1.สมัยที่,2.เล่มที่,3.ข้อเท็จจริง,4.คำถาม ( Question ),5.คำตอบ ( Answer ),6.กฎหมาย,7.ข้อสังเกต,อื่นๆ,,,,, 77,1,,"คดีฟ้องขับไล่บุคคลใดๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์ จำเลยให้การว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่ของโจทก์ แต่เป็นที่ดินสาธารณะประโยชน์ ถือว่าจำเลยต่อสู้กรรมสิทธิ์ในที่ดินหรือไม่ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินพิพาท และให้ชดใช้ค่าเสียหาย เป็นเงิน ๑๗,๐๐๐ บาท และค่าขาดประโยชน์จากการใช้ที่ดินพิพาทเดือนละ ๑,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้อง จำเลยจะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้หรือไม่","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๓/๒๕๖๗ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและบริวารออกไป จากที่ดินของโจทก์ ห้ามเกี่ยวข้องและให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย ๕๐,๐๐๐ บาท กับค่าขาดประโยชน์เดือนละ ๑,๕๐๐ บาท เป็นเงิน ๗,๕๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี จนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จและ ให้จำเลยชำระค่าขาดประโยชน์เดือนละ ๑,๕๐๐ บาทนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวาร จะขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินของโจทก์ จำเลยให้การว่าที่ดินพิพาทมิใช่ของโจทก์แต่เป็นที่ดินสาธารณะประโยชน์ ถือไม่ได้ว่าจำเลยต่อสู้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท คดีของโจทก์จึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ จำเลยอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ขนย้ายทรัพย์สินและ บริวารออกจากที่ดินพิพาท ห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดิน ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน ๑๗,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลย ชำระค่าเสียหายอันเป็นค่าขาดประโยชน์จากการใช้ที่ดินพิพาท ในอัตราเดือนละ ๑,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้อง เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายรื้อถอนบ้านออกจากที่ดินพิพาท ถือว่าเป็นคดีฟ้องขับไล่บุคคลใดๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าหรืออาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละ ๔,๐๐๐ บาท ซึ่งห้าม มิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๔ วรรคสอง และในส่วน ที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหาย แม้เป็นคดีมีทุนทรัพย์แต่ค่าเสียหายตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยชำระแก่โจทก์ จนถึงวันฟ้องเป็นเงินเพียง ๑๗,๐๐๐ บาท จำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ในส่วนนี้เป็นเงินไม่เกิน ๕๐,๐๐๐ บาท ห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๔ วรรคหนึ่ง เช่นกัน ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 77,1,,ศาลมีคำพิพากษาตามยอม คดีถึงที่สุด แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทย์ยื่นคำร้องขอให้ เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองของจำเลยออกขายทอดตลาดชำระหนี้ โจทก์จะต้องร้องขอให้บังคับคดี ภายในสิบปีหรือไม่ และกำหนดระยะเวลาบังคับคดีจะเริ่มนับแต่เมื่อใด,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๑๔/๒๕๖๗ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ภาค ๔ ลักษณะ ๒ การบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง มาตรา ๒๗๔ บัญญัติให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะต้องร้องขอให้ บังคับคดีภายในสิบปีนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง ซึ่งหมายถึงตั้งแต่มีคำพิพากษาของศาลชั้นที่สุด ในคดีนั้น ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมวันที่ ๒ พฤษภาคม ๒๕๔๓ ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ และจำเลย ผิดนัดชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความตั้งแต่งวดแรกวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๔๓ การร้องขอ ให้บังคับคดีโดยการยึดทรัพย์สินจำนองต้องกระทำในระยะเวลาสิบปีนับแต่วันที่จำเลยผิดนัดชำระหนี้ ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์เพิ่งยื่นคำขอฉบับลงวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๔ ต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี ให้ดำเนินการบังคับคดียึดทรัพย์สินจำนองของจำเลยล่วงพ้นระยะเวลาสิบปีนับแต่วันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๔๓ แล้ว มีผลเพียงทำให้โจทก์หมดสิทธิบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินจำนองของจำเลย แต่ทรัพยสิทธิจำนองยังคงอยู่ และโจทก์สามารถใช้ยันต่อลูกหนี้จำนองหรือต่อบุคคลภายนอกที่รับโอนทรัพย์สินจำนองต่อไปได้ ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 77,1,,"ศาลอุทธรณ์พิพากษาคดีส่วนอาญายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี โดยแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเฉพาะคดีส่วนแพ่ง คดีต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงหรือไม่ คดีที่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง และจำเลยมิได้ยื่นคำร้องเพื่อขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แต่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงและสั่งรับฎีกาจำเลย ชอบหรือไม่ ผู้ตายไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย มารดาของผู้ตายมีสิทธิเรียกร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือไม่","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๑๘/๒๕๖๗ ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเฉพาะคดีส่วนแพ่งที่ยกคำร้องของโจทก์ร่วมที่ ๑ และที่ ๒ ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นว่าให้จำเลยชำระเงินค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ ๑ และแก่โจทก์ร่วมที่ ๒ พร้อมดอกเบี้ย เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ พิพากษาคดีส่วนอาญายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน ๕ ปี ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๘ วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยในคดีส่วนอาญาโต้แย้งดุลพินิจในการกำหนดโทษของศาลอุทธรณ์ภาค ๙ เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นมีอำนาจตรวจฎีกาและสั่งอนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงในคำฟ้องฎีกาและรับฎีกาของจำเลยได้ แม้จำเลยจะมิได้ยื่นคำร้องเพื่อขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงมาด้วยก็ตาม เพราะถือเป็นดุลพินิจเด็ดขาดของผู้พิพากษาที่สั่งอนุญาต การที่ผู้พิพากษาดังกล่าวตรวจฎีกาแล้วเห็นว่าข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุดและมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงนั้นต้องตามเจตนารมณ์ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๑ แล้ว ผู้ตายมีส่วนก่อให้เกิดการกระทำความผิดด้วย แม้ผู้ตายไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย ห. ซึ่งเป็นมารดาของผู้ตายและเด็กหญิง น. ซึ่งเป็นบุตรของผู้ตายย่อมไม่มีอำนาจเข้ามาจัดการแทนผู้ตายและไม่มีสิทธิขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการก็ตาม แต่บุคคลทั้งสองเป็นผู้ได้รับความเสียหายจากการกระทำละเมิดของจำเลย จึงเป็นผู้ที่ถูกโต้แย้งสิทธิในทางแพ่งและมีสิทธิเรียกร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญา มาตรา ๔๔/๑ โดยไม่ต้องคำนึงว่าผู้ตายเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยหรือไม่ ส่วนจะกำหนดค่าสินไหมทดแทนให้มากน้อยเพียงใด ย่อมต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๔๒ ประกอบมาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง และมาตรา ๔๓๘ วรรคหนึ่ง ซึ่งให้พิจารณาว่าความเสียหายนั้นได้เกิดขึ้นเพราะฝ่ายไหนเป็นผู้ก่อยิ่งหย่อนกว่ากันเพียงไร",วิ.อาญา,,,,,,, 77,1,,ฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง แต่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาและศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาไว้ ชอบหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๔/๒๕๖๗ จำเลยฎีกาโดยคัดลอกข้อความมาจากอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสิ้น คงมีการแก้ไขเพียงชื่อของศาลจากศาลอุทธรณ์ภาค ๓ เป็นศาลฎีกาและแก้ไขเพิ่มเติมข้อความในรายละเอียดบ้างเล็กน้อยแต่ยังคงเนื้อหาสาระเดิมตามอุทธรณ์ของจำเลยทุกประการ โดยมิได้โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๓ ว่าไม่ชอบอย่างไร หรือไม่ถูกต้องหรือไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๓ อย่างไร เพราะเหตุใด จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๓ วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา ๒๑๖ วรรคหนึ่ง และมาตรา ๒๒๕ และไม่อาจใช้ดุลพินิจอนุญาตให้ฎีกาตามมาตรา ๒๒๑ แม้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาและศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยไว้ก็เป็นการไม่ชอบ,วิ.อาญา,,,,,,, 77,2,,"เจ้าหนี้ตามคำพิพากษายังมิได้ยื่นคำขอต่อศาลให้มีการบังคับคดี จะยื่นคำขอให้ศาลหมายเลขเรียกลูกหนี้ตามคำพิพากษา มาไต่สวนเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๓๖๓/๒๕๖๗ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗๔ วรรคหนึ่งบัญญัติว่า “ถ้าคู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายแพ่งคดีหรือบุคคลที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ชำระหนี้ (ลูกหนี้ตามคำพิพากษา) มิได้ปฏิบัติตามคำบังคับที่ออกตามคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ได้รับชำระหนี้ (เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา) ชอบที่จะร้องขอให้มีการบังคับคดีโดยวิธียึดทรัพย์สิน อายัดสิทธิเรียกร้อง หรือบังคับคดีโดยวิธีอื่นตามบทบัญญัติแห่งภาคนี้ภายในสิบปีนับแต่วันที่มีคำพิพากษาหรือคำสั่ง.."" มาตรา ๒๗๕ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า“ถ้าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะขอให้มีการบังคับคดีให้ยื่นคำขอฝ่ายเดียวต่อศาลให้บังคับคดีโดยระบุให้ชัดแจ้งซึ่ง (๑) หนี้ที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษายังมิได้ปฏิบัติตามคำบังคับ (๒) วิธีการที่ขอให้ศาลบังคับคดีนั้น” และมาตรา ๒๗๗ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ""ในการบังคับคดี ถ้าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษามีเหตุอันสมควรเชื่อได้ว่าลูกหนี้ตามคำพิพากษามีทรัพย์สินที่จะต้องถูกบังคับคดีมากกว่าที่ตนทราบ หรือมีทรัพย์สินที่จะต้องถูกบังคับคดีแต่ไม่ทราบว่าทรัพย์สินนั้นตั้งอยู่หรือเก็บรักษาไว้ที่ใด หรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าทรัพย์สินใดเป็นของลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือไม่ เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอาจยื่นคำขอฝ่ายเดียวโดยทำเป็นคำร้องเพื่อให้ศาลทำการไต่สวนได้"" บทบัญญัติดังกล่าวเป็นบทบัญญัติที่ให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาร้องขอให้มีการบังคับคดี ถ้าลูกหนี้ตามคำพิพากษามิได้ปฏิบัติตามคำบังคับที่ออกตามคำพิพากษาโดยการยื่นคำขอฝ่ายเดียวต่อศาลให้บังคับคดีโดยระบุให้ชัดแจ้ง ซึ่ง (๑) หนี้ที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษายังมิได้ปฏิบัติตามคำบังคับ (๒) วิธีการที่ขอให้ศาลบังคับคดีนั้น ทั้งนี้ ในการบังคับคดีดังกล่าวเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอาจยื่นคำขอฝ่ายเดียวเพื่อให้ศาลทำการไต่สวนว่าลูกหนี้ตามคำพิพากษามีทรัพย์สินที่จะต้องถูกบังคับคดีมากกว่าที่ตนทราบ หรือมีทรัพย์สินที่จะต้องถูกบังคับคดีแต่ไม่ทราบว่าทรัพย์สินนั้นตั้งอยู่หรือเก็บรักษาไว้ที่ใด หรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าทรัพย์สินใดเป็นของลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือไม่ หาได้บัญญัติให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาสามารถยื่นคำขอฝ่ายเดียวให้ศาลทำการไต่สวนเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาก่อนมีการขอให้บังคับคดีไม่ เมื่อโจทยังมิได้ยื่นคำขอต่อศาลให้มีการบังคับคดีจึงไม่อาจยื่นคำขอให้ศาลออกหมายเรียกจำเลยมาไต่สวนเกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลยได้ทั้งยังเป็นหน้าที่ของโจทก์ที่ต้องสืบหาทรัพย์สินของจำเลยเพื่อดำเนินการบังคับคดีต่อไปด้วยตนเอง ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 77,2,,บุคคลผู้มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการแล้วตายลง บุคคลผู้มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายอีกคนหนึ่งจะยื่นคำร้องขอเข้าแทนที่โจทก์ร่วมเดิม ได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๑๐๑/๒๕๖๗ นาง จ. เป็นบุพการีของนางสาว น. ผู้ตาย นาง จ. จึงอยู่ในฐานะผู้มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายเช่นเดียวกับนาย ร. โจทก์ร่วม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๕ (๒) เมื่อโจทก์ร่วมถึงแก่ความตาย การที่นาง จ. ยื่นคำร้องขอเข้าแทนที่โจทก์ร่วมเดิม ถือได้ว่านาง จ. ประสงค์ขอใช้สิทธิของตนที่มีอยู่เดิมตั้งแต่แรกในฐานะผู้มีอำนาจจัดการแทนด้วยอีกคนหนึ่งเช่นเดียวกับโจทก์ร่วมเพื่อสืบสิทธิดำเนินคดีแทนโจทก์ร่วม ย่อมถือว่านาง จ. เข้าสืบสิทธิดำเนินคดีแทนนาย ร. โจทก์ร่วม เมื่อนาย ร. ได้ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้นาง จ. เข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการและรับอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมไว้พิจารณาต่อไปจึงชอบด้วยกฎหมาย นาง จ. จึงมีสิทธิยื่นอุทธรณ์ได้,วิ.อาญา,,,,,,, 77,2,,"ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุก ๒ ปี โดยไม่รอการลงโทษ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุก ๑ ปี และปรับ ๕,๐๐๐ บาท ให้รอการลงโทษและคุมความประพฤติจำเลยไว้ โจทก์จะฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ได้หรือไม่","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๙๐/๒๕๖๗ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย ๒ ปี โดยไม่รอการลงโทษ แม้ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษาแก้เป็นว่าให้จำคุก ๑ ปี และปรับ ๕,๐๐๐ บาท ให้รอการลงโทษและคุมความประพฤติจำเลยไว้ แม้เป็นการแก้ไขมากก็ตาม แต่ก็เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ ยังคงลงโทษจำเลยจำคุกไม่เกิน ๒ ปี และปรับไม่เกิน ๔๐,๐๐๐ บาท จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๙ เมื่อโจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษ อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ฎีกาของโจทก์จึงต้องมีผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิเคราะห์เห็นว่าข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุดและอนุญาตให้ฎีกา หรืออัยการสูงสุดลงลายมือชื่อรับรองในฎีกาว่ามีเหตุอันควรที่ศาลสูงสุดจะได้วินิจฉัย ศาลฎีกาจึงจะรับฎีกาของโจทก์ไว้พิจารณาต่อไปได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๑ เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์มีการปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๑ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของโจทก์จึงไม่ชอบ",วิ.อาญา,,,,,,, 77,2,,"โจทก์ฟ้องคดีต่อศาลแขวงฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒๘ ต่อมาโจทก์ขอถอนฟ้องระบุเหตุผลว่า เป็นคดีที่เกินอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวง ศาลแขวงมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้อง ดังนี้ โจทก์จะยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีใหม่ต่อศาลที่มีอำนาจพิพากษาคดีได้หรือไม่ คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา โจทก์อุทธรณ์ในคดีส่วนอาญา หากคดีส่วนแพ่งมีทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์ไม่เกินห้าหมื่นบาท โจทก์ต้องขออนุญาตอุทธรณ์ในคดีส่วนแพ่งหรือไม่","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๓๕๑/๒๕๖๗ คำร้องขอถอนฟ้องในคดีอาญาของศาลแขวงนครสวรรค์ โจทก์ระบุเหตุผลว่า ""...เนื่องจากโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒๘ ซึ่งเป็นคดีที่เกินอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวงนครสวรรค์ โจทก์จึงมีความประสงค์ขอถอนฟ้องคดีเพื่อนำคดีไปยื่นฟ้องใหม่ต่อศาลที่มีเขตอำนาจพิจารณาคดีตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมต่อไป คือ ศาลจังหวัดนครสวรรค์...” ดังนี้ เมื่อความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒๘ มีอัตราโทษจำคุกไม่เกินสองปี และปรับไม่เกินสองแสนบาท กรณีจึงเกินอำนาจของศาลแขวงนครสวรรค์ที่จะพิจารณาพิพากษา ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๑๗ ประกอบมาตรา ๒๕ (๕) แม้ในคดีดังกล่าวศาลแขวงนครสวรรค์อาจปรับบทลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒๖ ซึ่งมีระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปีหรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ที่ผู้พิพากษาคนเดียวมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี อันเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวงนครสวรรค์และเป็นความผิดที่รวมอยู่ในความผิดตามฟ้อง แต่เป็นเรื่องการพิพากษาหรือคำสั่งเกินคำขอที่มิได้กล่าวในฟ้องซึ่งเป็นคนละกรณีกับอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวงนครสวรรค์ และการจะปรับบทลงโทษจำเลยในการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่พิจารณาได้ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๒ นั้น ศาลจะต้องมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีเสียก่อน เมื่อศาลแขวงนครสวรรค์ไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาก็ไม่อาจปรับบทลงโทษตามบทบัญญัติดังกล่าวได้ การที่โจทก์ยื่นฟ้องต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีนี้หลังจากถอนฟ้องในคดีเดิมเพียง ๖ วัน แสดงให้เห็นว่าโจทก์ประสงค์ที่จะถอนฟ้องเพื่อฟ้องจำเลยเป็นคดีใหม่ต่อศาลที่มีอำนาจพิพากษาคดี มิใช่การถอนฟ้องคดีเด็ดขาด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๖ และไม่เป็นเหตุให้จำเลยต้องถูกดำเนินคดีหลายครั้งแต่อย่างใด",วิ.อาญา,,,,,,, 77,3,,ผู้ซื้อมีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดกาญจนบุรีโทรศัพท์สั่งซื้อสินค้าจากผู้ขาย ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดสมุทรปราการ ผู้ขายส่งมอบสินค้าให้แก่ผู้ซื้อแล้วผู้ซื้อไม่ชำระราคา ดังนี้ ถือว่ามูลคดีเกิดขึ้นที่ใด,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๘๒๔/๒๕๖๗ โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีสำนักงานตั้งอยู่ที่จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้น (ศาลแขวงสมุทรปราการ) จำเลยที่ ๒ เป็นเจ้าของร้าน บ. ประกอบธุรกิจจำหน่ายยางรถยนต์ตั้งอยู่ที่จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจศาลจังหวัดกาญจนบุรีการติดต่อสั่งซื้อสินค้าทั้งหมดตามฟ้อง จำเลยที่ ๒ หรือพนักงานร้าน บ. ของจำเลยที่ ๒ โทรศัพท์สั่งซื้อสินค้าจากโจทก์ หากโจทก์ก็มีสินค้าก็จะตอบกลับลงขายให้ทางโทรศัพท์โดยโจทก์ออกหลักฐานสำเนาใบกำกับภาษี/สำเนาใบกำกับสินค้าอันเป็นหลักฐานการซื้อขายที่บริษัทโจทก์ ปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยที่ ๒ ได้รับอนุญาตให้มีการฎีกาประการเดียวว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๒ ต่อศาลชั้นต้น (ศาลแขวงสมุทรปราการ) หรือไม่ ที่จำเลยที่ฎีกาว่า จำเลยที่ ๒ ทำคำเสนอทางโทรศัพท์ขณะอยู่ที่จังหวัดกาญจนบุรี เมื่อโจทก์สนองรับกลับมาจึงต้องถือว่ามูลคดีเกิดที่จังหวัดกาญจนบุรี เมื่อจำเลยที่ ๒ ทราบคำสนองนั้น เห็นว่า ในการเสนอคำฟ้องนั้นประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๔ (๑) บัญญัติว่า “คำฟ้องให้เสนอต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลหรือต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาล ไม่ว่าจำเลยจะมีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรหรือไม่” คำว่า “มูลคดี” หมายถึง เหตุอันเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิ อันจะทำให้โจทก์มีอำนาจฟ้อง มูลคดีของเรื่องนี้เป็นเรื่องสัญญาซื้อขาย การที่จำเลยที่ ๒ หรือพนักงานร้าน บ. ของจำเลยที่ ๒ โทรศัพท์สั่งซื้อสินค้าจากโจทก์ ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๕๖ บัญญัติ ให้ถือว่าเป็นคำเสนอแก่บุคคลผู้อยู่เฉพาะหน้าด้วยเช่นกันนั้น คงมีผลแต่เพียงว่าการที่บุคคลคนหนึ่งทำการเสนอ ไปยังบุคคลอีกคนหนึ่งทางโทรศัพท์ดังกล่าว หากมิได้บ่งระยะเวลาให้ทำสนองไว้ เสนอ ณ ที่ใดเวลาใด ก็ย่อมจะสนองรับได้แต่ ณ ที่นั้นเวลานั้นเท่านั้น มิได้บัญญัติไปถึงกำหนดว่าขณะนั้นทั้งผู้เสนอและผู้สนอง อยู่ในสถานที่เดียวกันด้วย ข้อเท็จจริงยังคงต้องฟังว่าขณะมีการเจรจาทำลงทำสัญญาซื้อขายรายนี้ จำเลยที่ ๒ หรือพนักงานร้าน บ. ของจำเลยที่ ๒ เจรจาอยู่ที่จังหวัดกาญจนบุรี ส่วนโจทก์เจรจาอยู่ที่จังหวัดสมุทรปราการ ดังนั้น ทั้งจังหวัดสมุทรปราการที่โจทก์อยู่และจังหวัดกาญจนบุรีที่จำเลยที่ ๒ อยู่ จึงต่างเป็นสถานที่ที่อยู่ให้เกิด สัญญาซื้อขายรายนี้ร่วมกัน โจทก์จึงฟ้องจำเลยที่ ๒ ต่อศาลชั้นต้น (ศาลแขวงสมุทรปราการ) อันเป็นศาลที่ มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลได้ การที่จำเลยที่ ๒ ผู้เสนอได้รับคำสนองรับจากโจทก์นั้นเป็นแต่เพียงข้อพิจารณาว่า สัญญาเกิดขึ้นแล้วหรือไม่เท่านั้น มิได้ทำให้สถานที่ที่จำเลยที่ ๒ อยู่เป็นสถานที่มูลคดีเกิดเพียงแห่งเดียว แต่อย่างใด ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 77,3,,"โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนเงินมัดจำและใช้เบี้ยปรับพร้อมทั้งดอกเบี้ยให้แก่โจทก์อ้างว่า จำเลยผิดสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาท จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาไม่ไป รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน ขอให้โจทก์ชำระค่าขาดประโยชน์จากการสูญเสียโอกาสและขาดรายได้ในทางธุรกิจ ดังนี้ ฟ้องแย้งเกี่ยวข้องกับฟ้องเดิมหรือไม่ ",มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๕๐/๒๕๖๗ คำให้การของจำเลยแสดงโดยชัดแจ้งว่าจำเลยปฏิเสธข้ออ้างของ โจทก์ทั้งสิ้น ทั้งยกเหตุที่อ้างว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาจะซื้อขายที่ดินฉบับเดียวกันเป็นเหตุในการฟ้องแย้งว่า ในวันนัดโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโจทก์ไม่ไปรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน จำเลยขอให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายเป็น ค่าเสียโอกาสในทางธุรกิจของจำเลย สภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างอันอาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตามฟ้องแย้ง ของจำเลยเป็นเรื่องที่จำเลยอ้างว่าได้รับความเสียหายเป็นค่าเสียโอกาสในทางธุรกิจที่จะได้กำไรจากการ ก่อสร้างและจำหน่ายห้องชุดด้วยตนเอง เพราะโจทก์ไม่ไปรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินอันเป็นการประพฤติผิดสัญญา จะซื้อขายที่ดินฉบับเดียวกัน และโจทก์ทราบรายละเอียดโครงการของจำเลยมาตั้งแต่ต้น ดังนั้น ฟ้องแย้ง เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับฟ้องเดิมของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๗ วรรคสาม,วิ.แพ่ง,,,,,,, 77,3,,คดีก่อนศาลได้วินิจฉัยคดีไปตามคำท้าของคู่ความ จะนำคดีมาฟ้องร้องกันอีกจะถือเป็นฟ้องซ้ำ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๘ หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๘๕๘/๒๕๖๗ ที่ดินพิพาทในคดีก่อนและคดีนี้แปลงเดียวกัน แม้คดีนี้โจทก์จะ เปลี่ยนรูปคดีจากเรื่องขับไล่และเรียกค่าเสียหายเป็นเรียกทรัพย์คืนและเรียกค่าเสียหาย แต่มีคำขอให้จำเลย ออกใบจากสิ่งปลูกสร้างเหมือนคดีก่อน แม้คดีก่อนศาลจะมิได้วินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีโดยตรงเนื่องจาก คู่ความตกลงทำกันเฉพาะผลคดีแพ่งคดีอื่นเป็นข้อพิเศษ และศาลได้วินิจฉัยชี้ขาดคดีก่อนไปตามคำท้าของ คู่ความโดยพิพากษายกฟ้อง คำพิพากษาคดีก่อนย่อมผูกพันคู่ความว่าจำเลยมีสิทธิอยู่ในที่ดินพิพาทโดยโจทก์ ขับไล่ไม่ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๕ วรรคหนึ่ง คู่ความคดีก่อนและคดีนี้ เป็นคู่ความเดียวกันและคดีก่อนได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดไปแล้ว โจทก์จึงต้องห้ามมิให้นำคดีมาฟ้องใหม่อีก เพราะเป็นฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๘ ด้วย,วิ.แพ่ง,,,,,,, 77,3,,ถ้อยคำที่เป็นส่วนหนึ่งของคำรับสารภาพจะรับฟังเป็นพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความผิดของบุคคลนั้น หรือผู้ร่วมกระทำความผิดอื่นได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๔๒/๒๕๖๗ ถ้อยคำอื่นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๘๔ วรรคท้าย ต้องไม่ใช่ถ้อยคำที่เป็นส่วนหนึ่งของคำรับสารภาพของจำเลย ถ้อยคำในบันทึกการจับกุมที่ว่าจำเลยรับว่าเป็นเจ้าของเมทแอมเฟตามีนและอาวุธปืนของกลางร่วมกับ ก. โดยมีรายละเอียดว่าซื้อมาจากบุคคลอื่นเพื่อนำมาจำหน่ายต่อซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคำรับสารภาพ เช่นนี้ไม่สามารถรับฟังคำรับสารภาพของจำเลยเป็นพยานหลักฐานได้ ส่วนคำรับสารภาพชั้นจับกุมของ ก. แม้จะไม่ห้ามรับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีของจำเลย แต่ก็ถือเป็นพยานบอกเล่าและซัดทอดซึ่งมีเงื่อนไขให้รับฟังและมีน้ำหนักน้อย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๖/๓ และ ๒๒๗/๑,วิ.อาญา,,,,,,, 77,3,,ผู้ยื่นคำร้องขอเพิกถอนการบังคับคดีขอให้มีคำสั่งงดการบังคับคดีไว้ในระหว่างวินิจฉัยชี้ขาด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๙๕ วรรคสาม ศาลจะต้องมีคำสั่งงดการบังคับคดี ตามคำขอหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๑๕๙/๒๕๖๗ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๙๕ วรรคสาม ที่บัญญัติว่า “การยื่นคำร้องตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสองอาจกระทำได้ไม่ว่าในเวลาใดก่อนการบังคับคดีได้เสร็จลงแต่ต้องไม่ช้ากว่าสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้นทั้งนี้ ผู้ยื่นคำร้องต้องมิได้ดำเนินการอันใดขึ้นใหม่หลังจากได้ทราบเรื่องบกพร่อง ผิดพลาด หรือผ่านกฎหมายนั้นแล้วหรือต้องมิได้ให้สัตยาบันแก่การกระทำนั้น และในกรณีเช่นว่านี้ผู้ยื่นคำร้องจะขอต่อศาลในขณะเดียวกันนั้นให้มีคำสั่งลดการบังคับคดีไว้ในระหว่างวินิจฉัยชี้ขาดก็ได้” บทบัญญัติดังกล่าวในตอนท้ายอันเกี่ยวกับการที่ยื่นคำร้องขอเพิกถอนการบังคับคดีจะขอให้ศาลมีคำสั่งลดการบังคับคดีไว้ก็ได้ในระหว่างวินิจฉัยชี้ขาดคำร้องมิได้เป็นบทบังคับศาลให้ต้องมีคำสั่งลดการบังคับคดีไว้ไว้ในระหว่างพิจารณาคำร้องขอเพิกถอนการบังคับคดีแต่ประการใด การพิจารณาว่าในระหว่างนั้นมีเหตุสมควรงดการบังคับคดีหรือไม่ย่อมเป็นอำนาจของศาลที่จะพิจารณาสั่งตามดุลพินิจที่เห็นสมควรเป็นรายกรณีไป การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำร้องของดการบังคับคดีของจำเลยทั้งสี่ฉบับลงวันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๖๒ ว่า “ศาลได้มีคำสั่งสั่งนัดไต่สวนคำร้องขอเพิกถอนการบังคับคดี คำร้องนี้จึงตกไปในตัว"" จึงมีผลเท่ากับศาลชั้นต้นยกคำร้องของดการบังคับคดีของจำเลยทั้งสี่ซึ่งเป็นอำนาจของศาลชั้นต้นตามที่เห็นสมควร และเมื่อศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีงดการขายทอดตลาดไว้ตามคำขอของจำเลยทั้งสี่ ทั้งกรณีไม่ต้องด้วยเหตุใดๆ ที่เจ้าพนักงาน บังคับคดีจะงดการบังคับคดีไว้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๘๙ (๑) ถึง (๔) กับมาตรา ๒๙๐ แล้ว การบังคับคดีและขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลยที่ ๔ ที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้กระทำไปเพื่อบังคับชำระหนี้จากลูกหนี้ตามคำพิพากษาให้เป็นไปตามคำพิพากษาตามยอมจึงเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายและไม่มีเหตุต้องเพิกถอนการขายทอดตลาด ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 77,4,,ความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. ๒๕๓๔ ธนาคารที่โจทก์นำเช็คไปเข้าบัญชีเพื่อเรียกเก็บเงิน ถือเป็นสถานที่ที่ความผิดเกิดขึ้นหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๖๕๙/๒๕๖๖ จำเลยออกเช็คพิพาท จำนวน ๕ ฉบับให้แก่โจทก์และภริยาโจทก์เพื่อชำระค่าห้องชุด โจทก์นำเช็คพิพาทไปเข้าบัญชีโจทก์ที่ธนาคาร ท. สาขาถนนวิทยุ ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้น เพื่อเรียกเก็บเงินจากบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ธนาคาร ท. สาขาตลาดใหม่ทุ่งครุ ซึ่งอยู่นอกเขตอำนาจของศาลชั้นต้น เช็คพิพาทถูกธนาคารเจ้าของเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินทุกฉบับ โจทก์จึงนำเช็คพิพาทมาฟ้องเป็นคดีนี้ ศาลล่างทั้งสองพิพากษายืนตามกันมาว่า ความผิดเกิดขึ้นเมื่อธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็ค สถานที่ตั้งของธนาคารที่ปฏิเสธการจ่ายเงินเป็นสถานที่ที่ความผิดเกิดขึ้น หาใช่เกิดขึ้นที่สถานที่ตั้งของธนาคารที่โจทก์นำเช็คเข้าบัญชีเพื่อเรียกเก็บหรือเป็นความผิดที่เกิดขึ้นเกี่ยวเนื่องกันหลายท้องที่ ศาลชั้นต้นจึงไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ ให้ยกฟ้องโจทก์ เห็นว่า คำว่า มูลคดี หมายถึงต้นเหตุอันเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิอันจะทำให้โจทก์เกิดอำนาจฟ้อง ความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คเกิดขึ้นเมื่อเช็คถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน สถานที่ที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินเป็นสถานที่ที่มูลคดีเกิด แม้ธนาคาร ท. ทุกสาขาจะใช้ระบบหักบัญชีเช็คด้วยภาพเช็คและระบบการจัดเก็บภาพเช็ค (ICAS) ก็ตาม แต่ระบบดังกล่าวหน้าที่ปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คยังคงเป็นของธนาคารเจ้าของเช็คดังเดิม เมื่อธนาคารเจ้าของเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คก็จัดทำใบคืนเช็คส่งไปยังศูนย์เคลียริ่งเพื่อส่งต่อไปยังธนาคารที่เรียกเก็บ แล้วธนาคารที่เรียกเก็บทำการออกใบแจ้งผลเช็คคืนกับส่งใบคืนเช็คและเช็คต้นฉบับคืนให้แก่ลูกค้า ระบบหักบัญชีเช็คด้วยภาพเช็คและระบบการจัดเก็บภาพเช็ค (ICAS) จึงเป็นเพียงวิธีการปฏิบัติเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้าธนาคาร เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการเรียกเก็บเงินตามเช็คให้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้นกว่าวิธีเรียกเก็บแบบเดิม ๆ ธนาคารที่เรียกเก็บหาได้มีหน้าที่ปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คและออกใบคืนเช็คโดยลำพังไม่ จึงเป็นเพียงตัวแทนธนาคารเจ้าของเช็คในการส่งมอบใบคืนเช็คให้แก่โจทก์เท่านั้น ส่วนพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. ๒๕๔๔ มาตรา ๒๒, ๒๓ เป็นเรื่องความมีผลของการส่งและการรับข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ มิได้มีผลทำให้หน้าที่ปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คโอนไปเป็นหน้าที่ของธนาคารที่เรียกเก็บตามที่โจทก์ฎีกาด้วยไม่ จึงถือไม่ได้ว่ามูลคดีเกิดขึ้นที่ธนาคาร ท. สาขาถนนวิทยุ คดีโจทก์จึงอยู่นอกเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลชั้นต้น",วิ.อาญา,,,,,,, 77,4,,ปลอมหนังสือมอบอำนาจนำสลากออมสินของผู้อื่นไปเป็นหลักประกันในการขอปล่อยชั่วคราว ต่อมาศาลลงโทษในความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลไปแล้ว พนักงานอัยการฟ้องจำเลยในความผิดฐานปลอมเอกสารอีก เป็นฟ้องซ้ำหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๓๙๕/๒๕๖๖ ความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๓๑ (๑), ๓๓ กฎหมายดังกล่าวให้ศาลมีอำนาจพิเศษในการสั่งลงโทษจำเลยได้โดยไม่ต้องมีผู้ใดร้องขอหรือเป็นโจทก์ฟ้อง ส่วนความผิดของจำเลยคดีนี้เป็นเรื่องปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมโดยพนักงานอัยการเป็นโจทก์ จึงเป็นคนละเรื่องคนละประเด็นกับความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล ดังนั้น แม้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งลงโทษจำคุกจำเลยและคดีถึงที่สุดแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์คดีนี้ย่อมไม่ระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๓๙ (๔)",วิ.อาญา,,,,,,, 77,4,,ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้อง ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทน ศาลอุทธรณ์ไม่เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขัง จำเลยฎีกาขอให้รอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา ดังนี้ ฎีกาของจำเลยต้องห้ามตามกฎหมายหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๓๐๗/๒๕๖๖ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้อง ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทน ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาไม่เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทน แต่ยังพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้อง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงเป็นการพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้น มิใช่พิพากษากลับ จึงห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๑๙ ตรี ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. ๒๔๙๙ มาตรา ๔ ที่จำเลยฎีกาขอให้รอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษจำคุก เป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการลงโทษของศาล จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ทั้งเป็นกรณีที่ไม่อาจรับรองให้ฎีกาข้อเท็จจริงได้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย",วิ.อาญา,,,,,,, 77,4,,คดีต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง การยื่นฎีกาและคำร้องขอให้อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงล่วงพ้นกำหนดระยะเวลาฎีกา หากผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง และศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกามา จะเป็นฎีกาที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๑๒๙/๒๕๖๖ ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ให้จำเลยฟังเมื่อวันที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๖๕ โดยศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นลงโทษจำคุก จำเลยไม่เกิน ๕ ปี จึงเป็นคดีที่ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๘ วรรคหนึ่ง หากจำเลยประสงค์จะใช้สิทธิฎีกาตามเงื่อนไขในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๑ จำเลยก็ชอบที่จะดำเนินการใช้สิทธิดังกล่าวให้ถูกต้องภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จำเลยฟัง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๖ วรรคหนึ่ง กล่าวคือ จำเลยต้องยื่นคำร้องภายในวันที่ ๒๐ มกราคม ๒๕๖๖ ปรากฏว่าจำเลยยื่นฎีกาพร้อมคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์อนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อวันที่ ๒๓ มกราคม ๒๕๖๖ อันเป็นวันล่วงพ้นระยะเวลาที่จำเลยมีสิทธิฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ได้เสียแล้ว คำร้องดังกล่าวของจำเลย จึงเป็นการปฏิบัติที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย การที่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง และศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยมานั้น จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้",วิ.อาญา,,,,,,, 77,4,,คดีอาญาที่ราษฎรเป็นโจทก์และมีคำขอบังคับให้ชดใช้เงินคืน ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยและให้ชดใช้เงินคืน จำเลยอุทธรณ์ ดังนี้ จะต้องเสียค่าขึ้นศาลในส่วนแพ่งหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๓๓๐/๒๕๖๖ คดีนี้เป็นคดีอาญา ซึ่งตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๕๒ กำหนดไว้ว่าในคดีอาญาทั้งหลาย ห้ามมิให้ศาลยุติธรรมเรียกค่าธรรมเนียมนอกจากที่บัญญัติไว้ในหมวดนี้ ซึ่งบทบัญญัติในหมวดนี้ในส่วนของจำเลยไม่ได้บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น จึงต้องบังคับไปตามบทบัญญัติดังกล่าว เมื่อค่าขึ้นศาลเป็นค่าธรรมเนียมอย่างหนึ่ง จำเลยจึงไม่ต้องเสีย ดังนั้น แม้จำเลยทั้งสามมิได้เสียค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์มาด้วย ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ ก็มีอำนาจวินิจฉัยในคดีส่วนแพ่ง,วิ.อาญา,,,,,,, 77,4,,"มูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้อันแบ่งแยกมิได้ จำเลยร่วมคนหนึ่งยื่นอุทธรณ์โดยนำเงินค่าฤชาธรรมเนียมที่ต้องใช้แก่โจทก์มาวางศาลครบนั้นแล้ว จำเลยร่วมอีกคนหนึ่งยื่นอุทธรณ์จะต้องวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมที่ต้องใช้แก่โจทก์ในการยื่นอุทธรณ์อีกหรือไม่ และหากศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง จำเลยร่วมที่ยื่นอุทธรณ์โดยนำเงินค่าฤชาธรรมเนียมที่ต้องใช้แก่โจทก์มาวางศาลในการยื่นอุทธรณ์จะร้องขอให้คืนเงินที่วางนั้นได้หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๐๖๘/๒๕๖๖ เงินค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนโจทก์ที่จำเลยที่ ๑ ต้องวางต่อศาลพร้อมอุทธรณ์นั้นเป็นการปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๙ ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๗ แต่เนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์และมูลความแห่งคดีนี้เป็นการชำระหนี้อันแบ่งแยกมิได้ เมื่อจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นจำเลยร่วมคนหนึ่งได้นำเงินค่าฤชาธรรมเนียมที่ต้องใช้แก่โจทก์มาวางศาลครบนั้นแล้ว จึงมีผลถึงจำเลยที่ ๑ซึ่งเป็นจำเลยร่วมกับจำเลยที่ ๒ ด้วย จำเลยที่ ๑ จึงไม่ต้องวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมที่ต้องใช้แก่โจทก์ในการยื่นอุทธรณ์อีกเพื่อไม่ให้เป็นการซ้ำซ้อนเท่านั้น หาใช่เป็นการที่จำเลยที่ ๒ วางเงินแทนจำเลยที่ ๑ ไม่ และเงินค่าฤชาธรรมเนียมดังกล่าวเป็นเพียงเงินที่วางไว้เพื่อเป็นประกันว่าหากในที่สุดศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ผู้อุทธรณ์ต้องรับผิดชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนคู่ความที่ชนะคดีแล้ว ผู้ชนะคดีจะมีสิทธิได้รับค่าฤชาธรรมเนียมที่ได้ออกใช้ก่อนจากเงินที่ผู้อุทธรณ์วางไว้ หาใช่เป็นการวางเพื่อชำระหนี้แก่คู่ความฝ่ายชนะคดีในศาลชั้นต้นไม่จึงต้องถือว่าเงินดังกล่าวยังเป็นของผู้อุทธรณ์ เมื่อปรากฏว่าศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้จำเลยที่ ๒ ชนะคดีและให้จำเลยที่ ๑ ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๕,๐๐๐ บาท ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๒ และค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยที่ ๒ก็ชอบที่จะร้องขอให้คืนเงินที่วางนั้นได้ ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 77,5,,ผู้เยาว์อายุ ๑๖ ปี จะถอนคำร้องทุกข์ในคดีความผิดต่อส่วนตัวได้ด้วยตนเองหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๕๒๓/๒๕๖๖ ผู้เสียหายที่ ๒ เป็นผู้เยาว์มีอายุ ๑๖ ปีเศษ มีความรู้สึกผิดชอบดีแล้วย่อมมีสิทธิขอถอนคำร้องทุกข์เองได้ และความผิดฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่นหรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๐ วรรคแรก ประกอบมาตรา ๘๓ เป็นความผิดอันยอมความได้ตามมาตรา ๓๒๑ แม้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้วแต่คดียังไม่ถึงที่สุด ผู้เสียหายที่ ๒ ชอบที่จะถอนคำร้องทุกข์เสียเมื่อใดก็ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๒๖ เมื่อผู้เสียหายที่ ๒ ถอนคำร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ในความผิดดังกล่าวย่อมระงับไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๙ (๒) ความผิดฐานร่วมกันกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง กับความผิดฐานร่วมกันพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารซึ่งเป็นความผิดกรรมเดียวกัน และฐานร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๗ วรรคสี่, ๒๘๓ ทวิ วรรคสอง, ๓๑๗ วรรคสาม ประกอบมาตรา ๘๓ มิใช่เป็นความผิดอันยอมความได้ ทั้งผู้เสียหายที่ ๒ ไม่ได้เป็นผู้เสียหายในความผิดฐานร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจารผู้เสียหายที่ ๒ ไม่มีอำนาจถอนคำร้องทุกข์ในความผิดดังกล่าว",วิ.อาญา,,,,,,, 77,5,,อำนาจในการสืบสวนกฎหมายจำกัดอำนาจให้เจ้าพนักงานตำรวจทำการสืบสวนได้เฉพาะในท้องที่ที่ตนประจำการได้เท่านั้น หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๖๘๒/๒๕๖๖ อำนาจในการสืบสวนของเจ้าพนักงานตำรวจแตกต่างกับอำนาจในการสอบสวนของพนักงานสอบสวน กล่าวคือ พนักงานสอบสวนมีอำนาจสอบสวนเฉพาะคดีที่อยู่ในอำนาจ ของตนตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๘ และมาตรา ๑๙ ส่วนอำนาจในการสืบสวนไม่มีกฎหมายบัญญัติจำกัดอำนาจให้เจ้าพนักงานตำรวจทำการสืบสวนได้เฉพาะในท้องที่ที่ตนประจำการได้เท่านั้น เจ้าพนักงานตำรวจจึงมีอำนาจสืบสวนในท้องที่อื่นใดได้ตามอำนาจและหน้าที่ทั่วราชอาณาจักร ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๗ คดีนี้แม้ว่าร้อยตำรวจเอก ค. และดาบตำรวจ ภ. จะเป็นเจ้าพนักงานตำรวจประจำการในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร มิได้ประจำการในเขตพื้นที่ของสถานีตำรวจภูธรคลองหลวง อันเป็นเขตพื้นที่ของการสอบสวน แต่การสืบสวนของเจ้าพนักงานตำรวจดังกล่าวในการแสวงหาข้อเท็จจริงและหลักฐานทั้งการติดตามจับกุมจำเลยนั้นก็เป็นไปตามอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย จึงเป็นการสืบสวนที่ชอบด้วยกฎหมาย การสอบสวนของพนักงานสอบสวนจึงชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้",วิ.อาญา,,,,,,, 77,5,,พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องว่าจำเลยขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้เสียหายรับอันตรายสาหัส ระหว่างพิจารณาพนักงานสอบสวนแจ้งโจทก์ว่าผู้เสียหายถึงแก่ความตาย โจทก์มีอำนาจขอแก้ฟ้องเป็นข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย หรือไม่ และจะถือว่ามีการสอบสวนในความผิดข้อหาดังกล่าวแล้วหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๙๘๒/๒๕๖๖ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้เสียหายรับอันตรายสาหัสและทรัพย์สินเสียหาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๐๐ พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔, ๔๓ (๔),๗๘, ๑๔๘, ๑๕๗ ขณะที่ฟ้องนั้นผู้เสียหายยังไม่ถึงแก่ความตาย ระหว่างพิจารณาเมื่อพนักงานสอบสวนแจ้งโจทก์ว่าผู้เสียหายถึงแก่ความตายแล้วโจทก์จึงยื่นคำร้องขอแก้และเพิ่มเติมฟ้องว่า ผู้เสียหายถึงแก่ความตายอันเนื่องมาจากการขับรถโดยประมาทของจำเลย ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๖๓, ๑๖๔ บัญญัติว่า เมื่อมีเหตุอันสมควร โจทก์มีอำนาจยื่นคำร้องต่อศาลขอแก้หรือเพิ่มเติมฟ้องก่อนมีคำพิพากษาศาลชั้นต้นได้ เมื่อขณะยื่นฟ้องผู้เสียหายยังไม่ถึงแก่ความตายย่อมไม่อยู่ในวิสัยที่โจทก์จะฟ้องจำเลยว่ากระทำผิดข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ต่อมาเมื่อโจทก์ทราบว่าผู้เสียหายถึงแก่ความตายอันเป็นผลโดยตรงซึ่งเกิดขึ้นจากการขับรถโดยประมาทของจำเลยและเป็นการกระทำเดียวกันกับคำฟ้อง เพียงแต่แก้ไขผลของการกระทำที่ต่อเนื่องกันมาเช่นนี้ โจทก์ย่อมมีอำนาจขอแก้ฟ้องจากการกระทำผิดข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัส เป็นข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และขอแก้บทลงโทษจากประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๐๐ เป็นมาตรา ๒๙๑ ได้ เพราะการแก้หรือเพิ่มเติมฐานความผิด ไม่ว่าจะทำในระยะใดระหว่างพิจารณาในศาลชั้นต้นมิให้ถือว่าทำให้จำเลยเสียเปรียบ ทั้งปรากฏตามสำนวนการสอบสวนที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ เรียกเข้ามาในสำนวนว่า พนักงานสอบสวนได้สอบสวนเพิ่มเติมในความผิดข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายแล้ว โดยมีรายงานการชันสูตรพลิกศพและบันทึกคำให้การแพทย์ผู้ตรวจรักษาผู้ตาย ซึ่งแพทย์ให้ความเห็นว่าผู้ตายถึงแก่ความตายเนื่องจากภาวะหายใจล้มเหลวจากภาวะไขสันหลังบริเวณคอบาดเจ็บจากอุบัติเหตุทางจราจร กระดูกหักทับเส้นประสาท การแจ้งข้อหานั้น การที่พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาให้จำเลยทราบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๓๔ เพื่อให้ผู้ต้องหาทราบว่าการกระทำของผู้ต้องหาเป็นความผิดและเพื่อให้ผู้ต้องหาเข้าใจถึงการกระทำของผู้ต้องหาซึ่งเป็นความผิดนั้น โดยไม่ต้องแจ้งข้อหาทุกกระทงความผิด เมื่อแจ้งข้อหาอันเป็นหลักแห่งความผิดแล้วก็ไม่จำต้องแจ้งข้อหาความผิดอันเกี่ยวพันกันด้วยอีก พนักงานสอบสวนย่อมมีอำนาจสอบสวนความผิดทุกข้อหาได้ กรณีของจำเลย เมื่อพนักงานสอบสวนแจ้งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำที่กล่าวหาว่าผู้ต้องหาได้กระทำผิดแล้วจึงแจ้งข้อหาให้ทราบว่ากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๐๐ แล้ว แม้ไม่แจ้งข้อหาว่ากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๑ ซึ่งเป็นความผิดที่เกี่ยวพันกัน พนักงานสอบสวนก็มีอำนาจสอบสวนความผิดข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ถือได้ว่ามีการสอบสวนความผิดข้อหาดังกล่าวแล้ว ทั้งเมื่อศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์แก้และเพิ่มเติมฟ้องแล้ว ศาลชั้นต้นอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยซึ่งมีทนายความฟัง จำเลยให้การรับสารภาพเท่ากับจำเลยเข้าใจดีแล้ว คำร้องขอแก้และเพิ่มเติมฟ้องของโจทก์จึงไม่ทำให้จำเลยหลงต่อสู้ ดังนี้ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องในข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๑ ได้",วิ.อาญา,,,,,,, 77,5,,ราษฎรเป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญา ในวันนัดไต่สวนมูลฟ้อง โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้อง ศาลมีคำสั่งอนุญาต จำหน่ายคดีจากสารบบความ จำเลยจะอุทธรณ์คำสั่งศาลที่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๘๑๘/๒๕๖๖ ในวันนัดไต่สวนมูลฟ้อง โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องโดยอ้างว่าโจทก์และจำเลยสามารถตกลงกันได้ ศาลชั้นต้นพิเคราะห์คำร้องแล้วมีคำสั่งว่าโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องในระหว่างไต่สวนมูลฟ้อง โดยศาลยังไม่ได้ไต่สวนมูลฟ้องหรือมีคำสั่งประทับฟ้องโจทก์ ในชั้นนี้จำเลยจึงยังไม่ตกอยู่ในฐานะจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๖๕ วรรคสาม และยังเป็นเวลาก่อนจำเลยยื่นคำให้การแก้คดี จึงเห็นควรอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องได้ และให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๕ วรรคหนึ่ง เห็นว่า ในคดีราษฎรเป็นโจทก์ ก่อนที่ศาลประทับฟ้องมิให้ถือว่าจำเลยอยู่ในฐานะเช่นนั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๖๕ วรรคสามตอนท้าย ดังนั้นเมื่อจำเลยยังไม่มีฐานะเป็นคู่ความ จำเลยย่อมไม่มีสิทธิที่จะอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ได้ เมื่อจำเลยยื่นอุทธรณ์คำสั่งที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้อง ศาลชั้นต้นชอบที่จะสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย แต่เมื่อศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลย ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ ก็ชอบที่จะพิพากษายกอุทธรณ์นั้นเสีย โดยไม่ต้องวินิจฉัยในประเด็นแห่งอุทธรณ์ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยด้วย จึงมิชอบด้วยบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว แต่เมื่อสำนวนขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรมีคำสั่งไปเสียทีเดียว โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษาอีก ทั้งนี้เพื่อมิให้คดีต้องล่าช้า จึงให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๘ เสีย เมื่อจำเลยไม่มีสิทธิฎีกา แม้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๘ อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง และศาลชั้นต้นจะได้สั่งรับฎีกาของจำเลยก็เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย,วิ.อาญา,,,,,,, 77,6,,"เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ได้แจ้งประกาศขายทอดตลาดที่ดินพิพาทให้ทายาทผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมทุกคนทราบ เป็นการดำเนินการบังคับคดีฝ่าฝืนต่อกฎหมายหรือไม่ และทำการขายทอดตลาดได้ราคาสูงกว่าราคาประเมิน ศาลมีอำนาจไม่เพิกถอนการขายทอดตลาดหรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๘๓๖/๒๕๖๖ ที่ดินพิพาทมีชื่อ ป. ท. ส. จําเลยที่ ๒ และ น. เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมโดยเจ้าของรวม เหล่านั้นมิได้แบ่งการครอบครองที่ดินพิพาทเป็นส่วนสัด เมื่อ น. และ ส. ถึงแก่ความตาย ที่ดิน พิพาทส่วนของ น. และ ส. ย่อมเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทโดยธรรม บุตรของ น. และ ส. ทุกคนจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีเช่นเดียวกับ น. และ ส. ผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในโฉนด ที่ดินพิพาทอยู่แต่เดิม เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหน้าที่ต้องแจ้งประกาศการขายทอดตลาดให้ ทายาททุกคนของ น. และ ส. ทราบ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๓๓๑ วรรคสอง และมาตรา ๒๘๗ (๔) แม้การส่งหมายแจ้งประกาศขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีจะฝ่าฝืนต่อกฎหมาย แต่ความตอนท้ายมาตรา ๒๙๕ วรรคสอง บัญญัติให้ศาลมีอํานาจสั่งเพิกถอนหรือแก้ไขกระบวน วิธีการบังคับคดีทั้งปวงหรือวิธีการบังคับใด ๆ โดยเฉพาะหรือมีคําสั่งกําหนดวิธีการอย่างใดแก่ เจ้าพนักงานบังคับคดีตามที่ศาลเห็นสมควร ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าผู้ร้องทั้งสี่จะสามารถหา บุคคลภายนอกมาประมูลซื้อที่ดินพิพาทในราคาสูงกว่าที่ผู้คัดค้านที่ ๒ ประมูลซื้อได้ เมื่อที่ดินพิพาท มีราคาตามที่เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาไว้ ๒๗๖,๓๐๐ บาท ผู้คัดค้านที่ ๒ ประมูลซื้อ ได้ในราคา ๓๗๕,๐๐๐ บาท สูงกว่าราคาประเมินดังกล่าว ประกอบกับจําเลยที่ ๒ และ ผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมคนอื่นซึ่งได้รับหมายแจ้งประกาศขายทอดตลาดโดยชอบแล้วไม่มาดูแลการขายจึงเป็นการขายทอดตลาดที่ดินพิพาทในราคาที่เหมาะสมแล้ว กรณีไม่มีเหตุสมควรที่จะเพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินพิพาท ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 77,6,,คดีส่วนอาญา โจทก์ฟ้องจําเลยทั้งสองว่าร่วมกันบุกรุกที่ดินพิพาทและร่วมกัน ทําให้เสียทรัพย์ คดีส่วนแพ่งโจทก์ฟ้องขับไล่จําเลยทั้งสองออกจากที่ดิน ให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง และเรียกค่าเสียหาย ในคดีส่วนอาญาศาลฟังข้อเท็จจริงว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ จําเลย ทั้งสองได้บุกรุกแย่งการครอบครอง คดีแพ่งต้องถือตามคดีส่วนอาญาว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่ของจําเลย ทั้งสองโดยการครอบครองปรปักษ์ หรือไม่ ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๙๓/๒๕๖๖ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๔๖ บัญญัติว่า ในการพิพากษาคดี ส่วนแพ่ง ศาลจําต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคําพิพากษาคดีส่วนอาญา ซึ่งอาจแยกหลักเกณฑ์ การพิจารณาได้ดังนี้ ประการแรก ต้องเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา และคดีก่อนต้องเป็น คดีอาญา ส่วนคดีหลังเป็นคดีแพ่ง ประการที่สอง ข้อเท็จจริงในคดีส่วนอาญาซึ่งศาลในคดี ส่วนแพ่งจําต้องถือตามเป็นข้อเท็จจริงอย่างเดียวกับคดีส่วนแพ่ง และต้องเป็นประเด็นโดยตรง ในคําพิพากษาคดีส่วนอาญา ประการที่สาม ศาลในคดีส่วนอาญาได้วินิจฉัยชี้ขาดข้อเท็จจริงไว้ แน่นอนและคดีถึงที่สุด คดีส่วนอาญาของศาลชั้นต้น โจทก์ทั้งสองฟ้องจําเลยทั้งสองว่าร่วมกันบุกรุกที่ดินพิพาท และร่วมกันทําให้เสียทรัพย์ ส่วนคดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องขับไล่จําเลยทั้งสองและบริวารออกจากที่ดิน ให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและเรียกค่าเสียหาย จึงถือว่าคดีนี้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องคดีอาญา ในคดีส่วนอาญา มีประเด็นพิจารณาว่าโจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท หรือไม่ ซึ่งจําเลยทั้งสองก็ต่อสู้ว่า จําเลยทั้งสองได้ครอบครองปรปักษ์ที่ดินพิพาทจนได้กรรมสิทธิ์แล้ว อันถือว่าประเด็นดังกล่าวเป็นประเด็นโดยตรงในคําพิพากษาคดีส่วนอาญา ซึ่งเป็นข้อเท็จจริง อย่างเดียวกับคดีส่วนแพ่ง ทั้งในการพิจารณาและรับฟังข้อเท็จจริงในประเด็นดังกล่าว ศาลชั้นต้น ก็ให้โอกาสคู่ความทั้งสองฝ่ายต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ โดยให้โจทก์ทั้งสองนําพยานของฝ่ายตนเข้าสืบ รวม ๗ ปาก และจําเลยทั้งสองนําพยานของฝ่ายตนเข้าสืบ รวม ๖ ปาก อันเป็นการรับฟังพยาน หลักฐานของคู่ความทั้งสองฝ่ายแล้วใช้ดุลพินิจชั่งน้ําหนักพยานหลักฐานว่าใครมีน้ําหนักมากกว่ากัน จึงวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งสอง อันเป็นการรับฟังพยานหลักฐานและวินิจฉัยข้อเท็จจริง อย่างครบถ้วนและโดยชอบแล้ว และเมื่อคดีส่วนอาญา ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ มีคําพิพากษาถึง ที่สุดแล้ว ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งจึงต้องรับฟังข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคําพิพากษาคดีส่วนอาญา มิใช่ว่าศาลล่างทั้งสองรับฟังข้อเท็จจริงที่ยังไม่เป็นที่ยุติแต่อย่างใด นอกจากนี้ คําพิพากษาถึงที่สุด ก็ไม่จําเป็นต้องเป็นคําพิพากษาของศาลฎีกาแต่อย่างใด ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ พิพากษาว่า เมื่อในคดีส่วนอาญาศาลฟังข้อเท็จจริงว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งสอง จําเลยทั้งสองได้บุกรุก แย่งการครอบครอง จึงต้องถือตามคดีส่วนอาญาว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่ของจําเลยทั้งสองโดยการ ครอบครองปรปักษ์ ",วิ.อาญา,,,,,,, 77,6,,ผู้ร้องมิได้ยื่นคําร้องขอให้ตรวจสารพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอของผู้คัดค้านเพื่อพิสูจน์ว่าผู้คัดค้านเป็นบุตรของผู้ตายหรือไม่ จะนําข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่าข้อเท็จจริงเป็นไปตามที่ ผู้ร้องกล่าวอ้างตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๒๗/๑ หรือไม่ ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๒/๒๕๖๖ ผู้ร้องยื่นคําร้องขอให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ผู้คัดค้านยื่นคําคัดค้าน และ ขอให้ตั้งนางสาว ร. เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกับผู้ร้อง ผู้ร้องยื่นคําคัดค้านคดีมีประเด็นว่า ผู้ร้องและผู้คัดค้านเป็นทายาทผู้มีส่วนได้เสียของผู้ตายหรือไม่ มีเหตุขัดข้องในการจัดการมรดก หรือไม่ และสมควรตั้งผู้ร้องและนางสาว ร. เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายหรือไม่ โดยผู้ร้องและ ผู้คัดค้านต่างมีหน้าที่ต้องนําพยานหลักฐานมานําสืบให้ได้ความตามที่กล่าวอ้าง ส่วนการนําพยาน เข้าสืบก่อนหลังนั้นเป็นดุลพินิจของศาลที่จะกําหนดให้ฝ่ายใดนําพยานเข้าสืบก่อนหลัง เมื่อผู้ร้องเป็นฝ่ายตั้งต้นยื่นคําร้องขอให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย และผู้คัดค้านยื่น คําคัดค้าน ที่ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจกําหนดให้ผู้ร้องนําพยานหลักฐานเข้าสืบก่อนจึงเป็นการชอบแล้ว บทบัญญัติของ ป.วิ.พ. มาตรา ๑๒๘/๑ วางหลักไว้ว่า หากศาลเห็นเองหรือคู่ความ ร้องขอว่าการตรวจพิสูจน์สารพันธุกรรมดีเอ็นเอของคู่ความหรือบุคคลอื่น จะทําให้ชี้ขาดประเด็น สําคัญในคดีเป็นไปอย่างชัดเจน ศาลก็มีอํานาจสั่งให้คู่ความหรือบุคคลอื่นไปทําการตรวจพิสูจน์ ดีเอ็นเอได้ ถ้าบุคคลที่ศาลมีคําสั่งให้ไปตรวจดีเอ็นเอไม่ยอมไปตรวจตามคําสั่งศาลกฎหมายให้ สันนิษฐานไว้ก่อนว่าข้อเท็จจริงเป็นไปตามที่คู่ความฝ่ายตรงข้ามกล่าวอ้าง คดีนี้ในระหว่างการ พิจารณาคดีของศาลชั้นต้นไม่ปรากฏว่าผู้ร้องยื่นคําร้องขอให้ตรวจสารพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอ ของผู้คัดค้านเพื่อพิสูจน์ว่าผู้คัดค้านเป็นบุตรของผู้ตายหรือไม่ กรณีมิใช่ศาลเห็นสมควรให้มี การตรวจสารพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๒๘/๑ วรรคหนึ่ง และวรรคสอง แล้วผู้คัดค้านไม่ยินยอมหรือไม่ให้ความร่วมมือต่อการตรวจพิสูจน์อันจะให้สันนิษฐานไว้ ก่อนว่าข้อเท็จจริงเป็นไปตามที่ผู้ร้องกล่าวอ้าง ส่วนผู้คัดค้านได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐาน ของกฎหมายว่าเป็นบุตรของผู้ตายเนื่องจากมีหลักฐานสูติบัตรและสําเนาทะเบียนบ้านซึ่งเป็น เอกสารมหาชนระบุว่า ผู้คัดค้านเป็นบุตรของผู้ตาย ประกอบกับพฤติการณ์ของผู้ตายที่อุปการะ เลี้ยงดูกับให้การศึกษาเล่าเรียนแก่ผู้คัดค้านรวมถึงแสดงออกต่อบุคคลทั่วไปว่าผู้คัดค้านเป็นบุตร ของผู้ตายฟังได้ว่า ผู้คัดค้านเป็นบุตรนอกกฎหมายที่บิดารับรองแล้ว จึงเป็นผู้สืบสันดานเหมือน กับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นทายาทโดยธรรมที่มีสิทธิรับมรดกของผู้ตาย ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๒๗, ๑๖๒๙ (๑) และเป็นผู้มีส่วนได้เสียในอันที่จะร้องขอต่อศาลให้ตั้งผู้จัดการมรดกได้ ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๑๓ ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 77,6,,"ศาลชั้นต้นเป็นศาลจังหวัด การมีคําสั่งยกคําร้องขอกําหนดโทษใหม่ของจําเลย โดยผู้พิพากษาคนเดียวเป็นผู้พิจารณาพิพากษาคดี ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๓๗๔/๒๕๖๖ ศาลชั้นต้นเป็นศาลจังหวัด การพิจารณาพิพากษาคดีของศาลชั้นต้นต้องมีผู้พิพากษา อย่างน้อยสองคนจึงเป็นองค์คณะที่มีอํานาจพิจารณาพิพากษาคดีตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๒๖ การที่ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีและมีคําสั่งยกคําร้องขอให้กําหนดโทษใหม่ของจําเลย โดยผู้พิพากษาคนเดียวเป็นผู้พิจารณานั้น เป็นการไม่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๒๔ (๒) และมาตรา ๒๖ เนื่องจากการพิจารณาพิพากษาคดีดังกล่าวมีลักษณะเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทแห่งคดีซึ่งไม่อยู่ในอํานาจของผู้พิพากษาคนเดียวที่จะออกคําสั่งได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๒๕ จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องและมีผลให้ ศาลอุทธรณ์ไม่มีอํานาจพิจารณาพิพากษาคดี ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับ ความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอํานาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕ และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๓ อย่างไรก็ตามคดีนี้เป็นชั้นขอให้กําหนดโทษใหม่ เนื่องจากกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทําความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทําความผิดโดยจ่าเลยกําลังรับโทษอยู่ แม้คําพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ไม่ชอบด้วยกฎหมายเมื่อคดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกาแล้วถือว่า สํานวนความตามคําร้องของจําเลยปรากฏแก่ศาลฎีกาตาม ป.อ. มาตรา ๓ (๑) ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าโทษที่กําหนดตามคําพิพากษาหนักกว่าโทษที่กําหนดตามกฎหมายที่บัญญัติใน ภายหลังหรือไม่โดยไม่จําต้องย้อนสํานวนไปให้ศาลชั้นต้นมีคําสั่งคําร้องขอให้กําหนดโทษใหม่โดยให้ผู้พิพากษาครบองค์คณะและศาลอุทธรณ์มีคําพิพากษาใหม่อีก ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 77,7,,"จําเลยยื่นคําร้องขอให้ศาลชั้นต้นยกเลิกคําสั่งให้ใช้วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาในกรณีมีเหตุฉุกเฉินอีกอันเป็นเหตุเดียวกับคําร้องฉบับก่อนที่ศาลได้วินิจฉัยชี้ขาดให้ยกคําร้องไปแล้ว เป็นการต้องห้ามตามกฎหมายหรือไม่ โจทก์ฟ้องขอให้ห้ามจําเลยทําลายต้นปาล์มน้ํามันในที่ดินของโจทก์ จําเลยให้การต่อสู้ คดีเพียงว่าที่ดินพิพาทเป็นของรัฐ จําเลยกระทําในฐานะเจ้าหน้าที่รัฐ ไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ จําเลยจะมีคําขอให้โจทก์นําเงินหรือทรัพย์สินที่ได้จากการเก็บเกี่ยวผลผลิตปาล์มน้ำมันมาวาง ต่อศาลหรือสํานักงานบังคับคดี ได้หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๐๓๖/๒๕๖๖ จําเลยยื่นคําร้องขอให้ศาลชั้นต้นยกเลิกคําสั่งให้ใช้วิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อน พิพากษาในกรณีมีเหตุฉุกเฉินมาครั้งหนึ่งแล้วเมื่อวันที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๖๒ ศาลชั้นต้น มีคําสั่งให้ยกคําร้อง โดยวินิจฉัยว่ากรณียังไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนหรือเปลี่ยนแปลงคําสั่งคุ้มครอง ชั่วคราว จําเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษายืน การที่จําเลยกลับมายื่นคําร้องขอ ให้ศาลชั้นต้นยกเลิกคําสั่งให้ใช้วิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาในกรณีมีเหตุฉุกเฉินอีกอ้างว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ โจทก์ได้รับอนุญาตจากกรมป่าไม้ให้เข้าทํา ประโยชน์ในที่ดินพิพาทมีกําหนดระยะเวลา ๓๐ ปี หลังจากครบกําหนดแล้วโจทก์ยังไม่ได้รับ อนุญาตจากกรมป่าไม้ให้เข้าทําประโยชน์อีก การที่โจทก์ยังคงทําประโยชน์ในที่ดินพิพาทต่อมา เป็นการกระทําโดยมิชอบ จึงยังไม่สมควรนําวิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษามาใช้บังคับอันเป็นเหตุเดียวกับคําร้องฉบับก่อนที่ศาลได้วินิจฉัยชี้ขาดคดีไปแล้ว คําร้องของจําเลยฉบับนี้จึงเป็นการดําเนินกระบวนพิจารณาซ้ํา ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความแพ่ง มาตรา ๑๔๔ วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ของประชาชน ศาลฎีกามีอํานาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามมาตรา ๑๔๒ (๕) ส่วนที่จําเลยมีค่าขอให้โจทก์นําเงินหรือทรัพย์สินที่ได้จากการเก็บเกี่ยวผลผลิตปาล์ม น้ํามันและจากการขายผลผลิตปาล์มน้ํามันในที่ดินพิพาทมาวางต่อศาลหรือสํานักงานบังคับคดี จังหวัดกระบี่ตามจํานวนที่แท้จริงนับแต่วันฟ้องจนถึงวันฟังคําพิพากษานั้น เมื่อจําเลยให้การต่อสู้ว่าที่ดินพิพาทเป็นของรัฐ จําเลยกระทําการในฐานะเจ้าหน้าที่รัฐไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง โดยจำเลยมิได้ฟ้องแย้งขอให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายใด ๆ มาด้วย คดีจึงไม่มี ประเด็นที่พิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือประโยชน์ที่เก็บเกี่ยวได้จากที่ดินพิพาทซึ่งจําเลยอ้างว่าเป็นของรัฐ การที่จําเลยมีคําขอให้โจทก์นําเงินหรือทรัพย์สินที่ได้จากการเก็บเกี่ยวผลผลิตปาล์มน้ํามันและจากการขายผลผลิตปาล์มน้ํามันในที่ดินพิพาทมาวางต่อศาลหรือ สํานักงานบังคับคดีจังหวัดกระบี่ตามจํานวนที่แท้จริงนับแต่วันฟ้องจนถึงวันฟังคําพิพากษาจึงมิใช่เป็นการขอคุ้มครองประโยชน์ของจําเลยเพื่อให้ทรัพย์สิน สิทธิหรือประโยชน์อย่างหนึ่งอย่างใดที่พิพาทกันในคดีได้รับการคุ้มครองในระหว่างการพิจารณาหรือเพื่อบังคับตามคําพิพากษา ตามมาตรา ๒๖๔ ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 77,7,,"คําสั่งของศาลชั้นต้นดังต่อไปนี้ (ก) ให้เพิกถอนคําสั่งอนุญาตให้ถอนฟ้อง และจําหน่ายคดีเสียจากสารบบความ และมีคําสั่งใหม่ให้ดําเนินกระบวนพิจารณาต่อไป (ข) ให้ยกคําร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ (ค) ในวันนัดพร้อมเพื่อคุ้มครองสิทธิฯ จําเลยไม่มาศาล ให้ออกหมายจับจําเลยและปรับผู้ประกันเต็มตามสัญญาประกันเป็นคําสั่งระหว่างพิจารณา หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ (ก) คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๔๘๓/๒๕๖๖ คําสั่งศาลชั้นต้นที่ให้เพิกถอนกระบวนพิจารณานับแต่โจทก์ถอนฟ้องและเพิกถอน คําสั่งจําหน่ายคดีที่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องเป็นคําสั่งภายหลังที่ศาลชั้นต้นมีคําสั่งจําหน่าย คดีแล้ว ไม่ใช่คําสั่งระหว่างพิจารณา อุทธรณ์ของจําเลยไม่ต้องห้าม และคําสั่งศาลอุทธรณ์ ที่ยกคําร้องอุทธรณ์คําสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ของจําเลยไม่เป็นที่สุดตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๖ และ ๑๙๘ ทวิ ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวง และวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. ๒๔๙๙ มาตรา ๔ (ข) คําพิพากษาฎีกาที่ ๑๕๐/๒๕๖๖ คําสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ยกคําร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของผู้ร้องมีผลทําให้คําร้อง ของผู้ร้องเสร็จสํานวนไปจากศาล ไม่ใช่คําสั่งระหว่างพิจารณา ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์คําสั่งนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๖ ผู้ร้องชอบที่จะอุทธรณ์คําสั่ง ศาลชั้นต้นได้ทันที แต่ต้องอุทธรณ์ภายในกําหนดหนึ่งเดือนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๘ มิฉะนั้นคดีของผู้ร้องในส่วนของคําขอเข้าร่วมเป็นโจทก์เป็นอันยุติตามคําสั่งของศาลชั้นต้น (ค) คําพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๙๕/๒๕๖๖ในวันนัดพร้อมเพื่อคุ้มครองสิทธิ สอบคําให้การ ตรวจพยานหลักฐานและไกล่เกลี่ย ศาลชั้นต้นเห็นว่า กรณีมีเหตุอันควรเชื่อว่าจําเลยจงใจหลีกเลี่ยงไม่มาศาล ให้ออกหมายจับจําเลยและปรับผู้ประกันเต็มตามสัญญาประกัน คําสั่งของศาลชั้นต้นเป็นคําสั่งที่ไม่ทําให้ ประเด็นแห่งคดีเสร็จไป จึงเป็นคําสั่งระหว่างพิจารณา จําเลยอุทธรณ์คําสั่งระหว่างพิจารณา ของศาลชั้นต้น โดยไม่ได้มีอุทธรณ์คําพิพากษาของศาลชั้นต้นด้วย จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๖ ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้ง ศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. ๒๔๙๙ มาตรา ๔ ",วิ.อาญา,,,,,,, 77,7,,"โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจําเลยฐานพยายามฆ่าผู้อื่นและฐานมีอาวุธปืน มิได้ บรรยายฟ้องฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๗๖ ด้วย ศาลจะพิพากษาลงโทษจําเลยในมาตราดังกล่าว ได้หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๔๖๑/๒๕๖๕ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจําเลยฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ฐานมีอาวุธปืน และเครื่องกระสุนปืน และฐานพาอาวุธปืนตาม ป.อ. มาตรา ๘๐, ๒๘๘, ๓๗๑ และ พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๗, ๘ ทวิ, ๗๒, ๗๒ ทวิ โดยโจทก์มิได้บรรยายฟ้องขอให้ลงโทษจําเลยฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชนตาม ป.อ. มาตรา ๓๗๖ ด้วย จึงถือไม่ได้ว่า โจทก์ประสงค์ที่จะให้ลงโทษจําเลยตามบทมาตราดังกล่าว ทั้งการกระทําความผิดตามมาตรา ๓๗๖ ก็มิใช่การกระทําซึ่งรวมอยู่ในความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง อันศาลจะลงโทษจําเลยใน การกระทําผิดตามที่พิจารณาได้ความได้ดังที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคท้าย การที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ ปรับบทลงโทษจําเลยตาม ป.อ. มาตรา ๓๗๖ เป็นการพิพากษา เกินคําขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคแรก อันเป็นการ ไม่ชอบ ",วิ.อาญา,,,,,,, 77,7,,"คดีที่มิใช่ความผิดต่อส่วนตัว การถอนคําร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงาน อัยการในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๐๖๖/๒๕๖๕ ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ร่วมยื่นคําร้องขอถอนคําร้องทุกข์ คําร้องขอ เข้าร่วมเป็นโจทก์ ฎีกา และคําแก้ฎีกา จําเลยไม่คัดค้าน แต่คดีนี้มิใช่ความผิดต่อส่วนตัว การถอนคําร้องทุกข์ไม่ทําให้สิทธินําคดีอาญามาฟ้องระงับไป โจทก์จึงยังคงมีอํานาจดําเนินคดีแก่จําเลย และการถอนคําร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์มีผลเท่ากับเป็นการขอถอนฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๓๕ ซึ่งโจทก์ร่วมจะขอถอนฟ้องได้ต่อเมื่อก่อนศาลชั้นต้นพิพากษา อีกทั้งศาลฎีกา ทําคําพิพากษาเสร็จแล้ว จึงไม่สมควรอนุญาตให้ถอนฎีกา และคําแก้ฎีกา จึงยกคําร้องของ โจทก์ร่วมในส่วนขอถอนคําร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ฎีกา และคําแก้ฎีกา ",วิ.อาญา,,,,,,, 77,8,,ค่าขึ้นศาลในส่วนฟ้องแย้งที่ศาลชั้นต้นมีคําสั่งให้คืนแก่จําเลย เป็นทรัพย์สิน หรือสิทธิเรียกร้องที่ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี หรือไม่ ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๑๒๐/๒๕๖๕ ศาลชั้นต้นมีคําพิพากษาถึงที่สุดให้จําเลยชําระเงิน ๔,๕๑๒,๓๑๔.๗๘ บาท พร้อมดอกเบี้ย อัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๙๒๐,๐๐๐ บาท นับแต่วันที่ ๕ ตุลาคม ๒๕๖๐ ของต้นเงิน ๑๒๐,๐๐๐ บาท นับแต่วันที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๖๐ ของต้นเงิน ๑,๒๐๐,๐๐๐ บาท นับแต่วันที่ ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๐ และของต้นเงิน ๒,๐๐๔,๔๘๒.๗๗ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชําระเสร็จแก่โจทก์ และมีคําสั่งไม่รับฟ้องแย้งของจําเลย คืนค่าขึ้นศาลในส่วนฟ้องแย้ง ให้จําเลยทั้งหมด แต่จําเลยไม่ชําระหนี้ตามคําพิพากษา โจทก์ขอหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือฉบับลงวันที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๖๓ ขออายัดสิทธิเรียกร้อง เงินค่าขึ้นศาลในส่วนฟ้องแย้ง ๕๑๘,๘๖๖ บาท ที่สั่งคืนแก่จําเลยและขอให้ส่งเงินไปยังเจ้าพนักงาน บังคับคดีเพื่อบังคับชําระหนี้ตามคําพิพากษา คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจําเลยว่า โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ตามคําพิพากษามีสิทธิ ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดเงินดังกล่าวมาชําระหนี้ตามคําพิพากษาได้หรือไม่ เห็นว่า ศาลชั้นต้นมีคําพิพากษาถึงที่สุดให้จําเลยชําระเงิน ๔,๕๑๒,๓๑๔.๗๘ บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ และมีคําสั่งไม่รับฟ้องแย้งของจําเลยคืนค่าขึ้นศาลในส่วนฟ้องแย้งให้จําเลย ทั้งหมด ดังนี้ จําเลยจึงมีสิทธิเรียกร้องต่อศาลชั้นต้นให้คืนเงินค่าขึ้นศาลในส่วนฟ้องแย้ง จํานวน ๕๑๘,๘๖๖ บาท ที่ศาลชั้นต้นมีคําสั่งคืนให้แก่จําเลยได้ เมื่อปรากฏว่าคดีนี้จําเลย ไม่ชําระหนี้ตามคําพิพากษาศาลชั้นต้นให้แก่โจทก์ และเงินค่าขึ้นศาลในส่วนฟ้องแย้งดังกล่าวมิใช่ทรัพย์สินหรือสิทธิเรียกร้องที่ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๓๐๑ และ ๓๐๒ ดังนั้น โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ตามคําพิพากษา จึงมีสิทธิขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดเงินดังกล่าวมาชําระหนี้ตามคําพิพากษาศาลชั้นต้นให้แก่โจทก์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๓๑๖ ที่ศาลอุทธรณ์มีคําสั่งให้ อายัดเงินค่าขึ้นศาลในส่วนฟ้องแย้งจํานวน ๕๑๘,๘๖๖ บาท ที่ศาลชั้นต้นสั่งคืนแก่จําเลย โดยให้ ศาลชั้นต้นส่งเงินดังกล่าวไปยังเจ้าพนักงานบังคับคดีนั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 77,8,,จําเลยมิได้ยื่นคําให้การภายในกําหนดเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จําเลยขยายระยะเวลายื่นคําให้การครั้งแรก ในวันนัดพิจารณาต่อมา ทนายจําเลยยื่นคําร้องขอขยาย ระยะเวลายื่นคําให้การเป็นครั้งที่ ๒ ศาลชั้นต้นมีคําสั่งไม่อนุญาต ก่อนที่จะถึงวันนัดพิจารณานัด ต่อมา จําเลยจะยื่นคําร้องขออนุญาตยื่นคําให้การอ้างว่ามิได้จงใจหรือมีเหตุอันสมควร ได้หรือไม่ ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๕๕๐/๒๕๖๕ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๙๙ วรรคหนึ่ง ซึ่งนํามาใช้บังคับ โดยอนุโลมโดยพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๗ บัญญัติว่า “ถ้าจําเลย ที่ขาดนัดยื่นคําให้การมาศาลก่อนศาลวินิจฉัยชี้ขาดคดีและแจ้งต่อศาลในโอกาสแรกว่าตนประสงค์จะต่อสู้คดี เมื่อศาลเห็นว่าการขาดนัดยื่นคําให้การนั้น มิได้เป็นไปโดยจงใจหรือมีเหตุอันสมควร ให้ศาลมีคําสั่งอนุญาตให้จําเลยยื่นคําให้การภายในกําหนดเวลาตามที่ศาลเห็นสมควรและดําเนิน กระบวนพิจารณาใหม่ตั้งแต่เวลาที่จําเลยขาดนัดยื่นคําให้การ” บทบัญญัติดังกล่าวกําหนดให้จําเลย มีหน้าที่แจ้งต่อศาลในโอกาสแรกถึงความประสงค์ว่าตนประสงค์จะต่อสู้คดี ได้ความว่าจําเลย มิได้ยื่นคําให้การภายในกําหนดเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จําเลยขยายระยะเวลายื่นคําให้การครั้งแรกถึงวันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๖๒ จึงถือว่าจําเลยขาดนัดยื่นคําให้การตามพระราชบัญญัติ วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๒๖ วรรคสอง ครั้นในวันนัดพิจารณาต่อมาวันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๖๒ ทนายจําเลยมาศาลด้วยตนเองและยื่นคําร้องขอขยายระยะเวลายื่นคําให้การ เป็นครั้งที่ ๒ และทราบคําสั่งศาลชั้นต้นในขณะนั้นว่า ศาลชั้นต้นมีคําสั่งไม่อนุญาตให้จําเลยขยาย ระยะเวลายื่นคําให้การตามคําร้องของทนายจําเลย ทนายจําเลยจึงทราบในขณะนั้นว่าจําเลย ขาดนัดยื่นคําให้การ ทนายจําเลยกลับมิได้แจ้งต่อศาลชั้นต้นเสียในขณะนั้นว่าจําเลยประสงค์จะต่อสู้คดีหรือโดยการยื่นคําร้องขออนุญาตยื่นคําให้การ แม้ในวันนัดพิจารณานัดดังกล่าว ศาลชั้นต้นเพียงแต่ออกนั่งพิจารณาจดรายงานกระบวนพิจารณาโดยไม่มีการสืบพยานโจทก์อันเป็น การดําเนินกระบวนพิจารณาในระยะเวลาอันสั้นอาจทําให้ทนายจําเลยไม่มีเวลาเพียงพอที่จะแจ้ง ต่อศาลถึงความประสงค์จะต่อสู้คดีจําเลยก็ควรยื่นคําร้องขออนุญาตยื่นคําให้การหลังจากนั้นทันที แต่ปรากฏว่าจําเลยเพิ่งยื่นคําร้องขออนุญาตยื่นคําให้การวันที่ ๒ มีนาคม ๒๕๖๓ ก่อนที่ จะถึงวันนัดพิจารณาต่อมาล่วงเลยวันนัดพิจารณานัดก่อนเป็นเวลาเกือบ ๓ เดือน แสดงถึง ความไม่ใส่ใจดําเนินคดีของจําเลย จึงถือไม่ได้ว่าจําเลยได้แจ้งในโอกาสแรกว่าประสงค์จะ ต่อสู้คดี คําร้องขออนุญาตยื่นคําให้การของจําเลยจึงไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ของบทบัญญัติกฎหมาย ดังกล่าว ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยอํานาจในการขออนุญาตยื่นคําให้การ ของจําเลยซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้โจทก์ มิได้ยื่นคําแก้ฎีกาตั้งเป็นประเด็นในชั้นฎีกาศาลฎีกาก็มีอํานาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒ (๕) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๗ โดยไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่าการขาดนัดยื่นคำให้การของจำเลยมิได้เป็นไปโดยจงใจหรือมีเหตุอันมควรที่จะอนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การหรือไม่อีกต่อไป,วิ.แพ่ง,,,,,,, 77,8,,ฎีกาไม่ระบุข้อเท็จจริงโดยย่อที่ยกขึ้นอ้างอิง แต่ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาและ ลงชื่อในคําพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาไว้ชอบหรือไม่ ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๐๐๑/๒๕๖๕ จําเลยฎีกาโดยคัดลอกข้อความมาจากอุทธรณ์ของจําเลยแบบคําต่อคําโดยเนื้อหาในฎีกา ยังคงเป็นการโต้แย้งคําพิพากษาศาลชั้นต้นอยู่เช่นเดิม คงมีการแก้ไขเฉพาะในตอนท้ายของฎีกา ขอให้ศาลฎีกากลับคําพิพากษาศาลอุทธรณ์ ฎีกาของจําเลยจึงเป็นการโต้แย้งเฉพาะคําพิพากษาศาลชั้นต้น มิได้โต้แย้งคัดค้านคําพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่าพิพากษาไม่ชอบหรือไม่ถูกต้องอย่างไรหรือไม่เห็นด้วยกับคําพิพากษาศาลอุทธรณ์เพราะเหตุใด ทั้งเหตุผลในการวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์นั้น ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยปัญหาเดียวกันนี้โดยละเอียดและมีเหตุผลแห่งคําวินิจฉัยเพิ่มเติมมากขึ้นและ มีส่วนที่แตกต่างไปจากที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย ฎีกาของจําเลยจึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา ๒๑๖ ประกอบมาตรา ๑๙๓ วรรคสองและมาตรา ๒๒๕ จึงไม่อาจใช้ดุลพินิจอนุญาตให้ฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๑ ได้ แม้ผู้พิพากษาซึ่งนั่งพิจารณาและลงชื่อในคําพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จําเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงและสั่งรับฎีกาของจําเลยไว้ ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัยให้,วิ.แพ่ง,,,,,,, 77,8,,"สัญญาขายฝากที่ดินระบุว่าผู้ขายฝากได้รับชําระเงินครบถ้วนแล้วโดยผู้ซื้อ ชําระเป็นแคชเชียร์เช็คจํานวน ๔๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท ส่วนที่เหลือชําระเป็นเงินสด ผู้ขายจะนําสืบว่า ได้รับเงินค่าขายฝากเพียง ๔๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท ตามแคชเชียร์เช็คเท่านั้น ส่วนที่เหลือเป็นเงินสด ยังไม่ได้รับเพราะถูกหลอกลวงว่าส่วนที่เหลือจะจ่ายให้ในภายหลัง ได้หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๓๕๓/๒๕๖๕ สัญญาขายฝากเป็นสัญญาต่างตอบแทน และการทําสัญญาขายฝากที่ดินอันเป็น อสังหาริมทรัพย์นั้น เป็นนิติกรรมที่ต้องทําเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๔๕๖ ประกอบมาตรา ๔๙๑ กรณีจึงเป็นนิติกรรมที่กฎหมายบังคับให้ต้องมี พยานเอกสารมาแสดง การรับฟังพยานหลักฐานจึงต้องอยู่ภายใต้บังคับของ ป.วิ.พ. มาตรา ๙๔ วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานบุคคลในกรณีขอสืบพยานบุคคลแทนพยานเอกสาร เมื่อไม่สามารถนําเอกสารมาแสดงหรือขอสืบพยานบุคคลประกอบข้ออ้างว่ายังมีข้อความเพิ่มเติม ตัดทอนหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารนั้น หนังสือสัญญาขายฝากที่ดินพิพาทข้อ ๑ ระบุราคาขายฝากเป็นเงิน ๘๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท ระบุสินไถ่ไว้เป็นเงิน ๘๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท ไม่สูงกว่าราคาขายฝากและข้อ ๔ ระบุว่า ผู้ชาย ฝากได้รับชําระเงินครบถ้วนแล้วโดยมีข้อความประทับไว้ที่ด้านซ้ายของช่องลงลายมือชื่อผู้ทํา ข้อ ๓ นิติกรรมและพยานด้วยว่าผู้ซื้อชําระเป็นแคชเชียร์เช็คธนาคาร ก. จํานวน ๔๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท ส่วนที่เหลือชําระเป็นเงินสด ดังนั้น การที่โจทก์จะขอสืบพยานบุคคลว่า โจทก์ได้รับเงินค่าขายฝาก เพียง ๔๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท ตามแคชเชียร์เช็คเท่านั้น ส่วนที่เหลือเป็นเงินสดโจทก์ยังไม่ได้รับเพราะ โจทก์ถูก ภ. บุตรของจําเลยร่วมกับจําเลยหลอกลวงว่าส่วนที่เหลือจะจ่ายในภายหลังนั้น จึงไม่ใช่ การน่าสืบว่าสัญญาหรือหนี้อย่างอื่นที่ระบุในสัญญาขายฝากไม่สมบูรณ์ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๙๔ วรรคท้าย และมิใช่กรณีสินไถ่หรือราคาขายฝากที่กําหนดไว้สูงกว่าราคาขายฝากที่แท้จริง ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๔๙๙ วรรคสอง แต่เป็นการขอสืบพยานบุคคลประกอบข้ออ้างของโจทก์เพื่อ เปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในสัญญาขายฝากที่ระบุว่าโจทก์ได้รับชําระเงินค่าขายฝากครบถ้วนแล้ว เป็นว่าโจทก์รับชําระค่าขายฝากไม่ครบถ้วน จึงต้องห้าม ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๙๔ วรรคหนึ่ง (ข) สัญญาขายฝาก คู่สัญญากําหนดสินได้ไว้เป็นเงิน ๘๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท แต่โจทก์ขอไถ่ถอน การขายฝากในราคา ๔๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท จึงเป็นการขอปฏิบัติการชําระหนี้ไม่ถูกต้องตามมูลหนี้ ในสัญญาขายฝาก จําเลยย่อมมีสิทธิบอกปัดไม่รับเงินสินไถ่ดังกล่าวได้ โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องบังคับ จําเลยให้ไปดําเนินการไถ่ถอนการขายฝากที่ดินพิพาทเป็นเงิน ๔๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท",วิ.อาญา,,,,,,, 77,9,,จําเลยยื่นคําร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ ศาลชั้นต้นตรวจคําร้องแล้วมีคําสั่ง ยกคําร้อง จําเลยอุทธรณ์คําสั่ง โดยขอให้ศาลอุทธรณ์กลับคําสั่งศาลชั้นต้นรับคําร้องขอให้ พิจารณาคดีใหม่ของจําเลยไว้พิจารณาต่อไป ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของจําเลย เนื่องจากจําเลยไม่ได้นําเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคําพิพากษาศาลชั้นต้น มาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ ดังนี้ คําพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นที่สุด หรือไม่ และที่ศาลอุทธรณ์ พิพากษายกอุทธรณ์ของจําเลย ชอบหรือไม่ ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๐๖/๒๕๖๖ จําเลยยื่นคําร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่โดยอ้างว่าไม่จงใจขาดนัดยื่นคําให้การ ศาลชั้นต้น ตรวจคำร้องแล้วเห็นว่า คําร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจ๋าเลยไม่ได้แสดงถึงพฤติการณ์ นอกเหนือไม่อาจบังคับได้อันทําให้จําเลยไม่สามารถยื่นคําขอภายในระยะเวลาสิบห้าวันนับจาก วันที่ได้ส่งคําบังคับตามคําพิพากษาให้แก่จําเลย จึงมีคําสั่งยกคําร้อง จําเลยอุทธรณ์คําสั่ง ดังกล่าวโดยขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ กลับคําสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นรับคําร้องขอให้ พิจารณาคดีใหม่ของจําเลยไว้พิจารณาต่อไป ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ พิพากษายกอุทธรณ์ ของจําเลยเนื่องจากจําเลยไม่ได้นําเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคํา พิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ อันเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ ยังไม่ได้ พิจารณาคําขอให้พิจารณาคดีใหม่ตามอุทธรณ์ของจําเลย ตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๙๙ เบญจ คําพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๕ ที่ยกอุทธรณ์ ของจําเลยจึงไม่เป็นที่สุด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๙๙ เบญจ วรรคสี่ จําเลยสามารถฎีกาคําพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๕ ในปัญหาว่า จําเลยต้องนําเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคําพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์หรือไม่ ได้ ที่ศาลฎีกาอนุญาตให้จําเลยฎีกาในปัญหานี้มานั้นชอบแล้ว ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจําเลยมีว่า จําเลยจะต้องนําเงินค่าธรรมเนียมซึ่ง จะต้องใช้แก่โจทก์ตามคําพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า ประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๙ บัญญัติว่า การอุทธรณ์นั้นให้ทําเป็นหนังสือ ยื่นต่อศาลชั้นต้นซึ่งมีคําพิพากษาหรือคําสั่งภายในกําหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ได้อ่าน คําพิพากษาหรือคําสั่งนั้น และผู้อุทธรณ์ต้องนําเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีก ฝ่ายหนึ่งตามคําพิพากษาหรือคําสั่งมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์นั้นด้วย.. บทบัญญัติดังกล่าว ใช้บังคับเฉพาะกรณีอุทธรณ์คําพิพากษาหรือคําสั่งชี้ขาดตัดสินคดีของศาลชั้นต้นตลอดจน การอุทธรณ์คําสั่งอื่น ๆ ของศาลชั้นต้นที่มีผลกระทบต่อคําพิพากษาหรือคําสั่งชี้ขาด ตัดสินคดีของศาลชั้นต้นเท่านั้น คดีนี้ปรากฏว่าหลังจากศาลชั้นต้นมีคําพิพากษาให้จําเลย ชําระเงินแก่โจทก์แล้ว จําเลยยื่นคําร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ ศาลชั้นต้นตรวจคําร้องแล้ว เห็นว่าคําร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจําเลยไม่ได้แสดงถึงพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้ อันทําให้จําเลยไม่สามารถยื่นคําขอภายในระยะเวลาสิบห้าวันนับจากวันที่ได้ส่งคําบังคับ ตามคําพิพากษาให้แก่จําเลย จึงมีคําสั่งยกคําร้อง จําเลยอุทธรณ์คําสั่งดังกล่าวโดยขอให้ ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ กลับคําสั่งศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นรับคําร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจําเลย ไว้พิจารณาต่อไป ซึ่งหากศาลอุทธรณ์ภาค ๕ พิจารณาเห็นชอบด้วยตามข้ออุทธรณ์ของจําเลย ดังกล่าว ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ ก็จะพิพากษายกคําสั่งศาลชั้นต้นและให้ศาลชั้นต้นรับคําร้องขอ ให้พิจารณาคดีใหม่ของจําเลยไว้พิจารณาไต่สวนพยานของจําเลยแล้วมีคําสั่งต่อไปตามรูปคดี ว่าจะอนุญาตให้จําเลยพิจารณาคดีใหม่หรือไม่ การอุทธรณ์คําสั่งของจําเลยในชั้นนี้ไม่มีผล โดยตรงต่อคําพิพากษาศาลชั้นต้นให้สิ้นผลบังคับแต่อย่างใด จําเลยจึงไม่ต้องนําเงิน ค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคําพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๙ ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 77,9,,คดีความผิดต่อส่วนตัว ผู้ปกครองผู้เยาว์ถอนคําร้องทุกข์ หรือยอมความ โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้อํานวยการสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน สิทธินําคดีอาญามาฟ้องระงับสิ้นไปหรือไม่ ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๙๐๓/ ๒๕๖๕ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจําเลยตาม ป.อ. มาตรา ๓๕๓ และมาตรา ๓๕๔ ซึ่งมาตรา ๓๕๖ ได้บัญญัติว่าเป็นความผิดอันยอมความได้ อีกทั้งการถอนคําร้องทุกข์เป็นสิทธิซึ่ง ป.วิ.อ. มาตรา ๑๒๖ วรรคหนึ่ง บัญญัติให้สิทธิแก่ผู้ร้องทุกข์ที่จะถอนคําร้องทุกข์เสียเมื่อใดก็ได้ แต่การถอนคําร้องทุกข์อันจะเป็นเหตุให้สิทธินําคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๓๙ (๒) นั้นต้องเป็นการถอนคําร้องทุกข์โดยชอบด้วยกฎหมาย สิทธิถอนคําร้องทุกข์ในความผิดฐานยักยอกถือเป็นสิทธิเกี่ยวกับทรัพย์สิน การที่ศาลเยาวชนและครอบครัวมีคําสั่งตั้ง น. เป็นผู้ปกครองของผู้เสียหายทั้งสาม และให้ตั้งผู้อํานวยการ สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนเป็นผู้กํากับการปกครองในส่วนที่เกี่ยวกับทรัพย์สิน ของผู้เสียหายทั้งสาม แต่ น. กลับเข้าทําบันทึกข้อตกลงซึ่งมีข้อความว่า ผู้ปกครองผู้เสียหาย ทั้งสามถอนคําร้องทุกข์คดีนี้ อันเป็นการทํานิติกรรมเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้เสียหายทั้งสามซึ่งเป็นผู้เยาว์ โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้อํานวยการสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน จึงเป็นการไม่ชอบ การแสดงเจตนาตามบันทึกข้อตกลงดังกล่าวจึงถือไม่ได้ว่าเป็นการแสดง เจตนาถอนคําร้องทุกข์โดยถูกต้องตามกฎหมาย นอกจากนี้การที่ น. ทําบันทึกข้อตกลง ดังกล่าวอันมีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความโดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาลเยาวชน และครอบครัว จึงเป็นการไม่ชอบด้วย ป.พ.พ. มาตรา ๑๕๗๔ (๑๒) ถือไม่ได้ว่าเป็นการ ยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมาย สิทธินําคดีอาญามาฟ้องของโจทก์จึงไม่ระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๓๙ (๒) ", วิ.อาญา,,,,,,, 77,9,,ผู้พิพากษาคนเดียวมีอํานาจออกหมายจับหรือยกคําร้องขอออกหมายจับหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ คําพิพากษาฎีกาที่ ๒๖๕๙/๒๕๖๕ หมายจับเป็นหมายอาญาตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาบัญญัติไว้ ในภาค ๑ ลักษณะ ๔ หมวด ๒ เมื่อตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๒๔ บัญญัติ ให้ผู้พิพากษาคนหนึ่งมีอํานาจดังต่อไปนี้ (๑) ออกหมายเรียก หมายอาญา.. ดังนั้นผู้พิพากษา คนเดียวจึงมีอํานาจในการออกหมายอาญาประเภทหมายจับได้ รวมทั้งให้หมายความถึง มีอํานาจพิจารณาการยกคําร้องขอออกหมายจับโดยพิจารณาว่าคดีอาญาตามที่ขอออกหมายจับนั้นขาดอายุความหรือไม่ ทั้งนี้ ในการออกหมายจับนั้นต้องพิจารณาประกอบตามประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๖๘ ซึ่งบัญญัติว่า หมายจับคงใช้ได้อยู่จนกว่า จะจับได้ เว้นแต่ความผิดอาญาตามหมายนั้นขาดอายุความหรือศาลซึ่งออกหมายนั้นได้ถอน หมายคืนอันเป็นการแสดงให้เห็นว่าในการออกหมายจับนั้น ผู้พิพากษาคนเดียวที่จะพิจารณา ออกหมายจับมีอํานาจที่จะพิจารณาว่า คดีที่จะออกหมายจับนั้นขาดอายุความแล้วหรือไม่ด้วย การสั่งยกคําร้องขอออกหมายจับของศาลชั้นต้น จึงไม่เป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ",วิ.อาญา,,,,,,, 77,9,,คดีความผิดต่อส่วนตัว ศาลมีคําพิพากษา คดีถึงที่สุดแล้ว ผู้เสียหายจะถอนคําร้องทุกข์ได้หรือไม่ ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๗ วรรคสอง บัญญัติว่า “คําพิพากษาหรือคําสั่งใด ซึ่งอาจอุทธรณ์ฎีกา หรือมีคําขอให้พิจารณาใหม่ได้นั้นถ้ามิได้อุทธรณ์ ฎีกาหรือร้องขอให้พิจารณาใหม่ภายในเวลาที่กําหนดไว้ ให้ถือว่าเป็นที่สุดตั้งแต่ระยะเวลาเช่นว่านั้นได้สิ้นสุดลง..” เมื่อคดีนี้ศาลชั้นต้นอ่านคําพิพากษาลับหลังจําเลยเมื่อวันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๖๐ จําเลยจึงมีสิทธิอุทธรณ์ภายในวันที่ ๒๗ เมษายน ๒๕๖๐ แต่จําเลยไม่ได้ ยื่นอุทธรณ์ภายในกําหนดระยะเวลาดังกล่าวย่อมถือว่าคดีถึงที่สุดแล้ว ส่วนการที่ศาลชั้นต้น ยังไม่ได้ออกหมายจําคุกจําเลยตามคําพิพากษา ก็เป็นเพราะจําเลยหลบหนี ศาลชั้นต้นจึงออก หมายจับจําเลยเพื่อติดตามจับกุมตัวจําเลยมารับโทษตามคําพิพากษา อันเป็นขั้นตอนในการบังคับคดีตามคําพิพากษา กรณีหาทําให้คดีนี้ยังไม่ถึงที่สุดไม่ แม้ในตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาไม่มีบทบัญญัติมาตราใดที่บัญญัติระยะเวลาในการยื่นคําร้องขอถอนคําร้องทุกข์ของผู้เสียหายไว้ก็ตาม แต่มาตรา ๑๒๖ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “ผู้ร้องทุกข์..จะถอนคําร้องทุกข์เสียเมื่อใดก็ได้” ซึ่งผลของการถอนคําร้องทุกข์ ในคดีความผิดต่อส่วนตัวย่อมทําให้สิทธินําคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามมาตรา ๓๙ (๒) ศาลจึงต้องจําหน่ายคดีออกจากสารบบความ อันมีผลทําให้ไม่มีคดีค้างพิจารณาอยู่ในศาล ดังนี้ เมื่อคดีนี้ถึงที่สุดแล้ว กรณีย่อมไม่มีคดีที่ค้างพิจารณาอยู่ในศาล การขอถอนคําร้องทุกข์ ของผู้เสียหายภายหลังเมื่อคดีถึงที่สุดแล้วจึงไม่มีผลตามกฎหมาย ",วิ.อาญา,,,,,,, 77,10,,"การฟ้องคดีเพื่อขอให้บังคับตามสิทธิของโจทก์ที่เกิดจากผลของคําพิพากษาในคดีก่อน เป็นการดําเนินกระบวนพิจารณาซ้ำหรือไม่ คําให้การจําเลยที่นอกเหนือจากคําฟ้องและคําขอบังคับศาลจะพิพากษาบังคับไปถึง ได้หรือไม่","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๓๗/๒๕๖๗ คดีนี้กับคดีก่อนมีประเด็นข้อพิพาทอย่างเดียวกันว่าโจทก์หรือจําเลยที่ ๑ เป็นเจ้าของ กรรมสิทธิ์ที่ดินที่พิพาทและบ้านที่ปลูกอยู่บนที่ดิน ซึ่งคดีก่อนศาลฎีกามีคําพิพากษาถึงที่สุด ว่าที่ดินพิพาทและบ้านเป็นของโจทก์ ผลของคําพิพากษาศาลฎีกาย่อมผูกพันโจทก์และ จําเลยที่ ๑ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๕ วรรคหนึ่ง มิให้ โต้เถียงกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทในคดีนี้อีก แต่มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่าโจทก์มีอํานาจฟ้อง ขับไล่จําเลยที่ ๑ ออกจากที่ดินพิพาทและบ้านกับเรียกค่าเสียหายได้หรือไม่ เพียงใด การที่โจทก์นําคดีมาฟ้องอ้างว่าจําเลยที่ ๑ ทําละเมิดโดยมีคําขอให้บังคับจําเลยที่ ๑ ขนย้าย ทรัพย์สินและบริวารออกไปจากบ้านกับให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ เช่นนี้เป็นการฟ้องเพื่อ ขอให้บังคับตามสิทธิของโจทก์ที่เกิดจากผลของคําพิพากษาศาลฎีกาในคดีก่อน โจทก์ มีสิทธิฟ้องจําเลยที่ ๑ เป็นคดีนี้ได้ ไม่เป็นการดําเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ สภาพแห่งข้อหาและคําขอบังคับของโจทก์อ้างว่า โจทก์ไม่ยินยอมให้จําเลยที่ อาศัย อยู่ในบ้านของโจทก์ ขอให้ศาลบังคับจําเลยที่ ๑ ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากบ้าน จําเลยที่ ๑ ให้การว่า ที่ดินส่วนที่เป็นที่ตั้งของบ้านและบ้านเป็นกรรมสิทธิ์ของจําเลยที่ ๑ กับ ย. ที่ปลูกสร้างขึ้นเพื่ออยู่อาศัยไม่เคยขออนุญาตหรือได้รับความยินยอมจากโจทก์และ มารดาของโจทก์ แม้จําเลยที่ ๑ ให้การว่าจําเลยที่ ๑ และ ย. ได้ซ่อมแซมต่อเติมบ้าน เป็นบ้านชั้นเดียวยกพื้น ๒ หลังติดกัน ปัจจุบันซ่อมแซมปรับสภาพเป็นบ้านชั้นเดียว ๑ หลัง ติดชายทะเลและคงสภาพเดิมเป็นบ้านชั้นเดียวยกพื้นอีก ๑ หลัง มิใช่เป็นการปฏิเสธข้ออ้าง ของโจทก์ เนื่องจากโจทก์กล่าวอ้างเฉพาะบ้านตามฟ้องมิได้กล่าวถึงบ้านไม้ชั้นเดียวหลังที่มีการต่อเติมติดกับบ้านตามฟ้อง และมีคําขอให้บังคับจําเลยที่ ๑ ขนย้ายทรัพย์สินและ บริวารออกไปจากบ้านหลังตามฟ้อง คดีไม่มีประเด็นเกี่ยวกับบ้านไม้ชั้นเดียวหลังที่มีการ ต่อเติมติดกับบ้านตามฟ้อง ศาลย่อมไม่อาจมีคําวินิจฉัยและพิพากษาบังคับจําเลยที่ ๑ ในส่วน ของบ้านหลังที่มีการต่อเติมติดกับบ้านตามฟ้องได้ เพราะเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏ ในคําฟ้อง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒ โจทก์ยกประเด็นปัญหาเกี่ยวกับการเสียค่าขึ้นศาลในคําแก้อุทธรณ์ของโจทก์แล้วคดีย่อมมีประเด็นตามคําแก้อุทธรณ์ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับขับไล่จําเลยทั้งสองออกไปจากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทจําเลยที่ ๑ ให้การต่อสู้กรรมสิทธิ์ เป็นคดีพิพาทกันเกี่ยวด้วยกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ถือ เป็นคดีมีทุนทรัพย์ตามราคาทรัพย์พิพาท แม้ศาลชั้นต้นมีคําสั่งให้งดสืบพยานแล้ววินิจฉัยว่า คําพิพากษาคดีก่อนของศาลชั้นต้นมีผลผูกพันโจทก์และจําเลยที่ ๑ ตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๕ วรรคหนึ่ง ว่าที่ดินพิพาทและบ้านซึ่งปลูกในที่ดินพิพาท เป็นของจําเลยที่ ๑ ในคดีดังกล่าวคือโจทก์ในคดีนี้ จําเลยที่ ๑ ไม่มีสิทธิอยู่ในบ้านพิพาท ก็หาทําให้คดีที่มีทุนทรัพย์กลายเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ไม่ ศาลชั้นต้นเรียกเก็บค่าขึ้นศาลโจทก์ อย่างคดีมีทุนทรัพย์แล้วชอบด้วยกฎหมาย ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 77,10,,ลูกหนี้ตามคําพิพากษาเป็นโจทก์ฟ้องเจ้าหนี้ตามคําพิพากษาให้ชดใช้ค่า สินไหมทดแทนในความเสียหายที่เกิดจากการกระทําละเมิดอันเนื่องมาจากการบังคับคดีที่ฝ่าฝืน ต่อกฎหมาย มิได้ฟ้องขอให้เพิกถอนการบังคับคดีว่าเป็นการบังคับคดีที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ดังนี้ โจทก์มีอํานาจฟ้องหรือไม่ และเจ้าพนักงานบังคับคดีปิดประกาศกําหนดการรื้อถอนไว้ ณ บริเวณที่จะทําการรื้อถอนไม่น้อยกว่า ๑๕ วัน จะต้องทําการปิดประกาศให้ลูกหนี้ตาม คําพิพากษาทราบล่วงหน้าทุกครั้งที่จะทําการรื้อถอนหรือไม่ ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๗๖๕/๒๕๖๗ โจทก์ฟ้องจําเลยที่ ๕ ถึงที่ ๑๑ ให้รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในความเสียหาย ที่เกิดจากกระทําละเมิดอันเนื่องมาจากการบังคับคดีที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ มิได้ฟ้องขอให้เพิกถอนการบังคับคดีของเจ้าพนักงานบังคับคดีอันเนื่องมาจากการบังคับคดีที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๙๕ วรรคสอง ซึ่งหากข้อเท็จจริงเป็นไปตามที่โจทก์กล่าวอ้างในคําฟ้อง ย่อมทําให้ โจทก์ได้รับความเสียหาย ความรับผิดเพื่อความเสียหายที่เกิดขึ้นย่อมตกแก่จําเลยที่ ๕ ถึงที่ ๑๑ ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคําพิพากษาผู้ร้องขอให้ทําการรื้อถอน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความแพ่ง มาตรา ๒๘๕ วรรคหนึ่ง โจทก์มีอํานาจฟ้องจําเลยที่ ๕ ถึงที่ ๑๑ให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ได้ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๙๖ เบญจ วรรคสอง (เดิม) (ปัจจุบันมาตรา ๓๕๕ วรรคสอง) กําหนดให้เจ้าพนักงานบังคับคดีปิดประกาศกําหนดการ รื้อถอนไว้ ณ บริเวณที่จะทําการรื้อถอนไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน (ปัจจุบันไม่น้อยกว่าสิบห้าวัน ตามมาตรา ๓๕๕ วรรคสอง) เพื่อให้ลูกหนี้ตามคําพิพากษาทราบว่าเจ้าพนักงานบังคับคดี จะเริ่มทําการรื้อถอนในวันใด หาใช่ว่าจะต้องทําการปิดประกาศให้ทราบล่วงหน้าทุกครั้ง ที่จะเข้าทําการรื้อถอนไม่ เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ปิดประกาศแจ้งให้โจทก์ซึ่งเป็นลูกหนี้ ตามคําพิพากษาทราบว่าจะเริ่มทําการรื้อถอนในวันที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๕๗ และหรือในวัน ต่อ ไปจนกว่าจะทําการแล้วเสร็จ โจทก์ยื่นคําร้องลงวันที่ ๒๗ ตุลาคม ๒๕๕๗ ต่อ ศาลชั้นต้นขอให้มีคําสั่งระงับการรื้อถอนโดยฉุกเฉิน ศาลยกคําร้องถือได้ว่าโจทก์ทราบกําหนด วันนัดเริ่มรื้อถอนของเจ้าพนักงานบังคับคดีโดยชอบแล้ว เจ้าพนักงานบังคับคดีสามารถทําการรื้อถอนในวันดังกล่าวและวันต่อมาได้โดยไม่จําต้องปิดประกาศแจ้งกําหนดนัดรื้อถอน ให้โจทก์ทราบใหม่ทุกครั้ง ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 77,10,,คดีอาญาที่ราษฎรเป็นโจทก์ โจทก์ไม่ได้ลงลายมือชื่อในฟ้อง ศาลชั้นต้น สั่งโจทก์แก้ไขฟ้องโดยลงลายมือชื่อในคําฟ้องให้ถูกต้อง ได้หรือไม่ ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ คําพิพากษาฎีกาที่ ๒๙๘/๒๕๖๗ โจทก์ไม่ได้ลงลายมือชื่อในฟ้องเป็นฟ้องที่ไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕๙ (๗) และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญา ในศาลแขวง พ.ศ. ๒๔๙๙ มาตรา ๔ ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๖๑ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ถ้าฟ้องไม่ถูกต้องตามกฎหมายให้ศาลสั่งโจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้องหรือยกฟ้อง หรือไม่ประทับฟ้อง ดังนั้น เมื่อฟ้องโจทก์ไม่ปรากฏลายมือชื่อโจทก์อันเป็นฟ้องที่ ไม่ถูกต้อง จึงเป็นข้อผิดพลาดเล็กน้อยที่สามารถแก้ไขให้ถูกต้องได้ โดยเฉพาะศาลชั้นต้น ยังไม่ได้วินิจฉัยเนื้อหาแห่งคดี และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๖๑ วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ศาลสั่งโจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้องได้โดยไม่ได้กําหนดระยะเวลาสิ้นสุดไว้ เช่นนี้ศาลชั้นต้นชอบที่จะสั่งให้โจทก์แก้ฟ้องโดยให้โจทก์ลงลายมือชื่อในคําฟ้องให้ ถูกต้องได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอํานาจ ยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕ และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญา ในศาลแขวง พ.ศ. ๒๔๙๙ มาตรา ๔ ",วิ.อาญา,,,,,,, 77,10,,จําเลยให้การต่อสู้ว่า ไม่ใช่การกู้ยืมเงิน แต่เป็นเรื่องที่โจทก์นําเงินมาร่วม ลงทุนกับจําเลย และยังไม่มีการชําระบัญชี โจทก์ยังไม่สามารถฟ้องเรียกเงินคืนจากจําเลยได้ ดังนี้ ภาระการพิสูจน์ตกแก่คู่ความฝ่ายใด,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๑๖๒/๒๕๖๗ จําเลยให้การต่อสู้ว่า ไม่ใช่การกู้ยืมเงิน แต่เป็นเรื่องที่โจทก์นําเงินมาร่วมลงทุนประกอบ ธุรกิจออกแบบ ค้าขายเสื้อผ้า รวมถึงธุรกิจส่งออกหน่อไม้กับจําเลย ปัจจุบันยังไม่มีการ ชําระบัญชี โจทก์จึงยังไม่สามารถฟ้องเรียกเงินคืนจากจําเลยได้ เป็นการกล่าวอ้างข้อเท็จจริง ขึ้นใหม่แตกต่างไปจากหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินที่โจทก์จําเลยทํากันไว้ ภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงนี้จึงตกแก่จําเลย ,วิ.แพ่ง,,,,,,, 77,11,,ประเด็นพิพาทเรื่องการครอบครองปรปักษ์ ฝ่ายใดมีภาระการพิสูจน์,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๕๘๙/๒๕๖๗ ตามคําให้การของจําเลยที่ ๒ ที่ให้การว่า เดิมที่ดินส่วนที่จําเลยที่ ๒ คัดค้านเป็นของ นาย พ. ที่ขายให้จําเลยที่ ๑ และนาย น. โดยมิได้ทําเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงาน เจ้าหน้าที่ แล้วบุคคลทั้งสองยกให้จําเลยที่ ๒ จําเลยที่ ๒ ครอบครองทําประโยชน์ โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลากว่า ๑๐ ปี จําเลยที่ ๒ จึงได้ กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์นั้น เป็นเพียงการบรรยายถึงข้อเท็จจริงอันเป็นเหตุ ที่มาของการที่จําเลยที่ ๒ ได้เข้าครอบครองที่ดินพิพาท หากข้อเท็จจริงได้ความว่า จําเลยที่ ๒ ครอบครองที่ดินพิพาทในโฉนดที่ดินของนาย พ. โดยความสงบและโดยเปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลา ๑๐ ปี ก็อาจได้กรรมสิทธิ์จากการครอบครองปรปักษ์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๘๒ หาใช่เป็นเรื่องที่จําเลยที่ ๒ ให้การ ยืนยันว่าที่ดินพิพาทเป็นของจําเลยที่ ๒ มาแต่ต้น อันจะทําให้จําเลยที่ ๒ ไม่สามารถ ครอบครองปรปักษ์ที่ดินพิพาทซึ่งเป็นของจําเลยที่ ๒ เองได้ คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาท เรื่องการครอบครองปรปักษ์ แต่โฉนดที่ดินเลขที่ ๑๐๖๔๖ ที่มีชื่อนาย พ. เป็นเจ้าของ กรรมสิทธิ์เป็นเอกสารมหาชนซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ทําขึ้น ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นของ แท้จริงและถูกต้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๒๗ โจทก์ย่อม เป็นฝ่ายที่ได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่าที่ดินพิพาทเป็นของนาย พ. ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๗๓ ประกอบมาตรา ๑๕๙๙ จําเลยที่ ๒ จึงมีภาระในการพิสูจน์ข้อเท็จจริงเพื่อสนับสนุนคําคู่ความของตน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๔๔/๑ ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 77,11,,"คําพิพากษาของศาลชั้นต้นเกี่ยวกับการชําระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ จําเลย ที่ ๒ ผู้ค้ำประกันมิได้อุทธรณ์ จําเลยที่ ๑ ผู้กู้อุทธรณ์ แต่ศาลอุทธรณ์มิได้พิพากษากลับ และศาลฎีกาไม่รับคดีไว้พิจารณาพิพากษา โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคําพิพากษาจะต้องบังคับคดี แก่จําเลยที่ ๒ นับแต่เมื่อใด ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๙๕๑/๒๕๖๖ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗๔ วรรคหนึ่ง บทบัญญัติดังกล่าว หาได้บัญญัติให้ต้องเริ่มนับระยะเวลาสิบปีนับแต่วันมีคําพิพากษาถึงที่สุดไม่ ซึ่งสอดคล้อง รองรับบทบัญญัติในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๕ วรรคหนึ่ง และ มาตรา ๒๓๑ วรรคหนึ่ง ที่ระบุให้คําพิพากษาผูกพันคู่ความในกระบวนพิจารณาของศาลที่พิพากษานับตั้งแต่วันมีคําพิพากษาจนถึงวันที่คําพิพากษาถูกเปลี่ยนแปลง แก้ไข กลับหรืองดเสีย ถ้าหากมี และแม้ลูกหนี้ตามคําพิพากษาจะยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาคัดค้านคําพิพากษา ของศาลชั้นต้นหรือชั้นอุทธรณ์ แล้วแต่กรณี เจ้าหนี้ตามคําพิพากษาก็มีสิทธิขอให้บังคับคดี เว้นแต่ลูกหนี้ตามคําพิพากษาจะยื่นคําขอให้ศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา แล้วแต่กรณี มีคําสั่งให้ ทุเลาการบังคับและได้รับอนุญาตจากศาล ในกรณีนี้ระยะเวลาบังคับคดีภายในสิบปีต้อง เริ่มแต่วันมีคําพิพากษาของศาลชั้นที่สุดในคดีนั้น ทั้งการบังคับคดีเป็นสิทธิของเจ้าหนี้ ตามคําพิพากษาที่จะบังคับคดีแก่ลูกหนี้ตามคําพิพากษารายใดและเป็นเรื่องเฉพาะตัวลูกหนี้ ตามคําพิพากษาแต่ละราย ศาลชั้นต้นมีคําพิพากษาโดยจําเลยที่ ๒ ขาดนัดยื่นคําให้การเมื่อวันที่ ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๑ จําเลยที่ ๒ มิได้อุทธรณ์ วันสุดท้ายที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคําพิพากษา จะต้องปฏิบัติให้ครบถ้วนในการขอให้บังคับคดีแก่จําเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคําพิพากษาคือ วันที่ ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๑ หาใช่นับตั้งแต่วันที่ได้อ่านคําพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๑ เมื่อวันที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๕๓ ไม่ โจทก์ยื่นคําร้องขอให้บังคับคดีแก่ทรัพย์สินของจําเลยที่ วันที่ ๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ และนําเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๔๓๔๔๗ เมื่อวันที่ 6 มีนาคม ๒๕๖๓ ล่วงพ้นระยะเวลาสิบปีนับแต่วันที่มีคําพิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งเป็น วันมีคําพิพากษาของศาลชั้นที่สุดในส่วนที่เกี่ยวกับจําเลยที่ ๒ แม้คําพิพากษาของศาลชั้นต้น จะเกี่ยวกับการชําระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค ๑ อาจพิพากษากลับและ ให้มีผลถึงจําเลยที่ ๒ ที่มิได้อุทธรณ์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๕ (๑) ก็ตาม แต่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ มิได้พิพากษากลับ และศาลฎีกาไม่รับคดีไว้พิจารณา พิพากษา สิทธิในการบังคับคดีเฉพาะตัวจําเลยที่ ๒ ย่อมเกิดขึ้นนับตั้งแต่วันที่ศาลชั้นต้นมี คําพิพากษาดังวินิจฉัยข้างต้น ดังนี้ การร้องขอให้บังคับคดีในส่วนที่เกี่ยวกับจําเลยที่ ๒ จึงล่วงพ้น กําหนดระยะเวลาสิบปี ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗๔ วรรคหนึ่ง ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 77,11,,เจ้าหนี้ตามคําพิพากษาอื่นของจําเลยจะบังคับคดียึดทรัพย์สินที่ศาลชั้นต้นมีคําสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาให้เจ้าพนักงานที่ดินระงับการจดทะเบียนห้องชุดของจําเลย ได้หรือไม่ และหากศาลชั้นต้นมีคําสั่งให้เพิกถอนการยึดทรัพย์และการขายทอดตลาดซึ่งไม่ต้อง ด้วยกรณีตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๙๒ (๒) (๓) (๔) (๖) (๗) ทั้งมิได้เกิดจากความผิดหรือความ ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของโจทก์ ดังนี้ โจทก์ต้องรับผิดชําระค่าธรรมเนียมถอนการยึด กรณียึดทรัพย์โดยไม่มีการขายหรือจําหน่าย หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๖๐/๒๕๖๖ ศาลชั้นต้นมีคําพิพากษาตามยอมและคดีถึงที่สุดแล้วจําเลยไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีลงวันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๕๘ ตามคําขอของโจทก์ทั้งสาม ครั้นวันที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ โจทก์ทั้งสามจึงนําเจ้าพนักงาน บังคับคดีไปยึดห้องชุดเลขที่ ๑๘๙/๔๑๙, ๑๘๙/๔๒๐ และ ๑๘๙/๔๒๑ อาคาร ด. ของจําเลย ออกขายทอดตลาด การที่ศาลชั้นต้นมีคําสั่งคุ้มครองชั่วคราวในคดีหมายเลขดําที่ พ.๑๔๖/ ๒๕๖๐ ให้เจ้าพนักงานที่ดินระงับการจดทะเบียนห้องชุดเลขที่ ๑๘๙/๕๑๙, ๑๘๙/๔๒๐ และ ๑๘๙/๔๒๑ ของจําเลยไว้เป็นเพียงวิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา มิใช่เป็นส่วนหนึ่งของการบังคับคดีตามคําพิพากษา จึงไม่ต้องห้ามที่เจ้าหนี้ตามคําพิพากษาอื่น จะยึดทรัพย์สินนั้นตามมาตรา ๓๒๖ เมื่อห้องชุดเลขที่ ๑๘๙/๕๑๙, ๑๘๙/๔๒๐ และ ๑๘๙/๔๒๑ มีชื่อจําเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ โจทก์ทั้งสามในฐานะเจ้าหนี้ตามคําพิพากษาย่อม สามารถบังคับคดีเอาแก่ห้องชุดดังกล่าวได้ตามมาตรา ๒๗๔ วรรคหนึ่ง การบังคับคดี ของโจทก์ทั้งสามจึงมิได้ดําเนินการไปโดยไม่มีสิทธิ หรือเป็นไปด้วยความไม่สุจริตของโจทก์ทั้งสามแต่อย่างใด การที่ศาลชั้นต้นมีคําสั่งให้เพิกถอนการยึดทรัพย์และการขายทอดตลาดสืบเนื่องมาจากผู้ร้องยื่นคําร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดและการยึดทรัพย์ อ้างว่าผู้ร้อง อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนในห้องชุดดังกล่าวได้ก่อน โดยผู้ร้องได้ยื่นฟ้องจําเลยและบริษัท ว. กับพวกรวม ๕ คนเป็นจําเลยในคดีหมายเลขดําที่ พ.๑๔๖/๒๕๖๐ ของ ศาลชั้นต้น และศาลชั้นต้นได้มีคําสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้เจ้าพนักงานที่ดินระงับการจดทะเบียน ห้องชุดเลขที่ ๑๘๙/๔๑๙, ๑๘๙/๔๒๐ และ ๑๘๙/๔๒๑ ของจําเลยไว้ ส่วนผู้ซื้อทรัพย์ก็ยื่น คําร้องขอยกเลิกการขายทอดตลาดห้องชุดเลขที่ ๑๘๙/๔๑๙ เนื่องจากเจ้าพนักงานที่ดินไม่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้เนื่องจากศาลชั้นต้นมีคําสั่งคุ้มครองชั่วคราวในคดีหมายเลขดําที่ พ.๑๔๖/๒๕๖๐ การที่ศาลชั้นต้นมีคําสั่งให้เพิกถอนการยึดทรัพย์และการขายทอดตลาด จึงไม่ต้องด้วยกรณีตามมาตรา ๒๙๒ (๒) (๓) (๔) (๖) และ (๗) ทั้งมิได้เกิดจาก ความผิดหรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของโจทก์ทั้งสาม กรณีจึงไม่มีเหตุสมควรที่จะให้โจทก์ทั้งสามต้องรับผิดชําระค่าธรรมเนียมถอนการยึดกรณียึดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขายหรือจําหน่าย ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 77,11,,ราษฎรเป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญาและไม่ได้ยื่นคําร้องขออนุญาตฎีกาในส่วนแพ่ง แต่คดีส่วนอาญาขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกา ดังนี้ ศาลฎีกามีอํานาจวินิจฉัยคดีในส่วนแพ่งหรือไม่ ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๖๑๑/๒๕๖๖ แม้คดีนี้ราษฎรเป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญาเองและไม่ได้ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาในส่วนแพ่งก็ตาม แต่เมื่อคดีส่วนนี้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา และคดีส่วนอาญาขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์จึงไม่จำต้องยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาในส่วนแพ่ง เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสี่ไม่มีความผิดตามฟ้อง จำเลยทั้งสี่จึงไม่มีหน้าที่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์,วิ.แพ่ง,,,,,,, 77,12,,ราษฎรเป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญา ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จําเลยยื่นคําร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาอ้างว่าการส่งหมายนัดไต่สวน มูลฟ้องไม่ชอบด้วยกฎหมาย ได้หรือไม่ และคําสั่งว่าคดีมีมูลถึงที่สุดหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๗๑๔/๒๕๖๗ คําสั่งของศาลที่ให้คดีมีมูลย่อมเด็ดขาดตาม บทบัญญัติมาตรา ๑๗๐ ซึ่งต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ฎีกา หมายถึงเฉพาะคําสั่งของ ศาลที่ให้คดีมีมูลเท่านั้น แต่หากเป็นการคัดค้านเรื่องผิดระเบียบ คู่ความฝ่ายที่ได้รับความ เสียหายอาจยกขึ้นกล่าวอ้างได้ และศาลชั้นต้นอาจมีคําสั่งให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ ผิดระเบียบนั้นได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗ ประกอบ พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. ๒๔๙๙ มาตรา ๔ และพระราชบัญญัติให้นําวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. ๒๕๒๐ มาตรา ๓ จึงไม่ต้องห้ามจําเลยที่ ๑ ยื่นคําร้องขอเพิกถอน กระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบในชั้นไต่สวนมูลฟ้องแต่อย่างใด และไม่ทําให้คดีในส่วนอาญาถึงที่สุด จําเลยที่ ๑ ทราบเรื่องการถูกฟ้องเมื่อวันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๖๕ เนื่องจากโจทก์ ส่งข้อความและสําเนาคําฟ้องมาทางแอปพลิเคชั่นไลน์แจ้งให้จําเลยที่ ๑ ทราบและแจ้งให้ เดินทางไปศาลวันที่ ๒ พฤษภาคม ๒๕๖๕ แต่จำเลยที่ ๑ ไม่ทราบว่ามีการส่งหมายนัด ไต่สวนมูลฟ้องของศาลชั้นต้นมาถึงตน กระทั่งวันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๖๕ จําเลยที่ มอบหมายให้ทนายความไปตรวจสํานวนที่ศาลชั้นต้น จึงทราบว่าโจทก์นําพยานเข้าไต่สวนเสร็จแล้วและศาลชั้นต้นมีค่าสั่งให้ประทับรับฟ้องจําเลยทั้งสองไว้พิจารณา จึงถือได้ว่าจําเลยที่ ๑ ทราบกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบเมื่อวันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๖๕ ซึ่งเป็นวันที่ทนายจําเลยที่ ๑ ไปตรวจสํานวนที่ศาลชั้นต้น เมื่อจําเลยที่ ๑ ยื่นคําร้องขอ เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบวันที่ ๒ พฤษภาคม ๒๕๖๕ จึงไม่ช้ากว่าแปดวัน นับแต่วันที่จําเลยที่ ๑ ทราบพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้น ตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗ วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและ วิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. ๒๔๙๙ มาตรา ๔ และพระราชบัญญัติให้นํา วิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. ๒๕๒๐ มาตรา ส่วนที่อ้างว่าจําเลยยื่นเกินกําหนดสิบห้าวัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๐๗ ประกอบมาตรา ๑๙๙ จัตวา วรรคหนึ่งนั้น บทบัญญัติดังกล่าวเป็นบทบัญญัติ การขอให้พิจารณาคดีใหม่ในคดีแพ่ง จึงเป็นคนละกรณีกับคดีนี้ รายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น ฉบับลงวันที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๖๕ ซึ่งเป็นวันนัดไต่สวนมูลฟ้องสําหรับจําเลยที่ ๑ ศาลชั้นต้นจดรายงานกระบวนพิจารณาว่า ทนายโจทก์แถลงว่าประสงค์จะนํานาย ท. กับนางสาว ธ. มาเป็นพยานในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง แต่พยานทั้งสองปากเห็นว่าได้เบิกความแล้วเมื่อวันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕ และศาลมีคําสั่งให้คดีมีมูลไปแล้วจึงไม่เดินทางมาศาลและจะไม่มาเบิกความในชั้นไต่สวนมูลฟ้องอีก ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคําสั่งว่าการนัดไต่สวนมูลฟ้องครั้งนี้เนื่องจากส่งหมายนัดไต่สวน มูลฟ้องและสําเนาคําฟ้องให้แก่จําเลยที่ ๑ ไม่ชอบ จึงกําหนดวันนัดไต่สวนมูลฟ้องเฉพาะ ขึ้นมาใหม่ เมื่อโจทก์ไม่มีพยานมาเบิกความเท่ากับโจทก์ไม่มีพยานมาไต่สวน ให้เห็นว่าจําเลยที่ ๑ กระทําความผิดตามที่โจทก์กล่าวอ้าง ถือว่าคดีโจทก์สําหรับจําเลยที่ ไม่มีมูลและพิพากษายกฟ้องโจทก์สําหรับจําเลยที่ ๑ การที่ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนมูลฟ้อง เฉพาะจําเลยที่ ๑ สืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคําสั่งให้เพิกถอนกระบวนพิจารณา ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องสําหรับจําเลยที่ ๑ ทําให้กระบวนพิจารณาเดิมตั้งแต่การส่งหมายนัด ไต่สวนและสําเนาคําฟ้องให้จําเลยที่ ๑ ตลอดจนคําสั่งที่ให้คดีมีมูลสําหรับจําเลยที่ ๑ ย่อม เป็นอันยกเลิกไป ในวันนัดไต่สวนมูลฟ้องใหม่เฉพาะจําเลยที่ ๑ โจทก์ยังต้องนําพยาน มาไต่สวน แม้ว่านาย ท. ผู้รับมอบอํานาจโจทก์ และนางสาว ธ. จะมาเบิกความในชั้น ไต่สวนมูลฟ้องแล้วครั้งหนึ่ง แต่ในวันนัดไต่สวนมูลฟ้องเฉพาะจําเลยที่ ๑ ในวันที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๖๕ ทนายโจทก์ยังมีหน้าที่นําพยานเข้าไต่สวนเพื่อให้ได้ความว่าคดีสําหรับจําเลยที่ ๑ มีมูล หากพยานทั้งสองไม่มาศาลในวันนัดดังกล่าว ทนายโจทก์อาจแถลงขอให้ศาลชั้นต้น เลื่อนการไต่สวนออกไปก่อนเพื่อติดตามพยานทั้งสองมาไต่สวนในนัดหน้า หรือแถลงขอให้ ศาลชั้นต้นนําคําเบิกความของพยานทั้งสองที่เคยเบิกความมาแล้วในชั้นไต่สวนมูลฟ้องครั้งแรก มาเป็นคําเบิกความพยานในชั้นไต่สวนมูลฟ้องในครั้งนี้โดยคู่ความตกลงกันก็ย่อมทําได้ แต่ทนายโจทก์หาทําเช่นนั้นไม่กลับแถลงยืนยันว่าพยานทั้งสองจะไม่มาเบิกความในชั้นไต่สวน มูลฟ้องอีก จึงถือได้ว่าเป็นความบกพร่องของทนายโจทก์เองที่ไม่มีพยานมาสืบในชั้นไต่สวน มูลฟ้อง เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยฟังว่าโจทก์ไม่มีพยานมาสืบให้ฟังได้ว่าคดีสําหรับ จําเลยที่ ๑ มีมูล จึงเป็นการพิพากษาโดยชอบแล้ว ",วิ.อาญา,,,,,,, 77,12,,"ผู้เสียหายยื่นคําร้องขอให้บังคับจําเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในคดีอาญา ที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จําเลยชดใช้ค่าสินไหม ทดแทนแก่ผู้ร้อง ผู้ร้องไม่ฎีกา ดังนี้ พนักงานอัยการโจทก์จะฎีกาในส่วนแพ่งแทนผู้ร้องได้หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๔๒๙/๒๕๖๗ สิทธิในการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเป็นสิทธิของผู้ร้องที่ได้รับความเสียหายในมูลหนี้ละเมิดอันเกิดจากการกระทําความผิดอาญา กฎหมายกําหนดให้สามารถยื่นคําร้องขอค่าสินไหมทดแทนเข้ามาในคดีอาญาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๔๔/๑ ซึ่งเป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้ร้องซึ่งเป็นผู้เสียหายเท่านั้น ไม่มีบทกฎหมายใดให้อํานาจ โจทก์มีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวแทนผู้ร้องได้ เมื่อผู้ร้องไม่ฎีกาโต้แย้งคําพิพากษา ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ ย่อมถือว่าผู้ร้องพอใจในคําพิพากษาในคดีส่วนแพ่งแล้ว โจทก์มิอาจฎีกา คัดค้านคําพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๕ ในคดีส่วนแพ่งแทนผู้ร้องได้ ",วิ.อาญา,,,,,,, 77,12,,พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจําเลยในข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่น จําเลยให้การรับสารภาพ โจทก์นําพยานเข้าสืบประกอบคํารับสารภาพแล้วศาลพิพากษาว่า จําเลยมีความผิดตามฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จําเลยฎีกาว่า จําเลยกระทําผิดโดยบันดาลโทสะ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคดีพิพากษาอนุญาตให้ฎีกา ดังนี้ เป็นฎีกาที่ชอบหรือไม่ ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๗๑๐/๒๕๖๗ การวินิจฉัยว่าจําเลยกระทําความผิดหรือไม่ ต้องวินิจฉัยจากข้อเท็จจริงที่ได้มาจาก การดําเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบในศาลชั้นต้น เมื่อจําเลยให้การรับสารภาพและมิได้ยกข้อเท็จจริงตามฎีกาขึ้นต่อสู้ในศาลชั้นต้นว่าผู้เสียหายทะเลาะวิวาทกับจําเลยมาก่อนแล้ว ผู้เสียหายมารอจําเลยที่บ้านของบิดาจําเลยโดยพร้อมที่จะทะเลาะวิวาทกับจําเลย จําเลยจึง เกิดโทสะเข้าชกต่อยผู้เสียหายแล้วจําเลยพลั้งมือหยิบอาวุธมีดขนาดเล็กเหวี่ยงไปทางผู้เสียหาย และจําเลยก็ไม่ได้นําสืบพยานหลักฐานใดให้ปรากฏข้อเท็จจริงดังกล่าว อีกทั้งทางนําสืบ ของโจทก์ไม่ปรากฏว่าจําเลยถูกผู้เสียหายข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมอันจะ เป็นการกระทําความผิดโดยบันดาลโทสะ จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบ ในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๕ วรรคหนึ่ง และมาตรา ๒๕๒ ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕ การที่ผู้พิพากษาซึ่งพิพากษาและลงชื่อในคําพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๕ อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงดังกล่าว และศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจําเลยมาเป็นการไม่ชอบ ,วิ.อาญา,,,,,,, 77,13,,คดีก่อนศาลพิพากษายกฟ้องเพราะโจทก์ไม่ได้มีหนังสือบอกกล่าวไปยังผู้ค้ำประกัน คดีถึงที่สุด โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวไปยังผู้ค้ำประกันและฟ้องใหม่ เป็นฟ้องซ้ำหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๕๗๐/๒๕๖๗ คดีเดิมศาลยกฟ้องโจทก์เพราะโจทก์ไม่ได้มีหนังสือบอกกล่าวไปยังจําเลยทั้งสองผู้ค้ำประกันภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัด โดยศาลยังไม่ได้วินิจฉัยชี้ขาดว่าจําเลย ทั้งสองผิดสัญญาค้ำประกันและต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันหรือไม่ เพียงใด เมื่อโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวไปยังจําเลยทั้งสองผู้ค้ำประกันและฟ้องใหม่เป็นคดีนี้โดยขอให้รับผิดตามสัญญา ค้ำประกัน จึงไม่เป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันกับคดีเดิม ฟ้องโจทก์ไม่เป็นฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๘ ประกอบ พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๗ ,วิ.แพ่ง,,,,,,, 77,13,,คดีก่อน ภริยายื่นคําร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์ อันเป็นทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรส ศาลยกคําร้องขอ คดีถึงที่สุด สามีมายื่นคําร้องขอแสดง กรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวอีก เป็นร้องซ้ำหรือไม่ ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๔๓๘/๒๕๖๖ ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๗๔๕/๒๕๔๘ ของศาลชั้นต้น ต. ยื่นคําร้องว่า ต. ครอบครอง ทําประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยความสงบ เปิดเผยและด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันเป็นเวลาเกินกว่า สิบปี จึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท ส่วนคดีนี้ผู้ร้องซึ่งเป็นสามี ต. ยื่นคําร้องว่าผู้ร้องซื้อที่ดิน พิพาทจาก ค. ผู้ตายเมื่อปี ๒๕๒๙ ในขณะที่ดินพิพาทยังไม่มีหลักฐานเป็นโฉนดที่ดิน ผู้ตายส่งมอบ การครอบครองแล้วผู้ร้องครอบครองทําประโยชน์ในที่ดินพิพาทตลอดมาจนกระทั่งมีการออกเอกสาร สิทธิในที่ดินพิพาทเป็นโฉนดที่ดิน ผู้ร้องครอบครองทําประโยชน์ในที่ดินพิพาทต่อเนื่องเรื่อยมาด้วย ความสงบ เปิดเผย และด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ เป็นเวลากว่า ๓๔ ปี ผู้ร้องจึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดิน พิพาท ดังนี้ แม้ผู้ร้องในคดีก่อนและคดีนี้จะเป็นบุคคลคนละคนกัน แต่ ต. ผู้ร้องในคดีก่อน เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ร้องในคดีนี้ ต. และผู้ร้องต่างยื่นคําร้องว่าตนได้กรรมสิทธิ์ที่ดิน พิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ อันเป็นการกล่าวอ้างว่า ต. และผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท มาในระหว่างสมรส ที่ดินพิพาทจึงเป็นทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรสและตกเป็นของ ต. กับผู้ร้อง ร่วมกัน ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๕๙ ให้อํานาจเจ้าของรวมคนหนึ่ง ใช้สิทธิอันเกิดแต่กรรมสิทธิ์รวมเพื่อต่อสู้บุคคลภายนอกได้ การที่ ต. ยื่นคําร้องขอให้ศาลมีคําสั่ง แสดงว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของ ต. โดยการครอบครองปรปักษ์ตามมาตรา ๑๓๘๒ จึงเป็น การกระทําแทนผู้ร้องด้วย ถือได้ว่าผู้ร้องเป็นคู่ความเดียวกันกับ ต. ซึ่งเป็นผู้ร้องในคดีก่อน คดีก่อน ต. นําสืบว่าผู้ตายอายุมากแล้ว ต. จึงเข้าครอบครองทําประโยชน์ในที่ดินพิพาทและนํา รายได้มาเลี้ยงดูผู้ตาย แต่ผู้ตายไม่ได้ยกที่ดินพิพาทให้แก่ ต. ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษา ยกคําร้องโดยวินิจฉัยว่า ต. ครอบครองที่ดินพิพาทแทนทายาทของผู้ตาย หาใช่ครอบครองอย่าง เป็นเจ้าของไม่ ถือได้ว่าเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นแห่งคดีแล้ว คดีถึงที่สุด เช่นนี้ แม้ผู้ร้อง ยื่นคําร้องว่าผู้ร้องซื้อที่ดินพิพาทมาแล้วครอบครองทําประโยชน์ด้วยความสงบ เปิดเผยและด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันจนได้กรรมสิทธิ์ แต่ก็เป็นการยื่นคําร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท เช่นเดียวกับคดีก่อน จึงเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน คําร้องของผู้ร้องจึงเป็นร้องซ้ำ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๘ ,วิ.แพ่ง,,,,,,, 77,13,,จําเลยผิดสัญญาประนีประนอมยอมความไม่ดําเนินการรังวัดแบ่งแยกที่ดิน โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ตามคําพิพากษามีสิทธิขอให้ศาลมีคําสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินเพิกถอนรายการ จดทะเบียนการให้ระหว่างโจทก์กับจําเลยและให้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินคืนแก่โจทก์ หรือโจทก์ จําต้องไปดําเนินการแบ่งแยกที่ดินโดยถือเอาหรือไม่คําพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจําเลยเสียก่อน ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๗๑๓/๒๕๖๖ จําเลยผิดสัญญาประนีประนอมยอมความรวม ๒ ประการ คือ ไม่ดําเนินการรังวัดแบ่งแยก ที่ดิน และไม่ยินยอมให้โจทก์เข้าอยู่อาศัยในบ้านโจทก์จึงมีสิทธิร้องขอให้บังคับคดีตามคําฟ้องได้ ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ ๓. โดยไม่จําต้องให้โจทก์ไปดําเนินการแบ่งแยกที่ดิน โดยถือเอาคําพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจําเลยเสียก่อน และกรณีที่คําพิพากษาหรือ คําสั่งของศาลกําหนดให้ลูกหนี้ตามคําพิพากษากระทํานิติกรรมอย่างหนึ่งอย่างใดซึ่งอาจถือเอาคําพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของลูกหนี้ตามคําพิพากษาได้ ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๓๕๗ วรรคหนึ่ง นั้น เมื่อปรากฏว่า การบังคับคดีดังกล่าว จะสําเร็จบริบูรณ์ต่อเมื่อเจ้าพนักงานที่ดินซึ่งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ได้จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงรายการในโฉนดที่ดิน โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ตามคําพิพากษาย่อมมีสิทธิขอให้ศาล สั่งให้ดําเนินการจดทะเบียนให้ได้ ศาลจึงชอบที่จะมีคําสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินเพิกถอนรายการจดทะเบียนการให้ระหว่างโจทก์กับจําเลยและให้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงดังกล่าวคืนแก่โจทก์ โดยเจ้าพนักงานที่ดินมีหน้าที่ดําเนินการจดทะเบียนไปตามคําสั่งศาล ตามมาตรา ๓๕๗ วรรคสอง ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 77,13,,จําเลยยื่นคําให้การ ต่อมาขอถอนคําให้การ ศาลมีคําสั่งอนุญาต จะถือว่าจําเลย ขาดนัดยื่นคําให้การ หรือไม่ ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๗๐๓/๒๕๖๗ วันนัดสืบพยานโจทก์ซึ่งมีหน้าที่นําสืบก่อน ทนายจําเลยทั้งสองแถลงขอถอนคําให้การ ศาลชั้นต้นมีคําสั่งอนุญาตและมีคําสั่งว่า เมื่อจําเลยทั้งสองไม่ยื่นคําให้การ ถือว่าจําเลยทั้งสอง ขาดนัดยื่นคําให้การ เห็นสมควรให้โจทก์นําพยานหลักฐานเข้าสืบเกี่ยวกับข้ออ้างตามคําฟ้องของ โจทก์ไปฝ่ายเดียว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๙๘ ทวิ วรรคสาม (๒) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๗ ในการสืบพยานโจทก์ ไปฝ่ายเดียวในกรณีจําเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคําให้การเช่นนี้ โจทก์มีหน้าที่นําสืบพอให้เห็นว่า ข้ออ้างตามคําฟ้องมีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมาย โจทก์อุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษากลับคําพิพากษาศาลชั้นต้นโดยชําระ ค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์มาตามทุนทรัพย์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ วินิจฉัยว่าจําเลยทั้งสองต้องผูกพัน รับผิดตามสัญญาแล้วมิได้วินิจฉัยประเด็นอื่นต่อไป แต่ย้อนสํานวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณา และวินิจฉัยใหม่ตามรูปคดี เช่นนี้ชอบที่จะเรียกเก็บค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์อย่างคดีที่มีคําขอให้ ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคํานวณเป็นราคาเงินได้เพียง ๒๐๐ บาท ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 77,13,,ศาลมีคําสั่งตั้งผู้ร้องและผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย คดีถึงที่สุด ผู้คัดค้านยื่นคําร้องขอให้มีคําสั่งตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของ ต่อมาผู้ร้องถึงแก่ความตายผู้ตายเพียงคนเดียวเป็นฟ้องซ้อน หรือไม่ ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๖๒๙/๒๕๖๗ คําฟ้องหรือคําร้องขอใดจะเป็นฟ้องซ้อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๓ วรรคสอง (๑) นั้น คู่ความในคดีแรกและคดีหลังต้องมีฐานะเป็นโจทก์ แม้ผู้คัดค้านที่ ๒ จะเคยยื่นคําคัดค้านโดยขอให้ตั้งผู้คัดค้านที่ ๒ เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ต่อมาผู้คัดค้านที่ ๒ จึงยื่นคําร้องขอเป็นคดีนี้ อันถือได้ว่าผู้คัดค้านที่ ๒ อยู่ในฐานะโจทก์ก็ตาม แต่คดีหมายเลขดําที่ พ ๖๓๖๔/๒๕๖๓ นั้น ผู้คัดค้านที่ ๒ ถูกผู้คัดค้านที่ ๑ ฟ้อง ผู้คัดค้าน ที่ ๒ จึงอยู่ในฐานะจําเลยไม่ต้องด้วยกรณีประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๓ วรรคสอง (๑) เมื่อศาลมีคําสั่งตั้งบุคคลหลายคนเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกัน การทําหน้าที่ของผู้จัดการมรดกจะต้องจัดการร่วมกันโดยถือเอาเสียงข้างมาก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๒๖ เมื่อผู้จัดการมรดกร่วมคนใดคนหนึ่งถึงแก่ความตาย ความเป็นผู้จัดการมรดกของ บุคคลนั้นย่อมสิ้นสุดลงโดยสภาพ แต่ผู้จัดการมรดกที่เหลือยังคงฐานะผู้จัดการมรดกอยู่ตามคําสั่ง ศาลเพียงแต่ไม่อาจจัดการมรดกต่อไปได้เท่านั้น เพราะจะฝ่าฝืนต่อประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ มาตรา ๑๗๒๖ กรณีจึงมีเหตุขัดข้องในการจัดการมรดก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ มาตรา ๑๗๑๓ วรรคหนึ่ง (๒) ผู้คัดค้านที่ ๒ ย่อมมีสิทธิยื่นคําร้องขอให้ตั้งผู้คัดค้านที่ ๒ เป็นผู้จัดการมรดกเพื่อเปลี่ยนแปลงคําสั่งเดิมเข้ามาในคดีนี้ได้",วิ.แพ่ง,,,,,,, 77,14,,คดีที่มิใช่คดีที่กฎหมายกําหนดอัตราโทษขั้นต่ําให้จําคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไป จําเลย ให้การรับสารภาพ และมีการยื่นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์จะนําข้อเท็จจริงจากการนําสืบพยานหลักฐาน มาฟังเป็นคุณแก่จําเลยว่า จําเลยมิได้กระทําความผิดในข้อหาที่ให้การรับสารภาพ ได้หรือไม่ ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๓๕๖/๒๕๖๖ แม้ความผิดฐานทําให้เสียหายหรือไร้ประโยชน์ซึ่งเอกสารของผู้อื่น และฐานฉ้อโกง ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๘๘ และ ๓๔๑ ตามที่โจทก์ฟ้องและจําเลยที่ ๒ ให้การ รับสารภาพ มิใช่คดีที่กฎหมายกําหนดอัตราโทษอย่างต่ําไว้ให้จําคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไป หรือโทษสถานที่ หนักกว่านั้น ศาลจะพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปก็ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญา มาตรา ๑๗๖ วรรคหนึ่ง ก็ตาม แต่บทบัญญัติดังกล่าวมิใช่เป็นบทบังคับเด็ดขาด ให้ศาลต้องมีคําพิพากษาลงโทษจําเลยตามฟ้องในทุกกรณี เพราะถ้าศาลเห็นว่าจําเลยมิได้กระทํา ความผิดก็ดี การกระทําของจําเลยไม่เป็นความผิดก็ดี ให้ศาลยกฟ้องปล่อยตัวจําเลยไปตามที่ประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๔๕ วรรคหนึ่ง บัญญัติให้อํานาจไว้แก่ศาล ซึ่ง ศาลอุทธรณ์ ภาค ๕ ต้องนําไปใช้ในการพิจารณาพิพากษาด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญา มาตรา ๒๑๕ เมื่อคดีมีการสืบพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมเสร็จสิ้นสมบูรณ์ และโดยชอบ ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ ย่อมมีอํานาจพิจารณาพยานหลักฐานดังกล่าวนั้นได้และหาก เห็นว่าจําเลยที่ ๒ มิได้กระทําความผิดตามฟ้องทั้งหมดหรือบางข้อหาก็ชอบที่จะพิพากษายกฟ้อง เสียได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๘๕ วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา ๒๑๕ หาเป็นการขัดหรือไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๗๖ วรรคหนึ่ง ไม่ เมื่อโจทก์ร่วมมิได้ฎีกาโต้แย้งข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ วินิจฉัยฟังมา ว่าไม่ชอบด้วยเหตุผลในข้อไหนและอย่างไร จึงต้องฟังเป็นยุติว่าจําเลยที่ ๒ มิได้ร่วมกระทํา ความผิดฐานฉ้อโกงและฐานทําลายเอกสารสัญญากู้ยืมตามคําพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๕ ",วิ.อาญา,,,,,,, 77,14,,โจทก์ไม่ได้กล่าวบรรยายในคําฟ้องว่า จําเลยลักทรัพย์ในเคหสถาน แต่คําขอท้ายฟ้อง ของโจทก์ระบุอ้างประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๕ (๘) ไว้ด้วย ศาลจะพิพากษาลงโทษจําเลย ฐานลักทรัพย์ในเคหสถาน ได้หรือไม่ ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๓๕๒/๒๕๖๖ โจทก์ไม่ได้กล่าวบรรยายในคําฟ้องว่าจําเลยทั้งสองเข้าไปลักทรัพย์ในเคหสถานอันจะเป็น ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๕ (๘) ศาลจะพิพากษาลงโทษจําเลยทั้งสองตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๕ (๘) ไม่ได้ แม้คําขอท้ายฟ้องของโจทก์จะระบุอ้างประมวล กฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๕ (๘) ไว้ด้วยก็ตาม เป็นการพิพากษาเกินคําขอหรือที่มิได้กล่าว ในฟ้อง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๒ วรรคหนึ่ง ปัญหา ดังกล่าวนี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จําเลยที่ ๑ ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวมาแล้ว ในชั้นอุทธรณ์ จําเลยที่ ๑ ยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕ แม้จําเลยที่ ๒ ไม่ได้ยื่นฎีกาด้วย แต่การที่ จําเลยทั้งสองกระทําความผิดร่วมกันเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดีศาลฎีกาย่อมมีอํานาจ พิพากษาไม่ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๕ (๘) ตลอดไปถึงจําเลยที่ ๒ ที่มิได้ ฎีกาด้วยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๓ ประกอบมาตรา ๒๒๕ ",วิ.อาญา,,,,,,, 77,14,,ศาลชั้นต้นแจ้งรายงานการสืบเสาะและพินิจจําเลยของเจ้าพนักงานคุมประพฤติ ให้จําเลยทราบในวันนัดฟังคําพิพากษา จําเลยแถลงขอถอนข้อความที่เคยให้ไว้ต่อพนักงานคุมประพฤติ ที่เป็นไปในเชิงปฏิเสธหรือขัดแย้งกับคํารับสารภาพของจําเลย โดยยังคงยืนยันให้การรับสารภาพ จําเลย จะฎีกายกข้อเท็จจริงตามรายงานการสืบเสาะและพินิจขึ้นอ้างเพื่อให้ศาลพิพากษายกฟ้อง ได้หรือไม่ ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๓๓๗/๒๕๖๖ ที่จําเลยฎีกาว่า แม้จําเลยจะให้การรับสารภาพ แต่เมื่อการกระทําของจําเลยไม่เป็น ความผิดฐานพาอาวุธปืนฯ ศาลก็ชอบที่จะพิพากษายกฟ้องในข้อหานี้ตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๘๕ โดยจําเลยอ้างว่า จําเลยให้ถ้อยคําต่อพนักงานคุมประพฤติ ว่าจําเลยไม่เคยพกพาอาวุธปืนของกลาง แต่จําเลยเป็นผู้พาเจ้าพนักงานตํารวจไปตรวจยึดอาวุธปืน ของกลางได้จากที่ซุกซ่อน ตามรายงานการสืบเสาะและพินิจจําเลยของพนักงานคุมประพฤติ เห็นว่า แม้จะได้ความตามรายงานการสืบเสาะและพินิจจําเลยของพนักงานคุมประพฤติ ดังที่จําเลยอ้าง แต่เมื่อศาลชั้นต้นแจ้งรายงานนี้ให้จําเลยทราบในวันนัดฟังคําพิพากษา จําเลยกลับ แถลงขอถอนข้อความที่เคยให้ถ้อยคําไว้ต่อพนักงานคุมประพฤติที่เป็นไปในเชิงปฏิเสธหรือขัดแย้งกับคํารับสารภาพของจําเลยโดยยังคงยืนยันให้การรับสารภาพเช่นเดิม ตามรายงานกระบวน พิจารณาของศาลชั้นต้น เท่ากับข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติแน่ชัดว่าจําเลยกระทําความผิดตามฟ้อง ดังนี้ จําเลยจึงไม่อาจยกข้อเท็จจริงตามรายงานการสืบเสาะและพินิจจําเลยของพนักงานคุมประพฤติ ซึ่งขัดแย้งกับคําให้การรับสารภาพของจําเลยขึ้นอ้างเพื่อให้ศาลพิพากษายกฟ้องเพราะเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่าง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๕ วรรคหนึ่ง และมาตรา ๒๕๒ ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕ ",วิ.อาญา,,,,,,, 77,14,,ฟ้องโจทก์มิได้บรรยายว่าจําเลยลักกระเป๋าสตางค์ของผู้เสียหายโดยฉกฉวยเอาซึ่งหน้าและคําขอท้ายฟ้องมิได้ขอให้ลงโทษฐานวิ่งราวทรัพย์ หากทางพิจารณาได้ความว่าการกระทํา ของจําเลยเป็นความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ ศาลจะพิพากษาลงโทษจําเลยได้หรือไม่ ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๐๖๘/๒๕๖๖ ทางพิจารณาได้ความว่า จําเลยทําร้ายโจทก์ร่วมจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย เป็น ความผิดฐานทําร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายกระทงหนึ่ง และเมื่อจําเลยดึงเอา กระเป๋าสตางค์ของโจทก์ร่วมไปโดยฉกฉวยเอาซึ่งหน้าเป็นความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์อีกกระทงหนึ่ง แต่ฟ้องโจทก์มิได้บรรยายว่าจําเลยลักกระเป๋าสตางค์ของโจทก์ร่วมโดยฉกฉวยเอาซึ่งหน้า อันเป็นองค์ประกอบความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์และคําขอท้ายฟ้องมิได้ขอให้ลงโทษฐานวิ่งราวทรัพย์ ศาลไม่ชอบที่จะลงโทษฐานวิ่งราวทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๖ ได้ ตามประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๒ วรรคสี่ แต่ชอบที่จะปรับบทลงโทษฐานลักทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๔ ซึ่งเป็นความผิดที่ประกอบเป็นองค์ประกอบอย่างหนึ่ง ของความผิดฐานชิงทรัพย์ให้ถูกต้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๒ วรรคท้าย ,วิ.อาญา,,,,,,, 77,14,,คดีอาญาทั่วไป (ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน) ซึ่งต้องห้ามฎีกาในปัญหา ข้อเท็จจริง จําเลยยื่นคําร้องขอให้ศาลฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เป็นฎีกาที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๒๗๐/๒๕๖๖ จําเลยฎีกาว่า จําเลยมีอาวุธปืนของกลางซึ่งเป็นปืนแก๊ปเก่าเก็บไว้ในพื้นที่ที่จําเลยครอบครอง อยู่อาศัย มีไว้เพื่อป้องกันอันตราย ไม่เคยพกพาไปในเมืองหรือหมู่บ้านและขอให้รอการลงโทษ เป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการกําหนดโทษหรือการลงโทษของศาลอุทธรณ์ อันเป็นฎีกาในปัญหา ข้อเท็จจริง เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจําคุกจําเลย ๖ เดือน และศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตาม คําพิพากษาศาลชั้นต้น จึงเป็นการพิพากษาให้ลงโทษจําคุกจําเลยไม่เกิน ๕ ปี คดีจึงต้องห้ามฎีกา ในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๘ วรรคหนึ่ง เว้นแต่ถ้าผู้พิพากษาคนใดซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคําพิพากษาหรือทําความเห็นแย้งในศาลชั้นต้น หรือศาลอุทธรณ์พิเคราะห์เห็นว่าข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสําคัญอันควรสู่ศาลสูงสุดและอนุญาต ให้ฎีกา หรืออธิบดีกรมอัยการลงลายมือชื่อรับรองในฎีกาว่ามีเหตุอันควรที่ศาลสูงสุดจะได้วินิจฉัย ก็ให้รับฎีกานั้นไว้พิจารณาต่อไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๑ ซึ่ง คดีนี้เป็นคดีอาญาทั่วไปมิได้มีบทบัญญัติให้การฎีกาจะกระทําได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจาก ศาลฎีกา การฎีกาจึงอยู่ในบังคับตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๖ และตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๑ ที่กําหนดให้ จําเลยต้องยื่นคําร้องพร้อมกับคําฟ้องฎีกาต่อศาลชั้นต้นขอให้ผู้พิพากษาคนใดคนหนึ่งซึ่งพิจารณา หรือลงชื่อในคําพิพากษาหรือทําความเห็นแย้งในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์อนุญาตให้จําเลยฎีกา ในปัญหาข้อเท็จจริงได้ การที่จําเลยยื่นคําร้องขอให้ศาลที่พิจารณาคดีนี้และศาลฎีกาอนุญาต ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง โดยมิได้ยื่นเป็นคําร้องขอให้ผู้พิพากษาดังกล่าวรับรองให้ฎีกา คําร้องขออนุญาตฎีกาของจําเลยจึงเป็นคําร้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญา มาตรา ๒๒๑ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับการไม่ปฏิบัติตาม บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาว่าด้วยฎีกา ศาลฎีกายกขึ้นพิจารณาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕ เมื่อจําเลยมิได้ขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคําพิพากษาในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง หรืออัยการสูงสุดลงลายมือชื่อรับรองในฎีกาว่ามีเหตุอันสมควร ที่ศาลสูงสุดจะได้วินิจฉัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๑ ฎีกาของ จําเลยในคดีส่วนนี้จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามบทบัญญัติดังกล่าว การที่ศาลชั้นต้น รับฎีกาของจําเลยในคดีส่วนนี้มาจึงไม่ชอบ",วิ.อาญา,,,,,,, 77,15,,ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นมีคําสั่งในคําร้องขอให้รับรองอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงว่าอุทธรณ์ของจําเลยมีเหตุอันควรอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้ มิได้มีคําสั่งใน อุทธรณ์ ดังนี้ เป็นการรับรองอุทธรณ์โดยชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๔ หรือไม่ ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๗๘๓/๒๕๖๖ โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ครอบครองที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) จําเลย เช่าที่ดินบางส่วนของโจทก์เพื่อก่อสร้างบ้านและประกอบกิจการค้าขาย ต่อมาจําเลยผิดนัด ไม่ชําระค่าเช่าแก่โจทก์ ขอให้บังคับจําเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ขนย้ายทรัพย์สินและบริวาร ออกจากที่ดินพิพาท และชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ จําเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอํานาจฟ้อง เนื่องจากที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณะอยู่ในความดูแลของเทศบาลตําบล จําเลยทําสัญญาเช่ากับโจทก์โดยสําคัญผิด กรณีจึงไม่มีข้อต่อสู้เรื่องกรรมสิทธิ์เป็นคดีฟ้องขอให้ปลดเปลื้องทุกข์ อันไม่อาจคํานวณเป็นราคาเงินได้ และเป็นคดีฟ้องขับไล่บุคคลใด ๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์ แม้โจทก์จะกล่าวอ้างเรียกค่าเช่าเดือนละ ๕,๐๐๐ บาท แต่ศาลชั้นต้นกําหนดค่าเสียหาย ให้โจทก์ เดือนละ ๓,๐๐๐ บาท จึงถือได้ว่าที่ดินพิพาทอาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคําฟ้อง ไม่เกินเดือนละ ๓,๐๐๐ บาท เมื่อเป็นคดีฟ้องขับไล่บุคคลใด ๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์ อันมีค่าเช่าหรืออาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคําฟ้องไม่เกินเดือนละ ๔,๐๐๐ บาท และในส่วนที่ ศาลชั้นต้นกําหนดให้จําเลยชําระเงินแก่โจทก์ ๑๘,๐๐๐ บาท ทุนทรัพย์ที่พิพาทใน ชั้นอุทธรณ์ไม่เกิน ๕๐,๐๐๐ บาท จึงต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๔ วรรคหนึ่งและวรรคสอง และอุทธรณ์ของจําเลยเป็นการโต้แย้งดุลพินิจ ในการรับฟังพยานหลักฐานอันเป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงที่ต้องห้ามตามกฎหมาย หลังจากศาลชั้นต้นมีคําพิพากษาแล้ว ภายในกําหนดระยะเวลาอุทธรณ์ จําเลย ยื่นคําร้องขอให้ศาลชั้นต้นรับรองอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีใน ศาลชั้นต้นมีคําสั่งในคําร้องดังกล่าวว่า “พิเคราะห์แล้ว ข้อที่ตัดสินเป็นปัญหาสําคัญมีเหตุ อันควรอุทธรณ์ จึงรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง” และมีคําสั่งในอุทธรณ์ในวันเดียวกันว่า “จําเลยยื่นอุทธรณ์ภายในระยะเวลาที่ได้รับอนุญาต รับอุทธรณ์จําเลย..” จากถ้อยคําการรับรอง อุทธรณ์ของผู้พิพากษาศาลชั้นต้นที่นั่งพิจารณาคดีดังกล่าว จะเห็นได้อย่างแจ้งชัดว่าเป็นการ รับรองว่าอุทธรณ์ของจําเลยมีเหตุอันควรอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้ อันถือว่าเป็นการรับรองอุทธรณ์โดยชัดแจ้งแล้ว ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 77,15,,"โจทก์ฟ้องขอให้จําเลยไปจดทะเบียนแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวม จําเลยให้การว่า ผู้มีชื่อในโฉนดที่ดินเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินแทนจําเลย ฝ่ายใดมีภาระการพิสูจน์ จําเลยให้การว่าผู้มีชื่อในโฉนดที่ดินถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินแทนจําเลย จะอุทธรณ์ฎีกาว่า ผู้มีชื่อในโฉนดที่ดินถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินแทนบุคคลอื่น ได้หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๘๓/๒๕๖๖ น. มีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับจําเลยในที่ดินพิพาท ตามสําเนาโฉนดที่ดิน และ สําเนาบันทึกข้อตกลงเรื่องกรรมสิทธิ์รวมมีค่าตอบแทน น. ย่อมได้ประโยชน์จากข้อสันนิษฐาน ของกฎหมาย ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๒๗ และ ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๗๓ ว่า น. เป็น ผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับจําเลยในที่ดินพิพาท เมื่อโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของ น. ฟ้องจําเลย โดยขอบังคับจําเลยให้ร่วมกับโจทก์ไปดําเนินการจดทะเบียนแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมของแต่ละคนในที่ดินพิพาท จําเลยกล่าวอ้างว่า น. มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแทนจําเลย จําเลย จึงมีภาระการพิสูจน์ แม้โจทก์รับว่า น. มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแทนผู้อื่นก็ตาม แต่เป็นข้อเท็จจริง คนละส่วนกันกับการที่ น. ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแทนจําเลยหรือไม่ ไม่มีผลทําให้ที่ดิน พิพาทตกเป็นของจําเลยแต่เพียงผู้เดียว เมื่อจําเลยอ้างว่า น. มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแทนจําเลย จําเลยจึงมีภาระการพิสูจน์ จําเลยมิได้ให้การต่อสู้คดีและบรรยายในฟ้องแย้งของจําเลยว่า น. ถือกรรมสิทธิ์รวม ในที่ดินพิพาทแทนบุคคลอื่น แต่ให้การยืนยันว่า น. ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแทนจําเลย และขอให้บังคับโจทก์ถอนชื่อ น. ออกจากที่ดินพิพาท การที่จําเลยกลับมากล่าวอ้างเรื่อง ดังกล่าวในฎีกา เป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็นและขัดกับคําให้การของจําเลย จึงเป็นข้อที่ มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๕ วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา ๒๕๒ ศาลอุทธรณ์ภาค ๔. พิพากษากลับคําพิพากษาศาลชั้นต้น โดยกําหนดให้ค่าฤชา ธรรมเนียมฟ้องแย้งในศาลชั้นต้นเป็นพับ แต่มิได้มีคําสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมศาลชั้นต้น ในส่วนฟ้องโจทก์ เป็นการไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา ๑๖๗ วรรคหนึ่ง ศาลฎีกามีอํานาจ แก้ไขให้ถูกต้อง โจทก์ฟ้องจําเลยขอแบ่งกรรมสิทธิ์รวม จําเลยให้การว่า ที่ดินเป็นของจําเลย เป็นการต่อสู้กรรมสิทธิ์ และฟ้องแย้งให้โจทก์จดทะเบียนถอนชื่อ น. ออกจากที่ดินพิพาท และใส่ชื่อจําเลยถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแต่เพียงผู้เดียว ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ จดทะเบียนถอนชื่อ น. ออกจากที่ดินพิพาท เมื่อโจทก์อุทธรณ์จึงต้องเสียค่าขึ้นศาลทั้งในส่วน ฟ้องของโจทก์และในส่วนฟ้องแย้งที่แพ้คดีแก่จําเลย ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 77,15,,"โจทก์ฟ้องขอให้เปิดทางจําเป็น จําเลยให้การปฏิเสธ ข้อเท็จจริงว่าที่ดินโจทก์ ไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ ฝ่ายใดมีภาระการพิสูจน์ คดีฟ้องเรียกโฉนดที่ดินคืน จําเลยให้การว่ามีสิทธิยึดหน่วงโฉนดที่ดิน ไม่ต้องคืนโฉนด ที่ดินแก่โจทก์ ฝ่ายใดมีภาระการพิสูจน์","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๘๙/๒๕๖๖ โจทก์ฟ้องขอให้เปิดทางจําเป็นเนื่องจากมีการแบ่งกรรมสิทธิ์รวมแล้วทําให้ที่ดินแปลงของโจทก์ไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๕๐ จําเลยทั้งสองให้การว่า ที่ดินของโจทก์มีทางออกด้านหลังซึ่งเชื่อมติดต่อกับถนนสาธารณะและด้านข้างติดกับคลองซึ่งเป็นคลองสาธารณะสามารถใช้เรือสัญจรไปมาผ่านเข้าออกทางน้ำได้เท่ากับโจทก์กล่าวอ้างข้อเท็จจริงว่าโจทก์ไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ โจทก์มีภาระการพิสูจน์ ข้อเท็จจริงให้เห็นดังที่อ้าง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๘๔/๑ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๕๒๐/๒๕๖๖ คดีมีประเด็นตามคําฟ้องของโจทก์ว่า จําเลยที่ ๑ และที่ ๒ จะต้องคืนโฉนดที่ดิน พิพาทของโจทก์หรือไม่ จําเลยที่ ๑ ให้การว่า โจทก์จ้างจําเลยที่ เป็นกรรมการโจทก์และ ให้จําเลยที่ ๑ ดําเนินการแบ่งแยกโฉนดที่ดินของโครงการ ซ. กว่า ๓๐ แปลง ซึ่งรวมที่ดิน พิพาทด้วย จําเลยที่ ๑ มีสิทธิยึดหน่วงโฉนดที่ดินพิพาทจนกว่าจําเลยที่ ๑ จะได้รับชําระหนี้ จากโจทก์ เป็นกรณีที่จําเลยที่ ๑ รับว่าโฉนดที่ดินพิพาทอยู่ในความครอบครองของจําเลย ที่ ๑ และจําเลยที่ ๑ กล่าวอ้างข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ว่าตนมีสิทธิยึดหน่วงเพื่อให้ตนพ้น ความรับผิดโดยไม่ต้องคืนโฉนดที่ดินพิพาทแก่โจทก์ ภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงตกแก่จําเลยที่ ๑ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๘๔/๑ จําเลยที่ ๑ มีหน้าที่ต้อง นําสืบพยานหลักฐานให้รับฟังได้ตามข้อกล่าวอ้างของตน ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 77,15,,"สัญญาซื้อขายระบุว่าผู้ซื้อได้ชําระและผู้ขายได้รับชําระเงินครบถ้วนแล้ว เป็นเงินสด ผู้ขายจะนําสืบว่าได้รับชําระเป็นเงินสดบางส่วน ส่วนที่เหลือผู้รับมอบอํานาจจาก ผู้ซื้อชําระโดยสั่งจ่ายเช็ค แต่เช็คเรียกเก็บเงินไม่ได้ เป็นการนําสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความ ในเอกสารหรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๔๐/๒๕๖๖ การซื้อขายที่ดินเป็นการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งกฎหมายบังคับว่าต้องทําเป็นหนังสือ และจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๕๖ จึงเป็นกรณีที่กฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความแพ่ง มาตรา ๙๔ แม้สําเนาหนังสือสัญญาขาย ข้อ ๒ ระบุว่า ผู้ซื้อได้ชําระและผู้ขาย ได้รับชําระเงินครบถ้วนแล้ว และโจทก์เขียนข้อความด้านหลังเอกสารดังกล่าวว่า โจทก์ได้รับ เงินจากการขายที่ดิน จํานวนเงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท ครบแล้วเป็นเงินสดก็ตาม แต่การที่ โจทก์อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า ในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท โจทก์ได้รับ ชําระเงินสด ๕๐๐,๐๐๐ บาท ส่วนค่าที่ดินส่วนที่เหลือ ป. ผู้รับมอบอํานาจของจําเลย ชําระโดยสั่งจ่ายเช็คจํานวนเงิน ๑,๔๑๑,๐๐๐ บาท เป็นการนําสืบอธิบายข้อความเกี่ยวกับ วิธีการชําระหนี้ว่า ได้รับชําระราคาเป็นเงินสดบางส่วน และส่วนที่เหลือได้รับชําระเป็นเช็ค แต่เรียกเก็บเงินตามเช็คมิได้ มิใช่เป็นการนําสืบแก้ไขเปลี่ยนแปลงเอกสารซึ่งต้องห้ามตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๙๔ ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 77,16,,พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจําเลยในความผิดฐานกระทํา อนาจาร พยายามกระทําชําเรา และกระทําชําเราผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็กหญิงอายุ ๙ ปีเศษ โดยผู้เสียหายไม่ยินยอมและผู้เสียหายมีมารดาเป็นผู้แทนโดยชอบธรรม ดังนี้ จะมีการร้องขอ ให้ตั้งผู้แทนเฉพาะคดีได้หรือไม่ และหากศาลมีคําสั่งตั้งผู้แทนเฉพาะคดี มารดาของผู้เสียหาย จะมีอํานาจจัดการแทนผู้เสียหาย หรือไม่ ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๕๓๖/๒๕๖๕ พนักงานอัยการโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจําเลยในความผิดฐานกระทําอนาจาร พยายามกระทําชําเรา และกระทําชําเราผู้เสียหาย ผู้เสียหายเท่านั้นเป็นบุคคลที่ได้รับ ความเสียหายเนื่องจากการกระทําความผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒ (๔) ผู้คัดค้านซึ่งเป็นมารดาผู้เสียหายไม่ใช่ผู้เสียหาย แต่ผู้คัดค้านในฐานะ ผู้แทนโดยชอบธรรมมีอํานาจจัดการแทนผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๕ (๑) และมีสิทธิยื่นคําร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ แทนผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓ (๒) ในคดีอาญาซึ่งผู้เสียหายเป็นผู้เยาว์ แม้ผู้แทนโดยชอบธรรมมีอํานาจจัดการแทน ผู้เสียหาย แต่หากปรากฏว่าผู้แทนโดยชอบธรรมมีผลประโยชน์ขัดกันกับผู้เสียหาย ญาติของผู้นั้นหรือผู้มีประโยชน์เกี่ยวข้องอาจร้องต่อศาลขอให้ตั้งเขาเป็นผู้แทนเฉพาะคดีก็ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๖ วรรคหนึ่ง ซึ่งการที่ศาลจะตั้งผู้หนึ่งผู้ใดเป็นผู้แทนเฉพาะคดีก็โดยคํานึงถึงประโยชน์เฉพาะตัวของผู้เสียหาย ผู้คัดค้านมารดาผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้เยาว์มีผลประโยชน์ขัดกันกับผู้เสียหาย กรณีมี ความจําเป็นต้องตั้งผู้แทนเฉพาะคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๖ คําสั่งของศาลล่างทั้งสองตั้งผู้ร้องซึ่งเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายเป็นผู้แทนเฉพาะคดีถือได้ว่าเป็นประโยชน์แก่ตัวผู้เสียหาย และมีผลทําให้ผู้คัดค้านไม่มีอํานาจจัดการแทน ผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๕ (๑) และไม่มีสิทธิยื่นคําร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการแทนผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓ (๒) อีกต่อไป ",วิ.อาญา,,,,,,, 77,16,,โทรศัพท์จากต่างประเทศหลอกลวงผู้เสียหายให้โอนเงินเข้าบัญชีธนาคาร ของคนร้าย เป็นความผิดที่กระทํานอกราชอาณาจักรซึ่งอัยการสูงสุดจะมอบหมายให้ พนักงานสอบสวนเป็นผู้รับผิดชอบทําการสอบสวนแทน หรือไม่ ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๘๒/๒๕๖๕ โจทก์บรรยายฟ้องและนําสืบว่า จําเลยทั้งเจ็ดกับพวกร่วมกันกระทําความผิดฐาน มีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชน และฐานร่วมกันพยายามฉ้อโกงประชาชนด้วยการโทรศัพท์จากต่างประเทศหลอกลวงให้ผู้เสียหายโอนเงิน เข้าบัญชีธนาคารของคนร้าย เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ ๑ ถึงที่ ๔ ที่ ๖ และที่ ๗ หลงเชื่อ โอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของคนร้าย การกระทําทั้งหมดตั้งแต่โทรศัพท์จากต่างประเทศ หลอกลวงผู้เสียหายทั้งเจ็ดจนกระทั่งผู้เสียหายที่ ๑ ถึงที่ ๔ ที่ ๖ และที่ ๗ โอนเงินเข้า บัญชีธนาคารของคนร้าย เป็นความผิดที่กระทํานอกราชอาณาจักร ตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๐ วรรคหนึ่ง เมื่อพันตํารวจเอก ส. เสนอความเห็นต่อ อัยการสูงสุดและอัยการสูงสุดได้แต่งตั้งให้พันตํารวจเอก ส. กับพวกเป็นพนักงานสอบสวน คดีนี้ ถือว่าพันตํารวจเอก ส. กับพวกมีอํานาจทําการสอบสวนตามมาตรา ๒๐ วรรคหนึ่ง การสอบสวนชอบด้วยกฎหมาย โจทก์มีอํานาจฟ้อง,วิ.อาญา,,,,,,, 77,16,,"พนักงานสอบสวนตั้งคําถามผ่านนักสังคมสงเคราะห์ให้เป็นผู้ตั้งคําถาม ผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็กอายุ ๑๐ ปีเศษ ในความผิดเกี่ยวกับเพศ การสอบสวนชอบด้วย กฎหมายหรือไม่ บิดามารดาของผู้เสียหายหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากันโดยให้มารดาเป็น ผู้ใช้อํานาจปกครอง การที่ผู้เสียหายโดยบิดาขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการและขอให้จําเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ชอบหรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๒๑๗/๒๕๖๕ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๓๓ ทวิ การสอบปากคํา ผู้เสียหายที่เป็นเด็กอายุไม่เกินสิบแปดปีในคดีความผิดเกี่ยวกับเพศ หากนักจิตวิทยาหรือ นักสังคมสงเคราะห์เห็นว่าคําถามที่อาจกระทบกระเทือนต่อจิตใจเด็กอย่างรุนแรงให้พนักงาน สอบสวนถามผ่านนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์เป็นการเฉพาะตามประเด็นคําถาม ของพนักงานสอบสวน ดังนั้น การที่พนักงานสอบสวนตั้งคําถามผ่านนักสังคมสงเคราะห์ ให้นักสังคมสงเคราะห์ถามโจทก์ร่วมในคําถามที่อาจกระทบกระเทือนต่อจิตใจเด็กอย่างรุนแรงนั้นชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๓๓ ทวิ แล้ว การสอบสวนจึงเป็นไปโดยชอบ โจทก์จึงมีอํานาจฟ้อง โจทก์ร่วมอายุ ๑๐ ปีเศษ ถูกจําเลยล่วงละเมิดทางเพศ มิได้ถูกทําร้ายถึงตาย หรือบาดเจ็บจนไม่สามารถจะจัดการเองได้ การจะขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมได้ต้องกระทําโดย ผู้แทนโดยชอบธรรม กรณีเป็นบิดาต้องเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมาย เมื่อบิดาโจทก์ร่วม หย่าขาดกับมารดาโดยให้มารดาเป็นผู้ใช้อํานาจปกครอง บิดาโจทก์ร่วมจึงไม่ใช่ผู้แทน โดยชอบธรรมตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓ และมาตรา ๕ (๑) การที่โจทก์ร่วมโดยบิดาโจทก์ร่วมขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมและขอให้จําเลย ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนซึ่งศาลชั้นต้นสั่งอนุญาตนั้น มิได้เป็นไปตามบทบังคับอันว่าด้วย ความสามารถของบุคคลตามกฎหมาย แต่ว่าจะยกฟ้องหรือไม่รับพิจารณาเสียทีเดียวยัง ไม่ได้ ชอบที่จะสั่งให้แก้ไขความบกพร่องเสียก่อนตามนัยแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความแพ่ง มาตรา ๕๖ วรรคสอง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕ แต่เมื่อโจทก์ร่วมมิได้อุทธรณ์หรือฎีกา และจําเลยเพิ่งฎีกาขึ้นมา และคดี ไม่อาจทําให้คําวินิจฉัยของศาลฎีกาเกี่ยวกับปัญหาว่าจําเลยกระทําผิดตามฟ้องของโจทก์หรือไม่เปลี่ยนแปลงไป การจะสั่งให้แก้ไขอํานาจฟ้องของโจทก์ร่วมให้ถูกต้องเสียก่อน ในกรณีนี้จึงไม่จําเป็น เพราะไม่เกิดประโยชน์อย่างใด คดีในส่วนแพ่งที่ขอให้จําเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ซึ่งการพิจารณาคดีต้อง เป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งนั้น โจทก์ร่วมยื่นคําร้องขอให้บังคับจําเลย ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนรวม ๒ ฉบับ ศาลชั้นต้นมีคําสั่งให้รับคําร้องของโจทก์ร่วมโดย ส. ซึ่งเป็นบิดา แต่ไม่รับคําร้องอีกฉบับของโจทก์ร่วมโดย พ. ซึ่งเป็นมารดาผู้ใช้อํานาจปกครอง และเป็นผู้แทนโดยชอบธรรมของโจทก์ร่วมโดยไม่มีการอุทธรณ์คําสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าว และได้ดําเนินกระบวนพิจารณาต่อมา ทั้งโจทก์ร่วมโดย พ. ยังเคยขอให้ศาลชั้นต้นออก คําบังคับให้จําเลยปฏิบัติตามคําพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๗ ในคดีส่วนแพ่งด้วยต้องถือว่า พ. ผู้แทนโดยชอบธรรมของโจทก์ร่วมได้ให้ความยินยอมตามคําร้องโจทก์ ร่วมฉบับที่ศาลชั้นต้นมีคําสั่งให้รับคําร้องแล้ว จึงไม่ต้องมีคําสั่งกําหนดให้โจทก์ร่วมแก้ไข ข้อบกพร่องในเรื่องความสามารถตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๖ วรรคสอง ",วิ.อาญา,,,,,,, 77,16,,ฟ้องว่าจําเลยเจตนาใช้มือผลักโจทก์จนล้มลง ทําให้เกิดบาดแผลที่แขน และขา ได้รับอันตรายแก่กาย ทางพิจารณาได้ความว่า จําเลยได้กระทําโดยประมาทเป็นเหตุ ให้โจทก์ล้มลงกระแทกขอบบันไดและราวบันได ได้รับอันตรายแก่กาย เป็นการต่างกัน ในข้อสาระสําคัญ หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๔๕/๒๕๖๕ ทางพิจารณาได้ความว่า จําเลยกระทําโดยประมาทเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับอันตราย แก่กาย แม้จะแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้องว่าจําเลยเจตนาผลักทําร้ายโจทก์ แต่เป็นเพียงรายละเอียดที่ต่างกันระหว่างการกระทําผิดโดยเจตนากับประมาท มิให้ถือว่าต่างกันในข้อสาระสําคัญ ทั้งมิให้ถือว่าข้อที่พิจารณาได้ความนั้นเป็นเรื่องเกินคําขอหรือ เป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษและจําเลยมิได้หลงต่อสู้ และความผิดฐานกระทํา โดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๙๐ มีโทษน้อยกว่าอัตราโทษตามความผิดที่โจทก์ฟ้อง ศาลย่อมลงโทษจําเลย ตามความผิดที่พิจารณาได้ความได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๒ วรรคสาม ,วิ.อาญา,,,,,,, 76,1,,พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจําเลยข้อหาพยายามฆ่า ผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ไม่ได้ฟ้องขอให้ลงโทษจําเลยในความผิดฐานทําให้เสียทรัพย์ มาด้วย ผู้เสียหายจะยื่นคําร้องขอให้บังคับจําเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในส่วนค่า ซ่อมรถยนต์ที่ได้รับความเสียหายอันเนื่องมาจากการกระทําของจําเลยที่ใช้อาวุธปืนยิง ผู้เสียหายขณะขับรถยนต์ กระสุนปืนทะลุกระจกรถและตัวรถ ได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๙๔๓/๒๕๖๖ (ประชุมใหญ่) คดีส่วนแพ่ง โจทก์ร่วม ยื่นคําร้องขอให้บังคับจําเลยทั้งสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนอันเนื่องมาจากการกระทํา ของจําเลยทั้งสองในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญา มาตรา ๔๔/๑ ซึ่งคดีอาญาพนักงานอัยการโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจําเลย ทั้งสองในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน คดีส่วนแพ่งโจทก์ร่วมยื่นคําร้อง ขอเรียกค่าเสียหายแก่ร่างกายและค่าซ่อมรถยนต์ของโจทก์ร่วม อันเนื่องมาจากการกระทํา ความผิดของจําเลยทั้งสองดังกล่าว กรณีจึงเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาในการ พิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจําต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคําพิพากษาคดีส่วนอาญา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๔๖ เมื่อข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏ ในคําพิพากษาคดีส่วนอาญาว่า จําเลยที่ ๑ ขับรถจักรยานยนต์มีจําเลยที่ ๒ นั่งซ้อนท้าย ใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วมขณะขับรถยนต์ กระสุนปืนทะลุกระจกและตัวรถถูกโจทก์ร่วม ที่แขนซ้ายเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมได้รับอันตรายสาหัส ต้องตัดแขนซ้ายและพิการไปตลอดชีวิต และรถยนต์ของโจทก์ร่วมได้รับความเสียหาย ถือได้ว่าเป็นการกระทําละเมิดแก่ร่างกาย และทรัพย์สินของโจทก์ร่วมจากเหตุการณ์หรือกรรมเดียวกัน จําเลยทั้งสองต้องร่วมกันใช้ ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้นแก่โจทก์ร่วม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๒๐ และมาตรา ๔๓๒ ที่ศาลล่างทั้งสองกําหนดค่าสินไหมทดแทนให้จําเลยทั้งสอง ร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่ร่างกายโจทก์ร่วมมานั้นชอบแล้ว ส่วนค่าเสียหายแก่ ทรัพย์สินที่เป็นค่าซ่อมรถยนต์ของโจทก์ร่วมนั้น มีปัญหาว่า คดีนี้พนักงานอัยการโจทก์ ไม่ได้ฟ้องขอให้ลงโทษจําเลยทั้งสองในความผิดฐานทําให้เสียทรัพย์ซึ่งเกิดแก่รถยนต์ ของโจทก์ร่วมมาด้วย โจทก์ร่วมชอบที่จะยื่นคําร้องขอให้บังคับจําเลยทั้งสองร่วมกัน ใช้ค่าสินไหมทดแทนในส่วนค่าซ่อมรถยนต์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๔๔/๑ ได้หรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า รถยนต์ ของโจทก์ร่วมได้รับความเสียหายเกิดจากการกระทําในเหตุการณ์หรือกรรมเดียวกับ ความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนที่พนักงานอัยการโจทก์ฟ้องขอให้ ลงโทษจําเลยทั้งสอง ถือเป็นการกระทําละเมิดในเหตุการณ์หรือกรรมเดียวกัน คดีนี้ โจทก์ร่วมใช้สิทธิยื่นคําร้องขอให้บังคับจําเลยทั้งสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในคดีที่พนักงาน อัยการเป็นโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๔๔/๑ ซึ่งเป็น บทบัญญัติที่มีเจตนารมณ์จะช่วยให้ผู้ที่ได้รับความเสียหายในทางแพ่งได้รับความสะดวก รวดเร็วในการได้รับชดใช้ค่าสินไหมทดแทน และไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการดําเนินคดีแพ่ง เป็นอีกคดีหนึ่ง ทั้งคดีแพ่งและคดีอาญาจะได้เสร็จสิ้นไปในคราวเดียวกัน โดยให้ผู้ที่ได้รับ ความเสียหายยื่นคําร้องเข้ามาในคดีอาญาดังที่ปรากฏในหมายเหตุท้ายพระราชบัญญัติ แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ ๒๔) พ.ศ. ๒๕๔๘ ความว่า เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจากการดําเนินคดีแพ่ง ที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญาบัญญัติให้พนักงานอัยการมีเพียงอํานาจในการเรียกทรัพย์สินหรือราคาแทน ผู้เสียหายในความผิดเกี่ยวกับทรัพย์บางประเภทเท่านั้น ผู้เสียหายซึ่งได้รับความเสียหายจากการกระทําความผิดของจําเลยต้องไปดําเนินคดีส่วนแพ่งเพื่อเรียกค่าสินไหมทดแทนอื่นด้วยตนเอง และต้องเสียค่าธรรมเนียมในการเรียกค่าสินไหมทดแทนอันเป็นภาระยิ่งขึ้นให้แก่ผู้เสียหาย ดังนั้น สมควรแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาให้ผู้เสียหายมีสิทธิ์ ยื่นคําร้องขอให้จําเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในคดีอาญาทุกประเภทที่พนักงานอัยการ เป็นโจทก์ต่อเนื่องไปได้เพื่อให้การพิจารณาคดีส่วนแพ่งเป็นไปโดยรวดเร็ว รวมทั้งยกเว้น ค่าธรรมเนียมสําหรับการดําเนินคดีดังกล่าวเพื่อลดภาระให้แก่ผู้เสียหาย จึงจําเป็นต้องตรา พระราชบัญญัตินี้ ดังนี้ แม้พนักงานอัยการโจทก์จะไม่ได้ฟ้องขอให้ลงโทษจําเลย ทั้งสองในความผิดฐานทําให้เสียทรัพย์มาด้วย แต่โจทก์ร่วมก็ได้ยื่นคําร้องขอให้บังคับ จําเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าซ่อมรถยนต์ ๑๕,๐๐๐ บาท คําร้อง ของโจทก์ร่วมดังกล่าวแสดงโดยแจ้งชัดถึงความเสียหายของรถยนต์โจทก์ร่วมที่ได้รับอันเนื่อง มาจากการกระทําโดยเหตุการณ์หรือกรรมเดียวกับความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดย ไตร่ตรองไว้ก่อนและไม่ขัดหรือแย้งกับคําฟ้องในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ทั้งประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๔๔/๑ ก็บัญญัติเพียงว่า ในคดีที่พนักงานอัยการ เป็นโจทก์ ถ้าผู้เสียหายมีสิทธิที่จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการกระทํา ความผิดของจําเลย ผู้เสียหายจะยื่นคําร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญาให้บังคับจําเลยชดใช้ ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนก็ได้ ไม่ได้บัญญัติถึงขนาดเป็นเงื่อนไขว่า ผู้เสียหายจะยื่น คําร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญาได้เฉพาะค่าสินไหมทดแทนในความผิดที่พนักงาน อัยการโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษเท่านั้น ดังนี้ เมื่อข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคําพิพากษา คดีส่วนอาญาว่า รถยนต์ของโจทก์ร่วมได้รับความเสียหายอันเนื่องมาจากการกระทํา ในเหตุการณ์หรือกรรมเดียวกับความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ แม้พนักงานอัยการโจทก์จะไม่ได้ฟ้องขอให้ลงโทษในความผิดฐาน ทําให้เสียทรัพย์ โจทก์ร่วมก็มีสิทธิยื่นคําร้องขอเรียกค่าซ่อมรถยนต์เข้ามาในคดีอาญานี้ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองกําหนดค่าสินไหมทดแทนให้จําเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าซ่อมรถยนต์ แก่โจทก์ร่วมมานั้นชอบแล้ว",วิ.อาญา,,,,,,, 76,1,,"เจ้าหนี้ตามคําพิพากษาในคดีก่อนสิ้นสิทธิบังคับคดีตามคําพิพากษา แล้ว ผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องซึ่งศาลอนุญาตให้สวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคําพิพากษาแทนจะนําคดีมาฟ้องลูกหนี้ตามคําพิพากษาให้ชําระหนี้ เช่นเดียวกับคดีก่อนได้หรือไม่ ",มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๗๓/๒๕๖๖ คดีก่อนธนาคาร ก. (มหาชน) เป็นโจทก์ฟ้อง เรียกให้ พ. ชําระหนี้พร้อมบังคับจํานอง เป็นการฟ้องโดยใช้สิทธิในฐานะเจ้าหนี้สามัญและ เจ้าหนี้จํานองเต็มตามสิทธิที่โจทก์ในคดีก่อนมีอยู่ ศาลชั้นต้นมีคําพิพากษาให้ พ. ชําระหนี้ และบังคับจํานอง หลังจากนั้น ธนาคาร ก. (มหาชน) โจทก์ในคดีก่อนได้โอนสิทธิ เรียกร้องที่มีต่อ พ. ให้แก่โจทก์ ศาลชั้นต้นมีคําสั่งให้โจทก์เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตาม คําพิพากษาแทนโจทก์ในคดีก่อน เช่นนี้ โจทก์เป็นผู้สืบสิทธิที่อยู่ในฐานะเดียวกับโจทก์ ในคดีก่อน เมื่อโจทก์ในคดีก่อนไม่ได้ร้องขอให้บังคับคดีตามคําพิพากษาจนล่วงพ้น ระยะเวลา ๑๐ ปี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗๑ (เดิม) จึงสิ้นสิทธิที่จะบังคับคดีตามคําพิพากษาอีกต่อไป และการที่โจทก์ในฐานะผู้สืบสิทธิของ โจทก์ในคดีก่อนน่าเรื่องเดิมมาฟ้องจําเลยในคดีนี้และขอให้บังคับจํานองอีก ถือได้ว่า โจทก์และจําเลยคดีนี้เป็นคู่ความเดียวกันกับโจทก์และจําเลยในคดีก่อน คดีนี้มีประเด็น ที่ต้องวินิจฉัยชี้ขาดเช่นเดียวกันกับคดีก่อนว่าโจทก์มีสิทธิบังคับจํานองทรัพย์จํานองนั้นหรือไม่ อันเป็นกรณีคู่ความเดียวกันรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุ อย่างเดียวกัน เป็นฟ้องซ้ําตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๘ แต่ในชั้นนี้ไม่ปรากฏว่าหนี้จํานองระงับสิ้นไป สิทธิของโจทก์ในฐานะจ้าหนี้ผู้รับจํานองยังคง มีอยู่และย่อมใช้ยันต่อลูกนี้จํานองได้ ,วิ.แพ่ง,,,,,,, 76,1,,ศาลมีคําพิพากษาถึงที่สุดว่าที่ดินพิพาทตกเป็นของจําเลยตามสัญญา ขายฝาก โจทก์จะมาฟ้องจําเลยอีกว่าสัญญาขายฝากเป็นโมฆียกรรมได้หรือไม่ ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๕๘๗/๒๕๖๖ คดีก่อนศาลมีคําพิพากษาถึงที่สุดว่าโจทก์ ทําสัญญาขายฝากที่ดินพิพาทแล้วไม่ไถ่คืนตามสัญญา ที่ดินพิพาทตกเป็นของจําเลย โจทก์ย่อมต้องผูกพันตามผลของคําพิพากษาในคดีก่อน การที่โจทก์กลับมาฟ้องใหม่เป็นคดี นี้อ้างว่าสัญญาขายฝากที่ดินพิพาทเป็นโมฆยะกรรมเป็นการรื้อร้องฟ้องคดีที่ศาลในคดีก่อนได้วินิจฉัยและมีคําพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ฟ้องคดีนี้ของโจทก์เป็นฟ้องซ้ําต้องห้าม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๘ ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 76,2,,คําฟ้องของพนักงานอัยการโจทก์ปรากฏลายมือชื่อผู้เรียงและพิมพ์ แต่ไม่ปรากฏลายมือชื่อโจทก์ ทั้งศาลชั้นต้นมีคําพิพากษาแล้ว แต่คดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของ ศาลอุทธรณ์ ดังนี้ ศาลอุทธรณ์มีอํานาจให้ศาลชั้นต้นสั่งให้โจทก์แก้ฟ้องโดยให้โจทก์ลงลายมือชื่อ ในคําฟ้องให้ถูกต้อง ได้หรือไม่ ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๙๐/๒๕๖๖ คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกา ของจําเลยที่ ๑ ว่า โจทก์มิได้ลงลายมือชื่อในฟ้องนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยจําเลยที่ ๑ ฎีกาว่า การที่โจทก์มิได้ลงลายมือชื่อในฟ้องเป็นฟ้องที่ไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญา มาตรา ๑๕๘ (๗) ทั้งศาลชั้นต้นได้มีคําพิพากษาแล้ว ย่อมล่วงเลยเวลาที่จะสั่งให้ โจทก์แก้ไขฟ้องให้ถูกต้องหรือสั่งไม่ประทับฟ้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๖๑ วรรคหนึ่ง นั้น ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธี พิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕๘ บัญญัติว่า “ฟ้องต้องทําเป็นหนังสือและมี (๗) ลายมือชื่อ โจทก์ ผู้เรียง ผู้เขียนหรือพิมพ์ฟ้อง” และมาตรา ๑๖๑ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “ถ้าฟ้องไม่ถูกต้อง ตามกฎหมาย ให้ศาลสั่งโจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้อง หรือยกฟ้อง หรือไม่ประทับฟ้อง” ซึ่งคําว่า “ฟ้องไม่ถูกต้องตามกฎหมาย..” ตามที่บัญญัติในมาตรา ๑๖๑ วรรคหนึ่ง นั้น หมายถึง กรณีที่ ศาลตรวจคําฟ้องของโจทก์แล้ว ปรากฏว่าคําฟ้องที่ยื่นนั้นโจทก์กระทําไม่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ ว่าด้วยเขตอํานาจศาลที่ยื่นฟ้องตามมาตรา ๑๕๗ หรือกระทําไม่ถูกต้องตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ ในมาตรา ๑๕๘ (๑) ถึง (๗) มาตรา ๑๕๙ และมาตรา ๑๖๐ หากผลการตรวจคําฟ้องปรากฏว่า คําฟ้องของโจทก์ไม่ถูกต้องตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ดังกล่าว ศาลย่อมมีอํานาจสั่งอย่างใดอย่างหนึ่ง ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๖๑ วรรคหนึ่ง ดังนั้น เมื่อตามฟ้องโจทก์ปรากฏลายมือชื่อผู้เรียง และผู้พิมพ์แล้ว แต่ไม่ปรากฏลายมือชื่อโจทก์อันเป็นฟ้องที่ไม่ถูกต้องตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕๘ (๒) ก็ตาม แต่ก็ถือว่าเป็นข้อผิดพลาดเล็กน้อยที่ศาล สามารถสั่งให้แก้ไขได้ การที่ศาลชั้นต้นรับฟ้องโดยไม่มีลายมือชื่อโจทก์ตามบทบัญญัติแห่ง ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕๘ (๒) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณา คดียาเสพติด พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๓ และมิได้มีคําสั่งให้โจทก์ลงลายมือชื่อในฟ้องให้ถูกต้อง เสียก่อน จึงเป็นข้อผิดพลาดที่สามารถให้แก้ไขให้ถูกต้องได้ แต่เมื่อคดีขึ้นสู่การพิจารณาของ ศาลอุทธรณ์โดยจําเลยที่ ๑ ยื่นคําแถลงประกอบอุทธรณ์ จําเลยที่ ๒ ยื่นคําแก้อุทธรณ์และ ศาลอุทธรณ์ตรวจสํานวนพบข้อผิดพลาดของโจทก์และศาลชั้นต้นดังกล่าว โดยศาลอุทธรณ์ยัง มิได้วินิจฉัยเนื้อหาแห่งคดีแล้ว ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๖๑ วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ศาลสั่งโจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้องได้โดยมิได้กําหนดระยะเวลาสิ้นสุดไว้ เช่นนี้ ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอํานาจที่จะให้ศาลชั้นต้นสั่งโจทก์แก้ไขฟ้องโดยให้โจทก์ลงลายมือชื่อ ในคําฟ้องให้ถูกต้องได้ การที่ศาลอุทธรณ์ส่งสํานวนคืนศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นดําเนินการให้โจทก์ แก้ไขข้อบกพร่องดังกล่าวภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกําหนดเสร็จแล้วให้ส่งสํานวนคืน ศาลอุทธรณ์เพื่อดําเนินการต่อไป จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๖๑ วรรคหนึ่ง และมาตรา ๒๑๕ ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๓ แล้ว ",วิ.อาญา,,,,,,, 76,2,,ศาลชั้นต้นยกคําร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ ผู้ร้องจะอุทธรณ์ คําสั่งศาลชั้นต้นได้ทันทีหรือไม่ ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๕๐/๒๕๖๖ คําสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ยกคําร้องขอเข้าร่วม เป็นโจทก์ของผู้ร้องมีผลทําให้คําร้องของผู้ร้องเสร็จสํานวนไปจากศาล ไม่ใช่คําสั่งระหว่างพิจารณา ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์คําสั่งนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๖ ผู้ร้อง ชอบที่จะอุทธรณ์คําสั่งศาลชั้นต้นได้ทันที แต่ต้องอุทธรณ์ภายในกําหนดหนึ่งเดือนตามประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๘ มิฉะนั้นคดีของผู้ร้องในส่วนของคําขอเข้าร่วม เป็นโจทก์เป็นอันยุติตามคําสั่งของศาลชั้นต้น ,วิ.อาญา,,,,,,, 76,2,,ในวันนัดพร้อมเพื่อคุ้มครองสิทธิ สอบคําให้การ ตรวจพยานหลักฐานและ ไกล่เกลี่ย จําเลยไม่ไปศาลตามกําหนด ศาลชั้นต้นออกหมายจับและปรับผู้ประกัน จําเลยอุทธรณ์ คําสั่งศาล ได้หรือไม่ ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๙๕/๒๕๖๖ ในวันนัดพร้อมเพื่อคุ้มครองสิทธิ สอบคําให้การ ตรวจพยานหลักฐานและไกล่เกลี่ย ศาลชั้นต้นเห็นว่า กรณีมีเหตุอันควรเชื่อว่าจําเลยจงใจ หลีกเลี่ยงไม่มาศาล ให้ออกหมายจับจําเลยและปรับผู้ประกันเต็มตามสัญญาประกัน คําสั่งของ ศาลชั้นต้นเป็นคําสั่งที่ไม่ทําให้ประเด็นแห่งคดีเสร็จไป จึงเป็นคําสั่งระหว่างพิจารณา จําเลย อุทธรณ์คําสั่งระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น โดยไม่ได้มีอุทธรณ์คําพิพากษาของศาลชั้นต้นด้วย จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๖ ประกอบ พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. ๒๔๙๙ มาตรา ๔ ,วิ.อาญา,,,,,,, 76,2,,"คดีมีอัตราโทษจําคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจํา ทั้งปรับ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจําคุกและปรับ แต่ให้รอการลงโทษ โจทก์อุทธรณ์ในปัญหา ข้อเท็จจริง ได้หรือไม่ ฎีกาในข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ในคดีอาญาต้องห้ามตามบทกฎหมายมาตราใด","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๔๑๒/๒๕๖๖ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจําเลยตามพระราชบัญญัติ การเล่นแชร์ พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๑๗ มีระวางโทษจําคุกไม่เกินหกเดือนหรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ ศาลชั้นต้นพิพากษาจําคุก ๓ เดือน และปรับ ๑๕,๐๐๐ บาท โทษจําคุกให้รอ การลงโทษไว้มีกําหนด ๑ ปี ไม่ต้องห้ามโจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๓ ทวิ อุทธรณ์ของโจทก์กล่าวถึงพฤติการณ์ในการกระทําความผิดของจําเลยและก่อให้เกิด ความเสียหายของผู้ร่วมเล่นแชร์กับจําเลย เพื่อประกอบในการขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ ใช้ดุลพินิจ พิพากษาในการลงโทษหรือกําหนดโทษจําเลยสถานหนักและไม่รอการลงโทษจําคุก หาใช่นํามาเป็นพยานหลักฐานเพื่อลงโทษจําเลยไม่ จึงมิใช่เป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบ ในศาลชั้นต้นและไม่เป็นการรับฟังพยานหลักฐานนอกสํานวน ฎีกาของจําเลยที่ว่า การเล่นแชร์ของจําเลยกับสมาชิกเป็นนิติกรรมสัญญาอย่างหนึ่ง อันเกิดจากการตกลงกันระหว่างสมาชิกผู้เล่นซึ่งมีผลผูกพันและบังคับกันได้ตามกฎหมาย โดยกฎหมายบัญญัติรับรองให้ทําได้และกรณีของจําเลยเป็นเรื่องผิดสัญญากันในทางแพ่ง มีลักษณะเป็นการฎีกาโต้แย้งในทํานองว่าจําเลยไม่ได้กระทําความผิดตามฟ้องโจทก์ อันเป็นการขัดแย้งกับคําให้การรับสารภาพของจําเลย เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์ภาค ๖ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๕ วรรคหนึ่ง และมาตรา ๒๕๒ ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕ ",วิ.อาญา,,,,,,, 76,2,,"ศาลชั้นต้นลงโทษปรับจําเลย ๑,๐๐๐ บาท จําเลยอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นจําคุกจําเลยไม่เกินห้าปี จําเลยจะฎีกาในปัญหา ข้อเท็จจริงได้หรือไม่ ศาลชั้นต้นลงโทษจําเลยในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นจําคุก ๒๐ ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษา แก้เป็นว่าให้จําคุก ๑๘ ปี โจทก์จะฎีกาขอให้ลงโทษจําคุกจําเลย ๒๐ ปี ตามคําพิพากษา ศาลชั้นต้นได้หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๗๘๘/๒๕๖๖ ความผิดฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมืองหมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยหรือโดยไม่มีเหตุสมควร ศาลชั้นต้นลงโทษปรับจําเลยทั้งสอง คนละ ๑,๐๐๐ บาท ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญา มาตรา ๑๙๓ ทวิ (๔) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ วินิจฉัยความผิดฐานนี้จึงเป็นการ ไม่ชอบ และถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ภาค ๘ ต้องห้ามฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๕ วรรคหนึ่ง และมาตรา ๒๕๒ ประกอบ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕ ความผิดฐานร่วมกันทําร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายและจิตใจศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและยังคงให้ลงโทษจําคุกจําเลยทั้งสองคนละ ไม่เกินห้าปีต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๘ วรรคหนึ่ง ฎีกาของจําเลยที่ ๑ ที่ว่า พยานหลักฐานโจทก์ฟังไม่ได้ว่าจําเลยที่ ๑ ร่วมกันทําร้าย ร่างกายผู้เสียหายทั้งสอง กับผู้เสียหายทั้งสองมีส่วนร่วมในการก่อเหตุทะเลาะวิวาท และฎีกาของ จําเลยที่ ๒ ที่ว่า จําเลยที่๒ ไม่มีเจตนาร่วมกระทําความผิดกับจําเลยที่ เป็นการโต้เถียง ดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค ๘ อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลชั้นต้นลงโทษจําเลยที่ ๑ ในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นจําคุก ๒๐ ปี ศาลอุทธรณ์ ภาค ๘ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จําคุก ๑๘ ปี เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษาแก้ไข เล็กน้อยและให้ลงโทษจําคุกจําเลยที่ ๑ เกินห้าปี ต้องห้ามมิให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๘ วรรคสอง ฎีกาของโจทก์ร่วม ทั้งสองขอให้ลงโทษจําเลยที่ ๑ ในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นจําคุก ๒๐ ปี ตามคําพิพากษาศาลชั้นต้น เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการกําหนดโทษของศาลอุทธรณ์ภาค ๘ อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว",วิ.อาญา,,,,,,, 76,3,,ราคาทรัพย์สินหรือจํานวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่เกินห้าหมื่นบาท หรือไม่ เป็นเรื่องที่ศาลชั้นต้นจะต้องพิจารณากําหนดเมื่อใด จะต้องถือตามราคาประเมินของสํานักงาน ที่ดินหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๔๗๒/๒๕๖๕ ผู้ร้องยื่นคําร้องเริ่มต้นคดีเป็นคดีที่มีคําขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคํานวณเป็นราคาเงินได้อ้างว่า ผู้ร้องซื้อที่ดินพิพาทจาก ส. บิดาของผู้คัดค้าน ในราคา ๔๐,๐๐๐ บาท และ เข้าครอบครองที่ดินพิพาทโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของมาเกินกว่าสิบปี ขอให้ศาลมีคําสั่งแสดงกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องเหนือที่ดินพิพาท ผู้คัดค้านยื่นคําคัดค้านว่า ผู้ร้องตกลงซื้อที่ดินพิพาทจาก ส. ในราคา ๑๔๐,๐๐๐ บาท แต่ชําระราคาไม่ครบถ้วนและ มิได้ครอบครองที่ดินพิพาทโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของมาเกินกว่าสิบปี ขอให้ยกคําร้องขอ ศาลชั้นต้นเห็นว่าเป็นคดีมีทุนทรัพย์ ให้ผู้ร้องเสียค่าขึ้นศาลเพิ่มเติม ให้ครบถ้วน ผู้ร้องนําเอกสารประเมินราคาที่ดินของสํานักงานที่ดินจังหวัดนครศรีธรรมราช สาขาลานสกา มาเสนอต่อศาลชั้นต้นว่าที่ดินพิพาทมีราคาตารางวาละ ๒๖๐ บาท รวม ๗๘ ตารางวา เป็นเงิน ๑๙,๒๕๐ บาท และเสียค่าขึ้นศาลเพิ่มเติมโดยถือจํานวนเงินดังกล่าวเป็นราคา ทุนทรัพย์ที่พิพาท ศาลชั้นต้นมิได้ให้ผู้ร้องประเมินราคาที่ดินพิพาทใหม่ คงให้ผู้ร้องเสียค่าขึ้นศาล ตามราคาประเมินดังกล่าว ผู้คัดค้านมิได้โต้แย้งคัดค้าน ต่อมาศาลชั้นต้นมีคําสั่งให้ที่ดินพิพาท ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้อง ผู้คัดค้านยื่นอุทธรณ์และชําระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์โดยถือราคาประเมิน ดังกล่าวเป็นทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นอุทธรณ์ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านประการแรกว่า คดีมีราคาทรัพย์สินหรือจํานวน ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่เกินห้าหมื่นบาทหรือไม่ เห็นว่า ราคาทรัพย์สินหรือจํานวน ทุนทรัพย์ที่พิพาทในคดีจะมีจํานวนเท่าใด เป็นเรื่องที่ศาลชั้นต้นจะต้องพิจารณากําหนดเมื่อเริ่มต้นคดี ซึ่งตามปกติจะถือตามราคาทุนทรัพย์ที่ปรากฏในคําร้องเป็นเกณฑ์ เว้นแต่จะมีข้อเท็จจริงปรากฏ เป็นอย่างอื่น ส่วนราคาประเมินของสํานักงานที่ดินดังกล่าว แม้เป็นการประเมินราคาที่ดินของ ทางราชการ แต่เป็นการประเมินเพื่อประโยชน์ในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม มิใช่ราคาที่ดิน พิพาทที่แท้จริง ผู้ซื้อและผู้ขายอาจจะตกลงซื้อขายกันสูงกว่าราคาดังกล่าวก็ได้ ราคาประเมินดังกล่าว จึงไม่แน่นอนไม่อาจฟังเป็นยุติว่าเป็นราคาที่ดินพิพาทที่แท้จริงคงรับฟังได้เพียงเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณากําหนดราคาทุนทรัพย์ที่พิพาทเท่านั้น คดีนี้ผู้ร้องยื่นคําร้องขอว่า ผู้ร้องซื้อที่ดินพิพาท ส. ในราคา ๔๐,๐๐๐ บาท สูงกว่าราคาประเมินของทางราชการประมาณกึ่งหนึ่ง ที่ผู้คัดค้านฎีกาว่าผู้คัดค้านนําพยานหลักฐานเข้าสืบให้เห็นแล้วว่าที่ดินพิพาทมีราคา ๑๔๐,๐๐๐ บาท นั้น เห็นว่า คําสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ผู้ร้องชําระค่าขึ้นศาลให้ถูกต้องและให้ผู้ร้องเสียค่าขึ้นศาลตามราคาประเมินของสํานักงานที่ดินดังกล่าวเป็นคําสั่งระหว่างพิจารณา หากผู้คัดค้านเห็นว่าไม่ถูกต้อง ก็ชอบที่จะโต้แย้งไว้ก่อนที่ศาลชั้นต้นจะมีคําสั่งวินิจฉัยชี้ขาดคดีแต่ผู้คัดค้านมิได้โต้แย้งไว้แต่อย่างใด โดยเฉพาะในชั้นอุทธรณ์ผู้คัดค้านยังยื่นอุทธรณ์โดยถือราคาประเมินดังกล่าวเป็นทุนทรัพย์ พิพาทในชั้นอุทธรณ์อีก จึงไม่มีเหตุให้รับฟังเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า คดีนี้มีราคาทรัพย์สิน หรือจํานวนทุนทรัพย์ที่พิพาทไม่เกินห้าหมื่นบาท ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 76,3,,"โจทก์ฟ้องจําเลยที่ ๑ ผู้กระทําละเมิดและฟ้องจําเลยที่ ๒ ให้ร่วมรับผิดในฐานะ นายจ้าง ต่อมาโจทก์ทราบว่าจําเลยที่ ๑ มิใช่ลูกจ้างของจ๋าเลยที่ ๒ แต่เป็นลูกจ้างของบริษัท ก. โจทก์จึงถอนฟ้องจําเลยที่ ๒ ดังนี้ โจทก์จะขอให้ศาลหมายเรียก บริษัท ก. เข้ามาเป็นจําเลยร่วม ได้หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๙/๒๕๖๖ โจทก์ฟ้องจําเลยที่ ๑ ผู้กระทําละเมิดให้รับผิดและฟ้องจําเลยที่ ๒ ให้ร่วมรับผิดในฐานะ นายจ้าง ซึ่งต่อมาโจทก์ทราบข้อเท็จจริงว่าจําเลยที่ ๑ ไม่ใช่ลูกจ้างจําเลยที่ ๒ แต่เป็นลูกจ้าง บริษัท จ. โจทก์ยื่นคําร้องขอถอนฟ้องจําเลยที่ ๒ พร้อมกับยื่นคําร้องขอให้เรียกบริษัท จ. เข้ามาเป็นจําเลยร่วมและศาลชั้นต้นมีคําสั่งอนุญาต เช่นนี้โจทก์แสดงเหตุที่จะเรียกจําเลยร่วม ผู้ประกอบการขนส่งซึ่งเป็นนายจ้างของจําเลยที่ ๑ ผู้ขับรถบรรทุกและรถพ่วงในทางการที่จ้าง ไปก่อเหตุเข้ามาในคดีเพื่อการใช้สิทธิเรียกค่าเสียหายโดยให้ร่วมรับผิดกับจําเลยที่ ๑ โจทก์ จึงชอบ ที่จะขอให้ศาลหมายเรียกบริษัท จ. นายจ้างที่แท้จริงของจําเลยที่ ๑ เข้ามาเป็นจําเลยร่วมในคดีได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๗ (๓) ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 76,3,,"จําเลยยื่นคําร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ ศาลชั้นต้นมีคําสั่งยกคําร้อง จําเลย อุทธรณ์คําสั่ง ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์เนื่องจากจําเลยไม่นําเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้ แก่โจทก์ตามคําพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ ดังนี้ คําพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นที่สุด หรือไม่ ศาลชั้นต้นยกคําร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่อ้างว่า ไม่ยื่นคําขอภายในกําหนด จําเลย อุทธรณ์คําสั่งขอให้ศาลอุทธรณ์กลับคําสั่งศาลชั้นต้น รับคําร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจําเลยไว้พิจารณา ดังนี้ จําเลยต้องนําเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคําพิพากษาศาลชั้นต้น มาวางศาลพร้อมอุทธรณ์หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๐๖/๒๕๖๖ จําเลยยื่นคําร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ ศาลชั้นต้น ตรวจคําร้องแล้วมีคําสั่งยกคําร้อง ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ พิพากษายกอุทธรณ์ของจําเลยเนื่องจากจําเลย ไม่ได้นําเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามค่าพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ ดังนี้ เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ ยังไม่ได้พิจารณาคําขอให้พิจารณาคดีใหม่ตามอุทธรณ์ ของจําเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๙๙ เบญจ คําพิพากษาศาล อุทธรณ์ภาค ๕ ไม่เป็นที่สุดตามมาตรา ๑๙๙ เบญจ วรรคสี่ จําเลยฎีกาในปัญหาว่าจ๋าเลย ต้องน่าเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคําพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ หรือไม่ได้ ศาลชั้นต้นตรวจคําร้องแล้วมีคําสั่งยกคําร้องโดยเห็นว่าคําร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ของ จําเลยไม่ได้แสดงถึงพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้อันทําให้จําเลยไม่สามารถยื่นคําขอภายใน ระยะเวลาสิบห้าวัน นับจากวันที่ได้ส่งคําบังคับตามคําพิพากษาให้แก่จําเลย จําเลยอุทธรณ์คําสั่งขอ ให้ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ กลับคําสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นรับคําร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลย ไว้พิจารณา ซึ่งหากศาลอุทธรณ์ภาค ๕ เห็นชอบด้วยตามข้ออุทธรณ์ของจําเลย ศาลอุทธรณ์ ภาค ๕ ต้องพิพากษายกคําสั่งศาลชั้นต้นและให้ศาลชั้นต้นรับคําร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจําเลย ไว้พิจารณาไต่สวนพยานของจําเลยแล้วมีคําสั่งต่อไปตามรูปคดีว่าจะอนุญาตให้จําเลยพิจารณา คดีใหม่หรือไม่ อุทธรณ์คําสั่งของจําเลยในชั้นนี้ไม่มีผลโดยตรงต่อคําพิพากษาศาลชั้นต้นให้ สิ้นผลบังคับ จําเลยจึงไม่ต้องนําเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคําพิพากษาศาลชั้นต้น มาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๙ ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 76,3,,โจทก์หลายคนฟ้องขอให้ที่ดินหลายแปลงเป็นทรัพย์สินในกองมรดกตามส่วน ของโจทก์แต่ละคน การคิดทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์จะคิดเฉพาะจากราคาที่ดินแยกเป็นรายแปลง หรือไม่ ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๔๘๘/๒๕๖๖ ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งห้าประการ แรกมีว่า ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ มีอํานาจวินิจฉัยคดีในส่วนที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ ๒๗๖๒๓ หรือไม่ โดยโจทก์ทั้งห้าฎีกาว่า ที่ดินแปลงดังกล่าวมีราคาประเมิน ๒๑,๒๐๐ บาท ไม่เกิน ๕๐,๐๐๐ บาท จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๔ วรรคหนึ่ง เห็นว่า โจทก์ทั้งห้าฟ้องขอให้ที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงรวมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินพิพาท ๒ แปลง เป็นทรัพย์สินในกองมรดกของ ณ. เจ้ามรดก และเพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินพิพาททั้งหมดรวม สิ่งปลูกสร้างดังกล่าวเพื่อประโยชน์แก่โจทก์ทั้งห้า โดยบรรยายฟ้องว่า โจทก์แต่ละคนรวมทั้งจําเลย ที่ ๑ ต่างได้รับมรดกดังกล่าวคนละส่วนเท่า ๆ กัน รวม ๖ ส่วน คิดเป็นเงินรวม ๓๙๔,๒๐๐ บาท จําเลยทั้งสามให้การว่า ที่ดินพิพาททั้งหมดรวมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวมิใช่ทรัพย์มรดก แม้โจทก์ทั้งห้า ฟ้องรวมกันมา ก็ต้องถือทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละคนแยกกันเพราะเป็นเรื่องที่โจทก์แต่ละคน ใช้สิทธิเฉพาะของตน หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่าต้องคิดแยกทุนทรัพย์ที่โจทก์แต่ละคนมีสิทธิได้รับ มิใช่กรณีนําเฉพาะราคาที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ ๒๗๖๒๓ มาคิดแยกรายแปลงเป็นทุนทรัพย์ ของโจทก์ทั้งห้า ดังนั้น เมื่อฝ่ายจําเลยทั้งสามอุทธรณ์ ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษากลับ ค่าพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้โจทก์ทั้งห้าชนะคดีตามฟ้อง อันเป็นการโต้แย้งว่าไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งห้าตามที่ฟ้องมา การคิดทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์จึงไม่อาจคิดเฉพาะจากราคาที่ดินพิพาท โฉนดเลขที่ ๒๗๖๒๓ แยกเป็นรายแปลง ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 76,3,,"สิทธิเรียกร้องเอาเงินประกันผลงานในคดีนี้ของโจทก์คืนจากจําเลยได้เกิดขึ้นก่อนที่โจทก์ฟ้องจําเลยในคดีก่อนซึ่งศาลมีคําพิพากษาถึงที่สุดไปแล้ว ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำหรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๔๑๘/๒๕๖๖ สิทธิเรียกร้องเอาเงินประกันผลงานของโจทก์ในคดีนี้คืนจากจําเลยได้เกิดขึ้นก่อนที่โจทก์ ฟ้องคดีก่อน โจทก์ต้องใช้สิทธิเรียกร้องมาในคราวเดียวกันด้วยการฟ้องเรียกเงินประกันผลงานของโจทก์ในคดีนี้รวมไปในคดีก่อน การที่โจทก์ไม่เรียกร้องเงินประกันผลงานสําหรับงานก่อสร้าง ระบบไฟฟ้า สื่อสาร ระบบปรับอากาศ และระบบระบายอากาศคดีนี้รวมไปกับคดีก่อน แต่กลับมาฟ้องเรียกร้องเป็นคดีนี้โดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันและคดีได้มีคําพิพากษาถึงที่สุดไปแล้ว ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๘ ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 76,4,,โจทก์ฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินและบ้านระหว่างจําเลย ทั้งสอง ผู้ได้ลาภงอก (ผู้รับ) จะนําสืบพยานบุคคลว่านิติกรรมการให้เป็นนิติกรรมให้โดยมี ค่าตอบแทน มิใช่ให้โดยเสน่หาไม่มีค่าตอบแทนตามข้อความในหนังสือสัญญาให้ได้หรือไม่ ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ตามคําฟ้องและคําขอท้ายฟ้องโจทก์ขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมให้ที่ดินและ บ้านพิพาทระหว่างจําเลยที่ ๑ และที่ ๒ อันสืบเนื่องมาจากจําเลยที่ ๑ โอนกรรมสิทธิ์เฉพาะ ส่วนของตนในที่ดินและบ้านพิพาทให้แก่จําเลยที่ ๒ โดยเสน่หา มิใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับหรือไม่บังคับตามสัญญาให้ที่โจทก์กับจําเลยทั้งสองเป็นคู่สัญญาที่ก่อนิติสัมพันธ์ กันเอง กรณีไม่อยู่ในบังคับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๙๔ (ข) จําเลยที่ ๒ มีสิทธินําสืบพยานบุคคลได้ว่านิติกรรมให้ที่ดินและบ้านพิพาทระหว่างจําเลยที่ ๑ และที่ ๒ เป็นนิติกรรมให้โดยมีค่าตอบแทน มิใช่เป็นการสืบพยานบุคคลเปลี่ยนแปลงแก้ไข ข้อความในเอกสารไม่ต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว ,วิ.แพ่ง,,,,,,, 76,4,,"นักสังคมสงเคราะห์เป็นผู้ตั้งคําถามผู้เสียหายที่เป็นเด็กอายุไม่เกินสิบแปดปี ในคดีความผิดเกี่ยวกับเพศ ในคําถามที่อาจกระทบกระเทือนต่อจิตใจเด็กอย่างรุนแรง การ สอบสวนชอบหรือไม่ ผู้เสียหายอายุ ๑๐ ปีเศษ ถูกล่วงละเมิดทางเพศ มิได้ถูกทําร้ายถึงตายหรือบาดเจ็บ จนไม่สามารถจะจัดการเองได้ จะขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการหรือยื่นคําร้องขอให้ จําเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน จะต้องดําเนินการอย่างไร ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๒๑๗/๒๕๖๕ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๓๓ ทวิ การสอบปากคํา ผู้เสียหายที่เป็นเด็กอายุไม่เกินสิบแปดปีในคดีความผิดเกี่ยวกับเพศ หากนักจิตวิทยาหรือ นักสังคมสงเคราะห์เห็นว่าคําถามที่อาจกระทบกระเทือนต่อจิตใจเด็กอย่างรุนแรงให้พนักงาน สอบสวนถามผ่านนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์เป็นการเฉพาะตามประเด็นคําถาม ของพนักงานสอบสวน ดังนั้น การที่พนักงานสอบสวนตั้งคําถามผ่านนักสังคมสงเคราะห์ ให้นักสังคมสงเคราะห์ถามโจทก์ร่วมในคําถามที่อาจกระทบกระเทือนต่อจิตใจเด็กอย่างรุนแรงนั้นชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๓๓ ทวิ แล้ว การสอบสวนจึงเป็นไปโดยชอบ โจทก์จึงมีอํานาจฟ้อง โจทก์ร่วมอายุ ๑๐ ปีเศษ ถูกจําเลยล่วงละเมิดทางเพศ มิได้ถูกทําร้ายถึงตาย หรือบาดเจ็บจนไม่สามารถจะจัดการเองได้ การจะขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมได้ต้องกระทําโดย ผู้แทนโดยชอบธรรม กรณีเป็นบิดาต้องเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมาย เมื่อบิดาโจทก์ร่วม หย่าขาดกับมารดาโดยให้มารดาเป็นผู้ใช้อํานาจปกครอง บิดาโจทก์ร่วมจึงไม่ใช่ผู้แทน โดยชอบธรรมตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓ และมาตรา ๕ (๑) การที่โจทก์ร่วมโดยบิดาโจทก์ร่วมขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมและขอให้จําเลย ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนซึ่งศาลชั้นต้นสั่งอนุญาตนั้น มิได้เป็นไปตามบทบังคับอันว่าด้วย ความสามารถของบุคคลตามกฎหมาย แต่ว่าจะยกฟ้องหรือไม่รับพิจารณาเสียทีเดียวยัง ไม่ได้ ชอบที่จะสั่งให้แก้ไขความบกพร่องเสียก่อนตามนัยแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความแพ่ง มาตรา ๕๖ วรรคสอง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕ แต่เมื่อโจทก์ร่วมมิได้อุทธรณ์หรือฎีกา และจําเลยเพิ่งฎีกาขึ้นมา และคดี ไม่อาจทําให้คําวินิจฉัยของศาลฎีกาเกี่ยวกับปัญหาว่าจําเลยกระทําผิดตามฟ้องของโจทก์หรือไม่เปลี่ยนแปลงไป การจะสั่งให้แก้ไขอํานาจฟ้องของโจทก์ร่วมให้ถูกต้องเสียก่อน ในกรณีนี้จึงไม่จําเป็น เพราะไม่เกิดประโยชน์อย่างใด คดีในส่วนแพ่งที่ขอให้จําเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ซึ่งการพิจารณาคดีต้อง เป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งนั้น โจทก์ร่วมยื่นคําร้องขอให้บังคับจําเลย ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนรวม ๒ ฉบับ ศาลชั้นต้นมีคําสั่งให้รับคําร้องของโจทก์ร่วมโดย ส. ซึ่งเป็นบิดา แต่ไม่รับคําร้องอีกฉบับของโจทก์ร่วมโดย พ. ซึ่งเป็นมารดาผู้ใช้อํานาจปกครอง และเป็นผู้แทนโดยชอบธรรมของโจทก์ร่วมโดยไม่มีการอุทธรณ์คําสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าว และได้ดําเนินกระบวนพิจารณาต่อมา ทั้งโจทก์ร่วมโดย พ. ยังเคยขอให้ศาลชั้นต้นออก คําบังคับให้จําเลยปฏิบัติตามคําพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๗ ในคดีส่วนแพ่งด้วยต้องถือว่า พ. ผู้แทนโดยชอบธรรมของโจทก์ร่วมได้ให้ความยินยอมตามคําร้องโจทก์ ร่วมฉบับที่ศาลชั้นต้นมีคําสั่งให้รับคําร้องแล้ว จึงไม่ต้องมีคําสั่งกําหนดให้โจทก์ร่วมแก้ไข ข้อบกพร่องในเรื่องความสามารถตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๖ วรรคสอง ",วิ.อาญา,,,,,,, 76,4,,"ศาลชั้นต้นรับฟ้องเป็นคดีแพ่งสามัญ ต่อมาจะเปลี่ยนไปดําเนินกระบวน พิจารณาอย่างคดีมโนสาเร่ได้หรือไม่ จําเลยขาดนัดยื่นคําให้การ โจทก์ไม่ยื่นคําขอให้ศาลมีคําพิพากษาหรือคําสั่งชี้ขาด ให้ตนเป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัด ศาลต้องมีคําสั่งจําหน่ายคดีเสียจากสารบบความหรือไม่","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๓๕๔/๒๕๖๕ ศาลชั้นต้นรับฟ้องเป็นคดีสามัญ จําเลยยื่นคําร้องขอขยายระยะเวลายื่นคําให้การ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายได้ถึงวันที่ ๖ ธันวาคม ๒๕๖๒ จําเลยยื่นคําให้การในวันที่ ๙ ธันวาคม ๒๕๖๒ เกินกําหนดระยะเวลาที่ศาลอนุญาต ถือว่าจําเลยขาดนัดยื่นคําให้การ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๙๗ การที่ศาลชั้นต้นมีคําสั่งรับ คําให้การของจําเลยและให้ดําเนินคดีอย่างคดีมโนสาเร่เป็นการไม่ชอบ ต่อมาศาลชั้นต้นมี คําสั่งเพิกถอนคําสั่งรับคําให้การของจําเลยเป็นไม่รับคําให้การอันเป็นการชอบแล้ว แม้ศาลชั้นต้น จะมิได้เพิกถอนการดําเนินคดีอย่างคดีมโนสาเร่ด้วย ก็ไม่ทําให้การพิจารณาคดีนี้ซึ่งเป็นคดี สามัญยังคงเป็นการพิจารณาคดีอย่างคดีมโนสาเร่ เพราะไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายให้ ศาลที่มีอํานาจพิจารณาคดีสามัญเปลี่ยนไปดําเนินการพิจารณาอย่างคดีมโนสาเร่ได้ จําเลยขาดนัดยื่นคําให้การตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๙๗ ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ยื่นคําขอต่อศาลภายในสิบห้าวันนับแต่ระยะเวลาที่กําหนดให้จําเลยยื่น คําให้การได้สิ้นสุดลงเพื่อให้ศาลมีคําพิพากษาหรือคําสั่งชี้ขาดให้ตนเป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัด ตามมาตรา ๑๙๘ วรรคหนึ่ง และวรรคสองบัญญัติว่า ถ้าโจทก์ไม่ยื่นคําขอต่อศาลภายใน กําหนดระยะเวลาดังกล่าวแล้ว ให้ศาลมีคําสั่งจําหน่ายคดีนั้นออกเสียจากสารบบความแต่ไม่ใช่เป็นบทบังคับศาลเด็ดขาดให้ต้องมีคําสั่งจําหน่ายคดี หากอยู่ในดุลพินิจของ ศาลที่จะสั่งจําหน่ายคดีหรือไม่ก็ได้ โดยพิจารณาตามพฤติการณ์แห่งคดีเป็นราย ๆ ไป ในวันนัดสืบพยานโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคําสั่งเพิกถอนคําสั่งรับคําให้การของจําเลยเป็น ไม่รับคําให้การเพราะจําเลยยื่นพ้นกําหนดระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยาย และถือว่า จําเลยขาดนัดยื่นคําให้การ ให้สืบพยานหลักฐานโจทก์ไปฝ่ายเดียว และโจทก์ก็ได้นําพยาน เข้าสืบรวม ๕ ปาก แสดงว่าโจทก์ประสงค์ให้ดําเนินคดีแก่จําเลยต่อไป การที่ศาลชั้นต้น ไม่ได้มีคําสั่งจําหน่ายคดีนี้เสียจากสารบบความแต่ให้สืบพยานหลักฐานโจทก์ไปฝ่ายเดียวแล้วพิพากษาคดีไปย่อมเป็นการใช้ดุลพินิจที่เหมาะสมแล้ว หาขัดต่อประมวลกฎหมายวิธี พิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๙๘ วรรคสอง ไม่ การดําเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 76,4,,ศาลพิพากษาตามยอม โดยสัญญาประนีประนอมยอมความกําหนดให้จําเลย ชําระค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนที่ศาลไม่สั่งคืนและค่าทนายความให้แก่โจทก์ มิฉะนั้นให้ถือว่า ผิดนัดยินยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันที ดังนี้ กําหนดระยะเวลาบังคับคดีเริ่มนับเมื่อใด,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๔๙๘/๒๕๖๕ ศาลชั้นต้นมีคําพิพากษาตามยอมให้จําเลยทั้งสี่ร่วมกันชําระหนี้แก่โจทก์ โดยข้อ ๑ จําเลยทั้งสี่ตกลงร่วมกันหรือแทนกันชําระหนี้ไถ่ถอนจํานองตามฟ้องแก่โจทก์เป็นเงิน ๒๑,๗๔๗,๑๕๔.๑๖ บาท พร้อมดอกเบี้ย แม้สัญญาประนีประนอมยอมความข้อ ๒ ระบุว่า ในการชําระหนี้ตามข้อ ๑ จําเลยทั้งสี่ตกลงร่วมกันผ่อนชําระเป็นรายเดือนเดือนละไม่น้อยกว่า ๑๘๐,๐๐๐ บาท ให้เสร็จสิ้นภายใน ๑๒ เดือน นับแต่วันทําสัญญาประนีประนอมยอมความ เป็นต้นไป กําหนดชําระงวดแรกภายในวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒ งวดต่อไปทุกวันที่ ๒๒ ของทุกเดือนถัดกันไปก็ตาม แต่สัญญาประนีประนอมยอมความข้อ ๓ ระบุว่า จําเลย ทั้งสี่ตกลงร่วมกันหรือแทนกันชําระค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนที่ศาลไม่สั่งคืนและค่าทนายความ ๓,๐๐๐ บาท ให้แก่โจทก์อีกส่วนหนึ่งต่างหาก ภายในวันที่ ๒๒ มกราคม ๒๕๕๒ และ ข้อ ๔ ระบุว่า หากจําเลยทั้งสี่ไม่ชําระหนี้หรือชําระหนี้ไม่ครบถ้วนหรือผิดนัดชําระหนี้ข้อใด ข้อหนึ่งก็ตามให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมด จําเลยทั้งสี่ยินยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันทีโดยให้ยึดทรัพย์ จํานองตามฟ้องและทรัพย์สินอื่นของจําเลยทั้งสี่ออกขายทอดตลาดชําระหนี้จนครบถ้วน กําหนด ๑๐ ปี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗๔ ย่อมเริ่มนับตั้งแต่ วันที่โจทก์อาจขอดําเนินการบังคับคดีได้ เมื่อจําเลยทั้งสี่ผิดนัดไม่ชําระค่าฤชาธรรมเนียม ในส่วนที่ศาลไม่สั่งคืนและค่าทนายความให้แก่โจทก์ ภายในวันที่ ๒๒ มกราคม ๒๕๕๒ ตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ ๓ ระยะเวลาการบังคับคดีของโจทก์ต้อง เริ่มนับตั้งแต่วันที่ ๒๓ มกราคม ๒๕๕๒ เป็นต้นไปไม่ใช่นับแต่วันครบกําหนดชําระหนี้ ตามมูลหนี้หลักข้อ ๒ วันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒ โจทก์ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดี ยึดทรัพย์ของจําเลยที่ ๓ วันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒ ล่วงเลยเวลา ๑๐ ปี ตามมาตรา ๒๗๔ โจทก์หมดสิทธิบังคับคดีแก่จําเลยที่ ๓ ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 76,5,,ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จําเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ จําเลย ยื่นอุทธรณ์ต้องนําเงินค่ารังวัดทําแผนที่พิพาทมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ด้วยหรือไม่ หากบัญชีค่าฤชาธรรมเนียมที่จัดทําขึ้นไม่ได้ระบุค่ารังวัดทําแผนที่พิพาทไว้ ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๑๑๓/๒๕๖๕ ศาลชั้นต้นมีคําสั่งให้จัดทําแผนที่พิพาทโดยให้โจทก์เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการรังวัดทําแผนที่พิพาทไปก่อน ดังนั้น ค่ารังวัดทําแผนที่พิพาทเป็นจํานวนเงินที่โจทก์ต้องชําระ ในการดาเนินกระบวนพิจารณาเป็นค่าฤชาธรรมเนียมตามตาราง ๔ ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จําเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกําหนดค่า ทนายความ ๘,๐๐๐ บาท ค่าใช้จ่ายในการดําเนินคดีให้เป็นพับ จําเลยยื่นอุทธรณ์ขอให้ ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษากลับคําพิพากษาของศาลชั้นต้นโดยพิพากษายกฟ้อง จําเลย ต้องนําค่ารังวัดทําแผนที่พิพาทซึ่งเป็นจํานวนเงินค่าธรรมเนียมที่ต้องใช้แก่โจทก์ซึ่งเป็น คู่ความอีกฝ่ายตามคําพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ด้วย ตามประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๙ หากจําเลยฝ่าฝืนย่อมมีผลทําให้อุทธรณ์ของ จําเลยเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย บัญชีค่าฤชาธรรมเนียมที่จัดทําตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๖๙ ระบุค่าธรรมเนียมโจทก์เป็นค่าขึ้นศาลค่าอ้างส่งคําคู่ความค่าขึ้นศาลเพิ่ม และค่าทนายความรวม ๘,๙๙๙ บาท โดยไม่ได้ระบุค่ารังวัดทําแผนที่พิพาท จําเลย ได้วางเงินเป็นจํานวนตามบัญชีค่าฤชาธรรมเนียมพร้อมอุทธรณ์แล้ว จําเลยย่อมเข้าใจว่า ได้ปฏิบัติตามคําพิพากษาของศาลชั้นต้นครบถ้วนแล้วตามมาตรา ๒๒๙ โดยไม่ต้องวาง ค่ารังวัดทําแผนที่พิพาท แสดงว่าจ่าเลยไม่ได้จงใจฝ่าฝืนต่อกฎหมาย สมควรให้โอกาส จําเลยนําเงินค่าธรรมเนียมซึ่งต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายมาวางศาลให้ถูกต้องครบถ้วนต่อไป ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 76,5,,การถอนฟ้องคดีอาญาในอันที่จะทําให้ฟ้องคดีนั้นขึ้นใหม่ไม่ได้นั้น จะต้องเป็นการถอนฟ้องไปเป็นการเด็ดขาดหรือไม่ ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๒๒/๒๕๖๕ คําร้องขอถอนฟ้องคดีก่อนระบุว่า โจทก์กับพวกรวม ๑๗ คน ขอถอนฟ้องคดี ก่อนซึ่งมีวงแชร์ถึง ๒๓ วง เพื่อดําเนินการให้โจทก์แต่ละคนฟ้องจําเลยทั้งสี่กับพวกรวม ๑๓ คน เป็นคดีใหม่คนละสํานวนแยกจากกันเพื่อความสะดวกในการพิจารณาพิพากษา เนื่องจากในส่วนของโจทก์แต่ละรายมีรายละเอียดและข้อเท็จจริงจํานวนมาก แสดงว่าโจทก์ยังติดใจที่จะดําเนินคดีแก่จําเลยทั้งสี่อยู่อีก ทั้งหลังจากศาลอนุญาตให้ถอนฟ้องคดีแล้ว เพียง ๑๙ วัน โจทก์ได้ยื่นคําฟ้องใหม่เป็นคดีนี้ในมูลความผิดเฉพาะในส่วนของโจทก์ที่เป็น สมาชิกวงแชร์เท่านั้น ดังนั้น การถอนฟ้องในคดีก่อนแสดงให้เห็นเจตนาของโจทก์ว่า โจทก์ประสงค์จะถอนฟ้องเพื่อฟ้องจําเลยทั้งสี่เป็นคดีใหม่โดยลําพังแยกจากสมาชิกวงแชร์คนอื่น มิใช่การถอนฟ้องเด็ดขาด ตามความหมายในประมวลกฎหมายวิธี พิจารณาความอาญา มาตรา ๓๖ ,วิ.อาญา,,,,,,, 76,5,,การถอนคําร้องทุกข์หรือยอมความ ในความผิดฐานยักยอกทรัพย์สินของ ผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้เยาว์ โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้อํานวยการสถานพินิจและคุ้มครอง เด็กตามคําสั่งศาล หรือไม่ได้รับอนุญาตจากศาล สิทธินําคดีอาญามาฟ้องระงับไปหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๙๐๓/๒๕๖๕ การถอนคําร้องทุกข์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๒๖ วรรคหนึ่ง เป็นสิทธิของผู้ร้องทุกข์ที่จะถอนคําร้องทุกข์เสียเมื่อใดก็ได้ แต่การถอนคําร้องทุกข์ อันจะเป็นเหตุให้สิทธินําคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ที่ขอให้ลงโทษจําเลยตามประมวล กฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๓ และมาตรา ๓๕๔ ซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้ ตามมาตรา ๓๕๖ ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๙ (๒) ต้องเป็นการถอนคําร้องทุกข์โดยชอบด้วยกฎหมาย สิทธิถอนคําร้องทุกข์ในความผิดฐานยักยอกถือเป็นสิทธิเกี่ยวกับทรัพย์สิน การที่ศาลเยาวชนและครอบครัวมีคําสั่งตั้ง น. เป็นผู้ปกครองของผู้เสียหายทั้งสาม และให้ ตั้งผู้อํานวยการสถานพินิจเป็นผู้กํากับการปกครองในส่วนที่เกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้เสียหาย ทั้งสามแต่ น. ทําบันทึกข้อตกลงว่าผู้ปกครองผู้เสียหายทั้งสามถอนคําร้องทุกข์ ความผิดฐานยักยอกซึ่งเป็นสิทธิเกี่ยวกับทรัพย์สินคดีนี้ อันเป็นการทํานิติกรรมเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้เสียหายทั้งสามซึ่งเป็นผู้เยาว์โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้อํานวยการสถานพินิจ ซึ่งเป็นการไม่ชอบการแสดงเจตนาตามบันทึกข้อตกลงนี้ถือไม่ได้ว่าเป็นการแสดงเจตนาถอนคําร้องทุกข์โดยถูกต้องตามกฎหมาย ทั้ง น. ทําบันทึกข้อตกลงอันมีลักษณะเป็น สัญญาประนีประนอมยอมความโดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาลเยาวชนและครอบครัว ยังเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๗๔ (๑๒) ถือไม่ได้ ว่าเป็นการยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมาย สิทธินําคดีอาญามาฟ้องของพนักงาน อัยการโจทก์ไม่ระงับไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๙ (๒) ",วิ.อาญา,,,,,,, 76,5,,ดอกเบี้ยของราคาใช้แทน ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถจักรยานยนต์ ค่าหนังสือบอกกล่าวทวงถามค่าติดตามเอารถคืน ผู้เสียหายจะยื่นคําร้องต่อศาลที่พิจารณา คดีอาญาขอให้จําเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวได้หรือไม่ ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๕๖๑/๒๕๖๕ ดอกเบี้ยของราคาใช้แทนค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถจักรยานยนต์ที่เช่าซื้อและค่าหนังสือบอกกล่าวทวงถามตลอดจนค่าติดตามเอารถคืน แม้มิใช่ทรัพย์สินหรือราคา ที่โจทก์ร่วมสูญเสียไปเนื่องจากการกระทําผิดที่ให้พนักงานอัยการเรียกทรัพย์สินหรือราคา แทนผู้เสียหาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๔๓ แต่เป็น ค่าเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทําความผิดของจําเลยที่เบียดบังเอารถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วมไปเป็นของจําเลยโดยทุจริต โจทก์ร่วมชอบที่จะยื่นคําร้อง ต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญาขอให้บังคับจําเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามมาตรา ๔๔/๑ วรรคหนึ่ง ได้ ",วิ.อาญา,,,,,,, 76,5,,คดีอาญาที่ผู้เสียหายเป็นผู้เยาว์และศาลมีคําสั่งตั้งผู้แทนเฉพาะคดีแล้ว มารดาผู้เยาว์ผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้เยาว์จะมีอํานาจจัดการแทนผู้เสียหายโดยยื่นคําร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการได้หรือไม่ ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๕๓๖/๒๕๖๕ พนักงานอัยการโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจําเลยในความผิดฐานกระทําอนาจาร พยายามกระทําชําเรา และกระทําชําเราผู้เสียหาย ผู้เสียหายเท่านั้นเป็นบุคคลที่ได้รับความ เสียหายเนื่องจากการกระทําความผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒ (๔) ผู้คัดค้านซึ่งเป็นมารดาผู้เสียหายไม่ใช่ผู้เสียหาย แต่ผู้คัดค้านในฐานะผู้แทนโดย ชอบธรรมมีอํานาจจัดการแทนผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๕ (๑) และมีสิทธิยื่นคําร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการแทนผู้เสียหาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓ (๒) ในคดีอาญาซึ่งผู้เสียหายเป็นผู้เยาว์ แม้ผู้แทนโดยชอบธรรมมีอํานาจจัดการ แทนผู้เสียหาย แต่หากปรากฏว่าผู้แทนโดยชอบธรรมมีผลประโยชน์ขัดกันกับผู้เสียหาย ญาติของผู้นั้นหรือผู้มีประโยชน์เกี่ยวข้องอาจร้องต่อศาลขอให้ตั้งเขาเป็นผู้แทนเฉพาะคดีก็ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๖ วรรคหนึ่ง ซึ่งการที่ศาลจะตั้งผู้หนึ่งผู้ใดเป็นผู้แทนเฉพาะคดีก็โดยคํานึงถึงประโยชน์เฉพาะตัวของผู้เสียหาย ผู้คัดค้านมารดาผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้เยาว์มีผลประโยชน์ขัดกันกับผู้เสียหาย กรณีมีความจําเป็นต้องตั้งผู้แทนเฉพาะคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๖ คําสั่งของศาลล่างทั้งสองตั้งผู้ร้องซึ่งเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายเป็นผู้แทนเฉพาะคดี ถือได้ว่าเป็นประโยชน์แก่ตัวผู้เสียหาย และมีผลทําให้ผู้คัดค้านไม่มีอํานาจจัดการแทน ผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๕ (๑) และไม่มีสิทธิ ยื่นคําร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการแทนผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓ (๒) อีกต่อไป ",วิ.อาญา,,,,,,, 76,6,,เจ้าพนักงานค้นบ้านโดยเจ้าของบ้านยินยอม แล้วตรวจพบนกปรอดหน้านวลและนกปรอดหัวโขนหรือนกกรงหัวจุกกับกรงนกของกลาง เป็นความผิดซึ่งหน้าหรือไม่ ,คำตอบ (ไม่มีเลขอ้างอิง) จําเลยที่ ๑ กับพวกค้นบ้านโจทก์โดยโจทก์ยินยอมแล้วตรวจพบนกปรอดหน้านวลและ นกปรอดหัวโขนหรือนกกรงหัวจุกกับกรงนกของกลาง ไม่ใช่ความผิดซึ่งหน้าที่เจ้าพนักงานเห็นโจทก์กําลังกระทําหรือพบในอาการซึ่งแทบจะไม่มีความสงสัยเลยว่าโจทก์ได้กระทําผิด มาแล้วสด ๆ จึงไม่ใช่ความผิดซึ่งหน้าซึ่งพนักงานฝ่ายปกครองหรือตํารวจจะจับโจทก์ได้โดย ไม่มีหมายจับหรือคําสั่งของศาล ทั้งมิใช่กรณีจําเป็นเร่งด่วน การกระทําของจําเลยที่ ๑ กับพวก เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและทําให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จําเลยที่ ๑ กับพวกนําตัวโจทก์ ซึ่งอยู่ภายใต้การจับกุมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและควบคุมตัวโจทก์โดยมีเจ้าพนักงานตํารวจที่ร่วมจับกุมนั่งมาในรถคันที่โจทก์ขับพาไปส่งพนักงานสอบสวน จึงเป็นการกระทําให้โจทก์ปราศจากเสรีภาพในร่างกายด้วย ,วิ.อาญา,,,,,,, 76,6,,สัญญาขายฝากที่ดินระบุราคาขายฝากและสินไถ่ และผู้ขายได้รับชําระเงิน ครบถ้วนแล้ว ผู้ขายจะขอสืบพยานบุคคลว่าได้รับเงินค่าขายฝากครึ่งหนึ่งเป็นแคชเชียร์เช็ค ส่วนที่เหลือเป็นเงินสดยังไม่ได้รับได้หรือไม่ ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๓๕๑/๒๕๖๕ สัญญาขายฝากที่ดินพิพาทระบุราคาขายฝาก ๘๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท สินไถ่ ๘๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท และผู้ขายฝากได้รับชําระเงินครบถ้วนแล้ว โจทก์จะขอสืบพยานบุคคลว่าโจทก์ได้รับเงิน ค่าขายฝาก ๔๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท ตามแคชเชียร์เช็ค ส่วนที่เหลือเป็นเงินสดโจทก์ยังไม่ได้รับเพราะ โจทก์ถูกบุตรของจําเลยร่วมกับจําเลยหลอกลวงว่าส่วนที่เหลือจะจ่ายในภายหลัง ไม่ใช่การนําสืบ ว่าสัญญาหรือหนี้อย่างอื่นที่ระบุในสัญญาขายฝากไม่สมบูรณ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความแพ่ง มาตรา ๙๔ วรรคท้าย และมิใช่กรณีสินไถ่หรือราคาขายฝากที่กําหนดไว้สูงกว่าราคา ขายฝากที่แท้จริง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๙๙ วรรคสอง แต่เป็น การขอสืบพยานบุคคลประกอบข้ออ้างของโจทก์เพื่อเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในสัญญาขายฝากที่ระบุว่าโจทก์ได้รับชําระเงินค่าขายฝากครบถ้วนแล้ว ต้องห้ามตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๙๔ วรรคหนึ่ง (ข)",วิ.แพ่ง,,,,,,, 76,6,,คดีที่มีจําเลยหลายคน โจทก์เพิกเฉยไม่ดําเนินคดีเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับจําเลย บางคน จะถือว่าโจทก์ทั้งฟ้องทั้งคดีหรือไม่ และวันนัดฟังคําพิพากษา หากไม่มีคู่ความมาศาล จะถือว่าคําพิพากษาหรือคําสั่งนั้นได้อ่านตามกฎหมายแล้วหรือไม่ คู่ความยื่นคําร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบพ้นกําหนดเวลาตามกฎหมาย ศาลมีอํานาจสั่งเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบเองหรือไม่ ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๗๒/๒๕๖๕ ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนและนัดฟังคําพิพากษาด้วย ดังนั้น แม้โจทก์ไม่ได้แถลงเกี่ยวกับ ทายาทของจําเลยที่ ๑๕ และที่ ๑๘ ผู้มรณะ และไม่มาศาลเพื่อไต่สวนตามกําหนดนัด ก็ถือว่าเป็นการเพิกเฉยไม่ดําเนินคดีเฉพาะในส่วนจําเลยที่ ๑๕ และที่ ๑๘ จึงชอบที่ ศาลชั้นต้นจะจําหน่ายคดีโจทก์เฉพาะในส่วนจําเลยที่ ๑๕ และที่ ๑๘ เท่านั้น เนื่องจากคดี มีจําเลยอื่นอีกและศาลชั้นต้นยังสามารถดําเนินกระบวนพิจารณาต่อไปตามกําหนดนัดได้ แม้ได้ความว่า ไม่มีคู่ความมาศาลในวันนัดฟังคําพิพากษาดังกล่าว ศาลชั้นต้นก็มีอํานาจ งดการอ่านคําพิพากษาโดยจดแจ้งไว้ในรายงานและถือว่าคําพิพากษาหรือคําสั่ง ตามกฎหมายแล้วตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๐ (๓) วรรคสอง ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นมีคําสั่งจําหน่าย คดีทั้งคดีออกจากสารบบความ จึงเป็นการสั่งไปโดยผิดหลง อันเป็นการดําเนินกระบวน พิจารณาที่ผิดระเบียบในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรม แม้โจทก์ซึ่งเป็น คู่ความฝ่ายที่เสียหายจะยื่นคําร้องขอให้เพิกถอนการดําเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ พ้นกําหนดเวลาตามกฎหมายก็ตาม แต่เมื่อศาลชั้นต้นเห็นสมควรย่อมมีอํานาจที่จะยกขึ้นพิจารณาและมีคําสั่งเพิกถอนกระบวนพิจารณาอันผิดระเบียบและมีคําสั่งใหม่ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๗ วรรคหนึ่ง ดังนั้น คําสั่งศาลชั้นต้นที่ให้เพิกถอนคําสั่งจําหน่ายคดีเพราะ โจทก์ทั้งฟ้องทั้งคดี เป็นให้จําหน่ายคดีโจทก์เฉพาะในส่วนจําเลยที่ ๑๕ และที่ ๑๔ จึงชอบด้วย กฎหมายแล้ว ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 76,6,,"ยื่นคําร้องขอให้กันส่วนที่ดินของตน แต่เนื้อหาเป็นกรณีที่ผู้ร้องขอให้ปล่อยที่ดิน เฉพาะส่วนของตนที่ครอบครองเป็นส่วนสัด ดังนี้เป็นการร้องขัดทรัพย์หรือไม่ คําสั่งศาลชั้นต้นที่ให้เพิกถอนคําสั่งรับคําร้องไว้ไต่สวนและอนุญาตให้ผู้ร้องยื่นคําร้องขัดทรัพย์ฉบับใหม่ เป็นคําสั่งไม่รับหรือคืนคําคู่ความ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๗๔๘/๒๕๖๕ ผู้ร้องยื่นคําร้องอ้างว่า ผู้ร้องครอบครองที่ดินเฉพาะส่วนของที่ดินมีโฉนด โดยแบ่งการ ครอบครองเป็นสัดส่วนพร้อมกับขอให้กันส่วนที่ดินเฉพาะส่วนซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องก่อน มีการขายทอดตลาด แม้ตามคําร้องขอให้กันส่วนที่ดินของตน แต่เนื้อหาตามคําร้องขอเป็น กรณีที่ผู้ร้องประสงค์ขอให้ปล่อยที่ดินเฉพาะส่วนของตนที่ครอบครองเป็นสัดส่วนก่อนมี การขายทอดตลาด อันเป็นการร้องขัดทรัพย์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๓๒๓ วรรคหนึ่ง คําร้องขัดทรัพย์ถือเป็นคําฟ้องตามบทวิเคราะห์ศัพท์ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความแพ่ง มาตรา ๑ (๓) เมื่อผู้ร้องยื่นคําร้องขัดทรัพย์เท่ากับได้ยื่นคําฟ้องต่อศาล มีผลทําให้ คดีร้องขัดทรัพย์เป็นคดีที่อยู่ในระหว่างพิจารณาตามมาตรา ๑๗๓ วรรคสอง โดยไม่ต้องให้ ศาลชั้นต้นสั่งรับคําร้องขอเสียก่อน การที่ศาลชั้นต้นตรวจสํานวนแล้วมีคําสั่งว่า ให้เพิกถอนคําสั่ง รับคําร้องไว้ไต่สวน ให้ผู้ร้องชําระค่าขึ้นศาลอย่างคดีมีทุนทรัพย์ให้ถูกต้องภายใน ๗ วัน จึงจะมี คําสั่งคําร้อง แสดงว่าคําร้องขอของผู้ร้องยังคงมีอยู่ แม้ต่อมาศาลชั้นต้นมีคําสั่งอนุญาตให้ผู้ร้อง ยื่นคําร้องขัดทรัพย์ฉบับใหม่และให้ผู้ร้องชําระค่าขึ้นศาลเพิ่มเติม เมื่อผู้ร้องชําระค่าขึ้นศาลแล้วให้ตั้งสํานวนเป็นคดีร้องขัดทรัพย์ก็ตาม คําสั่งศาลชั้นต้นที่ให้เพิกถอนคําสั่งรับคําร้องไว้ไต่สวนและคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องยื่นคําร้องขัดทรัพย์ฉบับใหม่ จึงมิใช่คําสั่งที่ไม่รับหรือให้คืน ค่าคู่ความตามมาตรา ๑๘ วรรคสุดท้าย ที่ผู้ร้องจะอุทธรณ์ได้ตามมาตรา ๒๒๘ แต่เป็น คําสั่งระหว่างพิจารณาต้องห้ามอุทธรณ์ตามมาตรา ๒๒๖ (๑) ซึ่งผู้ร้องต้องทําคําโต้แย้งคําสั่ง นั้นไว้เพื่อใช้สิทธิอุทธรณ์ตามมาตรา ๒๒๖ (๒) ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 76,6,,จําเลยยื่นคําร้องขอถอนอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์มีคําสั่งอนุญาต จําเลยมีสิทธิ ขอรับเงินค่าธรรมเนียมที่นํามาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ไว้นั้นคืน ได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๔๐๗/๒๕๖๕ เงินค่าธรรมเนียมที่ผู้อุทธรณ์ต้องนํามาวางศาล พร้อมกับอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๙ ก็เพื่อเป็นประกันว่า หากในที่สุดศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษาให้จําเลยที่ ๑ ผู้อุทธรณ์ต้องรับผิดชําระค่าฤชา ธรรมเนียมแทนคู่ความที่ชนะคดีแล้ว ผู้ชนะคดีจะมีสิทธิได้รับค่าฤชาธรรมเนียมที่ได้ออกใช้ก่อน จากเงินที่จําเลยที่ ๑ ผู้อุทธรณ์วางไว้ได้โดยผู้ชนะคดีไม่จําต้องบังคับคดี เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค ๘ มีคําสั่งอนุญาตให้จําเลยที่ ๑ ถอนอุทธรณ์คําพิพากษาของศาลชั้นต้นย่อมถึงที่สุด จําเลยที่ ๑ จึงเป็นลูกหนี้ตามคําพิพากษาของศาลชั้นต้นและยังมีความรับผิดที่จะต้องใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ โจทก์ย่อมมีสิทธิรับเงินค่าธรรมเนียมที่จําเลยที่ ๑ วางไว้ได้ จําเลยที่ ๑ ไม่มีสิทธิขอรับเงินค่าธรรมเนียมที่วางไว้นั้นคืน ,วิ.แพ่ง,,,,,,, 76,6,,"คู่ความร่วมคนหนึ่งยื่นขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์จะมีผลไปถึงคู่ความร่วม มิได้ขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ด้วยหรือไม่ คดีฟ้องหย่า ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา คู่ความฝ่ายหนึ่งถึงแก่ความตาย คําพิพากษา ของศาลล่างที่ให้หย่าขาดจากกันสิ้นผลไปหรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๙๗๗/๒๕๖๕ ทนายจําเลยทั้งสองยื่นอุทธรณ์ในวันสุดท้ายที่ครบกําหนดระยะเวลายื่นอุทธรณ์ตามที่ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาแก่จําเลยที่ ๑ ไม่ทําให้อุทธรณ์ในส่วนของจําเลยที่ ๒ ที่เพิ่งแต่งตั้งทนายจําเลยที่ ๑ เป็นทนายจําเลยที่ ๒ ด้วยในภายหลังและพ้นกําหนดระยะเวลา อุทธรณ์ไปแล้ว เป็นอุทธรณ์ที่ได้ยื่นภายในกําหนดระยะเวลาตามกฎหมาย ทั้งกระบวนพิจารณา ที่จําเลยที่ ๑ ขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ไม่มีผลถึงจําเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นคู่ความร่วม ที่มิได้ขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ด้วย อุทธรณ์ในส่วนของจําเลยที่ ๒ จึงไม่ชอบด้วย ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๙ ประกอบด้วยพระราชบัญญัติศาลเยาวชน และครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. ๒๕๕๓ มาตรา ๖ คําสั่งศาลชั้นต้น ที่รับอุทธรณ์ในส่วนของจําเลยที่ ๒ และศาลอุทธรณ์คดีชํานัญพิเศษวินิจฉัยมาจึงไม่ชอบ จําเลยที่ ๑ ถึงแก่ความตายขณะคดีฟ้องหย่าอยู่ในระหว่างการพิจารณาของ ศาลฎีกามีผลให้การสมรสระหว่างโจทก์กับจําเลยที่ ๑ ได้สิ้นสุดลงด้วยความตาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๐๑ แล้วก่อนการหย่าโดยคําพิพากษาคดีนี้ จะมีผลแต่เวลาที่คําพิพากษาถึงที่สุดตามมาตรา ๑๕๓๑ วรรคสอง คําพิพากษาของศาลล่าง ทั้งสองที่ให้โจทก์และจําเลยที่ ๑ หย่าขาดจากกันย่อมเป็นอันสิ้นผลไป การพิจารณาฎีกาของ จําเลยที่ ๑ และฎีกาของโจทก์ในเหตุหย่าและการแบ่งสินสมรส เมื่อหย่าจึงไม่เป็นประโยชน์แก่ คดีที่ศาลฎีกาจะพิจารณาต่อไป ศาลฎีกาให้จําหน่ายคดีตามฎีกาของโจทก์และจําเลยที่ ๑ ออกจากสารบบความของศาลฎีกา ทั้งเป็นเรื่องที่จะต้องว่ากล่าวกันตามกฎหมายว่าด้วยมรดก",วิ.แพ่ง,,,,,,, 76,7,,ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ไขอนุมาตราบทกฎหมายที่ลงโทษจําเลยให้ถูกต้องหรือแก้วรรคของความผิดในบทมาตราเดียวกัน ถือว่าเป็นการแก้ไขบทลงโทษหรือบทความผิดหรือไม่ ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๐๖/๒๕๖๖ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๕ วรรคสอง (๑) (๓) (๔) (๘) ประกอบมาตรา ๓๓๖ ทวี จำคุก ๔ ปี เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๕ (๑) (๓) (๘) วรรคสอง ประกอบมาตรา ๓๓๖ ทวิ จำคุก ๑ ปี ๖ เดือน เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ พิพากษาแก้ไขอนุมาตราบทกฎหมายที่ลงโทษจำเลยให้ถูกต้อง แต่ยังคงพิพากษาลงโทษ จำเลยตามมาตรา ๓๓๕ วรรคสอง จึงมิใช่การพิพากษาแก้บทลงโทษ แม้จะแก้โทษด้วย ก็ถือเป็นการแก้ไขเล็กน้อย และคงลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน ๕ ปี ต้องห้ามฎีกาในปัญหา ข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๘ วรรคหนึ่ง ฎีกาของ จำเลยที่ขอให้รอการลงโทษจำคุก เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการกำหนดโทษของศาลอุทธรณ์ ภาค ๖ เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ย่อมต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๑๒/๒๕๖๖ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวล กฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๙ วรรคสี่ จำคุก ๙ ปี ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๙ วรรคสาม จำคุก ๕ ปี ลักษณะ ความผิดตามมาตรา ๓๓๙ วรรคสามและวรรคสี่ ไม่แตกต่างกันและมีระวางโทษขั้นสูงจำคุก ๒๐ ปี เหมือนกัน ต่างกันเฉพาะระวางโทษขั้นต่ำ ซึ่งมาตรา ๓๓๙ วรรคสาม ระวางโทษขั้นต่ำ จำคุกตั้งแต่ ๑๐ ปี ส่วนวรรคสี่ระวางโทษขั้นต่ำจำคุกตั้งแต่ ๑๕ ปี เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ ภาค ๖ พิพากษาแก้วรรคของความผิดในบทมาตราเดียวกัน ไม่ถือว่าเป็นการแก้บทความผิด แม้จะแก้โทษด้วย ก็เป็นเพียงแต่แก้ไขเล็กน้อย และคงให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๘ ",วิ.อาญา,,,,,,, 76,7,,คดีก่อนกับคดีหลัง โจทก์ในฐานะทายาทฟ้องขอแบ่งทรัพย์มรดกจากจําเลย ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดก แต่ตัวทรัพย์มรดกที่ขอแบ่งนั้นเป็นคนละทรัพย์สินกัน ฟ้องคดีหลังเป็นฟ้องซ้อนหรือไม่ ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๑๓/๒๕๖๖ โจทก์ที่ ๑ ฟ้องจําเลยทั้งสองเป็นคดีหมายเลขดําที่ ๒๖๕/๒๕๖๑ ส่วนโจทก์ที่ ๒ ฟ้องจําเลยทั้งสองเป็นคดีหมายเลขดําที่ ๒๖๔/๒๕๖๑ โดยฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของ พ. ขอให้จําเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกแบ่ง เงินฝากในบัญชีธนาคารซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของ พ. ให้แก่โจทก์ทั้งสอง และในวันเดียวกัน โจทก์ทั้งสองฟ้องจําเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ว่า โจทก์ทั้งสองเป็นทายาทของ พ. ขอให้จําเลยทั้งสอง ในฐานะผู้จัดการมรดกใส่ชื่อโจทก์ทั้งสองเป็นผู้มีชื่อในกรรมสิทธิ์รวมคนละหนึ่งในหกส่วน ในโฉนดที่ดินเลขที่ ๕๙๔๗๑ ซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของ พ. โจทก์ทั้งสองฎีกาว่า ทรัพย์มรดกใน คดีนี้กับทรัพย์มรดกของสองคดีดังกล่าวเป็นคนละประเภทกันจึงไม่เป็นฟ้องซ้อน เห็นว่า มูลฟ้องคดีนี้เกิดจากการที่จําเลยทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกไม่ดําเนินการ แบ่งทรัพย์มรดกที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๕๙๔๗๑ จึงขอให้จําเลยทั้งสองใส่ชื่อโจทก์ทั้งสองเป็น ผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์รวมคนละหนึ่งในหกส่วน อันเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ทั้งสองเกี่ยวกับ ทรัพย์มรดกที่เป็นที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๕๙๔๗๑ ส่วนมูลฟ้องในคดีหมายเลขดําที่ ๒๖๔/๒๕๖๑ และ ๒๖๕/๒๕๖๑ ของศาลแขวงอุบลราชธานี เกิดจากการที่จําเลยทั้งสองในฐานะ ผู้จัดการมรดกโต้แย้งสิทธิของโจทก์ทั้งสองเพราะไม่ยอมแบ่งเงินฝากในบัญชีธนาคารของ เจ้ามรดกให้แก่โจทก์ทั้งสอง แม้คดีนี้กับคดีหมายเลขดําที่ ๒๖๔/๒๕๖๑ และ ๒๖๕/๒๕๖๑ มีสภาพแห่งข้อหาเดียวกันคือ โจทก์ทั้งสองในฐานะทายาทฟ้องขอแบ่งทรัพย์มรดกจากจําเลย ทั้งสองซึ่งเป็นผู้จัดการมรดก แต่ตัวทรัพย์มรดกที่ขอแบ่งนั้นเป็นคนละทรัพย์สินกัน ทั้งโจทก์ บรรยายฟ้องว่าโจทก์ทั้งสองซึ่งมีสิทธิในที่ดินประสงค์ใช้ประโยชน์ในที่ดิน จึงให้ใส่ชื่อโจทก์ทั้งสอง เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินคนละหนึ่งในหกส่วน ฟ้องคดีนี้กับคดีหมายเลขดําที่ ๒๖๔/๒๕๖๑ และ ๒๖๕/๒๕๖๑ จึงมิใช่เรื่องเดียวกัน และไม่จําต้องฟ้องขอแบ่งทรัพย์มรดกทุกรายการในคราวเดียวกัน ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 76,7,,คําสั่งของศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายว่าคดีโจทก์ ไม่ขาดอายุความ จําเลยไม่ได้โต้แย้งคําสั่งไว้ จะใช้สิทธิอุทธรณ์ในปัญหาดังกล่าวได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๗๗/๒๕๖๖ คําสั่งของศาลชั้นต้นที่ชี้ขาดตามคําขอของจําเลย ที่ว่า คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ ไม่ทําให้คดีเสร็จไปได้ทั้งเรื่องที่เป็นคุณแก่จําเลยฝ่ายที่ยก ขึ้นอ้าง ไม่ใช่เป็นการวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔ หากแต่เป็นคําสั่งระหว่างพิจารณาตามมาตรา ๒๒๖ ไม่ปรากฏว่าจําเลยได้โต้แย้งคําสั่งไว้ตาม มาตรา ๒๒๖ (๒) ต้องห้ามมิให้จําเลยใช้สิทธิอุทธรณ์ ฎีกาของจําเลยข้อนี้เป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้น ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ตามมาตรา ๒๒๕ วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา ๒๕๒ ,วิ.แพ่ง,,,,,,, 76,7,,คดีที่มีจําเลยหลายคน มูลความแห่งคดีเป็นการชําระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันได้ จําเลยร่วมให้การต่อสู้เรื่องฟ้องโจทก์เคลือบคลุม จะถือว่ากระบวนพิจารณาดังกล่าวได้กระทําโดยจําเลยร่วมอื่นที่ไม่ได้ยกเรื่องฟ้องเคลือบคลุมขึ้นเป็นข้อต่อสู้ด้วยหรือไม่ ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๕๙๐/๒๕๖๖ แม้จําเลยที่ ๒ ที่ ๓ และจําเลยร่วมต่างเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์ที่จําเลยที่ ๑ ขับในวันเกิดเหตุ แต่ความรับผิดของจําเลยแต่ละคนย่อมเป็นไปตามเงื่อนไขในสัญญา ประกันภัยซึ่งอาจแตกต่างกัน จําเลยที่ ๒ เป็นผู้รับประกันภัยภาคสมัครใจและตามสําเนา กรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ระบุว่าจําเลยที่ ๒ จะต้องรับผิดต่อผู้เอาประกันภัยต่อเมื่อความ เสียหายนั้นเกินกว่าวงเงินสูงสุดของความคุ้มครองในการประกันภัยภาคบังคับที่จําเลยที่ ๓ และจําเลยร่วมจะต้องรับผิด ดังนี้ จําเลยที่ ๒ ที่ ๓ และจําเลยร่วมไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ ๒ อย่างลูกหนี้ร่วม มูลความแห่งคดีเป็นการชําระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันได้ หาใช่แบ่งแยก จากกันมิได้ไม่ แม้จําเลยที่ ๓ และจําเลยร่วมให้การต่อสู้เรื่องฟ้องโจทก์ทั้งสองเคลือบคลุม แต่จําเลยที่ ๒ มิได้ให้การต่อสู้ไว้ ถือไม่ได้ว่าการต่อสู้เรื่องฟ้องโจทก์ทั้งสองเคลือบคลุมของ จําเลยที่ ๓ และจําเลยร่วมนั้นกระทําโดยจําเลยที่ ๒ ด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความแพ่ง มาตรา ๕๙ (๑) ,วิ.แพ่ง,,,,,,, 76,7,,คดีขอให้ศาลมีคําสั่งตั้งผู้จัดการมรดก ระหว่างพิจารณาคดีของศาลชั้นต้น ผู้คัดค้านยื่นคําขอให้ศาลมีคําสั่งให้ผู้ครอบครองโฉนดส่งโฉนดมาเพื่อแบ่งกรรมสิทธิ์รวมและใช้เป็น พยานหลักฐานในคดีอื่น ได้หรือไม่ และหากศาลชั้นต้นมีคําสั่งยกคําขอ ผู้คัดค้านจะอุทธรณ์ คําสั่งศาลได้ทันทีหรือไม่ ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๔๓๒ - ๒๔๓๓/๒๕๖๖ คําขอของผู้คัดค้านที่ ๕ และที่ ๖ ใน คดีนี้ในระหว่างพิจารณาคดีของศาลชั้นต้นให้ศาลมีคําสั่งให้ผู้ครอบครองโฉนดส่งโฉนดมาเพื่อแบ่งกรรมสิทธิ์รวมและใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีอื่น รวมทั้งเพื่อนําออกขาย ล้วนเป็นคําขอเพื่อ คุ้มครองประโยชน์ของผู้ยื่นคําขอเอง เมื่อเป็นคําขอเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของผู้ยื่นคําขอซึ่ง เป็นคู่ความในคดี ในระหว่างพิจารณา การที่ศาลชั้นต้นมีคําสั่งยกคําขอเพื่อคุ้มครองประโยชน์ ดังกล่าว จึงเป็นคำสั่งอันเกี่ยวด้วย ขอเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของคู่ความในระหว่างการพิจารณา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๘ (๒) คําสั่งเช่นว่านี้ คู่ความย่อม อุทธรณ์ได้ภายในกําหนดหนึ่งเดือน นับแต่วันมีคําสั่งเป็นต้นไปตามมาตรา ๒๒๘ วรรคสอง การร้องขอเพื่อให้ศาลมีคําสั่งกําหนดวิธีการเพื่อคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างการ พิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๖๔ นั้น จะต้องเป็นการขอให้ คุ้มครองประโยชน์ของผู้ขอเพื่อให้ทรัพย์สิน สิทธิ หรือประโยชน์อย่างหนึ่งอย่างใดที่พิพาทกัน ในคดีได้รับการคุ้มครองไว้จนกว่าศาลจะได้พิพากษา คดีนี้ขอให้ศาลมีคําสั่งตั้งผู้จัดการมรดก มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยชี้ขาดแต่เพียงว่า ผู้ร้องหรือผู้คัดค้านสมควรเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย มิได้พิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้อง เอาทรัพย์มรดกของผู้ตาย ประโยชน์ของคู่ความจึงอยู่ที่ฝ่ายใดจะได้เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย หรือไม่ เท่านั้น ยังไม่ได้อยู่ที่การจะได้รับส่วนแบ่งในทรัพย์มรดกของผู้ตายหรือการนําทรัพย์มรดก ไปแสวงหาประโยชน์ การที่ผู้คัดค้านที่ ๕ และที่ ๖ยื่นคําร้องขอคุ้มครองชั่วคราวเกี่ยวกับโฉนด ที่ดินให้ศาลในคดีนี้มีคําสั่งให้ผู้ครอบครองโฉนดส่งโฉนดมาเพื่อแบ่งกรรมสิทธิ์รวมและใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีอื่น รวมทั้งเพื่อนําออกขาย จึงไม่อยู่ในกําหนดวิธีการเพื่อคุ้มครองประโยชน์ใน ระหว่างพิจารณาหรือเพื่อบังคับตามคําพิพากษาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 76,7,,จําเลยทําสัญญาประนีประนอมยอมความยินยอมโอนที่ดินให้แก่ผู้ร้อง ศาลมีคําพิพากษาตามยอม คดีถึงที่สุด แต่ผู้ร้องยังมิได้ชําระเงินให้แก่จําเลย ดังนี้ เจ้าหนี้ตาม คําพิพากษาของจําเลยในคดีอื่นมีสิทธิขอให้บังคับคดียึดที่ดินดังกล่าวออกขายทอดตลาดชําระหนี้ หรือไม่ ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๕๕/๒๕๖๖ จําเลยทําสัญญาประนีประนอมยอมความยินยอมโอนที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการ ทําประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) ให้แก่ผู้ร้องและศาลชั้นต้นมีคําพิพากษาตามยอมจนคดีถึงที่สุด สิทธิของผู้ร้องตามคําพิพากษาที่จะเรียกร้องให้จําเลยปฏิบัติตามคําพิพากษาหรือไปจดทะเบียน โอนที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ร้องย่อมเกิดขึ้นทันที เช่นนี้ ผู้ร้องอยู่ในฐานะที่จะบังคับให้จดทะเบียน สิทธิของตนตามคําพิพากษาได้อยู่ก่อนแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๐๐ โจทก์หามีสิทธิขอให้บังคับคดียึดที่ดินพิพาทเพื่อนําออกขายทอดตลาดชําระหนี้ อันเป็นการกระทบถึงสิทธิของผู้ร้องได้ไม่ แม้ผู้ร้องยังไม่ได้ชําระเงินให้แก่จําเลยก็ไม่มีผลทําให้สิทธิของผู้ร้องที่จะเรียกให้จําเลยปฏิบัติตามคําพิพากษาหมดไป ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 76,8,,"คําร้องขอครอบครองปรปักษ์ เป็นคําร้องขออันจะทําได้แต่ฝ่ายเดียวหรือไม่ ศาลชั้นต้นมิได้มีคําสั่งให้ส่งสําเนาคําร้องขอให้แก่ทายาทอื่นของผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในโฉนด ที่ดิน เป็นการดําเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบหรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๘๐/๒๕๖๕ คําร้องขอครอบครองปรปักษ์ของผู้ร้องเป็น คําคู่ความที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมิได้บัญญัติว่าเป็นคําร้องขออันจะทําได้ แต่ฝ่ายเดียว กรณีจึงต้องส่งสําเนาคําร้องขอให้แก่ทายาทของ ส. หรือผู้มีส่วนได้เสียได้ มีโอกาสคัดค้าน ทั้งนี้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๑ (๒) เมื่อฟังได้ว่า ส. มีบุตร ๑๐ คน รวมผู้คัดค้าน การที่ศาลชั้นต้นมีคําสั่งให้ส่งสําเนาคําร้องขอครอบครองปรปักษ์ที่ดินของผู้ร้อง ให้แก่ ก. เพียงคนเดียว ต่อมาภายหลังจากศาลชั้นต้นมีคําสั่งว่าผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ที่ดิน โดยการครอบครองปรปักษ์ปรากฏว่าผู้คัดค้านซึ่งเป็นทายาทคนหนึ่งของ ส. และเป็น ผู้จัดการมรดกของ ส. ด้วยยื่นคําร้องว่า ผู้คัดค้านไม่ได้รับสําเนาคําร้องขอครอบครอง ปรปักษ์ที่ดิน และมาทราบภายหลังจากศาลชั้นต้นมีคําสั่งว่าผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ที่ดินโดยการ ครอบครองปรปักษ์ว่า ผู้ร้องยื่นคําร้องขอครอบครองปรปักษ์จึงไม่มีโอกาสยื่นคําคัดค้าน เช่นนี้ การที่ศาลชั้นต้นมีคําสั่งให้ส่งสําเนาคําร้องขอของผู้ร้องให้แก่ ก.เพียงคนเดียวแล้วดําเนิน กระบวนพิจารณาไต่สวนคําร้องขอครอบครองปรปักษ์ของผู้ร้องโดยมิได้มีคําสั่งให้ส่งสําเนา คําร้องขอให้แก่ทายาทอื่นของ ส. เป็นการดําเนินกระบวนพิจารณาผิดหลงไม่ชอบด้วย มาตรา ๒๑ (๒) ประกอบมาตรา ๒๗ ชอบที่ศาลชั้นต้นจะต้องเพิกถอนกระบวนพิจารณา ที่ผิดระเบียบดังกล่าวและคําสั่งศาลชั้นต้นที่ว่า ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ที่ดินเสียด้วย ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 76,8,,เจ้าหนี้ตามคําพิพากษายื่นคําร้องต่อศาลเพื่อขอให้ศาลสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดีทําการยึดทรัพย์สินมีชื่อบุคคลอื่นเป็นเจ้าของในทะเบียนอ้างว่าเป็นของลูกหนี้ตาม คําพิพากษา ศาลชั้นต้นไม่ส่งสําเนาคําร้องให้แก่บุคคลผู้มีชื่อเป็นเจ้าของทรัพย์สินตามที่ปรากฏ ในทะเบียนทราบ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๒๖๘/๒๕๖๕ โจทก์ยื่นคําขอยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งมีชื่อ ธ. และ ค. บุตรทั้งสองคนของจําเลยที่ ๒ เป็นเจ้าของในทะเบียน อันเป็นกรณีที่ทรัพย์สินที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคําพิพากษาอ้างว่าเป็นของลูกหนี้ตามคําพิพากษา มีชื่อบุคคลอื่นเป็นเจ้าของในทะเบียนตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๙๘ วรรคหนึ่ง เมื่อเจ้าพนักงาน บังคับคดีมีคําสั่งยกคําร้องของโจทก์ที่ขอยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว โจทก์ยื่นคําร้อง ต่อศาลขอให้ศาลมีคําสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ดังกล่าวโดยอ้างว่า เป็นทรัพย์สิน ของจําเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคําพิพากษา คําร้องของโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นกรณีที่เจ้าหนี้ ตามคําพิพากษายื่นคําร้องต่อศาลเพื่อขอให้ศาลสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทําการยึด ทรัพย์สินตามมาตรา ๒๙๘ วรรคสาม ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวกําหนดให้ศาลส่งสําเนาคําร้อง แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีและบุคคลผู้มีชื่อเป็นเจ้าของทรัพย์สินหรือสิทธิเรียกร้องตามที่ปรากฏ ในทะเบียนหรือหลักฐานอย่างอื่นทราบ เพื่อให้ใช้สิทธิคัดค้านตามกฎหมาย แต่ศาลทรัพย์สิน ทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคําสั่งว่า “นัดไต่สวน สําเนาคําร้องพร้อมหมาย แจ้งวันนัดไต่สวนให้เจ้าพนักงานบังคับคดีและจําเลยที่ ๒.."" โดยไม่ส่งสําเนาคําร้องให้แก่ บุคคลผู้มีชื่อเป็นเจ้าของทรัพย์สินตามที่ปรากฏในทะเบียนทราบ ทั้งที่ตามทะเบียนหย่า ระหว่างจําเลยที่ ๒ กับ น. มีบันทึกท้ายทะเบียนหย่าให้ ธ. และ ค. อยู่ในอํานาจปกครอง ของฝ่ายหญิงจึงเป็นกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรม ถือเป็นกระบวนพิจารณา ที่ผิดระเบียบตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและ วิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๒๖ ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา ๒๗ ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 76,8,,คดีที่ศาลมีคําพิพากษาตามยอม ถือว่าประเด็นแห่งคดีได้รับการวินิจฉัย เสร็จเด็ดขาดไปแล้วหรือไม่ และผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องตามคําพิพากษามาจากโจทก์เดิม ถือเป็นคู่ความเดียวกันกับโจทก์เดิมหรือไม่ ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๖๙๐/๒๕๖๕ คดีก่อนธนาคาร ศ. เป็นโจทก์ฟ้อง ธ. กับพวก รวม ๖ คน ให้รับผิดเรื่อง ยืม ค้ำประกัน จํานอง ทั้งสองฝ่ายตกลงกันได้โดยทําสัญญา ประนีประนอมยอมความมีใจความว่า จําเลยทั้งหกตกลงชําระหนี้ให้แก่โจทก์ หากผิดนัด งวดใดงวดหนึ่งยอมให้บังคับคดียึดที่ดินทรัพย์จํานองออกขายทอดตลาด ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมถือได้ว่าประเด็นแห่งคดีได้รับการวินิจฉัยเสร็จเด็ดขาดไปแล้วโดยคําพิพากษา ตามยอมการที่จําเลยทั้งหกผิดนัดไม่ชําระหนี้ตามคําพิพากษาตามสัญญาประนีประนอม ยอมความเป็นเรื่องที่ธนาคาร ศ. รวมถึงโจทก์ซึ่งเป็นผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนชอบที่จะต้องดําเนินการในชั้นบังคับคดีในคดีเดิม คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ในฐานะผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องจาก บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ. ซึ่งรับโอนสิทธิเรียกร้องมาจากธนาคาร ศ. อีกทอดหนึ่ง ประสงค์ที่จะบังคับจํานองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างทรัพย์จํานองออกขายทอดตลาด ซึ่งมีประเด็นต้อง วินิจฉัยว่าจําเลยทั้งสี่ต้องรับผิดชําระหนี้ตามสัญญาจํานองหรือไม่ เพียงใด คําฟ้องของโจทก์ คดีนี้หาใช่เป็นคําฟ้องในกระบวนพิจารณาชั้นบังคับคดีตามคําพิพากษาไม่ เมื่อทรัพย์จํานอง ในคดีก่อนและคดีนี้เป็นทรัพย์จํานองรายเดียวกัน และโจทก์เป็นผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องนี้ มาจากบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ. ซึ่งรับโอนมาจากธนาคาร ศ. โจทก์เดิมอีกทอดหนึ่ง จึงเป็นกรณีที่คู่ความเดียวกันในคดีก่อนซึ่งมีคําพิพากษาถึงที่สุดแล้วรื้อร้องฟ้องกันอีก ในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ต้องห้ามเป็นฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๘ ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๗ (คําพิพากษาฎีกาที่ ๓๖๘๙/๒๕๖๕ วินิจฉัยเช่นกัน)",วิ.แพ่ง,,,,,,, 76,8,,"ยื่นคําร้องขอให้ปล่อยทรัพย์สินอาคารโรงงานและบ้านพักคนงานที่ต่อเติม ขึ้นใหม่ แต่คําขอท้ายคําร้องขอกลับขอให้ปล่อยทรัพย์สินบ้านพักคนงานและโรงเก็บของที่ เจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้ ศาลมีคําสั่งให้ยกคําร้องขอ คดีถึงที่สุด ผู้ร้องมายื่นคําร้องขอให้ ปล่อยอาคารโรงงานที่ต่อเติมขึ้นใหม่โดยมีคําขอท้ายคําร้องขอครบถ้วน เป็นร้องซ้ํากับคดีก่อน หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๗๖/๒๕๖๕ แม้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพร้อมอาคาร สิ่งปลูกสร้างวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๔ แต่ผู้ร้องยื่นคําร้องขอปล่อยทรัพย์สินที่ถูกยึด วันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๖๑ อันเป็นเวลาภายหลังจากประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความแพ่ง มาตรา ๓๒๓ ที่แก้ไขใหม่โดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ ๓๐) พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๒๐ มีผลใช้บังคับวันที่ ๕ กันยายน ๒๕๖๐ เป็นต้นไป จึงต้องใช้บทบัญญัติที่แก้ไขใหม่มาบังคับใช้แก่คดีนี้ เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพร้อมอาคารสิ่งปลูกสร้างก่อนวันที่ประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๓๒๓ ที่แก้ไขใหม่มีผลใช้บังคับ การยื่นคําร้องขอปล่อยทรัพย์สิน ที่ถูกยึดภายในระยะเวลาหกสิบวันนับแต่วันยึดทรัพย์ตามมาตรา ๓๒๓ ที่แก้ไขใหม่ยังไม่ใช้ บังคับจึงไม่อาจกระทําได้ เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกคําร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ในคดีก่อนของ ผู้ร้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ผู้ร้องยื่นฎีกา ศาลฎีกามีคําสั่งไม่รับฎีกา คดีถึงที่สุด ผู้ร้อง ยื่นคําร้องขอให้ปล่อยทรัพย์สินที่ถูกยึดเป็นคดีนี้ ถือได้ว่ามีพฤติการณ์พิเศษแล้ว ผู้ร้อง มีอํานาจยื่นคําร้องขอปล่อยทรัพย์สินที่ยึดตามมาตรา ๓๒๓ ได้ คดีก่อนผู้ร้องยื่นคําร้องขอให้ปล่อยทรัพย์สินอาคารโรงงานและบ้านพักคนงานที่ ต่อเติมขึ้นใหม่ แต่คําขอท้ายคําร้องขอกลับขอให้ปล่อยทรัพย์สินบ้านพักคนงานและ โรงเก็บของที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้ แม้โจทก์ยื่นคําให้การแก้คดีว่าผู้ร้องมิได้มี คําขอให้ปล่อยทรัพย์สินอาคารโรงงานที่ต่อเติมขึ้นใหม่ ผู้ร้องก็มิได้แก้ไขข้อบกพร่อง จนกระทั่งศาลชั้นต้นมีคําสั่งให้ยกคําร้อง ในชั้นอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าผู้ร้องมิได้อุทธรณ์ ในประเด็นส่วนที่เกี่ยวกับบ้านพักคนงานที่ต่อเติมขึ้นใหม่ จึงเป็นอันยุติไปตามคําสั่งศาลชั้นต้น ส่วนประเด็นที่ขอให้ปล่อยอาคารโรงงานที่ต่อเติมขึ้นใหม่ไม่ปรากฏว่าผู้ร้องมีคําขอให้ ถอนการยึด จึงไม่มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัย พิพากษายืน และศาลฎีกาให้ยกคําสั่งศาลชั้นต้น ที่ให้รับฎีกาของผู้ร้องและไม่รับฎีกาของผู้ร้องคดีถึงที่สุด การที่ผู้ร้องยื่นคําร้องขอให้ปล่อย อาคารโรงงานที่ต่อเติมขึ้นใหม่เป็นคดีนี้โดยมีคําขอท้ายคําร้องขอครบถ้วน แต่ก็เป็น การยื่นคําร้องขอโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันกับคดีก่อนที่อ้างว่าทรัพย์สินสองในสี่รายการที่ เจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้เป็นของผู้ร้องหรือไม่ โดยผู้ร้องอาจแก้ไขข้อบกพร่องในส่วน คําขอท้ายคําร้องให้รับกับข้ออ้างอันอาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาได้ในคดีเดิมได้ เท่ากับ เป็นการแก้ไขคําร้องขอในคดีเดิมให้สมบูรณ์ขึ้น ถือว่าผู้ร้องซึ่งเป็นคู่ความเดียวกันกับผู้ร้องคดี ก่อนรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน จึงเป็นร้องซ้ํากับคดี ขอให้ปล่อยทรัพย์คดีก่อนต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๘ ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 76,9,,โจทก์ฟ้องขอบังคับจําเลยคืนหุ้นแก่โจทก์ จําเลยให้การว่า จําเลยถือหุ้น ในฐานะเจ้าของที่แท้จริง ไม่ได้ถือหุ้นไว้แทนโจทก์และฟ้องแย้งว่า จําเลยช่วยโจทก์ บริหารงานในบริษัท โจทก์จึงจัดสรรหุ้นในบริษัทให้แก่จําเลยเป็นการตอบแทน เมื่อโจทก์ กลับมาฟ้องเรียกหุ้นคืน จําเลยจึงมีสิทธิเรียกค่าบริหารจัดการงานต่าง ๆ ให้แก่โจทก์ ขอให้ โจทก์ชําระเงินพร้อมดอกเบี้ย ดังนี้ ฟ้องแย้งเกี่ยวข้องกับคําฟ้องเดิม หรือไม่ ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๗๖/๒๕๖๖ ที่โจทก์บรรยายในคําฟ้องว่า โจทก์เป็นตัวการและเชิดจําเลยที่ ๑ ออกแสดงเป็น ตัวแทนนําเงินของโจทก์ไปจัดตั้งบริษัทและซื้อทรัพย์สินจําพวกที่ดินและรถยนต์โดยมีจําเลย ที่ ๑ กับพวกเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัท สําหรับโฉนดที่ดินและรถยนต์มีชื่อจําเลยที่ ๑ กับพวก ถือกรรมสิทธิ์แทน โจทก์ในฐานะตัวการได้แสดงตนเข้ารับเอาสัญญา หุ้น ที่ดิน และรถยนต์ แล้ว แต่จําเลยที่ ๑ กับพวกไม่ยอมคืนทรัพย์สินดังกล่าวให้แก่โจทก์ และขอบังคับจําเลย ที่ ๑ กับพวกคืนทรัพย์สินแก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน จําเลยที่ ๑ ให้การว่า จําเลยที่ ๑ ถือหุ้นในบริษัทต่าง ๆ ตามฟ้องในฐานะเจ้าของที่แท้จริงไม่ได้ถือหุ้น ไว้แทนโจทก์ จําเลยที่ ๑ ถือหุ้นในบริษัทจําเลยที่ ๒ ที่ ๔ ที่ ๖ โดยโจทก์และที่ประชุม บริษัทตกลงจัดสรรหุ้นให้แก่จําเลยที่ ๑ เพื่อตอบแทนการทํางานในการช่วยบริหารงาน ภายในบริษัทหลายอย่างประกอบกับโจทก์อยู่กินฉันสามีภริยากับจําเลยที่ ๑ จึงให้จําเลย ที่ ๑ และบุตรถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ ๔๑๔๘๘ และ ๔๑๔๘๙ พร้อมบ้านเพื่อให้ มีส่วนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์และใช้อยู่อาศัยร่วมกันเป็นคนในครอบครัว จําเลยที่ ๑ ไม่เคย นําเงินของโจทก์ไปซื้อที่ดินและทรัพย์สินอื่นแล้วนํามาใส่ชื่อจําเลยที่ ๑ กับพวก แต่เป็น ทรัพย์สินของจําเลยที่ ๑ กับพวกที่เป็นผู้ออกเงินซื้อเอง ที่ดินและทรัพย์สินอื่นจึง เป็นกรรมสิทธิ์ของจําเลยที่ ๑ กับพวก เงินลงหุ้นในกิจการของบริษัทจําเลยที่ ๒ ถึงที่ ๗ ไม่ใช่เงินของโจทก์และจัดตั้งตามความประสงค์ของผู้ถือหุ้น และจําเลยที่ ๑ ฟ้องแย้งว่า จําเลยที่ ๑ ช่วยโจทก์บริหารงานในบริษัทต่าง ๆ โจทก์จึงจัดสรรหุ้นในบริษัทให้แก่จําเลย ที่ ๑ เป็นการตอบแทน เมื่อโจทก์ฟ้องเรียกหุ้นคืน โดยอ้างว่าจําเลยที่ ๑ ถือไว้แทนโจทก์ จําเลยที่ ๑ จึงมีสิทธิเรียกค่าบริหารจัดการงานต่าง ๆ ที่ได้ทําให้แก่โจทก์เดือนละ ๕๐๐,๐๐๐ บาท เป็นเวลา ๔ ปี เป็นเงิน ๒๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท นั้น เห็นว่า หากจําเลยที่ ๑ ช่วยโจทก์บริหารงานในบริษัทต่าง ๆ แล้วโจทก์จัดสรรหุ้น ๑ เป็นการตอบแทนจริงตามข้ออ้างในฟ้องแย้ง หุ้นที่โจทก์เรียกคืนย่อม เป็นบําเหน็จตัวแทนในการจัดทํากิจการอันโจทก์ตัวการมอบหมายแก่จําเลยที่ ๑ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๘๐๓ เท่ากับจําเลยที่ ๑ ยอมรับว่าเป็น ตัวแทนที่มีสิทธิได้รับบําเหน็จตัวแทนจากโจทก์ตัวการ แต่จําเลยที่ ๑ กลับให้การปฏิเสธว่า จําเลยที่ ๑ ไม่เคยรับเป็นที่ปรึกษาทางด้านกฎหมายและการประกอบธุรกิจของโจทก์ โจทก์ไม่เคยมอบหมายให้จําเลยที่ ๑ เป็นผู้ดูแลธุรกิจของโจทก์และเงินลงหุ้นไม่ใช่ของโจทก์ โจทก์เป็นผู้ดําเนินธุรกิจของโจทก์เอง ซึ่งถือเป็นการปฏิเสธว่าจําเลยที่ ๑ ไม่ใช่ตัวแทน ของโจทก์ ฟ้องแย้งของจําเลยที่ ๑ จึงขัดกับคําให้การของจําเลยที่ ๑ เอง และหากศาล พิจารณาได้ความตามคําให้การของจําเลยที่ ๑ ว่าจําเลยที่ ๑ เป็นเจ้าของหุ้น และไม่ใช่ตัวแทนของโจทก์แล้ว ก็ไม่มีประเด็นให้ศาลจําต้องพิจารณาเกี่ยวกับบําเหน็จตัวแทนตามฟ้องแย้งของจําเลยที่ ๑ อีกต่อไป ดังนั้น ศาลจะพิจารณา ประเด็นตามฟ้องแย้งได้ก็ต่อเมื่อศาลพิพากษาให้จําเลยที่ ๑ กับพวกคืนหุ้นให้แก่โจทก์ก่อน ซึ่งการที่จําเลยที่ ๑ จะต้องคืนหุ้นให้แก่โจทก์หรือไม่ยังไม่เป็นที่แน่นอน โดยจะต้องรอจน ศาลพิพากษาให้จําเลยที่ ๑ คืนหุ้นแก่โจทก์ตามฟ้องเดิมเสียก่อน ฟ้องแย้งของจําเลยที่ ๑ จึงมีลักษณะเป็นฟ้องแย้งที่มีเงื่อนไขซึ่งถือว่าไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิมพอที่จะรวมการพิจารณา และชี้ขาดตัดสินไปด้วยกันได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๗ วรรคสาม และ ๑๗๙ วรรคท้าย ที่ศาลล่างทั้งสองไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยที่ ๑ จึงชอบแล้ว",วิ.แพ่ง,,,,,,, 76,9,,ประเด็นในคดีก่อนกับคดีหลังเป็นประเด็นเดียวกัน แต่โจทก์ในคดีหลัง มิใช่คู่ความในคดีก่อน ทั้งบางประเด็นคดีหลัง ในคดีก่อนยังมิได้วินิจฉัย ดังนี้ ฟ้องคดีหลัง เป็นการดําเนินกระบวนพิจารณาซ้ำหรือไม่ ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๔๐๐/๒๕๖๖ คดีก่อนจําเลยเป็นโจทก์ฟ้อง พ. ผู้ขับรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยให้รับผิด ชดใช้ค่าซ่อมรถยนต์ของจําเลย ค่าขาดประโยชน์และค่าเสื่อมราคาพร้อมดอกเบี้ยในเหตุ ละเมิดเดียวกันกับคดีนี้และความปรากฏต่อศาลฎีกาว่าคดีดังกล่าวศาลอุทธรณ์ภาค ๔ มีคําพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้องโดยวินิจฉัยว่าจําเลยซึ่งเป็นโจทก์ในคดีก่อนประมาท ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่า พ. แม้ประเด็นวินิจฉัยในคดีก่อนกับคดีนี้ว่าเหตุละเมิดเกิดจากความ ประมาทของฝ่ายใดจะเป็นประเด็นเดียวกันก็ตาม แต่โจทก์คดีนี้มิใช่คู่ความในคดีก่อน ทั้งในประเด็นว่าผู้เอาประกันภัยของโจทก์ได้รับความเสียหายเกี่ยวกับรถยนต์ที่โจทก์ รับประกันภัยเพียงใดนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ ในคดีก่อนยังมิได้วินิจฉัย ฟ้องโจทก์ คดีนี้ในประเด็นว่าโจทก์รับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยมาเรียกร้องให้จําเลยรับผิด ในความเสียหายเกี่ยวกับรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยได้เพียงใดจึงไม่เป็นการดําเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีก่อน ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 76,9,,คําพิพากษาต้องบังคับเอาแก่ทรัพย์จํานองก่อน หากไม่ครบจํานวนหนี้ จึงจะบังคับเอาแก่ทรัพย์สินอื่น หากระยะเวลาการบังคับคดีใกล้สิ้นสุดลงโดยมิใช่ความผิด ของโจทก์และเจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาทรัพย์จํานองแล้ว ไม่พอชําระหนี้ตาม คําพิพากษา ดังนี้ โจทก์จะขอให้อายัดเงินเดือนของจําเลยไว้ก่อน ได้หรือไม่ ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๘๖/๒๕๖๖ แม้การบังคับคดีตามคําพิพากษาจะต้องบังคับเอาแก่ทรัพย์จํานองก่อน หาก ไม่ครบจํานวนหนี้จึงจะบังคับเอาแก่ทรัพย์สินอื่นก็ตาม แต่ระยะเวลาของการบังคับคดี ใกล้สิ้นสุดลง โดยจําเลยผิดนัดไม่ชําระหนี้ตามคําพิพากษาตามยอมตั้งแต่งวดแรกวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ จนถึงวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ หากผู้ร้องไม่ร้องขอให้ อายัดเงินเดือนไว้ก่อนก็จะเกิน ๑๐ ปี นับแต่วันที่หนี้ตามคําพิพากษาอาจบังคับชําระได้ เป็นเหตุให้ผู้ร้องอาจเสียสิทธิในการบังคับคดี ทั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคา ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างทรัพย์จํานองเป็นเงิน ๗๔๔,๑๐๘ บาท และในวันที่โจทก์ยื่นคําร้อง ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดเงินเดือนหรือค่าจ้างและเงินอื่นใดของจําเลยไว้ก่อนนั้น จําเลยเป็นหนี้โจทก์ตามคําพิพากษาตามยอมจํานวน ๙๑๗,๕๐๕.๑๒ บาท ไม่พอ ชําระหนี้ตามคําพิพากษาตามยอม ประกอบกับทรัพย์จํานองถูกเจ้าหนี้ตามคําพิพากษา ในคดีอื่นบังคับคดียึดไว้ก่อนแล้ว การบังคับคดีที่ล่าช้ามิใช่เกิดจากความผิดของโจทก์หรือผู้ร้อง การอายัดเงินดือนของจําเลยไว้ก่อนแต่ยังไม่ชําระให้แก่ผู้ร้องจนกว่าจะมี การขายทอดตลาดทรัพย์จํานองเสร็จสิ้นและได้เงินไม่พอชําระหนี้จึงค่อยนําเงินที่ อายัดไว้ชําระหนี้ให้แก่ผู้ร้องก็ไม่ขัดต่อขั้นตอนการบังคับคดีตามคําพิพากษาตามยอมและก่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 76,9,,จําเลยจะขอแก้ไขคําขอท้ายฟ้องแย้ง ได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๔๕๐/๒๕๖๖ คําร้องขอแก้ไขคําให้การและฟ้องแย้งของจําเลยในส่วนคําขอท้ายฟ้องแย้งขอ แก้ไขข้อความจากเดิมว่า หากโจทก์ไม่ปฏิบัติตามขอถือเอาคําพิพากษาของศาลแสดง เจตนาของโจทก์ เป็นว่า ถ้าโจทก์ไม่ปฏิบัติตามคําพิพากษา ขอศาลมีคําสั่งบังคับ บุคคลภายนอกทําการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปโดยให้โจทก์เป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย แม้เป็นการขอแก้ไขในส่วนของคําขอท้ายฟ้องแย้งเพื่อบังคับตามคําพิพากษา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๙ (๒) แต่เป็นกรณีที่จําเลย ทั้งสองสามารถดําเนินการบังคับคดีได้อยู่แล้ว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๓๕๘ หากศาลมีคําพิพากษาให้โจทก์รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินพิพาท จึงเป็นข้อกฎหมายที่ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๕ วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา ๒๕๒ ศาลฎีกาไม่จําต้องวินิจฉัย คําขอท้ายฟ้องแย้งของจําเลยที่ ๒ ที่ให้ถือเอาคําพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ในการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง กรณีมิใช่วัตถุแห่งหนี้เป็นอันให้กระทํานิติกรรมอย่างใด อย่างหนึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๑๓ วรรคสอง จึงไม่สามารถพิพากษาให้ถือเอาคําพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ได้ ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 76,10,,"ระหว่างขายทอดตลาดทรัพย์ที่ยึด โจทก์ยื่นคําแถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีว่า ได้รับชําระหนี้จากจําเลยครบถ้วนแล้ว โดยมิได้แถลงขอถอนการบังคับคดี หากเจ้าพนักงาน บังคับคดีได้ขายทอดตลาดทรัพย์ที่ยึดไปเพื่อประโยชน์แก่ผู้รับจํานองซึ่งศาลมีคําสั่งอนุญาตให้ ได้รับชําระหนี้บุริมสิทธิ ดังนี้ โจทก์ต้องรับผิดชําระค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายหรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๔๓/๒๕๖๖ ระหว่างเจ้าพนักงานบังคับคดีดําเนินการขายทอดตลาดทรัพย์ที่ยึด โจทก์ยื่นคําแถลง ต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีว่าโจทก์ได้รับชําระหนี้จากจําเลยครบถ้วนแล้ว โดยไม่ได้แถลงว่า โจทก์ขอถอนการบังคับคดี ทั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีสั่งคําแถลงว่าโจทก์แถลงผลการชําระหนี้ ภายนอกแต่ยังไม่สละสิทธิการบังคับคดีก็ตาม แต่คําแถลงของโจทก์เช่นนี้ย่อมเป็นผลให้โจทก์ไม่มี สิทธิบังคับคดีจากทรัพย์จํานองที่ยึดไว้ได้อีกต่อไป ซึ่งต้องถือว่าเป็นการที่โจทก์ขอถอนการบังคับคดี และเจ้าพนักงานบังคับคดีต้องถอนการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๙๒ (๗) หลังจากโจทก์แถลงว่าจําเลยได้ชําระหนี้ครบถ้วนแล้ว เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ขายทอดตลาด ทรัพย์จํานองต่อไปเพื่อประโยชน์ของผู้ร้องซึ่งศาลได้มีคําสั่งอนุญาตให้ได้รับชําระหนี้บุริมสิทธิ และผู้ร้องเป็นผู้ซื้อทรัพย์ได้จากการขายทอดตลาดกับชําระราคาด้วยการใช้สิทธิหักส่วนได้ใช้แทน เช่นนี้ เป็นการปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๓๒๗ ด้วยการให้ ผู้ร้องเข้าดําเนินการบังคับคดีต่อไปจากโจทก์เนื่องด้วยมีการถอนการบังคับคดี โจทก์เป็นผู้ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จํานองแล้วมีการถอนการบังคับคดีของโจทก์โดยโจทก์ยื่นคําแถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีว่า จําเลยได้ชําระหนี้ครบถ้วนแล้ว จึงไม่ได้ บังคับแก่ทรัพย์จํานองด้วยการขายทอดตลาดเพื่อประโยชน์ของโจทก์ เป็นกรณีที่มีการยึดทรัพย์ แล้วไม่มีการขาย โจทก์ต้องรับผิดชําระค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายตามตาราง ๕ ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง กับค่าใช้จ่ายในการบังคับคดี อันเป็นค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๕๓ วรรคสอง และมาตรา ๑๖๙/๒ วรรคสี่ ทั้งเจ้าหนี้ซึ่งศาลอนุญาตให้ได้รับชําระหนี้จากเงินที่ได้จากการขาย ทอดตลาดทรัพย์จํานองก่อนเจ้าหนี้อื่นตามมาตรา ๓๒๔ มีสิทธิดําเนินการบังคับคดีต่อไปตาม มาตรา ๓๒๗ ต้องเป็นผู้ชําระค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับคดีในส่วนที่ดําเนินการบังคับคดี ต่อไปต่างหากตามมาตรา ๑๕๓ วรรคสี่ จึงหาได้ทําให้โจทก์หลุดพ้นความรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียม ในการบังคับคดีที่โจทก์เป็นผู้ขอบังคับคดีในส่วนของตนไม่",วิ.แพ่ง,,,,,,, 76,10,,การไม่เห็นด้วยกับดุลพินิจของศาล จะยื่นคําร้องขอเพิกถอนคําสั่งหรือ คําพิพากษาโดยอ้างว่าเป็นการดําเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๗๗๗/๒๕๖๖ กระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบกับกระบวนพิจารณาที่แต่ละฝ่ายเห็นไม่ตรงกันเป็นคนละกรณี ไม่เหมือนกัน กล่าวคือ หากศาลสั่งไปโดยผิดระเบียบ ถ้าจะขอเพิกถอนก็ต้องขอเพิกถอน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗ แต่หากเป็นเรื่องที่ศาลใช้ดุลพินิจอยู่ ในกรอบของกฎหมายแล้ว ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่เห็นด้วยกับดุลพินิจของศาลก็ต้องใช้สิทธิตามที่ บัญญัติไว้ในลักษณะอุทธรณ์ฎีกาโดยเฉพาะ เพื่อให้ศาลสูงแก้ไขเปลี่ยนแปลงคําสั่งหรือคําพิพากษานั้น จะขอเพิกถอนคําสั่งหรือคําพิพากษาโดยอาศัยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความแพ่ง มาตรา ๒๗ ไม่ได้ จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาลงโทษจําคุก ๒ ปี จําเลยอุทธรณ์ เพียงขอให้ลงโทษสถานเบา และรอการลงโทษหรือรอการกําหนดโทษ อันบ่งชี้ได้ว่าศาลชั้นต้น ใช้ดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานอยู่ในกรอบของกฎหมาย ซึ่งต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค ๕ พิพากษายืน คําพิพากษาดังกล่าวจึงผูกพันคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๕ วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕ หากจําเลยไม่เห็นด้วยกับดุลพินิจของศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะฎีกาคัดค้านคําพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๕ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๖ เพื่อให้ศาลฎีกาแก้ไข เปลี่ยนแปลงคําพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๕ ซึ่งจําเลยก็ได้ใช้สิทธิฎีกาในคดีหลักแล้ว ดังนั้น แม้การใช้ดุลพินิจดังกล่าวของศาลชั้นต้นจะไม่ตรงกับความเห็นของจําเลย ก็ไม่ถือว่าเป็นการดําเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ กรณีจึงไม่มีเหตุให้จําเลยขอเพิกถอนกระบวนพิจารณา ที่ผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗ ประกอบประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕ ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 76,10,,คดีอาญา โจทก์ไม่มาศาลในวันนัดพร้อมเพื่อไกล่เกลี่ย และกําหนดวันนัดตรวจ พยานหลักฐาน นัดพร้อมเพื่อสอบคําให้การจําเลยและกําหนดวันนัดสืบพยานโจทก์ ศาลชั้นต้นจะพิพากษายกฟ้องโจทก์ ได้หรือไม่ ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ (ก) คําพิพากษาฎีกาที่ ๓๕๒๒/๒๕๖๓ ป.วิ.อ. มาตรา ๑๖๖ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ถ้าโจทก์ไม่มาตามกําหนดนัดให้ศาลยกฟ้องเสีย คําว่า ""กําหนดนัด"" ตามบทบัญญัติดังกล่าว หมายถึง กําหนดนัดไต่สวนมูลฟ้องหรือกําหนดนัด ตรวจพยานหลักฐานหรือกําหนดนัดพิจารณา ซึ่งเป็นหน้าที่ของโจทก์ที่จะต้องมาดําเนินกระบวน พิจารณาต่อศาลตามที่กฎหมายกําหนด ภายหลังศาลชั้นต้นประทับฟ้องและจําเลยยื่นคําให้การปฏิเสธแล้วจําเลยแถลงขอนําคดี เข้าศูนย์ไกล่เกลี่ย ศาลชั้นต้นอนุญาตและให้มีหนังสือแจ้งผู้เสียหายมาศาลเพื่อไกล่เกลี่ยในวันที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๖๒ เวลา ๙ นาฬิกา ทั้งต่อมานิติกรชํานาญการพิเศษของศาลชั้นต้นมีหนังสือ เชิญผู้รับมอบอํานาจของผู้เสียหายมาไกล่เกลี่ยกับจําเลย ณ ห้องประชุมไกล่เกลี่ย ในวันเวลา ดังกล่าวเพื่อยุติคดีตามที่ศาลชั้นต้นกําหนด จึงเป็นการนัดผู้เสียหายและจําเลยมาไกล่เกลี่ยซึ่ง มิได้เกี่ยวข้องกับโจทก์ การที่ศาลชั้นต้นบันทึกรายงานกระบวนพิจารณาว่า นัดพร้อมเพื่อสอบ คําให้การคุ้มครองสิทธิ/ตรวจพยานหลักฐาน ไกล่เกลี่ยวันที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๖๒ เวลา ๙ นาฬิกา หากจําเลยให้การปฏิเสธให้ผู้พิพากษาประจําศูนย์กําหนดวันนัดตรวจพยานหลักฐาน และประชุมคดี และแจ้งให้คู่ความ ทนายความปฏิบัติตามคําสั่งศาลในการประชุมคดีและตรวจ พยานหลักฐานด้วย แสดงว่าในการนัดตรวจพยานหลักฐานนั้น ศาลชั้นต้นจะต้องกําหนด วันนัดและแจ้งให้คู่ความทราบอีกชั้นหนึ่ง ดังนั้น การที่โจทก์ไม่มาศาลในวันนัดพร้อมเพื่อไกล่เกลี่ย ซึ่งมิใช่วันนัดตรวจพยานหลักฐานหรือนัดพิจารณาจึงไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๖๖ วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา ๑๘๑ ที่ศาลชั้นต้นจะยกฟ้องโจทก์เสียได้ (ข) คําพิพากษาฎีกาที่ ๔๔๕๒/๒๕๖๒ ป.วิ.อ. มาตรา ๑๖๖ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ถ้าโจทก์ไม่มาตามกําหนดนัดให้ศาลยกฟ้อง เสีย ซึ่งคําว่า “กําหนดนัด” ตามบทบัญญัติดังกล่าว หมายถึง กําหนดนัดไต่สวนมูลฟ้อง ตามมาตรา ๑๖๖ ประการหนึ่ง กําหนดนัดตรวจพยานหลักฐานตามมาตรา ๑๖๖ ประกอบ มาตรา ๑๗๓/๒ วรรคหนึ่ง ประการหนึ่ง และกําหนดนัดพิจารณาตามมาตรา ๑๖๖ ประกอบ มาตรา ๑๔๑ อีกประการหนึ่ง หลังจากประทับฟ้องแล้ว ศาลชั้นต้นมีคําสั่งให้หมายเรียกจําเลยมาให้การในวันนัดพร้อม โดยมิได้กําหนดชัดแจ้งว่า นอกจากการสอบคําให้การจําเลยแล้ว จะดําเนินกระบวนพิจารณาอื่นใดอีก จึงเป็นเพียงการนัดพร้อมเพื่อสอบคําให้การจําเลย ดังนั้น เมื่อโจทก์ไม่มาศาลในวันนัดพร้อมดังกล่าว ซึ่งมิใช่วันนัดตรวจพยานหลักฐานหรือนัดพิจารณา หรือนัดสืบพยานโจทก์ กรณีจึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่ศาลชั้นต้นจะยกฟ้องเพราะโจทก์ไม่มาศาล ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๖๖ วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา ๑๗๓/๒ วรรคหนึ่ง หรือมาตรา ๑๖๖ วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา ๑๘๑ได้ที่ศาลชั้นต้นมีคําสั่งให้ยกฟ้องเพราะโจทก์ไม่มาศาลโดย ไม่แจ้งเหตุขัดข้องโดยอาศัยบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.อ. มาตรา ๑๖๖ วรรคหนึ่ง แล้วดําเนินกระบวน พิจารณาต่อมาหลังจากมีคําสั่งดังกล่าวนั้น จึงเป็นการไม่ชอบโจทก์ย่อมไม่อยู่ในบังคับที่จะขอให้พิจารณาคดีใหม่ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๖๖ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๑๘๑ (ค) คําพิพากษาฎีกาที่ ๗๔๙๓/๒๕๖๐ ป.วิ.อ. มาตรา ๑๖๖ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ถ้าโจทก์ไม่มาตามกําหนดนัดให้ศาล ยกฟ้องเสีย ซึ่งคําว่า “กําหนดนัด” ตามบทบัญญัติดังกล่าว หมายถึง กําหนดนัดไต่สวนหรือ กําหนดนัดพิจารณา โจทก์ไม่มาศาลในวันนัดพร้อมเพื่อสอบคําให้การจําเลยและกําหนดวันนัดสืบพยานโจทก์ ซึ่งมิใช่วันนัดพิจารณาหรือนัดสืบพยานโจทก์ แต่เป็นวันที่โจทก์มาศาลเพื่อกําหนดวันนัดสืบ พยานโจทก์และฟังกําหนดวันนัดพิจารณาคดี กรณีจึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๖๖ วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา ๑๘๑ ที่ศาลจะยกฟ้องได้ ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นมีคําสั่งให้ยกฟ้องโจทก์ เพราะเหตุที่โจทก์ไม่มาศาลโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้อง โดยอาศัยบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.อ. มาตรา ๑๖๖ วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา ๑๘๑ และ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาล แขวง พ.ศ. ๒๔๙๙ มาตรา ๔ แล้วดําเนินกระบวนพิจารณาต่อมาหลังจากมีคําสั่งดังกล่าว จึงไม่ชอบ ",วิ.อาญา,,,,,,, 76,11,,เจ้าหนี้ตามคําพิพากษาขอให้ออกหมายบังคับคดีและขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดี อายัดสิทธิเรียกร้องเงินค่าขึ้นศาลส่วนฟ้องแย้งที่ศาลชั้นต้นสั่งคืนแก่จําเลย เพื่อบังคับชําระหนี้ ตามคําพิพากษาได้หรือไม่ ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๑๒๐/๒๕๖๕ ศาลชั้นต้นมีคําพิพากษาถึงที่สุดให้จําเลยชําระเงิน ๔,๕๑๒,๓๑๔.๗๘ บาท พร้อมดอกเบี้ย และมีคําสั่งไม่รับฟ้องแย้งของจําเลย คืนค่าขึ้นศาลในส่วนฟ้องแย้งให้จําเลยทั้งหมดแต่จําเลย ไม่ชําระหนี้ตามคําพิพากษา โจทก์ขอหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือ ขออายัดสิทธิเรียกร้องเงินค่าขึ้นศาลในส่วนฟ้องแย้ง ๕๑๔,๔๖๖ บาท ที่สั่งคืนแก่จําเลยและขอให้ ส่งเงินไปยังเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อบังคับชําระหนี้ตามคําพิพากษา คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจําเลยว่า โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ตามคําพิพากษามีสิทธิขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดเงิน ดังกล่าวมาชําระหนี้ตามคําพิพากษาได้หรือไม่ เห็นว่า ศาลชั้นต้นมีคําพิพากษาถึงที่สุดให้จําเลยชําระเงิน ๔,๕๑๒,๓๑๔.๗๘ บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ และมีคําสั่งไม่รับฟ้องแย้งของจําเลยคืนค่าขึ้นศาลในส่วนฟ้องแย้งให้จําเลย ทั้งหมด ดังนี้ จําเลยจึงมีสิทธิเรียกร้องต่อศาลชั้นต้นให้คืนเงินค่าขึ้นศาลในส่วนฟ้องแย้งจํานวน ๕๑๔,๔๖๖ บาท ที่ศาลชั้นต้นมีคําสั่งคืนให้แก่จําเลยได้ เมื่อปรากฏว่าคดีนี้จําเลยไม่ชําระหนี้ ตามคําพิพากษาศาลชั้นต้นให้แก่โจทก์ และเงินค่าขึ้นศาลในส่วนฟ้องแย้งดังกล่าวมิใช่ทรัพยสินหรือสิทธิเรียกร้องที่ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความแพ่ง มาตรา ๓๐๑ และ ๓๐๒ ดังนั้น โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ตามคําพิพากษาจึงมีสิทธิ ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดเงินดังกล่าวมาชําระหนี้ตามคําพิพากษาศาลชั้นต้นให้แก่โจทก์ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๓๑๖",วิ.แพ่ง,,,,,,, 76,11,,จําเลยมิได้ยื่นคําให้การภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จําเลยขยายระยะ เวลายื่นคําให้การครั้งแรก ครั้นในวันนัดพิจารณาต่อมา ทนายจําเลยมาศาลและยื่นคําร้องขอขยาย ระยะเวลายื่นคําให้การเป็นครั้งที่ ๒ ศาลชั้นต้นมีคําสั่งว่า จําเลยยื่นคําร้องเมื่อพ้นเวลาที่ศาลอนุญาต ให้ขยายระยะเวลายื่นคําให้การแล้ว จึงไม่อาจยื่นคําร้องขอขยายระยะเวลายื่นคําให้การได้ ดังนี้ ในวันนัดพิจารณาถัดมา จําเลยจะยื่นคําร้องขออนุญาตยื่นคําให้การอ้างว่าไม่จงใจขาดนัด ได้หรือไม่ ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๕๕๐/๒๕๖๕ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๙๙ วรรคหนึ่ง ซึ่งนํามาใช้บังคับ โดยอนุโลมโดยพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๗ บัญญัติว่า “ถ้าจําเลย ที่ขาดนัดยื่นคําให้การมาศาลก่อนศาลวินิจฉัยชี้ขาดคดีและแจ้งต่อศาลในโอกาสแรกว่าตนประสงค์จะต่อสู้คดี เมื่อศาลเห็นว่าการขาดนัดยื่นคําให้การนั้น มิได้เป็นไปโดยจงใจหรือมีเหตุอันสมควร ให้ศาลมีคําสั่งอนุญาตให้จําเลยยื่นคําให้การภายในกําหนดเวลาตามที่ศาลเห็นสมควรและดําเนิน กระบวนพิจารณาใหม่ตั้งแต่เวลาที่จําเลยขาดนัดยื่นคําให้การ” บทบัญญัติดังกล่าวกําหนดให้จําเลย มีหน้าที่แจ้งต่อศาลในโอกาสแรกถึงความประสงค์ว่าตนประสงค์จะต่อสู้คดี ได้ความว่าจําเลย มิได้ยื่นคําให้การภายในกําหนดเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จําเลยขยายระยะเวลายื่นคําให้การครั้งแรกถึงวันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๖๒ จึงถือว่าจําเลยขาดนัดยื่นคําให้การตามพระราชบัญญัติ วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๒๖ วรรคสอง ครั้นในวันนัดพิจารณาต่อมาวันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๖๒ ทนายจําเลยมาศาลด้วยตนเองและยื่นคําร้องขอขยายระยะเวลายื่นคําให้การ เป็นครั้งที่ ๒ และทราบคําสั่งศาลชั้นต้นในขณะนั้นว่า ศาลชั้นต้นมีคําสั่งไม่อนุญาตให้จําเลยขยาย ระยะเวลายื่นคําให้การตามคําร้องของทนายจําเลย ทนายจําเลยจึงทราบในขณะนั้นว่าจําเลย ขาดนัดยื่นคําให้การ ทนายจําเลยกลับมิได้แจ้งต่อศาลชั้นต้นเสียในขณะนั้นว่าจําเลยประสงค์จะต่อสู้คดีหรือโดยการยื่นคําร้องขออนุญาตยื่นคําให้การ แม้ในวันนัดพิจารณานัดดังกล่าว ศาลชั้นต้นเพียงแต่ออกนั่งพิจารณาจดรายงานกระบวนพิจารณาโดยไม่มีการสืบพยานโจทก์อันเป็น การดําเนินกระบวนพิจารณาในระยะเวลาอันสั้นอาจทําให้ทนายจําเลยไม่มีเวลาเพียงพอที่จะแจ้ง ต่อศาลถึงความประสงค์จะต่อสู้คดีจําเลยก็ควรยื่นคําร้องขออนุญาตยื่นคําให้การหลังจากนั้นทันที แต่ปรากฏว่าจําเลยเพิ่งยื่นคําร้องขออนุญาตยื่นคําให้การวันที่ ๒ มีนาคม ๒๕๖๓ ก่อนที่ จะถึงวันนัดพิจารณาต่อมาล่วงเลยวันนัดพิจารณานัดก่อนเป็นเวลาเกือบ ๓ เดือน แสดงถึง ความไม่ใส่ใจดําเนินคดีของจําเลย จึงถือไม่ได้ว่าจําเลยได้แจ้งในโอกาสแรกว่าประสงค์จะ ต่อสู้คดี คําร้องขออนุญาตยื่นคําให้การของจําเลยจึงไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ของบทบัญญัติกฎหมาย ดังกล่าว ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยอํานาจในการขออนุญาตยื่นคําให้การ ของจําเลยซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้โจทก์ มิได้ยื่นคําแก้ฎีกาตั้งเป็นประเด็นในชั้นฎีกาศาลฎีกาก็มีอํานาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒ (๕) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๗ ,วิ.แพ่ง,,,,,,, 76,11,,"โจทก์เคยฟ้องจําเลยในความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมโดยกล่าวหาว่าจําเลยปลอมใบถอนเงินและปลอมเช็ค ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้อง ในการพิพากษา คดีแพ่งว่าจําเลยกระทําละเมิดต่อโจทก์โดยการปลอมเช็คและใช้เช็คปลอมหรือไม่ ศาลต้องถือ ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคําพิพากษาคดีอาญา หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๕๐๙/๒๕๖๕ ในคดีอาญาโจทก์ฟ้องจําเลยตอนหนึ่งว่าจําเลยปลอมเช็คตามฟ้องข้อ ๒.๔ ถึงข้อ ๒.๗ คดีนี้ โดยจําเลยปลอมเช็คของโจทก์ซึ่งโจทก์ลงลายมือชื่อในฐานะผู้สั่งจ่ายด้วยการกรอกข้อความ ลงในเช็คทั้งสี่ฉบับ กับปลอมเช็คอีกฉบับตามฟ้องข้อ ๒.๘ โดยการกรอกข้อความและปลอมลายมือ ของโจทก์ในฐานะผู้สั่งจ่ายแล้วนําไปใช้ในการโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจําเลย รับเป็นเงินสด และโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากร่วมระหว่างโจทก์กับจําเลย โดยโจทก์มิได้รู้เห็นยินยอมด้วยทํานองเดียว กับที่โจทก์ฟ้องจําเลยเป็นคดีนี้ จึงเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา กล่าวคือ ความรับผิดใน คดีแพ่งมีมูลเหตุอันเกิดจากการกระทําความผิดคดีอาญา ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญา มาตรา ๔๖ บัญญัติว่า “ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจําต้องถือข้อเท็จจริง ตามที่ปรากฏในคําพิพากษาคดีส่วนอาญา” อันมีความหมายว่าคําพิพากษาในส่วนอาญานั้นต้อง ถึงที่สุดแล้วและเป็นคู่ความเดียวกัน ทั้งข้อเท็จจริงที่คดีส่วนแพ่งจะต้องถือตามนั้นต้องเป็นข้อเท็จจริงอันเป็นประเด็นโดยตรงในคําพิพากษาคดีส่วนอาญาด้วย เมื่อปรากฏว่าคําพิพากษาในคดีอาญา ดังกล่าวถึงที่สุดโดยคําพิพากษาศาลฎีกาซึ่งโจทก์กับจําเลยต่างเป็นคู่ความเดียวกัน จึงต้องพิจารณา เพียงว่าคําวินิจฉัยเกี่ยวกับข้อเท็จจริงในคําพิพากษาคดีส่วนอาญาเป็นประเด็นโดยตรงกับคดีนี้หรือไม่ ซึ่งในคดีอาญาดังกล่าวทั้งสามศาลต่างพิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม โดยศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงแล้วเชื่อว่าจําเลยกรอกข้อความในเช็คตาม ความประสงค์ของโจทก์ ส่วนเช็คที่โจทก์อ้างว่าจําเลยปลอมทั้งฉบับโดยกรอกข้อความและลายมือชื่อ ของโจทก์ในเช็คนั้นฟังว่าเป็นลายมือชื่อของโจทก์ และจําเลยกรอกข้อความตามความประสงค์ ของโจทก์เช่นกัน ส่วนศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงเช่นเดียวกันว่าโจทก์รู้เห็นและยินยอมในการทํา นิติกรรมเช็คตามฟ้อง และเห็นว่าเช็คอีกฉบับหนึ่งเป็นลายมือชื่อของโจทก์จริง ในชั้นที่โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์ทํานิติกรรมโดยมีสติสัมปชัญญะที่สมบูรณ์และเป็นลายมือชื่อ ของโจทก์ที่สั่งจ่ายเช็ค ประกอบกับโจทก์ไม่เคยโต้แย้งรายการเคลื่อนไหวทางบัญชีกระแสรายวัน ที่ธนาคารจัดส่งให้โจทก์ทราบทุกเดือน จึงไม่พอฟังว่าจําเลยกระทําความผิดฐานปลอมและใช้ ตั๋วเงินปลอมตามฟ้อง ย่อมเห็นได้โดยชัดแจ้งว่า คําพิพากษาในคดีส่วนอาญาของทั้งสามศาล ต่างวินิจฉัยในประเด็นโดยตรงแห่งคดีเช่นเดียวกับคดีนี้ แม้จะมีรายละเอียดของการให้เหตุผลแตกต่างไปบ้างก็สืบเนื่องมาจากการวินิจฉัยตามข้ออุทธรณ์และข้อฎีกาของโจทก์ แต่ผลสุดท้ายแห่งคดีคือยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารสิทธิ (เช็ค) ปลอม อันเกิดจาก การฟังข้อนําสืบพยานหลักฐานของทั้งสองฝ่าย ดังนั้น ในการพิพากษาคดีนี้ย่อมต้องถือข้อเท็จจริง ตามที่ปรากฏในคําพิพากษาคดีอาญาของศาลอาญา ว่าจําเลยมิได้กระทําละเมิดต่อโจทก์โดยการปลอมเช็คและใช้เช็คตามฟ้องข้อ ๒.๔ ถึง ๒.๘ ",วิ.อาญา,,,,,,, 76,11,,"ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของจําเลย โดยมิได้ส่งสําเนาอุทธรณ์ของจําเลยให้ โจทก์ร่วมแก้อุทธรณ์ ทั้งในการอ่านคําพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้คู่ความฟัง ศาลชั้นต้นมิได้แจ้งวันนัดฟัง คําพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้โจทก์ร่วมทราบด้วย ดังนี้ คําพิพากษาของศาลอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมาย หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๗๐๙/๒๕๖๕ ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของจําเลย โดยมิได้ส่งสําเนาอุทธรณ์ของจําเลยให้โจทก์ร่วม แก้อุทธรณ์แต่ประการใด ซึ่งบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๐๐ บัญญัติว่า “ให้ศาลส่งสําเนาอุทธรณ์ให้แก่อีกฝ่ายแก้ภายในกําหนดสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับสําเนา อุทธรณ์” เมื่อศาลชั้นต้นมีคําสั่งอนุญาตให้ผู้เสียหายเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการโจทก์ ดังนั้น พนักงานอัยการและผู้เสียหายจึงต่างมีฐานะเป็นโจทก์ด้วยกัน การที่ศาลชั้นต้นส่งสําเนาอุทธรณ์ของ จําเลยให้เฉพาะแก่พนักงานอัยการโจทก์ โดยไม่ได้ส่งสําเนาอุทธรณ์ของจําเลยให้แก่โจทก์ร่วม แก้ย่อมเป็นการทําให้โจทก์ร่วมเสียสิทธิในการทําคําแก้อุทธรณ์ตามกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษาคดีโดยมิได้มีคําสั่งให้ศาลชั้นต้นดําเนินการแก้ไขให้ถูกต้องตามบทบัญญัติของกฎหมาย ดังกล่าวเสียก่อนคําพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค ๑ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน และในการ อ่านคําพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ให้คู่ความฟัง ศาลชั้นต้นมิได้แจ้งวันนัดฟังคําพิพากษาศาล อุทธรณ์ภาค ๑ ให้โจทก์ร่วมทราบด้วย ซึ่งเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๘๒ ประกอบมาตรา ๒๑๕ กรณีจึงต้องย้อนสํานวนไปให้ศาลชั้นต้นดําเนินการส่งสําเนา อุทธรณ์ของจําเลยให้โจทก์ร่วมตามกฎหมาย หากโจทก์ร่วมแก้อุทธรณ์หรือไม่แก้อุทธรณ์คําพิพากษา ศาลชั้นต้นอย่างไร ให้ศาลชั้นต้นรวบรวมถ้อยคําสํานวนส่งศาลอุทธรณ์ภาค ๑ เพื่อพิจารณาพิพากษา ใหม่ตามรูปคดี ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๐๘ (๒) ประกอบ มาตรา ๒๒๕ ",วิ.อาญา,,,,,,, 76,12,,ประจักษ์พยานให้การชั้นสอบสวนยืนยันว่าจําเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหาย แต่มา เบิกความในชั้นพิจารณาว่า ไม่เห็นเหตุการณ์ขณะคนร้ายใช้อาวุธปืนยิง ดังนี้ ศาลจะรับฟังคําให้การ ชั้นสอบสวนเพื่อลงโทษจําเลยได้หรือไม่ ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๔๒๗/๒๕๖๕ บันทึกคําให้การชั้นสอบสวนของ พ. ให้การถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่าเห็นจําเลยถืออาวุธปืน ลูกซองสั้นสีดํา ๑ กระบอก อยู่ในมือขวา ผู้เสียหายกับ ว. วิ่งหลบหนีเข้าไปในซอย เมื่อจําเลยวิ่ง ไปถึงปากซอย ก็หยุดยืนแล้วใช้อาวุธปืนดังกล่าวยิงผู้เสียหายกับ ว. ๑ นัด ส่วนที่ พ. เบิกความ ในชั้นพิจารณาว่า ไม่เห็นเหตุการณ์ขณะคนร้ายใช้อาวุธปืนยิง เป็นข้อกล่าวอ้างที่เลื่อนลอย เพราะ หาก พ. จําไม่ได้แน่ชัดว่าจําเลยเป็นคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงไปยังกลุ่มผู้เสียหายแล้ว ย่อมไม่มีเหตุผล หรือความจําเป็นใดที่ พ. จะต้องให้การยืนยันว่าจําเลยเป็นคนร้าย การที่ พ. มาเบิกความหลัง เกิดเหตุแล้วนานถึง ๑๔ ปีเศษ โดยมีข้อเท็จจริงใหม่แตกต่างไปจากเดิมเช่นนี้ ย่อมจะมีปัจจัย อื่นไปแทรกแซงกดดันให้ พ. เบิกความบิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อช่วยเหลือจําเลย จึงเชื่อว่าคําให้การ ชั้นสอบสวนของ พ. เป็นความจริงยิ่งกว่าคําเบิกความในชั้นพิจารณา และการที่ พ. เบิกความ บิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อช่วยเหลือจําเลยดังกล่าว ถือได้ว่าเป็นกรณีที่มีพฤติการณ์พิเศษแห่งคดี จึงรับฟังบันทึกคําให้การชั้นสอบสวนของ พ. เพื่อลงโทษจําเลยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๗/๑ วรรคหนึ่ง ,วิ.อาญา,,,,,,, 76,12,,"คดีฟ้องขับไล่ผู้เช่าออกจากอสังหาริมทรัพย์ โจทก์กล่าวอ้างเรียกค่าเช่าเดือนละ ๕,๐๐๐ บาท และให้ใช้ค่าเสียหาย ๓๐,๐๐๐ บาท จําเลยให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณะ จําเลยทําสัญญาเช่ากับโจทก์โดยสําคัญผิด ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่ ให้จําเลยชําระเงิน ๑๘,๐๐๐ บาท และค่าเสียหายเดือนละ ๓,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจําเลยจะออกจาก ที่ดินพิพาท ดังนี้ จําเลยจะอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ได้หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๗๘๗/๒๕๖๖ โจทก์ฟ้องว่า จําเลยเช่าที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.๑) บางส่วนของโจทก์ แล้วผิดนัดไม่ชําระค่าเช่า ขอให้บังคับจําเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ขนย้ายทรัพย์สินและบริวาร ออกจากที่ดินพิพาท และชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ จําเลยให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณะอยู่ในความดูแลของเทศบาลตําบล จําเลยทําสัญญาเช่ากับโจทก์โดยสําคัญผิด เช่นนี้ไม่มีข้อต่อสู้ เรื่องกรรมสิทธิ์ เป็นคดีฟ้องขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคํานวณเป็นราคาเงินได้ และเป็นคดี ฟ้องขับไล่บุคคลใด ๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์ แม้โจทก์จะกล่าวอ้างเรียกค่าเช่าเดือนละ ๕,๐๐๐ บาท แต่ศาลชั้นต้นกําหนดค่าเสียหายให้โจทก์เดือนละ ๓,๐๐๐ บาท ถือได้ว่าที่ดินพิพาทอาจ ให้เช่าได้ในขณะยื่นคําฟ้องไม่เกินเดือนละ ๓,๐๐๐ บาท เป็นคดีฟ้องขับไล่บุคคลใด ๆ ออกจาก อสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าหรืออาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคําฟ้องไม่เกินเดือนละ ๔,๐๐๐ บาท และ ในส่วนที่ศาลชั้นต้นกําหนดให้จําเลยชําระเงินแก่โจทก์ ๑๘,๐๐๐ บาท ทุนทรัพย์ที่พิพาทใน ชั้นอุทธรณ์ไม่เกิน ๕๐,๐๐๐ บาท ต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๔ วรรคหนึ่งและวรรคสอง อุทธรณ์ของจําเลยโต้แย้ง ดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานเป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามกฎหมายดังกล่าว คดีต้องห้ามมิให้จําเลยอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความแพ่ง มาตรา ๒๒๔ วรรคสอง ตอนท้าย จําเลยยื่นคําร้องมาพร้อมกับอุทธรณ์ภายในกําหนด ระยะเวลาอุทธรณ์ขอให้ศาลชั้นต้นรับรองอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดี ในศาลชั้นต้นมีคําสั่งในคําร้องว่า “พิเคราะห์แล้ว ข้อที่ตัดสินเป็นปัญหาสําคัญมีเหตุอันควรอุทธรณ์ จึงรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง” และมีคําสั่งในอุทธรณ์ในวันเดียวกันว่า “จําเลยยื่น อุทธรณ์ภายในระยะเวลาที่ได้รับอนุญาต รับอุทธรณ์จําเลย..” เป็นการรับรองว่าอุทธรณ์ของจําเลย มีเหตุอันควรอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้ ถือว่าเป็นการรับรองอุทธรณ์โดยชัดแจ้งตามมาตรา ๒๒๔ วรรคหนึ่ง ตอนท้าย แล้ว ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 76,12,,"กําหนดระยะเวลาในการบังคับคดี ศาลมีอํานาจออกคําสั่งขยายหรือย่นระยะเวลาเอง ได้หรือไม่ โจทก์ร้องขอให้บังคับคดีภายในกําหนด ๑๐ ปี แล้ว ต่อมาโจทก์โอนสิทธิเรียกร้องในหนี้ ตามคําพิพากษาให้แก่บุคคลอื่น ผู้รับโอนยื่นคําร้องขอสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคําพิพากษาแทนโจทก์ และขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินของจําเลยภายในกําหนดระยะเวลา ๑๐ ปี หากศาลชั้นต้น มีคําสั่งอนุญาตให้ผู้รับโอนสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคําพิพากษาแทนโจทก์เมื่อล่วงเลยกําหนด ระยะเวลาบังคับคดีแล้ว ดังนี้ ผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องจากโจทก์จะมีอํานาจบังคับคดี หรือไม่ ","คำตอบ (ไม่มีเลขอ้างอิง) การร้องขอให้บังคับคดีซึ่งต้องกระทําภายใน ๑๐ ปี นับแต่วันมีคําพิพากษาหรือคําสั่ง เป็น ระยะเวลาที่กําหนดไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗๑ (เดิม) ซึ่งเป็น กฎหมายที่ใช้บังคับในขณะที่มีการขอให้บังคับคดี ศาลมีอํานาจที่จะออกคําสั่งขยายหรือย่น ระยะเวลาดังกล่าวได้โดยคู่ความไม่จําเป็นต้องร้องขอ แต่จะกระทําได้ต่อเมื่อมีพฤติการณ์พิเศษ และศาลได้มีคําสั่งก่อนสิ้นระยะเวลานั้น เว้นแต่ในกรณีที่มีเหตุสุดวิสัยตามมาตรา ๒๓ ศาลชั้นต้นมีคําพิพากษาเมื่อวันที่ ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๔๓ คดีถึงที่สุดแล้ว แต่จําเลย ทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคําพิพากษา โจทก์ขอให้บังคับคดีและศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีตาม คําขอของโจทก์เมื่อวันที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๔๖ ต่อมาเมื่อวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๕๒ โจทก์โอน สิทธิเรียกร้องที่มีต่อจําเลยทั้งสองซึ่งรวมถึงหนี้ตามคําพิพากษาคดีนี้ให้แก่บริษัทบริหาร สินทรัพย์ ส. จํากัด วันที่ ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ บริษัทบริหารสินทรัพย์ ส. จํากัด ยื่นคําร้องขอสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคําพิพากษาแทนโจทก์ และวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ บริษัทบริหารสินทรัพย์ ส. จํากัด ยื่นคําขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๔๑๘๑๓ พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งการดําเนินการของบริษัทบริหารสินทรัพย์ ส. จํากัด ยังอยู่ภายในกําหนด ระยะเวลาบังคับคดี ๑๐ ปี แต่ศาลชั้นต้นกําหนดนัดไต่สวนคําร้องขอสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตาม คําพิพากษาของบริษัทบริหารสินทรัพย์ ส. จํากัด ภายหลังรับคําร้องนานเกือบ ๓ เดือน แล้วมี คําสั่งอนุญาตให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ ส. จํากัด สวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคําพิพากษาแทนโจทก์ เมื่อวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ ซึ่งล่วงเลยระยะเวลาการบังคับคดีแล้ว แต่กรณีต้องมีการบังคับ คดีต่อไปและนับได้ว่ามีพฤติการณ์พิเศษ แต่ระยะเวลาบังคับคดีได้สิ้นสุดลงในระหว่างการไต่สวน คําร้องขอสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคําพิพากษาแทนโจทก์ ทําให้ศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลที่มีอํานาจในการบังคับคดีไม่อาจมีคําสั่งขยายระยะเวลาบังคับคดีได้ก่อนสิ้นระยะเวลานั้นจึงมีเหตุสุดวิสัย การที่ศาลชั้นต้นมีคําสั่งอนุญาตให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ ส. จํากัด สวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตาม คําพิพากษาแทนโจทก์ ต้องถือว่าศาลชั้นต้นมีคําสั่งให้ขยายระยะเวลาบังคับคดีออกไปแล้ว เพราะมิฉะนั้นคําสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ ส. จํากัด สวมสิทธิเป็น เจ้าหนี้ตามคําพิพากษาแทนโจทก์จะไร้ผลเพราะไม่อาจดําเนินการบังคับคดีต่อไปได้ การที่ บริษัทบริหารสินทรัพย์ ส. จํากัด ยื่นคําขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๔๑๔๑๓ พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจําเลยที่ ๒ ซึ่งถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับนางจุลินธ์ เมื่อวันที่ ๕ สิงหาคม ๒๕๕๔ ยังอยู่ภายในกําหนดระยะเวลาบังคับคดีตามที่ศาลชั้นต้นให้ขยาย กรณีไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนการยึด ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 76,12,,"กําหนดระยะเวลาบังคับคดีต้องเริ่มนับระยะเวลาสิบปี นับแต่วันมีคําพิพากษา ถึงที่สุดหรือไม่ คดีที่มีคู่ความหลายคน มูลความแห่งคดีเป็นการชําระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ จําเลย คนหนึ่งยื่นอุทธรณ์ หากศาลอุทธรณ์มิได้พิพากษากลับและศาลฎีกาไม่รับคดีไว้พิจารณา กําหนด ระยะเวลาในการบังคับคดีแก่จําเลยที่มิได้ยื่นอุทธรณ์ จะเริ่มนับเมื่อใด","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๙๕๑/๒๕๖๖ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗๔ วรรคหนึ่ง หาได้บัญญัติให้ต้อง เริ่มนับระยะเวลาสิบปีนับแต่วันมีคําพิพากษาถึงที่สุดไม่ ระยะเวลาบังคับคดีภายในสิบปี ต้องเริ่มแต่วันมีคําพิพากษาของศาลชั้นที่สุดในคดีนั้น ทั้งการบังคับคดีเป็นสิทธิของเจ้าหนี้ตาม คําพิพากษาที่จะบังคับคดีแก่ลูกหนี้ตามคําพิพากษารายใดและเป็นเรื่องเฉพาะตัวลูกหนี้ตาม คําพิพากษาแต่ละราย ศาลชั้นต้นมีคําพิพากษาโดยจําเลยที่ ๒ ขาดนัดยื่นคําให้การเมื่อวันที่ ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๑ จําเลยที่ ๒ มิได้อุทธรณ์ วันสุดท้ายที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคําพิพากษาจะต้องปฏิบัติให้ ครบถ้วนในการขอให้บังคับคดีแก่จําเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคําพิพากษาคือวันที่ ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๑ โจทก์ยื่นคําร้องขอให้บังคับคดีแก่ทรัพย์สินของจําเลยที่ ๒ วันที่ ๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ และนําเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินเมื่อวันที่ ๒ มีนาคม ๒๕๖๓ ล่วงพ้นระยะเวลาสิบปีนับแต่ วันที่มีคําพิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งเป็นวันมีคําพิพากษาของศาลชั้นที่สุดจึงต้องห้ามมิให้โจทก์ขอให้ บังคับคดีแก่จําเลยที่ ๒ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗๔ วรรคหนึ่ง แล้ว แม้จําเลยที่ ๑ อุทธรณ์คําพิพากษาศาลชั้นต้นเกี่ยวกับการชําระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยก ได้และได้รับอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ในระหว่างอุทธรณ์ ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค ๑ อาจพิพากษา กลับและให้มีผลถึงจําเลยที่ ๒ ที่มิได้อุทธรณ์ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๕ (๑) แต่เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค ๑ มิได้พิพากษากลับและศาลฎีกาไม่รับคดีไว้ พิจารณาพิพากษา สิทธิในการบังคับคดีเฉพาะตัวจําเลยที่ ๒ ย่อมเกิดขึ้นนับตั้งแต่วันที่ศาลชั้นต้น มีคําพิพากษา หาใช่นับแต่วันอ่านคําพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ระหว่างจําเลยที่ ๑ กับโจทก์ไม่ โจทก์ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินของจําเลยที่ ๒ เมื่อล่วงพ้นกําหนดระยะเวลาสิบปี นับแต่วันที่มีคําพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์จึงสิ้นสิทธิบังคับคดีแก่จําเลยที่ ๒",วิ.แพ่ง,,,,,,, 76,13,,"คดีอาญาที่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง หากมีคําร้องของจําเลยที่ขอให้ศาลฎีกาอนุญาตให้จําเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ฎีกาของจําเลยจะต้องห้ามมิให้ฎีกาหรือไม่ อํานาจในการสืบสวนกับอํานาจในการสอบสวน กฎหมายจํากัดอํานาจเจ้าพนักงานตํารวจ ให้กระทําได้เฉพาะในท้องที่ที่ตนประจําการเท่านั้น หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๖๘๒/๒๕๖๖ คดีข้อหาความผิดที่ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๘ วรรคหนึ่ง ฎีกาของจําเลยทํานองว่า พยานหลักฐานของ โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองมีข้อพิรุธบกพร่องยังเป็นที่สงสัยตามสมควร จําเลยไม่ได้กระทําความผิด เท่ากับเป็นการขอให้ศาลฎีกาใช้ดุลพินิจรับฟังพยานหลักฐานแตกต่างไปจากศาลอุทธรณ์ภาค ๑ เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อไม่ปรากฏว่ามีผู้พิพากษาคนใดซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคําพิพากษา หรือทําความเห็นแย้งในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์พิเคราะห์เห็นว่าข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหา สําคัญอันควรสู่ศาลสูงสุดและอนุญาตให้ฎีกา หรืออธิบดีกรมอัยการลงลายมือชื่อรับรองในฎีกาว่า มีเหตุอันควรที่ศาลสูงสุดจะได้วินิจฉัยตามมาตรา ๒๒๑ แต่มีเพียงคําร้องของจําเลยที่ขอให้ศาล ฎีกาอนุญาตให้จําเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เช่นนี้ฎีกาของจําเลยต้องห้ามมิให้ฎีกาตามมาตรา ๒๑๘ วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย อํานาจในการสืบสวนไม่มีกฎหมายจํากัดอํานาจเจ้าพนักงานตํารวจให้ทําการสืบสวนได้ เฉพาะในท้องที่ที่ตนประจําการเท่านั้น เจ้าพนักงานตํารวจย่อมมีอํานาจสืบสวนในท้องที่อื่นใด ได้ตามอํานาจและหน้าที่ทั่วราชอาณาจักร ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๗ ส่วนอํานาจสอบสวนของพนักงานสอบสวน มีอํานาจสอบสวนเฉพาะคดีที่อยู่ในอํานาจ ของตนตามมาตรา ๑๘ และมาตรา ๑๙ เท่านั้น แม้ร้อยตํารวจเอก ค. และดาบตํารวจ ร. เป็น เจ้าพนักงานตํารวจประจําการในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร มิได้ประจําการในเขตพื้นที่ของ สถานีตํารวจภูธรคลองหลวง อันเป็นเขตพื้นที่ของการสอบสวน การสืบสวนในการแสวงหาข้อเท็จจริง และหลักฐานทั้งการติดตามจับกุมจําเลยของร้อยตํารวจเอก ค. และดาบตํารวจ ร. ตามอํานาจหน้าที่ ตามกฎหมาย เป็นการสืบสวนที่ชอบด้วยกฎหมาย การสอบสวนของพนักงานสอบสวนขอบแล้ว โจทก์มีอํานาจฟ้อง ",วิ.อาญา,,,,,,, 76,13,,"โจทก์ฟ้องว่า จําเลยที่ ๑ ทําสัญญาขายลดตั๋วสัญญาใช้เงิน มีจําเลยที่ ๒ และที่ ๓ เป็นผู้ค้ําประกันและจําเลยที่ ๒ จํานองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันหนี้ โดยมีคําขอ ท้ายฟ้องว่า หากจําเลยทั้งสามไม่ชําระหรือชําระไม่ครบถ้วนให้ยึดทรัพย์จํานองของจําเลยที่ ๒ และทรัพย์สินอื่นของจําเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนําเงินมาชําระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน ดังนี้ หากศาลพิพากษาให้จําเลยทั้งสามชําระหนี้แก่โจทก์ หากจําเลยทั้งสามไม่ชําระ หรือชําระไม่ครบถ้วน ให้ยึดทรัพย์จํานองของจําเลยที่ ๒ ออกขายทอดตลาดนําเงินมาชําระหนี้ให้แก่โจทก์ หากได้เงิน ไม่พอชําระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจําเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนําเงินมาชําระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๔๙๘/๒๕๖๖ จําเลยที่ ๑ ทําสัญญาขายลดตั๋วเงิน ๒๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท หากผิดนัดยอมชําระเงินที่ได้รับ จากการขายตั๋วสัญญาใช้เงินพร้อมดอกเบี้ยโดยมีจําเลยที่ ๒ และจําเลยที่ ๓ ค้ำประกันยอมรับผิด อย่างลูกหนี้ร่วมและจําเลยที่ ๒ จดทะเบียนจํานองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันหนี้ และมี ข้อตกลงว่า หากโจทก์บังคับเอาทรัพย์จํานองออกขายทอดตลาดได้เงินไม่พอชําระหนี้ยอมรับผิดรับใช้เงินที่ขาดให้แก่โจทก์จนครบถ้วน โจทก์จึงเป็นทั้งเจ้าหนี้สามัญผู้มีสิทธิได้รับชําระหนี้จากทรัพย์สิน ทั่วไปของลูกหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๑๔ และเป็นเจ้าหนี้จํานอง ผู้มีสิทธิได้รับชําระหนี้จากทรัพย์สินที่จํานองก่อนเจ้าหนี้สามัญโดยมีสิทธิได้รับชําระหนี้จาก ทรัพย์สินอื่นที่ไม่ใช่ทรัพย์สินที่จํานองด้วย เมื่อโจทก์ฟ้องโดยใช้สิทธิทั้งสองประการดังกล่าวและมีคําขอท้ายฟ้องว่า หากจําเลยทั้งสามไม่ชําระหรือชําระไม่ครบถ้วนให้ยึดทรัพย์จํานองของจําเลยที่ ๒ และทรัพย์สินอื่นของจําเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนําเงินมาชําระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน อันเป็นการฟ้องและมีคําขอท้ายฟ้องตามสิทธิที่โจทก์มีอยู่ ซึ่งแม้ศาลพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี เต็มตามคําขอท้ายฟ้อง แต่การบังคับคดีโจทก์ก็ยังต้องอยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความแพ่ง มาตรา ๓๐๐ ที่ห้ามไม่ให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินหรืออายัดสิทธิเรียกร้องของ ลูกหนี้ตามคําพิพากษาหรือขายทอดตลาดหรือจําหน่ายโดยวิธีอื่นซึ่งทรัพย์สินหรือสิทธิเรียกร้อง ที่ได้มาจากการยึดหรืออายัดหลายรายเกินกว่าที่พอจะชําระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ตามคําพิพากษา พร้อมทั้ง ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับคดี ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษา ให้จําเลยทั้งสามชําระหนี้แก่โจทก์ หากจําเลยทั้งสามไม่ชําระหรือชําระไม่ครบถ้วนให้ยึดทรัพย์จํานอง ของจําเลยที่ ๒ ออกขายทอดตลาดนําเงินมาชําระหนี้ให้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชําระหนี้ให้ยึด ทรัพย์สินอื่นของจําเลยทั้งสาม ออกขายทอดตลาดนําเงินมาชําระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน ซึ่งมีผล เป็นการกําหนดขั้นตอนในการบังคับชําระหนี้ โดยให้โจทก์ต้องบังคับชําระหนี้จากทรัพย์สิน ที่จํานองก่อน เมื่อไม่พอจึงจะบังคับชําระหนี้จากทรัพย์สินอื่นของจําเลยทั้งสามอันเป็น การพิพากษาให้โจทก์มีสิทธิในการบังคับชําระหนี้น้อยกว่าสิทธิที่มีอยู่ ทั้ง ๆ ที่ โจทก์มีคําขอท้ายฟ้องมาแล้ว จึงเป็นการไม่ชอบพิพากษาแก้เป็นว่า หากจําเลยทั้งสามไม่ชําระเงินหรือชําระเงินไม่ครบถ้วน ให้ยึดทรัพย์ จํานองของจําเลยที่ ๒ และทรัพย์สินอื่นของจําเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนําเงินมาชําระหนี้ ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน",วิ.