหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองจากโจทก์ก็ไม่มีผลอย่างใด ",แพ่ง,, 64,14,,ซื้อสินค้าในห้างโดยเอาสราต่างประเทศใส่ไว้ในลังน้ำปลาแล้วใช้เทปปิดลังไว้โดยนำลังน้ำปลาอีกใบหนึ่งมาวางทับ แล้วนำไปชำระเงินตามราคาน้ำปลา ๒ ลัง เป็นความผิดฐานลักทรัพย์หรือฉ้อโกง,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๙๓๕/๒๕๕๓ ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง จำเลยซื้อสินค้าในห้างคาร์ฟูร์ โดยเอาสราต่างประเทศยี่ห้อฮันเตรสไพเพอร์ ๑๒ ขวด ราคา ๓,๒๒๘ บาท ของผู้เสียหายใส่ไว้ในลังน้ำปลาตราคนแบกกุ้งและใช้สกอตเทปปิดลังดังกล่าวไว้ไม่ให้เห็นสินค้าในลัง จากนั้นจำเลยนำน้ำปลากอิก ๑ ลัง วางทับดังกล่าวแล้วนำไปชำระเงินกับพนักงานแคชเชียร์ของผู้เสียหายตามราคาน้ำปลาสองลังเป็นเงิน ๔๒๐ บาท มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานฉ้อโกงหรือไม่ เห็นว่า พฤติการณ์ของจำเลยที่เอาสุราต่างประเทศของกลางใส่ไว้ในลังน้ำปลาแล้วใช้สกอตเทปปิดลังไว้โดยนำลังน้ำปลาอีกใบหนึ่งมาวางทับ จากนั้นจึงนำไปชำระเงินนั้นย่อมแสดงให้เห็นว่าจำเลียมีเจตนาทุจริตที่จะเอาทรัพย์ของผู้เสียหายไปตั้งแต่แรกแล้วการที่จำเลยนำลังน้ำปลาซึ่งมีสราต่างประเทศชุกซ่อนอยู่ภายในไปชำระราคาเท่ากับราคาน้ำปลาจนพนักงานแคชเชียรมอบลังน้ำปลาทั้งสองลังให้จำเลยไปเป็นเพียงกลอุบายเพื่อให้บรรลุผลคือการเอาสราต่างประเทศของกลางของผู้เสียหายไปโดยทุจริตเท่านั้น พนักงานแคชเชียร์ซึ่งเป็นตัวแทนของผู้เสียหมายมิได้มีเจตนาส่งมอบการครอบครองสุราต่างประเทศให้แก่จำเลยการกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ตามฟ้อง ",อาญา,, 64,14,,"ผู้จำนอง (ซึ่งมิใช่ตัวลูกหนี้) เอาทรัพย์จำนองตีใช้หนี้แก่ผู้รับจำนองเป็นการชำระหนี้ส่วนหนึ่ง ลูกหนี้จะยังคงต้องรับผิดชำระหนี้ในส่วนที่ขาดอยู่อีกตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๓๓ หรือไม่ และการเอาทรัพย์จำนองดีใช้หนี้จะเป็นการขัดต่อ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๑๑ หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๐๐/๒๕๐๖ จำเลยกู้เงินโจทก์ไปโดยมีผู้อื่นจำนองที่ดินเป็นประกัน โจทก์ฟ้องจำเลยและผู้จำนอง ศาลพิพากษาให้จำเลยใช้เงินกู้และดอกเบี้ย ถ้าไม่ใช่ให้ผู้จำนองใช้แทนโดยให้ไถถอนจำนองหรือขายทอดตลาดที่ดินเอาเงินใช้ จำเลยไม่ใช่และไม่มีทรัพย์ให้ยืด โจทก์จึงยึดที่ดินที่จำนอง แต่ยังไม่ทันขายทอดตลาด ผู้จำนองได้ตกลงโอนที่ดินที่จำนองให้โจทก์เป็นการชำระหนี้ส่วนหนึ่ง หักแลวยังมีหนี้ค้างชำระอยู่อีก การที่ผู้จำนองโอนที่ดินจำนองให้โจทก์นี้เป็นการเอาที่ดินจำนองตีใช้หนี้กันระหว่างโจทก์ผู้รับจำนองกับผู้จำนอง ไม่ใช่กรณีเอาทรัพย์จำนองหลุดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๒๙หรือเอาออกขายทอดตลาดตามมาตรา ๗๒๘ จึงนำมาตรา ๗๓๓ มาบังคับไม่ได้ เมื่อโจทก์ได้รับชำระหนี้ไปเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ก็ย่อมมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้เงินกู้ชำระส่วนที่ยังขาดอยู่ได้ สามีจำเลยกู้เงินโจทก์โดยจำนองที่พิพาทเป็นประกัน เมื่อสามีถึงแก่กรรม จำเลยตกลงโอนที่พิพาทให้โจทก์เป็นการชำระหนี้โจทก์ยอมรับเอาที่พิพาทมีผลให้หนี้เงินกู้และสัญญาจำนองระงับสิ้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๒๑, ๗๔๔ ข้อตกลงระหว่างโจทก์จำเลยไม่เป็นโมฆะ (คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๙๘/๒๕๑๗) การบังคับจำนองโดยเอาทรัพย์จำนองหลุดตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๒๙ หรือการเอาทรัพย์ที่จำนองออกขายทอดตลาดตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๒๘ นั้น หากปรากฏว่าราคาทรัพย์สินนั้นมีประมาณต่ำกว่าจำนวนเงินที่ค้างชำระกันอยู่ หรือได้เงินสุทธิน้อยกว่าจำนวนเงินที่ค้างชำระกันอยู่ เงินยังขาดจำนวนอยู่เท่าใดลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดในเงินนั้นตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๓๓ และมาตรา ๒๑๔ แต่การที่ผู้จำนองยกที่ดินที่จำนองตีใช้หนี้ให้แก่ผู้รับจำนองมิใช่เป็นการบังคับจำนองโดยเอาทรัพย์จำนองหลุดหรือเอาออกขายทอดตลาดจึงไม่อยู่ในบังคับบทบัญญัติมาตรา ๗๓๓ หากแต่เป็นกรณีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๒๑ ซึ่งบัญญัติว่า “ถ้าเจ้าหนี้ยอมรับการชำระหนี้อย่างอื่นแทนการชำระหนี้ที่ได้ตกลงกันไว้ ท่านว่าหนี้นั้นก็เป็นอันระงับสิ้นไป หนี้ย่อมระงับสิ้นไปตามจำนวนที่ตกลงกันส่วนที่ยังขาดอยู่ยังหาระงับสิ้นไปไม่ ผู้รับจำนองจึงยังมีสิทธิเรียกให้ลูกหนี้ชำระหนี้ในส่วนที่ยังขาดอยู่ได้ และไม่เป็นการขัดต่อบทบัญญัติแห่ง มาตรา ๗๑๑ ที่บัญญัติว่า “การที่ตกลงไว้เสียก่อนเวลาหนี้ถึงกำหนดชำระเป็นข้อความอย่างใดอย่างหนึ่งว่า ถ้าไม่ชำระหนี้ให้ผู้รับจำนองเข้าเป็นเจ้าของทรัพย์สินซึ่งจำนองหรือว่าให้จัดการแก่ทรัพย์นั้นเป็นประการอย่างอื่น นอกจากตามบทบัญญัติทั้งหลายว่าด้วยการบังคับจำนองไซร้ ข้อตกลงเช่นนั้นท่านว่าย่อมไม่สมบูรณ์” เพราะข้อห้ามตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๑๑ นี้ เป็นการห้ามตกลงในกรณีก่อนที่หนี้ถึงกำหนดชำระ ฉะนั้นหากเป็นกรณีที่หนี้ถึงกำหนดชำระแล้วลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ ลูกหนี้กลัวถูกฟ้องจึงโอนที่ดินที่จำนองให้เป็นการชำระหนี้ กรณีเช่นนี้กฎหมายยอมรับบังคับให้ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๒๑ ซึ่งเป็นการเอาทรัพย์จำนองตีใช้หนี้ให้แก่เจ้าหนี้ แต่ทั้งนี้จะตกลงกันไว้เสียก่อนเวลาหนี้ถึงกำหนดชำระไม่ได้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๕๑๐/๒๕๔๒ จำเลยฎีกาว่า การที่โจทก์ทำสัญญาจำนองโดยมีข้อตกลงว่าจะโอนที่ดินจำนองให้แก่โจทก์เป็นการขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๑๑ และศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ระหว่างจำเลยกับโจทก์แล้ว โดยวินิจฉัยว่าการจำนองและนิติกรรมการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวไม่สมบูรณ์ สัญญาจำนองจึงเป็นโมฆะเสียเปล่ามาตั้งแต่ต้น โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า การที่จำเลยผู้จำนองและโจทก์ผู้รับจำนองได้ทำหนังสือมอบอำนาจโดยจำเลยยอมโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นทรัพย์จำนองให้แก่โจทก์เมื่อจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ อันเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๗๑๑ ย่อมมีผลเพียงทำให้ข้อตกลงดังกล่าวนั้นไม่สมบูรณ์ โดยโจทก์จะบังคับคดีหรือปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าวไม่ได้เท่านั้น หากมีผลทำให้นิติกรรมการจดทะเบียนจำนองระหว่างโจทก์กับจำเลยในส่วนอื่นที่กระทำโดยชอบต้องเสียไปหรือไม่สมบูรณ์แต่อย่างใด เมื่อปรากฏว่าจำเลยยังมิได้ชำระหนี้และจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองสัญญาจำนองระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงยังมีผลใช้บังคับได้ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลย คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๐๗/๒๕๐๖ การที่ผู้จำนองตกลงให้ผู้รับจำนองขายทรัพย์ที่จำนองไว้ก่อนหนี้ถึงกำหนดชำระเป็นการฝ่าฝืนประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๑๑ นั้น ก็มีผลเพียงไม่สมบูรณ์โดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะเรียกร้องให้อีกฝ่ายหนึ่งต้องปฏิบัติตามข้อตกลงไม่ได้เท่านั้น แต่ถ้าผู้รับจำนองเอาทรัพย์นั้นขายให้แก่บุคคลอื่นตามข้อตกลง โดยผู้จำนองรู้เห็นด้วย และมิได้ทักท้วงอย่างใด ทั้งผู้ซื้อก็ได้ครอบครองอย่างเป็นเจ้าของ โดยสงบและเปิดเผยเป็นเวลา ๒๐ ปีแล้ว ดังนี้ ผู้ซื้อก็ได้กรรมสิทธิ์ ผู้จำนองจะรื้อพื้นเอาความไม่สมบูรณ์นั้นมาว่ากล่าวขอไถ่ถอนจำนองอีกหาได้ไม่ ",แพ่ง,, 64,15,,"การได้มาซึ่งทรัพย์สิทธิในอสังหาริมทรัพย์โดยทางนิติกรรม แต่มิได้ทำเป็นหนังสือ และจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เช่น ได้มาโดยการตกลงด้วยวาจา ผู้ใดมาจะฟ้องขอให้บังคับใช้ ไปจดทะเบียนเพื่อให้ทรัพย์สิทธิดังกล่าวบริบูรณ์ได้หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๓๘๐/๒๕๔๒ โจทก์จำเลยตกลงกันด้วยวาจาให้โจทก์มีสิทธิเก็บกินใน ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตลอดชีวิตของโจทก์ เพื่อเป็นการตอบแทนในการที่โจทก์ยกที่ดินและสิ่งปลูกสร้างนั้นให้แก่จำเลยซึ่งเป็นบุตรของโจทก์ จำเลยจะมีผลประโยชน์จากสิ่งปลูกสร้างโดยได้เงินกินเปล่า จากผู้เช่า ส่วนโจทก์มีรายได้เฉพาะการเก็บค่าเช่าเท่านั้น ข้อตกลงดังกล่าวเป็นข้อตกลงพิเศษอย่าง สัญญาต่างตอบแทน ก่อให้เกิดบุคคลสิทธิแก่โจทก์ในอันที่จะเรียกร้องให้จำเลยไปจดทะเบียนสิทธิเก็บกินนั้น ตราบใดที่จำเลยผู้เป็นเจ้าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างยังมิได้โอนที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง นั้นให้แก่บุคคลอื่น โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยไปจดทะเบียนสิทธิเก็บกินได้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๖๗/๒๕๔๒ แม้ตามข้อกำหนดพินัยกรรมมิได้ระบุให้จดทะเบียนสิทธิเหนือพื้นดินต่อเจ้าพนักงานก็ตาม แต่ก็ระบุให้โจทก์มีสิทธิอยู่อาศัยในที่ดินได้ชั่วชีวิตของโจทก์ สิทธิอยู่อาศัยดังกล่าวจึงเป็นสิทธิเหนือพื้นดินตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๑๐ และเป็นทรัพย์สิทธิซึ่งโจทก์ได้รับ มาตามพินัยกรรมโดยชอบ โจทก์จึงชอบที่จะใช้สิทธิให้จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียน สิทธิเหนือพื้นดินให้แก่โจทก์ได้เพื่อให้โจทก์มีสิทธิบริบูรณ์ตามข้อกำหนดในพินัยกรรมตามวัตถุประสงค์ของเจ้ามรดก โดยการจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๙๙ วรรคหนึ่ง ",แพ่ง,, 64,15,,"บุคคลผู้เข้าเป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนจำกัด จะต้องรับผิดในหนี้ซึ่งห้างหุ้นส่วนได้ ก่อให้เกิดขึ้นก่อนที่ตนเข้ามาเป็นหุ้นส่วนด้วยหรือไม่ ","คำตอบ ต้องรับผิดด้วยตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๐๕๒ ประกอบด้วยมาตรา ๑๐๘๐ และ มาตรา ๑๐๘๗ มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๔๑๔/๒๕๓๔ แม้ลายมือชื่อปลอมของจำเลยที่ ๓ แต่ไม่กระทบกระทำถึงความสมบูรณ์แห่งลายมือชื่ออื่น ๆ ใน ตัวเงินนั้นตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๐๐๖ เช็คพิพาทจึงยังเป็นเช็คที่สมบูรณ์ตามกฎหมาย เมื่อจำเลย ที่ ๑ ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามเช็คพิพาท แม้ว่าจะเป็นหนี้ที่เกิดขึ้นก่อนจำเลยที่ ๓ เข้ามาเป็นผู้จัดการ ของจำเลยที่ ๑ แต่จำเลยที่ ๓ ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ ๑ ก็ต้องรับผิดต่อโจทก์ ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๐๕๒ ประกอบด้วยมาตรา ๑๐๘๐ และมาตรา ๑๐๘๗ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๗๕๔/๒๕๓๘ ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๐๘๗ ห้างหุ้นส่วนจำกัดต้องให้แต่เฉพาะผู้เป็นหุ้นส่วนจำกัดไม่จำกัดความรับผิดเท่านั้นเป็นผู้จัดการ จำเลยที่ ๒ เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นหุ้นส่วนจำกัดไม่จำกัดความรับผิด และตามมาตรา ๑๐๕๒ บุคคลผู้เข้าเป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนย่อมต้องรับผิดในหนี้ใด ๆ ซึ่งห้างหุ้นส่วนได้ก่อให้เกิดขึ้นก่อนที่ตนเข้ามาเป็นหุ้นส่วนด้วย ดังนั้น จำเลยที่ ๒ จึงต้องรับผิดในหนี้ที่เกิดขึ้นก่อนที่จำเลยที่ ๒ จะมาเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ ๑ ด้วย ",แพ่ง,, 64,15,,"ผู้เป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนได้ออกจากหุ้นส่วนไปแล้วจะต้องรับผิดในหนี้ที่ห้างหุ้นส่วนได้ก่อให้เกิดขึ้นก่อนที่ตนเองจากหุ้นส่วนหรือไม่ ","คำตอบ ต้องรับผิดเพียงสองปีนับแต่เมื่อออกจากหุ้นส่วนตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๐๕๑, ๑๐๖๘ มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๙๔๙/๒๕๓๔ จำเลยที่ ๔ เคยเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการห้างจำเลยที่ ๑ (ห้างหุ้นส่วนจำกัด) แม้ออกจากหุ้นส่วนไปแล้วก็ยังคงต้องรับผิดในหนี้ซึ่งห้างหุ้นส่วนได้ก่อให้เกิดขึ้นก่อนที่คนจะได้ออกจากหุ้นส่วนไป ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๐๕๑ และมาตรา ๑๐๕๒ จำเลยที่ ๔ ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการจึงต้องร่วมรับผิดกับห้างจำเลยที่ ๑ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๓๐๐/๒๕๓๓ จำเลยที่ ๕ เป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลจำเลยที่ ๑ ในขณะที่จำเลยที่ ๑ เป็นหนี้ค่าซื้อตั๋วโดยสารเครื่องบินโจทก์ แม้ภายหลังจำเลยที่ ๕ ได้ออกจากการหุ้นส่วนไปแล้วก็ยังคงต้องรับผิดในหนี้ซึ่งจำเลยที่ ๑ ได้ก่อให้เกิดขึ้นก่อนที่คนได้ออกจากหุ้นส่วนไปภายในกำหนดสองปีนับแต่เมื่อออกจากหุ้นส่วน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๐๕๑, ๑๐๖๘ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๗๗๙/๒๕๓๓ จำเลยที่ ๑ เป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด เป็นหนี้ค่าภาษีอากรในรอบระยะเวลาบัญชี ปี พ.ศ.๒๕๒๕ ถึงปี พ.ศ.๒๕๒๖ ต่อมาจำเลยที่ ๒ ได้เข้าเป็นหุ้นส่วนและหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๒ จึงต้องร่วมรับผิดในหนี้ดังกล่าวด้วย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๐๕๒ ประกอบมาตรา ๑๐๘๐ ดังนั้น แม้ต่อมาจำเลยที่ ๒ จะออกจากการเป็นหุ้นส่วนและหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ ๑ ไปแล้วก็ตาม เมื่อการออกไปดังกล่าวยังไม่เกิน ๒ ปี โจทก์ยังมีอำนาจฟ้องให้จำเลยที่ ๒ รับผิดในหนี้ของจำเลยที่ ๑ ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๐๖๘ ประกอบมาตรา ๑๐๗๗ (๒), ๑๐๘๐, และ ๑๐๘๗ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๑๐๓/๒๕๓๓ จำเลยที่ ๓ เคยเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ ๑ ตั้งแต่วันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๑๔ ถึงวันที่ ๗ กันยายน ๒๕๒๖ โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ ๖ กันยายน๒๕๒๘ ก่อนครบกำหนด ๒ ปี นับแต่จำเลยที่ ๓ ออกจากหุ้นส่วนผู้จัดการ จำเลยที่ ๓ จึงยังคงต้องรับผิดในหนี้ของห้างอยู่ ตามนัยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๐๖๘, ๑๐๘๐วรรคหนึ่ง คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๓๐๑/๒๕๓๔ เมื่อหนี้ที่ให้รับผิดเป็นหนี้ซึ่งจำเลยที่ ๑ ได้ก่อให้เกิดขึ้นก่อนที่จำเลยที่ ๒ ออกจากหุ้นส่วนไปยังไม่เกินสองปี โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๒ ให้รับผิดได้ ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๐๖๘ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๖๓/๒๕๓๗ จำเลยที่ ๒ โอนหุ้นให้แก่จำเลยที่ ๓ เมื่อวันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๒๗ และนำไปขอจดทะเบียนต่อนายทะเบียนสำนักทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทเมื่อวันที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๒๘ ต้องถือว่าจำเลยที่ ๑ ออกจากการเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการห้างจำเลยที่ ๑ ตั้งแต่วันที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๒๘ และโจทก์ไม่ได้แจ้งการประเมินภาษีอากรให้จำเลยที่ ๒ ทราบ คงแจ้งไปยังจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการในขณะนั้น ดังนั้น การที่โจทก์มีหนังสือเตือนไปยังจำเลยที่ ๒ เมื่อวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๒๙ และวันที่ ๒ เมษายน ๒๕๓๐ เพื่อให้ชำระเงินภาษีที่ค้างอยู่โดยหนังสือเดือนดังกล่าวไม่ปรากฏว่าได้ระบุแจ้งผลการประเมินตามรายการอากรสำแดง หรือมีรายการแยกแยะเป็นรายละเอียดภาษีอากรที่จะชำระเอาไว้แต่อย่างใด จึงถือไม่ได้ว่า เป็นการแจ้งการประเมินภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร แต่เป็นเพียงหนังสือทางถามให้ลูกหนี้ชำระหนี้ตามปกติดังเช่นหนี้ทั่วไป เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๕๓๐ อันเป็นเวลาภายหลัง ๒ ปี นับแต่จำเลยที่ ๒ ออกจากการเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๒ จึงไม่ต้องรับผิดในหนี้ดังกล่าวตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๐๖๘ โจทก์จึงไม่มีสิทธินำหนี้ดังกล่าวมาฟ้องจำเลยที่ ๒ ให้ล้มละลายได้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๔๑๑/๒๕๓๑ ส. เคยเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัด บ. จำเลยที่ ๑ และออกจากการเป็นหุ้นส่วนเมื่อวันที่ ๒๗ เมษายน ๒๕๒๖ ความรับผิดของ ส. อันเกี่ยวแก่หนี้ซึ่งห้างจำเลยที่ ๑ ได้ก่อให้เกิดขึ้นก่อนที่ ส. ออกจากหุ้นส่วนนั้น ย่อมมีจำกัดเพียงสองปีนับแต่เมื่อออกจากการหุ้นส่วน คือ วันที่ ๒๗ เมษายน ๒๕๒๘ ซึ่งตรงกับวันเสาร์และในวันรุ่งขึ้นที่ ๒๘ ก็ตรงกับวันอาทิตย์อันเป็นวันหยุดราชการตามประเพณี เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องในวันจันทร์ที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๒๘ จึงถือได้ว่ายังอยู่ภายในระยะเวลาสองปีอันเป็นเงื่อนเวลาตามกฎหมายที่ ส. ยังมีความผูกพันเกี่ยวกับหนี้สินของห้างจำเลยที่ ๑ ที่ ส. จะต้องรับผิด คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๖๑๓/๒๕๒๓ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๐๖๘ ไม่ใช่เรื่องอายุความ แต่เป็นเรื่องที่กฎหมายกำหนดความรับผิดของผู้เป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนที่ออกจากการหุ้นส่วนให้รับผิดในหนี้ซึ่งห้างหุ้นส่วนได้ก่อให้เกิดขึ้นก่อนที่ตนออกจากการหุ้นส่วนเพียงสองปีนับแต่เมื่อออกจากการหุ้นส่วน บทบัญญัติดังกล่าวไม่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน คู่กรณีจึงอาจตกลงเป็นอย่างอื่นได้ เมื่อจำเลยทำสัญญายอมรับผิดในหนี้สินของห้างหุ้นส่วนที่มีอยู่ก่อนที่ตนออกจากการหุ้นส่วนทั้งหมด ข้อตกลงดังกล่าวก็มีผลใช้บังคับได้ ",แพ่ง,, 64,15,,หุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดสอดเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการงานของห้างหุ้นส่วนนั้น ความรับผิดระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกันเองจะเป็นอย่างไร,"คำตอบ ระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกันเองต้องบังคับตามสัญญาหุ้นส่วนมีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๘๔๔/๒๕๓๗ โจทก์ฟ้องว่า โจทก์จำเลยได้ร่วมกันประกอบกิจการค้า โดยจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีโจทก์เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ โจทก์จำเลยลงหุ้น เป็นเงินสดคนละ ๒๔๕,๐๐๐ บาท ในการดำเนินกิจการของห้างหุ้นส่วนดังกล่าว จำเลยสอดเข้าไป เกี่ยวข้องจัดการงานของห้างหุ้นส่วน ต่อมา โจทก์จำเลยตกลงแบ่งทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วนกันไปแล้ว ต่อมาระบบราชการมีหนังสือแจ้งให้ห้างหุ้นส่วนจำกัด ชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลพร้อมเบี้ยปรับเป็นจำนวนรวมทั้งสิ้น ๑,๗๒๙,๐๐๘ บาท โจทก์ได้ผ่อนชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่กรมสรรพากรไปแล้ว จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้ค่า ภาษีเงินได้นิติบุคคลดังกล่าวครึ่งหนึ่ง เป็นเงินจำนวน ๘๖๔,๕๐๔ บาท จำเลยให้การว่า จำเลยเป็นหุ้นส่วนประเภทจำกัดความรับผิดของห้างหุ้นส่วนจำกัด โดย รับผิดไม่เกินจำนวนเงินที่จำเลยลงหุ้นคือ ๒๔๕,๐๐๐ บาท หากจะฟังว่าจำเลยสอดเข้าไปเกี่ยวข้อง จัดการงานของห้างหุ้นส่วนก็เป็นเรื่องที่จำเลยต้องร่วมรับผิดชำระหนี้ต่อบุคคลภายนอกโดยไม่จำกัด จำนวน แต่ในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกัน จำเลยต้องรับผิดไม่เกินจำนวนเงินที่ลงหุ้น ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นว่าการที่กฎหมายบัญญัติไว้ดังกล่าวก็เพื่อป้องกันมิให้ผู้เป็นหุ้นส่วน จำพวกจำกัดความรับผิดสอดเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการงานของห้างหุ้นส่วน เพราะหน้าที่ดังกล่าวเป็นของ หุ้นส่วนผู้จัดการซึ่งเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิด ซึ่งการกระทำดังกล่าวอาจก่อให้เกิดหนี้ระหว่าง ห้างหุ้นส่วนกับบุคคลภายนอกได้ จะนั้นหากหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดสอดเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการ งานของห้างหุ้นส่วน ก็ต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกโดยไม่จำกัดจำนวน บทบัญญัติดังกล่าวเป็นบทบัญญัติ เพื่อคุมครองบุคคลภายนอก เนื่องจากบุคคลภายนอกอาจจะทราบว่าผู้ใดเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการหรือผู้ใด เป็นหุ้นส่วนจำพวกใด ส่วนระหว่างหุ้นส่วนด้วยกันเอง ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนทราบดีอยู่แล้วว่าผู้ใดเป็น หุ้นส่วนจำพวกใดและมีหน้าที่อย่างใด หากยินยอมให้มีการทำผิดหน้าที่ ผู้ที่ให้ความยินยอมไม่มีสิทธิ จะอ้างกฎหมายมาตราดังกล่าวขึ้นบังคับผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกันอย่างบุคคลภายนอกได้ กรณีของผู้เป็น หุ้นส่วนด้วยกันต้องบังคับตามสัญญาห้างหุ้นส่วน ",แพ่ง,, 64,16,,ซื้อขายรถยนต์ ผู้ซื้อชำระราคาค้างยังไม่ครบและผู้ขายยังมิได้ส่งมอบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ และโอนชื่อในทะเบียนให้แก่ผู้ซื้อ แต่ผู้ขายส่งมอบรถยนต์แก่ผู้ซื้อแล้ว ต่อมาผู้ขายมาเอารถยนต์ไปจากผู้ซื้อ จะเป็นความผิดฐานลักทรัพย์หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๖๐๓/๒๕๕๓ โจทก์ร่วมซื้อรถยนต์ตู้กับจำเลยในราคา ๓๑๐,๐๐๐ บาท สัญญาระบุว่าจำเลยตกลงรับชำระราคารถยนต์จำนวน ๒๐๐,๐๐๐ บาท ในวันที่ ๒๗ ตุลาคม ๒๕๔๐ ส่วนจำนวนที่เหลือจะชำระให้จำเลยในวันที่ ๓ พฤศจิกายน ๒๕๔๐ สัญญาซื้อขายดังกล่าวไม่มีเงื่อนไขเกี่ยวกับการโอนกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ตู้ ดังนั้น จึงเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเต็มขาด กรรมสิทธิ์ในรถยนต์ตู้ย่อมโอนให้แก่โจทก์ร่วมตั้งแต่ขณะเมื่อได้ทำสัญญาซื้อขายกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๕๓, ๔๕๘ แม้จำเลยยังมิได้ส่งมอบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์และโอนชื่อในทะเบียนให้แก่โจทก์ร่วมก็ตาม จำเลยจึงไม่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์ตู้ จำเลยขับรถยนต์ตู้ไปจากที่จอดรถ เป็นการเอารถยนต์ตู้ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ร่วมไปโดยไม่มีอำนาจ แม้จำเลยจะอ้างว่าสืบเนื่องมาจากโจทก์ร่วมไม่ยอมชำระหนี้ที่ค้าง แต่ก็เป็นการใช้อำนาจบังคับให้ชำระหนี้โดยมิชอบด้วยกฎหมาย และโจทก์ร่วมค้างชำระราคารถยนต์แก่จำเลยเพียงประมาณ ๒๐,๐๐๐ บาท แต่จำเลยจะให้โจทก์ร่วมชำระเงินแก่จำเลยถึง ๑๐๐,๐๐๐ บาท ดังนั้น การที่จำเลยเอารถยนต์ตู้ไปจากโจทก์ร่วมเพื่อเรียกร้องให้โจทก์ร่วมชำระหนี้ จึงเป็นการแสดงอาการประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเอง เป็นการเอาทรัพย์ของโจทก์ร่วมไปโดยทุจริตมีความผิดฐานลักทรัพย์ ใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์มิใช่เอกสารสำคัญที่แสดงถึงความเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ เพียงแต่เป็นพยานหลักฐานอันหนึ่งที่แสดงถึงการเสียภาษีประจำปีและแสดงว่าผู้มีชื่อในใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์น่าจะเป็นเจ้าของเท่านั้น คดีจึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยยังเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์ตู้ค้นดังกล่าว ",อาญา,, 64,16,,การลงจะซื้อขายที่ดินกันโดยมีข้อตกลงกันว่าจะทำหนังสือกันอีกครั้งเพื่อระบุรายละเอียดต่างๆ ดังนี้ ถือว่าสัญญาเกิดขึ้นโดยบริบูรณ์แล้วหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๓๓๑/๒๕๓๘ โจทก์จำเลยตกลงจะซื้อขายที่ดินกัน โดยโจทก์วางเงินมัดจำในวันทำสัญญาจำนวนหนึ่ง และมีข้อตกลงว่าอีก ๕ วัน ต่อมาจะมีการวางมัดจำเพิ่มเติม รวมทั้งจะทำหนังสือกันอีกครั้งเพื่อระบุรายละเอียดต่าง ๆ ได้แก่ การชำระเงินส่วนที่เหลือ การกำหนดวันโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครอง ค่าภาษี ค่าธรรมเนียม และค่าใช้จ่ายในการโอน การขนย้ายบ้านและการรื้อถอนทรัพย์ซึ่งปลูกอยู่ในที่ดิน การกำหนดค่าปรับในกรณีผิดสัญญา ข้อตกลงเกี่ยวกับการที่จะเข้าไปทำประโยชน์ รวมทั้งหากที่ดินจะซื้อขายมีเนื้อที่เพิ่มขึ้น โดยจะทำเป็นหนังสือให้ทนายความเป็นผู้ทำสัญญาเพิ่มเติม ข้อตกลงตามเอกสารดังกล่าวจึงไม่ใช่หนังสือสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาท ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๖๖ วรรคสอง ส่วนการทำโจทก์วางมัดจะแก่จำเลยแล้วนั้น เมื่อคู่สัญญากำหนดจะทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินโดยวิธีทำเป็นหนังสือ ก็ต้องเป็นไปตามเจตนาของคู่สัญญาจะนำเอาวิธีอื่น เช่น การวางเงินมัดจำมาวินิจฉัยว่าเป็นข้อตกลงจะซื้อจะขายกันแล้วโดยบริบูรณ์หาได้ไม่ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๒๒๔/๒๕๕๓ ใบรับเงินมีข้อความว่า “จำเลยตกลงจะขายที่ดินให้โจทก์โดยมีเงื่อนไขการชำระเงินเป็นเวลา ๒ ปี และในวันนี้โจทก์ได้ชำระเงินมัดจำจำนวน ๕๐๐,๐๐๐ บาทด้วยเช็คส่วนที่เหลือจะชำระตามเงื่อนไขสัญญาจะซื้อจะขายที่ตั้งสองฝ่ายจัดทำขึ้นภายใน ๓๐ วัน” เห็นได้ว่าใบรับเงินเป็นเพียงหลักฐานการรับเงินมัดจำที่โจทก์ชำระแก่จำเลยเท่านั้น หลังจากนั้นโจทก์กับจำเลยจะต้องทำสัญญาจะซื้อจะขายซึ่งจะได้จัดทำขึ้นภายหลังภายใน ๓๐ วัน ตามเงื่อนไขที่ตกลงกัน แสดงให้เห็นว่าโจทก์จำเลยมีเจตนาจะทำสัญญาจะซื้อจะขายเป็นหนังสือกันอีก กรณีจึงต้องด้วยบทบัญญัติ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๖๖ วรรคสองที่บัญญัติว่า “ถ้าได้ตกลงกันว่าสัญญาอันมุ่งจะทำนั้นจะต้องทำเป็นหนังสือไซร้เมื่อกรณีเป็นที่สงสัยท่านนับว่ายังมิได้มีสัญญาต่อกันจนกว่าจะได้ทำขึ้นเป็นหนังสือ"" ดังนั้น เมื่อโจทก์และจำเลยยังมิได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายกันเป็นหนังสือ สัญญาจะซื้อจะขายระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงไม่เกิดขึ้น เงินมัดจำที่จำเลยรับไว้จึงเป็นการรับไว้โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ จำเลยไม่มีสิทธิริบมัดจำจึงต้องคืนให้โจทก์ฐานลาภมิควรได้ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๐๖ ",แพ่ง,, 64,16,,ทรัพย์สินซึ่งได้ให้ไว้หลังวันทำสัญญา ถือเป็นมัดจำหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๑๒๒/๒๕๔๙ คำว่า “มัดจำ” ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๗๗ คือ ทรัพย์สินซึ่ง ได้ให้ไว้ในวันทำสัญญา ไม่ใช่ทรัพย์สินที่ให้ไว้ในวันอื่น” สัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน ข้อ ๓ ระบุว่าในวันทำสัญญาโจทก์ผู้จะซื้อได้วางเงินมัดจำไว้ส่วนหนึ่งเป็นเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท ส่วนที่เหลือจำนวน ๙๑๔,๐๐๐ บาทจะชำระเป็นงวดรายเดือน จำนวน ๑๐ เดือน ดังนั้นเงินที่วางมัดจำไว้ในวันทำสัญญาดังกล่าวจึงมีเพียง ๑๐,๐๐๐ บาท เท่านั้น ส่วนเงินค่างวดที่โจทก์ชำระให้แก่จำเลยทั้งสามอีก ๑๐ งวดเป็นเงิน ๑๗๐,๐๐๐ บาทนั้น แม้ตามสัญญาจะระบุว่าเป็นส่วนหนึ่งของเงินมัดจำ ก็ไม่ใช่เงินมัดจำตามความหมายดังกล่าว แต่เป็นเพียงการชำระราคาที่ดินบางส่วน เมื่อโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาและจำเลยทั้งสามบอกเลิกสัญญาแก่โจทก์แล้วสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินดังกล่าวจึงเป็นอันเลิกกัน จำเลยทั้งสามจึงมีสิทธิรับเงินมัดจำจำนวน ๑๐,๐๐๐ บาท ได้ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๗๘ (๒) ส่วนเงินที่โจทก์ชำระค่าที่ดินบางส่วนดังกล่าว จำเลยทั้งสามต้องให้โจทก์กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๙๑ แต่การที่โจทก์และจำเลยทั้งสามตกลงกันให้รับเงินดังกล่าวได้ตามสัญญาข้อ ๑๓ ข้อตกลงดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับที่กำหนดเป็นเงินตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๗๙ ถ้าสูงเกินส่วนศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๘๓ วรรคหนึ่ง คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๓๐๑/๒๕๔๗ โจทก์ชำระเงินจำนวน ๓๐,๐๐๐ บาท ให้แก่จำเลยในวันจองและจำนวน ๑๒๐,๐๐๐ บาท ในวันทำสัญญาจะซื้อจะขายบ้านพร้อมที่ดิน ดังนั้น เงินจำนวน ๑๕๐,๐๐๐ บาท จึงเป็นทรัพย์สินที่โจทก์ได้ให้แก่จำเลยแล้วในวันทำสัญญา เพื่อให้จำเลยยึดไว้เป็นการชำระหนี้บางส่วน และเป็นประกันการที่จะปฏิบัติตามสัญญาจึงถือเป็นมัดจำ ส่วนหลังจากวันทำสัญญาจะซื้อจะขายแล้ว โจทก์ยังผ่อนชำระให้แก่จำเลยรวม ๑๒ งวด เป็นเงิน ๘๔๐,๐๐๐ บาท ย่อมไม่อาจถือเป็นมัดจำ แต่เป็นเพียงการชำระราคาบ้านและที่ดินบางส่วน ดังนั้น เมื่อโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาและจำเลยบอกเลิกสัญญา แก่โจทก์แล้ว สัญญาจะซื้อจะขายดังกล่าว จึงเป็นอันเลิกกัน จำเลยจึงมีสิทธิริบมัดจำจำนวน ๑๕๐,๐๐๐ บาท ได้ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๗๘ (๒) และเมื่อสัญญาจะซื้อจะขายเลิกกัน เงินที่โจทก์ชำระค่าบ้านและที่ดินบางส่วนดังกล่าวต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิมตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๙๑ การที่โจทก์จำเลยตกลงกันว่าถ้าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา เมื่อจำเลยบอกเลิกสัญญาแล้วให้เงินที่โจทก์ชำระมาแล้วทั้งหมด ตกเป็นของจำเลยได้นั้น ข้อตกลงดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับที่กำหนดเป็นจำนวนเงินตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๗๙ และถ้าเบี้ยปรับสูงเกินสมควร ศาลก็มีอำนาจลดลงให้เหลือเป็นจำนวนพอสมควรได้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๕๓๔/๒๕๔๖ โจทก์ทำคำเสนอทางโทรสารขอจองห้องพักระหว่างวันที่ ๖ ถึง ๑๒ มกราคม ๒๕๓๕ ไปถึงจำเลยเมื่อวันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๓๔ จำเลยทำคำสนอง ทางโทรสารตอบรับการจองห้องพักไปถึงโจทก์ในวันเดียวกัน สัญญาจองห้องพักจึงเกิดขึ้นในวันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๓๔ โจทก์โอนเงินค่าเช่าห้องพักงวดแรกตามสัญญาให้จำเลยในวันที่ ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๓๔ และโอนเงินงวดที่ ๒ ให้จำเลยในวันที่ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๓๔ เงินที่โจทก์โอนให้แก่จำเลยภายหลังจากวันที่สัญญาจองห้องพักเกิดขึ้นแล้วจึงไม่ใช่มัดจำที่จำเลยจะพิงรับได้ ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๗๘ (๒) เพราะไม่ใช่เงินหรือสิ่งใดที่โจทก์ให้จำเลยไว้ในวันเข้าทำสัญญา ทั้งไม่ใช่หลักประกันในการปฏิบัติตามสัญญา ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๗๗ เมื่อโจทก์บอกเลิกสัญญาจองห้องพักเมื่อวันที่ ๒ ธันวาคม ๒๕๓๔ โจทก์และจำเลยต้องกลับสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๙๑ วรรคแรก สิทธิเรียกร้องให้คืนเงินอันเกิดจากการเลิกสัญญานี้ ไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะ ต้องใช้อายุความ ๑๐ ปี นับแต่วันบอกเลิกสัญญา ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๓๐ จะนำอายุความ ๑ ปี เรื่องละภมิควรได้ ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๑๙ มาใช้บังคับไม่ได้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๑๓/๒๕๓๘ มัดจำตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๗๗ จะต้องเป็นทรัพย์สินซึ่งได้ให้ในวันทำสัญญานั้น ไม่ใช่ทรัพย์สินที่ให้ในวันอื่น สัญญาระบุ ในวันทำสัญญา ผู้จะซื้อได้ชำระเงิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท และในวันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๓๒ ชำระอีก ๓,๓๐๐,๐๐๐ บาท เฉพาะเงิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท ที่ผู้ซื้อให้ผู้จะขายยึดเป็นประกันเท่านั้นที่เป็นมัดจำ ส่วนเงิน ๓,๓๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งชำระหลังวันทำสัญญาไม่ใช่มัดจำ เป็นเพียงการชำระราคาค่าที่ดินบางส่วน เงินที่จำเลยจะต้องใช้คืนโจทก์เพราะเลิกสัญญาตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๙๑ ต้องคืนพร้อมดอกเบี้ย นับแต่เวลาที่รับเงินไว้ ส่วนโจทก์ซึ่งได้รับโอนที่ดินบางส่วนจากจำเลยมาแล้วก็ด้องโอนคืนเฉพาะที่ยังมีชื่อทางทะเบียนเป็นของโจทก์ ส่วนที่ดินซึ่งโจทก์ให้บุคคลภายนอกเป็นผู้รับโอนไปจากจำเลย โจทก์คงมีหน้าที่ต้อง ชดใช้ราคาที่ดินให้จำเลยทั้งสองแทนเพื่อไม่ให้เสื่อมเสียแก่สิทธิของบุคคลภายนอกซึ่งรับโอนโดยสุจริต พร้อมดอกเบี้ยอัตรานับจากวันที่โจทก์ให้บุคคลภายนอกรับโอน ",แพ่ง,, 64,16,,เงินที่วางไว้ในวันสั่งจองหรือเงินดาวน์เป็นมัดจำหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๓๘/๒๕๔๐ การที่โจทก์ได้วางเงินจองไว้แก่จำเลยที่ ๒ ย่อมถือได้ว่าเป็นการให้มัดจำและเป็นหลักฐานว่าได้ทำสัญญากับขึ้นแล้วตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๗๗ อีกทั้งตามใบจองได้ระบุ จำนวนเนื้อที่ดินที่โจทก์จองซื้อ ราคาที่ดิน แบบบ้านที่จะปลูกสร้างและราคาค่าก่อสร้าง ตลอดจนบริเวณของที่ดินที่จองซื้อกับระบุว่าต้องเอกสารแนบท้าย ซึ่งตามแผนผังที่ดินก็ระบุที่ดินที่โจทก์จองซื้อคือที่ดินในส่วนสีส้มกรณีจึงมีสาระสำคัญครบถ้วน เป็นสัญญาจะซื้อขายอันบังคับจำเลยที่ ๒ ตามใบจองได้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๘๑/๒๕๔๑ แม้ใบสั่งจองบ้านและที่ดินฉบับพิพาทมีข้อความว่าโจทก์กับจำเลยจะทำหนังสือสัญญาซื้อขายกันเป็นลายลักษณ์อักษรต่อกันนับตั้งแต่วันสั่งจองเป็นต้นไป และโจทก์จำเลยยังไม่ได้ทำหนังสือสัญญาซื้อขายดังกล่าวกันก็ตาม แต่ใบสั่งจองฉบับดังกล่าวได้ระบุราคาขายบ้านและที่ดินดังกล่าวไว้และระบุว่าในวันสั่งจองโจทก์ได้วางเงินจำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท กับระบุถึงค่าโอนกรรมสิทธิ์ไว้ว่าผู้ซื้อและผู้ขายออกฝ่ายละครึ่ง แสดงให้เห็นเจตนารองจำเลยและโจทก์ว่าตนเองจะใช้โอนกรรมสิทธิ์บ้านและที่ดินดังกล่าวให้แก่กันต่อไป ใบสั่งจองบ้านและที่ดินจึงเป็นสัญญาจะซื้อขายบ้านและที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยและเงินที่โจทก์วางในวันสั่งจอง จำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท เป็นเงินมัดจำอันเป็นพยานหลักฐานว่าสัญญาดังกล่าวได้ทำกันขึ้นแล้ว ทั้งเงินมัดจำนี้ยังเป็นประกันการที่จำเลยและโจทก์จะปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขายบ้านและที่ดิน นั่นด้วย ทั้งนี้ ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๗๗ และ ๔๕๖ วรรคสอง แห่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การจองบ้านและที่ดินจึงมิใช่นิติกรรมที่มีเงื่อนไขบังคับก่อนที่ยังไม่มีผลบังคับตามกฎหมายจนกว่าจะได้ทำหนังสือสัญญาซื้อขายกันเป็นลายลักษณ์อักษร ",แพ่ง,, 63,1,,ผู้เช่ามีสิทธินำเงินประกันการเช่าที่มอบให้แก่ผู้ให้เช่าเดิม มาหักกับค่าเช่าที่ค้างชำระแก่ผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ที่เช่าหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๙๙๐/๒๕๕๒ โจทก์ชื่อดีกแถวนพิพาทมาจาก ป. โดยมีจำเลยเช่าดึกแถวลงหลังจาก ป. อยู่ก่อนแล้ว โดยจำเลยชำระเงินประกันความเสียหายจากการเช่าให้ ป. ใช้จำนวนหนึ่ง เงินประกันการเช้านี้เป็นเงินประกันความเสียหายที่เกิดขึ้นจากข้อตกลงระหว่างจำเลยผู้เช่าและผู้ให้เช่าเดิม แม้ระบุไว้ในสัญญาเช่าก็เป็นเพียงสิทธิและหน้าที่อื่นตามสัญญาเช่า ทั้งไม่ใช่หน้าที่และความรับผิดระหว่างผู้ให้เช่ากับผู้เช่าตามที่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กำหนดไว้ จึงไม่ใช่สิทธิและหน้าที่ที่เป็นเสรีสำคัญเกี่ยวกับสัญญาเช่ากรณีไม่ใช่สิทธิและหน้าที่ของผู้โอนซึ่งมีต่อผู้เช่าที่ผู้รับโอนจะต้องรับไป ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๖๙ วรรคสอง การคืนเงินประกันการเช่าจึงไม่ใช่หน้าที่ตามสัญญาเช่าที่โจทก์ในฐานะผู้รับโอนจะต้องรับผิดและปฏิบัติตาม เมื่อโจทก์ไม่ต้องรับผิดคืนเงินประกันการเช่า ศาลยุทธธรรมนี้จึงไม่มีสิทธินำเงินประกันการเช่าจำนวน ๗๒,๐๐๐ บาท มาหักจากค่าเสียหายที่จำเลยค้างชำระค่าเช่าโจทก์ได้",แพ่ง,, 63,1,,"เจ้าของที่ดินปลูกสร้างบ้านคร่อมบนที่ดินทั้งสองแปลงของตน ต่อมาที่ดินแปลงหนึ่งถูกเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์นำออกขาย ผู้ซื้อที่ดินจากการขายทอดตลาดรังวัดตรวจสอบที่ดินพบว่า เจ้าของที่ดินเดิมปลูกบ้านและสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำที่ดินที่ซื้อบางส่วน ดังนี้ ผู้ซื้อจะขอให้บังคับเจ้าของที่ดินเดิมรื้อถอนบ้านและสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำออกไป ได้หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๙๖/๒๕๕๒ ขณะจำเลยปลูกสร้างบ้านลงบนที่ดินพิพาทและบนที่ดินของจำเลยอีกแปลงหนึ่งที่อยู่ติดกันนั้น จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินทั้งสองแปลง จำเลยย้อมมีสิทธิที่จะปลูกสร้างได้ในฐานะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ จึงมิใช่เป็นการปลูกโรงเรือนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้อื่นโดยสุจริตตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๓๑๒ ต่อมาที่ดินพิพาทถูกบังคับคดีนำออกขายทอดตลาด โจทก์เป็นผู้ซื้อได้จากการขายทอดตลาด แม้โจทก์จะรู้หรือไม่รู้ว่ามีบ้านและสิ่งปลูกสร้างอยู่ในที่ดินพิพาทแต่ที่ดินพิพาทก็เป็นของจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา จึงถือว่าโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทมาโดยสุจริต สิทธิของโจทก์ที่ได้ที่ดินพิพาทจากการขายทอดตลาดย่อมไม่เสียไปตามมาตรา ๑๓๓๐ โจทก์จึงมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท และหลังจากโจทก์ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทมาจากการขายทอดตลาดแล้ว โจทก์ซึ่งมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทย่อมมีแดนแห่งกรรมสิทธิ์สิทธิเหนือพื้นดินเป็นคุณแก่จำเลย โดยยอมให้จำเลยเป็นเจ้าของบ้านและสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินของโจทก์ต่อไป และโจทก์ในฐานะมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทย่อมมีแดนแห่งกรรมสิทธิ์และมีสิทธิตามมาตรา ๑๓๓๕ และมาตรา ๑๓๓๖ เมื่อโจทก์ไม่ประสงค์จะให้จำเลยปลูกบ้านและสิ่งปลูกสร้างอยู่บนที่ดินโจทก์อีกต่อไป และบอกกล่าวให้จำเลยรื้อถอนออกจากที่ดินพิพาทแล้ว จำเลยเพิกเฉย จึงเป็นการละเมิด ทำให้โจทก์ไม่อาจใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาทได้ โจทก์ย่อมมีอำนาจขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนบ้านและสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินพิพาทของโจทก์ได้ มิใช่เป็นการใช้สิทธิไม่สุจริต และกรณีมิใช่ไม่มีบทกฎหมายที่จะยกขึ้นปรับแก่คดีอันจะต้องอาศัยเพียงบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งมาวินิจฉัยคดีตามมาตรา ๔ ",แพ่ง,, 63,2,,"ข้อสอบกฎหมายอาญาแรกของการสอบเนติบัณฑิต สมัยที่ ๑ สอบเมื่อใด คำถามมีว่าอย่างไร ","คำตอบ สอบเมื่อวันที่ ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๔๙ คำถามนี้ดังนี้ ข้อ ๑. คำถาม การกระทำอันจะเป็นความผิดอาญานั้น จะต้องได้กระทำโดยเจตนาเสมอไปหรือไม่? นาย ก. หลับแล้วละเมอ เอาก้อนอิฐขวางเรือนนาย ข. นาย ก. มีความผิดฐานใดหรือไม่? ธงคำตอบ โดยปกติ ต้องได้กระทำโดยเจตนา เว้นแต่ ๑) ความผิดเป็นลหุโทษ ๒) การกระทำโดยประมาท ต้องตามลักษณะที่กฎหมายบัญญัติว่าเป็นความผิด ๓) ความผิดที่กฎหมายบัญญัติไว้ให้เห็นได้โดยเฉพาะว่าถึงจะได้กระทำโดยไม่เจตนาก็เป็นความผิด การกระทำโดยเจตนานั้นคือการกระทำโดยตั้งใจ และประสงค์ต่อผล หรืออาจแลเห็นผลแห่งการกระทำนั้นได้ ตามอุทากรณ์ การกระทำของนาย ก. มิใช่เป็นการกระทำ “โดยตั้งใจ” ฉะนั้นนาย ก. จึงไม่มีความผิด จริงอยู่การกระทำของนาย ก. ถ้าจะเป็นความผิดแล้วก็เป็นความผิดฐานลหุโทษซึ่งกฎหมายบัญญัติว่าไม่ต้องการเจตนา แต่ที่ว่าไม่ต้องการเจตนานั้น มีความหมายแต่เพียงไม่ต้องการว่าผู้กระทำผิดจะได้ประสงค์ต่อผล หรืออาจแลเห็นผลแห่งการกระทำนั้นได้เท่านั้น หาได้หมายความว่าจะลงโทษแก่ผู้กระทำที่มิได้มีความตั้งใจเสียเลยไม่ฉะนั้นแม้การกระทำนั้นจะเป็นลหุโทษ เมื่อผู้กระทำได้กระทำโดยไม่มีความตั้งใจแล้วก็หาโทษมิได้ ",อาญา,, 63,2,,"หลักฐานการกู้ยืมเงินเป็นหนังสือจะมีชิ้นภายหลังจากการกู้ยืมเงินได้หรือไม่และจะต้องเป็นหลักฐานที่ผู้กู้มอบไว้แก่ผู้ให้กู้เองหรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๑๗๕/๒๕๕๑ ขณะจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ไม่มีการทำหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือ แต่ต่อมาจำเลยได้เบิกความเป็นพยานไว้ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๒๗๘๔/๒๕๓๙ ของศาลชั้นต้นว่าจำเลยกู้ยืมเงิน ๔๗,๐๐๐ บาทเศษไปจากโจทก์ และโจทก์ฟ้องคดีนี้โดยอาศัยคำให้การพยานที่จำเลยเบิกความไว้ในคดีดังกล่าวมาเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืม สำหรับปัญหาตามฎีกาของจำเลยนั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๕๓ วรรคสอง บัญญัติว่า ""ในการกู้ยืมเงินมีหลักฐานเป็นหนังสือนั้น ท่านว่าจะนำสืบการใช้เงินได้ต่อเมื่อมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ให้ยืมมาแสดง..."" ศาลฎีกาเห็นว่า หลักฐานการกู้ยืมเงินเป็นหนังสือที่บัญญัติไว้ในบทกฎหมายดังกล่าว อาจเกิดมีขึ้นในขณะกู้ยืมเงินกันหรือภายหลังจากนั้นก็ได้ และมิได้จำกัดว่าจะต้องเป็นหลักฐานที่ได้มอบไว้แก่กันดังที่จำเลยฎีกา แม้คำให้การพยานที่จำเลยเบิกความไว้ในคดีอาญาเลขดำที่๒๗๘๔/๒๕๓๙ ของศาลชั้นต้นจะเกิดมีขึ้นภายหลังการกู้ยืมเงินและไม่มีการส่งมอบให้ไว้แก่กันก็ตาม ก็ดีถ้าได้ว่าการกู้ยืมเงินระหว่างจำเลยและโจทก์เป็นกรณีที่มีหลักฐานเป็นหนังสือ ดังนั้น เมื่อจำเลยไม่มีหลักฐานการใช้เงินเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อโจทก์ผู้ให้ยืมมาแสดงจำเลยจึงนำสืบการใช้เงินไม่ได้ เพราะเป็นการต้องห้ามตามบทกฎหมายข้างต้น ",แพ่ง,, 63,2,,"การบอกเลิกสัญญาเช่าที่ไม่มีกำหนดเวลาตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๖๖ นั้น หากสัญญาเช่ามีข้อตกลงระบุค่าเช่ารายเดือน แต่ไม่ระบุวันที่ชำระค่าเช่าแน่นอน จะถือเอาวันใดเป็นวันกำหนดชำระค่าเช่า ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๑๗๙/๒๕๕๑ สัญญาเช่าช่วงอาคารชั้นล่างบางสวนมีข้อตกลงว่าเป็นสัญญาที่ไม่มีกำหนดระยะเวลา การเลิกสัญญาจึงต้องปฏิบัติตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๖๖ สัญญาเช่าช่วงดังกล่าวมีข้อตกลงระบุชำระค่าเช่าเดือนละ ๒,๐๐๐ บาท ไม่ระบุวันที่ ชำระค่าเช่าแน่นอน จึงต้องถือเอาวันสิ้นเดือนเป็นกำหนดชำระค่าเช่าตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๕๙ โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าช่วงและจำเลยได้รับหนังสือวันที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๓๗ โจทก์ฟ้องคดีวันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๓๘ การบอกเลิกสัญญาเช่าช่วงจึงชอบแล้ว ",แพ่ง,, 63,2,,"ทำหนังสือสัญญาเช่าอสังหาริมทรัพยกว่าสามปี แต่มิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ หลังครบกำหนดสามปี ผู้เช่ายังคงเช่าต่อไปอีกโดยผู้ให้เช่าไม่ทักท้วง ต่อมาผู้ให้เช่าไม่ประสงค์จะให้เช่าต่อไป ดังนี้ ผู้ให้เช่าจะบอกเลิกสัญญาเช่าได้หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๙๖/๒๕๕๒ จำเลยทำหนังสือสัญญาเช่าตึกแถวพิพาท จากโจทก์เป็นเวลา ๒๐ ปี นับแต่วันที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๓๒ แต่มิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่จึงฟ้องร้องให้บังคับคดีได้เพียง ๓ ปี คือวันที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๓๕ เท่านั้น แต่หลังจากครบกำหนดดังกล่าวแล้ว จำเลยยังคงเช่าตึกแถวพิพาทต่อไปอีกโดยโจทก์มิได้ทักท้วง จึงต้องถือว่าเป็นการเช่าต่อไปโดยไม่มีกำหนดเวลาตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๗๐ ซึ่งโจทก์จะบอกเลิกสัญญาเช่าเสียเมื่อใดก็ได้ แต่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าก่อนตามวิธีที่กำหนดไว้ในมาตรา ๕๖๖ เมื่อปรากฏว่าโจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าและให้จำเลยออกไปจากตึกแถวพิพาทยใน๖๐ วัน นับแต่วันได้รับหนังสือ จำเลยได้รับเมื่อวันที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๔๔ ตามใบตอบรับไปรษณีย์ การบอกเลิกสัญญาเช่าของโจทก์จึงมีผลตามกฎหมายแล้ว จำเลยต้องออกไปจากตึกแถวพิพาท หาใช่โจทก์ไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าไม่ ",แพ่ง,, 63,2,,"การพรากผู้เยาว์ไปจากนายจ้างของผู้เยาว์ นายจ้างถือเป็นผู้ปกครอง และผู้ดูแลผู้เยาว์ ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๘ หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๔๔/๒๕๕๒ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๘ คำว่า ผู้ปกครองหมายถึงผู้มีฐานะทางกฎหมายเกี่ยวพันกับผู้เยาว์ เช่น บิดามารดา ซึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจปกครอง ส่วนผู้ดูแลหมายถึงผู้ควบคุม ระวังรักษาผู้เยาว์โดยข้อเท็จจริง เช่น ครูอาจารย์ นายจ้าง เป็นต้น เมื่อผู้เสียหายที่ ๑ เป็นนายจ้างประกอบกับบิดามารดาผู้เสียหายที่ ๒ มอบให้ผู้เสียหายที่ ๑ ปกครองดูแลผู้เสียหายที่ ๒ ด้วย โดยผู้เสียหายที่ ๑ ให้ผู้เสียหาย ที่ ๒ พักอยู่ที่ร้านอาหารผู้เสียหายที่ ๑ จึงเป็นผู้ปกครองและผู้ดูแลผู้เสียหายที่ ๒ ในฐานะนายจ้างโดยได้รับมอบหมายจากบิดามารดาผู้เสียหายที่ ๒ ด้วย การกระทำของจำเลยกับพวกเป็นการรบกวนสิทธิหรือแยกสิทธิในการควบคุมดูแลผู้เสียหายที่ ๒ โดยปราศจากเหตุอันสมควร จึงเป็นการร่วมกันพรากผู้เสียหายที่ ๒ ไปจากความดูแลของผู้เสียหายที่ ๑ อันเป็น ความผิดตามมาตรา ๓๑๘ วรรคสาม ",อาญา,, 63,2,,"การให้ทรัพย์สินแก่เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมซึ่งมิใช่พนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินการช่วยเหลือผู้อื่นโดยให้เปลี่ยนข้อหาให้เบาลง จะเป็นความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๔ หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๐๙๖/๒๕๕๒ จำเลยทั้งสองไปติดต่อกับดาบตำรวจ ช. เพื่อขอให้ช่วยเหลือ พ. กับพวก โดยเปลี่ยนข้อหาจากเดิมข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเป็นข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยเสนอให้เงิน ๗๐,๐๐๐ บาท ย่อมเป็นการกระทำที่มุ่งประสงค์ขอให้ทรัพย์สินเพื่อจงใจให้ดาบตำรวจ ช. ไปดำเนินการให้ผู้บังคับบัญชากระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่ เพื่อพันตำรวจตรี ต. ผู้บังคับบัญชาของดาบตำรวจ ช. ทราบความประสงค์ของจำเลยทั้งสองจากดาบตำรวจ ช. และวางแผนจับกุมโดยตอบตกลงและนัดหมายให้นำเงินมอบให้และจับกุมได้พร้อมเงินของกลาง จึงถือได้ว่าจำเลยทั้งสองได้ขอให้ทรัพย์สินแก่ดาบตำรวจ ช.และพันตำรวจตรี ต. เพื่อจงใจให้กระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๔ ",อาญา,, 63,2,,"การป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๖๘ นั้น กรณีเป็นการป้องกันสิทธิของผู้อื่น มีตัวอย่างคำพิพากษาฎีกาหรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๑๙/๒๕๕๒ จำเลยที่ ๒ เข้าไปถอดรัด ป. หลังจากที่ถูก ป. ใช้ขวดตีที่บริเวณศีรษะ แต่ ป. ยังไม่หยุดทำรายโดยใช้ปากกาที่บริเวณแขนของจำเลยที่ ๒ และยังใช้มือบีบคอจำเลยที่ ๒ ด้วย ย่อมเป็นการกระทำอันละเมิดต่อกฎหมายและเป็นภัยอันตรายที่ใกล้จะถึง จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นสามีของจำเลยที่ ๒ ย่อมมีสิทธิเข้าช่วยเหลือป้องกันจำเลยที่ ๒ ให้ฟื้นจากภัยอันตรายอันละเมิดต่อกฎหมายนั้นได้ การที่จำเลยที่ ๑ ใช้ค้อนตีศีรษะ ป. ๓ ถึง ๔ ครั้ง เป็นเพียงแผลแตกแสดงว่าจำเลยที่ ๑ ไม่ได้เต็มกำลังให้ถึงตาย แต่จำเลยที่ ๑ กระทำเพื่อให้ ป. หยุดทำรายและปล่อยตัวจำเลยที่ ๒ เท่านั้น การกระทำของจำเลยที่ ๑ จึงเป็นการป้องกันจำเลยที่ ๒ พอสมควรควรแก่เหตุ ",อาญา,, 63,2,,"สามีเข้าไปในบ้านบุคคลอื่นโดยพลการเพื่อติดตามภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของตนให้กลับไปอยู่กินขันสามีภริยาตามเดิม พบภริยากับบุคคลอื่นอยู่กันตามลำพังในห้องน้ำจึงใช้มือแหงบุคคลดังกล่าว เช่นนี้ สามีจะอ้างว่าเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะได้ หรือไม่ และการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดฐานบุกรุกหรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๑๔๖/๒๕๕๒ การที่จำเลยยังคงติดตามให้ จ. กลับไปอยู่กับจำเลยและบุตร เมื่อจำเลยไปพบเห็น จ. กับผู้เสียหายอยู่กันตามลำพังในห้องน้ำในคืนเกิดเหตุนับได้ว่าเป็นพฤติการณ์ที่ผู้เสียหายได้กระทำการอันเป็นการข่มเหงในทางจิตใจของจำเลยอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมและจำเลยย่อมเกิดอารมณ์หึงหวงในฐานะที่ตนเองเป็นสามีของ จ. อยู่ และบันดาลโทสะขึ้นในขณะนั้นจึงได้ใช้มือแหงผู้เสียหาย ซึ่งแม้จำเลยแทง ผู้เสียหายครั้งแรกในห้องน้ำ และแทงผู้เสียหายครั้งต่อ ๆ มาที่ประตูหน้าบ้าน แต่ก็เป็นเหตุการณ์ที่ต่อเนื่องติดพันกันอยู่ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๒ จ. ยังเป็นภริยาจำเลย แต่การที่จำเลยเข้าไปในบ้านผู้เสียหายเพื่อถามหา จ. โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยกับผู้เสียหายมีความสัมพันธ์กันในทางใด ทั้งจำเลยก็ไม่เคยพักอาศัย อยู่กับผู้เสียหาย จำเลยย่อมไม่มีสิทธิเข้าไปในบ้านผู้เสียหายโดยพลการ จึงเป็นการเข้าไปโดยไม่มีเหตุอันสมควร การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานบุกรุก (ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๕ (๓) ประกอบมาตรา ๓๖๔) ",อาญา,, 63,3,,"สัญญาจำนองมีข้อตกลงยกเว้นบทบัญญัติติแห่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๓๓ ถ้าหนี้ประธานขาดอายุความแล้ว หากผู้รับจำนองฟ้องบังคับจำนอง ได้เงินน้อยกว่าจำนวนเงินที่ค้างชำระ จะบังคับถึงทรัพย์สินอื่นนอกจากทรัพย์จำนองได้หรือไม่ ","คำตอบ สัญญาจำนองมีข้อตกลงยกเว้นบทบัญญัติตามาตรา ๗๓๓ ถ้าหนี้ประธานขาดอายุความแล้ว แม้ผู้รับจำนองจะยังคงมีสิทธิบังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนองได้ตามมาตรา ๗๔๕ มาตรา ๑๙๓/๒๗ หรือมาตรา ๑๗๕๔ วรรคสาม ผู้รับจำนองก็คงบังคับได้เฉพาะทรัพย์สินที่จำนองเท่านั้น หาอาจบังคับถึงทรัพย์สินอื่นด้วยไม่ มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๗๐๕/๒๕๕๑ เจ้าหนี้มีสิทธิที่จะให้ชำระหนี้ของตนจากทรัพย์สินของลูกหนี้จนสิ้นเชิงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๑๔ เมื่อ จ. ลูกหนี้ถึงแก่ความตาย โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกให้จำเลยในฐานะายาทโดยธรรมของ จ. ชำระหนี้จากทรัพย์สินในกองมรดกของ จ. ได้ แม้หนี้เงินกู้ซึ่งเป็นหนี้ประธานจะขาดอายุความ โจทก์ก็มีสิทธิบังคับเอาจากทรัพย์สินที่จำนองได้ตามมาตรา ๑๗๕๔ วรรคสาม และมาตรา ๑๙๓/๒๗แต่คงบังคับได้เฉพาะทรัพย์สินที่จำนองเท่านั้น ไม่อาจบังคับถึงทรัพย์สินอื่นในกองมรดกได้ด้วย แม้สัญญาจำนองจะมีข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองระบุให้เจ้าหนี้มีสิทธิยึดทรัพย์สินอื่นของลูกหนี้มาชำระหนี้ได้ในกรณีที่ทรัพย์สินที่จำนองไม่พอชำระหนี้ เพราะเมื่อหนี้เงินกู้ซึ่งเป็นหนี้ประธานขาดอายุความแล้ว ทรัพย์สินอื่นในกองมรดกย่อมไม่ตกอยู่ในความรับผิดทางแพ่งอีกต่อไป คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๖๐/๒๕๕๐ โจทก์ฟ้องคดีนี้เกินกว่าหนึ่งปีนับแต่วันที่โจทก์ได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของ ช. เจ้ามรดกทำให้หนี้ตามสัญญากู้เงินอันเป็นหนี้ประธานขาดอายุความ เนื่องจากสัญญากู้เงินรายนี้มีการจดทะเบียนจำนองที่ดินเป็นประกันไว้ด้วย ดังนี้แม้หนี้ตามสัญญากู้เงินอันเป็นหนี้ประธานจะขาดอายุความ โจทก์ก็มีสิทธิบังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนองได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๕๔ วรรคสามประกอบมาตรา ๑๙๓/๒๗ แต่คงบังคับได้เฉพาะทรัพย์สินที่จำนองเท่านั้นหาอาจบังคับถึงทรัพย์สินอื่นของ ช. เจ้ามรดกได้ด้วยไม่ แม้หนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันและข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองเป็นประกันจะมีข้อความระบุว่า เมื่อถึงเวลาบังคับจำนองเขาทรัพย์จำนองขายทอดตลาดได้เงินจำนวนสุทธิน้อยกว่าจำนวนเงินที่ค้างชำระกับค่าอุปกรณ์ต่าง ๆ เงินยังขาดอยู่เท่าใดผู้จำนองและลูกหนี้ยอมรับผิดชอบรับใช้เงินที่ขาดจำนวนนั้นให้แก่ผู้รับจำนองจนครบจำนวนก็ตาม คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๖๕๙/๒๕๔๖ โจทก์รับโอนกิจการจากธนาคารมหานคร จำกัด(มหาชน) มาเป็นของโจทก์ โจทก์จึงต้องรับโอน ทั้งสิทธิและหน้าที่ของธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) เมื่อธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้รัฐถึงการตายของลูกหนี้ตั้งแต่วันที่ ๘ มีนาคม ๒๕๓๙ จึงต้องถือว่าโจทก์ก็ได้รู้แล้วด้วย โจทก์ยืนฟ้องวันที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๔๓ จึงเกินกำหนด ๑ ปี ฟ้องโจทก์ก็จึงขาดอายุความ และเป็นเหตุให้หนี้อุปกรณ์คือผู้ค้ำประกัน ที่จำเลยที่ ๑ ได้ทำไว้ต่อโจทก์หลุดพ้นจากความรับผิดไปด้วย แต่สัญญากู้เงินมีการจำนองเป็น ประกันไว้ด้วย ดังนี้ แม่หนี้สินตามสัญญา กู้เงินอันเป็นหนี้ประธานจะขาดอายุความ โจทก์ ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ด้วยการรับโอนสิทธิมาจากเจ้าหนี้เดิมย่อมใช้สิทธิบังคับเอาจากทรัพย์สินที่จำนองได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๕๔ วรรคสาม ประกอบมาตรา ๑๙๓/๒๗ และคงบังคับได้แต่เฉพาะทรัพย์สินที่จำนองเท่านั้น หากอาจบังคับถึงทรัพย์สินอื่นของผู้ตาย ได้ด้วยไม่ แม้สัญญาจำนองจะมีข้อความระบุให้เจ้าหนี้มีสิทธิยืดทรัพย์สินอื่นของลูกหนี้มาชำระ หนี้ได้ในกรณีที่ทรัพย์สินที่จำนองไม่พอชำระหนี้ก็ตาม คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๖๗/๒๕๔๙ ภ. ได้นำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างมาจดทะเบียน จำนองเพื่อเป็นประกันหนี้ในวงเงิน ๕,๕๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี โดยมีข้อตกลงว่าหากโจทก์บังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ย่อมให้บังคับเอาจากทรัพย์สินอื่น จนกว่าจะครบ ดังนี้ แม่หนี้ตามสัญญาบัญชีเดินสะพัดดังกล่าวจะขาดอายุความ แต่กรณีต้อง ด้วย ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๒๗ และมาตรา ๗๔๕ กล่าวคือ โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับจำนองจะบังคับ ชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนอง แม้เมื่อหนี้ที่จำนองเป็นประกันนั้นขาดอายุความแล้วก็ได้ แต่จะ บังคับให้ชำระดอกเบี้ยที่ค้างชำระย้อนหลังเกินกว่าห้าปีไม่ได้ และคงบังคับได้แต่เฉพาะ ทรัพย์สินที่ ภ. จำนองไว้เท่านั้น จะบังคับจากทรัพย์สินอื่นอีกหาได้ไม่ ถึงแม้ว่าตาม สัญญาจำนองจะกำหนดให้บังคับเอาจากทรัพย์สินอื่นจนกว่าจะครบ หากบังคับจำนองได้เงิน ไม่พอชำระหนี้ก็ตาม ",แพ่ง,, 63,3,,เจ้าของรวม ขายที่ดินเฉพาะส่วนของตนจะต้องได้รับความยินยอมจาก เจ้าของรวมคนอื่นหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๔๕๔/๒๕๕๑ โจทก์ได้ขายที่ดินโฉนดเลขที่ ๘๓๖๓๑ แก่บริษัท ม. โจทก์ก็มีหนังสือแจ้งให้จำเลยที่ ๑ ส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาทแก่โจทก์เพื่อนำไปจดทะเบียนโอน กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของโจทก์แก่บริษัทดังกล่าว แต่จำเลยที่ ๑ เพิกเฉย ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๖๑ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ""เจ้าของรวมคนหนึ่ง ๆ จะจำหน่ายส่วนของตน หรือ จำนอง หรือก่อให้เกิดภาระติดพันก็ได้"" และความในวรรคสองบัญญัติว่า ""แต่ตัวทรัพย์สินนั้น จะจำหน่าย จำน๋า จำนอง หรือก่อให้เกิดภาระติดพันได้ ก็แต่ด้วยความยินยอมแห่งเจ้าของ รวมทุกคน"" การที่โจทก์จำหน่ายกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของโจทก์แก่บริษัท ม. มิใช่ เป็นการก่อให้เกิดภาระติดพันแก่ตัวทรัพย์สิน ย่อมเป็นสิทธิของโจทก์ที่สามารถกระทำได้ ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๖๑ วรรคหนึ่ง โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากจำเลยทั้งสอง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๖๐ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ""เจ้าของรวมคนหนึ่ง ๆ มีสิทธิใช้ทรัพย์สินได้แต่การใช้นั้นต้องไม่ขัดต่อสิทธิแห่งเจ้าของรวมคนอื่นๆ"" การที่โจทก์จำหน่ายกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของโจทก์แก่บริษัท ม. เพื่อให้บริษัทดังกล่าวมีสิทธิใช้ที่ดินพิพาทในฐานะเจ้าของรวม จึงเป็นสิทธิของเจ้าของรวมคนหนึ่ง ๆ ที่จะกระทำได้ ทั้ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖ กับบัญญัติให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า บุคคลทุกคนกระทำการโดยสุจริต จำเลยที่ ๑ หามีสิทธิขัดขวางการจำหน่ายกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของโจทก์ไม่ ",แพ่ง,, 63,3,,เจ้าของรวมคนหนึ่งกำลังฟ้องขับไล่ผู้เช่า เจ้าของรวมอีกคนหนึ่งกลับไปทำสัญญาให้ผู้เช่าคนดังกล่าวเช่าต่ออีก สัญญาเช่าจะมีผลผูกพันเจ้าของรวมคนอื่นหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๙/๒๕๕๑ การจัดการทรัพย์สินตามธรรมดาเพื่อรักษาทรัพย์สินตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๕๘ วรรคสอง เจ้าของรวมคนใดคนหนึ่งมีสิทธิจัดการได้เสมอโดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของรวมคนอื่นก่อน แต่การที่ ส. เจ้าของรวมคนหนึ่งให้จำเลยเช่าตึกแถวพิพาทโดยทำสัญญาเช่าหลังจากโจทก์เจ้าของรวมอีกคนกำลังฟ้องขับไล่จำเลยผู้เช่าออกไปจากที่เช่า ย่อมเป็นการก่อให้เกิดภาระติดพันตึกแถวพิพาทซึ่งต้องได้รับความยินยอมจากโจทก์เจ้าของรวมด้วยตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๖๑ วรรคสอง เมื่อโจทก์ผู้เป็นเจ้าของรวมในตึกแถวพิพาทมิได้รู้เห็นยินยอมด้วย สัญญาเช่าจึงไม่สมบูรณ์และถือว่าเป็นการใช้สิทธิขัดต่อสิทธิแห่งเจ้าของรวมคนอื่นตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๖๐ วรรคหนึ่ง สัญญาเช่าระหว่างจำเลยกับ ส. เจ้าของรวมจึงไม่ผูกพันโจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยได้,แพ่ง,, 63,3,,"การยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๘๙ จะต้องมีจดหมายบอกกล่าวบังคับจำนองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๒๘ ก่อนหรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๐๗๕/๒๕๕๑ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองโดยขอให้นำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองมาชำระหนี้จำนองแก่ผู้ร้องก่อนเจ้าหนี้รายอื่น ซึ่งเป็นการร้องขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๘๙ แม้ว่าถือเสมือนหนึ่งว่าเป็นคำฟ้องบังคับจำนองซึ่งผู้ร้องจะต้องเสียค่าขึ้นศาลตามตาราง ๑ (ค) (เดิม) ท้าย ป.