แพ่ง,,,,,,, 76,13,,เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างไป โดยมิได้แจ้งให้ผู้รับ จํานองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวให้ทราบถึงประกาศขายทอดตลาดทรัพย์สินซึ่งจํานอง เป็น กรณีมีเหตุให้เพิกถอนการขายทอดตลาด หรือไม่ ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๖๐๔/๒๕๖๖ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๓๓๑ เมื่อศาลมีคําสั่งอนุญาตให้ ขายทอดตลาดแล้ว การดําเนินการบังคับคดีให้เป็นหน้าที่ของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ต้องแจ้งประกาศ การขายทอดตลาดแก่บรรดาบุคคลผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินที่จะขายนั้นให้ ทราบด้วย บุคคลผู้มีส่วนได้เสียตามความหมายของมาตราดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความแพ่ง มาตรา ๒๘๗ (๒) ให้ถือว่าบุคคลผู้มีทรัพยสิทธิหรือได้จดทะเบียนสิทธิของตนเกี่ยวกับ ทรัพย์สินที่ถูกบังคับคดีเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินที่จะทําการขายทอดตลาด ดังนั้น การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีมิได้แจ้งผู้ร้องซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีแก่ที่ดิน พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจําเลยที่จํานองไว้แก่ผู้ร้องให้ทราบถึงประกาศขายทอดตลาดทรัพย์สิน ดังกล่าว จนเป็นเหตุให้ผู้ร้องไม่ทราบวันขายทอดตลาดจึงไม่มีโอกาสเข้าสู้ราคาเองหรือหาบุคคล เข้าสู้ราคาเพื่อให้ได้ราคาตามที่ตนต้องการ ทั้งปรากฏว่าผู้คัดค้านที่ ๑ เข้าสู้ราคาเพียงรายเดียว เสนอซื้อในราคา ๑,๗๒๐,๐๐๐ บาท ต่ำกว่าหนี้จํานองเป็นจํานวนมากและหลังจากผู้คัดค้านที่ ๑ รับโอนทรัพย์สินดังกล่าวเพียง ๔๓ วัน ผู้คัดค้านที่ ๑ ขายทรัพย์สินดังกล่าวให้แก่ผู้คัดค้านที่ ๒ ในราคา ๓,๒๐๐,๐๐๐ บาท และผู้คัดค้านที่ ๒ นําไปจดทะเบียนจํานองกับผู้คัดค้านที่ ๓ ในวงเงิน ๓,๕๕๓,๐๐๐ บาท ดังนี้ เมื่อการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จํานองมีวัตถุประสงค์ที่จะนําเงินมาชําระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ตามคําพิพากษาพร้อมด้วยค่าฤชาธรรมเนียมและค่าธรรมเนียมในการบังคับคดี รวมทั้งต้องคุ้มครองลูกหนี้ตามคําพิพากษาไม่ให้ต้องรับภาระหนักขึ้น การขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จํานองในราคาที่ต่ํากว่าเกินสมควรโดยไม่ให้โอกาสผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้จํานองเข้าไปรักษา ประโยชน์ของตนเอง และเห็นได้ว่าต้องเสียหายเพราะเหตุดังกล่าว จึงเป็นการดําเนินการบังคับคดี ฝ่าฝืนต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๓๓๑ วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๗ ชอบที่ศาลฎีกาต้องมีคําสั่งให้เพิกถอนการขาย ทอดตลาดดังกล่าวและให้ขายทอดตลาดใหม่ ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๙๕ วรรคสอง ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 76,13,,พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจําเลยว่าขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส ระหว่างพิจารณาผู้เสียหายถึงแก่ความตาย ดังนี้ โจทก์จะขอแก้ฟ้องได้หรือไม่ และถือว่ามีการสอบสวนความผิดข้อหาดังกล่าวแล้วหรือไม่ ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๙๘/๒๕๖๖ โจทก์ฟ้องว่าจําเลยขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้เสียหายรับอันตรายสาหัสและทรัพย์สินเสียหาย ขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา ๓๐๐ พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔, ๔๓ (๔), ๗๘, ๑๔๘, ๑๕๗ ขณะที่ฟ้องนั้นผู้เสียหายยังไม่ถึงแก่ความตาย ระหว่างพิจารณา เมื่อพนักงานสอบสวนแจ้งโจทก์ว่าผู้เสียหายถึงแก่ความตายแล้วโจทก์จึงยื่นคําร้องขอแก้และเพิ่มเติม ฟ้องว่า ผู้เสียหายถึงแก่ความตายอันเนื่องมาจากการขับรถโดยประมาทของจําเลย ซึ่งตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๖๓, ๑๖๔ บัญญัติว่า เมื่อมีเหตุอันสมควร โจทก์มีอํานาจยื่นคําร้องต่อศาลขอแก้หรือ เพิ่มเติมฟ้องก่อนมีคําพิพากษาศาลชั้นต้นได้ เมื่อขณะยื่นฟ้องผู้เสียหายยังไม่ถึงแก่ความตาย ย่อมไม่อยู่ในวิสัยที่โจทก์จะฟ้องจําเลยว่ากระทําผิดข้อหากระทําโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่น ถึงแก่ความตาย ต่อมาเมื่อโจทก์ทราบว่าผู้เสียหายถึงแก่ความตายอันเป็นผลโดยตรงซึ่งเกิดขึ้นจากการขับรถโดยประมาทของจําเลย และเป็นการกระทําเดียวกันกับคําฟ้องเพียงแต่แก้ไขผลของ การกระทําที่ต่อเนื่องกันมาเช่นนี้ โจทก์ย่อมมีอํานาจขอแก้ฟ้องจากการกระทําผิดข้อหากระทําโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัส เป็นข้อหากระทําโดยประมาทเป็นเหตุให้ ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และขอแก้บทลงโทษจาก ป.อ. มาตรา ๓๐๐ เป็นมาตรา ๒๙๑ ได้ เพราะการแก้หรือเพิ่มเติมฐานความผิด ไม่ว่าจะทําในระยะใดระหว่างพิจารณาในศาลชั้นต้นมิให้ถือว่า ทําให้จําเลยเสียเปรียบ ทั้งปรากฏตามสํานวนการสอบสวนที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ เรียกเข้ามาใน สํานวนว่า พนักงานสอบสวนได้สอบสวนเพิ่มเติมในความผิดข้อหากระทําโดยประมาทเป็นเหตุให้ ผู้อื่นถึงแก่ความตายแล้วโดยมีรายงานการชันสูตรพลิกศพและบันทึกคําให้การแพทย์ผู้ตรวจรักษา ผู้ตาย ซึ่งแพทย์ให้ความเห็นว่า ผู้ตายถึงแก่ความตายเนื่องจากภาวะหายใจล้มเหลวจากภาวะ ไขสันหลังบริเวณคอบาดเจ็บจากอุบัติเหตุทางจราจร กระดูกหักทับเส้นประสาท การที่พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาให้จําเลยทราบตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๓๔ พื่อให้ผู้ต้องหา ทราบว่าการกระทําของผู้ต้องหาเป็นความผิดและเพื่อให้ผู้ต้องหาเข้าใจถึงการกระทําของผู้ต้องหาซึ่งเป็นความผิดนั้นโดยไม่ต้องแจ้งข้อหาทุกกระทงความผิด เมื่อแจ้งข้อหาอันเป็นหลักแห่งความ ผิดแล้วก็ไม่จําต้องแจ้งข้อหาความผิดอันเกี่ยวพันกันด้วยอีกพนักงานสอบสวนย่อมมีอํานาจสอบสวนความผิดทุกข้อหาได้ เมื่อพนักงานสอบสวนแจ้งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทําที่กล่าวหาว่าผู้ต้องหา ได้กระทําผิดแล้วจึงแจ้งข้อหาให้ทราบว่า กระทําโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัส ตาม ป.อ. มาตรา ๓๐๐ แล้ว แม้ไม่แจ้งข้อหาว่ากระทําโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความ ตาย ตาม ป.อ. มาตรา ๒๙๑ ซึ่งเป็นความผิดที่เกี่ยวพันกัน พนักงานสอบสวนก็มีอํานาจสอบสวน ความผิดข้อหากระทําโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ถือได้ว่ามีการสอบสวนความผิด ข้อหาดังกล่าวแล้ว ทั้งเมื่อศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์แก้และเพิ่มเติมฟ้องแล้ว ศาลชั้นต้นอ่านและ อธิบายฟ้องให้จําเลยซึ่งมีทนายความฟัง จําเลยให้การรับสารภาพเท่ากับจําเลยเข้าใจดีแล้ว คําร้อง ขอแก้และเพิ่มเติมฟ้องของโจทก์จึงไม่ทําให้จําเลยหลงต่อสู้ ดังนี้ โจทก์ย่อมมีอํานาจฟ้องในข้อหา กระทําโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตาม ป.อ. มาตรา ๒๙๑ ได้ ",วิ.อาญา,,,,,,, 76,14,,ในคดีราษฎรเป็นโจทก์ฟ้อง ในวันนัดไต่สวนมูลฟ้อง โจทก์ยื่นคําร้องขอถอนฟ้องจําเลยจะอุทธรณ์คําสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ถอนฟ้องได้หรือไม่ ศาลชั้นต้นมีคําสั่งอนุญาต ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๘๑๘/๒๕๖๖ ในคดีราษฎรเป็นโจทก์ ก่อนที่ศาลประทับฟ้องมิให้ถือว่าจําเลยอยู่ในฐานะเช่นนั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๖๕ วรรคสาม ตอนท้าย ดังนั้นเมื่อ จําเลยยังไม่มีฐานะเป็นคู่ความ จําเลยย่อมไม่มีสิทธิที่จะอุทธรณ์คัดค้านคําสั่งหรือคําพิพากษา ของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ได้ เมื่อจําเลยยื่นอุทธรณ์คําสั่งที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ ถอนฟ้อง ศาลชั้นต้นชอบที่จะสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจําเลย แต่เมื่อศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของจําเลย ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ ก็ชอบที่จะพิพากษายกอุทธรณ์นั้นเสีย โดยไม่ต้องวินิจฉัยในประเด็นแห่ง อุทธรณ์ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ วินิจฉัยอุทธรณ์ของจําเลยด้วย จึงมิชอบด้วยบทบัญญัติของ กฎหมายดังกล่าว แต่เมื่อสํานวนขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรมี คําสั่งไปเสียทีเดียว โดยไม่ต้องย้อนสํานวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษาอีก ทั้งนี้เพื่อมิให้ คดีต้องล่าช้า จึงให้ยกคําพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๘ เสีย เมื่อจําเลยไม่มีสิทธิฎีกา แม้ผู้พิพากษา ซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคําพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๘ อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง และศาลชั้นต้นจะได้สั่งรับฎีกาของจําเลย ก็เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ,วิ.อาญา,,,,,,, 76,14,,"คดีอาญาที่ราษฎรเป็นโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจําเลยในข้อหาความผิดฐานฉ้อโกงและยักยอกกับมีคําขอในส่วนแพ่งให้จําเลยชําระเงิน ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง โจทก์ฎีกาในส่วนแพ่งให้ชดใช้ค่าเสียหายด้วย จะต้องยื่นคําร้องขออนุญาตฎีกาในส่วนแพ่งด้วย หรือไม่ ",มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๖๑๑/๒๕๖๖ คดีนี้ราษฎรเป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญาเองและไม่ได้ยื่นคําร้องขออนุญาตฎีกาในส่วนแพ่ง แต่เมื่อคดีส่วนนี้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา และคดีส่วนอาญาขึ้นมาสู่การพิจารณา ของศาลฎีกา โจทก์ไม่จําต้องยื่นคําร้องขออนุญาตฎีกาในส่วนแพ่ง เมื่อจําเลยทั้งสี่ไม่มีความผิด ตามฟ้อง จําเลยทั้งสี่ก็ไม่มีหน้าที่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ,วิ.อาญา,,,,,,, 76,14,,"โจทก์ฟ้องผู้เช่าซื้อและผู้ค้ำประกัน ศาลพิพากษาให้ผู้เช่าซื้อรับผิดตามฟ้อง แต่ยกฟ้องผู้ค้ําประกันด้วยเหตุว่าโจทก์บอกกล่าวแก่ผู้ค้ําประกันเกินกว่าหกสิบวันนับแต่วันที่ผู้เช่าซื้อผิดนัด คดีถึงที่สุด โจทก์บอกกล่าวแก่ผู้ค้ําประกันแล้วนําคดีมาฟ้องผู้ค้ําประกันใหม่ เป็นฟ้องซ้ำหรือไม่ ",มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๓๕๔/๒๕๖๖ คดีเดิมศาลชั้นต้นยกฟ้องโจทก์ด้วยเหตุว่าโจทก์บอกกล่าวแก่จําเลยซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันเกินกว่าหกสิบวันนับแต่ผู้เช่าซื้อผิดนัด โดยยังไม่ได้วินิจฉัยชี้ขาดว่าจําเลยผิดสัญญาค้ําประกันหรือไม่ และต้องรับผิดตามสัญญาค้ําประกันเพียงใด ประเด็นดังกล่าวจึงยังไม่ได้มีการวินิจฉัย ถึงที่สุด การที่โจทก์บอกกล่าวแก่จําเลยและฟ้องใหม่เป็นคดีนี้ขอให้จําเลยรับผิดตามสัญญาค้ำประกัน ไม่เป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันกับในคดีเดิม ฟ้องโจทก์ไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีเดิม ,วิ.แพ่ง,,,,,,, 76,14,,คู่ความในคดีก่อนและคดีหลังเป็นคู่ความเดียวกัน เป็นคดีขอให้เพิกถอนรายการ จดทะเบียนการให้ที่ดินเช่นกันแต่เป็นที่ดินคนละแปลงกัน โดยโจทก์ฟ้องคดีหลังในขณะที่คดีก่อน อยู่ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ดังนี้ เป็นการดําเนินกระบวนพิจารณาซ้ำหรือไม่ ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๐๔๔/๒๕๖๕ แม้คู่ความในคดีก่อนและคดีนี้เป็นคู่ความรายเดียวกันคือโจทก์กับจําเลยทั้งสาม และ คดีก่อนโจทก์ฟ้องจําเลยทั้งสามขอให้เพิกถอนรายการจดทะเบียนนิติกรรมการให้ที่ดิน ระหว่างจําเลยที่ ๑ กับจําเลยที่ ๒ และที่ ๓ โดยกล่าวอ้างว่าการที่จําเลยที่ ๑ ทํานิติกรรมยกที่ดิน ให้แก่จําเลยที่ ๒ และที่ ๓ ทําให้โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบ อันเป็นเหตุเดียวกันกับที่โจทก์ กล่าวอ้างในคดีนี้ก็ตาม แต่ที่ดินที่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนรายการจดทะเบียนนิติกรรมการให้ ในคดีก่อนคือที่ดินโฉนดเลขที่ ๙๓๗ และที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๒๐๓๕ ส่วนที่ดินที่โจทก์ฟ้องขอให้ เพิกถอนรายการจดทะเบียนนิติกรรมการให้ในคดีนี้คือที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๐๘๒๕ ที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๐๘๒๖ และที่ดินโฉนดเลขที่ ๕๙๑๑๒ กับที่ดินโฉนดเลขที่ ๖๐๑๓ อันเป็นที่ดินคนละแปลง กับที่ดินในคดีก่อน จึงเห็นได้ว่าในคดีก่อนศาลอุทธรณ์เพียงวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นที่เกี่ยวกับ ที่ดินโฉนดเลขที่ ๙๓๗ และที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๒๐๓๕ เท่านั้น โดยมิได้วินิจฉัยเกี่ยวกับที่ดินโฉนด ๑๐๘๒๕ ที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๐๘๒๖ และที่ดินโฉนดเลขที่ ๕๙๑๑๒ กับที่ดินโฉนดเลขที่ ๖๐๑๓ ด้วยแต่อย่างใด ดังนั้น การที่โจทก์มาฟ้องจําเลยทั้งสามขอให้เพิกถอนรายการ จดทะเบียนนิติกรรมการให้ที่ดินระหว่างจําเลยที่ ๑ กับจําเลยที่ ๒ และที่ ๓ ในที่ดินทั้งสี่แปลง ดังกล่าวเป็นคดีนี้ จึงไม่เป็นการดําเนินกระบวนพิจารณาซ้ํากับคดีก่อนตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๔ ,วิ.แพ่ง,,,,,,, 76,14,,ผู้เอาประกันภัยฟ้องผู้รับประกันภัยให้รับผิดตามสัญญาประกันภัย สถานที่ ทําสัญญาประกันภัยและออกกรมธรรม์ประกันภัย และสถานที่เกิดเหตุวินาศภัย เป็นสถานที่ มูลคดีเกิดขึ้น หรือไม่ ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๔๑๒/๒๕๖๕ ป.วิ.พ. มาตรา ๔ บัญญัติว่า “เว้นแต่จะมีบทบัญญัติเป็นอย่างอื่น (๑) คําฟ้องให้เสนอ ต่อศาลที่จําเลยมีภูมิลําเนาอยู่ในเขตศาล หรือต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลไม่ว่าจําเลยจะมี ภูมิลําเนาอยู่ในราชอาณาจักรหรือไม่ (๒) ..” คําว่า มูลคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๔ (๑) หมายถึง ต้นเหตุอันเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิอันจะทําให้เกิดอํานาจฟ้องแก่โจทก์ โจทก์อ้างว่าได้น้ารถบรรทุกคันเกิดเหตุเอาประกันภัยประเภทคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ไว้กับจําเลยที่ด โจทก์และจําเลยที่ ๑ จึงมีนิติสัมพันธ์ตามสัญญาประกันภัยโดยโจทก์เป็น ผู้เอาประกันภัย ส่วนจําเลยที่ ๑ เป็นผู้รับประกันภัย ที่โจทก์อ้างว่า พ. ผู้ขับรถยนต์คันเกิดเหตุ ไปก่อเหตุละเมิดชนรถจักรยานยนต์คันที่ผู้ตายขับทําให้ผู้ตายถึงแก่ความตายจําเลยที่ ๑ ปฏิเสธ ไม่ใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ ล มารดาของผู้ตาย โจทก์ในฐานะนายจ้างของ พ. ได้จ่าย ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ ล. มารดาผู้ตายไปนั้น เป็นการกล่าวอ้างว่าจําเลยที่ ๑ ผิดสัญญา ประกันภัยต่อโจทก์โดยไม่ปฏิบัติ ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. ๒๕๓๕ มาตรา ๒๐ ที่กําหนดให้บริษัทผู้รับประกันภัยจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นแก่ผู้ประสบภัย ที่โจทก์ฟ้อง จําเลยที่ ๑ ให้ชดใช้เงินจํานวนดังกล่าวคืนแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยเป็นคดีนี้จึงเป็นการฟ้องให้ จําเลยที่ ๑ ผู้รับประกันภัยให้รับผิดตามสัญญาประกันภัยมิใช่กรณีโจทก์เข้ารับช่วงสิทธิ ของ ล. มารดาผู้ตายมาฟ้องจําเลยที่ ๑ ให้รับผิดในมูลละเมิด สัญญาประกันภัยระหว่างโจทก์ และจําเลยที่ ๑ จึงเป็นต้นเหตุอันเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิอันจะทําให้เกิดอํานาจฟ้อง แก่โจทก์ให้จําเลยที่ ๑ รับผิดตามสัญญาประกันภัย สถานที่ทําสัญญาประกันภัยและออก กรมธรรม์ประกันภัยจึงเป็นสถานที่มูลคดีเกิด ความรับผิดของจําเลยที่ ๑ ตามสัญญาประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถจะเกิดขึ้น ก็ต่อเมื่อมีความเสียหายเกิดขึ้นแก่ผู้ประสบภัยจากรถบรรทุกคันที่จําเลยที่ ๑ รับประกันภัย ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. ๒๕๓๕ มาตรา ๒๐ เหตุแห่งวินาศภัยอันเกิดจาก รถบรรทุกคันที่จําเลยที่ ๑ รับประกันภัยจึงเป็นมูลก่อให้เกิดความรับผิดของจําเลยที่ ๑ ตามสัญญาประกันภัย สถานที่เกิดเหตุวินาศภัยอันเป็นมูลละเมิดจึงเป็นสถานที่มูลคดี เกี่ยวกับความรับผิดตามสัญญาประกันภัยเกิดอีกแห่งหนึ่งนอกเหนือจากสถานที่ทําสัญญา ประกันภัย เมื่อปรากฏว่าเหตุรถบรรทุกคันที่โจทก์อ้างว่าจําเลยที่ ๑ รับประกันภัยไว้จากโจทก์ ไปเกิดเหตุชนรถจักรยานยนต์คันที่ผู้ตายขับเกิดในเขตศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นจึงเป็นศาลที่มีอํานาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ได้ ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 76,14,,โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจําเลยฐานชิงทรัพย์ ข้อเท็จจริงในทางพิจารณาได้ความ ว่าเป็นความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ แต่ฟ้องโจทก์มิได้บรรยายว่าจําเลยลักเอากระเป๋าสตางค์ของ ผู้เสียหายโดยฉกฉวยเอาซึ่งหน้า และคําขอท้ายฟ้องก็มิได้ขอให้ลงโทษฐานวิ่งราวทรัพย์ ศาลจะ ลงโทษจําเลยฐานวิ่งราวทรัพย์ได้หรือไม่ ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๐๖๘/๒๕๖๖ จําเลยทําร้ายร่างกายโจทก์ร่วมด้วยเหตุที่โจทก์ร่วม ปฏิเสธหนี้สินที่ค้างชําระ อันเป็นการมุ่งประสงค์ทําร้ายต่อตัวบุคคลมาตั้งแต่แรก โดยมิได้มุ่งหวัง ประสงค์ต่อทรัพย์แต่อย่างใด เหตุที่จําเลยดึงเอากระเป๋าสตางค์ของโจทก์ร่วมที่ตกหล่นอยู่บน พื้นถนนไปจากมือของโจทก์ร่วม ก็เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังทําร้ายร่างกายยุติลงแล้ว แม้ว่าจําเลยจะปฏิเสธไม่คืนกระเป๋าสตางค์ดังกล่าวให้แก่โจทก์ร่วมแล้วจําเลยเดินกลับไปขับรถกระบะที่ขับมาออกไปจากที่เกิดเหตุก็ตาม การกระทําของจําเลยจึงยังรับฟังไม่ได้ว่าจําเลยทําร้ายร่างกาย โจทก์ร่วมโดยมีเจตนาเอากระเป๋าสตางค์ของโจทก์ร่วมไป กรณีจึงไม่ใช่เป็นการลักทรัพย์โดยใช้กําลัง ประทุษร้ายอันจะเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ แต่การกระทําของจําเลยเป็นความผิดฐานทําร้าย ร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจกระทงหนึ่ง และเมื่อจําเลยดึงเอากระเป๋าสตางค์ของโจทก์ร่วมไปโดยฉกฉวยเอาซึ่งหน้าอันเป็นความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์อีกกระทงหนึ่ง แต่เมื่อฟ้องโจทก์มิได้บรรยายว่าจําเลยรักกระเป๋าสตางค์ของโจทก์ร่วมโดยฉกฉวยเอาซึ่งหน้าอันเป็นองค์ประกอบความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ และคําขอท้ายฟ้องก็มิได้ขอให้ลงโทษฐานวิ่งราวทรัพย์อันเป็นความผิดที่มีลักษณะพิเศษไปจากการกระทําความผิดฐานลักทรัพย์ธรรมดา และมิใช่องค์ประกอบความผิดอย่างหนึ่งของความผิดฐานชิงทรัพย์จึงลงโทษฐานวิ่งราวทรัพย์ ไม่ได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคสี่ ชอบที่จะปรับบทลงโทษฐานลักทรัพย์ ตาม ป.อ. ๓๓๔ ซึ่งเป็นความผิดที่ประกอบเป็นองค์ประกอบอย่างหนึ่งของความผิดฐานชิงทรัพย์ให้ถูกต้อง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคท้าย ในปัญหาเรื่องการปรับบทลงโทษจําเลยให้ ถูกต้องตามกฎหมาย แม้จําเลยจะมิได้ฎีกา แต่ก็เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบด้วย มาตรา ๒๒๕ ",วิ.อาญา,,,,,,, 76,15,,โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นตัวการเชิดจําเลยออกแสดงเป็นตัวแทนนําเงินของโจทก์ ไปจัดตั้งบริษัทและซื้อทรัพย์สิน ขอบังคับจําเลยกับพวกคืนทรัพย์สินแก่โจทก์ จําเลยให้การว่า ไม่ได้ถือหุ้นไว้แทนโจทก์ ไม่เคยนําเงินของโจทก์ไปซื้อทรัพย์สิน เงินลงหุ้นในกิจการของบริษัท ไม่ใช่เงินของโจทก์ ขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งว่า จําเลยช่วยโจทก์บริหารงานในบริษัท โจทก์ จึงจัดสรรหุ้นให้แก่จําเลยที่ ๑ เป็นการตอบแทน เมื่อโจทก์ฟ้องเรียกหุ้นคืนอ้างว่าจําเลยถือไว้ แทนโจทก์ จําเลยจึงมีสิทธิเรียกค่าบริหารจัดการงานต่าง ๆ ที่ได้ทําให้แก่โจทก์ ขอให้โจทก์ ชําระเงินพร้อมดอกเบี้ย ดังนี้ ฟ้องแย้งเกี่ยวกับคำฟ้องเดิมหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๗๖/๒๕๖๖ ที่โจทก์บรรยายในคําฟ้องว่า โจทก์เป็นตัวการและเชิดจําเลยที่ ๑ ออกแสดงเป็น ตัวแทนนําเงินของโจทก์ไปจัดตั้งบริษัทและซื้อทรัพย์สินจําพวกที่ดินและรถยนต์โดยมีจําเลย ที่ ๑ กับพวกเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัท สําหรับโฉนดที่ดินและรถยนต์มีชื่อจําเลยที่ ๑ กับพวก ถือกรรมสิทธิ์แทน โจทก์ในฐานะตัวการได้แสดงตนเข้ารับเอาสัญญา หุ้น ที่ดิน และรถยนต์ แล้ว แต่จําเลยที่ ๑ กับพวกไม่ยอมคืนทรัพย์สินดังกล่าวให้แก่โจทก์ และขอบังคับจําเลย ที่ ๑ กับพวกคืนทรัพย์สินแก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน จําเลยที่ ๑ ให้การว่า จําเลยที่ ๑ ถือหุ้นในบริษัทต่าง ๆ ตามฟ้องในฐานะเจ้าของที่แท้จริงไม่ได้ถือหุ้น ไว้แทนโจทก์ จําเลยที่ ๑ ถือหุ้นในบริษัทจําเลยที่ ๒ ที่ ๔ ที่ ๖ โดยโจทก์และที่ประชุม บริษัทตกลงจัดสรรหุ้นให้แก่จําเลยที่ ๑ เพื่อตอบแทนการทํางานในการช่วยบริหารงาน ภายในบริษัทหลายอย่างประกอบกับโจทก์อยู่กินฉันสามีภริยากับจําเลยที่ ๑ จึงให้จําเลย ที่ ๑ และบุตรถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ ๔๑๔๘๘ และ ๔๑๔๘๙ พร้อมบ้านเพื่อให้ มีส่วนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์และใช้อยู่อาศัยร่วมกันเป็นคนในครอบครัว จําเลยที่ ๑ ไม่เคย นําเงินของโจทก์ไปซื้อที่ดินและทรัพย์สินอื่นแล้วนํามาใส่ชื่อจําเลยที่ ๑ กับพวก แต่เป็น ทรัพย์สินของจําเลยที่ ๑ กับพวกที่เป็นผู้ออกเงินซื้อเอง ที่ดินและทรัพย์สินอื่นจึง เป็นกรรมสิทธิ์ของจําเลยที่ ๑ กับพวก เงินลงหุ้นในกิจการของบริษัทจําเลยที่ ๒ ถึงที่ ๗ ไม่ใช่เงินของโจทก์และจัดตั้งตามความประสงค์ของผู้ถือหุ้น และจําเลยที่ ๑ ฟ้องแย้งว่า จําเลยที่ ๑ ช่วยโจทก์บริหารงานในบริษัทต่าง ๆ โจทก์จึงจัดสรรหุ้นในบริษัทให้แก่จําเลย ที่ ๑ เป็นการตอบแทน เมื่อโจทก์ฟ้องเรียกหุ้นคืน โดยอ้างว่าจําเลยที่ ๑ ถือไว้แทนโจทก์ จําเลยที่ ๑ จึงมีสิทธิเรียกค่าบริหารจัดการงานต่าง ๆ ที่ได้ทําให้แก่โจทก์เดือนละ ๕๐๐,๐๐๐ บาท เป็นเวลา ๔ ปี เป็นเงิน ๒๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท นั้น เห็นว่า หากจําเลยที่ ๑ ช่วยโจทก์บริหารงานในบริษัทต่าง ๆ แล้วโจทก์จัดสรรหุ้น ๑ เป็นการตอบแทนจริงตามข้ออ้างในฟ้องแย้ง หุ้นที่โจทก์เรียกคืนย่อม เป็นบําเหน็จตัวแทนในการจัดทํากิจการอันโจทก์ตัวการมอบหมายแก่จําเลยที่ ๑ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๘๐๓ เท่ากับจําเลยที่ ๑ ยอมรับว่าเป็น ตัวแทนที่มีสิทธิได้รับบําเหน็จตัวแทนจากโจทก์ตัวการ แต่จําเลยที่ ๑ กลับให้การปฏิเสธว่า จําเลยที่ ๑ ไม่เคยรับเป็นที่ปรึกษาทางด้านกฎหมายและการประกอบธุรกิจของโจทก์ โจทก์ไม่เคยมอบหมายให้จําเลยที่ ๑ เป็นผู้ดูแลธุรกิจของโจทก์และเงินลงหุ้นไม่ใช่ของโจทก์ โจทก์เป็นผู้ดําเนินธุรกิจของโจทก์เอง ซึ่งถือเป็นการปฏิเสธว่าจําเลยที่ ๑ ไม่ใช่ตัวแทน ของโจทก์ ฟ้องแย้งของจําเลยที่ ๑ จึงขัดกับคําให้การของจําเลยที่ ๑ เอง และหากศาล พิจารณาได้ความตามคําให้การของจําเลยที่ ๑ ว่าจําเลยที่ ๑ เป็นเจ้าของหุ้น และไม่ใช่ตัวแทนของโจทก์แล้ว ก็ไม่มีประเด็นให้ศาลจําต้องพิจารณาเกี่ยวกับบําเหน็จตัวแทนตามฟ้องแย้งของจําเลยที่ ๑ อีกต่อไป ดังนั้น ศาลจะพิจารณา ประเด็นตามฟ้องแย้งได้ก็ต่อเมื่อศาลพิพากษาให้จําเลยที่ ๑ กับพวกคืนหุ้นให้แก่โจทก์ก่อน ซึ่งการที่จําเลยที่ ๑ จะต้องคืนหุ้นให้แก่โจทก์หรือไม่ยังไม่เป็นที่แน่นอน โดยจะต้องรอจน ศาลพิพากษาให้จําเลยที่ ๑ คืนหุ้นแก่โจทก์ตามฟ้องเดิมเสียก่อน ฟ้องแย้งของจําเลยที่ ๑ จึงมีลักษณะเป็นฟ้องแย้งที่มีเงื่อนไขซึ่งถือว่าไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิมพอที่จะรวมการพิจารณา และชี้ขาดตัดสินไปด้วยกันได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๗ วรรคสาม และ ๑๗๙ วรรคท้าย ที่ศาลล่างทั้งสองไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยที่ ๑ จึงชอบแล้ว",วิ.แพ่ง,,,,,,, 76,15,,"ผู้ร้องยื่นคําร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดิน ผู้คัดค้านยื่นคําคัดค้านขอให้ยกคําร้อง ขอและขอให้ผู้คัดค้านเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท ศาลชั้นต้นยกคําร้องขอและคําคัดค้าน ผู้ร้องอุทธรณ์โดยอธิบดีผู้พิพากษาภาคอนุญาตให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ส่วนผู้คัดค้านอุทธรณ์ แต่ศาลชั้นต้นมีคําสั่งไม่รับอุทธรณ์และผู้คัดค้านไม่อุทธรณ์คําสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ ดังนี้ คําวินิจฉัยของศาลชั้นต้นว่าผู้คัดค้านไม่ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์มีผลผูกพันผู้คัดค้านหรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๓๖๓/๒๕๖๕ ผู้ร้องยื่นคําร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท ผู้คัดค้านยื่นคําคัดค้านขอให้ยกคําร้อง ขอและขอให้ศาลมีคําสั่งให้ผู้คัดค้านเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท คําคัดค้านของผู้คัดค้าน จึงถือเสมือนเป็นคําให้การ และคําคัดค้านในส่วนที่ร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท ถือเสมือนเป็นฟ้องแย้งตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๗๗ วรรคสาม ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกคําร้องขอและคําคัดค้าน ผู้ร้องอุทธรณ์โดยอธิบดี ผู้พิพากษาภาค ๗ อนุญาตให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้ ส่วนผู้คัดค้านอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมี คําสั่งไม่รับอุทธรณ์เพราะคดีต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๔ วรรคหนึ่ง และผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นไม่รับรองให้อุทธรณ์ ผู้คัดค้านมิได้อุทธรณ์คําสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ คดีสําหรับผู้คัดค้านจึงยุติไปตามคําพิพากษาศาลชั้นต้น ดังนั้น คําวินิจฉัยของศาลชั้นต้นว่า ที่ผู้คัดค้านใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยไม่ได้ขออนุญาต จากบุคคลใด ๆ ก็เนื่องจากเป็นการใช้สอยหาประโยชน์ในระหว่างญาติพี่น้องเท่านั้นอันไม่อาจ รับฟังข้อเท็จจริงได้ว่า ผู้คัดค้านครอบครองที่ดินพิพาทด้วยเจตนายึดถือเพื่อตน แต่เป็นการ ยึดถือแทนญาติพี่น้องเท่านั้น หากผู้คัดค้านจะเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือย่อมต้องบอกกล่าว ไปยังญาติพี่น้องว่าจะไม่ยึดถือแทนต่อไป ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๘๑ ผู้คัดค้านเพียงยึดถือ ที่ดินพิพาทแทนญาติพี่น้องเท่านั้น จึงไม่ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ ยกคําร้องแย้งของผู้คัดค้าน ย่อมผูกพันผู้คัดค้าน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๕ ผู้คัดค้านไม่อาจฎีกา ขอให้ศาลฎีกาพิพากษาให้ผู้คัดค้านได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ อีกต่อไป แม้ศาลฎีกาจะมีคําสั่งอนุญาตให้ฎีกาและรับฎีกาของผู้คัดค้านไว้ก็ตาม กรณีก็ไม่มีเหตุจะวินิจฉัยฎีกาของผู้คัดค้านในข้อนี้ ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 76,15,,ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ พิพากษายกอุทธรณ์เพราะเป็นอุทธรณ์ต้องห้าม ดังนี้ โจทก์ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๐ หรือไม่ ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๖/๒๕๖๖ ความผิดฐานร่วมกันยักยอกตาม ป.อ. มาตรา ๓๕๒ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์เพราะเป็นอุทธรณ์ ต้องห้าม จึงมิใช่กรณีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ ไม่ต้องห้าม ฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๐ ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญา ในศาลแขวง พ.ศ. ๒๔๙๙ มาตรา ๔ อย่างไรก็ตามเมื่อศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยโจทก์ฎีกา สรุปความว่า พยานหลักฐานโจทก์ที่นําสืบในชั้นไต่สวนมูลฟ้องมีน้ําหนักและมีมูลเพียงพอที่ศาลชั้นต้นจะประทับรับฟ้องโจทก์ไว้พิจารณาอันเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น เมื่อโจทก์มิได้กล่าวโต้แย้งไว้ในฎีกาว่าคําพิพากษาศาลอุทธรณ์ไม่ถูกต้อง อย่างไรบ้าง ที่ถูกต้องเป็นเช่นไร และไม่เห็นด้วยกับคําพิพากษาศาลอุทธรณ์เพราะเหตุใด ฎีกาของโจทก์จึงเป็นฎีกาที่ไม่ได้คัดค้านคําพิพากษาศาลอุทธรณ์อันเป็นการไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ มาตรา ๒๑๖ วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. ๒๔๙๙ มาตรา ๔ ",วิ.อาญา,,,,,,, 76,15,,"สถานที่ที่ผู้ตายถูกฆ่ากับสถานที่ที่นําชิ้นส่วนศพไปทิ้ง เผาทําลายเพื่อปิดบัง การตาย ถือเป็นความผิดต่อเนื่องและกระทําต่อเนื่องกันในท้องที่ต่าง ๆ เกินกว่าท้องที่หนึ่ง ขึ้นไปหรือไม่ และพนักงานสอบสวนท้องที่ใดเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบการสอบสวน ",มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๑๙๙/๒๕๖๖ โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๔ เวลากลางคืนหลังเที่ยง ถึงวันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๖๔ เวลากลางคืนก่อนเที่ยงต่อเนื่องกัน จําเลยทั้งสองร่วมกันกระทํา ความผิดหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ จําเลยทั้งสองร่วมกันฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน หลังจากนั้นร่วมกันทําลายศพผู้ตายโดยหั่นศพออกเป็นชิ้น ๆ แล้วนําชิ้นส่วนศพไปทิ้งเผาทําลาย เพื่อปิดบังการตาย เหตุตามฟ้องทั้งหมด เกิดที่ตําบลท่าทราย อําเภอเมืองนนทบุรี จังหวัด นนทบุรี และตําบลชะแมบ อําเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยาเกี่ยวพันกันเมื่อข้อเท็จจริง ฟังได้ว่า จําเลยทั้งสองร่วมกันฆ่าผู้ตายในท้องที่ตําบลท่าทราย อําเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี แล้วนั่นศพใส่ถุงนําไปทิ้งเผาทําลายในท้องที่ตําบลบ้านกรด อําเภอ บางปะอิน และตําบลชะแมบ อําเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จึงเป็น ความผิดต่อเนื่องและกระทําต่อเนื่องกันในท้องที่ต่าง ๆ เกินกว่าท้องที่หนึ่งขึ้นไป เมื่อ พนักงานสอบสวนสถานีตํารวจภูธรวังน้อยซึ่งพบชิ้นส่วนศพของผู้ตายก่อน จึงเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบการสอบสวน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙ วรรคแรก (๓) และวรรคสอง (ข) โจทก์จึงมีอํานาจฟ้อง ,วิ.อาญา,,,,,,, 76,16,,"สัญญาซื้อขายที่ดินมีข้อความระบุว่า ผู้ซื้อได้ชําระและผู้ขายได้รับชําระเงิน ครบถ้วนแล้ว และผู้ขายเขียนข้อความว่า ได้รับเงินจากการขายที่ดินไม่มีบ้าน จํานวนเงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท ครบแล้วเป็นเงินสด ดังนี้ ผู้ขายจะนําสืบว่า ในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ ที่ดินได้รับชําระเงินสด ๕๐๐,๐๐๐ บาท ค่าที่ดินส่วนที่เหลือได้รับชําระเป็นเช็ค แต่เรียกเก็บ เงินตามเช็คมิได้ เป็นการต้องห้ามตามกฎหมายหรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๔๐/๒๕๖๖ การซื้อขายที่ดินเป็นการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งกฎหมายบังคับว่าต้องทําเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๕๖ จึงเป็นกรณีที่กฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง ตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๙๔ แม้สําเนาหนังสือสัญญาขาย ข้อ ๒ ระบุว่า ผู้ซื้อได้ชําระ และผู้ขายได้รับชําระเงินครบถ้วนแล้ว และโจทก์เขียนข้อความด้านหลังเอกสารดังกล่าวว่า โจทก์ได้รับเงินจากการขายที่ดิน จํานวนเงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท ครบแล้วเป็นเงินสดก็ตาม แต่การที่โจทก์อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า ในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท โจทก์ได้รับชําระเงินสด ๕๐๐,๐๐๐ บาท ส่วนค่าที่ดินส่วนที่เหลือนางสาวปวีร์สุดาผู้รับ มอบอํานาจของจําเลยชําระโดยสั่งจ่ายเช็คจํานวนเงิน ๑,๔๑๑,๐๐๐ บาท เป็นการนําสืบ อธิบายข้อความเกี่ยวกับวิธีการชําระหนี้ว่า ได้รับชําระราคาเป็นเงินสดบางส่วน และ ส่วนที่เหลือได้รับชําระเป็นเช็ค แต่เรียกเก็บเงินตามเช็คมิได้ มิใช่เป็นการนําสืบแก้ไข เปลี่ยนแปลงเอกสารซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๙๔ ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 76,16,,"พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจําเลยในข้อหาฉ้อโกง โดยมีคําขอส่วนแพ่ง ให้จําเลยคืนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างหรือชดใช้ราคาแทน ศาลมีคําพิพากษาถึงที่สุดว่าจําเลย มีความผิด ให้คืนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้าง หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท แก่ผู้เสียหาย ดังนี้ คดีแพ่งที่ผู้เสียหายได้ยื่นฟ้องจําเลยไว้ก่อนคดีอาญาดังกล่าว และมีคําขอ ให้จําเลยคืนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย จะต้องห้ามตามกฎหมายหรือไม่","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๑๓๖/๒๕๖๖ โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการขายฝากที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างระหว่างจําเลยที่ และที่ ๒ ได้ สําหรับเงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท ที่จําเลยที่ ๑ ต้องร่วมกับจําเลย ที่ ๒ ชําระแก่โจทก์ในกรณีที่ไม่สามารถจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท ได้นั้น เป็นเงินจํานวนเดียวกับที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจําเลยที่ ฉ้อโกง โดยมีคําขอส่วนแพ่งให้จําเลยที่ ๑ คืนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างหรือชดใช้ ราคา ซึ่งโจทก์ได้เข้าเป็นโจทก์ร่วม คดีถึงที่สุดโดยศาลฎีกาพิพากษาว่าจําเลยที่ ๑ มีความผิด และให้จําเลยที่ ๑ คืนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้าง หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท แก่โจทก์ร่วม (โจทก์คดีนี้) เมื่อศาลในคดีอาญาพิพากษาตามคําขอส่วนแพ่งให้จําเลย ที่ ๑ คืนเงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท แก่โจทก์แล้ว คําขอเกี่ยวกับเงินจํานวนดังกล่าวในคดีนี้ ซึ่งแม้จะได้ฟ้องไว้ก่อนคดีอาญา ก็เป็นการดําเนินกระบวนพิจารณาซ้ํา ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๔ โจทก์จึงไม่อาจเรียกร้องเงินจํานวนนี้คืนจากจําเลยที่ ๑ ได้อีก ป.วิ.อ. มาตรา ๔๓ บังคับให้พนักงานอัยการฟ้องเรียกได้แต่เฉพาะต้นเงินเท่านั้น สภาพไม่เปิดช่องให้เรียกดอกเบี้ยได้เพราะดอกเบี้ยไม่ใช่ทรัพย์สินหรือราคาที่ผู้เสียหาย สูญเสียไปเนื่องจากการกระทําผิด การที่พนักงานอัยการไม่ได้ฟ้องเรียกดอกเบี้ยมาในคดีก่อน จึงไม่ใช่ค่าเสียหายที่พนักงานอัยการสามารถฟ้องเรียกแทนผู้เสียหายได้แล้วไม่เรียก ฟ้องของโจทก์ ที่เกี่ยวกับจําเลยที่ ในส่วนของดอกเบี้ยจึงไม่เป็นการดําเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ",วิ.อาญา,,,,,,, 76,16,,ศาลมีคําสั่งให้ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์จนกระทั่งมีการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงสิทธิให้ผู้ร้องมีชื่อในโฉนดที่ดินแล้ว กรมสรรพากรซึ่งยึดที่ดินดังกล่าว ไว้ก่อนที่ผู้ร้องจะครอบครองที่ดินครบ ๑๐ ปี (ผู้มีชื่อในโฉนดที่ดินเดิมค้างชําระค่าภาษีอากร) จะยื่นคําร้องสอดเข้ามาในคดีได้หรือไม่ ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๕๒/๒๕๖๖ แม้ศาลจะมีคําสั่งให้ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์จน กระทั่งมีการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงสิทธิให้ผู้ร้องมีชื่อในโฉนดที่ดินพิพาทแล้วโดยไม่มีการออกหมายบังคับคดีเพื่อบังคับคดีแก่ลูกหนี้ตามคําพิพากษาก็ตาม แต่ผู้ร้องอาจนํา คําพิพากษาหรือคําสั่งศาลที่วินิจฉัยถึงกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทดังกล่าวไปใช้ยันแก่บุคคล ภายนอกได้ ทั้งยังทําให้ผู้คัดค้านสิ้นสิทธิในการบังคับคดีแก่ที่ดินพิพาทที่ยึดไว้นั้นได้เพราะ ที่ดินพิพาทไม่ใช่ของ ร. ลูกหนี้ของผู้คัดค้านอีกต่อไป ผู้คัดค้านซึ่งเป็นบุคคลภายนอก จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียเกี่ยวเนื่องด้วยการบังคับตามคําพิพากษาหรือคําสั่งของศาลและชอบที่จะ ยื่นคําร้องขอสอดเข้ามาในคดีได้โดยยื่นคําร้องขอต่อศาลที่มีการบังคับตามคําพิพากษาหรือ คําสั่งนั้นเพื่อยังให้ได้รับความรับรอง คุ้มครอง หรือบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๕๗ (๑) ผู้ร้องกล่าวอ้างว่า ผู้ร้องครอบครองทําประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยความสงบและเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของแต่ผู้คัดค้านอาศัยอํานาจตามมาตรา ๑๒ แห่ง ป.รัษฎากร ยึดที่ดินพิพาทของ ร. เพื่อขายทอดตลาดนําเงินมาชําระหนี้ค่าภาษีอากรค้าง ตามประกาศ กรมสรรพากร (ภ.ส.๑๘) เรื่อง ให้ยึดทรัพย์สินของผู้ค้างภาษีอากร ฉบับลงวันที่ ๑๙ มีนาคม ๒๕๕๑ โดยผู้คัดค้านปิดประกาศดังกล่าวไว้ ณ ที่ดินพิพาทและส่งสําเนาประกาศยึดที่ดิน พิพาทให้ ร. โดยชอบแล้ว เมื่อผู้คัดค้านยึดที่ดินพิพาทเพื่อขายทอดตลาดนําเงินมาชําระหนี้ ค่าภาษีอากรค้างก่อนที่ผู้ร้องจะครอบครองที่ดินพิพาทครบ ๑๐ ปี กรณีจึงยังถือไม่ได้ว่า ผู้ร้องครอบครองที่ดินพิพาทโดยสงบด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ เพราะสิทธิของผู้ร้องถูกกระทบโดย การยึดทรัพย์ของผู้คัดค้านที่อาศัยอํานาจตามมาตรา ๑๒ แห่ง ป.รัษฎากร แม้ผู้ร้องครอบครอง ที่ดินพิพาทติดต่อกันเกินกว่า ๑๐ ปี ก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๘๒ เมื่อผู้คัดค้านไม่ได้ร้องคัดค้านเข้ามาในคดีในศาลชั้นต้น จึงถือได้ว่าผู้คัดค้านเป็นบุคคลภายนอก คําสั่งศาลชั้นต้นที่แสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท ไม่ผูกพันผู้คัดค้าน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๕ วรรคสอง (๒) ผู้คัดค้านจึงสามารถพิสูจน์ ได้ว่า ที่ดินพิพาทยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของ ร.",วิ.แพ่ง,,,,,,, 76,16,,"โจทก์ฟ้องว่า จําเลยเป็นเจ้าบ้านผู้จัดให้มีการเล่นและเข้าร่วมเล่นการพนัน จําเลยให้การรับสารภาพศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจําเลยตามฟ้อง คดีถึงที่สุด จําเลยจะ มายื่นคําร้องว่า จําเลยไม่ได้เป็นผู้จัดการให้มีการเล่น แต่เป็นผู้เข้าร่วมเล่นการพนันไพ่รัมมี่ คําพิพากษาของศาลชั้นต้นไม่ถูกต้อง ขอให้ศาลชั้นต้นมีคําสั่งแก้ไขคําพิพากษา ได้หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๘๒๓/๒๕๖๕ โจทก์ฟ้องว่า จําเลยที่ ๑ เป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนันไพ่รัมมี่และเป็นผู้เข้าร่วม เล่นกับจําเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ และจําเลยที่ ๑ ให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นมีคําพิพากษาให้ ลงโทษปรับจําเลยที่ ๑ ในความผิดข้อหาเป็นผู้จัดให้มีการเล่นและเข้าร่วมเล่นการพนันไพ่รัมมี่ ตามคําให้การรับสารภาพของจําเลยที่ ๑ หากจําเลยที่ ๑ เห็นว่าศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษ จําเลยที่ ๑ ไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไร จําเลยที่ ๑ ชอบที่จะใช้สิทธิอุทธรณ์ คําพิพากษาไปยังศาลอุทธรณ์ภาค ๗ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๓ ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. ๒๔๙๙ มาตรา ๔ แต่จําเลยที่ ๑ มิได้ใช้สิทธิดังกล่าวจนคดีถึงที่สุดไปนานกว่า ๑๘ ปีแล้ว กลับมายื่นคําร้องขอให้ศาลชั้นต้นแก้ไขค่าพิพากษาในส่วนที่ลงโทษจําเลย ที่ ๑ เป็นว่าจําเลยที่ ๑ มีความผิดเพียงข้อหาเป็นผู้เข้าร่วมเล่นการพนันไพ่รัมเท่านั้น อันเป็นการขัดแย้งกับคํารับสารภาพของจําเลยที่ ๑ และมีผลเป็นการแก้ไขคําพิพากษาซึ่ง ถึงที่สุดแล้ว ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๐ ซึ่งห้ามมิให้แก้ไข คําพิพากษาหรือคําสั่งซึ่งอ่านแล้ว นอกจากถ้อยคําที่เขียนหรือพิมพ์ผิดพลาด ทั้งตามข้ออ้าง ของจําเลยที่ ๑ ที่ขอให้ศาลชั้นต้นแก้ไขเปลี่ยนแปลงคําพิพากษาจากเดิมที่ลงโทษจําเลยที่ ๑ ในข้อหาเป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนันไพ่รัมมี่เป็นให้ยกฟ้องข้อหาดังกล่าวนั้น มิใช่เป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดหรือข้อผิดหลงเล็กน้อย แต่เป็นการกลับคําวินิจฉัยในคําพิพากษาเดิม กรณีไม่มีเหตุที่จะแก้ไขคําพิพากษาศาลชั้นต้นให้แก่จําเลยที่ ๑ ",วิ.อาญา,,,,,,, 75,1,,โจทก์บรรยายฟ้องว่า จําเลยกระทําความผิดโดยลําพัง แต่ทางพิจารณา ได้ความว่า จําเลยร่วมกับพวกกระทําความผิด ศาลมีอํานาจลงโทษจําเลยตามที่พิจารณา ได้ความ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๒ วรรคสอง หรือไม่ ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๒๒๐/๒๕๖๕ โจทก์บรรยายฟ้องว่า จําเลยโดยลําพัง โดยปราศจากเหตุอันสมควร พรากผู้เสียหายที่ ๒ อายุ ๑๓ ปีเศษ ไปเสียจากผู้เสียหาย ที่ ๑ ผู้ปกครองซึ่งเป็นย่า เพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๗ วรรคสาม แต่ทางพิจารณาได้ความว่า จําเลยร่วมกับพวกกระทําความผิดก็มิใช่ข้อแตกต่างในข้อสาระสําคัญ เมื่อจําเลยไม่หลงต่อสู้ ศาลฎีกาย่อมมีอํานาจลงโทษจําเลยตามที่ พิจารณาได้ความได้ ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๒ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๑๕ และมาตรา ๒๒๕ ,วิ.อาญา,,,,,,, 75,1,,คู่ความอ้างอิงเอกสารเป็นพยานหลักฐาน และคู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง คัดค้านเอกสารนั้น หากคู่ความที่อ้างอิงเอกสารนําสืบโดยส่งสําเนาต้นฉบับไม่ได้นํา มาส่งศาล ดังนี้ ศาลจะรับฟังข้อความตามสําเนาหนังสือมอบอํานาจได้หรือไม่ ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๕๗/๒๕๖๕ คําให้การของจําเลยที่ว่า โจทก์ไม่มีอํานาจ ฟ้อง การมอบอํานาจของโจทก์ตามเอกสารท้ายคําฟ้องไม่ชอบด้วยกฎหมาย ร. และ ส. ไม่ใช่กรรมการผู้มีอํานาจขณะมอบอํานาจไม่มีอํานาจมอบอํานาจช่วงได้ หนังสือมอบอ้านาจเอกสารท้ายคําฟ้องเป็นเพียงสําเนา ไม่มีต้นฉบับหรือต้นฉบับนั้นปลอมหรือ สําเนานั้นไม่ถูกต้องกับต้นฉบับ ผู้รับมอบอํานาจช่วงไม่มีอํานาจฟ้องคดีนี้ เท่ากับจําเลย โต้แย้งคัดค้านว่าหนังสือมอบอํานาจและหนังสือมอบอํานาจช่วงไม่มีต้นฉบับ หรือต้นฉบับ นั้นปลอมทั้งฉบับหรือบางส่วนหรือสําเนานั้นไม่ถูกต้องกับต้นฉบับอย่างหนึ่งอย่างใดตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๒๕ วรรคหนึ่ง เมื่อต้นฉบับเอกสาร ที่โจทก์อ้างเป็นพยานนั้นอยู่ในความครอบครองของโจทก์ โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องนํา ต้นฉบับเอกสารมาแสดงต่อศาลในวันสืบพยานตามมาตรา ๑๒๒ ในชั้นพิจารณาโจทก์นําสืบโดยอ้างส่งสําเนาหนังสือมอบอํานาจ ซึ่งเป็นเอกสารท้ายคําฟ้องและต้นฉบับหนังสือมอบอํานาจช่วงเป็นพยานโดยต้นฉบับหนังสือมอบอํานาจเอกสารท้ายฟ้องไม่ได้นํามาส่งศาล โดยไม่ปรากฏว่าต้นฉบับเอกสารนํามาไม่ได้เพราะถูกทําลายโดยเหตุสุดวิสัยหรือสูญหายหรือไม่สามารถนําต้นฉบับมาได้โดยประการอื่นอันมิใช่เกิดจากพฤติการณ์ที่ผู้อ้างต้องรับผิดชอบ จึงรับฟังข้อความตามสําเนาหนังสือมอบอํานาจ เอกสารท้ายคําฟ้องไม่ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๙๓ (๒) มาตรา ๑๒๒ และมาตรา ๑๒๕ ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๗ ดังนี้ ไม่อาจรับฟังว่า ร. กรรมการผู้มีอํานาจของโจทก์มอบอํานาจ ให้ ส. เป็นผู้ดําเนินคดีแทน ที่ ส. มอบอํานาจช่วงให้ ว. ฟ้องคดีนี้แทนตามหนังสือ มอบอํานาจช่วงเป็นการมอบอํานาจช่วงโดยไม่ชอบ ว. ไม่มีอํานาจยื่นฟ้องคดีนี้แทนโจทก์",วิ.แพ่ง,,,,,,, 75,1,,ผู้ให้กู้นําสืบพยานบุคคลว่ามีข้อตกลงถึงวิธีการชําระดอกเบี้ยรวมถึง การโอนเงินส่วนที่เหลือคืนให้แก่ผู้กู้ ซึ่งเป็นข้อตกลงนอกเหนือจากที่ระบุในสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาค้ำประกันเป็นการสืบพยานบุคคลแก้ไขเพิ่มเติมเอกสารหรือไม่ ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๖๒๓/๒๕๖๕ การนําสืบถึงแนวปฏิบัติในการกู้ยืมเงินและ วิธีการชําระเงินของโจทก์ที่ไม่ระบุวันที่ชําระเงินกู้ยืมคืนเพราะจําเลยที่ ๑ ต้องการใช้เงิน หมุนเวียนไปตลอดโดยจําเลยทั้งสองมีข้อตกลงในการชําระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์นั้น หาใช่ เป็นการนําสืบพยานบุคคลเพิ่มเติม ตัดทอน หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในสัญญา กู้ยืมเงิน ไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๙๔ (ข) จําเลยทั้งสองให้การปฏิเสธขอให้ยกฟ้องและอุทธรณ์ขอให้ยกฟ้อง แม้โจทก์ฟ้องขอ ให้บังคับจําเลยทั้งสองร่วมกันชําระดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชําระเสร็จแก่โจทก์ อุทธรณ์ของจําเลยทั้งสองก็ไม่ต้องชําระค่าขึ้นศาลในอนาคต ๑๐๐ บาท ตามตาราง ๑ (๔) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 75,1,,ศาลชั้นต้นอ่านคําพิพากษาลับหลังจําเลย จําเลยไม่ได้ยื่นอุทธรณ์ ภายในกําหนด ศาลชั้นต้นยังไม่ได้ออกหมายจําคุกเพราะจําเลยหลบหนี ดังนี้ คดีถึงที่สุดแล้ว หรือไม่ การถอนคําร้องทุกข์ในคดีความผิดต่อส่วนตัวหากคดีถึงที่สุดแล้วจะถอนคําร้องทุกข์ได้หรือไม่ ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๐๓/๒๕๖๕ ศาลชั้นต้นอ่านคําพิพากษาลับหลังจําเลย เมื่อวันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๖๐ จําเลยมีสิทธิอุทธรณ์ภายในวันที่ ๒๗ เมษายน ๒๕๖๐ แต่จําเลยไม่ได้ยื่นอุทธรณ์ภายในกําหนด ย่อมถือว่าคดีถึงที่สุดแล้วตามประมวลกฎหมายวิธี พิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๗ วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความ อาญา มาตรา ๑๕ การที่ศาลชั้นต้นยังไม่ได้ออกหมายจําคุกจําเลยตามคําพิพากษาเพราะ จําเลยหลบหนี ศาลชั้นต้นออกหมายจับจําเลยเพื่อติดตามจับกุมตัวจําเลยมารับโทษตาม คําพิพากษาเป็นขั้นตอนในการบังคับคดีตามคําพิพากษา หาทําให้คดียังไม่ถึงที่สุดไม่ แม้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาไม่มีบทบัญญัติมาตราใดที่บัญญัติระยะเวลายื่นคําร้องขอถอนคําร้องทุกข์ของผู้เสียหายก็ตาม แต่มาตรา ๑๒๖ วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ผู้ร้องทุกข์จะถอนคําร้องทุกข์เสียเมื่อใดก็ได้ ซึ่งผลของการถอนคําร้องทุกข์ในคดีความผิดต่อส่วนตัวย่อมทําให้สิทธินําคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามมาตรา ๓๙ (๒) ศาลต้องจําหน่ายคดีออกจากสารบบความ อันมีผลทําให้ไม่มีคดีค้างพิจารณาอยู่ในศาล การขอถอนคําร้องทุกข์ของผู้เสียหายภายหลังเมื่อคดีถึงที่สุดแล้วจึงไม่มีผลตามกฎหมาย ",วิ.อาญา,,,,,,, 75,1,,ศาลฎีกาพิพากษาให้ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้อง แล้วมีคําพิพากษา หรือ คําสั่งใหม่ตามรูปคดี เจ้าหน้าที่คาดปิดหมายนัดไต่สวนมูลฟ้องตามภูมิลําเนาของโจทก์ตามที่ ระบุในฟ้อง หากโจทก์ย้ายภูมิลําเนาไปอยู่ที่อื่นแต่ไม่แจ้งให้ศาลทราบ หากโจทก์ไม่มาศาล ในวันนัดไต่สวนมูลฟ้อง ศาลพิพากษายกฟ้อง ดังนี้ มีเหตุที่จะขอพิจารณาใหม่หรือไม่ ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๗/๒๕๖๕ การส่งหมายนัดไต่สวนมูลฟ้องให้โจทก์โดย วิธีปิดหมายเป็นการส่งตามภูมิลําเนาของโจทก์ตามที่ระบุในฟ้องโดยชอบด้วยกฎหมาย การที่โจทก์ย้ายภูมิลําเนาของโจทก์ไปอยู่ที่อื่นแต่ไม่ได้แจ้งเรื่องการย้ายภูมิลําเนาหรือการ เปลี่ยนแปลงที่อยู่ให้ศาลทราบ ถือว่าเป็นความผิดของโจทก์เอง ไม่มีผลทําให้การส่งหมาย เสียไป เมื่อโจทก์ไม่มาศาลตามกําหนดนัดในวันนัดไต่สวนมูลฟ้อง โดยไม่แจ้งเหตุขัดข้อง หรือขอเลื่อนคดี ศาลชั้นต้นชอบที่จะพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์ ตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๖๖ ไม่มีเหตุที่จะยกคดีขึ้นพิจารณาไต่สวนมูลฟ้องใหม่ ,วิ.อาญา,,,,,,, 75,1,,ความผิดอาญาแผ่นดิน ผู้กล่าวโทษมิใช่ผู้เสียหายหรือผู้มีอํานาจจัดการแทน ผู้เสียหาย พนักงานสอบสวนมีอํานาจสอบสวนและพนักงานอัยการมีอํานาจฟ้องหรือไม่ ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๕/๒๕๖๕ ความผิดฐานกระทําชําเราเด็กอายุยังไม่เกิน สิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยใช้อาวุธ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๗ วรรคสี่ เป็นความผิดอาญาแผ่นดิน ถือเป็นความผิดที่กระทําต่อรัฐมิใช่ความผิดต่อส่วนตัว บุคคลผู้พบเหตุความผิดมีอํานาจกล่าวโทษผู้กระทําความผิดต่อพนักงานสอบสวนเพื่อให้ดําเนินคดีต่อผู้กระทําความผิดได้ และพนักงานสอบสวนมีอํานาจสอบสวนดําเนินคดีต่อจําเลยซึ่งเป็นผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้กระทําความผิดโดยมิพักต้องคํานึงว่าผู้กล่าวโทษเป็นผู้เสียหายหรือเป็นผู้มีอํานาจกระทําการแทนผู้เสียหายหรือไม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๒๑ แม้ผู้เสียหายที่ ๒ มิใช่ผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้เสียหายที่ ๑ และมิใช่ผู้มี อํานาจจัดการแทนผู้เสียหายที่ ๑ ตามมาตรา ๕ (๑) ก็ไม่เป็นเหตุให้การกล่าวโทษของผู้เสียหาย ที่ ๒ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย พนักงานสอบสวนจึงมีอํานาจสอบสวนโจทก์มีอํานาจฟ้อง ,วิ.อาญา,,,,,,, 75,1,,คําให้การรับสารภาพชั้นจับกุมจะรับฟังเป็นพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ ความผิดของผู้ร่วมกระทําความผิดคนอื่นได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๖๓/๒๕๖๕ คําให้การชั้นจับกุม แม้ประมวลกฎหมายวิธี พิจารณาความอาญา มาตรา ๘๔ วรรคท้าย จะห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐานแต่ กฎหมายห้ามมิให้รับฟังเพื่อพิสูจน์ความผิดของผู้ถูกจับเท่านั้นมิได้ห้ามรับฟังเป็นพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความผิดของผู้ร่วมกระทําความผิดคนอื่น จึงรับฟังบันทึกการจับกุมของจําเลย ที่ ๓ ประกอบคําเบิกความของพยานโจทก์ผู้จับกุมและพยานหลักฐานอื่นที่โจทก์อ้างเป็นพยาน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๒๒๖ เพื่อพิสูจน์ความผิดของจําเลย ที่ ๑ และที่ ๒ ได้ จําเลยที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมกันนํารถจักรยานยนต์ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนของกลางบรรทุกมากับรถกระบะเดินทางจากกรุงเทพมหานครไปยังจุดเกิดเหตุห่างจากชายแดนไทย - กัมพูชาเพียง ๓ กิโลเมตรเพื่อจะส่งมอบแก่ผู้รับช่วงนํารถจักรยานยนต์ส่งข้ามชายแดน ไปประเทศกัมพูชา ถือได้ว่าการกระทําของจําเลยที่ ๑ และที่ ๒ เป็นการกระทําที่ใกล้ชิด ต่อความผิดสําเร็จเข้าขั้นลงมือกระทําความผิดแล้วแต่การกระทําไม่บรรลุผลเนื่องจาก เจ้าพนักงานพบเห็นและจับกุมจําเลยที่ ๑ และที่ ๒ เสียก่อน จําเลยที่ ๑ และที่ ๒ มีความผิดฐานร่วมกันพยายามส่งออกไปนอกราชอาณาจักรซึ่งของที่ยังมิได้ผ่านพิธีการ ศุลกากร ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๒๔๒ วรรคหนึ่งและวรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๘๐, ๘๓ ",วิ.อาญา,,,,,,, 75,2,,จําเลยต้องคําพิพากษาให้รับโทษจําคุกและมิได้ถูกคุมขัง ยื่นอุทธรณ์ คําสั่งของศาลชั้นต้นที่ยกคําร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกา ต้องมาแสดงตนต่อเจ้าพนักงาน ศาลหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๖๓๓/๒๕๖๒ แม้อุทธรณ์ของจําเลยมิใช่อุทธรณ์คัดค้าน คําพิพากษาศาลชั้นต้นเกี่ยวกับการกระทําอันเป็นความผิด แต่เป็นอุทธรณ์คําสั่งของ ศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นฎีกาแก่จําเลยก็ตาม ก็ต้องอยู่ในบังคับ บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๘ วรรคสาม แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ ๓๒) พ.ศ. ๒๕๕๙ ซึ่งมีผลใช้บังคับแล้วในขณะที่จําเลยยื่นอุทธรณ์เมื่อวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๑ ที่บัญญัติว่า “ในกรณีที่ตามคําพิพากษาจําเลยต้องรับโทษจําคุก หรือโทษสถานที่หนักกว่านั้นและจําเลยไม่ได้ถูกคุมขัง จําเลยจะยื่นอุทธรณ์ได้ต่อเมื่อแสดง ตนต่อเจ้าพนักงานศาลในขณะยื่นอุทธรณ์ มิฉะนั้นให้ศาลมีคําสั่งไม่รับอุทธรณ์” ดังนี้ การที่จําเลยต้องคําพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้รับโทษจําคุกและไม่ได้ถูกคุมขังยื่นอุทธรณ์ คําสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นฎีกาโดยไม่ได้แสดงตนต่อ เจ้าพนักงานศาล จึงเป็นการไม่ชอบ ,วิ.อาญา,,,,,,, 75,2,,คําฟ้องของโจทก์ขาดองค์ประกอบความผิดฐานลักทรัพย์และยักยอก ศาลจะมีอํานาจลงโทษจําเลยตามข้อเท็จจริงที่ได้ความต่างกับฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ หรือไม่ ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๕๒๔/๒๕๖๒ โจทก์บรรยายฟ้องว่าเมื่อระหว่างวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๕๓ ถึงวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๔ เวลากลางวัน จําเลยทั้งสองร่วม กันกระทําความผิดโดยทุจริตต่อโจทก์หลายบทหลายกรรมต่างกัน โดยจําเลยที่ เป็น กรรมการผู้จัดการโจทก์ได้รับมอบหมายให้ครอบครองจัดการทรัพย์สินโจทก์ มีอํานาจลง ลายมือชื่อเบิกถอนเงินเพื่อชําระหนี้โจทก์ตามกฎหมายคือบัญชีโจทก์ของธนาคาร ก. ประเภทบัญชีเงินฝากกระแสรายวัน จําเลยที่ ๑ กระทําผิดต่อหน้าที่ของตนสั่งจ่ายเช็ค ขีดคร่อมและเช็คเงินสด ๑๑ ฉบับ จากบัญชีโจทก์ให้จ่ายเข้าบัญชีจําเลยที่ ๒ หรือแก่ผู้ถือและจําเลยที่ ๒ เป็นผู้ถือเช็คไปถอนเงิน จําเลยทั้งสองร่วมกันลักทรัพย์และเบียดบัง เอาทรัพย์สินเป็นเงินในบัญชีของโจทก์ในฐานะนายจ้างเป็นของตน ขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา ๒๒, ๘๓, ๙๐, ๙๑, ๓๓๔, ๓๓๕ (๗) (๑๑), ๓๕๒, ๓๕๓ แสดงว่า โจทก์เอง ก็ไม่ทราบว่าความจริงเป็นอย่างไรเป็นฟ้องที่ขัดกันเองและขัดต่อลักษณะความผิด เป็นฟ้องที่ขาดองค์ประกอบความผิดฐานลักทรัพย์และยักยอกไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕๘ (๕) การที่ศาลจะมีอํานาจพิพากษาลงโทษจําเลยตามข้อเท็จจริงที่ได้ความแตกต่างกับฟ้องตามมาตรา ๑๙๒ ได้นั้น จะต้องเป็นเรื่องที่คําฟ้องของโจทก์ได้บรรยายมา ถูกต้องครบถ้วนตามมาตรา ๑๕๘ (๑) ถึง (๗) เสียก่อน หากเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วย กฎหมาย ศาลจะต้องพิพากษายกฟ้องโดยไม่จําต้องพิจารณาการสืบพยานของคู่ความ แต่อย่างใด ตามกรณีดังกล่าวศาลย่อมไม่มีอํานาจพิพากษาลงโทษจําเลยตามข้อเท็จจริง ที่พิจารณาได้ความตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ ได้ ",วิ.อาญา,,,,,,, 75,2,,การแอบบันทึกภาพและเสียงการสนทนา (เทปบันทึกเสียง บันทึกการ ถอดเทป แผ่นซีดี) จะรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้หรือไม่ ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ (ก) กรณีที่ศาลรับฟังเป็นพยานหลักฐาน คําพิพากษาฎีกาที่ ๒๒๘๑/๒๕๕๕ ๒๒๘๑/๒๕๕๕ การแอบบันทึกเทปขณะที่มีการสนทนากัน ระหว่างโจทก์ร่วมกับพยานและจําเลยที่ ๒ โดยที่โจทก์ร่วมและพยานไม่ทราบมาก่อน เป็นการแสวงหาพยานหลักฐานโดยมิชอบ ห้ามมิให้ศาลรับฟังเป็นพยานนั้นตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๖ แม้หลักกฎหมายดังกล่าวจะใช้ตัดพยานหลักฐานของเจ้าพนักงานของรัฐเพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนมิให้เจ้าพนักงานของรัฐใช้วิธีการแสวงหา พยานหลักฐานโดยมิชอบ แต่ ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๖ ไม่ได้บัญญัติห้ามไม่ให้นําไปใช้ กับการแสวงหาพยานหลักฐานของบุคคลธรรมดา อย่างไรก็ตาม ระหว่างพิจารณา คดีได้มี พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ ๒๘) พ.ศ. ๒๕๕๑ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ โดยมาตรา ๑๑ บัญญัติให้ เพิ่มมาตรา ๒๒๖/๑ ป.วิ.อ. กําหนดให้ศาลรับฟังพยานหลักฐานที่ได้มาโดยมิชอบได้ ถ้าพยานหลักฐานนั้นจะเป็นประโยชน์ต่อการอํานวยความยุติธรรมมากกว่าผลเสียอัน เกิดจากผลกระทบต่อมาตรฐานของระบบงานยุติธรรมทางอาญา ศาลจึงนําบันทึกเทป ดังกล่าวมารับฟังได้ คําพิพากษาฎีกาที่ ๕๐/๒๕๖๓ จําเลยเป็นเจ้าพนักงาน ผ่านการว่าความมา เป็นจํานวนมาก ย่อมคุ้นเคยกับการซักถามพยานในรูปแบบต่าง ๆ เป็นอย่างดี ข้อเท็จจริง ปรากฏตามบันทึกการถอดเทปสนทนาระหว่างจําเลยกับ ภ. ว่า ภ. พยายามขอร้องให้ จําเลยช่วยเหลือ อ. เพื่อมิให้ถูกดําเนินคดี ซึ่งจําเลยก็มิได้ปฏิเสธ เพียงแต่รอให้ ภ. เสนอ จํานวนเงิน และเมื่อ ภ. ซักถาม จําเลยยังพูดอธิบายรายละเอียดต่าง ๆ เกี่ยวกับขั้นตอน การดําเนินคดีแก่ อ. เพื่อโน้มน้าวให้ ภ. เห็นว่าข้อหานําเมทแอมเฟตามีนเข้ามาใน ราชอาณาจักรมีอัตราโทษสูงส่อแสดงว่าจําเลยตอบคําถามของ ภ. ด้วยความสมัครใจ แม้การแอบบันทึกภาพและเสียงการสนทนาระหว่างจําเลยกับ ภ. ตามแผ่นซีดี หมาย วจ.๑ และ วจ.๒ จะเป็นการแสวงหาหลักฐานโดยมิชอบตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๖ ก็ตาม แต่ ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๖/๑ บัญญัติให้ศาลรับฟังพยานหลักฐานที่ ได้มาโดยมิชอบได้ ถ้าการรับฟังพยานหลักฐานนั้นจะเป็นประโยชน์ต่อการอํานวย ความยุติธรรมมากกว่าผลเสียอันเกิดจากผลกระทบต่อมาตรฐานของระบบงาน ยุติธรรมทางอาญา ดังนั้น แม้แผ่นซีดีหมาย วจ.๑ และ วจ.๒ รวมทั้งบันทึกการ ถอดเทปสนทนาดังกล่าวจะได้มาโดยมิชอบ ศาลก็นํามารับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ แม้ขณะเกิดเหตุ ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๖/๑ จะยังไม่ประกาศใช้ แต่บท บัญญัติดังกล่าวเป็นกฎหมายวิธีสบัญญัติและมีผลใช้บังคับทันทีนับแต่วันที่กฎหมายมีผล ใช้บังคับ คือวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ กรณีเช่นนี้หาใช่เป็นการใช้กฎหมายย้อนหลัง ศาลมีอํานาจนําบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๖/๑ มาใช้บังคับแก่คดีนี้ได้ (ข) กรณีที่ศาลไม่รับฟังเป็นพยานหลักฐาน คําพิพากษาฎีกาที่ ๘๕๗๕/๒๕๖๓ การกระทําของ น. ที่แอบนําเอาเครื่อง บันทึกเสียงมาทําการบันทึกการสนทนาระหว่างจําเลยทั้งสองกับคู่สนทนา โดย จําเลยทั้งสองไม่ทราบว่าขณะที่ตนทําการสนทนาอยู่นั้น การสนทนาได้ถูกบันทึก ลงไปในเครื่องบันทึกเสียงเรียบร้อยแล้ว ย่อมเป็นการกระทบกระเทือนต่อสิทธิเสรีภาพ ส่วนบุคคลของจําเลยทั้งสองอย่างชัดแจ้ง จึงเป็นการแสวงหาพยานหลักฐานโดยมิชอบ ซึ่งต้องห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานหลักฐานนั้น ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๖ แม้หลัก กฎหมายดังกล่าวจะใช้ตัดพยานหลักฐานของเจ้าพนักงานของรัฐเพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ของประชาชน มิให้เจ้าพนักงานของรัฐใช้วิธีการแสวงหาพยานหลักฐานโดยมิชอบ แต่ ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๖ ไม่ได้บัญญัติห้ามไม่ให้นําไปใช้กับการแสวงหาพยาน หลักฐานของบุคคลธรรมดาจึงนําไปใช้บังคับแก่กรณีที่เอกชนผู้เสียหายเป็นผู้ได้พยาน หลักฐานนั้นมาจากการกระทําโดยมิชอบด้วย ส่วนจะมีเหตุยกเว้นให้สามารถรับฟังพยานหลักฐานที่ได้มาโดยมิชอบนั้นได้หรือไม่ ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๖/๑ บทบัญญัติแห่ง กฎหมายดังกล่าวเป็นข้อยกเว้นให้ศาลสามารถใช้ดุลพินิจรับฟังพยานหลักฐานที่ได้มาด้วย วิธีการอันเกิดจากการกระทําที่ละเมิดต่อสิทธิส่วนบุคคล ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครอง สิทธิเสรีภาพของประชาชนจึงต้องรับฟังด้วยความระมัดระวัง และต้องพิจารณาถึง พฤติการณ์ทั้งปวงแห่งคดีโดยคํานึงถึงปัจจัยต่าง ๆ ดังที่กฎหมายกําหนดไว้ โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้ลงโทษจําเลยทั้งสองในความผิดฐานหมิ่นประมาทอัน เป็นการพิพาทระหว่างเอกชนด้วยกัน และเป็นความผิดอันยอมความได้ พฤติการณ์ ของความผิดในคดีจึงมิใช่เรื่องร้ายแรงที่กระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือผลประโยชน์สาธารณะของประชาชนโดยส่วนรวม ทั้งในคดีอาญาโจทก์ทั้งสองมีภาระการพิสูจน์ และ ศาลต้องใช้ดุลพินิจวินิจฉัยชั่งน้ําหนักพยานหลักฐานทั้งปวง โดยจะไม่พิพากษาลงโทษ จนกว่าจะแน่ใจว่ามีการกระทําผิดจริงและจําเลยทั้งสองเป็นผู้กระทําความผิดนั้น ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๗ วรรคหนึ่ง ซึ่งความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยลักษณะแห่งคดียังอยู่ ในวิสัยที่โจทก์ทั้งสองสามารถหาพยานหลักฐานด้วยวิธีการอันสุจริต ชอบด้วยกฎหมาย มาพิสูจน์ความผิดของจําเลยทั้งสองได้ การอนุญาตให้รับฟังพยานหลักฐานที่โจทก์ทั้งสอง ได้มาจากการแสวงหาพยานหลักฐานโดยมิชอบ เท่ากับอนุญาตให้โจทก์ทั้งสองนําพยาน หลักฐานมาเพิ่มเติมในส่วนที่ตนนําสืบบกพร่องไว้ เพื่อจะลงโทษจําเลยทั้งสองแต่เพียงอย่างเดียว ทั้งที่เป็นการละเมิดต่อสิทธิส่วนบุคคลของจําเลยทั้งสองและกระทบ กระเทือนต่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชน อันเป็นการขัดต่อหลักการพื้นฐาน ของการดําเนินคดีอาญาโดยทั่วไป ประกอบกับโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นผู้แสวงหาพยาน หลักฐานโดยมิชอบ มิใช่ผู้ที่จะต้องได้รับการลงโทษในทางอาญาหากศาลปฏิเสธ ไม่รับฟังพยานหลักฐานเช่นว่านั้นดังนี้ เมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์ต่าง ๆ แห่งคดีโดยตลอด แล้ว การรับฟังพยานหลักฐานนั้นมิได้เป็นประโยชน์ต่อการอํานวยความยุติธรรม แต่กลับจะเป็นผลเสียที่กระทบต่อมาตรฐานของระบบงานยุติธรรมทางอาญาหรือสิทธิเสรีภาพพื้นฐานของประชาชนมากกว่า บันทึกเสียงการสนทนาและข้อความจาก การถอดเทปไม่อาจรับฟังได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๖ และ ๒๒๖/๑ ",วิ.อาญา,,,,,,, 75,3,,ผู้รับจํานองยื่นคําร้องขอให้ได้รับเงินจากการขายทอดตลาดมาชําระหนี้ตนก่อน เจ้าหนี้อื่น แต่ไม่ได้ยื่นก่อนเอาทรัพย์จํานองออกขายทอดตลาดโดยปลอดจํานอง จะมีสิทธิได้รับ ชําระหนี้ก่อนเจ้าหนี้อื่นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๓๒๔ หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๕๒๔/๒๕๖๔ ป.วิ.พ. มาตรา ๓๒๔ เป็นการบัญญัติถึงวิธีการที่จะได้รับชําระหนี้หรือได้รับส่วนแบ่ง จากเงินที่ได้จากการขายหรือจําหน่ายทรัพย์จํานอง กล่าวคือ ผู้รับจํานองทรัพย์สินอาจยื่นคําร้องขอ ต่อศาลที่ออกหมายบังคับคดีก่อนเอาทรัพย์สินนั้นออกขายหรือจําหน่ายขอให้มีคําสั่งตามข้อ (๑) (ก) หรือ (ข) อาทิเช่น ร้องขอให้เอาทรัพย์จํานองหลุดตาม ป.พ.พ. มาตรา ๗๒๙ ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา ๓๒๔ (๑) (ก) ได้เป็นต้น ทั้งนี้ กรณีที่ผู้รับจํานองมิได้ใช้สิทธิหรือใช้สิทธิแต่คําร้องขอยื่นพ้น กําหนดตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๓๒๔ แม้ศาลชอบที่จะยกคําร้องขอของผู้รับจํานองเสียได้ก็ตาม ก็ไม่กระทบถึงสิทธิการบังคับคดีอื่นที่ผู้รับจํานองมีอยู่เหนือทรัพย์สินหรืออาจร้องขอให้บังคับเหนือ ทรัพย์สินที่จํานองนั้นได้ตามมาตรา ๓๒๒ สิทธิของผู้รับจํานองหาได้ระงับไปไม่ เพราะสัญญา จํานองจะระงับสิ้นไปก็เฉพาะกรณีที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา ๗๔๔ เท่านั้น จํานองเป็น ทรัพยสิทธิย่อมติดไปกับตัวทรัพย์เสมอ กรณีจํานองอสังหาริมทรัพย์ บทบัญญัติ ป.วิ.พ. มาตรา ๓๒๔ เป็นการบัญญัติให้ผู้รับ จํานองยื่นคําร้องขอก่อนเอาทรัพย์สินนั้นออกขายทอดตลาดก็เพื่อให้เจ้าพนักงานบังคับคดีจะได้ดําเนิน การไปโดยถูกต้องตามเจตนาของผู้รับจํานอง การที่ผู้รับจํานองไม่ได้ยื่นคําร้องขอต่อศาลก่อนเอา ทรัพย์จํานองออกขายทอดตลาด จึงหาเป็นเหตุให้ผู้รับจํานองหมดสิทธิในฐานะผู้รับจํานองไม่ เพราะเมื่อเอาทรัพย์จํานองออกขายทอดตลาดหากเป็นการขายโดยการปลอดจํานองแล้ว ก็ต้อง ชําระหนี้จํานองให้แก่ผู้รับจํานองก่อนตาม ป.พ.พ. มาตรา ๗๓๒ หากเป็นกรณีที่เจ้าพนักงานบังคับคดี ขายทอดตลาดโดยจํานองติดไป การบังคับคดีแก่ทรัพย์จํานองก็มิได้ถูกกระทบกระทั่งถึงสิทธิจํานอง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๓๒๔ ผู้ซื้อทรัพย์จํานองติดไปก็ต้องรับภาระหนี้จํานองที่ติดไปกับตัวทรัพย์สิน นั้น แม้ผู้รับจํานองจะไม่ได้ใช้สิทธิตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๓๒๔ การบังคับคดีย่อมไม่กระทบ กระทั่งถึงสิทธิของเจ้าหนี้จํานองซึ่งอาจร้องขอให้บังคับเหนือทรัพย์สินนั้นได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๓๒๒ ทั้งนี้ หากผู้รับจํานองประสงค์บังคับจํานองก็ต้องปฏิบัติตาม ป.พ.พ. บรรพ ๓ ลักษณ ๑๒ หมวด ๔ และฟ้องผู้รับโอนทรัพย์จํานองเป็นจําเลยเพื่อให้ผู้รับโอนทรัพย์จํานองเป็นลูกหนี้ตามคําพิพากษาต่อไปซึ่งการขายทอดตลาดโดยจํานองติดไป หากผู้รับจํานองมิได้ร้องขอต่อศาลที่ ออกหมายบังคับคดีก่อนเอาทรัพย์จํานองออกขาย เพื่อขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีนําเงินที่ได้จากการ ขายหรือจําหน่ายทรัพย์จํานองนั้นมาชําระหนี้แก่ตนก่อนเจ้าหนี้อื่น หรือผู้รับจํานองไม่ได้ยื่นคําร้องขอ ต่อศาลที่ออกหมายบังคับคดีภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันขายหรือจําหน่ายทรัพย์สินนั้นเพื่อขอให้ตน ได้รับส่วนแบ่งเงินที่ได้จากการขายหรือจําหน่ายมาชําระหนี้แก่ตนก่อนเจ้าหนี้อื่น ผู้รับจํานองย่อมหมดสิทธิที่จะได้รับชําระหนี้แก่ตนก่อนเจ้าหนี้อื่น ดังนั้น เมื่อได้ยึดและขายทอดตลาดที่ดินซึ่งจําเลย ที่ ๓ เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ โดยปลอดจํานองและผู้ร้องเป็นผู้ซื้อได้ แม้ผู้ร้องจะไม่ได้ยื่นคําร้อง ต่อศาลก่อนเอาทรัพย์จํานองดังกล่าวออกขายทอดตลาดก็หาเป็นเหตุให้ผู้ร้องหมดสิทธิในฐานะ ผู้รับจํานองไม่ เมื่อเป็นการขายทรัพย์จํานองโดยการปลอดจํานองแล้ว จึงต้องชําระหนี้จํานองให้แก่ ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้รับจํานองก่อน ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๗๓๒ ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 75,3,,คดีก่อนถึงที่สุดแล้ว โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยจําเลยขาดนัดยื่นคําให้การ ศาลวินิจฉัยว่าจําเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา จําเลยในคดีก่อนจะมาฟ้องโจทก์ในคดีก่อนเป็นจําเลยอ้างว่า โจทก์ในคดีก่อนเป็นฝ่ายผิดสัญญา ได้หรือไม่ ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๒๔๒/๒๕๖๔ คดีหมายเลขแดงของศาลแขวงเชียงใหม่ จําเลยเป็นโจทก์ฟ้องโจทก์เป็นจําเลยว่า โจทก์เป็น ฝ่ายผิดสัญญาว่าจ้าง เนื่องจากจําเลยทํางานปั้นไดโนเสาร์ ๓ ตัว ตามที่ได้รับการว่าจ้างเสร็จเรียบร้อย แล้ว แต่โจทก์รับมอบงานได้เพียงตัวเดียว ส่วนที่เหลือโจทก์ปฏิเสธการรับมอบโดยอ้างว่าพื้นที่ที่ รับมอบยังไม่พร้อมที่จะติดตั้ง และขอฝากรูปปั้นไดโนเสาร์ส่วนที่เหลือไว้กับจําเลยก่อน หากโจทก์ พร้อมเมื่อใดจะให้จําเลยไปติดตั้ง หลังจากนั้นโจทก์เพิกเฉย ขอให้โจทก์ชําระค่าว่าจ้างส่วนที่เหลือ และค่ารับฝากรูปปั้นไดโนเสาร์ส่วนที่เหลืออีก ๒ ตัว ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องจําเลยว่า จําเลยเป็นฝ่าย ผิดสัญญา เนื่องจากจําเลยส่งมอบรูปปั้นไดโนเสาร์ได้เพียง ๑ ตัวในสภาพไม่สมบูรณ์ ไม่ถูกต้อง ตามสัญญา และไม่ยอมส่งมอบรูปปั้นไดโนเสาร์ส่วนที่เหลือ ขอให้จําเลยคืนเงินค่าว่าจ้างที่โจทก์เคย ชําระไปก่อนแล้ว ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตามคําฟ้องของโจทก์ในคดีนี้จึงเป็นเรื่องที่โจทก์ สามารถหยิบยกขึ้นต่อสู้เป็นข้อแก้คําฟ้องของจําเลยในคดีก่อนได้เพราะสืบเนื่องมาจากสัญญา ว่าจ้างในวาระเดียวกัน ทั้งข้อเท็จจริงที่ต้องวินิจฉัยเบื้องต้นในคดีนี้ที่ว่า จําเลยส่งมอบรูปปั้นไดโนเสาร์ ได้เพียง ๑ ตัว ในสภาพไม่สมบูรณ์ ไม่ถูกต้องตามสัญญา และไม่ยอมส่งมอบรูปปั้นไดโนเสาร์ส่วน ที่เหลือให้แก่โจทก์ตามสัญญาว่าจ้าง เกี่ยวพันกับข้อเท็จจริงในคดีก่อนที่จําเลยกล่าวอ้าง หากจะพิพากษาตามคําขอของโจทก์ในคดีนี้ศาลก็ต้องวินิจฉัยประเด็นที่จําเลยกล่าวอ้างในคดีก่อน ไปด้วยว่า จําเลยพร้อมส่งมอบรูปปั้นไดโนเสาร์ทั้ง ๓ ตัว ให้แก่โจทก์แล้ว แต่โจทก์เป็นฝ่าย ไม่พร้อมจะรับมอบเองหรือไม่ ทั้งสองคดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทที่ต้องวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุ อย่างเดียวกัน และแม้คดีก่อนจําเลยจะเป็นฝ่ายชนะคดีด้วยเหตุขาดนัดยื่นคําให้การของโจทก์ แต่คดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว โดยศาลแขวงเชียงใหม่วินิจฉัยว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา และ พิพากษาให้โจทก์ชําระเงินค่าว่าจ้างส่วนที่เหลือรวมถึงค่าฝากรูปปั้นไดโนเสาร์แก่จําเลย คําพิพากษา ในคดีดังกล่าวย่อมมีผลผูกพันโจทก์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๕ วรรคหนึ่ง โจทก์จะอ้างว่าจําเลย เป็นฝ่ายผิดสัญญาโดยกล่าวอ้างข้อเท็จจริงให้ผิดไปจากคําพิพากษาในคดีก่อนอันมีผลเท่ากับโจทก์ไม่จําต้องรับผิดในคดีก่อนหาได้ไม่ การที่โจทก์รื้อร้องฟ้องคดีในประเด็นที่ต้องวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุ อย่างเดียวกันเช่นนี้อีกจึงเป็นฟ้องซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๘ ,วิ.แพ่ง,,,,,,, 75,3,,ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลเฉพาะข้อหาใช้เอกสารสิทธิปลอม โจทก์อุทธรณ์ในข้อหาอื่นที่ศาลชั้นต้นไม่ประทับฟ้อง หากศาลอุทธรณ์เห็นว่า ข้อหาใช้เอกสารสิทธิ ปลอมโจทก์มิใช่ผู้เสียหาย ศาลอุทธรณ์มีอํานาจพิพากษายกฟ้องโจทก์สําหรับความผิดดังกล่าว ได้หรือไม่ ,"คำตอบ (ไม่มีเลขอ้างอิง) บุคคลซึ่งจะมีอ้านาจฟ้องคดีอาญาต่อศาล ต้องเป็นพนักงานอัยการหรือผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๘ และผู้เสียหายหมายความถึงบุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทําความผิด ฐานใดฐานหนึ่ง รวมทั้งบุคคลอื่นที่มีอํานาจจัดการแทนได้ ดังบัญญัติไว้ในมาตรา ๔, ๕ และ ๖ ตามมาตรา ๒ (๔) จําเลยอ้างสัญญาซื้อขายที่ดินระหว่าง จ. กับจําเลยเป็นพยานหลักฐานประกอบคําเบิกความ ของจําเลยในคดีแพ่ง ผู้เสียหายที่แท้จริงคือ จ. เพราะการที่จําเลยอ้างส่งเอกสารดังกล่าวอาจมีผล ทําให้ จ. แพ้คดี โจทก์เป็นเพียงผู้เข้าเป็นคู่ความแทน จ. ในคดีแพ่ง มีอํานาจหน้าที่ดําเนินการ เพื่อให้คดีที่ค้างพิจารณาอยู่ในศาลเสร็จไปแทนผู้ตายเท่านั้น โจทก์จึงมิใช่บุคคลผู้ได้รับความเสียหาย จากการกระทําความผิดของจําเลย ทั้งมิใช่บุคคลผู้มีอํานาจจัดการแทนผู้เสียหายดังบัญญัติไว้ในมาตรา ๔, ๕ และ ๖ อีกด้วย ประกอบกับพยานหลักฐานในสํานวนไม่ปรากฏว่า คดีแพ่งดังกล่าวถึงที่สุด โดยศาลมีคําพิพากษาว่าสัญญาซื้อขายระหว่าง จ. กับจําเลยเป็นสัญญาปลอมดังข้อต่อสู้ของ จ. โจทก์ในฐานะทายาทและผู้จัดการมรดกของ จ. จึงมิใช่ผู้เสียหายที่จะมีอํานาจฟ้องจําเลยเป็น คดีอาญาคดีนี้เพราะเหตุจากการที่จําเลยอ้างส่งสัญญาซื้อขายที่ดินระหว่าง จ. กับจําเลยเป็นพยาน หลักฐานในคดีแพ่งดังกล่าว และแม้คดีนี้ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วมีคําสั่งว่าความผิดฐานใช้ เอกสารปลอม มีมูลความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๖๘ ให้ประทับฟ้องไว้พิจารณา และ ป.วิ.อ. มาตรา ๑๗๐ บัญญัติว่าคําสั่งของศาลที่ให้คดีมีมูลย่อมเด็ดขาด กรณีดังกล่าวเพียงแต่หมายถึง คู่ความไม่อาจอุทธรณ์ฎีกาโต้แย้งคําสั่งศาลชั้นต้นที่ให้คดีมีมูลได้ แต่เมื่อคดีขึ้นมาสู่การพิจารณา ของศาลอุทธรณ์ภาค ๖ และศาลอุทธรณ์ภาค ๖ เห็นว่า โจทก์มิใช่ผู้เสียหาย คดีไม่มีมูลความผิด ฐานใช้เอกสารปลอม ตาม ป.อ. มาตรา ๒๖๙ ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ ย่อมมีอํานาจพิพากษายกฟ้องโจทก์ สําหรับความผิดฐานดังกล่าวได้เพราะปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบ เรียบร้อย ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ มีอํานาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง",วิ.อาญา,,,,,,, 75,3,,คดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์และผู้เสียหายยื่นคําร้องขอให้จําเลยชดใช้ ค่าสินไหมทดแทน หากคดีส่วนอาญายุติไปแล้ว การยื่นฎีกาในคดีส่วนแพ่งจะต้องยื่นคําร้อง ขออนุญาตฎีกาต่อศาลฎีกาหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๓๔๘/๒๕๖๔ การยื่นคําร้องขอให้บังคับจําเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๔๔/๑ เป็นการใช้สิทธิยื่นคําร้องในคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์มิใช่เป็นคดีที่ผู้เสียหายฟ้องเองโดยตรงจึงต้องถือว่าคําพิพากษาในส่วนที่ผู้เสียหายเรียกค่าสินไหมทดแทน เป็นส่วนหนึ่งของคําพิพากษาในคดีส่วนอาญา ทั้งการพิพากษาคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ศาลจําต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคําพิพากษาคดีส่วนอาญา ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๔๖ ดังนั้น สิทธิในการอุทธรณ์ ฎีกาเกี่ยวกับค่าสินไหมทดแทนในคดีส่วนแพ่งดังกล่าวต้องถือคดีส่วนอาญาเป็นหลัก หากคดีส่วนอาญาขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา คดีส่วนแพ่งก็ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์หรือฎีกา แต่หากคดีส่วนอาญาต้องห้ามอุทธรณ์ฎีกาหรือยุติไปแล้วตามคําพิพากษาศาลชั้นต้นหรือ ศาลอุทธรณ์ คดีส่วนแพ่งก็ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๔๐ คดีส่วนอาญาไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ จึงยุติไปแล้วตามคําพิพากษาศาลชั้นต้น ดังนั้น สิทธิในการอุทธรณ์ฏีกาคดีส่วนแพ่ง จึงต้องพิจารณาตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. ซึ่ง ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๔/๑ บัญญัติว่า “ภายใต้บังคับมาตรา ๒๔๗ คําพิพากษาหรือคําสั่งของศาลอุทธรณ์ให้ เป็นที่สุด” และมาตรา ๒๔๗ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “การฎีกาคําพิพากษาหรือคําสั่งของศาลอุทธรณ์ ให้กระทําได้เมื่อได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา” และวรรคสองบัญญัติว่า “การขออนุญาตฎีกาให้ยื่นคําร้องพร้อมกับคําฟ้องฎีกาต่อศาลชั้นต้นที่มีคําพิพากษาหรือคําสั่งในคดีนั้น..” เช่นนี้คําพิพากษาในคดีส่วนแพ่งของศาลอุทธรณ์ภาค ๖ ย่อมเป็นที่สุด ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๔/๑ ผู้ร้องจะฎีกาได้ ต่อเมื่อยื่นคําร้องขออนุญาตฎีกามาพร้อมกับคําฟ้องฎีกา และได้รับอนุญาตจากศาลฎีกาจึงจะมีสิทธิฎีกาได้ การที่ผู้ร้องยื่นฎีกาโดยไม่ได้ยื่นคําร้องขออนุญาตฎีกามาด้วย จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตาม บทบัญญัติดังกล่าว ",วิ.อาญา,,,,,,, 75,4,,คําพิพากษาไม่ได้ระบุว่าหากจําเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคําพิพากษาให้ถือเอาคําพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจําเลย เจ้าหนี้ตามคําพิพากษาจะยื่นคําร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้ศาลมีคําสั่งให้ถือเอาคําพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของลูกหนี้ตามคําพิพากษาได้หรือไม่ และศาลชั้นต้นต้องสั่งให้ส่งสําเนาคําร้อง ให้แก่จําเลยทั้งสองมีโอกาสคัดค้านเสียก่อนหรือไม่ ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๖๗๔/๒๕๖๕ ตามบทบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗๑ กําหนดว่าศาลที่ได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นต้น เป็นศาลที่มีอํานาจในการบังคับคดี มีอํานาจกําหนดวิธีการบังคับคดีและมีอํานาจทําคําวินิจฉัยชี้ขาดหรือทําคําสั่งในเรื่องใด ๆ อันเกี่ยวด้วยการบังคับคดีตามคําพิพากษาหรือคําสั่งในคดีนั้น ดังนั้น กระบวนการบังคับคดีให้เป็นไปคําพิพากษาหรือคําสั่งของศาลทุกชั้นศาล จึงเป็นอํานาจหน้าที่ของศาลชั้นต้นที่จะพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีนั้นในชั้นต้น และมาตรา ๓๕๗ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ""การบังคับคดีในกรณีที่คําพิพากษาหรือคําสั่งของศาลกําหนดให้ลูกหนี้ตามคําพิพากษากระทํานิติกรรมอย่างหนึ่งอย่างใดซึ่งอาจถือเอาคําพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของลูกหนี้ตามคําพิพากษาได้ และคําพิพากษาหรือคําสั่งของศาลไม่ได้กําหนดให้ถือเอาคําพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของลูกหนี้ตามคําพิพากษาไว้ เจ้าหนี้ ตามคําพิพากษาอาจมีคําขอให้ศาลมีคําสั่งให้ถือเอาคําพิพากษาหรือคําสั่งของศาลแทนการแสดงเจตนาของลูกหนี้ตามคําพิพากษานั้นได้"" และวรรคสอง บัญญัติว่า “ถ้าการแสดงเจตนาของลูกหนี้ตามคําพิพากษาจะบริบูรณ์ต่อเมื่อได้จดทะเบียนต่อนายทะเบียน พนักงานเจ้าหน้าที่ หรือบุคคลอื่นผู้มีอํานาจหน้าที่ตามกฎหมาย เจ้าหนี้ตามคําพิพากษา อาจมีคําขอให้ศาลมีคําสั่งให้ดําเนินการจดทะเบียนให้ก็ได้ ในกรณีเช่นนี้ ให้บุคคล ดังกล่าวนั้นจดทะเบียนไปตามคําสั่งศาล” ตามบทบัญญัติมาตรา ๒๗๑ และมาตรา ๓๕๗ ดังกล่าวแม้เป็นกฎหมายที่แก้ไขใหม่โดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ ๓๐) พ.ศ. ๒๕๖๐ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันที่ ๖ กรกฎาคม ๒๕๖๐ และมาตรา ๒ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว บัญญัติให้มี ผลใช้บังคับเมื่อพ้นกําหนดหกสิบวัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป กล่าวคือนับแต่วันที่ ๕ กันยายน ๒๕๖๐ เป็นต้นไป ซึ่งกฎหมายที่แก้ไขใหม่ดังกล่าว มีผลใช้บังคับแก่คดีทั้งคดีที่ค้างมาก่อนการแก้ไขกฎหมายและคดีฟ้องใหม่นับแต่วันที่ กฎหมายมีผลใช้บังคับเป็นต้นไป เพียงแต่ไม่มีผลกระทบถึงกระบวนพิจารณาของศาลและ กระบวนวิธีการบังคับคดีของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ได้กระทําไปแล้วก่อนวันที่พระราช บัญญัตินี้ใช้บังคับเท่านั้นตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๑ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว คดีนี้ยังมิได้กระทําการใดเกี่ยวกับกระบวนวิธีการบังคับคดี การบังคับคดีจึงต้องนํา บทบัญญัติของกฎหมายที่แก้ไขใหม่ดังกล่าวมาใช้บังคับ โจทก์ที่ ๑ ที่ ๓ ที่ ๔ และ ที่ ๖ จึงมีอํานาจยื่นคําร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้ศาลมีคําสั่งถือเอาคําพิพากษาหรือคําสั่งของศาลแทนการแสดงเจตนาของลูกหนี้ตามคําพิพากษาได้ ศาลฎีกามีคําพิพากษาให้จําเลยทั้งสองโอนหรือร่วมกันโอนทรัพย์พิพาททั้ง ๗ รายการ ให้แก่โจทก์ที่ ๖ ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ส. ผู้ตาย เพื่อแบ่งให้แก่โจทก์ที่ ๑ จํานวน ๘ ใน ๑๔ ส่วน โจทก์ที่ ๒ ถึงที่ ๕ และจําเลยทั้งสองคนละ ๑ ใน ๑๔ ส่วน หากไม่สามารถแบ่งได้ให้ประมูลราคากันระหว่างโจทก์ที่ ๑ ถึงที่ ๕ และจําเลยทั้งสอง ถ้าตกลงกันไม่ได้ให้นําทรัพย์พิพาททั้ง ๗ รายการ ออกขายทอดตลาดแล้วนําเงินที่ได้มา แบ่งให้ตามส่วนที่โจทก์ทั้งห้าและจําเลยทั้งสองแต่ละคนจะได้รับ แต่จําเลยทั้งสองไม่โอน ทรัพย์พิพาททั้ง ๗ รายการ ให้แก่โจทก์ที่ ๖ ตามคําพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าว และ ทรัพย์พิพาททั้ง ๗ รายการ มีชื่อจําเลยที่ ๑ และหรือจําเลยที่ ๒ เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ แทนผู้ตาย โดยคําพิพากษาของศาลดังกล่าวมิได้สั่งให้ถือเอาคําพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจําเลยทั้งสองไว้ เมื่อจําเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคําพิพากษา โจทก์ที่ ๑ ที่ ๓ ที่ ๔ และที่ ๖ ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคําพิพากษาย่อมมีอํานาจยื่นคําร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้ศาลมีคําสั่งให้ถือเอาคําพิพากษาของศาลแทนการแสดง เจตนาของจําเลยทั้งสองซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคําพิพากษาอันเป็นการบังคับคดีในกรณี ที่คําพิพากษาของศาลกําหนดให้จําเลยทั้งสองกระทํานิติกรรมอย่างหนึ่งอย่างใด ซึ่งอาจ ถือเอาคําพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจําเลยทั้งสองได้ ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๓๕๗ อันเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมาย และศาลชั้นต้นมีอํานาจพิจารณาสั่งคําร้องตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ได้ คําร้องของเจ้าหนี้ตามคําพิพากษาที่ขอให้ศาลชั้นต้นมีคําสั่งให้ถือเอาคําพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของลูกหนี้ตามคําพิพากษา ตามประมวลกฎหมายวิธี พิจารณาความแพ่ง มาตรา ๓๕๗ นั้น เป็นคําร้องที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความ แพ่ง มิได้บัญญัติว่าให้ทําได้แต่ฝ่ายเดียวโดยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๑ (๒) บัญญัติห้ามมิให้ศาลทําคําสั่งในเรื่องนั้น ๆ โดยมิให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งมีโอกาสคัดค้านก่อน โจทก์ที่ ๑ ที่ ๓ ที่ ๕ และที่ ๖ ยื่นคําร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคําสั่งให้ถือเอา คําพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจําเลยทั้งสองและมีคําสั่งให้พนักงาน เจ้าหน้าที่ผู้มีอํานาจหน้าที่ตามกฎหมายจดทะเบียนให้นั้น ศาลชั้นต้นมีคําสั่งในคําร้องดังกล่าวว่า ""อนุญาต"" โดยมิได้มีการส่งสําเนาคําร้องดังกล่าวให้แก่จําเลยทั้งสองได้มี โอกาสคัดค้านก่อน ดังนั้น แม้ศาลชั้นต้นจะมีอํานาจพิจารณาสั่งคําร้องของโจทก์ที่ ๑ ที่ ๓ ที่ ๔ และที่ ๖ ดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๓๕๗ แต่เมื่อยังไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนที่บัญญัติไว้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความแพ่ง มาตรา ๒๑ (๒) ก่อน ถือว่าเป็นกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรม ในการบังคับคดี กระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นในส่วนนี้จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ถือเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗",วิ.แพ่ง,,,,,,, 75,4,,ฟ้องให้เปิดทางและจดทะเบียนภาระจํายอมเฉพาะที่ดินโฉนดเลขที่หนึ่ง แต่จากการทําแผนที่พิพาท ทางพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดอีกเลขที่หนึ่ง ศาลจะ พิพากษาให้ที่ดินตามแผนที่พิพาทตกเป็นภาระจํายอมได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๕๐/๒๕๖๕ คําขอท้ายฟ้องของโจทก์ทั้งสองสอดคล้องกับสภาพแห่งข้อหาว่าโจทก์ทั้งสอง มีค่าขอให้จำเลยทั้งสองเปิดทางพิพาทและจดทะเบียนภาระจํายอมเฉพาะที่ดิน โฉนดเลขที่ ๘๐๒๒๑ ของจําเลยที่ ๑ และที่ดินโฉนดเลขที่ ๗๕๒๗๒ ของ ห. ซึ่งมี จําเลยที่ ๒ เป็นทายาทแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งสอง แม้ข้อเท็จจริงและจากการทําแผนที่ พิพาท ทางพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ ๔๑๑๘๓ ของจําเลยที่ ๑ แต่เป็นข้อเท็จจริงที่ไม่เกี่ยวกับที่คู่ความต้องนําสืบ จึงเป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็น ต้องห้ามมิให้ศาลรับฟังตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๘๗ (๑) ไม่อาจพิพากษาให้ที่ดินโฉนดเลขที่ ๔๑๑๘๓ ตกเป็นภาระจํายอมแก่ที่ดินของโจทก์ ทั้งสองได้เพราะเป็นการพิพากษาเกินคําขอของโจทก์ทั้งสอง ต้องห้ามตามประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒ วรรคหนึ่ง แต่เพื่อมิให้มีปัญหาฟ้องซ้ำ หรือไม่กรณีโจทก์ทั้งสองจะนําคดีมาฟ้องบังคับจําเลยที่ ๑ เพื่อให้ได้สิทธิในภาระจํายอม ในที่ดินโฉนดเลขที่ ๔๑๑๘๓ เป็นคดีใหม่ ศาลฎีกาเห็นควรกําหนดเงื่อนไขว่า ไม่ตัดสิทธิ โจทก์ทั้งสองฟ้องจําเลยที่ ๑ เป็นคดีใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๘ (๓) ภายหลังโจทก์ทั้งสองยื่นฟ้องจําเลยทั้งสองแล้ว ผู้จัดการมรดกของ ห. จดทะเบียนโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ ๗๕๒๗๒ ทรัพย์มรดกของ ห. ให้แก่ ธ. จําเลย ที่ ๒ จึงไม่มีสิทธิดําเนินการใด ๆ เกี่ยวกับที่ดินโฉนดเลขที่ ๗๕๒๗๒ ได้ ถือว่า เป็นกรณีสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้บังคับแก่จําเลยที่ ๒ ได้ ดังนี้ศาลไม่อาจพิพากษา ให้จําเลยที่ ๒ ไปจดทะเบียนภาระจํายอมหรือให้ถือเอาคําพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ของจําเลยที่ ๒ ตามคําขอท้ายฟ้องของโจทก์ทั้งสองได้ ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 75,5,,"คําฟ้องที่บรรยายไม่ครบองค์ประกอบความผิด จําเลยให้การรับสารภาพ ศาลพิพากษายกฟ้องได้หรือไม่ โจทก์มิได้มีคําขอให้จําเลยคืนเงินที่ได้รับไปโดยผลจากการหลอกลวง ศาลจะพิพากษาให้คืนได้หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๗๙/๒๕๖๕ โจทก์บรรยายฟ้องกล่าวถึงแต่เฉพาะข้อความซึ่งอ้างว่าจําเลยที่ ๑ กล่าวแสดงเพื่อหวังหลอกลวงโจทก์อันเป็นความเท็จ แต่มิได้บรรยายด้วยว่าความจริงเป็นประการใด เป็นคําฟ้องที่บรรยายไม่ครบองค์ประกอบของความผิดในส่วนของการกระทําทั้งหลายที่อ้างว่าจําเลยได้กระทําผิด ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕๘ (๕) แม้จําเลยทั้งสองให้การรับสารภาพศาลก็ไม่อาจลงโทษจําเลยทั้งสองตามฟ้อง ซึ่งไม่เป็นความผิดได้ ศาลต้องพิพากษายกฟ้องโจทก์ โจทก์มีคําขอท้ายฟ้องให้ลงโทษจําเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๑ โดยมิได้มีคําขอให้จําเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินที่ได้รับไปโดยผลจากการหลอกลวง แก่โจทก์ด้วย ศาลไม่อาจพิพากษาหรือมีคําสั่งในส่วนนี้ได้เพราะเป็นการเกินคําขอ เป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๒ วรรคหนึ่ง ",วิ.อาญา,,,,,,, 75,5,,คดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ซึ่งมีคําขอให้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์สินติดมากับฟ้องอาญาหรือมีคําขอของผู้เสียหายขอให้บังคับจําเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน หากโจทก์ร่วมเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนสูงเกินสมควร ศาลชั้นต้นมีคําสั่งให้ชําระค่าธรรมเนียมศาล โจทก์ร่วมจะขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลได้หรือไม่ ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๘๖๙/๒๕๖๕ พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจําเลยในความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ฐานร่วมกันทําให้เสียทรัพย์ และฐานร่วมกันบุกรุก และให้จําเลยร่วมกันคืนหรือชดใช้ราคาทรัพย์ที่ลักไปเป็นเงิน ๖๖๘,๙๕๓,๕๐ บาท ส่วนโจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้เสียหายยื่นคําร้องและ แก้ไขคําร้องขอให้บังคับจําเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนรวมเป็นเงิน ๑๔,๘๓๕,๗๗๖.๕๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๒ กันยายน ๒๕๕๑ เป็นต้นไป จนกว่าจะชําระเสร็จแก่โจทก์ร่วมจึงเป็นคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ซึ่งมีคําร้องให้คืน หรือใช้ราคาทรัพย์สินติดมากับฟ้องอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๔๓ หรือมีคําขอของผู้เสียหายขอให้บังคับจําเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนต้องด้วย บทบัญญัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๕๓ วรรคหนึ่ง ซึ่ง กําหนดมิให้เรียกค่าธรรมเนียมในส่วนของการฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา กรณี จึงไม่อาจนําบทบัญญัติการขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในศาลชั้นต้น ชั้นอุทธรณ์ หรือชั้นฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๕๔ วรรคสอง มาใช้บังคับ เพราะโจทก์และโจทก์ร่วมไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาลในส่วนของการฟ้อง คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญามาตั้งแต่ต้น อย่างไรก็ตามหากโจทก์ร่วมขอให้บังคับ จําเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนสูงเกินสมควรหรือดําเนินคดีโดยไม่สุจริตบทบัญญัติ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๕๓ วรรคหนึ่ง กําหนดให้ ศาลมีอํานาจสั่งให้โจทก์ร่วมชําระค่าธรรมเนียมทั้งหมดหรือแต่เฉพาะบางส่วนภายใน ระยะเวลาที่ศาลกําหนดก็ได้โดยโจทก์ร่วมไม่อาจขอยกเว้นค่าธรรมเนียมตามคําสั่ง ศาลในกรณีเช่นนี้ได้ ถือเป็นบทบังคับเด็ดขาด เพราะหากโจทก์ร่วมเพิกเฉยไม่ปฏิบัติ ตามคําสั่งศาล ให้ถือว่าเป็นการทิ้งฟ้องในคดีส่วนแพ่ง",วิ.อาญา,,,,,,, 75,5,,ศาลชั้นต้นลงโทษจําคุกตลอดชีวิต โจทก์และจําเลยไม่อุทธรณ์ โจทก์ร่วม อุทธรณ์ขอให้ลงโทษประหารชีวิต ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นประหารชีวิต จําเลยมีสิทธิยื่นฎีกาขอให้ยกฟ้องในข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๗๙/๒๕๖๕ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจําเลยมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๙ (๔) ลงโทษประหารชีวิต ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ ประกอบมาตรา ๕๒ (๑) จําคุกตลอดชีวิต โจทก์และ จําเลยไม่อุทธรณ์ โจทก์ร่วมอุทธรณ์เฉพาะขอให้ลงโทษสถานหนักให้ประหารชีวิตจําเลย ถือว่าประเด็นที่ว่าจําเลยกระทําความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามคําพิพากษา ศาลชั้นต้นมาสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค ๘ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญา มาตรา ๒๔๕ วรรคสอง ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษาแก้เฉพาะในส่วนของ โทษจากจําคุกตลอดชีวิตเป็นประหารชีวิต เท่ากับศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษายืน ว่าจําเลยกระทําความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามคําพิพากษาศาลชั้นต้น ข้อเท็จจริงที่ว่า จําเลยกระทําความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามคําพิพากษา ศาลชั้นต้นเป็นอันถึงที่สุดตามบทบัญญัติมาตรา ๒๔๕ วรรคสอง แล้ว จําเลยไม่มีสิทธิ ฎีกาในประเด็นนี้อีก ",วิ.อาญา,,,,,,, 75,5,,"พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจําเลยในความผิดฐานยักยอก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๒ การที่จําเลยตกลงชําระเงินที่ยักยอกคืนแก่ โจทก์ร่วมเมื่อโจทก์ร่วมได้รับชําระครบถ้วนแล้วจะถอนคําร้องทุกข์ให้เป็นการตกลงทํา สัญญาประนีประนอมยอมความกันก่อนคดีถึงที่สุด ทําให้สิทธินําคดีอาญาของโจทก์มาฟ้อง ระงับสิ้นไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๙ (๒) หรือไม่","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๕๙๘/๒๕๖๕ ตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒ ได้ความว่า ผู้ประนีประนอมไกล่เกลี่ยแล้วคู่ความตกลงกันได้ โดยจําเลยตกลงชําระหนี้ตามฟ้องให้ แก่โจทก์ร่วม จํานวน ๒,๑๐๔,๙๙๑.๑๓ บาท ในวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๖๒ เมื่อโจทก์ ร่วมได้รับชําระครบถ้วนแล้ว โจทก์ร่วมจะถอนคําร้องทุกข์ให้แก่จําเลย โดยโจทก์ ไม่คัดค้าน คู่ความจึงขอให้จําหน่ายคดีชั่วคราวและแถลงขอให้ศาลช่วยกําหนดนัดเพื่อ ตามผลการชําระด้วย ศาลชั้นต้นพิเคราะห์แล้ว เพื่อให้โอกาสจําเลยหาเงินมาชําระหนี้ตาม ข้อตกลง จึงให้จําหน่ายคดีจากสารบบความชั่วคราว หากจําเลยผิดนัดชําระหนี้ ให้โจทก์ หรือโจทก์ร่วมแถลงต่อศาลเพื่อยกคดีขึ้นพิจารณาพิพากษาต่อไป โดยให้นัดพร้อมเพื่อฟังผลการชําระหนี้หรือถอนคําร้องทุกข์หรือนัดฟังคําพิพากษาวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๖๒ เวลา ๙.๐๐ นาฬิกา ข้อตกลงที่ปรากฏดังกล่าวไม่มีข้อความใดที่แสดงว่าโจทก์ร่วมสละสิทธิ ในการดําเนินคดีอาญาแก่จําเลยในทันทีแต่กลับมีเงื่อนไขให้จําเลยชําระหนี้ให้ ครบถ้วนเสียก่อน โจทก์ร่วมจึงจะถอนคําร้องทุกข์ให้แก่จําเลย ศาลชั้นต้นจึงให้จําหน่าย คดีชั่วคราวและนัดพร้อมเพื่อฟังผลการชําระหนี้หรือนัดฟังคําพิพากษาตามคําแถลงของคู่ความเพื่อให้โอกาสแก่จําเลยนําเงินมาชําระหนี้ให้แก่โจทก์ร่วม นอกจากนั้นความยังปรากฏว่า เมื่อถึงกําหนดนัดพร้อมเพื่อฟังผลการชําระหนี้หรือนัดฟังคําพิพากษาวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๖๒ จําเลยชําระหนี้แก่โจทก์ร่วมบางส่วนและประสงค์จะชําระหนี้ แก่โจทก์ร่วมอีก โจทก์และโจทก์ร่วมไม่คัดค้าน ศาลชั้นต้นจึงให้โอกาสแก่จําเลยผ่อน ชําระหนี้แก่โจทก์ร่วม และอนุญาตให้เลื่อนไปนัดพร้อมเพื่อฟังผลการชําระหนี้หรือนัดฟัง คําพิพากษาในวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๖๒ แต่ถึงวันนัดจําเลยยังไม่สามารถชําระเงินแก่ โจทก์ร่วมตามที่ตกลงกันและขอเลื่อนนัดพร้อมเพื่อฟังผลการชําระหนี้หรือนัดฟังคําพิพากษา ไปอีกหลายนัดจนถึงวันนัดในวันที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๖๓ จําเลยยังคงไม่ชําระหนี้ให้แก่ โจทก์ร่วมจนครบถ้วน โจทก์ร่วมจึงแถลงขอให้ศาลชั้นต้นอ่านคําพิพากษา และศาลชั้นต้น มีคําพิพากษาให้ลงโทษจําคุกจําเลย ตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๖๓ ยิ่งทําให้เห็นเจตนาของโจทก์ร่วมชัดเจนว่าตราบใดที่จําเลยยังไม่ได้ชําระเงินให้ แก้โจทก์ร่วมครบถ้วน โจทก์ร่วมก็ยังติดใจที่จะดําเนินคดีอาญาแก่จําเลยอยู่เช่นเดิม ดังนี้ ข้อตกลงที่โจทก์ร่วมให้จําเลยผ่อนชําระหนี้แก่โจทก์ร่วมดังกล่าว จึงไม่ได้มี ลักษณะเป็นการยอมความอันจะทําให้สิทธินําคดีอาญามาฟ้องต้องระงับสิ้นไปตามประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๙ (๒) ",วิ.อาญา,,,,,,, 75,6,,ราษฎรเป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญาขอให้ลงโทษจําเลยในข้อหาความผิดฐาน ลักทรัพย์ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วจะมีอํานาจประทับรับฟ้องสําหรับความผิดในข้อหา ยักยอกตามที่พิจารณาได้ความได้หรือไม่ ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๓๘๘/๒๕๖๓ โจทก์มอบหมายให้จําเลยที่ ๓ รับหน้าที่เป็นผู้จัดการเงิน เพื่อใช้ชําระเป็นค่าเล่าเรียน และค่าใช้จ่ายแก่บุตรสาวแทนโจทก์ เงินดังกล่าวจึงเป็นเงินของโจทก์ที่ให้จําเลยที่ ๓ ครอบครอง แทนโจทก์ การที่โจทก์อ้างว่าจําเลยที่ ๓ เอาเงินดังกล่าวไปโดยทุจริต การกระทําของจําเลย ที่ ๓ จึงมีมูลความผิดฐานยักยอก ตาม ป.อ. มาตรา ๓๕๒ ซึ่งศาลมีอํานาจประทับรับฟ้อง สําหรับความผิดในข้อหายักยอกตามที่พิจารณาได้ความ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ ประกอบมาตรา ๑๗๑ แต่ความผิดฐานยักยอกเป็นความผิดอันยอมความได้โจทก์ต้องร้องทุกข์ หรือฟ้องคดีภายในสามเดือนนับแต่วันที่โจทก์รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทําผิด ตาม ป.อ. มาตรา ๙๖ แต่โจทก์ไม่ได้ดําเนินการร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนหรือฟ้องคดีต่อศาลภายใน เวลาที่กฎหมายกําหนด กลับยื่นฟ้องเป็นคดีนี้ซึ่งพ้นระยะเวลาตามบทกฎหมายดังกล่าวแล้ว คดีของโจทก์ในข้อหาความผิดฐานยักยอก จึงขาดอายุความฟ้องร้อง ศาลจึงไม่อาจรับ คดีของโจทก์ในข้อหานี้ไว้พิจารณาเช่นกัน เมื่อรับฟังว่าคดีของจําเลยที่ ๓ ไม่มีมูลให้ศาลประทับ รับฟ้องไว้พิจารณา คดีในส่วนของจําเลยที่ ๑ และที่ ๒ ผู้ถูกกล่าวหาว่าร่วมกระทําผิดกับ จําเลยที่ ๓ ย่อมไม่มีมูลไปด้วย,วิ.อาญา,,,,,,, 75,6,,ยื่นคําร้องขอถอนฟ้องคดีอาญาอ้างว่าจะขอฟ้องเป็นคดีใหม่ เนื่องจาก เห็นว่าการดําเนินการและมอบอํานาจให้ฟ้องคดีอาจไม่ชอบด้วยกฎหมาย จะนําคดีมาฟ้องใหม่ ได้หรือไม่ ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๒๘๑/๒๕๖๓ ในการฟ้องคดีเดิมของโจทก์มีการดําเนินการและมอบอํานาจให้ฟ้องคดีโดยคณะกรรมการ ชุดที่มีการประชุมสมาชิกเพื่อเลือกคณะกรรมการที่อาจไม่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อมีการประชุม สมาชิกเพื่อเลือกคณะกรรมการชุดใหม่ครบองค์ประชุมชอบด้วยกฎหมายแล้ว ในระหว่างที่ยังไม่มีการไต่สวนมูลฟ้อง ทนายโจทก์จึงยื่นคําร้องขอถอนฟ้องคดีเดิมโดยอ้างว่าจะขอฟ้องเป็นคดีใหม่ ทั้งปรากฏว่าในวันรุ่งขึ้นหลังจากศาลอนุญาตให้ถอนฟ้องคดีดังกล่าวแล้ว โจทก์ได้มายื่นคําฟ้องใหม่เป็นคดีนี้ในมูลคดีอาญาความผิดเดียวกันกับคดีก่อนและขอให้ลงโทษจําเลยในบทมาตราเดียวกันทันที อันแสดงให้เห็นว่าเหตุที่โจทก์ถอนฟ้องคดีก่อนเนื่องจากเห็นว่าโจทก์ดําเนินการและมอบอํานาจให้ฟ้องคดีโดยคณะกรรมการชุดที่มีการประชุมสมาชิกเพื่อเลือกคณะกรรมการที่อาจไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งจะทําให้เป็นคําฟ้องที่ไม่ชอบ ด้วยกฎหมายด้วยจึงประสงค์จะถอนฟ้องแล้วยื่นฟ้องใหม่ให้ถูกต้อง การถอนฟ้องคดีก่อน จึงมิใช่การถอนฟ้องเด็ดขาดตามความหมายใน ป.วิ.อ. มาตรา ๓๖ โจทก์จึงมีอํานาจฟ้องจําเลยเป็นคดีนี้ ",วิ.อาญา,,,,,,, 75,6,,คดีเดิม ศาลมีคําพิพากษาตามยอม โดยโจทก์มอบสิทธิครอบครองที่ดิน พิพาทบางส่วนของโจทก์ให้แก่จําเลยและจําเลยตกลงชําระเงินแก่โจทก์ คดีถึงที่สุด คดีหลังโจทก์ฟ้องว่าจําเลยกระทําละเมิดต่อโจทก์โดยเข้าไปปลูกสับปะรดในที่ดินพิพาทอันเป็นที่ดินส่วนที่อยู่นอกแนวเขตที่จําเลยซื้อไปจากโจทก์ ดังนี้ เป็นฟ้องซ้ำหรือไม่ ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๔๘๐/๒๕๖๓ คดีเดิมโจทก์ฟ้องขับไล่จําเลยออกจากที่ดินพิพาทซึ่งอ้างว่าเป็นของโจทก์เนื้อที่ ๑ ไร่ ๓ งาน ๙ ตารางวา และปรากฏว่าจําเลยนําชี้แนวเขตล้ําเข้ามาในที่ดินพิพาทบางส่วน เนื้อที่ ๒ งาน ๔๗ ตารางวา ต่อมาโจทก์และจําเลยทําสัญญาประนีประนอมยอมความกัน และศาลแขวงราชบุรีมีคําพิพากษาตามยอม โดยโจทก์มอบสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทบางส่วน ของโจทก์เนื้อที่ ๒ งาน ๔๗ ตารางวา ให้แก่จําเลยและจําเลยตกลงชําระเงินแก่โจทก์ โดยจําเลยเป็นฝ่ายนําเจ้าพนักงานที่ดินไปรังวัดที่ดินพิพาทแล้วแก้ไขเนื้อที่ดินของจําเลยจากเนื้อที่ ๑๔ ไร่ ๓ งาน ๖๐ ตารางวาเป็นเนื้อที่ ๑๕ ไร่ ต่อมาโจทก์ยื่นคําร้องต่อศาลแขวง ราชบุรีอ้างว่าจําเลยนําเจ้าพนักงานที่ดินรังวัดเต็มพื้นที่ที่ดินพิพาทภายในเส้นประสีชมพู เนื้อที่ ๑ ไร่ ๓ งาน ๙ ตารางวา เป็นการไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความแต่ศาลแขวงราชบุรีมีคําสั่งวินิจฉัยว่าจําเลยได้ปฏิบัติตามที่ระบุไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว แม้คําสั่งดังกล่าวเป็นคําสั่งเกี่ยวด้วยการบังคับคดีตามคําพิพากษาแต่ข้อพิพาทในคดีเดิม คงยุติไปเฉพาะที่ดินเนื้อที่ ๒ งาน ๔๗ ตารางวา ที่จําเลยตกลงซื้อจากโจทก์เท่านั้น ศาลแขวงราชบุรีไม่มีอํานาจบังคับคดีให้เกินเลยไปจากข้อตกลงในที่ดินพิพาทส่วนที่เหลือได้ เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงตามคําฟ้องของโจทก์ในคดีนี้ ซึ่งเป็นระยะเวลาหลังจากศาลแขวงราชบุรี มีคําพิพากษาตามยอมแล้ว จําเลยกระทําละเมิดต่อโจทก์โดยการเข้าไปปลูกสับปะรดในที่ดิน พิพาทเนื้อที่ ๑ ไร่ ๑ งาน ๘ ตารางวา อันเป็นที่ดินส่วนที่อยู่นอกแนวเขตที่จําเลยซื้อไปจาก โจทก์อันเป็นกรณีพิพาทที่เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ขึ้นใหม่ มิได้เกี่ยวข้องกับการบังคับคดีในคดีเดิมแต่อย่างใด โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องจําเลยในเหตุละเมิดดังกล่าวได้ ไม่เป็นการรื้อร้องฟ้องกันในประเด็นที่ศาลแขวงราชบุรีวินิจฉัยไว้ในคําสั่งเกี่ยวกับการบังคับคดี โดยอาศัยเหตุเดียวกัน จึงไม่เป็นฟ้องซ้ํา ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๙ ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 75,6,,คดีก่อนโจทก์ฟ้องขับไล่จําเลยออกจากอสังหาริมทรัพย์และเรียกค่าเสียหาย คดีหลัง ศาลมีคําสั่งว่าผู้ร้อง (จําเลย) ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทบางส่วนโดยการครอบครอง ยื่นคําร้องสอดขอให้พิพากษาว่าผู้ร้องสอดเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดิน หรือเพิกถอนคําสั่งเดิมที่ให้ที่ดินและบ้านพิพาทกึ่งหนึ่งตกเป็นกรรมสิทธิ์ ปรปักษ์ โจทก์คดีก่อน และบ้านพิพาททั้งหมดของผู้ร้อง ดังนี้ คําร้องสอดเป็นฟ้องซ้อน หรือไม่ ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๕๘๒/๒๕๖๓ คดีก่อนผู้ร้องสอดเป็นโจทก์ฟ้องผู้ร้องทั้งสองเป็นจําเลยต่อศาลจังหวัดตลิ่งชันว่า ผู้ร้องสอดเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๖๗๘ พร้อมบ้านสองชั้นเลขที่ ๑๔ ทั้งสองพักอาศัยอยู่ในบ้านเลขที่ ๑๔ ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๖๗๘ ดังกล่าว แต่ได้ ก่อให้เกิดความเดือดร้อนรําคาญ ผู้ร้องสอดจึงไม่ประสงค์ให้ผู้ร้องทั้งสองอยู่ในที่ดินและบ้าน พิพาทอีกต่อไป ขอให้ผู้ร้องทั้งสองขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินและบ้านพิพาท ให้ผู้ร้องทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ร้องสอดจนกว่าผู้ร้องทั้งสองจะขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวาร ออกไปจากที่ดินและบ้านพิพาท ประเด็นในคดีก่อนจึงมีว่า ผู้ร้องทั้งสองอยู่อาศัยในที่ดิน และบ้านพิพาทโดยไม่มีสิทธิหรือไม่ และผู้ร้องทั้งสองต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ร้องสอด เพียงใดอันเป็นการฟ้องในมูลละเมิด ส่วนคดีนี้ผู้ร้องสอดยื่นคําร้องสอดว่าผู้ร้องทั้งสองอาศัย อยู่ในที่ดินและบ้านพิพาทโดยอาศัยสิทธิของผู้ร้องสอด ผู้ร้องทั้งสองจึงไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดิน และบ้านพิพาทกึ่งหนึ่งตามคําร้องขอ ขอให้พิพากษาว่าผู้ร้องสอดเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินและบ้านพิพาททั้งหมดหรือเพิกถอนคําสั่งเดิมที่ให้ที่ดินและบ้านพิพาทกึ่งหนึ่งทางด้านทิศเหนือ ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องทั้งสอง ประเด็นในคดีนี้จึงมีว่า ผู้ร้องทั้งสองได้กรรมสิทธิ์ใน บ้านและที่ดินพิพาทกึ่งหนึ่งโดยการครอบครองปรปักษ์ ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๘๒ หรือไม่ ซึ่งมีมูลจากนิติเหตุสภาพแห่งข้อหาตามคําฟ้องของผู้ร้องสอดซึ่งเป็นโจทก์ในคดีก่อน กับคดีนี้มิใช่เรื่องเดียวกันและทั้งสองคดีมีประเด็นแตกต่างกันคําร้องสอดของผู้ร้องสอดในคดีนี้ จึงไม่เป็นฟ้องซ้อนกับคดีแพ่งของศาลจังหวัดตลิ่งชัน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๗๓ วรรคสอง (๑) ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 75,6,,ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จําเลยร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์และ มูลความแห่งคดีเป็นการชําระหนี้อันแบ่งแยกมิได้ จําเลยร่วมคนหนึ่งได้นําเงินค่าธรรมเนียม ที่ต้องใช้แก่โจทก์มาวางศาลในการยื่นอุทธรณ์แล้ว หากจําเลยร่วมคนอื่นยื่นอุทธรณ์จะต้อง วางเงินค่าธรรมเนียมที่ต้องใช้แก่โจทก์อีกหรือไม่ ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๓๒๒/๒๕๖๓ เงินค่าธรรมเนียมใช้แทนโจทก์ที่จําเลยที่ ๓ และที่ ๔ ต้องวางต่อศาลพร้อมอุทธรณ์ นั้นเป็นการปฏิบัติตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๙ แต่เนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จําเลยทั้งสี่ ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์และมูลความแห่งคดีนี้เป็นการชําระหนี้อันแบ่งแยกมิได้ เมื่อจําเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นจําเลยร่วมคนหนึ่งได้นําเงินค่าธรรมเนียมที่ต้องใช้แก่โจทก์มาวาง ศาลครบถ้วนแล้ว จึงมีผลถึงจําเลยที่ ๓ และที่ ๔ ซึ่งเป็นจําเลยร่วมกับจําเลยที่ ๒ ด้วย ดังนั้น จําเลยที่ ๓ และที่ ๔ ไม่จําต้องวางเงินค่าธรรมเนียมที่ต้องใช้แก่โจทก์ในการ ใช้สิทธิยื่นอุทธรณ์อีก ,วิ.แพ่ง,,,,,,, 75,6,,คําให้การที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา ๑๗๗ วรรคสอง จะถือว่ามีประเด็น ตามคําให้การหรือไม่ ข้อเท็จจริงที่ไม่ได้เกิดจากคําฟ้อง คําให้การ แต่พยานเบิกความถึง ก่อให้เกิดประเด็นหรือไม่ ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๙๘๒/๒๕๖๓ จําเลยที่ ๔ ยื่นคําให้การว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ําฟ้องซ้อน เนื่องจากโจทก์ฟ้องจําเลยที่ ๔ เป็นคดีที่ศาลนี้ข้อหาเดียวกันและคู่ความรายเดียวกันแต่จําเลยที่ ๔ ไม่ได้ให้เหตุแห่งการปฏิเสธโดยชัดแจ้งว่าคดีที่โจทก์ฟ้องจําเลยที่ ๔ ต่อศาลชั้นต้นนั้นเป็นเรื่องอะไร เป็นฟ้องซ้ำ หรือฟ้องซ้อนกับคดีหมายเลขใดและด้วยเหตุผลใด และคดีดังกล่าวอยู่ในระหว่างพิจารณาหรือ ศาลมีค่าพิพากษาหรือคําสั่งถึงที่สุดแล้วหรือไม่ จึงเป็นคําให้การที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา ๑๗๗ วรรคสอง ถือว่าจําเลยที่ ๔ ไม่ได้ให้การต่อสู้ในประเด็นดังกล่าว คดีไม่มี ประเด็นข้อพิพาทว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำหรือฟ้องซ้อนหรือไม่ การที่ ศ. พยานโจทก์เบิกความ ตอบทนายจําเลยที่ ๔ ถามค้านว่า โจทก์เคยฟ้องจําเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ ต่อศาลชั้นต้น โดยบรรยายฟ้องเหมือนกับคดีนี้ ภายหลังโจทก์ได้ถอนฟ้อง เป็นข้อเท็จจริงที่มิได้เกิดจาก คําฟ้องและคําให้การ ไม่อาจนํามาพิจารณาเพื่อให้เกิดเป็นประเด็นข้อพิพาทได้,วิ.แพ่ง,,,,,,, 75,7,,ประจักษ์พยานถึงแก่ความตาย หรือศาลออกหมายจับให้มาเป็นพยานแต่ ไม่ได้ตัวมา ศาลจะรับฟังคําให้การในชั้นสอบสวนของพยานประกอบพยานหลักฐานอื่นได้ หรือไม่ ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ (ก) คําพิพากษาฎีกาที่ ๕๓๑๙/๒๕๖๓ โจทก์ไม่สามารถนํา ส. ซึ่งเป็นประจักษ์พยานมาเบิกความเป็นเพราะ ส. ได้ถึงแก่ ความตายไปก่อนแล้ว นับว่ามีเหตุจําเป็นและมีเหตุผลสมควรเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม จึงต้องด้วยข้อยกเว้นให้ศาลรับฟังคําให้การในชั้นสอบสวนของ ส. ซึ่งเป็นพยานบอกเล่าได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๖/๓ วรรคสอง (๒) (ข) คําพิพากษาฎีกาที่ ๔๒๑๗/๒๕๖๓ โจทก์ไม่สามารถนําตัว ส. ซึ่งเป็นประจักษ์พยานมาเบิกความในชั้นพิจารณา แต่ คําให้การชั้นสอบสวนของ ส. ก็ยังเป็นพยานหลักฐานของโจทก์ คือ เป็นพยานบอกเล่า และตามพฤติการณ์แห่งคดีเข้าข้อยกเว้นให้รับฟังพยานบอกเล่าดังกล่าวนี้ได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๖/๓ วรรคสอง (๒) คือ คดีนี้ ส. ได้รับหมายเรียกให้มาเป็นพยานที่ศาล แต่ถึงวันนัด กลับไม่มาศาลและไม่ได้แจ้งเหตุขัดข้อง ศาลชั้นต้นจึงออกหมายจับ ส. เพื่อเอาตัวมาเป็นพยาน แต่ก็ไม่ได้ตัว ส. มาเบิกความต่อศาลเพราะไม่ทราบว่าพักอาศัยอยู่ที่ใด ถือได้ว่ามีเหตุจําเป็น เนื่องจากไม่สามารถนํา ส. ซึ่งเป็นผู้ที่ได้เห็นและได้ยินในเรื่องที่จะให้การเป็นพยานนั้นด้วยตนเองโดยตรงมาเป็นพยานได้และมีเหตุสมควรเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมที่จะรับฟังพยานบอกเล่านั้น ศาลสามารถนําพยานบอกเล่าดังกล่าวนี้ไปฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ได้",วิ.อาญา,,,,,,, 75,7,,โจทก์ฟ้องคดีอาญาซึ่งอยู่ในอํานาจพิจารณาพิพากษาต่อศาลจังหวัด ศาลชั้นต้น พิพากษาว่าจําเลยมีความผิดตามฟ้อง จําเลยอุทธรณ์ หากศาลอุทธรณ์เห็นว่าข้อหาอันเป็น ความผิดที่พิจารณาได้ความนั้นมีระวางโทษซึ่งอยู่ในอํานาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวง ศาลอุทธรณ์มีอํานาจพิพากษาในข้อหาดังกล่าวหรือไม่ ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๔๖๔/๒๕๖๓ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจําเลยที่ ๑ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๒ (เดิม), ๓๕๔ (เดิม) ซึ่งบัญญัติระวางโทษจําคุกไว้ไม่เกิน ๓ ปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท และจําคุก ไม่เกิน ๕ ปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท ตามลําดับ จึงเป็นคดีอาญาซึ่งกฎหมายกําหนด อัตราโทษอย่างสูงไว้ให้จําคุกไม่เกินสามปี ไม่ต้องด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๑๗ ประกอบมาตรา ๒๕ วรรคหนึ่ง (๕) เกินอํานาจศาลแขวงจะพิจารณาพิพากษา ดังนั้น ศาลชั้นต้น คดีนี้ซึ่งเป็นศาลจังหวัดจึงมีอํานาจพิจารณาพิพากษาได้ทุกข้อกล่าวหาที่โจทก์กล่าวมาในฟ้องและพิพากษาลงโทษแก่จําเลยในความผิดที่พิจารณาได้ความ รวมทั้งใช้ดุลพินิจกําหนดโทษแก่จําเลยภายในกรอบระวางโทษที่กฎหมายบัญญัติไว้ได้แม้ว่าข้อหาอันเป็นความผิดที่พิจารณา ได้ความนั้นจะมีระวางโทษซึ่งอยู่ในอํานาจการพิจารณาพิพากษาของศาลแขวงก็ตาม ดังนั้น เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิจารณาได้ความว่าการกระทําของจําเลยเป็นความผิดตามประมวล กฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๒ วรรคหนึ่ง (เดิม) ซึ่งมีระวางโทษจําคุกไม่เกิน ๓ ปี หรือ ปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ แล้วลงโทษจําคุกจําเลยที่ ๑ มีกําหนด ๑ ปี ๖ เดือน จึงชอบแล้ว ",วิ.อาญา,,,,,,, 75,7,,ต่างฝ่ายต่างฟ้องร้องซึ่งกันและกัน มีข้อเท็จจริงซึ่งเป็นประเด็นโต้เถียง อย่างเดียวกัน หากคดีใดคดีหนึ่งศาลมีคําพิพากษาถึงที่สุดแล้ว อีกคดีหนึ่งจะเป็นการดําเนิน กระบวนพิจารณาซ้ำหรือไม่ ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๔๒๓/๒๕๖๓ จําเลยฟ้องโจทก์ต่อศาลจังหวัดสมุทรสาครขอให้บังคับโจทก์ชําระค่าน้ำประปาพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันผิดนัด โจทก์ซึ่งเป็นจําเลยในคดีดังกล่าวได้ให้การต่อสู้ว่าโจทก์ไม่ได้เป็นหนี้ค่าน้ำประปาตามจํานวนที่ฟ้องเพราะมาตรวัดน้ำทํางานผิดปกติคลาดเคลื่อนทําให้จํานวนเงินที่เรียกเก็บสูงเกินกว่าจํานวนน้ําที่ใช้จริง ขณะเดียวกันโจทก์ก็ได้ฟ้องจําเลยเป็นคดีนี้เช่นกัน โดยเรียกร้องให้จําเลยรับผิดคืนเงินค่าน้ำประปาที่เรียกเกินจํานวนที่ใช้จริงอันเนื่องจากมาตรวัดน้ำของจําเลยชํารุดหรือทํางานผิดปกติ ซึ่งต่อมาในคดีที่จําเลยฟ้องโจทก์ศาลอุทธรณ์ ภาค ๗ แผนกคดีผู้บริโภคได้มีคําพิพากษาให้โจทก์ชําระค่าน้ำประปาจํานวนดังกล่าวแก่จําเลย ตามฟ้อง โดยวินิจฉัยว่าการคิดค่าเฉลี่ยต้องคิดอัตราเฉลี่ยจากเดือนที่ผ่านมาก่อนที่จะมีการชํารุดย้อนหลังไปสามเดือนก่อนที่จะมีการเปลี่ยนมาตรวัดน้ำใหม่ ซึ่งเท่ากับศาลอุทธรณ์ภาค ๗ รับฟังว่า มาตรวัดน้ำชํารุดตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ๒๕๕๘ หาใช่ชํารุดตั้งแต่เดือนธันวาคม ๒๕๕๔ ดังที่โจทก์กล่าวอ้าง คดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้วโดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคไม่อนุญาตให้จําเลย (โจทก์ในคดีนี้) ฎีกา คดีจึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยเสียก่อนว่า ฟ้องโจทก์เป็นการดําเนินกระบวน พิจารณาซ้ำหรือไม่ เห็นว่าคดีทั้งสองโจทก์และจําเลยต่างเป็นโจทก์ฟ้องเรียกร้องให้อีกฝ่ายหนึ่งรับผิด โดยอาศัยเงื่อนไขในข้อสัญญาการใช้น้ำประปาฉบับเดียวกันและอ้างถึงสาเหตุอันเกิดจากความชํารุดบกพร่องของมาตรวัดน้ำเครื่องเดียวกัน เมื่อคดีทั้งสองมีข้อเท็จจริงซึ่งเป็นประเด็นโต้ เถียงอย่างเดียวกันว่า มาตรวัดน้ำชํารุดหรือทํางานผิดปกติตั้งแต่เมื่อใด ซึ่งในข้อนี้ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ วินิจฉัยแล้วว่ามาตรวัดน้ำชํารุดหรือทํางานผิดปกติในวันที่จําเลยได้เปลี่ยนมาตรวัดน้ำใหม่ให้แก่โจทก์ จึงถือว่าคดีทั้งสองมีประเด็นที่วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันและคดีก่อนศาล พิพากษาถึงที่สุดแล้ว โจทก์ย่อมไม่อาจดําเนินกระบวนพิจารณาในประเด็นซึ่งต้องผูกพันตามคําพิพากษาในคดีก่อนนั้นให้ต้องกลับมาวินิจฉัยในเหตุเดียวกันอีก ฟ้องโจทก์คดีนี้ จึงเป็นการดาเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ กับคดีก่อน ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความแพ่ง มาตรา ๑๔๔ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ของประชาชน ศาลฎีกามีอํานาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒ (๕) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๗ ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 75,7,,การกระทํากรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทผู้เสียหายถอน คําร้องทุกข์ในบทความผิดอันยอมความได้หากบทที่มีโทษหนักที่สุดมิใช่ความผิดอันยอมความได้จะมีผลให้สิทธิ นำคดีอาญามาฟ้องระงับไปด้วยหรือไม่ ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๐๙๑/๒๕๖๔ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ถอนคําร้องทุกข์ แต่การกระทําของจําเลยเป็นความผิดตาม พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. ๒๕๒๗ ด้วย อันเป็นการกระทํากรรมเดียว กับความผิดฐานฉ้อโกง และความผิดตาม พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด มิใช่ความผิดอันยอมความได้ ดังนั้น สิทธินํา คดีอาญามาฟ้องคงระงับไปเฉพาะความผิดฐานฉ้อโกงในส่วนที่เกี่ยวกับโจทก์ร่วมที่ ๑ ถึงที่ ๙ เท่านั้น แต่ความผิดตาม พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนฯ จึงไม่ระงับไป อีกทั้ง พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนฯ เป็นบทบัญญัติที่มีลักษณะพิเศษแตกต่างจาก ความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา โดยให้พนักงานเจ้าหน้าที่ของรัฐเท่านั้น มีอํานาจใช้มาตรการดังกล่าว ดังนี้ รัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหายที่มีอํานาจฟ้องโจทก์ร่วมที่ ๑ ถึงที่ ๑๑ ไม่มีอํานาจฟ้อง จึงไม่อาจขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในความผิดฐานนี้ ที่ศาลชั้นต้นอนุญาต ให้เข้าร่วมเป็นโจทก์ในข้อหาดังกล่าวและศาลอุทธรณ์มิได้แก้ไขให้ถูกต้อง จึงเป็นการไม่ชอบ แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกปัญหาดังกล่าวขึ้นอุทธรณ์และฎีกา แต่ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอํานาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕ ",วิ.อาญา,,,,,,, 75,7,,โจทก์ไม่เป็นบุตรนอกกฎหมายที่บิดารับรองแล้วจะเป็นผู้เสียหายในความผิด เกี่ยวกับการยักยอกทรัพย์มรดกหรือไม่ ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๒๖๘/๒๕๖๔ การวินิจฉัยความเป็นบุตรนอกกฎหมายที่บิดารับรองแล้วตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๖๒๗ ประกอบด้วยข้อเท็จจริง ๒ ส่วน ส่วนแรกคือข้อเท็จจริงที่ว่าโจทก์เป็นบุตรของเจ้ามรดกและส่วนที่สองคือข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพฤติการณ์ของเจ้ามรดกที่รับรองว่าโจทก์เป็นบุตรของตน อาทิ เจ้ามรดกเป็นผู้แจ้งเกิดให้แก่โจทก์ว่าโจทก์เป็นบุตรของตน เจ้ามรดกยอมให้โจทก์ใช้ ชื่อสกุล หรือเจ้ามรดกให้การอุปการะเลี้ยงดูหรือส่งเสียให้การศึกษาตลอดจนแนะนําและ แสดงออกแก่บุคคลทั่วไปอย่างเปิดเผยว่าโจทก์เป็นบุตร บ. ไม่เคยมีพฤติการณ์ที่รับรองว่าโจทก์เป็นบุตรของตนมาก่อนโจทก์ไม่เป็นบุตร นอกกฎหมายที่บิดารับรองแล้วอันจะทําให้โจทก์เป็นทายาทโดยธรรมผู้มีสิทธิได้รับมรดก ของ บ. ในฐานะผู้สืบสันดานตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๖๒๙ (๑) ประกอบมาตรา ๑๖๒๗ โจทก์ จึงไม่ใช่ผู้เสียหายในความผิดเกี่ยวกับการยักยอกทรัพย์มรดก ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒ (๔) จ. มารดาผู้แทนโดยชอบธรรมของโจทก์จึงไม่มีอํานาจฟ้องคดีและจัดการแทนโจทก์ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๕ (๑) ประกอบมาตรา ๓ (๒) ปัญหาเรื่องอํานาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่ เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้างศาลฎีกาก็มีอํานาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕ ",วิ.อาญา,,,,,,, 75,7,,คําสั่งศาลชั้นต้นให้จําหน่ายคดีความผิดฐานข่มขืนกระทําชําเราผู้อื่น เป็นคําสั่งระหว่างพิจารณาหรือไม่ ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๕๕๖/๒๕๖๔ โจทก์ฟ้องจําเลยในความผิดหลายกระทงรวมในฟ้องเดียวกันซึ่งเป็นข้อหาที่แยกจากข้อหาอื่นได้ และศาลอาจสั่งให้แยกสํานวนพิจารณาความผิดกระทงใดต่างหากก็ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๖๐ เมื่อต่อมาศาลชั้นต้นมีคําสั่งจําหน่ายคดีความผิดฐานข่มขืนกระทําชําเราผู้อื่น เนื่องจากผู้ร้องและผู้เสียหายที่ ๒ ถอนคําร้องทุกข์ และความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๗๖ วรรคหนึ่ง เป็นความผิดอันยอมความได้ สิทธินําคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๓๙ (๒) ถือได้ว่าเป็นการสั่งที่ทําให้ประเด็นแห่งคดีความผิดฐานข่มขืนกระทําชําเราผู้อื่น ซึ่งแยกต่างหากจากข้อหาอื่นได้นั้นเสร็จสํานวนแล้ว ดังนั้น คําสั่งศาลชั้นต้นที่จําหน่ายคดี ความผิดฐานดังกล่าวจึงมิใช่คําสั่งระหว่างพิจารณา โจทก์ย่อมมีสิทธิอุทธรณ์โต้แย้งคัดค้าน คําสั่งดังกล่าวของศาลชั้นต้นได้ ไม่ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๖ ,วิ.อาญา,,,,,,, 75,8,,การรับฟังสื่อภาพและเสียงคําให้การของพยานที่เป็นเด็กอายุไม่เกิน สิบแปดปี เสมือนหนึ่งเป็นคําเบิกความของพยานในชั้นพิจารณา หากพยานมาศาลใน วันนัดสืบพยานโจทก์ประกอบคํารับสารภาพของจําเลยแต่โจทก์มิได้นําเข้าเบิกความ ศาลจะรับฟังสื่อภาพและเสียงของพยาน ได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๔๑๖/๒๕๖๕ แม้ผู้เสียหายที่ ๑ ให้การต่อพนักงานสอบสวนโดยมีนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์และพนักงานอัยการเข้าร่วมอยู่ด้วยในการถามปากคําตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๓๓ ทวิ แต่การที่จะรับฟังสื่อภาพและเสียงคําให้การ ชั้นสอบสวนของผู้เสียหายที่ ๑ เสมือนหนึ่งเป็นคําเบิกความของพยานในชั้นพิจารณาจะต้องเป็นกรณีที่ไม่ได้ตัวพยานมาเบิกความต่อศาลเพราะมีเหตุจําเป็นอย่างยิ่งตามมาตรา ๑๗๒ ตรี วรรคท้าย ด้วย เมื่อผู้เสียหายที่ ๑ มาศาลในวันนัดสืบพยานโจทก์ประกอบ คําให้การรับสารภาพของจําเลย แต่โจทก์มิได้นําตัวผู้เสียหายที่ ๑ เข้าเบิกความจึงไม่ต้อง ด้วยข้อยกเว้นดังกล่าว ศาลไม่อาจรับฟังสื่อภาพและเสียงคําให้การชั้นสอบสวนของ ผู้เสียหายที่ ๑ เสมือนหนึ่งเป็นคําเบิกความในชั้นพิจารณาได้ พันตํารวจโท อ. ทําบันทึกคําให้การของผู้เสียหายที่ ๑ ไว้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๓๓ ทวิ วรรคสี่ โดยชอบแล้ว แม้บันทึกคําให้การของผู้เสียหายที่ ๑ ถือว่าเป็นพยาน บอกเล่าอันต้องห้ามมิให้รับฟัง แต่ก็มีข้อยกเว้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๖/๓ วรรคสอง (๑) ประกอบมาตรา ๒๒๗/๑ โดยรับฟังประกอบกับคําเบิกความ ของพันตํารวจโท อ. และบันทึกคําให้การชั้นสอบสวนของเด็กหญิง ส. และเด็กหญิง ร. ซึ่งจําเลยแถลงรับข้อเท็จจริงดังกล่าวในวันนัดพร้อมเพื่อตรวจพยานหลักฐานแล้วอีกทั้งยังมี ของกลางเป็นโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้เสียหายที่ ๑ ซึ่งมีบันทึกการสนทนาระหว่างจําเลย กับผู้เสียหายที่ ๑ ผ่านแอปพลิเคชั่นเฟซบุ๊กเป็นเหตุให้ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ วินิจฉัยว่า พยานหลักฐานที่โจทก์นําสืบประกอบคําให้การรับสารภาพของจําเลยดังกล่าวฟังได้เป็นที่พอใจแก่ศาลว่าจ๋าเลยกระทําความผิดตามฟ้อง แต่จําเลยกลับมิได้ฎีกาโต้แย้งคําวินิจฉัย ดังกล่าวว่าไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๖/๓ วรรคสอง (๑) และมาตรา ๒๒๗/๑ อย่างไร คดีรับฟังได้ว่าจําเลยกระทําความผิดตามฟ้อง",วิ.อาญา,,,,,,, 75,8,,กรณีศาลที่มีอํานาจในการบังคับคดีตั้งให้ศาลอื่นบังคับคดีแทน การยื่นคําร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดในชั้นต้น ได้หรือไม่ จะยื่นคําร้องต่อศาลที่ได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นต้น ได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๗๗๔/๒๕๖๕ หลังจากศาลชั้นต้นมีคําพิพากษา จําเลยไม่ชําระหนี้ ผู้ร้องซึ่งเป็นโจทก์คดีนี้ยื่น คําขอออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีต่อศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นมีคําสั่งออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีตามขอ ผู้แทนโจทก์คดีนี้ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๕๒๔๐๓ เจ้าพนักงานบังคับคดี สํานักงานบังคับคดีจังหวัดขอนแก่นยึดที่ดินพร้อม สิ่งปลูกสร้างดังกล่าวแทนเจ้าพนักงานบังคับคดี สํานักงานบังคับคดีจังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๗ (๒) บัญญัติว่า “คําฟ้องหรือ คําร้องขอที่เสนอเกี่ยวเนื่องกับการบังคับคดีตามคําพิพากษาหรือคําสั่งของศาลซึ่งคําฟ้องหรือ คําร้องขอนั้นจําต้องมีคําวินิจฉัยของศาลก่อนที่การบังคับคดีจะได้ดําเนินไปได้โดยครบถ้วน และถูกต้องนั้นให้เสนอต่อศาลที่กําหนดไว้ในมาตรา ๒๗๑” และมาตรา ๒๗๑ บัญญัติให้ศาลที่มีอํานาจในการบังคับคดีซึ่งมีอํานาจกําหนดวิธีการบังคับคดีตามมาตรา ๒๗๖ และมี อํานาจทําคําวินิจฉัยชี้ขาดหรือทําคําสั่งในเรื่องใด ๆ อันเกี่ยวด้วยการบังคับคดีตามคําพิพากษา หรือคําสั่ง คือศาลที่ได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นต้น ทั้งนี้ เมื่อศาลที่ได้พิจารณา และชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นต้นรวมทั้งมีอํานาจบังคับคดีและออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๕๒๕๐๓ พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาด คือศาลชั้นต้น ผู้ร้องจึงมีอํานาจยื่นคําร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดต่อศาลชั้นต้น,วิ.แพ่ง,,,,,,, 75,8,,คําฟ้องระบุชื่อจําเลยที่ ๓ เป็นคู่ความในคดี เนื้อหาในคําบรรยายฟ้อง กล่าวว่าจําเลยที่ ๓ เป็นผู้ค้ำประกันหนี้ของจําเลยที่ ๑ และต่อมาจําเลยที่ ๑ ผิดนัด จําเลย ที่ ๒ กับที่ ๓ ผู้ค้ำประกันต้องรับผิด มีการส่งหมายเรียกและสําเนาคําฟ้องแก่จําเลยที่ ๓ แต่คําขอท้ายคําฟ้องมิได้กล่าวถึงจําเลยที่ ๒ ศาลจะพิพากษาให้จําเลยที่ ๓ รับผิดต่อโจทก์ ได้หรือไม่ ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๓๗/๒๕๖๕ โจทก์เสนอคําฟ้องโดยระบุชื่อจําเลยที่ ๓ เป็นคู่ความในคดี ทั้งเนื้อหาใน คําบรรยายฟ้องของโจทก์ที่กล่าวว่า จําเลยที่ ๓ เข้าผูกพันตนเป็นผู้ค้ำประกันหนี้ของ จําเลยที่ ๑ ผู้เช่าซื้อ หากจําเลยที่ ๑ ประพฤติผิดเงื่อนไขการชําระหนี้ตามสัญญา จําเลย ที่ ๓ ยอมรับผิดต่อโจทก์ ต่อมาเมื่อจําเลยที่ ๑ ผิดนัดชําระหนี้ ย่อมเป็นผลให้จําเลย ที่ ๑ ผู้เช่าซื้อ และจําเลยที่ ๒ กับที่ ๓ ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดชําระหนี้ค่าขาดราคา และค่าขาดประโยชน์แก่โจทก์ นับเป็นคําฟ้องที่เสนอต่อศาลโดยแสดงชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาที่โจทก์มุ่งหมายให้จําเลยที่ ๓ รับผิด ต่อโจทก์ เช่นเดียวกับจําเลยที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งถูกฟ้องมาด้วยกัน ส่วนการที่คําขอบังคับ ท้ายคําฟ้องโจทก์มิได้กล่าวถึงจําเลยที่ ๓ ไว้ โดยระบุเพียงว่า หากจําเลยที่ ๑ ไม่ชําระหนี้ให้จําเลยที่ ๒ ชําระแทน คงเป็นที่เข้าใจให้พออนุมานได้ว่าเป็นข้อผิดหลง หรือข้อผิดพลาดอันเนื่องมาจากการพิมพ์คําฟ้องเท่านั้นเอง หาใช่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ จําเลยที่ ๓ ต้องรับผิดต่อโจทก์แต่ประการใด ประกอบกับภายหลังจากศาลชั้นต้นมีคําสั่งรับ คําฟ้องของโจทก์ โจทก์ดําเนินการส่งหมายเรียกและสําเนาคําฟ้องให้จําเลยที่ ๓ ด้วย แสดงว่าโจทก์ต้องการบังคับจําเลยที่ ๓ ให้รับผิดต่อโจทก์ตามฟ้องเช่นเดียวกับจําเลยที่ ๑ และที่ ๒ กรณีมิใช่เรื่องที่โจทก์มิได้ฟ้องจําเลยที่ ๓ อันจะห้ามมิให้ศาลพิพากษาให้จําเลย ที่ ๓ รับผิดต่อโจทก์ เพราะเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคําฟ้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒ วรรคหนึ่ง ประกอบพระราช บัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๗ ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 75,8,,ต่างฝ่ายต่างฟ้องร้องซึ่งกันและกัน มีข้อเท็จจริงซึ่งเป็นประเด็นโต้เถียง อย่างเดียวกัน คดีก่อนศาลพิพากษาคดีถึงที่สุดแล้ว คดีหลังจะเป็นการดําเนินกระบวน พิจารณาซ้ำกับคดีก่อนหรือไม่ ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๔๒๓/๒๕๖๓ จําเลยฟ้องโจทก์ต่อศาลจังหวัดสมุทรสาครขอให้บังคับโจทก์ชําระค่าน้ำประปาพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันผิดนัด โจทก์ซึ่งเป็นจําเลยในคดีดังกล่าวได้ให้การต่อสู้ว่าโจทก์ไม่ได้เป็นหนี้ค่าน้ำประปาตามจํานวนที่ฟ้องเพราะมาตรวัดน้ำทํางานผิดปกติคลาดเคลื่อนทําให้จํานวนเงินที่เรียกเก็บสูงเกินกว่าจํานวนน้ําที่ใช้จริง ขณะเดียวกันโจทก์ก็ได้ฟ้องจําเลยเป็นคดีนี้เช่นกัน โดยเรียกร้องให้จําเลยรับผิดคืนเงินค่าน้ำประปาที่เรียกเกินจํานวนที่ใช้จริงอันเนื่องจากมาตรวัดน้ำของจําเลยชํารุดหรือทํางานผิดปกติ ซึ่งต่อมาในคดีที่จําเลยฟ้องโจทก์ศาลอุทธรณ์ ภาค ๗ แผนกคดีผู้บริโภคได้มีคําพิพากษาให้โจทก์ชําระค่าน้ำประปาจํานวนดังกล่าวแก่จําเลย ตามฟ้อง โดยวินิจฉัยว่าการคิดค่าเฉลี่ยต้องคิดอัตราเฉลี่ยจากเดือนที่ผ่านมาก่อนที่จะมีการชํารุดย้อนหลังไปสามเดือนก่อนที่จะมีการเปลี่ยนมาตรวัดน้ำใหม่ ซึ่งเท่ากับศาลอุทธรณ์ภาค ๗ รับฟังว่า มาตรวัดน้ำชํารุดตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ๒๕๕๘ หาใช่ชํารุดตั้งแต่เดือนธันวาคม ๒๕๕๔ ดังที่โจทก์กล่าวอ้าง คดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้วโดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคไม่อนุญาตให้จําเลย (โจทก์ในคดีนี้) ฎีกา คดีจึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยเสียก่อนว่า ฟ้องโจทก์เป็นการดําเนินกระบวนพิจารณาซ้ำหรือไม่ เห็นว่าคดีทั้งสองโจทก์และจําเลยต่างเป็นโจทก์ฟ้องเรียกร้องให้อีกฝ่ายหนึ่งรับผิด โดยอาศัยเงื่อนไขในข้อสัญญาการใช้น้ำประปาฉบับเดียวกันและอ้างถึงสาเหตุอันเกิดจากความชํารุดบกพร่องของมาตรวัดน้ำเครื่องเดียวกัน เมื่อคดีทั้งสองมีข้อเท็จจริงซึ่งเป็นประเด็นโต้ เถียงอย่างเดียวกันว่า มาตรวัดน้ำชํารุดหรือทํางานผิดปกติตั้งแต่เมื่อใด ซึ่งในข้อนี้ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ วินิจฉัยแล้วว่ามาตรวัดน้ำชํารุดหรือทํางานผิดปกติในวันที่จําเลยได้เปลี่ยนมาตรวัดน้ำใหม่ให้แก่โจทก์ จึงถือว่าคดีทั้งสองมีประเด็นที่วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันและคดีก่อนศาล พิพากษาถึงที่สุดแล้ว โจทก์ย่อมไม่อาจดําเนินกระบวนพิจารณาในประเด็นซึ่งต้องผูกพันตามคําพิพากษาในคดีก่อนนั้นให้ต้องกลับมาวินิจฉัยในเหตุเดียวกันอีก ฟ้องโจทก์คดีนี้ จึงเป็นการดาเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ กับคดีก่อน ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความแพ่ง มาตรา ๑๔๔ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ของประชาชน ศาลฎีกามีอํานาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒ (๕) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๗ ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 75,9,,บุคคลภายนอกสมัครใจเข้าร่วมกับจําเลยตกลงทําสัญญาประนีประนอม ยอมความกับโจทก์ ศาลมีคําพิพากษาตามยอม ดังนี้ โจทก์มีสิทธิขอให้บังคับคดีบุคคล ภายนอก ได้หรือไม่ ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๔๕๖/๒๕๖๕ แม้ ท. จะเป็นบุคคลภายนอกมิใช่บุคคลผู้ถูกฟ้องคดีต่อศาลตั้งแต่แรกและไม่ได้ เข้ามาเป็นคู่ความในคดีด้วยการร้องสอดจึงมิใช่คู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑ (๑๑) และ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๕ จะบัญญัติให้คําพิพากษาผูกพันคู่ความในกระบวนพิจารณา ของศาล ไม่ผูกพันบุคคลภายนอกก็ตาม แต่การที่ ท. ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้สมัครใจ เข้าร่วมกับจําเลยทั้งสองตกลงทําสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์ในศาล โดยมีข้อตกลงให้ฝ่ายโจทก์และฝ่ายจําเลยทั้งสองกับ ท. ต่างมีหน้าที่ปฏิบัติการชําระหนี้ ต่อกันและกัน ซึ่งสัญญาประนีประนอมยอมความในแต่ละข้อได้แยกส่วนของจําเลยทั้งสอง และ ท. ที่จะต้องปฏิบัติต่อโจทก์และที่โจทก์จะต้องปฏิบัติต่อจําเลยทั้งสองและ ท. ไว้อย่างชัดเจนสามารถแยกปฏิบัติต่อกันได้ หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผิดข้อตกลงหรือผิดสัญญา ประนีประนอมยอมความข้อหนึ่งข้อใด ก็ได้กําหนดวิธีการบังคับคดีไว้ด้วย แสดงให้เห็นว่า คู่ความและ ท. มุ่งประสงค์ที่จะยุติคดีเพื่อระงับข้อพิพาทที่มีอยู่โดยต่างตกลงที่จะปฏิบัติ ตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวในแต่ละข้อ ป.วิ.พ. มาตรา ๒๗๔ วรรคหนึ่ง ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ ๓๐) พ.ศ. ๒๕๖๐ มีผลใช้บังคับตั้งแต่ วันที่ ๕ กันยายน ๒๕๖๐ เมื่อคดีนี้โจทก์ยื่นคําขอออกหมายบังคับคดีวันที่ ๙ กันยายน ๒๕๖๒ ภายหลังจากที่บทบัญญัติมาตรา ๒๗๔ ที่แก้ไขใหม่มีผลใช้บังคับแล้ว การ บังคับคดีของโจทก์จึงตกอยู่ภายใต้บังคับของมาตรา ๒๗๔ วรรคหนึ่ง สัญญาประนีประนอม ยอมความและคําพิพากษาตามยอมดังกล่าว จึงมีผลผูกพัน ท. บุคคลภายนอกในฐานะ เป็นบุคคลที่ศาลมีคําพิพากษาให้ชําระหนี้หรือลูกหนี้ตามคําพิพากษาให้ต้องปฏิบัติตาม เมื่อ ท. ไม่ปฏิบัติตามคําพิพากษาตามยอม โจทก์จึงมีสิทธิขอให้บังคับคดี ท. ได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๗๔ วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 75,9,,คดีฟ้องขับไล่บุคคลใด ๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์ จําเลยให้การว่าที่ดิน พิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจําเลยโดยการครอบครองปรปักษ์ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จําเลยและให้ใช้ค่าเสียหาย จําเลยอุทธรณ์ว่าจําเลยมีสิทธิอยู่บนที่ดินพิพาทโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาซื้อขาย ดังนี้ การพิจารณาสิทธิในการอุทธรณ์ข้อเท็จจริงใช้หลักเกณฑ์ใด ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๑๙๓/๒๕๖๔ การที่จะพิจารณาว่าคดีใดจะเป็นคดีมีทุนทรัพย์หรือไม่ เพียงใด ย่อมขึ้นอยู่กับประเด็นที่คู่ความยกขึ้นโต้เถียงกันในแต่ละชั้นศาล โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จําเลยออกจากที่ดินพิพาทกับเรียกค่าเสียหายในอัตรา เดือนละ ๑๕,๐๐๐ บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จําเลยให้การว่าที่ดินพิพาท ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจ่าเลยโดยการครอบครองปรปักษ์ จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ในศาลชั้นต้นตามราคาที่ดินพิพาท แต่เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จําเลยออกจากที่ดิน พิพาทและให้จําเลยชําระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ ๒,๕๐๐ บาท จําเลยมิได้อุทธรณ์ ว่าที่ดินพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจําเลยโดยการครอบครองปรปักษ์อีก แต่อุทธรณ์ เพียงว่าจําเลยมีสิทธิอยู่บนที่ดินพิพาทโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาจะซื้อจะขายเท่านั้น จึงถือไม่ได้ว่าจําเลยอุทธรณ์กล่าวอ้างแก้เป็นข้อพิพาทด้วยกรรมสิทธิ์อีกต่อไป แต่เป็นเพียงคดีฟ้องขับไล่บุคคลใด ๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์เมื่อศาลชั้นต้นกําหนดให้จําเลยใช้ค่า เสียหายแก่โจทก์ในอัตราเดือนละ ๒,๕๐๐ บาท โจทก์มิได้อุทธรณ์ จึงต้องถือว่าที่ดิน พิพาทอาจให้เช่าได้ ในขณะยื่นคําฟ้องไม่เกินเดือนละ ๔,๐๐๐ บาท ย่อมต้องห้ามอุทธรณ์ ในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๔ วรรคสอง ที่จําเลยอุทธรณ์ว่าจําเลยทําสัญญา จะซื้อจะขายที่ดินพิพาทและชําระราคาที่ดินแก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว โจทก์จึงไม่มีอํานาจฟ้อง ขับไล่นั้น เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น เป็นอุทธรณ์ ในข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามบทกฎหมายดังกล่าว แม้ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ จะวินิจฉัยให้ก็เป็นการไม่ชอบ และถือว่าเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบใน ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ จําเลยจึงไม่มีสิทธิยกปัญหาดังกล่าวขึ้นฎีกาและต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๕ ประกอบมาตรา ๒๕๒ ทั้งมิใช่ปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ของประชาชนที่ศาลฎีกาจะยกขึ้นวินิจฉัยเองได้",วิ.แพ่ง,,,,,,, 75,9,,จําเลยถอนอุทธรณ์คดีแพ่ง ศาลอุทธรณ์มีคําสั่งอนุญาต โจทก์มีสิทธิ รับเงินค่าธรรมเนียมที่จําเลยผู้อุทธรณ์วางไว้ในการยื่นอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๙ หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๔๐๗/๒๕๖๕ เงินค่าธรรมเนียมที่จะต้องใช้คืนแก่คู่ความอีกฝ่ายที่จําเลยที่ ๑ นํามาวางศาล พร้อมอุทธรณ์นั้น เป็นไปตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๙ ที่บัญญัติว่า ""การอุทธรณ์นั้น .. และ ผู้อุทธรณ์ต้องนําเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคําพิพากษาหรือ คําสั่งมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์นั้นด้วย ..” เห็นได้ว่า เงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวเป็นเงิน ที่วางไว้เพื่อเป็นประกันว่าหากในที่สุดศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษาให้จําเลยที่ ๑ ผู้อุทธรณ์ต้องรับผิดชําระค่าฤชาธรรมเนียมแทนคู่ความที่ชนะคดีแล้ว ผู้ชนะคดีจะมีสิทธิ ได้รับค่าฤชาธรรมเนียมที่ได้ออกใช้ก่อน จากเงินที่จําเลยที่ ๑ ผู้อุทธรณ์วางไว้ได้โดยผู้ชนะคดีไม่จำต้องบังคับคดี จําเลยที่ ๑ ถอนอุทธรณ์ โดยเหตุที่ ป.วิ.พ. มิได้มีบทบัญญัติว่าด้วยการ ถอนอุทธรณ์ไว้โดยเฉพาะ จึงต้องนําบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความแพ่งว่าด้วยการพิจารณาและการชี้ขาดตัดสินคดีในศาลชั้นต้นมาใช้แก่การพิจารณา และชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นอุทธรณ์โดยอนุโลม ทั้งนี้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๖ คําฟ้อง อุทธรณ์เป็นคําฟ้องอย่างหนึ่ง จึงต้องนําบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา ๑๗๖ มาใช้ ปรับแก่คดีนี้ กฎหมายมาตราดังกล่าวบัญญัติว่า “การทิ้งคําฟ้องหรือถอนคําฟ้องย่อม ลบล้างผลแห่งการยื่นคําฟ้องนั้น รวมทั้งกระบวนพิจารณาอื่น ๆ อันมีมาต่อภายหลัง ยื่นคําฟ้องและกระทําให้คู่ความกลับคืนเข้าสู่ฐานะเดิมเสมือนหนึ่งมิได้มีการยื่นฟ้องเลย..” เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค ๘ มีคําสั่งอนุญาตให้จําเลยที่ ๑ ถอนอุทธรณ์คําพิพากษาของ ศาลชั้นต้นย่อมถึงที่สุด จําเลยที่ ๑ จึงเป็นลูกหนี้ตามคําพิพากษาของศาลชั้นต้นและยังมี ความรับผิดที่จะต้องใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ โจทก์ย่อมมีสิทธิรับเงิน ค่าธรรมเนียมที่จําเลยที่ ๑ ผู้อุทธรณ์วางไว้ได้ จําเลยที่ ๑ ไม่มีสิทธิขอรับเงินค่าธรรมเนียม ที่จําเลยที่ ๑ ได้วางไว้ต่อศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๙ คืน ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 75,9,,ผู้กระทําความผิดซึ่งหน้า เมื่อถูกเจ้าพนักงานตํารวจไล่จับแล้วหลบหนี เข้าไปในบ้าน การเข้าไปจับกุมภายในบ้านต้องมีหมายจับและหมายค้นหรือไม่ ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๘๑๕/๒๕๖๕ เจ้าพนักงานตํารวจเข้าตรวจค้นบ้านที่จําเลยพักอาศัยอยู่กับ ม. ภริยาของจําเลย ยึดได้ดีตามีน ๑ ถุง เป็นของกลาง และ ม. แจ้งว่าคีตามีนของกลางดังกล่าวเป็นของจําเลย ซึ่งขณะนี้ไปพักอาศัยอยู่ที่บ้านไม่มีเลขที่จึงติดตามมาที่บ้านดังกล่าวพบจําเลยนั่งอยู่ กับ ผ. ที่แคร่ไม้ใต้ถุนบ้านพันตํารวจโท อ. จึงเข้าไปแสดงตัวเป็นเจ้าพนักงานตํารวจ และแสดงบัตรเจ้าพนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดให้ดู จําเลยกลับวิ่งหลบหนี โดยถืออาวุธปืนสั้นติดตัวไปด้วยครั้นร้อยตํารวจเอก ธ. และผู้เสียหายซึ่งวิ่งติดตามไป ตะโกนบอกให้มอบตัว จําเลยก็วิ่งหนีเข้าไปในบ้านเกิดเหตุและพยายามดันปิดประตู ตามพฤติการณ์ดังกล่าวจึงมีหลักฐานตามสมควรว่าจําเลยน่าจะได้กระทําความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษและมีเหตุอันควรเชื่อว่าจําเลยจะหลบหนี กรณีจึงมีเหตุที่จะขอ ออกหมายจับจําเลยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๖๖ (๒) ทั้งเป็นกรณีมีความจําเป็นเร่งด่วน ที่ไม่อาจขอให้ศาลออกหมายจับจําเลยได้ ประกอบกับการที่จําเลยถืออาวุธปืน วิ่งหลบหนีไปตามถนนสาธารณะซึ่งเป็นในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้ รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร ถือได้ว่าเป็นการกระทําความผิดซึ่งหน้าพยานโจทก์ ทั้งสามกับพวกซึ่งได้แสดงตัวว่าเป็นเจ้าพนักงานตํารวจให้จําเลยทราบแล้ว จึงมีอํานาจ ที่จะจับกุมจําเลยได้แม้ไม่มีหมายจับตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๗๘ (๑) (๓) และถึงแม้ตาม มาตรา ๘๒ จะบัญญัติว่า “ไม่ว่าจะมีหมายจับหรือไม่ก็ตาม ห้ามมิให้จับในที่รโหฐาน เว้นแต่จะได้ทําตามบทบัญญัติในประมวลกฎหมายนี้อันว่าด้วยการค้นในที่รโหฐาน” ก็ตาม แต่การที่จําเลยกระทําความผิดซึ่งหน้าเมื่อถูกไล่จับแล้วหลบหนีเข้าไปในบ้านเกิดเหตุ สิบตํารวจโท ภ. และร้อยตํารวจเอก ธ. ย่อมมีอํานาจที่จะเข้าค้นบ้านเกิดเหตุได้แม้ไม่มี หมายค้น ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๙๒ (๓) ด้วยเหตุนี้ สิบตํารวจโท ภ.และร้อยตํารวจเอก ธ. จึงมีอํานาจติดตามเข้าไปจับกุมจําเลยภายในบ้านเกิดเหตุแม้จะไม่มีหมายจับและหมายค้น ",วิ.อาญา,,,,,,, 75,10,,ผู้รับจํานองมิได้ใช้สิทธิหรือใช้สิทธิแต่ยื่นคําร้องขอเมื่อพ้นกําหนดตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๓๒๔ หากเป็นการขายโดยปลอดจํานองผู้รับจํานองมีสิทธิที่จะได้รับชําระหนี้ แก่ตนก่อนเจ้าหนี้อื่น หรือไม่ ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๕๒๔/๒๕๖๔ ป.วิ.พ. มาตรา ๓๒๔ เป็นการบัญญัติถึงวิธีการที่จะได้รับชําระหนี้หรือได้รับส่วนแบ่ง จากเงินที่ได้จากการขายหรือจําหน่ายทรัพย์จํานอง กล่าวคือ ผู้รับจํานองทรัพย์สินอาจยื่นคําร้องขอ ต่อศาลที่ออกหมายบังคับคดีก่อนเอาทรัพย์สินนั้นออกขายหรือจําหน่ายขอให้มีคําสั่งตามข้อ (๑) (ก) หรือ (ข) อาทิเช่น ร้องขอให้เอาทรัพย์จํานองหลุดตาม ป.พ.พ. มาตรา ๗๒๙ ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา ๓๒๔ (๑) (ก) ได้เป็นต้น ทั้งนี้ กรณีที่ผู้รับจํานองมิได้ใช้สิทธิหรือใช้สิทธิแต่คําร้องขอยื่นพ้น กําหนดตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๓๒๔ แม้ศาลชอบที่จะยกคําร้องขอของผู้รับจํานองเสียได้ก็ตาม ก็ไม่กระทบถึงสิทธิการบังคับคดีอื่นที่ผู้รับจํานองมีอยู่เหนือทรัพย์สินหรืออาจร้องขอให้บังคับเหนือ ทรัพย์สินที่จํานองนั้นได้ตามมาตรา ๓๒๒ สิทธิของผู้รับจํานองหาได้ระงับไปไม่ เพราะสัญญา จํานองจะระงับสิ้นไปก็เฉพาะกรณีที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา ๗๔๔ เท่านั้น จํานองเป็น ทรัพยสิทธิย่อมติดไปกับตัวทรัพย์เสมอ กรณีจํานองอสังหาริมทรัพย์ บทบัญญัติ ป.วิ.พ. มาตรา ๓๒๔ เป็นการบัญญัติให้ผู้รับ จํานองยื่นคําร้องขอก่อนเอาทรัพย์สินนั้นออกขายทอดตลาดก็เพื่อให้เจ้าพนักงานบังคับคดีจะได้ดําเนิน การไปโดยถูกต้องตามเจตนาของผู้รับจํานอง การที่ผู้รับจํานองไม่ได้ยื่นคําร้องขอต่อศาลก่อนเอา ทรัพย์จํานองออกขายทอดตลาด จึงหาเป็นเหตุให้ผู้รับจํานองหมดสิทธิในฐานะผู้รับจํานองไม่ เพราะเมื่อเอาทรัพย์จํานองออกขายทอดตลาดหากเป็นการขายโดยการปลอดจํานองแล้ว ก็ต้อง ชําระหนี้จํานองให้แก่ผู้รับจํานองก่อนตาม ป.พ.พ. มาตรา ๗๓๒ หากเป็นกรณีที่เจ้าพนักงานบังคับคดี ขายทอดตลาดโดยจํานองติดไป การบังคับคดีแก่ทรัพย์จํานองก็มิได้ถูกกระทบกระทั่งถึงสิทธิจํานอง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๓๒๔ ผู้ซื้อทรัพย์จํานองติดไปก็ต้องรับภาระหนี้จํานองที่ติดไปกับตัวทรัพย์สิน นั้น แม้ผู้รับจํานองจะไม่ได้ใช้สิทธิตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๓๒๔ การบังคับคดีย่อมไม่กระทบ กระทั่งถึงสิทธิของเจ้าหนี้จํานองซึ่งอาจร้องขอให้บังคับเหนือทรัพย์สินนั้นได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๓๒๒ ทั้งนี้ หากผู้รับจํานองประสงค์บังคับจํานองก็ต้องปฏิบัติตาม ป.พ.พ. บรรพ ๓ ลักษณ ๑๒ หมวด ๔ และฟ้องผู้รับโอนทรัพย์จํานองเป็นจําเลยเพื่อให้ผู้รับโอนทรัพย์จํานองเป็นลูกหนี้ตามคําพิพากษาต่อไปซึ่งการขายทอดตลาดโดยจํานองติดไป หากผู้รับจํานองมิได้ร้องขอต่อศาลที่ ออกหมายบังคับคดีก่อนเอาทรัพย์จํานองออกขาย เพื่อขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีนําเงินที่ได้จากการ ขายหรือจําหน่ายทรัพย์จํานองนั้นมาชําระหนี้แก่ตนก่อนเจ้าหนี้อื่น หรือผู้รับจํานองไม่ได้ยื่นคําร้องขอ ต่อศาลที่ออกหมายบังคับคดีภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันขายหรือจําหน่ายทรัพย์สินนั้นเพื่อขอให้ตน ได้รับส่วนแบ่งเงินที่ได้จากการขายหรือจําหน่ายมาชําระหนี้แก่ตนก่อนเจ้าหนี้อื่น ผู้รับจํานองย่อมหมดสิทธิที่จะได้รับชําระหนี้แก่ตนก่อนเจ้าหนี้อื่น ดังนั้น เมื่อได้ยึดและขายทอดตลาดที่ดินซึ่งจําเลย ที่ ๓ เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ โดยปลอดจํานองและผู้ร้องเป็นผู้ซื้อได้ แม้ผู้ร้องจะไม่ได้ยื่นคําร้อง ต่อศาลก่อนเอาทรัพย์จํานองดังกล่าวออกขายทอดตลาดก็หาเป็นเหตุให้ผู้ร้องหมดสิทธิในฐานะ ผู้รับจํานองไม่ เมื่อเป็นการขายทรัพย์จํานองโดยการปลอดจํานองแล้ว จึงต้องชําระหนี้จํานองให้แก่ ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้รับจํานองก่อน ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๗๓๒ ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 75,10,,"คู่ความตกลงทําสัญญาประนีประนอมยอมความกันและศาลมีคําพิพากษา ตามยอม หากคู่ความฝ่ายหนึ่งไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความและ คําพิพากษาตามยอม อีกฝ่ายหนึ่งจะนําคดีมาฟ้องให้รับผิดตามสัญญาประนีประนอม ยอมความซึ่งศาลได้มีคําพิพากษาตามยอมเป็นคดีใหม่ได้หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๔๘/๒๕๖๕ โดยผลของสัญญาประนีประนอมยอมความและคําพิพากษาตามยอมคดีก่อน หากโจทก์ทั้งสองได้ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคําพิพากษา ตามยอม โดยนําเงินชําระให้แก่จําเลยครบแล้ว โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นจําเลยในคดีก่อนย่อม อาศัยสัญญาประนีประนอมยอมความและคําพิพากษาตามยอมคดีก่อนเรียกร้องให้จําเลย ซึ่งเป็นโจทก์ในคดีก่อนจดทะเบียนไถ่ถอนจํานองและส่งมอบต้นฉบับโฉนดที่ดินจํานอง แก่โจทก์ทั้งสองได้ และจําเลยย่อมมีหน้าที่ต้องจดทะเบียนไถ่ถอนจํานองและส่งมอบต้นฉบับ โฉนดที่ดินจํานองแก่โจทก์ทั้งสอง จึงถือว่าโจทก์ทั้งสองเป็นบุคคลที่ศาลมีคําพิพากษา หรือคําสั่งให้ได้รับชําระหนี้จากจําเลยโดยอยู่ในฐานะเจ้าหนี้ตามคําพิพากษา ส่วนจําเลย ถือได้ว่าเป็นบุคคลที่ศาลมีคําพิพากษาหรือคําสั่งให้ชําระหนี้แก่โจทก์ทั้งสองโดยอยู่ในฐานะลูกหนี้ตามคําพิพากษาตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๗๔ วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์ทั้งสองเห็นว่า ตนได้ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคําพิพากษาตามยอมโดยชําระเงินให้แก่จําเลยแล้ว จําเลยไม่ยอมจดทะเบียนไถ่ถอนจํานองและส่งมอบต้นฉบับโฉนดที่ดิน ที่จํานองแก่โจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีแก่จําเลยตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคําพิพากษาตามยอมซึ่งเป็นคําร้องขอที่เสนอเกี่ยวเนื่องกับการบังคับคดีตามคําพิพากษาหรือคําสั่งศาล ซึ่งคําร้องขอนั้นจําต้องมีคําวินิจฉัยของศาลก่อนที่การบังคับคดีจะดําเนินไปได้โดยครบถ้วนและถูกต้องซึ่งต้องร้องขอ เข้าไปในคดีเดิมตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๗ (๒) อันเป็นการร้องขอให้ศาลชั้นต้นดําเนินการ ในชั้นบังคับคดีในคดีก่อนโดยไต่สวนข้อโต้แย้งของโจทก์ทั้งสองและจําเลยเกี่ยวกับการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคําพิพากษาตามยอม หากได้ความตามข้ออ้างของโจทก์ทั้งสอง ศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะมีคําสั่งกําหนดวิธีการบังคับคดีแก่จําเลยตามบทบัญญัติว่าด้วยการบังคับคดีในหนี้กระทําการตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา ๓๕๗ และมาตรา ๓๕๘ หากไม่ได้ความดังกล่าวศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะยกคําร้องของโจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองไม่อาจนําข้อพิพาทในชั้นบังคับคดีดังกล่าวมาฟ้องร้องจําเลยให้รับผิด ตามสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งได้มีคําพิพากษาตามยอมเป็นคดีใหม่ได้ โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอํานาจฟ้องคดีนี้ ปัญหาเรื่องอํานาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วย ความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอํานาจ ยกขึ้นวินิจฉัยและพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสองได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๒ (๕) ประกอบ มาตรา ๒๔๖ และ ๒๕๒ ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 75,10,,กรมสรรพากรยึดที่ดินของผู้ค้างชําระค่าภาษีอากร หลังจากนั้นผู้ร้อง ยื่นคําร้องขอให้ศาลมีคําสั่งว่าผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวโดยการครอบครองปรปักษ์ และศาลมีคําสั่งให้ที่ดินตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องและผู้ร้องได้นําคําสั่งศาลไปดําเนินการ จดทะเบียนให้ผู้ร้องถือกรรมสิทธิ์แล้ว ดังนี้ กรมสรรพากรจะยื่นคําร้องสอดขอให้ศาลเพิกถอน คําสั่งเพื่อให้ที่ดินกลับมาเป็นของผู้ค้างชําระภาษีอากรตามเดิมได้หรือไม่ ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๕๒/๒๕๖๖ แม้ศาลจะมีคําสั่งให้ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์จนกระทั่งมีการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงสิทธิให้ผู้ร้องมีชื่อในโฉนดที่ดินพิพาทแล้วโดยไม่มีการออกหมายบังคับคดีเพื่อบังคับคดีแก่ลูกหนี้ตามคําพิพากษาก็ตาม แต่ผู้ร้องอาจนํา คําพิพากษาหรือคําสั่งศาลที่วินิจฉัยถึงกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทดังกล่าวไปใช้ยันแก่บุคคล ภายนอกได้ ทั้งยังทําให้ผู้คัดค้านสิ้นสิทธิในการบังคับคดีแก่ที่ดินพิพาทที่ยึดไว้นั้นได้เพราะ ที่ดินพิพาทไม่ใช่ของ ร. ลูกหนี้ของผู้คัดค้านอีกต่อไป ผู้คัดค้านซึ่งเป็นบุคคลภายนอก จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียเกี่ยวเนื่องด้วยการบังคับตามคําพิพากษาหรือคําสั่งของศาลและชอบที่จะ ยื่นคําร้องขอสอดเข้ามาในคดีได้โดยยื่นคําร้องขอต่อศาลที่มีการบังคับตามคําพิพากษาหรือ คําสั่งนั้นเพื่อยังให้ได้รับความรับรอง คุ้มครอง หรือบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๕๗ (๑) ผู้ร้องกล่าวอ้างว่า ผู้ร้องครอบครองทําประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยความสงบและเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของแต่ผู้คัดค้านอาศัยอํานาจตามมาตรา ๑๒ แห่ง ป.รัษฎากร ยึดที่ดินพิพาทของ ร. เพื่อขายทอดตลาดนําเงินมาชําระหนี้ค่าภาษีอากรค้าง ตามประกาศ กรมสรรพากร (ภ.ส.๑๘) เรื่อง ให้ยึดทรัพย์สินของผู้ค้างภาษีอากร ฉบับลงวันที่ ๑๙ มีนาคม ๒๕๕๑ โดยผู้คัดค้านปิดประกาศดังกล่าวไว้ ณ ที่ดินพิพาทและส่งสําเนาประกาศยึดที่ดิน พิพาทให้ ร. โดยชอบแล้ว เมื่อผู้คัดค้านยึดที่ดินพิพาทเพื่อขายทอดตลาดนําเงินมาชําระหนี้ ค่าภาษีอากรค้างก่อนที่ผู้ร้องจะครอบครองที่ดินพิพาทครบ ๑๐ ปี กรณีจึงยังถือไม่ได้ว่า ผู้ร้องครอบครองที่ดินพิพาทโดยสงบด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ เพราะสิทธิของผู้ร้องถูกกระทบโดย การยึดทรัพย์ของผู้คัดค้านที่อาศัยอํานาจตามมาตรา ๑๒ แห่ง ป.รัษฎากร แม้ผู้ร้องครอบครอง ที่ดินพิพาทติดต่อกันเกินกว่า ๑๐ ปี ก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๘๒ เมื่อผู้คัดค้านไม่ได้ร้องคัดค้านเข้ามาในคดีในศาลชั้นต้น จึงถือได้ว่าผู้คัดค้านเป็นบุคคลภายนอก คําสั่งศาลชั้นต้นที่แสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท ไม่ผูกพันผู้คัดค้าน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๕ วรรคสอง (๒) ผู้คัดค้านจึงสามารถพิสูจน์ ได้ว่า ที่ดินพิพาทยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของ ร.",วิ.แพ่ง,,,,,,, 75,11,,ในกรณีที่มีการถอนการบังคับคดี ผู้ยื่นคําร้องขอรับชําระหนี้จํานองหรือ บุริมสิทธิ หรือเจ้าหนี้ผู้ขอเฉลี่ย ซึ่งได้รับอนุญาตจากศาลจะขอให้ศาลมีคําสั่งให้ผู้ยื่นคําร้องขอดําเนินการบังคับคดีต่อไป ได้หรือไม่ ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๔๕๓/๒๕๖๓ อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า ในกรณีที่โจทก์สละสิทธิในการบังคับคดีหรือเพิกเฉย ไม่ดําเนินการบังคับคดีภายในเวลาที่เจ้าพนักงานบังคับคดีกําหนด ให้ผู้ร้องดําเนินการบังคับคดีต่อไปนั้น เนื่องจากปัจจุบันมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ ๓๐) พ.ศ. ๒๕๖๐ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติว่า ด้วยการบังคับคดีตามคําพิพากษาหรือคําสั่งเมื่อคดีนี้ผู้ร้องยื่นคําร้องขอรับชําระหนี้บุริมสิทธิ จํานองวันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๑ ภายหลังจากที่กฎหมายใหม่ใช้บังคับในวันที่ ๕ กันยายน ๒๕๖๐ จึงต้องนํากฎหมายใหม่มาใช้บังคับแก่กรณีดังกล่าวซึ่งตามประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๓๒๗ บัญญัติว่า “ในกรณีที่มีการถอนการบังคับคดี ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีส่งคําบอกกล่าวถอนการบังคับคดีให้ผู้ยื่นคําร้องขอซึ่งได้รับอนุญาต จากศาลตามมาตรา ๓๒๔..” ดังนั้น หากมีการถอนการบังคับคดีจึงต้องดําเนินการตาม ขั้นตอนของบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์มีคําพิพากษาในส่วนนี้มาจึง ไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นควรแก้ไขให้ถูกต้องด้วย ,วิ.แพ่ง,,,,,,, 75,11,,"ผู้เอาประกันภัยถูกฟ้องเป็นจําเลย จะขอให้ศาลออกหมายเรียกผู้รับ ประกันภัยเข้ามาเป็นจําเลยร่วม ต้องยื่นคําร้องพร้อมกับคําให้การหรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๙๐๖/๒๕๖๐ การยื่นคําร้องขอให้ศาลหมายเรียกบุคคล ภายนอกเข้ามาในคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๗ (๓) ต้องแสดงเหตุว่าตนอาจฟ้องหรือถูกคู่ความเช่นนั้นฟ้องตนได้เพื่อการใช้สิทธิไล่เบี้ยหรือเพื่อใช้ ค่าทดแทน โดยต้องยื่นคําร้องพร้อมกับคําฟ้องหรือคําให้การ ถ้ายื่นภายหลังจากนั้นต้อง แสดงเหตุให้เป็นที่พอใจของศาลว่าไม่สามารถยื่นคําร้องได้ก่อนนั้นได้แต่ต้องยื่นก่อนมี คําพิพากษา การที่จําเลยที่ ๖ ยื่นคําร้องขอให้ศาลหมายเรียกจําเลยร่วมเข้ามาในคดี โดยอ้างเหตุว่าจําเลยที่ ๖ ทําสัญญาประกันภัยความเสียหายไว้กับบริษัท ล. ในฐานะ นายหน้าประกันภัยและจําเลยร่วมในฐานะผู้รับประกันภัย โดยเป็นผู้รับประกันความเสียหาย ที่เกิดขึ้นจากการดําเนินการก่อสร้างของจําเลยที่ ๖ ซึ่งหากศาลมีคําพิพากษาให้จําเลย ที่ ๖ ชําระค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสอง จําเลยที่ ๖ ย่อมมีสิทธิและอํานาจฟ้องร้อง จําเลยร่วมและบริษัทดังกล่าวเพื่อรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในวงเงินตามกรมธรรม์ ประกันภัย อันเป็นการใช้สิทธิฟ้องร้องเพื่อไล่เบี้ยตามกฎหมาย ตามคําร้องของจําเลย ที่ ๖ ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า จําเลยที่ ๖ ในฐานะผู้เอาประกันภัยมีสิทธิฟ้องบังคับ จําเลยร่วมในฐานะผู้รับประกันภัยให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนหากจําเลยที่ ๖ ต้องชําระค่า เสียหายแก่โจทก์ทั้งสองได้ ทั้งตามคําร้องของจําเลยที่ ๖ ดังกล่าวยังแสดงเหตุ อันสมควรที่จําเลยที่ ๖ ไม่สามารถยื่นคําร้องขอให้ศาลหมายเรียกจําเลยร่วมเข้ามา ในคดีพร้อมกับคําให้การได้ เนื่องจากบริษัท ล. และจําเลยร่วมซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยขอ ตรวจสอบความเสียหายและเจรจากับโจทก์ทั้งสองก่อน จนกระทั่งจําเลยร่วมและบริษัท ดังกล่าวข้างต้นปฏิเสธไม่ยอมรับผิดชดใช้ความเสียหายตามสัญญาประกันภัย จําเลยที่ ๖ จึงจําต้องยื่นคําร้องขอให้หมายเรียกจําเลยร่วมเข้ามาในคดีภายหลังจากที่จําเลยที่ ๖ยื่นคําให้การแล้ว แต่เป็นระยะเวลาก่อนศาลชั้นต้นมีคําพิพากษา และศาลชั้นต้นอนุญาต ให้หมายเรียกจําเลยร่วมเข้ามาในคดี คําร้องขอให้หมายเรียกจําเลยร่วมเข้ามาในคดีของจําเลยที่ ๖ จึงชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๗ (๓) ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 75,11,,"ผู้ร้องยื่นคําร้องขอเป็นเจ้าผู้จัดการมรดก ผู้คัดค้านยื่นคําคัดค้านขอให้ยก คําร้องขอและตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดก หากศาลวินิจฉัยว่าผู้ร้องไม่มีสิทธิยื่นคําร้องขอจัดการมรดกศาลจะดําเนินกระบวนพิจารณาและมีคําพิพากษาในส่วนของผู้คัดค้าน ได้หรือไม่ ",มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๗๗๑/๒๕๖๒ ผู้ร้องยื่นคําร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย เป็นการเริ่มคดีโดยยื่นคําร้องต่อศาลเป็นคดีไม่มีข้อพิพาทตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๘๘ (๑) ผู้คัดค้านที่ ๑ ถึงที่ ๔ ยื่นคําคัดค้านและขอให้ตั้งผู้คัดค้าน ๓ และที่ ๔ เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย เป็นกรณีที่บุคคลอื่นนอกจากคู่ความที่ได้ยื่นฟ้องคดีอันไม่มีข้อพิพาทได้เข้ามาเกี่ยวข้องในคดีโดยตรงหรือโดยอ้อมให้ถือว่าผู้คัดค้าน ที่ ๑ ถึงที่ ๔ เป็นคู่ความ และต้องดําเนินคดีไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยคดีอันมีข้อพิพาท ตามมาตรา ๑๘๘ (๔) แม้ศาลชั้นต้นวินิจฉัย ว่าผู้ร้องมิได้เป็นผู้รับพินัยกรรมของผู้ตายเนื่องจากพินัยกรรมที่อ้างเป็นโมฆะ ทั้งผู้ร้อง มิใช่ทายาทโดยธรรมของผู้ตายไม่มีสิทธิยื่นคําร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกก็หาเป็นการลบล้างผลแห่งการยื่นคําร้องของผู้ร้องไม่ และไม่ทําให้คู่ความกลับคืนเข้าสู่ฐานะเดิมเสมือนหนึ่งมิได้มีการยื่นฟ้องดังเช่นกรณีที่ศาลสั่งจําหน่ายคดีในเหตุที่มีการทิ้งฟ้องหรือถอนฟ้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๖ ประกอบมาตรา ๑๓๒ (๑) ศาลชั้นต้นมี อำนาจดําเนินกระบวนพิจารณาและมีคําพิพากษาในส่วนของผู้คัดค้าน ที่ ๑ ถึงที่ ๔ เกี่ยวกับการมีฐานะเป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตายที่จะมีสิทธิยื่นคําคัดค้าน และขอให้ตั้งผู้คัดค้านที่ ๓ และที่ ๔ เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายหรือไม่ต่อไป ,วิ.แพ่ง,,,,,,, 75,11,,จําเลยซึ่งเป็นฝ่ายอุทธรณ์แแถลงต่อศาลชั้นต้นว่าจะไปติดต่อสํานักงานที่ดินเพื่อประเมินราคาที่ดินพิพาทและนํามาแสดงต่อศาลนัดหน้า หากจําเลยไม่มาศาลเพื่อตีราคาที่ดินพิพาทจะเป็นการทิ้งฟ้อง หรือไม่ ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๗/๒๕๖๐ โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทําประโยชน์ (น.ส.๓ ก.) โดยรับซื้อฝากจากจําเลยซึ่งไม่ไถ่คืนภายในกําหนด จําเลยไม่มีสิทธิอาศัยอยู่ ในที่ดินของโจทก์ ขอให้บังคับจําเลยและบริวารออกจากที่ดินพิพาท ห้ามจําเลยและบริวาร ยุ่งเกี่ยวกับที่ดิน ดังนี้เป็นคดีที่มีคําขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคํานวณเป็นราคาเงินได้ หรือคดีไม่มีทุนทรัพย์ จ๋าเลยให้การว่า โจทก์ยินยอมให้จําเลยขยายระยะเวลาไถ่คืน จําเลยมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท โจทก์ไม่มีสิทธิขับไล่จําเลยและบริวาร ย่อมเป็นการโต้แย้งสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทว่าเป็นของจําเลย จึงเปลี่ยนเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับ สิทธิครอบครองในที่ดินอันเป็นคดีมีทุนทรัพย์ตามราคาที่ดินพิพาท มิใช่คดีที่มีคําขอให้ ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคํานวณเป็นราคาเงินได้อีกต่อไป จําเลยซึ่งเป็นฝ่ายอุทธรณ์ต้อง เสียค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์อย่างคดีมีทุนทรัพย์ จําเลยซึ่งเป็นฝ่ายอุทธรณ์ย่อมอยู่ในฐานะเป็นโจทก์ชั้นอุทธรณ์ เมื่อจําเลยแถลง ต่อศาลชั้นต้นว่าจะไปติดต่อสํานักงานที่ดินเพื่อประเมินราคาที่ดินพิพาทและนํามาแสดงต่อศาลในนัดหน้า จําเลยย่อมต้องทราบถึงวัตถุประสงค์ของการตีราคาที่ดินพิพาทตามคําสั่ง ของศาลอุทธรณ์ภาค ๘ แล้ว การที่จําเลยไม่มาศาลเพื่อตีราคาที่ดินที่พิพาท ต้องถือว่า เป็นการเพิกเฉยไม่ดําเนินคดีภายในเวลาที่ศาลเห็นสมควรกําหนดอันเป็นการทิ้งฟ้องอุทธรณ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๔ (๒) ประกอบมาตรา ๒๔๖ ศาลอุทธรณ์มีคําสั่งว่าจําเลยทิ้งอุทธรณ์ชอบแล้ว ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 75,11,,"ก่อนศาลชั้นต้นมีคําสั่งรับฎีกา โจทก์ยื่นคําร้องขอถอนฟ้องโดยอ้างเหตุว่า สามารถตกลงกันได้ไม่ประสงค์จะดําเนินคดีกับจําเลยอีกต่อไป ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า คดีอยู่ระหว่างขอขยายระยะเวลาฎีกาและศาลอนุญาตโดยยังไม่ได้ยื่นฎีกา จึงอนุญาต ให้โจทก์ถอนฟ้องจําเลยได้ จําหน่ายคดีออกจากสารบบความชอบหรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๙๙๖/๒๕๖๑ ศาลชั้นต้นจะมีคําสั่งอนุญาตให้ถอนฟ้องได้ เฉพาะก่อนศาลชั้นต้นมีคําพิพากษาเท่านั้น จะขอถอนฟ้องหลังจากศาลชั้นต้นพิพากษาแล้ว ไม่ได้ หากมีการตกลงกันได้ระหว่างคู่ความ ก็ชอบที่จะทําสัญญาประนีประนอมยอมความ กันในชั้นฎีกา โดยจะทําที่ศาลชั้นต้นหรือศาลฎีกาก็ได้ กรณีจึงไม่อาจอนุญาตให้โจทก์ถอน ฟ้องจําเลยที่ ๖ ได้ตามคําร้องของโจทก์ ที่ศาลชั้นต้นมีคําสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจําเลย ที่ ๖ และให้จําหน่ายคดีออกจากสารบบความ จึงไม่ชอบ ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 75,12,,"หนังสือสัญญาจํานองที่ดินระบุว่าจําเลยกู้ยืมเงินโจทก์ไปจํานวน ๔๐๐,๐๐๐ บาท จําเลยนําสืบพยานบุคคลว่าจําเลยได้กู้ยืมเงินจากโจทก์ไปเพียง ๒๐๐,๐๐๐ บาท เป็น การต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๙๔ หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๐๖๖/๒๕๖๕ แม้หนังสือสัญญาจํานองที่ดินระบุว่า จําเลย กู้ยืมเงินโจทก์ไปจํานวน ๔๐๐,๐๐๐ บาท จําเลยย่อมนําสืบพยานบุคคลว่าจําเลยกู้ยืมเงิน จากโจทก์ไปเพียง ๒๐๐,๐๐๐ บาท การนําสืบของจําเลยดังกล่าว เป็นการนําสืบถึงความ ไม่บริบูรณ์ของสัญญากู้เงิน ทั้งนี้เพราะสัญญากู้เงินเป็นสัญญายืมใช้สิ้นเปลืองจะบริบูรณ์ ก็ต่อเมื่อมีการส่งมอบทรัพย์สินที่ยืมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๔๐ วรรคสอง เมื่อจําเลยนําสืบว่าจําเลยไม่ได้รับเงินเต็มตามจํานวนที่ระบุไว้ในหนังสือสัญญาจํานองตามที่จําเลยให้การต่อสู้คดีไว้ จึงไม่ใช่เป็นการนําสืบเพิ่มเติมเปลี่ยนแปลงแก้ไข ข้อความในเอกสารตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๙๔ (ข) แต่เป็น การนําสืบถึงความไม่สมบูรณ์แห่งหนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๙๔ วรรคท้าย จ๋าเลยย่อมนําสืบได้ คําพิพากษาฎีกาที่ ๓๗๖๙/๒๕๖๔ โจทก์เป็นฝ่ายกล่าวอ้างว่าจําเลยกู้ยืมเงินโจทก์ โดยจดทะเบียนจํานองที่ดิน เป็น ประกันการกู้ยืมเงิน จําเลยให้การว่าจําเลยมิได้กู้ยืมเงินโจทก์ จําเลยทําสัญญาจํานองกับโจทก์เพื่อเป็นประกันการกู้ยืมเงิน ภายหลังทําสัญญาจํานองโจทก์ไม่ได้ส่งมอบเงินที่กู้ยืมให้แก่ จําเลย จึงไม่มีมูลหนี้ต่อกัน แม้จําเลยยอมรับว่าทําสัญญาจํานองอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้ แต่สัญญากู้ยืมเงินซึ่งเป็นหนี้ประธาน จําเลยให้การปฏิเสธฟ้องโจทก์ว่าจําเลยมิได้กู้ยืมเงิน และไม่ได้รับเงินจากโจทก์ โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์ให้รับฟังได้ว่าจําเลยกู้ยืมเงินและได้รับ ไปจากโจทก์จริง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๘๔/๑ โจทก์จึงจะมีสิทธิบังคับจํานองที่ดินของจําเลยได้ หาใช่ภาระการพิสูจน์ตกแก่จําเลยไม่ จําเลยจดทะเบียนจํานองที่ดินเพื่อกู้ยืมเงินโจทก์ แต่โจทก์มิได้ส่งมอบเงินที่กู้ยืมให้แก่ จําเลย จึงไม่มีมูลหนี้กู้ยืมที่จําเลยจะต้องรับผิดต่อโจทก์ การที่จําเลยนําสืบพยานบุคคลว่า จําเลยทําสัญญาจํานองที่ดินเพื่อกู้ยืมเงินโจทก์ แต่โจทก์มิได้ส่งมอบเงินที่กู้ยืมแก่จําเลย เป็นการนําสืบว่าสัญญาจํานองซึ่งเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมที่ระบุว่าจําเลยได้เงินไปแล้วไม่สมบูรณ์เพราะไม่มีมูลหนี้ต่อกัน เข้าข้อยกเว้นที่จําเลยสามารถนําพยานบุคคลมาสืบ ประกอบข้ออ้างว่าหนี้กู้ยืมเงินที่ระบุไว้ในสัญญาจํานองนั้นไม่สมบูรณ์ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๙๔ วรรคสอง ตอนท้าย เมื่อจําเลยไม่ได้เป็นหนี้กู้ยืมเงินอันเป็นหนี้ประธานต่อโจทก์ การจํานองซึ่งเป็นหนี้อุปกรณ์ย่อมมีขึ้นไม่ได้ เพราะจํานองนั้นจะมีได้แต่เฉพาะเพื่อหนี้อัน สมบูรณ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๗๐๗ ประกอบมาตรา ๖๘๑ โจทก์จึงไม่มีสิทธิบังคับจํานอง ที่ดินของจําเลย ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 75,12,,"บันทึกคําให้การชั้นสอบสวน บันทึกคําเบิกความในคดีอื่น หากโจทก์ ไม่สามารถนําตัวมาเบิกความเพราะผู้ให้ปากคําถึงแก่ความตาย หรือเดินทางไปต่างประเทศ ไม่มีกําหนดกลับ หรือตามหาแล้วแต่ไม่ทราบว่าไปอยู่ที่ใด ศาลจะรับฟังบันทึกดังกล่าวเป็น พยานหลักฐานได้หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๐๖๒/๒๕๖๔ บันทึกคําให้การชั้นสอบสวนและบันทึกคําเบิกความในคดีอื่นเป็นพยานบอกเล่า แต่เหตุที่โจทก์ไม่ได้ตัว ว. และ ช. มาเบิกความเนื่องจาก ว. ถึงแก่ความตาย ส่วน ช. เดินทางไปทํางานต่างประเทศไม่มีกําหนดกลับจึงเชื่อว่าโจทก์ไม่สามารถนํา ว. และ ช. มาเบิกความต่อศาลได้ ถือว่ากรณีมีเหตุจําเป็นเนื่องจากไม่สามารถนําบุคคลซึ่งเป็นผู้ที่ได้เห็นได้ยินหรือทราบข้อความเกี่ยวในเรื่องที่จะให้การเป็นพยานนั้นด้วยตนเองโดยตรงมาเป็น พยานได้ และมีเหตุผลสมควรเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมที่จะรับฟังพยานบอกเล่านั้น ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๖/๓ วรรคสอง (๒) กับกรณีมีเหตุจําเป็นและเหตุอันสมควรเพื่อ ประโยชน์แห่งความยุติธรรมที่จะรับฟังบันทึกคําเบิกความของ ช. ที่เบิกความไว้ในคดีอื่นตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๖/๕ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๕๘๒/๒๕๖๔ ในชั้นพิจารณาโจทก์ไม่ได้ตัว อ. เบิกความเป็นพยาน คงมีเพียงบันทึกคําให้การของ อ. ในชั้นสอบสวน อันเป็นเพียงพยานบอกเล่า ซึ่งถึงแม้ว่าในการวินิจฉัยพยานบอกเล่า ที่จําเลยไม่มีโอกาสถามค้าน ศาลจะต้องกระทําด้วยความระมัดระวังก็ตาม แต่ปรากฏข้อ เท็จจริงตามรายงานกระบวนพิจารณาว่าโจทก์ประสงค์จะสืบ อ. เป็นพยาน แต่ อ. ไปจากบ้านที่เกิดเหตุซึ่งเป็นที่อยู่ตามทะเบียนราษฎร์ไม่ทราบว่าไปอยู่ที่ใด และโจทก์ได้พยายาม ติดตามหาแล้วแต่ไม่ทราบว่าไปอยู่ที่ใด อันเป็นเหตุให้ศาลชั้นต้นมีคําสั่งให้งดสืบพยาน ปาก อ. ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๘๖ วรรคสอง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕ พฤติการณ์ที่ อ. ออกจากบ้านเช่าและไม่ทราบว่าไปอยู่ ณ ที่ใดดังกล่าวนั้น ถือได้ว่ามีเหตุจําเป็นและมี เหตุผลสมควรที่จะรับฟังพยานบอกเล่าได้ ทั้งเป็นกรณีที่มีพฤติการณ์พิเศษแห่งคดี ศาลย่อมรับฟังพยานบอกเล่าดังกล่าวเพื่อลงโทษจําเลยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๖/๓ วรรคสอง (๒) และมาตรา ๒๒๗/๑ วรรคหนึ่ง",วิ.อาญา,,,,,,, 75,12,,จําเลยขาดนัดยื่นคําให้การ ทนายจําเลยมาศาลในวันนัดพิจารณาและ ยื่นคําร้องขอขยายระยะเวลายื่นคําให้การเป็นครั้งที่ ๒ ศาลชั้นต้นยกคําร้อง ก่อนที่จะถึงวันนัด พิจารณานัดต่อมา ทนายจําเลยจะยื่นคําร้องขออนุญาตยื่นคําให้การ ได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๕๕๐/๒๕๖๕ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๙๙ วรรคหนึ่ง ซึ่งนํามาใช้บังคับ โดยอนุโลมโดยพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๗ บัญญัติว่า “ถ้าจําเลย ที่ขาดนัดยื่นคําให้การมาศาลก่อนศาลวินิจฉัยชี้ขาดคดีและแจ้งต่อศาลในโอกาสแรกว่าตนประสงค์จะต่อสู้คดี เมื่อศาลเห็นว่าการขาดนัดยื่นคําให้การนั้น มิได้เป็นไปโดยจงใจหรือมีเหตุอันสมควร ให้ศาลมีคําสั่งอนุญาตให้จําเลยยื่นคําให้การภายในกําหนดเวลาตามที่ศาลเห็นสมควรและดําเนิน กระบวนพิจารณาใหม่ตั้งแต่เวลาที่จําเลยขาดนัดยื่นคําให้การ” บทบัญญัติดังกล่าวกําหนดให้จําเลย มีหน้าที่แจ้งต่อศาลในโอกาสแรกถึงความประสงค์ว่าตนประสงค์จะต่อสู้คดี ได้ความว่าจําเลย มิได้ยื่นคําให้การภายในกําหนดเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จําเลยขยายระยะเวลายื่นคําให้การครั้งแรกถึงวันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๖๒ จึงถือว่าจําเลยขาดนัดยื่นคําให้การตามพระราชบัญญัติ วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๒๖ วรรคสอง ครั้นในวันนัดพิจารณาต่อมาวันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๖๒ ทนายจําเลยมาศาลด้วยตนเองและยื่นคําร้องขอขยายระยะเวลายื่นคําให้การ เป็นครั้งที่ ๒ และทราบคําสั่งศาลชั้นต้นในขณะนั้นว่า ศาลชั้นต้นมีคําสั่งไม่อนุญาตให้จําเลยขยาย ระยะเวลายื่นคําให้การตามคําร้องของทนายจําเลย ทนายจําเลยจึงทราบในขณะนั้นว่าจําเลย ขาดนัดยื่นคําให้การ ทนายจําเลยกลับมิได้แจ้งต่อศาลชั้นต้นเสียในขณะนั้นว่าจําเลยประสงค์จะต่อสู้คดีหรือโดยการยื่นคําร้องขออนุญาตยื่นคําให้การ แม้ในวันนัดพิจารณานัดดังกล่าว ศาลชั้นต้นเพียงแต่ออกนั่งพิจารณาจดรายงานกระบวนพิจารณาโดยไม่มีการสืบพยานโจทก์อันเป็น การดําเนินกระบวนพิจารณาในระยะเวลาอันสั้นอาจทําให้ทนายจําเลยไม่มีเวลาเพียงพอที่จะแจ้ง ต่อศาลถึงความประสงค์จะต่อสู้คดีจําเลยก็ควรยื่นคําร้องขออนุญาตยื่นคําให้การหลังจากนั้นทันที แต่ปรากฏว่าจําเลยเพิ่งยื่นคําร้องขออนุญาตยื่นคําให้การวันที่ ๒ มีนาคม ๒๕๖๓ ก่อนที่ จะถึงวันนัดพิจารณาต่อมาล่วงเลยวันนัดพิจารณานัดก่อนเป็นเวลาเกือบ ๓ เดือน แสดงถึง ความไม่ใส่ใจดําเนินคดีของจําเลย จึงถือไม่ได้ว่าจําเลยได้แจ้งในโอกาสแรกว่าประสงค์จะ ต่อสู้คดี คําร้องขออนุญาตยื่นคําให้การของจําเลยจึงไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ของบทบัญญัติกฎหมาย ดังกล่าว ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยอํานาจในการขออนุญาตยื่นคําให้การ ของจําเลยซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้โจทก์ มิได้ยื่นคําแก้ฎีกาตั้งเป็นประเด็นในชั้นฎีกาศาลฎีกาก็มีอํานาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒ (๕) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๗ โดยไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่าการขาดนัดยื่นคำให้การของจำเลยมิได้เป็นไปโดยจงใจหรือมีเหตุอันมควรที่จะอนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การหรือไม่อีกต่อไป,วิ.แพ่ง,,,,,,, 75,13,,เจ้าพนักงานตํารวจเรียกตรวจรถยนต์เนื่องจากเสียงเครื่องยนต์ดัง ผิดปกติจากรถทั่วไป คล้ายรถแต่งท่อไอเสีย เช่นนี้ ถือเป็นความผิดซึ่งหน้าหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๘๑๓/๒๕๖๔ ร้อยตํารวจตรี ช. เรียกตรวจรถยนต์ของจําเลยเนื่องจากเสียงเครื่องยนต์ดังผิดปกติจากรถทั่วไป (เสียงดังคล้ายรถแต่งท่อไอเสีย) และจากการตรวจสภาพทั่วไป ของรถเบื้องต้นพบว่าท่อไอเสียของรถมีการเปลี่ยนแปลงโดยถูกตัดท่อพักเสียงออก และปลายท่อถูกปล่อยลงหน้าเพลา แตกต่างจากท่อไอเสียของรถยนต์รุ่นเดียวกันที่จะมีท่อพักเสียงและปลายท่อไอเสียออกจากด้านท้ายรถอันเป็นความผิดซึ่งหน้าตามประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๘๐ วรรคหนึ่งร้อยตํารวจตรี ซ. จึงดําเนินคดี แก่จําเลยได้โดยไม่ต้องมีหมายค้นหรือหมายจับ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญา มาตรา ๗๘ (๑) การที่ร้อยตํารวจตรี ช. ออกใบสั่งงานดัดแปลงท่อไอเสีย ให้จําเลยไปชําระค่าปรับต่อพนักงานสอบสวนหรือชําระด้วยวิธีอื่นตามที่ระบุในด้านหลังใบสั่งภายใน ๗ วัน นับแต่วันที่ได้รับใบสั่ง จึงชอบด้วยกฎหมาย เมื่อจําเลยไม่ชําระค่าปรับภายในกําหนด ร้อยตํารวจตรี ช. สามารถกล่าวโทษจําเลยต่อพนักงานสอบสวน ได้ การสอบสวนของพนักงานสอบสวนชอบด้วยกฎหมาย โจทก์มีอํานาจฟ้อง ",วิ.อาญา,,,,,,, 75,13,,ทายาทคนหนึ่งฟ้องผู้จัดการมรดกเป็นจําเลยข้อหายักยอกทรัพย์มรดก ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจําเลยไม่มีเจตนายักยอกทรัพย์มรดก พิพากษายกฟ้อง ทายาทคนอื่นจะฟ้องจ๋าเลยข้อหายักยอกทรัพย์มรดกอีก ได้หรือไม่ ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๖๗/๒๕๖๔ โจทก์ฟ้องคดีนี้กล่าวหาว่า จําเลยกระทําความผิดฐานยักยอกโดยเบียดบังเอาเงินที่ได้จากการขายที่ดินมรดกไปโดยไม่แบ่งให้แก่โจทก์และพี่น้องของโจทก์ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมและมีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกของผู้ตาย เมื่อคดีนี้และคดีก่อนเป็นกรณีที่ ทายาทฟ้องผู้จัดการมรดกเกี่ยวกับการจัดการทรัพย์มรดกเดียวกัน แม้โจทก์ไม่ได้เป็น คู่ความในคดีก่อน แต่ อ. ซึ่งเป็นทายาทคนหนึ่งฟ้องผู้จัดการมรดกเกี่ยวกับการจัดการ ทรัพย์มรดกเดียวกับในคดีนี้ว่าไม่ถูกต้อง ถือว่าเป็นการฟ้องแทนโจทก์ซึ่งเป็นทายาทด้วย เมื่อคดีก่อนศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดว่าจําเลยไม่มีเจตนายักยอกทรัพย์มรดกหรือเบียดบังเอาเงินที่ได้จากการขายที่ดินมรดก และพิพากษายกฟ้อง ถือว่าศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยชี้ขาดในเนื้อหาการกระทําของจําเลยตามข้อกล่าวหาของโจทก์ในคดีนี้ว่า จําเลยไม่ได้กระทําความผิดและมีคําพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องแล้วสิทธินําคดีอาญามาฟ้องจําเลยในเรื่องเดียวกันย่อมระงับไป ตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๙ (๔) ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำ ",วิ.อาญา,,,,,,, 75,13,,"ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจําเลยแล้ว ผู้เสียหายแถลงต่อศาลชั้นต้น ขอถอนคําร้องทุกข์ ศาลใดมีอํานาจสั่งจําหน่ายคดีจากสารบบความ และคําขอในส่วนแห่งให้จําเลยชดใช้เงินแก่ผู้เสียหายจะตกไปด้วยหรือไม่ ความผิดฐานหลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถหางานในต่างประเทศได้ พนักงานอัยการจะเรียกทรัพย์สินหรือราคาแทนผู้เสียหายได้หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๓๕๔/๒๕๖๔ หลังจากจําเลยยื่นฎีกาและศาลชั้นต้นมีคําสั่งรับฎีกาของจําเลย ผู้เสียหายได้แถลงต่อศาลชั้นต้นว่าไม่ติดใจดําเนินคดีในความผิดฐานฉ้อโกงแก่จําเลยและขอถอน คําร้องทุกข์ตามรายงานกระบวนพิจารณาคดีจึงอยู่ในอํานาจของศาลฎีกาที่จะพิจารณา สั่งการที่ศาลชั้นต้นมีคําสั่งว่าข้อหาฉ้อโกงจึงระงับ ให้จําหน่ายคดีความผิดฐานฉ้อโกงออกจากสารบบความจึงไม่ชอบ ให้ยกคําสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้จําหน่ายคดีความผิดฐานฉ้อโกงดังกล่าวเสีย ผู้เสียหายขอถอนคําร้องทุกข์ โดยโจทก์รับว่าเป็นผู้เสียหายจริงถือได้ว่าผู้เสียหายได้ถอนคําร้องทุกข์โดยถูกต้องตามกฎหมายในความผิดฐานฉ้อโกงอันเป็นความผิดต่อส่วนตัวก่อนคดีถึงที่สุด สิทธินําคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานดังกล่าวย่อมระงับไป ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๓๙ (๒) เมื่อสิทธินําคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานฉ้อโกง ระงับไปแล้ว ย่อมทําให้คําขอในคดีส่วนแพ่งที่ให้จําเลยชดใช้เงินแก่ผู้เสียหายตก ไปด้วย ประกอบกับ ป.วิ.อ. มาตรา ๔๓ มิได้บัญญัติให้อํานาจพนักงานอัยการที่ ยื่นฟ้องคดีอาญาในความผิดฐานหลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถหางานในต่างประเทศได้ ให้เรียกทรัพย์สินหรือราคาแทนผู้เสียหายได้ อีกทั้ง พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครอง คนหางาน พ.ศ. ๒๕๒๘ มิได้บัญญัติให้พนักงานอัยการมีสิทธิเรียกให้จําเลยคืนหรือชดใช้ เงินคืนแก่ผู้เสียหาย จึงต้องยกคําขอในคดีส่วนแพ่งของโจทก์เสียด้วย ปัญหาข้อนี้เป็น ข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอํานาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕ ",วิ.อาญา,,,,,,, 75,13,,"พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องคดีข้อหาฉ้อโกง ผู้เสียหายจะยื่นคําร้อง ขอให้บังคับจําเลยใช้ค่าภาษีมูลค่าเพิ่มได้หรือไม่ ",มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๖๓๘/๒๕๖๔ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๔๓ พนักงานอัยการโจทก์มีสิทธิเรียกร้องขอให้บังคับจําเลยทั้งสองคืนหรือชดใช้ราคาทองคําที่แท้จริงที่จําเลยทั้งสองฉ้อโกงไปแทนโจทก์ร่วม อันเป็นทรัพย์สินที่โจทก์ร่วมต้องสูญเสียไปเนื่องมาจากการกระทําความผิดของจําเลย ทั้งสองได้เท่านั้น ส่วนภาษีมูลค่าเพิ่มมิใช่ทรัพย์สินหรือราคาที่โจทก์ร่วมสูญเสียไปเนื่องมาจากการกระทําความผิดฐานฉ้อโกงของจําเลยทั้งสอง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๔๓ ทั้งไม่ใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ร่วมและจําเลยทั้งสองซื้อขายทองคํากันจริง หากแต่เป็นเพียง อุบายของจําเลยทั้งสองในการฉ้อโกงโจทก์ร่วมเท่านั้นโจทก์ร่วมจึงไม่ต้องมีหน้าที่นําส่งค่าภาษีมูลค่าเพิ่มแก่กรมสรรพากร ค่าภาษีมูลค่าเพิ่มดังกล่าวจึงมิใช่เป็นค่าเสียหายในทางทรัพย์สินอันเกิดจากการกระทําความผิดฐานฉ้อโกงของจําเลยทั้งสองตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๔๔/๑ โจทก์ร่วมไม่อาจเรียกร้องให้บังคับจําเลยทั้งสองชดใช้ค่าภาษีมูลค่าเพิ่มได้,วิ.อาญา,,,,,,, 75,13,,"พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจําเลยฐานลักทรัพย์ให้จําเลยคืน หรือใช้ราคาทรัพย์แก่ผู้เสียหาย ดังนี้ พนักงานอัยการหรือผู้เสียหายจะมีคําขอเรียกดอกเบี้ยได้หรือไม่ ค่าขาดประโยชน์ ค่าเดินทางไปแจ้งความร้องทุกข์ ค่าซ่อมรถ ผู้เสียหายจะขอให้ จําเลยชดใช้ ได้หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๒๖๕/๒๕๖๓ ดอกเบี้ยของเงิน ค่าขาดประโยชน์ ค่าเดินทางไปแจ้งความร้องทุกข์ และติดตาม รถคืน และค่าซ่อมรถนั้น ไม่ใช่ทรัพย์สินหรือราคาที่ผู้เสียหาย สูญเสียไปเนื่องจากการ กระทําผิด แต่เฉพาะดอกเบี้ยของเงิน เป็นค่าเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการ กระทําความผิดของจําเลยทั้งสอง ซึ่งพนักงานอัยการจะมีคําขอเรียกดอกเบี้ยแทน โจทก์ร่วมไม่ได้ โจทก์ร่วมจึงยื่นคําร้องขอให้บังคับจําเลยทั้งสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ในส่วนดอกเบี้ยของต้นเงินตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๔๔/๑ วรรคหนึ่ง ได้ ส่วนค่าขาด ประโยชน์ ค่าเดินทางไปแจ้งความร้องทุกข์และติดตามรถคืน และค่าซ่อมรถนั้น มิใช่ค่าเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทําความผิดของจําเลยทั้งสอง โจทก์ร่วมจึงไม่อาจยื่นคําร้องขอให้บังคับจําเลยทั้งสองชดใช้คืนได้ ",วิ.อาญา,,,,,,, 75,13,,"โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจําเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๗๒ ทางพิจารณาได้ความว่าการกระทําของจําเลยเป็นความผิดตามมาตรา ๑๓๗ ศาลพิพากษาลงโทษได้หรือไม่ ",มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๑๘๙/๒๕๖๔ บทบัญญัติเกี่ยวกับความผิดต่อเจ้าพนักงานในเรื่องแจ้งข้อความอันเป็นเท็จนั้น ป.อ. มาตรา ๑๓๗ เป็นบททั่วไป ส่วนมาตรา ๑๗๒ เป็นบทเฉพาะที่เกี่ยวกับความผิด คดีนี้เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจําเลยตาม ป.อ. มาตรา ๑๗๒ อันเป็นบทเฉพาะ ซึ่งเป็นบทหนัก แต่ทางพิจารณาได้ความว่าการกระทําของจําเลยเป็นเพียงการแจ้ง ข้อความอันเป็นเท็จที่ไม่เกี่ยวกับความผิดอาญา จึงเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๑๓๗ อันเป็นบททั่วไปซึ่งเป็นบทเบา ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจําเลยตามมาตรา ๑๓๗ จึงชอบแล้ว หาใช่เป็นการพิจารณาเป็นคําขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคหนึ่งไม่ ,วิ.อาญา,,,,,,, 75,13,,โจทก์ถอนฟ้องคดีก่อนเนื่องจากเห็นว่าเป็นคําฟ้องที่ไม่ชอบด้วย กฎหมายจะขอฟ้องเป็นคดีใหม่ โจทก์จะมายื่นคําฟ้องใหม่ได้หรือไม่ ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๒๘๑/๒๕๖๓ ในการฟ้องคดีเดิมของโจทก์มีการดําเนินการและมอบอํานาจให้ฟ้องคดีโดย คณะกรรมการชุดที่มีการประชุมสมาชิกเพื่อเลือกคณะกรรมการที่อาจไม่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อมีการประชุมสมาชิกเพื่อเลือกคณะกรรมการชุดใหม่ครบองค์ประชุมชอบด้วยกฎหมายแล้ว ในระหว่างที่ยังไม่มีการไต่สวนมูลฟ้อง ทนายโจทก์จึงยื่นคําร้องขอถอนฟ้อง คดีเดิมโดยอ้างว่าจะขอฟ้องเป็นคดีใหม่ ทั้งปรากฏว่าในวันรุ่งขึ้นหลังจากศาลอนุญาต ให้ถอนฟ้องคดีดังกล่าวแล้ว โจทก์ได้มายื่นคําฟ้องใหม่เป็นคดีนี้ในมูลคดีอาญาความผิดเดียวกันกับคดีก่อนและขอให้ลงโทษจําเลยในบทมาตราเดียวกันทันที อันแสดงให้เห็นว่าเหตุที่โจทก์ถอนฟ้อง คดีก่อนเนื่องจากเห็นว่าโจทก์ดําเนินการและมอบอํานาจให้ฟ้องคดีโดยคณะกรรมการชุดที่มีการประชุมสมาชิกเพื่อเลือกคณะกรรมการที่อาจไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งจะทําให้เป็นคําฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายด้วยจึงประสงค์ จะถอนฟ้องแล้วยื่นฟ้องใหม่ให้ถูกต้อง การถอนฟ้องคดีก่อนจึงมิใช่การถอนฟ้องเด็ดขาด ตามความหมายใน ป.วิ.อ. มาตรา ๓๖ โจทก์จึงมีอํานาจฟ้องจําเลยเป็นคดีนี้ ,วิ.อาญา,,,,,,, 75,14,,การบังคับคดีเสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้ว บุคคลภายนอกจะร้องสอดเข้ามาในชั้น บังคับคดีได้หรือไม่ ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๑๙๐ - ๓๑๙๑/๒๕๖๕ ผู้ร้องไม่ใช่คู่ความในคดี คําร้องของผู้ร้องที่อ้างว่า ผู้ร้องมีสิทธิครอบครองใช้ประโยชน์ ในที่ดินพิพาทตามสัญญาให้สิทธิในการใช้ที่ดินซึ่งผู้ร้องทํากับผู้คัดค้านที่ ๑ โดยสุจริตและ มีค่าตอบแทน เจ้าพนักงานบังคับคดีทําการบังคับคดีโดยไม่ชอบ ขอให้มีคําสั่งเพิกถอน การบังคับคดีและมีคําสั่งให้ผู้ร้องเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามสัญญาให้สิทธิ ในการใช้ที่ดิน มีลักษณะเป็นการร้องสอดเข้ามาในชั้นบังคับคดี ตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๗ (๑) เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีดําเนินการบังคับคดี โดยส่งมอบที่ดินพิพาทให้แก่กองมรดกของเจ้าของที่ดินพิพาทตามคําพิพากษาศาลชั้นต้นตั้งแต่ก่อนผู้ร้องยื่นคําร้องคดีนี้ การบังคับคดีของโจทก์ในส่วนที่ดินพิพาทเป็นอันเสร็จ สิ้นสมบูรณ์แล้ว ความจําเป็นที่ผู้ร้องจะร้องสอดเข้ามาในชั้นบังคับคดีนี้เพื่อยังให้ได้รับการรับรอง คุ้มครอง หรือบังคับตามสิทธิของผู้ร้องที่มีอยู่ย่อมหมดไป ไม่ชอบที่จะร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความอีกได้ หากแต่ผู้ร้องจะต้องว่ากล่าวเป็นคดีใหม่ต่างหากจากคดีนี้ ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 75,14,,ความผิดที่กระทํานอกราชอาณาจักร อัยการสูงสุดมอบหมายให้พนักงานสอบสวนคนใดเป็นผู้รับผิดชอบการสอบสวน ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๘๒/๒๕๖๕ โจทก์บรรยายฟ้องและนําสืบว่า จําเลยทั้งเจ็ดกับพวกร่วมกันกระทําความผิดฐาน มีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชน และฐานร่วมกันพยายามฉ้อโกงประชาชนด้วยการโทรศัพท์จากต่างประเทศหลอกลวงให้ผู้เสียหายโอนเงิน เข้าบัญชีธนาคารของคนร้าย เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ ๑ ถึงที่ ๔ ที่ ๖ และที่ ๗ หลงเชื่อ โอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของคนร้าย การกระทําทั้งหมดตั้งแต่โทรศัพท์จากต่างประเทศ หลอกลวงผู้เสียหายทั้งเจ็ดจนกระทั่งผู้เสียหายที่ ๑ ถึงที่ ๔ ที่ ๖ และที่ ๗ โอนเงินเข้า บัญชีธนาคารของคนร้าย เป็นความผิดที่กระทํานอกราชอาณาจักร ตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๐ วรรคหนึ่ง เมื่อพันตํารวจเอก ส. เสนอความเห็นต่อ อัยการสูงสุดและอัยการสูงสุดได้แต่งตั้งให้พันตํารวจเอก ส. กับพวกเป็นพนักงานสอบสวน คดีนี้ ถือว่าพันตํารวจเอก ส. กับพวกมีอํานาจทําการสอบสวนตามมาตรา ๒๐ วรรคหนึ่ง การสอบสวนชอบด้วยกฎหมาย โจทก์มีอํานาจฟ้อง แต่ถ้าความผิดนั้นได้กระทําในราชอาณาจักร แม้การตระเตรียม พยายามหรือการ กระทําส่วนหนึ่งได้เกิดขึ้นนอกราชอาณาจักร กรณีไม่ต้องด้วย ป.วิ.อ. มาตรา ๒๐ วรรคหนึ่ง ที่ให้อัยการสูงสุดเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๖๘๙/๒๕๖๕ ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาจําเลยในปัญหาข้อกฎหมายว่า การสอบสวนคดีนี้ชอบ ด้วยกฎหมายหรือไม่ จําเลยฎีกาโต้แย้งอ้างว่าร้อยตํารวจเอก ก. เป็นพนักงานสอบสวน คดีนี้โดยมิชอบเพราะไม่เคยได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุด โดยข้อหาความผิดจําเลย ตามฟ้องเป็นไปตามบทบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๐ วรรคหนึ่ง ที่ให้อัยการสูงสุดหรือผู้รักษาการแทนเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบหรือมอบหมายเห็นว่า คําฟ้องโจทก์ข้อ ๑.๑ ถึงข้อ ๑.๕ บรรยายถึงรายละเอียดการกระทําความผิดของจําเลย ข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับเวลา สถานที่ ทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้อง โดยระบุสถานที่เกิดเหตุในประเทศไทยคือตําบลใดไม่ปรากฏชัด อําเภอหาดใหญ่ จังหวัด สงขลา และตําบลมีชัย อําเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย และแขวงใดเขตใดไม่ ปรากฏชัด กรุงเทพมหานคร มิได้ระบุว่ามีสถานที่เกิดเหตุนอกราชอาณาจักรแต่อย่างใด แม้ตามฟ้องข้อ ๑.๑ อาจมีการระบุถึงการกระทําที่มีการหลอกลวงผู้เสียหายที่ ๒ ซึ่งเป็น คนต่างด้าวสัญชาติลาว และผลการหลอกลวงผู้เสียหายที่ ๒ ได้นําพาผู้เสียหายที่ ๑ ซึ่ง เป็นคนต่างด้าวสัญชาติลาวเข้ามาในราชอาณาจักรไทยให้จําเลยรับผู้เสียหายที่ ๑ ไว้ที่ตําบล มีชัย อําเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคายก็ตาม ก็ไม่ปรากฏรายละเอียดในฟ้องถึง การกระทําของจําเลยนอกราชอาณาจักร อย่างไรก็ตาม แม้หากมีการหลอกลวงของ จําเลยต่อผู้เสียหายที่ ๒ นอกราชอาณาจักรก็เป็นเพียงการตระเตรียม พยายาม หรือ การกระทําส่วนหนึ่งได้เกิดขึ้นนอกราชอาณาจักรเท่านั้น ซึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕ ให้ถือว่าความผิดนั้นได้กระทําในราชอาณาจักรทั้งสิ้น กรณีจึงไม่ต้องด้วย บทบัญญัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๐ วรรคหนึ่ง แต่อย่างใด เพราะมาตรา ๒๐ บัญญัติว่า “ถ้าความผิดซึ่งมีโทษตามกฎหมายไทยได้กระทําลง นอกราชอาณาจักรไทย ให้อัยการสูงสุดหรือผู้รักษาการแทนเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ ..” เป็นบทบัญญัติที่บังคับใช้กรณีเฉพาะความผิดที่ได้กระทําการนอกราชอาณาจักรไทย เท่านั้น คดีนี้มีการสอบสวนชอบด้วยกฎหมายแล้วโจทก์มีอํานาจฟ้อง",วิ.อาญา,,,,,,, 75,14,,จําเลยให้การปฏิเสธ ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษ จําเลย จะฎีกาขอถอนคําให้การเดิมและให้การรับสารภาพได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๗๓๑/๒๕๖๕ ฎีกาของจําเลยทั้งสองที่ว่า จําเลยทั้งสองสํานึกในการกระทําความผิดแล้ว ขอถอน คําให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ เป็นการขอแก้ไขคําให้การ ซึ่งจําเลยทั้งสอง ไม่อาจกระทําได้เพราะการแก้ไขคําให้การจะต้องกระทําก่อนศาลชั้นต้นมีคําพิพากษา ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๖๓ วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติ จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. ๒๔๙๙ มาตรา ๔ และ พระราชบัญญัติให้นําวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. ๒๕๒๐ มาตรา ๓ แต่ฎีกาของจําเลยทั้งสองถือเป็นเพียงการสละข้อต่อสู้เดิมและยอมรับข้อเท็จจริงตามคําพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่าจําเลยทั้งสองกระทําความผิดตามฟ้อง ,วิ.อาญา,,,,,,, 75,14,,การยื่นคําร้องอุทธรณ์คําสั่งที่ผู้พิพากษาซึ่งนั่งพิจารณาและลงชื่อใน คําพิพากษาไม่อนุญาตให้ฎีกา ศาลชั้นต้นต้องส่งคําร้องนั้นไปยังศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๖๔/๒๕๖๕ ศาลชั้นต้นมีคําสั่งให้แจ้งคําสั่งไม่รับฎีกาโจทก์ให้ โจทก์ทราบโดยไม่ได้มีคําสั่งอนุญาตให้ปิดหมาย การที่เจ้าพนักงานศาลนําหมายแจ้ง คําสั่งไม่รับฎีกาไปส่งให้โจทก์พบสถานที่ตามหมาย ไม่มีผู้รับแทนจึงปิดหมายไว้ตามคําสั่งศาล เป็นการส่งหมายโดยฝ่าฝืนคําสั่งศาล การปิดหมายจึงไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธี พิจารณาความแพ่ง มาตรา ๗๙ ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕ โจทก์ยื่นคําร้องอุทธรณ์คําสั่งที่ผู้พิพากษาซึ่งนั่งพิจาณาและลงชื่อในคําพิพากษา ในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ไม่อนุญาตให้ฎีกาหาใช่ยื่นคําร้องอุทธรณ์คําสั่งศาลชั้นต้น ที่ไม่รับฎีกาของโจทก์ที่จะต้องส่งไปให้ศาลฎีกาพิจารณาสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญา มาตรา ๒๒๔ วรรคหนึ่ง ไม่ ดังนี้ เป็นเรื่องกระบวนการพิจารณาตาม อํานาจของศาลตามลําดับชั้น ดุลพินิจพิจารณาว่าข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสําคัญอันควรสู่ศาลสูงสุดและอนุญาตให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๑ เป็นดุลพินิจ เด็ดขาดของผู้พิพากษาผู้มีคําสั่งอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาไม่มีอํานาจพิเคราะห์อีกว่า ปัญหาที่ไม่อนุญาตนั้นเป็นปัญหาสําคัญหรือไม่ ",วิ.อาญา,,,,,,, 75,14,,ศาลชั้นต้นจัดให้มีการถ่ายทอดภาพและเสียงคําให้การของผู้เสียหายที่เป็น เด็กอายุไม่เกิน ๑๘ ปี ที่ได้บันทึกไว้ในชั้นสอบสวนให้คู่ความฟัง จะถือเป็นส่วนหนึ่งของ คําเบิกความในชั้นพิจารณาของผู้เสียหายด้วยหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๙๐๓/๒๕๖๕ ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นบันทึกว่า ศาลชั้นต้นให้โจทก์ นําส่งบันทึกภาพและเสียงคําให้การของผู้เสียหายที่บันทึกไว้ในชั้นสอบสวน แล้วจัดให้การ ถ่ายทอดภาพและเสียงคําให้การของผู้เสียหายดังกล่าวให้คู่ความฟังแล้วจึงเริ่มสืบพยานโจทก์ปากผู้เสียหาย ดังนั้น แม้ผู้เสียหายไม่ได้เบิกความถึงการกระทําของจําเลยเมื่อวันที่ ๕ สิงหาคม ๒๕๖๒ เวลากลางวัน แต่เมื่อศาลชั้นต้นจัดให้มีการถ่ายทอดภาพและเสียง คําให้การของผู้เสียหาย ซึ่งพนักงานสอบสวนจัดให้มีการบันทึกไว้ตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๓๓ ทวิ วรรคสี่ ให้คู่ความฟังแล้ว จึงต้องถือสื่อภาพ และเสียงคําให้การของผู้เสียหายเป็นส่วนหนึ่งของคําเบิกความของผู้เสียหายในชั้นพิจารณาของศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๗๒ ตรี วรรคสาม เมื่อสื่อภาพและเสียงคําให้การของผู้เสียหายดังกล่าวมีข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทําของจําเลย เมื่อวันที่ ๕ สิงหาคม ๒๕๖๒ เวลากลางวันแล้ว ต้องถือว่าผู้เสียหายเบิกความถึงข้อเท็จจริง ดังกล่าวในชั้นพิจารณาแล้ว ",วิ.อาญา,,,,,,, 75,14,,คํารับสารภาพของผู้ถูกจับว่าตนได้กระทําความผิดจะรับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นเพื่อพิสูจน์ความผิดของผู้ร่วมกระทําความผิดอื่นได้หรือไม่ ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๐๕/๒๕๖๕ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๘๔ วรรคท้าย ห้ามมิให้รับฟังคํารับสารภาพของผู้ถูกจับว่าตนได้กระทําความผิด เป็นพยานหลักฐานยันผู้ถูกจับเท่านั้น ไม่ห้ามที่ศาลรับฟัง คําให้การของ ภ. ผู้กระทํา ผิดกับจําเลยในชั้นสอบสวนประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ในการวินิจฉัยความผิดของจ๋าเลย ",วิ.อาญา,,,,,,, 75,15,,ศาลพิพากษาให้เพิกถอนการโอนที่ดินที่จําเลยในฐานะผู้จัดการมรดกโอน ให้แก่จําเลย ให้จําเลยดําเนินการจดทะเบียนเพิกถอนการโอนด้วยค่าใช้จ่ายของจําเลยหากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคําพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจําเลย ดังนี้ หากจําเลยไม่ปฏิบัติตามคําพิพากษา ในการบังคับคดีตามคําพิพากษาศาลชั้นต้นต้องออกหมายบังคับคดีตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อดําเนินการบังคับคดีหรือไม่ ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๔๕๙/๒๕๖๔ คําพิพากษาศาลชั้นต้นให้เพิกถอนการโอนที่ดินและบ้านบนที่ดินโฉนดที่จําเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของ ส. โอนให้แก่จําเลย ให้จําเลยดําเนินการจดทะเบียนเพิกถอน การโอนด้วยค่าใช้จ่ายของจําเลยหากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคําพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย หากจําเลยไม่ปฏิบัติตามคําพิพากษา ในการบังคับคดีตามคําพิพากษา โจทก์สามารถดําเนินการโดยใช้คําพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจําเลยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๓๕๗ โดยศาลชั้นต้นไม่จําต้องออกหมายบังคับคดีตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อดําเนินการบังคับคดี คําพิพากษาของศาลที่ให้จําเลยดําเนินการจดทะเบียนเพิกถอนการโอนด้วยค่าใช้จ่ายของจําเลย มิใช่การพิพากษาให้จําเลยจ่ายค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียนแก่ โจทก์ทั้งสามโดยตรง โจทก์ทั้งสามมิใช่เจ้าหนี้ตามคําพิพากษาในส่วนหนี้ค่าใช้จ่ายนี้ หากจําเลยไม่ได้จ่ายย่อมเป็นหน้าที่ของโจทก์ทั้งสามที่จะต้องจ่ายค่าใช้จ่ายการจดทะเบียนเพิกถอนการโอนไปก่อน แล้วค่าใช้จ่ายนี้ย่อมถือเป็นหนี้ตามคําพิพากษาที่โจทก์ทั้งสามจะบังคับคดีต่อไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๓๕๒ วรรคห้า มาตรา ๓๕๘ วรรคสอง และมาตรา ๓๕๙ วรรคสี่ เมื่อโจทก์ทั้งสามยังไม่ได้ชําระ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการจดทะเบียนเพิกถอนการโอนที่ดินและบ้านตามคําพิพากษา จึงยังไม่มีเหตุที่จะออกหมายบังคับคดีเพื่อยึดอายัดทรัพย์ของจําเลยบังคับคดี นําเงินมาชําระแก่โจทก์ทั้งสามเป็นค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียนเพิกถอนการโอนที่ดินและบ้านตามคําพิพากษาศาลอุทธรณ์ ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 75,15,,คําสั่งของศาลอุทธรณ์ที่ให้โจทก์ชําระค่าขึ้นศาลเพิ่มเติมในส่วนฟ้องเดิม และฟ้องแย้ง หากโจทก์ไม่เห็นด้วยกับคําสั่งดังกล่าว โจทก์มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคําสั่ง หรือไม่ และโจทก์จะอุทธรณ์คําสั่งทันที ได้หรือไม่ ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๑๖๙/๒๕๖๕ คําสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ที่ให้โจทก์ทั้งสามชําระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ เพิ่มเติมในส่วนฟ้องเดิมและฟ้องแย้งนั้น เป็นคําสั่งระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ภาค ๑ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๖ ประกอบมาตรา ๒๔๖ แม้โจทก์ทั้งสามไม่เห็นด้วยกับคําสั่งดังกล่าวโดยยื่นคําร้องต่อศาลอุทธรณ์ภาค ๑ อ้างว่า โจทก์ทั้งสามชําระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ครบถ้วนแล้ว ซึ่งถือได้ว่าเป็นคําโต้แย้ง คําสั่งระหว่างพิจารณาเพื่อการใช้สิทธิฎีกาแล้ว แต่โจทก์ทั้งสามก็ยังมีหน้าที่จะต้องปฏิบัติ ตามคําสั่งดังกล่าวเพื่อที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ จะได้พิจารณาชี้ขาดตัดสินอุทธรณ์ของโจทก์ ทั้งสามรวมทั้งความรับผิดในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมให้ถูกต้องต่อไป และหากโจทก์ทั้งสาม ยังติดใจปัญหาเรื่องค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ว่าคําสั่งศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ที่ให้โจทก์ทั้งสาม ชําระค่าขึ้นศาลเพิ่มไม่ถูกต้องอยู่อีกโจทก์ทั้งสามก็มีสิทธิฎีกาได้ภายหลังศาลอุทธรณ์ภาค ๑ มีคําพิพากษาแล้ว การที่โจทก์ทั้งสามยื่นคําร้องดังกล่าวจึงเป็นเพียงแต่คําโต้แย้ง คําสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค ๑ โดยไม่นําค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์มาชําระเพิ่มตามคําสั่ง ของศาลอุทธรณ์ภาค ๑ เช่นนี้ เป็นการเพิกเฉยไม่ดําเนินคดีภายในระยะเวลาที่ศาล เห็นสมควรกําหนดไว้เพื่อการนั้น กรณีจึงถือว่าโจทก์ทั้งสามได้ทิ้งฟ้องอุทธรณ์แล้ว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๔ (๒) ประกอบมาตรา ๒๕๖ โจทก์ทั้งสามชําระเงินเป็นค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทน ซึ่งค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนที่ โจทก์ทั้งสามชําระในวันยื่นอุทธรณ์เป็นความรับผิดของโจทก์ที่ ๑ ในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม ที่ต้องชําระแทนจําเลยในส่วนฟ้องแย้ง ตามคําพิพากษาศาลชั้นต้นที่กําหนดให้ฝ่ายที่ แพ้คดีเป็นผู้รับผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๖๑ โจทก์ทั้งสามจึงไม่อาจนําเงินที่ต้องใช้แทนจําเลยดังกล่าวนํามารวมเป็นค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ได้ เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค ๑ เห็นว่าโจทก์ทั้งสามผู้อุทธรณ์ชําระค่าขึ้นศาล ชั้นอุทธรณ์มาไม่ถูกต้องครบถ้วน ก็เป็นอํานาจศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ที่จะให้ศาลชั้นต้น เรียกให้ผู้อุทธรณ์ชําระเสียให้ถูกต้องครบถ้วนก่อนได้ เมื่อโจทก์ทั้งสามได้รับหมายนัดของศาลชั้นต้นให้นําค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์มาชําระเพิ่มตามทุนทรัพย์ส่วนฟ้องเดิมและ ฟ้องแย้งแล้ว แต่โจทก์ทั้งสามกลับไม่ปฏิบัติตามคําสั่งของศาลดังกล่าว ถือว่าโจทก์ ทั้งสามเพิกเฉยไม่ปฏิบัติตามคําสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค ๑ อันเป็นการทิ้งอุทธรณ์ ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 75,15,,โจทก์ฟ้องจําเลยทั้งสองเพื่อให้ได้รับชําระหนี้จากทรัพย์ที่จํานองสองแปลงแต่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ได้รับชําระหนี้จากทรัพย์จํานองแปลงเดียว มิได้กล่าวถึง ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นทรัพย์จํานองอีกแปลงหนึ่ง โจทก์มีสิทธิขอให้แก้ไขหรือไม่ ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๕๕๑/๒๕๖๕ คําฟ้องโจทก์บรรยายถึงข้อเท็จจริงอันเป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีเพื่อบังคับจํานองเอาแก่ที่ดินของจําเลยทั้งสองรวมสองแปลงคือที่ดินโฉนดเลขที่ ๗๑๙๙๒ และ ๒๑๙๙๘ พร้อมสิ่งปลูกสร้าง โดยแนบหนังสือสัญญาจํานองที่ดินเป็นประกันรวมสองโฉนดมาท้าย คําฟ้อง คําฟ้องของโจทก์ในส่วนนี้จึงถูกต้องและชัดเจนว่าหนี้กู้ยืมเงินรายนี้จําเลยทั้งสอง ได้เอาที่ดินทั้งสองแปลงตราไว้แก่ธนาคาร อ. เป็นประกันการชําระหนี้ หนังสือสัญญา กู้เงินท้ายฟ้องก็ระบุว่าเป็นการกู้เงินจากธนาคาร อ. เพื่อซื้อที่ดินและอาคารคือที่ดิน ทั้งสองแปลงและจดทะเบียนจํานองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวเป็นประกันการ ชําระหนี้ จําเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคําให้การและศาลชั้นต้นให้โจทก์ส่งเอกสารที่เห็นว่าจําเป็นแทนการสืบพยานโจทก์ คําพิพากษาศาลชั้นต้นให้เหตุผลที่ชี้ขาดให้โจทก์ชนะคดีโดยจําเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคําให้การโดยเห็นว่าคําฟ้องของโจทก์มีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมาย ผลแห่งคําวินิจฉัยของศาลชั้นต้นเช่นนี้คดีเป็นอันฟังได้ว่าจําเลย ทั้งสองได้เอาที่ดินทั้งสองแปลงตราไว้เป็นประกันการชําระหนี้และโจทก์มีสิทธิ ฟ้องคดีต่อศาลเพื่อให้พิพากษาสั่งให้ยึดทรัพย์สินซึ่งจํานองทั้งสองแปลงและให้ขายทอดตลาดได้ แต่ศาลชั้นต้นคงกล่าวต่อมาถึงทรัพย์ที่จํานองแต่เพียงที่ดินโฉนด เลขที่ ๗๑๙๙๒ พร้อมสิ่งปลูกสร้างและพิพากษาให้บังคับจํานองแก่ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง แปลงนี้เท่านั้น มิได้กล่าวถึงที่ดินโฉนดเลขที่ ๗๑๙๙๘ พร้อมสิ่งปลูกสร้างและมิได้ ให้เหตุผลแห่งคําวินิจฉัยที่ไม่บังคับจํานองในส่วนนี้ด้วยชี้ให้เห็นว่าคําพิพากษาศาลชั้นต้น มีข้อผิดพลาดหรือผิดหลงเล็กน้อยที่โจทก์มีสิทธิยื่นคําร้องขอให้แก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๓ ประกอบพระราชบัญญัติ วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๗ การเพิ่มเติมให้โจทก์ได้รับชําระหนี้จาก ทรัพย์ที่จํานองคือที่ดินโฉนดเลขที่ ๗๑๙๙๔ พร้อมสิ่งปลูกสร้างไม่เป็นการแก้คําวินิจฉัยในคําพิพากษาเดิม ,วิ.แพ่ง,,,,,,, 75,16,,ศาลมีคําพิพากษาคดีถึงที่สุดว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ จําเลยมายื่นคําร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ เป็นการดําเนินกระบวนพิจารณาซ้ำหรือไม่ ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๔๐๓/๒๕๖๔ ผู้คัดค้านเคยฟ้องขับไล่ผู้ร้องออกจากที่ดินพิพาท อ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของ ผู้คัดค้าน ผู้ร้องเป็นจําเลยให้การว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ร้อง ศาลกําหนดประเด็นข้อพิพาทว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือจําเลย (ผู้คัดค้านหรือผู้ร้อง) ซึ่งต่อมาคดีดังกล่าวศาลมี คําพิพากษาถึงที่สุดแล้วว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือผู้คัดค้าน การที่ผู้ร้องมายื่นคําร้องขอคดีนี้ว่า ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ เท่ากับเป็นการอ้างว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทนั่นเอง ดังนั้น คดีนี้จึงมีประเด็นเป็น อย่างเดียวกันกับคดีก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของผู้ร้องหรือผู้คัดค้าน คําพิพากษาในคดี ก่อนย่อมผูกพันผู้ร้องซึ่งเป็นคู่ความในคดีนี้ด้วยจนถึงวันที่คําพิพากษาในคดีก่อนถูก เปลี่ยนแปลง แก้ไข กลับหรืองดเสียถ้าหากมี ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๕ วรรคหนึ่ง การที่ผู้ร้องมายื่นคําร้องขอเป็นคดีนี้อีกจึงเป็นการขอให้ศาลมีคําพิพากษาหรือคําสั่งในประเด็นที่ได้วินิจฉัยไปแล้ว การยื่นคําร้องขอในคดีนี้ของผู้ร้องจึงเป็นการดําเนินกระบวน พิจารณาซ้ำต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๔ ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 75,16,,"ยื่นคําร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึด ศาลยกคําร้องขอ คดีถึงที่สุด หาก มายื่นคําร้องขออีกโดยอ้างเหตุอย่างเดียวกันกับที่อ้างในคําร้องขอคดีก่อน เป็นฟ้องซ้ำหรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๑๓๘/๒๕๖๔ คดีก่อนผู้ร้องยื่นคําร้องขอให้ปล่อยทรัพย์โดยอ้างเหตุว่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ที่โจทก์นํายึดเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้อง แต่ผู้ร้องให้จําเลยที่ ๑ ถือกรรมสิทธิ์แทน ด้วยการทําสัญญาขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้จําเลยที่ ๑ โดยไม่ชําระราคา เพื่อให้ จําเลยที่ ๑ นําที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวไปจดทะเบียนจํานองเป็นประกันการกู้ยืมเงิน จากธนาคารแล้วนําเงินมาแบ่งกัน คดีถึงที่สุดโดยศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า แม้ข้อเท็จจริงจะได้ความตามคําร้องก็ตาม แต่ผู้ร้องจะร้องขอให้ปล่อยที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างไม่ได้ถือได้ว่าศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแห่งคดีแล้วว่าผู้ร้องไม่มีสิทธิขอให้ ปล่อยที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่โจทก์นํายึด ดังนั้น การที่ผู้ร้องยื่นคําร้องขอให้ปล่อย ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่โจทก์นํายึดไว้เป็นคดีนี้อีก แม้ผู้ร้องจะอ้างเหตุว่า ผู้ร้องเป็น โจทก์ฟ้องจําเลยที่ ๑ ขอให้ศาลเพิกถอนสัญญาขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวและศาลชั้นต้นมีคําพิพากษาในคดีดังกล่าวให้เพิกถอนสัญญาขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวแล้วก็ตาม แต่ศาลชั้นต้นก็ฟังข้อเท็จจริงตามที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ร้องในคดีนี้กล่าวอ้างว่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่โจทก์นํายึดเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้อง แต่ผู้ร้อง ให้จําเลยที่ ๑ ถือกรรมสิทธิ์แทนด้วยการทําสัญญาขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้จําเลย ที่ ๑ โดยไม่ชําระราคา เพื่อให้จําเลยที่ ๑ นําที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวไปจดทะเบียน จํานองเป็นประกันการกู้ยืมเงินจากธนาคารแล้วนําเงินมาแบ่งกัน แล้วพิพากษาให้ เพิกถอนสัญญาซื้อขายที่ดินแปลงดังกล่าวระหว่างโจทก์และจําเลยที่ ๑ คําร้องขอให้ ปล่อยทรัพย์คดีนี้จึงเป็นการอ้างเหตุอย่างเดียวกันอีกว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่โจทก์นํายึด แต่ผู้ร้องให้จําเลยที่ ๑ ถือกรรมสิทธิ์แทนด้วย การทําสัญญาขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้จําเลยที่ ๑ โดยไม่ชําระราคา เพื่อให้จําเลย ที่ ๑ นําที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวไปจดทะเบียนจํานองเป็นประกันการกู้ยืมเงิน จากธนาคารแล้วนําเงินมาแบ่งกันนั่นเอง เหตุที่ผู้ร้องอ้างในคดีนี้จึงยังคงอาศัยเหตุ อย่างเดียวกับคดีก่อน การยื่นคําร้องขอให้ปล่อยทรัพย์คดีนี้ย่อมเป็นการรื้อร้องฟ้องกัน อีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน คําร้องขอให้ปล่อยทรัพย์คดีนี้ จึงเป็นการฟ้องซ้ำกับคดีก่อนต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๘ วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๗ คดีก่อนที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าผู้ร้องเป็นตัวการไม่เปิดเผยชื่อไม่อาจทําให้เสื่อมเสีย ถึงสิทธิของโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกที่มีต่อจําเลยที่ ๑ และขวนขวายได้สิทธิมาก่อน ที่จะรู้ว่าจําเลยที่ ๑ เป็นตัวแทนของผู้ร้องได้นั้นเป็นการพิจารณาและวินิจฉัยโดยอาศัย เหตุที่ผู้ร้องอ้างในคําร้องขอว่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่โจทก์นํายึดเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้อง แต่ผู้ร้องให้จําเลยที่ ๑ ถือกรรมสิทธิ์แทนด้วยการทําสัญญาขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ให้จําเลยที่ ๑ โดยไม่ชําระราคา เพื่อให้จําเลยที่ ๑ นําที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว ไปจดทะเบียนจํานองเป็นประกันการกู้ยืมเงินจากธนาคาร และคดีนี้ที่ผู้ร้องยื่นคําร้องขอว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่โจทก์นํายึดไว้ตามคําพิพากษาที่ ศาลชั้นต้นให้เพิกถอนสัญญาซื้อขายที่ดินแปลงดังกล่าวระหว่างโจทก์และจําเลยที่ ๑ แล้วนั้น คําฟ้องและคําพิพากษาศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าวเป็นการอ้างความเป็นเจ้าของ กรรมสิทธิ์โดยอาศัยเหตุเดียวกับที่ผู้ร้องอ้างในคําร้องขอคดีก่อนเช่นกัน การยื่น คําร้องขอให้ปล่อยทรัพย์คดีนี้จึงเป็นการอาศัยเหตุอย่างเดียวกันกันคดีก่อน ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 75,16,,บุคคลที่ได้รับโอนสิทธิเรียกร้องตามสัญญาจากโจทก์เดิมซึ่งศาลมี จะฟ้องขอให้บังคับจําเลยตามสัญญาฉบับเดียวกันกับที่คําพิพากษาคดีถึงที่สุดแล้ว โจทก์เดิมเคยฟ้องจําเลยมาก่อน ได้หรือไม่ ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๔๖๔/๒๕๖๔ เดิมธนาคาร ศ. เป็นโจทก์ฟ้องจําเลยและ ป. ขอให้ชําระหนี้ตามสัญญา กู้ยืมเงิน สัญญาค้ำประกัน และสัญญาจํานองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างแปลงเดียวกันกับ ที่ฟ้องคดีนี้ คู่ความตกลงประนีประนอมยอมความกันและศาลมีคําพิพากษาตามยอม คดีถึงที่สุดแล้ว ซึ่งตามสัญญาประนีประนอมยอมความ มีใจความว่าจําเลยยอมชําระ หนี้ให้ธนาคาร ศ. โดยจะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์จํานองให้ธนาคาร ศ. เพื่อ เป็นการชําระหนี้ หากไม่ดําเนินการจําเลยยินยอมให้ธนาการ ศ. บังคับชําระหนี้เต็ม จํานวนตามคําขอท้ายฟ้องทุกประการ กรณีดังกล่าวถือได้ว่ามีการฟ้องบังคับตามสัญญาจํานองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างแปลงเดียวกันกับที่โจทก์ฟ้องในคดีนี้และศาลในคดีก่อน ได้มีคําวินิจฉัยคดีถึงที่สุดไปแล้ว การที่บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ. รับโอนสิทธิ เรียกร้องตามสัญญาจํานองดังกล่าวมาจากธนาคาร ศ. แล้วโอนต่อให้โจทก์อีกทอดหนึ่งนั้น โจทก์จึงเป็นผู้สืบสิทธิเรียกร้องตามสัญญาจํานองต่อจากธนาคาร ศ. เมื่อธนาคาร ศ. เคยเป็นโจทก์ฟ้องจําเลยเพื่อบังคับจํานองในคดีดังกล่าวข้างต้นมาแล้ว โจทก์จึงเป็นผู้สืบสิทธิที่อยู่ในฐานะเดียวกันกับธนาคาร ศ. ซึ่งเป็นโจทก์ในคดีก่อน ดังนี้ การที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจําเลยตามสัญญาจํานองฉบับเดียวกันกับที่ธนาคาร ศ. เคยเป็นโจทก์ฟ้องจําเลยในคดีดังกล่าวข้างต้น จึงเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็น ที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันกับคดีก่อนซึ่งถึงที่สุดแล้ว ฟ้องในคดีก่อนขอให้จําเลยชําระหนี้เงินกู้ หากไม่ชําระให้ยึดทรัพย์จํานองขาย ทอดตลาดเอาเงินมาชําระหนี้ เป็นการฟ้องให้ใช้หนี้กู้ยืมและบังคับจํานอง ส่วนฟ้องใน คดีนี้ขอให้จําเลยชําระเงินไถ่ถอนจํานอง หากไม่ชําระให้ยึดทรัพย์จํานองขายทอดตลาดเอาเงินมาชําระ ฟ้องทั้งสองคดีต่างก็อ้างสิทธิตามสัญญาฉบับเดียวกันมาเรียกร้องให้ จําเลยรับผิด แม้ฟ้องคดีก่อนไม่ได้เรียกให้จําเลยไถ่ถอนจํานองก่อนดังเช่นฟ้องคดีนี้แต่ตามฟ้องทั้งสองคดีก็ยังคงมีประเด็นแห่งคดีที่จะต้องวินิจฉัยว่า จ่าเลยต้องรับผิดตามสัญญาจํานองฉบับเดียวกันนั้นหรือไม่ จึงมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ฟ้องคดีนี้เป็นการใช้สิทธิเรียกร้องตามสัญญาจํานองฉบับเดียวกันกับที่ธนาคาร ศ. ฟ้องในคดีก่อน เมื่อโจทก์เป็นผู้สืบสิทธิตามสัญญาจํานองต่อจากธนาคาร ศ. การที่ จําเลยไม่ยอมไถ่ถอนจํานองตามที่โจทก์บอกกล่าวก่อนฟ้องคดีนี้จึงเป็นเพียงการปฏิเสธ ไม่ชําระหนี้ต่อผู้รับจํานองตามสัญญาจํานองรายเดียวกันกับที่จําเลยถูกฟ้องในคดีก่อน มาแล้ว จึงฟังไม่ได้ว่ามีข้อโต้แย้งสิทธิเกิดขึ้นใหม่ต่อโจทก์ และฟังไม่ได้ว่าฟ้องคดีนี้มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยคนละเหตุกับฟ้องคดีก่อน แม้จํานองตามฟ้องคดีนี้ยังไม่ระงับ ทรัพยสิทธิจํานองยังคงมีอยู่ก็ตาม แต่การที่จะบังคับชําระหนี้ตามสัญญาจํานองโดยใช้สิทธิทางศาลก็ต้องอยู่ในบังคับตามบทบัญญัติ แห่งกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ซึ่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๘ ประกอบ พ.ร.บ. วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๗ บัญญัติห้ามมิให้คู่ความเดียวกันรื้อร้อง ป้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน เมื่อธนาคาร ศ. ได้ใช้ สิทธิฟ้องบังคับจํานองจําเลยในคดีก่อนซึ่งถึงที่สุดแล้ว โจทก์ซึ่งเป็นผู้สืบสิทธิผู้รับ จํานองต่อจากธนาคาร ศ. และอยู่ในฐานะเดียวกันกับธนาคาร ศ. ซึ่งเป็นโจทก์ใน คดีก่อนจึงตกอยู่ในบังคับต้องห้ามมิให้ฟ้องบังคับจํานองจําเลยเป็นคดีนี้ซึ่งมีประเด็นที่ต้อง วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันกับคดีก่อนได้อีกตามบทกฎหมายดังกล่าว การที่สิทธิจํานองตามฟ้องยังไม่ระงับ ทรัพยสิทธิจํานองยังคงมีอยู่นั้น เนื่องจากในคดีก่อนไม่มีการ บังคับคดีและการที่โจทก์ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคําพิพากษาก็เป็น เรื่องที่เกิดขึ้นในชั้นบังคับคดีของคดีก่อนกรณีดังกล่าวถือไม่ได้ว่า ภายหลังจากที่มีการ ฟ้องคดีก่อนแล้วได้มีการกระทําอันเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์เกิดขึ้นใหม่ ดังนี้ โจทก์ไม่อาจอ้างความมีอยู่ของทรัพยสิทธิจํานองมาเป็นเหตุให้ฟ้องคดีนี้ได้อีก ไม่เป็นการฟ้องซ้ำในประเด็นที่ได้วินิจฉัยไว้ในคดีก่อนแล้ว แต่สิทธิของโจทก์ในฐานะผู้ทรงทรัพยสิทธิจํานองยังคงมีอยู่โดยสมบูรณ์ตามกฎหมายเช่นเดิมและโจทก์ยังสามารถ ใช้สิทธิทางศาลเพื่อให้ได้รับชําระหนี้จํานองโดยวิธีอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ได้ เช่น กรณีที่มีการยึดทรัพย์ในคดีอื่น โจทก์ก็สามารถร้องขอกันส่วน หรือร้องขอบังคับบุริมสิทธิ ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 74,1,,คดีก่อนศาลพิพากษายกฟ้องเพราะโจทก์บรรยายฟ้องไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕๘ (๕) โจทก์นำคำฟ้องใหม่เป็นฟ้องซ้ำหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๕๕๕/๒๕๖๔ คดีก่อนศาลอุทธรณ์ภาค ๑ วินิจฉัยว่า ความผิดฐานฟ้องเท็จโจทก์ต้องบรรยายฟ้องถึงข้อความตามที่อ้างว่าเป็นเท็จ โดยมีความจริงว่าอย่างไรและผู้กระทำทราบว่าความที่นำไปฟ้องนั้นเป็นเท็จด้วย แต่โจทก์ทั้งสองไม่ได้บรรยายฟ้องยืนยันข้อเท็จจริงที่เป็นความจริงด้วยว่าความจริงจำเลยทั้งสองทราบเป็นอย่างดีมาก่อนว่าความที่นำไปฟ้องนั้นเป็นเท็จ ถือว่าฟ้องโจทก์ทั้งสองไม่ได้บรรยายถึงการกระทำทั้งหลายของจำเลยทั้งสองที่อ้างว่าจำเลยทั้งสองฟ้องเท็จพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยทั้งสองเข้าใจข้อหาได้ดี จึงเป็นฟ้องที่ไม่สมบูรณ์ และไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕๘ (๕) คดีไม่มีมูลความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๗๕ นั้น คดีก่อนศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายกฟ้อง เพราะโจทก์ทั้งสองบรรยายฟ้องไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕๘ (๕) โดยยังมิได้วินิจฉัยถึงการกระทำของจำเลยทั้งสองตามข้อกล่าวหาของโจทก์ทั้งสอง จึงถือไม่ได้ว่าเป็นคำพิพากษาที่ได้วินิจฉัยในความผิดซึ่งได้ฟ้อง อันจะเป็นเหตุให้สิทธิของโจทก์ทั้งสองที่จะนำคำฟ้องใหม่ ระงับสิ้นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๙ (๔) ฟ้องโจทก์ทั้งสองคดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อน,วิ.อาญา,,,,,,, 74,1,,ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกเว้นคำธรรมเนียมศาลแก่โจทก์เนื่องจากโจทก์ไม่สามารถเสียค่าธรรมเนียมศาลได้ เมื่อโจทก์ถึงแก่ความตาย ผู้เข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์ หากโจทก์ชนะคดีจะได้ทรัพย์มรดกตามพินัยกรรม ศาลชั้นต้นสั่งให้ผู้เข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์ชำระค่าขึ้นศาล เมื่อผู้เช่าเป็นคู่ความแทนโจทก์ไม่ชำระค่าขึ้นศาล ศาลมีคำสั่งว่าโจทก์ทิ้งฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๗๔ (๒) ชอบหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๖๐๙/๒๕๖๔ การเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาตามที่ศาลเห็นสมควรกำหนดอันจะเป็นการทิ้งฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๑๗๔ (๒) จะต้องเป็นการเพิกเฉยไม่ดำเนินกระบวนการพิจารณาตามคำสั่งศาลโดยชอบและโจทก์มีหน้าที่ต้องปฏิบัติต่อศาลในการดำเนินกระบวนพิจารณานี้ คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในศาลชั้นต้นแก่โจทก์ทั้งหมด ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นปรากฏว่า โจทก์มรณะ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้เข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ผู้มรณะตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๔๒ วรรคหนึ่ง เพื่อให้คู่ความนั้นดำเนินการกระบวนการพิจารณาแทนโจทก์ต่อไป ดังนั้น ผู้เข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์ย่อมมีสิทธิดำเนินคดีแทนโจทก์รวมทั้งสิทธิที่ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในศาลชั้นต้นด้วย แม้ว่าเท็จจริงจะพึงได้ว่าผู้เข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์มีทรัพย์สินสามารถเสียค่าธรรมเนียมศาลได้ ก็ไม่มีผลกระทบถึงสิทธิในการดำเนินคดีแทนโจทก์ต่อไปแต่อย่างใด การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้เข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์ไม่มีหน้าที่ต้องชำระค่าขึ้นศาลตามคำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าว จึงเป็นการไม่ถูกต้อง ถือไม่ได้ว่าโจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาตามที่ศาลกำหนดอันจะเป็นการทิ้งฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๔ (๒) ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าโจทก์ทิ้งฟ้องให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความจึงไม่ชอบ ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 74,1,,ใบแต่งทนายความมิได้ระบุให้ทนายความมีอำนาจยื่นอุทธรณ์ หากทนายความลงชื่อเป็นผู้อุทธรณ์ในคำฟ้องอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นสั่งให้แก้ไขข้อบกพร่องดังกล่าวได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๔๕๗/๒๕๖๔การสละสิทธิหรือใช้สิทธิในการอุทธรณ์หรือฎีกา และกระบวนการพิจารณาใดที่เป็นไปในทางจำหน่ายสิทธิของคู่ความจึงต้องได้รับมอบอำนาจจากตัวความโดยชัดแจ้งทนายความ จึงจะมีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาดังกล่าวแทนตัวความได้ เมื่อตามใบแต่งทนายความที่จำเลยที่ ๑ แต่งตั้งให้ อ. เป็นทนายความดำเนินคดีแทนจำเลยที่ ๑ มิได้ระบุให้ อ. มีอำนาจยื่นอุทธรณ์แทนจำเลยที่ ๑ อ. ย่อมไม่มีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาในส่วนนี้แทนจำเลยที่ ๑ ได้ การที่ อ. ลงชื่อเป็นผู้ร้องในคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ และลงชื่อเป็นผู้อุทธรณ์ในคำฟ้องอุทธรณ์โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ ๑ ได้มอบอำนาจให้ทำแทนได้และยื่นต่อศาลชั้นต้น เป็นคำร้องและคำฟ้องอุทธรณ์ที่มีข้อบกพร่อง เท่ากับคำร้องและคำฟ้องอุทธรณ์ไม่มีลายมือชื่อจำเลยที่ ๑ ศาลชั้นต้นจึงต้องสั่งให้จำเลยที่ ๑ แก้ไขข้อบกพร่องเสียให้ถูกต้องก่อน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๘ การที่ศาลมีคำสั่งอนุญาตขยายระยะเวลาอุทธรณ์และรับอุทธรณ์มาโดยไม่สั่งให้แก้ไขข้อบกพร่องจึงเป็นการดำเนินกระบวนการพิจารณาที่ผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗ วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ ชอบที่จะสั่งให้ศาลชั้นต้นจัดการแก้ไขข้อบกพร่อง โดยให้จำเลยที่ ๑ ลงชื่อในฐานะผู้ร้องในคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ และลงชื่อในฐานะผู้อุทธรณ์ในคำฟ้องอุทธรณ์ให้ถูกต้องเสียก่อนแล้วจึงดำเนินกระบวนการต่อไป การที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๑ เสียทีเดียวนั้น เป็นการไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยความยุติธรรม ศาลฎีกา มีอำนาจสั่งให้ศาลมชั้นต้นดำเนินการแก้ไขข้อบกพร่องของจำเลยที่ ๑ ดังกล่าวได้ ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 74,1,,"คดีอาญาศาลชั้นต้นยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการผู้ร้องจะอุทธรณ์คำสั่งได้ทันทีหรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๔๙๐/๒๕๖๔ คำสั่งยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของผู้ร้องย่อมมีผลทำให้คำร้องของผู้ร้องนั้นเสร็จสำนวนไปจากศาล จึงมิใช่คำสั่งระหว่างพิจารณา ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์คำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๖ ผู้ร้องชอบที่จะอุทธรณ์คำสั่งได้ทันทีแต่ต้องอุทธรณ์ภายในกำหนดหนึ่งเดือนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๘ เมื่อผู้ร้องไม่ยื่นอุทธรณ์คำสั่งภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดจึงต้องถือเป็นอันยุติตามคำสั่งของศาลชั้นต้นว่าผู้ร้องไม่อยู่ในฐานะเป็นโจทกร่วมกับพนักงานอัยการ เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพและศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา ผู้ร้องจึงไม่อยู่ในฐานะเป็น ""โจทก์"" ในคดีอาญา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒ (๑๔) ผู้ร้องจึงไม่อาจอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นได้ ",วิ.อาญา,,,,,,, 74,1,,"คดีอาญาที่ราษฎรเป็นโจทก์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาชั้นต้นให้ศาลมั่นใจว่ามูลฟ้องแล้วมีคำพิพากษาหรือคำสั่งใหม่ตามรูปคดี หรือในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีชั่วคราวเพื่อรอฟังผลคำพิพากษาถึงที่สุดในสำนวนคดีอื่น ดังนี้ จำเลยมีสิทธิอุทธรณ์ฎีกาหรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๙๕๗/๒๕๖๔ ราษฎรฟ้องความอาญาต่อศาล เมื่อศาลอุทธรณ์ ภาค ๑ ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ศาลไต่สวนมูลฟ้องแล้วมีคำพิพากษาหรือคำสั่งใหม่ตามรูปคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๖๕ วรรคสาม ตอนท้ายซึ่งบัญญัติว่า ก่อนที่ศาลประทับฟ้อง มิให้ถือว่าจำเลยอยู่ในฐานะเช่นนั้น ฉะนั้น ในชั้นนี้จำเลยทั้งสี่ จึงไม่มีฐานะเป็นคู่ความ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ มีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องต่อไปเป็นเรื่องระหว่างศาลกับโจทก์ จำเลยที่ ๒ และที่ ๔ ย่อมไม่มีสิทธิที่จะฎีกา คัดค้านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ได้ ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาจำเลยที่ ๒ และที่ ๔ จึงเป็นการไม่ชอบ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๕๒๕/๒๕๖๓ ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีชั่วคราวเพื่อรอฟังผลคำพิพากษาถึงที่สุดในสำนวนคดีอื่น ซึ่งก่อนที่ศาลชั้นต้นประทับฟ้องในคดีที่ราษฎรเป็นโจทก์ จำเลยยังไม่มีฐานะเป็นจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๖๕ วรรคสาม จำเลยจึงไม่ได้เป็นผู้ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒ (๑๕) ย่อมไม่มีสิทธิอุทธรณ์ฎีกา จึงไม่อาจยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ได้ เนื่องจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของอนุญาตขยายระยะเวลาอุทธรณ์ของจำเลย จำเลยไม่มีสิทธิอุทธรณ์และฎีกาต่อมาได้ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยมานี้เป็นการไม่ชอบ ",วิ.อาญา,,,,,,, 74,2,,"คู่ความมรณะเสียก่อนศาลพิพากษาคดี ทายาทของผู้มรณะยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่คู่ความมรณะ แต่ศาลยังไม่ได้สั่งจำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ ศาลจะอนุญาตให้ทายาทเข้ามาเป็นคู่ความแทนได้หรือไม่ ",มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๙๕๓/๒๕๖๔ กรณีเกี่ยวกับการสั่งอนุญาตให้เข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์นั้นเป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๔๒ โดยกฎหมายกำหนดให้ยื่นภายในกำหนด ๑ ปี นับแต่วันที่คู่ความฝ่ายนั้นมรณะและกฎหมายบัญญัติไว้ด้วยว่าหากไม่ยื่นให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีเรื่องนั้นออกเสียจากสารบบความ ซึ่งบทบัญญัติมาตรา ๔๒ ดังกล่าวก็เชื่อมโยงกับบทบัญญัติมาตรา ๑๓๒ (๓) ซึ่งบัญญัติเกี่ยวกับเรื่องการจำหน่ายคดีออกจากสารบบความซึ่งบทบัญญัติในส่วนนี้มีลักษณะของการบัญญัติให้อำนาจศาลใช้ดุลพินิจในการจำหน่ายคดีได้ไม่ใช่เป็นบทบัญญัติในลักษณะบังคับให้ศาลต้องจำหน่ายคดีเสมอไป หากเข้าเงื่อนไขตามที่กำหนดไว้แต่อย่างใด โดยบทบัญญัติทั้งมาตรา ๔๒ และมาตรา ๑๓๒ ดังกล่าวนั้น เป็นบทบัญญัติในทางวิธีพิจารณาความ มุ่งหมายให้เกิดความเป็นธรรมในการดำเนินคดีไม่ใช่ถือเป็นเรื่องเคร่งครัดโดยนำมาเป็นข้อชี้ขาดในข้อพื้นฐานในทางเทคนิค แต่อย่างใด ดังนั้น เมื่อศาลยังไม่ได้สั่งจำหน่ายคดีออกเสียจากสารบบความ ก็ย่อมมีอำนาจใช้ดุลพินิจให้เข้ามาเป็นคู่ความแทนที่ผู้มรณะได้ แม้ว่าเกินกำหนดเวลา ๑ ปี ก็ตาม กรณีหาใช่เป็นบทบังคับศาลไม่,วิ.แพ่ง,,,,,,, 74,2,,โจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๑ ผู้กู้และจำเลยที่ ๒ ผู้จำนอง จำเลยที่ ๒ ให้การว่าไม่เคยนำที่ดินไปจดทะเบียนจำนองประกันหนี้เงินกู้ของจำเลยที่ ๑ แต่จดทะเบียนจำนองประกันหนี้ของตนเอง แต่โจทก์ไม่ส่งมอบเงินกู้ให้แก่จำเลยที่ ๒ ดังนี้ จำเลยที่ ๒ จะฟ้องแย้งให้โจทก์ส่งมอบโฉนดที่ดินคืนและไถ่ถอนจำนองได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๒๙๐/๒๕๖๓ โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ ๑ กู้เงินจำนวน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท โดยจำเลยที่ ๒ นำที่ดินจดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้เงินกู้ของจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๒ ให้การว่าจำเลยที่ ๒ ไม่เคยนำที่ดินดังกล่าวไปจดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้เงินกู้ของจำเลยที่ ๑ ประเด็นที่พิพาทในคดีจึงมีว่าจำเลยที่ ๑ กู้ยืมเงินจำนวน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท แล้วไม่ชำระหนี้จริงหรือไม่ และจำเลยที่ ๒ จดทะเบียนจำนองที่ดินเป็นประกันหนี้เงินกู้จำนวนดังกล่าว ของ จำเลยที่ ๑ หรือไม่เท่านั้น ที่จำเลยที่ ๒ ให้การต่อมาว่า จำเลยที่ ๒ จดทะเบียนจำนองเพื่อประกันหนี้เงินกู้ของตนเองไม่ใช่หนี้ของจำเลยที่ ๑ แต่จำเลยที่ ๒ ไม่ได้รับมอบเงินกู้จากโจทก์เป็นเหตุผลประกอบคำให้การ หากศาลพิจารณาพยานหลักฐานแล้วเชื่อตามที่จำเลยที่ ๒ ให้การ ศาลจะต้องพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ ๒ เป็นผลให้โจทก์ไม่อาจบังคับจำนองโฉนดที่ดินดังกล่าวเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ในคดีนี้ได้อยู่แล้ว ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยที่ ๒ ที่ขอให้บังคับโจทก์ส่งมอบโฉนดที่ดินดังกล่าวคืนและจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินและเรียกค่าเสียหายจากโจทก์เนื่องจากจำเลยที่ ๒ นำที่ดินดังกล่าวไปจดทะเบียนจำนองกับโจทก์เพราะโจทก์รับปากว่าจะให้จำเลยที่ ๒ กู้เงินจำนวน ๑,๓๐๐,๐๐๐ บาท แต่โจทก์ไม่ส่งมอบเงินกู้ดังกล่าวให้จำเลยที่ ๒ นั้น ข้อเท็จจริงดังกล่าวจะเป็นจริงหรือไม่ก็เป็นอีกเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม ต้องห้ามตาม ป.วิ. พ. มาตรา ๑๗๗ วรรคสาม ๑๗๙ วรรคท้าย ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๗ ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 74,2,,"ผู้ซื้อที่ดินจากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดี ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดอ้างว่าที่ดินมีที่ตั้ง ลักษณะและเนื้อที่ไม่ตรงตามประกาศ ขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีจะต้องยื่นคำร้องภายในกำหนดระยะเวลาใด ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๗๒๔/๒๕๖๓ การกล่าวอ้างว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีฝ่าฝืนต่อกฎหมายเป็นเหตุให้ผู้ร้องต้องเสียหายตาม ป.วิ. พ. มาตรา ๒๙๕ วรรคสอง ซึ่งผู้ร้องต้องยื่นคำร้อง ก่อนการบังคับคดีได้เสร็จลงแต่ต้องไม่ช้ากว่าสิบห้าวันนับแต่วันที่ทราบข้อความหรือ พฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้นตามมาตรา ๒๙๕ วรรคสาม เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๑๘๔๙ และ ๓๔๕๑๗ ในวันที่ ๑๐ มีนาคม ๒๕๖๑ และผู้ร้องเข้าทำสัญญาซื้อขายกับเจ้าพนักงานบังคับคดีในวันดังกล่าว แม้ตามหนังสือสัญญาซื้อขายระบุว่า ผู้ร้องจะนำเงินส่วนที่เหลือมาชำระภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันซื้อเป็นต้นไปก็ตาม แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีอนุญาตให้ผู้ร้องขยายระยะเวลาชำระเงินส่วนที่เหลือออกไปถึงวันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๖๑ เมื่อผู้ร้องนำเจ้าพนักงานรังวัดสำนักงานที่ดินไปตรวจสอบที่ดังและเนื้อที่ของที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๑๘๔๙ และ ๓๔๕๑๗ ในวันที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๖๑ และทราบว่าที่ดินทั้ง ๒ แปลง มีที่ตั้งลักษณะและเนื้อที่ไม่ตรงตามประกาศขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดี ถือว่าผู้ร้องทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้นแล้วนับแต่วันดังกล่าว การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดคดีนี้เมื่อวันที่ ๒๒ มิถุนายน ๒๕๖๑ จึงยังไม่ผ่านกำหนดระยะเวลา ๑๕ วัน ตามที่กฎหมายกำหนด ผู้ร้องจึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดได้ ผู้ร้องบรรยายในคำร้องว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เป็นเหตุให้ผู้ร้องเสียหาย โดยผู้ร้องได้แนบสำเนาหนังสือสัญญาซื้อขายสำเนาโฉนดที่ดินและสำเนาประกาศขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีมาท้ายคำร้องซึ่งในเบื้องต้นเห็นได้ว่า เนื้อที่ดินตามที่ระบุในสำเนาโฉนดที่ดินเลขที่ ๓๑๘๔๙ ไม่ตรงกับที่ระบุไว้ในประกาศขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดี เช่นนี้ ศาลชั้นต้นชอบที่จะไต่สวนคำร้องของผู้ร้องให้ได้ข้อเท็จจริงเป็นที่แน่ชัดเสียก่อนว่า มีกรณีที่เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีฝ่าฝืนต่อกฎหมายหรือไม่ เมื่อคดีปรากฏเหตุที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยการพิจารณา จึงต้องยกคำสั่งและคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๓ (๒) ประกอบมาตรา๒๕๒ แล้วย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องของผู้ร้องแล้วมีคำสั่งตามรูปคดีต่อไป ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 74,2,,"โจทก์ฟ้องว่าจำเลยลักเงินของผู้เสียหาย ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทางพิจารณาฟังได้ว่าการกระทำของจำเลยเป็นการฉ้อโกงธนาคาร ก. ศาลจะลงโทษจำเลยฐานฉ้อโกงได้หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๘๗/๒๕๖๓ การที่จำเลยที่ ๑ ปลอมเช็คและใช้เช็คปลอมนำไปเบิกเงินจากธนาคาร ก.เป็นการแสดงข้อความอันเป็นเท็จว่าลายมือชื่อผู้สังจ่ายเป็นลายมือชื่อที่แท้จริงของผู้เสียหายที่ ๒ ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนผู้เสียหายที่ ๑ เงินที่จำเลยที่ ๑ ได้รับไปจึงเป็นเงินของธนาคาร ก. ที่จำเลยที่ ๑ ได้มาจากการหลอกลวง มิใช่เงินของผู้เสียหายที่ ๑ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๗๒ จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานลักเงินของผู้เสียหายที่ ๑ แต่เป็นความผิดฐานฉ้อโกงธนาคาร ก. เมื่อโจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ ๑ ลักเงินของผู้เสียหายที่ ๑ แต่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทางพิจารณาฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ ๑ ลักเงินผู้เสียหายที่ ๑ และฟังได้ว่าการกระทำของจำเลยที่ ๑ เป็นการฉ้อโกงธนาคาร ก. เป็นความผิดต่อผู้เสียหายต่างคนจากที่โจทก์บรรยายฟ้อง จึงเป็นข้อเท็จจริงแตกต่างจากที่กล่าวในฟ้องในข้อสาระสำคัญไม่อาจลงโทษจำเลยที่ ๑ ฐานฉ้อโกงได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๒ วรรคสอง และไม่อาจสั่งให้จำเลยที่ ๑ คืนเงินแก่ผู้เสียหายที่ ๑ ได้ ",วิ.อาญา,,,,,,, 74,2,," ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นลดโทษให้จำเลย แต่คำนวณโทษผิดพลาด โจทก์มิได้มีการขอให้ลงโทษให้ถูกต้อง ศาลฎีกาจะแก้ไขโทษจำเลยให้ถูกต้องได้หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๓๔๖/๒๕๖๓ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ ๒ ฐานร่วมกันทำรายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส จำคุกกระทงละ ๑ ปี รวม ๒ กระทง เป็นจำคุก ๒ ปี ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ พิพากษาแก้เป็นลดโทษให้จำเลยที่ ๒ กระทงละหนึ่งในสี่ คงจำคุกจำเลยที่ ๒ กระทงละ ๘ เดือน รวม ๒ กระทง เป็นจำคุก ๑๖ เดือน เป็นการคำนวณโทษผิดพลาดที่ถูกเป็นจำคุกกระทงละ ๙ เดือน รวม ๒ กระทง เป็นจำคุก ๑๘ เดือน โจทก์มิได้ฎีกาขอให้ลงโทษให้ถูกต้อง ศาลฎีกาไม่อาจแก้ไขโทษจำเลยที่ ๒ ให้ถูกต้องได้เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลย ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๒ ประกอบมาตรา ๒๒๕ ",วิ.อาญา,,,,,,, 74,3,,"ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งอ่านคำพิพากษาศาลยุทธธรรม์และมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาฎีกา อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๖๑/๒๕๖๔ จำเลยได้ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้ ภ. ผู้พิพากษาที่พิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น หรือ อ. หรือ ว. หรือ ศ. ผู้พิพากษาที่พิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธณ์ภาค ๒ อนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ พร้อมกับคำฟ้องฎีกาที่ขอให้รอการลงโทษ แต่ปรากฏว่า ย. ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งอ่านคำพิพากษาศาลยุทธณ์ภาค ๒ และมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยขยายระยะเวลาฏีกาในปัญหาข้อเท็จจริง การอนุญาตให้ฎีกดังกล่าวจึงไม่ชอบเพราะ ย. มิใช่ผู้พิพากษาที่พิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งในศาลชั้นต้น จึงไม่อาจอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๑ คำสั่งของศาลชั้นต้นที่รับฎีกาของจำเลยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.อ. อันว่าด้วยฎีกา ศาลฎีกายกขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕ ",วิ.อาญา,,,,,,, 74,3,,โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในข้อหาความผิดฐานร่วมกับลักทรัพย์ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทางพิจารณาฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานรับของโจร ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยข้อหารับของโจรได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๙๕๙/๒๕๖๔ ฎีกาของจำเลยที่ ๑ ในปัญหาข้อกฎหมายว่า ศาลล่างทั้งสองไม่มีอำนาจลงโทษจำเลยที่ ๑ ในข้อหาความผิดฐานรับของโจรเพราะพนักงานสอบสวนไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลยที่ ๑ และไม่ได้ทำการสอบสวนจำเลยที่ ๑ ในข้อหาความผิดฐานรับของโจรทั้งเป็นการพิพากษานอกเหนือฟ้องและคำขอท้ายฟ้อง กับข้อเท็จจริงที่ปรากฏในฟ้องแตกต่างกับข้อเท็จจริงในทางพิจารณาในข้อสาระสำคัญจนไม่อาจจะรับฟังลงโทษจำเลยที่ ๑ ได้แม้จำเลยที่ ๑ จะมีได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลอุทธรณ์ภาค ๑ แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยที่ ๑ มีสิทธิยกปัญหานี้ขึ้นฎีกาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา ๒๒๕ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ ๑ ในข้อหาความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ โดยใช้ยานพาหนะเพื่อความสะดวกแก่การลักทรัพย์ การพาทรัพย์นั้นไป และเพื่อให้พ้นจาก การจับกุม ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทางพิจารณาฟังได้ว่าจำเลยที่ ๑ กระทำความผิด ฐานรับของโจร ข้อแตกต่างดังกล่าวประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๒ วรรคสาม บัญญัติไว้ว่าเป็นข้อแตกต่างในรายละเอียด มิให้ถือว่าต่างกันในข้อสาระสำคัญ ทั้งมิให้ถือว่าข้อที่พิจารณาได้ความนี้เป็นเรื่องเกินคำขอหรือเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ ประกอบกับจำเลยที่ ๑ นำสืบว่าไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุและไม่เคยรู้จัก กับ ส. ซึ่งกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ตามฟ้องมาก่อน แสดงว่าจำเลยที่ ๑ ไม่ได้หลงต่อสู้ศาลล่างทั้งสองมีอำนาจลงโทษจำเลยที่ ๑ ข้อหารับของโจรได้ตามข้อเท็จจริงที่ได้ความ จากทางพิจารณา ส่วนการที่พนักงานสอบสวนมิได้แจ้งข้อมูลว่าหาและสอบสวนจำเลยที่ ๑ ข้อหาความผิดฐานรับของโจรเป็นเรื่องที่กฎหมายห้ามมิให้พนักงานอัยการนำคดีมาฟ้องใน ข้อหาดังกล่าวเท่านั้น ",วิ.อาญา,,,,,,, 74,3,,ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานลักทรัพย์ตามฟ้อง ศาล อุทธรณ์พิพากษาว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานยักยอก ก่อนโจทก์ยื่นฎีกา ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตชอบหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๙๗๒/๒๕๖๓ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานลักทรัพย์นายจ้างตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๕ (๑๑) รวม ๕๘ กรรม และฐานลักทรัพย์ของนายจ้างในเวลากลางคืน ตามมาตรา ๓๓๕ (๑) (๑๑) รวม ๑๕ กรรม อันเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน และศาลชั้นต้น พิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานลักทรัพย์ของนายจ้างตามมาตรา ๓๓๕ (๑๑) รวม ๗๓ กรรม แต่เมื่อศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วได้ความว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานยักยอกตาม ป.อ. มาตรา ๓๕๒ จึงพิพากษาลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่ได้ความ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคสองและวรรคสาม ฉะนั้น เมื่อยังไม่มีคำพิพากษา ศาลฎีกาเปลี่ยนแปลงแก้ไขคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ก็ด้วยกันว่าคดีนี้เป็นคดีความผิดต่อส่วนตัวตามที่ศาลอุทธรณ์พิพากษา การที่ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์ต่อ ศาลชั้นต้นก่อนโจทก์ยื่นฎีกาและศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์ แล้วนั้น สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๓๙ (๒) และจำหน่าย คดีไปแล้ว ดังนั้น คำพิพากษาศาลล่างก็ย่อมระงับไปในตัว ไม่มีผลบังคับต่อไป กรณีไม่มี คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่โจทก์จะยื่นคัดค้านได้ดึก ",วิ.อาญา,,,,,,, 74,3,,ราษฎรเป็นโจทก์ฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาต่อศาลแขวงต้องคำนึงหรือไม่ว่าโจทก์ขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวนเงินมากน้อยเพียงใด หากศาลแขวงไม่รับฟ้องคดีอาญาหรือพิพากษายกฟ้องคดีส่วนอาญาจะรับฟ้องคดีส่วนแพ่งไว้พิจารณาได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๖๒/๒๕๖๔ การฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๔๐ ให้ผู้เสียหายสามารถฟ้องคดีแพ่งรวมไปกับคดีอาญาและให้ศาลที่พิจารณาคดีอาญาพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งไปในคราวเดียวกันในกรณีที่ศาลที่จะพิจารณาคดีอาญารับฟ้องคดีส่วนอาญาไว้พิจารณาแล้ว แม้โดยปกติหากศาลนั้นเป็นศาลแขวงซึ่งตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมมาตรา ๑๗ ประกอบมาตรา ๒๕ (๔) มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งซึ่งราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจำนวนเงินที่ฟ้องไม่เกินสามแสนบาทก็ตาม ศาลนั้นก็มีอำนาจรับฟ้องคดีส่วนแบ่งดังกล่าวไว้พิจารณาพิพากษาโดยไม่จำต้องคำนึงว่าโจทก์ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นจำนวนเงินมากน้อยเพียงใด แม้โจทก์จะฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเกินกว่าอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลแขวงก็ตาม ในกรณีที่ศาลที่จะพิจารณาคดีอาญาไม่รับฟ้องคดีส่วนอาญา ไว้พิจารณาหรือพิพากษายกฟ้องคดีส่วนอาญา การพิจารณาว่าศาลแขวงมีอำนาจรับฟ้องคดีส่วนแบ่งไว้พิจารณาพิพากษาหรือไม่ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยเขตอำนาจศาล ตามมาตรา ๒ (๑) ว่าศาลนั้นมีอำนาจที่จะพิจารณาพิพากษาคดีนั้นได้ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรมหรือไม่ โดยศาลแขวงคงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งซึ่งราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจำนวนเงินที่ฟ้องไม่เกินสามแสนบาท ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องคดีส่วนอาญา และโจทก์ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งเกินกว่าอำนาจของศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลแขวงจะรับฟ้องคดีส่วนแพ่งไว้พิจารณาพิพากษา การที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษายกฟ้องคดีส่วนแพ่ง เท่ากับต้องให้ศาลชั้นต้นรับฟ้องคดีส่วนแพ่งที่ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลชั้นต้นไว้พิจารณา จึงเป็นการไม่ชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่าไม่รับฟ้องคดีส่วนแพ่งไว้พิจารณา ",วิ.อาญา,,,,,,, 74,3,,"การอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ โดยขอให้ศาลอุทธรณ์กลับคำสั่งศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งใหม่ตามลำดับขั้นตอนการดำเนินกระบวนการพิจารณาตามกฎหมาย ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางพร้อมอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๙ หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๐๐/๒๕๖๓ ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๙ บทบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับเฉพาะกรณีอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งซึ่งขาดตัดสินคดีของศาลชั้นต้น ตลอดจนการอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่มีผลกระทบต่อคำพิพากษาหรือคำสั่งซึ่งขาดตัดสินคดีของศาลชั้นต้นเท่านั้น ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระหนี้แก่โจทก์ จำเลยที่ ๒ ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบโดยโจทก์ไม่ได้แถลงเพื่อดำเนินการในส่วนที่ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องแก่จำเลยที่ ๒ ไม่ได้ตามคำสั่งศาล และจำเลยที่ ๒ ไม่ได้จงใจขายนัดยื่นคำให้การขอให้พิจารณาคดีใหม่ ศาลชั้นต้นพิเคราะห์คำร้องแล้วเห็นว่า จำเลยที่ ๒ มาศาลในวันดังกล่าวและแถลงขอเลื่อนคดีทั้งลงชื่อทราบวันนัดไว้แล้ว แม้โจทก์ไม่แถลงเรื่องการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลยที่ ๒ ไม่ได้ ก็ไม่ใช่เหตุที่จะสั่งว่าโจทก์ทิ้งฟ้อง ส่วนวันนัดทนายโจทก์จะแจ้งจำเลยที่ ๒ ว่าไม่ต้องเข้าห้องพิจารณาหรือไม่ ไม่ใช่การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลกรณีจึงไม่อาจรับฟังว่าจำเลยที่ ๒ ไม่จงใจขายนัด มีคำสั่งให้ยกคำร้องการที่จำเลยที่ ๒ อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว โดยขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ กลับคำสั่งของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งใหม่ตามลำดับขั้นตอนการดำเนินกระบวนพิจารณาตามกฎหมาย ซึ่งหากศาลอุทธรณ์ภาค ๙ พิจารณาเห็นชอบด้วยตามข้ออุทธรณ์ของจำเลยที่ ๒ ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ ก็จะพิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น และให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลยที่ ๒ ไว้ พิจารณาและไต่สวนพยานของจำเลยที่ ๒ แล้วมีคำสั่งไปตามรูปคดีว่าจะอนุญาตให้จำเลยที่ ๒ พิจารณาคดีใหม่หรือไม่ ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ ไม่อาจพิจารณาและอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ได้เพราะยังไม่มีข้อเท็จจริงที่จะนำมาวินิจฉัยว่ากระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นเกิดขึ้นโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ การอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ ๒ ในชั้นนี้ไม่มีผลโดยตรงต่อคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้สิ้นผลบังคับแต่อย่างใด จำเลยที่ ๒ จึงไม่ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๙ ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 74,4,,การแอบบันทึกภาพและเสียงการสนทนา (เทปบันทึกเสียง บันทึกการถอดเทป แผ่นซีดี) จะรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ (ก) กรณีที่ศาลรับฟังเป็นพยานหลักฐาน คําพิพากษาฎีกาที่ ๒๒๘๑/๒๕๕๕ ๒๒๘๑/๒๕๕๕ การแอบบันทึกเทปขณะที่มีการสนทนากัน ระหว่างโจทก์ร่วมกับพยานและจําเลยที่ ๒ โดยที่โจทก์ร่วมและพยานไม่ทราบมาก่อน เป็นการแสวงหาพยานหลักฐานโดยมิชอบ ห้ามมิให้ศาลรับฟังเป็นพยานนั้นตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๖ แม้หลักกฎหมายดังกล่าวจะใช้ตัดพยานหลักฐานของเจ้าพนักงานของรัฐเพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนมิให้เจ้าพนักงานของรัฐใช้วิธีการแสวงหา พยานหลักฐานโดยมิชอบ แต่ ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๖ ไม่ได้บัญญัติห้ามไม่ให้นําไปใช้ กับการแสวงหาพยานหลักฐานของบุคคลธรรมดา อย่างไรก็ตาม ระหว่างพิจารณา คดีได้มี พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ ๒๘) พ.ศ. ๒๕๕๑ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ โดยมาตรา ๑๑ บัญญัติให้ เพิ่มมาตรา ๒๒๖/๑ ป.วิ.อ. กําหนดให้ศาลรับฟังพยานหลักฐานที่ได้มาโดยมิชอบได้ ถ้าพยานหลักฐานนั้นจะเป็นประโยชน์ต่อการอํานวยความยุติธรรมมากกว่าผลเสียอัน เกิดจากผลกระทบต่อมาตรฐานของระบบงานยุติธรรมทางอาญา ศาลจึงนําบันทึกเทป ดังกล่าวมารับฟังได้ คําพิพากษาฎีกาที่ ๕๐/๒๕๖๓ จําเลยเป็นเจ้าพนักงาน ผ่านการว่าความมา เป็นจํานวนมาก ย่อมคุ้นเคยกับการซักถามพยานในรูปแบบต่าง ๆ เป็นอย่างดี ข้อเท็จจริง ปรากฏตามบันทึกการถอดเทปสนทนาระหว่างจําเลยกับ ภ. ว่า ภ. พยายามขอร้องให้ จําเลยช่วยเหลือ อ. เพื่อมิให้ถูกดําเนินคดี ซึ่งจําเลยก็มิได้ปฏิเสธ เพียงแต่รอให้ ภ. เสนอ จํานวนเงิน และเมื่อ ภ. ซักถาม จําเลยยังพูดอธิบายรายละเอียดต่าง ๆ เกี่ยวกับขั้นตอน การดําเนินคดีแก่ อ. เพื่อโน้มน้าวให้ ภ. เห็นว่าข้อหานําเมทแอมเฟตามีนเข้ามาใน ราชอาณาจักรมีอัตราโทษสูงส่อแสดงว่าจําเลยตอบคําถามของ ภ. ด้วยความสมัครใจ แม้การแอบบันทึกภาพและเสียงการสนทนาระหว่างจําเลยกับ ภ. ตามแผ่นซีดี หมาย วจ.๑ และ วจ.๒ จะเป็นการแสวงหาหลักฐานโดยมิชอบตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๖ ก็ตาม แต่ ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๖/๑ บัญญัติให้ศาลรับฟังพยานหลักฐานที่ ได้มาโดยมิชอบได้ ถ้าการรับฟังพยานหลักฐานนั้นจะเป็นประโยชน์ต่อการอํานวย ความยุติธรรมมากกว่าผลเสียอันเกิดจากผลกระทบต่อมาตรฐานของระบบงาน ยุติธรรมทางอาญา ดังนั้น แม้แผ่นซีดีหมาย วจ.๑ และ วจ.๒ รวมทั้งบันทึกการ ถอดเทปสนทนาดังกล่าวจะได้มาโดยมิชอบ ศาลก็นํามารับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ แม้ขณะเกิดเหตุ ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๖/๑ จะยังไม่ประกาศใช้ แต่บท บัญญัติดังกล่าวเป็นกฎหมายวิธีสบัญญัติและมีผลใช้บังคับทันทีนับแต่วันที่กฎหมายมีผล ใช้บังคับ คือวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ กรณีเช่นนี้หาใช่เป็นการใช้กฎหมายย้อนหลัง ศาลมีอํานาจนําบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๖/๑ มาใช้บังคับแก่คดีนี้ได้ (ข) กรณีที่ศาลไม่รับฟังเป็นพยานหลักฐาน คําพิพากษาฎีกาที่ ๘๕๗๕/๒๕๖๓ การกระทําของ น. ที่แอบนําเอาเครื่อง บันทึกเสียงมาทําการบันทึกการสนทนาระหว่างจําเลยทั้งสองกับคู่สนทนา โดย จําเลยทั้งสองไม่ทราบว่าขณะที่ตนทําการสนทนาอยู่นั้น การสนทนาได้ถูกบันทึก ลงไปในเครื่องบันทึกเสียงเรียบร้อยแล้ว ย่อมเป็นการกระทบกระเทือนต่อสิทธิเสรีภาพ ส่วนบุคคลของจําเลยทั้งสองอย่างชัดแจ้ง จึงเป็นการแสวงหาพยานหลักฐานโดยมิชอบ ซึ่งต้องห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานหลักฐานนั้น ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๖ แม้หลัก กฎหมายดังกล่าวจะใช้ตัดพยานหลักฐานของเจ้าพนักงานของรัฐเพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ของประชาชน มิให้เจ้าพนักงานของรัฐใช้วิธีการแสวงหาพยานหลักฐานโดยมิชอบ แต่ ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๖ ไม่ได้บัญญัติห้ามไม่ให้นําไปใช้กับการแสวงหาพยาน หลักฐานของบุคคลธรรมดาจึงนําไปใช้บังคับแก่กรณีที่เอกชนผู้เสียหายเป็นผู้ได้พยาน หลักฐานนั้นมาจากการกระทําโดยมิชอบด้วย ส่วนจะมีเหตุยกเว้นให้สามารถรับฟังพยานหลักฐานที่ได้มาโดยมิชอบนั้นได้หรือไม่ ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๖/๑ บทบัญญัติแห่ง กฎหมายดังกล่าวเป็นข้อยกเว้นให้ศาลสามารถใช้ดุลพินิจรับฟังพยานหลักฐานที่ได้มาด้วย วิธีการอันเกิดจากการกระทําที่ละเมิดต่อสิทธิส่วนบุคคล ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครอง สิทธิเสรีภาพของประชาชนจึงต้องรับฟังด้วยความระมัดระวัง และต้องพิจารณาถึง พฤติการณ์ทั้งปวงแห่งคดีโดยคํานึงถึงปัจจัยต่าง ๆ ดังที่กฎหมายกําหนดไว้ โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้ลงโทษจําเลยทั้งสองในความผิดฐานหมิ่นประมาทอัน เป็นการพิพาทระหว่างเอกชนด้วยกัน และเป็นความผิดอันยอมความได้ พฤติการณ์ ของความผิดในคดีจึงมิใช่เรื่องร้ายแรงที่กระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือผลประโยชน์สาธารณะของประชาชนโดยส่วนรวม ทั้งในคดีอาญาโจทก์ทั้งสองมีภาระการพิสูจน์ และ ศาลต้องใช้ดุลพินิจวินิจฉัยชั่งน้ําหนักพยานหลักฐานทั้งปวง โดยจะไม่พิพากษาลงโทษ จนกว่าจะแน่ใจว่ามีการกระทําผิดจริงและจําเลยทั้งสองเป็นผู้กระทําความผิดนั้น ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๗ วรรคหนึ่ง ซึ่งความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยลักษณะแห่งคดียังอยู่ ในวิสัยที่โจทก์ทั้งสองสามารถหาพยานหลักฐานด้วยวิธีการอันสุจริต ชอบด้วยกฎหมาย มาพิสูจน์ความผิดของจําเลยทั้งสองได้ การอนุญาตให้รับฟังพยานหลักฐานที่โจทก์ทั้งสอง ได้มาจากการแสวงหาพยานหลักฐานโดยมิชอบ เท่ากับอนุญาตให้โจทก์ทั้งสองนําพยาน หลักฐานมาเพิ่มเติมในส่วนที่ตนนําสืบบกพร่องไว้ เพื่อจะลงโทษจําเลยทั้งสองแต่เพียงอย่างเดียว ทั้งที่เป็นการละเมิดต่อสิทธิส่วนบุคคลของจําเลยทั้งสองและกระทบ กระเทือนต่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชน อันเป็นการขัดต่อหลักการพื้นฐาน ของการดําเนินคดีอาญาโดยทั่วไป ประกอบกับโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นผู้แสวงหาพยาน หลักฐานโดยมิชอบ มิใช่ผู้ที่จะต้องได้รับการลงโทษในทางอาญาหากศาลปฏิเสธ ไม่รับฟังพยานหลักฐานเช่นว่านั้นดังนี้ เมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์ต่าง ๆ แห่งคดีโดยตลอด แล้ว การรับฟังพยานหลักฐานนั้นมิได้เป็นประโยชน์ต่อการอํานวยความยุติธรรม แต่กลับจะเป็นผลเสียที่กระทบต่อมาตรฐานของระบบงานยุติธรรมทางอาญาหรือสิทธิเสรีภาพพื้นฐานของประชาชนมากกว่า บันทึกเสียงการสนทนาและข้อความจากการถอดเทปไม่อาจรับฟังได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๖ และ ๒๒๖/๑ ",วิ.อาญา,,,,,,, 74,4,,"คดีอาญาซึ่งได้ถอนฟ้องไปจากศาลแล้วโจทก์กลับมาฟ้องจำเลยในการกระทำอันเดียวกันอีก แต่เพิ่มเติมการกระทำของจำเลยหรือฐานความผิดจากการกระทำเดิมได้หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๐๘๕/๒๕๖๓ โจทก์เคยฟ้องจำเลยทั้งหกมาครั้งหนึ่งอันเนื่องมาจากโจทก์ถูกจำเลยทั้งหกหลอกลวงให้ร่วมผลิตอาหารเสริมมีคุณภาพสูง ผลิตจากโรงงานของตนเองควบคุมการผลิตโดยบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ และรับจ้างทำการตลาดอย่างครบวงจรขอให้ลงโทษฐานร่วมกันฉ้อโกง ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องไปแล้ว โจทก์กลับมาฟ้องจำเลยทั้งหกในการกระทำอันเดียวกันอีก แม้คำฟ้องในคดีนี้จะต่างจากคำฟ้องคดีในเดิมโดยโจทก์ เพิ่มเติมการกระทำของจำเลยทั้งหกว่าร่วมกันหลอกลวงประชาชนและนำเข้าระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จว่าจำเลยที่ ๑ เป็นโรงงานที่มีกรรมวิธีการผลิตที่ดี ทันสมัย ถูกต้องมาตรฐาน GMP รับผลิตผลิตภัณฑ์อาหารเสริม เครื่องสำอาง คุณภาพสูง มีมาตรฐานรับรอง ผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นได้มาตรฐานองค์การอาหารและยา มีบริการตั้งแต่การวิจัย มีบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญด้านต่าง ๆ เกี่ยวกับการผลิตเครื่องสำอางอย่างครบครัน และมีการพัฒนาโดยผู้เชี่ยวชาญสามารถคิดสูตรที่ใช้ได้ผลมีราคาไม่แพงมาก มีการออกแบบผลิตภัณฑ์และมีการแนะนำการตลาดที่ดี ทำให้โจทก์หลงเชื่อว่าเป็นความจริง ขอให้ลงโทษฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนและพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๑๔ (๑) แต่ก็ต้องถือว่าเป็นการกระทำอันเดียวกันกับที่โจทก์ฟ้องในคดีเดิม มิใช่ถือเอาคำบรรยายฟ้องหรือฐานความผิดที่โจทก์ตั้งเอาแก่จำเลยเป็นเกณฑ์มิฉะนั้นแล้วจำเลยกระทำความผิดเพียงครั้งเดียว โจทก์มีสิทธิดำเนินคดีแก่จำเลยได้หลายครั้งโดยไม่รู้จักจบสิ้น จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๖ เมื่อได้มีการฟ้องคดีต่อศาลโดยถูกต้องแล้วแม้ตามคำร้องขอถอนฟ้องของโจทก์ ในคดีก่อนจะอ้างเหตุขอถอนฟ้องเพื่อฟ้องจำเลยทั้งหกเป็นคดีใหม่ฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชน แต่เมื่อศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องได้ก็ต้องถือว่าเป็นการถอนฟ้องคดีอาญาให้เสร็จไปทั้งเรื่อง จึงอยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะนำมาฟ้องใหม่ไม่ได้ ",วิ.อาญา,,,,,,, 74,5,,หนี้ค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการดูแลรักษาทรัพย์ส่วนกลางตามพระราชบัญญัติอาคารชุด แต่มิได้จดแจ้งและลงรายการต่อเจ้าพนักงานที่ดินขณะมายื่นคำร้องขอรับชำระหนี้บุริมสิทธิ ผู้ร้องมีสิทธิขอรับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้อื่นหรือขอเฉลี่ยทรัพย์หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๒๕๔/๒๕๖๔ ผู้ร้องยื่นคำร้องว่าเป็นผู้มีสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้หรือได้รับส่วนแบ่งจากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดโดยอาศัยอำนาจบุริมสิทธิเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายตาม พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๑ (๒) โดยให้ถือว่าเป็นบุริมสิทธิในลำดับเดียวกับบุริมสิทธิตามมาตรา ๒๗๓ (๑) รักษาอสังหาริมทรัพย์ แห่ง ป.พ.พ. อันทำให้ผู้ร้องมีสิทธิเหนือห้องชุดของจำเลยในการที่จะได้รับชำระหนี้ที่ค้างชำระก่อนเจ้าหนี้อื่น ผู้ร้องจึงมีหน้าที่ต้องไปบอกลงทะเบียนในมูลหนี้ดังกล่าวหรือส่งรายการหนี้ดังกล่าวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อให้เกิดผลในบุริมสิทธิดังกล่าวตาม ป.พ.พ. มาตรา ๒๘๕ ผู้ร้องแจ้งจำนวนหนี้ค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการดูแลรักษาทรัพย์ส่วนกลางที่จำเลยค้างชำระต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีซึ่งเป็นเจ้าพนักงานผู้ทำหน้าที่บังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้เพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษาไม่ใช่เป็นการบอกกล่าวลงทะเบียนหรือส่งรายการหนี้ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพราะพนักงานเจ้าหน้าที่ตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ. ๒๕๒๒ หมายถึง ผู้ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยแต่งตั้งให้ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัติดังกล่าวแล้ว ซึ่งขณะนั้น ได้แก่ อธิบดีกรมที่ดินและเจ้าพนักงานที่ดินตามคำสั่งกระทรวงมหาดไทยที่ ๔๓๔/๒๕๒๒ ลงวันที่ ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๒๒ เมื่อผู้ร้องไม่ได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติของกฎหมายที่เกี่ยวกับการจัดแจ้งและลงรายการเกี่ยวกับบุริมสิทธิให้ถูกต้อง ย่อมทำให้บุริมสิทธิของผู้ร้องที่มีเหนือห้องชุดสิ้นผลไปตาม ป.พ.พ. มาตรา ๒๘๕ ผู้ร้องจึงอยู่ในฐานะเจ้าหนี้สามัญที่มีสิทธิเพียงขอเฉลี่ยในเงินที่ได้จากการขายห้องชุดของจำเลย แต่ผู้ร้องยังมิได้เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๓๒๖ วรรคหนึ่ง ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิที่จะร้องขอเฉลี่ยหนี้ในคดีนี้ แม้ต่อมาภายหลังผู้ร้องได้จัดแจ้งและลงรายการหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่จำเลยค้างชำระต่อเจ้าพนักงานที่ดินก็ตาม ก็เป็นการจัดแจ้งและลงรายการภายหลังที่ผู้ร้องยื่นแบบแจ้งรายการหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางในฐานะเจ้าหนี้สามัญ ไม่มีผลย้อนหลังให้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางดังกล่าวกลายเป็นหนี้บุริมสิทธิ ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 74,5,,"ผู้รับจำนองซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษายืนคำร้องขอรับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนองก่อนเจ้าหนี้อื่นและมีคำขอว่า หากโจทก์ถอนการยึดหรือสละสิทธิในการบังคับคดีหรือเพิกเฉยไม่ดำเนินการบังคับคดีต่อไปแล้วผู้ร้องขอสวมสิทธิในการบังคับคดีต่อไป ดังนี้ ศาลจะพิพากษาตามที่ขอได้หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๔๕๓/๒๕๖๓ ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยที่ ๒ และเป็นผู้รับจำนองของจำเลยที่ ๒ ในทรัพย์จำนองที่ถูกยึดในคดีนี้ การที่ผู้ร้องนำหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวมายื่นคำร้องขอรับชำระหนี้บุริมสิทธิจำนองตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๓๒๔ ย่อมเป็นการบังคับคดีตามคำพิพากษาของศาล ซึ่งคดีดังกล่าวศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาถึงที่สุดโดยศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ให้คู่ความฟัง เมื่อนับถึงวันที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอยังไม่พ้นกำหนดระยะเวลาบังคับคดีสิบปีนับแต่วันที่มีคำพิพากษาชั้นที่สุดตาม ป.วิ.พ.มาตรา ๒๗๔ และมิใช่กรณีที่หนี้ประธานขาดอายุความจึงไม่อยู่ในบังคับของ ป.พ.พ.มาตรา ๑๙๓/๒๗ ประกอบมาตรา ๗๔๕ ที่ผู้ร้องจะบังคับเอาดอกเบี้ยที่ค้างชำระในการจำนองเกินกว่า ๕ ปีไม่ได้ พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ ๓๐) พ.ศ. ๒๕๖๐ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติว่าด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งเมื่อคดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้บุริมสิทธิจำนองวันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๑ ภายหลังจากที่กฎหมายใหม่ใช้บังคับในวันที่ ๕ กันยายน ๒๕๖๐ จึงต้องนำกฎหมายใหม่มาใช้บังคับแก่กรณีดังกล่าวซึ่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๓๒๗ บัญญัติว่า “ในกรณีที่มีการถอนการบังคับคดีให้เจ้าพนักงานบังคับคดีส่งคำบอกกล่าวถอนการบังคับคดีให้ผู้ยื่นคำร้องขอซึ่งได้รับอนุญาตจากศาลตามมาตรา ๓๒๔.."" ดังนั้น หากมีการถอนการบังคับคดีจึงต้องดำเนินการตามขั้นตอนของบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า ในกรณีที่โจทก์สละลิทธิในการบังคับคดีหรือเพิกเฉยไม่ดำเนินการบังคับคดีภายในเวลาที่เจ้าพนักงานบังคับคดีกำหนดให้ผู้ร้องดำเนินการบังคับคดีต่อไปนั้นจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่า หากโจทก์ถอนการบังคับคดีให้ดำเนินการตามขั้นตอนในบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๓๒๗ ต่อไป ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 74,5,,เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา (ผู้รับจำนอง) ที่หมดสิทธิบังคับคดีโอนสิทธิเรียกร้องในหนี้ดังกล่าวให้แก่ผู้ร้อง (ผู้รับโอนสิทธิการรับจำนอง) ดังนี้ ผู้ร้องมีสิทธิขอสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๗๘๖/๒๕๖๔ แม้โจทก์เดิมเพียงแต่ให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีแต่มิได้ดำเนินการบังคับคดีโดยขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดหรืออายัดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาภายในกำหนดสิบปีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗๑ (เดิม) (ปัจจุบันคือมาตรา ๒๗๔) ก็มีผลเพียงทำให้โจทก์เดิมหมดสิทธิบังคับคดีในคดีดังกล่าวและไม่เป็นเหตุให้หนี้จำนองระงับสิ้นไปทรัพย์สิทธิจำนองยังคงมีอยู่และสามารถใช้ยันต่อลูกหนี้จำนองหรือต่อบุคคลภายนอกที่รับโอนทรัพย์สินจำนองนั้นต่อไปได้ แต่ทั้งนี้โจทก์เดิมจะบังคับดอกเบี้ยเกินกว่าห้าปีไม่ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๗๔๕ ประกอบกับการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาย่อมไม่กระทบกระเทือนถึงบุริมสิทธิของผู้รับจำนองซึ่งอาจร้องขอให้บังคับคดีเหนือทรัพย์นั้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๘๗ (เดิม) (ปัจจุบันคือมาตรา ๓๒๒) เมื่อผู้ร้องเป็นผู้รับโอนสิทธิการรับจำนอง ผู้ร้องจึงมีสิทธิร้องขอสวมสิทธิแทนโจทก์เดิมได้ ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 74,5,,ศาลชั้นต้นยกคำร้องขอให้เรียกบุคคลภายนอกเข้ามาเป็นจำเลยร่วมจำเลยมิได้โต้แย้งคำสั่งไว้ จะอุทธรณ์ได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๔๓๔/๒๕๖๔ คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องขอให้เรียกบริษัท จ. เข้ามาเป็นจำเลยร่วม เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา จำเลยจะอุทธรณ์คำสั่งนั้นได้ จะต้องโต้แย้งคำสั่งนั้นไว้ และ ต้องอุทธรณ์คำสั่งภายหลังเวลาที่ศาลมีคำพิพากษาแล้วตาม ป.ว.พ. มาตรา ๒๒๖ วรรคหนึ่ง แต่จำเลยไม่ได้โต้แย้งคำสั่งระหว่างพิจารณานั้นไว้ จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ ตามบทกฎหมายดังกล่าว แม้ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งรับอุทธรณ์ในส่วนอุทธรณ์คำสั่งของ จำเลยไว้ด้วย ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ ก็ไม่มีอำนาจวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในส่วนนี้ได้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ วินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวจึงไม่ชอบและถือว่าปัญหาที่ ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค ๘ การที่จำเลยฎีกาปัญหาที่ขึ้นมา จึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๕ วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา ๒๕๒ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 74,6,,การอุทธรณ์ฎีกาเกี่ยวกับค่าสินไหมทดแทนในคดีส่วนแพ่งในการยื่นคำร้องขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๔๔/๑ มีหลักเกณฑ์อย่างไร,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๕๔๔/๒๕๖๔ การยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๔๔/๑ เป็นการใช้สิทธิยื่นคำร้องในคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ มิใช่เป็นคดีที่โจทก์ร่วมฟ้องเองโดยตรง จึงต้องถือว่าคำพิพากษาในส่วนที่โจทก์ร่วมเรียกค่าสินไหมทดแทนเป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษาในคดีส่วนอาญา ทั้งการพิพากษาคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๔๖ สิทธิในการอุทธรณ์ฎีกาเกี่ยวกับค่าสินไหมทดแทนในคดีส่วนแพ่งต้องถือคดีส่วนอาญาเป็นหลัก หากคดีส่วนอาญาขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา คดีส่วนแพ่งก็ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์หรือฎีกา แต่หากคดีส่วนอาญาต้องห้ามอุทธรณ์ฎีกาหรือยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ คดีส่วนแพ่งก็ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๔๐ ดังนั้น เมื่อคดีส่วนอาญาโจทก์และจำเลยไม่ได้ฎีกาและโจทก์ร่วมไม่มีสิทธิฎีกา จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๗ สิทธิในการอุทธรณ์ฏีกาคดีส่วนแพ่งจึงต้องพิจารณาตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. ซึ่ง ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๔/๑ บัญญัติว่า “ภายใต้บังคับมาตรา ๒๔๗ คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ให้เป็นที่สุด” และมาตรา ๒๔๗ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “การฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ให้กระทำได้เมื่อได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา” และวรรคสอง บัญญัติว่า “การขออนุญาตฎีกาให้ยื่นคำร้องพร้อมกับคำฟ้องฎีกาต่อศาลชั้นต้นที่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีนั้น..” เช่นนี้ คำพิพากษาในคดีส่วนแพ่งของศาลอุทธรณ์ภาค ๗ ย่อมเป็นที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๔/๑ โจทก์ร่วมจะฎีกาได้ต่อเมื่อยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกามาพร้อมกับคำฟ้องฎีกาและได้รับอนุญาตจากศาลฎีกาจึงจะมีสิทธิฎีกาได้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๗๒๕/๒๕๖๓ คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาตาม ป.วิ.อ มาตรา ๔๔/๑ ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตาม ป.วิ.อ มาตรา ๔๖ ดังนั้น สิทธิในการอุทธรณ์ฎีกาเกี่ยวกับค่าสินไหมทดแทนในคดีส่วนแพ่งดังกล่าวต้องถือคดีส่วนอาญาเป็นหลักหากคดีส่วนอาญาขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา คดีส่วนแพ่งก็ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์หรือฎีกา ฉะนั้น จำเลยจึงไม่จำต้องขออนุญาตฎีกาในคดีส่วนแพ่ง และการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยเฉพาะคดีส่วนอาญาและให้ส่งคำร้องขออนุญาตฎีกาในคดีส่วนแพ่งดังกล่าวมาให้ศาลฎีกาพิจารณาสั่งจึงเป็นการไม่ชอบถึงให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นเฉพาะในส่วนที่ให้ส่งคำร้องขออนุญาตฎีกาในคดีส่วนแพ่งมาให้ศาลฎีกาพิจารณาสั่งและเมื่อคดีส่วนอาญาขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรมีคำสั่งใหม่เป็นรับฎีกาในคดีส่วนแพ่งของจำเลยและหยิบยกขึ้นวินิจฉัยโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนลงไปให้ศาลชั้นต้นดำเนินการก่อน เมื่อจำเลยใช้อาวุธมีดฟันทำร้ายผู้เสียหายเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส จึงเป็นการทำละเมิดต่อผู้เสียหาย ผู้เสียหายมีสิทธิเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยได้ ",วิ.อาญา,,,,,,, 74,6,,"ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทน จะขอรับรองให้ฎีกาข้อเท็จจริงได้หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๘๒๐/๒๕๖๔ ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้จำคุกจำเลย ๑ เดือน ๑๕ วัน เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทน จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๑๙ ตรี ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญา ในศาลแขวง พ.ศ. ๒๔๙๙ มาตรา ๔ และ พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. ๒๕๒๐ มาตรา ๓ จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษเป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการลงโทษของศาลอุทธรณ์ภาค ๒ เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว ทั้งเป็นกรณีที่ไม่อาจรับรองให้ฎีกาข้อเท็จจริงได้ ",วิ.อาญา,,,,,,, 74,6,,"การยื่นคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์สินที่ยึดตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๓๒๓ จะต้องยื่นภายในกำหนดระยะเวลาใด ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๑๒/๒๕๖๔ศาลจังหวัดหนองคายพิพากษาตามยอมว่าจำเลยที่ ๑ ตกลงโอนที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ ๑๕๖๕๐ บางส่วนให้แก่ ล. และผู้ร้องที่ ๒ คดีถึงที่สุด โดยผู้ร้องทั้งสองยังไม่ได้จดทะเบียนสิทธิ ส่วนคดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมโดยจำเลยทั้งสองตกลงชำระหนี้แก่โจทก์ แต่จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้บังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดี ยึดที่ดินพิพาทซึ่งมีชื่อจำเลยที่ ๑ เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ออกขายทอดตลาด ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องทั้งสองมีว่า ผู้ร้องทั้งสองชอบที่จะขอกันที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ ๑๕๖๕๐ บาทส่วนจากการขายทอดตลาดหรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องทั้งสองบรรยายคำร้องว่า ผู้ร้องทั้งสองกับจำเลยที่ ๑ ทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อศาล โดยจำเลยที่ ๑ ตกลงโอนที่ดินพิพาทบางส่วนให้แก่ผู้ร้องทั้งสองซึ่งได้มีการแบ่งการครอบครองกันเป็นส่วนสัดเป็นกรณีที่ผู้ร้องทั้งสองกล่าวอ้างว่าที่ดินพิพาทบางส่วนเป็นของตน ขอให้ปล่อยที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของตนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๓๒๓ แต่ตามสัญญาประนีประนอมยอมความระบุว่า จำเลยที่ ๑ ตกลงโอนที่ดินพิพาทบางส่วนให้แก่ ล. และผู้ร้องที่ ๒ หาได้ระบุว่า จำเลยที่ ๑ ตกลงโอนที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ร้องที่ ๑ ด้วยไม่ ข้อเท็จจริงคงได้ความเพียงว่า ผู้ร้องที่ ๑ เป็นผู้รับมอบอำนาจของ ล. ซึ่งเป็นโจทก์ในคดีดังกล่าวเท่านั้น แม้ต่อมา ล. ถึงแก่ความตายก็ไม่ทำให้ผู้ร้องที่ ๑ มีสิทธิยื่นคำร้องเป็นคดีนี้ในฐานะส่วนตัว เมื่อผู้ร้องที่ ๑ ไม่มีสิทธิใด ๆ ในที่ดินพิพาท ผู้ร้องที่ ๑ จึงไม่มีอำนาจยื่นคำร้องเป็นคดีนี้ปัญหาเรื่องอำนาจอื่นคำร้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายโดยยกขึ้นฎีกา ศาลมฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒ (๕) ประกอบมาตรา ๒๔๖ และมาตรา ๒๕๒ ส่วนผู้ร้องที่ ๒ นั้น ศาลพิพากษาตามยอมโดยจำเลยที่ ๑ ตกลงโอนที่ดินพิพาทบางส่วนให้แก่ผู้ร้องที่ ๒ ตามสัญญาประนีประนอมยอมความและความสำเร็จตามยอม ผู้ร้องที่ ๒ จึงอยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้ก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๐๐ แต่การที่ผู้ร้องที่ ๒ จะขอให้ปล่อยที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของตนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๓๒๓ นั้นเนื่องจากบทบัญญัติดังกล่าวกำหนดให้บุคคลที่อาจร้องขอให้ปล่อยทรัพย์สินที่ยึดยื่นคำร้องขอต่อศาลที่ออกหมายบังคับคดีภายในหกสิบวันนับแต่วันที่มีการยึดทรัพย์สินนั้น แต่ถ้าไม่สามารถยื่นคำร้องขอภายในระยะเวลาดังกล่าว บุคคลนั้นจะยื่นคำร้องขอเมื่อพ้นระยะเวลาเช่นว่านั้นได้ก็ต่อเมื่อมีพฤติการณ์พิเศษ และได้ยื่นคำร้องขอไม่ช้ากว่าเจ็ดวันก่อนวันที่ เจ้าพนักงานบังคับคดีกำหนดไว้เพื่อการขายทอดตลาดหรือจำหน่ายโดยวิธีอื่นซึ่งทรัพย์สินนั้น เป็นครั้งแรก เว้นแต่ในกรณีที่มีเหตุสุดวิสัย บุคคลนั้นจะยื่นคำร้องขอในภายหลังก็ได้ แต่จะ ต้องยื่นเสียก่อนขายทอดตลาดหรือจำหน่ายโดยวิธีอื่นซึ่งทรัพย์สินนั้น คดีนี้เจ้าพนักงาน บังคับคดียืดที่ดินพิพาทเมื่อวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๑ และประกาศขายทอดตลาด ที่ดินพิพาทนัดที่ ๑ ในวันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๖๑ ตามประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดี เอกสารหมายเลข ค.๑ และมีการงดการบังคับคดีไว้ ผู้ร้องที่ ๒ ยื่นคำร้องขอให้ปล่อยที่ดิน พิพาทเฉพาะส่วนของตนเมื่อวันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๖๑ จึงพ้นกำหนดหกสิบวัน นับแต่วันที่มีการยึดทรัพย์สินนั้นและช้ากว่าเจ็ดวันก่อนวันที่เจ้าพนักงานบังคับคดี กำหนดไว้เพื่อการขายทอดตลาดซึ่งทรัพย์สินนั้นเป็นครั้งแรกแล้ว การที่ผู้ร้องที่ ๒ จะยื่นคำร้องขอให้ปล่อยที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของตนในกรณีได้ ผู้ร้องที่ ๒ จะต้องอ้างถึง เหตุสุดวิสัยที่ทำให้ผู้ร้องที่ ๒ ไม่สามารถยื่นคำร้องขอได้ทันภายในกำหนด แต่ตามคำร้อง ผู้ร้องที่ ๒ คงอ้างแต่เพียงว่าที่ดินพิพาทบางส่วนเป็นของผู้ร้องที่ ๒ ตามคำพิพากษา ตามยอมคดีแพ่งของศาลจังหวัดหนองคาย โดยไม่ได้อ้างถึงเหตุสุดวิสัยที่ทำให้ไม่สามารถ ยื่นคำร้องได้ภายในกำหนดแต่อย่างใด ผู้ร้องที่ ๒ จึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องเป็นคดีนี้ ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 74,7,, บุคคลภายนอกเข้ามาผูกพันตนในคดีเข้าเป็นลูกหนี้ร่วมกับจำเลย ศาล พิพากษาตามยอม ต่อมามีการผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ ดังนี้ โจทก์จะบังคับคดี บุคคลภายนอกได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๗๘๗/๒๕๖๔ สัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งศาลชั้นต้น ได้พิพากษาตามยอม คดีถึงที่สุดแล้วระบุให้จำเลยนำ ส. เข้าเป็นลูกหนี้ร่วม ตกลงชำระหนี้แก่โจทก์ ๓,๖๐๐,๐๐๐ บาท โดย ส. ตกลงโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๘๘๒๓๖ พร้อมสิ่งปลูกสร้างอาคาร ๓ ชั้น ให้แก่โจทก์ภายใน ๖ เดือน นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความโดยจำเลยยอมเสียดอกเบี้ยให้แก่โจทก์เดือนละ ๑๐,๐๐๐ บาทจนกว่าจะโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์จนแล้วเสร็จ หากจำเลยและ ส. ลูกหนี้ร่วมผิดสัญญาถือว่าผิดนัด จำเลยและ ส. ยอมให้บังคับคดีได้ทันทีโดยคิดดอกเบี้ยร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป แม้ ส. เป็นบุคคลภายนอกมิใช่คู่ความในคดีที่ถูกฟ้องแต่แรก แต่ ส. ก็ยินยอมเข้ามาในคดีโดยตกลงยอมรับผิดตามสัญญาประนีประนอมยอมความอย่างลูกหนี้ร่วม และได้ลงลายมือชื่อผูกพันตนว่าจะชำระหนี้แก่โจทก์ในสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว ด้วย ประกอบกับบทบัญญัติมาตรา ๒๗๔ วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ ๓๐) พ.ศ. ๒๕๖๐ มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๕ กันยายน ๒๕๖๐ เมื่อคดีนี้ โจทก์ยื่นคำขอออกหมายบังคับคดีวันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๖๑ ภายหลังจากบทบัญญัติมาตรา ๒๗๔ ที่แก้ไขใหม่มีผลใช้บังคับแล้ว การบังคับคดีของโจทก์จึงตกอยู่ภายใต้บังคับของวรรคหนึ่งแห่งบทบัญญัติมาตราดังกล่าวที่แก้ไขใหม่ซึ่งบัญญัติว่า “ถ้าคู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายแพ้คดีหรือบุคคลที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ชำระหนี้ (ลูกหนี้ตามคำพิพากษา) มิได้ปฏิบัติตามคำบังคับที่ออกตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลทั้งหมดหรือบางส่วน คู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดีหรือบุคคลที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ได้รับชำระหนี้ (เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา) ชอบที่จะร้องขอให้มีการบังคับคดี.."" สัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมดังกล่าวจึงมีผลผูกพัน ส. ในฐานะเป็นบุคคลที่ศาลมีคำพิพากษาให้ชำระหนี้หรือลูกหนี้ตามคำพิพากษาให้ต้องปฏิบัติตาม เมื่อ ส. ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอม โจทก์จึงมีสิทธิขอให้บังคับคดี ส. ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗๔ วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่",วิ.แพ่ง,,,,,,, 74,7,,ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ประกาศขายทอดตลาดเป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัทจำกัด เจ้าพนักงานบังคับคดีต้องส่งประกาศขายทอดตลาดให้ผู้ถือหุ้นและเป็นกรรมการของบริษัทจำกัดให้ทราบ หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๔๘/๒๕๖๔ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๓๐๖ (เดิม) (ปัจจุบันคือมาตรา ๓๓๑ วรรคสอง) ใช้บังคับอยู่ในขณะมีการขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลยที่ ๑ ลูกหนี้ตามคำพิพากษากำหนดว่า เมื่อศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ขายทอดตลาดแล้วการดำเนินการบังคับคดีให้เป็นหน้าที่ของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่จะต้องแจ้งประกาศการขายทอดตลาดแก่บรรดาบุคคลผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีเเก่ทรัพย์สินที่จะขายนั้นให้ทราบด้วย แม้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินที่จะทำการขายทอดตลาดนั้นตามมาตรา ๒๘๐ (๑) (เดิม) (ปัจจุบันคือมาตรา ๒๘๗ (๑)) แต่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาที่เจ้าพนักงานบังคับคดีต้องส่งประกาศการขายทอดตลาดให้ทราบตามมาตรา ๓๐๖ (เดิม) ต้องเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาที่มีส่วนได้เสียโดยตรงในทรัพย์สินที่จะทำการขายทอดตลาดโดยต้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้นไม่ว่าจะปรากฏทางทะเบียนหรือโดยประการอื่นก็ตาม เมื่อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่ประกาศขายทอดตลาดเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๑ จึงเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาที่มีส่วนได้เสียโดยตรงในทรัพย์สินที่จะขายทอดตลาดที่เจ้าพนักงานบังคับคดีต้องแจ้งประกาศการขายทอดตลาดให้ทราบ จำเลยที่ ๒ เป็นเพียงผู้ถือหุ้นและเป็นกรรมการของจำเลยที่ ๑ และไม่ได้มีส่วนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างร่วมกับจำเลยที่ ๑ การขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ ๑ จะได้ราคาทอดตลาดมากน้อยเพียงใดไม่มีผลเปลี่ยนแปลงความรับผิดของจำเลยที่ ๒ ในระหว่างลูกหนี้ร่วมด้วยกันซึ่งเป็นความรับผิดโดยตรง จำเลยที่ ๒ มิใช่ผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงในที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ ๑ ที่เจ้าพนักงานบังคับคดีต้องส่งประกาศการขายทอดตลาดให้ทราบ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๓๐๖ (เดิม) กรณีไม่มีเหตุพิเศษการขายทอดตลาดตามคำร้องของจำเลยที่ ๒ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๖๔๓/๒๕๖๓ พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ ๓๐) พ.ศ. ๒๕๖๐ ที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาวันที่ ๖ กรกฎาคม ๒๕๖๐ และมาตรา ๒ บัญญัติให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหลักสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป คือมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๕ กันยายน ๒๕๖๐ เป็นต้นไป โดยมีการแก้ไขในสาระสำคัญถึงส่วนภาคบังคับคดีลักษณะ ๒ การบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง แต่อย่างไรก็ดี มาตรา ๒๑ บัญญัติว่า พระราชบัญญัตินี้ไม่มีผลกระทบถึงกระบวนการพิจารณาของศาลและกระบวนการวิธีการบังคับคดีของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ได้กระทำไปก่อนที่วันพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ป.วิ.พ. มาตรา ๒๘๐ (เดิม) (ปัจจุบันคือมาตรา ๒๘๗) ได้บัญญัติถึงบุคคลที่ให้ถือว่ามีส่วนได้เสียในวิธีบังคับคดีเกี่ยวด้วยทรัพย์สินอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ตามคำพิพากษาไว้ ดังนี้ คือ (๑) เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ลูกหนี้ตามคำพิพากษา และในกรณีที่มีการอายัดสิทธิเรียกร้อง ลูกหนี้แห่งสิทธิเรียกร้องนั้น (๒) บุคคลอื่นใดซึ่งชอบที่จะใช้สิทธิอันได้จดทะเบียนไว้โดยชอบ หรือที่ได้ยื่นคำร้องขอตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๘๘ (เดิม), ๒๘๙ (เดิม) และ ๒๙๐ (เดิม) อันเกี่ยวกับทรัพย์สิน หรือสิทธิเรียกร้องเช่นว่านั้น เว้นแต่คำร้องขอเช่นว่านี้จะได้ถูกยกเลิกเสียในชั้นที่สุด ตามบทบัญญัติดังกล่าวแม่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาจะเป็นผู้หนึ่งที่เป็นผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินรวมอยู่ด้วย แต่ในการขายทอดตลาดทรัพย์สินนั้น ป.วิ.พ. มาตรา ๓๐๖ (เดิม) (ปัจจุบันคือมาตรา ๓๓๑ วรรคสอง) บัญญัติให้เจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งวันขายทอดตลาดแก่บรรดาผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินที่จะขายทอดตลาดซึ่งทราบได้ตามทะเบียนหรือโดยประการอื่นเท่านั้น บุคคลผู้มีส่วนได้เสียตามความหมายของมาตรานี้ย่อมหมายความเฉพาะลูกหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งมีชื่อตามทะเบียนในทรัพย์สินที่จะขายทอดตลาด ส่วนลูกหนี้ตามคำพิพากษาคนอื่นซึ่งมิใช่เจ้าของทรัพย์สินที่จะขายไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะต้องแจ้งการขายทอดตลาดให้ทราบ คำว่าผู้มีส่วนได้เสียตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๘๐ (เดิม) และมาตรา ๓๐๖ (เดิม) จึงมีนัยต่างกัน เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลยที่ ๑ มิใช่ทรัพย์สินของจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๒ จึงมิใช่ผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินที่จะขายทอดตลาด เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงไม่จำต้องแจ้งการขายทอดตลาดให้จำเลยที่ ๒ ทราบก็ได้ การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์สินตามวันเวลาและสถานที่ที่กำหนดไว้ในประกาศที่ได้แจ้งแก่จำเลยที่ ๑ จึงเป็นการขายทอดตลาดโดยชอบแล้ว ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 74,7,,ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีไม่มีมูลพิพาทศาลยกฟ้อง โจทย์ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๙๐/๒๕๖๔ ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ ไม่มีรายละเอียดว่าจำเลยฟ้องโจทก์อย่างไร เป็นเท็จส่วนใดบ้าง ทั้งโจทก์ไม่มีเอกสารใด ๆ มาแสดงไม่ว่าสำเนาคำฟ้องหรือหนังสือนัดไกล่เกลี่ย มีเพียงคำเบิกความของโจทก์ลอย ๆ จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง คดีของโจทก์จึงไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ โจทก์ยื่นอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ต่อมาศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้น คำสั่งของศาลอุทธรณ์จึงเป็นที่สุด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๘ ทวิ วรรคท้าย แต่โจทก์กลับมายื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ จึงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทกว่า คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ที่ให้ยกคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ของโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า การยื่นคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ของโจทก์นั้น ศาลชั้นต้นจะยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๖๖ วรรคสองไม่ได้เนื่องจากไม่ได้เป็นเรื่องที่ศาลชั้นต้นยกฟ้องเพราะเหตุโจทก์ขาดนัด แต่เป็นการยกฟ้อง เพราะศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยพยานหลักฐานของโจทก์แล้ว เห็นว่าคดีโจทก์ไม่มีมูล คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่จึงชอบด้วยกฎหมาย และที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนมาในคำสั่งดังกล่าว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ",วิ.อาญา,,,,,,, 74,8,,ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและให้ศาลชั้นต้นมั่นดำเนินกระบวนการพิจารณาพิพากษาใหม่ แต่ปรากฏว่าผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงลายมือชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นพ้นจากตำแหน่งที่ดำรงอยู่ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลมอบหมายให้ผู้พิพากษาคนใหม่นั่งพิจารณาคดีแทน ดังนี้ ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีแทนได้นัดพร้อมเพื่อกำหนดวันนัดสืบพยานคู่ความมีอำนาจทำคำพิพากษาหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๔๐๐/๒๕๖๔ ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาพิพากษาใหม่ ถือได้ว่าคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น มิใช่เพียงการทำคำพิพากษาอย่างเดียว เมื่อ น. ผู้พิพากษาซึ่งนั่งพิจารณาและลงลายมือชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นพ้นจากตำแหน่งที่ดำรงอยู่จึงเป็นกรณีมีเหตุจำเป็นอันมิอาจก้าวล่วงได้ ทำให้ผู้พิพากษาซึ่งเป็นองค์คณะในการพิจารณาคดีนั้นไม่อาจจะนั่งพิจารณาคดีต่อไปได้ซึ่งตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๒๘ (๓) ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลหรือผู้พิพากษาในศาลชั้นต้นของศาลนั้นซึ่งผู้พิพากษาหัวหน้าศาลมอบหมายนั่งพิจารณาคดีแทนต่อไปได้ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลมอบหมายให้ ว. นั่งพิจารณาคดีแทน ว. จึงมีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณา เมื่อ ว. อ่านคำสั่งศาลฎีกาที่เห็นพ้องด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ที่ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและให้ศาลชั้นต้นกระบวนพิจารณาพิพากษาใหม่ให้คู่ความฟัง และนัดพร้อมเพื่อกำหนดวันนัดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยและสอบถามโจทก์และจำเลยเกี่ยวกับการสืบพยานของโจทก์และจำเลยซึ่งโจทก์และจำเลยแถลงร่วมกันว่าไม่ประสงค์สืบพยานเพิ่มเติม ขอถือเอาคำเบิกความและพยานหลักฐานไต่สวนมูลฟ้องและในชั้นพิจารณาเท่าที่มีและอ้างส่งในสำนวนประกอบการพิจารณาพิพากษา โจทก์และจำเลยไม่ติดใจสืบพยานอีกต่อไป และสั่งว่าคดีเสร็จการพิจารณาและมีคำพิพากษา ดังนี้ ถือได้ว่า ว. นั่งพิจารณาคดีโดยชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๒๘ (๓) แล้วและมีอำนาจทำคำพิพากษาได้ กรณีมิใช่มีเหตุจำเป็นอันมิอาจก้าวล่วงได้ในระหว่างการทำคำพิพากษา ทำให้ผู้พิพากษาซึ่งเป็นองค์คณะในการพิจารณาคดีนั้นไม่สามารถทำคำพิพากษาในคดีต่อไปได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๒๙ (๓) ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 74,8,,คดีอาญาจำเลยฎีกาโดยคัดลอกข้อความมาจากอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสิ้น ทั้งที่เหตุผลในการวินิจฉัยของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์แตกต่างกัน ดังนี้ ผู้พิพากษาซึ่ง พิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นหรือชั้นอุทธรณ์จะอนุญาตให้ฎีกาได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๙๕๒/๒๕๖๔ จำเลยฎีกาโดยคัดลอกข้อความมาจากอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสิ้นมีการแก้ไข เฉพาะคำว่าศาลอุทธรณ์ภาค ๗ เป็นศาลฎีกา และมีส่วนเพิ่มเติมพิมพ์ตกหรือพิมพ์ผิดไปจาก อุทธรณ์บ้างเล็กน้อยในรายละเอียด ดังนี้ ฎีกาของจำเลยเป็นการโต้แย้งเฉพาะคำพิพากษา ศาลชั้นต้นมิได้โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๗ ว่าพิพากษาไม่ชอบอย่างไร หรือไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๗ เพราะเหตุใด ทั้งเหตุผลในการวินิจฉัย ของศาลชั้นต้นกับศาลอุทธรณ์ภาค ๗ แตกต่างกัน จึงเป็นฎีกาที่มิได้คัดค้านคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ อันเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๓ วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา ๒๑๖ วรรคหนึ่ง และมาตรา ๒๒๕ และมิอาจใช้ ดุลพินิจอนุญาตให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๑ ได้ การที่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๗ อนุญาตให้ฎีกาและ ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยมา ย่อมเป็นการไม่ชอบ,วิ.อาญา,,,,,,, 74,8,,จำเลยยื่นคำร้องขอให้แก้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล ศาลฎีกา มีคำพิพากษาถึงที่สุดในเรื่องดังกล่าวแล้วจำเลยยื่นคำร้องขอให้แก้คำพิพากษาหรือคำสั่งอีก เป็นการดำเนินกระบวนการพิจารณาซ้ำหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๑๓๕/๒๕๖๔ จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นไต่สวนแก้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๘๘ ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญา มาตรา ๑๕ เพื่อให้คำนวณหักวันถูกคุมขังของจำเลยใหม่ ศาลฎีกามีคำพิพากษา ถึงที่สุดว่า ศาลออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดโดยหักวันถูกคุมขังให้จำเลยชอบแล้ว การที่ จำเลยยื่นคำร้องเรื่องที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วนั้นอีก เป็นการดำเนินกระบวน พิจารณาซ้ำ หาใช่การแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงอื่น ๆ ตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๓ ที่จำเลยจะมีสิทธิดำเนินกระบวนพิจารณาในเรื่องที่ ศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดไปแล้วได้ไม่ ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 74,8,," โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยถอนคำคัดค้านการรังวัดที่ดินพิพาท จำเลยให้การว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยเป็นคดีมีทุนทรัพย์ หรือไม่ จำเลยอุทธรณ์โดยชำระค่าขึ้นศาลในส่วนที่ดินพิพาทตามฟ้องเดิมและฟ้องแย้งแต่เพิกเฉยไม่ชำระค่าขึ้นศาลเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับค่าเสียหายตามคำสั่งศาล ดังนี้ ศาลจะจำหน่ายคดีทั้งหมดโดยถือว่าจำเลยทิ้งฟ้องอุทธรณ์ได้หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๓๒๓/๒๕๖๔ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๒ ถอนคำคัดค้านการรังวัดที่ดินที่พิพาทซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโฉนดที่ดินของโจทก์และให้จำเลยที่ ๒ ชำระค่าเสียหายถึงวันฟ้อง ๖๘,๔๐๐ บาท และค่าเสียหายเดือนละ ๕,๗๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปแก่โจทก์ จำเลยที่ ๒ ให้การและฟ้องแย้งว่า ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ ๒ ดังนี้ เป็นคดีมีทุนทรัพย์ คดีมีทุนทรัพย์ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ ๒ ถอนคำคัดค้านการรังวัดที่ดินของโจทก์ ให้จำเลยที่ ๒ ชำระค่าเสียหาย ๖๖,๖๐๐ บาท และชำระค่าเสียหายในอัตราเดือนละ ๕,๕๕๐ บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปแก่โจทก์ จำเลยที่ ๒ อุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์ ภาค ๖ ยกฟ้องโจทก์และให้จำเลยที่ ๒ ชนะคดีตามฟ้องแย้ง โดยอุทธรณ์ว่า โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ ๒ ดังนี้ จำเลยที่ ๒ จะต้องชำระค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ในส่วนที่ดินพิพาทตามฟ้องเดิมและฟ้องแย้ง และในส่วนค่าเสียหายตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ๖๖,๖๐๐ บาท จำเลยที่ ๒ อุทธรณ์โดยชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ตามทุนทรัพย์ในส่วนที่ดินพิพาทตามฟ้องเดิมและฟ้องแย้ง มิได้ชำระค่าขึ้นศาลในส่วนค่าเสียหาย ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ มีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นเรียกจำเลยที่ ๒ ชำระค่าขึ้นศาลในส่วนค่าเสียหายให้ครบภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดก่อนอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๖ ซึ่งศาลชั้นต้นได้แจ้งคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค ๖ แก่จำเลยที่ ๒ ให้ชำระให้ครบถ้วนภายในเวลาที่กำหนดแล้วและยังได้แจ้งแก่ทนายความจำเลยที่ ๒ ด้วย ทนายความจำเลยที่ ๒ แถลงว่าชำระครบถ้วนแล้วและมิได้ชำระให้ครบถ้วนภายในกำหนดเวลา จึงเป็นการที่จำเลยที่ ๒ เพิกเฉยไม่ดำเนินการภายในเวลาที่ศาลกำหนดจนศาลอุทธรณ์ภาค ๖ มีคำสั่งจำหน่ายคดีของจำเลยที่ ๒ และส่งคำสั่งมายังศาลชั้นต้นแล้ว ดังนี้ ย่อมล่วงเลยกำหนดเวลาที่จำเลยที่ ๒ จะชำระค่า ขึ้นศาลเพิ่มในส่วนค่าเสียหายตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นได้ จำเลยที่ ๒ ชำระค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ในส่วนที่ดินพิพาทตามฟ้องเดิมและฟ้องแย้งครบถ้วน แต่เพิกเฉยไม่ชำระค่าขึ้นศาลเฉพาะส่วนค่าเสียหาย ต้องถือว่าจำเลยที่ ๒ ทิ้งฟ้องอุทธรณ์เฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับค่าเสียหายตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ ภาค ๖ ชอบที่จะสั่งจำหน่ายคดีได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๔ (๒) ประกอบมาตรา ๒๕๖ เฉพาะในส่วนคำเสียหายเท่านั้น จะสั่งจำหน่ายคดีทั้งหมดรวมถึง อุทธรณ์ในส่วนที่เกี่ยวกับที่ดินพิพาทตามฟ้องเดิมและฟ้องแย้งด้วยไม่ได้ ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 74,8,,พนักงานอัยการโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยข้อหาพยายามฆ่า บิดาโดย ชอบด้วยกฎหมายของผู้เสียหายจะยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเรียกค่า ปลงศพและค่าขาดไร้อุปกรณ์ได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๒๗๓/๒๕๖๓ความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ศาลยุทธศาสตร์ภาค ๘ พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละไม่เกินห้าปี ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๘ วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยที่ว่า จำเลยไม่ได้กระทำผิด เป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจ ในการรับฟังพยานหลักฐานของศาล เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม บทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว โจทก์ไม่ได้ตัวผู้เสียหายที่ ๑ มาเบิกความเนื่องจากผู้เสียหายที่ ๑ ถึงแก่ความตายไปก่อนแล้ว อันเป็นเหตุจึงเป็นที่จะรับฟังบันทึกคำให้การของผู้เสียหายที่ ๑ ซึ่งเป็น พยานบอกเล่าได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๖/๓ วรรคสองค่าสินไหมทดแทนที่ผู้เสียหายจะมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๔๔/๑ ต้องเป็นความเสียหายที่เกิดจากการกระทำความผิดที่พนักงานอัยการโจทก์ฟ้องร้องเท่านั้น ผู้เสียหายจะเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากความเสียหายที่เกิดจากการกระทำความผิดที่ไม่ถูกฟ้องไม่ได้ เมื่อพนักงานอัยการโจทก์ไม่ได้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานฆ่าผู้อื่น ผู้ร้องก็จะเรียกร้องเอาค่าสินไหมทดแทนจากความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ชีวิต (ค่าปลงศพและค่าขาดไร้อุปกรณ์) ไม่ได้ (คดีนี้พนักงานอัยการโจทก์ฟ้องข้อหาพยายามฆ่า ระหว่างพิจารณาผู้เสียหายที่ ๑ ถึงแก่ความตาย) ",วิ.อาญา,,,,,,, 74,9,, คำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม ป.วิอ. มาตรา ๔๔/๑ ต้องบรรยายถึงข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเหมือนคดีแพ่งทั่วไปหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๗๘๒/๒๕๖๓ คดีอาญาของศาลชั้นต้น โจทก์ร่วมฟ้องจำเลยเป็นจำเลยที่ ๑ ในความผิดฐานแจ้งความเท็จ ตาม ป. อ. มาตรา ๑๓๗ ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยในความผิดฐานฟ้องเท็จตาม ป.อ. มาตรา ๑๗๕ แม้มูลคดีจะเกี่ยวเนื่องเป็นเรื่องเดียวกันก็ตาม แต่ก็เป็นคนละฐาน ความผิดและต่างกรรมต่างวาระกัน ทั้งคำพิพากษาในคดีดังกล่าวในฐานเบิกความเท็จที่โจทก์ร่วมฟ้อง อ. เป็นจำเลยที่ ๒ และ ท. เป็นจำเลยที่ ๓ ก็วินิจฉัยถึงการกระทำของ อ. และ ท. ในเรื่องเบิกความเท็จโดยไม่เกี่ยวกับจำเลย อีกทั้งคำพิพากษาดังกล่าวก็ไม่ได้วินิจฉัยในประเด็นที่ว่าโจทก์ร่วมทุบทำลายที่กั้นขวางรถยนต์ผ่านทางเข้าออกหรือไม่ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องวินิจฉัยในคดีนี้ จึงถือไม่ได้ว่าศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดที่ได้ฟ้องคดีนี้แล้ว ฟ้องโจทก์มาเป็นฟ้องซ้ำ การยื่นคำร้องตาม ป.วิอ. มาตรา ๔๔/๑ วรรคสาม กำหนดว่า คำร้องที่ผู้เสียหายยื่นนั้นจะมีคำขอประการอื่นที่มิใช่คำขอบังคับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนมิได้ และต้องไม่ขัดหรือแย้งกับคำฟ้องในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ดังนั้น ประเด็นจึงมีเพียงประเด็นเดียวคือเรื่องของค่าสินไหมทดแทน ส่วนข้อหาต้องถือตามคำฟ้องของพนักงานอัยการโจทก์ในคำร้องของผู้เสียหายจึงไม่จำเป็นต้องบรรยายถึงข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเหมือนคดีแพ่งทั่วไป คงบรรยายเฉพาะคำขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนก็เพียงพอแล้ว กรณีจึงไม่อาจนำ ป.วิ.พ. มาตรา ๑๗๒ วรรคสอง มาใช้บังคับกับการยื่นคำร้องตามมาตรา ๔๔/๑ โจทกร่วมฟ้องความยืนยันว่า โจทกร่วมต้องเสียค่าทนายความและค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดีที่ถูกจำเลยฟ้อง แม้โจทก์ร่วมไม่ได้นำสืบให้ชัดว่าต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็นเงินเท่าใด แต่ศาลก็สามารถกำหนดจำนวนค่าเสียหายให้ตามพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดได้ ",วิ.อาญา,,,,,,, 74,9,," การนำสืบว่าได้ชำระหนี้เงินกู้ให้แก่ผู้ให้กู้แล้ว โดยผู้กู้นำสมุดเงินฝากและบัตรเอทีเอ็มของผู้กู้ ให้ผู้ให้กู้ยึดถือไว้ใช้ถอนเงินจากบัญชีธนาคารของผู้กู้ อยู่ในข้อห้ามว่า ห้ามนำพยานบุคคลมาสืบแทนพยานเอกสารหรือไม่ ",มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๑๗๗/๒๕๖๓ ส. ชำระหนี้ให้แก่โจทก์โดยโจทก์รับบัตรเอทีเอ็มของ ส. ไว้ถอนเงินจากบัญชีของ ส. กรณีเป็นเรื่องที่เจ้าหนี้ยอมรับการชำระหนี้อย่างอื่นแทนการชำระหนี้ที่ได้ตกลงกันไว้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๓๒๑ วรรคหนึ่ง ซึ่งไม่ต้องห้ามที่จำเลยจะนำสืบพยานบุคคลให้ศาลเห็นถึงวิธีการชำระหนี้โจทก์ว่าได้ปฏิบัติต่อกันเช่นใด ทั้งไม่อยู่ในบทบังคับเฉพาะตาม ป.พ.พ. มาตรา ๖๕๓ วรรคสอง ที่บัญญัติว่า ในการกู้ยืมเงินมีหลักฐานเป็นหนังสือนั้น ท่าน่วาจะนำสืบการใช้เงินได้ต่อเมื่อมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ให้ยืมมาแสดง หรือเอกสารอันเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมนั้นได้เวนคืนแล้ว หรือได้แทงเพิกถอนลงในเอกสารนั้นแล้ว ดังนั้น ที่โจทก์ฎีกาว่าหาก ส. ได้ชำระหนี้โจทก์ครบถ้วนก็ต้องขอคืนบัตรเอทีเอ็มและสมุดเงินฝากคืนจากโจทก์ แต่ ส. หาเรียกคืนจากโจทก์ไม่ และจำเลยไม่มีหลักฐานการใช้เงินที่ทำเป็นหนังสือหรือแทงเพิกถอนในสัญญากู้ยืมเงินมาแสดงนั้น พึงไม่ขึ้น,วิ.แพ่ง,,,,,,, 74,9,,"การยื่นอุทธรณ์ขอให้ศาลสั่งคืนค่าขึ้นศาลเป็นกรณีพิเศษจะต้องห้ามอุทธรณ์หรือไม่ ผู้ร้องยื่นคำร้องขอถอนคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์สินที่ยึด ศาลมีคำสั่งอนุญาต ให้ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ ชอบหรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๗๐๘/๒๕๖๓ ผู้ร้องอุทธรณ์ว่า ผู้ร้องได้ยืมเงินของญาติตามาระค่าขึ้นศาลและมีความจำเป็นต้องนำเงินดังกล่าวไปคืนให้ญาติ ขอให้ศาลสั่งคืนค่าขึ้นศาลเป็นกรณีพิเศษแก่ผู้ร้อง จึงเป็นการอุทธรณ์ในปัญหาเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมแต่อย่างเดียว โดยผู้ร้องมิได้ยกเหตุในอุทธรณ์ว่า ค่าฤชาธรรมเนียมนั้นมิได้กำหนดหรือคำนวณให้ถูกต้องตามกฎหมายอันจะเข้าข้อยกเว้นให้อุทธรณ์ได้ อุทธรณ์ของผู้ร้องจึงต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๖๘ ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์สินที่ยึดอันเป็นคำฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑ (๓) และได้เสียค่าขึ้นศาลไว้ ต่อมาก่อนไต่สวนคำร้องของผู้ร้องยื่นคำร้องขอถอนคำร้องขอดังกล่าวพร้อมขอให้ศาลสั่งคืนค่าขึ้นศาลเป็นกรณีพิเศษ ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต จำหน่ายคดีเสียออกจากสารบบความศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจที่จะสั่งคืนค่าขึ้นศาลที่ผู้ร้องได้เสียไว้ทั้งหมดหรือบางส่วนแก่ผู้ร้องได้ตามที่เห็นสมควร การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับเท่ากับไม่คืนค่าขึ้นศาลให้แก่ผู้ร้องเลยเช่นนี้จึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา ๑๕๑ วรรคสอง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นควรหยิบยกขึ้นแก้ไขให้ถูกต้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๕๒ ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 74,9,,การได้ภาระจำยอมมาโดยอายุความ จะยื่นคำร้องขอต่อศาลเป็นคดีไม่มีข้อพิพาทขอให้ศาลไต่สวนและมีคำสั่งให้ที่ดินตกเป็นภาระจำยอมของที่ดินของผู้ร้องได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๔๕๕/๒๕๖๓ บุคคลใดจะยื่นคำร้องขอต่อศาลโดยทำเป็นคำร้องของฝ่ายเดียวเป็นคดีไม่มีข้อพิพาทตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๕๕ และมาตรา ๑๘๘ (๑) ได้นั้นจะต้องเป็นกรณีมีกฎหมายบัญญัติให้อำนาจไว้ แต่กรณีตามคำร้องของผู้ร้องที่ขอให้ศาลมีคำสั่งว่าที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๗๐๖๑ ตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๒๗๑๔๐ ของผู้ร้องนั้น ไม่มีกฎหมายใดสนับสนุนให้ผู้ร้องยื่นคำร้องของฝ่ายเดียวเป็นคดีไม่มีข้อพิพาทเพื่อให้ศาลมีคำสั่งได้และหากมีผู้โต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ของผู้ร้องเกี่ยวกับที่ดินดังกล่าวประการใด ผู้ร้องก็ชอบที่จะเสนอคดีของตนต่อศาลส่วนแพ่งที่มีเขตอำนาจได้ โดยเป็นโจทก์ยื่นฟ้องผู้นั้นเป็นจำเลยอย่างคดีที่มีข้อพิพาท ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๕๕ ส่วนที่ ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๗๘ บัญญัติว่า “การขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในที่ดินซึ่งได้มาจากประมวลกฎหมายแห่งและพาณิชย์มาตรา ๑๓๘๒ หรือโดยประการอื่นนอกจากนิติกรรมสำหรับที่ดินมีโฉนดที่ดินแล้ว ให้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง” และกฎกระทรวงฉบับที่ ๗ (พ.ศ. ๒๔๙๗) ซึ่งออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ นั้น เป็นกรณีที่กฎหมายบัญญัติถึงวิธีการจดทะเบียนการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดิน มิใช่ภาระจำยอมจึงมิใช่ข้อกฎหมายที่สนับสนุนให้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอฝ่ายเดียวเป็นคดีไม่มีข้อพิพาทได้ ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 74,9,,ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการบังคับคดี ศาลมีคำสั่งให้ยกคำร้องไปแล้ว หากมายื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการบังคับคดีโดยอ้างเหตุเช่นเดิม จะเป็นการดำเนินกระบวนการพิจารณาซ้ำหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๒๓/๒๕๖๓ คำร้องของจำเลยกล่าวอ้างว่า กรณีไม่เข้าเกณฑ์ที่โจทก์จะบังคับคดีตามคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ อันเป็นข้อโต้แย้งเกี่ยวด้วยมูลแห่งสิทธิในการร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาของโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ภาค ๔ ลักษณะ ๒ การบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง จึงมิใช่กรณีไม่มีกฎหมายบังคับลงโทษให้และไม่ใช่กรณีจำเลยโต้แจ้งว่า คำบังคับและหมายบังคับคดีของศาลในชั้นบังคับคดีเป็นไปโดยมิชอบ ฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติว่าด้วยการบังคับคดีตามมาตรา ๒๙๖ วรรคหนึ่ง แห่ง ป.วิ.พ. (เดิม) ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะมีการบังคับคดีนี้ (ปัจจุบันคือมาตรา ๒๙๕) คำร้องของจำเลยจึงหาตกอยู่ในบังคับตามมาตรา ๒๙๖ วรรคสาม (ปัจจุบันคือมาตรา ๒๙๕ วรรคสาม) ที่จะต้องยื่นคำร้องภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้นไม่ บทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวล้วนใช้บังคับแก่ตัวผู้บริโภคนี้ด้วยตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๗ คำร้องของจำเลยขอให้ตีความว่าสัญญาประนีประนอมยอมความมีเงื่อนไขบังคับก่อน โดยอ้างเป็นเหตุขอให้เพิกถอนการบังคับคดีว่า เมื่อครบกำหนดที่จำเลยต้องส่งมอบอาคารคืน โจทก์ในสภาพเรียบร้อยแล้ว โจทก์ยอมให้จำเลยอยู่ในอาคารพิพาทเรื่อยมาโดยรับชำระค่าตอบแทนเป็นกรณีไม่ถือเอาความตกลงตามสัญญาประนีประนอมยอมความเพื่อบังคับคดีอีกทั้งโจทก์ไม่ดำเนินการโครงการรื้อถอนอาคารและก่อสร้างอาคารใหม่จริง ข้ออ้างจะรื้อถอนและก่อสร้างเป็นการแสดงเจตนาลวงทำกลฉ้อฉลให้จำเลยหลงเชื่อทำสัญญาประนีประนอมยอมความ จำเลยบอกเลิกสัญญามีผลให้สัญญาตกเป็นโมฆะนั้น ส่วนเป็นกรณีอ้างเหตุ เช่นเดียวกันที่จำเลยอ้างตามคำร้องที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดให้ยกคำร้องดังกล่าวไปแล้วโดยจำเลยไม่อุทธรณ์ การที่จำเลยยื่นคำร้องโดยอ้างเหตุเช่นเดิม จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาในประเด็นที่ศาลได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้ว อันเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๔ ที่ใช้บังคับแก่คนนี้ด้วยโดยผลของ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๖ มาตรา ๗ ที่ศาลอุทธรณ์รับตีความสัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว พิพากษาเพิกถอนการบังคับคดีที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างจึงหาชอบไม่ ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 74,9,,ผู้ร้องขอให้ปล่อยทรัพย์สินที่ถูกยึด ไม่ทราบหมายแจ้งยึดทรัพย์และประกาศยึดทรัพย์ เพราะไม่ได้อยู่อาศัยที่บ้านซึ่งเจ้าพนักงานเดินหมายโดยวิธีปิดหมาย ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์สินที่ยึดเกินกว่าหกสิบวันนับแต่วันยึดหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๐๗๙/๒๕๖๔ ขณะเจ้าพนักงานเดินหมายแจ้งยึดทรัพย์และปิดประกาศยึดทรัพย์ ผู้ร้องไม่ได้อยู่บ้านพักในที่ดินพิพาท บุตรสาวผู้ร้องยื่นใช้รับหมายแจ้งการยึดไว้เท่านั้นผู้ร้อง การส่งหมายแจ้งการยึดโดยวิธีปิดหมายและปิดประกาศยึดทรัพย์ไว้ ณ ที่ตั้งทรัพย์ ยังไม่อาจสันนิษฐานได้ว่าบุตรสาวของผู้ร้องทราบเรื่องการยึดทรัพย์แล้วเพราะหมายหรือประกาศอาจหลุดหรือสูญหายไปโดยไม่ปรากฏว่าบุตรสาวผู้ร้องทราบข้อความในหมายหรือประกาศนั้น และนำไปแจ้งต่อผู้ร้อง ผู้ร้องไม่ทราบการยึดที่ดินและบ้านพิพาทจนระยะเวลานาน เกินกว่าหกสิบวันนับแต่วันยึดทรัพย์จึงทราบเรื่อง กรณีมีพฤติการณ์พิเศษที่ทำให้ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์เมื่อผ่านกำหนดระยะเวลาดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๓๒๓ วรรคหนึ่ง ได้ ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 74,10,,ค้นในที่รโหฐานโดยไม่มีหมายค้น แต่การค้นกระทำขึ้นโดยอาศัยอำนาจความยินยอมจากเจ้าของบ้าน การค้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่และพยานหลักฐานที่ได้มาจากการค้นนำมารับฟังได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๕๗๘/๒๕๖๓ แม้การค้นบ้านที่เกิดเหตุเป็นการค้นโดยไม่มีหมายค้น และร้อยตำรวจโท ถ. ซึ่งได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อยและเจ้าพนักงานป้องกันและปราบปรามตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติไม่ได้ไปปรากฏตัวที่บ้านที่เกิดเหตุเพื่อแจ้งชื่อหรือตำแหน่งแก่ พ. เจ้าของบ้านก็ตาม แต่ก่อนที่จะดำเนินการค้นร้อยตำรวจเอก ศ. ได้ขอความยินยอมจาก พ. เจ้าของบ้าน รวมทั้งจำเลยและ ร. ผู้อาศัยอยู่ในบ้านก่อน แล้วจำเลยเป็นผู้นำการค้นด้วยตนเอง แสดงว่าการค้นดังกล่าวกระทำขึ้นโดยอาศัยอำนาจความยินยอมจาก พ. ผู้เป็นเจ้าของบ้านที่เกิดเหตุ รวมทั้งจำเลยและ ร. ผู้อยู่อาศัยในบ้านที่เกิดเหตุ เมื่อไม่ปรากฏว่าร้อยตำรวจเอก ศ. ได้ขู่เข็ญหรือหลอกลวงให้ พ. จำเลยและ ร. ให้ความยินยอมในการค้นแต่ประการใด แม้มีการค้นดังกล่าวจะกระทำลงโดยไม่มีหมายค้นที่ออกโดยศาลอนุญาตให้ค้นได้ก็หาได้เป็นการค้นโดยมิชอบและฝ่าฝืนต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช ๒๕๖๐ แต่อย่างใดไม่นอกจากนี้ ยังปรากฏว่าจำเลยได้ลงลายมือชื่อไว้ในบันทึกการตรวจค้นโดยในบันทึกการตรวจค้นดังกล่าวได้ระบุข้อความไว้ว่า..