วิ.พ. อย่างหนึ่ง ก็ตาม แต่ก็มิใช่เป็นการฟ้องบังคับจำนองโดยวิธีทั่วไป เพราะทรัพย์จำนองดังกล่าวได้ถูกโจทก์ดำเนินการบังคับคดียืดทรัพย์ไว้แล้ว และแม้โจทก์กับผู้ร้องจะเป็นบุคคลคนเดียวกัน ก็ตาม แต่การที่ผู้ร้องร้องขอรับชำระหนี้จำนองซึ่งถือเป็นการร้องขอเขามาตามสิทธิที่กฎหมายบัญญัติรับรองไว้ในฐานที่แตกต่างกัน ทั้งผู้ร้องมิได้ขอให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๗๒๘ เป็นแต่ขอให้นำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองมาชำระหนี้จำนองแก่ผู้ร้องก่อนเจ้าหนี้รายอื่นเท่านั้น กรณีนี้จึงไม่จำต้องบอกกล่าวบังคับจำนองก่อนแต่อย่างใดที่ศาลชั้นต้น คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๙๗๕/๒๕๕๑ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๘๙ ไม่มีข้อจำกัดสิทธิของผู้รับจำนองว่าจะต้องฟ้องร้องบังคับจำนองก่อนหรือจะต้องเป็น เจ้าหนี้จำนองตามคำพิพากษาจึงจะขอรับชำระหนี้ได้ เมื่อจำเลยที่ ๑ ผิดนัดชำระหนี้ตาม สัญญากู้เงินและสัญญาจำนองแล้ว ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้รับจำนองย่อมยื่นคำร้องขอต่อศาลขอรับชำระ หนี้จำนองตามมาตรา ๒๘๙ ได้ การบอกกล่าวบังคับจำนองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๒๘ ใช้สำหรับกรณีที่ผู้รับจำนองฟ้องคดีต่อศาลเพื่อให้พิพากษาสั่งให้ยึดทรัพย์สินซึ่งจำนอง แต่ใน กรณีการยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองก่อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๘๙ ไม่ใช่การฟ้องคดีบังคับจำนองที่จะต้องยึดทรัพย์นั้นอีก ผู้ร้องจึงยื่นคำร้อง ขอรับชำระหนี้จำนองได้โดยไม่จำต้องมีจดหมายบอกกล่าวไปยังจำเลยที่ ๑ ลูกหนี้ก่อน ",แพ่ง,, 63,3,,"การเอาทรัพย์สินที่วางขายในร้านเพื่อจำหน่ายแก่ผู้มาซื้อ ด้วยวิธีการนำไป ซุกซ่อนไว้ในเสื้อผ้าของเขา โดยมีเจตนาว่าจะไม่ชำระราคา จะถือได้หรือไม่ว่ากรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ขายตกไปเป็นของผู้กระทำดังกล่าว จึงไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๖๕๖/๒๕๕๑ จำเลยฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่า การกระทำ ของจำเลยไม่ครบองค์ประกอบความผิดฐานลักทรัพย์ เนื่องจากผู้เสียหายนำสินค้าซึ่งเป็นร้าน เชเว่นเอีเลฟเว่นนำสินค้ามาวางเพื่อจำหน่ายตามชั้น กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินดังกล่าวย่อมเป็นของ ผู้เสียหาย แต่เมื่อจำเลยเลือกและหยิบสินค้าออกมาตามต้องการแล้ว กรรมสิทธิ์ในทรัพย์ ดังกล่าวย่อมโอนมาเป็นของจำเลยทันทีเพราะเป็นทรัพย์เฉพาะสิ่งตามประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ มาตรา ๔๖๐ ประกอบด้วยมาตรา ๑๙๕ วรรคสอง เห็นว่า หลักเรื่องการโอนกรรมสิทธิตามบทบัญญัติของกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่จำเลยกล่าวอ้างมานั้น เป็นหลักการพิจารณาเกี่ยวกับความรับผิดในทางแพ่งของสัญญาซื้อ ขายที่ได้มีการกระทำโดยสุจริต ซึ่งเป็นคนละกรณีกับการพิจารณาความรับผิดในทางอาญา ดังเช่นกรณีนี้ เนื่องจากทรัพย์สินของผู้เสียหายที่วางไว้ในร้านของผู้เสียหายเพื่อจำหน่ายแก่ผู้มา ซื้อ กรรมสิทธิ์และสิทธิครอบครองในทรัพย์สินดังกล่าวย่อมเป็นของผู้เสียหาย แต่เมื่อข้อเท็จจริง ได้ความว่าจำเลยเอาไปซึ่งทรัพย์สินดังกล่าวด้วยวิธีการนำไปซุกซ่อนไว้ในเสื้อผ้าของจำเลยโดย มีเจตนาที่จะไม่ชำระราคาทรัพย์สินนั้น จึงเป็นการกระทำโดยเจตนาทุจริตเพื่อได้ทรัพย์สิน ของผู้เสียหายดังกล่าวไป การกระทำของจำเลยจึงครบองค์ประกอบความผิดฐานลักทรัพย์แล้ว ",อาญา,, 63,4,,การได้ภาระจำยอมโดยทางนิติกรรมซึ่งได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนการได้มา กับพนักงานเจ้าหน้าที่ หากต่อมา มีการโอนภารยทรัพย์ไปให้แก่บุคคลอื่น ภาระจำยอมจะตกติดไปกับ ภารยทรัพย์หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๘๙/๒๕๕๒ ภาระจำยอมเป็นทรัพยสิทธิที่ก่อตั้งขึ้นด้วยอาศัยอำนาจแห่งกฎหมายตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๕๘ และการได้มาโดยนิติกรรมซึ่งภาระจำยอมของโจทก์ได้ทำ เป็นหนังสือและจดทะเบียนการได้มากับพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา ๑๒๙๔ วรรคแรก แล้วจึงเป็นทรัพยสิทธิที่สมบูรณ์ มีผลทำให้ที่ดินโฉนดเลขที่ ๔๔๕๓ ของ ค. ตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๓๑๘๔ ของโจทก์ใช้สำหรับรถยนต์เข้าออกได้ทั้งแปลง เมื่อบันทึกข้อตกลงดังกล่าวมิได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น ภาระจำยอมย่อมตกติดไปกับที่ดินโฉนดเลขที่ ๔๔๕๓ ซึ่งเป็นภารยทรัพย์ตามมาตรา ๑๓๙๓ จำเลยได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๔๔๕๓ มาจาก ค. จึงต้องยอมให้โจทก์ใช้ที่ดินดังกล่าวเป็นทางสำหรับรถยนต์เข้าออก และต้องงดเว้นการใช้สิทธิบางอย่างอันมีอยู่ในกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๓๑๘๔ ของโจทก์ซึ่งเป็นสามยทรัพย์ตามมาตรา ๑๓๘๗ ภาระจำยอมดังกล่าวจะสิ้นไปเมื่อภารยทรัพย์หรือสามยทรัพย์เสียหายไปทั้งหมด หรือสิ้นไปเพราะไม่ได้ใช้ สิบปี หรือสิ้นไปเพราะภาระจำยอมนั้นมหดประโยชน์แก่สามยทรัพย์ตามมาตรา ๑๓๙๗ มาตรา ๑๓๙๙ และมาตรา ๑๔๐๐ และกฎหมายมิได้ให้อำนาจแก่เจ้าของภารยทรัพย์ที่จะเลิกภาระจำยอมได้,แพ่ง,, 63,4,,การได้ภาระจำยอมโดยทางนิติกรรมแต่ยังมิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ กับการได้ภาระจำยอมโดยอายุความแต่ยังไม่ได้จดทะเบียนภาระจำยอม หากต่อมา มีการโอนอสังหาริมทรัพย์ (ภารยทรัพย์) ดังกล่าวไปให้แก่บุคคลอื่น ดังนี้ ระหว่างผู้ได้ภาระจำยอมกับผู้รับโอนภารยทรัพย์ ผลเกี่ยวกับภาระจำยอมจะเป็นอย่างไร,"คำตอบ (ก) การได้ภาระจำยอมโดยทางนิติกรรมแต่ยังมิได้จดทะเบียนต่อพนักงาน เจ้าหน้าที่ มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๒๒๙/๒๕๔๒ แม้ ท. เจ้าของที่ดินเดิมยินยอมให้ทางพิพาทเป็น ทางภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ อันเป็นกรณีที่โจทก์ได้ภาระจำยอมโดยทางนิติกรรมก็ตาม แต่มีอย่างมิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ การได้มาย่อมไม่บริบูรณ์ ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๙๙ วรรคหนึ่ง และคงใช้บังคับได้ในฐานะบุคคลสิทธิเฉพาะโจทก์กับ ท. ซึ่งเป็นคู่สัญญาเท่านั้น แต่ไม่มีผลผูกพันบุคคลภายนอกด้วย เมื่อ ท. ยกที่ดินแปลงดังกล่าวให้จำเลยถือว่า จำเลยเป็น บุคคลภายนอก ทั้งในเรื่องให้หาได้มีบทบัญญัติให้ผู้รับต้องรับหน้าที่และความรับผิดต่าง ๆ ของผู้ให้ ไปด้วยอย่างกรณีทยาทรัมพรดกไม่ ความยินยอมดังกล่าวจึงไม่มีผลผูกพันให้จำเลยต้องจดทะเบียน ภาระจำยอมหรือเปิดทางพิพาทแก่โจทก์ อย่างไรก็ดี แม้การได้ภาระจำยอมโดยทางนิติกรรมจะไม่บริบูรณ์ เพราะมิได้จดทะเบียน การได้มา แต่หากปรากฏว่าได้ใช้ทางโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาให้เป็นทางภาระจำยอม ติดต่อกันเป็นเวลา ๑๐ ปี ก็มีสิทธิได้ภาระจำยอมโดยอายุความ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๙๙๑/๒๕๕๑ ตามหนังสือสัญญาซื้อขายสัญญาช้อ ๓ ระบุว่า น. ผู้ขายยอมให้ทางต่อเมื่อที่ดินส่วนอื่นได้ขายให้คนอื่น น. ได้ยืนยอมจะให้ทางเดินกว้าง ๒ เมตร ความยาวจนถึงถนนใหญ่ไม่ว่ากรณีใด ๆ เห็นได้ว่าข้อตกลงดังกล่าวเกิดจากการที่โจทก์ซื้อที่ดินจาก น. ซึ่งแบ่งขายที่ดินส่วนหนึ่งของที่ดินให้แก่โจทก์ เพื่อประสงค์ให้โจทก์มีทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะผ่านที่ดินของ น. อันมีลักษณะเป็นการได้ประโยชน์ของคู่สัญญาทั้งสองฝ่าย มิใช่เป็นกรณีที่โจทก์อาศัยสิทธิของ น. แต่เพียงฝ่ายเดียว ข้อตกลงที่ให้โจทก์มีสิทธิใช้ทางพิพาทดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นการได้ภาระจำยอมโดยนิติกรรมอันเป็นทรัพยสิทธิอันเกี่ยวข้องหาริมทรัพย์ แต่เมื่อโจทก์ยังไม่จดทะเบียนการได้มา จึงไม่บริบูรณ์ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๙๙ วรรคแรก อย่างไรก็ตาม แม้มารได้ภาระจำยอมโดยนิติกรรมของโจทก์จะไม่บริบูรณ์ดังกล่าว หากปรากฏว่าโจทก์ได้ใช้ทางพิพาทโดยความสงบและโดยเปิดเผย ด้วยเจตนาให้เป็นทางภาระจำยอมติดต่อกันเป็นเวลา ๑๐ ปี โจทก์ก็มีสิทธิได้ภาระจำยอมโดยอายุความ ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๐๑ ประกอบมาตรา ๑๓๘๒ (ข) การได้ภาระจำยอมโดยอายุความแต่ยังไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๔๕๙/๒๕๕๑ แม้โจทก์จะซื้อที่ดินโดยสุจริตจากการขายทอดตลาดแต่ก่อนเวลาที่โจทก์จะได้มาซึ่งที่ดินดังกล่าว จำเลยได้ใช้ที่ดินตลอดมาโดยสงบ โดยเปิดเผยและด้วยเจตนาให้ได้สิทธิภาระจำยอมติดต่อกันเกิน ๑๐ ปี จำเลยในฐานะเจ้าของสามยทรัพย์ย่อมได้ภาระจำยอมเหนือที่ดินของโจทก์ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๐๑ มิใช่เพียงรุกล้ำใช้อย่างสภาพทางจำเป็นแม้จำเลยจะยังไม่จดทะเบียนสิทธิภาระจำยอมก็หาทำให้สิทธิดังกล่าวสิ้นไป เพราะทรัพย์วัตถุแห่งสิทธิ เป็นประธานภาระจำยอมมีลักษณะเป็นสิทธิประเภทรถยนต์สิทธิมิใช่การได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ จึงไม่อยู่ในบังคับหลักกฎหมายที่ว่าสิทธิอันยังมิได้จดทะเบียน มิให้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนแทนและโดยสุจริต และได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้วตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๙๙ วรรคสอง คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๒๖๒/๒๕๔๘ คดีก่อนศาลฎีกาพิพากษาว่าทางพิพาทตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๕๗๖๔ โดยอายุความ อันเป็นทรัพยสิทธิที่ติดไปกับตัวทรัพย์ กรณีหาใช้เป็นภาระจำยอมโดยนิติกรรมซึ่งยังมิได้จดทะเบียนอันเป็นบุคคลสิทธิไม่ จำเลยทั้งสองหาอาจอ้างว่าจำเลยทั้งสองได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินที่เป็นภารยทรัพย์โดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต จึงมีสิทธิดีกว่าโจทก์ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๙๙ วรรคสอง ได้ไม่ เพราะสิทธิตามความหมายในบทบัญญัติดังกล่าวต้องเป็นสิทธิในประเภทเดียวกัน แต่ภาระจำยอมเป็นสิทธิในประเภทรอนสิทธิ ส่วนกรรมสิทธิ์เป็นสิทธิในประเภทใต้สิทธิเป็นสิทธิคนละประเภทกัน ทั้งโจทก์และจำเลยทั้งสองเป็นผู้สืบสิทธิจากคู่ความในคดีก่อน คำพิพากษาศาลมฎีกาคดีก่อนจึงมีผลผูกพันโจทก์และจำเลยทั้งสอง คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๔๘๒/๒๕๔๑ คดีก่อนโจทก์ฟ้อง ส. เจ้าของภารยทรัพย์ที่จำเลยรับโอนต่อมาโดยจำเลยมิได้เป็นคู่ความในคดีนั้นก็ตาม แต่เมื่อคดีก่อนศาลมีคำพิพากษาว่า โจทก์ได้สิทธิภาระจำยอมในทางพิพาทตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๐๑ ประกอบมาตรา ๑๓๘๒ จึงเป็นกรณีที่โจทก์ได้สิทธิภาระจำยอมอันเป็นทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากทางนิติกรรม ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๙๙ วรรคสอง เป็นทรัพยสิทธิคนละประเภทกับกรรมสิทธิ์ที่เจ้าของกรรมสิทธิ์มีอำนาจในอสังหาริมทรัพย์ของตนเอง และภาระจำยอมเป็นทรัพย์ที่กฎหมายบัญญัติเพื่อประโยชน์แก่อสังหาริมทรัพย์ มิได้มุ่งเพื่อประโยชน์ของบุคคลหนึ่งบุคคลใดโดยเฉพาะภาระจำยอมจึงย่อมตกติดไปกับอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นสามยทรัพย์และภารยทรัพย์ แม้ว่ามีการโอนอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวไปให้แก่บุคคลอื่น ภาระจำยอมก็หาได้หมดสิ้นไปไม่ เว้นแต่กรณีจะต้องตามบทบัญญัติของกฎหมายเท่านั้น ดังนั้น ไม่ว่าจำเลยจะรับโอนที่พิพาทมาโดยสุจริตหรือไม่ก็ตามก็ไม่อาจจะยกขึ้นต่อผู้กับสิทธิภาระจำยอมของโจทก์ได้ คำพิพากษาศาลดังกล่าว จึงผูกพันจำเลยด้วยในฐานะที่เป็นเจ้าของ ภารยทรัพย์ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๘๐๘-๕๘๓๒/๒๕๓๗ สิทธิภาระจำยอมของโจทก์ได้มีขึ้นโดยผลแห่งกฎหมายรับรอง และจะสิ้นสุดไปก็ด้วยเหตุต่าง ๆ ที่กฎหมายกำหนด ส่วนของจำเลยทั้งหมดที่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินภารยทรัพย์โดยทางทะเบียนไม่เป็นเหตุให้สิทธิภาระจำยอมของโจทก์สิ้นสุดลงได้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๑๖-๘๑๘/๒๕๓๓ ภาระจำยอมเป็นทรัพยสิทธิประเภทที่จำกัดตัดตอนกรรมสิทธิ์เป็นทรัพยสิทธิ์ที่ผูกพันอยู่กับอสังหาริมทรัพย์ซึ่งเป็นภารยทรัพย์ เพื่อประโยชน์แก่อสังหาริมทรัพย์อื่นอันเป็นสามยทรัพย์ ไม่ใช่ทรัพยสิทธิส่วนตัวบุคคล แม้เจ้าของภารยทรัพย์จะเปลี่ยนตัวไปก็หาเป็นข้อสำคัญไม่ ส่วนมาตรา ๑๒๙๙ ที่บัญญัติว่า “สิทธิอันยังมิได้จดทะเบียนนั้นมิให้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและสุจริต และได้จดทะเบียนโดยสุจริตแล้ว” นั้นหมายความถึงแต่กรณีที่บุคคลได้มาโดยสุจริตซึ่งทรัพยสิทธิอันเดียวกันกับทรัพยสิทธิ์ที่ยังไม่ได้จดทะเบียนนั้น จำเลยชี้ว่าตนพิพาทมา เป็นการได้สิทธิประเภทกรรมสิทธิ์ในที่ดินภารยทรัพย์แล้วสร้างกำแพงปิดล้อมที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทางภาระจำยอมที่โจทก์ใช้รถยนต์วิ่งเข้าออกที่ดินของโจทก์ กรณีจึงมิใช่การโต้เถียงกันในเรื่องการได้สิทธิในทรัพยสิทธิอันเดียวกัน จำเลยจะยกการรับโอนกรรมสิทธิ์โดยเสียค่าตอบแทนและสุจริตขึ้นเป็นข้อต่อสู้เพื่อให้ภาระจำยอมที่มีอยู่ในที่ดินพิพาทต้องสิ้นไปหาได้ไม่ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๙๘๔/๒๕๓๓ ภาระจำยอมจะสิ้นไปก็ด้วยเมื่อภารยทรัพย์สลายไปทั้งหมดหรือมิได้ใช้สิบปี ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๙๗ หรือมาตรา ๑๓๙๙ และภาระจำยอมเป็นทรัพยสิทธิประเภทที่จำกัดตัดตอนกรรมสิทธิ์ เป็นทรัพยสิทธิที่ผูกพันอยู่กับอสังหาริมทรัพย์ซึ่งเป็นภารยทรัพย์ เพื่อประโยชน์แก่อสังหาริมทรัพย์อื่นอันเป็นสามยทรัพย์ไม่ใช่ทรัพยสิทธิส่วนบุคคล ดังนั้น แม้เจ้าของภารยทรัพย์จะเปลี่ยนตัวไปก็หาเป็นข้อ สำคัญไม่ ส่วนสิทธิอันยังมิได้จดทะเบียนที่มาตรา ๑๒๙๙ วรรคสอง มิให้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต และได้จดทะเบียนโดยสุจริตแล้วนั้น หมายความถึงแต่กรณีที่บุคคลได้มาโดยสุจริตซึ่งทรัพยสิทธิอันเดียวกันกับทรัพยสิทธิที่ยังไม่ได้จดทะเบียนนั้นจำเลยซื้อที่ดินภารยทรัพย์เป็นการได้สิทธิประเภทกรรมสิทธิ์ในที่ดินภารยทรัพย์ มิใช่การได้สิทธิในทรัพยสิทธิอันเดียวกันกับภาระจำยอม จำเลยจะยกการรับโอนกรรมสิทธิ์โดยเสียค่าตอบแทนและสุจริตขึ้นเป็นข้อต่อสู้เพื่อให้ภาระจำยอมที่มีอยู่ในที่ดินพิพาทต้องสิ้นไปหาได้ไม่ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๐๐๓/๒๕๓๓ ผู้ได้ภาระจำยอมโดยอายุความตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๐๑ ประกอบมาตรา ๑๓๘๒ แม้ว่าจะยังไม่ได้จดทะเบียนการจำยอม และไม่ว่าผู้รับโอนภารยทรัพย์จะรับโอนมาโดยสุจริตหรือไม่ก็ตาม ก็ไม่อาจต่อสู้กับสิทธิภาระจำยอมดังกล่าวได้",แพ่ง,, 63,4,,การฟ้องเท็จคดีแพ่งเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาหรือไม่,"คำตอบ การฟ้องเท็จในคดีแพ่งไม่มีกฎหมายบัญญัติว่าเป็นความผิดทางอาญา และการฟ้อง กับการยื่นคำให้การในคดีแพ่ง ไม่เป็นการแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๓๗ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๗๔/๒๕๑๓ การฟ้องเท็จนั้น ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๗๕ บัญญัติว่าต้องเป็น การฟ้องเท็จในคดีอาญา การฟ้องเท็จในคดีแพ่งไม่มีกฎหมายบัญญัติว่าเป็นความผิดทางอาญาแต่อย่างใด การฟ้องเท็จในคดีแพ่งจะถือว่าเป็นการแจ้งความต่อเจ้าพนักงานอันจะเป็นความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๓๗ ตามที่โจทก์ปฏิภาณามาหรือไม่นั้น ศาลฎีกาก็เห็นว่า การฟ้องความกับการแจ้งความ ต่อเจ้าพนักงานนั้นเป็นการกระทำคนละประเภท การฟ้องความเป็นวิธีดำเนินการตามกระบวนการวิธีพิจารณาความ ไม่ใช่เป็นการแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตามความหมายแห่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๓๗ ตามที่โจทก์อ้าง และคำให้การที่จำเลยยืนต่อศาลนั้นก็เป็นวิธีดำเนินการตามกระบวนการพิจารณาความเช่นกัน หากใช้เป็นการแจ้งความต่อเจ้าพนักงานไม่ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า การฟ้องและ การยื่นคำให้การเท็จในคดีแพ่ง ไม่เป็นความผิดตามบทกฎหมายที่โจทก์ฟ้องจึงชอบแล้ว... ฯลฯ การยื่นคำร้องขอเป็นคดีไม่มีข้อพิพาทขอให้แสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๘๒ เพื่อดังประเด็น แม้ผู้พิพากษาเป็นเจ้าพนักงานในตำแหน่งตุลาการ หากข้อความเป็นเท็จ ก็ไม่เป็นการแจ้งความแก่เจ้าพนักงานตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๓๗ เช่นกัน (คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๒๒/๒๕๑๘ อ้างคำพิพากษาฎีกาที่ ๕๓๐/๒๕๑๕) เป็นการใช้สิทธิตางศาลดาม ป.วิ.พ. มาตรา ๕๕ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๓๐/๒๕๑๕ คำร้องคัดค้านที่ยื่นต่อศาลเพื่อตั้งประเด็นระหว่าง โจทก์จำเลยในคดีนั้น แม้ว่าผู้พิพากษาจะเป็นเจ้าพนักงานในตำแหน่งตุลาการหากจะฟังว่าตาม คำร้องคัดค้านนั้นเป็นเท็จก็ไม่มีบทกฎหมายบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิด และจะนำมานตรา ๑๓๗ แห่งประมวลกฎหมายอาญาบังคับไม่ได้ และเมื่อการยื่นคำร้องคัดค้านดังกล่าว เป็นการแสดงข้อความในกระบวนพิจารณาคดีในศาลเพื่อประโยชน์แก่คดีของจำเลย แม้ข้อความนี้จะเป็น หมิ่นประมาทโจทก์ กรณียื่นด้วยข้อยกเว้นตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๑ จำเลยก็ไม่มีความผิดฐานหมิ่น ประมาทโจทก์ โจทยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก จำเลยยื่นคำร้องคัดค้านเพื่อตั้งประเด็นระหว่างโจทก์จำเลย ในคดีนั้น แม้ว่าผู้พิพากษาจะเป็นเจ้าพนักงานในตำแหน่งตุลาการ แต่การที่จำเลยยื่นคำร้องคัดค้าน นั้นก็เป็นการยื่นคำคู่ความเพื่อตั้งประเด็นในการพิจารณาของศาล หากจะรับฟังว่าข้อความตามคำร้อง คัดค้านของจำเลยเป็นเท็จ ก็ไม่มีบทกฎหมายบัญญัติว่าการกระทำเช่นนี้เป็นความผิดและจะนำมาตรา ๑๓๗ มาใช้แก่กรณีนี้ก็ไม่ได้ เพราะ ประมวลกฎหมายอาญา มารานี้มีได้มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่การยื่นคำคู่ความเพื่อตั้ง ประเด็นในการพิจารณาคดีของศาลดังกล่าวข้างต้น ",อาญา,, 63,5,,สำคัญผิดในข้อเท็จจริงว่ามีเหตุจำต้องกระทำเพื่อป้องกัน แต่กระทำโดยป้องกันอันเกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องกระทำเพื่อป้องกัน หากความสำคัญผิดเกิดขึ้นโดยความประมาท ผู้กระทำจะมีความผิดอย่างใด,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๙๖๘/๒๕๕๑ จำเลยสำคัญผิดว่าผู้ตายกับพวกเข้ามาลักผลไม้ในไร่และผู้ตายเดินเข้ามาจะทำร้ายจำเลย แต่ผู้ตายไม่ได้มีอาวุธหรือพูดช่วยหูหรือมีกิริยาอาการว่าจะทำร้ายจำเลยโดยวิธีใด อันจะทำให้จำเลยได้รับอันตรายร้ายแรง หากจำเลยเพียงแต่ยิงขู่ก็น่าจะเป็นการเพียงพอที่จะทำให้ผู้ตายเกรงกลัวและหลบหนีไปได้ เพราะผู้ตายมิใช่คนร้าย การที่จำเลยใช้อาวุธปืนลูกซองยาวยิงผู้ตายที่บริเวณหน้าท้อง ๑ นัด จนผู้ตายล้มลงแล้วจำเลยยังใส่กระสุนปืนลูกซองเข้าไปใหม่แลวยิงผู้ตายที่ศีรษะซ้ำอีก ๑ นัด จนถึงแก่ความตาย จึงเป็นการกระทำโดยป้องกันอันเกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องกระทำเพื่อป้องกัน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๖๙ และความสำคัญผิดของจำเลยเกิดขึ้นโดยความประมาท เนื่องจากมิได้ใช้ความระมัดระวังพิจารณาให้รอบคอบว่าผู้ตายกับพวกเป็นคนร้ายจริงไม่ จำเลยจึงมีความผิดฐานกระทำโดยประมาท เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๑ โดยผลของมาตรา ๖๒ วรรคสองด้วย เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ ประกอบด้วยมาตรา ๖๙ และ ๖๒ วรรคแรก กับมาตรา ๒๙๑ ประกอบด้วยมาตรา ๖๒ วรรคสอง อันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามมาตรา ๒๘๘ ประกอบด้วยมาตรา ๖๙ และ ๖๒ วรรคแรก ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียวกตามมาตรา ๙๐ ",อาญา,, 63,5,,ที่ดินที่จำนองมีการแบ่งแยกออกเป็นหลายแปลงก่อนที่ผู้รับจำนองจะฟ้องบังคับจำนอง ดังนี้ ผู้รับจำนองมีสิทธิขอให้บังคับจำนองแค่ที่ดินทุกแปลงที่แบ่งแยกออกมาจากที่ดินที่จำนองหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๓๑๔ - ๘๓๑๕/๒๕๕๑ จำเลยฎีกาว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ ๖๘๕ ตามสัญญาจำนองได้มีการแบ่งแยกออกไปเป็นอีก ๘ แปลง คือที่ดินโฉนดเลขที่๕๕๗๒๘ ถึง ๕๕๗๓๕ ก่อนที่โจทก์จะฟ้องคดีนี้ จึงถือว่าเป็นคนละแปลงกันและในคำฟ้องโจทก์มิได้บรรยายฟ้องและมิได้ขอบังคับถึงที่ดินโฉนดเลขที่ ๕๕๗๒๘ ถึง ๕๕๗๓๕ ทั้งไม่ได้ระบุไว้ในคำพิพากษาให้ขายทอดตลาดไปพร้อมกับที่ดินโฉนดเลขที่๖๘๕ ดังกล่าว การที่โจทก์บังคับจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ ๕๕๗๒๘ ถึง ๕๕๗๓๕ ด้วยจึงเป็นการบังคับคดีไม่เป็นไปตามลำดับตามคำพิพากษานั้น เห็นว่า แม้ว่ามีการแบ่งแยกที่ดินที่จำนองโฉนดเลขที่ ๖๘๕ ออกเป็นหลายแปลงตามโฉนดเลขที่ ๕๕๗๒๘ ถึง ๕๕๗๓๕ ก่อนที่โจทก์จะฟ้องคดีก็ตาม เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ในฐานะผู้รับจำนองได้ตกลงยินยอมให้จำเลยทำการแบ่งแยกที่ดินที่จำนองออกไปโดยปลอดจากการจำนอง ต้องถือว่าการจำนองยังคงครอบไปถึงส่วนเหล่านั้นหมดทุกส่วนที่แบ่งแยกออกไปด้วยกันอยู่นั่นเอง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๑๗ โจทก์จึงมีสิทธิที่จะขอให้บังคับจำนองแก่ที่ดินทุกแปลงที่แบ่งแยกออกไปจากที่ดินที่จำนองอย่างทรัพย์ที่จำนองได้ ดังนั้น การที่โจทก์บังคับจำนองเอาแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ ๕๕๗๒๘ ถึง ๕๕๗๓๕ ด้วย จึงมิใช่เป็นการบังคับเอาแก่ทรัพย์ สินอื่นของจำเลยอันจะทำให้การบังคับคดีไม่เป็นไปตามลำดับตามคำพิพากษาแต่อย่างใด คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๘๖๒/๒๕๕๒ ภายหลังจากจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ จำนองที่ดินโฉนดที่ดินพิพาทแล้วมีการแบ่งแยกโฉนดที่ดินพิพาทออกเป็นแปลงย่อยอีก ๓ แปลงซึ่งที่ดินที่แบ่งแยกนี้ต้องติดจำนองทุกแปลง บุคคลใดรับโอนไปผู้รับจำนองติดตามไปบังคับจำนองได้ เพราะเป็นทรัพย์สินซึ่งจำนองอยู่เดิมแม้ว่าแบ่งออกเป็นหลายส่วนจำนองก็ยังคงครอบไปถึงส่วนเหล่านั้นหมดทุกส่วนด้วยกันอยู่นั่นเอง เมื่อคำขอท้ายฟ้องได้ขอให้บังคับจำนองที่ดินโฉนดที่ดินที่พิพาทแล้ว โจทก์จึงมีสิทธิบังคับจำนองที่ดินโฉนดที่ดินที่พิพาทได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๑๗ การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้บังคับจำนองเฉพาะที่ดินแปลงย่อยจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาพิพากษาให้บังคับจำนองที่ดินโฉนดที่ดินพิพาทด้วย ",แพ่ง,, 63,5,,ผู้ได้ภาระจำยอมโดยอายุความมีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๓๗ กรณีที่เจ้าของที่ดินภารยทรัพย์โอนที่ดินที่มีทางภาระจำยอมให้แก่บุคคลอื่นหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๔๐๐/๒๕๕๑ อำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๓๗ เป็นอำนาจของเจ้าหนี้ โจทก์ที่ ๑อ้างว่าโจทก์ที่ ๑ ได้ภาระจำยอมโดยอายุความในทางเดินผ่านที่ดินของจำเลยที่ ๑อันเป็นการกล่าวอ้างว่าตนมีสิทธิในทรัพย์ของผู้อื่นในลักษณะของทรัพยสิทธิ เมื่อเป็นเรื่องของทรัพยสิทธิ โจทก์ที่ ๑ จึงไม่อาจฟ้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลตามมาตรา ๒๓๗ แต่ต้องไปว่ากล่าวเอาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๔ ในส่วนที่ว่าด้วยภาระจำยอม ส่วนโจทก์ที่ ๒ นั้นได้ความเหียงว่าเป็นผู้เช่าที่ดินจากโจทก์ที่ ๑โดยไม่ปรากฏว่ามีนิติสัมพันธ์ใด ๆ กับจำเลยที่ ๑ โจทก์ที่ ๒ จึงไม่ใช่เจ้าหนี้ที่จะมีสิทธิฟ้องให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เพิกถอนการฉ้อฉลได้เช่นกัน หมายเหตุ (โดยอาจารย์ไพโรจน์ วายุภาพ) โจทก์ที่ ๑ อ้างว่าได้ภาระจำยอมมาโดยอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๐๑ ประกอบมาตรา ๑๓๘๒ ซึ่งเป็นเรื่องทรัพยสิทธิในบรรพ ๔ ซึ่งไม่ก่อให้เกิดหนี้ผูกพันให้จำเลยที่ ๑ ต้องจดทะเบียนภาระจำยอมให้แก่โจทก์ที่ ๑ โจทก์ที่ ๑ จึงไม่ใช่เจ้าหนี้ที่จะฟ้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลตามมาตรา ๒๓๗ ได้ แต่ถ้ามีข้อตกลงระหว่างโจทก์ที่ ๑ กับจำเลยที่ ๑ ให้โจทก์ที่ ๑ มีสิทธิภาระจำยอมในทาง เดิน ย่อมก่อให้เกิดหนี้ทำให้โจทก์ที่ ๑ เป็นเจ้าหนี้มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลตามมาตรา ๒๓๗ ได้ ",แพ่ง,, 63,5,,กรณีผู้จำนองถึงแก่กรรม หากผู้รับจำนองประสงค์จะฟ้องบังคับจำนองต้องบอกกล่าวบังคับจำนองก่อนตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๒๘ หรือมาตรา ๗๓๕ และต้องบอกกล่าวแก่ผู้ใด,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๕๕๓/๖๕๔๒ ในกรณีที่เจ้าหนี้ซึ่งเป็นผู้รับจำนองประสงค์จะฟ้องบังคับจำนอง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๒๘ บังคับให้เจ้าหนี้ต้องบอกกล่าวเป็นหนังสือไปยังผู้จำนองซึ่งเป็น ลูกหนี้ในคำบอกกล่าวนั้นเจ้าหนี้จะต้องกำหนดเวลาให้ผู้จำนองชำระหนี้จำนอง และกำหนดเวลาดังกล่าวจะต้องเป็นกำหนดเวลาอันสมควรด้วย เพื่อให้โอกาสผู้จำนองชำระหนี้จำนอง ทำให้ไม่ต้องถูกฟ้องให้ศาลสั่งยึดทรัพย์สินซึ่งจำนองไปขายทอดตลาดเอาเงินมาชำระหนี้ การบอกกล่าวจึงเป็นเงื่อนไขที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับจำนองจะต้องกระทำให้ถูกต้องก่อน จึงจะฟ้องบังคับจำนองได้ การบอกกล่าวดังกล่าวเป็นการแสดงเจตนาที่จะต้องมีผู้รับการแสดงเจตนา คือผู้จำนอง เมื่อผู้จำนองถึงแก่กรรมก่อนผู้รับจำนองมีหนังสือบอกกล่าว แม้ว่ามีผู้อื่นรับหนังสือนั้นไว้ ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นการบอกกล่าวบังคับจำนองที่ชอบด้วย ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๒๘ เมื่อผู้จำนองถึงแก่กรรม มรดกของผู้จำนองซึ่งรวมตลอดถึงสิทธิน้ำที่และความรับผิดชอบผู้จำนองย่อมตกทอดแก่ทายาทดาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๙๙, ๑๖๐๐ ถ้ามีผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองแล้ว โจทก์ผู้รับจำนองประสงค์จะบังคับจำนอง โจทก์ต้องมีจดหมายบอกกล่าวแก่ผู้รับโอนล่วงหน้าเดือนหนึ่งก่อน ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๓๕ ถ้ายังไม่ปรากฏว่าผู้ใดเป็นผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนอง แต่ผู้จำนองมีทายาทหรือผู้จัดการมรดกโจทก์ต้องบอกกล่าวแก่บุคคลดังกล่าวซึ่งเป็นเสมือนผู้รับโอนทรัพย์สินที่จำนอง การบอกกล่าวนี้ต้องทำเป็นจดหมายหรือหนังสือ และต้องบอกกล่าวล่วงหน้าอย่างน้อย ๑ เดือน โจทก์จึงจะฟ้องบังคับจำนองได้ โจทก์มิได้บอกกล่าวบังคับจำนองแก่จำเลยซึ่งเป็นทายาทของผู้จำนองก่อนฟ้อง และการที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นการบอกกล่าวบังคับจำนองตามกฎหมาย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องบังคับจำนอง ",แพ่ง,, 63,5,,การบังคับขู่เข็ญให้ลงลายมือชื่อในสัญญากู้ ถือเป็นประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินในความผิดฐานกรรโชกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๗ หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๖๔๕/๒๕๔๓ จำเลยที่ ๑ ซักต่อยทำร้ายผู้เสียหายเพื่อบังคับขู่เข็ญให้ผู้เสียหายจำต้องลงลายมือชื่อในสัญญาหุ้นเงินและสัญญาซื้อขาย การที่จำเลยที่ ๒ พูดกับผู้เสียหาวย่า คิดจะโกงหรืออย่ามาเล่นกับฉันนะ ในขณะที่จำเลยที่ ๑ กระชากคอเสื้อ ผู้เสียหาอยู่ และต่อมาจำเลยที่ ๑ ต่อยที่บริเวณทางคิ้วซ้ายผู้เสียหายจนบาดเจ็บเลือดออก และพูดกับผู้เสียหาวย่าให้ลงลายมือชื่อในสัญญาหุ้นเงิน มิฉะนั้นจะเจ็บตัวอีก ถือได้ว่าจำเลยที่ ๒ เป็นตัวการร่วมกันกับจำเลยที่ ๑ ทำร้ายร่างกายผู้เสียหายและร่วมกันข่มขืนใจผู้เสียหายให้ยอมลงลายมือชื่อว่าเป็นผู้กู้ในสัญญาหุ้นเงิน สัญญาหุ้นเงินก่อให้เกิดสิทธิในหนี้ซึ่งมีวัตถุแห่งหนี้เป็นเงินแก่ผู้ให้กู้ จึงเป็นประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินแก่ผู้ให้กู้ เมื่อจำเลยทั้งสองได้ไปซึ่งสัญญาหุ้นเงินจากการข่มขืนใจโดยทำร้ายร่างกายผู้เสียหายให้ยอมลงลายมือชื่อว่าเป็นผู้กู้เงินจากจำเลยที่ ๒ อันเป็นการได้ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินแล้วจึงเป็นการร่วมกันกระทำผิดฐานกรรโชกและทำร้ายร่างกายผู้เสียหาย ",อาญา,, 63,6,,คำนั้นจะให้เช่า ผู้ให้เช่าจะถอนได้หรือไม่ และหากการเช่าได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ การยกเลิกคำนั้นจะต้องจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๐๗๘-๓๐๗๙/๒๕๕๖ ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์ทำสัญญาเช่าที่ดินจากจำเลยเพื่อประกอบกิจการสถานีบริการน้ำมัน มีกำหนดระยะเวลา ๑๕ ปี ในอัตราค่าเช่า ปีละ ๓๖,๐๐๐ บาท มีข้อตกลงว่าเมื่อครบกำหนดตามสัญญาเช่า ผู้เช่ายินยอมให้ส่งปลูกสร้างอันติดกับที่ดินตกเป็นของผู้ให้เช่าและผู้ให้เช่าจะยินยอมให้ผู้เช่าต่อสัญญาการเช่าได้อีกคราวละ ๕ ปี โดยคิดค่าเช่าในอัตราเดิม สัญญาเช่าดังกล่าวได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ต่อมาโจทกกับจำเลยได้ทำบันทึกข้อตกลงยกเลิกข้อความตามหนังสือสัญญาเช่าต่างตอบแทน ข้อ ๓ ที่ระบุว่า “และผู้ให้เช่ายินยอมให้ผู้เช่าต่อสัญญาการเช่าได้อีกคราวละ ๕ ปี โดยคิดค่าเช่าในอัตราเดียวกับข้อ ๔” คงเหลือความในข้อ ๓ ว่า “เมื่อครบกำหนดตามสัญญาเช่าในข้อ ๑ แล้ว ผู้เช่ายินยอมให้ส่งปลูกสร้างอันติดกับที่ดินตกเป็นของผู้ให้เช่า” ตามบันทึกข้อตกลง โจทก์ฎีกาว่า สัญญาข้อ ๓ ในเอกสารหมายเลข ล.