เนื่องจากมีพยานหลักฐานตามสมควรว่าทรัพย์สินที่มีไว้เป็นความผิด หรือได้มาโดยการกระทำความผิดหรือได้ใช้หรือมีไว้เพื่อจะใช้ในการกระทำความผิด หรืออาจใช้เป็นพยานหลักฐานพิสูจน์การกระทำความผิดได้ซ่อนอยู่หรืออยู่ในนั้น และมีเหตุอันควรเชื่อว่าหากเนิ่นช้ากว่าจะเอาหมายค้นมาได้ทรัพย์นั้นจะถูกโยกย้ายหรือทำลายเสียก่อน อันเป็นข้อยกเว้นที่ให้ค้นได้โดยไม่ต้องมีหมายค้นอีกกรณีหนึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๙๒ (๔) ด้วย ดังนี้ เครื่องกระสุนปืนของกลางที่ร้อยตำรวจเอก ศ. ยืดได้ จึงเป็นการรวบรวมพยานหลักฐานที่ชอบและใช้ยันจำเลยเพื่อรับฟังลงโทษจำเลยได้ ",วิ.อาญา,,,,,,, 74,10,,คดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยหลายคน จำเลยคนหนึ่งอ้างตนเองเป็นพยาน ศาลจะนำคำเบิกความของจำเลยคนหนึ่งมาใช้ยันจำเลยอื่นหรือรับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ลงโทษจำเลยอื่นในคดีเดียวกันได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๑๓๔/๒๕๖๐ แม้ว่าความของพยานโจทย์ทั้งสามและบันทึกการตรวจยึด/จับกุมตลอดจนบันทึกคำให้การจะเป็นพยานบอกเล่าและพยานชัดทอดก็ตาม แต่จำเลยที่ ๑ ให้ถ้อยคำในทันทีที่ถูกจับกุมและให้การชั้นสอบสวนต่อพนักงานสอบสวนในเวลาต่อมาของวันเกิดเหตุจำเลยที่ ๑ จึงไม่มีเวลาและโอกาสที่คิดกลั่นแกล้งปรักปรำผู้ใดและยังให้รายละเอียดถึงที่มาของไม้ชิงชันแปรรูปของกลางโดยมิได้มุ่งผลเพื่อให้ตนเองพ้นผิด เมื่อพิจารณาตามสภาพลักษณะ แหล่งที่มา และข้อเท็จจริงแล้วส่วนของพยานดังกล่าวแล้ว น่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ จึงไม่ต้องห้ามที่จะรับฟัง จำเลยที่ ๑ อ้างตนเองเบิกความเป็นพยานนี้ยืนยันว่า จำเลยที่ ๒ เป็นผู้ว่าจ้างให้จำเลยที่ ๑ ขนไม้ชิงชันแปรรูปของกลาง หลังจากถูกจับจำเลยที่ ๑ ติดต่อไปยังจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๒ แจ้งว่าจะติดต่อเจ้าพนักงานป่าไม้ให้ปล่อย เมื่อได้รับอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างสอบสวนจำเลยที่ ๒ ได้มาพบจำเลยที่ ๑ ที่บ้านและมอบเงินให้ ๕,๐๐๐ บาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการที่ถูกดำเนินคดีและรับจะดูแลด้านคดีทุกอย่าง คำเบิกความของจำเลยที่ ๑ ดังกล่าวเป็นประจักษ์พยานที่แสดงให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างจำเลยที่ ๒ กับจำเลยที่ ๑ นอกจากนี้คำเบิกความดังกล่าวอย่างล้วนปรักปรำหรือก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยที่ ๒ แต่จำเลยที่ ๒ หาได้ใช้สิทธิตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.อ. มาตรา ๒๓๓ วรรคหนึ่ง ซักค้านจำเลยที่ ๑ เพื่อให้ปรากฏข้อเท็จจริงอันที่ทำให้มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าไม่เป็นจริงตามที่จำเลยที่ ๑ เบิกความแต่อย่างใด จึงเป็นข้อพิรุธของจำเลยที่ ๒ ประกอบกับคำเบิกความของจำเลยที่ ๑ เป็นการอ้างตนเองเป็นพยาน หาใช่เป็นกรณีโจทย์อ้างจำเลยเป็นพยาน อันเป็นกรณีที่ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๓๒ ไม่ ศาลจึงนำคำเบิกความของจำเลยที่ ๑ มารับฟังประกอบพยานหลักฐานของโจทก์ลงโทษจำเลยที่ ๒ ได้ ",วิ.อาญา,,,,,,, 74,10,,คดีก่อน จำเลยเป็นโจทก์ฟ้องโจทก์กับพวกเป็นจำเลยมีประเด็นว่าสัญญาขายฝากที่ดินพิพาทเป็นนิติกรรมอำนาจการกู้ยืมเงินหรือไม่ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่ามิใช่นิติกรรมอำนาจ ระหว่างอุทธรณ์ โจทก์ซึ่งได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวมาฟ้องขับไล่จำเลยและเรียกค่าเสียหาย ดังนี้ เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๙๑/๒๕๖๓ คดีก่อนจำเลยทั้งสองเป็นโจทก์ฟ้องโจทก์และ ส. เป็นจำเลย มีประเด็นแห่งคดีว่าสัญญาขายฝากที่ดินพิพาทเป็นนิติกรรมอำพรางการกู้ยืม เงินระหว่างจำเลยทั้งสองกับ ส. หรือไม่ ซึ่งศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า สัญญาขายฝากที่ดินพิพาท มิใช่นิติกรรมอำพรางการกู้ยืมเงินระหว่างจำเลยทั้งสองกับ ส. ที่ดินพิพาทดูเป็นของ ส. ตั้งแต่วันรับซื้อฝาก เมื่อจำเลยทั้งสองไม่ได้ถอนที่ดินพิพาทคืนภายในกำหนด ส. มีสิทธิขาย ที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นจำเลยที่ ๒ ในคดีก่อนได้ อันเป็นการวินิจฉัยในเรื่องความสมบูรณ์ของนิติกรรมการขายฝากที่จำเลยทั้งสองในคดีนี้ทำกับ ส. (ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค ๕ โจทก์ได้ฟ้องจำเลยทั้งสอง) คดีนี้โจทก์ซึ่งได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท มาตามสัญญาซื้อขายที่โจทก์ทำกับ ส. พึงขอให้ขับไล่จำเลยทั้งสองและเรียกค่าเสียหาย อันเป็นการใช้สิทธิในฐานะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยมีประเด็นแห่งคดีว่าจำเลยทั้งสองอยู่ในที่ดินพิพาทโดยละเมิดหรือไม่ เพียงใด ซึ่งเป็นคนละประเด็นกับคดีก่อน ดังนี้ มิใช่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลนั้นอีกในประเด็นแห่งคดีที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้ว ไม่เป็นการดำเนินกระบวนการพิจารณาซ้ำ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๔ ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 74,10,,ศาลวินิจฉัยความผิดของจำเลย โดยรับฟังพยานหลักฐานโจทก์ในชั้น ไต่สวนมูลฟ้องตามที่คู่ความแถลงร่วมกันชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๑๗๓/๒๕๖๓ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๓๗ วรรคสอง เป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์และจำเลย บัญญัติว่า “ในกรณีที่คู่ความตกลงกันศาลอาจอนุญาตให้ถือเอาบันทึกคำเบิกความพยานในชั้นไต่สวนมูลฟ้องเป็นคำเบิกความพยานในชั้นพิจารณา โดยพยานไม่ต้องเบิกความใหม่หรือให้พยานเบิกความตอบคำถามค้านของจำเลยไปทันทีได้ เว้นแต่ในข้อหาความผิดที่กฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำจำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น” ซึ่งความผิดที่โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ มีอัตราโทษจำคุกไม่เกินสองปีไม่เข้าข้อยกเว้นตอนท้ายของบทบัญญัติดังกล่าว คดีนี้โจทก์ทั้งสองสืบพยานชั้นไต่สวนมูลฟ้องศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าคดีมีมูล ในชั้นพิจารณาศาลชั้นต้นจดรายงานกระบวนพิจารณาว่า คู่ความร่วมกันแถลงว่าสำหรับพยานโจทก์ปาก ธ.บ. และโจทก์ที่ ๒ ได้เบิกความไว้ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง ขออนุญาตศาลให้ถือเอาบันทึกคำเบิกความพยานในชั้นไต่สวนมูลฟ้องเป็นคำเบิกความพยานในชั้นพิจารณาศาลอนุญาต ดังนี้ ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจนำบันทึกคำเบิกความในชั้นไต่สวนมูลฟ้องมาเป็นคำเบิกความในชั้นพิจารณาได้ ตามบทบัญญัติมาตรา ๒๓๗ วรรคสอง การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยความผิดของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ โดยรับฟังพยานหลักฐานโจทก์ทั้งสองในชั้นไต่ส่วนมูลฟ้องจึงชอบแล้ว ",วิ.อาญา,,,,,,, 74,10,,"การค้นในที่รโหฐานโดยมีเหตุอันควรเชื่อว่าทรัพย์สินอาจถูกยักย้ายซุกซ่อน ทำลายหรือเปลี่ยนสภาพไปจากเดิมทั้งเจ้าของยินยอมให้ตรวจค้นและเป็นผู้นำเจ้าพนักงานตำรวจตรวจสอบด้วยตนเองต้องมีหมายค้นหรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๔๗๔/๒๕๖๓ จำเลยซึ่งดำรงตำแหน่งปลัดอำเภอเรียกเอาเงินจาก ฉ. เพื่อไม่ดำเนินคดีแก่ ฉ. จำเลยย่อมตกอยู่ในฐานะบุคคลผู้กระทำความผิดหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่ากระทำความผิด ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ ๑๓/๒๕๕๙ ข้อ ๒ วรรคสองด้วยมีพฤติการณ์ ข่มขืนใจให้ผู้อื่นจำยอมมอบเงินโดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อเสรีภาพของ ฉ. อันเป็นผลให้ ร้อยตรี ส. ในฐานะเจ้าพนักงานป้องกันและปราบปรามดำเนินการแก่จำเลยตามอำนาจหน้าที่ภายใต้คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ ๑๓/๒๕๕๙ ซึ่งเป็นกฎหมายพิเศษที่ตราขึ้นในภาวะบ้านเมืองไม่ปกติได้ ทั้งการตรวจค้นเป็นการปฏิบัติหน้าที่ต่อเนื่องทันทีภายหลังมอบจำเลยให้แก่พนักงานสอบสวนเชื่อมโยงให้เห็นว่าเป็นการกระทำโดยมีเหตุอันควรเชื่อว่าทรัพย์สินภายในสถานที่ทำงานและในบ้านจำเลยอาจถูกยักย้าย ซุกซ่อน ทำลายหรือเปลี่ยนสภาพไปจากเดิมได้ ร้อยตรี ส. จึงมีอำนาจโดยชอบด้วยกฎหมายในการเข้าไปเพื่อตรวจค้นสถานที่ทำงานและภายในบ้านจำเลยแม้จะเป็นเวลากลางคืนหลังพระอาทิตย์ตกดินได้โดยไม่ต้องมีหมายค้น ทั้งจำเลยยังยินยอมให้ตรวจค้นแต่โดยดีโดยเป็นผู้นำให้เจ้าพนักงาน ทำการตรวจค้นด้วยตนเองการค้นของร้อยตรี ส. กับพวกจึงชอบด้วยกฎหมาย อาวุธปืน ซองกระสุนปืน และกระสุนปืนของกลางที่พบย่อมใช้เป็นพยานหลักฐานรับฟังลงโทษจำเลยได้ ",วิ.อาญา,,,,,,, 74,11,,คดีมโนสาเร่ โจทก์ไม่มาศาลในวันนัดพิจารณา ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกเสียจากสารบบความ โจทก์ขอให้พิจารณาคดีใหม่ ได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๐๑๕/๒๕๕๖ ศาลชั้นต้นให้เลื่อนคดีไปนัดสืบพยานโจทก์จำเลยในวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๔ เวลา ๑๓.๓๐ นาฬิกา วันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๔ จึงเป็นวันนัดสืบพยานโจทก์จำเลยแต่เพียงอย่างเดียว แม้ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งในคำร้องขอส่งเอกสารไปตรวจพิสูจน์ของจำเลยที่ ๑ และที่ ๔ ลงวันที่ ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๕๔ ว่า “สำเนาให้อีกฝ่ายรอสอบสั่งในวันนัด” ซึ่งเป็นวันเดียวกับวันนัดสืบพยานโจทก์จำเลยก็ตามก็ไม่ถือว่าวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๔ เป็นวันนัดไต่สวนคำร้องและสืบพยานโจทก์จำเลย เมื่อถึงวันนัดสืบพยานโจทก์จำเลยซึ่งเป็นนัดพิจารณา โจทก์ไม่มาศาลโดยมิได้ร้องขอเลื่อนคดีหรือแจ้งเหตุขัดข้อง ต้องถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไป ศาลชั้นต้นชอบที่จะมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๙๓ ทวิ วรรคหนึ่ง และกรณีเช่นนี้ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้โจทก์มีคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอให้พิจารณาคดีใหม่ ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 74,11,,คดีมโนสาเร่ ในวันนัดพิจารณา จำเลยมอบฉันทะให้เสมียนทนายคำร้องมายื่นขอเลื่อนคดี ฟังคำสั่งศาลและกำหนดวันนัด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาต จะถือว่าจำเลยขาดนัดพิจารณาหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๓๐๔๙/๒๕๕๘ ในวันสืบพยานโจทก์ ทนายจำเลยทั้งสามมอบฉันทะให้ ส. เสมียนทนายนำคำร้องมายื่นขอเลื่อนคดี ฟังคำสั่งศาลและกำหนดวันนัดแทน ส. ย่อมอยู่ในฐานะเป็นคู่ความ มิใช่คู่ความฝ่ายจำเลยทั้งสามไม่มาศาลในวันนัดพิจารณาโดยมิได้ร้องขอเลื่อนคดีหรือแจ้งเหตุขัดข้องที่ไม่มาศาล อันจะให้ถือว่าจำเลยทั้งสามขาดนัดพิจารณาในคดีมโนสาเร่ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๙๓ ทวิ วรรคสอง การไม่อนุญาตให้จำเลยทั้งสามเลื่อนคดีคงมีผลเพียงทำให้จำเลยทั้งสามเสียสิทธิในการชักค้านพยานโจทก์เท่านั้น จำเลยทั้งสามยังคงมีสิทธินำพยานเข้าสืบในนัดตามที่นัดไว้แล้ว การที่ศาลชั้นต้มมีคำสั่งถือว่าจำเลยทั้งสามขาดนัดพิจารณาและให้สืบพยานโจทก์ไปฝ่ายเดียว จึงเป็นการไม่ชอบ ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 74,11,,คดีสามัญ โจทก์ขาดนัดพิจารณาหรือคู่ความทั้งสองฝ่ายขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นสั่งจำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ โจทก์ขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๕๐๙/๒๕๕๑ คู่ความที่ขาดนัดพิจารณาโดยไม่จงใจ มีสิทธิขอให้ศาลพิจารณาคดีใหม่ได้เฉพาะใน ๒ กรณี คือ ในระหว่างพิจารณาคดีฝ่ายเดียว ถ้าคู่ความที่ขาดนัดมาศาลภายหลังที่ศาลเริ่มต้นสืบพยานของคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งไปบ้างแล้ว และศาลเห็นว่าคู่ความฝ่ายนั้นไม่จงใจขาดนัดหรือมีเหตุอันสมควร ศาลจึงจะสั่งให้พิจารณาคดีใหม่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๐๖ วรรคสาม แต่ถ้าคู่ความที่ขาดนัดพิจารณานั้นคงขาดนัดตลอดไปจนศาลพิจารณาคดีฝ่ายเดียวไปจนเสร็จสิ้นแล้ว และพิพากษาให้คู่ความที่ขาดนัดพิจารณาแพ้คดีในประเด็นพิพาท คู่ความซึ่งแพ้คดีโดยไม่จงใจขาดนัดยังมีสิทธิขอให้ศาลพิจารณาคดีใหม่ได้ เว้นแต่จะต้องด้วยข้อห้ามตามกฎหมายตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๐๗ เมื่อโจทก์จำเลยขาดนัดพิจารณาและศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๐๑เสร็จสิ้นไปแล้ว ย่อมไม่มีการพิจารณาคดีฝ่ายเดียวอันจะทำให้โจทก์มีสิทธิขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้ สิทธิของโจทก์มีอยู่ทางเดียวตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๐๓ คือ ฟ้องใหม่ภายในอายุความเท่านั้น คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๓๕๒/๒๕๕๕ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๐๑ เดิม บัญญัติกรณีที่โจทก์ขาดนัดพิจารณาให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีเสียจากสารบบความและห้ามมิให้โจทก์อุทธรณ์คำสั่งเช่นว่าหรือมีคำขอให้พิจารณาคดีนั้นใหม่ แตกต่างจากมาตรา ๒๐๓ ที่บังคับใช้ในปัจจุบัน ที่บัญญัติห้ามมิให้โจทก์อุทธรณ์คำสั่งจำหน่ายคดีเพียงประการเดียว โดยไม่มีบทบัญญัติมาตราใดที่ห้ามมิให้โจทก์มีคำขอให้พิจารณาคดีใหม่แต่การขอพิจารณาคดีใหม่ได้จะต้องมีการพิจารณาคดีฝ่ายเดียวเป็นสำคัญ เมื่อโจทก์ไม่มาศาล ศาลชั้นต้นเห็นว่าโจทก์ขาดนัดพิจารณา และมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ จึงไม่มีการพิจารณาคดีฝ่ายเดียวที่จะทำให้โจทก์มีสิทธิขอพิจารณาคดีใหม่ได้ โจทก์มีสิทธิเพียงเสนอคำฟ้องใหม่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยอายุความตามมาตรา ๒๐๓ ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 74,11,,จำเลยที่ยื่นคำให้การแต่ขาดนัดพิจารณา มาศาลในวันนัดสืบพยานโจทก์ต่อ โจทก์แถลงไม่ติดใจสืบพยานโจทก์ต่อและหมดพยาน จำเลยจะมีสิทธินำพยานเข้าสืบหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๗๑๔/๒๕๕๘ จำเลยที่ ๑ ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ ๒ ยื่นคำให้การ จำเลยทั้งสองไม่มาศาลในวันนัดพร้อมหรือนัดชี้สองสถานหรือนัดสืบพยานโจทก์ ซึ่งเป็นวันเวลาเดียวกัน ศาลชั้นต้นไม่ชี้สองสถานและให้สืบพยานโจทก์ไปฝ่ายเดียวโดยไม่ได้กำหนดการสืบพยานจำเลย ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ ๒ มาศาลในวันนัดสืบพยานโจทก์ต่อ จึงยังไม่พ้นเวลาที่จำเลยที่ ๒ จะนำพยานของตนเข้าสืบเพราะยังไม่มีการกำหนดให้จำเลยที่ ๒ นำพยานเข้าสืบ เมื่อโจทก์แถลงไม่ติดใจสืบพยานต่อและหมดพยาน ศาลชั้นต้นชอบที่จะให้จำเลยที่ ๒ นำพยานเข้าสืบได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแห่ง มาตรา ๒๐๖ วรรคสี่ (๑) ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 74,11,,คดีที่มิได้มีการพิจารณาคดีโดยขาดนัด คู่ความจะขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๖๑/๒๕๔๗ คดีนี้จำเลยทั้งสองมิได้ขาดนัดยื่นคำให้การหรือขาดนัดพิจารณา แต่เป็นกรณีที่ทนายจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีในวันนัดสืบพยานจำเลยทั้งสอง ศาลชั้นต้นเห็นว่าฝ่ายจำเลยทั้งสองขอเลื่อนคดีมาหลายครั้งแล้วมีพฤติการณ์ประวิงคดี จึงมีคำสั่งให้งดสืบพยานจำเลยทั้งสองแล้วพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้แก่โจทก์ กรณีดังกล่าวจึงมิใช่เป็นการพิจารณาโดยขาดนัด จำเลยทั้งสองย่อมไม่มีสิทธิร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๓๑๒/๒๕๕๕ ข้อเท็จจริงปรากฏว่าภายหลังจากโจทก์ฟ้องคดีและจำเลยได้รับหมายเรียกให้ยื่นคำให้การแล้ว จำเลยได้ยื่นคำให้การภายในกำหนดเวลาตามกฎหมาย ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนการพิจารณาสืบพยานโจทก์และจำเลยจนคดีเสร็จการพิจารณา เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา จำเลยก็ใช้สิทธิอุทธรณ์และฎีกาต่อมา จนกระทั่งศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดที่ให้จำเลยเป็นฝ่ายแพ้คดี จึงไม่ใช่กรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้คู่ความฝ่ายที่ขาดนัดพิจารณาแพ้คดีในประเด็นที่พิพาทที่จะขอพิจารณาคดีใหม่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๐๗ (เดิม)แต่เป็นกรณีที่ศาลได้มีคำพิพากษาชี้ขาดไปตามพยานหลักฐานของโจทก์และจำเลย จำเลยจึงไม่อาจขอพิจารณาคดีใหม่ได้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๒๓ - ๑๒๒๗/๒๕๕๘ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๙๙ ตรีและ ๒๐๗ จำเลยซึ่งศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้แพ้คดีโดยขาดนัดยื่นคำให้การหรือขาดนัดพิจารณา จำเลยนั้นจึงจะมีสิทธิขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้ ตามบทบัญญัติดังกล่าวการขอให้พิจารณาคดีใหม่นั้นต้องเป็นกรณีที่จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การหรือขาดนัดพิจารณาแล้วศาลพิพากษาให้จำเลยแพ้คดี แต่คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งชี้ขาดให้จำเลยที่ ๒ แพ้คดีเนื่องจากจำเลยที่ ๒ ไม่มีพยานมาสืบ มิใช่เป็นกรณีที่พิพากษาให้จำเลยที่ ๒ แพ้คดีเพราะจำเลยที่ ๒ ขาดนัดยื่นคำให้การหรือขาดนัดพิจารณาจำเลยที่ ๒ จึงขอให้พิจารณาคดีใหม่สำหรับคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์พิพาทไม่ได้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๗๗๗ - ๑๒๒๗/๒๕๕๘ ผู้ร้องไม่มาศาลในวันนัดไต่สวนขัดทรัพย์ ศาลชั้นต้นถือว่าผู้ร้องไม่ติดใจไต่สวนคำร้องขอและไม่มีพยานหลักฐานมาไต่สวน จึงมีคำสั่งให้งดการไต่สวนและให้ยกคำร้องขอ กรณีจึงไม่ใช่การพิจารณาโดยขาดนัด การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องและทนายผู้ร้องไม่เคยได้รับหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๗ และนัดไต่สวนคำร้อง ผู้ร้องไม่ได้จงใจขาดนัดพิจารณา ขอให้ผู้ร้องนำพยานเข้าไต่สวนต่อไปเท่ากับเป็นการขอให้ศาลพิจารณาคดีของผู้ร้องใหม่โดยเปิดโอกาสให้ผู้ร้องนำพยานเข้าสืบ ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๐๗ ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 74,11,,ในระหว่างการพิจารณาคดีฝ่ายเดียว คู่ความฝ่ายที่ขาดนัดพิจารณามาศาลขอพิจารณาคดีใหม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ คำสั่งศาลชั้นต้นเป็นที่สุดหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๔๒๑๖/๒๕๕๘ จำเลยขาดนัดพิจารณาและโจทก์สืบพยานไปบ้างแล้ว จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วเห็นว่าการขาดนัดเป็นไปโดยไม่จงใจให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ โจทก์โต้แย้งคำสั่งไว้หลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว โจทก์อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน กรณีเป็นเรื่องการขอพิจารณาคดีใหม่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๐๖ วรรคสาม ซึ่งไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายจำกัดสิทธิในการอุทธรณ์ฎีกาไว้ หาใช่อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่หลังจากศาลมีคำสั่งชี้ขาดให้จำเลยแพ้คดีโดยการขาดนัดพิจารณา ตามมาตรา ๑๙๙ ตรี และมาตรา ๒๐๗ อันเป็นที่สุดตาม ป.วิ.พ.มาตรา ๑๙๙ เบญจ วรรคสี่ ไม่ โจทก์จึงฎีกาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในปัญหาเรื่องการจงใจขาดนัดพิจารณาหรือไม่ ได้ (คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๑๑๕/๒๕๔๖ วินิจฉัยเช่นกัน) ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 74,12,,"ศาลชั้นต้นอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟังและสอบถามคำให้การ จำเลยให้การปฏิเสธและแถลงขอเลื่อนการตรวจพยานหลักฐาน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต ก่อนถึงวันนัดจำเลยยื่นคำร้องขอถอนคำให้การเดิมที่ปฏิเสธแล้วให้การใหม่เป็นรับสารภาพและยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นตอนออกนั่งพิจารณาคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าเนื่องจากมีวันนัดแล้วให้คงนัดเดิมไว้ ยกคำร้อง ครั้นถึงวันนัดศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษาให้โจทก์จำเลยฟังโดยมิได้ตรวจพยานหลักฐานและมิได้สอบถามคำให้การจำเลยอีกครั้งต่อหน้าโจทก์จำเลย และมิได้สั่งให้พนักงานคุมประพฤติสืบเสาะและพินิจจำเลยก่อนพิพากษา เป็นการพิจารณาและพิพากษาคดีโดยชอบหรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๖๓๑/๒๕๖๔ การพิจารณาในวันที่ ๑๓ พฤษภาคม ๒๕๖๒ ศาลชั้นต้นได้อ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟัง และสอบถามคำให้การแล้ว จำเลยให้การปฏิเสธ เป็นการดำเนินกระบวนการพิจารณาที่ชอบแล้วแม้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้เลื่อนการตรวจพยานหลักฐานและสอบถามคำให้การไปในวันที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๖๒ ก็ตาม แต่ก็ไม่จำต้องอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟังและสอบถามคำให้การซ้ำอีก ส่วนที่จำเลยยื่นคำให้การฉบับลงวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๖๒ ขอถอนคำให้การเดิมที่ปฏิเสธแล้วให้การใหม่เป็นรับสารภาพนั้น ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าสำเนาให้โจทก์ รับเป็นคำให้การของจำเลย อันมีผลเป็นการอนุญาตให้จำเลยถอนคำให้การเดิมที่ปฏิเสธและจำเลยให้การใหม่เป็นรับสารภาพ โดยมิต้องสอบถามคำให้การดังกล่าวต่อหน้าโจทก์จำเลยอีก เมื่อความผิดที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษและจำเลยให้การรับสารภาพนั้น กฎหมายมิได้กำหนดอัตราโทษอย่างต่ำให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานหนักกว่านั้น ศาลจึงพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปก็ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๗๖ วรรคหนึ่ง ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า ศาลชั้นต้นไม่สั่งให้พนักงานคุมประพฤติสืบเสาะและพินิจจำเลยก่อนพิพากษานั้นเป็นดุลพินิจของศาลเมื่อเห็นว่าการสืบเสาะและพินิจไม่เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาและพิพากษาเนื่องจากจำเลยได้ให้ข้อเท็จจริงตามคำร้องประกอบคำให้การรับสารภาพเพียงพอแล้ว หาใช่ว่าศาลจำต้องสั่งให้มีการสืบเสาะพินิจจำเลยทุกกรณีไปไม่ การพิจารณาและพิพากษาคดีของศาลชั้นต้นชอบด้วยกฎหมายแล้ว ",วิ.อาญา,,,,,,, 74,12,,"คดีอาญา การอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับฎีกา ศาลชั้นต้นมีอำนาจสั่งอุทธรณ์ดังกล่าวหรือไม่ คู่ความมีอำนาจอุทธรณ์คำสั่งของผู้พิพากษาที่ไม่อนุญาตให้ฎีกาได้หรือไม่ คำร้องขอให้อัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา ศาลชั้นต้นมีหน้าที่ต้องส่งไปให้อัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกาหรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๘๐๗/๒๕๒๔ โจทก์อุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกาของศาลชั้นต้นต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๔ วรรคหนึ่ง ศาลชั้นต้นมีหน้าที่ส่งคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกาไปยังศาลฎีกาเพื่อพิจารณาสั่ง การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งและศาลอุทธรณ์ภาค ๕ พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ คำสั่งศาลชั้นต้นและคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค ๕ ไม่ชอบ การพิเคราะห์ว่าข้อความที่ตัดสินใดเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุดหรือไม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๑ ถือเป็นดุลพินิจเด็ดขาดของผู้พิพากษาผู้มีคำสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้ฎีกาโจทก์ไม่มีอำนาจอุทธรณ์คำสั่งนั้นได้ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๑ มิได้บัญญัติให้ศาลชั้นต้นมีหน้าที่ต้องส่งฎีกาพร้อมกับคำร้องขอให้รับรองให้ฎีกาของโจทก์ไปให้อย่างการสูงสุดรับรองให้ฎีกาเป็นเรื่องที่โจทก์ต้องไปดำเนินการในส่วนนี้ด้วยตนเอง ",วิ.อาญา,,,,,,, 74,12,,เจ้าพนักงานบังคับคดีสั่งในคำแถลงของโจทก์ของดการบังคับคดีว่างดการขายทอดตลาด ๖ นัด ลงนัดหกเดือน ต่อมาหลังจากพ้นระยะเวลาให้งดการบังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์พิพาทไป ดังนี้ การขายทอดตลาดชอบหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๗๕๙/๒๕๖๔ เจ้าพนักงานบังคับคดีสั่งในคำแถลงของโจทก์ของดการขายทอดตลาดทรัพย์พิพาทว่างดการขายทอดตลาดทั้งหกนัด ลงนัดหกเดือน รอโจทก์แถลงความประสงค์ เป็นการงดการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๘๙ (๓) และการงดการบังคับคดีของเจ้าพนักงานบังคับคดีมีเงื่อนไขว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีจะดำเนินการบังคับคดีต่อไปหรือไม่ อย่างไร ต้องรอโจทก์แถลงความประสงค์ก่อนส่วนมาตรา ๒๙๑ วรรคสอง ที่บัญญัติให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีต่อไปเมื่อระยะเวลาที่ให้งดการบังคับคดีได้ล่วงพ้นไปแล้วนั้น เป็นกรณีการงดบังคับคดีที่ไม่มีเงื่อนไขให้เจ้าพนักงานบังคับคดีต้องปฏิบัติก่อนการที่เจ้าพนักงานบังคับคดีด่วนประกาศขายทอดตลาดทรัพย์พิพาทไปหลังจากพ้นระยะเวลาให้งดการบังคับคดีโดยไม่รอฟังโจทก์แถลงความประสงค์ก่อนตามคำสั่งกรมบังคับคดี ที่ ๕๐๔/๒๕๖๐ ข้อ ๓ ที่ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีต่อไปทันทีเมื่อครบกำหนดนัดเป็นเรื่องภายในของกรมบังคับคดีในการบริหารจัดการคดี ไม่มีผลไปลบล้างเงื่อนไขที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้สั่งในคำแถลงของการขายทอดตลาดของโจทก์ที่จะต้องรอฟังโจทก์แถลงความประสงค์ด้วยจึงเป็นการไม่ชอบ (ให้เพิกถอนการขายทอดตลาด) ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 74,12,, ศาลพิพากษาให้จำเลยดำเนินการจดทะเบียนเพิกถอนการโอนที่ดินด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลย หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาต้องออกหมายบังคับคดีหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๔๕๙/๒๕๖๔ ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาถึงที่สุด พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้เพิกถอนการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ ๘๑๖๗๗ และบ้านเลขที่ ๑๗/๔๑ บนที่ดินโฉนดดังกล่าวที่จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของ ส. โอนให้แก่จำเลย ให้จำเลยดำเนินการจดทะเบียนเพิกถอนการโอนด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยหากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก กับศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์สั่งให้ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ ดังนี้ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ในการบังคับคดีตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โจทก์ก็สามารถดำเนินการโดยใช้คำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยได้ตามป.วิ.พ.มาตรา ๓๕๗ โดยศาลชั้นต้นไม่จำต้องออกหมายบังคับคดีตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อดำเนินการบังคับคดีและที่ศาลพิพากษาให้จำเลยดำเนินการจดทะเบียนเพิกถอนการโอนด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยนั้นมิใช่การพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าใช้จ่ายการจดทะเบียนแก่โจทก์ทั้งสามโดยตรง โจทก์ทั้งสามจึงยังมิใช่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในส่วนหนี้ค่าใช้จ่ายนี้หากจำเลยไม่ได้จ่ายค่าใช้จ่าย ย่อมเป็นหนี้ที่ของโจทก์ทั้งสามที่จะต้องจ่ายค่าใช้จ่ายการจดทะเบียนเพิกถอนการโอนไปก่อน แล้วค่าใช้จ่ายที่โจทก์ทั้งสามได้จ่ายไปนี้ย่อมถือเป็นหนี้ตามคำพิพากษาที่โจทก์ทั้งสามจะบังคับคดีต่อไปตามนัย ป.วิ.พ.มาตรา ๓๕๒ วรรคห้า มาตรา ๓๕๘ วรรคสอง และมาตรา ๓๕๙ วรรคสี่ เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ทั้งสามได้ชำระค่าใช้จ่ายในการดำเนินการจดทะเบียนเพิกถอนการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ ๘๑๖๗๗ และบ้านเลขที่ ๑๗/๔๑ บนที่ดินโฉนดดังกล่าวตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ กรณีจึงยังไม่มีเหตุที่จะออกหมายบังคับคดีเพื่อยึดอายัดทรัพย์ของจำเลยบังคับคดีนำเงินมาชำระแก่โจทก์ทั้งสามเป็นค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียนเพิกถอนการโอนที่ดินและบ้านตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์,วิ.แพ่ง,,,,,,, 74,12,,คู่ความฝ่ายที่เสียหายจะขอให้ศาลสั่งเพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบภายหลังเมื่อศาลพิพากษาแล้ว จะต้องยื่นไม่ช้ากว่าแปดวันนับแต่วันทราบข้อมูลความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๙๓/๒๕๖๔ คำขอให้พิจารณาคดีใหม่และฎีกาของจำเลยกล่าวว่า โจทก์นำส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องไปยังบ้านของจำเลยตามแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎรโดยโจทก์ทราบว่าบ้านดังกล่าวได้รื้อถอนไปแล้วและโจทก์แถลงขอให้ประกาศหนังสือพิมพ์ ทั้งที่ทราบดีว่าจำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ที่แห่งอื่นอันเป็นการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องโดยไม่ชอบ ซึ่งถือได้ว่าเป็นการกล่าวอ้างว่าเป็นกรณีไม่ได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรมในเรื่องการส่งคำคู่ความหรือเอกสารอื่น ๆ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๗ วรรคหนึ่ง ซึ่งข้อค้านเรื่องผิดระเบียบดังกล่าว จำเลยซึ่งเป็นคู่ความฝ่ายที่เสียหายอาจยื่นกล่าวอ้างได้ไม่ว่าเวลาใดๆ ก่อนมีคำพิพากษา แต่ต้องไม่ช้ากว่าแปดวันนับแต่วันที่จำเลยทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้นตามมาตรา ๒๗ วรรคสอง และในกรณีที่คู่ความทราบข้อค้านเรื่องผิดระเบียบภายหลังเมื่อศาลมีคำพิพากษาแล้ว ก็ไม่อาจเป็นไปได้ว่าคู่ความฝ่ายนั้นจะยกข้อค้านขึ้นกล่าวอ้างได้ก่อนมีคำพิพากษา แต่ในกรณีเช่นนี้คู่ความฝ่ายที่เสียหายชอบที่จะยกขึ้นกล่าวอ้างไม่ช้ากว่าแปดวันนับแต่วันทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างด้วย จำเลยได้มอบหมายให้ทนายความมาคัดถ่ายเอกสารสำนวนคดีนี้วันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๕๙ และได้รับเอกสารดังกล่าววันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๖๐ ซึ่งเป็นเวลาภายหลังศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๕๖ แล้ว จึงเป็นการบ่งชี้ว่าจำเลยได้ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างเรื่องผิดระเบียบในการส่งคำคู่ความในจำนวนคดีนี้อย่างช้าในวันที่จำเลยได้รับเอกสารดังกล่าวเมื่อวันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๖๐ การที่จำเลยยื่นคำขอให้พิจารณาคดีใหม่โดยอ้างว่า การส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยไม่ชอบ เมื่อวันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐ จึงช้ากว่าแปดวันนับแต่วันทราบข้อมูลความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้น จำเลยหมดสิทธิ์ที่จะขอให้ศาลสั่งเพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๗ วรรคสอง แล้ว ปัญหาดังกล่าว เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยื่นข้ออ้าง ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยตามป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๒ (๕) ประกอบมาตรา ๒๔๖ และ ๒๕๒ ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 74,13,, โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้เงิน หากจำเลยไม่ชำระขอให้ยึดและอายัดทรัพย์สินของจำเลยและทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน ศาลพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้เงินให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบ คำพิพากษาของศาลที่ไม่กำหนดให้โจทก์มีสิทธิบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินอื่นของจำเลย โจทก์มีสิทธิในการบังคับคดีชำระหนี้จากทรัพย์สินอื่นของจำเลยหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๘๒/๒๕๖๓ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาจำนองโดยประสงค์บังคับจำนองเอาแก่ที่ดินตามฟ้อง อันเป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะลูกหนี้แห่งสิทธิเรียกร้องชำระหนี้ตามสัญญาดังกล่าว เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ซึ่งมีสิทธิเรียกร้องตามบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ อันเป็นกฎหมายสารบัญญัติและเป็นคดีมีข้อพิพาท ดังนี้ เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีเข้าสู่ศาล ศาลย่อมมีอำนาจหน้าที่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายวิธีสบัญญัติในการที่จะวินิจฉัยและพิพากษาคดี โดยหากวินิจฉัยว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาต้องรับผิดต่อโจทก์ตามกฎหมายสารบัญญัติก็ย่อมพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ตามฟ้องแก่โจทก์ตามสิทธิเรียกร้องที่โจทก์มีต่อจำเลยในทางแพ่ง สำหรับคดีนี้ เมื่อศาลชั้นต้น วินิจฉัยพยานหลักฐานของโจทก์ว่าจำเลยมีหน้าที่ต้องชำระหนี้เงิน ๑,๖๓๙,๑๒๐.๓๖ บาทพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ ศาลชั้นต้นก็ได้พิพากษาให้จำเลยชำระหนี้เงินจำนวนดังกล่าว รวมทั้งให้โจทก์มีสิทธิบังคับจำนองเอาแก่ที่ดินตามฟ้องในฐานะเจ้าหนี้จำนองผู้ทรงทรัพย์สิทธิจำนองเหนือที่ดินตามฟ้องตามกฎหมายสารบัญญัติด้วย ความรับผิดดังกล่าวของจำเลยก็คือหนี้ตามคำพิพากษา หากจำเลยในฐานะลูกหนี้ตามคำพิพากษาไม่ชำระหนี้หรือชำระไม่ครบ โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาก็ย่อมมีสิทธิบังคับคดี และในกรณีหนี้ตามคำพิพากษาเป็นหนี้เงิน การบังคับคดีย่อมเป็นไปตามบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ภาค ๔ ลักษณะ ๒ หมวด ๒ ว่าด้วยการบังคับคดีในกรณีที่เป็นหนี้เงิน คือ การยึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยหรือบุคคลภายนอกซึ่งเป็นลูกหนี้แห่งสิทธิเรียกร้องของจำเลยเพื่อนำออกขายทอดตลาดและนำเงินที่ได้มาชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่โจทก์ อันเป็นอีกขั้นตอนหนึ่งที่กฎหมายให้สิทธิแก่โจทก์ โดยสืบเนื่องจากผลแห่งคำพิพากษาและไม่มีกฎหมายบัญญัติให้ศาลจำต้องระบุสิทธิในการบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินของจำเลยไว้ในคำพิพากษาด้วยดังนี้ เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีเต็มตามฟ้อง และโจทก์ได้มีคำขอให้ยึดทรัพย์สินของจำเลย การที่คำพิพากษามิได้ระบุให้โจทก์ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดอันเป็นขั้นตอนในการบังคับคดี จึงหาเป็นเหตุให้โจทก์ไม่มีสิทธิที่จะบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินอื่นของจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาไม่ แต่สำหรับคดีนี้เมื่อโจทก์มีคำขอท้ายฟ้องและอุทธรณ์ฎีกาในเหตุนี้โดยตรงขึ้นมายังศาลสูง ก็ชอบที่ศาลจะต้องกล่าวในคำพิพากษาให้สิทธิแก่โจทก์ที่จะบังคับคดียึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยไว้ด้วย เพื่อให้เกิดความชัดเจนแก่คู่ความและเจ้าพนักงานบังคับคดีในการปฏิบัติให้บรรลุผลตามคำพิพากษาในเนื้อหาคดี ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรแก้ไขเพิ่มเติมคำพิพากษาให้ครบถ้วนตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้้น พิพากษาแก้เป็นว่า หากจำเลยไม่ชำระหนี้หรือชำระไม่ครบถ้วน ให้ยึดทรัพย์สินที่จำนองและทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระแก่โจทก์ ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 74,13,,เจ้าหนี้ภาษีอากรยึดที่ดินมีโฉนดของลูกหนี้เพื่อนำออกขายทอดตลาด ต่อมาศาลชั้นต้นในอีกคดีหนึ่งมีคำสั่งให้ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวโดยการครอบครองปรปักษ์และผู้ร้องนำคำสั่งของศาลไปยื่นขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม ดังนี้ เจ้าหนี้ภาษีอากรจะยื่นคำร้องสอดขอให้ยกคำร้องของผู้ร้องและมีคำพิพากษาว่าลูกหนี้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงพิพาท เพื่อผู้ร้องสอดจะได้นำที่ดินแปลงดังกล่าวออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ภาษีอากรค้างต่อไปได้หรือไม่,"คำตอบ (ไม่มีเลขอ้างอิง) ผู้ร้องสอดเป็นเจ้าหนี้ ร. ในหนี้คำภาษีอากรค้าง โดยคดีที่ ร. ยื่นฟ้องผู้ร้องสอดขอให้ยกเลิกการประเมิน ศาลฎีกามีคำพิพากษายกฟ้องคดีถึงที่สุดแล้ว ผู้ร้องสอดอาศัยอำนาจตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๑๒ ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๓๐๖๘๗ มีชื่อ ช. เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ เพื่อนำออกขายทอดตลาด ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๓๐๖๘๗ โดยการครอบครองปรปักษ์ ผู้ร้องนำคำสั่งศาลชั้นต้นไปยื่นคำขอจดทะเบียนต่อสำนักงานที่ดิน เจ้าพนักงานที่ดินจึงมีหนังสือสอบถามผู้ร้องสอดว่าได้ถอนการยึดที่ดินดังกล่าวแล้วหรือไม่ และมีหนังสือสอบถามศาลชั้นต้นว่าเจ้าพนักงานที่ดินจะสามารถจดทะเบียน การได้มาโดยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๓๘๒ ตามคำสั่งศาลได้หรือไม่ ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องสอดมีว่า ผู้ร้องสอดมีอำนาจยื่นคำร้องเข้ามาในคดีนี้หรือไม่เห็นว่า คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๓๐๖๘๗ เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องโดยการครอบครองปรปักษ์ ส่วนผู้ร้องสอดเป็นเจ้าหนี้ภาษีอากรของ ร. ซึ่งศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดให้รับผิดในหนี้ภาษีอากรตามที่ผู้ร้องสอดประเมิน เมื่อผู้ร้องสอดนำยืดที่ดินพิพาทไว้แล้วโดยผู้ร้องซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าของที่ดินดังกล่าวมิได้ดำเนินการเพื่อขอให้เพิกถอนการยึดที่ดินพิพาทของผู้ร้องสอด ผู้ร้องสอดย่อมสามารถดำเนินการบังคับคดีของตนเองต่อไปได้ แต่อย่างไรก็ตาม การที่ผู้ร้องนำคำสั่งศาลชั้นต้นในคดีนี้ไปยื่นคำขอจดทะเบียนต่อสำนักงานที่ดินเพื่อจดทะเบียนการได้มาในที่ดินดังกล่าวโดยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๘๒ อันเป็นการดำเนินการบังคับตามคำสั่งศาลชั้นต้น เมื่อการดำเนินการดังกล่าวอาจจะมีผลให้เปลี่ยนผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวจาก ร. ลูกหนี้ในค่าภาษีอากรค้างของผู้ร้องสอดไปเป็นผู้ร้อง การบังคับตามคำสั่งของผู้ร้องในคดีนี้ย่อมมีผลกระทบทั้งสิทธิของผู้ร้องสอดในฐานะเจ้าหนี้ภาษีอากรของ ร. ที่ได้ยึดที่ดินดังกล่าวไว้เพื่อการขายทอดตลาดแล้ว ผู้ร้องสอดจึงมีสิทธิยื่นคำร้องสอดเข้ามาในคดีนี้เพื่อยังให้ได้ความรับรอง คุ้มครอง และบังคับตามสิทธิของผู้ร้องสอดในการบังคับคดีในคดีนี้ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๕๗ (๑) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งเกี่ยวกับหนังสือของเจ้าพนักงานที่ดินที่สอบถามศาลชั้นต้นว่าเจ้าพนักงานที่ดินจะสามารถจดทะเบียนการได้มาโดยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๘๒ ตามคำสั่งศาลให้แก่ผู้ร้องได้หรือไม่ อันเป็นเรื่องเกี่ยวเนื่องโดยตรงกับสิทธิของผู้ร้องสอดที่ได้รับความคุ้มครองตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๑๒ ทวิ สำหรับทรัพย์ที่ถูกยึดไว้ตามมาตรา ๑๒ ผู้ร้องสอดจึงมีอำนาจยื่นคำร้องสอดเข้ามาในคดีนี้ได้ เมื่อผู้ร้องสอดไม่ได้ร้องคัดค้านเข้ามาในคดีในศาลชั้นต้น ถือได้ว่าเป็นบุคคลภายนอก คำสั่งศาลชั้นต้นที่แสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินจึงไม่ผูกพันผู้ร้องสอดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๕ วรรคสอง (๒) ผู้ร้องสอดจึงสามารถพิสูจน์ได้ว่า ที่ดินพิพาทยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของ ร. ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 74,14,,คดีก่อนและคดีหลังคู่ความเดียวกัน ประเด็นแห่งคดีเรื่องเดียวกัน หากศาลในคดีใดคดีหนึ่ง มีคำพิพากษาแล้วอีกคดีหนึ่งจะต้องห้ามตามกฎหมายหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๘๘/๒๕๖๔ คดีก่อน จำเลยเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ซึ่งจำเลยที่ ๓ ในคดีก่อนเป็นโจทก์ในคดีนี้ โดยประเด็นแห่งคดีมีว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยในคดีนี้ซึ่งเป็นโจทก์ในคดีก่อนหรือเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ ๓ ในคดีก่อนซึ่งเป็นโจทก์ในคดีนี้ เมื่อในคดีก่อนจำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นโจทก์ในคดีนี้ ให้การต่อสู้ว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ โดยโจทก์ขอยืมเงินจากบุคคลอื่นนำมาซื้อที่ดินพิพาทโดยให้จำเลยในคดีนี้ซื้อที่ดินแทน จึงเป็นเรื่องโจทก์และจำเลยในคดีก่อนกลับมาพิพาทในประเด็นแห่งคดีเรื่องเดียวกัน เมื่อคดีก่อนศาลมีคำพิพากษาชี้ขาดในประเด็นแห่งคดีว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ในคดีก่อนซึ่งเป็นจำเลยในคดีนี้แล้วผลของคำพิพากษาในคดีก่อนย่อมผูกพันทั้งโจทก์และจำเลยในคดีนี้ด้วย ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๕ วรรคหนึ่งการฟ้องคดีของโจทก์จึงเป็นการดำเนินกระบวนการพิจารณาซ้ำ ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ.มาตรา ๑๔๔ วรรคหนึ่ง ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 74,14,,จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การอ้างว่ามิได้จงใจ ศาลยกคำร้อง จำเลยจะยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การอีกโดยอ้างเหตุสมควรประการอื่นได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๑๘๖/๒๕๕๐ หลังจากรับสำเนาคำฟ้องและหมายเรียกให้ทำคำให้การแก้คดีแล้วจำเลยทั้งห้ายื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอื่นคำให้การตลอดมารวม ๓ ครั้ง ครั้งสุดท้ายศาลอนุญาตให้ขยายระยะเวลาจนถึงวันที่ ๕ พฤศจิกายน ๒๕๔๕ จำเลยทั้งห้าจึงมีหน้าที่ที่จะต้องจดจำกำหนดระยะเวลายื่นคำให้การที่ตนร้องขอขยายระยะเวลาไว้เอง และต้องยื่นคำให้การแก้คดีภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าวโดยเคร่งครัด หากมีเหตุจำเป็นไม่สามารถยื่นคำให้การได้ทันภายในกำหนดนั้น ก็ต้องร้องขอขยายระยะเวลาต่อไปตามความจำเป็นอีก การที่ต้องมีกำหนดระยะเวลาให้คู่ความแต่ละฝ่ายปฏิบัติภาระหน้าที่ของตนในการดำเนินกระบวนการพิจารณาก็เพื่อเร่งรัดให้ทุกฝ่ายดำเนินกระบวนการพิจารณาภายในเวลาอันสมควร หากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดละเลยหน้าที่นั้นก็ต้องถือว่าไม่ติดใจดำเนินกระบวนการพิจารณาตามหน้าที่ของตน แม้กระนั้นกฎหมายก็ยังให้โอกาสในการกล่าวอ้างแก้ตัวผ่านปรนหลักเกณฑ์เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม หากว่าฝ่ายนั้นมีเหตุจำเป็นอันไม่อาจจักก้าวล่วงเสียได้ แต่ในกรณีของจำเลยทั้งห้านั้นคงปรากฎตามคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การฉบับลงวันที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๔๕ แต่เพียงว่า ทนายนำเลยทั้งห้าเข้าใจโดยผิดหลงว่าครบกำหนดยื่นคำให้การในวันที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๔๕ โดยไม่ปรากฏว่าเหตุใดจึงทำให้เข้าใจผิดหลงไปได้เช่นนั้น เมื่อไม่ปรากฏเหตุอันจูงใจให้ทนายจำเลยทั้งห้าเข้าใจผิดพลาดคลาดเคลื่อนไปได้เช่นนั้น ข้ออ้างดังกล่าวจึงไม่อาจรับฟังเป็นข้อแก้ตัวอันควรได้ ที่ศาลภาษีอากรกลางสั่งงดไต่สวนคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การจึงชอบแล้ว แม้ต่อมาวันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๔๕ จำเลยทั้งห้าจะยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การอีกครั้งหนึ่งว่าการขาดนัดยื่นคำให้การนั้นมีเหตุผลสมควรประการอื่นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๙๙ นั้น ก็ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.๒๕๒๘ มาตรา ๑๗ ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๙๙ วรรคท้าย สำหรับปัญหาที่ว่าคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การของจำเลยทั้งห้าฉบับหลังเป็นการดำเนินกระบวนการพิจารณาซ้ำหรือไม่ ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลภาษีอากรกลางสั่งยกคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การของจำเลยทั้งห้าในครั้งหลัง ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วยในผล ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 74,14,,"ศาลชั้นต้นออกหมายจับผู้เสียหายเพื่อเอาตัวมาเป็นพยาน แต่ไม่ได้ตัวมาจนต้องงดสืบพยาน ดังนี้ บันทึกคำให้การของผู้เสียหายในชั้นสอบสวน บันทึกคำเบิกความของผู้เสียหายที่เบิกความไว้ในคดีอื่นที่ผู้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยถูกฟ้องไปก่อนแล้ว จะรับฟังเป็นพยานหลักฐานประกอบพยานหลักฐานอื่นในคดีนี้ได้หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๑๙๐/๒๕๖๓ ในชั้นพิจารณาโจทก์ไม่ได้ตัวผู้เสียหายที่ ๑ มาเบิกความเป็นพยาน คงมีเพียงบันทึกคำให้การของผู้เสียหายที่ ๑ ที่ให้การยืนยันตัวคนร้ายที่ร่วมกันข่มขืนกระทำชำเรา และชี้ภาพถ่ายว่าจำเลยเป็นผู้ร่วมข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ ๑ เป็นคนสุดท้าย อันเป็นเพียงพยานบอกเล่า ซึ่งในการวินิจฉัยพยานบอกเล่าที่จำเลยไม่มีโอกาสถามค้าน ศาลจะต้องกระทำด้วยความระมัดระวังตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๗/๑ ก็ตาม แต่ผู้เสียหายที่ ๑ รับหมายเรียกให้มาเป็นพยานที่ศาล เมื่อถึงวันนัดกลับไม่มาและไม่ได้แจ้งเหตุขัดข้อง ศาลชั้นต้นจึงออกหมายจับเพื่อเอาตัวมาเป็นพยานแต่ไม่ได้ตัวมาจนต้องงดสืบพยานพฤติการณ์ในการหลบหนีและไม่ยอมมาเบิกความในชั้นพิจารณาของผู้เสียหายที่ ๑ จึงมีเหตุจำเป็นและมีเหตุสมควรเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมที่จะรับฟังพยานบอกเล่านั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๖/๓ วรรคสอง (๒) และถือได้ว่ามีเหตุอันสมควรที่จะรับฟังบันทึกคำเบิกความของผู้เสียหายที่ ๑ ที่เบิกความไว้ในคดีอาญาของศาลชั้นต้นที่พวกจำเลยถูกฟ้องเป็นจำเลย ประกอบพยานหลักฐานอื่นในคดีได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๖/๕ ",วิ.อาญา,,,,,,, 74,14,,พนักงานอัยการโจทก์มิได้ลงลายมือชื่อไว้ในฟ้อง ศาลชั้นต้นได้ดำเนินกระบวนการพิจารณาจนเสร็จสิ้นแล้ว จะสั่งให้โจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้องได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๔๖๕/๒๕๖๓ โจทก์มิได้ลงลายมือชื่อไว้ในฟ้อง เป็นฟ้องที่ไม่มีลายมือชื่อโจทก์ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕๘ (๗) แต่การที่จะสั่งให้โจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้องหรือไม่ประทับฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๖๑ วรรคหนึ่ง ก็ล่วงเลยเวลาที่จะปฏิบัติได้เพราะศาลชั้นต้นได้ดำเนินกระบวนการพิจารณาจนเสร็จสิ้นแล้ว ศาลฎีกาต้องยกฟ้องของโจทก์โดยไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลย,วิ.อาญา,,,,,,, 74,14,,ความผิดอาญาแห่งดิน ผู้เสียหายมอบอำนาจให้ผู้รับมอบอำนาจไปแจ้งความร้องทุกข์ แต่ตามเนื้อความในสำเนารายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานเป็นการแจ้งความโดยที่ยังไม่ประสงค์จะให้ดำเนินคดีแก่จำเลย พนักงานสอบสวนมีอำนาจสอบสวน พนักงานอัยการมีอำนาจฟ้องหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๖๗๗/๒๕๖๓ เมื่อจำเลยทั้งสองเข้ามอบตัวพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันบุกรุกอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๒, ๓๖๔ และมาตรา ๓๖๕ (๒) ซึ่งความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๕ (๒) เป็นความผิดอาญาแห่งดิน มีใช่ความผิดต่อส่วนตัวที่ห้ามพนักงานสอบสวนทำการสอบสวน เว้นแต่จะมีคำร้องทุกข์ตามระเบียบ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๒๑ วรรคสอง ดังนั้น เมื่อมีความผิดอาญาแห่งดินเกิดขึ้นหรืออ้างว่าได้เกิดขึ้นและก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชนหรือหน่วยงานของรัฐ ย่อมเป็นหน้าที่โดยตรงของเจ้าพนักงานตำรวจที่ต้องสืบสวนจับกุมผู้กระทำผิด ให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนเพื่อเอาผู้กระทำผิดอาญาทั้งปวงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๘ ประกอบด้วยมาตรา ๑๒๑ วรรคหนึ่ง ไม่ว่าจะมีผู้เสียหายร้องทุกข์หรือมีผู้กล่าวโทษผู้กระทำผิดหรือไม่ ดังนั้น แม้ตามเนื้อความในสำเนารายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานจะเป็นการแจ้งความที่ยังไม่ประสงค์จะให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ ๑ และโจทก์ร่วมมอบอำนาจนี้ให้ ส. ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ ๑ เท่านั้น พนักงานสอบสวนก็มีอำนาจสอบสวนคดีนี้และดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองได้โดยไม่จำเป็นต้องมีคำร้องทุกข์จากผู้เสียหาย และมีอำนาจสอบปากคำผู้ที่รู้เห็นเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดได้การสอบสวนชอบด้วยกฎหมายแล้ว พนักงานอัยการย่อมมีอำนาจฟ้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๑๒๐",วิ.อาญา,,,,,,, 74,14,,คดีอาญาที่ราษฎรเป็นโจทก์ ในชั้นตรวจฟ้อง ศาลจะพิพากษายกฟ้องโดยไม่ไต่สวนมูลฟ้องก่อนได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๒๔๔/๒๕๖๓ แม้มีการบรรยายฟ้องของจำเลยถูกต้องตามกฎหมายและผู้เสียหายทั้งสองอาจสั่งให้ไต่สวนมูลฟ้องได้ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ.๒๕๕๙ มาตรา ๑๖ ก็ตาม แต่มิใช่ว่าจะต้องสั่งให้ไต่สวนมูลฟ้องทุกคดี เพราะศาลชั้นต้นจะพิพากษายกฟ้องโดยไม่นัดไต่สวนมูลฟ้อง หรือ นัดไต่สวนมูลฟ้องไว้แล้วแต่มีคำสั่งให้งดไต่สวนและพิพากษายกฟ้อง หรือ ไต่สวนมูลฟ้องแล้วพิพากษายกฟ้องก็ได้ทั้งสิ้น ในชั้นตรวจฟ้องที่ผู้เสียหายทั้งสองพิจารณาฟ้องของจำเลยแล้วเห็นว่า การกระทำของ ก. และ ภ. ที่มีคำสั่งให้ออกหมายจำคุกจำเลยตามคำพิพากษาศาลฎีกาไม่เป็นความผิด ผู้เสียหายทั้งสองชอบที่จะพิพากษายกฟ้องเสียได้โดยไม่จำต้องไต่สวนมูลฟ้องก่อน ซึ่งเป็นการปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง และใช้ดุลยพินิจในการดำเนินกระบวนการพิจารณาโดยชอบด้วยกฎหมาย มิได้เป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อช่วยเหลือ ก. และ ภ. ",วิ.อาญา,,,,,,, 74,15,,ผู้เสียหายเป็นโจทก์ฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา สิทธิในการอุทธรณ์ฎีกาในคดีส่วนแพ่งมีหลักเกณฑ์อย่างไร,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๐๘๑/๒๕๖๔ คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาที่ผู้เสียหายฟ้องเองโดยตรง สิทธิในการอุทธรณ์ฎีกาในคดีส่วนแพ่งต้องถือคดีอาญาเป็นหลัก หากคดีส่วนอาญาขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์หรือฎีกา คดีส่วนแพ่งก็ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์หรือฎีกา แต่หากคดีส่วนอาญาต้องห้ามอุทธรณ์ฎีกาหรือยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ คดีส่วนแพ่งก็ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๔๐ สำหรับคดีนี้ คดีส่วนอาญาไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาจึงยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลอุทรณ์ภาค ๙ ดังนั้น สิทธิในการฎีกาคดีส่วนแพ่งจึงต้องพิจารณาตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ซึ่งคำพิพากษาในคดีส่วนแพ่งของศาลอุทธรณ์ภาค ๙ ย่อมเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๔/๑ จำเลยจะฎีกาได้ต่อเมื่อยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกามาพร้อมกับคำฟ้องฎีกาและได้รับอนุญาตจากศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาแพ่ง มาตรา มาตรา ๒๔๗ วรรคหนึ่ง เมื่อปรากฏว่าการยื่นฎีกาต่อศาลชั้นต้น จำเลยได้ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาแล้ว แต่ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า “ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกา เป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุด จึงอนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง” และสั่งรับฎีกาของจำเลยนั้น จึงเป็นการไม่ชอบ อย่างไรก็ตาม เมื่อคดีขึ้นสู่ศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า ฎีกาของจำเลยเป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๒๔๙ จึงอนุญาตให้จำเลยฎีกาและรับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณา แม้คำสั่งรับฎีกาของศาลชั้นต้นเป็นการไม่ชอบ แต่เมื่อศาลฎีกาอนุญาตให้จำเลยฎีกาและศาลชั้นต้นได้ส่งสำเนาฎีกาให้แก่โจทก์แก้ และโจทก์ได้ยื่นคำแก้ฎีกาแล้ว กรณีจึงไม่เป็นการจำเป็นที่ศาลฎีกาจะสั่งให้ส่งสำนวนคืนศาลชั้นต้นเพื่อส่งสำเนาให้โจทก์แก้อีกแต่อย่างใด (กรณีพนักงานอัยการเป็นโจทก์ มีคำพิพากษาฎีกาที่ ๓๙๖๒/๒๕๖๔ วินิจฉัยเช่นกัน) การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เพิ่มเติมฟ้องเฉพาะคดีในส่วนแพ่งเป็นการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องเฉพาะคดีอาญาขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๒ เท่านั้น เมื่อศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีมีมูลจึงประทับฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณา หลังจากนั้นศาลชั้นต้นอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟัง จำเลยให้การปฏิเสธ ในวันนัดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลย โจทก์ยื่นคำร้องขอเพิ่มเติมฟ้องในส่วนคำขอท้ายฟ้องว่าขอให้จำเลยส่งมอบรถยนต์ยี่ห้อโฟล์คสวาเกน สีดำ หมายเลขทะเบียน ๔ กณ ๓๒๒๒ กรุงเทพมหานคร คืนในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี อันเป็นการเพิ่มเติมฟ้องให้จำเลยรับผิดคดีในส่วนแพ่ง ซึ่งคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญานั้น หมายถึงคดีที่การกระทำผิดอาญานั้นก่อให้เกิดสิทธิเรียกร้องทางแพ่งติดตามมาด้วย เมื่อศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องคดีอาญาแล้วมีคำสั่งให้ประทับฟ้องและหมายเรียกจำเลยแก้คดี ย่อมเป็นการสั่งรับฟ้องคดีส่วนอาญาและคำฟ้องคดีส่วนแพ่งด้วย โดยไม่จำต้องสั่งรับฟ้องคดีส่วนแพ่งอีก ดังนี้ ในการฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาโจทก์จึงต้องฟ้องคดีแพ่งมาพร้อมกับคดีอาญาตั้งแต่แรก แต่คดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องเฉพาะคดีในส่วนอาญา จนศาลชั้นต้นมีคำสั่งประทับฟ้องและจำเลยให้การต่อสู้คดีแล้ว โจทก์จึงมายื่นคำร้องขอเพิ่มเติมฟ้องให้จำเลยรับผิดในคดีส่วนแพ่ง ซึ่งการขอเพิ่มเติมฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๖๔ ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. ๒๔๙๙ มาตรา ๔ นั้น ฟ้องเดิม จะต้องสมบูรณ์อยู่แล้ว เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยเฉพาะคดีอาญาแล้วต่อมาได้ยื่นคำร้องขอเพิ่มเติมฟ้องขอให้จำเลยรับผิดในทางแพ่งจึงถือได้ว่าเป็นการกล่าวอ้างความรับผิดทางแพ่งของจำเลยขึ้นมาใหม่ ซึ่งโจทก์จะมาขอเพิ่มเติมฟ้องเช่นนี้ไม่ได้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์เพิ่มเติมฟ้องจึงเป็นการดำเนินกระบวนการพิจารณาที่ไม่ชอบ ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ จึงไม่มีอำนาจวินิจฉัยคดีในส่วนแพ่ง ที่ศาลอุทรณ์ภาค ๙ วินิจฉัยคดีในส่วนแพ่งของโจทก์จึงเป็นการไม่ชอบเช่นกัน ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๕ วรรคสองประกอบมาตรา ๒๒๕ ",วิ.อาญา,,,,,,, 74,15,,คดีมีอัตราโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงห้าปี ผู้พิพากษาคนเดียวในศาลชั้นต้นมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๗๒๔/๒๕๖๓ โจทย์ฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดฐานขับรถในขณะเมาสุราและโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายและทรัพย์สินของผู้อื่นได้รับความเสียหาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๙๐ พ.ร.บ. จราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๓ (๒) (๔) มาตรา ๑๔๗ มาตรา ๑๖๐ ตรี วรรคสอง โดยฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดเพียงกรรมเดียวต่อศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลจังหวัด ความผิดตาม พ.ร.บ. จราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๖๐ ตรี วรรคสอง อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงห้าปีและปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท การพิจารณาคดีของศาลชั้นต้นต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อยสองคนจึงเป็นองค์คณะที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีได้ ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมมาตรา ๒๖ การที่ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีนี้แล้วพิพากษาโดยผู้พิพากษาคนเดียวเป็นผู้พิจารณาพิพากษาคดีจึงเป็นการไม่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๒๕ (๕) และมาตรา ๒๖ อันเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ จึงยังไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี ต้องให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้ถูกต้องเสียก่อน ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาศาลฎีกา มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๕ วรรคสองประกอบมาตรา ๒๒๕,วิ.อาญา,,,,,,, 74,15,,"เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดภายในกำหนดระยะเวลาการบังคับคดีแต่ยังไม่สามารถขายที่ดินดังกล่าวได้ ทั้งหากขายทอดตลาดทรัพย์จำนองไปตามราคาประเมินก็ยังคงเหลือหนี้ตามคำพิพากษาอีกมากและกำหนดระยะเวลาบังคับคดีใกล้จะสิ้นสุดลง ดังนี้ เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะขอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๑๖๗/๒๕๖๔ แม้การบังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นกำหนดให้ต้องบังคับเอาแก่ทรัพย์จำนองก่อน หากไม่ครบจำนวนหนี้จึงจะบังคับเอาแก่ทรัพย์สินอื่นได้ก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาที่ดินทรัพย์จำนองเป็นเงิน ๑,๕๖๐,๐๐๐ บาท และในวันที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ยึดที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ ๒ เพิ่มเติม จำเลยทั้งสองเป็นหนี้ผู้ร้องตามคำพิพากษาจำนวน ๓,๓๔๖,๑๐๒.๓๙ บาท หากขายทอดตลาดที่ดินทรัพย์จำนองไปตามราคาดังกล่าว ก็ยังคงเหลือหนี้ตามคำพิพากษาอีกมากเพียงพอสมควร แก่การให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ ๒ เพิ่มเติมเพื่อบังคับชาระหนี้แก่ผู้ร้อง ผู้ร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินทรัพย์จำนองก่อนครบกำหนดระยะเวลาการบังคับคดี แต่ยังไม่สามารถขายที่ดินดังกล่าวได้ ถือได้ว่าผู้ร้องขอให้บังคับคดีแก่ทรัพย์จำนองภายในกำหนดระยะเวลาการบังคับคดีแล้ว ประกอบกับที่ดินทรัพย์จำนองที่ผู้ร้องนำยึด มีราคาประเมินไม่เพียงพอที่จะชำระหนี้แก่ผู้ร้องตามคำพิพากษา หากต้องรอให้มีการขายทอดตลาดที่ดินทรัพย์จำนองเสร็จสิ้นก่อน ถึงจะกลับมายึดทรัพย์สินอื่นได้ ย่อมพ้นกำหนดระยะเวลาบังคับคดี เป็นเหตุให้ผู้ร้องอาจเสียสิทธิในการบังคับคดี ทั้งๆ ที่การขายทอดตลาดที่ดินทรัพย์จำนองยังไม่เสร็จสิ้นนั้น มิใช่เกิดจากความผิดของผู้ร้องแต่อย่างใด การยึดที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ ๒ ไว้ก่อนแต่ยังไม่ต้องนำออกขายจนกว่าจะมีการขายทอดตลาดที่ดินทรัพย์จำนองเสร็จสิ้นและได้เงินไม่พอชำระหนี้จึงค่อยนำที่ดินดังกล่าวออกขายทอดตลาด ไม่ขัดต่อขั้นตอนการบังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ก่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย ผู้ร้องจึงมีสิทธินำยึดที่ดินของจำเลยที่ ๒ เพิ่มเติมได้ ผู้ร้องยื่นคำร้องขออนุญาตยึดทรัพย์ของจำเลยที่ ๒ เพิ่มเติมภายในกำหนดระยะเวลาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗๔ แต่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค ๑ มีคำสั่งและคำพิพากษายกคำร้อง และในชั้นฎีกานี้ล่วงเลยกำหนดระยะเวลาบังคับคดีแล้ว กรณีถือว่ามีเหตุสุดวิสัยที่ผู้ร้องไม่สามารถบังคับคดีภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าว ศาลฎีกาเห็นสมควรขยายระยะเวลาการบังคับคดีให้ผู้ร้องออกไปอีก ๑๘๐ วัน นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกานี้ให้คู่ความฟัง",วิ.แพ่ง,,,,,,, 74,16,,ทายาทหลายคนฟ้องเรียกที่ดินทรัพย์มรดกคืนมาเป็นกองมรดก มิได้ขอแบ่งแยกที่ดินตามส่วนที่แต่ละคนมีสิทธิ การคำนวณทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นอุทธรณ์จะต้องถือตามสิทธิ หรือตามส่วนราคาที่ดินพิพาทที่ทายาทแต่ละคนมีสิทธิจะได้รับหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๔๕/๒๕๖๓ คำขอท้ายฟ้องของโจทก์ทั้งหก มิได้ขอให้แบ่งแยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งหก ตามส่วนที่แต่ละคนมีสิทธิ แต่โจทก์ทั้งหกใช้สิทธิในฐานะ ทายาทผู้มีสิทธิและมรดกของ ค. และฐานะ เจ้าของร่วม โดยยังไม่ได้แบ่งแยกการครอบครองเป็นส่วนสัดเรียกที่ดินพิพาทคืนจากจำเลยที่ ๑ อ้างว่าจำเลยที่ ๑ ขอยื่นหนังสือรับรองการทำประโยชน์จาก ค. เพื่อนำไป จำนอง ค. จึงแสดงเจตนาลวงทำนิติกรรมจดทะเบียนให้ที่ดินแก่จำเลยที่หนึ่ง โดยสมรู้กันเพื่ออำพรางนิติกรรมยืม เมื่อ ค. ถึงแก่ความตายที่ดินพิพาทเป็น มรดกตก ได้แก่โจทก์ทั้งหก จำเลยที่ ๑ และ ส. คนละเท่าๆกัน (ให้จดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ทั้ง หก เป็นเจ้าของร่วมในที่ดิน) การคำนวณต้นทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้น อุทธรณ์ตามคำฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งหกจะต้องถือตามราคาที่ดิน ที่ โจทก์ทั้งหก อ้างว่าสืบสิทธิมาจาก ค. มิใช่คำนวณทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นอุทธรณ์ตามสิทธิหรือตามส่วนราคาที่ดินพิพาทที่โจทก์แ่ละคนมีสิทธิจะได้รับ เมื่อที่ดินพิพาทมีราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันเป็นกัน ๒๗๓,๖๐๐ บาท ฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งหกจึงไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๔ วรรคหนึ่ง",วิ.แพ่ง,,,,,,, 74,16,,คดีก่อนและคดีหลังคู่ความเดียวกันประเด็นข้อพิพาทเป็นอย่างเดียวกันแต่ในคดีก่อนศาลฎีกาพิพากษาให้ยกคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนการพิจารณาและพิพากษาใหม่ ดังนี้ คดีหลังเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๑๑/๒๕๖๓ โจทย์ทำสัญญาว่าจ้างจำเลยให้ทำความสะอาดอาคาร ๑๗ และพื้นที่บริเวณรอบ ๆ อาคาร ถนน ลานจอดรถ รวมทั้งทำการของคณะทันตแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัย ศ. ตกลงจ่ายเป็นค่างวด งวดละ ๑ เดือน รวม ๑๒ เดือน เดือนละ ๑๔๓,๘๕๐ บาท นับตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๖ ถึงวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๗ แต่ก่อนฟ้องคดีนี้จำเลย (ในคดีนี้) เป็นโจทก์ฟ้องโจทก์ (ในคดีนี้) เป็นจำเลยอ้างว่าผิดสัญญาจ้างทำความสะอาดอาคาร ขอให้ชำระค่าจ้างที่ค้างชำระ ซึ่งศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าวเห็นว่าจำเลย (โจทก์ในคดีนี้) ขาดนัดยื่นคำให้การ และฟังว่าจำเลย (โจทก์ในคดีนี้) เป็นฝ่ายผิดสัญญาแล้วพิพากษาให้ชำระค่าจ้างให้แก่โจทก์ (จำเลยในคดีนี้) ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ผบ. ๑๑๒๕/๒๕๕๘ ของศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคก็วินิจฉัยว่าจำเลย (โจทก์ในคดีนี้) เป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่นกัน คดีอยู่ระหว่างจำเลย (โจทก์คดีนี้) รอศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตให้ฎีกา ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยอ้างว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาตามสัญญาจ้างทำความสะอาดอาคาร ขอให้จำเลยชำระค่าเสียหายค่าปรับพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นการดำเนินกระบวนการพิจารณาซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ผบ.๑๑๒๕/๒๕๕๘ ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่าคดีก่อน คือ คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๑๑๒๕/๒๕๕๘ ของศาลชั้นต้น ศาลฎีกาอนุญาตให้จำเลย(โจทก์ในคดีนี้) ฎีกา และต่อมาปรากฏจากสารบบความของศาลฎีกาว่า ในคดีก่อนศาลฎีกามีคำพิพากษาตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๒๘๒๔/๒๕๖๒ ให้ยกคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง ให้รับคำให้การจำเลย (โจทก์ในคดีนี้) และให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาคดีใหม่ต่อไป ดังนี้ คำพิพากษาศาลฎีกาในคดีดังกล่าวย่อมมีผลให้คำพิพากษาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคในคดีก่อนสิ้นผลไป เท่ากับว่าศาลชั้นต้นในคดีก่อนยังมิได้มีคำวินิจฉัยในประเด็นข้อพิพาทมาก่อน คำฟ้องในคดีนี้จึงยังไม่มีคำวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแห่งคดีที่จะให้ศาลวินิจฉัยว่าเป็นกระบวนการพิจารณาซ้ำได้ กรณีจึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนการพิจารณาซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๔ ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๗ ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 74,16,,จำเลยให้การยอมรับว่าได้สั่งซื้อและได้รับมอบสินค้าตามจำนวนและราคาตามฟ้อง หรือรับว่าได้ตกลงว่าจ้างโจทก์ตามฟ้อง แต่ต่อสู้ว่าไม่มีหนี้ค้างชำระ ดังนี้ ภาระการพิสูจน์ตกแก่ฝ่ายใด,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๒๒๓/๒๕๖๑ โจทก์บรรยายฟ้องกล่าวอ้างวันเวลาที่โจทก์และจำเลยทั้งสองตกลงทำสัญญาซื้อขายจำนวน และราคาสินค้าต่อหน่วย โดยโจทก์ส่งมอบและจำเลยที่ ๑ ได้รับมอบสินค้าถูกต้องครบถ้วนแล้ว แต่จำเลยที่ ๑ ชำระค่าสินค้าแก่โจทก์เพียงบางส่วนพร้อมกับแบบเอกสารใบรับรองการรมควันยารายการบรรจุหีบห่อ ใบกำกับสินค้าและใบตราส่งมาท้ายคำฟ้องซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องด้วย จำเลยทั้งสองมิได้ให้การปฏิเสธว่าไม่ได้ซื้อสินค้าจากโจทก์ในจำนวนและราคาตามฟ้องหรือไม่ได้รับสินค้าหรือได้รับสินค้าไม่ครบถ้วนคงให้การต่อสู้แต่เพียงว่าจำเลยทั้งสองไม่มีหนี้ค้างชำระค่าสินค้าแก่โจทก์ตามฟ้องและอ้างรายละเอียดในทางปฏิบัติที่ผ่านมาเกี่ยวกับการขนส่งและวิธีการชำระเงินค่าสินค้าระหว่างกันว่าจำเลยทั้งสองจะใช้วิธีการโอนเงินผ่านธนาคารในแต่ละครั้งที่ได้รับสินค้าที่โจทก์ส่งมา หากจำเลยทั้งสองยังคงมีหนี้ค้างชำระโจทก์ตามคำฟ้องโจทก์คงไม่ขายและส่งสินค้าให้แก่จำเลยทั้งสองรอบต่อมาอย่างแน่นอน เมื่อตามคำให้การของจำเลยทั้งสองต่อสู้เพียงว่าจำเลยทั้งสองไม่มีหนี้ค้างชำระแก่โจทก์ จึงต้องถือว่าจำเลยทั้งสองยอมรับตามข้ออ้างของโจทก์ที่ว่าจำเลยที่ ๑ สั่งซื้อและได้รับมอบสินค้าครบถ้วนตามจำนวนและราคาที่โจทก์บรรยายมาในคำฟ้องแล้ว คดีไม่มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยว่าโจทก์ส่งมอบสินค้าและจำเลยที่ ๑ ได้รับมอบสินค้าครบถ้วนตามจำนวนที่โจทก์กล่าวอ้างหรือไม่ สัญญาซื้อขายเป็นสัญญาต่างตอบแทนเมื่อจำเลยที่ ๑ ผู้ซื้อได้รับมอบสินค้าที่ตนเองได้ซื้อไว้แล้ว ก็ต้องใช้ราคาตามข้อสัญญาซื้อขายแก่โจทก์ผู้ขาย โจทก์ฟ้องอ้างว่าจำเลยที่ ๑ ค้างชำระค่าสินค้าที่ได้รับจากโจทก์ แต่จำเลยที่ ๑ ชำระค่าสินค้าให้แก่โจทก์เพียงบางส่วน การที่จำเลยทั้งสองกล่าวอ้างว่าไม่มีหนี้ค้างชำระแก่โจทก์ตามฟ้อง จำเลยทั้งสองจึงมีภาระการพิสูจน์ให้ได้ความตามข้ออ้าง คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๙๘๖/๒๕๖๑ โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ ๑ ว่าจ้างให้โจทก์จัดหาสัมภาระและปลูกต้นยางพาราพร้อมดูแลต้นยางพาราในที่ดินมือเปล่าของจำเลยที่ ๑ จำนวน ๒ แปลง จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมกันว่าจ้างให้โจทก์จัดหาสัมภาระและปลูกต้นยางพาราพร้อมดูแลต้นยางพาราในที่ดินมือเปล่า ๑ แปลง โจทก์จัดหาสัมภาระและปลูกต้นยางพาราพร้อมดูแลต้นยางพาราในที่ดินให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ แล้ว จำเลยที่ ๑ ผิดนัดไม่ชำระค่าจ้าง จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้การยอมรับว่าจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ว่าจ้างให้โจทก์ปลูกต้นยางพาราและดูแลต้นยางพาราในที่ดินจริง แต่ไม่เคยค้างชำระค่าจ้างแก่โจทก์ ประเด็นข้อพิพาทจึงมีว่าจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ค้างชำระค่าจ้างแก่โจทก์หรือไม่ เมื่อจำเลยที่ ๑และที่ ๒ ยอมรับว่าได้ว่าจ้างให้โจทก์ปลูกต้นยางพาราและดูแลต้นยางพาราในที่ดินตามฟ้องจริง จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ จึงมีหน้าที่ต้องชำระค่าจ้างแก่โจทก์ตามสัญญา การที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ อ้างว่าไม่เคยค้างชำระค่าจ้างแก่โจทก์ เป็นการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงขึ้นใหม่เพื่อให้ตนพ้นความรับผิดภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงนั้นตกแก่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๘๔/๑ จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ จึงมีหน้าที่ต้องนำสืบพยานหลักฐานให้รับฟังได้ตามข้อกล่าวอ้างของตน ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 73,1,,"คดีความผิดต่อส่วนตัว โจทก์ขอถอนฟ้องก่อนอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ศาลชั้นต้นมีอำนาจสั่งอนุญาตให้ถอนฟ้องได้หรือไม่ การร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่บริษัทจำกัด ซึ่งเป็นนิติบุคคลจะถือว่าเป็นการร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่กรรมการบริษัทด้วยหรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๓๘๘/๒๕๖๒ คดีความผิดอันยอมความได้: โจทก์อาจถอนฟ้องได้ก่อนคดีถึงที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๕ วรรคสอง โจทย์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ ๒ ก่อนอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ถือว่าคดีอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ภาค ๑ ศาลชั้นต้นชอบที่มีคำสั่งให้ส่งคำร้องของโจทก์ให้ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิจารณาสั่ง การที่ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องเสียเอง เป็นการดำเนินกระบวนการพิจารณาที่ผิดระเบียบ ศาลฎีกาให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗ วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕ เมื่อสำนวนคดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกาแล้ว เพื่อมีให้คดีล่าช้า ศาลฎีกามีคำสั่งไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งใหม่โดยศาลฎีกาอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ ๒ ได้ โจทร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากจำเลยที่ ๓ ถือไม่ได้ว่าเป็นการร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นกรรมการบริษัทจำกัดที่ ๑ ด้วย เมื่อความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๐ เป็นความผิดอันยอมความได้และโจทก์มิได้ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ ๓ ภายในสามเดือนนับแต่วันเรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด ฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ ๓ ขาดอายุความ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๖ ปัญหาว่า คดีขาดอายุความหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลยกขึ้นอ้างได้แม้จำเลยที่ ๓ จะไม่ได้ยกขึ้นต่อสู้ในศาลชั้นต้นก็ตาม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ",วิ.อาญา,,,,,,, 73,1,,จำเลยขอถอนคำให้การรับสารภาพเป็นให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นไม่อนุญาต และมีคำพิพากษา จำเลยจะอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยถอนคำให้การโดยไม่อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ลงโทษจำเลยด้วยได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๑๘๗/๒๕๖๒ ในวันนัดพิจารณาเมื่อวันที่ ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๐ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า การที่จำเลยขอถอนคำให้การรับสารภาพเป็นให้การปฏิเสธ ไม่มีเหตุผลอันสมควรและล่วงเลยระยะเวลาแล้ว จึงไม่อนุญาตให้จำเลยถอนคำให้การและเลื่อนไปนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ ๒๑ ธันวาคม ๒๕๖๐ คำสั่งของศาลดังกล่าวจึงเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาที่ไม่ทำให้คดีเสร็จสำนวน ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๖ บัญญัติว่า “คำสั่งระหว่างพิจารณาที่ไม่ทำให้คดีเสร็จสำนวน ห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งนั้นจนกว่าจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งในประเด็นสำคัญและมีอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นด้วย” ดังนั้น เมื่อจำเลยอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยต้องอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นด้วยตามบทบัญญัติดังกล่าว แต่อุทธรณ์ของจำเลยที่อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นกล่าวเพียงว่า ศาลชั้นต้นยกคำร้องของจำเลยในการถอนคำให้การเป็นการตัดสิทธิ์จำเลยต่อสู้คดี ทำให้ข้อเท็จจริงไม่เพียงพอแก่การวินิจฉัยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย นั้น เป็นเพียงการอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยถอนคำให้การ ซึ่งเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นที่ไม่ทำให้คดีเสร็จสำเร็จ ไม่ได้อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๓ วรรคสอง จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๖ ",วิ.อาญา,,,,,,, 73,1,,"จำเลยยื่นคำให้การต่อสู้คดีเรื่องอำนาจฟ้องด้วยเหตุหนึ่ง จะอุทธรณ์ว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องโดยยกเหตุแห่งการปฏิเสธขึ้นมาใหม่นอกเหนือจากที่ได้ให้การไว้ ได้หรือไม่ คำฟ้องเดิม โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายเป็นค่าซ่อมรถยนต์พิพาทเท่านั้น โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องขอเรียกค่าเสียหายเป็นค่าเช่าซื้อ ค่าขาดประโยชน์และค่าปรับ ได้หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๑๙๒/๒๕๖๒ การที่จะถือว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วหรือไม่จะพิจารณาเพียงว่าจำเลยให้การปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ก็เรื่องใดบ้างเพียงประการเดียวหาได้ไม่ แต่จะต้องพิจารณารวมถึงเหตุแห่งการปฏิเสธนั้นด้วย จำเลยยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การว่า โจทก์ก็ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะรถยนต์พิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของธนาคาร ธ. ส่วนโจทก์ก็เพียงแต่มีชื่อเป็นผู้เช่าซื้อ ทั้งมิได้เป็นผู้ครอบครองรถยนต์พิพาทแต่อย่างใด โดยรถยนต์พิพาทอยู่ในความครอบครองของ อ. และในการฟ้องคดีนี้ธนาคาร ธ. ไม่ได้มอบอำนาจให้โจทก์ฟ้องคดี โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง แต่จำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์พิพาทจากธนาคาร ธ. ในฐานะตัวแทนของ อ. ทั้งโจทก์มิใช่ผู้ครอบครองและใช้รถยนต์พิพาท จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เป็นการยกเหตุแห่งการปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ขึ้นมาใหม่นอกเหนือจากที่ได้ให้การไว้ ถือได้ว่าเป็นการอุทธรณ์ในข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ย่อมต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๕ วรรคหนึ่ง การที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ต่อศาลย่อมทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๑๔ (๒) ระยะเวลาที่ล่วงเลยไปก่อนนั้นไม่นับเข้าในอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๑๕ วรรคหนึ่ง ต้องเริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่เหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงได้สิ้นไปแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๑๕ วรรคสอง การที่โจทก์ขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องโดยเรียกร้องค่าเสียหายจากเหตุละเมิดเดียวกัน คำฟ้องเพิ่มเติมกับฟ้องเดิมจึงเกี่ยวข้องกันพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีเข้าด้วยกันได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๙ เมื่อโจทก์มีสิทธิเสนอคำฟ้องเพิ่มเติมได้โดยชอบแล้วเช่นนี้ แม้จะยื่นเกิน ๑ ปี นับแต่วันที่โจทก์อาจใช้สิทธิเรียกร้องได้ก็ตาม ก็หาทำไม่สิทธิเรียกร้องตามที่โจทก์อ้างมาในคำฟ้องเพิ่มเติม ซึ่งถือได้ว่าเป็นเรื่องเดียวกันกับฟ้องเดิมขาดอายุความไปไม่ ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 73,1,,"คู่ความฝ่ายที่เสียหายมิได้ยื่นขอให้เพิกถอนกระบวนการพิจารณาที่ผิดระเบียบภายในกำหนด ๘ วัน นับแต่ได้ทราบพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้น และคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งคัดค้าน จะเป็นการตัดสิทธิการใช้อำนาจของศาลในการเพิกถอนกระบวนการพิจารณาผิดระเบียบนั้น หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๓๓๒/๒๕๖๒ เมื่อผู้คัดค้านที่ ๑ ยื่นคำร้องขอเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๕๗ นั้น ศาลชั้นต้นได้ส่งสำเนาคำร้องและหมายนัดไต่สวนให้แก่ผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ ๒ และ ทั้งผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ ๒ ต่างได้ยื่นคำคัดค้านและยกประเด็นเรื่องการขอเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบว่าผู้คัดค้านที่ ๑ ยื่นล่วงพ้นระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดแล้วแต่ศาลชั้นต้นเมื่อไต่สวนแล้วก็มีคำสั่งลงวันที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๕๕๘ โดยมิได้วินิจฉัยเรื่องผู้คัดค้านที่ ๑ ยื่นคำร้องเกินกำหนดตามที่กฎหมายบัญญัติหรือไม่ เท่ากับศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจของตนเองเมื่อไต่สวนแล้วเห็นว่ามีกระบวนการพิจารณาที่ผิดระเบียบเกิดขึ้นทำให้มีการดำเนินคดีไม่เป็นไปด้วยความยุติธรรม อันเป็นการใช้อำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗ วรรคแรก ซึ่งไม่มีเงื่อนไขใดบังคับ แม้จะเริ่มต้นด้วยคำร้องของผู้คัดค้านที่ ๑ ก็ตาม ก็หาตัดสิทธิการใช้อำนาจของศาลในการเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นแต่อย่างใดไม่ เพราะหากศาลชั้นต้นเห็นว่ากำหนดระยะเวลาที่กฎหมายบัญญัติเป็นข้อควรตัดสิทธิของผู้คัดค้านที่ ๑ ก็คงได้วินิจฉัยและมีคำสั่งไปในทางตรงข้ามแล้ว ประกอบกับกระบวนพิจารณาของศาลอันเป็นกฎหมายวิธีสบัญญัติมีวัตถุประสงค์มุ่งให้คู่ความต่อสู้คดีกันอย่างเป็นธรรม หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือกระบวนพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งเป็นเพียงวิธีทางไปสู่เป้าหมายคือความยุติธรรม หากใช้ตัวความยุติธรรมเองไม่และไม่มีวัตถุประสงค์ให้คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาศัยกระบวนพิจารณามาเป็นเหตุให้ได้เปรียบเสียเปรียบจนเป็นผลให้ต้องชนะหรือแพ้โดย ไม่พิจารณาเนื้อหาของคดี ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นเพิกถอนกระบวนพิจารณาตั้งแต่การส่งหมายนัดและสำเนาคำร้องขอให้แก่ผู้คัดค้านที่ ๑ ที่ไม่ชอบ และมีคำสั่งให้ส่งหมายนัดและสำเนาคำร้องขอใหม่ แล้วดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ จึงชอบแล้ว ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 73,2,,จำเลยต้องคำพิพากษาให้รับโทษจำคุกและมิได้ถูกคุมขัง ยื่นอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกา ต้องมาแสดงตนต่อเจ้าพนักงานศาลหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๖๓๓/๒๕๖๒ แม้อุทธรณ์ของจำเลยมิใช่อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นเกี่ยวกับการกระทำอันเป็นความผิด แต่เป็นอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นฎีกาแก่จำเลยก็ตาม ก็ต้องอยู่ในบังคับบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๘ วรรคสาม แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ ๓๒) พ.ศ. ๒๕๕๙ ซึ่งมีผลใช้บังคับแล้วในขณะที่จำเลยยื่นอุทธรณ์เมื่อวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๑ ที่บัญญัติว่า ""ในกรณีที่ตามคำพิพากษาจำเลยต้องรับโทษจำคุกหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้นและจำเลยไม่ได้ถูกคุมขัง จำเลยจะยื่นอุทธรณ์ได้ต่อเมื่อแสดงตนต่อเจ้าพนักงานศาลในขณะยื่นอุทธรณ์ มิฉะนั้นให้ศาลมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์"" ดังนี้ การที่จำเลยต้องคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้รับโทษจำคุกและไม่ได้ถูกคุมขังยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาขึ้นฎีกาโดยไม่ได้แสดงตนต่อเจ้าพนักงานศาลจึงเป็นการไม่ชอบ ",วิ.อาญา,,,,,,, 73,2,,คำร้องขออนุญาตฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงคดีอาญาระบุให้ผู้พิพากษาที่ลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นตอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง หากผู้พิพากษาดังกล่าวมีคำสั่งไม่อนุญาตแต่มีผู้พิพากษาที่ลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอนุญาต ดังนี้ จะฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๔๗๒/๒๕๖๒ ตามคำร้องของจำเลยเพียงขอให้ผู้พิพากษาสองคนที่ลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นคือ ม. และ ร. อุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง โดยไม่ได้ระบุถึงผู้พิพากษาคนอื่นที่ลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เมื่อผู้พิพากษาทั้งสองคนที่ลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงแล้วก็ชอบที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลย แต่ศาลชั้นต้นกลับส่งคำร้องไปยังศาลอุทธรณ์ และ ก. ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงโดยลำพัง จึงหามีผลให้เข้าข้อยกเว้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๑ อันจะ ส่งผลตามกฎหมายให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ไม่ เพราะมิได้ต้องด้วยความประสงค์ของจำเลยและมิได้ผ่านหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๔ วรรคท้าย ประกอบมาตรา ๒๕๒ และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕ คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้รับฎีกาของจำเลยจึงไม่ชอบ ",วิ.อาญา,,,,,,, 73,2,,ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้เจ้าของรวมคนหนึ่งไปดำเนินการจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินให้แก่เจ้าของรวมคนอื่น บุคคลซึ่งรับโอนที่ดินมาจากเจ้าของรวมที่ศาลมีคำพิพากษาให้ดำเนินการจดทะเบียนแบ่งแยกต้องผูกพันตามผลของคดีดังกล่าวด้วยหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๗๒๖/๒๕๖๒ โจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมในคดีแพ่งฟ้องขอให้จำเลยที่ ๑๐ โอนที่ดินที่โจทก์ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินเฉพาะส่วนของจำเลยที่ ๑๐ ให้แก่โจทก์ สิทธิในที่ดินที่ของจำเลยที่ ๑๐ มีอยู่ในขณะที่จะขายเป็นต้นไปเพียงใด โจทก์ย่อมได้รับโอนสิทธิของจำเลยที่ ๑๐ มาเพียงนั้น ซึ่งรวมถึงหน้าที่ของจำเลยที่ ๑๐ ในฐานะเจ้าของรวมที่ต้องจดทะเบียนแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมด้วย เมื่อจำเลยที่ ๑ ในฐานะเจ้าของรวมคนหนึ่งยื่นฟ้องให้จำเลยที่ ๑๐ จดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินตามส่วนที่เจ้าของรวมแต่ละคนครอบครองและมีการนำชี้แนวเขตให้รังวัดแบ่งแยกแล้ว จนศาลในคดีดังกล่าวนี้คำพิพากษาถึงที่สุดให้จำเลยที่ ๑๐ ไปดำเนินการจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินให้แก่จำเลยที่ ๑ และเจ้าของรวมคนอื่นโดยฟังข้อเท็จจริงว่าเจ้าของรวมต่างประสงค์จะแบ่งแยกที่ดินตามส่วนสัดที่แต่ละคนครอบครอง จำเลยที่ ๑๐ ในฐานะคู่ความในคดีต้องผูกพันตามผลคำพิพากษาในคดีนั้น โจทก์ซึ่งรับโอนที่ดินส่วนของจำเลยที่ ๑๐ ย่อมอยู่ในฐานะผู้สืบสิทธิของจำเลยที่ ๑๐ ต้องผูกพันตามผลของคดีดังกล่าวเช่นเดียวกัน ข้อที่โจทก์อ้างว่าจำเลยที่ ๑๐ มิได้ตกลงยินยอมให้แบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวม เป็นข้อต่อสู้ที่จำเลยที่ ๑๐ สมควรให้การต่อสู้ในคดีดังกล่าว แต่มิได้กระทำเนื่องจากจำเลยที่ ๑๐ ขาดนัดยื่นคำให้การ ทั้งจำเลยที่ ๑ มิได้มีนิติสัมพันธ์โดยตรงกับโจทก์ จึงมิใช่หน้าที่ของจำเลยที่ ๑ ต้องขอหมายเรียกโจทก์ให้เข้ามาต่อสู้คดีแทนจำเลยที่ ๑๐ และไม่เป็นการที่จำเลยที่ ๑ ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต โจทก์เป็นผู้สืบสิทธิในที่ดินส่วนของจำเลยที่ ๑๐ และถือเป็นคู่ความในคดีเดิมเช่นเดียวกับจำเลยที่ ๑๐ หยิบยกข้อเท็จจริงซึ่งเป็นประเด็นเดียวกันมากล่าวอ้างว่าคำฟ้องคดีนี้อีก ย่อมเป็นการซ้ำซ้อนกับข้อวินิจฉัยในคดีแพ่งเดิม และมีผลให้ขัดแย้งกับกระบวนการบังคับคดีที่ได้ดำเนินไปแล้วในคดีดังกล่าว เป็นการรื้อร้องฟ้องในประเด็นที่ศาลได้วินิจฉัยไปและคดีถึงที่สุดแล้ว จึงเป็นการฟ้องซ้ำต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๘ ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 73,2,,คดีฟ้องขับไล่ออกจากอสังหาริมทรัพย์ จำเลยให้การว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยได้รับการยกให้และส่งมอบการครอบครองจากมารดา เป็นคดีมีทุนทรัพย์หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๙๑๘/๒๕๖๒ โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยให้ออกไปจากที่ดินพิพาท ห้ามจำเลยยุ่งเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท ให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและเรียกค่าเสียหายโดยอ้างว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครอง จำเลยให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยโดยได้รับการยกให้และส่งมอบการครอบครองจากมารดา อันเป็นการกล่าวแก่ข้อพิพาทว่าที่ดินพิพาทเป็นของตน จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือเป็นคดีมีทุนทรัพย์ โดยถือทุนทรัพย์เท่ากับราคาที่ดินพิพาทซึ่งโจทก์ประเมินราคาที่ดินพิพาทตามคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค ๑ เป็นเงิน ๓๔,๔๐๐ บาท ราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่เกิน ๕๐,๐๐๐ บาท ต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๔ วรรคหนึ่ง ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีโดยมิได้กำหนดว่าคดีของโจทก์เป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือเป็นคดีมีทุนทรัพย์และเรียกให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลเพิ่มตามราคาที่ดินพิพาทจนกระทั่งมีคำพิพากษาและมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ขึ้นมา ล้วนแต่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยผิดหลง ทำให้โจทก์เข้าใจผิดว่าเป็นกระบวนพิจารณาที่ชอบและโจทก์สามารถอุทธรณ์ได้ เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ศาลฎีกาเห็นควรให้โอกาสแก่โจทก์ในการดำเนินการขอให้รับรองอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงหรือให้ได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์เป็นหนังสือตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๔ วรรคหนึ่ง และให้ศาลชั้นต้นพิจารณามีคำสั่งเกี่ยวกับอุทธรณ์ของโจทก์ต่อไป ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 73,2,," คดีร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์ หากผู้มีชื่อในโฉนดที่ดินมิได้ร้องคัดค้านเข้ามาในคดีก่อนที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งให้ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดิน จะยื่นคำร้องสอดเข้ามาในชั้นบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งได้หรือไม่ ยื่นคำร้องขอเพิกถอนกระบวนการพิจารณาที่ผิดระเบียบแล้ว หากมายื่นคำร้องสอดอีกจะเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำหรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๕๒๓/๒๕๖๒ ก่อนไต่สวนคำร้องขอครอบครองปรปักษ์ที่ดินของผู้ร้องทั้งสอง ศาลชั้นต้นได้สั่งให้ผู้ร้องทั้งสองนำส่งสำเนาคำร้องแก่ผู้คัดค้านเพื่อให้มีโอกาสคัดค้านแล้วก็ตาม แต่เมื่อผู้คัดค้านมิได้ร้องคัดค้านเข้ามาในคดีก่อนที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งให้ผู้ร้องทั้งสองได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครอง ก็ต้องถือว่าผู้คัดค้านเป็นบุคคลนอกคดีมีสิทธิพิสูจน์ในชั้นที่จะมีการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งว่าผู้คัดค้านมีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่าผู้ร้องทั้งสองคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ผู้ร้องทั้งสองได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทไม่ผูกพันผู้คัดค้านตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๕ (๒) การร้องขอให้เพิกถอนกระบวนการพิจารณาที่ผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗ นั้น ก็เป็นเพียงการยื่นภายหลังศาลชั้นต้นมีคำสั่งแสดงกรรมสิทธิ์แล้ว ทั้งการขอให้เพิกถอนกระบวนการพิจารณาที่ผิดระเบียบที่มิใช่เป็นการร้องขอเพื่อยังให้ได้รับการรับรอง คุ้มครอง หรือบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ตามนัยของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๗ (๑) อันจะทำให้การยื่นคำร้องขอของผู้คัดค้านกลายเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำไม่ ผู้คัดค้านในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดซึ่งมีที่ดินพิพาทตั้งอยู่ย่อมเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลและถือเป็นผู้ที่ถูกโต้แย้งสิทธิ จึงชอบที่จะร้องขอเข้าเป็นคู่ความในชั้นบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๗ (๑) ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 73,3,,"ฟ้องโจทก์ไม่มีลายมือชื่อผู้เรียงและผู้เขียนหรือผู้พิมพ์ฟ้องนั้น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และศาลชั้นต้นชอบที่สั่งให้โจทก์แก้ไขฟ้องให้ถูกต้องได้หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๓๘๒/๒๕๖๒ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๖๑ บัญญัติว่า ""ถ้าฟ้องไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ให้ศาลมีสิทธิให้โจทก์แก้ไขฟ้องให้ถูกต้อง หรือไม่ประทับฟ้อง"" และมาตรา ๑๕๘ บัญญัติว่า ""ฟ้องต้องทำเป็นหนังสือและมี ฯลฯ (๗) ลายมือชื่อโจทก์ ผู้เรียงผู้เขียนหรือพิมพ์ฟ้อง"" ตามฟ้องโจทก์ปรากฏว่า โจทก์ได้ลงลายมือชื่อโจทก์แล้วโดยผู้รับมอบอำนาจโจทก์ลงลายมือชื่อแทนโจทก์ เหตุที่ไม่ปรากฏลายมือชื่อผู้เรียงและผู้เขียนหรือพิมพ์ฟ้องน่าจะเป็นเพราะโจทก์พิมพ์คำขอท้ายฟ้องเฉพาะด้านหน้ามิได้พิมพ์แบบพิมพ์ด้านหลังซึ่งจะมีช่องลายมือชื่อผู้เรียงหรือผู้พิมพ์ไว้ จึงเป็นข้อผิดพลาดเล็กน้อย ซึ่งสามารถแก้ไขได้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ มีคำพิพากษายกฟ้องโจทก์ เพราะเหตุดังกล่าวโดยไม่ส่งให้โจทก์แก้ไขก่อนจึงไม่ถูกต้องนั้นศาลฎีกาไม่เห็นฟ้องด้วย เห็นควรให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้โจทก์แก้ไขข้อผิดพลาดดังกล่าวภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด และเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ยังมิได้วินิจฉัยเนื้อหาแห่งคดี หลังจากที่โจทก์แก้ไขข้อผิดพลาดดังกล่าวแล้วให้ศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค ๑ เพื่อพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ",วิ.อาญา,,,,,,, 73,3,,ผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์ ทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ในความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนระงับไปหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๗๖๘/๒๕๖๒ ความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนเป็นความผิดอาญาแผ่นดินมิใช่ความผิดต่อส่วนตัว พนักงานอัยการย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยในความผิดฐานดังกล่าวได้โดยไม่จำกัดอำนาจคำร้องทุกข์ของผู้เสียหาย ดังนั้น การที่ผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์ย่อมไม่ตัดอำนาจของพนักงานอัยการที่จะฟ้องจำเลยในความผิดฐานดังกล่าวและสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมไม่ระงับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๙ (๒) ประกอบมาตรา ๑๒๖ วรรคสอง,วิ.อาญา,,,,,,, 73,3,,"หลังชี้สองสถาน โจทก์จะถอนคำฟ้อง หรือขอแก้ไขคำฟ้อง ได้หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๑๑๔/๒๕๖๒ ป.วิ.พ. มาตรา ๑๗๕ ไม่ได้ห้ามโจทก์ถอนฟ้องหลังจากชี้สองสถานโดยบังคับศาลเพียงว่า ห้ามไม่ให้อนุญาตโดยมิได้ฟังจำเลยหรือผู้ร้องสอดถ้าหากมีก่อน ดังนั้น แม้โจทก์ทั้งห้าขอถอนฟ้องหลังจากชี้สองสถานและจำเลยคัดค้านก็อยู่ในดุลพินิจของศาลที่จะสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้โจทก์ทั้งห้าถอนฟ้องก็ได้ ซึ่งดุลพินิจของศาลดังกล่าวย่อมมาจากการพิจารณาข้อเท็จจริงในสำนวนความประกอบเหตุผลในการร้องขอถอนฟ้องของโจทก์ทั้งห้าและคำคัดค้านของจำเลยตลอดจนความสุจริตในการดำเนินคดีของทั้งสองฝ่ายนั่นเอง โจทก์ทั้งห้าขอถอนฟ้องโดยระบุเหตุผลมาขัดเจนว่า ขอถอนฟ้องเนื่องจากฟ้องของโจทก์ทั้งห้าไม่ถูกต้องครบถ้วน จึงขอถอนฟ้องคดีนี้เพื่อดำเนินการยื่นฟ้องจำเลยใหม่อีกครั้งหนึ่งซึ่ง ป.วิ.พ. มาตรา ๑๗๖ ก็ไม่ได้ห้ามโจทก์ที่ถอนฟ้องยื่นฟ้องใหม่ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยอายุความ และมาตรา ๑๗๕ ก็ไม่ได้ห้ามโจทก์ถอนฟ้องหลังจากชี้สองสถาน ศาลจึงไม่อาจนำข้อกฎหมายเรื่องกำหนดเวลาในการออกแก้ไขคำฟ้องซึ่งต้องขอก่อนการชี้สองสถานตามมาตรา ๑๘๐ และการที่ถอนคำฟ้องเพื่อไปแก้ไขข้อบกพร่องแล้วยื่นฟ้องจำเลยเข้ามาเป็นคดีใหม่มาเป็นเงื่อนไขในการสั่งคำร้องขอถอนฟ้องได้ ทั้งคดีนี้ทั้งสองฝ่ายยังไม่ได้มีการนำพยานหลักฐานเข้าสืบให้อีกฝ่ายเห็นข้อเท็จจริงที่เป็นการสนับสนุนข้ออ้างตามคำฟ้องและข้อเถียงตามคำให้การของฝ่ายตนเองแต่อย่างไร จึงฟังไม่ได้ว่าการถอนฟ้องของโจทก์ทั้งห้าเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ทำให้จำเลยเสียเปรียบในการต่อสู้คดี ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 73,3,,จำเลยร่วมซึ่งศาลหมายเรียกให้เข้ามาในคดียื่นฎีกาว่าคดีโจทก์ขาดอายุความ หากศาลฎีกาวินิจฉัยว่าคดีของโจทก์ขาดอายุความจะพิพากษายกฟ้องไปถึงจำเลยซึ่งขาดนัดยื่นคำให้การได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๗๒/๒๕๖๒ แม้จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ ขาดนัดยื่นคำให้การ แต่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามและจำเลยร่วมให้ร่วมกันชำระหนี้เงินกู้ของดาบตำรวจ ส. โดยให้ร่วมกันรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม จึงเป็นการฟ้องขอให้รับผิดในมูลความแห่งคดีอันเป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันมิได้ การดำเนินกระบวนการพิจารณาโดยจำเลยร่วมจึงต้องถือว่าได้ทำโดยจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ ด้วย ทั้งนี้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๕๙ (๑) เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยวินิจฉัยว่าคดีโจทก์ยังไม่ขาดอายุความ จำเลยร่วมฎีกา แม้จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ มิได้ฎีกา แต่เมื่อคดีของโจทก์ขาดอายุความ ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิพากษาให้มีผลถึงจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ ได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๕ (๑) ประกอบมาตรา ๒๔๗ (ที่ใช้บังคับขณะยื่นฟ้อง) และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑มาตรา ๗ ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 73,3,,ผู้พิพากษาคนเดียวในศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วพิพากษายกฟ้องในคดีซึ่งเกินอำนาจผู้พิพากษาคนเดียว ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๒๗๖/๒๕๖๒ ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องศาลชั้นต้นโดยผู้พิพากษาคนเดียวเป็นองค์คณะพิจารณา และต่อมาได้มีคำพิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๒๖, ๓๒๘ ซึ่งความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๒๘ มีระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี และปรับไม่เกินสองแสนบาท จึงเกินอำนาจผู้พิพากษาคนเดียวที่จะพิพากษายกฟ้องได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๒๕ (๕)และมาตรา ๒๖ แต่ผู้พิพากษาคนเดียวก็มีอำนาจไต่สวนมูลฟ้องได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมมาตรา ๒๕ (๓) ดังนั้นการไต่สวนมูลฟ้องโดยผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนคนเดียวในศาลชั้นต้นจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว การที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาใหม่ จึงเป็นเพียงการย้อนสำนวนมาให้ดำเนินกระบวนพิจารณาและทำคำพิพากษาใหม่ในส่วนที่ไม่ชอบตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๓๑ (๑) ประกอบมาตรา ๒๙ (๓) เท่านั้น ศาลชั้นต้นหาจำต้องไต่สวนมูลฟ้องใหม่อีกแต่อย่างใดไม่ และเมื่อทนายโจทก์แถลงต่อศาลชั้นต้นในชั้นไต่สวนมูลฟ้องว่าโจทก์หมดพยานในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง การไต่สวนมูลฟ้องย่อมเสร็จสิ้นลงโดยชอบแล้ว โจทก์จึงไม่อาจนำพยานเข้าไต่สวนเพิ่มเติมได้อีก คำพิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนกับผู้พิพากษาหัวหน้าศาลลงลายมือชื่อร่วมเป็นองค์คณะ เป็นกรณีมีเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๓๑ (๑) ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลย่อมมีอำนาจตรวจสำนวนคดีและลงลายมือชื่อร่วมเป็นองค์คณะได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๒๙ (๓) การที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยผู้พิพากษาหัวหน้าศาลตรวจสำนวนคดีและลงลายมือชื่อร่วมเป็นองค์คณะจึงเป็นการพิจารณาและพิพากษาใหม่โดยมีผู้พิพากษาครบองค์คณะโดยชอบแล้ว ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 73,3,," โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยเปิดทางและไปจดทะเบียนภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์โดยเข้าใจว่าทางพิพาทอยู่ในที่ดินของจำเลยแต่เพียงแปลงเดียว หลังจากโจทก์จำเลยแถลงหมดพยาน ศาลสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินทำแผนที่พิพาท ปรากฏว่ายังมีทางพิพาทบางส่วนอยู่ในที่ดินของจำเลยแปลงอื่นด้วย ดังนี้ โจทก์จะขอแก้ไขคำฟ้องได้หรือไม่ บุคคลภายนอกซึ่งใช้ทางภาระจำยอมเส้นทางเดียวกับเส้นทางที่โจทก์ใช้ผ่านที่ดินจำเลยจะร้องสอดเข้ามาในคดีได้หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๒๔๔ - ๕๒๔๕/๒๕๖๒ โจทก์ยื่นคำฟ้องโดยเข้าใจว่าทางพิพาทอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ ๗๖๖๕ ของจำเลยแต่เพียงแปลงเดียว แต่เมื่อโจทก์จำเลยแถลงหมดพยานแล้วศาลชั้นต้นสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินทำแผนที่พิพาท ปรากฏว่านอกจากทางพิพาทซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในที่ดินจำเลยโฉนดเลขที่ ๗๖๖๕ แล้วยังมีทางพิพาทบางส่วนอยู่ในที่ดินของจำเลยโฉนดเลขที่ ๗๖๖๖ และโฉนดเลขที่ ๗๖๖๗ ด้วย โจทก์จึงยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องว่าทางพิพาทบางส่วนอยู่ในที่ดินของจำเลยโฉนดเลขที่ ๗๖๖๖ และ ๗๖๖๗ ด้วย เพื่อให้ตรงกับความเป็นจริง และหลังจากนั้นศาลชั้นต้นยังได้สืบพยานเจ้าพนักงานที่ดินผู้ทำแผนที่พิพาทอีกปากหนึ่ง ดังนี้เห็นได้ว่า โจทก์ไม่ทราบมาก่อนว่าทางพิพาทบางส่วนอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ ๗๖๖๖ และโฉนดเลขที่ ๗๖๖๗ ด้วย จึงเป็นกรณีที่มีเหตุสมควรที่โจทก์ไม่อาจยื่นคำร้องได้ก่อนนั้น เมื่อมีการขอแก้ไขคำฟ้องในระหว่างพิจารณาก่อนศาลชั้นต้น มีคำพิพากษา โจทก์จึงขอแก้ไขคำฟ้องได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๘๐ ผู้ร้องยื่นคำร้องว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ ๗๖๗๐ และโฉนดเลขที่ ๗๖๗๑ ซึ่งอยู่ติดกับที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ ๗๖๖๙ ไปทางทิศตะวันออก โดยผู้ร้องซื้อที่ดินดังกล่าวมาจาก ส. และ ส. ได้ใช้ทางพิพาทผ่านที่ดินจำเลยในโฉนดเลขที่ ๗๖๖๕ ออกสู่ถนนสาธารณะเป็นเวลาไม่น้อยกว่า ๑๐ ปี โดยความสงบ และโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของทางมาจนกระทั่ง ส. ขายให้ผู้ร้อง และเมื่อผู้รองซื้อที่ดินดังกล่าวมาแล้วก็ได้ใช้ทางพิพาทสืบสิทธิจากเจ้าของเดิมเรื่อยมา โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของทางเช่นกัน โดยทางพิพาทเป็นเส้นทางเดียวกับเส้นทางที่โจทก์ใช้ผ่านที่ดินจำเลย ทั้งทางพิพาทด้านทางส่วนที่ติดกับถนนถึงที่ดินผู้ร้อง ทับซ้อนกับทางพิพาทที่โจทก์อ้างว่าได้ภาระจำยอมโดยอายุความอยู่ด้วย ดังนี้ ตามคำร้องของผู้ร้องดังกล่าวแปลได้ว่าผู้ร้องสมัครใจเข้ามาในคดีเพราะเห็นว่าเป็นความจำเป็นเพื่อให้ได้รับความคุ้มครองหรือบังคับตามสิทธิของผู้ร้องที่มีอยู่เช่นเดียวกับโจทก์ และเกี่ยวเนื่องด้วยกับการบังคับคดีตามคำพิพากษา ผู้ร้องจึงมีสิทธิร้องสอดเข้ามาในคดีได้ แม้ตามเนื้อหาในคำร้องของผู้ร้องจะเป็นเรื่องร้องสอดด้วยความสมัครใจเอง เพราะเห็นว่าเป็นการจำเป็นเพียงให้ได้รับความรับรองคุ้มครองหรือบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ก็ตาม แต่ตามคำร้องของผู้ร้อง ผู้ร้องเข้าใจว่าเขาเป็นโจทก์ร่วม และได้อ้างมาด้วยว่าคำฟ้องของโจทก์นั้นขอให้จำเลยเปิดทางภาระจำยอมและให้จดทะเบียนภาระจำยอมด้วยแม้ในท้ายคำร้องของผู้ร้องสอดจะขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้ทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอมโดยมิได้ขอให้ไปจดทะเบียนด้วยแต่ก็เป็นที่เข้าใจได้ว่า หากศาลพิพากษาว่าทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอม ก็ขอให้จดทะเบียนภาระจำยอมให้ผู้ร้องด้วย ทั้งการได้ภาระจำยอมมาโดยอายุความ ผู้ทรงสิทธิในภาระจำยอมมีสิทธิฟ้องให้จดทะเบียนภาระจำยอมได้ เพราะเป็นการอันจำเป็นเพื่อรักษาและใช้ภาระจำยอมประการหนึ่ง ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๙๑ ประกอบกับเมื่อพิจารณาถึงการอำนวยความยุติธรรม จะต้องกระทำโดยความรวดเร็วแล้ว จึงหามีความจำเป็นให้ผู้ร้องต้องมาฟ้องขอให้จดทะเบียนอีกคดีหนึ่งไม่ ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 73,4,,คดีราษฎรเป็นโจทก์ ศาลไต่สวนมูลฟ้องแล้วให้ประทับฟ้อง นัดพร้อม เพื่อสอบคำให้การจำเลย โจทก์ไม่มาศาลในวันนัดพร้อมดังกล่าว หรือคดีพนักงานอัยการเป็นโจทก์ โจทก์ไม่มาศาลในวันนัดพร้อมซึ่งเป็นการนัดผู้เสียหายและจำเลยมาไกล่เกลี่ย โจทก์ไม่มาศาลในวันดังกล่าว ศาลพิพากษายกฟ้องชอบหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๔๕๒/๒๕๖๒ ป.วิ.อ. มาตรา ๑๖๖ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ถ้าโจทก์ไม่มาตามกำหนดนัดให้ศาลยกฟ้องเสีย ซึ่งคำว่า “กำหนดนัด” ตามบทบัญญัติดังกล่าว หมายถึงกำหนดนัดไต่สวนมูลฟ้องตามมาตรา ๑๖๖ ประการหนึ่ง กำหนดนัดตรวจพยานหลักฐานตามมาตรา ๑๖๖ ประกอบมาตรา ๑๗๓/๒ วรรคหนึ่ง ประการหนึ่ง และกำหนดนัดพิจารณาตามมาตรา ๑๖๖ ประกอบมาตรา ๑๘๑ อีกประการหนึ่ง หลังจากประทับฟ้องแล้ว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้หมายเรียกจำเลยมาให้การในวันนัดพร้อม โดยมิได้กำหนดชัดแจ้งว่า นอกจากการสอบคำให้การจำเลยแล้ว จะดำเนินกระบวนพิจารณาอื่นใดอีก จึงเป็นเพียงการนัดพร้อมเพื่อสอบคำให้การจำเลย ดังนั้น เมื่อโจทก์ไม่มาศาลในวันนัดพร้อมดังกล่าว ซึ่งมิใช่วันนัดตรวจพยานหลักฐานหรือนัดพิจารณาหรือนัดสืบพยานโจทก์ กรณีจึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่ศาลชั้นต้นจะยกฟ้องเพราะโจทก์ไม่มาศาลตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๖๖ วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา ๑๗๓/๒ วรรคหนึ่ง หรือมาตรา ๑๖๖ วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา ๑๘๑ ได้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกฟ้องเพราะโจทก์ไม่มาศาลโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้องโดยอาศัยบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.อ. มาตรา ๑๖๖ วรรคหนึ่ง แล้วดำเนินกระบวนพิจารณาต่อมา หลังจากมีคำสั่งดังกล่าวนั้น จึงเป็นการไม่ชอบ โจทก์ย่อมไม่อยู่ในบังคับที่จะขอให้พิจารณาคดีใหม่ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๖๖ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๑๘๑ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๓๕๒๒/๒๕๖๓ ป.วิ.อ. มาตรา ๑๖๖ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ถ้าโจทก์ไม่มาตามกำหนดนัดให้ศาลยกฟ้องเสีย คำว่า “กำหนดนัด” ตามบทบัญญัติดังกล่าว หมายถึง กำหนดนัดไต่สวนมูลฟ้องหรือกำหนดนัดตรวจพยานหลักฐานหรือกำหนดนัดพิจารณา ซึ่งเป็นหน้าที่ของโจทก์ที่จะต้องมาดำเนินกระบวนพิจารณาต่อศาลตามที่กฎหมายกำหนด ภายหลังศาลชั้นต้นประทับฟ้องและจำเลยยื่นคำให้การปฏิเสธแล้วจำเลยแถลงขอนำคดีเข้าศูนย์ไกล่เกลี่ย ศาลชั้นต้นอนุญาตและให้มีหนังสือแจ้งผู้เสียหายมาศาลเพื่อไกล่เกลี่ยในวันที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๖๒ เวลา ๙ นาฬิกา ทั้งต่อมานิติกรชำนาญการพิเศษของศาลชั้นต้นมีหนังสือเชิญผู้รับมอบอำนาจของผู้เสียหายมาไกล่เกลี่ยกับจำเลย ณ ห้องประชุมไกล่เกลี่ย ในวันเวลาดังกล่าวเพื่อยุติคดีตามที่ศาลชั้นต้นกำหนด จึงเป็นการนัดผู้เสียหายและจำเลยมาไกล่เกลี่ยซึ่งมิได้เกี่ยวข้องกับโจทก์ การที่ศาลชั้นต้นบันทึกรายงานกระบวนพิจารณาว่า นัดพร้อมเพื่อสอบคำให้การ/คุ้มครองสิทธิ/ตรวจพยานหลักฐาน/ไกล่เกลี่ยวันที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๖๒ เวลา ๙ นาฬิกา หากจำเลยให้การปฏิเสธให้ผู้พิพากษาประจำศูนย์กำหนดนัดตรวจพยานหลักฐานและประชุมคดี และแจ้งให้คู่ความทนายความปฏิบัติตามคำสั่งศาลในการประชุมคดีและตรวจพยานหลักฐานด้วย แสดงว่าในการนัดตรวจพยานหลักฐานนั้น ศาลชั้นต้นจะต้องกำหนดวันนัดและแจ้งให้คู่ความทราบอีกชั้นหนึ่ง ดังนั้น การที่โจทก์ไม่มาศาลในวันนัดพร้อมเพื่อไกล่เกลี่ย ซึ่งมิใช่วันนัดตรวจพยานหลักฐานหรือนัดพิจารณาจึงไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๖๖ วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา ๑๘๑ ที่ศาลชั้นต้นจะยกฟ้องโจทก์เสียได้ ",วิ.อาญา,,,,,,, 73,4,,"คำฟ้องของโจทก์ขาดองค์ประกอบความผิดฐานลักทรัพย์และยักยอกศาลจะมีอำนาจลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่ได้ความต่างกับฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๕๒๔/๒๕๖๒ โจทก์บรรยายฟ้องว่าเมื่อระหว่างวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๕๓ ถึงวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๕๔ เวลากลางวัน จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดโดยทุจริตต่อโจทก์หลายบทหลายกรรมต่างกัน โดยจำเลยที่ ๑ เป็นกรรมการผู้จัดการโจทก์ได้รับมอบหมายให้ครอบครองจัดการทรัพย์สินโจทก์ มีอำนาจลงลายมือชื่อเบิกถอนเงินเพื่อชำระหนี้โจทก์ตามกฎหมายคือบัญชีโจทก์ของธนาคาร ก. ประเภทบัญชีเงินฝากกระแสรายวัน จำเลยที่ ๑ กระทำผิดต่อหน้าที่ของตนสั่งจ่ายเช็คขีดคร่อมและเช็คเงินสด ๑๑ ฉบับ จากบัญชีโจทก์ให้จ่ายเข้าบัญชีจำเลยที่ ๒ หรือแก่ผู้ถือและจำเลยที่ ๒ เป็นผู้ถือเช็คไปถอนเงิน จำเลยทั้งสองร่วมกันลักทรัพย์และเบียดบังเอาทรัพย์สินเป็นเงินในบัญชีของโจทก์ในฐานะนายจ้างเป็นของตน ขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา ๒๒, ๘๓, ๙๐, ๙๑, ๓๓๔, ๓๓๕ (๗) (๑๑), ๓๕๒, ๓๕๓ แสดงว่า โจทก์เองก็ไม่ทราบว่าความจริงเป็นอย่างไรเป็นฟ้องที่ขัดกันเองและขัดต่อลักษณะความผิด เป็นฟ้องที่ขาดองค์ประกอบความผิดฐานลักทรัพย์และยักยอกไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕๘ (๕) การที่ศาลจะมีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่ได้ความแตกต่างกับฟ้องตามมาตรา ๑๙๒ ได้นั้น จะต้องเป็นเรื่องที่คำฟ้องของโจทก์ได้บรรยายมาถูกต้องครบถ้วนตามมาตรา ๑๕๘ (๑) ถึง (๗) เสียก่อน หากเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลจะต้องพิพากษายกฟ้องโดยไม่จำต้องพิจารณาการสืบพยานของคู่ความแต่อย่างใด ตามกรณีดังกล่าวศาลย่อมไม่มีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ ได้",วิ.อาญา,,,,,,, 73,4,,โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินซึ่งมีชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ จำเลยให้การว่าหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นการแสดงเจตนาลวง โจทก์ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท ดังนี้ ภาระการพิสูจน์ตกแก่ฝ่ายใด,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๔๕๒/๒๕๖๒ จำเลยจดทะเบียนขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทแก่โจทก์โดยมีชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท โจทก์จึงได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานที่เป็นคุณแก่โจทก์ว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๒๗ และ ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๗๓ เมื่อจำเลยอ้างว่าหนังสือสัญญาขายที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นการแสดงเจตนาลวงโจทก์ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท ภาระการพิสูจน์ตกแก่จำเลยที่จะต้องนำสืบพยานหลักฐานสนับสนุนข้อกล่าวอ้างของตนและหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าวตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๘๔/๑ แม้ว่าศาลชั้นต้นให้โจทก์นำสืบก่อนซึ่งไม่ถูกต้อง แต่เมื่อโจทก์และจำเลยนำสืบพยานหลักฐานมาครบถ้วนแล้วไม่ได้ทำให้โจทก์เสียเปรียบ ศาลฎีกาจะพิจารณาพิพากษาคดีไปตามภาระการพิสูจน์ที่ถูกต้องตามกฎหมายโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่,วิ.แพ่ง,,,,,,, 73,4,,โจทก์ฟ้องจำเลยให้แบ่งที่ดินพิพาทแก่โจทก์ในฐานะเป็นทายาท บุคคลภายนอกจะร้องสอดว่าเจ้ามรดกทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกทั้งหมดให้แก่ผู้ร้องสอดและจำเลย ขอเข้าเป็นคู่ความ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๕๗ (๑) ได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๕๗๒/๒๕๖๓ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๗ บัญญัติว่า “บุคคลภายนอกซึ่งมิใช่คู่ความอาจเข้ามาเป็นคู่ความได้ด้วยการร้องสอด (๑) ด้วยความสมัครใจเองเพราะเห็นว่าเป็นการจำเป็นเพื่อยังให้ได้รับความรับรองคุ้มครองหรือบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่โดยยื่นคำร้องขอต่อศาลที่คดีนั้นอยู่ในระหว่างพิจารณา หรือเมื่อตนมีสิทธิเรียกร้องเกี่ยวเนื่องด้วยการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งโดยยื่นคำร้องขอต่อศาลที่ออกหมายบังคับคดีนั้น... และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๔๙ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “ถ้ามีคดีฟ้องเรียกทรัพย์มรดก ผู้ซึ่งอ้างว่าตนเป็นทายาทมีสิทธิในทรัพย์มรดกนั้น จะร้องสอดเข้ามาในคดีก็ได้” เมื่อผู้ร้องสอดทั้งสามเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของพันเอก ก. กับ ฐ. ผู้ร้องสอดทั้งสามจึงเป็นทายาทมีสิทธิได้รับมรดกของพันเอก ก. และ ฐ. ประกอบกับผู้ร้องสอดทั้งสามกล่าวอ้างว่า ฐ. ทำพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองยกทรัพย์มรดกของ ฐ. ทั้งหมดให้แก่ผู้ร้องสอดทั้งสามและจำเลยซึ่งรวมถึงที่ดินพิพาททั้ง ๓ แปลง ด้วย อันเป็นการกล่าวอ้างว่าผู้ร้องสอดทั้งสามเป็นเจ้าของที่ดินพิพาททั้ง ๓ แปลง มีส่วนได้เสียในคดี ส่วนการที่โจทก์ได้ฟ้องผู้ร้องสอดทั้งสามและจำเลยขอให้เพิกถอนพินัยกรรมของ ฐ. นั้น ก็ได้ความว่าศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์และศาลฎีกามีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลฎีกาแล้ว คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์และคำสั่งของศาลฎีกาในคดีดังกล่าวย่อมผูกพันโจทก์และผู้ร้องสอดทั้งสาม ดังนั้น เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยแบ่งทรัพย์มรดกของพันเอก ก. และคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น เมื่อผู้ร้องสอดทั้งสามเป็นผู้มีส่วนได้เสียในมูลความแห่งคดีย่อมมีสิทธิร้องขอเข้ามาในคดีเพื่อให้ได้รับความรับรอง คุ้มครอง หรือบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ได้ กรณีจึงมีเหตุสมควรที่จะอนุญาตให้ผู้ร้องสอดทั้งสามเข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่สามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๗ (๑),วิ.แพ่ง,,,,,,, 73,5,,"ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำคุกแต่ละกระทงไม่เกินห้าปี จำเลยฎีกาขอให้ลดโทษได้หรือไม่ จำเลยยื่นฎีกาขอให้การรับสารภาพในชั้นฎีกาได้หรือไม่","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๑/๒๕๖๓ ความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธเป็นมีทะเบียนของผู้อื่นและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำคุกในแต่ละกระทงไม่เกินห้าปี ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๘ วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาขอให้ลดโทษให้จำเลยในความผิดทั้งสองฐาน เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการกำหนดโทษของศาล อุทธรณ์ภาค ๑ เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว ฎีกาของจำเลยที่ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพเป็นการขอแก้ไขคำให้การจากที่ให้การปฏิเสธเป็นให้การรับสารภาพซึ่งไม่อาจกระทำได้เพราะการแก้ไขคำให้การจะต้องกระทำก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๖๓ วรรคสอง แต่การที่จำเลยยื่นฎีกาขอให้การรับสารภาพในชั้นฎีกาถือว่าจำเลยยอมรับข้อเท็จจริงโดยไม่โต้แย้งข้อที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษาว่าจำเลยกระทำผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น ฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้าน หรือที่ชุมชน และฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ตามคำพิพากษาศาล อุทธรณ์ภาค ๑ ที่จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นนี้ ดังนี้ คดีฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานดังกล่าวตามคำพิพากษาศาล อุทธรณ์ ภาค ๑ ",วิ.อาญา,,,,,,, 73,5,,"ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกกระทงละ ๒ ปี ศาล อุทธรณ์พิพากษาแก้ให้ลงโทษปรับอีกกระทงละ ๕,๐๐๐ บาท กับให้รอการลงโทษและคุมความประพฤติจำเลยไว้ ดังนี้ โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษได้หรือไม่","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๖๒/๒๕๖๓ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดรวม ๖ กระทง แต่ละกระทงลงโทษจำคุก ๒ ปี โดยไม่รอการลงโทษ ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษาแก้ให้ลงโทษปรับอีกกระทงละ ๕,๐๐๐ บาท รวม ๖ กระทงเป็นเงิน ๓๐,๐๐๐ บาท กับให้รอการลงโทษและคุมความประพฤติจำเลยไว้ด้วยเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ยังคงลงโทษจำเลยในแต่ละกระทงจำคุกไม่เกิน ๒ ปี และปรับไม่เกิน ๔๐,๐๐๐ บาท ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๙ ฎีกาของโจทก์ที่ขอให้ลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษ เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์มีการปฏิบัติตามมาตรา ๒๒๑ คำสั่งของศาลชั้นต้นที่รับฎีกาของโจทก์จึงไม่ชอบ",วิ.อาญา,,,,,,, 73,5,,บันทึกคำเบิกความของพยานที่เบิกความไว้ในคดีอื่น ศาลจะรับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นในคดีได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๖๘๓/๒๕๖๒ ผู้เสียหายมาเบิกความภายหลังเกิดเหตุเป็นเวลานานประมาณ ๘ ปี เนื่องจากเพิ่งจับจำเลยได้ ผู้เสียหายอาจหลงลืมหรือจดจำข้อเท็จจริงได้ไม่สมบูรณ์ นับว่ามีเหตุอันสมควรที่จะรับฟังคำเบิกความของผู้เสียหายที่เคยเบิกความไว้ในคดีอื่นของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค ๒ เพียงรับฟังคำเบิกความของผู้เสียหายที่เคยเบิกความไว้ในคดีดังกล่าวประกอบพยานหลักฐานอื่นในคดีให้มีน้ำหนักมั่นคงเท่านั้น จึงไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๖/๕ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๐/๒๕๖๑ แม้ในชั้นพิจารณาโจทก์ไม่ได้ตัวผู้เสียหายมาเบิกความเป็นพยาน คงมีเพียงบันทึกคำให้การของผู้เสียหายในชั้นสอบสวนและภาพถ่ายการชี้ที่เกิดเหตุของผู้เสียหายอันเป็นเพียงพยานบอกเล่า ซึ่งในการวินิจฉัยพยานบอกเล่าที่จำเลยไม่มีโอกาสถามค้านศาลจะต้องกระทำด้วยความระมัดระวังก็ตาม แต่ปรากฏข้อเท็จจริงตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นว่า ในวันนัดสืบพยานโจทก์ผู้เสียหายมาศาลและเข้าเบิกความเป็นพยานโจทก์ไปได้ประมาณ ๑๐ นาที ผู้เสียหายแถลงว่าจดจำข้อเท็จจริงเรื่องราวที่ผ่านมาไม่ได้เนื่องจากเพิ่งคลอดบุตรได้ประมาณ ๔๐ วัน ศาลชั้นต้นหารือโจทก์และจำเลยแล้ว ทั้งสองฝ่ายแถลงร่วมกันว่าขอให้เลื่อนไปสืบพยานโจทก์ปากผู้เสียหายในนัดหน้าศาลชั้นต้นอนุญาตให้เลื่อนไปนัดสืบพยานโจทก์ ครั้นถึงวันนัดผู้เสียหายไม่มาศาล ศาลชั้นต้นเลื่อนคดีและออกหมายจับผู้เสียหายเพื่อนำตัวมาเป็นพยานหลายนัดแต่ไม่ได้ตัวมาจนต้องงดสืบพยานปากผู้เสียหาย เช่นนี้พฤติการณ์ในการหลบหนีและไม่ยอมมาเบิกความในชั้นพิจารณาของผู้เสียหาย ถือได้ว่าเป็นกรณีที่มีพฤติการณ์พิเศษแห่งคดี ศาลย่อมรับฟังบันทึกคำให้การของผู้เสียหายในชั้นสอบสวนซึ่งเป็นพยานบอกเล่าเพื่อลงโทษจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๒๒๗/๑ วรรคหนึ่ง และถือได้ว่ามีเหตุอันสมควรที่จะรับฟังบันทึกคำเบิกความของผู้เสียหายที่เบิกความไว้ในคดีอาญาของศาลชั้นต้นที่พวกของจำเลยถูกฟ้องในความผิดเดียวกันประกอบพยานหลักฐานอื่นในคดีนี้ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๖/๕ ",วิ.อาญา,,,,,,, 73,5,,"ผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องในหนี้ตามคำพิพากษารวมทั้งสิทธิการรับจำนองที่ดินมิได้ร้องขอให้บังคับคดีภายในระยะเวลาสิบปี มีผลทำให้หมดสิทธิบังคับคดี จะมีสิทธิยื่นคำร้องขอกันเงินจากการขายทอดตลาดที่ดินทรัพย์จำนองที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอีกคดีหนึ่งนำยึด หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๒๔/๒๕๖๓ จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ เจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๘๒๕๕ พร้อมสิ่งปลูกสร้างได้จดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ ๑ ที่มีต่อธนาคาร ศ. แล้วผิดนัดชำระหนี้ ธนาคาร ศ. จึงได้ฟ้องจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๓ และจำเลยที่ ๔ ให้ชำระหนี้และบังคับจำนอง ศาลจังหวัดสมุทรสาครมีคำพิพากษาตามยอมเมื่อวันที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๔๔ ให้จำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๓ และจำเลยที่ ๔ ร่วมกันชำระหนี้ให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ. ผู้เข้าสวมสิทธิแทนโจทก์ภายใน ๖ เดือน นับจากวันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ หากไม่ชำระให้บังคับจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๘๒๕๕ พร้อมสิ่งปลูกสร้าง แต่ภายหลังครบกำหนดชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามยอม (วันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๔๕) จำเลยทั้งสามผิดนัดชำระหนี้โดยไม่ปรากฏว่าบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ. ได้บังคับคดียึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๘๒๕๕ พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาด แต่เป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ. ได้มีการโอนสิทธิเรียกร้องในหนี้ตามคำพิพากษาของศาลจังหวัดสมุทรสาครให้แก่ผู้ร้อง ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๔๑ และศาลจังหวัดสมุทรสาครมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิแทนโจทก์แล้ว แม้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗๑ (เดิม) (มาตรา ๒๗๔ ปัจจุบัน) ผู้ร้องต้องร้องขอให้บังคับคดีภายในระยะเวลา ๑๐ ปี นับแต่วันที่จำเลยทั้งสามผิดนัดชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ (วันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๔๕) ก็ตามเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้ร้องยื่นคำร้องขอกันส่วนเป็นคดีนี้วันที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๕๙ พ้นระยะเวลา ๑๐ ปีจากวันดังกล่าวก็มีผลเพียงทำให้ผู้ร้องหมดสิทธิบังคับคดีในคดีดังกล่าวแต่ไม่เป็นเหตุให้หนี้จำนองระงับสิ้นไป ทรัพยสิทธิจำนองยังคงมีอยู่และสามารถใช้ยันต่อลูกหนี้จำนองหรือต่อบุคคลภายนอกที่รับโอนทรัพย์สินจำนองนั้นต่อไปได้ แต่ทั้งนี้ผู้ร้องจะบังคับดอกเบี้ยกินกว่าห้าปีไม่ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๒๗ และมาตรา ๗๔๕ ประกอบกับการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาย่อมไม่กระทบกระเทือนถึงบุริมสิทธิของผู้รับจำนองซึ่งอาจร้องขอให้บังคับคดีเหนือทรัพย์นั้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๘๗ (เดิม) (มาตรา ๓๒๒ ปัจจุบัน) เมื่อผู้ร้องเป็นผู้รับโอนสิทธิของผู้รับจำนองในที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๘๒๕๕ พร้อมสิ่งปลูกสร้างที่โจทก์คดีนี้นำยึดและขอให้ขายทอดตลาดโดยปลอดจำนองได้ใช้สิทธิตามมาตรา ๒๘๗ (เดิม) ผู้ร้องจึงมีสิทธิขอกันเงินจากการขายทอดตลาดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๘๗ (เดิม) ได้ ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 73,6,,คดีก่อน ภริยาเป็นโจทก์ฟ้องสามีเป็นจำเลยขอหย่า โดยบรรยายฟ้องว่า โจทก์กับจำเลยไม่มีสินสมรสทรัพย์สินตามฟ้องคือที่ดินและรถกระบะเป็นสินส่วนตัวของโจทก์ และมีคำขอบังคับให้หย่าและให้คืนรถกระบะ ต่อมา โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำข้อหาฟ้องให้ จำเลยคืนที่ดินแก่โจทก์ด้วย ศาลยกคำร้องอ้างว่าเรื่องที่ดินไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิมเพราะเป็นเรื่องคดี ขับไล่ (เนื่องจากที่ดินมีชื่อโจทก์ทางทะเบียนแต่จำเลยเป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาท) แล้วโจทก์กับ จำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน มีการตกลงเฉพาะเรื่องการหย่าและการโอน รถกระบะ ไม่ติดใจที่จะใช้สิทธิเรียกร้องใด ๆ ต่อกันอีก ศาลมีคำพิพากษาตามยอม คดีถึงที่สุด คดีหลัง สามีเป็นโจทก์ฟ้องภริยาขอแบ่งที่ดินและบ้านอ้างว่าเป็นสินสมรส ดังนี้ เป็นฟ้องซ้ำหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๔๐/๒๕๖๓ การฟ้องในคดีก่อนซึ่งมีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันและศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมกันนั้นเป็นคดีหย่าที่มีได้มีการขอแบ่งสินสมรสกันแต่อย่างใด โดยจำเลยซึ่ง เป็นโจทก์ในคดีก่อนบรรยายฟ้องว่าโจทก์กับจำเลยไม่มีสินสมรส ทรัพย์สินตามฟ้องคือที่ดินพิพาท และรถกระบะล้วนเป็นสินส่วนตัวของโจทก์ และมีคำขอบังคับให้พิพากษาให้หย่าและให้โจทก์ ซึ่งเป็นจำเลยในคดีก่อนคืนรถกระบะที่เป็นสินส่วนตัวให้แก่ตน แม้จำเลยยื่นคำให้การโต้แย้ง ว่าที่ดินพิพาทและรถกระบะเป็นสินสมรสซึ่งดูประหนึ่งว่าการแบ่งสินสมรสจะเป็นประเด็นข้อพิพาท ในคดีดังกล่าวด้วยก็ตาม แต่ก็ได้ความจากรายงานกระบวนการพิจารณาในสำนวนคดีดังกล่าวว่า ก่อนที่โจทก์กับจำเลยจะเจรจาตกลงกัน โจทก์์ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำขอท้ายฟ้องเกี่ยวกับ ที่ดินพิพาทโดยขอให้บังคับจำเลยคืนที่ดินพิพาทแก่โจทก์ด้วย ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตโดยมี คำสั่งว่าเมื่อพิจารณาจากคำแถลงของโจทก์ที่ว่า ปัจจุบันหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของที่ดิน พิพาทยู่ที่โจทก์มีชื่อโจทก์เป็นผู้ครอบครองและจำเลยครอบครองที่ดินพิพาทโดยมิชอบแล้ว เนื่องด้วยเป็นคำขอให้ขับไล่ซึ่งโจทก์ไม่ได้บรรยายมาในคำฟ้องเดิมจึงเป็นคำขอที่ไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม และยกคำร้องของโจทก์ หลังจากนั้นศาลจึงทำการไกล่เกลี่ยจนคู่ความสามารถตกลงกันได้ และปรากฏตามสัญญาประนีประนอมยอมความว่ามีการตกลงกันเฉพาะเรื่องการหย่าในข้อ ๑ และการโอนรถกระบะในข้อ ๒ ซึ่งเป็นประเด็นข้อพิพาท หลังจากที่ศาลชั้นต้นได้ตัดประเด็น ข้อพิพาทเกี่ยวกับที่ดินและบ้านพิพาทออกไปก่อนแล้ว ดังนั้นแม้จะได้ความจากสัญญาประนี ประนอมยอมความในข้อ ๓ ว่าโจทก์และจำเลยตกลงตามสัญญาประนีประนอมยอมความตาม ข้อ ๑ ถึงข้อ ๒ ทุกประการและไม่ติดใจที่จะใช้สิทธิเรียกร้องใด ๆ ต่อกันอีกก็ไม่อาจนำข้อความ ในข้อ ๓ นี้มาตีความว่าคู่ความตกลงกันเกี่ยวกับที่ดินพิพาทแล้วได้ เนื่องจากการตีความเช่นนั้นขัดต่อข้อเท็จจริงในรายงานกระบวนพิจารณาของศาลซึ่งมีคำสั่งว่าเรื่องที่ดินพิพาทไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิมเพราะเป็นเรื่องคดีขับไล่ ซึ่งต่อมาจำเลยก็ไปฟ้องขับไล่โจทก์ออกจากที่ดินพิพาทเป็นคดีอีกคดีหนึ่ง กรณีจึงไม่อาจถือได้ว่าผู้ความได้ตกลงกันในประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับที่ดินและบ้านพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยไปแล้วในคดีก่อน ดังนั้นการฟ้องขอแบ่งที่ดินและบ้านพิพาทในคดีนี้จึงมิได้เป็นเรื่องที่เคยว่ากันมาแล้วในคดีก่อน คำฟ้องของโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคำฟ้องในคดีแพ่งหมายเลขที่ ๑๑๘/๒๕๕๘ ของศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๘ ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดียาวชนและครอบครัว พ.ศ. ๒๕๕๓ มาตรา ๖ ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 73,6,,"คู่ความตกลงท้ากันให้ถือเอาผลของคำพิพากษาในคดีแพ่งของศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในทรัพย์พิพาท หากผลคดีเป็นอย่างไรให้ถือตามผลคดีนั้น และให้ศาลวินิจฉัยเฉพาะในเรื่องค่าเสียหาย ดังนี้ต้องถือเอาผลของคำพิพากษาที่ถึงที่สุดเป็นข้อวินิจฉัยในประเด็นที่ท้ากันหรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๐๘/๒๕๖๓ โจทก์ทั้งสองและจำเลยแถลงต่อศาลชั้นต้นว่าคดีนี้และคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๒๒๔๖/๒๕๕๖ ของศาลชั้นต้นมีประเด็นข้อพิพาทย่อยเดียวกันว่า การรับโอนทรัพย์พิพาทของโจทก์ทั้งสองชอบหรือไม่ คู่ความจึงตกลงท้ากันให้ถือเอาผลของคำพิพากษาในคดีดังกล่าวที่วินิจฉัยเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในทรัพย์พิพาท หากผลคดีดังกล่าวเป็นอย่างไรให้ถือตามผลคดีนั้นและให้ศาลวินิจฉัยเฉพาะในเรื่องค่าเสียหายโดยคู่ความไม่ติดใจในประเด็นอื่น ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ ๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ ตามข้อตกลงในรายงานกระบวนการพิจารณาฉบับดังกล่าวคู่ความมิได้ตกลงกันให้ถือเอาผลของคำพิพากษาศาลชั้นต้นในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๒๒๔๖/๒๕๕๖ เป็นข้อวินิจฉัยตามคำท้า คำพิพากษาศาลชั้นต้นอาจถูกเปลี่ยนแปลง แก้ไข กลับ หรืองดเสียได้ จึงต้องแปลเจตนาระหว่างคู่ความว่าประสงค์ให้ถือเอาผลของคำพิพากษาที่ถึงที่สุดเป็นข้อวินิจฉัยในประเด็นที่ท้ากัน เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดีนั้นแล้ว ส. ยื่นอุทธรณ์และฎีกาต่อมา ดังนั้นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๒๒๔๖/๒๕๕๖ ของศาลชั้นต้นจึงยังไม่ถึงที่สุด นอกจากนี้ศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าวมิได้วินิจฉัยชี้ขาดประเด็นเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทด้วยที่โจทก์ทั้งสองและจำเลยท้ากัน จึงไม่อาจนำผลของคำพิพากษาศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าวมาเป็นข้อวินิจฉัยในคดีนี้ได้ แต่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาปรากฏว่าคดีแพ่งที่คู่ความตกลงท้ากันนั้น ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาแล้วโดยวินิจฉัยว่าบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยรับโอนทรัพย์พิพาทมาโดยชอบตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ. ๒๕๔๔ มาตรา ๓๖ ส. ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนทรัพย์พิพาท คดีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาอื่นตามฎีกาของ ส. อีกเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ตามสำเนาคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๔๔๗๘/๒๕๖๒ ท้ายรายงานเจ้าหน้าที่ฉบับลงวันที่ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๒ ถือว่าศาลฎีกาได้วินิจฉัยชี้ขาดประเด็นเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทตรงตามคำทำที่โจทก์ทั้งสองและจำเลยตกลงกันแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๓๘ โจทย์ทั้งสองและจำเลยจึงต้องผูกพันตามคำท้าที่ตกลงกันตามผลของคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าว คดีนี้จึงต้องฟังว่าบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทมาโดยชอบ เมื่อบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด และต่อมาบริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด ขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวให้แก่โจทย์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองย่อมมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาท มีอำนาจฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้ ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 73,6,,คำขอท้ายฟ้องคดีอาญาทำที่ต่างประเทศแต่ไม่มีกงสุลหรือโนตารีบับลิกหรือบุคคลอื่นซึ่งกฎหมายท้องถิ่นตั้งให้เป็นผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อเป็นพยาน และหนังสือรับรองความเป็นนิติบุคคลต่างประเทศของโจทย์เป็นเอกสารที่ทำในต่างประเทศ แต่ไม่มีโนตารีบับลิกเป็นเอกสารที่รับฟังได้ตามกฎหมายหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๐๕๐/๒๕๖๒ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๔๗ เป็นบทบัญญัติที่ใช้สำหรับกรณีที่มีการทำหนังสือมอบอำนาจเท่านั้น แม้ในวรรคสี่จะบัญญัติว่าบทบัญญัติในมาตรา ๔๗ วรรคนี้ ถึงวรรคสามดังกล่าวให้ใช้บังคับแก่ใบสำคัญและเอกสารอื่น ๆ ทำนองเช่นว่ามานี้ซึ่งคู่ความจะต้องยื่นต่อศาล ก็มีความหมายเพียงให้นำบทบัญญัติดังกล่าวมาใช้กับเอกสารที่มีลักษณะเดียวกันกับใบมอบอำนาจเท่านั้น หามีความหมายถึงเอกสารทุกฉบับที่ออกจากต่างประเทศต้องผ่านการรับรองโดยโนตารีบับลิกไม่ ทั้งในวรรคสองของมาตรา ๔๗ ก็เป็นกรณีเมื่อศาลมีเหตุอันสงสัยหรือเมื่อคู่ความอีกฝ่ายยื่นคำร้องแสดงเหตุอันควรสงสัยว่าใบมอบอำนาจที่ยื่นต่อศาลไม่ใช่ใบมอบอำนาจอันแท้จริง และศาลมีคำสั่งให้ปฏิบัติตามมาตรา ๔๗ วรรคสามแต่คดีนี้โจทย์เป็นผู้ลงลายมือชื่อท้ายคำฟ้องเอง มิได้จัดทำหนังสือมอบอำนาจแต่อย่างใด ดังนี้กรณีไม่อาจนำบทบัญญัติมาตรา ๔๗ มาใช้บังคับ แม้หนังสือรับรองความเป็นนิติบุคคลต่างประเทศของโจทก์เป็นเพียงสำเนาเอกสารและประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๓๘ บัญญัติว่าต้นฉบับเอกสารเท่านั้นที่อ้างเป็นพยานได้ แต่ก็บัญญัติเป็นข้อยเว้นไว้ว่าถ้าหาต้นฉบับไม่ได้ สำเนาที่รับรองว่าถูกต้องหรือพยานบุคคลที่รู้ข้อความก็อ้างเป็นพยานได้ ดังนั้น เมื่อโจทก์มี ท.ช. และ ม. พยานที่รู้เห็นและทราบเนื้อความในหนังสือรับรองดังกล่าวมาเบิกความยืนยัน หนังสือรับรองย่อมสามารถรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ ",วิ.อาญา,,,,,,, 73,6,,ผู้เสียหายทำหนังสือมอบอำนาจให้บุคคลอื่นยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ แต่หนังสือมอบอำนาจไม่ปิดอากรแสตมป์ ดังนี้ผู้รับมอบอำนาจจะมีอำนาจยื่นคำร้องแทนผู้เสียหาย หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๖๙๒/๒๕๖๒ ผู้เสียหายได้ทำหนังสือมอบอำนาจให้ จ. บิดายื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแล้ว ซึ่งการมอบอำนาจให้ยื่นคำร้องดังกล่าวเป็นการมอบอำนาจให้ยื่นคำร้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๔๔/๑ หาใช่เป็นการมอบอำนาจให้ยื่นคำร้องในคดีแพ่งโดยแท้ไม่ กรณีจึงไม่อาจนำ ป.รัษฎากร มาตรา ๑๑๘ มาปรับใช้แก่คดีได้ แม้หนังสือมอบอำนาจนัดกล่าวมิได้ปิดอากรแสตมป์ไว้บริบูรณ์ก็หาทำให้ จ. ไม่มีอำนาจยื่นคำร้องแทนผู้เสียหายไม่ แม้ปัญหานี้ผู้เสียหายจะมิได้ฎีกา แต่โดยที่คดีนี้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาและในการพิพากษาคดีในส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๔๖ เมื่อศาลฎีกามีคำพิพากษาคดีส่วนอาญาว่าจำเลยกระทำความผิด ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกคดีส่วนแพ่งขึ้นวินิจฉัยเพื่อให้เป็นไปตามผลคดีส่วนอาญาได้เพราะเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๕ วรรคสองประกอบมาตรา ๒๒๕ โดยมิพักจำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ วินิจฉัย ",วิ.อาญา,,,,,,, 73,7,,การถอนฟ้องคดีอาญาจะแสดงเจตนาถอนฟ้องไว้ในคดีแพ่งที่คู่ความเดียวกันพิพาทกัน และศาลบันทึกไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาในคดีแพ่ง หรือแถลงด้วยวาจาต่อหน้าศาลและศาลบันทึกไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาในคดีที่ฟ้อง โดยโจทก์มิได้ยื่นคำร้องขอถอนฟ้อง ได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ (ก) คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๖๕๔/๒๕๖๐ ในวันนัดสืบพยานโจทก์และจำเลยวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๕๘ โจทก์และจำเลยแถลงร่วมกันว่า โจทก์กับจำเลยตกลงท้ากันในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ม.๗๕๘/๒๕๕๖ หมายเลขแดงที่ ๒๑๑/๒๕๕๗ ของศาลชั้นต้น เนื่องจากผลการท้าอาจทำให้โจทก์ถอนฟ้องคดีนี้ จึงขอเลื่อนคดีเพื่อรอฟังผลการท้ากันดังกล่าวในวันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๕๘ และตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น ลงวันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๕๘ มีว่า ""เนื่องจากคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ม.๗๕๘/๒๕๕๖ หมายเลขแดงที่ ๒๑๑/๒๕๕๗ ของศาลนี้ ศาลวินิจฉัยว่า โจทก์ซึ่งเป็นจำเลยในคดีดังกล่าวแพ้ตามคำท้าข้อที่ ๓ เนื่องจากมิได้นำเงิน ๑๗๕,๐๐๐ บาท มาวางศาลภายใน ๑๒ นาฬิกา ของวันที่ ๓ เมษายน ๒๕๕๘ ตามที่ตกลงกัน ซึ่งโจทก์คือจำเลยในคดีดังกล่าวแถลงว่า หากเป็นฝ่ายแพ้จะยินยอมให้บังคับตามข้อตกลงในข้อ ๑ (ขอแสดงเจตนาถอนฟ้องคดีอาญาที่ได้ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้) อันมีผลเท่ากับโจทก์แสดงเจตนาถอนฟ้องคดีนี้ตามคำท้าข้อ ๑ ในรายงานกระบวนพิจารณา ฉบับลงวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๕๘ ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๒๑๑/๒๕๕๘ และเมื่อถึงว่าโจทก์ถอนฟ้องและจำเลยไม่ค้าน จึงให้จำหน่ายคดีนี้ออกจากสารบบความ"" โดยศาลชั้นต้นถ่ายสำเนารายงานกระบวนพิจารณา ฉบับลงวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๕๘ และฉบับลงวันที่เดียวกันของคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๒๑๑/๒๕๕๗ ของศาลชั้นต้นแนบไว้ด้วย เมื่อโจทก์ไม่ได้โต้แย้งคัดค้านเท่ากับยอมรับว่ามีข้อตกลงกันและได้แสดงเจตนาที่จะถอนฟ้องคดีนี้ตามเงื่อนไขในคดีแพ่งดังกล่าว ปัญหาว่าโจทก์จะต้องทำคำร้องขอถอนฟ้องเป็นหนังสือมาอื่นต่อศาลหรือไม่ เห็นว่า การถอนฟ้องคดีอาญาหาจำเป็นต้องทำคำร้องขอเป็นหนังสือมาอื่นต่อศาลแต่เพียงวิธีเดียวไม่ ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๕ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “คำร้องของถอนฟ้องคดีอาญาจะยื่นเวลาใดก่อนมีคำพิพากษาของศาลอันต้นก็ได้ ศาลจะมีคำสั่งอนุญาตหรือมีอนุญาตให้ถอนก็ได้ แล้วแต่ศาลจะเห็นสมควรประการใด..” เท่ากับให้เป็นดุลพินิจของศาลที่จะกำหนดให้ถอนฟ้องด้วยวิธีใดแล้วแต่ศาลจะเห็นสมควร คดีนี้ศาลชั้นต้นเห็นว่า โจทก์ได้แสดงเจตนาขอถอนฟ้องไว้เป็นหนังสือแล้ว โดยไม่ได้ส่งให้โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องเข้ามาอีก และมีการบันทึกไว้ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นดังกล่าว ซึ่งถือเป็นดุลพินิจที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๕ วรรคหนึ่ง แล้ว นอกจากนี้การขอถอนฟ้องคดีนี้แม้จะเป็นผลประการหนึ่งอันสืบเนื่องมาจากข้อตกลงหรือการท้ากันในคดีแพ่งดังกล่าวก็ตาม ก็หาได้ถือว่าเป็นการท้ากันในคดีอาญานี้ไม่ ดังนั้น เมื่อเป็นการขอถอนฟ้องก่อนมีคำพิพากษาของศาลชั้นต้น จำเลยไม่คัดค้านการถอนฟ้องและศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ถอนฟ้องกับจำหน่ายคดีออกจากสาระบบความ จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว (ข) คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๑๙๖/๒๕๔๙ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๕ มิได้บัญญัติถึงวิธีถอนฟ้องว่าจะต้องทำเป็นคำร้องแต่วิธีเดียวเท่านั้น หากคู่ความมาอยู่ต่อหน้าศาลและแถลงขอถอนฟ้องด้วยวาจาย่อมไม่ห้ามศาลที่จะยอมรับคำแถลงขอถอนฟ้องด้วยวาจาที่ได้กระทำในศาล โดยจดข้อความขอถอนฟ้องนั้นลงไว้ในรายงานกระบวนการพิจารณาหรืออาจจะกำหนดให้โจทก์ถอนฟ้องโดยทำเป็นคำร้องขอถอนฟ้องก็ได้แล้วแต่ศาลจะเห็นสมควร การที่ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดขอนแก่นได้นัดคู่ความให้มาศาลเพื่อเจรจากันในห้องพักของผู้พิพากษาหัวหน้าศาล ถือได้ว่าคู่ความมาศาลและขอให้ศาลนั่งพิจารณาไกล่เกลี่ยข้อพิพาท แม้จะได้กระทำในห้องพักของผู้พิพากษาหัวหน้าศาลมิใช่ในห้องพิจารณาคดีแต่ก็เพื่อความสะดวกแก่คู่ความจะได้เจรจาตกลงกันถือว่าศาลได้ดำเนินกระบวนการพิจารณา ในศาลโดยชอบแล้ว เมื่อคู่ความอยู่ต่อหน้าศาลในการพิจารณาคดีของศาล และโจทก์แถลงขอถอนฟ้องด้วยวาจาในศาลนั้นเอง ศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจที่จะรับคำแถลงขอถอนฟ้องด้วยวาจาได้ โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีแพ่งและคดีอาญา ศาลชั้นต้นไกล่เกลี่ยเพื่อยุติข้อพิพาททั้งในคดีแพ่งและคดีอาญาโดยการทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันในคดีแพ่งและโจทก์ถอนฟ้องคดีอาญาให้เสร็จไปในคราวเดียวกัน การที่ศาลชั้นต้นจัดรายงานกระบวนพิจารณาในคดีอาญาว่าเวลา ๑๐ นาฬิกา คู่ความร่วมกันแถลงว่าสามารถตกลงเจรจาในเรื่องทรัพย์มรดกของ ม. ได้ยุติลงและแบ่งกันได้แล้ว โจทก์จึงไม่ติดใจดำเนินคดีแก่จำเลยต่อไป ขอถอนฟ้องอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้อง จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ส่วนในคดีแพ่ง ศาลชั้นต้นจดรายงานกระบวนการพิจารณาว่า ให้คู่ความไปจัดทำสัญญาประนีประนอมยอมความและมาทำยอมกันในเวลา ๑๔ นาฬิกาของวันนั้น แต่เมื่อในตอนบ่ายของวันนั้นไม่มีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความและพิพากษาตามยอมกัน การถอนฟ้องในคดีอาญาย่อมไม่มีผล การที่ศาลชั้นต้นด่วนอนุญาตให้ถอนฟ้องและมีคำสั่งจำหน่ายคดีอาญาจากสารบบความไปก่อน โดยไม่รอให้คู่ความทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่งให้เสร็จไปพร้อมกันจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยผิดหลงและผิดระเบียบว่าด้วยการพิจารณาคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗ ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕ โจทก์ขอให้เพิกถอนได้ ",วิ.อาญา,,,,,,, 73,7,,โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานลักทรัพย์หรือรับของโจร (ความผิดอาญาแผ่นดิน) ศาลชั้นต้นลงโทษฐานยักยอกหรือฉ้อโกง (ความผิดต่อส่วนตัว) ดังนี้ โจทก์จะยื่นคำร้องขอถอนฟ้องได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๓๐๕/๒๕๖๒ โจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๓ ในข้อหารับของโจร แต่ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาฟังได้ว่าจำเลยที่ ๓ กระทำความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงจึงไม่ใช่ข้อแตกต่างในสาระสำคัญ ทั้งจำเลยที่ ๓ ไม่ได้หลงต่อสู้ ศาลฎีกาจึงลงโทษจำเลยที่ ๓ ฐานร่วมกันฉ้อโกงตามข้อเท็จจริงที่ได้ความจากการพิจารณาได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคสอง และวรรคสาม ความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงเป็นความผิดต่อส่วนตัวอันจะถอนฟ้องหรือยอมความในเวลาใดก่อนคดีนี้ถึงที่สุดก็ได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๓๕ วรรคสอง เมื่อโจทก์ยื่นคำร้องขอดอนฟ้องจำเลยที่ ๓ ในระหว่างระยะเวลาขึ้นฎีกาคดียังไม่ถึงที่สุดและจำเลยที่ ๓ ไม่ได้คัดค้าน จึงเป็นการถอนฟ้องหรือยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมายสิทธิการนำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๓ ย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๓๙ (๒) คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๙๘/๒๕๔๘ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานลักทรัพย์แม้ศาลอาจลงโทษจำเลยฐานยักยอกได้ โดยอาศัยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๒ วรรคสาม แต่ความผิดฐานยักยอกเป็นความผิดฉันยอมความได้ เมื่อมีการยอมความกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๙ (๒) แล้ว จึงทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานนี้ระงับไปต้องพิพากษายกฟ้อง ",วิ.อาญา,,,,,,, 73,7,,จำเลยให้การว่าคดีโจทก์ขาดอายุความและภาระพิสูจน์ในประเด็นดังกล่าว ตกแก่คู่ความฝ่ายใด,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๕๖๘/๒๕๖๒ โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ ๕ รับผิดในฐานะคู่สมรสของ ก. ที่ได้ให้ความยินยอมในการทำสัญญาและในฐานะที่เป็นทายาทโดยธรรมเพราะเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย และฟ้องจำเลยที่ ๖ ถึงที่ ๘ ให้รับผิดในฐานะที่เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ ๕ ถึงที่ ๘ ให้การว่า โจทก์ทราบว่า ก. เสียชีวิตเกินกว่า ๑ ปี แล้ว คดีโจทก์จึงขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๗๕๔ ภาระการพิสูจน์จึงตกแก่โจทก์ที่จะต้องนำสืบให้ได้ความว่า คดีของโจทก์ไม่ขาดอายุความ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๘๔/๑ ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๗ ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 73,8,,ศาลรับฟังพยานเอกสารที่โจทก์มิได้ส่งให้จำเลยตรวจสอบในวันนัดตรวจพยานหลักฐานเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๗๓/๒ หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๗๗/๒๕๖๓ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๗๓/๒ วรรคหนึ่ง บัญญัติติว่า “ในวันตรวจพยานหลักฐาน ให้คู่ความส่งพยานเอกสารและพยานวัตถุที่ยังอยู่ในความครอบครองของตนต่อศาลเพื่อให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตรวจสอบเว้นแต่ศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่นอันเนื่องจากสภาพและความจำเป็นแห่งพยานหลักฐานนั้นเอง หรือพยานหลักฐานนั้นเป็นบันทึกคำให้การของพยาน หลังจากนั้นให้คู่ความแต่ละฝ่ายแถลงแนวทางการเสนอพยานหลักฐานต่อศาลและให้ศาลสอบถามคู่ความเกี่ยวข้องกับประเด็นและความจำเป็นที่ต้องสืบพยานหลักฐานที่อ้างอิงตลอดจนการยอมรับพยานหลักฐานของอีกฝ่ายหนึ่งเสร็จแล้วให้ศาลกำหนดวันสืบพยาน และแจ้งให้คู่ความทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน ในกรณีที่โจทก์ไม่มามาศาลในวันตรวจพยานหลักฐานให้นำบทบัญญัติมาตรา ๑๖๖ มาใช้บังคับโดยอนุโลม” บทบัญญัติดังกล่าวมิได้ห้ามศาลรับฟังพยานหลักฐานที่อยู่ในความครอบครองของโจทก์ที่ไม่ได้ส่งต่อศาลเพื่อให้จำเลยตรวจสอบในวันนัดตรวจพยานหลักฐานแต่อย่างใด ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค ๔ รับฟังพยานเอกสารที่มิได้ส่งให้จำเลยตรวจสอบก่อนจึงไม่ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๗๓/๒ ",วิ.อาญา,,,,,,, 73,8,,ฟ้องโจทก์มิได้บรรยายถึงการกระทำที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิดมาโดยครบถ้วน โจทก์จะขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๓๓๒/๒๕๖๒ บทบัญญัติของกฎหมายที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตาม ป.อ. มาตรา ๑๗๗ นอกจากจะมีองค์ประกอบความผิดว่า “ผู้ใดเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีต่อศาล” แล้ว ยังกำหนดองค์ประกอบของความผิดด้วยว่า “ถ้าความเท็จนั้นเป็นซ้อสำคัญในคดี” แต่คำบรรยายในฟ้องโจทก์เพียงแต่บรรยายว่าจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันเบิกความเท็จในคดีหมายเลขใด ระหว่างผู้ใดโจทก์ ผู้ใดจำเลย และข้อความที่จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันเบิกความกับข้อความจริง มิได้เป็นไปตามที่จำเลยทั้งสองเบิกความไว้ แม้จะเข้าใจได้ว่าคดีที่ จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันเบิกความได้กระทำในการพิจารณาคดีอาญา และโจทก์ได้กล่าวมาในฟ้องว่าข้อความที่จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันเบิกความเป็นข้อสำคัญในคดีก็ตาม แต่โจทก์มิได้บรรยายให้แจ้งชัดในฟ้องว่า คดีอาญาของศาลชั้นต้น ที่จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันเบิกความนั้นมีข้อหาความผิดตามบทกฎหมายใด ประเด็นอันเป็นข้อสำคัญในคดีมีว่าอย่างใดและคำเบิกความของจำเลยทั้งสองเป็นข้อสำคัญในคดีนั้นอย่างไร ซึ่งอาจทำให้โจทก์ถูกศาลพิพาทชาลงโทษได้ จึงถือว่าฟ้องโจทก์มิได้บรรยายถึงการกระทำที่อ้างว่าจำเลยทั้งสองได้กระทำผิดมาโดยครบถ้วน แม้โจทก์จะแนบสำเนาคำเบิกความของจำเลยทั้งสองและสำเนาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์มาท้ายฟ้องซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาเอกสารเหล่านั้นประกอบแล้ว ก็ไม่ได้แสดงให้เห็นถึงข้อสำคัญในคดีก่อนแต่ประการใดย่อมไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕๘ (๕) และยังเป็นฟ้องที่บรรยายไม่ครบองค์ประกอบของความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๑๗๗ วรรคสอง ที่ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองด้วย โจทก์จะขอแก้ไขฟ้องในภายหลังโดยขอบรรยายเพิ่มเติมว่า คำเบิกความที่เป็นเท็จของจำเลยทั้งสองมีประเด็นสำคัญในคดีว่าคำเบิกความของจำเลยทั้งสองดังกล่าวอาจเป็นเหตุให้ศาลชั้นต้นเชื่อว่า โจทก์เป็นผู้ลักเพชรและเปลี่ยนเพชรของปลอมมาคืนให้จำเลยที่ ๑ อันเป็นมูลเหตุในข้อหาลักทรัพย์ ฉ้อโกงในคดีอาญาเพื่อให้ฟ้องโจทก์สมบูรณ์และครบองค์ประกอบความผิด อันเป็นการกระทำให้จำเลยทั้งสองเสียเปรียบมิได้ เพราะการร้องขอแก้ไขหรือเพิ่มเติมฟ้องเกี่ยวกับฐานความผิดหรือรายละเอียดซึ่งต้องแถลงหรือมิได้กล่าวไว้ในฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๖๔ นั้น ฟ้องโจทก์ต้องเป็นฟ้องที่ถูกต้องสมบูรณ์มาตั้งแต่ต้น ",วิ.อาญา,,,,,,, 73,8,,"โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษฐานปล้นทรัพย์ ข้อเท็จจริงได้ความว่าเป็นความผิดฐานกรรโชก ศาลมีอำนาจลงโทษหรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๒๐๔/๒๕๖๒ แม้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกับพวกร่วมกันกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์ซึ่งไม่ใช่ฐานความผิดที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคสาม แต่ความผิดฐานปล้นทรัพย์เป็นการกระทำผิดฐานลักทรัพย์อันมีลักษณะเป็นการชิงทรัพย์โดยร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่สามคนขึ้นไป ดังนั้นเมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยร่วมกับพวกกระทำความผิดฐานกรรโชกอันเป็นความผิดฐานหนึ่งที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๙๒ วรรคสาม จึงถือไม่ได้ว่าข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้องในข้อสาระสำคัญ ทั้งมิให้ถือว่าข้อที่พิจารณาได้ความนั้นเป็นเรื่องเกินคำขอหรือโจทก์ประสงค์ให้ลงโทษ อันจะเป็นเหตุให้ศาลต้องยกฟ้อง เมื่อจำเลยให้การปฏิเสธโดยนำสืบอ้างฐานที่อยู่แสดงว่าจำเลยไม่ได้หลงต่อสู้ ศาลจึงมีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานกรรโชกตามที่พิจารณาได้ความได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคสาม ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยมิได้ฎีกาขึ้นมาศาลอุทธรณ์มีอำนาจยกชั้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕ ",วิ.อาญา,,,,,,, 73,8,," ความผิดต่อพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ ผู้ต้องหาซึ่งเป็นเด็กอายุไม่เกินสิบแปดปีไม่ได้ร้องขอ พนักงานสอบสวนต้องจัดให้มีนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์และพนักงานอัยการเข้าร่วมในการสอบปากคำผู้ต้องหาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๓๔/๒ ประกอบมาตรา ๑๓๓ ทวิ หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๘๒๗/๒๕๖๐ เห็นว่า ตามมาตรา ๑๓๓ ทวิ ซึ่งตามมาตรา ๑๓๔/๒ ให้นำบทบัญญัติในมาตรา ๑๓๓ ทวิ มาใช้บังคับโดยอนุโลมแก่การสอบสวนผู้ต้องหาที่เป็นเด็กอายุไม่เกินสิบแปดปีนั้น การสอบสวนผู้ต้องหาที่เป็นเด็กอายุไม่เกินสิบแปดปีซึ่งหากผู้ต้องหาร้องขอ ให้พนักงานสอบสวนแยกกระทำเป็นส่วนสัดในสถานที่ที่เหมาะสมสำหรับเด็กและให้มีนักจิตวิทยาหรือ นักสังคมสงเคราะห์ บุคคลที่เด็กร้องขอ และพนักงานอัยการร่วมอยู่ด้วยในการสอบสวนนั้นและในกรณีที่นักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์เห็นว่าการถามเด็กหรือคำถามใดอาจจะมีผลกระทบกระเทือนต่อจิตใจเด็กอย่างรุนแรง ให้พนักงานสอบสวนถามผ่านนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์เป็นการเฉพาะตามประเด็นคำถามของพนักงานสอบสวนโดยมิให้เด็กได้ยินคำถามของพนักงานสอบสวนและห้ามมิให้ถามเด็กซ้ำซ้อนหลายครั้ง โดยไม่มีเหตุอันสมควรเป็นกรณีเฉพาะบางฐานความผิดเท่านั้นได้แก่ความผิดเกี่ยวกับเพศ ความผิดเกี่ยวกับชีวิตและร่างกายอันมิใช่ความผิดที่เกิดจากการชุลมุนต่อสู้ ความผิดเกี่ยวกับเสรีภาพความผิดฐานกรรโชก ชิงทรัพย์และปล้นทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยสถานบริการ หรือความผิดอื่นที่มีอัตราโทษจำคุกซึ่งผู้ต้องหาที่เป็นเด็กอายุไม่เกินสิบแปดปี ร้องขอตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๓๓ ทวิ นั้น มิได้หมายความถึงความผิดต่อพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.๒๕๒๒ ซึ่งเป็นกรณีความผิดอื่น ทั้งผู้ต้องหาซึ่งเป็นเด็กไม่ได้ร้องขอให้บุคคลดังกล่าวเข้าร่วมในการสอบสวนพนักงานสอบสวนจึงไม่จำต้องจัดให้มีนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์และพนักงานอัยการเข้าร่วมในการสอบสวนผู้ต้องหาด้วย ข้อเท็จจริงประกอบคำรับสารภาพของจำเลยที่ให้ไว้ต่อพนักงานสอบสวนจึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๓๔/๒ ประกอบมาตรา ๑๓๓ ทวิ ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดียาวชน และครอบครัว พ.ศ.๒๕๕๓ มาตรา ๖ และเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของจำเลยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๖ แล้ว ",วิ.อาญา,,,,,,, 73,8,,คดีทั้งสองมีคู่ความรายเดียวกัน ประเด็นข้อพิพาทก็เป็นประเด็นเดียวกัน ศาลชั้นต้นในคดีหนึ่งมีคำพิพากษาวินิจฉัยซึ่งขาดในประเด็นดังกล่าวแล้ว แต่คดียังไม่ถึงที่สุด ศาลในอีกคดีหนึ่งจะวินิจฉัยในประเด็นนี้อีก ได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๖๐๘/๒๕๖๒ คดีที่ผู้คัดค้านที่ ๒ ฟ้องผู้ร้องเป็นจำเลยต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ขอให้เพิกถอน พินัยกรรม ผู้ร้องให้การต่อสู้และศาลในคดีดังกล่าวชี้สองสถานกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า พินัยกรรมเป็นโมฆะเพราะขณะทำพินัยกรรมผู้ตายมีสติสัมปชัญญาไม่สมบูรณ์หรือไม่ อันเป็นประเด็นเดียวกับปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในคดีนี้ว่าผู้ร้องอาศัยสิทธิใดนอกเหนือจากความเป็นทางยาทเช่นเดียวกับผู้คัดค้านทั้งสองมาร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของ บ. เจ้ามรดก ได้ความว่า คดีที่ผู้คัดค้านที่ ๒ ฟ้องผู้ร้องนั้น ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนให้ยกฟ้องเช่นเดียว กับศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ดังนี้ เมื่อคดีนี้และคดีแพ่งของศาลชั้นต้น มีคู่ความรายเดียวกัน คือผู้ร้องกับผู้คัดค้านที่ ๒ ทั้งประเด็นข้อพิพาทก็เป็นประเด็นเดียวกันว่า พินัยกรรม เป็นโมฆะเพราะขณะทำพินัยกรรมผู้ตายมีสติสัมปชัญญาไม่สมบูรณ์หรือไม่ เมื่อในคดีที่ผู้คัดค้านที่ ๒ เป็นโจทย์ยื่นฟ้องผู้ร้องเป็นจำเลย ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาก่อนคดีนี้ และศาลลุทธณ์มีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นดังกล่าวว่าผู้ตายมีสติสัมปชัญญาสมบูรณ์ในขณะทำพินัยกรรม ดังนั้น การวินิจฉัยคดีนี้ว่าเจ้ามรดกมีสติสัมปชัญญาสมบูรณ์ในขณะทำพินัยกรรมหรือไม่ และพินัยกรรมมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายหรือไม่ เมื่อศาลในคดีก่อนมีคำวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแห่งคดีแล้วแม้คดีก่อนจะยังไม่ถึงที่สุด คดีนี้จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับประเด็นข้อพิพาทที่ได้วินิจฉัยไว้ในคดีดังกล่าว ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๔ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วย ความสงบเรียบร้อยของประชาชนตามมาตรา ๑๔๒ (๕) ที่ศาลอุทธธณ์ไม่รับวินิจฉัยใน ประเด็นว่า เจ้ามรดกมีสติสัมปชัญญาสมบูรณ์ในขณะทำพินัยกรรมหรือไม่ และพินัยกรรมสมบูรณ์ตามกฎหมายหรือไม่ชอบแล้ว ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 73,9,,โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยใช้อาวุธปืนเล็งยิงไม่ทางผู้เสียหาย แต่ผู้เสียหายหลบทัน ขอให้ลงโทษในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ศาลพิพากษายกฟ้องในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น แต่ลงโทษจำเลยในความผิดฐานทำร้ายผู้อื่น โดยวินิจฉัยว่าบาดแผลของผู้เสียหายไม่ได้เกิดจากอาวุธปืนที่จำเลยยิง แต่เกิดจากการที่โจทกร่วมกับจำเลยชักกันตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทางพิจารณาได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๘๙/๒๕๖๓ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕๘ บัญญัติให้ฟ้องต้องทำเป็นหนังสือและมี.. (๕) การกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด..ประกอบกับความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจนั้น การกระทำที่เป็นการทำร้ายเป็นองค์ประกอบอย่างหนึ่งของความผิด ดังนั้น โจทก์จึงอยู่ในบังคับที่จะต้องบรรยายฟ้องให้เห็นถึงการกระทำของจำเลยว่า จำเลยกระทำการอย่างใดอันจะเป็นการทำร้ายโจทก์ร่วมที่โจทก์ประสงค์จะให้ลงโทษ แต่เมื่อพิจารณาฟ้องของโจทก์ปรากฏว่าคดีนี้โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยได้ชกทำร้ายร่างกายโจทก์ร่วมและโจทก์ร่วมได้รับอันตรายจากการทำร้ายร่างกายนั้นหรือไม่ อย่างไร อันจะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๕ คงบรรยายฟ้องเพียงว่า จำเลยใช้อาวุธปืนที่มีไว้ในครอบครองและพาติดตัวไปเล็งยิงไปทางโจทก์ร่วมในขณะอยู่ห่างกันในระยะประมาณ ๒ เมตร หลายนัด แต่โจทก์ร่วมหลบทัน โจทก์ร่วมจึงไม่ถึงแก่ความตาย และขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานพยายามฆ่าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ และ มาตรา ๘๐โดยที่โจทก์ไม่ได้ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๕ มาในคำขอท้ายฟ้อง แม้ว่าข้อเท็จจริงจะได้ความจากทางนำสืบของโจทก์ โจทก์ร่วมและจำเลยว่าโจทก์ร่วมกับจำเลยได้ชกกันหลังจากที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงและบาดแผลของโจทก์ร่วมมีลักษณะที่เกิดจากการชักทำร้ายของจำเลยก็ตาม แต่การชกกันเกิดขึ้นหลังจากที่จำเลยได้ใช้อาวุธปืนยิงตามที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานพยายามฆ่าแล้ว การกระทำที่เป็นการทำร้ายร่างกายเกิดขึ้นภายหลังขาดตอนไปจากการกระทำที่เป็นการพยายามฆ่าโจทก์ร่วมดังที่โจทก์กล่าวอ้างในฟ้องถือได้ว่าข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในทางพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้อง และข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้องและตามที่ปรากฏในทางพิจารณาไม่ใช่เรื่องที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๒ วรรคสอง และวรรคสี่ ศาลไม่อาจนำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาวินิจฉัยและรับฟังลงโทษจำเลยในความผิดฐานทำร้ายโจทก์ร่วมจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจได้เพราะเป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้องอันเป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๒ วรรคหนึ่ง การที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานทำร้ายโจทก์ร่วมจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจจึงเป็นการไม่ชอบ ",วิ.อาญา,,,,,,, 73,9,,โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองให้ชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินและขอให้บังคับจำนอง คู่ความตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมโดยจำเลยทั้งสองตกลงผ่อนชำระหนี้ให้โจทก์ หากผิดนัดชำระหนี้ไม่ว่าจะงวดใดงวดหนึ่งถือว่าผิดนัดชำระหนี้ทั้งหมด ยอมให้โจทก์บังคับคดีในหนี้ส่วนที่ค้างชำระทั้งหมดคืนได้ทันที โดยยอมให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ยอมให้โจทก์บังคับคดีเอาทรัพย์สินอื่นได้จนกว่าจะครบถ้วน ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม คดีถึงที่สุด จำเลยทั้งสองผิดนัดไม่ชำระหนี้ตั้งแต่งวดแรก มีการยึดทรัพย์สินจำนองออกขายทอดตลาดแต่ยังไม่มีการขายทอดตลาด ดังนี้โจทก์มีสิทธิขอให้ยึดทรัพย์สินอื่นนอกจากทรัพย์จำนองหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ (ก) คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๓๙/๒๕๖๓ เมื่อจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอมและโจทก์ประสงค์จะได้รับชำระหนี้โจทก์ก็ย่อมมีสิทธิของขอให้บังคับคดีตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ในคำพิพากษาโดยนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินจำนองออกขายทอดตลาด หากได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ตามคำพิพากษาโจทก์มีสิทธินำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองเพื่อนำออกขายทอดตลาดและนำเงินที่ขายได้สุทธิมาชำระหนี้ที่ยังค้างชำระได้ภายในสิบปีนับแต่วันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๔๘ ซึ่งเป็นวันถัดจากวันที่จำเลยทั้งสองผิดนัดตามที่กำหนดในคำพิพากษาตามยอม และเป็นวันที่โจทก์อาจขอดำเนินการบังคับคดีได้ แต่ที่โจทก์ยื่นคำแถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีวันที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๕๘ ขอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ ๒ นอกเหนือจากทรัพย์จำนองโดยอ้างว่าหนี้ตามคำพิพากษาถึงวันที่ ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๘ เป็นเงิน ๕๘๓,๗๘๒.๒๓ บาท นั้น ก็ปรากฏตามรายงานการยึดห้องชุดที่ว่าวันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๔๙ โจทก์ได้นำยึดทรัพย์จำนองมีราคาประเมิน ๓๗๔,๕๓๐ บาท ส่วนรายการคำนวณภาระหนี้สินเงินต้นและดอกเบี้ยค้างรับ ไม่ได้ระบุภาระหนี้ในวันดังกล่าวไว้ คงระบุภาระหนี้หลังจากนั้นคือ วันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๔๙ เป็นเงินต้น ๒๒๗,๕๔๓.๕๒ บาท ดอกเบี้ย ๗๙,๙๙๖.๙๘ บาท รวมเป็นเงิน ๓๐๗,๕๔๐.๕๐ บาท ซึ่งน้อยกว่าราคาประเมินดังกล่าวมาก ยิ่งไปกว่านั้นปรากฏว่า ต่อมาก็ขายทอดตลาดทรัพย์จำนองได้เป็นเงิน ๓๙๐,๐๐๐ บาท แม้โจทก์อ้างว่าหนี้ตามคำพิพากษาถึงวันที่ ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๘ เป็นเงิน ๕๘๓,๗๘๒.๒๓ บาท แต่ก็ไม่ปรากฏว่าช่วงเวลา ๙ ปี ๑๑ เดือนเศษดังกล่าวมีเหตุใดที่ทำให้ไม่อาจขายทอดตลาดได้ อันมีผลให้ภาระหนี้เพิ่มมากขึ้นจนเกินกว่าราคาที่ขายทอดตลาดได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองได้ระบุขั้นตอนบังคับคดีไว้ชัดเจนว่าหากขายทอดตลาดทรัพย์จำนองได้ไม่พอชำระหนี้ให้โจทก์บังคับคดีเอากับทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสอง ดังนั้น หากโจทก์ซึ่งทราบว่าภาระหนี้มีจำนวนเท่าใดเห็นว่าทรัพย์จำนองไม่พอชำระหนี้และประสงค์จะได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสอง ก็เป็นเรื่องที่โจทก์จะต้องขวนขยายให้มีการขายทอดตลาดเพื่อให้ปรากฏว่าทรัพย์จำนองไม่พอชำระหนี้อันจะทำให้โจทก์บังคับเอาจากทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองได้ ดังนี้ การที่ยังไม่มีการขายทอดตลาดทรัพย์จำนอง เพื่อให้ปรากฏข้อเท็จจริงว่าทรัพย์จำนองไม่พอชำระหนี้ แต่โจทก์กลับขอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ ๒ นอกเหนือจากทรัพย์จำนอง จึงไม่เป็นไปตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ในคำพิพากษาตามยอมซึ่งผูกพันคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๕ โจทก์ไม่มีสิทธิขอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ ๒ บัญหานี้เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยทั้งสองไม่ยื่นคัดค้านไว้ก็ยกขึ้นในชั้นฎีกาได้ และศาลฎีกามีอำนาจวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒ (๕) (ข) คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๔๐/๒๕๖๓ แม้ว่าการบังคับคดีตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์กำหนดให้ต้องบังคับเอาแก่ทรัพย์จำนองก่อน หากไม่ครบจำนวนหนี้จึงจะบังคับเอาแก่ทรัพย์สินอื่นได้ก็ตาม แต่เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาที่ดินทรัพย์จำนองเป็นเงิน ๑๐,๔๕๑,๔๘๐ บาท และในวันที่โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ยึดที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๔ เพิ่มเติม จำเลยทั้งสี่เป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาจำนวน ๑๖,๐๘๘,๕๕๔.๕๘ บาท หากขายทอดตลาดที่ดินทรัพย์จำนองไปตามราคาดังกล่าวก็ยังคงเหลือหนี้ตามคำพิพากษาอีกมากเพียงพอสมควรแก่การให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสี่เพิ่มเติมเพื่อบังคับชำระหนี้แก่โจทก์ และโจทก์ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองก่อนครบกำหนดระยะเวลาการบังคับคดี แต่ยังไม่สามารถขายที่ดินดังกล่าวได้ถือได้ว่าโจทก์ขอให้บังคับคดีแก่ทรัพย์จำนองภายในการบังคับคดีแล้วประกอบกับที่ดินทรัพย์จำนองที่ดินโจทก์ยึดมาราคาประเมินไม่เพียงพอที่จะชำระหนี้แก่โจทก์ตามคำพิพากษา หากต้องรอให้มีการขายทอดตลาดที่ดินทรัพย์จำนองเสร็จสิ้นก่อนถึงจะกลับมายึดทรัพย์สินอื่นได้ย่อมพ้นกำหนดระยะเวลาบังคับคดีเป็นเหตุให้โจทก์อาจเสียสิทธิในการบังคับคดี ทั้ง ๆ ที่การบังคับคดีล่าช้าส่วนหนึ่งเกิดจากการที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๔ ของดำเนินกระบวนการพิจารณาชั้นฎีกาอย่างคนอนาถา จำเลยที่ ๔ อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ ส. เข้าสวมสิทธิเป็นโจทก์แล้วทิ้งอุทธรณ์ กับคู่ความยื่นคำร้องขอแก้ไขคำพิพากษา มิใช่เกิดจากการผิดของโจทก์แต่อย่างใด การยึดที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ ๑ และที่ ๔ ไว้ก่อนแต่ยังไม่ต้องนำออกขายจนกว่าจะมีการขายทอดตลาดที่ดินทรัพย์จำนองเสร็จสิ้นและได้เงินไม่พอชำระหนี้จึงค่อยนำที่ดินดังกล่าวออกขายทอดตลาดก็ไม่ขัดต่อขั้นตอนการบังคับคดีตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์และก่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย โจทก์จึงมีสิทธินำยึดที่ดินของจำเลยที่ ๑ และที่ ๔ เพิ่มเติมได้ ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 73,10,,"ภาระจำยอมได้มาโดยอายุความ ผู้ใดมาจะยื่นคำร้องขอให้ที่ดินตกอยู่ในภาระจำนองโดยทำเป็นคำร้องขอฝ่ายเดียวเป็นคดีไม่มีข้อพิพาทได้หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๔๕๕/๒๕๖๓ ผู้ร้องฎีกาทำนองว่า ผู้ร้องได้ใช้ที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๗๐๖๑ ตำบลบางหว้า อำเภอภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร เป็นทางเข้าออกสู่ถนนเทอดไทซึ่งเป็นทางสาธารณะเป็นเวลากว่า ๒๐ ปี โดยเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๗๐๖๑ มิได้โต้แย้งสิทธิของผู้ร้อง จึงทำเป็นคำร้องขอฝ่ายเดียวเป็นคดีไม่มีข้อพิพาทได้ และเป็นการดำเนินการเพื่อจดทะเบียนสิทธิในที่ดินโดยประการอื่นนอกจากนิติกรรมตามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๗ (พ.ศ.๒๔๙๗) ซึ่งออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ มาตรา ๗๘ นั้น ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นว่า บุคคลใดจะยื่นคำร้องขอต่อศาลโดยทำเป็นคำร้องขอฝ่ายเดียว เป็นคดีไม่มีข้อพิพาทด้านประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๕ และมาตรา ๑๘๘ (๑) ได้นั้น จะต้องเป็นกรณีที่มีกฎหมายบัญญัติให้อำนาจไว้ แต่กรณีตามคำร้องขอผู้ร้องที่ขอให้ศาลมีคำสั่งว่าที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๗๐๖๑ ตำบลบางหว้า อำเภอภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร ตกเป็นภาระจำนองแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๒๗๑๔๐ ตำบลบางหว้า อำเภอภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร ของผู้ร้องนั้น ไม่มีกฎหมายใดสนับสนุนให้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอฝ่ายเดียวเป็นคดีไม่มีข้อพิพาทเพื่อให้ศาลมีคำสั่งดังที่ผู้ร้องกระทำในคดีนี้ได้และหากมีผู้โต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ของผู้ร้องเกี่ยวกับที่ดินดังกล่าวประการใด ผู้ร้องก็ชอบที่จะเสนอคดีของตนต่อศาลส่วนแพ่งที่มีเขตอำนาจได้ โดยเป็นโจทก์ยื่นฟ้องผู้นั้นเป็นจำเลยอย่างคดีที่มีข้อพิพาท ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๕ ส่วนที่ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๗๘ บัญญัติว่า “การขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในที่ดินซึ่งได้มาจากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๘๒ หรือโดยประการอื่น นอกจากนิติกรรมสำหรับที่ดินมีโฉนดที่ดินแล้ว ให้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง” และกฎกระทรวงฉบับที่ ๗ (พ.ศ. ๒๔๙๗) ซึ่งออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ นั้น เป็นกรณีที่กฎหมายบัญญัติถึงวิธีการจดทะเบียนการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดิน มิใช่ภาระจำยอม จึงมิใช่ข้อกฎหมายที่สนับสนุนให้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอฝ่ายเดียวเป็นคดีไม่มีข้อพิพาทได้ ที่ศาลล่างทั้งสองยกคำร้องขอของผู้ร้องมานั้น ชอบแล้ว ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 73,10,,"โจทก์ซึ่งเป็นราษฎร มิได้เป็นเจ้าพนักงานมีอำนาจขอให้ศาลอออกหมายค้นหรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๘๖๔/๒๕๖๒ คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ ลักทรัพย์ ยักยอก หมิ่นประมาท บุกรุก ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๙ วรรคสอง, ๓๒๖, ๓๓๔, ๓๕๒, ๓๕๘, ๓๕๙ (๔), ๓๖๒ และขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหาย ๓๘,๙๖๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่า คดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง และไม่รับฟ้องคดีส่วนแพ่งไว้พิจารณา โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาหลายครั้ง ครั้งสุดท้ายศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาถึงวันที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๖๑ ต่อมาวันที่ ๕ กรกฎาคม ๒๕๖๑ โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายค้นเพื่อนำไปค้นหาพยานหลักฐานมาประกอบฎีกาของโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า พิเคราะห์แล้วเห็นว่า บุคคลที่จะมีอำนาจขอหมายค้นได้จะต้องเป็นพนักงานผู้มีอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เมื่อโจทก์มิได้เป็นเจ้าพนักงาน จึงไม่มีอำนาจขอให้ศาลออกหมายค้น จึงไม่อนุญาต ยกคำร้องโจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษายืน โจทก์ฎีกาว่า โจทก์มีอำนาจยื่นคำร้องขอให้ศาลออกหมายค้นได้นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๖๙ (๑) บัญญัติถึงเหตุที่ศาลจะออกหมายค้นไว้ว่า เพื่อพบและยึดสิ่งของซึ่งจะเป็นพยานหลักฐานประกอบการสอบสวนไต่สวนมูลฟ้องหรือพิจารณา ดังนั้นในกรณีที่ราษฎรเป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญาต่อศาลเอง และคดีดังกล่าวมีการไต่สวนมูลฟ้อง หากราษฎรผู้เป็นโจทก์มีความจำเป็นต้องการค้นหาสิ่งของซึ่งอยู่ในความครอบครองของผู้อื่นเพื่อนำมาเป็นพยานหลักฐานประกอบการไต่สวนมูลฟ้องคดีของตนก็ชอบที่จะยื่นคำร้องขอให้ศาลออกหมายค้นเพื่อพบและยึดสิ่งของดังกล่าวตามบทบัญญัติข้างต้นได้ หาใช่เป็นอำนาจของพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจโดยเฉพาะที่จะร้องขอให้ศาลออกหมายค้นตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๕๙ วรรคสอง ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค ๔ วินิจฉัยว่า โจทก์ไม่ใช่เจ้าพนักงาน จึงไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอออกหมายค้นนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นฟ้องด้วย อย่างไรก็ตาม การออกหมายค้นเป็นอำนาจโดยเฉพาะของผู้พิพากษาศาลชั้นต้น แต่เมื่อสำนวนชั้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว จึงเห็นสมควรวินิจฉัยไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวน เห็นว่า เมื่อโจทก์เป็นผู้ฟ้องคดีต่อศาล โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องนำพยานหลักฐานมานำสืบต่อศาลและพยานหลักฐานที่จะสามารถรับฟังได้นั้นจะต้องเป็นพยานหลักฐานซึ่งน่าจะพิสูจน์ได้ว่าจริงมีผิดหรือบริสุทธิ์และเป็นพยานหลักฐานที่ได้มาจากกรณีสืบโดยชอบด้วยกฎหมายตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๖ เมื่อคดีนี้ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องจนเสร็จสิ้นและมีคำพิพากษาแล้ว โจทก์อุทธรณ์คดีต่อมาจนกระทั่งศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ การที่โจทก์เพิ่งมาขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายค้นเพื่อนำไปค้นหาพยานหลักฐานในระหว่างที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นฎีกาเช่นนี้ จึงล่วงพ้นกำหนดเวลาที่จะนำพยานหลักฐานอื่นมาแสดงต่อศาลแล้ว แม้โจทก์จะอ้างว่าต้องการนำพยานหลักฐานดังกล่าวมาประกอบฎีกาของโจทก์ก็ตาม แต่เมื่อโจทก์มิได้อ้างอิงพยานวัตถุที่ต้องการให้ศาลออกหมายค้นไว้เป็นพยานหลักฐานในบัญชีระบุพยานตั้งแต่แรกหรือยื่นคำร้องขอระบุพยานเพิ่มเติมต่อศาลแต่อย่างใด ดังนั้นพยานวัตถุที่โจทก์ต้องการให้ศาลออกหมายค้นนั้น จึงไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๙/๑ วรรคท้าย ทั้งคดียังปรากฏอีกว่าโจทก์ไม่ได้ยื่นฎีกาภายในกำหนดเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ฎีกาแต่อย่างใด กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะออกหมายค้นตามที่โจทก์ขอ ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอออกหมายค้นของโจทก์นั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์""ฟังไม่ขึ้น"" ",วิ.อาญา,,,,,,, 73,10,,"คดีแพ่ง คำฟ้องของโจทก์ไม่ปรากฏว่ามีบุคคลใดเป็นผู้เรียงและพิมพ์ แต่ปรากฏว่าทนายความที่โจทก์แต่งตั้งได้ลงลายมือชื่อเป็นผู้เรียงและพิมพ์ในคำแถลงขอส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องและมีการดำเนินกระบวนพิจารณาจนถึงศาลฎีกาแล้ว ดังนี้ การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลที่ดำเนินมาเสียไปหรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๔๔๓/๒๕๖๓ เห็นว่า แม้คำฟ้องของโจทก์จะไม่มีข้อความว่าผู้เรียงพิมพ์และลายมือชื่อของผู้เรียงพิมพ์ เป็นคำฟ้องที่ไม่สมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๖๗ (๕) ซึ่งศาลมีอำนาจสั่งให้คืนหรือแก้ไขคำฟ้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๘ วรรคสอง ก็ตาม แต่ศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งดังกล่าวและคดีนี้ก็ได้ดำเนินกระบวนพิจารณากันมาจนเสร็จสิ้นถึงศาลฎีกาแล้วตามสำนวนปรากฎว่าโจทก์ได้แต่งตั้งให้ ด. เป็นทนายความวันที่ ๑๔ มีนาคม ๒๕๖๐ และในสำนวน ด. ได้ลงลายมือชื่อเป็นผู้เรียงและพิมพ์ในคำแถลงขอส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องลงวันที่ ๑๔ มีนาคม ๒๕๖๐ คดีจึงพอที่จะฟังได้ว่า ด. เป็นผู้เรียงและพิมพ์คำฟ้อง ซึ่งมีอำนาจกระทำได้ คดีจึงไม่จำต้องคืนคำฟ้องให้โจทก์ไปทำใหม่หรือแก้ไขเพิ่มเติม การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลที่ดำเนินมาทั้งหมดจึงไม่เสียไป ปัญหาที่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยมิได้ยกขึ้นว่ามาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง จำเลยก็มีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๕๒ ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 73,11,,โจทก์ฟ้องว่าจำเลยลักเงินของผู้เสียหาย แต่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทางพิจารณาฟังได้ว่า การกระทำของจำเลยเป็นการฉ้อโกงธนาคาร ศาลจะลงโทษจำเลยฐานฉ้อโกง ได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๘๗/๒๕๖๓ จำเลยที่ ๑ ปลอมเช็คและใช้เช็คปลอมนำไปเบิกเงินจากธนาคาร ก. เป็นการแสดงข้อความอันเป็นเท็จว่า ลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายเป็นลายมือชื่อที่แท้จริงของผู้เสียหายที่ ๒ ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนผู้เสียหายที่ ๑ เงินที่จำเลยที่ ๑ ได้รับไปจึงเป็นเงินของธนาคาร ก. ที่จำเลยที่ ๑ ได้มาจากการหลอกลวง มิใช่เงินของผู้เสียหายที่ ๑ ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๖๗๒ จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานลักเงินของผู้เสียหายที่ ๑ แต่เป็นความผิดฐานฉ้อโกงธนาคาร ก. เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๑ ลักเงินของผู้เสียหายที่ ๑ แต่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทางพิจารณาฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ ๑ ลักเงินผู้เสียหายที่ ๑ และฟังได้ว่าการกระทำของจำเลยที่ ๑ เป็นการฉ้อโกงธนาคาร ก. เป็นความผิดต่อผู้เสียหายต่างคนจากที่โจทก์บรรยายฟ้อง จึงเป็นข้อเท็จจริงแตกต่างจากที่กล่าวในฟ้องในข้อสาระสำคัญไม่อาจลงโทษจำเลยที่ ๑ ฐานฉ้อโกงได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคสอง และไม่อาจสั่งให้จำเลยที่ ๑ คืนเงินแก่ผู้เสียหายที่ ๑ ได้ ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 73,11,,ผู้เสียหายถึงแก่ความตายซึ่งเป็นเวลาหลังเกิดเหตุประมาณ ๑๐ ปี บุตรของผู้เสียหายจะยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการที่ฟ้องจำเลยในข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่นหรือยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในส่วนแพ่งได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๓๓๘/๒๕๖๓ ฎีกาของจำเลยที่ว่าคดีส่วนแพ่งขาดอายุความแล้วนั้น เป็นข้อที่จำเลยไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๕ วรรคแรก ประกอบมาตรา ๒๕๒ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย แม้โจทก์ร่วมจะเป็นบุตรของผู้เสียหายที่มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๕ (๒) ก็ตาม แต่การจัดการแทนนั้นกระทำได้เฉพาะแต่ในความผิดอาญาซึ่งผู้เสียหายถูกทำร้ายถึงตายหรือบาดเจ็บจนไม่สามารถจะจัดการเองได้ ผู้เสียหายถึงแก่ความตายซึ่งเป็นเวลาหลังเกิดเหตุประมาณ ๑๐ ปี ถือไม่ได้ว่า ผู้เสียหายถูกทำร้ายจนถึงแก่ความตาย อันจะเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมมีอำนาจจัดการแทนตามบทบัญญัติมาตรา ดังกล่าว ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕ การพิจารณาว่าผู้ใดมีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนได้หรือไม่ต้องพิจารณาจากสิทธิทางแพ่ง เมื่อโจทก์ร่วมเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องจากจำเลยกระทำละเมิดเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บ จึงใช้สิทธิทางแพ่งได้และคดีแพ่งก็ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่ง เมื่อผู้เสียหายถึงแก่ความตาย สิทธิในการเรียกร้องค่าเสียหายเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาท โจทก์ร่วมในฐานะทายาทของผู้เสียหายยังคงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๔๔/๑ วรรคหนึ่ง ได้ ",วิ.อาญา,,,,,,, 73,11,,โจทก์ จำเลย และบุคคลภายนอกได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อหน้าศาล และศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาตามยอม สัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๘๐/๒๕๕๙ ในการทำสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นกรณีที่โจทก์จำเลยมุ่งระงับข้อพิพาทระหว่างกันและมิใช่เป็นการวินิจฉัยชี้ขาดอย่างคดีธรรมดาที่ต้องพิจารณาพยานหลักฐานของโจทก์จำเลยแล้วพิพากษาชี้ขาดประเด็นข้อพิพาทไป ข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความจึงอาจมีผลไม่ตรงหรือไม่เป็นไปตามคำขอท้ายฟ้องได้ ถ้าข้อตกลงนั้นเกี่ยวพันกับประเด็นแห่งคดีและไม่เป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายเพราะเป็นไปตามข้อตกลงที่คู่ความต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน จึงไม่ตกอยู่ในบังคับแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒ ซึ่งห้ามมิให้พิพากษาหรือสั่งเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง การที่ศาลชั้นต้นไกล่เกลี่ยแล้วคู่ความในคดีรวมทั้ง ก. และ น. ตกลงกันได้โดยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันและศาลพิพากษาตามยอมจึงไม่ขัดต่อกฎหมาย แม้สัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวจะมี ก. และ น. เข้าร่วมตกลงด้วยก็เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความที่ชอบด้วยกฎหมาย สัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมจึงมีผลผูกพันโจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นคู่ความในคดีนี้ ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 73,11,, การยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำแก้ฎีกาต้องยื่นภายในกำหนดระยะเวลาใด,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๕๓/๒๕๕๙ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๑๘๐ เป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับการแก้ไขคำฟ้องหรือคำให้การ อันเป็นกระบวนพิจารณาในศาลชั้นต้นซึ่งมีกำหนดเวลาไว้ว่าการขอแก้ไขต้องยื่นคำร้องก่อนวันชี้สองสถานหรือก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน แต่ในชั้นอุทธรณ์และฎีกาไม่มีวันกำหนดดังกล่าวจึงไม่อาจนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๘๐ มาใช้บังคับในชั้นอุทธรณ์และฎีกาโดยอนุโลมได้ ดังนี้ การที่จำเลยที่ ๒ จะยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำแก้ฎีกาไม่ว่าจะแก้ไขเพิ่มเติมในปัญหาข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมาย ก็ถือว่าเป็นการยื่นคำแก้ฎีกาซึ่งจำเลยที่ ๒ ต้องยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมในระยะเวลาแก้ฎีกา คดีนี้จำเลยที่ ๒ ได้รับหมายส่งสำเนาฎีกาเพื่อให้แก้ฎีกาภายในสิบห้าวัน โดยวิธีเปิดหมายเมื่อวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๓ ครบกำหนดจำเลยที่ ๒ แก้ฎีกาวันที่ ๒๙ มิถุนายน ๒๕๕๓ และจำเลยที่ ๒ ได้ยื่นคำแก้ฎีกาฉบับลงวันที่ ๒๘ มิถุนายน ๒๕๕๓ ไว้แล้ว เมื่อจำเลยที่ ๒ ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำแก้ฎีกาในวันที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๕๗ พ้นกำหนดแก้ฎีกาแล้วจึงรับเป็นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำแก้ฎีกาของจำเลยที่ ๒ ไม่ได้ ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 73,11,,"ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยใช้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีแก่โจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ",มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๔๖๒/๒๕๕๙ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีเป็นค่าฤชาธรรมเนียมประเภทหนึ่ง ซึ่งกฎหมายบัญญัติบังคับให้ศาลต้องมีคำสั่งไม่ว่าคู่ความจะมีคำขอหรือไม่ ตามที่บัญญัติในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๙ วรรคหนึ่งและ มาตรา ๑๖๑ วรรคหนึ่ง ทั้งนี้ การที่ศาลสั่งหรือไม่สั่งให้ชดใช้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีหรือไม่ก็เป็นดุลพินิจ แต่ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีนั้นต้องอยู่ในบังคับตาราง ๗ ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ซึ่งกำหนดให้ศาลมีคำสั่งให้ชดใช้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีตามจำนวนที่ศาลเห็นสมควร โดยในคดีมีทุนทรัพย์ต้องไม่เกินร้อยละ ๑ ของจำนวนทุนทรัพย์,วิ.แพ่ง,,,,,,, 73,11,,คดีอาญาที่ราษฎรเป็นโจทก์ จำเลยจะอ้างส่งเอกสารประกอบการถามค้านพยานโจทก์ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง ได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๖๓๘/๒๕๕๙ เอกสารที่ทนายจำเลยใช้ประกอบการถามค้านพยานโจทก์ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องพยานโจทก์ได้ตรวจดูและรับรองความถูกต้องบางส่วน ทั้งเป็นเอกสารราชการที่มีเจ้าหน้าที่รับรองความถูกต้องแล้ว จำเลยชอบที่จะส่งศาลประกอบการถามค้านได้ ไม่ถือว่าเป็นเรื่องที่จำเลยนำพยานเข้าสืบในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง ดังนี้ ศาลย่อมรับฟังประกอบการพิจารณาได้ ",วิ.อาญา,,,,,,, 73,12,,การยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบหลังจากศาลมีคำพิพากษาแล้ว คู่ความฝ่ายที่เสียหายต้องยื่นไม่ช้ากว่า ๘ วัน นับแต่วันที่ได้ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้นเหมือนกับการขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบก่อน,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๓๙๑/๒๕๖๒ ในวันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๕๙ ซึ่งเป็นวันนัดคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๖ ผู้รับมอบฉันทะทนายจำเลยมาศาล ส่วนโจทก์ไม่มา ศาลชั้นต้นจึงอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๖ ให้ฝ่ายจำเลยฟัง และถือว่าโจทก์ทราบคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๖ โดยชอบแล้ว ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค ๖ พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองชั้นศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม ๑๕,๐๐๐ บาท ศาลชั้นต้นออกคำบังคับให้โจทก์ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๖ โจทก์ได้รับคำบังคับเมื่อวันที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๕๙ แต่โจทก์ไม่นำเงินมาวางศาลตามคำบังคับจำเลยจึงขอให้ศาลออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี ศาลออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเมื่อ วันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๙ ต่อมาวันที่ ๑๒ มกราคม ๒๕๖๐ โจทก์นำเงินมาวางศาลตามคำบังคับ วันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๖๐ โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนกระบวนพิจารณาตั้งแต่วันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๕๙ และให้ส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๖ ให้โจทก์อีกครั้งหนึ่งอ้างว่าการส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายไม่อาจยื่นฎีกาได้ทันภายในกำหนดระยะเวลาตามกฎหมาย ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗ วรรคหนึ่ง เมื่อมีการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ศาลมีอำนาจยกขึ้นพิจารณาได้เองหรือคู่ความฝ่ายที่เสียหายมีอำนาจยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนเสียได้ ส่วนระยะเวลาในการยื่นคำร้องนั้นบทบัญญัติดังกล่าววรรคสอง กำหนดให้คู่ความฝ่ายที่เสียหายต้องยื่นไม่ช้ากว่า ๘ วัน นับแต่วันที่ได้ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้น แต่ทั้งนี้คู่ความฝ่ายนั้นต้องมิได้ดำเนินการอันใดขึ้นใหม่หลังจากที่ได้ทราบเรื่องผิดระเบียบแล้ว หรือต้องมิได้ให้สัตยาบันแก่การผิดระเบียบนั้น ๆ ซึ่งระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้นี้ใช้บังคับแก่การยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวน พิจารณาที่ผิดระเบียบทุกกรณี ไม่ว่าจะอยู่ในระหว่างพิจารณาหรือหลังจากศาลมีคำพิพากษาแล้วไม่ใช่ว่าใช้บังคับเฉพาะกรณีขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบก่อนมีคำพิพากษา โจทก์ทราบผลคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๖ เมื่อเจ้าพนักงานเดินหมายส่งคำบังคับให้โจทก์ทราบแสดงว่าโจทก์ทราบแล้วว่าศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๖ แล้วจึงมีการออกคำบังคับโจทก์ชอบที่จะตรวจสอบและทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างที่ขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตามคำร้องได้นับแต่นั้น และได้ความว่า โจทก์นำเงินค่าฤชาธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แทนอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๖ มาวางศาลเมื่อวันที่ ๑๒ มกราคม ๒๕๖๐ จึงถือได้ว่าโจทก์ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างในเรื่องผิดระเบียบตั้งแต่โจทก์ได้รับคำบังคับหรืออย่างช้าภายในวันที่โจทก์นำเงินมาวางศาลแต่โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๖๐ ล่วงเลยเวลาที่กฎหมายกำหนด โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิที่จะยื่นคำร้องได้ คำร้องของโจทก์ที่ขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบจึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗ วรรคสอง ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 73,12,,การดำเนินการอันใดขึ้นใหม่หลังจากได้ทราบเรื่องผิดระเบียบ รวมถึงการให้สัตยาบันแก่การกระทำอันผิดระเบียบ อันจะเป็นเหตุให้คู่ความไม่อาจขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาผิดระเบียบได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๗ วรรคสอง นั้น ต้องเป็นการกระทำก่อนยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาอันผิดระเบียบ หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๑๔๑/๒๕๖๒ ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบอ้างว่า ศาลไม่ได้ส่งสำเนาคำร้องให้แก่ผู้ร้องที่ประมูลซื้อทรัพย์ได้ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสีย ผู้ร้องจึงไม่ทราบถึงการยื่นคำร้องของผู้คัดค้านและไม่ได้เข้าร่วมในการดำเนินกระบวนพิจารณาทั้งในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์จนศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้เพิกถอนการขายทอดตลาด ทำให้ผู้ร้องได้รับความเสียหายและไม่มีโอกาสโต้แย้งคัดค้านคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดของผู้คัดค้าน กระบวนพิจารณาของศาลจึงไม่เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง จึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ขอให้มีคำสั่งเพิกถอนกระบวนพิจารณาในชั้นไต่สวนคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ผิดระเบียบแล้วให้ผู้คัดค้านส่งสำเนาคำร้องให้แก่ผู้ร้องเพื่อให้ผู้ร้องได้โต้แย้งคำร้อง และให้ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนคำร้องของผู้คัดค้านที่ขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดใหม่ แล้วมีคำสั่งตามรูปคดีต่อไป คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า การที่ผู้ร้องได้ส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาทแก่เจ้าพนักงานบังคับคดีพร้อมรับเงินค่าซื้อที่ดินคืน เป็นการดำเนินการอันใดขึ้นใหม่หลังจากได้ทราบเรื่องผิดระเบียบแล้วหรือไม่ ที่ผู้ร้องฎีกาว่า การดำเนินการอันใดขึ้นใหม่หลังจากได้ทราบเรื่องผิดระเบียบรวมถึงการให้สัตยาบันแก่การกระทำอันผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗ วรรคสอง จะต้องเป็นการดำเนินการของผู้ยื่นคำร้องภายหลังทราบเรื่องผิดระเบียบ และต้องกระทำขึ้นก่อนที่จะมีการยื่นคำร้องขอเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้น เห็นว่า บทบัญญัติในเรื่องการขอเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ประสงค์ให้ผู้ที่ต้องเสียในกระบวนพิจารณาได้โอกาสในการดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ในเรื่องนั้นอีกครั้ง โดยที่ผู้ที่ต้องเสียในการดำเนินกระบวนพิจารณาดังกล่าวต้องไม่ดำเนินการอันใดขึ้นใหม่หลังจากได้ทราบเรื่องผิดระเบียบหรือให้สัตยาบันแก่การกระทำอันผิดระเบียบในลักษณะที่ส่งผลหรือยอมรับผลของการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบดังกล่าว เพราะหากผู้ยื่นคำร้องยอมรับผลจากการดำเนินการที่ผิดระเบียบแล้ว ผู้ยื่นคำร้องย่อมไม่ได้เสียโอกาสในการดำเนินกระบวนพิจารณาดังกล่าวแต่อย่างใด ดังนั้น การกระทำในลักษณะยอมรับผลดังกล่าวจึงไม่จำต้องเป็นการกระทำก่อนยื่นคำร้องเท่านั้นภายหลังผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบแล้ว ผู้ร้องได้จัดการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น โดยที่ประชุมมีมติไม่ประสงค์ที่จะคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินพิพาท และได้มอบหมายให้ผู้แทนผู้ร้องนำโฉนดที่ดินพิพาทและเอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องส่งมอบแก่เจ้าพนักงานที่ดินสำนักงานที่ดินเพื่อทำการเพิกถอนการซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดพร้อมรับเงินค่าซื้อที่ดินคืนจากเจ้าพนักงานบังคับคดี เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์ใหม่ การกระทำของผู้ร้อง ดังกล่าวจึงเป็นการกระทำขึ้นใหม่ภายหลังทราบเรื่องผิดระเบียบอันมีลักษณะยอมรับผลของคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ให้เพิกถอนการขายทอดตลาดตามที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นแล้ว การที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นยกคำร้องของผู้ร้องจึงชอบแล้ว ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 73,12,,คดีมโนสาเร่ จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การแล้ว ต่อมาจำเลยมาศาลก่อนศาลวินิจฉัยชี้ขาดคดีและแจ้งว่าตนประสงค์จะต่อสู้คดี กรณีหนึ่ง กับจำเลยซึ่งแพ้คดีโดยขาดนัดยื่นคำให้การ อีกกรณีหนึ่ง ดังนี้ จำเลยจะขออนุญาตยื่นคำให้การ หรือขอให้พิจารณาคดีใหม่ ได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๑๑๐/๒๕๖๐ ในคดีสามัญโจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดตามตั๋วเงินที่จำเลยสั่งจ่ายแก่โจทก์แล้วธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน ศาลชั้นต้นเห็นว่าเป็นคดีไม่มีข้อยุ่งยากจึงสั่งให้นำบทบัญญัติว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีมโนสาเร่มาใช้บังคับ โดยศาลชั้นต้นออกหมายเรียกตามมาตรา ๑๙๓ วรรคหนึ่ง อย่างคดีมโนสาเร่ จำเลยได้รับหมายเรียกให้มาศาลโดยชอบแล้วไม่มาศาลในวันนัดพิจารณาโดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาลให้เลื่อนคดี เมื่อจำเลยไม่ได้ยื่นคำให้การไว้จึงถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การตามมาตรา ๑๙๓ ทวิ วรรคสอง การที่จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การแล้วต่อมาจำเลยมาศาลก่อนศาลวินิจฉัยชี้ขาดคดีและแจ้งว่าตนประสงค์จะต่อสู้คดีศาลจะต้องดำเนินกระบวนพิจารณาอย่างไรต่อไปนั้น มิได้มีบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในหมวดวิธีพิจารณาคดีมโนสาเร่โดยเฉพาะ แต่มาตรา ๑๙๕ บัญญัติให้นำบทบัญญัติอื่นในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับแก่การพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีมโนสาเร่ด้วยโดยอนุโลม จึงต้องนำบทบัญญัติในหมวดว่าด้วยการพิจารณาโดยขาดนัด ส่วนที่ ๑ การขาดนัดยื่นคำให้การ มาตรา ๑๙๙ มาใช้บังคับในคดีไม่มีข้อยุ่งยาก จำเลยไม่มาศาลในวันนัดพิจารณาและไม่ยื่นคำให้การ อันถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การไปแล้ว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๙๓ ทวิ วรรคสอง ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาไปฝ่ายเดียว และเมื่อศาลชั้นต้นเลื่อนคดีไปสืบพยานโจทก์ที่เหลือ จำเลยมาศาลและขออนุญาตยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นชอบที่จะไต่สวนให้ได้ความจริงว่าการขาดนัดยื่นคำให้การนั้นมิได้เป็นไปโดยจงใจหรือมีเหตุอันสมควรหรือไม่เสียก่อน การที่ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วเห็นว่าการขาดนัดยื่นคำให้การของจำเลยเป็นไปโดยจงใจ จึงไม่อนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การ ย่อมเป็นกระบวนพิจารณาโดยชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๙๙ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๑๙๕ แล้ว เมื่อศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การ จึงไม่มีเหตุที่ศาลชั้นต้นจะต้องสอบคำให้การจำเลยหรือจัดให้เจ้าพนักงานของศาลจดบันทึกรายละเอียดคำให้การของจำเลยลงในแบบพิมพ์ ม.๒ อีก คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๔๓๙/๒๕๕๓ คดีมโนสาเร่มีบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๘๙ ถึงมาตรา ๑๙๖ บัญญัติเกี่ยวกับวิธีพิจารณาคดีมโนสาเร่ไว้โดยเฉพาะและถึงแม้จะไม่ได้มีบทบัญญัติว่าด้วยการพิจารณาคดีใหม่ในคดีมโนสาเร่แต่มาตรา ๑๙๕ ก็ให้นำบทบัญญัติอื่นในประมวลกฎหมายนี้มาใช้บังคับแก่การพิจารณาและการชี้ขาดตัดสินคดีมโนสาเร่ด้วย จึงนำมาตรา ๑๙๙ ตรี อันเป็นเรื่องของการขอพิจารณาคดีใหม่และมาตราอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการขอพิจารณาคดีใหม่มาใช้กับคดีมโนสาเร่ได้ อีกทั้งไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายห้ามมิให้จำเลยซึ่งแพ้คดีโดยขาดนัดยื่นคำให้การในคดีมโนสาเร่ที่จะขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้ ดังนั้น จำเลยจึงขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้ ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 73,13,,ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ต้องคำนึงว่าศาลที่พิจารณาคดีอาญาจะเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีแพ่งและผู้เสียหายขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นจำนวนเท่าใด หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๒๒๔/๒๕๖๒ แม้พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๒๕ (๔)วรรคหนึ่ง กำหนดว่า ผู้พิพากษาคนเดียวมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่ง ซึ่งราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจำนวนเงินที่ฟ้องไม่เกินสามแสนบาทก็ตาม แต่ในคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๔๔/๑ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “ในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ถ้าผู้เสียหายมีสิทธิที่จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุได้รับอันตรายแก่ชีวิต ร่างกาย จิตใจ หรือได้รับความเสื่อมเสียต่อเสรีภาพในร่างกาย ชื่อเสียง หรือได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลยผู้เสียหายจะยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญาขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนก็ได้” การที่บทบัญญัติดังกล่าวกำหนดให้ผู้เสียหายมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์เช่นนี้แสดงว่ากฎหมายมีเจตนารมณ์ให้ผู้เสียหายซึ่งได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิดของจำเลยและต้องไปดำเนินคดีในส่วนแพ่งเพื่อเรียกค่าสินไหมทดแทน ดำเนินคดีในส่วนแพ่งในคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ต่อเนื่องกันไปได้เพื่อให้มีการพิจารณาคดีในส่วนแพ่งเป็นไปโดยรวดเร็ว ดั่งเช่นกรณีที่พนักงานอัยการร้องขอให้เรียกทรัพย์สินหรือราคาแทนผู้เสียหายกรณีจึงไม่จำต้องคำนึงว่าศาลที่พิจารณาคดีอาญาจะเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีแพ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒ (๑) และ พระธรรมนูญศาลยุติธรรมมาตรา ๑๗ ประกอบมาตรา ๒๕ (๔) วรรคหนึ่ง และผู้เสียหายขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนซึ่งจำนวนเงินมากน้อยเพียงใด ดังนี้ แม้ผู้ร้องทั้งสองขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนซึ่งจำนวนเงินที่ขอเกินอำนาจพิจารณาพิพากษาของผู้พิพากษาคนเดียวในศาลชั้นต้น ผู้พิพากษาคนเดียวในศาลชั้นต้นก็มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีในส่วนแพ่งได้,วิ.อาญา,,,,,,, 73,13,,"ค้นในที่รโหฐานโดยไม่มีหมายค้น แต่การค้นกระทำขึ้นโดยอาศัยอำนาจความยินยอมจากเจ้าของบ้าน การค้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่และพยานหลักฐานที่ได้มาจากการค้นนำมารับฟังได้หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๕๗๘/๒๕๖๓ แม้การค้นบ้านที่เกิดเหตุเป็นการค้นโดยไม่มีหมายค้น และร้อยตำรวจโท ถ. ซึ่งได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อยและเจ้าพนักงานป้องกันและปราบปรามตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติไม่ได้ไปปรากฏตัวที่บ้านที่เกิดเหตุเพื่อแจ้งชื่อหรือตำแหน่งแก่ พ. เจ้าของบ้านก็ตาม แต่ก่อนที่จะดำเนินการค้นร้อยตำรวจเอก ศ. ได้ขอความยินยอมจาก พ. เจ้าของบ้าน รวมทั้งจำเลยและ ร. ผู้อาศัยอยู่ในบ้านก่อน แล้วจำเลยเป็นผู้นำการค้นด้วยตนเอง แสดงว่าการค้นดังกล่าวกระทำขึ้นโดยอาศัยอำนาจความยินยอมจาก พ. ผู้เป็นเจ้าของบ้านที่เกิดหตุ รวมทั้งจำเลยและ ร. ผู้อยู่อาศัยในบ้านที่เกิดเหตุ เมื่อไม่ปรากฏว่าร้อยตำรวจเอก ศ. ได้ขู่เข็ญหรือหลอกลวงให้ พ. จำเลยและ ร. ให้ความยินยอมในการค้นแต่ประการใด แม้การค้นดังกล่าวจะกระทำลงโดยไม่มีหมายค้นที่ออกโดยศาลอนุญาตให้ค้นได้ก็หาได้เป็นการค้นโดยมิชอบและฝ่าฝืนต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ แต่อย่างใดไม่นอกจากนี้ ยังปรากฏว่าจำเลยได้ลงลายมือชื่อไว้ในบันทึกการตรวจค้นโดยในบันทึกการตรวจค้นดังกล่าวได้ระบุข้อความไว้ว่า..เนื่องจากมีพยานหลักฐานตามสมควรว่าทรัพย์สินที่มีไว้เป็นความผิด หรือได้มาโดยการกระทำความผิดหรือได้ใช้หรือมีไว้เพื่อจะใช้ในการกระทำความผิด หรืออาจใช้เป็นพยานหลักฐานพิสูจน์การกระทำความผิดได้ซ่อนอยู่หรืออยู่ในนั้น และมีเหตุอันควรเชื่อว่าหากเนิ่นช้ากว่าจะเอาหมายค้นมาได้ทรัพย์นั้นจะถูกโยกย้ายหรือทำลายเสียก่อน อันเป็นข้อยกเว้นที่ให้ค้นได้โดยไม่ต้องมีหมายค้นอีกกรณีหนึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๙๒ (๔) ด้วย ดังนี้ เครื่องกระสุนปืนของกลางที่ร้อยตำรวจเอก ศ. ยึดได้ จึงเป็นการรวบรวมพยานหลักฐานที่ชอบและใช้ยันจำเลยเพื่อรับฟังลงโทษจำเลยได้ ",วิ.อาญา,,,,,,, 73,13,,คดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยฐานยักยอกพนักงานอัยการจะมีคำขอในส่วนแพ่งเรียกดอกเบี้ยจากทรัพย์ที่ยักยอกแทนผู้เสียหายได้หรือไม่ ค่าขาดประโยชน์ ค่าเดินทางไปแจ้งความร้องทุกข์และติดตามรถคืน และค่าซ่อมรถเป็นค่าเสียหายอันเนื่องมาจากกระทำความผิดฐานยักยอกหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๒๖๕/๒๕๖๓ ดอกเบี้ยของเงินจำนวน ๙๗๗,๒๕๖ บาท ค่าขาดประโยชน์ ค่าเดินทางไปแจ้งความร้องทุกข์และติดตามรถคืน และค่าซ่อมรถนั้นไม่ใช่ทรัพย์สินหรือราคาที่ผู้เสียหายสูญเสียไปเนื่องจากการกระทำผิด แต่เฉพาะดอกเบี้ยของเงินจำนวน ๙๗๗,๒๕๖ บาทเป็นค่าเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองซึ่งพนักงานอัยการจะมีคำขอเรียกดอกเบี้ยแทนโจทก์ร่วมไม่ได้ โจทก์ร่วมจึงยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในส่วนดอกเบี้ยของต้นเงินจำนวน ๙๗๗,๒๕๖ บาท ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๔๔/๑ วรรคหนึ่ง ได้ ส่วนค่าขาดประโยชน์ ค่าเดินทางไปแจ้งความร้องทุกข์และติดตามรถคืน และค่าซ่อมรถนั้นมิใช่ค่าเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสอง โจทก์ร่วมจึงไม่อาจยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชดใช้คืนได้",วิ.อาญา,,,,,,, 73,13,,คดีก่อนและคดีหลัง คู่ความเดียวกัน ประเด็นข้อพิพาทเป็นอย่างเดียวกัน คดีก่อนศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาแล้ว แต่ต่อมา ศาลฎีกามีคำพิพากษาให้ยกคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง ดังนี้ คดีหลังเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๑๑/๒๕๖๓ โจทก์ทำสัญญาว่าจ้างจำเลยให้ทำความสะอาดอาคารและพื้นที่บริเวณรอบ ๆ อาคารถนน ลานจอดรถ แต่ก่อนฟ้องคดีนี้ จำเลย (ในคดีนี้) เป็นโจทก์ฟ้องโจทก์ (ในคดีนี้) เป็นจำเลยอ้างว่าผิดสัญญาจ้างทำความสะอาดอาคาร ขอให้ชำระค่าจ้างที่ค้างชำระ ซึ่งศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าว เห็นว่า จำเลย (โจทก์ในคดีนี้) ขาดนัดยื่นคำให้การ และฟังว่าจำเลย (โจทก์ในคดีนี้) เป็นฝ่ายผิดสัญญาแล้วพิพากษาให้ชำระค่าจ้างให้แก่โจทก์ (จำเลยในคดีนี้) ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคก็วินิจฉัยว่าจำเลย (โจทก์ในคดีนี้) เป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่นกัน คดีอยู่ระหว่างจำเลย (โจทก์คดีนี้) รอศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตให้ฎีกาตาม พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยอ้างว่า จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาตามสัญญาจ้างทำความสะอาดอาคาร ขอให้จำเลยชำระค่าเสียหายค่าปรับพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีแพ่งของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า คดีก่อน คือ คดีแพ่งของศาลชั้นต้น ศาลฎีกาอนุญาตให้จำเลย (โจทก์ในคดีนี้) ฎีกา และต่อมาปรากฏจากสารบบความของศาลฎีกาว่า ในคดีก่อนศาลฎีกามีคำพิพากษาให้ยกคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง ให้รับคำให้การจำเลย (โจทก์ในคดีนี้) และให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาใหม่ต่อไป ดังนี้ คำพิพากษาศาลฎีกาในคดีดังกล่าวย่อมมีผลให้คำพิพากษาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคในคดีก่อนสิ้นผลไป เท่ากับว่าศาลชั้นต้นในคดีก่อนยังมิได้มีคำวินิจฉัยในประเด็นข้อพิพาทมาก่อน คำฟ้องในคดีนี้จึงยังไม่มีคำวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแห่งคดีที่จะให้ศาลวินิจฉัยว่าเป็นกระบวนพิจารณาซ้ำได้ กรณีจึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๔ ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๗ พิพากษายกคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาคดีนี้ต่อไป ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 73,14,,ศาลชั้นต้นงดสืบพยานโจทก์และจำเลย โดยวินิจฉัยข้อเท็จจริงในคำฟ้องและคำให้การ ไม่ได้สอบถามข้อเท็จจริงใด ๆ จากคู่ความอีก แล้ววินิจฉัยว่า สัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทเป็นนิติกรรมอำพรางตกเป็นโมฆะ พิพากษาให้จำเลยเป็นฝ่ายแพ้คดี จำเลยจะอุทธรณ์ คำสั่งงดสืบพยานโดยไม่ได้โต้แย้งคำสั่งไว้ก่อนได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๑๕๓/๒๕๖๓ ในการชี้สองสถาน ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า สัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นนิติกรรมอำพรางอันตกเป็นโมฆะ หรือไม่ และจำเลยต้องคืนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์หรือไม่ หากไม่สามารถคืนได้ต้องรับผิดชดใช้ราคาที่ดินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด แล้วมีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์จำเลยและวินิจฉัยในข้อกฎหมายว่าการทำนิติกรรมระหว่างโจทก์กับจำเลย โดยโจทก์แสดงเจตนาจดทะเบียนโอนขายที่ดินแก่จำเลยจึงเป็นเพียงนิติกรรมอำพรางโดยสมรู้กับจำเลยมาตั้งแต่แรกย่อมตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๕ วรรคหนึ่ง กรณีดังกล่าวเป็นการที่ศาลได้วินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในข้อกฎหมาย อันทำให้คดีเสร็จไปทั้งเรื่อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔ ไม่เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาตามมาตรา ๒๒๗ แม้จำเลยไม่ได้โต้แย้งไว้ก็มีสิทธิอุทธรณ์ได้ ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 73,14,,จำเลยยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนการพิจารณาที่ผิดระเบียบและยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ โดยขอให้ศาลอุทธรณ์กลับคำสั่งของศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งใหม่ตามลำดับขั้นตอนของการดำเนินกระบวนพิจารณาตามกฎหมายจะต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๐๐/๒๕๖๓ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๙ บัญญัติว่า การอุทธรณ์นั้นให้ทำเป็นหนังสือต่อศาลชั้นต้นซึ่งมีคำพิพากษาหรือคำสั่งภายในกำหนด ๑ เดือน นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น และผู้อุทธรณ์ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์นั้นด้วย บทบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับเฉพาะกรณีอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีของศาลชั้นต้น ตลอดจนการอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่มีผลกระทบต่อคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีของศาลชั้นต้นเท่านั้น คดีนี้หลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระหนี้แก่โจทก์ จำเลยที่ ๒ ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบโดยโจทก์ไม่ได้แถลงเพื่อดำเนินการในส่วนที่ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องแก่จำเลยที่ ๒ ไม่ได้ตามคำสั่งศาล และจำเลยที่ ๒ ไม่ได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การขอให้พิจารณาคดีใหม่ ศาลชั้นต้นพิเคราะห์คำร้องแล้วเห็นว่าจำเลยที่ ๒ มาศาลในวันดังกล่าวและแถลงขอเลื่อนคดีทั้งลงชื่อทราบวันนัดในวันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๕๙ ทนายโจทก์จะแจ้งจำเลยที่ ๒ ว่าไม่ต้องเข้าห้องพิจารณาหรือไม่ ไม่ใช่การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาล กรณีจึงไม่อาจรับฟังว่าจำเลยที่ ๒ ไม่จงใจขาดนัด มีคำสั่งให้ยกคำร้อง การที่จำเลยที่ ๒ อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวโดยขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ กลับคำสั่งของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งใหม่ตามลำดับขั้นตอนการดำเนินกระบวนพิจารณาตามกฎหมายซึ่งหากศาลอุทธรณ์ภาค ๙ พิจารณาเห็นชอบด้วยตามข้ออุทธรณ์ของจำเลยที่ ๒ ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ ก็จะพิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นและให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลยที่ ๒ ไว้พิจารณาและไต่สวนพยานของจำเลยที่ ๒ แล้วมีคำสั่งไปตามรูปคดีว่าจะอนุญาตให้จำเลยที่ ๒ พิจารณาคดีใหม่หรือไม่ ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ ไม่อาจพิจารณาและอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ได้เพราะยังไม่มีข้อเท็จจริงที่จะนำมาวินิฉัยว่ากระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นเกิดขึ้นโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ การอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ ๒ ในชั้นนี้ไม่มีผลโดยตรงต่อคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้สิ้นผลบังคับแต่อย่างใด จำเลยที่ ๒ จึงไม่ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๙ ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 73,14,,ศาลชั้นต้นไม่ได้มีคำสั่งรับอุทธรณ์ในวันเดียวกับที่โจทก์ยื่นอุทธรณ์ และมิได้สั่งให้แจ้งคำสั่งให้โจทก์ทราบ หรือมีข้อความในอุทธรณ์ให้โจทก์มารับทราบคำสั่งให้วันใด แต่โจทก์ได้วางค่าใช้จ่ายในการส่งคำคู่ความไว้ต่อศาลในวันยื่นอุทธรณ์ ต่อมาเจ้าหน้าที่ศาลทำรายงานเสนอต่อศาลชั้นต้นว่า ส่งหมายให้แก่จำเลยไม่ได้ แต่ศาลชั้นต้นไม่ได้แจ้งผลการส่งหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์ให้โจทก์ทราบ ดังนี้ การที่โจทก์มิได้ยื่นคำแถลงให้ดำเนินการต่อไปตามคำสั่งศาล จะถือว่าโจทก์ทิ้งอุทธรณ์หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๔๙๙/๒๕๖๓ โจทก์ยื่นอุทธรณ์เมื่อวันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๑ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๑ ว่าโจทก์ยื่นอุทธรณ์ภายในเวลาที่ศาลอุนญาต รับเป็นอุทธรณ์โจทก์ สำเนาให้จำเลยทั้งสามแก้ภายใน ๑๕ วัน นับแต่ได้รับสำเนา ให้โจทก์นำส่งภายใน ๗ วัน นับแต่ทราบ หากส่งไม่ได้ให้แถลงเพื่อดำเนินการต่อไปภายใน ๑๕ วันนับแต่ส่งไม่ได้ หากไม่แถลงถือว่าทิ้งอุทธรณ์ แสดงว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์หลังจากโจทก์ยื่นอุทธรณ์แล้ว ๑ วัน และในการสั่งรับอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมิได้สั่งให้แจ้งคำสั่งให้โจทก์ทราบ หรือมีข้อความในอุทธรณ์ให้โจทก์มารับทราบคำสั่งในวันใด แม้โจทก์ได้วางค่าใช้จ่ายในการส่งคำคู่ความไว้ต่อศาลในวันที่ยื่นอุทธรณ์ ก็ยังไม่อาจถือได้ว่าโจทก์ทราบคำสั่งศาลชั้นต้นแล้ว การที่ต่อมาเจ้าหน้าที่ศาลชั้นต้นทำรายงานเสนอต่อศาลชั้นต้นว่าส่งหมายให้จำเลยที่ ๑ ไม่ได้ และศาลชั้นต้นสั่งรอโจทก์แถลง แต่ศาลชั้นต้นไม่ได้แจ้งผลการส่งหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์ให้โจทก์ทราบ โจทก์ย่อมไม่มีทางทราบถึงผลการส่งหมายดังกล่าว การที่โจทก์มิได้ยื่นคำแถลงให้ดำเนินการต่อไป จึงยังถือไม่ได้ว่าโจทก์จงใจเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด อันจะถือว่าเป็นการทิ้งฟ้องอุทธรณ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๔ (๒),วิ.แพ่ง,,,,,,, 73,14,,คดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยหลายคน จำเลยคนหนึ่งอ้างตนเองเป็นพยาน ศาลจะนำคำเบิกความของจำเลยคนหนึ่งมาใช้ยันจำเลยอื่นหรือรับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ลงโทษจำเลยอื่นในคดีเดียวกันได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๑๓๔/๒๕๖๐ แม้คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสามและบันทึกการตรวจยึด/จับกุมตลอดจนบันทึกคำให้การจะเป็นพยานบอกเล่าและพยานซัดทอดก็ตาม แต่จำเลยที่ ๑ ให้ถ้อยคำในทันทีที่ถูกจับกุมและให้การชั้นสอบสวนต่อพนักงานสอบสวนในเวลาต่อมาของวันเกิดเหตุ จำเลยที่ ๑ จึงไม่มีเวลาและโอกาสที่คิดกลั่นแกล้งปรักปรำผู้ใดและยังให้รายละเอียดถึงที่มาของไม้ชิงชันแปรรูปของกลางโดยมิได้มุ่งผลเพื่อให้ตนเองพ้นผิด เมื่อพิจารณาตามสภาพลักษณะ แหล่งที่มาและข้อเท็จจริงแวดล้อมของพยานดังกล่าวแล้ว น่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ จึงไม่ต้องห้ามที่จะรับฟังจำเลยที่ ๑ อ้างตนเองเบิกความเป็นพยานยืนยันว่า จำเลยที่ ๒ เป็นผู้ว่าจ้างให้จำเลยที่ ๑ ขนไม้ชิงชันแปรรูปของกลาง หลังจากถูกจับจำเลยที่ ๑ ติดต่อไปยังจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๒ แจ้งว่าจะติดต่อเจ้าพนักงานป่าไม้ให้ปล่อย เมื่อได้รับอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างสอบสวนจำเลยที่ ๒ ได้มาพบจำเลยที่ ๑ ที่บ้านและมอบเงินให้ ๕,๐๐๐ บาทเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการที่ถูกดำเนินคดีและรับจะดูแลด้านคดีทุกอย่าง คำเบิกความของจำเลย ที่ ๑ ดังกล่าวเป็นประจักษ์พยานที่แสดงให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างจำเลยที่ ๒ กับจำเลยที่ ๑ นอกจากนี้คำเบิกความดังกล่าวยังล้วนปรักปรำหรือก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยที่ ๒ แต่จำเลยที่ ๒ หาได้ใช้สิทธิตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.อ. มาตรา ๒๓๓ วรรคหนึ่ง ซักค้าน จำเลยที่ ๑ เพื่อให้ปรากฏข้อเท็จจริงอันที่ทำให้มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าไม่เป็นจริงตามที่จำเลยที่ ๑ เบิกความแต่อย่างใด จึงเป็นข้อพิรุธของจำเลยที่ ๒ ประกอบกับคำเบิกความของจำเลยที่ ๑ เป็นการอ้างตนเองเป็นพยาน หาใช่เป็นกรณีโจทก์อ้างจำเลยเป็นพยาน ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๓๒ ไม่ ศาลจึงนำคำเบิกความของจำเลยที่ ๑ อันเป็นกรณีที่ มารับฟังประกอบพยานหลักฐานของโจทก์ลงโทษจำเลยที่ ๒ ได้ ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 73,15,,ผู้เยาว์ร้องทุกข์ต้องได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรมก่อนหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๘๔๗/๒๕๖๓ โจทก์ร่วมที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้เยาว์เป็นผู้ร้องทุกข์เองโดยมี ด. พาโจทก์ร่วมที่ ๑ ไปร้องทุกข์ การร้องทุกข์มิใช่เป็นการทำนิติกรรมโจทก์ร่วมที่ ๑ กระทำเองได้โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรมเมื่อโจทก์ร่วมที่ ๑ ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยและได้ให้การไว้ในฐานะผู้กล่าวหาความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราและความผิดฐานพาบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจารโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว พนักงานสอบสวนมีอำนาจสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๒๑ โจทก์มีอำนาจฟ้องตามมาตรา ๑๒๐ แม้โจทก์ร่วมที่ ๑ ไม่ได้ฎีกาในส่วนแพ่ง (พนักงานอัยการโจทก์ฎีกาในคดีส่วนอาญา) แต่คดีนี้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องคดีอาญา ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๔๖ ซึ่งเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕ ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกคดีส่วนแพ่งขึ้นวินิจฉัยเพื่อให้เป็นไปตามผลของคดีอาญา,วิ.อาญา,,,,,,, 73,15,,ความผิดซึ่งได้กระทำต่อผู้เยาว์ ยายของผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้เยาว์ เป็นผู้มีอำนาจจัดการแทนผู้เยาว์หรือไม่ศาลเยาวชนและครอบครัวมีคำสั่งอนุญาตให้จดทะเบียนรับผู้เยาว์เป็นบุตรบุญธรรมหากยังไม่ได้จดทะเบียนรับบุตรบุญธรรม จะถือว่าเป็นผู้รับบุตรบุญธรรมและเป็นผู้แทนโดยชอบธรรมที่จะมีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้เยาว์ หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๙๑/๒๕๖๓ โจทก์ร่วมเป็นยายของผู้เสียหายที่ ๒ ซึ่งเป็นผู้เยาว์ เมื่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๕ (๑) บัญญัติให้ผู้ที่มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหาย ได้แก่ ผู้แทนโดยชอบธรรม โจทก์ร่วมจึงมิใช่บุคคลที่มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายที่ ๒ ตามบทบัญญัติดังกล่าว แม้ปรากฏข้อเท็จจริงตามสำเนาคำสั่งของศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ว่า ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดประจวบคีรีขันธ์มีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ร่วมจดทะเบียนรับผู้เสียหายที่ ๒ เป็นบุตรบุญธรรมก็ตาม แต่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๙๘/๒๗ บัญญัติว่า การรับบุตรบุญธรรมจะสมบูรณ์ต่อเมื่อได้จดทะเบียนตามกฎหมายและคำสั่งของศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ดังกล่าวเป็นเพียงคำสั่งอนุญาตของศาลแทนการให้ความยินยอมของผู้เสียหายที่ ๑ บิดาของผู้เสียหายที่ ๒ ซึ่งไม่สามารถแสดงเจตนาให้ความยินยอมในการรับบุตรบุญธรรมของโจทก์ร่วมได้ตามมาตรา ๑๕๙๘/๒๑ เท่านั้น หาได้มีผลเป็นการรับรองความสมบูรณ์ของการรับบุตรบุญธรรมเช่นเดียวกับการจดทะเบียนตามกฎหมายไม่ ดังนี้ เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงที่แสดงว่าโจทก์ร่วมได้จดทะเบียนรับผู้เสียหายที่ ๒ เป็นบุตรบุญธรรมแล้ว การรับบุตรบุญธรรมของโจทก์ร่วมจึงยังไม่สมบูรณ์และไม่มีผลตามกฎหมาย โจทก์ร่วมจึงไม่ใช่ผู้รับบุตรบุญธรรมตามกฎหมายและไม่ใช่ผู้แทนโดยชอบธรรม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๕ (๑) จึงไม่มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายที่ ๒ และไม่มีสิทธิขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการในความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๐ ทั้งไม่มีสิทธิฎีกาในความผิดฐานดังกล่าว ดังนี้ ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมเข้าร่วมเป็นโจทก์ในความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายแก่กายหรือจิตใจและมีคำสั่งรับฎีกาของโจทก์ร่วมในความผิดฐานดังกล่าวจึงไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานขับรถในขณะเมาสุราเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายซึ่งเป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย จำคุก ๒ ปี ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับ ๔๐,๐๐๐ บาท อีกสถานหนึ่งโทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ ๒ ปี และคุมความประพฤติของจำเลยไว้ แม้จะเป็นการแก้ไขมากก็ตาม แต่เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค ๔ ยังคงลงโทษจำคุกจำเลยมีกำหนดไม่เกิน ๒ ปี และปรับไม่เกิน ๔๐,๐๐๐ บาท จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๙ ฎีกาของโจทก์ร่วมขอให้ไม่รอการลงโทษแก่จำเลยเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการลงโทษของศาลอุทธรณ์ภาค ๔ อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงจึงต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว",วิ.อาญา,,,,,,, 73,15,,ศาลชั้นต้นลงโทษกักขังแทนโทษจำคุก และศาลอุทธรณ์พิพากษายืน แต่มีผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกา ชอบหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๐๕๗/๒๕๖๓ ศาลชั้นต้นลงโทษกักขังแทนโทษจำคุก และศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษายืน โดยมิได้พิพากษากลับ คดีต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๙ ตรี ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. ๒๔๙๙ มาตรา ๔ ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๑ ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์จะอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้เฉพาะในคดีซึ่งต้องห้ามฎีกาตามมาตรา ๒๑๘, ๒๑๙ และ ๒๒๐ จะอนุญาตให้ฎีกาในคดีซึ่งต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามมาตรา ๒๑๙ ตรี ไม่ได้ ฎีกาของจำเลยที่ขอให้รอการลงโทษเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการลงโทษของศาลอุทธรณ์ภาค ๓ ซึ่งเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงและต้องห้ามมิให้ฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๙ ตรี ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. ๒๔๙๙ มาตรา ๔ การที่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๑ และศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยมานั้นเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย",วิ.อาญา,,,,,,, 73,15,,คดีก่อน จำเลยเป็นโจทก์ฟ้องโจทก์กับพวกเป็นจำเลยมีประเด็นว่าสัญญาขายฝากที่ดินพิพาทเป็นนิติกรรมอำพรางการกู้ยืมเงินหรือไม่ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่ามิใช่นิติกรรมอำพรางระหว่างอุทธรณ์ โจทก์ซึ่งได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวมาฟ้องขับไล่จำเลยและเรียกค่าเสียหาย ดังนี้ เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๙๑/๒๕๖๓ คดีก่อนจำเลยทั้งสองเป็นโจทก์ฟ้องโจทก์และ ส. เป็นจำเลย มีประเด็นแห่งคดีว่าสัญญาขายฝากที่ดินพิพาทเป็นนิติกรรมอำพรางการกู้ยืมเงินระหว่างจำเลยทั้งสองกับ ส. หรือไม่ ซึ่งศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า สัญญาขายฝากที่ดินพิพาทมิใช่นิติกรรมอำพรางการกู้ยืมเงินระหว่างจำเลยทั้งสองกับ ส. ที่ดินพิพาทตกเป็นของ ส. ตั้งแต่วันรับซื้อฝาก เมื่อจำเลยทั้งสองไม่ไถ่ถอนที่ดินพิพาทคืนภายในกำหนด ส. มีสิทธิขายที่ดินพิพาทให้แก้โจทก์ซึ่งเป็นจำเลยที่ ๒ ในคดีก่อนได้ อันเป็นการวินิจฉัยในเรื่องความสมบูรณ์ของนิติกรรมการขายฝากที่จำเลยทั้งสองในคดีนี้ทำกับ ส. (ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค ๕ โจทก์ได้ฟ้องจำเลยทั้งสอง) คดีนี้โจทก์ซึ่งได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทมาตามสัญญาซื้อขายที่โจทก์ทำกับ ส. ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยทั้งสองและเรียกค่าเสียหายอันเป็นการใช้สิทธิในฐานะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยมีประเด็นแห่งคดีว่าจำเลยทั้งสองอยู่ในที่ดินพิพาทโดยละเมิดหรือไม่ เพียงใด ซึ่งเป็นคนละประเด็นกับคดีก่อน ดังนี้มิใช่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลนั้นอีกในประเด็นแห่งคดีที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้วไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๔ ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 73,16,, โจทก์ยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาโดยห้ามจำเลยนำมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของจำเลยไปใช้เพื่อเบิกเงิน และห้ามจำเลยจ่ายค่าจ้างทนายความและค่าใช้จ่ายในคดีความต่าง ๆ แทนกรรมการของบริษัทจนกว่าคดีจะถึงที่สุดหรือศาลมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น หรือมีคำสั่งตามที่ศาลจะเห็นสมควร ได้ความว่า กรรมการของบริษัทดังกล่าวมีความสามารถชดใช้เงินคืนให้แก่บริษัทได้หากเป็นฝ่ายต้องรับผิดตามคดีที่ประชุม ดังนี้ กรณีมีเหตุสมควรและเพียงพอที่จะนำวิธีคุ้มครองชั่วคราวตามคำร้องของโจทก์มาใช้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๐๒๓/๒๕๖๑ โจทก์ขอให้ศาลมีคำสั่งห้ามชั่วคราวมิให้จำเลยนำมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นไปใช้เพื่อเบิกเงินและห้ามจำเลยจ่ายค่าจ้างทนายความและค่าใช้จ่ายในคดีความต่าง ๆ แทน ก. และ ส. ไว้ชั่วคราวจนกว่าคดีจะถึงที่สุดหรือศาลมีคำสั่งเป็นอย่างอื่นหรือมีคำสั่งตามที่เห็นสมควร เนื่องจาก ก. และ ส. ซึ่งเป็นกรรมการของบริษัทจำเลยถูกโจทก์และบุคคลอื่นซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นของจำเลยฟ้องร้องเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่กรรมการของบริษัทจำเลยหลายคดีทั้งคดีแพ่งและคดีอาญาทำให้ ก. และ ส. ต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็นส่วนตัวในการต่อสู้คดีจำนวนมาก ที่ประชุมผู้ถือหุ้นจึงมีมติให้บริษัทจำเลยออกค่าใช้จ่ายในคดีความของกรรมการของบริษัทให้กรรมการไปก่อนหากผลคดีสิ้นสุดออกมาอย่างไร ก็ให้บริษัทไล่เบี้ยเอากับผู้กระทำความผิดต่อบริษัทต่อไป ซึ่งมติดังกล่าวเป็นไปเพื่อแบ่งเบาภาระของกรรมการของบริษัทจำเลยมิให้ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดีอันเนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่กรรมการของบริษัทซึ่งมีเป็นจำนวนมากแต่ฝ่ายเดียว แต่ทั้งนี้หากผลที่สุดกรรมการของบริษัทดังกล่าวเป็นฝ่ายผิดก็ต้องรับผิดชดใช้ส่วนค่าใช้จ่ายนั้นแก่จำเลย โดย ก. และ ส. มีความสามารถชดใช้เงินคืนให้จำเลยได้หากเป็นฝ่ายต้องรับผิด แต่หากให้ ก. และ ส. เป็นฝ่ายต้องชำระค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดีไปเองทั้งที่การถูกฟ้องนั้นเป็นเหตุมาจากการทำหน้าที่กรรมการของบริษัทจำเลยซึ่งยังไม่ชัดเจนว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ก็จะไม่ต้องด้วยเจตนารมณ์ของมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นซึ่งแม้โจทก์จะอ้างว่าเป็นมติที่ไม่ชอบ แต่คดียังอยู่ระหว่างพิจารณายังไม่เป็นที่ยุติกรณีจึงยังไม่มีเหตุสมควรและเพียงพอที่จะนำวิธีคุ้มครองชั่วคราวตามคำร้องของโจทก์มาใช้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๔๖๒/๒๕๖๑ จำเลยเรียกประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นตามบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีอยู่ ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๑๔๑ ให้นับหุ้นรวมกันถือว่าเป็นพยานหลักฐานอันถูกต้องในข้อกระทงความบรรดากฎหมาย บังคับหรือให้อำนาจให้เอาลงไว้ในทะเบียนเพื่อพิจารณาและลงมติในเรื่องกิจการของบริษัทซึ่งชอบแล้วในเบื้องต้น และที่โจทก์ขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นโดยอ้างเพียงเหตุไม่เห็นด้วยกับมติไม่มีกฎหมายให้กระทำได้เพราะไม่ใช่เป็นมติที่ฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งกฎหมายหรือฝ่าฝืนข้อบังคับของบริษัทจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๑๙๕ ส่วนมติในครั้งนี้จะซ้ำซ้อนกับมติของที่ประชุมผู้ถือหุ้นในครั้งก่อนหรือไม่อย่างไรก็ไม่ไช่สาระสำคัญเพราะย่อมต้องถือเอามติครั้งล่าสุดที่ชอบด้วยกฎหมายและข้อบังคับของบริษัทมาใช้บังคับ ดังนี้ คำฟ้องโจทก์ที่อ้างเหตุขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น จึงไม่มีมูลและไม่มีเหตุที่จะนำวิธีคุ้มครองตามคำร้องของโจทก์มาใช้ ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 73,16,,โจทก์ยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนศาลฎีกาพิพากษา โดยให้ยึดที่ดินมรดกอันจะตกได้แก่จำเลยซึ่งเป็นบุตร แต่ตามคำร้องของโจทก์เป็นเพียงการคาดคะเนว่าจำเลยจะทำการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนทั้งศาลฎีกาได้ทำคำพิพากษา เสร็จแล้ว ศาลฎีกาจะสั่งคำร้องของโจทก์อย่างไร,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๑๒๔/๒๕๖๒ ที่ดินที่โจทก์ยื่นคำขอคุ้มครองชั่วคราวในระหว่างฎีกามีชื่อ น. เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์อยู่แม้จำเลยที่ ๑ เป็นบุตรของ น. อันเป็นทายาทโดยธรรมลำดับที่ ๑ ที่มีสิทธิรับมรดกในฐานะทายาทโดยธรรม แต่ทายาทอาจเสียสิทธิในการรับมรดกได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๙๙ วรรคสอง ประกอบกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๕๕ บัญญัติว่า ในการยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวตามมาตรา ๒๕๔ (๑) ต้องให้เป็นที่พอใจของศาลว่าจำเลยตั้งใจจะยักย้ายทรัพย์สินของตนให้พ้นจากอำนาจศาล แต่ตามคำร้องของโจทก์เป็นเพียงการคาดคะเนว่าจำเลยที่ ๑ จะทำการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียน เท่านั้น ทั้งศาลฎีกาได้ทำคำพิพากษาเสร็จแล้ว หากศาลฎีกาจะส่งสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นได้สวนคำร้องก่อนที่จะทำให้คดีนี้ล่าช้า ศาลฎีกาให้ยกคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวของโจทก์ ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 73,16,,ศาลวินิจฉัยความผิดของจำเลย โดยรับฟังพยานหลักฐานโจทก์ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องตามที่คู่ความแถลงร่วมกันชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๑๗๓/๒๕๖๓ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๓๗ วรรคสอง เป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์และจำเลย บัญญัติว่า “ในกรณีที่คู่ความตกลงกันศาลอาจอนุญาตให้ถือเอาบันทึกคำเบิกความพยานในชั้นไต่สวนมูลฟ้องเป็นคำเบิกความพยานในชั้นพิจารณา โดยพยานไม่ต้องเบิกความใหม่หรือให้พยานเบิกความตอบคำถามค้านของจำเลยไปทันทีได้ เว้นแต่ในข้อหาความผิดที่กฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำจำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น” ซึ่งความผิดที่โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ มีอัตราโทษจำคุกไม่เกินสองปีไม่เข้าข้อยกเว้นตอนท้ายของบทบัญญัติดังกล่าว คดีนี้โจทก์ทั้งสองสืบพยานชั้นไต่สวนมูลฟ้องศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าคดีมีมูล ในชั้นพิจารณา ศาลชั้นต้นจดรายงานกระบวนพิจารณาว่า คู่ความร่วมกันแถลงว่าสำหรับพยานโจทก์ปาก ธ. บ. และโจทก์ที่ ๒ ได้เบิกความไว้ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง ขออนุญาตศาลให้ถือเอาบันทึกคำเบิกความพยานในชั้นไต่สวนมูลฟ้องเป็นคำเบิกความพยานในชั้นพิจารณา ศาลอนุญาต ดังนี้ ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจนำบันทึกคำเบิกความในชั้นไต่สวนมูลฟ้องมาเป็นคำเบิกความในชั้นพิจารณาได้ตามบทบัญญัติมาตรา ๒๓๗ วรรคสอง การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยความผิดของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ โดยรับฟังพยานหลักฐานโจทก์ทั้งสองในชั้นไต่สวนมูลฟ้องจึงชอบแล้ว ",วิ.อาญา,,,,,,, 73,16,,การค้นในที่รโหฐานโดยมีเหตุอันควรเชื่อว่าทรัพย์สินอาจถูกยักย้าย ซุกซ่อน ทำลายหรือเปลี่ยนสภาพไปจากเดิมทั้งเจ้าของยินยอมให้ตรวจค้นและเป็นผู้นำเจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นด้วยตนเองต้องมีหมายค้นหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๔๗๔/๒๕๖๓ จำเลยซึ่งดำรงตำแหน่งปลัดอำเภอเรียกเอาเงินจาก ฉ. เพื่อไม่ดำเนินคดีแก่ ฉ. จำเลยย่อมตกอยู่ในฐานะบุคคลผู้กระทำความผิดหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่ากระทำความผิด ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ ๑๓/๒๕๕๙ ข้อ ๒ วรรคสองด้วยมีพฤติการณ์ ข่มขืนใจให้ผู้อื่นจำยอมมอบเงินโดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อเสรีภาพของ ฉ. อันเป็นผลให้ ร้อยตรี ส. ในฐานะเจ้าพนักงานป้องกันและปราบปรามดำเนินการแก่จำเลยตามอำนาจหน้าที่ภายใต้คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ ๑๓/๒๕๕๙ ซึ่งเป็นกฎหมายพิเศษที่ตราขึ้นในภาวะบ้านเมืองไม่ปกติได้ ทั้งการตรวจค้นเป็นการปฏิบัติหน้าที่ต่อเนื่องทันทีภายหลังมอบจำเลยให้แก่พนักงานสอบสวนเชื่อมโยงให้เห็นว่าเป็นการกระทำโดยมีเหตุอันควรเชื่อว่าทรัพย์สินภายในสถานที่ทำงานและในบ้านจำเลยอาจถูกยักย้าย ซุกซ่อน ทำลายหรือเปลี่ยนสภาพไปจากเดิมได้ ร้อยตรี ส. จึงมีอำนาจโดยชอบด้วยกฎหมายในการเข้าไปเพื่อตรวจค้นสถานที่ทำงานและภายในบ้านจำเลยแม้จะเป็นเวลากลางคืนหลังพระอาทิตย์ตกดินได้โดยไม่ต้องมีหมายค้น ทั้งจำเลยยังยินยอมให้ตรวจค้นแต่โดยดีโดยเป็นผู้นำให้เจ้าพนักงาน ทำการตรวจค้นด้วยตนเองการค้นของร้อยตรี ส. กับพวกจึงชอบด้วยกฎหมาย อาวุธปืน ซองกระสุนปืน และกระสุนปืนของกลางที่พบย่อมใช้เป็นพยานหลักฐานรับฟังลงโทษจำเลยได้",วิ.อาญา,,,,,,, 73,16,,คดีอาญาแผ่นดินหากไม่มีผู้ร้องทุกข์ พนักงานสอบสวนจะมีอำนาจสอบสวน และพนักงานอัยการจะมีอำนาจฟ้องหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๘๙๐/๒๕๖๑ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๒๑ ห้ามมิให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนเว้นแต่จะมีคำร้องทุกข์ตามระเบียบในคดีความผิดต่อส่วนตัว หรือความผิดอันยอมความได้เท่านั้น เมื่อความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๗ วรรคสาม และฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๙ วรรคแรก เป็นคดีอาญาแผ่นดิน มิใช่เป็นคดีความผิดต่อส่วนตัวหรือความผิดอันยอมความได้ พ. จะเป็นผู้เสียหายหรือจะร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนหรือไม่ พนักงานสอบสวนย่อมมีอำนาจสอบสวนจำเลยได้โดยชอบอยู่แล้ว ฉะนั้น ไม่ว่า พ. จะเป็นผู้เสียหายหรือไม่ หรือมาฟ้องร้องทุกข์หรือไม่ ก็ไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไปแต่อย่างใด ฎีกาของจำเลยในข้อนี้แม้เป็นปัญหาข้อกฎหมายแต่ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๕ วรรคหนึ่ง มาตรา ๒๕๒ ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๑๕/๒๕๖๓ ความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๙ (๑) และ ๑๐๘ ทวิ เป็นความผิดที่กระทำต่อรัฐ ไม่ใช่ความผิดต่อส่วนตัว พนักงานสอบสวนมีอำนาจสอบสวนได้ แม้จะไม่มีคำร้องทุกข์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๒๑ พนักงานอัยการย่อมมีอำนาจฟ้องต่อศาลได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๘ (๑) มาตรา ๑๒๐ โดยมิต้องคำนึงว่าผู้ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีจะเป็นผู้ใด หรือผู้ร้องทุกข์ได้รับมอบอำนาจจากผู้เสียหายที่แท้จริงหรือไม่ ",วิ.อาญา,,,,,,, 72,1,,พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในข้อหาความผิดฐาน กระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๙ ต่อมาผู้เสียหายและมารดาผู้เสียหายร่วมกันเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยในข้อหาความผิดฐาน กระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีและพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๗ และ มาตรา ๓๑๗ ซึ่งเป็น การกระทำคราวเดียวกันกับที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้อง ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้ประทับฟ้องในความผิด ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารและกระทำอนาจารแก่เด็กอายุ ยังไม่เกินสิบห้าปี ดังนี้ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของพนักงานอัยการจะระงับไปตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๙ (๔) หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๒๔๖/๒๕๖๑ แม้อัยการโจทก์ยื่นฟ้องเกี่ยวกับการกระทำผิดของจำเลยก่อนที่ น. และผู้เสียหายจะยื่นฟ้องจำเลยเกี่ยวกับการกระทำคราวเดียวกันก็ตามแต่เมื่อศาลชั้นต้น ไต่สวนมูลฟ้องแล้ววินิจฉัยว่าคดีไม่มีมูลพิพากษายกฟ้องเกี่ยวกับการกระทำของจำเลย ในคดีที่ น. และผู้เสียหายฟ้องจำเลย เท่ากับศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยในประเด็นแห่ง ความผิดแล้ว ถือได้ว่ามีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งโจทก์ได้ฟ้อง โดยมิพัก ต้องคำนึงว่าคดีที่ศาลชั้นต้นพิพากษาเป็นคดีที่ได้ฟ้องก่อนหรือหลังคดีนี้และคำพิพากษา ในคดีที่ศาลได้มีคำพิพากษานั้นถึงที่สุดแล้วหรือไม่ เพราะกฎหมายประสงค์ให้การกระทำ ความผิดคราวเดียวกันสามารถฟ้องร้องว่ากล่าวกันได้เพียงครั้งเดียว แม้ภายหลังศาล อุทธรณ์ ภาค ๖ พิพากษากลับให้ประทับฟ้องของ น. และผู้เสียหายก็ไม่ทำให้ฟ้องโจทก์ ในส่วนนี้กลับกลายเป็นฟ้องที่ยังมิได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาด สิทธินำคดีอาญามาฟ้อง เกี่ยวกับการกระทำในคราวเดียวกันนี้ของโจทก์ย่อมระงับไป ตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๙ (๔) ",วิ.อาญา,,,,,,, 72,1,,"ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษฐานลักทรัพย์ จำคุก ๑ ปี ศาลอุทธรณ์ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับ ๙,๐๐๐ บาท อีกสถานหนึ่ง โทษจำคุกให้รอการ ลงโทษไว้ ๒ ปี โจทก์จะฎีกาขอให้ไม่รอการลงโทษจำเลย ได้หรือไม่","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๓๙๕/๒๕๖๑ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ ๑ ปี ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลยทั้งสองคนละ ๙,๐๐๐ บาท อีกสถานหนึ่ง โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ ๒ ปี แม้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๗ จะรอการโทษ จำคุกจำเลยทั้งสอง อันเป็นการแก้ไขมาก แต่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษา ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองไม่เกิน ๒ ปี ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๙ ที่โจทก์ฎีกาขอให้ไม่รอการลงโทษจำเลย ทั้งสอง เป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการกำหนดโทษอันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้อง ห้ามฎีกาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ",วิ.อาญา,,,,,,, 72,1,,ฟ้องว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันให้สินบนแก่เจ้าพนักงาน ข้อเท็จจริง ในทางพิจารณาได้ความว่า จำเลยที่ ๑ เป็นผู้นำสินบนมามอบให้แก่เจ้าพนักงานตำรวจ ด้วยการปล่อยตัวจำเลยที่ ๒ และจำเลยที่ ๓ ให้พ้นจากการจับกุม ศาลจะพิพากษา ลงโทษจำเลยที่ ๑ ฐานให้สินบนแก่เจ้าพนักงานได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๖๒๓/๒๕๖๑ จำเลยที่ ๑ เป็นผู้นำเงินสินบนมามอบให้แก่เจ้าพนักงานตำรวจเพื่อจูงใจให้ เจ้าพนักงานตำรวจกระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่ด้วยการปล่อยตัวจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ให้พ้นจากการจับกุม เป็นกรณีที่จำเลยที่ ๑ กระทำความผิดแยกได้ต่างหากจากการกระทำ ความผิดของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่ต่างไปจากคำฟ้องที่ว่าจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ร่วมกันให้สินบนแก่เจ้าพนักงานก็ตาม แต่เป็นข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ว่าจำเลยที่ ๑ กระทำผิดฐานให้สินบนแก่เจ้าพนักงานแล้วเพราะในการกระทำนั้นไม่ว่าจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ จะร่วมกันกระทำหรือต่างกระทำความผิดเพียงลำพัง จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ แต่ละคนก็ย่อม ถูกลงโทษ ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องที่แตกต่างจากข้อเท็จจริงในทางพิจารณามิใช่ข้อ สาระสำคัญ และจำเลยที่ ๑ มิได้หลงต่อสู้ ศาลย่อมรับฟังลงโทษจำเลยที่ ๑ ได้ตาม ข้อเท็จจริงที่ได้ความในทางพิจารณานั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๒ วรรคสอง ",วิ.อาญา,,,,,,, 72,1,,โจทก์ฟ้องจำเลยและศาลพิพากษาลงโทษตามพระราชบัญญัติ อาวุธปืนฯ ไปแล้ว โจทก์จะฟ้องจำเลยในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น (จำเลยกระทำ ความผิดทั้งสองฐานโดยมีเจตนาเพื่อฆ่าผู้อื่น) ได้อีกหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๕๙๔/๒๕๖๒ ความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ ประกอบมาตรา ๘๐ กับความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครอง โดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ โดยไม่มีเหตุสมควรและโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่อง กระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. ๒๔๙๐ เป็นความผิด คนละประเภทกันและยังเป็นความผิดสำเร็จในตัวต่างกันโดยอาศัยเจตนาแตกต่าง แยกจากกันได้ นอกจากนี้ยังเป็นความผิดต่อกฎหมายคนละฉบับซึ่งมีองค์ประกอบ แห่งความผิดแตกต่างกันและเป็นความผิดสำเร็จอยู่ในตัวทั้งเจตนาในการกระทำความผิด ทั้งสองฐานดังกล่าวก่อให้เกิดผลที่แตกต่างกันสามารถแยกเจตนาในการกระทำความผิด ออกจากกันได้ ดังนั้นแม้จำเลยกระทำความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวโดยมีเจตนาเพื่อฆ่า ผู้อื่นก็ตาม การกระทำของจำเลยก็เป็นคนละกรรมกัน ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลย ทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ กรณีจึงมิใช่ เป็นการกระทำกรรมเดียวกัน แล้วโจทก์นำการกระทำเดียวกันนั้นมาแยกฟ้องเป็น ๒ คดี โจทก์ย่อมมีอำนาจแยกฟ้องเป็นคนละคดีได้ เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยและศาลพิพากษา ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ไปแล้ว คดีย่อมเสร็จเด็ดขาดไปเฉพาะกระทง ความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ เท่านั้น ส่วนกระทงความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ยังหาได้มีการวินิจฉัยในเนื้อหาความผิดแต่อย่างใด จะถือว่าได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาด ในความผิดฐานนี้ไปแล้วหาได้ไม่ โจทก์จึงฟ้องจำเลยในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น เป็นคดีนี้ได้อีก ไม่เป็นฟ้องซ้ำ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์จึงไม่ระงับไปตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๙ (๔) ",วิ.อาญา,,,,,,, 72,1,,ถ้อยคำของผู้ถูกจับในชั้นจับกุมรับว่าเป็นผู้ดูแลและเฝ้าของกลาง เมทแอมเฟตามีนโดยได้รับค่าจ้างรายวันและยาเสพติดอีกจำนวนหนึ่ง จะรับฟังเป็น พยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๕๖๙/๒๕๖๑ จำเลยทั้งสามให้การไว้ในบันทึกการตรวจค้น/จับกุมรับว่าเป็นผู้ดูแลและเฝ้า ของกลางเมทแอมเฟตามีนโดยได้รับค่าจ้างรายวันและยาเสพติดอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๘๔ วรรคสี่ ประกอบพระราช บัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๓ ถ้อยคำนี้ถือว่าเป็นถ้อยคำอื่น ที่รับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของจำเลยทั้งสามได้ เมื่อได้มีการ แจ้งสิทธิตามวรรคหนึ่ง และตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๘๓ วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๓ ซึ่งปรากฏในบันทึกการตรวจค้นจับกุมว่าได้มีการแจ้งสิทธิดังกล่าวแก่จำเลยทั้งสามแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามพยานหลักฐานของโจทก์ว่าจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ร่วมกับจำเลยที่ ๑ ครอบครองเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้เพื่อจำหน่ายตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ กรณีมิใช่การรับฟังพยานหลักฐานที่เกิดขึ้นโดยชอบแต่ได้มาเนื่องจากการกระทำ โดยมิชอบ หรือเป็นพยานหลักฐานที่ได้มาโดยอาศัยข้อมูลที่เกิดขึ้นหรือได้มา โดยมิชอบ และห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญา มาตรา ๒๒๖/๑,วิ.อาญา,,,,,,, 72,2,,โจทก์ฟ้องว่า จำเลยผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน ขอให้โอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและชดใช้ค่าเสียหาย จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ผิดสัญญา ขอให้ยกฟ้องโจทก์ และบังคับให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยตามฟ้องแย้ง ระหว่างพิจารณาจำเลยประมูลขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทดังกล่าวแก่บุคคลภายนอก โจทก์จึงยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้อง โดยเพิ่มข้อหาอ้างว่าจำเลยทำละเมิด และแก้ไขคำขอท้ายฟ้องเป็นให้คืนเงินมัดจำและชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ โดยคำขอบังคับตามฟ้องของโจทก์ที่แก้ไขเพิ่มเติมภายหลังไม่ได้ขอให้โอนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาท ดังนี้ คำฟ้องของโจทก์ภายหลังการแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องแล้ว อยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้นหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๐๓๖/๒๕๖๑ เห็นว่า พระธรรมนูญศาลยุติธรรมกำหนดเรื่องเขตอำนาจศาลไว้เพื่อให้การบริหารจัดการคดีของศาลยุติธรรมเป็นไปโดยสะดวกรวดเร็วและมีประสิทธิภาพเป็นประโยชน์ต่อการอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนผู้มีอรรถคดีและผู้ที่เกี่ยวข้องซึ่งอยู่ในพื้นที่ห่างไกลให้ได้รับความสะดวก รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และเป็นธรรม เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า คดีโจทก์ที่ยื่นฟ้องในตอนแรกเป็นคำฟ้องเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์ที่ตั้งอยู่ในเขตศาลชั้นต้นซึ่งเป็นคดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้นและศาลชั้นต้นได้รับฟ้องไว้พิจารณาโดยชอบแล้ว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๔ ทวิ และพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๑๘ การที่ต่อมาโจทก์แก้ไขฟ้องเพิ่มเติมข้อหาละเมิดอีกหนึ่งข้อ โดยไม่ได้ขอให้บังคับโอนกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์อีกถือว่าเป็นกรณีที่มีเหตุเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในพฤติการณ์อันเกี่ยวด้วยการยื่นฟ้องคดีต่อศาลที่มีเขตอำนาจศาลเหนือคดีนั้น การขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องของโจทก์ดังกล่าวเกิดจากการที่จำเลยประมูลขายอสังหาริมทรัพย์ที่พิพาทนั้นแก่บุคคลภายนอก ซึ่งต้องมีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์กันในท้องที่ที่อสังหาริมทรัพย์ตั้งอยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้นซึ่งผู้เกี่ยวข้องและพยานหลักฐานในคดีส่วนหนึ่งที่เกี่ยวด้วยการโอนอสังหาริมทรัพย์ย่อมอยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้น ทั้งคู่ความก็ไม่ได้โต้แย้งกันในเรื่องนี้ตั้งแต่แรก ในชั้นนี้ก็ไม่ปรากฏเหตุว่าจะทำให้คู่ความและผู้เกี่ยวข้องกับคดีไม่ได้รับความสะดวก หรือทำให้การบริหารจัดการคดีของศาลชั้นต้นไม่เป็นไปโดยถูกต้อง รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และเป็นธรรมตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย การเปลี่ยนแปลงเช่นว่านี้ย่อมไม่ตัดอำนาจของศาลชั้นต้นที่รับฟ้องคดีไว้แล้วในอันที่จะพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีนั้นต่อไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๓ วรรคสอง (๒) ทั้งศาลฎีกาได้พิพากษาให้ศาลชั้นต้นรับคำฟ้องที่ขอแก้ไขเพิ่มเติมภายหลังไว้พิจารณาและวินิจฉัยชี้ขาดรวมกับคำฟ้องเดิมของโจทก์ต่อไปแล้ว การที่ศาลชั้นต้นหยิบยกเรื่องเขตอำนาจศาลมาพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยอาศัยเหตุที่โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องดังกล่าวย่อมเป็นการไม่ชอบ,วิ.แพ่ง,,,,,,, 72,2,,คดีก่อนกับคดีหลังมีคู่ความรายเดียวกัน ประเด็นข้อพิพาทเช่นเดียวกันต่อมาศาลชั้นต้นในคดีก่อนมีคำพิพากษาวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแห่งคดีแล้ว ศาลชั้นต้นในคดีหลังจะดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปได้หรือไม่การนำคดีมาฟ้องโดยมีประเด็นข้อพิพาทเป็นประเด็นเดียวกับประเด็นในคดีก่อนที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้ว แต่คดียังไม่ถึงที่สุดเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๐๑๑/๒๕๖๐ คดีนี้มีประเด็นข้อพิพาทหลักเช่นเดียวกันกับคดีก่อน และมีคู่ความรายเดียวกัน แม้ขณะที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ศาลชั้นต้นในคดีก่อนยังไม่มีคำพิพากษาจึงไม่ทำให้การฟ้องคดีของโจทก์เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๔ ก็ตาม แต่ต่อมาศาลชั้นต้นในคดีก่อนมีคำพิพากษาวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแห่งคดีแล้ว ศาลชั้นต้นในคดีนี้ย่อมไม่อาจดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปได้เพราะจะเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๔ และต้องมีคำสั่งให้เลื่อนการนั่งพิจารณาคดีนี้ต่อไปจนกว่าคำพิพากษาคดีก่อนจะถึงที่สุด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๓๙ วรรคหนึ่ง มิใช่พิพากษายกฟ้อง เพราะการฟ้องคดีของโจทก์มิใช่กระบวนพิจารณาที่ต้องห้ามตามกฎหมายเมื่อต่อมาคดีก่อนศาลฎีกามีคำพิพากษาว่า จำเลยทำสัญญาขายที่ดินและบ้านพิพาทให้แก่โจทก์และโจทก์ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินและบ้านพิพาทคืนให้แก่จำเลยมิใช่เป็นการแสดงเจตนาลวง คำพิพากษาอันถึงที่สุดในคดีก่อนมีผลผูกพันโจทก์และจำเลยซึ่งเป็นคู่ความในคดีนี้ด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๕ วรรคหนึ่ง เท่ากับว่าสัญญาขายที่ดินและบ้านพิพาทและสัญญาจะซื้อขายที่ดินและบ้านพิพาทคืนระหว่างโจทก์จำเลยมีผลสมบูรณ์ มิใช่นิติกรรมอำพรางโจทก์ จึงไม่มีอำนาจฟ้อง คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๘๙๘/๒๕๖๑ คดีนี้กับคดีแพ่งของศาลชั้นต้น ต่างมีประเด็นข้อพิพาทที่ศาลจะต้องวินิจฉัยชี้ขาดว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์หรือไม่ แล้วในคดีนี้จึงวินิจฉัยต่อไปว่าจำเลยบุกรุกและทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ ซึ่งเมื่อคดีดังกล่าว ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกันอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน จึงต้องห้ามมิให้ศาลดำเนินกระบวนการพิจารณาในประเด็นดังกล่าวซ้ำอีกตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๔ วรรคหนึ่ง ฟ้องโจทก์ ในคดีนี้และการที่ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาคดีนี้แล้วเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้ให้งดสืบพยานและพิพากษาคดี จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ต้องห้ามตามบทมาตราดังกล่าว และเมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้โดยมีประเด็นข้อพิพาทเป็นประเด็นเดียวกันกับประเด็นในคดีดังกล่าวที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้ว จึงเป็นกรณีที่เห็นได้ว่าการจะชี้ขาดตัดสินคดีนี้จำต้องอาศัยคำชี้ขาดตัดสินคดีดังกล่าวซึ่งจะต้องกระทำเสียก่อน ดังนั้น ถ้าศาลชั้นต้นได้เลื่อนการพิจารณาคดีนี้ไปจนกว่าคดีดังกล่าวจะถึงที่สุดตาม ป.วิ.พ.มาตรา ๓๙ วรรคหนึ่ง ก็ย่อมทำให้ความยุติธรรมดำเนินไปด้วยดี อย่างไรก็ตาม แม้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาคดีนี้มา แต่เมื่อความปรากฏต่อศาลฎีกาว่า คดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้วตามคำพิพากษาศาลฎีกาว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกันอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน คำพิพากษาในคดีดังกล่าวย่อมผูกพันโจทก์และจำเลยซึ่งเป็นคู่ความตาม ป.วิ.พ.มาตรา ๑๔๕ วรรคหนึ่ง จำเลยจะยกเรื่องที่ดินพิพาทไม่ใช่ที่ดินสาธารณประโยชน์ขึ้นต่อสู้โจทก์อีกไม่ได้ และข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินจำเลยจึงไม่มีสิทธิอยู่ในที่ดินพิพาท ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 72,2,,คดีก่อนศาลวินิจฉัยแล้วว่าผู้เช่าซื้อผิดสัญญาเช่าซื้อและคดีถึงที่สุดแล้วต่อมาผู้เช่าซื้อเป็นโจทก์ฟ้องผู้ให้เช่าซื้อว่าจงใจหรือประมาทเลินเล่อนำความอันเป็นเท็จมาฟ้องผู้เช่าซื้อ อันเป็นการทำละเมิดต่อผู้เช่าซื้อและต้องชดใช้ค่าเสียหาย ดังนี้ เป็นฟ้องซ้ำหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๑๘๙/๒๕๖๑ คดีก่อนที่จำเลยเป็นโจทก์ฟ้องโจทก์เป็นจำเลยเรื่องผิดสัญญาเช่าซื้อมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่า โจทก์ซึ่งเป็นจำเลยในคดีดังกล่าวผิดสัญญาเช่าซื้อหรือไม่ และต้องคืนรถยนต์คันที่เช่าซื้อพร้อมกับชดใช้ค่าเสียหายหรือไม่เพียงใดส่วนคดีนี้มีประเด็นว่า จำเลยจงใจหรือประมาทเลินเล่อนำความอันเป็นเท็จมาฟ้องโจทก์อันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์และต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์หรือไม่เพียงใด แต่การวินิจฉัยว่าจำเลยนำความอันเป็นเท็จมาฟ้องโจทก์อันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยก็สืบเนื่องมาจากมูลฐานและข้ออ้างเดียวกันคือ โจทก์ผิดสัญญาเช่าซื้อหรือไม่ ซึ่งในคดีก่อนศาลก็ได้วินิจฉัยแล้วว่าโจทก์ผิดสัญญาเช่าซื้อและคดีถึงที่สุดแล้ว โดยในคดีนี้โจทก์กล่าวอ้างว่า โจทก์ส่งมอบรถยนต์คันที่เช่าซื้อคืนจำเลยแล้ว สัญญาเช่าซื้อจึงเป็นอันเลิกกัน แต่ต่อมามีผู้ปลอมหนังสือมอบอำนาจของโจทก์ไปไถ่ถอนรถยนต์คันที่เช่าซื้อออกมาใช้ ข้ออ้างของโจทก์ดังกล่าว โจทก์ย่อมสามารถยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ในคำให้การในคดีก่อนได้ ทั้งเหตุตามที่โจทก์กล่าวอ้างก็เกิดขึ้นก่อนที่จำเลยจะฟ้องโจทก์เป็นคดีก่อนแล้ว แต่โจทก์หาได้ยกขึ้นต่อสู้ไม่ เมื่อแพ้คดีแล้วจึงกลับมาอ้างเหตุที่ตนมิได้ยกขึ้นต่อสู้ในคดีก่อนมารื้อร้องฟ้องกันอีก ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องซ้ำ,วิ.แพ่ง,,,,,,, 72,2,,คดีก่อน ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า คดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง โจทก์จะนำการกระทำความผิดเดียวกันมาฟ้องจำเลยอีกได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๗๔๕/๒๕๖๑ โจทก์ฟ้องคดีโดยระบุชื่อจำเลยทั้งสอง แต่โจทก์ก็บรรยายฟ้องโดยระบุว่าขณะเกิดเหตุจำเลยที่ ๑ ดำรงตำแหน่งเป็นอธิบดีกรมทางหลวงชนบท และเป็นเจ้าหน้าที่เวนคืนตามกฎหมาย สำหรับจำเลยที่ ๒ ดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการสำนักงานทางหลวงชนบทจังหวัดพระนครนครศรีอยุธยา และเป็นเจ้าหน้าที่ผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากเจ้าหน้าที่เวนคืนดังกล่าว กระทำความผิดเดียวกันกับจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.๑๑๒๐/๒๕๖๐ ของศาลชั้นต้น ถือว่าโจทก์มุ่งฟ้องจำเลยทั้งสองในฐานะเจ้าหน้าที่รัฐกระทำความผิดต่อกฎหมายเช่นเดียวกันกับการฟ้องจำเลยที่ ๒ และจำเลยที่ ๓ ในคดีดังกล่าว จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ในคดีนี้จึงเป็นคนเดียวกันกับจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ในคดีแรก การที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองในความผิดฐานเดียวกันกับคดีแรก โดยอาศัยมูลเหตุแห่งการกระทำความผิดเดียวกัน และศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าคดีดังกล่าวไม่มีมูลพิพากษายกฟ้อง จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยในเนื้อหาแห่งคดีแล้ว และถือว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์จึงระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๓๙ (๔) คดีแรกศาลชั้นต้นได้รับคำฟ้องส่วนแพ่งไว้แล้วและคดีอยู่ในระหว่างพิจารณา โจทก์มาฟ้องคดีส่วนแพ่งเรื่องเดียวกันต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีนี้อีก คำฟ้องโจทก์ในส่วนแห่งจึงเป็นฟ้องซ้อน ต้องห้ามมิให้ฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๗๓ วรรคสอง (๑) ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕ ",วิ.อาญา,,,,,,, 72,3,,จำเลยต้องคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้รับโทษจำคุกและไม่ได้ถูกคุมขัง ยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นฎีกาจะต้องแสดงตนต่อเจ้าพนักงานศาล ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๘ วรรคสาม หรือไม่ ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๖๒๓/๒๕๖๒ แม้อุทธรณ์ของจำเลยมิใช่อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นเกี่ยวกับการกระทำอันเป็นความผิด แต่เป็นอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นฎีกาแก่จำเลยก็ตาม ก็ต้องอยู่ในบังคับบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๘ วรรคสาม แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ ๓๒) พ.ศ. ๒๕๕๙ ซึ่งมีผลใช้บังคับแล้วในขณะที่จำเลยยื่นอุทธรณ์เมื่อวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๑ ที่บัญญัติว่า “ในกรณีที่ตามคำพิพากษาจำเลยต้องรับโทษจำคุกหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้นและจำเลยไม่ได้ถูกคุมขัง จำเลยจะยื่นอุทธรณ์ได้ต่อเมื่อแสดงตนต่อเจ้าพนักงานศาลในขณะยื่นอุทธรณ์ มิฉะนั้นให้ศาลมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์”ดังนี้ การที่จำเลยต้องคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้รับโทษจำคุกและไม่ได้ถูกคุมขังยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นฎีกาโดยไม่ได้แสดงตนต่อเจ้าพนักงานศาล จึงเป็นการไม่ชอบ ",วิ.อาญา,,,,,,, 72,3,,โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยหลายข้อหา เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท การพิจารณาว่าคดีต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงหรือไม่ มีหลักเกณฑ์อย่างไร,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๗๙๔/๒๕๖๑ คดีอาญาเรื่องใดจะต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงหรือไม่นั้นต้องพิจารณาอัตราโทษตามที่บัญญัติไว้สำหรับข้อหาแต่ละกระทงความผิดเป็นสำคัญเมื่อความผิดในกระทงนั้นมีความผิดหลายบทรวมอยู่ด้วย ถ้าบทหนักไม่ต้องห้ามก็ถือว่าทุกบทไม่ต้องห้าม คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท ฐานดูหมิ่นซึ่งหน้าและฐานนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒๖, ๓๙๓ พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๑๔ (๑) เห็นได้ว่าเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท เมื่อความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๑๔ (๑) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ มีอัตราโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๓ ทวิ ดังนั้น แม้ความผิดฐานหมิ่นประมาทมีอัตราโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ และฐานดูหมิ่นซึ่งหน้ามีอัตราโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ก็ย่อมไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ในความผิดฐานดังกล่าวนั้น จึงเป็นการไม่ชอบ ",วิ.อาญา,,,,,,, 72,3,,จำเลยทั้งสองฎีกา หากปรากฏว่าฎีกาของจำเลยที่ ๑ เป็นฎีกาที่ไม่ชอบ (เพราะจำเลยที่ ๑ ให้การรับสารภาพ ความผิดของจำเลยที่ ๑ ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ ๑ ย่อมไม่อาจร่วมกับจำเลยที่ ๒ ฎีกาได้) หากมีปัญหาเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดีซึ่งศาลฎีกาจะพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ ๒ ดังนี้ ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปจนถึงจำเลยที่ ๑ ได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๖๒๖/๒๕๖๑ ความผิดฐานร่วมกันไม่แสดงใบอนุญาตประกอบกิจการบรรจุก๊าซในที่เปิดเผยเห็นได้ง่ายฐานร่วมกันใช้พนักงานไม่ผ่านการฝึกอบรมบรรจุก๊าซ และฐานร่วมกันไม่ติดตั้งป้ายแสดงข้อความที่ประตูทางเข้าและที่บริเวณตู้จ่ายก๊าซ แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องและระบุในคำขอท้ายฟ้องเฉพาะบทที่จำเลยฝ่าฝืนไม่กระทำการตามข้อ ๘๑ , ข้อ ๘๘ (๑) และข้อ ๙๘ (๙) ตามกฎกระทรวงฉบับที่ ๔ (พ.ศ. ๒๕๒๙) ออกตามความในประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๘ ลงวันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๑๔ แต่คำขอท้ายฟ้องมิได้ระบุชื่อกฎหมายและบทกำหนดโทษของความผิดทั้งสามฐานให้ปรากฏฟ้องโจทก์จึงไม่สมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๑๕๘ (๖) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. ๒๔๙๙ มาตรา ๔ และมาตรา ๑๙ ต้องยกฟ้องปัญหาฟ้องโจทก์เป็นฟ้องไม่สมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๑๕๘ (๖ ) เป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดีศาลฎีกามีอำนาจพิพากษายกฟ้องตลอดไปถึงจำเลยที่ ๑ ซึ่งฎีกาของจำเลยที่ ๑ เป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยได้ (ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๑ มิได้อุทธรณ์โต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ดังกล่าว จำเลยที่ ๑ ย่อมไม่อาจร่วมฎีกากับจำเลยที่ ๒) ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๒๑๓ ประกอบมาตรา ๒๒๕ และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. ๒๔๙๙ มาตรา ๔ ",วิ.อาญา,,,,,,, 72,3,,คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยอย่างเดียวกัน โดยต่างฟ้องร้องซึ่งกันและกัน เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดีหนึ่งแล้ว ศาลในอีกคดีหนึ่งจะดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๘๓๐/๒๕๖๑ ก่อนคดีนี้ ในคดีหมายเลขแดงที่ พ.๑๐๗๗/๒๕๕๖ โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ม. ผู้ตาย ฟ้อง ก. กับจำเลยว่า ก. นำที่ดิน ส.ป.ก. อันเป็นมรดกของผู้ตายไปขายให้แก่จำเลย และส่งมอบหลักฐาน ส.ป.ก. ให้จำเลยไว้ แต่ ก. รับเงินเป็นของตน โดยทำสัญญากู้ยืมเงินไว้ว่า ผู้ตายกู้ยืมเงินจำเลยโดยมีที่ดินพิพาทตาม ส.ป.ก. ดังกล่าวเป็นประกันหากไม่ชำระหนี้ให้กรรมสิทธิ์ตกเป็นของจำเลยทันที ต่อมาจำเลยเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท ขอให้ ก. คืนเงินแก่โจทก์กับให้จำเลยออกจากที่ดินพิพาทและส่งมอบ ส.ป.ก. คืนโจทก์ ก. และจำเลยให้การว่า ผู้ตายกู้ยืมเงินจำเลยเพื่อไปรักษาตัว โดยนำที่ดินพิพาทไปค้ำประกัน เมื่อผู้ตายไม่คืนเงิน จำเลยจึงเข้าครอบครองทำประโยชน์จำเลยมีสิทธิยึดเอกสาร ส.ป.ก. จนกว่าจะได้รับชำระหนี้ คดีดังกล่าวจึงมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่า ผู้ตายกู้ยืมเงินจำเลยโดยมีการส่งมอบ ส.ป.ก. ไว้เป็นประกันการชำระหนี้หรือไม่ ในระหว่างการดำเนินกระบวนการพิจารณาจำเลยได้ฟ้องโจทก์ขอให้ชำระหนี้ตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวเป็นคดีหมายเลขแดงที่ พ.๑๗๘๗/๒๕๕๖ คดีจึงมีประเด็นต้องวินิจฉัยอย่างเดียวกันกับคดีหมายเลขแดงที่ พ.๑๐๗๗/๒๕๕๖ ว่าผู้ตายกับจำเลยมีการทำสัญญากู้ยืมเงินกันหรือไม่ เมื่อศาลชั้นต้นในคดีหมายเลขแดงที่ พ.๑๐๗๗/๒๕๕๖ พิจารณาแล้วมีคำพิพากษา ก่อนที่คดีหมายเลขแดงที่ พ.๑๗๘๗/ ๒๕๕๖ จะมีคำพิพากษาว่า ผู้ตายทำสัญญากู้ยืมเงินกับจำเลยโดยมีการส่งมอบ ส.ป.ก. ไว้เป็นประกันการชำระหนี้ เมื่อไม่ปรากฏว่าผู้ตายชำระหนี้เงินกู้คืนแก่จำเลย โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายจึงไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยส่งมอบ ส.ป.ก. คืนให้แก่โจทก์ได้ ดังนี้ คดีหมายเลขแดงที่ พ.๑๗๘๗/๒๕๕๖ จึงต้องห้ามมิให้ดำเนินกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวต่อไป เพราะจะเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตาม ป.วิ.พ.มาตรา ๑๔๔ การที่ศาลในคดีหมายเลขแดงที่ พ.๑๗๘๗/๒๕๕๖ ยังคงดำเนินกระบวนพิจารณาในประเด็นดังกล่าวต่อไปจนในที่สุดศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวว่า ผู้ตายกับจำเลยมิได้มีการทำสัญญากู้ยืมเงินต่อกัน จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ต้องห้าม ป.วิ.พ.มาตรา ๑๔๔ เมื่อความปรากฏต่อมาว่าคดีหมายเลขแดงที่ พ.๑๐๗๗/๒๕๕๖ ของศาลชั้นต้นนั้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาของโจทก์โดยศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยกับศาลอุทธรณ์ภาค ๕ ซึ่งพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีจึงถึงที่สุดว่า ผู้ตายทำสัญญากู้ยืมเงินจำเลยจริงเมื่อยังไม่มีการชำระหนี้เงินกู้คืนแก่จำเลย โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียก ส.ป.ก.คืนจากจำเลยได้ และผลของคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๑๐๗๗/๒๕๕๖ ดังกล่าวยังคงผูกพันโจทก์และจำเลยซึ่งเป็นคู่ความอยู่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๕ วรรคหนึ่ง กรณีต้องบังคับตามคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่๑๐๗๗/๒๕๕๖ ดังกล่าว โจทก์จึงไม่อาจกล่าวอ้างข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นรวมทั้งข้อเท็จจริงที่ได้จากการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำได้ (พิพากษายกฟ้อง) ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 72,3,,คดีก่อนโจทก์ฟ้องจำเลย คดีหลังโจทก์ฟ้องผู้สืบสิทธิของจำเลย ทั้งสองคดีมีประเด็นข้อพิพาทอย่างเดียวกันว่า โจทก์หรือจำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ดังนี้ เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดีหนึ่งแล้ว ศาลในคดีหนึ่งจะดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๗๙๙/๒๕๖๑ โจทก์ฟ้อง ส. กับ ศ. เป็นจำเลยในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๑๙๙๖/๒๕๕๗ โดยบรรยายว่า ร่วมกันบุกรุกเข้าไปในที่ดินของโจทก์ (ที่ดินมือเปล่า) ขอให้ห้ามจำเลยทั้งสองเกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าวและเรียกค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย จำเลยทั้งสองในคดีดังกล่าวให้การว่าโจทก์ไม่ได้เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท จำเลยทั้งสองซื้อที่ดินพิพาทจาก ฉ. และ ภ. และเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดิน โดยจำเลยที่ ๒ ครอบครองทำประโยชน์เนื้อที่ ๑๑ ไร่เศษ ต่อมาจำเลยที่ ๒ ขายที่ดินส่วนดังกล่าวให้แก่ ช. (จำเลยในคดีนี้) และ ช. ครอบครองที่ดินมาโดยสงบเปิดเผยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันเกิน ๑ ปี ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์และโจทก์ยื่นฟ้อง ศ. กับพวกในข้อหาฐานความผิดละเมิด ห้ามรบกวนการครอบครองทรัพย์สินเรียกค่าเสียหาย ต่อมา ศ. ขายสิทธิการครอบครองที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยและจำเลยเข้าไปตัดไม้ยูคาลิปตัสที่โจทก์ปลูกไว้ทั้ง ๑๑ ไร่เศษ เป็นเงิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท ขอให้ห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับที่ดินและชดใช้ค่าเสียหาย สภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างอันอาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาทั้งสองสำนวน ต่างโต้แย้งเป็นประเด็นข้อพิพาทอย่างเดียวกันว่าโจทก์หรือจำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท แม้คดีแรกโจทก์มิได้ฟ้องจำเลยคดีนี้ร่วมกับ ศ. และพวกเป็นจำเลยก็ตาม แต่ตามคำฟ้องของโจทก์คดีนี้ได้บรรยายยืนยันว่า ศ. ขายที่ดินส่วนที่ ศ. บุกรุกเข้าไปให้จำเลยในคดีนี้อันเป็นปริยายว่าจำเลยเข้าไปในที่ดินพิพาทของโจทก์คนละคราวกับ ศ. แต่เป็นการเข้าไปโดยอาศัยมูลเหตุจากการที่ ศ. ขายที่ดินพิพาทให้จำเลยเป็นสำคัญ กรณีตามคำฟ้องจึงต้องถือว่าจำเลยเป็นผู้สืบสิทธิของ ศ. นั้นเอง ทั้งต้องถือว่าจำเลยในคดีนี้เป็นคู่ความในคดีดังกล่าวด้วย ต่อมาเมื่อคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๑๙๙๖/๒๕๕๗ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยทั้งสองในคดีดังกล่าวเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทดีกว่าโจทก์ และพิพากษายกฟ้อง คดีนี้จึงต้องห้ามมิให้ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำในประเด็นว่าโจทก์หรือจำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทอีกคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๑๙๙๖/๒๕๕๗ หมายเลขแดงที่ ๗๙๔/๒๕๕๗ ดังกล่าว ยังไม่ถึงที่สุด หากในชั้นที่สุด ศาลฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทผลของคำพิพากษาในคดีย่อมผูกพันทั้งโจทก์และจำเลยทั้งสองในคดีดังกล่าว และจำเลยในคดีนี้ ซึ่งเป็นผู้สืบสิทธิของ ศ. จำเลยที่ ๒ ในคดีดังกล่าวด้วย ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๕ วรรคหนึ่ง ทำให้คดีนี้ยังมีประเด็นต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยต้องห้ามมิให้เกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทและต้องชุดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์เพียงใด ดังนั้น การรอฟังผลคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๑๙๙๖/๒๕๕๗ หมายเลขแดงที่ ๗๙๔/๒๕๕๗ ของศาลชั้นต้นจนกว่าคดีดังกล่าวจะถึงที่สุดเสียก่อนแล้วพิพากษาคดีต่อไป ย่อมทำให้ความยุติธรรมคดีนี้ดำเนินไปได้ด้วยดี การที่ศาลชั้นต้นไม่หยิบยกปัญหาเรื่องการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำขึ้นวินิจฉัย โดยยังคงวินิจฉัยในประเด็นว่าโจทก์หรือจำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทและพิพากษาจึงไม่ชอบ ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 72,4,,บุคคลซึ่งมิใช่ผู้เสียหายไปแจ้งความร้องทุกข์ในความผิดลหุโทษการสอบสวนชอบด้วยหรือไม่และพนักงานอัยการมีอำนาจฟ้องหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๑๐๔/๒๕๖๒ จำเลยเข้าไปในอาคารพิพาทสำนักงานของโจทก์ร่วมที่ ๑ ซึ่งเป็นนิติบุคคลและส่งเสียงดังอันเป็นการรบกวนการทำงานและทำให้พนักงานของโจทก์ร่วมที่ ๑ ไม่อาจทำงานได้ซึ่งเป็นการกระทำความผิดฐานก่อความเดือดร้อนรำคาญแก่ผู้อื่นตาม ป.อ. มาตรา ๓๙๗ อันเป็นความผิดลหุโทษนั้น เป็นความผิดอาญาต่อแผ่นดินและมิใช่ความผิดต่อส่วนตัวที่จะต้องมีการร้องทุกข์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๒๑ วรรคสองพนักงานสอบสวนย่อมมีอำนาจสอบสวนตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๒๑ วรรคหนึ่ง โดยไม่ต้องมีการร้องทุกข์กล่าวโทษจากผู้เสียหาย ดังนั้น แม้ศาลจะวินิจฉัยว่าโจทก์ร่วมที่ ๑ ซึ่งเป็นนิติบุคคลจะมิใช่ผู้เสียหายในความผิดฐานดังกล่าวและการร้องทุกข์จะไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ตาม ย่อมไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป เพราะถึงอย่างไร โจทก์ก็มีอำนาจฟ้องจำเลยในความผิดฐานดังกล่าวได้ ฎีกาของจำเลยในปัญหาดังกล่าวจึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๕ วรรคหนึ่ง, ๒๕๒ ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕ และ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. ๒๔๙๙ มาตรา ๔ ",วิ.อาญา,,,,,,, 72,4,,ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเฉพาะโทษที่ลงแก่จำเลยและให้ลงโทษจำคุกจำเลยเกินห้าปี โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้หรือไม่คดีที่ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ การยื่นฎีกาสำหรับในคดีส่วนแพ่งมีหลักเกณฑ์อย่างไร,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๑๘๖/๒๕๖๒ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๘๘ ลงโทษจำคุกตลอดชีวิตทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ตาม ป.อ. มาตรา ๗๘ ประกอบมาตรา ๕๓ หนึ่งในสาม คงจำคุก ๓๓ ปี ๔ เดือน ริบของกลาง ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก้โจทก์ร่วมที่ ๑ เป็นเงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแฟงให้เป็นพับ คำขอและข้อหาอื่นให้ยกศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษาแก้เป็นว่าให้ลงโทษจำคุก ๑๕ ปี ลดโทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วคงจำคุก ๑๐ ปี ให้ยกคำร้องที่ให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ ๑ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีในส่วนอาญาเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษาแก้เฉพาะโทษที่ลงแก่จำเลยอันเป็นการแก้ไขเล็กน้อยและให้ลงโทษจำคุกจำเลยเกินห้าปีจึงต้องห้ามมิให้โจกท์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๑๘ วรรคสอง ที่โจทก์ร่วมที่ ๑ ฎีกา เป็นการฎีกาดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานและการลงโทษ เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้โจทก์ร่วมที่ ๑ ฎีกาตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าว สำหรับในคดีส่วนแพ่ง การยื่นฎีกาต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง โจทก์ร่วมที่ ๑ ยื่นคำร้องขอค่าสินไหมทดแทนเมื่อวันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๕๙ ซึ่งเป็นเวลาภายหลังที่พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ ๒๗) มีผลใช้บังคับแล้ว ฉะนั้นการจะยื่นฎีกาได้ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติที่แก้ไขใหม่เมื่อ ป.วิ.พ.มาตรา ๒๔๔/๑ ที่เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติว่า “ภายใต้บังคับมาตรา ๒๔๗ คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ให้เป็นที่สุด” มาตรา ๒๔๗ วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ บัญญัติว่า “การฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ ให้กระทำได้เมื่อได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา” และวรรคสองบัญญัติว่า “การขออนุญาตฎีกาให้ยื่นคำร้องพร้อมกับคำฟ้องฎีกาต่อศาลชั้นต้นที่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีนั้น..” การที่โจทก์ร่วมที่ ๑ ยื่นฎีกาโดยไม่ได้ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกามาด้วยจึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบ ",วิ.อาญา,,,,,,, 72,4,,โจทก์ร้องขอให้บังคับคดีในวันสุดท้ายที่มีสิทธิบังคับคดีภายในสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษา แต่มีเหตุขัดข้องเนื่องจากภาพถ่ายสิ่งปลูกสร้างที่โจทก์นำส่งไม่ชัดเจน และผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมบางคนถึงแก่ความตาย เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งให้โจทก์แก้ไขข้อขัดข้องเช่นว่านั้นเสียก่อน ดังนี้ จะถือว่าโจทก์บังคับคดีภายในสิบปีแล้วหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๑๒๔/๒๕๖๑ การร้องขอให้บังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗๑ (เดิม) (ปัจจุบันคือมาตรา ๒๗๔) เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต้องดำเนินการขั้นตอนต่าง ๆ ของการบังคับคดีให้ครบถ้วนภายใน ๑๐ ปี นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาขั้นแรกเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต้องขอให้ศาลออกหมายบังคับคดี ขั้นต่อไปต้องแจ้งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบว่าศาลได้ออกหมายบังคับคดี และขั้นตอนสุดท้ายเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีให้ยึดทรัพย์ของลูกหนี้ตามคำพิพากษาไว้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ ๒๔ เมษายน ๒๕๔๖ ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์โจทก์จึงต้องร้องขอให้บังคับคดีภายในวันที่ ๒๔ เมษายน ๒๕๕๖ ปรากฏว่าโจทก์ได้ขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีเมื่อวันที่ ๑๖ กันยายน ๒๕๔๗ และได้ดำเนินการยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดเมื่อวันที่ ๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ แล้ว แต่ได้เงินไม่พอชำระหนี้ตามคำพิพากษาแก่โจทก์ ครั้นเมื่อวันที่ ๒๔ เมษายน ๒๕๕๖ ซึ่งเป็นวันที่โจทก์มีสิทธิร้องขอให้บังคับคดีได้เป็นวันสุดท้าย โจทก์ยื่นคำขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ ๖๐๘๓ และ ๖๐๘๔ ซึ่งมีชื่อจำเลยที่ ๒ ถือกรรมสิทธิ์รวมแล้ว เพียงแต่มีเหตุขัดข้องเนื่องจากภาพถ่ายสิ่งปลูกสร้างที่โจทก์นำส่งไม่ชัดเจนและปรากฏว่าผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมบางคนถึงแก่ความตาย เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงมีคำสั่งให้โจทก์แก้ไขข้อขัดข้องเช่นว่านั้นเสียก่อน เช่นนี้ย่อมถือว่าโจทก์ได้ดำเนินการตามขั้นตอนของการบังคับคดีครบถ้วนภายในระยะเวลาบังคับคดีตามมาตรา ๒๗๑ (เดิม)แล้วเพียงแต่มีเหตุขัดข้องทำให้การดำเนินการบังคับคดีไม่แล้วเสร็จ เจ้าพนักงานบังคับคดีย่อมมีอำนาจดำเนินการบังคับคดีต่อไปจนเสร็จสิ้นได้ ส่วนที่โจทก์ยื่นคำขอให้ยึดที่ดินดังกล่าวอีกครั้งในวันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๕๘ พร้อมนำส่งภาพถ่ายสิ่งปลูกสร้างและเอกสารเพิ่มเติมก็เป็นการแสดงความประสงค์ที่จะให้มีการบังคับคดียึดที่ดินที่โจทก์ขอให้ยึดไว้แล้วตามคำขอยึดทรัพย์วันที่ ๒๔ เมษายน ๒๕๕๖ ต่อไปนั่นเองหาใช่เป็นกรณียื่นคำขอให้ยึดทรัพย์เมื่อล่วงเลยระยะเวลาบังคับคดีไม่ ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 72,4,,หุ้นส่วนผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัดยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินศาลฎีกาพิพากษายกคำร้องขอ ต่อมาหากหุ้นส่วนจำกัดมายื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวอีกโดยเหตุผลเดิม ดังนี้ คำร้องขอในคดีหลังต้องห้ามตามกฎหมายหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๗๕๒/๒๕๖๑ คดีก่อนที่ ช. ยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองสืบเนื่องมาจากโรงงานน้ำมันพืชปลูกสร้างรุกล้ำเข้าไปในที่ดินพิพาทและขณะนั้น ช.ยังเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการผู้ร้อง (ห้างหุ้นส่วนจำกัด) ศาลฎีกาพิพากษายกคำร้องขอ คดีนี้ แม้ผู้ร้องจะเป็นบุคคลคนละคนกับ ซ. ซึ่งเป็นผู้ร้องขอในคดีก่อน แต่โรงงานน้ำมันพืชที่ปลูกรุกล้ำเข้าไปในที่ดินพิพาทที่ผู้ร้องอ้างใช้สิทธิครอบครองปรปักษ์ เป็นโรงงานเดียวกันกับคดีก่อนที่ ช. ยื่นคำร้องขอและเป็นเหตุผลเดิม ถือได้ว่า ซ.และผู้ร้องเป็นคู่ความเดียวกัน การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทของผู้คัดค้านทั้งสาม (เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท) อีก จึงเป็นการยื่นคำร้องขอในประเด็นที่ต้องวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันกับคดีก่อนซึ่งถึงที่สุดไปแล้ว ผู้ร้องและผู้คัดค้านทั้งสามต้องผูกพันตามคำพิพากษาในคดีก่อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๕ ซึ่งต้องห้ามมิให้รื้อร้องฟ้องกันอีกตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๑๔๘,วิ.แพ่ง,,,,,,, 72,4,,เงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ผู้อุทธรณ์หรือฎีกาต้องนำมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์หรือฎีกาตาม ป.วิ.พ.มาตรา ๒๒๙ หมายความรวมถึงค่าใช้จ่ายในการส่งคำคู่ความด้วยหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๖๕๙/๒๕๖๒ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษาให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความรวมเป็นเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท เมื่อโจทก์ฎีกา โจทก์จะต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่จำเลยทั้งสองตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๒ ดังกล่าวมาวางศาลพร้อมกับฎีกาตาม ป.วิ.พ.มาตรา ๒๒๙ ประกอบมาตรา ๒๔๗ (เดิม) แต่โจทก์ยื่นฎีกาโดยวางเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท ซึ่งคงถือได้เป็นเพียงค่าธรรมเนียมในส่วนค่าทนายความที่ต้องแทนจำเลยทั้งสองเท่านั้น ส่วนค่าธรรมเนียมอื่นที่ต้องใช้แทนจำเลยทั้งสองคือค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ ๒๐,๐๐๐ บาท และค่าใช้จ่ายในการส่งคำคู่ความชั้นอุทธรณ์ ๕๐๐ บาท โจทก์ไม่นำมาวางศาลพร้อมกับฎีกาด้วยเป็นการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าวให้ครบถ้วน จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายศาลชั้นต้นชอบที่จะมีคำสั่งไม่รับฎีกาได้ทันที เพราะมิใช่กรณีโจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาไม่ครบถ้วนตาม ป.วิ.พ.มาตรา ๑๘ วรรคสอง ที่ศาลชั้นต้นซึ่งมีหน้าที่ตรวจคำคู่ความจะต้องมีคำสั่งให้โจทก์ชำระให้ครบถ้วนเสียก่อนที่จะสั่งรับหรือไม่รับคำคู่ความ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 72,5,,"พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญา ไม่ปรากฏสำนวนการสอบสวนในสำนวนคดีของศาล แต่ในคำฟ้องระบุว่าพนักงานสอบสวนได้สอบสวนแล้ว หากคำให้การของจำเลยและในรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยมิได้โต้แย้งคัดค้านว่าพนักงานสอบสวนไม่ได้สอบสวนจำเลยมาก่อนฟ้องคดี ดังนี้ จะถือว่ามีการสอบสวนจำเลยในความผิดที่กล่าวหาตามฟ้องแล้วหรือไม่ ข้อหาความผิดซึ่งมิใช่เป็นคดีที่มีอัตราโทษอย่างต่ำจำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไป ศาลชั้นต้นสอบคำให้การจำเลยและพิพากษาเสร็จในวันเดียวกัน เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๔๓๑/๒๕๖๑ บทบัญญัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๒๐ กำหนดเงื่อนไขให้อำนาจในการฟ้องคดีของพนักงานอัยการว่าจะต้องผ่านการสอบสวนของพนักงานสอบสวนมาแล้ว หากไม่มีการสอบสวนมาก่อนจะฟ้องคดีไม่ได้ อย่างไรก็ตาม แม้จะไม่ปรากฏสำนวนการสอบสวนในสำนวนคดีนี้ แต่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นโดยระบุในคำฟ้องว่าพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลศาลาแดงได้สอบสวนแล้วต่อมาศาลชั้นต้นเบิกตัวจำเลยจากเรือนจำพิเศษธนบุรีมาอยู่ต่อหน้าศาล ศาลได้อ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟังแล้วจำเลยให้การรับสารภาพและรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ ขอให้บวกโทษจริง ตามคำให้การของจำเลยและรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นจำเลยมิได้โต้แย้งคัดค้านว่า พนักงานสอบสวนไม่ได้สอบสวนจำเลยมาก่อนการฟ้องคดีนี้จึงถือได้ว่ามีการสอบสวนจำเลยในความผิดตามที่กล่าวหาตามฟ้องโดยชอบแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในข้อหาความผิดซึ่งมิใช่เป็นคดีอัตราโทษอย่างต่ำจำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานหนักกว่านั้น เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ ศาลชั้นต้นย่อมพิพากษาโดยไม่นำสืบพยานหลักฐานต่อไปได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๗๖ วรรคหนึ่ง การที่ศาลชั้นต้นสอบคำให้การจำเลยและพิพากษาเสร็จภายในวันเดียวกัน จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาชอบด้วยกฎหมายแล้ว ",วิ.อาญา,,,,,,, 72,5,,โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในข้อหาลักทรัพย์หรือรับของโจร ศาลชั้นต้นเห็นว่าข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ฎีกา ดังนี้ เมื่อข้อเท็จจริงในทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยกระทำความผิดฐานรับของโจร ศาลฎีกามีอำนาจลงโทษในข้อหาความผิดฐานรับของโจรได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๔๙๑/๒๕๖๑ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในข้อหาลักทรัพย์หรือรับของโจรเป็นการฟ้องให้ศาลเลือกลงโทษจำเลยในข้อหาใดข้อหาหนึ่งตามที่พิจารณาได้ความ ศาลไม่อาจลงโทษจำเลยพร้อมกันทั้งสองข้อหาได้ เมื่อข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาได้ความว่าจำเลยกระทำความผิดฐานรับของโจร จึงเป็นข้อเท็จจริงที่ศาลล่างทั้งสองได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้ว เพียงแต่ศาลชั้นต้นเห็นว่าข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ ส่วนศาลอุทธรณ์เห็นว่าพยานหลักฐานโจทก์ฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง แม้โจทก์มิได้ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยฐานรับของโจร ศาลฎีกามีอำนาจลงโทษจำเลยในข้อหาความผิดฐานรับของโจรตามที่โจทก์บรรยายข้อเท็จจริงมาในฟ้องได้,วิ.อาญา,,,,,,, 72,5,,คดีมีอัตราโทษจำคุก ก่อนสอบปากคำ พนักงานสอบสวนถามจำเลยว่าต้องการพบทนายความหรือบุคคลที่ไว้วางใจเข้าร่วมฟังการสอบสวนหรือไม่ จำเลยตอบว่าไม่ต้องการ ดังนี้ คำให้การในชั้นสอบสวนศาลจะนำมารับฟังประกอบในการวินิจฉัยลงโทษจำเลยได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๙๕๒/๒๕๖๑ บันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนจำเลยระบุว่า ก่อนสอบปากคำพนักงานสอบสวนแจ้งสิทธิจำเลยว่าต้องการพบทนายความหรือบุคคลที่ไว้วางใจเข้าร่วมฟังการสอบสวนหรือไม่ อย่างไรจำเลยตอบว่าไม่ต้องการ เท่ากับจำเลยสละสิทธิในการมีทนายความ เมื่อคดีมีอัตราโทษจำคุกไม่ใช่มีอัตราโทษประหารชีวิต (ข้อหาความผิดฐานพยายามฆ่า) จึงไม่มีเหตุที่จะต้องจัดทนายความ หรือบุคคลที่ไว้วางใจเข้าร่วมฟังการสอบสวนให้แก่จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๓๔/๑ วรรคสอง ศาลชอบที่จะนำบันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนจำเลยมารับฟังประกอบในการวินิจฉัยลงโทษจำเลยได้,วิ.อาญา,,,,,,, 72,5,,คดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์และผู้เสียหายยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน หากศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ ยกคำร้อง ผู้เสียหายไม่ได้อุทธรณ์หรือฎีกาในส่วนแพ่ง หากศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาพิพากษาว่าจำเลยมีความผิด จะมีอำนาจหยิบยกคดีในส่วนแพ่งขึ้นวินิจฉัยได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๔๗๕/๒๕๖๑ จำเลยทำร้ายร่างกายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้รับอันตรายสาหัส แม้มูลเหตุจะเกิดจากผู้เสียหายสมัครใจเข้าเข้าวิวาทต่อสู้กับจำเลยและผู้เสียหายมิใช่ผู้เสียหายโดนนิตินัยก็ตาม แต่การกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นการทำละเมิดต่อผู้เสียหาย และจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๔๒๐ ผู้เสียหายย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๔๔/๑ ผู้เสียหายมิได้ฎีกาแต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕ ส่วนปัญหาว่าจำเลยต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายมากน้อยเพียงใดนั้นเป็นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา ๔๓๘ ประกอบมาตรา ๒๒๓ ที่ให้พิจารณาว่าความเสียหายนั้นได้เกิดขึ้นเพราะฝ่ายไหนเป็นยิ่งหย่อนกว่ากันเพียงไร คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๗๖๐/๒๕๖๑ สำหรับค่าสินไหมทดแทนที่ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษายกคำร้อง แม้ผู้ร้องทั้งสองจะไม่ได้ฎีกาคดีนี้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๔๖ ซึ่งเมื่อผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๔๔/๑ ซึ่ง บัญญัติว่า “ในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ถ้าผู้เสียหายมีสิทธิจะเรียกร้องเอาค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุได้รับความเสียหายแก่ชีวิต ร่างกาย.. อันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลยผู้เสียหายจะยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญาขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนก็ได้..” ปัญหาดังกล่าวล้วนเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕ ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเพื่อให้เป็นไปตามผลของคดีส่วนอาญาได้ เมื่อคดีฟังได้ว่าจำเลยกระทำการประมาทเป็นเหตุให้ผู้ร้องที่ ๑ ได้รับอันตรายสาหัสและผู้ร้องที่ ๒ ได้รับอันตรายแก่กายโดยจำเลยเป็นผู้กระทำให้เกิดขึ้นในการละเมิดและต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องทั้งสองโดยผู้ร้องทั้งสองเรียกค่าสินไหมทดแทนเป็นค่ารักษาพยาบาล ค่าฟื้นฟูร่างกายและค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงินซึ่งศาลชั้นต้นได้พิจารณาบาดแผลของผู้ร้องทั้งสองประกอบพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งการกระทำความผิดของจำเลย แล้วกำหนดให้จำเลยรับผิดต่อผู้ร้องที่ ๑ เป็นเงิน ๗๐,๐๐๐ บาท และผู้ร้องที่ ๒ เป็นเงิน ๑๐,๐๐๐ บาทพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๙๓๖/๒๕๖๒ ในคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญานั้น การพิจารณาคดีส่วนแพ่งศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๔๖ เมื่อคดีอาญา ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงต้องฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยกระทำละเมิดต่อผู้ร้องและต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้อง แม้ผู้ร้องไม่ได้ฎีกาเรื่องค่าสินไหมทดแทนมาด้วย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกคดีส่วนแพ่งขึ้นวินิจฉัยเพื่อให้เป็นไปตามผลคดีอาญาได้ เพราะเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕ (คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๔๙๖/๒๕๖๑ วินิจฉัยเช่นกัน) ",วิ.อาญา,,,,,,, 72,5,,ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ปิดหมาย เจ้าหน้าที่ศาลผู้ส่งหมายนำสำเนาคำร้องขอและหมายนัดไต่สวนไปใส่ในตู้รับจดหมายซึ่งอยู่บริเวณชั้นล่างของอาคารมิใช่หน้าห้องพักของผู้รับซึ่งอยู่ที่ชั้น ๕ ของอาคาร ดังนี้ การปิดหมายชอบหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๓๓๒/๒๕๖๒ เมื่อผู้ร้องเป็นผู้ยื่นคำแถลงขอให้ปิดหมาย และศาลชั้นต้นอนุญาตตามขอให้ปิดหมาย แต่เจ้าหน้าที่ศาลผู้ส่งหมายกลับนำสำเนาคำร้องและหมายนัดไต่สวนไปใส่ในตู้รับจดหมายแทน ซึ่งอยู่บริเวณชั้นล่างของอาคารมิใช่หน้าห้องพักของผู้คัดค้านที่ ๑ เพราะห้องพักของผู้คัดค้านที่ ๑ อยู่บริเวณชั้นที่ ๕ ของอาคาร ดังนี้ ไม่ว่าบ้านเลขที่ดังกล่าวจะเป็นภูมิลำเนาของผู้คัดค้านที่ ๑ หรือไม่ก็ตาม แต่การปิดหมายมีความหมายอยู่ในตัวว่าต้องปิดในที่เปิดเผยแลเห็นได้ชัดและง่าย เพื่อให้ผู้ถูกปิดหมายทราบว่ามีคำร้องขอและหมายนัดจากศาล มิฉะนั้น แล้วกฎหมายคงไม่บัญญัติวิธีส่งหมาย โดยวิธีปิดให้แตกต่างจากการส่งหมายนัดและสำเนา คำร้องวิธีอื่นที่ไม่ใช่การปิดหมายดังในกรณีนี้ จึงเป็นการขัดคำสั่งศาล ก็ต้องถือว่าการส่งหมายนัดและสำเนาคำร้องขอให้แก่ผู้คัดค้านที่ ๑ ไม่ชอบ ซ้ำข้อเท็จจริงยังปรากฏอีกว่า ย. บิดาของผู้ร้องเป็นพี่ชายของมารดาผู้คัดค้านที่ ๑ ทำให้ข้ออ้างที่ว่าไม่รู้ที่อยู่ที่แท้จริงของผู้คัดค้านที่ ๑ มาใช้วิธีส่งหมายนัดและสำเนาคำร้องขอแก่ผู้คัดค้านที่ ๑ ตามที่อยู่ในทะเบียนราษฎร์แทนนั้นไร้เหตุผลแต่หวังเพื่อไม่ให้ผู้คัดค้านที่ ๑ ทราบเรื่องและมาคัดค้านนั่นเอง ฉะนั้นการที่ศาลชั้นต้นสั่งเพิกถอนกระบวนพิจารณาตั้งแต่การส่งหมายนัดและสำเนาคำร้องขอดังกล่าว แล้วให้ส่งหมายใหม่ดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ จึงถูกต้องและเป็นธรรมแล้ว,วิ.อาญา,,,,,,, 72,6,,"โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องโดยลดจำนวนทุนทรัพย์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำร้องว่า ""สำเนาให้จำเลย รอสั่งวันนัด” หลังจากนั้นศาลชั้นต้นได้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อมาจนเสร็จ โดยมิได้มีคำสั่งคำร้องขอเพิ่มเติมฟ้องของโจทก์แต่ประการใดแต่กลับพิพากษาให้จำเลยรับผิดตามคำฟ้องเดิม ดังนี้ เป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือไม่","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๕๑๓/๒๕๕๗โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้อง จากเดิมที่ขอให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหาย ๓๘,๕๕๕.๕๙ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปีของต้นเงิน ๓๖,๐๕๑.๗๒ บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ เป็นว่าขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหาย ๓๒,๖๓๙.๔๘ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๓๐,๕๑๙.๔๒ บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ศาลชั้นต้นยังคงพิพากษาให้จำเลยที่ ๒ ชำระค่าเสียหาย ๓๘,๕๕๕.๕๙ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๓๖,๐๕๑.๗๒ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ เป็นการพิพากษาให้จำเลยที่ ๒ รับผิดเกินกว่าคำขอท้ายฟ้อง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒ หรือไม่นั้น เห็นว่า ในชั้นพิจารณาของศาลชั้นต้นโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องเป็นว่าจำเลยที่ ๒ ในฐานะผู้รับประกันภัยค้ำจุนต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ เป็นเงิน ๓๐,๕๑๙.๘๒ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๕๐ ซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่โจทก์ได้จ่ายค่าซ่อมรถยนต์ไปคิดดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน ๒,๑๑๙.๖๒ บาท รวมเป็นค่าเสียหายทั้งสิ้น ๓๒,๖๓๙.๔๘ บาท และขอแก้ไขคำขอท้ายฟ้องเป็นว่า ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหาย ๓๒,๖๓๙.๔๘ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๓๐,๕๑๙.๘๒ บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำร้องของโจทก์ว่า “สำเนาให้จำเลย รอสั่งวันนัด” หลังจากนั้นศาลชั้นต้นได้ดำเนินกระบวนพิจารณาคดีต่อมาจนเสร็จสำนวนโดยมิได้มีคำสั่งคำร้องขอเพิ่มเติมฟ้องของโจทก์แต่ประการใด ถือว่าศาลชั้นต้นยังมิได้มีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้อง การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ ๒ รับผิดตามคำขอท้ายฟ้องเดิมจึงไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอแต่อย่างไรก็ตาม โจทก์นำสืบว่า โจทก์เสียค่าแรงและค่าอะไหล่เป็นเงิน ๓๐,๕๑๙.๘๒ บาท จำเลยที่ ๒ ในฐานะผู้รับประกันภัยค้ำจุนต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ ๓๐,๕๑๙.๘๒ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๕๐ ซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่โจทก์ได้จ่ายเงินค่าซ่อมรถยนต์ไป คิดดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน ๒,๑๑๙.๖๒ บาท รวมเป็นค่าเสียหายที่จำเลยที่ ๒ ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสิ้น ๓๒,๖๓๙.๔๘ บาท การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ ๒ ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ ๓๘,๕๕๕.๕๙ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๓๖,๐๕๑.๗๒ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ทำให้โจทก์ได้รับค่าเสียหายเกินกว่าที่โจทก์มีสิทธิเป็นการไม่ชอบ และเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 72,6,, โจทก์ไม่มาศาลในวันนัดพร้อมเพื่อฟังผลการเจรจาเพื่อจะทำความตกลงกัน จะถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้องหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๑๙๒/๒๕๕๗ ในวันนัดสืบพยานโจทก์ทั้งสี่นัดแรกโจทก์ทั้งสี่และจำเลยแถลงร่วมกันว่าโจทก์ทั้งสี่ทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับจำเลย แต่โจทก์ทั้งสี่ผิดสัญญา จำเลยจึงฟ้องโจทก์ทั้งสี่ต่อศาลชั้นต้น ต่อมาโจทก์ทั้งสี่และจำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันโดยศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นคดีหมายเลขแดงที่ ๓๔๘/๒๕๕๑ และคดีอยู่ในระหว่างการบังคับคดี โจทก์ทั้งสี่และจำเลยสามารถตกลงยอดหนี้กันได้แล้ว โดยอยู่ในระหว่างการพิจารณาอนุมัติของกรรมการจำเลยและขอความเห็นชอบจากบรรษัทประกันสินเชื่อเพื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ ๒ เดือน และโจทก์ทั้งสี่แถลงเพิ่มเติมว่า หากตกลงกันได้จะถอนฟ้องคดีนี้ ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีน่าจะมีทางตกลงกันได้ จึงให้เลื่อนไปนัดพร้อมเพื่อฟังผลการเจรจา ครั้นเมื่อถึงวันนัดโจทก์ทั้งสี่ไม่มาศาล โดยไม่แจ้งเหตุขัดข้อง มีปัญหาว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าโจทก์ทั้งสี่ทิ้งฟ้องและจำหน่ายคดีโจทก์ทั้งสี่ออกจากสารบบความเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า บทบัญญัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๔ (๒) ไม่ได้หมายความว่า เมื่อศาลกำหนดให้โจทก์ทั้งสี่ดำเนินคดีในเรื่องใดแล้ว โจทก์ทั้งสี่เพิกเฉยจะเป็นกรณีทิ้งฟ้องเสมอไป การที่จะถือว่าโจทก์ทั้งสี่ทิ้งฟ้องต้องเป็นกรณีที่ไม่ดำเนินการตามคำสั่งศาลแล้วเป็นเหตุที่ทำให้ศาลไม่อาจดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปอีกได้ เมื่อพิจารณาถึงการดำเนินกระบวนพิจารณาของโจทก์ทั้งสี่ปรากฏว่าตั้งแต่วันนัดชี้สองสถานหรือสืบพยาน ทนายโจทก์ทั้งสี่และทนายจำเลยมาศาลและแถลงว่าคดีอยู่ระหว่างการเจรจา โดยทนายจำเลยจะนำเงื่อนไขของโจทก์ทั้งสี่เสนอผู้มีอำนาจเพื่อพิจารณา ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้กำหนดนัดสืบพยานโจทก์ทั้งสี่วันที่ ๘ และ ๙ มิถุนายน ๒๕๕๔ และสืบพยานจำเลยวันที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๕๔ ก่อนถึงวันนัดได้มีการนัดไกล่เกลี่ยโดยผู้ประนีประนอมของศาลชั้นต้น อีก ๔ ครั้ง ซึ่งทุกครั้งทนายโจทก์ทั้งสี่และทนายจำเลยมาศาลทุกนัดและมีผลการเจรจาที่คืบหน้าตามลำดับ ครั้งสุดท้ายวันที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๕๔ แต่ตกลงกันยังไม่ได้ จึงต้องส่งสำนวนเข้าสู่กระบวนการสืบพยานโจทก์ทั้งสี่และจำเลย ครั้นถึงวันนัดสืบพยานโจทก์ทั้งสี่ ทนายโจทก์ทั้งสี่และทนายจำเลยมาศาล แล้วแถลงว่าคดีอยู่ระหว่างเจรจาโดยรอผลการอนุมัติของกรรมการจำเลย และ ขอความเห็นชอบจากบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อมซึ่งคาดว่าน่าจะตกลงกันได้ ศาลชั้นต้นให้เลื่อนไปนัดพร้อมเพื่อฟังผลการเจรจาวันที่ ๕ กันยายน ๒๕๕๔ ถึงวันนัดโจทก์ที่ ๒ ผู้รับมอบฉันทะทนายโจทก์ทั้งสี่ และทนายจำเลยมาศาล แล้วแถลงขอเลื่อนคดี เนื่องจากบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อมยังพิจารณาการขอลดยอดหนี้ไม่เสร็จ ศาลอนุญาตให้เลื่อนไปนัดพร้อมเพื่อฟังผลการเจรจาวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ เมื่อถึงวันนัดดังกล่าวทนายโจทก์ทั้งสี่ไม่มาศาล จะเห็นได้ว่าทนายโจทก์ทั้งสี่มาศาลทุกนัดที่มีการไกล่เกลี่ย การที่โจทก์ทั้งสี่ไม่มาศาลย่อมแสดงว่าคดีไม่สามารถตกลงกันได้ จึงยังมีกระบวนพิจารณาที่ศาลชั้นต้นต้องดำเนินการต่อไปคือการสืบพยานโจทก์ทั้งสี่และสืบพยานจำเลย การที่โจทก์ทั้งสี่ไม่มาศาลในวันนัดพร้อมเพื่อฟังผลการเจรจายังไม่ใช่กรณีที่ถือว่าโจทก์ทั้งสี่ทิ้งฟ้อง การที่ศาลชั้นต้นถือว่าโจทก์ทั้งสี่ทิ้งฟ้องและมีคำสั่งจำหน่ายคดีนั้น จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบ ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 72,6,,โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ศาลจะพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่รับเงินไว้หรือนับแต่วันผิดนัดได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๕๖๙/๒๕๕๖ โจทก์ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันที่ ๕ กรกฎาคม ๒๕๔๕ อันเป็นวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ศาลฎีกาไม่อาจพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่ ๒ เมษายน ๒๕๔๕ อันเป็นวันที่รับไว้ได้เพราะจะเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าที่ปรากฏในคำฟ้องต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒ ประกอบมาตรา ๒๔๖ และ ๒๔๗ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๖๘๓/๒๕๕๗ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ ชำระค่าเสียหายอันเกิดจากการผิดสัญญา เมื่อโจทก์ฟ้องวันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๕๑ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ชำระเงินแก่โจทก์โดยกำหนดดอกเบี้ยให้นับตั้งแต่วันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๔๒กับที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายอันเกิดจากการผิดสัญญาแก่โจทก์ จึงเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าที่ปรากฏในคำฟ้องต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒ วรรคหนึ่ง ปัญหาว่าศาลล่างพิพากษาให้เกินไปกว่าที่ปรากฏในคำฟ้องต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒ วรรคหนึ่ง เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ฎีกา ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 72,7,,ผู้เสียหายเป็นโจทก์ยื่นฟ้องคดี ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องและประทับฟ้องวันนัดสืบพยานโจทก์ ทนายโจทก์ขอเลื่อนคดี ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้เลื่อนคดี มีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์ แล้วพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี จำเลยฎีกา ศาลฎีกาไม่รับคดีไว้พิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมฯ ดังนี้ พนักงานอัยการมีสิทธิฟ้องจำเลยในเรื่องเดียวกันนี้อีกหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๓๙๑/๒๕๖๒ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า ในคดีก่อนผู้เสียหายเป็นโจทก์ยื่นฟ้องคดี ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องและประทับฟ้อง ถึงวันนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๕๙ ทนายโจทก์ขอเลื่อนคดีเพราะเหตุความเจ็บป่วยของโจทก์ด้วยโรคมะเร็งผิวหนัง และได้ทำการผ่าตัดในวันที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๕๙ แพทย์ผู้ตรวจรักษามีความเห็นว่าให้งดการเดินทางไปในเขตร้อนจนกว่าผิวหนังจะสัมผัสกับแสงแดดได้และนัดตรวจอาการในวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๕๙ โดยมีเอกสารพร้อมคำแปลมาแสดง แต่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีมีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์ เนื่องจากโจทก์ไม่มีพยานมานำสืบพิสูจน์ว่า จำเลยที่โจทก์ยังไม่ได้ถอนฟ้องไปกระทำความผิดตามฟ้อง และพิพากษายกฟ้อง ผู้เสียหายซึ่งเป็นโจทก์ในคดีดังกล่าวยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ภาค ๒ ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ เห็นว่า การขอเลื่อนคดีของโจทก์ มีเหตุจำเป็นอันไม่อาจก้าวล่วงเสียได้ กรณียังมีเหตุสมควรที่ศาลชั้นต้นจะอนุญาตให้เลื่อนการสืบพยานโจทก์ไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๗๙ วรรคสอง พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและให้งดสืบพยานโจทก์ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นลงวันที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๕๙ ให้ย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดีเมื่อจำเลยที่ ๒ ที่ ๕ และที่ ๖ ฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งศาลอุทธรณ์ ภาค ๒ ได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงดังกล่าวไว้ชอบด้วยเหตุผลแล้ว จึงไม่รับคดีไว้พิจารณาพิพากษา ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๒๓ วรรคหนึ่ง ดังนั้น คำพิพากษายกฟ้องในคดีก่อนจึงเป็นอันถูกยกเลิกเพิกถอนไป ไม่อาจถือได้ว่าศาลได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดที่ฟ้องแล้ว พนักงานอัยการโจทก์จึงมีสิทธิฟ้องจำเลยในคดีนี้ได้โดยไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๙ (๔)พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค ๒ ให้ศาลชั้นต้นประทับฟ้องโจทก์ไว้แล้วดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาคดีต่อไป ",วิ.อาญา,,,,,,, 72,7,,"ข้อห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๓ ทวิ นำมาปรับใช้กับคดีในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง กรณีศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีไม่มีมูลพิพากษายกฟ้อง ด้วยหรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๐๕/๒๕๖๒ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานยักยอกตาม ป.อ. มาตรา ๓๕๒ วรรคแรก (เดิม) ซึ่งมีระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินหกพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าที่ดินตามฟ้องเป็นของโจทก์ คดีโจทก์ไม่มีมูลพิพากษายกฟ้อง การที่โจทก์อุทธรณ์ว่าที่ดินเป็นของโจทก์ โดยจำเลยครอบครองที่ดินดังกล่าวแล้วเบียดบังที่ดินเป็นของจำเลย อุทธรณ์ของโจทก์เป็นการอุทธรณ์คัดค้านดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงจึงต้องเป็นไปตามบทบัญญัติของ ป.วิ.อ. มาตรา ๑๗๐ วรรคแรก, ๑๙๓ วรรคแรก และ มาตรา ๑๙๓ ทวิ ซึ่งนำมาปรับกับคดีในชั้นไต่สวนมูลฟ้องได้เช่นเดียวกับในชั้นพิจารณาโจทก์จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๓ ทวิ ",วิ.อาญา,,,,,,, 72,7,,พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย รับอันตรายสาหัสฯ ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนโดยมิได้ขอให้บังคับชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในส่วนดอกเบี้ย ดังนี้ ศาลจะพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยแก่ผู้เสียหายได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๑๒/๒๕๖๒ ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค ๙ กำหนดให้โจทก์ร่วมทั้งสามไม่ใช่ทรัพย์สินหรือราคาที่โจทก์ร่วมทั้งสามสูญเสียไปเนื่องจากการกระทำความผิดแต่เป็นค่าเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลยเมื่อโจทก์ร่วมทั้งสามมิได้ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในส่วนดอกเบี้ยตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๔๔/๑ วรรคหนึ่ง การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค ๙ พิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ร่วมทั้งสาม จึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอ เป็นการมิชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕ ",วิ.อาญา,,,,,,, 72,7,,"ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินสองปี ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ปรับจำเลยอีกสถานหนึ่ง โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ โจทก์ฎีกาขอให้ไม่รอการลงโทษได้หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๕/๒๕๖๒ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย ๓ ปี ลดโทษกึ่งหนึ่งคงจำคุก ๑ ปี ๖ เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลย ๖๐,๐๐๐ บาท อีกสถานหนึ่ง ลดโทษกึ่งหนึ่ง คงปรับ ๓๐,๐๐๐ บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ ๓ ปี และคุมความประพฤติจำเลย ดังนี้ แม้ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ จะรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยอันเป็นการแก้ไขมากก็ตาม แต่เมื่อศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค ๕ พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท คดีจึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามป.วิ.อ. มาตรา ๒๑๙ ที่โจทก์ฎีกาขอให้ไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้นเป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการกำหนดโทษเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายมาตราดังกล่าว คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๕๐/๒๕๖๒ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย ๑ เดือน โดยไม่รอการลงโทษศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลย ๕,๐๐๐ บาท อีกสถานหนึ่งแล้วรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยไว้ มีกำหนด ๑ ปี ดังนี้ แม้ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ จะพิพากษาให้รอการลงโทษจำคุกให้จำเลยอันเป็นการแก้ไขมากก็ตาม แต่เมื่อเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินสองปี และปรับไม่เกินสี่หมื่นบาทจึงต้องห้ามมิให้โจทก์ร่วมฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๑๙ ประกอบ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.๒๔๙๙ มาตรา ๔ การที่โจทก์ร่วมฎีกาขอให้ไม่รอการลงโทษจำคุกจำเลย เป็นฎีกาโต้เถียงดุลพินิจในการกำหนดโทษของ ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๔๙๑/๒๕๖๒ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๖๕, ๒๖๘ วรรคแรก ประกอบมาตรา ๒๖๕, ๓๓๕ (๑๑) วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานลักทรัพย์นายจ้าง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา ๙๐ จำคุก ๑ ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๖ เดือน ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๖๕ (เดิม), ๒๖๘ วรรคแรกประกอบมาตรา ๒๖๕ (เดิม), ๓๓๕ (๑๑) วรรคแรก (เดิม) ลงโทษปรับ ๖,๐๐๐ บาทอีกสถานหนึ่ง ลดโทษกึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา ๗๘ คงปรับ ๓,๐๐๐ บาท แล้วรอการลงโทษจำคุกและคุมความประพฤติจำเลยไว้ อันเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินสองปีและปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท จึงห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๑๙ การที่โจทก์ฎีกาขอให้ไม่รอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการกำหนดโทษของศาลอุทธรณ์ เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ",วิ.อาญา,,,,,,, 72,7,,คดีมีประเด็นข้อพิพาทว่า ทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอมหรือไม่ หากข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากพยานหลักฐานว่าทางพิพาทเป็นทางสาธารณประโยชน์ ดังนี้ ศาลจะวินิจฉัยว่า ทางพิพาทเป็นทางสาธารณประโยชน์ได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๑๑๓/๒๕๖๑ โจทก์ฟ้องว่าทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอม จำเลยให้การต่อสู้ว่าทางพิพาทไม่มีการจดทะเบียนภาระจำยอม และไม่ได้มีการใช้ทางภาระจำยอมเกินสิบปี ทางภาระจำยอมจึงสิ้นสภาพไปตามกฎหมาย ดังนั้น ข้อเท็จจริงว่าทางพิพาทเป็นทางสาธารณะหรือไม่ จึงเป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากพยานหลักฐานนอกคำฟ้อง ข้อต่อสู้ คำให้การและนอกประเด็นข้อพิพาทที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยประเด็นว่า ทางพิพาทเป็นทางสาธารณประโยชน์หรือไม่จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นและเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่เมื่อความปรากฏแก่ศาลฎีกา ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจหยิบยกวินิจฉัยได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๒ (๕) ประกอบมาตรา ๒๔๖ และมาตรา ๒๔๗,วิ.แพ่ง,,,,,,, 72,8,,ยื่นฟ้องคดีต่อศาลชั้นต้นไว้แล้ว หากนำคดีเรื่องเดียวกันมาฟ้องแย้งอีกฟ้องแย้งต้องห้ามตามกฎหมายหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๘๐๖/๒๕๖๑ จำเลยที่ ๑ เคยยื่นฟ้องโจทก์และ ส. ต่อศาลชั้นต้นขอให้ขับไล่โจทก์และ ส.ออกจากบ้านพักคนงานและที่ดินสวนปาล์มน้ำมันเนื้อที่ ๑,๘๒๑ ไร่ พร้อมกับให้ชำระค่าเสียหายโจทก์และ ส. ให้การว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินดังกล่าวเนื่องจากจำเลยที่ ๑ เชิด ล. (จำเลยที่ ๒ คดีนี้) เป็นตัวแทนจำเลยที่ ๑ ในการที่จำเลยที่ ๑ ทำหนังสือมอบอำนาจและสัญญาให้ใช้ที่ดินเพื่อทำประโยชน์เนื้อที่ ๑,๘๒๑ ไร่ แก่โจทก์ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษากลับ ห้ามโจทก์และ ส. กับบริวารเข้าไปเกี่ยวข้องกับบ้านพักคนงาน และออกไปจากที่ดินสวนปาล์มน้ำมันเนื้อที่ ๑,๔๒๑ ไร่ และให้โจทก์กับ ส. ร่วมกัน ชำระค่าเสียหายแก่จำเลยที่ ๑ ศาลฎีกาพิพากษายืน ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าวโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองใช้ประโยชน์ที่ดินสวนปาล์มน้ำมันเนื้อที่ ๑,๔๒๑ ไร่ เนื่องจากจำเลยที่ ๑ เชิดจำเลยที่ ๒ เป็นตัวแทนจำเลยที่ ๑ ในการที่จำเลยที่ ๑ ทำหนังสือมอบอำนาจและสัญญาให้ใช้ที่ดินเพื่อทำประโยชน์เนื้อที่๑,๘๒๑ ไร่ แก่โจทก์ จำเลยที่ ๑ ให้การต่อสู้และฟ้องแย้งว่า จำเลยที่ ๑ ไม่เคยมอบอำนาจให้โจทก์เข้าทำประโยชน์ในที่ดินสวนปาล์มน้ำมันดังกล่าว และไม่ได้เชิดจำเลยที่ ๒ เป็นตัวแทนในการทำหนังสือมอบอำนาจและสัญญาให้ใช้ที่ดินเพื่อทำประโยชน์ เห็นได้ว่าที่ดินพิพาททั้งสองคดีเป็นที่ดินแปลงเดียวกันคดีทั้งสองมีประเด็นข้อพิพาทอย่างเดียวกันว่าจำเลยที่ ๑ เชิดจำเลยที่ ๒ เป็นตัวแทนในการทำหนังสือมอบอำนาจและสัญญาให้ใช้ที่ดินเพื่อทำประโยชน์ให้แก่โจทก์หรือไม่ คดีทั้งสองจึงเป็นเรื่องเดียวกัน เมื่อจำเลยที่ ๑ ฟ้องโจทก์เป็นคดีแพ่งของศาลชั้นต้นไว้แล้ว การที่จำเลยที่ ๑ นำคดีเรื่องเดียวกันมาฟ้องแย้งโจทก์ เป็นคดีนี้อีกโดยจำเลยที่ ๑ มีฐานะเป็นโจทก์ในส่วนของฟ้องแย้ง ฟ้องแย้งจึงเป็นฟ้องซ้อน กับฟ้องในคดีก่อน ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๗๓ วรรคสอง (๑) จำเลยที่ ๑ จึงไม่มี อำนาจฟ้องแย้งขอให้ขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากโจทก์ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้โจทก์ไม่ได้ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและพิพากษายกฟ้องแย้งจำเลยที่ ๑ ได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๒ (๕) ประกอบมาตรา ๒๔๖ และมาตรา ๒๔๗ (เดิม) ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 72,8,,ฟ้องเดิมโจทก์กล่าวอ้างว่า จำเลยบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท ขอให้บังคับจำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ ไม่ได้บรรยายเกี่ยวกับการเรียกค่าเสียหาย โจทก์จะขอแก้ไขคำฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๓๖๕/๒๕๕๘ ฟ้องเดิมโจทก์กล่าวอ้างว่า จำเลยบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยปลูกต้นปาล์มน้ำมันและเก็บเกี่ยวผลปาล์มน้ำมันและปลูกสร้างอาคารสำนักงานและที่พักคนงานและลูกจ้าง โดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ ทั้งไม่มีสิทธิใด ๆ และไม่มีนิติสัมพันธ์ใด ๆ กับกรมป่าไม้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และโจทก์ หลังจากนั้นโจทก์บอกกล่าวให้จำเลยพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉยอันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์และทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายไม่สามารถนำที่ดินพิพาทซึ่งอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินมาทำการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตามอำนาจหน้าที่ โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้ การแก้ไขคำฟ้องอันสืบเนื่องมาจากการกระทำตามฟ้องเดิมจึงเป็นการแก้ไขคำฟ้องที่เกี่ยวกับฟ้องเดิมพอ ที่จะรวมพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีเข้าด้วยกันได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๙ โดยหาจำต้องแก้ไขข้อหาหรือข้ออ้างได้เฉพาะการสละข้อหาในฟ้องเดิมบางข้อหรือเพิ่มเติมฟ้องให้บริบูรณ์ไม่ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องส่วนนี้ได้นั้นชอบแล้ว,วิ.แพ่ง,,,,,,, 72,8,,"คดีแพ่ง ก่อนศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกา โจทก์จะยื่นคำร้องขอถอนฟ้องได้หรือไม่ ",มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๙๙๖/๒๕๖๑ ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งอนุญาตให้ถอนฟ้องได้เฉพาะก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเท่านั้น จะขอถอนฟ้องหลังจากศาลชั้นต้นพิพากษาแล้วไม่ได้ หากมีการตกลงกันได้ระหว่างคู่ความ ก็ชอบที่จะทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันในชั้นฎีกา โดยจะทำที่ศาลชั้นต้น หรือศาลฎีกาก็ได้ กรณีจึงไม่อาจอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ ๖ ได้ตามคำร้องของโจทก์ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ ๖ และให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ จึงไม่ชอบ ให้ยกคำร้องขอถอนฟ้องสำหรับจำเลยที่ ๖ เสีย แต่เมื่อได้ความว่าภายหลังจากโจทก์ยื่นฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของโจทก์เฉพาะจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๕ แต่ไม่รับฎีกาของโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๖ และไม่ปรากฏว่ามีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งคัดค้าน คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับฎีกาของโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๖ ดังกล่าว ดังนั้น จึงต้องฟังว่าโจทก์ฎีกาเฉพาะจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๕ เท่านั้น,วิ.แพ่ง,,,,,,, 72,8,,ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีโจทก์มีมูล ให้ประทับฟ้องไว้พิจารณาและนัดสอบคำให้การจำเลยในวันนัดพร้อม โดยทนายโจทก์และทนายจำเลยทราบคำสั่งของศาลชั้นต้นแล้ว เมื่อถึงวันนัด โจทก์ไม่มาศาลตามกำหนดนัด โดยไม่แจ้งเหตุขัดข้องให้ศาลทราบ ดังนี้ ศาลจะยกฟ้องโจทก์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๖๖ ได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๔๕๒/๒๕๖๒ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๖๖ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่าถ้าโจทก์ไม่มาตามกำหนดนัด ให้ศาลยกฟ้องเสีย ซึ่งคำว่า “กำหนดนัด” ตามบทบัญญัติดังกล่าว หมายถึง กำหนดนัดไต่สวนมูลฟ้องตามมาตรา ๑๖๖ ประการหนึ่ง กำหนดนัดตรวจพยานหลักฐานตามมาตรา ๑๖๖ ประกอบมาตรา ๑๗๓/๒ วรรคหนึ่ง ประการหนึ่งและกำหนดนัดพิจารณาตามมาตรา ๑๖๖ ประกอบมาตรา ๑๘๑ อีกประการหนึ่ง ข้อเท็จจริงได้ความว่า หลังจากประทับฟ้องแล้ว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้หมายเรียกจำเลยมาให้การในวันนัดพร้อม โดยมิได้กำหนดชัดแจ้งว่า นอกจากการสอบคำให้การจำเลยแล้ว จะดำเนินกระบวนพิจารณาอื่นใดอีก จึงเป็นเพียงการนัดพร้อมเพื่อสอบคำให้การจำเลย ดังนั้น เมื่อโจทก์ไม่มาศาลในวันนัดพร้อมดังกล่าว ซึ่งมิใช่วันนัดตรวจพยานหลักฐานหรือนัดพิจารณาหรือนัดสืบพยานโจทก์ กรณีจึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่ศาลชั้นต้นจะยกฟ้องเพราะโจทก์ไม่มาศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๖๖ วรรคหนึ่งประกอบมาตรา ๑๗๓/๒ วรรคหนึ่ง หรือมาตรา ๑๖๖ วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา ๑๘๑ ได้ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกฟ้องเพราะโจทก์ไม่มาศาลโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้องโดยอาศัยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๖๖ วรรคหนึ่ง แล้วดำเนินกระบวนพิจารณาต่อมาหลังจากมีคำสั่งดังกล่าวนั้น จึงเป็นการไม่ชอบ โจทก์ย่อมไม่อยู่ในบังคับที่จะขอให้พิจารณาคดีใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๖๖ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๑๘๑ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ มีคำสั่งให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้น และให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่แล้วมีคำสั่งตามรูปคดีต่อไปนั้นจึงชอบแล้ว,วิ.อาญา,,,,,,, 72,8,,ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นทั้งบทลงโทษและกำหนดโทษแต่ยังคงลงโทษจำคุกไม่เกินสองปี และมิได้เพิ่มเติมโทษจำเลย โจทก์หรือจำเลยจะฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๖๓๘/๒๕๖๑ ความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่น ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๕ จำคุก ๒ เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๙๑ (เดิม) จำคุก ๑ เดือน เป็นการแก้ไขทั้งบทและโทษเป็นการแก้ไขมากแต่มิได้เพิ่มเติมโทษจำเลยทั้งศาลอุทธรณ์ภาค ๓ ยังคงลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินสองปีต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๙ (คดีนี้จำเลยฎีกา) คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๙๐๕/๒๕๖๑ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ลงโทษจำคุกกระทงละ ๒ ปี รวม ๒ กระทง เป็นจำคุก ๔ ปีศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานฉ้อโกง จำคุกกระทงละ ๑ ปี รวม ๒ กระทง เป็นจำคุก ๒ ปี ต้องห้ามโจทก์มิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๙ โจทก์ฎีกาโดยไม่ปรากฏว่ามีผู้อนุญาตให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๑ ต้องห้ามฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าว แม้ศาลชั้นต้นรับฎีกาของโจทก์มา ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ",วิ.อาญา,,,,,,, 72,9,,คดีอาญาที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวง แต่ได้ยื่นฟ้องต่อศาลจังหวัดเนื่องจากยังมิได้มีศาลแขวงเปิดดำเนินการ การยื่นคำร้องขอคืนของกลางที่ศาลสั่งริบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖ ผู้พิพากษาคนเดียวในศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดคำร้องขอคืนของกลาง ได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๓๔๕/๒๕๖๒ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า การกระทำในคดีเดิมเป็นความผิดตาม พระราชบัญญัติน้ำบาดาล พ.ศ. ๒๕๒๐ มาตรา ๑๖, ๓๖ ทวิ ซึ่งมีระวางโทษจำคุกไม่เกิน หกเดือน หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ อันเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวง แต่เนื่องจากจังหวัดปราจีนบุรียังมิได้มีศาลแขวงเปิดทำการ ซึ่งตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. ๒๔๙๙ มาตรา ๔ และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. ๒๕๒๐ มาตรา ๓ บัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญามาใช้บังคับในศาลจังหวัดปราจีนบุรีด้วย ดังนั้น การยื่นคำร้องขอคืนของกลางที่ศาลสั่งริบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖ ซึ่งเป็นสาขาของคดีเดิมที่ศาลมีคำพิพากษาให้ริบของกลาง องค์คณะผู้พิพากษาจะต้องถือตามคดีเดิม เมื่อคดีเดิมศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลจังหวัดยังคงพิพากษาลงโทษจำคุก ๓ เดือน และปรับ ๑๐,๐๐๐ บาท จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของผู้พิพากษาคนเดียวตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม พ.ศ. ๒๕๔๓ มาตรา ๒๕ (๕) ศาลชั้นต้นโดยผู้พิพากษาคนเดียวจึงมีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดคำร้องขอคืนของกลางอันเป็นคดีสาขาของคดีดังกล่าวได้ ",วิ.อาญา,,,,,,, 72,9,,คดีความผิดต่อส่วนตัว หากผู้ร้องทุกข์มิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย พนักงานสอบสวนมีอำนาจสอบสวนและพนักงานอัยการมีอำนาจฟ้องหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๗๗๖/๒๕๖๐ แม้ผู้เสียหายหลงเชื่อคำหลอกลวงของจำเลยทั้งสามที่ขอกู้ยืมเงินโดยอ้างว่าได้กระทำในฐานะที่เป็นกรรมการกองทุนหมู่บ้านจนเป็นเหตุให้ผู้เสียหายมอบเงินกู้ให้จำเลยทั้งสามไปตามฟ้องก็ดี แต่การให้กู้ยืมเงินผู้เสียหายทำสัญญาโดยคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๔ ของเงินต้นในระยะเวลา ๕ วัน คิดเป็นดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๒๙๒ ต่อปี ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. ๒๔๗๕ มาตรา ๓ (ก) (ปัจจุบันคือ พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๔) ประกอบประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๕๔ ย่อมแสดงอยู่ในตัวว่าผู้เสียหายรับข้อเสนอของจำเลยทั้งสามโดยมีเจตนามุ่งต่อผลประโยชน์อันเกิดจากการกระทำที่ผิดกฎหมายของตนถือมิได้ว่าเป็นการกระทำโดยสุจริต จะถือว่าเป็นผู้เสียหายโดยชอบด้วยกฎหมายมิได้ ผู้เสียหายจึงไม่มีอำนาจร้องทุกข์ เป็นเหตุให้การสอบสวนไม่ชอบ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๒๐ ",วิ.อาญา,,,,,,, 72,9,,คดีความผิดฐานยักยอก สถานที่ที่ขอยืมทรัพย์กับสถานที่ที่ส่งมอบทรัพย์ที่ยืมสถานที่ใดเป็นสถานที่เกิดเหตุและพนักงานสอบสวนท้องที่ใดมีอำนาจสอบสวน,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๗๗๕/๒๕๖๐ เหตุยักยอกโคและถังแช่น้ำเชื้อตามฟ้องเกิดที่ฟาร์มโคของจำเลยที่จังหวัดกาฬสินธุ์ (ผู้เสียหายมอบถังแช่น้ำเชื้อและโคที่ยืมให้แก่จำเลยที่ฟาร์มโคของจำเลย) ฟาร์มโคของโจทก์ร่วมที่ตำบลเขาไม้แก้วอำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นสถานที่ที่จำเลยขอยืมทรัพย์จากโจทก์ร่วมมิใช่สถานที่เกิดเหตุในการกระทำความผิดยักยอก เมื่อจำเลยถูกจับที่ ตำบลนาดี อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งเป็นบ้านที่อยู่ของจำเลย พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรยางตลาดซึ่งเป็นท้องที่ที่ความผิดเกิดขึ้นย่อมเป็นพนักงานสอบสวนที่มีอำนาจสอบสวนพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรห้วยใหญ่ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ไม่มีอำนาจสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๘ วรรคหนึ่ง การที่พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรห้วยใหญ่ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ทำการสอบสวนจำเลยเป็นการสอบสวนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๒๐ ",วิ.อาญา,,,,,,, 72,9,,ทนายความโจทก์ลงชื่อเป็นผู้อุทธรณ์ในคำฟ้องอุทธรณ์โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์ ได้มอบอำนาจให้ทำแทนได้ (ในใบแต่งทนายความ) ยื่นต่อศาลชั้นต้นและศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์มา หากศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์โจทก์ เป็นการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๕๔๘/๒๕๖๒ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๖๒ การสละสิทธิหรือใช้สิทธิในการอุทธรณ์หรือฎีกาและกระบวนพิจารณาที่เป็นไปในทางจำหน่ายสิทธิของคู่ความจึงต้องได้รับมอบอำนาจจากตัวความโดยชัดแจ้ง ทนายความจึงจะมีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาดังกล่าวแทนตัวความได้ ดังนั้น เมื่อตามใบแต่งทนายความฉบับลงวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๑ ที่โจทก์แต่งตั้งให้ ว. เป็นทนายความ ดำเนินคดีแทนโจทก์มิได้ระบุให้ ว. มี อำนาจยื่นอุทธรณ์แทนโจทก์ ว. จึงย่อมไม่มีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาในส่วนนี้แทนโจทก์ได้การที่ ว. ลงชื่อเป็นผู้อุทธรณ์ในคำฟ้องอุทธรณ์โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้มอบอำนาจให้ทำแทนได้และยื่นต่อศาลชั้นต้นนั้น เป็นคำฟ้องอุทธรณ์ที่มีข้อบกพร่อง เท่ากับคำฟ้องอุทธรณ์ไม่มีลายมือชื่อโจทก์ ศาลชั้นต้นจึงต้องสั่งให้โจทก์แก้ไขข้อบกพร่องเสียให้ถูกต้องก่อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๘ การที่ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์มาโดยไม่สั่งให้แก้ไขข้อบกพร่องจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗ วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ จึงชอบที่จะสั่งให้ศาลชั้นต้นจัดการแก้ไขข้อบกพร่อง โดยให้โจทก์ลงชื่อในฐานะผู้อุทธรณ์ในคำฟ้องอุทธรณ์ให้ถูกต้องแล้วจึงดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป การที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์เสียทีเดียวนั้น เป็นการไม่ถูกต้อง และไม่ชอบด้วยความยุติธรรมศาลฎีกามีอำนาจสั่งให้ศาลชั้นต้นดำเนินการแก้ไขข้อบกพร่องของโจทก์ดังกล่าวได้ แต่อย่างไรก็ดีตามใบแต่งทนายความฉบับลงวันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๖๑ โจทก์ได้แต่งตั้ง ว. เป็นทนายความให้มีสิทธิอุทธรณ์ฎีกาแทนโจทก์ได้ในชั้นฎีกานี้แล้ว จึงเป็นกรณีที่โจทก์ได้แก้ไขข้อบกพร่องในชั้นยื่นคำฟ้องอุทธรณ์แล้ว จึงไม่ต้องดำเนินการในเรื่องนี้อีก ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 72,9,,คดีฟ้องขับไล่บุคคลใด ๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์และเรียกค่าเสียหายจำเลยแต่ละคนให้การต่อสู้กรรมสิทธิ์ การพิจารณาว่าราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงหรือไม่ มีหลักเกณฑ์ในการพิจารณาอย่างใด,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๕๔๘/๒๕๖๑ โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท จำเลยทั้งสามปลูกสร้างบ้านพักอาศัยอยู่ในที่ดินพิพาทโดยไม่มีสิทธิ ขอให้ขับไล่และใช้ค่าเสียหาย จำเลยทั้งสามให้การต่อสู้ว่า จำเลยแต่ละคนมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตามส่วนสัดที่ครอบครอง เนื้อที่ ๓๗ ตารางวา ๒๗ ตารางวา และ ๒๓ ตารางวา ตามลำดับ จึงเป็นกรณีที่จำเลยแต่ละคนแยกการครอบครองที่ดินพิพาทเป็นส่วนสัดคนละแปลงต่างหากจากกัน การที่จะพิจารณาว่าราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงหรือไม่ จึงต้องถือตามราคาที่ดินพิพาทตามที่จำเลยแต่ละคนครอบครองและจำนวนค่าเสียหายที่จำเลยแต่ละคนต้องรับผิดซึ่งคำนวณตามส่วนสัดของที่ดินพิพาทที่จำเลยแต่ละคนครอบครอง เมื่อปรากฏตามหนังสือสำนักงานที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานี สาขากาญจนดิษฐ์ รับรองราคาประเมินที่ดินพิพาทตารางวาละ ๓๗๕ บาท ดังนั้น จำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยแต่ละคนซึ่งคำนวณตามส่วนสัดของราคาที่ดินพิพาทที่ จำเลยแต่ละคนครอบครองรวมกับค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องตามจำนวนที่ดินพิพาทที่จำเลยแต่ละคนครอบครองจึงเท่ากับ ๓๙,๑๓๗ บาท ๒๘,๕๕๙ บาท และ ๒๔,๓๒๘ บาท ตามลำดับ อุทธรณ์ของโจทก์สำหรับจำเลยแต่ละคนจึงมีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่เกินคนละห้าหมื่นบาท อุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่า พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสามไม่มีน้ำหนัก ให้น่าเชื่อว่าจำเลยทั้งสามเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทนั้น เป็นการอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงส่วนอุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่า จำเลยทั้งสามรับโอนที่ดินพิพาทโดยยังมิได้จดทะเบียนจะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้โจทก์ผู้รับโอนที่ดินพิพาทซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตไม่ได้นั้น เป็นการโต้แย้งข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ข้อกฎหมาย จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงเช่นกัน ซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๔ วรรคหนึ่ง การที่ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ของโจทก์ในข้อเท็จจริงจึงเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติว่าด้วยอุทธรณ์ แม้ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ รับวินิจฉัยให้ก็เป็นการไม่ชอบต้องถือว่าข้อเท็จจริงได้ยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 72,10,,หนังสือมอบอำนาจมิได้ระบุให้ผู้รับมอบอำนาจฟ้องและดำเนินคดีแทนจะนำพยานบุคคลมาสืบว่า ผู้รับมอบอำนาจมีอำนาจยื่นฟ้องต่อศาลหรือมีสิทธิดำเนินคดีแทนผู้มอบอำนาจ ได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๓๕๙/๒๕๖๑ การมอบอำนาจให้บุคคลใดเป็นผู้แทนตนในคดีต้องทำเป็นหนังสือตามนัยแห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๒๖ ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา ๖๐ วรรคสอง และมาตรา ๘๐๑ วรรคหนึ่ง แห่ง ป.พ.พ. บัญญัติว่า ถ้าตัวแทนได้มอบอำนาจทั่วไป ท่านว่าจะทำกิจใด ๆ ในทางจัดการแทนตัวการก็ย่อมทำได้ทุกอย่างและวรรคสองบัญญัติว่า แต่การเช่นอย่างจะกล่าวต่อไปนี้ ท่านว่าหาอาจจะทำได้ไม่คือ.. (๕) ยื่นฟ้องต่อศาล..อันเป็นบทกฎหมายจำกัดอำนาจของตัวแทนทั่วไปที่ว่าไม่มีอำนาจยื่นฟ้องคดีต่อศาล เว้นแต่จะได้รับมอบอำนาจแต่เฉพาะการให้ยื่นฟ้องคดีต่อศาลจากตัวการส่วนหนึ่ง โจทก์บรรยายฟ้องและนำสืบว่า โจทก์มอบอำนาจให้ บ. ฟ้องและดำเนินคดีแทนโจทก์ ตามหนังสือมอบอำนาจและคำแปล ซึ่งเมื่อพิจารณาหนังสือมอบอำนาจดังกล่าว ระบุข้อความในการมอบอำนาจแต่เพียงว่า บ. มีสิทธิในการลงนามเอกสารดำเนินการทั้งหมดของบริษัทสาขาทั้งภายในและภายนอกอันมีลักษณะเป็นการมอบอำนาจโดยไม่ระบุกิจการโดยมิได้ระบุให้ บ. มีอำนาจยื่นฟ้องต่อศาล จึงเป็นหนังสือมอบอำนาจทั่วไปตาม ป.พ.พ. มาตรา ๘๐๑ วรรคหนึ่ง แม้โจทก์จะมี บ. มาเบิกความยืนยันว่าตามหนังสือมอบอำนาจพยานมีสิทธิดำเนินคดีนี้แทนโจทก์ ก็เป็นการนำสืบพยานบุคคลเพิ่มเติม หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขพยานเอกสาร ซึ่งต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๙๔ (ข) ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 72,10,,การนำสืบว่า ผู้ประกอบธุรกิจมีหนังสือบอกกล่าวทวงถามผู้บริโภคที่ผิดนัดชำระหนี้ ก่อนดำเนินการบังคับชำระหนี้ตามกฎหมายตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยจะนำสืบด้วยพยานบุคคลโดยไม่นำหนังสือทวงถามมาแสดงต่อศาลได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๕๗๓/๒๕๖๑ ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค โดยกำหนดว่า ในการเรียกให้ชำระหนี้และติดตามทวงถามให้ชำระหนี้ผู้ประกอบธุรกิจต้องมีหนังสือแจ้งเตือนผู้บริโภคที่ผิดนัดชำระหนี้ล่วงหน้าไม่น้อยกว่า ๒๐ วัน ก่อนดำเนินการบังคับชำระหนี้ตามกฎหมาย ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นการกำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการให้ผู้ประกอบธุรกิจใช้ปฏิบัติตาม ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยดังกล่าวจึงเป็นข้อเท็จจริง ไม่ใช่บทบัญญัติของกฎหมายที่ ป.วิ.พ. มาตรา ๙๔ บังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง โดยห้ามมิให้ศาลยอมรับฟังพยานบุคคลมาสืบแทนพยานเอกสาร เมื่อไม่สามารถนำเอกสารมาแสดงเมื่อโจทก์นำสืบโดยมี ย. ผู้มอบอำนาจช่วงจากโจทก์เบิกความว่า จำเลยเป็นหนี้บัตรเครดิตและหนี้สินเชื่อพร้อมใช้ตามสำเนาใบแจ้งยอดบัญชีโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยชำระหนี้โดยชอบ และครบกำหนดจำเลยไม่ชำระหนี้ โจทก์จึงฟ้องจำเลย แม้โจทก์มิได้นำหนังสือทวงถามมาแสดงต่อศาล ก็รับฟังพยานบุคคลแทนพยานเอกสารได้ ไม่ต้องห้ามตามมาตรา ๙๔ (ก) หรือไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑,วิ.แพ่ง,,,,,,, 72,10,,พินัยกรรมระบุรายการทรัพย์สินแต่เพียงบ้าน โดยไม่ระบุถึงที่ดินที่บ้านตั้งอยู่ผู้รับพินัยกรรมมีสิทธินำพยานมาสืบถึงความประสงค์ของผู้ตายว่า มีเจตนายกบ้านพร้อมที่ดินให้แก่ผู้รับพินัยกรรมด้วยหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๘๕๐/๒๕๖๑ ผู้ตายทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินทั้งหมดให้แก่จำเลยโดยระบุรายการทรัพย์สินแต่เพียงบ้าน รถยนต์ และเงินฝาก โดยไม่ระบุถึงที่ดินที่บ้านตั้งอยู่ บ้านจะหมายความรวมถึงที่ดินพิพาทที่บ้านตั้งอยู่ด้วยหรือไม่ เป็นกรณีที่ความข้อใดข้อหนึ่งในพินัยกรรมอาจตีความได้เป็นหลายนัย ให้ถือเอาตามนัยที่จะสำเร็จผลตามความประสงค์ของผู้ทำพินัยกรรมนั้นได้ดีที่สุด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๘๔ จำเลยยอมมีสิทธินำพยานมาสืบถึงความประสงค์ของผู้ตายได้ไม่ใช่เป็นการนำสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสาร ซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๙๔,วิ.แพ่ง,,,,,,, 72,10,, โจทก์กล่าวอ้างว่าที่ดินและหุ้นซึ่งมีชื่อบุคคลอื่นอันเป็นเจ้าของทางทะเบียนนั้นเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการทำมาหาได้ร่วมกันก็ดี เป็นสินสมรสก็ดี ภาระการพิสูจน์ถึงความเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมกันหรือเป็นสินสมรสตกแก่คู่ความฝ่ายใด,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๕๒/๒๕๖๒ การแต่งงานอยู่กินฉันสามีภริยาของ จ. กับ อ.เป็นการอยู่กินกันโดยมิได้จดทะเบียนสมรส อ. จึงมิใช่ภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของ จ. ต่อมาภายหลังได้แยกกันอยู่โดยการใช้ชีวิตประจำวันของ อ. อยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ ส่วน จ. ประกอบธุรกิจและพักอาศัยอยู่ที่กรุงเทพมหานคร การที่โจทก์อ้างว่าที่ดินและหุ้นพิพาทของ จ. เป็นทรัพย์สินที่ อ. ทำมาหาได้ร่วมกันกับ จ. โดยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมกันระหว่างสามีภริยาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น ต้องได้ความว่า สามีภริยาต่างมีส่วนร่วมกันในการทำมาหาได้ในทรัพย์สินนั้นด้วยกัน หาใช่ว่าทรัพย์สินที่ได้มาในระหว่างเป็นสามีภริยาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้ถือว่าสามีภริยาต่างมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้นคนละครึ่งหนึ่ง ซึ่งแตกต่างไปจากเรื่องของสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย เพราะกฎหมายบัญญัติถึงความสัมพันธ์ระหว่างสามีภริยาในเรื่องทรัพย์สินอันสามีภริยาได้มาระหว่างสมรสว่าเป็นสินสมรส โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์ในประเด็นนี้ให้เห็นการมีส่วนร่วมในการทำมาหาได้ของ อ. ด้วย กองบัญชาการตำรวจสันติบาลซึ่งได้รับมอบหมายจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีหนังสือตอบให้ศาลทราบว่า ทำการตรวจสอบค้นหาเอกสารการขอแปลงสัญชาติเป็นไทยของ จ. แล้วปรากฏว่าไม่พบเอกสารดังกล่าวแต่อย่างใด และไม่มีหลักฐานว่าอยู่ที่ใด เนื่องจากเอกสารดังกล่าวมีอายุกว่า ๔๐ ปี ซึ่งในห้วงเวลานั้นมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างและย้ายที่ทำการหลายครั้ง เชื่อว่าอาจชำรุดหรือสูญหายในระหว่างขนย้าย กรณีดังกล่าวจึงเข้า หลักเกณฑ์ของ ป.วิ.พ. มาตรา ๙๓ (๒) ศาลย่อมมีอำนาจรับฟังสำเนาเอกสารได้ ทรัพย์พิพาทในส่วนที่เป็นที่ดินมีชื่อ จ. เป็นเจ้าของโฉนดที่ดินจึงได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครองตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๗๓ ประกอบกับการที่ จ. มีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินอันเป็นเอกสารมหาชน ซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ทำขึ้น กฎหมายให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าถูกต้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๒๗ จำเลยจึงได้ประโยชน์เพิ่มขึ้นจากข้อสันนิษฐานที่เป็นคุณว่า จ. เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์รวมทั้งในส่วนที่เป็นหุ้นพิพาทก็มีชื่อ จ. เป็นเจ้าของหุ้นตามทะเบียนหุ้น เมื่อโจทก์เป็นฝ่ายกล่าวอ้างว่าหุ้นพิพาทเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการทำมาหาได้ร่วมกันระหว่าง จ. กับ อ. ส่วนจำเลยให้การปฏิเสธภาระการพิสูจน์จึงตกแก่โจทก์เช่นกัน คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๘๕๑/๒๕๖๑ ผู้ร้องสอดเป็นฝ่ายกล่าวอ้างข้อเท็จจริงเพื่อสนับสนุนคำร้องของตนว่า ที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างผู้ตายกับผู้ร้องสอด จำเลยให้การปฏิเสธว่าที่ดินพิพาทเป็นสินส่วนตัวของผู้ตาย ผู้ร้องสอดจึงมีภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงนั้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๘๔/๑ และโฉนดที่ดินพิพาทเป็นเอกสารมหาชนมีชื่อผู้ตายเป็นเจ้าของ ป.วิ.พ. มาตรา ๑๒๗ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นของแท้จริงและถูกต้อง เป็นหน้าที่ของคู่ความฝ่ายที่ถูกอ้างเอกสารนั้นมายันต้องนำสืบความไม่บริสุทธิ์หรือความไม่ถูกต้องแห่งเอกสารผู้ร้องสอดจึงต้องนำพยานหลักฐานมาสืบเพื่อให้เป็นไปตามภาระการพิสูจน์และต้องหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าวด้วยเหตุที่ผู้ตายมีชื่อเป็นเจ้าของที่ดินเพียงผู้เดียวเนื่องจากผู้ตายได้รับการยกให้ที่ดินพิพาทจากบิดามารดา ผู้ตายครอบครองทำประโยชน์มากกว่า ๔๐ ปี ซึ่งเป็นเวลาก่อนที่ผู้ตายอยู่กินและจดทะเบียนสมรสกับผู้ร้องสอด ที่ดินพิพาทจึงเป็นทรัพย์สินที่ผู้ตายมีอยู่ก่อนสมรส เป็นสินส่วนตัวของผู้ตายตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๔๗๑ (๑) แม้เจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนดที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ตายหลังจากผู้ตายจดทะเบียนสมรสกับผู้ร้องสอดแล้ว ก็ไม่มีผลทำให้ที่ดินพิพาทซึ่งเป็นสินส่วนตัวของผู้ตายกลับกลายเป็นทรัพย์สินที่ผู้ตายได้มาในระหว่างสมรสอันจะเป็นสินสมรสตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๔๗๔ (๑) เมื่อที่ดินพิพาทเป็นสินส่วนตัวของผู้ตาย ผู้ตายจึงมีสิทธิทำพินัยกรรมยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยได้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๓๖/๒๕๖๑ สำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นโดยนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทลงลายมือชื่อและประทับตราสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท เป็นเอกสารมหาชนซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ได้รับรอง หรือสำเนาอันรับรองถูกต้องแห่งเอกสารนั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๒๗ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นของแท้จริงและถูกต้อง เป็นหน้าที่ของจำเลยทั้งสามซึ่งเป็นคู่ความฝ่ายที่ถูกอ้างเอกสารนั้นมายันต้องนำสืบความไม่บริสุทธิ์หรือความไม่ถูกต้องแห่งเอกสาร ทั้งให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นพยานหลักฐานอันถูกต้องตามข้อความที่ได้บันทึกไว้ในนั้นทุกประการ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๐๒๔ เมื่อสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นระบุว่าจำเลยที่ ๓ ถือหุ้น ๒,๒๕๐ หุ้น ตามจำนวนที่โจทก์อ้างว่าซื้อจากจำเลยที่ ๓ จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นและกรรมการของบริษัทจำเลยที่ ๑ จึงมีหน้าที่นำสืบข้อเท็จจริงดังกล่าวไม่เป็นจริงหรือไม่มีอยู่หรือความจริงเป็นเช่นใด ซึ่งเป็นการนำสืบถึงความเป็นมาอันแท้จริงว่าจำเลยที่ ๓ ถือหุ้นในบริษัทจำเลยที่ ๑ เพียง ๒๕๐ หุ้น มิใช่ ๒,๒๕๐ หุ้น ตามที่ปรากฏในสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นนั้น ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 72,11,,ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งว่า ผู้ร้องเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งสำเนาคำร้องขอและประกาศแจ้งวันนัดไต่สวนโดยวิธีการประกาศหนังสือพิมพ์ ทั้งที่ผู้ตายมีผู้จัดการมรดกตามกฎหมายและทราบที่อยู่ของผู้จัดการมรดก ดังนี้ กระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และคดีดังกล่าวถือเป็นคดีเกี่ยวเนื่องกับสิทธิแห่งสภาพบุคคล สิทธิในครอบครัวหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๓๐/๒๕๖๒ ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งว่า ผู้ร้องเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย แม้จะเป็นการเริ่มต้นแบบคดีไม่มีข้อพิพาทตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๘๘ แต่คำร้องขอของผู้ร้องมีเจตนาเพื่อใช้สิทธิทางศาลเพื่อยังให้ได้รับการรับรองคุ้มครองในสิทธิของตนตามที่บัญญัติในมาตรา ๕๕ คำร้องขอของผู้ร้องจึงเป็นคำคู่ความตามความหมายมาตรา ๑ (๕) อันเป็นการโต้แย้งกับสิทธิหรือส่วนได้เสียของบุคคลที่สามนอกจากนี้ คำร้องขอของผู้ร้องดังกล่าว ยังเป็นคดีที่เกี่ยวเนื่องกับสิทธิแห่งสภาพบุคคลสิทธิในครอบครัว และสิทธิในการรับมรดกของผู้ตาย เมื่อพิจารณาประกอบกับคำร้องคัดค้านของผู้คัดค้านที่กล่าวว่า การเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ร้องกระทบกระเทือนต่อส่วนได้เสียหรือสิทธิในการรับมรดกผู้ตาย ในส่วนของผู้คัดค้านและทายาทอื่นด้วย ดังนั้น ผู้คัดค้านจึงมีสิทธิที่จะโต้แย้งคัดค้านข้อเท็จจริงตามคำร้องขอของผู้ร้องได้ ผู้ร้องทราบก่อนยื่นคำร้องขอแล้วว่า ผู้ตายมีผู้จัดการมรดกตามกฎหมายและทราบที่อยู่ของทายาทที่เป็นผู้จัดการมรดกด้วย จึงอยู่ในวิสัยและเงื่อนไขที่ผู้ร้องสามารถส่งสำเนาคำร้องขอ และแจ้งวันนัดไต่สวนด้วยการส่งหมายนัดและสำเนาคำร้องขอโดยวิธีธรรมดาให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียตามมาตรา ๗๒ ได้ ไม่มีเหตุตามกฎหมายที่จะส่งคำคู่ความโดยวิธีอื่นตามมาตรา ๗๙ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งสำเนาคำร้องขอและแจ้งวันนัดไต่สวนโดยวิธีการประกาศหนังสือพิมพ์ย่อมทำให้ผู้คัดค้านและทายาทของ ก. ไม่ทราบเรื่องดังกล่าว ไม่มีโอกาสโต้แย้งคัดค้านคำร้องขอของผู้ร้องก่อนตามมาตรา ๒๑ (๒) ถือว่าเป็นกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้เป็นไปด้วยความยุติธรรมในการส่งคำคู่ความ กระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นในส่วนนี้จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ถือเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตามมาตรา ๒๗ ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. ๒๕๕๓ มาตรา ๖ ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 72,11,,จำเลยให้การชั้นสอบสวนครั้งแรกรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา จำเลยไม่สามารถพูดหรือเข้าใจภาษาไทย มีการจัดหาล่ามให้ แต่ไม่ปรากฏว่าล่ามสาบานหรือปฏิญาณตนว่าจะทำหน้าที่โดยสุจริต ดังนี้ ถ้อยคำรับสารภาพจะรับฟังเป็นพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลยได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๔๘/๒๕๖๒ จำเลยไม่สามารถพูดหรือเข้าใจภาษาไทย แม้พนักงานสอบสวนจัดให้เจ้าพนักงานตำรวจท่องเที่ยวและ พ. เป็นล่ามแปลคำให้การชั้นสอบสวนให้จำเลยฟัง แต่ไม่ปรากฏว่า ล่ามสาบานหรือปฏิญาณตนว่าจะทำหน้าที่โดยสุจริตใจตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๓ วรรคสี่ ถ้อยคำรับสารภาพดังกล่าวของจำเลยจึงไม่สามารถรับฟังเป็นพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๓๔/๔ ",วิ.อาญา,,,,,,, 72,11,,ความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน หากผู้ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีไม่ได้รับมอบอำนาจจากผู้เสียหายที่แท้จริงให้ร้องทุกข์ หรือหนังสือมอบอำนาจให้ร้องทุกข์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย พนักงานสอบสวนจะมีอำนาจสอบสวนและพนักงานอัยการมีอำนาจฟ้องหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๓๐/๒๕๖๒ ความผิดตาม ป.ที่ดิน มาตรา ๙ (๑), ๑๐๘ ทวิ เป็นความผิดที่กระทำต่อรัฐไม่ใช่ความผิดต่อส่วนตัว พนักงานสอบสวนมีอำนาจสอบสวนได้แม้จะไม่มีคำร้องทุกข์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๒๑ ดังนั้น เมื่อพนักงานสอบสวนทำการสอบสวนคดีนี้แล้ว พนักงานอัยการย่อมมีอำนาจฟ้องคดีนี้ต่อศาลได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๘ (๑) มาตรา ๑๒๐ และ พ.ร.บ.พนักงานอัยการ พ.ศ. ๒๔๙๘ มาตรา ๑๑ (๑) โดยมิต้องคำนึงว่าผู้ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีจะเป็นผู้ใด หรือร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่ใครบ้าง ผู้ร้องทุกข์ได้รับมอบอำนาจจากผู้เสียหายที่แท้จริงหรือไม่ และหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวจะปิดอากรแสตมป์ กับมีตราสำคัญของผู้มอบอำนาจประทับไว้หรือไม่ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง",วิ.อาญา,,,,,,, 72,11,,ศาลชั้นต้นไม่ได้ระบุในคำพิพากษาว่าให้กักขังจำเลยแทนค่าปรับเป็นระยะเวลาเท่าใด โจทก์ไม่อุทธรณ์ในข้อนี้ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นให้กักขังจำเลยแทนค่าปรับได้เกิน ๑ ปี แต่ไม่เกิน ๒ ปี คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๕๖๔/๒๕๖๒ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษปรับจำเลยที่ ๑ เป็นเงิน ๒๗๕,๐๐๐ บาท โดยมิได้กำหนดวิธีการไว้ว่า หากไม่ชำระค่าปรับจะให้ดำเนินการอย่างไร การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นให้ปรับ ๒๕๐,๐๐๐ บาท โดยให้บังคับโทษปรับตาม ป.อ. มาตรา ๒๙ มาตรา ๓๐ (ที่แก้ไขใหม่) นั้น ชอบแล้ว แต่การบังคับโทษปรับตั้งแต่ ๘๐,๐๐๐ บาทขึ้นไป ตามมาตรา ๓๐ วรรคแรก กำหนดให้ศาลสั่งกักขังแทนค่าปรับเป็นระยะเวลาเกินกว่า ๑ ปี แต่ไม่เกิน ๒ ปี ก็ได้ ซึ่งการให้กักขังแทนค่าปรับเป็นระยะเวลาเพียงใด ต้องระบุไว้ในคำพิพากษาให้ชัดเจน เมื่อศาลชั้นต้นไม่ได้ระบุไว้ในคำพิพากษาว่า ให้กักขังจำเลยที่ ๑ แทนค่าปรับเป็นระยะเวลาเท่าใด ดังนี้ ย่อมกักขังแทนค่าปรับได้เพียง ๑ ปี เมื่อโจทก์ไม่อุทธรณ์ในข้อนี้ การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นให้กักขังจำเลยที่ ๑ แทนค่าปรับได้เกิน ๑ ปี แต่ไม่เกิน ๒ ปี จึงเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยที่ ๑ ไม่ชอบด้วยป.วิ.อ. มาตรา ๒๑๒ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความไม่ฎีกาศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัย และแก้ไขให้ถูกต้องได้เอง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๕ วรรคสองประกอบมาตรา ๒๒๕ และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๑ ",วิ.อาญา,,,,,,, 72,11,,หนังสือสัญญาขายที่ดินระบุว่า ผู้ขายยอมขายที่ดินโฉนดเลขที่พร้อมสิ่งปลูกสร้างแก่ผู้ซื้อและได้รับเงินค่าที่ดินครบถ้วนแล้ว ผู้ขายจะนำพยานบุคคลมาสืบว่าความจริงตกลงขายที่ดินแก่ผู้ซื้อเพียงครึ่งเดียว สัญญาขายที่ดินทั้งแปลงเป็นนิติกรรมอำพรางสัญญาขายที่ดินเฉพาะส่วนตามที่ให้การต่อสู้ไว้ ได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๙๙๗/๒๕๖๒ จำเลยให้การว่า จำเลยตกลงขายที่ดินพิพาทแก่โจทก์เพียงครึ่งเดียว โดยแบ่งตามแนวร่องน้ำกลางสวน จำเลยขายที่ดินฝั่งร่องน้ำด้านทิศตะวันออกแก่โจทก์ ส่วนที่ดินฝั่งร่องน้ำด้านทิศตะวันตกยังเป็นของจำเลย มีข้อตกลงให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งแปลงให้แก่โจทก์เพื่อให้โจทก์นำไปเป็นหลักประกันเงินกู้กับธนาคารนำเงินมาชำระราคาที่ดินให้แก่จำเลย โดยชำระหนี้แก่ธนาคารแทนจำเลย เมื่อโจทก์ชำระหนี้ธนาคารและไถ่ถอนจำนองแล้ว โจทก์จะโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินส่วนของจำเลยให้แก่จำเลยหลังจากโอนจำเลยมอบที่ดินฝั่งร่องน้ำด้านทิศตะวันออกให้แก่โจทก์เข้าครอบครองและทำประโยชน์แล้วส่วนจำเลยยังคงครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินฝั่งร่องน้ำด้านทิศตะวันตกตลอดมาโจทก์และจำเลยเป็นญาติกันจึงไว้วางใจ แต่โจทก์กลับกล่าวอ้างว่า โจทก์มีกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งแปลงแล้วนำสัญญาขายที่ดินทั้งแปลงซึ่งเป็นเป็นนิติกรรมอำพรางสัญญาขายที่ดินเฉพาะส่วนมาเป็นมูลเหตุฟ้องขับไล่จำเลยนั้น เป็นคำให้การในทำนองว่าสัญญาขายที่ดินพิพาทในส่วนที่ดินด้านทิศตะวันตกของลำรางพร้อมบ้านเลขที่ ๑๑๘ นั้น ไม่สมบูรณ์ดังนั้น จำเลยผู้ขายย่อมนำพยานบุคคลมาสืบได้ว่า ความจริงเป็นการทำสัญญาขายที่ดินเฉพาะส่วนด้านทิศตะวันออกแก่โจทก์ ไม่เป็นการนำสืบแก้ไขเปลี่ยนแปลงเอกสารอันต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๙๔ วรรคหนึ่ง (ข) ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 72,11,, เจ้าพนักงานตำรวจซึ่งเป็นท้องที่พบการกระทำความผิดเกิดขึ้นก่อน จึงมีการขยายผลสืบสวนและมีการวางแผนจนกระทั่งจับกุมผู้ร่วมกระทำความผิดได้ในอีกท้องที่หนึ่งและความผิดแต่ละฐานมีโทษเสมอกัน ดังนี้ พนักงานสอบสวนในท้องที่ใดมีอำนาจสอบสวนและศาลในท้องที่ใดมีอำนาจพิจารณาคดีนี้,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๕๐๔/๒๕๖๒ ก่อนจับกุมเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรเมืองเชียงราย ซึ่งเป็นท้องที่พบการกระทำความผิดเกิดขึ้นก่อน จึงมีการขยายผลสืบสวนและมีการวางแผนให้พันตำรวจตรี อ. อำพรางตัวเป็นเด็กท้ายรถบรรทุกสิบล้อที่ขนกระสอบข้าวและกระสอบปุ๋ยบรรจุเมทแอมเฟตามีนของกลางจากจังหวัดเชียงรายไปส่งให้จำเลยที่ ๒ ในสถานีบริการน้ำมันเอสโซ่ที่อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ตามที่ได้นัดหมายกันไว้กับผู้ที่โทรศัพท์ติดต่อกับสายลับว่าจะมารับเมทแอมเฟตามีน เจ้าพนักงานตำรวจจึงติดตามไปจนกระทั่งสามารถจับกุมจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ได้พร้อมเมทแอมเฟตามีนของกลาง กรณีจึงเป็นความผิดต่อเนื่องและกระทำต่อเนื่องเกี่ยวพันกันทั้งในท้องที่สถานีตำรวจภูธรเมืองเชียงรายซึ่งเป็นท้องที่ที่พบเมทแอมเฟตามีนของกลางและสถานีตำรวจภูธรวังน้อยจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นท้องที่ที่จับกุมจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ได้ พนักงานสอบสวนในท้องที่ใดท้องที่หนึ่งที่เกี่ยวข้องมีอำนาจสอบสวนได้ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเชียงราย จึงมีอำนาจสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙ (๓) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๓ การสอบสวนย่อมเป็นไปโดยชอบ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๑๒๐ ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๓ และเมื่อความผิดหลายฐานได้กระทำลงโดยผู้กระทำความผิดหลายคนเกี่ยวพันกันความผิดฐานสมคบโดยตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป เพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับเมทแอมเฟตามีนกับความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามฟ้องมีอัตราโทษอย่างสูงเสมอกัน ศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลที่รับฟ้องความผิดเกี่ยวพันกันนั้นไว้ก่อน ย่อมมีอำนาจพิจารณาคดีได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๔ วรรคหนึ่ง (๑) และวรรคสาม ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๓โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องต่อศาลชั้นต้น ",วิ.อาญา,,,,,,, 72,12,,ราษฎรเป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญาข้อหาความผิดฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒๘ มีระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปีและปรับไม่เกินสองแสนบาท ผู้พิพากษาคนเดียวมีอำนาจไต่สวนมูลฟ้อง หรือไม่ และหากไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีไม่มีมูล ผู้พิพากษาคนเดียวมีคำพิพากษายกฟ้อง ได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๒๗๖/๒๕๖๒ ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องศาลชั้นต้นโดยผู้พิพากษาคนเดียวเป็นองค์คณะพิจารณาและต่อมาได้มีคำพิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒๖, ๓๒๘ ซึ่งความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒๘ มีระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปีและปรับไม่เกินสองแสนบาท จึงเกินอำนาจผู้พิพากษาคนเดียวที่จะพิพากษายกฟ้องได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๒๕ (๕) และมาตรา ๒๖ แต่ผู้พิพากษาคนเดียวมีอำนาจไต่สวนมูลฟ้องได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๒๕ (๓) ดังนั้น การไต่สวนมูลฟ้องโดยผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนคนเดียวในศาลชั้นต้นจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว การที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาใหม่ จึงเป็นเพียงการย้อนสำนวนมาให้ดำเนินกระบวนพิจารณาและทำคำพิพากษาใหม่ในส่วนที่ไม่ชอบตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๓๑ (๑) ประกอบมาตรา ๒๙ (๓) เท่านั้น ศาลชั้นต้นหาจำต้องไต่สวนมูลฟ้องใหม่อีกแต่อย่างใดไม่ และเมื่อทนายโจทก์แถลงต่อศาลชั้นต้นในชั้นไต่สวนมูลฟ้องว่า โจทก์หมดพยานในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง การไต่สวนมูลฟ้องย่อมเสร็จสิ้นลงโดยชอบแล้ว โจทก์จึงไม่อาจนำพยานเข้าไต่สวนเพิ่มเติมได้อีก ส่วนคำพิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนกับผู้พิพากษาหัวหน้าศาลลงลายมือชื่อร่วมเป็นองค์คณะ เป็นกรณีมีเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมมาตรา ๓๑ (๑) ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลย่อมมีอำนาจตรวจสำนวนคดีและลงลายมือชื่อร่วมเป็นองค์คณะได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๒๙ (๓) การที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยผู้พิพากษาหัวหน้าศาลตรวจสำนวนคดีและลงลายมือชื่อร่วมเป็นองค์คณะจึงเป็นการพิจารณาและพิพากษาใหม่โดยมีผู้พิพากษาครบองค์คณะโดยชอบตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๗ แล้ว ",วิ.อาญา,,,,,,, 72,12,,คำฟ้องของพนักงานอัยการโจทก์อ้างว่าโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ถูกลักไปเป็นของบุคคลคนหนึ่งซึ่งเป็นผู้เสียหาย ระหว่างพิจารณามีบุคคลอีกคนหนึ่งยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์อ้างว่าตนเป็นผู้เสียหายเพราะเป็นเจ้าของทรัพย์ที่ถูกลัก พนักงานอัยการโจทก์และจำเลยไม่ค้าน ดังนี้ ศาลจะอนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์ ได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๙๗๙/๒๕๖๒ตามฟ้องโจทก์อ้างว่าโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ถูกลักไปเป็นของ ร. ผู้เสียหาย ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น ส. ยื่นคำร้องอ้างว่าตนเป็นผู้เสียหายเพราะเป็นเจ้าของทรัพย์ที่ถูกลักไป ขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ โดยโจทก์และจำเลยทั้งสองแถลงต่อศาลชั้นต้นว่า ส. เป็นเจ้าของทรัพย์ที่ถูกลักไป และไม่คัดค้านที่ ส. จะขอเข้าร่วมเป็นโจทก์แม้คำแถลงของโจทก์และจำเลยทั้งสองจะเป็นประโยชน์แก่ ส. แต่คำแถลงของโจทก์เกี่ยวกับตัวผู้เสียหายแตกต่างไปจากฟ้อง โดยโจทก์ไม่ได้อ้างว่ามีเหตุผลอย่างไรที่แถลงแตกต่างไปเช่นนั้น ดังนี้ กรณียังไม่อาจรับฟังว่า ส. เป็นผู้เสียหายไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๐,วิ.อาญา,,,,,,, 72,12,,พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในข้อหาความผิดฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๒ และให้จำเลยคืนเงินแก่ผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๔๓ หากศาลพิพากษายกฟ้องเพราะคดีโจทก์ขาดอายุความ คำขอส่วนแพ่งตกไปด้วยหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๒๗๕/๒๕๖๒ โจทก์ร่วมรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดตั้งแต่วันที่จำเลยไม่ยอมคืนเงินที่โจทก์ร่วมนำเข้าฝากในบัญชีธนาคารของจำเลยเพื่อนำเงินไปให้ผู้มีชื่อกู้ยืมแทนผู้เสียหายแม้ต่อมาจำเลยจะถอนเงินออกจากบัญชีและโจทก์ร่วมเพิ่งทราบถึงการถอนเงินซึ่งเป็นเหตุการณ์ภายหลังจากที่จำเลยปฏิเสธไม่ยอมคืนเงินให้แก่โจทก์ร่วมแล้ว หาทำให้สิทธิในการร้องทุกข์ของโจทก์ร่วมขยายออกไปไม่ โจทก์ร่วมเพิ่งไปร้องทุกข์ตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเมื่อพ้นกำหนด ๓ เดือน นับแต่วันที่โจทก์ร่วมรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด คดีของโจทก์และโจทก์ร่วมจึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา๙๖ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมเป็นอันระงับไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๙ (๖) พนักงานอัยการโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกทรัพย์สินหรือราคาแทนโจทก์ร่วมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๔๓ ทำให้คำขอส่วนแพ่งของโจทก์ร่วมตกไปด้วย ",วิ.อาญา,,,,,,, 72,12,,การอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นจะอุทธรณ์ภายในกำหนด ๑ เดือน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นอ่านคำสั่งศาลอุทธรณ์ที่มีคำสั่งยืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์คำสั่งได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๒๖๗/๒๕๖๑ คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ส่งพินัยกรรมไปตรวจพิสูจน์ คำสั่งไม่อนุญาตให้เลื่อนการสืบพยาน และคำสั่งเกี่ยวกับการคัดค้านการทำหน้าที่ของผู้พิพากษา ล้วนเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาก่อนที่ศาลชั้นต้นจะมีคำพิพากษา ซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งนั้นในระหว่างพิจารณา หากโจทก์ไม่เห็นด้วยและประสงค์จะใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งนั้นในภายหลังจะต้องโต้แย้งคำสั่งไว้จึงจะมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งนั้นได้ภายในกำหนด ๑ เดือน นับแต่วันที่ศาลได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๖ มิใช่นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นอ่านคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ที่มีคำสั่งยืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของโจทก์ และแม้โจทก์อ้างว่าโจทก์ยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวอันถือว่าโจทก์ได้โต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นไว้แล้ว แต่เมื่อปรากฏว่าศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๖๐ ครบกำหนดเวลายื่นอุทธรณ์ ๑ เดือน ในวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๖๐ ซึ่งตรงกับวันอาทิตย์ โจทก์จึงมีสิทธิยื่นอุทธรณ์ภายในวันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๖๐ ซึ่งเป็นวันเปิดทำการวันแรกได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๘ การที่โจทก์ยื่นอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นในวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๑ จึงเกินกำหนดเวลาตามกฎหมายแล้ว ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 72,12,,ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม โจทก์จะฎีกาว่าผู้รับมอบอำนาจโจทก์ฉ้อฉลโจทก์เพราะทำสัญญาประนีประนอมยอมความโดยโจทก์ไม่ได้มอบอำนาจให้กระทำได้ได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๖๕๘/๒๕๖๒ โจทก์ฎีกาว่า ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ฉ้อฉลโจทก์เพราะทำสัญญาประนีประนอมยอมความโดยโจทก์ไม่ได้มอบอำนาจให้กระทำได้ สัญญาประนีประนอมยอมความเป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้ออ้างของโจทก์เท่ากับเป็นการกล่าวอ้างว่าคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความละเมิดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน โจทก์ย่อมมีสิทธิอุทธรณ์ฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๓๘ วรรคสอง (๒) การตีความหนังสือมอบอำนาจท้ายคำฟ้องว่าผู้รับมอบอำนาจโจทก์มีอำนาจทำสัญญาประนีประนอมยอมความหรือไม่ เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน โจทก์มีสิทธิฎีกาได้ เมื่อผู้รับมอบอำนาจโจทก์ทำสัญญาประนีประนอมยอมความโดยไม่มีอำนาจ สัญญาประนีประนอมยอมความไม่ผูกพันโจทก์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่ให้บังคับตามสัญญาประนีประนอมยอมความจึงไม่ชอบ โจทก์อุทธรณ์และฎีกาขอให้พิพากษาว่าสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมตกเป็นโมฆะและขอให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาคดีใหม่เป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาชั้นละ ๒๐๐ บาท ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 72,13,,คดีแพ่งสามัญ โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระค่าสินค้าตามสัญญาซื้อขายซึ่งโจทก์จำเลยได้ตกลงกำหนดราคาสินค้ากันไว้แล้ว มีข้อตกลงชำระค่าสินค้าเป็นงวด แต่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าสินค้าบางส่วน จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลให้โจทก์ส่งพยานเอกสารโดยมิได้ให้โจทก์นำพยานหลักฐานมาสืบ ดังนี้ การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชอบหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๕๑๔/๒๕๕๐ จำเลยฎีกาประการแรกว่า คดีนี้เป็นกรณีที่โจทก์มีคำขอบังคับให้จำเลยชำระหนี้เป็นเงินอันไม่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน โจทก์ส่งพยานเอกสารโดยมิได้นำพยานหลักฐานมาสืบ จึงถือว่าคดีของโจทก์ไม่มีมูล ศาลชอบที่จะยกฟ้องโจทก์เสียนั้น เห็นว่า ตามคำฟ้องเป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระค่าสินค้าตามสัญญาซื้อขายซึ่งโจทก์จำเลยได้ตกลงกำหนดราคาสินค้ากันไว้แล้วเป็นเงินจำนวน ๑,๓๒๐,๙๓๐ บาท ดังนั้น การที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าสินค้าจำนวน ๙๗๑,๔๙๗.๕๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดคำนวณถึงวันฟ้องรวมเป็นเงิน ๑,๐๓๓,๘๓๖.๘๗ บาท จึงเป็นกรณีที่โจทก์มีคำขอบังคับให้จำเลยชำระหนี้เป็นเงินจำนวนแน่นอนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๑๙๘ ทวิ วรรคสาม (๑) ดังนั้น แม้การซื้อขายดังกล่าวจะมีข้อตกลงชำระค่าสินค้าเป็นงวดและโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าสินค้าไม่ครบจำนวนตามสัญญาเนื่องจากจำเลยชำระค่าสินค้าบางส่วนแก้โจทก์และโจทก์ขอแก้ไขคำฟ้องเกี่ยวกับจำนวนเงินค่าสินค้าก็ไม่เป็นเหตุให้คดีของโจทก์กลับกลายเป็นคดีที่โจทก์มีคำขอบังคับให้จำเลยชำระหนี้เป็นเงินอันไม่อาจกำหนดจำนวนได้แน่นอน การที่โจทก์ส่งพยานเอกสารแทนการสืบพยานตามคำสั่งศาลชั้นต้นจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาไปตามบทบัญญัติของกฎหมาย ศาลชอบที่จะรับฟังพยานเอกสารของโจทก์ดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานในคดีได้ ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 72,13,,คดีเดิม โจทก์ฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายอ้างว่า สัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะเนื่องจากจำเลยใช้อุบายหลอกลวงเป็นเหตุให้โจทก์สำคัญผิดในสาระสำคัญแห่งนิติกรรม ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง คดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาโจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยและเรียกค่าเสียหายอ้างว่าสัญญาเช่าครบกำหนดระยะเวลาแล้ว ขอให้ขับไล่และชดใช้ค่าเช่าที่ค้างชำระ ดังนี้ ฟ้องโจทก์เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำหรือไม่," มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๖๙๕/๒๕๕๐ คดีเดิมซึ่งเป็นคดีหมายเลขแดงที่ ๘๘๕/๒๕๕๔ ของศาลชั้นต้น มีพันเอก ม. เป็นโจทก์ที่ ๑ โจทก์คดีนี้เป็นโจทก์ที่ ๒ และจำเลยคดีนี้เป็นจำเลย โจทก์ทั้งสองดังกล่าวฟ้องว่าจำเลยใช้อุบายหลอกลวงโจทก์เพื่อให้ทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาท จนเป็นเหตุให้โจทก์สำคัญผิดในสาระสำคัญของทรัพย์สินที่ให้เช่า สัญญาเช่าดังกล่าวจึงเป็นโมฆะ ขอให้พิพากษาว่าสัญญาเช่าเป็นโมฆะ และขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทรวมทั้งทำที่ดินพิพาทให้มีสภาพเหมือนเดิมและให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องศาลอุทธรณ์ภาค ๖ พิพากษายืน คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา สำหรับคดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทของโจทก์กับพันเอก ม. บิดาโจทก์ มีกำหนดระยะเวลา ๒๐ ปี แต่มิได้จดทะเบียนการเช่าต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ สัญญาเช่าดังกล่าวจึงมีผลผูกพันเพียง ๓ ปี บัดนี้ครบกำหนดระยะเวลาดังกล่าวแล้ว จำเลยจึงไม่มีสิทธิอยู่ในที่พิพาทอีกต่อไปขอให้ขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทและเรียกค่าเสียหาย เห็นว่า คดีเดิมโจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยและเรียกค่าเสียหายอ้างว่าสัญญาเช่าที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะ เนื่องจากจำเลยใช้อุบายหลอกลวงเป็นเหตุให้โจทก์สำคัญผิดในสาระสำคัญแห่งนิติกรรม สภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างซึ่งอาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในคดีเดิมคือจำเลยได้กระทำกลฉ้อฉลโจทก์เป็นเหตุให้โจทก์สำคัญผิดในสาระสำคัญแห่งนิติกรรมหรือไม่แต่ในคดีนี้โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยและเรียกค่าเสียหายโดยอ้างว่าบัดนี้สัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยครบกำหนดระยะเวลา ๓ ปี จึงสิ้นผลผูกพันแล้ว สภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างอันเป็นหลักแห่งข้อหา เป็นเรื่องที่สัญญาเช่าที่พิพาทมีผลบังคับเพียงใด และสิ้นผลผูกพันแล้วหรือไม่ ข้ออ้างหรือประเด็นพิพาทที่ศาลต้องวินิจฉัยในคดีก่อนกับคดีนี้ไม่ใช่อย่างเดียวกันฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำอันเกี่ยวกับคดีหรือประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้วตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๘ โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ได้ ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 72,13,,เจ้าของกรรมสิทธิ์รวมที่ดินกับจำเลยซึ่งตกเป็นภาระจำยอม หากการบังคับคดีมีปัญหาอันเนื่องจากโจทก์และจำเลยแปลความคำพิพากษาแตกต่างกันจะร้องสอดเข้าเป็นคู่ความในชั้นบังคับคดีได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๗๒๖/๒๕๕๓ ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่าผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องคัดค้านในคดีนี้หรือไม่ ผู้ร้องฎีกาว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมที่ดินโฉนดที่ ๓๓๙๙๘ เป็นผู้ได้รับความเสียหายจากการบังคับคดีและคำสั่งของศาลชั้นต้น ผู้ร้องจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในคดีนี้ เห็นว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมที่ดินซึ่งตกเป็นภาระจำยอมและถูกบังคับคดีในคดีนี้ เมื่อการบังคับคดีมีปัญหาอันเนื่องจากโจทก์และจำเลยแปลความคำพิพากษาแตกต่างกันจำเลยและผู้ร้องเห็นว่าการบังคับคดีไม่ถูกต้องตามคำพิพากษา ทำให้จำเลยและผู้ร้องเสียหายผู้ร้องย่อมใช้สิทธิร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๗ (๑) ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 72,13,,หลังจากโจทก์สืบพยานไปแล้วบางส่วน จำเลยขอแก้ไขคำให้การ จากเดิมที่ปฏิเสธว่า ไม่เคยทำสัญญาค้ำประกันหนี้ของลูกหนี้ เป็นรับว่าได้ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ของลูกหนี้จริง แต่ฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้ว ดังนี้ เข้าข้อยกเว้นที่จำเลยมีสิทธิขอแก้ไขคำให้การเมื่อล่วงเลยกำหนดระยะเวลาขอแก้ไขแล้ว หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๑๔๕/๒๕๕๐ หลังจากโจทก์ได้สืบพยานไปบางส่วนแล้ว จำเลยที่ ๖ และที่ ๗ ขอแก้ไขคำให้การเดิมจากที่ให้การปฏิเสธว่า จำเลยที่ ๖ และที่ ๗ ไม่เคยทำสัญญาค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ ๑ กับโจทก์เป็นว่า จำเลยที่ ๖ และที่ ๗ ได้ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ ๑ กับโจทก์จริง แต่ต่อมาได้ลาออกจากการเป็นหุ้นส่วนของจำเลยที่ ๑ ขณะนั้น จำเลยที่ ๑ เป็นหนี้โจทก์เพียงเก้าแสนบาทเศษ โจทก์ไม่ฟ้องให้จำเลยที่ ๖ และที่ ๗ รับผิดภายในอายุความตามกฎหมาย ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เห็นว่า ข้อความที่จำเลยที่ ๖ และที่ ๗ ขอแก้ไขเป็นการสละข้อต่อสู้เดิมที่ปฏิเสธว่าไม่เคยทำสัญญาค้ำประกันแล้วยกข้อต่อสู้ขึ้นใหม่ ยอมรับว่าทำสัญญาค้ำประกันแต่ไม่ต้องรับผิดเนื่องจากคดีขาดอายุความ เช่นนี้ข้อความที่จำเลยที่ ๖ และที่ ๗ ขอแก้ไขเป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ ๖ และที่ ๗ ทราบอยู่แล้ว จึงเป็นเรื่องที่จำเลยที่ ๖ และที่ ๗ อาจยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การได้ก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน เนื่องจากคดีนี้ไม่มีการชี้สองสถานและกรณีเช่นนี้ ไม่ใช่เป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อย ทั้งข้อความที่จำเลยที่ ๖ และที่ ๗ ขอแก้ไขว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความนั้นไม่ใช่เป็นปัญหาในเรื่องอำนาจฟ้อง ดังที่จำเลยที่ ๖ และที่ ๗ อ้างมาในคำร้องขอแก้ไขคำให้การ จึงหาใช่เป็นการขอแก้ไขในเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนดังนั้นที่จำเลยที่ ๖ และที่ ๗ ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การภายหลังที่โจทก์ได้สืบพยานไปบางส่วนแล้วเป็นการฝ่าฝืนประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๘๐ ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 72,13,,คำฟ้องของโจทก์ไม่ได้ระบุว่า หากโจทก์ยึดทรัพย์สินจำนองออกขายทอดตลาดแล้วได้เงินไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน ดังนี้ คู่ความจะตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันใหม่ว่า หากยึดทรัพย์สินที่จำนองออกขายทอดตลาดแล้วได้เงินไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน และขอให้ศาลพิพากษาตามยอม ได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๖๒๘/๒๕๕๘ การทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อศาลนั้น คู่ความจะตกลงกันเป็นประการใดก็ได้ แม้ตามคำฟ้องของโจทก์จะไม่ได้ระบุว่าหากโจทก์ยึดทรัพย์สินจำนองออกขายทอดตลาดแล้วได้เงินไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วนก็ตาม คู่ความก็สามารถที่จะตกลงกันใหม่ได้ว่าหากยึดทรัพย์สินที่จำนองออกขายทอดตลาดแล้วได้เงินไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ครบถ้วนได้ ไม่ถือว่าเป็นการพิพากษาตัดสินคดีเกินคำขอท้ายฟ้อง คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๔๗๘/๒๕๕๓ แม้ตามคำฟ้องในคดีแพ่งโจทก์จะฟ้องขอให้ชำระหนี้และบังคับจำนอง หากยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดไม่พอชำระหนี้ยอมให้ยึดทรัพย์สินอื่นออกขายทอดตลาดได้ก็ตาม แต่เมื่อทำสัญญาประนีประนอมยอมความกลับระบุในสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ ๖ ว่า หากจำเลยทั้งสามผิดนัดชำระหนี้ข้อ ๒ และข้อ ๓ งวดใดงวดหนึ่ง ให้ถือว่าผิดนัดชำระหนี้ทั้งหมด ยอมให้โจทก์บังคับคดีตามข้อ ๑ และให้ยึดทรัพย์จำนองตามฟ้องได้ทันทีและระบุในสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ ๗ ว่า โจทก์และจำเลยทั้งสามยินยอมตามข้อ ๑ ถึงข้อ ๖ ทุกประการ โดยไม่ติดใจเรียกร้องเงินอื่นใดอีก โดยไม่ปรากฏข้อความในสัญญาประนีประนอมยอมความว่า หากบังคับชำระหนี้เอาทรัพย์จำนองตามฟ้องออกขายทอดตลาดได้เงินไม่พอชำระหนี้โจทก์ก็ให้บังคับเอาแก่ทรัพย์สินอื่นได้ด้วย ดังนี้ แสดงว่าโจทก์และจำเลยทั้งสามประสงค์จะบังคับคดีแก่ทรัพย์จำนองตามฟ้อง (สามแปลง) เท่านั้น ดังนั้น เมื่อโจทก์บังคับเอาแก่ทรัพย์จำนองของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ แล้วได้เงินไม่พอชำระหนี้ หนี้ของจำเลยทั้งสามตามคำพิพากษาโจทก์ย่อมไม่มีสิทธิที่จะบังคับเอาแก่ทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามได้อีกโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 72,14,,ความผิดต่อเนื่องและกระทำต่อเนื่องในท้องที่หลายแห่ง พนักงานสอบสวนท้องที่ใดเป็นผู้รับผิดชอบในการสอบสวน,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๐๑/๒๕๕๕ แม้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ถูกจับกุมในท้องที่สถานีตำรวจภูธรพระประแดง แต่ก่อนหน้านั้นจำเลยที่ ๑ ถูกจับกุมพร้อมเมทแอมเฟตามีนของกลางจำนวนหนึ่งในท้องที่สถานีตำรวจภูธรพระสมุทรเจดีย์ ซึ่งจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ อยู่ ณ บริเวณที่เกิดเหตุในท้องที่ดังกล่าวและมีพฤติการณ์ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ ๑ ด้วย แต่จำเลยที่ ๒และที่ ๓ ขับรถที่มีเมทแอมเฟตามีนของกลางอีกจำนวนหนึ่งหลบหนีไปและถูกจับกุมในท้องที่สถานีตำรวจภูธรพระประแดง ย่อมถือว่าเป็นความผิดต่อเนื่องและกระทำต่อเนื่องในท้องที่ทั้งสองแห่งพนักงานสอบสวนท้องที่ใดท้องที่หนึ่งในสองแห่งนั้นย่อมมีอำนาจสอบสวนได้ และเมื่อจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เป็นคู่คดีกับจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นตัวการและถูกจับกุมได้ก่อนแล้ว พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรพระสมุทรเจดีย์ย่อมเป็นผู้รับผิดชอบในการสอบสวนตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙ และพนักงานอัยการย่อมมีอำนาจฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๒๐ ",วิ.อาญา,,,,,,, 72,14,,โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษฐานลักทรัพย์ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีโจทก์มีมูลในความผิดฐานยักยอก ได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๓๒๔๖/๒๕๕๕ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษฐานลักทรัพย์ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว ฟังว่าจำเลยเอาทรัพย์สินของโจทก์ขณะที่อยู่ในความครอบครองของตนไปโดยทุจริตจึงมีมูลความผิดฐานยักยอก แม้เป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ได้กล่าวในฟ้อง แต่ข้อแตกต่างระหว่างการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์กับฐานยักยอกทรัพย์นั้นเป็นเพียงรายละเอียดซึ่งตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคสาม ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงฯ มาตรา ๔ มิให้ถือว่าต่างกันในข้อสาระสำคัญ ทั้งมิให้ถือว่าข้อที่พิจารณาได้ความนั้นเป็นเรื่องเกินคำขอหรือเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ การที่ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีโจทก์มีมูลในความผิดฐานยักยอกจึงชอบแล้ว ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ทราบเรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดแล้วฟ้องคดีเกินกว่าสามเดือน ความผิดฐานยักยอกจึงขาดอายุความ โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์รู้ถึงการกระทำความผิดและตัวผู้กระทำความผิดในวันที่ศาลมีคำสั่งแต่งตั้งผู้แทนเฉพาะคดีของโจทก์ เมื่อผู้แทนเฉพาะคดียื่นฟ้องจำเลยในวันดังกล่าว คดีจึงไม่ขาดอายุความ ในการวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวศาลอุทธรณ์จำต้องย้อนไปวินิจฉัยว่า โจทก์รู้ถึงการกระทำความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดเมื่อใดจึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ข้อกฎหมายที่โจทก์อ้าง เมื่อคดีของโจทก์ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงฯมาตรา ๒๒ ที่ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ของโจทก์ในความผิดฐานยักยอกจึงเป็นการไม่ชอบ ",วิ.อาญา,,,,,,, 72,14,,การค้นในที่รโหฐานโดยไม่มีหมายค้น หากเจ้าของบ้านเป็นผู้พาเจ้าพนักงานตำรวจไปตรวจค้นบ้านที่เกิดเหตุด้วยตนเอง เป็นการค้นที่ชอบหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๔๗๗/๒๕๕๕ จำเลยยินยอมให้เจ้าพนักงานตำรวจไปตรวจค้นโดยจำเลยเป็นผู้พาเจ้าพนักงานตำรวจไปตรวจค้นบ้านที่เกิดเหตุด้วยตนเอง แสดงว่าการค้นได้กระทำไปโดยอาศัยอำนาจความยินยอมของจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของบ้านที่เกิดเหตุ เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าเจ้าพนักงานตำรวจได้ข่มขู่หรือหลอกลวงให้จำเลยให้ความยินยอมในการค้นแต่ประการใดแม้การค้นจะกระทำโดยไม่มีหมายค้นที่ออกโดยศาลอนุญาตให้ค้นได้ก็หาใช่เป็นการค้นโดยมิชอบ,วิ.อาญา,,,,,,, 72,14,,ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยที่ ๒ ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ แต่เห็นว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้ว จึงพิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ ๒ โจทก์อุทธรณ์ให้จำเลยที่ ๒ร่วมรับผิดด้วย หากจำเลยที่ ๒ เพียงแต่ยื่นคำแก้อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ ๒ ไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ ดังนี้ ในชั้นอุทธรณ์จะมีประเด็นตามที่จำเลยที่ ๒ ยื่นคำแก้อุทธรณ์หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๕๓๑๐/๒๕๕๕ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๒ โดยผลแห่งคดีจำเลยที่ ๒ จึงไม่จำต้องอุทธรณ์ แต่โจทก์มีสิทธิอุทธรณ์ เมื่อโจทก์ยื่นอุทธรณ์ จำเลยที่ ๒ มีสิทธิยื่นคำแก้อุทธรณ์ได้ เมื่อจำเลยที่ ๒ ไม่เห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยว่าจำเลยที่ ๒ ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ แต่ที่พิพากษายกฟ้องเพราะเห็นว่าฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๒ ขาดอายุความแล้ว จำเลยที่ ๒ ย่อมมีสิทธิโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นในประเด็นที่วินิจฉัย ให้จำเลยที่ ๒ ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ได้ แม้จำเลยที่ ๒ มิได้ยื่นเป็นคำฟ้องอุทธรณ์ก็ตาม แต่จำเลยที่ ๒ ก็มีสิทธิคัดค้านโดยกล่าวในคำแก้อุทธรณ์ได้ประเด็นข้อพิพาทดังกล่าวจึงยังมีอยู่ ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ต้องวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวด้วย,วิ.แพ่ง,,,,,,, 72,14,, กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทจำกัดยักยอกทรัพย์ของบริษัท (คดีความผิดต่อส่วนตัว) ผู้ถือหุ้นในฐานะกรรมการคนหนึ่งไปแจ้งความร้องทุกข์ แต่ต่อมาได้ไปถอนคำร้องทุกข์ ดังนี้ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของบริษัทจำกัดระงับไปหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๕/๒๕๓๕ กรณีความผิดที่ได้กระทำต่อนิติบุคคลซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๕ (๓) บัญญัติให้ผู้จัดการหรือผู้แทนอื่น ๆ ของนิติบุคคลเป็นผู้ฟ้องคดีแทนนั้น ถ้าผู้จัดการหรือผู้แทนอื่น ๆ เหล่านั้นกลับเป็นผู้กระทำผิดต่อนิติบุคคลนั้นเสียเองก็เป็นที่เห็นได้ชัดว่าผู้กระทำผิดจะไม่ฟ้องคดีแทนนิติบุคคลเพื่อกล่าวหาตนเอง เมื่อเป็นดังนี้ บรรดาผู้เป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นซึ่งมีประโยชน์ได้เสียร่วมกับนิติบุคคลนั้นย่อมได้รับความเสียหาย ทั้งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๑๖๙ ก็บัญญัติไว้ว่า ถ้ากรรมการทำให้เกิดความเสียหายแก่บริษัทและบริษัทไม่ฟ้องคดี ผู้ถือหุ้นคนใดคนหนึ่งฟ้องคดีได้ ดังนี้ โดยนิตินัยย่อมถือว่า ป. ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นและเป็นกรรมการคนหนึ่งของโจทก์ เป็นผู้เสียหายจึงมีสิทธิฟ้องคดีอาญาหรือแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินแก่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ฐานยักยอกทรัพย์ของโจทก์ดังกล่าวข้างต้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๘ (๒), ๑๒๓ ประกอบด้วยมาตรา ๒ (๔)เมื่อ ป. ในฐานะกรรมการของโจทก์ได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนกล่าวหาว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมกันยักยอกทรัพย์ของโจทก์แต่ต่อมา ป. ได้ถอนคำร้องทุกข์นั้นแล้ว ดังนั้นไม่ว่า ป.จะดำเนินการดังกล่าวทั้งหมดในฐานะกระทำการแทนโจทก์หรือในฐานะผู้ถือหุ้นสิทธิที่โจทก์จะนำคดีอาญามาฟ้องจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๓๙ (๒) (คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๖๘๐/๒๕๒๐ วินิจฉัยเช่นกัน)",วิ.แพ่ง,,,,,,, 72,14,,มูลหนี้ของโจทก์เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเป็นมูลหนี้ค่าขายที่ดินแปลงที่โจทก์นำยึดไว้แต่โจทก์มิได้บอกลงทะเบียนข้อความจริงเกี่ยวกับราคา และดอกเบี้ยในราคาที่ยังค้างชำระในชั้นลงทะเบียนสัญญาซื้อขายนั้น หากมีเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีอื่นมายื่นคำร้องขอเฉลี่ย โจทก์จะอ้างว่าโจทก์มีสิทธิได้รับชำระหนี้ก่อนในฐานะเจ้าหนี้บุริมสิทธิหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๒๔๑/๒๕๓๒ โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินของจำเลยทั้งสองเพื่อขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้ตามคำพิพากษาของโจทก์ ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองกับพวกอีกสองคนร่วมกันใช้เงินให้ผู้ร้อง หากจำเลยทั้งสองกับพวกไม่ชำระให้เอาที่ดินที่จำนองออกขายทอดตลาดชำระหนี้ให้ผู้ร้องแต่ราคาที่ดินที่จำเลยจำนองไว้มีราคาไม่พอชำระหนี้ให้ผู้ร้องได้ และผู้ร้องไม่สามารถเอาชำระหนี้ได้จากทรัพย์สินอื่น ๆ ของจำเลยทั้งสองอีก ผู้ร้องจึงขอเฉลี่ยเงินที่ขายหรือจำหน่ายทรัพย์ในคดีนี้ โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า มูลหนี้ของโจทก์เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีนี้เป็นมูลหนี้ค่าขายที่ดินแปลงที่โจทก์นำยึดไว้ ซึ่งจำเลยทั้งสองค้างชำระโจทก์อยู่พร้อมตอกเบี้ยโจทก์จึงเป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๗๓ (๓), ๒๗๖ และมีสิทธิบังคับชำระหนี้เอาจากจำเลยทั้งสองจนเต็มจำนวนได้ก่อนเจ้าหนี้อื่นซึ่งเป็นเจ้าหนี้สามัญ ขอให้สั่งให้ผู้ร้องมีสิทธิเฉลี่ยทรัพย์ได้เฉพาะส่วนที่เหลือจากที่โจทก์บังคับได้เต็มจำนวนแล้วเท่านั้น ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้ผู้ร้องเข้าเฉลี่ยหนี้ในทรัพย์สินหรือเงินที่ขายหรือจำหน่ายทรัพย์สินในคดีนี้ได้ตามขอ โจทก์อุทธรณ์ ขอให้ผู้ร้องเข้าเฉลี่ยทรัพย์หลังจากโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิในมูลค่าขายอสังหาริมทรัพย์ได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาครบถ้วนแล้ว ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า แม้โจทก์จะเป็นเจ้าหนี้ในมูลซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ที่ยังค้างชำระสำหรับที่ดินแปลงพิพาทที่โจทก์นำยึดบังคับคดี โจทก์จึงเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาผู้มีบุริมสิทธิในอันจะได้รับชำระหนี้จากการบังคับคดีทรัพย์สินดังกล่าวได้ก่อนผู้ร้องผู้เป็นเจ้าหนี้สามัญตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๗๓ (๓), ๒๗๖ ก็ตาม แต่สำหรับกรณีเจ้าหนี้บุริมสิทธิพิเศษเหนืออสังหาริมทรัพย์เฉพาะอย่างดังกล่าวยังอยู่ในบทบังคับของกฎหมายที่จะต้องบอกลงทะเบียนข้อความจริงเกี่ยวกับราคาและดอกเบี้ยในราคาที่ยังค้างชำระในชั้นลงทะเบียนสัญญาซื้อขายนั้น อันแสดงเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ประสงค์ให้ผู้ทรงบุริมสิทธิพิเศษเหนืออสังหาริมทรัพย์ของลูกหนี้ต้องจดทะเบียนบุริมสิทธิไว้ มิฉะนั้นบุริมสิทธิย่อมสิ้นผลนับแต่นั้นตามนัยแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๘๘ ดังนั้น เมื่อโจทก์มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่ได้รับชำระหนี้ในมูลซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ที่ยังค้างชำระในฐานะเจ้าหนี้บุริมสิทธิได้ก่อนเจ้าหนี้อื่น ที่โจทก์ฎีกาคัดค้านว่าเหตุที่มิได้บอกลงทะเบียนไว้เพราะเข้าใจว่าเช็คที่จำเลยออกให้เพื่อชำระหนี้จะใช้เงินได้ครบถ้วน ก็ปรากฏว่าขัดแย้งกับข้อตกลงตามสัญญาซื้อขายซึ่งระบุไว้ชัดแจ้งแล้วว่า โจทก์จะได้รับชำระราคาส่วนที่เหลือเมื่อได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขของสัญญาข้อ ๖ แล้ว ส่วนที่โจทก์ฎีกาประการสุดท้ายในข้อที่ผู้ร้องมิได้คัดค้านเป็นประเด็นไว้ในชั้นอุทธรณ์ และมิใช่ปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนนั้น เห็นว่าบทบัญญัติเกี่ยวกับอำนาจบุริมสิทธิตามกฎหมายเป็นบทบัญญัติที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ดังนั้น แม้ผู้ร้องมิได้คัดค้านไว้ในชั้นอุทธรณ์ศาลก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๙ วรรคสอง (เดิม) ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 72,14,,"เอกสารที่อ้างส่งในชั้นไต่สวนคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ จะต้องระบุไว้ในบัญชีระบุพยาน และส่งสำเนาให้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๘๘, ๙๐ หรือไม่","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๒๗๖/๒๕๓๒ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๘๘, ๙๐ การยื่นบัญชีระบุพยานและการส่งสำเนาเอกสารนั้นใช้บังคับเฉพาะการสืบพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้ออ้างข้อเถียงในประเด็นแห่งคดีที่พิพาทไม่ใช้บังคับในการไต่สวนคำร้องที่ไม่เกี่ยวกับประเด็นข้อพิพาทในคดี ก่อนฟ้องคดีโจทก์รู้ว่าจำเลยอยู่บ้านเลขที่ ๑๒๗๔/๒๗ ดังนั้นเมื่อส่งหมายเรียกสำเนาคำฟ้องให้จำเลยที่บ้านเลขที่ ๑๒๗๔/๑๑๕ อันเป็นสำนักทำการงานของจำเลยไม่ได้ โจทก์ก็ชอบที่จะขอให้ส่งหมายเรียกและสำเนาฟ้องให้จำเลย ณ บ้านเลขที่ ๑๒๗๔/๒๗ อันเป็นภูมิลำเนาของจำเลยการที่ศาลอนุญาตให้ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องโดยประกาศโฆษณาทางหนังสือพิมพ์เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาไม่ชอบ ถือไม่ได้ว่าจำเลยทราบคำฟ้องและวันนัดสืบพยาน กรณีมีเหตุที่จะให้พิจารณาใหม่ ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 72,15,,จำเลยให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์และจำเลยแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทไปจากโจทก์ จำเลยจะยกข้อเท็จจริงที่จำเลยนำสืบว่า ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยโดยบิดาจำเลยยกให้และจำเลยครอบครองทำประโยชน์มาโดยตลอดในชั้นอุทธรณ์ได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๐๖/๒๕๖๑ จำเลยนำสืบยืนยันว่า ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยโดยบิดาจำเลยยกให้ จำเลยครอบครองทำประโยชน์และปลูกบ้านอยู่อาศัยมาโดยตลอดอันเป็นการนำสืบยืนยันว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยไม่ใช่เป็นของโจทก์และจำเลยไม่ได้แย่งการครอบครองที่ดินพิพาทไปจากโจทก์ ซึ่งต่างไปจากที่จำเลยอ้างต่อสู้ในคำให้การและแก้ไขให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์และจำเลยแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทไปจากโจทก์จนได้สิทธิครอบครองเมื่อข้อเท็จจริงที่จำเลยนำสืบดังกล่าวเป็นการนอกประเด็นและนอกเหนือจากคำให้การ ต้องห้ามมิให้รับฟังตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๘๗ (๑) อุทธรณ์ของจำเลยที่ขอให้ยกฟ้องโจทก์ เป็นการยกข้อเท็จจริงที่จำเลยนำสืบมาซึ่งต้องห้ามมิให้รับฟังตามมาตรา ๘๗ (๑) ขึ้นกล่าวอ้างซึ่งเป็นคนละเหตุกับที่จำเลยอ้างต่อสู้ไว้ในคำให้การ อุทธรณ์ของจำเลยเป็นการอุทธรณ์ในข้อที่มิได้ยกข้อเท็จจริง ขึ้นว่ากล่าวกันมาโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๕ วรรคหนึ่ง ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 72,15,,คู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงร่วมกันว่าเหตุการณ์เป็นไปตามฟ้องโจทก์ทุกประการ ดังนี้ ศาลอุทธรณ์จะรับฟังภาพถ่ายแนบท้ายแถลงการณ์ปิดคดีของโจทก์ซึ่งมิใช่เอกสารท้ายคำฟ้องมาใช้ในการวินิจฉัยข้อเท็จจริง ได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๙๐๗/๒๕๖๑ คู่ความทั้งสองฝ่ายแถลงรับข้อเท็จจริงร่วมกันแล้วว่า เหตุการณ์เป็นไปตามฟ้องโจทก์ทุกประการ ขอให้ศาลวินิจฉัยว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นภัยน้ำท่วมตามเอกสารแนบท้ายตารางกรมธรรม์ประกันความเสี่ยงภัยทรัพย์สินหรือไม่ เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องเพียงว่า เกิดเหตุการณ์ฝนตกหนักต่อเนื่องหลายวันติดต่อกัน ทำให้น้ำที่ไหลจากบนหลังคาอาคารและน้ำจากเชิงเขาไหลทะลักเข้ามาภายในอาคารทางด้านหลังของอาคาร ประกอบกับขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางคืนประตูด้านหน้าอาคารปิดทำให้น้ำไม่สามารถไหลออกจากอาคารได้ เกิดน้ำขังภายในอาคารโชว์รูม การที่ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคจะวินิจฉัยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่าอยู่ในความหมายของคำว่าน้ำท่วมตามเอกสารแนบท้ายตารางกรมธรรม์ประกันความเสี่ยงภัยทรัพย์สินหรือไม่ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคจะต้องฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติตามที่ปรากฏในคำฟ้องโจทก์อันเป็นข้อเท็จจริงที่คู่ความทั้งสองฝ่ายรับกันแล้วในศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๘๔ (๓) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๗ เท่านั้น การที่ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภครับฟังภาพถ่ายโชว์รูมของโจทก์แนบท้ายแถลงการณ์ปิดคดีของโจทก์แล้ววินิจฉัยว่าตามภาพถ่ายเห็นได้ชัดเจนว่าพื้นที่ด้านหลังโชว์รูมเป็นป่าเขา ข้อเท็จจริงจึงเพียงพอรับฟังได้ว่ามีน้ำป่าไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่เกิดเหตุนั้น เมื่อภาพถ่ายดังกล่าวเป็นเอกสารแนบท้ายแถลงการณ์ปิดคดีมิใช่เอกสารท้ายคำฟ้องอันจะถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้อง การที่ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภครับฟังภาพถ่ายดังกล่าวแล้ววินิจฉัยว่ามีน้ำป่าไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่เกิดเหตุจึงเป็นการรับฟังข้อเท็จจริงอื่นนอกเหนือจากที่โจทก์และจำเลยแถลงรับกัน อันถือได้ว่าเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๕ วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.๒๕๕๑ มาตรา ๗ ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 72,15,,โจทก์ฟ้องขอบังคับให้จำเลยไปจดทะเบียนภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ภายหลังจากโจทก์จำเลยแถลงหมดพยานแล้ว ศาลสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินทำแผนที่พิพาทปรากฏว่าทางพิพาทบางส่วนอยู่ในที่ดินโฉนดอื่นของจำเลยด้วย ดังนี้ โจทก์จะขอแก้ไขคำฟ้องว่าทางพิพาทบางส่วนอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่นอกจากที่ระบุในคำฟ้องเดิมได้หรือไม่ และบุคคลภายนอกที่ใช้ทางพิพาทเป็นเส้นทางเดียวกับที่โจทก์ใช้ผ่านที่ดินจำเลยจะร้องสอดเข้าเป็นโจทก์ร่วมได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๒๔๔ - ๕๒๔๕/๒๕๖๒ โจทก์ยื่นคำฟ้องโดยเข้าใจว่าทางพิพาทอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ ๗๖๖๕ ของจำเลยแต่เพียงแปลงเดียว แต่เมื่อโจทก์จำเลยแถลงหมดพยานแล้ว ศาลชั้นต้นสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดปัตตานี ทำแผนที่พิพาท ปรากฏว่ามีลักษณะทางภูมิภาพซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในที่ดินจำเลยโฉนดเลขที่ ๗๖๖๕ และ ยังมีทางพิพาทบางส่วนอยู่ในที่ดินของจำเลยโฉนดเลขที่ ๗๖๖๖ และโฉนดเลขที่ ๗๖๖๗ ด้วย โจทก์จึงยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องว่าทางพิพาทบางส่วนอยู่ในที่ดินของจำเลยโฉนดเลขที่ ๗๖๖๖ และ ๗๖๖๗ ด้วยเพื่อให้ตรงกับความเป็นจริง และหลังจากนั้นศาลชั้นต้นยังได้สืบพยานเจ้าพนักงานที่ดินผู้ทำแผนที่พิพาทอีกปากหนึ่ง ดังนี้เห็นได้ว่า โจทก์ไม่ทราบมาก่อนว่าทางพิพาทบางส่วนอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่๗๖๖๖ และโฉนดเลขที่ ๗๖๖๗ ด้วย จึงเป็นกรณีที่มีเหตุสมควรที่โจทก์ไม่อาจยื่นคำร้องได้ก่อนนั้น เมื่อมีการขอแก้คำฟ้องในระหว่างพิจารณาก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา โจทก์จึงขอแก้ไขคำฟ้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๘๐ ผู้ร้องยื่นคำร้องว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ ๗๖๗๐ และโฉนดเลขที่ ๗๖๗๑ ซึ่งอยู่ติดกับที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ ๗๖๖๙ ไปทางทิศตะวันออก โดยผู้ร้องซื้อที่ดินดังกล่าว มาจาก ส. และ ส. ได้ใช้ทางพิพาทผ่านที่ดินจำเลยในโฉนดเลขที่ ๗๖๖๕ ออกสู่ถนนสาธารณะสายปากน้ำเป็นเวลาไม่น้อยกว่า ๑๐ ปี โดยความสงบ และโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของทางมาตั้งแต่ปี ๒๕๑๘ จนกระทั่ง ส. ขายให้ผู้ร้อง และเมื่อผู้ร้องซื้อที่ดินดังกล่าวมาแล้วก็ได้ใช้ทางพิพาทสืบสิทธิจากเจ้าของเดิมเรื่อยมาโดยความสงบ และโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของทางเช่นกันโดยทางพิพาทเป็นเส้นทางเดียวกับเส้นทางที่โจทก์ใช้ผ่านที่ดินจำเลย ทั้งทางพิพาทด้านทางส่วนที่ติดกับถนนสายปากน้ำถึงที่ดินผู้ร้องทับซ้อนกับทางพิพาทที่โจทก์อ้างว่าได้กระทำยอมโดยอายุความอยู่ด้วย ดังนี้ ตามคำร้องของผู้ร้องดังกล่าวแปลได้ว่าผู้ร้องสมัครใจเข้ามาในคดีเพราะเห็นว่าเป็นความจำเป็นเพื่อให้ได้รับความรับรองคุ้มครองหรือบังคับตามสิทธิของผู้ร้องที่มีอยู่เช่นเดียวกับโจทก์ และเกี่ยวเนื่องด้วยกับการบังคับคดีตามคำพิพากษา ผู้ร้องจึงมีสิทธิร้องสอดเข้ามาในคดีได้ คดีนี้จำเลยได้นำพยานหลักฐานเข้าสืบหักล้างข้ออ้างของผู้ร้องได้อย่างเต็มที่ ไม่ได้ทำให้ฝ่ายจำเลยเสียเปรียบแต่อย่างใด ส่วนทางพิพาทที่ผู้ร้องใช้ทับซ้อนกับทางพิพาทที่โจทก์ใช้นั้นหากในอนาคตผู้ร้องไม่ได้เข้ามาในคดีอาจจะมีข้อพิพาทกับโจทก์ในการใช้ทางพิพาทได้ผู้ร้องมีสิทธิร้องสอดเข้ามาในคดีได้",วิ.แพ่ง,,,,,,, 72,15,,ฟ้องโจทก์ไม่มีลายมือชื่อผู้เรียงและผู้เขียนหรือผู้พิมพ์ ความปรากฏในชั้นอุทธรณ์ ดังนี้ จะย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นดำเนินการแก้ไขให้โจทก์แก้ไขข้อผิดพลาดดังกล่าว ได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๓๘๖/๒๕๖๒ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๖๑ บัญญัติว่า “ถ้าฟ้อง ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ให้ศาลสั่งให้โจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้อง หรือยกฟ้อง หรือไม่ประทับฟ้อง”และมาตรา ๑๕๘ บัญญัติว่า “ฟ้องต้องทำเป็นหนังสือและมี ฯลฯ (๗) ลายมือชื่อโจทก์ผู้เรียง ผู้เขียนหรือพิมพ์ฟ้อง” ตามฟ้องโจทก์ปรากฏว่า โจทก์ได้ลงลายมือชื่อโจทก์แล้วโดยผู้รับมอบอำนาจโจทก์ลงลายมือชื่อแทนโจทก์ เหตุที่ไม่ปรากฏลายมือชื่อผู้เรียงและผู้เขียนหรือพิมพ์ฟ้องน่าจะเป็นเพราะโจทก์พิมพ์คำขอท้ายฟ้องเฉพาะด้านหน้ามิได้พิมพ์แบบพิมพ์ด้านหลังซึ่งจะมีช่องลายมือชื่อผู้เรียงหรือผู้พิมพ์ไว้ จึงเป็นข้อผิดพลาดเล็กน้อย ซึ่งสามารถแก้ไขได้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ มีคำพิพากษายกฟ้องโจทก์ เพราะเหตุดังกล่าวโดยไม่สั่งให้โจทก์แก้ไขก่อนจึงไม่ถูกต้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย เห็นควรให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้โจทก์แก้ไขข้อผิดพลาดดังกล่าวภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด และเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ยังมิได้วินิจฉัยเนื้อหาแห่งคดี หลังจากที่โจทก์แก้ไขข้อผิดพลาดดังกล่าวแล้วให้ศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค ๑ เพื่อพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๑ และให้ย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้โจทก์แก้ไขข้อผิดพลาดที่ไม่ลงชื่อผู้เรียง ผู้เขียนหรือผู้พิมพ์แล้วส่งสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ",วิ.อาญา,,,,,,,กลับหลักคำพิพากษาฎีกาที่ ๓๔๓๙/๒๕๖๒ 72,16,,ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่น แต่ให้รอการกำหนดโทษและคุมความประพฤติไว้ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๔๖/๒๕๖๒ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นตาม ป.อ.มาตรา ๒๙๕ ประกอบมาตรา ๘๓ แต่ให้รอการกำหนดโทษและคุมความประพฤติไว้จึงไม่เป็นการลงโทษตาม ป.อ. มาตรา ๑๘ และต้องถือว่าศาลชั้นต้นมิได้พิพากษาให้ลงโทษจำคุกจำเลยเกิน ๕ ปี เมื่อศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืนจึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๑๘ วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. ๒๕๕๓ มาตรา ๑๘๒/๑ ที่จำเลยฎีกาว่าพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมายังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหายนั้น เป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงจึงต้องห้ามฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่า ว",วิ.แพ่ง,,,,,,, 72,16,,ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดการไต่สวนมูลฟ้องและจำหน่ายคดีชั่วคราว และเมื่อคดีที่จำเลยฟ้องโจทก์ถึงที่สุดให้โจทก์แถลงให้ศาลทราบเพื่อยกคดีขึ้นพิจารณาต่อไป ดังนี้ โจทก์จะอุทธรณ์คำสั่งศาลดังกล่าวในระหว่างการพิจารณา ได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๕๙๐ - ๓๕๙๒/๒๕๖๒ คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้งดการไต่สวนมูลฟ้อง และจำหน่ายคดีชั่วคราว เมื่อคดีที่จำเลยฟ้องโจทก์ทั้งสามตามคดีอาญาของศาลชั้นต้นถึงที่สุดให้โจทก์แถลงให้ศาลทราบเพื่อยกคดีขึ้นพิจารณาต่อไปนั้น เป็นเพียงคำสั่งจำหน่ายคดีชั่วคราว ไม่ใช่คำสั่งจำหน่ายคดีเด็ดขาด คำสั่งดังกล่าวไม่ทำให้ประเด็นแห่งคดีเสร็จไปแต่อย่างใด จึงเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาที่ไม่ทำให้คดีเสร็จสำนวน โจทก์ทั้งสามจึงยังไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวในระหว่างการพิจารณาตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๖ ",วิ.อาญา,,,,,,, 72,16,,ผู้ต้องหายื่นคำร้องต่อศาลขอตรวจสำนวนและคัดถ่ายเอกสารคำร้องขอออกหมายจับ พร้อมทั้งเอกสารประกอบกับหมายจับ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้คัดถ่ายเฉพาะคำร้องขอออกหมายจับ คำสั่งและหมายจับ ส่วนเอกสารประกอบคำร้องอื่น ๆ เป็นเอกสารที่ใช้ในขั้นตอนการสอบสวน ไม่อนุญาต ดังนี้ ผู้ต้องหาจะอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น ได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๘๖๓/๒๕๖๒ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำฟ้องไว้พิจารณาแล้ว ต่อมาผู้ต้องหาที่ ๕ ยื่นคำร้องขอคัดถ่ายเอกสารคำร้องขอออกหมายจับ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้คัดถ่ายคำร้องขอออกหมายจับคำสั่งศาลและหมายจับเท่านั้น แต่ไม่อนุญาตให้คัดถ่ายเอกสารประกอบส่วนอื่นนั้น คำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาที่ไม่ทำให้คดีเสร็จไปทั้งเรื่อง ห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งนั้นจนกว่าจะมีคำพิพากษาและมีอุทธรณ์คำพิพากษานั้นด้วยตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๖ ",วิ.อาญา,,,,,,, 72,16,,คดีอัตราโทษจำคุกไม่เกินสามปีและปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีเพราะสิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับ โจทก์อุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์สั่งให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาและมีคำพิพากษาต่อไปโดยไม่สั่งจำหน่ายคดี อันเป็นการโต้แย้งดุลพินิจของศาลชั้นต้น อุทธรณ์ของโจทก์ต้องห้ามตามกฎหมายหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๑๖๒/๒๕๖๒ โจทก์และโจทก์ร่วมฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานยักยอกทรัพย์ตาม ป.อ.มาตรา ๓๕๒ มีระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปีและปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาคดีอาญาในศาลแขวง พ.ศ. ๒๔๙๔ มาตรา ๒๒ (หมายเหตุ เทียบ ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๓ ทวิ) แต่กฎหมายบัญญัติห้ามมิให้อุทธรณ์เฉพาะในส่วนของคำพิพากษาเท่านั้น การที่โจทก์ร่วมอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งจำหน่ายคดีเพราะสิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับ แม้จะเป็นการอุทธรณ์ดุลพินิจของศาลชั้นต้นในการรับฟังข้อเท็จจริงก็ตาม แต่คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวก็มิได้ก้าวล่วงไปวินิจฉัยข้อเท็จจริงในเนื้อหาแห่งคำฟ้องแต่อย่างใด อุทธรณ์ของโจทก์ร่วมคงเป็นเรื่องที่โจทก์ร่วมขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ สั่งให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาและมีคำพิพากษาต่อไปโดยไม่สั่งจำหน่ายคดีเพียงอย่างเดียวเท่านั้น กรณีเช่นนี้จึงเป็นเรื่องที่โจทก์ร่วมอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจของศาลชั้นต้นในการสั่งจำหน่ายคดีเพราะสิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๓๙ (๒) มิใช่เป็นการอุทธรณ์โต้แย้งข้อเท็จจริงในเนื้อหาแห่งคำฟ้องที่จะต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาคดีอาญาในศาลแขวง พ.ศ. ๒๔๙๔ มาตรา ๒๒ ",วิ.อาญา,,,,,,, 72,16,,การนำสืบว่าหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือสูญหายไปนั้น จะนำพยานบุคคลมาสืบได้หรือไม่ และการนำพยานบุคคลมาสืบว่า มีการกู้ยืมกันตามหลักฐานแห่งการกู้ยืมที่สูญหายไป ต้องได้รับอนุญาตจากศาลก่อนหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๘๒/๒๕๖๒ ร. เข้าเบิกความเป็นพยานโดยโจทก์ไม่ได้ระบุในบัญชีระบุพยานก่อน ร. เบิกความไปตามเอกสารเท่านั้น และนับแต่พยานเข้าเบิกความจนถึงวันที่ศาลล่างมีคำพิพากษา มีเวลา ๑๕ วัน จำเลยก็ไม่ได้คัดค้าน เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจำเป็นจะต้องสืบพยานหลักฐานอันสำคัญซึ่งเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดีศาลจึงสามารถรับฟังพยานปากนี้ได้ ไม่ขัดต่อ ป.วิ.พ. มาตรา ๘๗ (๒) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๗ การนำสืบว่าหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือสูญหายไปนั้น โจทก์ย่อมนำพยานบุคคลมาสืบได้ เพราะเป็นกรณีที่ไม่มีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดงและการนำพยานบุคคลสืบว่าจำเลยกู้เงินโจทก์ตามหลักฐานแห่งการกู้ยืมที่สูญหายไปต้องได้รับอนุญาตจากศาลก่อน เมื่อศาลชั้นต้นยอมให้โจทก์นำพยานบุคคลเข้าสืบได้ตลอดทั้งเรื่อง ถือว่าศาลชั้นต้นได้อนุญาตโดยปริยายแล้วตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๙๓ (๒) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๗",วิ.แพ่ง,,,,,,, 72,16,,การยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบอ้างว่าการส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ไม่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งเกิดขึ้นหลังศาลมีคำพิพากษาแล้วต้องยื่นไม่ช้ากว่าแปดวันนับแต่วันที่ได้ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้นหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๓๙๑/๒๕๖๒ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๗ วรรคหนึ่ง เมื่อมีการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบศาลมีอำนาจยกขึ้นพิจารณาได้เอง หรือคู่ความฝ่ายที่เสียหายมีอำนาจยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนเสียได้ ส่วนระยะเวลาในการยื่นคำร้องนั้นบทบัญญัติดังกล่าววรรคสอง กำหนดให้คู่ความฝ่ายที่เสียหายต้องยื่นไม่ช้ากว่า ๘ วัน นับแต่วันที่ได้ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้น แต่ทั้งนี้คู่ความฝ่ายนั้นต้องมิได้ดำเนินการอันใดขึ้นใหม่หลังจากที่ได้ทราบเรื่องผิดระเบียบแล้วหรือต้องมิได้ให้สัตยาบันแก่การผิดระเบียบนั้น ๆ ซึ่งระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้นี้ใช้บังคับแก่การยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบทุกกรณี ไม่ว่าจะอยู่ในระหว่างพิจารณาหรือหลังจากศาลมีคำพิพากษาแล้ว ไม่ใช่ว่าใช้บังคับเฉพาะกรณีขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบก่อนมีคำพิพากษา โจทก์ทราบผลคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๖ เมื่อเจ้าพนักงานเดินหมายส่งคำบังคับให้โจทก์ทราบ แสดงว่าโจทก์ทราบแล้วว่าศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๖ แล้ว (พิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแทนจำเลย) จึงมีการออกคำบังคับให้โจทก์ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๖ โจทก์ชอบที่จะตรวจสอบและทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างที่ขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตามคำร้องได้นับแต่นั้น และโจทก์นำเงินค่าฤชาธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แทนอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๖ มาวางศาล ถือได้ว่าโจทก์ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างในเรื่องผิดระเบียบตั้งแต่โจทก์ได้รับคำบังคับหรืออย่างช้าภายในวันที่โจทก์นำเงินมาวางศาล แต่โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ล่วงเลยเวลาที่กฎหมายกำหนดโจทก์ย่อมไม่มีสิทธิที่จะยื่นคำร้องได้ คำร้องของโจทก์ที่ขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบจึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา ๒๗ วรรคสอง ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 72,16,,คดีฟ้องให้บังคับชำระหนี้เงินกู้ จำเลยให้การต่อสู้ว่าสัญญากู้ยืมเงินเป็นเอกสารปลอม มิได้ให้การต่อสู้ว่าหนังสือสัญญากู้ปิดอากรแสตมป์ไม่บริบูรณ์ จำเลยจะยกขึ้นในชั้นอุทธรณ์ได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๐๓๕/๒๕๖๒ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้เงินกู้ ตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินจำเลยให้การต่อสู้ปฏิเสธความรับผิดโดยอ้างว่า จำเลยไม่เคยลงลายมือชื่อทำสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์ และหนังสือสัญญากู้ยืมเงินเป็นเอกสารปลอม ดังนี้ การจะรับฟังว่าจำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์ตามฟ้องจริงหรือไม่ย่อมต้องอาศัยหนังสือสัญญากู้ยืมเงินเป็นพยานหลักฐาน เมื่อหนังสือสัญญากู้ยืมเงินที่โจทก์อ้างเป็นหลักฐานในการฟ้องบังคับจำเลยให้รับผิดต่อโจทก์ มีลักษณะเป็นตราสารซึ่งต้องปิดอากรแสตมป์และขีดฆ่า ดังที่บัญญัติไว้ใน ป.รัษฎากร มาตรา ๑๑๘ แต่หนังสือสัญญากู้ยืมเงินคงปิดอากรแสตมป์เพียงเท่านั้น มิได้ขีดฆ่าเสียด้วย หนังสือสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าว จึงถือเป็นตราสารที่ปิดอากรแสตมป์ไม่บริบูรณ์ ไม่อาจใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งได้ ตาม ป.รัษฎากร มาตรา ๑๑๘ และเป็นผลเท่ากับว่าโจทก์ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อจำเลยผู้กู้ยืมเป็นสำคัญ โจทก์จึงไม่อาจฟ้องร้องบังคับคดีแก่จำเลยได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๖๕๓ วรรคหนึ่ง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนแม้จำเลยจะมิได้ให้การต่อสู้ไว้จำเลยย่อมยกขึ้นฎีกาได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๕ วรรคสอง มาตรา ๒๕๒ ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๗ ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 71,1,,คดีอาญาที่ราษฎรเป็นโจทก์ ศาลพิพากษายกฟ้องโดยไม่ได้มีการไต่สวนมูลฟ้องก่อนตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๖๒ (๑) เป็นการชอบหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๖๘๘/๒๕๖๑ โจทก์ทั้งสิบห้าฎีกาว่า การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและยกฟ้องโจทก์ทั้งสิบห้าโดยมิได้มีการไต่สวนมูลฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๖๒ (๑) และยังไม่ได้ประทับรับฟ้องไว้พิจารณาก่อน เป็นการข้ามขั้นตอนกระบวนพิจารณา จึงเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า การที่ศาลรับฟ้องไว้เพื่อไต่สวนมูลฟ้องนั้น ไม่จำเป็นที่ศาลจะต้องไต่สวนมูลฟ้องหรือต้องวินิจฉัยว่าฟ้องมีมูลและประทับรับฟ้องไว้พิจารณาก่อนเสมอไป หากศาลเห็นว่าจำเลยมิได้กระทำผิดก็ดี การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดก็ดี คดีขาดอายุความแล้วก็ดี หรือมีเหตุตามกฎหมายที่จำเลยไม่ควรต้องรับโทษก็ดี ให้ศาลยกฟ้องโจทก์ปล่อยจำเลยไป ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๘๕ ดังนี้ เมื่อศาลเห็นว่าการกระทำทั้งหลายของจำเลยทั้งห้าตามฟ้องพ้นจากความผิดและความรับผิดโดยสิ้นเชิง ศาลชอบที่จะยกฟ้องได้เลย โดยไม่จำต้องไต่สวนมูลฟ้องและประทับรับฟ้อง ",วิ.อาญา,,,,,,, 71,1,,ผู้เสียหายที่แท้จริงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย ผู้มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายจะมีอำนาจเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการในคดีส่วนอาญาหรือยื่นคำร้องขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในส่วนแพ่งหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๐๐๑ - ๘๐๐๒/๒๕๖๐ ผู้ตายสมัครใจเข้าวิวาทต่อสู้กับจำเลยทั้งหก ผู้ตายจึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย พ. มารดาของผู้ตายย่อมไม่มีอำนาจจัดการแทนผู้ตายซึ่งถูกทำร้ายถึงตาย พ. ผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการในคดีส่วนอาญาและไม่มีสิทธิอุทธรณ์หรือฎีกา ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๔๔/๑ เป็นบทบัญญัติที่มี เจตนารมณ์ที่จะช่วยผู้ที่ได้รับความเสียหายในทางแพ่งให้ได้รับความสะดวกรวดเร็วในการได้รับชดใช้ค่าสินไหมทดแทนและไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีแพ่งเป็นอีกคดีหนึ่งทั้งคดีแพ่งและคดีอาญาจะได้เสร็จสิ้นไปในคราวเดียวกัน โดยให้ผู้ที่ได้รับความเสียหายยื่นคำร้องเข้ามาในคดีอาญา การที่ผู้ตายถูกจำเลยทั้งหกร่วมกันทำร้ายจนถึงแก่ความตายเป็นความเสียหายเพราะเหตุที่ผู้ตายได้รับอันตรายแก่ชีวิต อันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลยทั้งหกดังกล่าว ถือเป็นผู้เสียหายมีสิทธิจะยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญาตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวได้ แม้จะได้ความว่าผู้ตายมีส่วนก่อให้เกิดความเสียหายด้วยโดยสมัครใจวิวาททำร้ายกับฝ่ายจำเลยก็เป็นข้อเท็จจริงที่จะนำมาใช้ประกอบดุลพินิจในการกำหนดค่าสินไหมทดแทนเท่านั้น ไม่ทำให้สิทธิของผู้เสียหายที่จะขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนหมดไป พ. เป็นมารดาของผู้ตายและเป็นทายาทของผู้ตาย เมื่อผู้ตายถูกทำร้ายถึงตายต้องขาดไร้อุปการะตามกฎหมายและต้องจัดงานศพจึงมีสิทธิเรียกค่าปลงศพและเรียกค่าขาดไร้อุปการะได้ ",วิ.อาญา,,,,,,, 71,1,,ข้อหาความผิดที่ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกาได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๕๔๙/๒๕๖๐ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีโจทก์ไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ พิพากษาแก้ให้ประทับฟ้องจำเลยที่ ๔ เฉพาะข้อหาหมิ่นประมาทตามฟ้องข้อ ๙ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เท่ากับว่าคดีโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ ๔ อีก ๘ ข้อหาตามฟ้องข้อ ๑ ถึงข้อ ๘ และฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ และที่ ๕ ถึงที่ ๑๑ นั้น ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ ได้พิพากษายืนให้ยกฟ้องโจทก์ ดังนั้นข้อหาทั้ง ๘ ข้อหาดังกล่าวในส่วนของจำเลยที่ ๔ และคดีสำหรับจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ และที่ ๕ ถึงที่ ๑๑ ทุกข้อหาจึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาไม่ว่าจะเป็นปัญหาข้อเท็จจริงหรือปัญหาข้อกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๐ ",วิ.อาญา,,,,,,, 71,1,,ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์โดยให้เหตุผลว่าเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ คำสั่งศาลอุทธรณ์เป็นที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๕๖ วรรคท้ายหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๗๗๗/๒๕๖๐ แม้ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ฉบับที่สองของจำเลยโดยให้เหตุผลว่าเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำก็ตาม แต่ก็ถือว่าเป็นขั้นตอนเกี่ยวกับการขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลนั่นเองซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๕๖/๑ วรรคท้าย บัญญัติว่าในกรณีที่ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมให้แต่เฉพาะบางส่วนหรือมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ผู้ขออาจอุทธรณ์คำสั่งนั้นต่อศาลได้ภายในกำหนดเจ็ดวันนับแต่วันมีคำสั่ง คำสั่งของศาลอุทธรณ์เช่นว่านี้ให้เป็นที่สุด จำเลยจึงไม่มีสิทธิฎีกาอีก,วิ.แพ่ง,,,,,,, 71,1,,ราษฎรเป็นโจทก์ฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาคดีอาญาระหว่างการพิจารณาคดีของศาลอุทธรณ์ โจทก์ฟ้องคดีแพ่งขอให้ขับไล่จำเลยในเรื่องเดียวกันกับคดีส่วนแพ่งที่โจทก์ฟ้องรวมมาในคดีอาญา ดังนี้ ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้อนหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๘๔๓/๒๕๖๐ คดีอาญาของศาลชั้นต้นที่โจทก์มีคำขอท้ายฟ้องขอให้จำเลยทั้งสี่กับ บ. ขุดรื้อถอนต้นมันสำปะหลังทั้งหมดออกไปจากที่ดินที่โจทก์มีสิทธิครอบครอง หากจำเลยทั้งสี่ กับ บ. ไม่ดำเนินการให้ถือว่าต้นมันสำปะหลังและผลผลิตทั้งหมดตกเป็นของโจทก์ กับให้จำเลยทั้งสี่กับ บ. และบริวารออกไปจากที่ดินดังกล่าวและห้ามเข้าเกี่ยวข้องอีกต่อไปและให้ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยนั้น เป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่และให้จำเลยทั้งสี่รับผิดในทางแพ่งซึ่งมีมูลกระทำความผิดในทางอาญาถือเป็นการฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญารวมกันมากับคดีอาญา ในการพิจารณาคดีส่วนแพ่งจึงต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๔๐ จำเลยทั้งสี่จึงมีฐานะเป็นจำเลยในคดีตั้งแต่ขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีอาญาต่อศาลชั้นต้นและถือว่าคดีส่วนแพ่งอยู่ในระหว่างการพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๓ วรรคสอง ซึ่งคำว่าอยู่ในระหว่างการพิจารณานั้น อาจอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ หรือศาลฎีกาก็ได้ ดังนั้น เมื่อโจทก์ได้อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาคดีอาญาของศาลชั้นต้นต่อศาลอุทธรณ์ภาค ๓ และในระหว่างการพิจารณาคดีของศาลอุทธรณ์ภาค ๓ โจทก์ได้ฟ้องคดีนี้ ขอให้ขับไล่จำเลยทั้งสี่ซึ่งเป็นจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ และที่ ๕ ในคดีดังกล่าวของศาลชั้นต้นออกไปจากที่ดินพิพาท หากไม่ยอมออกไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา โดยให้โจทก์สามารถรื้อถอนบรรดาพืชไร่และสิ่งปลูกสร้างที่จำเลยทั้งสี่ปลูกไว้ได้เอง อันเป็นการฟ้องในเรื่องเดียวกันกับคดีส่วนแพ่งที่โจทก์ฟ้องรวมมาในคดีอาญาของศาลชั้นต้น ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้อนกับคดีส่วนแพ่งในคดีอาญาของศาลชั้นต้น ย่อมต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๓ วรรคสอง (๑) ซึ่งคำว่าอยู่ในระหว่างพิจารณานั้น อาจอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ หรือศาลฎีกาก็ได้ ดังนั้น เมื่อ โจทก์ได้อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาคดีอาญาของศาลชั้นต้นต่อศาลอุทธรณ์ภาค ๓ และในระหว่างการพิจารณาคดีของศาลอุทธรณ์ภาค ๓ โจทก์ได้ฟ้องคดีนี้ ขอให้ขับไล่จำเลยทั้งสี่ซึ่งเป็นจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ และที่ ๕ ในคดีดังกล่าวของศาลชั้นต้นออกไปจากที่ดินพิพาท หากไม่ยอมออกไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา โดยให้โจทก์สามารถรื้อถอนบรรดาพืชไร่และสิ่งปลูกสร้างที่จำเลยทั้งสี่ปลูกไว้ได้เอง อันเป็นการฟ้องในเรื่องเดียวกันกับคดีส่วนแพ่งที่โจทก์ฟ้องรวมมาในคดีอาญาของศาลชั้นต้น ฟ้องของโจทก์คดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้อนกันคดีส่วนแพ่งในคดีอาญาของศาลชั้นต้น ย่อมต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๓ วรรคสอง (๑) ",วิ.อาญา,,,,,,, 71,1,,ฟ้องแย้งที่อาศัยข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นใหม่ในระหว่างพิจารณาคดี ถือว่าเกี่ยวกับฟ้องเดิมหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๕๒/๒๕๖๐ โจทก์ฟ้องโดยมีคำขอบังคับให้โจทก์มีอำนาจปกครองเด็กหญิง จ. แต่เพียงผู้เดียวพร้อมทั้งให้จำเลยส่งมอบบุตรผู้เยาว์คืนโจทก์ โดยเป็นการเรียกบุตรคืนโดยอาศัยอำนาจปกครองบุตรตามที่โจทก์กับจำเลยทำบันทึกไว้ท้ายทะเบียนหย่า จำเลยฟ้องแย้งโดยขอให้ชดใช้ค่าอุปการะเลี้ยงดูที่จำเลยต้องจ่ายไป ทั้งนี้หลังจากที่มีการทราบผลการตรวจวิเคราะห์พันธุกรรมว่าจำเลยไม่มีความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมเป็นบิดาของเด็กหญิง จ. ฟ้องแย้งในส่วนนี้ของจำเลยจึงเป็นฟ้องแย้งที่อาศัยข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นใหม่ในระหว่างพิจารณาคดีโดยเป็นการบังคับแก่โจทก์ให้ชำระค่าเสียหาย จึงเป็นคนละเรื่องกับคำฟ้องของโจทก์ซึ่งไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิม ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๗ วรรคสาม ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. ๒๕๕๓ มาตรา ๖ ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 71,2,,คำให้การจำเลยที่รับสารภาพตามฟ้องจะหมายความรวมถึงการรับว่าจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อน ตามที่โจทก์กล่าวหาในฟ้องตามที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษจำเลยด้วยหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๕๒๑/๒๕๖๑ โจทก์บรรยายฟ้องไว้ชัดแจ้งแล้วว่าจำเลยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีอาญาของศาลจังหวัดสุรินทร์ ให้ลงโทษจำคุก ๔ ปี ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ในระหว่างที่จำเลยยังจะต้องรับโทษในคดีดังกล่าว จำเลยได้กระทำความผิดในคดีนี้อีก เมื่อศาลชั้นต้นอ่านอธิบายฟ้องทั้งหมดให้จำเลยฟัง จำเลยก็ได้ให้การว่ารับสารภาพตามฟ้องคำให้การจำเลยที่รับสารภาพตามฟ้องดังกล่าวย่อมหมายถึงการรับว่าจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อนตามที่โจทก์กล่าวหาในฟ้องตลอดจนรับตามบทบัญญัติที่ขอให้เพิ่มโทษจำเลยตามคำขอท้ายฟ้องด้วย ฉะนั้น เมื่อศาลพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยจึงต้องเพิ่มโทษที่จะลงแก่จำเลยอีกหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๒ และเมื่อจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนเกิน ๖ เดือน จึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖,วิ.อาญา,,,,,,, 71,2,,ความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี และความผิดฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี โดยเด็กนั้นยินยอม มารดาผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้เสียหายมีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการหรือยื่นคำร้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยแทนผู้เสียหายหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๕๕๔/๒๕๖๑ แม้ตามคำฟ้องและทางพิจารณาคดีจะได้ความว่า การล่วงละเมิดทางเพศของจำเลยต่อผู้เสียหายที่ ๑ นั้น เป็นไปโดยผู้เสียหายที่ ๑ ยินยอมก็ตาม แต่ก็เป็นเพียงเรื่องพิจารณาตามองค์ประกอบในเรื่องอายุ โดยกฎหมายได้คำนึงถึงการคุ้มครองความเป็นผู้เยาว์ของผู้เสียหายที่อายุยังไม่เกินสิบสามปี ยังขาดวุฒิภาวะ ตลอดจนความรู้และความเข้าใจในการดำรงชีวิตซึ่งจำเลยผู้กระทำความผิดหากล่วงรู้และทราบข้อเท็จจริงในองค์ประกอบเรื่องอายุในส่วนนี้แล้ว ยังคงกระทำความผิด ก็จะอ้างถึงความยินยอมของผู้เสียหายที่ ๑ มาเป็นเหตุปัดความรับผิดในเรื่องดังกล่าวหาได้ไม่ เพราะเป็นคนละส่วนกัน กรณีย่อมถือว่าผู้เสียหายที่ ๑ ซึ่งขณะเกิดเหตุอายุยังไม่เกินสิบสามปีนั้น แม้จะถูกจำเลยกระทำความผิดโดยยินยอมหรือไม่ยินยอมก็ตาม ก็ไม่อาจนำมาเป็นเหตุพิจารณาว่ามิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย ดังนั้น ผู้เสียหายที่ ๑ โดยมารดาผู้แทนโดยชอบธรรมจึงมีสิทธิร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการได้ในส่วนความผิดที่ถูกจำเลยกระทำ ตาม ป.อ. มาตรา ๒๗๗ วรรคสาม และมาตรา ๒๗๙ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้เสียหายที่ ๑ โดย น. มารดาโจทก์ร่วมผู้แทนโดยชอบธรรมเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการเฉพาะในความผิดดังกล่าวจึงชอบแล้วและเมื่อเป็นโจทก์ร่วมก็ย่อมมีสิทธิในฐานะที่เป็นคู่ความในคดี จึงมีสิทธิยื่นคำแก้อุทธรณ์และคำแก้ฎีกาได้ ส่วนเรื่องที่ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในทางแพ่งตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๔๔/๑ นั้น เมื่อจำเลยได้ล่วงละเมิดในทางเพศต่อโจทก์ร่วม และล่วงละเมิดอำนาจปกครองดูแลโจทก์ร่วมของผู้เสียหายที่ ๒ ผู้เป็นยายซึ่งเป็นผู้ปกครองดูแลโจทก์ร่วมอยู่ในขณะเกิดเหตุ จึงเป็นการกระทำละเมิดตาม ป.พ.พ. มาตรา ๔๒๐ แล้ว โจทก์ร่วมและผู้เสียหายที่ ๒ จึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๔๔/๑ คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๗๙๗/๒๕๖๐ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๗ วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า “ผู้ใดกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาหรือสามีของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม ต้องระวาง..” แสดงว่ากฎหมายคุ้มครองเด็กอายุน้อยเป็นกรณีพิเศษโดยไม่ให้ความสำคัญแก่ความยินยอมของเด็ก แม้ผู้เสียหายยินยอม การกระทำของจำเลยก็ยังเป็นการกระทำที่ละเมิดต่อกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๒๐ ผู้เสียหายจึงไม่สิ้นสิทธิในการเรียกค่าเสียหายฐานละเมิดจากจำเลย มารดาผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้เสียหายย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยแทนผู้เสียหายได้ ",วิ.อาญา,,,,,,, 71,2,,"ผู้เสียหายเป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญาข้อหาความผิดฐานยักยอกต่อศาลแขวงและขอให้บังคับจำเลยคืนเงินที่ยักยอกเกิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท ผู้พิพากษาคนเดียวในศาลชั้นต้นจะมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีในส่วนแพ่งหรือไม่","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๑๙๒/๒๕๖๐ แม้พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๒๕ (๔) วรรคหนึ่ง กำหนดว่าผู้พิพากษาคนเดียวมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่ง ซึ่งราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจำนวนเงินที่ฟ้องไม่เกินสามแสนบาทก็ตาม แต่ ป.วิ.อ. มาตรา ๔๐ บัญญัติว่า “การฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาจะฟ้องต่อศาลซึ่งพิจารณาคดีอาญาหรือต่อศาลที่มีอำนาจชำระคดีแพ่งก็ได้ การพิจารณาคดีแพ่งต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง” การที่บทกฎหมายดังกล่าวบัญญัติเกี่ยวกับเรื่องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาโดยกำหนดให้รัฐ (พนักงานอัยการ) และผู้เสียหายสามารถฟ้องคดีส่วนแพ่งรวมไปกับคดีอาญาและให้ศาลที่พิจารณาคดีอาญาพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งไปในคราวเดียวกัน โดยไม่ต้องไปฟ้องร้องกันใหม่ ก็เพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายที่ตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมให้ได้รับการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนโดยสะดวกและรวดเร็ว ดังนั้นถึงแม้ว่าในบางกรณีเขตอำนาจปกติของศาลที่พิจารณาคดีอาญาไม่อาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญานั้นได้ก็ตาม ต้องถือว่าเป็นกรณีที่กฎหมายประสงค์จะยกเว้นให้ทำได้ ดังเช่นพนักงานอัยการร้องขอให้เรียกทรัพย์สินหรือราคาแทนผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๔๓ หรือผู้เสียหายยื่นคำร้อง ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๔๔/๑ กรณีจึงไม่จำต้อง ป.วิ.พ. คำนึงว่าศาลที่จะพิจารณาคดีอาญาจะเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีแพ่งตาม ป.วิ.พ.มาตรา ๒ (๑) และพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๑๗ ประกอบมาตรา ๒๕ (๔) วรรคหนึ่ง และผู้เสียหายที่ยื่นฟ้องจะขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นจำนวนเงินมากน้อยเพียงใด ดังนี้ แม้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนซึ่งจำนวนเงินที่ขอเกินอำนาจพิจารณาพิพากษาของผู้พิพากษาคนเดียวในศาลชั้นต้น (ศาลแขวง) ผู้พิพากษาคนเดียวในศาลชั้นต้นก็มีอำนาจพิพากษาคดีในส่วนแพ่งได้ ",วิ.อาญา,,,,,,, 71,2,,โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานฆ่าผู้อื่น ตาม ป.อ.มาตรา ๒๘๘ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๘๘ ประกอบมาตรา ๗๒ (กระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยบันดาลโทสะ) ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์จะฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยฐานฆ่าผู้อื่น ตาม ป.อ. มาตรา ๒๘๘ ได้,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๙๓๙/๒๕๖๑ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยถูกผู้ตายข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมจึงกระทำความผิดต่อผู้ตาย อันเป็นการกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยบันดาลโทสะตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ ประกอบมาตรา ๗๒ ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ เห็นพ้องกับคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นที่ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยบันดาลโทสะตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ ประกอบมาตรา ๗๒ เท่ากับว่าศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค ๙ พิพากษายกฟ้องในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ ฎีกาของโจทก์ร่วมทั้งสองที่ขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ ตามฟ้อง โดยอ้างว่าการกระทำของจำเลยมิใช่การกระทำความผิดโดยบันดาลโทสะ จึงเป็นการฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยในข้อหาความผิดที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค ๙ พิพากษายกฟ้อง ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๐,วิ.อาญา,,,,,,, 71,3,,"การถอนฟ้องคดีอาญา โจทก์จะต้องทำคำร้องขอถอนฟ้องเป็นหนังสือมายื่นต่อศาลหรือไม่ การขอถอนฟ้องอันสืบเนื่องมาจากข้อตกลงหรือการท้ากันในคดีแพ่งจะถือเป็นการท้ากันในคดีอาญาหรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๖๕๔/๒๕๖๐ ในวันนัดสืบพยานโจทก์และจำเลยวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๕๘ โจทก์และจำเลยแถลงร่วมกันว่า โจทก์กับจำเลยตกลงท้ากันในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ม. ๗๕๘/๒๕๕๖ หมายเลขแดงที่ ๒๑๑/๒๕๕๗ ของศาลชั้นต้น เนื่องจากผลการท้าอาจทำให้โจทก์ถอนฟ้องคดีนี้ จึงขอเลื่อนคดีเพื่อรอฟังผลการท้าดังกล่าวในวันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๕๘ และตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น ลงวันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๕๘ มีว่า “เนื่องจากคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ม. ๗๕๔/๒๕๕๖ หมายเลขแดงที่ ๒๑๑/๒๕๕๗ ของศาลนี้ ศาลวินิจฉัยว่า โจทก์ซึ่งเป็นจำเลยในคดีดังกล่าวแพ้ตามคำท้า ข้อที่ ๓ เนื่องจากมิได้นำเงิน ๑๗๕,๐๐๐ บาท มาวางศาลภายใน ๑๒ นาฬิกา ของวันที่ ๓ เมษายน ๒๕๕๘ ตามที่ตกลงกัน ซึ่งโจทก์คือจำเลยในคดีดังกล่าวแถลงว่า หากเป็นฝ่ายแพ้จะยินยอมให้บังคับตามข้อตกลงในข้อ ๑ อันมีผลเท่ากับโจทก์แสดงเจตนาถอนฟ้องคดีนี้ตามคำท้าข้อ ๑ ในรายงานกระบวนพิจารณา ฉบับลงวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๕๘ ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๒๑๑/๒๕๕๗ และเมื่อถือว่าโจทก์ถอนฟ้องและจำเลยไม่ค้าน จึงให้จำหน่ายคดีนี้ออกจากสารบบความ” โดยศาลชั้นต้นถ่ายสำเนารายงานกระบวนพิจารณา ฉบับลงวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๕๘ และฉบับลงวันที่เดียวกันของคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๒๑๑/๒๕๕๗ ของศาลชั้นต้นแนบไว้ด้วย เมื่อโจทก์ไม่ได้โต้แย้งคัดค้านเท่ากับยอมรับว่ามีข้อตกลงกันและได้แสดงเจตนาที่จะถอนฟ้องคดีนี้ตามเงื่อนไขในคดีแพ่งดังกล่าว ปัญหาว่าโจทก์จะต้องทำคำร้องขอถอนฟ้องเป็นหนังสือมายื่นต่อศาลหรือไม่เห็นว่า การถอนฟ้องคดีอาญาหาจำเป็นต้องทำคำร้องขอเป็นหนังสือมายื่นต่อศาลแต่เพียงวิธีเดียวไม่ ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๕ วรรคหนึ่งบัญญัติว่า “คำร้องขอถอนฟ้องคดีอาญาจะยื่นเวลาใดก่อนมีคำพิพากษาของศาลชั้นต้นก็ได้ ศาลจะมีคำสั่งอนุญาตหรือมิอนุญาตให้ถอนก็ได้ แล้วแต่ศาลจะเห็นสมควรประการใด..” เท่ากับให้เป็นดุลพินิจของศาลที่จะกำหนดให้ถอนฟ้องด้วยวิธีใดแล้วแต่ศาลจะเห็นสมควร คดีนี้ศาลชั้นต้นเห็นว่า โจทก์ได้แสดงเจตนาขอถอนฟ้องไว้เป็นหนังสือแล้ว โดยไม่ได้สั่งให้โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องเข้ามาอีกและมีการบันทึกไว้ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นดังกล่าว จึงถือเป็นดุลพินิจที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๕ วรรคหนึ่ง แล้ว ส่วนปัญหาว่าคำท้าในคดีแพ่งดังกล่าวชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๓๘ หรือโจทก์กับจำเลยได้ปฏิบัติตามคำท้านี้หรือไม่นั้น เป็นเรื่องที่ชอบจะว่ากันในคดีแพ่งดังกล่าว ทั้งเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕ ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่ง ที่ใช้อยู่ในขณะยื่นฟ้อง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย นอกจากนี้การขอถอนฟ้องคดีนี้ แม้จะเป็นผลประการหนึ่งอันสืบเนื่องมาจากข้อตกลงหรือการท้ากันในคดีแพ่งดังกล่าวก็ตาม ก็หาได้ถือว่าเป็นการท้ากันในคดีอาญานี้ไม่ ดังนั้น เมื่อเป็นการขอถอนฟ้องก่อนมีคำพิพากษาของศาลชั้นต้น จำเลยไม่คัดค้านการถอนฟ้องและศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ถอนฟ้อง กับจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ",วิ.อาญา,,,,,,, 71,3,,ถ้อยคำของผู้ถูกจับรับว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางเป็นของตนที่ได้จำหน่ายให้แก่สายลับ เป็นถ้อยคำรับสารภาพของผู้ถูกจับว่าตนได้กระทำความผิดอันจะต้องห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐานหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๐๒๘/๒๕๖๐ ดาบตำรวจ ส. ตรวจค้นพบธนบัตร ฉบับละ ๑๐๐ บาท จำนวน ๓ ฉบับ ซึ่งเป็นธนบัตรที่ใช้ล่อซื้ออยู่ในกระเป๋ากางเกงของจำเลยสอบถามจำเลยให้การรับว่าธนบัตรจำนวน ๓๐๐ บาท ได้มาจากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลางจำนวน ๒ เม็ด ให้แก่สายลับล่อซื้อ เมื่อร้อยตำรวจตรี จ. นำ เมทแอมเฟตามีนของกลางจำนวน ๒ เม็ด ที่ได้จากการล่อซื้อให้จำเลยดูจำเลยยอมรับว่าเป็นของตนที่ได้จำหน่ายให้กับสายลับถ้อยคำของจำเลยดังกล่าวถือว่าเป็นถ้อยคำรับสารภาพของผู้ถูกจับว่าตนได้กระทำความผิดต้องห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐานตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๘๔ วรรคท้าย ประกอบ พ.ร.บ. วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๓ ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 71,3,,ในคดีอาญา โจทก์อ้างพยานบุคคลที่รุมทำร้ายจำเลยกับพวกซึ่งเป็นผู้กระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นด้วยกันมาเป็นพยาน จะเป็นการต้องห้ามตามกฎหมายหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๘๙/๒๕๖๑ ป.วิ.อ. มาตรา ๒๓๒ บัญญัติห้ามมิให้โจทก์อ้างจำเลยเป็นพยาน ซึ่งหมายถึงจำเลยในคดีเดียวกัน เมื่อพยานบุคคลของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสี่มิได้เป็นจำเลยร่วมกับจำเลยในคดีนี้ กรณีจึงไม่ต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว,วิ.อาญา,,,,,,, 71,3,,จำเลยที่ ๑ อ้างตนเองเบิกความเป็นพยานปรักปรำหรือก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยที่ ๒ แต่จำเลยที่ ๒ หาได้ใช้สิทธิซักค้านจำเลยที่ ๑ คำเบิกความของจำเลยที่ ๑ จะถือว่าเป็นกรณีที่โจทก์อ้างจำเลยเป็นพยานต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๓๒ หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๑๓๔/๒๕๖๐ แม้คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสามและบันทึกการตรวจ/จับกุมตลอดจนบันทึกคำให้การจะเป็นพยานบอกเล่าและพยานซัดทอดก็ตาม แต่จำเลยที่ ๑ ให้ถ้อยคำในทันทีที่ถูกจับกุมและให้การชั้นสอบสวนต่อพนักงานสอบสวนในเวลาต่อมาของวันเกิดเหตุ จำเลยที่ ๑ จึงไม่มีเวลาและโอกาสที่คิดกลั่นแกล้งปรักปรำผู้ใดและยังให้รายละเอียดถึงที่มาของไม้ชิงชันแปรรูปของกลางโดยมิได้มุ่งผลเพื่อให้ตนเองพ้นผิด เมื่อพิจารณาตามสภาพลักษณะ แหล่งที่มาและข้อเท็จจริงแวดล้อมของพยานดังกล่าวแล้ว น่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ จึงไม่ต้องห้ามที่จะรับฟัง จำเลยที่ ๑ อ้างตนเองเบิกความเป็นพยานยืนยันว่า จำเลยที่ ๒ เป็นผู้ว่าจ้างให้จำเลยที่ ๑ ขนไม้ชิงชันแปรรูปของกลาง หลังจากถูกจับจำเลยที่ ๑ ติดต่อไปยังจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๒ แจ้งว่าจะติดต่อเจ้าพนักงานป่าไม้ให้ปล่อย เมื่อได้รับอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างสอบสวน จำเลยที่ ๒ ได้มาพบจำเลยที่ ๑ ที่บ้านและมอบเงินให้ ๕,๐๐๐ บาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการที่ถูกดำเนินคดีและรับจะดูแลด้านคดีทุกอย่างคำเบิกความของจำเลยที่ ๑ ดังกล่าวเป็นประจักษ์พยานที่แสดงให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างจำเลยที่ ๒ กับจำเลยที่ ๑ นอกจากนี้คำเบิกความดังกล่าวยังล้วนปรักปรำหรือก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยที่ ๒ แต่จำเลยที่ ๒ หาได้ใช้สิทธิตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.อ. มาตรา ๒๓๓ วรรคหนึ่ง ซักค้านจำเลยที่ ๑ เพื่อให้ปรากฏข้อเท็จจริงอันที่ทำให้มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าไม่เป็นความจริงตามที่จำเลยที่ ๑ เบิกความแต่อย่างใด จึงเป็นข้อพิรุธของจำเลยที่ ๒ ประกอบกับคำเบิกความของจำเลยที่ ๑ เป็นการอ้างตนเองเป็นพยาน หาใช่เป็นกรณีโจทก์อ้างจำเลยเป็นพยาน อันเป็นกรณีที่ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๓๒ ไม่ศาลจึงนำคำเบิกความของจำเลยที่ ๑ มารับฟังประกอบพยานหลักฐานของโจทก์ลงโทษจำเลยที่ ๒ ได้",วิ.อาญา,,,,,,, 71,4,,คำให้การจำเลยว่า “จำเลยขอให้การรับสารภาพฐานลักทรัพย์ตามฟ้องโจทก์”จะถือว่าจำเลยรับด้วยว่าเคยต้องโทษและพ้นโทษในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษด้วยหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๓๒๘/๒๕๖๑ โจทก์บรรยายฟ้องไว้ชัดแจ้งแล้วว่าจำเลยที่ ๑ เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุด ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๔๗๕/๒๕๕๖ ของศาลจังหวัดสตูลให้ลงโทษจำคุก ๓ ปี ในความผิดฐานลักทรัพย์ในเคหสถาน จำเลยที่ ๑ พ้นโทษเมื่อวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙ ภายในเวลา ๓ ปี นับแต่วันพ้นโทษ จำเลยที่ ๑ กลับมากระทำความผิดในคดีนี้อีก แต่ตามคำให้การจำเลยที่ ๑ ในสำนวน จำเลยที่ ๑ ให้การว่า “ข้าฯ จำเลยที่ ๑ ขอให้การรับสารภาพฐานลักทรัพย์ตามฟ้องโจทก์” ซึ่งเป็นคำรับสารภาพว่าได้กระทำความผิดฐานลักทรัพย์ตามฟ้องเท่านั้น มิได้ให้การรับด้วยว่าจำเลยที่ ๑ เคยต้องโทษและพ้นโทษในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ เมื่อโจทก์ไม่ได้นำสืบให้ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ ๑ เคยต้องโทษและพ้นโทษตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๔๗๕/๒๕๕๖ ของศาลจังหวัดสตูล จึงไม่อาจเพิ่มโทษจำเลยที่ ๑ ตามคำขอของโจทก์ได้,วิ.อาญา,,,,,,, 71,4,,ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๙ วรรคสาม รวม ๒ กระทง จำคุกกระทงละ ๕ ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้หรือไม่คดีอาญาแผ่นดิน หากผู้ร้องทุกข์มิใช่ผู้เสียหาย การสอบสวนชอบด้วยกฎหมายหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๘๙๐/๒๕๖๑ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยในความผิดฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีตาม ป.อ. มาตรา ๒๗๙ วรรคแรก รวม ๒ กระทง กระทงละ ๕ ปี รวมจำคุก ๑๐ ปี ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษายืน และยังคงลงโทษจำคุกจำเลยแต่ละกระทงไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๑๘ วรรคหนึ่ง จำเลยฎีกาว่าพยานโจทก์ยังมีความสงสัยตามสมควร ขอให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย และกรณีมีเหตุอันควรปรานีแก่จำเลย ขอให้ศาลฎีกาลดโทษให้แก่จำเลยนั้น เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานและการลงโทษของศาลอุทธรณ์ภาค ๘ อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ป.วิ.อ. มาตรา ๑๒๑ ห้ามมิให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนเว้นแต่จะมีคำร้องทุกข์ตามระเบียบก็เฉพาะแต่คดีความผิดต่อส่วนตัวหรือความผิดอันยอมความได้เท่านั้น เมื่อความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีตาม ป.อ. มาตรา ๒๗๗ วรรคสาม และฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีตาม ป.อ. มาตรา ๒๗๙ วรรคแรก เป็นคดีอาญาแผ่นดินมิใช่เป็นคดีความผิดต่อส่วนตัวหรือความผิดอันยอมความได้ พ. จะเป็นผู้เสียหายหรือจะร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนหรือไม่ พนักงานสอบสวนย่อมมีอำนาจสอบสวนจำเลยได้โดยชอบอยู่แล้ว ฉะนั้น ไม่ว่า พ. จะเป็นผู้เสียหายหรือไม่ มีอำนาจร้องทุกข์หรือไม่ ก็ไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไปแต่อย่างใด ฎีกาของจำเลยในข้อนี้แม้เป็นปัญหาข้อกฎหมายแต่ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตาม ป.วิ.พ. วรรคหนึ่ง, ๒๕๒ ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕ ",วิ.อาญา,,,,,,, 71,4,,ราษฎรเป็นโจทก์ฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีไม่มีมูลและพิพากษายกฟ้องคดีส่วนอาญา ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ศาลชั้นต้นจะมีอำนาจรับคดีส่วนแพ่งโดยลำพังไว้พิจารณาหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๒๙๒/๒๕๖๐ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสี่ร่วมกันหมิ่นประมาทโจทก์ด้วยการโฆษณาขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา ๘๓, ๘๖, ๙๐, ๙๑, ๓๒๖, ๓๒๘ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๓ มาตรา ๑๔ มาตรา ๑๕ พ.ร.บ. จดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๔ กับเรียกค่าเสียหายเป็นเงิน ๕๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยทั้งสี่ลงโฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์ด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยทั้งสี่ ซึ่งเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ต่อศาลอาญาซึ่งเป็นศาลชั้นต้นในคดีนี้ ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจรับไว้ไต่สวนมูลฟ้องในคดีส่วนอาญา แต่เมื่อศาลชั้นต้นซึ่งมีอำนาจพิจารณาพิพากษาเฉพาะคดีอาญาไต่ส่วนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีไม่มีมูลและพิพากษายกฟ้องคดีส่วนอาญาอันมีผลเป็นการไม่รับคดีส่วนอาญาไว้พิจารณาแล้ว ศาลชั้นต้นย่อมไม่มีอำนาจรับคดีส่วนแพ่งโดยลำพังไว้พิจารณา จึงต้องมีคำสั่งไม่รับฟ้องคดีส่วนแพ่งและคืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดให้แก่โจทก์ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๕๑ วรรคหนึ่ง",วิ.อาญา,,,,,,, 71,4,,ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยวินิจฉัยว่า จำเลยยังมิได้กระทำการใดที่เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ ฟ้องแย้งของจำเลยตกไปด้วยหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๑๒๗/๒๕๖๑ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องของโจทก์โดยให้เหตุผลแห่งคำวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากจำเลยยังไม่ได้กระทำการใดที่เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์และพิพากษายกฟ้องของโจทก์ ฟ้องแย้งของจำเลยย่อมต้องตกไปด้วย เพราะการฟ้องแย้งนั้นจะมีได้จะต้องมีฟ้องเดิมและตัวโจทก์เดิมที่จะเป็นจำเลยของฟ้องแย้งอยู่ด้วย การที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ยังคงวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทและมีคำพิพากษาบังคับโจทก์ตามฟ้องแย้งของจำเลยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้าง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยยกฟ้องแย้งของจำเลยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๒ (๕), ๒๔๖ และมาตรา ๒๔๗ (เดิม) ซึ่งใช้บังคับขณะยื่นฟ้อง",วิ.แพ่ง,,,,,,, 71,4,,คำฟ้องเดิมเป็นเรื่องที่โจทก์เรียกเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งคืน จำเลยยื่นคำให้การและฟ้องแย้งให้โจทก์เพิกถอนคำสั่งที่ให้จำเลยออกจากราชการและมีคำสั่งให้โจทก์กลับเข้ารับราชการ ดังนี้ ฟ้องแย้งเกี่ยวกับคำฟ้องเดิมหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๕๐๙/๒๕๖๐ คำฟ้องเดิมเป็นเรื่องที่โจทก์เรียกเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งที่จำเลยได้รับไปเกินสิทธิ โดยอาศัยฐานที่ตั้งแห่งสิทธิเรียกร้องในเรื่องลาภมิควรได้แต่ตามฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ยกเลิกหรือเพิกถอนคำสั่งที่ให้จำเลยออกจากราชการและมีคำสั่งให้จำเลยกลับเข้ารับราชการ ซึ่งอาศัยฐานที่ตั้งแห่งสิทธิเรียกร้องในเรื่องข้อโต้แย้งเกี่ยวกับคำสั่งในทางบริหารของโจทก์ ซึ่งเป็นเรื่องอื่นไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิม ชอบที่จำเลยจะฟ้องเป็นคดีต่างหาก,วิ.แพ่ง,,,,,,, 71,4,,"คดีฟ้องขับไล่ออกจากอสังหาริมทรัพย์ และให้ชำระค่าเสียหายเดือนละ ๒,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดิน เป็นคดีอยู่ในเขตอำนาจของศาลแขวงหรือไม่","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๒๐๗/๒๕๖๐ คดีฟ้องขับไล่ ไม่ว่าโจทก์จะเรียกค่าเสียหายเป็นค่าเช่าในจำนวนเท่าใด เป็นคดีฟ้องขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ หรือคดีไม่มีทุนทรัพย์ ซึ่งไม่อยู่ในอำนาจของผู้พิพากษาคนเดียวและอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลแขวงตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๒๕ วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา ๑๗ ส่วนจำนวนค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องมาเป็นเพียงข้อพิจารณาที่นำไปสู่ข้อจำกัดสิทธิในการอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๔ วรรคสอง หาใช่เป็นข้อพิจารณาเรื่องเขตอำนาจศาลไม่ โจทก์ฟ้องต่อศาลจังหวัดเป็นการถูกต้องชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๑๘ จำเลยทั้งสองฎีกาขอให้ยกฟ้องโจทก์ มิได้เป็นฝ่ายเรียกร้องค่าเสียหายหลังฟ้อง จึงไม่จำต้องเสียค่าขึ้นศาลอนาคต ๑๐๐ บาท ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 71,4,,คำขอท้ายฟ้องโจทก์ว่า ให้จำเลยชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแทนโจทก์ ศาลมีอำนาจกำหนดให้จำเลยชดใช้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีแก่โจทก์ได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๕๐๐/๒๕๖๐ ป.วิ.พ. มาตรา ๑๖๑ วรรคหนึ่ง และตามตาราง ๗ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีท้าย ป.วิ.พ. ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ศาลมีหน้าที่สั่งในคำพิพากษาคดีแพ่งทุกคดีในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงว่า จะให้คู่ความฝ่ายใดเป็นผู้รับผิด แม้โจทก์จะมิได้มีคำขอในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมก็ตาม เมื่อค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีเป็นค่าฤชาธรรมเนียมอย่างหนึ่ง การที่โจทก์มีคำขอท้ายฟ้องว่า ให้จำเลยชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแทนโจทก์ แม้จะมิได้ระบุรายละเอียดว่า ค่าฤชาธรรมเนียมที่ขอมีอะไรบ้างก็ตาม แต่เมื่อศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยซึ่งเป็นผู้แพ้คดีรับผิดค่าฤชาธรรมเนียมตามมาตรา ๑๖๑ ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจกำหนดให้จำเลยชดใช้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีแก่โจทก์ได้ตามตาราง ๗ ดังกล่าว โดยคำนึงถึงค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่คู่ความได้เสียไป รวมทั้งลักษณะและวิธีการดำเนินคดีของคู่ความ,วิ.แพ่ง,,,,,,, 71,5,,คู่ความแถลงว่า จะจัดทำบันทึกคำเบิกความแทนการซักถามมายื่นต่อศาลและส่งให้อีกฝ่ายก่อนสืบพยานภายในระยะเวลาตามกฎหมาย และศาลชั้นต้นอนุญาต แต่โจทก์ส่งบันทึกคำเบิกความของพยานให้ฝ่ายจำเลยเพียงปากเดียว ส่วนพยานอีก ๒ ปาก โจทก์นำพยานมาเบิกความ โดยไม่ได้จัดทำบันทึกเบิกความส่งให้จำเลยตามที่แถลงต่อศาลและศาลอนุญาต คำเบิกความของพยานโจทก์ ๒ ปากดังกล่าว ต้องห้ามมิให้รับฟังหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๑/๒๕๖๑ จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น คู่ความแถลงว่า จะจัดทำบันทึกคำเบิกความแทนการซักถามมายื่นต่อศาล และส่งให้อีกฝ่ายก่อนวันสืบพยานภายในระยะเวลาตามกฎหมาย และศาลชั้นต้นอนุญาต แต่โจทก์ส่งบันทึกคำเบิกความของ ว. ให้ฝ่ายจำเลยทั้งสองเพียงปากเดียว ส่วนพยานอีก ๒ ปากคือ ก.และ ส. โจทก์นำพยานมาเบิกความโดยไม่ได้จัดทำบันทึกเบิกความส่งให้จำเลยตามที่แถลงต่อศาลและศาลอนุญาตแต่อย่างใด อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๐๓/๒ มาตรา ๑๒๐/๑ และมาตรา ๑๒๐/๓ ซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ชอบที่ศาลจะยกฟ้องของโจทก์ เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงตามท้องสำนวนจะปรากฏว่า ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ดำเนินการสืบพยานหลักฐานไปตามวิธีการที่คู่ความตกลงกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๐๓/๒ โดยคู่ความแถลงจะจัดทำบันทึกคำเบิกความแทนการซักถามมายื่นต่อศาล และส่งให้อีกฝ่ายก่อนวันสืบพยานภายในระยะเวลาตามกฎหมาย อันเป็นการสืบพยานหลักฐานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๒๐/๑ วรรคหนึ่ง แต่ตามบทบัญญัติของกฎหมายเมื่อมีการยื่นบันทึกถ้อยคำต่อศาลแล้ว คู่ความที่ยื่นไม่อาจขอถอนบันทึกถ้อยคำนั้น บันทึกถ้อยคำนั้นเมื่อพยานเบิกความรับรองแล้วให้ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของคำเบิกความตอบคำซักถามเท่านั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๒๐/๑ วรรคสอง ในกรณีที่โจทก์ส่งบันทึกคำเบิกความของ ว. ให้ฝ่ายจำเลยทั้งสองเพียงปากเดียว ส่วนพยานอีก ๒ ปากคือ ก.และ ส. โจทก์นำพยานเบิกความโดยไม่ได้จัดทำบันทึกคำเบิกความส่งให้จำเลยทั้งสองตามที่แถลงต่อศาลและศาลอนุญาตแต่อย่างใด มิได้มีบทบัญญัติของกฎหมายห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐานแต่ประการใด และบันทึกคำเบิกความของ ว. ที่โจทก์ส่งให้ฝ่ายจำเลยทั้งสองเพียงปากเดียวก็ปรากฏข้อเท็จจริงที่เกี่ยวพันกับประเด็นโดยตรง ซึ่งเป็นไปในทำนองเดียวกับคำเบิกความของ ก. และ ส. การสืบพยานของโจทก์แม้จะมิได้ดำเนินการไปตามวิธีการที่คู่ความตกลงกัน แต่ก็มิได้ก่อให้เกิดความไม่เที่ยงธรรมแก่ฝ่ายจำเลยทั้งสอง มิใช่เป็นการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๐๓/๒ มาตรา ๑๒๐/๑ และมาตรา ๑๒๐/๓ และเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตจนเป็นเหตุให้ชอบที่จะยกฟ้องของโจทก์แต่ประการใด การรับฟังพยานหลักฐานตามทางนำสืบโจทก์เป็นไปโดยชอบแล้ว ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 71,5,,คดีก่อน โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่ากันและแบ่งสินสมรส ศาลพิพากษายกฟ้องเนื่องจากไม่มีเหตุหย่า จึงไม่ได้วินิจฉัยว่าทรัพย์สินใดเป็นสินสมรสที่จะต้องแบ่ง คดีหลัง โจทก์ฟ้องขอให้แยกสินสมรสและให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดู ดังนี้ฟ้องในคดีหลังเป็นฟ้องซ้ำหรือดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๘๕๔/๒๕๖๑ คดีก่อนโจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่ากันและแบ่งสินสมรส ประเด็นในคดีก่อนมีว่า มีเหตุหย่าหรือไม่ หากศาลพิพากษาให้หย่าจึงจะมีการแบ่งสินสมรสกันว่ามีทรัพย์สินใดที่เป็นสินสมรส เมื่อศาลพิพากษายกฟ้องเนื่องจากไม่มีเหตุหย่า จึงไม่ได้วินิจฉัยว่าทรัพย์สินใดเป็นสินสมรสที่จะต้องแบ่ง คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้แยกสินสมรสและให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดู ประเด็นแห่งคดีมีว่า มีเหตุให้แยกสินสมรสหรือไม่ และจำเลยต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูหรือไม่ และสินสมรสที่ต้องแยกได้แก่ทรัพย์สินใด ประเด็นแห่งคดีนี้และประเด็นแห่งคดีก่อนต่างกัน แม้ทรัพย์สินที่อ้างตามฟ้องคดีนี้จะเป็นทรัพย์สินตามฟ้องกับคดีก่อน แต่คดีก่อนศาลยังไม่ได้วินิจฉัยว่าทรัพย์สินใดเป็นสินสมรสที่ต้องแบ่ง ดังนี้ ถือไม่ได้ว่าฟ้องโจทก์คดีนี้เกี่ยวกับสินสมรสเป็นประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันกับคดีก่อน ฟ้องโจทก์คดีนี้ไม่เป็นฟ้องซ้ำหรือดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีก่อน,วิ.แพ่ง,,,,,,, 71,5,,การกู้ยืมเงินมีหลักฐานเป็นหนังสือ ผู้กู้จะนำสืบการใช้เงินว่าได้ชำระหนี้แก่ผู้ให้กู้โดยการนำเงินสดเข้าบัญชีของผู้ให้กู้ โดยไม่มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ให้ยืมมาแสดง หรือหลักฐานแห่งการกู้ยืมได้เวนคืนแล้ว หรือแทงเพิกถอนในหลักฐานการกู้ยืมแล้วได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๗/๒๕๖๑ จำเลยผู้กู้นำเงินฝากเข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์ผู้ให้กู้เพื่อชำระหนี้เงินกู้ยืมจากโจทก์ เป็นการชำระหนี้ผ่านธนาคารที่โจทก์มีบัญชีเงินฝากเพื่อให้โจทก์ได้รับเงินที่ชำระหนี้ โดยไม่ได้ทำนิติกรรมโดยตรงต่อโจทก์ จึงไม่อาจมีการกระทำตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๕๓ วรรคสอง ได้ การที่โจทก์เจ้าหนี้มิได้โต้แย้งไม่รับเงินถือว่าเป็นกรณีที่เจ้าหนี้ยอมรับชำระหนี้อย่างอื่นแทนการชำระหนี้ที่ได้ตกลงกันไว้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๒๑ วรรคหนึ่ง จำเลยมีสิทธินำสืบการชำระหนี้ให้แก่โจทก์ด้วยการนำเงินฝากเข้าบัญชีของโจทก์ได้,วิ.แพ่ง,,,,,,, 71,5,,โจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้เงิน จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ได้รับเงินตามสัญญากู้ สัญญากู้เกิดจากการฉ้อฉลโดยโจทก์บีบบังคับหลอกลวง จำเลยจึงลงลายมือชื่อโดยไม่ได้มีเจตนาผูกพันตามสัญญากู้ ดังนี้ จำเลยนำพยานบุคคลมาสืบตามข้อต่อสู้ในคำให้การได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๔/๒๕๖๑ สัญญากู้ยืมเงินเป็นสัญญายืมใช้สิ้นเปลืองจะบริบูรณ์ก็ต่อเมื่อมีการส่งมอบทรัพย์สินที่ยืม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๕๐ วรรคสอง จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ได้รับเงินตามสัญญากู้เงิน จึงเป็นสัญญาที่ไม่สมบูรณ์สัญญากู้เงินเกิดจากการฉ้อฉลโดยโจทก์บีบบังคับหลอกลวง จำเลยลงลายมือชื่อโดยไม่ได้มีเจตนาผูกพันตามสัญญากู้เงิน ถือว่าเป็นการปฏิเสธอ้างเหตุความไม่สมบูรณ์แห่งหนี้ เป็นคำให้การที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๗ วรรคสอง คดีมีประเด็นที่จำเลยจะสืบพยานให้เห็นถึงความไม่สมบูรณ์แห่งหนี้ได้ การที่จำเลยนำสืบว่าจำเลยไม่ได้รับเงินตามสัญญากู้เงิน เป็นการนำสืบถึงความไม่สมบูรณ์แห่งหนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๙๔ วรรคท้าย จำเลยนำสืบได้,วิ.แพ่ง,,,,,,, 71,5,,ระยะเวลาในการยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบหลังจากศาลพิพากษาจะต้องยื่นไม่ช้ากว่า ๘ วัน นับแต่วันที่ได้ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗ หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๕๖๔/๒๕๖๑ ระยะเวลาในการยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗ วรรคสอง กำหนดให้คู่ความฝ่ายที่เสียหายต้องยื่นไม่ช้ากว่า ๘ วัน นับแต่วันที่ได้ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้น ใช้บังคับแก่การยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบทุกกรณีไม่ว่าจะอยู่ในระหว่างพิจารณาหรือหลังจากศาลพิพากษาศาลชั้นต้นนัดอ่านคำสั่งศาลฎีกาและคำพิพากษาศาลฎีกาในวันเดียวกัน โดยในวันนัดศาลชั้นต้นได้อ่านคำสั่งศาลฎีกาซึ่งมีคำสั่งว่าไม่อนุญาตให้โจทก์นำสืบพยานเพิ่มเติม ให้ยกคำร้องทั้งสามฉบับ (เดิม) และให้ศาลชั้นต้นดำเนินการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาต่อไป และศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกา ซึ่งหากโจทก์เห็นว่าศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาผิดหลงหรือผิดระเบียบโดยไม่ส่งคำร้องของโจทก์ที่ขอให้งดการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาไปยังศาลฎีกาเนื่องจากโจทก์ขอระบุพยานเพิ่มเติมในชั้นฎีกาครั้งที่ ๒ และยื่นคำร้องขอสืบพยานเพิ่มในชั้นฎีกาโจทก์ต้องยื่นคำร้องเพื่อขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบและต้องไม่ช้ากว่า ๘ วัน นับแต่วันดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗ วรรคสองแต่โจทก์มิได้ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้น จึงไม่มีคำสั่งของศาลชั้นต้นที่จะทำให้โจทก์มีสิทธิยื่นอุทธรณ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๓ การที่โจทก์ยื่นอุทธรณ์ขอให้เพิกถอนการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาของศาลชั้นต้น จึงเป็นการปฏิบัติผิดขั้นตอน ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ศาลอุทธรณ์ไม่วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ชอบแล้ว,วิ.แพ่ง,,,,,,, 71,5,, การขอให้ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุอันควรที่จะอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๔ วรรคท้าย จะต้องยื่นคำร้องภายในกำหนดระยะเวลายื่นอุทธรณ์หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๔๙/๒๕๖๑ การขอให้ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุอันควรที่จะอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๔ วรรคท้าย ผู้อุทธรณ์ต้องยื่นคำร้องภายในกำหนดเวลายื่นอุทธรณ์จะยื่นเมื่อล่วงพ้นกำหนดเวลาดังกล่าวหาได้ไม่ เมื่อจำเลยยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้เมื่อล่วงพ้นกำหนดเวลายื่นอุทธรณ์ตามที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยาย ศาลชั้นต้นชอบที่จะมีคำสั่งให้ยกคำร้องโดยพลัน การที่ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองให้จำเลยอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง จึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายโจทก์บรรยายฟ้องแล้วว่า ที่ดินพิพาทมีราคาประเมิน ๕๐,๐๐๐ บาท และโจทก์ถือเป็นทุนทรัพย์ที่พิพาทในคดี จำเลยซึ่งมีทนายความช่วยแก้ต่างย่อมต้องทราบมาแต่ต้นแล้วว่าคดีนี้ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง จึงอยู่ในวิสัยที่จำเลยจะต้องยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงพร้อมกับอุทธรณ์ จำเลยหาได้ดำเนินการเช่นนั้นไม่ ข้ออ้างของจำเลยที่ว่าจำเลยเพิ่งมาทราบเมื่อศาลชั้นต้นตีราคาที่ดินพิพาทตามคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค ๔ ว่าที่ดินพิพาทมีราคาไม่เกินห้าหมื่นบาทนั้นจึงรับฟังไม่ได้",วิ.แพ่ง,,,,,,, 71,6,,โจทก์ไม่มาศาลในวันนัดพร้อมเพื่อสอบคำให้การจำเลยและกำหนดวันนัดสืบพยานโจทก์ ศาลพิพากษายกฟ้อง ชอบหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๔๙๓/๒๕๖๐ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๑๖๖ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ถ้าโจทก์ไม่มาตามกำหนดนัด ให้ศาลยกฟ้องเสีย ซึ่งคำว่า “กำหนดนัด” ตามบทบัญญัติดังกล่าว หมายถึง กำหนดนัดไต่สวนหรือกำหนดนัดพิจารณาโจทก์ไม่มาศาลในวันนัดพร้อมเพื่อสอบคำให้การจำเลยและกำหนดวันนัดสืบพยานโจทก์ ซึ่งมิใช่วันนัดพิจารณาหรือนัดสืบพยานโจทก์ แต่เป็นวันที่โจทก์มาศาลเพื่อกำหนดวันนัดสืบพยานโจทก์และฟังกำหนดวันนัดพิจารณาคดี กรณีจึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๖๖ วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา ๑๘๑ ที่ศาลจะยกฟ้องได้ ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกฟ้องโจทก์ เพราะเหตุที่โจทก์ไม่มาศาลโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้อง โดยอาศัยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๖๖ วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา ๑๘๑ และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. ๒๔๙๙ มาตรา ๔ แล้วดำเนินกระบวนพิจารณาต่อมาหลังจากมีคำสั่งดังกล่าวจึงไม่ชอบ,วิ.อาญา,"หมายเหตุ เคยมีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไปอีกแนวหนึ่งดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๘๔๖/๒๕๕๙ ตามคำขอท้ายคำฟ้องอาญาของโจทก์มีข้อความว่า “ข้าพเจ้าได้ยื่นสำเนาคำฟ้องโดยข้อความถูกต้องเป็นอย่างเดียวกันมาด้วย ๑ ฉบับ และรอฟังคำสั่งอยู่ ถ้าไม่รอให้ถือว่าทราบแล้ว”และศาลชั้นต้นมีคำสั่งในฟ้องของโจทก์วันเดียวกับที่โจทก์ยื่นฟ้องมีใจความว่าประทับฟ้อง สำเนาให้จำเลย จำเลยถูกควบคุมตัวอยู่ในสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน เบิกตัวจำเลยมาสอบคำให้การพร้อมผู้ปกครองในวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๘ แจ้งสถานพินิจฯ และผู้ปกครองทราบ ดังนี้ ต้องถือว่าโจทก์ทราบคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งในฟ้องของโจทก์และกำหนดสอบคำให้การจำเลยในวันดังกล่าวโดยชอบแล้ว โดยไม่จำเป็นต้องแจ้งคำสั่งศาลชั้นต้นให้โจทก์ทราบหรือมีหมายแจ้งวันนัดให้โจทก์ทราบอีก การสอบคำให้การจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๗๒ วรรคสอง เป็นการพิจารณาคดีอย่างหนึ่งภายหลังจากโจทก์ยื่นฟ้องต่อศาลแล้วโดยกฎหมายกำหนดให้โจทก์หรือทนายโจทก์และจำเลยต้องมาอยู่ต่อหน้าศาลพร้อมกันและให้ศาลอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟัง และถามจำเลยว่าได้กระทำผิดจริงหรือไม่และจะให้การต่อสู้อย่างไรบ้าง เมื่อจำเลยให้การอย่างไรก็ให้ศาลจดไว้ ซึ่งไม่ว่าจำเลยจะให้การรับสารภาพหรือให้การปฏิเสธฟ้องโจทก์ โจทก์ยังคงมีหน้าที่ที่จะต้องแถลงให้ศาลทราบว่ายังประสงค์จะให้ดำเนินการอย่างไรต่อไปหรือไม่ การนัดสอบคำให้การจำเลยจึงเป็นการนัดพิจารณาคดี ซึ่งโจทก์มีหน้าที่ต้องมาศาลในวันดังกล่าวแม้ในคำสั่งศาลชั้นต้นจะไม่ได้กำหนดเวลาไว้ก็ตาม แต่โจทก์ก็มีหน้าที่ต้องมาศาลตามเวลาที่ศาลเปิดทำการตามปกติเพื่อให้การพิจารณาคดี ของศาลดำเนินไปได้โดยรวดเร็วสมดังเจตนารมณ์ของกฎหมาย ทั้งศาลชั้นต้นได้ให้เจ้าหน้าที่หน้าบัลลังก์โทรศัพท์ติดต่อไปที่สำนักงานของโจทก์เพื่อแจ้งให้โจทก์มาศาลอีกทางหนึ่งแล้ว แต่ศาลรออยู่จนกระทั่งเวลา ๑๖.๓๐ นาฬิกา โจทก์ก็ไม่มาศาลโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้อง ดังนี้ เมื่อโจทก์ทราบนัดโดยชอบแล้ว แต่ไม่มาศาลตามกำหนดนัดสอบคำให้การจำเลย ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์เสียได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๘๑ ประกอบมาตรา ๑๖๖ ",,,,,, 71,6,,คดีที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดก่อนวันที่พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ ๒๗) พ.ศ. ๒๕๕๘ มีผลใช้บังคับ ในชั้นบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์ที่ยึด ผู้ซื้อทรัพย์สินและเจ้าพนักงานบังคับคดีโอนทรัพย์สินที่ขายอันเป็นอสังหาริมทรัพย์ให้แก่ผู้ซื้อแล้ว ต่อมาผู้ซื้อยื่นคำขอฝ่ายเดียวต่อศาลขอให้ออกหมายบังคับคดีให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง หากศาลชั้นต้นให้ยกคำร้อง ผู้ร้องจะขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาตามมาตรา ๒๒๓ ทวิ ได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๙๗๖/๒๕๖๑ คดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสามต่อศาลแขวงสุพรรณบุรี ศาลแขวงสุพรรณบุรีได้มีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความจนคดีถึงที่สุดก่อนวันที่พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ ๒๗) พ.ศ. ๒๕๕๘ มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๘ การที่ผู้ร้องเป็นผู้ซื้อทรัพย์สินและเจ้าพนักงานบังคับคดีโอนทรัพย์สินที่ขายอันเป็นอสังหาริมทรัพย์ให้แก่ผู้ร้องแล้วยื่นคำขอฝ่ายเดียวต่อศาลขอให้ออกหมายบังคับคดีเพื่อให้บังคับจำเลยและบริวารของจำเลยที่ไม่ยอมออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เป็นการยื่นฟ้องกล่าวหาจำเลยและบริวารของจำเลยต่อศาลขึ้นใหม่ตามวิธีการที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๓๓๔ บัญญัติไว้เป็นพิเศษ เมื่อวันที่ ๗ กันยายน ๒๕๖๐ ภายหลังวันที่พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ ๒๗) พ.ศ. ๒๕๕๘ มีผลใช้บังคับแล้ว ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๔/๑ เพิ่มโดยพระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา ๔ บัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ให้เป็นที่สุด และการฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ให้กระทำได้เมื่อได้รับอนุญาตจากศาลฎีกาตามมาตรา ๒๔๗ ที่แก้ไขใหม่ โดยพระราชบัญญัติฉบับเดียวกัน ดังนั้น คดีนี้จึงไม่อยู่ในบังคับที่จะนำบทบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๓ ทวิ (เดิม) ที่ถูกยกเลิกไปแล้วโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ ๒๗) พ.ศ. ๒๕๕๘ มาตรา ๓ มาใช้บังคับได้ คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ดำเนินการตามคำร้องของผู้ร้องที่ขออนุญาตอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาและให้ส่งถ้อยคำสำนวนนี้ไปยังศาลฎีกาจึงไม่ชอบ และเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน,วิ.แพ่ง,"ข้อสังเกต การยื่นอุทธรณ์ต้องเป็นไปตามลำดับชั้นศาลเพราะ ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๓ ทวิ ถูกยกเลิกไปแล้ว และคดีนี้เป็นกรณีต้องบังคับตามกฎหมายที่แก้ไข หมายเหตุ เคยมีคำพิพากษาฎีกาที่ ๔๙๐๖/๒๕๕๙ วินิจฉัยตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๓๐๙ ตรี ซึ่งปัจจุบันคือมาตรา ๓๓๔ ว่า การยื่นคำขอฝ่ายเดียวให้ออกคำบังคับไม่มีลักษณะเป็นการเสนอข้อหาต่อศาลอันจะเป็นคำฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑ (๓) คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๙๐๖/๒๕๕๙ โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินและส่งมอบที่ดินพิพาทคืนให้แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย กับให้จำเลยชำระค่าเสียหายจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินพิพาทของโจทก์ซึ่งเป็นการใช้สิทธิในฐานะที่โจทก์เป็นเจ้าของทรัพย์สินตามที่โจทก์อ้างมาในคำฟ้องว่า โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทได้จากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีในการบังคับคดีแพ่งของศาลชั้นต้น แม้โจทก์ในฐานะผู้ซื้อที่ได้รับที่ดินพิพาทจากเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยื่นคำขอฝ่ายเดียวต่อศาลชั้นต้นให้ออกคำบังคับให้จำเลยในคดีดังกล่าวพร้อมจำเลยคดีนี้ในฐานะบริวารของจำเลยในคดีดังกล่าวออกไปจากที่ดินพิพาทที่โจทก์ซื้อได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๓๐๙ ตรี และศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งให้ออกคำบังคับแล้วก็ตาม แต่คดีดังกล่าวมิใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลย หากแต่เป็นการใช้สิทธิยื่นคำขอฝ่ายเดียวต่อศาลชั้นต้นให้ออกคำบังคับให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาและบริวารออกไปจากอสังหาริมทรัพย์ที่โจทก์ซื้อได้จากการขายทอดตลาด ไม่มีลักษณะเป็นการเสนอข้อหาต่อศาลอันจะเป็นคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑ (๓) คำฟ้องคดีนี้ของโจทก์จึงไม่เป็นฟ้องซ้อนอันจักต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๓ วรรคสอง (๑) ",,,,,, 71,6,,"ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกกระทงละ ๑ ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้โดยให้ลงโทษปรับด้วยกระทงละไม่เกิน ๔๐,๐๐๐ บาท แต่ให้รอการลงโทษและคุมความประพฤติจำเลยไว้ ดังนี้ โจทก์จะฎีกาขอให้ไม่รอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยได้หรือไม่","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๗๓๐/๒๕๖๑ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนโดยไม้ได้รับใบอนุญาต จำคุก ๑ ปี ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก ๖ เดือน ฐานประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส จำคุก ๑ ปี รวมจำคุก ๒ ปี ๖ เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก ๑๕ เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ให้ลงโทษปรับ ๒๐,๐๐๐ บาท ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ปรับ ๑๐,๐๐๐ บาท และฐานประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส ปรับ ๖,๐๐๐ บาท อีกสถานหนึ่ง รวมเป็นปรับ๓๖,๐๐๐ บาท เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงปรับ ๑๘,๐๐๐ บาท-แล้วรอการลงโทษจำคุกและคุมความประพฤติจำเลยไว้ อันเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค ๕ ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินกระทงละ ๒ ปี และปรับไม่เกินกระทงละ ๔๐,๐๐๐ บาท จึงห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๑๙ การที่โจทก์ฎีกาขอให้ไม่รอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการกำหนดโทษของศาลอุทธรณ์ภาค ๕ เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ",วิ.อาญา,,,,,,, 71,6,,คดีที่มีการร้องสอด แล้วต่อมาโจทก์ถอนฟ้องจำเลยไปหลังจากนั้น ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อมา หากโจทก์เป็นฝ่ายชนะคดี ศาลจะพิพากษาบังคับให้เป็นไปตามคำขอของโจทก์หรือเพียงแต่ยกคำร้องสอด,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๓๒/๒๕๖๐ ผู้ร้องสอดทั้งสามได้เข้ามาในคดีเป็นคู่ความฝ่ายที่สามเป็นปฏิปักษ์ต่อโจทก์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๕๗ (๑) แม้โจทก์จะได้ถอนฟ้องจำเลยไปหลังจากนั้น แต่ศาลชั้นต้นก็ได้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อมาในฐานที่โจทก์กับผู้ร้องสอดทั้งสามพิพาทกันในที่ดินพิพาท ดังนี้ เมื่อโจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีและคำขอของโจทก์ที่เดิมขอบังคับจำเลยโดยขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาทนั้นอยู่ในสภาพที่เปิดช่องให้บังคับแก่ผู้ร้องสอดทั้งสามผู้เก็บรักษาโฉนดที่ดินพิพาทได้ จึงชอบที่จะบังคับให้เป็นไปตามคำขอของโจทก์ มิใช่แต่เพียงยกคำร้องสอดของผู้ร้องสอดทั้งสามเท่านั้น ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๙ วรรคสอง อันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 71,7,,โจทก์ฟ้องกล่าวอ้างว่า จำเลยประเมินผลการปฏิบัติงานของโจทก์ มีคำสั่งย้ายและตัดสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ที่โจทก์เคยได้รับโดยไม่ชอบ ทำให้โจทก์เสียหายขาดโอกาสความก้าวหน้า ประโยชน์ที่ควรได้รับ เสื่อมเสียชื่อเสียงเกียรติยศ ขอให้เพิกถอนการประเมินคำสั่ง คืนสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ และให้ใช้ค่าเสียหาย จำเลยฟ้องแย้งว่า โจทก์ร้องเรียนจำเลยไปยังหลายหน่วยงาน เป็นการจงใจทำให้จำเลยเสียหาย เสื่อมเสียชื่อเสียง ขอให้ใช้ค่าเสียหาย ดังนี้ ฟ้องแย้งเกี่ยวกับฟ้องเดิมหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๑๒๒/๒๕๕๙ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๓ ประเมินผลการปฏิบัติงานของโจทก์ปี ๒๕๕๔โดยไม่ชอบ จำเลยที่ ๑ มีคำสั่งย้ายโจทก์และตัดสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ที่โจทก์เคยได้รับโดยไม่ชอบ การกระทำของจำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ทำให้โจทก์เสียหายขาดโอกาสในความก้าวหน้า ขาดประโยชน์ที่ควรได้รับ และเสื่อมเสียชื่อเสียงเกียรติยศ ศักดิ์ศรีขอให้เพิกถอนการประเมินการปฏิบัติงานปี ๒๕๕๔ เพิกถอนคำสั่งย้ายโจทก์ ให้คืนสิทธิและประโยชน์ต่าง ๆ ที่โจทก์เคยได้รับ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายที่ทำให้โจทก์ขาดโอกาสและสิทธิประโยชน์ที่ควรได้รับและเสื่อมเสียชื่อเสียง ซึ่งการพิจารณาคดีของโจทก์ ศาลต้องพิจารณาการกระทำของฝ่ายจำเลยทั้งสามว่าชอบด้วยกฎหมาย ระเบียบและข้อบังคับของจำเลยที่ ๑ หรือไม่ และการประเมินผลการปฏิบัติงานและการย้ายโจทก์เป็นการละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสามที่อ้างว่าโจทก์ร้องเรียนจำเลยทั้งสามไปยังหลายหน่วยงานเป็นการจงใจทำให้จำเลยทั้งสามเสียหายนั้น เป็นการอ้างข้อเท็จจริงขึ้นมาใหม่ว่าการร้องเรียนของโจทก์เป็นการละเมิดต่อจำเลยทั้งสาม แม้ฟ้องเดิมจะมีคดีอันเกิดจากมูลละเมิดรวมอยู่ด้วย แต่ข้อเท็จจริงตลอดจนพยานหลักฐานที่จะนำสืบเป็นคนละประเด็นแตกต่างกันไม่มีความเกี่ยวพันกัน ฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสามจึงเป็นเรื่องอื่นไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิมไม่อาจรับไว้พิจารณารวมกับฟ้องเดิมได้ ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 71,7,,โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งที่ได้รับเกินสิทธิ จำเลยยื่นคำให้การและฟ้องแย้ง ขอให้บังคับโจทก์ยกเลิกหรือเพิกถอนคำสั่งที่ให้จำเลยออกจากราชการและมีคำสั่งให้จำเลยกลับเข้ารับราชการ ดังนี้ฟ้องแย้งเกี่ยวกับคำฟ้องเดิมหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๕๐๙/๒๕๖๐ ตามคำฟ้องเดิมเป็นเรื่องที่โจทก์เรียกเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งที่จำเลยได้รับไปเกินสิทธิ โดยอาศัยฐานที่ตั้งแห่งสิทธิเรียกร้องในเรื่องลาภมิควรได้ แต่ฟ้องแย้งของจำเลยขอให้บังคับโจทก์ยกเลิกหรือเพิกถอนคำสั่งที่ให้จำเลยออกจากราชการและมีคำสั่งให้จำเลยกลับเข้ารับราชการ ซึ่งอาศัยฐานที่ตั้งแห่งสิทธิเรียกร้องในเรื่องข้อโต้แย้งเกี่ยวกับคำสั่งในทางบริหารของโจทก์ จึงเป็นเรื่องอื่นไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิม ชอบที่จำเลยจะฟ้องเป็นคดีต่างหาก ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 71,7,,คำถาม ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การ โดยไม่ได้ยื่นเสียก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า ๗ วัน อันเป็นการเพิ่มเติมคำให้การขึ้นใหม่ในประเด็นอายุความตามที่จำเลยยื่นคำให้การต่อสู้คดีไว้แล้ว ดังนี้จะถือเป็นการแก้ไขรายละเอียดเล็กน้อย หรือมีเหตุอันสมควรที่ไม่อาจยื่นคำร้องได้ก่อนนั้น หรือเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๙๕๑ - ๖๙๕๒/๒๕๖๐ จำเลยทั้งสองสำนวนยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การโดยไม่ได้ยื่นคำร้องเสียก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า ๗ วัน ตามคำให้การของจำเลยทั้งสองสำนวนอ้างเหตุขาดอายุความ ๒ ปี นับแต่วันครบกำหนดหนี้ค่าอนุรักษ์น้ำบาดาลในแต่ละคราว แต่ที่ขอแก้ไขคำให้การใหม่เป็นว่า ค่าอนุรักษ์น้ำบาดาลค้างชำระเกินระยะเวลาสิทธิเรียกร้องตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๙๓/๓๓ หรือมาตรา ๑๙๓/๓๔ ซึ่งหมายถึงอายุความ ๕ ปี และ ๒ ปี ตามลำดับ อันเป็นการเพิ่มเติมคำให้การขึ้นใหม่แยกเป็นประเด็นตามเงื่อนไขของสองอนุมาตราดังกล่าว แม้จะอยู่ในประเด็นอายุความก็ตาม แต่วันที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองสำนวนก็ได้บรรยายถึงจำนวนหนี้ที่ค้างชำระแต่ละรายการไว้ชัดเจน จำเลยย่อมทราบดีหากประสงค์จะต่อสู้ในประเด็นอายุความเรื่องใดก็สามารถกระทำได้ตั้งแต่แรกแต่หาได้กระทำไม่ คงปล่อยให้ล่วงเลยเวลาจนพ้นกำหนดเวลาแล้วจึงยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การว่าคดีของโจทก์ขาดอายุความ ๕ ปี และ ๒ ปี ตามประเภทของหนี้ที่ค้างชำระแต่ละรายการลักษณะเป็นการตั้งประเด็นเรื่องขาดอายุความขึ้นมาใหม่ทั้งฉบับ มิใช่เป็นการแก้ไขรายละเอียดเล็กน้อยและมิใช่กรณีมีเหตุอันสมควรที่ไม่อาจยื่นคำร้องได้ก่อนนั้น อีกทั้งประเด็นเรื่องอายุความไม่ใช่ปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยทั้งสองสำนวนจึงไม่ชอบที่จะยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๘๐ แม้จำเลยทั้งสองสำนวนยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การมาแล้วครั้งหนึ่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตต่อมาวันรุ่งขึ้นจำเลยทั้งสองสำนวนยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การขึ้นอีกฉบับหนึ่ง โจทก์รับสำเนาคำร้องทั้งสองฉบับแล้วไม่คัดค้านศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งเดิมในคำร้องฉบับแรกแล้วสั่งใหม่ว่ายกคำร้อง ส่วนคำร้องฉบับหลังสั่งว่าไม่อนุญาตให้แก้ไขคำให้การการที่ศาลชั้นต้นสั่งอนุญาตครั้งแรกเป็นการไม่ชอบซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ย่อมมีอำนาจสั่งแก้ไขเพิกถอนคำสั่งอันมิชอบได้ การที่โจทก์ไม่คัดค้านแล้วจะถือว่าเป็นการยอมรับหรือให้สัตยาบันแก่การพิจารณาที่ผิดระเบียบหาได้ไม่ตราบใดที่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณามิชอบซึ่งเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยศาลชอบที่จะแก้ไขให้ถูกต้องได้,วิ.แพ่ง,,,,,,, 71,7,,คนไร้ความสามารถทำหนังสือมอบอำนาจให้บุคคลอื่นฟ้องคดีอาญาต่อศาล เป็นการกระทำโดยมีอำนาจหรือไม่ หรือเป็นเพียงข้อบกพร่องที่สามารถแก้ไขให้บริบูรณ์ได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๗๒๗/๒๕๖๑ โจทก์ซึ่งเป็นคนไร้ความสามารถและอยู่ในความอนุบาลของ ช. ฟ้องคดีโดยทำหนังสือมอบอำนาจให้ ม. ดำเนินคดีแทน เป็นการกระทำโดยโจทก์ไม่มีอำนาจที่จะกระทำได้ ต้องให้ ช. ผู้อนุบาลเป็นผู้กระทำการแทน กรณีมิใช่เป็นเรื่องของการบกพร่องในเรื่องความสามารถของโจทก์และจำต้องแก้ไขข้อบกพร่องนั้นเสียให้บริบูรณ์ภายในกำหนดเวลาอันสมควร ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๖ ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕ เพราะโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องมาแต่ต้นแล้ว ศาลชอบที่จะยกฟ้องโจทก์,วิ.อาญา,,,,,,, 71,7,,พินัยกรรมระบุรายการทรัพย์สินเพียงบ้าน รถยนต์และเงินฝาก โดยไม่ได้ระบุถึงที่ดินที่บ้านตั้งอยู่ จะนำพยานบุคคลมาสืบว่า ผู้ตายมีเจตนาทำพินัยกรรมยกที่ดินพิพาทให้ด้วย ได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๘๕๐/๒๕๖๑ ผู้ตายทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินทั้งหมดให้แก่จำเลยโดยระบุรายการทรัพย์สินแต่เพียงบ้าน รถยนต์ และเงินฝาก โดยไม่ระบุถึงที่ดินที่บ้านตั้งอยู่ บ้านจะหมายความรวมถึงที่ดินพิพาทที่บ้านตั้งอยู่ด้วยหรือไม่ เป็นกรณีที่ความข้อใดข้อหนึ่งในพินัยกรรมอาจตีความได้เป็นหลายนัย ให้ถือเอาตามนัยที่จะสำเร็จผลตามความประสงค์ของผู้ทำพินัยกรรมนั้นได้ดีที่สุด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๘๔ จำเลยย่อมมีสิทธินำพยานมาสืบถึงความประสงค์ของผู้ตายได้ ไม่ใช่เป็นการนำสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๙๔ ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 71,8,, โจทก์เป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลย ฟ้องขอเพิกถอนการให้ที่ดินรวม ๓ แปลง กล่าวหาว่าจำเลยดูหมิ่นโจทก์ผู้ให้อย่างร้ายแรง อันเป็นการประพฤติเนรคุณ จำเลย ให้การต่อสู้ว่า จำเลยมิได้ประพฤติเนรคุณต่อโจทก์และที่ดินบางโฉนด ไม่ใช่ที่ดินของโจทก์ แต่เป็นทรัพย์มรดกของมารดาจำเลย ดังนี้ การพิจารณาสิทธิในการอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง จะต้องแยกคำนวณราคาที่ดินพิพาทแต่ละแปลงหรือคำนวณรวมกันตามราคาประเมินทั้ง ๓ แปลงหรือเป็นคดีเกี่ยวด้วยสิทธิในครอบครัว หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๙๒๔/๒๕๖๐ โจทก์ฟ้องเรียกถอนคืนการให้ที่ดินสามโฉนดจากจำเลยซึ่งเป็นบุตร จำเลยให้การต่อสู้ว่าจำเลยมิได้ประพฤติเนรคุณต่อโจทก์และที่ดินโฉนดหนึ่งไม่ใช่ที่ดินของโจทก์ แต่เป็นทรัพย์มรดกของมารดาจำเลย จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวด้วยกรรมสิทธิ์ในที่ดินเป็นคดีมีทุนทรัพย์ และต้องแยกพิจารณาที่ดินแต่ละแปลงออกต่างหากจากกันว่าโจทก์ฟ้องเรียกถอนคืนการให้ที่ดินแต่ละแปลงเพราะเหตุผู้รับประพฤติเนรคุณได้หรือไม่ ราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๔ วรรคหนึ่ง จึงต้องแยกคำนวณตามราคาที่ดินพิพาทแต่ละแปลง หาใช่คำนวณรวมกัน โจทก์ฟ้องเรียกถอนคืนการให้ที่ดินโฉนดเนื้อที่ ๑ ไร่ ๓ งาน ๖๓ ตารางวา ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์คืนให้แก่โจทก์เป็นจำนวนเนื้อที่ ๓ งาน ๖๓ ตารางวา ไม่เต็มตามฟ้อง จำเลยอุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นเพียงฝ่ายเดียว ทุนทรัพย์ที่พิพาทชั้นอุทธรณ์ในส่วนของที่ดินเท่ากับเนื้อที่ ๓ งาน ๖๓ ตารางวาเมื่อที่ดินทั้งแปลงมีราคาประเมิน ๗๒,๙๐๐ บาท ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นอุทธรณ์ของที่ดินเท่ากับ ๓๔,๖๘๒.๔๓ บาท ไม่เกิน ๕๐,๐๐๐ บาท ทั้งคดีนี้เป็นคดีเรียกถอนคืนการให้เพราะเหตุจำเลยผู้รับประพฤติเนรคุณ มิใช่เป็นคดีเกี่ยวด้วยสิทธิในครอบครัว จึงต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๔ วรรคหนึ่ง ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 71,8,,"ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยซึ่งขาดนัดยื่นคำให้การเป็นฝ่ายแพ้คดี โดยให้จำเลยซึ่งเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์แทนโจทก์ไปดำเนินการจดทะเบียนโอนที่ดินคืนโจทก์ หากไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา โจทก์ได้ดำเนินการบังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจนเสร็จสิ้น แล้วมีการโอนที่ดินดังกล่าวต่อ ๆ ไป ก่อนที่จำเลยจะยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ ต่อมาศาลชั้นต้นอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ และมีคำสั่งให้เพิกถอนรายการจดทะเบียนที่ดินพิพาท ดังนี้ เป็นการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๐๙๔/๒๕๖๑ ป.วิ.พ. มาตรา ๒๗ วรรคแรก ได้บัญญัติถึงผู้ที่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้น คือคู่ความฝ่ายที่เสียหายเนื่องจากการที่มิได้ปฏิบัติเช่นว่านั้น หรืออีกกรณีหนึ่งคือเมื่อศาลเห็นสมควรผู้ร้องเป็นบุคคลภายนอกมิได้เกี่ยวข้องเป็นคู่ความในคดี จึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ แต่อย่างไรก็ดีหากเป็นกรณีที่ศาลเห็นสมควร ศาลก็มีอำนาจเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นได้ เดิมศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีโดยจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ หลังจากนั้นโจทก์ได้ดำเนินการบังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจนเสร็จสิ้น แล้วมีการขายที่ดินพิพาทให้แก่ ร.และ ร. ขายฝากที่ดินพิพาทให้แก่ บ. และ พ. ก่อนที่จำเลยจะยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการซื้อมาจาก บ. และ พ. เมื่อได้ความว่าก่อนที่จำเลยจะยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทได้โอนไปเป็นของบุคคลภายนอกแล้ว จึงเป็นการพ้นวิสัยที่จะให้คู่ความกลับคืนสู่ฐานะเดิมดังเช่นก่อนบังคับคดีได้ประกอบกับในขณะนั้นศาลชั้นต้นยังมิได้มีคำพิพากษา กรณีจึงยังไม่แน่ชัดว่าเมื่อพิจารณาคดีใหม่แล้วโจทก์หรือจำเลยจะเป็นฝ่ายชนะคดี หากโจทก์ยังคงเป็นฝ่ายชนะคดีกรณีก็ไม่จำเป็นที่จะต้องสั่งให้เพิกถอนใบแทนโฉนดที่ดินและรายการจดทะเบียนในใบแทนโฉนดที่ดินพิพาทตามคำร้องของจำเลยเช่นนั้น ในกรณีเช่นนี้ ป.วิ.พ. มาตรา ๑๙๙ เบญจ วรรคสาม ให้อำนาจศาลชั้นต้นในอันที่จะมีคำสั่งอย่างใด ๆ ตามที่เห็นสมควรเพื่อประโยชน์แก่คู่ความหรือบุคคลภายนอก ศาลชั้นต้นจึงชอบที่จะหมายเรียก ร. บ. พ. และผู้ร้องให้เข้ามาในการพิจารณาคดีใหม่ด้วย ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๕๗ (๓) การที่ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีใหม่ และมีคำสั่งให้เพิกถอนใบแทนโฉนดที่ดินและรายการจดทะเบียนในใบแทนโฉนดที่ดินพิพาท แล้วต่อมามีคำพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยมิได้เรียกบุคคลเหล่านั้นเข้ามาในคดี ย่อมเป็นการกระทบสิทธิของบุคคลภายนอกซึ่งมิใช่คู่ความในคดีเป็นการไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๕ วรรคสองถือว่าศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. ว่าด้วยคำพิพากษาหรือคำสั่ง ตามมาตรา ๒๔๓ (๑) ประกอบมาตรา ๒๔๗ (เดิม) ซึ่งใช้บังคับขณะยื่นฟ้องและเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ สมควรเพิกถอนการพิจารณาดังกล่าวเสีย ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 71,8,," การถอนฟ้องคดีแพ่ง โจทก์จะขอถอนฟ้องหลังจากศาลชั้นต้นพิพากษาแล้วได้หรือไม่ ",มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๙๙๖/๒๕๖๑ ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งอนุญาตให้ถอนฟ้องได้เฉพาะก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเท่านั้น จะขอถอนฟ้องหลังจากศาลชั้นต้นพิพากษาแล้วไม่ได้ หากมีการตกลงกันได้ระหว่างคู่ความ ก็ชอบที่จะทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันในชั้นฎีกา โดยจะทำที่ศาลชั้นต้นหรือศาลฎีกาก็ได้ กรณีจึงไม่อาจอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ ๖ ได้ตามคำร้องของโจทก์ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ ๖ และให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความจึงไม่ชอบ,วิ.แพ่ง,,,,,,, 71,8,,คำของผู้เสียหายที่เบิกความในชั้นพิจารณาและให้การในชั้นสอบสวนว่า จำเลยเคยลักทรัพย์ของผู้เสียหายมาก่อนหน้านี้ จะนำมารับฟังเป็นพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ว่าจำเลยเป็นคนร้ายที่ลักทรัพย์ในคดีที่ถูกฟ้อง ได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๑๗/๒๕๖๑ ความผิดฐานลักทรัพย์ในเคหสถานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๕ (๘) มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ ๑ ปี ถึง ๕ ปี และปรับตั้งแต่ ๒,๐๐๐ บาท ถึง ๑๐,๐๐๐ บาทจึงไม่ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๓ ทวิ ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวพ.ศ. ๒๕๕๓ มาตรา ๑๘๐ (เดิม) คำของผู้เสียหายที่เบิกความในชั้นพิจารณาและให้การในชั้นสอบสวนว่าจำเลยเคยลักทรัพย์ของผู้เสียหายมาก่อนหน้านี้ ไม่อาจนำมารับฟังให้เป็นผลร้ายแก่จำเลยว่าจำเลยเป็นคนร้ายที่ลักทรัพย์ของผู้เสียหายไป เพราะเป็นพยานหลักฐานที่เกี่ยวกับความประพฤติในทางเสื่อมเสียของจำเลย ต้องห้ามมิให้รับฟัง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๖/๒ ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. ๒๕๕๓ มาตรา ๖ ",วิ.อาญา,,,,,,, 71,8,,คดีอาญา ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา (โจทก์ฎีกา) จำเลยยื่นคำร้องขอให้การรับสารภาพ จะกระทำได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๖๘/๒๕๖๑ การขอแก้ไขคำให้การ จำเลยที่ ๑ สามารถยื่นคำร้องได้ก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาเท่านั้นการที่จำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องในระหว่างที่คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จึงไม่อาจกระทำได้ ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๖๓ วรรคสอง แต่อย่างไรก็ดีการที่จำเลยที่ ๑ ขอให้การรับสารภาพในชั้นฎีกาเช่นนี้ ถือได้ว่าจำเลยที่ ๑ ยอมรับข้อเท็จจริงโดยไม่โต้แย้งที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยที่ ๑ กระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๑๓๗ มาตรา ๒๖๗ และมาตรา ๒๖๘ ",วิ.อาญา,,,,,,, 71,8,,"คำให้การสอบสวนเพิ่มเติม พนักงานสอบสวนไม่ได้จัดหาทนายความให้ผู้ต้องหาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๓๔/๑ วรรคหนึ่ง จะทำให้คำให้การในชั้นสอบสวนในครั้งแรกที่ชอบด้วยกฎหมายนั้นเสียไปด้วยหรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๕๘๐/๒๕๖๐ จำเลยฎีกาอ้างว่า ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ นำคำให้การในชั้นสอบสวนเพิ่มเติมของจำเลยมาฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์และโจทก์ร่วมแล้วฟังลงโทษจำเลยไม่ชอบเพราะก่อนถามคำให้การจำเลยเพิ่มเติมพนักงานสอบสวนไม่ได้จัดหาทนายความให้จำเลยหรือคำให้การในชั้นสอบสวนเพิ่มเติมของจำเลยไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลยนั้นเห็นว่า แม้คำให้การในชั้นสอบสวนเพิ่มเติมของจำเลย พนักงานสอบสวนไม่ได้จัดหาทนายความให้จำเลยเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๓๔/๑ วรรคหนึ่ง แต่ก็ไม่ทำให้คำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยในครั้งแรกที่ชอบด้วยกฎหมายแล้วนั้นเสียไปด้วยแต่อย่างใด พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมประกอบกันมีน้ำหนักมั่นคง รับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย จำเลยจึงมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่น ",วิ.อาญา,,,,,,, 71,9,,หนังสือสัญญาขายฝากที่ดินระบุราคาขายฝากและสินไถ่ไว้และผู้ขายฝากได้รับเงินจากผู้รับซื้อฝากเป็นการเสร็จแล้ว ผู้ขายฝากจะนำพยานบุคคลมาสืบว่า ราคาขายฝากที่แท้จริงมิใช่ตามที่ระบุในหนังสือสัญญาขายฝาก และได้รับเงินตามสัญญาขายฝากไม่เต็มจำนวนได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๕๑๙/๒๕๖๐ โจทก์จดทะเบียนขายฝากที่ดินพิพาทไว้กับจำเลยต่อเจ้าพนักงานที่ดิน จึงเป็นนิติกรรมการขายฝากที่ดินพิพาทที่ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๔๕๖ ประกอบมาตรา ๔๙๑ กรณีจึงเป็นนิติกรรมที่กฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง ซึ่งการรับฟังพยานหลักฐานตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๙๔ (ข) บัญญัติห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานบุคคลในกรณีขอสืบพยานบุคคลแทนเอกสารหรือสืบพยานบุคคลประกอบข้ออ้างว่ายังมีข้อความเพิ่มเติม ตัดทอน หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารนั้นอยู่อีก เมื่อปรากฏว่าหนังสือสัญญาขายฝากที่ดินระบุราคาขายฝากและสินไถ่ไว้จำนวน ๔,๒๐๐,๐๐๐ บาท และผู้ขายฝากได้รับเงินจากผู้รับซื้อฝากเป็นการเสร็จแล้ว โจทก์จะนำพยานบุคคลมาสืบเพื่อเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความที่ระบุไว้ในเอกสารว่า ราคาขายฝากที่แท้จริงมีเพียง ๑,๘๐๐,๐๐๐ บาท และได้รับเงินตามสัญญาขายฝากไม่เต็มจำนวนไม่ได้ เพราะเป็นการนำสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารต้องห้ามตามบทบัญญัติของมาตรา ๙๔ (ข) จึงต้องรับฟังตามหนังสือสัญญาขายฝากที่ดินว่า โจทก์จำเลยตกลงขายฝากที่ดินพิพาทในราคาขายฝากและกำหนดสินไถ่ไว้เป็นเงิน ๔,๒๐๐,๐๐๐ บาท แม้โจทก์จะนำเงินสินไถ่ไปวางต่อสำนักงานวางทรัพย์เพื่อเป็นค่าไถ่ที่ดินพิพาทที่ขายฝากในราคา ๒,๐๓๐,๐๐๐ บาท ก็ไม่ครบตามจำนวนสินไถ่ที่กำหนดไว้ตามสัญญา ถือเป็นการขอปฏิบัติการชำระหนี้ไม่ถูกต้อง จำเลยย่อมมีสิทธิบอกปัดไม่รับเงินสินไถ่ดังกล่าวได้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องบังคับให้จำเลยไปจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทที่ขายฝากคืนให้แก่โจทก์ ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 71,9,,จำเลยไม่ได้ให้การโดยชัดแจ้งว่า ได้ชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินแล้ว แต่นำสืบว่าผ่อนชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินจนครบแล้ว ศาลจะรับฟังได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๓๗๖/๒๕๖๐ จำเลยไม่ได้ให้การปฏิเสธโดยชัดแจ้งว่า จำเลยได้ชำระหนี้ตามหนังสือสัญญากู้เงินดังกล่าวแล้ว ย่อมถือได้ว่าจำเลยยอมรับตามที่โจทก์กล่าวอ้างที่จำเลยนำสืบว่า จำเลยผ่อนชำระเงินตามหนังสือสัญญากู้เงินดังกล่าวจนครบแล้ว จึงเป็นการนำสืบนอกเหนือจากที่ให้การต่อสู้ไว้ไม่อาจให้รับฟังได้ จำเลยให้การต่อสู้ว่า ตามหนังสือสัญญากู้เงินดังกล่าวจำเลยกู้เงินและรับเงินจากโจทก์มาเพียง ๔๐,๐๐๐ บาท แต่โจทก์กรอกจำนวนเงินกู้ถึง ๔๐๐,๐๐๐ บาท โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องมอบเงินที่ขาดอยู่อีก ๓๖๐,๐๐๐ บาท แก่จำเลย โดยจำเลยไม่ได้ให้การโดยชัดแจ้งว่า จำเลยได้ชำระหนี้ตามหนังสือสัญญากู้เงินดังกล่าวไปแล้วเพียงใด ที่จำเลยนำสืบว่า จำเลยชำระเงินตามหนังสือสัญญากู้เงินดังกล่าวให้โจทก์แล้ว จึงเป็นการนำสืบนอกเหนือจากที่ให้การต่อสู้ไว้ไม่อาจรับฟังได้ ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 71,9,, โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนที่ดินระหว่างจำเลยทั้งสองอันสืบเนื่องมาจากจำเลยที่ ๑ โอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ ๒ โดยเสน่หา จำเลยทั้งสองจะนำสืบพยานบุคคลว่า เพื่อให้เสียค่าธรรมเนียมน้อยลงจึงทำนิติกรรมให้แทนการซื้อขาย การให้ที่ดินพิพาทตามสัญญาให้เป็นการให้โดยมีค่าภาระติดพัน ได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๕๖/๒๕๖๑ คำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องโจทก์เป็นกรณีขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ อันสืบเนื่องมาจากจำเลยที่ ๑ โอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ ๒ โดยเสน่หาทั้งแปลง มิใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องร้องขอให้บังคับหรือไม่บังคับตามสัญญาให้ที่โจทก์กับจำเลยทั้งสองเป็นคู่สัญญาที่ก่อนิติสัมพันธ์กันเอง การที่จำเลยทั้งสองนำสืบว่า จำเลยที่ ๑ ขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ ๒ ในราคา ๔๐๐,๐๐๐ บาท แต่เพื่อให้เสียค่าธรรมเนียมน้อยลงจึงแจ้งเจ้าพนักงานที่ดินว่า เป็นการให้แทนการซื้อขายนั้น เป็นกรณีที่จำเลยทั้งสองนำสืบถึงเจตนาที่แท้จริงของการทำนิติกรรมหรือมูลเหตุที่มาของการทำสัญญาให้ระหว่างจำเลยทั้งสอง แม้สัญญาให้ที่ดินจะระบุว่า จำเลยที่ ๑ ยกที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ ๒โดยไม่มีค่าตอบแทน เพราะผู้รับการให้เป็นหลานของผู้ให้ จำเลยทั้งสองก็มีสิทธินำสืบพยานบุคคล ให้เห็นว่า การให้ที่ดินพิพาทตามสัญญาให้เป็นการให้ที่ดินโดยมีค่าภาระติดพันได้ กรณีจึงไม่ใช่เป็นการนำสืบพยานบุคคลแก้ไขเปลี่ยนแปลงเอกสาร อันจะเป็นการต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๙๔ (ข) และ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.๒๕๕๓ มาตรา ๖ ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ จึงมีอำนาจวินิจฉัยว่า การโอนที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสองเป็นการโอนโดยเสียค่าตอบแทน เมื่อจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกกระทำโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน โจทก์จึงฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสองมิได้ ตาม ป.พ.พ.มาตรา ๑๔๘๐ วรรคหนึ่ง ตอนท้าย ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 71,9,,ประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย ที่กำหนดว่า ในการเรียกให้ชำระหนี้และติดตามทวงถามให้ชำระหนี้ ผู้ประกอบธุรกิจต้องมีหนังสือแจ้งเตือนผู้บริโภคที่ผิดนัดชำระหนี้ล่วงหน้าไม่น้อยกว่า ๒๐ วัน ก่อนดำเนินการบังคับชำระหนี้ตามกฎหมาย ผู้ประกอบธุรกิจจะนำพยานบุคคลมาสืบโดยมิได้นำหนังสือทวงถามมาแสดงต่อศาลได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๕๗๓/๒๕๖๑ ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค โดยกำหนดว่าในการเรียกให้ชำระหนี้และติดตามทวงถามให้ชำระหนี้ ผู้ประกอบธุรกิจต้องมีหนังสือแจ้งเตือนผู้บริโภคที่ผิดนัดชำระหนี้ล่วงหน้าไม่น้อยกว่า ๒๐ วัน ก่อนดำเนินการบังคับชำระหนี้ตามกฎหมายประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นการกำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการให้ผู้ประกอบธุรกิจใช้ปฏิบัติตาม ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยดังกล่าวจึงเป็นข้อเท็จจริง ไม่ใช่บทบัญญัติของกฎหมายที่ ป.วิ.พ. มาตรา ๙๔ บังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง โดยห้ามมิให้ศาลยอมรับฟังพยานบุคคลมาสืบแทนพยานเอกสาร เมื่อไม่สามารถนำเอกสารมาแสดงเมื่อโจทก์นำสืบโดยมี ย. ผู้มอบอำนาจช่วงจากโจทก์มาเบิกความว่า จำเลยเป็นหนี้บัตรเครดิตและหนี้สินเชื่อพร้อมใช้ตามสำเนาใบแจ้งยอดบัญชีโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยชำระหนี้โดยชอบ และครบกำหนดจำเลยไม่ชำระหนี้ โจทก์จึงฟ้องจำเลย แม้โจทก์มิได้นำหนังสือทวงถามมาแสดงต่อศาล ก็รับฟังพยานบุคคลแทนพยานเอกสารได้ไม่ต้องห้ามตามมาตรา ๙๔ (ก) หรือไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.๒๕๕๑ ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 71,9,,โจทก์ฟ้องคดีต่อศาลแขวง เรียกค่าเสียหายในมูลละเมิดเป็นเงินจำนวนไม่เกินสามแสนบาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ดังนี้ ต้องนำดอกเบี้ยซึ่งคิดคำนวณนับแต่วันทำละเมิดจนถึงวันฟ้องมารวมเป็นจำนวนเงินที่ฟ้องด้วยหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๑๘๗ - ๔๑๘๙/๒๕๖๑ ศาลชั้นต้นเป็นศาลแขวงซึ่งผู้พิพากษาคนเดียวมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งที่มีราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจำนวนเงินที่ฟ้องไม่เกินสามแสนบาทตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมมาตรา ๑๗ ประกอบมาตรา ๒๕ (๔) โดยต้องถือตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ที่ ๒ ที่ ๔ และที่ ๕ ขอให้บังคับเอาจากจำเลยทั้งสองในวันที่ยื่นฟ้อง เมื่อโจทก์ที่ ๒ ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสองในมูลละเมิดตามคำฟ้องเป็นเงินจำนวน ๓๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๕๗ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จโจทก์ที่ ๔ ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสองในมูลละเมิดตามคำฟ้องเป็นเงินจำนวน ๒๙๕,๗๐๗.๓๒ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๕๗ เป็นต้นจนกว่าจะชำระเสร็จ และโจทก์ที่ ๕ ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสองในมูลละเมิดตามคำฟ้องเป็นเงินจำนวน ๓๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๕๗ เป็นต้นจนกว่าจะชำระเสร็จ จึงต้องนำดอกเบี้ยซึ่งคิดคำนวณนับแต่วันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๕๗ จนถึงวันฟ้องคือวันที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๕๘ มารวมเป็นจำนวนเงินที่ฟ้องด้วย คดีในส่วนของโจทก์ที่ ๒ ที่ ๔ และที่ ๕ ย่อมเป็นคดีมีทุนทรัพย์เกินกว่าสามแสนบาท ศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลแขวงย่อมไม่มีอำนาจรับคดีในส่วนของโจทก์ที่ ๒ ที่ ๔ และที่ ๕ ไว้พิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๑๗ ประกอบมาตรา ๒๕ (๔) ศาลชั้นต้นต้องสั่งไม่รับฟ้องคดีในส่วนของโจทก์ที่ ๒ ที่ ๔ และที่ ๕ การที่ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาคดีในส่วนของโจทก์ที่ ๒ ที่ ๔ และที่ ๕ เป็นการไม่ชอบ ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ที่ ๒ ที่ ๔ และที่ ๕ นี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยื่นอุทธรณ์ขึ้นมา ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๒ (๕) ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 71,9,,ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย ๒ กระทง กระทงละ ๑ ปี โดยมีผู้พิพากษาลงลายมือชื่อในคำพิพากษาเพียงคนเดียว คำพิพากษาศาลชั้นต้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๒๘๙ - ๖๒๙๐/๒๕๖๑ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย ๒ กระทง กระทงละ ๑ ปี โดยมีผู้พิพากษาลงลายมือชื่อในคำพิพากษาเพียงคนเดียว เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๑๗ ประกอบมาตรา ๒๕ (๕) ทั้งนี้เพราะผู้พิพากษาคนเดียวจะพิพากษาลงโทษจำคุกเกินหกเดือนหรือปรับเกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งโทษจำคุกหรือปรับอย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่างเกินอัตราที่กล่าวแล้วไม่ได้คำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบด้วยบทกฎหมายข้างต้น ซึ่งมีผลทำให้ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ ยังไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ได้ ต้องให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้ถูกต้องก่อน ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบด้วย มาตรา ๒๒๕ และ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. ๒๔๙๙ มาตรา ๔ และ พ.ร.บ. ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. ๒๕๒๐ มาตรา ๓,วิ.อาญา,,,,,,, 71,10,, เหตุเกิดขึ้นในเขตจังหวัดอุทัยธานี จำเลยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีอาญา โดยถูกจำคุกอยู่ที่เรือนจำกลางเขาบิน จังหวัดราชบุรี ซึ่งเป็นภูมิลำเนาของจำเลยในขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๗ และถือได้ว่า จำเลยมีที่อยู่ในเขตอำนาจศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒ (๑) ดังนี้ ศาลชั้นต้นซึ่งเป็นท้องที่ที่จำเลยมีที่อยู่ในเขตอำนาจต้องรับชำระคดีที่โจทก์ฟ้องหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๒๕๓/๒๕๖๐ แม้เรือนจำกลางเขาบินเป็นภูมิลำเนาของจำเลยในขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ ตามนัยแห่ง ป.พ.พ. มาตรา ๔๗ และถือได้ว่า จำเลยมีที่อยู่ในเขตอำนาจศาลชั้นต้นตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒ (๑) บัญญัติไว้ก็ตาม แต่ตามบทบัญญัติดังกล่าวไม่ได้บัญญัติให้ศาลชั้นต้นซึ่งเป็นท้องที่ที่จำเลยมีที่อยู่ในเขตอำนาจต้องรับชำระคดีที่โจทก์ฟ้อง หากแต่บัญญัติให้อยู่ในดุลพินิจของศาลชั้นต้นที่จะรับชำระคดีในกรณีเช่นว่านั้นหรือไม่ก็ได้ ความผิดคดีนี้เกิดขึ้นในท้องที่ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจศาลจังหวัดอุทัยธานีและการสอบสวนเกิดขึ้นในเขตอำนาจศาลจังหวัดอุทัยธานี โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า หากมีการชำระคดีที่ศาลชั้นต้นแล้วจะสะดวกยิ่งกว่าการชำระคดีที่ศาลจังหวัดอุทัยธานีซึ่งเป็นศาลท้องที่ความผิดคดีนี้เกิดขึ้นอย่างไรที่โจทก์อ้างว่าการส่งจำเลยจากเรือนจำกลางเขาบินไปยังศาลจังหวัดอุทัยธานีเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณที่ต้องใช้จ่ายเกี่ยวกับการนำจำเลยไปศาลจังหวัดอุทัยธานีและการป้องกันการแย่งชิงตัวจำเลย ก็เป็นเพียงปัญหาในทางปฏิบัติของกรมราชทัณฑ์ที่อาจแก้ไขและป้องกันได้ ที่โจทก์อ้างว่าหากศาลชั้นต้นรับคดีไว้พิจารณาแล้วให้พยานโจทก์เดินทางมาเบิกความที่ศาลชั้นต้นจะเป็นการสะดวกและสิ้นเปลืองงบประมาณน้อยกว่านั้นก็เป็นเพียงการคาดคะเนในส่วนของค่าใช้จ่ายซึ่งไม่มีความชัดเจนประกอบกับการส่งจำเลยจากเรือนจำกลางเขาบินไปยังศาลจังหวัดอุทัยธานีหรือการให้พยานโจทก์เดินทางมาเบิกความที่ศาลชั้นต้นก็ย่อมมีค่าใช้จ่ายในการเดินทางทั้งสิ้น ที่โจทก์อ้างว่าหากศาลชั้นต้นรับคดีไว้พิจารณาแล้วให้ศาลชั้นต้นใช้สืบพยานทางจอภาพจะเป็นการสะดวกและสิ้นเปลืองงบประมาณน้อยนั้น เมื่อพิเคราะห์หลักการดำเนินคดีอาญาซึ่งให้ความสำคัญกับการที่คู่ความทุกฝ่ายต้องมาดำเนินกระบวนพิจารณาต่อหน้าศาลเพื่อพิสูจน์ความจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิทธิของจำเลยในการต่อสู้และในการใช้คำถามกับพยานโดยตรงซึ่งอาจทำให้จำเลยได้รับผลกระทบจากการที่ พยานไม่อยู่ในห้องพิจารณา เมื่อการใช้ดุลพินิจที่จะรับชำระคดีหรือไม่ ต้องคำนึงถึงความจำเป็นและการที่จะได้รับการพิจารณาที่เป็นธรรมประกอบกับคดีนี้ยังอยู่ในวิสัยที่โจทก์จะฟ้องจำเลยต่อศาลจังหวัดอุทัยธานีได้ กรณียังไม่มีเหตุสมควรให้ศาลชั้นต้นรับชำระคดี คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๓๐/๒๕๖๑ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒ (๑) มิได้เป็นบทบังคับที่ศาลชั้นต้นซึ่งจำเลยมีที่อยู่หรือถูกจับในท้องที่หนึ่งหรือเมื่อเจ้าพนักงานทำการสอบสวนในท้องที่หนึ่งนอกเขตของศาลนั้นจะต้องรับฟ้องไว้พิจารณาเสมอไป แต่อยู่ในดุลพินิจของศาลที่จะรับคดีไว้พิจารณาหรือไม่แม้จำเลยถูกจำคุกอยู่ที่เรือนจำกลางเขาบินจังหวัดราชบุรี ในขณะที่โจทก์ยื่นฟ้อง ซึ่งถือได้ว่าเรือนจำกลางเขาบินเป็นภูมิลำเนาของจำเลย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๗ เรือนจำกลางเขาบินจึงเป็นที่อยู่ของจำเลยและศาลชั้นต้นมีอำนาจรับคดีไว้พิจารณาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒ (๑) แต่การที่จำเลยใกล้เวลาที่จำเลยจะพ้นโทษตามคำพิพากษาแล้ว ประกอบกับจำเลยให้การปฏิเสธในชั้นสอบสวนทั้งพยานหลักฐานของโจทก์อยู่ในเขตอำนาจศาลจังหวัดสมุทรปราการ การดำเนินกระบวนพิจารณาคดีนี้ใน ศาลจังหวัดสมุทรปราการที่มูลคดีเกิดจะเป็นการสะดวกมากกว่า ศาลล่างทั้งสองจึงชอบที่จะไม่ประทับฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณา ",วิ.อาญา,,,,,,, 71,10,,คดีก่อนโจทก์ฟ้องจำเลยโดยมีคำขอหย่าและขอแบ่งสินสมรสหลายรายการ ต่อมาโจทก์กับจำเลยตกลงกันได้โดยโจทก์ยกบ้านไม้ให้แก่จำเลย ฯลฯ ศาลมีคำพิพากษาตามยอม คดีถึงที่สุด ดังนี้ โจทก์จะมาฟ้องจำเลยขอแบ่งกรรมสิทธิ์ที่ดินที่บ้านไม้ดังกล่าวตั้งอยู่ แต่ไม่ระบุว่าเป็นสินสมรสและไม่ได้ขอแบ่งในคดีก่อนได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๑๔๘/๒๕๖๐ โจทก์กับจำเลยเป็นสามีภริยากัน จดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ ๖ มกราคม ๒๕๒๔ ต่อมาวันที่ ๒๘ มิถุนายน ๒๕๔๘ จดทะเบียนหย่า คดีก่อนโจทก์ฟ้องจำเลยโดยมีคำขอหย่าและขอแบ่งสินสมรส ต่อมาวันที่ ๒๘ มิถุนายน ๒๕๔๘ โจทก์กับจำเลยตกลงกันได้ โดยจำเลยตกลงไปจดทะเบียนหย่ากับโจทก์ และแบ่งสินสมรสรวม ๘ รายการ ตามสัญญาประนีประนอมยอมความศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมในคดีหมายเลขแดงที่ ๘๒๗/๒๕๔๘ ของศาลชั้นต้น จำเลยมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ ๒๐๗ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้เป็นการฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ ๘๒๗/๒๕๔๘ ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ตามสำเนาคำฟ้องคดีหมายเลขแดงที่ ๘๒๗/๒๕๔๘ ของศาลชั้นต้นเอกสารแนบท้ายฎีกาของโจทก์ โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากกันระบุสินสมรสหลายรายการและขอแบ่งสินสมรสหลายรายการรวมทั้งบ้านไม้เลขที่ ๑๒๑/๑ โดยขอให้จำเลยนำออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาแบ่งให้โจทก์ครึ่งหนึ่ง ซึ่งตามฎีกาโจทก์ระบุว่าบ้านดังกล่าวตั้งอยู่บนที่ดินพิพาทกันในคดีนี้ แต่ไม่ระบุว่าเป็นสินสมรส และไม่ได้ขอแบ่ง ต่อมาโจทก์จำเลยตกลงกันได้ในคดีดังกล่าว ตามสำเนาสัญญาประนีประนอมยอมความ เอกสารท้ายบัญชีพยานโจทก์และเอกสารแนบท้ายฎีกาของโจทก์ระบุว่า จำเลยตกลงไปจดทะเบียนหย่าให้โจทก์ จำเลยไม่ดำเนินคดีอาญาแก่ ก. ภรรยาน้อยของโจทก์ และไม่ดำเนินคดีแพ่งคดีอาญาแก่โจทก์ต่อไป สำหรับการแบ่งสินสมรสที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้โจทก์ให้บ้านไม้เลขที่ ๑๒๑/๑ เป็นของจำเลย โดยไม่ระบุข้อตกลงเกี่ยวกับที่ดินพิพาทไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว ศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าวพิพากษาตามยอม ดังนี้ ประเด็นเรื่องการขอแบ่งสินสมรสในคดีนี้กับคดีหมายเลขแดงที่ ๘๒๗/๒๕๔๘ ของศาลชั้นต้น จึงเป็นประเด็นที่ต้องวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน หากโจทก์เห็นว่าที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสและประสงค์จะขอแบ่งต้องยกขึ้นว่ากล่าวไว้ในคดีหมายเลขแดงที่ ๘๒๗/๒๕๔๘ เพื่อให้สิ้นกระแสความไปในคราวเดียว ไม่อาจยกขึ้นรื้อร้องฟ้องกันอีกเป็นคดีนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๘ ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.๒๕๕๓ มาตรา ๖ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ ย่อมยกขึ้นวินิจฉัยแล้วพิพากษาคดีไปได้ แม้ไม่ปรากฏในคำฟ้องและคำให้การ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒ (๕) ประกอบมาตรา ๒๔๖ และพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.๒๕๕๓ มาตรา ๖ ",วิ.อาญา,,,,,,, 71,10,,ต่างฝ่ายต่างฟ้องร้องซึ่งกันและกัน แต่คดีมีประเด็นข้อพิพาทหลักเช่นเดียวกันต่อมาศาลชั้นต้นในคดีก่อนมีคำพิพากษาวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแห่งคดีแล้ว ศาลชั้นต้นในคดีหลังจะดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปได้หรือไม่ และต้องดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปอย่างไร,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๐๑๑/๒๕๖๐ คดีนี้มีประเด็นข้อพิพาทหลักเช่นเดียวกันกับคดีก่อน และมีคู่ความรายเดียวกัน แม้ขณะที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ศาลชั้นต้นในคดีก่อนยังไม่มีคำพิพากษาจึงไม่ทำให้การฟ้องคดีของโจทก์เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๔ ก็ตาม แต่ต่อมาศาลชั้นต้นในคดีก่อนมีคำพิพากษาวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแห่งคดีแล้ว ศาลชั้นต้นในคดีนี้ย่อมไม่อาจดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปได้เพราะจะเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๔ และต้องมีคำสั่งให้เลื่อนการนั่งพิจารณาคดีนี้ต่อไปจนกว่าคำพิพากษาคดีก่อนจะถึงที่สุด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๓๙ วรรคหนึ่ง มิใช่พิพากษายกฟ้อง เพราะการฟ้องคดีของโจทก์มิใช่กระบวนพิจารณาที่ต้องห้ามตามกฎหมายเมื่อต่อมาคดีก่อนศาลฎีกามีคำพิพากษาว่า จำเลยทำสัญญาขายที่ดินและบ้านพิพาทให้แก่โจทก์และโจทก์ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินและบ้านพิพาทคืนให้แก่จำเลยมิใช่เป็นการแสดงเจตนาลวง คำพิพากษาอันถึงที่สุดในคดีก่อนมีผลผูกพันโจทก์และจำเลยซึ่งเป็นคู่ความในคดีนี้ด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๕ วรรคหนึ่ง เท่ากับว่าสัญญาขายที่ดินและบ้านพิพาทและสัญญาจะซื้อขายที่ดินและบ้านพิพาทคืนระหว่างโจทก์จำเลยมีผลสมบูรณ์มิใช่นิติกรรมอำพราง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 71,10,,สำเนาหนังสือมอบอำนาจเอกสารท้ายฟ้องมิได้ประทับตราสำคัญของบริษัทโจทก์โจทก์จะขออนุญาตแก้ฟ้องในส่วนการมอบอำนาจที่ไม่สมบูรณ์ ได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๗๔๖/๒๕๕๙ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า ว. ลงลายมือชื่อโดยมิได้ประทับตราสำคัญของโจทก์มอบอำนาจให้ ป. เป็นผู้ดำเนินคดีแทน ตามสำเนาหนังสือมอบอำนาจท้ายฟ้องหมายเลข ๒ การมอบอำนาจจึงไม่ชอบ ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ขอแก้ฟ้องขอส่งต้นฉบับที่ถูกต้อง ไม่ใช่การแก้ข้อผิดพลาดหรือผิดหลงเล็กน้อยเพราะทำให้โจทก์กลับกลายเป็นมีอำนาจฟ้องเป็นเหตุให้จำเลยเสียเปรียบในรูปคดี เห็นว่า สำเนาหนังสือมอบอำนาจโจทก์เอกสารท้ายฟ้องเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้อง มิได้ประทับตราสำคัญของโจทก์ซึ่งไม่ถูกต้องตามที่ระบุไว้ในหนังสือรับรองการจดทะเบียนของโจทก์ แสดงว่าการมอบอำนาจให้ฟ้องคดีแทนโจทก์ไม่สมบูรณ์ แต่โจทก์ได้กล่าวอ้างมาในคำร้องขอแก้ฟ้องว่า เอกสารหนังสือมอบอำนาจท้ายฟ้องหมายเลข ๒ มีข้อผิดพลาดเล็กน้อยเนื่องจากนำไปถ่ายสำเนาก่อนนำไปประทับตราสำคัญหนังสือมอบอำนาจมีการประทับตราสำคัญของโจทก์แล้ว เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมศาลชั้นต้นมีอำนาจอนุญาตให้โจทก์แก้ฟ้องในส่วนการมอบอำนาจที่ไม่สมบูรณ์ได้ โจทก์มีอำนาจฟ้อง แต่เคยมีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้อีกแนวหนึ่งดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๕๙๘/๒๕๕๑ การที่โจทก์ขอแก้ไขชื่อกรรมการผู้มีอำนาจตามที่บรรยายในคำฟ้องจ่ากชื่อ “นายธีรพงษ์”เป็น “นายชีระพงษ์” เป็นเพียงการขอแก้ไขชื่อกรรมการผู้มีอำนาจให้ถูกต้องตรงตามความเป็นจริงเท่านั้น จึงเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยซึ่งสามารถกระทำได้ฝ่ายเดียวโดยไม่ต้องให้จำเลยมีโอกาสคัดค้าน และไม่ต้องส่งสำเนาคำร้องให้จำเลยทราบล่วงหน้าตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากรฯ มาตรา ๑๗ ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา ๒๑ (๒) และมาตรา ๑๘๑(๑) ส่วนกรณีที่โจทก์ขอแก้ไขชื่อ “นายธีระพงษ์” ตามที่ปรากฏในหนังสือมอบอำนาจเป็น“นายชีระพงษ์” นั้นหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวเป็นเอกสารที่โจทก์ทำขึ้นเพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานในการยื่นคำฟ้อง มิใช่คำฟ้องที่โจทก์จะขอแก้ไขได้ การที่โจทก์นำสืบว่าหนังสือมอบอำนาจพิมพ์ชื่อผิดโดยอักษรตัวแรกของชื่อแทนที่จะเป็น “ช” กลับพิมพ์เป็น “ธ” มิใช่การนำสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขเอกสารแต่เป็นการนำสืบอธิบายความเป็นมาของหนังสือมอบอำนาจเพื่อยืนยันคำฟ้องที่แก้ไขแล้ว",วิ.แพ่ง,,,,,,, 71,11,,ความผิดอาญาที่ผู้เสียหายถูกทำร้ายถึงตาย บิดามารดาของผู้ตายมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน (ค่าขาดไร้อุปการะ) แทนบุตรผู้ตายในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๔๔/๑ หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๖๕๘/๒๕๖๐ สิทธิในการได้รับค่าขาดไร้อุปการะที่โจทก์ร่วมซึ่งเป็นมารดาผู้ตายกับเด็กหญิง ธ. และเด็กชาย อ. บุตรทั้งสองของผู้ตายจะเรียกจากผู้ทำละเมิดเป็นสิทธิเฉพาะตัวของแต่ละคนโจทก์ร่วมเป็นย่ามิใช่ผู้แทนโดยชอบธรรมหรือผู้แทนเฉพาะคดีของบุตรทั้งสองของผู้ตายอันจะถือได้ว่ามีสิทธิยื่นคำร้องในนามบุตรของผู้ตายได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๕๖ ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕ ทั้งมารดาของบุตรทั้งสองของผู้ตายยังมีชีวิตอยู่ โจทก์ร่วมย่อมไม่มีสิทธิเรียกค่าขาดไร้อุปการะแทนบุตรทั้งสองของผู้ตายได้คงมีสิทธิเฉพาะในส่วนของตนเท่านั้นที่ศาลชั้นต้นรับคำร้องของโจทก์ร่วมในส่วนที่โจทก์ร่วมขอให้จำเลยทั้งสามชำระค่าขาดไร้อุปการะแทนบุตรทั้งสองของผู้ตายด้วย จึงไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยให้ถูกต้องได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๕๖/๒๕๕๙ คำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งหกร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของโจทก์ร่วมซึ่งถือว่าเป็นคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งบรรยายว่า ก่อนตายผู้ตายได้อยู่กินฉันสามีภริยากับ ส. ซึ่งปัจจุบันได้เลิกร้างกันก่อนผู้ตายถึงแก่ความตายประมาณ ๑ ปี มีบุตรด้วยกัน ๒ คน คือเด็กชาย น. และเด็กชาย ก. โดยก่อนตาย ผู้ตายมีหน้าที่ในฐานะบิดาเลี้ยงดูตลอดจนส่งเสียให้การศึกษาแก่บุตรทั้งสอง การร่วมกันทำละเมิดของจำเลยทั้งหกเป็นเหตุให้บุตรทั้งสองของผู้ตายต้องขาดไร้อุปการะ ทำให้โจทก์ร่วมต้องรับภาระหน้าที่เลี้ยงดูผู้เยาว์ทั้งสองแทนผู้ตายต่อไป โจทก์ร่วมขอคิดค่าขาดไร้อุปการะเป็นเงินจำนวน ๕๐๐,๐๐๐ บาท อันมีความหมายพอเข้าใจได้ว่าเด็กชาย น. และเด็กชาย ก. บุตรผู้ตายประสงค์จะขอเรียกค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าขาดไร้อุปการะด้วยก็ตาม แต่เด็กชาย น. และเด็กชาย ก. มีอายุ ๙ ปี และ ๕ ปี ตามลำดับ เป็นผู้เยาว์ย่อมไม่อาจยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งหกร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนด้วยตนเองได้ ต้องให้ผู้แทนโดยชอบธรรมเป็นผู้ยื่นคำร้องดังกล่าวแทน เมื่อโจทก์ร่วมเป็นเพียงบิดาของผู้ตายโจทก์ร่วมจึงไม่ใช่ผู้แทนโดยชอบธรรมของเด็กชาย น. และเด็กชาย ก. ที่จะยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งหกร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแทนเด็กชาย น. และเด็กชาย ก. ได้ โจทก์ร่วมจึงไม่มีสิทธิที่จะเรียกค่าขาดไร้อุปการะแทนเด็กชาย น. และเด็กชาย ก. บุตรผู้ตาย ",วิ.อาญา,,,,,,, 71,11,,คดีอาญา คำเบิกความของจำเลยสามารถรับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ที่นำสืบได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๘๗๑/๒๕๖๑ จำเลยเบิกความตอบพนักงานอัยการโจทก์ถามค้านยอมรับว่า จำเลยไม่เคยได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนจากนายทะเบียนท้องที่เจือสมกับคำฟ้องและข้อนำสืบของโจทก์ในข้อที่ว่า จำเลยมีและพาอาวุธปืนยาวในวันเกิดเหตุโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งคำเบิกความของจำเลยดังกล่าวนอกจากจะใช้ยันจำเลยได้แล้ว ยังสามารถนำมารับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ที่นำสืบได้อีก ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๓๓ วรรคสอง,วิ.อาญา,,,,,,, 71,11,,ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้วเห็นว่า การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดตามฟ้อง พิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์เห็นว่าคำฟ้องไม่ปรากฏลายมือชื่อผู้เรียงและผู้เขียน พิพากษายืน,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๗๘๕/๒๕๖๑ ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องของโจทก์แล้ว เห็นว่า การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดตามฟ้อง พิพากษาให้ยกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ เห็นว่า ฟ้องโจทก์มีเพียงลายมือชื่อโจทก์ไม่ปรากฏลายมือชื่อผู้เรียง และผู้เขียนหรือพิมพ์ จึงเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ.มาตรา ๑๕๘ (๗) และล่วงเลยเวลาที่จะสั่งให้โจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๖๑ วรรคหนึ่ง เพราะศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์แล้ว เมื่อฟ้องโจทก์ไม่ถูกต้องตามกฎหมายและล่วงเลยเวลาที่จะแก้ไข จึงไม่อาจพิจารณาและลงโทษจำเลยตามฟ้องได้ พิพากษายืน ผลเท่ากับศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษายกฟ้อง โจทก์จึงฎีกาไม่ได้ทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๐,วิ.อาญา,,,,,,, 71,11,,ในคดีที่มูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ หากผู้อุทธรณ์ได้ยื่นอุทธรณ์ฯ แยกกัน ต่างเสียค่าขึ้นศาลซึ่งเมื่อรวมกันแล้วมีจำนวนสูงกว่าที่ต้องชำระในกรณียื่นอุทธรณ์ฯ ร่วมกัน ศาลอุทธรณ์ฯ จะต้องสั่งคืนค่าขึ้นศาลหรือไม่ อย่างไร,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๖๒๒/๒๕๕๙ ในชั้นอุทธรณ์และฎีกา จำเลยและจำเลยร่วมต่างยื่นอุทธรณ์และฎีกาแยกกัน โดยต่างเสียค่าขึ้นศาลในส่วนของตน แต่เนื่องจากมูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้เมื่อรวมค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์และฎีกาที่จำเลยและจำเลยร่วมเสียแยกกันมาเป็นจำนวนที่สูงกว่าค่าขึ้นศาลที่ต้องชำระในกรณีที่ยื่นอุทธรณ์หรือฎีการ่วมกัน จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์และฎีกาส่วนที่เกินให้แก่จำเลยและจำเลยร่วมตามส่วน ทั้งนี้ เป็นไปตามบทบัญญัติมาตรา ๑๕๐ วรรคท้าย ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง คดีนี้มีทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นอุทธรณ์และฎีกา ๔๒๐,๖๗๔.๔๖ บาท ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นศาลละ ๘,๔๑๓ บาท ในชั้นอุทธรณ์จำเลยเสียค่าขึ้นศาล ๘,๔๑๓ บาท และจำเลยร่วมเสียค่าขึ้นศาล ๗,๙๙๙ บาท จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เสียเกินมาให้แก่จำเลย ๔,๒๐๖.๕๐ บาท และให้แก่จำเลยร่วม ๓,๗๙๒.๕๐ บาท ส่วนในชั้นฎีกาจำเลยและจำเลยร่วมต่างเสียค่าขึ้นศาลคนละ ๗,๙๙๙ บาท จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เสียเกินมาให้แก่จำเลยและจำเลยร่วมคนละ ๓,๗๙๒.๕๐ บาท คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๐๙๙/๒๕๖๐ จำเลยผู้เอาประกันและจำเลยร่วมผู้รับประกันภัยซึ่งเป็นคู่ความร่วมในคดีที่มีมูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้โดยจำเลยและจำเลยร่วมต่างได้ยื่นอุทธรณ์และยื่นฎีกาแยกกัน ต่างเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาเมื่อรวมกันแล้วมีจำนวนสูงกว่าที่จำเลยและจำเลยร่วมจะต้องชำระในกรณียื่นอุทธรณ์และยื่นฎีการ่วมกัน กรณีต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๕๐ วรรคห้า ที่จะต้องมีคำสั่งคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินแก่จำเลยและจำเลยร่วมตามส่วนของค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาตามที่แต่ละคนได้ชำระเกินไป คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๒๐๑/๒๕๖๐ จำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ กับที่ ๓ ต่างยื่นฎีกาแยกกัน โดยเสียค่าขึ้นศาลมาแต่ละฎีกา เนื่องจากจำเลยทั้งสามเป็นจำเลยร่วมในคดีที่มูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ เมื่อรวมกันแล้วมีจำนวนสูงกว่าที่จำเลยทั้งสามต้องชำระในกรณียื่นฎีการ่วมกัน กรณีต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๕๐ วรรคห้า ที่ศาลฎีกาจะต้องมีคำสั่งคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินแก่จำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ กับที่ ๓ ตามส่วนของค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาที่จำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ กับที่ ๓ ได้ชำระเกินไป ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 71,11,,ในคดีที่มูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันมิได้ จำเลยคนหนึ่งได้ยื่นอุทธรณ์และได้นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์มาวางศาลครบถ้วนแล้ว หากจำเลยอีกคนหนึ่งยื่นอุทธรณ์จะต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์มาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์นั้นอีกหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๑๗๒/๒๕๕๙ โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยที่ ๓ ให้ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ ในฐานะนายจ้างหรือตัวการของจำเลยที่ ๑ และในฐานะเป็นผู้ที่มีหน้าที่ในการจัดให้มีและบำรุงรักษาทางบก ทางน้ำและทางระบายน้ำ รวมทั้งการวิศวกรรมจราจรในเขตกรุงเทพมหานครซึ่งเป็นผู้ร่วมกระทำละเมิดด้วยศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ ๓ ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ ในฐานะเป็นผู้มีหน้าที่ควบคุมจัดให้มีเครื่องหมายและสัญญาณจราจรในบริเวณที่ก่อสร้างเพื่อให้เกิดความปลอดภัยแก่การจราจร และไม่ได้ควบคุมให้เกิดความปลอดภัยดังกล่าว อันเป็นผู้ร่วมกระทำละเมิดต่อโจทก์ มูลความแห่งคดีจึงเป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันมิได้ เมื่อจำเลยที่ ๑ ได้ยื่นอุทธรณ์และได้นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งต้องใช้แก่โจทก์ทั้งสองตามคำพิพากษามาวางศาลครบถ้วนแล้ว จึงมีผลถึงจำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นจำเลยร่วมกับจำเลยที่ ๑ ด้วย แม้จำเลยที่ ๓ มิได้ยื่นอุทธรณ์ฉบับเดียวกับจำเลยที่ ๑ โดยแยกยื่นอุทธรณ์ต่างหาก จำเลยที่ ๓ ก็ไม่จำต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ทั้งสองมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์นั้นอีก อุทธรณ์ของจำเลยที่ ๓ จึงเป็นอุทธรณ์ที่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๙ ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 71,11,,ศาลชั้นต้นออกหมายแจ้งวันนัดให้คู่ความมาตีราคาที่ดินพิพาทตามคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค ๘ ถึงวันนัดโจทก์และจำเลยมาศาล จำเลยแถลงว่าจะไปติดต่อสำนักงานที่ดินเพื่อประเมินราคาที่ดินพิพาทและจะนำมาแสดงต่อศาลในนัดหน้า ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เลื่อนไปนัดตีราคาที่ดินพิพาท ถึงวันนัดคู่ความไม่มาศาล ศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค ๘ เพื่อดำเนินการต่อไป ดังนี้ ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ จะมีคำสั่งเกี่ยวกับอุทธรณ์ของจำเลยอย่างไร,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๗/๒๕๖๐ โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓ ก.) เลขที่ ๑๙๓ โดยรับซื้อฝากจากจำเลยซึ่งไม่ไถ่คืนภายในกำหนด จำเลยไม่มีสิทธิอาศัยอยู่ในที่ดินของโจทก์ขอให้บังคับจำเลยและบริวารออกจากที่ดินพิพาท ห้ามจำเลยและบริวารยุ่งเกี่ยวกับที่ดิน เป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือคดีไม่มีทุนทรัพย์ แต่เมื่อจำเลยให้การว่าโจทก์ยินยอมให้จำเลยขยายระยะเวลาไถ่คืนจำเลยมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท โจทก์ไม่มีสิทธิขับไล่จำเลยและบริวาร ย่อมเป็นการโต้แย้งสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทว่าเป็นของจำเลย จึงเปลี่ยนเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิครอบครองในที่ดิน อันเป็นคดีมีทุนทรัพย์ตามราคาที่ดินพิพาท มิใช่คดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้อีกต่อไป ซึ่งจำเลยต้องเสียค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์อย่างคดีมีทุนทรัพย์ กรณีจำต้องตีราคาที่ดินพิพาทเพื่อพิจารณาว่าคดีต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงหรือไม่ หรือจำเลยต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ในทุนทรัพย์เท่าใด เมื่อจำเลยเป็นฝ่ายอุทธรณ์ จำเลยย่อมอยู่ในฐานะเป็นโจทก์ชั้นอุทธรณ์และเมื่อจำเลยแถลงต่อศาลชั้นต้นว่าจะไปติดต่อสำนักงานที่ดินเพื่อประเมินราคาที่ดินพิพาทและนำมาแสดงต่อศาลในนัดหน้า จำเลยย่อมต้องทราบแล้วว่าการตีราคาที่ดินพิพาทเป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์ดังกล่าวข้างต้นตามคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค ๔ แต่จำเลยไม่มาศาลเพื่อตีราคาที่ดินพิพาท ถือว่าเป็นการเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลเห็นสมควรกำหนดอันเป็นการทิ้งฟ้องอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๔ (๒) ประกอบมาตรา ๒๔๖ ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 71,12,," ความผิดตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. ๒๕๒๗ เอกชนเป็นผู้เสียหายในการกระทำความผิดข้อหาดังกล่าวหรือไม่ โทษตามบทหนักไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงแต่ผู้เสียหายมิได้เป็นผู้เสียหายในความผิดอันเป็นบทหนัก ความผิดฐานในบทเบาจะอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้ด้วยหรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๓๐๖/๒๕๖๐ บทบัญญัติตาม พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.๒๕๒๗ มาตรา ๔ หรือ มาตรา ๕ เป็นบทบัญญัติที่วางมาตรการเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของประชาชนส่วนรวม ความผิดฐานนี้จึงเป็นความผิดต่อรัฐ รัฐเท่านั้นที่จะดำเนินคดีแก่ผู้กระทำความผิด เอกชนไม่ใช่ผู้เสียหายในการกระทำความผิดข้อหาดังกล่าว โจทก์ร่วมจึงไม่ใช่ผู้เสียหายที่จะขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยในความผิดข้อหานี้ได้ และเมื่อโจทก์ร่วมไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์มาตั้งแต่แรก โจทก์ร่วมย่อมไม่มีสิทธิที่จะอุทธรณ์และฎีกา ศาลฎีกาจึงไม่จำต้องพิจารณาฎีกาของโจทก์ร่วมในปัญหาว่าจำเลยกระทำความผิดข้อหาฉ้อโกงประชาชนตามฟ้องอีก โจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายเฉพาะความผิดฐานฉ้อโกงเท่านั้น มิได้เป็นผู้เสียหายในความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนตาม พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. ๒๕๒๗ ด้วย ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ร่วมจึงมีสิทธิที่จะอุทธรณ์เฉพาะในความผิดที่โจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายเท่านั้นเมื่อความผิดฐานฉ้อโกงตาม ป.อ. มาตรา ๓๔๑ ที่โจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามป.วิ.อ.มาตรา ๑๙๓ ทวิ และไม่ปรากฏว่าโจทก์ร่วมได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามมาตรา ๑๙๓ ตรี แม้ความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนตาม พ.ร.ก. การกู้ยืมเงินอันเป็นการฉ้อโกงประชาชนพ.ศ.๒๕๒๗ มาตรา ๕, ๑๒ จะมีอัตราโทษที่ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงและเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานฉ้อโกงตาม ป.อ. มาตรา ๓๔๑ ก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ร่วมมิได้เป็นผู้เสียหายในความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนอันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด โจทก์ร่วมจึงไม่อาจใช้สิทธิอุทธรณ์โดยอ้างทำนองว่าเมื่อโทษตามบทหนักไม่ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงแล้วความผิดฐานในบทเบาย่อมอุทธรณ์ได้ด้วยหาได้ไม่ ",วิ.อาญา,,,,,,, 71,12,,บรรยายฟ้อง ระบุวันเวลาที่จำเลยกระทำความผิดฐานลักทรัพย์เป็นช่วงวันเวลาใดและจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลจะพิพากษาลงโทษฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืน ได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๑๙๑/๒๕๖๑ โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ เวลากลางคืนหลังเที่ยง ถึงวันที่ ๑๓ มกราคม ๒๕๕๗ เวลากลางคืนหลังเที่ยงต่อเนื่องกัน วันใดไม่ปรากฏชัด จำเลยซึ่งเป็นลูกจ้างของผู้เสียหายลักทรัพย์ผู้เสียหายไป แม้คำบรรยายฟ้องของโจทก์พอที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีว่าวันเวลาที่จำเลยกระทำความผิดเป็นช่วงวันเวลาใดและจำเลยให้การรับสารภาตามฟ้องก็ตาม แต่โจทก์ไม่ได้นำสืบเกี่ยวกับเวลาเกิดเหตุให้ศาลเห็นว่าจำเลยลักทรัพย์ในเวลากลางคืน ซึ่งความจริงเหตุอาจจะเกิดในเวลากลางวันก็ได้ จึงต้องยกประโยชน์ให้แก่จำเลย โดยฟังว่าจำเลยลักทรัพย์ในเวลากลางวันปัญหาดังกล่าวแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕,วิ.อาญา,,,,,,, 71,12,,ในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์และผู้เสียหายยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง พนักงานอัยการยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาโดยผู้เสียหายไม่ได้อุทธรณ์ฎีกาในคดีส่วนแพ่ง หากศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาพิพากษาว่าจำเลยมีความผิด จะมีอำนาจหยิบยกคดีส่วนแพ่งตามคำร้องขึ้นวินิจฉัยเพื่อให้เป็นไปตามผลแห่งคดีอาญาได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๘๗๘/๒๕๖๐ ความผิดฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากผู้เสียหายที่ ๒ในฐานะบิดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลโจทก์ร่วม ความปกครองของผู้เสียหายที่ ๒ ที่มีต่อโจทก์ร่วมย่อมถูกกระทบกระเทือนทำนองเดียวกับเสรีภาพของผู้เสียหายที่ ๒ ที่ได้รับความเสียหาย ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดค่าสินไหมทดแทนให้ผู้เสียหายที่ ๒ ในความผิดฐานนี้ได้ แม้ผู้เสียหายที่ ๒ ซึ่งยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๔๔/๑ ไม่ได้อุทธรณ์ฎีกาเรียกค่าสินไหมทดแทน แต่เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ซึ่งในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๔๖ ศาลฎีกาชอบที่จะกำหนดค่าสินไหมทดแทนที่ผู้เสียหายที่ ๒ ได้รับจากการกระทำความผิดของจำเลยได้ กรณีไม่อาจนำกฎหมายวิธีสบัญญัติเรื่องอุทธรณ์ฎีกามาตัดสิทธิของผู้เสียหายที่ ๒ ทั้งปัญหาตามมาตรา ๔๔/๑ เป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตามมาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕ คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๑๗๓/๒๕๖๐ คำร้องของผู้ร้องที่ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๔๔/๑ ย่อมถือเป็นส่วนหนึ่งของคดีอาญา เมื่อคดีส่วนอาญายังไม่ถึงที่สุดเพราะโจทก์ยังคงอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น การกำหนดค่าสินไหมทดแทนในทางแพ่งซึ่งศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๔๖ จึงต้องรอฟังข้อเท็จจริงในคดีส่วนอาญาให้เป็นที่ยุติก่อน แม้ผู้ร้องจะมิได้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค ๖ พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นตามฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ ย่อมมีอำนาจหยิบยกคดีส่วนแพ่งตามคำร้องขึ้นวินิจฉัยเพื่อให้เป็นไปตามผลแห่งคดีอาญาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๑๕ ",วิ.อาญา,,,,,,, 71,12,,คดีความผิดต่อส่วนตัวคดี หรือคดีความผิดอาญาแผ่นดิน หากผู้เสียหายที่ไปร้องทุกข์หรือกล่าวโทษมิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย การสอบสวนจะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และพนักงานอัยการมีอำนาจฟ้องหรือไม่,"คดีความผิดต่อส่วนตัว : คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๗๗๖/๒๕๖๐ แม้ผู้เสียหายหลงเชื่อคำหลอกลวงของจำเลยทั้งสามที่ขอกู้ยืมเงินโดยอ้างว่าได้กระทำในฐานะที่เป็นกรรมการกองทุนหมู่บ้านจนเป็นเหตุให้ผู้เสียหายมอบเงินกู้ให้จำเลยทั้งสามไปตามฟ้องก็ดี แต่การให้กู้ยืมเงินผู้เสียหายทำสัญญาโดยคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๔ ของเงินต้น ในระยะเวลา ๕ วัน คิดเป็นดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๒๙๒ ต่อปี ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราพ.ศ.๒๔๗๕ มาตรา ๓ (ก) ประกอบประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๕๔ ย่อมแสดงอยู่ในตัวว่าผู้เสียหายรับข้อเสนอของจำเลยทั้งสามโดยมีเจตนามุ่งต่อผลประโยชน์อันเกิดจากการกระทำที่ผิดกฎหมายของตนถือมิได้ว่าเป็นการกระทำโดยสุจริต จะถือว่าเป็นผู้เสียหายโดยชอบด้วยกฎหมายมิได้ผู้เสียหายจึงไม่มีอำนาจร้องทุกข์ เป็นเหตุให้การสอบสวนไม่ชอบ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๒๐ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๗๘/๒๕๕๗ โจทก์ร่วมไม่ใช่เป็นเจ้าของตอต้นอ้อยที่ได้รับความเสียหายจึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยที่จะร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ ๒ ในข้อหาร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ซึ่งเป็นความผิดต่อส่วนตัวพนักงานสอบสวนจึงไม่มีอำนาจสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๒๑ วรรคสอง และโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องตามมาตรา ๑๒๐ คดีความผิดอาญาแผ่นดิน: คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๑๘๓/๒๕๕๘ ความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตาม ป.อ. มาตรา ๑๕๗ เป็นความผิดอาญาแผ่นดินถือเป็นความผิดที่กระทำต่อรัฐ มิใช่ความผิดต่อส่วนตัว บุคคลผู้พบเหตุความผิดดังกล่าวมีอำนาจที่จะกล่าวโทษผู้กระทำความผิดต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อให้ดำเนินคดีต่อผู้กระทำความผิดได้ และพนักงานสอบสวนก็มีอำนาจสอบสวนดำเนินคดีต่อจำเลยซึ่งเป็นผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้กระทำความผิดได้โดยมิพักต้องคำนึงว่าผู้กล่าวโทษเป็นผู้เสียหายหรือเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนผู้เสียหายหรือไม่ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๒๑ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๓๖๔๖/๒๕๕๘ ความผิดฐานปลอมเอกสาร เป็นความผิดอาญาแผ่นดินไม่ใช่ความผิดต่อส่วนตัวอันยอมความได้ แม้ผู้เสียหายที่ถูกปลอมลายมือชื่อจะไม่ได้แจ้งความร้องทุกข์ พนักงานสอบสวนย่อมมีอำนาจสอบสวนได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีคำร้องทุกข์จากผู้เสียหาย ดังนี้ ผู้เสียหายมีอำนาจร้องทุกข์หรือไม่ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรวินิจฉัยฎีกาของจำเลยข้อนี้เป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕ ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่ง",วิ.อาญา,,,,,,, 71,12,,ต่างฝ่ายต่างยื่นฟ้องซึ่งกันและกัน คดีทั้งสองมีประเด็นข้อพิพาทอย่างเดียวกัน ถ้าจำเลยในคดีหลัง (ซึ่งเป็นโจทก์ในคดีก่อน) ยื่นคำให้การและฟ้องแย้ง ดังนี้ ฟ้องแย้งจะเป็นฟ้องซ้อนกับฟ้องในคดีก่อนหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๘๐๖/๒๕๖๑ จำเลยที่ ๑ เคยยื่นฟ้องโจทก์และ ส. ต่อศาลชั้นต้นขอให้ขับไล่โจทก์และ ส. ออกจากบ้านพักคนงานและที่ดินสวนปาล์มน้ำมันเนื้อที่ ๑,๘๒๑ ไร่ พร้อมกับให้ชำระค่าเสียหาย โจทก์และ ส. ให้การว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินดังกล่าวเนื่องจากจำเลยที่ ๑ เชิด ล. (จำเลยที่ ๒ คดีนี้) เป็นตัวแทนจำเลยที่ ๑ ในการที่จำเลยที่ ๑ ทำหนังสือมอบอำนาจและสัญญาให้ใช้ที่ดินเพื่อทำประโยชน์เนื้อที่ ๑,๘๒๑ ไร่ แก่โจทก์ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษากลับ ห้ามโจทก์และ ส. กับบริวารเข้าไปเกี่ยวข้องกับบ้านพักคนงาน และออกไปจากที่ดินสวนปาล์มน้ำมันเนื้อที่ ๑,๘๒๑ ไร่ และให้โจทก์กับ ส. ร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่จำเลยที่ ๑ ศาลฎีกาพิพากษายืนระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าวโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองใช้ประโยชน์ที่ดินสวนปาล์มน้ำมันเนื้อที่ ๑,๘๒๑ ไร่ เนื่องจากจำเลยที่ ๑ เชิดจำเลยที่ ๒ เป็นตัวแทนจำเลยที่ ๑ ในการที่จำเลยที่ ๑ ทำหนังสือมอบอำนาจและสัญญาให้ใช้ที่ดินเพื่อทำประโยชน์เนื้อที่ ๑,๘๒๑ ไร่ แก่โจทก์ จำเลยที่ ๑ ให้การต่อสู้และฟ้องแย้งว่า จำเลยที่ ๑ ไม่เคยมอบอำนาจให้โจทก์เข้าทำประโยชน์ในที่ดินสวนปาล์มน้ำมันดังกล่าว และไม่ได้เชิดจำเลยที่ ๒ เป็นตัวแทนในการทำหนังสือมอบอำนาจและสัญญาให้ใช้ที่ดินเพื่อทำประโยชน์ เห็นได้ว่าที่ดินพิพาททั้งสองคดีเป็นที่ดินแปลงเดียวกันคดีทั้งสองมีประเด็นข้อพิพาทอย่างเดียวกันว่าจำเลยที่ ๑ เชิดจำเลยที่ ๒ เป็นตัวแทนในการทำหนังสือมอบอำนาจและสัญญาให้ใช้ที่ดินเพื่อทำประโยชน์ให้แก่โจทก์หรือไม่ คดีทั้งสองจึงเป็นเรื่องเดียวกัน เมื่อจำเลยที่ ๑ ฟ้องโจทก์เป็นคดีแพ่งของศาลชั้นต้นไว้แล้ว การที่จำเลยที่ ๑ นำคดีเรื่องเดียวกันมาฟ้องแย้งโจทก์เป็นคดีนี้อีกโดยจำเลยที่ ๑ มีฐานะเป็นโจทก์ในส่วนของฟ้องแย้ง ฟ้องแย้งจึงเป็นฟ้องซ้อนกับฟ้องในคดีก่อน ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๗๓ วรรคสอง (๑)จำเลยที่ ๑ จึงไม่มีอำนาจฟ้องแย้งขอให้ขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากโจทก์ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้โจทก์ไม่ได้ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ ๑ ได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๒ (๕) ประกอบมาตรา๒๔๖ และมาตรา ๒๔๗ (เดิม) ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 71,12,,"ตัวการฟ้องเรียกทรัพย์คืนจากตัวแทน การนำสืบพยานบุคคลว่าเป็นตัวแทน เป็นการนำสืบเพิ่มเติมเปลี่ยนแปลงแก้ไขเอกสารหรือไม่ คดีฟ้องเรียกเอาคืนซึ่งอสังหาริมทรัพย์ ถ้าศาลพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี ศาลจะพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินด้วยได้หรือไม่ ",มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๐๔๒/๒๕๖๑ จำเลยเป็นตัวแทนเชิดของโจทก์ กรณีตัวแทนเชิดไม่อยู่ในบังคับมาตรา ๗๙๘ แห่ง ป.พ.พ. การตั้งตัวแทนเพื่อทำกิจการอันใดจึงไม่จำต้องทำเป็นหนังสือหรือมีหลักฐานเป็นหนังสือแต่อย่างใด กรณีนี้โจทก์เป็นตัวการฟ้องเรียกทรัพย์คืนจากจำเลยซึ่งเป็นตัวแทน แม้ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือก็ฟ้องร้องให้บังคับคดีกันได้ และการที่โจทก์นำสืบพยานบุคคลในความจริงว่าจำเลยเป็นตัวแทนของโจทก์นั้นมิใช่การนำสืบเพิ่มเติมเปลี่ยนแปลงแก้ไขเอกสารโจทก์ฟ้องเรียกเอาคืนซึ่งอสังหาริมทรัพย์ เมื่อศาลพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีย่อมมีอำนาจพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินพิพาทได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๒ (๑) จึงไม่เป็นการที่ศาลพิพากษาเกินคำขอ,วิ.แพ่ง,,,,,,, 71,13,,จำเลยยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนคำร้อง ในวันเดียวกันจำเลยยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งจำหน่ายคดีเสียจากสารบบความอ้างว่าโจทก์ไม่ได้ยื่นคำขอภายในสิบห้าวันนับแต่ระยะเวลาที่กำหนดให้จำเลยยื่นคำให้การได้สิ้นสุดลงเพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้ตนเป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัด ศาลชั้นต้นยกคำร้อง จำเลยจะอุทธรณ์คำสั่งศาลทันทีได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๙๔๘/๒๕๖๐ คำร้องของจำเลยที่ขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีเสียจากสารบบความเป็นคำร้องที่ยื่นเพื่อให้ศาลใช้อำนาจตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๙๘ วรรคสอง มิใช่คำร้องขอให้วินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายตามมาตรา ๒๔ คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่จำหน่ายคดีของโจทก์เป็นคำสั่งในระหว่างการไต่สวนคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การของจำเลย อันเป็นคำสั่งก่อนศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดี และมิใช่คำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่ระบุไว้ในมาตรา ๒๒๗ และ ๒๒๘ จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งนั้นในระหว่างพิจารณาตามมาตรา ๒๒๖ (๑),วิ.แพ่ง,,,,,,, 71,13,,คดีความผิดต่อส่วนตัวที่มีผู้เสียหายหลายคน หากผู้เสียหายคนหนึ่งถอนคำร้องทุกข์ก็ดี หรือมิได้ฟ้องหรือร้องทุกข์ภายใน ๓ เดือน นับแต่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด ทำให้คดีขาดอายุความก็ดี จะมีผลต่อผู้เสียหายคนอื่นด้วยหรือไม่,"คำตอบ (ก) กรณีถอนคำร้องทุกข์: คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๘๓๒/๒๕๕๖ จำเลยกับพวกร่วมกันยักยอกรถยนต์ของธนาคาร ธ. ผู้เสียหายที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้ให้เช่าซื้อขณะอยู่ในความครอบครองของ ส. ผู้เสียหายที่ ๒ ซึ่งเป็นผู้เช่าซื้อ เมื่อขณะเกิดเหตุกระทำความผิดผู้เสียหายที่ ๒ เป็นผู้มีสิทธิครอบครองใช้ประโยชน์รถที่เช่าซื้อ การกระทำของจำเลยกับพวกย่อมทำให้ผู้เสียหายที่ ๒ ได้รับความเสียหายโดยตรง แม้ผู้เสียหายที่ ๒ ไป แจ้งความร้องทุกข์ในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากผู้เสียหายที่ ๑ แต่ก็ถือว่าได้ร้องทุกข์ในฐานะที่ผู้เสียหายที่ ๒ เป็นผู้เสียหายด้วยเช่นกัน ผู้เสียหายที่ ๒ จึงเป็นผู้เสียหายในคดีนี้และมีอำนาจในการถอนคำร้องทุกข์ ความผิดฐานยักยอกทรัพย์ตามเป็นความผิดต่อส่วนตัวและคดียังไม่ถึงที่สุดผู้เสียหายขอถอนคำร้องทุกข์เสียเมื่อใดก็ได้ เมื่อก่อนศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกา ผู้เสียหายที่ ๒ ถอนคำร้องทุกข์ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๙ (๒) คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๕/๒๕๓๕ ขณะที่ ป. ร้องทุกข์ขอให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ที่ยักยอกเงินของโจทก์ไปนั้น โจทก์ซึ่งเป็นบริษัทจำกัด มี ป. ก. ส. และจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ เป็นกรรมการ โดยจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการร่วมกับจำเลยที่ ๒ หรือ ป. คนใดคนหนึ่งรวมเป็น ๒ คน และประทับตราสำคัญของโจทก์ทำการแทนโจทก์ได้ การที่จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ยักยอกเงินของโจทก์ บรรดาผู้ถือหุ้นซึ่งมีประโยชน์ได้เสียร่วมกับโจทก์นั้นย่อมได้รับความเสียหายโดยนิตินัย ย่อมถือว่า ป. ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นและเป็นกรรมการคนหนึ่งของโจทก์เป็นผู้เสียหาย จึงมีสิทธิฟ้องคดีอาญาหรือแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ฐานยักยอกทรัพย์ของโจทก์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๘ (๒), ๑๒๓ ประกอบด้วยมาตรา ๒ (๔)ต่อมา ป. ได้ถอนคำร้องทุกข์นั้น ดังนั้นไม่ว่า ป. จะดำเนินการดังกล่าวทั้งหมดในฐานะกระทำการแทนโจทก์หรือในฐานะผู้ถือหุ้น สิทธิที่โจทก์จะนำคดีอาญามาฟ้องก็ย่อมระงับไป ตามมาตรา ๓๙ (๒) (ข) กรณีคดีขาดอายุความ: คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๘๖/๒๕๕๑ แม้ บ. ผู้เช่าซื้อยังชำระราคาค่าเช่าซื้อไม่ครบถ้วน กรรมสิทธิ์ในรถยนต์บรรทุกดังกล่าวยังเป็นของ ว. ผู้ให้เช่าซื้อ แต่ บ. ก็มีสิทธิครอบครองใช้ประโยชน์จากรถยนต์บรรทุกที่เช่าซื้อนั้นและมีหน้าที่ต้องส่งคืนรถยนต์บรรทุกที่เช่าซื้อในสภาพเรียบร้อยแก่ ว. ผู้ให้เช่าซื้อหากมีกรณีต้องคืน เมื่อจำเลยทั้งสองยักยอกชิ้นส่วนอุปกรณ์ของรถยนต์บรรทุกดังกล่าวไปจากบ. บ. ย่อมได้รับความเสียหายจึงเป็นผู้เสียหายและมีอำนาจร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองได้เช่นเดียวกับ ว. เจ้าของรถยนต์บรรทุกดังกล่าว คดีนี้เป็นความผิดอันยอมความได้ เมื่อ บ. รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดเมื่อวันที่ ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๔๑ แต่มีการร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองเมื่อวันที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๔๒ ซึ่งเกินกว่าสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิด และรู้ตัวผู้กระทำความผิดแล้วคดีโจทก์จึงขาดอายุความตาม ป.อ. มาตรา ๙๖ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๐๘๕/๒๕๓๗ ล. เป็นผู้ถือหุ้นคนหนึ่งของบริษัท ลัดสุภาอินเตอร์เทรด จำกัด เช่นเดียวกับโจทก์ ล.จึงเป็นผู้เสียหายและมีอำนาจร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยได้เช่นเดียวกับโจทก์ คดีนี้เป็นความผิดอันยอมความได้ เมื่อ ล. ไม่ได้ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยภายใน ๓ เดือน นับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด คดีโจทก์จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๖ ",วิ.อาญา,,,,,,, 71,13,,คดีความผิดเกี่ยวกับเพศ การถามปากคำผู้เสียหายที่เป็นหญิงใช้พนักงานสอบสวนซึ่งเป็นชายเป็นผู้สอบสวนและไม่ได้บันทึกความยินยอมหรือเหตุจำเป็นนั้นไว้ การสอบสวนเสียไปหรือไม่ พนักงานอัยการมีอำนาจฟ้องหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๔๑๙/๒๕๕๙ คดีความผิดเกี่ยวกับเพศ การถามปากคำผู้เสียหายที่ ๑ ซึ่งเป็นหญิงในชั้นสอบสวน ต้องให้พนักงานสอบสวนซึ่งเป็นหญิงเป็นผู้สอบสวนเว้นแต่ผู้เสียหายที่ ๑ นั้นยินยอมหรือมีเหตุจำเป็นอย่างอื่น และให้บันทึกความยินยอมหรือเหตุจำเป็นนั้นไว้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๓๓ วรรคสี่ แต่พนักงานสอบสวนคดีนี้เป็นชายและไม่ได้มีบันทึกความยินยอมหรือเหตุจำเป็นนั้นไว้นั้น การที่พนักงานสอบสวนคดีนี้ไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องตามบทบัญญัติดังกล่าว แม้จะเป็นการไม่ชอบแต่ก็หามีผลทำให้การสอบสวนเสียไปทั้งหมดและถือเท่ากับไม่มีการสอบสวนในความผิดนั้นมาก่อน อันจะทำให้พนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้อง ตามป.วิ.อ. มาตรา ๑๒๐ ไม่ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๐๑๗/๒๕๖๐ พนักงานสอบสวนสอบปากคำผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็กหญิงอายุไม่เกินสิบแปดปีในความผิดเกี่ยวกับเพศ โดยมีนักสังคมสงเคราะห์ มารดาผู้เสียหาย และพนักงานอัยการร่วมในการถามปากคำผู้เสียหาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๓๓ ทวิ วรรคหนึ่ง โดยใช้พนักงานสอบสวนซึ่งเป็นชายเป็นผู้สอบสวนและไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายนั้น ยินยอมหรือมีเหตุจำเป็นอย่างอื่น และได้มีการบันทึกความยินยอมและเหตุจำเป็นนั้นไว้ ซึ่งแม้ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๓๓ วรรคสี่ ก็ตาม แต่เป็นเพียงความบกพร่องหรือผิดพลาดเฉพาะในส่วนนี้ ซึ่งเป็นข้อบกพร่องผิดพลาดในรายละเอียดหาใช่ข้อสาระสำคัญถึงขนาดจะทำให้การสอบสวนเสียไปทั้งหมดอันจะทำให้พนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๑๒๐ ไม่ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๒๘๑/๒๕๖๑ จำเลยฎีกาว่าในคดีความผิดเกี่ยวกับเพศ การถามปากคำผู้เสียหายซึ่งเป็นหญิงต้องให้พนักงานสอบสวนซึ่งเป็นหญิงเป็นผู้สอบสวน เว้นแต่ผู้เสียหายนั้นยินยอมหรือมีเหตุจำเป็นอย่างอื่น และให้บันทึกความยินยอมหรือเหตุจำเป็นนั้นไว้ แต่คดีนี้มิได้ให้พนักงานสอบสวนซึ่งเป็นหญิงเป็นผู้สอบสวนในการถามปากคำผู้เสียหาย จึงเป็นการสอบสวนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น แม้ปัญหานี้จำเลยเพิ่งยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกา แต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยจำเลยมีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕ การที่พนักงานสอบสวนไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.อ. มาตรา ๑๓๓ วรรคสี่ แม้จะเป็นการไม่ชอบแต่ก็หามีผลทำให้การสอบสวนเสียไปทั้งหมดและถือเท่ากับไม่มีการสอบสวนในความผิดนั้นมาก่อนอันจะทำให้พนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๒๐ ไม่ การสอบสวนคดีนี้จึงชอบ และโจทก์มีอำนาจฟ้อง ",วิ.อาญา,,,,,,, 71,14,,ทายาทของผู้มรณะยื่นคำร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่ผู้มรณะซึ่งยังไม่พ้นระยะเวลาที่จะยื่นอุทธรณ์ พร้อมกับยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ ก่อนที่จะมีคำสั่งอนุญาตให้เข้าเป็นคู่ความแทนที่ เป็นการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้เข้าเป็นคู่ความแทนที่และสั่งรับอุทธรณ์ที่ยื่นมาหลังจากนั้น จะถือว่าเป็นอุทธรณ์ที่ยื่นเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาตามกฎหมายหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๘๑๙/๒๕๖๑ ส. ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ผู้มรณะขณะที่ยังไม่พ้นระยะเวลาที่โจทก์จะยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้น เมื่อศาลชั้นต้นสั่งรับคำร้องแล้วจะต้องไต่สวนคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนและมีคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๔๒ และ ๔๓ เสียก่อน แล้วจึงจะมีคำสั่งเกี่ยวกับเรื่องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ที่ยื่นมาพร้อมกับคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่ผู้มรณะและที่ยื่นมาในภายหลัง การที่ศาลชั้นต้นสั่งคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ว่า “สั่งใหม่ ในชั้นนี้เห็นควรอนุญาตไปก่อน” รวมทั้งที่สั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ตามคำร้องที่ยื่นในภายหลังต่อมาก่อนที่จะมีคำสั่งอนุญาตให้ ส. เข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ จึงเป็นการไม่ชอบและเมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ ส. เข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ และต่อมาสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ ต้องถือว่าศาลชั้นต้นได้อนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์เพราะมีพฤติการณ์พิเศษตามคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ที่ยื่นต่อมาในภายหลัง และได้รับอุทธรณ์ของโจทก์ที่ยื่นภายในกำหนดไว้แล้ว มิใช่เป็นอุทธรณ์ที่ยื่นเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาตามกฎหมาย,วิ.แพ่ง,,,,,,, 71,14,,โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชดใช้หนี้เงินกู้ให้แก่โจทก์ตามหนังสือรับสภาพหนี้จำเลยให้การว่า ไม่ได้กู้เงินโจทก์ ไม่เคยทำหนังสือรับสภาพหนี้ ลายมือชื่อในช่องผู้ผ่อนชำระหนี้ในหนังสือรับสภาพหนี้เป็นลายมือปลอม ดังนี้ ภาระการพิสูจน์ความถูกต้องแท้จริงแห่งเอกสารรับสภาพหนี้ตกแก่คู่ความฝ่ายใด,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๘๐๐/๒๕๖๑ โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองชดใช้หนี้เงินกู้ให้แก่โจทก์ตามหนังสือสัญญารับสภาพหนี้ จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ว่า จำเลยที่ ๑ ไม่ได้กู้เงินโจทก์และไม่เคยทำหนังสือรับสภาพหนี้ให้ไว้แก่โจทก์ ลายมือชื่อในช่องผู้ผ่อนชำระในหนังสือรับสภาพหนี้มิใช่ลายมือชื่อของจำเลยทั้งสอง แต่เป็นลายมือชื่อปลอม ภาระการพิสูจน์ความถูกต้องแท้จริงแห่งเอกสารหนังสือรับสภาพหนี้ตกแก่โจทก์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๘๔/๑ มิใช่ตกแก่จำเลยที่ ๑ ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 71,14,,ฎีกาของจำเลยคัดค้านดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ที่ให้เพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ของจำเลย เป็นฎีกาที่ต้องห้ามตามกฎหมายหรือไม่,คำตอบ คำสั่งคำร้องของศาลฎีกาที่ ท.๘๓๙/๒๕๖๑ คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค ๓ ที่ให้เพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ของจำเลย มิใช่เป็นการกำหนดโทษในทางอาญาแก่จำเลย หากแต่เป็นเพียงมาตรการทำนองเดียวกันกับวิธีการเพื่อความปลอดภัยในอันที่จะคุ้มครองประชาชนมิให้ได้รับอันตรายจากการกระทำของจำเลยฎีกาของจำเลยที่คัดค้านดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ภาค ๓ ที่ให้เพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยแต่เพียงอย่างเดียว จึงต้องห้ามมิให้จำเลยฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๙ ทวิ วรรคหนึ่ง,วิ.อาญา,,,,,,, 71,14,,ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขังผู้ต้องหาตามคำร้องของพนักงานสอบสวนผู้ต้องหามีสิทธิยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๒๖๕/๒๕๖๑ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ต้องหาว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขังผู้ต้องหามีกำหนด ๑๒ วัน ตามคำร้องของผู้ร้อง ผู้ต้องหามีสิทธิยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๓๔ วรรคห้า บัญญัติว่า “เมื่อได้มีการแจ้งข้อกล่าวหาแล้ว ถ้าผู้ต้องหาไม่ใช่ผู้ถูกจับและยังไม่ได้มีการออกหมายจับ แต่พนักงานสอบสวนเห็นว่ามีเหตุที่จะออกหมายขังผู้นั้นได้ตามมาตรา ๗๑ พนักงานสอบสวนมีอำนาจสั่งให้ผู้ต้องหาไปศาลเพื่อออกหมายขังโดยทันที.. กรณีเช่นว่านี้ให้นำมาตรา ๘๗ มาใช้บังคับแก่การพิจารณาออกหมายขังโดยอนุโลม..” มาตรา ๗๑ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “เมื่อได้ตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยมาแล้ว ในระยะใดระหว่างสอบสวนไต่สวนมูลฟ้อง หรือพิจารณาศาลจะออกหมายขังผู้ต้องหาหรือจำเลยไว้ตามมาตรา ๘๗ หรือมาตรา ๘๘ ก็ได้ และให้นำบทบัญญัติในมาตรา ๖๖ มาใช้บังคับโดยอนุโลม” มาตรา ๖๖ บัญญัติว่า “เหตุที่จะออกหมายจับได้มีดังต่อไปนี้ (๑) เมื่อมีหลักฐานตามสมควรว่าบุคคลใดน่าจะได้กระทำความผิดอาญาซึ่งมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปี” ตามบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้น ให้อำนาจศาลที่จะขังผู้ต้องหาระหว่างสอบสวนหากมีเหตุตามมาตรา ๖๖ ผู้ต้องหาถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๖ ซึ่งต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี จึงเป็นกรณีที่ศาลจะออกหมายขังผู้ต้องหาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๗๑ ประกอบมาตรา ๖๖ บทบัญญัติดังกล่าวเป็นกระบวนการก่อนฟ้องซึ่งมีวัตถุประสงค์ให้ผู้ต้องหาอยู่ในอำนาจของศาลเพื่อเป็นหลักประกันว่าจะมีตัวจำเลยในการพิจารณาคดีของศาลทั้งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๐๖ บัญญัติให้ผู้ต้องหามีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ปล่อยผู้ต้องหาชั่วคราวได้อยู่แล้ว แสดงให้เห็นเจตนารมณ์ของกฎหมายอย่างชัดเจนว่า มีวัตถุประสงค์จะให้กระบวนการยุติธรรมในชั้นฝากขังระหว่างสอบสวนเป็นอำนาจของผู้พิพากษาศาลชั้นต้นและยุติไปในระดับศาลชั้นต้นเท่านั้น ไม่ใช่เรื่องที่กฎหมายมีความประสงค์จะให้ผู้ต้องหายื่นอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งอนุญาตให้ฝากขังได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๓ ด้วยเหตุผล ดังวินิจฉัยมาแล้ว ผู้ต้องหาจึงไม่มีสิทธิยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ฝากขังผู้ต้องหาตามคำร้องของผู้ร้อง ที่ศาลอุทธรณ์ยกอุทธรณ์ของผู้ต้องหาจึงชอบแล้ว ฎีกาผู้ต้องหาฟังไม่ขึ้น” ",วิ.อาญา,,,,,,, 71,14,,จ้าพนักงานตำรวจจับผู้ต้องหาในข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีน ผู้ต้องหาให้การว่ารับเมทแอมเฟตามีนมาจากบุคคลผู้มีชื่อซึ่งเช่าห้องพักที่เกิดเหตุ หลังจากตรวจสอบข้อมูลแล้วถูกต้อง ดังนี้ เจ้าพนักงานตำรวจมีอำนาจตรวจค้นห้องพักของผู้มีชื่อโดยไม่มีหมายค้นได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๓๑๖/๒๕๖๐ วันเกิดเหตุ ช่วงเช้า ร้อยตำรวจโท ส. และร้อยตำรวจตรี ศ. ร่วมกันจับกุม อ. ค. และ ธ. ในข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีนและผู้ต้องหาทั้งสามให้การว่า ได้รับเมทแอมเฟตามีนมาจากจำเลยที่ ๑ ซึ่งเช่าห้องพักอยู่ที่ห้องพักที่เกิดเหตุ หลังจากประสานกับทางผู้ดูแลรีสอร์ตจนเป็นที่แน่ใจว่าข้อมูลที่ได้จากผู้เสพทั้งสามถูกต้องแล้ว จึงเข้าตรวจค้นห้องพักของจำเลยที่ ๑ ทันที ดังนี้ พยานโจทก์ทั้งสองไปตรวจค้นห้องพักดังกล่าวเพราะน่าเชื่อว่าจะพบเมทแอมเฟตามีนซึ่งเป็นสิ่งของที่มีไว้เป็นความผิด ทั้งที่เกิดเหตุเป็นรีสอร์ตซึ่งจำเลยทั้งสองพักชั่วคราว หากเนิ่นช้าไปกว่าได้หมายค้นจำเลยทั้งสองอาจจจะนำเมทแอมเฟตามีนออกไปจากรีสอร์ตเมื่อใดก็ได้จึงเป็นกรณีฉุกเฉิน อย่างยิ่ง ทำให้พยานโจทก์ทั้งสองกับพวกซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจมีอำนาจเข้าไปค้นในห้องพักโดยไม่จำต้องมีหมายค้นตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๙๒ (๔) และมาตรา ๙๖ (๒) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๓ และเมื่อพยานโจทก์ทั้งสองกับพวก ตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนของกลาง ๓ เม็ด ที่จำเลยที่ ๒ และค้นพบเมทแอมเฟตามีน ๕๕๔ เม็ด ภายในห้อง ซึ่งจำเลยที่ ๑ ยอมรับว่าเป็นของตนอันเป็นความผิดซึ่งหน้า พยานโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าพนักงานจึงมีอำนาจจับจำเลยทั้งสองได้ตามอำนาจหน้าที่โดยไม่ต้องมีหมายจับตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๗๘ (๑), ๘๐ ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๓ การตรวจค้นและจับกุมในกรณีนี้จึงเป็นการกระทำโดยชอบด้วยกฎหมาย ",วิ.อาญา,,,,,,, 71,15,,โจทก์อุทธรณ์โดยมิได้ชำระค่าขึ้นศาลในส่วนฟ้องแย้ง ศาลอุทธรณ์ให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์ชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เพิ่มตามจำนวนทุนทรัพย์ฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นดำเนินการตามคำสั่งศาลอุทธรณ์แล้วโจทก์เพิกเฉย ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งว่าโจทก์ทิ้งฟ้องอุทธรณ์จำหน่ายคดีออกจากสารบบความทั้งหมด รวมทั้งอุทธรณ์ในส่วนที่เกี่ยวกับฟ้องของโจทก์ด้วย ชอบหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๖๖๕/๒๕๖๐ โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ราชพัสดุ จำเลยทั้งสามให้การต่อสู้คดีและฟ้องแย้งขอให้พิพากษาว่าจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ มีสิทธิครอบครองที่ราชพัสดุตามฟ้องดีกว่าโจทก์ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ยกฟ้องโจทก์จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทดีกว่าโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ พิพากษาว่าให้โจทก์เข้าครอบครองที่พิพาทก่อนจำเลยและห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องอีกต่อไป โจทก์ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์สองจำนวน โดยจำนวนแรกตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ฟ้องซึ่งโจทก์ชำระครบถ้วนแล้ว อีกจำนวนตามทุนทรัพย์ที่จำเลยฟ้องแย้ง เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค ๖ มีคำสั่งว่าโจทก์ทิ้งฟ้องอุทธรณ์ในส่วนฟ้องแย้งของจำเลย ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ ย่อมสั่งจำหน่ายคดีได้เฉพาะส่วนฟ้องแย้งเท่านั้น จะสั่งจำหน่ายคดีทั้งหมดรวมทั้งอุทธรณ์ในส่วนที่เกี่ยวกับฟ้องของโจทก์ด้วยไม่ได้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีทั้งหมดจึงไม่ชอบ ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ ต้องดำเนินคดีในส่วนฟ้องตามอุทธรณ์ของโจทก์ต่อไป,วิ.แพ่ง,,,,,,, 71,15,,การนำสืบข้อเท็จจริงต่างไปจากข้ออ้างที่จำเลยต่อสู้ไว้ในคำให้การ และนอกประเด็นข้อพิพาทที่กำหนดไว้ในชั้นชี้สองสถาน ศาลจะรับฟังข้อเท็จจริงดังกล่าวได้หรือไม่ และจำเลยจะยกข้อเท็จจริงที่นำสืบมาขึ้นในชั้นอุทธรณ์ได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๐๖/๒๕๖๑ โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยซื้อมาจาก ก. จำเลยปลูกบ้านอยู่อาศัยในที่ดินพิพาทโดยไม่มีสิทธิขอให้บังคับจำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทและรื้อถอนบ้านพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินพิพาทจำเลยให้การและแก้ไขคำให้การต่อสู้ว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ที่ซื้อมาจาก ก. จริง แต่จำเลยแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทโดยยึดถือครอบครองทำประโยชน์และปลูกบ้านอยู่อาศัยในที่ดินพิพาทมาโดยตลอด โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากโจทก์ฟ้องคดีเพื่อเอาคืนการครอบครองที่ดินพิพาทจากจำเลยเกิน ๑ ปี ศาลชั้นต้นชี้สองสถานโดยกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่าจำเลยแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทจนได้สิทธิครอบครองหรือไม่ ดังนี้ เมื่อประเด็นข้อพิพาทดังกล่าว จำเลยให้การต่อสู้ไว้ว่า จำเลยแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทจากโจทก์จนได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท ดังนั้น จำเลยจะต้องนำสืบตามประเด็นข้อพิพาทที่ศาลชั้นต้นกำหนดและให้ตรงตามที่จำเลยต่อสู้ไว้ในคำให้การ โดยการนำพยานหลักฐานเข้าสืบให้ได้ข้อเท็จจริงว่า จำเลยแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทจากโจทก์เมื่อใด อย่างไร จนได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท แต่การนำสืบของจำเลยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงเรื่องที่จำเลยแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทจากโจทก์จนได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทเมื่อใด อย่างไร ตามที่ต่อสู้ไว้ในคำให้การ แต่กลับนำสืบยืนยันข้อเท็จจริงว่า ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยไม่ใช่ของโจทก์บิดาของจำเลยซื้อที่ดินพิพาทมาจาก ส. โดยไม่ได้จดทะเบียนโอนกัน ต่อมาปี ๒๕๓๒ บิดาจำเลยยกที่ดินพิพาทให้จำเลย จำเลยจึงครอบครองทำประโยชน์ปลูกสวนผลไม้ ๓ ไร่ส่วนอีก ๑๓ ไร่ จำเลยกรีดยางพารา ต่อมาปี ๒๕๓๖ จำเลยปลูกบ้านชั้นเดียวอยู่อาศัยและครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทมาโดยตลอด ต่อมาจำเลยติดต่อ ส. เพื่อให้จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลย แต่ ส. แจ้งว่าที่ดินพิพาทถูกเปลี่ยนชื่อไปเป็นของบุคคลอื่นโดยที่ ส. ไม่ทราบเรื่อง ส. จึงมอบอำนาจให้จำเลยฟ้องคดีในเรื่องดังกล่าวต่อศาลปกครอง ซึ่งต่างไปจากข้ออ้างที่จำเลยต่อสู้ไว้ในคำให้การ และนอกประเด็นข้อพิพาทที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้เป็นการนำสืบข้อเท็จจริงนอกฟ้องนอกประเด็นข้อพิพาทซึ่งต้องห้ามมิให้ศาลรับฟังข้อเท็จจริงดังกล่าวตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๘๗ (๑) จำเลยนำสืบยืนยันว่า ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยโดยบิดาจำเลยยกให้ จำเลยครอบครองทำประโยชน์และปลูกบ้านอยู่อาศัยมาโดยตลอดอันเป็นการนำสืบยืนยันว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยไม่ใช่เป็นของโจทก์และจำเลยไม่ได้แย่งการครอบครองที่ดินพิพาทไปจากโจทก์ ซึ่งต่างไปจากที่จำเลยอ้างต่อสู้ในคำให้การและแก้ไขให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์และจำเลยแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทไปจากโจทก์จนได้สิทธิครอบครอง เมื่อข้อเท็จจริงที่จำเลยนำสืบดังกล่าวเป็นการนอกประเด็นและนอกเหนือจากคำให้การ ต้องห้ามมิให้รับฟังตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๘๗ (๑) อุทธรณ์ของจำเลยที่ขอให้ยกฟ้องโจทก์ เป็นการยกข้อเท็จจริงที่จำเลยนำสืบมาซึ่งต้องห้ามมิให้รับฟังตามมาตรา ๘๗ (๑) ขึ้นกล่าวอ้าง ซึ่งเป็นคนละเหตุกับที่จำเลยอ้างต่อสู้ไว้ในคำให้การ อุทธรณ์ของจำเลยเป็นการอุทธรณ์ในข้อที่มิได้ยกข้อเท็จจริงขึ้นว่ากล่าวกันมาโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๕ วรรรคหนึ่ง ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 71,15,,จำเลยยื่นคำขอให้พิจารณาใหม่อ้างว่า มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านตามคำฟ้อง แต่มิใช่ที่อยู่ที่แท้จริงเพราะจำเลยอาศัยอยู่ที่ต่างประเทศตลอดมาไม่เคยเดินทางกลับประเทศไทยเป็นเวลา ๕ ปีแล้ว หรือไม่ได้อาศัยอยู่ที่บ้านดังกล่าวเป็นเวลานาน ถือเป็นพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้ ในอันที่จำเลยจะยื่นคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่พฤติการณ์นั้นได้สิ้นสุดลงหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๕๓๒๔/๒๕๕๘ จำเลยยื่นคำขอให้พิจารณาคดีใหม่โดยอ้างว่าไม่จงใจขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า การส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องไม่ชอบเป็นการไม่ปฏิบัติตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๗๓ วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา ๗๔ (๒) ให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๗ จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นไม่ได้พิจารณาคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๙๙ เบญจ คำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่และคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๔ จึงไม่เป็นที่สุด ตามบทบัญญัติแห่งมาตราดังกล่าว เมื่อวันที่ ๒๑ มกราคม ๒๕๕๕ พนักงานเดินหมายได้นำคำบังคับไปส่งให้แก่จำเลยที่บ้านเลขที่ ๓๗๐/๒๐๗ หมู่ที่ ๒๑ ตำบลบ้านเป็ด อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่นซึ่งเป็นภูมิลำเนาของจำเลยตามคำฟ้องโดยวิธีปิดหมายตามคำสั่งศาลชั้นต้น ต่อมาวันที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๕๗ จำเลยยื่นคำขอให้พิจารณาคดีใหม่อ้างว่า จำเลยมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเลขที่ ๓๗๐/๒๐๗ หมู่ที่ ๒๑ ตำบลบ้านเป็ด อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น แต่มิใช่ที่อยู่ที่แท้จริงเพราะจำเลยพักอาศัยอยู่ที่ราชอาณาจักรเดนมาร์กตลอดมาไม่เคยเดินทางกลับประเทศไทยเป็นเวลา ๕ ปีแล้ว เมื่อวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๕๖ ป. น้าจำเลยโทรศัพท์บอกว่าคนดูแลบ้านของจำเลยเห็นโจทก์กับพวกเขาไปในบ้านจำเลย หลังจากตรวจสอบแล้วปรากฏว่าบ้านและที่ดินถูกยึด จำเลยติดต่อทนายความจึงทราบว่าถูกโจทก์เป็นคดีนี้อันเป็นกล่าวอ้างว่ากรณีมีพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้ที่ทำให้จำเลยไม่สามารถยื่นคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ภายในสิบห้าวันนับจากวันที่ได้ส่งคำบังคับตามคำพิพากษาให้แก่จำเลย ซึ่งจำเลยจะต้องบรรยายให้ชัดแจ้งว่าพฤติการณ์นั้นได้สิ้นสุดลงเมื่อใด เพื่อแสดงให้เห็นว่าจำเลยได้ยื่นคำขอภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่พฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้สิ้นสุดลงหรือไม่ แต่ในคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลยดังกล่าวไม่ปรากฏว่าพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้นั้นได้สิ้นสุดลงเมื่อใด ทั้งในวันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ จำเลยได้แต่งตั้งทนายความยื่นคำร้องขอถ่ายเอกสารต่าง ๆ ในสำนวนเพื่อยื่นคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ จึงต้องถือว่าพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้ดังกล่าวได้สิ้นสุดอย่างช้าในวันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ แล้ว แต่จำเลยเพิ่งยื่นคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ในวันที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๕๗ จึงพ้นกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันที่พฤติการณ์นั้นได้สิ้นสุดลง คำขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลยจึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา ๑๙๙ จัตวา วรรคหนึ่ง ปัญหาว่าคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๒ (๕) คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๔๗๔/๒๕๕๙ คำขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลยทั้งสองอ้างเหตุแห่งการขาดนัดว่าขณะที่มีการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยทั้งสองที่ภูมิลำเนาตามฟ้อง จำเลยทั้งสองไม่ได้อาศัยอยู่ที่บ้านดังกล่าวเป็นเวลานานหลายเดือนแล้ว จำเลยทั้งสองเพิ่งทราบว่าถูกฟ้องเป็นคดีนี้เมื่อคดีเสร็จสิ้นไปแล้วโดยไม่ได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การ เช่นนี้แม้ข้อกล่าวอ้างของจำเลยทั้งสองจะเป็นพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้ แต่จำเลยทั้งสองต้องบรรยายให้ชัดแจ้งว่าพฤติการณ์นั้นได้เริ่มต้นและสิ้นสุดลงเมื่อใดเพื่อแสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองได้ยื่นคำขอภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่พฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้ได้สิ้นสุดลงหรือไม่ นอกจากนี้ในส่วนของข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาลนั้นจำเลยทั้งสองเพียงแต่กล่าวอ้างว่าหากจำเลยทั้งสองได้นำพยานเข้าสืบหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ทั้งสอง จำเลยทั้งสองมีโอกาสชนะคดีอย่างแน่นอน ศาลชั้นต้นรับฟังพยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสองแล้วพิพากษาให้จำเลยทั้งสองแพ้คดีจึงไม่ชอบ มิใช่ข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาลชั้นต้น เพราะมิได้โต้แย้งว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้นส่วนใดไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยประการใด เพราะเหตุใด ทั้งเป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ โดยไม่มีเหตุผลหรือหลักฐานอ้างอิงสนับสนุนให้เห็นได้ชัดแจ้งว่าหากศาลได้พิจารณาคดีนั้นใหม่แล้วตนอาจเป็นฝ่ายชนะ คำขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลยทั้งสองจึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา ๑๙๙ จัตวา วรรคหนึ่งและวรรคสอง ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 71,15,,คำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลมิได้ยื่นมาพร้อมกับคำฟ้องอุทธรณ์แต่ยื่นภายหลังเมื่อใกล้จะครบกำหนดขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์โดยไม่ปรากฏว่าตกเป็นผู้ไม่สามารถเสียค่าธรรมเนียมศาลได้ในภายหลัง ศาลสั่งยกคำร้องชอบด้วยกฎหมายหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๖๑/๒๕๖๑ จำเลยมิได้ยื่นคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์มาพร้อมกับคำฟ้องอุทธรณ์ แต่ยื่นภายหลังเมื่อใกล้จะครบกำหนดขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ครั้งสุดท้ายตามคำสั่งของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยตกเป็นผู้ไม่สามารถเสียค่าธรรมเนียมศาลได้ในภายหลัง จึงเป็นการยื่นคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์โดยฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๘ มาตรา ๑๒ วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๒๖, ๔๕ และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๕๖ วรรคหนึ่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางชอบที่จะสั่งยกคำร้องเสียได้และจำเลยมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งได้ภายใน ๗ วัน นับแต่วันมีคำสั่งตามบทบัญญัติดังกล่าวประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๕๖/๑ วรรคสี่ จำเลยกลับยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่ยกคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลโดยมิได้กำหนดเวลาให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมศาลมาชำระและสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยอ้างว่าเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ แสดงถึงเจตนาของจำเลยที่ยื่นคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลก็เพื่อให้ศาลกำหนดเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลใหม่ อันเป็นการขยายเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ออกไปอีกโดยมีลักษณะเป็นการประวิงคดี คำสั่งของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่ยกคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ของจำเลยโดยมิได้กำหนดเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์แก่จำเลย และมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย เพราะมิได้วางเงินค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ภายในกำหนด จึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว",วิ.แพ่ง,,,,,,, 71,16,,หนังสือมอบอำนาจมิได้ระบุให้ผู้รับมอบอำนาจมีอำนาจยื่นฟ้องคดีต่อศาลโจทก์จะนำพยานบุคคลมาสืบว่า ผู้รับมอบอำนาจมีอำนาจฟ้องคดีแทนโจทก์ได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๓๕๙/๒๕๖๑ การมอบอำนาจให้บุคคลใดเป็นผู้แทนตนในคดีต้องทำเป็นหนังสือตามนัยแห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๒๖ ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา ๖๐ วรรคสอง และมาตรา ๘๐๑ วรรคหนึ่ง แห่ง ป.พ.พ. บัญญัติว่า ถ้าตัวแทนได้มอบอำนาจทั่วไป ท่านว่าจะทำกิจใด ๆ ในทางจัดการแทนตัวการก็ย่อมทำได้ทุกอย่าง และวรรคสองบัญญัติว่า แต่การเช่นอย่างจะกล่าวต่อไปนี้ ท่านว่าหาอาจจะทำได้ไม่คือ.. (๕) ยื่นฟ้องต่อศาล.. อันเป็นบทกฎหมายจำกัดอำนาจของตัวแทนทั่วไปที่ว่าไม่มีอำนาจยื่นฟ้องคดีต่อศาล เว้นแต่จะได้รับมอบอำนาจแต่เฉพาะการให้ยื่นฟ้องคดีต่อศาลจากตัวการส่วนหนึ่ง โจทก์บรรยายฟ้องและนำสืบว่า โจทก์มอบอำนาจให้ บ. ฟ้องและดำเนินคดีแทนโจทก์ตามหนังสือมอบอำนาจและคำแปล ซึ่งเมื่อพิจารณาหนังสือมอบอำนาจดังกล่าว ระบุข้อความในการมอบอำนาจแต่เพียงว่า บ. มีสิทธิในการลงนามเอกสารดำเนินการทั้งหมดของบริษัทสาขาทั้งภายในและภายนอกอันมีลักษณะเป็นการมอบอำนาจโดยไม่ระบุกิจการ โดยมิได้ระบุให้ บ. มีอำนาจยื่นฟ้องต่อศาล จึงเป็นหนังสือมอบอำนาจทั่วไปตาม ป.พ.พ. มาตรา ๘๐๑ วรรคหนึ่งแม้โจทก์จะมี บ. มาเบิกความยืนยันว่าตามหนังสือมอบอำนาจพยานมีสิทธิดำเนินคดีนี้แทนโจทก์ ก็เป็นการนำสืบพยานบุคคลเพิ่มเติม หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขพยานเอกสารซึ่งต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๙๔ (ข) ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 71,16,,คดีอาญาที่จำเลยให้การรับสารภาพ แต่มายกข้อเท็จจริงทำนองว่าไม่ได้กระทำความผิดในชั้นฎีกา จะต้องห้ามฎีกาหรือไม่ตามบทกฎหมายใด,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๓๓/๒๕๖๑ จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามคำฟ้องของโจทก์ จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เพิ่งยกข้อเท็จจริงเป็นทำนองว่าไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้องขึ้นในชั้นฎีกา จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสองต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๕ วรรคหนึ่ง และมาตรา ๒๕๒ ที่แก้ไขใหม่ ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย,วิ.อาญา,,,,,,, 71,16,,คดีอาญา ฎีกาที่มิได้คัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แต่มีผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาและสั่งรับฎีกาดังกล่าวมา ศาลฎีกาจะรับวินิจฉัยหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๖๖๑/๒๕๖๑ ฎีกาของจำเลยที่ว่า จำเลยไม่เห็นพ้องด้วยกับศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยว่าพยานหลักฐานที่อยู่ของจำเลยมีน้ำหนักน้อย เพราะหากพิจารณาพยานหลักฐานประกอบเข้าด้วยกันแล้ว เชื่อได้ว่าจำเลยไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุและไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้องเป็นฎีกาโต้แย้งเฉพาะคำพิพากษาศาลชั้นต้น มิได้โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๙ ว่าพิพากษาไม่ถูกต้องอย่างไร เป็นฎีกาที่มิได้คัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๙ เป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๖ วรรคหนึ่ง แม้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงและสั่งรับฎีกาของจำเลยในข้อนี้มา ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้,วิ.อาญา,,,,,,, 71,16,,โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยแต่เพียงผู้เดียวฆ่าผู้ตายโดยเจตนา ทางพิจารณาได้ความว่า จำเลยร่วมกับพวกฆ่าผู้ตายโดยเจตนา ศาลลงโทษได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๒๙๔/๒๕๖๐ โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยแต่เพียงผู้เดียวฆ่าผู้ตายโดยเจตนา ทางพิจารณาได้ความว่า จำเลยร่วมกับพวกฆ่าผู้ตายโดยเจตนา ดังนี้ เป็นเพียงข้อแตกต่างในรายละเอียด ทั้งจำเลยมิได้หลงต่อสู้ ศาลลงโทษจำเลยฐานเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๒ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๑๕ และ ๒๒๕,วิ.อาญา,,,,,,, 71,16,,"ในคดีอาญา คู่ความจะตกลงกันให้ถือเอาบันทึกคำเบิกความพยานในชั้นไต่สวนคำร้องเป็นคำเบิกความพยานในชั้นพิจารณาได้หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๖๑๔/๒๕๖๐ ก่อนเริ่มพิจารณาคำร้องขอให้รื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ ผู้ร้องแถลงขอให้ถือเอาบันทึกคำเบิกความของ ส. จ. ท. บ. และ ร. พยานในชั้นไต่สวนคำร้องขอให้รื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่เป็นคำเบิกความในชั้นพิจารณาด้วย ศาลชั้นต้นสอบผู้คัดค้านแล้ว ผู้คัดค้านแถลงไม่ค้าน พอแปลได้ว่าเป็นกรณีที่คู่ความตกลงกันและศาลชั้นต้นอนุญาตให้ถือเอาบันทึกคำเบิกความพยานในชั้นไต่สวนคำร้องเป็นคำเบิกความพยานในชั้นพิจารณา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๓๗ วรรคสองประกอบพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. ๒๕๒๖ มาตรา ๑๖ ",วิ.อาญา,,,,,,, 71,16,,ผู้เสียหายเบิกความเป็นพยานโจทก์แต่ยังไม่เสร็จมีการเลื่อนไปสืบพยานในนัดหน้า ครั้นถึงวันนัด ผู้เสียหายไม่มาศาล ศาลออกหมายจับ และเลื่อนคดีหลายนัดจนต้องงดสืบพยาน ดังนี้ ศาลจะรับฟังบันทึกคำให้การของผู้เสียหายในชั้นสอบสวนและบันทึกคำเบิกความของผู้เสียหายที่เบิกความไว้ในคดีอื่นประกอบพยานหลักฐานในคดีที่ถูกฟ้องได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๐/๒๕๖๑ แม้ในชั้นพิจารณาโจทก์ไม่ได้ตัวผู้เสียหายมาเบิกความเป็นพยานคงมีเพียงบันทึกคำให้การของผู้เสียหายในชั้นสอบสวน และภาพถ่ายการชี้ที่เกิดเหตุของผู้เสียหาย อันเป็นเพียงพยานบอกเล่า ซึ่งในการวินิจฉัยพยานบอกเล่าที่จำเลยไม่มีโอกาสถามค้านศาลจะต้องกระทำด้วยความระมัดระวังก็ตาม แต่ปรากฏข้อเท็จจริงตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นว่า ในวันนัดสืบพยานโจทก์ ผู้เสียหายมาศาลและเข้าเบิกความเป็นพยานโจทก์ไปได้ประมาณ ๑๐ นาที ผู้เสียหายแถลงว่าจดจำข้อเท็จจริงเรื่องราวที่ผ่านมาไม่ได้เนื่องจากเพิ่งคลอดบุตรได้ประมาณ ๔๐ วัน ศาลชั้นต้นหารือโจทก์และจำเลยแล้ว ทั้งสองฝ่ายแถลงร่วมกันว่าขอให้เลื่อนไปสืบพยานโจทก์ปากผู้เสียหายในนัดหน้า ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เลื่อนไปนัดสืบพยานโจทก์ ครั้งถึงวันนัดผู้เสียหายไม่มาศาล ศาลชั้นต้นเลื่อนคดีและออกหมายจับผู้เสียหายเพื่อนำตัวมาเป็นพยานหลายนัดแต่ไม่ได้ตัวมาจนต้องงดสืบพยานปากผู้เสียหายเช่นนี้พฤติการณ์ในการหลบหนีและไม่ยอมมาเบิกความในชั้นพิจารณาของผู้เสียหาย ถือได้ว่าเป็นกรณีที่มีพฤติการณ์พิเศษแห่งคดี ศาลย่อมรับฟังบันทึกคำให้การของผู้เสียหายในชั้นสอบสวนซึ่งเป็นพยานบอกเล่าเพื่อลงโทษจำเลยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๗/๑ วรรคหนึ่ง และถือได้ว่ามีเหตุอันสมควรที่จะรับฟังบันทึกคำเบิกความของผู้เสียหายที่เบิกความไว้ในคดีอาญาของศาลชั้นต้นที่พวกของจำเลยถูกฟ้องในความผิดเดียวกันประกอบพยานหลักฐานอื่นในคดีนี้ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๖/๕ ",วิ.อาญา,,,,,,, 71,16,,"โจทก์กล่าวอ้างว่า พินัยกรรมไม่ชอบด้วยกฎหมายตกเป็นโมฆะ ภาระการพิสูจน์ตกแก่คู่ความฝ่ายใด ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๒๒/๒๕๖๑ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสอง โจทก์ที่ ๑ อุทธรณ์ โจทก์ที่ ๒ ไม่ได้อุทธรณ์ คดีสำหรับโจทก์ที่ ๒ ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ที่ ๒ ไม่อาจฎีกาคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค ๓ ได้ โจทก์ที่ ๑ ฟ้องว่า ล. ถึงแก่ความตาย ที่ดินเป็นทรัพย์มรดกตกทอดแก่ทายาทซึ่งรวมทั้งโจทก์ที่ ๑ ด้วย แต่เมื่อโจทก์ที่ ๑ ยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของ ล. และศาลมีคำสั่งตั้งโจทก์ที่ ๑ เป็นผู้จัดการมรดกแล้ว จำเลยคัดค้านว่า ล. ได้ทำพินัยกรรมยกที่ดินให้แก่จำเลยแต่เพียงผู้เดียวจนเป็นเหตุให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนโจทก์ที่ ๑ ออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกและแต่งตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกแทน เมื่อโจทก์ที่ ๑ อ้างว่า พินัยกรรมดังกล่าวที่เกิดขึ้นโดยกลฉ้อฉลอาศัยความชราและสติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์ของ ล. ทั้งการทำพินัยกรรมไม่ชอบด้วยกฎหมายตกเป็นโมฆะ ภาระการพิสูจน์ตกแก่โจทก์ที่ ๑ ผู้กล่าวอ้างที่จะนำสืบว่าพินัยกรรมทำขึ้นโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นโมฆะ หาตกแก่จำเลยไม่ ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 71,16,,โจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระหนี้ค่าสินค้า จำเลยไม่ได้ให้การปฏิเสธว่าไม่ได้ซื้อสินค้าจากโจทก์ หรือไม่ได้รับสินค้า หรือได้รับสินค้าไม่ครบถ้วน คงให้การเพียงว่า ไม่มีหนี้ค้างชำระค่าสินค้าแก่โจทก์ตามฟ้อง ดังนี้ ภาระการพิสูจน์ว่า ไม่มีหนี้ค้างชำระแก่โจทก์ตามฟ้อง,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๒๒๓/๒๕๖๑ โจทก์บรรยายฟ้องกล่าวอ้างวันเวลาที่โจทก์และจำเลยทั้งสองตกลงทำสัญญาซื้อขาย จำนวน และราคาสินค้าต่อหน่วย โดยโจทก์ส่งมอบและจำเลยที่ ๑ ได้รับมอบสินค้าถูกต้องครบถ้วนแล้ว แต่จำเลยที่ ๑ ชำระค่าสินค้าแก่โจทก์เพียงบางส่วนพร้อมกับแนบเอกสารใบรับรองการรมควันยา รายการบรรจุหีบห่อ ใบกำกับสินค้าและใบตราส่งมาท้ายคำฟ้องซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องด้วย จำเลยทั้งสองมิได้ให้การปฏิเสธว่าไม่ได้ซื้อสินค้าจากโจทก์ในจำนวนและราคาตามฟ้องหรือไม่ได้รับสินค้าหรือได้รับสินค้าไม่ครบถ้วน คงให้การต่อสู้แต่เพียงว่าจำเลยทั้งสองไม่มีหนี้ค้างชำระค่าสินค้าแก่โจทก์ตามฟ้อง และอ้างรายละเอียดในทางปฏิบัติที่ผ่านมาเกี่ยวกับการขนส่งและวิธีการชำระเงินค่าสินค้าระหว่างกันว่า จำเลยทั้งสองจะใช้วิธีการโอนเงินผ่านธนาคารในแต่ละครั้งที่ได้รับสินค้าที่โจทก์ส่งมา หากจำเลยทั้งสองยังคงมีหนี้ค้างชำระโจทก์ตามคำฟ้องโจทก์คงไม่ขายและส่งสินค้าให้แก่จำเลยทั้งสองรอบต่อมาอย่างแน่นอน เมื่อตามคำให้การของจำเลยทั้งสองต่อสู้เพียงว่าจำเลยทั้งสองไม่มีหนี้ค้างชำระแก่โจทก์จึงต้องถือว่าจำเลยทั้งสองยอมรับตามข้ออ้างของโจทก์ที่ว่าจำเลยที่ ๑ สั่งซื้อและได้รับมอบสินค้าครบถ้วนตามจำนวนและราคาที่โจทก์บรรยายมาในคำฟ้องแล้ว คดีไม่มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยว่าโจทก์ส่งมอบสินค้าและจำเลยที่ ๑ ได้รับมอบสินค้าครบถ้วนตามจำนวนที่โจทก์กล่าวอ้างหรือไม่ สัญญาซื้อขายเป็นสัญญาต่างตอบแทนเมื่อจำเลยที่ ๑ ผู้ซื้อได้รับมอบสินค้าที่ตนได้ซื้อไว้แล้วก็ต้องใช้ราคาตามข้อสัญญาซื้อขายแก่โจทก์ผู้ขาย โจทก์ฟ้องอ้างว่าจำเลยที่ ๑ ค้างชำระค่าสินค้าที่ได้รับจากโจทก์ แต่จำเลยที่ ๑ ชำระค่าสินค้าให้แก่โจทก์เพียงบางส่วน การที่จำเลยทั้งสองกล่าวอ้างว่าไม่มีหนี้ค้างชำระแก่โจทก์ตามฟ้อง จำเลยทั้งสองจึงมีภาระการพิสูจน์ให้ได้ความตามข้ออ้าง ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 70,1,,"คำฟ้องของโจทก์ใช้แบบพิมพ์ศาลเดิม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์จัดทำคำฟ้องโดยใช้แบบพิมพ์ตามที่กำหนดไว้ท้ายระเบียบคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรมว่าด้วยแบบพิมพ์ศาล พ.ศ. ๒๕๕๗ โจทก์ไม่ปฏิบัติตาม ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งไม่รับฟ้องได้ หรือไม่",มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๑๕๑/๒๕๕๙ ป.วิ.พ. มาตรา ๑๘ วรรคหนึ่ง บัญญัติให้อำนาจแก่ศาลชั้นต้นที่จะตรวจคำคู่ความที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของศาลได้รับไว้เพื่อยื่นต่อศาล หรือส่งให้แก่คู่ความ หรือบุคคลใดๆ เมื่อศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องของโจทก์ซึ่งเป็นคำคู่ความแล้ว เห็นว่า คำฟ้องของโจทก์ไม่ได้ใช้แบบพิมพ์ตามระเบียบคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรมว่าด้วยแบบพิมพ์ศาล พ.ศ.๒๕๕๗ ซึ่งให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศเป็นต้นไป คือวันที่ ๑ เมษายน ๒๕๕๗ ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจสั่งคืนคำฟ้องให้โจทก์ทำมาใหม่ให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๘ วรรคสอง แม้ระเบียบคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรมว่าด้วยแบบพิมพ์ศาล พ.ศ.๒๕๕๗ ข้อ ๕ และข้อ ๗ จะให้ใช้แบบพิมพ์ศาลที่เจ้าพนักงาน คู่ความ หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องจัดทำ ซึ่งมีสัญลักษณ์ ขนาดรูปแบบ และข้อความ รวมทั้งสี ขนาด และรูปแบบตัวอักษรตรงกันหรือแตกต่างเพียงเล็กน้อยจากแบบพิมพ์ที่กำหนดได้โดยอนุโลม และให้ใช้แบบพิมพ์เดิมที่เหลืออยู่ได้ต่อไปจนกว่าจะหมด แต่ต้องไม่เกิน ๑๘๐ วัน นับแต่วันที่ประกาศใช้ระเบียบดังกล่าวก็ตาม แต่ก็เป็นดุลพินิจของศาลชั้นต้นในการตรวจคำคู่ความดังกล่าวว่า เข้าหลักเกณฑ์ที่จะอนุโลมให้ใช้แบบพิมพ์เดิมหรือเป็นการใช้แบบพิมพ์เดิมที่เหลืออยู่หรือไม่ เมื่อศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้โจทก์จัดทำคำฟ้องโดยใช้แบบพิมพ์ขนาดกระดาษ A4 ซึ่งเป็นแบบพิมพ์ตามที่กำหนดไว้ท้ายระเบียบคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรมว่าด้วยแบบพิมพ์ศาล พ.ศ.๒๕๕๗ มาใหม่ภายใน ๗ วัน จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย และเมื่อโจทก์ทราบคำสั่งดังกล่าวแล้วไม่ปฏิบัติตามภายในเวลาที่กำหนดศาลชั้นต้นชอบที่จะมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องได้ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ.มาตรา ๑๘ วรรคสองแม้ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งว่าโจทก์ทิ้งฟ้อง ก็มีผลเท่ากับศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องคำสั่งของศาลชั้นต้นในส่วนนี้จึงชอบแล้วแต่เมื่อกรณีถือว่าเป็นคำสั่งไม่รับคำฟ้องของโจทก์ศาลชั้นต้นชอบที่จะมีคำสั่งให้คืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นที่โจทก์ได้ชำระไว้แล้วทั้งหมดให้แก่โจทก์ตาม ป.วิ.พ.มาตรา ๑๕๑ วรรคหนึ่ง,วิ.แพ่ง,,,,,,, 70,1,,"โจทก์ฟ้องว่า จำเลยบุกรุกที่ดิน ขอให้บังคับจำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์หรืองดเว้นไม่เข้าไปปลูกอ้อยหรือกระทำการใด ๆ ในที่ดินและห้ามตัดฟันอ้อยที่ปลูกอยู่ในที่ดินและให้จำเลยชำระค่าเสียหาย พร้อมดอกเบี้ย จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหาย เนื่องจากโจทก์กู้ยืมเงินจำเลย ๖๐๐,๐๐๐ บาท และให้จำเลยทำกินในที่ดินพิพาทต่างดอกเบี้ยจนกว่าโจทก์จะชำระเงินกู้ยืมคืนแก่จำเลย โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยถือได้ว่าโจทก์บอกเลิกสัญญากู้ยืมเงินแก่จำเลยแล้ว โจทก์มีหน้าที่คืนเงินในวันที่จำเลยต้องส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทแก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง และให้โจทก์ชำระเงิน ๖๐๐,๐๐๐ บาท แก่จำเลยในวันที่จำเลยส่งมอบที่ดินพิพาทคืนแก่โจทก์ ดังนี้ ฟ้องแย้งเกี่ยวกับคำฟ้องเดิม หรือไม่",มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๔๕๘/๒๕๖๐ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยบุกรุกเข้ามาปลูกต้นอ้อยในที่ดินที่โจทก์มีสิทธิครอบครองขอให้ขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทและเรียกค่าเสียหาย จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่าโจทก์อนุญาตให้จำเลยเข้าไปในที่ดินพิพาทเนื่องจากโจทก์กู้ยืมเงินจำเลย และให้จำเลยทำประโยชน์ในที่ดินแทนการชำระดอกเบี้ยจนกว่าโจทก์จะชำระเงินกู้ยืมแก่จำเลย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหาย ประเด็นข้อพิพาทจึงมีว่า จำเลยบุกรุกที่ดินพิพาทหรือไม่ ซึ่งหากฟังข้อเท็จจริงได้ตามที่จำเลยให้การว่า โจทก์อนุญาตให้จำเลยเข้าไปทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทแทนการชำระดอกเบี้ยเงินกู้ยืม เท่ากับจำเลยไม่ได้บุกรุกที่ดินพิพาท โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลย ศาลต้องพิพากษายกฟ้องโดยไม่ต้องพิจารณาสภาพแห่งข้อหาตามฟ้องแย้งว่าโจทก์เป็นหนี้เงินกู้ยืมจำเลยหรือไม่ ซึ่งเป็นคนละเรื่องคนละมูลกรณีกับที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดฐานละเมิดฟ้องแย้งของจำเลยจึงเป็นเรื่องอื่นไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิมพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินด้วยกันได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๗ วรรคสามประกอบมาตรา ๑๗๙ วรรคท้าย,วิ.แพ่ง,,,,,,, 70,1,,คดีฟ้องขับไล่ออกจากอสังหาริมทรัพย์ จำเลยกล่าวแก้ข้อพิพาทด้วยกรรมสิทธิ์ในที่ดิน การอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องใช้หลักเกณฑ์ใดเป็นข้อพิจารณาว่าคดีต้องห้ามอุทธรณ์ ในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๔,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๔๓๘/๒๕๖๐ การที่คู่ความในคดีแพ่งจะใช้สิทธิอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๔ วรรคสอง ในคดีฟ้องขับไล่บุคคลใด ๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าหรืออาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องเดือนละสี่พันบาทนั้นต้องเป็นคดีที่จำเลยซึ่งถูกฟ้องขับไล่ไม่ได้ยกข้ออ้างว่าตนมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทขึ้นต่อสู้ แต่คดีนี้จำเลยที่ ๑ ให้การต่อสู้ว่าที่ดินส่วนที่ ๑ ครอบครองอยู่เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ ๑ โดยบิดาของจำเลยที่ ๑ ได้รับการยกให้มาจากนางฮงมารดาและครอบครองจนได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ อันเป็นการกล่าวแก้ข้อพิพาทด้วยกรรมสิทธิ์ในที่ดิน จึงไม่ใชคดีฟ้องขับไล่ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ หากแต่เป็นคดีมีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือเป็นคดีมีทุนทรัพย์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๒๒๔ วรรคหนึ่ง ไม่ว่าโจทก์จะฟ้องเรียกค่าเสียหายด้วยหรือไม่ หรือฟ้องเรียกค่าเสียหายมาเดือนละเท่าไร ก็ไม่เข้าลักเกณฑ์ที่จะใช้สิทธิอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๔ วรรคสอง ได้ เมื่อคดีที่โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยที่ ๑ ออกจากที่ดินพิพาทกลายเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือเป็นคดีมีทุนทรัพย์ จึงต้องใช้หลักเกณฑ์การอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๔วรรคหนึ่ง ซึ่งกฎหมายบัญญัติว่าต้องมีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์เกินกว่า๕๐,๐๐๐ บาท จึงจะอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้ แต่ราคาที่ดินที่พิพาทตามที่คู่ความทั้งสองฝ่ายร่วมกันกำหนดคือ ๑๕,๐๐๐ บาท และโจทก์ไม่ติดใจเอาค่าเสียหายแล้วส่วนค่าเสียหายเสียแล้วจำนวนทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์จึงเท่ากับราคาที่ดินพิพาทกันซึ่งจำเลยไม่ถึง ๕๐,๐๐๐ บาท เมื่อไม่ปรากฏว่าผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นได้ทำความเห็นแย้งไว้หรือได้รับรองว่ามีเหตุอันควร อุทธรณ์ได้ หรือโจทก์ได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์เป็นหนังสือจากอธิบดีผู้พิพากษาภาค ๔ ผู้มีอำนาจ โจทก์จึงต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว",วิ.แพ่ง,,,,,,, 70,1,,จำเลยฎีกาว่า ไม่ได้กระทำความผิด ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องขอให้การรับสารภาพในชั้นฎีกา จะกระทำได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๒๔๑/๒๕๕๙ จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่ได้กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ที่ว่าจำเลยขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ขอให้พิพากษายกฟ้องโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสอง กับให้ยกคำร้องขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของโจทก์ร่วมที่ ๒ การที่จำเลยยื่นคำร้องขอให้การรับสารภาพในชั้นฎีกาถือได้ว่าเป็นการขอแก้ไขคำให้การจากปฏิเสธเป็นให้การรับสารภาพซึ่งจำเลยไม่สามารถกระทำได้ เพราะการแก้ไขคำให้การจะต้องกระทำก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๖๓ วรรคสองและไม่อาจถือได้ว่าคำร้องดังกล่าวเป็นการขอถอนฎีกา ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๐๒ ประกอบมาตรา ๒๒๕ แต่อย่างไรก็ดี คำร้องของจำเลยดังกล่าวถือได้ว่าจำเลยยอมรับข้อเท็จจริงโดยไม่โต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๑ แล้ว,วิ.อาญา,,,,,,, 70,1,,"การกระทำกรรมเดียวกันแต่เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท คดีก่อนศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง คดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์จะถือว่า มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องหรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๘๙/๒๕๖๐ คดีก่อนโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีอาญาในความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกาย ณ. ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓, ๒๙๕ และเป็นเหตุการณ์ที่จำเลยทั้งสองร่วมกันบุกรุกเข้าไปทำร้ายร่างกาย ณ. ในเคหสถานซึ่งอยู่ในความครอบครองของโจทก์ร่วมซึ่งวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตลอดจนสาระแห่งการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นเหตุการณ์เดียวกันกับข้อเท็จจริงที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ (ป.อ. มาตรา ๓๖๒, ๓๖๔, ๓๖๕) จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวกันแต่เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ แม้คดีก่อนศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง และคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค ๕ ก็ถือได้ว่ามีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องจำเลยทั้งสองของโจทก์ในคดีนี้ ย่อมเป็นอันระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๙ (๔) ",วิ.อาญา,,,,,,, 70,2,,ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีตามตาราง ๗ ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง หมายความรวมถึงค่าขึ้นศาล และค่าส่งคำคู่ความด้วยหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๑๒๐/๒๕๖๐ ป.วิ.พ.มาตรา ๒๖๙ บัญญัติให้เป็นหน้าที่ของผู้อุทธรณ์ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษามาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ ซึ่งค่าธรรมเนียมใช้แทนดังกล่าวนอกจากค่าทนายความ แล้วยังรวมถึงค่าฤชาธรรมเนียมที่คู่ความอีกฝ่ายต้องเสียไปด้วย เช่น ค่าขึ้นศาล ค่าส่งคำคู่ความ และค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี เป็นต้น ซึ่งค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีนั้น ต้องอยู่ในบังคับตามตาราง ๗ ท้าย ป.วิ.