๒ ถือเป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดา และเป็นคำนั้นจะให้เช่าของผู้ให้เช่า จำเลยผู้ให้เช่าตกเป็นลูกหนี้ที่ผู้เขามีสิทธิที่จะเรียกร้องเอาได้ และคำนั้นนั้นจำเลยไม่อาจที่จะถอนได้นั้น เห็นว่า แม้คำนั้นจะให้เช่าจะผูกพันผู้ให้เช่าในอันที่ต้องยอมให้ผู้เช่าได้เช่าทรัพย์สินต่อไปอีก และผู้ให้เช่าไม่อาจที่จะถอนคำนั้นนั้นได้ภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ก็ดีตาม แต่ก็มิได้ห้ามคู่สัญญาในอันที่จะตกลงกันยกเลิกคำนั้นเสียได้ ดังนั้นเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทกกับจำเลยได้ตกลงยกเลิกข้อความในสัญญาเช่าต่างตอบแทนเกี่ยวกับคำนั้นเสียแล้ว คำนั้นดังกล่าวย่อมสิ้นผลไป โจทก์ย่อมไม่อาจบังคับให้จำเลยทำสัญญาเช่าต่อไปภายหลัง ครบกำหนดเวลาเช่าได้อีก อีกทั้งการตกลงกันยกเลิกคำนั้นดังกล่าวก็หาใช่การที่จำเลยถอนคำนั้น เพียงฝ่ายเดียวฉันจะเป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายและเป็นโมฆะกรรมแต่อย่าใดไม่ ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า การเช่าที่ดินระหว่างโจทกกับจำเลยได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ การทำบันทึกเพื่อแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อสัญญาเช่าตามเอกสารหมายเลข ล.๒ และ ล.๓ จึงต้องจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ด้วย เมื่อไม่จดทะเบียนบันทึกข้อตกลงจึงเป็นโมฆะนั้น เห็นว่า แม้สัญญาเช่าที่ดินพิพาทจะได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่แล้วก็ดีตาม แต่ข้อความในสัญญาเช่าต่างตอบแทนเอกสารหมายเลข ล.๒ ข้อ ๓ ท้ายสัญญาเช่า เป็นคำมั่นที่จำเลยให้โอกาสแก่โจทก์ในอันที่จะต่อสัญญาเช่าได้อีกเท่านั้น จึงเป็นเพียงข้อตกลงที่แยกต่างหากนอกเหนือจากสัญญาเช่าได้ และคำมั่นจะให้เช่านั้นก็ไม่มีบทบัญญัติกฎหมายใดที่ระบุให้ต้องจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ด้วย เพียงแต่มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อฝ่ายผู้ต้องรับผิดเป็นสำคัญก็มีผลใช้บังคับได้แล้ว ดังนั้น เมื่อคำมั่นจะให้เช่าไม่จำกัดจนทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ การทำบันทึกยกเลิกคำมั่นจะให้เช่านั้นก็ไม่จำกัดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เช่นกัน บันทึกข้อตกลงดังกล่าวจึงย่อมมีผลผูกพันโจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า เมื่อสัญญาเช่าครบกำหนดและจำเลยได้บอกเลิกสัญญาเช่าแก่โจทก์แล้ว โจทก์ไม่มี สิทธิอยู่ในที่ดินที่เช่าอีกต่อไป การที่โจทก์อยู่ในที่ดินที่เช่าจึงเป็นการทำละเมิดต่อจำเลย จำเลยย่อมขับไล่โจทก์และมีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากโจทก์ได้นั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ชื่น ",อาญา,, 63,6,,"ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินกันไว้แล้ว ต่อมาผู้ขายกลับนำที่ดินไปจดทะเบียนโอนตีใช้หนี้ผู้อื่น หรือขายให้แก่ผู้อื่น ผู้ซึ่งจะฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนดังกล่าวได้หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ (ก) กรณีลูกหนี้เอาที่ดินตีใช้หนี้บุคคลอื่น คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๕๗๒/๒๕๕๒ แม้มีสิทธิการเป็นเจ้าหนี้ของโจทก์ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทจะเป็นเพียงบุคคลสิทธิ แต่การที่จำเลยที่ ๑ ผู้เป็นลูกหนี้โอนที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ ๕ เพื่อตีใช้หนี้ค่าวัสดุก่อสร้างให้จำเลยที่ ๕ ไปโดยจำเลยที่ ๕ รู้ว่าจำเลยที่ ๑ ได้ทำสัญญาจะขายที่ดินพิพาทให้โจทก์และรับชำระราคาบางส่วนจากโจทก์แล้วนั้น เป็นการทำนิติกรรมที่ทำให้โจทก์เสียเปรียบตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๓๗ โจทก์จึงมีสิทธิขอเพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินพิพาทได้ตามบทบัญญัติดังกล่าว แม้การโอนที่ดินพิพาทจะได้มีการจดทะเบียนแล้ว แต่เมื่อจำเลยที่ ๕ รับโอนไว้โดยไม่สุจริต จำเลยที่ ๕ ย่อมไม่ได้รับความคุ้มครองตามบทบัญญัติมาตรา ๑๓๐๐ ซึ่งบัญญัข้อห้ามมิให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนอสังหาริมทรัพย์เฉพาะกรณีผู้รับโอนเสียค่าตอบแทนและรับโอนมาโดยสุจริตเท่านั้น (ข) กรณีลูกหนี้ทำสัญญาจะขายทรัพย์เฉพาะสิ่งแล้ว กลับเอาทรัพย์นั้นไปโอนขายแก่ผู้อื่น คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๓๙๒/๒๕๔๕ ก่อนที่จำเลยที่ ๑ จะทำสัญญาซื้อขายและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๒ ทราบว่าโจทกกับจำเลยที่ ๑ ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทด้วยกันไว้ก่อนแล้วการที่จำเลยที่ ๒ ทำสัญญาซื้อขายและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ ๑ จึงเป็นการทำให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยที่ ๑ เสียเปรียบถือว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันทำการฉ้อฉลโจทก์ โจทก็มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินระหว่างจำเลยทั้งสองได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๓๗ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๓๘๔/๒๕๔๐ บทบัญญัติว่าด้วยการเพิกถอนการฉ้อฉลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๓๗ มิได้บัญญัติให้สิทธิแก่เจ้าหนี้ผู้มีสิทธิในทรัพยสิทธิเท่านั้นที่จะร้องขอให้ศาลาเพิกถอนได้ เจ้าหนี้ผู้มีสิทธิในบุคคลสิทธิย่อมร้องขอให้ศาลาเพิกถอนนิติกรรมใดๆอันลูกหนี้ได้กระทำลงทั้งร้อยว่าจะเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบได้ด้วย และเมื่อวัตถุแห่งหนี้คือบ้านพร้อมที่ดินอันเป็นทรัพย์เฉพาะสิ่งซึ่งมีลักษณะเฉพาะไม่อาจใช้ทรัพย์อื่นมาโอนแทนได้ แม้ลูกหนี้จะมีทรัพย์สินอื่นพอที่จะชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ได้ ก็ยังทำให้เจ้าหนี้เสียเปรียบที่จะร้องขอให้เพิกถอนได้ คดีเรื่องนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยที่ ๓ เป็นน้องภรรยาของจำเลยที่ ๒เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการในนามของจำเลยที่ ๑ จึงนำชื่อว่าจำเลยที่ ๓ ซื้อบ้านพร้อมที่ดินพิพาทโดยรู้อยู่ว่าโจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายทรัพย์ดังกล่าวกับจำเลยที่ ๑ ก่อนแล้ว โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายและการโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างในที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๒๖๐๖๓ เพื่อจดทะเบียนโอนให้โจทก์ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๓๗ ที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ฎีกาว่า สัญญาจะซื้อจะขายบ้านพร้อมที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ เป็นเพียงบุคคลสิทธิ หาใช่ทรัพยสิทธิ โจทก์จึงฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมระหว่างจำเลยที่ ๑ กับที่ ๓ ไม่ได้นั้น เห็นว่า บทบัญญัติว่าด้วยการเพิกถอนการฉ้อฉลประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๓๗ มิได้บัญญัติให้สิทธิแก่เจ้าหนี้ผู้มีสิทธิในทรัพยสิทธิเท่านั้นที่จะร้องขอให้ศาลาเพิกถอนนิติกรรมใดๆ อันลูกหนี้ได้กระทำลงทั้งรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบดังนี้เจ้าหนี้ผู้มีสิทธิในบุคคลสิทธิย่อมร้องให้ศาลาเพิกถอนนิติกรรมใดๆ อันลูกหนี้ได้กระทำลงทั้งรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบได้ด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ฟังไม่ขึ้น ที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ฎีกาว่า การเพิกถอนการฉ้อฉลประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๓๗ จะต้องเป็นกรณีที่ลูกหนี้ไม่มีทรัพย์สินอื่นใดพอที่จะชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ แต่จำเลยที่ ๑ มีทรัพย์สินพอที่จะชำระหนี้แก่โจทก์ได้ ย่อมไม่ทำให้โจทก์เสียเปรียบนั้น เห็นว่าวัตถุแห่งหนี้ในคดีนี้คือบ้านพร้อมที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์เฉพาะสิ่งซึ่งมีลักษณะเฉพาะไม่อาจใช้ทรัพย์อื่นมาโอนแทนได้ ดังนี้แม้จำเลยที่ ๑ จะมีทรัพย์สินอื่นพอที่จะชำระหนี้แก่โจทก์ได้ ก็ยังทำให้โจทก์เสียเปรียบ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ฟังไม่ขึ้น ",อาญา,, 63,6,,"ชำระค่าโดยสารรถแล้วหากผู้รับไม่ทอนเงินให้จะเป็นความผิดฐานลักทรัพย์หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๖๒๙/๒๕๓๘ ผู้เสียหายส่งมอบธนบัตรฉบับละ ๑๐๐ บาท ให้แก่จำเลยเพื่อชำระค่าโดยสารรถ ๕ บาท จำเลยรับธนบัตรจากผู้เสียหายแล้วไม่ทอนเงินส่วนที่เหลือจำนวน ๙๕ บาท ให้แก่ผู้เสียหายทันที มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าจำเลยได้กระทำผิดฐานลักทรัพย์หรือไม่ เห็นว่า การกระทำใดจะเป็นความผิดฐานลักทรัพย์จะต้องพิจารณาได้ความว่าเป็นการเอาทรัพย์ของผู้อื่นหรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปจากการครอบครอง โดยทุจริต แต่กรณีนี้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าผู้เสียหายส่งธนบัตรฉบับละ ๑๐๐ บาท ให้แก่จำเลยเพื่อชำระหนี้ค่าโดยสารรถเป็นเงิน ๕ บาท ซึ่งถือได้ว่าผู้เสียหายได้มอบการครอบครองธนบัตรฉบับละ ๑๐๐ บาทให้แก่จำเลยเอง การที่จำเลยไม่ได้ทอนเงินให้แก่ผู้เสียหายทันทีหรือแม้จะฟังว่าจำเลยไม่มีเจตนาที่จะทอนเงินให้แก่ผู้เสียหายโดยเจตนาที่จะเอาเงินที่เหลือจำนวน ๙๕ บาท เป็นประโยชน์ของตนโดยทุจริตก็ไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์เพราะเจตนาทุจริตเกิดขึ้น ภายหลังที่ธนบัตรอยู่ในความครอบครองของจำเลยแล้ว ",อาญา,, 63,6,,"ผู้ซื้อส่งมอบธนบัตรชำระค่าสินค้า ผู้ขายไม่ทอนเงินให้ จะเป็นความผิดฐานยักยอกหรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๖๗/๒๕๘๑ ส่วนข้อหาฐานยักยอกซึ่งโจทก์ฎีกามานั้นเห็นว่า ในการที่เจ้าทรัพย์ส่งธนบัตรให้ทอนนั้น เป็นการแลกเปลี่ยนกับของที่ได้ซื้อไปกับเงินทอน การที่จำเลยเอาของที่ปลอมหรือที่ไม่มีคุณภาพดังกล่าวมามาให้นั้นไม่เป็นลักษณะยักยอก คดีมีข้อที่น่าสนใจเกี่ยวกับข้อหาฐานยักยอก ผู้ซื้อไปซื้อของเอาระบบชนิด ๑๐ บาทส่งให้ผู้ขายจะต้องทอนมาให้บ้าง ดังนี้จะมีการยักยอกอะไรได้หรือไม่ ความผิดฐานยักยอกต้องมีการยักยอกทรัพย์ที่เข้ามอบหมาย กรรมสิทธิ์ในทรัพย์ที่ยักยอกอ้างต้องเป็นของผู้มอบหมายอยู่ จะว่าผู้ขายยักยอกทรัพย์นับชนิด ๑๐ บาทที่ผู้ซื้อส่งให้ไม่ได้ เพราะผู้ซื้อส่งใช้ให้เป็นของผู้ขายเอง กรรมสิทธิ์ผ่านมือไปเป็นของผู้ขายแล้วแต่ขณะนั้น หากแต่ผู้ขายจะต้องเอาเงินของผู้ขายเองทอนให้ต่างหาก จะว่าผู้ขายยักยอกทรัพย์นับชนิด ๑๐ บาทนั้นได้อย่างไร เพราะเป็นของผู้ขายไปแล้ว หรือจะว่าผู้ขายยักยอกเงินที่จะต้องทอนให้ก็ไม่ได้อีก เพราะเงินที่จะทอนให้นั้นเป็นของผู้ขาย ไม่ใช่เงินที่ผู้ซื้อได้มอบหมายไว้แก่ผู้ขาย ถ้าผู้ขายไม่ทอนให้ อย่างมากก็เห็นจะเป็นได้แต่การผิดสัญญา จะเบียดบังไปในทางที่ว่าผู้ซื้อได้มอบทรัพย์นับชนิด ๑๐ บาทนั้นให้ เพื่อให้จัดการทอนมา หรือให้เอาไปใช้ทอนมาเพื่อปรับให้เข้าถ้อยคำในกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา ๓๑๔ นั้น ย่อมเป็นแต่เพียงการเล่นคำโดยไม่ตรงต่อความจริง แห่งการใช้เงินในการซื้อขาย ผู้ซื้อไม่ได้สงวนกรรมสิทธิ์อะไรในธนบัตรนั้นไว้ และมอบให้ผู้ขายไปจัดการอะไรกับธนบัตรนั้น เป็นการโอนกรรมสิทธิ์ในธนบัตรนั้นเพื่อตอบแทนกับของและเงินทอนของผู้ขายต่างหาก พิจารณาโดยทางใด ๆ ก็ตาม รูปเรื่องอย่างนี้ไม่น่าจะเป็นความผิดฐานยักยอกไปได้ ",อาญา,, 63,7,,ผู้ค้ำประกันซึ่งยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมจะยกอายุความของลูกหนี้ขึ้นต่อสู้เจ้าหนี้ได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ผู้ค้ำประกันไม่ว่าจะยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมหรือไม่ก็ตาม ก็มีสิทธิตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๙๔ ย่อมยกอายุความขึ้นต่อสู้เจ้าหนี้ได้มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๔๓/๒๕๕๒ กรมสรรพากรโจทก์ร้องความตายของ อ. แล้ว การที่โจทก์ฟ้องจำเลยชื่อเป็นผู้ค้ำประกันให้ชำระหนี้ภาษีอากร พ้นกำหนด ๑ ปี นับแต่วันที่โจทก์รึงความตายของ อ. สิทธิเรียกร้องของโจทก์ต่อกองมรดกของ อ. จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๕๔ วรรคสาม จำเลยในฐานะผู้ค้ำประกันย่อมยกข้อต่อสู้ดังกล่าวได้ตามมาตรา ๖๙๔ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๓๕๖/๒๕๔๕ การที่จำเลยที่ ๒ เป็นผู้ค้ำประกันเจ้ามรดกแม้จะยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ก็มิได้ทำให้กลายเป็นลูกหนี้ร่วมเต็มตัวอย่างลูกหนี้ร่วมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๒๙๑ แต่เป็นการยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมตามมาตรา ๖๙๑ ซึ่งคงเสียสิทธิเพียงไม่อาจยกข้อต่อสู้ตามมาตรา ๖๘๘, ๖๘๙ และ ๖๙๐ ขึ้นต่อสู้เจ้าหนี้ดังนั้นจำเลยที่ ๒ จึงมีสิทธิตามมาตรา ๖๙๔ ที่จะยกข้อต่อสู้ทั้งหลายซึ่งเจ้ามรดกผู้เป็นลูกหนี้มีต่อโจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ขึ้นต่อสู้ได้ด้วย แม้จำเลยที่ ๒ จะไม่ได้เป็นทายาทของของเจ้ามรดกผู้เป็นลูกหนี้ (มีคำพิพากษาฎีกาที่ ๓๗๙๕/๒๕๔๐, ๒๔๗/๒๕๔๑, ๒๕๖๙/๒๕๔๑ วินิจฉัยเช่นกัน) ",แพ่ง,, 63,7,,"สัญญาค้ำประกันที่มีข้อความว่า ผู้ค้ำประกันตกลงจะไม่ยกอายุความของลูกหนี้ขึ้นต่อสู้จะมีผลบังคับกันได้ตามกฎหมายหรือไม่ ","คำตอบ การละประโยชน์แห่งอายุความโดยลูกหนี้ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๒๔ จะเกิดได้เฉพาะเมื่อสิทธิเรียกร้องได้ขาดอายุความลงแล้วเท่านั้น หากลูกหนี้ได้ละประโยชน์แห่งอายุความก่อนที่สิทธิเรียกร้องจะครบกำหนด ข้อตกลงละประโยชน์เช่นนั้นจะตกเป็นโมฆะ เพราะถือว่าขัดต่อนิตินโยบายของรัฐ โดยหากยินยอมให้มีการละประโยชน์แห่งอายุความก่อนที่สิทธิเรียกร้องนั้นจะครบกำหนดแล้วจะเป็นช่องทางทำให้เจ้าหนี้ได้ประโยชน์โดยการบีบรัดลูกหนี้ให้ทำข้อตกลงเช่นนั้น ตามคำถามมิใช่เป็นกรณีผู้ค้ำประกันตกลงจะไม่ยกอายุความของผู้ค้ำประกันเองนั้นเป็นข้อต่อสู้ อันจะถือได้ว่าผู้ค้ำประกันละประโยชน์แห่งอายุความไว้ก่อนตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๒๔ ข้อตกลงดังกล่าวจึงมีผลบังคับได้ตามกฎหมาย มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๓๗๑/๒๕๐๓ การที่ผู้ค้ำประกันตกลงจะไม่ยกอายุความของลูกหนี้ขึ้นต่อสู้นั้น ไม่ขัดต่อมตรา ๑๙๑ หรือ ๑๙๒ (ปัจจุบันคือมาตรา ๑๙๓/๑๑ และ ๑๙๓/๒๔) เพราะไม่ใช่อายุความของผู้ค้ำประกัน และข้อตกลงนี้ไม่เป็นโมฆะ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๗๘๕/๒๕๐๕ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ได้พิจารณามาตรา ๖๙๘ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แล้ว ความในมาตรานี้มิได้หมายความว่าจะถือเป็นเด็ดขาดเปลี่ยนแปลงไม่ได้เสียเลย จะเห็นได้จากการพิจารณาความในมาตรา ๖๘๑ มาเปรียบเทียบแล้วจะเห็นได้ว่า แม้แต่หนี้ซึ่งลูกหนี้ไม่ต้องรับผิด ก็ยังอาจค้ำประกันได้ในบางกรณี ฉะนั้น ในกรณีที่ผู้ค้ำประกันยอมผูกพันตนให้รับผิดในหนี้ที่ขาดอายุความเรียกร้องจากลูกหนี้จึงอาจจะกระทำได้ ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนเพราะอายุความนั้น ถ้าไม่ยกขึ้นต่อสู้ ศาลก็ไม่อาจหยิบยกขึ้นนวินิจฉัย จึงเห็นว่า แม้แต่หนี้ที่ไม่สมบูรณ์ เพราะสำนัญผิดหรือไร้ความสามารถยังยอมให้ผูกพันผู้ค้ำประกันได้ เพียงแต่ผู้ค้ำประกันได้ทราบแล้ว ไฉนเรื่องอายุความซึ่งต้องยกขึ้นต่อสู้จึงไม่อาจตกลงไว้ต่อกันได้ก่อนว่าจะสละข้อต่อสู้นี้กรณีไม่ใช่เป็นการขยายอายุความเพราะอายุความเรียกร้องจากกองมรดกมิได้เปลี่ยนแปลง กล่าวคือผู้ให้กู้คงเรียกร้องจากทยาทผู้ตายเมื่อเกิน ๑ ปีแล้วไม่ได้อยู่นั่นเอง เหตุนี้ ผู้ค้ำประกันจึงไม่หลุดพ้นจากความรับผิดไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๙๘ ฯลฯ คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๔๖๗/๒๕๔๔ บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๙๘ มิใช่เป็นบทบังคับเด็ดขาดเปลี่ยนแปลงไม่ได้เสียเลย การที่ผู้ค้ำประกันยอมผูกพันตนให้รับผิดในหนี้ที่ขาดอายุความเรียกร้องจากลูกหนี้แล้วจึงอาจกระทำได้ ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน และมิใช่เป็นการงดใช้หรือขยายอายุความตามมาตรา ๑๙๓/๑๑ การที่จำเลยที่ ๒ ทำสัญญาค้ำประกันตกลงกับโจทกว่า ถ้าผู้ตายเกิน ๑ ปี ผู้ค้ำประกันยอมชำระหนี้แทนจนครบถ้วน ซึ่งมีความหมายว่าเป็นกรณีที่ผู้ค้ำประกันตกลงจะไม่ยกอายุความของลูกหนี้ขึ้นต่อสู้ มิใช่เป็นกรณีที่ผู้ค้ำประกันตกลงจะไม่ยกอายุความของผู้ค้ำประกันเองขึ้นเป็นข้อต่อสู้ อันจะถือได้ว่าผู้ค้ำประกันสละประโยชน์แห่งอายุความของผู้ค้ำประกันไว้ก่อนตามมาตรา ๑๙๓/๒๔ จึงมีผลบังคับกันได้ตามกฎหมาย คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๕๑๓/๒๕๔๙ จำเลยเป็นผู้ค้ำประกันหนี้ของห้างหุ้นส่วนจำกัด ว. ที่มีต่อโจทก์ตามสัญญาเช่าแบบลิสซิงโดยตกลงสละสิทธิของจำเลยอันมีอยู่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๙๔ จำเลยจึงไม่อาจยกอายุความเกี่ยวกับความรับผิดตามสัญญาเช่าแบบลิสซิงของห้างหุ้นส่วนจำกัด ว. ตามมาตรา ๕๖๓ และมาตรา ๑๒๗๒ ขึ้นต่อสู้โจทก์ได้ แต่ถ้าสัญญาค้ำประกันไม่มีข้อความระบุว่าผู้ค้ำประกันยอมสละสิทธิที่จะไม่ยกอายุความของลูกหนี้ขึ้นต่อสู้ไว้ด้วยโดยชัดแจ้ง แล้วผู้ค้ำประกันคงมีสิทธิยกอายุความของลูกหนี้ขึ้นต่อสู้เจ้าหนี้ได้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๓๕๖/๒๕๔๕ ข้อตกลงในสัญญาค้ำประกันที่ระบุว่า ผู้กู้ไม่ชำระต้นเงินและดอกเบี้ยให้ผู้ให้กู้ตามสัญญา ผู้กู้ถึงแก่กรรมหรือนี้ระงับด้วยเหตุหนึ่งเหตุใด ผู้ค้ำประกันยอมรับผิดชำระหนี้แทนให้ทั้งสิ้น เพียงแต่กำหนดให้ผู้ค้ำประกันจะต้องรับผิดแม้ผู้กู้ถึงแก่กรรมหรือนี้ระงับไปแล้วหรือผู้กู้ไม่ชำระหนี้เท่านั้น แต่ไม่ได้กำหนดรวมไปถึงเรื่องการสละสิทธิยกอายุความขึ้นต่อสู้ไว้ด้วย ดังนั้นผู้ค้ำประกันจึงมีสิทธิยกอายุความมรดกขึ้นต่อสู้ได้เมื่อผู้กู้ถึงแก่กรรม คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๙๓๗/๒๕๓๘ โจทก์ไม่ได้ฟ้องทายาทของนายตระกูลลูกหนี้ภายใน ๑ ปีนับแต่ทราบถึงความตายของนายตระกูล หนี้รายนี้จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๕๔ วรรคสาม การที่โจทก์มาฟ้องจำเลยซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปีเช่นนี้จำเลยซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันอาจยกข้อต่อสู้ทั้งหลาย ซึ่งลูกหนี้มีต่อเจ้าหนี้ขึ้นต่อสู้ได้ด้วยดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๙๔ ตามหนังสือสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ. ๓ ไม่ได้มีข้อความระบุว่า ผู้ค้ำประกันยอมสละสิทธิที่จะไม่ยกอายุความขึ้นต่อสู้แต่ประการใด ข้อตกลงที่ว่า หากนายตระกูลถึงแก่กรรมจำเลยก็จะชำระหนี้แทน ซึ่งโจทก์ถือว่าเป็นข้อตกลงล่วงหน้านั้น ไม่ใช่ข้อยกเว้นที่จำเลยยอมสละสิทธิที่จะไม่ยกอายุความขึ้นต่อสู้ดังที่โจทก์เข้าใจ จำเลยจึงยกอายุความขึ้นต่อสู้โจทก์ได้เมื่อคดีโจทก์ขาดอายุความแล้วจำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ",แพ่ง,, 63,7,,"ในสัญญาจะซื้อขาย คู่สัญญาจะโอนสิทธิของตนให้แก่บุคคลอื่นตามบทบัญญัติเรื่องการโอนสิทธิเรียกร้องได้หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๖๑๘/๒๕๔๙ ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าจำเลยที่ ๑ ทำสัญญาจะซื้อขายดิน กับโจทก์ ต่อมาจำเลยที่ ๑ ได้โอนสิทธิตามสัญญาดังกล่าวให้จำเลยที่ ๒ และได้มีการขุดดินไปจนครบทั้น แล้วแต่โจทก์ยังไม่ได้รับเงินค่าดินอีก ๑,๒๓๒,๖๕๐ บาท ปัญหาตามฎีกาของจำเลยทั้งสองมีว่า จำเลยที่ ๑ ต้องรับผิดตามหนังสือสัญญาจะซื้อขาย แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ข้อตกลงตามหนังสือโอนสิทธิตามสัญญาซื้อขายดินระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๒ เป็นเรื่องที่จำเลยที่ ๑ โอนสิทธิและหน้าที่ในการปฏิบัติตามหนังสือสัญญาจะซื้อขายที่มีอยู่แก่โจทก์ให้แก่ จำเลยที่ ๒ มิใช่เป็นแต่เพียงโอนสิทธิเรียกร้องในฐานะเจ้าหนี้ที่มีอยู่แก่โจทก์ ให้จำเลยที่ ๒ เท่านั้น กรณีมิใช่เรื่องการโอนสิทธิเรียกร้อง จึงไม่อาจนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๐๖ มาใช้ บังคับได้ แต่เมื่อปรากฏว่าภายหลังจากจำเลยที่ ๑ โอนสิทธิตามสัญญาดังกล่าวให้จำเลยที่ ๒ แล้ว โจทก์ กับจำเลยที่ ๒ ได้ทำข้อตกลงกันตามรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐาน ระบุว่า โจทกกับจำเลยที่ ๒ ได้ทำสัญญาซื้อขายดินกันซึ่งเป็นดินแปลงเดียวกับที่จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาจะซื้อขายจากโจทก์และ จำเลยที่ ๒ ได้ขุดดินของโจทก์ไปครบตามสัญญาแล้ว จำเลยที่ ๒ ยังชำระค่าดินให้แก่โจทก์ไม่ครบตาม สัญญา จำเลยที่ ๒ ตกลงจะชำระค่าดินดังกล่าวแก่โจทก์และโจทกกับจำเลยที่ ๒ ก็ได้ลงลายมือชื่อไว้ใน รายงานดังกล่าวด้วย จึงถือได้ว่าข้อตกลงตามรายงานประจำวัน เป็นสัญญาที่ทำกันขึ้นระหว่างโจทก์ ซึ่งเป็นเจ้าหนี้กับจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นลูกหนี้คนใหม่ เมื่อหนังสือโอนสิทธิตามสัญญาซื้อขายดิน ระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๒ ระบุให้จำเลยที่ ๒ จะได้แจ้งเรื่องการโอนสิทธิดังกล่าวไปยังโจทก์ ให้ทราบเรื่องและปฏิบัติตามสัญญาซื้อขายกันต่อไป สัญญาที่ทำขึ้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๒ เช่นว่านี้ จึงหาได้ทำโดยชืนใจจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นลูกหนี้เดิมไม่ ย่อมมีผลให้เป็นการแปลงหนี้ใหม่ด้วยเปลี่ยนตัว ลูกหนี้โดยทำเป็นสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๒ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๕๐ ซึ่งทำให้หนี้ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ตามสัญญาจะซื้อขายดิน เป็นอันระงับสิ้นไปตามมาตรา ๓๔๙ แล้ว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องให้จำเลยที่ ๑ รับผิดตามสัญญาดังกล่าวได้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๔๙๔/๒๕๔๑ สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างระหว่าง พ. กับจำเลยเป็นสัญญาต่างตอบแทน ทั้งสองฝ่ายต่างมีฐานะเป็นทั้งเจ้าหนี้และลูกหนี้ กล่าวคือ พ. มีฐานะเป็นเจ้าหนี้ที่จะได้รับโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจากจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ในการที่จะต้องโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่ พ. ในขณะเดียวกัน พ. ก็มีฐานะเป็นลูกหนี้ที่จะต้องชำระหนี้ค่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลยซึ่งเป็นเจ้าหนี้ในการที่จะได้รับชำระหนี้ค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจาก พ. แม้ว่า พ. จะสามารถโอนสิทธิเรียกร้องในฐานะเจ้าหนี้ให้แก่บุคคลอื่นหรือโจทก์ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๐๖ วรรคแรก ได้ก็ตาม แต่ พ. ก็ไม่อาจโอนหนี้ให้บุคคลอื่นหรือโจทก์มาเป็นลูกหนี้แทน โดยเพียงแต่ทำเป็นหนังสือ สัญญาระหว่าง พ. กับบุคคลอื่นหรือโจทก์ เนื่องจากการเปลี่ยนตัวลูกหนี้ ถือเป็นการแปลงหนี้ใหม่ ซึ่งจะ ต้องมีการทำสัญญากันระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้คนใหม่ ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๕๐ เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ ซึ่งเป็นลูกหนี้คนใหม่ได้ทำสัญญาใหม่กับจำเลยซึ่งเป็นเจ้าหนี้ หนี้ใหม่ยังไม่เกิดขึ้น โจทก์จึงไม่มีนิติสัมพันธ์ กับจำเลย ไม่อาจฟ้องบังคับให้จำเลยส่งมอบที่ดินให้โจทก์ได้ อย่างไรก็ดี หากผู้ขายได้ชำระหนี้ส่วนของตนให้แก่ผู้ซื้อเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ผู้ขายย่อม อยู่ในฐานะเป็นเจ้าหนี้อย่างเดียวจึงย่อมโอนสิทธิเรียกร้องให้แก่ผู้รับโอนได้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๕๗๔/๒๕๕๑ แม้สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างระหว่าง ส. กับจำเลยจะเป็นสัญญาต่างตอบแทน ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างมีฐานะเป็นเจ้าหนี้และลูกหนี้ กล่าวคือจำเลย มีฐานะเป็นเจ้าหนี้ที่จะได้รับโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจาก ส. ซึ่งเป็นลูกหนี้ในการที่จะต้องโอนที่ดิน พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่ ส. ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ในการที่จะได้รับชำระหนี้ค่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจากจำเลย แต่เมื่อ ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ส.ได้ชำระหนี้ในส่วนของตนให้แก่จำเลยเป็นที่เรียบร้อยแล้วก่อนที่ ส. จะโอน สิทธิเรียกร้องให้แก่โจทก์ การโอนสิทธิเรียกร้องระหว่าง ส. กับโจทก์จึงเป็นการโอนเฉพาะสิทธิเรียกร้อง ในฐานะเป็นเจ้าหนี้เพียงอย่างเดียว การโอนในลักษณะดังกล่าวนี้เมื่อได้ทำเป็นหนังสือและได้ บอกกล่าวการโอนไปยังจำเลยแล้ว ก็ย่อมสมบูรณ์ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๐๖ วรรคแรก จำเลยจึงต้อง รับผิดชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ ",แพ่ง,, 63,8,,เอาบัตรเครดิตอันเป็นบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นไปใช้ชำระค่าสินค้าและบริการ จะเป็นความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๘๘ ซึ่งอยู่ในหมวดความผิดต่อเจ้าพนักงานยุติธรรมด้วยหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๘๕๐/๒๕๕๒ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า การที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๘๘ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑ (๗) ได้ให้คำนิยามของคำว่า ""เอกสาร"" ไว้ว่า หมายความว่ากระดาษหรือวัตถุอื่นใด ซึ่งได้ทำให้ปรากฏความหมายด้วยตัวอักษร ตัวเลข ผังหรือแผนแบบอย่างอื่นจะเป็นโดยวิธีพิมพ์ ถ่ายภาพ หรือวิธีอื่นอันเป็นหลักฐานแห่งความหมายนั้น บัตรเครดิตการ์ดจึงเป็นเอกสารตามบทนิยามดังกล่าว และความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารตามมาตรา ๑๘๘ กฎหมายมุ่งที่จะคุ้มครองเอกสารที่เป็นพยานหลักฐานในทำนองดียวกันกับพินัยกรรมหรือเอกสารใดของผู้อื่นเป็นสำคัญ โดยเป็นการเอาไปจากที่เอกสารนั้นอยู่ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชนที่อาจต้องขาดเอกสารนั้นเป็นพยานหลักฐานหรือใช้ประโยชน์จากเอกสารดังกล่าว และมิได้บัญญัติโดยมุ่งหมายเฉพาะการกระทำความผิดต่อเจ้าพนักงานในการยุติธรรมเท่านั้น ซึ่งแตกต่างจากบทบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ หมวด ๑ ความผิดฐานลักทรัพย์และวิ่งราวทรัพย์ที่มุ่งคุ้มครองถึงกรรมสิทธิ์หรือสิทธิในการเป็นเจ้าของเอกสาร ดังนั้น การที่จำเลยเอาไปเสียซึ่งเอกสารบัตรเครดิตว่าการ์ดของบริษัทบัตรกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) อันเป็นบัตรอิเล็กทรอนิกส์และเอกสารสิทธิชื่อออกให้แก่นางสาวบุปผา แดงศิริ ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่นางสาวบุปผา บริษัทบัตรกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) แล้ว การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามบทบัญญัติมาตรา ๑๘๘ อนึ่ง คดีนี้ศาลพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๘๘ (ฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น), ๒๖๙/๕ ประกอบมาตรา ๒๖๙/๗ ฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นชำระค่าสินค้าบริการหรือนี้แทนการชำระด้วยเงินสดโดยมิชอบ ",อาญา,, 63,8,,ตัวแทนจำหน่ายสินค้าไม่ยอมส่งคืนเอกสารที่ผู้จำหน่ายจัดทำขึ้นมอบให้เพื่อนำไปใช้เก็บค่าสินค้า ภายหลังจากถูกปลดจากการเป็นตัวแทน จะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๘๘ หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๔๕๐/๒๕๔๘ ความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๘๘ กฏหมายมุ่งคุ้มครองเอกสารที่เป็นพยานหลักฐานในทำนองเดียวกันพินัยกรรมเป็นสำคัญ มิได้มุ่งถึงกรรมสิทธิ์หรือสิทธิในการเป็นเจ้าของกระดาษหรือวัตถุที่ทำให้ปรากฏความหมายเป็นเอกสารซึ่งเป็นบทบัญญัติว่าด้วยความผิดที่เกี่ยวกับทรัพย์ไว้เป็นการทั่วไปอยู่แล้ว คำว่า ""เอาไปเสีย"" ตามมาตรา ๑๘๘ จึงมิได้มีความหมายเป็นอย่างเดียวกับคำว่า ""เอาไปเสีย""ที่ใช้ในความผิดฐานลักทรัพย์ตามมาตรา ๓๓๔ แต่หมายถึงเอาไปจากที่เอกสารนั้นอยู่ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชนที่อาจขาดเอกสารนั้นเป็นพยานหลักฐาน ใบเสร็จรับเงินและใบกำกับภาษีเป็นเอกสารที่โจทก์ร่วมจัดทำขึ้นมอบให้แก่จำเลยที่ ๑ นำไปใช้เก็บค่าสินค้าซึ่งหากลูกค้าชำระค่าสินค้าจำเลยที่ ๑ นำไปใช้เก็บค่าสินค้าซึ่งหากลูกค้าชำระค่าสินค้าจำเลยที่ ๑ จะต้องมอบใบเสร็จรับเงินและใบกำกับภาษีให้ลูกค้าไป ส่วนสมุดบัญชีเงินฝากโจทก์ร่วมเปิดบัญชีเพื่อประโยชน์ในการหักทอนบัญชีหนี้สินระหว่างโจทก์ร่วมกับจำเลยที่ ๑ ที่เกิดจากกิจการที่จำเลยที่ ๑ เป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าให้แก่โจทก์ร่วม โดย ว. หรือจำเลยที่ ๑ คนใดคนหนึ่งลงชื่อประทับตราสำคัญของโจทก์ร่วมมีสิทธิเบิกถอนเงินได้ และเมื่อหักทอนบัญชีกันแล้วเงินคงเหลือก็คือค่าบำเหน็จตอบแทนการขายซึ่งตกเป็นของจำเลยที่ ๑ ทั้งนับแต่เปิดบัญชีจำเลยที่ ๑ เป็นผู้เบิกถอนเงินและเป็นผู้เก็บรักษาสมุดบัญชีเงินฝากตลอดมา ดังนั้น แม้ต่อมาโจทก์ร่วมได้ถอนจำเลยที่ ๑ ออกจากการเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าของโจทก์ร่วม จำเลยที่ ๑ ต้องส่งคืนใบเสร็จรับเงินและใบกำกับภาษีรวมทั้งสมุดบัญชีเงินฝากให้แก่โจทก์ร่วม แต่จำเลยที่ ๑ ยึดหน่วงไว้ไม่ยอมส่งคืนอันเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ร่วม ก็เป็นเรื่องที่จำเลยที่ ๑ จะต้องรับผิดในทางแพ่งยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ ๑ กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๘๘ ",อาญา,, 63,8,,"ผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ที่เช่า จะฟ้องผู้โอน (ผู้ให้เช่าเดิม) ให้ส่งมอบค่าเช่าและเงินประกันความเสียหายที่ผู้เช่าชำระให้แก่ผู้โอน (ผู้ให้เช่าเดิม) ภายหลังจากการโอนอสังหาริมทรัพย์ที่เช่าให้แก่ผู้รับโอนไปแล้ว ได้หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๔/๒๕๕๓ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทกว่า โจทก์มีสิทธิขอให้บังคับจำเลยส่งมอบค่าเช่าและเงินประกันความเสียหายที่นายกิตติภูมิผู้เช่าชำระให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๖๙ บัญญัติว่า ""อันสัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์นั้นย่อมไม่ระงับไป เพราะเหตุโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินซึ่งให้เช่า ผู้รับโอนย่อมรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ของผู้โอนซึ่งมีต่อผู้เช่านั้นด้วย” โดยบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ทำให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับโอนมีสิทธิรับเงินค่าเช่าที่ผู้เช่าต้องชำระหลังจากโอนกรรมสิทธิ์และเงินประกันความเสียหายที่ผู้เช่าชำระให้แก่จำเลย จำเลยจึงไม่มีสิทธิได้รับหรือยึดถือเงินดังกล่าวไว้ต้องส่งมอบให้แก่โจทก์ แม้ในเวลาต่อมาโจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าไปยังผู้เช่าก็ตาม ",แพ่ง,, 63,8,,การเอาทรัพย์จำนองตีใช้นี้แก่ผู้รับจำนอง จะอยู่ในบังคับของ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๓๓ หรือไม่ และข้อตกลงดังกล่าวจะขัดต่อ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๑๑ หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๙๘/๒๕๑๗ จำเลยผู้เงินโจทก์ไปโดยผู้อื่นจำนองที่ดินเป็นประกัน โจทก์ฟ้องจำเลยและผู้จำนองแล้ว ต่อมาได้ยึดที่ดินจำนอง แต่ยังไม่ทำให้ขายทอดตลาด ผู้จำนองก็ตกลงโอนที่ดินนั้นให้โจทก์เป็นการชำระหนี้ส่วนหนึ่ง หักแลวยังมีหนี้ค้างชำระอยู่อีก การที่ผู้จำนองโอนที่ดินให้โจทก์เช่นนี้ เป็นการเอาที่ดินที่จำนองตีใช้หนี้กับระหว่างโจทก์ผู้รับจำนองกับผู้จำนอง ไม่ใช่กรณีเอาทรัพย์จำนองหลุดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๒๙ หรือเอาออกขายทอดตลาดตามมาตรา ๗๒๘ จึงนำนมาตรา ๗๓๓ มาบังคับไม่ได้ โจทก์ยังมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้เงินกู้ชำระส่วนที่ยังขาดอยู่นั้นได้ การที่จะนำเอามาตรา ๗๓๓ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาบังคับได้นั้นต้องเป็นกรณีที่เอาทรัพย์จำนองหลุดตามมาตรา ๗๒๙ หรือเป็นกรณีที่เอาทรัพย์สินซึ่งจำนองออกขายทอดตลาดตามมาตรา ๗๒๘ แต่กรณีนี้นายบุญเกษผู้จำนองที่ดินของตนเป็นการค้ำประกันหนี้ของจำเลยได้ตกลงกับโจทก์ผู้รับจำนองโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินที่จำนองให้กับโจทก์ โดยดีราคาเป็นการชำระหนี้ไปส่วนหนึ่งไม่ใช่เป็นกรณีเอาทรัพย์จำนองหลุดหรือเอาทรัพย์สินซึ่งจำนองออกขายทอดตลาดตามมาตรา ๓๒๑ วรรคหนึ่ง ฉะนั้นจึงนำมาตรา ๗๓๓ มาบังคับกับกรณีนี้ไม่ได้ (คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๐๐/๒๕๐๖ (ประชุมใหญ่)) สามีจำเลยกู้เงินโจทก์โดยจำนองที่พิพาทเป็นประกัน เมื่อสามีถึงแก่กรรม จำเลยตกลงโอนที่พิพาทให้โจทก์เป็นการชำระหนี้ โจทก์ยอมรับเอาที่พิพาทมีผลให้หนี้เงินกู้และสัญญาจำนองระงับสิ้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๒๑, ๗๔๔ ข้อตกลงระหว่างโจทก์จำเลยไม่เป็นโมฆะ ",แพ่ง,"ข้อสังเกต การบังคับจำนองโดยเอาทรัพย์จำนองหลุดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๒๙ หรือเอาทรัพย์ที่จำนองออกขายทอดตลาดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๒๘ นั้น หากปรากฏว่าราคาทรัพย์สินนั้นมีประมาณต่ำกว่าจำนวนเงินที่ค้างชำระกันอยู่ หรือได้เงินสุทธิน้อยกว่าจำนวนเงินที่ค้างชำระกันอยู่ เงินยังขาดจำนวนอยู่เท่าใด ลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดในเงินนั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๓๓ และมาตรา ๒๑๔ แต่การที่ผู้จำนองยกที่ดินที่จำนองตีใช้หนี้ให้แก่ผู้รับจำนองมิใช่เป็นการบังคับจำนองโดยเอาทรัพย์จำนองหลุดหรือเอาออกขายทอดตลาด จึงไม่อยู่ในบังคับบทบัญญัติมาตรา ๗๓๓ หากแต่เป็นกรณีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๒๑ ซึ่งบัญญัติว่า “ถ้าเจ้าหนี้ ยอมรับการชำระหนี้อย่างอื่นแทนการชำระหนี้ที่ได้ตกลงกันไว้ ท่านว่าหนี้นั้นก็เป็นอันระงับสิ้นไป” หนี้ย่อมระงับสิ้นไปตามจำนวนที่ตกลงกัน ส่วนที่ยังขาดอยู่ยังหาระงับสิ้นไปไม่ จึงมิใช่เป็นการบังคับจำนองโดยเอาทรัพย์จำนองหลุดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๒๙ หรือเอาทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๓๓ ผู้รับจำนองจึงยังมีสิทธิเรียกให้ลูกหนี้ชำระหนี้ในส่วนที่ยังขาดอยู่ได้และไม่เป็นการชัดต่อ บทบัญญัติแห่งมาตรา ๗๑๑ ที่บัญญัติว่า ""การที่จะตกลงกันไว้เสียแต่ก่อนเวลาหนึ่งถึงกำหนดชำระ เป็นข้อความอย่างใดอย่างหนึ่งว่า ถ้าไม่ชำระหนี้ ให้ผู้รับจำนองเข้าเป็นเจ้าของทรัพย์สินซึ่งจำนองหรือว่า ให้จัดการแก่ทรัพย์นั้นเป็นประการอื่นอย่างใด นอกจากตามบทบัญญัติทั้งหลายว่าด้วยการบังคับจำนองใครข้อตกลงเช่นนั้นท่านว่าย่อมไม่สมบูรณ์"" เพราะข้อห้ามตามบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ มาตรา ๗๑๑ นี้ เป็นการห้ามตกลงในกรณีก่อนหนึ่งถึงกำหนดชำระ ฉะนั้นหากเป็นกรณี ที่หนึ่งถึงกำหนดชำระแล้วลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ ลูกหนี้กลัวถูกฟ้องจึงโอนที่ดินที่จำนองให้เป็นการชำระหนี้ กรณีเช่นนี้กฎหมายยอมรับบังคับให้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๒๑ ซึ่งเป็นการ เอาทรัพย์จำนองตีใช้นี้ให้แก่เจ้าหนี้ แต่ทั้งนี้จะตกลงกันไว้เสียก่อนเวลาหนึ่งถึงกำหนดชำระไม่ได้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๕๑๐/๒๕๔๒ จำเลยฎีกว่า การที่โจทก์ทำสัญญาจำนองโดยมีข้อตกลง ว่าจะโอนที่ดินจำนองให้แก่โจทก์เป็นการขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๑๑ และ ศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ระหว่างจำเลยกับโจทก์แล้ว โดย วินิจฉัยว่าการจำนองและนิติกรรมการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวไม่สมบูรณ์ สัญญาจำนองจึงเป็นโมฆะ เสียเปล่ามาตั้งแต่ต้น โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า การที่จำเลยผู้จำนองและโจทก์ ผู้รับจำนองได้ทำหนังสือมอบอำนาจโดยจำเลยยอมโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นทรัพย์จำนอง ให้แก่โจทก์ เมื่อจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ อันเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ มาตรา ๗๑๑ ย่อมมีผลเพียงทำให้ข้อตกลงดังกล่าวนั้นไม่สมบูรณ์ โดยโจทก์จะบังคับ คดีหรือปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าวไม่ได้เท่านั้น หากมีผลทำให้นิติกรรมการจดทะเบียนจำนอง ระหว่างโจทก์กับจำเลยในส่วนอื่นที่กระทำโดยชอบต้องเสียไปหรือไม่สมบูรณ์แต่อย่างใด เมื่อ ปรากฏว่าจำเลยยังมิได้ชำระหนี้และจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองสัญญาจำนองระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงมี ผลใช้บังคับได้ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลย คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๐๗/๒๕๐๖ การที่ผู้จำนองตกลงให้ผู้รับจำนองขายทรัพย์ที่จำนองไว้ก่อนหนึ่งถึงกำหนดชำระเป็นการฝ่าฝืนประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๑๑ นั้น ก็มีผลเพียงไม่สมบูรณ์ โดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะเรียกร้องให้อีกฝ่ายหนึ่งต้องปฏิบัติตามข้อตกลงไม่ได้เท่านั้นแต่ถ้าผู้รับจำนองเอาทรัพย์นั้นขายให้แก่บุคคลอื่นตามข้อตกลง โดยผู้จำนองรู้เห็นด้วย และมิได้ทักท้วงอย่างใด ทั้งผู้ซื้อก็ได้ครอบครองอย่างเป็นเจ้าของ โดยสงบและเปิดเผยเป็นเวลา ๒๐ ปีแล้ว ดังนี้ ผู้ซื้อก็ได้กรรมสิทธิ์ ผู้จำนองจะรื้อฟื้นเอาความไม่สมบูรณ์นั้นมาว่ากล่าวขอไถ่ถอนจำนองอีกหาได้ไม่", 63,9,,ทำสัญญาค้ำประกันโดยมีข้อตกลงว่า ผู้ค้ำประกันจะไม่ยกเลิกข้อต่อสู้ในเรื่องอายุความของลูกหนี้ชั้นต่อสู้ ดังนี้ ผู้ค้ำประกันจะยกอายุความตามสัญญาค้ำประกันของผู้ค้ำประกันเองชั้นต่อสู้ เจ้าหนี้เมื่อถูกฟ้องได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๕๐๑๖/๒๕๕๑ แม้ผู้ค้ำประกันอาจยกข้อต่อสู้ทั้งหลายซึ่งลูกหนี้มีต่อเจ้าหนี้ชั้นต่อสู้ได้ด้วย ดังที่บัญญัติไว้ใน ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๙๔ แต่บทกฎหมายดังกล่าวมิใช่กฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงอาจทำข้อตกลงแตกต่างกับที่กฎหมายมาตราเนี้ยบัญญัติไว้ได้ สิทธิเรียกร้องที่ขาดอายุความเป็นข้อต่อสู้อย่างหนึ่งซึ่งลูกหนี้ยกขึ้นต่อสู้เจ้าหนี้ได้ ดังนั้น การที่จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันตกลงกับโจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ว่าจะไม่ยกข้อต่อสู้ในเรื่องอายุความของจำเลยที่ ๑ ผู้เป็นลูกหนี้ชั้นต่อสู้โจทก์ตามข้อ ๔ ของสัญญาค้ำประกัน ข้อตกลงดังกล่าวจึงมีผลบังคับระหว่างคู่สัญญาและไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน แต่อย่างไรก็ตาม คดีนี้จำเลยที่ ๒ ได้ให้การต่อสู้ไว้ว่าฟ้องของโจทก์ขาดอายุความแล้ว และยังได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว จึงมีประเด็นข้อพิพาทระหว่างโจทกกับจำเลยที่ ๒ ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้วหรือไม่ด้วย สัญญาค้ำประกันข้อ ๔ คงมีผลเพียงว่าจำเลยที่ ๒ ไม่อาจยกข้อต่อสู้ในเรื่องอายุความของจำเลยที่ ๑ ขึ้นเป็นข้อต่อสู้โจทก์เท่านั้น ส่วนอายุความตามสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ ๒ ย่อมยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้โจทก์ได้ เพราะเป็นข้อต่อสู้ของจำเลยที่ ๒ เองโดยตรง กฎหมายมิได้บัญญัติเรื่องอายุความของสัญญาค้ำประกันไว้ จึงมีอายุความสิบปี อันเป็นอายุความทั่วไปตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๓๐ โดยเริ่มนับอายุความตั้งแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไปตามมาตรา ๑๙๓/๑๒ เมื่อจำเลยที่ ๑ ชำระหนี้ให้โจทก์ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ ๘ กันยายน ๒๕๓๑ ซึ่งถือว่าจำเลยที่ ๑ ผิดนัดและโจทก์ชอบที่จะเรียกจำเลยที่ ๒ ชำระหนี้ในฐานะผู้ค้ำประกัน จนถึงวันที่โจทก์นำคดีนี้มาฟ้องเมื่อวันที่ ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๔๕ พ้นเวลาสิบปีแล้วฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ ๒ จึงขาดอายุความ,แพ่ง,, 63,9,,เจ้าหนี้ปลดจำนองให้แก่ผู้จำนอง ผู้ค้ำประกันลูกหนี้จะหลุดพ้นจากความรับผิดเท่าที่ตนต้องเสียหายตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๙๗ หรือไม่ หากสัญญาค้ำประกันมีข้อตกลงยกเว้นบทบัญญัติดังกล่าว,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๓๗๐/๒๕๕๑ การที่โจทก์ปลอจำนองให้แก่ ว. อาจทำให้จำเลยที่ ๓ ในฐานะผู้ค้ำประกันไม่อาจรับช่วงสิทธิจากโจทก์ได้ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๙๓ วรรคสอง ซึ่งอาจเป็นเหตุให้จำเลยที่ ๓ หลุดพ้นจากความรับผิดเพียงเท่าที่ตนต้องเสียหายตามมาตรา ๖๙๗ ก็ตาม แต่ปรากฏว่าตามสัญญาค้ำประกันที่จำเลยที่ ๓ ทำไว้กับโจทก์ ข้อ ๕ ระบุว่า ""การค้ำประกันนี้ย่อมผูกพันผู้ค้ำประกันอย่างสมบูรณ์ตลอดไป... และผู้ค้ำประกันไม่ฟ้องจากการรับผิด เพราะเหตุผู้ให้กู้อาจกระทำการใด ๆ ไป เป็นเหตุให้ผู้ค้ำประกันไม่อาจเข้ารับช่วงสิทธิได้ทั้งหมดหรือแต่งบางส่วนในสิทธิใด ๆ อันได้ให้หรืออาจได้ให้ว่าแก่ผู้ให้กู้แต่ก่อนหรือในขณะทำสัญญาค้ำประกันนี้"" อันเป็นข้อตกลงที่คู่สัญญาได้ตกลงกันยกเว้นบทบัญญัติแห่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๙๗ ซึ่งมิใช่กฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน โจทก์และจำเลยที่ ๓ จึงมีอำนาจตกลงกันให้มีผลเป็นอย่างอื่นได้ ดังนั้น เมื่อโจทก์ตกลงปลดจำนองค้ำประกันร่วมให้แก่ ว. แม้จะเป็นเหตุให้จำเลยที่ ๓ ได้รับความเสียหายก็ไม่ทำให้จำเลยที่ ๓ หลุดพ้นจากความรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันที่ยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมตามข้อสัญญาดังกล่าว ",แพ่ง,, 63,9,,"ผู้ถือหุ้นในบริษัทจำกัดจะฟ้องร้องกรรมการบริษัทในข้อหาละเมิดเบียดบังเอาทรัพย์สินของบริษัทมาเป็นของตนเองและผู้อื่น ในกรณีที่บริษัทไม่ยอมฟ้องร้องได้หรือไม่ และจะฟ้องร้องบุคคลซึ่งมิได้เป็นกรรมการบริษัทด้วยได้หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๘๗๘/๒๕๕๑ ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๑๖๙ วรรคหนึ่ง บัญญัติให้อำนาจผู้ถือหุ้นมีอำนาจฟ้องร้องเอาค่าสินไหมทดแทนจากผู้เป็นกรรมการบริษัทที่ทำให้เกิดเสียหายแก่บริษัทได้ การที่จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ ซึ่งเป็นกรรมการบริษัท บ. สมคบกันในการประชุมกรรมการบริษัทและมีมติให้ขายที่ดินของบริษัทให้แก่จำเลยทั้งแปดซึ่งเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นของบริษัทและบุคคลภายนอกในราคาต่ำกว่าราคาประเมินและราคาตามท้องตลาดทำให้บริษัทเสียหาย เป็นการกระทำโดยทุจริตสมคบกันเบียดบังเอาทรัพย์สินของบริษัทมาเป็นของตนเองหรือผู้อื่นอันเป็นการกระทำละเมิดต่อบริษัท เมื่อบริษัทไม่ยอมฟ้องร้องจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ ซึ่งเป็นกรรมการบริษัท โจทก์ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัท บ. ย่อมมีอำนาจฟ้องร้องจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ ซึ่งเป็นกรรมการได้ แต่โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๕ ถึงที่ ๘ ซึ่งมิได้เป็นกรรมการบริษัท บ. ส่วนที่โจทก์ขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งเป็นกรรมการบริษัทโอนที่ดินคืนให้แก่บริษัทหากโอนคืนไม่ได้ให้ใช้ค่าเสียหายเท่ากับราคาที่ดินนั้นเข้าหลักเกณฑ์ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๑๖๙ วรรคหนึ่ง เพราะการคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ก็จัดเป็นค่าสินไหมทดแทนเพื่อละเมิดดังที่บัญญัติไว้ใน ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๔๓๘ วรรคสองด้วย ",แพ่ง,, 63,9,,"เจ้าหนี้ยอมรับเช็คที่บุคคลภายนอกเป็นผู้สั่งจ่ายเป็นการชำระหนี้แทนลูกหนี้ เป็นการแปลงหนี้ใหม่โดยเปลี่ยนตัวลูกหนี้ อันจะทำให้หนี้ระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้ระงับไปหรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๑๑๒/๒๕๕๒ การแปลงหนี้ใหม่เป็นสัญญาระหว่างคู่กรณีเพื่อระงับหนี้เดิมแล้วก่อให้เกิดหนี้ใหม่ขึ้นผูกพันกันแทน หนี้เดิมเป็นอันระงับไป แม้โจทก์จะยอมรับเช็คของ จำเลยที่ ๒ เป็นผู้สั่งจ่ายโดยจำเลยที่ ๑ ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัทจำเลยที่ ๒ เป็นการชำระหนี้แทนจำเลยที่ ๑ ตามเช็คก็มิใช่เป็นการแปลงหนี้ใหม่โดยเปลี่ยนตัวลูกหนี้ เพราะไม่มีการตกลงทำสัญญาแปลงหนี้กันใหม่โดยเปลี่ยนตัวลูกหนี้ของโจทก์จากจำเลยที่ ๑ ไปเป็นจำเลยที่ ๒ แต่เป็นเพียงจำเลยที่ ๒ เข้าไปเป็นผู้ชำระหนี้แทนจำเลยที่ ๑ ลูกหนี้เดิมเท่านั้น หนี้เดิมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ จึงยังไม่ระงับ เมื่อโจทก์เรียกเก็บเงินตามเช็คที่จำเลยที่ ๒ ส่งจ่ายไม่ได้ จำเลยที่ ๑ จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๒ ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ ",แพ่ง,, 63,9,,"ขับรถพาคนร้ายมาส่งยังสถานที่ลักทรัพย์ แล้วนัดหมายกำหนดเวลากันว่าจะมารับกลับเมื่อใด ถือว่าเป็นตัวการร่วมในการกระทำความผิดดังกล่าวหรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๘๙๗-๒๘๙๘/๒๕๕๑ การขับรถจักรยานยนต์พาจำเลยที่ ๑ มาส่งยังสถานที่ลักทรัพย์ แล้วนัดหมายกำหนดเวลากันว่าจะขับรถจักรยานยนต์มารับกลับเมื่อใดนั้นถือได้ว่า จำเลยที่ ๓ และที่ ๕ ได้กระทำการอันเป็นการช่วยเหลือจำเลยที่ ๑ ก่อนและขณะกระทำความผิด จำเลยที่ ๓ และที่ ๕ จึงไม่เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ ๑ กระทำความผิดฐานลักทรัพย์แต่เป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๖ ซึ่งศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยที่ ๓ และที่ ๕ ในความผิดดังกล่าว ตามที่ได้ความตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคสอง ได้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๘๕/๒๕๔๒ จำเลยที่ ๑ ขับรถยนต์กระบะพาจำเลยที่ ๒ ผ่านหน้าบ้านผู้เสียหายไปประมาณ ๓๐๐ เมตร แล้วจอดรถให้จำเลยที่ ๒ กับพวกกลางจากรถเดินย้อนกลับไปปล้นทรัพย์ที่บ้านผู้เสียหาย ส่วนจำเลยที่ ๑ ขับรถอ้อมไปอีกทางไปจอดรถรอรับจำเลยที่ ๒ กับพวกห่างบ้านผู้เสียหายประมาณ ๑ กิโลเมตร หลังจากจำเลยที่ ๒ กับพวกปล้นทรัพย์ผู้เสียหายแล้วได้มาขึ้นรถจำเลยที่ ๑ ตามที่นัดแนะกันไว้ จากนั้นจำเลยที่ ๑ ขับรถพาจำเลยที่ ๒ กับพวกหลบหนีไป แต่ขณะจำเลยที่ ๒ กับพวกทำการปล้นทรัพย์อยู่ที่บ้านผู้เสียหาย จำเลยที่ ๑ อยู่ระหว่างขับรถอ้อมมาและจอดรถห่างบ้านผู้เสียหายทั้งสองประมาณ ๑ กิโลเมตร จำเลยที่ ๑ ไม่ได้อยู่ในวิสัยที่จะช่วยเหลือจำเลยที่ ๒ กับพวกได้ จึงยังถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ ๑ เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ ๒ กับพวกปล้นทรัพย์ผู้เสียหาย การกระทำของจำเลยที่ ๑ เป็นเพียงการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่จำเลยที่ ๒ กับพวกในการปล้นทรัพย์ผู้เสียหายก่อนกระทำความผิด จำเลยที่ ๑ จึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดดังกล่าวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๖ เท่านั้น และเมื่อจำเลยที่ ๑ ไม่ทราบว่าจำเลยที่ ๒ กับพวกมีอาวุธติดตัวไปด้วย จึงไม่อาจปรับบทลงโทษจำเลยที่ ๑ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๐ วรรคสองได้ จำเลยที่ ๑ คงมีความผิดตามมาตรา ๓๔๐ วรรคหนึ่ง จำเลยที่ ๑ เพียงขับรถมาส่งจำเลยที่ ๒ กับพวกห่างบ้านผู้เสียหายประมาณ ๓๐๐ เมตรแล้วขับรถอ้อมไปจอดรอรับจำเลยที่ ๒ กับพวกห่างบ้านผู้เสียหายทั้งสองประมาณ ๑ กิโลเมตร เป็นเพียงการใช้ยานพาหนะเพื่อให้พ้นการจับกุมเท่านั้น จำเลยที่ ๑ มิได้ใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำผิดด้วยแม้ปัญหาดังกล่าวนี้จำเลยที่ ๑ จะไม่ได้ยกขึ้นฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๔๖/๒๕๒๙ จำเลยเพียงขับรถยนต์พาคนร้ายอื่นมาส่งและจำหน่ายนั่งรอในรถที่จอดอยู่ในซอยห่างที่เกิดเหตุประมาณ ๑๒๐ เมตรจุดนั้นไม่สามารถมองเห็นที่เกิดเหตุได้ชัดเจน ฟังไม่ได้ว่าจำเลยจะคอยดูดันทางให้คนร้ายอื่นทั้งข้อเท็จจริงไม่ได้ความว่าจำเลยร่วมสมคบกับคนร้ายอื่นวางแผนเตรียมมาปล้นทรัพย์ผู้เสียหายและไม่ปรากฏว่าจำเลยได้ร่วมกระทำการอย่างใดอันพึงถือได้ว่าเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำการปล้นทรัพย์ผู้เสียหายจึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยเป็นตัวการร่วมกระทำผิดแต่การกระทำของจำเลยเป็นการช่วยเหลือและให้ความสะดวกแก่คนร้ายอื่นจำเลยจึงเป็นผู้สนับสนุนการกระทำผิด คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๑๕๔/๒๕๑๖ จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ร่วมปรึกษาหารือกับจำเลยที่ ๓ เพื่อจะไปลักกระบือแล้ววางแผนให้จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และ ส. ไปซุ่มรอรับกระบือที่หัวทุ่งแล้วจำเลยที่ ๓ กับพวกไปต้อนกระบือของผู้เสียหายมาส่งให้จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และ ส. สถานที่ที่จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และ ส. รอรับกระบือกับสถานที่ที่จำเลยที่ ๓ และพวกไปต้อนกระบือนั้นอยู่ใกล้กันมาก เช่นนี้จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ไม่อยู่ในฐานะที่จะร่วมมือกับจำเลยที่ ๓ ขณะที่จำเลยที่ ๓ กับพวกกระทำการลักกระบืออันจะถือว่าจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ เป็นตัวการ แต่พฤติการณ์ดังกล่าวของจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ถือได้ว่าถ้าจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ได้ส่งเสริมอันเป็นการช่วยเหลือจำเลยที่ ๓ กับพวกในการที่จะไปลักกระบือจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ จึงเป็นผู้สนับสนุนก่อนกระทำผิด ",อาญา,, 63,10,,"ในข้อหาความผิดฐานฉ้อโกงนั้น เหตุการณ์ในอนาคตที่ไม่แน่นอน หรือคำรับรองที่จะปฏิบัติในอนาคตก็ยังไม่ถึงเวลาที่จะปฏิบัติตามคำรับรอง จะเกิดว่าเป็นคำหลอกลวงหรือความเท็จหรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๐๗๔/๒๕๓๙ จำเลยชวนโจทก์ร่วมซื้อคอนโดมิเนียม ตึกแถว และที่ดินโดยยื่นยันว่าอีก ๔ เดือน จะมีผู้ซื้อต่อ และจำเลยให้ผู้เสียหายทำพิธีเสริมดวงและเรียกค่าครูโดยยืนยันว่าจะทำให้ควงดีขายตึกแถวที่ดินได้ หรือบุตรจะมีบัญชารมีสูงกว่าบิดามารดา ผู้เสียหายกับสามีจะไม่ต้องหย่ากัน ล้วนเป็นเหตุการณ์ในอนาคตที่ไม่แน่นอน ทั้งสิ้น ไม่ใช่คำหลอกลวงแต่เป็นคำคาดการณ์ แม้โจทก์ร่วมและผู้เสียหายเข้าทำพิธีตามคำแนะนำและเสียค่าใช้จ่ายให้จำเลยจำเลยก็ไม่มีความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๐๖๗/๒๕๔๘ จำเลยชักชวนโจทก์เข้าร่วมลงทุนในบริษัทของจำเลยโดยให้โจทก์ซื้อหุ้นในบริษัทของจำเลย ๓,๐๐๐ หุ้น เป็นเงิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท และโจทก์ได้ชำระเงินให้จำเลยรับไปแล้วโดยจำเลยสัญญาว่าเมื่อชำระแล้วจะโอนหุ้นในบริษัทของจำเลยให้แก่โจทก์ ต่อมาจำเลยมาขอเงินจากโจทก์อีก ๕๘,๐๐๐ บาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในบริษัทแล้วจะชำระเงินคืนเป็นหุ้นให้โจทก์จึงจ่ายเงินให้จำเลยไป ซึ่งรวมทั้งสิ้นเป็นเงิน ๓๕๘,๐๐๐ บาท การที่จำเลยชักชวนโจทก์ให้ซื้อหุ้น ในบริษัทของจำเลย เป็นเพียงคำรับรองที่จำเลยจะปฏิบัติในอนาคตขณะให้คำรับรองดังกล่าวอย่างไม่ถึงกำหนดเวลาที่จำเลยจะปฏิบัติตามคำรับรอง จึงไม่ใช่ความเท็จ นอกจากนั้นตามบัญชีผู้ถือหุ้นก็ปรากฏว่าจำเลยมีหุ้นอยู่ในบริษัทดังกล่าวจำนวนถึง ๙,๙๔๐ หุ้น แสดงว่ามีหุ้นอยู่จริง มิได้หลอกลวงโจทก์ การที่จำเลยไม่โอนหุ้นให้แก่โจทก์จึงเป็นการผิดสัญญาในทางแพ่งเท่านั้น ไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกง ",อาญา,, 63,10,,"ความผิดฐานฉ้อโกงจะต้องได้ความว่าผู้กระทำผิดได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวงการหลอกลวงแล้วได้ไปซึ่งบริการหรือได้เข้าเป็นสมาชิกเป็นการได้ไปซึ่งทรัพย์สินหรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๗๓๓/๒๕๑๖ จำเลยหลอกลวงผู้เสียหายว่ามีรถยนต์ขนส่งนักร้องนักดนตรี และเครื่องยนต์ขัดข้อง ต้องให้ช่างแก้ไข จึงว่าจ้างรถยนต์ของผู้เสียหายไปส่ง เมื่อส่งเรียบร้อยแล้วจำเลยจะให้ค่าขนส่งแก่ผู้เสียหาย ๑,๐๐๐ บาท ซึ่งเป็นข้อความอันเป็นเท็จและปกปิดข้อความจริงดังกล่าว ผู้เสียหายหลงเชื่อว่าเป็นความจริง จึงจัดการรับจ้างขนส่งให้จำเลยนั้น การที่จำเลยกล่าวหลอกลวงหรือปกปิดความจริงก็เพื่อให้ผู้เสียหายรับจ้างทำการขนส่งให้จำเลยเท่านั้น จำเลยได้รับผลเพียงการขนส่งจากผู้เสียหาย จำเลยไม่ได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้เสียหายตามความในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๑ ส่วนเงินค่าขนส่ง ๑,๐๐๐ บาท ที่จำเลยไม่ได้ชำระให้ผู้เสียหายนั้นเป็นทรัพย์สินที่ผู้เสียหายจะเรียกร้องเอาจากจำเลยภายหลังเมื่อขนส่งให้จำเลยถึงที่ที่ตกลงกันแล้วกรณีเป็นเรื่องผิดสัญญาทางแพ่ง ไม่เป็นความผิดทางอาญาฐานฉ้อโกง คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๖๖๗/๒๕๔๒ จำเลยทั้งสองร่วมกันนำ ธ. มาสมัครเป็นสมาชิกสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์โจทก์ร่วม โดยแจ้งแก่โจทก์ร่วมว่า ธ. คือ บ. บิดาจำเลยที่ ๑ เป็นผู้มีสุขภาพเช็งแรงเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมหลงเชื่อจึงรับ บ. เป็นสมาชิก ความจริงแล้วขณะนั้น บ. ป่วยเป็นโรคมะเร็งในลำไส้ ไม่สามารถเดินไปไหนมาไหนได้ การหลอกลวงมีผลเพียงให้โจทก์ร่วมกับ บ. เข้าเป็นสมาชิกเท่านั้น หาได้ทำให้จำเลยทั้งสองได้ทรัพย์สินไปจากโจทก์ร่วมไม่ แม้ต่อมาโจทก์ร่วมจะจ่ายเงินสงเคราะห์ให้จำเลยที่ ๑ ไปจำนวน ๙๒,๐๐๐ บาท แต่ก็เนื่องจาก บ. ถึงแก่กรรมหาใช่เนื่องจากจำเลยทั้งสองหลอกลวงไม่ การกระทำของจำเลยทั้งสองไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกง พนักงานอัยการโจทก์ย่อมไม่มีสิทธิเรียกทรัพย์สินหรือราคาแทนโจทก์ร่วมได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๔๓ คำขอส่วนแบ่งของโจทก์ร่วมที่ขอถือเอาตามฟ้องของพนักงานอัยการโจทก์ย่อมตกไปด้วย ศาลไม่อาจสั่งให้จำเลยทั้งสองคืนเงินจำนวน ๙๒,๐๐๐ บาท แก่โจทก์ร่วมได้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๒๖๕/๒๕๔๓ โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างขับรถยนต์ของโจทก์ลงจากอาคารจอดรถของจำเลยผู้เป็นนายจ้างแล้วแสดงบัตรจอดรถที่มีตราประทับว่าบริการแผนกจัดเลี้ยง ๑๔ ต่อพนักงานรักษาความปลอดภัยซึ่งทำหน้าที่เก็บค่าบริการจอดรถ โจทก์จึงไม่เสียค่าจอดรถแก่จำเลยโดยโจทก์ทราบดีว่าจำเลยมีข้อห้ามมิให้พนักงานนำรถขึ้นไปจอดบนอาคารจอดรถ โจทก์ได้รับผลเพียงการบริการจอดรถจากจำเลยหาได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากจำเลยไม่ จึงไม่เป็นความผิดอาญาฐานฉ้อโกงตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๑ และมิได้เป็นการจงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย ",อาญา,, 63,10,,"ลักบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นไปใช้เบิกถอนเงินสดจะเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ด้วยหรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๖๔/๒๕๕๑ การที่จำเลยลักบัตรอิเล็กทรอนิกส์ไปจากผู้เสียหายแล้วนำไปลักเงินของผู้เสียหายโดยผ่านเครื่องฝาก - ถอนเงินอัตโนมัติตะครั้งนั้น ทรัพย์ที่จำเลยลักเป็นทรัพย์คนละประเภทและเป็นความผิดสำเร็จในตัวต่างกรรมต่างวาระ และอาศัยเจตนแตกต่างแยกจากกันได้ ดังนั้น การลักบัตรอิเล็กทรอนิกส์ไปจากผู้เสียหายกับลักเงินของผู้เสียหายโดยใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ดังกล่าวเบิกถอนเงินผ่านเครื่องฝาก - ถอนเงินอัตโนมัติตะครั้งดังกล่าวจึงเป็นความผิดสองกรรมต่างกัน คดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลฎีกามีพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๘๘, ๒๖๙/๕, ๒๖๙/๗, ๓๓๔, ๓๓๕ (๑) วรรคแรก ",อาญา,, 63,10,,"ลูกหนี้มีทรัพย์สินเพียงที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ไม่มีทรัพย์สินอื่นอีก และยังมิได้ชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ แต่ลูกหนี้กลับจดทะเบียนโอนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้แก่บุตรโดยเสน่หา โดยบุตรไม่ทราบว่าทำให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ ดังนี้ เจ้าหนี้จะฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนได้หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๗๘๕/๒๕๕๑ จำเลยที่ ๑ เป็นลูกหนี้ของโจทก์ จดทะเบียนโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องให้จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นบุตรโดยเสน่หา ดังนั้น จึงไม่ต้องวินิจฉัยว่าจำเลยที่ ๒ ทราบหรือไม่ว่าการทำนิติกรรมพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวจะเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ ที่จำเลยที่ ๒ ฎีกาอ้างว่า ได้ชำระหนี้แทนจำเลยที่ ๑ ทำนองว่าเป็นนิติกรรมที่มีค่าตอบแทนนั้น ก็เป็นการนำสืบที่ขัดกับเอกสารซึ่งระบุชัดเจนว่าเป็นการให้โดยเสน่หาไม่อาจรับฟังได้ ขณะที่จำเลยที่ ๑ ทำนิติกรรมโอนทรัพย์สินตามฟ้องให้จำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๑ ไม่มีทรัพย์สินอื่นอีก เมื่อจำเลยที่ ๑ มีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องแต่เพียงอย่างเดียวและเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาสองแสนบาทเศษ และยังไม่ชำระให้โจทก์ แต่กลับโอนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวให้จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นบุตร จึงทำให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ไม่มีทางบังคับชำระหนี้เอายางที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวได้ เป็นทางที่ทำให้โจทก์กซึ่งเป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบ ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ ๑ มีทรัพย์สินเพียงที่ดิน และสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องเท่านั้น ไม่มีทรัพย์สินอื่นอีก และโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้จำเลยที่ ๒ โดยเสน่หา ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ชำระหนี้ให้โจทก์ จึงเป็นการทำนิติกรรมการโอนทั้ง ๆ รู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้ โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๑๗๐/๒๕๕๒ จำเลยที่ ๑ เป็นหนี้โจทก์ก่อนที่จำเลยทั้งสองจดทะเบียนหย่ากันและบันทึกข้อตกลงเรื่องทรัพย์สินตามทะเบียนการหย่าระบุว่า ที่ดินพร้อมบ้านและทรัพย์สิน ทุกอย่างในบ้านยกให้แก่จำเลยที่ ๒ แต่จำเลยที่ ๑ กลับไปจัดทะเบียนขายที่ดินและบ้านเฉพาะส่วนให้ แก่จำเลยที่ ๒ และจำเลยที่ ๑ รับว่า จำเลยที่ ๑ โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านให้แก่จำเลยที่ ๒ พนักงาน ที่ดินกำหนดราคา ๒๐๐,๐๐๐ บาท แต่ความจริงไม่ได้มีการชำระเงินกัน แสดงว่าการโอนกรรมสิทธิ์ ที่ดินและบ้านดังกล่าวระหว่างจำเลยทั้งสองเป็นเจตนาไม่สุจริตและข้อตกลงระหว่างจำเลยทั้งสองเป็นการ ให้โดยเสน่หา มิใช่ชื่อขาย ดังนั้น เมื่อกรณีเป็นการให้โดยเสน่หาเพียงแต่จำเลยที่ ๑ ลูกหนี้เป็น ผู้รู้ว่าตนเป็นหนี้โจทก์ฝ่ายเดียวเท่านั้นก็พอแล้วที่จะขอเพิกถอนการฉ้อฉลได้ โดยจำเลยที่ ๒ ไม่ต้องรู้ว่าจำเลยที่ ๑ เป็นหนี้โจทก์แต่อย่างใดตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๓๗ วรรคหนึ่ง ตอนท้าย ",แพ่ง,, 63,10,,หนี้ที่ลูกหนี้ผิดนัดชำระแล้วเจ้าหนี้จะทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้อง (การโอนหนี้) ให้แก่ ผู้รับโอนได้หรือไม่ และผู้รับโอนจะต้องมีส่วนได้เสียในมูลหนี้ที่รับโอนหรือไม่,"คำตอบ การโอนสิทธิเรียกร้องคือการที่เจ้าหนี้ตกลงยินยอมโอนสิทธิที่จะเรียกให้ลูกหนี้ชำระหนี้ ให้แก่บุคคลอื่นคนหนึ่ง มีผลให้บุคคลผู้รับโอนเข้ามาเป็นเจ้าหนี้คนใหม่แทนเจ้าหนี้เดิม มีสิทธิเรียกให้ ลูกหนี้ชำระหนี้ได้เช่นเจ้าหนี้เดิม ลูกหนี้ยังคงมีหน้าที่ในการชำระหนี้อยู่เหมือนเดิม เพียงแต่เปลี่ยนตัว ผู้ที่ลูกหนี้จะชำระหนี้ให้เท่านั้น กฎหมายมีได้บัญญัติว่าหนี้ที่ลูกหนี้ผิดนัดแล้วเจ้าหนี้จะโอนสิทธิเรียกร้อง ไม่ได้ หรือผู้รับโอนจะต้องมีส่วนได้เสียในมูลหนี้ที่รับโอนแต่ประการใด มีคำพิพากษาฎีกวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๓๓๔/๒๕๕๐ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๐๓ วรรคหนึ่ง และมาตรา ๓๐๖ วรรคหนึ่ง มีได้บัญญัติว่าหนี้ที่ลูกหนี้ผิดนัดชำระแล้วจะโอนให้แก่กันไม่ได้ และ ผู้รับโอนจะต้องมีส่วนได้เสียในมูลหนี้ที่รับโอน แม้การโอนสิทธิเรียกร้องระหว่างเจ้าหนี้กับโจทก์ก็จะกระทำ ภายหลังจำเลยผิดนัดชำระหนี้แล้วและโจทก์ก็ได้มีส่วนได้เสียในมูลหนี้ดังกล่าว ก็มิใช่เรื่องการซื้อ ขายความและไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน เนื่องการโอนสิทธิเรียกร้องได้ทำเป็นหนังสือ และโจทก์ก็มีหนังสือบอกกล่าวการโอนไปยังจำเลยผู้เป็นลูกหนี้ตามมาตรา ๓๐๖ วรรคหนึ่งแล้ว ย่อมมีผล สมบูรณ์และใช้ยันจำเลยได้โจทก์ผู้รับโอนซึ่งมีฐานะเป็นเจ้าหนี้แทนเจ้าหนี้เดิม ย่อมมีสิทธิเรียกร้องตาม มูลหนี้ที่มีอยู่จากจำเลยได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องบังคับจำเลยให้ชำระหนี้ดังกล่าวได้ ",แพ่ง,, 63,10,,การโอนสิทธิเรียกร้องจะต้องได้รับความยินยอมจากลูกหนี้หรือบอกกล่าวแก่ลูกหนี้ หรือไม่,"คำตอบ (ไม่มีเลขอ้างอิง) การโอนสิทธิเรียกร้องหาจำต้องได้รับความยินยอมจากลูกหนี้ไม่ แม้ลูกหนี้ ไม่ยินยอมก็โอนกันได้ เพียงแต่ว่าจะยกขึ้นต่อสู้ลูกหนี้หรือบุคคลภายนอกไม่ได้ หากไม่ได้บอกกล่าว แก่ลูกหนี้เท่านั้น เมื่อมีการบอกกล่าวแล้วแม่ลูกหนี้ไม่ยินยอมด้วย การโอนก็ผูกพันลูกหนี้ให้ ต้องชำระหนี้ให้แก่ผู้รับโอนแล้ว แต่สิทธิที่โอนกันไปย่อมโอนไปตามสภาพที่เป็นอยู่ตอนที่มีการ บอกกล่าวแก่ลูกหนี้เท่านั้น กล่าวคือ ถ้าลูกหนี้มีข้อต่อสู้อะไรที่จะไม่ต้องชำระหนี้ต่อผู้โอน ซึ่งมีอยู่ก่อน การโอนก็ย่อมยกขึ้นต่อสู้ผู้รับโอนได้ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นข้อต่อสู้ที่เกี่ยวกับตัวผู้โอนโดยเฉพาะหรือ เกี่ยวกับหนี้ก็ตาม จะถือว่าลูกหนี้ไม่ติดใจหรือยอมละข้อต่อสู้ต่อผู้โอนหาได้ไม่ เพราะลูกหนี้ไม่ได้ยินยอม ด้วยกับการโอน มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๒๔๗/๒๕๕๙ สัญญาแฟ็กเตอริง ข้อ ๘ ระบุว่าการเก็บเงินจากลูกหนี้ จะเลยที่ ๑ จะไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการเรียกเก็บเงินและออกใบเสร็จรับเงินแก่ลูกหนี้ในหนี้ที่จำเลยที่ ๑ ขายแก่โจทก์แล้ว หากลูกหนี้นำเงินมาชำระแก่จำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๑ ต้องนำมามอบแก่โจทก์ และดงว่า เมื่อจำเลยที่ ๑ นำหนี้รายได้มาขายแก่โจทก์แล้ว โจทก์ผู้เดียวมีอำนาจในการดำเนินการเพื่อให้ได้รับชำระหนี้และรับชำระหนี้ สัญญายังกล่าวถือเป็นสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องตามประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ มาตรา ๓๐๓ ส่วนข้อตกลงว่า หากจำเป็นโจทก์มีสิทธิใช้ชื่อจำเลยที่ ๑ ในการฟ้องคดี ก็เป็นเพียงวิธีการเพื่อให้โจทก์ได้รับชำระหนี้ในหนี้ที่รับซื้อไว้ ส่วนการบอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้อง มีผลเพียงว่าหากยังไม่บอกกล่าวไปยังลูกหนี้ โจทก์ไม่สามารถยกเป็นข้อต่อสู้ ลูกหนี้หรือบุคคลภายนอกได้ตามมาตรา ๓๐๖ วรรคหนึ่งเท่านั้น มิได้ทำให้สัญญาดังกล่าวไม่เป็นการโอนสิทธิเรียกร้อง คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๙๙/๒๕๕๑ โจทก์ทำสัญญาให้จำเลยเช่าที่ดินจากโจทก์ ต่อมาโจทก์ ได้ทำหนังสือซึ่งระบุว่าเป็นหนังสือโอนสิทธิเรียกร้องโดยระบุให้เรียกคู่สัญญาในหนังสือดังกล่าวระหว่าง โจทก์กับธนาคาร ก. ว่า “ผู้โอน” และ “ผู้รับโอน” ตามลำดับ เนื้อหาภายในหนังสือดังกล่าวระบุว่าผู้โอน ซึ่งเป็นผู้ให้เช่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ขอโอนสิทธิการรับค่าเช่าจากจำเลยตามสัญญาเช่าในแต่ละเดือน ให้แก่ผู้รับโอนเป็นผู้รับเงินจำนวนดังกล่าว โดยผู้โอนขอรับรองว่า ผู้รับโอนมีสิทธิสมบูรณ์เสมือนผู้โอน ทุกประการ ทั้งมีการแจ้งการโอนเป็นหนังสือให้แก่จำเลยและจำเลยได้ตอบรับเป็นหนังสือ หนังสือโอน สิทธิเรียกร้องดังกล่าวโอนสิทธิเรียกร้องค่าเช่าที่ดินตามสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยซึ่งก็คือสัญญาเช่า ที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นคดีนี้ จึงถือว่าโจทก์และธนาคาร ก. ได้ปฏิบัติตามวิธีการโอนสิทธิเรียกร้องตามที่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๐๓ วรรคหนึ่ง และมาตรา ๓๐๖ บัญญัติไว้แล้ว สิทธิเรียกร้องของโจทก์ในการรับ เงินค่าเช่าจึงตกเป็นของธนาคาร ก. ตั้งแต่นั้น หาใช่เป็นเรื่องที่โจทก์มอบอำนาจให้แก่ธนาคาร ก. เป็น ผู้รับเงินค่าเช่าแทนโจทก์ไม่ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าเช่าแก่โจทก์ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๔๐๘/๒๕๕๑ การที่จำเลยที่ ๑ นำสิทธิเรียกร้องที่จำเลยที่ ๑ มีต่อลูกหนี้ ของจำเลยที่ ๑ มาโอนให้แก่โจทก์ และโจทก์ตกลงชำระค่าตอบแทนจากการรับโอนสิทธิเรียกร้องให้แก่ จำเลยที่ ๑ นั้น เป็นการโอนสิทธิเรียกร้องตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๐๓ และ ๓๐๖ โจทก์ผู้รับโอนสิทธิ เรียกร้องจึงมีสิทธิเรียกร้องบังคับชำระหนี้เอาจากลูกหนี้ของจำเลยที่ ๑ ได้ในนามของโจทก์เมื่อ ลูกหนี้ของจำเลยที่ ๑ ผิดนัดชำระหนี้แก่โจทก์ และแม้โจทก์จะสามารถดำเนินการบังคับให้ลูกหนี้ของ จำเลยที่ ๑ ชำระหนี้แก่โจทก์ได้ก็ดีตาม แต่เมื่อตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องที่จำเลยที่ ๑ ทำไว้แก่โจทก์มี ข้อตกลงในข้อ 6 ที่จำเลยที่ ๑ รับรองลูกค้าที่โอนหนี้เป็นลูกค้าชั้นดี หากลูกค้าปฏิเสธไม่ยอมชำระหนี้ หรือไม่สามารถชำระหนี้ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือลูกค้าไม่ต้องชำระหนี้ไม่ว่าด้วยกรณีใด ๆ ให้แก่ โจทก์ จำเลยที่ ๑ ตกลงยอมชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดจากการรับโอนสิทธิเรียกร้องเป็นเงินเท่ากับจำนวน เงินที่ลูกค้าไม่ชำระหนี้ตามมูลหนี้พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันผิดนัดชำระหนี้เป็น ต้นไปจนกว่าโจทก์จะได้ชำระหนี้คืนครบถ้วน ดังนี้ จำเลยทั้งสองจึงยังต้องรับผิดชำระหนี้ในสิทธิเรียกร้อง ที่โอนให้แก่โจทก์ไปแล้วตามข้อตกลงดังกล่าวด้วย ",แพ่ง,, 63,11,,ความสำคัญผิดว่ามีภัยตรายอันต้องป้องกันกับความสำคัญผิดในตัวบุคคลต่างกันอย่างไร และมีตัวอย่างคำพิพากษาฎีกาเกี่ยวกับความสำคัญผิดในตัวบุคคล หรือไม่,"ความสำคัญผิดว่ามีภัยตรายอันต้องป้องกันนั้น เป็นความสำคัญผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๖๒ ไม่ใช่มาตรา ๖๑ ความสำคัญผิดตามมาตรา ๖๑ เป็นเรื่องสำคัญผิดในตัวบุคคล ซึ่งแม้จะกระทำต่อบุคคลใดก็เป็นผิดทั้งนั้น ส่วนความสำคัญผิดตามมาตรา ๖๒ นั้น เป็นความสำคัญผิดซึ่งทำให้การกระทำไม่เป็นความผิด หรือทำให้ผู้กระทำไม่ต้องรับโทษ หรือได้รับโทษน้อยลงได้ เช่น จำเลยใช้ปืนยิงเด็กซึ่งส่องไฟหากบที่ริมรั้วบ้านจำเลยถึงแก่ความตาย โดยจำเลยสำคัญผิดว่าเป็นคนร้ายจะมาฆ่าพี่จำเลย เป็นการป้องกันเกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องกระทำเพื่อป้องกันมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘, ๖๙ (คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๗๒/๒๕๑๐) ความสำคัญผิดในตัวบุคคล มีตัวอย่างคำพิพากษาฎีกา ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๕๓-๓๕๔/๒๕๕๐ จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ร่วมเดินทางไปกับจำเลยที่ ๒ เพื่อไปยิงแก้วแค้น ช. ซึ่งเคยยิงจำเลยที่ ๒ มาก่อน โดยจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ทราบดีว่าจำเลยที่ ๒ นำอาวุธปืนติดตัวไปด้วย จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ มีเจตนาร่วมกับจำเลยที่ ๒ ฆ่า ช. และเมื่อพบผู้เสียหายจำเลยที่ ๒ ยิงผู้เสียหายโดยเข้าใจว่าเป็น ช. ย่อมเป็นการกระทำต่ออีกบุคคลหนึ่งโดยสำคัญผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๖๑ จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ซึ่งร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ ๒ ไม่อาจยกเอาความสำคัญผิดดังกล่าวมาเป็นข้อแก้ตัวว่ามิได้มีเจตนาร่วมฆ่าผู้เสียหายได้ ต้องถือว่าจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ มีเจตนาร่วมกับจำเลยที่ ๒ ฆ่าผู้เสียหายด้วย ฉะนั้น เมื่อผู้เสียหายไม่ถึงแก่ความตายสมดังเจตนาฆ่าจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ จึงมีความผิดฐานร่วมกับจำเลยที่ ๒ พยายามฆ่าผู้เสียหาย คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๙๔๗/๒๕๔๗ การที่จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ กับพวกประสงค์จะปล้นทรัพย์ชาวมอญซึ่งพักอาศัยอยู่ในบ้านเกิดเหตุ และได้ลงมือปล้นทรัพย์โดยสำคัญผิดว่าผู้ที่อยู่ในบ้านเกิดเหตุเป็นชาวมอญ แต่ความจริงเป็น ส. ผู้เสียหาย เชนนี้ จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ จะยกความสำคัญผิดมาเป็นข้อแก้ตัวว่ามิได้เจตนากระทำต่อ ส. หาได้ไม่ และกรณีไม่ใช่การพยายามกระทำความผิดที่ไม่สามารถบรรลุผลได้อย่างแน่แท้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๘๗/๒๕๓๖ จำเลยไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับผู้เสียหาย เหตุที่จำเลยฟันทำรายผู้เสียหายเนื่องจากเขาใจผิดว่าผู้เสียหายเป็นนาย ค. ซึ่งมีเหตุวิวาตกันมาก่อน จำเลยจะยกเอาความสำคัญผิดเป็นข้อแก้ตัวไม่ได้ ต้องถือว่าจำเลยมีเจตนาที่จะกระทำต่อนาย ค. เช่นใด ก็ด้องรับผิดในผลของการกระทำที่เกิดขึ้นแก่ผู้เสียหายเช่นนั้น ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๖๑ คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๐/๒๕๓๑ จำเลยให้พวกมาร้องเรียก พ. ให้ออกมาจากบ้านโดยจำเลยแอบชุ่มยิงอยู่ แม้วังเอินผู้ตายลูกขึ้นมาเปิดประตูบ้านลงบันไดเพื่อจะไปถ่ายปัสสาวะข้างล่างแล้วถูกจำเลยใช้อาวุธปืนยิงโดยสำคัญผิดว่าเป็น พ. ก็ตาม การกระทำของจำเลยก็เป็นการฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ",อาญา,, 63,11,,"เจตนาฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๙ (๔) แต่ผลของการกระทำเกิดขึ้นแก่บุคคลอีกคนหนึ่งโดยพลาดไป ผลที่พลาดไปจะถือว่าเป็นการกระทำโดยไตร่ตรองไว้ก่อนหรือไม่ "," ผลที่พลาดไปถือว่าเป็นการกระทำโดยไตร่ตรองไว้ก่อนด้วย เพราะมิใช่เรื่องฐานะของบุคคลหรือเพราะความสัมพันธ์ระหว่างผู้กระทำกับบุคคลที่ได้รับผลร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๖๐ มีคำพิพากษาฎีกวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๘๓๒/๒๕๓๘ จำเลยได้นำน้ำส้มผสมยาฆ่าแมลงไปถวายพระภิกษุผู้เสียหายโดยเจตนาม่าผู้เสียหายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน แม้ว่าเลยจะมีเจตนาฆ่าเฉพาะผู้เสียหายแต่เมื่อผลแห่งการกระทำเกิดขึ้นแก่ผู้ตายโดยพลาดไปก็ต้องถือว่าลำเล่มีเจตนาม่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๖๐ ด้วย ลำเลยมีความผิดตามมาตรา ๒๘๙ (๔) ประกอบด้วยมาตรา๘๐ และมาตรา ๒๘๙ (๔) ประกอบด้วยมาตรา ๖๐ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๗๐/๒๕๒๗ ลำเลยมีปากเสียงชกต่อย ค. ด้วยสาเหตุปักใจเชื่อว่า ค. เป็นคนร้ายฆ่าบิดาตน จำเลยสู้ไม่ได้และกลับไปก่อน ต่อมาอีก ๓๐ นาที ค. ซึ่งรถจักรยานกลับบ้านมี ป.นั่งซ้อนท้ายไปด้วย จำเลยดักชุมอยู่ในป่าข้างทางใช้ปืนแก็บยาวที่ถือติดมือหมายิง ค. แต่กระสุนปืนพลาดไปถูก ป. ตาย ดังนี้เป็นการกระทำโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ลำเลยมีความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๙ (๑) ประกอบด้วยมาตรา ๖๐ ",อาญา,, 63,11,,"การกระทำโดยบันดาลโทสะ การป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายหากพลาดไป จะถือว่าการกระทำที่พลาดไปนั้นเป็นการกระทำโดยบันดาโนโทสะหรือเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายด้วยหรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๖๙๒/๒๕๐๙ จำเลยถูกข่มเหงแล้วได้ยิงคนที่ข่มเหงในขณะนั้นแต่เนื่องจากคนที่ข่มเหงต่างวิ่งหนีไปกระสุนปืนพลาดไปถูกผู้เสียหายเข้า จำเลยก็ต้องมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๖๐ แต่การกระทำของจำเลยนั้นเป็นผลสืบเนื่องมาจากจำเลยถูกข่มเหงโดยไม่เป็นธรรม และกระทำลงไปโดยบันดาโนโทสะ จำเลยจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘, ๘๐ ประกอบด้วยมาตรา ๗๒ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๐๕/๒๕๑๖ ผู้ตาย ผู้เสียหาย และจำเลย ร่วมดื่มสราด้วยกันจนเมาแล้วผู้ตายกับจำเลยทะเลาะกัน ผู้เสียหายจึงชวนจำเลยกลับบ้าน ผู้ตายตามมาต่อยและเตะจำเลยจนล้มลูกขึ้นก็ยังถูกเตะอีก เมื่อผู้ตายเตะ จำเลยก็ใช้มีดปลายแหลมที่ติดตัวไปแทงสวนไปสองสามครั้งถูกผู้ตาย ระหว่างนั้นผู้เสียหายเข้าขวางเพื่อช่วย จึงถูกมีดได้รับบาดเจ็บ ส่วนผู้ตายถึงแก่ความตายการกระทำของจำเลยต่อผู้ตายเป็นการกระทำโดยป้องกันพอสมควรแก่เหตุ แม้ว่าพลาดไปถูกผู้เสียหายเข้าด้วย ซึ่งตามมาตรา ๖๐ ประมวลกฎหมายอาญา จะถือว่าจำเลยมีเจตนาแห่งผู้เสียหายคิดแต่การกระทำของจำเลยก็เป็นผลสืบเนื่องมาจากจำเลยแทงผู้ตายเพื่อป้องกันสิทธิ์พอสมควรแก่เหตุอันไม่เป็นความผิด จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานทำรายร่างกายผู้เสียหายด้วย ",อาญา,, 63,11,,ทรัพย์สินซึ่งมิได้ให้ไว้ในวันทำสัญญาแต่ให้ไว้ในวันอื่น เช่น เงินค้างวด หากสัญญาระบุว่าเป็นส่วนหนึ่งของเงินมัดจำ จะถือเป็นเงินมัดจำหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๑๒๒/๒๕๔๙ คำว่า “มัดจำ” ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๗๗ คือทรัพย์สินซึ่งได้ให้ไว้ในวันทำสัญญา ไม่ใช่ทรัพย์สินที่ให้ไว้ในวันอื่น สัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน ข้อ ๓ ระบุว่าในวันทำสัญญาโจทก์ผู้จะซื้อดำรงเงินมัดจำไว้ส่วนหนึ่งเป็นเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท ส่วนที่เหลือจำนวน ๙๑๔,๐๐๐ บาท จะชำระเป็นงวดรายเดือน จำนวน ๑๐ เดือน ดังนั้น เงินที่วางมัดจำไว้ในวันทำสัญญาดังกล่าวจึงมีเพียง ๑๐,๐๐๐ บาท เท่านั้น ส่วนเงินค้างวัดที่โจทก์ชำระให้แก่จำเลยทั้งสามอีก ๑๐ งวด เป็นเงิน ๑๗๐,๐๐๐ บาท นั้น แม้ตามสัญญาจะระบุว่าเป็นส่วนหนึ่งของเงินมัดจำ ก็ไม่ใช่เงินมัดจำตามความหมายดังกล่าว แต่เป็นเพียงการชำระราคาที่ดินบางส่วน เมื่อโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาและจำเลยทั้งสามบอกเลิกสัญญาแก่โจทก์แล้ว สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินดังกล่าวจึงเป็นอันเลิกกันจำเลยทั้งสามจึงมีสิทธิรับเงินมัดจำจำนวน ๑๐,๐๐๐ บาท ได้ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๗๘ (๒) ส่วนเงินที่โจทก์ชำระค่าที่ดินบางส่วนดังกล่าว จำเลยทั้งสามต้องให้โจทกกับลินสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๙๑ แต่การที่โจทก์และจำเลยทั้งสามตกลงกันให้รับเงินดังกล่าวได้ตามสัญญาข้อ ๑๓ ข้อตกลงดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับที่กำหนดเป็นจำนวนเงินตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๗๙ ถ้าสูงเกินส่วนศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๘๓ วรรคหนึ่ง ",แพ่ง,, 63,11,,"กรณีที่ลูกหนี้จำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อรักษาอันไม่อาจส่งมอบได้ หรือเป็นพ้นวิสัยจะทำได้เพราะพฤติการณ์อันใดอันหนึ่งซึ่งลูกหนี้ต้องรับผิดชอบ ลูกหนี้จะต้องเสียดอกเบี้ยในจำนวนค่าสินไหมทดแทนนับแต่เมื่อใด ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๖๒๕/๒๕๕๑ โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยปฏิบัติการชำระหนี้คือส่งมอบเครื่องอุปกรณ์ชุดปากพูดหูฟัง ๑ ชุด ในสภาพใช้งานได้ดี หรือมิฉะนั้นให้ใช้ราคาแก่โจทก์ หากวัตถุแห่งหนี้คือการส่งมอบเครื่องอุปกรณ์ชุดปากพูดหูฟังยังสามารถกระทำได้ โจทก์ก็ต้องขอให้จำเลยปฏิบัติการ ชำระหนี้ให้ต้องตามความประสงค์อันแท้จริงแห่งมูลหนี้ด้วยการส่งมอบเครื่องอุปกรณ์ชุดปากพูดหูฟังจะขอให้จำเลยใช้ราคาเครื่องอุปกรณ์ชุดปากพูดหูฟังแทนไม่ได้ และการส่งมอบเครื่องอุปกรณ์ชุดปากพูดหูฟังดังกล่าวมิใช่หนี้เงิน โจทก์จึงไม่อาจคิดดอกเบี้ยนับแต่วันที่จำเลยผิดนัดไม่ส่งมอบเครื่องอุปกรณ์ชุดปากพูดหูฟังคืนโจทก์ได้ ต่อเมื่อการส่งมอบเครื่องอุปกรณ์ชุดปากพูดหูฟังเป็นพ้นวิสัยจะทำได้เพราะพฤติการณ์อันใดอันหนึ่งซึ่งจำเลยต้องรับผิดชอบ โจทก์จึงจะมีสิทธิเรียกให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนคือชดใช้ราคาเครื่องอุปกรณ์ชุดปากพูดหูฟังพร้อมด้วยดอกเบี้ยในจำนวนเงินที่เป็นราคาเครื่องอุปกรณ์ชุดปากพูดหูฟังโดยนับตั้งแต่เวลาอันเป็นฐานที่ตั้งแห่งการกะประมาณราคาตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๑๘ วรรคหนึ่ง และมาตรา ๒๒๕ ดังนั้น เวลาที่จะกระประมาณราคาเครื่องอุปกรณ์ชุดปากพูดหูฟังจึงไม่ใช่เวลาที่จำเลยผิดนัดไม่ส่งมอบเครื่องอุปกรณ์ชุดปากพูดหูฟังคืนโจทก์ตามกำหนด แต่หมายถึงเวลาที่การชำระหนี้คือการส่งมอบเครื่องอุปกรณ์ชุดปากพูดหูฟังคืนโจทก์กลายเป็นพ้นวิสัยจะทำได้ เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าการชำระหนี้ดังกล่าวเป็นพ้นวิสัยตั้งแต่เมื่อใด จำเลยจึงต้องรับผิดเสียดอกเบี้ยในราคาทรัพย์ดังกล่าวนับแต่วันฟ้องอันเป็นเวลาที่โจทก์ฟ้องบังคับให้จำเลยชำระ หนี้รายนี้ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๑๓ ",แพ่ง,, 63,11,,"การนับระยะเวลาครอบครองปรปักษ์ที่ดินนั้น ระยะเวลาที่ครอบครองก่อนที่ดินออกโฉนดจะนำมานับรวมกันได้หรือไม่ ","ระยะเวลาที่ครอบครองก่อนที่ดินออกโฉนดไม่อาจนำมาบันทึกรวมกันได้ มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๗๗/๒๕๕๐ การครอบครองปรปักษ์ที่ดินของผู้อื่นจนได้กรรมสิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๘๒ นั้น อสังหาริมทรัพย์ที่จะถูกครอบครองปรปักษ์จนได้กรรมสิทธิ์จะต้องเป็นของบุคคลอื่น ซึ่งก็คือบุคคลนั้นจะต้องมีกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์นั่นเอง หลักฐานที่แสดงว่าผู้ใดเป็นเจ้าของหรือมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินซึ่งเป็นอสังหาริมทรัพย์นั้นคือโฉนดที่ดินเพราะเป็นหลักฐานทางทะเบียนของทางราชการ ดังนั้น การครอบครองที่ดินของผู้อื่น อันจะเป็นเหตุให้ผู้ครอบครองได้กรรมสิทธินั้นจะต้องเป็นการครอบครองที่ดินของผู้อื่นที่ได้ออกโฉนดแล้วเท่านั้น ทั้งจะต้องครอบครองติดต่อกันเป็นเวลาสิบปีด้วย เมื่อทางราชการเพิ่งออกโฉนดที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งห้าเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๓๙ เช่นนี้ การนับระยะเวลาการครอบครองปรปักษ์ที่ดินพิพาทจึงต้องเริ่มนับตั้งแต่วันที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๓๙ เป็นต้นไปเท่านั้น ระยะเวลาที่ครอบครองก่อนที่ดินพิพาทออกโฉนดไม่อาจนำมานับรวมกันได้ เมื่อคิดถึงวันที่ ๖ พฤศจิกายน ๒๕๔๐ ซึ่ง เป็นวันที่จำเลยทั้งสองฟ้องแย้งขอให้ศาลพิพากษาว่าจำเลยทั้งสองได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองจึงยังไม่ถึงสิบปี จำเลยทั้งสองจึงไม่อาจได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา๑๓๘๒ ",แพ่ง,, 63,12,,"บุคคลผู้เข้าเป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนจำกัด จะต้องรับผิดในหนี้ซึ่งห้างหุ้นส่วนได้ก่อให้เกิดขึ้นก่อนที่ตนเข้ามาเป็นหุ้นส่วนด้วยหรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ต้องรับผิดด้วยตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๐๕๒ ประกอบด้วยมาตรา ๑๐๘๐ และ มาตรา ๑๐๘๗ มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๔๑๔/๒๕๓๔ แม้ลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายร่วมกับจำเลยที่ ๖ ในเช็คพิพาทจะเป็นลายมือชื่อปลอมของจำเลยที่ ๓ แต่ไม่กระทบกระทำถึงความสมบูรณ์แห่งลายมือชื่ออื่น ๆ ในตัวเงินนั้นตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๐๐๖ เช็คพิพาทจึงยังเป็นเช็คที่สมบูรณ์ตามกฎหมาย เมื่อจำเลยที่ ๑ ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามเช็คพิพาท แม้ว่าจะเป็นหนี้ที่เกิดขึ้นก่อนจำเลยที่ ๓ เข้ามาเป็นผู้จัดการของจำเลยที่ ๑ แต่จำเลยที่ ๓ ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ ๑ ก็ต้องรับผิดต่อโจทก์ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๐๕๒ ประกอบด้วยมาตรา ๑๐๘๐ และมาตรา ๑๐๘๗ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๗๕๔/๒๕๓๘ ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๐๘๗ ห้างหุ้นส่วนจำกัดต้องให้แต่เฉพาะผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดเท่านั้นเป็นผู้จัดการ จำเลยที่ ๒ เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ ๑ จึงเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิด และตามมาตรา ๑๐๕๒ บุคคลผู้เข้าเป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนย่อมต้องรับผิดในหนี้ใด ๆ ซึ่งห้างหุ้นส่วนได้ก่อให้เกิดขึ้นก่อนที่ตนเข้ามาเป็นหุ้นส่วนด้วย ดังนั้น จำเลยที่ ๒ จึงต้องรับผิดในหนี้ที่เกิดขึ้นก่อนที่จำเลยที่ ๒ จะมาเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ ๑ ด้วย ",แพ่ง,, 63,12,,"ผู้เป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนได้ออกจากหุ้นส่วนไปแล้วจะต้องรับผิดในหนี้ที่ห้างหุ้นส่วนได้ก่อให้เกิดขึ้นก่อนที่ตนเองจากหุ้นส่วนหรือไม่ ","ต้องรับผิดเพียงสองปีนับแต่เมื่อออกจากหุ้นส่วนตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๐๕๑, ๑๐๖๘ มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๙๔๙/๒๕๓๔ จำเลยที่ ๔ เคยเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการห้างจำเลยที่ ๑ (ห้างหุ้นส่วนจำกัด) แม้ออกจากหุ้นส่วนไปแล้วก็ยังคงต้องรับผิดในหนี้ซึ่งห้างหุ้นส่วนได้ก่อให้เกิดขึ้นก่อนที่คนจะได้ออกจากหุ้นส่วนไป ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๐๕๑ และมาตรา ๑๐๕๒ จำเลยที่ ๔ ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการจึงต้องร่วมรับผิดกับห้างจำเลยที่ ๑ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๓๐๐/๒๕๓๓ จำเลยที่ ๕ เป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล จำเลยที่ ๑ ในขณะที่จำเลยที่ ๑ เป็นหนี้ค่าซื้อตั๋วโดยสารเครื่องบินโจทก์ แม้ภายหลังจำเลยที่ ๕ ได้ ออกจากการหุ้นส่วนไปแล้วก็ยังคงต้องรับผิดในหนี้ซึ่งจำเลยที่ ๑ ได้ก่อให้เกิดขึ้นก่อนที่ตนได้ออก จากหุ้นส่วนไปภายในกำหนดสองปีนับแต่เมื่อออกจากหุ้นส่วน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๐๕๑, ๑๐๖๘ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๗๗๙/๒๕๓๓ จำเลยที่ ๑ เป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด เป็นหนี้ค่าภาษีอากร ในรอบระยะเวลาบัญชี ปี พ.ศ. ๒๕๒๕ ถึงปี พ.ศ. ๒๕๒๖ ต่อมาจำเลยที่ ๒ ได้เข้าเป็นหุ้นส่วนและหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๒ จึงต้องร่วมรับผิดในหนี้ดังกล่าวด้วย ตามประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ มาตรา ๑๐๕๒ ประกอบมาตรา ๑๐๘๐ ดังนั้น แม้ต่อมาจำเลยที่ ๒ จะออกจากการเป็นหุ้นส่วนและหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ ๑ ไปแล้วก็ตาม เมื่อการออกไปดังกล่าวยังไม่เกิน ๒ ปี โจทก์ยังมีอำนาจฟ้องให้จำเลยที่ ๒ รับผิดในหนี้ของจำเลยที่ ๑ ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๐๖๘ ประกอบมาตรา ๑๐๗๗ (๒), ๑๐๘๐, และ ๑๐๘๗ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๑๐๓/๒๕๓๓ จำเลยที่ ๓ เคยเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ ๑ ตั้งแต่วันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๑๔ ถึงวันที่ ๗ กันยายน ๒๕๒๖ โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ ๖ กันยายน ๒๕๒๘ ก่อนครบกำหนด ๒ ปี นับแต่จำเลยที่ ๓ ออกจากหุ้นส่วนผู้จัดการ จำเลยที่ ๓ จึงยังคงต้องรับผิดในหนี้ของห้างอยู่ ตามนัยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๐๖๘, ๑๐๘๐ วรรคหนึ่ง คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๓๐๑/๒๕๓๔ เมื่อนี้ที่ให้รับผิดเป็นหนี้ซึ่งจำเลยที่ ๑ ได้ก่อให้เกิดขึ้นก่อนที่จำเลยที่ ๒ ออกจากหุ้นส่วนไปยังไม่เกินสองปี โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๒ ให้รับผิดได้ ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๐๖๘ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๖๓/๒๕๓๗ จำเลยที่ ๒ โอนหุ้นให้แก่จำเลยที่ ๓ เมื่อวันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๒๗ และนำไปขอจดทะเบียนต่อนายทะเบียนสำนักทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทเมื่อวันที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๒๘ ต้องถือว่าจำเลยที่ ๑ ออกจากการเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการห้างจำเลยที่ ๑ ตั้งแต่วันที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๒๘ และโจทก์ไม่ได้แจ้งการประเมินภาษีอากรให้จำเลยที่ ๒ทราบ คงแจ้งไปยังจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการในขณะนั้น ดังนั้น การที่โจทก์มีหนังสือเดือนไปยังจำเลยที่ ๒ เมื่อวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๒๙ และวันที่ ๒ เมษายน ๒๕๓๐ เพื่อให้ชำระเงินภาษีที่ค้างอยู่โดยหนังสือเดือนดังกล่าวไม่ปรากฏว่าได้ระบุแจ้งผลการประเมินตามรายการอากรสำแดง หรือมีรายการแยกแยะเป็นรายละเอียดภาษีอากรที่จะชำระเอาไว้แต่อย่างใด จึงถือไม่ได้ว่า เป็นการแจ้งการประเมินภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร แต่เป็นเพียงหนังสือทางถามให้ลูกหนี้ชำระหนี้ตามปกติดังเช่นหนี้ทั่วไป เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๕๓๐ อันเป็นเวลาภายหลัง ๒ ปี นับแต่จำเลยที่ ๒ ออกจากการเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๒ จึงไม่ต้องรับผิดในหนี้ดังกล่าวตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๐๖๘ โจทก์จึงไม่มีสิทธินำหนี้ดังกล่าวมาฟ้องจำเลยที่ ๒ ให้ล้มละลายได้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๔๑๑/๒๕๓๑ ส. เคยเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัด บ. จำเลยที่ ๑ และออกจากการเป็นหุ้นส่วนเมื่อวันที่ ๒๗ เมษายน ๒๕๒๖ ความรับผิดของ ส. อันเกี่ยวแก่หนี้ซึ่งห้างจำเลยที่ ๑ ได้ก่อให้เกิดขึ้นก่อนที่ ส. ออกจากหุ้นส่วนนั้น ย่อมมีจำกัดเพียงสองปีนับแต่เมื่อ นอกจากหุ้นส่วน คือ วันที่ ๒๗ เมษายน ๒๕๖๘ ซึ่งตรงกับวันเสาร์และในวันรุ่งขึ้นที่ ๒๘ ก็ตรงกับวันอาทิตย์อันเป็นวันหยุดราชการตามประเพณี เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องในวันจันทร์ที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๖๘ จึงถือได้ว่ายังอยู่ภายในการเวลาของปีอันเป็นเงื่อนเวลาตามกฎหมายที่ ส. ยังมีความผูกพันเกี่ยวกับหนี้สินของห้างจำเลยที่ ๑ ที่ ส. จะต้องรับผิด คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๖๑๓/๒๕๒๓ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๐๖๘ ไม่ใช่เรื่องอายุความ แต่เป็นเรื่องที่กฎหมายกำหนดความรับผิดของผู้เป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนจำกัดทะเบียนที่ออกจากหุ้นส่วนให้รับผิดในหนี้ซึ่งห้างหุ้นส่วนได้ก่อให้เกิดขึ้นก่อนที่ตนออกจากการหุ้นส่วนเพียงสองปี นับแต่มีการออกจากการหุ้นส่วน บทบัญญัติดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องความสงบเรียบร้อยของประชาชน คู่กรณีจึงอาจตกลงเป็นอย่างอื่นได้ เมื่อจำเลยทำสัญญายอมรับผิดในหนี้สินของห้างหุ้นส่วนที่มีอยู่ก่อนที่ตนเองจากหุ้นส่วนทั้งหมด ข้อตกลงดังกล่าวนี้มีผลใช้บังคับได้ ",แพ่ง,, 63,12,,การได้มาซึ่งทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับสังหาริมทรัพย์ โดยทางนิติกรรมตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๙๙ วรรคหนึ่ง แต่มิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ซึ่งจะใช้ยันบุคคลภายนอกไม่ได้นั้น ต้องดำเนินหรือไม่ว่าบุคคลภายนอกนั้นทำการโดยสุจริตหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๑๘๘/๒๕๔๕ แม้ ท. ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดิน น.ส. ๓ ก. จะทำบันทึกสัญญาต่อหน้านายอำเภอของให้จำเลยปลูกบ้านบนที่ดินของตนก็ตาม แต่บันทึกสัญญาที่ ท. และจำเลยทำต่อกันนั้นเป็นการประนีประนอมระงับข้อพิพาทเกี่ยวกับบ้านที่จำเลยปลูกและทรัพย์สินภายในบ้านไม่ใช่หนังสือจดทะเบียนสิทธิเหนือพื้นดิน ดังนั้น การได้มาระชิงสิทธิเหนือพื้นดินของจำเลยจึงไม่บรรลุณตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๙๙ วรรคหนึ่ง คงมีผลบังคับได้ระหว่างคู่กรณีเท่านั้น หากมีผลผูกพันโจทก์ผู้รับโอนที่ดินจาก ท. ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกโดยไม่ต้องดำเนินว่าโจทก์ทำการโดยสุจริตหรือไม่ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๕๖๐/๒๕๓๗ ข้อตกลงและทางปฏิบัติระหว่างจำเลย กับ บ. ผู้ซื้อที่ดิน พิพาทของจำเลยจากการขายทอดตลาดโดยยอมให้จำเลยมีสิทธิเป็นเจ้าของหวงชูซึ่งได้ก่อสร้างบนที่ดินพิพาทนั้นมาแต่เดิม เป็นการก่อให้เกิดสิทธิเหนือพื้นดินเป็นคุณแก่จำเลยโดยทางนิติกรรมตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๑๐ แต่เมื่อมิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนการได้มากับพนักงานเจ้าหน้าที่ จึงไม่บรรลุณตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๙๙ วรรคแรก คงใช้ได้ในฐานะบุคคลสิทธิระหว่างคู่กรณีคือ บ. กับจำเลยเท่านั้น และไม่ว่าโจทก์ผู้รับซื้อที่ดินพิพาทมาจาก บ. จะรู้ถึงข้อความระหว่าง บ. กับจำเลยมาก่อนหรือไม่ หรือซื้อที่ดินพิพาทด้วยราคาต่ำก็ตาม ก็ย่อมมีอำนาจในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๓๖ ที่จะขัดขวางมิให้จำเลยหรือบุคคลอื่นสดเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทโดยมิชอบด้วยกฎหมายได้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๗๑๙/๒๕๓๙ การที่จำเลยที่ ๑ ออกเงินปลูกสร้างตึกแถวให้ ว. เจ้าของที่ดินเดิม และ ว. ยินยอมให้จำเลยที่ ๑ นำตึกแถวดังกล่าวไปให้จำเลยที่ ๒ เช่า มีกำหนด ๒๐ ปี สัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาต่างตอบแทนระหว่าง ว. กับจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นบุคคลสิทธิผูกพันเฉพาะคู่สัญญา ส่วน ข้อตกลงที่ว่าเมื่อครบกำหนด ๒๐ ปี แล้วให้ดึกแถวตกเป็นกรรมสิทธิ์ของ ว. แต่ข้อตกลงดังกล่าวมิได้นำไปจดทะเบียนสิทธิเป็นสิทธิเหนือพื้นดิน จึงมีผลใช้บังคับได้ระหว่างคู่สัญญาเท่านั้น ไม่มีผลผูกพันโจทก์ผู้ซึ่งมิได้เป็นคู่สัญญากับจำเลยที่ ๑ แม้โจทก์ทราบสัญญานี้ก็ไม่ผูกพันโจทก์เพราะโจทก์มิได้ยินยอมตกลงกับจำเลยที่ ๑ ด้วย ส่วนจำเลยที่ ๒ นั้น แม้จะจดทะเบียนการเช่าดึกแถวกับจำเลยที่ ๑ มีกำหนด ๒๐ ปีก็ตามแต่เมื่อจำเลยที่ ๑ ไม่มีสิทธิที่จะให้ดึกแถวอยู่ในที่ดินของโจทก์ได้แล้ว ต้องถือว่าจำเลยที่ ๒ เป็นบริวารของจำเลยที่ ๑ จึงต้องออกไปจากที่ดินของโจทก์เช่นเดียวกัน คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๘๗๒/๒๕๓๙ ถ. เจ้าของที่ดินพิพาททำสัญญาให้จำเลยที่ ๓ มีสิทธิเก็บกินในที่ดินพิพาทตลอดชีวิตของจำเลยที่ ๓ เป็นการก่อให้เกิดสิทธิเก็บกินโดยทางนิติกรรม เมื่อยังมิได้จดทะเบียนสิทธิต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ การได้มาจึงไม่บริบูรณ์คงใช้บังคับกันได้ในฐานะบุคคลสิทธิระหว่างคู่กรณี และจะใช้ยันโจทก์ทั้งสองชิงเป็นบุคคลภายนอกไม่ได้ โดยไม่ต้องคำนึงว่าโจทก์ทั้งสองจะรู้ถึงข้อสัญญาระหว่าง ถ. กับจำเลยที่ ๓ มาก่อนหรือไม่ก็ตาม ",แพ่ง,, 63,12,,ใช้อาวุธมีดจี้ผู้เสียหายในการชิงทรัพย์ แต่ผู้เสียหายได้รับบาดแผลจากมือของจำเลย เพราะฉะนั้นเหตุ ผู้กระทำไม่มีเจตนาร้าย ดังนี้จะเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้เสียหายรับอันตรายแก่กายตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๙ วรรคสาม หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๘๖๗/๒๕๕๓ จำเลยใช้อาวุธมีดปลายแหลมจี้ผู้เสียหายและเอาโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้เสียหายและรถยนต์ของบิดาของผู้เสียหายไป เมื่อการกระทำของจำเลยเป็นเหตุให้ผู้เสียหายรับอันตรายแก่กายจำเลยก็ต้องรับโทษหนักขึ้น แม้ผู้เสียหายได้รับบาดแผลที่ต้นแขนซ้าย จากมือของจำเลยเนื่องจากอุบัติเหตุ จำเลยไม่มีเจตนาร้ายผู้เสียหาย ก็ไม่ใช่ข้อสำคัญ เพราะการที่จำเลยจะรับโทษหนักขึ้นด้วยเหตุที่ผู้เสียหายรับอันตรายแก่กายนั้น จำเลยไม่จำต้องกระทำโดยมีเจตนา เพียงแต่พิจารณาว่าผลที่ผู้เสียหายรับอันตรายแก่กายนั้น เป็นผลที่ตามธรรมดาย่อมเกิดขึ้นได้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๖๓ หรือไม่ เมื่อจำเลยใช้มือปลายแหลมจี้ผู้เสียหายการที่ผู้เสียหายรับอันตรายแก่กายจากมือบนจึงย่อมเป็นผลธรรมดาที่จะเกิดขึ้นจากการกระทำของจำเลยแล้ว จำเลยจึงมีความผิดฐานชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้เสียหายรับอันตรายแก่กายตามมาตรา ๓๓๙ วรรคสาม,อาญา,, 63,13,,ผู้เช่าที่ดินปลูกสร้างตึกแถวลงบนที่ดินที่เช่าให้บุคคลเช่าตึกแถวเกินกำหนดระยะเวลาการเช่าที่ดินระยะเวลาส่วนที่เกินจะตกมายังผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๒๖๐/๒๕๕๐ เดิมที่ดินเป็นกรรมสิทธิ์ของ ท. ต่อมาผู้จัดการมรดกของ ท. ได้ทำสัญญาให้ ธ. เช่าที่ดินมีกำหนด ๒๐ ปี การที่ ธ. ปลูกสร้างตึกแถวลงบนที่ดิน จึงไม่ถือว่าเป็นส่วนควบกับที่ดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๖ โจทก์ซื้อที่ดินมาจากผู้จัดการมรดกของ ท. ระหว่างอายุสัญญาเช่า โจทก์จึงไม่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ตึกแถว แต่มีครอบครัวกำหนดสัญญาเช่าที่ดิน ธ. ย่อมหมุดสิทธิในที่ดินต้องร้อยถอนตึกแถวออกไป เว้นแต่ ธ. อินยอมให้ตึกแถว ตกเป็นของโจทก์ ตึกแถวอยู่กลายเป็นส่วนควบของที่ดินและตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ตามมาตรา ๑๔๔ วรรคสอง เมื่อโจทก์ได้รับมอบสิทธิในตึกแถวแล้ว ตึกแถวอยู่กลายเป็นส่วนควบของที่ดินและตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ตามมาตรา ๑๔๔ วรรคสอง แต่ ธ. ซึ่งเป็นเจ้าของตึกแถวไม่มีอำนาจให้เช่าห้องพิพาทเกินกำหนดระยะเวลาการเช่าที่ดิน เมื่อสัญญาเช่าที่ดินครบกำหนดแล้ว ระยะเวลาการเช่าห้องพิพาทส่วนที่เกินกว่านั้นย่อมไม่ตกหมายังโจทก์ตามมาตรา ๕๖๙ เมื่อโจทก์ไม่ประสงค์ที่จะใช้จำเลยอยู่ในห้องพิพาทอีกต่อไป แต่จำเลยไม่ยอมออกไ จึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลย,แพ่ง,, 63,13,,จองพระไว้แล้ว หากผู้รับจองไม่สามารถส่งมอบพระให้แก่ผู้จองเพราะพระไม่มีเหลืออยู่อีก ผู้รับจองจะต้องรับผิดชอบอย่างไรหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๒๔๓/๒๕๕๐ โจทก์ฟ้องขอให้ส่งมอบพระพิมพ์จิตรลดาชุดทองคำจำนวน ๘ ชุด ซึ่งข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าพระพิมพ์จิตรลดาชุดทองคำที่พิพาทดังกล่าวได้จัดสร้างเพียง ๒,๕๓๙ ชุด ผู้จัดสร้างได้แจกจ่ายจัดสรรให้แก่ผู้ดำเนินการรับจองต่าง ๆ ไปหมดแล้ว จำเลยที่ ๑ เป็นแต่เพียงผู้ดำเนินการรับจองเท่านั้นไม่ใช่ผู้จัดสร้าง โดยเมื่อจำเลยที่ ๑ ได้รับมอบพระพิมพ์จิตรลดาชุดทองคำที่พิพาทมาแล้ว ก็มิได้ส่งมอบให้แก่โจทก์ผู้ส่งจองผ่านธนาคารจำเลยที่ ๑ แต่กลับส่งมอบให้แก่บุคคลอื่น ๆ ตามที่จำเลยที่ ๑ กล่าวอ้างว่ามีสิทธิไปจนหมดสิ้น พระพิมพ์จิตรลดาชุดทองคำที่พิพาทจึงไม่เหลืออยู่อีกแล้วทั้งที่ผู้จัดสร้างและที่ธนาคารจำเลยที่ ๑ ดังนั้น การชำระหนี้ของจำเลยที่ ๑ ที่จะต้องส่งมอบพระพิมพ์จิตรลดาชุดทองคำที่พิพาทให้แก่โจทก์ จึงกลายเป็นการชำระหนี้ที่พันวิสัย จะทำได้เพราะพฤติการณ์ที่จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้ผิดสัญญาจะต้องรับผิดชอบ จำเลยที่ ๑ จะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์เพื่อค่าเสียหาย อันเกิดแต่การไม่ชำระหนี้ตามที่บัญญัติไว้ใน ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์, มาตรา ๒๑๘ วรรคหนึ่ง พระพิมพ์จิตรลดาชุดทองคำที่พิพาทมีจำนวนที่สร้างจำกัดเพียง ๒,๕๓๙ ชุด หากโจทก์ได้มีไว้ในครอบครองก็ย่อมทำให้มีมูลค่าสูงขึ้นตามหลักอุปสงค์อุปทานและจะต้องมีราคามากกว่าราคาในขณะสั่งจอง ซึ่งผลต่างของราคาดังกล่าวเป็นค่าเสียหายเช่นที่ตามปกติย่อมเกิดขึ้นแต่การไม่ชำระหนี้ของจำเลยที่ ๑ ซึ่งโจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกร้องเอาได้ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๒๒ วรรคแรก การกำหนด ให้โจทก์ได้รับค่าเสียหายชุดละ ๒๕,๐๐๐ บาทรวม ๘ ชุด เป็นเงิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท นั้นเหมาะสมแล้ว ",แพ่ง,, 63,13,,"หุ้นส่วนจำกัดความรับผิดสอดเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการงานของห้างหุ้นส่วนนั้นความรับผิดระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกันเองจะเป็นอย่างไร ","ระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกันเองต้องบังคับตามสัญญาหุ้นส่วนมีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ ๕๘๔๔/๒๕๓๗ โจทก์ฟ้องว่า โจทก์จำเลยได้ร่วมกันประกอบกิจการค้า โดยจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีโจทก์เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ โจทก์จำเลยลงหุ้นเป็นเงินสดคนละ ๒๔๕,๐๐๐ บาท ในการดำเนินกิจการของห้างหุ้นส่วนดังกล่าว จำเลยสอดเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการงานของห้างหุ้นส่วน ต่อมา โจทก์จำเลยตกลงหยุดกิจการ แต่มิได้จดทะเบียนเลิกห้างหุ้นส่วน โจทก์จำเลยได้ตกลงแบ่งทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วนกันไปแล้ว ต่อมากรมสรรพากรมีหนังสือแจ้งให้ห้างหุ้นส่วนจำกัด ชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลพร้อมเบี้ยปรับเป็นจำนวนรวมทั้งสิ้น ๑,๗๒๙,๐๐๘ บาท โจทก์ได้ผ่อนชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่กรมสรรพากรไปแล้ว จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าภาษีเงินได้นิติบุคคลดังกล่าวครึ่งหนึ่ง เป็นเงินจำนวน ๘๖๔,๕๐๔ บาท จำเลยให้การว่า จำเลยเป็นหุ้นส่วนประเภทด้านความรับผิดของห้างหุ้นส่วนจำกัด โดยรับผิดไม่เกินจำนวนเงินที่จำเลยลงหุ้นคือ ๒๔๕,๐๐๐ บาท หากจะฟังว่าจำเลยสอดเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการงานของห้างหุ้นส่วนก็เป็นเรื่องที่จำเลยต้องร่วมรับผิดชำระหนี้ต่อบุคคลภายนอกโดยไม่จำกัดจำนวน แต่ในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกัน จำเลยต้องรับผิดไม่เกินจำนวนเงินที่ลงหุ้น ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นว่าการที่กฎหมายบัญญัติไว้ดังกล่าวก็เพื่อป้องกันมิให้ผู้เป็นหุ้นส่วนจำกัดความรับผิดสอดเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการงานของห้างหุ้นส่วน เพราะหน้าที่ดังกล่าวเป็นของหุ้นส่วนผู้จัดการซึ่งเป็นหุ้นส่วนจำกัดไม่จำกัดความรับผิด ซึ่งการกระทำดังกล่าวอาจก่อให้เกิดหนี้ระหว่างห้างหุ้นส่วนกับบุคคลภายนอกได้ ฉะนั้นหากหุ้นส่วนจำกัดความรับผิดสอดเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการงานของห้างหุ้นส่วน ก็ด้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกโดยไม่จำกัดจำนวน บทบัญญัติดังกล่าวเป็นบทบัญญัติเพื่อคุ้มครองบุคคลภายนอก เนื่องจากบุคคลภายนอกอาจไม่ทราบว่าผู้ใดเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการหรือผู้ใดเป็นหุ้นส่วนจำกัดใด ส่วนระหว่างหุ้นส่วนด้วยกันเอง ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนทราบดีอยู่แล้วว่าผู้ใดเป็นหุ้นส่วนจำกัดใดและมีหน้าที่อย่างใด หากยินยอมให้มีการกระทำผิดหน้าที่ ผู้ที่ให้ความยินยอมไม่มีสิทธิจะอ้างกฎหมายมาตราดังกล่าวขึ้นบังคับผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกันอย่างบุคคลภายนอกได้ กรณีของผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกันต้องบังคับตามสัญญาห้างหุ้นส่วน ",แพ่ง,, 63,13,,"ผู้ค้ำประกันผู้เช่าซื้อชำระค่าเช่าซื้อให้แก่เจ้าของ (ผู้ให้เช่าซื้อ) แทนผู้เช่าซื้อไปจนครบจำนวน จะฟ้องขอให้บังคับผู้เช่าซื้อให้ส่งมอบทรัพย์ที่เช่าซื้อและให้ผู้ให้เช่าซื้อโอนกรรมสิทธิ์ทางทะเบียนรถให้แก่ตนได้หรือไม่ ","ผู้ค้ำประกันมีสิทธิแต่เพียงฟ้องไล่เบี้ยเอาจากผู้เช่าซื้อ เพื่อต้นเงินและดอกเบี้ยที่ชำระแทนไปตามสิทธิของตนเท่านั้น ไม่มีสิทธิฟ้องบังคับให้ผู้ให้เช่าซื้อจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ทางทะเบียนรถจักรยานยนต์แก่ตน และไม่มีสิทธิฟ้องบังคับให้ผู้เช่าซื้อส่งมอบทรัพย์ที่เช่าซื้อ มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๗๐๐/๒๕๔๖ ข้อเท็จจริงมีว่า จำเลยที่ ๒ ทำสัญญาเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ ไปจากจำเลยที่ ๑ โดยโจทก์เป็นผู้ค้ำประกัน ต่อมาจำเลยที่ ๒ ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อโจทก์ในฐานะผู้ค้ำประกันชำระค่าเช่าซื้อให้แก่จำเลยที่ ๑ แทนจำเลยที่ ๒ ไปจนครบจำนวน โจทก์จึงชอบออกเลิกสัญญาแก่จำเลยที่ ๒ เพื่อเรียกให้จำเลยที่ ๒ ส่งมอบรถจักรยานยนต์ดังกล่าวให้แก่โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ โอนกรรมสิทธิ์ทางทะเบียนรถจักรยานยนต์ให้แก่โจทก์ และให้จำเลยที่ ๑ ส่งมอบทะเบียนรถจักรยานยนต์ดังกล่าว ให้จำเลยที่ ๒ มอบรถจักรยานยนต์ให้แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทกว่า สมควรรับคำฟ้องโจทก์ไว้พิจารณาหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่าโจทก์ในฐานะผู้ค้ำประกัน เมื่อได้ชำระค่าเช่าซื้อให้แก่จำเลยที่ ๑ แทนจำเลยที่ ๒ ไปแล้ว โจทก์ย่อมได้รับช่วงสิทธิของจำเลยที่ ๑ โดยผลของกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๙๓ วรรคสอง และโดยผลของสัญญาค้ำประกันเอกสารท้ายคำฟ้องข้อ ๓ ที่ระบุให้ผู้ค้ำประกันมีสิทธิได้รับช่วงสิทธิทั้งหลายที่เจ้าของมีอยู่ในปัจจุบันไม่ว่าตามกฎหมายหรือตามสัญญาเกี่ยวกับสัญญาเช่าซื้อ เมื่อโจทก์ได้รับช่วงสิทธิของจำเลยที่ ๑ แล้วโจทก์จึงมีสิทธิได้รับช่วงกรรมสิทธิ์ในรถจักรยานยนต์ที่เช่าซื้อ โจทก์จึงฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ได้ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๙๓ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า“ผู้ค้ำประกันซึ่งได้ชำระหนี้แล้วย่อมมีสิทธิที่จะไล่เบี้ยเอาจากลูกหนี้ เพื่อดันเงินกับดอกเบี้ยและเพื่อการที่ต้องสูญหายหรือเสียหายไปอย่างใด ๆ เพราะการค้ำประกันนั้น” และวรรคสองบัญญัติว่า “ผู้ค้ำประกันย่อมเข้ารับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้บรรดามีเหนือลูกหนี้ด้วย"" ดังนั้น เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันชำระหนี้แล้ว โจทก็มีสิทธิเพียงไล่เบี้ยเอาจากจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นลูกหนี้เพื่อดันเงินกับดอกเบี้ยและเพื่อการที่ต้องสูญหายหรือเสียหายไปอย่างใด ๆ เพราะการค้ำประกันเท่านั้น แม้ในวรรคสองบัญญัติว่า ผู้ค้ำประกันย่อมเข้ารับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้บรรดามีเหนือลูกหนี้ด้วยและสัญญาค้ำประกัน ข้อ ๓ ระบุให้ผู้ค้ำประกันมีสิทธิได้รับช่วงสิทธิทั้งหลายที่เจ้าของมีอยู่ในปัจจุบันไม่ว่าตามกฎหมายหรือตามสัญญาเกี่ยวกับสัญญาเช่าซื้อก็ดตาม ก็คงมีความหมายเพียงว่าผู้ค้ำประกันซึ่งเป็นผู้รับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้ชอบที่จะใช้สิทธิทั้งหลายบรรดาที่เจ้าหนี้มีอยู่โดยมูลหนี้ รวมทั้งประกันแห่งหนี้นั้นได้ในนามของตนเองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๒๖ บัญญัติไว้เท่านั้น การที่โจทก์เข้ารับช่วงสิทธิของจำเลยที่ ๑ บรรดามีเหนือจำเลยที่ ๒ หาทำให้โจทก์มีสิทธิในรถจักรยานยนต์ที่จำเลยที่ ๒ เช่าซื้อไปจากจำเลยที่ ๑ ไม่ เนื่องจากรถจักรยานยนต์ดังกล่าวได้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ ๒ เมื่อโจทก์ได้ชำระค่าเช่าซื้อแทนจำเลยที่ ๒ ไปแล้วโดยผลของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๗๒ โจทก์ไม่อาจใช้สิทธิของจำเลยที่ ๑ บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อแก่จำเลยที่ ๒ ทั้งไม่มีสิทธิฟ้องบังคับให้จำเลยที่ ๑ จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ทางทะเบียนรถจักรยานยนต์และฟ้องบังคับให้จำเลยที่ ๒ ส่งมอบรถจักรยานยนต์แก่โจทก์ เมื่อโจทก์ไม่ได้ฟ้องไล่เบี้ยเอาจากจำเลยที่ ๒ เพื่อต้นเงินและดอกเบี้ยที่โจทก์ชำระแทนไปตามสิทธิของโจทก์ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์จึงชอบแล้ว คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๐๑๐/๒๕๔๘ โจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยได้จ่ายค่าสินไหมทดแทนรถยนต์คันเกิดเหตุที่หายไปให้แก่ผู้เอาประกันภัยไปแล้ว ย่อมรับช่วงสิทธิในค่าสินไหมทดแทน ดังกล่าวเท่านั้น ไม่อาจเรียกร้องให้จำเลยสั่งคืนรถยนต์คันเกิดเหตุแก่โจทก์ได้ ",แพ่ง,, 63,13,,"การให้เงินแก่เจ้าพนักงานตำรวจหรือเรียกเงินจากผู้อื่นอ้างว่าจะนำไปให้เจ้าพนักงานตำรวจให้เบิกความต่อศาลผิดไปจากความจริง จะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๓, ๑๔๔ หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๖๒/๒๕๔๗ การที่เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมผู้กระทำผิดมีหน้าที่ต้องเบิกความต่อศาลตามความสัจจริงในระหว่างเป็นพยานในคดีที่ผู้กระทำความผิดถูกฟ้อง เป็นหน้าที่อย่างเดียวกับประชาชนทั่วไป หาใช่เป็นหน้าที่โดยตรงอันสืบเนื่องมาจากที่เป็นเจ้าพนักงานผู้จับกุมผู้กระทำความผิดไม่ หน้าที่ที่ต้องเบิกความตามความสัจจริง จึงไม่เป็นการกระทำการในหน้าที่ของเจ้าพนักงานโดยเฉพาะ แม้จำเลยจะให้และรับว่าจะให้เงินแก่ร้อยตำรวจโท ท. กับพวกเพื่อจูงใจเจ้าพนักงานดังกล่าวเบิกความผิดไปจากความจริง ก็ไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๔ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๑๑/๒๕๑๖ การปฏิบัติการของเจ้าพนักงานคนหนึ่งคนใดจะเป็นการกระทำในหน้าที่หรือไม่นั้น ย่อมเป็นไปตามกฎหมายที่กำหนดอำนาจและหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่หรือตามระเบียบหรือคำสั่งของทางราชการ เจ้าพนักงานเช่นจ่าสิบตำรวจ ป. นี้ ย่อมมีหน้าที่สอบสวนจับกุมผู้กระทำความผิดเมื่อได้จับกุมผู้กระทำความผิดมาแล้ว ผู้กระทำความผิดนั้นจะถูกฟ้องร้องหรือไม่ย่อมอยู่ในอำนาจหน้าที่ของพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการ เมื่อผู้กระทำความผิดถูกฟ้องแล้ว จ่าสิบตำรวจ ป. จะต้องไปเบิกความเป็นพยานต่อศาลหรือไม่ ย่อมอยู่ในดุลพินิจของพนักงานอัยการและศาล มิใช่ว่าเมื่อจ่าสิบตำรวจ ป. ได้จับผู้กระทำความผิดแล้วจะต้องไปเบิกความเป็นพยานต่อศาลเสมอไปจนถือว่าเป็นหน้าที่ แต่เมื่อจะต้องไปเบิกความเป็นพยานแล้ว จ่าสิบตำรวจ ป. ก็มีหน้าที่ต้องเบิกความไปตามความจริง ซึ่งก็เป็นหน้าที่อย่างเดียวกับหน้าที่ของประชาชนทั่วๆ ไปนั่นเองหาใช่เป็นหน้าที่โดยตรงอันสืบเนื่องมาจากที่เป็นเจ้าพนักงานผู้จับกุมผู้กระทำความผิดไม่การที่จ่าสิบตำรวจ ป. มีหน้าที่ต้องเบิกความเกี่ยวกับการกระทำผิดของนาย บ. ตามความจริง จึงไม่เป็นการกระทำในหน้าที่ของเจ้าพนักงานโดยเฉพาะ แม้จำเลยจะเรียกและรับเงินจากผู้อื่นเพื่อจูงใจจ่าสิบตำรวจ ป. ให้เบิกความผิดไปจากความจริง ก็ไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๔๓ ",อาญา,, 63,14,,"เจ้าของกรรมสิทธิ์รวมคนหนึ่งจดทะเบียนจำนองที่ดินเฉพาะส่วนของตนเป็นประกันหนี้เงินกู้ ภายหลังจดทะเบียนจำนองแล้วจึงได้มีการตกลงแบ่งแยกการครอบครองกันเป็นส่วนสัด ดังนี้ หากมีการบังคับจำนอง ผู้รับจำนองจะมีสิทธิยืดที่ดินทั้งแปลงออกขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาได้หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๘๐๕-๔๘๐๖/๒๕๕๒ ในขณะที่จำเลยจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของตนเป็นประกันเงินกู้ไว้แก่โจทก์ ผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทยังมิได้แบ่งแยกการครอบครองที่ดินกันเป็นส่วนสัด กรณีต้องถือว่าผู้ร้องทั้งสอง จำเลย และผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมคนอื่นได้ร่วมกันครอบครองที่ดินพิพาททุกส่วนทั้งแปลง แม้ภายหลังผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมจะได้ตกลงแบ่งแยกการครอบครองที่ดินพิพาทกันเป็นส่วนสัดแล้วก็ตาม ก็เป็นเพียงข้อตกลงภายในระหว่างผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมด้วยกันเอง โดยโจทก์มิได้ตกลงด้วย จึงไม่มีผลผูกพันโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก การจำนองที่ดินพิพาทจึงยังคงครอบไปถึงส่วนเหล่านั้นหมดทุกส่วนด้วยกันอยู่นั่นเองตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๑๗วรรคหนึ่ง โจทก์จึงมีสิทธิยืดที่ดินพิพาททั้งแปลงออกขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาได้ผู้ร้องทั้งสองไม่มีสิทธิขอที่ดินเฉพาะส่วนของตนเองจากที่ดินพิพาทก่อนขายทอดตลาด ",แพ่ง,, 63,14,,"ผู้ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์ แต่ยังไม่ได้จดทะเบียนการได้มาซึ่งไม่อาจอ้างสิทธิครอบครองปรปักษ์ต่อสู้บุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยสุจริต เสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตได้นั้น กรณีดังกล่าว หากมีผู้รับโอนที่ดินต่อมาและผู้รับโอนไม่สุจริต ผู้ ครอบครองปรปักษ์จะยกสิทธิของตนขึ้นต่อสู้ได้หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๐๖๘/๒๕๕๒ บุคคลภายนอกตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๙๙ วรรคสอง หมายถึง บุคคลใด ๆ ก็ได้ที่มิใช่เจ้าของที่ดินเดิมซึ่งได้มีสิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว เมื่อธนาคาร ก. เป็นทั้งผู้รับจำนองที่ดินพิพาทจากเจ้าของที่ดินเดิมและยังเป็นผู้ซื้อที่ดินพิพาทจากการขายทอดตลาดโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต และได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว ธนาคาร ก. จึงเป็นบุคคลภายนอก ย่อมได้รับความคุ้มครองตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๙๙ วรรคสอง เมื่อธนาคาร ก. ซื้อที่ดินพิพาทจากการขายทอดตลาดของศาลโดยไม่ปรากฏว่าชื่อมาโดยสุจริตหรือไม่ อย่างไร ก็ย่อมเป็นไปตามข้อสันนิษฐานอันเป็นคุณแก่ผู้ซื้อว่า บุคคลทุกคนกระทำการโดยสุจริตตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖ ถือว่าธนาคาร ก. ซื้อที่ดินพิพาทโดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว ผู้ร้องไม่อาจอ้างสิทธิครอบครองปรปักษ์ขึ้นใช้ยันธนาคาร ก. ได้ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๙๙ วรรคสอง แม้เมื่อผู้คัดค้านที่ ๑ ได้รับโอนที่ดินพิพาทจากรนาคาร ก. ภายใน ๑๐ ปี นับแต่วันรับโอน จากธนาคาร ก. และรับโอนโดยไม่สุจริตที่ตาม ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้ครอบครองปรปักษ์ก็ไม่อาจยกสิทธิของตนขึ้นใช้ยันผู้คัดค้านที่ ๑ ผู้รับโอนคนต่อมาได้ เพราะสิทธิของผู้ครอบครองปรปักษ์ขาดตอนไปแล้วตั้งแต่ธนาคาร ก. ผู้รับโอนทางทะเบียนโดยสุจริตตอนแรก แม้ผู้ร้องจะยังคงครอบครองที่ดินพิพาทตลอดมา แต่การครอบครองในช่วงหลังที่ธนาคาร ก. และผู้คัดค้านที่ ๑ รับโอนกรรมสิทธิ์มา เมื่อนับถึงวันที่ผู้ร้องได้ยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ยังไม่ครบ ๑๐ ปี ก็จะถือว่ามีการครอบครองปรปักษ์ต่อผู้คัดค้านที่ ๑ ครบเวลาได้กรรมสิทธิ์แล้วด้วยหาได้ไม่ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๖๖๓/๒๕๓๘ โจทก์ครอบครองที่ดินพิพาทเป็นเวลา ๑๙ ปี แต่มิได้ดำเนินการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงทางทะเบียน เมื่อ ค. เรื่องที่ดินพิพาทมาจากเจ้าของเดิมโดยสุจริตและจดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว โจทก์ไม่อาจอ้างสิทธิการครอบครองปรปักษ์ขึ้นยัน ค. ได้ ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๙๙ วรรคสอง เมื่อจำเลยรับโอนที่ดินพิพาทจาก ค. จำเลยจะรับโอนโดยสุจริตหรือไม่อย่างไร โจทก์ผู้ครอบครองปรปักษ์ก็ไม่อาจยกสิทธิของตนขึ้นใช้ยันจำเลยผู้รับโอนต่อมาได้ เพราะสิทธิของผู้ครอบครองปรปักษ์ขาดตอนไปแล้วตั้งแต่ผู้รับโอนทางทะเบียนโดยสุจริตตอนแรก แม่โจทก์จะยังคงครอบครองที่ดินพิพาทตลอดมา แต่ครอบครองในช่วงหลังที่ ค. และจำเลยรับโอนกรรมสิทธิ์มายังไม่ครบ ๑๐ ปี จะถือว่ามีการครอบครองปรปักษ์ต่อจำเลยครบเวลาได้กรรมสิทธิ์แล้วด้วยหาได้ไม่ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๐๐๗/๒๕๔๐ โจทก์อ้างว่าโจทก์ได้มาซึ่งทรัพยสิทธิอันเกี่ยวข้องสังหา ริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม เมื่อสิทธิของโจทก์ยังไม่ได้จดทะเบียน โจทก์จะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้วไม่ได้ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๙๙ วรรคสอง จำเลยกับ น. รับโอนที่ดินพิพาทโดยผู้โอนขายกรรมสิทธิให้ ซึ่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า บุคคลทุกคนกระทำการโดยสุจริต โจทก์ไม่ได้อ้างว่าจำเลยและ น. รับโอนโดยไม่สุจริต ก็ต้องถือว่าจำเลยและ น. รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินมาโดยสุจริต เสียค่าตอบแทนและได้จดทะเบียนโดยสุจริตแล้ว น. มีสิทธิในที่ดินส่วนของ น. ดึกว่าโจทก์ แม่ต่อมาที่ดินส่วนนี้จะตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้อื่น และเมื่อผู้อื่นตาย จำเลยและ ถ. เป็นผู้รับโอนมรดกส่วนนี้มาโดยไม่เสียค่าตอบแทน โจทก์ก็ไม่อาจยกสิทธิของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างใช้ยันจำเลยได้ เพราะสิทธิของโจทก์ขาดตอนไปแล้วตั้งแต่ น. รับโอนทางทะเบียนโดยสุจริต และจะนำหลักกฎหมายทั่วไปว่าผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอนมาใช้บังคับไม่ได้ เพราะสิทธิของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างต้องอยู่ภายใต้บังคับแห่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๙๙ ซึ่งเป็นทายาทยกเว้นหลักกฎหมายทั่วไป โจทก์ไม่อาจอ้างเอากรรมสิทธิ์กึ่งหนึ่งในที่ดินพิพาทได้ ",แพ่ง,, 63,14,,หนี้ยังไม่ถึงกำหนดชำระ หากลูกหนี้ถึงแก่ความตายเสียก่อน เจ้าหนี้จะมีอำนาจฟ้องทายาทของลูกหนี้ หรือผู้ค้ำประกันลูกหนี้ได้หรือไม่ และหากกำหนดอายุความที่เจ้าหนี้จะฟ้องลูกหนี้มีกำหนดอายุความยาวกว่าหนึ่งปี เจ้าหนี้จะต้องฟ้องภายในกำหนดอายุความใด,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๙๙๔/๒๕๔๐ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๕๔ เป็นบทบัญญัติห้ามมิให้เจ้าหนี้ฟ้องร้องเมื่อพ้นกำหนด ๑ ปี นับแต่เจ้าหนี้ได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของลูกหนี้ ในกรณีดังกล่าวเจ้าหนี้ของผู้ตายจะต้องเรียกร้องให้ชำระหนี้จากทรัพย์มรดกของผู้ตายซึ่งเป็นลูกหนี้ในกำหนด ๑ ปี นับแต่ลูกหนี้ถึงแก่ความตาย ดังนั้น แม้หนังสือสัญญากู้ยืมเงินที่ลูกหนี้ทำไว้กับโจทก์ยังไม่ถึงกำหนดชำระแต่ลูกหนี้ได้ถึงแก่ความตายเสียก่อน โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องคดีเพื่อบังคับตามสิทธิเรียกร้องได้ภายใน ๑ ปี นับแต่เมื่อโจทก์รู้ถึงความตายของลูกหนี้ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๕๔ วรรคสามเพราะสิทธิเรียกร้องของโจทก์ย่อมเกิดขึ้นเมื่อลูกหนี้ถึงแก่ความตาย หากรอจนหนี้ถึงกำหนดชำระ อายุความ ๑ ปี ตามมาตรา ๑๗๕๔ วรรคสามดังกล่าวข้างต้นอาจจะล่วงพ้นไปแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องบังคับให้ชำระหนี้ได้แม้หนี้ยังไม่ถึงกำหนดชำระ คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๔/๒๔๙๓ เจ้าหน้าที่ของผู้ตายจะต้องเรียกร้องให้ชำระหนี้จากทรัพย์มรดกของลูกหนี้ใน ๑ ปี นับแต่ลูกหนี้ตาย แม้สัญญาที่ผู้ตายซึ่งเป็นลูกหนี้ทำไว้ยังไม่ทันถึงกำหนดชำระโจทก์ก็มีสิทธิฟ้องได้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๓๗๑/๒๕๕๒ แม้จะไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความฟ้องคดีขอให้บังคับตามสัญญาจะช้อะขายไว้โดยเฉพาะ ทำให้ต้องใช้อยู่ความ ๑๐ ปี ซึ่งเป็นอายุความทั่วไปตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๙๓/๓๐ ก็ตาม แต่ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๕๔ วรรคสาม บัญญัติว่า ภายใต้บังคับแห่งมาตรา ๑๙๓/๒๗ แห่งประมวลกฎหมายนี้ ถ้าสิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้อันมีต่อเจ้ามรดกมีกำหนดอายุความยาวกว่าหนึ่งปี มิให้เจ้าหนี้นั้นฟ้องร้องเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่เมื่อเจ้าหนี้ได้รู้ หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้าของมรดก โจทก์รู้ถึงความตายของ อ. เจ้าของมรดกดังแต่เดือนธันวาคม ๒๕๔๑ เนื่องจากโจทก์ไปร่วมงานศพของ อ. ด้วย โจทก์จึงต้องฟ้องร้องเพื่อมีคำขอให้ศาลบังคับจำเลยซึ่งเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของ อ. ดำเนินการจดทะเบียนโอนที่ดินให้แก่โจทก์ภายใน ๑ ปี ซึ่งจะครบกำหนดในเดือนธันวาคม ๒๕๔๒ แม้สิทธิเรียกร้องของโจทก์จะมีอายุความยาวกว่า ๑ ปี กฎหมายก็บังคับให้โจทก์ต้องฟ้องคดีภายใน ๑ ปี นับแต่วันที่โจทก์ได้รู้ถึงความตายของ อ. ซึ่งเป็นเจ้ามรดกการที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๔๕ หลังจากได้รู้ถึงความตายของ อ. เกินกว่า ๑ ปี ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ",แพ่ง,, 63,14,,"ผู้ค้ำประกันถึงแก่ความตายลงในระหว่างที่ลูกหนี้ยังไม่ได้ผิดนัดผิดสัญญา หน้าที่และความรับผิดตามสัญญาค้ำประกันจะตกแก่ทายาทของผู้ค้ำประกันหรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๐๒๓/๒๕๓๘ จำเลยที่ ๑ ได้รับอนุมัติจากทางราชการให้ลาไปศึกษาต่อต่างประเทศด้วยทุนของโจทก์และทำสัญญาให้ไว้แก่โจทก์ว่าจำเลยที่ ๑ จะต้องกลับมารับราชการชดใช้ทุน หากผิดสัญญายอมชดใช้เงินทุนและเบี้ยปรับแก่โจทก์โดยมี