พ. โดยศาลอาจกำหนดให้คู่ความซึ่งต้องรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๖๑ ชดใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งได้ตามจำนวนที่ศาลเห็นสมควรโดยในคดีมีทุนทรัพย์ต้องไม่เกินร้อยละ ๑ ของจำนวนทุนทรัพย์หรือในคดีไม่มีทุนทรัพย์ต้องไม่เกิน ๕,๐๐๐ บาท ซึ่งศาลต้องคำนึงถึงค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่คู่ความได้เสียไป รวมทั้งลักษณะและวิธีการดำเนินคดีของคู่ความ อันเป็นดุลพินิจของศาล ดังนั้น ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีจึงมิได้หมายความรวมถึงค่าขึ้นศาล และค่าส่งคำคู่ความ ศาลชั้นต้นพิพากษาและให้จำเลยที่ ๑ ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ ๑๐,๐๐๐ บาท สำหรับค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับนั้นเฉพาะค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีเท่านั้นที่เป็นพับ ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมอื่นจำเลยที่ ๑ ยังคงต้องใช้แทนให้แก่โจทก์อยู่ เมื่อปรากฏว่ามีค่าธรรมเนียมใช้แทนเป็นค่าขึ้นศาล ค่าส่งคำคู่ความ และค่าทนายความที่จำเลยที่ ๑ ต้องวางต่อศาลชั้นต้นพร้อมอุทธรณ์เป็นเงิน ๒๑,๘๒๑ บาท แต่จำเลยที่ ๑ ยื่นอุทธรณ์โดยนำเพียงค่าทนายความใช้แทน ๑๐,๐๐๐ บาท มาวางศาล จึงเป็นการไม่ชอบด้วยบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าว จำเลยที่ ๑ จะอ้างว่าจำเลยที่ ๑ มีหน้าที่ต้องชำระค่าธรรมเนียมใช้แทนเฉพาะในส่วนที่เป็นค่าทนายความตามที่เจ้าพนักงานศาลคิดคำนวณให้โดยสุจริตหาได้ไม่ เพราะเป็นหน้าที่ของผู้อุทธรณ์ที่จะต้องตรวจสอบให้ถูกต้องเสียก่อนที่จะยื่นอุทธรณ์และวางเงินค่าธรรมเนียมใช้แทน โดยสามารถขอสำเนาบัญชีแสดงค่าฤชาธรรมเนียมที่ผู้อำนวยการสำนักงานศาลยุติธรรมประจำศาลจัดทำขึ้นเมื่อศาลชั้นต้นมีคำวินิจฉัยชี้ขาดในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมแล้วตาม ป.วิ.พ.มาตรา ๑๖๙ นอกจากนี้ศาลชั้นต้นชอบที่จะมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๑ ได้ทันที โดยไม่ต้องกำหนดเวลาให้จำเลยที่ ๑ วางเงินค่าธรรมเนียมใช้แทนเพิ่มเติมให้ครบถ้วนเสียก่อนก็ได้ เพราะกรณีมิใช่เรื่องของการมิได้ชำระหรือวางค่าธรรมเนียมศาลโดยไม่ถูกต้องครบถ้วน ตาม ป.วิ.พ.มาตรา ๑๘ ซึ่งศาลชั้นต้นมีอำนาจสั่งให้ชำระหรือวางค่าธรรมเนียมให้ถูกต้องครบถ้วนได้เสียก่อนที่จะมีคำสั่งรับหรือไม่รับคำคู่ความ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 70,2,,คดีไม่มีข้อยุ่งยาก จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การมาศาลในระหว่างสืบพยานหลักฐานโจทก์ไปฝ่ายเดียว และขออนุญาตยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วไม่อนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การ ดังนี้ ศาลชั้นต้นจะต้องสอบคำให้การจำเลย หรือจัดให้เจ้าพนักงานศาลจดบันทึกรายละเอียดคำให้การของจำเลยลงในแบบพิมพ์ ม.๒ อีกหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๑๑๐/๒๕๖๐ โจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดตามตั๋วเงินที่จำเลยสั่งจ่ายแก่โจทก์แล้วธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน ศาลชั้นต้นเห็นว่าเป็นคดีไม่มีข้อยุ่งยากจึงสั่งให้นำบทบัญญัติว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีมโนสาเร่ มาใช้บังคับ โดยศาลชั้นต้นออกหมายเรียกตามมาตรา ๑๙๓ วรรคหนึ่ง อย่างคดีมโนสาเร่ จำเลยได้รับหมายเรียกให้มาศาลโดยชอบแล้วไม่มาศาลในวันนัดพิจารณาโดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาลให้เลื่อนคดีเมื่อจำเลยไม่ได้ยื่นคำให้การไว้จึงถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ตามมาตรา ๑๙๓ ทวิ วรรคสอง การที่จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การแล้วต่อมาจำเลยมาศาลก่อนศาลวินิจฉัยชี้ขาดคดีและแจ้งว่าตนประสงค์จะต่อสู้คดี ศาลจะต้องดำเนินกระบวนพิจารณาอย่างไรต่อไปนั้น มิได้มีบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ในหมวดวิธีพิจารณาคดีมโนสาเร่โดยเฉพาะ แต่มาตรา ๑๙๕ บัญญัติให้นำบทบัญญัติอื่นในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับแก่การพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีมโนสาเร่ด้วยโดยอนุโลม ซึ่งในหมวดว่าด้วยการพิจารณาโดยขาดนัด ส่วนที่ ๑ การขาดนัดยื่นคำให้การตามมาตรา ๑๙๙ เมื่อจำเลยไม่มาศาลในวันนัดพิจารณาและไม่ยื่นคำให้การอันถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การไปแล้ว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๙๓ ทวิ วรรคสอง ศาลชั้นต้นจึงดำเนินกระบวนพิจารณาไปฝ่ายเดียว และเมื่อศาลชั้นต้นเลื่อนคดีไปสืบพยานโจทก์ที่เหลือ จำเลยมาศาลและขออนุญาตยื่นคำให้การศาลชั้นต้นจึงชอบที่จะไต่สวนให้ได้ความจริงว่า การขาดนัดยื่นคำให้การนั้นมิได้เป็นไปโดยจงใจหรือมีเหตุอันสมควรหรือไม่เสียก่อน ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วเห็นว่า การขาดนัดยื่นคำให้การของจำเลยเป็นไปโดยจงใจ จึงไม่อนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การ ย่อมเป็นกระบวนพิจารณาโดยชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๙๙ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๑๙๕ แล้ว และเมื่อศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การ กรณีจึงไม่มีเหตุที่ศาลชั้นต้นจะต้องสอบคำให้การจำเลยหรือจัดให้เจ้าพนักงานของศาลจดบันทึกรายละเอียดคำให้การของจำเลยลงในแบบพิมพ์ ม.๒ อีก",วิ.แพ่ง,,,,,,, 70,2,,ความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัส ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๐๐ หากผู้เสียหายยังเป็นผู้เยาว์ บิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้เยาว์มีอำนาจฟ้องหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๓๕๑/๒๕๕๙ ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้องจำเลยขับรถยนต์ชนรถจักรยานยนต์ที่มีผู้ตายเป็นคนขับและโจทก์ที่ ๒ นั่งซ้อนท้าย เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายและโจทก์ที่ ๒ ได้รับอันตรายสาหัส ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์ที่ ๒ มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ผู้ตายมีส่วนประมาทในเหตุคดีนี้ ดังนั้นโจทก์ที่ ๑ จึงไม่มีอำนาจจัดการแทนผู้ตายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๕ (๒) ประกอบมาตรา ๓ ส่วนโจทก์ที่ ๒ เพียงนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ที่ผู้ตายขับไปประสบเหตุในคดีนี้จนได้รับอันตรายสาหัส โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงใดว่าโจทก์ที่ ๒ กระทำการใดที่มีส่วนประมาทในคดีนี้ด้วย กรณีถือไม่ได้ว่าโจทก์ที่ ๒ มีส่วนได้เสียโดยนิตินัยในการร่วมกระทำผิดด้วย โจทก์ที่ ๒ เป็นผู้เสียหายจากเหตุในคดีนี้ เมื่อโจทก์ที่ ๒ ยังเป็นผู้เยาว์ ส. เป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ที่ ๒ จึงจัดการแทนโจทก์ที่ ๒ ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๕ (๑) ประกอบมาตรา ๓ โจทก์ที่ ๒ มีอำนาจฟ้อง",วิ.อาญา,,,,,,, 70,2,,กรรมการบริษัทยักยอกทรัพย์ของบริษัท ผู้ถือหุ้นจะเป็นผู้เสียหายมีสิทธิฟ้องกรรมการของบริษัทฐานยักยอกทรัพย์หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๔๑/๒๕๕๘ บริษัท ค. มีกรรมการทั้งหมด ๙ คน จำเลยที่ ๑ ที่ ๓ และที่ ๕ เป็นกรรมการบริษัทด้วย โดยผู้มีอำนาจลงชื่อผูกพันบริษัทคือจำเลยที่ ๑ หรือจำเลยที่ ๓ ลงลายมือชื่อร่วมกับจำเลยที่ ๒ หรือกรรมการอื่นรวม๒ คน และประทับตราสำคัญของบริษัท มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทได้ กรณีคดีนี้เป็นความผิดที่ได้กระทำต่อนิติบุคคลซึ่งตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๕ (๓) ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. ๒๔๙๙ มาตรา ๔ บัญญัติให้ผู้จัดการหรือผู้แทนอื่น ๆ ของนิติบุคคลเป็นผู้ฟ้องคดีแทน เมื่อจำเลยที่ ๑ ที่ ๓ และที่ ๕ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทและเป็นผู้กระทำผิดต่อบริษัท ค. ซึ่งเป็นนิติบุคคลนั้นเอง ย่อมจะไม่ฟ้องคดีแทนนิติบุคคลเพื่อกล่าวหาตนเอง เมื่อเป็นดังนี้ โจทก์ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นซึ่งมีประโยชน์ได้เสียร่วมกับนิติบุคคลนั้นย่อมได้รับความเสียหาย ทั้ง ป.พ.พ. มาตรา ๑๑๖๙ ก็บัญญัติไว้ว่าถ้ากรรมการทำให้เกิดความเสียหายแก่บริษัทและบริษัทไม่ฟ้องคดี ผู้ถือหุ้นคนใดคนหนึ่งฟ้องคดีได้ ดังนี้ โจทก์ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นจึงเป็นผู้เสียหายมีสิทธิฟ้องจำเลยที่ ๑ ที่ ๓ และที่ ๕ ฐานร่วมกันยักยอกทรัพย์ของบริษัท ค. ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๘ (๒) ประกอบมาตรา ๒ (๔) และ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. ๒๔๙๙ มาตรา ๔ ได้ และต้องถือว่าโจทก์ฟ้องแทนบริษัท ค. ที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นของบริษัท ค. มีมติให้หยุดการฟ้องร้องและพิพาทระหว่างผู้ถือหุ้นกับกรรมการบริษัท เป็นมติที่ไม่มีข้อความตอนใดเลยที่แสดงว่าผู้ถือหุ้นของบริษัทค. ซึ่งรวมทั้งโจทก์ด้วย ตกลงไม่ติดใจเอาความในทางอาญาแก่จำเลยที่ ๑ ที่ ๓ และที่ ๕ ต่อไป และไม่เป็นการยอมความทางอาญาในความผิดฐานร่วมกันยักยอกโดยถูกต้องตามกฎหมาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ในความผิดฐานร่วมกันยักยอกจึงไม่ระงับตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๓๙ (๒) ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. ๒๔๙๙ มาตรา ๔",วิ.อาญา,,,,,,, 70,3,,โจทก์หลายคนต่างใช้สิทธิเฉพาะตัวฟ้องเรียกส่วนแบ่งที่ดินจากจำเลย โดยฟ้องรวมกันมา การพิจารณาทุนทรัพย์ว่าคดีต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงหรือไม่ ต้องคิดคำนวณอย่างไร,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๔๕๗/๒๕๕๙ โจทก์ทั้งสิบฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลงโดยขอให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนแบ่งแยกและโอนที่ดินพิพาท เนื้อที่ ๕๐ ไร่ ๓ งาน ๓๙ ตารางวา ให้แก่โจทก์ที่ ๒ ถึงที่ ๑๐ และจำเลยที่ ๑ คนละเท่ากัน ประมาณคนละ ๕ ไร่ และให้แก่โจทก์ที่ ๑ เนื้อที่ ๓ งาน ๓๙ ตารางวา และให้จำเลยทั้งสองรับเงินจากโจทก์ทั้งสิบ ๕๐๐,๐๐๐ บาท เป็นเรื่องที่โจทก์ทั้งสิบแต่ละคนใช้สิทธิฟ้องเรียกส่วนแบ่งที่ดินจากจำเลยทั้งสองเป็นการเฉพาะตัว แม้โจทก์ทั้งสิบจะฟ้องรวมกันมาก็ต้องถือทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละคนแยกต่างหากจากกัน โจทก์ทั้งสิบและจำเลยทั้งสองตกลงให้จำเลยที่ ๒ จดทะเบียนแบ่งแยกและโอนที่ดินพิพาทมีเนื้อที่ ๕๐ ไร่ ๓ งาน ๓๙ ตารางวา แก่โจทก์ทั้งสิบ และจำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ ตกลงรับชำระเงิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท ถือว่าที่ดินพิพาทมีราคา ๕๐๐,๐๐๐ บาท โจทก์ที่ ๒ ถึงที่ ๑๐ ฟ้องขอแบ่งที่ดินคนละ ๕ ไร่ โจทก์ที่ ๑ ฟ้องขอแบ่งที่ดิน ๓ งาน ๓๙ ตารางวา เมื่อคำนวณราคาที่ดินพิพาทโดยเฉลี่ยแล้ว ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ระหว่างจำเลยทั้งสองกับโจทก์ แต่ละคนไม่เกิน ๕๐,๐๐๐ บาท ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๔ วรรคหนึ่ง",วิ.แพ่ง,,,,,,, 70,3,,"โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทำหนังสือรับสภาพหนี้กับโจทก์ เมื่อถึงกำหนดจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายขอให้บังคับจำเลยชำระเงินพร้อมดอกเบี้ย จำเลยให้การว่า หลังจากจำเลยทำหนังสือรับสภาพหนี้ตามฟ้อง จำเลยชำระหนี้ให้โจทก์ครบถ้วนแล้ว และโจทก์ทำหนังสือระงับหนี้ให้ไว้ ขอให้ยกฟ้อง ดังนี้ ภาระการพิสูจน์ตกแก่คู่ความฝ่ายใดและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีเป็นค่าฤชาธรรมเนียมประเภทหนึ่งหรือไม่","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๔๖๒/๒๕๕๙ โจทก์บรรยายฟ้องมีใจความว่า จำเลยทำหนังสือรับสภาพหนี้พิพาทกับโจทก์ เมื่อถึงกำหนดจำเลยผิดนัด พร้อมทั้งแนบสำเนาหนังสือรับสภาพหนี้พิพาทมาท้ายคำฟ้องด้วย จำเลยให้การว่า หลังจากจำเลยทำหนังสือรับสภาพหนี้พิพาท จำเลยชำระหนี้ให้โจทก์ครบถ้วนแล้ว และโจทก์ทำหนังสือระงับหนี้ให้ไว้ คำให้การของจำเลยจึงเป็นคำให้การที่ยอมรับโดยแจ้งชัดว่าจำเลยทำหนังสือรับสภาพหนี้พิพาทกับโจทก์จริงและได้ชำระหนี้หมดแล้ว อันเป็นการยอมรับในมูลหนี้ที่โจทก์ฟ้อง แต่กล่าวอ้างข้อเท็จจริงใหม่ว่าได้ชำระหนี้หมดแล้ว ภาระการพิสูจน์จึงตกแก่จำเลยที่มีหน้าที่ต้องนำสืบให้เห็นว่าได้ชำระหนี้หมดแล้วอย่างไร ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๘๔/๑ ที่จำเลยให้การอีกว่า โจทก์ทำหนังสือระงับหนี้ให้ไว้ด้วยนั้น ก็เป็นการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงใหม่เพื่อไม่ต้องรับผิดตามฟ้องนั่นเอง กรณีหาใช่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ออกใบเสร็จให้เพื่อระยะหนึ่งแล้วโดยมิได้อิดเอื้อน ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้เพื่อระยะก่อน ๆ นั้นด้วยแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๒๗ วรรคหนึ่งไม่ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีเป็นค่าฤชาธรรมเนียมประเภทหนึ่ง ซึ่งกฎหมายบัญญัติบังคับให้ศาลต้องมีคำสั่งไม่ว่าคู่ความจะมีคำขอหรือไม่ ตามที่บัญญัติในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๙ วรรคหนึ่ง และมาตรา ๑๖๑ วรรคหนึ่ง ทั้งนี้ การที่ศาลสั่งหรือไม่สั่งให้ชดใช้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีหรือไม่ก็เป็นดุลพินิจ แต่ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีนั้นต้องอยู่ในบังคับตาราง ๗ ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ซึ่งกำหนดให้ศาลมีคำสั่งให้ชดใช้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีตามจำนวนที่ศาลเห็นสมควร โดยในคดีมีทุนทรัพย์ต้องไม่เกินร้อยละ ๑ ของจำนวนทุนทรัพย์ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยชดใช้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีแก่โจทก์ จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว",วิ.แพ่ง,,,,,,, 70,3,,โจทก์เคยฟ้องจำเลยทั้งสี่เป็นคดีอาญา ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องคดีดังกล่าว และศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต หลังจากนั้นโจทก์จึงมาฟ้องจำเลยทั้งสี่เป็นคดีนี้ โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสี่เป็นคดีนี้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๓๕๔/๒๕๕๙ เมื่อพิเคราะห์คำร้องขอถอนฟ้องของโจทก์ลงวันที่ ๖ มีนาคม ๒๕๕๖ ในคดีก่อนตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.๑๒๗๙/๒๕๕๕ ของศาลชั้นต้น ประกอบคำฟ้องในคดีดังกล่าวแล้ว แม้คำร้องขอถอนฟ้องจะระบุว่าโจทก์ ไม่ประสงค์จะดำเนินคดีอีกต่อไป จึงขอถอนฟ้องโดยปรากฏว่าในคำฟ้องคดีดังกล่าวโจทก์มิได้ลงลายมือชื่อในคำฟ้อง แต่ทนายโจทก์เป็นผู้ลงลายมือชื่อในคำฟ้องแทนโจทก์ทั้งปรากฏว่าในวันรุ่งขึ้นหลังจากศาลอนุญาตให้ถอนฟ้องคดีดังกล่าวแล้ว โจทก์ได้มายื่นคำฟ้องใหม่เป็นคดีนี้ในมูลคดีอาญาความผิดเดียวกันกับคดีก่อน และขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ในบทมาตราเดียวกัน โดยในคำฟ้องใหม่โจทก์ได้ลงลายมือชื่อในคำฟ้องใหม่ถูกต้องตามกฎหมาย เชื่อว่าเหตุที่โจทก์ถอนฟ้องคดีก่อนเนื่องจากเห็นว่าโจทก์มิได้ลงลายมือชื่อในคำฟ้อง ซึ่งเป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงประสงค์จะถอนฟ้องแล้วยื่นฟ้องใหม่ให้ถูกต้อง การถอนฟ้องคดีก่อนจึงมิใช่การถอนฟ้องเด็ดขาดตามความหมายในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๖ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ วินิจฉัยยืนตามศาลชั้นต้นว่าโจทก์เคยฟ้องจำเลยทั้งสี่มาแล้วในมูลคดีอาญาความผิดเดียวกันและ ถอนฟ้องไปจึงต้องห้ามมิให้ฟ้องจำเลยทั้งสี่อีกตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๖ นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา",วิ.อาญา,,,,,,, 70,3,,จำเลยเบิกความตอบคำถามค้านว่า เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน ดังนี้ ศาลจะรับฟังคำเบิกความดังกล่าวมารับฟังว่า กรณีของจำเลยไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะรอการลงโทษจำคุกให้จำเลย ได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๖๐/๒๕๕๙ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๓๓ วรรคสอง บัญญัติว่า “ในกรณีที่จำเลยเบิกความเป็นพยาน คำเบิกความของจำเลยย่อมใช้ยันจำเลยนั้นได้ และศาลอาจรับฟังคำเบิกความนั้นประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ได้” เมื่อจำเลยเบิกความตอบโจทก์ถามค้านว่า ก่อนเกิดเหตุคดีนี้จำเลยถูกฟ้องที่ศาลจังหวัดกำแพงเพชรในข้อหามีและพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ศาลจังหวัดกำแพงเพชรพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย ๙ เดือน จำเลยพ้นโทษเมื่อวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ คำเบิกความของจำเลยจึงใช้ยันจำเลยได้ตามบทบัญญัติดังกล่าว ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ ว่า จำเลยได้รับโทษจำคุกมาก่อนในความผิดต่อพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. ๒๔๙๐ อันมิใช่ความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ จึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ ได้,วิ.อาญา,,,,,,, 70,3,,ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นดังนี้บทลงโทษและกำหนดโทษ แต่ทั้งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ยังคงลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินสองปี ดังนี้ โจทก์จะฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๐๒๙/๒๕๕๙ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ มาตรา ๓๗๑ ประกอบมาตรา ๘๓ เรียงกระทงลงโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ รวมจำคุก ๓ ปี ๙ เดือน และปรับ ๒๕ บาท เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน เขต ๕ จังหวัดอุบลราชธานี มีกำหนดชั้นต้น ๑ ปี ๖ เดือน ขั้นสูง ๒ ปี ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๙๑ จำคุก ๗ วัน โทษจำคุกให้รอการลงโทษจำคุกไว้ ๒ ปี และกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติของจำเลยไว้ ๑ ปี ยกฟ้องข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นและร่วมกันพาอาวุธไปในเมืองหมู่บ้านและทางสาธารณะโดยเปิดเผยและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นการแก้บททั้งบทลงโทษและกำหนดโทษอันเป็นการแก้ไขมาก แต่ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค ๓ ยังคงลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน ๒ ปี ต้องห้ามไม่ให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๘ ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. ๒๕๕๓ มาตรา ๖,วิ.อาญา,,,,,,, 70,4,,ศาลพิพากษาว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดิน ในชั้นบังคับคดี จำเลยยื่นคำคัดค้านการออกใบแทนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เจ้าพนักงานที่ดินจึงแจ้งโจทก์ว่าไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้ ดังนี้ โจทก์ก็จะยื่นฟ้องขอให้บังคับจำเลยขอให้ส่งมอบต้นฉบับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ หรือให้เจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการออกใบแทนได้ หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๔๓๙/๒๕๖๐ โจทก์ทั้งสองฟ้องฟ้องขอให้บังคับจำเลยส่งมอบต้นฉบับหนังสือรับรองการทำประโยชน์แก่โจทก์หรือเจ้าพนักงานที่ดิน หรือให้เจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการออกใบแทนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าว โดยบรรยายฟ้องว่า เดิมโจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยกับพวก ขอให้ศาลพิพากษาว่า โจทก์ที่ ๑ และโจทก์ที่ ๒ มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า โจทก์ที่ ๑ และที่ ๒ มีสิทธิครอบครองที่ดินตามฟ้องต่อมาโจทก์ทั้งสองขอให้เจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการให้โจทก์ทั้งสองมีชื่อทางทะเบียนในที่ดินดังกล่าว เจ้าพนักงานที่ดินแจ้งว่าไม่สามารถดำเนินการได้เนื่องจากไม่มีต้นฉบับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ โจทก์ทั้งสองบอกกล่าวให้จำเลยนำต้นฉบับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ไปดำเนินการ จำเลยเพิกเฉย เจ้าพนักงานที่ดินจึงมีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยนำต้นฉบับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ไปดำเนินการ แต่จำเลยยังคงเพิกเฉยเจ้าพนักงานที่ดินจึงประกาศออกใบแทนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ จำเลยทราบประกาศแล้วไม่คัดค้านภายในกำหนด ต่อมาจำเลยยื่นคำคัดค้านการออกใบแทนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เจ้าพนักงานที่ดินจึงมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ทั้งสองทราบว่าเนื่องจากจำเลยยื่นคำคัดค้านจึงไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้นั้น คำฟ้องของโจทก์ทั้งสองเป็นคำฟ้องที่โต้แย้งและเกี่ยวเนื่องกับการบังคับคดีตามคำพิพากษา ซึ่งเป็นเรื่องที่จะต้องว่ากล่าวกันในชั้นบังคับคดี ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๓๐๒ วรรคหนึ่ง (ปัจจุบัน คือมาตรา ๒๗๑ วรรคหนึ่ง) ประกอบมาตรา ๗ (๒) ซึ่งตามบทบัญญัติดังกล่าวโจทก์ทั้งสองจะต้องขอให้ดำเนินกระบวนพิจารณาในคดีเดิม มิใช่ว่าเมื่อมีปัญหาเกี่ยวด้วยการบังคับคดีก็ฟ้องคดีใหม่ต่อไปจะทำให้ไม่รู้จักจบสิ้น ที่โจทก์ทั้งสองนำเรื่องเกี่ยวเนื่องกับการบังคับคดีตามคำพิพากษาคดีเดิมมาฟ้องเป็นคดีนี้ โดยอ้างว่าเป็นการถูกโต้แย้งสิทธิจึงไม่ถูกต้อง โจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้,วิ.แพ่ง,,,,,,, 70,4,,พาผู้เสียหายจากประเทศไทยส่งออกไปนอกราชอาณาจักรยังประเทศญี่ปุ่น แล้วหน่วงเหนี่ยวกักขังและจัดให้อยู่อาศัยเพื่อให้ทำการค้าประเวณีที่ประเทศญี่ปุ่นจะถือว่าเป็นการกระทำความผิดที่มีโทษตามกฎหมายไทยและได้กระทำลงนอกราชอาณาจักรไทย ที่ให้อัยการสูงสุดฯ เป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบฯ หรือไม่,"คำตอบ “มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า พนักงานสอบสวน กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์มีอำนาจสอบสวนคดีนี้ และโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๕๕๒/๒๕๕๙ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องและนำสืบว่า จำเลยพานางสาว..ผู้เสียหายจากประเทศไทยส่งออกไปนอกราชอาณาจักรยังประเทศญี่ปุ่น แล้วหน่วงเหนี่ยวกักขังไว้และจัดให้อยู่อาศัยในประเทศญี่ปุ่นเพื่อให้ผู้เสียหายทำการค้าประเวณีที่สถานที่การค้าประเวณีที่ประเทศญี่ปุ่นโดยการฉ้อฉลและใช้อุบายหลอกลวงผู้เสียหาย เพื่อบังคับข่มขู่ให้ผู้เสียหายกระทำการค้าประเวณีหรือเพื่อสนองความใคร่ หรือสำเร็จความใคร่ในทางกามารมณ์ของผู้อื่น อันเป็นการสำส่อนเพื่อสินจ้างหรือประโยชน์อื่นใดอันเป็นการมิชอบ เพื่อจำเลยจะได้แสวงหาประโยชน์จากการค้าประเวณีของผู้เสียหาย โดยผู้เสียหายไม่ยินยอมและไม่สามารถขัดขืนได้ เหตุเกิดที่ตำบลนาเฉลียง อำเภอหนองไผ่ จังหวัดเพชรบูรณ์ ตำบลบ้านไผ่ อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น แขวงห้วยขวาง เขตห้วยขวาง แขวงท่าข้าม เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร และประเทศญี่ปุ่น หลายท้องที่เกี่ยวพันกัน ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๖ มาตรา ๕๒ พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๙ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๓ การกระทำของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นการกระทำ ความผิดที่มีโทษตามกฎหมายไทยและได้กระทำลงนอกราชอาณาจักรไทยด้วย ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๐ วรรคหนึ่ง บัญญัติให้อัยการสูงสุดหรือผู้รักษาการแทนเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ หรือจะมอบหมายหน้าที่นั้นให้พนักงานอัยการหรือพนักงานสอบสวนคนใดเป็นผู้รับผิดชอบทำการสอบสวนแทนก็ได้เมื่ออัยการสูงสุดมอบหมายให้พนักงานสอบสวน กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ทำการสอบสวน โดยให้พนักงานอัยการสำนักงานคดีอาญาร่วมทำการสอบสวน และให้ผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์หรือผู้รักษาการแทนเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ ดังนี้ พนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ จึงมีอำนาจสอบสวนคดีนี้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง แม้ปัญหาข้อนี้จำเลยจะไม่ได้ต่อสู้ไว้ในศาลล่างทั้งสอง แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยสามารถยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕",วิ.อาญา,,,,,,, 70,4,,ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้ริบของกลาง เป็นว่า ให้คืนของกลางแก่เจ้าของ ส่วนการยกฟ้องเป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๙๐๙/๒๕๕๙ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง แต่ให้ริบรถยนต์ของกลาง ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้คืนรถยนต์ของกลางแก่เจ้าของ ส่วนการยกฟ้องยังคงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๐ แม้เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่ารถยนต์ของกลางเป็นทรัพย์สินซึ่งคนร้ายได้ใช้ในการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์โดยตรง ศาลมีอำนาจสั่งริบได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓ (๑) ก็ตาม,วิ.อาญา,,,,,,, 70,4,,การพิจารณาคดีส่วนแพ่งจะต้องรอคำพิพากษาคดีส่วนอาญาก่อนหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๕๔๙/๒๕๖๐ ศาลในคดีส่วนแพ่งจะรอฟังข้อเท็จจริงจาก คำพิพากษาคดีส่วนอาญาหรือไม่ก็ได้ ย่อมเป็นดุลพินิจของศาลที่จะพิจารณาเป็นเรื่อง ๆ ไป ทั้งไม่มีบทกฎหมายบังคับให้จำต้องรอฟังข้อเท็จจริงในคดีส่วนอาญาดังกล่าว เมื่อไม่อาจทราบได้ว่าคดีส่วนอาญาจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดเมื่อใด การที่ศาลล่างทั้งสองไม่รอฟังคดีในส่วนอาญาของจำเลยที่ ๑ ก่อนจึงไม่เป็นการขัดกับ ป.วิ.อ. มาตรา ๔๖,วิ.อาญา,,,,,,, 70,4,,ฟ้องโจทก์เพียงแต่ลงลายมือชื่อโจทก์ท้ายฟ้องและผู้เขียนหรือพิมพ์ฟ้อง โดยโจทก์ไม่ได้ลงชื่อผู้เรียงฟ้อง ดังนี้ ฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๗๔๔/๒๕๖๐ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕๘ (๗) บัญญัติว่า “ฟ้องต้องทำเป็นหนังสือ และมี..(๗) ลายมือชื่อโจทก์ ผู้เรียง ผู้เขียนหรือพิมพ์ฟ้อง” ซึ่งการยื่นคำฟ้องตาม ป.วิ.อ. ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่พนักงานอัยการ หรือราษฎรยื่นฟ้องก็ตาม จะต้องยื่นฟ้องตามแบบที่กฎหมายกำหนด กล่าวคือ ต้องทำเป็นหนังสือและต้องมีข้อความหรือรายละเอียดตามที่ระบุไว้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕๘ (๑) ถึง (๗) จึงจะเป็นฟ้องที่ถูกต้อง แต่ตามฟ้องโจทก์คงปรากฏแต่เพียงลายมือชื่อโจทก์ ท้ายฟ้องและผู้เขียนหรือพิมพ์ฟ้อง โดยโจทก์ไม่ได้ลงชื่อผู้เรียงฟ้อง ฟ้องของ ป.วิ.อ. มาตรา ๑๖๑สั่งให้โจทก์แก้ไขฟ้องให้ถูกต้องหรือยกฟ้อง หรือไม่ประทับฟ้องได้ แต่ถ้าศาลชั้นต้นสั่งประทับฟ้องและดำเนินกระบวนพิจารณาจนคดีขึ้นมาสู่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ แล้ว การที่จะสั่งให้โจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้องหรือไม่ประทับฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๖๑ วรรคหนึ่งย่อมล่วงเลยเวลาที่จะปฏิบัติได้เพราะศาลชั้นต้นได้สั่งประทับฟ้องและดำเนินกระบวนพิจารณาจนเสร็จสิ้นแล้ว ทั้งกรณีดังกล่าวไม่เข้าเหตุตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๐๘ (๒) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ จะสั่งให้ศาลชั้นต้นทำการพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ย่อมไม่มีวิธีปฏิบัติเป็นประการอื่นนอกจากต้องพิพากษายกฟ้องโจทก์เสีย,วิ.อาญา,,,,,,, 70,5,,ใบแต่งทนายความระบุให้ทนายความมีอำนาจประนีประนอมยอม ความ หากทนายความไปตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความโดยไม่แจ้งให้ตัวความทราบก่อน และศาลพิพากษาตามยอม ตัวความจะอุทธรณ์คำพิพากษาตามยอม หรือร้องขอให้เพิกถอน สัญญาประนีประนอมยอมความได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๐๐๕/๒๕๕๙ ในกรณีที่คู่ความทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมความดังกล่าว หากคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเห็นว่า คำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย คู่ความจะต้องใช้สิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาตามยอมดังกล่าวหากเข้าเหตุหนึ่งเหตุใดตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายและภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ใบแต่งทนายความจำเลย ระบุข้อความเกี่ยวกับอำนาจของทนายความให้มีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ ไปในทางจำหน่ายสิทธิของจำเลย เช่น การยอมรับตามที่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งเรียกร้อง การถอนฟ้อง การประนีประนอมยอมความ โดยมีลายมือชื่อของ น. กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทจำเลยพร้อมตราประทับของจำเลยถูกต้องตามหนังสือรับรองของบริษัทจำเลย ทนายความจำเลยย่อมมีอำนาจใช้ดุลพินิจเต็มที่ขณะทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อหน้าศาลว่าข้อความที่ตกลงกับโจทก์นั้นเหมาะสม ไม่ทำให้จำเลยเสียเปรียบ ซึ่งทนายความจำเลยมีอำนาจต่อรองและจะไม่ยอมตกลงก็ได้หากเห็นว่าข้อตกลงดังกล่าวทำให้จำเลยเสียเปรียบ ทนายความจำเลยไม่มีความจำเป็นต้องแจ้งให้จำเลยทราบก่อนตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความดังนั้น แม้จำเลยไม่ต้องการตกลงกับโจทก์ ก็เป็นเรื่องทนายความจำเลยกระทำการฝ่าฝืนความประสงค์ของจำเลย หากจำเลยเสียหายอย่างไรก็ต้องไปว่ากล่าวกันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ที่จำเลยกล่าวอ้างในอุทธรณ์ว่า ทนายความจำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความไม่เป็นไปตามเจตนาของจำเลย จึงไม่ใช่เหตุหนึ่งเหตุใดตามบทบัญญัติของกฎหมายที่จะทำให้จำเลยอุทธรณ์คำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความของศาลแรงงานภาค ๑ ทั้งไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความได้",วิ.แพ่ง,,,,,,, 70,5,,"โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานทำให้เสียทรัพย์ ตาม ป.อ. มาตรา ๓๕๙ ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกิน ๑๐,๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าทรัพย์ที่ทำให้เสียหาย เป็นพืชหรือพืชผลของกสิกร หากศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์จะอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้หรือไม่","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๑๑๙/๒๕๕๘ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามฐานร่วมกันบุกรุก ตาม ป.อ. มาตรา ๓๖๕ และร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ ตาม ป.อ.มาตรา ๓๕๙ ซึ่งต่างมีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน ๕ ปี หรือปรับไม่เกิน ๑๐,๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่การที่จะเป็นความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตามมาตรา ๓๕๙ (๔) นั้นต้องได้ความว่าเจ้าของทรัพย์นั้นเป็นกสิกร เมื่อโจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่า ข้าวนาปรังที่จำเลยทั้งสามร่วมกันทำให้เสียหายเป็นพืชหรือพืชผลของกสิกร จึงไม่อาจลงโทษจำเลยทั้งสามตาม ป.อ. มาตรา ๓๕๙ ได้ เท่ากับความผิดฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามแต่เพียงมาตรา ๓๕๘ ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน๓ ปี หรือปรับไม่เกิน ๖,๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและโจทก์อุทธรณ์เฉพาะความผิดฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ โดยขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ ฟังข้อเท็จจริงใหม่ จึงเป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้าม ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. ๒๔๙๙ มาตรา ๒๒ ประกอบ พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้ในศาลจังหวัด พ.ศ. ๒๕๒๐ มาตรา ๓ การที่ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ของโจทก์ และศาลอุทธรณ์ภาค ๓ รับวินิจฉัยให้นั้น เป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตาม ป.อ. มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง, ๒๒๕ ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. ๒๔๙๙ มาตรา ๔ พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้ในศาลจังหวัด พ.ศ. ๒๕๒๐ มาตรา ๑ คดีในส่วนแพ่งนั้น แม้ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นอุทธรณ์ของโจทก์ จะไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง แต่ในการวินิจฉัยคดีส่วนแพ่งที่เป็นการฟ้องคดีแพ่งและคดีอาญาเกี่ยวเนื่องกันมานี้ ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๔๖ ดังนี้ เมื่อข้อเท็จจริงในคดีอาญาฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า การกระทำของจำเลยทั้งสามไม่เป็นความผิดตามฟ้องคดีในส่วนแพ่ง ศาลจึงไม่อาจบังคับให้ตามคำขอของโจทก์ได้",วิ.อาญา,,,,,,, 70,5,,ยื่นคำร้องขอให้ถอนผู้จัดการมรดกที่ศาลแต่งตั้ง อ้างว่าผู้จัดการมรดกที่ศาลตั้งนำพินัยกรรมฉบับแรกซึ่งเป็นโมฆะแล้วเพราะถูกเพิกถอนโดยพินัยกรรมฉบับหลังมาอ้างต่อศาลเพื่อแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดก หากมายื่นฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าพินัยกรรมดังกล่าวเป็นโมฆะและให้แบ่งที่ดินมรดก ดังนี้ คำฟ้องคดีหลังเป็นฟ้องซ้อนหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๔๗๕/๒๕๕๖ หลังจากศาลจังหวัดสีคิ้ว (ปากช่อง) มีคำสั่งแต่งตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๒๐๗/๒๕๕๓ แล้ว โจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องในคดีดังกล่าว ขอให้ถอนจำเลยออกจากการเป็นผู้จัดการมรดก และแต่งตั้งโจทก์ทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกแทน โดยอ้างว่าจำเลยนำพินัยกรรมฉบับแรก (ลงวันที่ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๓๓) ซึ่งเป็นโมฆะแล้วเพราะถูกเพิกถอนโดยพินัยกรรมฉบับหลัง มาอ้างต่อศาลเพื่อแต่งตั้งให้จำเลยเป็นผู้จัดการมรดก อันมีพฤติกรรมไม่สุจริตและเท่ากับจำเลย สละสิทธิตามพินัยกรรมฉบับหลังสุด(ลงวันที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๓๖) และพินัยกรรมทุกฉบับสิ้นผลบังคับแล้วเพราะล่วงเลยกำหนดระยะเวลาตามกฎหมาย คำร้องของโจทก์ทั้งสองในคดีดังกล่าวเป็นการเสนอข้อหาต่อศาล จึงถือได้ว่าเป็นคำฟ้อง เมื่อจำเลยยื่นคำคัดค้านคำร้องของโจทก์ทั้งสอง อันเป็นการยกข้อต่อสู้เป็นข้อแก้คำฟ้อง คำคัดค้านของจำเลยจึงเป็นคำให้การ แม้คดีดังกล่าวจะมีประเด็นข้อพิพาทว่า ใครสมควรเป็นผู้จัดการมรดก แต่การที่ศาลจังหวัดสีคิ้วจะมีคำสั่งถอนจำเลยออกจากการเป็นผู้จัดการมรดก หรือแต่งตั้งผู้จัดการมรดกคนใหม่หรือไม่นั้น ศาลในคดีดังกล่าว ก็จะต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า พินัยกรรมฉบับลงวันที่ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๓๓ ที่ผู้ตายระบุตั้งให้จำเลยเป็นผู้จัดการมรดกนั้นโมฆะ หรือสิ้นผลบังคับแล้วตามที่โจทก์ทั้งสองกล่าวอ้างหรือไม่ คดีนี้ โจทก์ทั้งสองยื่นฟ้องจำเลยโดยอ้างเหตุทำนองเดียวกันกับคดีดังกล่าวว่าจำเลยใช้พินัยกรรมที่ถูกเพิกถอนโดยพินัยกรรมฉบับหลังแล้ว ยื่นต่อศาลขอให้แต่งตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมดังกล่าว ถือว่าจำเลยมีเจตนาไม่สุจริต ขอให้พิพากษาว่าพินัยกรรมดังกล่าวเป็นโมฆะ และให้แบ่งที่ดินมรดกแก่โจทก์ทั้งสองแม้โจทก์ทั้งสองในคดีนี้จะมีคำขอให้แบ่งทรัพย์มรดกให้แก่โจทก์ทั้งสองด้วย แต่ศาลชั้นต้นก็จะต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า พินัยกรรมที่จำเลยอ้างเป็นโมฆะหรือสิ้นผลบังคับแล้วหรือไม่ ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องวินิจฉัยเช่นเดียวกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๒๐๗/๒๕๕๓ ของศาลจังหวัดสีคิ้ว เมื่อคดีดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นด้วยกันและมีประเด็นจะต้องวินิจฉัยในเรื่องเดียวกับคดีนี้ ฟ้องคดีนี้ของโจทก์ทั้งสองจึงเป็นฟ้องซ้อนกับคดีดังกล่าว ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๗๓ วรรคสอง (๑)",วิ.แพ่ง,,,,,,, 70,6,,ผู้ซื้อที่ดินจากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยื่นคำขอฝ่ายเดียวต่อศาลให้ออกหมายบังคับคดีแก่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือบริวารให้ออกไปจากที่ดินและศาลได้มีคำสั่งออกคำบังคับแล้ว บริวารของลูกหนี้ตามคำพิพากษาให้การขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดี ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้อง ศาลชั้นต้นระหว่างไต่สวนคำร้องขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดี หากผู้ซื้อมายื่นฟ้องให้ขับไล่บริวารออกไปจากที่ดินและเรียกค่าเสียหาย จะเป็นเรื่องดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๙๐๖/๒๕๕๘ โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินและส่งมอบที่ดินพิพาทคืนให้แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย กับให้จำเลยชำระค่าเสียหายจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินพิพาทของโจทก์ซึ่งเป็นการใช้สิทธิในฐานะที่โจทก์เป็นเจ้าของทรัพย์สินตามที่โจทก์อ้างในคำฟ้องว่าโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทได้จากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีในคดีแพ่งของศาลชั้นต้น แม้จะได้ความว่าโจทก์ในฐานะผู้ซื้อที่ได้รับที่ดินพิพาทจากเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยื่นคำขอฝ่ายเดียวต่อศาลชั้นต้นให้ออกคำบังคับขับไล่ (ปัจจุบันคือมาตรา ๓๓๔ ให้ขออกหมายบังคับคดี) ให้จำเลยในคดีดังกล่าวพร้อมจำเลยในฐานะบริวารของจำเลยในคดีดังกล่าวออกจากที่ดินที่พิพาทที่โจทก์ซื้อได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๓๐๙ ตรี (ปัจจุบันคือมาตรา ๓๓๔) และศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งให้ออกคำบังคับแล้วก็ตาม แต่คดีดังกล่าวมิใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลย หากเป็นการใช้สิทธิยื่นคำขอฝ่ายเดียวต่อศาลชั้นต้นให้ออกคำบังคับขับไล่ (ปัจจุบันคือมาตรา ๓๓๔ ให้ออกหมายบังคับคดี) ให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษา และบริวารออกจากอสังหาริมทรัพย์ที่โจทก์ซื้อได้จากการขายทอดตลาด ไม่มีลักษณะเป็นการเสนอข้อหาต่อศาลอันจะเป็นคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๑ (๓) คำฟ้องคดีนี้ของโจทก์จึงไม่เป็นฟ้องซ้อนอันต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๓ วรรคสอง (๑) ส่วนคดีที่โจทก์ยื่นคำขอฝ่ายเดียวขอให้ศาลชั้นต้นออกคำบังคับ (ปัจจุบันคือมาตรา ๓๓๔ ให้ออกหมายบังคับคดี) ให้จำเลยในคดีดังกล่าวและจำเลยคดีนี้ในฐานะบริวารออกจากที่ดินพิพาท ศาลชั้นต้นออกคำบังคับแก่จำเลยในฐานะบริวารด้วยนั้น ปรากฏว่าคดีดังกล่าวยังอยู่ในระหว่างให้เพิกถอนคำบังคับและอยู่ระหว่างการไต่สวนของศาลชั้นต้น จึงยังมิได้มีคำวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแห่งคดีที่โจทก์ขอให้ออกคำบังคับแก่จำเลยในฐานะบริวาร แม้โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้โดยมีคำขอให้บังคับให้จำเลยพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทและให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดิน และส่งมอบที่ดินพิพาทคืนให้แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยก็เป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์ผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท จึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำในประเด็นที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้วอันจักต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๔ ทั้งมิใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ส่วนคำขอของโจทก์ที่เรียกค่าเสียหายจากจำเลยเมื่อโจทก์ไม่อาจเรียกร้องในคดีดังกล่าวได้โจทก์ก็ชอบที่จะฟ้องเรียกร้องเอาแก่จำเลยในคดีนี้ได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง",วิ.แพ่ง,,,,,,, 70,6,,"ยื่นคำร้องสอดขอเข้าเป็นจำเลยร่วมแต่เนื้อหาตามคำร้องสอดเป็นการตั้งสิทธิเข้ามาในฐานะเป็นปฏิปักษ์กับโจทก์ ดังนี้ เป็นคำร้องสอดตามอนุมาตราใดใน ป.วิ.พ.มาตรา ๕๗ สิทธิที่ผู้ร้องสอดอ้างว่าถูกโจทก์โต้แย้ง หากปรากฏว่าผู้ร้องสอดได้ฟ้องโจทก์ต่อศาลไว้ก่อนแล้ว ศาลจะรับคำร้องสอดไว้พิจารณาได้หรือไม่","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๕๔๖/๒๕๕๘ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกไปจาก ที่ดินและตึกแถวและชำระค่าเสียหายจนกว่าจำเลยทั้งสามจะขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินและตึกแถวของโจทก์ จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องสอดเป็นผู้มีส่วนได้เสียตามกฎหมายในผลแห่งคดีจึงขออนุญาตเข้าเป็นคู่ความร่วมกับจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๕๗ (๒) ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องสอดได้ทำนิติกรรมให้ที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๓๓๕๔ ตำบลถนนพญาไท (ประแจจีน) อำเภอพญาไท (ดุสิต) กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างตึกแถวเลขที่ ๑/๓๔ ตามฟ้องแก่นางพิมพ์พร ซึ่งเป็นมารดาโดยเจตนาลวงร่วมกันเพื่อป้องกันมิให้สามีชาวต่างชาติของผู้ร้องสอดมีสิทธิในทรัพย์สินดังกล่าว สัญญาให้ที่ดินและตึกแถวระหว่างผู้ร้องสอดกับนางพิมพ์พรจึงตกเป็นโมฆะ ก่อนนางพิมพ์พรตาย โจทก์กับพวกร่วมกันทำพินัยกรรมของนางพิมพ์พรปลอมขึ้น หลังนางพิมพ์พรตายผู้จัดการมรดกของนางพิมพ์พรได้โอนที่ดินและตึกแถวดังกล่าวของผู้ร้องสอดให้แก่โจทก์โดยไม่สุจริตและไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ร้องสอดได้ฟ้องโจทก์กับพวกเป็นคดีแพ่งคดีอาญาและคดีแพ่งว่า พินัยกรรมเป็นโมฆะ ถอดถอนผู้จัดการมรดกและเรียกทรัพย์คืน จึงร้องสอดเข้ามาเป็นจำเลยร่วมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๗ (๒) แต่เนื้อหาตามคำร้องของผู้ร้องสอดดังกล่าว เป็นการตั้งสิทธิเข้ามาในฐานะเป็นปฏิปักษ์กับโจทก์เพื่อขอให้ศาลรับรองคุ้มครองหรือบังคับตามสิทธิของผู้ร้องสอด จึงเป็นคำร้องสอดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๗ (๑) เมื่อสิทธิที่ผู้ร้องสอดอ้างว่าถูกโจทก์โต้แย้งนั้น ผู้ร้องสอดได้ฟ้องโจทก์ต่อศาลไว้ก่อนแล้ว คดีอยู่ระหว่างพิจารณา คำร้องสอดของผู้ร้องสอดจึงเป็นฟ้องซ้อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๓ วรรคสอง (๑)",วิ.อาญา,,,,,,, 70,6,,คดีก่อน โจทก์ฟ้องว่าทางพิพาทเป็นทางจำเป็นหรือทางภาระจำยอม ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอม โดยมิได้วินิจฉัยว่าทางพิพาทเป็นทางจำเป็นหรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าทางพิพาทไม่เป็นทางภาระจำยอมและไม่เป็นทางจำเป็น พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยประเด็นว่าทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอมหรือไม่เท่านั้น ส่วนปัญหาว่าทางพิพาทเป็นทางจำเป็นหรือไม่ เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วแต่โดยชอบในศาลอุทธรณ์ พิพากษายืน คดีหลังโจทก์ฟ้องขอให้เปิดทางจำเป็นจะเป็นฟ้องซ้ำหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๖๒๙/๒๕๕๙ คดีก่อนโจทก์ฟ้องว่า ทางพิพาทเป็นทางจำเป็นและหรือทางภาระจำยอม ศาล ชั้นต้นพิพากษาว่า ทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอม โดยมิได้วินิจฉัยว่า ทางพิพาทเป็นทางจำเป็นหรือไม่ ทั้ง ๆ ที่ทางพิพาทอาจเป็นได้ทั้งทางจำเป็นและทางภาระจำยอมในขณะเดียวกันแต่โจทก์ไม่มีความจำเป็นใดที่จะต้องอุทธรณ์ต่อไปอีก เพราะคำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นผลดีแก่โจทก์อยู่แล้ว แต่จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยประเด็นว่าทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอม หรือไม่ โดยไม่รับวินิจฉัยประเด็นว่าทางพิพาทเป็นทางจำเป็นหรือไม่ เนื่องจากเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วแต่โดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค ๗ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่ง (เดิม) ส่วนการที่ศาลฎีกาวินิจฉัยในตอนท้ายว่า เมื่อมิได้อุทธรณ์ ปัญหาเรื่องทางจำเป็นทางจำเป็นเป็นอันยุติย่อมยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เป็นการกล่าวถึงเหตุผลตามกฎหมายที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ ไม่มีอำนาจยกปัญหาเรื่องทางจำเป็นขึ้นวินิจฉัยเท่านั้น กรณีถือไม่ได้ว่าในคดีก่อนศาลได้วินิจฉัยประเด็นที่ว่าทางพิพาทเป็นทางจำเป็นหรือไม่แล้ว และไม่มีคำพิพากษาในประเด็นดังกล่าวที่จะผูกพันโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๕ วรรคหนึ่ง การที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามขอให้เปิดทางจำเป็นคดีนี้ จึงมิใช่เป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ฟ้องของโจทก์คดีนี้ ไม่เป็นฟ้องซ้ำ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๘",วิ.แพ่ง,,,,,,, 70,6,,"จำเลยซึ่งศาลมีคำพิพากษาให้แพ้คดีโดยขาดนัดยื่นคำให้การจะอุทธรณ์ คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นได้หรือไม่ เพียงใด","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๔๔๘/๒๕๕๘ ในคดีที่จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและเพื่อประโยชน์ในการพิพากษาหรือมีคำสั่ง ชี้ขาดคดี ศาลอาจสืบพยานเกี่ยวกับข้ออ้างของโจทก์หรือพยานหลักฐานอื่นไปฝ่ายเดียวตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๙๘ ทวิ วรรคสอง นั้น จำเลยย่อมอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นได้เฉพาะในพยานหลักฐานตามที่โจทก์นำสืบมา ว่าศาลไม่ควรเชื่อหรือรับฟังไม่ได้เท่านั้น จำเลยไม่อาจที่จะไปกล่าวอ้างข้อเท็จจริงที่โจทก์มิได้นำสืบหรือที่ไม่มีอยู่ในสำนวนขึ้นมาอ้างอิงเพื่อหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ศาลชั้นต้นรับฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยทำหนังสือรับสภาพหนี้ให้ไว้แก่โจทก์โดยเชื่อตามที่โจทก์นำสืบพยานบุคคลและพยานเอกสาร แต่จำเลยมิได้อุทธรณ์อ้างว่า พยานบุคคลและพยานเอกสารที่โจทก์นำสืบไม่มีน้ำหนักในการรับฟังด้วยเหตุผลตามที่พยานเบิกความและข้อความในเอกสารมีพิรุธไม่น่าเชื่อถือในข้อไหนอย่างไรกลับอ้างข้อเท็จจริงที่ไม่มีอยู่ในสำนวนขึ้นมาโต้เถียงว่า เจ้าหน้าที่ของโจทก์นำแบบพิมพ์เปล่ามาให้จำเลยลงลายมือชื่อไว้จนกระทั่งถูกฟ้องจำเลยจึงทราบว่าแบบพิมพ์เปล่าที่จำเลยเคยลงลายมือชื่อไว้เป็นหนังสือรับสภาพหนี้ซึ่งโจทก์เติมข้อความโดยจำเลยไม่รู้เห็นและยินยอม หนังสือรับสภาพหนี้ปลอมใช้อ้างเป็นพยานหลักฐานต่อศาลไม่ได้ จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๕ วรรคหนึ่ง",วิ.แพ่ง,,,,,,, 70,7,,มูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันมิได้ จำเลยคนหนึ่งได้ยื่นอุทธรณ์และได้นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษามาวางศาลครบถ้วนแล้ว หากจำเลยอื่นแยกยื่นอุทธรณ์ต่างหาก จะต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษามาวางศาลพร้อมอุทธรณ์อีกหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๑๗๒/๒๕๕๙ โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยที่ ๓ ให้ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ ในฐานะนายจ้างหรือตัวการของจำเลยที่ ๑ และในฐานะเป็นผู้ที่มีหน้าที่ในการจัดให้มีและบำรุงรักษาทางบก ทางน้ำและทางระบายน้ำ รวมทั้งการวิศวกรรมจราจร ในเขตกรุงเทพมหานครซึ่งเป็นผู้ร่วมกระทำละเมิดด้วย ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ ๓ ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ ในฐานะเป็นผู้มีหน้าที่ควบคุมจัดให้มีเครื่องหมายและสัญญาณจราจรในบริเวณที่ก่อสร้างเพื่อให้เกิดความปลอดภัยแก่การจราจร และไม่ได้ควบคุมให้เกิดความปลอดภัยดังกล่าว อันเป็นผู้ร่วมกระทำละเมิดต่อโจทก์ มูลความแห่งคดีจึงเป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันมิได้ เมื่อจำเลยที่ ๑ ได้ยื่นอุทธรณ์และได้นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งต้องใช้แก่โจทก์ทั้งสองตามคำพิพากษามาวางศาลครบถ้วนแล้ว จึงมีผลถึงจำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นจำเลยร่วมกับจำเลยที่ ๑ ด้วย แม้จำเลยที่ ๓ มิได้ยื่นอุทธรณ์ฉบับเดียวกับจำเลยที่ ๑ โดยแยกยื่นอุทธรณ์ต่างหาก จำเลยที่ ๓ ก็ไม่จำต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ทั้งสองมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์นั้นอีก อุทธรณ์ของจำเลยที่ ๓ จึงเป็นอุทธรณ์ที่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๙ หมายเหตุ หากกรณีเป็นเรื่องค่าขึ้นศาลให้ดู ป.วิ.พ. มาตรา ๑๕๐ วรรคห้า",วิ.แพ่ง,,,,,,, 70,7,,การให้ถ้อยคำรับสารภาพก่อนที่จะถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมเป็นผู้ต้องหา โดยไม่มีการแจ้งสิทธิก่อนจะรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๓๘๙/๒๕๖๐ หลังจากเกิดเหตุ เจ้าพนักงานตำรวจทำการสืบสวนทราบว่า ในช่วงเวลาใกล้กับ เวลาเกิดเหตุ จำเลยทั้งสองกับพวกนั่งร่วมวงดื่มสุราอยู่ที่บ้านของ ส. ซึ่งเป็นเส้นทางที่ผู้ตายขับรถจักรยานยนต์ผ่านมาจึงสอบถามเหตุการณ์จาก ก. และ พ. ได้ความว่าช่วงเวลาเกิดเหตุจำเลยทั้งสองขับรถจักรยานยนต์ออกจากบ้านของ ส. ไปประมาณ ๒๐ นาทีตอนแรกจำเลยทั้งสองปฏิเสธว่าไม่รู้เรื่อง แต่เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจนำใบเสร็จรับเงินค่าขายข้าวเปลือก ซึ่งตรวจยึดได้จากที่เกิดเหตุและภาพจากกล้องวงจรปิดขณะจำเลยนำข้าวเปลือกไปขายที่โรงสี ท. ตามภาพถ่าย ให้จำเลยทั้งสองดู จำเลยทั้งสองจึงยอมรับว่า ก่อนเกิดเหตุจำเลยทั้งสองเห็นผู้ตายขับรถจักรยานยนต์ผ่านหน้าบ้านของ ส. ตามลำพังจำเลยที่ ๒ จึงชวนจำเลยที่ ๑ ขับรถจักรยานยนต์ไล่ติดตามไปเพื่อจะข่มขืนกระทำชำเราและเบียดแซงจนรถจักรยานยนต์ของผู้ตายล้มลง แล้วลงจากรถไปถอดกางเกงผู้ตาย แต่มีรถจักรยานยนต์คันอื่นผ่านมา จำเลยทั้งสองจึงรีบขับรถจักรยานยนต์กลับไปยังกลุ่มเพื่อนที่นั่งดื่มสุรารายละเอียดตามบันทึกการซักถามและบันทึกการให้ถ้อยคำ การให้ถ้อยคำรับสารภาพดังกล่าวจึงเกิดขึ้นก่อนที่จำเลยทั้งสองจะถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุม การที่จำเลยทั้งสองให้ถ้อยคำรับสารภาพแก่เจ้าพนักงานตำรวจดังกล่าวเป็นการกระทำก่อนที่เจ้าพนักงาน ตำรวจจะจับกุมจำเลยทั้งสองเป็นผู้ต้องหา ซึ่งในกรณีที่มีความผิดอาญาเกิดขึ้นย่อมเป็นหน้าที่ของเจ้าพนักงานตำรวจที่จะดำเนินการสืบสวนเพื่อแสวงหาข้อเท็จจริงและหลักฐานในการหาตัวคนร้าย การที่จำเลยทั้งสองให้ถ้อยคำแก่เจ้าพนักงานตำรวจดังกล่าวจึงหาใช่เป็นการให้ถ้อยคำในฐานะผู้ถูกจับไม่ จึงไม่จำเป็นต้องมีการแจ้งสิทธิแก่จำเลยทั้งสองก่อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๘๔ วรรคท้าย และสามารถ นำมารับฟังประกอบพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองได้",วิ.อาญา,,,,,,, 70,7,,ฟ้องลูกจ้างในฐานะผู้กระทำละเมิดและนายจ้างของผู้กระทำละเมิดร่วมกันรับผิด นายจ้างยกอายุความละเมิดขึ้นเป็นข้อต่อสู้ ส่วนลูกจ้างขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลจะวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์สำหรับลูกจ้างขาดอายุความได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๒๓๕/๒๕๖๐ โจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๑ ในฐานะผู้กระทำละเมิด จำเลยที่ ๒ ในฐานะนายจ้างของจำเลยที่ ๑ ซึ่งกระทำละเมิดในทางการที่จ้าง ขอให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ มูลความแห่งคดีจึงเป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันไม่ได้ ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๙ (๑) บัญญัติว่า “..ห้ามมิให้ถือว่าบุคคลเหล่านั้นแทนซึ่งกันและกันเว้นแต่มูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันมิได้ และให้ถือว่าบุคคลเหล่านั้นแทนซึ่งกันและกันในบรรดากระบวนพิจารณาซึ่งได้ทำโดย หรือทำต่อคู่ความร่วมคนหนึ่งนั้นให้ถือว่าได้ทำโดย หรือทำต่อคู่ความร่วมคนอื่น ๆ ด้วย เว้นแต่กระบวนพิจารณาที่คู่ความร่วมคนหนึ่งกระทำไปเป็นที่เสื่อมสิทธิแก่คู่ความร่วมคนอื่น ๆ..” ดังนั้น แม้จำเลยที่ ๑ จะมิได้ยกอายุความขึ้นต่อสู้เพราะขาดนัดยื่นคำให้การ แต่เมื่อจำเลยที่ ๒ ยกอายุความเรื่องสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดเกิน ๑ ปีขึ้นต่อสู้จึงถือได้ว่าเป็นการทำแทนจำเลยที่ ๑ ด้วย คดีย่อมมีประเด็นว่าฟ้องของโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๑ ขาดอายุความ ๑ ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๔๘ วรรคหนึ่ง หรือไม่ การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยโดยเห็นว่า โจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๑ เกิน ๑ ปี นับแต่วันที่ผู้เอาประกันภัยรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน ฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๑ ขาดอายุความจึงชอบแล้ว,วิ.แพ่ง,,,,,,, 70,7,,คำร้องขอยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมที่ยื่นพร้อมฎีกามีใจความว่า จำเลยฎีกาเฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย จึงขอยกเว้นการชำระค่าขึ้นศาลอย่างคดีมีทุนทรัพย์ เป็นคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๕๕ และ ๑๕๖ ที่หากศาลยกคำร้องจะต้องอุทธรณ์คำสั่งภายในกำหนด ๗ วัน หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๗๖๔/๒๕๖๐ คำร้องขอยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมอย่างคดีมีทุนทรัพย์ของจำเลยที่ ๑ ที่ยื่นพร้อมฎีกา มีใจความว่า ฎีกาของจำเลยที่ ๑ เป็นฎีกาเฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย จึงขอยกเว้นการชำระค่าขึ้นศาลอย่างคดีมีทุนทรัพย์ คำร้องของจำเลยที่ ๑ ดังกล่าวเป็นคำร้องขออนุญาตเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาอย่างคดีมีคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณราคาเป็นเงินได้มิใช่การยื่นคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๑๕๕ และ ๑๕๖ การอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นในกรณีนี้ จึงไม่อยู่ในบังคับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๕๖/๑ ที่จะต้องยื่นอุทธรณ์คำสั่งภายใน ๗ วัน แต่เป็นการอุทธรณ์ที่อยู่ภายใต้บทบัญญัติมาตรา ๒๒๙ ที่สามารถยื่นอุทธรณ์ได้ภายในกำหนด ๑ เดือน การที่ต่อมาจำเลยที่ ๑ ยื่นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๑ โดยให้เหตุผลว่า พ้นกำหนด ๗ วัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๕๖/๑ และเมื่อจำเลยที่ ๑ ยื่นอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ มีคำสั่งยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ ๑ โดยให้เหตุผลในทำนองเดียวกันจึงไม่ถูกต้องและไม่เป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๓๖ แม้จำเลยที่ ๑ จะยื่นฎีกาเฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย แต่หากศาลฎีกาพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๓ ย่อมส่งผลให้จำเลยที่ ๑ ได้ที่ดินกลับคืนมาเป็นกรรมสิทธิ์ ดังนี้ ฎีกาของจำเลยที่ ๑ จึงเป็นคดีที่มีคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณราคาเป็นเงินได้จำเลยที่ ๑ ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาตามทุนทรัพย์ที่พิพาท",วิ.แพ่ง,,,,,,, 70,7,,"โจทก์ฟ้องว่าจำเลยขายฝากที่ดินพิพาทแก่โจทก์ แล้วไม่ไถ่ถอนขอให้ขับไล่และเรียกค่าเสียหาย ผู้ร้องสอดขอให้เพิกถอนนิติกรรมขายฝากหรือให้โจทก์จำเลยร่วมกัน ใช้ค่าเสียหาย อ้างว่า โจทก์กับจำเลยทำนิติกรรมขายฝากทั้งที่ทราบอยู่ว่า มีการทำบันทึกข้อตกลงระหว่างผู้ร้องสอดกับจำเลยไว้แล้วว่า จำเลยจะไม่นำที่ดินพิพาทไปขายฝากถ้าไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ร้องสอดได้หรือไม่",มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๒๐๒/๒๕๕๙ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยนำที่ดินที่พิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างไปขายฝากแก่โจทก์ ครบกำหนดแล้วจำเลยไม่ไถ่ถอน ขอให้ขับไล่จำเลยและเรียกค่าเสียหาย จำเลยให้การสู้คดีว่า การขายฝากระหว่างโจทก์จำเลยเป็นนิติกรรมอำพรางการกู้ยืมเงิน มิได้มีเจตนาขายฝากที่ดินกัน ดังนี้ เป็นกรณีพิพาทกันเรื่องสัญญาขายฝากว่าชอบหรือไม่ และบังคับกันได้เพียงใด สำหรับคำร้องสอดผู้ร้องสอดอ้างว่า ผู้ร้องสอดและจำเลยจดทะเบียนหย่าและทำบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับทรัพย์สินให้ผู้ร้องสอดยกที่ดินที่ผู้ร้องสอดและจำเลยได้มาระหว่างสมรสซึ่งรวมถึงที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างด้วยให้แก่จำเลย โดยจำเลยจะไม่นำที่ดินไปจำนอง ขายฝาก ขาย จำหน่ายจ่ายโอน หรือทำนิติกรรมอื่นใดถ้าไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ร้องสอด และจำเลยจะแบ่งให้แก่บุตรตามส่วนคนละเท่า ๆ กัน ผู้ร้องสอดได้มีหนังสือถึงเจ้าพนักงานที่ดินขออายัดการจดทะเบียนหรือการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนที่ดินทั้งหมดแล้ว แต่หลังจากนั้นโจทก์กับจำเลยได้ทำนิติกรรมขายฝากที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างทั้งที่ได้ลงลายมือชื่อรับทราบที่สำนักงานที่ดินว่ามีการทำบันทึกข้อตกลงระหว่างผู้ร้องสอดกับจำเลยไว้แล้ว แต่โจทก์กับจำเลยยังยืนยันให้เจ้าพนักงานที่ดินจดทะเบียนการขายฝากให้ การกระทำของโจทก์และจำเลยเป็นการสมรู้กัน จงใจให้ผู้ร้องสอดและบุตรทั้งสามได้รับความเสียหาย เป็นการกระทำโดยไม่สุจริต ทั้งที่โจทก์และจำเลยต่างทราบดีว่าจำเลยไม่มีสิทธิขายฝากที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ร้องสอดได้ สัญญาขายฝากจึงไม่ชอบ โจทก์ให้การแก้คำร้องสอดและฟ้องแย้งขอให้ขับไล่ผู้ร้องสอดออกไปจากที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้าง จึงเป็นกรณีพิพาทกันเรื่องสัญญาขายฝากว่าชอบหรือไม่ และบังคับกันได้เพียงใดเช่นเดียวกัน ทั้งหากศาลพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีย่อมมีผลกระทบต่อสิทธิของผู้ร้องสอด จึงเป็นการจำเป็นที่ผู้ร้องสอดจะต้องร้องสอดเข้ามาเพื่อยังให้ได้รับความรับรองคุ้มครอง หรือบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๕๗ (๑) ผู้ร้องสอดจึงชอบที่จะร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความในคดีนี้ได้,วิ.แพ่ง,,,,,,, 70,8,,คดีอาญา ในวันนัดสืบพยานโจทก์ โจทก์อยู่ในห้องพิจารณาคดีอื่น โดยไม่ได้ไปแสดงตัวต่อเจ้าหน้าที่ศาลในห้องพิจารณาคดีนี้เพื่อแสดงให้เห็นว่า โจทก์มาศาลตามกำหนดนัดแล้วแต่ติดว่าความในห้องพิจารณาคดีอื่น โดยอ้างว่าเข้าใจว่าคดีตนไป จะถือว่ามีเหตุสมควรที่จะยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๓๘๓/๒๕๕๙ ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า ศาลชั้นต้นนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ ๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๘ ตั้งแต่เวลา ๙.๓๐ นาฬิกา ถึง ๑๖.๓๐ นาฬิกา แต่โจทก์เข้าใจผิดว่าศาลชั้นต้นนัดสืบพยานโจทก์เวลา ๑๓.๓๐ นาฬิกา ถึง ๑๖.๓๐ นาฬิกา เมื่อถึงเวลาเวลานัดสืบพยานโจทก์เวลา ๙.๓๐ นาฬิกา โจทก์ไม่มาศาล จึงเลื่อนคำร้องขอให้ศาลชันต้นมีคำสั่งมีคำสั่งเมื่อเวลา ๑๒.๓๐ นาฬิกา โจทก์ว่า โจทก์ไม่มาศาลตามกำหนดนัดโดยไม่แจ้งเหตุสมควรให้ยกฟ้องโจทก์ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า มีเหตุสมควรที่จะยกคดีนี้ขึ้นพิจารณาใหม่หรือไม่ เห็นว่า เมื่อคู่ความมาศาลแล้วมีหน้าที่ต้องมาศาลตามกำหนดนัด หากมีความจำเป็นจนไม่อาจมาศาลได้ต้องแจ้งให้ศาลทราบถึงเหตุแห่งความจำเป็น ดังนั้นดังกล่าว แม้ในวันนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ ๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๘ เวลา ๑๐ นาฬิกา โจทก์จะอยู่ที่ศาลชั้นต้นแต่โจทก์ก็อยู่ในห้องพิจารณาคดีอื่นโดยไม่ได้ไปแสดงตัวต่อเจ้าหน้าที่ศาลในห้องพิจารณาคดีนี้เพื่อแสดงให้เห็นว่าโจทก์มาศาลตามกำหนดนัดแล้วแต่ติดว่าความในห้องพิจารณา คดีอื่น และไม่ใช่หน้าที่ของเจ้าหน้าที่ศาลที่จะประกาศเสียงตามสายเรียกโจทก์หรือติดตามโจทก์ให้เข้ามาในห้องพิจารณาคดีนี้เพื่อดำเนินคดีนี้ ทั้งการที่ศาลชั้นต้นนัดสืบพยานโจทก์ก็ตั้งแต่เวลา๙.๓๐ นาฬิกา ถึง ๑๖.๓๐ นาฬิกา แสดงว่าศาลชั้นต้นเริ่มพิจารณาตั้งแต่เวลา ๙.๓๐ นาฬิกา นาฬิกา ต่อเนื่องกันไปจนถึงเวลา ๑๖.๓๐ นาฬิกา โจทก์จึงต้องมาศาลตั้งแต่เวลาเริ่มต้นที่ศาลชั้นต้นกำหนดนัดสืบพยานโจทก์ มิใช่จะมาศาลในช่วงเวลาใดในราชการก็ได้มิฉะนั้นจะถือว่าศาลของศาลก็ไม่มีความหมาย ดังนี้ แม้จะฟังว่าโจทก์อยู่ในห้องพิจารณาคดีอื่นเมื่อเวลา ๑๐ นาฬิกา ก็ไม่ใช่เป็นการมาศาลในคดีนี้ตามกำหนดนัดของศาลชั้นต้น ความเข้าใจผิดของโจทก์เป็นความผิดพลาดบกพร่องของโจทก์เอง กรณีไม่มีเหตุสมควรที่จะยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่",วิ.อาญา,,,,,,, 70,8,,ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนหมายจับหรือหมายค้น ศาลชั้นต้นยกคำร้อง ดังนี้ ผู้อุทธรณ์จะอุทธรณ์คำสั่งได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๘๕๓/๒๕๕๙ คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นออกหมายจับผู้ร้องในความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. ๒๔๘๔ และพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ที่ดินที่ผู้ร้องครอบครองอยู่ในพื้นที่ผ่อนผันให้อยู่อาศัยจากรัฐ ทั้งผู้ร้องเคยถูกดำเนินคดีจนพนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องจนคดีถึงที่สุดไปแล้ว ขอให้เพิกถอนหมายจับศาลฎีกาฯ วินิจฉัยว่า เมื่อมีการกล่าวหาว่าบุคคลใดกระทำความผิดทางอาญา บุคคลนั้นย่อมตกอยู่ในฐานะเป็นผู้ต้องหาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒ (๒) พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจย่อมยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายจับผู้ต้องหาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๖๖ เพื่อให้ได้ตัวมาสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๓๔ ซึ่งตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๒๔ (๑) กำหนดให้ผู้พิพากษาคนหนึ่งมีอำนาจออกหมายจับได้ ประกอบกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๕๙ วรรคสี่ ตอนท้าย กำหนดให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอน หรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงหมายจับได้หากความปรากฏต่อศาลในภายหลังว่าได้มีการออกหมายจับไปโดยฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายและมาตรา ๖๘ กำหนดให้หมายจับคงใช้ได้อยู่จนกว่าจะจับได้ เว้นแต่ความผิดอาญาตามหมายนั้นขาดอายุความหรือศาลซึ่งออกหมายนั้นได้ถอนหมายคืน ดังนี้ อำนาจในการออกหมายจับผู้ต้องหาจึงเป็นอำนาจเฉพาะตัวของผู้พิพากษาศาลชั้นต้น ดังนั้น เมื่อคดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนหมายจับ และศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ผู้ร้องจะอุทธรณ์หรือฎีกาอีกไม่ได้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๗๙๖/๒๕๕๙ คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นออกหมายค้นรถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า หมายเลขทะเบียน กค ๙๙๖๖ ยโสธร ตามคำร้องขอออกหมายค้นของผู้ร้องผู้คัดค้านยื่นคำร้องว่า ผู้คัดค้านเป็นผู้ครอบครองรถยนต์หมายเลขทะเบียน กค ๙๙๖๖ ยโสธร คำร้องขอออกหมายค้นของผู้ร้องไม่มีมูลเพียงพอที่จะออกหมายค้นได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๕๙/๑ ประกอบมาตรา ๖๙ ขอให้เพิกถอนหมายค้น ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ผู้คัดค้านอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของผู้คัดค้าน ผู้คัดค้านฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า ที่ศาลอุทธรณ์ยกอุทธรณ์ของผู้คัดค้านชอบหรือไม่ โดยผู้คัดค้านฎีกาว่า ผู้คัดค้านมีสิทธิอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๓ นั้น เห็นว่า หมายค้นเป็นหมายอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒ (๙) การที่ศาลชั้นต้นออกหมายค้นเป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งในชั้นสอบสวนเพื่อให้การสอบสวนดำเนินต่อไปได้เท่านั้น ยังไม่ใช่เรื่องที่ฟ้องเป็นคดีมาถึงศาล เมื่อศาลชั้นต้นเห็นสมควรสั่งประการใดแล้ว ก็ไม่ใช่เรื่องที่กฎหมายประสงค์จะให้อุทธรณ์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๓ ผู้คัดค้านจึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์",วิ.อาญา,,,,,,, 70,8,,คดีที่ศาลมีคำสั่งให้บุคคลใดเป็นคนไร้ความสามารถและแต่งตั้งผู้อนุบาล ผู้อนุบาลจะยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าว มีคำสั่งบังคับให้บุคคลซึ่งเป็นผู้ดูแลและรักษาเงินรายได้ของคนไร้ความสามารถ ส่งมอบเงินให้แก่คนไร้ความสามารถได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๙๐๔/๒๕๕๙ คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ ช. และ ซ. เป็นคนไร้ความสามารถโดยให้อยู่ในความอนุบาลของผู้ร้อง ผู้คัดค้าน และผู้ร้องสอดร่วมกัน ต่อมา ช. ถึงแก่ความตาย ส่วน ซ. คนไร้ความสามารถมีรายได้เป็นเงินสดอย่างต่อเนื่อง โดยมี ศ. เป็นผู้ดูแลและรักษาเงินรายได้ดังกล่าว ผู้ร้องแจ้งให้ ศ. มอบเงินดังกล่าวให้แก่ ซ. เพื่อใช้จ่ายตามความประสงค์ แต่ ศ. เพิกเฉย ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งบังคับให้ ศ. ส่งมอบเงินดังกล่าวให้แก่ ซ. ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า “คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ผู้ร้องมีอำนาจยื่นคำร้องขอให้ ศ. ส่งมอบเงินของ ซ. คนไร้ความสามารถให้แก่คนไร้ความสามารถได้หรือไม่ เห็นว่า แม้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ลักษณะ ๒ ศาล หมวด ๑ เขตอำนาจศาล ได้บัญญัติเกี่ยวกับคำฟ้องหรือคำร้องขอที่เสนอภายหลังเกี่ยวเนื่องกับคดีที่ค้างพิจารณาอยู่ในศาลว่าให้ฟ้องหรือร้องขอเข้ามาในคดีเดิมได้ตามมาตรา ๗ (๑) แต่คดีนี้เป็นคดีที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ซ. และ ช. เป็นคนไร้ความสามารถขอให้สั่งให้บุคคลดังกล่าวเป็นคนไร้ความสามารถและตั้งผู้ร้องเป็นผู้อนุบาล โดยที่มีผู้คัดค้านและผู้ร้องสอดต่างขอให้ตั้งตนเป็นผู้อนุบาลด้วย ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งให้ ช. และ ซ. เป็นคนไร้ความสามารถและตั้งผู้ร้อง ผู้คัดค้าน และผู้ร้องสอดเป็นผู้อนุบาลร่วมกัน การที่ผู้ร้องมายื่นคำร้องขอให้บังคับ ศ. ผู้ดูแลและรักษาเงินรายได้ของ ซ. คนไร้ความสามารถส่งมอบเงินดังกล่าวแก่คนไร้ความสามารถ โดย ศ. ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกและไม่ได้เป็นคู่ความในคดีและไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความเป็นอนุบาลแต่อย่างใด การที่ ศ. ไม่ยอมส่งมอบเงินรายได้ของคนไร้ความสามารถ อันเป็นการโต้แย้งสิทธิของผู้ร้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๕ จึงชอบที่ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้อนุบาลจะไปฟ้องร้องดำเนินคดีนาย ศ. เป็นคดีหนึ่งต่างหาก คำร้องขอของผู้ร้องจึงไม่ใช่คำร้องขอที่เสนอภายหลังเกี่ยวเนื่องกับคดีนี้ตามบทบัญญัติมาตรา ๗ (๑) ดังกล่าว ผู้ร้องไม่อาจยื่นคำร้องขอในคดีนี้ได้",วิ.แพ่ง,,,,,,, 70,8,,"คดีก่อนอ้างว่าได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินมาโดยการครอบครองปรปักษ์ คดีหลังอ้างว่าที่ดินเป็นของตนเอง เป็นคำฟ้องเรื่องเดียวกันอันจะเป็นฟ้องซ้อนหรือไม่ ฟ้องแย้งที่กระทบกระทั่งต่อสิทธิของบุคคลภายนอก ศาลจะสั่งรับไว้พิจารณาได้หรือไม่","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๘๘๘/๒๕๕๙ ก่อนจำเลยที่ ๒ ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเพิ่มเติมคำให้การและฟ้องแย้ง จำเลย ที่ ๒ ยื่นคำร้องขอต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีหมายเลขดำที่ ย. ๖๑๙/๒๕๕๗ ขอให้มีคำสั่งว่าจำเลยที่ ๒ ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทด้วยการครอบครองปรปักษ์ และโจทก์คดีนี้ยื่นคำคัดค้านก่อนที่โจทก์จะฟ้องคดีนี้ อ้างว่าโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยซื้อมาจากเจ้าของเดิม คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๒ ว่า ฟ้องแย้งของจำเลยที่ ๒ เป็นฟ้องซ้อนกับคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ในคดีหมายเลขดำที่ ย. ๖๑๙/๒๕๕๗ ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า คดีก่อนเป็นเรื่องที่จำเลยที่ ๒ อ้างว่า จำเลยที่ ๒ ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทมาโดยการครอบครองที่ดินของผู้อื่นไว้โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกัน เป็นเวลาสิบปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๘๒ แต่ฟ้องแย้งของจำเลยที่ ๒ ในคดีนี้ เป็นเรื่องที่จำเลยที่ ๒ อ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของตนเองฟ้องแย้งของจำเลยที่ ๒ คดีนี้จึงมิใช่คำฟ้องเรื่องเดียวกันหรือเป็นฟ้องซ้อนกับคำร้องขอของ จำเลยที่ ๒ ในคดีนี้หมายเลขดำที่ ย. ๖๑๙/๒๕๕๗ ของศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๓ วรรคสอง (๑) ฟ้องแย้งของจำเลยที่ ๒ ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับ จ. และ น. ให้โจทก์โอนที่ดินพิพาทและใส่ชื่อจำเลยที่ ๒ เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์หากโจทก์ไม่โอนให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา หากจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่จำเลยที่ ๒ ไม่ได้ ให้โจทก์ใช้ราคาที่ดินพิพาทเป็นเงิน ๒,๒๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยนั้นแม้จะเป็นฟ้องแย้งที่เกี่ยวกับฟ้องขับไล่ของโจทก์พอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ แต่การที่ศาลจะพิพากษาบังคับตามฟ้องแย้งของจำเลยที่ ๒ ดังกล่าว จะต้องพิพากษาว่า จ. และ น. มิใช่ผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทที่แท้จริง อันเป็นการกระทบกระทั่งต่อสิทธิของบุคคลทั้งสองซึ่งเป็นบุคคลภายนอกคดีซึ่งศาลไม่อาจบังคับให้ได้ เพราะคำพิพากษาของศาลไม่มีผลผูกพันบุคคลทั้งสอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๑๔๕ ศาลชั้นต้นจึงชอบที่จะมีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยที่ ๒ ดังกล่าวไว้พิจารณาแม้ศาลอุทธรณ์จะมิได้วินิจฉัยปัญหาข้อนี้มาด้วย และจำเลยที่ ๒ มิได้ฎีกาโต้แย้ง แต่ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒ (๕) ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้นโดยไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยที่ ๒ มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล",วิ.แพ่ง,,,,,,, 70,9,,โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ฟ้องเพิ่มโทษจำเลยฐานไม่เข็ดหลาบ ศาลชั้นต้นไม่ได้สอบว่าจำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกันจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ จะทำให้การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๐๑/๒๕๕๘ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๗๒ วรรคสอง บัญญัติให้ศาลอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟัง และถามว่าจำเลยได้กระทำความผิดจริงหรือไม่ จะให้การต่อสู้อย่างไรบ้าง เป็นบทบัญญัติในการเริ่มต้นพิจารณาคดีของศาลเพื่อให้จำเลย เข้าใจฟ้องและสามารถต่อสู้คดีได้อย่างเต็มที่และถูกต้อง มิใช่หมายความรวมถึงการที่ โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ฟ้องเพิ่มโทษจำเลยฐานไม่เข็ดหลาบด้วย การที่จำเลยจะถูกเพิ่มโทษหรือไม่เป็นคนละส่วนกับกรณีความผิดที่จำเลยถูกฟ้อง ดังนั้น แม้ศาลชั้นต้นไม่ได้สอบว่าจำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๑๓๙๐/๒๕๔๔ ของศาลชั้นต้น ที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษตามคำร้องขอแก้ฟ้องของโจทก์หรือไม่ ก็ไม่ทำให้การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นไม่ชอบ ทั้งข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษหรือไม่ เป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์มีหน้าที่นำสืบให้ปรากฏ เมื่อศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์แก้ฟ้องก่อนถึงวันนัดฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นเวลา ๑ เดือน ๑๒ วัน โจทก์ย่อมสามารถแถลงต่อศาลชั้นต้นเพื่อขอสืบพยานในข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกรณีดังกล่าวได้ เมื่อโจทก์มิได้แถลงต่อศาลเพื่อขอสืบพยานในข้อเท็จจริงดังกล่าว จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ",วิ.อาญา,,,,,,, 70,9,,โจทก์ยื่นคำฟ้องเฉพาะคดีอาญาเท่านั้น ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีมีมูลจึงประทับฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาเมื่อศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์ไปแล้วบางส่วน โจทก์จะยื่นคำร้องขอเพิ่มเติมฟ้องให้จำเลยรับผิดทางแพ่งด้วย ได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๐๖๖/๒๕๕๘ ขณะที่โจทก์ยื่นคำฟ้องคดีนี้ โจทก์ยื่นคำฟ้องเฉพาะคดีอาญาโดยขอให้ลงโทษ จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑, ๓๕๒, ๓๕๓ เท่านั้น เมื่อศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีมีมูลจึงประทับฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณา หลังจากนั้นศาลชั้นต้นอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟัง จำเลยให้การปฏิเสธ แต่เมื่อศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์ไปได้ ๕ ปาก ก่อนสืบพยานโจทก์ที่เหลือและพยานจำเลย โจทก์ยื่นคำร้องขอเพิ่มเติมฟ้องว่า การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ผู้เป็นนายจ้าง ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเพราะโจทก์ต้องจ่ายเงินให้แก่บริษัท บ. ห้างหุ้นส่วนจำกัด ห. และ ท. จำเลยจึงต้องคืนเงินจำนวน ๑๙๐,๖๔๒.๑๙ บาท ให้โจทก์พร้อมดอกเบี้ยและมีคำขอให้จำเลยใช้เงินจำนวน ๑๙๐,๖๔๒.๑๙ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะคืนเงินให้โจทก์เสร็จสิ้น ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแทนโจทก์ ซึ่งเป็นการเพิ่มเติมฟ้องเฉพาะคดีในส่วนแพ่ง ซึ่งคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญานั้น หมายถึงคดีที่การกระทำผิดอาญานั้นก่อให้เกิดสิทธิเรียกร้องทางแพ่งติดตามมาด้วย ซึ่งเมื่อศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องคดีส่วนอาญาแล้วมีคำสั่งให้ประทับฟ้องและหมายเรียกจำเลยแก้คดี ย่อมเป็นการสั่งรับฟ้องคดีส่วนอาญาและคำฟ้องคดีส่วนแพ่งด้วย โดยไม่จำต้องสั่งรับฟ้องคดีส่วนแพ่งอีก ดังนี้ ในการฟ้องคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา โจทก์จึงต้องฟ้องคดีแพ่งมาพร้อมกับคดีอาญาตั้งแต่แรก แต่คดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องเฉพาะคดีในส่วนอาญาจนศาลชั้นต้นมีคำสั่งประทับฟ้องและจำเลยให้การต่อสู้คดีแล้ว โจทก์จึงมายื่นคำร้องขอเพิ่มเติมฟ้องให้จำเลยรับผิดคดีในส่วนแพ่ง ซึ่งการขอเพิ่มเติมฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๖๔ ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.๒๔๙๙ มาตรา ๔ นั้น ฟ้องเดิมจะต้องสมบูรณ์อยู่แล้ว เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยเฉพาะคดีอาญาแล้ว ต่อมาได้ยื่นคำร้องขอเพิ่มเติมฟ้องโดยขอให้จำเลยรับผิดในทางแพ่งโดยอ้างว่าโจทก์ต้องจ่ายเงินให้แก่บริษัท บ. ห้างหุ้นส่วนจำกัด ห. และ ท. จำเลย จึงต้องคืนเงินจำนวน ๑๙๐,๖๔๒.๑๙ บาท พร้อมดอกเบี้ยให้โจทก์ ดังนี้ คำร้องขอเพิ่มเติมฟ้องดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการกล่าวอ้างความรับผิดทางแพ่งของจำเลยขึ้นมาใหม่ โจทก์จะมาขอเพิ่มเติมฟ้องเช่นนี้ไม่ได้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์เพิ่มเติมฟ้องและรับคดีส่วนแพ่งไว้พิจารณาเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ ",วิ.อาญา,,,,,,, 70,9,,"โจทก์ทราบนัดโดยชอบแล้ว แต่ไม่มาศาลตามกำหนดนัดสอบคำให้การ จำเลย ถือว่าโจทก์ไม่มาศาลในวันนัดพิจารณาคดี ซึ่งศาลพิพากษายกฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๘๑ ประกอบมาตรา ๑๖๖ ได้หรือไม่","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๘๔๖/๒๕๕๙ เมื่อวันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๕๘ โจทก์ยื่นฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในข้อหาลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๕ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในฟ้องของโจทก์วันเดียวกันว่า ประทับฟ้อง สำเนาให้จำเลย จำเลยถูกควบคุมตัวอยู่ในสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน เบิกตัวจำเลยมาสอบคำให้การพร้อมผู้ปกครองในวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๘ แจ้งสถานพินิจฯ และผู้ปกครองทราบ ครั้นถึงวันนัดสอบคำให้การจำเลย คงมีแต่จำเลยผู้ปกครอง และที่ปรึกษากฎหมายของจำเลยมาศาล ส่วนโจทก์ไม่มาปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นว่า ได้ให้เจ้าหน้าที่หน้าบัลลังก์โทรศัพท์ติดต่อไปที่สำนักงานของโจทก์ แจ้งให้โจทก์มาศาลแล้ว แต่รอจนกระทั่งเวลา ๑๖.๓๐ นาฬิกา โจทก์ก็ไม่มาศาลโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้อง ศาลชั้นต้นจึงพิพากษายกฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๘๑ ประกอบมาตรา ๑๖๖ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ศาลชั้นต้นพิพากษา ยกฟ้องโจทก์ชอบหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาในประการแรกทำนองว่า โจทก์ไม่ทราบคำสั่งศาลชั้นต้นในฟ้องของโจทก์นั้น เห็นว่า ตามคำขอท้ายคำฟ้องอาญาของโจทก์มีข้อความว่า “ข้าพเจ้าได้ยื่นสำเนาคำฟ้องโดยข้อความถูกต้องเป็นอย่างเดียวกันมาด้วย ๑ ฉบับ และรอฟังคำสั่งอยู่ ถ้าไม่รอให้ถือว่าทราบแล้ว” และศาลชั้นต้นมีคำสั่งในฟ้องของโจทก์วันเดียวกับที่โจทก์ยื่นฟ้องมีใจความว่า ประทับฟ้อง สำเนาให้จำเลย จำเลยถูกควบคุมตัวอยู่ในสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนเบิกตัวจำเลยมาสอบคำให้การพร้อมผู้ปกครองในวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๘ แจ้งสถานพินิจฯ และผู้ปกครองทราบ จึงต้องถือว่าโจทก์ทราบ คำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งในฟ้องของโจทก์และกำหนดสอบคำให้การจำเลยในวันดังกล่าวโดยชอบแล้วโดยไม่จำเป็นต้องแจ้งคำสั่งศาลชั้นต้นให้โจทก์ทราบหรือมีหมายแจ้งวันนัดให้โจทก์ทราบอีก ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์ฎีกาต่อไปว่า วันนัดสอบคำให้การจำเลยตามคำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวเป็นคำสั่งลอย ๆ ไม่เป็นกิจจะลักษณะจึงไม่ใช่วันนัดพิจารณาเมื่อโจทก์ไม่มาศาลในวันดังกล่าว ศาลชั้นต้นจะพิพากษายกฟ้องไม่ได้นั้น เห็นว่า การสอบคำให้การจำเลย ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๗๒ วรรคสอง บัญญัติว่า เมื่อโจทก์หรือทนายโจทก์และจำเลยมาอยู่ต่อหน้าศาลแล้ว และศาลเชื่อว่าเป็นจำเลยจริง ให้อ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟัง และถามว่าได้กระทำผิดจริงหรือไม่ จะให้การต่อสู้อย่างไรบ้าง คำให้การของจำเลยให้จดไว้ ถ้าจำเลยไม่ยอมให้การก็ให้ศาลจดรายงานไว้ และดำเนินการพิจารณาต่อไป ตามบทบัญญัติดังกล่าวจะเห็นได้ว่า การสอบคำให้การจำเลยเป็นการพิจารณาคดีอย่างหนึ่งภายหลังจากโจทก์ยื่นฟ้องต่อศาลแล้วโดยกฎหมายกำหนดให้โจทก์หรือทนายโจทก์และจำเลยต้องมาอยู่ต่อหน้าศาลพร้อมกันและให้ศาลอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟัง และถามจำเลยว่าได้กระทำผิดจริงหรือไม่และจะให้การต่อสู้อย่างไรบ้าง เมื่อจำเลยให้การอย่างไรก็ให้ศาลจดไว้ ซึ่งกรณีดังกล่าวนี้ไม่ว่าจำเลยจะให้การรับสารภาพหรือให้การปฏิเสธฟ้องโจทก์ โจทก์ก็ยังคงมีหน้าที่ที่จะต้องแถลงให้ศาลทราบว่าจะยังประสงค์จะให้ดำเนินการอย่างไรต่อไปหรือไม่ การนัดสอบคำให้การจำเลยจึงเป็นการนัดพิจารณาคดี ซึ่งโจทก์มีหน้าที่ต้องมาศาลในวันดังกล่าว แม้ในคำสั่งศาลชั้นต้นจะไม่ได้กำหนดเวลาไว้ก็ตาม แต่โจทก์ก็มีหน้าที่ต้องมาศาลตามเวลาที่ศาลเปิดทำการตามปกติเพื่อดำเนินการพิจารณาคดีต่อไปโดยรวดเร็วสมดังเจตนารมณ์ของกฎหมายทั้งยังปรากฏว่าศาลชั้นต้นได้ให้เจ้าหน้าที่หน้าบัลลังก์โทรศัพท์ติดต่อไปที่สำนักงานของโจทก์เพื่อแจ้งให้โจทก์มาศาลอีกทางหนึ่งแล้ว แต่ศาลรออยู่จนกระทั่งเวลา ๑๖.๓๐ นาฬิกา โจทก์ก็ไม่มาศาลโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้อง ดังนี้ เมื่อโจทก์ทราบนัดโดยชอบแล้ว แต่ไม่มาศาลตามกำหนดนัด ศาลชั้นต้นที่พิพากษายกฟ้อง โจทก์ ตามประมวลวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๘๑ ประกอบมาตรา ๑๖๖ จึงชอบแล้ว",วิ.อาญา,,,,,,, 70,9,,"ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง ทนายจำเลยจะอ้างส่งเอกสารประกอบการถามค้าน พยานโจทก์ได้หรือไม่",มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๖๘๘/๒๕๕๙ ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยไม่มีอำนาจนำพยานมาสืบในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง และไม่มีสิทธิที่จะอ้างพยานหลักฐานใดๆ โดยเฉพาะพยานเอกสารที่โจทก์ไม่อาจซักค้านได้ การที่ศาลรับฟังพยานเอกสารดังกล่าวจึงไม่ชอบนั้น เห็นว่า เอกสารที่ทนายจำเลยใช้ประกอบการถามค้านพยานโจทก์ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง พยานโจทก์ได้ตรวจดูและรับรองความถูกต้องแล้วบางส่วน ทั้งเป็นเอกสารราชการที่มีเจ้าหน้าที่รับรองความถูกต้องแล้ว และจำเลยขอที่จะส่งศาลประกอบการถามค้านได้ ไม่ถือว่าเป็นเรื่องที่จำเลยนำพยานเข้ามาสืบในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง ดังนี้ ศาลย่อมรับฟังประกอบการพิจารณาได้,วิ.อาญา,,,,,,, 70,10,,"ผู้ร้องยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์เฉพาะส่วน ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้งแปลง ดังนี้ ศาลชั้นต้นจะรับ คำคัดค้านในส่วนที่ผู้คัดค้านขอแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดิน ส่วนที่เกินจากคำร้องขอได้หรือไม่ และการคิดคำนวณทุนทรัพย์ในการอุทธรณ์ข้อเท็จจริงจะพิจารณาจากที่ดินทั้งแปลงหรือเฉพาะส่วน","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๘๒๓๐/๒๕๕๕ ผู้ร้องยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินเนื้อที่ ๑ ไร่ ๔๑ ตารางวา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดตราจองเลขที่ ๙๐๖ เนื้อที่ ๗ ไร่ ๑ งาน ๓๖ ตารางวา ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านพร้อมทั้งฟ้องแย้งขอแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดตราจองเลขที่ ๙๐๖ ทั้งแปลงเนื้อที่ ๗ ไร่ ๑ งาน ๓๖ ตารางวา จึงเป็นคดีมีข้อพิพาทตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๘๘ (๔) และมีทุนทรัพย์ คำคัดค้านของผู้คัดค้านจึงถือเสมือนเป็นคำให้การและคำคัดค้านในส่วนที่ร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดตราจองดังกล่าวทั้งแปลง ถือเสมือนเป็นฟ้องแย้งตามความหมายในมาตรา ๑๗๗ วรรคสาม การที่ผู้คัดค้านร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงเดียวกันแต่เนื้อที่เกินกว่าที่ผู้ร้องร้องขอ จึงต้องถือว่าคำคัดค้านในส่วนที่ขอแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดตราจองส่วนที่เกินจากคำร้องขอดังกล่าวไม่เกี่ยวกับคำร้องขอเดิมตามมาตรา ๑๗๗ วรรคสาม เพราะผู้ร้องมิได้โต้แย้งกรรมสิทธิ์ในที่ดินส่วนดังกล่าว ชอบที่ศาลชั้นต้นจะสั่งไม่รับตามมาตรา ๑๗๗ วรรคสี่ คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้รับคำคัดค้านในส่วนที่ฟ้องแย้งขอแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวส่วนที่เกินจากคำร้องขอ เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยการพิจารณาตามมาตรา ๒๔๓ (๒) ซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนตามมาตรา ๑๔๒ (๕) ประกอบมาตรา ๒๔๖ และมาตรา ๒๔๗ แม้ผู้ร้องมิได้คัดค้าน ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้จึงเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง และเนื่องจากที่ดินโฉนดตราจองดังกล่าวทั้งแปลงมีราคาประเมิน ๒๒๐,๒๐๐ บาท ที่ดินส่วนที่ผู้ร้องร้องขอให้ศาลมีคำสั่งแสดงกรรมสิทธิ์มีเนื้อที่ ๑ ไร่ ๔๑ ตารางวา จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ที่พิพาท ๓๓,๐๗๕ บาท เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้ที่ดินเนื้อที่ ๑ ไร่ ๔๑ ตารางวาดังกล่าวตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องแล้วคดีจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๔ วรรคหนึ่ง แต่ในชั้นอุทธรณ์ผู้คัดค้านได้ยื่นอุทธรณ์มีใจความโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น และขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ ยกคำร้องขอของผู้ร้องซึ่งเป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงโดยมิได้มีการรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาดังกล่าว จึงเป็นอุทธรณ์ที่ต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว การที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ วินิจฉัยให้เป็นการไม่ชอบ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 70,10,,"คำร้องขอให้หมายเรียกบุคคลภายนอกเข้ามาในคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๕๗ (๓) ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง คำสั่งของศาลดังกล่าวเป็นคำสั่งไม่รับคำคู่ความหรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๔๗๔-๑๔๗๖/๒๕๕๘ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามในประเด็นแรกว่า ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามเกี่ยวกับคำร้องขอให้เรียกนายวิชาเข้ามาเป็นโจทก์ร่วมชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ที่จำเลยทั้งสามฎีกาว่า คำร้องดังกล่าวเป็นคำคู่ความการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเกี่ยวกับคำร้องดังกล่าว จึงมิใช่คำสั่งระหว่างพิจารณาที่จำเลยทั้งสามต้องโต้แย้งคัดค้านไว้ก่อนจึงจะอุทธรณ์ได้นั้น เห็นว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่เรียกนายวิชาเข้ามาเป็นโจทก์ร่วม ไม่ใช่มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามในประเด็นแรกว่า ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามเกี่ยวกับคำร้องขอให้เรียกนายวิชาเข้ามาเป็นโจทก์ร่วมชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ที่จำเลยทั้งสามฎีกาว่า คำร้องดังกล่าวเป็นคำคู่ความการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเกี่ยวกับคำร้องดังกล่าว จึงมิใช่คำสั่งระหว่างพิจารณาที่จำเลยทั้งสามต้องโต้แย้งคัดค้านไว้ก่อนจึงจะอุทธรณ์ได้นั้น เห็นว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่เรียกนายวิชาเข้ามาเป็นโจทก์ร่วม ไม่ใช่คำสั่งไม่รับคำคู่ความ เพราะนายวิชาซึ่งเป็นบุคคลภายนอกไม่ได้ขอเข้ามาหรือแสดงเหตุเข้ามาเป็นคู่ความ จึงไม่เป็นการตั้งประเด็นระหว่างคู่ความอันจะทำให้เป็นคำคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑ (๕) คำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาที่จำเลยทั้งสามต้องโต้แย้งคำสั่งเพื่อใช้สิทธิอุทธรณ์ภายหลังศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๒๒๖ (๒) เมื่อจำเลยทั้งสามมิได้โต้แย้งคำสั่งดังกล่าว จึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์เกี่ยวกับคำสั่งดังกล่าว ดังกล่าวตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องแล้วคดีจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๔ วรรคหนึ่ง แต่ในชั้นอุทธรณ์ผู้คัดค้านได้ยื่นอุทธรณ์มีใจความโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น และขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ ยกคำร้องขอของผู้ร้องซึ่งเป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงโดยมิได้มีการรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาดังกล่าว จึงเป็นอุทธรณ์ที่ต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว การที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ วินิจฉัยให้เป็นการไม่ชอบ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 70,10,,ปัญหาว่า สัญญาเช่าซื้อตกเป็นโมฆะเพราะไม่ทำถูกต้องตามแบบปัญหาว่า โจทก์คิดดอกเบี้ยไม่ถูกต้อง จำเลยมิได้ให้การต่อสู้ไว้ จะยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นอุทธรณ์ได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๗๔๖/๒๕๕๙ นิติกรรมใดมิได้ทำให้ถูกต้องตามแบบที่กฎหมายบังคับไว้ นิติกรรมนั้นเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๒ ซึ่งสัญญาเช่าซื้อนั้น ถ้าไม่ได้ทำเป็นหนังสือเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๗๒ วรรคสอง ปัญหาว่าสัญญาเช่าซื้อที่โจทก์นำมาฟ้องตกเป็นโมฆะเพราะทำไม่ถูกต้องตามแบบหรือไม่จึงเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยมิได้ให้การต่อสู้ในปัญหาดังกล่าวก็ย่อมมีสิทธิยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นอุทธรณ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๕ วรรคสอง คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๒๐๕/๒๕๕๙ ปัญหาที่ว่า โจทก์ทั้งสองคิดดอกเบี้ยไม่ถูกต้องนั้นเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยที่ ๒ มิได้หยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การ ก็มีสิทธิที่จะอุทธรณ์ในปัญหาดังกล่าวได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๕ วรรคสอง",วิ.แพ่ง,,,,,,, 70,10,,โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่า หนังสือสัญญาขายระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะ ให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินคืนโจทก์ จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ดังนี้ ภาระการพิสูจน์ตกแก่ฝ่ายใดและโจทก์ต้องนำสืบให้ได้ความตามที่กล่าวอ้างหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๙๗๕/๒๕๕๘ จำเลยมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินพิพาทซึ่งเป็นเอกสารมหาชนที่พนักงานเจ้าหน้าที่ได้ทำขึ้น ย่อมได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่าเป็นของแท้จริงและถูกต้อง ข้ออ้างของโจทก์ที่ว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์แต่ให้ใส่ชื่อจำเลยในโฉนดไว้แทนเป็นการกล่าวอ้างข้อความให้ผิดไปจากข้อความในเอกสาร โจทก์มีภาระการพิสูจน์แม้เป็นการพิจารณาโดยขาดนัด โจทก์ก็ต้องนำสืบให้ได้ความตามที่กล่าวอ้างตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๒๗ และมาตรา ๑๙๘ ทวิ,วิ.แพ่ง,,,,,,, 70,10,,โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานลักทรัพย์หรือรับของโจรศาลชั้นต้นอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟังแล้ว จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานลักทรัพย์ ดังนี้ คำพิพากษาศาลชั้นต้นชอบหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๗๓๕/๒๕๕๗ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๗๒ วรรคสอง บัญญัติว่า เมื่อโจทก์หรือทนายโจทก์และจำเลยมาอยู่ต่อหน้าศาลแล้ว และศาลเชื่อว่าเป็นจำเลยจริงให้อ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟัง และถามว่าได้กระทำผิดจริงหรือไม่ จะให้การต่อสู้อย่างไรบ้าง และถามว่าได้กระทำผิดจริงหรือไม่ จะให้การต่อสู้อย่างไรบ้าง คำให้การของจำเลยให้จดไว้ ถ้าจำเลยไม่ยอมให้การ ก็ให้ศาลจดรายงานไว้ และดำเนินการพิจารณาต่อไปดังนี้ ศาลชั้นต้นจึงมีหน้าที่อ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟังและถามว่าจำเลยกระทำความผิดจริงหรือไม่ จะให้การต่อสู้อย่างไรบ้าง คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืนและในเคหสถานหรือรับของโจรฐานใดฐานหนึ่ง เมื่อศาลชั้นต้นอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟังแล้ว จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลชั้นต้นก็ต้องสอบถามจำเลยให้ชัดเจนว่าจะให้การรับสารภาพในข้อหาร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืนและในเคหสถานหรือข้อหารับของโจร แล้วจึงพิพากษาลงโทษจำเลยในข้อหาที่จำเลยให้การรับสารภาพดังกล่าว แต่ศาลชั้นต้นมิได้สอบถามคำให้การของจำเลยให้ชัดเจนกลับพิพากษา ลงโทษจำเลยในความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืนและในเคหสถานโดยไม่ปรากฏแน่ชัดว่าจำเลยให้การรับสารภาพในข้อหาดังกล่าว จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบและมีผลให้กระบวนพิจารณาต่อไป ตลอดจนคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค ๗ ไม่ชอบไปด้วย” พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค ๗ ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาตั้งแต่สอบคำให้การจำเลยใหม่แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ",วิ.อาญา,,,,,,, 70,11,,"บุคคลภายนอกยื่นคำร้องสอดตั้งข้อพิพาทโต้แย้งสิทธิครอบครองที่ดินส่วนอื่นนอกเหนือจากโจทก์และจำเลยพิพาทกันจะขอเข้ามาเป็นคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๕๗ (๑) ได้หรือไม่",มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๗๓๘/๒๕๖๐ โจทก์ฟ้องว่าจำเลยและบริวารเข้ามาปลูกบ้านพักอาศัยในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓) เลขที่ ๗๙๕/๑๙๑ ของโจทก์โดยไม่ได้รับอนุญาต ขอให้ขับไล่จำเลยพร้อมบริวารและเรียกค่าเสียหาย จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย ระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินทำแผนที่พิพาท ปรากฏว่าที่ดินพิพาทมีเนื้อที่ ๓ งาน ๔๒ ตารางวา ตามพื้นที่สีเขียวในแผนที่พิพาท ส่วนผู้ร้องสอดอ้างว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓ ก) เลขที่ ๑๙๑ เนื้อที่ ๒ งาน ๓๐ ตารางวา โดยปลูกบ้านอยู่อาศัยและปลูกผักสวนครัวมานานกว่า๔๐ ปี ขอให้พิพากษาว่า ผู้ร้องสอดเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินดังกล่าว ซึ่งเป็นที่ดินคนละส่วนกับที่ดินพิพาทที่จำเลยอ้างว่ามีสิทธิครอบครอง คำร้องของผู้ร้องสอดจึงมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทหรือมีส่วนได้เสียกับจำเลยแต่อย่างใด ข้ออ้างของผู้ร้องสอดดังกล่าวเป็นกรณีที่ผู้ร้องสอดตั้งข้อพิพาทโต้แย้งสิทธิครอบครองที่ดินส่วนอื่นนอกเหนือจากที่โจทก์และจำเลยพิพาทกัน หากผู้ร้องสอดมีสิทธิในที่ดินที่ครอบครองอยู่เพียงใดคงมีสิทธิอยู่อย่างนั้น ผลคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยย่อมไม่กระทบถึงสิทธิของผู้ร้องสอด กรณีจึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเข้ามาเพื่อยังให้ได้รับความรับรองคุ้มครองหรือบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ คำร้องของผู้ร้องสอดไม่ต้องด้วยบทบัญญัติตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๕๗ (๑),วิ.แพ่ง,,,,,,, 70,11,,"การร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของเจ้าหนี้จำนองต้องกระทำภายในระยะเวลาสิบปีตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๗๔ หรือไม่ และกำหนดระยะเวลา บังคับคดีกรณีศาลพิพากษาตามยอมจะเริ่มนับเมื่อใด","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๖๙๒/๒๕๖๐ สิทธิจำนองเป็นทรัพยสิทธิจะระงับสิ้นไปเมื่อมีเหตุใดเหตุหนึ่งดังที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา ๗๔๔ (๑) ถึง (๖) ผู้รับจำนองย่อมมีสิทธิบังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนองแม้หนี้ที่ประกันหรือสิทธิเรียกร้องส่วนที่เป็นประธานจะขาดอายุความ เพียงแต่จะบังคับเอาดอกเบี้ยที่ค้างชำระในการจำนองเกินกว่าห้าปีไม่ได้ ตามที่ ป.พ.พ. มาตรา ๑๙๓/๒๗ และมาตรา ๗๔๕ บัญญัติไว้ แต่บทบัญญัติดังกล่าวเป็นกฎหมายสารบัญญัติ ซึ่งกำหนดสิทธิและหน้าที่ของคู่กรณีที่มีนิติสัมพันธ์ต่อกัน หากเจ้าหนี้ถูกโต้แย้งสิทธิและฟ้องลูกหนี้เป็นคดีต่อศาลเพื่อบังคับจำนอง กระบวนพิจารณาต้องบังคับตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งอันเป็นกฎหมายวิธีสบัญญัติ และเมื่อ ป.วิ.พ. ภาค ๔ ลักษณะ ๒ การบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง มาตรา ๒๗๑ (ปัจจุบันคือมาตรา ๒๗๔) บัญญัติให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะต้องร้องขอให้บังคับคดีภายในสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง โดยไม่มีข้อยกเว้นมิให้ใช้บังคับแก่เจ้าหนี้จำนอง ดังนั้นการร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของเจ้าหนี้จำนองต้องกระทำภายในระยะเวลาสิบปีตามบทบัญญัติดังกล่าวเช่นกัน ซึ่งจะเป็นการบังคับคดีที่ต้องตามเจตนารมณ์ของกฎหมายวิธีพิจารณาความ จำเลยทั้งสองผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความตั้งแต่งวดแรกวันที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๔๖ และมีข้อตกลงว่าหากผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งถือว่าผิดนัดทั้งหมดยอมให้โจทก์บังคับคดียึดทรัพย์สินจำนองขายทอดตลาด โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีภายในสิบปีนับแต่วันที่ ๑๙ กรกฎาคม ๒๕๔๖ อันเป็นวันที่โจทก์อาจบังคับตามคำพิพากษาได้ แต่โจทก์เพิ่งยื่นคำขอให้ออกหมายบังคับคดียึดทรัพย์สินจำนองของจำเลยทั้งสองเมื่อวันที่ ๒๗ กันยายน ๒๕๕๙ จึงพ้นระยะเวลาสิบปีนับแต่วันที่ ๑๙ กรกฎาคม ๒๕๔๖ แล้วโจทก์ไม่มีสิทธิบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินจำนองของจำเลยทั้งสอง อย่างไรก็ตาม ทรัพยสิทธิจำนองยังคงอยู่และโจทก์สามารถใช้ยันต่อลูกหนี้จำนองหรือบุคคลภายนอกที่รับโอนทรัพย์สินจำนองต่อไปได้ (ดู ป.วิ.พ. มาตรา ๒๗๔ วรรคสอง)",วิ.แพ่ง,,,,,,, 70,11,,โจทก์ฟ้องว่าจำเลยลักทรัพย์บุคคลคนหนึ่ง ทางพิจารณาได้ความว่าบุคคลอีกคนหนึ่งเป็นเจ้าของทรัพย์ที่จำเลยลักไป เป็นข้อแตกต่างในข้อสาระสำคัญหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๔๒๕/๒๕๕๙ โจทก์ฟ้องว่าบริษัท ช. จำกัด เป็นนายจ้างของจำเลยและเป็นเจ้าของเงินที่จำเลยลักไป และข้อเท็จจริงปรากฏตามคำร้องขอชี้แจงถึงความเป็นผู้เสียหายในคดีของบริษัท ส. ว่า บริษัท ส. เป็นนายจ้างของจำเลยและเป็นเจ้าของเงินที่จำเลยลักไปก็ตามแต่ตามลักษณะของความผิดฐานลักทรัพย์จะต้องเป็นทรัพย์ของผู้อื่น เมื่อกฎหมายมิได้บังคับเด็ดขาดว่าต้องระบุชื่อเจ้าของทรัพย์เสมอไป เช่นในกรณีที่ไม่อาจทราบตัวเจ้าของทรัพย์ที่แน่นอนได้ ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในชั้นอุทธรณ์ว่าบริษัท ส. เป็นนายจ้างของจำเลยและเป็นเจ้าของเงินที่จำเลยลักไป แตกต่างจากข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้อง จึงเป็นเพียงรายละเอียด มิใช่เป็นข้อแตกต่างในข้อสาระสำคัญทั้งจำเลยให้การรับสารภาพ แสดงว่าจำเลยมิได้หลงต่อสู้ ศาลจึงลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่ได้ความได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคสอง,วิ.อาญา,,,,,,, 70,11,,ถ้อยคำภาษาไทยตามความหมายทั่วไป มิใช่คำพิเศษที่คนทั่วไปฟังแล้วไม่อาจเข้าใจได้ โจทก์ต้องนำสืบอธิบายความหมายหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๓๙๗/๒๕๖๐ เหตุเกิดที่ห้องประชุมคณะกรรมาธิการ อาคารรัฐสภา ๒ ในระหว่างการบรรยายของโจทก์ เรื่องการทำนุบำรุงส่งเสริมศาสนา ที่จัดโดยคณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ห้องประชุมที่เกิดเหตุจึงเป็นสาธารณสถานมิใช่สถานที่จำกัดแต่เฉพาะชาวคริสต์ ความหมายของคำว่า “มารศาสนา” ที่จำเลยแสดงในป้ายและด้วยคำพูดตะโกนในห้องประชุมในเวลาและโอกาสเช่นนั้นจึงต้องพิจารณาตามความหมายทั่วไป และคำดังกล่าวมิใช่คำพิเศษที่คนทั่วไปฟังแล้วไม่อาจเข้าใจได้ความหมายของคำจึงเป็นข้อเท็จจริงที่รู้กันอยู่ทั่วไป โจทก์ไม่จำต้องนำสืบอธิบายความหมายอีก,วิ.แพ่ง,,,,,,, 70,11,,"ความผิดตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนเอกชนเป็นผู้เสียหายหรือไม่ การกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทหากบทที่มีโทษหนักที่สุดมีอัตราโทษไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง แต่โจทก์ร่วมมิได้เป็นผู้เสียหายในความผิดอันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดจะอุทธรณ์ความผิดฐานในบทเบาได้หรือไม่","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๓๐๖/๒๕๖๐ บทบัญญัติตาม พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.๒๕๒๗ มาตรา ๔ หรือมาตรา ๕ เป็นบทบัญญัติที่วางมาตรการเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของประชาชนส่วนรวม ความผิดฐานนี้จึงเป็นความผิดต่อรัฐ รัฐเท่านั้นที่จะดำเนินคดีแก่ผู้กระทำความผิด เอกชนไม่ใช่ผู้เสียหายในการกระทำความผิดข้อหาดังกล่าว โจทก์ร่วมจึงไม่ใช่ผู้เสียหายที่จะขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยในความผิดข้อหานี้ได้ และเมื่อโจทก์ร่วมไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์มาตั้งแต่แรก โจทก์ร่วมย่อมไม่มีสิทธิที่จะอุทธรณ์และฎีกา ศาลฎีกาจึงไม่จำต้องพิจารณาฎีกาของโจทก์ร่วมในปัญหาว่าจำเลยกระทำความผิดข้อหาฉ้อโกงประชาชนตามฟ้องอีก โจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายเฉพาะความผิดฐานฉ้อโกงเท่านั้น มิได้เป็นผู้เสียหายในความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนตาม พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. ๒๕๒๗ ด้วย ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ร่วมจึงมีสิทธิที่จะอุทธรณ์เฉพาะในความผิดที่โจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายเท่านั้น เมื่อความผิดฐานฉ้อโกงตาม ป.อ. มาตรา ๓๔๑ ที่โจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๓ ทวิ และไม่ปรากฏว่าโจทก์ร่วมได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามมาตรา ๑๙๓ ตรี แม้ความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนตาม พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินอันเป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. ๒๕๒๗ มาตรา ๕, ๑๒ จะมีอัตราโทษที่ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงและเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานฉ้อโกงตาม ป.อ. มาตรา ๓๔๑ ก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ร่วมมิได้เป็นผู้เสียหายในความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนอันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด โจทก์ร่วมจึงไม่อาจใช้สิทธิอุทธรณ์โดยอ้างทำนองว่าเมื่อโทษตามบทหนักไม่ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงแล้ว ความผิดฐานในบทเบาย่อมอุทธรณ์ได้ด้วยหาได้ไม่",วิ.อาญา,,,,,,, 70,11,,โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยฐานละเมิดโดยกล่าวอ้างว่าจำเลยประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้เกิดเพลิงไหม้บ้านจำเลยลุกลามไปไหม้บ้านของโจทก์ จำเลยให้การว่าไม่ได้ประมาทเลินเล่อ ดังนี้ ภาระการพิสูจน์ตกแก่คู่ความฝ่ายใด,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๕๑๑/๒๕๖๐ ต้นเพลิงเกิดจากโรงเรียนของจำเลยที่ ๑ แล้วไฟไหม้ลุกลามไปไหม้บ้านของโจทก์ ได้รับความเสียหาย ย่อมถือว่าเป็นข้อสันนิษฐานที่ควรจะเป็น ซึ่งปรากฏจากสภาพปกติธรรมดาของเหตุการณ์เป็นคุณแก่โจทก์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๘๔/๑ โจทก์จึงได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานดังกล่าว จำเลยทั้งสองมีหน้าที่ต้องพิสูจน์เพื่อหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าว",วิ.อาญา,,,,,,, 70,12,,"สัญญากู้และสัญญาค้ำประกันระบุจำนวนเงิน ๕๕๐,๐๐๐ บาท และสัญญากู้ระบุว่าจำเลยที่ ๑ ได้รับเงินจากโจทก์ครบถ้วนแล้ว ดังนี้ จำเลยทั้งสองจะมีสิทธินำพยานบุคคลมาสืบตามคำให้การว่าจำเลยที่ ๑ กู้เงินโจทก์เพียง ๕๐,๐๐๐ บาท และจำเลยที่ ๒ ค้ำประกันเพียงวงเงินดังกล่าว ได้หรือไม่","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๒๓๗/๒๕๕๙ ฎีกาของโจทก์ที่ว่า การนำสืบพยานบุคคลของจำเลยทั้งสองต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๙๔ หรือไม่ เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน โจทก์มีสิทธิยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นฎีกาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๙ (เดิม) แม้ตามสัญญากู้และสัญญาค้ำประกันระบุจำนวนเงิน ๕๕๐,๐๐๐ บาท และสัญญากู้ระบุว่าจำเลยที่ ๑ ได้รับเงินจากโจทก์ครบถ้วนแล้ว จำเลยทั้งสองก็มีสิทธินำสืบพยานบุคคลตามข้อต่อสู้ตามคำให้การของจำเลยทั้งสองได้ว่าจำเลยที่ ๑ กู้เงินโจทก์เพียง ๕๐,๐๐๐ บาท และจำเลยที่ ๒ ทำสัญญาค้ำประกันเพียงวงเงินดังกล่าว ขณะที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ลงชื่อไว้ในสัญญากู้และสัญญาค้ำประกันยังไม่ได้กรอกข้อความโจทก์ปลอมเอกสารสัญญากู้และสัญญาค้ำประกันโดยกรอกข้อความและจำนวนเงินเป็น๕๕๐,๐๐๐ บาท โดยจำเลยทั้งสองมิได้ยินยอม เพราะเป็นการนำพยานบุคคลมาสืบประกอบข้ออ้างว่าพยานเอกสารที่แสดงนั้นเป็นเอกสารปลอมหรือไม่ถูกต้องทั้งหมดหรือแต่บางส่วนหรือสัญญาหรือหนี้อย่างอื่นที่ระบุไว้ในเอกสารนั้นไม่สมบูรณ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๙๔ วรรคท้าย",วิ.แพ่ง,,,,,,, 70,12,,คำว่า พฤติการณ์ไม่เปิดช่องให้คู่ความฝ่ายใดยกปัญหาใด ๆ ขึ้นกล่าวอ้างในศาลชั้นต้นได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๕ วรรคสอง หมายความรวมถึงปัญหาข้อเท็จจริงด้วยหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๕๙๒/๒๕๕๙ บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๙ วรรคสอง ที่ว่า พฤติการณ์ไม่เปิดช่องให้คู่ความฝ่ายใดยกปัญหาใด ๆ ขึ้นกล่าวอ้างในศาลชั้นต้น ได้นั้นมีได้แต่เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายเท่านั้น ฎีกาของผู้ร้องที่ว่า น. ผู้ถือหุ้นอีกคนหนึ่งยังไม่ได้รับคำบอกกล่าวเชิญประชุมใหญ่ เป็นปัญหาที่ต้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานของคู่ความก่อนว่า น. ได้รับคำบอกกล่าวเชิญประชุมใหญ่แล้วหรือไม่ แล้วจึงวินิจฉัยข้อกฎหมาย ดังนี้เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่นำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมาย ผู้ร้องไม่อาจยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาโดยมิได้ยกขึ้นว่ากล่าวในศาลชั้นต้นตามบทบัญญัติดังกล่าวได้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๐๑/๒๕๕๙ ที่จำเลยทั้งสองฎีกาอ้างว่า คดีนี้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ศาลในคดีอาญามีคำพิพากษาในคดีถึงที่สุดแล้ว ว่าการที่จำเลยทั้งสองใช้คนงานรื้อทุบทำลายกำแพงและก่อสร้างกำแพงประตูรั้วขึ้นใหม่ เป็นการใช้สิทธิความเป็นเจ้าของเพื่อป้องกันรักษาทรัพย์การกระทำของจำเลยทั้งสองไม่เป็นความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ ซึ่งโจทก์ทั้งสามทราบดีอยู่แล้ว การนำคดีนี้มาฟ้องศาลเพื่อกลั่นแกล้งจำเลยทั้งสอง ถือว่าโจทก์ทั้งสามฟ้องคดีโดยไม่สุจริตนั้น ได้ความว่า ศาลในคดีอาญามีคำพิพากษาถึงที่สุดในระหว่างพิจารณาคดีในศาลชั้นต้น จึงเป็นพฤติการณ์ที่ไม่เปิดช่องให้จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ในปัญหาดังกล่าวได้ จำเลยทั้งสองย่อมสามารถหยิบยกปัญหานี้ขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๕ วรรคสอง",วิ.แพ่ง,,,,,,, 70,12,,พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยข้อหาลักทรัพย์หรือรับของโจร ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง แต่ให้ริบของกลาง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้คืนของกลางแก่เจ้าของ โจทก์จะฎีกาปัญหาข้อกฎหมายว่า รถยนต์ของกลางเป็นทรัพย์สินซึ่งคนร้ายได้ใช้ในการกระทำความผิด ศาลมีอำนาจสั่งริบได้ตามประมวลกฎหมายอาญา ได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๙๐๙/๒๕๕๙ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง แต่ให้ริบรถยนต์ของกลาง ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้คืนรถยนต์ของกลางแก่เจ้าของ ส่วนการยกฟ้องยังคงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๒๒๐ แม้เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่ารถยนต์ของกลางเป็นทรัพย์สินซึ่งคนร้ายได้ใช้ในการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์โดยตรง ศาลมีอำนาจสั่งริบได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓ (๑) ก็ตาม,วิ.อาญา,,,,,,, 70,12,,"พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานฆ่าผู้อื่น ระหว่างพิจารณามารดาผู้ตายยื่นคำร้องขอให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทน ต่อมา ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้องโดยวินิจฉัยว่า พยานหลักฐานของโจทก์ยังไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่าจำเลยร่วมกับพวกกระทำความผิด ดังนี้ ผู้ร้องจะยื่นอุทธรณ์ฎีกาในคดีส่วนอาญาได้หรือไม่ และคดีในส่วนแพ่งที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทน จำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาหรือไม่","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๙๑๗/๒๕๕๙ คดีนี้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๔๔/๑ วรรคสอง บัญญัติให้ถือว่าคำร้องของผู้เสียหายที่ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเพียงคำฟ้องตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง โดยให้ถือว่าผู้เสียหายอยู่ในฐานะเป็นโจทก์ในคดีส่วนแพ่งจึงมีสิทธิเพียงอุทธรณ์ฎีกาในคดีส่วนแพ่งเท่านั้น เมื่อคดีนี้พนักงานอัยการเป็นโจทก์ในคดีส่วนอาญา โดยผู้ร้องซึ่งเป็นผู้เสียหายไม่ได้ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๐ ผู้ร้องจึงไม่มีฐานะเป็นโจทก์ร่วมที่จะใช้สิทธิอุทธรณ์ฎีกาในส่วนคดีอาญาได้ ในคดีส่วนอาญา ศาลชั้นต้นได้พิเคราะห์พยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยโดยตลอดแล้วเห็นว่าพยานหลักฐานของโจทก์ยังไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า จำเลยร่วมกับพวกกระทำความผิด แล้วพิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่อุทธรณ์ คดีส่วนอาญาย่อมยุติและถึงที่สุดไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ถือได้ว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้นวินิจฉัยข้อเท็จจริงอันเป็นประเด็นโดยตรงในคดีอาญาไว้อย่างชัดแจ้งแล้วว่าจำเลยมิได้เป็นผู้ร่วมกระทำความผิดแม้คดีส่วนแพ่งของผู้ร้องจะมีทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาเกินสองแสนบาท และไม่ต้องห้ามให้ฎีกาในข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๔๘ วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๔๐ ก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงในคดีส่วนอาญารับฟังเป็นที่ยุติว่า จำเลยไม่ได้ร่วมกระทำความผิด ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๔๖ ดังนั้น ข้อเท็จจริงในส่วนคดีแพ่งต้องฟังว่าจำเลยไม่ได้กระทำละเมิดอันจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้อง",วิ.อาญา,,,,,,, 70,12,,โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยข้อหาความผิดฐานลักทรัพย์หรือรับของโจรศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยฐานลักทรัพย์ จำคุก ๑ ปี โจทก์ไม่อุทธรณ์ จำเลยอุทธรณ์ขอให้ยกฟ้อง หากศาลอุทธรณ์ฟังว่าจำเลยกระทำความผิดฐานรับของโจร จะมีอำนาจพิพากษาลงโทษในฐานความผิดดังกล่าวโดยจำคุก ๒ ปี ได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๑๑๑/๒๕๕๙ โจทก์ฟ้องฐานลักทรัพย์หรือรับของโจร ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยที่ ๑ ฐานลักทรัพย์ โจทก์ไม่อุทธรณ์ จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์ขอให้ยกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ ฟังว่าจำเลยที่ ๑ กระทำความผิดฐานรับของโจร ดังนี้ ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ ย่อมมีอำนาจพิพากษาลงโทษฐานความผิดที่ถูกต้องได้ แต่โทษจำคุกต้องไม่เกินอัตราโทษที่ศาลชั้นต้นกำหนดมา",วิ.อาญา,,,,,,, 70,12,,ศาลชั้นต้นลงโทษปรับจำเลยฐานผลิตฝิ่นต่ำกว่าระวางโทษปรับตามที่กฎหมายกำหนด จำเลยอุทธรณ์ แต่โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ขอให้เพิ่มโทษปรับจำเลย ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ยกฟ้องจำเลยฐานผลิตฝิ่น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานผลิตฝิ่น ดังนี้ ศาลฎีกาจะลงโทษปรับให้เป็นไปตามระวางโทษที่กฎหมายกำหนดได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๑๒/๒๕๕๙ ศาลชั้นต้นลงโทษปรับจำเลยฐานผลิตฝิ่นต่ำกว่าระวางโทษปรับตามที่กฎหมายกำหนด โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ขอให้เพิ่มโทษปรับจำเลย ศาลฎีกาไม่อาจลงโทษปรับให้เป็นไปตามระวางโทษที่กฎหมายกำหนดได้เพราะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลย ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๒ ประกอบมาตรา ๒๑๕ และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๓,วิ.อาญา,,,,,,, 70,13,,ยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์หากเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินยื่นคำคัดค้านคำร้องขอของผู้ร้อง ถือเป็นการร้องสอดตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๕๗ (๑) หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๘๘๓/๒๕๖๐ ขณะผู้ร้องยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทผู้คัดค้านมิได้พักอาศัยยังภูมิลำเนาตามที่ผู้ร้องขอส่งหมายนัดและสำเนาคำร้องขอ แต่ผู้ร้องก็ยังคงยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นส่งหมายแจ้งวันนัดไต่สวนและสำเนาคำร้องขอให้แก่ผู้คัดค้านตามภูมิลำเนาเดิมซึ่งผู้ร้องทราบดีว่าผู้คัดค้านมิได้พักอาศัย การส่งหมายแจ้งวันนัดไต่สวนและสำเนาคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทให้แก่ผู้คัดค้านย่อมเป็นการไม่ชอบ และเป็นสาเหตุให้ผู้คัดค้านไม่มีโอกาสยื่นคำคัดค้านคำร้องขอของผู้ร้อง จึงเป็นกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรมเรื่องการส่งคำคู่ความ เมื่อความปรากฏชัดแจ้งต่อศาลและศาลเห็นสมควรศาลย่อมมีอำนาจสั่งให้เพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นเสียทั้งหมดหรือแต่บางส่วนหรือสั่งแก้ไข หรือมีคำสั่งในเรื่องนั้นอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่เห็นสมควรตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗ วรรคหนึ่ง และหากมีการเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบแล้วทำให้ผู้คัดค้านซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทย่อมมีสิทธิยื่นคำคัดค้านคำร้องขอของผู้ร้องอันเป็นการร้องสอดเพื่อยังให้ได้รับความรับรองคุ้มครอง หรือบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๗ (๑),วิ.แพ่ง,,,,,,, 70,13,,ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยส่งมอบเครื่องพิมพ์คืนแก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้บังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ดำเนินการส่งมอบเครื่องพิมพ์ให้โจทก์ครอบครองแล้ว ผู้ร้องยื่นคำร้องขอ ขอให้ปล่อยเครื่องพิมพ์พิพาทคืนให้แก่ผู้ร้องอ้างว่าเป็นการร้องสอดในชั้นบังคับคดีได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๕๓๕๑/๒๕๕๗ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของโจทก์ว่า คำร้องขอของผู้ร้องที่ขอให้ปล่อยเครื่องพิมพ์พิพาทเป็นคำร้องสอดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๕๗ (๑) หรือไม่ เห็นว่า การที่บุคคลภายนอกจะเข้ามาเป็นคู่ความในคดีได้ด้วยการร้องสอดในชั้นบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๗ (๑) บุคคลภายนอกนั้นจะต้องเป็นผู้ที่มีสิทธิเรียกร้องเกี่ยวเนื่องด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง กล่าวคือ สิทธิของบุคคลภายนอกอาจได้รับความเสียหายหรือต้องถูกกระทบกระเทือนจากการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล จึงเป็นการจำเป็นเพื่อยังให้ได้รับการรับรอง คุ้มครอง หรือบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ ดังนั้น เมื่อปรากฏว่าโจทก์ได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปดำเนินการบังคับคดีส่งมอบการครอบครองเครื่องพิมพ์พิพาทให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วตั้งแต่วันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ ตามสำเนารายงานเจ้าหน้าที่ท้ายคำร้องขอของผู้ร้อง การบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งแก่ทรัพย์สินที่ต้องถูกบังคับคดีของโจทก์ในส่วนนี้จึงเป็นอันเสร็จสิ้นแล้ว ความจำเป็นที่ผู้ร้องจะร้องสอดเข้ามาในชั้นบังคับคดีนี้เพื่อยังให้ได้รับความรับรอง คุ้มครองหรือบังคับตามสิทธิของผู้ร้องที่มีอยู่ย่อมหมดไปไม่ชอบที่จะร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความอีกได้ หากแต่ผู้ร้องจะต้องว่ากล่าวเป็นคดีใหม่ต่างหากจากคดีนี้ ที่ศาลล่างทั้งสองรับคำร้องขัดทรัพย์ของผู้ร้องไว้ไต่สวนโดยเห็นว่าเป็นคำร้องสอด ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย",วิ.แพ่ง,,,,,,, 70,13,,จำเลยที่ขาดนัดยื่นคำให้การ จะมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลให้ออกหมายเรียกบุคคลภายนอกเข้ามาในคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๕๗ (๓) หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๕๑๔ - ๑๐๕๑๕/๒๕๕๘ จำเลยร่วมถูกหมายเรียกเข้ามาในคดีตามคำร้องของจำเลยที่ ๑ โดยศาลชั้นต้นเห็นว่าจำเลยที่ ๑ อาจฟ้องจำเลยร่วมเพื่อการใช้สิทธิไล่เบี้ยหรือเพื่อใช้ค่าทดแทนอันเป็นกรณีร้องสอดตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๕๗ (๓) ซึ่งตามมาตรา ๕๘ ให้ผู้ร้องสอดที่ได้เข้าเป็นคู่ความตามมาตรา ๕๗ (๓) มีสิทธิเสมือนหนึ่งว่าตนได้ฟ้องหรือถูกฟ้องเป็นคดีเรื่องใหม่และอาจนำพยานหลักฐานใหม่มาแสดง อาจอุทธรณ์ฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ และอาจได้รับหรือถูกบังคับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียม ดังนั้น แม้จำเลยที่ ๑ จะขาดนัดยื่นคำให้การ ก็หาหมดสิทธิที่จะขอศาลหมายเรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดีทั้งจำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องขอมาถูกต้องในระหว่างพิจารณาคดี จำเลยร่วมจึงมีสิทธิเข้ามาเป็นคู่ความได้ คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้เรียกจำเลยร่วมเข้ามาเป็นคู่ความในคดีตามคำร้องของจำเลยที่ ๑ ชอบแล้ว",วิ.แพ่ง,,,,,,, 70,13,,คดีความผิดต่อส่วนตัว หากคดีมีผู้เสียหายหลายคน และมีผู้เสียหายคนหนึ่งรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดแล้วมิได้ฟ้องคดีหรือแจ้งความร้องทุกข์ภายใน ๓ เดือน แต่โจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหายด้วยอีกคนหนึ่ง ได้ฟ้องจำเลยภายใน ๓ เดือนนับแต่วันที่ตนเองได้รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด ปัญหามีว่าคดีโจทก์จะขาดอายุความหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๐๘๕/๒๕๓๗ โจทก์เป็นผู้ถือหุ้นของบริษัท ล. ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในข้อหายักยอกทรัพย์ของ บริษัท โดยโจทก์มิได้ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยไว้ก่อน ดังนี้ เมื่อได้ความว่าก่อนที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ ด. ผู้ถือหุ้นอีกคนหนึ่งซึ่งเป็นผู้เสียหายและมีอำนาจร้องทุกข์เช่นเดียวกับโจทก์ไม่ได้ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยภายใน ๓ เดือนนับแต่วันที่ ด. รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวจำเลยผู้กระทำความผิดแล้ว คดีโจทก์จึงขาดอายุความ ตาม ป.อ. มาตรา ๙๖",วิ.อาญา,,,,,,, 70,13,,"ศาลแขวงพิพากษาลงโทษจำคุก ๑ ปี และปรับ ๓,๐๐๐ บาท แต่โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ โดยมีผู้พิพากษาลงลายมือชื่อในคำพิพากษาเพียงคนเดียวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๕๔๓/๒๕๕๘ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยจำคุก ๑ ปี และปรับ ๓,๐๐๐ บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด ๒ ปี โดยมีผู้พิพากษาลงลายมือชื่อในคำพิพากษาเพียงคนเดียว เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๑๗ ประกอบมาตรา ๒๕ (๕) ทั้งนี้ เพราะผู้พิพากษาคนเดียวจะพิพากษาลงโทษจำคุกเกินหกเดือนไม่ได้ คำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบด้วยบทกฎหมายข้างต้น ซึ่งมีผลให้ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ยังไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕ (คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๙๔๓/๒๕๔๘ วินิจฉัยเช่นกัน)",วิ.อาญา,,,,,,, 70,13,,การค้นในที่รโหฐานโดยไม่มีหมายค้น แต่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของบ้านหากพบการกระทำความผิดซึ่งหน้า ตำรวจมีอำนาจจับหรือไม่การค้นในที่สาธารณสถานและพบความผิดซึ่งหน้า ตำรวจมีอำนาจจับโดยไม่ต้องมีหมายได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๖๔/๒๕๔๖ เจ้าพนักงานตำรวจได้ขอความยินยอมจาก น. มารดาจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของบ้านที่เกิดเหตุก่อนทำการค้น แสดงว่าการค้นกระทำขึ้นโดยอาศัยอำนาจความยินยอมของ น. แม้การค้นจะกระทำโดยไม่มีหมายค้นที่ออกโดยศาลอนุญาตให้ค้นได้ ก็หาได้เป็นการค้นโดยมิชอบไม่ นอกจากนี้ก่อนที่เจ้าพนักงานตำรวจจะดำเนินการค้นได้เห็นจำเลยซึ่งอยู่ในห้องนอนโยนเมทแอมเฟตามีนออกไปนอกหน้าต่าง อันเป็นกรณีที่เจ้าพนักงานตำรวจพบจำเลยกำลังกระทำความผิดซึ่งหน้าและได้กระทำลงในที่รโหฐาน เจ้าพนักงานตำรวจย่อมมีอำนาจจับจำเลยได้โดยไม่ต้องมีหมายจับหรือหมายค้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๗๘ (๑), ๙๒ (๒) เมทแอมเฟตามีนที่เจ้าพนักงานตำรวจยึดได้จึงนำมารับฟังประกอบคำรับสารภาพของจำเลยได้ (มีคำพิพากษาฎีกาที่ ๐๔๗๗/๒๕๕๕,๑๒๐๙๑/๒๕๕๘ วินิจฉัยเช่นกัน) คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๘๙๔/๒๕๕๙ ร้านที่เกิดเหตุเป็นร้านจำหน่ายอุปกรณ์เครื่องเล่นเกมต่าง ๆ และแผ่นเกม ย่อมเป็นสถานที่ที่เชื้อเชิญให้ประชาชนทั่วไปสามารถเดินเข้าไปดูและเลือกซื้อสินค้าได้ นับเป็นที่สาธารณสถานซึ่งเจ้าพนักงานตำรวจมีความชอบธรรมที่จะเข้าไปได้ เมื่อสิบตำรวจ ส. เป็นผู้ทำการตรวจค้น แผ่นซีดีเกมอยู่ในตะกร้าซึ่งอยู่ในตู้สามารถมองเห็นได้ โดยแผ่นซีดีเกมของกลางดังกล่าวละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วม มีลักษณะภายนอกของแผ่นซีดีของกลางต่างจากของโจทก์ร่วมอย่างเห็นได้ชัด จึงเป็นกรณีของการค้นในที่สาธารณสถานโดยเจ้าพนักงานตำรวจซึ่งมีเหตุอันควรสงสัยว่าร้านที่เกิดเหตุมีสิ่งของที่มีไว้เป็นความผิด ไม่จำเป็นต้องมีหมายค้น ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๙๓ ทั้งเป็นกรณีที่เจ้าพนักงานตำรวจสามารถจับจำเลยได้ตามมาตรา ๗๘ (๑) ประกอบมาตรา ๘๐ วรรคหนึ่ง การค้นและจับจึงชอบด้วยกฎหมาย คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๗๕๑/๒๕๕๑ร้านก๋วยเตี๋ยวของจำเลยขณะเปิดบริการมิใช่ที่รโหฐาน แต่เป็นที่สาธารณสถานเมื่อเจ้าพนักงานตำรวจมีเหตุอันควรสงสัยว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองอันเป็นความผิดต่อกฎหมายย่อมมีอำนาจค้นจำเลยได้โดยไม่ต้องมีหมายค้นตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๙๓ และเมื่อตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนอยู่ในครอบครองจำเลย การกระทำของจำเลยก็เป็นความผิดซึ่งหน้า เจ้าพนักงานตำรวจย่อมมีอำนาจจับจำเลยได้โดยต้องมีหมายจับตามมาตรา ๗๘ (๑)",วิ.อาญา,,,,,,, 70,14,,หนี้อันเกิดจากมูลละเมิด ดอกเบี้ยที่โจทก์ขอนับแต่วันที่ทำละเมิดจนถึงวันฟ้อง ต้องคำนวณรวมเป็นจำนวนทุนทรัพย์ ในการพิจารณาว่าจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทในคดี มีจำนวนเท่าใดหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๔๓๘๔/๒๕๕๖ แม้คำฟ้องของโจทก์เป็นการฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้อันเกิดจากมูลละเมิดซึ่งเป็นหนี้ที่ไม่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา ๑๙๘ ทวิ ก็ตาม แต่บทบัญญัติดังกล่าวเป็นเรื่องการพิจารณาคดีโดยขาดนัด ซึ่งเป็นคนละส่วนกับเรื่องการคำนวณทุนทรัพย์ที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา ๑๙๐ ว่า “จำนวนทุนทรัพย์หรือราคาอันพิพาทกันในคดีนั้น ให้คำนวณดังนี้ (๑) จำนวนทุนทรัพย์หรือราคานั้นให้คำนวณตามคำเรียกร้องของโจทก์ ส่วนดอกผลอันมิถึงกำหนดเกิดขึ้นในเวลายื่นคำฟ้องหรือค่าธรรมเนียมศาลซึ่งอาจเป็นอุปกรณ์รวมอยู่ในคำเรียกร้อง ห้ามมิให้คำนวณรวมเข้าด้วย” คำเรียกร้องของโจทก์ หมายถึง คำขอท้ายคำฟ้องของโจทก์ที่ขอให้บังคับจำเลย ส่วนดอกผลที่ห้ามไม่ให้นำมาคำนวณรวมเข้าด้วยเป็นทุนทรัพย์นั้นก็คือดอกผลซึ่งยังไม่ถึงกำหนดชำระในเวลายื่นฟ้อง คดีนี้โจทก์ฟ้องและมีคำขอท้ายคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน ๒๙๔,๙๖๕ บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันทำละเมิด (วันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๕๔) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยที่โจทก์ขอนับแต่วันที่ทำละเมิดจนถึงวันฟ้อง (วันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๕๔) เป็นดอกผลซึ่งถึงกำหนดเกิดขึ้นในเวลายื่นคำฟ้องแล้ว จึงไม่ต้องห้ามไม่ให้คำนวณรวมเป็นจำนวนทุนทรัพย์ตามมาตรา ๑๙๐ (๑) เมื่อคำนวณดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๒๙๔,๙๖๕ บาท นับแต่วันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๕๔ ถึงวันฟ้อง คิดเป็นดอกเบี้ย ๗,๒๓๗.๑๐ บาท ดังนั้น เมื่อต้นเงิน ๒๙๔,๙๖๕ บาท บวกด้วยดอกเบี้ยดังกล่าวคิดถึงวันฟ้อง รวมเป็นเงิน ๓๐๒,๒๓๘.๑๐ บาท จำนวนทุนทรัพย์ตามคำเรียกร้องของโจทก์ในเวลายื่นคำฟ้องจึงเกินกว่า ๓๐๐,๐๐๐ บาท ศาลชั้นต้น (ศาลแขวง) ย่อมไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๑๗ ประกอบมาตรา ๒๕ (๔)",วิ.แพ่ง,,,,,,, 70,14,,"โจทก์ไม่ได้ยื่นคำขอต่อศาลให้มีคำพิพากษาให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัดตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๙๘ วรรคหนึ่ง ผู้พิพากษานายเดียวมีอำนาจสั่งจำหน่ายคดีในส่วนของจำเลยที่ขาดนัดยื่นคำให้การหรือไม่ คดีฟ้องเพิกถอนนิติกรรม หากศาลสั่งจำหน่ายคดีสำหรับคู่ความที่เป็นคู่กรณีในนิติกรรม ศาลจะพิจารณาพิพากษาคดีต่อไปได้หรือไม่",มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๓๓๐/๒๕๕๖ คดีนี้มิใช่คดีมโนสาเร่ และศาลมิได้สั่งให้ดำเนินคดีแบบคดีไม่มีข้อยุ่งยาก การที่จำเลยที่ ๒ ไม่ยื่นคำให้การในกำหนด โจทก์ทั้งสามจึงต้องยื่นคำขอต่อศาลให้มีคำพิพากษาให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัดตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๙๘ วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์ทั้งสามไม่ยื่นคำขอดังกล่าว ศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจจำหน่ายคดีในส่วนของจำเลยที่ ๒ และการสั่งจำหน่ายคดีเช่นนี้เป็นอำนาจของผู้พิพากษานายเดียวตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๒๔ (๒) เมื่อคู่ความมิได้อุทธรณ์ คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้จำหน่ายคดีจึงเป็นที่สุด ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๗ วรรคสอง คดีระหว่างโจทก์ทั้งสามและจำเลยที่ ๒ จึงเป็นอันเสร็จสิ้น ไม่ถือว่าจำเลยที่ ๒ เป็นคู่ความอีกและไม่มีสิทธิยื่นคำให้การการฟ้องเพิกถอนนิติกรรมที่อ้างว่าจำเลยที่ ๒ รับโอนมาจากโจทก์ที่ ๑ โดยไม่ชอบก็ดี การที่จำเลยที่ ๒ โอนขายให้จำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๙ ก็ดี โจทก์ทั้งสามต้องฟ้องจำเลยที่ ๒ เข้ามาในคดีด้วยจึงจะบังคับตามคำขอของโจทก์ทั้งสามได้ แม้คดีนี้โจทก์ทั้งสามจะฟ้องจำเลยที่ ๒ แต่เมื่อศาลชั้นต้นสั่งจำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ ๒ ออกเสียจากสารบบความไปแล้ว มีผลทำให้จำเลยที่ ๒ พ้นจากการที่ต้องถูกบังคับตามคำพิพากษากรณีจึงไม่อาจพิจารณาพิพากษาไปตามคำขอของโจทก์ทั้งสามได้เพราะจะมีผลกระทบต่อจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกคดี,วิ.แพ่ง,,,,,,, 70,14,,"โจทก์ฟ้องกล่าวหาว่า จำเลยกระทำความผิดกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท หากกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดมีอัตราโทษจำคุกไม่เกินสองปีและปรับไม่เกินสองแสนบาท จะยื่นฟ้องต่อศาลแขวงได้หรือไม่ คดีที่อยู่ในอำนาจศาลจังหวัด ผู้พิพากษาคนเดียว พิพากษายกฟ้องหรือลงโทษได้หรือไม่","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ (ก) คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๒๐๕๖/๒๕๕๕ พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๑๗ ประกอบมาตรา ๒๕ (๕) บัญญัติให้ศาลแขวงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาซึ่งกฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างสูงไว้ให้จำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ คดีนี้โจทก์ทั้งสองขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒๖, ๓๒๘ โดยบรรยายฟ้องรวมกันมาจึงเป็นกรณีที่กล่าวหาว่าจำเลยกระทำความผิดกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทแม้โจทก์จะมีคำขอท้ายฟ้องให้ลงโทษจำเลยหลายกรรมต่างกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ด้วยก็ตาม แต่หากพิจารณาได้ความตามฟ้อง ศาลต้องลงโทษจำเลยตามมาตรา ๓๒๘ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๙๐ เมื่อบทบัญญัติดังกล่าวมีอัตราโทษจำคุกไม่เกินสองปีและปรับไม่เกินสองแสนบาท กรณีจึงเกินอำนาจของศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลแขวงที่จะพิจารณาพิพากษาตามบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้น ศาลชั้นต้นจึงไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ ที่โจทก์ทั้งสองฎีกาว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๒ เห็นได้ว่าศาลสามารถที่จะลงโทษจำเลยในบทมาตราที่ถูกต้องได้และศาลชั้นต้นมีคำสั่งประทับรับฟ้องไว้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาแล้ว หากศาลชั้นต้นเห็นว่าโจทก์สืบสมแต่อ้างฐานความผิดหรือบทมาตราผิด ศาลชั้นต้นก็มีอำนาจลงโทษจำเลยตามฐานความผิดที่ถูกต้องได้ ซึ่งตามฟ้องของโจทก์ทั้งสองนั้นรวมการกระทำผิดหลายอย่าง และแต่ละอย่างเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง ศาลจะลงโทษจำเลยในการกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่พิจารณาได้ความก็ได้ เห็นได้ว่าศาลชั้นต้นพิจารณารับฟ้องโดยชอบมาแต่ต้นแล้วนั้นเห็นว่า ข้อกฎหมายที่โจทก์ทั้งสองยกขึ้นฎีกาเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับการพิพากษาหรือสั่งเกินคำขอที่มิได้กล่าวในฟ้องซึ่งเป็นคนละกรณีกับอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลชั้นต้น และการจะนำบทบัญญัติดังกล่าวมาใช้บังคับนั้น ศาลชั้นต้นต้องมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้เสียก่อน เมื่อศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้แล้วจึงไม่สามารถนำบทบัญญัติดังกล่าวมาอ้างได้ว่า (ข) คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๖๕๑/๒๕๕๒ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา ๓๒๖, ๓๒๘ ซึ่งตามมาตรา ๓๒๘ มีระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปีและปรับไม่เกินสองแสนบาท การพิจารณาพิพากษาคดีของศาลชั้นต้น ต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อยสองคนจึงเป็นองค์คณะที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๒๖ แม้โจทก์จะขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา ๓๒๖ ซึ่งมีระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปีหรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ที่ผู้พิพากษาคนเดียวมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๒๕ (๕) มาด้วยก็ตาม แต่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดเพียงกรรมเดียวต่อศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลจังหวัด องค์คณะในการพิจารณาพิพากษาคดีนี้จึงต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อยสองคนตามมาตรา ๒๖ ดังกล่าว การที่ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีนี้แล้วพิพากษายกฟ้องโดยผู้พิพากษาคนเดียวเป็นผู้พิจารณาพิพากษาคดีจึงเป็นการไม่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๒๕ (๕) และมาตรา ๒๖ และเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ จึงยังไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีต้องให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้ถูกต้องเสียก่อน ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕ (ค) คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๒๕๕/๒๕๕๙ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทโจทก์โดยการโฆษณาด้วยการปิดประกาศในสถานที่สาธารณะและในอินเตอร์เน็ตขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา ๙๐, ๙๑, ๓๒๖, ๓๒๘ มีระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี และปรับไม่เกินสองแสนบาท การพิจารณาพิพากษาคดีของศาลชั้นต้นต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อยสองคน จึงเป็นองค์คณะที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมมาตรา ๒๖ แม้โจทก์จะขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา ๓๒๖ ซึ่งมีระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ที่ผู้พิพากษาคนเดียวมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมมาตรา ๒๕ (๕) มาด้วยก็ตาม แต่ความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๒๘ ที่โจทก์ฟ้องอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลจังหวัด องค์คณะในการพิจารณาพิพากษาคดีนี้จึงต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อยสองคนตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๒๖ ดังกล่าว การที่ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีแล้วพิพากษาลงโทษจำเลย (จำคุกกระทงละ ๖ เดือน และปรับกระทงละ ๕,๐๐๐ บาท) โดยผู้พิพากษาคนเดียวเป็นผู้พิจารณาพิพากษาคดี จึงเป็นการไม่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๒๕ (๕) และมาตรา ๒๖ อันเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ จึงยังไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี โดยต้องให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้ถูกต้องเสียก่อน ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕",วิ.อาญา,,,,,,, 70,15,,ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๔๔/๑ ที่บัญญัติให้ผู้เสียหายมีสิทธิที่จะเรียกค่าสินไหมทดแทนในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ได้นั้น คำว่าผู้เสียตามบทบัญญัติดังกล่าวจะต้องเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๔๐๐/๒๕๖๐ ป.วิ.อ. มาตรา ๔๔/๑ ที่บัญญัติให้ผู้เสียหายมีสิทธิที่จะเรียกค่าสินไหมทดแทนได้นั้น ย่อมมีความหมายในตัวว่า หมายถึงผู้ที่มีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทน จึงมีความหมายที่แตกต่างขัดกับความหมายของผู้เสียหายที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒ (๔) การตีความคำว่าผู้เสียหายตามมาตรา ๔๔/๑ จึงไม่ต้องถือตามความหมายเช่นเดียวกับมาตรา ๒ (๔) ทั้งนี้เป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑ ที่บัญญัติว่า “ในประมวลกฎหมายนี้ ถ้าคำใดมีคำอธิบายไว้ให้ถือตามความหมายดังได้อธิบายไว้ เว้นแต่ข้อความในตัวบทจะขัดกับคำอธิบายนั้น” ดังนั้น การพิจารณาว่าผู้ใดจะมีสิทธิยื่นคำร้อง ต้องพิจารณาจากสิทธิในทางแพ่ง ไม่ใช่กรณีที่จะนำความหมายของคำว่า ผู้เสียหายในทางคดีอาญา เช่น เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยหรือผู้มีอำนาจจัดการแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๕ (๒) มาบังคับใช้สำหรับคดีนี้ผู้ร้องเรียกค่าสินไหมทดแทนมา ๒ ส่วน คือ ค่าเสียหายของรถยนต์ของนายผจญ และค่าที่ผู้ร้องขาดไร้อุปการะ สำหรับค่าเสียหายของรถยนต์ นายผจญเป็นผู้เสียหายในฐานะเจ้าของรถ เมื่อนายผจญถึงแก่ความตายไปแล้ว สิทธิในการเรียกค่าเสียหายในมรดกตกทอดแก่ทายาท ผู้ร้องเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายผจญจึงใช้สิทธิในฐานะทายาท เรียกค่าสินไหมทดแทนส่วนนี้ได้ และค่าขาดไร้อุปการะนั้นผู้ร้องในฐานะเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายผจญ เป็นผู้ที่ได้รับความเสียหายโดยตัวของผู้ร้องเองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๔๓ วรรคสาม และมาตรา ๑๔๖๑ วรรคสอง ผู้ร้องจึงมีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนส่วนนี้ได้เช่นกัน ส่วนความประมาทของนายผจญนั้นเป็นข้อเท็จจริงที่จะนำมาใช้ประกอบดุลพินิจในการกำหนดค่าสินไหมทดแทนเท่านั้น ไม่ทำให้สิทธิของผู้ร้องที่จะขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนหมดไป,วิ.อาญา,,,,,,, 70,15,,ในการพิจารณาคดีส่วนแพ่งศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาในชั้นไต่สวนมูลฟ้องที่ถึงที่สุดหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๙๑๖/๒๕๕๗ เห็นว่า คดีอาญาหมายเลขที่ ๖๗๒/๒๕๕๒ ของศาลชั้นต้น ที่โจทก์คดีนี้เป็นโจทก์ฟ้องจำเลยกับนางรุ่งทิพย์เป็นจำเลยข้อหาร่วมกันฉ้อโกง ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ได้วินิจฉัยว่าจำเลยที่ ๑ (จำเลยคดีนี้) ไม่ได้ร่วมกระทำความผิดกับนางรุ่งทิพย์ตามฟ้อง พิพากษายืนยกฟ้องตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น อันเป็นการวินิจฉัยข้อเท็จจริงในประเด็นแห่งคดีโดยตรงไว้โดยชัดแจ้งแล้ว แม้จะเป็นคำพิพากษาในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง แต่เมื่อคดีถึงที่สุดแล้วก็รับฟังข้อเท็จจริงดังกล่าว ผูกพันคดีนี้ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๔๖ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๙๓๘/๒๕๕๘ คดีก่อนโจทก์เคยฟ้องจำเลยต่อศาลในความผิดฐานบุกรุกว่า โจทก์และ ส. ร่วมกันครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินตามแบบแสดงรายการที่ดิน (ภ.บ.ท. ๕) โจทก์กับ ส. แบ่งแยกการครอบครองเป็นสัดส่วนคนละครึ่ง ต่อมา ส. ถึงแก่ความตาย จำเลยเป็นภริยาส. ก่อสร้างห้องแถวรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ การกระทำของจำเลยมีเจตนาแย่งการครอบครองและเจตนาถือการครอบครองที่ดินทั้งหมดเป็นของจำเลย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ศาลไต่สวนมูลฟ้องแล้ว วินิจฉัยว่าโจทก์อ้างว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท แต่ไม่มีหนังสือสำคัญสำหรับที่ดินพิพาทมาแสดง ส่วนแบบแสดงรายการที่ดิน(ภ.บ.ท. ๕) เป็นเพียงแบบแสดงรายการที่ดินเพื่อการชำระภาษีบำรุงท้องที่เท่านั้น ไม่ใช่เอกสารสิทธิพยานหลักฐานโจทก์ไม่พอรับฟังว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท โจทก์ไม่ได้เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย จึงไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้อง คดีถึงที่สุดแล้วตามคำพิพากษาของศาลฎีกา โจทก์มาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ อ้างว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ขอให้บังคับจำเลยพร้อมบริวารออกจากที่ดินพิพาท และขอให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ นั้น ป.วิ.อ. มาตรา ๔๖ บัญญัติว่า ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา เมื่อคดีนี้มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทหรือไม่ ปรากฏว่า คดีส่วนอาญาวินิจฉัยแล้วว่าพยานหลักฐานโจทก์ไม่พอรับฟังว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท คดีแพ่งจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาว่าโจทก์ไม่ได้เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท",วิ.อาญา,,,,,,, 70,15,,คดีอาญาที่มีอัตราโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนดห้าปี อยู่ในอำนาจศาลแขวงที่จะพิจารณาพิพากษาหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๑๐/๒๕๖๐ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำผิดฐานยื่นบัญชีรายรับและรายจ่ายในการเลือกตั้งไม่ถูกต้องครบถ้วน ตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๕ มาตรา ๕๔ มาตรา ๕๕ ซึ่งมาตรา ๑๑๗ บัญญัติว่า ผู้กระทำความผิดต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนดห้าปี จึงเป็นคดีอาญาที่มีอัตราโทษจำคุกและโทษปรับที่อยู่ในอำนาจของศาลชั้นต้นซึ่งเป็น ศาลแขวงที่จะพิจารณาพิพากษาได้ ส่วนการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นการเพิกถอนสิทธิในทางแพ่งเพิ่มเติมจากโทษในทางอาญา มิใช่คดีเกี่ยวกับการเลือกตั้งและการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งในการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่นที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาค,วิ.อาญา,,,,,,, 70,15,,ต่างฝ่ายต่างฟ้องร้องซึ่งกันและกันเป็นคนและคดี แต่มีประเด็นข้อพิพาทซึ่งศาลต้องวินิจฉัยอย่างเดียวกัน หากศาลชั้นต้นในคดีหนึ่งมีคำพิพากษาวินิจฉัยชี้ขาดแล้วฟ้องอีกคดีหนึ่งจะต้องห้ามตามกฎหมายหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๔๑-๔๔๒/๒๕๕๙ เมื่อวันที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๕๒ โจทก์ทั้งสามทำบันทึกข้อตกลงกับนายโอภาสและจำเลยที่ ๕ แบ่งกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๘๑๔๔ เนื้อที่ ๒๑ ไร่ ๓ งาน ๙.๗ ตารางวา ให้มีกรรมสิทธิ์ที่ดินคนละส่วนเท่ากันตามบันทึกข้อตกลงเอกสารท้ายคำฟ้องโจทก์ทั้งสาม ต่อมาโจทก์ทั้งสามปฏิบัติผิดข้อตกลงบันทึกดังกล่าว นายโอภาสกับจำเลยที่ ๕ จึงฟ้องโจทก์ทั้งสามเป็นจำเลยให้ชำระเงินพร้อม ดอกเบี้ยตามบันทึกข้อตกลงดังกล่าว โจทก์ทั้งสามยื่นคำให้การต่อสู้คดีขอให้ยกฟ้อง โดยอ้างเหตุทำนองเดียวกับที่โจทก์ทั้งสามฟ้องจำเลยทั้งห้าในคดีนี้ ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์ทั้งสามฟ้องจำเลยทั้งห้าเป็นคดีนี้ ขอให้เพิกถอนนิติกรรมตามบันทึกดังกล่าวและเรียกเงินที่มอบให้แก่นายโอภาสกับจำเลยที่ ๕ คืน ต่อมาศาลชั้นต้นในคดีที่โจทก์ทั้งสามถูกฟ้องเป็นจำเลยได้มีคำพิพากษาให้โจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นจำเลยในคดีดังกล่าวเป็นฝ่ายแพ้คดี ตามสำเนาคำพิพากษาของศาลชั้นต้น คดีมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามที่ว่า คำสั่งงดสืบพยานของศาลชั้นต้นชอบหรือไม่และฟ้องของโจทก์ทั้งสามเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีแพ่งของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ตามคำพิพากษาคดีแพ่งของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยชี้ขาดว่า โจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นจำเลยในคดีดังกล่าว ย่อมทำบันทึกข้อตกลงกับนายโอภาสและจำเลยที่ ๕ เพื่อเป็นไปตามคำประสงค์เดิมของบรรดาญาติพี่น้องหาใช่เพราะถูกข่มขู่ให้ลงชื่อในบันทึกข้อตกลงไม่ บันทึกข้อตกลงจึงมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย โจทก์ทั้งสามไม่มีสิทธิบอกล้าง ฟ้องโจทก์ในคดีนี้กับคดีแพ่งของศาลชั้นต้น มีประเด็นข้อพิพาทซึ่งศาลต้องวินิจฉัยอย่างเดียวกัน เมื่อคู่ความในคดีดังกล่าวกับคู่ความในคดีนี้เป็นคู่ความรายเดียวกัน และศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าว มีคำพิพากษาวินิจฉัยชี้ขาดแล้ว ฟ้องโจทก์ในคดีนี้จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๔ ประกอบกับความปรากฏต่อศาลฎีกาว่า คดีแพ่งของศาลชั้นต้นถึงที่สุดแล้ว โดยศาลฎีกาไม่รับคดีไว้พิจารณาพิพากษา ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๒๓ วรรคหนึ่ง โดยศาลฎีกาเห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นชอบแล้ว โจทก์ทั้งสามจึงไม่มีอำนาจฟ้อง คำสั่งงดสืบพยานของศาลชั้นต้นชอบแล้ว",วิ.แพ่ง,,,,,,, 70,15,,คำฟ้องคดีก่อนและคดีหลังเป็นเรื่องเดียวกัน แต่จำเลยในคดีหลังมิได้เป็นคู่ความในคดีก่อน เป็นฟ้องซ้อนหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๘๙๕/๒๕๖๐ คดีก่อนโจทก์ฟ้อง ต. ช. และบริษัท ท. แม้ขณะคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์ฟ้องคดีนี้ซึ่งเป็นคดีละเมิดในเหตุการณ์เดียวกัน ซึ่งมีสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาอย่างเดียวกันแต่จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ คดีนี้มิได้เป็นคู่ความในคดีก่อน ฟ้องโจทก์คดีนี้ก็ไม่เป็นฟ้องซ้อนกับคดีก่อนของศาลชั้นต้น อันจะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๑๗๓ วรรคสอง (๑) โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้,วิ.แพ่ง,,,,,,, 70,16,,กำหนดระยะเวลาร้องขอให้มีการบังคับคดีภายในสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๗๔ วรรคหนึ่ง นั้น หมายถึงคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๖๗๓/๒๕๖๐ ป.วิ.พ. มาตรา ๒๗๑ (ปัจจุบันคือ มาตรา ๒๗๔ วรรคหนึ่ง) มิได้บัญญัติให้การร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งซึ่งต้องร้องขอภายในสิบปีนั้นจะต้องนับแต่วันที่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุด และใช้ถ้อยคำเพียงว่า “นับแต่วันมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง” ซึ่งมีความหมายว่า วันมีคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ขอให้บังคับคดี กล่าวคือวันมีคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นที่สุดในคดีนั้น เมื่อปรากฏว่าคดีนี้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์วันมีคำพิพากษาของศาลชั้นที่สุดในคดีนี้ ก็คือวันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาหรือคำสั่งที่โจทก์ขอให้บังคับคดีนั้นเอง มิใช่ต้องนับแต่วันมีคำพิพากษาถึงที่สุด ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ ๔ กรกฎาคม ๒๕๔๘ โจทก์ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ ๑ เพิ่มเติมเมื่อวันที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๕๘ จึงล่วงพ้นสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษาตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๗๑ แล้ว โจทก์ย่อมหมดสิทธิบังคับคดี เพิ่มเติมแก่จำเลยที่ ๑",วิ.แพ่ง,,,,,,, 70,16,,เจ้าของกรรมสิทธิ์รวมที่ดินซึ่งตกเป็นทางภาระจำยอมตามคำพิพากษาศาลฎีกา เมื่อการบังคับคดีมีปัญหาอันเนื่องจากโจทก์และจำเลยแปลคำพิพากษาแตกต่างกันจะร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความในชั้นนี้ได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๗๒๖/๒๕๕๓ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “ปัญหาวินิจฉัยข้อแรก ตามฎีกาของผู้ร้องว่าผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องคัดค้านในคดีนี้หรือไม่ ผู้ร้องฎีกาว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมที่ดินโฉนดที่ ๓๓๙๙๘ ตำบลรั้วใหญ่ อำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นผู้ได้รับความเสียหายจากการบังคับคดีและคำสั่งของศาลชั้นต้นผู้ร้องจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในคดีนี้ เห็นว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมที่ดินซึ่งตกเป็น ภาระจำยอมและถูกบังคับคดีในคดีนี้ เมื่อการบังคับคดีมีปัญหาอันเนื่องจากโจทก์และจำเลยแปลความคำพิพากษาแตกต่างกัน จำเลยและผู้ร้องเห็นว่าการบังคับคดีไม่ถูกต้องตามคำพิพากษาทำให้จำเลยและผู้ร้องเสียหาย ผู้ร้องย่อมใช้สิทธิร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๗ (๑)",วิ.แพ่ง,,,,,,, 70,16,,โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานโกงเจ้าหนี้ และศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องไปแล้ว โจทก์กลับมาฟ้องจำเลยในการกระทำเดียวกันอีก แต่การบรรยายฟ้องไม่ตรงกันทุกตอนและบทมาตราที่ขอให้ลงโทษแตกต่างกันบางมาตรากับคดีก่อน ดังนี้ ฟ้องโจทก์ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๓๖ หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๔๘๒๓/๒๕๕๘ โจทก์เคยฟ้องจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ มาครั้งหนึ่งแล้วอันเนื่องมาจากจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมกันจดทะเบียนโอนที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของ ย. ที่โจทก์และทายาทของ ย. เป็นเจ้าของรวมอยู่โดยขอให้ลงโทษฐานโกงเจ้าหนี้ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องไปแล้ว โจทก์กลับมาฟ้องจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ในการกระทำเดียวกันอีก แม้คำฟ้องทั้งสองคดีจะบรรยายไม่ตรงกันทุกตอน และ บทมาตราที่ขอให้ลงโทษแตกต่างกันบางมาตรา แต่ก็ต้องถือว่าเป็นการกระทำอันเดียวกันกับที่โจทก์ฟ้องในคดีแรก มิใช่ถือเอาคำบรรยายฟ้องหรือฐานความผิดที่โจทก์ตั้งเอาแก่จำเลยเป็นเกณฑ์ มิฉะนั้นแล้วจำเลยกระทำผิดเพียงครั้งเดียว โจทก์มีสิทธิดำเนินคดีแก่จำเลยได้หลายครั้งโดยไม่รู้จักจบสิ้น จึงต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๓๖ ซึ่งปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้",วิ.อาญา,,,,,,, 70,16,,ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยเห็นว่า ฟ้องมิได้บรรยายให้ครบองค์ประกอบของความผิด ศาลอุทธรณ์ยกฟ้องโดยวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง คู่ความจะฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงหรือปัญหาข้อกฎหมายได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๖๒๒/๒๕๖๐ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยเห็นว่าโจทก์มิได้บรรยายฟ้องให้ครบองค์ประกอบของความผิดตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕๗ ตามคำขอท้ายฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายืน ให้ยกฟ้องโดยวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการทางสภาโดยให้ประธานวุฒิสภาส่งเรื่องให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิจารณาพิพากษาคดี แม้จะอาศัยเหตุผลในการพิพากษายกฟ้องต่างกัน แต่ก็มีผลแตกต่างกับศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายกฟ้องโจทก์ กรณีจึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๐,วิ.อาญา,,,,,,, 70,16,,คำให้การของผู้ร่วมกระทำความผิดในชั้นจับกุมที่ให้การว่า เมทแอมเฟตามีนของกลางเป็นของจำเลยที่นำมาให้เก็บไว้ที่ตัวเพื่อจำหน่ายแก่บุคคลทั่วไปจะรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของจำเลยได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๔๔๓/๒๕๖๐ ในชั้นจับกุมจำเลยให้การว่า เมทแอมเฟตามีนของกลางเป็นของจำเลยและให้ น. เก็บไว้ คำให้การดังกล่าวเป็นถ้อยคำรับสารภาพของจำเลยผู้ถูกจับให้ไว้ต่อเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับ จึงต้องห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐานตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๘๔ วรรคท้าย ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๓ ส่วนคำให้การในชั้นจับกุมของ น. ที่ให้การว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางเป็นของจำเลยที่นำมาให้ น. เก็บไว้ที่ตัวเพื่อรอจำหน่ายแก่บุคคลทั่วไป เป็นถ้อยคำอื่นและรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของจำเลยตามบทบัญญัติดังกล่าวได้,วิ.อาญา,,,,,,, 70,16,,"ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่า คดีโจทก์ไม่มีมูลพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกาได้หรือไม่ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานยักยอก ตาม ป.อ. มาตรา ๓๕๔ ซึ่งมีอัตรา โทษจำคุกไม่เกินห้าปี แต่โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่า การที่จำเลยเบียดบังเอาทรัพย์ของโจทก์ไปจำเลยได้กระทำในฐานที่ตนเป็นผู้จัดการทรัพย์สินของผู้อื่นตามคำสั่งศาลหรือตามพินัยกรรมอันเป็นองค์ประกอบของความผิดตามบทมาตราดังกล่าว ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วพิพากษายกฟ้อง โจทก์จะอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงในฐานความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๕๔ ได้หรือไม่",มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๑๒๓/๒๕๖๐ ความผิดฐานใช้หรืออ้างเอกสารปลอมและฐานกระทำหรือยินยอมให้กระทำการเพื่อลวงให้ห้างหุ้นส่วนบริษัท ผู้เป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นขาดประโยชน์อันควรได้ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีโจทก์ไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษายืน จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษายกฟ้องโจทก์ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๐ โจทก์หาได้บรรยายฟ้องในตอนใดเลยว่า การที่จำเลยทั้งสามเบียดบังเอาทรัพย์ของโจทก์ไปโดยทุจริตนั้น จำเลยทั้งสามได้กระทำในฐานที่ตนเป็นผู้จัดการทรัพย์สินของผู้อื่นตามคำสั่งศาลหรือตามพินัยกรรม หรือในฐานเป็นผู้มีอาชีพหรือธุรกิจ อันย่อมเป็นที่ไว้วางใจของประชาชน อันเป็นองค์ประกอบของความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๕๔ แม้โจทก์จะมีคำขอท้ายฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตาม ป.อ. มาตรา ๓๕๔ ก็หาทำให้ฟ้องของโจทก์เป็นการบรรยายฟ้องที่ชอบตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕๘ (๕) เมื่อคำฟ้องของโจทก์กล่าวอ้างแต่เพียงว่า จำเลยทั้งสามเบียดบังเอาทรัพย์ของโจทก์ไป จึงเป็นเพียงการยักยอกทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา ๓๕๒ และ ๓๕๓ (เดิม) ซึ่งมีระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า พยานหลักฐานโจทก์รับฟังได้ว่าโจทก์ทำสัญญาซื้อหุ้นของบริษัท ซ. แล้ว โจทก์จึงเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทดังกล่าว จำเลยทั้งสามกระทำการดังที่กล่าวในฟ้องคดีโจทก์มีมูลความผิด จึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงคดีของโจทก์สำหรับความผิดฐานยักยอกจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๓ ทวิ,วิ.อาญา,,,,,,, 70,16,,"การให้การต่อพนักงานสอบสวนในฐานะพยาน ยังไม่ได้ถูกจับกุม จำต้องแจ้งสิทธิใด ๆ ให้ทราบก่อนหรือไม่ และคำรับสารภาพและถ้อยคำอื่นที่ให้ไว้ จะต้องห้ามมิให้รับฟังตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๘๔ วรรคสี่ มาตรา ๒๒๖ และมาตรา ๒๒๖/๑ หรือไม่ ",มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๒๑๔/๒๕๖๐ การที่จำเลยทั้งสี่ให้การต่อผู้ดำเนินกรรมวิธีซักถามในฐานะผู้ถูกดำเนินกรรมวิธีหรือผู้ต้องสงสัย และต่อพนักงานสอบสวนในฐานะพยานมิใช่คำให้การของผู้ถูกจับที่ให้ไว้ต่อเจ้าพนักงานผู้จับเพราะขณะนั้นจำเลยทั้งสี่ยังไม่ได้ถูกจับกุม กรณีไม่อยู่ในบังคับตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๘๔ วรรคสี่ คำรับสารภาพและถ้อยคำอื่นของจำเลยทั้งสี่จึงไม่ต้องรับฟังตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าวการสอบปากคำจำเลยทั้งสี่โดยผู้ดำเนินกรรมวิธีและพนักงานสอบสวนเป็นการปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่โดยชอบ เพราะขณะนั้นยังไม่มีเหตุเพียงพอที่จะดำเนินการขอออกหมายจับจำเลยทั้งสี่ได้ เนื่องจากไม่รู้ว่าผู้ใดเป็นคนร้าย การสอบปากคำจำเลยทั้งสี่จึงเป็นเพียงการสอบถามเบื้องต้นในชั้นสืบสวนเท่านั้น ผู้ดำเนินกรรมวิธีและพนักงานสอบสวนไม่จำต้องแจ้งสิทธิใด ๆ ให้จำเลยทั้งสี่ทราบก่อน บันทึกผลการดำเนินตามกรรมวิธีและบันทึกคำให้การของพยานรวมทั้งรถจักรยานยนต์และถังดับเพลิงของกลางจึงเป็นพยานหลักฐานที่เกิดขึ้นและได้มาโดยชอบ ไม่ต้องห้ามรับฟังตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๖ และ มาตรา ๒๒๖/๑,วิ.อาญา,,,,,,, 69,1,,จำเลยขาดนัดพิจารณาและศาลมีคำพิพากษาให้แพ้คดี ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะต้องดำเนินการบังคับคดีให้แล้วเสร็จภายในสิบปี นับแต่คดีถึงที่สุด หรือนับตั้งแต่มีคำพิพากษาของศาลชั้นต้น,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๗๓๐/๒๕๕๙ คดีนี้เป็นคดีที่อาจขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้เนื่องจากจำเลยขาดนัดพิจารณาและศาลมีคำพิพากษาให้แพ้คดีในประเด็นที่พิพาทตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๐๗ (เดิม) (ปัจจุบันคงเป็นมาตรา ๒๐๗) ประกอบมาตรา ๑๔๗ วรรคสอง ข้อเท็จจริงได้ความว่า ศาลชั้นต้นส่งคำบังคับแก่จำเลยโดยวิธีปิดคำบังคับเมื่อวันที่ ๑๗ เมษายน ๒๕๔๗ ซึ่งเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะต้องดำเนินการบังคับคดีให้แล้วเสร็จภายในสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษาโดยอาศัยและตามคำบังคับที่ออกตามคำพิพากษานั้น มิใช่จะต้องเริ่มนับแต่คดีถึงที่สุด ทั้งนี้ตามนัย คำพิพากษาศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ที่ ๑๐๗๓๑/๒๕๕๘ ระหว่างธนาคารศรีนคร จากัด (มหาชน)โจทก์ นายชัยณรงค์ บุญสร้างกับพวก จำเลย คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาโดยจำเลยขาดนัดเมื่อวันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๔๖ ปรากฏว่าโจทก์ยื่นคำขอยึดทรัพย์ของจำเลยเพิ่มเติมต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีเมื่อวันที่ ๗ มกราคม ๒๕๕๗ จึงล่วงพ้นระยะเวลาสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งไม่อาจร้องขอให้บังคับคดีจำเลยได้แล้ว จึงหามีเหตุให้ศาลชั้นต้นต้องมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ของจำเลยเพิ่มเติมคือที่ดินสองแปลงไม่ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๑๓๙/๒๕๕๙ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๔๙ แต่โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์สองครั้ง ครั้งที่สองศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ถึงวันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐ ครบกำหนด โจทก์และจำเลยที่ ๑ ไม่ยื่นอุทธรณ์คดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ จึงเป็นที่สุดในวันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐ ซึ่งเป็นวันที่ระยะเวลาที่โจทก์มีสิทธิอุทธรณ์ได้สิ้นสุดลงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๗ วรรคสอง โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาได้ภายใน ๑๐ ปี นับแต่วันมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามมาตรา ๒๗๑ โจทก์จึงมีสิทธิบังคับคดีแก่จำเลยที่ ๑ ภายในวันที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๕๙ ซึ่งขณะที่โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ ๑ เมื่อวันที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๕๖ และยื่นคำร้องเป็นคดีนี้ เมื่อวันที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๕๖นั้น ยังเหลือระยะเวลาในการบังคับคดีอีก ๓ ปีเศษ เพียงพอต่อการที่จะขายทอดตลาดทรัพย์จำนองให้เสร็จสิ้นได้แล้ว มิใช่เป็นกรณีที่ระยะเวลาในการบังคับคดีใกล้จะสิ้นสุดลงตามที่โจทก์อ้างในคำร้องแต่อย่างใด เช่นนี้ โจทก์จึงต้องดำเนินการบังคับคดีให้เป็นไปตามลำดับในคำพิพากษา กล่าวคือ ต้องบังคับทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดก่อน เมื่อได้เงินไม่พอชำระหนี้จึงจะบังคับเอาแก่ทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ ๑ ต่อไปได้ กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะอนุญาตให้โจทก์ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ ๑ ไว้เพื่อรอการขายทอดตลาดทรัพย์จำนอง คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๑๒๖/๒๕๕๙ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาโดยจำเลยขาดนัด เมื่อวันที่ ๒๘ มิถุนายน ๒๕๔๗ ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ วันครบกำหนด ๑๐ ปี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗๑ ที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะต้องปฏิบัติให้ครบถ้วนในการขอบังคับคดีแก่ลูกหนี้ตามคำพิพากษา คือวันที่ ๒๘ มิถุนายน ๒๕๕๗",วิ.แพ่ง,,,,,,, 69,1,,การอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ผู้อุทธรณ์ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๙ หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๐๙๐/๒๕๕๙ จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ต่อศาลอุทธรณ์ ซึ่งหากศาลอุทธรณ์เห็นว่าจำเลยมิได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การและมีคำสั่งอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ตามอุทธรณ์ของจำเลย ก็จะทำให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่บังคับให้จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากบ้านและที่ดินกับให้จำเลยชำระค่าเช่าที่ค้างและค่าเสียหายให้แก่โจทก์เป็นอันต้องถูกเพิกถอนไปทันที ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๙๙ เบญจ วรรคสาม อุทธรณ์คำสั่งของจำเลยจึงเท่ากับเป็นการอุทธรณ์ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นอยู่ในตัวด้วย ดังนั้น จำเลยซึ่งเป็นผู้อุทธรณ์จึงมีหน้าที่ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๒๒๙ เมื่อจำเลยไม่นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษามาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ อุทธรณ์ของจำเลยจึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายทั้งไม่ใช่หน้าที่ของเจ้าหน้าที่ศาลที่จะเรียกให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษามาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ เมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าว อุทธรณ์คำสั่งของจำเลยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย,วิ.แพ่ง,,,,,,, 69,1,,ศาลในคดีส่วนอาญาพิพากษายกฟ้องเพราะจำเลยไม่มีเจตนาบุกรุก โดยมิได้วินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์คดีนี้ (ซึ่งเป็นจำเลยในคดีอาญา) หรือที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินข้อเท็จจริงในคำพิพากษาส่วนอาญาจะมีผลผูกพันในคดีแพ่งให้ฟังว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๗๓๑/๒๕๕๙ การนำข้อเท็จจริงจากคำพิพากษาส่วนอาญามารับฟังในคดีส่วนแพ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๔๖ นั้น จะต้องประกอบด้วยกฎเกณฑ์ ๓ ประการ กล่าวคือ คำพิพากษาคดีอาญาต้องถึงที่สุด ข้อเท็จจริงนั้นเป็นประเด็นโดยตรงในคดีอาญาและได้วินิจฉัยโดยชัดแจ้ง และผู้ที่ถูกข้อเท็จจริงในคดีอาญาผูกพันต้องเป็นคู่ความในคดีอาญา ศาลชั้นต้นในคดีอาญาได้มีคำพิพากษาถึงที่สุด โดยวินิจฉัยว่า การเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินของรัฐอันผู้กระทำจะมีความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๙ มาตรา ๑๐๘ ทวิ นั้น ก็ต่อเมื่อบุคคลนั้นมิได้มีสิทธิครอบครองหรือมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ แต่คดีนี้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยเป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาทอยู่ก่อนแล้วเกิดข้อพิพาทกันขึ้นระหว่างจำเลยกับหน่วยงานของรัฐในภายหลังว่า สิทธิครอบครองของจำเลยในส่วนที่ดินพิพาทนี้ยังอยู่แก่จำเลย หรือว่าตกเป็นของแผ่นดินไปเสียแล้ว ทั้งเกี่ยวกับสิทธิการครอบครองที่ดินดังกล่าวก็ยังไม่มีการดำเนินคดีแพ่งพิสูจน์สิทธิในที่ดินพิพาทกันให้เสร็จเด็ดขาดว่าที่ดินพิพาทเป็นสาธารณประโยชน์ การที่จำเลยล้อมรั้วและยังคงครอบครองอยู่ในที่ดินพิพาทตลอดมาในระหว่างที่เกิดโต้แย้งสิทธิกันอยู่เช่นนี้ การกระทำของจำเลยจึงไม่มีเจตนาบุกรุก ไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๙ มาตรา ๑๐๘ ทวิ จะเห็นได้ว่า ในคดีอาญานั้นยังไม่ได้วินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์คดีนี้หรือที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน เมื่อศาลชั้นต้นในคดีอาญายังไม่ได้วินิจฉัยไว้โดยชัดแจ้งดังกล่าว ก็ไม่อาจนำข้อเท็จจริงจากคำพิพากษาส่วนอาญามาผูกพันคดีนี้ได้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๐๖/๒๕๕๙ คดีนี้มีประเด็นข้อพิพาทว่า โจทก์ทั้งสามเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทหรือไม่ การที่ศาลชั้นต้นพิจารณาในคดีส่วนอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองในข้อหาร่วมกันบุกรุกที่ดินพิพาทแล้วมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าจำเลยทั้งสองไม่มีความผิดฐานบุกรุกเพราะขาดเจตนา แต่ยังไม่ได้วินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของใคร ข้อเท็จจริงในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาจึงไม่มีผลผูกพันถึงคดีนี้ และคำพิพากษาคดีส่วนแพ่งต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่งโดยไม่ต้องคำนึงถึงว่าจำเลยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดหรือไม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๔๗",วิ.อาญา,,,,,,, 69,2,,เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาที่จะมีสิทธิขอเฉลี่ยทรัพย์จะต้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเมื่อคดีถึงที่สุดหรือศาลต้องออกหมายบังคับคดีก่อนหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๙๙๔/๒๕๕๙ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ต่อมาจำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ ๗๔๕๔ พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยเพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษา ก่อนมีการขายทอดตลาดทรัพย์ดังกล่าว ผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของศาลแพ่ง ยื่นคำร้องขอเฉลี่ยเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยในคดีนี้ แต่จำเลยยื่นคำคัดค้านว่า คดีของศาลแพ่งดังกล่าวยังไม่ถึงที่สุดเพราะจำเลยยังอุทธรณ์คำพิพากษาอยู่ และมีโอกาสชนะคดีระหว่างที่คดีนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น ในคดีดังกล่าวศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืน คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ในคดีนี้ได้หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า แม้ผู้ร้องจะเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแต่คำพิพากษานั้นยังไม่ถึงที่สุด ภายหลังศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษา จำเลยยังคงยื่นฎีกาและยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับต่อศาลฎีกา ซึ่งจำเลยมีโอกาสชนะคดี ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๙๐ นั้น เห็นว่า บทกฎหมายดังกล่าวได้บัญญัติถึงการใช้สิทธิของเจ้าหนี้ที่จะยื่นคำขอเฉลี่ยทรัพย์ได้ไว้แต่เพียงว่าจะต้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา และให้ยื่นคำขอก่อนสิ้นระยะเวลาสิบสี่วัน นับแต่วันขายทอดตลาดหรือจำหน่ายทรัพย์สิน หาได้กำหนดว่าจะต้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเมื่อคดีถึงที่สุด หรือศาลต้องออกหมายบังคับคดีก่อนไม่ดังนั้น จึงไม่จำเป็นต้องรอให้คดีถึงที่สุดก่อน เจ้าหนี้ก็มีสิทธิเพื่อที่จะยังให้ได้รับความรับรอง คุ้มครองและบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ตามบทบัญญัติของมาตรานี้ได้ ทั้งกรณีไม่จำต้องออกหมายบังคับคดีก่อน",วิ.แพ่ง,,,,,,, 69,2,,คดีก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยโอนที่ดินคืนโจทก์โดยปลอดภาระผูกพัน หากจำเลยไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๓๒๒/๒๕๕๙ คดีก่อนและคดีนี้เป็นคู่ความรายเดียวกันแม้คดีก่อนและคดีนี้จะมีคำขอแตกต่างกันดังกล่าวข้างต้น แต่ทั้งสองคดีมีประเด็นพิพาทสืบเนื่องจากประเด็นมูลฐานอย่างเดียวกันคือ จำเลยต้องรับผิดคืนที่ดินแก่โจทก์หรือไม่นอกจากนี้แม้โจทก์มีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระค่าธรรมเนียม ค่าภาษีและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ในการโอนที่ดินพิพาทดังกล่าว โจทก์ก็สามารถมีคำขอให้จำเลยชำระค่าธรรมเนียม ค่าภาษีและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ในการโอนที่ดินพิพาทคืนโจทก์ได้ในคดีก่อน เพราะโจทก์รู้อยู่แล้วว่าโจทก์อาจต้องนำคำพิพากษาของศาลไปแสดงเจตนาแทนจำเลยในการโอนที่ดินดังกล่าวคืนโจทก์ โจทก์สามารถทราบยอดเงินที่ต้องชำระค่าธรรมเนียม ค่าภาษีและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ในการโอนที่ดินพิพาทคืนโจทก์ โดยสอบถามจากเจ้าพนักงานที่ดินก่อนตามที่พยานโจทก์ในคดีก่อนเบิกความไว้ แต่โจทก์กลับไม่ดำเนินการดังกล่าวในคดีก่อนทั้งที่สามารถทำได้จึงถือว่าในคดีก่อนโจทก์ไม่ติดใจกับคำขอดังกล่าว ถือได้ว่าคดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๘ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้อีก ตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ ๓๕๖๔/๒๕๔๒,วิ.แพ่ง,,,,,,, 69,2,,การยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนหมายจับ ศาลชั้นต้นต้องทำการไต่สวนก่อนหรือไม่ และเมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งแล้วจะอุทธรณ์ฎีกาได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๘๕๓/๒๕๕๙ การที่ศาลชั้นต้นจำเป็นต้องไต่สวนคำร้องขอเพิกถอนหมายจับของผู้ร้องก่อนหรือไม่ เป็นดุลพินิจในการดำเนินกระบวนพิจารณาตามอำนาจหน้าที่ของศาลชั้นต้นเพื่อให้การพิจารณาคดีเสร็จไปโดยรวดเร็วและชอบด้วยกฎหมาย เมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่าข้อเท็จจริงตามคำร้องของผู้ร้องสามารถวินิจฉัยได้แล้วศาลชั้นต้นก็มีอำนาจที่จะมีคำสั่งได้ทันทีโดยไม่จำต้องไต่สวนก่อนโดยอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๑ (๔) ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕ เมื่อมีการกล่าวหาว่าบุคคลใดกระทำความผิดทางอาญา บุคคลนั้นย่อมตกอยู่ในฐานะเป็นผู้ต้องหาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒ (๒) พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจย่อมยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายจับผู้ต้องหาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๖๖ เพื่อให้ได้ตัวมาสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๓๔ ซึ่งตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๒๔ (๑) กำหนดให้ผู้พิพากษาคนหนึ่งมีอำนาจออกหมายจับได้ ประกอบกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๕๙ วรรคสี่ ตอนท้ายกำหนดให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนหรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงหมายจับได้หากความปรากฏต่อศาลในภายหลังว่าได้มีการออกหมายจับไปโดยฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมาย และมาตรา ๖๘ กำหนดให้หมายจับคงใช้ได้อยู่จนกว่าจะจับได้ เว้นแต่ความผิดอาญาตามหมายนั้นขาดอายุความหรือศาลซึ่งออกหมายนั้นได้ถอนหมายคืน ดังนี้ อำนาจในการออกหมายจับผู้ต้องหาจึงเป็นอำนาจเฉพาะตัวของผู้พิพากษาศาลชั้นต้น ดังนั้น เมื่อคดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนหมายจับ และศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ผู้ร้องจะอุทธรณ์หรือฎีกาอีกไม่ได้ ",วิ.อาญา,,,,,,, 69,2,,คดีความผิดเกี่ยวกับเพศ การถามปากคำผู้เสียหาย ซึ่งเป็นหญิงในชั้นสอบสวนต้องให้พนักงานสอบสวนซึ่งเป็นหญิงเป็นผู้สอบสวนเว้นแต่ผู้เสียหายนั้นยินยอมหรือมีเหตุจำเป็นอย่างอื่น และให้บันทึกความยินยอมหรือเหตุจำเป็นนั้นไว้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๓๓ วรรคสี่ หากพนักงานสอบสวนเป็นชายและไม่ได้มีบันทึกความยินยอมหรือเหตุจำเป็นนั้นไว้ จะเป็นการสอบสวนที่ไม่ชอบและพนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้องหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๔๑๙/๒๕๕๙ การที่พนักงานสอบสวนคดีนี้ไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องตามบทบัญญัติดังกล่าว แม้จะเป็นการไม่ชอบแต่ก็หามีผลทำให้การสอบสวนเสียไปทั้งหมดและถือเท่ากับไม่มีการสอบสวนในความผิดนั้นมาก่อนอันจะทำให้พนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๒๐ ไม่,วิ.อาญา,,,,,,, 69,2,,การโต้แย้งข้อความในหนังสือรับรองการจดทะเบียน บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น คู่ความฝ่ายใดมีภาระการพิสูจน์,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๘๐๘/๒๕๕๙ สำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นเป็นเอกสารที่กรรมการของบริษัทจำเลยลงลายมือชื่อรับรองความถูกต้องตรงกับสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๑๔๑ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นพยานหลักฐานอันถูกต้อง และมาตรา ๑๐๒๔ บัญญัติให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบรรดาสมุดบัญชีเอกสารของบริษัท ย่อมเป็นพยานหลักฐานอันถูกต้องตามข้อความที่ได้บันทึกไว้ในนั้นทุกประการ เมื่อสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นของจำเลยระบุว่าผู้ร้องได้ชำระค่าหุ้นแล้วเพียงร้อยละ ๕๐ แต่ผู้ร้องอ้างว่าชำระค่าหุ้นครบถ้วนแล้ว ผู้ร้องมีหน้าที่นำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าว คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๘๓๓/๒๕๕๙ หนังสือรับรองการจดทะเบียนเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัดของจำเลยที่ ๑ เป็นเอกสารมหาชนซึ่งเจ้าพนักงานจัดทำขึ้นและต้องด้วยข้อสันนิษฐานว่าเป็นของแท้จริงและถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๑๒๗ ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากรพ.ศ. ๒๕๒๘ มาตรา ๑๗ จำเลยที่ ๔ อ้างว่าไม่ได้เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการและหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดของห้าง จำเลยที่ ๑ มีภาระการพิสูจน์ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๘๓๓/๒๕๕๙ หนังสือรับรองการจดทะเบียนเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัดของจำเลยที่ ๑ เป็นเอกสารมหาชนซึ่งเจ้าพนักงานจัดทำขึ้นและต้องด้วยข้อสันนิษฐานว่าเป็นของแท้จริงและถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๑๒๗ ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตรา ๑๗ จำเลยที่ ๔ อ้างว่าไม่ได้เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการและหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดของห้าง จำเลยที่ ๑ มีภาระการพิสูจน์",วิ.แพ่ง,,,,,,, 69,3,,ผู้ร่วมกระทำความผิดถูกแยกฟ้องเป็นหลายคดี แต่ศาลรวมการพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกัน หรือถูกฟ้องเป็นคดีเดียวกัน แต่ต่อมามีการแยกฟ้องเป็นคดีใหม่ หากจำเลยในสำนวนคดีหนึ่งอุทธรณ์หรือฎีกา ศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาจะยกเหตุในส่วนลักษณะคดีพิพากษาไปถึงจำเลยในอีกสำนวนหนึ่งตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๑๓ ได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ก. กรณีที่ถูกแยกฟ้องเป็นหลายคดีคำพิพากษาฎีกาที่ ๖๒๗๙/๒๕๔๘ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๑๓ ต้องเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาในคดีนี้จะพิพากษาลดโทษหรือรอการลงโทษจำเลยคนหนึ่งซึ่งอุทธรณ์หรือฎีกาแต่เพียงผู้เดียว ใช้อำนาจพิพากษาไปถึงจำเลยอื่นที่มิได้อุทธรณ์หรือฎีกาให้ได้รับโทษเช่นเดียวกับจำเลยผู้อุทธรณ์หรือฎีกา แต่การที่ผู้ร่วมกระทำความผิดถูกแยกฟ้องเป็นหลายคดี ซึ่งศาลจะลงโทษจำเลยคนใดที่ร่วมกระทำความผิดเพียงใด เป็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับจำเลยแต่ละคนเป็นการเฉพาะตัวเป็นรายๆไปเฉพาะคดีนั้น พยานหลักฐานที่จะใช้วินิจฉัยความผิดประกอบดุลพินิจในการลงโทษของ ช. แตกต่างไปจากจำเลยทั้งสาม จึงไม่เป็นเหตุลักษณะคดี คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๐๐๓-๓๐๐๔/๒๕๔๓ บทบัญญัติแห่ง ป.วิ.อ. มาตรา ๒๑๓ ต้องเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาในคดีนี้จะพิพากษายกฟ้องจำเลยคนหนึ่งซึ่งอุทธรณ์หรือฎีกาเพียงผู้เดียวใช้อำนาจพิพากษาไปถึงจำเลยอื่นที่ไม่ได้อุทธรณ์ฎีกามิให้ต้องถูกรับโทษเช่นเดียวกับจำเลยผู้อุทธรณ์หรือฎีกา แต่การที่ผู้ร่วมกระทำผิดถูกแยกฟ้องเป็นหลายคดี การที่พยานหลักฐานโจทก์เพียงพอจะรับฟังลงโทษจำเลยคนใดที่ร่วมกระทำผิดได้หรือไม่ เป็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับจำเลยแต่ละคนเป็นการเฉพาะตัวเป็นรายๆ ไปเฉพาะคดีนั้นๆ ซึ่งพยานหลักฐานของโจทก์ อาจพาดพิงถึงจำเลยแต่ละคดีมากน้อยต่างกันได้ คดีที่พยานโจทก์มีน้ำหนักเพียงพอก็ลงโทษไปคดีที่พยานโจทก์มีน้ำหนักเบาบางก็ต้องยกฟ้องตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากทางนำสืบเป็นรายคดี คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๔๐/๒๕๑๒ โจทก์ฟ้องจำเลยกับ ต. ว่า ร่วมกันกระทำความผิด ต. รับสารภาพ ศาลชั้นต้นสั่งให้โจทก์แยกฟ้องจำเลยที่ปฏิเสธเป็นคดีใหม่และพิพากษาลงโทษ ต. ไปในคดีเดิม ในคดีใหม่นี้ ต. มิได้เป็นจำเลย ศาลอุทธรณ์จึงไม่มีอำนาจยกเหตุซึ่งอยู่ในส่วนลักษณะคดีมาพิพากษาตลอดไปถึง ต. ด้วย ข. กรณีที่ศาลรวมพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกัน คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๒๙/๒๕๒๕ คดีที่มีจำเลยหลายคนซึ่งศาลรวมพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกันแม้จำเลยนำสำนวนคดีหนึ่งฎีกา แต่จำเลยอีกหนึ่งสำนวนคดีหนึ่งไม่ได้ฎีกาขึ้นมาก็ตาม เมื่อศาลฎีกาเห็นว่าพยานหลักฐานโจทก์รับฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองสำนวนคดีกระทำผิดฐานฆ่าผู้อื่นถือว่าเป็นเหตุในลักษณะคดีศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยสำนวนคดีที่ไม่ได้ฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๓ ประกอบด้วยมาตรา ๒๒๕ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๕๗/๒๕๒๙ โจทก์แยกฟ้องจำเลย ว. และ ท. มาเป็นสามสำนวน ข้อหาร่วมกันพยายามปล้นทรัพย์ ศาลชั้นต้นรวมพิจารณาและพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสามสำนวน โจทก์ทั้งสามสำนวนอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นให้ลงโทษจำเลยและ ว. ตามฟ้อง ส่วน ท. คดียังเป็นที่สงสัยให้ยกฟ้องยืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยผู้เดียวฎีกา ดังนี้เมื่อศาลฎีกาเห็นว่าพยานหลักฐานโจทก์ไม่พอฟังว่าจำเลยพยายามปล้นทรัพย์ผู้เสียหาย ย่อมมีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึง ว. ซึ่งมิได้ฎีกาได้เพราะเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญา มาตรา ๒๑๓ ประกอบมาตรา ๒๒๕ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๑๙๘/๒๕๕๘ คดีนี้เดิมศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๕๗๖๖/๒๕๕๓ ของศาลชั้นต้น โดยให้ เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่าโจทก์ เรียกจำเลยในสำนวนนี้ว่า จำเลยที่ ๑ และเรียก ส. จำเลยในสำนวนดังกล่าวว่า จำเลยที่ ๒ แต่คดีสำหรับจำเลยที่ ๒ ยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๗ คงขึ้นสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่บรรยายมาในคำฟ้องว่ามีการทำร้ายร่างกาย ผู้เสียหายและผู้เสียหายได้รับอันตรายจากการทำร้ายร่างกายหรือไม่อย่างไร คงบรรยายฟ้องว่าผู้เสียหายถูกคนร้ายใช้อาวุธปืนยิง กระสุนปืนถูกผู้เสียหายทำให้ได้รับอันตรายสาหัส แม้ข้อเท็จจริงได้ความจากทางนำสืบของโจทก์ว่า จำเลยที่ ๑ กับพวกใช้ขวดขว้างผู้เสียหายก็ตาม ศาลก็ไม่อาจนำข้อเท็จจริงที่มิได้กล่าวไว้ในฟ้องนี้มาลงโทษจำเลยที่ ๑ ในความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหายได้เพราะถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยที่ ๑ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๒ วรรคสี่ แม้จำเลยที่ ๑ ไม่ยกขึ้นฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ และเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลมีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ ๒ (จำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๕๗๖๖/๒๕๕๓ ของศาลชั้นต้น) ซึ่งเป็นผู้ร่วมกระทำผิดกับจำเลยที่ ๑ ให้ได้รับผลดุจจำเลยที่ ๑ ผู้ฎีกาได้ด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๒๑๓ ประกอบมาตรา ๒๒๕",วิ.อาญา,,,,,,, 69,3,,การถอนคำร้องขอภายหลังผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านแล้วจะต้องปฏิบัติตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๗๕ หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๐๔๒/๒๕๕๙ ในเรื่องการถอนคำร้องขอ หรือเรื่องถอนฟ้องนั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๑๗๕ ไม่ได้ห้ามผู้ร้องถอนคำร้องขอหลังจากผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านแล้ว โดยบังคับศาลเพียงว่า ภายหลังผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านแล้ว ห้ามไม่ให้ศาลอนุญาตโดยมิได้ฟังผู้คัดค้านหรือผู้ร้องสอดถ้าหากมีก่อน แม้ผู้ร้องขอถอนคำร้องขอและผู้คัดค้านจะคัดค้าน ก็อยู่ในดุลพินิจของศาลที่จะสั่งอนุญาตได้ และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๖ ก็ไม่ได้ห้ามผู้ร้องที่ถอนคำร้องขอยื่นคำร้องขอหรือคำฟ้องใหม่ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยอายุความ ศาลจึงไม่อาจนำข้อที่ผู้ร้องอ้างเรื่องการออกโฉนดไม่ชอบด้วยกฎหมายแล้วจะมายื่นฟ้องผู้คัดค้านเข้ามาเป็นคดีใหม่เป็นเงื่อนไขในการสั่งคำร้องขอถอนคำร้องขอได้ด้วยส่วนที่ผู้คัดค้านฎีกาว่า หากศาลชั้นต้นพิจารณาคดีต่อไปหรือวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายแล้ว จะต้องยกคำร้องขอนั้น เป็นเรื่องที่ผู้คัดค้านคาดเดาไปเอง ทั้งคดีนี้ทั้งสองฝ่ายยังไม่ได้มีการนำพยานหลักฐานเข้าสืบให้อีกฝ่ายเห็นข้อเท็จจริงที่เป็นการสนับสนุนข้ออ้างตามคำร้องขอและข้อเถียงตามคำคัดค้านของฝ่ายตนแต่อย่างไร ทั้งกรณียังไม่ได้มีคำวินิจฉัยในปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายใดเลย หากผู้ร้องนำคดีมาร้องหรือฟ้องใหม่ ผู้คัดค้านก็มีสิทธิต่อสู้คดีได้เต็มที่เช่นเดิม จึงหาทำให้ผู้คัดค้านเสียเปรียบในเชิงคดีไม่,วิ.แพ่ง,,,,,,, 69,3,,"ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเกี่ยวกับค่าฤชาธรรมเนียมว่า ให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๑๐,๐๐๐ บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ศาลอุทธรณ์มิได้พิพากษาแก้คำสั่งของศาลชั้นต้นที่เกี่ยวกับค่าฤชาธรรมเนียมดังกล่าว ดังนี้ จะถือว่าศาลได้มีคำสั่งเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีแล้วหรือไม่","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๘๔๒/๒๕๕๘ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีเป็นค่าฤชาธรรมเนียมประเภทหนึ่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๙ วรรคหนึ่ง ประกอบตาราง ๗ ท้าย ป.วิ.พ. ส่วนค่าใช้จ่ายในการตรวจพิสูจน์สารพันธุกรรมถือเป็นส่วนหนึ่งของค่าฤชาธรรมเนียมตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๒๘/๑ วรรคท้าย ซึ่งค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงนั้นกฎหมายบัญญัติให้ศาลต้องมีคำสั่งไม่ว่าคู่ความจักมีคำขอหรือไม่ โดยหากศาลไม่มีดุลพินิจเป็นประการอื่น ก็ต้องสั่งให้คู่ความฝ่ายที่แพ้คดีเป็นผู้รับผิดในชั้นที่สุดตามมาตรา ๑๖๑ วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา ๑๖๗ วรรคหนึ่งในการที่ศาลจะมีคำสั่งเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีในคำพิพากษาหากศาลมีคำสั่งให้คู่ความฝ่ายที่แพ้คดีต้องชดใช้ให้แก่คู่ความฝ่ายที่ชนะคดีศาลก็จะต้องระบุจำนวนเงินสำหรับค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีไว้โดยชัดแจ้ง สำหรับคดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเกี่ยวกับค่าฤชาธรรมเนียมว่า “ให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๑๐,๐๐๐ บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก” และศาลอุทธรณ์มิได้พิพากษาแก้คำสั่งของศาลชั้นต้นที่เกี่ยวกับค่าฤชาธรรมเนียมดังกล่าว คำสั่งดังกล่าวนี้ย่อมชัดเจนแล้วว่า ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มีดุลพินิจไม่สั่งให้จำเลยต้องชดใช้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีแทนโจทก์แต่ให้จำเลยใช้ค่าใช้จ่ายในการตรวจพิสูจน์สารพันธุกรรมแทนโจทก์ จึงถือว่าศาลอุทธรณ์ได้มีคำสั่งเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีและค่าใช้จ่ายในการตรวจพิสูจน์สารพันธุกรรม โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว",วิ.แพ่ง,,,,,,, 69,4,,โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นเจ้าของบ้าน ซึ่งอยู่ติดกับบ้านของโจทก์จำเลยกระทำโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงทำให้เกิดเพลิงไหม้บ้านของจำเลย ทำให้เพลิงลุกลามไหม้บ้านของโจทก์ทั้งหลัง ได้รับความเสียหายจำเลยให้การว่า จำเลยเป็นเจ้าของบ้านที่เกิดเพลิงไหม้ จำเลยไม่ได้กระทำโดยประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้เกิดเพลิงไหม้บ้าน แต่เกิดจากเหตุสุดวิสัยที่จำเลยไม่อาจป้องกันได้ ขอให้ยกฟ้อง ดังนี้ ภาระการพิสูจน์ว่าจำเลยกระทำละเมิดหรือไม่ตกแก่คู่ความฝ่ายใด,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๓๒๐/๒๕๕๙ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าจำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๘๔/๑ บัญญัติว่า “คู่ความฝ่ายใดกล่าวอ้างข้อเท็จจริงเพื่อสนับสนุนคำคู่ความของตน ให้คู่ความฝ่ายนั้นมีภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงนั้น แต่ถ้ามีข้อสันนิษฐานไว้ในกฎหมายหรือมีข้อสันนิษฐานที่ควรจะเป็น ซึ่งปรากฏจากสภาพปกติธรรมดาของเหตุการณ์เป็นคุณแก่คู่ความฝ่ายใด คู่ความฝ่ายนั้นต้องพิสูจน์แต่เพียงว่าตนได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขแห่งการที่ตนจะได้รับประโยชน์จากครบถ้วนแล้ว” เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ต้นเพลิงเกิดจากบ้านของจำเลยแล้วไฟไหม้ลุกลามไปไหม้บ้านของโจทก์ได้รับความเสียหายโจทก์จึงได้รับประโยชน์จากข้อกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๘๔/๑ ดังกล่าว โดยกรณีนี้ศาลฎีกาเห็นว่า การที่ต้นเพลิงเกิดจากบ้านจำเลยแล้วไฟไหม้ลุกลามไปไหม้บ้านของโจทก์ จำเลยจึงต้องรับผิดชอบเพราะถือว่าเป็นข้อสันนิษฐานที่ควรจะเป็นซึ่งปรากฏจากสภาพปกติธรรมดาของเหตุการณ์เป็นคุณแก่โจทก์จำเลยมีหน้าที่ต้องพิสูจน์เพื่อหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าว คดีนี้จำเลยนำสืบโดยอ้างตนเองเป็นพยาน และมีจ่าอากาศตรีศราวุธ จันทะมาศ บุตรชายจำเลยซึ่งนอนอยู่ในบ้านของจำเลยขณะเกิดเหตุเบิกความรับว่า ต้นเพลิงเกิดจากในบ้านจำเลย แต่เชื่อว่าเหตุเกิดจากบุคคลภายนอกทิ้งก้นบุหรี่ที่บริเวณต้นเพลิง จำเลยจึงต้องพิสูจน์ให้เห็น แต่ตามพยานหลักฐานของจำเลยไม่ปรากฏ จึงเป็นเพียงคำกล่าวอ้างลอย ๆ เท่านั้น พยานจำเลยจึงไม่อาจหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าวได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์,วิ.แพ่ง,,,,,,, 69,4,,ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเข้ามาในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ไม่ได้ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในส่วนคดีอาญาด้วยจะใช้สิทธิอุทธรณ์ฎีกาในส่วนคดีอาญาได้หรือไม่ และในส่วนคดีอาญาหากพนักงานอัยการไม่อุทธรณ์ การวินิจฉัยคดีในส่วนแพ่งศาลจะต้องรับฟังข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๙๑๗/๒๕๕๙ คดีนี้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๔๔/๑ วรรคสอง บัญญัติให้ถือว่าคำร้องของผู้เสียหายที่ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเพียงคำฟ้องตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง โดยให้ถือว่าผู้เสียหายอยู่ในฐานะเป็นโจทก์ในคดีส่วนแพ่งจึงมีสิทธิเพียงอุทธรณ์ฎีกาในคดีส่วนแพ่งเท่านั้น เมื่อคดีนี้พนักงานอัยการเป็นโจทก์ในคดีส่วนอาญา โดยผู้ร้องซึ่งเป็นผู้เสียหายไม่ได้ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๐ ผู้ร้องจึงไม่มีฐานะเป็นโจทก์ร่วมที่จะใช้สิทธิอุทธรณ์ฎีกาในส่วนคดีอาญาได้ในคดีส่วนอาญา ศาลชั้นต้นได้พิเคราะห์พยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยโดยตลอดแล้วเห็นว่าพยานหลักฐานของโจทก์ยังไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า จำเลยร่วมกับพวกกระทำความผิด แล้วพิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่อุทธรณ์ คดีส่วนอาญาย่อมยุติและถึงที่สุดไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ถือได้ว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้นวินิจฉัยข้อเท็จจริงอันเป็นประเด็นโดยตรงในคดีอาญาไว้อย่างชัดแจ้งแล้วว่าจำเลยมิได้เป็นผู้ร่วมกระทำความผิด แม้คดีส่วนแพ่งของผู้ร้องจะมีทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาเกินสองแสนบาท และไม่ต้องห้ามให้ฎีกาในข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๒๔๘ วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๔๐ ก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงในคดีส่วนอาญารับฟังเป็นที่ยุติว่า จำเลยไม่ได้ร่วมกระทำความผิด ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๔๖ ดังนั้น ข้อเท็จจริงในส่วนคดีแพ่งต้องฟังว่าจำเลยไม่ได้กระทำละเมิดอันจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้อง",วิ.อาญา,,,,,,, 69,4,,คดีมโนสาเร่ จำเลยให้การว่า คำฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งให้โจทก์แก้ไขคำฟ้อง จำเลยจะยกปัญหาว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมขึ้นอุทธรณ์ได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๖๑๖/๒๕๕๙ ปัญหาว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ แม้มิใช่ปัญหาที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แต่ก็เป็นปัญหาข้อกฎหมายเมื่อโจทก์ฟ้องและจำเลยให้การว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุม คดีจึงมีประเด็นพิจารณาว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ อย่างไรก็ดี คดีนี้โจทก์ฟ้องขอบังคับให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๒๙๙,๐๐๐ บาท จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ไม่เกิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท เป็นคดีมโนสาเร่ ตามบทบัญญัติมาตรา ๑๘๙ (๑) แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง คดีมโนสาเร่เป็นคดีที่มีทุนทรัพย์ไม่มากกฎหมายจึงมีวัตถุประสงค์ให้คดีเช่นนี้เสร็จไปโดยไม่จำต้องดำเนินคดีเต็มรูปแบบดังเช่นการดำเนินคดีแพ่งสามัญโดยกำหนดวิธีพิจารณาที่รวดเร็ว แต่คู่ความยังได้รับความเป็นธรรมตามสิทธิที่ตนมีดังปรากฏตามเหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ ๑๗) พ.ศ. ๒๕๔๒ ว่า “เพื่อให้คดีได้เสร็จสิ้นไปโดยเร็ว และประหยัดค่าใช้จ่ายของคู่ความ” ซึ่งมาตรา ๑๙๑ วรรคสองบัญญัติว่า “ในกรณีที่โจทก์ยื่นคำฟ้องเป็นหนังสือ หากศาลเห็นว่าคำฟ้องดังกล่าวไม่ถูกต้องหรือขาดสาระสำคัญบางเรื่อง ศาลอาจมีคำสั่งให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องในส่วนนั้นให้ถูกต้อง หรือชัดเจนขึ้นก็ได้” ดังนั้น เมื่อคดีนี้จำเลยให้การว่า คำฟ้องโจทก์เคลือบคลุมคดีจึงมีประเด็นว่า คำฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ หากศาลเห็นว่าคำฟ้องโจทก์เคลือบคลุม กรณีย่อมต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา ๑๙๑ วรรคสอง ที่ศาลชั้นต้นต้องมีคำสั่งให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องในส่วนนั้นให้ถูกต้องหรือชัดเจนขึ้นก่อน หากโจทก์ไม่ทำการแก้ไขจึงจะถือว่ามีประเด็นเรื่องคำฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมที่ศาลจะมีคำสั่งวินิจฉัยต่อไป สำหรับคดีนี้จำเลยให้การว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุม แต่ศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องตามมาตรา ๑๙๑ วรรคสอง กรณีถือว่าศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจพิจารณาแล้วว่าคำฟ้องของโจทก์ไม่เคลือบคลุมต้องถือว่าประเด็นเรื่องคำฟ้อง ของโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่เป็นอันยุติไปตามสภาพที่ศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องตามมาตรา ๑๙๑ วรรคสอง ซึ่งเป็นบทบัญญัติพิเศษเพื่อให้การดำเนินคดีมโนสาเร่สามารถดำเนินไปได้อย่างรวดเร็ว ไม่ติดขัดไปตามบทกฎหมายเกี่ยวกับวิธีพิจารณาความ กรณีถือว่าปัญหาเรื่องคำฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่เป็นอันยุติไปแล้ว จำเลยจึงไม่อาจยกอ้างปัญหานี้ขึ้นอุทธรณ์ได้เพราะเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามตาม มาตรา ๒๒๕ วรรคหนึ่ง",วิ.แพ่ง,,,,,,, 69,5,,"คดีก่อน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องและจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องว่า ทนายจำเลยแถลงไม่คัดค้านคำร้องขอถอนฟ้อง เป็นการกระทำโดยไม่มีอำนาจ ศาลจำหน่ายคดีโดยผิดหลงขอให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง โจทก์จึงนำคำฟ้องเรื่องเดียวกันมาฟ้องจำเลย ดังนี้ หากจำเลยยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นในคดีก่อนที่ยกคำร้องขอให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนและต่อมาศาลฎีกาในคดีก่อนมีคำสั่งจำหน่ายคดีเพราะฎีกาของจำเลยไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรแก่การพิจารณา ดังนี้ คำฟ้องคดีหลังเป็นฟ้องซ้อนหรือไม่","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๗๕๔/๒๕๕๘ คดีก่อนโจทก์ทั้งเจ็ดฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ ๔ กันยายน ๒๕๕๕ โดยกล่าวในคำฟ้องว่า จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๙๔๔๑ ซึ่งอยู่ติดกับที่ดินโฉนดเลขที่ ๗๐๙๔๑ ของโจทก์ที่ ๑ ถึงที่ ๓ และที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๐๔๑๘ ของโจทก์ที่ ๔ ถึงที่ ๗ โจทก์ทั้งเจ็ดใช้ทางพิพาทที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๙๔๔๑ เป็นทางสัญจร และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคติดตั้งเสาไฟฟ้าและอุปกรณ์บนที่ดินดังกล่าวเพื่อจ่ายกระแสไฟฟ้าให้โจทก์ทั้งเจ็ดเป็นเวลานานกว่า ๒๐ ปี เส้นทางดังกล่าวจึงตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ดโดยอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๐๑ แต่ปัจจุบันจำเลยพยายามกีดกันไม่ให้โจทก์ทั้งเจ็ดใช้ประโยชน์ในที่ดินภาระจำยอมดังกล่าว ขอให้พิพากษาว่าทางพิพาทบนที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๙๔๔๑ ของจำเลย ตกเป็นภาระจำยอมต่อมาวันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖ โจทก์ทั้งเจ็ดยื่นคำร้องขอถอนฟ้อง ทนายจำเลยแถลงไม่คัดค้าน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ทั้งเจ็ดถอนฟ้องและจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ แต่เมื่อวันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖ จำเลย ยื่นคำร้องขอถอนทนายความพร้อมกับยื่นคำร้องว่า จำเลยไม่ได้ระบุในใบแต่งทนายให้ทนายจำเลยคนก่อนมีอำนาจจำหน่ายสิทธิของจำเลย การที่ทนายจำเลยแถลงไม่คัดค้านคำร้องขอถอนฟ้องเป็นการกระทำโดยไม่มีอำนาจ เป็นเหตุให้ศาลชั้นต้นจำหน่ายคดีไปโดยผิดหลงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗ ประกอบมาตรา ๑๗๕ ขอให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ วันเดียวกันศาลชั้นต้นตรวจคำร้องแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง ต่อมาวันที่ ๑๔ มีนาคม ๒๕๕๖ โจทก์ทั้งเจ็ดยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ วันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๕๖ จำเลยยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นในคดีก่อนที่ยกคำร้องขอให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ มีคำพิพากษายืน จำเลยยื่นฎีกาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๗ เมื่อวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๕๖ ศาลฎีกามีคำสั่งในคดีก่อนว่าฎีกาของจำเลยไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรแก่การพิจารณา ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมมาตรา ๒๓ วรรคหนึ่ง ตามคำสั่งศาลฎีกาลงวันที่ ๔ มิถุนายน ๒๕๕๗ เห็นว่าจำเลยยื่นคำร้องขอให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่โดยอ้างเหตุว่าศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาโดยผิดหลง ภายหลังศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องและจำหน่ายคดีในคดีก่อนเพียง ๖ วัน เป็นการยื่นภายในระยะเวลาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗ และโจทก์ทั้งเจ็ดยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ ๑๔ มีนาคม ๒๕๕๖ ขณะนั้นระยะเวลาอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ของจำเลยยังไม่สิ้นสุดลงถือได้ว่า โจทก์ยื่นคำฟ้องคดีนี้ในขณะที่คดีก่อนอยู่ในระหว่างการพิจารณา และเมื่อพิจารณาคำฟ้องของโจทก์ทั้งเจ็ดในคดีนี้เป็นเรื่องที่โจทก์ทั้งเจ็ดกล่าวอ้างว่า ที่ดินของจำเลยตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ดที่อยู่ติดกันเช่นเดียวกันกับคำฟ้องของโจทก์ทั้งเจ็ดในคดีก่อนแม้คำขอบังคับในส่วนที่เกี่ยวกับความกว้างยาวของทางพิพาทแตกต่างกัน แต่ก็เป็นการขอให้รับรองว่าทางพิพาทตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ดเช่นเดียวกันคำฟ้องของโจทก์ทั้งเจ็ดในคดีนี้กับคำฟ้องของโจทก์ทั้งเจ็ดในคดีก่อนจึงเป็นคำฟ้องเรื่องเดียวกัน และการพิจารณาว่าคำฟ้องคดีหลังเป็นฟ้องซ้อนกับคดีก่อนหรือไม่ ต้องพิจารณาในวันยื่นคำฟ้องคดีหลังเป็นสำคัญ เมื่อปรากฏว่าขณะที่โจทก์ทั้งเจ็ดยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ คดีก่อนอยู่ระหว่างการพิจารณา คำฟ้องของโจทก์ทั้งเจ็ดในคดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้อนกับคำฟ้องของโจทก์ทั้งเจ็ดในคดีก่อน แม้ต่อมาศาลฎีกาในคดีก่อนจะมีคำสั่งจำหน่ายคดีเพราะเหตุฎีกาของจำเลยไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรแก่การพิจารณาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๒๓ วรรคหนึ่ง ก็หาทำให้คำฟ้องของโจทก์ทั้งเจ็ดในคดีนี้ซึ่งเป็นฟ้องซ้อนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายกลับเป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายไม่",วิ.แพ่ง,,,,,,, 69,5,,"ศาลพิพากษาให้จำเลยที่ขาดนัดพิจารณาแพ้คดีจำเลยมีสิทธิยื่นคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้ภายในกำหนดเวลาใด คำพิพากษาซึ่งอาจมีคำขอให้พิจารณาใหม่ได้นั้นให้ถือว่าเป็นที่สุดเมื่อใด",มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๕๑๖/๒๕๕๙ จำเลยขาดนัดพิจารณา ศาลพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีนั้นไปฝ่ายเดียวและพิพากษาให้จำเลยแพ้คดี จำเลยมีสิทธิยื่นคำขอพิจารณาใหม่ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๒๐๗ ประกอบมาตรา ๑๙๙ จัตวา ศาลมีคำบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษา และเจ้าหน้าที่ศาลได้ส่งคำบังคับแก่จำเลยโดยการปิดคำบังคับเมื่อวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๔๕ การส่งคำบังคับโดยการปิดคำบังคับให้มีผลใช้ได้เมื่อกำหนดเวลา ๑๕ วัน ได้ล่วงพ้นไปแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๗๙ วรรคสอง ต้องถือว่าการส่งคำบังคับให้แก่จำเลยมีผลในวันที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๔๕ จำเลยมีสิทธิยื่นคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้ภายในวันที่ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๔๕ เมื่อจำเลยมิได้ยื่นคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ภายในกำหนดเวลาดังกล่าว คดีเป็นที่สุดตั้งแต่วันถัดจากวันที่ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๔๕ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๗ วรรคสอง,วิ.แพ่ง,,,,,,, 69,5,,โจทก์ถอนคำฟ้องก่อนจำเลยยื่นคำให้การต่อสู้คดีต่อศาล ศาลจำต้องฟังหรือสอบถามจำเลยก่อนอนุญาตให้ถอนคำฟ้องหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๐๙๐/๒๕๕๙ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๕ วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้ว่า “ก่อนจำเลยยื่นคำให้การ โจทก์อาจถอนคำฟ้องได้ โดยยื่นคำบอกกล่าวเป็นหนังสือต่อศาล” นั่นคือ ก่อนจำเลยยื่นคำให้การสู้คดีต่อศาลโจทก์มีสิทธิถอนฟ้องได้โดยยื่นคำบอกกล่าวเป็นหนังสือต่อศาล และศาลพิจารณาสั่งคำบอกกล่าวที่ยื่นมาได้โดยไม่จำต้องฟังหรือสอบถามจำเลยก่อน ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ทั้งสองถอนฟ้องตามคำบอกกล่าวจึงชอบแล้ว จำเลยจะมาคัดค้านภายหลังโดยอ้างว่าการถอนฟ้องของโจทก์ทั้งสองเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตหาได้ไม่,วิ.แพ่ง,,,,,,, 69,5,,ผู้เสียหายฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้น คดีอยู่ระหว่างการไต่ส่วนมูลฟ้องต่อมาพนักงานอัยการฟ้องจำเลยในเรื่องเดียวกันอีกผู้เสียหายจึงยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ ดังนี้ ฟ้องของพนักงานอัยการและคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของผู้เสียหายจะเป็นฟ้องซ้อนหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๑๓๒๙/๒๕๕๖ เมื่อวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๕๑ โจทก์ ร่วมฟ้องจำเลยกับพวกรวม ๓ คน ต่อศาลชั้นต้น ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมาย อาญา มาตรา ๑๓๖, ๑๓๘, ๑๓๙, ๑๔๐, ๒๙๖, ๓๐๙, ๓๑๐ ตามคดีอาญา หมายเลขดำที่ ๒๘๔๕/๒๕๕๑ คดีอยู่ระหว่างการไต่สวนมูลฟ้อง ต่อมาวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๕๑ พนักงานอัยการฟ้องจำเลยในเรื่องเดียวกันเป็นคดีนี้ครั้นวันที่ ๔ กันยายน ๒๕๕๒ โจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้เสียหายคดีนี้ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตเมื่อวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๕๒ มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมข้อแรกว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้อนกับคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๒๘๔๕/๒๕๕๑ ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๓ วรรคสอง (๑) ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕ บัญญัติในเรื่องฟ้องซ้อนว่านับแต่เวลาที่ได้ยื่นคำฟ้องแล้ว คดีนั้นอยู่ในระหว่างพิจารณาและผลแห่งการนี้ ห้ามมิให้โจทก์ยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกันนั้นต่อศาลเดียวกันหรือต่อศาลอื่น การที่โจทก์ร่วมฟ้องจำเลยคดีนี้เป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๒๘๔๕/๒๕๕๑ ต่อศาลชั้นต้นก่อน แล้วต่อมาพนักงานอัยการฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ในภายหลัง เมื่อไม่มีกฎหมายจำกัดอำนาจของพนักงานอัยการมิให้ฟ้องคดีอาญาที่ผู้เสียหายได้ฟ้องจำเลยไว้แล้ว และบทบัญญัติมาตรา ๓๓ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาก็ได้บัญญัติถึงการพิจารณาคดี ซึ่งทั้งพนักงานอัยการและผู้เสียหายต่างฟ้องคดีอาญาเรื่องเดียวกันไว้ แสดงให้เห็นว่า ผู้เสียหายและพนักงานอัยการต่างฟ้องคดีอาญาเรื่องเดียวกันได้ ดังนั้น ฟ้องโจทก์ คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้อนกับคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๒๘๔๕/๒๕๕๑ ของศาลชั้นต้น อย่างไรก็ตามการที่โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ คดีนี้โดยถือเอาคำฟ้องของโจทก์เป็นคำฟ้องของตนเอง เมื่อศาลชั้นต้นอนุญาตจึงมีผล เท่ากับโจทก์ร่วมเข้ามาเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ด้วย การที่โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอ เข้าร่วมเป็นโจทก์จึงมีสถานะเสมือนหนึ่งเป็นการฟ้องจำเลยซ้อนกับคดีที่โจทก์ร่วมฟ้องจำเลยไว้ก่อนเป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๒๘๔๕/๒๕๕๑ ของศาลชั้นต้น จึงเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๓ วรรคสอง (๑) ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕ และการที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมเข้าร่วมเป็นโจทก์คดีนี้ จึงไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้างศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้",วิ.อาญา,,,,,,, 69,6,,ในคดีอาญา โจทก์จะอ้างบุคคลที่เคยถูกฟ้องร่วมกับจำเลยแต่ศาลได้สั่งแยกฟ้องเป็นคดีใหม่ต่างหากแล้วมาเป็นพยานโจทก์ได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๓๐๖/๒๕๕๙ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๓๒ ที่บัญญัติห้ามมิให้โจทก์อ้างจำเลยเป็นพยานนั้น หมายถึงห้ามโจทก์อ้างตัวจำเลยเป็นพยานของโจทก์ในคดีที่พิจารณาอยู่เท่านั้น แม้ ส. เคยถูกฟ้องร่วมกับจำเลยทั้งสองมาก่อน แต่ก็มิใช่ตัวจำเลยในคดีที่โจทก์ประสงค์จะอ้าง ส. เป็นพยานในคดีนี้เพราะศาลได้สั่งให้แยกฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีใหม่ต่างหากแล้ว จึงต้องถือว่า ส.และจำเลยทั้งสองเป็นจำเลยคนละคดีกัน โจทก์จึงอ้าง ส. เป็นพยานโจทก์ในคดีนี้ได้ไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๓๒,วิ.อาญา,,,,,,, 69,6,,คดีฟ้องขับไล่บุคคลใด ๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์ จำเลยมิได้ให้การต่อสู้ว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย หากจำเลยแถลงต่อศาลชั้นต้นว่าจำเลยร่วมกับบุคคลอื่นซื้อที่ดินพิพาทมาจะถือว่าเป็นคดีพิพาทกันเกี่ยวกับความเป็นเจ้าของที่ดินทำให้เป็นคดีมีทุนทรัพย์ตามราคาที่ดินพิพาทหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๓๐๕/๒๕๕๙ โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท จำเลยทั้งสองร่วมกันนำดินเข้าไปถมในที่ดินของโจทก์ อันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์โดยปกติสุข ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันขนย้ายดินที่นำมาถมออกไปจากที่ดินพิพาทของโจทก์และส่งมอบที่ดินคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยกับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ปีละ ๕๐,๐๐๐ บาท จำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้งว่า ค. ซึ่งเป็นภริยาจำเลยที่ ๑ และบุตรจำเลยที่ ๒ เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ค. ใช้ให้จำเลยทั้งสองเข้าไปปรับหน้าดินในที่ดินพิพาท ค. ขอให้ขับไล่โจทก์และบริวารออกไปจากที่ดิน จำเลยทั้งสองมิได้ให้การต่อสู้ว่า ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยทั้งสอง โจทก์กับจำเลยทั้งสองจึงมิได้พิพาทกันเกี่ยวกับความเป็นเจ้าของสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท แม้จำเลยทั้งสองแถลงต่อศาลชั้นต้นาจำเลยที่ ๑ กับ ค. ซื้อที่ดินพิพาทมาในขณะอยู่กินฉันสามีภริยา ก็เป็นเรื่องนอกเหนือคำให้การ ถือไม่ได้ว่าเป็นคดีพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทและแม้คู่ความจะแถลงต่อศาลชั้นต้นว่าที่ดินพิพาทมีราคา ๒๐๐,๐๐๐ บาท ก็ไม่ทำให้เป็นคดีมีทุนทรัพย์ตามราคาที่ดินพิพาท หากแต่เป็นคดีฟ้องขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นเงินได้และเป็นคดีฟ้องขับไล่บุคคลใด ๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๔ วรรคสอง เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองขนย้ายดินที่นำมาถมออกไปจากที่ดินพิพาท และส่งมอบที่ดินพิพาทคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย กับให้ร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ปีละ ๒,๐๐๐ บาท โจทก์ไม่อุทธรณ์ จึงฟังได้ว่าที่ดินพิพาทมีค่าเช่าหรืออาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละ ๔,๐๐๐ บาท จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่า ที่ดินพิพาทเป็นของ ค. เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้นจึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามบทมาตราดังกล่าว",วิ.แพ่ง,,,,,,, 69,6,,คดีไม่มีข้อพิพาท จะต้องมีการส่งหมายและสำเนาคำร้องขอให้แก่ผู้ใดในการดำเนินคดีอย่างคดีมีข้อพิพาทหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๘๘๒/๒๕๕๙ ผู้ร้องทั้งสองร้องขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่สามัญผู้ถือหุ้นเป็นการดำเนินคดีอย่างคดีไม่มีข้อพิพาท และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งบัญญัติให้ศาลชั้นต้นที่รับคำฟ้องต้องส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยเฉพาะในการดำเนินคดีอย่างคดีมีข้อพิพาทเท่านั้น หาได้มีบทบัญญัติให้ต้องมีการส่งหมายและสำเนาคำร้องขอให้แก่ผู้ใดในการดำเนินคดีอย่างคดีไม่มีข้อพิพาทไม่ ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนคำร้องขอของผู้ร้องทั้งสองโดยส่งสำเนาให้นายทะเบียนและกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทม. พร้อมทั้งประกาศคำร้องขอและกำหนดนัดไต่สวนคำร้องขอในหนังสือพิมพ์รายวัน และได้ไต่สวนคำร้องขอของผู้ร้องทั้งสองหลังจากครบกำหนดตามประกาศดังกล่าว ๑๕ วัน แม้โดยไม่ได้ส่งหมายนัดและสำเนาคำร้องขอของผู้ร้องทั้งสองให้ผู้คัดค้านก่อนไต่สวน ก็ถือเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ชอบแล้ว แม้ต่อมาศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาให้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่สามัญผู้ถือหุ้นของบริษัท ม. เฉพาะส่วนที่รับรองงบดุลและบัญชีกำไรขาดทุนประจำปีแต่สิทธิของผู้คัดค้านในฐานะผู้ถือหุ้นในบริษัท ม. ยังคงมีอยู่เช่นเดิม แม้หากผู้คัดค้านจะอ้างว่าผู้คัดค้านเป็นเจ้าหนี้บริษัท ม. ผู้คัดค้านก็ชอบที่จะได้รับชำระหนี้หรือเรียกร้องให้มีการชำระหนี้ได้ตามผลของกฎหมายอยู่แล้ว ผู้คัดค้านจึงไม่ใช่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากคำพิพากษา,วิ.แพ่ง,,,,,,, 69,6,,ฟ้องแย้งจะต้องพิจารณาถึงอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลด้วยหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ (ก.) กรณีที่โจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลแขวง แต่จำนวนทุนทรัพย์ตามฟ้องแย้งนั้นไม่อยู่ในอำนาจศาลแขวงที่จะรับไว้พิจารณาพิพากษาคดีได้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๕๔๑/๒๕๕๖ ฟ้องแย้งมีลักษณะเป็นคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑ (๓) การเสนอคำฟ้องแย้งต่อศาลต้องอยู่ในบังคับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒ (๑) กล่าวคือ ศาลนั้นต้องมีอำนาจที่จะพิจารณาพิพากษาคดีตามฟ้องแย้งได้ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม ฟ้องแย้งของจำเลยมีทุนทรัพย์ ๓๐๗,๕๐๐ บาท เกินกว่า ๓๐๐,๐๐๐ บาท จึงไม่อยู่ในอำนาจศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลแขวงที่จะรับไว้พิจารณาพิพากษาได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๑๗ ประกอบมาตรา ๒๕ (๔) ส่วนประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๙๒ วรรคสี่ เป็นเรื่องวิธีพิจารณาคดีที่ให้อำนาจศาลชั้นต้นในกรณีที่จำเลยฟ้องแย้งเข้ามาในคดีมโนสาเร่ว่าจะดำเนินการพิจารณาคดีไปอย่างคดีสามัญหรืออย่างคดีมโนสาเร่อันเป็นวิธีพิจารณาวิสามัญ เป็นคนละเรื่องกับอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลชั้นต้นตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม กล่าวอีกนัยหนึ่ง ศาลที่มีอำนาจสั่งให้นำวิธีพิจารณาคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๙๒ วรรคสี่ มาใช้บังคับแก่คดีได้ จะต้องเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมด้วย (คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๔๘๓/๒๕๑๖, ๒๕๔๑/๒๕๕๖ วินิจฉัยเช่นกัน) (ข) กรณีที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลจังหวัด จำเลยยื่นคำให้การและฟ้องแย้ง หากฟ้องแย้งของจำเลยมีทุนทรัพย์ที่พิพาทไม่เกินสามแสนบาทซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลแขวงตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๑๗ ประกอบมาตรา ๒๕ (๔) นั้น ปัญหาว่าศาลจังหวัดจะรับฟ้องแย้งของจำเลยไว้พิจารณาพิพากษาได้หรือไม่นั้น เดิมมีคำพิพากษาฎีกาที่ ๗๔๔๓/๒๕๕๗ วินิจฉัยไว้ว่า ศาลจังหวัดไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาฟ้องแย้งของจำเลยตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๑๘ ทั้งไม่มีกฎหมายใดให้อำนาจศาลจังหวัดที่จะรับฟ้องแย้งของจำเลยไว้พิจารณาพิพากษาได้ แต่ปัจจุบันมีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๕๘ มาตรา ๘ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๘ แห่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรม และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน และมาตรา ๙ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๑๙/๑ แห่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรม ดังนี้ “มาตรา ๑๘ ภายใต้บังคับมาตรา ๑๙/๑ ศาลจังหวัดมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งและคดีอาญาทั้งปวงที่มิได้อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรมอื่น” “มาตรา ๑๙/๑ บรรดาคดีซึ่งเกิดขึ้นในเขตศาลแขวงและอยู่ในอำนาจของ ศาลแขวงนั้นถ้ายื่นฟ้องต่อศาลแพ่ง ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ศาลแพ่งธนบุรี ศาลอาญา ศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลอาญาธนบุรี หรือศาลจังหวัด ให้อยู่ในดุลพินิจของศาลดังกล่าวที่จะยอมรับพิจารณาคดีใดคดีหนึ่งที่ยื่นฟ้องเช่นนั้นหรือมีคำสั่งโอนคดีไปยังศาลแขวงที่มีเขตอำนาจก็ได้ และไม่ว่ากรณีจะเป็นประการใด หากศาลแพ่งศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ศาลแพ่งธนบุรี ศาลอาญา ศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลอาญาธนบุรี หรือศาลจังหวัดได้มีคำสั่งรับฟ้องคดีเช่นว่านั้นไว้แล้ว ให้ศาลดังกล่าวพิจารณาพิพากษาคดีนั้นต่อไป ดังนั้น ศาลจังหวัดจึงอาจใช้ดุลพินิจที่จะรับฟ้องแย้งซึ่งอยู่ในเขตศาลแขวงและอำนาจของศาลแขวงไว้พิจารณา หรือมีคำสั่งโอนคดีไปยังศาลแขวงที่มีเขตอำนาจก็ได้และหากศาลจังหวัดได้มีคำสั่งรับฟ้องแย้งนั้นไว้แล้ว ให้ศาลจังหวัดพิจารณาพิพากษาคดีนั้นต่อไป (ข้อสอบเนติบัณฑิตสมัยที่ ๖๘ ภาคสอง ข้อ ๑๐)",วิ.แพ่ง,,,,,,, 69,7,,"ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทเป็นหนังสือโดยมีการวางเงินมัดจำด้วย กรณีต้องด้วย ป.วิ.พ. มาตรา ๙๔ (ข) ที่ห้ามมิให้คู่ความนำสืบพยานบุคคลว่ายังมีข้อความเพิ่มเติมนอกเหนือจากสัญญาหรือไม่ สัญญาจะซื้อจะขายมีข้อความระบุว่า ทั้งสองฝ่ายตกลงจะซื้อจะขายที่ดินตารางวาละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท โดยส่วนที่เป็นถนนตามสภาพจริงจะไม่ถูกนำมาคำนวณเป็นราคาที่ดินที่จะซื้อจะขาย โจทก์จะนำสืบพยานบุคคลว่ายังมีข้อตกลงว่าให้จำเลยรังวัดแบ่งแยกกันส่วนที่เป็นแนวเสาไฟฟ้าออกจากที่ดินที่จะซื้อจะขายได้หรือไม่","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๙๔๕/๒๕๕๘ โจทก์จำเลยตกลงทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทเป็นหนังสือโดยมีการวางเงินมัดจำด้วยการวางเงินมัดจำเป็นเพียงข้อสัญญาข้อหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่ข้อตกลงทำสัญญากันด้วยการวางเงินมัดจำ การฟ้องร้องบังคับคดีจึงต้องอาศัยหลักฐานตามหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายที่ทำไว้ กรณีจึงต้องด้วย ป.วิ.พ. มาตรา ๙๔ (ข) ที่ห้ามมิให้คู่ความนำสืบพยานบุคคลว่ายังมีข้อความเพิ่มเติมนอกเหนือจากสัญญาอยู่อีก เมื่อสัญญาจะซื้อจะขายในข้อ ๑. มีข้อความระบุชัดเจนอยู่แล้วว่า ทั้งสองฝ่ายตกลงจะซื้อจะขายที่ดินตารางวาละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท โดยส่วนที่เป็นถนนตามสภาพจริงจะไม่ถูกนำมาคำนวณเป็นราคาที่ดินที่จะซื้อจะขาย โดยไม่มีข้อความว่าให้จำเลยกันส่วนที่เป็นแนวเสาไฟฟ้าออกจากที่ดินจะซื้อจะขายแต่อย่างใด กรณีจึงไม่ใช่ข้อความไม่ชัดเจนหรืออาจแปลความได้หลายนัย ย่อมไม่มีความจำเป็นอย่างใดที่จะต้องตีความการแสดงเจตนาของคู่สัญญาอีก ดังนี้ จะนำบทบัญญัติ ป.พ.พ. มาตรา ๑๗๑ มาบังคับใช้เพื่อสืบพยานบุคคลประกอบการตีความเจตนาอันแท้จริงของคู่สัญญาหาได้ไม่ ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๙๔ (ข) การที่โจทก์นำสืบพยานบุคคลว่ายังมีข้อตกลงว่าให้จำเลยรังวัดแบ่งแยกกันส่วนที่เป็นแนวเสาไฟฟ้าออกจากที่ดินที่จะซื้อจะขายนอกเหนือข้อตกลงในหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายจึงต้องห้ามมิให้รับฟังและถือไม่ได้ว่ามีข้อตกลงดังกล่าว",วิ.แพ่ง,,,,,,, 69,7,,การนำข้อเท็จจริงจากคำพิพากษาคดีส่วนอาญามารับฟังในคดีส่วนแพ่งมีหลักเกณฑ์อย่างไร,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๔๘๔/๒๕๕๘ การที่จะนำข้อเท็จจริงจากคำพิพากษาคดี ส่วนอาญามารับฟังในคดีส่วนแพ่งตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๔๖ นั้น จะต้องประกอบด้วยหลักเกณฑ์ ๓ ประการ คือ คำพิพากษาคดีอาญาต้องถึงที่สุด ข้อเท็จจริงนั้นต้องเป็นประเด็นโดยตรงในคดีอาญาและคำพิพากษาคดีอาญาต้องวินิจฉัยไว้โดยชัดแจ้งตลอดจนผู้ที่จะถูกข้อเท็จจริงในคดีอาญามาผูกพันต้องเป็นคู่ความในคดีอาญาการพิพากษาคดีอาญาในคดีก่อน ศาลอุทธรณ์ซึ่งเป็นศาลชั้นที่สุดวินิจฉัยว่าพฤติการณ์ที่จำเลยที่ ๑ ขายสินค้าให้จำเลยที่ ๕ และที่ ๖ เป็นเรื่องซื้อขายกันตามปกติทางการค้า จำเลยที่ ๑ ไม่ได้ขายไปในราคาต่ำกว่าทุนอันจะเป็นตัวชี้เจตนาได้ว่าจำเลยที่ ๑ ทุจริตต่อหน้าที่ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย การกระทำของจำเลยที่ ๑ ไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกงและจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๖ ไม่มีความผิดฐานฉ้อโกงด้วย อันเป็นการวินิจฉัยถึงการทำงานของจำเลยที่ ๑ รวมถึงพฤติการณ์แห่งการกระทำของจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๖ ว่ามิได้เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตและไม่ได้กระทำผิดกฎหมายรวมทั้งโจทก์ไม่ได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลยทั้งหก เมื่อโจทก์มาฟ้องจำเลยทั้งหกเป็นคดีแพ่งคดีนี้อีกว่าจำเลยทั้งหกร่วมกันกระทำละเมิดต่อโจทก์ทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์อีก อันมีข้อเท็จจริงที่ต้องวินิจฉัยถึงการกระทำของจำเลยทั้งหกว่าเป็นการกระทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายก่อให้เกิดความเสียหายอันเป็นกรณีของการกระทำที่เป็นละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงโดยตรงในคดีอาญาและคำพิพากษาคดีอาญาได้วินิจฉัยไว้โดยชัดแจ้งแล้วถึงการกระทำของจำเลยทั้งหก คดีนี้จึงเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาข้อเท็จจริงที่โจทก์กล่าวอ้างว่าศาลอุทธรณ์รับฟังเป็นยุติว่าการกระทำของจำเลย ที่ ๑ ที่ขายสินค้าให้จำเลยที่ ๕ และที่ ๖ ในราคาต่ำไปทำให้โจทก์ขาดรายได้เท่าที่ควรจะได้เป็นเงิน ๖,๐๐๐,๐๐๐ บาท นั้น เป็นการรับฟังข้อเท็จจริงถึงการตรวจสอบห้างจำเลยที่ ๕ และบริษัทจำเลยที่ ๖ ในราคาต่ำไปทำให้โจทก์ขาดรายได้เท่าที่ควรจะได้เป็นเงิน ๖,๐๐๐,๐๐๐ บาท นั้น เป็นการรับฟังข้อเท็จจริงถึงการตรวจสอบห้างจำเลยที่ ๕และบริษัทจำเลยที่ ๖ ที่โจทก์พบว่าเมื่อนำใบซื้อขายสินค้าระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๕และที่ ๖ มาเปรียบเทียบกันแล้วเห็นว่าจำเลยที่ ๑ พิจารณาสั่งขายสินค้าให้จำเลยที่ ๕ และที่ ๖ ในราคาต่ำสุดเท่าที่จะต่ำได้ในการซื้อขายแต่ละคราว ทำให้โจทก์ขาดรายได้เป็นเงินรวม ๖,๐๐๐,๐๐๐ บาท เท่านั้น มิใช่ข้อเท็จจริงที่เป็นประเด็นโดยตรงในคดีอาญาที่ฟังยุติแล้วว่า ที่จำเลยที่ ๑ ขายสินค้าให้จำเลยที่ ๕ และที่ ๖ เป็นเรื่อง ซื้อขายกันตามปกติทางการค้า จำเลยที่ ๑ ไม่ได้ขายไปในราคาต่ำกว่าทุนอันจะเป็นตัวชี้เจตนาได้ว่าจำเลยที่ ๑ ทุจริตต่อหน้าที่ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายแต่อย่างใด กรณีจึงรับฟังได้ว่าจำเลยทั้งหกมิได้กระทำต่อโจทก์โดยผิดกฎหมายไม่เป็นการกระทำที่เป็นละเมิดต่อโจทก์จึงไม่ต้องร่วมกันรับผิดชำระค่าเสียหายแก่โจทก์แต่อย่างใด",วิ.อาญา,,,,,,, 69,7,,ศาลมีคำสั่งให้ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ แต่ผู้ร้องยังมิได้นำคำสั่งศาลไปดำเนินการ ดังนี้ เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาผู้นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินดังกล่าวไว้ แต่ผู้ร้องนำคำสั่งศาลไปยื่นขอให้ปล่อยที่ดินจะร้องสอดเข้ามาได้หรือไม่ และหากศาลในคดีที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษานำยึดที่ดินพิพาทมีคำสั่งให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึดจะมีผลต่อคดีที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษายื่นคำร้องสอดหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๑๓๘/๒๕๕๙ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ แต่ผู้ร้องยังมิได้นำคำสั่งศาลดังกล่าวไปดำเนินการยื่นขอต่อเจ้าพนักงานที่ดิน และเจ้าพนักงานที่ดินก็ยังไม่ได้จดทะเบียนให้ผู้ร้องเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตามคำสั่งศาลชั้นต้น เพราะที่ดินพิพาทถูกเจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้เพื่อบังคับคดีชำระหนี้ตามคำพิพากษาแก่โจทก์ ดังนั้น การดำเนินการในชั้นบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีนี้ยังไม่เสร็จสิ้น ผู้ร้องสอดซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๑๕๘๘/๒๕๔๓ ของศาลจังหวัดเชียงรายและได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพิพาทไว้ แต่ผู้ร้องนำคำสั่งศาลชั้นต้นไปยื่นต่อศาลจังหวัดเชียงรายเพื่อขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ดินพิพาทที่โจทก์นำยึดไว้ดังกล่าว จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งและถูกโต้แย้งสิทธิ จึงชอบที่จะร้องขอเข้ามาในชั้นบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีนี้ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๗ (๑) และผู้ร้องสอดสามารถพิสูจน์ในชั้นนี้ได้ว่าผู้ร้องสอดในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษามีสิทธิดีกว่าผู้ร้องอย่างไร โดยไม่ต้องให้ผู้ร้องสอดไปฟ้องเป็นคดีใหม่ในคดีแพ่งของศาลจังหวัดเชียงราย ซึ่งผู้ร้องสอดเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีดังกล่าวได้นำยึดที่ดินพิพาทเพื่อขายทอดตลาดนั้น เมื่อปรากฏว่าผู้ร้องคดีนี้ไปยื่นคำร้องในคดีดังกล่าวขอให้ปล่อยทรัพย์พิพาท ผู้ร้องสอดซึ่งเป็นโจทก์ในคดีดังกล่าวก็ยื่นคำคัดค้านเป็นประเด็นว่า ผู้ร้องมิใช่เจ้าของที่ดินพิพาท โดยมีรายละเอียดในคำคัดค้านว่าผู้ร้องได้ยกที่ดินพิพาทให้แก่ผู้คัดค้านที่ ๑ (จำเลยในคดีดังกล่าว) ที่ดินพิพาทจึงเป็นของผู้คัดค้านที่ ๑ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา และเมื่อผู้คัดค้านที่ ๑ ให้ผู้คัดค้านที่ ๒ และที่ ๓ เข้าถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับผู้คัดค้านที่ ๑ แล้วผู้คัดค้านทั้งสามนำที่ดินพิพาทไปจำนองไว้แก่ธนาคารออมสินแล้วนำเงินที่ได้จากการจำนองมาปลูกบ้านให้ผู้ร้องอาศัยอยู่ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึด ส่วนคดีนี้ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้คัดค้านทั้งสาม มิใช่ของผู้ร้อง เพื่อให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงหรือเพิกถอนคำสั่งเดิมเพื่อมีผลทำให้ผู้ร้องไม่มีสิทธิขอให้ปล่อยทรัพย์พิพาทที่ถูกยึดโดยผู้ร้องสอดมุ่งประสงค์นำคำสั่งที่อาจเปลี่ยนแปลงหรือคำสั่งเพิกถอนคำสั่งเดิมไปใช้ในชั้นร้องขัดทรัพย์ในคดีแพ่งของศาลจังหวัดเชียงราย เพื่อให้ศาลในคดีดังกล่าวยกคำร้องของผู้ร้องที่ขอให้ปล่อยทรัพย์พิพาท ประเด็นในคดีที่ผู้ร้องกับผู้ร้องสอดพิพาทกันในชั้นร้องขัดทรัพย์ในคดีแพ่งของศาลจังหวัดเชียงรายกับประเด็นที่ผู้ร้องกับผู้ร้องสอดพิพาทกันในคดีนี้จึงเป็นเรื่องเดียวกันเมื่อปรากฏว่าคดีแพ่งดังกล่าว ศาลจังหวัดเชียงรายพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึด การที่ผู้ร้องสอดขอให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาในคดีนี้อีก จึงเป็นการขอให้ศาลชั้นต้นคดีนี้ดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำในประเด็นที่ศาลจังหวัดเชียงรายได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดีแล้ว ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๔ ส่วนผลคดีแพ่งของศาลจังหวัดเชียงราย หากผู้ร้องสอดซึ่งเป็นโจทก์ในคดีดังกล่าวไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลจังหวัดเชียงรายก็ชอบที่จะใช้สิทธิอุทธรณ์ฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งดังกล่าวต่อไป,วิ.แพ่ง,,,,,,, 69,8,,ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้บุคคลเป็นคนไร้ความสามารถและแต่งตั้งผู้อนุบาลแล้ว ผู้อนุบาลจะยื่นคำร้องขอเข้ามาในคดีเดิมขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งบังคับให้บุคคลภายนอกซึ่งดูแลรักษาเงินรายได้ของคนไร้ความสามารถส่งมอบเงินดังกล่าวให้แก่คนไร้ความสามารถเพื่อใช้จ่ายตามความประสงค์ได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๙๐๔/๒๕๕๙ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ผู้ร้องมีอำนาจยื่นคำร้องขอให้นายศุภสิทธิ์ส่งมอบเงินของนางเจี๊ยะอิมหรือพิมลพรรณ คนไร้ความสามารถให้แก่คนไร้ความสามารถได้หรือไม่ เห็นว่า แม้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ลักษณะ ๒ ศาล หมวด ๑ เขตอำนาจศาล ได้บัญญัติเกี่ยวกับคำฟ้องหรือคำร้องขอที่เสนอภายหลังเกี่ยวเนื่องกับคดีที่ค้างพิจารณาอยู่ในศาลว่าให้ฟ้องหรือร้องขอเข้ามาในคดีเดิมได้ตามมาตรา ๗ (๑) แต่คดีนี้เป็นคดีที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่านายชูชีพ พรรณเชษฐ์ และนางเจี๊ยะอิมหรือพิมลพรรณ พรรณเชษฐ์ เป็นคนไร้ความสามารถขอให้สั่งให้บุคคลดังกล่าวเป็นคนไร้ความสามารถและตั้งผู้ร้องเป็นผู้อนุบาล โดยที่มีผู้คัดค้านและผู้ร้องสอดต่างขอให้ตั้งตนเป็นผู้อนุบาลด้วย ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งให้นายชูชีพและนางเจี๊ยะอิมหรือพิมลพรรณเป็นคนไร้ความสามารถและตั้งผู้ร้อง ผู้คัดค้าน และผู้ร้องสอดเป็นผู้อนุบาลร่วมกัน การที่ผู้ร้องมายื่นคำร้องขอให้บังคับนายศุภสิทธิ์ พรรณเชษฐ์ ผู้ดูแลและรักษาเงินรายได้ของนางเจี๊ยะอิมหรือพิมลพรรณคนไร้ความสามารถส่งมอบเงินดังกล่าวแก่คนไร้ความสามารถโดยนายศุภสิทธิ์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกและไม่ได้เป็นคู่ความในคดีและไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความเป็นอนุบาลแต่อย่างใด การที่นายศุภสิทธิ์ไม่ยอมส่งมอบเงินรายได้ของคนไร้ความสามารถ อันเป็นการโต้แย้งสิทธิของผู้ร้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๕ จึงชอบที่ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้อนุบาลจะไปฟ้องร้องดำเนินคดีนายศุภสิทธิ์เป็นคดีอีกคดีหนึ่งต่างหาก คำร้องขอของผู้ร้องจึงไม่ใช่คำร้องขอที่เสนอภายหลังเกี่ยวเนื่องกับคดีนี้ตามบทบัญญัติมาตรา ๗ (๑) ดังกล่าว ผู้ร้องไม่อาจยื่นคำร้องขอในคดีนี้ได้",วิ.แพ่ง,,,,,,, 69,8,,การอุทธรณ์ในชั้นบังคับคดีว่าจำเลยได้กระทำผิดข้อตกลงตามสัญญาประนีประนอมยอมความ หากคดีเดิมเป็นคดีฟ้องขับไล่จำเลยออกจากตึกแถวพิพาทซึ่งเป็นอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าในขณะยื่นฟ้องไม่เกินเดือนละสี่พันบาท ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๔ วรรคสองอุทธรณ์ของจำเลยในชั้นบังคับคดีอันเป็นสาขาจะต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๘๐๑/๒๕๓๙ คดีเดิมของเรื่องนี้เป็นคดีฟ้องขับไล่จำเลยออกจากตึกแถวพิพาทซึ่งเป็นอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าในขณะยื่นฟ้องไม่เกินเดือนละสี่พันบาท ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๔ วรรคสอง อุทธรณ์ของจำเลยเป็นอุทธรณ์ชั้นบังคับคดีอันเป็นสาขาก็ย่อมต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงเช่นเดียวกัน คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๗๕๖/๒๕๕๓ โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากอสังหาริมทรัพย์ที่ดินตามฟ้องอันมีค่าเช่าหรืออาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละสี่พันบาท ซึ่งต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๔ วรรคสอง และข้อห้ามอุทธรณ์ตามบทบัญญัตินี้ต้องใช้บังคับแก่การอุทธรณ์ทั้งในประเด็นเนื้อหาแห่งคดีตลอดจนปัญหาเรื่องอื่น ๆ ที่เป็นสาขาของคดี ซึ่งรวมถึงปัญหาในชั้นบังคับคดีด้วย โดยเหตุที่ทำให้ต้องห้ามอุทธรณ์ต้องถือตามเหตุต้องห้ามอุทธรณ์ในคดีตามคำฟ้องและคำให้การที่พิพาทกันแต่เดิมนั้นเป็นสำคัญ ซึ่งหากมีเหตุอันต้องห้ามอุทธรณ์ดังกล่าวข้างต้นแล้ว แม้ปัญหาในชั้นสาขาคดีในส่วนการบังคับคดีนี้จะไม่มีเหตุต้องห้ามอุทธรณ์ก็ตาม ก็ต้องถือว่าเป็นคดีต้องห้ามอุทธรณ์ตามเหตุต้องห้ามในคดีแต่เดิมดังกล่าวแล้ว และปรากฏว่าในชั้นอุทธรณ์นั้น จำเลยอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นในข้อเท็จจริง ย่อมต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามบทกฎหมายดังกล่าว คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๓๔๙/๒๕๕๕ โจทก์กล่าวอ้างว่า อาจนำที่ดินพิพาทออกให้บุคคลอื่นเช่าจะได้ค่าเช่าเดือนละไม่ต่ำกว่า ๕,๐๐๐ บาท และขอคิดค่าเสียหายจากจำเลยเดือนละ ๓,๐๐๐ บาท ย่อมหมายถึงที่ดินพิพาทอาจให้เช่าได้เดือนละ ๓,๐๐๐ บาท ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าที่ดินพิพาทอาจให้เช่าในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละ ๓.๐๐๐ บาท การฟ้องขับไล่บุคคลใด ๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งในขณะยื่นฟ้องอาจให้เช่าได้ไม่เกินเดือนละ ๔,๐๐๐ บาท จึงต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๔ วรรคสองและข้อห้ามอุทธรณ์ตามบทบัญญัตินี้ต้องใช้บังคับแก่การอุทธรณ์ทั้งในประเด็นเนื้อหาแห่งคดีตลอดจนปัญหาเรื่องอื่น ๆ ที่เป็นสาขาของคดี ซึ่งรวมถึงปัญหาในชั้นบังคับคดีด้วย โดยเหตุที่ทำให้ต้องห้ามอุทธรณ์ต้องถือตามเหตุต้องห้ามอุทธรณ์ในคดีตามคำฟ้องและคำให้การที่พิพาทกันแต่เดิมนั้นเป็นสำคัญ ซึ่งถ้าหากมีเหตุอันต้องอุทธรณ์ดังกล่าวข้างต้นแล้ว แม้ปัญหาในชั้นสาขาคดีในส่วนการบังคับคดีจะไม่มีเหตุต้องห้ามอุทธรณ์ก็ตาม ก็ต้องถือว่า เป็นคดีต้องห้ามอุทธรณ์ตามเหตุต้องห้ามในคดีแต่เดิมดังกล่าวแล้ว เมื่อปรากฏว่าในชั้นอุทธรณ์นั้น จำเลยอุทธรณ์โต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นว่าคำร้องขอเลื่อนคดีที่อ้างว่าจำเลยเจ็บป่วยไม่สามารถมาศาลได้ ถือเป็นเหตุจำเป็นอันไม่อาจก้าวล่วงเสียได้ ซึ่งศาลควรให้โอกาสแก่จำเลย แต่ศาลชั้นต้นกลับยกคำร้องที่ขอให้งดการบังคับคดีและไม่อนุญาตให้เลื่อนคดี จึงเป็นการอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ย่อมต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามบทกฎหมายดังกล่าวแล้ว",วิ.แพ่ง,,,,,,, 69,8,,โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยข้อหาความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาตาม ป.อ. มาตรา ๓๒๘ แต่โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่า จำเลยใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่สามโดยการโฆษณาอันเป็นองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒๘ เพียงแต่แนบหนังสือที่มีข้อความหมิ่นประมาทโจทก์ซึ่งแสดงว่าจำเลยได้ส่งสำเนาหนังสือไปยังบุคคลที่ปรากฏในหนังสือนั้นมาท้ายคำฟ้องด้วย หากศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีไม่มีมูลพิพากษายกฟ้อง โจทก์จะอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๐๑๙/๒๕๕๗ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒๘ บัญญัติว่า “ถ้าความผิดฐานหมิ่นประมาทได้กระทำโดยการโฆษณาด้วยเอกสาร..” ดังนี้ องค์ประกอบความผิดฐานนี้คือการหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่า “จำเลยทั้งสิบห้าร่วมกันใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่สามโดยประการที่น่าจะทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง กล่าวคือจำเลยทั้งสิบห้าร่วมกันทำหนังสือ ลงวันที่ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ ส่งไปถึงนายปีเตอร์ ลินซ์ ผู้อำนวยการบริหารสมาคมสโมสรไลออนส์สากล.. มีข้อความว่า..อันเป็นความเท็จเพราะโจทก์ได้รับเลือกจากสมาชิกสมาคมสโมสรไลออนส์สากล ภาค ๓๑๐ อี โจทก์ได้นำส่งให้แก่ผู้ว่าการไลออนส์สากล ภาค ๓๑๐ ประเทศไทยแล้ว การกระทำของจำเลยทั้งสิบห้าเป็นการร่วมกันหมิ่นประมาทโจทก์.."" โดยโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องให้เห็นว่า จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๑๔ ใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่สามโดยการโฆษณา อันเป็นองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒๘ แม้โจทก์จะแนบหนังสือที่มีข้อความหมิ่นประมาทโจทก์ซึ่งแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๑๔ ได้ส่งสำเนาหนังสือดังกล่าวไปยังบุคคลที่ปรากฏในหนังสือนั้นมาท้ายคำฟ้องด้วย ก็ไม่ทำให้ฟ้องของโจทก์ที่ไม่ได้บรรยายฟ้องให้เห็นว่าจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๑๔ ใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่สามโดยการโฆษณา เป็นฟ้องที่ครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒๘ ได้ และที่โจทก์ขอให้ลงโทษตามมาตรา ๓๒๘ มาด้วยก็ตาม ศาลก็ไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๑๔ ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๒ วรรคหนึ่ง ดังนี้ การกระทำของจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๑๔ ตามที่โจทก์บรรยายมาในฟ้องจึงไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒๔ คงเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทตามมาตรา ๓๒๖ เท่านั้น ซึ่งในความผิดดังกล่าวมีอัตราโทษตามที่กฎหมายกำหนดไว้ให้จำคุกไม่เกินสามปี จึงเป็นคดีซึ่งต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๓ ทวิ เมื่อโจทก์อุทธรณ์ว่า การกระทำของจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ เป็นหมิ่นประมาทโจทก์ มิใช่เป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตติชมด้วยความเป็นธรรมและเพื่อป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรม ซึ่งเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์นั้นชอบแล้ว",วิ.อาญา,,,,,,, 69,9,,โจทก์ฟ้องเรียกที่ดินพิพาทของโจทก์คืนจากจำเลย กับคดีที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ตามสัญญาจะซื้อขาย ทั้งสองกรณี หากศาลพิจารณาให้โจทก์ชนะคดี ศาลจะพิพากษาให้จำเลยออกจากที่ดินพิพาทห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๘๑๓/๒๕๓๕ โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ที่พิพาทให้แก่โจทก์ เป็นคดีฟ้องเรียกอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๒ (๑) ถ้าศาลพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี เมื่อศาลเห็นสมควร ศาลจะมีคำสั่งให้ขับไล่จำเลยก็ได้ คำสั่งเช่นว่านี้ให้ใช้บังคับตลอดถึงวงศ์ญาติทั้งหลายและบริวารของจำเลยที่อยู่บนอสังหาริมทรัพย์นั้นด้วยเมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืนให้โจทก์ชนะคดี ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจพิพากษาเกินคำขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒ (๑) และ ๒๔๖ ให้จำเลยรื้อถอนบ้านออกไปห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่พิพาท อันเป็นการขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากที่พิพาทได้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๗๐/๒๕๐๖ โจทก์ยื่นคำร้องขอเป็นคดีไม่มีข้อพิพาท ขอให้ศาลสั่งแสดงว่าที่ดินมีโฉนดเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์โดยการครอบครอง จำเลยยื่นคำคัดค้านเถียงกรรมสิทธิ์ ศาลชั้นต้นสั่งดำเนินคดีอย่างมีข้อพิพาทแย่งกรรมสิทธิ์ที่ดิน และได้เรียกค่าธรรมเนียมจากโจทก์ครบถ้วนแล้ว ดังนี้ ถือได้ว่าโจทก์ได้ฟ้องเรียกที่พิพาทจากจำเลย เมื่อศาลพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี ศาลจะมีคำสั่งให้ขับไล่จำเลยก็ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๑๔๒ (๑) หาเป็นการเกินคำขอไม่ (ข) คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๒๓๘/๒๕๔๐ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ตามสัญญาจะซื้อขายที่ดินที่จำเลยที่ ๑ ทำกับโจทก์ มิใช่ฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสามออกจากที่ดินพิพาทของโจทก์หรือฟ้องเรียกที่ดินพิพาทของโจทก์คืนจากจำเลยทั้งสาม ศาลจึงไม่มีอำนาจพิพากษาห้ามจำเลยทั้งสามและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทคำพิพากษาฎีกาที่ ๑๖๕๖/๒๕๒๒ โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขายนาพิพาท แล้วคู่ความได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันว่า จำเลยยอมส่งมอบนาพิพาทให้โจทก์ กรณีจึงไม่อยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา๑๔๒ (๑) แม้สัญญาประนีประนอมยอมความจะมีข้อความว่า จำเลยและบริวารจะไม่เกี่ยวข้องกับนาพิพาทต่อไป แต่บริวารของจำเลยก็มิได้ถูกฟ้องและมิได้ตกลงทำตามสัญญาประนีประนอมยอมความด้วย โจทก์จะอาศัยสัญญาประนีประนอมยอมความนี้มาบังคับแก่บริวารของจำเลยด้วยมิได้ จึงไม่มีอำนาจร้องขอให้จับกุมและกักขังผู้ร้องซึ่งโจทก์อ้างว่าเป็นบริวารของจำเลยในการบังคับคดี คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๙๔๕/๒๕๓๙ โจทก์ฟ้องว่าจำเลยผิดสัญญาซื้อขายขอให้จำเลยและบริวารออกจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างแล้วคู่ความสัญญาประนีประนอมยอมความกันว่าจำเลยยอมขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังนี้ผู้ร้องทั้งสามจะเป็นบริวารของจำเลยหรือไม่ก็ตามเมื่อผู้ร้องทั้งสามมิได้ถูกฟ้องและมิได้ตกลงตามสัญญาประนีประนอมยอมความด้วยโจทก์ย่อมไม่อาจอาศัยสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมมาบังคับแก่ผู้ร้องทั้งสาม กรณีไม่อยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒ (๑)",วิ.แพ่ง,,,,,,, 69,9,,บรรยายฟ้องให้รับผิดในผลแห่งละเมิดในฐานะตัวการและตัวแทนหรือในฐานะนายจ้างกับลูกจ้าง ศาลจะวินิจฉัยให้รับผิดในอีกฐานะหนึ่งตามที่ปรากฏในทางพิจารณาได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๑๗๘/๒๕๕๙ คดีมีประเด็นพิพาทเพียงว่า จำเลยที่ ๑ เป็นผู้กระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ และจำเลยที่ ๒ ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ ในฐานะตัวการหรือไม่ ดังนั้นเมื่อคดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๑ ถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยไว้ว่า จำเลยที่ ๑ เป็นคนละคนกับ ป. ผู้ขับรถยนต์คันเกิดเหตุ จึงมิได้เป็นผู้กระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ ๒ ซึ่งถูกฟ้องให้ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ ในฐานะตัวการก็ย่อมไม่ต้องรับผิดด้วย ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ป. ซึ่งเป็นผู้ขับรถยนต์คันเกิดเหตุเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ ๒ และจำเลยที่ ๒ ใช้ ป. ขับรถยนต์คันเกิดเหตุ เมื่อรถยนต์คันดังกล่าวชนเสาไฟฟ้าของโจทก์เสียหาย จำเลยที่ ๒ จึงต้องรับผิดชำระค่าเสียหายในเหตุละเมิดตามฟ้องเป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็น ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๕๙๑/๒๕๕๒ โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ ๔ รับผิดร่วมกับจำเลยที่ ๑ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๒๕ มิได้บรรยายว่าจำเลยที่ ๑ เป็นตัวแทน จำเลยที่ ๔ เป็นตัวการ อันเป็นหลักแห่งข้อหาที่จะให้จำเลยที่ ๔ รับผิดต่อโจทก์ในฐานะตัวการตัวแทนตามมาตรา ๔๒๗ การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยที่ ๔ ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ ในฐานะตัวการตัวแทนจึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๘๓๖/๒๕๕๗ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชำระเงินค่าสินค้าให้แก่โจทก์ โดยกล่าวอ้างว่า จำเลยที่ ๒ เป็นตัวแทนของจำเลยที่ ๑ ในการก่อสร้างอาคารบ้านแฝด ๒ ชั้น ให้แก่การเคหะแห่งชาติและจำเลยที่ ๒ ซื้อหินและทรายไปจากโจทก์ในฐานะส่วนตัวและตัวแทนของจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นตัวการ แต่จำเลยที่ ๑ ปฏิเสธว่าจำเลยที่ ๑ มิได้เป็นตัวการและยังให้การต่อสู้ว่า จำเลยที่ ๑ เป็นเพียงตัวแทนของจำเลยที่ ๒ ตัวการซึ่งมิได้เปิดเผยชื่อในการเข้าประมูลงานและเข้าเป็นคู่สัญญากับการเคหะแห่งชาติประเด็นข้อพิพาทระหว่างโจทก์และจำเลยที่ ๑ ตามที่โจทก์กล่าวอ้างในฟ้องและตามคำให้การของจำเลยที่ ๑ จึงมีว่า จำเลยที่ ๑ เป็นตัวการที่ให้จำเลยที่ ๒ เป็นตัวแทนไปซื้อสินค้าจากโจทก์หรือไม่ ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยที่ ๑ แสดงตนว่าเป็นหุ้นส่วนกับจำเลยที่ ๒ ตาม ป.พ.พ.มาตรา ๑๐๕๔ วรรคหนึ่ง พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลยที่ ๑ ฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองทำสัญญาจัดตั้งหุ้นส่วนหรือบริษัทกัน เมื่อการซื้อหินทรายจากโจทก์เป็นในทางที่เป็นธรรมดาในการก่อสร้าง จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นหุ้นส่วนย่อมมีความผูกพันและจะต้องรับผิดชอบร่วมกันโดยไม่จำกัดจำนวนในหนี้ที่ห้างหุ้นส่วนได้ก่อขึ้นเพราะจัดการไปเช่นนั้นตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๐๕๐ จึงเป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็น เกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๒ วรรคหนึ่ง ที่จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า ศาลชั้นต้นวินิจฉัยคลาดเคลื่อนต่อหลักกฎหมายในเรื่องหุ้นส่วนบริษัทตามป.พ.พ. มาตรา ๑๐๑๒ และมาตรา ๑๐๕๐ แม้ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ รับวินิจฉัยให้โดยฟังว่าจำเลยที่ ๑ มิได้เป็นหุ้นส่วนกับจำเลยที่ ๒ จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๒ ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามฟ้อง ก็เป็นการไม่ชอบ เพราะเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๕ วรรคหนึ่ง ฎีกาของโจทก์ที่ว่า จำเลยทั้งสองเป็นหุ้นส่วนกันในการดำเนินการก่อสร้างให้แก่การเคหะแห่งชาติ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค ๙ ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่ง คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๘๗๓/๒๕๕๘ โจทก์บรรยายฟ้องโดยมีสาระสำคัญว่า จำเลยที่ ๑ ตกลงว่าจ้างโจทก์ปรับปรุงซ่อมแซมอาคารตึกแถวโดยมีจำเลยที่ ๒ เป็นผู้ลงนามในสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างแทน แต่จำเลยที่ ๑ เป็นผู้ว่าจ้างและควบคุมดูแลการปรับปรุงซ่อมแซมและเป็นผู้ออกแบบ เลือกวัสดุเปลี่ยนแปลงแก้ไขด้วยจำเลยที่ ๑ เอง นอกจากโจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๑ ให้ต้องรับผิดในฐานะตัวการตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างแล้ว ยังฟ้องจำเลยที่ ๒ ให้ต้องรับผิดในฐานะตัวแทนด้วยซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา ๘๒๐ ตัวการมีความผูกพันต่อบุคคลภายนอกในกิจการทั้งหลายอันตัวแทนหรือตัวแทนช่วงได้ทำไปภายในขอบอำนาจแห่งฐานตัวแทนซึ่งมีความหมายว่าหากจำเลยที่ ๒ เป็นตัวแทนของจำเลยที่ ๑ แล้ว จำเลยที่ ๒ ในฐานะตัวแทนไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ ตามที่โจทก์ฟ้องด้วย จำเลยที่ ๒ ให้การนำสืบว่า จำเลยที่ ๒ เป็นตัวการในสัญญาจ้างเหมาก่อสร้าง แต่โจทก์มิได้ฟ้องจำเลยที่ ๒ ให้รับผิดฐานะตัวการคงฟ้องจำเลยที่ ๒ ว่าเป็นตัวแทนของจำเลยที่ ๑ ในสัญญาจ้างเหมาก่อสร้าง การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ ๒ รับผิดในสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างในฐานะตัวการ จึงเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องเป็นการไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๒ วรรคหนึ่ง การที่ศาลพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ ย่อมมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามมาตรา ๑๔๒ (๕)",วิ.แพ่ง,,,,,,, 69,9,,"ข้อเท็จจริงที่โจทก์ไม่ได้บรรยายมาในคำฟ้องแต่ปรากฏในทางพิจารณา ศาลจะ วินิจฉัยให้จำเลยรับผิดได้หรือไม่","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๘๖๒/๒๕๕๑ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าสินค้าประเภทเครื่องใช้ประจำบ้านยี่ห้อซุปเปอร์แวร์ จำเลยให้การว่า ไม่เคยซื้อสินค้าประเภทเครื่องใช้ประจำบ้านจากโจทก์ แต่รับว่าเคยซื้อสบู่จากโจทก์ และลงลายมือชื่อในเอกสารการซื้อขายว่ามีหนี้ค้างชำระ ๑๐,๗๐๐ บาท มอบให้แก่โจทก์ ประเด็นจึงมีเพียงว่า จำเลยซื้อสินค้าประเภทเครื่องใช้ประจำบ้านจากโจทก์หรือไม่ แม้จำเลยให้การรับว่าเคยซื้อสบู่จากโจทก์และทำหลักฐานแห่งหนี้มอบให้แก่โจทก์ ก็เป็นเพียงเหตุแห่งการปฏิเสธหนี้ตามฟ้องของโจทก์เท่านั้น ไม่มีผลกระทบถึงผลแห่งคดีที่จะกำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาท คดีจึงไม่มีประเด็นว่าจำเลยซื้อสบู่จากโจทก์และยังไม่ได้ชำระหนี้หรือไม่ หากศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่าจำเลยไม่ได้ซื้อสินค้าประเภทเครื่องใช้ประจำบ้านจากโจทก์ ก็ชอบที่จะยกฟ้องเสีย ไม่มีอำนาจที่จะพิพากษาให้จำเลยรับผิดชำระเงินค่าสบู่ตามคำให้การอันมิใช่ประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีได้ เนื่องจากเป็นการพิพากษานอกฟ้องนอกประเด็น คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๐๘๖/๒๕๕๒ โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยกับผู้รับเหมาร่วมกันทำละเมิดแต่การเป็นผู้รับเหมาอาจเป็นผู้รับจ้างทำของหรือเป็นลูกจ้างจำเลยที่จำเลยจ้างแรงงานก็ได้โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยเป็นผู้ว่าจ้างให้ผู้รับเหมาทำการตอกเสาเข็มอันเป็นลักษณะของการจ้างทำของ และตามคำให้การของจำเลยก็มิได้ให้การว่า จำเลยเป็นผู้ว่าจ้างทำของแต่เป็นคำให้การยอมรับว่าจำเลยเป็นผู้ตอกเสาเข็มตามคำฟ้องและคำให้การประเด็นแห่งคดีจึงมีเพียงว่าจำเลยเป็นผู้กระทำละเมิดหรือไม่เท่านั้น ไม่มีประเด็นว่าจำเลยเป็นผู้ว่าจ้างทำของตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๒๘ ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยเป็นผู้ว่าจ้างทำของไม่ต้องรับผิดตามมาตรา ๔๒๘ เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นแห่งคดีจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๘๗, ๑๔๒, ๑๗๗ วรรคสอง คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๐๓/๒๕๕๕ โจทก์บรรยายฟ้องเพียงว่า จำเลยที่ ๓ เป็นหุ้นส่วนของจำเลยที่ ๑ และร่วมสั่งซื้อสินค้าพิพาทจากโจทก์กับเป็นผู้สั่งจ่ายเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้ค่าสินค้าดังกล่าว แต่โจทก์มิได้บรรยายฟ้องด้วยว่าการกระทำของจำเลยที่ ๓ ดังกล่าว เป็นการสอดเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการงานของจำเลยที่ ๑ จึงถือไม่ได้ว่าตามคำฟ้องของโจทก์ประสงค์จะให้จำเลยที่ ๓ ร่วมรับผิดด้วยในฐานะดังกล่าว การที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยให้จำเลยที่ ๓ ร่วมรับผิดด้วยกันกับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ โดยไม่จำกัดจำนวน จึงเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๒ วรรคหนึ่ง ปัญหานี้แม้จำเลยที่ ๓ มิได้โต้แย้ง แต่ก็เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนซึ่งศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยตามมาตรา ๑๔๒ (๕) ดังนั้น จำเลยที่ ๓ จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ในฐานะหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดที่สอดเข้าจัดการ งานของจำเลยที่ ๑ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๐๑/๒๕๕๗ โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองไม่ยอมดูแลช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูโจทก์เช่นที่ปฏิบัติมา มิได้บรรยายยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเรียกถอนคืนการให้ว่าจำเลยทั้งสองประพฤติเนรคุณด้วยเหตุบอกปัดไม่ยอมให้สิ่งจำเป็นเลี้ยงชีพแก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ให้ในเวลาที่โจทก์ยากไร้ และจำเลยทั้งสองยังสามารถจะให้ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๓๑ (๓) ดังนี้ ไม่มีประเด็นตามคำฟ้องของโจทก์ที่ เรียกถอนคืนการให้เพราะเหตุตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๓๑ (๓) คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๗๒๔๑/๒๕๕๗ คำฟ้องโจทก์เป็นการบรรยายฟ้องให้จำเลยที่ ๑ รับผิดจากการกระทำของจำเลยที่ ๑ ตาม ป.พ.พ.มาตรา ๔๒๐ มิใช่ให้จำเลยที่ ๑ รับผิดตามป.พ.พ. มาตรา ๔๒๘ ซึ่งเป็นเรื่องผู้ว่าจ้างทำของไม่ต้องรับผิดเพื่อความเสียหายอันผู้รับจ้างได้ก่อให้เกิดขึ้นแก่บุคคลภายนอกในระหว่างทำการงานที่ว่าจ้างเว้นแต่ผู้ว่าจ้างจะเป็นผู้ผิดในส่วนการงานที่สั่งให้ทำ หรือในคำสั่งที่ตนให้ไว้หรือในการเลือกหาผู้รับจ้าง เพราะตามคำฟ้องไม่ได้บรรยายว่าจำเลยที่ ๑ ว่าจ้างใครและมีส่วนผิดในการงานที่สั่งให้ทำอย่างไร แม้ความรับผิดตามมาตรา ๔๒๐ อาจซ้อนกับมาตรา ๔๒๘ ได้ แต่คำฟ้องของโจทก์ก็จะต้องแสดงให้แจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้น ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๗๒ วรรคสอง เมื่อโจทก์มิได้บรรยายฟ้องตามมาตรา ๔๒๘ มาด้วย การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ จำเลยที่ ๑ รับผิดตามมาตรา ๔๒๘ จึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๒ วรรคหนึ่ง",วิ.แพ่ง,,,,,,, 69,10,,ศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ชำระให้ยึดทรัพย์สินจำนองออกขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้จนครบ จำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา หากโจทก์จึงร้องขอให้บังคับคดีเมื่อพ้น ๑๐ ปี นับแต่วันมีคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗๑ ดังนี้ โจทก์มีสิทธิบังคับคดีแก่ทรัพย์สินที่จำนองหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๖๑๓/๒๕๕๙ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ""ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดห้องชุดเลขที่ ๖๑/๓๑๐ ชั้นที่ ๔ ของอาคารชุดสุวรรณภูมิคอนโดมิเนียม แขวงบางซื่อฝั่งเหนือ เขตบางซื่อ กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นทรัพย์สินจำนองของจำเลยออกขายทอดตลาดแม้จะพ้นระยะเวลาสิบปีนับแต่ศาลมีคำพิพากษาชั้นที่สุดแล้วหรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า สิทธิจำนองเป็นทรัพยสิทธิจะระงับสิ้นไปก็ต่อเมื่อมีกรณีต้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๔๔ (๑) ถึง (๖) ดังนี้ ผู้รับจำนองซึ่งทรงทรัพยสิทธิจำนองย่อมมีสิทธิบังคับจำนองแม้หนี้ที่ประกันหรือสิทธิเรียกร้องส่วนที่เป็นประธานจะขาดอายุความ เพียงแต่จะบังคับเอาดอกเบี้ยที่ค้างชำระในการจำนองเกินกว่าห้าปีไม่ได้ตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา๑๙๓/๒๗ และมาตรา ๗๔๕ บัญญัติไว้ แต่บทบัญญัติดังกล่าวเป็นกฎหมายสารบัญญัติซึ่งกำหนดสิทธิและหน้าที่แก่คู่กรณีที่มีนิติสัมพันธ์ต่อกัน โดยหากเจ้าหนี้ประสงค์บังคับตามสิทธิก็ต้องฟ้องเป็นคดีต่อศาลเพราะเหตุถูกลูกหนี้โต้แย้งสิทธิ ตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๕ อันเป็นกฎหมายวิธีสบัญญัติคือกฎหมายวิธีพิจารณาความบัญญัติไว้ และเมื่อคดีเข้าสู่ศาล กระบวนพิจารณาก็ต้องบังคับตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ดังนั้น เมื่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ภาค ๔ ลักษณะ ๒ การบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง มาตรา ๒๗๑ บัญญัติให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะต้องร้องขอให้บังคับคดีภายในสิบปีนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง ซึ่งหมายถึงตั้งแต่มีคำพิพากษาของศาลชั้นที่สุดในคดีนั้น สำหรับคดีนี้ ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๕๓ ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ดังนี้ การร้องขอให้บังคับคดีโดยการยึดทรัพย์สินจำนองจึงต้องกระทำในระยะเวลาสิบปีดังกล่าว ซึ่งจะเป็นการบังคับคดีที่ต้องตามเจตนารมณ์ของกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งแต่โจทก์เพิ่งยื่นคำขอบังคับคดีในวันที่ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๕๖ ต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีให้ดำเนินการบังคับคดียึดทรัพย์สินจำนองของจำเลย ล่วงพ้น ระยะเวลาสิบปีนับแต่วันที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๔๓ แล้ว โจทก์จึงสิ้นสิทธิบังคับคดีเอาแก่ ทรัพย์สินจำนองของจำเลย อย่างไรก็ตามทรัพยสิทธิจำนองยังคงอยู่ และโจทก์สามารถใช้ ยันต่อลูกหนี้จำนองหรือต่อบุคคลภายนอกที่รับโอนทรัพย์สินจำนองต่อไปได้",วิ.แพ่ง,,,,,,, 69,10,,ประเด็นแห่งคดีที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้วและยุติในชั้นอุทธรณ์โดยศาลอุทธรณ์ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทอื่นแล้วพิพากษาตามรูปคดี ดังนี้ หากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์ จำเลยจะอุทธรณ์ในประเด็นดังกล่าวอีกโดยอ้างว่า เดิมโจทก์เป็นผู้อุทธรณ์แต่ครั้งหลังจำเลยเป็นผู้อุทธรณ์ได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๐๙๓/๒๕๕๙ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีสิทธิเข้ารับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยมาไล่เบี้ยเอาจากจำเลย โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าพนักงานของจำเลยขับรถโดยได้รับความยินยอมจากผู้เอาประกันภัย ถือว่าเป็นผู้เอาประกันภัยเอง โจทก์จึงไม่มีสิทธิรับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยมาไล่เบี้ยจากจำเลยนั้น ศาลอุทธรณ์ไม่เห็นพ้องด้วย ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทข้ออื่นแล้วพิพากษาตามรูปคดี จำเลยมิได้ฎีกา คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในประเด็นดังกล่าวยุติไป เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทข้ออื่นแล้วพิพากษาให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์ จำเลยอุทธรณ์ว่าโจทก์ไม่มีอำนาจเข้ารับช่วงสิทธิจากผู้เอาประกันภัยมาฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยอีกอุทธรณ์ของจำเลยจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำในประเด็นแห่งคดีที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้ว ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๔ แม้เดิมโจทก์เป็นผู้อุทธรณ์แต่ครั้งหลังจำเลยเป็นผู้อุทธรณ์ก็ตาม,วิ.แพ่ง,,,,,,, 69,10,,ราษฎรพบผู้เสียหายถูกแทงกับเห็นผู้อื่นถืออาวุธมีดนั่งคร่อมรถจักรยานยนต์ ราษฎรจะมีอำนาจจับหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๙๒/๒๕๕๗ ก่อนที่จำเลยจะใช้อาวุธมีดแทงผู้เสียหายที่ ๒ จำเลยใช้อาวุธมีดแทงผู้เสียหายที่ ๑ และกำลังขึ้นรถจักรยานยนต์เพื่อหลบหนี เมื่อผู้เสียหายที่ ๒ มาถึงบริเวณดังกล่าวและพบผู้เสียหายที่ ๑ ถูกแทงกับเห็นจำเลยถืออาวุธมีดนั่งคร่อมรถจักรยานยนต์ จึงเป็นกรณีที่ผู้เสียหายที่ ๒ พบการกระทำความผิดต่อผู้เสียหายที่ ๑ ในอาการซึ่งแทบจะไม่มีความสงสัยเลยว่าจำเลยเป็นผู้ใช้อาวุธมีดแทงผู้เสียหายที่ ๑ มาแล้วสด ๆ ถือว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดซึ่งหน้าต่อผู้เสียหายที่ ๒ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๘๐ วรรคแรก ผู้เสียหายที่ ๒ ในฐานะราษฎรย่อมมีอำนาจจับจำเลยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๗๙ การที่ผู้เสียหายที่ ๒ กระโดดถีบจำเลยก็เพื่อหยุดยั้งมิให้จำเลยกับพวกขับรถจักรยานยนต์หลบหนีอันเป็นการกระทำเพื่อจับจำเลยเท่านั้น จำเลยจึงไม่มีสิทธิป้องกันเพื่อให้ตนพ้นจากการที่จะต้องถูกจับได้ การที่จำเลยใช้อาวุธมีดแทงผู้เสียหายที่ ๒ จนได้รับอันตรายสาหัสจึงมิใช่เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย,วิ.อาญา,,,,,,, 69,10,,เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมผู้กระทำความผิดคนหนึ่งจึงสอบสวนขยายผลได้ความว่ามีผู้ใช้ให้มาลักรถยนต์ จึงนัดหมายให้มารับรถยนต์ แล้วทำการจับกุมโดยผู้ใช้ให้กระทำความผิดพาเจ้าพนักงานตำรวจไปทำการตรวจค้นเองที่บ้านของตน ในเวลากลางคืนโดยไม่มีหมายจับหมายค้น ดังนี้ การจับและค้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๐๙๑/๒๕๕๘ จากบันทึกจับกุม ช. กับพวกคือ บ. และ ศ. และบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของโจทก์ทั้งสอง ซึ่งมีรายละเอียดและพฤติการณ์แห่งคดีว่า ก่อนจะจับกุมโจทก์ทั้งสองได้มีการจับกุม ช. กับพวกในข้อหาร่วมกันลักทรัพย์ (รถยนต์) ในเวลากลางคืน และ ช. ให้การว่า โจทก์ทั้งสองเป็นผู้ใช้จ้างวานให้มาลักรถยนต์ จึงสอบสวนขยายผลและจับกุมโจทก์ทั้งสองมาลงบันทึกประจำวันไว้ที่สถานีตำรวจนครบาลพระโขนง และตามสำเนารายงานประจำตัวเกี่ยวกับคดีระบุข้อความว่า พันตำรวจเอก ส. ผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลพระโขนง สั่งให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนและฝ่ายสืบสวนปราบปรามอันได้แก่ จำเลยทั้งสิบสามนำตัว ช. ไปสอบสวนขยายผลยังจังหวัดฉะเชิงเทรา โดยนัดโจทก์ที่ ๒ มารับรถยนต์ที่หน้าห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี สาขาฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วนหากต้องไปขอหมายจับจากศาลชั้นต้นแล้ว ผู้ร่วมกระทำความผิดอาจหลบหนีไปได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาวามอาญา มาตรา ๗๘ (๓) และแม้มีการไปตรวจค้นบ้านโจทก์ทั้งสองในเวลากลางคืนโดยไม่มีหมายค้น อันเป็นการบุกรุกเคหสถาน แต่รถที่ถูกลักอยู่ที่บ้านของโจทก์ที่ ๒ และโจทก์ที่ ๒ เป็นผู้พาเจ้าพนักงานตำรวจไปทำการตรวจค้นเอง กรณีจึงไม่จำต้องขอหมายค้นจากศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๙๒ (๔) และมาตรา ๙๔ การกระทำของจำเลยทั้งสิบสามเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาผู้มีอำนาจสั่งการโดยชอบจึงไม่มีความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ คดีไม่มีมูล,วิ.อาญา,,,,,,, 69,10,,พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยข้อหาฆ่าผู้ตาย บุตรผู้เยาว์ของผู้ตายจะยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเรียกค่าขาดไร้อุปการะ หรือบุตรของผู้ตายจะยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าขาดไร้อุปการะแทนบุตรผู้ตายได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๕๖/๒๕๕๙ คำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งหกร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของโจทก์ร่วมซึ่งถือว่าเป็นคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง บรรยายว่า ก่อนตายผู้ตายได้อยู่กินฉันสามีภริยากับ ส. ซึ่งปัจจุบันได้เลิกร้างกันก่อนผู้ตายถึงแก่ความตายประมาณ ๑ ปี มีบุตรด้วยกัน ๒ คน คือเด็กชาย น. และเด็กชาย ก. โดยก่อนตาย ผู้ตายมีหน้าที่ในฐานะบิดาเลี้ยงดูตลอดจนส่งเสียให้การศึกษาแก่บุตรทั้งสอง การร่วมกันทำละเมิดของจำเลยทั้งหกเป็นเหตุให้บุตรทั้งสองของผู้ตายต้องขาดไร้อุปการะ ทำให้โจทก์ร่วมต้องรับภาระหน้าที่เลี้ยงดูผู้เยาว์ทั้งสองแทนผู้ตายต่อไปโจทก์ร่วมขอคิดค่าขาดไร้อุปการะเป็นเงินจำนวน ๕๐๐,๐๐๐ บาท อันมีความหมายพอเข้าใจได้ว่าเด็กชาย น. และเด็กชาย ก. บุตรผู้ตายประสงค์จะขอเรียกค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าขาดไร้อุปการะด้วยก็ตาม แต่เด็กชาย น. และเด็กชาย ก. มีอายุ ๙ ปี และ๕ ปี ตามลำดับ เป็นผู้เยาว์ย่อมไม่อาจยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งหกร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนด้วยตนเองได้ ต้องให้ผู้แทนโดยชอบธรรมเป็นผู้ยื่นคำร้องดังกล่าวแทน เมื่อโจทก์ร่วมเป็นเพียงบิดาของผู้ตายโจทก์ร่วมจึงไม่ใช่ผู้แทนโดยชอบธรรมของเด็กชาย น. และเด็กชาย ก. ที่จะยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งหกร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเด็กชาย น. และเด็กชาย ก. ได้ โจทก์ร่วมจึงไม่มีสิทธิที่จะเรียกค่าขาดไร้อุปการะแทนเด็กชาย น. และเด็กชาย ก. บุตรผู้ตาย",วิ.แพ่ง,,,,,,, 69,11,,จำเลยยอมรับข้อเท็จจริงตามฟ้องว่าเป็นหนี้โจทก์แต่ยกข้อต่อสู้ว่าได้ชำระหนี้แก่โจทก์เสร็จสิ้นแล้ว ภาระการพิสูจน์ตกแก่คู่ความฝ่ายใด,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๖๕/๒๕๕๖ จำเลยที่ ๑ ให้การยอมรับว่า จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์จากโจทก์จริงตามฟ้อง แต่อ้างว่าชำระค่าเช่าซื้อหมดแล้ว จึงเป็นการยอมรับในมูลหนี้ที่โจทก์ฟ้องแต่กล่าวอ้างข้อเท็จจริงใหม่ว่าได้ชำระหนี้หมดแล้วเพื่อไม่ต้องรับผิดตามฟ้อง ภาระการพิสูจน์จึงตกแก่จำเลยที่ ๑ ที่มีหน้าที่ต้องนำสืบให้เห็นว่าได้ชำระหนี้หมดแล้วอย่างไร คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๐๙๑/๒๕๕๖ คำให้การของจำเลยทั้งสองว่า สัญญากู้ยืมเงินและสัญญาค้ำประกันตามฟ้องเป็นเพียงสำเนาเท่านั้นจะถูกต้องเป็นจริงหรือไม่ จำเลยทั้งสองไม่ขอรับรองนั้นเป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา ๑๗๗ วรรคสอง เนื่องจากจำเลยทั้งสองมิได้แสดงโดยชัดแจ้งมาในคำให้การถึงเหตุแห่งการปฏิเสธว่า สำเนาสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาค้ำประกันตามฟ้องไม่ถูกต้องอย่างไร ที่จำเลยทั้งสองให้การต่อไปว่าจำเลยทั้งสองได้ชำระหนี้และหรือหักกลบลบหนี้กันมานานแล้ว จำเลยที่ ๑ กับโจทก์จึงไม่มีหนี้สินใด ๆ ต่อกันอีกต่อไปจำเลยที่ ๒ ในฐานะผู้ค้ำประกันจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์เท่ากับจำเลยที่ ๑ รับข้อเท็จจริงตามฟ้องแล้วว่าเป็นหนี้เงินกู้ยืมแก่โจทก์ โดยมีจำเลยที่ ๒ เป็นผู้ค้ำประกันการยืมเงินดังกล่าวแต่ยกข้อต่อสู้อันเป็นข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ว่า จำเลยที่ ๑ ได้ชำระหนี้ดังกล่าวให้แก่โจทก์เสร็จสิ้นแล้ว ซึ่งจำเลยทั้งสองมีภาระการพิสูจน์ให้รับฟังข้อเท็จจริงได้ตามข้อต่อสู้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๘๔/๑ ในชั้นพิจารณาคดี โจทก์มีตัวโจทก์เบิกความเป็นพยานประกอบสำเนาหนังสือสัญญากู้เงินและหนังสือสัญญาค้ำประกัน ซึ่งต้นฉบับสูญหายไปว่าจำเลยทั้งสองเพิกเฉยไม่ชำระหนี้แต่จำเลยทั้งสองกลับไม่สืบพยานข้อเท็จจริงจึงรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ ๑ ชำระหนี้ดังกล่าวให้แก่โจทก์เสร็จสิ้นแล้ว จำเลยทั้งสองจึงต้องรับผิดชำระหนี้เงินที่กู้ยืมพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้",วิ.แพ่ง,,,,,,, 69,11,,"โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒๖, ๓๒๘ ซึ่งหากพิจารณาได้ความตามฟ้อง ศาลต้องลงโทษจำเลยตามมาตรา ๓๒๘ อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกไม่เกินสองปีและปรับไม่เกินสองแสนบาท เกินอำนาจของศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลแขวงที่จะพิจารณาพิพากษา ศาลชั้นต้นจะนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๑๙๒ มาใช้บังคับเพื่อลงโทษจำเลยตามบทมาตราที่อยู่ในอำนาจศาลแขวงได้หรือไม่","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๒๐๕๐/๒๕๕๕ พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๑๗ ประกอบมาตรา ๒๕ (๕) บัญญัติให้ศาลแขวงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาซึ่งกฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างสูงไว้ให้จำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ คดีนี้โจทก์ทั้งสองขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๒๖, ๓๒๘ โดยบรรยายฟ้องรวมกันมา จึงเป็นกรณีที่กล่าวหาว่าจำเลยกระทำความผิดกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทแม้โจทก์จะมีคำขอท้ายฟ้องให้ลงโทษจำเลยหลายกรรมต่างกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ด้วยก็ตาม แต่หากพิจารณาได้ความตามฟ้อง ศาลต้องลงโทษจำเลยตามมาตรา ๓๒๘ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ เมื่อบทบัญญัติดังกล่าวมีอัตราโทษจำคุกไม่เกินสองปีและปรับไม่เกินสองแสนบาท กรณีจึงเกินอำนาจของศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลแขวงที่จะพิจารณาพิพากษาตามบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้นศาลชั้นต้นจึงไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ ที่โจทก์ทั้งสองฎีกาว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๒ เห็นได้ว่า ศาลสามารถที่จะลงโทษจำเลยในบทมาตราที่ถูกต้องได้และศาลชั้นต้นมีคำสั่งประทับรับฟ้องไว้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาแล้ว หากศาลชั้นต้นเห็นว่าโจทก์สืบสมแต่อ้างฐานความผิดหรือบทมาตราผิด ศาลชั้นต้นก็มีอำนาจลงโทษจำเลยตามฐานความผิดที่ถูกต้องได้ ซึ่งตามฟ้องของโจทก์ทั้งสองนั้นรวมการกระทำผิดหลายอย่าง และแต่ละอย่างเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง ศาลจะลงโทษจำเลยในการกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่พิจารณาได้ความก็ได้ เห็นได้ว่าศาลชั้นต้นพิจารณารับฟ้อง โดยชอบมาแต่ต้นแล้วนั้น เห็นว่า ข้อกฎหมายที่โจทก์ทั้งสองยกขึ้นฎีกาเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับการพิพากษาหรือสั่งเกินคำขอที่มิได้กล่าวในฟ้องซึ่งเป็นคนละกรณีกับอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลชั้นต้น และการจะนำบทบัญญัติดังกล่าวมาใช้บังคับนั้น ศาลชั้นต้นต้องมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้เสียก่อน เมื่อศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้แล้วจึงไม่สามารถนำบทบัญญัติดังกล่าวมาอ้างได้ว่าศาลชั้นต้นพิจารณารับฟ้องโจทก์ทั้งสองโดยชอบแล้วดังที่โจทก์ทั้งสองฎีกา",วิ.อาญา,,,,,,, 69,11,,โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยโดยอ้างว่าจำเลยฟ้องเท็จโจทก์ในคดีอาญา โดยก่อนฟ้องคดีนี้ โจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยในข้อหาฟ้องเท็จ ซึ่งคดีอาญาดังกล่าวอยู่ระหว่างการไต่สวนมูลฟ้อง ดังนี้ ในการพิจารณาคดีแพ่งศาลจำต้องรอฟังข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคดีอาญาหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๗๔๓/๒๕๕๙ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๔๐ บัญญัติว่า การฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาจะฟ้องต่อศาลซึ่งพิจารณาคดีอาญาหรือต่อศาลที่มีอำนาจชำระคดีแพ่งก็ได้ การพิจารณาคดีแพ่งต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง คดีนี้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๓๘๓/๒๕๕๘ ของศาลชั้นต้น การพิจารณาคดีจึงต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ซึ่งไม่ปรากฏบทบัญญัติให้การพิจารณาคดีแพ่งต้องรอฟังข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคดีอาญาและคดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาโดยไม่ได้รอฟังข้อเท็จจริงในคดีอาญาเพราะคดีอาญายังไม่ถึงที่สุด จึงไม่มีข้อเท็จจริงในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาที่ถึงที่สุดให้จำต้องถือตาม ดังนั้นศาลชั้นต้นจึงต้องพิจารณาพิพากษาคดีไปตามพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบ ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุผลว่าคดีส่วนอาญายังไม่ถึงที่สุด ข้อเท็จจริงจึงยังไม่ยุติว่าจำเลยฟ้องคดีอาญาอันเป็นเท็จ พยานหลักฐานโจทก์ยังรับฟังไม่ได้ว่า คดีของโจทก์มีมูลแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะนำคำฟ้องมายื่นใหม่ จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยการพิจารณาและเพื่อให้การพิจารณาเป็นไปตามลำดับชั้นศาล จึงเห็นสมควรยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๘ และศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาใหม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๓ (๒) ประกอบมาตรา ๒๔๗ (เดิม),วิ.อาญา,,,,,,, 69,11,,โจทก์ฟ้องหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากับจำเลยและขอแบ่งสินสมรสจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลพิพากษาให้โจทก์หย่าขาดจากจำเลย ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ ศาลชั้นต้นอนุญาต หากโจทก์ถึงแก่ความตายในระหว่างการพิจารณาคดีใหม่ ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องสอด อ้างว่า ผู้ร้องสอดได้จดทะเบียนสมรสกับโจทก์โดยสุจริตภายหลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้โจทก์หย่าขาดกับจำเลย การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่มีผลกระทบต่อการจดทะเบียนสมรสระหว่างผู้ร้องสอดกับโจทก์ ขอให้เพิกถอนคำสั่งที่อนุญาตให้จำเลยพิจารณาคดีใหม่และเรียกทายาทอื่นของโจทก์เข้าแทนที่คู่ความมรณะได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๕๐๑/๒๕๕๘ คำพิพากษาของศาลที่ให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากกันมีผลผูกพันเฉพาะโจทก์กับจำเลยซึ่งเป็นคู่ความในคดี หามีผลต่อผู้ร้องสอดซึ่งเป็นบุคคลภายนอกคดีไม่ และเมื่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้ฟ้องหย่าและขอแบ่งทรัพย์สินถึงแก่ความตายในระหว่างการพิจารณาคดีใหม่ของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ตามคำขอของจำเลยซึ่งแพ้คดีโดยขาดนัด การถึงแก่ความตายของคู่สมรสย่อมทำให้การสมรสสิ้นสุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๐๑ และต้องแบ่งทรัพย์สินระหว่างผู้ตายกับคู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นับแต่เวลาที่การสมรสสิ้นสุดตามมาตรา ๑๖๒๕ ผู้ร้องสอดมิได้ถูกกระทบสิทธิไม่มีสิทธิยื่นคำร้องสอดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๗ (๑) อ้างว่า ผู้ร้องสอดจดทะเบียนสมรสกับโจทก์โดยสุจริตภายหลังจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์หย่าขาดกับจำเลย คำพิพากษาของศาลที่อนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่มีผลกระทบต่อการจดทะเบียนสมรสระหว่างผู้ร้องสอดกับโจทก์ และขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่และเพิกถอนกระบวนพิจารณาต่อเนื่องทั้งหมดโดยให้ดำเนินการไต่สวนคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ของจำเลยมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดีและเรียกทายาทอื่นของโจทก์เข้ามาแทนที่คู่ความมรณะได้,วิ.แพ่ง,,,,,,, 69,12,,โจทก์เป็นคนเชื้อชาติและสัญชาติอังกฤษมีภูมิลำเนาอยู่ที่ประเทศอังกฤษ การที่โจทก์อยู่ในราชอาณาจักรไทยโดยมีเพียงเช่าบ้านอยู่และใบอนุญาตทำงานเป็นการชั่วคราว จำเลยจะขอให้โจทก์วางเงินประกันค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายหากโจทก์เป็นฝ่ายแพ้คดีได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๓๙/๒๕๕๙ การที่ ป.วิ.พ. มาตรา ๒๕๓ บัญญัติให้สิทธิแก่จำเลยที่จะร้องขอให้โจทก์วางเงินประกันค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายนั้นก็เพื่อคุ้มครองจำเลยให้มีหลักประกันที่จะบังคับเอาได้ในที่สุดหากโจทก์เป็นฝ่ายแพ้คดีเมื่อคดีนี้โจทก์เป็นคนเชื้อชาติและสัญชาติอังกฤษ มีภูมิลำเนาอยู่ที่สหราชอาณาจักรบริเทนใหญ่และไอร์แลนด์เหนือหรือประเทศอังกฤษและไม่ปรากฏว่าโจทก์มีทรัพย์สินที่อาจถูกบังคับคดีได้อยู่ในราชอาณาจักร การที่โจทก์อยู่ในราชอาณาจักรโดยมีเพียงเช่าบ้านอยู่และใบอนุญาตทำงานเป็นการชั่วคราว ซึ่งในที่สุดหากเป็นฝ่ายโจทก์แพ้คดีแล้ว โจทก์เดินทางออกไปนอกราชอาณาจักร จำเลยทั้งเก้าก็ไม่มีทางที่จะบังคับเอาค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายจากโจทก์ได้เลย บ้านเช่าและการมีใบอนุญาตทำงานชั่วคราวของโจทก์ซึ่งมิใช่คนสัญชาติและเชื้อชาติไทยไม่อาจถือได้ว่าเป็นภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานตามความมุ่งหมายของมาตรา ๒๕๓ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองให้โจทก์วางเงินค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายจำนวน ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาทนั้น เมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ฟ้องซึ่งสูงถึง ๑,๓๖๔,๘๓๙,๐๑๕ บาทจึงชอบและเหมาะสมแล้ว",วิ.แพ่ง,,,,,,, 69,12,,มูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันมิได้ จำเลยคนหนึ่งได้ยื่นอุทธรณ์และนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษามาวางศาลครบถ้วนแล้ว หากจำเลยอีกคนหนึ่งแยกยื่นอุทธรณ์ต่างหากจะต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์มาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์นั้นอีกหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๑๗๒/๒๕๕๙ โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยที่ ๓ ให้ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ ในฐานะนายจ้างหรือตัวการของจำเลยที่ ๑ และในฐานะเป็นผู้ที่มีหน้าที่ในการจัดให้มีและบำรุงรักษาทางบก ทางน้ำและทางระบายน้ำ รวมทั้งการวิศวกรรมจราจรในเขตกรุงเทพมหานครซึ่งเป็นผู้ร่วมกระทำละเมิดด้วย ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ ๓ ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ ในฐานะเป็นผู้มีหน้าที่ควบคุมจัดให้มีเครื่องหมายและสัญญาณจราจรในบริเวณที่ก่อสร้างเพื่อให้เกิดความปลอดภัยแก่การจราจร และไม่ได้ควบคุมให้เกิดความปลอดภัยดังกล่าว อันเป็นผู้ร่วมกระทำละเมิดต่อโจทก์ มูลความแห่งคดีจึงเป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันมิได้ เมื่อจำเลยที่ ๑ ได้ยื่นอุทธรณ์และได้นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งต้องใช้แก่โจทก์ทั้งสองตามคำพิพากษามาวางศาลครบถ้วนแล้ว จึงมีผลถึงจำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นจำเลยร่วมกับจำเลยที่ ๑ ด้วย แม้จำเลยที่ ๓ มิได้ยื่นอุทธรณ์ฉบับเดียวกับจำเลยที่ ๑ โดยแยกยื่นอุทธรณ์ต่างหาก จำเลยที่ ๓ ก็ไม่จำต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ทั้งสองมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์นั้นอีก อุทธรณ์ของจำเลยที่ ๓ จึงเป็นอุทธรณ์ที่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๙,วิ.แพ่ง,,,,,,, 69,12,,"โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยฆ่าผู้ตายในบ้านของผู้ตาย แต่ทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยฆ่าผู้ตายในบ้านของจำเลย ถือว่าเป็นข้อแตกต่างกันในสาระสำคัญหรือไม่ คำฟ้องโจทก์บรรยายครบองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๖๔ แต่คำขอท้ายฟ้องโจทก์ไม่ได้ระบุมาตราดังกล่าวมาแล้ว (ระบุ ป.อ. มาตรา ๓๖๒, ๓๖๕) ศาลจะลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา ๓๖๔, ๓๖๕ ได้หรือไม่","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๕๒๘/๒๕๕๙ โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยฆ่าผู้ตายในบ้านของผู้ตาย แต่ทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยฆ่าผู้ตายในบ้านของจำเลยแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้อง แต่ข้อแตกต่างดังกล่าวเป็นเพียงรายละเอียดเกี่ยวกับสถานที่กระทำความผิดซึ่งตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคสาม บัญญัติมิให้ถือว่าเป็นข้อแตกต่างกันในข้อสาระสำคัญ ทั้งจำเลยก็เข้าใจดีแล้วว่าเหตุเกิดในบ้านของจำเลยมิได้หลงข้อต่อสู้จึงไม่เป็นเหตุให้ศาลยกฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคสอง การที่จำเลยถืออาวุธสีดำปลายแหลมตามเข้าไปแทงผู้ตายภายในห้องพักของผู้ตายซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้เสียหายการกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานบุกรุกเข้าไปในเคหสถานของผู้อื่นโดยไม่มีเหตุอันสมควร ตาม ป.อ. มาตรา ๓๖๔ หาใช่เป็นความผิดฐานบุกรุกเพื่อเข้าไปรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นโดยปกติสุข ตามป.อ. มาตรา ๓๖๒ ไม่ แม้คำฟ้องโจทก์จะบรรยายข้อเท็จจริงครบองค์ประกอบความผิดตามมาตรา ๓๖๔ ก็ตาม แต่เมื่อคำขอท้ายฟ้องโจทก์ไม่ได้ระบุมาตราดังกล่าวมาด้วยถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยตามมาตราดังกล่าว จึงไม่อาจลงโทษจำเลยได้เพราะจะเป็นการพิพากษาหรือสั่งเกินคำขอ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคหนึ่งและวรรคสี่ ทั้งไม่อาจลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา ๓๖๕ (๒) (๓) ได้ด้วย กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕",วิ.อาญา,,,,,,, 69,12,,ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒ (๑) เป็นบทบังคับให้ศาลชั้นต้นที่จำเลยมีที่อยู่ในเขตอำนาจต้องรับชำระคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๔๒๖/๒๕๕๙ แม้เรือนจำกลางราชบุรีเป็นภูมิลำเนาของจำเลยในขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๔๗ ถือได้ว่าจำเลยมีที่อยู่ในเขตอำนาจศาลชั้นต้นตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒ (๑) แต่บทกฎหมายดังกล่าวไม่เป็นบทบังคับให้ศาลชั้นต้นที่จำเลยมีที่อยู่ในเขตอำนาจต้องรับชำระคดีที่โจทก์ฟ้อง ศาลชั้นต้นจึงใช้ดุลพินิจที่จะรับชำระคดีเช่นว่านั้นหรือไม่ก็ได้ ทั้งนี้โดยคำนึงถึงความสะดวกในการพิจารณาคดี ดังนี้ เมื่อเหตุคดีนี้เกิดขึ้นในท้องที่ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจศาลจังหวัดสมุทรสงคราม และพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรลาดใหญ่จังหวัดสมุทรสงครามเป็นผู้สอบสวนคดี แสดงว่าพยานหลักฐานของโจทก์อยู่ในเขตอำนาจศาลจังหวัดสมุทรสงคราม ประกอบกับโจทก์ก็ไม่ได้กล่าวอ้างมาในคำฟ้องว่าหากมีการชำระคดีที่ศาลชั้นต้นแล้วจะสะดวกยิ่งกว่าการชำระคดีที่ศาลจังหวัดสมุทรสงครามอย่างไร คงกล่าวอ้างแต่เพียงว่าไม่อาจโอนตัวจำเลยไปดำเนินคดีที่ศาลจังหวัดสมุทรสงครามได้เนื่องจากกำหนดโทษตามคำพิพากษาในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๕๑๒๖/๒๕๕๗ ของศาลจังหวัดสมุทรสาครเกินอำนาจการควบคุมของเรือนจำกลางสมุทรสงคราม ซึ่งเป็นเพียงปัญหาในทางปฏิบัติของกรมราชทัณฑ์ที่อาจดำเนินการแก้ไขได้ กรณียังไม่มีเหตุสมควรให้ศาลชั้นต้นรับชำระคดี,วิ.อาญา,,,,,,, 69,12,,ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยเห็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ศาลอุทธรณ์เห็นว่าโจทก์ร่วมไม่เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย พิพากษายกฟ้อง ดังนี้ โจทก์ร่วมจะฎีกาได้ในส่วนอาญาและแพ่งได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๕๓๔/๒๕๕๙ ศาลชั้นต้นยกฟ้องโจทก์ในคดีส่วนอาญาโดยเห็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยไม่มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๖๘ ส่วนศาลอุทธรณ์ภาค ๒ วินิจฉัยว่า โจทก์ร่วมเป็นผู้ก่อเหตุขึ้นโดยละเมิดต่อกฎหมายโจทก์ร่วมย่อมไม่เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒ (๔) จึงไม่มีสิทธิร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ แม้จะอาศัยเหตุผลต่างกันแต่ผลก็เท่ากับศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษายกฟ้องโจทก์กรณีจึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและปัญหาข้อกฎหมายตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๐ คดีในส่วนแพ่งนั้น เมื่อโจทก์ร่วมต้องห้ามฎีกา ข้อเท็จจริงจึงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๒ ว่า โจทก์ร่วมไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย จึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๔๔/๑ วรรคหนึ่ง และไม่มีสิทธิฎีกา",วิ.อาญา,,,,,,, 69,13,,โจทก์มิได้บรรยายฟ้องและขอให้บวกโทษในคดีก่อนเข้ากับโทษในคดีหลัง หากความปรากฏแก่ศาลเองจากอุทธรณ์ของจำเลย ศาลจะบวกโทษที่รอการลงโทษในคดีก่อนเข้ากับโทษในคดีหลังได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๔๖๔๕/๒๕๕๘ ก่อนคดีนี้เมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๕๕ จำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษ จำคุก ๓ เดือน และปรับ ๕,๐๐๐ บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ ๒ ปี ในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีน กับจำเลยแถลงรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาดังกล่าว จึงเป็นกรณีที่ความปรากฏแก่ศาลเองจากอุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าว เมื่อภายในกำหนดระยะเวลาที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนจำเลยกระทำความผิดคดีนี้อีก จึงต้องนำโทษจำคุกที่รอไว้ในคดีก่อนมาบวกเข้ากับโทษในคดีนี้ตามบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้น แม้โจทก์มิได้บรรยายฟ้องและขอให้บวกโทษในคดีดังกล่าวเข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้ก็ตามกรณีนี้มิใช่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ และไม่ใช่เป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยเพราะกฎหมายบัญญัติให้ศาลที่พิพากษาคดีหลังบวกโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนเข้ากับโทษในคดีหลังด้วยเสมอ",วิ.อาญา,,,,,,, 69,13,,"ปัญหาว่าหนังสือมอบอำนาจมิได้ขีดฆ่าอากรแสตมป์เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือไม่ โจทก์นำสืบส่งสำเนาหนังสือมอบอำนาจเป็นพยานต่อศาล จำเลยไม่ได้คัดค้านตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๒๕ ศาลจะรับฟังสำเนาหนังสือมอบอำนาจที่มิได้ขีดฆ่าอากรแสตมป์เป็นพยานหลักฐานได้หรือไม่",มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๘๓๖/๒๕๕๘ ฎีกาของจำเลยที่ว่า หนังสือมอบอำนาจโจทก์มิได้ขีดฆ่าอากรแสตมป์เป็นการไม่ชอบ หนังสือมอบอำนาจดังกล่าวจึงใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีไม่ได้ ตาม ป.รัษฎากร มาตรา ๑๑๘ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้นแม้จำเลยจะมิได้ให้การต่อสู้ว่าการมอบอำนาจให้ฟ้องคดีตามหนังสือมอบอำนาจไม่ชอบอย่างไรตั้งเป็นประเด็นไว้และก็ไม่ได้โต้แย้งคัดค้านการมอบอำนาจให้ฟ้องคดีของโจทก์ตามหนังสือมอบอำนาจ ว่าไม่ถูกต้องอย่างไรมาแต่แรก และเพิ่งยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาก็ตาม แต่ปัญหาเกี่ยวกับอำนาจฟ้องเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยย่อมมีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๙ วรรคสอง โจทก์นำสืบส่งสำเนาหนังสือมอบอำนาจเป็นพยานต่อศาล จำเลยไม่ได้คัดค้านว่าไม่มีต้นฉบับหรือต้นฉบับปลอม หรือสำเนานั้นไม่ถูกต้องกับต้นฉบับถือว่าจำเลยยอมรับว่าสำเนาเอกสารนั้นถูกต้องกับต้นฉบับตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๒๕ ศาลย่อมมีอำนาจรับฟังสำเนาเอกสารเช่นว่านั้นเป็นพยานหลักฐานได้ตามมาตรา ๙๓ (๔) สำเนาหนังสือมอบอำนาจ จึงรับฟังเป็นพยานเอกสารได้ เมื่อปรากฏว่าเป็นการรับฟังสำเนาเอกสารเป็นพยานหลักฐานแทนต้นฉบับเอกสารจึงหาใช่การรับฟังต้นฉบับเอกสารเป็นพยานหลักฐานอันจะต้องปิดอากรแสตมป์และขีดฆ่าอากรแสตมป์ตาม ป.รัษฎากร และสำเนาหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวก็มิใช่คู่ฉบับหรือคู่ฉีกแห่งตราสารจึงไม่อยู่ในบังคับที่จะต้องปิดอากรแสตมป์และขีดฆ่าอากรแสตมป์ด้วยเช่นกันสำเนาหนังสือมอบอำนาจ จึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้,วิ.แพ่ง,,,,,,, 69,13,,ผู้เสียหายถูกคนร้ายยิงถึงแก่ความตาย ดังนี้ศาลจะรับฟังบันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนของผู้เสียหายประกอบพยานหลักฐานอื่นเพื่อวินิจฉัยข้อเท็จจริงแห่งคดีได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๙๕๙/๒๕๕๘ บันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนของผู้เสียหายและคำเบิกความของพยานโจทก์ในส่วนของข้อเท็จจริงที่ได้รับการบอกเล่าจากผู้เสียหายเป็นพยานบอกเล่า แต่สภาพ ลักษณะ แหล่งที่มา และข้อเท็จจริงแวดล้อมของพยานบอกเล่า เช่นว่านี้ย่อมพิสูจน์ความจริงได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๖/๓ วรรคสอง (๑) ทั้งการที่โจทก์ไม่สามารถนำตัวผู้เสียหายซึ่งเป็นประจักษ์พยานมาเบิกความในชั้นพิจารณาได้เพราะผู้เสียหายถูกคนร้ายยิงถึงแก่ความตายเสียก่อน นับว่ามีเหตุจำเป็นที่โจทก์ไม่สามารถนำผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้ที่ได้เห็นและได้ยินในเรื่องที่จะให้การเป็นพยานนี้ด้วยตนเองโดยตรงมาเป็นพยานได้กรณีเช่นนี้ย่อมมีเหตุผลสมควรเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมที่จะรับฟังคำให้การของผู้เสียหายประกอบคำเบิกความพยานโจทก์ทั้งสองซึ่งแวดล้อมกรณีใกล้ชิดเหตุการณ์ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๖/๓ วรรคสอง (๒),วิ.อาญา,,,,,,, 69,13,,โจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระหนี้เงินกู้ จำเลยให้การว่าไม่ได้ค้างชำระหนี้ตามฟ้อง ไม่ได้ให้การปฏิเสธต่อสู้เรื่องการรับเงินกู้ไม่ครบถ้วน หากจำเลยนำสืบว่าจำเลยได้รับเงินกู้ไม่ครบถ้วนไว้ จำเลยจะอุทธรณ์ปัญหาดังกล่าวได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๗๕๖๓/๒๕๕๕ การพิจารณาว่าเป็นข้อเท็จจริงที่ได้ว่ากันมาแล้วหรือมิได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นหรือไม่ จะต้องพิจารณาจากคำฟ้องคำให้การและประเด็นข้อพิพาทในคดีเป็นสำคัญ ไม่ใช่พิจารณาจากข้อเท็จจริงและการนำสืบพยานหลักฐานในชั้นพิจารณา คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ได้รับเงินกู้จากบริษัทเจ้าหนี้เดิมไปเป็นงวด ๆ ครบถ้วนแล้ว จำเลยที่ ๑ ให้การเพียงว่าไม่ได้ค้างชำระหนี้ตามฟ้องโดยไม่ได้ให้การปฏิเสธต่อสู้เรื่องการรับเงินกู้ไม่ครบถ้วนเป็นประเด็นข้อพิพาทไว้ เท่ากับจำเลยที่ ๑ ยอมรับว่าได้รับเงินกู้ไปครบถ้วนแล้ว การที่จำเลยที่ ๑ นำสืบว่า จำเลยที่ ๑ ได้รับเงินกู้ไม่ครบถ้วน จึงเป็นการนำสืบนอกคำให้การเป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็น ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น",วิ.แพ่ง,,,,,,, 69,13,,คำให้การที่ขัดแย้งกันเองจะก่อให้เกิดประเด็นตามคำให้การในส่วนที่ขัดแย้งหรือไม่ และหากจำเลยนำสืบในเรื่องดังกล่าวไว้ จะถือเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๗๐๔/๒๕๕๘ คำให้การตอนแรกของจำเลยรับว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๔๓๘ และต่อสู้ว่าที่ดินพิพาทไม่ได้อยู่ในเขตที่ดินของโจทก์เท่ากับอ้างว่าจำเลยไม่ได้บุกรุกเข้าไปในที่ดินของโจทก์ ดังนั้น โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย แต่คำให้การอีกตอนหนึ่งของจำเลยกลับต่อสู้ว่า หากที่ดินบางส่วนของโจทก์อยู่รวมในที่ดินพิพาท ซึ่งมีความหมายว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตโฉนดที่ดินของโจทก์จำเลยก็ได้ครอบครองปรปักษ์ที่ดินพิพาทจนได้กรรมสิทธิ์แล้ว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลยจึงเป็นคำให้การที่ขัดแย้งกันเอง เป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา ๑๗๗ วรรคสองและไม่ก่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาทเรื่องการครอบครองปรปักษ์ที่ดินพิพาท เมื่อคำให้การของจำเลยไม่ก่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาทเรื่องการครอบครองปรปักษ์ ดังนั้น การนำสืบพยานของจำเลยในเรื่องดังกล่าว จึงเป็นการนำสืบนอกประเด็นข้อพิพาทที่ต้องห้ามให้รับฟังและถือว่าเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๘๗ (๑) และมาตรา ๒๒๕ วรรคหนึ่ง,วิ.แพ่ง,,,,,,, 69,13,,ในคดีอาญา จำเลยจะยื่นฎีกาขอให้การรับสารภาพในชั้นฎีกาได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๗๒๘/๒๕๕๘ จำเลยฎีกาขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพนั้นเป็นการขอแก้ไขคำให้การจากที่ให้การปฏิเสธเป็นให้การรับสารภาพ ซึ่งจำเลยไม่อาจกระทำได้ เพราะการแก้ไขคำให้การจะต้องกระทำก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๖๓ วรรคสอง แต่อย่างไรก็ดี การที่จำเลยยื่นฎีกาขอให้การรับสารภาพในชั้นฎีกาเช่นนี้ ถือได้ว่าจำเลยยอมรับข้อเท็จจริงโดยไม่โต้แย้งข้อที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๔๑,วิ.อาญา,,,,,,, 69,14,,โจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งศาลแขวงพระโขนง พิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ จำเลยไม่ชำระ โจทก์ขอหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี ศาลแขวงพระโขนงมอบหมายให้ศาลชั้นต้นบังคับคดีแทน โจทก์ยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี ขอให้ยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่จำเลยยกให้บุตรของจำเลยโดยเสน่หา เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกบังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งไม่ยึดให้ อ้างว่าตามสารบัญจดทะเบียนโฉนดที่ดินดังกล่าวมีชื่อบุตรจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ โจทก์ยื่นคำร้องคัดค้านคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีดังกล่าวต่อศาลชั้นต้น ดังนี้ ศาลชั้นต้นที่บังคับคดีแทนมีอำนาจพิจารณาคำร้องของโจทก์ที่ขอให้บังคับคดียึดทรัพย์สินของจำเลยหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๕๒๙/๒๕๕๘ ศาลชั้นต้นได้รับมอบหมายจากศาลแขวงพระโขนงให้ดำเนินการบังคับคดี ยึดทรัพย์และขายทอดตลาดแทน ศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจพิจารณาและมีคำสั่งใดๆ ให้เจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดฉะเชิงเทราดำเนินการบังคับคดีให้เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย เมื่อตามคำร้องของโจทก์กล่าวอ้างว่าคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดฉะเชิงเทรา ที่ไม่ยึดทรัพย์ตามคำร้องขอของโจทก์เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบ ศาลชั้นต้นซึ่งดำเนินการบังคับคดีแทนและอยู่ใกล้ชิดพยานหลักฐานต่างๆ ย่อมมีอำนาจไต่สวนและมีคำสั่งเพิกถอนเสียได้เพื่อให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรมตามที่เห็นสมควร ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๖ วรรคสอง หาเป็นการขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๓๐๒ ไม่,วิ.แพ่ง,,,,,,, 69,14,,จำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้เรื่องฟ้องโจทก์ขาดอายุความ แต่ทนายจำเลยถามค้านโจทก์ไว้ ดังนี้ จำเลยจะอุทธรณ์ว่าคดีโจทก์ขาดอายุความได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๘๘๖/๒๕๕๘ ข้อที่ว่ากันมาแล้วหรือมิได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นจะต้องพิจารณาจากคำฟ้อง คำให้การ และประเด็นข้อพิพาทในคดีเป็นสำคัญ ไม่ใช่พิจารณาจากข้อเท็จจริงและการนำสืบพยานหลักฐานในชั้นพิจารณา จำเลยทั้งสองไม่ได้ให้การต่อสู้เรื่องฟ้องโจทก์ขาดอายุความ แม้ทนายจำเลยทั้งสองจะได้ถามค้านพยานโจทก์ไว้แต่เมื่อจำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้เป็นประเด็นข้อพิพาทไว้ จึงมิใช่เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๕ วรรคหนึ่ง,วิ.แพ่ง,,,,,,, 69,14,,คดีก่อน เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดที่ดินและสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาด ผู้ร้อง (จำเลยในคดีนี้) ได้ยื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษต่อศาล คดีในชั้นบังคับคดีระหว่างโจทก์กับผู้ร้องถึงที่สุดว่า ผู้ร้องเป็นผู้มีอำนาจพิเศษ ดังนี้ หากโจทก์ในคดีก่อนมาฟ้องขับไล่ผู้ร้องเป็นจำเลยออกจากที่ดินดังกล่าวอีกจะต้องห้ามตามกฎหมายหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๔๔๐/๒๕๕๘ ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทในคดีนี้กับที่ดินและสิ่งปลูกสร้างซึ่งโจทก์ขอให้ศาลดำเนินการบังคับคดีเอาแก่ จ. กับพวกตามคดีแพ่งของศาลชั้นต้นเป็นทรัพย์รายเดียวกันโดยคดีดังกล่าวโจทก์คดีนี้เป็นโจทก์ฟ้องให้ จ. กับพวกรับผิดตามสัญญากู้ยืมและบังคับจำนอง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี แต่ จ. กับพวกไม่ชำระหนี้ โจทก์จึงขอให้ศาลดำเนินการบังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์จำนองในคดีดังกล่าวออกขายทอดตลาด และเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ประกาศให้ผู้ที่อ้างว่าไม่ใช่บริวารของ จ. กับพวกยื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษต่อศาล จำเลยในคดีนี้ได้ยื่นคำร้องในคดีดังกล่าวว่า จำเลยมิใช่บริวารของ จ. กับพวกและอ้างว่า จำเลยอยู่ในฐานะที่จะจดทะเบียนสิทธิในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทได้ก่อนโจทก์ รวมทั้งได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์แล้ว ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วรับฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยอยู่ในฐานะเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของ จ. ในอันที่จะบังคับให้ จ. ไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทให้แก่จำเลยจึงถือว่าจำเลยเป็นผู้มีอำนาจพิเศษและมีคำสั่งให้ถอนการบังคับคดีแก่จำเลย โจทก์จึงต้องผูกพันตามคำพิพากษาในคดีดังกล่าวตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๕ ประกอบด้วยมาตรา ๑๔๒ (๑) โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์คำสั่งคดีในชั้นบังคับคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยซึ่งเป็นผู้ร้องในคดีดังกล่าวจึงถึงที่สุด จึงต้องฟังว่าจำเลยอยู่ในฐานะที่จะจดทะเบียนสิทธิในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทได้ก่อน การที่โจทก์มายื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้โดยขอให้ขับไล่จำเลยออกจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาท คดีนี้จึงมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่า จำเลยมีสิทธิอยู่ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทหรือไม่ ซึ่งเป็นประเด็นเดียวกับในคดีก่อนนั่นเอง ฟ้องของโจทก์คดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อน ต้องห้ามไม่ให้รื้อร้องฟ้องกันอีกตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๘ ปัญหานี้ เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๒ (๕) ประกอบมาตรา ๒๔๖ และ ๒๔๗",วิ.แพ่ง,,,,,,, 69,14,,คำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้จำนองถึงที่สุดแล้วผู้ร้องจะขอแก้ไขคำสั่งของศาลขอให้มีคำสั่งให้ผู้ร้องได้รับดอกเบี้ยของต้นเงินนับถัดจากวันยื่นคำร้องขอจนกว่าจะชำระเสร็จได้หรือไม่,"คำตอบ (ไม่มีเลขอ้างอิง) คำร้องขอรับชำระหนี้จำนองตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๘๙ ซึ่งถือว่าเป็นคำฟ้องอย่างหนึ่ง คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยชี้ขาดคำร้องขอของผู้ร้องย่อมผูกพันคู่ความในกระบวนพิจารณาของศาลที่พิพากษาหรือมีคำสั่ง นับตั้งแต่วันที่ได้พิพากษาหรือมีคำสั่งจนถึงวันที่คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นได้ถูกเปลี่ยนแปลง แก้ไข กลับ หรืองดเสีย ถ้าหากมี ตาม ป.วิ.พ.มาตรา ๑๔๕ เมื่อคำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้จำนองถึงที่สุดแล้ว และข้อที่ผู้ร้องขอแก้ไขคำสั่งของศาลขอให้มีคำสั่งให้ผู้ร้องได้รับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปีของต้นเงิน ๖๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันยื่นคำร้องจนกว่าจะชำระเสร็จนั้นเป็นการขอให้ศาลทำคำสั่งเพิ่มเติมเกี่ยวกับภาระความรับผิดของจำเลยนอกเหนือไปจากคำสั่งของศาลซึ่งมีผลเป็นการแก้คำวินิจฉัยในคำพิพากษาหรือคำสั่งเดิม จึงต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๓ วรรคสอง กรณีมิใช่เรื่องคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลมีข้อผิดพลาดหรือข้อผิดหลงเล็กน้อยอื่นๆ ที่จะเพิ่มเติมแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามมาตรา ๑๔๓ วรรคหนึ่ง",วิ.แพ่ง,,,,,,, 69,14,,จำเลยที่ขาดนัดพิจารณามาศาลในวันนัดสืบพยานโจทก์ต่อ ศาลจะให้จำเลยดังกล่าวนำพยานเข้าสืบตามที่ยื่นคำให้การไว้ได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๗๑๔/๒๕๕๘ จำเลยที่ ๑ ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ ๒ ยื่นคำให้การ จำเลยทั้งสองไม่มาศาลในวันนัดพร้อมหรือนัดชี้สองสถานหรือนัดสืบพยานโจทก์ ซึ่งเป็นวันเวลาเดียวกัน ศาลชั้นต้นไม่ชี้สองสถาน และให้สืบพยานโจทก์ไปฝ่ายเดียวโดยไม่ได้กำหนดการสืบพยานจำเลย ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ ๒ มาศาลในวันนัดสืบพยานโจทก์ต่อ จึงยังไม่พ้นเวลาที่จำเลยที่ ๒ จะนำพยานของตนเข้าสืบเพราะยังไม่มีการกำหนดให้จำเลยที่ ๒ นำพยานเข้าสืบ เมื่อโจทก์แถลงไม่ติดใจสืบพยานต่อและหมดพยาน ศาลชั้นต้นจึงให้จำเลยที่ ๒ นำพยานเข้าสืบได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๐๖ วรรคสี่ (๑),วิ.แพ่ง,,,,,,, 69,14,,ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละไม่เกินห้าปีและให้จำเลยคืนหรือใช้เงินแก่ผู้เสียหาย ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าให้ยกคำขอของโจทก์ที่ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินแก่ผู้เสียหาย หรือในทางกลับกันดังนี้ คู่ความจะฎีกาในข้อเท็จจริงได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๐๗๗/๒๕๕๙ ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละ ๕ ปี ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสี่ คงจำคุกกระทงละ ๓ ปี ๙ เดือน รวม ๒๒ กระทง เป็นจำคุก ๖๖ ปี ๑๙๘ เดือน แต่ให้ลงโทษจำคุกจำเลย ๒๐ ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ (๒) และให้จำเลยคืนหรือใช้เงินแก่ผู้เสียหายที่ ๑ ถึงที่ ๑๗ และที่ ๑๙ ถึงที่ ๒๒ ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอของโจทก์ที่ให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท แก่ผู้เสียหายที่ ๑๓ เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ แก้ไขเล็กน้อยและยังคงให้ลงโทษจำคุกกระทงละไม่เกินห้าปี คดีต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๘ วรรคหนึ่ง คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๔๑๔/๒๕๕๓ ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแต่ให้คืนโทรศัพท์เคลื่อนที่และเงินสด ๔๔๐ บาท ของกลางแก่เจ้าของ เป็นการแก้ไขเล็กน้อยและยังคงลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามคู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามป.วิ.อ. มาตรา ๒๑๘ วรรคหนึ่ง โดยในการพิจารณาว่าคดีต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงหรือไม่นั้น จะต้องแยกพิจารณาโทษที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ กำหนดในแต่ละกระทงโดยไม่นำโทษจำคุกของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนที่โจทก์ขอให้บวกเข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้มาประกอบการพิจารณาด้วย ที่จำเลยฎีกาว่าโจทก์มิได้นำพยานมาสืบให้เห็นว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และขอให้รอการลงโทษในความผิดฐานเสพยาเสพติดให้โทษโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยไม่บวกโทษของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานและดุลพินิจในการลงโทษของศาลอุทธรณ์ภาค ๗ อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยจึงเป็นการไม่ชอบ",วิ.อาญา,,,,,,, 69,14,,จำเลยให้การว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความตามบทกฎหมายมาตราหนึ่งศาลจะหยิบยกอายุความตามบทกฎหมายอีกมาตราหนึ่งขึ้นวินิจฉัยคดีได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๑๙๑/๒๕๕๘ ปัญหาว่าคดีขาดอายุความหรือไม่ ไม่ใช่ข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลจะยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๒ (๕) แต่เป็นเรื่องที่จำเลยทั้งสองจะต้องให้การต่อสู้คดี ทั้งคำให้การในคดีส่วนแพ่งจำเลยทั้งสองต้องแสดงโดยชัดแจ้งว่า จำเลยทั้งสองยอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วนรวมทั้งเหตุแห่งการนั้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๗๗ วรรคสอง ซึ่งตามคำให้การของจำเลยทั้งสองแสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ๒ ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๙๓/๓๕ โดยอ้างเหตุว่า จำเลยทั้งสองทำหนังสือรับสภาพหนี้หลังจากผิดนัดชำระค่าเช่าหลายปี เช่นนี้ เป็นกรณีจำเลยทั้งสองให้การว่ารับสภาพความรับผิดโดยมีหลักฐานเป็นหนังสือ จึงมีกำหนดอายุความ ๒ ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๙๓/๓๕ จำเลยทั้งสองไม่ได้ให้การต่อสู้ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ๕ ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๙๓/๓๓ (๓) ประกอบมาตรา ๑๙๓/๑๔ (๑) และ ๑๙๓/๑๕ ศาลจึงยังไม่อาจหยิบยกอายุความ ๕ ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๙๓/๓๓ (๓) ขึ้นวินิจฉัยชี้ขาดคดีได้เพราะเป็นการวินิจฉัยนอกเหนือไปจากคำให้การของจำเลยทั้งสอง ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๒ วรรคหนึ่ง",วิ.แพ่ง,,,,,,, 69,15,,พนักงานสอบสวนมิได้ขอให้ฝากขังผู้ต้องหาต่อศาลภายในกำหนด หรือมีการควบคุมตัวเกินกำหนดระยะเวลาตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๔๗ จะเป็นเหตุให้พนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้องหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๒๙๔/๒๕๕๐ จำเลยที่ ๑ ฎีกาว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะจำเลยที่ ๑ ถูกจับวันที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๔๔ มิใช่วันที่ ๒๑ โจทก์ต้องฝากขังและฟ้องจำเลยที่ ๑ ภายในวันที่ ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๔๔ เมื่อโจทก์ฟ้องเกินกำหนดระยะฝากขังโดยมิได้ขออนุญาตจากอัยการสูงสุด จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๑ นั้นเห็นว่ากรณีที่จำเลยที่ ๑ ฎีกาเป็นเรื่องการควบคุมตัวจำเลยที่ ๑ ในขั้นสอบสวนซึ่งพนักงานสอบสวนจะต้องขออำนาจศาลฝากขังจำเลยที่ ๑ หากพนักงานสอบสวนมิได้ขอฝากขังต่อศาลภายในกำหนด เมื่อพ้นอำนาจการควบคุมตัวผู้ต้องหาของพนักงานสอบสวนแล้วพนักงานสอบสวนต้องปล่อยตัวผู้ต้องหาไป หาใช่เป็นเหตุให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องไม่เมื่อโจทก์ฟ้องคดีภายในอายุความ โจทก์ย่อมมีสิทธินำคดีอาญามาฟ้องได้ ฎีกาของจำเลยที่ ๑ ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๔๑๑๓/๒๕๕๒ จำเลยฎีกาว่า จำเลยถูกควบคุมตัวตั้งแต่วันที่ ๑๖ มกราคม ๒๕๔๙ ถึงวันที่ ๑๑ เมษายน ๒๕๔๙ เป็นเวลา ๘๖ วัน เกินกว่าที่ต้องถูกควบคุมตัวจริง ๔๔ วัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๘๗ อยู่ ๒ วัน ขอให้ยกฟ้องนั้น บทบัญญัติตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๘๗ เป็นเรื่องในชั้นสอบสวนของพนักงานอัยการหรือพนักงานสอบสวนที่จะควบคุมตัวผู้ต้องหาไว้เกินกำหนดไม่ได้ เว้นแต่จะขออำนาจศาลฝากขังเป็นระยะ ๆ ไป และเป็นคนละส่วนกับเรื่องการฟ้องโดยจำเลยให้การรับสารภาพ ซึ่งเป็นส่วนที่อยู่ในชั้นพิจารณาของศาล หากได้ความว่าจำเลยถูกควบคุมตัวเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้จริงก็เป็นเรื่องที่จำเลยต้องไปว่ากล่าวเอากับผู้ที่ควบคุมตัวโดยไม่ชอบเหล่านั้น หาทำให้กระบวนการสอบสวนที่ชอบและการนำคดีมาฟ้องยังศาลเสียไปไม่ทั้งหากมีการควบคุมตัวเกินกำหนดก็ไม่ต้องห้ามที่พนักงานอัยการจะนำตัวผู้ต้องหาส่งฟ้องศาลโดยวิธีจับตัวมาส่งศาลพร้อมฟ้องไว้ รวมทั้งไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายใดให้อำนาจศาลที่จะยกฟ้องคดีเช่นนี้ได้ คงมีแต่ห้ามมิให้พนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีใดต่อศาลโดยมิได้มีการสอบสวนในความผิดนั้นก่อนตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๒๐ เท่านั้น มิฉะนั้นจะเป็นช่องทางให้มีผู้กล่าวอ้างเอาประโยชน์จากการควบคุมตัวเกินกำหนดได้ยิ่งไปกว่าการสอบสวนที่ชอบและการพิจารณาที่กระทำโดยศาล",วิ.อาญา,,,,,,, 69,15,,พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาแก่ผู้ต้องหาฐานร่วมกันกรรโชกทรัพย์ พนักงานอัยการจะมีอำนาจฟ้องในความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์ ได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๕๖/๒๕๕๓ การสอบสวนเป็นเพียงการที่พนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานและดำเนินการทั้งหลายตามที่กฎหมายกำหนดเกี่ยวกับความผิดที่กล่าวหาเพื่อที่จะทราบข้อเท็จจริงหรือพิสูจน์ความผิดและเพื่อเอาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษการแจ้งข้อหาตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๓๔ นั้นเป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งของการสอบสวนเพื่อให้ผู้ต้องหารู้ตัวก่อนว่าจะถูกสอบสวนในคดีอาญาเรื่องใดเท่านั้น ดังนั้น แม้เดิมจะแจ้งข้อหาหนึ่งแต่เมื่อสอบสวนไปแล้วปรากฏว่า การกระทำของผู้ต้องหาเป็นความผิดฐานอื่นก็ถือได้ว่ามีการสอบสวนในความผิดฐานดังกล่าวมาแล้วแต่แรก ฉะนั้น เมื่อคดีนี้ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจะแจ้งข้อหาแก่จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ กับพวก ฐานร่วมกันกรรโชกทรัพย์ แต่เมื่อโจทก์เห็นว่าพฤติการณ์การกระทำความผิดของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓กับพวกเข้าองค์ประกอบความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์โจทก์ก็มีอำนาจที่จะฟ้องจำเลย ที่ ๒ และที่ ๓ กับพวก ในความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์ได้,วิ.อาญา,,,,,,, 69,15,,ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องในปัญหาข้อเท็จจริงศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ในปัญหาข้อกฎหมาย โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง หากผู้พิพากษาดังกล่าวอนุญาตให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง โจทก์จะฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๑๗๒/๒๕๕๕ คดีนี้ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์ในปัญหาข้อเท็จจริงส่วนศาลอุทธรณ์ภาค ๖ พิพากษายกฟ้องโจทก์ในปัญหาข้อกฎหมาย จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค ๖ พิพากษายกฟ้องโจทก์ ซึ่งต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาไม่ว่าจะเป็นปัญหาข้อเท็จจริงหรือปัญหาข้อกฎหมาย และแม้คดีนี้จะเป็นการพิจารณาชั้นไต่สวนมูลฟ้องก็ตาม คดีก็ต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๐ หากโจทก์จะฎีกาก็ต้องปฏิบัติตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๑ การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค ๖ อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง โดยไม่ได้ขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค ๖ อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย แม้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นจะอนุญาตให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง โจทก์ก็ยังต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายตามบทบัญญัติดังกล่าว",วิ.อาญา,,,,,,, 69,15,,ผู้แจ้งความแก่พนักงานสอบสวนในข้อหาความผิดอาญาของแผ่นดินมิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยจะมีผลทำให้การสอบสวนเป็นไปโดยมิชอบ และพนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้องหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๒๘๒/๒๕๕๕ จำเลยฎีกาเป็นปัญหาข้อกฎหมายว่า เมื่อผู้เสียหายกับจำเลยสมัครใจเข้าวิวาททำร้ายร่างกายซึ่งกันและกัน ถือว่าผู้เสียหายมีส่วนร่วมในการกระทำความผิดจึงไม่เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย ไม่มีอำนาจร้องทุกข์มอบคดีให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวน การสอบสวนจึงไม่ชอบ พนักงานอัยการโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้นั้น เห็นว่า ความผิดข้อหาทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำร้ายรับอันตรายสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๗ เป็นความผิดต่อแผ่นดิน ซึ่งพนักงานสอบสวนมีอำนาจสอบสวนได้เองโดยไม่จำต้องอาศัยคำร้องทุกข์หรือการมอบคดีจากผู้เสียหายแต่อย่างใด ดังนั้น แม้ผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้แจ้งความแก่พนักงานสอบสวนจะมิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย เนื่องจากสมัครใจวิวาทกับจำเลยก็ตาม ก็ไม่มีผลกระทบต่ออำนาจสอบสวนของพนักงานสอบสวน ถือว่าคดีนี้มีการสอบสวนเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายพนักงานอัยการโจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องคดี คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๐๙๒/๒๕๕๓ ความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายตาม ป.อ. มาตรา ๒๙๕ เป็นความผิดอาญาแผ่นดิน ไม่ใช่ความผิดต่อส่วนตัว แม้ผู้เสียหายไม่ใช่ผู้เสียหายตามกฎหมายพนักงานสอบสวนก็มีอำนาจสอบสวนได้โดยไม่ต้องมีคำร้องทุกข์และพนักงานอัยการโจทก์มีอำนาจฟ้อง",วิ.อาญา,,,,,,, 69,15,,พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ จะมีคำขอท้ายฟ้องให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้เสียหายได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๙๖๙๑/๒๕๕๕ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ และมีคำขอท้ายคำฟ้องให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้เสียหาย แต่ความผิดฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์มิใช่ฐานความผิดที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.อ. มาตรา ๔๓ ที่โจทก์จะเรียกร้องทรัพย์สินหรือราคาแทนผู้เสียหายได้ ทั้งผู้เสียหายไม่ได้ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๔๔/๑ วรรคหนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายจึงเป็นการไม่ชอบ,วิ.อาญา,,,,,,, 69,15,,โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินทรัพย์มรดกในฐานะที่โจทก์เป็นทายาทของเจ้าของรวมคนหนึ่ง ต่อมาศาลมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความโดยให้เจ้าพนักงานบังคับคดีนำที่ดินขายทอดตลาดแล้วเอาเงินที่ได้หลังจากหักค่าใช้จ่ายในการขายแล้วมาแบ่งกันตามส่วน ต่อมาโจทก์ทั้งสองนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินแปลงดังกล่าวเพื่อบังคับตามคำพิพากษา ดังนี้ ทายาทของผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมอีกคนหนึ่งจะร้องขอให้กันส่วนที่ดินพิพาทเฉพาะที่เป็นทรัพย์มรดกของตนออกจากการขายทอดตลาดได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๖๕๓-๖๖๕๔/๒๕๕๘ การร้องขอกันส่วนตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๘๗ ต้องเป็นกรณีที่มีการบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาแต่คดีนี้โจทก์ที่ ๑ และที่ ๒ ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสามแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทที่เป็นทรัพย์มรดกของ ป. และ ต. ให้แก่โจทก์ที่ ๑ และที่ ๒ ตามลำดับ เนื่องจาก ป. ต. ส. และจำเลยที่ ๓ ถือกรรมสิทธิ์รวมกันในที่ดินพิพาทโดยจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เป็นทายาทของ ส. การที่ศาลพิพากษาให้จำเลยทั้งสามแบ่งทรัพย์มรดกของ ป. และ ต. ให้โจทก์ทั้งสองตามส่วน โดยคู่ความตกลงกันให้นำที่ดินพิพาทออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินที่ได้แบ่งกันตามส่วน จึงเป็นเรื่องบังคับให้จำเลยทั้งสามแบ่งที่ดินพิพาทในระหว่างผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมด้วยกัน แล้วจัดการแบ่งเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสองเท่านั้น หาได้มีการบังคับชำระหนี้เอาแก่ทรัพย์สินของจำเลยทั้งสามไม่ ผู้ร้องทั้งสี่จึงไม่อาจขอกันส่วนโดยอ้างว่าผู้ร้องทั้งสี่เป็นทายาทของ ส. ผู้ถือกรรมสิทธิ์รวม และมีสิทธิรับมรดกในส่วนของ ส. ร่วมกับจำเลยทั้งสาม เป็นเรื่องที่ผู้ร้องทั้งสี่จะต้องไปดำเนินคดีกับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ต่างหาก,วิ.แพ่ง,,,,,,, 69,16,,โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานลักทรัพย์ ตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๔ ทางพิจารณาได้ความว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานยักยอก ตาม ป.อ. มาตรา ๓๕๒ แต่โจทก์มิได้ร้องทุกข์ภายในสามเดือน คดีขาดอายุความตาม ป.อ. มาตรา ๙๖ ดังนี้ ศาลจะลงโทษจำเลยได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๖๐๘๑-๑๖๐๘๓/๒๕๕๕ ความผิดฐานลักทรัพย์ ผู้กระทำต้องเอาทรัพย์ไปจากความครอบครองของผู้อื่นแต่โจทก์ทั้งสามซื้อที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิโดยมอบให้จำเลยซื้อและปลูกต้นสน โจทก์ทั้งสามไม่ได้ครอบครองที่ดินและต้นสน ทั้งไม่ทราบแน่นอนว่าต้นสนอยู่ในที่ดินตำแหน่งใด การที่จำเลยตัดต้นสนโดยไม่แจ้งให้โจทก์ทั้งสามทราบ หรือได้รับความยินยอมจากโจทก์ทั้งสามและจำเลยรับเงินค่าต้นสนทั้งหมดไปเป็นประโยชน์ของตนเองไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ต้นสน แต่เป็นความผิดฐานยักยอก ซึ่ง ป.อ. มาตรา ๓๕๖ บัญญัติว่า เป็นความผิดอันยอมความได้ โจทก์ทั้งสามทราบว่าต้นสน ถูกตัดเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๔๑ โจทก์ทั้งสามฟ้องคดีนี้วันที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๔๔ โดยมิได้ร้องทุกข์ภายในสามเดือน นับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด คดีเป็นอันขาดอายุความตาม ป.อ. มาตรา ๙๖ แม้ ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคสาม บัญญัติว่าการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ ยักยอก มิให้ถือว่าต่างกันในข้อสาระสำคัญ แต่เมื่อศาลฎีกาพิจารณาแล้ว การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานยักยอกเป็นความผิดอันยอมความได้ คดีโจทก์ทั้งสามจึงขาดอายุความ,วิ.แพ่ง,,,,,,, 69,16,,ในการไต่สวนมูลฟ้องโจทก์อ้างตนเองเป็นพยาน ทนายจำเลยถามค้านโดยให้ตัวโจทก์ดูลายมือชื่อของผู้มอบอำนาจในหนังสือมอบอำนาจ ตัวโจทก์เบิกความว่าลายมือชื่อดังกล่าวเป็นลายมือชื่อที่โจทก์เซ็นไว้จริงจำเลยจึงส่งเอกสารฉบับนี้ ซึ่งมีลายมือชื่อของโจทก์ปรากฏอยู่ในช่องผู้มอบอำนาจต่อศาลดังนี้จะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๖๕ หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๐๓๐/๒๕๓๒ โจทก์ฎีกาว่า การที่ศาลชั้นต้นรับฟังหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย ล.๙ ที่จำเลยที่ ๑ ส่งศาลในชั้นไต่สวนมูลฟ้องเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายวิธีพิจารณาความนั้น พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๖๕ บัญญัติว่า จำเลยไม่มีอำนาจนำพยานเข้าสืบในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง แต่ทั้งนี้ไม่เป็นการตัดสิทธิในการที่จำเลยจะมีทนายมาช่วยเหลือ ในการไต่สวนมูลฟ้องคดีนี้ ตัวโจทก์อ้างตนเองเป็นพยาน ทนายจำเลยถามค้านโดยให้ตัวโจทก์ดูลายมือชื่อของผู้มอบอำนาจในหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย ล.๙ ตัวโจทก์เบิกความว่าลายมือชื่อดังกล่าวเป็นลายมือชื่อที่โจทก์เซ็นไว้จริง ถึงแม้จะเบิกความต่อไปอีกว่า จำเลยที่ ๑ เป็นผู้ไปกรอกข้อความเองภายหลังครั้งแรกโจทก์เซ็นชื่อไว้ในกระดาษเปล่าก็ไม่เป็นการลบล้างคำเบิกความในส่วนที่ยอมรับว่าโจทก์ได้เซ็นชื่อไว้ในหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย ล.๙ จริง ฝ่ายจำเลยจึงมีสิทธิส่งเอกสารฉบับนี้ ซึ่งมีลายมือชื่อของโจทก์ปรากฏอยู่ในช่องผู้มอบอำนาจต่อศาลเพื่อประกอบคำเบิกความของพยานโจทก์ที่ซัดทอดถึง มิใช่การนำพยานเข้าสืบ จึงไม่ต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้น การที่ศาลชั้นต้นรับฟังเอกสารฉบับนี้ชอบด้วยกฎหมายแล้ว คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๕๑๒/๒๕๓๑ ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง โจทก์และจำเลยแถลงร่วมกันว่า ก่อนที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง จำเลยจะนำเอกสารของธนาคารออมสินเสนอต่อศาลเพื่อให้ศาลพิจารณาประกอบ โจทก์แถลงเห็นชอบด้วย ต่อมาจำเลยส่งเอกสารดังกล่าว โจทก์แถลงรับรองว่าสำเนาเอกสารและข้อความถูกต้อง นอกจากนี้เอกสารดังกล่าวยังเป็นส่วนหนึ่งของเอกสารที่ธนาคารออมสินส่งมาตามหมายเรียกซึ่งศาลออกตามคำร้องขอของโจทก์ และเมื่อโจทก์ตรวจดูแล้วก็ว่าใช่เอกสารที่อ้าง ดังนี้ เอกสารดังกล่าวจึงหาใช่เอกสารที่จำเลยอ้างเป็นพยานไม่",วิ.อาญา,,,,,,, 69,16,,โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยข้อหาพยายามฆ่าผู้เสียหาย ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น ผู้เสียหายถึงแก่ความตาย โจทก์จะขอแก้ฟ้องขอให้ลงโทษฐานฆ่าผู้เสียหายได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๓๔๐/๒๕๔๐ โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยใช้ไม้ทุบตีและใช้กำลังชกต่อยผู้เสียหายที่อวัยวะสำคัญ ขณะยื่นฟ้องโจทก์ยังไม่ทราบว่าผู้เสียหายถึงแก่ความตาย ไม่อยู่ในวิสัยที่จะฟ้องจำเลยว่าฐานฆ่าผู้อื่นต่อมาเมื่อโจทก์ทราบว่าผู้เสียหายถึงแก่ความตายอันเป็นผลสืบเนื่องจากบาดแผลที่ถูกทำร้าย ซึ่งเป็นการกระทำเดียวกันกับคำฟ้องโจทก์จึงมีอำนาจขอแก้ฟ้องเป็นฆ่าผู้เสียหาย และขอแก้บทลงโทษเป็นประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓, ๒๘๘, ๒๙๗ ได้ เพราะการแก้หรือเพิ่มเติมฐานความผิดมิให้ถือว่าทำให้จำเลยเสียเปรียบ ทั้งพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาเพิ่มเติมฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นให้จำเลยทราบแล้ว จำเลยให้การปฏิเสธ จึงไม่ทำให้จำเลยหลงต่อสู้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๗๔๖/๒๕๓๕ เดิมโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานขับรถยนต์โดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้เสียหายรับอันตรายสาหัส ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๐๐ ระหว่างพิจารณาโจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องว่าผู้เสียหายถึงแก่ความตายในเวลาต่อมาอันเนื่องมาจากการขับรถโดยประมาทของจำเลย ขอให้ลงโทษฐานขับรถยนต์โดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้เสียหายถึงแก่ความตาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๑ โดยมีการสอบสวนเพิ่มเติมและแจ้งข้อหาขับรถยนต์โดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายเพิ่มเติมจากที่ได้ทำการสอบสวนไว้แก่จำเลยแล้ว จึงมีเหตุอันควรที่โจทก์จะขอแก้ไขเพิ่มเติมได้",วิ.อาญา,,,,,,, 69,16,,ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินสองปี ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าให้ลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่ง โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ และคุมความประพฤติจำเลยไว้ ดังนี้ โจทก์จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๓๐๔/๒๕๕๓ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษฐานกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีโดยใช้กำลังประทุษร้าย จำคุก ๘ เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลย ๕,๐๐๐ บาท อีกสถานหนึ่ง โทษจำคุกให้รอการลงโทษ ๒ ปี และคุมความประพฤติของจำเลยไว้ ดังนี้ แม้ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษาให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยอันเป็นการแก้ไขมากก็ตาม แต่ไม่ได้เพิ่มเติมโทษจำเลยเมื่อศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน ๒ ปี คดีจึงต้องห้ามคู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๑๙ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๒๔๖/๒๕๕๓ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ ๖ เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลยทั้งสองอีกสถานหนึ่ง โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ ๒ ปี และคุมความประพฤติของ จำเลยทั้งสองไว้ แม้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๒ จะได้รอการลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองอันเป็นการแก้ไขมากแต่เมื่อศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองไม่เกิน ๒ ปี คดีจึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๑๙ การที่โจทก์ร่วมฎีกาขอให้ไม่รอการลงโทษนั้น เป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการกำหนดโทษอันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายมาตราดังกล่าว แต่ถ้าศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์พิพากษาปรับจำเลยเกินสี่หมื่นบาท กรณี ไม่อยู่ในบังคับข้อห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๑๙ แต่จะต้องพิจารณาตามมาตรา ๒๑๘ คำสั่งคำร้องที่ ท.๒๑/๒๕๕๗ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละ ๑ ปี และปรับกระทงละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท รวม ๒ กระทง จำคุก ๒ ปี และปรับ ๒๐๐,๐๐๐ บาท ศาลอุทธรณ์ ภาค ๕ พิพากษาแก้เป็นให้รอการลงโทษจำคุกไว้แม้ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ จะพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี แต่เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ พิพากษาแก้ไขมากให้รอการลงโทษจำเลย จึงไม่ต้องห้ามคู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๑๘ วรรคหนึ่ง ทั้งเป็นคดีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค ๕ พิพากษาให้ลงโทษปรับ จำเลยกระทงละกว่าสี่หมื่นบาทไม่อยู่ในบังคับข้อห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๑๙ เช่นกัน",วิ.อาญา,,,,,,, 69,16,,ศาลชั้นต้นลงโทษกักขังแทนโทษจำคุก ศาลอุทธรณ์พิพากษาไม่เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขัง ดังนี้ คู่ความจะฎีกาในข้อเท็จจริงได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๘๔๐/๒๕๕๘ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยที่ ๔ มี ความผิดตามฟ้อง ลงโทษจำคุก ๔ เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๒ เดือน เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทน การที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาไม่เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทนนั้น ศาลอุทธรณ์ยังพิพากษาว่าจำเลยที่ ๔. มีความผิดตามฟ้องโจทก์อยู่เพียงแต่ลงโทษแตกต่างไปจากศาลชั้นต้นเท่านั้น คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงเป็นการพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้น มิใช่พิพากษากลับจึงห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๑๙ ตรี ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. ๒๔๙๙ มาตรา ๔ ที่จำเลยที่ ๔ ฎีกาว่า จำเลยที่ ๔ เพิ่งเข้ามาเป็นกรรมการของจำเลยที่ ๑ ไม่ได้รู้เห็นเกี่ยวข้องกับการที่จำเลยที่ ๑ เป็นหนี้โจทก์ จำเลยที่ ๔ เป็นคนเชื้อชาติจีน สัญชาติจีน ไม่ทราบและไม่เข้าใจภาษาไทยย่อมเสียเปรียบโจทก์ ศาลอุทธรณ์มิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๔ ว่าจำเลยที่ ๔ ได้กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ และขอให้รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ ๔ นั้น เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ทั้งเป็นกรณีที่ไม่อาจรับรองให้ฎีกาข้อเท็จจริงได้,วิ.อาญา,,,,,,, 68,1,,"คำฟ้องลงลายมือชื่อโดยบุคคลที่ตัวความมิได้แต่งตั้งให้เป็นทนายความ ศาลชั้นต้นจะต้องสั่งให้แก้ไขตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๘ ก่อนหรือไม่",มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๖๒/๒๕๓๔ คำร้องขัดทรัพย์ของผู้ร้องทั้งสองมี ฉ. ลงชื่อเป็นผู้ร้องและผู้เรียงพิมพ์แต่ในใบแต่งทนายความของผู้ร้องที่ ๑ ที่ ๒ ทั้งสองฉบับที่ระบุแต่งตั้งให้ น. เป็นทนายความของผู้ร้องที่ ๑ ที่ ๒ กับมี ฉ. ทนายความผู้มีใบอนุญาต ลงลายมือชื่อในคำรับเป็นทนายความไม่ใช่ น. เมื่อผู้ร้องที่ ๑ ที่ ๒ มิได้มีเจตนาแต่งตั้งให้ ฉ. เป็นทนายความก็ต้องถือว่า ฉ. ลงลายมือชื่อในคำรับเป็นทนายความโดยไม่มีสิทธิ ฉ. จึงมิใช่ทนายความของผู้ร้องทั้งสองและไม่มีอำนาจลงลายมือชื่อในคำร้องขัดทรัพย์แทนผู้ร้องทั้งสองได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๖๒ อย่างไรก็ตามคำร้องขัดทรัพย์เป็นคำฟ้องอย่างหนึ่ง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑ (๓) ต้องลงลายมือชื่อของผู้ร้องทั้งสองตาม มาตรา ๖๗ (๕) หรือลายมือชื่อของทนายความที่ผู้ร้องทั้งสองแต่งตั้งตามมาตรา ๖๒ เมื่อคำร้องขัดทรัพย์มี ฉ. ลงลายมือชื่อโดยผู้ร้องทั้งสองมิได้แต่งตั้งให้เป็นทนายความ มิใช่เป็นกรณีที่คำร้องไม่มีลายมือชื่อของผู้ร้องตามมาตรา ๖๗ (๕) อันจะสั่งให้แก้ไขได้ตามมาตรา ๑๘ วรรคหนึ่ง ศาลจึงมีคำสั่งไม่รับคำร้องขัดทรัพย์ของผู้ร้องทั้งสองโดยไม่ต้องส่งคืนคำร้องนั้นไปให้แก้ไขมาก่อน,วิ.แพ่ง,,,,,,, 68,1,,หนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดี เป็นเอกสารที่กฎหมายบังคับให้ต้องแนบมาพร้อมคำฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๘ หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๑๕๔/๒๕๕๘ โจทก์บรรยายฟ้องว่าโจทก์มอบอำนาจให้ ก. เป็นผู้ฟ้องและดำเนินคดีแทน ตามสำเนาหนังสือมอบอำนาจโจทก์เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข ๒ เป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้อง แม้ไม่ปรากฏรอยตราสำคัญของบริษัทโจทก์ประทับไว้ก็หาทำให้ฟ้องของโจทก์เสียไปไม่ เพราะหนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดี ไม่ใช่เอกสารที่กฎหมายบังคับให้ต้องแนบมาพร้อมกับคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๘,วิ.แพ่ง,,,,,,, 68,1,,คดีที่มีอัตราโทษประหารชีวิต พนักงานสอบสวนได้ทำการสอบสวนโดยไม่ได้จัดหาทนายความไว้ให้ผู้ต้องหา เนื่องจากผู้ต้องหาไม่ต้องการทนายความ จะทำให้การสอบสวนไม่ชอบ และพนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้องคดีหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๐๐๙/๒๕๕๖ แม้คดีนี้มีโทษถึงประหารชีวิต การสอบสวนคำให้การของผู้ต้องหาจึงอยู่ในบังคับตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๓๔/๑ วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นสิทธิเด็ดขาดของผู้ต้องหาที่จะได้รับความช่วยเหลือจากรัฐในการจัดหาทนายความให้ เมื่อพนักงานสอบสวนถามแล้วจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้ต้องหาขณะนั้นไม่มีทนายความ เป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนต้องหาทนายความให้แก่จำเลยที่ ๑ ตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาและแจ้งสิทธิให้จำเลยที่ ๑ ทราบและสอบถามเรื่องทนายความหรือผู้ที่ไว้วางใจเข้ารับฟังการสอบสวนแล้ว จำเลยที่ ๑ ให้การรับสารภาพโดยไม่ต้องการทนายความหรือผู้ที่ไว้วางใจเข้ารับฟังการสอบสวน พนักงานสอบสวนได้ทำการสอบสวนโดยไม่ได้จัดหาทนายความให้จำเลยที่ ๑ แม้เป็นการไม่ปฏิบัติตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๓๔/๑ วรรคหนึ่ง แต่บทบัญญัติมาตรา ๑๓๔/๔ วรรคท้าย บัญญัติเพียงว่าถ้อยคำใด ๆ ที่ผู้ต้องหาให้ไว้ต่อพนักงานสอบสวนก่อนมีการแจ้งสิทธิตามวรรคหนึ่งหรือก่อนที่จะดำเนินการตามมาตรา ๑๓๔/๑ จะรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของผู้นั้นไม่ได้ ฉะนั้น แม้พนักงานสอบสวนจะไม่ได้จัดหาทนายความให้จำเลยที่ ๑ ก็ไม่ทำให้การสอบสวนไม่ชอบแต่อย่างใดเมื่อมีการสอบสอนแล้วโจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง (มีคำพิพากษาฎีกาที่ ๑๙๓-๑๙๔/๒๕๕๖, ๑๑๓๐/๒๕๕๓, ๓๑๑๙/๒๕๕๐ วินิจฉัยเช่นกัน)",วิ.อาญา,,,,,,, 68,1,,การวางแผนเพื่อจะได้หลักฐานของการกระทำความผิดโดยการหลอกล่อให้มากระทำความผิด มิใช่เพราะผู้กระทำมีเจตนากระทำความผิดต่อผู้เสียหายมาแต่ต้น จะถือว่าเป็นผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒ (๔) หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๕๑๐/๒๕๕๕ ผู้เสียหายซึ่งเป็นนักข่าวได้รับการร้องเรียนถึงพฤติกรรมของกลุ่มบุคคลที่หลอกลวงขายเหล็กไหลจากผู้ชมรายการของผู้เสียหายจึงวางแผนพิสูจน์การกระทำของกลุ่มบุคคลดังกล่าวเพื่อให้มีการจับกุมมาลงโทษ หลังจากที่มีการติดต่อกับกลุ่มบุคคลดังกล่าวจนทราบแน่ชัดว่ามีพฤติกรรมในการหลอกลวงจริง จึงประสานงานกับเจ้าพนักงานตำรวจเพื่อจับกุมโดยผู้เสียหายนำเงินที่จะต้องวางประกันในการทำสัญญาจะซื้อจะขายเหล็กไหลไปลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานก็เพื่อจะได้เป็นหลักฐานของการกระทำความผิด จึงเป็นเรื่องที่ผู้เสียหายดำเนินการแสวงหาพยานหลักฐานด้วยตนเอง โดยการหลอกล่อกลุ่มบุคคลดังกล่าวซึ่งก็คือจำเลยทั้งห้ามากระทำความผิดอันเป็นการก่อให้จำเลยทั้งห้ากระทำความผิดฐานฉ้อโกงตามฟ้อง มิใช่เป็นเพราะจำเลยทั้งห้ามีเจตนาจะฉ้อโกงผู้เสียหายมาตั้งแต่ต้น จึงไม่อาจถือได้ว่าผู้เสียหายเป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒ (๔) มีผลให้การแจ้งความร้องทุกข์ในความผิดฐานฉ้อโกงซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้ของผู้เสียหายไม่ใช่การแจ้งความร้องทุกข์ตามกฎหมายทำให้การสอบสวนไม่ชอบ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง,วิ.อาญา,,,,,,, 68,1,,คำฟ้องคดีอาญา คดีก่อนกับคดีหลังเป็นคำฟ้องเรื่องเดียวกัน แต่คดีก่อนอยู่ในระหว่างการไต่สวนมูลฟ้อง จะถือว่าเป็นคดีที่อยู่ในระหว่างพิจารณา อันจะทำให้คำฟ้องคดีหลังเป็นฟ้องซ้อนหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๑๔๔๑/๒๕๕๖ คดีอาญาก่อนโจทก์บรรยายฟ้องกล่าวถึงการกระทำของจำเลยที่เป็นการหมิ่นประมาทโจทก์ว่า จำเลยได้ทำหนังสือร้องขอความเป็นธรรมมิให้เลื่อนโจทก์เป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติต่อคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) และคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) โดยกล่าวหาว่าโจทก์กับพวกส่งคนไปคุกคามข่มขู่จำเลยและพยานของจำเลยในคดีที่จำเลยฟ้องโจทก์ต่อศาลอาญาฐานร่วมกับพวกปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ บุกรุก และทำให้เสียทรัพย์เพื่อขอให้ ก.ตร. และก.ต.ช. พิจารณามิให้เลื่อนโจทก์ขึ้นเป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติชั่วคราวจนกว่าคดีอาญาที่จำเลยฟ้องโจทก์ต่อศาลอาญาจะถึงที่สุด ซึ่งมีสาระแห่งการกระทำฐานหมิ่นประมาทของจำเลยเช่นเดียวกับคดีนี้ แม้การมีหนังสือร้องขอความเป็นธรรมทั้งในคดีก่อนและคดีนี้ จำเลยจะได้ยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการของ ก.ตร. และกรรมการ ก.ต.ช. คนละคนกัน แต่การกระทำของจำเลยมีเจตนาเดียวกัน คือเจตนาที่จะร้องขอความเป็นธรรมมิให้ ก.ตร. และก.ต.ช. พิจารณาเลื่อนตำแหน่งของโจทก์นั่นเอง จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวกันซึ่งย่อมส่งผลให้ถือได้ว่าคำฟ้องของโจทก์คดีก่อนกับคดีนี้เป็นคำฟ้องเรื่องเดียวกัน เมื่อขณะโจทก์ยื่นคำฟ้องคดีนี้ คดีก่อนอยู่ในระหว่างการไต่สวนมูลฟ้องซึ่งถือว่าเป็นคดีที่อยู่ในระหว่างพิจารณา คำฟ้องของโจทก์ในคดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๓ วรรคสอง (๑) ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕,วิ.อาญา,,,,,,, 68,1,,"จำนวนทุนทรัพย์หรือราคาทรัพย์สินที่พิพาทอันจะต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. ถือในศาลชั้นใด ค่าเสียหายในอนาคตจะนำมาคำนวณรวมเข้าด้วยเป็นทุนทรัพย์ในคดีหรือไม่","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๔๒๑/๒๕๕๘ จำนวนทุนทรัพย์หรือราคาทรัพย์สินที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๔ วรรคหนึ่ง ต้องถือตามจำนวนทุนทรัพย์หรือราคาทรัพย์สินที่พิพาทกันจริง ๆ ในชั้นอุทธรณ์ มิได้ถือตามจำนวนทุนทรัพย์หรือราคาทรัพย์สินที่พิพาทกันมาตั้งแต่ในศาลชั้นต้น แม้จำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในศาลชั้นต้นเกินกว่า ๕๐,๐๐๐ บาท แต่อุทธรณ์ของผู้ร้องโต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้ผู้ร้องรับผิดเพียงเงินจำนวน ๓๖,๐๐๐ บาท ส่วนค่าเสียหายรายเดือนภายหลังวันยื่นคำร้องเป็นค่าเสียหายในอนาคตอันยังมิถึงกำหนดเกิดขึ้นในเวลายื่นคำร้องไม่อาจคำนวณรวมเข้าด้วยเป็นทุนทรัพย์ในคดี อุทธรณ์ของผู้ร้องจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามบทบัญญัติดังกล่าว อุทธรณ์ของผู้ร้องที่หยิบยกคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ในคดีอีกเรื่องหนึ่งขึ้นเป็นข้อต่อสู้ แต่มีความมุ่งหมายเพื่อให้ศาลอุทธรณ์ในคดีนี้กำหนดค่าเสียหายลดลงจากที่ศาลชั้นต้นกำหนดมา โดยนำจำนวนค่าเสียหายที่ศาลอุทธรณ์กำหนดในคดีดังกล่าวมาเปรียบเทียบเป็นอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการกำหนดค่าเสียหายของศาลอันเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงมิใช่ข้อกฎหมายฎีกาของผู้ร้องในเรื่องจำนวนค่าเสียหายเป็นข้อเท็จจริง ศาลอุทธรณ์มิได้วินิจฉัยให้เพราะต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๔ วรรคหนึ่งแม้ผู้ร้องยกขึ้นฎีกา ฎีกาของผู้ร้องถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่ง ฎีกาของผู้ร้องที่ว่า ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์สูงเกินไป คดีนี้มีจำนวนทุนทรัพย์ไม่เกินสองแสนบาทต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๘ วรรคหนึ่ง ฎีกาของผู้ร้องเป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการกำหนดค่าทนายความ เป็นฎีกาในข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว",วิ.แพ่ง,,,,,,, 68,2,,คดีที่มีจำเลยหลายคน โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ขาดนัดยื่นคำให้การศาลจะต้องฟังจำเลยดังกล่าวก่อนมีคำสั่งอนุญาตให้ถอนฟ้องหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๔๑๒/๒๕๕๗ จำเลยที่ ๑ ขาดนัดยื่นคำให้การ โจทก์ถอนฟ้องสำหรับจำเลยที่ ๑ กรณีไม่อยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๕ วรรคสอง ที่ศาลต้องฟังจำเลยที่ ๑ ก่อนมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้อง ศาลชอบที่จะมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องได้โดยไม่จำต้องฟังจำเลยที่ ๑ ก่อน แม้โจทก์อาจนำคดีมาฟ้องใหม่ได้ แต่ต้องฟ้องภายในกำหนดอายุความ จำเลย ที่ ๑ ซึ่งขาดนัดยื่นคำให้การยังมีสิทธิยื่นคำให้การต่อสู้คดีได้อย่างเต็มที่ ไม่มีข้อที่ต้องเสียเปรียบ การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่ทำให้จำเลยที่ ๑ ต้องเสียหายหรือเสียเปรียบ กรณีไม่มีเหตุต้องเพิกถอนคำสั่งที่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องสำหรับจำเลยที่ ๑",วิ.แพ่ง,,,,,,, 68,2,,ข้อผิดหลงในการเรียกเก็บค่าขึ้นศาลเพิ่งปรากฏขึ้นภายหลังศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้วคำพิพากษาของศาลชั้นต้นจะผูกพันคู่ความตามกฎหมายหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๔๓๓/๒๕๕๖ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการที่ ๒ ว่า มีเหตุต้องเพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นและให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยใหม่หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า ฟ้องโจทก์เป็นคดีมีทุนทรัพย์ แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลอย่างมีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ โดยศาลชั้นต้นไม่ได้เรียกเก็บให้ถูกต้อง อันเป็นดำเนินกระบวนพิจารณาผิดระเบียบ มีผลให้กระบวนพิจารณาที่ดำเนินไปหลังจากนั้นเสียไปทั้งหมดเห็นว่า แม้โจทก์จะเสียค่าขึ้นศาลมาอย่างคดีไม่มีทุนทรัพย์และศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลเพิ่มให้ถูกต้องก็ตาม แต่ข้อผิดระเบียบในเรื่องการเรียกเก็บค่าขึ้นศาลไม่ครบถ้วนถูกต้องมิได้กระทบกระเทือนถึงการดำเนินกระบวนพิจารณาในส่วนอื่น กระบวนพิจารณาส่วนใดที่ดำเนินไปแล้วโดยชอบด้วยกฎหมายย่อมไม่เสียไปโดยหากข้อผิดหลงในการเรียกเก็บค่าขึ้นศาลปรากฏขึ้นก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาศาลชั้นต้นก็สามารถสั่งให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลเพิ่มให้ครบถ้วนถูกต้องได้และเมื่อโจทก์ปฏิบัติตามคำสั่งแล้วก็สามารถดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปได้โดยไม่จำเป็นต้องย้อนกลับไปเริ่มกระบวนพิจารณาใหม่แต่อย่างใด เมื่อคดีนี้ข้อผิดหลงในการเรียกเก็บค่าขึ้นศาลเพิ่งปรากฏขึ้นภายหลังศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว คำพิพากษาของศาลชั้นต้นย่อมมีผลผูกพันคู่ความตามกฎหมาย จึงไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นและให้ดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์จำเลยใหม่,วิ.แพ่ง,,,,,,, 68,2,,คดีความผิดฐานยักยอกซึ่งเป็นคดีความผิดต่อส่วนตัวเกิดขึ้นในขณะที่ผู้เสียหายซึ่งเป็นบุคคลที่ถูกศาลมีคำสั่งให้เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถยังมีชีวิตอยู่คนเสมือนไร้ความสามารถจะดำเนินคดีแก่ผู้กระทำความผิดจะต้องได้รับความยินยอมจากผู้พิทักษ์ก่อนหรือไม่และหากคนไร้ความสามารถถึงแก่ความตายไปหากทายาทของคนเสมือนไร้ความสามารถไปแจ้งความร้องทุกข์เองพนักงานสอบสวนจะมีอำนาจสอบสวนและพนักงานอัยการมีอำนาจฟ้องหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๐๗๙/๒๕๕๗ ตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๒ (๔) ประกอบมาตรา ๒ (๗) กำหนดให้ผู้เสียหายเท่านั้นที่จะมีอำนาจร้องทุกข์เพื่อดำเนินคดีแก่ผู้กระทำความผิดได้ คดีความผิดตามที่โจทก์ฟ้องเป็นความผิดอันยอมความได้หรือความผิดต่อส่วนตัว พนักงานสอบสวนจะมีอำนาจสอบสวนก็ต่อเมื่อมีคำร้องทุกข์ตามระเบียบตามมาตรา ๑๒๑ วรรคสอง และโจทก์จะมีอำนาจฟ้องก็ต่อเมื่อมีการสอบสวนในความผิดนั้นก่อนเช่นกันตามมาตรา ๑๒๐ คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า ระหว่างวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๔๐ ถึงวันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๗ เวลาใดไม่ปรากฏชัดต่อเนื่องกัน จำเลยทั้งสี่ร่วมกันครอบครองเงินที่ได้จากการขายที่ดินและขายสิทธิการเช่าที่ราชพัสดุของ ฮ. และเบียดบังยักยอกเอาเงินจำนวนดังกล่าวไป เมื่อ ฮ. ถึงแก่ความตายวันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๔๖ การกระทำที่โจทก์กล่าวหาในขณะที่ ฮ. ยังมีชีวิตอยู่ จึงเป็นการกระทำความผิดต่อ ฮ. ผู้เป็นเจ้าของทรัพย์ ฮ. จึงเป็นผู้เสียหายตามมาตรา ๒ (๔) และมีอำนาจร้องทุกข์ได้ตามมาตรา ๓ (๑) ประกอบมาตรา ๒ (๗) แม้ ฮ. จะพิการเดินไม่ได้เพราะเป็นอัมพาตและศาลเยาวชนและครอบครัวกลางมีคำสั่งให้เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ แต่ ฮ. ก็ยังสามารถดำเนินคดีแก่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เหมือนเช่นบุคคลทั่วไปได้ โดยมิต้องได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ผู้พิทักษ์ก่อนดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๓๔ แห่ง ป.พ.พ. ประกอบกับ ฮ. มิได้ถูกจำเลยทั้งสี่ทำร้ายถึงตายหรือบาดเจ็บจนไม่สามารถจัดการเองได้อันจะทำให้โจทก์ร่วมในฐานะผู้จัดการมรดกของ ฮ. มีอำนาจจัดการแทน ฮ. ได้ตามมาตรา ๕ (๒) เมื่อโจทก์ร่วมซึ่งไม่ได้เป็นผู้เสียหายเป็นผู้ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสี่ในความผิดฐานยักยอกตาม ป.อ. มาตรา ๓๕๒ และ ๓๕๔ ซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้หรือความผิดต่อส่วนตัวตามมาตรา ๓๕๖ จึงถือไม่ได้ว่าคดีนี้มีคำร้องทุกข์ตามระเบียบที่จะทำให้พนักงานสอบสวนมีอำนาจสอบสวนในความผิดต่อส่วนตัวได้ และถือเท่ากับว่ายังไม่ได้มีการสอบสวนในความผิดนั้นมาก่อนย่อมส่งผลให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องตามมาตรา ๑๒๐ จำเลยที่ ๒ นำเงินส่วนหนึ่งไปซื้อสลากออมสินจำนวน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท เศษ ในนามของจำเลยที่ ๒ คนเดียวโดยมีการเบิกเงินออกจากบัญชีเมื่อวันที่ ๑๖ กันยายน ๒๕๕๑ จำนวนเงิน ๑,๒๐๐,๐๐๐ บาท ย่อมเป็นความผิดสำเร็จก่อน ฮ. ถึงแก่ความตายถึง ๔ ปีเศษ การที่โจทก์ร่วมเป็นผู้จัดการมรดกของ ฮ. เมื่อวันที่ ๘ ธันวาคม ๒๕๔๖ โจทก์ร่วมอ้างว่าเพิ่งทราบและมาแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงาน สอบสวนวันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๗ ก็ไม่ทำให้การกระทำของจำเลยที่ ๒ เป็นการกระทำต่อเนื่องกันจนถึงวันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๗ โจทก์ร่วมจึงไม่เป็นผู้เสียหายถือไม่ได้ว่าคดีนี้มีคำร้องทุกข์ตามระเบียบที่จะทำให้พนักงานสอบสวนมีอำนาจสอบสวนในความผิดต่อส่วนตัวได้ ถือเท่ากับว่ายังไม่ได้มีการสอบสวน ย่อมส่งผลให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องตามมาตรา ๑๒๐ เช่นกัน ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ร่วมเข้าร่วมเป็นโจทก์ และศาลอุทธรณ์ภาค ๑ วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมมาจึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา ๒๒๕",วิ.อาญา,,,,,,, 68,2,,"ผู้แจ้งความแก่พนักงานสอบสวนในข้อหาความผิดอาญาแผ่นดินมิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยจะมีผลทำให้การสอบสวนเป็นไปโดยมิชอบ และพนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้องหรือไม่ การขอให้ศาลฎีกาเปลี่ยนแปลงผลคำพิพากษาศาลอุทธรณ์จะยื่นเป็นคำแก้ฎีกาได้หรือไม่",มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๒๘๒/๒๕๕๕ ส่วนที่จำเลยฎีกาเป็นปัญหาข้อกฎหมายว่าเมื่อผู้เสียหายกับจำเลยสมัครใจเข้าวิวาททำร้ายร่างกายซึ่งกันและกัน ถือว่าผู้เสียหายมีส่วนร่วมในการกระทำความผิดจึงไม่เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย ไม่มีอำนาจร้องทุกข์มอบคดีให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวน การสอบสวนจึงไม่ชอบ พนักงานอัยการโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้นั้น เห็นว่า ความผิดข้อหาทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำร้ายรับอันตรายสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๗ เป็นความผิดต่อแผ่นดิน ซึ่งพนักงานสอบสวนมีอำนาจสอบสวนได้เองโดยไม่จำต้องอาศัยคำร้องทุกข์หรือการมอบคดีจากผู้เสียหายแต่อย่างใด ดังนั้น แม้ผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้แจ้งความแก่พนักงานสอบสวนจะมิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย เนื่องจากสมัครใจวิวาทกับจำเลยก็ตาม ก็ไม่มีผลกระทบต่ออำนาจสอบสวนของพนักงานสอบสวน ถือว่าคดีนี้มีการสอบสวนเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายพนักงานอัยการโจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องคดีอนึ่ง คดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้ยกคำร้องของผู้เสียหายที่ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหาย ซึ่งหากผู้เสียหายไม่เห็นพ้องด้วย ผู้เสียหายชอบที่จะยื่นฎีกา แต่ผู้เสียหายกลับยื่นคำแก้ฎีกาขอให้ศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหาย ซึ่งเป็นการขอให้ศาลฎีกาเปลี่ยนแปลงผลคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อันเป็นการไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๖ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย”,วิ.อาญา,,,,,,, 68,2,,พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ จะมีคำขอท้ายฟ้องให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้เสียหายได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๙๖๙๑/๒๕๕๕ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ และมีคำขอท้ายคำฟ้องให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้เสียหายแต่ความผิดฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์มิใช่ฐานความผิดที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.อ. มาตรา ๔๓ ที่โจทก์จะเรียกร้องทรัพย์สินหรือราคาแทนผู้เสียหายได้ ทั้งผู้เสียหายไม่ได้ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๔๔/๑ วรรคหนึ่งที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายจึงเป็นการไม่ชอบ,วิ.อาญา,,,,,,, 68,3,,ศาลชั้นต้นมีคำสั่งห้ามชั่วคราวให้นายทะเบียนระงับการจดทะเบียนเกี่ยวกับที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์สินของจำเลย คำสั่งห้ามชั่วคราวจะมีผลบังคับเมื่อใดและหากมีการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่บุคคลภายนอกไปแล้วผลจะเป็นอย่างไร,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๗๓๒/๒๕๕๗ คดีนี้ศาลชั้นต้นออกคำสั่งห้ามชั่วคราวตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๕๔ (๓) โดยให้นายทะเบียนระงับการจดทะเบียนเกี่ยวกับที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์สินของจำเลย คำสั่งห้ามจะมีผลเมื่อใดนั้น ป.วิ.พ. มาตรา ๒๕๘วรรคสามบัญญัติว่า คำสั่งศาลซึ่งอนุญาตตามคำขอที่ได้ยื่นตามมาตรา ๒๕๔ (๓) ที่เกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลยนั้นให้มีผลใช้บังคับได้ทันที ถึงแม้ว่านายทะเบียนพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือบุคคลอื่นผู้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายจะยังมิได้รับแจ้งคำสั่งเช่นว่านั้นก็ตาม เว้นแต่ศาลจะได้พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้วเห็นสมควรให้คำสั่งมีผลบังคับเมื่อบุคคลดังกล่าวได้รับแจ้งคำสั่งเช่นว่านั้นแล้ว เมื่อหมายแจ้งคำสั่งห้ามระบุให้นายทะเบียนระงับการจดทะเบียนนับแต่วันได้รับหมาย ดังนั้น คำสั่งห้ามจึงไม่มีผลบังคับทันทีที่มีคำสั่งแต่จะมีผลตามที่ระบุไว้ในหมาย การส่งหมายแจ้งคำสั่งห้ามทำโดยวิธีปิดคำสั่งห้ามจึงมีผลในวันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๕๐ ป.วิ.พ. มาตรา ๒๕๘ ทวิ วรรคสองบัญญัติผลของคำสั่งห้ามว่า การที่นายทะเบียน พนักงานเจ้าหน้าที่ หรือบุคคลอื่นผู้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายรับจดทะเบียนหรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนที่เกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลยภายหลังที่คำสั่งของศาลซึ่งออกตามคำขอที่ได้ยื่นตามมาตรา ๒๕๔ (๓) มีผลใช้บังคับแล้วนั้นหาอาจใช้ยันแก่โจทก์หรือเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ไม่ แต่ข้อเท็จจริงจำเลยได้จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยร่วมที่ ๑ ถึงที่ ๒๖ ตั้งแต่วันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๕๐ ก่อนคำสั่งห้ามจะมีผลบังคับ จำเลยร่วมที่ ๑ ถึงที่ ๒๖ ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกจึงรับโอนที่ดินพิพาทจากโจทก์โดยไม่ได้ฝ่าฝืนคำสั่งห้ามการโอนดังกล่าวจึงใช้ยันโจทก์ได้ กรณีต้องด้วย ป.วิ.พ. มาตรา ๒๖๒ วรรคหนึ่ง ที่ว่าหากข้อเท็จจริงหรือพฤติการณ์แห่งคดีที่ได้จากการไต่สวนซึ่งศาลอาศัยเป็นหลักในการมีคำสั่งอนุญาตในวิธีการชั่วคราวได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว ศาลจะยกเลิกคำสั่งห้ามเสียก็ได้เมื่อคำสั่งห้ามเกี่ยวกับที่ดินพิพาทของจำเลยไม่มีผลใช้บังคับแก่จำเลย จึงให้ยกเลิกคำสั่งห้ามชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษาเกี่ยวกับที่ดินพิพาท,วิ.แพ่ง,,,,,,, 68,3,,การยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง หากมายื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบซ้ำอีกโดยอ้างเหตุทำนองเดียวกับคำร้องฉบับแรกจะต้องห้ามตามกฎหมายหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๕๙๗/๒๕๕๗ ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตั้งแต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฟ้องจนถึงวันที่ศาลมีคำพิพากษา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ถ้าผู้เสียหายไม่พอใจก็ชอบที่จะอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ แต่ผู้เสียหายไม่อุทธรณ์ กลับมายื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบซ้ำอีก โดยอ้างเหตุทำนองเดียวกับคำร้องฉบับแรก กรณีจึงถือว่าคำร้องฉบับหลังเป็นเรื่องเดียวกับคำร้องฉบับแรกที่ขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบซึ่งศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดไปแล้ว การที่ผู้เสียหายมายื่นคำร้องขึ้นอีกภายหลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องฉบับแรกแล้วนั้น เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๔ ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. ๒๔๙๙ มาตรา ๔ และ พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. ๒๕๒๐ มาตรา ๓ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๕ วรรคสองและมาตรา ๒๒๕ ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. ๒๔๙๙ มาตรา ๔ และ พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. ๒๕๒๐ มาตรา ๓,วิ.อาญา,,,,,,, 68,3,,คำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมฟ้องเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๘๙๙/๒๕๕๗ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมฟ้อง ซึ่งเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๖ จำเลยทั้งสามได้ยื่นคำร้องคัดค้านคำสั่งของศาลชั้นต้น กรณีจึงต้องด้วยมาตรา ๒๒๖ (๒) ที่จำเลยทั้งสามมีสิทธิจะอุทธรณ์คำสั่งนี้ได้ และจำเลยทั้งสามก็ได้ยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งอนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมฟ้องต่อศาลอุทธรณ์ภาค ๖ ด้วย แต่ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ มิได้วินิจฉัยให้ จึงเป็นการไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๒ ประกอบมาตรา ๒๔๖ ที่บัญญัติให้ศาลที่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดต้องตัดสินตามข้อหาในคำฟ้องทุกข้อ,วิ.แพ่ง,,,,,,, 68,3,,คดีความผิดต่อส่วนตัว ผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์หรือยอมความหลังจากคดีถึงที่สุดแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๓๐๐๒/๒๕๕๗ เมื่อศาลชั้นต้นปฏิเสธไม่ยอมรับอุทธรณ์ผู้อุทธรณ์อาจอุทธรณ์เป็นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลนั้นต่อศาลอุทธรณ์ได้ ให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาคำร้องนั้น แล้วมีคำสั่งยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้นหรือมีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ คำสั่งนี้ให้เป็นที่สุดตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๘ ทวิ ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. ๒๔๙๙ มาตรา ๔ เมื่อคดีนี้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลย ดังนี้ เท่ากับว่าศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลย ดังนี้ เท่ากับว่าศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยืน ตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้น คำสั่งดังกล่าวจึงเป็นที่สุดตามบทบัญญัติดังกล่าว ปัญหาว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๓๙ (๒) หรือไม่ แม้จำเลยจะไม่ได้ยกปัญหาดังกล่าวขึ้นในศาลชั้นต้นและเพิ่งยกขึ้นในชั้นอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ก็ตาม แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยย่อมมีสิทธิยกขึ้นอุทธรณ์และฎีกาได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. ๒๔๙๙ มาตรา ๔ ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๗ ซึ่งนำมาใช้แก่คดีอาญาได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “คำพิพากษาหรือคำสั่งใด ซึ่งตามกฎหมายจะอุทธรณ์หรือฎีกาหรือมีคำขอให้พิจารณาใหม่ไม่ได้นั้น ให้ถือว่าเป็นที่สุดตั้งแต่วันที่ได้อ่านเป็นต้นไป” และในวรรคสองบัญญัติว่า “คำพิพากษาหรือคำสั่งใดซึ่งอาจอุทธรณ์ฎีกาหรือมีคำขอให้พิจารณาใหม่ได้นั้น ถ้ามิได้อุทธรณ์ฎีกาหรือร้องขอให้พิจารณาใหม่ภายในเวลาที่กำหนดไว้ให้ถือว่าเป็นที่สุดตั้งแต่ระยะเวลาเช่นว่านั้นได้สิ้นสุดลง..” ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษา-ศาลฎีกาให้คู่ความฟัง และถือว่าอ่านให้จำเลยฟังเมื่อวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๕๕ คดีจึงถึงที่สุดในวันดังกล่าว จำเลยจะยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยเลื่อนการฟังคำพิพากษาศาลฎีกา แต่ก็เป็นการยื่นหลังจากที่คดีถึงที่สุดแล้ว ย่อมไม่มีผลต่อคดีซึ่งถึงที่สุดไปแล้ว คดีนี้เป็นคดีความผิดต่อส่วนตัว เมื่อโจทก์ร่วมถอนคำร้องทุกข์หรือยอมความตามสำเนารายงานประจำวันลงวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๕ และตามคำแถลงของโจทก์ร่วมตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๕ หลังจากคดีถึงที่สุดแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์จึงไม่ระงับไป ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๓๙ (๒) ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. ๒๔๙๙ มาตรา ๔",วิ.อาญา,,,,,,, 68,4,,คำพิพากษาหรือคำสั่งใดที่อาจขอให้พิจารณาใหม่ได้นั้น เช่น ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้แพ้คดีโดยขาดนัดยื่นคำให้การหรือขาดนัดพิจารณาตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๙๙ ตรี ๒๐๗ คดีจะถึงที่สุดใดเมื่อใด,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๒๑/๒๕๕๘ ศาลชั้นต้นพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีไปฝ่ายเดียวเมื่อวันที่ ๒๔ เมษายน ๒๕๔๖ ให้จำเลยทั้งสองชำระเงิน ๕๒๖,๐๐๙.๔๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (วันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๔๕) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โจทก์แถลงขอให้ส่งคำบังคับวันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๕๑ ต่อมาวันที่ ๑๒ กรกฎาคม ๒๕๕๑ เจ้าพนักงานศาลชั้นต้นส่งคำบังคับให้แก่จำเลยทั้งสองโดยวิธีปิดคำบังคับ วันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๕๖ ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีตามคำขอของโจทก์ ต่อมาวันที่ ๕ มิถุนายน ๒๕๕๖ โจทก์ยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีให้ยึดทรัพย์จำเลยที่ ๒ เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งให้ยกคำร้องอ้างเหตุว่าโจทก์มิได้ร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาภายในกำหนด ๑๐ ปี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗๑ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ขอให้บังคับคดีภายในกำหนด ๑๐ ปี นับแต่วันมีคำพิพากษาหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗๑ บัญญัติให้คู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะ (เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา) ชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นได้ภายใน ๑๐ ปี นับแต่วันมี คำพิพากษาหรือคำสั่ง ซึ่งหมายถึงวันมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเป็นที่สุด และมาตรา ๑๔๗ วรรคสอง บัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งใดซึ่งอาจอุทธรณ์ฎีกาหรือมีคำขอให้พิจารณาใหม่ได้นั้น ถ้ามิได้อุทธรณ์ฎีกาหรือร้องขอให้พิจารณาใหม่ภายในเวลาที่กำหนดไว้ให้ถือว่าเป็นที่สุดตั้งแต่ระยะเวลาเช่นว่านั้นได้สิ้นสุดลง เมื่อคดีนี้จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีไปฝ่ายเดียวจำเลยทั้งสองจึงมีสิทธิยื่นคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ ซึ่งอยู่ภายใต้บังคับตามมาตรา ๒๐๗ ประกอบมาตรา ๑๙๙ จัตวา วรรคหนึ่ง โดยต้องยื่นคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ภายใน ๑๕ วัน นับจากวันที่ได้ส่งคำบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งให้แก่จำเลย เมื่อคดีนี้โจทก์ส่งคำบังคับให้แก่จำเลยทั้งสองโดยวิธีปิดคำบังคับเมื่อวันที่ ๑๒ กรกฎาคม ๒๕๕๑ การส่งคำบังคับโดยวิธีการปิดดังกล่าวมีผลเมื่อกำหนดเวลา ๑๕ วัน ได้ล่วงพ้นไปแล้วตามมาตรา ๗๙ วรรคสอง จึงต้องถือว่าการส่งคำบังคับให้แก่จำเลยทั้งสองมีผลในวันที่ ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๕๑ จำเลยทั้งสองมีสิทธิยื่นคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้ภายในวันที่ ๑๑ สิงหาคม ๒๕๕๑ เมื่อจำเลยทั้งสองมิได้ยื่นคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ภายในกำหนดเวลาดังกล่าว คดีจึงถึงที่สุดตั้งแต่วันถัดจากวันที่ ๑๑ สิงหาคม ๒๕๕๑ ตามมาตรา ๑๔๗ วรรคสอง ดังนั้น การที่โจทก์ยื่นคำขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำเลยที่ ๒ เมื่อวันที่ ๕ มิถุนายน ๒๕๕๖ จึงยังอยู่ภายในกำหนดเวลาการบังคับคดี ๑๐ ปี นับจากวันที่คำพิพากษาถึงที่สุด",วิ.แพ่ง,,,,,,, 68,4,,ผู้จัดการมรดกมีหลายคน กรณีที่ผู้จัดการมรดกคนหนึ่งขอลาออกจากตำแหน่งผู้จัดการมรดก การสั่งคำร้องอนุญาตให้ลาออกจากผู้จัดการมรดกและอนุญาตให้โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกแต่เพียงผู้เดียว ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลจังหวัดนายเดียวจะมีคำสั่งได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๑๙๘/๒๕๕๗ เดิมศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งให้ ช. โจทก์ และ ฉ. เป็นผู้จัดการมรดกของ ท. ร่วมกัน และเมื่อ ช. ถึงแก่กรรมระหว่างการจัดการมรดก ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องของโจทก์และ ฉ. แล้ว มีคำสั่งตั้งให้โจทก์และ ฉ. เป็นผู้จัดการมรดกของ ท. ร่วมกัน โจทก์และ ฉ. จึงมีหน้าที่จัดการมรดกของ ท. ร่วมกันตั้งแต่วันที่ได้ฟังหรือถือว่าได้ฟังคำสั่งศาลแล้ว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๗๑๖ ต่อมา ฉ. ยื่นคำร้องขอถอนตัวจากการเป็นผู้จัดการมรดกและขอให้ศาลตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของ ท. เพียงผู้เดียว เป็นกรณีที่ผู้จัดการมรดกลาออกจากตำแหน่งผู้จัดการมรดกซึ่งจะต้องได้รับอนุญาตจากศาลก่อนว่ามีเหตุอันสมควรจะลาออกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๒๗ วรรคสอง และศาลต้องพิจารณาว่ามีเหตุสมควรที่จะแต่งตั้งให้โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของ ท. แต่เพียงผู้เดียวด้วย ดังนี้ การสั่งคำร้องอนุญาตให้ ฉ. ลาออกจากผู้จัดการมรดกและอนุญาตให้โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของ ท. แต่ผู้เดียว ถือว่าเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทแห่งคดี ศาลชั้นต้นเป็นศาลจังหวัดต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อยสองคนจึงจะเป็นองค์คณะที่มีอำนาจพิจารณาคดีได้ ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๒๖ แต่ปรากฏว่าศาลชั้นต้นโดยผู้พิพากษานายเดียวเป็นองค์คณะมีคำสั่งให้โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของ ท. แต่ผู้เดียว ซึ่งไม่อยู่ในอำนาจที่ผู้พิพากษานายเดียวจะทำได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๒๔ (๒) และมาตรา ๒๕ ซึ่งเป็นการที่ศาลชั้นต้นไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย มีผลให้โจทก์และ ฉ. ยังคงเป็นผู้จัดการมรดกของ ท. ร่วมกันอยู่ จึงเป็นการมีผู้จัดการมรดกหลายคนซึ่งการจัดการตามหน้าที่ของผู้จัดการมรดกต้องถือเอาเสียงข้างมากตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๒๖ โจทก์ไม่มีอำนาจจัดการมรดกตามลำพัง และไม่มีอำนาจจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ร่วมโดยลำพังเช่นกัน โจทก์ร่วมย่อมไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทบางส่วนที่รับโอนมาจากโจทก์โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้โดยลำพังว่าเป็นผู้จัดการมรดกของ ท. เพียงผู้เดียว ส่วนโจทก์ร่วมร้องสอดเข้ามาโดยอ้างว่าโจทก์โอนที่ดินพิพาทให้บางส่วนโจทก์และโจทก์ร่วมจึงไม่มีอำนาจฟ้องและไม่ใช่ข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อยแต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลอุทธรณ์ยกขึ้นวินิจฉัยเองได้",วิ.แพ่ง,,,,,,, 68,4,,การร้องขอให้บังคับคดีต้องดำเนินการตามขั้นตอนอย่างไร และคดีที่ศาลมีคำพิพากษาตามยอม กำหนดระยะเวลาบังคับคดีจะนับตั้งแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาตามยอม หรือวันที่ผิดนัดตามคำพิพากษาตามยอม,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๘๕๑/๒๕๕๘ การร้องขอให้บังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗๑ เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต้องดำเนินการตามขั้นตอนต่าง ๆ ของการบังคับคดีให้ครบถ้วนภายในสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษาโดยขั้นแรกเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต้องขอให้ศาลออกหมายบังคับคดี และขั้นต่อไปต้องให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบว่าศาลได้ออกหมายบังคับคดี ต่อจากนั้นเจ้าหนี้ต้องแถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีให้ยึดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษา ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗๕ และมาตรา ๒๗๘ โจทก์ได้ขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีและให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบว่าศาลได้ออกหมายบังคับคดี โจทก์แถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีให้ยึดทรัพย์จำนองและต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ขายทอดตลาดทรัพย์จำนองแต่ยังไม่พอชำระหนี้ตามคำพิพากษาแก่โจทก์ได้ ต่อมาโจทก์ได้ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินของจำเลยอีก ๑๐ แปลง ที่พิพาทเพิ่มเมื่อวันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๒ กับได้ความตามสัญญาประนีประนอมยอมความว่า จำเลยต้องผ่อนชำระหนี้แก่โจทก์ งวดแรกภายในเดือนสิงหาคม ๒๕๔๒ แต่จำเลยผิดนัดชำระตั้งแต่งวดแรก ดังนั้น โจทก์จะขอให้บังคับคดีได้หลังวันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๔๒ กำหนดเวลาสิบปีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗๑ ย่อมเริ่มนับตั้งแต่วันที่โจทก์อาจขอดำเนินการบังคับคดีได้ คือวันที่ ๑ กันยายน ๒๕๔๒ เป็นต้นไป ซึ่งจะครบกำหนดภายในวันที่ ๑ กันยายน ๒๕๕๒ เมื่อโจทก์ได้แถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีให้ยึดที่ดินของจำเลยอีก ๑๐ แปลง ที่พิพาทเพิ่มเมื่อวันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๒ จึงเป็นการดำเนินการตามขั้นตอนในการบังคับคดีครบถ้วน ภายในกำหนดสิบปีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗๑ แล้ว,วิ.แพ่ง,,,,,,, 68,5,,คดีฟ้องขับไล่บุคคลใด ๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งจะต้องยื่นคำฟ้องต่อศาลจังหวัด จำเลยให้การต่อสู้กรรมสิทธิ์ว่า อสังหาริมทรัพย์นั้นเป็นของจำเลยเอง ซึ่งทำให้คดีเปลี่ยนไปเป็นคดีมีทุนทรัพย์ หากอสังหาริมทรัพย์ที่พิพาทมีราคาไม่เกินสามแสนบาท ศาลจังหวัดจะต้องโอนคดีไปยังศาลแขวง หรือไม่,"คำตอบ: เดิมมีคำพิพากษาฎีกาที่ ๘๑๓/๒๕๔๗, ๑๖๗๗/๒๕๔๗, ๓๐๑/ ๒๕๔๙, ๗๓๖๘/๒๕๔๒, ๓๔๕๐ - ๓๔๕๒/๒๕๔๗ วินิจฉัยว่า ศาลจังหวัดชอบที่จะมีคำสั่งให้โอนคดีไปยังศาลแขวงตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๑๖ วรรคสี่ แต่บัดนี้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๕๘ บัญญัติไว้ดังนี้ มาตรา ๗ ให้ยกเลิกวรรคสี่ของมาตรา ๑๖ แห่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรมมาตรา ๑๙/๑ วรรคสอง ในกรณีที่ขณะยื่นฟ้องคดีนั้นเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจศาลแพ่ง ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ศาลแพ่งธนบุรี ศาลอาญา ศาลอาญากรุงเทพใต้ศาลอาญาธนบุรี หรือศาลจังหวัดอยู่แล้ว แม้ต่อมาจะมีพฤติการณ์เปลี่ยนแปลงไปทำให้คดีนั้นเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลแขวง ก็ให้ศาลนั้นพิจารณาพิพากษาคดีดังกล่าวต่อไป คำพิพากษาฎีกาดังกล่าวจึงไม่เป็นบรรทัดฐานอีกต่อไป",วิ.แพ่ง,คำพิพากษาฎีกาดังกล่าวจึงไม่เป็นบรรทัดฐานอีกต่อไป,,,,,, 68,5,,การร้องขอให้บังคับคดีตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งปรับผู้ประกัน จะต้องบังคับคดีภายในกำหนด ๑๐ ปี นับแต่ศาลมีคำสั่งปรับผู้ประกันหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๐๗๒/๒๕๕๘ การบังคับตามสัญญาประกันในกรณีที่ผิดสัญญาประกันต่อศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๑๑๙ เป็นผลสืบเนื่องมาจากศาลอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลย แต่ผู้ประกันไม่ส่งตัวจำเลยตามนัดอันเป็นกรณีที่ไม่ปฏิบัติตามสัญญาประกัน การบังคับตามสัญญาประกันจึงเป็นเรื่องของกระบวนพิจารณาทางอาญาโดยแท้ การพิจารณาถึงสิทธิและหน้าที่ของผู้ประกันจึงต้องพิจารณาจากบริบทของคดีอาญาเป็นสำคัญ โดยผู้ประกันมีหน้าที่ต้องนำตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยมาส่งศาลต่อตามกำหนด ตราบใดที่ผู้ประกันยังไม่ส่งตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยต่อศาลต้องถือว่าผู้ประกันยังผิดสัญญาประกัน แต่หากผู้ประกันขวนขวายนำตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยมาส่งศาลภายในอายุความทางอาญา ศาลก็อาจลดหรือ งดค่าปรับแก่ผู้ประกันได้ตามพฤติการณ์แห่งคดี แม้ผู้ประกันนำตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยมาส่งต่อศาลเกิน ๑๐ ปี นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งปรับผู้ประกันก็ตาม เมื่อผู้ประกันมีสิทธิและหน้าที่ดังกล่าวผู้ร้องจึงชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีตามคำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งปรับผู้ประกันทั้งสองได้แม้จะเกินกำหนด ๑๐ ปี นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่ง ปรับผู้ประกันทั้งสอง โดยไม่จำต้องยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาบังคับคดีอีก ดังนี้ เมื่อผู้ร้องยังมีสิทธิบังคับคดีแก่ผู้ประกันทั้งสอง กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะคืนหลักประกันให้แก่ผู้ประกันทั้งสองและคืนเงิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท แก่ผู้ประกันที่ ๑ โดยเหตุอื่นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๑๘ มีคำพิพากษาฎีกาที่ ๑๔๔๑/๒๕๕๘ วินิจฉัยเช่นกัน",วิ.อาญา,,,,,,, 68,5,,เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพิพาทขายทอดตลาดเพื่อจัดการแบ่งเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินพิพาท ในระหว่างผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมด้วยกัน บุคคลภายนอกจะร้องขอกันส่วนในที่ดินพิพาทอ้างว่าเป็นทายาทของผู้ถือกรรมสิทธิ์รวม และมีสิทธิรับมรดกในส่วนของผู้ถือกรรมสิทธิ์ด้วยได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๖๕๓-๖๖๕๔/๒๕๕๘ การร้องขอกันส่วนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๘๗ ต้องเป็นกรณีที่มีการบังคับเอาแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษา แต่คดีนี้โจทก์ที่ ๑ และที่ ๒ ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสามแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทที่เป็นทรัพย์มรดกของ ป. และ ต. ให้แก่โจทก์ที่ ๑ และที่ ๒ ตามลำดับ เนื่องจาก ป. ต. ส. และจำเลยที่ ๓ ถือกรรมสิทธิ์รวมกันในที่ดินพิพาทโดยจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เป็นทายาทของ ส. การที่ศาลพิพากษาให้จำเลยทั้งสามแบ่งทรัพย์มรดกของ ป. และ ต. ให้โจทก์ทั้งสองตามส่วน โดยคู่ความตกลงกันให้นำที่ดินพิพาทออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินที่ได้แบ่งกันตามส่วน จึงเป็นเรื่องบังคับให้จำเลยทั้งสามแบ่งที่ดินพิพาทในระหว่างผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมด้วยกัน แล้วจัดการแบ่งเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสองเท่านั้น หาได้มีการบังคับชำระหนี้เอาแก่ทรัพย์สินของจำเลยทั้งสามไม่ ผู้ร้องทั้งสี่จึงไม่อาจขอกันส่วนโดยอ้างว่าผู้ร้องทั้งสี่เป็นทายาทของ ส. ผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมและมีสิทธิรับมรดกในส่วนของ ส. ร่วมกับจำเลยทั้งสาม เป็นเรื่องที่ผู้ร้องทั้งสี่จะต้องไปดำเนินคดีกับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ต่างหาก,วิ.แพ่ง,,,,,,, 68,5,,คดีอาญาที่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง หากศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยให้ จะก่อให้เกิดสิทธิแก่คู่ความที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงต่อมาหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๒๕๔/๒๕๕๘ ความผิดฐานแจ้งความเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๗๒ มีระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่พันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ จึงต้องห้ามโจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๓ ทวิ อุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่า พยานหลักฐานโจทก์ฟังได้ว่าจำเลยร่วมกระทำความผิด เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามบทบัญญัติดังกล่าว แม้ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ รับวินิจฉัยก็เป็นการไม่ชอบ ฎีกาของจำเลยคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๔ และขอให้ยกฟ้องโดยโต้เถียงดุลพินิจศาลอุทธรณ์ภาค ๔ ในการวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงซึ่งไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕ จำเลยร่วมกันฆ่าผู้ตาย จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมในฐานะภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย แม้โจทก์ร่วมไม่ได้อุทธรณ์ฎีกา แต่โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๔๔/๑ ซึ่งกฎหมายประสงค์ให้ผู้ได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิดอาญาได้รับค่าสินไหมทดแทน โดยไม่จำต้องไปยื่นฟ้องเป็นคดีแพ่งใหม่ ดังนั้น จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค ๔ ไม่ได้วินิจฉัยค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วม ศาลฎีกาเห็นสมควร",วิ.อาญา,,,,,,, 68,5,,ผู้รับประกันภัยรถยนต์ที่ถูกลักได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัยหรือผู้รับประโยชน์ตามสัญญาประกันภัยไปแล้ว จะขอรับช่วงสิทธิของผู้เสียหายมาเรียกให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม ป.วิ.อ. ได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๘๐/๒๕๕๕ จำเลยลักรถยนต์ของผู้เสียหายที่ ๒ ในขณะอยู่ในความครอบครองของผู้เสียหายที่ ๑ ไป ผู้เสียหายทั้งสองจึงเป็นบุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำผิดฐานลักทรัพย์ และเป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒ (๔) มีสิทธิเรียกร้องทรัพย์สินคือรถยนต์หรือราคารถยนต์ที่ผู้เสียหายสูญเสียไปเนื่องจากการกระทำผิดคืนได้ ผู้ร้องมิใช่ผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำผิดฐานลักทรัพย์ของจำเลยโดยตรง เพียงแต่อ้างสิทธิในฐานะผู้รับประกันภัยรถยนต์ที่ถูกจำเลยลักไปซึ่งได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหายที่ ๒ ผู้รับประโยชน์ตามสัญญาประกันภัยและใช้สิทธิไล่เบี้ยเอาจากจำเลย ดังนั้น ความเสียหายของผู้ร้องที่ได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนไป จึงเกิดขึ้นจากความรับผิดตามสัญญาประกันภัยมิใช่เกิดจากการกระทำผิดฐานลักทรัพย์ซึ่งเป็นการกระทำละเมิดของจำเลย สิทธิเรียกร้องความเสียหายของผู้ร้องจึงมิใช่เป็นการเรียกร้องในมูลละเมิดเช่นเดียวกันกับผู้เสียหายทั้งสอง สิทธิของผู้เสียหายที่จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๔๓ เป็นสิทธิเฉพาะตัวโดยแท้ของผู้เสียหายหรือผู้มีอำนาจจัดการแทนตามมาตรา ๔, ๕ และ ๖ ผู้เสียหายที่จะถือว่าเป็นเจ้าหนีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๕๐ จึงหมายถึงผู้เสียหายในคดีอาญาเท่านั้น เมื่อผู้ร้องมิได้เป็นคู่ความหรือผู้เสียหาย คำพิพากษาย่อมไม่มีผลผูกพันผู้ร้อง ผู้ร้องชอบจะไปฟ้องร้องเป็นคดีใหม่และไม่อาจเข้ารับช่วงสิทธิของผู้เสียหายเป็นเจ้าหนี้ในคดีนี้ได้",วิ.อาญา,,,,,,, 68,6,,ยื่นคำร้องขอให้ถอนผู้จัดการมรดกและแต่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกแทน โดยอ้างว่า ผู้จัดการมรดกที่ศาลแต่งตั้งนำพินัยกรรมซึ่งเป็นโมฆะเพราะถูกเพิกถอนโดยพินัยกรรมฉบับหลังมาอ้างต่อศาล เพื่อให้แต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดก คดีอยู่ระหว่างพิจารณา หากมายื่นฟ้องอีกคดีหนึ่ง ขอให้ศาลพิพากษาว่าพินัยกรรมเป็นโมฆะและให้แบ่งที่ดินทรัพย์มรดกจะเป็นฟ้องซ้อนหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๔๗๕/๒๕๕๖ คำร้องของโจทก์ทั้งสองที่ขอให้ถอนจำเลยออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกแต่งตั้งโจทก์ทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกแทนซึ่งโจทก์ทั้งสองยื่นในคดีของศาลจังหวัดสีคิ้ว (ปากช่อง) ที่มีคำสั่งแต่งตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรม โดยอ้างว่าจำเลยนำพินัยกรรมฉบับแรกลงวันที่ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๓๓ ซึ่งเป็นโมฆะเพราะถูกเพิกถอนโดยพินัยกรรมฉบับหลังมาอ้างต่อศาลเพื่อให้แต่งตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกอันมีพฤติกรรมไม่สุจริต และเท่ากับจำเลยสละสิทธิตามพินัยกรรมฉบับหลังสุดลงวันที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๓๖ และพินัยกรรมทุกฉบับสิ้นผลบังคับแล้วเพราะล่วงเลยกำหนดระยะเวลาตามกฎหมาย เป็นการเสนอข้อหาต่อศาลถือได้ว่าเป็นคำฟ้อง เมื่อจำเลยยื่นคำคัดค้านอันเป็นการยกข้อต่อสู้เป็นข้อแก้คำฟ้องจึงเป็นคำให้การแม้คดีมีประเด็นข้อพิพาทว่าใครสมควรเป็นผู้จัดการมรดก แต่การที่ศาลจังหวัดสีคิ้ว (ปากช่อง) จะมีคำสั่งถอนจำเลยออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกหรือแต่งตั้งผู้จัดการมรดกคนใหม่หรือไม่ จะต้องพิจารณาให้ได้ความว่า พินัยกรรมฉบับ ลงวันที่ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๓๓ ที่ผู้ตายระบุตั้งให้จำเลยเป็นผู้จัดการมรดกเป็นโมฆะหรือสิ้นผลบังคับแล้วหรือไม่ การที่โจทก์ทั้งสองยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้โดยอ้างเหตุทำนองเดียวกันกับคดีดังกล่าวว่า จำเลยใช้พินัยกรรมที่ถูกเพิกถอนโดยพินัยกรรมฉบับหลังยื่นต่อศาลขอให้แต่งตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรม ถือว่าจำเลยมีเจตนาไม่สุจริตขอให้พิพากษาว่าพินัยกรรมดังกล่าวเป็นโมฆะ และให้แบ่งที่ดินมรดกแก่โจทก์ทั้งสอง แม้โจทก์ทั้งสองในคดีนี้จะมีคำขอให้แบ่งทรัพย์มรดกให้แก่โจทก์ทั้งสองด้วยแต่ศาลชั้นต้นก็จะต้องพิจารณาให้ได้ความว่าพินัยกรรมที่จำเลยอ้างเป็นโมฆะหรือสิ้นผลบังคับแล้วหรือไม่ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องวินิจฉัยเช่นเดียวกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๒๐๗/ ๒๕๕๓ ของศาลจังหวัดสีคิ้ว (ปากช่อง) เมื่อคดีดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นด้วยกัน และมีประเด็นต้องวินิจฉัยในเรื่องเดียวกับคดีนี้ฟ้องคดีนี้ของโจทก์ทั้งสองจึงเป็นฟ้องซ้อนกับคดีดังกล่าว ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๓ วรรคสอง (๑),วิ.แพ่ง,,,,,,, 68,6,,ผู้เสียหายเป็นโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยข้อหาบุกรุกต่อศาลแขวงและมีคำขอส่วนแพ่งให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างฯ และเรียกค่าเสียหาย คดีส่วนแพ่งจำเลยให้การต่อสู้อ้างกรรมสิทธิ์ ,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๖๓๐/๒๕๕๖ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๖๒ และมีคำขอในส่วนแพ่งให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างทุกชนิดที่จำเลยปลูกสร้างบนที่ดินพิพาทแล้วขนย้ายออกไปจากที่ดินพิพาทพร้อมกับทำให้ที่ดินมีสภาพเรียบร้อยดังเดิม หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้โจทก์เป็นผู้ทำการรื้อถอนขนย้ายออกไปด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยเอง กับห้ามจำเลยและบริวารเข้ามาเกี่ยวข้องในที่ดินพิพาทอีกต่อไปและให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงินจำนวน ๓๐๐,๐๐๐ บาท คดีส่วนแพ่งจำเลยให้การต่อสู้อ้างกรรมสิทธิ์ จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์ อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ และมีทุนทรัพย์พิพาทเท่าราคาที่ดินพิพาทรวมกับทุนทรัพย์ในส่วนของค่าเสียหายตามฟ้องโจทก์ เมื่อที่ดินพิพาทมีราคา ๒๕๐,๐๐๐ บาท และค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องเป็นเงิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท ทุนทรัพย์ของคดีนี้ เกินกว่า ๓๐๐,๐๐๐ บาท โจทก์บรรยายฟ้องในคดีส่วนแพ่งอันเป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับ คดีอาญามาด้วย ศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลแขวงย่อมไม่มีอำนาจรับคดีส่วนแพ่งไว้พิจารณาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมมาตรา ๑๗ ประกอบมาตรา ๒๕ (๔) การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีส่วนแพ่งเป็นการไม่ชอบและไม่ก่อสิทธิให้จำเลยอุทธรณ์ฎีกา คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค ๑ จึงไม่ชอบเช่นกัน ซึ่งเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒ (๕) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. ๒๔๙๙ มาตรา ๔ หมายเหตุ ในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ หากผู้เสียหายยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๔๔/๑ ให้ศึกษาเปรียบเทียบกับคำพิพากษาฎีกาที่ ๑๔๙๑๕/๒๕๕๗",วิ.อาญา,หมายเหตุ ในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ หากผู้เสียหายยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๔๔/๑ ให้ศึกษาเปรียบเทียบกับคำพิพากษาฎีกาที่ ๑๔๙๑๕/๒๕๕๗,,,,,, 68,6,,ความผิดฐานกระทำชำเรา ผู้เสียหายไม่ประสงค์ที่จะมาเบิกความต่อศาลเนื่องจากอาย และไม่อยากเอาความกับผู้ใด จะเข้าข่ายยกเว้นที่จะรับฟังพยานบอกเล่าตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๖/๓ วรรคสอง (๒) หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๑๐๓/๒๕๕๖ โจทก์ไม่นำตัวผู้เสียหายมาเบิกความต่อศาล จำเลยทั้งสามย่อมไม่มีโอกาสถามค้านเพื่อให้ข้อเท็จจริงเป็นที่กระจ่างแก่ศาลได้ทั้งเหตุที่โจทก์ไม่นำตัวผู้เสียหายมาเบิกความ เพราะผู้เสียหายไม่ประสงค์มาเบิกความเนื่องจากอายและไม่อยากเอาความกับผู้ใด โจทก์จึงแถลงหมดพยาน เชื่อได้ว่าผู้เสียหายยังมีที่อยู่เป็นหลักแหล่งและอยู่ในวิสัยที่โจทก์จะสามารถติดตามตัวผู้เสียหายมาเบิกความเป็นพยานได้แต่หาได้ดำเนินการไม่ จึงมิใช่กรณีที่มีเหตุจำเป็นเนื่องจากไม่สามารถนำบุคคลซึ่งเป็นผู้ที่ได้เห็น ได้ยิน หรือทราบข้อความเกี่ยวในเรื่องที่จะให้การเป็นพยานนั้นด้วยตนเองโดยตรงมาเป็นพยานได้ และมีเหตุผลสมควรเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมที่จะรับฟังพยานบอกเล่านั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๖/๓ วรรคสอง (๒) แม้โจทก์มี จ. ที่ทราบเหตุการณ์จากผู้เสียหาย และพนักงานสอบสวนที่เบิกความยืนยันตามเหตุการณ์ที่ได้ทราบจากผู้เสียหายประกอบคำให้การของผู้เสียหาย ซึ่งล้วนเป็นพยานบอกเล่าเมื่อจำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธพยานหลักฐานของโจทก์ย่อมไม่พอให้รับฟังลงโทษจำเลยทั้งสามได้,วิ.อาญา,,,,,,, 68,6,,ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ฉบับแรกไปแล้ว เพราะมิได้บรรยายคำร้องให้ครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ที่ ป.วิ.พ. มาตรา ๒๐๗ ประกอบมาตรา ๑๙๙จัตวา กำหนดไว้ การที่จำเลยยื่นคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ฉบับที่สอง เป็นการยื่นคำร้องซ้ำหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๑๗๔/๒๕๕๖ จำเลยผู้ขาดนัดพิจารณายื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ในครั้งแรกแต่มิได้กล่าวโดยชัดแจ้งซึ่งข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาลที่แสดงให้เห็นว่าหากศาลได้พิจารณาคดีนั้นใหม่ตนอาจเป็นฝ่ายชนะและศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอ จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่เป็นครั้งที่สอง โดยบรรยายข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาลถูกต้องครบถ้วนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๐๗ ประกอบมาตรา ๑๙๙ จัตวา แม้ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องขอฉบับแรกไปแล้วแต่ศาลชั้นต้นยังมิได้มีคำวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นตามคำร้องขอเมื่อคำร้องขอฉบับที่สองบรรยายมาครบถ้วน ทั้งยื่นเข้ามาภายในกำหนดเวลา จึงไม่เป็นการร้องซ้ำหรือดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๘ หรือมาตรา ๑๔๔,วิ.แพ่ง,,,,,,, 68,6,,"โจทก์ฟ้องขอบังคับจำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินจำเลยให้การต่อสู้ว่า สัญญากู้ยืมเงินเป็นเอกสารปลอม ภาระการพิสูจน์ตกแก่ฝ่ายใด และจำเลยมีสิทธินำพยานบุคคลเข้าสืบหักล้างสัญญากู้ยืมเงินหรือไม่ คดีมโนสาเร่ ศาลชั้นต้นต้องทำการชี้สองสถานหรือไม่","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๗๔๓/๒๕๕๖ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกู้ยืมเงินจากโจทก์ ๒๒๒,๕๐๐ บาท จำเลยได้รับเงินจากโจทก์ครบถ้วนแล้ว จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ได้กู้ยืมเงินจำนวนดังกล่าวจากโจทก์ สัญญากู้ยืมเงินเป็นเอกสารปลอมโดยโจทก์กรอกข้อความลงในเอกสารว่าจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ซึ่งไม่เป็นความจริง คำให้การของจำเลยเป็นการปฏิเสธชัดแจ้งว่าจำเลยไม่ได้ทำสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์ตามฟ้อง โจทก์ซึ่งเป็นฝ่ายกล่าวอ้างจึงมีภาระการพิสูจน์ให้ได้ความว่าจำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินตามข้ออ้างของตนส่วนที่จำเลยให้การว่า กู้ยืมเงินโจทก์ครั้งละ ๕๐๐ บาท ถึง ๑,๐๐๐ บาท ครั้งสุดท้ายกู้ยืมเงินโจทก์เพียง ๕,๐๐๐ บาท เป็นเพียงเหตุแห่งการปฏิเสธว่าสัญญากู้ยืมเงินที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นเอกสารปลอม หาใช่เป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ที่ทำให้จำเลยมีภาระพิสูจน์ว่าไม่ได้กู้ยืมเงินโจทก์ตามฟ้องไม่ จึงไม่มีประเด็นพิพาทให้ศาลชั้นต้นต้องทำการชี้สองสถานและกำหนดให้จำเลยมีภาระการพิสูจน์ และเมื่อจำเลยให้การต่อสู้ว่าสัญญากู้ยืมเงินปลอม จำเลยย่อมมีสิทธินำพยานเข้าสืบหักล้างสัญญากู้ยืมเงินตามฟ้องได้ไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๙๔ และเมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฟ้องเป็นคดีมโนสาเร่จึงเข้าข้อยกเว้นไม่ต้องทำการชี้สองสถานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๘๒ (๕)",วิ.แพ่ง,,,,,,, 68,7,,ถ้อยคำตามบันทึกการจับกุมที่ว่ามีการตรวจค้นพบธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อกับจำเลยรับว่าเป็นธนบัตรที่ตนได้มาจากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจริง และคำเบิกความของเจ้าพนักงานตำรวจที่ยืนยันว่า จำเลยรับว่าต้นกัญชาตนเป็นผู้ปลูกขึ้น ศาลจะรับฟังเป็นพยานหลักฐานลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๘๔ วรรคท้าย ได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๑๒/๒๕๕๕ บทบัญญัติมาตรา ๘๔ วรรคท้าย ที่บัญญัติว่า “ถ้อยคำใด ๆ ที่ผู้ถูกจับให้ไว้ต่อเจ้าพนักงานผู้จับ หรือพนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจในชั้นจับกุมหรือรับมอบตัวผู้ถูกจับ ถ้าถ้อยคำนั้นเป็นคำรับสารภาพของผู้ถูกจับว่าตนได้กระทำความผิด ห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐาน แต่ถ้าเป็นถ้อยคำอื่นจะรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของผู้ถูกจับได้ต่อเมื่อได้มีการแจ้งสิทธิตามวรรคหนึ่งหรือตามมาตรา ๘๓ วรรคสอง แก่ผู้ถูกจับ แล้วแต่กรณี” มีความหมายว่า ห้ามมิให้นำคำรับสารภาพในชั้นจับกุมของผู้ถูกจับมารับฟังเป็นพยานหลักฐาน แต่ถ้าเป็นถ้อยคำอื่นจะรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของผู้ถูกจับได้ต่อเมื่อได้มีการแจ้งสิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๘๔ วรรคหนึ่งหรือมาตรา๘๓ วรรคสองแก่ผู้ถูกจับแล้ว ถ้อยคำตามบันทึกการจับกุมที่ว่า มีการตรวจค้นพบธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อ และจำเลยรับว่าเป็นธนบัตรที่ตนได้มาจากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจริงกับคำเบิกความของร้อยตำรวจเอก อ. และดาบตำรวจ ท. ที่ยืนยันว่า จำเลยรับว่า ต้นกัญชาตนเป็นผู้ปลูกนั้น เป็นเพียงถ้อยคำอื่นที่จำเลยให้ไว้แก่เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุม มิใช่คำรับสารภาพในชั้นจับกุมของจำเลย เมื่อปรากฏตามบันทึกการจับกุมว่าเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมแจ้งสิทธิแก่จำเลยครบถ้วนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๘๓ วรรคสองแล้ว การที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ นำถ้อยคำอื่นของจำเลยมารับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดจำเลยฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน กับฐานผลิตกัญชาจึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๘๔ วรรคท้าย แล้ว",วิ.อาญา,,,,,,, 68,7,,ข้อหาความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๘ มีระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินหกพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยที่ ๑ มีความผิด ลดมาตราส่วนโทษแล้วระวางโทษจำคุกจำเลยมีกำหนด ๓ เดือน เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปฝึกอบรมมีกำหนด ๙ เดือน ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๑๐๔ (๒) จะเข้ากรณียกเว้นที่จะมีสิทธิอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๓ ทวิ หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๔๖๒/๒๕๕๕ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ ๑ มีความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตาม ป.อ.มาตรา ๓๕๘ แยกกระทงกับความผิดฐานอื่นลดมาตราส่วนโทษแล้วระวางโทษจำคุกจำเลยที่ ๑ มีกำหนด ๓ เดือน เมื่อรวมกับโทษฐานอื่นแล้ว เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยที่ ๑ ไปฝึกอบรมมีกำหนด ๙ เดือน ตามพ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวฯ มาตรา ๑๐๔ (๒) ถือเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนแทนการลงโทษอาญาแก่จำเลย จึงไม่เป็นการลงโทษจำเลยตาม ป.อ.มาตรา ๑๘ อันจะเข้ากรณียกเว้นที่จะมีสิทธิอุทธรณ์ได้ตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๑๙๓ ทวิ การที่จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์ว่าไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้องจึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ และไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ ๑ ได้รับอนุญาตตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๑๙๓ ตรี การที่ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ของจำเลยในความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์และศาลอุทธรณ์ภาค ๔ รับวินิจฉัยมานั้นจึงเป็นการไม่ชอบ,วิ.อาญา,,,,,,, 68,7,,สัญญาระบุว่าเป็นสัญญาร่วมลงทุน โจทก์จะนำพยานบุคคลมาสืบว่าเป็นสัญญากู้ยืมเงินเพื่อขอให้ศาลลงโทษจำเลยในทางอาญาคดีความผิดต่อ พ.ร.บ. ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. ๒๔๗๕ ได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๑๐๗/๒๕๕๕ จำเลยที่ ๑ ฎีกาว่า การนำสืบของโจทก์ที่ว่าสัญญาระหว่างผู้เสียหายทั้งห้าสิบสามและบริษัทโททอล คอมเมอเชียล จำกัดเป็นสัญญากู้นั้น เป็นการนำสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขเอกสาร ต้องห้ามตามกฎหมาย เห็นว่าข้อห้ามมิให้นำสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขเอกสารเป็นบทกฎหมายที่ใช้บังคับในการพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งเพื่อประโยชน์ให้แบบของนิติกรรมและหลักฐานในการฟ้องร้องคดีแพ่งมีผลใช้บังคับได้ แต่คดีนี้เป็นคดีอาญาเป็นหน้าที่โจทก์ที่จะนำพยานหลักฐานมาพิสูจน์ความผิดของจำเลย ไม่มีข้อห้ามเรื่องการนำสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขเอกสาร ดังนั้น จึงไม่อาจนำหลักเกณฑ์ดังกล่าวมาใช้บังคับได้ ทั้งการนำสืบของโจทก์เป็นการนำสืบถึงเจตนาที่แท้จริงของคู่สัญญาและความเสียเปล่าเป็นโมฆะของสัญญาในส่วนที่เป็นดอกเบี้ย ที่แม้ในคดีแพ่งก็ยังนำสืบได้,วิ.อาญา,,,,,,, 68,7,,ในขณะที่โจทก์ยื่นฟ้อง คดีก่อนที่จำเลยฟ้องโจทก์เป็นจำเลย โจทก์ขาดนัดยื่นคำให้การโดยศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์แพ้คดียังอยู่ในระยะเวลาที่โจทก์อาจยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้ การที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้จะเป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อนอันต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๘ หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๙๓/๒๕๕๕ คดีก่อนจำเลยเป็นโจทก์ฟ้อง โจทก์เป็นจำเลยต่อศาลชั้นต้นตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๓๓๑/๒๕๔๕ หมายเลขแดงที่ ๒๐๒๐/๒๕๔๕ ว่าโจทก์ผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามสัญญาแต่งตั้งนายหน้าตัวแทนซื้อขายหลักทรัพย์จำเลยซึ่งรับโอนสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาดังกล่าวมาจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์กรุงไทยธนกิจ จำกัด (มหาชน) ได้ทวงถามให้โจทก์ชำระหนี้ดังกล่าวแต่โจทก์เพิกเฉย จำเลยจึงบังคับขายหุ้นบริษัททิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) จำนวน ๓๒๘,๔๐๐ หุ้น ของโจทก์ แต่ได้เงินไม่คุ้มกับหนี้ที่โจทก์ยังค้างชำระ จึงฟ้องให้โจทก์รับผิดชำระหนี้ที่ค้างโจทก์ขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าวพิพากษาให้โจทก์ชำระหนี้แก่จำเลยหลังจากศาลมีคำพิพากษาแล้วไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ต่อมาวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๔๙ โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้โดยกล่าวหาว่า จำเลยซึ่งรับโอนสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาแต่งตั้งนายหน้าตัวแทนซื้อขายหลักทรัพย์มาจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์กรุงไทยธนกิจ จำกัด (มหาชน) ได้บอกเลิกสัญญาแก่โจทก์แล้วดำเนินการขายหุ้นบริษัททิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) จำนวน ๓๒๘,๔๐๐ หุ้น ของโจทก์โดยไม่ได้แจ้งให้โจทก์ทราบอันเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับ จำเลยคืนหุ้นและชำระค่าเสียหาย ครั้นวันที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๔๙ โจทก์ยื่นคำร้องให้พิจารณาคดีแพ่ง หมายเลขแดงที่ ๒๐๒๐/๒๕๔๕ ใหม่ ศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าวมีคำสั่งให้ยกคำร้อง โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง เห็นว่า เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่า ในขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๒๐๒๐/๒๕๔๕ ที่จำเลยยื่นฟ้องโจทก์เป็นจำเลยยังอยู่ในระยะเวลาที่โจทก์อาจยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ กรณีจึงยังถือไม่ได้ว่าคดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๗ วรรคสอง การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อนอันต้องห้ามตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๘",วิ.แพ่ง,,,,,,, 68,7,,"คดีก่อน ตัวการเป็นโจทก์ฟ้องผู้ขายเรียกค่าเสียหายจากการผิดสัญญาผู้ขายยอมคืนเงินมัดจำพร้อมดอกเบี้ย โดยนำไปวางทรัพย์ต่อกรมบังคับคดี แต่เมื่อศาลพิพากษายกฟ้อง ผู้ขายยื่นคำร้องขอถอนการวางทรัพย์ คดีก่อนถึงที่สุด หากตัวแทนของผู้จะซื้อมาฟ้องผู้จะขาย เรียกเงินมัดจำตามสัญญาพร้อมดอกเบี้ยโดยอ้างว่าผู้จะขายรับไว้โดยมิชอบ จะเป็นฟ้องซ้ำหรือไม่ โจทก์มีคำขอท้ายฟ้องเรียกดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ศาลจะพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์อัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ได้หรือไม่","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๓๕๐๙/๒๕๕๕ ขณะที่ ว. (ซึ่งเป็นตัวการของสัญญาวางเงินมัดจำก่อนทำสัญญาจะซื้อจะขาย) ฟ้องคดีก่อน จำเลยยอมคืนเงินมัดจำพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์โดยนำไปวางทรัพย์ต่อกรมบังคับคดี กรณีจึงยังไม่มีข้อโต้แย้งของคู่ความเกี่ยวกับเงินมัดจำและดอกเบี้ยซึ่งโจทก์นำมาฟ้องเป็นคดีนี้ เมื่อศาลแพ่งมีคำพิพากษาในคดีก่อนแล้ว (โดยพิพากษายกฟ้อง) จำเลยยื่นคำร้องขอถอนการวางทรัพย์ต่อกรมบังคับคดีและรับเงินมัดจำคืน เมื่อโจทก์ทวงถาม จำเลยเพิกเฉย จึงเกิดข้อโต้แย้งเกี่ยวกับเงินมัดจำและดอกเบี้ยในคดีนี้ ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาของโจทก์ในคดีนี้จึงเกิดขึ้นภายหลังจากที่ ว. ฟ้องคดีก่อนต่อศาลแพ่ง โดยจำเลยโต้แย้งสิทธิโจทก์เกี่ยวกับเงินมัดจำและดอกเบี้ยหลังจากศาลแพ่งพิพากษาให้จำเลยชนะคดี แม้ ว. ตัวการซึ่งฟ้องคดีก่อนกับโจทก์ตัวแทนซึ่งฟ้องคดีนี้เป็นคู่ความเดียวกัน และฟ้องคดีโดยอ้างหนังสือสัญญาฉบับเดียวกัน ฟ้องโจทก์คดีนี้ไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีที่ ว. เป็นโจทก์ฟ้องจำเลยในคดีก่อน การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์อัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยโจทก์มีคำขอท้ายฟ้องเพียงอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปีนั้น ศาลชั้นต้นอาศัยอำนาจ ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๒ (๖) ที่ว่า ในกรณีที่โจทก์ฟ้องขอให้ชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยซึ่งมิได้มีข้อตกลงกำหนดอัตราดอกเบี้ยกันไว้ เมื่อศาลเห็นสมควรโดยคำนึงถึงเหตุสมควรและความสุจริตในการสู้ความหรือการดำเนินคดี ศาลจะพิพากษาให้จำเลยใช้ดอกเบี้ยในอัตราสูงขึ้นกว่าที่โจทก์มีสิทธิได้รับตามกฎหมายแต่ไม่เกินร้อยละ ๑๕ ต่อปี ตั้งแต่วันฟ้องหรือวันอื่นหลังจากนั้นก็ได้ ซึ่งศาลชั้นต้นได้ระบุเหตุผลแห่งคำพิพากษาที่ให้ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี แก่โจทก์แล้ว เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวข้างต้น จึงมิใช่การพิพากษา เกินคำขอ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 68,8,,จำเลยประกอบอาชีพรับราชการ เงินประจำตำแหน่งของจำเลยอยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๔๔๔/๒๕๕๖ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๘๖ บัญญัติว่า “ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งกฎหมายอื่นเงินหรือสิทธิเรียกร้องเป็นเงินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาต่อไปนี้ ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี..(๒) เงินเดือนค่าจ้าง..หรือรายได้อื่นในลักษณะเดียวกันของข้าราชการเจ้าหน้าที่ หรือลูกจ้างในหน่วยราชการ..” แม้ พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือนฯ มาตรา ๕๐ วรรคห้า จะบัญญัติให้เงินประจำตำแหน่งไม่ถือเป็นเงินเดือนก็เพียงเพื่อวัตถุประสงค์ไม่ให้นำเงินดังกล่าวมาเป็นเกณฑ์ในการคำนวณบำเหน็จบำนาญตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการเฉกเช่นเงินเดือนเท่านั้น แต่เงินประจำตำแหน่งเป็นเงินที่หน่วยงานราชการได้จ่ายให้แก่บุคคลนั้นขณะที่ดำรงตำแหน่งในแต่ละประเภทสายงานและระดับนั้น ๆ ตามบัญชีอัตราเงินประจำตำแหน่งข้าราชการพลเรือนสามัญที่กำหนดในกฎ ก.พ. จึงถือว่าเงินประจำตำแหน่งเป็นรายได้อื่นในลักษณะเดียวกันกับเงินเดือนของข้าราชการ ที่ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๘๖ (๒) เมื่อจำเลยประกอบอาชีพรับราชการในตำแหน่งและสายงานพยาบาลวิชาชีพ โจทก์ย่อมไม่อาจบังคับคดีเอาจากเงินประจำตำแหน่งของจำเลยได้,วิ.แพ่ง,,,,,,, 68,8,,ผู้ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาด และรับโอนจากเจ้าพนักงานบังคับคดีโอนขายที่ดินให้แก่บุคคลอื่นต่อ ผู้รับโอนจากผู้ซื้อทรัพย์จะมีสิทธิขอให้ศาลออกคำบังคับให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๓๐๙ ตรี หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๒๗๘/๒๕๕๖ ตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา ๓๐๙ ตรี แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ป.วิ.พ. (ฉบับที่ ๒๒)ฯ มาตรา ๘ ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๔๘ เพื่อเป็นการแก้ไขข้อขัดข้องให้แก่คู่ความฝ่ายชนะคดีที่ได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาจากการขายทอดตลาดทรัพย์ที่ยึดไว้รวดเร็วขึ้นและเพื่อให้ผู้ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดทรัพย์ตามหมายบังคับคดีของศาลไม่ต้องฟ้องบุคคลที่อยู่ในอสังหาริมทรัพย์เป็นคดีใหม่ เนื่องจากก่อนที่จะมีบทบัญญัติมาตรา ๓๐๙ ตรี ผู้ที่ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดต้องไปฟ้องร้องเป็นคดีใหม่ ดังนั้น บทบัญญัติตามมาตรา๓๐๙ ตรี ที่ระบุให้ผู้ซื้อทรัพย์ที่จะยื่นคำขอฝ่ายเดียวคือผู้ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดและรับโอนจากเจ้าพนักงานบังคับคดีเท่านั้นไม่หมายความรวมถึงผู้รับโอนจากผู้ซื้อทรัพย์ เมื่อผู้ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดคือ ธนาคาร ก. ไม่ใช่ผู้ร้อง แต่ผู้ร้องเป็นผู้รับโอนจากธนาคาร ก. มิใช่ผู้รับโอนจากเจ้าพนักงานบังคับคดี ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิตามมาตรา ๓๐๙ ตรี ผู้ร้องชอบที่จะไปยื่นฟ้องผู้ร้องขอแสดงอำนาจพิเศษเป็นคดีใหม่ อย่างไรก็ดี แม้ผู้ร้องจะเป็นฝ่ายแพ้คดีนี้แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่าในคดีหมายเลขแดงที่ บ.๑๖๐/๒๕๕๑ ของศาลชั้นต้นระหว่างธนาคาร ก. และผู้ร้องขอแสดงอำนาจพิเศษ ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษายกคำร้องขอแสดงอำนาจพิเศษ คดีถึงที่สุดโดยผู้ร้องขอแสดงอำนาจพิเศษมิได้ฎีกาซึ่งผู้ร้องขอแสดงอำนาจพิเศษทราบข้อนี้ เมื่อคำนึงถึงเหตุสมควรและความสุจริตในการดำเนินคดีโดยตลอดแล้ว เห็นควรให้ผู้ร้องขอแสดงอำนาจพิเศษรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้ร้องทั้งสามศาล ทั้งนี้ตามมาตรา ๑๖๑ วรรคหนึ่ง,วิ.แพ่ง,,,,,,, 68,8,,"คดีแพ่งสามัญจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ โจทก์มิได้ยื่นคำขอต่อศาลให้มีคำพิพากษาให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัด ผู้พิพากษานายเดียวในศาลชั้นต้นมีอำนาจสั่งจำหน่ายคดีหรือไม่ คดีฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรม หากศาลสั่งจำหน่ายคดีจำเลยบางคนศาลจะพิจารณาพิพากษาคดีไปตามคำขอของโจทก์ต่อไป ได้หรือไม่",มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๓๓๐/๒๕๕๖ คดีนี้มิใช่คดีมโนสาเร่ และศาลมิได้สั่งให้ดำเนินคดีแบบคดีไม่มีข้อยุ่งยาก การที่จำเลยที่ ๒ ไม่ยื่นคำให้การในกำหนด โจทก์ทั้งสามจึงต้องยื่นคำขอต่อศาลให้มีคำพิพากษาให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัดตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๙๘ วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์ทั้งสามไม่ยื่นคำขอดังกล่าว ศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจจำหน่ายคดีในส่วนของจำเลยที่ ๒ และการสั่งจำหน่ายคดีเช่นนี้เป็นอำนาจของผู้พิพากษานายเดียวตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๒๔ (๒) เมื่อคู่ความมิได้อุทธรณ์ คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้จำหน่ายคดีจึงเป็นที่สุด ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๗ วรรคสอง คดีระหว่างโจทก์ทั้งสามและจำเลยที่ ๒ จึงเป็นอันเสร็จสิ้น ไม่ถือว่าจำเลยที่ ๒ เป็นคู่ความอีกและไม่มีสิทธิยื่นคำให้การการฟ้องเพิกถอนนิติกรรมที่อ้างว่าจำเลยที่ ๒ รับโอนมาจากโจทก์ที่ ๑ โดยไม่ชอบก็ดี การที่จำเลยที่ ๒ โอนขายให้จำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๙ ก็ดี โจทก์ทั้งสามต้องฟ้องจำเลยที่ ๒ เข้ามาในคดีด้วยจึงจะบังคับตามคำขอของโจทก์ทั้งสามได้ แม้คดีนี้โจทก์ทั้งสามจะฟ้องจำเลยที่ ๒ แต่เมื่อศาลชั้นต้นสั่งจำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ ๒ ออกเสียจากสารบบความไปแล้ว มีผลทำให้จำเลยที่ ๒ พ้นจากการที่ต้องถูกบังคับตามคำพิพากษา กรณีจึงไม่อาจพิจารณาพิพากษาไปตามคำขอของโจทก์ทั้งสามได้เพราะจะมีผลกระทบต่อจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกคดี,วิ.แพ่ง,,,,,,, 68,8,,การสั่งคำคู่ความโดยเจ้าพนักงานไปรษณีย์ หากมีผู้รับแทน ผู้รับแทนจะต้องมีอายุเกินยี่สิบปีหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๙๕๑/๒๕๕๖ แม้ว่าตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศฯ มาตรา ๒๖ ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา ๗๓ ทวิ ให้ถือว่า คำคู่ความหรือเอกสารที่ส่งโดยเจ้าพนักงานไปรษณีย์ มีผลเสมือนเจ้าพนักงานศาลเป็นผู้ส่งก็ตาม แต่มาตรานี้ยังบัญญัติให้นำมาตรา ๗๖ มาบังคับใช้โดยอนุโลม ดังนั้น เมื่อเจ้าพนักงานไปรษณีย์ไม่พบคู่ความที่จะส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง ณ ภูมิลำเนาของจำเลยที่ ๑ และสำนักทำการงานของจำเลยที่ ๒ แต่ได้ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องแก่บุคคลชื่อ ภ. ในสถานที่ดังกล่าวโดยที่ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ผู้รับแทนชื่อ ภ. นั้น มีอายุเกินยี่สิบปีหรือไม่ จึงยังไม่อาจฟังได้ว่าการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องแก่จำเลยทั้งสองในคดีนี้เป็นการส่งโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว เท่ากับว่าในขณะนั้นยังไม่มีการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องแก่จำเลยทั้งสอง,วิ.แพ่ง,,,,,,, 68,8,,ผู้พิพากษาที่เป็นองค์คณะได้ร่วมประชุมปรึกษาและลงชื่อไว้ในร่างคำพิพากษาแล้วได้ย้ายไปรับราชการที่ศาลอื่นจึงไม่ได้ลงชื่อในคำพิพากษาฉบับที่จะใช้อ่าน แต่มีประธานศาลอุทธรณ์ลงชื่อรับรองข้อเท็จจริงดังกล่าวไว้ ดังนี้ คำพิพากษาชอบด้วยกฎหมายหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๘๒๙/๒๕๕๖ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๔ (๑) และมาตรา ๕ โจทก์ชอบที่จะฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลจังหวัดหล่มสักได้เนื่องจากเป็นเขตศาลที่มูลความแห่งคดีได้เกิดขึ้นเพราะสัญญากู้เงินทำขึ้นที่อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ ศาลจังหวัดหล่มสักจึงมีอำนาจรับคดีไว้พิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๒๙ ที่บัญญัติตอนหนึ่งว่า “ในระหว่างการทำคำพิพากษาคดีใด” นั้น หมายความว่า ผู้พิพากษาที่ได้รับมอบหมายให้เป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษาคดีนั้นในศาลอุทธรณ์ภาค ๖ ยังตรวจสำนวนประชุมปรึกษาและยกร่างคำพิพากษาไม่แล้วเสร็จ ก็มีเหตุทำให้ผู้พิพากษาที่เป็นองค์คณะคดีนั้นไม่อาจพิจารณาและยกร่างคำพิพากษาต่อไปจนเสร็จได้ แต่สำหรับคดีนี้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๖ ได้มีการตรวจสำนวนประชุมปรึกษาและยกร่างคำพิพากษาจนเสร็จและลงลายมือชื่อขององค์คณะในต้นร่างคำพิพากษาแล้ว เหลือแต่ขั้นตอนทางธุรการเพื่อจัดทำคำพิพากษานั้นเป็นคำพิพากษาที่พร้อมสำหรับการอ่านตามกฎหมายและเผยแพร่ต่อสาธารณะได้ต่อไปเท่านั้น ดังนั้น กรณีที่ประธานศาลอุทธรณ์ภาค ๖ ลงชื่อรับรองว่า ผู้พิพากษาองค์คณะคนหนึ่งที่ได้ร่วมประชุมปรึกษาและลงชื่อไว้ในร่างคำพิพากษาแล้วได้ย้ายไปรับราชการที่ศาลอื่น ผู้พิพากษานายนั้นจึงไม่ได้ลงชื่อในคำพิพากษาฉบับที่จะใช้อ่านตามกฎหมายและเผยแพร่ต่อสาธารณะย่อมเป็นการดำเนินการที่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๑ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๔๖ แล้ว,วิ.แพ่ง,,,,,,, 68,8,,พนักงานอัยการฟ้องเรียกค่าเสียหายในส่วนต้นเงินแทนผู้เสียหายคืนให้ผู้เสียหายในคดีอาญาไปแล้ว หากผู้เสียหายมาฟ้องเรียกดอกเบี้ยเป็นคดีแพ่งอีกจะต้องห้ามตามกฎหมายหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๕๗๒๑/๒๕๕๖ แม้พนักงานอัยการฟ้องเรียกค่าเสียหายในส่วนต้นเงินแทนโจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหายในคดีอาญาไปแล้ว แต่การที่พนักงานอัยการไม่ได้ขอเรียกดอกเบี้ยมาด้วยนั้น เนื่องจาก ป.วิ.อ.มาตรา ๔๓ บังคับให้พนักงานอัยการฟ้องเรียกได้แค่เฉพาะต้นเงินเท่านั้น สภาพไม่เปิดช่องให้เรียกดอกเบี้ย ดังนั้น ในคดีอาญายังไม่มีการฟ้องเรียกดอกเบี้ยมาก่อน และไม่ใช่ค่าเสียหายที่พนักงานอัยการสามารถฟ้องเรียกได้แล้วไม่เรียก ฟ้องโจทก์ในคดีนี้ส่วนดอกเบี้ยจึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำไม่ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ.มาตรา ๑๔๔ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๒๔๑๔/๒๕๔๗ แม้พนักงานอัยการจะฟ้องเรียกค่าเสียหายในส่วนต้นเงินแทนผู้เสียหายคืนให้โจทก์ในคดีอาญาไปแล้วก็ตาม แต่การที่พนักงานอัยการไม่ได้ขอเรียกดอกเบี้ยมาด้วยนั้นก็เนื่องมาจาก ป.วิ.อ. มาตรา ๔๓ บังคับให้พนักงานอัยการโจทก์ฟ้องเรียกได้เฉพาะต้นเงินเท่านั้น สภาพไม่เปิดช่องให้เรียกดอกเบี้ย คดีแรกจึงยังไม่มีการฟ้องเรียกเงินดอกเบี้ยมาก่อน และไม่ใช่ค่าเสียหายที่พนักงานอัยการโจทก์สามารถฟ้องเรียกได้แล้วแต่ไม่เรียก หากแปลความว่าฟ้องของผู้เสียหายซึ่งเป็นโจทก์ในคดีหลังซึ่งเรียกทั้งต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นฟ้องซ้อนทั้งหมด ย่อมก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ ผลจะกลายเป็นว่าคดีใดที่พนักงานอัยการฟ้องคดีส่วนแพ่งแทนผู้เสียหายไปแล้วจำเลยคนนั้นกลับไม่ต้องรับผิดในเรื่องดอกเบี้ยและก่อให้เกิดผลที่ไม่ควรจะเป็นระหว่างจำเลยด้วยกันรับผิดไม่เท่ากันโดยผู้เสียหายมิได้กระทำผิดขั้นตอนกระบวนพิจารณาแต่ประการใด และซ้ำเติมผู้เสียหายซึ่งเป็นเหยื่อของอาชญากรรมทั้งในทางอาญาและทางแพ่ง กฎหมายย่อมไม่มีเจตนารมณ์เช่นนั้นดังนั้น ฟ้องของโจทก์คดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้อนกับคดีอาญาคดีก่อนเฉพาะต้นเงินเท่านั้น ส่วนดอกเบี้ยไม่เป็นฟ้องซ้อนด้วย",วิ.อาญา,,,,,,, 68,9,,การถามคำให้การผู้ต้องหาที่เป็นเด็กอายุไม่เกินสิบแปดปีในข้อหาความผิดต่อพระราชบัญญัติจราจร หากผู้ต้องหาไม่ได้ร้องขอ พนักงานสอบสวนจะต้องจัดให้มีนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์และพนักงานอัยการเข้าร่วมอยู่ด้วยในการสอบปากคำหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๔๓๒/๒๕๕๗ ความผิดฐานแข่งรถในทางโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานอันเป็นความผิดต่อพระราชบัญญัติจราจรนั้นเป็นกรณีความผิดอื่นซึ่งกฎหมายมิได้บังคับว่าพนักงานสอบสวนต้องจัดให้มีนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์และพนักงานอัยการเข้าร่วมการสอบปากคำผู้ต้องหาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๓๔/๒ ประกอบ ๑๓๓ ทวิ แต่อย่างใด ประกอบกับผู้ต้องหาซึ่งเป็นเด็กไม่ได้ต้องการให้บุคคลดังกล่าวเข้าร่วมในการสอบปากคำ ในชั้นสอบสวนสอบสวนจำเลยให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา พนักงานสอบสวนไม่ได้ขู่เข็ญบังคับให้คำมั่นสัญญาหรือหลอกลวงจำเลยแต่อย่างใด จำเลยยังให้ข้อเท็จจริงว่าก่อนเกิดเหตุจำเลยได้ขับรถมาที่ถนนราชดำเนินพบว่ามีกลุ่มวัยรุ่นกำลังขับรถจักรยานยนต์แข่งขันความเร็วกันอยู่ จำเลยจึงได้ร่วมแข่งขันด้วย หลังจากแข่งขันและปรากฏว่ามีเจ้าพนักงานตำรวจมาทำการจับกุมซึ่งสอดคล้องกับคำให้การของจำเลย ในบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนที่ระบุว่าพนักงานสอบสวนได้ถามจำเลยแล้วว่าต้องการให้พนักงานสอบสวนจัดให้ให้การต่อหน้าพนักงานอัยการนักสังคมสงเคราะห์หรือนักจิตวิทยาหรือผู้ที่ไว้วางใจหรือไม่ ซึ่งระบุว่าจำเลยตอบว่าไม่ต้องการ ข้อเท็จจริงประกอบคำรับสารภาพของจำเลยที่ให้ไว้ต่อพนักงานสอบสวนตามบันทึกคำให้การ จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๓๔/๒ ประกอบมาตรา ๑๓๓ ทวิ และเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของจำเลยได้ตามมาตรา ๒๒๖ แล้ว ศาลจึงนำคำรับสารภาพในชั้นสอบสวนของจำเลยดังกล่าวมาฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์เพื่อลงโทษจำเลยได้,วิ.อาญา,,,,,,, 68,9,,โจทก์ฟ้องกล่าวหาจำเลยในคดีความผิดฐานลักทรัพย์ ศาลอุทธรณ์พิจารณาได้ความว่าการกระทำของจำเลยเป็นคดีความผิดฉ้อโกง โจทก์ฎีกา ดังนี้ ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาโจทก์จะยื่นคำร้องขอถอนฟ้องได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๗๙๓/๒๕๕๗ แม้โจทก์ฟ้องกล่าวหาจำเลยในความผิดฐานลักทรัพย์ซึ่งเป็นคดีความผิดต่อแผ่นดิน แต่เมื่อศาลอุทธรณ์พิจารณาได้ความว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานฉ้อโกงและลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่ได้ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๒ วรรคสาม และยังไม่มีคำพิพากษาศาลสูงเปลี่ยนแปลงแก้ไข กรณีย่อมต้องถือว่าคดีนี้เป็นคดีความผิดต่อส่วนตัวซึ่งโจทก์ชอบที่จะถอนฟ้องในเวลาใดก่อนคดีถึงที่สุดก็ได้ และเมื่อโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องโดยจำเลยไม่คัดค้านจึงอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องได้ และสิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๙ (๒),วิ.อาญา,,,,,,, 68,9,,จำเลยให้การว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความตามบทบัญญัติมาตราหนึ่งศาลจะหยิบยกบทบัญญัติเรื่องอายุความในบทมาตราอื่นที่จำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้ไว้ขึ้นวินิจฉัยได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๑๙๑/๒๕๕๘ จำเลยทั้งสองฎีกาว่า จำเลยทั้งสองยกอายุความขึ้นต่อสู้ไว้ชัดแจ้งในคำให้การ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๗ และถึงแม้อายุความที่จำเลยทั้งสองยกขึ้นต่อสู้ในคำให้การจะต่างไปจากคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้น แต่ยังคงตรงกับประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีที่เกิดขึ้น ศาลชั้นต้นย่อมยกอายุความขึ้นวินิจฉัยให้ตรงตามรูปคดีได้นั้น เห็นว่า ปัญหาว่าคดีขาดอายุความหรือไม่ ไม่ใช่ข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลจะยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒ (๕) แต่เป็นเรื่องที่จำเลยทั้งสองจะต้องให้การต่อสู้คดีทั้งคำให้การในคดีส่วนแพ่งจำเลยทั้งสองต้องแสดงโดยชัดแจ้งว่า จำเลยทั้งสองยอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วนรวมทั้งเหตุแห่งการนั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๗ วรรคสอง ซึ่งตามคำให้การของจำเลยทั้งสองแสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ๒ ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๓๕ โดยอ้างเหตุว่า จำเลยทั้งสองทำหนังสือรับสภาพหนี้หลังจากผิดนัดชำระค่าเช่าหลายปี เช่นนี้ เป็นกรณีจำเลยทั้งสองให้การว่ารับสภาพความรับผิดโดยมีหลักฐานเป็นหนังสือ จึงมีกำหนดอายุความ ๒ ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๓๕ จำเลยทั้งสองไม่ได้ให้การต่อสู้ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ๕ ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๓๓ (๓) ประกอบมาตรา ๑๙๓/๑๔ (๑) และ ๑๙๓/๑๕ ศาลจึงไม่อาจหยิบยกอายุความ ๕ ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๓๓ (๓) ขึ้นวินิจฉัยชี้ขาดคดีได้เพราะเป็นการวินิจฉัยนอกเหนือไปจากคำให้การของจำเลยทั้งสอง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒ วรรคหนึ่ง ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 68,9,,"ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาโดยผลของกฎหมายมีสิทธิร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาหรือไม่ ศาลชั้นต้นยกคำร้องขอให้ขยายระยะเวลาบังคับคดีหรือยกคำขอออกหมายบังคับคดีเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาหรือไม่","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๘๓๔/๒๕๕๘ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๒๗๑ บัญญัติว่า “ถ้าคู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายแพ้คดี (ลูกหนี้ตามคำพิพากษา) มิได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลทั้งหมดหรือบางส่วน คู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะ (เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา) ชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นได้ภายในสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษาหรือคำสั่งโดยอาศัยและตามคำบังคับที่ออกตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น” ผู้ร้องอ้างว่าผู้ร้องเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์และเป็นสถาบันการเงินตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๔๑ และโจทก์โดยบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโอนขายสิทธิเรียกร้องตามคำพิพากษาให้แก่ผู้ร้อง พระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๗ บัญญัติว่า “ในการโอนสินทรัพย์จากสถาบันการเงินไปให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ ถ้ามีการฟ้องบังคับสิทธิเรียกร้องเป็นคดีอยู่ในศาล ให้บริษัทบริหารสินทรัพย์เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน..และในกรณีที่ศาลได้มีคำพิพากษาบังคับตามสิทธิเรียกร้องนั้นแล้ว ก็ให้เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ ตามคำพิพากษานั้น” เมื่อผู้ร้องได้รับโอนสินทรัพย์จากโจทก์ตามพระราชกำหนดดังกล่าว ผู้ร้องย่อมเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาโดยผลของกฎหมายมีสิทธิร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาได้ ส่วนการยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาการบังคับคดีนั้น แม้ขณะยื่นคำร้องศาลยังไม่มีคำสั่งให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ แต่ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาโดยผลของพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๔๑ ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗๑ ให้สิทธิเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาร้องขอบังคับคดี จึงเป็นบุคคลผู้มีสิทธิกระทำการแทนโจทก์เป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑ (๑๑) มีสิทธิยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาการบังคับคดีและคำขอออกหมายบังคับ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๓ ได้ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๘ บัญญัติว่า ก่อนศาลชี้ขาดตัดสินคดี ถ้าศาลมีคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ คือ (๒) มีคำสั่งเกี่ยวด้วยคำขอเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของคู่ความในระหว่างการพิจารณา หรือมีคำสั่งอันเกี่ยวด้วยคำขอเพื่อจะบังคับคดีตามคำพิพากษาต่อไป คู่ความย่อมอุทธรณ์ได้ภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันมีคำสั่ง การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ขยายระยะเวลาการบังคับคดีมีลักษณะเช่นเดียวกับคำขอเพื่อความคุ้มครองประโยชน์ของคู่ความในระหว่างการพิจารณา ส่วนคำขอออกหมายบังคับคดีเป็นเรื่องเกี่ยวด้วยคำขอเพื่อจะบังคับคดีตามคำพิพากษา เพราะหากศาลฎีกามีคำสั่งให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิแทนโจทก์เมื่อพ้นระยะเวลาการบังคับคดีแล้ว ย่อมไม่มีประโยชน์อันใดเนื่องจากไม่อาจบังคับเอาแก่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้ เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องและคำขอดังกล่าว จึงเป็นคำสั่งอันเกี่ยวด้วยคำขอเพื่อคุ้มครอง ประโยชน์ของคู่ความในระหว่างการพิจารณาและมีคำสั่งอันเกี่ยวด้วยคำขอเพื่อจะบังคับคดีตามคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๘ (๒) มิใช่คำสั่งระหว่างพิจารณา",วิ.แพ่ง,,,,,,, 68,9,,จำเลยให้การต่อสู้เรื่องฟ้องโจทก์เคลือบคลุมแต่ระหว่างพิจารณาขอสละประเด็นดังกล่าว ดังนี้ จำเลยจะอุทธรณ์ในเรื่องฟ้องเคลือบคลุมได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๖๐๒/๒๕๕๘ แม้จำเลยที่ ๑ ให้การต่อสู้ในประเด็นเรื่องฟ้องโจทก์เคลือบคลุม แต่ในระหว่างการพิจารณาคดีจำเลยที่ ๑ แถลงต่อศาลชั้นต้นขอสละประเด็นเรื่องฟ้องโจทก์เคลือบคลุม จึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทเรื่องฟ้องโจทก์เคลือบคลุมอีกต่อไป จำเลยที่ ๑ หมดสิทธิที่จะอุทธรณ์และฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ ๑ ในเรื่องฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ถือเป็นเรื่องที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่ง,วิ.แพ่ง,,,,,,, 68,10,,นิติบุคคลต่างประเทศไม่มีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรมอบหมายให้บริษัทจำกัดซึ่งจดทะเบียนในราชอาณาจักรและมีสำนักงานตั้งอยู่กรุงเทพมหานครเป็นผู้ดำเนินการขอกู้เงินจากสถาบันการเงินในราชอาณาจักรและให้กรรมการผู้จัดการของบริษัทลงนามในสัญญากู้เงินแทน ดังนี้ สถานที่ของบริษัทจำกัดในราชอาณาจักรเป็นภูมิลำเนาของนิติบุคคลต่างประเทศตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๓ (๒) (ข) เพื่อประโยชน์ในการเสนอคำฟ้องได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๕๑๒๖/๒๕๕๗ จำเลยมีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จดทะเบียนจัดตั้งขึ้นตามกฎหมายของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวและจำเลยมอบหมายให้บริษัท จ. ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนราชอาณาจักร มีสำนักงานตั้งอยู่กรุงเทพมหานคร เป็นผู้ดำเนินการขอกู้เงินจากสถาบันการเงิน ๘ แห่ง ในราชอาณาจักรให้จำเลยและได้มอบหมายให้กรรมการผู้จัดการของบริษัท จ. ลงนามในสัญญากู้เงินแทนจำเลย ปัญหาว่าโจทก์จะฟ้องจำเลยในราชอาณาจักรได้หรือไม่ นั้น ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๓ บัญญัติว่า “เพื่อประโยชน์ในการเสนอคำฟ้อง..(๒) ในกรณีที่จำเลยไม่มีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักร.. (ข) ถ้าจำเลยประกอบหรือเคยประกอบกิจการทั้งหมดหรือแต่บางส่วนในราชอาณาจักรไม่ว่าโดยตนเองหรือตัวแทน หรือโดยมีบุคคลหนึ่งบุคคลใดเป็นผู้ติดต่อในการประกอบกิจการนั้นในราชอาณาจักร ให้ถือว่าสถานที่ที่ใช้หรือเคยใช้ประกอบกิจการ หรือติดต่อดังกล่าวหรือสถานที่อันเป็นถิ่นที่อยู่ของตัวแทนหรือของผู้ติดต่อในวันที่มีการเสนอคำฟ้องหรือภายในกำหนดสองปีก่อนนั้น เป็นภูมิลำเนาของจำเลย” ดังนี้ บริษัท จ. จะต้องเคยเป็นตัวแทนในการประกอบกิจการของจำเลยทั้งหมดหรือแต่บางส่วน หรือเป็นบุคคลที่เคยติดต่อในการประกอบกิจการของจำเลย จึงจะถือว่าสำนักงานของบริษัทจ. เป็นภูมิลำเนาของจำเลย เมื่อบริษัท จ. เป็นเพียงผู้ดำเนินการในการขอกู้เงินจากสถาบันการเงิน ๘ แห่ง ในราชอาณาจักรให้แก่จำเลยเท่านั้น แม้จะมีการมอบหมายให้กรรมการผู้จัดการของบริษัทดังกล่าวลงนามในสัญญากู้เงินแทนจำเลยได้ก็ตาม ก็เรื่องของการขอกู้เงินของจำเลยซึ่งกระทำในราชอาณาจักรเท่านั้น ไม่อาจจะนำมาฟังว่าบริษัทดังกล่าวเป็นตัวแทนในการประกอบกิจการหรือเป็นผู้ติดต่อในการประกอบกิจการของจำเลยได้ข้อเท็จจริงความว่าจำเลยเป็นคู่สัญญากับบริษัท ซ. และสัญญาระหว่างบริษัท ซ. กับโจทก์ทำขึ้นที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว การติดต่อเกี่ยวกับการก่อสร้างเขื่อน โจทก์ก็ติดต่อกับจำเลยที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวมาโดยตลอด คงมีเฉพาะหนังสือทวงถามของทนายโจทก์ก่อนฟ้องที่ส่งไปยังบริษัท จ. อันเป็นการกระทำของโจทก์ฝ่ายเดียวเท่านั้น โดยไม่ปรากฏว่าบริษัท จ. มีการติดต่อกับโจทก์ในฐานะที่บริษัทดังกล่าวเป็นตัวแทนของจำเลยในราชอาณาจักรแต่ประการใด ส่วนการที่จำเลยแต่งตั้งทนายความเข้ามาในคดี ก็เพราะจำเลยถูกฟ้อง มิใช่เหตุที่จะฟังให้เชื่อมโยงว่าเป็นการประกอบกิจการของจำเลยได้เมื่อโจทก์เสนอคำฟ้องโดยระบุภูมิลำเนาของตัวแทนของจำเลยในราชอาณาจักรและอ้างว่ามีการประกอบกิจการบางส่วนในราชอาณาจักรเพื่อประโยชน์ในการเสนอคำฟ้อง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๓ (๒) (ข) แต่เมื่อความปรากฏแก่ศาลชั้นต้นว่า คำฟ้องโจทก์ไม่เข้าเหตุในการเสนอคำฟ้องตามบทมาตราดังกล่าว โจทก์ย่อมไม่อาจเสนอคำฟ้องต่อศาลชั้นต้นได้",วิ.แพ่ง,,,,,,, 68,10,,คดีก่อนคำพิพากษายกฟ้องเพราะโจทก์ผู้เช่าไม่เคยครอบครองที่ดินที่เช่าโจทก์ยังไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลย คดีถึงที่สุด โจทก์มาฟ้องจำเลยใหม่โดยการยื่นคำฟ้องพร้อมยื่นคำร้องขอให้ศาลเรียกผู้ให้เช่าเข้ามาเป็นโจทก์ร่วมด้วย จะเป็นฟ้องซ้ำหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๓๑๒๒/๒๕๕๗ คดีก่อนศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องเพราะเหตุว่า สัญญาเช่าที่ดินระหว่างโจทก์กับกระทรวงการคลังเป็นบุคคลสิทธิที่ให้สิทธิแก่โจทก์ในการใช้หรือได้รับประโยชน์ในที่ดิน จำเลยยึดถือครอบครองที่ดินพิพาทก่อนโจทก์ทำสัญญาเช่า โดยที่โจทก์ไม่เคยครอบครองที่ดิน จึงไม่มีสิทธิหวงกันผู้อื่นโจทก์ยังไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลย ซึ่งผลเท่ากับยกฟ้องโดยยังไม่ได้วินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทที่โจทก์ยกขึ้นอ้างอาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในการฟ้องคดีว่ามีอยู่จริงหรือไม่ ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๘ คดีนี้แม้โจทก์จะอ้างสิทธิตามสัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับโจทก์ร่วมเช่นเดียวกับคดีก่อน โดยที่โจทก์กับจำเลยไม่มีนิติสัมพันธ์ต่อกัน แต่การที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้เช่าที่ดินพิพาทจากโจทก์ร่วมเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทไม่ได้เนื่องจากจำเลยซึ่งอาศัยอยู่ในบ้านที่ปลูกโดยไม่มีสิทธิบนที่ดินที่โจทก์เช่าจากโจทก์ร่วม ไม่ยอมรื้อถอนและออกไปจากที่พิพาทนั้นย่อมเป็นการรอนสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิดำเนินคดีแก่จำเลยโดยการยื่นคำฟ้องพร้อมกับยื่นคำร้องขอให้ศาลเรียกผู้ให้เช่าคือโจทก์ร่วมเข้ามาเป็นโจทก์ได้ ตามป.พ.พ. มาตรา ๔๗๗ และมาตรา ๕๔๙ ซึ่งคดีนี้โจทก์ได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติกฎหมาย ดังกล่าวแล้ว ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๕๗ (๓) และเมื่อโจทก์ร่วมยินยอมเข้ามาเป็นโจทก์ตามที่โจทก์มีคำขอแล้ว ก็ย่อมมีผลทำให้โจทก์และโจทก์ร่วมมีอำนาจฟ้องจำเลย ซึ่งแแตกต่างกับคดีก่อนที่โจทก์ฟ้องคดีเพียงลำพัง",วิ.แพ่ง,,,,,,, 68,10,,คดีเดิมศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่ที่ธรณีสงฆ์ตามที่โจทก์อ้าง โจทก์มาฟ้องผู้รับโอนที่ดินจากจำเลยในคดีก่อน อ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ธรณีสงฆ์อีก จะเป็นฟ้องซ้ำหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๒๑๐/๒๕๕๗ คดีเดิม โจทก์ฟ้องว่าที่ดินพิพาทในคดีนี้เป็นที่ธรณีสงฆ์ ขอให้ผู้มีชื่อในโฉนดและครอบครองที่ดินอยู่ในขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องในคดีเดิมนั้นคือ ท. กับพวก ส่งมอบการครอบครองที่ดินและจดทะเบียนโอนชื่อเจ้าของกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ จำเลยในคดีเดิม คือ ท. กับพวก ให้การต่อสู้คดีว่าที่ดินพิพาทตามฟ้องไม่ใช่ที่ธรณีสงฆ์ แต่เป็นที่ดินของจำเลย คือ ท. กับพวกโดยชอบ คดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว โดยศาลฎีกามีคำวินิจฉัยฟังข้อเท็จจริงว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่ที่ธรณีสงฆ์ตามที่โจทก์อ้าง การที่โจทก์นำคดีนี้มาฟ้องจำเลยทั้งสองในคดีนี้ ซึ่งเป็นผู้รับโอนที่ดินจากจำเลยในคดีก่อน โดยกล่าวอ้างข้อเท็จจริงว่าที่ดินพิพาทในคดีนี้เป็นที่ธรณีสงฆ์เช่นเดียวกับในคดีก่อน และจำเลยทั้งสองในคดีนี้ให้การต่อสู้เช่นเดียวกันกับจำเลยในคดีก่อนว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่ที่ธรณีสงฆ์ จึงเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน เป็นการต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๘,วิ.แพ่ง,,,,,,, 68,10,,คดีอาญาศาลฟังว่า การกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย คำพิพากษาคดีส่วนอาญาจะผูกพันคดีส่วนแพ่งที่ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๗๓๙๑/๒๕๕๗ การกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายคำพิพากษาคดีส่วนอาญาต้องผูกพันคดีส่วนแพ่งตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๔๖ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมตาม ป.พ.พ. มาตรา ๔๔๙ วรรคแรก ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา ๔๗ ปัญหาดังกล่าวแม้จำเลยจะมิได้หยิบยกขึ้นฎีกาแต่เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๙ วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๔๐ ผู้เสียหายที่ ๓ เป็นผู้ก่อภยันตรายขึ้นก่อนผู้เสียหายที่ ๓ จึงมิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒ (๔) ที่จะร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมได้ ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้เสียหายที่ ๓ เข้าเป็นโจทก์ร่วมจึงไม่ชอบ",วิ.อาญา,,,,,,, 68,10,,ผู้ตายไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย มารดาผู้ตายจะมีอำนาจยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนหรืออุทธรณ์คำพิพากษาหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๓๙๗/๒๕๕๗ เมื่อ ส. ผู้ตายเป็นผู้ก่อให้จำเลยกระทำความผิด ผู้ตายจึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยสำหรับความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๘๘ ประกอบมาตรา ๖๙ ป.วิ.อ. มาตรา ๕ (๒) และไม่มีอำนาจเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๓๐ และยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๔๔/๑ กับไม่มีสิทธิอุทธรณ์ ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ ช. เข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ และศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ ๑ จึงไม่ชอบ ส่วนคดีแพ่งในส่วนของโจทก์ร่วมที่ ๒ นั้น ปรากฏว่าเมื่อศาลชั้นต้นยกฟ้องโจทก์ร่วมที่ ๒ มิได้อุทธรณ์ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ ๒ คดีในส่วนแพ่งจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ ๒ จึงไม่ชอบเช่นกัน ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๓๒๖/๒๕๕๗ การที่ผู้เสียหายที่ ๑ ถึงที่ ๔ หลงเชื่อคำหลอกลวงของจำเลยที่ ๑ จึงมอบเงินให้จำเลยที่ ๑ เพื่อให้ช่วยเหลือบุคคลของตนเข้าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจโดยไม่ต้องสอบอันเป็นการไม่ชอบ แสดงว่ามีเจตนาร้ายมุ่งหวังต่อผลประโยชน์อันเกิดจากการกระทำที่ไม่ชอบ ผู้เสียหายที่ ๑ ถึงที่ ๔ จึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.อ. มาตรา ๒ (๔) เป็นผลให้พนักงานอัยการโจทก์ไม่อาจร้องขอให้เรียกทรัพย์สินแทนผู้เสียหายที่ ๑ ถึงที่ ๔ ได้ตามที่ ป.วิ.อ. มาตรา ๔๓ บัญญัติไว้",วิ.อาญา,,,,,,, 68,11,,พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๔๓ ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการโดยมิได้ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในส่วนดอกเบี้ยตามมาตรา ๔๔/๑ ศาลจะพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ร่วมด้วยได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๗๔/๒๕๕๘ ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของเงิน ๔๔๓,๖๐๖ บาท ไม่ใช่ทรัพย์สินหรือราคาที่โจทก์ร่วมสูญเสียไปเนื่องจากการกระทำผิดแต่เป็นค่าเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย เมื่อโจทก์ร่วมมิได้ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในส่วนดอกเบี้ยดังกล่าวตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๔๔/๑ วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ร่วมจึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอเป็นการมิชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕",วิ.อาญา,,,,,,, 68,11,,ราษฎรพบผู้กระทำความผิดในอาการซึ่งแทบจะไม่มีความสงสัยเลยว่าเป็นผู้ใช้อาวุธมีดแทงผู้อื่นมาแล้วสด ๆ มีอำนาจจับผู้กระทำผิดหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๙๒/๒๕๕๗ ผู้ร้องทั้งสองเข้ามาเป็นคู่ความเฉพาะคดีในส่วนแพ่งที่ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๔๔/๑ เมื่อจำเลยฎีกาเฉพาะคดีในส่วนอาญา ผู้ร้องทั้งสองจึงไม่มีสิทธิยื่นคำแก้ฎีกาในคดีส่วนอาญา ก่อนที่จำเลยจะใช้อาวุธมีดแทงผู้เสียหายที่ ๒ จำเลยใช้อาวุธมีดแทงผู้เสียหายที่ ๑ และกำลังขึ้นรถจักรยานยนต์เพื่อหลบหนี เมื่อผู้เสียหายที่ ๒ มาถึงและพบผู้เสียหายที่ ๑ ถูกแทงกับเห็นจำเลยถืออาวุธมีดนั่งคร่อมรถจักรยานยนต์ จึงเป็นกรณีที่ผู้เสียหายที่ ๒ พบการกระทำความผิดต่อผู้เสียหายที่ ๑ ในอาการซึ่งแทบจะไม่มีความสงสัยเลยว่าจำเลยเป็นผู้ใช้อาวุธมีดแทงผู้เสียหายที่ ๑ มาแล้วสด ๆถือว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดซึ่งหน้าต่อผู้เสียหายที่ ๒ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๘๐ วรรคแรก ผู้เสียหายที่ ๒ ในฐานะราษฎรย่อมมีอำนาจจับจำเลยได้ตามมาตรา ๗๙ การที่ผู้เสียหายที่ ๒ กระโดดถีบจำเลยก็เพื่อหยุดยั้งมิให้จำเลยกับพวกขับรถจักรยานยนต์หลบหนีอันเป็นการกระทำเพื่อจับจำเลยจำเลยไม่มีสิทธิป้องกันเพื่อให้ตนพ้นจากการที่จะต้องถูกจับ เมื่อจำเลยใช้อาวุธมีดแทงผู้เสียหายที่ ๒ จนได้รับอันตรายสาหัสจึงมิใช่เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย,วิ.อาญา,,,,,,, 68,11,,ผู้พิพากษาคนเดียวจะพิพากษาลงโทษปรับเกินหนึ่งหมื่นบาทได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๕๖๔/๒๕๕๘ ศาลชั้นต้นพิจารณาลงโทษปรับจำเลยที่ ๑ กระทงละ ๑๓,๕๐๐ บาท รวม ๔ กระทง คงปรับ ๕๔,๐๐๐ บาท โดยผู้พิพากษาลงลายมือชื่อในคำพิพากษาเพียงคนเดียว เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๑๗ ประกอบมาตรา ๒๕ (๕) ทั้งนี้เพราะผู้พิพากษาคนเดียวจะพิพากษาลงโทษปรับเกินหนึ่งหมื่นบาทไม่ได้ คำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายข้างต้น ซึ่งมีผลทำให้ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ ยังไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ได้ต้องให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้ถูกต้องก่อน ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. ๒๔๙๙ มาตรา ๔ และ พ.ร.บ. ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. ๒๕๒๐ มาตรา ๓",วิ.อาญา,,,,,,, 68,11,,ฟ้องเดิมโจทก์ไม่ได้บรรยายเกี่ยวกับการเรียกค่าเสียหาย ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องเกี่ยวกับการเรียกค่าเสียหายได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๓๖๕/๒๕๕๘ ฟ้องเดิมโจทก์กล่าวอ้างว่า จำเลยบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองทำประโยชน์ที่ดินพิพาทโดยปลูกต้นปาล์มน้ำมันและเก็บเกี่ยวผลปาล์มน้ำมันและปลูกสร้างอาคารสำนักงาน และที่พักคนงานและลูกจ้าง โดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ทั้งไม่มีสิทธิใด ๆ และไม่มีนิติสัมพันธ์ใด ๆ กับกรมป่าไม้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และโจทก์ หลังจากนั้นโจทก์บอกกล่าวให้จำเลยพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย อันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์และทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ไม่สามารถนำที่ดินพิพาทซึ่งอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินมาทำการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตามอำนาจหน้าที่ โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้ การแก้ไขคำฟ้องอันสืบเนื่องมาจากการกระทำตามฟ้องเดิมจึงเป็นการแก้ไขคำฟ้องที่เกี่ยวกับฟ้องเดิมพอที่จะรวมพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีเข้าด้วยกันได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๗๙ โดยหาจำต้องแก้ไขข้อหาหรือข้ออ้างได้เฉพาะการสละข้อหาในฟ้องเดิมบางข้อหรือเพิ่มเติมฟ้องให้บริบูรณ์ไม่ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องเกี่ยวกับการเรียกค่าเสียหายนั้นชอบแล้ว,วิ.แพ่ง,,,,,,, 68,11,,คดีเกี่ยวกับการบังคับบริวารของผู้ถูกฟ้องขับไล่ออกจากอสังหาริมทรัพย์อันเป็นสาขาของคดีเดิม หากคดีเดิมคู่ความต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง คดีเกี่ยวกับการบังคับบริวารจะต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงด้วยหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๗๓๓/๒๕๕๗ คดีเดิมเป็นคดีโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินกับบริวารออกไปจากที่ดินโจทก์ และส่งมอบที่ดินคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย กับให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ในอัตราเดือนละ ๓,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะออกจากที่ดินโจทก์ คู่ความในคดีดังกล่าวจึงต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๔ วรรคสอง เมื่อคดีนี้เป็นคดีเกี่ยวกับการบังคับผู้ร้องซึ่งเป็นบริวารของจำเลยผู้ถูกฟ้องขับไล่ในชั้นบังคับคดีอันเป็นสาขาของคดีเดิม จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามมาตรา ๒๒๔ วรรคสอง เช่นกันที่ผู้ร้องอุทธรณ์ว่า ผู้ร้องมิใช่บริวารของจำเลย ขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องขอเพิกถอนหมายบังคับคดี เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของผู้ร้องและศาลอุทธรณ์วินิจฉัยในปัญหาข้อเท็จจริงดังกล่าวตามอุทธรณ์ของผู้ร้องจึงไม่ชอบ ผู้ร้องไม่มีสิทธิฎีกาในปัญหาดังกล่าว แม้ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของผู้ร้องมา ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย",วิ.แพ่ง,,,,,,, 68,11,,ศาลชั้นต้นออกคำสั่งห้ามชั่วคราวโดยให้นายทะเบียนระงับการจดทะเบียนเกี่ยวกับที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์สินของจำเลย โดยหมายแจ้งคำสั่งห้ามระบุให้นายทะเบียนระงับการจดทะเบียนนับแต่วันได้รับหมาย หากจำเลยได้จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้บุคคลภายนอกไปก่อนคำสั่งห้ามจะมีผลบังคับ การโอนดังกล่าวจะใช้ยันโจทก์ได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๗๓๒/๒๕๕๗ คดีนี้ศาลชั้นต้นออกคำสั่งห้ามชั่วคราวตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๕๔ (๓) โดยให้นายทะเบียนระงับการจดทะเบียนเกี่ยวกับที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์สินของจำเลย คำสั่งห้ามจะมีผลเมื่อใดนั้น ป.วิ.พ. มาตรา ๒๕๘ วรรคสามบัญญัติว่า คำสั่งศาลซึ่งอนุญาตตามคำขอที่ได้ยื่นตามมาตรา ๒๕๔ (๓)ที่เกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลยนั้นให้มีผลใช้บังคับได้ทันที ถึงแม้ว่านายทะเบียนพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือบุคคลอื่นผู้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายจะยังมิได้รับแจ้งคำสั่งเช่นว่านั้นก็ตาม เว้นแต่ศาลจะได้พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้วเห็นสมควรให้คำสั่งมีผลบังคับเมื่อบุคคลดังกล่าวได้รับแจ้งคำสั่งเช่นว่านั้นแล้ว เมื่อหมายแจ้งคำสั่งห้ามระบุให้นายทะเบียนระงับการจดทะเบียนนับแต่วันได้รับหมาย ดังนั้น คำสั่งห้ามจึงยังไม่มีผลบังคับทันทีที่มีคำสั่งแต่จะมีผลตามที่ระบุไว้ในหมาย การส่งหมายแจ้งคำสั่งห้ามทำโดยวิธีปิดคำสั่งห้ามจึงมีผลในวันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๕๐ ป.วิ.พ. มาตรา ๒๕๘ ทวิ วรรคสอง บัญญัติผลของคำสั่งห้ามว่า การที่นายทะเบียน พนักงานเจ้าหน้าที่ หรือบุคคลอื่นผู้มีหน้าที่ตามกฎหมายรับจดทะเบียนหรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงทางทะเบียน ที่เกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลยภายหลังที่คำสั่งของศาลซึ่งออกตามคำขอที่ได้ยื่นตามมาตรา ๒๕๔ (๓) มีผลใช้บังคับแล้วนั้นหาอาจใช้ยันแก่โจทก์หรือเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ไม่ แต่ข้อเท็จจริงจำเลยได้จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยร่วมที่ ๑ ถึงที่ ๒๖ ตั้งแต่วันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๕๐ ก่อนคำสั่งห้ามจะมีผลบังคับ จำเลยร่วมที่ ๑ ถึงที่ ๒๖ ซึ่ง เป็นบุคคลภายนอกจึงรับโอนที่ดินพิพาทจากจำเลยโดยไม่ได้ฝ่าฝืนคำสั่งห้าม การโอนดังกล่าวจึงใช้ยันโจทก์ได้ กรณีต้องด้วย ป.วิ.พ. มาตรา ๒๖๒ วรรคหนึ่ง ที่ว่าหากข้อเท็จจริงหรือพฤติการณ์แห่งคดีที่ได้จากการไต่สวนซึ่งศาลอาศัยเป็นหลักในการมีคำสั่งอนุญาตในวิธีการชั่วคราวได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว ศาลจะยกเลิกคำสั่งห้ามเสียก็ได้เมื่อคำสั่งห้ามเกี่ยวกับที่ดินพิพาทของจำเลยไม่มีผลใช้บังคับแก่จำเลย จึงให้ยกเลิกคำสั่งห้ามชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษาเกี่ยวกับที่ดินพิพาท",วิ.แพ่ง,,,,,,, 68,12,,โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะเรียกร้องให้เจ้าพนักงานบังคับคดีรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๘๓ วรรคสอง โดยตรงได้หรือไม่ หรือจะต้องเรียกร้องเอาแก่กรมบังคับคดีซึ่งเป็นต้นสังกัด,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๓๓๕/๒๕๕๗ เจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นเจ้าพนักงานที่ต้องปฏิบัติในการที่จะบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑ (๑๔) ไม่มีอำนาจเข้ามาเป็นผู้มีส่วนได้เสียหรือเป็นคู่ความ แต่คดีนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยให้ผู้คัดค้านซึ่งเป็นเจ้าพนักงานบังคับคดีรับผิดชอบโดยตรงต่อโจทก์ ผู้คัดค้านจึงมีสิทธิอุทธรณ์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความแพ่ง มาตรา ๒๒๓ ตามคำร้องของโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอ้างว่า ผู้คัดค้านไม่ยึดทรัพย์ตามที่โจทก์นำชี้และหลอกลวงให้คำแนะนำในการบังคับคดี จนหลงเชื่อทำคำร้องขอให้ศาลเพิ่มอำนาจให้แก่ผู้คัดค้านและถูกศาลยกคำร้อง ทำให้โจทก์ต้องเสียหายขอให้ผู้คัดค้านชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๘๓ วรรคสอง อันเป็นข้ออ้างให้ผู้คัดค้านในฐานะเป็นเจ้าพนักงานบังคับคดีในการปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการบังคับคดีตามอำนาจหน้าที่ของผู้คัดค้านตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ภาค ๔ ว่าด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน แม้ตามมาตรา ๒๘๓ วรรคสอง บัญญัติให้สิทธิแก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอาจยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้มีคำสั่งว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีผู้นั้นตกอยู่ในความรับผิดจำต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาก็ตาม แต่เมื่อได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ ซึ่งตามมาตรา ๕ วรรคหนึ่ง บัญญัติให้หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดต่อผู้เสียหายในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ ในกรณีนี้ผู้เสียหายอาจฟ้องหน่วยงานของรัฐดังกล่าวได้โดยตรงแต่จะฟ้องเจ้าหน้าที่ไม่ได้ โดยไม่มีบทมาตราใดยกเว้นมิให้ใช้บังคับแก่กรณีใด และตามมาตรา ๓ บัญญัติอีกว่า บรรดากฎหมาย กฎ และข้อบังคับใด ๆ ในส่วนที่มีบัญญัติไว้แล้วในพระราชบัญญัตินี้หรือซึ่งขัดหรือแย้งกับบทแห่งพระราชบัญญัตินี้ให้ใช้พระราชบัญญัตินี้แทน เมื่อผู้คัดค้านซึ่งเป็นเจ้าพนักงานบังคับคดีสังกัดกรมบังคับคดี อันเป็นหน่วยงานของรัฐ ถือว่าเป็นเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐ หน่วยงานของรัฐซึ่งเป็นต้นสังกัดของผู้คัดค้านจึงต้องรับผิดต่อผู้เสียหายในผลแห่งละเมิดที่ผู้คัดค้านซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำไปในการปฏิบัติหน้าที่ โจทก์จึงต้องห้ามมิให้เรียกร้องเอาแก่ผู้คัดค้านซึ่งเป็นเจ้าพนักงานบังคับคดีแต่ต้องเรียกร้องเอาแก่หน่วยงานของรัฐนั้น ปัญหาว่า โจทก์ต้องห้ามมิให้เรียกร้องเอาแก่เจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐ แต่ต้องเรียกร้องเอาแก่หน่วยงานของรัฐตามพระราชบัญญัติความผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๕ วรรคหนึ่ง เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายโดยกขึ้นอ้างตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒ (๕) ประกอบมาตรา ๒๔๖, ๒๔๗",วิ.แพ่ง,,,,,,, 68,12,,จำเลยให้การต่อสู้ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ แต่เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์และพิพากษายกฟ้องโจทก์ โดยไม่วินิจฉัยในประเด็นฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่าการกระทำของจำเลยเป็นการละเมิดต่อโจทก์ จำเลยแก้อุทธรณ์ว่า จำเลยมิได้ทำละเมิดต่อโจทก์ โดยมิได้แก้อุทธรณ์ในปัญหาว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ศาลอุทธรณ์จะยกประเด็นเรื่องฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ขึ้นวินิจฉัยได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๒๔๘/๒๕๕๕ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า ที่ศาลอุทธรณ์ยกประเด็นเรื่องอายุความมาเป็นเหตุยกฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า จำเลยให้การต่อสู้ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ แต่เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์และพิพากษายกฟ้องโจทก์ โดยไม่วินิจฉัยในประเด็นฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่าการกระทำของจำเลยเป็นการละเมิดต่อโจทก์ จำเลยแก้อุทธรณ์ว่า จำเลยมิได้ทำละเมิดต่อโจทก์ โดยมิได้แก้อุทธรณ์ในปัญหาว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ คดีจึงไม่มีประเด็นเรื่องฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ในชั้นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์จึงไม่มีอำนาจยกประเด็นเรื่องอายุความขึ้นวินิจฉัย เพราะไม่ใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ที่ศาลอุทธรณ์ยกประเด็นเรื่องฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ขึ้นวินิจฉัยจึงเป็นการไม่ชอบ,วิ.แพ่ง,,,,,,, 68,12,,ผู้ต้องหาซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจมิได้ยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้กระทำความผิดในคดีอาญาว่าผู้ตายตายโดยการกระทำของตนซึ่งเป็นเจ้าพนักงานขณะปฏิบัติราชการตามหน้าที่ พนักงานสอบสวนดำเนินการสอบสวนเช่นคดีธรรมดา แล้วพนักงานอัยการสั่งฟ้องจำเลยนั้น เป็นการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๑๐๐/๒๕๓๒ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ จำเลยให้การปฏิเสธ และต่อสู้ว่าคดีนี้เป็นกรณีที่ความตายเกิดขึ้นโดยการกระทำของจำเลยซึ่งเป็นเจ้าพนักงานขณะปฏิบัติราชการตามหน้าที่ พนักงานอัยการต้องร้องขอต่อศาลให้ทำการไต่สวนและเป็นอำนาจของอธิบดีกรมอัยการหรือผู้รักษาการแทนเท่านั้นที่จะออกคำสั่งไม่ฟ้อง แต่พนักงานอัยการมิได้ร้องขอต่อศาลให้ทำการไต่สวนและอัยการจังหวัดเชียงใหม่เป็นผู้ออกคำสั่งฟ้องจำเลย จึงเป็นฟ้องที่ไม่ชอบ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๔๓ วรรคสาม บัญญัติว่า “ในคดีฆาตกรรมซึ่งผู้ตายถูกเจ้าพนักงานซึ่งอ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่ฆ่าตาย หรือตายในระหว่างอยู่ในความควบคุมของเจ้าพนักงานซึ่งอ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่ อธิบดีกรมอัยการหรือผู้รักษาราชการแทนเท่านั้นมีอำนาจออกคำสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้อง” ตามบทกฎหมายดังกล่าวจึงเห็นได้ว่ากรณีที่อธิบดีกรมอัยการหรือผู้รักษาราชการแทนมีอำนาจออกคำสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องผู้ต้องหานั้นจะต้องเป็นเรื่องที่ผู้ต้องหาในคดีอาญาได้อ้างขึ้นว่า ตนเป็นเจ้าพนักงานและฆ่าผู้ตายตายเพราะเหตุจากการปฏิบัติราชการตามหน้าที่ หรือผู้ตายตายในระหว่างอยู่ในความควบคุมของตนซึ่งเป็นการปฏิบัติราชการตามหน้าที่ และการกล่าวอ้างดังกล่าวจะต้องกล่าวอ้างขึ้นในชั้นที่ถูก กล่าวหาว่าเป็นผู้กระทำความผิดในคดีอาญา เพื่อพนักงานสอบสวนซึ่งทำการสอบสวนเสร็จแล้วจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๔๒ กล่าวคือ หากไม่มีการกล่าวอ้าง พนักงานสอบสวนก็จะต้องส่งสำนวนพร้อมกับผู้ต้องหาไปยังพนักงานอัยการ เพื่อให้พนักงานอัยการมีคำสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๔๓ (๑) (๒) แต่ถ้าผู้ต้องหากล่าวอ้างดังกล่าวขึ้นก่อนก็จะได้ส่งสำนวนไปยังอธิบดีกรมอัยการเพื่อมีคำสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้อง ตามมาตรา ๑๔๓ วรรค ภายหลังที่ได้มีการขอให้ศาลทำการไต่สวนและมีคำสั่งตามมาตรา ๑๕๐ วรรคสาม แล้ว (ปัจจุบันคือวรรคห้าและวรรคสิบ) สำหรับคดีนี้จำเลยหาได้ยกขึ้นกล่าวอ้างไม่ว่าผู้ตายถูกจำเลยซึ่งเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติราชการตามหน้าที่ฆ่าตาย การที่พนักงานสอบสวนดำเนินการสอบสวนเช่นคดีอาญาธรรมดารวมทั้งการที่พนักงานอัยการออกคำสั่งฟ้องจำเลยจึงเป็นการชอบด้วยกฎหมายแล้วพิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยในประเด็นข้ออื่น ที่ยังไม่วินิจฉัยแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี",วิ.อาญา,,,,,,, 68,12,,คดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ หากผู้เสียหายยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจะต้องเสียค่าธรรมเนียมศาลหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๗๐๓/๒๕๕๘ จำเลยฎีกาว่า คำฟ้องโจทก์ร่วมทั้งสองในคดีส่วนแพ่งไม่ชอบเพราะโจทก์ร่วมทั้งสองมิได้นำเงินค่าธรรมเนียมมาวางศาล ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๙ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๕๓ วรรคหนึ่งบัญญัติว่า “ในคดีพนักงานอัยการเป็นโจทก์ซึ่งมีคำร้องให้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์สินติดมากับฟ้องอาญาตามมาตรา ๔๓ หรือมีคำขอของผู้เสียหายขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนมิให้เรียกค่าธรรมเนียม เว้นแต่ในกรณีที่ศาลเห็นว่าผู้เสียหายเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนสูงเกินสมควร หรือดำเนินคดีโดยไม่สุจริตให้ศาลมีอำนาจสั่งให้ผู้เสียหายชำระค่าธรรมเนียมทั้งหมดหรือแต่เฉพาะบางส่วนภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนดก็ได้ และถ้าผู้เสียหายเพิกเฉยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาล ให้ถือว่าเป็นการทิ้งฟ้องในคดีส่วนแพ่งนั้น” คดีนี้โจทก์ร่วมทั้งสองยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๔๔/๑ เมื่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาบัญญัติเรื่องค่าธรรมเนียมเกี่ยวกับการยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนไว้โดยเฉพาะแล้ว กรณีจึงไม่อาจนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๙ มาใช้บังคับได้ โจทก์ร่วมทั้งสองจึงมิต้องเสียค่าธรรมเนียมและนำค่าธรรมเนียมมาวางศาลพร้อมกับคำฟ้องตามบทบัญญัติดังกล่าว คำฟ้องโจทก์ร่วมทั้งสองในคดีส่วนแพ่งจึงชอบแล้ว,วิ.แพ่ง,,,,,,, 68,13,,กำหนดระยะเวลาที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะขอให้บังคับคดีแก่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๗๑ จะต้องเริ่มนับแต่คดีถึงที่สุดหรือไม่,"คำตอบ: เดิมมีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยว่า นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด เช่น คำพิพากษา ฎีกาที่ ๒๓๒๖/๒๕๕๓, ๓๐๘๒/๒๕๕๓, ๓๑๙๓/๒๕๕๓ ฯลฯ แต่ปัจจุบันศาลฎีกาวินิจฉัยกลับหลักดังกล่าวแล้วโดยคำพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๗๓๑/๒๕๕๘ คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ ๓ เมษายน ๒๕๔๓ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่น ขายทอดตลาดชำระหนี้จนครบ จำเลยทั้งสองไม่ชำระ ครั้นวันที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๕๕ ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ยื่นคำแถลงขอให้ศาลชั้นต้นออกคำบังคับแก่จำเลยทั้งสอง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำแถลง ผู้เข้าสวมสิทธิอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๓ ทวิ ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้เข้าสวมสิทธิว่า ศาลชั้นต้นต้องออกคำบังคับแก่จำเลยทั้งสองตามคำแถลงของผู้เข้าสวมสิทธิหรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า ในคดีแพ่งนั้น เมื่อศาลมีคำพิพากษาและคำพิพากษาก่อให้เกิดหนี้ตามคำพิพากษา ศาลจะต้องออกคำบังคับซึ่งก็คือคำสั่งแก่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาให้ปฏิบัติตามคำพิพากษา กำหนดวิธีที่จะปฏิบัติระยะเวลาและเงื่อนไขอื่นตามที่จำเป็น กับกำหนดวิธีบังคับ ตามที่บัญญัติในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗๒ โดยหากคู่ความฝ่ายที่ตกเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาอยู่ในศาลในเวลาที่ศาลได้มีคำพิพากษา ศาลมีอำนาจออกคำบังคับและให้คู่ความฝ่ายลูกหนี้ตามคำพิพากษาลงลายมือชื่อไว้เป็นสำคัญ ปรากฏว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาโดยขาดนัดให้จำเลยทั้งสองแพ้คดี ศาลชั้นต้นไม่อาจออกคำบังคับในวันมีคำพิพากษาได้ จึงเป็นหน้าที่ของคู่ความฝ่ายเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะต้องยื่นคำแถลงต่อศาลชั้นต้นเพื่อขอให้ออกคำบังคับอันเป็นขั้นตอนตามกฎหมายก่อนที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะมีสิทธิร้องขอให้บังคับคดี โดยส่งคำบังคับให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษายังภูมิลำเนาของลูกหนี้ตามคำพิพากษา และเมื่อมีการดำเนินกระบวนพิจารณาจนครบกำหนดเวลาตามคำบังคับแล้ว หากลูกหนี้ตามคำพิพากษาไม่ชำระหนี้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาย่อมมีสิทธิร้องขอให้บังคับคดี หากหนี้ตามคำพิพากษาเป็นหนี้เงินเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต้องยื่นคำขอฝ่ายเดียวต่อศาลเพื่อให้ออกหมายบังคับคดีจากนั้นต้องดำเนินการให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบว่าศาลได้ออกหมายบังคับคดี และแถลงให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดียึดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาตลอดทั้งอายัดทรัพย์สินหรือสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งมีสิทธิได้รับจากบุคคลภายนอกซึ่งเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะต้องดำเนินการทั้งหมดให้แล้วเสร็จภายในสิบปี นับแต่วันมีคำพิพากษา โดยอาศัยและตามคำบังคับที่ออกตามคำพิพากษานั้นตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗๑ บัญญัติระยะเวลาที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะต้องปฏิบัติในการร้องขอให้บังคับคดีไว้ จะเห็นได้ว่า หาได้บัญญัติให้ต้องเริ่มนับตั้งแต่วันมีคำพิพากษาถึงที่สุดไม่ซึ่งสอดคล้องรองรับกับบทบัญญัติในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๕ วรรคหนึ่ง และมาตรา ๒๓๑ วรรคหนึ่ง ที่ระบุให้คำพิพากษาผูกพันคู่ความในกระบวนพิจารณาของศาลที่พิพากษานับตั้งแต่วันที่ได้พิพากษาจนถึงวันที่คำพิพากษาถูกเปลี่ยนแปลง แก้ไข กลับหรืองดเสีย ถ้าหากมี และแม้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาจะยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาคัดค้านคำพิพากษาของศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ แล้วแต่กรณี เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาก็มีสิทธิขอให้บังคับคดี เว้นแต่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาตามคำพิพากษาจะยื่นคำขอให้ศาลอุทธรณ์ศาลฎีกาแล้วแต่กรณี มีคำสั่งให้ทุเลาการบังคับและได้รับอนุญาตจากศาล ในกรณีนี้ระยะเวลาบังคับคดีภายในสิบปีต้องเริ่มแต่วันมีคำพิพากษาของศาลชั้นที่สุดในคดีนั้น ตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ ๗๑๙๐/๒๕๓๘ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โจทก์นางสาวมาลัย กุลลาวัณย์ กับพวก จำเลย ข้อกฎหมายดังกล่าวนี้เป็นเหตุผลที่ชี้ชัดว่าคดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา โดยจำเลยขาดนัดเมื่อวันที่ ๓ เมษายน ๒๕๔๓ ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์วันสุดท้ายที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะต้องปฏิบัติให้ครบถ้วนในการขอให้บังคับคดีแก่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาคือวันที่ ๓ เมษายน ๒๕๔๓ ปรากฏว่า ผู้เข้าสวมสิทธิเพิ่งยื่นคำแถลงขอให้ศาลชั้นต้นออกคำบังคับแก่จำเลยทั้งสองเมื่อวันที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๕๕ ล่วงพ้นระยะเวลาสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งไม่อาจร้องขอให้บังคับคดีแก่จำเลยทั้งสองได้แล้วจึงหามีเหตุให้ศาลชั้นต้นต้องออกคำบังคับแก่จำเลยทั้งสองตามคำแถลงของผู้เข้าสวมสิทธิไม่อุทธรณ์ของผู้เข้าสวมสิทธิที่อ้างว่า คดีนี้ศาลพิพากษาโดยจำเลยทั้งสองขาดนัด จำเลยทั้งสองมิได้ยื่นคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ และผู้เข้าสวมสิทธิเพิ่งยื่นคำแถลงขอให้ศาลชั้นต้นออกคำบังคับคดีจึงยังไม่ถึงที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๐๘ จัตวา วรรคหนึ่ง (เดิม) ประกอบมาตรา ๑๗๗ วรรคสอง นั้น ไม่เป็นเหตุให้ระยะเวลาในการร้องขอให้บังคับคดีตามที่มาตรา ๒๗๑ บัญญัติไว้เปลี่ยนแปลงไป เพราะระยะเวลาสิบปีในการร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษา มิใช่จะต้องเริ่มนับแต่คดีถึงที่สุดดังวินิจฉัยมาแล้วข้างต้นที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำแถลงของผู้เข้าสวมสิทธิมานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา",วิ.แพ่ง,,,,,,, 68,13,,คำขอท้ายฟ้องของโจทก์ไม่ได้ระบุว่า หากโจทก์ยึดทรัพย์สินจำนองออกขายทอดตลาดแล้วได้เงินไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบถ้วน คู่ความจะตกลงประนีประนอมยอมความกันว่าหากยึดทรัพย์สินที่จำนองออกขายทอดตลาดแล้วได้เงินไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ และให้ศาลพิพากษาตามยอมได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๖๒๘/๒๕๕๘ การทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อศาลนั้น คู่ความจะตกลงกันเป็นประการใดก็ได้ แม้ตามคำฟ้องของโจทก์จะไม่ได้ระบุว่าหากโจทก์ยึดทรัพย์สินจำนองออกขายทอดตลาดแล้วได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วนก็ตาม คู่ความก็สามารถที่จะตกลงกันใหม่ได้ว่าหากยึดทรัพย์สินที่จำนองออกขายทอดตลาดแล้วได้เงินไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ครบถ้วนได้ ไม่ถือว่าเป็นการพิพากษาตัดสินคดีเกินคำขอท้ายฟ้อง สัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ ๓ ระบุว่า การชำระหนี้ตามข้อ ๑ และ ข้อ ๒ จำเลยทั้งสามสัญญาว่าจะร่วมกันชำระหนี้แก่โจทก์ให้เสร็จสิ้นภายใน ๖ เดือนนับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับนี้ หากครบกำหนดแล้วจำเลยทั้งสามผิดนัดไม่ชำระหนี้หรือชำระหนี้ไม่ครบถ้วน จำเลยทั้งสามยอมให้โจทก์บังคับคดีในส่วนที่ค้างชำระทั้งหมดได้ทันที โดยยอมให้ยึดทรัพย์สินของจำเลยทั้งสาม ทรัพย์มรดกของ ส. และทรัพย์สินที่จำนองตามฟ้อง คือที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามโฉนดที่ดิน จำนวน ๘๑ โฉนด ออกขายทอดตลาดนำเงินสุทธิมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน แม้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวจะไม่ได้ระบุไว้ว่าหากโจทก์ยึดทรัพย์สินที่จำนองออกขายทอดตลาดแล้วได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วนก็ตาม แต่ตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวก็ได้ระบุไว้ว่าหากครบกำหนดแล้วจำเลยทั้งสามผิดนัดไม่ชำระหนี้หรือชำระหนี้ไม่ครบถ้วน จำเลยทั้งสามยอมให้โจทก์บังคับคดีในส่วนที่ค้างได้ทันที โดยยอมให้ยึดทรัพย์สินของจำเลยทั้งสาม ทรัพย์มรดกของ ส. และทรัพย์สินที่จำนองตามฟ้อง ดังนี้ ถือว่าโจทก์และจำเลยทั้งสามได้ตกลงกันไว้แล้วว่าหากโจทก์ยึดทรัพย์สินที่จำนองออกขายทอดตลาดแล้วได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ โจทก์สามารถยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วนได้",วิ.แพ่ง,,,,,,, 68,14,,เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาผู้ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดียึดที่ดินเพื่อนำออกขายทอดตลาดได้แถลงขอถอนการบังคับคดี ผู้ร้องขอรับชำระหนี้จำนองก่อนตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๘๙ จะขอให้บังคับคดีต่อไปได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๑๑๘/๒๕๕๘ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๘๐ วรรคแปด บัญญัติว่า “ในกรณีเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาผู้ยึดสละสิทธิในการบังคับคดีหรือเพิกเฉยไม่ดำเนินการบังคับคดีภายในเวลาที่เจ้าพนักงานบังคับคดีกำหนด ผู้ขอเฉลี่ยหรือผู้ยื่นคำร้องตามมาตรา ๒๘๗ หรือตามมาตรา ๒๘๙ มีสิทธิขอให้ดำเนินการบังคับคดีต่อไป” บทบัญญัติดังกล่าวมีเจตนารมณ์มิให้เกิดปัญหาในการที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีอื่นของลูกหนี้ตามคำพิพากษาคนเดียวกันในคดีที่มีการบังคับคดียึดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษา รวมตลอดทั้งบุคคลภายนอกผู้ทรงสิทธิตามที่มาตรา ๒๘๗ และมาตรา ๒๘๙ บัญญัติไว้ จะได้รับการชำระหนี้หรือการคุ้มครองสิทธิของตนล่าช้าจึงกำหนดให้มีสิทธิขอให้ดำเนินการบังคับคดีในคดีที่ได้มีการบังคับเอาแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาไว้ก่อนแล้วต่อไปได้ แต่สำหรับคดีนี้ การที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาและเป็นผู้ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๒๘๑๓๕ เพื่อนำออกขายทอดตลาด ได้แถลงขอถอนการบังคับคดีโดยเหตุผลว่าจำเลยที่ ๑ ยินยอมชำระหนี้ให้แก่โจทก์แล้ว ทั้งนี้เพราะหมดสิทธิที่จะบังคับคดีเอาแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๒๘๑๓๕ ของจำเลยที่ ๑ ซึ่งตนนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไว้ชอบที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะต้องถอนการยึดและรายงานต่อศาล จึงมิใช่เป็นกรณีที่ เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาผู้ยึดสละสิทธิหรือเพิกเฉยในการบังคับคดี อันจะเป็นเหตุให้ผู้ร้องซึ่งได้สิทธิขอรับชำระหนี้จำนองก่อนตามมาตรา ๒๘๙ จะขอให้ดำเนินการบังคับคดีต่อไปได้ตามบทบัญญัติแห่งมาตรา ๒๙๐ วรรคแปด และชอบที่ผู้ร้องจะต้องดำเนินคดีแก่จำเลยที่ ๑ ตามสิทธิของตนเป็นอีกคดีหนึ่งต่างหาก",วิ.แพ่ง,,,,,,, 68,14,,ศาลในคดีอาญาพิพากษายกฟ้องโจทก์ในชั้นตรวจคำฟ้อง เพราะโจทก์บรรยายฟ้องขาดองค์ประกอบความผิด จะนำข้อเท็จจริงและผลคดีอาญามาผูกพันข้อเท็จจริงในคดีแพ่งที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยฐานละเมิดหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๓๖/๒๕๕๘ ศาลชั้นต้นในคดีก่อนพิพากษายกฟ้องในชั้นตรวจคำฟ้อง เพราะโจทก์บรรยายฟ้องขาดองค์ประกอบความผิด ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕๘ (๕) เท่ากับว่า ศาลยังมิได้วินิจฉัยประเด็นว่าจำเลยทั้งสามกระทำความผิดฐานปลอมเอกสาร และใช้เอกสารปลอมหรือไม่ ซึ่งเป็นประเด็นโดยตรงในคดีนี้ จึงไม่อาจนำข้อเท็จจริงและผลคดีอาญาดังกล่าวมาผูกพันข้อเท็จจริงในคดีนี้ได้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ หยิบยกข้อเท็จจริงที่ว่าโจทก์มิได้เป็นเจ้าของรถพ่วงคันเกิดเหตุ และวินิจฉัยว่าการที่โจทก์ต้องถูกฟ้องให้ร่วมรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย เป็นผลโดยตรงมาจากการกระทำของจำเลยทั้งสามซึ่งทำให้ปรากฏว่ารถพ่วงคันเกิดเหตุเป็นของโจทก์พฤติการณ์เช่นนี้เป็นการจงใจก่อให้เกิดความเสียหายต่อโจทก์อันเป็นการทำละเมิด จำเลยทั้งสามไม่อาจปฏิเสธความรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่โจทก์ได้ โจทก์มีอำนาจฟ้องให้จำเลยทั้งสามร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ จึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๔ และมิใช่เป็นการฟังข้อเท็จจริงฝ่าฝืนต่อ ป.วิ.อ. มาตรา ๔๖ แต่อย่างใด,วิ.อาญา,,,,,,, 68,14,,ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้โจทก์ชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เพิ่ม โจทก์โต้แย้งคำสั่งไว้แล้ว แต่ไม่นำค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์มาชำระเพิ่มตามคำสั่งศาลอุทธรณ์จะถือว่าทิ้งฟ้องอุทธรณ์หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๔๒๗/๒๕๕๘ คำสั่งของศาลอุทธรณ์ที่ให้โจทก์ชำระค่าขึ้นศาลเพิ่มตามราคาทรัพย์สินที่พิพาท เป็นคำสั่งในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๖ ประกอบมาตรา ๒๔๖ แม้โจทก์ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งนั้นและได้ยื่นคำโต้แย้งไว้เพื่อการใช้สิทธิฎีกาแล้วก็ตาม แต่โจทก์ก็ยังมีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าว เพื่อที่ศาลอุทธรณ์จะได้พิจารณาชี้ขาดตัดสินอุทธรณ์ของโจทก์ต่อไปและหากโจทก์ยังติดใจปัญหาเรื่องค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ว่าคำสั่งศาลอุทธรณ์ที่ให้โจทก์ชำระค่าขึ้นศาลเพิ่มไม่ถูกต้อง โจทก์ก็มีสิทธิฎีกาได้ภายหลังศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาแล้วการที่โจทก์เพียงแต่ยื่นคำโต้แย้งคำสั่งดังกล่าวโดยไม่นำค่าขึ้นศาลอุทธรณ์มาชำระเพิ่มตามคำสั่งของศาลอุทธรณ์เช่นนี้ จึงเป็นการเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในระยะเวลาที่ศาลเห็นสมควรกำหนดไว้เพื่อการนั้น จึงเป็นกรณีที่ถือได้ว่าโจทก์ได้ทิ้งฟ้องอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๗๔ (๒) ประกอบมาตรา ๒๔๖ แม้โจทก์เชื่อโดยสุจริตว่าได้ชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ถูกต้องแล้วก็ตาม แต่การตรวจรับอุทธรณ์และคำแก้อุทธรณ์เป็นกระบวนพิจารณาที่ศาลชั้นต้นทำการแทนศาลอุทธรณ์ เมื่อศาลอุทธรณ์เห็นว่าผู้อุทธรณ์ชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์มาไม่ถูกต้องครบถ้วนก็เป็นอำนาจศาลอุทธรณ์ที่จะให้ศาลชั้นต้นเรียกให้ผู้อุทธรณ์ชำระเสียให้ถูกต้องครบถ้วนก่อนอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้คู่ความฟังได้ เมื่อโจทก์ได้รับหมายนัดของศาลชั้นต้นให้นำค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์มาชำระเพิ่มตามราคาทรัพย์สินที่พิพาท แต่โจทก์กลับไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของศาลดังกล่าว โจทก์จึงไม่อาจยกความสุจริตของโจทก์ขึ้นกล่าวอ้างได้ ทั้งกรณีเช่นนี้ ไม่ใช่เรื่องผิดระเบียบที่ศาลอุทธรณ์จะต้องเพิกถอนกระบวนพิจารณาตรวจรับอุทธรณ์และคำแก้อุทธรณ์ของศาลชั้นต้นแล้วให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งใหม่",วิ.แพ่ง,,,,,,, 68,14,,ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีมีมูลเฉพาะจำเลยบางคน โจทก์อุทธรณ์ในส่วนจำเลยที่ศาลชั้นต้นยกฟ้อง ศาลอุทธรณ์จะหยิบยกข้อเท็จจริงในข้อหาความผิดที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งมีมูลแล้วขึ้นมาทบทวนอีก แล้วพิพากษายกฟ้องได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๙๐๒/๒๕๕๘ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วมีคำสั่งว่าคดีโจทก์มีมูลเฉพาะจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกง คำสั่งของศาลที่ให้คดีมีมูลย่อมเด็ดขาดตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๗๐ วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์ไม่อาจหยิบยกข้อเท็จจริงในข้อหาความผิดที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งมีมูลแล้วขึ้นมาทบทวนได้อีก ฉะนั้นการที่ศาลอุทธรณ์หยิบยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยแล้วกลับพิพากษายกฟ้อง จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ด้วยจึงมิชอบตามบทกฎหมายดังกล่าว ให้ศึกษาเปรียบเทียบกับคำพิพากษาฎีกาที่ ๑๙๖๖/๒๕๔๘",วิ.แพ่ง,ให้ศึกษาเปรียบเทียบกับคำพิพากษาฎีกาที่ ๑๙๖๖/๒๕๔๘,,,,,, 68,14,,"โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยใช้กำลังทำร้ายร่างกายโจทก์ร่วม โดยชกต่อย และเตะ ศาลจะนำข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยขับรถยนต์พุ่งชนท้ายรถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วมจนรถล้ม ทำให้ศีรษะของโจทก์ร่วมกระแทกกำแพงเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะ ที่โจทก์มิได้กล่าวในฟ้อง นำมาวินิจฉัยและรับฟังลงโทษจำเลยในความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำร้ายรับอันตรายสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๗ ได้หรือไม่ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๗ (๘) จำคุก ๒ ปี โทษจำคุกให้รอการลงโทษ ๓ ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๕ จำคุก ๑ ปี และปรับ ๔,๐๐๐ บาท แต่ยังคงลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน ๒ ปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาทจะฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้หรือไม่","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๖๒๕๕/๒๕๕๕ โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยใช้กำลังทำร้ายร่างกายโจทก์ร่วมโดยชก ต่อย และเตะโดยไม่ได้บรรยายว่าจำเลยขับรถยนต์พุ่งชนท้ายรถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วมจนรถล้ม ทำให้ศีรษะของโจทก์ร่วมกระแทกกำแพงเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะ ข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงเป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์มิได้กล่าวในฟ้อง ศาลไม่อาจนำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาวินิจฉัยและรับฟังลงโทษจำเลยในความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำร้ายรับอันตรายสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๗ ได้ เพราะจะเป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้องอันเป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๑๙๒ วรรคหนึ่ง ที่โจทก์ร่วมฎีกาว่า บาดแผลที่โจทก์ร่วมถูกจำเลยทำร้ายเกิดจากการถูกชกต่อยที่ใบหน้าและเกิดจากถูกจำเลยขับรถยนต์ชนรถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วมจนล้มทำให้ศีรษะของโจทก์ร่วมกระแทกกำแพงบ้านอย่างรุนแรงเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมได้รับอันตรายสาหัสโดยป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาเกินกว่ายี่สิบวันและจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวันนั้น เป็นการโต้เถียงดุลยพินิจในการรับฟังพยานหลักฐาน ของศาลอุทธรณ์ อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อคดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๗ (๘) จำคุก ๒ ปี โทษจำคุกให้รอการลงโทษ ๓ ปี แม้ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๕ จำคุก ๑ ปี และปรับ ๔,๐๐๐ บาท แต่ยังคงลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน ๒ ปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๙",วิ.อาญา,,,,,,, 68,15,,"การยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งถอนการยึดที่ดิน โดยอ้างว่าผู้ร้องอยู่ในฐานะที่จะบังคับให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อน จะยื่นต่อศาลที่ดำเนินการบังคับคดีแทนศาลที่ออกหมายบังคับคดีได้หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๘๔๗/๒๕๕๖ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าคดีนี้ศาลจังหวัดนครราชสีมาขอให้ศาลชั้นต้นบังคับคดีแทน ต่อมาโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๐๕๖๐ ตำบลหนองขมาร อำเภอคูเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ ๒ ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้มีคำสั่งถอนการยึดที่ดินดังกล่าวคดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องประการแรกว่า ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นหรือไม่ ผู้ร้องฎีกาในข้อนี้ว่าผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นได้ เพราะเป็นศาลที่ได้บังคับคดีแทนศาลจังหวัดนครราชสีมา เมื่อศาลชั้นต้นยังไม่ได้ส่งทรัพย์ที่ยึดหรือเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดไปยังศาลจังหวัดนครราชสีมา ผู้ร้องจึงมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นได้ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๗ (๒) บัญญัติว่า“คำฟ้องหรือคำร้องขอที่เสนอเกี่ยวเนื่องกับการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลซึ่งคำฟ้องหรือคำร้องขอนั้น จำต้องมีคำวินิจฉัยของศาลก่อนที่การบังคับคดีจะได้ดำเนินไปได้โดยครบถ้วนและถูกต้องนั้น ให้เสนอต่อศาลที่มีอำนาจในการบังคับคดีตามมาตรา ๓๐๒” และมาตรา ๓๐๒ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “ศาลที่มีอำนาจออกหมายบังคับคดีหรือหมายจับลูกหนี้ตามคำพิพากษา หรือมีอำนาจทำคำวินิจฉัยชี้ขาดในเรื่องใด ๆ อันเกี่ยวด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งซึ่งได้เสนอต่อศาลตาม บทบัญญัติแห่งลักษณะนี้ คือศาลที่ได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นต้น” การที่ผู้ร้องยื่นคำร้อง ขอให้ศาลมีคำสั่งถอนการยึดที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๐๕๖๐ อ้างว่าผู้ร้องมีสิทธิตามคำพิพากษาตามยอม เป็นการเสนอคำร้องขอที่เกี่ยวเนื่องกับการบังคับคดีตาม คำพิพากษา จึงต้องยื่นต่อศาลชั้นต้นที่เป็นศาลที่ได้ออกหมายบังคับคดีคือศาลที่ได้พิจารณาและตัดสินคดีในชั้นต้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๗ (๒) ประกอบมาตรา ๓๐๒ ซึ่งได้แก่ศาลจังหวัดนครราชสีมา จะยื่นต่อศาลที่ดำเนินการบังคับคดีแทนศาลที่ออกหมายบังคับคดีไม่ได้ คดีนี้ศาลจังหวัดนครราชสีมาขอให้ศาลชั้นต้นบังคับคดีแทน เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าศาลที่ออกหมายบังคับคดีคือศาลจังหวัดนครราชสีมา ไม่ใช่ศาลชั้นต้นที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ถอนการยึดทรัพย์ จึงเป็นการเสนอคำร้องต่อศาลที่ไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี ย่อมหาอาจยื่นคำร้องขอต่อศาลชั้นต้นนั้นได้ไม่",วิ.แพ่ง,,,,,,, 68,15,,ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยที่ ๒ ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ พิพากษายกฟ้องเพราะเห็นว่าฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๒ ขาดอายุความแล้ว โจทก์อุทธรณ์ จำเลยที่ ๒ กล่าวในคำแก้อุทธรณ์ในประเด็นดังกล่าวโดยมิได้ยื่นอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์จะต้องวินิจฉัยประเด็นในคำแก้อุทธรณ์หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๕๓๑๐/๒๕๕๕ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๒ โดยผลแห่งคดีจำเลยที่ ๒ จึงไม่จำต้องอุทธรณ์ แต่โจทก์มีสิทธิอุทธรณ์เมื่อโจทก์ยื่นอุทธรณ์ จำเลยที่ ๒ มีสิทธิยื่นคำแก้อุทธรณ์ได้ เมื่อจำเลยที่ ๒ ไม่เห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยว่าจำเลยที่ ๒ ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ แต่ที่พิพากษายกฟ้องเพราะเห็นว่าฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๒ ขาดอายุความแล้ว จำเลยที่ ๒ ย่อมมีสิทธิโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นในประเด็นที่วินิจิจฉัยให้จำเลยที่ ๒ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ได้ แม้จำเลยที่ ๒ มิได้ยื่นเป็นคำฟ้องอุทธรณ์ก็ตาม แต่จำเลยที่ ๒ ก็มีสิทธิคัดค้านโดยกล่าวในคำแก้อุทธรณ์ได้ ประเด็นข้อพิพาทดังกล่าวจึงยังมีอยู่ ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ต้องวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวด้วย,วิ.แพ่ง,,,,,,, 68,15,,"ฟ้องเดิม โจทก์ขอให้บังคับจำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ไม่ได้บรรยายเกี่ยวกับการเรียกค่าเสียหาย โจทก์จะขอแก้ไขค่าฟ้องเรียกค่าเสียหายได้หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๓๖๕/๒๕๕๘ ฟ้องเดิมโจทก์กล่าวอ้างว่า จำเลยบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยปลูกต้นปาล์มน้ำมันและเก็บเกี่ยวผลปาล์มน้ำมันและปลูกสร้างอาคารสำนักงาน และที่พักคนงานและลูกจ้างโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ ทั้งไม่มีสิทธิใด ๆ และไม่มีนิติสัมพันธ์ใด ๆ กับกรมป่าไม้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และโจทก์ หลังจากนั้นโจทก์บอกกล่าวให้จำเลยพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย อันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์และทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายไม่สามารถนำที่ดินพิพาทซึ่งอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินมาทำการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตามอำนาจหน้าที่ โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้ การแก้ไขคำฟ้องอันสืบเนื่องมาจากการกระทำตามฟ้องเดิมจึงเป็นการแก้ไขคำฟ้องที่เกี่ยวกับฟ้องเดิมพอที่จะรวมพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดี เข้าด้วยกันได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๗๙ โดยหาจำต้องแก้ไขข้อหาหรือข้ออ้างได้เฉพาะการสละข้อหาในฟ้องเดิมบางข้อหรือเพิ่มเติมฟ้องให้บริบูรณ์ไม่ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องเกี่ยวกับการเรียกค่าเสียหายนั้นชอบแล้ว",วิ.แพ่ง,,,,,,, 68,15,,"การที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าขาดราคา ๖๙๑,๒๐๐ บาท แต่โจทก์อุทธรณ์ว่าติดใจเรียกร้องค่าขาดราคาเพียง ๕๐๐,๐๐๐ บาท เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องโดยลดจำนวนทุนทรัพย์ ซึ่งจะต้องยื่นคำร้องขอแก้ไขฟ้องภายในกำหนดเวลาตามกฎหมาย มิฉะนั้นถือว่าโจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ จำเลยทั้งสามจึงไม่ต้องรับผิดค่าขาดราคาหรือไม่","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๘๙๗/๒๕๕๘ การที่โจทก์อุทธรณ์โดยระบุในคำฟ้องอุทธรณ์ว่าโจทก์ติดใจเรียกร้องค่าขาดราคาเพียง ๕๐๐,๐๐๐ บาท ไม่ใช่การแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องโดยลดจำนวนทุนทรัพย์ซึ่งจะต้องทำเป็นคำร้องยื่นต่อศาลก่อนวันชี้สองสถาน หรือก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าเจ็ดวันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๘๐ หากแต่เป็นเรื่องที่โจทก์พอใจเรียกร้องค่าขาดราคาในชั้นอุทธรณ์เพียงจำนวนดังกล่าวซึ่งโจทก์ไม่จำต้องยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้อง",วิ.แพ่ง,,,,,,, 68,15,,โจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยเฉพาะข้อหาที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์จะพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นในข้อหาอื่นที่ศาลชั้นต้นให้รอการลงโทษไว้ เป็นไม่รอการลงโทษได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๙๑๘๒/๒๕๕๕ ความผิดข้อหาทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๙๕ ให้จำคุก ๑ ปี และปรับ ๔,๐๐๐ บาท จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๖ เดือน และปรับ ๒,๐๐๐ บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด ๒ ปี ยกฟ้องโจทก์สำหรับข้อหามีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและโดยไม่ได้รับใบอนุญาต กับข้อหาทำให้ผู้อื่นเกิดความกลัวหรือความตกใจโดยการขู่เข็ญโจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยเฉพาะข้อหาที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องดังกล่าวโดยโจทก์มิได้อุทธรณ์ในข้อหาทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายแต่อย่างใด จึงต้องถือว่าโจทก์พอใจคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ลงโทษจำเลยในข้อหาดังกล่าวแล้ว ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษาแก้โทษจำเลยในข้อหานี้เป็นไม่รอการลงโทษและไม่ลงโทษปรับจำเลยจึงเป็นการไม่ชอบ เพราะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยอันเป็นการต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๑๒ ซึ่งปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยมิได้ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา ๒๒๕",วิ.อาญา,,,,,,, 68,15,, โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานลักทรัพย์ ข้อเท็จจริงที่โจทก์อ้างว่าจำเลยกับพวกเคยไปเช่ารถยนต์ที่ร้านบุคคลอื่น แล้วนำรถยนต์ที่เช่าไป ศาลจะนำมารับฟังเป็นพยานหลักฐานได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๗๙๘/๒๕๕๘ โจทก์ฟ้องกล่าวหาว่า จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันใช้กลอุบายทำทีเป็นขอเช่ารถยนต์จากผู้เสียหายที่ ๓ เพื่อลักรถยนต์โดยโจทก์อ้างว่าได้รับทราบข้อมูลจาก น. ดังนั้นโจทก์จึงมีหน้าที่ต้องนำสืบให้ได้ความจริงตามข้อกล่าวหา แต่โจทก์กลับมีเพียงคำให้การของ น. ที่ให้การไว้ต่อพันตำรวจโท ช. ในชั้นสอบสวนเท่านั้น ซึ่งเป็นเพียงพยานบอกเล่า ทั้งจำเลยทั้งสองก็นำสืบต่อสู้ว่า น. แต่เพียงผู้เดียวเป็นตัวการ ดำเนินการเกี่ยวกับการเช่ารถยนต์คันดังกล่าวทั้งหมด จำเลยทั้งสองมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องรู้เห็นด้วย คำให้การในชั้นสอบสวนของ น. เท่ากับพยานซัดทอดซึ่งในการวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานนี้ ศาลจำต้องระมัดระวังและไม่ควรเชื่อพยานหลักฐานนั้นโดยลำพังเพื่อลงโทษจำเลย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๗/๑ วรรคหนึ่ง ดังนี้ แม้โจทก์อ้างว่า ก่อนเกิดเหตุ จำเลยที่ ๑ กับพวกเคยไปเช่ารถยนต์ที่ร้าน บ. แล้วนำรถยนต์ที่เช่าไป ก็ไม่ปรากฏว่ามีการดำเนินคดีแก่จำเลยที่ ๑กับพวกแต่อย่างใดทั้งพยานหลักฐานดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานที่เกี่ยวกับความประพฤติในทางเสื่อมเสียของจำเลยที่ ๑ ต้องห้ามมิให้รับฟังตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๖/๒ วรรคหนึ่งพยานหลักฐานของโจทก์จึงตกเป็นที่สงสัยว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดฐานลักทรัพย์หรือไม่ จึงให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยทั้งสอง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๗ วรรคสอง,วิ.อาญา,,,,,,, 68,16,,ศาลพิพากษาว่าจำเลย (อายุ ๑๕ ปี) กระทำความผิดฐานรับของโจรให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์แก่ผู้เสียหาย ในการบังคับคดีส่วนแพ่ง ผู้เสียหายจะขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินของมารดาจำเลยโดยอ้างว่า มารดาจำเลยต้องร่วมรับผิดกับจำเลยตาม ป.พ.พ.มาตรา ๔๒๕ ได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๔๔๗/๒๕๕๘ แม้ในคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญากฎหมายจะให้อำนาจพนักงานอัยการเรียกทรัพย์สินหรือราคาแทนผู้เสียหายด้วยตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๔๓ และเมื่อศาลมีคำสั่งให้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์แล้วให้ถือว่าผู้เสียหายเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๕๐ ก็ตามแต่ในส่วนของการบังคับคดีส่วนแพ่ง ป.วิ.อ. มาตรา ๒๔๙ ยังคงให้นำ ป.วิ.พ. มาใช้บังคับดังนี้เมื่อ ป.วิ.พ. มาตรา ๒๗๑ บัญญัติว่า ถ้าคู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายแพ้คดี (ลูกหนี้ตามคำพิพากษา)มิได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลทั้งหมดหรือบางส่วนคู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดี (เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา) ชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นได้ภายในสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษาหรือคำสั่งโดยอาศัยและตามคำบังคับที่ออกตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น ดังนี้ บุคคลที่จะถูกบังคับคดีได้จึงต้องเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาที่ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล เมื่อมารดาของจำเลยไม่ได้เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา ประกอบกับคดีนี้ไม่เข้ากรณีที่ผลของคำพิพากษาผูกพันบุคคลภายนอก ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๕ ผู้ร้องจึงไม่อาจบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของมารดาจำเลยได้ ส่วนที่ผู้ร้องอ้างว่ามารดาของจำเลยต้องร่วมรับผิดกับจำเลยในมูลละเมิดตาม ป.พ.พ. มาตรา ๔๒๙ นั้น เป็นเรื่องที่ผู้ร้องต้องใช้สิทธิทางแพ่ง ฟ้องร้องให้มารดาของจำเลยร่วมรับผิดในฐานละเมิดเป็นอีกคดีหนึ่ง ดังนี้เมื่อไม่ปรากฏว่ามารดาของจำเลยต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายอย่างไร ผู้ร้องจึงไม่อาจอ้างคำพิพากษาคดีนี้ เพื่อนำไปใช้บังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินของมารดาจำเลยได้,วิ.อาญา,,,,,,, 68,16,,คำให้การที่ขัดแย้งกันเองจะก่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาทหรือไม่ การนำสืบนอกประเด็นข้อพิพาทจะถือว่าเป็นข้อที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๐๔/๒๕๕๘ คำให้การตอนแรกของจำเลยรับว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๔๓๘ และต่อสู้ว่าที่ดินพิพาทไม่ได้อยู่ในเขตที่ดินของโจทก์เท่ากับอ้างว่าจำเลยไม่ได้บุกรุกเข้าไปในที่ดินของโจทก์ ดังนั้น โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย แต่คำให้การอีกตอนหนึ่งของจำเลยกลับต่อสู้ว่า หากที่ดินบางส่วนของโจทก์อยู่รวมในที่ดินพิพาท ซึ่งมีความหมายว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตโฉนดที่ดินของโจทก์จำเลยก็ได้ครอบครองปรปักษ์ที่ดินพิพาทจนได้กรรมสิทธิ์แล้ว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลย จึงเป็นคำให้การที่ขัดแย้งกันเองเป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา ๑๗๗ วรรคสอง และไม่ก่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาทเรื่องการครอบครองปรปักษ์ที่ดินพิพาท เมื่อคำให้การของจำเลยไม่ก่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาทเรื่องการครอบครองปรปักษ์ ดังนั้น การนำสืบพยานของจำเลยในเรื่องดังกล่าวจึงเป็นการนำสืบนอกประเด็นข้อพิพาทที่ต้องห้ามให้รับฟัง และถือว่าเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๘๗ (๑)และมาตรา ๒๒๕ วรรคหนึ่ง คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๘๘๖/๒๕๕๘ ข้อที่ว่ากันมาแล้วหรือมิได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นหรือไม่จะต้องพิจารณาจากคำฟ้อง คำให้การ และประเด็นข้อพิพาทในคดีเป็นสำคัญ ไม่ใช่พิจารณาจากข้อเท็จจริงและการนำสืบพยานหลักฐานในชั้นพิจารณา จำเลยทั้งสองไม่ได้ให้การต่อสู้เรื่องฟ้องโจทก์ขาดอายุความ แม้ทนายจำเลยทั้งสองจะได้ถามค้านพยานโจทก์ไว้โดยชัดแจ้งตามที่จำเลยทั้งสองอ้างมาในฎีกา แต่เมื่อจำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้เป็นประเด็นข้อพิพาทไว้ จึงมิใช่เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๕ วรรคหนึ่ง",วิ.แพ่ง,,,,,,, 68,16,,คดีร้องขอคืนของกลางที่ศาลสั่งริบ หากผู้ร้องไม่มาศาลในวันนัดไต่สวนศาลชั้นต้นจะต้องดำเนินการอย่างไร และผู้ร้องมีสิทธิอย่างใด,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๗๓๖/๒๕๕๑ การที่ผู้ร้องไม่มาศาลในวันนัดไต่สวนคำร้องขอคืนของกลางต้องด้วย ป.วิ.อ. มาตรา ๑๖๖ ประกอบด้วยมาตรา ๑๘๑ ซึ่งศาลชั้นต้นชอบที่จะยกฟ้องเสียโดยอาศัยเหตุดังกล่าว และผู้ร้องมีสิทธิที่จะยื่นคำร้องขอให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ภายในสิบห้าวัน การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าผู้ร้องทราบนัดแล้วไม่มาศาลโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้องถือว่าผู้ร้องไม่มีพยานมาศาล และให้ยกคำร้องจึงเป็นการไม่ชอบแต่อย่างไรก็ตาม แม้ศาลชั้นต้นจะยกคำร้องของผู้ร้องโดยถือว่าผู้ร้องไม่มีพยานมาสืบก็ไม่เป็นการตัดสิทธิของผู้ร้องที่จะยื่นคำร้องขอให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่แล้ว จึงไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนคำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าว,วิ.อาญา,,,,,,, 68,16,,หนังสือสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างระบุว่า “ผู้ว่าจ้างมีสิทธิที่ทำการแก้ไขหรือเพิ่มเติมหรือลดงานจากแบบรูปและรายการละเอียดตามสัญญาได้.. โดยกระทำเป็นลายลักษณ์อักษร” ผู้รับจ้างจะนำพยานบุคคลมาสืบว่า ผู้ว่าจ้างให้ผู้รับจ้างทำการก่อสร้างเพิ่มเติมจากแบบแปลนเดิมตามที่ตกลงกันไว้นั้น เป็นการนำพยานบุคคลมาสืบเพิ่มเติมตัดทอน หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสาร ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๙๔ (ข)หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๘๖๖/๒๕๕๒ หนังสือสัญญาจ้างเหมาก่อสร้าง ที่จำเลยว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างอาคารนั้นเป็นสัญญาจ้างทำของ ซึ่งกฎหมายมิได้บังคับให้ต้องมีพยานเอกสารแสดง ฉะนั้นโจทก์จึงสามารถนำสืบพยานบุคคลว่าจำเลยตกลงยินยอมให้โจทก์ก่อสร้างเพิ่มเติมผิดไปจากแบบแปลนที่ตกลงไว้เดิมได้ไม่ต้องห้ามนำพยานบุคคลมาสืบเปลี่ยนแปลงข้อความในเอกสารนั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๙๔ (ข) ทั้งนี้ตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ ๓๑๐๗/๒๕๓๘,วิ.แพ่ง,,,,,,, 68,16,,โจทก์และทนายโจทก์ไม่มาศาลตามกำหนดนัดศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้ยกฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๖๖ ประกอบมาตรา ๑๘๑ โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์มีสิทธิฎีกาได้หรือไม่,คำสั่งคำร้องศาลฎีกาที่ ท.๒๕๒๙/๒๕๕๓ โจทก์ขอให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษายืน ไม่ใช่กรณีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ ไม่ตกอยู่ในบังคับห้ามมิให้คู่ความฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๐ คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๒๘๐/๒๕๕๑ คดีนี้เป็นเรื่องที่โจทก์ขอให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องและศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ดังนี้ จึงไม่ใช่กรณีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์แต่ประการใด จะนำบทบัญญัติมาตรา ๒๒๐ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาบังคับแก่กรณีเช่นนี้หาได้ไม่ โจทก์ย่อมมีสิทธิฎีกาได้,วิ.อาญา,,,,,,, 68,16,, โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษฐานพยายามฆ่าผู้อื่นระหว่างพิจารณาผู้เสียหายถึงแก่ความตาย โจทก์จะขอแก้ไขคำฟ้องเป็นความผิดฐานฆ่าผู้อื่น ได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๓๔๐/๒๕๔๐ โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยใช้ไม้ทุบตีและใช้กำลังชกต่อยผู้เสียหายที่อวัยวะสำคัญ ขณะยื่นฟ้องโจทก์ไม่ทราบว่าผู้เสียหายถึงแก่ความตาย ไม่อยู่ในวิสัยที่จะฟ้องจำเลยว่าฐานฆ่าผู้อื่น ต่อมาเมื่อโจทก์ทราบว่าผู้เสียหายถึงแก่ความตายอันเป็นผลสืบเนื่องจากบาดแผลที่ถูกทำร้าย ซึ่งเป็นการกระทำเดียวกันกับคำฟ้อง โจทก์จึงมีอำนาจขอแก้ฟ้องเป็นฆ่าผู้เสียหาย และขอแก้บทลงโทษประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓, ๒๘๘, +๒๙๗ ได้ เพราะการแก้หรือเพิ่มเติมฐานความผิดมิให้ถือว่าทำให้จำเลยเสียเปรียบ ทั้งพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาเพิ่มเติมฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นให้จำเลยทราบแล้ว จำเลยให้การปฏิเสธ จึงไม่ทำให้จำเลยหลงต่อสู้",วิ.อาญา,,,,,,, 67,1,,ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ถอดถอน จ. ออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกและแต่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกแทนโดยอ้างว่า ผู้จัดการมรดกที่ศาลแต่งตั้งนำพินัยกรรมซึ่งเป็นโมฆะแล้วมาอ้างต่อศาลเพื่อให้แต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดก คดีอยู่ระหว่างพิจารณาผู้ร้องเป็นโจทก์ฟ้อง จ. ขอให้พิพากษาว่า พินัยกรรมเป็นโมฆะและให้แบ่งที่ดินมรดกจะเป็นฟ้องซ้อนหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๔๗๕/๒๕๕๖ หลังจากศาลจังหวัดสีคิ้ว (ปากช่อง)มีคำสั่งแต่งตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๒๐๗/๒๕๕๓ แล้ว โจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องในคดีดังกล่าว ขอให้ถอนจำเลยออกจากการเป็นผู้จัดการมรดก และแต่งตั้งโจทก์ทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกแทน โดยอ้างว่าจำเลยนำพินัยกรรมฉบับแรก (ลงวันที่ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๓๓) ซึ่งเป็นโมฆะแล้วเพราะถูกเพิกถอนโดยพินัยกรรมฉบับหลัง มาอ้างต่อศาลเพื่อแต่งตั้งให้จำเลยเป็นผู้จัดการมรดก อันมีพฤติกรรมไม่สุจริตและเท่ากับจำเลยสละสิทธิตามพินัยกรรมฉบับหลังสุด (ลงวันที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๓๖) และพินัยกรรมทุกฉบับสิ้นผลบังคับแล้วเพราะล่วงเลยกำหนดระยะเวลาตามกฎหมาย คำร้องของโจทก์ทั้งสองในคดีดังกล่าวเป็นการเสนอข้อหาต่อศาล จึงถือได้ว่าเป็นคำฟ้อง คำคัดค้านของจำเลยจึงเป็นคำให้การแม้คดีดังกล่าวจะมีประเด็นข้อพิพาทว่า ใครสมควรเป็นผู้จัดการมรดก แต่การที่ศาลจังหวัดสีคิ้วจะมีคำสั่งถอนจำเลยออกจากการเป็นผู้จัดการมรดก หรือแต่งตั้งผู้จัดการมรดกคนใหม่หรือไม่นั้น ศาลในคดีดังกล่าวก็จะต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าพินัยกรรมฉบับลงวันที่ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๓๓ ที่ผู้ตายระบุตั้งให้จำเลยเป็นผู้จัดการมรดกนั้นเป็นโมฆะหรือสิ้นผลบังคับแล้วตามที่โจทก์ทั้งสองกล่าวอ้างหรือไม่ คดีนี้ โจทก์ทั้งสองยื่นฟ้องจำเลยโดยอ้างเหตุทำนองเดียวกันกับคดีดังกล่าวว่า จำเลยใช้พินัยกรรมที่ถูกเพิกถอนโดยพินัยกรรมฉบับหลังแล้วยื่นต่อศาลขอให้แต่งตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมดังกล่าว ถือว่าจำเลยมีเจตนาไม่สุจริต ขอให้พิพากษาว่าพินัยกรรมดังกล่าวเป็นโมฆะ และให้แบ่งที่ดินมรดกแก่โจทก์ทั้งสองแม้โจทก์ทั้งสองในคดีนี้จะมีคำขอให้แบ่งทรัพย์มรดกให้แก่โจทก์ทั้งสองด้วย แต่ศาลชั้นต้นก็จะต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า พินัยกรรมที่จำเลยอ้างเป็นโมฆะหรือสิ้นผลบังคับแล้วหรือไม่ ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องวินิจฉัยเช่นเดียวกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๒๐๗/๒๕๕๓ ของศาลจังหวัดสีคิ้ว เมื่อคดีดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นด้วยกันและมีประเด็นจะต้องวินิจฉัยในเรื่องเดียวกับคดีนี้ ฟ้องคดีนี้ของโจทก์ทั้งสองจึงเป็นฟ้องซ้อนกับคดีดังกล่าว ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๗๓ วรรคสอง (๑),วิ.แพ่ง,,,,,,, 67,1,,บุคคลภายนอกยินยอมใช้ทรัพย์ของตนเป็นประกันการชำระหนี้ของจำเลยไว้แก่โจทก์ และศาลพิพากษาตามยอม ภายหลังจะยื่นฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นโมฆะและเพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น ได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๕๒๒๗/๒๕๕๖ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ยื่นฟ้องจำเลย ที่ ๒ และจำเลยที่ ๓ ขอให้บังคับชำระหนี้ ต่อมามีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันและตามสัญญาดังกล่าวโจทก์ได้วางหลักทรัพย์ต่อจำเลยที่ ๑ ให้ยึดถือไว้เป็นประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ ๒ และจำเลยที่ ๓ ศาลพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๗๗๘/๒๕๕๔ ของศาลชั้นต้น ภายหลังจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ผิดนัดชำระหนี้จำเลยที่ ๑ จะบังคับคดีแก่โจทก์ แต่โจทก์เห็นว่าสัญญาประนีประนอมยอมความขัดต่อกฎหมาย เนื่องจากโจทก์วางหลักทรัพย์ประกันหนี้หน่วยงานของรัฐไม่ได้ สภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่อง โจทก์ไม่ใช่ผู้ค้ำประกัน จำเลยที่ ๑ ใช้สิทธิไม่สุจริต ทั้งที่รู้ว่าสัญญาประนีประนอมยอมความขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนเป็นโมฆะไม่ผูกพันโจทก์ ขอให้พิพากษาว่า สัญญาประนีประนอมยอมความเป็นโมฆะ และเพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้ เนื่องจากโจทก์ไม่ใช่คู่ความและผู้ค้ำประกันในคดีหมายเลขแดงที่ ๗๗๘/๒๕๕๔ ของศาลชั้นต้น คำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีดังกล่าวจึงไม่ผูกพันโจทก์ให้ต้องปฏิบัติตามนั้นเห็นว่า แม้โจทก์ไม่ได้ถูกฟ้องเป็นคู่ความในคดีดังกล่าวแต่เมื่อโจทก์ยินยอมใช้รถแทรกเตอร์ ๒ คัน ของตนเป็นประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ที่มีต่อจำเลยที่ ๑ ด้วยการตกลงนำหลักฐานแสดงความเป็นเจ้าของรถแทรกเตอร์ดังกล่าวให้จำเลยที่ ๑ ยึดถือไว้และลงลายมือชื่อยืนยันการตกลงไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความด้วยและศาลได้พิพากษาไปตามนั้น ผลแห่งสัญญาประนีประนอมยอมความจึงผูกพันโจทก์ให้ต้องปฏิบัติตาม และต้องถือว่าโจทก์เป็นผู้มีส่วนได้เสียซึ่งมีสิทธิตามกฎหมายที่จะโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาหรือการบังคับคดีตามคำพิพากษาได้เมื่อโจทก์เห็นว่าการบังคับคดีตามคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นข้อโต้แย้งเกี่ยวกับการบังคับตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีเดิม โจทก์ชอบที่จะขอให้ดำเนินกระบวนพิจารณาในคดีเดิมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๗ (๒) ประกอบมาตรา ๓๐๒ วรรคหนึ่ง โจทก์จะยกข้ออ้างนี้ขึ้นฟ้องเป็นคดีใหม่หาได้ไม่ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง",วิ.แพ่ง,,,,,,, 67,1,,"โจทก์ยื่นฟ้องต่อศาลที่จำเลยมีที่อยู่ในเขตอำนาจ มิได้ยื่นฟ้องต่อศาลที่ความผิดเกิด ดังนี้ ศาลที่จำเลยมีที่อยู่ในเขตอำนาจต้องรับชำระคดีที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ ศาลอาญารับฟ้องของโจทก์ไว้จนไต่สวนมูลฟ้องเสร็จถือว่าได้ใช้ดุลพินิจรับคดีของโจทก์ไว้ชำระแล้ว ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๑๖ วรรคสาม แล้วหรือไม่","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๕๔๖๔/๒๕๕๖ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๒๒ (๑) มิได้บัญญัติให้ศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลท้องที่ที่จำเลยที่ ๑ มีที่อยู่ในเขตอำนาจต้องรับชำระคดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสอง เมื่อความผิดคดีนี้มิได้เกิดขึ้นในเขตอำนาจของศาลชั้นต้น โจทก์จะฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลท้องที่ที่จำเลยที่ ๑ มีที่อยู่ในเขตอำนาจไม่ได้ ศาลชั้นต้นรับฟ้องของโจทก์ไว้จนไต่สวนมูลฟ้องเสร็จ ยังถือไม่ได้ว่าศาลชั้นต้นได้ใช้ดุลพินิจรับคดีของโจทก์ไว้ชำระแล้ว เมื่อตามฟ้องของโจทก์ระบุว่าเหตุเกิดในเขตอำนาจของศาลชั้นต้น ย่อมไม่มีเหตุที่ศาลชั้นต้นจะต้องยกฟ้องโจทก์ตั้งแต่ชั้นตรวจฟ้อง การที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกฟ้องโจทก์หลังจากไต่สวนมูลฟ้องเสร็จโดยเหตุความผิดคดีนี้มิได้เกิดขึ้นในเขตอำนาจของศาลชั้นต้น จึงเป็นการที่ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจสั่งตามอำนาจ ที่มีอยู่",วิ.อาญา,,,,,,, 67,2,,ผู้มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายที่ถูกทำร้ายถึงตายตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๕ (๒) ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ แล้วตายลง ผู้มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายที่อยู่ในฐานะเดียวกันจะเข้าสืบสิทธิดำเนินคดีต่อไปได้หรือไม่,"คำตอบ: คำสั่งคำร้องศาลฎีกาที่ ท.๑๕๙๒/๒๕๕๖ โจทก์ร่วมที่ ๑ บิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของ ท. ผู้เสียหายซึ่งถูกทำร้ายถึงตาย ถึงแก่ความตาย ผู้ร้องซึ่งเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ร่วมที่ ๑ และเป็นมารดาของ ท. ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าดำเนินคดี ถือว่าผู้ร้องประสงค์ขอใช้สิทธิของตนที่มีอยู่เดิมตั้งแต่แรกในฐานะผู้มีอำนาจจัดการแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๕ (๒) เพื่อสืบสิทธิดำเนินคดีแทนโจทก์ร่วมที่ ๑ ในชั้นฎีกา ศาลฎีกาอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าดำเนินคดีในฐานะเป็นโจทก์ร่วมที่ ๑ แทนโจทก์ร่วมได้กับให้รับคำแก้ฎีกาไว้พิจารณา คำสั่ง: วันที่ ๒๑ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๕๗ พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า นางสำเภา ศรีวธาหรือพรมมา ผู้ร้องเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายโสภณ พรมมา โจทก์ร่วมที่ ๑ และเป็นบุพการีของนายสุทธิพงษ์พรมมา ผู้เสียหายซึ่งถูกทำร้ายถึงตาย จึงอยู่ในฐานะผู้มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายเช่นเดียวกับโจทก์ร่วมที่ ๑ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๕ (๒) เมื่อโจทก์ร่วมที่ ๑ ถึงแก่ความตาย การที่ผู้ร้องมายื่นคำร้องขอเข้าดำเนินคดีนี้ถือได้ว่าผู้ร้องประสงค์ขอใช้สิทธิของตนที่มีอยู่เดิมตั้งแต่แรกในฐานะผู้มีอำนาจจัดการแทนด้วยอีกคนหนึ่งเช่นเดียวกับโจทก์ร่วมที่ ๑ เพื่อสืบสิทธิดำเนินคดีแทนโจทก์ร่วมที่ ๑ ในชั้นฎีกาจึงอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าดำเนินคดีในฐานะเป็นโจทก์ร่วมที่ ๑ แทนนายโสภณ พรมมา ได้ตามขอกับให้รับคำแก้ฎีกาฉบับลงวันที่ ๑๙ เมษายน ๒๕๕๖ ของโจทก์ร่วมที่ ๑ ไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ: กลับหลักคำสั่งคำร้องที่ ๑๓๒/๒๕๕๓ และคำพิพากษาฎีกาที่ ๘๕๓๗/๒๕๕๓",วิ.แพ่ง,หมายเหตุ: กลับหลักคำสั่งคำร้องที่ ๑๓๒/๒๕๕๓ และคำพิพากษาฎีกาที่ ๘๕๓๗/๒๕๕๓,,,,,, 67,2,,ศาลไม่อนุญาตให้ตรวจสารพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอตามคำร้องของผู้คัดค้าน จะสันนิษฐานไว้ก่อนว่า ข้อเท็จจริงเป็นไปตามที่ผู้คัดค้านกล่าวอ้างตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๒๘/๑ วรรคหนึ่งและวรรคสอง หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๓๖๘๙/๒๕๕๕ ในระหว่างการพิจารณาคดี ผู้คัดค้านได้ยื่นคำร้องขอให้ตรวจสารพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอของผู้ร้องเพื่อพิสูจน์ว่าผู้ร้องเป็นบุตรของผู้ตายหรือไม่ ผู้ร้องได้คัดค้านและไม่ยินยอมให้ตรวจ ศาลเห็นว่า เมื่อผู้ร้องไม่สมัครใจให้ ตรวจจึงให้ยกคำร้อง คำสั่งศาลดังกล่าวจึงเป็นกรณีที่ศาลไม่อนุญาตให้ตรวจสารพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอตามคำร้องของผู้คัดค้านซึ่งเป็นดุลพินิจของศาล กรณีมิใช่ศาลเห็นสมควรให้มีการตรวจสารพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๒๘/๑ วรรคหนึ่งและวรรคสอง แล้วผู้ร้องไม่ยินยอมหรือไม่ให้ความร่วมมือต่อการตรวจพิสูจน์อันจะให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าข้อเท็จจริงเป็นไปตามที่ผู้คัดค้านกล่าวอ้าง",วิ.อาญา,,,,,,, 67,2,,โจทก์ในฐานะผู้มีกรรมสิทธิ์รวมในรถยนต์พิพาท ขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดียึดรถยนต์พิพาทเพื่อนำออกขายทอดตลาดนำเงินที่ได้มาแบ่งแก่โจทก์ตามส่วน ผู้ร้องยื่นคำร้องขออ้างว่ารถยนต์ที่ถูกยึดเป็นของผู้ร้อง ดังนี้ผู้ร้องมีสิทธิขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึดหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๗๙๑๘/๒๕๕๕ คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่แบ่งทรัพย์สินหลายรายการรวมทั้งรถยนต์ยี่ห้อนิสสัน หมายเลขทะเบียนป-๒๒๒๗ นครสวรรค์ (หรือ บง ๒๒๒๗ นครสวรรค์) แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง หากไม่สามารถแบ่งได้ให้จำเลยทั้งสี่นำทรัพย์สินส่วนที่ไม่อาจแบ่งได้ ออกขายทอดตลาดเพื่อแบ่งเงินให้แก่โจทก์ตามส่วนกึ่งหนึ่งที่โจทก์มีกรรมสิทธิ์ ต่อมาโจทก์ขอให้บังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดรถยนต์ดังกล่าวซึ่งมีชื่อผู้ร้องเป็นผู้ครอบครอง เพื่อขายทอดตลาดแบ่งเงินให้โจทก์ตามคำพิพากษา ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องซื้อรถยนต์ที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้มาจากจำเลยที่ ๓ ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายประยงค์บิดาจำเลยที่ ๓ ซึ่งได้ทำพินัยกรรมยกรถยนต์ให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ และผู้ร้องได้ชำระราคาแล้วเมื่อวันที่ ๙ สิงหาคม ๒๕๔๒ รถยนต์จึงเป็นของผู้ร้อง โจทก์ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือมีกรรมสิทธิ์ในรถยนต์พิพาทปัญหาเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ไม่เกี่ยวกับผู้ร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึดโจทก์ให้การว่า รถยนต์พิพาทเป็นกรรมสิทธิ์รวมของโจทก์กับนายประยงค์ผู้ตายมิใช่ของผู้ร้อง ผู้ร้องสมคบกับจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ทำเอกสารเท็จอันเป็นการฉ้อฉลโจทก์ขอให้ยกคำร้องขอ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า นายประยงค์ผู้ตายกับโจทก์อยู่กินฉันสามีภริยาโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน จำเลยที่ ๑ เป็นมารดาของผู้ตายจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เป็นบุตรของผู้ตายกับนางฉวี จำเลยที่ ๔ เป็นน้องชายร่วมมารดาเดียวกันกับผู้ตาย ผู้ร้องเป็นน้องสาวร่วมบิดาเดียวกันกับผู้ตาย โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสี่ขอให้แบ่งกรรมสิทธิ์รวมในทรัพย์สินของผู้ตายแก่โจทก์กึ่งหนึ่ง โดยอ้างว่าเป็นทรัพย์สินที่โจทก์ กับผู้ตายทำมาหาได้ร่วมกันในขณะอยู่กินด้วยกัน ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่แบ่งทรัพย์สินหลายรายการรวมทั้งรถยนต์ยี่ห้อนิสสัน หมายเลขทะเบียน ป-๒๒๒๗ หรือบง ๒๒๒๗ นครสวรรค์ พิพาท แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง หากไม่สามารถแบ่งได้ให้นำออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งแก่โจทก์กึ่งหนึ่ง จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ อุทธรณ์ ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค ๖ โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดรถยนต์พิพาท ซึ่งมีชื่อผู้ร้องเป็นผู้ครอบครอง ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ปล่อยรถยนต์ที่ยึดเป็นคดีนี้ มีปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๘๘ วรรคหนึ่ง ได้หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ในฐานะผู้มีกรรมสิทธิ์รวมในรถยนต์พิพาท ขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดียึดรถยนต์พิพาท เพื่อนำออกขายทอดตลาดนำเงินที่ได้มาแบ่งแก่โจทก์ตามส่วน ซึ่งการยึดรถยนต์พิพาทกรณีนี้มิใช่เป็นกรณีที่มีการบังคับคดีตามคำพิพากษาที่ให้ใช้หนี้เงิน ซึ่งจะต้องยึดทรัพย์ของลูกหนี้ตามคำพิพากษาออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดมาชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา อันจะร้องขอให้ ปล่อยทรัพย์ที่ยึดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๘๘ วรรคหนึ่งหากแต่เป็นการร้องขอให้ศาลมีคำสั่งกำหนดวิธีการแบ่งทรัพย์สินระหว่างผู้มีกรรมสิทธิ์รวมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๖๔ วรรคสอง ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอต่อศาลให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึด แม้โจทก์จะมิได้ยกปัญหานี้ขึ้นกล่าวในศาลชั้นต้นแต่ปัญหาว่าผู้ร้องมีอำนาจยื่นคำร้องขอหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายอัน เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน โจทก์ย่อมมีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๕ วรรคสอง",วิ.แพ่ง,,,,,,, 67,2,,โจทก์ขอให้ศาลหมายเรียกโจทก์ร่วมเข้ามาในคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๕๗ (๓) ต่อมาศาลพิพากษายกฟ้องโจทก์เพราะโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ดังนี้ ศาลต้องพิพากษายกฟ้องในส่วนคดีของโจทก์ร่วมด้วยหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๓๑/๒๕๕๖ หนังสือมอบอำนาจระบุว่าโจทก์มอบอำนาจให้บริษัท ซ. ดำเนินคดีแทนและให้มีอำนาจแต่งตั้งตัวแทนช่วงคนเดียวหรือหลายคนเพื่อกระทำการแทนได้โดยไม่มีข้อความระบุว่าโจทก์ให้อำนาจผู้รับมอบอำนาจช่วงแต่งตั้งตัวแทนช่วงเพื่อกระทำการแทนอีกต่อหนึ่ง การที่บริษัท ซ. มอบอำนาจช่วงให้ บ. ดำเนินคดีแทนและให้ผู้รับมอบอำนาจช่วงมีอำนาจแต่งตั้งตัวแทนช่วงเพื่อกระทำการแทนได้อีกต่อหนึ่งตามหนังสือมอบอำนาจช่วง จึงเป็นการกระทำโดยไม่มีอำนาจ บ. มอบอำนาจช่วงให้ ส. ดำเนินคดีแทนอีกต่อหนึ่งย่อมเป็นการกระทำที่อยู่นอกขอบเขตในหนังสือมอบอำนาจของโจทก์ ส. ไม่มีอำนาจฟ้องคดีแทนโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยจะไม่ได้ยกขึ้นกล่าวอ้างไว้ในคำให้การ ศาลอุทธรณ์มีอำนาจยกขึ้น วินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒ (๕) ประกอบมาตรา ๒๔๖ โจทก์ร่วมเข้าเป็นโจทก์เพราะโจทก์ขอให้ศาลชั้นต้นหมายเรียกโจทก์ร่วมเข้ามาในคดีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๗๗ และ ๕๔๙ อันเป็นการร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๗ (๓) โจทก์ร่วมย่อมมีสิทธิเสมือนหนึ่งว่าตนได้ฟ้องจำเลยเป็นคดีเรื่องใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๘ วรรคหนึ่ง หาใช่เป็นการร้องสอดเข้าเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจาณณาความแพ่ง มาตรา ๕๗ (๒) ซึ่งต้องห้ามมิให้โจทก์ร่วมใช้สิทธิอย่างอื่นนอกจากสิทธิที่มีอยู่แก่โจทก์ซึ่งเป็นคู่ความฝ่ายที่ตนเข้าร่วมไม่ แม้ฟ้องเดิมโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องโจทก์ร่วมก็เข้ามาในคดีได้ ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องในส่วนคดีของโจทก์ร่วมจึงไม่ชอบ โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยให้ออกจากห้องพิพาทและให้จำเลยชำระค่าขาดประโยชน์ที่ไม่ได้ใช้ห้องพิพาทเดือนละ ๒๘,๐๑๙.๓๗ บาท โดยโจทก์ร่วมขอถือเอาคำฟ้องของโจทก์เป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องของโจทก์ร่วมเท่ากับเป็นการกล่าวอ้างว่าห้องพิพาทอาจให้เช่าได้เดือนละ ๒๘,๐๑๙.๓๗ บาท แต่ศาลชั้นต้นกำหนดค่าเสียหายให้เดือนละ ๕,๐๐๐ บาท โจทก์และโจทก์ร่วมมิได้อุทธรณ์ ถือได้ว่าห้องพิพาทอาจให้เช่าได้ในขณะยื่นฟ้องไม่เกินเดือนละ ๑๐,๐๐๐ บาท ต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๘ วรรคหนึ่ง การวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในคดีส่วนของโจทก์ร่วมอาจมีผลทำให้คดีต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง ศาลฎีกาเห็นควรย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาอุทธรณ์ของจำเลยในคดีส่วนของโจทก์ร่วมก่อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๓ (๑) ประกอบ มาตรา ๒๔๗",วิ.แพ่ง,,,,,,, 67,3,,"โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒๖, ๓๒๘ กล่าวหาว่า จำเลยกระทำความผิดกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทแต่มีคำขอท้ายฟ้องให้ลงโทษจำเลยหลายกรรมต่างกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ซึ่งหากพิจารณาได้ความตามฟ้อง ศาลต้องลงโทษจำเลยตามมาตรา๓๒๘ อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกไม่เกินสองปีและปรับไม่เกินสองแสนบาท ศาลแขวงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้หรือไม่และจะนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๒ มาใช้บังคับได้หรือไม่","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๒๐๕๖/๒๕๕๕ พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๑๗ ประกอบมาตรา ๒๕ (๕) บัญญัติให้ศาลแขวงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาซึ่งกฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างสูงไว้ให้จำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ คดีนี้โจทก์ทั้งสองขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๒๖, ๓๒๘ โดยบรรยายฟ้องรวมกันมา จึงเป็นกรณีที่กล่าวหาว่าจำเลยกระทำความผิดกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทแม้โจทก์จะมีคำขอท้ายฟ้องให้ลงโทษจำเลยหลายกรรมต่างกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ด้วยก็ตาม แต่หากพิจารณาได้ความตามฟ้อง ศาลต้องลงโทษจำเลยตามมาตรา ๓๒๘ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ เมื่อบทบัญญัติดังกล่าวมีอัตราโทษจำคุกไม่เกินสองปีและปรับไม่เกินสองแสนบาท กรณีจึงเกินอำนาจของศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลแขวงที่จะพิจารณาพิพากษาตามบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้น ศาลชั้นต้นจึงไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ ที่โจทก์ทั้งสองฎีกาว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๒ เห็นได้ว่า ศาลสามารถที่จะลงโทษจำเลยในบทมาตราที่ถูกต้องได้และศาลชั้นต้นมีคำสั่งประทับรับฟ้องไว้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาแล้ว หากศาลชั้นต้นเห็นว่าโจทก์สืบสมแต่อ้างฐานความผิดหรือบทมาตราผิด ศาลชั้นต้นก็มีอำนาจลงโทษจำเลยตามฐานความผิดที่ถูกต้องได้ ซึ่งตามฟ้องของโจทก์ทั้งสองนั้นรวมการกระทำผิดหลายอย่าง และแต่ละอย่างเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง ศาลจะลงโทษจำเลยในการกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่พิจารณาได้ความก็ได้ เห็นได้ว่าศาลชั้นต้นพิจารณารับฟ้องโดยชอบมาแต่ต้นแล้วนั้น เห็นว่า ข้อกฎหมายที่โจทก์ทั้งสองยกขึ้นฎีกาเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับการพิพากษาหรือสั่งเกินคำขอที่มิได้กล่าวในฟ้องซึ่งเป็นคนละกรณีกับอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลชั้นต้น และการจะนำบทบัญญัติดังกล่าวมาใช้บังคับนั้น ศาลชั้นต้นต้องมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้เสียก่อน เมื่อศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้แล้วจึงไม่สามารถนำบทบัญญัติดังกล่าวมาอ้างได้",วิ.อาญา,,,,,,, 67,3,,คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา หากคดีในส่วนอาญาศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าจำเลยบุกรุกเข้าไปขุดดินในที่ดินของโจทก์โดยไม่ชอบ จำเลยจะอ้างข้อเท็จจริงให้เป็นอย่างอื่นในคดีส่วนแพ่งได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๕๗๔/๒๕๕๕ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๓๓ โจทก์ทั้งสองซื้อที่ดินพิพาทเนื้อที่ ๒๙ ไร่ ๒ งาน ๗๔ ตารางวา จากนาง อ. กับพวก จำเลยที่ ๑ ขุดดินทำบ่อเลี้ยงกุ้งและเลี้ยงปลาลึก ๑๖๐ เซนติเมตร จำนวน ๖ บ่อ รวมเป็นเนื้อที่ ๑๔.๘ ไร่ ต่อมาโจทก์ทั้งสองแจ้งความต่อเจ้าพนักงานให้ดำเนินคดีจำเลยทั้งสองฐานบุกรุก พนักงานอัยการเป็นโจทก์โดยโจทก์ที่ ๑ เป็นโจทก์ร่วมฟ้องจำเลยทั้งสองว่า บุกรุกทำความเสียหายแก่ที่ดินโจทก์ทั้งสอง คดีอาญาถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๑๗/๒๕๔๓ ว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันทำละเมิดบุกรุกเข้าไปขุดดินในที่ดินพิพาทของโจทก์ทั้งสองได้ดินไป ๕๐,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตร คิดเป็นเงิน ๖,๐๐๐,๐๐๐ บาท ให้จำคุกจำเลยที่ ๑ มีกำหนด ๓ ปี และ จำคุกจำเลยที่ ๒ มีกำหนด ๑ ปี ๖ เดือน คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๒ ในข้อแรกว่า จำเลยที่ ๒ กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองหรือไม่ นั้น เมื่อคดีนี้เป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาและคดีในส่วนอาญาได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดวินิจฉัยแล้วว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันบุกรุกเข้าไปขุดดินในที่ดินของโจทก์ทั้งสองโดยไม่ชอบ ซึ่งเป็นการวินิจฉัยไปตามคำบรรยายฟ้องในคดีอาญาว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันเข้าไปในที่ดินพิพาท ขุดดินปรับพื้นที่แต่งบ่อเลี้ยงกุ้ง ๖ บ่อ รวมเนื้อที่บุกรุก ๑๘ ไร่เศษ อันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้เสียหายทั้งสอง (โจทก์ทั้งสอง) โดยปกติสุข ข้อเท็จจริงดังกล่าวตามทางวินิจฉัยในคดีอาญาจึงผูกพันคดีนี้ซึ่งเป็นคดีแพ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๔๖ จำเลยที่ ๒ จึงไม่อาจอ้างข้อเท็จจริงให้เป็นอย่างอื่นได้ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๘๔ (๒) ฎีกาของจำเลยที่ ๒ ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น",วิ.อาญา,,,,,,, 67,3,,ต้นฉบับเอกสารอยู่ในสำนวนความของศาลครอบครัวแห่งรัฐนิวยอร์กศาลจะรับฟังสำเนาเอกสารแทนได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๕๐๖๖/๒๕๕๕ ฎีกาของจำเลยข้อที่ว่าพยานเอกสารของโจทก์คือเอกสารหมาย จ.๑ ถึง จ.๓ และ จ.๕ ถึง จ.๘ เป็นเพียงสำเนาเอกสารที่รับรองโดยเจ้าหน้าที่ของศาลครอบครัวแห่งรัฐนิวยอร์ก จำเลยไม่ได้รับรองว่าถูกต้อง และเอกสารดังกล่าวไม่ได้รับรองโดยรัฐมนตรี หัวหน้ากรม กอง หัวหน้าแผนกหรือผู้รักษาการแทน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๙๓ (๑) และ (๓) จึงรับฟังไม่ได้นั้น เห็นว่า ต้นฉบับเอกสารดังกล่าวอยู่ในสำนวนความของศาลครอบครัวแห่งรัฐนิวยอร์ก ซึ่งศาลดังกล่าวต้องเก็บรักษาไว้ โจทก์จึงไม่สามารถนำต้นฉบับเอกสารดังกล่าวมาอ้างเป็นพยานได้ อันเป็นกรณีเข้าข้อยกเว้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๙๓ (๒) ที่ให้ศาลรับฟังสำเนาเอกสารดังกล่าวได้ ตามคำร้องคัดค้านของจำเลยลงวันที่ ๓ กันยายน ๒๕๕๐ ก็รับว่าสำเนาเอกสารดังกล่าวได้รับรองโดยเจ้าหน้าที่ของศาลดังกล่าวแล้ว สำเนาเอกสารดังกล่าวจึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้,วิ.แพ่ง,,,,,,, 67,3,,โจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้ จำเลยให้การว่าสัญญากู้เงินเป็นนิติกรรมอำพรางการเล่นแซร์จึงตกเป็นโมฆะ ดังนี้ภาระการพิสูจน์ตกแก่ฝ่ายใด,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๓๐๗๙/๒๕๕๕ จำเลยให้การว่า หนังสือสัญญากู้เงินท้ายฟ้อง เป็นนิติกรรมอำพรางการเล่นแชร์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ลูกแชร์ทุกคนต้องทำสัญญากู้ยืมเงินมอบไว้แก่โจทก์มีจำนวนเงินกู้มากกว่าที่เล่นแชร์ถึง ๑๐ เท่า สัญญากู้ยืมเงินจึงตกเป็นโมฆะกรรม พอถือได้ว่าเป็นคำให้การปฏิเสธฟ้องโจทก์ว่า หนี้ตามสัญญากู้เงินไม่สมบูรณ์เพราะไม่มีหนี้เงินกู้เดิมและหนี้ค่าแชร์เดิมตามที่โจทก์กล่าวอ้าง จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยยอมรับว่ามีหนี้กู้เงินเดิมอยู่ โจทก์เป็นฝ่ายกล่าวอ้างความสมบูรณ์ของสัญญากู้เงินมาฟ้องให้จำเลยชำระหนี้ โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์จำเลยให้การว่า หนี้เงินกู้เป็นนิติกรรมอำพรางไม่สมบูรณ์ตกเป็นโมฆะ โดยมิได้ให้การได้ชำระหนี้กู้เงินแล้ว คดีจึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทให้ต้องวินิจฉัยว่าจำเลยชำระหนี้เงินกู้แล้วหรือไม่,วิ.แพ่ง,,,,,,, 67,3,,คดีที่มีโจทก์หลายคนและโจทก์บางคนถอนฟ้องโจทก์ที่โจทก์ถอนฟ้องไปแล้วจะมีสิทธิในการอุทธรณ์ฎีกาในคดีนั้นหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๘๙๘-๑๙๒๑/๒๕๕๕ โจทก์ที่ ๘ ถอนคำฟ้องและศาลจำหน่ายคดีเฉพาะโจทก์ที่ ๘ ออกจากสารบบแล้ว การถอนคำฟ้องย่อมลบล้างผลแห่งการยื่นคำฟ้องนั้น รวมทั้งกระบวนพิจารณาอื่น ๆ อันมีมาต่อภายหลังยื่นคำฟ้อง และกระทำให้คู่ความกลับคืนสู่ฐานะเดิมเสมือนหนึ่งมิได้มีการยื่นฟ้องเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๖ ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓๑ โจทก์ที่ ๘ จึงมิใช่คู่ความและมิได้ถูกกระทบสิทธิจึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์,วิ.แพ่ง,,,,,,, 67,3,,พนักงานสอบสวนที่สอบปากคำนาย ส. เพื่อขยายผลโดยอธิบายข้อกฎหมายตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษว่า หากให้การที่เป็นประโยชน์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจในการสืบสวนขยายผลจะได้รับโทษน้อยลง ดังนี้ ถ้อยคำของนาย ส. ถือเป็นพยานหลักฐานที่เกิดจากการกระทำจูงใจและให้คำมั่นสัญญาตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๖ หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๓๒๗/๒๕๕๖ พันตำรวจโท ว. เบิกความว่า ได้ทำการสอบปากคำ ส. เพื่อขยายผลโดยอธิบายข้อกฎหมายตามมาตรา ๑๐๐/๒ แห่ง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษว่า หากให้การที่เป็นประโยชน์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจในการสืบสวนขยายผลจะได้รับโทษน้อยลงจากคำเบิกความของพันตำรวจโท ว. ดังกล่าว จะเห็นได้ว่าเป็นการแจ้งถึงการได้รับประโยชน์จากบทบัญญัติของกฎหมายตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษให้ ส. ทราบซึ่งเป็นเรื่องที่ ส. จะตัดสินใจเองว่าจะกระทำการให้ข้อมูลสำคัญอันเป็นประโยชน์ในการปราบปรามยาเสพติดให้โทษตามบทบัญญัติของ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษหรือไม่ จึงมิใช่กรณีที่พันตำรวจโท ว. กระทำการจูงใจและให้คำมั่นสัญญาแก่ ส. ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๖,วิ.อาญา,,,,,,, 67,4,,คำร้องของผู้ร้องที่กล่าวอ้างว่า บ้านตึกชั้นเดียวและโกดังเก็บของบนที่ดินที่โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึด มิใช่ทรัพย์ของจำเลย แต่เป็นทรัพย์ของผู้ร้องขอให้ถอนการยึดบ้านตึกชั้นเดียวและโกดังเก็บของที่โจทก์นำยึดไว้ออกจากการบังคับคดีขอให้ถอนการยึด เป็นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนการบังคับคดีหรือคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์สินและจะต้องเสียค่าขึ้นศาลอย่างไร,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๐๕/๒๕๕๕ คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๑,๙๔๒,๕๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ ต่อมาจำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าว โจทก์ขอให้บังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ ๖๗๒๒ และ ๖๗๒๓ ตำบลสับกลาง อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดผู้ร้องยื่นคำร้องว่า บ้านตึกชั้นเดียว เลขที่ ๘๗ และโกดังเก็บของซึ่งเป็นสิ่งปลูกสรางบนที่ดินที่โจทก์นำยึด มิใช่ทรัพย์สินของจำเลย แต่เป็นทรัพย์สินของผู้ร้องที่ผู้ร้องสร้างขึ้นประมาณปี ๒๕๓๙ หลังจากก่อสร้างแล้วผู้ร้องเข้าครอบครองทำประโยชน์ในสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวโดยสงบ เปิดเผย และมีเจตนาเป็นเจ้าของจนถึงปัจจุบัน การที่โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดสิ่งปลูกสร้างและโกดังเก็บของดังกล่าว จึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ถอนการยึดบ้านตึกชั้นเดียวและโกดังเก็บของที่โจทก์นำยึดศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องประเมินราคาอาคารสิ่งปลูกสร้างตามคำร้อง แล้วชำระค่าขึ้นศาลให้ครบถ้วนภายใน ๗ วัน มิฉะนั้นถือว่าทิ้งคำร้อง ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าผู้ร้องไม่ชำระค่าขึ้นศาลเพิ่มให้ครบถ้วนภายในเวลาที่ศาลกำหนด จึงไม่รับคำร้องขัดทรัพย์ของผู้ร้อง คืนค่าขึ้นศาลให้ผู้ร้องทั้งหมด จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ พิพากษายืน ผู้ร้องฎีกา ศาลฎีกาผู้ร้องวินิจฉัยว่า “มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า คำร้องของผู้ร้องเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือไม่ โดยผู้ร้องฎีกาว่า คำร้องของผู้ร้องเป็นการขอเพิกถอนการบังคับคดี มิใช่เรียกร้องให้เจ้าพนักงานบังคับคดีหรือโจทก์ชำระหนี้แก่ผู้ร้องนั้น เห็นว่า ตามคำร้องของผู้ร้องที่กล่าวอ้างว่าบ้านตึกชั้นเดียวและโกดังเก็บของบนที่ดินที่โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึด มิใช่ทรัพย์ของจำเลย แต่เป็นทรัพย์ของผู้ร้อง ขอให้ถอนการยึดบ้านตึกชั้นเดียวและโกดังเก็บของที่โจทก์นำยึดไว้ออกจากการบังคับคดีนั้น ผู้ร้องมีความมุ่งหมายเพื่อได้รับผลที่จะให้เจ้าพนักงานบังคับคดีปล่อยทรัพย์สินที่ยึดคืนให้แก่ผู้ร้อง เป็นกรณีที่ผู้ร้องร้องขอให้ปล่อยทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๘๘ มิใช่เป็นการยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนการบังคับคดีแต่อย่างใด เมื่อคำร้องของผู้ร้องเป็นคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์สิน จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ซึ่งผู้ร้องต้องเสียค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ที่ขอให้ปล่อยทรัพย์สิน เมื่อผู้ร้องไม่ชำระค่าขึ้นศาลภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ที่ศาลชั้นต้นไม่รับคำร้องของผู้ร้องจึงชอบแล้วฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น และเมื่อศาลฎีกามีคำพิพากษาแล้ว จึงไม่จำต้องสั่งคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ระหว่างพิจารณาของผู้ร้องอีก” พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 67,4,,โจทก์ถอนคำฟ้องจำเลยที่ขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลจะต้องฟังจำเลยก่อนมีคำสั่งอนุญาตหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๔๑๒/๒๕๕๕ การถอนฟ้องหลังจากที่จำเลยยื่นคำให้การแล้วต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๒๖ ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๕ วรรคสอง (๑) ที่บัญญัติห้ามไม่ให้ศาลให้อนุญาตโดยมิได้ฟังจำเลยก่อน สำหรับจำเลยที่ ๑ ที่ ขาดนัดยื่นคำให้การ การที่โจทก์ถอนฟ้องสำหรับจำเลยที่ ๑ จึงไม่อยู่ในบังคับของบทบัญญัติแห่งกฎหมายมาตรา ดังกล่าวที่ศาลต้องฟังจำเลยที่ ๑ ก่อนมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องสำหรับจำเลยที่ ๑ ศาลจึงมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องสำหรับจำเลยที่ ๑ ได้โดยไม่จำต้องฟังจำเลยที่ ๑ ก่อน ส่วนที่จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์อ้างว่า การที่ศาลอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะนำคดีมาฟ้องใหม่นั้น เห็นว่า โจทก์อาจนำคดีมาฟ้องใหม่ได้ก็จริงแต่ต้องฟ้องภายในกำหนดอายุความ และจำเลยที่ ๑ ซึ่งขาดนัดยื่นคำให้การในคดีนี้ก็ยังมีสิทธิยื่นคำให้การต่อสู้คดีในคดีนั้นได้อย่างเต็มที่ไม่มีข้อที่ต้องเสียเปรียบ เมื่อการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางดังกล่าวไม่ทำให้จำเลยที่ ๑ ต้องเสียหายหรือเสียเปรียบ จึงไม่มีเหตุต้องเพิกถอนคำสั่งที่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องสำหรับจำเลยที่ ๑",วิ.แพ่ง,,,,,,, 67,4,,คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้จำหน่ายคดีชั่วคราวเพื่อรอฟังคดีอาญาเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๘๕๐/๒๕๕๖ บทบัญญัติเรื่องห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งในระหว่างพิจารณา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๖ (๑) เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ปัญหานี้ไม่เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาชอบที่จะยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒ (๕) คดีนี้จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีชั่วคราว เนื่องจากคดีนี้เป็นเหตุการณ์และข้อเท็จจริงเดียวกับคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๑๐๘๓/๒๕๕๓ ของศาลชั้นต้น ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาคดี โจทก์รับสำเนาแล้วคัดค้านและศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีนี้เป็นคดีส่วนแพ่ง การฟังข้อเท็จจริงจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคดีอาญา เมื่อคดีส่วนอาญายังพิจารณาไม่แล้วเสร็จคดีส่วนแพ่งจึงต้องรอฟังการพิจารณาคดีส่วนอาญา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๔๖ จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีจากสารบบความชั่วคราว เมื่อคดีอาญาเสร็จสิ้นแล้วให้ยกคดีส่วนแพ่งขึ้นพิจารณาต่อไปนั้น คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวเป็นคำสั่งในระหว่างพิจารณา ต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๖,วิ.แพ่ง,,,,,,, 67,4,,ศาลชั้นต้นเปลี่ยนโทษจำคุกจำเลยเป็นการส่งตัวจำเลยไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมยังศูนย์ฝึกอบรมเด็กและเยาวชน จะเข้าข้อยกเว้นที่ให้จำเลยอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๓ หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๕๒๕/๒๕๕๖ ความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๕ มีระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปีหรือปรับไม่เกินสี่พันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ และความผิดฐานร่วมกันทำให้ผู้อื่นเกิดความกลัวหรือตกใจโดยการขู่เข็ญ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๙๒ มีระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือนหรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ความผิด ๒ ฐาน ศาลชั้นต้นเปลี่ยนโทษจำคุกจำเลยเป็นการส่งตัวไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมยังศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๓ ทวิ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยในส่วนความผิด ๒ ฐาน โดยไม่ปรากฏว่าได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์จากผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาตามมาตรา ๑๙๓ ตรี และศาลอุทธรณ์ภาค ๖ พิจารณาพิพากษา จึงเป็นการไม่ชอบ ต้องถือว่าผลคดีในความผิด ๒ ฐาน ข้อเท็จจริงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น (มีคำพิพากษาศาลฎีกา ๑๕๓/๒๕๕๕, ๘๔๖๒/๒๕๕๕ วินิจฉัยเช่นกัน)",วิ.แพ่ง,,,,,,, 67,4,,คดีความผิดต่อส่วนตัว ผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์ภายในกำหนดระยะเวลาฎีกาโดยที่ยังไม่มีคู่ความฝ่ายใดยื่นฎีกาได้หรือไม่ และศาลใดมีอำนาจพิจารณาสั่ง,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๖๒/๒๕๕๗ คดีอาญาความผิดต่อส่วนตัวและยังไม่ถึงที่สุดเมื่อผู้เสียหายทั้ง ๑๑ คน ถอนคำร้องทุกข์ภายในกำหนดระยะเวลาฎีกาโดยที่ยังไม่มีคู่ความฝ่ายใดยื่นฎีกา ย่อมเป็นอำนาจของศาลชั้นต้นที่จะพิจารณาสั่ง ฉะนั้น คำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ถอนคำร้องทุกข์และให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ จึงชอบแล้ว จำเลยไม่อาจยื่นฎีกาขอให้ศาลฎีกาสั่งจำหน่ายคดีได้อีก ฎีกาของจำเลยจึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕,วิ.อาญา,,,,,,, 67,5,,ผู้เสียหายเป็นโจทก์ยื่นฟ้องแล้วตายลงในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาผู้จัดการมรดกของโจทก์จะมีสิทธิเข้าดำเนินคดีต่างโจทก์ผู้ตายหรือไม่ และศาลฎีกาจะดำเนินกระบวนพิจารณาคดีต่อไปได้หรือไม่,คำตอบ: คำสั่งคำร้องที่ ท.๒๑๒/๒๕๕๗ ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของโจทก์ แต่มิใช่บุคคลตามบทบัญญัติ ป.วิ.อ. มาตรา ๒๙ ประกอบ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. ๒๔๙๙ มาตรา ๔ ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิเข้าดำเนินคดีต่างโจทก์ผู้ตายได้ คดีนี้แม้จะเป็นความผิดอาญาอันยอมความได้และโจทก์ได้ตายแล้วก็ตาม แต่หาได้มีกฎหมายบัญญัติว่าในคดีอาญานั้นเมื่อโจทก์ตายแล้วให้คดีระงับไปไม่เมื่อคดีมาถึงศาลฎีกาแล้วและโจทก์ตายโดยมีการดำเนินคดีครบถ้วนบริบูรณ์แล้วเช่นนี้ศาลฎีกาย่อมดำเนินกระบวนพิจารณาคดีนี้ต่อไปได้ ให้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้คู่ความฟังต่อไป,วิ.อาญา,,,,,,, 67,5,,ผู้พิพากษาคนเดียวในศาลจังหวัดไต่สวนมูลฟ้องและมีคำสั่งคดีมีมูลนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๗๕๒-๑๗๕๓/๒๕๕๗ ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมมาตรา ๒๕ บัญญัติว่า ในศาลชั้นต้นผู้พิพากษาคนเดียวเป็นองค์คณะมีอำนาจเกี่ยวแก่คดีซึ่งอยู่ในอำนาจของศาลนั้น ดังต่อไปนี้.. (๓) ไต่สวนมูลฟ้องและมีคำสั่งในคดีอาญาเห็นได้ว่าบทบัญญัติดังกล่าวกำหนดให้ผู้พิพากษาคนเดียวในศาลชั้นต้นเป็นองค์คณะมีอำนาจไต่สวนมูลฟ้องและมีคำสั่งในคดีอาญาได้ ดังนั้น คดีอาญาทั้งปวงย่อมอยู่ในอำนาจของผู้พิพากษาคนเดียวที่จะทำการไต่สวนมูลฟ้องและเมื่อเห็นว่าคดีมีมูลก็มีอำนาจมีคำสั่งว่าคดีมีมูลได้ กระบวนพิจารณาของผู้พิพากษาคนเดียวจึงเป็นการปฏิบัติโดยถูกต้องชอบแล้ว,วิ.แพ่ง,,,,,,, 67,5,,ศาลอุทธรณ์ไม่อนุญาตให้ผู้ร้องยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล ผู้ร้องยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาชำระค่าธรรมเนียมศาล ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ดังนี้ ผู้ร้องมีสิทธิฎีกาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๗๑/๒๕๕๗ ผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่งของผู้ร้องที่อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ มีคำสั่งให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง ดังนี้ คำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค ๓ ย่อมเป็นที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๕๖/๑ วรรคสี่ ซึ่งมีผลเท่ากับศาลอุทธรณ์ภาค ๓ ไม่อนุญาตให้ผู้ร้องได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลนั่นเอง ผู้ร้องจึงมีหน้าที่จะต้องปฏิบัติตามคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค ๓ กล่าวคือ ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมศาลในศาลชั้นต้นมาชำระภายใน ๑๕ วัน การที่ผู้ร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลอีก และศาลอุทธรณ์ภาค ๓ มีคำพิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาล อันเป็นเรื่องที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ มีคำพิพากษาต่อเนื่องจากคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค ๓ ที่ไม่อนุญาตให้ผู้ร้องได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในกรณีเช่นนี้ย่อมเป็นที่สุดเช่นเดียวกับคำสั่งศาลอุทธณ์ภาค ๓ อันเป็นที่สุดนั้นด้วย ผู้ร้องไม่มีสิทธิฎีกาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๓ ต่อมาอีกได้,วิ.แพ่ง,,,,,,, 67,5,,"ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกกระทงละ ๑ ปี และปรับกระทงละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นให้รอการลงโทษจำคุกไว้ จำเลยจะฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้หรือไม่","คำสั่งคำร้องที่ ท.๒๑/๒๕๕๗ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละ ๑ ปี และปรับกระทงละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท รวม ๒ กระทง จำคุก ๒ ปี และปรับ ๒๐๐,๐๐๐ บาท ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ พิพากษาแก้เป็นให้รอการลงโทษจำคุกไว้ แม้ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ จะพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี แต่เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ พิพากษาแก้ไขมาให้รอการลงโทษจำเลย จึงไม่ต้องห้ามคู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๘ วรรคหนึ่ง ทั้งเป็นคดีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค ๕ พิพากษาให้ลงโทษปรับจำเลยกระทงละกว่าสี่หมื่นบาทไม่อยู่ในบังคับข้อห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๙ เช่นกัน จึงให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณา และให้ศาลชั้นต้นดำเนินต่อไป",วิ.อาญา,,,,,,, 67,5,,คดีมีอัตราโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุก แต่ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปควบคุมเพื่อฝึกและอบรมที่ศูนย์ฝึกอบรมเด็กและเยาวชน ดังนี้ เข้าข้อยกเว้นที่จำเลยจะอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๓ ทวิ หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๕๓/๒๕๕๕ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๕, ๓๙๑ และ ๓๕๘ ซึ่งแต่ละข้อหามีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงตามที่กฎหมายกำหนดไว้ให้จำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๓ ทวิ การที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลย ๓ เดือน ๓๐ วัน อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๑๐๔ (๒) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปควบคุมเพื่อฝึกและอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน กำหนดขั้นต่ำ ๖ เดือน ขั้นสูง ๑ ปี เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวใช้วิธีการสำหรับเด็กแทนการลงโทษทางอาญาแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๘ ไม่เข้าข้อยกเว้นที่ให้คู่ความอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๓ ทวิ (๑) ถึง (๔) ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ วินิจฉัยฎีกาของจำเลยโดยไม่ชอบด้วยวิธีพิจารณา เพราะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕ แม้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นจะอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาไม่อาจรับวินิจฉัยให้ได้ เพราะกรณีจะอนุญาตให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๑ ต้องเป็นกรณีที่ต้องห้ามฎีกาตามมาตรา ๒๑๘ มาตรา ๒๑๙ และมาตรา ๒๒๐ เท่านั้น",วิ.อาญา,,,,,,, 67,5,,คดีอัตราโทษจำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ดังนี้ โจทก์จะฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย ได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๑๑๑/๒๕๕๖ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยในความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ว่า จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินพิพาท จำเลยมีสิทธิขัดขวางมิให้ผู้อื่นสอดเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินของตนโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๓๓๖ โจทก์ทั้งสี่ย่อมไม่มีสิทธิที่จะเข้าไปก่อสร้างรั้วลวดหนามและบ้านพักอาศัยในที่ดินของจำเลย การที่จำเลยว่าจ้างให้คนงานนำรถเข้ารื้อถอนรั้วลวดหนามและบ้านของโจทก์ทั้งสี่ โดยมีเจ้าพนักงานตำรวจไปดูแลการรื้อถอน จึงเป็นการใช้สิทธิในที่ดินตามสมควร การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสี่ที่ว่า แม้จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท ก็ไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดให้อำนาจแก่จำเลยในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่กระทำโดยพลการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ทั้งสี่ และตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๓๖ ให้อำนาจผู้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์มีสิทธิขัดขวางมิให้ผู้อื่นสอดเข้าเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินโดยมิชอบด้วยกฎหมายได้ ก็มิได้หมายความว่าจำเลยกระทำด้วยตนเองโดยพลการได้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้ว่าในการรื้อถอนดังกล่าวมีเจ้าพนักงานตำรวจไปดูแลการรื้อถอนด้วย แต่เจ้าพนักงานตำรวจไม่มีหน้าที่ควบคุมดูแลในการกระทำความผิดของผู้อื่นที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายให้กลับกลายเป็นชอบด้วยกฎหมาย การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๘ ประกอบมาตรา ๘๔ ดังนี้ อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสี่ไม่ได้โต้เถียงข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยมา แต่โต้เถียงว่าการที่จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างในที่ดินพิพาทมิใช่เป็นการใช้สิทธิในที่ดินตามสมควรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๓๓๖ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์จึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมาย ไม่ใช่เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงอันจะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๑๙๓ ทวิ,วิ.อาญา,,,,,,, 67,6,,จำเลยยื่นคำให้การยกเรื่องเขตอำนาจศาลขึ้นต่อสู้ กับกรณีที่ศาลชั้นต้นหยิบยกประเด็นเรื่องเขตอำนาจศาลขึ้นวินิจฉัยเอง แล้วพิพากษายกฟ้อง ทั้งสองกรณีดังกล่าว ศาลจะต้องสั่งคืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดแก่โจทก์หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ (ก) กรณีที่ศาลหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเอง คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๙๕๓/๒๕๕๔ โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งแปดรับผิดชำระเงินตามสัญญาซื้อขาย ซึ่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๔ บัญญัติว่า “เว้นแต่จะมีบทบัญญัติเป็นอย่างอื่น (๑) คำฟ้องให้เสนอต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล หรือต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลไม่ว่าจำเลยจะมีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรหรือไม่” การที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งแปดให้รับผิดตามสัญญาซื้อขายที่ศาลจังหวัดกำแพงเพชรโดยจำเลยทั้งแปดมิได้มีภูมิลำเนาที่จังหวัดกำแพงเพชร และมูลคดีก็มิได้เกิดขึ้นที่จังหวัดกำแพงเพชรเพราะข้อเท็จจริงฟังได้ว่ามีการตกลงซื้อขายข้าวเปลือกกันที่จังหวัดพิจิตร และมีการส่งมอบข้าวเปลือกกันตามจังหวัดต่าง ๆ ซึ่งไม่ใช่จังหวัดกำแพงเพชร ศาลจังหวัดกำแพงเพชรจึงไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ และเมื่อปรากฏในชั้นทำคำพิพากษาว่า คดีไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาและพิพากษาของศาลชั้นต้นแล้ว ศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะพิพากษายกฟ้องได้โดยไม่ต้องวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นอื่น ๆ ตามคำฟ้องและคำให้การต่อไป เพราะไม่มีอำนาจพิจารณาตามพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๑๘ ทั้งการที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ในกรณีนี้ เป็นเรื่องที่ศาลชั้นต้นหยิบยกประเด็นเรื่องเขตอำนาจศาลซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนขึ้นวินิจฉัยเอง โดยที่จำเลยทั้งแปดมิได้ยกเรื่องเขตอำนาจศาลขึ้นเป็นข้อต่อสู้ไว้ในคำให้การดังนั้น การพิพากษายกฟ้องจึงถือเสมือนการสั่งไม่รับคำฟ้องนั้นเอง ศาลชั้นต้นจึงต้องสั่งคืนค่าขึ้นศาลให้แก่โจทก์ทั้งหมดตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๕๑ วรรคหนึ่ง (เดิม) (ข) กรณีที่จำเลยยื่นคำให้การต่อสู้ไว้เป็นประเด็นคำพิพากษาฎีกาที่ ๘๙๔๗/๒๕๔๗ โจทก์ฟ้องเรียกเงินตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินที่ได้ชำระไปแล้วคืนเพราะจำเลยผิดสัญญาและโจทก์บอกเลิกสัญญาแล้ว เมื่อสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินอันเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ทำที่สำนักงานของจำเลยในกรุงเทพมหานคร กรุงเทพมหานครจึงเป็นสถานที่มูลคดีเกิด ส่วนจังหวัดนนทบุรีซึ่งเป็นที่ตั้งของที่ดินที่โจทก์ตกลงจะซื้อจะขายกันถือไม่ได้ว่าเป็นสถานที่ที่มูลคดีเกิดด้วยเมื่อมูลคดีมิได้เกิดในเขตอำนาจของศาลชั้นต้น ซึ่งเป็นที่ตั้งของที่ดินดังกล่าวโจทก์ก็ย่อมไม่มีอำนาจเสนอคำฟ้องต่อศาลชั้นต้นการที่โจทก์เสนอคำฟ้องโดยอ้างว่ามูลคดีเกิดในเขตอำนาจของศาลชั้นต้น ย่อมเป็นเหตุให้ศาลชั้นต้นเข้าใจว่าโจทก์มีอำนาจเสนอคำฟ้องต่อศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นจึงรับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาในเบื้องต้น เมื่อจำเลยยื่นคำให้การและยกเรื่องเขตอำนาจ ศาลขึ้นต่อสู้ไว้ด้วย คดีจึงมีประเด็นเรื่องเขตอำนาจศาลที่ศาลชั้นต้นจะต้องวินิจฉัยโดยรับฟังข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานในสำนวนที่โจทก์จำเลยนำสืบ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่ามูลคดีเกิดในเขตอำนาจของศาลชั้นต้นตามที่โจทก์กล่าวอ้าง ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจพิพากษายกฟ้องโจทก์เสียได้ แม้ศาลชั้นต้นมิได้สั่งไม่รับหรือคืนคำคู่ความในชั้นตรวจคำฟ้อง หรือสั่งแก้ไขคำสั่งรับฟ้องเป็นไม่รับฟ้องเพื่อให้โจทก์นำคำฟ้องไปยื่นต่อศาลที่มีเขตอำนาจก็ตาม การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงหาเป็นการไม่ชอบไม่ ศาลชั้นต้นได้รับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาและพิพากษาชี้ขาดในประเด็นแห่งคดีแล้วก็ย่อมไม่มีอำนาจสั่งคืนค่าขึ้นศาลให้โจทก์ เนื่องจาก ป.วิ.พ. มาตรา ๑๕๑ วรรคหนึ่ง กำหนดให้ศาลคืนค่าธรรมเนียมทั้งหมดเฉพาะกรณีที่ศาลมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องโดยยังไม่ได้วินิจฉัยประเด็นแห่งคดีเท่านั้น ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นสั่งให้ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับจึงชอบแล้ว",วิ.แพ่ง,,,,,,, 67,6,,"โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานพยายามข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงซึ่งยอมความไม่ได้ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา ๒๗๖ วรรคแรก มาตรา ๘๐, ๘๓ ซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้ โจทก์ไม่อุทธรณ์คงมีแต่จำเลยอุทธรณ์ ดังนี้ ระหว่างอุทธรณ์ ผู้เสียหายจะถอนคำร้องทุกข์ได้หรือไม่","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๘๔๔/๒๕๕๔ จำเลยอุทธรณ์โดยมีคำร้องของผู้เสียหายแนบท้ายอุทธรณ์ความว่า จำเลยได้ชดใช้ค่าเสียหายให้ผู้เสียหายเป็นที่พอใจแล้วจึงไม่ติดใจเอาความแก่จำเลย โจทก์ได้รับสำเนาอุทธรณ์แล้วมิได้ยื่นคำแก้อุทธรณ์คัดค้านว่าคำร้องของผู้เสียหายไม่เป็นความจริงหรือไม่ถูกต้อง คำร้องดังกล่าวจึงมีลักษณะเช่นคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์ ซึ่งผู้เสียหายมีสิทธิถอนคำร้องทุกข์ได้ก่อนคดีถึงที่สุด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๒๖ วรรคหนึ่ง แม้การกระทำของจำเลยตามฟ้องจะเป็นความผิดฐานพยายามข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงซึ่งยอมความไม่ได้ แต่เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๖ วรรคแรก, ๘๐, ๘๓ โจทก์ไม่อุทธรณ์ ข้อหาที่ว่าจำเลยกระทำในลักษณะเป็นการโทรมหญิงจึงยุติ หากฟังว่าจำเลยกระทำความผิดก็ลงโทษจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๖ วรรคแรก ซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้ตามมาตรา ๒๘๑ จึงมีผลทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๙ (๒) คำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองย่อมระงับไปในตัว ไม่มีผลบังคับต่อไป ศาลฎีกาให้จำหน่ายคดีจากสารบบความ",วิ.อาญา,,,,,,, 67,6,,การดำเนินการแสวงหาพยานหลักฐานโดยการหลอกลวงบุคคลมากระทำความผิด มิใช่เพราะบุคคลดังกล่าวมีเจตนากระทำความผิดมาตั้งแต่ต้น ผู้วางแผนเพื่อพิสูจน์การกระทำของบุคคลดังกล่าวจะถือว่าเป็นผู้เสียหายหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๕๑๐/๒๕๕๕ ผู้เสียหายซึ่งเป็นนักข่าวได้รับการร้องเรียนถึงพฤติกรรมของกลุ่มบุคคลที่หลอกลวงขายเหล็กไหลจากผู้ชมรายการของผู้เสียหาย จึงวางแผนพิสูจน์การกระทำของกลุ่มบุคคลดังกล่าวเพื่อให้มีการจับกุมมาลงโทษ หลังจากที่มีการติดต่อกับกลุ่มบุคคลดังกล่าวจนทราบแน่ชัดว่ามีพฤติกรรมในการหลอกลวงจริง จึงประสานงานกับเจ้าพนักงานตำรวจเพื่อจับกุมโดยผู้เสียหายนำเงินที่จะต้องวางประกันในการทำสัญญาจะซื้อจะขายเหล็กไหลไปลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานก็เพื่อจะได้เป็นหลักฐานของการกระทำความผิด จึงเป็นเรื่องที่ผู้เสียหายดำเนินการแสวงหาพยานหลักฐานด้วยตนเอง โดยการหลอกล่อกลุ่มบุคคลดังกล่าวซึ่งก็คือจำเลยทั้งห้ามากระทำความผิดอันเป็นการก่อให้จำเลยทั้งห้ากระทำความผิดฐานฉ้อโกงตามฟ้อง มิใช่เป็นเพราะจำเลยทั้งห้ามีเจตนาจะฉ้อโกงผู้เสียหายมาตั้งแต่ต้น จึงไม่อาจถือได้ว่าผู้เสียหายเป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒ (๔) มีผลให้การแจ้งความร้องทุกข์ในความผิดฐานฉ้อโกงซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้ของผู้เสียหายไม่ใช่การแจ้งความร้องทุกข์ตามกฎหมายทำให้การสอบสวนไม่ชอบ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง,วิ.อาญา,,,,,,, 67,6,,ลูกจ้างของห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียน (ดำเนินกิจการโรงเรียน)รับเงินจากนักเรียนมาแล้ว ยักยอกเงินไป ดังนี้ นักเรียนผู้ชำระเงิน หรือหุ้นส่วนของห้างหุ้นส่วนสามัญ เป็นผู้เสียหายในความผิดฐานยักยอก,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๙๔๘/๒๕๕๕ ขณะเกิดเหตุแม้จำเลยไม่ได้ทำหน้าที่ฝ่ายการเงินของโรงเรียนและไม่มีหน้าที่รับเงินจากนักเรียนโดยตรงก็ตาม แต่จำเลยเป็นอาจารย์ฝ่ายทะเบียนและฝ่ายผู้สอน นักเรียนสามารถฝากเงินแก่จำเลยให้นำไปชำระแก่โรงเรียนได้โดยถือเสมือนหนึ่งว่านักเรียนชำระเงินให้แก่โรงเรียนแล้ว และจำเลยมีหน้าที่นำเงินไปมอบให้ฝ่ายการเงิน การที่จำเลยได้รับเงินจากนักเรียนเพื่อจะได้นำไปมอบให้แก่โรงเรียนโดยนำเงินเข้าฝากในบัญชีเงินฝากของโรงเรียนในภายหลัง ถือได้ว่าจำเลยได้รับมอบหมายโดยปริยายจากโรงเรียนให้มีหน้าที่รับเงินจากนักเรียนแทนโรงเรียนได้ เมื่อจำเลยได้รับเงินจากนักเรียนแล้ว เงินย่อมตกเป็นของโรงเรียน ซึ่งเป็นกิจการของห้างหุ้นส่วนสามัญยังมิได้จดทะเบียน อันมีโจทก์ร่วมและผู้เสียหายที่ ๒ เป็นหุ้นส่วนอยู่ด้วยแล้ว เมื่อไม่ปรากฏว่าผู้เป็นหุ้นส่วนตกลงกันไว้ในกระบวนจัดการห้างหุ้นส่วนผู้เป็นหุ้นส่วนย่อมจัดการห้างหุ้นส่วนนั้นได้ทุกคน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๐๓๓ วรรคหนึ่ง โจทก์ร่วมในฐานะหุ้นส่วนของห้างหุ้นส่วนสามัญยังมิได้จดทะเบียน ย่อมเป็นผู้เสียหายมีอำนาจร้องทุกข์ เป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญา หรือเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการได้ และถือได้ว่าเงินที่จำเลยรับจากนักเรียนย่อมตกเป็นของโรงเรียนแล้วไม่ได้เป็นของนักเรียนอีกต่อไป นักเรียนผู้ชำระเงินผ่านจำเลย จึงมิใช่ผู้เสียหายผู้มีอำนาจร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลย ก่อนโจทก์ร่วมแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลย นักเรียนผู้ชำระเงินผ่านจำเลยได้ไปแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยในข้อหาฉ้อโกงและถอนคำร้องทุกข์ ก็ถือไม่ได้ว่านักเรียนเป็นผู้เสียหายที่จะมีอำนาจถอนคำร้องทุกข์ในความผิดข้อหายักยอกตามฟ้องได้ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์จึงยังไม่ระงับไปกรณีมิใช่เป็นการเปลี่ยนตัวผู้เสียหายและเปลี่ยนข้อหาเพื่อดำเนินคดีอาญาแก่จำเลย",วิ.อาญา,,,,,,, 67,7,,การยื่นคำร้องขอกันส่วนในที่ดินทรัพย์ที่เป็นกรรมสิทธิ์รวม เจ้าของรวมจะขอกันส่วนที่ดินส่วนที่ตนครอบครองก่อนออกขายทอดตลาดได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๔๒/๒๕๕๗ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “ข้อเท็จจริงที่คู่ความทั้งสองฝ่ายมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า ทรัพย์ที่โจทก์นำยึดและผู้ร้องมายื่นคำร้องขอกันส่วนนั้น เป็นที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๓๔๓๓๕ ทรัพย์ดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์รวมระหว่างผู้ร้องกับจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นสามีภริยากันตามกฎหมาย หนี้ตามฟ้องไม่เป็นหนี้ร่วมระหว่างสามีภริยา และผู้ร้องกับจำเลยที่ ๒ ร่วมครอบครองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างโดยมิได้แบ่งแยกการครอบครองเป็นสัดส่วน ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่าผู้ร้องมีสิทธิขอกันส่วนโดยการให้แบ่งแยกที่ดินออกให้แก่ผู้ร้องกึ่งหนึ่งก่อนนำออกขายทอดตลาดได้หรือไม่ เห็นว่า ความหมายขอกันส่วนในทรัพย์ที่เป็นกรรมสิทธิ์รวมนั้น มีความหมาย ๒ ประการ คือ การกันส่วนจากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดกับการกันส่วนจากตัวทรัพย์สินที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้ โดยหากเป็นกรณีการขอกันส่วนของเจ้าของรวมซึ่งร่วมกันครอบครองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างโดยไม่ได้แบ่งแยกการครอบครองเป็นสัดส่วนต้องกันส่วนจากเงินที่ได้จากการขายทอดที่ดินที่ยึดไว้ ไม่ใช่กันส่วนจากที่ดินที่ถูกยึดบังคับคดี แต่หากกรณีทรัพย์สินที่ถูกยึดนั้นเป็นที่ดินและสิ่งปลูกสร้างนั้นซึ่งเจ้าของรวมได้ตกลงแบ่งแยกการครอบครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นส่วนสัดแล้วเจ้าของรวมย่อมขอกันส่วนที่ดินส่วนที่ตนครอบครองออกก่อนขายทอดตลาดได้ เมื่อข้อเท็จจริงคดีนี้ปรากฏว่า ผู้ร้องกับจำเลยที่ ๒ ร่วมครอบครองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างโดยไม่ได้แบ่งแยกการครอบครองเป็นส่วนสัด จึงต้องกันส่วนจากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ยึดไว้ ไม่ใช่กันส่วนจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ถูกยึดบังคับคดี ส่วนที่ผู้ร้องฎีกาอ้างว่า ที่ดินเป็นทรัพย์ที่แบ่งแยกได้ จึงชอบที่จะแบ่งแยกที่ดินคืนให้ผู้ร้องกึ่งหนึ่ง โจทก์ไม่มีสิทธินำยึดที่ดินทั้งแปลงนั้น เห็นว่า แม้ที่ดินจะเป็นทรัพย์ที่แบ่งได้ แต่ขณะที่ถูกโจทก์นำยึดนั้นยังมิได้ถูกแบ่งแยกเป็นส่วนสัด กรรมสิทธิ์รวมของจำเลยที่ ๒ ย่อมครอบไปเหนือที่ดินทั้งแปลง โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยที่ ๒ ย่อมมีสิทธินำยึดและขายทอดตลาดที่ดินดังกล่าวได้ทั้งแปลง ผู้ร้องจึงคงมีสิทธิเพียงขอกันส่วนของตนจากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๘๗ เท่านั้นไม่มีสิทธิร้องขอบังคับให้แบ่งแยกที่ดินออกกึ่งหนึ่งแก่ผู้ร้องก่อนนำออกขายทอดตลาดได้",วิ.แพ่ง,,,,,,, 67,7,,โจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระค่าเสียหายจากกรณีที่จำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์ด้วยการเบิกความอันเป็นเท็จในคดีแพ่ง จำเลยฟ้องแย้งว่า โจทก์นำคดีมาฟ้องโดยไม่สุจริต ทำให้จำเลยได้รับความเสียหายทางธุรกิจ ขอให้โจทก์ใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยดังนี้ ฟ้องแย้งเกี่ยวกับคำฟ้องเดิมหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๖๖/๒๕๕๗ โจทก์ทั้งสี่ฟ้องบังคับให้จำเลยชำระค่าเสียหายอันเนื่องมาจากจำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสี่ด้วยการเบิกความอันเป็นเท็จในคดีแพ่งส่วนฟ้องแย้งของจำเลยที่ว่า โจทก์ทั้งสี่นำคดีมาฟ้องโดยไม่สุจริต ทำให้จำเลยได้รับความเสียหายในทางธุรกิจ เป็นคดีอันเกิดแต่มูลละเมิดซึ่งไม่ได้อาศัยเหตุแห่งการละเมิดและการเรียกค่าทดแทนตามฟ้องเดิมเป็นมูลหนี้ แต่เป็นการกล่าวอ้างการกระทำของโจทก์ทั้งสี่อันเป็นคนละเรื่องคนละประเด็นแตกต่างกันกับคำฟ้องเดิม ฟ้องแย้งของจำเลยจึงไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิมไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๗ วรรคสาม,วิ.แพ่ง,,,,,,, 67,7,,สัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างคู่ความตกลงให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์มากกว่าที่โจทก์เรียกร้องตามฟ้อง และศาลมีคำพิพากษาตามยอม ดังนี้ คำพิพากษาของศาลชอบด้วยกฎหมายหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๙๒๒/๒๕๕๗ โจทก์ทั้งสามและจำเลยทั้งหกทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อหน้าศาลและศาลพิพากษาไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความ มิใช่เป็นการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทอย่างคดีธรรมดาที่ต้องพิจารณาพยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสามและจำเลยทั้งหกแล้วจึงพิพากษาชี้ขาดข้อพิพาท ข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความจึงอาจมีผลไม่ตรงหรือเกินไปกว่าที่ปรากฏในคำฟ้องก็ได้ เพราะเป็นไปตามข้อตกลงที่คู่ความต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน กรณีไม่ตกอยู่ในบังคับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒ ซึ่งต้องห้ามมิให้พิพากษาเกินคำขอหรือศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยทั้งหกร่วมกันจ่ายเงินจำนวน ๓๐๐,๐๐๐ บาท เกินกว่าจำนวนเงิน ๑๕,๐๐๐ บาท ที่จำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๖ ต้องรับผิดตามคำขอของโจทก์ทั้งสามให้แก่โจทก์ทั้งสามและยินยอมชำระดอกเบี้ยของต้นเงินจำนวนดังกล่าวจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสาม จึงไม่เป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒ และมาตรา ๑๓๘ (๒)",วิ.แพ่ง,,,,,,, 67,7,,คดีอาญาที่ราษฎรเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องและมีคำสั่งประทับฟ้องไว้พิจารณาแล้ว หากปรากฏว่าโจทก์ไม่ได้ลงลายมือชื่อในคำขอท้ายฟ้อง ศาลจะให้โจทก์แก้ฟ้องโดยลงลายมือชื่อในคำขอท้ายฟ้องได้หรือไม่,คำตอบ: “มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า เมื่อฟ้องโจทก์ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕๘ (๗) การที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ให้โจทก์แก้ฟ้องโดยลงลายมือชื่อในคำขอท้ายฟ้องและในช่องผู้เรียง/พิมพ์ ให้ถูกต้องชอบหรือไม่ มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๓๑๐/๒๕๕๗ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕๘ บัญญัติว่า ฟ้องต้องทำเป็นหนังสือและมี.. (๗) ลายมือชื่อโจทก์ ผู้เรียงผู้เขียนหรือพิมพ์ฟ้อง ตามฟ้องโจทก์คงปรากฏแต่เพียงลายมือชื่อผู้เรียงและผู้พิมพ์ฟ้องเท่านั้นไม่ปรากฏลายมือชื่อโจทก์ จึงถือเป็นฟ้องที่ไม่มีลายมือชื่อโจทก์ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๑๕๘ (๗) และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๖๑ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ถ้าฟ้องไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ให้ศาลสั่งโจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้องหรือยกฟ้องหรือไม่ประทับฟ้อง ดังนี้ การสั่งให้โจทก์แก้หรือเพิ่มเติมฟ้องนั้น ควรจะได้กระทำเสียตั้งแต่เมื่อได้สั่งให้ไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เมื่อศาลชั้นต้นได้สั่งประทับฟ้องแล้ว การที่ศาลชั้นต้นจะสั่งให้โจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้องหรือไม่ประทับฟ้องตามบัญญัติดังกล่าวก็ล่วงเลยเวลาที่จะปฏิบัติได้ กรณีดังกล่าวศาลชั้นต้นต้องพิพากษายกฟ้องโจทก์เสีย ทั้งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๖๑ วรรคหนึ่ง หาได้เป็นบทบัญญัติซึ่งมิได้กำหนดระยะเวลาให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์แก้หรือเพิ่มเติมฟ้องให้ถูกต้องดังที่โจทก์แก้ฎีกาไม่ แม้คดีนี้เป็นคดีที่เกี่ยวเนื่องมาจากปัญหาสิ่งแวดล้อมที่มีผลกระทบต่อชีวิตและสุขภาพอนามัยของคนในชุมชนที่อยู่ใกล้เคียงกับแหล่งกำเนิดมลพิษดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ วินิจฉัยก็ตาม แต่ไม่ว่าคดีที่โจทก์ฟ้องจะเป็นคดีเกี่ยวกับเรื่องใด ฟ้องโจทก์ก็ต้องชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕๘ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ให้ศาลชั้นต้นจัดการให้โจทก์ลงลายมือชื่อในคำขอท้ายฟ้องและในช่องผู้เรียง/พิมพ์ให้ถูกต้องนั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย,วิ.อาญา,,,,,,, 67,7,,พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย ภริยาไม่จดทะเบียนสมรสของผู้ตายจะยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๖๘๑/๒๕๕๗ ว. ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกับ ส. ผู้ตายไม่ถือว่าเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย ว. จึงไม่ใช่ผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๕ (๒) ไม่มีสิทธิเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการตามมาตรา ๓๐ คำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ ว. เข้าเป็นโจทก์ร่วมที่ ๓ จึงไม่ชอบ,วิ.อาญา,,,,,,, 67,8,,ผู้ได้มาซึ่งสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.๓ ก.) ยื่นคำร้องขอเป็นคดีไม่มีข้อพิพาท ขอให้ศาลมีคำสั่งว่าตนได้มาซึ่งสิทธิครอบครองที่ดินแปลงดังกล่าว หากมีผู้ยื่นคำคัดค้านเข้ามาศาลจะต้องดำเนินการไต่สวนและมีคำสั่งตามคำร้องขอหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๗๔๐/๒๕๕๗ การเสนอคดีต่อศาลกระทำได้ ๒ วิธี วิธีแรก หากมีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลใดตามกฎหมายแพ่งก็เสนอเป็นคดีมีข้อพิพาทโดยทำเป็นคำฟ้องยื่นต่อศาล ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๕ และมาตรา ๑๗๒ วรรคหนึ่ง ส่วนวิธีที่สอง หากบุคคลใดจะต้องใช้สิทธิทางศาล ก็เสนอเป็นคดีไม่มีข้อพิพาทโดยทำเป็นคำร้องขอยื่นต่อศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๕ และมาตรา ๑๘๘ (๑) ส่วนกรณีใดบ้างที่บุคคลจะต้องใช้สิทธิทางศาลก็ต้องพิจารณาจากกฎหมายสารบัญญัติ กล่าวคือจะต้องมีกฎหมายบัญญัติรับรองให้ใช้สิทธิทางศาลโดยยื่นคำร้องขอในกรณีนั้น ๆ ได้ กรณีของผู้ร้องที่ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ร้องได้มาซึ่งสิทธิครอบครองที่ดินนั้นไม่มีกฎหมายรับรองว่าการขอให้ศาลมีคำสั่งดังกล่าวสามารถทำเป็นคำร้องขออย่างคดีไม่มีข้อพิพาทได้ ดังนั้นผู้ร้องจะเริ่มคดีโดยทำเป็นคำร้องขอยื่นต่อศาลเป็นคดีไม่มีข้อพิพาทตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๕ และมาตรา ๑๘๘ (๑) หาได้ไม่ ผู้ร้องจึงไม่อาจขอให้ศาลดำเนินการไต่สวนและมีคำสั่งตามคำร้องขอได้ แม้ว่าบริษัทบริหารสินทรัพย์ แม็กซ์จำกัด จะยื่นคำคัดค้านเข้ามาก็ตาม กรณีก็ไม่อาจดำเนินกระบวนพิจารณาอย่างคดีมีข้อพิพาทได้,วิ.แพ่ง,,,,,,, 67,8,,ผู้ซื้อชำระค่าห้องชุดพิพาทให้แก่ผู้ขายครบถ้วนตามสัญญาแล้ว ผู้ขายจึงมอบหนังสือมอบอำนาจการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทและหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทให้แก่ผู้ซื้อเพื่อดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุด พร้อมทั้งส่งมอบการครอบครองห้องชุดพิพาทให้แก่ผู้ซื้อเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ผู้ซื้อยังไม่ได้จดทะเบียนสิทธิเพื่อโอนกรรมสิทธิ์ในห้องชุดพิพาทเป็นของผู้ซื้อ ดังนี้ ผู้ซื้อจะมีสิทธิร้องขอให้เพิกถอนการยึดห้องพิพาทที่โจทก์นำยึดหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๕๒๔/๒๕๕๗ ผู้ร้องได้ชำระค่าห้องชุดพิพาทครบถ้วนรวมทั้งมีการเข้าครอบครองใช้ประโยชน์ห้องชุดพิพาทที่ซื้อแล้ว คงเหลือแต่การจดทะเบียนสิทธิเพื่อโอนกรรมสิทธิ์ในห้องชุดพิพาทให้แก่ผู้ร้อง ถือได้ว่าผู้ร้องเป็นบุคคลผู้อยู่ในฐานะอันจะ ให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๐๐ ซึ่งการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาย่อมไม่กระทบกระทั่งถึงบุริมสิทธิหรือสิทธิอื่น ๆ ซึ่งบุคคลภายนอกอาจร้องขอให้บังคับเหนือทรัพย์นั้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๘๗ โจทก์จึงไม่มีสิทธินำยึดห้องชุดพิพาทเพื่อบังคับคดีอันเป็นการกระทบกระทั่งถึงสิทธิของผู้ร้อง ผู้ร้องมีสิทธิร้องขอให้เพิกถอนการยึดห้องชุดพิพาทที่โจทก์นำยึดได้การร้องให้เพิกถอนการยึดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ๒๘๗ มิใช่เป็นการร้องขัดทรัพย์ตามมาตรา ๒๘๘ การที่ศาลชั้นต้นเรียกค่าขึ้นศาลจากผู้ร้องในศาลชั้นต้นและในชั้นฎีกากับเรียกค่าขึ้นศาลจากโจทก์ในชั้นอุทธรณ์อย่างคดีมีทุนทรัพย์เป็นการไม่ถูกต้อง",วิ.แพ่ง,,,,,,, 67,8,,คำร้องขอรับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้อื่นโดยอาศัยอำนาจแห่งบุริมสิทธิจำนองโดยตามคำร้องขอไม่ปรากฏว่าผู้ร้องไม่สามารถเอาชำระได้จากทรัพย์สินอื่นของผู้จำนอง(จำเลย) ผู้ร้องมีสิทธิขอเฉลี่ยทรัพย์ในฐานะเจ้าหนี้สามัญอีกฐานะหนึ่งหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๖๔๖/๒๕๕๗ ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ผู้รับจำนองและเป็นเจ้าหนี้จำเลยที่ ๔ ตามคำพิพากษาอื่นของศาลชั้นต้น ย่อมทรงไว้ซึ่งสิทธิในอันที่จะขอให้บังคับเหนือทรัพย์สินจำนองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๘๗, ๒๘๙ และขอเฉลี่ยทรัพย์ในฐานะเจ้าหนี้สามัญตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๒๙๐ ได้ด้วย แต่ตามคำร้องขอรับชำระหนี้จากเงินขายทอดตลาดที่ดินเป็นเรื่องที่ผู้ร้องขอรับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้อื่นโดยอาศัยอำนาจแห่งบุริมสิทธิจำนอง และไม่อาจถือว่าเป็นการที่ผู้ร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ในฐานะเจ้าหนี้สามัญอีกฐานะหนึ่งมาพร้อมกันด้วยได้เพราะการใช้สิทธิในการขอรับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้อื่นโดยอาศัยอำนาจแห่งบุริมสิทธิจำนองและการขอเฉลี่ยทรัพย์มีเงื่อนไขและองค์ประกอบตามที่กฎหมายบัญญัติไว้แตกต่างกันโดยเฉพาะเงื่อนไขของการขอเฉลี่ยทรัพย์ที่ผู้ยื่นคำขอต้องไม่สามารถเอาชำระได้จากทรัพย์สิน อื่น ๆ ของลูกหนี้ตามคำพิพากษา ก็ไม่ปรากฏตามคำร้องของผู้ร้องว่าผู้ร้องไม่สามารถเอาชำระได้จากทรัพย์สินอื่น ๆ ของจำเลยที่ ๔ ทั้งตามคำสั่งศาลชั้นต้นเป็นการอนุญาตให้ผู้ร้องรับชำระหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้อื่นโดยอาศัยอำนาจแห่งบุริมสิทธิจำนอง มิได้มีถ้อยคำใดที่อนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเฉลี่ยทรัพย์ในฐานะเจ้าหนี้สามัญ ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิเข้าเฉลี่ยทรัพย์ในฐานะเจ้าหนี้สามัญ การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีทำบัญชีแสดงรายการรับ-จ่ายเงินให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้ตามสัญญาจำนอง ดอกเบี้ยและค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับจำนองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๑๕ จึงชอบแล้ว",วิ.แพ่ง,,,,,,, 67,8,,ผู้ร้องขอคืนของกลางที่ศาลสั่งริบ ไม่มาศาลในวันนัดไต่สวนคำร้องศาลยกคำร้องโดยถือว่าผู้ร้องไม่มีพยานมาศาลหรือผู้ร้องไม่มีพยานมาสืบ ผู้ร้องจะยื่นคำร้องขอให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๗๓๖/๒๕๕๑ ผู้ร้องไม่มาศาลในวันนัดไต่สวนคำร้องขอคืนของกลางต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๖๖ ประกอบมาตรา ๑๘๑ ศาลชั้นต้นชอบที่จะยกฟ้อง และผู้ร้องมีสิทธิที่จะยื่นคำร้องขอให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ได้ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าผู้ร้องทราบนัดแล้วไม่มาศาลถือว่าผู้ร้องไม่มีพยานมาศาลและให้ยกคำร้องจึงเป็นการไม่ชอบ แม้ศาลชั้นต้นจะยกคำร้องของผู้ร้องโดยถือว่าผู้ร้องไม่มีพยานมาสืบ ก็ไม่เป็นการตัดสิทธิของผู้ร้องที่จะยื่นคำร้องขอให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่แล้ว จึงไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนคำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าว,วิ.อาญา,,,,,,, 67,8,,"โจทก์ไม่มาศาลในวันนัดสืบพยานโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกฟ้องโจทก์ยื่นคำร้องขอให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง และศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์มีสิทธิฎีกาต่อมาหรือไม่ การกำหนดวันนัดพิจารณาสืบพยานที่ศูนย์นัดความตามคำสั่งศาลโดยไม่ได้กำหนดนัดต่อศาลเองเป็นการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๒๘๐/๒๕๕๑ คดีนี้เป็นเรื่องที่โจทก์ขอให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องและศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ดังนี้จึงไม่ใช่กรณีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์แต่ประการใด จะนำบทบัญญัติมาตรา ๒๒๐ แห่ง ป.วิ.อ. มาบังคับแก่กรณีเช่นนี้หาได้ไม่ การที่เจ้าหน้าที่ศาลประจำศูนย์นัดความบันทึกวันนัดสืบพยานโจทก์ตามที่โจทก์และทนายจำเลยตกลงกัน แม้โจทก์ไม่มีทนายความคอยให้คำปรึกษาในขณะตกลงกำหนดวันนัดก็ตาม แต่โจทก์เป็นผู้กำหนดวันนัดด้วยตนเอง โจทก์ควรจดบันทึกวันเวลานัดไว้เพื่อมิให้หลงลืม แต่ทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าโจทก์จดบันทึกเวลานัดแต่อย่างใดเชื่อว่าโจทก์จดจำวันนัดสืบพยานโจทก์คลาดเคลื่อน ซึ่งเป็นความผิดพลาดที่เกิดจากความไม่รอบคอบและเป็นความประมาทเลินเล่อของโจทก์เอง จึงไม่มีเหตุสมควรที่จะยกคดีของโจทก์ขึ้นพิจารณาใหม่ ป.วิ.พ. มาตรา ๑ (๗) ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕ ให้คำนิยามของคำว่ากระบวนพิจารณาไว้ว่า “กระทำการใด ๆ ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายนี้อันเกี่ยวด้วยคดีซึ่งได้กระทำไปโดยคู่ความในคดีนั้น หรือโดยศาลหรือตามคำสั่งของศาลไม่ว่าการนั้นจะเป็นโดยคู่ความฝ่ายใดทำต่อศาลหรือต่อคู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง หรือศาลทำต่อคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทุกฝ่าย และรวมถึงการส่งคำคู่ความและเอกสารอื่น ๆ ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายนี้” เมื่อคดีนี้ศาลสั่งให้คู่ความกำหนดวันนัดพิจารณาสืบพยานโจทก์และนัดสืบพยานจำเลยที่ศูนย์นัดความและคู่ความได้ตกลงกำหนดวันนัดที่ศูนย์นัดความถือได้ว่าการกระทำของคู่ความที่ตกลงกำหนดวันนัดที่ศูนย์นัดความเป็นการกระทำตามคำสั่งศาลและเป็นการกำหนดวันนัดต่อศาลแล้ว ดังนั้น การกำหนดวันนัดที่ศูนย์นัดความจึงชอบด้วยกฎหมาย",วิ.แพ่ง,,,,,,, 67,9,,ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องสอดเข้ามาในคดี ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องสอด แต่ผู้ร้องสอดได้ยื่นอุทธรณ์ หากผู้ร้องสอดนำคดีเรื่องเดียวกันมายื่นฟ้องอีกจะเป็นฟ้องซ้อนหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๙๙๓๘/๒๕๕๕ คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดิน จำเลยทั้งสี่ร่วมกันก่อสร้างอาคารศาลาพักศพรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์เนื้อที่ประมาณ ๑๐๐ ตารางวา ขอให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์และเรียกค่าเสียหาย จำเลยทั้งสี่ขาดนัดยื่นคำให้การ ก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาชี้ขาดคดีโดยจำเลยทั้งสี่ขาดนัดยื่นคำให้การ ผู้ร้องสอดที่ ๑ และผู้ร้องสอดที่ ๒ ยื่นคำร้องว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่ที่ดินของโจทก์ แต่เป็นที่ป่าช้าซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่สาธารณประโยชน์ขอให้พิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ ห้ามโจทก์เกี่ยวข้องอีกต่อไป ศาลชั้นต้นยกคำร้องของผู้ร้องสอดทั้งสอง ผู้ร้องสอดทั้งสองอุทธรณ์ ขณะที่คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ภาค ๔ ผู้ร้องสอดที่ ๒ ได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นจำเลยต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีแพ่ง ขอให้พิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดิน และขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินที่ออกทับที่ดินสาธารณประโยชน์อีกซึ่งจะเห็นได้ว่า คดีนี้ที่ผู้ร้องสอดทั้งสองร้องสอดเข้ามา และคดีที่ผู้ร้องสอดที่ ๒ เป็นโจทก์ฟ้องโจทก์เป็นจำเลยในคดีแพ่งดังกล่าวนั้นมีประเด็นพิพาทเป็นอย่างเดียวกันว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือไม่ จึงเป็นคดีเรื่องเดียวกัน และการที่ผู้ร้องสอดที่ ๒ ยื่นคำร้องสอดเข้ามาในคดีนี้ตามมาตรา ๕๗ (๑) ถือได้ว่า ผู้ร้องสอดที่ ๒ ได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องโจทก์เป็นจำเลยแล้ว แม้ศาลชั้นต้นจะสั่งยกคำร้องแต่ผู้ร้องสอดที่ ๒ ได้ยื่นอุทธรณ์ คดีของผู้ร้องสอดที่ ๒ จึงยังคงอยู่ในระหว่างการพิจารณา การที่ผู้ร้องสอดที่ ๒ นำคดีเรื่องเดียวกันนี้มายื่นฟ้องโจทก์เป็นคดีแพ่งของศาลชั้นต้นอีกจึงเป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๗๓ วรรคสอง (๑) การที่ศาลชั้นต้นสั่งรับคดีดังกล่าวของผู้ร้องสอดที่ ๒ ไว้พิจารณา จึงเป็นการไม่ชอบและย่อมส่งผลพลอยทำให้กระบวนพิจารณาที่ได้ดำเนินการต่อมาในภายหลัง จนกระทั่งศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเป็นคดีแพ่งและศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษายืนตามให้ยกฟ้องของผู้ร้องสอดที่ ๒ และคดีถึงที่สุดไปแล้วนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมายไปด้วย เสมือนหนึ่งไม่เคยมีการดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาคดีดังกล่าวมาก่อนเลย ดังนั้น การดำเนินคดีนี้จึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำหรือเป็นฟ้องซ้ำกับคดีดังกล่าวของผู้ร้องสอดที่ ๒ อันจักต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๔ และมาตรา ๑๔๘ แต่อย่างใด,วิ.แพ่ง,,,,,,, 67,9,,โจทก์ในฐานะผู้รับจำนองนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินที่จำนองออกขายทอดตลาด ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า เป็นเจ้าหนี้จำเลยตามคำพิพากษาคดีอื่นที่ศาลมีคำพิพากษาตามยอมให้จำเลยโอนขายที่ดินให้ผู้ร้อง จะขอให้เพิกถอนการยึดได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๒๒๒/๒๕๕๕ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำนองที่ดินพิพาทตามหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันโจทก์จึงเป็นเจ้าหนี้จำนองซึ่งมีหลักประกันพิเศษเมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด แต่จำเลยไม่ชำระหนี้ โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินดังกล่าวออกขายทอดตลาด โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้บุริมสิทธิจำนองจึงมีสิทธิได้รับชำระหนี้จากเงินที่ขายทอดตลาดที่ดินก่อนเจ้าหนี้สามัญ แม้ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้จำเลยตามคำพิพากษาในคดีอื่นที่ศาลมีคำพิพากษาตามยอมให้จำเลยโอนขายที่ดินให้ผู้ร้องอันทำให้ผู้ร้องอยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๐๐ ก็ตาม แต่เมื่อสิทธิดังกล่าวเป็นสิทธิอื่น ๆ และเป็นสิทธิที่ยังมิได้จดทะเบียนจึงไม่ได้รับความคุ้มครองตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๘๗ ผู้ร้องไม่มีสิทธิได้รับชำระหนี้ก่อนโจทก์ผู้รับจำนอง และจะอ้างว่ามีสิทธิเหนือทรัพย์ที่โจทก์นำยึดไม่ได้ การบังคับคดีของโจทก์ไม่กระทบสิทธิของผู้ร้อง ไม่มีเหตุเพิกถอนการบังคับคดี,วิ.แพ่ง,,,,,,, 67,9,,ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๒ เพราะเห็นว่าคดีขาดอายุความ โจทก์อุทธรณ์ฝ่ายเดียว จำเลยที่ ๒ จะยื่นคำแก้อุทธรณ์โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นในประเด็นที่วินิจฉัยให้จำเลยที่ ๒ ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ได้หรือไม่ และเป็นประเด็นที่ศาลอุทธรณ์ต้องวินิจฉัยหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๕๓๑๐/๒๕๕๕ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๒ โดยผลแห่งคดีจำเลยที่ ๒ จึงไม่จำต้องอุทธรณ์ แต่โจทก์มีสิทธิอุทธรณ์ เมื่อโจทก์ยื่นอุทธรณ์ จำเลยที่ ๒ มีสิทธิยื่นคำแก้อุทธรณ์ได้ เมื่อจำเลยที่ ๒ ไม่เห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยว่าจำเลยที่ ๒ ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ แต่ที่พิพากษายกฟ้องเพราะเห็นว่าฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๒ ขาดอายุความแล้ว จำเลยที่ ๒ ย่อมมีสิทธิโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นในประเด็นที่วินิจฉัยให้จำเลยที่ ๒ ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ได้ แม้จำเลยที่ ๒ มิได้ยื่นเป็นคำฟ้องอุทธรณ์ก็ตาม แต่จำเลยที่ ๒ ก็มีสิทธิคัดค้านโดยกล่าวในคำแก้อุทธรณ์ได้ ประเด็นข้อพิพาทดังกล่าวจึงยังมีอยู่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ต้องวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวด้วย,วิ.แพ่ง,,,,,,, 67,9,,โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษฐานลักทรัพย์ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่า คดีโจทก์มีผลในความผิดฐานยักยอก โดยที่เป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ได้กล่าวในฟ้องชอบหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๓๒๔๖/๒๕๕๕ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษฐานลักทรัพย์ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว ฟังว่า จำเลยเอาทรัพย์สินของโจทก์ขณะที่อยู่ในความครอบครองของตนไปโดยทุจริต จึงมีมูลความผิดฐานยักยอก แม้เป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ได้กล่าวในฟ้อง แต่ข้อแตกต่างระหว่างการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์กับฐานยักยอกทรัพย์นั้นเป็นเพียงรายละเอียดซึ่งตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคสาม ประกอบ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงฯ มาตรา ๔ มิให้ถือว่าต่างกันในข้อสาระสำคัญ ทั้งมิให้ถือว่าข้อที่พิจารณาได้ความนั้นเป็นเรื่องเกินคำขอหรือเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ การที่ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีโจทก์มีมูลในความผิดฐานยักยอกจึงชอบแล้ว ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ทราบเรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดแล้วฟ้องคดีเกินกว่าสามเดือน ความผิดฐานยักยอกจึงขาดอายุความ โจทก์อุทธรณ์ว่าโจทก์รู้ถึงการกระทำความผิดและตัวผู้กระทำความผิดในวันที่ศาลมีคำสั่งแต่งตั้งผู้แทนเฉพาะคดีของโจทก์ เมื่อผู้แทนเฉพาะคดียื่นฟ้องจำเลยในวันดังกล่าว คดีจึงไม่ขาดอายุความในการวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าว ศาลอุทธรณ์จำต้องย้อนไปวินิจฉัยว่า โจทก์รู้ถึงการกระทำความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดเมื่อใด จึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ข้อกฎหมายที่โจทก์อ้าง เมื่อคดีของโจทก์ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงฯ มาตรา ๒๒ ที่ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ของโจทก์ในความผิดฐานยักยอกจึงเป็นการไม่ชอบ",วิ.อาญา,,,,,,, 67,9,,ฟ้องเดิมไม่ครบองค์ประกอบความผิด โจทก์จะขอแก้ฟ้องให้ครบองค์ประกอบความได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๒๘๐/๒๕๕๕ ตามฟ้องโจทก์ที่บรรยายถึงการกระทำทั้งหลายอ้างว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันกระทำผิด ไม่มีข้อเท็จจริงหรือการกระทำใดของจำเลยทั้งสามที่เป็นการเอาทรัพย์ของโจทก์ไปโดยทุจริต และฐานรับของโจรก็ไม่มีข้อความใดที่กล่าวอ้างว่าจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ร่วมกันรับไว้ซึ่งทรัพย์โดยรู้ว่าได้มาโดยการกระทำความผิดที่เข้าลักษณะลักทรัพย์หรือรับของโจร ศาลล่างทั้งสองยกฟ้องความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์และร่วมกันรับของโจรชอบแล้ว ส่วนที่โจทก์ขอแก้ฟ้องโดยขอแก้หรือเพิ่มเติมข้อเท็จจริงที่เป็นการกระทำทั้งหลายของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ จากเดิมซึ่งไม่ครบองค์ประกอบความผิดฐานรับของโจรเพื่อให้ครบองค์ประกอบความผิด มิใช่เป็นการขอแก้หรือเพิ่มเติมฐานความผิดหรือรายละเอียดซึ่งต้องแถลงในฟ้องดังที่ ป.วิ.อ. มาตรา ๑๖๔ บัญญัติให้ทำได้ ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้โจทก์แก้ฟ้องชอบแล้ว เมื่อศาลชั้นต้นยกฟ้องความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์และร่วมกันรับของโจรโดยมิได้ไต่สวนมูลฟ้อง ฟ้องของโจทก์จึงคงมีเพียงความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๖๔, ๒๖๘, ๓๔๑ เท่านั้นที่ต้องไต่สวนมูลฟ้อง แต่ความผิดดังกล่าวต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินหกพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับอยู่ในเขตอำนาจของศาลแขวงที่จะพิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๑๗ ประกอบมาตรา ๒๕ (๕) ศาลชั้นต้นย่อมไม่มี อำนาจพิจารณาพิพากษาตามมาตรา ๑๘ ศาลล่างทั้งสองไม่รับคดีไว้ไต่สวนมูลฟ้องจึงชอบแล้วและชอบที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งโอนคดีไปยังศาลแขวงที่มีเขตอำนาจตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๑๖ วรรคท้าย การที่ศาลล่างทั้งสองไม่โอนคดีไปยังศาลแขวงแต่คืนฟ้องในความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๖๔, ๒๖๘, ๓๔๑ แก่โจทก์ อันเป็นการที่มิได้ปฏิบัติให้เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมาย จึงเป็นการไม่ชอบ แม้โจทก์มิได้ฎีกาแต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕",วิ.อาญา,,,,,,, 67,10,,คำร้องของผู้ร้องที่ยื่นขอแสดงอำนาจพิเศษนั้น หากศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องจะต้องห้ามอุทธรณ์ข้อเท็จจริงหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๐๔๔/๒๕๕๗ คดีนี้เป็นคดีโจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองให้ออกจากอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์อันมีค่าเช่าหรืออาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละสี่พันบาท ซึ่งต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๔ วรรคสอง และข้อห้ามดังกล่าวใช้บังคับแก่การอุทธรณ์ทั้งในประเด็นเนื้อหาแห่งคดีตลอดจนปัญหาเรื่องอื่น ๆ ที่เป็นสาขาของคดีรวมถึงปัญหาในชั้นบังคับคดีด้วย เมื่อศาลชั้นต้นงดไต่สวนคำร้องของผู้ร้องทั้งเก้าแล้ว วินิจฉัยว่าการที่ผู้ร้องทั้งเก้าซึ่งเป็นบุตรของจำเลยทั้งสองอ้างว่าได้สิทธิในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์โดยสืบสิทธิมาจากจำเลยทั้งสอง แต่จำเลยทั้งสองไม่เคยอ้างสิทธิดังกล่าวในการต่อสู้คดีกับโจทก์และมารดาโจทก์มาก่อน และต่อมาศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีนี้แล้วว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ ผู้ร้องทั้งเก้าทราบดีแล้วว่าจำเลยทั้งสองต่อสู้คดีเกี่ยวกับที่ดินพิพาทโดยอาศัยสิทธิอะไร ที่ผู้ร้องทั้งเก้าเพิ่งจะกล่าวอ้างถึงสิทธิการครอบครองปรปักษ์ในที่ดินพิพาทในชั้นบังคับคดีจึงมีเจตนาประวิงคดี ผู้ร้องทั้งเก้าจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอแสดงอำนาจพิเศษ เมื่อข้อเท็จจริงเพียงพอแก่การวินิจฉัย ศาลชั้นต้นย่อมงดไต่สวนคำร้องของผู้ร้องทั้งเก้าก็ได้ ที่ผู้ร้องทั้งเก้าอุทธรณ์อ้างทำนองว่าการที่ศาลชั้นต้นงดไต่สวนและมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องทั้งเก้าไม่ชอบนั้น เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานอันเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์มาและศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ร้องทั้งเก้า จึงต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว ปัญหาดังกล่าวเป็นเรื่องเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความมิได้ฎีกาศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒ (๕) ประกอบมาตรา ๒๔๖ และ ๒๔๗",วิ.แพ่ง,,,,,,, 67,10,,การยื่นขอเฉลี่ยทรัพย์ หากหนี้ตามคำพิพากษาของผู้ร้องขอเฉลี่ยมีจำเลยอื่นที่ต้องร่วมรับผิดหลายคน ผู้ร้องต้องนำสืบหรือไม่ว่าได้สืบหาทรัพย์สินของจำเลยคนอื่นก่อนแล้วอีก จึงจะมีสิทธิขอเฉลี่ยทรัพย์,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๖๗๕/๒๕๕๗ การขอเฉลี่ยทรัพย์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๙๐ วรรคสอง บัญญัติให้เป็นหน้าที่ของผู้ร้องที่จะต้องนำสืบให้ศาลเห็นว่าผู้ร้องไม่สามารถเอาชำระหนี้จากทรัพย์สินอื่น ๆ ของลูกหนี้โดยผู้ร้องไม่จำเป็นต้องแสดงหลักฐานว่าทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาที่ตนได้ยึดไว้หรือที่ได้ร้องขอเข้าเฉลี่ยทรัพย์ในคดีอื่นนอกจากคดีนี้แล้วหากนำออกขายทอดตลาดจะได้ราคาแน่นอนเท่าใด ยังคงเหลือหนี้ที่จำเลยจะต้องชำระเป็นจำนวนที่แน่นอนอีกเพียงใดเพียงแต่ผู้ร้องนำสืบว่าทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาไม่พอชำระหนี้ของผู้ร้องโดยสิ้นเชิงก็เพียงพอที่ผู้ร้องจะมาขอเฉลี่ยทรัพย์ได้ คำว่า “ลูกหนี้ตามคำพิพากษา” ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๒๙๐ วรรคสอง หมายความถึงเฉพาะลูกหนี้ตามคำพิพากษาผู้ถูกยึดทรัพย์สินอยู่ในคดีที่ผู้ร้องขอเฉลี่ยทรัพย์เท่านั้น ไม่ได้หมายความรวมถึงลูกหนี้ตามคำพิพากษาคนอื่นในคดีที่ผู้ร้องขอเฉลี่ยชนะคดี ถ้าลูกหนี้ตามคำพิพากษาที่โจทก์นำยึดทรัพย์ในคดีที่ผู้ร้องขอเฉลี่ยทรัพย์คดีนี้ไม่มีทรัพย์สินอื่นอีก ผู้ร้องก็มีสิทธิขอเฉลี่ยจากเงินในการขายทรัพย์สินที่ยึดนั้นได้ แม้หนี้ตามคำพิพากษาของผู้ร้องมีจำเลยอื่นที่ต้องร่วมรับผิดหลายคน ผู้ร้องก็ไม่ต้องนำสืบว่าผู้ร้องได้สืบหาทรัพย์สินของจำเลยคนอื่นก่อนแล้วอีก,วิ.แพ่ง,,,,,,, 67,10,,"การกระทำของจำเลยทั้งสองตามที่โจทก์บรรยายมาในฟ้องไม่เป็นความผิดฐานบุกรุกโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๕ (๒) คงมีความผิดฐานบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๒, ๓๖๔ เท่านั้น ซึ่งในความผิดดังกล่าวมีอัตราโทษอย่างสูงตามที่กฎหมายกำหนดไว้ให้จำคุกไม่เกินสามปี เป็นคดีต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๓ ทวิ หรือไม่","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๕๗๘/๒๕๕๗ คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ ๒ จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีนางสาว ว. เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัท เมื่อวันที่ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๕๑ เวลากลางวัน จำเลยทั้งสองร่วมกันบุกรุกเข้าไปในโกดังเก็บเฟอร์นิเจอร์อันเป็นอาคารเก็บรักษาทรัพย์อยู่ในความครอบครองของผู้เสียหายโดยไม่ได้รับอนุญาตและโดยไม่มีเหตุอันสมควร และร่วมกันขนย้ายเฟอร์นิเจอร์ของผู้เสียหายออกจากโกดัง และตัดกุญแจประตูเชื่อมระหว่างโกดัง รวมทั้งฉาบปูนปิดทับประตูระหว่างโกดัง ทำให้ไม่สามารถผ่านเข้าออกระหว่างโกดังได้ อันเป็นการรบกวนการครอบครองอาคารเก็บรักษาทรัพย์และอสังหาริมทรัพย์ของผู้เสียหายโดยปกติสุข เห็นว่า นิติบุคคลย่อมมีเจตนาร่วมกันในการกระทำผิดทางอาญาได้ ถ้ากรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคลนั้นได้กระทำไปตามวัตถุประสงค์ของนิติบุคคลซึ่งได้จดทะเบียนไว้และนิติบุคคลนั้นได้รับประโยชน์อันเกิดจากการกระทำนั้นแต่คดีนี้ข้อเท็จจริงตามฟ้องจำเลยที่ ๑ ซึ่งบุกรุกเข้าไปในโกดังเก็บเฟอร์นิเจอร์ มิใช่ผู้แทนนิติบุคคลจำเลยที่ ๒ การกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองดังกล่าวจึงเป็นการกระทำของจำเลยแต่ละคนไม่ได้ร่วมกันกระทำความผิด ดังนี้ การกระทำของจำเลยทั้งสองตามที่โจทก์บรรยายมาในฟ้องจึงไม่เป็นความผิดฐานบุกรุกโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๕ (๒) คงมีความผิดฐานบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๒, ๓๖๔ เท่านั้น ซึ่งในความผิดดังกล่าวมีอัตราโทษอย่างสูงตามที่กฎหมายกำหนดไว้ให้จำคุกไม่เกินสามปี จึงเป็นคดีซึ่งต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๓ ทวิ",วิ.อาญา,,,,,,, 67,10,,"ผู้เสียหายเข้ามาเป็นคู่ความเฉพาะคดีส่วนแพ่งที่ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน จะมีสิทธิยื่นคำแก้ฎีกาในคดีส่วนอาญาที่จำเลยฎีกาหรือไม่ ราษฎรพบเห็นคนถูกแทงกับเห็นคนร้ายถืออาวุธมีดนั่งคร่อมรถจักรยานยนต์ จะมีอำนาจจับหรือไม่","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๙๒/๒๕๕๗ ผู้ร้องทั้งสองเข้ามาเป็นคู่ความเฉพาะคดีในส่วนแพ่งที่ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๔๔/๑ เมื่อจำเลยฎีกาเฉพาะคดีในส่วนอาญา ผู้ร้องทั้งสองจึงไม่มีสิทธิยื่นคำแก้ฎีกาในคดีส่วนอาญา ก่อนที่จำเลยจะใช้อาวุธมีดแทงผู้เสียหายที่ ๒ จำเลยใช้อาวุธมีดแทงผู้เสียหายที่ ๑ และกำลังขึ้นรถจักรยานยนต์เพื่อหลบหนี เมื่อผู้เสียหายที่ ๒ มาถึงและพบผู้เสียหายที่ ๑ ถูกแทงกับเห็นจำเลยถืออาวุธมีดนั่งคร่อมรถจักรยานยนต์ จึงเป็นกรณีที่ผู้เสียหายที่ ๒พบการกระทำความผิดต่อผู้เสียหายที่ ๑ ในอาการซึ่งแทบจะไม่มีความสงสัยเลยว่าจำเลยเป็นผู้ใช้อาวุธมีดแทงผู้เสียหายที่ ๑ มาแล้วสด ๆ ถือว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดซึ่งหน้าต่อผู้เสียหายที่ ๒ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๘๐ วรรคแรก ผู้เสียหายที่ ๒ ในฐานะราษฎรย่อมมีอำนาจจับจำเลยได้ตามมาตรา ๗๙",วิ.อาญา,,,,,,, 67,10,,เจ้าของบ้านยินยอมให้เจ้าพนักงานตำรวจไปตรวจค้นโดยเป็นผู้พาเจ้าพนักงานตำรวจไปตรวจค้นบ้านที่เกิดเหตุด้วยตนเอง โดยไม่มีหมายค้น การค้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๔๗๗/๒๕๕๕ จำเลยยินยอมให้เจ้าพนักงานตำรวจไปตรวจค้นโดยจำเลยเป็นผู้พาเจ้าพนักงานตำรวจไปตรวจค้นบ้านที่เกิดเหตุด้วยตนเองแสดงว่าการค้นได้กระทำไปโดยอาศัยอำนาจความยินยอมของจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของบ้านที่เกิดเหตุ เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าเจ้าพนักงานตำรวจได้ข่มขู่หรือหลอกลวงให้จำเลยให้ความยินยอมในการค้นแต่ประการใด แม้การค้นจะกระทำโดยไม่มีหมายค้นที่ออกโดยศาลอนุญาตให้ค้นได้และที่พันตำรวจโท ป. นั่งรออยู่ในรถโดยไม่ได้เข้าร่วมในการตรวจค้นด้วยก็หาใช่เป็นการค้นโดยมิชอบ,วิ.อาญา,,,,,,, 67,11,,ศาลพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์สินที่จำนองออกขายทอดตลาด หากขายทอดตลาดได้เงินไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน ดังนี้ หากทรัพย์สินที่จำนองยังขายทอดตลาดไม่ได้ แต่กำหนดระยะเวลาบังคับคดีใกล้สิ้นสุดลงแล้ว โจทก์จะขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดี ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๖๑๗๙/๒๕๕๕ หนี้ตามคำพิพากษามีดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จรวมอยู่ด้วย เมื่อคำนวณถึงวันที่โจทก์ขอให้ยึดที่ดินของจำเลยทั้งสองเพิ่มเติม จำเลยทั้งสองมียอดหนี้ค้างชำระทั้งต้นเงินและดอกเบี้ยรวมกันมากกว่า ๑,๔๐๐,๐๐๐ บาท ส่วนทรัพย์สินที่จำนองมีราคาตามราคาประเมินของเจ้าพนักงานบังคับคดีเพียง ๕๒๐,๐๐๐ บาท และยังไม่มีการขายทอดตลาดทรัพย์สินจำนองดังกล่าวแม้การบังคับคดีตามคำพิพากษาจะต้องบังคับเอาแก่ทรัพย์สินจำนองก่อน หากไม่ครบจำนวนหนี้ จึงจะบังคับเอาแก่ทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองได้ แต่ในวันที่โจทก์ร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสอง ระยะเวลาของการบังคับคดีใกล้สิ้นสุดลงแล้ว หากโจทก์ไม่ร้องขอให้ยึดที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาททันทีแต่ต้องรอให้มีการขายทรัพย์สินจำนองเสร็จก่อนแล้วจึงจะกลับมายึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทได้นั้นก็จะเกิน ๑๐ ปี ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๗๑ เป็นเหตุให้โจทก์ต้องเสียสิทธิในการบังคับคดีทั้ง ๆ ที่การขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองยังไม่เสร็จสิ้นมิใช่เกิดจากความผิดของโจทก์แต่อย่างใด อีกประการหนึ่งจากสภาพราคาทรัพย์สินจำนองเป็นที่เห็นได้ชัดว่าไม่พอชำระหนี้ตามคำพิพากษาอย่างแน่นอน ดังนั้นหากมีการยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทไว้แต่ยังไม่นำออกขายทอดตลาดจนกว่าจะมีการขายทอดตลาดทรัพย์สินจำนองเสร็จสิ้นและได้เงินไม่พอชำระหนี้ จึงค่อยนำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทออกขายทอดตลาดก็ไม่ผิดขั้นตอนการบังคับคดีตามคำพิพากษา และก่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย โจทก์จึงมีสิทธินำยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทของจำเลยทั้งสองเพิ่มเติม",วิ.แพ่ง,,,,,,, 67,11,,การนำสืบนอกคำให้การ จะถือว่าเป็นข้อเท็จจริงที่ได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นอันจะยกขึ้นอุทธรณ์ได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๗๕๖๓/๒๕๕๕ การพิจารณาว่าเป็นข้อเท็จจริงที่ได้ว่ากันมาแล้วหรือมิได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นหรือไม่ จะต้องพิจารณาจากคำฟ้องคำให้การและประเด็นข้อพิพาทในคดีเป็นสำคัญ ไม่ใช่พิจารณาจากข้อเท็จจริงและการนำสืบพยานหลักฐานในชั้นพิจารณา คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ได้รับเงินกู้จากบริษัทเจ้าหนี้เดิมไปเป็นงวด ๆ ครบถ้วนแล้ว จำเลยที่ ๑ ให้การเพียงว่าไม่ได้ค้างชำระหนี้ตามฟ้องโดยไม่ได้ให้การปฏิเสธต่อสู้เรื่องการรับเงินกู้ไม่ครบถ้วนเป็นประเด็นข้อพิพาทไว้ เท่ากับจำเลยที่ ๑ ยอมรับว่าได้รับเงินกู้ไปครบถ้วนแล้ว การที่จำเลยที่ ๑ นำสืบว่า จำเลยที่ ๑ ได้รับเงินกู้ไม่ครบถ้วน จึงเป็นการนำสืบนอกคำให้การ เป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็นถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น,วิ.แพ่ง,,,,,,, 67,11,,โจทก์ยื่นอุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยเฉพาะข้อหาที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง มิได้อุทธรณ์ในข้อหาความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๙๕ ซึ่งศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกและปรับกับให้รอการลงโทษ ศาลอุทธรณ์จะพิพากษาแก้โทษจำเลยในข้อหานี้ เป็นไม่รอการลงโทษและไม่ลงโทษปรับจำเลยได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๙๑๘๒/๒๕๕๕ ความผิดข้อหาทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๙๕ ให้จำคุก ๑ ปี และปรับ ๔,๐๐๐ บาท จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามป.อ. มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๖ เดือน และปรับ ๒,๐๐๐ บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด ๒ ปี ยกฟ้องโจทก์สำหรับข้อหามีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและโดยไม่ได้รับใบอนุญาต กับข้อหาทำให้ผู้อื่นเกิดความกลัวหรือความตกใจโดยการขู่เข็ญโจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยเฉพาะข้อหาที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องดังกล่าวโดยโจทก์มิได้อุทธรณ์ในข้อหาทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายแต่อย่างใด จึงต้องถือว่าโจทก์พอใจคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ลงโทษจำเลยในข้อหาดังกล่าวแล้ว ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษาแก้โทษจำเลยในข้อหานี้เป็นไม่รอการลงโทษและไม่ลงโทษปรับจำเลย จึงเป็นการไม่ชอบ เพราะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยอันเป็นการต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๑๒ ซึ่งปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยมิได้ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบด้วย มาตรา ๒๒๕",วิ.อาญา,,,,,,, 67,11,,ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลย หากศาลพิพากษาให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ตามฟ้อง ศาลจะกำหนดให้จำเลยใช้ค่าทนายความแก่ผู้เสียหายได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๓๖๓๐/๒๕๕๕ โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๔๔/๑ ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๕๓ วรรคหนึ่ง มิให้เรียกค่าธรรมเนียมจากโจทก์ร่วม เว้นแต่ในกรณีที่ศาลเห็นว่าโจทก์ร่วมเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนสูงเกินสมควรหรือดำเนินคดีโดยไม่สุจริต ให้ศาลมีอำนาจสั่งให้โจทก์ร่วมชำระค่าธรรมเนียมทั้งหมดหรือแต่เฉพาะบางส่วนภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนดก็ได้ แม้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๖๑ วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณความอาญา มาตรา ๔๐ กำหนดให้คู่ความฝ่ายที่แพ้คดีเป็นผู้รับผิดในชั้นที่สุดสำหรับค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงก็ตาม แต่เมื่อคดีนี้โจทก์ร่วมไม่ได้เสียค่าธรรมเนียมและห้ามมิให้ศาลยุติธรรมเรียกค่าธรรมเนียมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๕๒ และมิใช่กรณีที่ศาลมีอำนาจสั่งให้ฝ่ายที่แพ้คดีใช้ค่าธรรมเนียมแทนอีกฝ่ายหนึ่งได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๕๕ จึงไม่อาจกำหนดให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าทนายความให้โจทก์ร่วม,วิ.อาญา,,,,,,, 67,11,,ความผิดต่อเนื่องและกระทำต่อเนื่องในท้องที่ทั้งสองแห่ง แต่ผู้ร่วมกระทำผิดถูกจับกุมต่างท้องที่กัน พนักงานสอบสวนท้องที่ใดเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบในการสอบสวน,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๐๑/๒๕๕๕ แม้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ถูกจับกุมในท้องที่สถานีตำรวจภูธรพระประแดง แต่ก่อนหน้านั้นจำเลยที่ ๑ ถูกจับกุมพร้อมเมทแอมเฟตามีนของกลางจำนวนหนึ่งในท้องที่สถานีตำรวจภูธรพระสมุทรเจดีย์ ซึ่งจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ อยู่ ณ บริเวณที่เกิดเหตุในท้องที่ดังกล่าวและมีพฤติการณ์ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ ๑ ด้วย แต่จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ขับรถที่มีเมทแอมเฟตามีนของกลางอีกจำนวนหนึ่งหลบหนีไปและถูกจับกุมในท้องที่สถานีตำรวจภูธรพระประแดง ย่อมถือว่าเป็นความผิดต่อเนื่องและกระทำต่อเนื่องในท้องที่ทั้งสองแห่ง พนักงานสอบสวนท้องที่ใดท้องที่หนึ่งในสองแห่งนั้นย่อมมีอำนาจสอบสวนได้ และเมื่อจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เป็นคู่คดีกับจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นตัวการและถูกจับกุมได้ก่อนแล้ว พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรพระสมุทร เจดีย์ย่อมเป็นผู้รับผิดชอบในการสอบสวนตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙ และพนักงานอัยการ ย่อมมีอำนาจฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๒๐,วิ.อาญา,,,,,,, 67,11,,"ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดการไต่สวนมูลฟ้องและพิพากษายกฟ้องข้อหาความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์และรับของโจรเพราะบรรยายฟ้องไม่ครบองค์ประกอบความผิดส่วนความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๖๔, ๒๖๘, ๓๔๑ อยู่ในเขตอำนาจศาลแขวง จึงให้คืนคำฟ้องแก่โจทก์ ชอบหรือไม่","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๒๘๐/๒๕๕๕ ตามฟ้องโจทก์ที่บรรยายถึงการกระทำทั้งหลายอ้างว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันกระทำผิด ไม่มีข้อเท็จจริงหรือการกระทำใดของจำเลยทั้งสามที่เป็นการเอาทรัพย์ของโจทก์ไปโดยทุจริต และฐานรับของโจรก็ไม่มีข้อความใดที่กล่าวอ้างว่าจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ร่วมกันรับไว้ซึ่งทรัพย์โดยรู้ว่าได้มาโดยการกระทำความที่เข้าลักษณะลักทรัพย์หรือรับของโจร ศาลล่างทั้งสองยกฟ้องความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์และร่วมกันรับของโจรชอบแล้ว ส่วนที่โจทก์ขอแก้ฟ้องโดยขอแก้หรือเพิ่มเติมข้อเท็จจริงที่เป็นการกระทำทั้งหลายของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ จากเดิมซึ่งไม่ครบองค์ประกอบความผิดฐานรับของโจรเพื่อให้ครบองค์ประกอบความผิด มิใช่เป็นการขอแก้หรือเพิ่มเติมฐานความผิดหรือรายละเอียดซึ่งต้องแถลงในฟ้องดังที่ ป.