ก. เป็นผู้ค้ำประกัน ดังนี้ เมื่อปรากฏว่า ก. ผู้ค้ำประกันถึงแก่ความตายลงในระหว่างเวลาที่จำเลยที่ ๑ ยังไม่ผิดสัญญาและยังไม่ผิดนัด จึงยังไม่มีหนี้ของ ก. ที่โจทก์จะเรียกให้รับผิดได้ สัญญาค้ำประกันของ ก. ที่ทำไว้ต่อโจทก์ก็ย่อมไม่ตกทอดไปยังทายาท จำเลยที่ ๒ ที่ ๕ และที่ ๖ ซึ่งเป็นทายาทของ ก. จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ",แพ่ง,, 63,14,,นายวงแชร์เอาเช็คที่ลูกวงแชร์สั่งจ่ายให้ลูกวงแชร์ที่ประมูลแชร์ได้ ไปเรียกเก็บเงินเป็นของตนเองจะมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาฐานใด,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๘๘๓/๒๕๕๒ จำเลยซึ่งเป็นนายวงแชร์มีหน้าที่นำเข้าทั้งหลักบัญชีจากลูกวงแชร์ที่ยังประมูลแชร์ไม่ได้ไปมอบให้ผู้เสียหาย การที่จำเลยเอาเช็คตามฟ้องทั้งหลักบันทึกวงแชร์สั่งจ่ายให้ผู้เสียหายไปเรียกเก็บเงินในบัญชีของตนเอง เพื่อประโยชน์ของจำเลยโดยที่จำเลยไม่มีสิทธิจึงเป็นความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๘๘ จำเลยในฐานะนายวงแชรมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามข้อตกลงการเล่นแชร์ว่า เมื่อจำเลยได้เช็คจากลูกวงแชร์แล้วจะต้องนำเข้าไปมอบให้ ส. ซึ่งประมูลแชร์ได้ ดังนั้น การที่จำเลยรับเช็คตามฟ้องจึงเป็นการรับไว้แทน ส. เมื่อจำเลยนำเข้าไปเรียกเก็บเงินออกจากบัญชี จึงเป็นการครอบครองเงินของส. แล้วเบ็ดบังเอาเงินนั้นไป ส. จึงเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานยักยอกเงินตามเช็ค ",อาญา,, 63,14,,ทำสัญญาซื้อขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) โดยมีได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ แต่ผู้ขายได้ส่งมอบที่ดินให้ผู้ซื้อครอบครอง ต่อมาผู้ขายถึงแก่กรรม ผู้ซื้อจะฟ้องทายาทของผู้ขายให้ไปจดทะเบียนโอนให้ผู้ซื้อได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๔๐๑/๒๕๕๓ นางเจียนได้ทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทกับโจทก์ทั้งสองในวันที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๓๙ และได้มอบที่ดินพิพาทให้โจทก์ทั้งสองครอบครองแล้วในวันเดียวกัน ซึ่งนับถึงวันฟ้องเป็นเวลากว่า ๕ ปี เนื่องจากการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์ทั้งสองกับนางเจียนมิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่จึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๕๖วรรคหนึ่ง แต่เนื่องจากที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ยังไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ นางเจียนจึงมีแต่สิทธิครอบครอง การซื้อขายเมื่อได้ส่งมอบที่ดินพิพาทให้โจทก์ทั้งสองไปแล้วก็ฟังได้ว่า นางเจียนละเจตนาครอบครองไม่ยึดถือที่ดินพิพาทอีกต่อไป โจทก์ทั้งสองย่อมได้ไปซึ่งสิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๗, ๑๓๘ แล้ว การได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาทของโจทก์ทั้งสองจึงเป็นการได้มาด้วยการครอบครองตามกฎหมาย มิใช่เป็นการได้มาตามสัญญาซื้อขายซึ่งตกเป็นโมฆะดังกล่าวแล้ว โจทก์ทั้งสองจะใช้สิทธิฟ้องบังคับให้จำเลยซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของนายเจียนส่งมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เล่ม ๗ หน้า ๑๒๘ สารบบเลขที่ ๑๑๕ หมู่ที่ ๗ตำบลวังศาลา อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี และจดทะเบียนคัดชื่อจำเลยออก แล้วใส่ชื่อโจทก์ทั้งสองเป็นผู้ถือสิทธิครอบครองเนื้อที่ ๕ ไร่ แทนชื่อจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกอันเป็นการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสองตามสัญญาซื้อขายหาได้ไม่",แพ่ง,, 63,15,,"การใช้ก้อนหินขว้างรถยนต์ขณะกำลังแล่นอยู่บนถนน หรือทุ่มลงจากสะพานใส่เรือ โดยสาร จะถือว่าผู้กระทำมีเจตนาอย่างไร ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๗๘/๒๕๓๙ จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ก้อนหินขนาดโตเท่ากำปั้นขวาง กระจกหน้ารถยนต์บรรทุกและรถยนต์โดยสารที่ผู้เสียหายทั้งสองกำลังขับอยู่คันละสองก้อนโดยไม่มี สาเหตุกันมาก่อน โดยประสงค์จะให้ผู้เสียหายทั้งสองเสียหลักในการขับรถและอาจขับรถยนต์พลิกคว่ำ ลงช้างทางหรือถูกรถยนต์คันอื่นที่ตามมาชนจนพลิกคว่ำหรือตกช้างทาง ซึ่งเมื่อเกิดเหตุดังกล่าวขึ้นแล้ว ย่อมเล็งเห็นผลได้ว่า ผู้เสียหายทั้งสองหรือผู้โดยสารในรถยนต์โดยสารอาจได้รับบาดเจ็บและถึงแก่ ความตายได้ จำเลยทั้งสามจึงมีเจตนารม่าผู้เสียหายทั้งสองและผู้อื่น เมื่อไม่ถึงแก่ความตายจึงเป็นความผิดฐานพยายามฆ่า (และมีความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๘ ด้วย) คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๕๔๘/๒๕๔๔ จำเลยยืนอยู่บนสะพานใช้ก้อนหินที่มีขนาดน้ำหนักถึง ๑ กิโลกรัมเศษ และครึ่งกิโลกรัมจำนวนหลายก้อนทุ่มลงมาในหมู่ผู้เสียหายจำนวนมากที่อยู่ในเรือซึ่ง มีพื้นที่จำกัดที่แสนสอดใต้สะพาน จำเลยย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้นได้ว่าก้อนหินอาจจะถูก ศีรษะซึ่งเป็นอวัยวะที่สำคัญของร่างกายเป็นผลทำให้ถึงตายได้ แต่จำเลยก็หาได้ใยดีต่อผลที่จะ เกิดขึ้นไม่ จึงถือได้ว่าจำเลยมีเจตนาฆ่า ",อาญา,, 63,15,,เจ้าของกรรมสิทธิ์รวมจะกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ที่ตนเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย ได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๒๕๑/๒๕๔๗ จำเลยกับพวกอีก ๔ คน มีเจตนาที่จะเอาเครื่องเชื่อม โลหะและเครื่องปั้นมลซึ่งจำเลยมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของอยู่ด้วยไปเพื่อเป็นประโยชน์ของตน โดยเจ้าของ รวมคนอื่นมิได้อินยอม เมื่อจำเลยกับพวกขนเครื่องเชื่อมโลหะและเครื่องปั้มลมขึ้นบนรถยนต์กระบะ ถือได้ว่าการลักทรัพย์สำเร็จอันเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ ในเวลาต่อเนื่องกัน บ. เจ้าของรวมคนหนึ่ง ที่รู้เห็นการกระทำของจำเลยกับพวก ได้เข้าขัดขวางโดยขึ้นไปบนรถยนต์กระบะเพื่อเอาเครื่องปั้มลม กลับคืน จึงถูกจำเลยผลักและพวกของจำเลยใช้เสียมตีที่ศีรษะเป็นเหตุให้ บ. หมดสติไป การที่จำเลย กับพวกอีก ๕ คนร่วมกันลักทรัพย์โดยใช้กำลังประทุษร้าย บ. ขณะที่การลักทรัพย์ยังไม่ขาดตอน ย่อม ถือได้ว่าเป็นการชิงทรัพย์โดยร่วมกันกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่ ๓ คนขึ้นไป ซึ่งเป็นความผิดฐาน ปล้นทรัพย์แล้ว,อาญา,, 63,15,,"การใช้สิ่งของขว้าง ใช้มีดฟันประตูห้องของผู้อื่นจะเป็นความผิดฐานบุกรุกหรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๕๒๓/๒๕๔๑ องค์ประกอบความผิดฐานบุกรุกตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๒ นั้น ผู้กระทำผิดต้องเข้าไปในอสังหาริมทรัพย์ การที่จำเลยทั้งสองใช้ชวดขว้างและใช้มือฟันประตู ห้องพักผู้เสียหายทั้งสอง กับได้เรียกผู้เสียหายทั้งสองออกมาพูดคุยและชู่จะผ่าผู้เสียหายทั้งสอง โดยที่จำเลยทั้งสองได้เข้าไปในห้องพักของผู้เสียหายทั้งสอง จึงขาดองค์ประกอบความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๒ จำเลยทั้งสองไม่มีความผิด องค์ประกอบความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๘ นั้น ต้องกระทำต่อทรัพย์ ของผู้อื่นหรือผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย คำว่า “ทรัพย์ของผู้อื่น” ย่อมหมายความรวมถึงบุคคล ที่ได้รับมอบหมายโดยตรงจากเจ้าของทรัพย์ให้เป็นผู้ครอบครองดูแลรักษาทรัพย์นั้น พ. กับ ธ. เป็นลูกจ้างของบริษัท บ. โดยบริษัทดังกล่าวจัดให้บุคคลทั้งสองพักอยู่ที่หอพักคนงาน ซึ่งทำให้ พ. และ ธ. มีเพียงได้ใช้สิทธิอาศัยอยู่ในห้องพักเท่านั้น ไม่ปรากฏว่าบริษัท บ. ซึ่งเป็นเจ้าของห้องพักได้มอบหมาย โดยตรงให้ พ. และ ธ. เป็นผู้ครอบครองดูแลรักษาทรัพย์ดังกล่าวโดยอาศัยสิทธิของเจ้าของทรัพย์นั้น พ. และ ธ. จึงมิใช่ผู้เสียหาย เมื่อบริษัท บ. ซึ่งเป็นผู้เสียหายที่แท้จริงไม่ได้แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงาน สอบสวนไว้ พนักงานสอบสวนย่อมไม่มีอำนาจสอบสวนในความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ซึ่งเป็นความผิด อันยอมความได้และพนักงานอัยการไม่มีสิทธินำคดีมาฟ้องในข้อหาฐานทำให้เสียทรัพย์ได้ ",อาญา,, 63,15,,บ้านไม่มีรั้วล้อม บริเวณหลังบ้านที่อยู่ติดกับถนน ถือเป็นเคหสถานหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๗๙๕/๒๕๕๒ บ้านของผู้เสียหายไม่มีรั้วล้อม บริเวณหลังบ้านอยู่ติด กับถนนส่วนบุคคล จะถือเอาเพียงฝ่าผนังและประตูเหล็กด้านหลังเป็นแนวของเคหสถานย่อมไม่ได้ เพราะเคหสถานหมายความรวมถึง บริเวณของที่ซึ่งใช้เป็นที่อยู่อาศัยนั้นด้วย เมื่อผู้เสียหายได้ใช้ ประโยชน์บริเวณรอบบ้านเป็นที่วางสิ่งของเครื่องใช้อยู่โดยรอบ ทางด้านหลังมีโ่องน้ำและถ้วยชมวางอยู่ กับมีหลังคาอื่นออกมากลุม การที่จำเลยทั้งสองเข้าไปอยู่ข้างประตูหลังบ้านย่อมต้องถือว่าเป็น การเข้าไปในเคหสถานของผู้เสียหายแล้ว จำเลยทั้งสองเข้าไปในฐานะผู้เสียหายไม่อยู่บ้าน ทั้งมี สาเหตุโทรธคืองกันมาก่อน เรื่องจำเลยลักลอบต่อสายไฟจากมิเตอร์บ้านของผู้เสียหาย ยิ่งไม่มีเหตุ สมควรที่จะเข้าไปอยู่ที่บริเวณดังกล่าว จำเลยทั้งสองจึงมีความผิดฐานบุกรุกเคหสถาน ",อาญา,, 63,15,,ความผิดฐานบุกรุกและความผิดฐานลักทรัพย์ในเคหสถาน การเข้าไปในเคหสถาน หรืออสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่น จะต้องเข้าไปทั้งตัวหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๗๖๘/๒๕๙๐ การที่จำเลยกระชากลากผู้เสียหายออกจากบริเวณที่ผู้เสียหายยืนอยู่ใต้ชายคาบ้านของผู้เสียหาย แม้จำเลยจะยืนอยู่นอกบริเวณบ้านของผู้เสียหาย แต่จำเลยก็จะต้องเอื้อมมือเข้าไปภายในบริเวณบ้านของผู้เสียหายเพื่อจับและฉุดกระชากลากตัวผู้เสียหายออกไป การเอื้อมมือเข้าไปจุดกระชากลากตัวผู้เสียหายออกเป็นลักษณะนี้ถือได้ว่าจำเลยเข้าไปกระทำการใด ๆ อันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้เสียหายโดยปกติสุขโดยใช้กำลังประทุษร้ายเข้าองค์ประกอบแห่งความผิดฐานบุกรุกตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๒ และมาตรา ๓๖๕ (๑) แล้ว คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๑๓๘/๒๕๓๗ การลักทรัพย์ในเคหสถานตามประมวลกฎหมาย อาญา มาตรา ๓๓๕ (๔) ผู้กระทำจะต้องเข้าไปในเคหสถานทั้งตัว มิใช่เพียงแต่ร่างกายส่วนใด ส่วนหนึ่งของผู้กระทำล่วงล้ำเข้าไปในเคหสถาน จำเลยเพียงแต่ยืนมือผ่านบานเลื่อนไม้เข้าไป ในห้องพักของผู้เสียหาย แล้วทุบกระต่ายออมสินของผู้เสียหายลักเอาเงินไป โดยจำเลยมิได้เข้าไป ในห้องพักของผู้เสียหาย การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามมาตรา ๓๓๕ (๔) ",อาญา,, 63,15,,"เข้าไปลักทรัพย์ในเคหสถานซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของผู้กระทำด้วย จะเป็นการลักทรัพย์ในเคหสถานหรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๓๗๓/๒๕๓๘ จำเลยที่ ๑ ได้สมคบกัน ส. ภริยาโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสของผู้เสียหาย โดย ส. เป็นคนเข้าไปในบ้านผู้เสียหายลักเอาโฉนดที่ดินของผู้เสียหายมาให้จำเลยที่ ๑ กับพวกนำไปกู้ยืมเงินจากผู้มีชื่อ จำเลยที่ ๑ กับ ส. จึงเป็นตัวการร่วมกันลักทรัพย์ของผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๕ (๗) แต่ ส. เข้าไปลักโฉนดที่ดินของผู้เสียหายจากในบ้านเพียงคนเดียว ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของ ส. ด้วย การกระทำของ ส. จึงไม่เป็นความผิดตามมาตรา ๓๓๕ (๔) เมื่อการกระทำของ ส. ซึ่งเป็นตัวการคนหนึ่งไม่เป็นความผิด ดังนั้นจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นตัวการร่วมกระทำผิดกับ ส. จึงไม่มีความผิดตามมาตรา ๓๓๕ (๔) ด้วย ",อาญา,, 63,15,,"ได้รับอนุญาตให้เข้าไปในเคหสถานแล้วไปลักทรัพย์จะเป็นการลักทรัพย์ในเคหสถานหรือไม่ ",มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๘๒๕/๒๕๓๘ จำเลยเข้าไปในห้องพักอาศัยของผู้เสียหายเพื่อดูแลอาการเจ็บป่วยให้ ย. มารดาผู้เสียหายแล้วลักเอาเงินของผู้เสียหายไป แต่จำเลยเข้าไปในห้องของผู้เสียหายก็เนื่องจากขณะที่จำเลยเดินผ่านห้องผู้เสียหายนั้นได้ยินเสียง ย. ร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด จำเลยจึงเข้าไปช่วยเหลือบีบนวดให้และพูดคุยเรื่องต่างๆ กับ ย. ประมาณครึ่งชั่วโมง ถือได้ว่าจำเลยเข้าไปโดยมีเหตุอันสมควรและได้รับอนุญาตให้เข้าไปได้โดยปริยาย แม้ ย. จะมิใช่เจ้าของห้องแต่เป็นมารดาของผู้เสียหาย ย่อมมีอำนาจที่จะอนุญาตให้บุคคลใดเข้าไปในห้องได้ตามสมควร การที่จำเลยพบเห็นเงินอยู่ในลิ้นชักตู้เสื้อผ้าจึงถือโอกาสเอาไปเสียจึงไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ใน เคหสถานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๕ (๔),อาญา,, 63,15,,ความผิดฐานโกงเจ้าหนี้นั้น ผู้มีอำนาจฟ้องจะต้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๗๗๔/๒๕๕๐ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๐ บัญญัติว่า “ผู้ใดเพื่อมิให้เจ้าหนี้ ของตนหรือของผู้อื่นได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน ซึ่งได้ใช้หรือจะใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้ ชำระหนี้ย้ายไปเสีย ช่อนเร้น หรือนำโอนไปให้แก่ผู้อื่นซึ่งทรัพย์ใดก็ดี แล้วให้ตนเองเป็นหนี้จำนวนใดอันไม่ เป็นความจริงก็ดี ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” จาก บทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวยอมเป็นที่เห็นได้ว่า เจ้าหนี้ที่มีอำนาจฟ้องคดีอาญาในความผิดฐาน โกงเจ้าหนี้ มิได้หมายถึงเฉพาะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเท่านั้น หากแต่ยังมีความหมายรวมถึง เจ้าหนี้อื่น ซึ่งได้ใช้หรือจะใช้สิทธิฟ้องให้ชำระหนี้ด้วย นอกจากนี้ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๒๓ วรรคสอง ก็บัญญัติว่า “สามีจะเรียกค่าทดแทนจากผู้ซึ่งล่วงเกินภริยาไปในทำนองชู้สาวก็ได้..."" แสดงว่าสภาพ ความเป็นเจ้าหนี้ลูกหนี้ระหว่างโจทกกับจำเลยเกิดขึ้นทันทีที่จำเลยเป็นชู้กับภริยาโจทก์ ส่วน คำพิพากษาของศาลที่บังคับให้มีการชดใช้ค่าทดแทนกันมิได้ก่อให้เกิดหนี้ระหว่างโจทก์และจำเลย แต่เป็นการบังคับความรับผิดแห่งหนี้ที่โจทกกับจำเลยมีต่อกัน กรณีถือได้ว่าโจทก์อยู่ในฐานะเจ้าหนี้ ที่มีอำนาจฟ้องจำเลยแล้ว การกระทำของจำเลยจึงครบองค์ประกอบความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๐",อาญา,, 63,16,,การหักกลบลบหนี้ระหว่างกันนั้นจะต้องได้รับความยินยอมของอีกฝ่ายหนึ่งก่อนหรือไม่ และคำว่าหนี้ที่ยังมีข้อต่อสู้อยู่ซึ่งจะนำมาหักกลบลบหนี้กันไม่ได้นั้น มีความหมายอย่างไร,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๑๖๓/๒๕๔๘ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๔๑ วรรคหนึ่ง บัญญัติถึงเรื่องการหักกลบลบหนี้ไว้ว่า ถ้าบุคคลสองคนต่างมีความผูกพันซึ่งกันและกันโดยมูลหนี้อันมีวัตถุ เป็นอย่างเดียวกัน และหนี้ทั้งสองรายนั้นถึงกำหนดจะชำระไคร้ ท่านว่าลูกหนี้ฝ่ายใดฝ่ายย่อมจะหลุดพ้นจาก หนี้ของตนด้วยหักกลบลบกันได้เพียงเท่าจำนวนที่ตรงกันในมูลหนี้ทั้งสองฝ่ายนั้น..."" จากบทบัญญัติดังกล่าวนี้ ไม่ได้กำหนดเป็นเงื่อนไขไว้แต่ประการใดว่า การหักกลบลบหนี้ระหว่างกันนั้นจะต้องได้รับความยินยอม ของอีกฝ่ายหนึ่งก่อน เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าบริษัทบ้านบางปะอิน จำกัด เป็นลูกหนี้ค่าสินค้าแก่โจทก์โดย มีจำเลยเป็นผู้ค้ำประกันในหนี้ดังกล่าวและเมื่อหนี้ดังกล่าวถึงกำหนดชำระแล้ว แต่บริษัทบ้านบางปะอิน จำกัด ลูกหนี้ไม่ยอมชำระ จึงถือว่าลูกหนี้ผิดนัดไม่ชำระหนี้ จำเลยซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันมีหน้าที่ต้องชำระหนี้ให้แก่ โจทก์แทนลูกหนี้ และจำเลยตกเป็นลูกหนี้ของโจทก์ตั้งแต่วลาที่บริษัทบ้านบางปะอิน จำกัด ลูกหนี้ผิดนัด เป็นต้นไป ในขณะเดียวกัน โจทก์ก็เป็นลูกหนี้ของจำเลยตามมูลหนี้ตัวสัญญาใช้เงินซึ่งหนี้ดังกล่าวก็ถึง กำหนดชำระแล้วเช่นกัน เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าขณะที่จำเลยทำสัญญาค้ำประกันหนี้ที่บริษัท บ้านบางปะอิน จำกัด มีอยู่ต่อโจทก์นั้น ทั้งสองฝ่ายได้แสดงเจตนารามไม่ให้นำหนี้ที่มีอยู่ต่อกันนั้นมาหักกลบลบกัน จำเลยจึงมีสิทธิที่จะนำหนี้ดังกล่าวมาหักกลบลบกันได้ โดยไม่จำต้องได้รับความยินยอมจากโจทก์แต่ประการใด ที่โจทก์ฎีกาว่า หลังจากที่จำเลยมีหนังสือแสดงเจตนาขอหักกลบลบหนี้มายังโจทก์ โจทก์มีหนังสือ โต้แย้งการแสดงเจตนาขอหักกลบลบหนี้ตามเอกสารหมายเลข ล.๗ ไปยังจำเลย หนี้ที่จำเลยนำมาหักกลบลบหนี้ ดังกล่าวเป็นหนี้ที่มีข้อต่อสู้นั้น เมื่อได้พิเคราะห์ข้อความในเอกสารหมายเลข ล.๗ แล้ว ข้อความดังกล่าวมีใจความว่า โจทก์มีความเห็นว่าการแสดงเจตนาหักกลบลบหนี้ของจำเลยไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์และหลักการของการ ปรับโครงสร้างทางการเงินของบริษัทโจทก์ ซึ่งจะมีผลทำให้จำเลยได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้รายอื่น ๆ นอกจากนี้ โจทก์ยังไม่ได้เรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญาค้ำประกัน จำเลยจึงไม่สามารถที่จะขอหักกลบลบหนี้ ดังกล่าวได้ โจทก์ขอสงวนสิทธิ์ที่จะเรียกร้องหนี้ค่าสินค้าจากลูกหนี้โดยตรงก่อนที่จะเรียกร้องจากจำเลยผู้ค้ำ ประกัน เห็นว่า หนี้ที่ยังมีข้อต่อสู้ที่นำมาหักกลบลบหนี้ไม่ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๔๔ นั้น หมายถึงหนี้ที่ฝ่ายหนึ่งอ้างแล้วอีกฝ่ายหนึ่งมีข้อโต้แย้งไม่ยอมรับในข้อสาระสำคัญ ซึ่งมีผล กระทบถึงความรับผิดในหนี้ดังกล่าวหรือจำนวนหนี้ที่จะต้องรับผิด ซึ่งข้อความในเอกสารหมายเลข ล.๗ หาได้มีข้อความตอนใดที่เป็นการปฏิเสธความรับผิดหรือโต้แย้งจำนวนหนี้ที่จะต้องรับผิดแต่อย่างใดไม่ กรณีจึงฟัง ไม่ได้ว่าหนี้ดังกล่าวเป็นหนี้ยังมีข้อต่อสู้อยู่ดังที่โจทก์ฎีกา",แพ่ง,, 63,16,,ทรัพย์สินซึ่งได้ให้ไว้หลังวันทำสัญญา ถือเป็นมัดจำหรือไม่ สิ่งมีค่าอื่นซึ่งมีค่าในตัวเองเช่น เช็คจะมอบให้แก่กันเป็นมัดจำได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๑๒๒/๒๕๔๙ คำว่า “มัดจำ” ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๓๗๗ คือ ทรัพย์สินซึ่ง ได้ให้ไว้ในวันทำสัญญา ไม่ใช่ทรัพย์สินที่ให้ไว้ในวันอื่น"" สัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน ข้อ ๓ ระบุว่าในวันทำ สัญญาโจทก์ผู้จะซื้อได้วางเงินมัดจำไว้ส่วนหนึ่งเป็นเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท ส่วนที่เหลือจำนวน ๙๑๔,๐๐๐ บาท จะชำระเป็นงวดรายเดือน จำนวน ๑๐ เดือน ดังนั้นเงินที่วางมัดจำไว้ในวันทำสัญญาดังกล่าวจึงมีเพียง ๑๐,๐๐๐ บาท เท่านั้น ส่วนเงินค่างวดที่โจทก์ชำระให้แก่จำเลยทั้งสามอีก ๑๐ งวดเป็นเงิน ๑๗๐,๐๐๐ บาท นั้น แม้ตามสัญญาจะระบุว่าเป็นส่วนหนึ่งของเงินมัดจำ ก็ไม่ใช่เงินมัดจำตามความหมายดังกล่าว แต่เป็น เพียงการชำระราคาที่ดินบางส่วน เมื่อโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาและจำเลยทั้งสามบอกเลิกสัญญาแก่โจทก์แล้ว สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินดังกล่าวจึงเป็นอันเลิกกัน จำเลยทั้งสามจึงมีสิทธิบเงินมัดจำจำนวน ๑๐,๐๐๐ บาท ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๓๗๘ (๒) ส่วนเงินที่โจทก์ชำระค่าที่ดินบางส่วนดังกล่าว จำเลยทั้งสามต้องให้โจทก์ กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตาม ป.พ.พ. มาตรา ๓๙๑ แต่การที่โจทก์และจำเลยทั้งสามตกลงกันให้รับเงิน ดังกล่าวได้ตามสัญญาข้อ ๑๓ ข้อตกลงดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับที่กำหนดเป็นเงินตาม ป.พ.พ. มาตรา ๓๗๙ ถ้าสูงเกินส่วนศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๓๘๓ วรรคหนึ่ง คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๐๓๑/๒๕๔๗ โจทก์ชำระเงินจำนวน ๓๐,๐๐๐ บาท ให้แก่จำเลยในวันจอง และจำนวน ๑๒๐,๐๐๐ บาท ในวันทำสัญญาจะซื้อจะขายบ้านพร้อมที่ดิน ดังนั้น เงินจำนวน ๑๕๐,๐๐๐ บาท จึงเป็นทรัพย์สินที่โจทก์ได้ให้แก่จำเลยแล้วในวันทำสัญญา เพื่อให้จำเลยยึดไว้เป็นการชำระหนี้บางส่วน และเป็นประกันการที่จะปฏิบัติตามสัญญาจึงถือเป็นมัดจำ ส่วนหลังจากวันทำสัญญาจะซื้อจะขายแล้ว โจทก์ยังผ่อนชำระให้แก่จำเลยรวม ๑๒ งวด เป็นเงิน ๘๔๐,๐๐๐ บาท ย่อมไม่อาจถือเป็นมัดจำ แต่เป็นเพียง การชำระราคาบ้านและที่ดินบางส่วน ดังนั้น เมื่อโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาและจำเลยบอกเลิกสัญญา แก่โจทก์แล้ว สัญญาจะซื้อจะขายดังกล่าว จึงเป็นอันเลิกกัน จำเลยจึงมีสิทธิบมัดจำจำนวน ๑๕๐,๐๐๐ บาท ได้ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๗๘ (๒) และเมื่อสัญญาจะซื้อจะขายเล็กกัน เงินที่โจทก์ชำระค่าบ้านและ ที่ดินบางส่วนดังกล่าวต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิมตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๙๑ การที่โจทก์จำเลยตกลงกันว่าถ้า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา เมื่อจำเลยบอกเลิกสัญญาแล้วให้เงินที่โจทก์ชำระมาแล้วทั้งหมด ตกเป็นของจำเลย ได้นั้น ข้อตกลงดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับที่กำหนดเป็นจำนวนเงินตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๗๙ และ ถ้าเบี้ยปรับสูงเกินสมควร ศาลมีอำนาจลดลงให้เหลือเป็นจำนวนพอสมควรได้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๕๓๔/๒๕๔๖ โจทก์ทำคำเสนอทางโทรสารขอจองห้องพักระหว่างวันที่ ๖ ถึง ๑๒ มกราคม ๒๕๓๕ ไปถึงจำเลยเมื่อวันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๓๔ จำเลยทำคำสนอง ทางโทรสารตอบรับ การจองห้องพักไปถึงโจทก์ในวันเดียวกัน สัญญาจองห้องพักจึงเกิดขึ้นในวันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๓๔ โจทก์ โอนเงินค่าเช่าห้องพักงวดแรกตามสัญญาให้จำเลยในวันที่ ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๓๔ และโอนเงินงวดที่ ๒ ให้จำเลยในวันที่ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๓๔ เงินที่โจทก์โอนให้แก่จำเลยภายหลังจากวันที่สัญญาจองห้องพัก เกิดขึ้นแล้วจึงไม่ใช่มัดจำที่จำเลยจะพึงรับได้ ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๗๘ (๒) เพราะไม่ใช่เงินหรือสิ่งใดที่โจทก์ให้จำเลยไว้ในวันเข้าทำสัญญา ทั้งไม่ใช่หลักประกันในการปฏิบัติตามสัญญา ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๗๘ เมื่อโจทย์บอกเลิกสัญญาวองห้องพักเมื่อวันที่ ๒ ธันวาคม ๒๕๓๔ โจทย์และจำเลยต้องกลับสู่ฐานะ ดังที่เป็นอยู่เดิม ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๙๑ วรรคแรก สิทธิเรียกร้องให้คืนเงินอันเกิดจากการเลิกสัญญานี้ ไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะ ต้องใช้อายุความ ๑๐ ปี นับแต่วันบอกเลิกสัญญา ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๓๐ จะนำอายุความ ๑ ปี เรื่องลาภมิควรได้ ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๑๙ มาใช้บังคับไม่ได้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๑๓/๒๕๓๘ มัดจำตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๗๗ จะต้องเป็นทรัพย์สินซึ่งได้ให้ ในวันทำสัญญานั้น ไม่ใช่ทรัพย์สินที่ให้ในวันอื่น สัญญาระบุ ในวันทำสัญญา ผู้จะชื้อได้ชำระเงิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท และในวันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๓๒ ชำระอีก ๓,๓๐๐,๐๐๐ บาท เฉพาะเงิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท ที่ผู้ซื้อให้ผู้จะขายยึดเป็นประกันเท่านั้นที่เป็นมัดจำ ส่วนเงิน ๓,๓๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งชำระหลังวันทำสัญญา ไม่ใช่มัดจำ เป็นเพียงการชำระราคาค่าที่ดินบางส่วน เงินที่จำเลยจะต้องใช้คืนโจทย์เพราะเลิกสัญญาตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๙๑ ต้องคืนพร้อมดอกเบี้ย นับแต่เวลาที่รับเงินไว้ ส่วนโจทย์ซึ่งได้รับโอนที่ดินบางส่วนจากจำเลยมาแล้วก็ต้องโอนคืนเฉพาะที่ยังมีชื่อ ทางทะเบียนเป็นของโจทย์ ส่วนที่ดินซึ่งโจทย์ให้บุคคลภายนอกเป็นผู้รับโอนไปจากจำเลย โจทย์คงมีหน้าที่ต้อง ชดใช้ราคาที่ดินให้จำเลยทั้งสองแทนเพื่อไม่ให้เสื่อมเสียแก่สิทธิของบุคคลภายนอกซึ่งรับโอนโดยสุจริต พร้อมดอกเบี้ยอัตรานับจากวันที่โจทย์ให้บุคคลภายนอกรับโอน (ข) คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๔๗/๒๕๔๔ คำว่า มัดจำ ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๗๗ มีความหมาย ว่าจะต้องเป็นทรัพย์สินซึ่งได้ไว้แก่กันเมื่อเข้าทำสัญญา ซึ่งอาจเป็นเงินหรือสิ่งมีค่าอื่นซึ่งมีค่าในตัวเอง สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินระหว่างโจทย์และจำเลยระบุว่า ในวันทำสัญญาผู้จะซื้อได้รับเงินจำนวน ๑,๗๘๘,๐๐๐ บาท เพื่อเป็นการวางมัดจำไว้กับผู้จะขายโดยเงินมัดจำดังกล่าว จำเลยได้สั่งจ่ายเช็คลงวันที่ล่วงหน้า ๓ ฉบับ เมื่อเช็คเป็นตราสารซึ่งผู้สั่งจ่ายส่งธนาคารให้ใช้เงิน เมื่อทวงถามให้แก่ผู้รับเงิน จึงเป็นทรัพย์สินตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๘ และเป็นสิ่งที่มีค่าในตัวเอง เพราะสามารถเรียกเก็บเงินหรือโอนเปลี่ยนมือได้จึงส่งมอบให้ แก่กันเป็นมัดจำได้ แม้เช็คลงวันที่หลังจากวันทำสัญญา แต่เมื่อธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน จำเลยจึงมี ความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. ๒๕๓๔ ",แพ่ง,, 63,16,,เงินที่วางไว้ในวันสั่งจองหรือเงินดาวน์เป็นมัดจำหรือไม่ ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๓๘/๒๕๔๐ การที่โจทก์ได้วางเงินจองไว้แก่จำเลยที่ ๒ ย่อมถือได้ว่าเป็นการ ให้มัดจำและเป็นหลักฐานว่าได้ทำสัญญากันขึ้นแล้วตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๗๗ อีกทั้งตามใบจองได้ระบุ จำนวน เนื้อที่ดินที่โจทย์จองซื้อ ราคาที่ดิน แบบบ้านที่จะปลูกสร้างและราคาค่าก่อสร้าง ตลอดจนบริเวณของ ที่ดินที่จองซื้อกับระบุว่าดังเอกสารแนบท้าย ซึ่งตามแผนผังที่ดินก็ระบุที่ดินที่โจทย์จองซื้อดีที่ดินในส่วนสีส้ม กรณีจึงมีสาระสำคัญครบถ้วน เป็นสัญญาจะซื้อจะขายอันบังคับจำเลยที่ ๒ ตามใบจองได้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๘๑/๒๕๔๑ แม้ใบสั่งจองบ้านและที่ดินฉบับพิพาทมีข้อความว่าโจทย์กับ จำเลยจะทำหนังสือสัญญาซื้อขายกันเป็นลายลักษณ์อักษรต่อกันนับตั้งแต่วันสั่งจองเป็นต้นไป และโจทย์จำเลย ยังไม่ได้ทำหนังสือสัญญาซื้อขายดังกล่าวกันก็ตาม แต่ใบสั่งจองฉบับดังกล่าวได้ระบุราคาขายบ้านและที่ดิน ดังกล่าวไว้และระบุว่าในวันสั่งจองโจทย์ได้วางเงินจำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท กับระบุถึงค่าโอนกรรมสิทธิ์ไว้ว่าผู้ชื้อและผู้ขายออกฝ่ายละครึ่ง และดังให้เห็นเจตนาของจำเลยและโจทก์ว่าตกลงจะโอนกรรมสิทธิ์บ้านและที่ดินดังกล่าวให้แก่กันต่อไป ในสิ่งจองบ้านและที่ดินจึงเป็นสัญญาจะซื้อจะขายบ้านและที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยและเงินที่โจทก์วางในวันสั่งจอง จำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท เป็นเงินมัดจำอันเป็นพยานหลักฐานว่าสัญญาดังกล่าวได้ทำกันขึ้นแล้ว ทั้งเงินมัดจำนี้ยังเป็นประกันการที่จำเลยและโจทก์จะปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขายบ้านและที่ดิน นั้นด้วย ทั้งนี้ ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๗๗ และ ๔๕๖ วรรคสอง แห่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การจองบ้านและที่ดินจึงมีใช้นิติกรรมที่มีเงื่อนไขบังคับก่อนที่ยังไม่มีผลบังคับตามกฎหมายจนกว่าจะได้ทำหนังสือสัญญาซื้อขายกันเป็นลายลักษณ์อักษร คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๓๓๖/๒๕๔๕ เงินดาวน์ที่โจทก์ชำระให้แก่จำเลยในวันทำสัญญา ไม่ปรากฏว่าเป็นการให้ไว้แก่จำเลยเพื่อเป็นประกันการที่จะปฏิบัติตามสัญญา จึงต้องถือเป็นส่วนหนึ่งของราคาที่โจทก์ชำระให้แก่จำเลยล่วงหน้า มิใช่เงินมัดจำที่จำเลยจะริบได้ ",แพ่ง,, 63,16,,สัญญาค้ำประกัน เป็นมัดจำหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๒๔๖/๒๕๔๙ จำนวนเงินตามหนังสือค้ำประกันของจำเลยที่บริษัท ล.ผู้รับจ้างนำไปมอบให้โจทก์ยึดถือไว้เพื่อเป็นประกันการปฏิบัติตามสัญญา มิใช่เงินที่บริษัท ล. มอบให้โจทก์ทันทีขณะทำสัญญา แต่เป็นเพียงหลักประกันเบื้องต้นเพื่อที่จะให้โจทก์เชื่อได้ว่าบริษัท ล. จะปฏิบัติตามสัญญาและหากบริษัท ล. ผิดสัญญาโจทก์จะได้รับชดใช้ค่าเสียหายจากจำเลยซึ่งเป็นธนาคารพาณิชย์ผู้ออกหนังสือค้ำประกันนั้นแทน จำนวนเงินตามสัญญาไม่ใช่เงินมัดจำที่บริษัท ล. ให้ไว้แก่โจทก์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๓๗๗ และ ๓๗๘ จึงมิใช่หลักประกันที่โจทก์จะรับได้ทันทีเมื่อบริษัท ล. ผิดสัญญา แต่จะถือเป็นส่วนหนึ่งของค่าเสียหายฐานผิดสัญญา และเป็นเพียงข้อตกลงที่ให้ความสะดวกในวิธีการบังคับชำระหนี้หากมี และจำเลยในฐานะผู้ค้ำประกันบริษัท ล. ต้องรับผิดชำระเงินให้แก่โจทก์ตามสัญญาค้ำประกันเพียงเท่านั้นความรับผิดที่บริษัท ล. ต้องรับผิดต่อโจทก์เท่านั้น คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๙๕๕/๒๕๓๘ สัญญาค้ำประกันเป็นเพียงสัญญาซึ่งผู้ค้ำประกันผูกพันต่อโจทก์เพื่อชำระหนี้แทนจำเลยเท่านั้น มิใช่มัดจำตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๗๗ ที่โจทก์จะใช้สิทธิรับจำนวนเงินในสัญญาค้ำประกันในฐานะเป็นมัดจำได้ ฉะนั้น แม้สัญญาค้ำประกันจะเป็นเอกสารปลอม โจทก์ก็จะอ้างเป็นเหตุให้จำเลยรับผิดใช้เงินตามจำนวนในสัญญาค้ำประกันแก่โจทก์ไม่ได้ หากโจทก์ได้รับความเสียหายจากการปลอมและใช้สัญญาค้ำประกันปลอมอย่างไร ก็เป็นเรื่องที่โจทก์จะต้องไปเรียกค่าเสียหายเอาจากผู้กระทำความผิดนั้นต่อไป ",แพ่ง,,