วิ.อ. มาตรา ๑๖๔ บัญญัติให้ทำได้ ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้โจทก์แก้ฟ้องชอบแล้ว เมื่อศาลชั้นต้นยกฟ้องความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์และร่วมกันรับของโจรโดยมิได้ไต่สวนมูลฟ้อง ฟ้องของโจทก์จึงคงมีเพียงความตาม ป.อ. มาตรา ๒๖๔, ๒๖๘, ๓๔๑ เท่านั้นที่ต้องไต่สวนมูลฟ้อง แต่ความผิดดังกล่าวต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินหกพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับอยู่ในเขตอำนาจของศาลแขวงที่จะพิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๑๗ ประกอบมาตรา ๒๕ (๕) ศาลชั้นต้นย่อมไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาตามมาตรา ๑๘ ศาลล่างทั้งสองไม่รับคดีไว้ไต่สวนมูลฟ้องจึงชอบแล้ว และชอบที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งโอนคดีไปยังศาลแขวงที่มีเขตอำนาจตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๑๖ วรรคท้าย การที่ศาลล่างทั้งสองไม่โอนคดีไปยังศาลแขวงแต่คืนฟ้องในความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๖๔, ๒๖๘, ๓๔๑ แก่โจทก์ อันเป็นการที่มิได้ปฏิบัติให้เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายจึงเป็นการไม่ชอบ แม้โจทก์มิได้ฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕",วิ.อาญา,,,,,,, 67,12,,โจทก์มิได้มีคำขอในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมในคำขอท้ายคำฟ้องหรือโจทก์มีคำขอท้ายฟ้องว่าให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความอย่างสูงแทนโจทก์ ศาลจะกำหนดให้จำเลยชดใช้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีแก่โจทก์ด้วย ได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๘๙/๒๕๕๗ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๑ บัญญัติว่า คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลให้ทำเป็นหนังสือและต้องกล่าวหรือแสดง ฯลฯ (๕) คำวินิจฉัยของศาลในประเด็นแห่งคดีตลอดทั้งค่าฤชาธรรมเนียมมาตรา ๑๖๗ บัญญัติว่า คำสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมนั้น ไม่ว่าคู่ความทั้งปวงหรือแต่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจักมีคำขอหรือไม่ก็ดี ให้ศาลสั่งลงไว้ในคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดีฯลฯ มาตรา ๑๔๙ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ค่าฤชาธรรมเนียมได้แก่ ค่าธรรมเนียมศาลค่าสืบพยานหลักฐานนอกศาล ค่าป่วยการ ค่าพาหนะเดินทาง และค่าเช่าที่พักของพยานผู้เชี่ยวชาญ ล่ามและเจ้าพนักงานศาล ค่าทนายความ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี ฯ มาตรา ๑๖๑ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ภายใต้บังคับบทบัญญัติห้ามาตราต่อไปนี้ ให้คู่ความฝ่ายที่แพ้คดีเป็นผู้รับผิดในชั้นที่สุดสำหรับค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวง แต่ไม่ว่าคู่ความฝ่ายใดจะชนะคดีเต็มตามข้อหาหรือแต่บางส่วน ศาลมีอำนาจที่จะพิพากษาให้คู่ความฝ่ายที่ชนะคดีนั้นรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงหรือให้คู่ความแต่ละฝ่ายรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมส่วนของตนหรือตามส่วนแห่งค่าฤชาธรรมเนียมซึ่งคู่ความทุกฝ่ายได้เสียไปก่อนได้ตามที่ควรจะใช้ดุลพินิจ โดยคำนึงถึงเหตุสมควรและความสุจริตในการดำเนินคดี และตามตาราง ๗ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งวรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ศาลอาจกำหนดให้คู่ความซึ่งต้องรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมตามมาตรา ๑๖๑ ชดใช้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีแก่คู่ความอีกฝ่ายตามจำนวนที่ศาลเห็นสมควร โดยในคดีมีทุนทรัพย์ต้องไม่เกินร้อยละ ๑ ของจำนวนทุนทรัพย์ฯ โดยบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้น ศาลจึงมีหน้าที่สั่งในคำพิพากษาคดีแพ่งทุกคดีในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงว่าจะให้คู่ความฝ่ายใดเป็นผู้รับผิด แม้โจทก์จะมิได้มีคำขอในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมก็ตาม เมื่อค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีเป็นค่าฤชาธรรมเนียมอย่างหนึ่ง การที่โจทก์มีคำขอท้ายฟ้องว่าให้จำเลยชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความอย่างสูงแทนโจทก์ด้วย แม้จะมิได้ระบุรายละเอียดว่าค่าฤชาธรรมเนียมที่ขอมีอะไรบ้างก็ตาม แต่เมื่อศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค ๕ กำหนดให้จำเลยซึ่งเป็นผู้แพ้คดีรับผิดค่าฤชาธรรมเนียมตามมาตรา ๑๖๑ ศาลล่างทั้งสองย่อมมีอำนาจกำหนดให้จำเลยชดใช้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีแก่โจทก์ได้ตามตาราง ๗ วรรคหนึ่งดังกล่าว ซึ่งตามตาราง ๗ วรรคสอง การกำหนดค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีตามวรรคหนึ่ง ให้ศาลคำนึงถึงค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่คู่ความได้เสียไป รวมทั้งลักษณะและวิธีการดำเนินคดีของคู่ความ ดังนั้น แม้โจทก์จะมิได้นำสืบว่าเสียค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีไปมากน้อยเพียงใด แต่เมื่อคำนึงถึงลักษณะและวิธีการดำเนินคดีของจำเลยที่พยายามประวิงคดีนี้ ที่ศาลล่างกำหนดค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี ๑๐,๐๐๐ บาท จึงเป็นการใช้ดุลพินิจโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว",วิ.แพ่ง,,,,,,, 67,12,,"ฟ้องถอนคืนการให้เพราะเหตุผู้รับประพฤติเนรคุณโดยอ้างเหตุผู้รับหมิ่นประมาทผู้ให้อย่างร้ายแรง ทั้งไม่ยอมช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูเช่นที่ปฏิบัติมา ศาลจะวินิจฉัยว่า ผู้รับได้บอกปัดไม่ยอมให้สิ่งของจำเป็นเลี้ยงชีพแก่ผู้ให้ในเวลาที่ผู้ให้ยากไร้และผู้รับยังสามารถจะให้ได้ ได้หรือไม่ ข้อเท็จจริงนอกฟ้องหากพยานโจทก์เบิกความถึงจะถือว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้ว โดยชอบหรือไม่","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๐๑/๒๕๕๗ โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองไม่ยอมดูแลช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูโจทก์เช่นที่ปฏิบัติมาเท่านั้น มิได้บรรยายฟ้องยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเรียกถอนคืนการให้ว่าจำเลยทั้งสองประพฤติเนรคุณด้วยเหตุบอกปัดไม่ยอมให้สิ่งจำเป็นเลี้ยงชีพแก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ให้ในเวลาที่โจทก์ยากไร้ และจำเลยทั้งสองยังสามารถจะให้ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๓๑ (๓) ให้เห็นเป็นประเด็นชัดเจนต่างหากจากประเด็นที่ว่าจำเลยทั้งสองประพฤติเนรคุณโดยทำให้โจทก์ผู้ให้เสียชื่อเสียงหรือหมิ่นประมาทโจทก์อย่างร้ายแรง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๓๑ (๒) จึงไม่มีประเด็นตามคำฟ้องของโจทก์ที่เรียกถอนคืนการให้เพราะเหตุตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๓๑ (๓) คำพิพากษาศาลล่างทั้งสองที่วินิจฉัยประเด็นดังกล่าวมา จึงเกินกว่าข้อหาในคำฟ้อง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒ วรรคหนึ่ง และไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่คู่ความที่จะฎีกาต่อมาได้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ฎีกาของโจทก์ประการต่อมาที่ว่า ที่ดินพิพาทเปลี่ยนมือจากจำเลยที่ ๑ เป็นของจำเลยที่ ๒ โดยจำเลยทั้งสองแสดงเจตนาลวง โดยฉ้อฉลโจทก์และมีเจตนาที่จะเนรคุณโจทก์มาตั้งแต่แรก ทั้งจำเลยที่ ๒ ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแทนจำเลยที่ ๑ และโดยไม่สุจริต จำเลยทั้งสองผิดข้อตกลงที่สัญญาจะเลี้ยงดูโจทก์ ล้วนเป็นข้อเท็จจริงนอกฟ้องนอกประเด็นจากข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในคำฟ้องของโจทก์ แม้พยานโจทก์จะเบิกความเกี่ยวถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวในชั้นพิจารณาในศาลชั้นต้นก็ตามก็ถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค ๗ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย",วิ.แพ่ง,,,,,,, 67,12,,โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกล่าวข้อความหมิ่นประมาทโจทก์ทางโทรศัพท์ต่อ ค. บุคคลที่สามซึ่งโทรศัพท์มาจากประเทศญี่ปุ่น ขณะนั้นจำเลยอยู่ในประเทศไทย ทำงานอยู่ที่บริษัท อ. แต่ไม่ทราบแน่ชัดว่าวันดังกล่าวจำเลยอยู่ที่ไหนจำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ที่บริษัท ซ. แขวงวังทองหลาง เขตวังทองหลาง กรุงเทพมหานคร ดังนี้ ถือว่าฟ้องโจทก์บรรยายสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำผิดเป็นฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายแล้วหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๗๙๙/๒๕๕๗ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕๘ (๕) บัญญัติถึงข้อความที่ต้องบรรยายในคำฟ้องว่าการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้น ๆ อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี ซึ่งหมายความว่าคำฟ้องโจทก์ต้องบรรยายให้จำเลยสามารถรู้และเข้าใจได้ถูกต้องว่าตามวันเวลาที่โจทก์กล่าวหาว่าจำเลยกระทำความผิดนั้น จำเลยกระทำความผิด ณ สถานที่ใด แต่การกระทำความผิดอาญาบางอย่างผู้กระทำผิดอาจกระทำได้โดยลำพังคนเดียวโดยไม่มีพยานรู้เห็น เช่น การใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ติดต่อกับบุคคลที่สามกล่าวข้อความใส่ความหมิ่นประมาทผู้อื่น ซึ่งอาจไม่มีบุคคลใดทราบว่าขณะผู้กระทำความผิดกล่าวข้อความหมิ่นประมาทผู้อื่นทางโทรศัพท์นั้น ผู้กระทำความผิดอยู่ ณ ที่ใด คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องกล่าวหาว่า จำเลยกล่าวข้อความหมิ่นประมาทโจทก์ทางโทรศัพท์ต่อนาย ค. บุคคลที่สามซึ่งโทรศัพท์มาจากประเทศญี่ปุ่น ขณะนั้นจำเลยอยู่ในประเทศไทย ทำงานอยู่ที่บริษัท อ. แต่ไม่ทราบแน่ชัดว่าวันดังกล่าวจำเลยอยู่ที่ไหน จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ที่บริษัท ซ. เลขที่ ๕๖๔/๔ ถนนรามคำแหง ๓๙ แขวงวังทองหลาง เขตวังทองหลาง กรุงเทพมหานคร เห็นได้ว่าโจทก์ได้บรรยายสถานที่เกิดเหตุว่าเหตุเกิดที่ประเทศญี่ปุ่นและที่ประเทศไทย แต่จะเกิดเหตุที่บริษัทที่จำเลยทำงานอยู่หรือเกิดที่ภูมิลำเนาของจำเลยหรือที่ใดในประเทศไทยไม่ทราบแน่ชัด ซึ่งจำเลยสามารถรู้และเข้าใจได้ถึงข้อที่จำเลยถูกกล่าวหาเพราะคำฟ้องได้กล่าวถึงบุคคลและสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดซึ่งจำเลยทราบอยู่แล้ว คำฟ้องโจทก์ได้กล่าวถึงรายละเอียดเกี่ยวกับสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำความผิดรวมทั้งบุคคลที่เกี่ยวข้องพอสมควรเท่าที่จะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕๘ แล้ว,วิ.อาญา,,,,,,, 67,13,,ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาให้เพิกถอนหมายบังคับคดี โจทก์ฎีกาจำเลยยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาให้ศาลฎีกามีคำสั่งคืนเงินที่เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดไว้ดังนี้ การที่ศาลชั้นต้นสอบถามและมีคำสั่งให้คืนเงินพิพาทให้แก่จำเลยเอง ชอบหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๐๙/๒๕๕๗ ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาให้เพิกถอนหมายบังคับคดี หมายบังคับคดีย่อมสิ้นผลบังคับไปในตัว เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงไม่มีอำนาจที่จะอายัดเงินพิพาทไว้แทนโจทก์อีกต่อไป แม้โจทก์อ้างว่าคดียังไม่ถึงที่สุด แต่คำพิพากษาศาลอุทธรณ์มีผลผูกพันคู่ความทั้งสองฝ่ายที่จะต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาศาลฎีกาเปลี่ยนแปลงแก้ไข กลับหรืองดเสียตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๕ วรรคหนึ่ง เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงต้องคืนเงินแก่จำเลยตามคำร้องของจำเลย แม้จำเลยยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาขอให้มีคำสั่งคืนเงิน แต่การเสนอคำร้องขอที่เกี่ยวเนื่องกับการบังคับคดีตามคำพิพากษา ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๗ (๒) บัญญัติให้เสนอต่อศาลที่มีอำนาจในการบังคับคดีตามมาตรา ๓๐๒ ซึ่งก็คือศาลที่ได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นต้น การที่ศาลชั้นต้นสอบถามและมีคำสั่งให้คืนเงินแก่จำเลย จึงชอบแล้ว,วิ.แพ่ง,,,,,,, 67,13,,จำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้ว่าหนังสือมอบอำนาจปิดอากรแสตมป์ครบถ้วนหรือไม่ จะยกปัญหาดังกล่าวขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๒๐๘๙/๒๕๕๕ ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า หนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีท้ายฟ้องของโจทก์ปิดอากรแสตมป์ไม่บริบูรณ์จึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้หรือไม่ ปัญหาว่าหนังสือมอบอำนาจปิดอากรแสตมป์ครบถ้วนหรือไม่แม้จำเลยจะไม่ได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้ในศาลล่างทั้งสองและเพิ่งยกขึ้นโต้แย้งคัดค้านในชั้นฎีกาก็ตาม แต่ปัญหาเกี่ยวกับอำนาจฟ้องเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยย่อมมีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๙ วรรคสอง จำเลยฎีกาว่าหนังสือมอบอำนาจท้ายฟ้องปิดอากรแสตมป์ไว้จริง แต่ไม่ได้ขีดฆ่าตามที่กฎหมายบัญญัติ คือไม่ได้ลงวันเดือนปีที่ขีดคร่อม ไม่ได้ลงลายมือชื่อหรือประทับตรานิติบุคคลไว้บนอากรแสตมป์นั้นเลยขัดต่อประมวลรัษฎากร มาตรา ๑๐๓ นั้น เห็นว่า ประมวลรัษฎากร มาตรา ๑๐๓ นิยามคำว่าขีดฆ่า หมายความว่า การกระทำเพื่อมิให้ใช้แสตมป์ได้อีก โดยมีเจตนารมณ์เพื่อมิให้นำแสตมป์นั้นมาใช้อีกอันเป็นการหลีกเลี่ยงค่าอากร เมื่อปรากฏตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข ๑ ว่ามีการขีดเส้นคร่อมฆ่าอากรแสตมป์แล้ว แม้จะไม่ได้ลงวันเดือนปีที่ขีดเส้นคร่อมฆ่าอากรแสตมป์ และไม่ได้ลงลายมือชื่อไว้บนอากรแสตมป์นั้นก็ถือได้ว่าเป็นการขีดฆ่าที่สมบูรณ์สอดคล้องกับเจตนารมณ์แห่งกฎหมายแล้ว จึงรับฟังหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานได้,วิ.แพ่ง,,,,,,, 67,13,,พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานปลอมเอกสาร ใช้เอกสารปลอมและยักยอก กับให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ หากโจทก์ร่วม(ผู้เสียหาย) ถอนคำร้องทุกข์ในความผิดฐานยักยอก คำขอส่วนแพ่งจะตกไปด้วยหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๖๕๐/๒๕๕๗ คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๒ เมื่อปรากฏว่าสิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานยักยอกระงับไปแล้ว ก็ย่อมทำให้คำขอในส่วนคดีแพ่งดังกล่าวของโจทก์เป็นอันตกไป ทั้งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๔๓ มิได้ให้อำนาจพนักงานอัยการที่ยื่นฟ้องคดีอาญาในความผิดฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมให้เรียกทรัพย์สินหรือราคาแทนผู้เสียหายได้ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยมิได้อุทธรณ์ฎีกาศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕,วิ.อาญา,,,,,,, 67,13,,โจทก์ได้กล่าวมาในคำฟ้องเรื่องที่ขอให้เพิ่มโทษจำเลยแล้ว แต่มิได้อ้างประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๒ หรือ ๙๓ มาในคำขอท้ายฟ้องศาลจะเพิ่มโทษจำเลยได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๔๙๙/๒๕๕๗ โจทก์บรรยายฟ้องว่า ก่อนคดีนี้จำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกมีกำหนด ๓ เดือน ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๑/๒๕๕๕ ของศาลแขวงปทุมวัน พ้นโทษเมื่อวันที่ ๕ กันยายน ๒๕๕๕ ต่อมาจำเลยกลับมากระทำความผิดเป็นคดีนี้อีกภายในเวลาห้าปีนับแต่วันพ้นโทษคดีก่อน ทั้งคดีก่อนและคดีนี้จำเลยกระทำผิดขณะมีอายุไม่ต่ำกว่าสิบแปดปี และมิใช่ความผิดอันได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ ขอศาลได้โปรดเพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย ถือได้ว่าโจทก์มีความประสงค์ขอให้เพิ่มโทษจำเลยฐานไม่เข็ดหลาบ และโจทก์ได้กล่าวมาในคำฟ้องเรื่องที่ขอให้เพิ่มโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๑๕๙ วรรคหนึ่งแล้ว ทั้งจำเลยได้ให้การยอมรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษเท่ากับจำเลยยอมรับว่าเคยกระทำความผิดในคดีอาญาดังกล่าวมาแล้วและมากระทำความผิดคดีนี้อีกซึ่งเป็นกรณีที่อาจเพิ่มโทษได้หนึ่งในสามหรือกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๒ หรือมาตรา ๙๓ แต่ฟ้องโจทก์มิได้มีคำขอท้ายฟ้องระบุให้ชัดว่าประสงค์ให้เพิ่มโทษตามมาตรา ใด ต้องตีความให้เป็นคุณแก่จำเลยว่าโจทก์ประสงค์ให้เพิ่มโทษจำเลยตามมาตรา ๙๒ บทบัญญัติในเรื่องเพิ่มโทษผู้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๙๒ หรือมาตรา ๙๓ ไม่ใช่เป็นมาตรา ในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำอย่างใดเป็นความผิดจึงไม่อยู่ในบังคับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕๘ (๖) คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๔๐๖/๒๕๔๙ วินิจฉัยเช่นกัน",วิ.อาญา,,,,,,, 67,13,,โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาตาม ป.อ. มาตรา ๓๒๘ แต่บรรยายฟ้องไม่ครบองค์ประกอบความผิดดังกล่าว คงเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทตาม ป.อ. มาตรา ๓๒๖ เท่านั้น หากศาลไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง โจทก์จะอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๐๑๙/๒๕๕๗ โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องให้เห็นว่า จำเลยที่๑ ถึงที่ ๑๔ ใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่สามโดยการโฆษณา อันเป็นองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒๘ แม้โจทก์จะแนบหนังสือที่มีข้อความหมิ่นประมาทโจทก์ซึ่งแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๑๔ ได้ส่งสำเนาหนังสือดังกล่าวไปยังบุคคลที่ปรากฏในหนังสือนั้นมาท้ายคำฟ้องด้วยดังที่โจทก์ฎีกา ก็ไม่ทำให้ฟ้องของโจทก์ที่ไม่ได้บรรยายฟ้องให้เห็นว่าจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๑๔ ใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่สามโดยการโฆษณา เป็นฟ้องที่ครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒๘ ได้ และที่โจทก์ขอให้ลงโทษตามมาตรา ๓๒๘ มาด้วยก็ตาม ศาลก็ไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๑๔ ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๒ วรรคหนึ่ง ดังนี้ การกระทำของจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๑๔ ตามที่โจทก์บรรยายมาในฟ้องจึงไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒๘ คงเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทตามมาตรา ๓๒๖ เท่านั้น ซึ่งในความผิดดังกล่าวมีอัตราโทษตามที่กฎหมายกำหนดไว้ให้จำคุกไม่เกินสามปี จึงเป็นคดีซึ่งต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๑๙๓ ทวิ เมื่อโจทก์อุทธรณ์ว่า การกระทำของจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ เป็นหมิ่นประมาทโจทก์ มิใช่เป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต ติชมด้วยความเป็นธรรม และเพื่อป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรม ซึ่งเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์นั้นชอบแล้ว,วิ.อาญา,,,,,,, 67,13,,ต้นฉบับเอกสารอยู่ในสำนวนความของศาลในต่างประเทศ สำเนาเอกสารซึ่งรับรองโดยเจ้าหน้าที่ของศาลดังกล่าวจะรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๕๐๖๖/๒๕๕๕ ฎีกาของจำเลยข้อที่ว่าพยานเอกสารของโจทก์คือเอกสารหมาย จ. ๑ ถึง จ. ๓ และ จ. ๕ ถึง จ. ๘ เป็นเพียงสำเนาเอกสารที่รับรองโดยเจ้าหน้าที่ของศาลครอบครัวแห่งรัฐนิวยอร์ก จำเลยไม่ได้รับรองว่าถูกต้อง และเอกสารดังกล่าวไม่ได้รับรองโดยรัฐมนตรี หัวหน้ากรม กอง หัวหน้าแผนกหรือผู้รักษาการแทน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๙๓ (๑) และ (๓) จึงรับฟังไม่ได้นั้น เห็นว่า ต้นฉบับเอกสารดังกล่าวอยู่ในสำนวนความของศาลครอบครัวแห่งรัฐนิวยอร์ก ซึ่งศาลดังกล่าวต้องเก็บรักษาไว้ โจทก์จึงไม่สามารถนำต้นฉบับเอกสารดังกล่าวมาอ้างเป็นพยานได้ อันเป็นกรณีเข้าข้อยกเว้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๙๓ (๒) ที่ให้ศาลรับฟังสำเนาเอกสารดังกล่าวได้ ตามคำร้องคัดค้านของจำเลยลงวันที่ ๓ กันยายน ๒๕๕๐ ก็รับว่าสำเนาเอกสารดังกล่าวได้รับรองโดยเจ้าหน้าที่ของศาลดังกล่าวแล้ว สำเนาเอกสารดังกล่าวจึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้,วิ.แพ่ง,,,,,,, 67,14,,โจทก์บรรยายฟ้องให้จำเลยทั้งสองร่วมรับผิดต่อโจทก์ฐานละเมิดโดยการกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลาย ซึ่งข้อความอันฝ่าฝืนต่อความจริง เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายแก่ทางทำมาหาได้หรือทางเจริญของโจทก์ ซึ่งเป็นบทบัญญัติแห่งความรับผิดเพื่อละเมิดตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา ๔๒๓ ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองไม่เป็นละเมิดตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลชั้นต้นให้จำเลยทั้งสองร่วมรับผิดต่อโจทก์ตามบทบัญญัติแห่งความรับผิดเพื่อละเมิด มาตรา ๔๒๐ จะเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องต้องห้ามตาม มาตรา ๑๔๒,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๖๓๗/๒๕๕๔ คดีนี้ โจทก์บรรยายฟ้องให้จำเลยทั้งสองร่วมรับผิดต่อโจทก์ฐานละเมิดโดยยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันลงข่าวในหนังสือพิมพ์ ท. ว่าเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมโจทก์ในข้อหาผลิตและจำหน่ายน้ำมันเครื่องปลอมในเขตอำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย และโจทก์ให้การรับสารภาพเป็นการกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลาย ซึ่งข้อความอันฝ่าฝืนต่อความจริง เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายแก่ทางทำมาหาได้หรือทางเจริญของโจทก์ ซึ่งเป็นบทบัญญัติแห่งความรับผิดเพื่อละเมิดตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา ๔๒๓ เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองไม่เป็นละเมิดตามบทบัญญัติดังกล่าว การที่ศาลชั้นต้นให้จำเลยทั้งสองร่วมรับผิดต่อโจทก์ตามบทบัญญัติแห่งความรับผิดเพื่อละเมิด มาตรา ๔๒๐ นั้น จึงเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องต้องห้ามตาม มาตรา ๑๔๒ วรรคหนึ่ง แห่ง ป.วิ.พ. ที่บัญญัติว่า “คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลที่ชี้ขาดคดีต้องตัดสินตามข้อหาในคำฟ้องทุกข้อ แต่ห้ามมิให้พิพากษาหรือทำคำสั่งให้สิ่งใด ๆ เกินไปกว่า หรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง”,วิ.แพ่ง,,,,,,, 67,14,,โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท ขอให้ขับไล่จำเลยจำเลยให้การต่อสู้ว่า ที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันจะถือว่าเป็นการกล่าวแก้เป็นข้อพิพาทด้วยกรรมสิทธิ์หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๔๗๖/๒๕๕๔ โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท จำเลยปลูกสร้างบ้านพักอาศัยอยู่ในที่ดินพิพาทโดยละเมิด จำเลยให้การต่อสู้ว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ชายตลิ่งอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน จำเลยมิได้กล่าวแก้เป็นข้อพิพาทด้วยกรรมสิทธิ์ จึงเป็นคดีฟ้องขับไล่บุคคลใด ๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์ แม้โจทก์จะกล่าวอ้างเรียกค่าเสียหายว่าหากนำที่ดินพิพาทให้บุคคลทั่วไปเช่าจะให้เช่าได้ในอัตราค่าเช่าเดือนละ ๕,๐๐๐ บาท จำเลยให้การต่อสู้ว่าค่าเช่าที่ดินพิพาทไม่เกินเดือนละ ๕๐๐ บาท ศาลชั้นต้นพิพากษากำหนดค่าเสียหายให้โจทก์เพียงเดือนละ ๑,๐๐๐ บาท จึงถือได้ว่าที่ดินพิพาทอาจใช้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละ ๑,๐๐๐ บาท เมื่อเป็นคดีฟ้องขับไล่บุคคลใด ๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าหรืออาจให้เช่าได้ขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละสี่พันบาท จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๔ วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยเป็นการไม่ชอบ ฎีกาของโจทก์จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้ว โดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค ๗ ต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่ง",วิ.แพ่ง,,,,,,, 67,14,,"ปัญหาเรื่องอายุความในคดีอาญาเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือไม่ โจทก์ไม่สามารถนำประจักษ์พยานโจทก์มาเบิกความเป็นพยาน เพราะพยานเดินทางไปทำงานต่างประเทศไม่มีกำหนดกลับแน่นอน จะเข้าข้อยกเว้นที่ศาลจะรับฟังคำให้การชั้นสอบสวนของพยานดังกล่าวประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์หรือไม่","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๔๙๑/๒๕๕๔ ความผิดฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรตาม ป.อ. มาตรา ๓๗๑ มีระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งร้อยบาท จึงมีอายุความหนึ่งปีตาม ป.อ. มาตรา ๙๕ (๕) จำเลยกระทำความผิดเมื่อวันที่ ๑๓ เมษายน ๒๕๔๖ แต่โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๔๙ จึงเกินกว่า ๑ ปี นับแต่วันกระทำความผิดคดีของโจทก์สำหรับความผิดดังกล่าวจึงเป็นอันขาดอายุความ สิทธิการนำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๓๙ (๖) ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยมาจึงเป็นการไม่ชอบตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๘๕ วรรคหนึ่ง แม้ความผิดฐานดังกล่าวจะยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วก็ตาม แต่ปัญหาเรื่องอายุความเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕ แม้ ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๖/๓ วรรคสอง บัญญัติว่า ห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานบอกเล่าแต่มิได้บัญญัติเป็นข้อห้ามโดยเด็ดขาด มาตราดังกล่าวได้บัญญัติข้อยกเว้นไว้สองประการ คือ (๑) ตามสภาพ ลักษณะ แหล่งที่มา และข้อเท็จจริงแวดล้อมของพยานบอกเล่านั้นน่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ หรือ (๒) มีเหตุจำเป็น เนื่องจากไม่สามารถนำบุคคลซึ่งเป็นผู้ที่ได้เห็น ได้ยิน หรือทราบข้อความเกี่ยวในเรื่องที่จะให้การเป็นพยานนั้น ด้วยตัวเองโดยตรงมาเป็นพยานได้ และมีเหตุผลสมควรเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมที่จะรับฟังพยานบอกเล่านั้น คดีนี้เหตุที่โจทก์ไม่สามารถนำประจักษ์พยาน ๓ ปาก คือผู้เสียหาย ส. และ ช. มาเบิกความเป็นพยาน เพราะพยานทั้งสามปากดังกล่าวเดินทางไปทำงานต่างประเทศไม่มีกำหนดกลับแน่นอนถือได้ว่ามีเหตุจำเป็นตามสมควรที่ทำให้โจทก์ไม่สามารถติดตามพยานดังกล่าวมาเบิกความเป็นพยานได้ ศาลมีอำนาจที่จะนำคำให้การชั้นสอบสวนมารับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๖/๓ วรรคหนึ่ง",วิ.อาญา,,,,,,, 67,14,,การพิจารณาชั้นไต่สวนมูลฟ้อง หากศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่ประทับฟ้องและจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นให้ยกฟ้อง โจทก์จะฎีกาได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๖๙๐/๒๕๕๔ คดีนี้ศาลชั้นต้นเห็นว่าฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๓๙ (๔) จึงมีคำสั่งไม่ประทับฟ้องและจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ เห็นว่าเมื่อผู้ตายไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นบิดามารดาจึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒ (๔) ประกอบมาตรา ๕ (๒), ๒๘ พิพากษาแก้เป็นว่าให้ยกฟ้อง ย่อมมีผลเท่ากับว่าศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษายกฟ้องโจทก์ ซึ่งต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาไม่ว่าจะเป็นปัญหาข้อเท็จจริงหรือปัญหาข้อกฎหมาย แม้คดีนี้จะเป็นการพิจารณาชั้นไต่สวนมูลฟ้องก็ตาม คดีก็ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๐",วิ.อาญา,,,,,,, 67,14,,"คำให้การไม่ชัดแจ้งจะเกิดผลอย่างไรพนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยข้อหาฉ้อโกงประชาชนแทนผู้เสียหายอื่นไม่ได้รวมถึงโจทก์ในคดีนี้เพราะโจทก์เลือกที่จะฟ้องคดีส่วนอาญาเอง ดังนี้ คำพิพากษาคดีส่วนอาญาดังกล่าวผูกพันโจทก์หรือไม่ คดีก่อน ศาลพิพากษายกฟ้องเพราะฟ้องโจทก์ไม่ระบุวัน เวลา กระทำความผิดจะมีผลผูกพันคดีแพ่งที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญาแก่โจทก์หรือไม่","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๗๘๕/๒๕๕๔ จำเลยที่ ๑ ให้การว่าได้ลงลายมือชื่อในหนังสือรับสภาพหนี้ และสัญญากู้ยืมจริงแต่ถูกข่มขู่ให้ลงลายมือชื่อ โดยไม่ได้บรรยายว่าถูกข่มขู่ในลักษณะใด โดยบุคคลใดและเป็นภัยร้ายแรงขนาดใด จึงเป็นคำให้การที่ไม่ได้แสดงเหตุแห่งการข่มขู่ไว้โดยชัดแจ้งตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๗๗ วรรคสอง แม้จำเลยที่ ๒ จะบรรยายรายละเอียดว่าจะขอนำสืบในชั้นพิจารณา ก็หาเป็นการแสดงเหตุแห่งการข่มขู่ให้ชัดแจ้งขึ้นแต่อย่างใด คดีไม่มีประเด็นว่าจำเลยที่ ๑ ทำหนังสือรับสภาพหนี้และสัญญากู้ยืมเพราะถูกข่มขู่เป็นโมฆียะหรือไม่ การนำเอาข้อเท็จจริงจากคำพิพากษาส่วนอาญามารับฟังในคดีส่วนแพ่งตามป.วิ.อ. มาตรา ๔๖ นอกจากคำพิพากษาคดีอาญาจะต้องถึงที่สุดแล้วข้อเท็จจริงนั้นจะต้องเป็นประเด็นโดยตรงในคดีอาญาและได้วินิจฉัยโดยชัดแจ้งและผู้ที่ถูกข้อเท็จจริงในคดีอาญามาผูกพันต้องเป็นคู่ความเดียวกับในคดีอาญา ปรากฏว่าในคดีอาญาดังกล่าวพนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องแทนผู้เสียหายอื่นรวม ๗ คน ไม่ได้รวมถึงโจทก์ที่ ๑ ในคดีนี้ด้วยเพราะโจทก์ที่ ๑ เลือกที่จะฟ้องคดีส่วนอาญาเองจึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ที่ ๑ เป็นคู่ความในคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องในคดีดังกล่าวและในคดีอาญาที่โจทก์ที่ ๑ ฟ้องเองดังกล่าวศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์เพราะฟ้องโจทก์ไม่ระบุวันเวลากระทำความผิดตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕๘ (๕) เท่ากับศาลยังไม่ได้วินิจฉัยในอัยการเป็นโจทก์ฟ้องแทนผู้เสียหายอื่นรวม ๗ คน ไม่ได้รวมถึงโจทก์ที่ ๑ ในคดีนี้ด้วย เพราะโจทก์ที่ ๑ เลือกที่จะฟ้องคดีส่วนอาญาเองจึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ที่ ๑ เป็นคู่ความในคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องในคดีดังกล่าวและในคดีอาญาที่โจทก์ที่ ๑ ฟ้องเองดังกล่าวศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์เพราะฟ้องโจทก์ไม่ระบุวันเวลากระทำความผิดตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕๘ (๕) เท่ากับศาลยังไม่ได้วินิจฉัยในประเด็นว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนหรือไม่ ข้อเท็จจริงในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาดังกล่าวจึงไม่ผูกพันข้อเท็จจริงในคดีแพ่งคดีนี้ นอกจากนี้ประเด็นพิพาทในคดีอาญาดังกล่าวมีประเด็นเพียงว่าจำเลยที่ ๑ ร่วมกระทำความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนและจะต้องร่วมชดใช้เงินให้แก่ผู้เสียหายหรือไม่ ไม่เกี่ยวกับเรื่องที่ว่าจำเลยที่ ๑ ทำหนังสือรับสภาพหนี้หรือสัญญากู้ยืมเพราะถูกข่มขู่หรือไม่",วิ.อาญา,,,,,,, 67,14,,โจทก์ฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยฐานละเมิดโดยจำเลยใช้อาวุธปืนยิงบุตรโจทก์ถึงแก่ความตาย จำเลยให้การว่า การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายเป็นการป้องกันตัวโดยชอบด้วยกฎหมาย ดังนี้ ภาระการพิสูจน์ว่า จำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ ตกแก่ฝ่ายใด,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๔๙๗/๒๕๕๔ จำเลยที่ ๑ ให้การต่อสู้ว่า การกระทำของจำเลยที่ ๑ เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นการปฏิเสธว่าจำเลยที่ ๑ ไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ โจทก์ซึ่งเป็นฝ่ายกล่าวอ้างว่าจำเลยที่ ๑ กระทำละเมิดย่อมมีภาระการพิสูจน์ให้ได้ความว่าจำเลยที่ ๑ ใช้อาวุธปืนพกยิงผู้ตายโดยเจตนาฆ่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ วินิจฉัยว่าภาระการพิสูจน์ในเรื่องนี้อยู่ที่จำเลยที่ ๑ จึงไม่ถูกต้อง,วิ.อาญา,,,,,,, 67,14,,โจทก์ตกลงซื้อที่ดินและบ้านจากจำเลยตามใบโฆษณา โดยวางมัดจำไว้หลังจากนั้นโจทก์และจำเลยจึงได้ทำสัญญาจะซื้อจะขาย กรณีจะตกอยู่ในบังคับข้อห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๙๔ หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๑๖๓/๒๕๕๔ โจทก์ตกลงซื้อที่ดินและบ้านจากจำเลยตามใบโฆษณา โดยวางมัดจำไว้หลังจากนั้นโจทก์และจำเลยจึงได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายแสดงว่าโจทก์และจำเลยมีเจตนาก่อนิติสัมพันธ์กันเป็นสัญญาจะซื้อจะขายโดยการวางมัดจำตาม ป.พ.พ. มาตรา ๔๕๖ วรรคสอง ซึ่งมิได้กำหนดแบบไว้ว่าต้องมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดเป็นสำคัญจึงจะฟ้องร้องบังคับคดีได้สัญญาจะซื้อจะขายระหว่างโจทก์จำเลยจึงเกิดขึ้นนับแต่เวลาที่โจทก์วางมัดจำไว้มิใช่เพิ่งเกิดในภายหลังเมื่อมีการทำสัญญาจะซื้อจะขายเป็นหนังสือ กรณีจึงไม่ตกอยู่ในบังคับข้อห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๙๔ ที่จำกัดเฉพาะกรณีที่กฎหมายกำหนดว่าข้อเท็จจริงในเรื่องที่ฟ้องร้องกันนั้นจะต้องแสดงให้ปรากฏด้วยการนำสืบพยานเอกสารจึงห้ามนำพยานบุคคลเข้าสืบเพื่อเพิ่มเติม ตัดทอน หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารที่ได้นำมาแสดงแล้ว ศาลย่อมมีอำนาจรับฟังพยานบุคคลที่โจทก์นำสืบว่าจำเลยตกลงจะหาสถาบันการเงินให้โจทก์กู้ยืมชำระหนี้ส่วนที่เหลืออยู่คืนจำเลย โดยมีระยะเวลาผ่อนชำระหนี้นาน ๑๕ ปีได้ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าธนาคารที่จำเลยติดต่อให้โจทก์กู้ ไม่ยอมให้โจทก์ชำระหนี้ได้นาน ๑๕ ปี เป็นเหตุให้โจทก์ไม่สามารถรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านจำเลยจึงไม่อาจกล่าวอ้างว่าโจทก์โจทก์ผิดสัญญาและริบเงินทั้งหมดที่โจทก์ชำระไว้แล้ว,วิ.แพ่ง,,,,,,, 67,15,,โจทก์ฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายซึ่งเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ต่อศาลแขวง ศาลแขวงรับฟ้องไว้ซึ่งเป็นการไม่ชอบจำเลยยื่นคำให้การต่อสู้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท คดีจึงเปลี่ยนไปเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์ อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ตามราคาที่ดินพิพาทซึ่งไม่เกินสามแสนบาทอยู่ในเขตอำนาจของศาลแขวง ดังนี้ จำเลยจะมีสิทธิยกข้อคัดค้านที่ศาลชั้นต้นรับฟ้องโจทก์ไว้พิจารณาในตอนแรกว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นเรื่องผิดระเบียบขึ้นอ้างได้อีกหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๐๖๗/๒๕๕๖ จำเลยทั้งสองฎีกาว่า โจทก์ฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหาย เป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นเงินได้ โจทก์ต้องยื่นฟ้องต่อศาลจังหวัดสงขลา การที่ศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลแขวงรับฟ้องโจทก์ไว้พิจารณาจึงไม่ชอบ ซึ่งปัญหาเรื่องเขตอำนาจศาล เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ขอให้ยกฟ้องโจทก์และจำหน่ายคดีออกจากสารบบความนั้น ฎีกาของจำเลยทั้งสองเป็นการกล่าวอ้างข้อคัดค้านเรื่องผิดระเบียบตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๗ วรรคหนึ่ง เมื่อคำฟ้องของโจทก์เป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นเงินได้ ซึ่งไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลแขวงจะรับคดีไว้พิจารณาได้ การที่ศาลชั้นต้นรับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาจึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบอย่างไรก็ดีเมื่อจำเลยทั้งสองได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องแล้ว จำเลยทั้งสองได้ยื่นคำให้การต่อสู้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท คดีนี้จึงเปลี่ยนเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ หรือคดีมีทุนทรัพย์ตามราคาที่ดินพิพาทและเมื่อคู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงกันในชั้นอุทธรณ์ว่าคดีมีทุนทรัพย์ ๒๑,๐๐๐ บาท ซึ่งไม่เกินสามแสนบาทและอยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลแขวงที่จะรับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาพิพากษา กรณีจึงต้องถือว่าจำเลยทั้งสองได้ให้สัตยาบันแก่การผิดระเบียบนั้นแล้ว จำเลยทั้งสองย่อมไม่มีสิทธิยกข้อคัดค้านเรื่องผิดระเบียบขึ้นอ้างได้อีกต่อไปตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๗ วรรคสอง และถือว่าฎีกาของจำเลยทั้งสองเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่ง",วิ.แพ่ง,,,,,,, 67,15,,การอ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลอุทธรณ์ ศาลจะต้องเปิดซองคำพิพากษาหรือคำสั่งต่อหน้าคู่ความด้วยหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๙๕๗/๒๕๕๖ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๐ (๓) ได้กำหนดหลักเกณฑ์การอ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลไว้ชัดเจนแล้วว่า ให้ศาลอ่านข้อความทั้งหมดในศาลโดยเปิดเผยต่อหน้าคู่ความที่มาศาลแล้วให้ศาลจดรายงานการอ่านไว้ แล้วให้คู่ความที่มาศาลลงลายมือชื่อไว้เป็นสำคัญเท่านั้น ไม่ได้หมายความรวมถึงต้องเปิดซองคำพิพากษาหรือคำสั่งต่อหน้าคู่ความด้วย เพราะซองคำพิพากษาหรือคำสั่งเป็นเรื่องการปฏิบัติภายในศาลเพื่อรักษาความลับของทางราชการไม่ให้เปิดเผยต่อบุคคลภายนอกก่อนกำหนดเวลาอ่านให้คู่ความฟัง ซึ่งผู้พิพากษาและเจ้าหน้าที่ผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องต้องรักษาความลับของทางราชการตามอำนาจหน้าที่ หากมีเจตนาทุจริตหรือปล่อยปละละเลยให้คำพิพากษาหรือคำสั่งซึ่งเป็นความลับของทางราชการถูกเปิดเผย ย่อมต้องรับผิดชอบเป็นอีกกรณีหนึ่งต่างหาก ไม่ใช่เรื่องที่จะทำให้การอ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งซึ่งดำเนินการตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวโดยชอบแล้วกลับเป็นไม่ชอบแต่อย่างใด เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาต่อท้ายคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๘ ลงวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๒ ว่า ในวันนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๘ ผู้ร้อง ทนายผู้ร้องและทนายผู้คัดค้านมาศาลพร้อมแล้ว ศาลชั้นต้นจึงอ่านคำพิพากษาต่อหน้าคู่ความที่มาศาลดังกล่าวพร้อมกับให้ลงลายมือชื่อไว้เช่นนี้ ย่อมถือได้ว่าศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๘โดยชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๐ (๓) แล้ว,วิ.แพ่ง,,,,,,, 67,15,,โจทก์บรรยายฟ้องในส่วนสภาพแห่งข้อหาว่า โจทก์จำเลยตกลงทำสัญญาจำนองมีข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองว่าหากบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้จำเลยยอมให้บังคับเอาจากทรัพย์สินอื่นของจำเลยได้ด้วย แต่ในส่วนคำขอบังคับของโจทก์มิได้มีคำขอว่าหากบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้บังคับชำระเอาจากทรัพย์สินอื่นของจำเลยแต่ประการใด ดังนี้ โจทก์จะบังคับคดีเอาจากทรัพย์สินอื่นของจำเลยได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๕๖๘๐/๒๕๕๕ แม้ตามสัญญาจำนองระหว่างโจทก์กับจำเลยจะมีสัญญาต่อท้ายซึ่งมีข้อตกลงว่าหากบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ จำเลยยังคงรับผิดและตกลงชำระหนี้ที่ขาดจำนวนจากทรัพย์สินอื่นของจำเลยได้จนครบ อันเป็นข้อยกเว้นของบทบัญญัติตาม ป.พ.พ. มาตรา ๗๓๓ ที่ให้โจทก์มีสิทธิบังคับชำระหนี้เอาจากทรัพย์สินอื่นได้อย่างเจ้าหนี้สามัญ ในกรณีบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ได้ด้วยก็ตามแต่การใช้สิทธิเรียกร้องของโจทก์ตลอดจนการพิพากษาคดีของศาลและการบังคับคดีของเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อให้เป็นไปตามสิทธิเรียกร้องของโจทก์ตามที่กฎหมายสารบัญญัติรับรอง จะต้องเป็นไปตามที่กฎหมายวิธีสบัญญัติ คือ ป.วิ.พ. บัญญัติไว้ด้วย กล่าวคือในการฟ้องคดี หากโจทก์ประสงค์จะใช้สิทธิเรียกร้องอย่างไร เพียงใด โจทก์ต้องกล่าวมาในคำฟ้องโดยบรรยายฟ้องให้แจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับท้ายฟ้องกับทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๗๒ วรรคสอง เพราะในการพิพากษาคดีของศาล ศาลจะต้องตัดสินตามข้อหาในคำฟ้องของโจทก์ทุกข้อ ศาลไม่อาจพิพากษาหรือทำคำสั่งให้สิ่งใด ๆ เกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องได้ตามป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๒ หลังจากศาลมีคำพิพากษาแล้ว โจทก์ก็ชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาโดยอาศัยและตามคำบังคับที่ออกตามคำพิพากษาของศาลดังกล่าวตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๗๑ และมาตรา ๒๗๕ ดังนี้ เมื่อพิจารณาคำฟ้องโจทก์ แม้โจทก์บรรยายฟ้องในส่วนสภาพแห่งข้อหาว่า โจทก์จำเลยตกลงทำสัญญาจำนองมีข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองว่าหากบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ จำเลยยอมให้บังคับเอาจากทรัพย์สินอื่นของจำเลยได้ด้วยก็ตาม แต่ในส่วนคำของโจทก์โจทก์ขอให้จำเลยชำระหนี้เงินกู้ยืมพร้อมดอกเบี้ย หากไม่ชำระขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ มิได้มีคำขอว่าหากบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้บังคับชำระเอาจากทรัพย์สินอื่นของจำเลยแต่ประการใด แสดงว่าโจทก์ประสงค์จะบังคับคดีเอาจากทรัพย์จำนองเท่านั้น,วิ.แพ่ง,,,,,,, 67,15,,คดีแพ่งที่มีการชี้สองสถาน การยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องหรือคำให้การต้องยื่นก่อนวันชี้สองสถานไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๔๙๔/๒๕๕๗ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๑๘๐ บัญญัติถึงหลักเกณฑ์ในการขอแก้ไขคำให้การไว้ว่า จำเลยต้องยื่นคำร้องต่อศาลก่อนวันชี้สองสถาน หรือก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน ในกรณีที่ไม่มีการชี้สองสถานแต่ข้อเท็จจริงได้ความจากรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ ว่าศาลชั้นต้นได้นัดชี้สองสถานในวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ จำเลยยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การในวันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ ดังนี้ ย่อมถือว่าจำเลยยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การก่อนวันชี้สองสถาน ซึ่งจำเลยมีสิทธิกระทำได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๘๐,วิ.แพ่ง,,,,,,, 67,15,,จำเลยลักเอาสินค้าอะไหล่รถไถนาชนิดเดินตามของผู้เสียหายไปทางพิจารณาได้ความว่า จำเลยยักยอกเงินที่ได้จากการขายสินค้าดังกล่าว เป็นข้อแตกต่างในสาระสำคัญหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๖๓๒/๒๕๕๖ การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยลักเอาสินค้าอะไหล่รถไถนาชนิดเดินตามของโจทก์ร่วมไปหลายรายการ รวมเป็นเงิน ๓๐๗,๐๔๓ บาท แต่ทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยยักยอกเงินที่ได้จากการขายสินค้าดังกล่าวไปไม่เป็นข้อเท็จจริงที่แตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้องเพราะสินค้าของโจทก์ร่วมมีไว้เพื่อจำหน่ายให้แก่ลูกค้า เมื่อจำหน่ายแล้วก็เปลี่ยนสภาพเป็นเงินซึ่งย่อมตกได้แก่โจทก์ร่วมและเงินที่จำเลยยักยอกไปก็เป็นเงินที่ได้มาจากการนำสินค้าของโจทก์ร่วมไปขายแล้วยักยอกไปทั้งจำนวนเงินก็เป็นจำนวนเดียวกัน กรณีจึงถือได้ว่า ข้อแตกต่างดังกล่าวเป็นเพียงรายละเอียดเท่านั้น มิใช่เป็นข้อแตกต่างในข้อสาระสำคัญ ทั้งมิใช่เรื่องที่เกินคำขอหรือเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ลงโทษ นอกจากนี้จำเลยก็มิได้หลงต่อสู้ด้วย ศาลจึงลงโทษจำเลยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคสอง (พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๕๒)",วิ.อาญา,,,,,,, 67,15,,ผู้เสียหายเป็นผู้ก่อให้จำเลยกระทำการละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายเพื่อให้เจ้าพนักงานจับจำเลย ดังนี้ แผ่นซีดีและวีซีดีคาราโอเกะที่ว่าจ้างให้ทำขึ้นและวิดีโอที่บันทึกภาพเหตุการณ์การบันทึกเพลงลงแผ่นซีดีของจำเลย จะรับฟังเป็นพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลยได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๖๐๐/๒๕๕๔ แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ตามคำเบิกความพยานโจทก์ว่า จำเลยบันทึกเพลงอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย อันเป็นการทำซ้ำงานดนตรีกรรมสิ่งบันทึกเสียงและโสตทัศนวัสดุอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย โดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เสียหายก็ตาม แต่การกระทำดังกล่าวเกิดจากการที่ผู้รับมอบอำนาจช่วงจากผู้เสียหายว่าจ้างจำเลย โดยเป็นผู้ก่อให้จำเลยกระทำการละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายเพื่อให้เจ้าพนักงานจับจำเลยมาดำเนินคดีนี้ ผู้เสียหายจึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยที่มีอำนาจร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยในความผิดดังกล่าวได้ ทั้งแผ่นซีดีและวีซีดีคาราโอเกะที่ว่าจ้างให้ทำขึ้นและวิดีโอที่บันทึกภาพเหตุการณ์การบันทึกเพลงลงแผ่นซีดีของจำเลย ถือเป็นพยานหลักฐานที่เกิดขึ้นโดยมิชอบ และเป็นพยานหลักฐานที่ได้มาเนื่องจากการกระทำโดยมิชอบ ต้องห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลยตามที่โจทก์ฟ้อง การกระทำของพยานโจทก์มิใช่การแสวงหาพยานหลักฐานดังกล่าวจึงไม่อาจลงโทษจำเลยได้ พิพากษายกฟ้อง (คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๓๐๑/๒๕๔๓, ๒๔๒๙/๒๕๕๑ วินิจฉัยเช่นกัน)",วิ.แพ่ง,,,,,,, 67,16,,โจทก์มีคำขอท้ายฟ้องให้จำเลยชำระดอกเบี้ยเพียงอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ศาลชั้นต้นจะพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์อัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๓๕๐๙/๒๕๕๕ ขณะที่ ว. ฟ้องคดีก่อน จำเลยยอมคืนเงินมัดจำพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์โดยนำไปวางทรัพย์ต่อกรมบังคับคดี กรณีจึงยังไม่มีข้อโต้แย้งของคู่ความเกี่ยวกับเงินมัดจำและดอกเบี้ยซึ่งโจทก์นำมาฟ้องเป็นคดีนี้ เมื่อศาลแพ่งมีคำพิพากษาในคดีก่อนแล้ว จำเลยยื่นคำร้องขอถอนการวางทรัพย์ต่อกรมบังคับคดีและรับเงินมัดจำคืน เมื่อโจทก์ทวงถาม จำเลยเพิกเฉย จึงเกิดข้อโต้แย้งเกี่ยวกับเงินมัดจำและดอกเบี้ยในคดีนี้ ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาของโจทก์ในคดีนี้จึงเกิดขึ้นภายหลังจากที่ ว. ฟ้องคดีก่อนต่อศาลแพ่ง โดยจำเลยโต้แย้งสิทธิโจทก์เกี่ยวกับเงินมัดจำและดอกเบี้ยหลังจากศาลแพ่งพิพากษาให้จำเลยชนะคดี แม้ ว. ตัวการซึ่งฟ้องคดีก่อนกับโจทก์ตัวแทนซึ่งฟ้องคดีนี้เป็นคู่ความเดียวกัน และฟ้องคดีโดยอ้างหนังสือสัญญาฉบับเดียวกันฟ้องโจทก์คดีนี้ไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีที่ ว. เป็นโจทก์ฟ้องจำเลยในคดีก่อน การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์อัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยโจทก์มีคำขอท้ายฟ้องเพียงอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปีนั้น ศาลชั้นต้นอาศัยอำนาจ ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๒ (๖) ที่ว่า ในกรณีที่โจทก์ฟ้องขอให้ชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยซึ่งมิได้มีข้อตกลงกำหนดอัตราดอกเบี้ยกันไว้ เมื่อศาลเห็นสมควรโดยคำนึงถึงเหตุสมควรและความสุจริตในการสู้ความหรือการดำเนินคดี ศาลจะพิพากษาให้จำเลยใช้ดอกเบี้ยในอัตราสูงขึ้นกว่าที่โจทก์มีสิทธิได้รับตามกฎหมายแต่ไม่เกินร้อยละ๑๕ ต่อปี ตั้งแต่วันฟ้องหรือวันอื่นหลังจากนั้นก็ได้ ซึ่งศาลชั้นต้นได้ระบุเหตุผลแห่งคำพิพากษาที่ให้ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี แก่โจทก์แล้ว เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวข้างต้น จึงมิใช่การพิพากษาเกินคำขอ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 67,16,,คดีที่ศาลมีคำพิพากษาตามยอมและคดีถึงที่สุดแล้ว หากคู่ความไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์จะมาฟ้องจำเลยเป็นคดีใหม่ขอให้จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอมได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๓๐๑/๒๕๕๕ คดีก่อนโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนสิงปลูกสร้างออกจากที่ดินและเรียกให้ชำระค่าเสียหาย ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค ๓ ได้มีคำพิพากษาตามยอม คดีถึงที่สุดแล้ว ถือว่าประเด็นแห่งคดีได้มีการวินิจฉัยเสร็จเด็ดขาดไปแล้วโดยคำพิพากษาตามยอมของศาลอุทธรณ์ภาค ๓ โจทก์และจำเลยจึงมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามนั้น เมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติตามโจทก์ชอบที่จะร้องขอให้ศาลบังคับคดีไปตามคำพิพากษาตามยอมนั้นได้ การที่โจทก์นำคดีนี้มาฟ้องโดยมีคำขอให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดิน และเรียกให้ชำระค่าเสียหาย ซึ่งถึงที่สุดแล้ว จึงเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน เป็นฟ้องซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๘,วิ.แพ่ง,,,,,,, 67,16,,ขณะยื่นฟ้องคดีหลัง คดีก่อนยังอยู่ในระยะเวลาที่จำเลยซึ่งขาดนัดยื่นคำให้การอาจยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้ คดีหลังเป็นฟ้องซ้ำหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๙๓/๒๕๕๕ คู่ความแถลงรับกันว่า คู่ความในคดีนี้เป็นคู่ความเดียวกันกับคู่ความในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๓๓๑/๒๕๔๕ หมายเลขแดงที่ ๒๐๒๐/๒๕๔๕ ของศาลชั้นต้น หุ้นที่พิพาทกันในคดีนี้ก็คือหุ้นที่พิพาทกันในคดีดังกล่าวในคดีดังกล่าวโจทก์ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง โจทก์อุทธรณ์ คดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อนหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่า คดีก่อนจำเลยเป็นโจทก์ฟ้องโจทก์เป็นจำเลยต่อศาลชั้นต้นตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๓๓๑/๒๕๔๕ หมายเลขแดงที่ ๒๐๒๐/๒๕๔๕ ว่าโจทก์ผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามสัญญาแต่งตั้งนายหน้าตัวแทนซื้อขายหลักทรัพย์ จำเลยซึ่งรับโอนสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาดังกล่าวมาจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์กรุงไทยธนกิจ จำกัด (มหาชน) ได้ทวงถามให้โจทก์ชำระหนี้ดังกล่าวแต่โจทก์เพิกเฉยจำเลยจึงบังคับขายหุ้นบริษัททิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) จำนวน ๓๒๘,๔๐๐ หุ้น ของโจทก์ แต่ได้เงินไม่คุ้มกับหนี้ที่โจทก์ยังค้างชำระ จึงฟ้องให้โจทก์รับผิดชำระหนี้ที่ค้างโจทก์ขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าวพิพากษาให้โจทก์ชำระหนี้แก่จำเลย หลังจากศาลมีคำพิพากษาแล้วไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ต่อมาวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๔๙ โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้โดยกล่าวหาว่า จำเลยซึ่งรับโอนสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาแต่งตั้งนายหน้าตัวแทนซื้อขายหลักทรัพย์มาจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์กรุงไทยธนกิจ จำกัด (มหาชน) ได้บอกเลิกสัญญาแก่โจทก์แล้วดำเนินการขายหุ้นบริษัททิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) จำนวน ๓๒๘,๔๐๐ หุ้น ของโจทก์โดยไม่ได้แจ้งให้โจทก์ทราบอันเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยคืนหุ้นและชำระค่าเสียหาย ครั้นวันที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๔๙ โจทก์ยื่นคำร้องให้พิจารณาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๒๐๒๐/๒๕๔๕ ใหม่ ศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าวมีคำสั่งให้ยกคำร้อง โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง เห็นว่า เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่าในขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๒๐๒๐/๒๕๔๕ ที่จำเลยยื่นฟ้องโจทก์เป็นจำเลยยังอยู่ในระยะเวลาที่โจทก์อาจยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้ กรณีจึงยังถือไม่ได้ว่าคดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๗ วรรคสอง การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อนอันต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๘ ตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์จำเลยแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้นไม่ชอบ อุทธรณ์ของโจทก์",วิ.แพ่ง,,,,,,, 67,16,,การคำนวณทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกา จะนำดอกเบี้ยถัดจากวันฟ้องจนถึงวันยื่นฎีกามารวมคำนวณด้วยหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๔๒๒/๒๕๕๕ การคำนวณทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาจะนำดอกเบี้ยถัดจากวันฟ้องจนถึงวันยื่นฎีกามารวมคำนวณด้วยไม่ได้ เมื่อทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาของผู้ร้องมีจำนวนไม่เกิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๘ วรรคหนึ่ง และข้อห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าวต้องใช้บังคับแก่การฎีกาทั้งในประเด็นแห่งคดีตลอดจนในเรื่องอื่น ๆ อันเป็นสาขาของคดีด้วย ที่ผู้ร้องฎีกาว่ามีเหตุสมควรขยายระยะเวลาบังคับคดีแก่ผู้ร้องนั้น เป็นฎีกาในข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าว คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๒๕๑/๒๕๕๕ สามีโจทก์ได้นำรถยนต์ของโจทก์เข้าไปจอดภายในห้างสรรพสินค้า ท. ของจำเลยที่ ๒ แล้วรถยนต์ได้สูญหายไปจริง แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ไขคำพิพากษาของศาลชั้นต้นเฉพาะค่าเสียหายว่า หากคืนรถยนต์ไม่ได้ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ราคาเป็นเงิน ๑๘๐,๐๐๐ บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ไม่ได้ฎีกาคงมีเพียงจำเลยที่ ๒ ฎีกาขอให้ศาลฎีกากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยยกฟ้องโจทก์ ราคารถยนต์ของโจทก์จึงยุติในราคา ๑๘๐,๐๐๐ บาท ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาจึงมีเพียง ๑๘๐,๐๐๐ บาท ส่วนดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ถือเป็นค่าเสียหายในอนาคตจะนำมารวมคำนวณเป็นทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาหาได้ไม่ เมื่อทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาไม่เกินกว่า ๒๐๐,๐๐๐ บาท คู่ความจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๘ วรรคหนึ่ง ที่จำเลยที่ ๒ ฎีกาว่ารถยนต์ของโจทก์ไม่ได้สูญหายที่ห้างสรรพสินค้าของจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๑ ไม่ได้กระทำโดยประมาทเลินเล่อ และเหตุละเมิดคดีนี้เกิดจากความประมาทเลินเล่อของสามีโจทก์ ล้วนเป็นการโต้แย้งการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ จึงเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว",วิ.แพ่ง,,,,,,, 67,16,,จำเลยให้การต่อสู้ว่าได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ แต่ระหว่างพิจารณาได้สละประเด็นเรื่องการครอบครองปรปักษ์ ศาลพิพากษาขับไล่จำเลย ดังนี้ หากจำเลยในคดีดังกล่าวมายื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงเดียวกับที่ดินพิพาทในคดีก่อนอีก จะเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๓๖๙/๒๕๕๕ คดีก่อนบริษัท พ. และบริษัท ร. เป็นโจทก์ฟ้องผู้ร้องกับพวกเป็นจำเลยขอให้ขับไล่ผู้ร้องกับพวกออกจากที่ดินพิพาทอันเป็นที่ดินส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ ๖๕๐๕ ของบริษัท พ. และบริษัท ร. ผู้ร้องให้การในคดีนั้นว่าที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินของผู้ร้องตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓) เลขที่ ๑๑๔ แต่หากเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ ๖๕๐๕ ผู้ร้องก็ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองแล้ว ระหว่างพิจารณาคดีดังกล่าวผู้ร้องสละประเด็นเรื่องการครอบครอง ศาลชั้นต้นรับฟังข้อเท็จจริงว่า ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตที่ดินโฉนดเลขที่ ๖๕๐๕ และพิพากษาขับไล่ผู้ร้องกับพวกออกจากที่ดินพิพาท ส่วนคดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ คดีจึงมีประเด็นเป็นอย่างเดียวกันกับคดีก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นของบริษัท พ. และบริษัท ร. หรือของผู้ร้องคำพิพากษาในคดีก่อนย่อมผูกพันผู้ร้องซึ่งเป็นคู่ความในคดีนี้ด้วย จนถึงวันที่คำพิพากษาในคดีก่อนถูกเปลี่ยนแปลงแก้ไขตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๕ วรรคหนึ่ง การที่ผู้ร้องมายื่นคำร้องขอเป็นคดีนี้อีก จึงเป็นการขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งในประเด็นที่ได้วินิจฉัยไปแล้ว เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๔,วิ.แพ่ง,,,,,,, 67,16,,ผู้ที่อ้างว่าไม่ใช่บริวารของลูกหนี้ตามคำพิพากษายื่นคำร้องขอแสดงอำนาจพิเศษต่อศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๙๖ จัตวา (๓) หากศาลวินิจฉัยชี้ขาดแล้วว่าไม่ใช่ผู้มีอำนาจพิเศษในที่ดินพิพาท ดังนี้ คดีที่โจทก์จะฟ้องขับไล่บุคคลดังกล่าวออกจากที่ดินพิพาทไว้ก่อน จะเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๔๗๙/๒๕๕๖ คดีก่อนจำเลยยื่นคำร้องขอแสดงอำนาจพิเศษในชั้นบังคับคดีว่าตนเองไม่ใช่บริวารของ ฐ. จำเลยจึงอยู่ในฐานะเป็นคู่ความในคดีก่อนด้วย เมื่อศาลชั้นต้นในคดีก่อนมีคำวินิจฉัยชี้ขาดแล้วว่าจำเลยไม่ใช่ผู้มีอำนาจพิเศษในที่ดินพิพาทที่จะยกขึ้นต่อสู้โจทก์ การที่โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทเป็นคดีนี้อีก จึงมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยเช่นเดียวกัน โดยโจทก์กับจำเลยคดีนี้เป็นคู่ความเดียวกับคดีก่อน ย่อมเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลนั้นอันเกี่ยวกับประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้ว จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๔ แม้โจทก์จะฟ้องคดีนี้ไว้ก่อนก็ตาม,วิ.แพ่ง,,,,,,, 66,1,,"ผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์มาจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาล ซึ่งโดยการยื่นสามารถดำเนินการบังคับขับไล่จำเลยให้ออกจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างได้คำขอฝ่ายเดียวต่อศาล ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๓๐๑ ตรี นั้น จะใช้สิทธิทางศาลโดยการ ฟ้องขับไล่ และเรียกค่าเสียหายจากผู้ที่อยู่ในทรัพย์สินที่ซื้อมาได้หรือไม่","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๑๒/๒๕๕๕ โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง โดยโจทก์ซื้อที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวมาจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาล ต่อมาโจทก์ได้แจ้งให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ แต่จำเลยเพิกเฉย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์ขอคิดค่าเสียหายจากจำเลยในอัตราเดือนละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท ขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ และส่งมอบที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย ให้จำเลยชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ในอัตราเดือนละ๑๐๐,๐๐๐ บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะส่งมอบที่ดินและสิ่งปลูกสร้างคืนโจทก์ จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและไม่มาศาลในวันสืบพยานโจทก์ ในวันนัดสืบพยานโจทก์นัดแรกศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า การที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยในคดีนี้พอแปลได้ว่าโจทก์มีความประสงค์ขอให้ศาลบังคับคดีแก่จำเลยและบริวารตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๓๐๙ ตรี จึงให้ออกคำบังคับ ภายใน ๓๐ วัน ให้โจทก์นำส่ง การส่งหากไม่มีผู้รับโดยชอบให้ปิด ให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๓ ทวิศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์เพียงประการเดียวว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ตามคำฟ้องของโจทก์พอแปลได้ว่าเป็นการขอให้บังคับคดีแก่จำเลยและบริวาร ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๓๐๙ ตรี จึงออกคำบังคับภายใน ๓๐ วัน และให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ นั้นเป็นการชอบหรือไม่ เห็นว่า แม้ตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำฟ้องของโจทก์ โจทก์จะสามารถดำเนินการบังคับขับไล่จำเลยให้ออกจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่โจทก์ซื้อมาจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลได้ โดยการยื่นคำขอฝ่ายเดียวต่อศาลตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๓๐๙ ตรี แต่บทบัญญัติมาตรา ดังกล่าวก็ไม่ได้บัญญัติห้ามหรือตัดสิทธิของโจทก์ในการที่จะใช้สิทธิทางศาลโดยการฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายเดือนละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จากผู้ที่อยู่ในทรัพย์สินที่โจทก์ซื้อมาจากขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลโดยละเมิด ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ออกคำบังคับตามมาตรา ๓๐๙ ตรี และให้จำหน่ายคดีโจทก์เสียจากสารบบความ จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น” พิพากษายกคำสั่งสั่งของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นรับคดีโจทก์ไว้พิจารณาต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 66,1,,ผู้รับประกันภัยรถยนต์คันเกิดเหตุที่ถูกลักได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้รับประโยชน์ไปแล้ว จะยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ราคารถโดยอ้างว่าเป็นผู้รับช่วงสิทธิของผู้เสียหามาในคดีอาญาได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๘๐/๒๕๕๕ จำเลยลักรถยนต์ของผู้เสียหายที่ ๒ ในขณะอยู่ในความครอบครองของผู้เสียหายที่ ๑ ไป ผู้เสียหายทั้งสองจึงเป็นบุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำผิดฐานลักทรัพย์ และเป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒ (๔) มีสิทธิเรียกร้องทรัพย์สินคือรถยนต์หรือราคารถยนต์ที่ผู้เสียหายสูญเสียไป เนื่องจากการกระทำผิดคืนได้ ผู้ร้อง (ผู้รับประกันภัยรถยนต์คันเกิดเหตุ) มิใช่ผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำผิดฐานลักทรัพย์ของจำเลยโดยตรงเพียงแต่อ้างสิทธิในฐานะผู้รับประกันภัยรถยนต์ที่ถูกจำเลยลักไปซึ่งได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหายที่ ๒ ผู้รับประโยชน์ตามสัญญาประกันภัยและใช้สิทธิไล่เบี้ยเอาจากจำเลย ดังนั้น ความเสียหายของผู้ร้องที่ได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนไป จึงเกิดขึ้นจากความรับผิดตามสัญญาประกันภัยมิใช่เกิดจากกระทำผิดฐานลักทรัพย์ซึ่งเป็นการกระทำละเมิดของจำเลย สิทธิเรียกร้องความเสียหายของผู้ร้องจึงมิใช่เป็นการเรียกร้องในมูลละเมิดเช่นเดียวกันกับผู้เสียหายทั้งสอง สิทธิของผู้เสียหายที่จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๔๓ เป็นสิทธิเฉพาะตัวโดยแท้ของผู้เสียหายหรือผู้มีอำนาจจัดการแทนตามมาตรา ๔, ๕ และ ๖ ผู้เสียหายที่จะถือว่าเป็นเจ้าหนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๕๐ จึงหมายถึงเสียหายในคดีอาญาเท่านั้น เมื่อผู้ร้องมิได้เป็นคู่ความหรือผู้เสียหาย คำพิพากษาย่อมไม่มีผลผูกพันผู้ร้องผู้ร้องชอบจะไปฟ้องร้องเป็นคดีใหม่และไม่อาจเข้ารับช่วงสิทธิของผู้เสียหายเป็นเจ้าหนี้ในคดีนี้ได้",วิ.อาญา,,,,,,, 66,1,,หนังสือสัญญาขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างระบุว่า ผู้ขายได้รับเงินค่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่ซื้อขายเรียบร้อยแล้ว ศาลจะรับฟังพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบและฟังว่าผู้ซื้อยังค้างชำระค่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๔๐/๒๕๕๕ การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๕๖ วรรคแรก เป็นกรณีที่มีกฎหมายบังคับให้ต้องมีเอกสารมาแสดง เมื่อหนังสือสัญญาขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ระบุว่า โจทก์ทั้งสองได้ชำระราคาและจำเลยทั้งสองได้รับเงินค่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่ซื้อขายเรียบร้อยแล้ว ก็ต้องฟังยุติไปตามนั้น จำเลยทั้งสองนำสืบพยานบุคคลว่ายังไม่ได้รับชำระค่าที่ดินครบถ้วน จึงเป็นการนำสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสาร ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๙๔ (ข),วิ.แพ่ง,,,,,,, 66,2,,เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาดำเนินการบังคับคดีโดยขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดเงินเดือนของลูกหนี้ตามคำพิพากษามาโดยตลอด แต่ยังไม่ครบหนี้ตามหมายบังคับคดี เงินเดือนภายหลังจากครบกำหนด ๑๐ ปี แห่งการบังคับคดีแล้วจะบังคับคดีต่อไปจนแล้วเสร็จได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๕๔๖/๒๕๕๖ คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ จำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้บังคับคดีและขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดเงินเดือนของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งมีสิทธิได้รับจากองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย (ต่อมาเป็นบริษัท ที โอ ที จำกัด(มหาชน)) ซึ่งเป็นหน่วยงานต้นสังกัด ต่อมาองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยได้ส่งเงินตามคำสั่งอายัดเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ยื่นคำร้องว่า นับแต่วันที่เจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งการอายัดเงินเดือนของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ดังกล่าว องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยได้ส่งเงินตามคำสั่งอายัดตลอดมาจนถึงปัจจุบันล่วงเลยระยะเวลา ๑๐ ปี แห่งการบังคับคดีแล้ว การอายัดเงินเดือนของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ภายหลังจากครบกำหนด ๑๐ ปี นับแต่ศาลพิพากษาจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งจำเลยที่ ๒ เคยยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการอายัดแต่เจ้าพนักงานบังคับคดีปฏิเสธคำร้องดังกล่าวศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “ที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ฎีกาว่า การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งอายัดเงินเดือนของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เมื่อพ้นระยะเวลา ๑๐ ปี แห่งการบังคับคดีแล้วไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า แม้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๒๗๑ จจะบัญญัติให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลภายในกำหนด ๑๐ ปี นับแต่วันที่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งก็ตาม แต่หาได้กำหนดให้บังคับคดีให้เสร็จสิ้นภายในกำหนด ๑๐ ปีไม่ คดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่าภายหลังจากที่ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาตามยอมแล้ว จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ไม่ชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์จึงดำเนินการบังคับคดีโดยขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดเงินเดือนของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งบริษัท ที โอ ที จำกัด (มหาชน)ได้ส่งเงินตามที่เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดเดือนละ ๒,๐๐๐ บาท ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีตลอดมาแต่ยังไม่ครบหนี้ตามหมายบังคับคดี เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์ดำเนินการบังคับคดีมาโดยตลอด ดังนี้ แม้เกิน ๑๐ ปี นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา โจทก์ก็ยังสามารถดำเนินการบังคับคดีต่อไปได้จนกว่าจะบังคับคดีดังกล่าวจะแล้วเสร็จ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 66,2,,การยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด แต่เนื้อหาเป็นเรื่องที่มุ่งหมายให้เจ้าพนักงานบังคับคดีปล่อยทรัพย์สินที่ยึดคืนแก่ผู้ร้อง จะถือว่าเป็นการร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึดหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๗๘๕/๒๕๕๖ ผู้ร้องบรรยายคำร้องว่า ผู้ร้องและจำเลยมีชื่อเป็นเจ้าของที่ดิน น.ส.๓ แต่จำเลยยกที่ดินดังกล่าวให้ผู้ร้องและจำเลยได้ส่งมอบการครอบครองที่ดินส่วนของตนให้แก่ผู้ร้อง ผู้ร้องได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินทั้งหมดมาตลอดเป็นเวลา ๓๐ ปี แล้ว เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินโดยไม่เคยส่งหมายแจ้งประกาศการขายทอดตลาดให้ผู้ร้องทราบ ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งให้ผู้ร้องไปรับเงินส่วนแบ่งที่ได้จากการขายทอดตลาด ผู้ร้องจึงทราบเรื่อง ขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด ดังนี้ ตามคำร้องผู้ร้องอ้างว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของที่ดินที่โจทก์นำยึดจำเลยไม่ใช่เจ้าของ แม้ผู้ร้องอ้างมาด้วยว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ได้ส่งหมายแจ้งประกาศการขายทอดตลาดให้ผู้ร้องทราบ ก็เป็นเรื่องที่ผู้ร้องมุ่งหมายให้เจ้าพนักงานบังคับคดีปล่อยทรัพย์สินที่ยึดคืนแก่ผู้ร้อง เป็นกรณีที่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๘๘ มิใช่เป็นการยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้เพิกถอนการขายทอดตลาดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๙๖ ซึ่งการขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีปล่อยทรัพย์สิน ผู้ร้องจะต้องยื่นคำร้องขอต่อศาลก่อนที่ได้เอาทรัพย์สินเช่นว่านี้ออกขายทอดตลาดตามมาตรา ๒๘๘ วรรคหนึ่ง เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ขายทอดตลาดที่ดินไปตั้งแต่ก่อนผู้ร้องยื่นคำร้องขอ จึงล่วงเลยระยะเวลาตามที่กฎหมายกำหนด ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ได้,วิ.แพ่ง,,,,,,, 66,2,,การกล่าวอ้างว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีโดยยึดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาเกินกว่าที่พอจะชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษานั้นลูกหนี้ตามคำพิพากษาจะยื่นคำฟ้องกรมบังคับคดี ขอให้ถอนการยึดและเรียกค่าเสียหายได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๔๘๗/๒๕๕๖ ตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ที่ขอให้จำเลยทั้งสี่ถอนการยึดทรัพย์ห้องชุดของโจทก์ หากจำเลยทั้งสี่ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสี่ แสดงว่าโจทก์ประสงค์จะให้ศาลพิพากษาเพิกถอนการยึดทรัพย์ห้องชุดของโจทก์อันสืบเนื่องมาจากข้ออ้างของโจทก์ว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีโดยการยึดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาเกินกว่าที่พอจะชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาฝ่าฝืนต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๒๘๔ ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มตรา ๒๙๖ บัญญัติไว้เป็นการเฉพาะแล้วว่าให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษายื่นคำร้องต่อศาลก่อนการบังคับคดีได้เสร็จลงเพื่อให้ศาลสั่งเพิกถอนหรือแก้ไขกระบวนวิธีการบังคับคดีทั้งปวง โจทก์ในฐานลูกหนี้ตามคำพิพากษาในคดีที่อ้างว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีโดยไม่ชอบจึงต้องดำเนินการตามบทกฎหมายนั้น แม้โจทก์จะมีคำขอให้จำเลยทั้งสี่ชดใช้ค่าเสียหายมาด้วยก็เป็นเพียงคำขอต่อเนื่องและเมื่อศาลยังมิได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เพิกถอนการยึดทรัพย์ก็จะฟังว่าการกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์หาได้ไม่ ฟ้องของโจทก์จึงเกี่ยวกับการบังคับคดีในคดีเดิมของศาลชั้นต้นและจำต้องมีคำวินิจฉัยของศาลก่อนที่การบังคับคดีจะได้ดำเนินไปได้โดยครบถ้วนและถูกต้อง ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๗ (๒) โจทก์จึงต้องเสนอคดีโดยทำเป็นคำร้องขอต่อศาลชั้นต้นในคดีเดิมซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจในการบังคับคดี หาใช่ยื่นคำฟ้องต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีใหม่ไม่,วิ.แพ่ง,,,,,,, 66,2,,คดีฟ้องให้ชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงิน จำเลยยอมรับว่ากู้ยืมเงินจากโจทก์จริง แต่ได้รับเงินกู้ไม่ครบเพราะโจทก์คิดดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด จึงเป็นโมฆะ ภาระการพิสูจน์ตกแก่คู่ความฝ่ายใด,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๑๗๘/๒๕๕๖ จำเลยให้การรับว่า จำเลยกู้ยืมเงินจากโจทก์จริง แต่กล่าวอ้างข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ว่าจำเลยได้รับเงินกู้ไปจากโจทก์เพียง ๑,๕๐๐,๐๐๐ บาท แต่หนังสือสัญญาจำนองระบุเงินกู้ยืมและจดทะเบียนจำนองเป็นเงิน๒,๓๕๐,๐๐๐ บาท เนื่องจากโจทก์คิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด นิติกรรมการกู้ยืมเงินตามหนังสือสัญญาจำนองจึงตกเป็นโมฆะภาระการพิสูจน์ตกแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๘๔ เดิมแม้ศาลชั้นต้นกำหนดให้โจทก์มีภาระการพิสูจน์และมีหน้าที่นำสืบก่อน แต่ก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงภาระการพิสูจน์ที่ถูกต้องตามที่กฎหมายบัญญัติได้ เมื่อจำเลยไม่สืบพยานให้ได้ความตามที่มีภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงย่อมฟังไม่ได้ว่าจำเลยกู้ยืมเงินจากโจทก์ ๑,๕๐๐,๐๐๐ บาท ตามที่ระบุไว้ในหนังสือสัญญาจำนอง ซึ่งให้ถือเป็นหลักฐานการกู้ยืมเงินด้วย จำเลยจึงต้องรับผิดชำระหนี้เงินกู้พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ตามฟ้อง",วิ.แพ่ง,,,,,,, 66,2,,อาคารที่พักสายตรวจเพื่อใช้เป็นสถานที่พักของเจ้าพนักงานตำรวจและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนที่มาแจ้งความร้องทุกข์ และห้องพักที่กั้นเป็นส่วนสัดซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอาคารที่พักสายตรวจซึ่งเจ้าพนักงานตำรวจทุกคนก็เข้าพักอาศัยได้ การค้นในสถานที่ดังกล่าวต้องมีหมายค้นหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๙๕๘/๒๕๕๖ อาคารที่พักสายตรวจสร้างจากเงินบริจาคของประชาชน และสร้างบนที่ดินขององค์การบริหารส่วนตำบล เพื่อใช้เป็นสถานที่พักของเจ้าพนักงานตำรวจสายตรวจและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนที่มาแจ้งความร้องทุกข์แม้โจทก์จะร่วมบริจาคเงินในการก่อสร้างด้วย แต่วัตถุประสงค์การก่อสร้างที่ใช้เป็นที่พักสายตรวจและให้ประชาชนมาแจ้งความร้องทุกข์ได้ ย่อมแสดงว่าประชาชนประสงค์ให้ใช้เป็นสถานที่ราชการที่ประชาชนทั่วไปสามารถเข้ามาติดต่อกับเจ้าพนักงานตำรวจได้ทั้งอาคารดังกล่าวได้ขอบ้านเลขที่โดยระบุว่าเป็นที่ทำการสถานีตำรวจชุมชน และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้เรียกเก็บค่ากระแสไฟฟ้าจากหัวหน้าสถานีตำรวจชุมชน บ่งชี้ได้ว่าประชาชนที่ร่วมกันก่อสร้างอาคารที่พักสายตรวจได้มอบอาคารให้เป็นสถานที่ราชการตำรวจโดยปริยายเมื่อประชาชนสามารถเข้ามาติดต่อใช้อาคารในการติดต่อกับเจ้าพนักงานตำรวจได้ จึงไม่ใช่ที่รโหฐานอันเป็นที่ส่วนตัวของโจทก์ที่จะมีอำนาจจัดการหวงห้ามได้ส่วนห้องนอนของโจทก์ที่กั้นเป็นสัดส่วนเป็นส่วนหนึ่งของอาคารที่พักสายตรวจ และ ผู้ใต้บังคับบัญชาของโจทก์ใช้เป็นที่เปลี่ยนเสื้อผ้า แสดงว่านอกจากโจทก์จะใช้เป็นที่พักอาศัยแล้วเจ้าพนักงานตำรวจสายตรวจอื่นก็สามารถใช้ประโยชน์ได้ แม้โจทก์จะเก็บสิ่งของส่วนตัวไว้และใส่กุญแจก็ไม่ใช่ห้องพักส่วนตัวที่โจทก์จะมีสิทธิหวงกันไว้ผู้เดียวได้แต่เป็นห้องพักอันเป็นสถานที่ราชการที่เจ้าพนักงานตำรวจอื่นก็เข้าพักอาศัยได้เช่นกันห้องพักที่เกิดเหตุจึงไม่ใช่ที่รโหฐาน การที่จำเลยเข้าไปในห้องพักเพื่อค้นหาอาวุธปืนตามที่ผู้ใช้กระทำความผิดแจ้งว่านำมาไว้ในอาคารที่พักสายตรวจ จึงมีเหตุอันควรสงสัยตามสมควรว่ามีสิ่งของที่ได้ใช้หรือมีไว้เป็นความผิดซ่อนไว้ในห้องพักของโจทก์จำเลยย่อมมีอำนาจค้นห้องพักของโจทก์ได้โดยไม่ต้องมีหมายค้นหาใช่เป็นการกลั่นแกล้งเพื่อให้โจทก์ได้รับความเสียหายไม่ การกระทำของจำเลยเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ (ดูประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๙๓)",วิ.อาญา,,,,,,, 66,3,,ศาลชั้นต้นยกคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกาไปแล้ว หากมายื่นคำร้องอีกโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันกับคำร้องฉบับแรก จะต้องห้ามตามกฎหมายหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๙๘๑/๒๕๕๕ เมื่อวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๔ โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกามีกำหนด ๑ เดือน โดยอ้างว่า โจทก์ไม่ทราบวันนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๕ เพราะโจทก์ไม่ได้รับหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๕ ของศาลชั้นต้นและไม่ได้มีการส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาให้ทนายโจทก์ จึงยังถือไม่ได้ว่าเป็นการส่งหมายนัดให้คู่ความ กรณีเป็นพฤติการณ์พิเศษและมีเหตุสุดวิสัย ศาลชั้นต้นยกคำร้อง เท่ากับศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกาของโจทก์ไปแล้ว การที่โจทก์ยื่นคำร้องลงวันที่ ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๕๔ ขอขยายระยะเวลาฎีกา โดยอ้างเหตุอย่างเดียวกันกับคำร้องฉบับแรก จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาอันเกี่ยวกับคดีหรือประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้ว ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๔ วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕,วิ.อาญา,,,,,,, 66,3,,โจทก์ขาดนัดพิจารณา ศาลมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีจากสารบบความโจทก์มีสิทธิขอพิจารณาคดีใหม่ได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๓๓๒/๒๕๕๕ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๒๐๑ เดิม บัญญัติกรณีที่โจทก์ขาดนัดพิจารณาให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีเสียจากสารบบความและห้ามมิให้โจทก์อุทธรณ์คำสั่งเช่นว่านี้หรือมีคำขอให้พิจารณาคดีนั้นใหม่แตกต่างจากมาตรา ๒๐๓ ที่บังคับใช้ในปัจจุบัน ที่บัญญัติห้ามมิให้โจทก์อุทธรณ์คำสั่งจำหน่ายคดีเพียงประการเดียว โดยไม่มีบทบัญญัติมาตรา ใดที่ห้ามมิให้โจทก์มีคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ แต่การขอพิจารณาคดีใหม่ได้จะต้องมีการพิจารณาคดีฝ่ายเดียวเป็นสำคัญ เมื่อโจทก์ไม่มาศาล ศาลชั้นต้นเห็นว่าโจทก์ขาดนัดพิจารณา และมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ จึงไม่มีการพิจารณาคดีฝ่ายเดียวที่จะทำให้โจทก์มีสิทธิขอพิจารณาคดีใหม่ได้ โจทก์มีสิทธิเพียงเสนอคำฟ้องใหม่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยอายุความตามมาตรา ๒๐๓,วิ.แพ่ง,,,,,,, 66,3,,ผู้ขายโทรศัพท์มาหาผู้ซื้อเพื่อเสนอขายสินค้า ผู้ซื้อตอบตกลงจะรับซื้อหากผู้ซื้อนัดผู้ขายให้ส่งมอบสินค้าให้แก่ผู้ซื้อในอีกสถานที่หนึ่ง จะถือว่ามูลคดีเกิดขึ้นที่ใด,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๙๗๘/๒๕๕๕ จำเลยซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก โทรศัพท์มาหาโจทก์ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดชัยนาทเพื่อเสนอขายสมุดคู่มือจดทะเบียนรถตามฟ้อง และโจทก์ตอบตกลงว่าจะรับซื้อสมุดคู่มือจดทะเบียนรถจากจำเลยไว้ มูลคดีจึงเกิดที่ภูมิลำเนาของจำเลยซึ่งเป็นสถานที่ที่คำสนองรับซื้อของโจทก์ไปถึงจำเลย อันอยู่ในเขตอำนาจของศาลจังหวัดพิษณุโลก โจทก์จึงต้องฟ้องจำเลยที่ศาลจังหวัดพิษณุโลก ซึ่งเป็นศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลและมูลคดีเกิดในเขตศาล แม้โจทก์นัดจำเลยให้ส่งมอบสมุดคู่มือจดทะเบียนรถให้แก่โจทก์ที่อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี ก็มิใช่สถานที่ที่ต้นเหตุพิพาทอันเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิต่อโจทก์เกิดขึ้น หาทำให้มูลคดีซึ่งเกิดขึ้นที่จังหวัดพิษณุโลกอันเป็นภูมิลำเนาของจำเลยเปลี่ยนแปลงไปไม่ โจทก์จึงไม่มีอำนาจเสนอคำฟ้องต่อศาลจังหวัดสิงห์บุรี,วิ.แพ่ง,,,,,,, 66,3,,ผู้พิพากษาที่ไม่ได้ร่วมนั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นด้วย จะมีอำนาจร่วมลงลายมือชื่อทำคำพิพากษากับผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๗๐๑๒/๒๕๕๕ ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีโดยสืบพยานโจทก์รวม ๕ นัด คือ เมื่อวันที่ ๒๔, ๒๕, ๒๖, ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๔๗ และวันที่ ๒๒ มีนาคม ๒๕๔๘ กับสืบพยานจำเลย ๑ นัด คือ เมื่อวันที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๔๘ ในการสืบพยานโจทก์และจำเลยแต่ละนัดมี ต. ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งเป็นเจ้าของสำนวนร่วมนั่งพิจารณาคดีทุกนัด โดยไม่ปรากฏว่า ส. ได้ร่วมนั่งพิจารณาคดีด้วย ส. จึงไม่มีอำนาจทำคำพิพากษาร่วมกับ ต.กรณีไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๒๙ และ ๓๐ คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ ส. ร่วมลงลายมือชื่อทำคำพิพากษาด้วยจึงไม่ชอบคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบเช่นกัน",วิ.แพ่ง,,,,,,, 66,3,,คดีที่มีอัตราโทษจำคุกไม่เกินสองปีและปรับไม่เกินสองแสนบาท อยู่ในอำนาจศาลแขวงที่จะพิจารณาพิพากษาหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๒๐๕๖/๒๕๕๕ โจทก์ทั้งสองขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒๖, ๓๒๘ โดยบรรยายฟ้องรวมกันมา เป็นกรณีกล่าวหาว่าจำเลยกระทำความผิดกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทแม้โจทก์จะมีคำขอท้ายฟ้องให้ลงโทษจำเลยหลายกรรมต่างกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ด้วยก็ตาม แต่หากพิจารณาได้ความตามฟ้อง ศาลต้องลงโทษจำเลยตามมาตรา ๓๒๘ อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกไม่เกินสองปีและปรับไม่เกินสองแสนบาท เกินอำนาจของศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลแขวงที่จะพิจารณาพิพากษา ศาลชั้นต้นจึงไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้เมื่อศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้แล้ว จึงไม่อาจนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๒ มาใช้บังคับ",วิ.อาญา,,,,,,, 66,3,,คดีอาญาที่มีอัตราโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ หากศาลชั้นต้น ลงโทษจำคุกแต่เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปฝึกอบรม ดังนี้ จำเลยจะอุทธรณ์ว่าไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้องได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๔๖๒/๒๕๕๕ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ ๑ มีความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา ๓๕๘ แยกกระทงกับความผิดฐานอื่นลดมาตรา ส่วนโทษแล้วระวางโทษจำคุกจำเลยที่ ๑ มีกำหนด ๓ เดือน เมื่อรวมกับโทษฐานอื่นแล้ว เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยที่ ๑ ไปฝึกอบรมมีกำหนด ๙ เดือน ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวฯมาตรา ๑๐๔ (๒) ถือเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนแทนการลงโทษทางอาญาแก่จำเลย จึงไม่เป็นการลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา ๑๘ อันจะเข้ากรณียกเว้นที่จะมีสิทธิอุทธรณ์ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๓ ทวิ การที่จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์ว่าไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้องจึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ และไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ ๑ ได้รับอนุญาตตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๓ ตรี การที่ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ของจำเลยในความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์และศาลอุทธรณ์ภาค ๔ รับวินิจฉัยมานั้น จึงเป็นการไม่ชอบ,วิ.อาญา,,,,,,, 66,3,,คดีอาญา โจทก์และจำเลยแถลงยอมรับคำเบิกความของประจักษ์พยานโจทก์ทุกปากที่เบิกความไว้ในคดีอื่นโดยโจทก์ไม่ติดใจนำพยานดังกล่าวเข้าสืบ ศาลจะนำมารับฟังได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๕๖๓/๒๕๕๕ ในคดีอาญาโจทก์มีหน้าที่นำสืบพยานหลักฐานให้รับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องจริงหรือไม่นั้นเมื่อพิจารณาบันทึกคำเบิกความของผู้เสียหาย ซึ่งเป็นประจักษ์พยานได้ความทำนองเดียวกันว่าเห็นเหตุการณ์ขณะที่คนร้ายใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายกับผู้ตายจดจำได้ว่าจำเลยเป็นคนร้ายที่ขับรถจักรยานยนต์ และได้ชี้จำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๒๗๙/๒๕๔๗ของศาลชั้นต้นด้วย แต่ก็เป็นการเบิกความในคดีอื่น ไม่ได้กระทำต่อหน้าจำเลยในคดีนี้แม้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๖/๕ ศาลอาจรับฟังคำเบิกความของพยานที่เบิกความไว้ในคดีอื่นประกอบพยานหลักฐานอื่นในคดีได้ แต่การที่โจทก์และจำเลยแถลงยอมรับคำเบิกความของประจักษ์พยานโจทก์ทุกปาก แล้วโจทก์ไม่ติดใจนำประจักษ์พยานดังกล่าวเข้าสืบ โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าเหตุใดประจักษ์พยานโจทก์แต่ละปากจึงไม่สามารถมาเบิกความได้ จึงไม่ใช่กรณีมีเหตุจำเป็นหรือเหตุสมควรที่ศาลอาจรับฟังบันทึกคำเบิกความของประจักษ์พยานทั้งห้าปากในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๒๗๙/๒๕๔๗ ของศาลชั้นต้น ประกอบพยานหลักฐานอื่นในชั้นพิจารณาได้",วิ.อาญา,,,,,,, 66,3,,พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานยักยอกและให้จำเลยคืนเงินแก่ผู้เสียหาย ผู้เสียหายจะยื่นคำร้องขอให้จำเลยคืนเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอีกได้หรือไม่ และผู้เสียหายจะต้องเสียค่าธรรมเนียมหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๖๖๔/๒๕๕๕ คดีนี้พนักงานอัยการมีคำขอให้จำเลยคืนเงิน ๔๒,๕๐๐ บาท แก่ผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๔๓ แล้ว ต่อมาโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนโดยคืนเงิน ๔๒,๕๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๔๔/๑ อีก ซึ่งตามมาตรา ๔๔/๑ วรรคสาม บัญญัติว่า “..ในกรณีที่พนักงานอัยการได้ดำเนินการตามความในมาตรา ๔๓ แล้ว ผู้เสียหายจะยื่นคำร้องตามวรรคหนึ่งเพื่อเรียกทรัพย์สินหรือราคาทรัพย์สินอีกไม่ได้” ดังนี้ โจทก์ร่วมจึงยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนโดยคืนเงิน ๔๒,๕๐๐ บาท อีกไม่ได้ การที่ศาลชั้นต้นสั่งรับคำร้องของโจทก์ร่วมในส่วนนี้จึงไม่ชอบอย่างไรก็ตามดอกเบี้ยของเงิน ๔๒,๕๐๐ บาท ไม่ใช่ทรัพย์สินหรือราคาที่ผู้เสียหายสูญเสียไปเนื่องจากการกระทำผิด แต่เป็นค่าเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย เพราะฉะนั้นพนักงานอัยการจะมีคำขอเรียกค่าดอกเบี้ยแทนโจทก์ร่วมไม่ได้ โจทก์ร่วมจึงยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนโดยชำระดอกเบี้ยของต้นเงิน ๔๒,๕๐๐ บาท ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๔๔/๑ วรรคหนึ่ง ได้ ซึ่งตามมาตรา ๒๕๓ วรรคหนึ่ง มิให้เรียกค่าธรรมเนียมจากโจทก์ร่วมเว้นแต่ในกรณีที่ศาลเห็นว่าผู้เสียหายเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนสูงเกินสมควร หรือดำเนินคดีโดยไม่สุจริต ให้ศาลมีอำนาจสั่งให้ผู้เสียหายชำระค่าธรรมเนียมทั้งหมดหรือบางส่วนได้ดังนี้ การที่โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยใช้ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี แก่โจทก์ร่วมด้วยนั้นจึงเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมาย ไม่ถือเป็นการเรียกค่าสินไหมทดแทนที่สูงเกินสมควรหรือใช้สิทธิไม่สุจริต โจทก์ร่วมจึงไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมสำหรับบการขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในส่วนดอกเบี้ยดังกล่าว",วิ.อาญา,,,,,,, 66,4,,คดีก่อน ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยวินิจฉัยว่า ท. มิใช่ผู้เสียหาย ไม่มีอำนาจร้องทุกข์ พนักงานสอบสวนย่อมไม่มีอำนาจสอบสวน การสอบสวนจึงเป็นไปโดยมิชอบพนักงานอัยการโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง จะถือว่าคดีก่อนศาลได้วินิจฉัยในความผิดซึ่งได้ฟ้องอันจะเป็นเหตุให้สิทธิของ ท. ที่จะนำคดีมาฟ้องระงับสิ้นไปหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๓๘๓๘/๒๕๕๕ คดีก่อนพนักงานอัยการโจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๑ กันยายน ๒๕๔๓ เวลากลางวัน จำเลยทั้งสามทำให้เสียทรัพย์บ้านพิพาทในคดีนี้ ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๑ กันยายน ๒๕๔๓ เวลาประมาณ ๑๓ นาฬิกา จำเลยทั้งสามกระทำความผิดฐานบุกรุกและทำให้เสียทรัพย์ซึ่งบ้านพิพาทหลังเดียวกันและการบุกรุกก็เป็นการบุกรุกเข้าไปเพื่อรื้อถอนบ้านพิพาทในวันเดียวกัน ดังนี้ การกระทำของจำเลยทั้งสามในความผิดทั้งสองคดีจึงเป็นการกระทำที่ต่อเนื่องไม่ขาดตอน อันเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท การกระทำของจำเลยทั้งสามที่โจทก์บรรยายฟ้องคดีนี้และคดีก่อนเป็นการกระทำอันเดียวกัน แต่เมื่อคดีก่อนศาลชั้นต้นยกฟ้องโดยวินิจฉัยเพียงว่า ท. โจทก์มิใช่เป็นผู้ได้รับความเสียหายจึงมิใช่ผู้เสียหายไม่มีอำนาจร้องทุกข์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒ (๔)พนักงานสอบสวนย่อมไม่มีอำนาจสอบสวน การสอบสวนของพนักงานสอบสวนจึงเป็นไปโดยมิชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๒๑ วรรคสอง ทำให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๒๐ โดยยังมิได้วินิจฉัยถึงการกระทำของจำเลยทั้งสามตามข้อกล่าวหาของโจทก์ จึงถือไม่ได้ว่าเป็นคำพิพากษาที่ได้วินิจฉัยในความผิดซึ่งได้ฟ้องอันจะเป็นเหตุให้สิทธิของโจทก์ที่จะนำคดีมาฟ้องใหม่ระงับสิ้นไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๙ (๔) ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อน ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้โจทก์มิได้ยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕ **คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๑๒/๒๕๒๗** โจทก์เคยฟ้องจำเลยมาครั้งหนึ่ง ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้วพิพากษายกฟ้องโดยวินิจฉัยว่าโจทก์มิใช่ผู้เสียหาย เพราะโจทก์มิได้บรรยายฟ้องโดยแจ้งชัดถึงอำนาจฟ้องของโจทก์ โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีใหม่ด้วยข้อหาเดียวกันนั้นต่อศาลชั้นต้นเดียวกัน โดยบรรยายอำนาจฟ้องของโจทก์ให้ชัดเจนขึ้น ดังนี้สิทธินำคดีมาฟ้องของโจทก์ยังหาได้ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๙ (๔) ไม่ เพราะศาลยังมิได้วินิจฉัยชี้ขาดการกระทำความผิดของจำเลย แต่การที่โจทก์ฟ้องคดีใหม่ในระหว่างที่คดีเดิมอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกานั้น ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๑๗๓ (๑) ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕",วิ.อาญา,,,,,,, 66,4,,"พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยข้อหาปล้นทรัพย์รถยนต์ราคา ๘๔๐,๐๐๐ บาท ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้เสียหายซื้อรถยนต์มาด้วยเงินดาวน์ ๑๖๐,๐๐๐ บาท และผ่อนชำระบริษัทไฟแนนซ์เดือนละ ๑๒,๐๐๐ บาท ได้เพียง ๓ เดือน ดังนี้ ผู้เสียหายมีสิทธิที่จะเรียกร้องราคารถยนต์ที่สูญเสียไปเนื่องจากการกระทำความผิดจำนวนเท่าใด","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๕๘๓๑/๒๕๕๕ โจทก์ร่วมซื้อรถยนต์มาด้วยเงินดาวน์ประมาณ ๑๖๐,๐๐๐ บาท และผ่อนกับบริษัทไฟแนนซ์เดือนละ ๑๒,๐๐๐ บาท ได้เพียง ๓ เดือน เท่ากับโจทก์ร่วมชำระเงินค่ารถยนต์ไป ๑๙๖,๐๐๐ บาท โจทก์ร่วมมีสิทธิที่จะเรียกร้องราคารถยนต์ที่สูญเสียไปเนื่องจากการกระทำผิดคืนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๔๓ จำนวน ๑๙๖,๐๐๐ บาท ไม่ใช่ ๘๔๐,๐๐๐ บาท เพราะมิฉะนั้นโจทก์ร่วมย่อมได้กำไรเกินกว่าราคาที่สูญเสียไปซึ่งไม่ถูกต้อง และจำเลยทั้งสามอาจต้องชำระราคารถยนต์ซ้ำซ้อนในกรณีบริษัทประกันภัยใช้สิทธิไล่เบี้ยฟ้องคดีแพ่ง ซึ่งเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนแม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒ (๕) ประกอบมาตรา ๒๔๖ และมาตรา ๒๔๗ ",วิ.อาญา,,,,,,, 66,4,,บันทึกคำให้การของผู้เสียหายในชั้นสอบสวน หากศาลออกหมายจับ แต่ไม่ได้ตัวผู้เสียหายมาเบิกความ ศาลจะรับฟังบันทึกคำให้การของผู้เสียหายในชั้นสอบสวนดังกล่าวได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๓๖๔/๒๕๕๕ ผู้เสียหายได้รับหมายเรียกให้มาเป็นพยานที่ศาลแต่ถึงวันนัดกลับไม่มาศาลและไม่ได้แจ้งเหตุขัดข้อง ศาลชั้นต้นจึงออกหมายจับผู้เสียหายเพื่อเอาตัวมาเป็นพยาน แต่ก็ไม่ได้ตัวผู้เสียหายมาเบิกความต่อศาล ถือได้ว่ามีเหตุจำเป็นเนื่องจากไม่สามารถนำผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้ที่ได้เห็นและได้ยินในเรื่องที่จะให้การเป็นพยานนั้นด้วยตนเองโดยตรงมาเป็นพยานได้ และมีเหตุผลสมควรเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมที่จะรับฟังพยานบอกเล่านั้น ศาลสามารถนำพยานบอกเล่านี้ (คำให้การของผู้เสียหายในชั้นสอบสวน) ไปฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ได้ ไม่ได้ต้องห้ามมิให้รับฟังเสียเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๖/๓ วรรคสอง (๒),วิ.อาญา,,,,,,, 66,4,,ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาและคำสั่งศาลชั้นต้นที่ประทับรับฟ้อง ให้คืนฟ้องโจทก์เพื่อให้นำไปดำเนินคดีในศาลที่มีอำนาจ จำเลยฎีกาได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๙๘๕/๒๕๕๕ ศาลชั้นต้นเห็นว่า การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ พิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์เห็นว่า คดีไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้น พิพากษายกคำพิพากษาและคำสั่งศาลชั้นต้นที่ประทับรับฟ้อง ให้คืนฟ้องโจทก์เพื่อให้นำไปดำเนินคดีในศาลที่มีอำนาจ มีผลเท่ากับศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง จำเลยฎีกาไม่ได้ทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและปัญหาข้อกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๐ ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. ๒๔๙๙ มาตรา ๔,วิ.อาญา,,,,,,, 66,4,,ผู้เสียหายไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุและไม่เห็นเหตุการณ์ จะมีอำนาจที่จะจับกุมผู้กระทำความผิดหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๒๘๒/๒๕๕๕ ขณะเกิดเหตุที่จำเลยแทงผู้ตาย ผู้เสียหายไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุและไม่เห็นเหตุการณ์ โดยผู้เสียหายยืนอยู่ห่างจากที่เกิดเหตุประมาณ ๕๐ เมตร มองไม่เห็นที่เกิดเหตุเพราะมีร้านค้าบังอยู่ ผู้เสียหายซึ่งเป็นราษฎรจึงไม่มีอำนาจตามกฎหมายที่จะจับกุมจำเลยได้ เพราะมิใช่เป็นการกระทำความผิดซึ่งหน้าตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๗๙ การที่ผู้เสียหายจะจับจำเลยและใช้ไม้กระบองฟาดไปที่หลังจำเลย จำเลยย่อมมีสิทธิป้องกันตนเองได้ แต่การที่จำเลยจับไม้กระบองผู้เสียหายไว้แล้วใช้มีดแทงผู้เสียหายไปถึง ๓ ครั้งที่ชายโครงซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญ และอาจทำให้ผู้เสียหายถึงแก่ความตายได้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการป้องกันเกินสมควรแก่เหตุ จำเลยจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยเป็นการป้องกันเกินสมควรแก่เหตุ,วิ.อาญา,,,,,,, 66,4,,ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้พิจารณาพิพากษารวมกันสามสำนวน หากผู้เสียหายทั้งสามสำนวนยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการเพียงบางสำนวน ผู้เสียหายจะมีสิทธิยื่นอุทธรณ์ในสำนวนที่ตนไม่ได้ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๕๖๒/๒๕๕๕ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้พิจารณาพิพากษารวมกันกับอีก ๒ คดี โดยโจทก์ร่วมที่ ๓ ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในสำนวนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๔๒๔๙/๒๕๔๖ ของศาลชั้นต้น ซึ่งโจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๕ แต่โจทก์ร่วมที่ ๓ ไม่ได้ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ในสำนวนคดีนี้ซึ่งโจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๗ ดังนั้น แม้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้พิจารณาพิพากษารวมกันสามสำนวน และโจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายทั้งสามสำนวนก็ตาม เมื่อโจทก์ร่วมที่ ๓ ไม่ได้ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีอาญาสำนวนนี้ซึ่งพนักงานอัยการยื่นฟ้องจำเลยที่ ๗ ต่อศาลตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๓๐ โจทก์ร่วมที่ ๓ จึงไม่ใช่โจทก์ร่วมในสำนวนคดีนี้ โจทก์ร่วมที่ ๓ อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยที่ ๗ ไม่ได้ ส่วนการที่ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมการพิจารณาพิพากษาคดีนี้กับอีก ๒ คดี เป็นอำนาจของศาลตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๘ ซึ่งเป็นคนละเรื่องแยกต่างหากจากกัน ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมที่ ๓ ใน สำนวนคดีนี้ซึ่งพนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๗ ชอบแล้ว,วิ.อาญา,,,,,,, 66,4,,ศาลพิพากษายกฟ้องเพราะโจทก์ไม่ได้ลงลายมือชื่อในฟ้องและคดีถึงที่สุดโจทก์จะนำคดีมาฟ้องใหม่ได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๕๑๐/๒๕๕๕ ความผิดตามฟ้องคดีนี้โจทก์เคยฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลชั้นต้นมาแล้วและศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสอง แต่ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค ๖ มีคำพิพากษายกฟ้องคดีดังกล่าวเพราะโจทก์มิได้ลงลายมือชื่อในฟ้องและคดีถึงที่สุด ดังนี้ จึงถือไม่ได้ว่า ความผิดตามฟ้องคดีนี้ ศาลในคดีก่อนได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องแล้วตามความใน ป.วิ.อ. มาตรา ๓๙ (๔) สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์คดีนี้ยังไม่ระงับไปตามบทบัญญัติดังกล่าว,วิ.อาญา,,,,,,, 66,4,,สิทธิในการนำคดีมาฟ้องในคดีนี้ซึ่งเป็นความผิดกรรมเดียวกันกับคดีก่อนระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๓๙ เป็นเหตุในลักษณะคดีตามมาตรา ๒๑๓ หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๔๑๐/๒๕๕๕ จำเลยที่ ๓ ร่วมกันรับรถจักรยานยนต์ของกลางคดีนี้และรถจักรยานยนต์ในคดีหมายเลขแดงที่ ๑๑๑๑/๒๕๔๘ ของศาลจังหวัดราชบุรี ไว้ในคราวเดียวกัน จึงเป็นการกระทำความผิดฐานร่วมกันรับของโจรเพียงกรรมเดียว เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค ๗ มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดให้ยกฟ้องจำเลยที่ ๓ ในคดีดังกล่าวแล้ว สิทธิในการนำคดีมาฟ้องในคดีนี้ซึ่งเป็นความผิดกรรมเดียวกันจึงระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๓๙ (๔) และเป็นเหตุลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปจนถึงจำเลยที่ ๒ ซึ่งมิได้ฎีกาด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๓ ประกอบมาตรา ๒๒๕,วิ.อาญา,,,,,,, 66,4,,การพิพากษาคดีอาญา ศาลจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีอาญาอื่นหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๙๒๘/๒๕๕๕ ในการพิพากษาคดีอาญาหาได้มีบทบัญญัติของกฎหมายใดให้ศาลจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีอาญาคดีอื่น เพราะคดีอาญาโจทก์ต้องมีหน้าที่นำสืบข้อเท็จจริงที่กล่าวหานั้นจึงจะฟังลงโทษจำเลยได้ ข้อเท็จจริงในคดีอาญาจะมีผลผูกพันคดีอื่นได้ก็เฉพาะที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.อ. มาตรา ๔๖ เท่านั้น เมื่อข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาของศาลแขวงสงขลาไม่ผูกพันในคดีนี้ ศาลก็ย่อมวินิจฉัยข้อเท็จจริงในคดีนี้ตามที่ปรากฏในสำนวน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ ฟังข้อเท็จจริงในคดีอาญาของศาลแขวงสงขลาแล้ววินิจฉัยว่า โจทก์ร่วมกับจำเลยที่ ๑ สมัครใจทะเลาะวิวาทกัน โจทก์ร่วมทำร้ายร่างกายจำเลยที่ ๑ โจทก์ร่วมจึงไม่ใช่ผู้เสียหายจึงเป็นการไม่ชอบ เมื่อจำเลยที่ ๑ กับโจทก์ร่วมมีสาเหตุกันมาก่อนแล้ว จำเลยที่ ๑ เป็นฝ่ายลงมือชกต่อยโจทก์ร่วมโดยผ่านช่องกระจกรถก่อน โจทก์ร่วมย่อมต้องตอบโต้การกระทำของจำเลยที่ ๑ จึงเชื่อว่าโจทก์ร่วมใช้ประตูรถกระแทกจำเลยที่ ๑ และออกจากรถไปชกต่อยกับจำเลยที่ ๑ พฤติการณ์ของโจทก์ร่วมจึงฟังได้ว่าโจทก์ร่วมสมัครใจทะเลาะวิวาทกับจำเลยที่ ๑ โจทก์ร่วมจึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยและไม่มีสิทธิยื่นคำร้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๔๔/๑",วิ.อาญา,,,,,,, 66,5,,การขอให้เพิกถอนการยึดทรัพย์อ้างว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีโดยการยึดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาเกินกว่าที่พอจะชำระให้แก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา หรือขอให้ศาลเพิกถอนการขายทอดตลาดอ้างว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ได้แจ้งประกาศขายทอดตลาดให้ทราบและขายไปในราคาต่ำกว่าปกติ หรือขอให้เพิกถอนคำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดีในการขายทอดตลาดและมีคำสั่งให้ผู้ประมูลเป็นผู้ซื้อที่ดินได้จากการขายทอดตลาด หากมีการเรียกค่าเสียหายมาด้วยจะยื่นฟ้องเป็นคดีใหม่ได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๔๘๗/๒๕๕๖ ตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ที่ขอให้จำเลยทั้งสี่ถอนการยึดทรัพย์ห้องชุดของโจทก์ หากจำเลยทั้งสี่ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสี่ แสดงว่าโจทก์ประสงค์จะให้ศาลพิพากษาเพิกถอนการยึดทรัพย์ห้องชุดของโจทก์ อันสืบเนื่องมาจากข้ออ้างของโจทก์ว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีโดยการยึดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาเกินกว่าที่พอจะชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาฝ่าฝืนต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๘๔ ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๙๖ บัญญัติไว้เป็นการเฉพาะแล้วว่าให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษายื่นคำร้องต่อศาลก่อนการบังคับคดีได้เสร็จลงเพื่อให้ศาลสั่งเพิกถอนหรือแก้ไขกระบวนวิธีการบังคับคดีทั้งปวง โจทก์ในฐานะลูกหนี้ตามคำพิพากษาในคดีที่อ้างว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีโดยไม่ชอบ จึงต้องดำเนินการตามบทกฎหมายนั้น แม้โจทก์จะมีคำขอให้จำเลยทั้งสี่ชดใช้ค่าเสียหายมาด้วยก็เป็นเพียงคำขอต่อเนื่องและเมื่อศาลยังมิได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เพิกถอนการยึดทรัพย์ก็จะฟังว่าการกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์หาได้ไม่ฟ้องของโจทก์จึงเกี่ยวกับการบังคับคดีในคดีเดิมของศาลชั้นต้นและจำต้องมีคำวินิจฉัยของศาลก่อนที่การบังคับคดีจะได้ดำเนินไปได้โดยครบถ้วนและถูกต้อง ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๗ (๒) โจทก์จึงต้องเสนอคดีโดยทำเป็นคำร้องขอต่อศาลชั้นต้นในคดีเดิมซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจในการบังคับคดี หาใช่ยื่นคำฟ้องต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีใหม่ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๔๘๖/๒๕๕๑ โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๔๖ จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานบังคับคดีประจำสำนักงานบังคับคดีจังหวัดเพชรบุรีและอยู่ภายใต้บังคับบัญชาของจำเลยที่ ๓ ได้ดำเนินการบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ ๔๕๔๑๘ ตำบลชะอำ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี เป็นครั้งที่ ๑๓โดยติดจำนอง ตามหมายบังคับคดีของศาลแพ่งในคดีหมายเลขแดงที่ ๔๕๙/๒๕๔๓ ระหว่างนางสุรีย์ โสภณโภไคย โจทก์ นางนิ่มนวล พินทุโยธิน จำเลย ซึ่งส่งไปให้ศาลจังหวัดเพชรบุรีบังคับคดีแทน ในการขายทอดตลาดดังกล่าวโจทก์ได้เสนอราคาสูงสุดและไม่น้อยกว่าราคาสูงสุดของการประมูลในครั้งก่อนโดยไม่มีผู้คัดค้าน แต่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ไม่เคาะไม้ขายทรัพย์ให้แก่โจทก์โดยอ้างว่าราคาที่โจทก์เสนอยังไม่สมควรขาย เป็นการจงใจปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๓๐๙ ทวิ วรรคหนึ่ง ทำให้โจทก์เสียหาย เพราะทำให้หนี้ไถ่ถอนจำนองในส่วนดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นเป็นเงิน ๑,๖๖๖,๔๗๕ บาท จำเลยทั้งสามจึงต้องร่วมรับผิดค่าเสียหายส่วนนี้ซึ่งโจทก์ขอคิดเพียง ๓๐๐,๐๐๐ บาท ขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ในการขายทอดตลาดดังกล่าวและมีคำสั่งให้โจทก์เป็นผู้ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ ๔๕๔๑๘ ได้จากการขายทอดตลาด กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าเสียหาย ๓๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้ว พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๓ ทวิ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้ต่อศาลชั้นต้น (ศาลแพ่ง) ได้หรือไม่ เห็นว่า ก่อนฟ้องคดีนี้โจทก์เคยฟ้องจำเลยทั้งสามต่อศาลแพ่งธนบุรีและคดีดังกล่าวถึงที่สุดโดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามคำฟ้องและคำขอบังคับของโจทก์มุ่งประสงค์ให้ศาลเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ที่ไม่ขายทอดตลาดที่ดินตามฟ้องให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ให้ราคาสูงสุดและเป็นราคาที่ไม่ต่ำกว่าราคาประมูลครั้งก่อน ซึ่งโจทก์เห็นว่าเป็นคำสั่งที่ฝ่าฝืนต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๓๐๙ ทวิ วรรคหนึ่ง เป็นสาระสำคัญ กับมีคำขอให้ชดใช้ค่าเสียหายเป็นคำขอต่อเนื่อง ฟ้องของโจทก์จึงเกี่ยวเนื่องกับการบังคับคดีในคดีหมายเลขแดงที่ ๔๕๙/๒๕๔๓ ของศาลแพ่งซึ่งออกหมายบังคับคดีส่งให้ไปศาลจังหวัดเพชรบุรีบังคับคดีแทน และจำต้องมีคำวินิจฉัยของศาลก่อนที่การบังคับคดีจะได้ดำเนินไปได้โดยครบถ้วนและถูกต้องกรณีต้องด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๗ (๒) ประกอบมาตรา ๑๕ วรรคท้าย และมาตรา ๓๐๒ วรรคหนึ่งและวรรคท้าย โจทก์จะต้องเสนอคำฟ้องหรือคำร้องขอต่อศาลที่มีอำนาจในการบังคับในการบังคับคดีคือยื่นต่อศาลแพ่งซึ่งเป็นศาลที่ออกหมายบังคับคดี หรืออาจยื่นต่อศาลจังหวัดเพชรบุรีซึ่งเป็นศาลที่บังคับคดีแทน มิใช่ศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนา (ศาลแพ่งธนบุรี) ดังนั้น โจทก์จึงต้องเสนอคดีนี้โดยทำเป็นคำร้องขอต่อศาลชั้นต้นในคดีเดิมคือศาลแพ่งในคดีหมายเลขแดงที่ ๔๕๙/๒๕๔๓ ซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจในการบังคับคดี หาใช่ยื่นคำฟ้องต่อศาลชั้นต้น (ศาลแพ่ง) เป็นคดีใหม่ไม่ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้นชอบแล้ว” พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๙๙๗/๒๕๕๔ ตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองที่ขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๓๔๒๒ พร้อมสิ่งปลูกสร้างและให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ถอนการยึดที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๙๓๒๓ พร้อมสิ่งปลูกสร้าง โดยโจทก์ทั้งสองอ้างว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ได้แจ้งประกาศขายทอดตลาดให้ทราบ และขายทอดตลาดทรัพย์ไปในราคาต่ำกว่าปกติ ทำให้โจทก์ทั้งสองมีหนี้ค้างชำระต้องถูกยึดทรัพย์อื่นอีก จึงเป็นคำฟ้องที่อ้างว่าการบังคับคดีฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๙๖ วรรคสอง หาใช่เป็นคำฟ้องที่เกี่ยวกับการกระทำละเมิดของจำเลยทั้งสามตามที่โจทก์ทั้งสองอ้างไม่ ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะว่าให้ยื่นคำร้องต่อศาลที่มีอำนาจในการบังคับคดี โจทก์ทั้งสองจึงต้องดำเนินการไปตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ จะนำคดีมาฟ้องใหม่ไม่ได้",วิ.แพ่ง,,,,,,, 66,5,,คดีฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดิน โจทก์จะขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาห้ามมิให้จำเลยทำนิติกรรมใด ๆ เกี่ยวกับที่ดินพิพาทและมีคำสั่งอายัดที่ดินพิพาทไว้ชั่วคราว ก่อนมีคำพิพากษาได้หรือไม่,"คำตอบ: กรณีที่โจทก์มีคำขอท้ายคำฟ้องให้จำเลยจัดการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้เป็นของโจทก์ มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๐๔/๒๕๔๕ โจทก์ฟ้องอ้างว่า จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๒๐ และ จ. ตัวแทนเชิดของจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๒๐ ได้ตกลงขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างรวม ๒๗๒ โฉนด เนื้อที่ ๔๙ ไร่ ให้แก่โจทก์ในราคา ๙๐ ล้านบาท โจทก์ชำระเงินค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างบางส่วนและเข้าครอบครองเป็นเจ้าของทรัพย์สิน ต่อมาจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๒๐ สมรู้ร่วมคิดกับจำเลยที่ ๒๑ แสดงเจตนาลวงบุคคลภายนอกทำนิติกรรมซื้อขายและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งหมดไปเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ ๒๑ ขอให้ศาลพิพากษาให้นิติกรรมการซื้อขายและจดทะเบียนสิทธิที่ดินทั้ง ๒๗๒ โฉนด ระหว่างจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๒๐ กับจำเลยที่ ๒๑ เป็นการสมรู้ร่วมคิดกันแสดงเจตนาลวงให้ตกเป็นโมฆะไม่มีผลใด ๆ ห้ามมิให้จำเลยทั้งหมดหรือบุคคลอื่นเข้าเกี่ยวข้องรบกวนการครอบครอง จัดการและทำประโยชน์ของโจทก์ในที่ดินพิพาท ให้จำเลยทั้งหมดจัดการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้ง ๒๗๒ โฉนดตามฟ้องให้เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์โดยปลอดจำนองและปราศจากภาระติดพัน พร้อมกับให้รับเงินค่าที่ดินที่ค้าง ๔๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท จากโจทก์ ค่าภาษีและค่าธรรมเนียม ค่าใช้จ่ายในการโอนให้จำเลยทั้งหมดร่วมกันเป็นผู้เสีย หายจำเลยทั้งหมดไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ได้ให้จำเลยทั้งหมดร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน ๕๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จึงเห็นได้ว่าตามคำฟ้องของโจทก์ หากจำเลยที่ ๒๑ โอนที่ดินพิพาททั้งหมดให้แก่บุคคลอื่นในระหว่างพิจารณา ย่อมจะทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เพราะแม้โจทก์ชนะคดีก็ไม่อาจโอนที่ดินพิพาทกลับมาเป็นของโจทก์ได้ กรณีนับว่ามีเหตุจำเป็นและสมควรเพียงพอที่โจทก์จะขอให้ศาลมีคำสั่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๕๔ (๒) ประกอบมาตรา ๒๕๕ (๒) ห้ามมิให้จำเลยที่ ๒๑ โอนที่ดินพิพาทแก่บุคคลอื่นจนกว่าศาลจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงได้ แต่ถ้าคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ไม่มีคำขอให้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์และรับเงินค่าที่ดินส่วนที่เหลือจากโจทก์ให้ดูคำพิพากษาฎีกาที่ ๓๗๓๐/๒๕๕๒ เปรียบเทียบ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๗๓๐/๒๕๕๒ วัตถุประสงค์ของการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๕๔ ก็เพื่อให้โจทก์สามารถบังคับคดีได้เมื่อศาลพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี ดังนั้น สิ่งที่จะขอคุ้มครองจะต้องตรงกับการกระทำของจำเลยที่ถูกฟ้องร้องหรืออยู่ในประเด็นแห่งคดีและเป็นเรื่องที่อยู่ในคำขอท้ายฟ้องด้วยโจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทโดยหลังจากจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินให้โจทก์แล้วกลับไปทำสัญญาจะซื้อจะขายและโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ ๓ โดยมีคำขอท้ายฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ แต่ท้ายฟ้องของโจทก์ไม่มีคำขอให้จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์และรับเงินค่าที่ดินส่วนที่เหลือจากโจทก์ไป คำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวของโจทก์ ที่ขอห้ามมิให้จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ทำนิติกรรมใด ๆ เกี่ยวกับที่ดินพิพาทและมีคำสั่งอายัดที่ดินพิพาทไว้ชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษา จึงเป็นเรื่องนอกเหนือจากประเด็นแห่งคดีและคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ จึงไม่มีเหตุสมควรและเพียงพอที่จะนำวิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๕๔ มาใช้บังคับได้",วิ.แพ่ง,,,,,,, 66,6,,คดีฟ้องขับไล่บุคคลใด ๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๔ วรรคสอง นั้น หากคู่ความในคดีฟ้องขับไล่คือคดีระหว่างโจทก์จำเลยต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง คดีเกี่ยวกับการบังคับบริวารของจำเลยผู้ถูกฟ้องขับไล่จะต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงด้วยหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๘๒/๒๕๕๑ คดีเดิมโจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่ผู้เช่าและบริวารออกจากที่ดินพิพาทที่จำเลยเช่าจากโจทก์ในอัตราค่าเช่าเดือนละ ๓,๐๐๐ บาท กับให้จำเลยชำระค่าเช่าที่ค้างพร้อมค่าเสียหายนับถัดจากวันฟ้อง เป็นคดีต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๔ วรรคสอง คดีเกี่ยวกับการบังคับผู้ร้องซึ่งเป็นบริวารของจำเลยจึงต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงด้วย คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๕๐๖/๒๕๕๕ คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินมือเปล่าเนื้อที่ประมาณ ๑๐ ไร่ ตั้งอยู่ที่บ้านวังยาง ตำบลบุ่งหวาย อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี และให้จำเลยชำระค่าเสียหายปีละ ๕,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๕๓๗) จนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินพิพาทแก่โจทก์ คดีถึงที่สุด โจทก์ขอหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีรายงานต่อศาลชั้นต้นว่า ผู้ร้องซึ่งเป็นบริวารจำเลยไม่ยอมออกจากที่ดินพิพาท ขอให้สั่งจับกุมและกักขังผู้ร้อง เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมผู้ร้องส่งศาลชั้นต้น ผู้ร้องแถลงว่าผู้ร้องเป็นบุตรของจำเลย จำเลยซื้อที่ดินพิพาทจากโจทก์ราคา ๑๒๐,๐๐๐ บาท ได้ชำระราคาแก่โจทก์ก่อนโจทก์ถึงแก่กรรมแล้วและจำเลยโอนที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ร้องเมื่อวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ ผู้ร้องปลูกบ้านอาศัยอยู่ในที่ดินพิพาทมา ๓ ปี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้นัดพร้อมเพื่อสอบถาม จำเลยและผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการบังคับคดี โดยอ้างเหตุทำนองเดียวกับที่ผู้ร้องแถลงต่อศาลดังกล่าว ศาลชั้นต้นนัดพร้อม ผู้รับมอบอำนาจของนางโกสุม ผู้จัดการมรดกของโจทก์คนใหม่ที่ขอให้บังคับแทน แถลงว่าหากจำเลยและผู้ร้องมีหลักฐานการชำระค่าที่ดินแก่โจทก์ตามที่อ้างก็จะถอนการบังคับคดี จำเลยกับผู้ร้องแถลงว่าไม่มีหลักฐานแสดงการชำระเงินค่าที่ดินพิพาทแก่โจทก์ ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งยกคำร้อง จำเลยและผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยและผู้ร้องฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ส่วนที่จำเลยและผู้ร้องฎีกาว่า การจ่ายเงินค่าที่ดินพิพาทไม่มีกฎหมายบังคับให้ต้องมีเอกสารมาแสดง และจำเลยกับผู้ร้องมีพยานบุคคลจะนำสืบถึงการจ่ายเงินดังกล่าวนั้น เห็นว่า คดีนี้แม้เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นบังคับคดี แต่เป็นคดีฟ้องขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินของโจทก์อันอาจให้ผู้อื่นเช่าได้ในขณะที่ยื่นคำฟ้องเพียงปีละ ๑๐,๐๐๐ บาท หรือไม่เกินเดือนละ ๔,๐๐๐ บาทจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ จึงไม่มีการต่อสู้เรื่องกรรมสิทธิ์ ฎีกาของจำเลยและผู้ร้องดังกล่าวซึ่งเป็นเรื่องที่จำเลยและผู้ร้องอ้างเหตุนั้นมาตั้งแต่ในชั้นอุทธรณ์ จึงเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้นถึงพฤติการณ์แห่งคดีว่ามีเหตุให้งดการบังคับคดีไว้ได้หรือไม่เพียงใด อันเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๔ วรรคสอง การที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ วินิจฉัยให้จึงไม่ชอบ ถือว่าข้อเท็จจริงเป็นอันยุติไปตามคำวินิจฉัยในคำสั่งของศาลชั้นต้นแล้ว จำเลยและผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิฎีกาด้วยเหตุผลดังกล่าว การที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยและผู้ร้องมานั้นย่อมเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย”",วิ.แพ่ง,,,,,,, 66,6,,คดีพิพาทเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ที่ดิน หากโจทก์เรียกค่าเสียหายจนถึงวันฟ้องมาด้วย ทุนทรัพย์ที่พิพาท จะต้องนำจำนวนค่าเสียหายที่โจทก์เรียกมาบวกกับราคาที่ดินพิพาทด้วยหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๘๔/๒๕๕๕ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทำละเมิดโจทก์ด้วยการบุกรุกเข้าไปปักเสารั้วในที่ดินของโจทก์ ทำให้โจทก์เข้าออกไม่ได้และมีคำขอบังคับให้จำเลยรื้อถอนเสารั้วออกไปทั้งห้ามจำเลยรบกวนและให้ชดใช้ค่าเสียหาย เมื่อจำเลยให้การว่าที่ดินตามฟ้องเป็นของจำเลย โจทก์ไม่ได้ครอบครอง จำเลยมีสิทธิปักเสาทำรั้วในที่ดินของจำเลยได้ไม่เป็นการละเมิดโจทก์ จึงเป็นกรณีที่โจทก์และจำเลยต่างอ้างว่าตนเองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท แม้จะมีคำขอบังคับจำเลยรื้อถอนเสารั้วออกไปและให้ชำระค่าเสียหาย ๕๐,๐๐๐ บาท และอีกเดือนละ ๑๕,๐๐๐ บาท มาด้วย แต่การจะบังคับตามคำขอได้หรือไม่ต้องวินิจฉัยเรื่องกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทก่อนอันเป็นประเด็นสำคัญในคดี จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ซึ่งมีทุนทรัพย์ตามราคาที่ดินพิพาทและจำนวนค่าเสียหายที่โจทก์เรียกเมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท แต่ไม่เห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายให้ โจทก์ไม่อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ วินิจฉัยว่า โจทก์ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทและยกฟ้องโจทก์ การที่โจทก์ฎีกาว่า พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานจำเลย การกระทำของจำเลยเป็นการละเมิดต่อโจทก์ จึงเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค ๗ ฎีกาของโจทก์เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อที่ดินพิพาทมีเนื้อที่ ๒๐๐ ตารางวาและมีราคาประเมินตารางวาละ ๗๐๐ บาท ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาจึงเท่ากับ ๑๔๐,๐๐๐ บาท เมื่อทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาไม่เกิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๔ วรรคหนึ่ง",วิ.แพ่ง,,,,,,, 66,6,,เจ้าของรวมคนหนึ่งในที่ดินถูกฟ้องแล้วแพ้คดี เจ้าของรวมอีกคนหนึ่งจะเป็นโจทก์ฟ้องคดีเกี่ยวกับที่ดินแปลงเดียวกันนี้อีกได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๔๙๖/๒๕๕๕ “ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่คู่ความแถลงยอมรับกันต่อศาลว่า ที่ดินพิพาทในคดีนี้กับที่ดินพิพาทในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๑๖๗๗/๒๕๔๗ ของศาลชั้นต้น เป็นที่ดินแปลงเดียวกัน โดยคดีดังกล่าวจำเลยคดีนี้เป็นโจทก์ฟ้องขับไล่นางวันเพ็ญภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ กับบริวารให้ออกจากที่ดินพิพาท ศาลชั้นต้นมีคำวินิจฉัยว่า จำเลยในคดีนี้เป็นเจ้าของผู้ครอบครองที่ดินพิพาทและพิพากษาให้ขับไล่นางวันเพ็ญและบริวารให้ออกไปจากที่ดิน คดีถึงที่สุดแล้วโดยคู่ความไม่อุทธรณ์ฎีกา ต่อมาโจทก์มายื่นฟ้องคดีนี้โดยตั้งรูปคดีเช่นเดียวกับที่จำเลยกับนางวันเพ็ญพิพาทกันในคดีก่อนว่า โจทก์เป็นเจ้าของผู้ครอบครองที่ดินพิพาทโดยซื้อมาจากนางพรพรรณขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินพิพาท มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๑๖๗๗/๒๕๔๗ ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า เมื่อพิจารณาคำฟ้องและข้อเท็จจริงดังกล่าวแล้ว ถือได้ว่า โจทก์จำเลยในคดีก่อนกับในคดีนี้เป็นคู่ความเดียวกันเนื่องจากโจทก์และนางวันเพ็ญเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมายและได้ที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรส โจทก์และนางวันเพ็ญจึงเป็นเจ้าของร่วมกันซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๕๙ ให้อำนาจเจ้าของรวมคนหนึ่งใช้สิทธิอันเกิดแต่กรรมสิทธิ์ครอบไปถึงทรัพย์สินทั้งหมดเพื่อต่อสู้บุคคลภายนอกและ ได้ความต่อไปว่านางวันเพ็ญได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลพิจารณาคดีใหม่อ้างว่านางวันเพ็ญนำเจ้าพนักงานที่ดินรังวัดที่ดินพิพาทเพื่อออกโฉนดที่ดินแปลงที่โจทก์คดีนี้ซื้อมาจากผู้มีชื่อและได้ครอบครองทำประโยชน์มาเกินกว่า ๑๐ ปี แล้ว การกระทำของนางวันเพ็ญจึงเป็นการกระทำแทนโจทก์คดีนี้ซึ่งเป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาทด้วย โจทก์ต้องผูกพันกับการกระทำของนางวันเพ็ญในคดีดังกล่าวในฐานเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาท และต้องถือว่าโจทก์ในคดีนี้เป็นคู่ความเดียวกันกับนางวันเพ็ญ จำเลยในคดีก่อนซึ่งมีโจทก์ในคดีก่อนเป็นจำเลยในคดีนี้เช่นกัน ทั้งคดีก่อนและคดีนี้ต่างก็มีประเด็น ที่จะต้องพิจารณาเกี่ยวกับสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทเช่นเดียวกัน จึงถือได้ว่ามีประเด็นอย่างเดียวกัน และประเด็นในคดีก่อนศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ฉะนั้นการที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้อ้างว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินและขอให้ขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทอีก จึงเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันโดยคู่ความเดียวกันในคดีที่ศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วจึงเป็นฟ้องซ้ำต้องห้ามตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๘",วิ.แพ่ง,,,,,,, 66,6,,คดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยฐานลักทรัพย์หรือรับของโจร ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษฐานรับของโจร โจทก์ไม่อุทธรณ์ หากจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์จะมีอำนาจลงโทษจำเลยฐานลักทรัพย์ได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๘๐/๒๕๕๑ โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ ๑ กับพวกร่วมกันกระทำความผิดฐาน ลักทรัพย์หรือรับของโจร แม้ศาลชั้นต้นจะพิพากษาลงโทษจำเลยที่ ๑ ในความผิดฐานรับของโจรและยกฟ้อง ฐานลักทรัพย์ โจทก์ไม่อุทธรณ์ แต่จำเลยที่ ๑ ได้อุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ ย่อมมีอำนาจวินิจฉัยข้อเท็จจริงแล้วพิพากษาฐานความผิดฐานใดฐานหนึ่งระหว่างฐานรับของโจรกับฐานลักทรัพย์ ไปตามพยานหลักฐานที่ปรากฏได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๒ วรรคสาม เพียงแต่ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ ไม่มีสิทธิที่จะลงโทษจำเลยที่ ๑ เพิ่มเติมไปจากที่ศาลชั้นต้นพิพากษามาเท่านั้น คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๖๒/๒๕๕๕ เมื่อพยานหลักฐานของโจทก์ฟังได้ว่า จำเลยกระทำความผิดร่วมกับพวกลักโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางคดีนี้ หาใช่เป็นเพียงการรับของโจรดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไม่ แม้ศาลอุทธรณ์จะพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานรับของโจร ยกฟ้องฐานลักทรัพย์และโจทก์ไม่มีฎีกาก็ตาม แต่เมื่อจำเลยฎีกา ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจวินิจฉัยข้อเท็จจริงแล้วพิพากษาลงโทษจำเลยในฐานความผิดฐานใดฐานหนึ่งระหว่างรับของโจรกับฐานลักทรัพย์ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคสาม เพียงแต่ศาลฎีกาจะลงโทษจำเลยเพิ่มเติมไปจากที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามาไม่ได้เท่านั้น",วิ.อาญา,,,,,,, 66,6,,ในคดีอาญา จำเลยจะขอถอนคำให้การเดิมที่ปฏิเสธและให้การใหม่เป็นรับสารภาพได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๘/๒๕๕๕ จำเลยยื่นคำร้องขอถอนคำให้การเดิมที่ปฏิเสธและให้การใหม่เป็นรับสารภาพเป็นการขอแก้ไขคำให้การซึ่งสามารถยื่นได้ก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาเท่านั้น การที่จำเลยยื่นคำร้องในระหว่างที่คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จึงต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๖๓ วรรคสอง ส่วนแถลงการณ์จำเลยที่อ้างว่า จำเลยสำคัญผิดในข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิดและปัจจุบันจำเลยกับผู้เสียหายที่ ๑ ได้รับอนุญาตจากศาลให้สมรสกันโดยชอบด้วยกฎหมาย แม้จะเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ภาค ๓ และมิใช่ข้อที่จำเลยยกขึ้นฎีกา กับความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๑๘ วรรคหนึ่ง ก็ตาม แต่เมื่อได้ความตามคำแถลงของผู้เสียหายที่ ๒ ที่ยื่นต่อศาลฎีกาขอให้ปรานีจำเลย ประกอบกับโทษจำคุกที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ กำหนดนั้นสูงเกินไป ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดโทษเสียใหม่ให้เหมาะสมตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๘๕ วรรคสอง,วิ.อาญา,,,,,,, 66,7,,ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ โดยไม่วินิจฉัยประเด็นตามคำให้การจำเลยบางข้อ หากจำเลยยื่นคำแก้อุทธรณ์โดยไม่ตั้งประเด็นที่ศาลชั้นต้นไม่ได้วินิจฉัยไว้หากศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ จำเลยฎีกาในประเด็นดังกล่าวได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๕๕๖/๒๕๓๗ โจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นทายาทของ ท. ฟ้องขอแบ่งที่ดินพิพาทซึ่งเป็นมรดกจากจำเลยซึ่งเป็นผู้จัดการมรดก จำเลยให้การต่อสู้ว่า ท. ได้ยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยก่อนตาย โจทก์ฟ้องคดีมรดกหลังจากทราบการตายของ ท.เกิน ๑๐ ปี ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ท. ยกที่ดินพิพาทให้จำเลยปัญหาเรื่องอายุความไม่จำต้องวินิจฉัย พิพากษายกฟ้อง โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของ ท. จำเลยไม่ได้ยกปัญหาเรื่องฟ้องโจทก์ขาดอายุความตั้งเป็นประเด็นไว้ในคำแก้อุทธรณ์ ถือว่าไม่มีประเด็นเรื่องอายุความในชั้นอุทธรณ์เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค ๑ วินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของ ท. พิพากษากลับให้จำเลยแบ่งที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสาม ปัญหาเรื่องฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น การที่จำเลยฎีกาว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความจึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่ง คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๐๒๐/๒๕๓๘ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยและคนขับรถของโจทก์มีความประมาทเท่า ๆ กัน ค่าเสียหายของโจทก์จึงตกเป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ฝ่ายเดียว จำเลยแก้อุทธรณ์ว่าคำพิพากษาของศาลชั้นต้นชอบแล้ว ปัญหาว่าจำเลยเป็นฝ่ายประมาทด้วยหรือไม่จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยจึงไม่มีสิทธิฎีกาว่าจำเลยมิได้เป็นฝ่ายประมาท คงฎีกาได้เพียงว่าคนขับรถยนต์ของโจทก์มีส่วนประมาทด้วยหรือไม่ และเมื่อคดีฟังได้ว่าคนขับรถของโจทก์และจำเลยมีความประมาทไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน ค่าเสียหายจึงเป็นพับกันไป คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๐๔๒/๒๕๔๒ ประเด็นที่ว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่และคดีขาดอายุความหรือไม่ศาลชั้นต้นมิได้วินิจฉัยทั้งสองประเด็นนี้ไว้ในคำพิพากษาและพิพากษายกฟ้องโจทก์ เมื่อโจทก์ฝ่ายเดียวอุทธรณ์และจำเลยที่ ๑ ยื่นคำแก้อุทธรณ์โดยมิได้กล่าวอ้างปัญหาทั้งสองข้อนี้ไว้เป็นประเด็นในชั้นอุทธรณ์ ฎีกาของจำเลยที่ ๑ ทั้งสองประเด็นจึงมิใช่ข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลอุทธรณ์ ทั้งมิใช่ปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๑๑๕-๓๑๑๖/๒๕๕๐ จำเลยที่ ๒ ให้การต่อสู้ว่าฟ้องของโจทก์ทั้งสองเป็นฟ้องเคลือบคลุม แต่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสองเพราะเห็นว่าฟ้องของโจทก์ทั้งสองเป็นฟ้องซ้ำ ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๘ จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดีไม่จำต้องอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่เมื่อโจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ว่าฟ้องของโจทก์ทั้งสองไม่เป็นฟ้องซ้ำ จำเลยที่ ๒ มีสิทธิที่จะยกประเด็นเรื่องฟ้องของโจทก์ทั้งสองเป็นฟ้องเคลือบคลุมขึ้นแก้อุทธรณ์เพื่อให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย แต่จำเลยที่ ๒ คงแก้อุทธรณ์เฉพาะปัญหาว่า ฟ้องของโจทก์ทั้งสองเป็นฟ้องซ้ำหรือไม่เท่านั้น จำเลยที่ ๒ หาได้ยกปัญหาเรื่องฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องเคลือบคลุมขึ้นแก้อุทธรณ์ด้วยไม่ ดังนั้น ปัญหาว่าฟ้องของโจทก์ทั้งสองเป็นฟ้องเคลือบคลุมหรือไม่ จึงไม่ใช่ปัญหาที่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวมาแล้วโดยชอบในชั้นศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่ง",วิ.แพ่ง,,,,,,, 66,7,,คำแก้อุทธรณ์ก่อให้เกิดประเด็นให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๖๗๙/๒๕๕๓ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยวินิจฉัยแต่เพียงเรื่องอำนาจฟ้อง โดยไม่ได้วินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทข้ออื่นๆ รวมถึงประเด็นข้อพิพาทในเรื่องรถยนต์พิพาทสูญหายหรือไม่ แต่เมื่อโจทก์อุทธรณ์ในปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องแล้ว จำเลยได้ทำคำแก้อุทธรณ์โดยตั้งประเด็นไว้ด้วยว่ารถยนต์พิพาทไม่ได้สูญหายเมื่อปรากฏว่าประเด็นข้อพิพาทในชั้นอุทธรณ์ซึ่งเกิดจากคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยมีเรื่องรถยนต์พิพาทสูญหายหรือไม่อยู่ด้วย ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์หยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยจึงเป็นการวินิจฉัยตามประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีโดยชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๓๗ และ ๒๔๐ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๘๔๕/๒๕๕๖ ปัญหาว่า จำเลยทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่จำเลยยกขึ้นกล่าวแก้ในคำแก้อุทธรณ์แล้ว จึงเป็นประเด็นที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ สามารถยกขึ้นวินิจฉัยได้ คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค ๓ ในประเด็นดังกล่าว จึงมิใช่ เป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็น คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๓๑๗/๒๕๓๖ เมื่อศาลชั้นต้นฟังว่าโจทก์ได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาทโดยจำเลยสละการครอบครองให้แล้ว และพิพากษาให้จำเลยแบ่งแยกที่ดินพิพาทเท่าที่โจทก์ครอบครองให้แก่โจทก์ โจทก์จึงไม่จำเป็นต้องอุทธรณ์ว่าพินัยกรรมที่จำเลยอ้างว่า ม. ยกที่พิพาทให้จำเลยตามเอกสารหมาย ล.๑ สมบูรณ์หรือไม่ เพราะโจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีอยู่แล้ว แต่เมื่อจำเลยอุทธรณ์ในประเด็นข้ออื่น โจทก์ได้กล่าวในคำแก้อุทธรณ์ถึงประเด็นข้อนี้ด้วยว่า พินัยกรรมไม่สมบูรณ์เพราะเหตุใด คดีจึงมีประเด็นตามคำแก้อุทธรณ์ของโจทก์ ศาลอุทธรณ์ชอบที่จะหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๑๘/๒๕๓๘ แม้โจทก์อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยมิได้ยกปัญหาอายุความขึ้นเป็นประเด็นแห่งอุทธรณ์เนื่องจากศาลชั้นต้นมิได้วินิจฉัยถึงปัญหาอายุความไว้ แต่คำแก้อุทธรณ์มีประเด็นที่จำเลยทั้งสองได้กล่าวแก้ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความด้วย เมื่อชั้นชี้สองสถานศาลชั้นต้นได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทว่าคดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ไว้ การที่ศาลอุทธรณ์ยกปัญหาอายุความขึ้นวินิจฉัยจึงชอบแล้ว",วิ.แพ่ง,,,,,,, 66,7,,การพิพากษาคดีอาญา ศาลจะต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนคดีอาญาในคดีอื่นหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๖๗๗/๒๕๕๕ การพิพากษาคดีอาญาหาได้มีบทบัญญัติของกฎหมายให้ศาลจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาในคดีอื่นดังเช่นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๔๖ ไม่ แม้โจทก์ทั้งสามกับบริษัท ส. ซึ่งมีจำเลยเป็นกรรมการผู้จัดการเป็นคู่ความเดียวกันและพยานหลักฐานของจำเลยจะเป็นชุดเดียวกันกับที่จำเลยเคยอ้างและนำสืบในคดีอาญาก่อนมาแล้วก็ตาม เพราะในคดีอาญาศาลจะต้องใช้ดุลพินิจวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวงจะไม่พิพากษาลงโทษจำเลยจนกว่าจะแน่ใจว่ามีการกระทำความผิดจริง และจำเลยเป็นผู้กระทำความผิด การที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ วินิจฉัยคดีนี้โดยฟังข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีอาญาคดีก่อนซึ่งถึงที่สุด โดยมิได้วินิจฉัยตามพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวนคดีนี้ จึงเป็นการไม่ชอบ และขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๘๖ (๕) และมาตรา ๒๒๗,วิ.อาญา,,,,,,, 66,7,,คดีที่มีอัตราโทษต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง หากศาลพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยแต่ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปควบคุมเพื่อฝึกและอบรมจะเข้าข้อยกเว้นที่จำเลยมีสิทธิอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๕๓/๒๕๕๕ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๕, ๓๙๑ และ ๓๕๘ ซึ่งแต่ละข้อหามีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงตามที่กฎหมายกำหนดไว้ให้จำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๓ ทวิ การที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลย ๓ เดือน ๓๐ วัน อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๑๐๔ (๒) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปควบคุมเพื่อฝึกและอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน กำหนดขั้นต่ำ ๖ เดือน ขั้นสูง ๑ ปี เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวใช้วิธีการสำหรับเด็กแทนการลงโทษทางอาญาแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๘ ไม่เข้าข้อยกเว้นที่ให้คู่ความอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๓ ทวิ (๑) ถึง (๔) ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ วินิจฉัยฎีกาของจำเลยโดยไม่ชอบด้วยวิธีพิจารณา เพราะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕ แม้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นจะอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาไม่อาจรับวินิจฉัยให้ได้ เพราะกรณีจะอนุญาตให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๑ ต้องเป็นกรณีที่ต้องห้ามฎีกาตามมาตรา ๒๑๘ มาตรา ๒๑๙ และมาตรา ๒๒๐เท่านั้น",วิ.อาญา,,,,,,, 66,7,,บิดาจำเลยยื่นคำร้องขอให้ปล่อยจำเลยอ้างว่าจำเลยถูกคุมขังโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ศาลชั้นต้นยกคำร้อง ผู้ร้องไม่อุทธรณ์ จำเลยผู้ถูกคุมขังมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๓๑๔/๒๕๕๕ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ ๑ ว่า จำเลยที่ ๑ มีสิทธิยื่นอุทธรณ์คดีนี้หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๙๐ บัญญัติว่า “เมื่อมีการอ้างว่าบุคคลใดต้องถูกคุมขังในคดีอาญาหรือในกรณีอื่นใดโดยมิชอบด้วยกฎหมาย บุคคลเหล่านี้มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลท้องที่ที่มีอำนาจพิจารณาคดีอาญาขอให้ปล่อย คือ (๑) ผู้ถูกคุมขังเอง.. (๕) สามี ภริยา หรือญาติของผู้นั้น หรือบุคคลอื่นใดเพื่อประโยชน์ของผู้ถูกคุมขัง..” การที่นายโปร่ง ยอดวารี ผู้ร้องซึ่งเป็นบิดาของจำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องขอให้ปล่อยจำเลยที่ ๑ โดยอ้างว่า จำเลยที่๑ ถูกคุมขังโดยมิชอบด้วยกฎหมาย เป็นการใช้สิทธิยื่นคำร้องตามมาตรา ๙๐ (๕) เพื่อประโยชน์ของจำเลยที่ ๑ ผู้ถูกคุมขัง เมื่อศาลชั้นต้นยกคำร้อง แม้นายโปร่งผู้ร้องไม่อุทธรณ์ แต่จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้ถูกคุมขังเองเป็นผู้มีส่วนได้เสียและได้รับผลกระทบโดยตรงจากคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้อง ย่อมมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวของศาลชั้นต้นได้ เนื่องจากไม่มีบทกฎหมายใดห้ามหรือจำกัดสิทธิในการอุทธรณ์ในกรณีนี้ไว้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ วินิจฉัยว่า จำเลยที่ ๑ มิได้ใช้สิทธิร้องขอให้ปล่อยจึงหามีสิทธิอุทธรณ์โต้แย้งคัดค้านคำสั่งของศาลชั้นต้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ ๑ ฟังขึ้น,วิ.อาญา,,,,,,, 66,8,,"การสอบจำเลยเรื่องทนายความก่อนนั่งพิจารณา การอ่านคำพิพากษาเป็นอำนาจของผู้พิพากษาศาลชั้นต้นคนเดียวหรือไม่ ผู้พิพากษาสองคนนั่งพิจารณาครบองค์คณะแล้ว หากมีผู้พิพากษาอีกคนหนึ่งมาร่วมลงลายชื่อโดยที่ไม่ได้นั่งพิจารณาจะถือว่าเป็นการไม่ชอบหรือไม่","คำตอบ: “คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ผู้พิพากษาในศาลชั้นต้นออกนั่งพิจารณาครบองค์คณะตามที่บัญญัติไว้ในพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๒๖ และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ มาตรา ๒๓๖ ที่ใช้บังคับในขณะนั้นหรือไม่"" มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๔๑๒/๒๕๕๔ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๗๓ วรรคสอง บัญญัติว่า “..ก่อนเริ่มพิจารณาในศาลถามจำเลยว่ามีทนายความหรือไม่ ถ้าไม่มีและจำเลยต้องการทนายความ ก็ให้ศาลตั้งทนายความให้” แม้ในวันดังกลาวเป็นเพียงวันที่ศาลสอบถามจำเลยเรื่องทนายความเท่านั้น ซึ่งศาลจะสอบคำให้การจำเลยและสืบพยานในนัดต่อไปก็ตาม การสอบจำเลยเรื่องทนายความก่อนเริ่มการพิจารณาตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวก็เป็นการที่ศาลออกนั่งเกี่ยวกับการพิจารณาคดี จึงเป็นการนั่งพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑ (๙) ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕ ซึ่งจะต้องอยู่ในบังคับของพระธรรมนูญศาลยุติธรรมว่าด้วยองค์คณะผู้พิพากษา แต่เมื่อการดำเนินการดังกล่าวเป็นไปเพื่อออกคำสั่งใด ๆ ซึ่งมิใช่การชี้ขาดข้อพิพาทแห่งคดีจึงเป็นอำนาจของผู้พิพากษาศาลชั้นต้นคนเดียวตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๒๔ (๒) ดังนั้น การที่ผู้พิพากษาของศาลชั้นต้นคนเดียวได้สอบจำเลยเรื่องทนายความและได้ลงลายมือชื่อในรายงานกระบวนการพิจารณาจึงชอบแล้วและฎีกาของจำเลยที่ว่าการสืบพยานประเด็นโจทก์ที่ศาลอาญามีผู้พิพากษาคนหนึ่งมิได้ร่วมนั่งพิจารณา แต่ได้ลงลายมือชื่อในคำให้การพยานและรายงานกระบวนพิจารณาและการสืบพยานในศาลชั้นต้นทุกครั้ง และในวันอ่านคำพิพากษามีผู้พิพากษาคนหนึ่งไม่ได้ร่วมพิจารณาด้วยมาลงลายมือชื่อเป็นการขัดต่อกฎหมาย ที่ศาลอุทธรร์ภาค ๖ ไม่รับวินิจฉัย เป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า การสืบพยานโจทก์ที่ศาลอาญามีผู้พิพากษาสองคนนั่งพิจารณาครบองค์คณะแล้ว แม้หากผู้พิพากษาศาลอาญาอีกคนหนึ่งมาร่วมลงรายชื่อโดยที่ไม่ได้นั่งพิจารณาก็เป็นเพียงการดำเนินกระบวนพิจารณาเกินไปกว่าที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น หามีผลให้การนั่งพิจารณาที่ถูกต้องกลับกลายเป็นไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่ การสืบพยานในศาลชั้นต้นทุกครั้งก็ปรากฏตามบันทึกคำเบิกความและรายงานกระบวนการพิจารณาของศาลชั้นต้นว่าในแต่ละครั้งมีลายมือชื่อผู้พิพากษาสองคนลงลายมือชื่อไว้ จึงต้องฟังตามรายงานกระบวนการพิจารณาว่าในวันเวลาดังกล่าวมีผู้พิพากษาสองคนของศาลชั้นต้นนั่งพิจารณาคดีอันเป็นการนั่งพิจารณาครบองค์คณะตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๒๖ แล้ว หาได้เป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ มาตรา ๒๓๖ ที่ใช้บังคับในขณะนั้น ดังที่จำเลยฎีกาไม่ ส่วนการอ่านคำพิพากษาเป็นการดำเนินการหลังคดีเสร็จการพิจารณา ทั้งผู้พิพากษาได้ลงลายชื่อในคำพิพากษาครบองค์คณะตามกฎหมายแล้ว การอ่านคำพิพากษาย่อมกระทำได้โดยผู้พิพากษาคนเดียว การดำเนินกระบวนพิจารณาและการอ่านคำพิพากษาของศาลชั้นต้นจึงชอบแล้ว",วิ.อาญา,,,,,,, 66,8,,คดีร้องขอคืนของกลางที่ศาลสั่งริบต่อศาลจังหวัด ผู้พิพากษาคนเดียวพิจารณาแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง ชอบหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๔๙๒/๒๕๔๘ คดีนี้ศาลชั้นต้นเป็นศาลจังหวัด การพิจารณาพิพากษาคดีของศาลชั้นต้นต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อยสองคนจึงเป็นองค์คณะที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๒๖ การที่ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีนี้และมีคำสั่งยกคำร้องขอคืนของกลางของผู้ร้องโดยผู้พิพากษาคนเดียวเป็นผู้พิจารณาพิพากษาคดีนั้น เป็นการไม่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๒๔ (๒) และมาตรา ๒๖ เนื่องจากการพิจารณาพิพากษาคดีดังกล่าวมีลักษณะเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทแห่งคดีซึ่งไม่อยู่ในอำนาจของผู้พิพากษาคนเดียวที่จะออกคำสั่งได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๒๕ จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย และศาลอุทธรณ์ภาค ๘ ยังไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี ต้องให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้ถูกต้องเสียก่อน ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕,วิ.อาญา,,,,,,, 66,8,,ฟ้องขอให้ลงโทษฐานลักทรัพย์ แต่คำฟ้องไม่ระบุชื่อเจ้าของทรัพย์ หากกล่าวในคำฟ้องว่า ขณะนี้จำเลยต้องขังอยู่ตามหมายขังของศาลชั้นต้นในคดีนี้ซึ่งหมายขังดังกล่าวได้ระบุชื่อเจ้าของทรัพย์ไว้ จะถือว่าฟ้องชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕๘ หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๕๘๗/๒๕๕๔ แม้ ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕๘ (๕) บัญญัติว่าฟ้องต้องบรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้น ๆ อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี และคดีความผิดฐานลักทรัพย์ตามลักษณะของความผิดจะต้องเป็นทรัพย์ของผู้อื่น มิใช่เป็นของผู้กระทำผิดนั้นเองซึ่งโดยปกติฟ้องต้องระบุชื่อเจ้าของทรัพย์เสมอไป คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวแล้วคงขาดแต่ชื่อเจ้าของทรัพย์เท่านั้น แต่เมื่ออ่านคำฟ้องโดยตลอดก็พอทราบได้ว่าผู้เสียหายที่เป็นเจ้าของทรัพย์คือผู้ใด เพราะในตอนท้ายฟ้องได้กล่าวไว้ด้วยว่าระหว่างสอบสวนจำเลยถูกควบคุมตัวตั้งแต่ถูกจับตลอดมา ขณะนี้ต้องขังอยู่ตามหมายขังของศาลชั้นต้นในคดีหมายเลขดำที่ ฝ.๑๒๘๓/๒๕๕๒ ซึ่งพอจะอนุโลมได้ว่าเป็นส่วนประกอบของคำฟ้อง และปรากฏว่าคดีหมายเลขดำที่ ฝ.๑๒๘๓/๒๕๕๒ ได้ระบุชื่อเจ้าของทรัพย์ไว้ จำเลยน่าจะเข้าใจได้ดีว่าทรัพย์ตามที่ โจทก์ฟ้องเป็นของผู้ใด ฟ้องโจทก์จึงชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕๘ (๕),วิ.อาญา,,,,,,, 66,8,,คำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหาย หากในชั้นศาลโจทก์ไม่ได้ตัวมาเบิกความ เพราะหลังเกิดเหตุผู้เสียหายหลบหนีออกจากบ้านไป ไม่อาจหาตัวและที่อยู่ได้ศาลจะรับฟังคำให้การของผู้เสียหายดังกล่าวได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๗๑๓/๒๕๕๔ แม้คำให้การในชั้นสอบสวนของผู้เสียหายจะเป็นพยานบอกเล่า แต่เมื่อได้ความว่าโจทก์ไม่สามารถนำผู้เสียหายมาเบิกความเป็นพยาน เนื่องจากหลังเกิดเหตุผู้เสียหายหลบหนีออกจากบ้านไป ไม่อาจหาตัวและที่อยู่ได้แต่ผู้เสียหายได้ให้การต่อพนักงานสอบสวน นักสังคมสงเคราะห์ และพนักงานอัยการไว้ตามบันทึกคำให้การผู้เสียหายอันเป็นการปฏิบัติตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๓๓ ทวิ แล้วศาลย่อมรับฟังคำให้การของผู้เสียหายประกอบกับพยานพลักฐานอื่นของโจทก์ซึ่งเป็นพยานแวดล้อมที่อยู่ใกล้ชิดกับเหตุการณ์ได้,วิ.อาญา,,,,,,, 66,8,,ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้เสียหายเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการหากศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลายื่นฎีกา จะมีผลไปถึงโจทก์ร่วมด้วยหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๖๙๘/๒๕๕๔ แม้ ป.วิ.อ. มาตรา ๒ (๑๔) ให้ความหมายของคำว่า “โจทก์” ว่าหมายความถึงพนักงานอัยการ หรือผู้เสียหายซึ่งฟ้องคดีอาญาต่อศาล หรือทั้งคู่ในเมื่อพนักงานอัยการและผู้เสียหายเป็นโจทก์ร่วมกัน และโจทก์ร่วมเข้ามาดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองโดยอาศัยสิทธิตามฟ้องของพนักงานอัยการตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๓๐ ก็ตาม แต่สิทธิในการยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๓ ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕ เพื่อใช้สิทธิฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๕ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๑๖ นั้น เป็นสิทธิเฉพาะตัวของคู่ความแต่ละคน การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลายื่นฎีกาจนถึงวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๕๒ จึงเป็นเรื่องเฉพาะตัวของโจทก์เท่านั้นไม่มีผลถึงโจทก์ร่วมแต่อย่างใด การที่โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกา เมื่อวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๕๒ จึงเป็นการยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกา เมื่อสิ้นระยะเวลาฎีกาสำหรับโจทก์ร่วมแล้วศาลจะมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาได้เฉพาะเมื่อมีเหตุสุดวิสัย ซึ่งเหตุสุดวิสัยตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๓ ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕ นั้น หมายถึงเหตุที่ทำให้ศาลไม่สามารถมีคำสั่งให้ขยายระยะเวลาหรือคู่ความไม่สามารถมีคำขอเช่นนั้นขึ้นมาก่อนสิ้นระยะเวลาที่กฎหมายให้ดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นพฤติการณ์นอกเหนือที่จะกระทำได้ก่อนสิ้นระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ กรณีจึงไม่ใช่เหตุสุดวิสัยที่จะอนุญาตให้ โจทก์ร่วมขยายระยะเวลายื่นฎีกาได้",วิ.อาญา,,,,,,, 66,8,,โจทก์และจำเลยมีเจตนาก่อนิติสัมพันธ์กันเป็นสัญญาจะซื้อขายโดยการวางมัดจำ ภายหลังมีการทำสัญญาจะซื้อจะขายเป็นหนังสือ กรณีจะอยู่ในบังคับ ป.วิ.พ. มาตรา ๙๔ ที่ห้ามรับฟังพยานบุคคลเพิ่มเติม ตัดทอน แก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อความในเอกสารหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๑๖๓/๒๕๕๔ โจทก์ตกลงซื้อที่ดินและบ้านจากจำเลยตามใบโฆษณา โดยวางมัดจำไว้ หลังจากนั้นโจทก์และจำเลยจึงได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายแสดงว่าโจทก์และจำเลยมีเจตนาก่อนิติสัมพันธ์กันเป็นสัญญาจะซื้อจะขายโดยการวางมัดจำตาม ป.พ.พ. มาตรา ๔๕๖ วรรคสอง ซึ่งมิได้กำหนดแบบไว้ว่าต้องมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดเป็นสำคัญจึงจะฟ้องร้องบังคับคดีได้ สัญญาจะซื้อจะขายระหว่างโจทก์จำเลยจึงเกิดขึ้นนับแต่เวลาที่โจทก์วางมัดจำไว้มิใช่เพิ่งเกิดในภายหลังเมื่อมีการทำสัญญาจะซื้อจะขายเป็นหนังสือ กรณีจึงไม่ตกอยู่ในบังคับข้อห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๙๔ ที่จำกัดเฉพาะกรณีที่กฎหมายกำหนดว่าข้อเท็จจริงในเรื่องที่ฟ้องร้องกันนั้นจะต้องแสดงให้ปรากฏด้วยการนำสืบพยานเอกสารจึงห้ามนำพยานบุคคลเข้าสืบเพื่อเพิ่มเติม ตัดทอน หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารที่ได้นำมาแสดงแล้ว ศาลย่อมมีอำนาจรับฟังพยานบุคคลที่โจทก์นำสืบว่าจำเลยตกลงจะหาสถาบันการเงินให้โจทก์กู้ยืมชำระหนี้ส่วนที่เหลืออยู่คืนจำเลย โดยมีระยะเวลาผ่อนชำระหนี้นาน ๑๕ ปีได้ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าธนาคารที่จำเลยติดต่อให้โจทก์กู้ไม่ยอมให้โจทก์ชำระหนี้ได้นาน ๑๕ ปี เป็นเหตุให้โจทก์ไม่สามารถรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้าน จำเลยจึงไม่อาจกล่าวอ้างว่าโจทก์ผิดสัญญาและริบเงินทั้งหมดที่โจทก์ชำระไว้แล้ว,วิ.แพ่ง,,,,,,, 66,8,,คำสั่งที่กฎหมายบัญญัติว่าให้เป็นที่สุด จะขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๗๔๕/๒๕๕๔ ข้อกฎหมายที่จะขออนุญาตอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๓ ทวิ ได้นั้น จะต้องเป็นข้อกฎหมายที่สามารถอุทธรณ์และฎีกาไปยังศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาได้ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอให้งดการบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๙๓ กฎหมายบัญญัติให้คำสั่งเป็นที่สุดไม่ว่าจะเป็นปัญหาข้อกฎหมายหรือข้อเท็จจริงตามวรรคสามของบทบัญญัติมาตราดังกล่าว จำเลยทั้งสองจะขออนุญาตอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๓ ทวิ หาได้ไม่,วิ.แพ่ง,,,,,,, 66,9,,คดีที่จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลจะต้องพิพากษาให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๕๒๘/๒๕๕๕ คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฟ้องและหมายเรียกจำเลยมาแก้คดีอย่างคดีมโนสาเร่ปรากฏว่าจำเลยได้รับหมายเรียกแล้วไม่ยื่นคำให้การภายในกำหนด จึงถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ เมื่อโจทก์มีคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้ตนเป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัดแล้ว ศาลก็ต้องดำเนินกระบวนพิจารณาพิพากษาคดีโดยขาดนัดไปตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๙๘ วรรคสาม ประกอบมาตรา ๑๙๘ ทวิ เมื่อหนี้เงินกู้ที่โจทก์มีคำขอบังคับให้จำเลยชำระหนี้เป็นเงินจำนวนแน่นอน และศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ส่งเอกสารแทนการสืบพยาน จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นปฏิบัติตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๙๘ ทวิ วรรคสาม (๑) โดยชอบแล้ว เมื่อสัญญากู้เงินที่โจทก์นำมาฟ้องมีโจทก์ผู้ให้กู้และจำเลยผู้กู้ลงลายมือชื่อทั้งสองฝ่าย จึงเป็นสัญญากู้ยืมเงินเข้าลักษณะแห่งตราสารซึ่งต้องปิดอากรแสตมป์ตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้าย ป.รัษฎากร และตามมาตรา ๑๐๓ แห่งกฎหมายดังกล่าว ปิดแสตมป์บริบูรณ์ หมายถึง ปิดแสตมป์ก่อนกระทำหรือในทันที่ที่ทำตราสารเป็นราคาไม่น้อยกว่าอากรที่ต้องเสียและได้ขีดฆ่าอากรนั้นแล้ว เมื่อหนังสือสัญญากู้เงินที่โจทก์อ้างส่งเป็นพยานหลักฐานปิดอากรแสตมป์แต่มิได้ขีดฆ่า การปิดอากรแสตมป์ของโจทก์จึงไม่บริบูรณ์ ไม่อาจใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งได้ตาม ป.รัษฎากร มาตรา ๑๑๘ เป็นผลให้คดีของโจทก์ไม่มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินเป็นหนังสือที่จะฟ้องร้องให้จำเลยรับผิดในฐานะผู้กู้ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๖๕๓ วรรคหนึ่ง,วิ.แพ่ง,,,,,,, 66,9,,คดีฟ้องเรียกส่วนแบ่งทรัพย์มรดก หากทายาทเป็นโจทก์ฟ้องรวมกันมาการอุทธรณ์ฎีกาในข้อเท็จจริง จะถือทุนทรัพย์อย่างไร,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๑๕๘/๒๕๕๕ โจทก์ทั้งสี่ฟ้องว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของบิดาโจทก์ทั้งสี่ ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินพิพาทและให้จำเลยจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสี่คนละ ๑ ใน ๕ ส่วน หากไม่สามารถแบ่งได้ให้นำที่ดินพิพาทออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งให้โจทก์ทั้งสี่ เป็นการฟ้องเรียกส่วนแบ่งทรัพย์มรดกจากจำเลย คดีของโจทก์ทั้งสี่จึงเป็นคดีที่มีคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ เป็นคดีมีทุนทรัพย์ตามจำนวนราคาที่ดินพิพาทนั้น และเป็นหนี้อันอาจแบ่งแยกได้ แม้โจทก์ทั้งสี่ฟ้องรวมกันมา การอุทธรณ์ฎีกาต้องถือทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละคนแยกกันเพราะเป็นเรื่องโจทก์แต่ละคนใช้สิทธิเฉพาะของตน เมื่อที่ดินพิพาทที่โจทก์ทั้งสี่ตีราคาเป็นทุนทรัพย์รวมกันมามีราคา ๓๐๐,๐๐๐ บาท ที่ดินแต่ละส่วนที่โจทก์แต่ละคนฟ้องขอแบ่งจึงมีราคาไม่เกิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท ดังนั้น ราคาทรัพย์สินหรือทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาสำหรับโจทก์แต่ละคนจึงไม่เกิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๘ วรรคหนึ่ง",วิ.แพ่ง,,,,,,, 66,9,,ผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์จากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลจะฟ้องขอให้บังคับลูกหนี้ตามคำพิพากษาและบริวารที่ไม่ยอมออกไปจากอสังหาริมทรัพย์ให้ชดใช้ค่าเสียหายเป็นคดีใหม่ต่างหาก ได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๙๙๗/๒๕๕๕ ป.วิ.พ. มาตรา ๓๐๙ ตรี ให้สิทธิผู้ซื้อทรัพย์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีเพียงการขอให้ออกคำบังคับ และให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดี เพื่อขับไล่จำเลยในฐานะลูกหนี้ตามคำพิพากษาและบริวารออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทเท่านั้น เมื่อโจทก์ประสงค์จะเรียกค่าเสียหายจากจำเลยในมูลละเมิดเพราะจำเลยไม่ยอมออกจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทก็ชอบที่โจทก์จะฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นคดีใหม่ต่างหาก โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขอให้ศาลบังคับจำเลยใช้ค่าเสียหายในมูลละเมิดเป็นคดีนี้ได้จำเลยรับว่าเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาในคดีเดิม โดยธนาคาร ก. เป็นผู้ซื้อทรัพย์พิพาทจากการขายทอดตลาดในคดีดังกล่าว และโจทก์เป็นผู้ซื้อทรัพย์ต่อมาจากธนาคาร ก. ทั้งจำเลยก็ยังอยู่ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทที่โจทก์ซื้อมา จึงย่อมฟังได้ว่าจำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์แล้ว,วิ.แพ่ง,,,,,,, 66,9,,คดีที่ต้องห้ามอุทธณณ์ในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๔ ใช้บังคับแก่การอุทธรณ์ถึงปัญหาเรื่องอื่น ๆ ที่เป็นสาขาของคดี หรือปัญหาในชั้นบังคับคดีด้วยหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๓๔๙/๒๕๕๕ โจทก์กล่าวอ้างว่า อาจนำที่ดินพิพาทออกให้บุคคลอื่นเช่าจะได้ค่าเช่าเดือนละไม่ต่ำกว่า ๕,๐๐๐ บาท และขอคิดค่าเสียหายจากจำเลยเดือนละ ๓,๐๐๐ บาท ย่อมหมายถึงที่ดินพิพาทอาจให้เช่าได้เดือนละ ๓,๐๐๐ บาท การฟ้องขับไล่บุคคลใด ๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งในขณะยื่นฟ้องอาจให้เช่าได้ไม่เกินเดือนละ ๔,๐๐๐ บาท จึงต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๔ วรรคสองและข้อห้ามอุทธรณ์ตามบทบัญญัตินี้ต้องใช้บังคับแก่การอุทธรณ์ทั้งในประเด็นเนื้อหาแห่งคดีตลอดจนปัญหาเรื่องอื่น ๆ ที่เป็นสาขาของคดี ซึ่งรวมถึงปัญหาในชั้นบังคับคดีด้วยโดยเหตุที่ทำให้ต้องห้ามอุทธรณ์ต้องถือตามเหตุต้องห้ามอุทธรณ์ในคดีตามคำฟ้องและคำให้การที่พิพาทกันแต่เดิมนั้นเป็นสำคัญ ซึ่งถ้าหากมีเหตุอันต้องอุทธรณ์ดังกล่าวข้างต้นแล้ว แม้ปัญหาในชั้นสาขาคดีในส่วนการบังคับคดีจะไม่มีเหตุต้องห้ามอุทธรณ์ก็ตาม ก็ต้องถือว่า เป็นคดีต้องห้ามอุทธรณ์ตามเหตุต้องห้ามในคดีแต่เดิมดังกล่าวแล้ว เมื่อปรากฏว่าในชั้นอุทธรณ์นั้น จำเลยอุทธรณ์โต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นว่าคำร้องขอเลื่อนคดีที่อ้างว่าจำเลยเจ็บป่วยไม่สามารถมาศาลได้ ถือเป็นเหตุจำเป็นอันไม่อาจก้าวล่วงเสียได้ ซึ่งศาลควรให้โอกาสแก่จำเลย แต่ศาลชั้นต้นกลับยกคำร้องที่ขอให้งดการบังคับคดีและไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีจึงเป็นการอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงย่อมต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามบทกฎหมายดังกล่าวแล้วที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ รับวินิจฉัยข้อเท็จจริงดังกล่าวแล้วมีคำพิพากษามา จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบและปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความไม่ได้ฎีกาขึ้นมา เมื่อศาลฎีกาเห็นสมควร ย่อมยกขึ้นวินิจฉัยแก้ไขให้ถูกต้องเสียได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๗ ประกอบมาตรา ๒๔๖ และ ๑๔๒ (๕) และกรณีเช่นนี้จำเลยย่อมไม่มีสิทธิฎีกาต่อมาด้วย แม้ศาลชั้นต้นจะรับอุทธรณ์ของจำเลยและศาลอุทธรณ์ภาค ๒ รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลย ก็ไม่ทำให้อุทธรณ์ของจำเลยเป็นอุทธรณ์ที่ชอบด้วยกฎหมายที่จำเลยจะใช้สิทธิฎีกาต่อไป",วิ.แพ่ง,,,,,,, 66,9,,เทปบันทึกเสียงรวมทั้งบันทึกการถอดเทปที่แอบบันทึกขณะมีการสนทนาระหว่างผู้เสียหาย พยาน และจำเลย ศาลจะนำมารับฟังได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๒๘๑/๒๕๕๕ เทปบันทึกเสียงที่แอบบันทึกขณะมีการสนทนาระหว่างโจทก์ร่วมกับพยานและจำเลยที่ ๒ โดยโจทก์ร่วมและพยานไม่ทราบมาก่อนเป็นการแสวงหาพยานหลักฐานโดยมิชอบ ห้ามมิให้ศาลรับฟังเป็นพยานตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๖ แม้หลักกฎหมายดังกล่าวจะใช้ตัดพยานหลักฐานของเจ้าพนักงานของรัฐเพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนในกรณีเจ้าพนักงานของรัฐใช้วิธีการแสวงหาพยานหลักฐานโดยมิชอบ แต่ ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๖ ไม่ได้บัญญัติห้ามไม่ให้นำไปใช้กับการแสวงพยานหลักฐานของบุคคลธรรมดา อย่างไรก็ตาม ระหว่างพิจารณามี พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติม ป.วิ.อ. (ฉบับที่ ๒๘)ฯ บัญญัติเพิ่มมาตรา ๒๒๖/๑ ใน ป.วิ.อ. กำหนดให้ศาลรับฟังพยานหลักฐานที่ได้มาโดยมิชอบ ได้ถ้าพยานหลักฐานนั้นจะเป็นประโยชน์ต่อการอำนวยความยุติธรรมมากกว่าผลเสียอันเกิดจากผลกระทบต่อมาตรฐานของระบบงานยุติธรรมทางอาญา ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวเป็นคุณ แก่จำเลยที่ ๒ จึงต้องนำบทบัญญัติดังกล่าวมาใช้บังคับในการรับฟังพยานหลักฐานของจำเลยที่ ๒ ดังนั้น เทปบันทึกเสียงรวมทั้งบันทึกการถอดเทปดังกล่าวแม้จะได้มาโดยมิชอบแต่เมื่อศาลนำมาฟังจะเป็นประโยชน์ต่อการอำนวยความยุติธรรมมมากกว่าผลเสียอันเกิดจาก ผลกระทบต่อมาตรฐานของระบบงานยุติธรรมทางอาญาตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาจึงนำพยานหลักฐานดังกล่าวมารับฟังได้ เมื่อพิจารณาเนื้อหาจากบันทึกการถอดเทปดังกล่าวได้ความว่าโจทก์ร่วมไม่สมัครใจและไม่มีความเป็นอิสระในการชี้ตัวจำเลยที่ ๒ จึงมีข้อสงสัยตามสมควรว่าโจทก์ร่วมและ ก. พยานโจทก์และโจทก์ร่วมได้ชี้ภาพถ่ายจำเลยที่ ๒ และตัวจำเลยที่ ๒ ผิดตัวหรือไม่ พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมจึงมีเหตุอันควรสงสัยตาม สมควรว่าจำเลยที่ ๒ ได้กระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้แก่จำเลยที่ ๒ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๗ วรรคสอง ",วิ.อาญา,,,,,,, 66,9,,การที่เจ้าพนักงานตำรวจล่อซื้อเมทแอมเฟตามีน เป็นการแสวงหาพยานหลักฐานโดยมิชอบด้วยกฎหมายหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๖๑-๙๖๒/๒๕๕๕ การที่เจ้าพนักงานตำรวจใช้ ผ. ไปล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ ๑ ซึ่งมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายอยู่แล้ว และก่อนหน้านี้ผ. ก็เคยซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ ๑ จำนวน ๑๐๐ เม็ด และถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมได้ การล่อซื้อดังกล่าวเป็นวิธีการแสวงหาพยานหลักฐานในการกระทำความผิดของจำเลยที่ ๑ ที่ได้กระทำอยู่แล้วมิได้ล่อซื้อหรือชักจูงให้จำเลยที่ ๑ กระทำความผิดอาญาที่จำเลยที่ ๑ ไม่ได้กระทำความผิดมาก่อน การกระทำของเจ้าพนักงานตำรวจเป็นเพียงวิธีการเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลยที่ ๑ และเป็นการขยายผลในการปราบปราม มิใช่เป็นการแสวงหาพยานหลักฐานโดยมิชอบด้วยกฎหมาย (คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๔๑๗/๒๕๔๘, ๘๑๘๗/๒๕๔๓, ๕๙/๒๕๔๒, ๒๗๐/๒๕๔๒ วินิจฉัยเช่นกัน)",วิ.อาญา,,,,,,, 66,9,,บันทึกคำให้การชั้นสอบสวน ศาลจะนำมารับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๗๑๘/๒๕๕๕ การดำเนินคดีในศาลไม่ว่าจะเป็นคดีอาญาหรือคดีแพ่ง นอกจากเนื้อหาแห่งคดี ซึ่งมีการต่อสู้คดีกันตามกฎหมายสารบัญญัติแล้วคู่ความและผู้เกี่ยวข้องกับคดียังมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายวิธีสบัญญัติ ซึ่งกำหนดหลักเกณฑ์ให้คู่ความและผู้เกี่ยวข้องต้องปฏิบัติตาม เพื่อคุ้มครองส่งเสริมให้การดำเนินคดีในเนื้อหาตามกฎหมายสารบัญญัติ เป็นไปโดยถูกต้องและเป็นธรรมแก่ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายในคดีโดยเสมอภาคกันตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๔๐ การฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา จะฟ้องต่อศาลซึ่งพิจารณาคดีอาญาหรือต่อศาลที่มีอำนาจชำระคดีแพ่งก็ได้ แต่ไม่ว่าจะฟ้องต่อศาลไหน การพิจารณาคดีแพ่งก็ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. แม้คำให้การรับสารภาพต่อพนักงานสอบสวนจะมีลักษณะเป็นพยานบอกเล่า ซึ่ง ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๖/๓ วรรคสอง วางหลักไว้ห้ามมิให้ศาลรับฟัง แต่กรณีเข้าตามหลักเกณฑ์ข้อยกเว้นที่กฎหมายมาตรานี้ได้กำหนดไว้ใน (๑) ว่า พยานเช่นนี้รับฟังได้ตามสภาพ ลักษณะ แหล่งที่มา และข้อเท็จจริงแวดล้อมของพยานบอกเล่านั้นน่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ เมื่อนำไปรับฟังประกอบพยานบุคคลของโจทก์แล้ว มีน้ำหนักมั่นคงฟังเชื่อได้ปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยคือคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหาย,วิ.อาญา,,,,,,, 66,10,,การยื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษต่อศาลอ้างว่า ผู้ร้องมิใช่บริวารของจำเลย ศาลจะต้องส่งสำเนาคำร้องให้โจทก์คัดค้านก่อนหรือไม่ และผู้พิพากษาคนเดียวจะสั่งยกคำร้องได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๔๑๙/๒๕๕๕ ในชั้นบังคับคดี เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษต่อศาลอ้างว่า ผู้ร้องมีสิทธิอยู่ในที่ดินและบ้านพิพาทเพราะไม่ใช่บริวารของจำเลยทั้งสอง ศาลชั้นต้นต้องรับคำร้องพร้อมส่งสำเนาคำร้องให้โจทก์ผู้ซื้อที่ดินและบ้านพิพาทจากการขายทอดตลาดว่าโจทก์จะคัดค้านหรือไม่ หากคัดค้านก็ต้องทำการไต่สวนเพื่อเปิดโอกาสให้คู่กรณีนำพยานหลักฐานเข้าสืบสนับสนุนข้ออ้างและข้อคัดค้าน แล้วจึงวินิจฉัยชี้ขาดไปตามประเด็นข้อพิพาท การที่ศาลชั้นต้นสั่งให้ผู้ร้องส่งสำเนาทะเบียนบ้านแล้วมีคำสั่งว่า “ตรวจคำร้องพร้อมสำเนาทะเบียนบ้านของผู้ร้องแล้วเป็นบุตรจำเลยทั้งสองและสำเนาทะเบียนบ้านก็ระบุเป็นผู้อาศัย ถือว่าเป็นบริวารของจำเลยทั้งสอง จึงมีคำสั่งยกคำร้อง” โดยไม่ส่งสำเนาคำร้องให้โจทก์ทั้งที่ปรากฏว่าสำเนาทะเบียนบ้านของผู้ร้องระบุบ้านอื่นมิใช่บ้านพิพาท ดังนี้ ข้อเท็จจริงจึงยังไม่พอให้วินิจฉัยว่าผู้ร้องเป็นบริวารของจำเลยทั้งสอง แม้กรณีดังกล่าวถือได้ว่าศาลชั้นต้นได้ดำเนินการไต่สวนคำร้องของผู้ร้องแล้วก็ตาม การที่ศาลชั้นต้นยกคำร้องแสดงอำนาจพิเศษของผู้ร้องโดยผู้พิพากษาคนเดียวเป็นผู้ลงนามในคำสั่งนั้น เป็นการไม่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๒๖ เนื่องจากคำสั่งดังกล่าวมีลักษณะเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทแห่งคดีซึ่งไม่อยู่ในอำนาจของผู้พิพากษาคนเดียวที่จะออกคำสั่งได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๒๕ (๑) อันเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย",วิ.แพ่ง,,,,,,, 66,10,,โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลต้องฟังจำเลยก่อนมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๔๑๒/๒๕๕๖ จำเลยที่ ๑ ขาดนัดยื่นคำให้การ โจทก์ถอนฟ้องสำหรับจำเลยที่ ๑ กรณีไม่อยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๕ วรรคสอง ที่ศาลต้องฟังจำเลยที่ ๑ ก่อนมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้อง ศาลชอบที่จะมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องได้โดยไม่จำต้องฟังจำเลยที่ ๑ ก่อน แม้โจทก์อาจนำคดีมาฟ้องใหม่ได้ แต่ต้องฟ้องภายในกำหนดอายุความ จำเลยที่ ๑ ซึ่งขาดนัดยื่นคำให้การยังมีสิทธิยื่นคำให้การต่อสู้คดีได้อย่างเต็มที่ ไม่มีข้อที่ต้องเสียเปรียบการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่ทำให้จำเลยที่ ๑ ต้องเสียหายหรือเสียเปรียบ กรณีไม่มีเหตุต้องเพิกถอนคำสั่งที่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องสำหรับจำเลยที่ ๑,วิ.แพ่ง,,,,,,, 66,10,,คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้จำหน่ายคดีชั่วคราวเพื่อรอฟังคดีอาญาดังกล่าวเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๘๕๐/๒๕๕๖ บทบัญญัติเรื่อวห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งในระหว่างพิจารณา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๖ (๑) เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ปัญหานี้ไม่เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาชอบที่จะยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒ (๕) คดีนี้จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีชั่วคราวเนื่องจากคดีนี้เป็นเหตุการณ์และข้อเท็จจริงเดียวกับคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๑๐๘๓/๒๕๕๓ ของศาลชั้นต้น ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาคดี โจทก์รับสำเนาแล้วคัดค้านและศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีนี้เป็นคดีส่วนแพ่ง การฟังข้อเท็จจริงจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคดีอาญาเมื่อคดีส่วนอาญายังพิจารณาไม่แล้วเสร็จคดีส่วนแพ่งจึงต้องรอฟังการพิจารณาคดีส่วนอาญา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๔๖ จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีจากสารบบความชั่วคราว เมื่อคดีอาญาเสร็จสิ้นแล้วให้ยกคดีส่วนแพ่งขึ้นพิจารณาต่อไปนั้น คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวเป็นคำสั่งในระหว่างพิจารณา ต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๖ (๑) แม้ศาลชั้นต้นจะสั่งรับอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้ก็เป็นการไม่ชอบ,วิ.อาญา,,,,,,, 66,10,,ถ้อยคำของจำเลยในบันทึกการจับกุมว่า จำเลยรู้จักและมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับ ส. จำเลยในคดีอาญาอีกเรื่องหนึ่งและจำเลยขับรถไปรับ ส. ในวันเกิดเหตุนั้นศาลจะนำมารับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของจำเลยได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๕๒/๒๕๕๖ ถ้อยคำของจำเลยในบันทึกการจับกุมจำเลยที่ว่า จำเลยรู้จักและมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับ ส. จำเลยในคดีอาญาอีกเรื่องหนึ่งมาประมาณ ๒ เดือน และจำเลยขับรถไปรับ ส. มิใช่เป็นคำรับสารภาพของผู้ถูกจับว่าตนได้กระทำความผิด เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับได้แจ้งสิทธิให้แก่จำเลยทราบแล้วว่าจำเลยมีสิทธิที่จะให้การหรือไม่ก็ได้ และถ้อยคำของจำเลยอาจใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีได้ จึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของจำเลยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๘๔ วรรคท้าย,วิ.อาญา,,,,,,, 66,10,,ผู้เสียหายเป็นบุคคลที่ศาลมีคำสั่งให้เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ จะร้องทุกข์หรือดำเนินคดีแก่ผู้กระทำความผิด จะต้องได้รับความยินยอมจากผู้พิทักษ์ก่อนหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๐๗๙/๒๕๕๕ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒ (๔) ประกอบมาตรา ๒ (๗) กำหนดให้ผู้เสียหายเท่านั้นที่จะมีอำนาจร้องทุกข์เพื่อดำเนินคดีแก่ผู้กระทำความผิดได้ คดีความผิดตามที่โจทก์ฟ้องเป็นความผิดอันยอมความได้หรือความผิดต่อส่วนตัว พนักงานสอบสวนจะมีอำนาจสอบสวนก็ต่อเมื่อมีคำร้องทุกข์ตามระเบียบตามมาตรา ๑๒๑ วรรคสอง และโจทก์จะมีอำนาจฟ้องก็ต่อเมื่อมีการสอบสวนในความผิดนั้นก่อนเช่นกันตามมาตรา ๑๒๐ คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า ระหว่างวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๔๐ ถึงวันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๗ เวลาใดไม่ปรากฏชัดต่อเนื่องกัน จำเลยทั้งสี่ร่วมกันครอบครองเงินที่ได้จากการขายที่ดินและขายสิทธิการเช่าที่ราชพัสดุของ ฮ. และเบียดบังยักยอกเอาเงินจำนวนดังกล่าวไป เมื่อ ฮ. ถึงแก่ความตายวันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๔๖ การกระทำที่โจทก์กล่าวหาในขณะที่ ฮ. ยังมีชีวิตอยู่ จึงเป็นการกระทำความผิดต่อ ฮ. ผู้เป็นเจ้าของทรัพย์ ฮ. จึงเป็นผู้เสียหายตามมาตรา ๒ (๔) และมีอำนาจร้องทุกข์ได้ตามมาตรา ๓ (๑) ประกอบมาตรา ๒ (๗) แม้ ฮ. จะพิการเดินไม่ได้เพราะเป็นอัมพาตและศาลเยาวชนและครอบครัวกลางมีคำสั่งให้เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ แต่ ฮ. ก็ยังสามารถดำเนินคดีแก่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เหมือนเช่นบุคคลทั่วไปได้ โดยมิต้องได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ผู้พิทักษ์ก่อน ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๓๔ แห่ง ป.พ.พ. ประกอบกับ ฮ. มิได้ถูกจำเลยทั้งสี่ทำร้ายถึงตายหรือบาดเจ็บจนไม่สามารถจัดการเองได้อันจะทำให้โจทก์ร่วมในฐานะผู้จัดการมรดกของ ฮ. มีอำนาจจัดการแทน ฮ. ได้ตามมาตรา ๕ (๒) เมื่อโจทก์ร่วมซึ่งไม่ได้เป็นผู้เสียหายเป็นผู้ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสี่ในความผิดฐานยักยอกตาม ป.อ. มาตรา ๓๕๒ และ ๓๕๔ ซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้หรือความผิดต่อส่วนตัวตามมาตรา ๓๕๖ จึงถือไม่ได้ว่าคดีนี้มีคำร้องทุกข์ตามระเบียบที่จะทำให้พนักงานสอบสวนมีอำนาจสอบสวนในความผิดต่อส่วนตัวได้ และถือเท่ากับว่ายังไม่ได้มีการสอบสวนในความผิดนั้นมาก่อนย่อมส่งผลให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องตามมาตรา ๑๒๐ จำเลยที่ ๒ นำเงินส่วนหนึ่งไปซื้อสลากออกสินจำนวน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาทเศษในนามของจำเลยที่ ๒ คนเดียวโดยมีการเบิกเงินออกจากบัญชีเมื่อวันที่ ๑๖ กันยายน ๒๕๔๑ จำนวนเงิน ๑,๒๐๐,๐๐๐ บาท ย่อมเป็นความผิดสำเร็จก่อน ฮ. ถึงแก่ความตายถึง ๔ ปีเศษ การที่โจทก์ร่วมเป็นผู้จัดการมรดกของ ฮ. เมื่อวันที่ ๘ ธันวาคม ๒๕๔๖ โจทก์ร่วมอ้างว่าเพิ่งทราบและมาแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน วันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๗ ก็ไม่ทำให้การกระทำของจำเลยที่ ๒ เป็นการกระทำต่อเนื่องกันจนถึงวันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๗ โจทก์ร่วมจึงไม่เป็นผู้เสียหายถือไม่ได้ว่าคดีนี้มีคำร้องทุกข์ตามระเบียบที่จะทำให้พนักงานสอบสวนมีอำนาจสอบสวนในความผิดต่อส่วนตัวได้ ถือเท่ากับว่ายังไม่ได้มีการสอบสวน ย่อมส่งผลให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องตามมาตรา ๑๒๐ เช่นกัน ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ร่วมเข้าร่วมเป็นโจทก์ และศาลอุทธรณ์ภาค ๑ วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมมาจึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบด้วย มาตรา ๒๒๕",วิ.อาญา,,,,,,, 66,11,,หุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด จะร้องสอดเข้ามาในชั้นบังคับคดีในคดีที่ห้างหุ้นส่วนจำกัดเป็นจำเลย ได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๑๑๐/๒๕๕๕ คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินตามสัญญากู้ยืมเงิน ต่อมาโจทก์และจำเลยตกลงกันได้ จึงทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลชั้นต้นพิพากษาให้คดีเป็นอันเสร็จเด็ดขาดไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นแล้ว ต่อมาจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์จึงขอให้ศาลออกหมายบังคับคดี ผู้ร้องทั้งหกยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องทั้งหกและนายต่อพงษ์เป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนจำกัดเลยโดยนายต่อพงษ์เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ นายต่อพงษ์ได้สมรู้ร่วมคิดกับโจทก์ซึ่งเป็นป้าของนายต่อพงษ์ทำสัญญากู้ยืมเงินตามฟ้องซึ่งเป็นความเท็จ ความจริงมิได้มีการกู้ยืมเงินแต่ประการใด โจทก์และนายต่อพงษ์ได้สมรู้ร่วมคิดกันแสดงเจตนาลวงเข้าทำสัญญาประนีประนอมยอมความและให้ศาลมีคำพิพากษาตามยอม สัญญาประนีประนอมยอมความนั้นจึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๕ วรรคหนึ่ง ต่อมาโจทก์ได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์หลายรายการของจำเลย ผู้ร้องทั้งหกได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลเพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความและหมายบังคับคดีซึ่งออกโดยผิดหลงดังกล่าวด้วย ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “..เห็นว่า ผู้ร้องทั้งหกเป็นเพียงหุ้นส่วนจำกัดความรับผิดของจำเลยเท่านั้น ความรับผิดของผู้ร้องทั้งหกจึงจำกัดเพียงไม่เกินจำนวนเงินที่ตนรับจะลงหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัดของจำเลย เมื่อศาลมีคำพิพากษาตามยอมให้จำเลยชดใช้เงินตามสัญญาประนีประนอมยอมความ คำพิพากษาดังกล่าวย่อมกระทบแต่เฉพาะทรัพย์สินและกิจการของจำเลย หากจะต้องมีการบังคับคดีก็เป็นเพียงจำเลยเท่านั้นที่จะต้องถูกบังคับคดี ผู้ร้องทั้งหกในฐานะหุ้นส่วนจำกัดความรับผิดหาต้องถูกบังคับคดีด้วยไม่ ผู้ร้องทั้งหกจึงไม่ได้รับผลกระทบอันที่จะต้องได้รับความคุ้มครองหรือบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ จึงไม่มีสิทธิที่จะร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความด้วยการร้องสอดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๗ (๑) ที่จะขอให้เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความและหมายบังคับคดีที่ออกโดยชอบด้วยกฎหมายในคดีนี้ได้ หากการกระทำของจำเลยกระทบถึงสิทธิของผู้ร้องทั้งหก ผู้ร้องทั้งหกก็ชอบที่จะต้องนำคดีไปฟ้องเป็นอีกคดีหนึ่งต่างหากผู้ร้องทั้งหกจะขอให้ศาลเพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความและหมายบังคับคดีซึ่งได้ดำเนินมาโดยชอบด้วยกฎหมายหาได้ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องของผู้ร้องทั้งหกโดยไม่ต้องไต่สวนก่อนชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องทั้งหกฟังไม่ขึ้น”",วิ.แพ่ง,,,,,,, 66,11,,ผู้รับโอนสิทธิและหน้าที่ในหนี้ตามคำพิพากษามาจากคู่ความซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดีจะเข้าสวมสิทธิแทนคู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดีเพื่อดำเนินการบังคับคดีได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๔๐๑/๒๕๕๕ คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน พร้อมดอกเบี้ยอัตรานับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ต่อมาจำเลยทั้งสองไม่ยอมชำระหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าว โจทก์ขอให้บังคับคดี ศาลออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องได้รับโอนสิทธิเรียกร้องตามสัญญาเช่าซื้อรถยนต์จากโจทก์ ซึ่งรวมทั้งสิทธิเรียกร้องในคดีนี้ โดยผู้ร้องมีหนังสือบอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองทราบแล้ว ขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ ฯลฯ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “..เห็นว่า บุคคลที่มีสิทธิบังคับคดีตามคำพิพากษาจะต้องเป็นคู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗๑ เมื่อผู้ร้องเป็นเพียงบุคคลภายนอกที่อ้างว่าได้รับโอนสิทธิและหน้าที่ในหนี้ตามคำพิพากษาจากโจทก์ที่มีอยู่แก่จำเลยทั้งสอง ไม่ใช่คู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดีตามคำพิพากษาจึงไม่อาจร้องขอให้บังคับคดีได้ นอกจากนี้การที่จะเข้าสวมสิทธิแทนคู่ความหรือบุคคลที่เป็นฝ่ายชนะคดีนั้นต้องมี บทบัญญัติของกฎหมายให้เข้าสวมสิทธิแทนได้ เช่น พระราชกำหนดปฏิรูประบบสถาบันการเงินพ.ศ. ๒๕๔๐ พระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์สินในคดีล้มละลายของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯ เป็นต้น เมื่อผู้ร้องไม่ใช่บุคคลตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวที่ให้เข้าสวมสิทธิแทนโจทก์ ผู้ร้องจึงไม่อาจเข้าสวมสิทธิแทนโจทก์เพื่อดำเนินการบังคับคดีแก่จำเลยทั้งสองในคดีนี้ได้",วิ.แพ่ง,,,,,,, 66,11,,พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจจะค้นบุคคลใดในที่สาธารณสถานได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๗๒๒/๒๕๕๕ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๙๓ บัญญัติว่า “ห้ามมิให้ ทำการค้นบุคคลใดในที่สาธารณสถาน เว้นแต่พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจเป็นผู้ค้นในเมื่อมีเหตุอันควรสงสัยว่าบุคคลนั้นมีสิ่งของในความครอบครองเพื่อจะใช้ในการกระทำความผิด หรือซึ่งได้มาโดยการกระทำความผิด หรือซึ่งมีไว้เป็นความผิด” แสดงว่าพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจจะทำการค้นบุคคลใดในที่สาธารณสถานไม่ได้ เว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้นของกฎหมายดังกล่าว ปรากฏว่าจุดที่จำเลยนั่งโทรศัพท์อยู่ริมถนนเป็นบริเวณหน้าสนามเด็กเล่นอยู่บนถนนสุทธาวาส ส่วนซอยโรงถ่านอยู่ริมคลองวัดโล่ห์หรือคลองชลประทาน แสดงว่าบริเวณที่เกิดเหตุอยู่บนถนนสุทธาวาส ไม่ได้อยู่หลังซอยโรงถ่านตามที่สิบตำรวจโท ก. และสิบตำรวจตรี พ. อ้างว่ามีอาชญากรรมเกิดขึ้นประจำแต่อย่างใด และทางพิจารณาก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยมีท่าทางพิรุธนอกจากจำเลยนั่งโทรศัพท์อยู่ริมถนนสุทธาวาสเท่านั้น การที่สิบตำรวจโท ก. และสิบตำรวจตรี พ. อ้างว่าเกิดความสงสัยในตัวจำเลยจึงขอตรวจค้นโดยไม่มีเหตุผลสนับสนุนว่าเพราะเหตุใดจึงเกิดความสงสัยในตัวจำเลย จึงเป็นข้อสงสัยที่อยู่บนพื้นฐานของความรู้สึกเพียงอย่างเดียวถือไม่ได้ว่ามีเหตุอันสมควรสงสัยตามกฎหมายดังกล่าวที่จะทำการตรวจค้นได้ การตรวจค้นตัวจำเลยจึงไม่ชอบด้วยฎหมาย จำเลยซึ่งถูกกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายจึงมีสิทธิโต้แย้งและตอบโต้เพื่อป้องกันสิทธิของตน ตลอดจนเพิกเฉยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งใด ๆ อันสืบเนื่องจากการปฏิบัติที่ไม่ชอบดังกล่าวได้ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง,วิ.อาญา,,,,,,, 66,11,,ถ้อยคำตามบันทึกการจับกุมที่ว่า มีการตรวจค้นพบธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อและจำเลยรับว่าเป็นธนบัตรที่ตนได้มาจากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจริง กับคำเบิกความของร้อยตำรวจเอก อ. และดาบตำรวจ ท. ที่ยืนยันว่า จำเลยรับว่าต้นกัญชาตนเป็นผู้ปลูกจะรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดจำเลยได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๙๗๕/๒๕๕๕ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “..มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ หยิบยกถ้อยคำตามบันทึกการจับกุมที่ว่ามีการตรวจค้นพบธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อกับจำเลยรับว่าเป็นธนบัตรที่ตนดได้มาจากการ จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจริง และคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกอนุรักษ์และดาบตำรวจทวีศักดิ์ที่เบิกความยืนยันว่า จำเลยรับว่าต้นกัญชาดังกล่าวตนเป็นผู้ปลูกขึ้นวินิจฉัยรับฟังเป็นพยานหลักฐานลงโทษจำเลยชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๘๔ วรรคท้าย หรือไม่ เห็นว่า บทบัญญัติมาตรา ๘๔ วรรคท้าย ที่บัญญัติว่า “ถ้อยคำใด ๆ ที่ผู้ถูกจับให้ไว้ต่อเจ้าพนักงานผู้จับ หรือพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจในชั้นจับกุมหรือรับมอบตัวผู้ถูกจับ ถ้าถ้อยคำนั้นเป็นคำรับสารภาพของผู้ถูกจับว่าตนได้กระทำความผิด ห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐานแต่ถ้าเป็นถ้อยคำอื่นจะรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของผู้ถูกจับได้ต่อเมื่อได้มีการแจ้งสิทธิตามวรรคหนึ่งหรือตามมาตรา ๘๓ วรรคสอง แก่ผู้ถูกจับ แล้วแต่กรณี” มีความหมายว่าห้ามมิให้นำคำรับสารภาพในชั้นจับกุมของผู้ถูกจับมารับฟังเป็นพยานหลักฐาน แต่ถ้าเป็นถ้อยคำอื่นจะรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของผู้ถูกจับได้ต่อเมื่อได้มีการแจ้งสิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๘๔ วรรคหนึ่ง หรือมาตรา ๘๓ วรรคสอง แก่ผู้ถูกจับแล้ว ถ้อยคำตามบันทึกการจับกุมที่ว่า มีการตรวจค้นพบธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อ และจำเลยรับว่าเป็นธนบัตรที่ตนได้มาจากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจริง กับคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกอนุรักษ์และดาบตำรวจทวีศักดิ์ที่ยืนยันว่า จำเลยรับว่าต้นกัญชาตนเป็นผู้ปลูกดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ หยิบยกขึ้นวินิจฉัยนั้น เป็นเพียงถ้อยคำอื่นที่จำเลยให้ไว้แก่เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมมิใช่คำรับสารภาพในชั้นจับกุมของจำเลย เมื่อปรากฏตามบันทึกการจับกุมว่าเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมแจ้งสิทธิแก่จำเลยครบถ้วนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๘๓ วรรคสอง แล้ว การที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ นำถ้อยคำอื่นของจำเลยมารับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดจำเลยฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน กับฐานผลิตกัญชาจึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๘๔ วรรคท้าย แล้ว",วิ.อาญา,,,,,,, 66,11,,ศาลในคดีอาญาพิพากษาว่า พยานหลักฐานของโจทก์เท่าที่นำสืบมายังมีความสงสัยตามสมควรว่า จำเลยกระทำความผิดหรือไม่ จึงให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลย ดังนี้ ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งต้องฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิดหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๔๙/๒๕๕๕ คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา การพิพากษาคดีส่วนแพ่ง จำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๗๙๓/๒๕๔๙ ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาว่า พยานหลักฐานของโจทก์เท่าที่นำสืบมายังมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยกระทำความผิดหรือไม่ จึงให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยเป็นการวินิจฉัยข้อเท็จจริงอันเป็นประเด็นแห่งคดีไว้แน่นอนแล้วว่า โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานมาสืบให้ศาลเป็นโดยชัดแจ้งว่าจำเลยกระทำความผิด ดังนั้น ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๔๖ แม้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๔๗ จะบัญญัติว่าคำพิพากษาคดีส่วนแพ่งต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่ง โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่าจำเลยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดหรือไม่ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะรับฟังข้อเท็จจริงขัดแย้งกับข้อเท็จจริงในคำพิพากษาส่วนอาญาได้ ในคดีแพ่งจึงต้องฟังข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาคดีส่วนอาญาว่าจำเลยไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๔๗๓/๒๕๕๕ คดีอาญาที่จำเลยถูกฟ้องข้อหายักยอก ศาลวินิจฉัยว่าพยานหลักฐานของโจทก์ยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยรับเงินส่วนที่ขาดจากพนักงานขายมาแล้วไม่ส่งให้ผู้เสียหาย แต่เป็นกรณีที่พนักงานขายยังไม่ส่งเงินส่วนที่ขาดส่งให้แก่จำเลย จำเลยจึงไม่ได้ยักยอก พิพากษายกฟ้อง คดีถึงที่สุดแล้ว แม้คดีดังกล่าวศาลชั้นต้นจะยกฟ้องโดยยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลย แต่ผลในทางคดีต้องฟังว่า จำเลยไม่ได้ยักยอกเงินดังกล่าว เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๑ คดีนี้ซึ่งเป็นจำเลยในคดีอาญาดังกล่าวให้รับผิดทางแพ่งโดยอ้างเหตุเช่นเดียวกับคดีอาญาว่าจำเลยที่ ๑ เป็นตัวแทนจำหน่ายของโจทก์จำเลยที่ ๑ รับเงินค่าสินค้าจากพนักงานขายแล้วส่งมอบให้แก่โจทก์ไม่ครบถ้วนโดยคำฟ้องของโจทก์ในคดีแพ่งขอให้บังคับจำเลยทั้งสองรับผิดในจำนวนเงินที่จำเลยที่ ๑ รับมาจากพนักงานขายแล้วไม่ส่งมอบให้แก่โจทก์จำนวน ๑๕๐,๕๕๙ บาท เป็นเงินจำนวนเดียวกันกับคำขอท้ายฟ้องคดีอาญาเพื่อขอให้จำเลยคืนหรือชดใช้เงินแก่ผู้เสียหายจึงเป็นการฟ้องอาศัยเหตุเดียวกันกับคดีอาญา ถือเป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา เมื่อคดีส่วนอาญาศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยยังไม่ได้รับเงินจำนวนดังกล่าวจากพนักงานขายของโจทก์การพิพากษาคดีส่วนแพ่งจึงต้องถือข้อเท็จจริงในคดีส่วนอาญาดังกล่าวตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๔๖ โดยฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ ๑ ยังไม่ได้รับเงินค่าสินค้าส่วนที่ขาดส่งสินค้าส่วนที่ขาดส่งจากพนักงานขายของโจทก์ จำเลยที่ ๑ จึงไม่ต้องรับผิดชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ และจำเลยที่ ๒ ในฐานะผู้ค้ำประกันก็ไม่ต้องรับผิดด้วยเช่นกัน",วิ.อาญา,,,,,,, 66,12,,ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและยกคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลโดยถือว่าไม่มีพยานมาไต่สวน การอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล การอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่อนุญาตให้เลื่อนคดี จะต้องอุทธรณ์ภายในกำหนดเวลาใด,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๙๗๙-๖๙๘๐/๒๕๕๕ ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ เนื่องจากศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เลื่อนคดีถือว่าจำเลยที่ ๒ ไม่มีพยานมาไต่สวน และในส่วนของจำเลยที่ ๓ ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วเชื่อว่าจำเลยที่ ๓ ยังพอมีทรัพย์สินที่จะเสียค่าธรรมเนียมศาลได้ จึงไม่อนุญาตให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์เช่นนี้ เท่ากับศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยในเนื้อหาแห่งคำร้องของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ แล้วว่า จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ไม่ใช่ผู้ที่ไม่มีทรัพย์สินพอที่จะเสียค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ จึงไม่อาจใช้สิทธิดังกล่าวได้ ซึ่งจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ จะต้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นภายในกำหนด ๗ วัน นับแต่วันที่มีคำสั่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๕๖/๑ วรรคท้าย แต่จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวเกินกำหนดเวลาตามที่กฎหมายกำหนด จำเลยที่๒ และที่ ๓ จึงอุทธรณ์ในข้อที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เลื่อนคดีเพียงอย่างเดียว โดยขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เลื่อนคดีเพื่อดำเนินการไต่สวนพยานหลักฐานของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ต่อไป ดังนั้น คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์จึงยุติไปตามคำสั่งของศาลชั้นต้น คดีจึงไม่มีประโยชน์ที่จะพิจารณาว่าสมควรอนุญาตให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เลื่อนคดีเพื่อทำการไต่สวนพยานหลักฐานจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ต่อไปหรือไม่,วิ.แพ่ง,,,,,,, 66,12,,ต่างฝ่ายต่างยื่นฟ้องหรือยื่นคำร้องขอต่อศาล ซึ่งคดีมีประเด็นอย่างเดียวกันหากศาลคดีใดคดีหนึ่งได้วินิจฉัยชี้ขาดประเด็นแห่งคดีแล้วจะมีผลถึงอีกคดีหนึ่งหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๓๖๙/๒๕๕๕ คดีก่อนบริษัท พ. และบริษัท ร.เป็นโจทก์ฟ้องผู้ร้องกับพวกเป็นจำเลยขอให้ขับไล่ผู้ร้องกับพวกออกจากที่ดินพิพาทอันเป็นที่ดินส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ ๖๕๐๕ ของบริษัท พ. และบริษัท ร. ผู้ร้องให้การในคดีนั้นว่า ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินของผู้ร้องตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.๓) เลขที่ ๑๑๔ แต่หากเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ ๖๕๐๕ ผู้ร้องก็ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองแล้ว ระหว่างพิจารณาคดีดังกล่าวผู้ร้องสละประเด็นเรื่องการครอบครอง ศาลชั้นต้นรับฟังข้อเท็จจริงว่า ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตที่ดินโฉนดเลขที่ ๖๕๐๕ และพิพากษาขับไล่ผู้ร้องกับพวกออกจากที่ดินพิพาท ส่วนคดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ คดีจึงมีประเด็นเป็นอย่างเดียวกันกับคดีก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นของบริษัท พ. และบริษัท ร. หรือของผู้ร้องคำพิพากษาในคดีก่อนย่อมผูกพันผู้ร้องซึ่งเป็นคู่ความในคดีนี้ด้วย จนถึงวันที่คำพิพากษาในคดีก่อนถูกเปลี่ยนแปลงแก้ไขตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๕ วรรคหนึ่ง การที่ผู้ร้องมายื่นคำร้องขอเป็นคดีนี้อีก จึงเป็นการขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งในประเด็นที่ได้วินิจฉัยไปแล้ว เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๔ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๕๐๗/๒๕๕๕ ข้อเท็จจริงตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๑๒๖๙/๒๕๕๐ เป็นเรื่องที่จำเลยฟ้องโจทก์ อ้างว่าจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๐๕๘ โจทก์บุกรุกที่ดินดังกล่าวบางส่วน ขอให้บังคับโจทก์และบริวารออกจากที่ดินพิพาท โจทก์ซึ่งเป็นจำเลยในคดีดังกล่าวให้การว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์โดยการครอบครองปรปักษ์ ส่วนคดีนี้เป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องว่าโจทก์ครอบครองที่ดินบางส่วนของที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๐๕๘ โดยสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันกว่า ๑๐ ปี ขอให้พิพากษาว่าที่ดินดังกล่าวเป็นของโจทก์โดยการครอบครองปรปักษ์จำเลยให้การว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย เช่นนี้ มูลคดีทั้งสองคดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทอย่างเดียวกันว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์หรือของจำเลย เมื่อโจทก์จำเลยเป็นคู่ความเดียวกันและศาลชั้นต้นในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๑๒๖๙/๒๕๕๐ ได้วินิจฉัยชี้ขาดประเด็นแห่งคดีไปแล้ว ฟ้องโจทก์ในคดีนี้จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๔๔ วรรคหนึ่ง",วิ.แพ่ง,,,,,,, 66,12,,บุคคลที่ไม่ได้เป็นคู่ความในคดีก่อน แต่ในคดีมีการพิจารณาถึงตัวบุคคลดังกล่าวแล้วในประเด็นที่มีข้อพิพาทอย่างเดียวกับคดีหลัง จะถือเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๙๗๗/๒๕๕๕ ในคดีก่อนจำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ ฟ้องขับไล่โจทก์ให้ออกจากที่ดินพิพาท และในคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ ซึ่งทั้งในคดีก่อนและคดีนี้จะต้องวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันว่า โจทก์หรือจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๕ ใครมีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่ากัน แม้ในคดีก่อนจำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ เท่านั้นที่ฟ้องขับไล่โจทก์ แต่การต่อสู้คดีโจทก์ก็นำสืบถึงจำเลยที่ ๑ ว่าบิดา ของจำเลยที่ ๑ นำที่ดินพิพาทไปออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓ ก.) ทับที่ดินโจทก์ จำเลยที่ ๑ ครอบครอง ต่อจากบิดาและตกเป็นทรัพย์มรดกแก่จำเลยที่ ๑ จากนั้นจำเลยที่ ๑ ได้โอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ ๒ ซึ่งการจะขับไล่โจกท์ออกจากที่ดินพิพาทได้ ก็ต้องพิจารณาถึงการที่จำเลยที่ ๑ ได้ที่ดินพิพาทมาโดยชอบหรือไม่ ตลอดจนการขายต่อให้แก่จำเลยที่ ๒ การจดทะเบียนจำนองของจำเลยที่ ๒ รวมถึงการบังคับจำนองขายทอดตลาดและธนาคาร ก. เป็นผู้ซื้อได้แล้วขายต่อให้แก่จำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ นั้นสุจริตหรือไม่ ซึ่งทางนำสืบต่อสู้ของโจทก์ในคดีก่อนก็มีข้อเท็จจริงที่ตรงกับฟ้องของ โจทก์ในคดีนี้ แม้ในคดีก่อนจะมีเพียงจำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ ที่ฟ้องขับไล่โจทก์แต่ก็มีการพิจารณาถึงจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ แล้วในประเด็นที่มีข้อพิพาทอย่างเดียวกันต่อมาโจทก์อ้างเหตุอย่างเดียวกันมาฟ้องจำเลยทั้งห้าในคดีนี้อีก เมื่อศาลในคดีก่อนมีคำพิพากษาแล้ว ย่อมเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีก่อนตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๔ วรรคหนึ่ง",วิ.แพ่ง,,,,,,, 66,12,,คดีที่โจทก์ฟ้อง จำเลยยื่นคำให้การ หากศาลพิพากษาให้จำเลยแพ้คดีจำเลยจะขอให้พิจารณาคดีใหม่ อ้างข้อบกพร่องของทนายจำเลยในการดำเนินกระบวนพิจารณาได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๓๑๒/๒๕๕๕ ข้อเท็จจริงปรากฏว่าภายหลังจากโจทก์ฟ้องคดีและจำเลยได้รับหมายเรียกให้ยื่นคำให้การแล้ว จำเลยได้ยื่นคำให้การภายในกำหนดเวลาตามกฎหมาย ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์และจำเลยจนคดีเสร็จการพิจารณา เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาถึงที่สุดที่ให้จำเลยเป็นฝ่ายแพ้คดี จึงไม่ใช่กรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้คู่ความฝ่ายที่ขาดนัดพิจารณาแพ้คดีในประเด็นที่พิพาทที่จะขอพิจารณาคดีใหม่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๐๗ (เดิม) (มาตรา ๑๙๙ ตรี, ๒๐๗) แต่เป็นกรณีที่ศาลได้พิพากษาชี้ขาดไปตามพยานหลักฐานของโจทก์และจำเลย จำเลยจึงไม่อาจขอพิจารณาคดีใหม่ได้",วิ.แพ่ง,,,,,,, 66,12,,ฟ้องขอให้ชำระเงินคืนฐานลาภมิควรได้ โดยอ้างว่า จำเลยเรียกเอาหลักประกันการปฏิบัติผิดสัญญาจากธนาคารซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันโจทก์และธนาคารจ่ายเงินให้ไปแล้วหักเงินจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ชำระหนี้ดังกล่าวจะถือว่ามูลคดีเกิดขึ้นที่ใด,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๙๘-๓๙๙/๒๕๕๕ ป.วิ.พ. มาตรา ๔ (๑) บัญญัติว่าคำฟ้องให้เสนอต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล หรือต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาล ไม่ว่าจำเลยจะมีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรหรือไม่ และคำว่า “มูลคดีเกิด” หมายถึง เหตุอันเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิอันจะทำให้โจกท์มีอำนาจฟ้อง โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินคืนแก่โจทก์ด้วยเหตุลาภมิควรได้ โดยข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาคือ การที่จำเลยทั้งสองเรียกเอาหลักประกันการปฏิบัติผิดสัญญาจากธนาคาร ส. ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันโจทก์ และธนาคารจ่ายเงินให้จำเลยทั้งสองไปโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ แล้วธนาคารใช้สิทธิไล่เบี้ยหักเงินจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ชำระหนี้ดังกล่าว ทำให้โจกท์ได้รับความเสียหายเช่นนี้ ย่อมเห็นได้ว่าเหตุอันเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิที่ทำให้โจทก์มีอำนาจฟ้องเกิดขึ้น ณ ที่ทำการของธนาคาร ซึ่งเป็นสถานที่ที่มีการจ่ายเงินให้จำเลยทั้งสองแล้วหักเงินในบัญชีเงินฝากของโจทก์ เมื่อธนาคาร ส. มีสถานที่ตั้งอยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้น โจทก์จึงมีอำนาจเสนอคำฟ้องคดีนี้ต่อศาลชั้นต้นได้ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว จำเลยที่ ๒ เป็นคู่ความเฉพาะสำนวนแรก การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความสำนวนละ ๔,๐๐๐ บาท จึงไม่ถูกต้อง",วิ.แพ่ง,,,,,,, 66,12,,ที่ดินที่มีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ จะยื่นคำร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งว่าผู้ร้องมีสิทธิครอบครอง และให้เจ้าหน้าที่จดทะเบียนการได้มาให้แก่ผู้ร้องได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๗๔๓/๒๕๕๕ บุคคลใดจะต้องใช้สิทธิทางศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๕๕ นั้น ต้องเป็นกรณีจำเป็นจะต้องมาร้องขอต่อศาลเพื่อให้ได้รับความรับรองหรือคุ้มครองตามสิทธิของตนที่มีอยู่โดยจะต้องมีกฎหมายระบุไว้แจ้งชัดว่าให้กระทำได้ แต่กรณีตามคำร้องขอของผู้ร้องมิใช่เป็นการขอให้ศาลมีคำสั่งแสดงว่าผู้ร้องเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๘๒ เนื่องจากที่ดินตามคำร้องขอเป็นที่ดินที่ยังไม่มีโฉนดคงมีแต่หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓ ก.) เท่านั้น ซึ่งไม่มีกฎหมายสนับสนุนให้ผู้ร้องใช้สิทธิทางศาลโดยยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งแต่ฝ่ายเดียวได้ หากผู้ร้องเห็นว่าผู้ร้องมีสิทธิครอบครองในที่ดินและถูกบุคคลใดโต้แย้งสิทธิประการใดก็ชอบที่จะเสนอคดีของตนต่อศาลโดยทำเป็นคำฟ้องอันเป็นคดีมีข้อพิพาท หาใช่เสนอคดีโดยทำเป็นคำร้องขออันเป็นคดีไม่มีข้อพิพาทไม่,วิ.แพ่ง,,,,,,, 66,13,,คดีฟ้องเพิกถอนการฉ้อฉล หากลูกหนี้ถึงแก่กรรมไปก่อนฟ้อง เจ้าหนี้จะฟ้องเฉพาะผู้ได้ลาภงอกจากนิติกรรมแต่เพียงผู้เดียวได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๔๔๔/๒๕๕๓ การฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการฉ้อฉลตาม ป.พ.พ. มาตรา ๒๓๗ นั้น เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์จะต้องฟ้องคู่กรณีทั้งสองฝ่ายที่ทำนิติกรรม คือลูกหนี้กับผู้ได้ลาภงอกจากนิติกรรมเป็นจำเลยในคดี จะฟ้องเพียงคนใดคนหนึ่งไม่ได้ เพราะมิฉะนั้นแล้วคำพิพากษาของศาลย่อมไม่ผูกพันลูกหนี้หรือผู้ได้รับลาภงอก อ. เป็นลูกหนี้ของโจทก์ แต่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นบุตรของ อ. และเป็นผู้ได้รับลาภงอกจากการกระทำนิติกรรมกับจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นผู้รับจำนองที่ดินและบ้านพิพาทจากจำเลยที่ ๑ มิได้ฟ้อง อ. ด้วย แม้จะปรากฏว่า อ. ถึงแก่กรรมไปก่อนแล้วโจทก์ก็ชอบที่จะฟ้องทายาทหรือผู้จัดการมรดกของ อ. ได้ การที่โจทก์บรรยายฟ้องมาว่า ก่อน อ. ถึงแก่กรรมได้พักอาศัยอยู่กับจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๑ เป็นผู้ดูแลรักษา อ. มาโดยตลอด จึงเป็นไปไม่ได้ที่ อ. จะขายที่ดินและบ้านพิพาทให้แก่จำเลยที่ ๑ เพราะขัดต่อเหตุผล ถือว่านิติกรรมดังกล่าวทำเพื่อฉ้อฉลทำให้โจทก์เสียเปรียบนั้น เป็นเพียงการบรรยายฟ้องเพื่อสนับสนุนข้ออ้างของโจทก์ที่ว่า อ. กับจำเลยที่ ๑ ร่วมกันทำนิติกรรมเพื่อฉ้อฉลโจทก์เท่านั้น หาใช่การบรรยายฟ้องเพื่อแสดงให้เห็นว่า โจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๑",วิ.แพ่ง,,,,,,, 66,13,,ในคดีไม่มีข้อพิพาท คำคัดค้านของผู้คัดค้านเป็นคำคู่ความหรือไม่และคำคัดค้านที่ไม่ชัดแจ้งจะนำบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา ๑๗๗ วรรคสอง มาปรับใช้ได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๓๗๐/๒๕๕๓ ในคดีไม่มีข้อพิพาทถ้าบุคคลอื่นใดนอกจากคู่ความที่ได้ยื่นฟ้องได้เข้ามาเกี่ยวข้องในคดีโดยตรงหรือโดยอ้อมให้ถือว่าบุคคลเช่นว่ามานี้เป็นคู่ความและให้ดำเนินคดีไปตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. ว่าด้วยคดีมีข้อพิพาทตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๘๘ (๔) คำคัดค้านของผู้คัดค้านจึงเป็นคำคู่ความที่จะก่อให้เกิดเป็นประเด็นข้อพิพาทผู้คัดค้านจะคัดค้านคำร้องขอในประเด็นข้อใดจะต้องยื่นคำคัดค้านให้ชัดแจ้งตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๗๗ วรรคสอง จึงจะเกิดเป็นประเด็นข้อพิพาทในข้อนั้น การที่ผู้คัดค้านยื่นคำร้องคัดค้านว่าพินัยกรรมทำขึ้นโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายกล่าวคือ พระ อ. ไม่ได้มีความประสงค์หรือเจตนาจะทำพินัยกรรมดังกล่าว ผู้ทำพินัยกรรมได้กระทำโดยถูกหลอกลวง สำคัญผิดไม่เป็นไปตามความประสงค์อันแท้จริงของผู้ทำพินัยกรรมและขณะทำพินัยกรรมพระ อ. มีสติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์ อันเป็นข้อเท็จจริงที่ยืนยันว่าพระ อ. ทำพินัยกรรมจริงแต่ถูกหลอกลวง สำคัญผิดและมีสติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์ แต่คำร้องคัดค้านกลับกล่าวอีกว่าลายมือชื่อผู้ทำพินัยกรรมไม่ใช่ลายมือของพระ อ. เท่ากับยืนยันว่าพระ อ. ไม่ได้ทำพินัยกรรม เช่นนี้คำร้องคัดค้านจึงขัดกันเอง และไม่ชัดแจ้งว่าผู้คัดค้านได้คัดค้านว่าเป็นพินัยกรรมปลอมหรือเป็นพินัยกรรมที่ผู้ทำถูกหลอกลวง สำคัญผิดหรือทำพินัยกรรมในขณะที่มีสติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์ ส่วนที่ผู้คัดค้านยื่นคำร้องคัดค้านว่าพินัยกรรมในขณะที่มีสติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์ ส่วนที่ผู้คัดค้านยื่นคำร้องคัดค้านว่าพินัยกรรมทำไม่ถูกต้องตามแบบที่กฎหมายกำหนดก็ไม่ได้ระบุว่าไม่ถูกต้องตามแบบอย่างใดจึงไม่มีเหตุแห่งการปฏิเสธ คำร้องคัดค้านจึงไม่ชัดแจ้งถือไม่ได้ว่าผู้คัดค้านได้โต้แย้งคัดค้านคำร้องขอของผู้ร้องไม่ก่อให้เกิดเป็นประเด็นข้อพิพาทว่าพินัยกรรมชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๘๓ จึงต้องฟังข้อเท็จจริงตามคำร้องขอของผู้ร้องว่าพินัยกรรมดังกล่าวเป็นพินัยกรรมที่ชอบด้วยกฎหมาย",วิ.แพ่ง,,,,,,, 66,13,,คดีฟ้องขับไล่ผู้บุกรุกออกจากอสังหาริมทรัพย์และเรียกค่าเสียหายจำเลยให้การต่อสู้ว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน เป็นคดีอยู่ในอำนาจศาลแขวงที่จะพิจารณาพิพากษาหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๕๗๒/๒๕๕๔ โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท จำเลยบุกรุกเข้าไปปลูกสร้างบ้านในที่ดินพิพาท ทำให้โจทก์เสียหายไม่สามารถใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาท ซึ่งโจทก์อาจให้เช่าได้ค่าเช่าไม่ต่ำกว่าเดือนละ ๑,๐๐๐ บาท ค่าเสียหายถึงวันฟ้องเป็นเงิน ๔๘,๐๐๐ บาท และมีคำขอบังคับให้จำเลยกับบริวารรื้อถอนบ้านหลังดังกล่าวกับขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินพิพาท ให้ใช้ค่าเสียหาย ๔๘,๐๐๐ บาท และค่าเสียหายเดือนละ ๑,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยกับบริวารจะรื้อถอนบ้านและออกไปจากที่ดินพิพาท จึงถือว่าคำขอบังคับให้จำเลยกับบริวารรื้อถอนบ้านและออกไปจากที่ดินพิพาทเป็นคำขอหลัก ยิ่งไปกว่านั้นระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์แถลงไม่ติดใจบังคับจำเลยเกี่ยวกับค่าเสียหายตามฟ้องแล้ว เช่นนี้ คงเหลือคำขอบังคับแต่เพียงให้จำเลยกับบริวารรื้อถอนบ้านและออกไปจากที่ดินพิพาทเท่านั้น ซึ่งเป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณราคาเป็นเงินได้ แม้จำเลยให้การต่อสู้คดีว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่กรรมสิทธิ์ของโจทก์แต่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน โดยมิได้กล่าวแก้เป็นข้อพิพาทด้วยกรรมสิทธิ์ว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย จึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ไม่อยู่ในอำนาจของศาลแขวงที่จะพิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๑๗ ประกอบมาตรา ๒๕ (๔)",วิ.แพ่ง,,,,,,, 66,13,,"โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน ๑๕๐,๐๐๐ บาท กับขอให้จำเลยทั้งสองตัดต้นจำฉา ย้ายเล้าไก่ และย้ายกระบือไปเลี้ยงที่อื่น นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการ ขอให้ชำระค่าเสียหายวัน ละ ๒๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะดำเนินการแก้ไขเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลแขวงหรือไม่","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๔๑๙/๒๕๕๔ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำละเมิดต่อโจทก์ โดยจำเลยทั้งสองได้เลี้ยงไก่ประมาณ ๑๐๐ ตัว และเลี้ยงกระบือประมาณ ๒๐ ตัว บริเวณแนวรั้วในบ้านของจำเลยทั้งสองซึ่งอยู่ติดกับบ้านของโจทก์ เป็นเหตุให้มูลของสัตว์ดังกล่าวส่งกลิ่นเหม็นเข้าไปในบ้านโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายแก่สุขภาพและอนามัยเป็นโรคภูมิแพ้ นอกจากนี้จำเลยทั้งสองได้ปลูกต้นจำฉาสูงกว่า ๑๕ เมตร ชิดกับแนวรั้วบ้านของโจทก์ และนำครั่งมาเลี้ยง ทำให้ใบไม้และมูลของครั่งร่วงหล่นเข้าไปในบ้านของโจทก์ โจทก์ต้องว่าจ้างคนมาเก็บกวาดขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนรวมเป็นเงิน ๑๕๐,๐๐๐ บาท กับขอให้จำเลยทั้งสองตัดต้นจำฉา ย้ายเล้าไก่ และย้ายกระบือไปเลี้ยงที่อื่น เห็นว่าคำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวในส่วนที่ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เป็นคำฟ้องที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ส่วนคำฟ้องที่ขอให้จำเลยทั้งสองตัดต้นไม้ ย้ายเล้าไก่ และกระบือไปเลี้ยงที่อื่นนั้น เป็นคำฟ้องที่มีคำขอให้จำเลยทั้งสองกระทำการหรืองดเว้นกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใด จึงเป็นคำฟ้องที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้รวมอยู่ด้วย ดังนี้ คำฟ้องของโจทก์จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวงตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๑๗ ประกอบ มาตรา ๒๕ (๔) การที่โจทก์ฟ้องคดีต่อศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลแขวง และศาลดังกล่าวได้ทำการพิจารณาพิพากษาคดีกับต่อมาเมื่อโจทก์ยื่นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ ได้รับคดีไว้วินิจฉัยและพิพากษาคดีให้ จึงเป็นการไม่ชอบปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์นี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยื่นฎีกาขึ้นมา แต่เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒ (๕)”",วิ.แพ่ง,,,,,,, 66,13,,แบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.๑) เป็นเอกสารที่กฎหมายบังคับให้ต้องมีเอกสารมาแสดงตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๙๔ หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๔๓๖/๒๕๕๔ แบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.๑) เป็นเพียงหลักฐานอย่างหนึ่งซึ่งแสดงว่าขณะแจ้งการครอบครอง ผู้แจ้งอ้างว่าที่ดินจำนวนเนื้อที่ดังกล่าวเป็นของผู้แจ้งเท่านั้นไม่ก่อให้เกิดสิทธิฟังเป็นยุติว่าข้อเท็จจริงต้องเป็นไปตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.๑) นั้น ความจริงผู้ใดจะมีสิทธิครอบครอและครอบครองที่ดินเป็นจำนวนเนื้อที่เท่าใด จะต้องพิจารณาจากพยานหลักฐานว่าผู้ใดเข้ายึดถือครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าว โดยเจตนาจะยึดถือเพื่อตนจึงจะได้สิทธิครอบครองตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๖๗ แบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.๑) จึงไม่ใช่เอกสารที่กฎหมายบังคับให้ต้องมีมาแสดง ไม่อยู่ในบังคับตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๙๔ ที่ห้ามมิให้สืบพยานบุคคลเปลี่ยนแปลงแก้ไข คู่ความจึงสามารถนำสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.๑) ได้ กรณีไม่อาจเทียบเคียงได้กับเรื่องการกู้ยืมเงินเพราะการกู้ยืมเงิน ป.พ.พ. มาตรา ๖๕๓ วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้ชัดเจนว่าการกู้ยืมเงินเกินกว่าสองพันบาทขึ้นไปนั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญ จะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่หลักฐานแห่งการกู้ยืมจึงเป็นเอกสารที่กฎหมายบังคับให้ต้องมีมาแสดง การที่โจทก์ทั้งสามนำสืบว่าที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.๑) เลขที่ ๒๑๒ ของโจทก์ทั้งสาม จึงหาเป็นพิรุธและต้องห้ามตามกฎหมายไม่,วิ.แพ่ง,,,,,,, 66,14,,ผู้ซื้อส่งใบสั่งซื้อสินค้าทางโทรสารไปยังผู้ขาย ผู้ขายจัดส่งสินค้าตามคำสั่งซื้อไปให้ผู้ซื้อ ณ ที่ทำการขอผู้ซื้อ และผู้ซื้อยอมรับมอบสินค้าไว้จะถือว่ามูลคดีเกิดขึ้น ณ สถานที่ที่ผู้ขายได้รับคำสั่งซื้อด้วยหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๒๓๑/๒๕๕๖ คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญาซื้อขายซึ่งถือว่าเป็นหนี้เหนือบุคคล โจทก์จึงมีสิทธิที่จะเสนอคำฟ้องต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลหรือต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลก็ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๔ (๑) แต่ตามคำฟ้องและข้อเท็จจริงที่คู่ความแถลงรับกันได้ความว่า โจทก์มีภูมิลำเนาที่อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ส่วนจำเลยมีภูมิลำเนาที่อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี ในการติดต่อสั่งซื้อสินค้าระหว่างโจทก์กับจำเลยนั้น จำเลยจะส่งใบสั่งซื้อสินค้าทางโทรสารไปยังที่ทำการห้างหุ้นส่วนจำกัดโจทก์ที่อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี หลังจากนั้นโจทก์จะจัดส่งสินค้าให้จำเลย ณที่ทำการบริษัทจำเลยที่อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี เห็นว่า การที่จำเลยทำคำเสนอส่งให้แก่โจทก์ทางโทรสารเป็นเพียงการแสดงเจตนาต่อโจทก์โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์บอกกล่าวสนองรับไปถึงจำเลย ณ ที่นั้นเวลานั้นแต่อย่างใด ทั้งจำเลยไม่ได้แสดงเจตนาโดยถือว่าการดำเนินการจัดส่งสินค้าเป็นการสนองรับหรือปรากฏข้อเท็จจริงใดที่แสดงให้เห็นว่าโจทก์และจำเลยมีประเพณีปฏิบัติในการค้าต่อกันโดยไม่จำต้องมีคำสนองรับที่จะก่อให้เกิดสัญญาจนทำให้เกิดมูลหนี้ ณ ภูมิลำเนาของโจทก์ซึ่งตั้งอยู่ในเขตอำนาจศาลชั้นต้น การที่โจกท์จัดส่งสินค้าตามคำสั่งซื้อไปให้จำเลย ณ ที่ทำการบริษัทจำเลยซึ่งตั้งอยู่ที่อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรีและจำเลยได้ยอมรับมอบสินค้าไว้แทนการบอกกล่าวสนองรับ จึงถือว่าสถานที่รับมอบสินค้าเป็นสถานที่ที่มูลคดีเกิดขึ้นโจทก์จึงต้องฟ้องจำเลยต่อศาลจังหวัดชลบุรีซึ่งเป็นศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาและมูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาล ทั้งกรณีไม่ใช่เรื่องมูลความแห่งคดีเกี่ยวข้องกันในอันที่โจทก์จะเสนอคำฟ้องได้ทั้งสองศาล โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยที่ศาลชั้นต้น ที่โจทก์ฎีกาว่า การแสดงเจตนาของจำเลยมีผลนับแต่เวลาที่โจทก์ได้ทราบการแสดงเจตนา สัญญาซื้อขายจึงเสร็จสมบูรณ์ ณ ที่ทำการห้างหุ้นส่วนจำกัดโจทก์นั้นเป็นเรื่องผลของการแสดงเจตนา เมื่อไม่มีการสนองรับในขณะนั้นจึงถือไม่ได้ว่าสัญญาซื้อขายเสร็จสมบูรณ์ ณ สถานที่และในเวลาเดียวกันกับที่มีคำเสนอตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๘ และ ๓๖๕,วิ.แพ่ง,,,,,,, 66,14,,การยื่นคำร้องขอกันส่วนจะต้องยื่นคำร้องขอก่อนเอาทรัพย์สินออกขายทอดตลาดหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๒๔๔/๒๕๕๖ ผู้ร้องบรรยายคำร้องขอว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ผู้รับจำนองที่ดินที่โจทก์นำยึดซึ่งจำเลยที่ ๑ และ ก. เจ้าของรวมนำมาจดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้กู้ยืมของ น. เมื่อ น. ไม่ชำระหนี้ ผู้ร้องบอกกล่าวบังคับจำนองแก่จำเลยที่ ๑ และ ป. ทายาทโดยธรรมของ ก. แล้ว ขอให้มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีนำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดมาชำระหนี้แก่ผู้ร้อง เนื้อหาตามคำร้องขอจึงเป็นเรื่องที่ผู้ร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีกันเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์ส่วนที่เป็นของ ก. ออกจากเงินที่จำเลยที่ ๑ ต้องชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่โจทก์ จึงเป็นกรณีที่ผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้ผู้รับจำนองใช้สิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๒๘๗ เพื่อขอรับชำระหนี้จำนอง ซึ่งสิทธิของผู้ร้องเช่นว่านี้ ถือได้ว่าเป็นบุริมสิทธิอื่น ๆ ที่อาจร้องขอให้บังคับเหนือทรัพย์นั้นได้ตามมาตรา ๒๘๗ ไม่อยู่ในบังคับกำหนดเวลาตามมาตรา ๒๘๙ วรรคสอง ที่ผู้ร้องจะต้องยื่นคำร้องขอก่อนเอาทรัพย์จำนองนั้นออกขายทอดตลาด ผู้ร้องจึงมีสิทธิได้รับชำระหนี้จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินซึ่งจำนองก่อนเจ้าหนี้รายอื่นรวมทั้งโจทก์ด้วย,วิ.แพ่ง,,,,,,, 66,14,,ผู้เสียหายที่แท้จริง (ผู้ตาย) ไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย บิดามารดาของผู้ตายจะมีอำนาจยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการและยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๓๖๗/๒๕๕๖ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๐ จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา นาย ภ. และนาง ว. บิดาและมารดาของผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต และยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าขาดไร้อุปการะ ค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายในการจัดการศพผู้ตาย พร้อมดอกเบี้ย ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “คดีนี้ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า นาย ป. ผู้ตายเป็นฝ่ายก่อเหตุทำร้ายจำเลยก่อน การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำเพราะถูกผู้ตายข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม เป็นการกระทำความผิดโดยบันดาลโทสะ และพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๐ วรรคแรก ประกอบมาตรา ๗๒ โจทก์ร่วมทั้งสองไม่อุทธรณ์ในปัญหาที่ว่าการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำความผิดโดยบันดาลโทสะหรือไม่ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังเป็นยุติว่าผู้ตายเป็นผู้ก่อให้จำเลยกระทำความผิดดังนี้ ผู้ตายจึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยสำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๐ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒ (๔) โจทก์ร่วมทั้งสองซึ่งเป็นบิดาและมารดาของผู้ตาย ย่อมไม่มี อำนาจจัดการแทนผู้ตายได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๕ (๒) และไม่มีอำนาจเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๐ และยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๔๔/๑ กับไม่มีสิทธิอุทธรณ์และฎีกาว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานฆ่าผู้อื่น และขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้นาย ภ. และนาง ว. เข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ และศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมทั้งสองจึงไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕” พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของนาย ภ. และนาง ว.และคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของนาย ภ. และนาง ว. ยกฎีกาของโจทก์ร่วมทั้งสอง",วิ.อาญา,,,,,,, 66,14,,ลูกหนี้นำโฉนดที่ดินไปมอบให้แก่เจ้าหนี้ยึดถือไว้เพื่อประกันหนี้เงินกู้แล้วไปแจ้งแก่เจ้าพนักงานที่ดินว่าโฉนดที่ดินสูญหายไปเพื่อขอออกใบแทนโฉนดที่ดินแล้วจดทะเบียนโอนขายที่ดินให้แก่บุคคลอื่น ดังนี้ เจ้าหนี้จะเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานแจ้งความเท็จตาม ป.อ. มาตรา ๑๓๗ หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๙๒๙/๒๕๕๖ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครปฐมว่าโฉนดที่ดินเลขที่ ๕๘๓๖๖ ต้นฉบับสูญหายไปโดยไม่ทราบสาเหตุจึงขอใบแทนโฉนดที่ดินอันเป็นความเท็จ จำเลยทราบดีอยู่แล้วว่าความจริงจำเลยนำโฉนดที่ดินไปมอบให้แก่โจทก์ยึดถือไว้เพื่อประกันหนี้เงินกู้ที่จำเลยกู้เงินโจทก์และจำเลยยังไม่ได้ชำระหนี้คืน ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๓๗ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “ข้อเท็จจริงที่มิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังเป็นยุติว่า จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์โดยมอบโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ยึดถือไว้เป็นประกัน วันที่ ๑๑กันยายน ๒๕๕๐ จำเลยแจ้งต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครปฐมว่าโฉนดที่ดินสูญหายไปโดยไม่ทราบสาเหตุและมีความประสงค์ขอออกใบแทนโฉนดที่ดิน เจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการออกใบแทนโฉนดที่ดินให้วันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๐ จากนั้นวันที่ ๒๕ สิงหาคม ๒๕๕๑ จำเลยจดทะเบียนโอนขายที่ดินให้แก่บุคคลอื่น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในปัญหาข้อกฎหมายว่า โจทก์มิใช่ผู้เสียหายจึงไม่มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่านิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงิน โจทก์มีฐานะเป็นเพียงเจ้าหนี้สามัญของจำเลย การที่จำเลยมอบโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์เพื่อยึดถือไว้เป็นประกันการกู้ยืมเงิน แม้ทำให้โจทก์มีสิทธิในอันที่จะยึดโฉนดที่ดินไว้จนกว่าจะได้รับชำระหนี้จากจำเลยสิ้นเชิง แต่มิได้ก่อให้เกิดสิทธิแก่โจทก์ที่จะฟ้องบังคับเอาแก่ที่ดินหรือบังคับอย่างใด ๆ ต่อโฉนดที่ดินที่จำเลยวางเป็นประกันได้เลยไม่ว่าในทางใด โจทก์คงมีสิทธิฟ้องบังคับจำเลยได้ตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินอย่างเจ้าหนี้สามัญเท่านั้น ดังนี้ การที่จำเลยไปแจ้งแก่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครปฐมว่าโฉนดที่ดินสูญหายไปพื่อขอออกใบแทนโฉนดที่ดิน ไม่ว่าจะเป็นการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จหรือไม่ ย่อมมิได้กระทบต่อสิทธิอย่างใด ๆ ของโจทก์ในอันที่จะบังคับชำระหนี้เอาแก่จำเลยตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงิน สิทธิของโจทก์ในฐานะเจ้าหนี้สามัญมีอยู่อย่างไรคงมีอยู่เพียงนั้น มิได้ลดน้อยถอยลงไป ทั้งในการแจ้งแก่เจ้าพนักงานที่ดินโดยเฉพาะไม่เกี่ยวกับโจทก์ เพราะจำเลยมิได้กล่าวพาดพิงเจาะจงถึงโจทก์ในอันจะถือว่าทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลย โจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหาย ตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒ (๔) โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยในความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๓๗",วิ.อาญา,,,,,,, 66,15,,การยื่นคำร้องขอแสดงอำนาจพิเศษในชั้นบังคับคดีว่าผู้ร้องไม่ใช่บริวารของจำเลยผู้ถูกฟ้องขับไล่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๙๖ จัตวา (๓) จะถือว่าผู้ร้องอยู่ในฐานะเป็นคู่ความในคดีดังกล่าวด้วยหรือไม่ และหากศาลได้มีคำวินิจฉัยชี้ขาดอย่างไรจะมีผลในทางกฎหมายเรื่องการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๔๗๙/๒๕๕๖ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๗๘๓๖ และบ้านเลขที่ ๑๙๙/๓ หมู่ที่ ๖ ห้ามเกี่ยวข้องอีกต่อไป ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน ๙๖,๐๐๐บาท และในอัตราเดือนละ ๓๐,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลย พร้อมบริวารจะออกไปจากที่ดินและบ้านโจทก์ จำเลยให้การต่อสู้คดี ขอให้พิพากษายกฟ้องก่อนสืบพยานโจทก์ คู่ความแถลงรับข้อเท็จจริง ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้จึงมีคำสั่งให้งดสืบพยาน แล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับโจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๓ ทวิ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีหมายเลขดำที่ ๙๓๖/๒๕๔๙ หมายเลขแดงที่ ๑๒๗๒/๒๕๔๙ ของศาลชั้นต้นหรือไม่ ประมวลกฎหมาวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๔ บัญญัติว่า “เมื่อศาลใดมีคำพิพากษาหรือคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดคดีหรือในประเด็นข้อใดแห่งคดีแล้วห้ามมิให้ดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลนั้นอันเกี่ยวกับคดีหรือประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้วนั้น..” โจทก์อุทธรณ์ว่า จำเลยคดีนี้มิได้เป็นคู่ความรายเดียวกันกับคดีหมายเลขดำที่ ๙๓๖/๒๕๔๙หมายเลขแดงที่ ๑๒๗๒/๒๕๔๙ ของศาลชั้นต้น โดยคดีดังกล่าวโจทก์ฟ้องนางฐิตวันต์ ลักษณา ฐานผิดสัญญา กรณีขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างแล้วไม่ยอมย้ายออกไปแต่โจทก์ฟ้องจำเลยคดีนี้ในฐานะเป็นผู้ละเมิดสิทธิในทรัพย์สินของโจทก์ที่จำเลยเข้าไปครอบครองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและเรียกค่าเสียหาย กรณีจึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย จำเลยแก้อุทธรณ์ว่า ในคดีที่โจทก์ฟ้องนางฐิตวันต์ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาขับไล่นางฐิตวันต์และบริวารให้ออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างนั้น หลังศาลชั้นต้นพิพากษาเจ้าพนักงานบังคับคดีปิดประกาศขับไล่นางฐิตวันต์และบริวารให้ออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง จำเลยไม่อยู่ในฐานะบริวารของนางฐิตวันต์ แต่อยู่ในฐานะบริวารของนาวาอากาศโทนิวัตร สวัสดิโชติ และนางสมสาย สวัสดิโชติ ซึ่งเป็นตาและยายของจำเลยและเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินที่ได้ฟ้องเรียกที่ดินคืนจากนางฐิตวันต์ด้วยเหตุประพฤติเนรคุณ จำเลยจึงร้องสอดเข้าไปในฐานะผู้มีส่วนได้เสียโดยยื่นคำร้องขอแสดงอำนาจพิเศษตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๙๖ จัตวา (๓) โดยอาศัยอำนาจของตาและยายที่มีสิทธิจะอยู่ในที่ดินและบ้านพิพาทได้ ซึ่งแม้ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งยกคำร้อง แต่จำเลยก็ได้อุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นและคดียังอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าการดำเนินกระบวนพิจารณาของโจทก์เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ จึงชอบแล้วนั้น เห็นว่า ในคดีหมายเลขดำที่ ๙๓๖/๒๕๔๙ หมายเลขแดงที่ ๑๒๗๒/๒๕๔๙ จำเลยคดีนี้ได้ยื่นคำร้องขอแสดงอำนาจพิเศษในชั้นบังคับคดีว่าตนเองไม่ใช่บริวารของนางฐิตวันต์ จำเลยจึงอยู่ในฐานะเป็นคู่ความในคดีดังกล่าวด้วย เมื่อศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าวได้มีคำวินิจฉัยชี้ขาดแล้วว่า จำเลยไม่ใช่ผู้มีอำนาจพิเศษในที่ดินพิพาทที่จะยกขึ้นต่อสู้โจทก์ การที่โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทเป็นคดีนี้อีก จึงมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยเช่นเดียวกัน โดยโจทก์กับจำเลยคดีนี้เป็นคู่ความเดียวกับคดีก่อน การที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ขอให้ขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทในประเด็นเดียวกัน ย่อมเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลนั้นอันเกี่ยวกับประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้ว จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๔ แม้ว่าโจทก์จะได้ฟ้องคดีนี้ไว้ก่อนก็ตาม แต่เมื่อศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งชี้ขาดในประเด็นนี้แล้ว กรณีจึงตกอยู่ภายใต้บังคับกฎหมายดังกล่าว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น” คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๓๘๘/๒๕๕๑ คดีก่อนโจทก์บังคับคดีขับไล่จำเลยที่ ๑ อ้างว่าเป็นบริวารของ บ. ให้ออกจากที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่พิพาทเดียวกันกับคดีนี้ โดยจำเลยที่ ๑ เป็นผู้ร้องยื่นคำร้องขอแสดงอำนาจพิเศษว่าไม่ใช่บริวารของจำเลยเพราะที่พิพาทเป็นของผู้ร้อง ประเด็นข้อพิพาทในคดีดังกล่าว จึงมีว่าที่ดินเนื้อที่ ๓๐ ไร่ ตามที่ผู้ร้องอ้างว่าเป็นของผู้ร้องนั้นเป็นของโจทก์หรือไม่ ซึ่งต่อมาศาลฎีกามีคำพิพากษาว่าที่พิพาทเป็นของผู้ร้องและผู้ร้องมิใช่บริวารจำเลย โจทก์ไม่มีสิทธิขับไล่ผู้ร้อง ดังนี้ คำวินิจฉัยที่รับฟังว่าที่พิพาทเป็นของผู้ร้องไม่ใช่ของโจทก์ เป็นคำวินิจฉัยที่มีประเด็นแห่งคดีเดียวกันกับคดีนี้ ผลแห่งคำวินิจฉัยย่อมผูกพันโจทก์และผู้ร้องซึ่งเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๕ วรรคหนึ่ง โจทก์จึงไม่มีสิทธิกล่าวอ้าง ข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นให้แตกต่างไปจากผลแห่งคำวินิจฉัยของคำพิพากษาดังกล่าวได้ข้อเท็จจริงจึงต้องถือตามว่าที่พิพาทไม่ใช่ของโจทก์แต่เป็นของผู้ร้องหรือจำเลยที่ ๑ ในคดีนี้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยที่ ๑ เมื่อจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ อยู่ในที่พิพาทโดยความยินยอมของจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นเจ้าของที่พิพาท โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ด้วย",วิ.แพ่ง,,,,,,, 66,15,,โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันซึ่งความผิดบางมาตราอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลจังหวัด ศาลจังหวัดไต่สวนมูลฟ้องแล้วให้ประทับฟ้องเฉพาะความผิดในบทมาตราที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวง ดังนี้ ศาลจังหวัดจะต้องมีคำสั่งให้โอนคดีไปยังศาลแขวงหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๘๑๗/๒๕๕๖ “มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า คดีอยู่ในอำนาจของศาลชั้นต้น (ศาลแขวงเชียงใหม่) ที่จะพิจารณาพิพากษาหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า คำฟ้องของโจทก์มีเพียงข้อหาดูหมิ่นด้วยการโฆษณาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒๘ เท่านั้นที่อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลจังหวัดเชียงใหม่ เมื่อศาลจังหวัดเชียงใหม่พิพากษายกฟ้องข้อหาดังกล่าวแล้ว ข้อหาทั้งหมดที่เหลือต้องด้วยบทบัญญัติแห่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๑๖ วรรคท้าย อันเป็นบทบัญญัติว่าด้วยอำนาจศาลของศาลที่จะรับพิจารณาคดี หาใช่อำนาจฟ้องร้องของโจทก์ ศาลจังหวัดเชียงใหม่มีคำสั่งโอนคดีชอบด้วยกฎหมายแล้วนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๓๖, ๑๓๗, ๓๒๖, ๓๒๘ ซึ่งความผิดตามมาตรา ๓๒๘ มีอัตราโทษจำคุกไม่เกินสองปี และปรับไม่เกินสองแสนบาท จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลจังหวัดเชียงใหม่ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๑๘ มาแต่ต้น แม้ต่อมาศาลจังหวัดเชียงใหม่ไต่สวนมูลฟ้องแล้วให้ประทับฟ้องเฉพาะความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๓๖, ๑๓๗ และ ๓๒๖ ซึ่งเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลชั้นต้น (ศาลแขวงเชียงใหม่) ก็ตาม แต่ก็ไม่ทำให้อำนาจฟ้องเปลี่ยนแปลงไป ศาลจังหวัดเชียงใหม่ยังคงมีอำนาจที่จะพิจารณาพิพากษาคดีต่อไป หาใช่เป็นว่าอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีเช่นนี้อยู่ในอำนาจของศาลชั้นต้น (ศาลแขวงเชียงใหม่) ดังที่จำเลยฎีกา การที่ศาลจังหวัดเชียงใหม่มีคำสั่งโอนคดีไปยังศาลชั้นต้น (ศาลแขวงเชียงใหม่) จึงไม่ชอบ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อศาลชั้นต้น (ศาลแขวงเชียงใหม่) มีอำนาจพิจารณาพิพากษาได้ เพื่อมิให้คดีต้องล่าช้า ศาลฎีกาเห็นว่าไม่สมควรโอนคดีให้ศาลจังหวัดเชียงใหม่พิจารณาพิพากษาคดีอีก แต่เห็นสมควรย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์เพื่อให้เป็นไปตามลำดับชั้นศาล เพราะผลแห่งการวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์อาจนำไปสู่การจำกัดสิทธิการฎีกาของคู่ความ”",วิ.อาญา,,,,,,, 66,15,,"คดีที่ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๘ การฎีกาโต้แย้งดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ที่ไม่ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้จะต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงด้วยหรือไม่ ",มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๕๐/๒๕๕๔ จำเลยฎีกาว่า ตามคำร้องของจำเลยเป็นกรณีที่มีพฤติการณ์พิเศษ จำเลยพยายามหาเงินค่าฤชาธรรมเนียมมาวางศาลในชั้นอุทธรณ์แต่ยังไม่สามารถจะหาเงินดังกล่าวได้ ซึ่งหากศาลไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์จะทำให้จำเลยเสียสิทธิในการดำเนินคดี เป็นฎีกาที่โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังข้อเท็จจริงของศาลอุทธรณ์ที่วินิจฉัยว่าพฤติการณ์ดังกล่าวยังถือไม่ได้ว่าเป็นพฤติการณ์พิเศษตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๓ เป็นฎีกาในข้อเท็จจริง แม้เป็นปัญหาเกี่ยวกับการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น แต่เมื่อทุนทรัพย์พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาทจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. ๒๔๘ วรรคหนึ่ง,วิ.แพ่ง,,,,,,, 66,16,,"ฟ้องขอให้ลงโทษฐานเป็นตัวการร่วมแต่ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาได้ความว่าเป็นเพียงผู้สนับสนุนการกระทำความผิด ศาลมีอำนาจลงโทษหรือไม่ ยักยอกสลากกินแบ่งที่ถูกรางวัลและไปรับเงินรางวัลแล้ว พนักงานอัยการจะขอให้คืนหรือใช้เงินเท่ากับจำนวนเงินรางวัลแก่ผู้เสียหายได้หรือไม่ เพียงใด","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๒๒๔/๒๕๕๕ สลากกินแบ่งรัฐบาลที่โจทก์ร่วมซื้อและฝากจำเลยที่ ๑ ไว้ถูกรางวัลที่หนึ่ง จำเลยที่ ๑ คิดจะเบียดบังเอาสลากไว้เสียเอง จึงได้อ้างต่อโจทก์ร่วมว่าสลากไม่ถูกรางวัลและทิ้งไปแล้ว จากนั้นให้จำเลยที่ ๒ บุตรชายรับสมอ้างว่าเป็นผู้ซื้อสลากไป แล้วร่วมมือกันนำสลากไปขอรับรางวัลมาเป็นของจำเลยทั้งสองโดยทุจริต จำเลยที่ ๑ จึงมีความผิดฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๒ วรรคแรก จำเลยที่ ๒ มิได้ร่วมครอบครองสลากมาแต่แรก แต่การที่จำเลยที่ ๒ รับสมอ้างว่าเป็นเจ้าของสลากและร่วมไปขอรับเงินรางวัลมา ถือได้ว่าเป็นการให้ความช่วยเหลือแก่จำเลยที่ ๑ ในการยักยอกสลาก จำเลยที่ ๒ จึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๒ ประกอบมาตรา ๘๖ แม้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ ๒ ฐานเป็นตัวการร่วม แต่ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาจำเลยที่ ๒ เป็นเพียงผู้สนับสนุนการกระทำผิด แตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้อง แต่มิใช่ข้อสาระสำคัญและจำเลยที่ ๒ มิได้หลงต่อสู้ ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยที่ ๒ ฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดซึ่งมีโทษเบากว่าได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๒ วรรคสอง ประกอบ มาตรา ๒๑๕ และ ๒๒๕ สลากกินแบ่งรัฐบาลถูกรางวัลที่หนึ่งและจำเลยทั้งสองร่วมกันไปรับเงินรางวัลมาแล้ว ย่อมทำให้โจทก์ร่วมหมดโอกาสที่จะได้รับเงินรางวัล เท่ากับว่าโจทก์ร่วมต้องสูญเสียเงินจำนวนนั้นไปเนื่องจากการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองโดยตรง โจทก์จึงมีสิทธิขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้เงินเท่ากับจำนวนเงินรางวัลที่หนึ่งให้แก่โจทก์ร่วมได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๔๓ แต่ในการไปขอรับเงินรางวัลจำเลยทั้งสองได้รับเงินมาเพียง ๓,๙๘๐,๐๐๐ บาท เพราะต้องเสียอากรแสตมป์ ๒๐,๐๐๐ บาท จึงชอบที่จำเลยทั้งสองต้องคืนหรือใช้เงินจำนวนเท่าที่ได้รับมาและโจทก์ร่วมซึ่งได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองย่อมมีสิทธิที่จะขอให้บังคับจำเลยทั้งสองใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม โดยเรียกดอกเบี้ยในจำนวนเงินที่ต้องใช้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๔๔๐ ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๔๔/๑ ได้",วิ.อาญา,,,,,,, 66,16,,ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว พิพากษายกฟ้องโจทก์ในปัญหาข้อเท็จจริงหากศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ในปัญหาข้อกฎหมาย โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงหรือปัญหาข้อกฎหมายได้หรือไม่ และหากโจทก์ประสงค์จะฎีกาต้องดำเนินการอย่างไร,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๑๗๒/๒๕๕๕ คดีนี้ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์ในปัญหาข้อเท็จจริง ส่วนศาลอุทธรณ์ภาค ๖ พิพากษายกฟ้องโจทก์ในปัญหาข้อกฎหมาย จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค ๖ พิพากษายกฟ้อง โจทก์ ซึ่งต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาไม่ว่าจะเป็นปัญหาข้อเท็จจริงหรือปัญหาข้อกฎหมายและแม้คดีนี้จะเป็นการพิจารณาชั้นไต่สวนมูลฟ้องก็ตาม คดีก็ต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๐ หากโจทก์จะฎีกาก็ต้องปฏิบัติตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๑ การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค ๖ อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง โดยไม่ได้ขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค ๖ อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย แม้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นจะอนุญาตให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง โจทก์ก็ยังต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายตามบทบัญญัติดังกล่าว คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๕๓๖/๒๕๕๕ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตาม ป.อ. มาตรา ๒๘๘, ๒๘๙ ประกอบมาตรา ๘๓ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๙๐ วรรคแรก ประกอบ มาตรา ๘๓ จำคุก ๖ ปี ข้อหาอื่นให้ยก ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในข้อหาร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายตาม ป.อ. มาตรา ๒๙๐ วรรคแรก ด้วย มีผลเท่ากับศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค ๔ ยกฟ้อง โจทก์ในข้อหาความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๘๘, ๒๘๙ (๔) ประกอบมาตรา ๘๓ จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๐ โจทก์ร่วมฎีกาว่า พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมฟังได้ว่าจำเลยกับพวกมาดักรอเพื่อจะทำร้ายผู้ตายเป็นการไตร่ตรองและวางแผนไว้ การกระทำของจำเลยจึงมีความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๓๓๘/๒๕๕๕ การที่ศาลล่างทั้งสองต่างเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยที่ ๑ ไปรับการฝึกและอบรม เป็นเรื่องที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนแทนการลงโทษทางอาญาซึ่งไม่ใช่โทษตาม ป.อ. มาตรา ๑๘ เมื่อศาลอุทธรณ์แก้ไขเฉพาะบทลงโทษและแก้ไขระยะเวลาการฝึกและอบรมซึ่งไม่ใช่โทษตามกฎหมาย จึงเป็นการแก้ไขเล็กน้อยและศาลล่างทั้งสองมิได้พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ ๑ เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๑๘ วรรคหนึ่งศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ในความผิดฐานร่วมกันกระทำความผิดฐานฆ่าผู้ตายโดยเจตนา ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาไม่ว่าจะเป็นปัญหาข้อเท็จจริงหรือปัญหาข้อกฎหมายตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๐ ",วิ.อาญา,,,,,,, 66,16,,โจทก์ฟ้องว่า จำเลยร่วมกับพวกฆ่าผู้อื่น ข้อเท็จจริงในการพิจารณาฟังได้เพียงว่า จำเลยร่วมกันใช้กำลังทำร้ายร่างกายผู้อื่นไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ศาลจะลงโทษได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๖๑๒/๒๕๕๕ ทางนำสืบของโจทก์และโจทก์ร่วมไม่ปรากฏข้อเท็จจริงใด ๆ ที่จะชี้ให้เห็นว่าจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เข้าไปเกี่ยวข้องกับการใช้มีดแทงผู้ตายของจำเลยที่ ๓ อย่างไรจึงยังไม่อาจฟังได้ว่าจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๒ ร่วมกับหรือแม้แต่รู้เห็นเป็นใจกับจำเลยที่ ๓ ในการที่จำเลยที่ ๓ ใช้มีดฆ่าผู้ตาย คงฟังได้แต่เพียงว่าจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ กับพวกร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้ตายในขณะเกิดเหตุด้วยการชกต่อยผู้ตายเท่านั้น แม้โจทก์จะฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมกับพวกฆ่าผู้ตาย แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้เพียงว่าจำเลยที่ ๑ หรือที่ ๒ ร่วมกันใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ศาลก็ลงโทษจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคท้าย ประกอบมาตรา ๒๑๕, ๒๒๕",วิ.อาญา,,,,,,, 66,16,,ผู้ที่มิใช่เจ้าของทรัพย์แต่เป็นผู้ครอบครองทรัพย์ในขณะมีการกระทำความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ จะเป็นผู้เสียหายที่จะร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนในข้อหาความผิดดังกล่าวหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๘๐๑/๒๕๕๕ โจทก์บรรยายฟ้องว่า รถจักรยานยนต์คันหมายเลขทะเบียน กมธ ระยอง ๕๓๓ เป็นของ ส. ขณะอยู่ในความครอบครองของ ช. ถูกจำเลยทั้งสี่กับพวกร่วมกันทุบตีทำลายรถจักรยานยนต์ดังกล่าวได้รับความเสียหาย ดังนี้ ผู้เสียหายย่อมหมายถึง ช. ซึ่งเป็นผู้ร้องทุกข์ภายในอายุความชอบด้วยกฎหมาย และข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ขณะ ช. เป็นผู้ครอบครองใช้รถจักรยานยนต์ดังกล่าวได้มีการกระทำความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ ช. ผู้ครอบครองทรัพย์ของ ส. ในขณะนั้นจะต้องมีความรับผิดในความเสียหายต่อ ส. ช. จึงเป็นผู้เสียหายเนื่องจากการกระทำความผิดนั้น ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒ (๔) ที่จะร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีนี้ได้,วิ.อาญา,,,,,,, 66,16,,ฟ้องว่าเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิด ฐานเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิดฐานชิงทรัพย์และปล้นทรัพย์ มิได้ฟ้องว่าเป็นผู้ลงมือกระทำความผิด ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานรับของโจร ศาลจะลงโทษได้หรือไม่ และเป็นเหตุส่วนลักษณะคดีหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๙๗๐/๒๕๕๕ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ เป็นผู้ก่อให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ กับพวกกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์และปล้นทรัพย์ด้วยการใช้ จ้าง วาน มิได้ฟ้องว่าจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ เป็นผู้ลงมือกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์และปล้นทรัพย์ ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาฟังได้ว่าจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ กระทำผิดฐานรับของโจร จึงแตกต่างกับข้อเท็จจริงในฟ้องในข้อสาระสำคัญ ย่อมไม่อาจลงโทษจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ในความผิดฐานรับของโจรได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๒ วรรคสอง ต้องพิพากษายกฟ้อง แม้จำเลยที่ ๔ มิได้ฎีกาแต่เป็นเหตุส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาให้มีผลถึงจำเลยที่ ๔ ด้วยตามมาตรา ๒๑๓ ประกอบมาตรา ๒๒๕,วิ.แพ่ง,,,,,,, 65,1,,"บุคคลที่มีสิทธิบังคับคดีได้แก่บุคคลใด ","คำตอบ มาตรา ๒๗๑ บัญญัติถึงผู้มีสิทธิขอให้บังคับคดีได้ คือ คู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดี ซึ่งเรียกว่า “เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา” ส่วนผู้ที่จะถูกบังคับคดี คือ คู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายแพ้คดี ซึ่งเรียกว่า “ลูกหนี้ตามคำพิพากษา” มาตรา ๒๗๑ ไม่ได้บัญญัติว่า ผู้ชนะคดีจะต้องเป็น “โจทก์” แสดงว่าผู้ชนะคดีอาจเป็นฝ่ายใดก็ได้ ฝ่ายใดจะเป็นฝ่ายชนะคดีต้องพิจารณาจากคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล (๑) ไม่ใช่บุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดีไม่มีสิทธิร้องขอให้บังคับคดี คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๐๙๐/๒๕๔๙ โจทก์ฟ้องคดีขอให้จำเลยแบ่งแยกที่ดินพิพาท ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยแบ่งแยกที่ดินพิพาทตามคำขอของโจทก์แล้ว จำเลยยื่นคำขอรังวัดแบ่งแยกที่ดินตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น แต่เจ้าพนักงานที่ดินไม่อาจดำเนินการให้ได้เพราะโจทก์และจำเลยต้องร่วมกันยื่นคำขอแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวม จำเลยแจ้งให้โจทก์ดำเนินการยื่นคำขอรังวัดแบ่งแยก ร่วมกับจำเลย แต่โจทก์เพิกเฉยจำเลยจึงยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นออกคำบังคับให้โจทก์ดำเนินการยื่นคำขอรังวัดแบ่งแยกที่ดินพิพาทนั้น ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๗๑ บัญญัติให้บุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะ (เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา) เท่านั้น ที่จะร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งจำเลยไม่ใช่เป็นบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะจึงไม่มีสิทธิตามบทกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นยกคำร้องของจำเลยและศาลอุทธรณ์พิพากษายืนมานั้นชอบแล้ว (๒) ผลของคำพิพากษาทำให้โจทก์และจำเลยต่างมีสภาพเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาและลูกหนี้ตามคำพิพากษาด้วยกัน จำเลยก็มีสิทธิร้องขอให้บังคับคดีได้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๘๑/๒๕๔๔ ตามคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลชั้นต้นเป็นผลให้โจทก์และจำเลยต่างมีสภาพเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาและเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาที่มีหนี้ต้องชำระต่างตอบแทนกัน ในส่วนจำเลยจะต้องโอนสิทธิครอบครองในที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ และโจทก์จะต้องชำระค่าที่ดินให้แก่จำเลยเช่นกัน อาศัยอำนาจตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๗๒ จำเลยย่อมมีสิทธิร้องขอให้ศาลชั้นต้นออกคำบังคับ เพื่อดำเนินการบังคับให้โจทก์ปฏิบัติตามคำพิพากษาได้ภายใน ๑๐ ปีตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๗๑ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๖๔๙/๒๕๔๓ โจทก์และจำเลยต่างเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาศาลฎีกาด้วยกันทั้งสองฝ่าย โจทก์และจำเลยจึงต่างมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์และจำเลยต่างฝ่ายจึงมีสิทธิบังคับให้เป็นไปตามคำพิพากษา ซึ่งการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์และสิทธิครอบครองที่ดินตามคำพิพากษาโจทก์สามารถใช้คำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยดำเนินการจดทะเบียนโอนที่ดินได้เพียงฝ่ายเดียวอยู่แล้ว รวมทั้งการปลดภาระจำนองของที่ดินด้วย แต่โจทก์มีภาระต้องชำระค่าที่ดินที่ค้างก่อนจึงจะมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์และสิทธิครอบครองที่ดินตามสัญญาเดิม ฉะนั้น จำเลยจึงมีสิทธิขอให้ศาลออกคำบังคับให้โจทก์ปฏิบัติตามคำพิพากษาเมื่อโจทก์ไม่ปฏิบัติตามคำบังคับของศาล จำเลยซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาย่อมมีสิทธิขอให้ศาลมีหมายบังคับคดีตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการให้เป็นไปตามคำบังคับได้โดยชอบ ศาลชั้นต้นออกคำบังคับและหมายบังคับคดีชอบแล้ว ไม่มีเหตุจะต้องเพิกถอนหมายบังคับคดี คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๓๑๐/๒๕๔๔ แม้ ป.วิ.พ. มาตรา ๒๗๑ บัญญัติให้คู่ความฝ่ายชนะคดีเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษามีสิทธิที่จะร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาเอาแก่คู่ความฝ่ายที่แพ้คดีคือลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้ภายใน ๑๐ ปี นับแต่วันมีคำพิพากษาก็ตามแต่ด้วยผลของคำพิพากษา นอกจากโจทก์ได้เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษามีสิทธิที่จะร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามสัญญาจะซื้อขายให้แก่โจทก์พร้อมค่าเสียหายแล้ว โจทก์ยังอยู่ในฐานะเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาที่จะต้องชำระหนี้ค่าที่ดินที่เหลือให้แก่จำเลยทั้งสองเป็นการตอบแทนจำเลยทั้งสองจึงมีสิทธิที่จะร้องขอให้บังคับโจทก์ชำระหนี้ค่าที่ดินที่เหลือให้แก่จำเลยทั้งสองเช่นกัน ดังนี้ เมื่อจำเลยทั้งสองได้เสนอชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้โจทก์แล้ว และได้นำโฉนดที่ดินที่ต้องโอนกรรมสิทธิ์ให้โจทก์พร้อมค่าเสียหายกับดอกเบี้ยมาวางศาลเพื่อให้โจทก์มารับไปดำเนินการให้เป็นไปตามคำพิพากษา ทั้งศาลได้มีคำบังคับให้โจทก์ชำระหนี้ค่าที่ดินที่เหลือให้แก่จำเลยทั้งสองด้วย เมื่อจำเลยทั้งสองได้ยอมชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาแล้วก็ไม่มีหนี้ที่โจทก์จะขอบังคับเอาจากจำเลยทั้งสองอีกต่อไป แต่โจทก์ยังคงมีหนี้ที่จะต้องชำระให้แก่จำเลยทั้งสองตามคำพิพากษาคือ เงินค่าที่ดินที่เหลือเป็นการตอบแทนเพื่อให้การซื้อขายที่ดินระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสองเป็นอันเสร็จสิ้นไป เมื่อโจทก์ได้รับคำบังคับโดยชอบแล้วโจทก์จึงมีหน้าที่ต้องชำระหนี้ให้แก่จำเลยทั้งสองภายในกำหนดตามคำบังคับ แต่โจทก์ไม่ปฏิบัติตาม จำเลยทั้งสองย่อมมีสิทธิที่จะขอหมายบังคับคดีได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๗๕ (๓) บุคคลที่มิใช่คู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดี (เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา) ไม่มีสิทธิบังคับคดีได้ ๓.๑ ผู้รับประโยชน์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่ศาลพิพากษาตามยอม คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๑๓๗/๒๕๔๙ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗๑ ผู้มีอำนาจขอให้บังคับคดีได้คือคู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะ (เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา) เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวอาจเป็นโจทก์หรือจำเลยในคดีนั้น หรือเป็นบุคคลภายนอกซึ่งร้องสอดเข้ามาในคดีนั้นก็ได้ แต่ผู้ร้องมิได้เป็นโจทก์ เป็นจำเลยหรือเป็นผู้ร้องสอดผู้ร้องมีฐานะเป็นแต่เพียงผู้รับประโยชน์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่ศาลพิพากษาตามยอมเท่านั้น จึงมิใช่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ไม่มีสิทธิบังคับคดีได้ ๓.๒ ผู้รับโอนสิทธิและหน้าที่ในหนี้ตามคำพิพากษาจากโจทก์ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๕๖๗/๒๕๔๗ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗๑ บัญญัติให้เป็นสิทธิและหน้าที่ของคู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดีหรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาและคู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายแพ้คดีหรือลูกหนี้ตามคำพิพากษาเท่านั้น ผู้ร้องเป็นบุคคลภายนอกที่อ้างว่าได้รับโอนสิทธิและหน้าที่ในหนี้ตามคำพิพากษาจากโจทก์ (โจทก์ได้โอนสิทธิเรียกร้องที่มีต่อจำเลยตามคำพิพากษาและการบังคับคดีให้ผู้ร้อง จึงขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นโจทก์แทนโจทก์เดิม) มิใช่คู่ความในคดีหรือเป็นบุคคลผู้อยู่ในฐานะเป็นฝ่ายชนะคดีจึงไม่อาจที่จะเข้ามาสวมสิทธิโจทก์เพื่อดำเนินการอย่างใดเกี่ยวกับการบังคับคดีแก่จำเลยในคดีนี้ได้ ไม่ว่าผู้ร้องจะได้รับโอนสิทธิและหน้าที่ของโจทก์ในหนี้ตามคำพิพากษาคดีนี้ที่มีอยู่แก่จำเลยมาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของโจทก์เด็ดขาดหรือไม่ก็ตาม คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๘๖๒/๒๕๕๓ บุคคลที่มีสิทธิบังคับคดีตามคำพิพากษาจะต้องเป็นคู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗๑ ผู้ร้องเป็นบุคคลภายนอกที่อ้างว่าให้ได้รับโอนสิทธิและหน้าที่ในหนี้ตามคำพิพากษาจากโจทก์ที่มีอยู่แก่จำเลยไม่ใช่คู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดีตามคำพิพากษา จึงไม่อาจร้องขอให้บังคับคดีได้นอกจากนี้ การที่จะเข้าสวมสิทธิแทนคู่ความหรือบุคคลที่เป็นฝ่ายชนะคดีนั้น ต้องมีบทบัญญัติของกฎหมายให้เข้าสวมสิทธิแทนได้ เช่น พระราชกำหนดปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.๒๕๔๐ พระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.๒๕๔๑ พระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.๒๕๔๔ เป็นต้น ผู้ร้องไม่ใช่บุคคลตามบทบัญญัติของกฎหมายที่ให้เข้าสวมสิทธิแทนโจทก์ ผู้ร้องจึงไม่อาจเข้าสวมสิทธิแทนโจทก์เพื่อดำเนินการบังคับคดีแก่จำเลยได้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๘๑๔/๒๕๕๕ ผู้ร้องเป็นเพียงบุคคลภายนอกที่อ้างว่าได้รับโอนสิทธิและหน้าที่ในหนี้ตามคำพิพากษาจากโจทก์ที่มีอยู่แก่จำเลยทั้งสามไม่ใช่คู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดีตามคำพิพากษา จึงไม่อาจร้องขอให้บังคับคดีได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗๑ การเข้าสวมสิทธิแทนคู่ความหรือบุคคลที่เป็นฝ่ายชนะคดี ต้องมีบทบัญญัติของกฎหมายให้เข้าสวมสิทธิแทนได้ ดังเช่นพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.๒๕๔๐ พระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.๒๕๔๑ พระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.๒๕๔๔ หรือการซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดำเนินการตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ เป็นต้น ผู้ร้องจึงไม่อาจเข้าสวมสิทธิแทนโจทก์เพื่อดำเนินการบังคับคดีแก่จำเลยทั้งสาม๓.๓ เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของโจทก์ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๕๖๒/๒๕๕๐ การบังคับคดีนั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗๑ บัญญัติให้บุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะเท่านั้นที่จะต้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งผู้ร้อง (เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของโจทก์) ขออนุญาตเข้าสวมสิทธิแทนโจทก์เพื่อบังคับคดีแก่จำเลย ไม่ใช่บุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะจึงไม่มีสิทธิตามกฎหมายดังกล่าว ทั้งไม่ใช่กรณีที่เจ้าหนี้จะใช้สิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๓๓ ซึ่งหมายถึงการใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลโดยให้เจ้าหนี้เป็นโจทก์ฟ้องในนามของเจ้าหนี้แทนลูกหนี้ได้ รวมทั้งเรียกลูกหนี้ให้เข้ามาในคดีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๓๔ มิใช่เข้าสวมสิทธิในการบังคับคดีของลูกหนี้ซึ่งเป็นสิทธิที่กฎหมายกำหนดให้เป็นสิทธิแก่บุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะดังกล่าวมาแล้ว ๔. ผู้สวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาโดยผลของกฎหมาย มีสิทธิบังคับคดีได้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๐๖๗/๒๕๔๙ โจทก์โอนสิทธิเรียกร้องที่มีต่อจำเลยซึ่งศาลได้มีคำพิพากษาบังคับตามสิทธิเรียกร้องแล้วให้แก่ผู้ร้องซึ่งเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๗ ผู้ร้องย่อมเข้าเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาโดยบทบัญญัติดังกล่าว และการเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาโดยผลของกฎหมายในกรณีนี้ไม่ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ภาค ๔ (และคำพิพากษาฎีกาที่ ๖๘๖๒/๒๕๕๓) ๕. ผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์จากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดี ขอให้บังคับลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือบริวารออกไปจากอสังหาริมทรัพย์ได้ โดยถือว่าผู้ซื้อเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตาม ป.วิ.พ.มาตรา ๓๐๙ ตรี มาตรา ๓๐๙ ตรี เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีโอนอสังหาริมทรัพย์ที่ขายให้แก่ผู้ซื้อ หากทรัพย์สินที่โอนนั้นมีลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือบริวารอยู่อาศัย และลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือบริวารไม่ยอมออกไปจากอสังหาริมทรัพย์นั้น ผู้ซื้อชอบที่จะยื่นคำขอฝ่ายเดียวต่อศาลที่อสังหาริมทรัพย์นั้นตั้งอยู่ในเขตศาลให้ออกคำบังคับให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือบริวารออกไปจากอสังหาริมทรัพย์นั้นภายในระยะเวลาที่ศาลเห็นสมควรกำหนด แต่ไม่น้อยกว่าสามสิบวัน ถ้าลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือบริวารไม่ปฏิบัติตามคำบังคับให้บังคับตามมาตรา ๒๙๖ ทวิ มาตรา ๒๙๖ ตรี มาตรา ๒๙๖ จัตวา มาตรา ๒๙๖ ฉ มาตรา ๒๙๖ สัตต มาตรา ๒๙๙ มาตรา ๓๐๐ มาตรา ๓๐๑ และมาตรา ๓๐๒ โดยอนุโลม ทั้งนี้ ให้เจ้าพนักงานศาลเป็นผู้ส่งคำบังคับโดยผู้ซื้อมีหน้าที่จัดการนำส่ง และให้ถือว่าผู้ซื้อเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาและลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือบริวารที่อยู่อาศัยในอสังหาริมทรัพย์นั้นเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาตามบทบัญญัติดังกล่าว",วิ.แพ่ง,,,,,,, 65,2,,ศาลในคดีอาญาพิพากษาว่า พยานหลักฐานของโจทก์เท่าที่นำสืบมายังมีความสงสัยตามสมควรว่า จำเลยกระทำความผิดหรือไม่ จึงให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลย ดังนี้ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งต้องฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิดหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๔๙/๒๕๕๕ คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาการพิพากษาคดีส่วนแพ่งจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๗๙๓/๒๕๔๙ ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาว่า พยานหลักฐานของโจทก์เท่าที่นำสืบมายังมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยกระทำความผิดหรือไม่ จึงให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลย เป็นการวินิจฉัยข้อเท็จจริงอันเป็นประเด็นแห่งคดีไว้แน่นอนแล้วว่า โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานมสืบให้ศาลเห็นโดยชัดแจ้งว่าจำเลยกระทำความผิด ดังนั้น ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๔๖ แม้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๔๗ จะบัญญัติว่า คำพิพากษาคดีส่วนแพ่งต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่ง โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่าจำเลยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดหรือไม่ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะรับฟังข้อเท็จจริงขัดแย้งกับข้อเท็จจริงในคำพิพากษาส่วนอาญาได้ ในคดีแพ่งจึงต้องฟังข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาคดีส่วนอาญาว่าจำเลยไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์,วิ.อาญา,,,,,,, 65,2,,คำฟ้องมิได้ระบุถึงวันที่หรือเวลาที่อ้างว่าจำเลยกระทำความผิด แต่ตอนท้ายของคำฟ้องบรรยายว่า จำเลยถูกควบคุมตั้งแต่วันถูกจับตลอดมา ขณะนี้ต้องขังอยู่ตามหมายขังของศาลนี้โดยแนบบันทึกการจับกุมซึ่งระบุวันเวลากระทำความผิดไว้ จะถือว่าคำฟ้องของโจทก์สมบูรณ์หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๕๖๘/๒๕๕๔ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕๘ (๕) บัญญัติให้ฟ้องต้องมีการกระทำทั้งหลายที่งอ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้น ๆ พอสมควรเท่าที่จะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี แม้คำฟ้องของโจทก์คดีนี้มิได้ระบุถึงวันที่หรือเวลาที่อ้างว่าจำเลยกระทำความผิด แต่ในตอนท้ายของคำฟ้องโจทก์ได้บรรยายว่าระหว่างสอบสวนจำเลยถูกควบคุมตัวตั้งแต่วันถูกจับตลอดมา ขณะนี้จำเลยต้องขังอยู่ตามหมายขังของศาลนี้ ในคดีหมายเลขดำที่ ฝ.๑๔๙/๒๕๕๑ โดยได้แนบบันทึกการจับกุมจำเลยระบุถึงวันเวลาที่จับกุมและพฤติการณ์ในการกระทำความผิดว่า เมื่อวันที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๕๑ เวลา ๖.๓๐ นาฬิกา เจ้าพนักงานตำรวจพบต้นกัญชา ๑ ต้น สูงประมาณ ๑.๖๕ เมตร ปลูกอยู่ใกล้รั้วข้างบ้าน จำเลยยอมรับว่าเป็นของตนจริงจึงจับกุมจำเลย ซึ่งพออนุโลมได้ว่าเป็นส่วนประกอบของคำฟ้อง เมื่อปรากฏว่าในสำนวนคดีหมายเลขดำที่ ฝ.๑๔๙/๒๕๕๑ ซึ่งติดอยู่ตอนหน้าของสำนวนคดีนี้นั้น ตามคำร้องของพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรศรีวิชัยที่ขอฝากขังจำเลยในขณะเป็นผู้ต้องหาได้ระบุว่า เมื่อวันที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๕๑ เวลาประมาณ ๖ นาฬิกาเศษ เจ้าพนักงานตำรวจตรวจพบต้นกัญชาสด อายุประมาณ ๓ เดือน สูงประมาณ ๑๖๕ เซนติเมตร จำนวน ๑ ต้น ปลูกอยู่บริเวณหลังบ้าน จำเลยรับว่าเป็นผู้ปลูกและเป็นเจ้าของต้นกัญชาดังกล่าว จึงแจ้งข้อหาและจับกุมจำเลยซึ่งจำเลยไม่ค้านจำเลยย่อมจะเข้าใจได้ดีว่าวันที่หรือเวลาที่อ้างว่าจำเลยกระทำความผิดคือเมื่อใดจึงให้การรับสารภาพ ดังนี้ คำฟ้องของโจทก์สมบูรณ์ ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕๘ (๕) แล้ว,วิ.อาญา,,,,,,, 65,2,,คดีความผิดต่อส่วนตัวซึ่งอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาล ผู้เสียหายจะถอนคำร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๘๕๒/๒๕๕๕ การถอนคำร้องทุกข์เป็นสิทธิของผู้เสียหาย เมื่อได้ถอนคำร้องทุกข์แล้ว สิทธิที่ผู้เสียหายเองก็ดี หรือพนักงานอัยการก็ดี ที่จะนำความผิดอันยอมความได้มาฟ้องผู้กระทำผิดย่อมเป็นอันระงับไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๙ (๒) ซึ่งการขอถอนคำร้องทุกข์ ผู้เสียหายที่ ๑ และโจทก์ร่วมย่อมถอนคำร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนหรือต่อพนักงานอัยการหรือต่อศาลก็ได้ แม้ขณะคดีจะอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาล ก็ไม่มีบทบัญญัติกฎหมายใดกำหนดให้ผู้เสียหายต้องถอนคำร้องทุกข์ต่อศาลเท่านั้น เมื่อผู้เสียหายที่ ๑ และโจทก์ร่วมขอถอนคำร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนโดยชอบแล้วขณะคดีอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลสิทธินำคดีในความผิดอันยอมความได้มาฟ้องจำเลยย่อมเป็นอันระงับไป,วิ.อาญา,,,,,,, 65,2,,ถ้อยคำอื่น ๆ ที่ประกอบในรายละเอียดของบันทึกการจับกุม ศาลรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๑๒/๒๕๕๕ ศาลไม่ได้รับฟังคำให้การรับสารภาพของจำเลยทั้งสามว่าได้กระทำความผิดในชั้นจับกุมมารับฟังให้เป็นผลร้ายแก่จำเลยทั้งสาม เพียงแต่รับฟังถ้อยคำอื่น ๆ ที่ ประกอบในรายละเอียดของบันทึกการจับกุมเกี่ยวกับการติดต่อนำเงินมาใช้ล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนของเจ้าพนักงานตำรวจเท่านั้น ซึ่งไม่มีกฎหมายห้ามมิให้รับฟัง,วิ.อาญา,,,,,,, 65,2,,โทษจำคุกไม่เกินหกเดือนที่ผู้พิพากษาคนเดียวมีอำนาจลงแก่จำเลยตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๒๕ หมายถึงโทษจำคุกแต่ละกระทง หรือทุกกระทงรวมกัน,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๘๖๘/๒๕๕๔ พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๒๕ บัญญัติว่า “ในศาลชั้นต้น ผู้พิพากษาคนเดียวเป็นองค์คณะมีอำนาจเกี่ยวแก่คดีซึ่งอยู่ในอำนาจของศาลนั้นดังต่อไปนี้ (๕) พิจารณาพิพากษาคดีอาญา ซึ่งกฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างสูงไว้ให้จำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ แต่จะลงโทษจำคุกเกินหกเดือน หรือทั้งสองอย่างเกินอัตราที่กล่าวแล้วไม่ได้” ตามบทบัญญัติดังกล่าวโทษจำคุกไม่เกิน ๖ เดือน ที่ผู้พิพากษาคนเดียวมีอำนาจลงแก่จำเลยตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๒๕ (๕) นั้น หมายถึงโทษจำคุกแต่ละกระทงที่จะลงแก่จำเลยโดยไม่คำนึงว่าเมื่อรวมโทษจำคุกทุกกระทงแล้ว โทษจำคุกเกินกว่า ๖ เดือนหรือไม่ คดีนี้ศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลแขวงโดยผู้พิพากษาคนเดียวพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละ ๔ เดือน จึงเป็นการลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละไม่เกิน ๖ เดือน ซึ่งชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๒๕ (๕)",วิ.อาญา,,,,,,, 65,2,,ฟ้องแย้งที่อาศัยเหตุแห่งการฟ้องของโจทก์มาเป็นข้อกล่าวอ้างถือว่าเกี่ยวกับคำฟ้องเดิมหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๒๒๔/๒๕๔๕ แม้ ป.วิ.พ. มาตรา ๑๗๗ วรรคสาม รับรองให้จำเลยฟ้องแย้งมาในคำให้การได้ แต่มีเงื่อนไขว่าหากฟ้องแย้งเป็นเรื่องอื่นไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิมก็ให้ศาลสั่งให้จำเลยฟ้องเป็นคดีต่างหาก จำเลยอาศัยเหตุที่โจทก์ฟ้องจำเลยเรียกหนี้เงินกู้และบังคับจำนองเป็นข้ออ้างว่าทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย มูลกรณีที่จำเลยกล่าวอ้างเป็นเรื่องที่โจทก์หาเหตุแกล้งฟ้องร้องจำเลยโดยไม่มีมูลอันเป็นเรื่องละเมิด ไม่เกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิมที่โจทก์ขอให้บังคับให้จำเลยรับผิดตามเนื้อความในสัญญา จำเลยชอบที่จะฟ้องร้องเป็นคดีใหม่ต่างหาก ไม่อาจขอรวมมาในคำให้การได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๗๗ วรรคสาม คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๑๔๓/๒๕๔๙ โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญาจ้างทำของจำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยชำระค่าจ้างแก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว โจทก์นำความอันเป็นเท็จมาฟ้องทำให้จำเลยเสียหาย ขอให้บังคับโจทก์ใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยอันเป็นเรื่องละเมิด สภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตามคำฟ้องและฟ้องแย้งเป็นคนละเรื่อง คนละเหตุ ไม่เกี่ยวข้องกัน ฟ้องแย้งของจำเลยจึงไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๖๕/๒๕๕๑ ฟ้องแย้งของจำเลยที่ ๔ ที่กล่าวอ้างใช้สิทธิทางศาลอันเนื่องมาจากการที่โจทก์กระทำละเมิดต่อจำเลยที่ ๔ เพราะโจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริตเอาความเท็จมาฟ้องต่อศาล เป็นฟ้องแย้งที่อาศัยเหตุแห่งการฟ้องของโจทก์มาเป็นข้อกล่าวอ้าง ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับฟ้องเดิม จึงเป็นเรื่องอื่นไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิม คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๓๑๗/๒๕๕๓ ฟ้องแย้งของจำเลยที่ขอให้บังคับโจทก์ชดใช้ค่าเสียหาย ๕๐,๐๐๐ บาท แก่จำเลย โดยอ้างว่าโจทก์ฟ้องคดีนี้โดยไม่สุจริต ทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย เพราะสูญเสียรายได้เนื่องจากต้องเก็บสินค้าที่วางจำหน่ายในท้องตลาดตามคำสั่งของกรมทรัพย์สินทางปัญญาในระหว่างรอฟังผลของคดี เป็นการฟ้องแย้งโดยอาศัยเหตุที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้เป็นข้ออ้างในการฟ้องแย้ง จึงเป็นเรื่องอื่นไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิมพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ เป็นฟ้องแย้งที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศพ.ศ.๒๕๓๙ มาตรา ๒๖ ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๗ วรรคสามและมาตรา ๑๗๙ วรรคท้าย คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๕๐๔/๒๕๕๔ โจทก์ฟ้องหย่าจำเลยที่ ๑ ว่า จำเลยที่ ๑ เป็นชู้กับจำเลยที่ ๒ พร้อมเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ ๒ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๒๓ ซึ่งเป็นเรื่องการสิ้นสุดแห่งการสมรส ฟ้องแย้งของจำเลยที่ ๒ ที่ว่า โจทก์เอาความเท็จมาฟ้องร้องดำเนินคดีแก่จำเลยที่ ๒ โดยไม่สุจริตและการที่โจทก์ไปร้องเรียนต่อผู้บังคับบัญชาของจำเลยที่ ๒ ทำให้ จำเลยที่ ๒ ถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยและหากคณะกรรมการหลงเชื่อจะทำให้จำเลยที่ ๒ ถูกออกจากบ้านและเสื่อมเสียชื่อเสียงจึงให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหาย เป็นคดีอันเกิดแต่มูลละเมิดซึ่งไม่ได้อาศัยเหตุแห่งการหย่าและการเรียกค่าทดแทนตามฟ้องเดิมเป็นมูลหนี้ แต่เป็นการอ้างการกระทำอีกตอนหนึ่งของโจทก์อันเป็นคนละเรื่องคนละประเด็นแตกต่างกันกับคำฟ้องเดิม ฟ้องแย้งของจำเลยที่ ๒ จึงไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิมไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๗ วรรคสาม ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. ๒๕๕๓ มาตรา ๖",วิ.แพ่ง,,,,,,, 65,2,,การรับรองให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงในคำร้องขอให้รับรองอุทธรณ์ไม่มีข้อความยืนยันว่ารับรองให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้ หากผู้พิพากษาคนเดียวกันได้มีคำสั่งในอุทธรณ์มีข้อความยืนยันรับรองให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้ จะถือเป็นการรับรองโดยชอบแล้วหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๙๑๒/๒๕๕๔ คดีนี้มีทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นอุทธรณ์ ๔๔,๕๒๔ บาท จำเลยอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการกำหนดค่าเสียหายของศาลชั้นต้น อันเป็นปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๔ วรรคหนึ่ง หลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว ภายในกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นรับรองอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นมีคำสั่งคำร้องดังกล่าวว่า “พิเคราะห์แล้ว มีเหตุอันควรอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้” และมีคำสั่งในอุทธรณ์ในวันเดียวกันว่า “ศาลรับรองให้จำเลยอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้รับอุทธรณ์ของจำเลย..” ซึ่งการรับรองอุทธรณ์ของผู้อุทธรณ์ว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้นั้นต้องเป็นการรับรองโดยชัดแจ้ง แม้คำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งในคำร้องขอให้รับรองอุทธรณ์จะไม่มีข้อความยืนยันว่าตนรับรองให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้ แต่ในขณะเดียวกันศาลชั้นต้นโดยผู้พิพากษานายเดียวกันได้มีคำสั่งในอุทธรณ์ของจำเลยมีข้อความยืนยันรับรองให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้เมื่อนำคำสั่งศาลชั้นต้นทั้งในคำร้องและอุทธรณ์มาพิจารณาประกอบกันแล้ว รับฟังได้ว่าคำรับรองอุทธรณ์ของศาลชั้นต้นมีข้อความที่แสดงให้เห็นว่าเป็นการรับรองให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริง จึงถือว่าเป็นการรับรองอุทธรณ์โดยชัดแจ้งแล้ว",วิ.แพ่ง,,,,,,, 65,3,,ผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์ร้องขอให้ศาลออกคำบังคับให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาและบริวารซึ่งไม่ยอมออกไปจากอสังหาริมทรัพย์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๓๐๙ ตรี จะต้องร้องขอภายในกำหนดระยะเวลาบังคับคดี ๑๐ ปี ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๗๑ หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๗๒๔/๒๕๕๔ คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ย ถ้าไม่ชำระให้ยึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓) เลขที่ ๔๖๓/๓๖๔ พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ออกขายทอดตลาด หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้บังคับจากทรัพย์สินของจำเลยทั้งสองได้จนครบ จำเลยทั้งสองไม่ชำระโจทก์จึงขอออกหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวของจำเลยที่ ๒ ออกขายทอดตลาด โจทก์ยื่นคำร้องว่า โจทก์เป็นผู้ซื้อที่ดินที่ยึดพร้อมสิ่งปลูกสร้างได้จากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีและได้จดทะเบียนใส่ชื่อของโจทก์ในฐานะเจ้าของที่ดินแล้ว แต่จำเลยและบริวารยังคงอาศัยอยู่ในอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าว ขอให้ศาลออกคำบังคับให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ออกคำบังคับภายใน ๓๐ วัน นับแต่จำเลยได้รับคำบังคับ จำเลยที่ ๒ อุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ วินิจฉัยว่า โจทก์ในฐานะผู้ซื้อทรัพย์ได้ยื่นคำขอต่อศาลชั้นต้นและศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งออกคำบังคับให้แก่จำเลยทั้งสองโดยชอบแล้ว การบังคับคดีของโจทก์เป็นการกระทำในฐานะผู้ซื้อทรัพย์ซึ่งถือเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๓๐๙ ตรี มิใช่เป็นการรับสิทธิของโจทก์ผู้ฟ้องคดีมาบังคับซึ่งจะต้องร้องขอให้บังคับคดีภายในสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง สิทธิในการบังคับคดีของโจทก์ในฐานะผู้ซื้อทรัพย์จึงไม่ขาดอายุความ พิพากษายืน จำเลยที่ ๒ ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๒ ว่า ผู้ซื้อทรัพย์ต้องร้องขอให้ศาลชั้นต้นออกคำบังคับให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่พิพาทในกำหนดระยะเวลาบังคับคดี ๑๐ ปี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗๑ หรือไม่ กรณีที่โจทก์ในฐานะผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์มาจากการขายทอดตลาดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาและเจ้าพนักงานบังคับคดีโอนอสังหาริมทรัพย์ที่ขายให้แก่ผู้ซื้อ ผู้ซื้อได้ร้องขอให้ศาลออกคำบังคับให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาและบริวารซึ่งไม่ยอมออกไปจากอสังหาริมทรัพย์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๓๐๙ ตรี เป็นการใช้สิทธิบังคับคดีของผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์มาจากการขายทอดตลาดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาอันเป็นขั้นตอนการบังคับคดีภายหลังโจทก์ฝ่ายชนะคดีซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้ดำเนินการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของจำเลยที่ ๒ ฝ่ายแพ้คดีซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาภายในระยะเวลา ๑๐ ปี ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗๑ แล้ว กรณีมิใช่เรื่องเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาร้องขอให้บังคับคดีแก่ทรัพย์สินของจำเลยที่ ๒ เพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษา และมิใช่การใช้สิทธิของโจทก์ที่เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา และมิใช่การใช้สิทธิของโจทก์ที่เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษามาบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของจำเลยที่ ๒ จึงไม่อาจนำบทบัญญัติเกี่ยวกับระยะเวลาการบังคับคดีตามมาตรา ๒๗๑ มาบังคับได้ ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งให้ออกคำสั่งบังคับจำเลยที่ ๒ และบริวารออกไปจากที่พิพาทนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยทั้ง ๒ ฟังไม่ขึ้น",วิ.แพ่ง,,,,,,, 65,3,,ศาลพิพากษายกฟ้องโจทก์ เพราะหนังสือมอบอำนาจปิดอากรแสตมป์ไม่ครบถ้วนตามกฎหมาย ฟ้องแย้งจะตกไปด้วยหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๓๘๗-๘๓๙๑/๒๕๕๓ ธ. ไม่มีอำนาจฟ้องคดีแทนโจทก์เนื่องจากหนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีของโจทก์ปิดอากรแสตมป์ไม่ครบถ้วนตามกฎหมายรับฟังเป็นพยานหลักฐานไม่ได้ ผลจึงเท่ากับว่าไม่มีตัวโจทก์เข้ามาฟ้องคดี ฟ้องแย้งของ จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๔ ที่ ๕ และที่ ๖ ย่อมตกไป เพราะการดำเนินกระบวนพิจารณาตามฟ้องแย้งนั้นจะต้องมีตัวโจทก์เดิมที่จะเป็นจำเลยตามฟ้องแย้งอยู่ด้วย,วิ.แพ่ง,,,,,,, 65,3,,ผู้มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๔๔/๑ นั้น จำเลยด้วยกันเองจะมีสิทธิยื่นคำร้องดังกล่าวหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๔๑๙/๒๕๕๔ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ ๒ ว่า จำเลยที่ ๒ มีสิทธิยื่นคำร้องให้จำเลยที่ ๑ ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือไม่ เห็นว่าประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๔๔/๑ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “ในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ถ้าผู้เสียหายมีสิทธิที่จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุได้รับอันตรายแก่ชีวิต ร่างกาย จิตใจ หรือได้รับความเสื่อมเสียต่อเสรีภาพในร่างกายชื่อเสียง หรือได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย ผู้เสียหายจะยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญาขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนก็ได้” ซึ่งมาตรา ๒ (๔) ให้ความหมายของคำว่า “ผู้เสียหาย” ว่าหมายความถึงบุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำความผิดฐานใดฐานหนึ่งรวมทั้งบุคคลอื่นที่มีอำนาจจัดการแทน ดังนั้น ตามคำฟ้องของโจทก์ถือว่าจำเลยที่ ๒ มิใช่เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒ (๔) ผู้มีสิทธิยื่นคำร้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๔๔/๑ ต้องพิจารณาตามที่กฎหมายกำหนดไว้และข้อเท็จจริงในขณะที่ยื่นคำร้องว่าเป็นผู้เสียหายหรือไม่ เมื่อบทบัญญัติดังกล่าวกำหนดให้ผู้เสียหายเท่านั้นที่ยื่นคำร้องได้และขณะยื่นคำร้องจำเลยที่ ๒ ไม่ใช่ จำเลยที่ ๒ จึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้จำเลยที่ ๑ ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามบทบัญญัติดังกล่าว,วิ.อาญา,,,,,,, 65,3,,ประวัติเกี่ยวกับการกระทำความผิด ศาลจะนำมารับฟังเพื่อพิสูจน์ว่าจำเลยกระทำความผิดในคดีที่ถูกฟ้องได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๐๖๙/๒๕๕๔ ที่พันตำรวจตรีสมคิดเบิกความว่า จำเลยที่ ๒ มีประวัติเกี่ยวข้องกับเมทแอมเฟตามีน โดยเคยถูกจับข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง และจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามเอกสารหมาย จ.๑๐ นั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๖/๒ บัญญัติห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานหลักฐานที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดครั้งอื่น ๆ เพื่อพิสูจน์ว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดในคดีที่ถูกฟ้อง...ศาลจึงนำประวัติของจำเลยที่ ๒ ที่เคยเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษมารับฟังเพื่อพิสูจน์ว่าจำเลยทำผิดคดีนี้ไม่ได้ เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นเมทแอมเฟตามีนของกลางได้จากจำเลยที่ ๑ เพียงคนเดียว โดยจำเลยที่ ๑ ยืนยันทันทีว่าจำเลยที่ ๒ ไม่มีส่วนรู้เห็น และจำเลยที่ ๒ ให้การปฏิเสธตลอดมาตั้งแต่ชั้นจับกุมจนถึงชั้นศาล พยานหลักฐานของโจทก์จึงไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะรับฟังลงโทษจำเลยที่ ๒ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๒ มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๔๗๘/๒๕๕๔ ศาลอุทธรณ์นำพฤติการณ์แห่งคดีจากรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยมาวินิจฉัยเพื่อใช้ดุลพินิจรอการลงโทษจำเลยหรือไม่มิได้ใช้รับฟังในฐานะเป็นพยานหลักฐานวินิจฉัยการกระทำที่ถูกฟ้องเพื่อลงโทษ จำเลย ประกอบกับศาลชั้นต้นได้แจ้งรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยให้จำเลยทราบแล้ว จำเลยไม่ค้าน ถือได้ว่าจำเลยยอมรับพฤติการณ์แห่งคดีตามรายงานดังกล่าว การที่ศาลอุทธรณ์นำพฤติการณ์แห่งคดีจากรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยมาวินิจฉัยเพื่อใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำเลยจึงชอบด้วยกฎหมาย",วิ.อาญา,,,,,,, 65,3,,บันทึกการจับกุมระบุว่า จำเลยที่ ๑ รับเมทแอมเฟตามีนของกลางมาจากจำเลยที่ ๒ ถือเป็นคำรับสารภาพชั้นจับกุมของจำเลยที่ ๑ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๘๔ วรรคท้าย หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๒๔๓/๒๕๕๔ บันทึกการจับกุมระบุว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ยืนยันให้การรับสารภาพและจำเลยที่ ๑ ให้การรายละเอียดแก่เจ้าพนักงานว่ารับ เมทแอมเฟตามีนของกลางมาจากจำเลยที่ ๒ ซึ่งมิใช่คำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ ๑ จึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลยที่ ๒ ได้",วิ.อาญา,,,,,,, 65,4,,ผู้พิพากษาคนเดียวของศาลชั้นต้น (ศาลจังหวัด) ตรวจคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ถูกอายัดแล้วพิพากษายกคำร้องขอของผู้ร้อง เป็นการชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๒๖ หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๔๑๗/๒๕๕๓ ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่อายัด ศาลชั้นต้นตรวจคำร้องของผู้ร้องแล้วมีคำสั่งว่า “กรณีการร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึดมีได้เฉพาะตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๘๘ ซึ่งเป็นการยึดทรัพย์ของลูกหนี้ที่ต้องมีการนำออกขายทอดตลาด ดังนั้น ผู้ร้องจึงไม่อาจร้องขอเพิกถอนให้ปล่อยทรัพย์ที่อายัด ไม่รับคำร้อง คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมด” คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวเป็นการวินิจฉัยอำนาจในการยื่นคำร้องของผู้ร้องว่าไม่มีอำนาจตามกฎหมาย อันเป็นการวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีตามความหมายแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา ๑๓๑ (๒) แล้ว ซึ่งมีผลเป็นการพิพากษายกคำร้องของผู้ร้องทันที โดยมิได้มีคำสั่งรับคำร้องของผู้ร้องไว้ก่อน กรณีมิใช่เรื่องที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับหรือคืนคำคู่ความตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๘ ดังนั้น เมื่อปรากฏว่าในการสั่งคำร้องของศาลชั้นต้นมีผู้พิพากษาคนเดียวตรวจคำร้องขอแล้วมีคำสั่งยกคำร้องขอ จึงเป็นการไม่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๒๔ (๒) เพราะเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทแห่งคดีซึ่งต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อยสองคน จึงเป็นองค์คณะที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๒๖ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๒ (๕) ประกอบ มาตรา ๒๔๖ และมาตรา ๒๔๗,วิ.แพ่ง,,,,,,, 65,4,,จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ โจทก์มิได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลพิพากษาให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัดตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๙๘ วรรคสอง ศาลชั้นต้นจะต้องจำหน่ายคดีเสียจากสารบบความเสมอไปหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๓๓๐-๑๐๓๓๑/๒๕๕๓ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๙๘ วรรคสอง บัญญัติให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีนั้นเสียจากสารบบความ อย่างไรก็ดีแม้บทบัญญัติดังกล่าวจะใช้คำว่า “ให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีนั้นเสียจาก สารบบความ” เพื่อเป็นมาตรการมิให้บุคคลผู้ยื่นคำฟ้องปล่อยปละละเลยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดก็ตามแต่ก็มิใช่บทบังคับศาลที่จะต้องจำหน่ายคดีเสียจากสารบบความเสมอไป ศาลมีอำนาจที่จะ ใช้ดุลพินิจที่จะสั่งจำหน่ายคดีหรือไม่ก็ได้โดยพิจารณาตามพฤติการณ์แห่งคดีเป็นราย ๆ ไปผู้คัดค้านที่ ๑ และที่ ๒ ฟ้องแย้งผู้ร้อง มาในคำร้องคัดค้านในเรื่องเกี่ยวกับคำร้องขอเดิมของผู้ร้องแสดงให้เห็นเจตนารมณ์ของผู้คัดค้านที่ ๑ และที่ ๒ ว่ายังมีความประสงค์ที่จะดำเนินคดี นอกจากนี้ยังปรากฏข้อเท็จจริงต่อไปว่า ผู้ร้องได้โต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นเกี่ยวกับการรับฟ้องแย้งของผู้คัดค้านที่ ๑ และที่ ๒ ว่าไม่ถูกต้อง อันอาจเป็นเหตุทำให้ผู้คัดค้านที่ ๑ และที่ ๒ เห็นว่าต้องรอคำสั่งศาลชั้นต้นในเรื่องดังกล่าวก่อน พฤติการณ์ของผู้คัดค้านที่ ๑ และที่ ๒ ถือได้ว่ามีเหตุสมควรที่ศาลชั้นต้นไม่จำหน่ายคดีในส่วนฟ้องแย้งของผู้คัดค้านที่ ๑ และที่ ๒ ออกเสียจากสารบบความ ดังนั้น ที่ ศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งจำหน่ายคดีจึงไม่ใช่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 65,4,,คดีฟ้องให้ชำระหนี้ตามสัญญากู้ จำเลยยอมรับว่ากู้จริง แต่ต่อสู้ว่าได้ชำระหนี้โจทก์ครบถ้วนแล้ว ฝ่ายใดมีภาระการพิสูจน์,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๗๑๗/๒๕๕๒ ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๔๒ จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์ ๓๐๐,๐๐๐ บาท โดยตกลง ผ่อนชำระคืนแก่โจทก์เดือนละ ๑๓,๐๐๐ บาท ภายในวันที่ ๕ ของทุกเดือน ตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงิน เมื่อจำเลยรับว่าได้กู้ยืมเงินไปจากโจทก์ตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินจริง แต่ต่อสู้ว่าได้ ชำระหนี้ให้โจทก์ครบถ้วนแล้ว ภาระการพิสูจน์จึงตกแก่จำเลยตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๘๔/๑",วิ.แพ่ง,,,,,,, 65,4,,กรณีทิ้งฟ้องกฎหมายบังคับว่า ศาลต้องจำหน่ายคดีทุนทรัพย์หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๑๔/๒๕๕๓ ในกรณีที่โจทก์ทิ้งฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๗๔ (๒) ศาลมีอำนาจสั่งจำหน่ายคดีเสียจากสารบบความได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๓๒ (๑) แต่บทบัญญัติ มาตรา ๑๓๒ (๑) นี้มิได้บังคับเด็ดขาดว่า ศาลต้องจำหน่ายคดีทุกกรณี แต่ให้ศาลใช้ดุลพินิจว่าจะมีคำสั่งจำหน่ายคดีหรือไม่ก็ได้ ที่ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจไม่จำหน่ายคดีแล้ว กำหนดเวลาให้โจทก์นำเงินมาเสียค่าขึ้นศาลใหม่ จึงชอบแล้ว,วิ.แพ่ง,,,,,,, 65,4,,คดีฟ้องขอแบ่งที่ดินกรรมสิทธิ์รวม หากจำเลยยอมรับว่าโจทก์เป็นเจ้าของรวมแต่อ้างว่าโจทก์มีส่วนในที่ดินไม่ถึงกึ่งหนึ่ง ฝ่ายใดมีภาระการพิสูจน์,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๓๒๔/๒๕๕๓ จำเลยให้การรับว่าโจทก์เป็นเจ้าของรวมในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓) เลขที่ ๒๔๑ ด้วย โจทก์จึงย่อมได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตามบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๕๗ ที่ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า ผู้เป็นเจ้าของรวมกันมีส่วนเท่ากัน จำเลยซึ่งอ้างว่าโจทก์มีส่วนในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓) เลขที่ ๒๔๑ เพียง ๓ งาน จึงมีภาระการพิสูจน์ ที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้โจทก์มีภาระการพิสูจน์ใน ประเด็นนี้จึงไม่ถูกต้อง ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้",วิ.แพ่ง,,,,,,, 65,4,,"บุคคลผู้มีชื่อในโฉนดที่ดินกับบุคคลที่อ้างว่าได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยการ ครอบครองปรปักษ์ ฝ่ายใดมีภาระการพิสูจน์","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๕๕๘/๒๕๕๓ ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๗๓ บัญญัติว่า ถ้าทรัพย์สินเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่ได้จดทะเบียนไว้ในทะเบียนที่ดิน ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบุคคลผู้มีชื่อในทะเบียนเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง ที่ดินพิพาทในคดีนี้เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินที่โจทก์มีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดิน โจทก์ย่อมได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าวว่าเป็นของโจทก์ เมื่อจำเลยทั้งสองอ้างว่าจำเลยทั้งสองได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ จึงเป็นหน้าที่ของจำเลยทั้งสองที่จะต้องนำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายภาระการพิสูจน์จึงตกแก่จำเลยทั้งสอง ที่จำเลยทั้งสองอ้าง ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๖๗ ที่บัญญัติว่า บุคคลใดยึดถือทรัพย์สินโดยเจตนาจะยึดถือเพื่อตน ท่านว่าบุคคลนั้นได้ซึ่งสิทธิครอบครองนั้น มาตรา ๑๓๖๗ เป็นเพียงบทบัญญัติทั่วไป เมื่อที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมีโฉนดที่ดินซึ่งเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่ได้จดทะเบียนไว้ในทะเบียนที่ดิน ซึ่งกฎหมายต้องการให้แสดงออกซึ่งกรรมสิทธิ์ในทางทะเบียนยิ่งกว่าการครอบครองจึงต้องบังคับตามมาตรา ๑๓๗๓ ที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยทั้งสองมีภาระการพิสูจน์ในประเด็นดังกล่าวจึงชอบแล้ว",วิ.แพ่ง,,,,,,, 65,4,,ค่าทนายความซึ่งคู่ความที่เป็นฝ่ายแพ้คดีจะต้องรับผิดตามคำพิพากษาจะขอทุเลาการบังคับคดีได้หรือไม่ และหากผู้อุทธรณ์ไม่วางเงินค่าทนายความดังกล่าว ศาลจะมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ทันทีได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๑๐๔/๒๕๕๓ ค่าทนายความที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้โจทก์ชำระแก่จำเลยที่ ๑ เป็นความรับผิดในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมที่โจทก์ผู้ฎีกาจะต้องปฏิบัติตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๙ หาใช่หนี้ตามคำพิพากษาในเนื้อหาคดี อันโจทก์จะพึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๓๑ วรรคหนึ่ง ได้ไม่ ดังนั้น การที่โจทก์ยื่นฎีกาโดยจงใจนำเพียงค่าธรรมเนียม (ค่าขึ้นศาล) ตามที่จำเลยที่ ๑ ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ในชั้นอุทธรณ์มาวางศาลตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์พร้อมกับฎีกา โดยมิได้วางค่าทนายความที่ ศาลอุทธรณ์กำหนดให้โจทก์ชำระแก่จำเลยที่ ๑ จึงเป็นการยื่นฎีกาโดยมิชอบตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๙ ชอบที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งไม่รับฎีกาได้ทันที เพราะมิใช่กรณีที่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา ไม่ครบถ้วนที่ศาลชั้นต้นซึ่งมีหน้าที่ตรวจคำคู่ความจะต้องมีคำสั่งให้โจทก์ชำระให้ครบถ้วนภายในกำหนดระยะเวลาตามที่เห็นสมควรเสียก่อนตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๘ วรรคสอง,วิ.แพ่ง,,,,,,, 65,4,,คำให้การที่ขัดแย้งกันเองหรือคำให้การไม่ชัดแจ้งผลจะเป็นอย่างไร,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๒๖๒/๒๕๕๔ โจทก์ฟ้องว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของโจทก์ จำเลยบุกรุกเข้ามาทำประตูและรั้วยาวประมาณ ๖ เมตร สูงประมาณ ๒ เมตร ปิดกั้นในที่ดิน ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนประตูและรั้วและชดใช้ค่าเสียหาย จำเลยให้การในตอนแรกว่า จำเลยซื้อที่ดินจัดสรรจากโจทก์ ๙ แปลง รวมทั้งที่ดินพิพาทในราคา ๓,๙๐๐,๐๐๐ บาท ตั้งแต่วันที่ ๒๙ มีนาคม ๒๕๓๙ โจทก์เองก็ยอมรับกรรมสิทธิ์ของจำเลยเหนือที่ดินพิพาท เท่ากับจำเลยอ้างว่าที่ดินพิพาทดังกล่าวเป็นของจำเลย แต่จำเลยกลับให้การในตอนหลังว่า ที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณะโจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหาย คำให้การในตอนหลังจึงขัดแย้งกับคำให้การในตอนแรกซึ่งอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย คำให้การของจำเลยจึงไม่ชัดแจ้งว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยหรือเป็นทางสาธารณะ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๗ วรรคสอง คดีไม่มีประเด็นข้อพิพาทว่าที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณะหรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ว่า ที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณะประโยชน์ โจทก์ไม่ได้รับความเสียหายจึงไม่มีอำนาจฟ้อง จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๕ วรรคหนึ่ง คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๒๗๑/๒๕๕๔ คำให้การของจำเลยที่ ๓ ต่อสู้เรื่องอายุความไว้ว่าความเสียหายที่เกิดขึ้น โจทก์ได้ฟ้องร้องเกินกว่ากำหนดอายุความฝากทรัพย์และอายุความละเมิดโจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้อง เป็นคำให้การที่มิได้แสดงเหตุแห่งการขาดอายุความว่า คดีโจทก์ขาดอายุความเพราะอะไร ทำไมถึงขาดอายุความ ถือเป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้งไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งปัญหาเรื่องคดีขาดอายุความเป็นทั้งปัญหาข้อเท็จจริงที่ คู่ความต้องนำสืบ และหากเป็นปัญหาข้อกฎหมายก็ไม่ใช่ข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลไม่อาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๓๘๕/๒๕๕๔ จำเลยที่ ๑ ให้การแต่เพียงว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้วกล่าวคือ เช็คแต่ละฉบับลงวันที่เท่าใด โจทก์ใช้อุบายหลอกลวงให้จำเลยที่ ๑ แก้ไขวันเดือนปี ในเช็คเป็นวันที่เท่าใด จำเลยที่ ๑ มิได้ให้การโดยชัดแจ้งว่าอายุความนับตั้งแต่วันที่เท่าใด เช็คขาดอายุความแล้วตั้งแต่เมื่อใด และจะครบกำหนด ๑ ปี วันใด เป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้งไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๗ วรรคสอง จึงไม่มีประเด็นเรื่องอายุความ จำเลยที่ ๑ เพียงแต่ให้การว่า โจทก์และจำเลยที่ ๒ โดยทุจริตร่วมกันได้นำเช็คพิพาทมาฟ้องจำเลยที่ ๑ เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตมิได้ให้การโดยชัดแจ้งว่า โจทก์รับโอนเช็คพิพาทจากจำเลยที่ ๒ โดยคบคิดกันฉ้อฉลและคบคิดกันฉ้อฉลอย่างไร รวมทั้งไม่สุจริตหรือทุจริตร่วมกันนำเช็คมาฟ้องอย่างไร จึงไม่มีประเด็นว่าคบคิดกันฉ้อฉลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๑๖ รวมทั้งใช้สิทธิโดยไม่สุจริตหรือไม่",วิ.แพ่ง,,,,,,, 65,5,,คดีอาญาความผิดต่อส่วนตัวที่มีผู้เสียหายหลายคน หากผู้เสียหายคนหนึ่งรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดแล้วไม่ร้องทุกข์ภายในกำหนด ๓ เดือน ตาม ป.อ. มาตรา ๙๖ คดีสำหรับผู้เสียหายคนอื่นจะขาดอายุความด้วยหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๐๘๕/๒๕๓๗ โจทก์เป็นผู้ถือหุ้นของบริษัท ล. ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในข้อหายักยอกทรัพย์ของบริษัท (ความผิดอันยอมความได้) โดยโจทก์มิได้ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยไว้ก่อน ดังนี้ เมื่อได้ความว่าก่อนที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ ด. ผู้ถือหุ้นอีกคนหนึ่งซึ่งเป็นผู้เสียหายและมีอำนาจร้องทุกข์เช่นเดียวกับโจทก์ไม่ได้ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยภายใน ๓ เดือน นับแต่วันที่ ด. รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวจำเลยผู้กระทำความผิดแล้ว คดีโจทก์จึงขาดอายุความ ตาม ป.อ. มาตรา ๙๖ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๘๖/๒๕๕๑ แม้ บ. ผู้เช่าซื้อยังชำระราคาค่าเช่าซื้อไม่ครบถ้วนกรรมสิทธิ์ในรถยนต์บรรทุกดังกล่าวยังเป็นของ ว. ผู้ให้เช่าซื้อ แต่ บ. ก็มีสิทธิครอบครองใช้ประโยชน์จากรถยนต์บรรทุกที่เช่าซื้อนั้นและมีหน้าที่ต้องส่งคืนรถยนต์บรรทุกที่เช่าซื้อในสภาพเรียบร้อยแก่ ว. ผู้ให้เช่าซื้อหากมีกรณีต้องคืน เมื่อจำเลยทั้งสองยักยอกชิ้นส่วนอุปกรณ์ของรถยนต์บรรทุกดังกล่าวไปจาก บ. บ. ย่อมได้รับความเสียหายจึงเป็นผู้เสียหายและมีอำนาจร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองได้เช่นเดียวกับ ว. เจ้าของรถยนต์บรรทุกดังกล่าว คดีนี้เป็นความผิดอันยอมความได้ เมื่อ บ. รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดเมื่อวันที่ ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๔๑ แต่มีการร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองเมื่อวันที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๔๒ ซึ่งเกินกว่าสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิด และรู้ตัวผู้กระทำความผิดแล้ว คดีโจทก์จึงขาดอายุความตาม ป.อ. มาตรา ๙๖",วิ.อาญา,,,,,,, 65,5,,คดีอาญาที่จำเลยให้การรับสารภาพ แต่หากคำให้การที่ยื่นต่อศาล หรือคำร้องที่ยื่นมาพร้อมคำให้การ มีข้อความทำนองว่าไม่มีเจตนา หรือเข้าใจว่าเป็นความผิด หากโจทก์ไม่สืบพยานศาลจะพิพากษาอย่างไร,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๓๕๑๖/๒๕๕๓ คำให้การของจำเลยที่ยื่นต่อศาลมีใจความว่า จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ แต่จำเลยขอแถลงข้อเท็จจริงต่อศาลเป็นเรื่องจริงของคดีนี้ คือ จำเลยประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป วันเกิดเหตุจำเลยรับจ้างเฮียเหลานำแผ่นวีซีดีมาส่งที่บริเวณคลองถม โดยเฮียเหลาบอกจำเลยว่าเป็นแผ่นวีซีดีภาพยนตร์ทั่ว ๆ ไป ซึ่งออกฉายในโรงภาพยนตร์มาแล้วเหมือนกับที่เคยจ้างจำเลยมาส่งในครั้งก่อน จำเลยไม่อาจทราบได้ว่าเป็นแผ่นวีซีดีลามก จำเลย ถูกเฮียเหลาหลอกใช้เป็นเครื่องมือในการกระทำความผิด ส่วนข้อความต่อจากนั้นจำเลยขอให้ศาลชั้นต้นลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษให้แก่จำเลย ศาลชั้นต้นจดรายงานกระบวนพิจารณาว่า จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ทุกประการ ปรากฏตามคำให้การจำเลยที่ยื่นต่อศาล โจทก์จำเลยแถลงไม่ติดใจสืบพยาน คำให้การของจำเลยดังกล่าวเป็นเรื่องที่จำเลยรับว่าตนมีส่วนเกี่ยวข้องในเหตุการณ์ ซึ่งเป็นความผิดตามฟ้องเท่านั้น จำเลยถูกหลอกใช้เป็นเครื่องมือในการกระทำความผิดโดยไม่รู้ข้อเท็จจริงว่าแผ่นวีซีดีของกลางเป็นวัตถุหรือสิ่งของลามก เท่ากับจำเลยอ้างว่าไม่มีเจตนากระทำความผิด จึงยังฟังไม่ได้ว่าเป็นคำให้การรับสารภาพว่า จำเลยกระทำผิดจริงตามที่โจทก์ฟ้อง เมื่อโจทก์ไม่สืบพยาน จึงลงโทษจำเลยไม่ได้ ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจยกฟ้องโจทก์ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๘๕ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๕๙๗/๒๕๕๓ คำให้การของจำเลยทั้งห้าเมื่ออ่านรวมกับคำร้องที่ยื่นมาพร้อมกับคำให้การแล้ว จำเลยทั้งห้ายังคงโต้แย้งว่าที่ดินตามฟ้องมิใช่ที่ดินอันเป็นทรัพย์มรดกของ ช. จึงมิใช่ที่ดินของโจทก์ซึ่งฟ้องคดีในฐานะผู้จัดการมรดกของ ช. เหตุที่จำเลยทั้งห้าให้การรับสารภาพอาจเป็นเพราะคดีอยู่ระหว่างเจรจาว่าจะมีการชดใช้ค่าขนย้ายให้แก่จำเลยทั้งห้าตามที่ทนายโจทก์แถลง และจำเลยทั้งห้าอาจเข้าใจว่าการกระทำของจำเลยทั้งห้าเป็นความผิด จึงฟังไม่ได้ว่าเป็นคำให้การรับสารภาพว่าจำเลยทั้งห้าได้กระทำความผิดจริงตามที่โจทก์ฟ้อง เมื่อโจทก์ไม่สืบพยาน คดีจึงลงโทษจำเลยทั้งห้าไม่ได้ ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจยกฟ้องโจทก์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๘๕",วิ.อาญา,,,,,,, 65,5,,คดีละเมิดอำนาจศาล อยู่ในบังคับของข้อจำกัดเกี่ยวกับการอุทธรณ์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๙๒๖/๒๕๔๘ บทบัญญัติมาตรา ๓๑ และมาตรา ๓๓ แห่ง ป.วิ.พ. เป็นบทบัญญัติที่ให้อำนาจศาลลงโทษกระทำผิดฐานละเมิดอำนาจศาลเพื่อให้ศาลสามารถควบคุมการดำเนินกระบวนพิจารณาทั้งในและนอกศาลให้ดำเนินไปได้โดยราบรื่นรวดเร็วและเป็นธรรมต่อคู่ความทุกฝ่าย แม้ว่ามาตรา ๓๓ จะกำหนดให้ลงโทษจำคุกและปรับซึ่งเป็นโทษทางอาญาด้วยก็ตาม แต่เนื่องจากบทบัญญัติในเรื่องละเมิดอำนาจศาลเป็นบทบัญญัติพิเศษที่ไม่เกี่ยวกับการลงโทษผู้กระทำความผิดทางอาญาทั่วไป จึงไม่อยู่ในบังคับของข้อจำกัดเกี่ยวกับการอุทธรณ์ฎีกาตาม ป.วิ.อ. จำเลยจึงสามารถฎีกาคัดค้านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค ๖ ต่อ ศาลฎีกาได้ คำสั่งศาลฎีกาที่ ๒๐๘๓/๒๕๔๓ คำสั่งศาลที่ให้ลงโทษจำคุกจำเลยฐานละเมิดอำนาจ: ศาลเป็นคำสั่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๘ (๑) ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕ ไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จำเลยจึงไม่จำต้องขออนุญาตผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ผู้ถูกกล่าวหามีเจตนาพาอาวุธปืนติดตัวมาในบริเวณศาล เป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล เป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล ในชั้นไต่สวนของศาลชั้นต้น ผู้ถูกกล่าวหาได้ให้การรับสารภาพโดยไม่มีข้อต่อสู้เป็นอย่างอื่นคดีต้องฟังตามคำรับสารภาพของผู้ถูกกล่าวหาตามที่ถูกกล่าวหา ผู้ถูกกล่าวหาจะฎีกาโต้เถียงข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นอีกไม่ได้ เพราะไม่ใช่ข้อที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น",วิ.อาญา,,,,,,, 65,5,,จำเลยจะฟ้องแย้งจำเลยด้วยกันหรือฟ้องแย้งบุคคลภายนอกได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๕๗๘/๒๕๔๙ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑ (๓) ฟ้องแย้งเป็นคำฟ้องอย่างหนึ่ง ดังนั้นการบรรยายฟ้องแย้งจะต้องปฏิบัติตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๗๒ วรรคสอง กล่าวคือต้องแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้น และจะต้องบรรยายให้เห็นว่าโจทก์ได้โต้แย้งสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายของจำเลยอย่างไร ตามมาตรา ๕๕ ทั้งต้องเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิมพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ตามมาตรา ๑๗๗ วรรคสาม และมาตรา ๑๗๙ วรรคท้าย ฟ้องแย้งของจำเลยอ้างว่าจำเลยได้ขอให้เจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการรังวัดสอบเขตเพื่อแก้ไขรูปแผนที่ในโฉนดที่ดินของจำเลยให้ถูกต้องตามความจริง แต่โจทก์ไปคัดค้านมิให้เจ้าพนักงานที่ดินแก้ไขรูปแผนที่ในโฉนด จึงขอให้บังคับโจทก์ยินยอมรับการสอบเขตที่ดินของจำเลย เป็นการกล่าวอ้างว่าโจทก์กระทำละเมิดต่อจำเลยมูลคดีที่จำเลยฟ้องแย้งจึงเป็นเรื่องอื่นไม่เกี่ยวข้องกับข้อพิพาทตามประเด็นในคำฟ้องเดิมของโจทก์ซึ่งเป็นเรื่องขับไล่จำเลยชอบที่จะฟ้องร้องเป็นคดีใหม่ต่างหาก ไม่อาจขอรวมมาในคำให้การได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๗๗ วรรคสาม ส่วนที่จำเลยฟ้องแย้งขอให้บังคับเจ้าพนักงานที่ดินแก้ไขรูปแผนที่และเนื้อที่ดินของโจทก์และจำเลยให้ตรงกับความจริงเป็นฟ้องแย้งที่กระทบกระเทือนถึงสิทธิของเจ้าพนักงานที่ดินซึ่งเป็นบุคคลภายนอก มิใช่ฟ้องแย้งโจทก์ซึ่งเป็นคู่ความในคดี จึงเป็นเรื่องอื่นไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิม คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๖๐๖/๒๕๔๙ ฟ้องแย้งต้องเกี่ยวกับฟ้องเดิมพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ ฟ้องเดิมของโจทก์คดีนี้เป็นเรื่องที่โจทก์รับโอนสิทธิเรียกร้องของ บริษัท ว. มาตามสัญญาขายทรัพย์สินขององค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินซึ่งรวมทั้งสิทธิเรียกร้องที่บริษัทดังกล่าวมีต่อจำเลยทั้งสามตามมูลหนี้กู้ยืมเงิน ค้ำประกันและจำนอง แล้วโจทก์ใช้สิทธิของบริษัท ว. ฟ้องขอให้ศาลบังคับจำเลยทั้งสามชำระหนี้ที่ค้างชำระ ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยที่ ๑ อ้างว่าบริษัท ว. ได้ตกลงร่วมลงทุนให้การสนับสนุนโครงการของจำเลยที่ ๑ โดยปล่อยสินเชื่อให้แก่จำเลยที่ ๑ จำนวน ๒๗๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท ตกลงให้จำเลยที่ ๑ รับเงินสินเชื่อเป็นคราว ๆ แล้วบริษัท ว. ผิดข้อตกลงมิใช่จ่ายสินเชื่อเงินลงทุน ๓๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท แก่จำเลยที่ ๑ ทำให้จำเลยที่ ๑ ไม่สามารถก่อสร้างบ้านให้แล้วเสร็จและส่งมอบบ้านพร้อมที่ดินให้ลูกค้าได้ทำให้จำเลยที่ ๑ ได้รับความเสียหาย จึงฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์และบริษัท ว. ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยที่ ๑ กรณีตามฟ้องแย้งของจำเลยที่ ๑ เป็นเรื่องนิติสัมพันธ์และข้อพิพาทระหว่างจำเลยที่ ๑ กับบริษัท ว. ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกคดี ไม่ใช่สิทธิเรียกร้องระหว่างจำเลยที่ ๑ กับโจทก์โดยตรง เป็นเรื่องที่จำเลยที่ ๑ จะต้องไปว่ากล่าวแก่บริษัท ว. ต่างหาก ฟ้องแย้งของจำเลยที่ ๑ จึงไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิมพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๐๔๕/๒๕๓๐ โจทก์กับจำเลยทั้งสามได้ทำบันทึกข้อตกลงแบ่งส่วนที่ดินของตนที่มีอยู่ในที่ดินออกจากกัน จำนวน ๓ แปลง แบ่งที่ดินทางทิศตะวันตกไปทางทิศตะวันออกแปลงที่ ๑ เป็นของจำเลยที่ ๒ แปลงที่ ๒ ถัดจากแปลงที่ ๑ มาทางทิศใต้ เป็นของโจทก์ แปลงที่ ๓ เป็นของจำเลยที่ ๑ แปลงคงเหลือเป็นของจำเลยที่ ๓ ส่วนเนื้อที่จะแจ้งในวันไปรังวัดและยังมีเอกสารซึ่งเป็นรูปจำลองแผนที่ มีรอยขีดเส้นแบ่งที่ดินออกเป็น ๔ ส่วน เขียนชื่อโจทก์ในบริเวณที่ดินด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ ชื่อจำเลยที่ ๓ ในบริเวณที่ดินด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งโจทก์และจำเลยทั้งสามลงชื่อรับรองเอกสารและรูปแผนที่ดังกล่าวไว้ด้วยเมื่อโจทก์กับจำเลยทั้งสามมีกรรมสิทธิ์รวมกันในที่ดินพิพาทการกำหนดลงไปในเอกสารทั้งสองฉบับว่า ผู้ใดได้ที่ดินส่วนใดย่อมเป็นการระงับข้อพิพาทอันจะมีขึ้นให้เสร็จไปเพราะเป็นการตกลงเพื่อให้เป็นที่แน่นอนไม่โต้เถียงแย่งกันเอาที่ดินส่วนนั้นส่วนนี้ ทั้งตามข้อตกลงก็ระบุว่าจะนำช่างรังวัดทำการปักหลักเขตแสดงว่ามีการตกลงกันแน่นอนแล้วมิฉะนั้นก็ย่อมจะนำช่างรังวัดที่ดินเพื่อแบ่งแยกมิได้และหลังจากรังวัดแล้วจึงจะรู้เนื้อที่ของแต่ละคนเป็นที่แน่นอนเอกสารดังกล่าวจึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๘๕๐ จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ จึงฟ้องแย้งขอให้บังคับให้เป็นไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความได้ ฟ้องแย้งเป็นเรื่องจำเลยขอให้บังคับโจทก์จะขอให้บังคับจำเลยด้วยกันมิได้ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๗ วรรคสาม และมาตรา ๑๗๘",วิ.แพ่ง,,,,,,, 65,6,,คดีอาญาที่ราษฎรเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นสั่งรับประทับฟ้องโดยไม่ไต่สวนมูลฟ้องเสียก่อน ความปรากฏในศาลสูง จะต้องพิพากษายกฟ้องโจทก์หรือไม่ และการกระทำความผิดเดียวกันหากพนักงานอัยการยื่นฟ้องแล้ว ผู้เสียหายมีอำนาจฟ้องเป็นคดีใหม่ต่างหากได้หรือไม่และศาลต้องไต่สวนมูลฟ้องอีกหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ (ก) คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๗๗/๒๕๐๘ กระบวนการไต่สวนมูลฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒ (๑๒), ๑๖๒, ๑๖๕, ๑๖๗ นั้น เป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน คดีอาญาที่ราษฎรเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นสั่งรับประทับฟ้องโดยไม่ไต่สวนมูลฟ้องเสียก่อนนั้น ไม่ใช่การกระทำของโจทก์ จึงปราศจากข้ออ้างที่พิพากษายกฟ้องโจทก์ และการที่จำเลยไม่ให้การรับสารภาพ ไม่ค้าน จะเท่ากับรับว่า คดีโจทก์มีมูลก็ไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้ ศาลฎีกาพิพากษายกคำพิพากษาศาลล่าง ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการไต่สวนมูลฟ้องและพิจารณาพิพากษาต่อไป (ข) คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๐๐๗-๔๐๐๘/๒๕๓๐ แม้พนักงานจะยื่นฟ้องจำเลยข้อหายักยอกแล้ว โจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้เสียหายก็มีอำนาจฟ้องจำเลยในข้อหาความผิดเดียวกันเป็นคดีใหม่ต่างหากได้ ไม่มีกฎหมายห้ามไว้ และเมื่อศาลสั่งรวมพิจารณาคดีเข้าด้วยกันแล้ว คดีของโจทก์ร่วมก็ไม่จำเป็นต้องไต่สวนมูลฟ้องอีกตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๖๒ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๖๔๖-๑๖๔๙/๒๕๑๕ ไม่มีกฎหมายจำกัดอำนาจของพนักงานอัยการมิให้ฟ้องคดีอาญาที่ผู้เสียหายได้ยื่นฟ้องไว้แล้ว ตรงกันข้ามข้อความในมาตรา ๓๓ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ได้บัญญัติถึงการพิจารณาคดีซึ่งทั้งพนักงานอัยการและผู้เสียหายต่างยื่นฟ้องคดีอาญาเรื่องเดียวกันแสดงว่า ผู้เสียหายและพนักงานอัยการต่างยื่นฟ้องคดีอาญาเรื่องเดียวกันได้ การที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๑ ในคดีนี้ จึงไม่เป็นการกระทำนอกเหนืออำนาจหน้าที่",วิ.อาญา,,,,,,, 65,6,,พนักงานสอบสวนมีความเห็นทางคดีให้สั่งฟ้องจำเลย แต่พนักงานอัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้อง พนักงานสอบสวนจะมีอำนาจเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๖๓๗/๒๕๔๘ ความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน ซึ่งรัฐเป็นผู้เสียหาย โจทก์เป็นเพียงพนักงานสอบสวน แม้จะเป็นเจ้าพนักงานของรัฐ แต่กฎหมายให้มีอำนาจและหน้าที่ทำการสอบสวนตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒ (๖) เท่านั้น และโจทก์ก็มิใช่บุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำความผิดดังกล่าว โจทก์จึงมิใช่ผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒ (๔) ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในข้อหาดังกล่าว,วิ.อาญา,,,,,,, 65,6,,ผู้เสียหายเป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญาความผิดต่อส่วนตัว แล้วต่อมาโจทก์ถอนฟ้องก่อนคดีถึงที่สุด จำเลยขอคืนค่าปรับ ศาลคืนค่าปรับแก่จำเลย พนักงานอัยการมีสิทธิอุทธรณ์ฎีกาหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๓๑๘/๒๕๔๒ ผู้เสียหายเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยว่ากระทำความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ ต่อมาโจทก์ถอนฟ้องและจำเลยขอคืนค่าปรับ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้คืนค่าปรับแก่จำเลยกรณีจึงเป็นเรื่องผู้เสียหายใช้อำนาจฟ้องคดีต่อศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๒๘ โดยพนักงานอัยการมิได้เป็นคู่ความในคดีด้วย ทั้งกรณีไม่ต้องด้วยพระราชบัญญัติพนักงานอัยการ พ.ศ.๒๔๙๘ มาตรา ๑๑ ที่จะให้พนักงานอัยการมีอำนาจหน้าที่ดำเนินคดีนี้ได้ พนักงานอัยการจึงไม่สามารถเข้ามาเป็นคู่ความในคดีนี้ และไม่มีสิทธิฎีกา ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจ หยิบยกขึ้นวินิจฉัย",วิ.อาญา,,,,,,, 65,6,,"ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดีและการขายทอดตลาด แต่เนื้อหาของคำร้องอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ร้อง จะถือว่าเป็นการร้องขัดทรัพย์หรือไม่ และการที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพิพาทเพื่อนำออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาแบ่งกันระหว่าง เจ้าของรวมตามคำพิพากษานั้น บุคคลภายนอกจะมายื่นคำร้องขัดทรัพย์ได้หรือไม่","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๕๐๘/๒๕๕๓ ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ร้อง ให้เพิกถอนหมายบังคับคดีและการขายทอดตลาดที่ดินพิพาท โดยอ้างว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่ของโจทก์กับจำเลยที่ ๑ และไม่ใช่ทรัพย์มรดกของ ว. เพราะก่อนที่ ว. จะถึงแก่ความตายได้ยกที่ดินพิพาทให้ผู้ร้อง โดยสละการครอบครองและส่งมอบการครอบครองให้ผู้ร้อง ตามคำร้องของผู้ร้องมีความมุ่งหมายเพื่อได้รับผลที่จะให้เจ้าพนักงานบังคับคดีปล่อยที่ดินพิพาทที่ยึดคืนให้แก่ผู้ร้อง จึงเป็นกรณีที่ที่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๘๘ ซึ่งบัญญัติไว้โดยเฉพาะในเรื่องร้องขัดทรัพย์ มิใช่เป็นการยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนหรือแก้ไขกระบวนวิธีการบังคับคดีตามมาตรา ๒๙๖ วรรคสอง ประกอบ มาตรา ๒๗ โจทก์ขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพิพาทเพื่อนำออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาแบ่งให้โจทก์และจำเลยทั้งสองตามส่วน เป็นวิธีการแบ่งทรัพย์สินให้เป็นไปตามคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๖๔ วรรคสอง โจทก์และจำเลยทั้งสองมิใช่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหรือลูกหนี้ตามคำพิพากษาต่อกัน จึงมิใช่การร้องขอให้บังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗๑ ผู้ร้องซึ่งเป็นบุคคลภายนอกจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดอันเป็นคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๘๘ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๓๑๘/๒๕๕๓ ผู้ร้องยื่นคำร้องอ้างว่า ที่ดินที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้และขายทอดตลาดนั้นเป็นของผู้ร้อง โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปทำการยึดทรัพย์ของผู้ร้องและดำเนินการขายทอดตลาดให้แก่โจทก์โดยผู้ร้องไม่รู้เห็นมาก่อน การบังคับคดีจึงกระทำไปโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ผู้ร้องมิได้เป็นลูกหนี้ในฐานะผู้มีส่วนได้เสีย ขอให้นัดไต่สวนและมีคำสั่งเพิกถอนการนำยึดที่ดินที่ผิดกระบวนการและมิชอบ ให้งดการบังคับคดีไว้ก่อนปล่อยทรัพย์ที่ยึดคืนให้แก่ผู้ร้องนั้น เห็นว่า ตามคำร้องของผู้ร้องเป็นการกล่าวอ้างว่า จำเลยทั้งสามหรือลูกหนี้ตามคำพิพากษาไม่ใช่เจ้าของทรัพย์ที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดไว้ ขอให้ยกกระบวนวิธีการบังคับคดีทั้งปวงเกี่ยวกับการบังคับคดีครั้งนี้ อันมีความมุ่งหมายเพื่อได้รับผลที่จะให้เจ้าพนักงานบังคับคดีปล่อยทรัพย์ที่ยึดคืนให้แก่ผู้ร้องไปในที่สุดจึงเป็นกรณีที่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๘๘ ที่บัญญัติไว้ โดยเฉพาะในเรื่องขัดทรัพย์นั่นเอง มิใช่เป็นการยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งยกกระบวนวิธีการบังคับคดีตามกฎหมายแต่อย่างใด และการจะให้เจ้าพนักงานบังคับคดีปล่อยทรัพย์ที่ยึดคืนให้แก่ผู้ร้องได้นั้น ตามมาตรา ๒๘๘ วรรคหนึ่ง ก็กำหนดให้ยื่นคำร้องขอต่อศาลก่อนเอาทรัพย์ออกขายทอดตลาด ดังนั้น เมื่อปรากฏว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ทำการขายทอดตลาดทรัพย์ที่ยึดแปลงที่ ๑ ไปก่อนแล้ว ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องนี้",วิ.แพ่ง,,,,,,, 65,6,,เจ้าพนักงานบังคับคดีถอนการบังคับคดี ผู้ขอเฉลี่ยทรัพย์ หรือผู้ขอรับชำระหนี้จำนอง จะมีสิทธิขอให้บังคับคดีต่อไปหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๙๗๐/๒๕๕๓ จำเลยชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้วตั้งแต่เมื่อวันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๖ และจำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมในการบังคับคดีวางศาลแล้วเมื่อวันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๔๙ ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า มีเหตุถอนการบังคับคดีจำเลยหรือไม่ เห็นว่าประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๙๕ บัญญัติว่า ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีถอนการบังคับคดีในกรณีต่อไปนี้ (๑) เจ้าพนักงานบังคับคดีถอนการบังคับคดีนั้นเอง หรือถอนโดยคำสั่งศาล แล้วแต่กรณี เมื่อลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้วางเงินต่อศาลหรือเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นจำนวนพอชำระหนี้ตามคำพิพากษา พร้อมทั้งค่าฤชาธรรมเนียมแห่งคดี หรือค่าธรรมเนียมในการบังคับคดี หรือได้หาประกันมาให้จนเป็นที่พอใจของศาล สำหรับจำนวนเงินเช่นว่านั้น (๒)... ดังนั้น เมื่อจำเลยอ้างในคำร้องขอให้ถอนการบังคับคดีว่า จำเลยชำระหนี้ตามคำพิพากษาพร้อมค่าฤชาธรรมเนียมแห่งคดีและค่าธรรมเนียมในการบังคับคดีครบถ้วนแล้ว โดยโจทก์ยื่นคำร้องรับว่าได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาจากจำเลยแล้วจริง ทั้งขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตามคำร้องของจำเลย ซึ่งเท่ากับโจทก์ก็ประสงค์ให้ถอนการบังคับคดี ส่วนเจ้าพนักงานบังคับคดีทราบคำร้องของจำเลยแล้ว ไม่ได้คัดค้านว่าจำเลยยังชำระค่าธรรมเนียมในการบังคับคดีไม่ครบถ้วน ต้องฟังว่าจำเลยชำระค่าธรรมเนียมในการบังคับคดีครบถ้วนแล้วเช่นกัน กรณีย่อมไม่มีเหตุบังคับคดีจำเลยอีกต่อไป ไม่ใช่เป็นกรณีที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาผู้ยึดสละสิทธิในการบังคับคดี หรือเพิกเฉยไม่ดำเนินการบังคับคดีภายในเวลาที่เจ้าพนักงานบังคับคดีกำหนด ที่จะเป็นเหตุให้ผู้ร้องที่ ๑ ที่ ๒ มีสิทธิขอให้บังคับคดีต่อไปได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๙๐ วรรคแปดพิพากษากลับว่า ให้ถอนการบังคับคดีจำเลย",วิ.แพ่ง,,,,,,, 65,6,,คดีก่อนศาลมีคำพิพากษาคดีถึงที่สุดว่า ทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์โดยอายุความ โจทก์มาฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอม จะเป็นฟ้องซ้ำหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๔๔๔/๒๕๕๔ คดีก่อนโจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอมได้มาโดยอายุความ ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษาว่าเป็นทางภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์โดยอายุความ คดีถึงที่สุดแล้ว ซึ่งสิทธิของโจทก์ที่ได้ทางภาระจำยอมโดยอายุความย่อมได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายอยู่แล้ว โจทก์มาฟ้องคดีนี้ขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอม ดังนี้ แม้คำขอบังคับท้ายฟ้องจะแตกต่างกันแต่ประเด็นที่ต้องพิจารณาก็เนื่องมาจากมูลฐานเดียวกันคือ ทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอมหรือไม่ เป็นกรณีที่โจทก์สามารถเรียกร้องโดยมีคำขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอมในคดีก่อนได้อยู่แล้ว แต่โจทก์มิได้เรียกร้องมาในคราวเดียวกันในคดีก่อนกลับนำมาฟ้องเรียกร้องเพิ่มเติมเป็นคดีนี้ จึงเป็นประเด็นที่วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันเป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อนตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๘ โจทก์หาอาจอ้างความรู้เท่าไม่ถึงการณ์และความเข้าใจคลาดเคลื่อนสำคัญผิดไปหาได้ไม่,วิ.แพ่ง,,,,,,, 65,7,,จำเลยฎีกา ต้องมาเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาฎีกาแล้ว จำเลยยื่นคำร้องขอให้การรับสารภาพในชั้นฎีกา จะถือว่าเป็นการแก้ไขคำให้การ เป็นการยื่นคำร้องขอถอนฎีกา หรือขอแก้ไขเพิ่มเติมฎีกา หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๔๘๑/๒๕๕๓ จำเลยฎีกาว่า มิได้กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๗ ประการหนึ่ง ขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกอีกประการหนึ่งการที่จำเลยยื่นคำร้องขอให้การรับสารภาพในชั้นฎีกา แม้จะถือว่าเป็นการขอแก้ไขคำให้การจากที่ให้การปฏิเสธเป็นให้การรับสารภาพ ซึ่งจำเลยไม่อาจกระทำได้ เพราะการแก้ไขคำให้การจะต้องกระทำก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๖๓ วรรคสอง และไม่อาจถือว่าการที่ จำเลยยื่นคำร้องนี้เป็นการยื่นคำร้องขอถอนฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๐๒ ประกอบมาตรา ๒๒๕ เพราะจำเลยยังติดใจฎีกาในประเด็นการลดโทษและรอการลงโทษจำคุก ทั้งไม่อาจถือว่าเป็นการยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฎีกาด้วยการสละประเด็นบางข้อเพราะพ้นกำหนดระยะเวลาฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๑๖ แล้ว แต่การที่จำเลยยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาขอให้การรับสารภาพในชั้นฎีกาเช่นนี้ถือได้ว่าจำเลยยอมรับข้อเท็จจริง โดยไม่ได้โต้แย้งข้อที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษาว่า จำเลยกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต",วิ.อาญา,,,,,,, 65,7,,ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้อง จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้อง ขณะที่คดีก่อนอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ โจทก์ยื่นฟ้องเรื่องเดียวอีก ต่อมาศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาในคดีก่อนอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องได้ ดังนี้ คำฟ้องคดีหลังเป็นฟ้องซ้อนหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๑๘๘/๒๕๕๓ ก่อนฟ้องคดีนี้โจทก์เคยฟ้องจำเลยทั้งสองให้รับผิดในมูลละเมิดและประกันภัยในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๒๐๒๖/๒๕๔๘ ของศาลจังหวัดนครปฐมแต่โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องคดีก่อนเสียเพื่อไปฟ้องเป็นคดีใหม่ต่อศาลที่อยู่ในเขตอำนาจ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้อง จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นจำเลยในคดีก่อนอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้อง ขณะที่คดีก่อนอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ โจทก์ฟ้องจำเลย ทั้งสองให้ชำระหนี้ในมูลหนี้เดิมและรายเดียวกันเป็นคดีนี้ ต่อมาศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาในคดีก่อนอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องได้ ดังนั้น เมื่อคดีที่โจทก์ขอถอนฟ้องในคดีก่อนยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ต้องถือว่าคดีก่อนยังไม่ถึงที่สุด การที่โจทก์นำมูลหนี้รายเดียวกันมาฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีอีก จึงเป็นการฟ้องซ้อนกับคดีก่อน ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๗๓ วรรคสอง (๑) แม้ต่อมาศาลฎีกาจะอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้อง คดีก่อนถึงที่สุดก็ตาม ก็หาทำให้ฟ้องคดีนี้ซึ่งเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายมาแต่ต้นกลายเป็นฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายขึ้นมาไม่",วิ.แพ่ง,,,,,,, 65,7,,โจทก์ฟ้องขอให้เปิดทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอมแต่ประการเดียว แต่คำฟ้องได้บรรยายว่า ที่ดินของโจทก์มีที่ดินของบุคคลอื่นล้อมรอบไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณประโยชน์ ดังนี้ศาลจะวินิจฉัยว่า ทางพิพาทเป็นทางจำเป็นได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๑๐๒/๒๕๕๓ คำฟ้องโจทก์ทั้งสามขอให้เปิดทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอมแต่ประการเดียว แม้คำฟ้องได้บรรยายว่าที่ดินของโจทก์ที่ ๑ และที่ ๒ มีที่ดินของบุคคลอื่นล้อมรอบไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณประโยชน์ก็ตาม แต่โจทก์ทั้งสามมิได้ขอให้เปิดทางพิพาทเป็นทางจำเป็นด้วย ทั้งในชั้นสองสถานศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทแต่เพียงว่าทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอมหรือไม่และจำเลยทั้งสองต้องรื้อถอนประตูเหล็กและรั้วออกไปหรือไม่ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ วินิจฉัยว่าทางพิพาทเป็นทางจำเป็นจึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นมิชอบด้วยกฎหมาย และปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๙ วรรคสอง และคำพิพากษาฎีกาที่ ๒๒๐๖/๒๕๔๐ วินิจฉัยเช่นกัน แต่หากฟ้องว่า ทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอมและทางจำเป็นด้วย มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๕๖๐/๒๕๕๓ โจทก์ที่ ๒ ฟ้องว่า ทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอมและทางจำเป็น ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าเป็นทางจำเป็น แม้โจทก์ที่ ๑ มิได้อุทธรณ์ หากศาลอุทธรณ์ภาค ๑ เห็นว่าทางพิพาทไม่ใช่ทางจำเป็นเพราะที่ดินและบ้านของโจทก์ที่ ๑ อยู่ติดแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งเป็นทางสาธารณะอยู่แล้ว ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ก็มีอำนาจวินิจฉัยว่าเป็นทางภาระจำยอมได้ไม่เป็นการนอกฟ้องนอกประเด็น (คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๕๑๐/๒๕๔๑, ๖๓๗๒/๒๕๕๐ วินิจฉัยเช่นกัน) ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 65,7,,โจทก์ไม่ได้โต้แย้งคัดค้าน เรื่องอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลชั้นต้นและค่าขึ้นศาล หลังจากศาลพิพากษาคดีแล้ว โจทก์จะมายื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาดังกล่าวว่าเป็นการผิดระเบียบได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๔๙๗/๒๕๕๓ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๗ กำหนดให้ผู้ที่จะร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้น จะต้องเป็นคู่ความฝ่ายที่เสียหายจากการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบและต้องคัดค้านไม่ช้ากว่า ๘ วันนับแต่วันที่คู่ความฝ่ายนั้นได้ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้น การที่โจทก์ทั้งแปดเป็นผู้ยื่นฟ้องคดีนี้ต่อศาลชั้นต้น ทั้งก่อนที่ศาลชั้นต้นจะมีคำพิพากษา โจทก์ทั้งแปดก็ไม่ได้โต้แย้งคัดค้านเรื่องอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลชั้นต้นและค่าขึ้นศาล เพิ่งมาขอให้โอนคดีและขอค่าขึ้นศาลบางส่วนคืนภายหลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งแปดเป็นคู่ความฝ่ายที่ผู้เสียหายที่ได้ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดโจทก์ทั้งแปดจึงไม่อาจยื่นคำร้องขอให้โอนคดีไปยังศาลแขวงสุราษฎร์ธานีและขอค่าขึ้นศาลบางส่วนคืน ซึ่งเป็นการขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบอยู่ในตัวได้,วิ.แพ่ง,,,,,,, 65,7,,ศาลพิพากษายกฟ้องในชั้นตรวจคำฟ้อง ไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีไม่มีมูลพิพากษายกฟ้อง หรือโจทก์ไม่มีพยานสืบพิพากษายกฟ้อง โจทก์จะนำคดีมาฟ้องใหม่ได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๗๒๗/๒๕๕๔ คดีอาญาเรื่องก่อน โจทก์และจำเลยทั้งแปดเป็นคู่ความรายเดียวกับคดีนี้โดยโจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งแปดร่วมกระทำความผิดในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ เช่นเดียวกับคดีนี้ ซึ่งคดีก่อนศาลชั้นต้นมีคำสั่งในชั้นตรวจคำฟ้องว่า“การกระทำของจำเลยทั้งแปดตามคำฟ้องของโจทก์ ไม่ปรากฏว่าเป็นการไม่ชอบด้วยหน้าที่โดยทุจริต หรือเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์หรือผู้อื่น ที่จะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ อย่างไร พิพากษายกฟ้อง” เท่ากับศาลชั้นต้นพิเคราะห์แล้วว่าการกระทำของจำเลยทั้งแปดตามที่โจทก์ฟ้องไม่เป็นความผิด ซึ่งเป็นการยกฟ้องตามมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๘๕ ถือว่าศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยชี้ขาดในเนื้อหาการกระทำและมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องแล้ว โจทก์ฟ้องคดีนี้อีกจึงเป็นฟ้องซ้ำ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๙ (๔) มีคำพิพากษาฎีกาที่ ๖๗๗๐/๒๕๔๖ วินิจฉัยเช่นกัน ชั้นไต่สวนมูลฟ้อง: คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๔๖-๑๐๔๗/๒๕๒๖ คดีทั้งสองสำนวนโทก์ฟ้องกล่าวหาจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ในความผิดฐานแจ้งความเท็จ เป็นคดีซึ่งเกิดขึ้นในคราวเดียวกัน เมื่อคดีของโจทก์ที่ ๓ ตามคดีสำนวนหลัง ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนมูลฟ้องแล้วสั่งประทับฟ้องข้อหาอื่น ส่วนข้อหาฐานแจ้งความเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๓๗ สั่งว่าคดีไม่มีมูลให้ยกฟ้อง โจทก์ที่ ๓ มิได้อุทธรณ์ กรณีเช่นนี้ถือได้ว่า ความผิดฐานแจ้งความเท็จสำหรับจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ในคดีสำนวน แรกนั้น ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดไปแล้ว สิทธิของโจทก์ที่ ๑ และที่ ๒ ในอันที่จะดำเนินคดีแก่จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ในความผิดฐานแจ้งความเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๙ (๔) มีคำพิพากษาฎีกาที่ ๘๙๑๐/๒๕๔๙ วินิจฉัยเช่นกัน คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๙๑๐/๒๕๔๙ คดีก่อนโจทก์ฟ้องจำเลยว่า จำเลยนำหนังสือสัญญากู้เงินที่จำเลยกับ ส. ทำปลอมขึ้นทั้งฉบับมานำสืบและแสดงเป็นพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีแพ่งของศาลชั้นต้น ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๔, ๒๖๘, ๑๘๐ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว วินิจฉัยว่าคดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง จึงเท่ากับศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยในประเด็นแห่งความผิดแล้ว ถือได้ว่ามีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งโจทก์ได้ฟ้องแล้ว คดีนี้โจทก์นำการกระทำของจำเลยในคดีอาญาเรื่องก่อนมาฟ้องจำเลยอีก แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องคดีนี้ว่าจำเลยปลอมเอกสารสิทธิและมีคำขอท้ายฟ้องให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๕ ซึ่งแตกต่างกัน แต่มูลคดีนี้ก็มาจากการกระทำอันเดียวกัน สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๙ (๔) ศาลพิพากษายกฟ้องเพราะโจทก์ไม่มีพยานมาสืบ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๓๘๒/๒๔๙๒ ชั้นไต่สวนมูลฟ้อง ศาลเลื่อนการไต่สวนมาครั้งหนึ่งแล้ว ในครั้งที่สองทนายโจทก์มาศาล แถลงว่าตัวโจทก์มาศาล แต่ไปไหนเสียไม่ทราบ ไม่มีพยานโจทก์มาศาลเลย แล้วแต่ศาลจะเห็นสมควร ศาลอาญาสั่งว่าครั้งนี้เป็นครั้งที่สอง ศาลรออยู่จนถึงเวลา ๑๐.๔๕ น. ตัวโจทก์และพยานไม่มาศาลเป็นพยานนำ ทั้งมิได้ขอเลื่อนคดี ถือว่าโจทก์ไม่มีพยานมาสืบพิพากษายกฟ้อง คดีถึงที่สุดอัยการจะยื่นฟ้องจำเลยในกรณีเดียวกันอีกไม่ได้ การที่ศาลถือว่าโจทก์ไม่มีพยานมาสืบพิพากษายกฟ้อง มีมูลเช่นเดียวกับการพิพากษายกฟ้องโดยโจทก์พิสูจน์ความผิดของจำเลยไม่ได้นั่นเอง คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๘๒/๒๕๓๗ โจทก์ร่วมเคยยื่นฟ้องจำเลยในความผิดกรณีเดียวกันนี้ต่อศาลชั้นต้น ในวันนัดไต่สวนมูลฟ้อง ทนายโจทก์คดีดังกล่าวแถลงต่อศาลว่าไม่มีพยานมาสืบศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานมายืนยันความผิดของจำเลย คดีจึงไม่มีมูลและพิพากษายกฟ้อง ซึ่งมีผลเช่นเดียวกับการพิพากษายกฟ้อง โดยศาลเห็นว่าจำเลยมิได้กระทำความผิดตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๘๕ วรรคแรก จึงถือได้ว่าศาลชั้นต้นได้พิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องแล้ว สิทธินำคดีอาญานี้มาฟ้องย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๓๙ (๔) หาใช่เป็นคดีที่ศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าวพิพากษายกฟ้องโดยโจทก์ไม่มาศาลตามกำหนดนัดตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๖๖ วรรคแรก ไม่",วิ.อาญา,,,,,,, 65,8,,คดีฟ้องขอแบ่งกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน คู่ความจะขอคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างพิจารณาโดยให้นำเงินหรือทรัพย์สินที่พิพาทมาวางศาลได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๙๘๒/๒๕๔๙ คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ซึ่งอยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยโดยมิได้จดทะเบียนสมรสกันฟ้องขอแบ่งกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน จำเลยให้การและฟ้องแย้งให้โจทก์แบ่งเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินแก่จำเลยกึ่งหนึ่ง จำนวน ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท คดีอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยยื่นคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างพิจารณาว่า เมื่อวันที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๔๖ โจทก์ได้แอบถอนตั๋วสัญญาใช้เงินจำนวน ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท จากบริษัทเงินทุนสินอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นเงินที่โจทก์และจำเลยหามาได้ร่วมกัน แต่โจทก์ไม่นำเงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท มอบแก่จำเลยตามส่วนจำเลยกึ่งหนึ่ง เมื่อคดีถึงที่สุดจำเลยอาจจะไม่ได้รับเงินจำนวนดังกล่าว ขอให้ศาลสั่งโจทก์นำเงินจำนวน ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท มาวางศาล ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้จำเลยฟ้องแย้งขอให้แบ่งเงิน ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท โดยอ้างว่าเป็นทรัพย์สินที่หามาได้ร่วมกันระหว่างอยู่กินฉันสามีภริยา จึงถือว่าเงินจำนวน ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท ดังกล่าว เป็นทรัพย์สินที่พิพาทตามฟ้องแย้งของจำเลยที่จำเลยจะมีสิทธิร้องขอให้คุ้มครองประโยชน์ของตนในระหว่างพิจารณาได้ และเมื่อปรากฏข้อเท็จจริงในชั้นไต่สวนขอคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างพิจารณาว่าโจทก์จำเลยเป็นสามีภริยาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เงินจำนวน ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท ที่พิพาทกันมีการนำไปฝากที่สถาบันการเงินต่าง ๆ ครั้งสุดท้ายนำไปฝากที่บริษัทเงินทุนสินอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) บริษัทเงินทุนดังกล่าวได้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้ในนามของจำเลย ต่อมาเมื่อปี ๒๕๔๖ ได้มีการเปลี่ยนชื่อในตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นชื่อของโจทก์ และหลังจากนั้นโจทก์ได้เบิกถอนเงินจำนวน ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท ดังกล่าว จากบริษัทเงินทุนสินอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) จากข้อเท็จจริงดังกล่าว หากในที่สุดแล้วศาลพิพากษาให้แบ่งเงินจำนวนดังกล่าวแก่จำเลยกึ่งหนึ่ง จำเลยก็จะได้ประโยชน์จากการที่ศาลมีคำสั่ง ให้คุ้มครองประโยชน์ตามคำร้องของจำเลย กรณีจึงมีเหตุสมควรที่จะคุ้มครองประโยชน์ของจำเลยในระหว่างพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๖๔ ที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งกำหนดวิธีการคุ้มครองโดยให้โจทก์นำเงินจำนวน ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท มาวางต่อศาลชั้นต้นชั่วคราวจึงชอบแล้วศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๕๔/๒๕๑๐ โจทก์ฟ้องขอแบ่งทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างเป็นสามีภริยาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และได้ยื่นคำร้องต่อศาลให้มีคำสั่งกำหนดวิธีการเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ในระหว่างพิจารณาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องขอแบ่งทรัพย์สินรวมทั้งรายได้ที่ได้มาระหว่างเป็นสามีภริยาโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ชั้นไต่สวนเพื่อให้ศาลมีคำสั่งกำหนดวิธีการเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ในระหว่างพิจารณาได้ความว่าโจทก์กับจำเลยเป็นสามีภริยาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและอยู่ร่วมกันที่โรงแรมและบ้านเช่าอันเป็นส่วนหนึ่งของทรัพย์สินที่พิพาท ทั้งโรงแรมและบ้านเช่านั้นปลูกอยู่บนที่ดินซึ่งมีชื่อโจทก์ถือกรรมสิทธิ์ ดังนี้ รายได้จากกิจการโรงแรมและบ้านเช่าเป็นประโยชน์แก่โจทก์ในระหว่างพิจารณาที่จะขอให้ศาลมีคำสั่งกำหนดวิธีการคุ้มครองโดยให้นำมาวางต่อศาลได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๖๔ คดีอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยฎีกาคัดค้านคำสั่งศาลที่ให้คุ้มครองประโยชน์ของคู่ความในระหว่างพิจารณา เมื่อข้อเท็จจริงหรือพฤติการณ์ที่ศาลอาศัยเป็นหลักในการมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงไป ก็เป็นอำนาจของศาลชั้นต้นที่คดีอยู่ในระหว่างพิจารณามีคำสั่งแก้ไขหรือยกเลิกวิธีการนั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๖๒ มิใช่เป็นอำนาจของศาลฎีกา เพราะยังถือไม่ได้ว่าคดีอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา",วิ.แพ่ง,,,,,,, 65,8,,กรณีจำเลยขอคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างพิจารณาตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๖๔ มีตัวอย่างคำพิพากษาฎีกาหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๕๘/๒๕๔๙ การร้องขอคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๖๔ จะต้องเป็นการขอคุ้มครองประโยชน์ของผู้ขอเพื่อให้ทรัพย์สิน สิทธิหรือประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่งที่พิพาทกันในคดีนั้นได้รับความคุ้มครองไว้จนกว่าศาลจะได้มีคำพิพากษาหรือเพื่อบังคับตามคำพิพากษา คดีนี้ตามคำฟ้องของโจทก์และคำให้การของจำเลยพิพาทกันในประเด็นที่ว่าจำเลยผิดสัญญาเช่าหรือไม่ และโจทก์จำเลยได้ทำสัญญาเช่าใหม่ภายหลังสัญญาเช่าเดิมสิ้นสุดหรือไม่ แต่ประโยชน์ที่จำเลยขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค ๘ เป็นเรื่องเกี่ยวกับการกระทำของโจทก์ที่นำหินและดินไปกองปิดทางเข้าออกบังกะโลที่จำเลยเช่าจากโจทก์ และที่โจทก์ปักหลักทำรั้วลวดหนามขวางทางเข้าออกที่ดินที่จำเลยเช่าจากโจทก์ และตัดสายไฟฟ้า ซึ่งเห็นได้ชัดว่า เป็นเรื่องที่จำเลยอ้างว่าโจทก์กระทำละเมิดขัดขวางมิให้จำเลยใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินที่เช่า ไม่ใช่ประโยชน์ในเรื่องที่เกี่ยวกับข้อต่อสู้หรือข้อเถียงตามคำให้การของจำเลย คำขอคุ้มครองประโยชน์ของจำเลยที่ขอให้ศาลมีคำสั่งให้โจทก์รื้อถอนกองดินและกำแพงซีเมนต์ออกจากทางเข้าออกที่ดินพิพาทก็ดี หรือให้โจทก์ถมทางที่ขุดหลุมไว้ปิดกั้นมิให้จำเลยออกสู่ถนนหลวงก็ดี จึงเป็นการขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองประโยชน์นอกขอบเขตตามคำให้การของจำเลย มิใช่เป็นการขอคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างพิจารณา ทั้งจำเลยมิได้ฟ้องแย้งประการใดจึงมิใช่การขอคุ้มครองประโยชน์เพื่อบังคับตามคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๒๖๔ ไม่ชอบที่จำเลยจะร้องขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองประโยชน์ในคดีนี้ได้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๓๔๐/๒๕๔๒ คดีนี้จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินอันเป็นทรัพย์สินของรัฐ หากข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทโดยชอบด้วยกฎหมาย แม้โจทก์จะเข้าปลูกต้นยูคาลิปตัสโดยทุจริตก็หาอาจใช้ยันจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นตัวแทนของรัฐไม่และต้นยูคาลิปตัสในที่ดินพิพาทที่โจทก์ปลูกย่อมไม่ต้องด้วยข้อยกเว้นที่จะถือว่าไม่เป็นส่วนควบของที่ดินตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๔๖ ฉะนั้น หากให้โจทก์ ตัดต้นยูคาลิปตัสไปในระหว่างพิจารณาภายหลังจำเลยเป็นฝ่ายชนะคดีย่อมจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐได้ จึงสมควรที่จะสั่งห้ามไม่ให้โจทก์เข้าตัดฟันต้นยูคาลิปตัสในที่ดินพิพาทระหว่างพิจารณาคดีไว้เป็นการชั่วคราว การขอคุ้มครองชั่วคราวระหว่างพิจารณาตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๖๔ บัญญัติให้คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีสิทธิที่จะยื่นคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ของผู้ขอระหว่างพิจารณาได้ หากเห็นว่าการกระทำของคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งจะทำให้ตนได้รับความเสียหายหากภายหลังตนชนะคดี กฎหมายหาได้บัญญัติว่าหากผู้ขอเป็นฝ่ายจำเลยจะต้องฟ้องแย้งดังที่โจทก์ฎีกาแต่อย่างใดไม่",วิ.แพ่ง,,,,,,, 65,8,,ในคดีอาญา โจทก์ไม่มาศาลในวันนัดไต่สวนมูลฟ้องหรือนัดสืบพยานโจทก์ แต่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยถือว่าโจทก์ไม่มีพยานมาสืบ โจทก์จะขอให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๙๕/๒๕๒๘ ในวันนัดสืบพยานโจทก์ จำเลยและทนายมาศาล ฝ่ายโจทก์ไม่มา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า โจทก์ไม่มีพยานมาสืบตามฟ้อง งดสืบพยานจำเลย พิพากษายกฟ้องโจทก์ยื่นคำร้องว่า เหตุที่มาล่าช้าเพราะบ้านอยู่ไกลรถติด โจทก์เตรียมพยานมาสืบพร้อมแล้ว ไม่ได้จงใจขาดนัดพิจารณา ขอให้ไต่สวนคำร้องของโจทก์และยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ ดังนี้ เป็นการยกฟ้องเพราะโจทก์ไม่มาตามกำหนดนัดตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๖๖ วรรคแรก และมาตรา ๑๘๑ เมื่อโจทก์ยื่นคำร้องดังกล่าว ศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะไต่สวนและมีคำสั่งว่ามีเหตุสมควรหรือไม่เพียงใดที่มาไม่ได้ตามกำหนดนัด คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๗๒/๒๕๒๘ ในวันนัดสืบพยานโจทก์ โจทก์ไม่มาศาล ศาลชอบที่จะยกฟ้องเพราะโจทก์ไม่มาตามกำหนดนัดตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๖๖ และมาตรา ๑๘๑ ซึ่งโจทก์มีสิทธิที่จะยื่นคำร้องขอให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ได้ภายใน ๑๕ วัน แม้ศาลชั้นต้นจะยกฟ้องโดยถือว่าโจทก์ไม่มีพยานมาสืบ ก็ไม่เป็นการตัดสิทธิดังกล่าวของโจทก์ เมื่อโจทก์ยื่นคำร้องขอให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ โดยอ้างว่าโจทก์เข้าใจวันนัดสืบพยานโจทก์คลาดเคลื่อนผิดวันไป หากเป็นความจริงก็พอถือได้ว่ามีเหตุผลสมควรที่จะยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ ศาลชั้นต้นชอบที่จะไต่สวนคำร้องของโจทก์แล้วมีคำสั่งในเรื่องนี้ต่อไป มิใช่สั่งเลยไปถึงว่าเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่มีพยานมาสืบ ซึ่งเป็นคนละกรณีกัน",วิ.อาญา,,,,,,, 65,8,,กรณีที่ศาลพิพากษายกฟ้องโดยเหตุที่โจทก์ไม่มีพยานมาสืบตามฟ้อง หรือศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าโจทก์ทิ้งฟ้อง ให้จำหน่ายคดี โจทก์จะยื่นคำร้องขอให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๗๓๙/๒๕๒๘ โจทก์และพยานโจทก์ไม่มาศาล แต่ทนายโจทก์มอบฉันทะให้เสมียนทนายนำคำร้องมายื่นต่อศาลขอเลื่อนการไต่สวนมูลฟ้อง ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้เลื่อนและถือว่าโจทก์ไม่มีพยานมาเพื่อไต่สวนให้เห็นว่าคดีโจทก์มีมูล และพิพากษายกฟ้อง ดังนี้ โจทก์จะมาร้องขอให้ยกคดีขึ้นไต่สวนมูลฟ้องใหม่ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๖๖ มิได้ เพราะมิใช่เป็นกรณีที่ศาลยกฟ้องเพราะเหตุโจทก์ไม่มาศาลตามกำหนดนัด คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๒๕๐/๒๕๓๔ การที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์เพราะโจทก์ไม่มาศาลในวันนัดสืบพยานโจทก์อันเป็นการยกฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๑๖๖ วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา ๑๘๑ ไม่ใช่เป็นการยกฟ้องโดยเหตุที่โจทก์ไม่มีพยานมาสืบตามฟ้องนั้น เมื่อโจทก์มายื่นคำร้องขอให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ หลังจากศาลชั้นต้นสั่งยกฟ้องเพียง ๓ วัน ยังไม่เกิน ๑๕ วัน นับแต่วันศาลยกฟ้อง ทั้งคำร้องของโจทก์ก็ได้แสดงเหตุที่มาไม่ได้ไว้ด้วยแล้ว ซึ่งหากเป็นความจริงตามคำร้องก็นับว่ามีเหตุสมควรที่มาไม่ได้จึงชอบที่จะไต่สวนคำร้องของโจทก์เสียก่อน จึงจะวินิจฉัยได้ว่าที่โจทก์ไม่มาศาลตามกำหนดนัดนั้นมีเหตุสมควรหรือไม่กรณีทิ้งฟ้อง คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๐๔๘/๒๕๒๔ ในวันนัดไต่สวนมูลฟ้องนัดแรกโจทก์ขอเลื่อนคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต และสั่งให้โจทก์นำส่งหมายแจ้งวันนัดให้จำเลยทราบใน ๗ วัน ต่อมาเจ้าหน้าที่ศาลรายงานว่าโจทก์ไม่นำส่งหมายนัดภายในกำหนด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าโจทก์ทิ้งฟ้องให้จำหน่ายคดี คำสั่งดังกล่าวย่อมลบล้างผลแห่งการยื่นคำฟ้อง รวมทั้งกระบวนพิจารณาอื่น ๆ อันมีมาภายหลังยื่นคำฟ้อง กระทำให้คู่ความกลับคืนสู่ฐานะเดิมเสมือนหนึ่งมิได้มีการยื่นคำฟ้องเลย กรณีเช่นนี้ไม่มีกฎหมายให้อำนาจศาลยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ได้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๙๕๐/๒๕๒๖ กรณีที่จะยกบทกฎหมายใกล้เคียงอย่างยิ่งขึ้น วินิจฉัยคดีได้นั้น จำต้องเป็นกรณีที่ไม่มีบทกฎหมายที่จะยกมาปรับแก่คดีได้เท่านั้น แต่กรณีที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีของโจทก์โดยถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้องนั้น มีบทกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องที่โจทก์จะต้องอุทธรณ์ฎีกา หรือจะขอให้ศาลเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ในกรณีศาลสั่งจำหน่ายคดีโดยผิดหลงที่จะยกขึ้นปรับแก่คดีได้โดยเฉพาะอยู่แล้ว ศาลจึงไม่อาจยกประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๖๖ มาปรับแก่คดีของโจทก์ในฐานะที่เป็นบทกฎหมายใกล้เคียงอย่างยิ่งได้",วิ.อาญา,,,,,,, 65,9,,การอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงในคดีอาญา การพิจารณาอัตราโทษว่าเป็นคดีต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงหรือไม่ มีหลักเกณฑ์อย่างไร,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑. การพิจารณาว่าคดีอาญาเรื่องใดต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๓ ทวิ หรือไม่ ย่อมต้องดูที่อัตราโทษตามที่กำหนดไว้ในบทบัญญัติที่โจทก์ขอให้ลงโทษเป็นสำคัญ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๑๗๐/๒๕๔๙ โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ซึ่งมีระวางโทษสองในสามของโทษประหารชีวิตจำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่สิบห้าปีถึงยี่สิบปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ ประกอบด้วย มาตรา ๘๐ เมื่อพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๖ ให้นำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาใช้บังคับแก่คดีเยาวชนและครอบครัวและประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๓ ทวิ บัญญัติว่า ห้ามมิให้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นในปัญหาข้อเท็จจริง ในคดีซึ่งอัตราโทษอย่างสูงตามที่กฎหมายกำหนดไว้ให้จำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ดังนั้น แม้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๕ ประกอบมาตรา ๘๓ ซึ่งมีระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปีหรือปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จำเลยยังมีสิทธิอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้ เพราะการอุทธรณ์คดีอาญาใน ปัญหาข้อเท็จจริงนั้น ศาลจะต้องพิจารณาอัตราโทษที่บัญญัติไว้ในกฎหมายตามฟ้องว่าต้องห้ามอุทธรณ์หรือไม่ ไม่ใช่ตามความผิดที่พิจารณาได้ความ หมายเหตุ คดีนี้ ศาลชั้นต้นเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปฝึกและอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็ก ซึ่งไม่เข้าข้อยกเว้นที่ให้จำเลยอุทธรณ์ข้อเท็จจริงได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๓ ทวิ หากคดีที่โจทก์ฟ้องมีอัตราโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (มีคำพิพากษาฎีกาที่ ๔๙๐๕/๒๕๓๖, ๔๔๕๗/๒๕๓๙, ๒๕๙๐/๒๕๔๐ และ ๒๐๖๓/๒๕๔๙ วินิจฉัยเช่นกัน) กรณีที่บทมาตราในคำขอท้ายฟ้องมีอัตราโทษจำคุกเกินสามปี หรือปรับเกินหกหมื่นบาทหรือทั้งจำและปรับ แต่คำบรรยายฟ้องของโจทก์ไม่เข้าองค์ประกอบความผิดตามบทมาตราดังกล่าวซึ่งไม่อาจลงโทษตามมาตราดังกล่าวได้ คงลงโทษได้แต่เพียงบทมาตราที่มีอัตราโทษจำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาทหรือทั้งจำและปรับ ต้องถือว่าเป็นคดีที่ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๓ ทวิ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๙๔/๒๕๕๑ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยที่ ๑ มิได้มีเจตนาเอารถยนต์ของโจทก์ไปโดยทุจริต จำเลยที่ ๑ จึงไม่มีความผิดฐานลักทรัพย์ โจทก์อุทธรณ์ว่า พยานหลักฐานของโจทก์รับฟังได้ว่าจำเลยที่ ๑ มีเจตนากระทำความผิดฐานลักทรัพย์เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น อุทธรณ์ของโจทก์จึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงแม้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ ๑ ตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๕ หากโจทก์นำสืบได้ความว่าจำเลยที่ ๑ กระทำความผิด ศาลย่อมลงโทษจำเลยที่ ๑ ตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๔ ซึ่งมีอัตราโทษเบากว่าได้ตามป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคหนึ่ง ตามที่โจทก์ฎีกาก็ตาม แต่บทบัญญัติดังกล่าวเป็นบทบัญญัติที่กำหนดเกี่ยวกับการพิพากษาของศาลซึ่งเป็นคนละกรณีกับสิทธิอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ของโจทก์ ซึ่งการอุทธรณ์ดังกล่าวต้องพิจารณาจากอัตราโทษที่บัญญัติไว้ในกฎหมายตามที่โจทก์ขอให้ลงโทษหรือที่กล่าวในคำฟ้อง เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๔๑ เวลากลางวัน จำเลยที่ ๑ ลักรถยนต์ของโจทก์ไป และมีคำขอท้ายฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ ๑ ตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๕ ก็ไม่เข้าองค์ประกอบความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าวไม่อาจลงโทษจำเลยที่ ๑ ตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๕ ได้ คงลงโทษจำเลยที่ ๑ ตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๔ ซึ่งมีอัตราโทษที่กฎหมายกำหนดไว้ให้จำคุกไม่เกินสามปี และปรับไม่เกินหกพันบาทเท่านั้น จึงต้องห้ามมิให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๓ ทวิ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๕๘๙/๒๕๕๓ โจทก์ทั้งสามบรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันทำร้ายร่างกายโจทก์ที่ ๒ และที่ ๓ เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายและร่วมกันทำร้ายโจทก์ที่ ๑ เป็นเหตุให้โจทก์ที่ ๑ ศีรษะแตก หน้าผากแตก หางตาขวาแตก จมูกแตก และฟันหัก ๔ ซี่ ได้รับอันตรายแก่กาย ขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา ๒๙๕, ๒๙๗ แม้ฟ้องโจทก์ทั้งสามมีคำขอให้ลงโทษจำเลยทั้งเจ็ดตามมาตรา ๒๙๗ แต่เมื่อฟ้องโจทก์ทั้งสามมิได้บรรยายฟ้องว่า โจทก์ที่ ๑ ได้รับอันตรายสาหัสอย่างไร จึงลงโทษจำเลยทั้งเจ็ดตามมาตรา ๒๙๗ ไม่ได้ คงลงโทษจำเลยทั้งเจ็ดตามมาตรา ๒๙๕ เท่านั้น เมื่อความผิดแต่ละกระทงกำหนดโทษจำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับและศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจึงต้องห้ามมิให้โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๓ ทวิ ที่โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ว่า พยานหลักฐาน ของโจทก์ทั้งสามฟังได้ว่าจำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันทำร้ายโจทก์ทั้งสามนั้น เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้นอันเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามอุทธรณ์ตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามและศาลอุทธรณ์ภาค ๓ รับวินิจฉัย จึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕ ๒. การอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงในคดีอาญาจะต้องพิจารณาอัตราโทษที่บัญญัติไว้ในกฎหมายสำหรับข้อหาแต่ละกระทงความผิด ก. กรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ถ้าบทหนักไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ ก็ถือว่าทุกบทไม่ต้องห้าม คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๑๕๔/๒๕๔๓ คดีอาญาเรื่องใดจะต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงหรือไม่ ต้องพิจารณาอัตราโทษที่กฎหมายบัญญัติสำหรับข้อหาแต่ละกระทงความผิดเป็นสำคัญ เมื่อความผิดในกระทงนั้นมีความผิดหลายบทรวมอยู่ด้วย ถ้าบทหนักไม่ต้องห้าม ก็ถือว่าทุกบทไม่ต้องห้าม โจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามในความผิดฐานร่วมกันบุกรุกและทำให้เสียทรัพย์ ซึ่งเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวกัน เมื่อความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๖๕ (๒) ประกอบด้วยมาตรา ๓๖๒ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน ๕ ปี หรือปรับไม่เกิน ๑๐,๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๓ ทวิ ความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา ๓๕๘ ซึ่งเป็นบทเบา แม้จะมีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน ๓ ปี หรือปรับไม่เกิน ๖๐,๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับก็ย่อมไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงด้วย คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๗๖๖/๒๕๓๓ แม้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องความผิดฐานนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๘๐ ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกไม่เกินสามปี ปรับไม่เกินหกพันบาท อันจะต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๓ ทวิ ก็ตาม แต่ความผิดดังกล่าวเป็นกรรมเดียวกันกับความผิดฐานเบิกความเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๗๗ ซึ่งมีอัตราโทษอันเป็นบทหนัก จำคุกไม่เกินห้าปีหรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ ดังนั้น ความผิดฐานนำสืบหรือแสดงพยาน หลักฐานเท็จจึงไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๙๑๑/๒๕๓๗ คดีอาญาจะต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๓ ทวิ หรือไม่นั้น ต้องดูอัตราโทษตามที่กำหนดไว้ในบทบัญญัติที่โจทก์ขอให้ลงโทษเป็นสำคัญ ส่วนอัตราโทษตามบทบัญญัติที่พิจารณาได้ความหาใช่ข้อที่จะนำมาพิจารณาในชั้นนี้ไม่ อุทธรณ์ของโจทก์สำหรับความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๖๕ (๒) ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกไม่เกินห้าปีหรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จึงไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ส่วนความผิดตามบทมาตราอื่น แม้จะมีอัตราโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่ก็เป็นการกระทำกรรมเดียวกับความผิดตามมาตรา ๓๖๕ (๒)ซึ่งไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ความผิดตามบทมาตราอื่นจึงไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงด้วย มีคำพิพากษาฎีกาที่ ๙๕/๒๕๒๑, ๑๗๒๔/๒๕๒๖, ๒๖๔๑-๒๖๔๒/๒๕๒๙, ๕๓๘๒/๒๕๓๖,๔๙๑๑/๒๕๓๗ วินิจฉัยเช่นกัน ข. กรณีต่างกรรมกัน มิใช่กรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทนั้น การพิจารณาว่าอุทธรณ์ของโจทก์ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๓ ทวิ หรือไม่ ต้องพิจารณาความผิดเป็นรายกระทง มิใช่นำโทษแต่ละกระทงมารวมเข้าด้วยกัน เพื่อให้มีโทษจำคุกอย่างสูงเกินกว่าสามปี (คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๐๙๐/๒๕๔๗) คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๔๑/๒๕๒๗ โจทก์บรรยายฟ้องข้อหาความผิดฐานพาอาวุธมีดไปในเมืองโดยไม่มีเหตุสมควรตาม ป.อ. มาตรา ๓๗๑ กับความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้รับอันตรายสาหัสตามมาตรา ๒๙๗ เป็นกรณีต่างกรรมกัน มิใช่กรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท การที่ศาลอุทธรณ์รับพิจารณาความผิดตามมาตรา ๒๙๗ จึงไม่มีเหตุที่จะต้องรับพิจารณาความผิดตามมาตรา ๓๗๑ ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง และต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามมาตรา ๑๙๓ ทวิ ยุติไปแล้ว เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยตามมาตรา ๓๗๑ ด้วยจึงไม่ชอบ (ข้อหาความผิดฐานพกอาวุธมีดปลายแหลมติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรตาม ป.อ. มาตรา ๓๗๑ มีอัตราโทษปรับไม่เกิน ๑๐๐ บาท ซึ่งศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว ไม่เชื่อว่าจำเลยมีมีด และใช้มีดนั้นแทงทำร้ายผู้เสียหายหรือร่วมกับผู้อื่นทำร้ายผู้เสียหายและพิพากษายกฟ้อง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๓ ทวิ) คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๘๕๒/๒๕๕๓ ความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจตาม ป.อ. มาตรา ๓๙๐ มีระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ต้องห้ามมิให้โจทก์อุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๓ ทวิ ทั้งโจทก์บรรยายฟ้องข้อหาความผิดฐานนี้กับความผิดฐานมีและฐานพาอาวุธปืนพร้อมเครื่องกระสุนปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นกรณีต่างกรรมกันโดยมิใช่เป็นเรื่องกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ รับพิจารณาความผิดฐานมีและฐานพาอาวุธปืนพร้อมเครื่องกระสุนปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต จึงไม่มีเหตุตามกฎหมายที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ จะต้องรับพิจารณาความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๙๐ ซึ่งต้องห้าม มิให้อุทธรณ์และยุติไปแล้ว การที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ ได้วินิจฉัยความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๙๐ และพิพากษาจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษและไม่ปรับจึงไม่ชอบ และเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๕ วรรคสองประกอบมาตรา ๒๒๕ และเมื่อจำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษในความผิดดังกล่าว จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค ๗ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕ ศาล ฎีกาไม่รับวินิจฉัย",วิ.อาญา,"หมายเหตุ คดีนี้ ศาลชั้นต้นเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปฝึกและอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็ก ซึ่งไม่เข้าข้อยกเว้นที่ให้จำเลยอุทธรณ์ข้อเท็จจริงได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๓ ทวิ หากคดีที่โจทก์ฟ้องมีอัตราโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (มีคำพิพากษาฎีกาที่ ๔๙๐๕/๒๕๓๖, ๔๔๕๗/๒๕๓๙, ๒๕๙๐/๒๕๔๐ และ ๒๐๖๓/๒๕๔๙ วินิจฉัยเช่นกัน) กรณีที่บทมาตราในคำขอท้ายฟ้องมีอัตราโทษจำคุกเกินสามปี หรือปรับเกินหกหมื่นบาทหรือทั้งจำและปรับ แต่คำบรรยายฟ้องของโจทก์ไม่เข้าองค์ประกอบความผิดตามบทมาตราดังกล่าวซึ่งไม่อาจลงโทษตามมาตราดังกล่าวได้ คงลงโทษได้แต่เพียงบทมาตราที่มีอัตราโทษจำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาทหรือทั้งจำและปรับ ต้องถือว่าเป็นคดีที่ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๓ ทวิ",,,,,, 65,10,,"คดีที่มีการชี้สองสถาน จำเลยยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การจะต้องยื่นก่อนวันชี้สองสถานไม่น้อยกว่าเจ็ดวันหรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๖๔๒/๒๕๕๕. จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การวันที่ ๓ กันยายน ๒๕๕๓ ก่อนศาลชั้นต้นนัดชี้สองสถานวันที่ ๖ กันยายน ๒๕๕๓ ถือว่าจำเลยทั้งสองได้ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การก่อนวันชี้สองสถาน ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๘๐ แล้ว ส่วนคำร้องขอให้หมายเรียกบุคคลภายนอกเข้ามาเป็นจำเลยร่วม จำเลยทั้งสองยื่นในวันที่ ๓ กันยายน ๒๕๕๓ พร้อมกับคำร้องขอแก้ไขคำให้การ ถือได้ว่าเป็นการยื่นพร้อมกับคำให้การชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๗ (๓) ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 65,10,,"ฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง หากผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาได้ จะถือเป็นฎีกาที่ชอบหรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๖๔๒/๒๕๕๕ ฎีกาของโจทก์มิได้ระบุให้แจ้งชัดว่าคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค ๙ ในส่วนใดมีข้อวินิจฉัยผิดพลาดคลาดเคลื่อนอย่างไรและที่ถูกต้องควรเป็นอย่างใด จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง แม้ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นจะรับรองว่ามีเหตุสมควรที่โจทก์จะฎีกา ศาลฎีกาก็ไม่อาจรับฎีกาของโจทก์ไว้พิจารณาพิพากษาได้ เพราะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่ง ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 65,10,,"การนำพยานบุคคลมาสืบว่าไม่ได้รับเงินตามสัญญาจำนองที่ระบุว่าให้ถือว่าเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมด้วย ต้องห้ามตามกฎหมายหรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๑๐๙/๒๕๕๕. แม้โจทก์มีพยานเอกสารสัญญาจำนองที่ระบุให้ถือว่าเป็นหลักฐานการกู้ยืมด้วยมาแสดงต่อศาล อันเป็นกรณีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง ห้ามมิให้นำสืบพยานบุคคลเพื่อเพิ่มเติมตัดทอนหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสาร ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๙๔ (ข) ก็ตาม แต่การที่จำเลยนำสืบพยานบุคคลให้เห็นว่าจำเลยนำที่ดินมาทำสัญญาและจดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้ค่าบริการและค่าใช้จ่ายของ ส. ที่ไปทำงานต่างประเทศไว้แก่โจทก์ตามที่ตัวแทนบริษัทจัดหางานเป็นผู้แนะนำโดยจำเลยไม่ได้รับมอบเงิน ๑๒๐,๐๐๐ บาท เป็นการนำสืบถึงที่มาของการทำสัญญาจำนองและเป็นหนี้ที่ไม่สมบูรณ์ เนื่องจากจำเลยไม่ได้เป็นผู้กู้ยืมเงินไปจากโจทก์ จึงสามารถนำสืบได้ไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๙๔ วรรคท้าย ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 65,10,,"จำเลยให้การต่อสู้ว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุม แต่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องเพราะเห็นว่าเป็นฟ้องซ้ำ โจทก์อุทธรณ์ว่าฟ้องโจทก์ไม่เป็นฟ้องซ้ำ จำเลยแก้อุทธรณ์ว่าฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำ หากศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ไม่เป็นฟ้องซ้ำ จำเลยจะฎีกาว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมได้หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๑๑๕-๓๑๑๖/๒๕๕๐ จำเลยที่ ๒ ให้การต่อสู้ว่าฟ้องโจทก์ทั้งสองเป็นฟ้องเคลือบคลุม แต่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสองเพราะเห็นว่าฟ้องของโจทก์ทั้งสองเป็นฟ้องซ้ำต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๘ จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดีไม่จำต้องอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่เมื่อโจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ว่าฟ้องของโจทก์ทั้งสองไม่เป็นฟ้องซ้ำ จำเลยที่ ๒ มีสิทธิที่จะยกประเด็นเรื่องฟ้องของโจทก์ทั้งสองเป็นฟ้องเคลือบคลุมขึ้นแก้อุทธรณ์เพื่อให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย แต่จำเลยที่ ๒ คงแก้อุทธรณ์เฉพาะปัญหาว่า ฟ้องของโจทก์ทั้งสองเป็นฟ้องซ้ำหรือไม่เท่านั้น จำเลยที่ ๒ หาได้ยกปัญหาเรื่องฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องเคลือบคลุมขึ้นแก้อุทธรณ์ด้วยไม่ ดังนั้น ปัญหาว่าฟ้องของโจทก์ทั้งสองเป็นฟ้องเคลือบคลุมหรือไม่ จึงไม่ใช่ปัญหาที่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวมาแล้วโดยชอบในชั้นอุทธรณ์ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่ง คดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๙๒๐๑/๒๕๔๒ นั้น จำเลยที่ ๒ ให้การปฏิเสธศาลมีคำสั่งให้โจทก์ยื่นฟ้องเป็นคดีใหม่ และมีคำพิพากษาลงโทษจำเลยที่ ๑ ที่ให้การรับสารภาพว่ากระทำความผิดฐานลักทรัพย์ของโจทก์ทั้งสอง โดยมีคำพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ คืนหรือใช้ราคาทรัพย์แก่โจทก์ทั้งสอง ส่วนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๑๔๔๗/๒๕๔๓ นั้น ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยที่ ๒ ฐานรับของโจรทรัพย์รวม ๔ รายการ และมีคำสั่งให้คืนทรัพย์ทั้ง ๔ รายการแก่โจทก์ที่ ๒ โดยคดีอาญาทั้งสองเรื่องดังกล่าวไม่มีประเด็นว่า จำเลยที่ ๒ ได้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ ๑ หรือไม่ ซึ่งในการฟ้องคดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า จำเลยที่ ๒ ร่วมกระทำละเมิดกับจำเลยที่ ๑ ในการรับเอาทรัพย์ของโจทก์ทั้งสองไว้และโจทก์ที่ ๒ ได้รับทรัพย์คืนจากจำเลยที่ ๒ แล้ว ๔ รายการ คือ ทรัพย์ตามบัญชีทรัพย์อันดับที่ ๒๐, ๒๔, ๒๕ และ ๒๖ รวมเป็นเงิน ๔,๗๐๐ บาท ส่วนทรัพย์ตามบัญชีทรัพย์อันดับที่ ๑๗ ได้รับคืนเฉพาะองค์พระส่วนทองคำที่ลอกไปยังไม่ได้คืน โจทก์ทั้งสองฟ้องเรียกให้จำเลยที่ ๒ คืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวนอื่น ๆ นอกจากทรัพย์ ๔ รายการพร้อมองค์พระดังกล่าว ซึ่งศาลในคดีอาญาทั้งสองคดีดังกล่าวยังมิได้มีคำพิพากษาให้จำเลยที่ ๒ คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสองฟ้องโจทก์ทั้งสองคดีนี้บางประเด็นจึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 65,10,,"การร้องขอรับชำระหนี้จำนองตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๘๙ หากผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว ผู้ร้องมีหน้าที่นำสืบว่า จำเลยเป็นหนี้ผู้ร้องและจำนองที่ดินพิพาทเป็นประกันการชำระหนี้ตามคำร้องอีกหรือไม่ ผู้ร้องขอรับชำระหนี้จำนอง ไม่มาศาลในวันนัดไต่สวนคำร้องศาลถือว่าผู้ร้องไม่นำพยานหลักฐานมาสืบสั่งยกคำร้อง (มิได้สั่งจำหน่ายคดี) ชอบหรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๘๓/๒๕๕๑ คำพิพากษาย่อมมีผลผูกพันคู่ความในกระบวนพิจารณาของศาลที่พิพากษาหรือมีคำสั่งเท่านั้น ไม่ผูกพันบุคคลภายนอก เว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้นของกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๕ เมื่อเจ้าหนี้ผู้นำยึดคือโจทก์ในคดีนี้เป็นบุคคลภายนอกในคดีที่ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ผู้ร้องจึงหาอาจอ้างคำพิพากษาในคดีดังกล่าวเพื่อให้คดีนี้ต้องถือตามได้ไม่ ผู้ร้องมีหน้าที่นำสืบตามข้ออ้างในคำร้องว่า จำเลยทั้งสองเป็นหนี้ผู้ร้องและจำนองที่ดินพิพาทเป็นประกันการชำระหนี้ตามคำร้องนั้นโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ศาลชั้นต้นไม่อาจออกคำสั่งอนุญาตตามคำร้องของผู้ร้องโดยไม่ต้องไต่สวนก่อน กรณีที่จะเป็นการขาดนัดพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๐๐ ต้องเป็นกรณีที่โจทก์หรือจำเลยที่ได้ยื่นคำให้การไว้ไม่มาศาลในวันสืบพยาน ซึ่งวันสืบพยานดังกล่าวต้องเป็นวันสืบพยานในประเด็นข้อพิพาทแห่งคดี การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนวนก่อนเจ้าหนี้รายอื่นและขอเฉลี่ยทรัพย์ ผู้ร้องจึงมีหน้าที่ต้องนำพยานหลักฐานเข้าสืบเพื่อสนับสนุนข้ออ้างของตนตามคำร้องในวันนัดไต่สวน ซึ่งมิใช่เป็นการสืบพยานในประเด็นข้อพิพาทแห่งคดี จึงไม่อาจนำบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยการพิจารณาโดยขาดนัดที่ศาลจะต้องจำหน่ายคดีตามมาตรา ๒๐๒ มาบังคับใช้ เมื่อผู้ร้องไม่มาศาลในวันนัดไต่สวนคำร้อง การที่ศาลชั้นต้นฟังว่าผู้ร้องไม่นำพยานหลักฐานมาสืบ และสั่งยกคำร้องจึงชอบแล้ว ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 65,10,,"จำเลยได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องแล้ว ไม่ได้คัดค้านว่าศาลชั้นต้นไม่มีเขตอำนาจที่จะรับฟ้องไว้พิจารณา จนศาลชั้นต้นพิพากษาคดีแล้ว จะยกเหตุการผิดระเบียบดังกล่าวขึ้นว่าในชั้นอุทธรณ์ได้หรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๓๒๑/๒๕๕๐ คู่ความฝ่ายที่เสียหายจากการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบอาจยกกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นขึ้นว่ากล่าวได้ในเวลาใด ๆ ก่อนศาลมีคำพิพากษา แต่ต้องไม่ช้ากว่าแปดวันนับแต่วันที่คู่ความฝ่ายนั้นได้ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้น แต่ทั้งนี้คู่ความฝ่ายนั้นต้องมิได้ดำเนินการอันใดขึ้นใหม่หลังจากได้ทราบเรื่องผิดระเบียบแล้วหรือมิได้ให้สัตยาบันแก่การผิดระเบียบนั้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๗ เมื่อโจทก์ยื่นคำฟ้องต่อศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นให้ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยทั้งสามแล้ว จำเลยทั้งสามทราบถึงการฟ้องแล้วไม่ได้คัดค้านว่า ศาลชั้นต้นไม่มีเขตอำนาจที่จะรับฟ้องไว้พิจารณากลับยินยอมให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณา โดยสืบพยานโจทก์และให้จำเลยทั้งสามอ้างตนเข้าเบิกความ จนกระทั่งทั้งสองฝ่ายแถลงหมดพยานและศาลชั้นต้นพิพากษาคดีแล้ว เท่ากับจำเลยทั้งสามยอมปฏิบัติตามที่ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาจนเสร็จสิ้น อันเป็นการให้สัตยาบันแก่การผิดระเบียบแล้ว จำเลยทั้งสามจึงยกการผิดระเบียบดังกล่าวขึ้นมาในชั้นอุทธรณ์ไม่ได้ ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 65,10,,"คดีก่อนอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์จะถือว่าศาลมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องแล้วหรือไม่ ","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๕๒๕/๒๕๒๒ โจทก์ฟ้องไม่ระบุสถานที่เกิดเหตุศาลยกฟ้องย่อมเห็นได้ในตัวว่า การกระทำผิดของจำเลยที่โจทก์อ้างในฟ้องไม่แน่ชัดว่าจำเลยกระทำความผิดสถานที่ใดถือได้ว่ามีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องแล้ว โจทก์ฟ้องใหม่ไม่ได้ แม้โจทก์ฟ้องก่อนครบกำหนดอายุอุทธรณ์ก็ไม่ก่อให้เกิดสิทธิที่จะฟ้องใหม่ได้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๑๑๖/๒๕๒๕ โจทก์เคยฟ้องจำเลยทั้งสามฐานทำร้ายร่างกายและศาลชั้นต้นพิพากษาไปแล้ว ต่อมาผู้เสียหายถึงแก่ความตาย โจทก์จะฟ้องจำเลยทั้งสามฐานฆ่าคนตายโดยไม่เจตนาอีกไม่ได้ แม้คดีแรกอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ก็ตามเพราะต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๓๙ (๔) นอกจากนี้ยังมีฎีกาที่ ๖๗๑/๒๔๘๓, ๒๐๑๙/๒๔๙๒, ๖๗๗๐/๒๕๔๖ วินิจฉัยเช่นกัน คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๔๗๓/๒๕๓๒ ผู้เสียหายเคยเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยในการกระทำความผิดเดียวกันกับคดีนี้จนศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง แม้คดีดังกล่าวจะอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ก็ถือได้ว่าความผิดของจำเลยซึ่งได้ฟ้องนั้นได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดแล้ว สิทธิของพนักงานอัยการโจทก์ที่จะนำคดีอาญาฟ้องจำเลยในความผิดเกี่ยวกับเช็คพิพาทรายเดียวกับคดีก่อน จึงระงับสิ้นไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๙ (๔) คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๑๕๒/๒๕๓๗ ปุ๋ยเคมีปลอมที่จำเลยผลิตในคดีก่อนกับคดีนี้จำนวนเดียวกัน วันเวลาที่จำเลยขายปุ๋ยเคมีปลอมอยู่ในช่วงระยะเวลาเดียวกัน และผู้ที่ซื้อปุ๋ยเคมีปลอมจากจำเลยก็เป็นบุคคลคนเดียวกัน คือ ผู้เสียหายในคดีนี้ ถือได้ว่าการกระทำความผิดของจำเลยฐานขายปุ๋ยเคมีปลอมตามฟ้องในคดีก่อนตามพระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ.๒๕๑๘ มาตรา ๓๐, ๓๒, ๖๒, ๖๓, ๗๑, ๗๒ กับการกระทำความผิดของจำเลยฐานฉ้อโกงโดยการหลอกลวงขายปุ๋ยเคมีปลอมให้ผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๑ ตามฟ้องในคดีนี้ เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นได้พิพากษาลงโทษจำเลยฐานขายปุ๋ยเคมีปลอมตามฟ้องในคดีก่อนแล้ว แม้คดีนั้นอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ก็ถือได้ว่ามีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ในคดีนี้เป็นอันระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๙ (๔) คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๐๗๑/๒๕๕๓ ตามฟ้องของโจทก์ ในคดีนี้และคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๒๔๙๕/๒๕๕๑ หมายเลขแดงที่ อ.๓๕๗๑/๒๕๕๑ เป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องว่าเมื่อวันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ เวลากลางวัน จำเลยเสนอ จำหน่าย และมีไว้เพื่อจำหน่ายสินค้าเสื้อยี่ห้อลาคอสท์ ที่เป็นสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมของผู้เสียหาย เหตุเกิดที่ตำบลหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งทั้งสองคดีตามที่โจทก์ฟ้องเป็นการกระทำในเรื่องเดียวกัน เกิดขึ้นในเวลา สถานที่ และกระทำต่อผู้เสียหายรายเดียวกัน จึงเป็นการกระทำโดยมีเจตนาเดียวกัน เมื่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำพิพากษาในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๒๔๙๕/๒๕๕๑ หมายเลขแดงที่ อ.๓๕๗๑/๒๕๕๑ ก่อนคดีนี้แล้ว ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงเป็นฟ้องที่ศาลได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์จึงระงับไปตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศฯ มาตรา ๒๖ ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา ๓๙ (๔) ",วิ.อาญา,,,,,,, 65,11,,มีหลักเกณฑ์ตายตัวหรือไม่ว่าศาลจะต้องกำหนดให้คู่ความฝ่ายที่มีภาระการพิสูจน์ต้องมีหน้าที่นำสืบก่อน,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๘๒๓-๔๘๒๔/๒๕๕๔ ตามรายงานกระบวนพิจารณา ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่าที่ดินพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยทั้งสามโดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ แม้ไม่ได้ระบุภาระการพิสูจน์ใหม่ให้ชัดเจนว่าตกอยู่แก่ฝ่ายใด แต่เมื่อโจทก์เป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท ย่อมได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๗๓ ว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ดังนี้ ภาระการพิสูจน์จึงตกอยู่แก่จำเลยทั้งสาม โดยผลของกฎหมายดังกล่าวและศาลก็ต้องพิพากษาไปตามภาระการพิสูจน์ที่ถูกต้อง อย่างไรก็ตามแม้ภาระการพิสูจน์ตกอยู่แก่จำเลยทั้งสามก็มิใช่หลักเกณฑ์ตายตัวว่า ศาลจะต้องกำหนดให้จำเลยทั้งสามมีหน้าที่นำสืบก่อนเสมอไป เพราะศาลอาจกำหนดให้โจทก์มีหน้าที่นำสืบก่อนได้เช่นกัน ทั้งนี้ โดยคำนึงถึงความสะดวกรวดเร็วและความยุติธรรมในการพิจารณาคดี ดังนั้น การกำหนดหน้าที่นำสืบก่อนจึงหาได้ทำให้ภาระการพิสูจน์ที่ถูกต้องเปลี่ยนแปลงไปไม่ เพียงแต่อาจจะทำให้โจทก์ซึ่งเป็นฝ่ายที่นำสืบพยานก่อนเห็นว่าตนเสียเปรียบในเชิงคดี ซึ่งโจทก์ชอบที่จะโต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นที่เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาดังกล่าวได้ เมื่อไม่ได้โต้แย้งคัดค้านย่อมถือว่าโจทก์ยอมรับตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดแล้ว โจทก์ไม่อาจฎีกาโต้แย้งในข้อนี้ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๖ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย,วิ.แพ่ง,,,,,,, 65,11,,คดีที่ศาลมีคำพิพากษาตามยอม คู่ความจะยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนหรือแก้ไขสัญญาประนีประนอมยอมความอ้างว่าขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๙๑๕/๒๕๕๔ เมื่อจำเลยเห็นว่าข้อตกลงตามสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมนั้น ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนอันเป็นเหตุให้เข้าข้อยกเว้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๓๘ วรรคสอง ที่จำเลยสามารถอุทธรณ์คำพิพากษาตามยอมได้ จำเลยก็ต้องอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาตามยอมให้คู่ความฟังตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๙ แต่จำเลยหาได้อุทธรณ์ไม่ กลับยื่นคำร้องให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนหรือแก้ไขสัญญาประนีประนอมยอมความโดยไม่มีบทกฎหมายใดให้จำเลยกระทำเช่นนั้นได้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ มีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยไว้วินิจฉัยจึงชอบแล้ว,วิ.แพ่ง,,,,,,, 65,11,,คดีฟ้องขับไล่ออกจากอสังหาริมทรัพย์และเรียกค่าเสียหายจำเลยมิได้กล่าวแก้เป็นข้อพิพาทด้วยกรรมสิทธิ์ คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวงหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๕๗๒/๒๕๕๔ โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท จำเลยบุกรุกเข้าไปปลูกสร้างบ้านในที่ดินพิพาท ทำให้โจทก์เสียหายไม่สามารถใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาท ซึ่งโจทก์อาจให้เช่าได้ค่าเช่าไม่ต่ำกว่าเดือนละ ๑,๐๐๐ บาท ค่าเสียหายถึงวันฟ้องเป็นเงิน ๔๘,๐๐๐ บาท และมีคำขอบังคับให้จำเลยกับบริวารรื้อถอนบ้านหลังดังกล่าวกับขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินพิพาท ให้ใช้ค่าเสียหาย ๔๘,๐๐๐ บาท และค่าเสียหายเดือนละ ๑,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยกับบริวารจะรื้อถอนบ้านและออกไปจากที่ดินพิพาท จึงถือว่าคำขอบังคับให้จำเลยกับบริวารรื้อถอนบ้านและออกไปจากที่ดินพิพาทเป็นคำขอหลักยิ่งไปกว่านั้นระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์แถลงไม่ติดใจบังคับจำเลยเกี่ยวกับค่าเสียหายตามฟ้องแล้ว เช่นนี้ คงเหลือคำขอบังคับแต่เพียงให้จำเลยกับบริวารรื้อถอนบ้านและออกไปจากที่ดินพิพาทเท่านั้น ซึ่งเป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณราคาเป็นเงินได้ แม้จำเลยให้การต่อสู้คดีว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่กรรมสิทธิ์ของโจทก์ แต่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน โดยมิได้กล่าวแก้เป็นข้อพิพาทด้วยกรรมสิทธิ์ว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย จึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ไม่อยู่ในอำนาจของศาลแขวงที่จะพิจารณาพิพากษาตาม พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๑๗ ประกอบมาตรา ๒๕ (๔)",วิ.แพ่ง,,,,,,, 65,11,,การอ้างว่าราคาประเมินของเจ้าพนักงานบังคับคดีต่ำเกินไปจะขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๖ วรรคสองได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๕๗๔/๒๕๕๔ คำสั่งของศาลที่ให้เป็นที่สุดตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๓๐๙ ทวิ วรรคสี่ นั้น ต้องเป็นคำสั่งตามคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่อ้างเหตุว่าราคาที่ได้จากการขายทอดตลาดต่ำเกินสมควรตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๓๐๙ ทวิ วรรคสอง ดังนั้น คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ว่าราคาประเมินของเจ้าพนักงานบังคับคดีต่ำเกินไปนั้นจึงไม่เป็นที่สุด กรณีการประเมินราคาทรัพย์สินของเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นเพียงการประเมินราคาในชั้นต้น เพื่อประโยชน์ในการบังคับคดีขายทอดตลาดซึ่งอาจจะไม่ตรงกับราคาที่แท้จริงได้ และการกำหนดราคาเริ่มต้นขายตามประกาศกรมบังคับคดีก็ไม่ได้ผูกมัดจำเลยหรือโจทก์หรือผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีว่าเมื่อขายทอดตลาดแล้วจะต้องเป็นไปตามราคาดังกล่าว แต่ขึ้นอยู่กับผู้เข้าสู้ราคาว่าจะให้ราคาสูงสุดเพียงใด ซึ่งหากจำเลยเห็นว่าราคาต่ำเกินไปก็ชอบที่จะคัดค้านการขายทอดตลาดได้ การที่จำเลยอ้างว่าราคาประเมินของเจ้าพนักงานบังคับคดีต่ำเกินไปนั้น ยังถือไม่ได้ว่ามีข้อโต้แย้งสิทธิที่จำเลยจะขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๙๖ วรรคสองได้,วิ.แพ่ง,,,,,,, 65,11,,คดีที่มีอัตราโทษจำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกแต่รอการลงโทษ โจทก์จะอุทธรณ์ขอให้ไม่รอการลงโทษได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๖๙๘/๒๕๕๔ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา ๓๐๐ พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ มาตรา ๔๓, ๑๕๗ ระหว่างพิจารณาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ ส. มารดา ซ. ผู้เสียหายเข้าร่วมเป็นโจทก์ โดยมิได้ระบุว่าอนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์ในความผิดฐานใด แต่ก็พอแปลได้ว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้ ส. เข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสตาม ป.อ. มาตรา ๓๐๐ เพราะตามฟ้องโจทก์ระบุว่า ช. ได้รับอันตรายสาหัส ช. จึงเป็นผู้เสียหายแต่เฉพาะในข้อหาดังกล่าวเท่านั้น ต่อมาศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาลงโทษจำเลยโดยรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ซึ่งความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๐๐ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โจทก์ร่วมจึงต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๓ ทวิ ที่โจทก์ร่วมอุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษจำคุกนั้น เป็นอุทธรณ์โต้เถียงดุลพินิจในการลงโทษ จึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว",วิ.อาญา,,,,,,, 65,11,,กรณีที่ทางพิจารณาได้ความว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิด แต่เป็นความผิดต่อผู้เสียหายต่างคนจากที่โจทก์บรรยายในฟ้อง จะถือว่าแตกต่างในข้อที่เป็นสาระสำคัญหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๖๖๓/๒๕๕๕ ตามทางบรรยายฟ้องและตามข้อเท็จจริงที่รับฟังเป็นยุติ ผู้เสียหายไม่ได้มอบหมายให้จำเลยเบิกเงิน ๔๙๐,๐๐๐ บาท จากบัญชีของผู้เสียหายที่เปิดไว้ที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาตาก แต่เป็นเจตนาของจำเลยที่ต้องการได้เงินโดยมิชอบ และหาวิธีการโดยการปลอมใบถอนเงินนำไปหลอกลวงเจ้าหน้าที่ธนาคารเพื่อให้ได้มาซึ่งเงินจำนวนดังกล่าว ดังนั้น เงินที่จำเลยได้มาตามฟ้อง แม้จะเป็นเงินที่เจ้าหน้าที่ธนาคารทำพิธีการทางบัญชีของธนาคารหักจากบัญชีของผู้เสียหายก็ตาม แต่เป็นเพราะจำเลยนำเอกสารปลอมไปหลอกลวงเจ้าหน้าที่ของธนาคารหลงเชื่อ เงินที่จำเลยได้ไปจึงเป็นเงินของธนาคาร มิใช่เงินของผู้เสียหายตาม ป.พ.พ. มาตรา ๖๗๒ จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานยักยอกเงินผู้เสียหายแม้ทางพิจารณาจะได้ความว่า ความผิดฐานยักยอกที่โจทก์ฟ้องแท้จริงแล้วเป็นความผิดฐานฉ้อโกง แต่เป็นความผิดต่อผู้เสียหายต่างคนจากที่โจทก์บรรยายในฟ้อง จึงเป็นข้อเท็จจริงแตกต่างจากที่กล่าวในฟ้องในข้อที่เป็นสาระสำคัญ ไม่อาจลงโทษจำเลยฐานฉ้อโกงได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคสอง",วิ.อาญา,,,,,,, 65,11,,การโต้แย้งเอกสารมหาชน ฝ่ายใดมีภาระการพิสูจน์,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๓๓/๒๕๕๑ โฉนดที่ดินเป็นเอกสารมหาชน กฎหมายให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าถูกต้อง ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินจึงได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานว่าเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๒๗ โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์เพื่อหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายอันเป็นคุณต่อผู้ร้อง คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๑๑๕/๒๕๕๑ โฉนดที่ดินและสารบัญญัติจดทะเบียนโฉนดที่ดินเป็นเอกสารมหาชนที่รัฐออกให้แก่ผู้ถือกรรมสิทธิ์ ย่อมสันนิษฐานไว้ก่อนว่าได้ออกมาโดยถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๒๗ เมื่อโฉนดที่ดินดังกล่าวมีชื่อจำเลยกับพี่น้องเป็นเจ้าของผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกันย่อมสันนิษฐานได้ว่าจำเลยกับพี่น้องมีส่วนเป็นเจ้าของเท่ากันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๕๗ การที่จำเลยอ้างว่าจำเลยได้รับส่วนแบ่งมากกว่าพี่น้องคนอื่นจำเลยจึงมีหน้าที่นำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าว คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๓๘๖/๒๕๕๓ เอกสารสัญญาจำนองที่จดทะเบียนโดยพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายเป็นเอกสารมหาชนที่ต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าแท้จริงและถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๒๗ จำเลยมีหน้าที่นำสืบถึงความไม่ถูกต้อง โดยจำเลยได้ให้การยอมรับว่าได้ทำสัญญาจำนองดังกล่าวกับโจทก์จริง แต่กล่าวอ้างว่า ตามความจริงนั้นจำเลยไม่ได้กู้ยืมเงินจากโจทก์ แต่กู้ยืมเงินจาก ม. โดยไม่คิดดอกเบี้ยกัน ส่วนเหตุที่ทำสัญญาจำนองกับโจทก์ เนื่องจากโจทก์ขอให้ทำสัญญากันไว้เพื่อไม่ให้พี่น้องของโจทก์และจำเลยต่อว่า ม. อันเป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยแสดงเจตนาทำนิติกรรมสัญญาโดยในใจจริงจำเลยไม่ได้มีเจตนาให้ตนต้องผูกพันตามเจตนาและสัญญาดังกล่าว ซึ่งโจทก์ทราบอยู่แล้ว โจทก์จึงอ้างสัญญานี้มา บังคับจำเลยไม่ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๔ อันเป็นการกล่าวอ้างว่าสัญญาจำนองและหนี้ตามสัญญาไม่สมบูรณ์โดยไม่มีเจตนาทำสัญญากันจริง ซึ่งจำเลยย่อมมีสิทธินำสืบพยานบุคคลแสดงข้อเท็จจริงตามข้อกล่าวอ้างได้โดยไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๙๔",วิ.แพ่ง,,,,,,, 65,12,,ฟ้องขอให้ลงโทษฐานวิ่งราวทรัพย์ ทางพิจารณาได้ความว่าเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ ในเวลากลางคืนและร่วมกระทำความผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไป ซึ่งมีโทษหนักกว่า ศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยในฐานความผิดที่ถูกต้องได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๕๓/๒๕๕๓ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับ ผ. ร่วมกันวิ่งราวโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้เสียหาย แต่ทางนำสืบของโจทก์กลับได้ความว่า ผ. ทำทีเป็นพูดโทรศัพท์เคลื่อนที่ และเอาโทรศัพท์ไปในขณะที่ผู้เสียหายให้บริการลูกค้าคนอื่นอยู่เป็นการเอาไปในขณะเผลอ มิใช่เป็นการฉกฉวยทรัพย์ไปโดยซึ่งหน้า จึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ เมื่อเหตุเกิดในเวลากลางคืนและร่วมกระทำความผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไป เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๕ (๑) และ ๓๓๕ (๗) ต้องรับโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๕ วรรคสอง ซึ่งมีโทษหนักกว่าความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ตามมาตรา ๓๓๖ วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาพิพากษาลงโทษจำเลยตามฐานความผิดที่ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๒ แต่จะพิพากษาลงโทษจำเลยหนักขึ้นกว่าที่ศาลล่างกำหนดไม่ได้ เพราะเป็นการเพิ่มเติมโทษต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๒,วิ.อาญา,,,,,,, 65,12,,พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานะลักทรัพย์รถยนต์หากรถยนต์ของผู้เสียหายถูกถอดส่วนควบออกเป็นอะไหล่ชิ้นส่วนต่าง ๆ คงเหลือซากที่เป็นรถยนต์ซึ่งผู้เสียหายได้รับคืนไปแล้ว พนักงานอัยการจะมีคำขอให้คืนหรือใช้ราคารถยนต์แก่ผู้เสียหายได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๔๕๙/๒๕๕๒ รถยนต์ของผู้เสียหายถูกถอดอุปกรณ์ส่วนควบออกเป็นอะไหล่ชิ้นส่วนต่าง ๆ คงเหลือซากที่เป็นรถยนต์ มิได้ถูกทำลายสูญหายไปทั้งหมดหรือแปรเปลี่ยนนำไปเป็นของอื่น เมื่อผู้เสียหายได้รับอุปกรณ์ส่วนควบซึ่งเป็นของกลางที่เจ้าพนักงานเก็บรักษาไว้คืนแล้ว พนักงานอัยการโจทก์จะขอให้คืนหรือใช้ราคาแก่ผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๔๓ อีกไม่ได้ แม้ผู้เสียหายจะได้รับความเสียหายอันเกิดจากการกระทำความผิดของจำเลยเนื่องจากนำรถยนต์ไปใช้ประโยชน์ตามวัตถุประสงค์เดิมไม่ได้ ก็เป็นเรื่องที่ผู้เสียหายจะต้องไปว่ากล่าวเรียกค่าเสียหายจากจำเลยเอาเองเป็นคดีใหม่,วิ.อาญา,,,,,,, 65,12,,ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ (มิได้พิพากษายกฟ้อง) ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คดีจะต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๐ หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำสั่งคำร้องศาลฎีกาที่ ท.๑๓๕๒/๒๕๕๓ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า มูลหนี้ตามเช็คพิพาทโจทก์และจำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่งและคดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว มูลหนี้ตามเช็คพิพาทเป็นอันสิ้นผลผูกพันคดีจึงเลิกกัน สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไป ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืนผลเท่ากับศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. ๒๔๙๙ มาตรา ๔ ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๐,วิ.อาญา,,,,,,, 65,12,,คำเบิกความไว้ก่อนฟ้องคดี ในคดีอาญาอีกสำนวนหนึ่ง จะรับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีหลังซึ่งเป็นคดีเรื่องเดียวกันกับคดีก่อนได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๒๗๒/๒๕๕๓ คำเบิกความของผู้เสียหายและ ว. ซึ่งศาลชั้นต้นให้สืบพยานไว้ก่อนในคดีอาญาอีกสำนวนหนึ่ง ซึ่งพวกของจำเลยร่วมกระทำความผิดกับจำเลยในคดีนี้ถูกฟ้องเป็นจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ ในคดีดังกล่าว คดีนี้และคดีดังกล่าวจึงเป็นคดีเดียวกัน แต่ที่พนักงานอัยการต้องแยกฟ้องเป็น ๒ คดี เนื่องจากจับจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ ได้ก่อน ส่วนจำเลยเพิ่งจับได้ในภายหลัง เพราะจำเลยหลบหนี ดังนั้นศาลจึงรับฟังคำเบิกความของผู้เสียหายและ ว. ที่ได้เบิกความไว้ในคดีดังกล่าวในการพิจารณาคดีนี้ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๓๗ ทวิ วรรคห้า ผู้เสียหายทำร้ายผู้ตายโดยใช้ไม้ตีแขนขาผู้ตายก็เนื่องจากถูกจำเลยบังคับให้ตีเมื่อผู้เสียหายไม่ตีผู้ตาย จำเลยก็ตีผู้เสียหายทำให้ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บมีรอยช้ำบวมที่ใบหน้า ศีรษะ แขนและขา การที่ผู้เสียหายตีผู้ตายดังกล่าวเป็นเพราะอยู่ภายใต้อำนาจ ซึ่งไม่สามารถหลีกเลี่ยงหรือขัดขืนได้ ผู้เสียหายจึงมิได้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยจึงมิใช่กรณีที่โจทก์อ้างจำเลยเป็นพยานอันจะต้องห้ามมิให้รับฟังตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๓๒ เทปบันทึกเสียงของกลางซึ่งพบที่บ้านจำเลยเป็นพยานหลักฐานอย่างหนึ่งที่พิสูจน์ความผิดหรือความบริสุทธิ์ของจำเลย จำเลยมิได้ต่อสู้หรือปฏิเสธความถูกต้องของเสียงที่มีการบันทึกไว้ จึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้",วิ.อาญา,,,,,,, 65,12,,"จำเลยให้การต่อสู้ว่า คดีโจทก์ขาดอายุความ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยไม่ได้วินิจฉัยเรื่องอายุความ โจทก์อุทธรณ์ จำเลยไม่ยกปัญหาเรื่องฟ้องโจทก์ขาดอายุความตั้งเป็นประเด็นไว้ในคำแก้อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าคดีโจทก์ ไม่ขาด อายุความ จำเลยจะฎีกาปัญหาเรื่องอายุความได้หรือไม่",มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๗๐๐/๒๕๕๓ จำเลยที่ ๒ ให้การว่า คดีโจทก์ขาดอายุความ ๒ ปี ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๑๐ เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยไม่ได้วินิจฉัยปัญหาเรื่องอายุความ โจทก์อุทธรณ์ จำเลยที่ ๒ ไม่ได้ยกปัญหาเรื่องฟ้องโจทก์ขาดอายุความตั้งเป็นประเด็นไว้ในคำแก้อุทธรณ์ จึงไม่มีประเด็นในเรื่องอายุความ แม้ศาลอุทธรณ์จะวินิจฉัยว่าคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ ๑๐ ปี ในการใช้สิทธิไล่เบี้ยไว้ ก็ไม่ทำให้เกิดประเด็นเรื่องอายุความ ที่จำเลยที่ ๒ ฎีกาว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ๑ ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสองทั้งไม่ใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๙,วิ.แพ่ง,,,,,,, 65,12,,โจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระหนี้เงินและบังคับจำนองระหว่างฎีกา จำเลยจะขอคุ้มครองชั่วคราวตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๖๔ ให้งดการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองไว้ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาได้หรือไม่,คำตอบ: คำสั่งคำร้องศาลฎีกาที่ ท.๑๕๒๗/๒๕๕๓ โจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระหนี้เงินและบังคับจำนอง มิใช่พิพาทกันด้วยทรัพย์สิน สิทธิหรือประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่งที่จำเลยจะร้องขอเพื่อให้ได้รับความคุ้มครอง โดยขอให้งดการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองไว้ชั่วคราวในระหว่างฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๖๔,วิ.แพ่ง,,,,,,, 65,12,,"ศาลชั้นต้นสั่งจำหน่ายคดีโดยผิดหลงว่าคู่ความทั้งสองฝ่ายขาดนัดพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งยกเลิกคำสั่ง ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องของโจทก์โดยไม่ได้ส่งสำเนาคำร้องของโจทก์ให้แก่จำเลยคัดค้านก่อน แล้วมีคำสั่งเพิกถอน คำสั่งจำหน่ายคดี ดังนี้ชอบหรือไม่",มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๘๙๗/๒๕๕๓ ศาลชั้นต้นนัดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลย เวลา ๙ นาฬิกา เมื่อถึงวันนัดในช่วงเช้าทนายโจทก์และผู้รับมอบอำนาจโจทก์มาศาลและไปคอยอยู่ที่ห้องพิจารณาคดีที่ ๒ แต่เนื่องจากคดีนี้ย้ายไปพิจารณาที่ห้องพิจารณาคดีที่ ๕ จึงไม่พบสำนวนคดีนี้ที่ห้องพิจารณาคดีที่ ๒ ทนายโจทก์จึงไปสอบถามเจ้าหน้าที่ศูนย์หน้าบัลลังก์ ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ศูนย์หน้าบัลลังก์ลงเวลานัดพิจารณาคดีผิดพลาดเป็นช่วงบ่าย ทนายโจทก์และผู้รับมอบอำนาจโจทก์จึงไม่ได้เข้าห้องพิจารณาคดีที่ ๕ ในช่วงเช้า โดยรออยู่ที่ศาลจนถึงช่วงบ่าย แสดงให้เห็นว่าผู้รับมอบอำนาจโจทก์และทนายโจทก์มาศาลตามกำหนดนัดแล้ว แต่เป็นความผิดพลาดของเจ้าหน้าที่ศาลเองที่ทำให้ผู้รับมอบอำนาจโจทก์และทนายโจทก์ไม่ได้เข้าห้องพิจารณาคดี เป็นเหตุให้ศาลชั้นต้นเข้าใจว่าคู่ความทั้งสองฝ่ายขาดนัดพิจารณา จึงมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกเสียจากสารบบความ เป็นการสั่งโดยผิดหลงชอบที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบดังกล่าวเสียได้ตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗ ให้อำนาจไว้ โดยไม่จำต้องมีคู่ความฝ่ายใดร้องขอ,วิ.แพ่ง,,,,,,, 65,13,,เจ้าหนี้โอนสิทธิเรียกร้องให้บุคคลอื่นโดยสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องทำที่สำนักงานของผู้รับโอน หากลูกหนี้ไม่ชำระหนี้แก่ผู้รับโอน จะถือว่ามูลคดีเกิดขึ้นที่ใด,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๔๓๐/๒๕๕๔ สัญญาว่าจ้างที่ทำขึ้นระหว่างจำเลยกับห้างหุ้นส่วนจำกัด ว. ระบุว่าทำ ณ ที่ทำการของจำเลยที่อำเภอพล จังหวัดขอนแก่น ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจศาลจังหวัดพล แม้ห้างดังกล่าวทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องค่าก่อสร้างตามสัญญาว่าจ้างให้แก่โจทก์ แต่โจทก์ก็เป็นเพียงผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องของห้างฯ ในอันที่จะบังคับชำระหนี้ตามมูลหนี้เดิมจากจำเลยแทนห้างฯ เมื่อสัญญาที่เป็นมูลหนี้ให้เกิดการโอนสิทธิเรียกร้อง เกิดขึ้น ณ ที่ทำการของจำเลย และจำเลยปฏิเสธไม่จ่ายเงินค่าก่อสร้างให้แก่โจทก์ ถือว่ามูลเหตุซึ่งเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิอันจะทำให้โจทก์มีอำนาจฟ้องเกิดขึ้น ณ ที่ทำการของจำเลยซึ่งอยู่ในอำนาจศาลจังหวัดพล โจทก์จึงฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๔ (๑) ไม่ได้,วิ.แพ่ง,,,,,,, 65,13,,จำเลยมิได้ให้การต่อสู้เรื่องโจทก์ใช้สิทธิฟ้องคดีโดยไม่สุจริตไว้ในคำให้การ แต่ได้กล่าวอ้างไว้ในคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ ดังนี้ จำเลยจะอุทธรณ์ปัญหาดังกล่าวได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๑๒๙/๒๕๕๔ แม้ว่า ป.พ.พ. มาตรา ๕ จะบัญญัติไว้ว่า “ในการใช้สิทธิแห่งตนก็ดี ในการชำระหนี้ก็ดี บุคคลทุกคนต้องกระทำโดยสุจริต” แต่มาตรา ๖ ก็ได้บัญญัติต่อไปว่า “ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า บุคคลทุกคนกระทำการโดยสุจริต” โจทก์จึงได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานในกฎหมายดังกล่าวว่าโจทก์ใช้สิทธิฟ้องคดีโดยสุจริต จำเลยทั้งสองจะต้องให้การโดยแจ้งชัดว่าโจทก์ใช้สิทธิฟ้องคดีโดยไม่สุจริตอย่างไร เพื่อให้เป็นประเด็นข้อพิพาทในคำให้การจึงจะนำสืบหรือยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นอุทธรณ์ฎีกาเพื่อหักล้างข้อสันนิษฐานในกฎหมายดังกล่าวได้ เมื่อจำเลยทั้งสองมิได้ให้การต่อสู้ในเรื่องโจทก์ใช้สิทธิฟ้องคดีโดยไม่สุจริตไว้ในคำให้การ แม้จำเลยทั้งสองจะได้กล่าวอ้างไว้ในคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ แต่ไม่ใช่คำให้การจึงไม่ก่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาท แม้ว่าปัญหาเรื่องเอกสารใดเป็นตราสารอันต้องปิดอากรแสตมป์บริบูรณ์ตาม ป.รัษฎากร จะเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนและคู่ความมีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ได้แม้จะไม่ได้ยกขึ้นกล่าวในศาลชั้นต้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๕ วรรคสอง แต่ตามสัญญากู้เงินมีการปิดอากรแสตมป์และประทับตราค่าอากรแสตมป์ซึ่งเป็นวันทำสัญญากู้ยืมดังกล่าวโดยครบถ้วนบริบูรณ์แล้ว ส่วนหนังสือต่ออายุสัญญากู้เงินเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสัญญากู้เงินฉบับเดิมและไม่ใช่ตราสารที่จะต้องปิดอากรแสตมป์ตาม ป.รัษฎากร จึงรับฟังสัญญากู้เงินและหนังสือต่อสัญญากู้เงินเป็นพยานหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง",วิ.แพ่ง,,,,,,, 65,13,,ในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์และผู้เสียหายยื่นคำร้องขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๔๔/๑ จะอุทธรณ์ฎีกาข้อเท็จจริงในส่วนแพ่งได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๐๓๖/๒๕๕๔ ในคดีตามคำร้องขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๔๔/๑ วรรคหนึ่ง เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืนให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้ผู้เสียหายเป็นเงิน ๑๗๙,๐๐๐ บาท จำเลยฎีกาว่า จำเลยต้องรับผิดไม่เกิน ๑๐,๐๐๐ บาท จำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาในคดีส่วนแพ่งจึงไม่เกินสองแสนบาท ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๘ วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๔๐ ฎีกาของจำเลยเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ เป็นฎีกาในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว",วิ.อาญา,,,,,,, 65,13,,ฟ้องขอให้ลงโทษในความผิดฐานพยายามข่มขืนกระทำชำเรา ทางพิจารณาได้ความว่าเป็นความผิดฐานกระทำอนาจาร ศาลลงโทษได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๐๖๕/๒๕๕๔ จำเลยใช้กำลังประทุษร้ายกดตัวผู้เสียหายลงกับพื้นใช้มือชกที่บริเวณท้องและปากของผู้เสียหาย แล้วจำเลยฉีกกระชากกระโปรงของผู้เสียหายจนขาดผู้เสียหายร้องให้คนช่วยและมีผู้เข้าช่วยเหลือลักษณะการกระทำของจำเลยยังไม่อยู่ในวิสัยที่จำเลยจะกระทำชำเราผู้เสียหายได้ จึงไม่เป็นความผิดฐานพยายามข่มขืนกระทำชำเรา แม้จำเลยให้การรับสารภาพก็ลงโทษจำเลยไม่ได้ แต่การกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นความผิดฐานกระทำอนาจารผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๘ อันเป็นความผิดที่รวมการกระทำตามที่โจทก์ฟ้องอยู่ด้วย ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยตามความที่พิจารณาได้ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๒ วรรคท้าย ได้,วิ.อาญา,,,,,,, 65,13,,"คดีอาญาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ คู่ความจะฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายได้หรือไม่ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำคุกจำเลยเกิน ๕ ปี โจทก์จะฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้หรือไม่","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๑๑๓/๒๕๕๔ ความผิดข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๙ (๔) ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษายกฟ้องโจทก์ จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและปัญหาข้อกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๐ ความผิดข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยทรมานหรือโดยกระทำทารุณโหดร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๙ (๕) ประกอบมาตรา ๖๕ วรรคสอง ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำคุกจำเลยเกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้โจทก์ร่วมทั้งสองฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๘ วรรคสอง ที่โจทก์ร่วมทั้งสองฎีกาว่าพยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองฟังได้ว่าจำเลยมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนด้วย และขณะกระทำความผิดจำเลยมีสติสามารถรู้ผิดชอบชั่วดีสมควรพิพากษาให้ประหารชีวิตจำเลยสถานเดียว เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค ๓ เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงจึงต้องห้ามมิให้โจทก์ร่วมทั้งสองฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว",วิ.อาญา,,,,,,, 65,14,,"โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย หากไม่ชำระหนี้หรือชำระไม่ครบถ้วน ขอให้ยึดทรัพย์สินของจำเลยและทรัพย์สินที่จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้โจทก์ครบถ้วน ศาลวินิจฉัยให้โจทก์ชนะคดีเต็มตามฟ้องโดยให้ยึดทรัพย์สินที่จำนองออกขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์ได้ แต่มิได้พิพากษาว่า หากได้เงิน ไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ ดังนี้ โจทก์จะมีสิทธิบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินอื่นของจำเลยหรือไม่","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๐๗๘/๒๕๕๑ โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันรับผิดต่อโจทก์โดยชำระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี สัญญากู้ยืมเงิน สัญญาค้ำประกันและโจทก์ประสงค์บังคับจำนองเอาแก่ที่ดินตามฟ้อง อันเป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยทั้งห้าไม่ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะลูกหนี้แห่งสิทธิเรียกร้องชำระหนี้ตามสัญญาดังกล่าว เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ซึ่งมีสิทธิเรียกร้องตามบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์อันเป็นกฎหมายสารบัญญัติ และเป็นคดีมีข้อพิพาท ดังนี้ เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งห้าเป็นคดีเข้าสู่ศาล ศาลย่อมมีอำนาจหน้าที่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งซึ่งเป็นกฎหมายวิธีสบัญญัติในการที่จะวินิจฉัยและพิพากษาคดี โดยหากวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งห้าเป็นฝ่ายผิดสัญญาต้องรับผิดต่อโจทก์ตามกฎหมายสารบัญญัติ ก็ย่อมพิพากษาให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระหนี้ตามฟ้องให้แก่โจทก์ตามสิทธิเรียกร้องที่โจทก์มีต่อจำเลยทั้งห้าในทางแพ่ง สำหรับคดีนี้ เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ รวมทั้งให้โจทก์มีสิทธิบังคับจำนองเอาแก่ที่ดินตามฟ้องในฐานะเจ้าหนี้จำนองผู้ทรงทรัพยสิทธิจำนองเหนือที่ดินตามฟ้องตามกฎหมายสารบัญญัติด้วย ความรับผิดดังกล่าวของจำเลยทั้งห้าก็คือ หนี้ตามคำพิพากษา หากจำเลยทั้งห้าในฐานะลูกหนี้ตามคำพิพากษาไม่ชำระหนี้หรือชำระไม่ครบ โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาก็ย่อมมีสิทธิบังคับคดี และในกรณีหนี้ตามคำพิพากษาไม่ชำระหนี้หรือชำระไม่ครบ โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาก็ย่อมมีสิทธิบังคับคดี และในกรณีหนี้ตามคำพิพากษาเป็นหนี้เงินการบังคับคดีย่อมเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๒๗๑ มาตรา ๒๗๘ และมาตรา ๒๘๒ คือการยึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยทั้งห้าหรือบุคคลภายนอกซึ่งเป็นลูกหนี้แห่งสิทธิเรียกร้องของจำเลยทั้งห้า เพื่อนำออกขายทอดตลาดและนำเงินที่ได้มาชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่โจทก์ อันเป็นอีกขั้นตอนหนึ่งที่กฎหมายให้สิทธิแก่โจทก์โดยสืบเนื่องจากผลแห่งคำพิพากษา และไม่มีกฎหมายบัญญัติให้ศาลจำต้องระบุสิทธิในการบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินของจำเลยทั้งห้าไว้ในคำพิพากษาด้วย ดังนี้ เมื่อศาลชั้นต้นได้พิพากษาให้โจทก์ชนะคดีเต็มตามฟ้อง และโจทก์ก็ได้มีคำขอให้ยึดทรัพย์สินของจำเลยทั้งห้า การที่คำพิพากษามิได้ระบุให้โจทก์ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งห้าออกขายทอดตลาดอันเป็นขั้นตอนในการบังคับคดี จึงหาเป็นเหตุให้โจทก์ไม่มีสิทธิที่จะบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งห้าซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาไม่ โจทก์มีคำขอท้ายฟ้องและอุทธรณ์ฎีกาในเหตุดังกล่าวโดยตรงขึ้นมายังศาลสูงก็ชอบที่ศาลจะต้องกล่าวในคำพิพากษาให้สิทธิแก่โจทก์ที่จะบังคับคดียึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งห้าไว้ด้วย เพื่อให้เกิดความชัดเจนแก่คู่ความและเจ้าพนักงานบังคับคดี ในการปฏิบัติให้บรรลุผลตามคำพิพากษาในเนื้อหาคดี ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรแก้ไขเพิ่มเติมคำพิพากษาให้ครบถ้วนตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์",วิ.แพ่ง,,,,,,, 65,14,,ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้เพิกถอนหมายจับผู้ต้องหา ผู้ต้องหาจะอุทธรณ์คำสั่งได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๗๙/๒๕๕๕ ผู้ร้องยื่นคำร้องของออกหมายจับผู้ต้องหาศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้ออกหมายจับผู้ต้องหาฉบับลงวันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๕๑ ต่อมาผู้ต้องหายื่นคำร้องขอให้เพิกถอนหมายจับดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องของผู้ต้องหา ผู้ต้องหายื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ มีคำสั่งให้เพิกถอนหมายจับผู้ต้องหา ผู้ร้องฎีกา มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งคำร้องขอเพิกถอนถอนหมายจับผู้ต้องหานั้น ผู้ต้องหามีสิทธิยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นต่อศาลอุทธรณ์ภาค ๑ เพื่อขอให้เพิกถอนหมายจับผู้ต้องหาได้หรือไม่ เห็นว่า ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๒๔ บัญญัติว่า “ให้ผู้พิพากษาคนหนึ่งมีอำนาจดังต่อไปนี้ (๑) ออกหมายเรียก หมายอาญา หรือหมายสั่งให้ส่งคนมาจากหรือไปยังจังหวัดอื่น (๒) ........... ฯลฯ...................."" สำหรับอำนาจของผู้พิพากษาคนเดียวในการออกหมายอาญาประเภทหมายจับนั้น จะต้องปรากฏเหตุตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๖๖ ซึ่งบัญญัติว่า “เหตุที่จะออกหมายจับได้มีดังต่อไปนี้ (๑) เมื่อมีหลักฐานตามสมควรว่าบุคคลใดน่าจะได้กระทำความผิดอาญา ซึ่งมี อัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปี หรือ (๒) เมื่อมีหลักฐานตามสมควรว่าบุคคลใดน่าจะได้กระทำความผิดอาญาและมีเหตุอันควรเชื่อว่าจะหลบหนี...” และตามมาตรา ๕๙/๑ บัญญัติต่อไปว่า “ก่อนออกหมาย จะต้องปรากฏพยานหลักฐานตามสมควรที่ทำให้ศาลเชื่อได้ว่ามีเหตุที่จะออกหมาย ตามมาตรา ๖๖ มาตรา ๖๙ หรือมาตรา ๗๑....” จากบทบัญญัติดังกล่าว เห็นว่า การออกหมายจับผู้ต้องหาตามคำร้องของพนักงานสอบสวนเป็นอำนาจของผู้พิพากษาคนเดียวในศาลชั้นต้น เพื่อให้การสอบสวนผู้ต้องหาดำเนินไปตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างรวดเร็ว ต่อเนื่อง และเป็นธรรมโดยไม่มีปัญหาติดขัด ล่าช้าหรือมีอุปสรรคในการดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรมขั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๓๔ โดยที่ขณะนั้นยังไม่เป็นการฟ้องคดีมาสู่การพิจารณาของศาล แต่เป็นอำนาจพิเศษที่กฎหมายบัญญัติให้ผู้พิพากษาคนเดียวในศาลชั้นต้นมีอำนาจออกหมายจับผู้ต้องหาตามคำร้องของพนักงานสอบสวนได้ภายใต้บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๖๖ และมาตรา ๕๙/๑ โดยเฉพาะ จึงไม่ใช่เรื่องที่กฎหมายมีความประสงค์จะให้ผู้ต้องหายื่นอุทธรณ์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๓ เพราะจะทำให้การดำเนินงานกระบวนการยุติธรรมประสบอุปสรรคและเกิดความล่าช้า ดังจะเห็นได้จากประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๕๙ วรรคสาม บัญญัติเป็นใจความว่า “ในกรณีจำเป็นเร่งด่วนซึ่งมีเหตุอันควรโดยผู้ร้องขอไม่อาจไปพบศาลได้ ผู้ร้องขออาจร้องขอต่อศาลทางโทรศัพท์ โทรสาร สื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือสื่อเทคโนโลยีสารสนเทศประเภทอื่นที่เหมาะสมเพื่อขอให้ศาลออกหมายจับผู้ต้องหาได้ ในกรณีเช่นว่านี้เมื่อศาลสอบถามจนปรากฏว่ามีเหตุที่จะออกหมายจับได้ตามมาตรา ๕๙/๑ และมีคำสั่งให้ออกหมายนั้นแล้ว...” และตามวรรคสี่ ตอนท้าย บัญญัติว่า “...หากความปรากฏต่อศาลในภายหลังว่าได้มีการออกหมายจับไปโดยฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ศาลอาจมีคำสั่งให้เพิกถอนหมายจับหรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงหมายจับได้ ทั้งนี้ ศาลจะมีคำสั่งให้ผู้ร้องขอจัดการแก้ไขเพื่อเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่บุคคลที่เกี่ยวข้องตามที่เห็นสมควรก็ได้” โดยบทบัญญัติของมาตรานี้ก็ได้ระบุวิธีการให้ศาลชั้นต้นซึ่งออกหมายจับมีอำนาจโดยตรงในการแก้ไขเยียวยาความเสียหายจากการออกหมายจับผู้ต้องหาโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายไว้เป็นการเฉพาะแล้ว ทั้งมิได้ระบุให้สิทธิแก่ผู้ต้องหาในการยื่นอุทธรณ์โต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นแต่อย่างใด แสดงให้เห็นเจตนารมณ์ของกฎหมายอย่างชัดเจนว่ามีวัตถุประสงค์จะให้กระบวนการยุติธรรมในชั้นการขอออกหมายจับ การขอเพิกถอนหมายจับตลอดจนการแก้ไขเพื่อเยียวยาความเสียหายแก่บุคคลที่เกี่ยวข้องยุติไปในระดับศาลชั้นต้นเท่านั้น อีกประการหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๖๗ ยังได้บัญญัติว่า “หมายจับคงใช้ได้อยู่จนกว่าจะจับได้ เว้นแต่ความผิดอาญาตามหมายนั้นขาดอายุความหรือศาลซึ่งออกหมายนั้นได้ถอนหมายคืน” ดังนั้น หากผู้ต้องหาที่ถูกออกหมายจับได้เข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวนแล้ว หมายจับก็ย่อมสิ้นผลไปในตัว หรือหากคดีขาดอายุความ หรือศาลชั้นต้นซึ่งออกหมายจับนั้นได้ถอนหมายจับคืนเสียแล้ว หมายจับก็ย่อมสิ้นผลเช่นเดียวกัน ด้วยเหตุผลดังที่ได้วินิจฉัยประกอบกันมาผู้ต้องหาจึงไม่มีสิทธิยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้เพิกถอนหมายจับผู้ต้องหาต่อศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ของผู้ต้องหา เป็นการสั่งรับอุทธรณ์โดยไม่ชอบ และศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ชอบที่จะไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ต้องหาเช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ต้องหานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น",วิ.อาญา,,,,,,, 65,15,,คำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้เข้าเป็นจำเลยร่วม เข้าสวมสิทธิแทนโจทก์ หรือให้โจทก์นำพยานหลักฐานเข้าสืบก่อน เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๐๑๘/๒๕๕๔ คำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้เข้าเป็นจำเลยร่วมเป็นคำสั่งก่อนที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดี ทั้งมิใช่คำสั่งตามที่ระบุไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๗ และมาตรา ๒๒๘ จึงเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา เมื่อโจทก์ไม่ได้โต้แย้งคำสั่งนั้นไว้เพื่อใช้สิทธิอุทธรณ์ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๖ (๒) ประกอบมาตรา ๒๔๗ โจทก์จึงอุทธรณ์ฎีกาคำสั่งดังกล่าวของศาลชั้นต้นมิได้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๑๘/๒๕๕๑ คำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้บริษัท บ. เข้าสวมสิทธิแทนโจทก์ในขณะที่คดีที่จำเลยที่ ๒ ร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ยังอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๖ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๓๘/๒๕๕๓ คำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งให้โจทก์นำพยานหลักฐานเข้าสืบก่อนเป็นคำสั่งที่มิได้ทำให้คดีเสร็จไปทั้งเรื่อง ยังต้องมีการดำเนินกระบวนพิจารณากันต่อไป จึงเป็นคำสั่งในระหว่างพิจารณา โจทก์ต้องโต้แย้งคำสั่งไว้จึงจะมีสิทธิอุทธรณ์ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๖ วรรคหนึ่ง (๒)",วิ.แพ่ง,,,,,,, 65,15,,"การอุทธรณ์ฎีกาคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ฎีกา จะอยู่ในบังคับข้อห้ามมิให้คู่ความ อุทธรณ์ฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๔, ๒๔๘ หรือไม่","คำตอบ: คำสั่งคำร้องศาลฎีกาที่ ท.๒๒๘๔/๒๕๕๓ ฎีกาของจำเลยมิใช่เป็นฎีกาในเนื้อหาของคดี แต่เป็นฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ ก็อยู่ในบังคับข้อห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๘ วรรคสอง คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๕๐/๒๕๕๔ จำเลยฎีกาว่า ตามคำร้องของจำเลยเป็นกรณีที่มีพฤติการณ์พิเศษ จำเลยพยายามหาเงินค่าฤชาธรรมเนียมมาวางศาลในชั้นอุทธรณ์ แต่ยังไม่สามารถหาเงินดังกล่าวได้ ซึ่งหากศาลไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์จะทำให้จำเลยเสียสิทธิในการดำเนินคดี เป็นฎีกาที่โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังข้อเท็จจริงของศาลอุทธรณ์ที่วินิจฉัยว่าพฤติการณ์ดังกล่าวยังถือไม่ได้ว่าเป็นพฤติการณ์พิเศษตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๓ เป็นฎีกาในข้อเท็จจริง แม้เป็นปัญหาเกี่ยวกับการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น แต่เมื่อทุนทรัพย์พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. ๒๔๘ วรรคหนึ่ง",วิ.แพ่ง,,,,,,, 65,15,,คดีพิพาทเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดินหลายแปลง การพิจารณาว่าคดีต้องห้ามอุทธรณ์ฎีกาในข้อเท็จจริงหรือไม่ ต้องแยกพิจารณาเฉพาะที่ดินแต่ละแปลงหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๖๘๒/๒๕๕๔ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาทรวม ๘ โฉนดแก่โจทก์ให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินพิพาท จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า ที่ดินพิพาททั้งแปดแปลงเป็นของจำเลย กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามคำฟ้องเป็นคดีมีทุนทรัพย์จึงต้องแยกออกเฉพาะที่ดินแต่ละแปลง จำเลยอุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษาว่าที่ดินพิพาทรวม ๒ แปลง เป็นของจำเลย ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์สำหรับที่ดินทั้งสองแปลง แต่ละแปลงมีราคาไม่เกิน ๕๐,๐๐๐ บาท จำเลยอุทธรณ์ว่า ที่ดินทั้งสองแปลงเป็นของจำเลยอันเป็นการอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้นซึ่งเป็นปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๔ วรรคหนึ่ง แม้ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ รับวินิจฉัยให้ก็เป็นการไม่ชอบ ถือว่าเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค ๓ ย่อมต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่ง ส่วนที่ดินอีก ๖ แปลง แต่ละแปลงมีราคาไม่เกิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๘",วิ.แพ่ง,,,,,,, 65,15,,คดีที่มีโจทก์หลายคนร่วมกันฟ้องจำเลย โดยโจทก์แต่ละคนต่างใช้สิทธิเฉพาะตัวเรียกเอาส่วนของตน การพิจารณาทุนทรัพย์ว่าจะต้องห้ามอุทธรณ์ฎีกาในข้อเท็จจริงหรือไม่ต้องพิจารณาแยกต่างหากจากกันหรือรวมกัน,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๖๓๕/๒๕๕๒ โจทก์ทั้งสามร่วมกันฟ้องจำเลยทั้งสี่เป็นคดีเดียวกันเพราะโจทก์ทั้งสามมีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๙ แต่โจทก์ที่ ๑ อ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของ ม. บิดาโจทก์ที่ ๑ เมื่อ ม. ถึงแก่ความตายที่ดินเป็นมรดกตกทอดแก่โจทก์ที่ ๑ ต่อมาโจทก์ที่ ๑ แบ่งที่ดินออกเป็น ๓ ส่วน ส่วนที่ ๑ เนื้อที่ ๙ ไร่ ๙๓ ตารางวา ราคาประมาณ ๔๕,๐๐๐ บาท โจทก์ที่ ๑ ครอบครองทำประโยชน์ ส่วนที่ ๒ เนื้อที่ ๗ ไร่ ๒ งาน ๕๓ ตารางวา ราคาประมาณ ๔๐,๐๐๐ บาท โจทก์ที่ ๑ โอนสิทธิครอบครองให้แก่โจทก์ที่ ๒ และส่วนที่ ๓ เนื้อที่ ๗ ไร่ ๓ งาน ๓๙ ตารางวา ราคาประมาณ ๔๐,๐๐๐ บาท โจทก์ที่ ๑ โอนสิทธิครอบครองให้แก่โจทก์ที่ ๓ หลังจากนั้นโจทก์ทั้งสามขอออกโฉนดที่ดินแต่ละส่วนของแต่ละคน เป็นเรื่องที่โจทก์แต่ละคนต่างครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตามส่วนที่แต่ละคนขอรังวัดออกโฉนด อันเป็นการที่โจทก์แต่ละคนต่างใช้สิทธิเฉพาะตัวตามมาตรา ๕๕ การพิจารณาทุนทรัพย์ว่าต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามมาตรา ๒๒๔ วรรคหนึ่ง จึงต้องพิจารณาทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ของโจทก์แต่ละคนแยกกัน คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๑๗๑/๒๕๕๓ โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นทายาทของ ส. และ ข. ฟ้องขอแบ่งมรดกจากจำเลยโดยให้จดทะเบียนเพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินมรดกระหว่างจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกกับจำเลยในฐานะส่วนตัว และเพิกถอนการจดทะเบียนการโอนที่ดินระหว่างจำเลยกับจำเลยร่วมทั้งสี่ จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์และเป็นเรื่องที่โจทก์ทั้งสองแต่ละคนใช้สิทธิฟ้องเรียกส่วนแบ่งทรัพย์มรดกจากจำเลยเป็นการเฉพาะตัว โจทก์แต่ละคนชอบที่จะเสนอคดีต่อศาลได้โดยลำพัง แม้โจทก์ทั้งสองจะฟ้องคดีรวมกันมาก็ต้องถือทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละคนแยกต่างหากจากกัน คู่ความตีราคาทรัพย์พิพาทตามคำขอท้ายฟ้อง ๒๑๐,๐๐๐ บาท ฉะนั้นทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละคนจึงคิดเป็นเงินเพียง ๕๒,๕๐๐ บาท ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงเว้นแต่ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ได้รับรองให้ฎีกา ทั้งนี้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๘ วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยและจำเลยร่วมทั้งสี่ได้ยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค ๓ รับรองให้ฎีกาพร้อมกับฎีกาตามมาตรา ๒๔๘ วรรคสี่ แล้ว ศาลชั้นต้นชอบที่จะส่งคำร้องขอให้ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิจารณาว่าจะรับรองให้ฎีกาในข้อเท็จจริงหรือไม่ก่อนแล้วจึงมีคำสั่งว่าจะรับรองให้ฎีกาในข้อเท็จจริงหรือไม่ก่อนแล้วจึงมีคำสั่งว่าจะรับฎีกาหรือไม่ การที่ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นที่ไม่ได้นั่งพิจารณาคดีสั่งยกคำร้องและสั่งรับฎีกาดังกล่าวข้างต้นจึงเป็นการผิดหลงและเป็นการดำเนินกระบวนการพิจารณาที่ไม่ชอบเนื่องจากไม่ได้ปฏิบัติให้เป็นไปตามบทบัญญัติว่าด้วยการพิจารณาคดีศาลฎีกามีอำนาจเพิกถอนคำสั่งของผู้พิพากษาศาลชั้นต้นที่สั่งยกคำร้องและสั่งรับฎีกาดังกล่าวตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๓ (๑) และมาตรา ๒๗ ประกอบด้วยมาตรา ๒๔๗",วิ.แพ่ง,,,,,,, 65,15,,ฟ้องว่าเป็นตัวการร่วมกระทำความผิด ทางพิจารณาได้ความว่าเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิด ศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยได้หรือไม่เพียงใด,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๖๓๓/๒๕๕๔ โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นและร่วมกันกระทำความฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร แต่ทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยที่ ๑ เป็นผู้ใช้ให้จำเลยที่ ๒ กระทำความผิด มิใช่เป็นตัวการร่วมกระทำความผิดด้วยกันตาม ป.อ. มาตรา ๘๓ ดังที่โจทก์ฟ้อง จึงลงโทษจำเลยที่ ๑ ฐานเป็นตัวการร่วมกันกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นและร่วมกันกระทำความผิดฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรตามที่โจทก์ฟ้องไม่ได้ เพราะข้อเท็จจริงในทางพิจารณาแตกต่างกับฟ้องในข้อสาระสำคัญตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคสอง แต่การกระทำของจำเลยที่ ๑ ถือได้ว่าเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของจำเลยที่ ๒ ตาม ป.อ. มาตรา ๘๖ ด้วย ซึ่งศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยที่ ๑ ฐานเป็นผู้สนับสนุนได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคท้าย,วิ.อาญา,,,,,,, 65,15,,คำพิพากษาศาลชั้นต้นมิได้วินิจฉัยในเรื่องของกลางซึ่งโจทก์มีคำขอให้ริบ โจทก์ไม่อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์จะสั่งริบของกลางได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๗๑๓/๒๕๕๔ โจทก์มีคำขอให้ริบเครื่องสูบน้ำของกลางที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ใช้ในการกระทำความผิด แต่ศาลชั้นต้นยังมิได้วินิจฉัยว่าจะริบเครื่องสูบน้ำหรือไม่ ไม่ใช่เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยแล้วแต่ไม่เห็นสมควรริบเครื่องสูบน้ำของกลาง คำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา ๑๘๖ (๙) แม้โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ จึงมีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มตรา ๑๙๕ วรรคสอง และการริบทรัพย์สิน แม้ตาม ป.อ. มาตรา ๑๘ จะบัญญัติว่าเป็นโทษสถานหนึ่ง แต่เป็นโทษที่มุ่งถึงตัวทรัพย์เป็นสำคัญต่างกับโทษสถานอื่น ซึ่งแม้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ จะไม่ได้กระทำความผิดหรือกระทำความผิดแต่ไม่ต้องรับโทษ ศาลก็มีอำนาจสั่งริบทรัพย์สินของกลางได้ จึงไม่เป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ (คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๒๙๙/๒๕๔๗, ๖๒๔๗/๒๕๔๕, ๗๑๔/๒๕๔๒, ๑๐๒๐/๒๕๔๑ วินิจฉัยเช่นกัน)",วิ.อาญา,,,,,,, 65,16,,"การจับในที่รโหฐาน โดยไม่ต้องมีหมายจับ หมายค้น ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๘๑, ๙๒ มีตัวอย่างคำพิพากษาฎีกา วินิจฉัยไว้อย่างไร","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๗๗๙/๒๕๕๓ การที่จะวินิจฉัยว่าเจ้าพนักงานตำรวจสามารถตรวจค้นอู่ซ่อมรถยนต์ของจำเลยที่ ๑ และจับจำเลยที่ ๑ โดยไม่ต้องมีหมายค้นและหมายจับนั้น จำเป็นต้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงเสียก่อนว่า มีพยานหลักฐานตามสมควรว่าสิ่งของที่ได้มาโดยการกระทำความผิดได้อยู่ในสถานที่ตรวจค้นและมีเหตุอันควรเชื่อว่าเนื่องจากการเนิ่นช้ากว่าจะเอาหมายค้นมาได้สิ่งของนั้นจะถูกโยกย้ายเสียก่อน และมีเหตุที่เจ้าพนักงานตำรวจจะจับจำเลยที่ ๑ ได้โดยไม่มีหมายจับของศาลตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๗๘ และมาตรา ๙๒ (๔) หรือไม่ จึงเป็นการฎีกาโต้เถียงในปัญหาข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวอันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๓๘๗/๒๕๔๓ ก่อนการค้นบ้านผู้ต้องหาครั้งนี้ เจ้าพนักงานตำรวจได้จับกุม ท. พร้อมเมทแอมเฟตามีนจำนวน ๙๕ เม็ดในเวลา ๑๖ นาฬิกาเศษการค้นในที่รโหฐานตามปกติจะต้องกระทำในเวลากลางวันตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๙๖ ขณะนั้นเป็นเวลาเย็นใกล้จะมืดแล้ว ประกอบกับยาเสพติดเป็นสิ่งของที่ขนย้ายหลบหนีได้ง่ายโดยเฉพาะในเวลากลางคืน นอกจากนี้สถานีตำรวจอำเภอห้างฉัตรมิได้อยู่ใกล้กับศาลชั้นต้น การไปขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายค้นย่อมทำให้เนิ่นช้ากว่าจะเอาหมายค้น มาได้ เมทแอมเฟตามีนอาจจะถูกโยกย้ายเสียก่อนแล้ว ดังนั้น จึงเข้าข้อยกเว้นให้ค้นได้โดยไม่ต้องมีหมายค้นของศาลตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๙๒ (๔) คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๙๕๘/๒๕๕๑ แม้เจ้าพนักงานตำรวจจะมิได้ดำเนินการขอหมายค้นจากศาลชั้นต้นก่อนเข้าตรวจค้นบ้านจำเลยก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าสายลับล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนที่หน้าบ้านจำเลย และเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมได้แอบซุ่มดูและ เห็นเหตุการณ์การล่อซื้อดังกล่าว จึงเข้าตรวจค้นและจับกุมจำเลย เป็นกรณีที่เจ้าพนักงานตำรวจพบเห็นการกระทำความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนและมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายอันเป็นความผิดซึ่งหน้า และการตรวจค้นจับกุมได้กระทำต่อเนื่องกัน เจ้าพนักงานตำรวจจึงเข้าตรวจค้นบ้านจำเลยได้โดยไม่จำต้องมีหมายค้นตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๙๒ (๒) (เดิม) (ตรงกับตัวบทปัจจุบัน แต่นักกฎหมายบางท่านเห็นว่าน่าจะปรับมาตรา ๙๒ (๔)) คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๔๙๖/๒๕๔๓ เจ้าพนักงานผู้จับกุมได้พบตัวจำเลยขณะขับรถโดยสารประจำทางจึงติดตามไปทำการจับกุมและตรวจค้นในทันทีทันใดที่จำเลยขับรถเข้าไปจอดในอู่รถโดยสารประจำทาง มิฉะนั้น จำเลยย่อมหลบหนีหรือเคลื่อนย้ายยาเสพติดให้โทษของกลางไปได้ เป็นกรณีที่เจ้าพนักงานผู้จับกุมสามารถค้นได้โดยไม่ต้องมีหมายค้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๙๒ (๔)",วิ.อาญา,,,,,,, 65,16,,เจ้าพนักงานตำรวจที่มีอำนาจจับกุมนั้น จะต้องมีการลงบันทึกประจำวันก่อนว่าออกปฏิบัติหน้าที่หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๓๕๓๕/๒๕๕๓ ร้อยตำรวจเอก ป. ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจย่อมมีอำนาจและหน้าที่ในการรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชนและทำการจับกุมปราบปรามผู้กระทำผิดกฎหมายได้ นอกจากนี้ยังมีอำนาจทำการสืบสวนคดีอาญาได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒ (๑๖) (๑๗) และมาตรา ๑๗ ซึ่งเป็นไปโดยผลของกฎหมายดังนั้น ร้อยตำรวจเอก ป. จึงมีอำนาจจับกุม ควบคุมตัวจำเลย ตลอดจนการจัดทำเอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในอำนาจหน้าที่ได้ หาใช่จะเป็นเจ้าพนักงานตำรวจหรือไม่ขึ้นอยู่กับการลงบันทึกประจำวันว่าออกปฏิบัติหน้าที่ดังที่จำเลยอ้างในฎีกาแต่อย่างใดไม่,วิ.อาญา,,,,,,, 65,16,,เจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นในที่รโหฐานโดยให้บุคคลซึ่งมิใช่บุคคลในครอบครัวของผู้ครอบครองเป็นพยานในการค้นเพราะผู้ครอบครองไม่อยู่ แต่ระหว่างค้นผู้ครอบครองกลับมาและได้นำเจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นจนพบของกลาง ดังนี้ การตรวจค้นชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา ๑๐๒ หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๙๑๒/๒๕๕๓ มาตรา ๑๐๒ บัญญัติให้เจ้าพนักงานค้นต่อหน้าผู้ครอบครองสถานที่หรือบุคคลในครอบครัวของผู้นั้นหรือถ้าหาบุคคลเช่นกล่าวนั้นไม่ได้ ก็ให้ค้นต่อหน้าบุคคลอื่น อย่างน้อยสองคนซึ่งเจ้าพนักงานได้ร้องขอมาเป็นพยานดังนี้ แม้ขณะเริ่มลงมือค้นเจ้าพนักงานตำรวจจัดให้ จ. ซึ่งมิใช่บุคคลในครอบครัวจำเลยที่ ๒ เป็นพยานในการค้นห้องจำเลยที่ ๒ เพียงคนเดียวเพราะจำเลยที่ ๒ ไม่อยู่ก็ตาม แต่ระหว่างค้นจำเลยที่ ๒ ได้กลับมานำเจ้าพนักงานตำรวจค้นห้องจำเลยที่ ๒ ด้วยตนเองต่อไปจนกระทั่งค้นพบเมทแอมเฟตามีนของกลาง จึงถือว่าเจ้าพนักงานทำการค้นห้องจำเลยที่ ๒ ต่อหน้าจำเลยที่ ๒ ผู้ครอบครองสถานที่ตามมาตรา ๑๐๒แล้ว แต่ถ้าการค้นมิได้ค้นต่อหน้าผู้ครอบครอง โดยที่ผู้ครอบครองสถานที่อยู่ ณ ที่ค้น มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๗๙๓/๒๕๔๙ การค้นพบธนบัตรของกลางในข้องปลาที่แขวนอยู่ข้างบ้านทิศตะวันออก นอกจากมิได้กระทำต่อหน้าจำเลยหรือสามีจำเลย ทั้ง ๆ ที่จำเลยก็ถูกจับและควบคุมตัวอยู่ที่หน้าบ้านนั้นเองแล้ว ยังได้ความว่าการพบธนบัตรในข้องปลาก็เป็นเรื่องที่ชั้นแรกสิบตำรวจตรี พ. ค้นพบเพียงคนเดียวก่อน แล้วจึงเรียกกำนันที่เชิญมาเป็นพยานในการค้นมาดู หาใช่ว่าเป็นการค้นพบธนบัตรของกลางที่พบต่อหน้าบุคคลอื่นอย่างน้อยสองคนซึ่งเจ้าพนักงานได้ขอร้องมาเป็นพยานดังที่ ป.วิ.อ. มาตรา ๑๐๒ ได้กำหนดหลักเกณฑ์ไว้ไม่ พยานหลักฐานโจทก์เกี่ยวกับการค้นพบธนบัตรของกลางซึ่งเจ้าพนักงานผู้ตรวจค้นมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดจึงไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่ศาลจะรับฟัง",วิ.อาญา,,,,,,, 65,16,,ความรับผิดทางแพ่งของผู้กระทำความผิดฐานรับของโจร จะมีจำกัดเฉพาะทรัพย์ในส่วนที่รับไว้หรือทรัพย์ของผู้เสียหายที่ถูกลักทั้งหมด,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๗๗๘/๒๕๕๓ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้จำเลยที่ ๑ คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนโดยคำนวณจากราคารถยนต์ ๓๗๐,๐๐๐ บาท หักราคาของกลางที่ได้คืนจำนวน ๑๙๒,๗๑๐ บาท คิดเป็นราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน ๑๗๗,๒๙๐ บาท นั้นเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ ๑ กระทำผิดฐานรับของโจร ความรับผิดทางแพ่งของจำเลยที่ ๑ จะต้องมีอยู่เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวเนื่องกับความผิดทางอาญาฐานรับของโจรเท่านั้น เมื่อปรากฏว่าโจทก์ร่วมได้รับของกลางที่ จำเลยที่ ๑ รับของโจรได้คืนไปแล้ว โจทก์จึงไม่มีอำนาจขอให้คืนหรือใช้ราคาในส่วนนี้เพราะ ป.วิ.อ. มาตรา ๔๓ ไม่ได้ให้อำนาจไว้",วิ.อาญา,,,,,,, 65,16,,การอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงที่ไม่เกี่ยวกับเนื้อหาแห่งคำฟ้องหรือประเด็นแห่งคดี อยู่ในบังคับข้อห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๓ ทวิ หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๙๒๗/๒๕๓๗ โจทก์อุทธรณ์ว่าคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้งดสืบพยานโจทก์ไม่ชอบนั้น เป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงที่มิได้เกี่ยวกับประเด็นแห่งคดี จึงไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๓ ทวิ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๔/๒๕๓๗ มูลคดีเกิดในเขตอำนาจของศาลจังหวัดฝางพยานหลักฐานต่าง ๆ ก็อยู่ในเขตอำนาจของศาลจังหวัดฝาง ถ้าโจทก์ฟ้องคดีที่ศาลจังหวัดฝางก็จะเป็นการสะดวก แก่การพิจารณาพิพากษาคดียิ่งกว่าการฟ้องต่อศาลอาญาแม้จำเลยจะต้องขังอยู่ในเขตอำนาจศาลอำนาจศาลอาญา โจทก์ก็ชอบที่จะร้องขอต่อศาลอาญาให้สั่งให้เรือนจำที่คุมขังจำเลยอยู่ส่งตัวจำเลยไปคุมขังยังเรือนจำอำเภอฝางได้ดังนั้นที่ศาลอาญาใช้ดุลพินิจไม่อนุญาตให้โจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลอาญา จึงชอบแล้ว การอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งไม่อนุญาตให้โจทก์ฟ้องคดีต่อศาลชั้นต้นแม้จะเป็นการอุทธรณ์ดุลพินิจของศาลชั้นต้น ก็เป็นเรื่องที่โจทก์อุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจของศาลชั้นต้นตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๑๔ (๕) มิใช่เป็นการอุทธรณ์โต้แย้งข้อเท็จจริงในเนื้อหาแห่งคำฟ้องที่จะต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๓ ทวิ",วิ.อาญา,,,,,,, 64,1,,คดีมโนสาเร่ จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและศาลพิพากษาให้แพ้คดี จำเลยมีสิทธิยื่นคำขอให้พิจารณาใหม่เหมือนคดีแพ่งสามัญหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๔๓๙/๒๕๕๓ คดีมโนสาเร่มีบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๘๙ ถึงมาตรา ๑๙๖ บัญญัติเกี่ยวกับวิธีพิจารณาคดีมโนสาเร่ไว้โดยเฉพาะและถึงแม้จะไม่ได้มีบทบัญญัติว่าด้วยการพิจารณาคดีใหม่ในคดีมโนสาเร่ แต่มาตรา ๑๙๕ ก็ให้นำบทบัญญัติอื่นในประมวลกฎหมายนี้มาใช้บังคับแก่การพิจารณาและการชี้ขาดตัดสินคดีมโนสาเร่ด้วย จึงนำมาตรา ๑๙๙ ตรี อันเป็นเรื่องของการขอพิจารณาคดีใหม่ และมาตราอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการขอพิจารณาคดีใหม่มาใช้กับคดีมโนสาเร่ได้ อีกทั้งไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายห้ามมิให้จำเลยซึ่งแพ้คดีโดยขาดนัดยื่นคำให้การในคดีมโนสาเร่ที่จะขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้ ดังนั้น จำเลยจึงขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้,วิ.แพ่ง,"มีหมายเหตุท้ายคำพิพากษาฎีกานี้โดยอาจารย์ไพโรจน์ วายุภาพ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๙๓ ทวิ วรรคสอง ได้บัญญัติถึงกรณีที่จำเลยไม่มาศาลและไม่ได้ยื่นคำให้การไว้ว่าให้ถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งโดยนำมาตรา ๑๙๘ ทวิ มาใช้บังคับโดยอนุโลม ส่วนมาตรา ๑๙๙ ตรี อันเป็นเรื่องการขอพิจารณาคดีใหม่ไม่ได้กล่าวถึงว่าให้นำมาตรา ๑๙๙ ตรี มาใช้บังคับด้วยหรือไม่ จงต้องพิจารณาตามมาตรา ๑๙๕ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ ๒๔) พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๑๖ ซึ่งบัญญัติให้นำบทบัญญัติอื่นในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับด้วยโดยอนุโลม จึงนำมาตรา ๑๙๙ ตรี มาใช้บังคับได้ ต่างกับมาตรา ๑๙๕ เดิมที่บัญญัติให้นำบททั่วไปและบทบัญญัติในคดีสามัญมาใช้บังคับกับคดีมโนสาเร่ด้วยเท่านั้น ซึ่งทำให้มีการตีความว่าไม่อาจนำบทบัญญัติว่าด้วยการพิจารณาโดยขาดนัด ซึ่งเป็นบทบัญญัติในลักษณะ ๒ วิธีพิจารณาวิสามัญในศาลชั้นต้นมาใช้บังคับได้",,,,,, 64,1,,ผู้ได้นำมาซึ่งกรรมสิทธิ์รถยนต์โดยการครองครองปรปักษ์จะมายื่นคำร้องขอต่อศาลเป็นคดีไม่มีข้อพิพาทได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๕๔๙/๒๕๕๓ ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์กระบะพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์อันเป็นคดีที่ไม่มีข้อพิพาทซึ่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๕๕ และมาตรา ๑๘๘ (๑) บุคคลใดต้องใช้สิทธิทางศาลจะต้องมีกฎหมายบัญญัติรับรองให้ใช้สิทธิทางศาลโดยยื่นคำร้องขอในกรณีนั้นๆ ได้ แต่กรณีคำร้องขอของผู้ร้องการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์รถยนต์โดยการครอบครองปรปักษ์ไม่มีกฎหมายใดบัญญัติรับรองให้ผู้ร้องมาใช้สิทธิทางศาลโดยยื่นคำร้องขอต่อศาลเป็นคดีไม่มีข้อพิพาทได้ ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอเป็นคดีไม่มีข้อพิพาทต่อศาล ปัญหาว่าผู้ร้องมีสิทธิ์ยื่นคำร้องขอต่อศาลขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์พิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ เป็นเรื่องอำนาจฟ้องซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็หยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๒ (๕) ประกอบมาตรา ๒๔๖ และ ๒๔๗,วิ.แพ่ง,,,,,,, 64,1,,คำพิพากษาส่วนอาญาว่าพยานหลักฐานตามทางนำสืบของโจทก์ยังไม่เพียงพอให้รับฟังลงโทษจำเลย จะถือว่าศาลได้วินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีแล้วหรือไม่ว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิดซึ่งศาลในคดีแพ่งต้องถือข้อเท็จจริงตาม,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๒๐๙/๒๕๕๓ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันบุกรุกและร่วมกันขุดต้นยูคาลิปตัสที่โจทก์ปลูกไว้ออกจากที่ดินของโจทก์ทั้งแปลงและเรียกค่าเสียหายจำนวน ๘๑,๐๐๐ บาท ซึ่งความรับผิดชอบทางแพ่งเกิดจากการกระทำผิดอาญาอันมีมูลคดีเดียวกัน จึงเป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา เมื่อคำพิพากษาส่วนอาญายุติแล้วว่าพยานหลักฐานตามทางนำสืบของโจทก์ยังไม่เพียงพอให้รับฟังลงโทษจำเลยที่ ๑ ถือได้ว่าศาลได้วินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีแล้วว่าจำเลยที่ ๑ ไม่ได้กระทำความผิดฐานบุกรุกและทำให้เสียทรัพย์ ดังนี้ จะฟังข้อเท็จจริงใหม่เป็นอย่างอื่นหาได้ไม่ ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยที่ ๑ เป็นผู้ว่าจ้าง ส. นำรถแบ็คโฮไปขุดถอนต้นยูคาลิปตัสในที่ดินของจำเลยที่ ๑ ซึ่งอยู่ติดกับที่ดินของโจทก์แล้ว ฮ. ให้คนงานนำรถแบ็คโฮไปทำงานตามที่ตนรับจ้างโดยที่จำเลยที่ ๑ ไม่ชี้แนวเขตที่ดินของตน ถือได้ว่าจำเลยที่ ๑ เป็นผู้ผิดในส่วนการงานที่สั่งให้ทำหรือในคำสั่งที่ตนให้ไว้หรือในการเลือกหาผู้รับจ้างตาม ป.พ.พ. มาตรา ๔๒๘ จึงไม่ชอบ นอกจากนี้ข้อเท็จจริงดังกล่าวโจทก์ก็ไม่ได้บรรยายมาในฟ้องจึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๒ วรรคหนึ่งอีกด้วย แม้ ป.วิ.อ. มาตรา ๔๗ จะบัญญัติว่า คำพิพากษาส่วนแพ่งต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่ง โดยไม่ต้องคำนึงว่าจำเลยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำผิดหรือไม่ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไปกลับข้อเท็จจริงที่จำต้องรับฟังตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๔๖ ศาลจึงไม่อาจรับฟังข้อเท็จจริงในส่วนแพ่งขัดกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำพิพากษาส่วนอาญาได้ จึงต้องฟังว่าจำเลยที่ ๑ มิได้ทำละเมิดอันจะต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์",วิ.แพ่ง,,,,,,, 64,1,,คำแพ่ง คำพิพากษาคดีเดิมที่ยกฟ้องโจทก์โดยวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องโจทก์จะนำคดีมาฟ้องใหม่ได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๒๒๙/๒๕๕๓ มูลหนี้ที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามในคดีนี้เป็นมูลหนี้เดียวกันกับมูลหนี้ที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๑๓๕๐๙/๒๕๔๕ ของศาลชั้นต้น โดยเป็นการฟ้องเรียกให้จำเลยทั้งสามชำระหนี้ตามเช็คทั้งเจ็ดฉบับ ซึ่งโจทก์อ้างว่ารับโอนหนี้มาจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ก. และบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ศ. โดยอาศัยสัญญาขายระหว่างองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินกับโจทก์ และคดีดังกล่าวถึงที่สุดโดยศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกฟ้องและโจทก์ไม่อุทธรณ์ คำพิพากษาคดีเดิมที่ยกฟ้องโจทก์เป็นเพียงการวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเท่านั้น จึงเป็นการยกฟ้องโดยยังไม่ได้วินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทที่โจทก์ยกขึ้นอ้างอาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในการฟ้องคดีว่ามีอยู่จริงหรือไม่ แต่ฟ้องโจทก์คดีนี้โจทก์ได้นำพยานหลักฐานที่แสดงว่า ม. ได้รับคำสั่งแต่งตั้งเป็นเลขาธิการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินมาแสดงต่อศาล อันแสดงว่า ม. มีอำนาจมอบอำนาจ และสัญญาขายทรัพย์สินเป็นสัญญาที่ชอบ ที่โจทก์ฟ้องบังคับตามสัญญาขายทรัพย์สินในฐานะเป็นผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องที่มีต่อจำเลยทั้งสาม จึงไม่ใช่เป็นการรื้อร้องฟ้องกันในประเด็นที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อน,วิ.แพ่ง,,,,,,, 64,2,,คดีฟ้องขับไล่ออกจากอสังหาริมทรัพย์ และมีประเด็นโต้เถียงว่าที่ดินพิพาท เป็นกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองของโจทก์ หรือเป็นที่ดินสาธารณะ จะถือว่าเป็นคดีที่ทุนทรัพย์หรือคดีไม่มีทุนทรัพย์,"คำตอบ ให้แยกพิจารณาคู่ความที่พิพาทกันในคดี ดังนี้ คดีพิพาทกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองที่ดินระหว่างราษฎรกับเจ้าพนักงานหรือหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่ดูแลรักษาที่ดิน ถือว่าเป็นคดีมีทุนทรัพย์ ถ้าเป็นคดีที่ราษฎรกับราษฎรพิพาทกัน และมีประเด็นโต้เถียงว่าที่ดินเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์หรือเป็นที่ดินสาธารณะ ถือว่าเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ (คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๗๗๒-๓๗๗๕/๒๕๔๙) ก. คดีระหว่างราษฎรกับเจ้าพนักงานหรือหน่วยงานของรัฐ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๕๒๑/๒๕๔๙ โจทก์ฟ้องคดีโดยมีคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาแสดงว่าโจทก์มีสิททธิครองครองในที่ดินพิพาท เพราะเหตุที่จำเลยที่ ๑ อนุมัติให้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในที่ดินพิพาทโดยอ้างว่าเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ซึ่งจำเลยมี่อำนาจหน้าที่ดูแลรักษาตามกฎหมาย แม้จำเลยจะมิได้เข้าแย่งการครอบครอง ก็เป็นเรื่องที่โจทก์และจำเลยพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งหากศาลพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี ย่อมเป็นผลให้โจทก์ได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท คำขอที่ให้แสดงสิทธิครอบครองดังกล่าวจึงเป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ แม้โจทก์จะมีคำขอให้ห้ามจำเลยเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทซึ่งเป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้รวมอยู่ด้วย แต่การที่ศาลจะพิพากษาตามคำขอในส่วนนี้ได้ ก็ต้องได้ความก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่โจทก์มีสิทธิครอบครองและมิใช่ที่ดินสาธารณประโยชน์ คำขอในส่วนนี้จึงเป็นเพียงคำขอที่ต่อเนื่องกับคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ซึ่งถือว่าเป็นคำขอประธาน คดีนี้จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ สิทธิของโจทก์ในการอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงต้องพิจารณาจากราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรักย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๔. วรรคหนึ่ง พิพากษาฎีกาที่ ๑๘๙๑/๒๕๕๑ โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท แต่องค์การบริหารส่วนตำบลจำเลยที่ ๑ อ้างว่าเป็นที่ดินสาธารณะ และ กล่าวหาว่าโจทก์บุกรุกที่สาธารณะ ให้โจทก์ดำเนินการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและรั้วกำแพงคอนกรีตออกจากที่ดินดังกล่าว และมีคำขอให้ศาลพิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ไม่ใช่ที่ดินสาธารณประโยชน์สำหรับประชาชนใช้ร่วมกันและให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ ๑ และให้จำเลยที่ ๔ รื้อถอนเสาไม้ชั่วคราวที่ปักอยู่ที่ดินของโจทก์ จำเลยทั้งสี่ให้การว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่ที่ดินของโจทก์แต่เป็นที่ดินสาธารณะ ประเด็นข้อพิพาทจึงมีว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือไม่ จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือเป็นคดีมีทุนทรัพย์เท่ากับราคาที่ดินพิพาทส่วนที่โจทก์เรียกร้อง ๒๖๗,๑๕๐ บาท จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวงนครปฐม แม้โจทก์จะมีคำขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ ๑ และให้จำเลยที่ ๔ รื้อถอนเสาไม้ชั่วคราวที่ปักอยู่ในที่ดินของโจทก์ด้วย ก็เป็นคำขอต่อเนื่อง เมื่อศาลแขวงนครปฐมมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคำขอหลักว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์หรือไม่แล้ว ก็มีอำนาจพิจารณาพิพากษาในคำขอต่อเนื่องดังกล่าวด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒ (๑) คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๑๑/๒๕๕๐ โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท องค์การบริหารส่วนตำบลจำเลยขออนุญาตนำรถแบ็กโฮเข้าไปขุดหน้าดินในที่ดินดังกล่าวเพื่อนำไปถมทางเกวียนให้เป็นทางสาธารณประโยชน์ให้ประชาชนสัญจรไปมา โดยมีข้อตกลงว่าเมื่อจำเลยขุดหน้าดินแล้ว จำเลยยอมให้โจทก์ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวได้เหมือนเดิม แต่เมื่อจำเลยได้ขุดกหน้าดินเสร็จสิ้นแล้ว จำเลยได้นำป้ายปักไว้ว่า ห้ามจับปลาในร่องน้ำ และห้ามมิให้โจทก์เข้าเกี่ยวข้องกับร่องน้ำ กับได้นำราษฎร์เข้าไปจับปลาที่โจทก์เลี้ยงไว้ในร่องน้ำ การกระทำของจำเลยเป็นการละเมิดต่อโจทก์ เพราะไม่สามารถทำนาในที่ดินส่วนที่จำเลยขุดหน้าดินไป ไม่สามารถใช้น้ำในร่องน้ำปลูกผักสวนครัวและเลี้ยงปลาในร่องน้ำได้ ขอให้พิพากษาว่า ที่ดินส่วนที่จำเลยขุดเป็นร่องน้ำเป็นที่ดินที่โจทก์มีสิทธิครอบครองห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้อง และเรยกค่าเสียหายที่ต้องขาดผลประโยชน์ในการใช้ที่ดินจำเลยขุดเป็นร่องน้ำ แม้จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ แต่พฤติการณ์ของจำเลยตามที่โจทก์บรรยายฟ้องมาเห็นได้ชัดว่าจำเลยได้โต้แย้งว่าพิพาทไม่ใช่ที่ดินของโจทก์แต่เป็นที่ดินสาธารณะ จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือเป็นคดีมีทุนทรัพย์โดยถือทุนทรัพย์เท่ากับราคาที่ดินพิพาทส่วนที่โจทก์เรียกร้องที่ดินพิพาทมีราคา ๘๑,๖๔๘ บาท ส่วนค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องเอาจากจำเลยเป็นเงิน ๘๐,๐๐๐บาท เมื่อราคาที่ดินและค่าเสียหายรวมกันเป็นเงิน ๑๖๑,๖๔๘ บาท ไม่เกิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท จึงอยู่ในอำนาจของศาลแขวงสุรินทร์ที่จะพิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๑๗ ประกอบมาตรา ๒๕ (๔) ศาลจังหวัดสุรินทร์ชอบที่จะโอนคดีเรื่องนี้ไปให้ศาลแขวงสุรินทร์พิจารณาพิพากษาต่อไปตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๑๖ วรรคท้าย การที่ศาลแขวงสุรินทร์มีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งรับโอนคดีแล้วมีคำสั่งใหม่เป็นว่าไม่รับโอนคดี และให้จำหน่ายคดีนี้ออกจากสารบบความ จึงไม่ชอบ ข. คดีที่ราษฎรกับราษฎรพิพาทกัน คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๙๙/๒๕๕๒ ในชั้นฎีกาโจทก์และจำเลยโต้เถียงกันว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่สาธารณประโยชน์หรือไม่ จึงเป็นคดีฟ้องขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้และเป็นคดีฟ้องขับไล่บุคคลออกจากอสังหาริมทรัพย์ เมื่อที่ดินพิพาทมีค่าเช่าหรืออาจให้เช่าในขณะยื่นคำฟ้องเดือนละไม่เกิด ๑๐,๐๐๐ บาท การที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์มิใช่ผู้ครอบครองที่ดินพิพาทเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค ๙ จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๘ วรรคสอง คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๘๓๐/๒๕๕๑ โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินของโจทก์คิดเป็นเนื้อที่ ๗๔ ตารางวา ราคาประเมินตารางวาละ ๑,๐๐๐ บาท เป็นทุนทรัพย์ ๗๔,๐๐๐ บาท จำเลยต่อสู้กรรมสิทธิ์โดยอ้างการครอบครองปรปักษ์จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ ที่ดินอีกส่วนหนึ่งจำเลยอ้างว่าเป็นที่ดินของกรมชลประทาน เท่ากับว่าจำเลยมิได้กล่าวแก้เป็นข้อพิพาทด้วยกรรมสิทธิ์ว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย ส่วนนี้เป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์แต่โจทก์กล่าวในฟ้องว่าหากให้เช่าจะได้ค่าเช่าไม่น้อยกว่าเดือนละ ๑,๐๐๐ บาท จึงเป็นคดีฟ้องขับไล่บุคคลใดๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์อันอาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำร้องไม่เกินเดือนละ ๑๐,๐๐๐ บาท ฉะนั้นคำฟ้องของโจทก์ทั้งส่วนที่มีทุนทรัพย์และส่วนที่ไม่มีทุนทรัพย์จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๘ ที่โจทก์ฎีกาว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ได้ให้จำเลยเช่าตามสัญญาเช่า เป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามมิให้ฎีกา คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๘๖๔/๒๕๕๓ โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากอสังหาริมทรัพย์และออกไปจากที่ดินซึ่งเป็นที่งอกริมตลิ่งของโจทก์ จำเลยให้การเพียงว่าที่งอกริมตลิ่งตามฟ้องเป็นที่สาธารณประโยชน์ไม่ได้กล่าวอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยจึงเท่ากับมิได้กล่าวแก้เป็นข้อพิพาทด้วยกรรมสิทธิ์ กรณีจึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ โดยเป็นคดีฟ้องขับไล่บุคคลต่างๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์ ศาลแขวงจึงไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๑๗ ประกอบมาตรา ๒๕ (๔)",วิ.แพ่ง,,,,,,, 64,2,,ในคดีแพ่ง การยื่นคำร้องขอให้ศาลกำหนดประเด็นข้อพิพาทเพิ่มเติม หากศาลชั้นต้นไม่กำหนดประเด็นข้อพิพาทให้ จะต้องโต้แย้งคำสั่งชี้ขาดดังกล่าวไว้อีกหรือไม่ จะถือเอาคำร้องที่ยื่นเป็นคำโต้แย้งคำสั่งศาลแล้วเพื่อประโยชน์ในการอุทธรณ์ฎีกาได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๓๓๐-๙๓๓๓/๒๕๕๓ จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องว่า ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทไม่ถูกต้อง โดยขอให้กำหนดประเด็นเพิ่มว่า จำเลยทั้งสามต่อเติมผนังคอนกรีตด้านหลงตึกแถวของจำเลยทั้งสามรุกล้ำที่ดินของโจทก์ทั้งสองโดยสุจริตหรือไม่ด้วยหากศาลไม่กำหนดประเด็นข้อพิพาทเพิ่มให้แก่จำเลยทั้งสาม จำเลยทั้งสามจึงขอคัดค้านการกำหนดประเด็นข้อพิพาทของศาล เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำร้องว่า คำให้การของจำเลยทั้งสามไม่ชัดแจ้งว่าจะต่อสู้ไปในทางใด จึงไม่กำหนดประเด็นข้อพิพาทให้ ถือเป็นการชี้ขาดคำคัดค้านตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๘๓ วรรคสาม จำเลยทั้งสามต้องโต้แย้งคำสั่งชี้ขาดของศาลชั้นต้นนั้นไว้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๖ วรรคสอง จึงมีสิทธิอุทธรณ์ได้ จำเลยทั้งสาม จะถือเอาคำร้องของจำเลยทั้งสามดังกล่าวเป็นคำโต้แย้งคำสั่งศาลแล้วไม่ได้ เพราะเป็นการโต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นก่อนที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งชี้ขาด ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๖ (๒) จำเลยทั้งสามจึงไม่มีสิทธิที่จะอุทธรณ์ ถึงแม้ศาลอุทธรณ์จะวินิจฉัยในปัญหาเรื่องนี้ให้จำเลยทั้งสาม โดยเห็นพ้องกับศาลชั้นต้นที่ไม่กำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทไว้ ก็เป็นการไม่ชอบเพราะต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าวมิให้อุทธรณ์ ฎีกาของจำเลยทั้งสามถือเป็นดรื่องที่ไม่ได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ทั้งไม่ใช่เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย มีคำพิพากษาฎีกาที่ ๕๖๕/๒๕๔๐, ๓๖๑/๒๕๔๓ วินิจฉัยเช่นกัน",วิ.แพ่ง,,,,,,, 64,2,,เจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินซึ่งตกเป็นภาระจำยอม จะมีสิทธิร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความในชั้นบังคับคดี กรณีที่มีปัญหาในการบังคับคดีระหว่างโจทก์จำเลยหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๗๒๖/๒๕๕๓ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาวินิจฉัยข้อแรกตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องคัดค้านในคดีนี้หรือไม่ ผู้ร้องฎีกาว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมที่ดินโฉนดที่ ๓๓๙๙๘ ตำบลรั้วใหญ่ อำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นผู้ได้รับความเสียหายจากการบังคับคดีและคำสั่งของศาลชั้นต้น ผู้ร้องจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในคดีนี้ เห็นว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมที่ดินซึ่งตกเป็นภาระจำยอมและถูกบังคับคดีในคดีนี้ เมื่อการบังคับคดีมีปัญหาอันเนื่องจากโจทก์และจำเลยแปลความคำพิพากษาแตกต่างกัน จำเลยและผู้ร้องเห็นว่าการบังคับคดีไม่ถูกต้องตามคำพิพากษา ทำให้จำเลยและผู้ร้องเสียหาย ผู้ร้องย่อมใช้สิทธิร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๗ (๑) ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 64,3,,ผู้ซื้อที่ดินโดยสุจริตในการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลตาม ป.พ.พ. มาตรา 1300 หากมีผู้ซื้อที่ดินจากบุคคลดังกล่าวอีกทอดหนึ่ง ผู้ซื้อจะได้รับความคุ้มครองตามบทกฎหมายดังกล่าวด้วยหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๓๘๔๖/๒๕๕๓ ธนาคาร ก. เป็นผู้ซื้อที่ดินพิพาทโดยสุจริตในการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาล ย่อมได้รับความคุ้มครองสิทธิมิให้เสียไป แม้ที่ดินพิพาทมิใช่ของจำเลยหรือลูกหนี้โดยคำพิพากษา ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๓๐ โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นผู้ซื้อที่ดินพิพาทจากธนาคาร ก. อีกทอดหนึ่ง ถือได้ว่าเป็นผู้สืบสิทธิที่ได้รับความคุ้มครองสิทธิที่มีอยู่ตามมาตรา ๑๓๓๐ เช่นเดียวกัน แม้มิใช่ผู้ซื้อที่ดินดังกล่าวจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลโดยตรงก็ตาม แม้โจทก์ทั้งสองซื้อที่ดินพิพาทโดยทราบมาก่อนว่าจำเลยปลูกบ้านและสิ่งปลูกสร้างอื่นในที่ดินพิพาทเป็นเวลาเกินกว่า ๒๐ ปี แล้ว โดยไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้าน และมีจำเลยหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓) เป็นหลักฐาน จำเลยก็ไม่อาจยกสิทธิดังกล่าวขึ้นใช้ยันสิทธิของโจทก์ทั้งสองที่ได้รับความคุ้มครองตามป.พ.พ. มาตรา ๑๓๓๐ ได้ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าโจทก์ทั้งสองมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทดีกว่าสิทธิของจำเลย เมื่อโจทก์ทั้งสองบอกกล่าวด้วยวาจาไม่จำต้องบอกกล่าวเป็นหนังสือให้จำเลยรื้อถอนบ้านและสิ่งปลูกสร้างอื่นกับให้ออกไปจากที่ดินพิพาทแล้ว จำเลยยังคงเพิกเฉย โจทก์ทั้งสองย่อมมีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทได้,วิ.แพ่ง,,,,,,, 64,3,,ซื้อขายรถยนต์โดยผู้ขายยังมิได้ส่งมอบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์และโอนชื่อในทะเบียนให้แก่ผู้ซื้อ กรรมสิทธิ์ในรถยนต์จะโอนไปเป็นของผู้ซื้อเมื่อใด และหากผู้ซื้อไม่ยอมชำระหนี้ที่ค้าง ผู้ขายเอารถยนต์กลับคืนมาโดยพลการจะเป็นความผิดอาญาหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๖๐๓/๒๕๕๓ (ประชุมใหญ่) โจทก์ร่วมตกลงซื้อรถยนต์ตู้กับจำเลยในราคา ๓๑๐,๐๐๐ บาท ซึ่งในสัญญาข้อ ๓ ระบุว่า จำเลยตกลงรับชำระราคารถยนต์จำนวน ๒๐๐,๐๐๐ บาท ในวันที่ ๒๗ ตุลาคม ๒๕๔๐ ส่วนจำนวนที่เหลือจะชำระให้จำเลยในวันที่ ๓ พฤศจิกายน ๒๕๔๐ สัญญาซื้อขายดังกล่าวไม่มีเงื่อนไขเกี่ยวกับการโอนกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ตู้แต่ประการใด จึงเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด กรรมสิทธิ์ในรถยนต์ตู้ย่อมโอนให้แก่โจทก์ร่วมตั้งแต่ขณะเมื่อได้ทำสัญญาซื้อขายกันตาม ป.พ.พ. มาตรา ๔๕๓ , ๔๕๘ ใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์มิใช่เอกสารสำคัญที่แสดงถึงความเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ เพียงแต่เป็นพยานหลักฐานอันหนึ่งที่แสดงถึงการเสียภาษีประจำปีและแสดงว่าผู้มีชื่อในใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์น่าจะเป็นเจ้าของเท่านั้น คดีจึงรับไม่ได้ว่าจำเลยยังเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์ตู้คันดังกล่าว ดังนั้น การที่จำเลยขับรถยนต์ตู้ไปจากที่จอดรถ จึงเป็นการเอารถยนต์ตู้ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ร่วมไปโดยไม่มีอำนาจ แม้จำเลยจะอ้างว่าสืบเนื่องมาจากโจทก์ร่วมไม่ยอมชำระหนี้ที่ค้าง แต่ก็เป็นการใช้อำนาจบังคับให้ชำระหนี้โดยมิชอบด้วยกฎหมาย เพราะโจทก์ร่วมค้างชำระราคารถยนต์แก่จำเลยเพียงประมาณ ๒๐,๐๐๐ บาท แต่จำเลยจะให้โจทก์ร่วมชำระเงินแก่จำเลยถึง ๑๐๐,๐๐๐ บาท การที่จำเลยเอารถยนต์ตู้ไปจากโจทก์ร่วมเพื่อเรียกร้องให้โจทก์ร่วมชำระหนี้นั้น เป็นการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเอง การกระทำของจำเลยจึงเป็นการเอาทรัพย์ของโจทก์ร่วมไปโดยทุจริต เป็นความผิดฐานลักทรัพย์",วิ.แพ่ง,,,,,,, 64,3,,ซื้อที่ดินและยึดถือทำประโยชน์เพื่อตนในระยะเวลาห้ามโอน หากผู้ซื้อครอบครองที่ดินตลอดมาจนเลยเวลาห้ามโอนแล้ว ผู้ซื้อจะได้สิทธิครอบครองหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๔๗๓/๒๕๕๓ (ประชุมใหญ่) การที่จำเลยที่ ๑ ขายที่ดินให้แก่ ป. และมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้โดยมิได้กลับเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับที่ดินอีก แสดงว่าจำเลยที่ ๑ สละเจตนาครอบครองไม่ยึดถือที่ดินพิพาทอีกต่อไป ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๗๗ วรรคหนึ่ง แล้ว แม้ ป. จะได้ซื้อที่ดินและยึดถือทำประโยชน์เพื่อตนในระยะเวลาห้ามโอน ป. ไม่ได้สิทธิครอบครองเนื่องจากถูกจำกัดสิทธิโดยบทบัญญัติแห่ง ป.ที่ดิน มาตรา ๕๘ ทวิ แต่เมื่อ ป. และโจทก์ซึ่งอยู่กินฉันสามีภริยาได้ร่วมกันครอบครองที่ดินตลอดมาจนเลยเวลาห้ามโอนแล้ว ก็ยังครอบครองที่ดินอยู่ จึงถือได้ว่า ป. และโจทก์ย่อมได้สิทธิครอบครองตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๖๗ นับแต่วันพ้นกำหนดระยะเวลาห้ามโอน จำเลยที่ ๑ จึงไม่มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทและไม่อาจนำที่ดินพิพาทไปแบ่งแยกโอนให้แก่จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๙ ได้ จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๑๐ จึงไม่มีสิทธิเข้าไปในที่ดินของโจทก์และจำเลยที่ ๙ ไม่อาจนำที่ดินพิพาทบางส่วนไปจดทะเบียนจำนอง สัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทตกเป็นโมฆะเพราะต้องห้ามตามกฎหมายที่มิให้โอนที่ดินพิพาท การที่ ป. ได้สิทธิครอบครองในที่ดินเป็นการได้ตามผลของกฎหมาย จึงหาอาจเรียกให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่ ป. ได้ไม่",วิ.แพ่ง,,,,,,, 64,3,,ผู้ค้ำประกันหลายคนในหนี้รายเดียวกัน ผู้ค้ำประกันคนหนึ่งชำระหนี้แก่เจ้าหนี้แทนลูกหนี้แล้ว จะไล่เบี้ยเอาแก่ผู้ค้ำประกันร่วมอีกคนหนึ่งได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๑๖๘/๒๕๕๓ ศาลพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ กับโจทก์และจำเลยที่ ๒ ร่วมกันชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา เพราะโจทก์และจำเลยที่ ๒ เป็นผู้ค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ ๑ ซึ่งโจทก์ก็ได้ชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแล้วจำนวน ๑๗,๐๐๐,๐๐๐ บาท โจทก์ย่อมรับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยที่ ๒ ได้ตามส่วนเท่าๆกัน จำนวน ๘,๕๐๐,๐๐๐ บาท ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๒๒๙(๓) และมาตรา ๒๙๖ เนื่องจากบทบัญญัติในลักษณะค้ำประกันมิได้กำหนดความรับผิดของผู้ค้ำประกันต่อกันไว้ จึงต้องใช้หลักทั่วไปตามมาตราทั้งสองดังกล่าว (คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๕๙/๒๕๐๙ , ๔๕๗๔/๒๕๓๖ วินิจฉัยเช่นเดียวกัน)",วิ.แพ่ง,,,,,,, 64,3,,จำเลยตบหน้าผู้เสียหายทันทีที่เปิดประตูห้อง ล้วงเอามีดพับออกมาจี้ที่แก้มผู้เสียหายขู่ขอเงินไปซื้อสุรา เป็นความผิดฐานลักทรัพย์หรือกรรโชก,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๐๕๒/๒๕๕๓ ความแตกต่างระหว่างความผิดฐานชิงทรัพย์กับความผิดฐานกรรโชกทรัพย์ตามบทบัญญัติของกฎหมายมิได้อยู่ที่จำนวนทรัพย์สินที่ผู้กระทำผิดได้ไปว่าจะเป็นทั้งหมดหรือแต่เพียงบางส่วน เพราะไม่ว่าคนร้ายจะได้ทรัพย์สินไปเพียงใด การกระทำความผิดก็เกิดขึ้นแล้วเช่นกัน แต่ข้อสาระสำคัญอยู่ที่ว่าความผิดฐานชิงทรัพย์ต้องมีฐานเดิมจากความผิดฐานลักทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๔ โดยคนร้ายใช้กำลังประทุษร้ายเจ้าของหรือผู้ครอบครองทรัพย์นั้นหรือขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้าย เพื่อให้ยื่นให้ซึ่งทรัพย์นั้นตามความใน ป.อ. มาตรา ๓๓๙(๒) โดยการลักทรัพย์กับการใช้กำลังประทุษร้ายต้องไม่ขาดตอน หรือเป็นการลักทรัพย์ที่ต้องขู่เข็ญให้ปรากฎว่าในทันทีทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้ายต่อเนื่องกันไป เมื่อข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหายว่า ถูกจำเลยตบหน้าทันทีที่เปิดประตูห้อง เมื่อ ช. ตามเข้าไปปิดประตูห้อง จำเลยก็ล้วงมีดพับออกมาจี้ที่แก้มผู้เสียหาย ขู่ขอเงินไปซื้อสุรา พฤติการณ์ของจำเลยเช่นนั้นบ่งชี้ไปทำนองว่าหากผู้เสียหายขัดขืนไม่ให้เงินก็จะประทุษร้ายต่อเนื่องไปในทันใดนั้น แสดงให้เห็นว่ามุ่งหมายมาทำร้ายและขู่เข็ญผู้เสียหายโดยประสงค์ต่อทรัพย์มาแต่แรก ไม่ใช่เป็นการข่มขืนใจให้ผู้เสียหายยอมให้เงินบางส่วนโดยใช้กำลังประทุษร้ายตามที่จำเลยฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ พิพากษาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๙ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๘๓ จึงชอบแล้ว,วิ.อาญา,,,,,,, 64,3,,การกระทำความผิดโดยประมาท ผู้กระทำจะอ้างว่าเป็นการกระทำความผิดด้วยความจำเป็นได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๒๒๗/๒๕๕๓ คำเบิกความและคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยได้ความว่า ผู้ตายชอบเล่นอาวุธปืน บางครั้งเอากระสุนปืนออกจากลูกโม่แล้วมาจ่อยิงที่ศีรษะตนเองหรือผู้อื่นเพื่อล้อเล่น ในวันเกิดเหตุก่อนเกิดเหตุผู้ตายก็เอาอาวุธปืนมาเล่นอีก แต่ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าขณะที่ผู้ตายเอาอาวุธปืนมาจ่อที่ศีรษะตนเองแล้วจำเลยเข้าแย่งเป็นเหตุให้ปืนลั่นนั้น ผู้ตายจะยิงตนเองหรือผู้ตายเมาสุราจนไม่ได้สติแต่อย่างใด ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยรู้หรือไม่ว่าอาวุธปืนดังกล่าวบรรจุกระสุนปืนหรือไม่ ดังนั้น การที่จำเลยเข้าแย่งอาวุธปืนในสถานการณ์ดังกล่าวถือว่าจำเลยกระทำโดยปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ และจำเลยอาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่ อันเป็นการกระทำโดยประมาทตาม ป.อ. มาตรา ๕๙ วรรคสี่ การที่จะอ้างว่าเป็นการกระทำความผิดด้วยความจำเป็นได้นั้น ต้องเป็นเรื่องการกระทำผิดโดยเจตนา แต่คดีนี้จำเลยกระทำความผิดโดยประมาทจึงมิใช่เป็นการกระทำความผิดด้วยความจำเป็น",วิ.อาญา,,,,,,, 64,3,,สัญญากู้ยืมไม่ได้ลงนามพยานในสัญญา ต่อมา ผู้ให้กู้จึงให้ผู้อื่นลงนามเป็นพยานในสัญญาโดยพลการ แล้วนำมาฟ้องต่อศาลเป็นความผิดฐานปลอมเอกสารหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๒๖/๒๕๐๕ ศาลฎีกาเห็นว่า การกระทำที่จะเป็นความผิดฐานปลอมเอกสารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๔ จะต้องเป็นการกระทำที่น่าจะเกิดหรืออาจเกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือประชาชน คดีนี้ โจทก์รับอยู่ว่า โจทก์ได้ลงชื่อในหนังสือสัญญากู้เงินจำเลยที่ ๑ ไป ๘๐,๐๐๐ บาทจริง สัญญาดังกล่าวจึงมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายแล้ว การที่จำเลยที่ ๑ ให้จำเลยที่ ๒ ลงชื่อในสัญญานั้นภายหลัง ตามกฎหมายจึงไม่น่าจะเกิดหรืออาจเกิดความเสียหายแก่โจทก์ จำเลยจึงไม่ควรมีความผิดดังที่โจทก์ฎีกา",วิ.อาญา,,,,,,, 64,4,,บุคคลที่มีสิทธิบังคับคดีได้แก่บุคคลใด,"คำตอบ: มาตรา ๒๗๑ บัญญัติถึงผู้มีสิทธิขอให้บังคับคดีได้ คือ คู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดี ซึ่งเรียกว่า “เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา” ส่วนที่จะถูกบังคับคดี คือ คู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายแพ้คดี ซึ่งเรียกว่า “ลูกหนี้ตามคำพิพากษา” มาตรา ๒๗๑ ไม่ได้บัญญัติว่า ผู้ชนะคดีจะต้องเป็น “โจทก์” แสดงว่าผู้ชนะคดีอาจเป็นฝ่ายใดก็ได้ ฝ่ายใดจะเป็นฝ่ายชนะคดีต้องพิจารณาจากคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล (๑) ไม่ใช่บุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดีไม่มีสิทธิร้องขอให้บังคับคดี คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๐๙๐/๒๕๔๙ โจทก์ฟ้องคดีขอให้จำเลยแบ่งแยกที่ดินพิพาท ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยแบ่งแยกที่ดินพิพาทตามคำขอของโจทก์แล้ว จำเลยยื่นคำร้องขอวัดแบ่งแยกที่ดินตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น แต่เจ้าพนักงานที่ดินไม่อาจดำเนินการให้ได้เพราะโจทก์และจำเลยต้องร่วมกันยื่นคำขอแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวม จำเลยแจ้งให้โจทก์ดำเนินการยื่นคำขอรังวัดแบ่งแยกกรรมสิทธิ์ร่วมกับจำเลย แต่โจทก์เพิกเฉยจำเลยจึงยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นออกคำบังคับให้โจทก์ดำเนินการยื่นคำขอรังวัดแบ่งแยกที่ดินพิพาทนั้น ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๗๑ บัญญัติให้บุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะ (เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา) เท่านั้น ที่จะร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งจำเลยไม่ใช่บุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะจึงไม่มีสิทธิตามบทกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นยกคำร้องของจำเลยและศาลอุทธรณ์พิพากษายืนมานั้นชอบแล้ว (๒) ผลของคำพิพากษาทำให้โจทก์และจำเลยต่างมีสภาพเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาและลูกหนี้ตามคำพิพากษาด้วยกัน จำเลยก็มีสิทธิร้องขอให้บังคับคดีได้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๘๑/๒๕๔๔ ตามคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลชั้นต้นเป็นผลให้โจทก์และจำเลยต่างมีสภาพเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาและเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาที่มีหนี้ต้องชำระต่างตอบแทนกัน ในส่วนจำเลยจะต้องโอนสิทธิครอบครองในที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ และโจทก์จะต้องชำระค่าที่ดินให้แก่จำเลยเช่นกัน อาศัยอำนาจตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๗๑ จำเลยย่อมมีสิทธิร้องขอให้ศาลชั้นต้นออกคำบังคับ เพื่อดำเนินการบังคับให้โจทก์ปฏิบัติตามคำพิพากษาภายใน ๑๐ ปี ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๗๑ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๖๘๔/๒๕๕๓ โจทก์และจำเลยต่างเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาศาลฎีกาด้วยกันทั้งสองฝ่าย โจทก์และจำเลยต่างมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์และจำเลยต่างฝ่ายจึงมีสิทธิบังคับให้เป็นไปตามคำพิพากษา ซึ่งการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์และสิทธิครอบครองที่ดินตามคำพิพากษาโจทก์สามารถใช้คำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยดำเนินการจดทะเบียนโอนที่ดินได้เพียงฝ่ายเดียวอยู่แล้ว รวมทั้งการปลดภาระจำนองของที่ดินด้วย แต่โจทก์มีภาระต้องชำระค่าที่ดินที่ค้างก่อนจึงจะมีสิทธิเรียกให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์และสิทธิครอบครองที่ดินตามสัญญาเดิม ฉะนั้น จำเลยจึงมีสิทธิขอให้ศาลออกคำบังคับให้โจทก์ปฏิบัติตามคำพิพากษาเมื่อโจทก์ไม่ปฏิบัติตามคำบังคับของศาล จำเลยซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ย่อมมีสิทธิขอให้ศาลมีหมายบังคับคดีตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการให้เป็นไปตามคำบังคับได้โดยชอบ ศาลชั้นต้นออกคำบังคับและหมายบังคับคดีชอบแล้ว ไม่มีเหตุจะต้องเพิกถอนหมายบังคับคดี คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๓๑๐/๒๕๔๘ แม้ ป.วิ.พ. มาตรา ๒๗๑ บัญญัติให้คู่ความฝ่ายชนะคดีเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษามีสิทธิที่จะร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาเอาแก่คู่ความฝ่ายที่แพ้คดีคือลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้ภายใน ๑๐ ปี นับแต่วันที่มีคำพิพากษาก็ตาม แต่ด้วยผลของคำพิพากษา นอกจากโจทก์จะเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษามีสิทธิที่จะร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามสัญญาจะซื้อจะขายให้แก่โจทก์พร้อมค่าเสียหายแล้ว โจทก์ยังอยู่ในฐานะเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาที่จะต้องชำระหนี้ค่าที่ดินที่เหลือให้แก่จำเลยทั้งสองเป็นการตอบแทนจำเลยทั้งสองจึงมีสิทธิที่จะร้องขอให้บังคับโจทก์ชำระหนี้ค่าที่ดินที่เหลือให้แก่จำเลยทั้งสองเช่นกัน ดังนี้ เมื่อจำเลยทั้งสองได้เสนอชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่โจทก์แล้ว และได้นำโฉนดที่ดินที่ต้องโอนกรรมสิทธิ์ให้โจทก์พร้อมค่าเสียหายกับดอกเบี้ยมาวางศาลเพื่อให้โจทก์มารับไปดำเนินการให้เป็นไปตามคำพิพากษา ทั้งศาลได้มีคำบังคับให้โจทก์ชำระหนี้ค่าที่ดินที่เหลือให้แก่จำเลยทั้งสองด้วย เมื่อจำเลยทั้งสองได้ยอมชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาแล้วก็ไม่มีหนี้ที่โจทก์จะขอให้บังคับเอาจากจำเลยทั้งสองอีกต่อไป แต่โจทก์ยังคงมีหนี้ที่จะต้องชำระหนี้ให้แก่จำเลยทั้งสองตามคำพิพากษาคือ เงินค่าที่ดินที่เหลือเป็นการตอบแทนเพื่อให้อาจซื้อขายที่ดินระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสองเป็นอันเสร็จสิ้นไป เมื่อโจทก์ได้รับคำบังคับโดยชอบแล้วโจทก์จึงมีหน้าที่ต้องชำระหนี้นั้นให้แก่จำเลยทั้งสองภายในกำหนดตามคำบังคับ แต่โจทก์ไม่ปฏิบัติตาม จำเลยทั้งสองย่อมมีสิทธิที่จะขอหมายบังคับคดีได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๗๑ (๓) บุคคลที่มิใช่คู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดี (เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา) ไม่มีสิทธิบังคับคดีได้ ๓.๑ ผู้รับประโยชน์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่ศาลพิพากษาตามยอม คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๑๓๗/๒๕๔๙ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗๑ ผู้มีอำนาจขอให้บังคับคดีได้คือคู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะ (เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา) เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวอาจเป็นโจทก์หรือจำเลยในคดีนั้น หรือเป็นบุคคลภายนอกซึ่งร้องสอดเข้ามาในคดีนั้นก็ได้ แต่ผู้ร้องมิได้เป็นโจทก์ เป็นจำเลยหรือเป็นผู้ร้องสอดผู้ร้องมีฐานะเป็นแต่เพียงผู้รับประโยชน์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่ศาลพิพากษาตามยอมเท่านั้น จึงมิใช่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ไม่มีสิทธิบังคับคดีได้ ๓.๒ ผู้รับโอนสิทธิและหน้าที่ในหนี้ตามคำพิพากษาจากโจทก์ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๕๖๗/๒๕๔๗ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗๑ บัญญัติให้เป็นสิทธิและหน้าที่ของคู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดีหรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาและคู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายแพ้คดีหรือลูกหนี้ตามคำพิพากษาเท่านั้น ผู้ร้องเป็นบุคคลภายนอกที่อ้างว่าได้รับโอนสิทธิและหน้าที่ในหนี้ตามคำพิพากษาจากโจทก์ (โจทก์ได้โอนสิทธิเรียกร้องที่มีต่อจำเลยตามคำพิพากษาและการบังคับคดีให้ผู้ร้อง จึงขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นโจทก์แทนโจทก์เดิม) มิใช่คู่ความในคดีหรือเป็นบุคคลซึ่งอยู่ในฐานะเป็นฝ่ายชนะคดีจึงไม่อาจที่จะเข้ามาสวมสิทธิโจทก์เพื่อดำเนินการอย่างใดเกี่ยวกับการบังคับคดีแก่จำเลยในคดีนี้ได้ ไม่ว่าผู้ร้องจะได้รับโอนสิทธิและหน้าที่ของโจทก์ในหนี้ตามคำพิพากษาคดีนี้ที่มีอยู่แก่จำเลยมาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของโจทก์เด็ดขาดหรือไม่ก็ตาม คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๘๖๒/๒๕๕๓ บุคคลที่มีสิทธิบังคับคดีตามคำพิพากษาจะต้องเป็นคู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗๑ ผู้ร้องเป็นบุคคลภายนอกที่อ้างว่าได้รับโอนสิทธิและหน้าที่ในหนี้ตามคำพิพากษาจากโจทก์ที่มีอยู่แก่จำเลยไม่ใช่คู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดีตามคำพิพากษา จึงไม่อาจร้องขอให้บังคับคดีได้ นอกจากนี้ การที่จะเข้าสวมสิทธิแทนคู่ความหรือบุคคลที่เป็นฝ่ายชนะคดีนั้น ต้องมีบทบัญญัติของกฎหมายให้เข้าสวมสิทธิแทนได้ เช่น พระราชกำหนดปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ. ๒๕๔๐ พระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๔๑ พระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ. ๒๕๔๔ เป็นต้น ผู้ร้องไม่ใช่บุคคลตามบทบัญญัติของกฎหมายที่ให้เข้าสวมสิทธิแทนโจทก์ ผู้ร้องจึงไม่อาจเข้าสวมสิทธิแทนโจทก์เพื่อดำเนินการบังคับคดีแก่จำเลยได้ ๓.๓ เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของโจทก์ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๘๖๒/๒๕๕๐ การบังคับคดีนั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗๑ บัญญัติให้บุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะเท่านั้นที่จะต้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง ผู้ร้อง (เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของโจทก์) ขออนุญาตเข้าสวมสิทธิแทนโจทก์เพื่อบังคับคดีแก่จำเลย ไม่ใช่บุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะจึงไม่มีสิทธิตามบทกฎหมายดังกล่าว ทั้งไม่ใช่กรณีที่เจ้าหนี้จะใช้สิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๓๓ ซึ่งหมายถึงการใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลโดยให้เจ้าหนี้เป็นโจทก์ฟ้องในนามของเจ้าหนี้แทนลูกหนี้ได้ รวมทั้งเรียกให้นักหนี้เข้ามาในคดีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๓๔ มิใช่เข้าสวมสิทธิในการบังคับคดีของลูกหนี้ซึ่งเป็นสิทธิที่กฎหมายกำหนดให้เป็นสิทธิเฉพาะบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะดังกล่าวแล้ว ๔. ผู้สวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาโดยผลของกฎหมาย มีสิทธิบังคับคดีได้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๐๖๗/๒๕๔๙ โจทก์โอนสิทธิเรียกร้องที่มีต่อจำเลยซึ่งศาลได้มีคำพิพากษาบังคับตามสิทธิเรียกร้องแล้วให้แก่ผู้ร้องซึ่งเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๗ ผู้ร้องย่อมเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาโดยบทบัญญัติดังกล่าว และการเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาโดยผลของกฎหมายในกรณีนี้ไม่ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๗ (และคำพิพากษาฎีกาที่ ๖๘๒๒/๒๕๕๓) ๕. ผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์จากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดี ขอให้บังคับลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือบริวารออกไปจากอสังหาริมทรัพย์ได้ โดยถือว่าผู้ซื้อเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ป.วิ.พ. มาตรา ๓๐๙ ตรี มาตรา ๓๐๙ ตรี เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีโอนอสังหาริมทรัพย์ที่ขายให้แก่ผู้ซื้อ หากทรัพย์สินที่โอนนั้นมีลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือบริวารอยู่อาศัย และลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือบริวารไม่ยอมออกไปจากอสังหาริมทรัพย์นั้น ผู้ซื้อชอบที่จะยื่นคำขอฝ่ายเดียวต่อศาลที่อสังหาริมทรัพย์นั้นตั้งอยู่ในเขตศาลให้ออกคำบังคับให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือบริวารออกไปจากอสังหาริมทรัพย์นั้นภายในระยะเวลาที่ศาลเห็นสมควรกำหนด แต่ไม่น้อยกว่าสามสิบวัน ถ้าลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือบริวารไม่ปฏิบัติตามคำบังคับให้บังคับตามมาตรา ๒๙๖ ทวิ มาตรา ๒๙๖ ตรี มาตรา ๒๙๖ จัตวา มาตรา ๒๙๖ ฉ มาตรา ๒๙๖ สัตต มาตรา ๒๙๙ มาตรา ๓๐๐ มาตรา ๓๐๑ และมาตรา ๓๐๒ โดยอนุโลม ทั้งนี้ ให้เจ้าพนักงานศาลเป็นผู้ส่งคำบังคับโดยมีเจ้าหน้าที่จัดการนำส่ง และให้ถือว่าผู้ซื้อเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาและลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือบริวารที่อยู่อาศัยในอสังหาริมทรัพย์นั้นเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาตามบทบัญญัติดังกล่าว ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 64,4,,ฟ้องแย้งที่อาศัยเหตุแห่งการฟ้องของโจทก์มาเป็นข้อกล่าวอ้างถือว่าเกี่ยวกับคำฟ้องเดิมหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๒๒๔/๒๕๔๕ แม้ ป.วิ.พ. มาตรา ๑๗๗ วรรคสาม รับรองให้จำเลยฟ้องแย้งมาในคำให้การได้ แต่มีเงื่อนไขว่าหากฟ้องแย้งเป็นเรื่องอื่นไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิมก็ให้ศาลสั่งให้จำเลยฟ้องเป็นคดีต่างหาก จำเลยอาศัยเหตุที่โจทก์ฟ้องจำเลยเรียกหนี้เงินกู้และบังคับจำนองเป็นข้ออ้างว่าทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย มูลกรณีที่จำเลยกล่าวอ้างเป็นเรื่องที่โจทก์หาเหตุแกล้งฟ้องร้องจำเลยโดยไม่มีมูลอันเป็นเรื่องละเมิด ไม่เกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิมที่โจทก์ขอให้บังคับให้จำเลยรับผิดตามเนื้อความในสัญญา จำเลยชอบที่จะฟ้องร้องเป็นคดีใหม่ต่างหาก ไม่อาจขอรวมมาในคำให้การได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๗๗ วรรคสาม คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๘๕๑/๒๕๔๙ โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญาจ้างทำของจำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยชำระค่าจ้างแก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว โจทก์นำความอันเป็นเท็จมาฟ้องทำให้จำเลยเสียหาย ขอให้บังคับโจทก์ใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยอันเป็นเรื่องละเมิด สภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตามคำฟ้องและฟ้องแย้งเป็นคนละเรื่อง คนละเหตุ ไม่เกี่ยวข้องกัน ฟ้องแย้งของจำเลยจึงไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิม คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๖๕/๒๕๕๑ ฟ้องแย้งของจำเลยที่ ๔ ที่กล่าวอ้างสิทธิทางศาลอันเนื่องมาจากที่โจทก์กระทำละเมิดต่อจำเลยที่ ๔ เพราะโจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริตเอาความเท็จมาฟ้องต่อศาล เป็นฟ้องแย้งที่อาศัยเหตุแห่งการฟ้องของโจทก์มาเป็นข้อกล่าวอ้าง ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับฟ้องเดิม จึงเป็นเรื่องอื่นไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิม คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๓๓๗/๒๕๕๓ ฟ้องแย้งของจำเลยที่ขอให้บังคับโจทก์ชดใช้ค่าเสียหาย ๕๐,๐๐๐ บาท แก่จำเลย โดยอ้างว่าโจทก์ฟ้องคดีนี้โดยไม่สุจริต ทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย เพราะในระหว่างรอฟังผลของคดี เป็นการฟ้องแย้งโดยอาศัยเหตุที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้เป็นข้ออ้างในการฟ้องแย้ง จึงเป็นเรื่องอื่นไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิมพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ เป็นฟ้องแย้งที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๒๖ ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๗ วรรคสาม และมาตรา ๑๗๙ วรรคท้าย",วิ.แพ่ง,,,,,,, 64,5,,พนักงานสอบสวนมิได้ขอฝากขังผู้ต้องหาต่อศาลภายในกำหนด จะเป็นเหตุให้พนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้องหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๒๙๔/๒๕๕๐ การควบคุมตัวจำเลยที่ ๑ ในชั้นสอบสวน ซึ่งพนักงานสอบสวนจะต้องขออำนาจศาลฝากขังจำเลยที่ ๑ หากพนักงานสอบสวนมิได้ขอฝากขังต่อศาลภายในกำหนด เมื่อพ้นอำนาจการควบคุมตัวผู้ต้องหาของพนักงานสอบสวนแล้ว พนักงานสอบสวนต้องปล่อยตัวผู้ต้องหาไป หาใช่เป็นเหตุให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องไม่ เมื่อโจทก์ฟ้องคดีภายในอายุความ โจทก์ย่อมมีสิทธินำคดีอาญามาฟ้องได้,วิ.อาญา,,,,,,, 64,5,,คดีอาญา ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาจำเลยจะยื่นคำร้องขอถอนคำให้การเดิม และให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้องได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๙๔/๒๕๔๙ จำเลยฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่าจำเลยมิได้กระทำความผิดตามฟ้อง แต่หากศาลเห็นว่าจำเลยกระทำความผิดก็ขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุก ต่อมาในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยยื่นคำร้องขอถอนข้อต่อสู้เดิมตามฎีกาที่ให้การปฏิเสธ และให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้อง คำร้องของจำเลยเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การ ซึ่งต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๖๓ วรรคสองที่บัญญัติไว้กระทำได้ก่อนศาลชั้นต้นพิพากษา ส่วนที่จำเลยแก้ไขฎีกาที่คัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ซึ่งพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องนั้น เป็นการแก้ไขฎีกาโดยมิได้เพิ่มเติมประเด็นใหม่ แต่เป็นการสละข้อต่อสู้ในชั้นฎีกา ไม่ใช่การคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงไม่ตกอยู่ในจำกัดเวลาฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๑๖ วรรคหนึ่ง จำเลยจึงยื่นคำร้องขอแก้ไขฎีกาได้แม้พ้นกำหนดเวลา ๑ เดือน นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์,วิ.อาญา,,,,,,, 64,5,,คำร้องขอฝากขังของพนักงานสอบสวนระบุว่า ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา ดังนี้ ศาลจะอนุญาตให้ฝากขังได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๔๘๔/๒๕๔๙ ป.วิ.อ. มาตรา ๘๗ วรรคสี่ (ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะเกิดเหตุ) บัญญัติว่า ถ้าเกิดความจำเป็นที่จะควบคุมผู้ถูกจับไว้เกินกว่ากำหนดเวลาในวรรคก่อน เพื่อให้การสอบสวนเสร็จสิ้นให้ส่งผู้ต้องหามาศาล ให้พนักงานอัยการหรือพนักงานสอบสวนยื่นคำร้องต่อศาลขอหมายขังผู้ต้องหานั้นไว้...ฯลฯ... และมาตรา ๘๗ วรรคหก บัญญัติว่า ในกรณีความผิดอาญาที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินกว่าหนึ่งเดือนแต่ไม่ถึงสิบปี หรือปรับเกินกว่าห้าร้อยบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ศาลมีอำนาจสั่งขังหลายครั้งติด ๆ กันได้ แต่ครั้งหนึ่งต้องไม่เกินสิบสองวันและรวมกันทั้งหมดต้องไม่เกินสิบแปดวัน ซึ่งเป็นการให้อำนาจศาลในการพิจารณาคำร้องขอฝากขังของพนักงานสอบสวนว่ามีเหตุอันสมควรอนุญาตให้ฝากขังหรือไม่ และผู้พิพากษาศาลจังหวัดสุโขทัยได้ไต่สวนแล้ว เห็นว่ามีเหตุที่จะอนุญาตให้พนักงานสอบสวนฝากขังโจทก์ไว้ตามคำร้อง จึงมีคำสั่งอนุญาตตามที่กฎหมายให้อำนาจไว้ แม้ตามคำร้องขอฝากขังของพนักงานสอบสวนดังกล่าวระบุว่าผู้ต้องหาให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหาตามที่โจทก์อ้างก็ตาม แต่ก็ไม่มีมาตราใดใน ป.วิ.อ. ที่บังคับว่า ถ้าผู้ต้องหาให้การรับสารภาพแล้ว ศาลต้องไม่อนุญาตให้ฝากขังผู้ต้องหาไว้ ดังนั้น การที่ผู้พิพากษาศาลจังหวัดสุโขทัยอนุญาตให้ฝากขังโจทก์จึงเป็นการใช้ดุลพินิจโดยชอบแล้ว ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลไม่มีหน้าที่ตรวจสอบการใช้ดุลพินิจสั่งคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวของผู้พิพากษาในศาล,วิ.อาญา,,,,,,, 64,5,,คำฟ้องคดีอาญา ไม่มีลายมือชื่อโจทก์ผู้เรียง ผู้เขียนหรือพิมพ์ฟ้อง หากความปรากฏในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกา ศาลจะสั่งให้โจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้องได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๓๙๕/๒๕๔๔ คดีอาญาที่โจทก์มิได้ลงลายมือชื่อไว้ในฟ้องเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕๘ (๗) แต่การที่ศาลฎีกาจะสั่งให้โจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้องหรือไม่ประทับฟ้องตามมาตรา ๑๖๑ วรรคหนึ่ง ก็ล่วงเลยเวลาที่จะปฏิบัติได้ เพราะศาลชั้นต้นได้ดำเนินกระบวนพิจารณาจนเสร็จสิ้นแล้ว ศาลฎีกาไม่อาจพิจารณาฟ้องของโจทก์ได้ จึงต้องพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลย คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๕๖๔/๒๕๔๖ ฟ้องโจทก์ปรากฏแต่ลายมือชื่อผู้เรียงและผู้พิมพ์ฟ้องเท่านั้น ไม่ปรากฏลายมือชื่อโจทก์ จึงเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕๘ (๗) และการที่จะสั่งให้โจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้องหรือไม่ประทับฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๖๑ วรรคหนึ่งนั้น ก็ล่วงเลยเวลาที่จะปฏิบัติได้เพราะศาลชั้นต้นได้สั่งประทับฟ้องและดำเนินกระบวนพิจารณาจนเสร็จสิ้นจนคดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค ๑ แล้ว ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ย่อมไม่มีวิธีปฏิบัติเป็นประการอื่นนอกจากพิพากษายกฟ้องโจทก์ และมาตรา ๑๖๑ ก็หาได้เป็นบทบัญญัติซึ่งมิได้กำหนดระยะเวลาให้ศาลมีคำสั่งให้โจทก์แก้ไขฟ้องให้ถูกต้องเสียเมื่อใดก็ได้ก่อนคดีถึงที่สุดไม่ ทั้งปัญหาว่าฟ้องโจทก์ที่ไม่มีลายมือชื่อโจทก์เป็นฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นั้น เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยมิได้ยกขึ้นโต้แย้งคัดค้านศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ก็มีอำนาจยกขึ้นอ้างและวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๒๙๐/๒๕๔๙ ตามฟ้องของโจทก์ปรากฏว่าไม่ได้ลงลายมือชื่อผู้เรียงและพิมพ์ จึงถือว่าไม่เป็นฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕๘ (๗) แต่การที่จะสั่งให้โจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้องหรือไม่ประทับฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๖๑ วรรคหนึ่ง นั้น ก็ล่วงเลยเวลาที่จะปฏิบัติได้ เพราะศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาไปจนเสร็จสิ้นแล้ว ศาลฎีกาจึงต้องยกฟ้องโดยไม่จำต้องพิจารณาปัญหาอื่นอีก และปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้าง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยคดีได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา ๒๑๕, ๒๒๕ และ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงฯ มาตรา ๔ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๙๑๘/๒๕๔๙ ตามฟ้องโจทก์ปรากฏแต่เพียงลายมือชื่อผู้พิมพ์และผู้เรียบเท่านั้น ไม่ปรากฏลายมือชื่อโจทก์ จึงถือเป็นฟ้องที่ไม่มีลายมือชื่อโจทก์ ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕๘ (๗) หากศาลชั้นต้นตรวจพบข้อผิดพลาดดังกล่าวก็จะมีอำนาจตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๖๑ สั่งให้โจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้องหรือยกฟ้อง หรือไม่ประทับฟ้องได้ แต่ถ้าศาลชั้นต้นสั่งประทับฟ้องและดำเนินกระบวนพิจารณาจนคดีขึ้นมาสู่ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ แล้ว การที่จะสั่งให้โจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้องหรือไม่ประทับฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๖๑ วรรคหนึ่งย่อมล่วงเลยเวลาที่จะปฏิบัติได้เพราะศาลชั้นต้นได้สั่งประทับฟ้องและดำเนินกระบวนพิจารณาจนเสร็จสิ้นแล้ว ทั้งกรณีดังกล่าวไม่เข้าเหตุตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๐๘ (๒) ที่จะสั่งให้ศาลชั้นต้นทำการพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ ย่อมไม่มีวิธีปฏิบัติเป็นอย่างอื่นนอกจากต้องพิพากษายกฟ้องโจทก์ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๔๕๐/๒๕๕๓ คำขอท้ายฟ้องโจทก์เป็นเอกสารที่ถ่ายสำเนา จึงเป็นฟ้องที่ไม่มีลายมือชื่อโจทก์ ผู้เรียงและพิมพ์ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕๘ (๗) หากศาลชั้นต้นตรวจพบข้อผิดพลาดดังกล่าวก็ใช้อำนาจตามมาตรา ๑๖๑ สั่งให้โจทก์แก้ไขฟ้องให้ถูกต้อง หรือยกฟ้องหรือไม่ประทับฟ้องได้ แต่ถ้าศาลชั้นต้นสั่งประทับฟ้องและดำเนินกระบวนพิจารณาจนคดีขึ้นมาสู่ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ แล้ว การที่จะสั่งให้โจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้องหรือไม่ประทับฟ้องตามมาตรา ๑๖๑ วรรคหนึ่ง ย่อมล่วงเลยเวลาที่จะปฏิบัติได้ การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิจารณาพิพากษาคดีตามฟ้องโจทก์จึงเป็นการไม่ชอบ",วิ.อาญา,,,,,,, 64,5,,ผู้เสียหายซึ่งเป็นเยาวชนร้องทุกข์ในความผิดฐานกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีโดยใช้กำลังประทุษร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๘ โดยบิดา มารดาหรือผู้แทนโดยชอบธรรมมิได้ลงลายมือชื่อหรือให้ความยินยอมในการร้องทุกข์ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๙๑๕/๒๕๕๑ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒ (๗) และมาตรา ๑๒๓ มิได้บัญญัติว่า การร้องทุกข์ของผู้เยาว์ต้องได้รับความยินยอมจากบิดา มารดาหรือผู้แทนโดยชอบธรรมหรือบุคคลดังกล่าวต้องลงลายมือชื่อในการร้องทุกข์ของผู้เยาว์ด้วย ดังนั้น ผู้เยาว์จึงมีอำนาจร้องทุกข์ด้วยตนเองได้ การที่ผู้เสียหายที่ ๒ ร้องทุกข์ในความผิดฐานกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีโดยใช้กำลังประทุษร้ายจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว,วิ.อาญา,,,,,,, 64,5,,พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องว่า จำเลยใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของธนาคารซึ่งออกให้แก่ผู้เสียหายที่จำเลยลักไปเบิกถอนเงินสดไปจากวงเงินบัตรเครดิตของผู้เสียหาย จะมีคำขอให้คืนเงินแก่ผู้เสียหายได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๒/๒๕๕๓ พนักงานอัยการโจทก์ฟ้องว่า จำเลยใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของธนาคารซึ่งได้ออกให้แก่ ส. ผู้เสียหาย ซึ่งเป็นทรัพย์ส่วนหนึ่งที่จำเลยได้ลักไปเพื่อใช้ประโยชน์ในการเบิกถอนเงินสด ถอนเงินสดจำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท ไปจากวงเงินเครดิตของผู้เสียหายโดยมิชอบก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหายและธนาคาร ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๕, ๓๓๖ ทวิ, ๒๖๙/๕, ๒๖๙/๗, ๙๑ และให้จำเลยคืนเงินจำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท แก่ผู้เสียหาย ย่อมแปลคำฟ้องของโจทก์ได้ว่า โจทก์มุ่งประสงค์ที่จะให้ลงโทษจำเลยฐานลักเงินของผู้เสียหายอยู่ด้วย เพียงแต่วิธีการลักเงินดังกล่าวได้ใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์เบิกถอนเงินสดผ่านเครื่องฝาก-ถอนเงินอัตโนมัติ จึงเป็นความผิดเกี่ยวกับบัตรอิเล็กทรอนิกส์และความผิดฐานลักทรัพย์ ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๔๓ บัญญัติให้พนักงานอัยการมีอำนาจขอให้เรียกทรัพย์สินหรือใช้ราคาทรัพย์แทนผู้เสียหาย โจทก์จึงมีอำนาจขอให้จำเลยคืนเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท แก่ผู้เสียหายได้ ",วิ.อาญา,,,,,,, 64,6,,"คดีฟ้องเรียกค่าทดแทนกรณีผิดสัญญาหมั้นตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๔๓๙, ๑๔๔๐ เป็นคดีเกี่ยวด้วยสิทธิแห่งสภาพบุคคลหรือสิทธิในครอบครัวหรือไม่","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า “...พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๔๒ จำเลยที่ ๑ ได้หมั้นโจทก์ที่ ๑ ด้วยแหวนเพชร ๑ วง ราคา ๒๔๐,๐๐๐ บาท โดยตกลงจะแต่งงานกันภายหลังจากโจทก์ที่ ๑ สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกแล้ว แต่ต่อมาจำเลยที่ ๑ ได้ถอนหมั้นโจทก์ที่ ๑ โดยคดีนี้โจทก์ที่ ๑ อ้างว่าการผิดสัญญาหมั้นของจำเลยทั้งสามทำให้โจทก์ที่ ๑ ได้รับความเสียหายแก่กายและชื่อเสียงและจากการจัดการอื่นอันเกี่ยวกับอาชีพหรือทางทำมาหาได้ จึงเรียกร้องให้จำเลยทั้งสามรับผิดชดใช้ค่าทดแทนความเสียหายเป็นเงินรวม ๒,๘๐๒,๘๐๐ บาท ส่วนโจทก์ที่ ๒ เรียกค่าเสียหายต่อกายหรือชื่อเสียงเป็นเงิน ๑๙๗,๒๐๐ บาท แม้สิทธิเรียกร้องของโจทก์ทั้งสองต่างเกิดจากการผิดสัญญาหมั้น แต่เป็นกรณีที่โจทก์ทั้งสองต่างใช้สิทธิเฉพาะตัวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๕ ต้องถือทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละคนแยกกัน เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ใช้ค่าทดแทนแก่โจทก์ที่ ๑ เป็นเงิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท และใช้ค่าทดแทนแก่โจทก์ที่ ๒ เป็นเงิน ๑๗๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ที่ ๒ ฎีกา ขอให้พิพากษาให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ ให้ชดใช้ค่าทดแทนแก่โจทก์ที่ ๒ ส่วนจำเลยที่ ๑ ฎีกาว่าไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าทดแทนแก่โจทก์ทั้งสองตามฟ้อง ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาของโจทก์ที่ ๒ และทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาของจำเลยที่ ๑ ต่อโจทก์ที่ ๒ ไม่เกินสองแสนบาท ทั้งมิใช่คดีเกี่ยวด้วยสิทธิแห่งสภาพบุคคลหรือสิทธิในครอบครัว จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่ง ที่โจทก์ที่ ๒ และจำเลยที่ ๑ ฎีกาดังกล่าวเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของโจทก์ที่ ๒ และฎีกาของจำเลยที่ ๑ ในส่วนของโจทก์ที่ ๒ มานั้นไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย",วิ.แพ่ง,,,,,,, 64,6,,คำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ จะฎีกาคำสั่งนั้นในระหว่างพิจารณาได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ (๑) คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๒๓๙/๒๕๔๔ คำสั่งของศาลอุทธรณ์ที่ให้ยกคำร้องขอระบุพยานเพิ่มเติมในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาจนกว่าศาลอุทธรณ์จะได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแห่งคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๖ (๑) ประกอบมาตรา ๒๔๗ (๒) คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๖๙๙/๒๕๔๐ คำสั่งของศาลอุทธรณ์ที่ให้ผู้ร้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ให้ถูกต้องเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา แม้ผู้ร้องจะเห็นว่าคำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบหรือไม่ถูกต้อง ก็มีสิทธิเพียงแต่โต้แย้งคำสั่งนั้นเพื่อใช้สิทธิฎีกาต่อไปเท่านั้น ยังไม่มีสิทธิที่จะไม่ปฏิบัติตามคำสั่งนั้น การที่ผู้ร้องฎีกาคำสั่งของศาลอุทธรณ์ดังกล่าว จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๖ (๑) ประกอบด้วยมาตรา ๒๔๗ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๖๘๙/๒๕๔๘ คำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ที่ให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เพิ่มให้ถูกต้องเป็นคำสั่งก่อนที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดี และมิใช่คำสั่งตามที่ระบุไว้ในมาตรา ๒๒๗ และ ๒๒๘ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง จึงเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ซึ่งต้องห้ามมิให้ฎีกาคำสั่งนั้นในระหว่างพิจารณาตามมาตรา ๒๒๖ (๑) ประกอบด้วยมาตรา ๒๔๗ ฎีกาของโจทก์เป็นฎีกาคัดสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ในระหว่างพิจารณา จึงต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว โจทก์ยังไม่มีสิทธิฎีกา แม้โจทก์จะเห็นว่าคำสั่งดังกล่าวไม่ชอบหรือไม่ถูกต้อง ก็มีสิทธิเพียงได้แย้งคำสั่งนั้นไว้เพื่อใช้สิทธิฎีกาต่อไปเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแห่งคดีนั้นแล้ว หามีสิทธิที่จะไม่ปฏิบัติตามคำสั่งนั้นไม่ (๓) คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๐๕๓/๒๕๕๓ คำสั่งของศาลอุทธรณ์ที่อนุญาตให้ผู้ร้องเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ผู้มรณะในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์นั้น เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาต้องห้ามมิให้ฎีกาจนกว่าศาลอุทธรณ์จะได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นแห่งคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๖ (และคำพิพากษาฎีกาที่ ๔๖๗๐/๒๕๒๙) (๔) คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๐๔๙/๒๕๔๗ คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยวางเงินค่าธรรมเนียมภายในวันที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๕๖ เป็นคำสั่งที่ศาลชั้นต้นปฏิบัติตามคำสั่งของศาลอุทธรณ์ที่ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการเรียกจำเลยให้นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งต้องใช้แทนคู่ความตามคำพิพากษาวางศาลให้ครบถ้วนภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นเห็นสมควรก่อนที่ศาลชั้นต้นจะได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้คู่ความฟัง อันเป็นคำสั่งของศาลอุทธรณ์ก่อนที่ศาลชั้นต้นจะอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้คู่ความฟังตามกฎหมาย ซึ่งถือว่าเป็นคำสั่งในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ หากจำเลยเห็นว่าคำสั่งของศาลอุทธรณ์ดังกล่าวนั้นไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไร จำเลยชอบที่จะต้องปฏิบัติตามคำสั่งของศาลอุทธรณ์โดยนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งต้องใช้แทนคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งมาวางศาลภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดก่อน แล้วใช้สิทธิโต้แย้งคำสั่งดังกล่าวนั้นเพื่อการใช้สิทธิฎีกาภายหลังเมื่อได้อ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์แล้ว การที่จำเลยฎีกาคำสั่งของศาลอุทธรณ์ทันทีในขณะที่ยังถือว่าคดีนั้นอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์เช่นนี้ จึงเป็นการต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๖ (๑) ประกอบด้วยมาตรา ๒๔๗ คำสั่งคำร้องศาลฎีกาที่ ๘๔/๒๕๔๘ คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยนำเงินค่าฤชาธรรมเนียมที่จะต้องใช้แทนโจทก์มาวางศาลภายใน ๑๔ วันนับแต่วันรับหมายนั้น เป็นคำสั่งที่ศาลชั้นต้นปฏิบัติตามคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค ๗ จึงเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค ๗ หากจำเลยเห็นว่าคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค ๗ ดังกล่าวไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไร จำเลยชอบที่จะต้องปฏิบัติตามคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค ๗ โดยนำเงินค่าฤชาธรรมเนียมที่จะต้องใช้แทนคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งมาวางศาลภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดก่อน แล้วใช้สิทธิโต้แย้งคำสั่งดังกล่าวนั้นเพื่อใช้สิทธิฎีกาในภายหลังเมื่อได้อ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค ๗ แล้ว การที่จำเลยฎีกาคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค ๗ ในทันทีในขณะที่ยังถือว่าคดีอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค ๗ จึงต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๖ (๑) ประกอบด้วยมาตรา ๒๔๗ (๕) คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๐๑๗/๒๕๕๓ คำสั่งศาลอุทธรณ์ที่อนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์นั้น เป็นคำสั่งก่อนที่ศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดี และมิใช่คำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งที่ระบุไว้ในมาตรา ๒๒๗ และ ๒๒๘ แห่ง ป.วิ.พ. จึงเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ซึ่งต้องห้ามมิให้ฎีกาคำสั่งนั้นในระหว่างพิจารณาตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๖ (๑) ประกอบด้วยมาตรา ๒๔๗ จำเลยทั้งสองไม่มีสิทธิฎีกา แม้จำเลยทั้งสองจะเห็นว่าคำสั่งดังกล่าวไม่ชอบหรือไม่ถูกต้อง ก็มีสิทธิเพียงได้โต้แย้งคำสั่งนั้นไว้เพื่อใช้สิทธิฎีกาต่อไปเมื่อศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีนั้นแล้ว คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๖๙๘/๒๕๕๓ คำสั่งศาลอุทธรณ์ที่อนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ ตาม พ.ร.บ. การธนาคารพาณิชย์ฯ นั้น เป็นคำสั่งก่อนที่ศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดี และมิใช่คำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งที่ระบุไว้ในมาตรา ๒๒๗ และ ๒๒๘ แห่ง ป.วิ.พ. จึงเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ซึ่งต้องห้ามมิให้ฎีกาคำสั่งนั้นในระหว่างพิจารณาตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๖ (๑) ประกอบมาตรา ๒๔๗ จำเลยที่ ๑ จึงยังไม่มีสิทธิฎีกา คงมีสิทธิเพียงโต้แย้งคำสั่งนั้นไว้เพื่อใช้สิทธิฎีกาต่อไปเมื่อศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแห่งคดีนั้นแล้วเท่านั้น",วิ.แพ่ง,,,,,,, 64,6,,ผู้มีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินกับผู้ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์ ฝ่ายใดเป็นฝ่ายที่ได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่าเป็นเจ้าของ และภาระการพิสูจน์ตกแก่คู่ความฝ่ายใด,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๔๘๕/๒๕๕๓ ศาลชั้นต้นชี้สองสถานกำหนดประเด็นพิพาทข้อ ๒ ว่า จำเลยที่ ๑ ได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๘๒ หรือไม่ โดยเห็นว่าโจทก์ทั้งห้าเป็นผู้มีชื่อในทะเบียนจึงได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๗๓ ภาระการพิสูจน์ตกแก่จำเลยทั้งสอง และเนื่องจากเป็นประเด็นสำคัญกว่าทุกประเด็น จึงเป็นอำนาจของศาลชั้นต้นที่จะสั่งให้คู่ความฝ่ายใดนำสืบในประเด็นข้อใดก่อนหรือหลังก็ได้ เมื่อประเด็นข้อ ๒ เป็นประเด็นสำคัญในคดี ศาลชั้นต้นย่อมสั่งให้จำเลยทั้งสองนำสืบก่อนทั้งสองคนทุกประเด็นแล้วให้โจทก์ทั้งห้านำสืบแก้ได้ เมื่อจำเลยทั้งสองมิได้โต้แย้งการกำหนดประเด็นหน้าที่นำสืบของศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๘๓ วรรคสาม จำเลยทั้งสองจะยกขึ้นเถียงในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาว่าฝ่ายโจทก์ทั้งห้าเป็นฝ่ายมีหน้าที่นำสืบก่อนไม่ได้ ต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว โจทก์ทั้งห้ามีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดิน โจทก์ทั้งห้าย่อมเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๗๓ มิใช่ว่าจำเลยที่ ๑ เป็นผู้ครอบครองแล้วจำเลยที่ ๑ จะได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมายตามมาตรา ๑๓๖๙ และ ๑๓๗๐ ภาระการพิสูจน์ในประเด็นข้อนี้จึงตกอยู่แก่จำเลยที่ ๑ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๕๕๘/๒๕๕๓ ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๗๓ บัญญัติว่า ถ้าทรัพย์สินเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่ได้จดทะเบียนไว้ในทะเบียนที่ดิน ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบุคคลผู้มีชื่อในทะเบียนเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง ที่ดินพิพาทในคดีนี้เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินที่โจทก์มีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดิน โจทก์ย่อมได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าวว่าเป็นของโจทก์ เมื่อจำเลยทั้งสองอ้างว่าจำเลยทั้งสองได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ จึงเป็นหน้าที่ของจำเลยทั้งสองที่จะต้องนำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมาย ภาระการพิสูจน์จึงตกแก่จำเลยทั้งสอง ที่จำเลยทั้งสองอ้าง ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๖๗ ที่บัญญัติว่า บุคคลใดยึดถือทรัพย์สินโดยเจตนาจะยึดถือเพื่อตน ท่านว่าบุคคลนั้นได้ซึ่งสิทธิครอบครองนั้น มาตรา ๑๓๖๗ เป็นเพียงบทบัญญัติทั่วไป เมื่อที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมีโฉนดซึ่งเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่ได้จดทะเบียนไว้ในทะเบียนที่ดิน ซึ่งกฎหมายต้องการให้แสดงออกซึ่งกรรมสิทธิ์ในทางทะเบียนยิ่งกว่าการครอบครองจึงต้องบังคับตามมาตรา ๑๓๗๓ ที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยทั้งสองมีภาระการพิสูจน์ในประเด็นดังกล่าวจึงชอบแล้ว กรณีเป็นที่ดินที่มีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๒๗๗/๒๕๕๓ ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์การมีชื่อของโจทก์เป็นเจ้าของเป็นเพียงข้อสันนิษฐานไว้ก่อนว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๗๓ เท่านั้น ส่วนความจริงใครจะมีสิทธิครอบครองจะต้องพิจารณาจากพยานหลักฐานว่าผู้ใดเข้ายึดถือครอบครองทำประโยชน์ในที่ดิน โดยเจตนายึดถือเพื่อตนจึงจะได้สิทธิครอบครองตามมาตรา ๑๓๖๗ ดังนั้น การที่โจทก์มิได้เข้าครอบครองที่ดินพิพาทเพียงแต่มีชื่อในหนังสือรับรองการทำประโยชน์จึงเป็นเหตุให้โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๕๖๕/๒๕๓๘ ที่ดินตาม น.ส.๓ หรือ น.ส.๓ ก. เป็นที่ดินที่ได้จดไว้ในทะเบียนที่ดินของสำนักงานที่ดินอำเภอ จึงเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่ได้จดทะเบียนที่ดิน ดังนั้นข้อสันนิษฐานตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๗๓ ว่า อสังหาริมทรัพย์ที่ได้จดทะเบียนไว้ในทะเบียนให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบุคคลผู้มีชื่อในทะเบียนเป็นผู้มีสิทธิครอบครองย่อมรวมถึงที่ดินที่มี น.ส.๓ หรือ น.ส.๓ ก. ด้วย",วิ.แพ่ง,,,,,,, 64,7,,None,None,None,,หาข้อมูลไม่พบ,,,,, 64,8,,คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้งดการบังคับคดีจะมีผลทันทีเมื่อศาลมีคำสั่ง หรือจะมีผลต่อเมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ทราบคำสั่งแล้ว หากเจ้าพนักงานบังคับคดียังไม่ทราบคำสั่งแล้วทำการขายทอดตลาดไป ศาลจะมีคำสั่งอย่างไร,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๓๕๑๐/๒๕๕๓ คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้งดการบังคับคดีเป็นคำสั่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๙๒ (๒) ย่อมมีผลทันทีเมื่อศาลมีคำสั่ง ถึงแม้บทบัญญัติดังกล่าวจะใช้คำว่า ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีงดการบังคับคดีเมื่อศาลได้ส่งคำสั่งนั้นไปให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบก็ตาม แต่ก็มีความหมายเพียงว่าเมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีทราบคำสั่งดังกล่าวของศาลก็ให้งดการบังคับคดีไว้ หาได้มีความหมายเลยไปถึงว่าคำสั่งให้งดการบังคับคดีจะมีผลต่อเมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ทราบคำสั่งแล้วเท่านั้นไม่ ดังนั้น เมื่อปรากฏว่าศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งให้งดการบังคับคดี เมื่อวันที่ ๖ กรกฎาคม ๒๕๔๘ ถึงแม้เจ้าพนักงานบังคับคดีจะทำการขายทอดตลาดทรัพย์รายพิพาทในครั้งต่อไปเมื่อวันที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๔๘ โดยไม่ทราบคำสั่งงดการบังคับคดีของศาลชั้นต้นและโจทก์เป็นผู้ประมูลซื้อทรัพย์รายพิพาทได้ในราคา ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ย่อมถือเป็นการขายทอดตลาดทรัพย์รายพิพาทไปโดยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้งดการบังคับคดี ศาลย่อมมีอำนาจที่จะสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์รายพิพาทเมื่อวันที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๔๘ ที่ไม่ถูกต้องนั้นเสียได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๗",วิ.แพ่ง,,,,,,, 64,8,,กำหนดระยะเวลาในการบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๗๑ กรณีศาลมีคำพิพากษาตามยอม ระยะเวลาบังคับคดีจะเริ่มนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอม หรือวันที่มีการผิดสัญญายอม,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๘๓๑/๒๕๕๓ คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความเมื่อวันที่ ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๓๗ ให้จำเลยทั้งสามชำระหนี้แก่โจทก์โดยผ่อนชำระไม่น้อยกว่าเดือนละ ๓๐๐,๐๐๐ บาท ภายในวันที่ ๕ ของทุกเดือน เริ่มชำระงวดแรกในวันที่ ๑๕ กันยายน ๒๕๓๗ และจะชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นภายในกำหนด ๑๒ เดือน นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ หากผิดนัดไม่ชำระหนึ่งงวดหนึ่งงวดใดหรือไม่ชำระให้ครบถ้วนให้ถือว่าจำเลยทั้งสามผิดนัดทั้งหมด ยอมให้โจทก์บังคับคดีในส่วนที่ค้างชำระได้ทันที แต่จำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โดยไม่เคยชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่โจทก์เลยเป็นการผิดนัดไม่ชำระหนี้ตั้งแต่งวดแรก ดังนั้น ระยะเวลาการบังคับคดีของโจทก์ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา ๒๗๑ จึงเริ่มนับตั้งแต่วันที่ ๑๖ กันยายน ๒๕๓๗ ซึ่งเป็นวันที่โจทก์มีสิทธิบังคับคดีตามคำพิพากษา มิใช่วันที่ ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๓๗ ซึ่งเป็นวันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอม เมื่อนับจากวันที่โจทก์หรือผู้ร้องอาจบังคับคดีได้จนถึงวันที่ผู้ร้องได้ดำเนินการบังคับคดียังไม่เกิน ๑๐ ปี การดำเนินการบังคับคดีของผู้ร้องจึงชอบด้วยมาตรา ๒๗๑",วิ.แพ่ง,,,,,,, 64,8,,"การอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ โดยขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ไต่สวนคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลย จะต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์หรือไม่ ศาลชั้นต้นยกคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ เพราะไม่มีเหตุตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๙๙ จัตวา วรรคสอง จำเลยจะยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่อีกครั้งหนึ่งโดยอ้างเหตุถูกต้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๙๙ จัตวา วรรคสอง ได้หรือไม่","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๐๒๕/๒๕๕๓ จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ โดยขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษากลับคำสั่งศาลชั้นต้นและมีคำสั่งให้ไต่สวนคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลย หากศาลอุทธรณ์ภาค ๒ เห็นชอบด้วยก็ชอบที่จะพิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นและให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลยไว้พิจารณาและมีคำสั่งต่อไป คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค ๒ ดังกล่าวยังไม่มีผลต่อคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยจึงไม่ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๙ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลยในครั้งแรกว่าตามคำร้องไม่ได้อ้างเหตุตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๙๙ จัตวา วรรคสอง แล้วจำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่อีกครั้งหนึ่งโดยอ้างเหตุครบถ้วนตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๙๙ จัตวา วรรคสอง นั้น ไม่ถือเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ แต่ต้องยื่นต่อศาลภายในกำหนด ๑๕ วัน นับแต่วันที่ได้ส่งคำบังคับตามคำพิพากษาให้จำเลย",วิ.แพ่ง,,,,,,, 64,8,,โจทก์หลายคนต่างใช้สิทธิเฉพาะตัวฟ้องเรียกค่าเสียหายฐานละเมิดจากจำเลย โดยฟ้องเรียกร้องรวมกันมา การพิจารณาว่าคดีมีทุนทรัพย์ต้องห้ามอุทธรณ์ฎีกาในข้อเท็จจริงหรือไม่ ต้องถือทุนทรัพย์รวมหรือของแต่ละคนแยกกัน,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๗๒๑-๑๑๗๒๒/๒๕๕๓ โจทก์ที่ ๑ และโจทก์ที่ ๒ ต่างอ้างว่าถูกจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ ทำละเมิดจนได้รับความเสียหายคนละ ๑๑๘,๐๐๐ บาท แต่ติดใจเรียกร้องเพียงคนละ ๑๐๕,๐๐๐ บาท โดยฟ้องเรียกร้องรวมกันมาเป็นเงิน ๒๑๐,๐๐๐ บาท แต่การฎีกาต้องถือทุนทรัพย์ของแต่ละคนแยกกัน เพราะเป็นกรณีโจทก์ที่ ๑ และโจทก์ที่ ๒ ต่างใช้สิทธิเฉพาะของตน ดังนั้น จำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาสำหรับคดีในส่วนของโจทก์ที่ ๑ และโจทก์ที่ ๒ จึงไม่เกินคนละ ๒๐๐,๐๐๐ บาท ต้องห้ามคู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๘ วรรคหนึ่ง",วิ.แพ่ง,,,,,,, 64,8,,การขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบในข้อที่เกี่ยวกับการบังคับคดี จะนำ ป.วิ.พ. มาตรา ๒๗ มาใช้บังคับหรือปรับแก่คดีหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๕๒๓/๒๕๕๓ เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินในคดีนี้ซ้ำกับที่ดินของจำเลยในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๓๙๑๕/๒๕๔๐ ของศาลชั้นต้น เป็นการบังคับคดีฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. ภาค ๔ ลักษณะ ๒ การบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง มาตรา ๒๙๐ คำร้องของเจ้าพนักงานบังคับคดีจึงอยู่ในบังคับของมาตรา ๒๙๖ วรรคหนึ่ง แห่งบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวที่บัญญัติไว้ชัดแจ้งแล้ว จะนำมาตรา ๒๗ มาบังคับใช้แก่กรณีนี้อีกไม่ได้ เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินดังกล่าวไปโดยมีผู้คัดค้านที่ ๑ เป็นผู้ซื้อทรัพย์ได้ และได้มีหนังสือแจ้งให้เจ้าพนักงานที่ดินโอนสิทธิครอบครองที่ดินให้ผู้คัดค้านที่ ๑ และเจ้าพนักงานบังคับคดียังทำบัญชีรับจ่าย จ่ายเงินส่วนได้ให้ผู้คัดค้านที่ ๑ ซึ่งเป็นโจทก์คดีนี้ไปตั้งแต่วันที่ ๒๗ ตุลาคม ๒๕๔๗ ทั้งผู้คัดค้านที่ ๑ จดทะเบียนโอนขายที่ดินให้บุคคลภายนอกและได้โอนขายต่อมาจนถึงผู้คัดค้านที่ ๒ ถึงที่ ๔ แล้ว ดังนั้น การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือฉบับลงวันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๕๐ ขอให้ศาลเพิกถอนการบังคับคดีฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของกฎหมาย รวมทั้งเพิกถอนการทำนิติกรรมการจดทะเบียนโอนที่ดินของผู้คัดค้านที่ ๑ ทั้งหมด จึงเป็นการดำเนินการภายหลังการบังคับคดีเสร็จลง เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงไม่มีสิทธิร้องขอให้ศาลสั่งเพิกถอนการบังคับคดีดังกล่าวได้ตามมาตรา ๒๙๖ วรรคหนึ่ง",วิ.แพ่ง,,,,,,, 64,8,,จำเลยให้การรับว่า โจทก์เป็นเจ้าของรวมในที่ดิน (น.ส.๓) แต่อ้างว่าโจทก์มีส่วนไม่ถึงกึ่งหนึ่ง ภาระการพิสูจน์ตกแก่โจทก์หรือจำเลย,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๓๒๔/๒๕๕๓ จำเลยให้การรับว่า โจทก์เป็นเจ้าของรวมในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓) เลขที่ ๒๔๑ ด้วย โจทก์จึงย่อมได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตามบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๕๗ ที่ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นเจ้าของรวมกันมีส่วนเท่ากัน จำเลยซึ่งอ้างว่าโจทก์มีส่วนในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓) เลขที่ ๒๔๑ เพียง ๓ งาน จึงมีภาระการพิสูจน์ ที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้โจทก์มีภาระการพิสูจน์ในประเด็นนี้จึงไม่ถูกต้อง ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้,วิ.แพ่ง,,,,,,, 64,8,,คดีอาญา คำขอท้ายฟ้องโจทก์ บทมาตราที่ขอให้ลงโทษจำคุกเกินสามปีหรือปรับเกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่คำฟ้องของโจทก์บรรยายไม่เข้าองค์ประกอบความผิดตามบทบัญญัติที่กล่าวในคำฟ้อง หากแต่เข้าบทบัญญัติซึ่งมีอัตราโทษที่กฎหมายกำหนดไว้ให้จำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ คดีจะตัองห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๓ ทวิ หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๙๔/๒๕๕๑ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยที่ ๑ มิได้มีเจตนาเอารถยนต์ของโจทก์ไปโดยสุจริต จำเลยที่ ๑ จึงไม่มีความผิดฐานลักทรัพย์ โจทก์อุทธรณ์ว่า พยานหลักฐานของโจทก์รับฟังได้ว่าจำเลยที่ ๑ มีเจตนากระทำความผิดฐานลักทรัพย์เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น อุทธรณ์ของโจทก์จึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง แม้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ ๑ ตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๕ หากโจทก์นำสืบได้ความว่าจำเลยที่ ๑ กระทำความผิด ศาลย่อมลงโทษจำเลยที่ ๑ ตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๔ ซึ่งมีอัตราโทษเบากว่าได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคหนึ่ง ตามที่โจทก์ฎีกาก็ตาม แต่บทบัญญัติดังกล่าวเป็นบทบัญญัติที่กำหนดเกี่ยวกับการพิพากษาของศาลซึ่งเป็นคนละกรณีกับสิทธิอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงของโจทก์ซึ่งการอุทธรณ์ดังกล่าวต้องพิจารณาจากอัตราโทษที่บัญญัติไว้ในกฎหมายตามที่โจทก์ขอให้ลงโทษหรือที่กล่าวในคำฟ้อง เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๔๑ เวลากลางวัน จำเลยที่ ๑ ลักรถยนต์ของโจทก์ไป และมีคำขอท้ายฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ ๑ ตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๕ ก็ไม่เข้าองค์ประกอบความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าวไม่อาจลงโทษจำเลยที่ ๑ ตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๕ ได้ คงลงโทษจำเลยที่ ๑ ตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๔ ซึ่งมีอัตราโทษที่กฎหมายกำหนดไว้ให้จำคุกไม่เกินสามปี และปรับไม่เกินหกพันบาทเท่านั้น จึงต้องห้ามมิให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๓ ทวิ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๕๔๙/๒๕๕๓ โจทก์ทั้งสามบรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันทำร้ายร่างกายโจทก์ที่ ๑ และที่ ๓ เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายและร่วมกันทำร้ายโจทก์ที่ ๑ เป็นเหตุให้โจทก์ที่ ๑ ศีรษะแตก หน้าผากแตก หางตาขวาแตก จมูกแตก และฟันหัก ๔ ซี่ ได้รับอันตรายแก่กาย ขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา ๒๙๕, ๒๙๗ แม้ฟ้องโจทก์ทั้งสามมีคำขอให้ลงโทษจำเลยทั้งเจ็ดตามมาตรา ๒๙๗ แต่เมื่อฟ้องโจทก์ทั้งสามมิได้บรรยายฟ้องว่าโจทก์ที่ ๑ ได้รับอันตรายสาหัสอย่างไร จึงลงโทษจำเลยทั้งเจ็ดตามมาตรา ๒๙๗ ไม่ได้ คงลงโทษจำเลยทั้งเจ็ดตามมาตรา ๒๙๕ เท่านั้น เมื่อความผิดแต่ละกระทงกำหนดโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจึงต้องห้ามมิให้โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๓ ทวิ ที่โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ว่าพยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสามฟังได้ว่าจำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันทำร้ายโจทก์ทั้งสามนั้น เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้นอันเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามอุทธรณ์ตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามและศาลอุทธรณ์ภาค ๓ รับวินิจฉัยจึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕",วิ.อาญา,,,,,,, 64,9,,ในคดีอาญา จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า โจทก์ทิ้งฟ้องและขอให้จำหน่ายคดี หรือยื่นคำร้องขอให้ศาลยกฟ้องโจทก์เพราะศาลไม่อนุญาตให้โจทก์เลื่อนคดีและถือว่าโจทก์ไม่มีพยานมาสืบ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง จำเลยจะอุทธรณ์คำสั่งนั้นทีเดียวได้หรือไม่ หรือจะต้องมีการโต้แย้งคำสั่งไว้ก่อนอุทธรณ์หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๕๕๓/๒๕๓๙ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา ๓๒๖, ๓๒๘ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วมีคำสั่งว่า “คดีมีมูล ให้ประทับฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณา หมายเรียกจำเลยแก้คดีและให้นัดสืบพยานโจทก์ในวันเดียวกัน แจ้งวันนัดให้จำเลยทราบ โดยให้โจทก์นำส่งภายใน ๓ วัน มิฉะนั้นถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้อง” แต่โจทก์มิได้นำส่งหมายเรียกจำเลยแก้คดีและหมายนัดสืบพยานโจทก์ตามคำสั่ง จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าโจทก์ทิ้งฟ้องและขอให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า “ทนายจำเลยมาศาลในวันนัดไต่สวนมูลฟ้องและลงลายมือชื่อรับทราบในรายงานกระบวนพิจารณาที่ศาลมีคำสั่งว่าคดีโจทก์มีมูลและนัดจำเลยแก้คดีและนัดสืบพยานโจทก์แล้ว ถือได้ว่าจำเลยทราบนัดโดยชอบแล้ว จึงไม่อาจถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้อง ให้ยกคำร้อง” นั้น เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาที่ไม่ทำให้คดีเสร็จสำนวน เพราะคดีจะต้องพิจารณาต่อไป แม้ว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งต่อไปว่า “จำเลยไม่มาศาลตามกำหนดนัดให้ออกหมายจับให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ชั่วคราว จับจำเลยได้เมื่อใดให้โจทก์แถลงต่อศาลเพื่อยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่” ก็เป็นเพียงคำสั่งให้จำหน่ายคดีชั่วคราวอันเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาเช่นกัน ไม่ใช่กรณีที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาหรือคำสั่งในประเด็นสำคัญแล้ว ดังนั้นที่จำเลยอุทธรณ์ว่าโจทก์ไม่นำส่งหมายเรียกตามคำสั่งศาลชั้นต้นเป็นการทิ้งฟ้อง จึงเป็นอุทธรณ์ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๖ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๔๕/๒๕๓๖ ศาลชั้นต้นนัดสืบพยานโจทก์ได้ ๒ นัด และสืบพยานโจทก์ได้ ๓ ปากแล้ว ในนัดต่อมาทนายโจทก์ยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีอ้างว่าป่วย จำเลยคัดค้านว่ามิได้ป่วยจริง ศาลชั้นต้นให้เจ้าพนักงานไปตรวจสอบอาการของทนายโจทก์แต่ไม่พบ จึงมีคำสั่งยกคำร้องขอเลื่อนคดีและถือว่าโจทก์ไม่มีพยานมาสืบ ให้งดสืบพยานโจทก์แล้วนัดสืบพยานจำเลย มิใช่กรณีศาลมีคำสั่งตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๖๖, ๑๘๑ เพราะเป็นเรื่องโจทก์ขอเลื่อนคดีแล้วศาลไม่ให้เลื่อน หาใช่โจทก์ไม่มาตามนัด ศาลจึงยกฟ้องไม่ ส่วนที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ขอให้ศาลยกฟ้องโจทก์เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาในคดีอาญา ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๖ ซึ่งมิได้บัญญัติให้คู่ความต้องโต้แย้งคำสั่งไว้แต่ประการใดไม่ จำเลยจึงอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นโดยไม่ต้องโต้แย้งไว้ได้",วิ.อาญา,,,,,,, 64,9,,ในคดีอาญา คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้รอการไต่สวนมูลฟ้องไว้ก่อนและให้จำหน่ายคดีชั่วคราว โจทก์จะอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวทันทีได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๒๑๓/๒๕๕๐ คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้รอการไต่สวนมูลฟ้องไว้ก่อนจนกว่าจะทราบผลที่สุดของคดีแพ่งของศาลชั้นต้น และให้จำหน่ายคดีชั่วคราว โดยได้สั่งไว้ด้วยว่าเมื่อคดีแพ่งดังกล่าวถึงที่สุดแล้วให้โจทก์แถลงต่อศาลเพื่อยกคดีขึ้นพิจารณาต่อไปภายใน ๑ เดือน นับแต่คดีถึงที่สุด คำสั่งดังกล่าวไม่ใช่เป็นคำสั่งจำหน่ายคดีโดยเด็ดขาด เพียงแต่เป็นคำสั่งจำหน่ายคดีไว้ชั่วคราว เป็นคำสั่งที่ไม่ทำให้ประเด็นแห่งคดีเสร็จไปแต่อย่างใด จึงเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาที่ไม่ทำให้คดีเสร็จสำนวน โจทก์จึงยังไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวในระหว่างการพิจารณาตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๖ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๐๘๐/๒๕๔๑ คำสั่งของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่ให้รอการไต่สวนมูลฟ้องไว้ก่อนจนกว่าคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.๓๖/๒๕๔๐ ของศาลดังกล่าวจะถึงที่สุดและให้จำหน่ายคดีชั่วคราว โดยให้โจทก์แถลงต่อศาลภายใน ๑ เดือน นับแต่ทราบคำสั่งหรือคำพิพากษาคดีดังกล่าว เพื่อจะได้พิจารณาคดีนี้ต่อไปนั้นไม่ใช่คำสั่งจำหน่ายคดีโดยเด็ดขาด เพียงแต่เป็นคำสั่งจำหน่ายคดีไว้ชั่วคราว จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ทำให้ประเด็นแห่งคดีเสร็จไปแต่อย่างใด เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาที่ไม่ทำให้คดีเสร็จสำนวน โจทก์จึงยังไม่มีสิทธิ อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวในระหว่างการพิจารณาตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๖ ประกอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๓๘",วิ.อาญา,,,,,,, 64,9,,ในคดีอาญา คำสั่งศาลชั้นต้นเกี่ยวกับการขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ฎีกา เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๐๘๒-๓๐๘๓/๒๕๓๗ การสั่งคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เป็นอำนาจของศาลชั้นต้นที่จะพิจารณาและมีคำสั่งตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา ๒๓ ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕ เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาตามคำร้อง โจทก์ร่วมชอบที่จะอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งดังกล่าวต่อศาลอุทธรณ์ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๓ วรรคแรก เพราะคำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งภายหลังจากที่ศาลชั้นต้นพิพากษาแล้วและยังไม่ได้มีการรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ จึงไม่เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาที่ไม่ทำให้คดีเสร็จสำนวน ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ตามมาตรา ๑๙๖ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๒๒๗-๗๒๒๘/๒๕๕๑ การขยายระยะเวลายื่นฎีกาเป็นอำนาจของศาลชั้นต้นที่จะพิจารณาและมีคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๓ ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕ เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลายื่นฎีกา จำเลยที่ ๔ ย่อมมีสิทธิคัดค้านคำสั่งของศาลชั้นต้นต่อศาลอุทธรณ์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๓ วรรคหนึ่ง เพราะคำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวเป็นคำสั่งภายหลังจากที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาแล้ว จึงไม่เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๖",วิ.อาญา,,,,,,, 64,9,,ในคดีแพ่ง โจทก์ถอนฟ้องโดยมิได้ร้องหรือแถลงว่า ไม่ฟ้องจำเลยอีก แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในการถอนฟ้องของโจทก์เองว่าไม่มีเหตุที่โจทก์จะถอนฟ้องแล้วหวนกลับมาฟ้องจำเลยใหม่อีก อนุญาตให้ถอนฟ้อง ดังนี้ โจทก์จะนำคดีมาฟ้องใหม่ได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๙๒/๒๕๕๒ ปัญหาว่าอำนาจฟ้องของโจทก์ระงับไปด้วยการถอนฟ้องในคดีก่อนหรือไม่ เป็นปัญหาสำคัญทั้งเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงย่อมถูกยกขึ้นมาได้ไม่ต้องห้ามแม้จำเลยทั้งสองจะมิได้ยกขึ้นอ้างในคำให้การ โจทก์เคยฟ้องจำเลยที่ ๑ ต่อศาลอาญาคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับที่ดินพิพาทแปลงเดียวกันกับที่ดินพิพาทในคดีนี้ โดยมีประเด็นแห่งคดีเป็นอย่างเดียวกับคดีนี้ ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องแล้วก็ตาม แต่ในการถอนฟ้องนั้น โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องโดยอ้างเพียงว่าได้ขายที่ดินให้แก่บุคคลอื่นไปแล้ว และแถลงว่าอยู่ระหว่างจดทะเบียนโอนสิทธิโดยโจทก์ได้ทำหนังสือมอบอำนาจไว้หากโอนไปแล้วโจทก์หมดสิทธิที่จะฟ้องจำเลยที่ ๑ อีก โจทก์มิได้ร้องหรือแถลงไว้ในคดีดังกล่าวว่าจะไม่ฟ้องจำเลยที่ ๑ เกี่ยวกับที่ดินพิพาทนี้อีก อันจะถือได้ว่าเป็นกระบวนพิจารณาที่โจทก์ในคดีนั้นได้กระทำต่อศาลหรือคู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งพึงถือว่าโจทก์ได้ยอมสละสิทธิของตนที่มีอยู่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๗๖ เกี่ยวกับการยื่นฟ้องใหม่ อันเป็นการผูกมัดตัวโจทก์ และแม้โจทก์เองจะมาเบิกความในคดีนี้ โดยตอบคำถามค้านทนายจำเลยทั้งสองว่า “ในการถอนฟ้องคดีดังกล่าวโจทก์อ้างว่าขายที่ดินไปแล้ว จะไม่นำคดีมาฟ้องอีก ศาลจึงมีคำสั่งอนุญาตให้ถอนฟ้องไป” คำเบิกความของโจทก์ในคดีนี้ก็หาใช่กระบวนพิจารณาในคดีดังกล่าว ส่วนที่ศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าวมีคำสั่งในการถอนฟ้องของโจทก์ว่า “ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องที่สมบูรณ์อยู่แล้ว จึงไม่มีเหตุที่โจทก์จะถอนฟ้องเพื่อทำฟ้องที่สมบูรณ์มายื่นต่อศาลใหม่อีก ทั้งโจทก์ขอถอนฟ้องโดยอ้างเหตุว่าได้ขายที่ดินให้แก่ผู้อื่น จึงไม่มีเหตุที่โจทก์จะถอนฟ้องแล้วหวนกลับมาฟ้องจำเลยใหม่อีก” ก็เป็นเรื่องดุลพินิจของศาลชั้นต้นเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อผู้ซื้อที่โจทก์อ้างในคดีก่อน ชำระราคาแก่โจทก์ไม่ครบถ้วน จึงยังมิได้มีการจดทะเบียนซื้อขายโอนกรรมสิทธิ์แก่กันให้บริบูรณ์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๙๙๘/๒๕๕๐ แม้ในคดีก่อนโจทก์ยื่นคำร้องว่า โจทก์จำเลยตกลงกันได้ โจทก์ไม่มีความประสงค์จะดำเนินคดีแก่จำเลยอีกต่อไป ก็มีความหมายว่าไม่ประสงค์จะดำเนินคดีแก่จำเลยสำหรับคดีนั้นเท่านั้น อาจแปลได้ว่าโจทก์จะไม่ฟ้องคดีใหม่แก่จำเลยอีก การถอนฟ้อง ในคดีก่อนไม่ทำให้อำนาจฟ้องของโจทก์หมดไป โจทก์จึงฟ้องคดีนี้ใหม่ได้ภายในอายุความ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๗๖ และคดีก่อนศาลจำหน่ายคดีเพราะโจทก์ถอนฟ้อง ยังมิได้มีคำพิพากษาชี้ขาดในประเด็นแห่งคดี เมื่อโจทก์มาฟ้องใหม่เป็นคดีนี้ จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๘ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๖๗๘/๒๕๒๘ ในคดีก่อนนั้นโจทก์ขอถอนฟ้องก่อนจำเลยยื่นคำให้การตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๕ วรรคแรก โจทก์เพียงแต่ยื่นคำบอกกล่าวขอถอนฟ้องต่อศาล และศาลอนุญาตให้ถอนฟ้องได้โดยมิต้องสอบถามคู่ความฝ่ายอื่นว่าจะยินยอมหรือไม่แต่อย่างใด การที่โจทก์ยื่นคำบอกกล่าวว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะดำเนินคดีกับจำเลยต่อไปนั้น ก็มีความหมายแต่เพียงว่าไม่ประสงค์จะดำเนินคดีกับจำเลยสำหรับคดีนั้นเท่านั้น หาอาจแปลไปว่าโจทก์จะไม่ฟ้องคดีใหม่กับจำเลยอีกตามสิทธิของโจทก์ ซึ่งตามมาตรา ๑๗๖ บัญญัติรับรองไว้แต่อย่างใดไม่ ทั้งไม่ใช่กรณีที่มีการถอนฟ้องตามสัญญาประนีประนอมยอมความกันหรือเทียบได้กับกรณีประนีประนอมยอมความกัน ฟ้องของโจทก์จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๘๒๓/๒๕๒๖ แม้ในคดีเดิมโจทก์จะแถลงว่า สาเหตุที่ถอนฟ้องเพราะโจทก์ไม่ติดใจดำเนินคดีกับจำเลยต่อไปเนื่องจากตกลงกันได้แล้ว ก็ไม่มีข้อความชัดแจ้งหรืออาจแปลได้ว่าโจทก์สละสิทธิที่จะเรียกร้องในมูลกรณีเดียวกันนั้นกับจำเลยอีกในภายหลัง ฉะนั้นการถอนฟ้องในคดีก่อนจึงไม่ทำให้อำนาจฟ้องของโจทก์หมดไป โจทก์จึงฟ้องคดีได้ใหม่ภายในอายุความ แต่ถ้าการถอนฟ้องในคดีก่อน โจทก์ร้องหรือแถลงไว้ชัดแจ้งว่าโจทก์จะไม่ฟ้องจำเลยเกี่ยวกับกรณีพิพาทอีก โจทก์จะนำคดีมาฟ้องอีกไม่ได้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๐๐๒/๒๕๑๑ ศาลฎีกาเห็นว่า การที่โจทก์ได้แถลงต่อศาลตามรายงานกระบวนพิจารณาว่าจะไม่ฟ้องจำเลยที่ ๑ ถึง ๔ เกี่ยวกับที่พิพาทนี้อีกนั้น เป็นกระบวนพิจารณาที่โจทก์ในคดีนั้นได้ทำต่อศาลและต่อคู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งให้สิทธิแก่ผู้ถอนฟ้องที่จะนำคดีมาฟ้องใหม่อีกตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๖ ซึ่งให้สิทธิแก่ผู้ถอนฟ้องที่จะนำคดีมาฟ้องใหม่อีก จึงผูกมัดตัวโจทก์ โจทก์จึงจะนำคดีมาฟ้องจำเลยที่ ๑ ถึง ๔ นี้ไม่ได้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๘๓๔/๒๕๔๐ โจทก์เคยมอบอำนาจให้ ณ เป็นโจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาท ต่อมา ณ ได้ถอนฟ้องไม่ประสงค์จะดำเนินคดีไม่ว่าข้อหาใด ๆ เกี่ยวกับที่ดินพิพาทอีกต่อไป ดังนี้ เมื่อโจทก์ถอนฟ้องโดยไม่ประสงค์จะนำคดีมาฟ้องอีก ย่อมเป็นการสละสิทธิของโจทก์ที่มีอยู่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๗๖ โจทก์จึงไม่มีสิทธินำคดีมาฟ้องใหม่เป็นคดีนี้",วิ.แพ่ง,,,,,,, 64,10,,ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ไม่เป็นฟ้องซ้ำหรือดำเนินกระบวนพิจารณาตามที่จำเลยให้การ จำเลยมิได้อุทธรณ์หรือแก้อุทธรณ์ตั้งประเด็นเรื่องฟ้องซ้ำไว้ จำเลยฎีกาว่าฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำหรือดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๔๑๔/๒๕๕๒ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องของโจทก์ทั้งสองโดยเห็นว่าคดีของโจทก์ขาดอายุความและได้วินิจฉัยด้วยว่าฟ้องของโจทก์ทั้งสองไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีดังกล่าว จำเลยที่ ๑ และที่ ๕ ต่างมิได้อุทธรณ์หรือแก้อุทธรณ์ตั้งประเด็นเรื่องฟ้องซ้ำไว้ การที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๕ แพ้คดีในชั้นอุทธรณ์แล้ว จำเลยที่ ๑ และที่ ๕ หวนกลับมาหยิบยกประเด็นเรื่องฟ้องซ้ำขึ้นกล่าวอ้างอีก จึงเป็นการฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค ๔ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่ง คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๔๙๑/๒๕๕๓ จำเลยทั้งสองได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การแล้วว่าการฟ้องคดีของโจทก์เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ แม้เป็นปัญหาอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แต่เมื่อศาลชั้นต้นมีคำวินิจฉัยว่าไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ จำเลยกลับมิได้อุทธรณ์ปัญหาข้อนี้เท่ากับจำเลยไม่ติดใจที่จะอุทธรณ์โต้แย้งปัญหาดังกล่าวอีกต่อไป ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ จึงมิได้วินิจฉัย การที่จำเลยหยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นฎีกาต่อมา จึงเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค ๗ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่ง",วิ.แพ่ง,,,,,,, 64,10,,"คดีฟ้องขับไล่บุคคลใด ๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๔ วรรคสอง, ๒๔๘ วรรคสอง นั้น หากคู่ความในคดีฟ้องขับไล่คือคดีระหว่างโจทก์จำเลยต้องห้ามอุทธรณ์ฎีกาในข้อเท็จจริง คดีเกี่ยวกับการบังคับบริวารของจำเลยผู้ถูกฟ้องขับไล่จะต้องห้ามอุทธรณ์ฎีกาในข้อเท็จจริงด้วยหรือไม่","คำตอบ: ในชั้นฎีกามี ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๘ วรรคสอง บัญญัติไว้ แต่ในชั้นอุทธรณ์ไม่มีบทบัญญัติดังกล่าว แต่มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ทำนองเดียวกัน ชั้นฎีกา คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๔๔/๒๕๕๒ โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยและบริวารให้ออกจากที่ดินและบ้านซึ่งปลูกสร้างในที่ดินดังกล่าวพร้อมเรียกค่าเสียหายเป็นเงิน ๓๖,๐๐๐ บาท จำเลยไม่ยื่นคำให้การ และโจทก์บรรยายฟ้องว่าที่ดินและบ้านดังกล่าวหากให้ผู้อื่นเช่าจะได้ค่าเช่าเดือนละ ๔,๕๐๐ บาท คดีของโจทก์จึงเป็นคดีฟ้องขับไล่บุคคลใด ๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์อันอาจให้เช่าได้ในขณะ ยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละหนึ่งหมื่นบาท โจทก์และจำเลยจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริง เมื่อผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอแสดงอำนาจพิเศษว่าไม่ใช่บริวารของจำเลย โดย ท. ยกที่ดินและบ้านดังกล่าวให้แก่ผู้ร้องทั้งสองในฐานะบุตรสาวและบุตรเขย และศาลชั้นต้นงดการไต่สวนคำร้องของผู้ร้องทั้งสอง และมีคำสั่งให้เพิกถอนการบังคับคดีบ้านของผู้ร้องทั้งสอง เท่ากับศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยแล้วว่าผู้ร้องทั้งสองไม่เป็นบริวารของจำเลย และศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายืน คดีระหว่างโจทก์และผู้ร้องทั้งสองจึงเป็นคดีเกี่ยวกับการบังคับวงศาคณาญาติทั้งหลายและบริวารของจำเลยผู้ถูกฟ้องขับไล่ซึ่งอยู่บนอสังหาริมทรัพย์ และคดีระหว่างโจทก์จำเลยเป็นคดีฟ้องขับไล่บุคคลใด ๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์อันอาจให้เช่าได้ในขณะยื่นฟ้องไม่เกินเดือนละหนึ่งหมื่นบาท ซึ่งคู่ความในคดีฟ้องขับไล่นั้นต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๘ วรรคสอง เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้น ไม่ว่าศาลจะฟังว่าบุคคลดังกล่าวสามารถแสดงอำนาจพิเศษให้ศาลเห็นได้หรือไม่ คดีเกี่ยวกับการบังคับวงศาคณาญาติทั้งหลายและบริวารของจำเลยจึงต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๘ วรรคสาม คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๕๙๒/๒๕๔๒ เดิมโจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยและบริวารออกจากบ้านพิพาทอันเป็นคดีฟ้องขับไล่บุคคลใด ๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์ แต่ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าโจทก์ให้จำเลยเช่าบ้านพิพาทในอัตราค่าเช่าเท่าใด คงได้ความเพียงว่า ผู้ร้องเสียค่าเช่าให้โจทก์ในอัตราเดือนละ ๑๒๐ บาท ดังนั้น ค่าเช่าในขณะยื่นคำฟ้องจึงฟังได้ว่าไม่เกินเดือนละหนึ่งหมื่นบาท คู่ความในคดีฟ้องขับไล่เดิมนั้นจึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๘ วรรคสอง เมื่อคดีนี้เป็นคดีเกี่ยวกับการบังคับผู้ร้องซึ่งเป็นบริวารของจำเลยผู้ถูกฟ้องขับไล่และศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้น ไม่ว่าศาลจะฟังว่าผู้ร้องสามารถแสดงอำนาจพิเศษให้ศาลเห็นได้หรือไม่ก็ตาม คดีก็ต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๘ วรรคสาม ที่ผู้ร้องฎีกาว่าผู้ร้องรับโอนสิทธิการเช่าจากจำเลยโดยโจทก์รู้เห็นยินยอม ผู้ร้องจึงเป็นผู้เช่าโดยตรงจากโจทก์และสัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับผู้ร้องเป็นสัญญาเช่าต่างตอบแทนพิเศษยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดา ผู้ร้องไม่ใช่บริวารของจำเลยนั้น เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าว ชั้นอุทธรณ์ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๘๒/๒๕๕๑ คดีเดิมโจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่ผู้เช่าและบริวารออกจากที่ดินพิพาทที่จำเลยเช่าจากโจทก์ในอัตราค่าเช่าเดือนละ ๓,๐๐๐ บาท กับให้จำเลยชำระค่าเช่าที่ค้างพร้อมค่าเสียหายนับถัดจากวันฟ้อง เป็นคดีต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๔ วรรคสอง คดีที่เกี่ยวกับการบังคับผู้ร้องซึ่งเป็นบริวารของจำเลยจึงต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงด้วย ผู้ร้องอุทธรณ์ว่า คำพิพากษาตามยอมผูกพันเฉพาะจำเลยกับโจทก์ผู้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ไม่ผูกพันผู้ร้อง เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมาย จึงไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๔ วรรคหนึ่ง จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์ยอมออกจากที่ดินพิพาทพร้อมกับบริวาร แม้ผู้ร้องมิได้เป็นคู่ความในคดีดังกล่าว คำพิพากษาตามยอมก็มีผลบังคับแก่ผู้ร้องด้วย โจทก์จึงขอให้บังคับคดีแก่ผู้ร้องได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๙๖ จัตวา",วิ.แพ่ง,,,,,,, 64,10,,"การยื่นคำร้องขอคืนของกลางที่ศาลสั่งริบต่อศาลจังหวัด ศาลมีคำสั่งยกคำร้อง โดยผู้พิพากษาคนเดียวเป็นผู้พิจารณาพิพากษาคดีนั้น เป็นการชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรมหรือไม่ ",มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๔๙๒/๒๕๔๘ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งริบรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน กงว ๖๐๗ พังงา ของกลาง เมื่อผู้ร้องอ้างว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของรถจักรยานยนต์ของกลาง และผู้ร้องมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยแต่โจทก์คัดค้านว่า ผู้ร้องมิใช่เจ้าของรถจักรยานยนต์ของกลาง และผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดของจำเลย คดีจึงมีประเด็นพิพาทจะต้องวินิจฉัยว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของรถจักรยานยนต์ของกลางและรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยหรือไม่ คดีนี้ศาลชั้นต้นเป็นศาลจังหวัด การพิจารณาพิพากษาคดีของศาลชั้นต้นต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อยสองคนจึงเป็นองค์คณะที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๒๖ การที่ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีนี้ และมีคำสั่งยกคำร้องขอคืนของกลางของผู้ร้องโดยผู้พิพากษาคนเดียวเป็นผู้พิจารณาพิพากษาคดีนั้นเป็นการไม่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๒๔ (๒) และมาตรา ๒๖ เนื่องจากการพิจารณาพิพากษาคดีดังกล่าวมีลักษณะเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทแห่งคดีซึ่งไม่อยู่ในอำนาจของผู้พิพากษาคนเดียวที่จะออกคำสั่งได้ ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๒๕ จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย และศาลอุทธรณ์ภาค ๘ ยังไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี ต้องให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้ถูกต้องเสียก่อน ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา ๒๒๕,วิ.อาญา,,,,,,, 64,10,,ผู้เสียหายซึ่งยังเป็นผู้เยาว์จะขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๖๓/๒๕๑๗ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๘ เด็กหญิงเซาเต๊าะ ผู้เสียหายโดยนายซือซาให้ความยินยอมร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต กรณีที่เด็กหญิงเซาเต๊าะอายุ ๑๔ ปี เป็นผู้เยาว์จะเข้าเป็นโจทก์ร่วมได้ ต้องกระทำโดยผู้แทนตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.อ. มาตรา ๓, ๕ และ ๖ การที่เด็กหญิงเซาเต๊าะขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม โดยความยินยอมของนายซือซาผู้เป็นบิดาซึ่งศาลชั้นต้นสั่งอนุญาตนั้น มิได้เป็นไปตามบทบังคับอันว่าด้วยความสามารถของบุคคลตามกฎหมาย แต่ว่าจะยกฟ้องหรือไม่รับพิจารณาเสียทีเดียวยังไม่ได้ ชอบที่จะสั่งให้แก้ไขความบกพร่องเสียก่อนตามนัยแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา ๕๖ วรรค ๔ ประกอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา ๖ และมาตรา ๑๕ เมื่อโจทก์ร่วมมิได้ฎีกาขึ้นมาและคดีไม่อาจทำให้คำวินิจฉัยของศาลฎีกาเกี่ยวกับปัญหาว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้องของโจทก์หรือไม่เปลี่ยนแปลงไป การจะสั่งให้แก้ไขอำนาจฟ้องของโจทก์ร่วมให้ถูกต้องเสียก่อนในกรณีนี้จึงไม่จำเป็นเพราะไม่เกิดประโยชน์อย่างใด คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๒๓๘/๒๕๔๙ ขณะที่โจทก์ร่วมทั้งสองยื่นคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการและศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตนั้น โจทก์ร่วมทั้งสองยังมีอายุไม่ครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ หรือบรรลุนิติภาวะโดยการสมรสตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๙ และมาตรา ๒๐ และผู้เสียหายในคดีอาญาซึ่งยังเป็นผู้เยาว์จะขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการต้องกระทำโดยผู้มีอำนาจจัดการแทนตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๕ (๑) การที่โจทก์ร่วมทั้งสองซึ่งยังเป็นผู้เยาว์ขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ด้วยตนเอง จึงมิได้เป็นไปตามบทบังคับว่าด้วยความสามารถของบุคคลตามกฎหมาย แต่ศาลฎีกาจะยกคำร้องหรือไม่รับพิจารณาเสียทีเดียวยังไม่ได้ ชอบที่ศาลฎีกาจะสั่งแก้ไขข้อบกพร่องเสียก่อนตามนัยแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา ๕๖ วรรคสอง ประกอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕ แต่เมื่อนับอายุของโจทก์ร่วมทั้งสองในขณะที่คดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ร่วมทั้งสองมีอายุเกิน ๒๐ ปี พ้นจากภาวะผู้เยาว์และบรรลุนิติภาวะแล้ว จึงไม่มีความจำเป็นและไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะต้องมีคำสั่งให้แก้ไขข้อบกพร่องในเรื่องความสามารถของโจทก์ร่วมทั้งสองอีก",วิ.อาญา,,,,,,, 64,11,,คู่ความทำหนังสือมอบอำนาจให้บุคคลอื่นเป็นผู้แทนตนในคดี หากผู้รับมอบอำนาจมีอาชีพเป็นทนายความ ผู้รับมอบอำนาจจะแต่งตั้งตนเองเป็นทนายความได้หรือไม่ และหากเป็นฝ่ายชนะคดีจะมีสิทธิได้รับค่าทนายความหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๙๒๙/๒๕๔๙ บทบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๖๐ วรรคสอง ที่ห้ามมิให้ผู้รับมอบอำนาจว่าความอย่างทนายความเพื่อป้องกันมิให้บุคคลภายนอกอันมิได้มีอาชีพเป็นทนายความมาว่าความในศาลอย่างทนายความ แต่กรณีที่ผู้รับมอบอำนาจมีอาชีพเป็นทนายความและมีสิทธิว่าความในศาลได้อยู่แล้ว หากประสงค์จะว่าความอย่างทนายความก็ชอบที่จะแต่งตั้งตนเองเป็นทนายความได้ตามมาตรา ๖๑ และ ๖๒ เมื่อ ย. ซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ให้ฟ้องจำเลยมีอาชีพทนายความ ย. ย่อมมีสิทธิที่จะตั้งแต่งตนเองเป็นทนายความอีกฐานะหนึ่งได้ ไม่เป็นการต้องห้ามตามมาตรา ๖๐ วรรคสอง คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๔๔๖/๒๕๕๓ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๖๐ ประกอบตาราง ๖ ท้ายประมวลกฎหมายดังกล่าว ให้ศาลกำหนดค่าทนายความให้แก่คู่ความที่แต่งทนายความให้ว่าความและดำเนินกระบวนพิจารณาแทนตนก็ได้ โจทก์มีอาชีพเป็นทนายความ โจทก์แต่งโจทก์เองเป็นทนายความโจทก์ มิได้แต่งทนายความที่เป็นทนายความอีกคนหนึ่งต่างหากจากโจทก์ จึงมิใช่กรณีโจทก์แต่งทนายความแทนโจทก์ แม้โจทก์ว่าความและดำเนินกระบวนพิจารณาในฐานะทนายความโจทก์ ก็ไม่มีค่าทนายความที่จำเลยควรจะใช้แทน",วิ.แพ่ง,,,,,,, 64,11,,คดีแพ่งที่ไม่มีวันชี้สองสถานและวันสืบพยานจำเลยมีสิทธิขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การภายในกำหนดระยะเวลาใด และเรื่องที่ขอแก้ไขจะต้องเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๑๑๕/๒๕๕๒ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดชี้สองสถานและงดสืบพยานโจทก์แล้วนัดฟังคำพิพากษา จึงไม่มีวันชี้สองสถานและวันสืบพยาน จำเลยที่ ๓ ย่อมจะยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาได้โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่าคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การของจำเลยที่ ๓ เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือไม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๘๐,วิ.แพ่ง,,,,,,, 64,11,,ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีเพราะคู่ความทั้งสองฝ่ายขาดนัดพิจารณา โจทก์ยื่นฟ้องใหม่ขณะคดีก่อนยังอยู่ในกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์ แต่จำเลยมิได้อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้จำหน่ายคดีจนคำสั่งศาลชั้นต้นถึงที่สุดแล้ว จะถือว่าฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้อนหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๘๔/๒๕๕๘ เดิมโจทก์ฟ้องจำเลยฐานผิดสัญญาบัตรเครดิตเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ผ.๑๐๕๘๑/๒๕๔๒ หมายเลขแดงที่ บ. ๓๒๗/๒๕๔๓ ของศาลชั้นต้น ในวันที่ ๒๐ มกราคม ๒๕๔๓ ซึ่งเป็นวันนัดสืบพยานโจทก์นัดแรก โจทก์และจำเลยขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีจากสารบบความ วันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๔๓ โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยในเรื่องเดียวกันต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีนี้ ต่อมาวันที่ ๔ เมษายน ๒๕๔๓ จำเลยยื่นคำร้องในคดีก่อน ขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งจำหน่ายคดีโดยอ้างว่าเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้อนกับฟ้องโจทก์ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ บ. ๑๐๕๘๑/๒๕๔๒ หมายเลขแดงที่ บ. ๓๒๗/๒๕๔๓ ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า คดีก่อนศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีจากสารบบความเนื่องจากโจทก์และจำเลยขาดนัดพิจารณา จึงไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องเป็นคดีใหม่ภายในกำหนดอายุความ แม้โจทก์จะฟ้องคดีนี้ขณะคดีก่อนยังอยู่ในกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์ แต่จำเลยมิได้อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้จำหน่ายคดีจนคำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว จึงถือไม่ได้ว่าขณะโจทก์ฟ้องคดีนี้คดีก่อนอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ แม้ต่อมาจำเลยจะได้ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งจำหน่ายคดีและอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น ที่ให้ยกคำร้องดังกล่าว แต่เป็นการยื่นคำร้องเมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว และยื่นคำร้องช้ากว่า ๘ วัน นับแต่วันที่ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างว่าผิดระเบียบ คำร้องคัดค้านเรื่องผิดระเบียบที่ขอให้เพิกถอนคำสั่งจำหน่ายคดีจึงไม่ชอบ ไม่มีผลกระทบถึงคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้จำหน่ายคดีและถึงที่สุดไปแล้ว,วิ.แพ่ง,,,,,,, 64,11,,การขอแก้ไขคำพิพากษาตามยอมในส่วนที่เกี่ยวกับการคืนค่าขึ้นศาล ถือเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๓ หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๓๕๗/๒๕๕๓ โจทก์จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันในชั้นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษาตามยอม แต่ในส่วนที่เกี่ยวกับค่าขึ้นศาลนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ สั่งว่า ค่าขึ้นศาลมีเพียง ๒๐๐ บาท จึงไม่คืนให้ แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยวางเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เป็นเงิน ๗๕,๐๐๐ บาท ความผิดพลาดจึงเกิดเพราะความผิดหลงในข้อเท็จจริงของศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ซึ่งความผิดพลาดในเรื่องการคืนค่าขึ้นศาลให้แก่จำเลยนี้เป็นคนละส่วนกับข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความของคู่ความซึ่งไม่มีข้อผิดพลาด แม้สัญญาประนีประนอมยอมความระบุว่าค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับก็เป็นข้อตกลงระหว่างคู่ความในเรื่องความรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างกันเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับการที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ที่จะสั่งคืนค่าขึ้นศาลเมื่อคดีได้เสร็จเด็ดขาดโดยสัญญาหรือการประนีประนอมยอมความ ซึ่งเป็นเรื่องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๕๑ วรรคสอง ดังนั้น เมื่อคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค ๑ มีข้อผิดพลาดเล็กน้อย ศาลฎีกาเห็นสมควรที่จะมีคำสั่งแก้ไขข้อผิดพลาดเช่นว่านั้นให้ถูกต้องตามมาตรา ๑๔๓ วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา ๒๔๖ และ ๒๔๗ โดยให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ ๖๕,๐๐๐ บาท แก่จำเลย",วิ.แพ่ง,,,,,,, 64,11,,ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้พิจารณาแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี จำเลยฎีกา ดังนี้ โจทก์จะถอนฟ้องได้หรือไม่ และจะมีผลต่อฎีกาของจำเลยหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๖๒๓/๒๕๕๔ ศาลอุทธรณ์ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานจำเลยทั้งสองต่อไปแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี แม้จำเลยทั้งสองจะยื่นฎีกาอยู่ก็ตาม แต่คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ย่อมผูกพันคู่ความอยู่จนกว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์จะถูกเปลี่ยนแปลง แก้ไข กลับหรืองดเสีย ถ้าหากมี ทั้งนี้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๕ วรรคหนึ่ง ดังนี้ ต้องถือว่า คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นที่จะต้องสืบพยานจำเลยต่อไป ดังนั้น โจทก์ย่อมขอถอนฟ้องได้ และศาลชั้นต้นชอบที่จะมีอำนาจสั่ง เมื่อศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องโดยจำเลยทั้งสองไม่คัดค้านแล้ว การถอนฟ้องย่อมลบล้างผลแห่งการยื่นคำฟ้อง รวมทั้งกระบวนพิจารณาอื่น ๆ อันมีต่อมาภายหลังยื่นคำฟ้อง และกระทำให้คู่ความกลับคืนสู่ฐานะเดิมเสมือนหนึ่งมิได้มีการยื่นคำฟ้องเลย ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๗๖ ดังนั้น ฎีกาของจำเลยทั้งสองจึงต้องถูกลบล้างไปด้วยผลของการถอนฟ้องไม่อาจที่จะนำฎีกาของจำเลยทั้งสองมาพิจารณาได้อีกต่อไป,วิ.แพ่ง,,,,,,, 64,11,,คำแถลงของจำเลยที่ยอมรับว่าเป็นหนี้โจทก์ และศาลบันทึกไว้ในรายงานกระบวนพิจารณา รายงานกระบวนพิจารณาดังกล่าวจะถือเป็นคำให้การจำเลยที่ยื่นต่อศาลหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๑๑/๒๕๔๘ รายงานกระบวนพิจารณาเป็นเอกสารที่ศาลจดแจ้งข้อความเกี่ยวด้วยเรื่องที่ได้กระทำในการนั่งพิจารณาหรือในการดำเนินกระบวนพิจารณาอื่น ๆ ของศาลตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา ๔๘ ส่วนคำให้การเป็นคำคู่ความซึ่งกฎหมายบัญญัติไว้โดยชัดแจ้งใน ป.วิ.พ. มาตรา ๖๗ ว่าให้คู่ความทำเป็นหนังสือโดยใช้แบบพิมพ์ของศาลที่จัดไว้และมีรายการต่าง ๆ ตามที่ระบุไว้ในบทบัญญัติดังกล่าว ดังนั้น แม้ศาลชั้นต้นจะได้บันทึกคำแถลงของจำเลยที่ ๔ ที่ยอมรับว่าเป็นหนี้โจทก์ตามฟ้องไว้ในรายงานกระบวนพิจารณา ก็ถือไม่ได้ว่ารายงานกระบวนพิจารณาฉบับดังกล่าวเป็นคำให้การของจำเลยที่ ๔ เมื่อจำเลยที่ ๔ มิได้ยื่นคำให้การภายในกำหนด กรณีจึงถือว่าจำเลยที่ ๔ ขาดนัดยื่นคำให้การ โจทก์ต้องมีคำขอต่อศาลภายใน ๑๕ วันนับแต่ระยะเวลาที่กำหนดให้จำเลยที่ ๔ ยื่นคำให้การได้สิ้นสุดลงเพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัดตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๙๘ วรรคหนึ่ง แม้จำเลยทั้งสี่จะแถลงยอมรับว่าเป็นหนี้โจทก์ตามฟ้อง และศาลชั้นต้นสามารถพิจารณาคดีได้โดยไม่ต้องทำการสืบพยานอีกต่อไป ก็ไม่ทำให้โจทก์หมดหน้าที่ที่จะต้องมีคำขอตามบทกฎหมายดังกล่าว เมื่อโจทก์มิได้มีคำขอศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีของโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๔ ออกจากสารบบความได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๙๘ วรรคสอง",วิ.แพ่ง,,,,,,, 64,11,,คดีเรื่องละเมิดอำนาจศาลอยู่ในบังคับบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยการห้ามอุทธรณ์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๙๒๖/๒๕๔๘ บทบัญญัติมาตรา ๓๑ และมาตรา ๓๓ แห่ง ป.วิ.พ. เป็นบทบัญญัติที่ให้อำนาจศาลลงโทษผู้กระทำผิดฐานละเมิดอำนาจศาลเพื่อให้ศาลสามารถควบคุมการดำเนินกระบวนพิจารณาทั้งในและนอกศาลให้ดำเนินไปได้โดยราบรื่นรวดเร็วและเป็นธรรมต่อคู่ความทุกฝ่าย แม้ว่ามาตรา ๓๓ จะกำหนดให้ลงโทษจำคุกและปรับ ซึ่งเป็นโทษทางอาญาด้วยก็ตาม แต่เนื่องจากบทบัญญัติในเรื่องละเมิดอำนาจศาลเป็นบทบัญญัติพิเศษที่ไม่เกี่ยวกับการลงโทษผู้กระทำความผิดทางอาญาทั่วไป จึงไม่อยู่ในบังคับของข้อจำกัดเกี่ยวกับการอุทธรณ์ฎีกาตาม ป.วิ.อ. จำเลยจึงสามารถฎีกาคัดค้านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค ๖ ต่อศาลฎีกาได้ คำสั่งคำร้องที่ ๖๖/๒๕๑๖ คำสั่งให้ลงโทษจำคุกฐานละเมิดอำนาจศาลเป็นคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๘ (๑) ไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง",วิ.แพ่ง,,,,,,, 64,12,,พนักงานสอบสวนมิได้ขอฝากขังผู้ต้องหาต่อศาลภายในกำหนด จะเป็นเหตุให้พนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้องหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๒๔๔/๒๕๕๐ การควบคุมตัวจำเลยที่ ๑ ในชั้นสอบสวน ซึ่งพนักงานสอบสวนจะต้องขออำนาจศาลฝากขังจำเลยที่ ๑ หากพนักงานสอบสวนมิได้ขอฝากขังต่อศาลภายในกำหนด เมื่อพ้นอำนาจการควบคุมตัวผู้ต้องหาของพนักงานสอบสวนแล้ว พนักงานสอบสวนต้องปล่อยตัวผู้ต้องหาไป หาใช่เป็นเหตุให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องไม่ เมื่อโจทก์ฟ้องคดีภายในอายุความ โจทก์ย่อมมีสิทธินำคดีอาญามาฟ้องได้,วิ.อาญา,,,,,,, 64,12,,คดีอาญา ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาจำเลยจะยื่นคำร้องขอถอนคำให้การเดิม และให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้องได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๙๔/๒๕๔๙ จำเลยฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า จำเลยมิได้กระทำความผิดตามฟ้อง แต่หากศาลเห็นว่าจำเลยกระทำความผิดก็ขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุก ต่อมาในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยยื่นคำร้องขอถอนข้อต่อสู้เดิมตามฎีกาที่ให้การปฏิเสธ และให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้อง คำร้องของจำเลยเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การ ซึ่งต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๖๓ วรรคสอง ที่บัญญัติไว้กระทำได้ก่อนศาลชั้นต้นพิพากษา ส่วนที่จำเลยขอแก้ไขฎีกาที่คัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ซึ่งพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องนั้น เป็นการขอแก้ไขฎีกาโดยมิได้เพิ่มเติมประเด็นใหม่ แต่เป็นการสละข้อต่อสู้ในชั้นฎีกา ไม่ใช่การคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ จึงไม่ตกอยู่ในจำกัดเวลาฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๑๖ วรรคหนึ่ง จำเลยจึงยื่นคำร้องขอแก้ไขฎีกาได้แม้พ้นกำหนดเวลา ๑ เดือน นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์,วิ.อาญา,,,,,,, 64,12,,คำร้องขอฝากขังของพนักงานสอบสวนระบุว่า ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา ดังนี้ ศาลจะอนุญาตให้ฝากขังได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๔๘๔/๒๕๔๙ ป.วิ.อ. มาตรา ๘๗ วรรคสี่ (ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะเกิดเหตุ) บัญญัติว่า ถ้าเกิดความจำเป็นที่จะควบคุมผู้ถูกจับไว้เกินกว่ากำหนดเวลาในวรรคก่อน เพื่อให้การสอบสวนเสร็จสิ้นให้ส่งผู้ต้องหามาศาล ให้พนักงานอัยการหรือพนักงานสอบสวนยื่นคำร้องต่อศาลขอหมายขังผู้ต้องหานั้นไว้...ฯลฯ... และมาตรา ๘๗ วรรคหก บัญญัติว่า ในกรณีความผิดอาญาที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินกว่าหกเดือนแต่ไม่ถึงสิบปี หรือปรับเกินกว่าห้าร้อยบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ศาลมีอำนาจสั่งขังหลายครั้งติด ๆ กันได้ แต่ครั้งหนึ่งต้องไม่เกินสิบสองวันและรวมกันทั้งหมดต้องไม่เกินสี่สิบแปดวัน ซึ่งเป็นการให้อำนาจศาลในการพิจารณาคำร้องขอฝากขังของพนักงานสอบสวนว่ามีเหตุอันสมควรอนุญาตให้ฝากขังหรือไม่ และผู้พิพากษาศาลจังหวัดสุโขทัยได้ไต่สวนแล้ว เห็นว่ามีเหตุที่จะอนุญาตให้พนักงานสอบสวนฝากขังโจทก์ไว้ตามคำร้อง จึงมีคำสั่งอนุญาตตามที่กฎหมายให้อำนาจไว้ แม้ตามคำร้องขอฝากขังของพนักงานสอบสวนดังกล่าวระบุว่าผู้ต้องหาให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหาตามที่โจทก์อ้างก็ตาม แต่ก็ไม่มีมาตราใดใน ป.วิ.อ. ที่บังคับว่า ถ้าผู้ต้องหาให้การรับสารภาพแล้ว ศาลต้องไม่อนุญาตให้ฝากขังผู้ต้องหาไว้ ดังนั้น การที่ผู้พิพากษาศาลจังหวัดสุโขทัยอนุญาตให้ฝากขังโจทก์จึงเป็นการใช้ดุลพินิจโดยชอบแล้วผู้พิพากษาหัวหน้าศาลไม่มีหน้าที่ตรวจสอบการใช้ดุลพินิจสั่งคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวของผู้พิพากษาในศาล,วิ.อาญา,,,,,,, 64,12,,คำฟ้องคดีอาญา ไม่มีลายมือชื่อโจทก์ผู้เรียง ผู้เขียนหรือพิมพ์ฟ้อง หากความปรากฏในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกา ศาลจะสั่งให้โจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้องได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๓๙๕/๒๕๔๔ คดีอาญาที่โจทก์มิได้ลงลายมือชื่อไว้ในฟ้อง เป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕๘ (๗) แต่การที่ศาลฎีกาจะสั่งให้โจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้องหรือไม่ประทับฟ้องตามมาตรา ๑๖๑ วรรคหนึ่ง ก็ล่วงเลยเวลาที่จะปฏิบัติได้ เพราะศาลชั้นต้นได้ดำเนินกระบวนพิจารณาจนเสร็จสิ้นแล้ว ศาลฎีกาไม่อาจพิจารณาฟ้องของโจทก์ได้ จึงต้องพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลย คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๕๖๔/๒๕๕๖ ฟ้องโจทก์ปรากฏแต่ลายมือชื่อผู้เรียงและผู้พิมพ์ฟ้องเท่านั้น ไม่ปรากฏลายมือชื่อโจทก์ จึงเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕๘ (๗) และการที่จะสั่งให้โจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้องหรือไม่ประทับฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๖๑ วรรคหนึ่งนั้น ก็ล่วงเลยเวลาที่จะปฏิบัติได้เพราะศาลชั้นต้นได้สั่งประทับฟ้องและดำเนินกระบวนพิจารณาจนเสร็จสิ้นจนคดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค ๑ แล้ว ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ย่อมไม่มีวิธีปฏิบัติเป็นประการอื่นนอกจากพิพากษายกฟ้องโจทก์ และมาตรา ๑๖๑ ก็หาได้เป็นบทบัญญัติซึ่งมิได้กำหนดระยะเวลาให้ศาลมีคำสั่งให้โจทก์แก้ไขฟ้องให้ถูกต้องเสียเมื่อใดก็ได้ก่อนคดีถึงที่สุดไม่ ทั้งปัญหาว่าฟ้องโจทก์ที่ไม่มีลายมือชื่อโจทก์เป็นฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นั้นเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยมิได้ยกขึ้นโต้แย้งคัดค้านศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ก็มีอำนาจยกขึ้นอ้างและวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๒๙๐/๒๕๕๙ ตามฟ้องของโจทก์ปรากฏว่าไม่ได้ลงลายมือชื่อผู้เรียงและพิมพ์ จึงถือว่าไม่เป็นฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕๘ (๗) แต่การที่จะสั่งให้โจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้องหรือไม่ประทับฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๖๑ วรรคหนึ่ง นั้น ก็ล่วงเลยเวลาที่จะปฏิบัติได้ เพราะศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาไปจนเสร็จสิ้นแล้ว ศาลฎีกาจึงต้องยกฟ้องโดยไม่จำต้องพิจารณาปัญหาอื่นอีก และปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้าง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยคดีได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา ๒๐๕, ๒๒๕ และ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงฯ มาตรา ๔ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๙๑๘/๒๕๔๙ ตามฟ้องโจทก์ปรากฏแต่เพียงลายมือชื่อผู้พิมพ์และผู้เรียบเท่านั้น ไม่ปรากฏลายมือชื่อโจทก์ จึงถือเป็นฟ้องที่ไม่มีลายมือชื่อโจทก์ ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕๘ (๗) หากศาลชั้นต้นตรวจพบข้อผิดพลาดดังกล่าวก็จะใช้อำนาจตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๖๑ สั่งให้โจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้องหรือยกฟ้อง หรือไม่ประทับฟ้องได้ แต่ถ้าศาลชั้นต้นสั่งประทับฟ้องและดำเนินกระบวนพิจารณาจนคดีขึ้นมาสู่ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ แล้ว การที่จะสั่งให้โจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้องหรือไม่ประทับฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๖๑ วรรคหนึ่ง ย่อมล่วงเลยเวลาที่จะปฏิบัติได้ เพราะศาลชั้นต้นได้สั่งประทับฟ้องและดำเนินกระบวนพิจารณาจนเสร็จสิ้นแล้ว ทั้งกรณีดังกล่าวไม่เข้าเหตุตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๐๘ (๒) ที่จะสั่งให้ศาลชั้นต้นทำการพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ ย่อมไม่มีวิธีปฏิบัติเป็นอย่างอื่นนอกจากต้องพิพากษายกฟ้องโจทก์ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๔๕๐/๒๕๕๓ คำขอท้ายฟ้องโจทก์เป็นเอกสารที่ถ่ายสำเนา จึงเป็นคำฟ้องที่ไม่มีลายมือชื่อโจทก์ ผู้เรียงและผู้พิมพ์ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕๘ (๗) หากศาลชั้นต้นตรวจพบข้อผิดพลาดดังกล่าวก็ใช้อำนาจตามมาตรา ๑๖๑ สั่งให้โจทก์แก้ไขฟ้องให้ถูกต้อง หรือยกฟ้องหรือไม่ประทับฟ้องได้ แต่ถ้าศาลชั้นต้นสั่งประทับฟ้องและดำเนินกระบวนพิจารณาจนคดีขึ้นมาสู่ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ แล้ว การที่จะสั่งให้โจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้องหรือไม่ประทับฟ้องตามมาตรา ๑๖๑ วรรคหนึ่ง ย่อมล่วงเลยเวลาที่จะปฏิบัติได้ การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิจารณาพิพากษาคดีตามฟ้องโจทก์ จึงเป็นการไม่ชอบ",วิ.อาญา,,,,,,, 64,12,,"ผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้เยาว์ร้องทุกข์ในความผิดฐานกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีโดยใช้กำลังประทุษร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๘ โดยบิดา มารดาหรือผู้แทนโดยชอบธรรมมิได้ลงลายมือชื่อหรือให้ความยินยอมในการร้องทุกข์ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่",มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๙๑๕/๒๕๕๑ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒ (๗) และมาตรา ๑๒๓ มิได้บัญญัติว่า การร้องทุกข์ของผู้เยาว์ต้องได้รับความยินยอมจากบิดา มารดาหรือผู้แทนโดยชอบธรรมหรือบุคคลดังกล่าวต้องลงลายมือชื่อในการร้องทุกข์ของผู้เยาว์ด้วย ดังนั้น ผู้เยาว์จึงมีอำนาจร้องทุกข์ด้วยตนเองได้ การที่ผู้เสียหายที่ ๒ ร้องทุกข์ในความผิดฐานกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีโดยใช้กำลังประทุษร้ายจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว,วิ.อาญา,,,,,,, 64,12,,พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องว่า จำเลยใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของธนาคารซึ่งออกให้แก่ผู้เสียหายที่จำเลยลักไปเบิกถอนเงินสดไปจากวงเงินบัตรเครดิตของผู้เสียหาย จะมีคำขอให้คืนเงินแก่ผู้เสียหายได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๒/๒๕๕๓ พนักงานอัยการโจทก์ฟ้องว่า จำเลยใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของธนาคารซึ่งได้ออกให้แก่ ส. ผู้เสียหาย ซึ่งเป็นทรัพย์ส่วนหนึ่งที่จำเลยได้ลักไปเพื่อใช้ประโยชน์ในการเบิกถอนเงินสด ถอนเงินสดจำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท ไปจากวงเงินเครดิตของผู้เสียหายโดยมิชอบก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหายและธนาคาร ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๕, ๓๓๖ ทวิ, ๒๖๙/๕, ๒๖๙/๗, ๙๑ และให้จำเลยคืนเงินจำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท แก่ผู้เสียหาย ย่อมแปลคำฟ้องของโจทก์ได้ว่า โจทก์มุ่งประสงค์ที่จะให้ลงโทษจำเลยฐานลักเงินของผู้เสียหายอยู่ด้วย เพียงแต่วิธีการลักเงินดังกล่าวได้ใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์เบิกถอนเงินสดผ่านเครื่องฝาก-ถอนเงินอัตโนมัติ จึงเป็นความผิดเกี่ยวกับบัตรอิเล็กทรอนิกส์และความผิดฐานลักทรัพย์ ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๔๓ บัญญัติให้พนักงานอัยการมีอำนาจขอให้เรียกทรัพย์สินหรือใช้ราคาทรัพย์แทนผู้เสียหาย โจทก์จึงมีอำนาจขอให้จำเลยคืนเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท แก่ผู้เสียหายได้",วิ.อาญา,,,,,,, 64,13,,สามีชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย ระหว่างพิจารณาโจทก์ตายลง บุตรของโจทก์กับผู้ตายจะขอเข้าดำเนินคดีต่างโจทก์ซึ่งถึงแก่ความตายได้หรือไม่ และการพิจารณาของศาลชั้นต้นก่อนโจทก์ถึงแก่ความตายจะเสื่อมเสียไปหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๕๓๗/๒๕๕๓ นาย ก. สามีชอบด้วยกฎหมายของนาง ล. ผู้ตายเป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยในข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้นาง ล. ถึงแก่ความตาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๑ นาง ล. จึงเป็นผู้เสียหายซึ่งถูกทำร้ายถึงตาย และโจทก์เป็นเพียงผู้จัดการแทนผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓ (๒) และมาตรา ๕ (๒) เมื่อโจทก์ยื่นฟ้องแล้วตายลงระหว่างการพิจารณาสืบพยานโจทก์ของศาลชั้นต้น การพิจารณาของศาลชั้นต้นก่อนโจทก์ถึงแก่ความตายย่อมไม่เสื่อมเสียไปเพราะความตายของโจทก์ และถือว่าโจทก์ฟ้องนั้นเป็นการกระทำการแทนรัฐด้วยส่วนหนึ่ง ดังนั้นการที่ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่จากพยานหลักฐานที่โจทก์จำเลยได้สืบไว้แล้วตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๔ จึงชอบแล้ว โจทก์เป็นเพียงผู้จัดการแทนผู้เสียหาย มิใช่ผู้เสียหายที่แท้จริงที่ยื่นฟ้องแล้วตายลงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๙ วรรคหนึ่ง แม้ผู้ร้องจะเป็นผู้สืบสันดานของผู้เสียหายกับโจทก์ ผู้ร้องก็ไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าดำเนินคดีต่างโจทก์ซึ่งถึงแก่ความตายตามบทบัญญัติดังกล่าว",วิ.อาญา,,,,,,, 64,13,,ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องข้อหาร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น โดยให้ลงโทษฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นตาม ป.อ. มาตรา ๒๙๕ โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษฐานพยายามฆ่าได้หรือไม่ และจะถือว่าโจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยให้หนักขึ้นในข้อหาความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๙๕ หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๕๘๒/๒๕๕๓ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองในข้อหาร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นตาม ป.อ. มาตรา ๒๘๘, ๘๐ ศาลชั้นต้นฟังว่าจำเลยทั้งสองไม่มีเจตนาฆ่า แล้วพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายตาม ป.อ. มาตรา ๒๙๕ โจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษฐานพยายามฆ่า ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ ฟังว่าจำเลยทั้งสองไม่มีเจตนาฆ่าเช่นกัน และเนื่องจากศาลชั้นต้นวางโทษปรับฐานพาอาวุธมีดเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ ได้แก้ไขให้ถูกต้อง ย่อมมีผลเท่ากับศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค ๙ พิพากษายกฟ้องในข้อหาความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๐ ซึ่งต้องห้ามทั้งปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ที่โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานพยายามฆ่าตาม ป.อ. มาตรา ๒๘๘, ๘๐ จึงต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๐ คดีโจทก์ไม่อาจขึ้นมาสู่การวินิจฉัยของศาลฎีกาและถือไม่ได้ว่าโจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยให้หนักขึ้นในข้อหาฐานร่วมกันทำร้ายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายตาม ป.อ. มาตรา ๒๙๕ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย พิพากษายกฎีกาโจทก์",วิ.อาญา,,,,,,, 64,13,,การบรรยายฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยกระทำความผิดภายหลังวันที่โจทก์ฟ้อง จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๙๗๔/๒๕๕๓ โจทก์บรรยายฟ้องว่า ตามวันเวลาและภายหลังเกิดเหตุลักทรัพย์ตามฟ้องข้อ ๑ คือวันที่ ๖ ธันวาคม ๒๕๔๗ ถึงวันเวลาในฟ้องข้อ ๒ คือวันที่ ๖ ธันวาคม ๒๕๔๘ อันเป็นวันที่จำเลยถูกจับกุมได้พร้อมทรัพย์ของกลางที่ถูกคนร้ายลักไป จำเลยได้กระทำความผิดฐานรับของโจร เมื่อโจทก์ยื่นฟ้องวันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๔๘ จึงเป็นการกล่าวหาว่าจำเลยอาจจะกระทำความผิดภายหลังวันที่โจทก์ฟ้อง เป็นคำฟ้องที่ไม่ชัดแจ้งเพียงพอที่จะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาและต่อสู้คดีได้ถูกต้อง การที่จำเลยให้การรับสารภาพว่ากระทำความผิดฐานรับของโจร จึงเป็นการรับสารภาพตามฟ้องที่ไม่ชอบ,วิ.อาญา,,,,,,, 64,13,,ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินสองปี ศาลอุทธรณ์ยังคงลงโทษจำเลยไม่เกินกำหนดที่ว่ามา แต่ให้ลงโทษปรับอีกสถานหนึ่ง ส่วนโทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ ดังนี้ โจทก์จำเลยจะฎีกาในข้อเท็จจริงได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๓๐๔/๒๕๕๓ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษฐานกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีโดยใช้กำลังประทุษร้าย จำคุก ๘ เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลย ๕,๐๐๐ บาท อีกสถานหนึ่ง โทษจำคุกให้รอการลงโทษ ๒ ปี และคุมความประพฤติของจำเลยไว้ ดังนี้ แม้ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษาให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยอันเป็นการแก้ไขมากก็ตาม แต่ไม่ได้เพิ่มเติมโทษจำเลย เมื่อศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน ๒ ปี คดีจึงต้องห้ามคู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๑๙ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๒๔๖/๒๕๕๓ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ ๖ เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลยทั้งสองอีกสถานหนึ่ง โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ ๒ ปี และคุมความประพฤติของจำเลยทั้งสองไว้ แม้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๒ จะได้รอการลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองอันเป็นการแก้ไขมาก แต่เมื่อศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองไม่เกิน ๒ ปี คดีจึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๑๙ การที่โจทก์ร่วมฎีกาขอให้ไม่รอการลงโทษนั้น เป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการกำหนดโทษอันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายมาตราดังกล่าว มีคำพิพากษาฎีกาที่ ๗๕๐๘/๒๕๔๔, ๖๗๔๔/๒๕๔๔, ๓๒๙๙/๒๕๔๓, ๖๗๖๗/๒๕๔๑, ๔๔๑๙/๒๕๔๐, ๕๘๙๔-๕๘๙๙/๒๕๔๐ วินิจฉัยเช่นกัน",วิ.อาญา,,,,,,, 64,13,,คดีที่มีการฟ้องแย้ง ต่อมาฟ้องเดิมตกไป คดีในส่วนฟ้องแย้งจะสามารถดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปได้หรือไม่หรือตกไปกับฟ้องเดิม,"คำตอบ: (๑) กรณีที่โจทก์ไม่สามารถเสนอคำฟ้องต่อศาลได้เลยเพราะโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เช่น ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้อนหรือฟ้องซ้ำหรือดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ หรือโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะฟ้องโจทก์เป็นคดีอุทลุมเป็นกรณีที่โจทก์ไม่มีสิทธิยื่นฟ้องคดีต่อศาลได้เลย ศาลจะต้องพิพากษายกฟ้อง กรณีเช่นนี้ฟ้องแย้งย่อมตกไปด้วย เพราะเมื่อฟ้องโจทก์เป็นฟ้องต้องห้าม โจทก์ย่อมไม่อาจเสนอคำฟ้องต่อศาลได้ จึงไม่มีตัวโจทก์ที่จะเป็นจำเลยในส่วนฟ้องแย้ง ฟ้องแย้งจึงต้องตกไปด้วย คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๓๖/๒๕๐๓ (ประชุมใหญ่) โจทก์ซึ่งไม่ใช่บิดาโดยชอบด้วยกฎหมายฟ้องแทนผู้เยาว์ โจทก์ไม่ใช่ผู้แทนโดยชอบธรรม ไม่มีอำนาจฟ้องแทนผู้เยาว์ จึงไม่มีตัวโจทก์ที่จะเป็นจำเลยตามฟ้องแย้ง ฟ้องแย้งของจำเลยย่อมตกไปด้วย คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๕๔/๒๕๔๔ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะยังไม่ได้เสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการวินิจฉัยก่อน ฟ้องแย้งของจำเลยในคดีนี้จึงต้องตกไปด้วย คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๒๖๕/๒๕๔๔ ฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องซ้อน ย่อมไม่มีตัวโจทก์ที่จะเป็นจำเลยตามฟ้องแย้ง ฟ้องแย้งของจำเลยจึงตกไป มีคำพิพากษาฎีกาที่ ๔๗๙๙/๒๕๕๒, ๓๑๓๒/๒๕๔๙, ๒๔๐๐/๒๕๒๓ วินิจฉัยเช่นกัน (๒) กรณีที่โจทก์สามารถเสนอคำฟ้องต่อศาลได้โดยชอบแล้ว ต่อมาภายหลังศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีสำหรับฟ้องเดิมจากสารบบความหรือพิพากษายกฟ้อง เช่น โจทก์ถอนฟ้อง โจทก์ทิ้งฟ้อง โจทก์ขาดนัดพิจารณา หรือโจทก์ไม่ได้ยื่นคำขอในคดีที่จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การตามมาตรา ๑๙๘ หรือศาลยกฟ้องเพราะฟ้องโจทก์เคลือบคลุม กรณีนี้ทำให้เฉพาะคำฟ้องเดิมเสร็จไปจากการพิจารณาของศาล แต่ยังคงมีตัวโจทก์ที่จะเป็นจำเลยในส่วนฟ้องแย้งอยู่ต่อไป ถือว่ามีคู่ความครบถ้วนที่ศาลจะดำเนินกระบวนพิจารณาในส่วนฟ้องแย้งต่อไปได้ ฟ้องแย้งจึงไม่ตกไปตามฟ้องเดิมด้วย คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๑๗๒/๒๕๓๕ โจทก์ขาดนัดพิจารณา ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีจากสารบบความตามมาตรา ๒๐๒ ฟ้องแย้งไม่ตกไป เพราะยังมีตัวโจทก์เดิมที่จะเป็นจำเลยในส่วนฟ้องแย้งต่อไป คงตกไปเฉพาะคำฟ้องเดิมเท่านั้น คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๘๖๖/๒๕๓๗ ตามคำให้การและฟ้องแย้งของจำเลย จำเลยมีสิทธิฟ้องโจทก์ได้อยู่แล้ว แม้โจทก์จะไม่ฟ้องจำเลย การที่จำเลยฟ้องแย้งมาในคำให้การก็เพื่อความสะดวกในการดำเนินคดีของจำเลยและการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลมิใช่เพิ่งจะเกิดมีสิทธิที่จะฟ้องโจทก์ขึ้นมาภายหลังจากที่โจทก์ฟ้องจำเลย การที่โจทก์นำคดีขึ้นศาลมาเสียเพิ่มภายในกำหนดอายุความที่ศาลชั้นต้น และศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าโจทก์ทิ้งฟ้อง การทิ้งคำฟ้องของโจทก์จะมีผลลบล้างแห่งการยื่นคำฟ้องรวมทั้งกระบวนพิจารณาอื่น ๆ อันมีมาต่อภายหลังยื่นคำฟ้อง แต่ก็มีผลเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับฟ้องของโจทก์เท่านั้น หามีผลไปถึงฟ้องแย้งของจำเลยไม่เพราะเป็นคนละส่วนกัน ฟ้องแย้งของจำเลยจึงไม่ตกไปด้วย คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๔๖๐/๒๕๔๑ จำเลยฟ้องแย้งโจทก์ว่าโจทก์ประพฤติชั่วขอให้ถอนอำนาจปกครองบุตรของโจทก์ โดยให้จำเลยเป็นผู้มีอำนาจปกครองบุตรแต่ผู้เดียว ให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร กับให้ชำระค่าเลี้ยงชีพแก่จำเลย เมื่อเป็นเรื่องเกี่ยวกับฟ้องเดิมพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้แล้ว แม้ต่อมาโจทก์จะทิ้งฟ้องเดิมเป็นเหตุให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีโจทก์ ก็คงมีผลเฉพาะคดีโจทก์ว่าไม่มีฟ้องเดิมที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปเท่านั้น หามีผลให้ฟ้องแย้งของจำเลยตกไปด้วยไม่ เพราะยังมีตัวโจทก์ซึ่งเป็นจำเลยของฟ้องแย้งอยู่พร้อมที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปได้ เมื่อจำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งว่าโจทก์ขาดนัดยื่นคำให้การแก้ฟ้องแย้ง การที่ศาลชั้นต้นยกคำร้องว่าฟ้องแย้งย่อมตกไปด้วยกรณีจึงไม่ต้องพิจารณาสั่งคำร้องขอให้โจทก์ขาดนัดยื่นคำให้การแก้ฟ้องแย้งอีกต่อไปจึงไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา มีคำพิพากษาฎีกาที่ ๖๙๐๙/๒๕๔๓, ๔๔๙๙/๒๕๔๕ วินิจฉัยเช่นกัน",วิ.แพ่ง,,,,,,, 64,14,,คดีที่ศาลมีคำพิพากษาตามยอม คู่ความจะมายื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำพิพากษาตามยอม หรือมาฟ้องร้องให้เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ (ก) ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำพิพากษาตามยอม คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๔๓๓/๒๕๔๗ โจทก์ โจทก์ร่วม และจำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อหน้าศาลและศาลพิพากษาตามยอมแล้ว คำพิพากษาย่อมผูกพันคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๕ วรรคหนึ่ง หากจำเลยเห็นว่าคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความไม่ชอบหรือไม่ถูกต้องตามกฎหมายก็มีทางดำเนินคดีต่อไปได้เพียงประการเดียวคืออุทธรณ์ฎีกาให้ศาลสูงแก้ไขหากเข้ากรณีตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๓๘ วรรคสอง เมื่อจำเลยไม่อุทธรณ์ คำพิพากษาตามยอมก็ถึงที่สุด ไม่อาจถูกเพิกถอนหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้อีก การที่จำเลยยื่นคำร้องอ้างว่าคำพิพากษาตามยอมตกเป็นโมฆะเพราะขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนและไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ดำเนินมาทั้งหมดแล้วยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่นั้น ความมุ่งหมายของจำเลยคือต้องการให้คำพิพากษาตามยอมเสียเปล่าใช้บังคับไม่ได้ ซึ่งมีผลเป็นอย่างเดียวกับการขอให้เพิกถอนคำพิพากษาตามยอมซึ่งจะต้องกระทำโดยศาลสูง จำเลยจะยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นพิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอนคำพิพากษาของศาลนั้นเองไม่ได้ แม้จำเลยจะเพิ่งทราบเหตุที่ขอให้เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความหลังพ้นกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์ไม่มีกฎหมายรับรองให้ทำได้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยโดยไม่ได้ไต่สวนนั้นชอบแล้ว คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๔๒๖/๒๕๔๘ โจทก์ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลย ทั้งสอง และศาลพิพากษาตามยอมแล้ว เมื่อโจทก์เห็นว่าข้อตกลงตามสัญญายอมข้อใดไม่ชอบ ทำให้คำพิพากษาตามยอมไม่ชอบ เข้าข้อยกเว้นที่โจทก์สามารถอุทธรณ์คำพิพากษาตามยอมได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๓๘ วรรคสอง โจทก์ก็ต้องอุทธรณ์คำพิพากษานั้นภายในกำหนด ๑ เดือนนับแต่วันอ่านคำพิพากษาตามยอมให้คู่ความฟัง การที่โจทก์ไม่อุทธรณ์แต่กลับยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้น เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความโดยไม่มีบทกฎหมายใดให้อำนาจ จึงไม่ชอบที่ศาลชั้นต้นยกคำร้องของโจทก์ เมื่อโจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของโจทก์จึงชอบแล้ว เพราะกรณีของโจทก์เป็นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความตามที่โจทก์ขอให้เพิกถอน หาใช่เป็นอุทธรณ์คำพิพากษาตามยอมข้อยกเว้นของ ป.วิ.พ. มาตรา ๑๓๘ วรรคสอง ไม่ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๕๘๑/๒๕๔๙ เมื่อโจทก์และจำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อหน้าศาลและศาลพิพากษาตามยอมแล้ว คำพิพากษานั้นย่อมผูกพันคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๕ วรรคหนึ่ง ถ้าจำเลยเห็นว่าคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความไม่ชอบหรือไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ก็ต้องอุทธรณ์ฎีกาคำพิพากษาเพื่อให้ศาลสูงแก้ไขหากเป็นกรณีตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๓๘ วรรคสอง (๑), (๒) และ (๓) เมื่อจำเลยไม่อุทธรณ์คำพิพากษาตามยอมในคดีนี้ย่อมถึงที่สุด ไม่อาจถูกเพิกถอนหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้อีก การที่จำเลยยื่นคำร้องอ้างว่าฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งของศาลจังหวัดอุบลราชธานี ขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำพิพากษาตามยอมในคดีนี้ จึงเป็นกรณีที่จำเลยกล่าวอ้างว่าคำพิพากษาตามยอมละเมิดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน อันเป็นการขอให้เพิกถอนคำพิพากษาตามยอมดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๓๘ วรรคสอง (๒) ซึ่งต้องกระทำโดยศาลที่สูงกว่า จำเลยหามีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนกระบวนพิจารณาหรือมีคำสั่งเพิกถอนคำพิพากษาของศาลนั้นเอง ซึ่งถึงที่สุดไปแล้วได้ การที่โจทก์และจำเลยมาตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันต่อศาลชั้นต้นในคดีนี้ โดยสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ ๒. มีข้อความระบุไว้ว่า “นอกจาก ข้อ ๑. โจทก์ - จำเลย ไม่ติดใจเรียกร้องใด ๆ ต่อกันอีก...” ย่อมมีผลทำให้การเรียกร้องซึ่งแต่ละฝ่ายได้ยอมสละนั้นระงับสิ้นไปและทำให้แต่ละฝ่ายได้สิทธิตามที่แสดงไว้ในสัญญานั้นว่าเป็นของตนตาม ป.พ.พ. มาตรา ๘๕๒ โดยจำเลยพอใจตามข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ ๑. และต้องถือว่าจำเลยไม่ติดใจที่จะเรียกร้องเอาตามสิทธิที่เกิดขึ้นจากคำพิพากษาของศาลจังหวัดอุบลราชธานีอีกต่อไปแล้ว ดังนี้ สิทธิเรียกร้องของจำเลยในอันที่จะขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาคดีแพ่งของศาลจังหวัดอุบลราชธานีจึงจะระงับสิ้นไป จำเลยไม่อาจรื้อฟื้นสิทธิเรียกร้องที่ระงับไปแล้วมาบังคับ เอาแก่โจทก์ได้อีก โจทก์และจำเลยจึงต้องปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมในคดีนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๒๙๔/๒๕๔๖ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความเมื่อวันที่ ๒๗ เมษายน ๒๕๔๗ หากโจทก์เห็นว่าคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความไม่ชอบด้วยกฎหมาย ต้องด้วยข้อยกเว้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๓๘ วรรคสอง ที่โจทก์สามารถอุทธรณ์คำพิพากษาตามยอมได้ โจทก์ก็ต้องอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นภายในกำหนด ๑ เดือน นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาตามยอมให้คู่ความฟัง คือภายในวันที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๔๗ แต่โจทก์มิได้อุทธรณ์ กลับยื่นคำร้องลงวันที่ ๑๓ มกราคม ๒๕๔๗ ขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นโมฆะ ความมุ่งหมายของโจทก์ก็คือต้องการให้คำพิพากษาตามยอมเสียเปล่าใช้บังคับไม่ได้ มีผลเป็นอย่างเดียวกับการขอให้เพิกถอนคำพิพากษาตามยอม ซึ่งไม่มีบทกฎหมายใดให้โจทก์กระทำเช่นนั้นได้ คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องของโจทก์จึงชอบแล้ว ส่วนคำพิพากษาตามยอมย่อมเป็นอันถึงที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๗ วรรคสอง โจทก์ไม่อาจอุทธรณ์คำพิพากษาตามยอมได้อีก (ข) ฟ้องขอให้เพิกถอนคำพิพากษาตามยอม คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๖๒๖/๒๕๔๑ ตามคำฟ้องของโจทก์เป็นเรื่องที่โจทก์อ้างว่าทนายความของโจทก์ซึ่งเป็นตัวแทนกระทำการนอกเหนือขอบอำนาจของการเป็นตัวแทน แต่การที่โจทก์ซึ่งเป็นตัวการได้รับความเสียหายเป็นประการใดก็ชอบที่โจทก์จะต้องไปว่ากล่าวเอาแก่ทนายความของโจทก์ตามกฎหมาย เมื่อคดีดังกล่าวโจทก์เป็นคู่ความและโจทก์จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันในศาลและศาลพิพากษาตามยอมแล้ว เช่นนี้ คำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความย่อมผูกพันโจทก์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๕ หากโจทก์เห็นว่าไม่ถูกต้องก็อาจจะอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาดังกล่าวได้ หากเข้ากรณีตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๓๘ แห่ง ป.วิ.พ. เมื่อโจทก์ไม่อุทธรณ์และคดีถึงที่สุดไปแล้ว โจทก์จะมาฟ้องร้องขอให้เพิกถอนคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความหาได้ไม่ (ค) การร้องขอให้เพิกถอนคำพิพากษาตามยอมโดยอ้างว่าเป็นการพิจารณาที่ผิดระเบียบ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๕๙๓/๒๕๔๙ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยหลอกลวงโจทก์ให้ลงลายมือชื่อในใบแต่งทนายความที่ยังไม่ได้กรอกข้อความเพื่อให้จำเลยนำไปถอนฟ้อง แต่จำเลยกับ อ. กลับสมคบกันกรอกข้อความลงในใบแต่งทนายความดังกล่าวเป็นว่าโจทก์แต่งตั้ง อ. เป็นทนายความมีอำนาจประนีประนอมยอมความแทนโจทก์ แล้วจำเลยกับ อ. ตกลงทำสัญญาประนีประนอม ยอมความและศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม เป็นกรณีที่โจทก์กล่าวอ้างว่าศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๓๘ อันเป็นเรื่องการพิจารณาที่ผิดระเบียบตามมาตรา ๒๗ ซึ่งศาลชั้นต้นที่มีการพิจารณาที่ผิดระเบียบมีอำนาจที่จะสั่งเพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นเสียได้ โจทก์จึงชอบที่จะยกขึ้นว่ากล่าวกันในคดีเดิมที่อ้างว่ามีการพิจารณาที่ผิดระเบียบ จะมายื่นฟ้องเป็นคดีใหม่ไม่ได้ (และคำพิพากษาฎีกาที่ ๙๓๙๔-๙๓๙๕/๒๕๔๕ วินิจฉัยเช่นกัน)",วิ.แพ่ง,,,,,,, 64,14,,การถอนคำร้องทุกข์คดีความผิดต่อส่วนตัวเพื่อจะฟ้องคดีเอง สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปหรือไม่,"คำตอบ: การถอนคำร้องทุกข์ที่จะทำให้คดีระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๓๙ (๒) ต้องเป็นการถอนโดยเจตนาที่จะไม่เอาความผิดแก่จำเลยต่อไป แต่คดีนี้โจทก์ขอถอนคำร้องทุกข์อ้างว่าไม่ประสงค์ให้ดำเนินการสอบสวนดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้อง และได้ถอนคำร้องทุกข์หลังจากโจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลเป็นคดีนี้แล้ว ๕ วัน จึงฟังได้ว่าเหตุที่โจทก์ถอนคำร้องทุกข์ก็เนื่องจากโจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลแล้ว ไม่ประสงค์จะให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนพยานหลักฐานของโจทก์ต่อไป จึงคงระงับแต่เฉพาะเรื่องการร้องทุกข์ ส่วนคดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลแล้ว ศาลก็ย่อมดำเนินคดีไปดังเช่นคดีที่โจทก์ฟ้องโดยไม่มีการร้องทุกข์มาก่อน คดีของโจทก์ไม่ระงับไป (คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๗๙๒/๒๕๒๒) การถอนคำร้องทุกข์ที่จะทำให้คดีระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๓๙ (๒) นั้น เป็นเรื่องเจตนาถอนเพื่อยกเลิกไม่เอาความแก่จำเลยต่อไป แต่การถอนคำร้องทุกข์โดยเหตุที่ผู้เสียหายนำคดีมาฟ้องศาลเสียเอง หาทำให้คดีระงับไปไม่ คงระงับไปแต่เฉพาะเรื่องการร้องทุกข์ ซึ่งศาลย่อมดำเนินคดีเสมือนว่าผู้เสียหายฟ้องคดีต่อศาลโดยไม่มีการร้องทุกข์มาก่อนเท่านั้นเอง (คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๙๖๒/๒๕๐๖) คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๙๔/๒๕๔๓ โจทก์ขอถอนคำร้องทุกข์เพราะโจทก์ได้นำคดีไปฟ้องเองและศาลได้รับฟ้องไว้แล้ว โจทก์ไม่ได้ถอนคำร้องทุกข์โดยเจตนาที่จะไม่เอาความผิดแก่จำเลย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์จึงไม่ระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๓๙ (๒)",วิ.อาญา,,,,,,, 64,15,,โทษจำคุกไม่เกินหกเดือนที่ผู้พิพากษาคนเดียวมีอำนาจลงแก่จำเลยตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๒๕ (๕) หมายถึงโทษที่วางก่อนลดหรือโทษสุทธิ,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๖๖๖/๒๕๕๐ โทษจำคุกไม่เกิน ๖ เดือน ที่ผู้พิพากษาคนเดียวมีอำนาจลงแก่จำเลยตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๒๕ (๕) นั้น หมายถึง โทษจำคุกสุทธิที่จะลงแก่จำเลย โดยไม่ต้องคำนึงว่าก่อนลดโทษจะกำหนดโทษจำคุกไว้สูงกว่า ๖ เดือน หรือไม่ คดีนี้ศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลแขวงโดยผู้พิพากษาคนเดียวพิพากษาลงโทษจำเลยฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส จำคุก ๘ เดือน เมื่อลดโทษให้หนึ่งในสามตาม ป.อ. มาตรา ๗๘ แล้วคงจำคุก ๕ เดือน ๑๐ วัน เป็นการลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน ๖ เดือน จึงชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๒๕ (๕),วิ.อาญา,,,,,,, 64,15,,โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ จำเลยฟ้องแย้งเป็นคดีมีทุนทรัพย์ไม่เกินสามแสนบาท ศาลแพ่งกรุงเทพใต้จะสั่งรับฟ้องแย้งได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๕๓๐/๒๕๕๐ แม้โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ แต่ฟ้องแย้งของจำเลยก็เป็นคำฟ้องนั่นเอง เมื่อจำนวนทุนทรัพย์ที่จำเลยฟ้องแย้งเป็นเงิน ๑๖๓,๔๔๕.๕๕ บาท ซึ่งไม่เกิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท คดีจึงอยู่ในอำนาจศาลแขวงที่จะรับไว้พิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๑๗ ประกอบมาตรา ๒๕ (๔) ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ย่อมไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๑๙ ทั้งไม่มีบทบัญญัติกฎหมายใดให้อำนาจศาลแพ่งกรุงเทพใต้ที่จะใช้ดุลพินิจรับคดีนี้ไว้พิจารณาพิพากษาต่อไปได้",วิ.แพ่ง,,,,,,, 64,15,,โจทก์ฟ้องว่าจำเลยมีเจตนาฆ่า มิได้บรรยายฟ้องว่าเป็นการกระทำโดยพลาดมาด้วย ทางพิจารณาได้ความว่าเป็นการกระทำโดยพลาด ถือว่าข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้องหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ (เปรียบเทียบดู) คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๑๖๖/๒๕๕๐ การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิง ส. กระสุนปืนถูก ส. และยังพลาดไปถูก อ. ด้วยนั้น การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานพยายามฆ่า ส. และฐานพยายามฆ่า อ. โดยพลาด แม้โจทก์จะมิได้บรรยายฟ้องว่าการกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นการกระทำโดยพลาดมาด้วย ก็ไม่ถือว่าข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่ กล่าวในฟ้อง อันจะเป็นเหตุให้ศาลต้องพิพากษายกฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ และการกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๒๔๔/๒๕๕๓ จำเลยใช้เหล้าสาดใส่หน้าของผู้เสียหาย อันเป็นการใช้กำลังทำร้ายผู้เสียหายโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ เป็นการกระทำโดยเจตนาต่อผู้เสียหาย แต่เมื่อเหล้าร้ายผู้เสียหายและใช้กำลังทำร้าย พ. เท่ากับผลของการกระทำเกิดแก่ พ. โดยพลาดไป จึงเป็นความผิดฐานพยายามใช้กำลังทำร้ายผู้เสียหายและใช้กำลังทำร้าย พ. โดยพลาดไปด้วยซึ่งเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท โจทก์ย่อมฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยได้ทุกบทหรือจะขอให้ลงโทษเพียงบทใดบทหนึ่งก็ได้ ดังนั้นข้อเท็จจริงที่ว่าการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำให้บุคคลใดได้รับผลร้ายจึงเป็นข้อสำคัญ การที่โจทก์กล่าวในฟ้องว่าผลร้ายเกิดแก่ผู้เสียหายเท่านั้น แต่ทางพิจารณาปรากฏว่าผลร้ายเกิดแก่ พ. จึงเป็นข้อแตกต่างในข้อสาระสำคัญ ซึ่งศาลต้องยกฟ้องมิใช่ข้อแตกต่างที่เป็นเพียงรายละเอียดที่ศาลจะลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่ได้ความนั้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๒ วรรคสอง และเมื่อข้อเท็จจริงที่ว่า พ. ได้รับผลร้ายเป็นข้อเท็จจริงที่ได้ความจากทางพิจารณาซึ่งมิได้ปรากฏในคำฟ้อง จึงเป็นข้อที่โจทก์ไม่ได้กล่าวมาในฟ้อง ต้องห้ามมิให้ศาลพิพากษาตามมาตรา ๑๙๒ วรรคหนึ่ง จึงต้องยกฟ้อง",วิ.อาญา,,,,,,, 64,15,,โจทก์ฟ้องว่า จำเลยปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยเหตุหนึ่ง แต่ทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบอีกเหตุหนึ่ง ศาลจะพิพากษาลงโทษตามข้อเท็จจริงที่ได้ความได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๙๖๖/๒๕๔๘ เมื่อพิจารณาคำฟ้องของโจทก์เฉพาะส่วนที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ในข้อหาความผิดฐานร่วมกันปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบแล้ว ปรากฏว่าโจทก์บรรยายฟ้องในข้อหานี้แต่เพียงว่าจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ได้ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่และละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ รู้อยู่แล้วว่าโจทก์กับพวกไม่ได้ร่วมกันกระทำความผิดฐานฉ้อโกง แต่จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ กลับร่วมกันรับคำร้องทุกข์กล่าวโทษและดำเนินคดีแก่โจทก์กับพวก เป็นเหตุให้โจทก์กับพวกถูกควบคุมตัวเป็นผู้ต้องหา ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียง สิทธิ เสรีภาพของโจทก์กับพวกเท่านั้น โจทก์มิได้บรรยายในคำฟ้องเลยว่าจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ได้ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยการบ่ายเบี่ยงละเลยไม่สั่งคำร้องขอประกันตัวระหว่างสอบสวนของโจทก์กับพวกแต่อย่างใด ดังนั้น แม้จะได้ความตามทางพิจารณาในชั้นไต่สวนมูลฟ้องว่าจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ มีพฤติการณ์ในทางบ่ายเบี่ยงละเลยไม่สั่งคำร้องขอประกันตัวระหว่างสอบสวนของโจทก์กับพวกก็ตาม ศาลก็ไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ตามข้อเท็จจริงที่ได้ความดังกล่าวนั้นได้ เพราะเป็นข้อเท็จจริงนอกฟ้องต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคหนึ่ง กรณีจึงมีเหตุตามกฎหมายที่จำเลยที่ ๔ ไม่ควรต้องรับโทษและศาลต้องยกฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๘๕ วรรคหนึ่ง และปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยที่ศาลอุทธรณ์มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๔ มาด้วยนั้น จึงชอบแล้ว",วิ.อาญา,,,,,,, 64,15,,โจทก์ฟ้องเรียกเงินที่จำเลยกู้ยืมไปจากโจทก์ในวาระต่างๆ แยกเป็นรายสำนวนไป ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมการพิจารณาเข้าด้วยกัน การพิจารณาว่าคดีใดอยู่ในอำนาจของศาลแขวงที่จะพิจารณาพิพากษา จะมีหลักเกณฑ์อย่างไร,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๕๕๕-๑๕๕๘/๒๕๕๓ โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๓ ทวิ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “ข้อเท็จจริงได้ความว่าคดีทั้งสี่สำนวนนี้ โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชำระเงินตามสัญญากู้ยืม ซึ่งแต่ละสำนวนมีจำนวนทุนทรัพย์ ๑๑๒,๔๙๙.๘๐ บาท ๘๔,๓๗๕ บาท ๗๘,๗๔๙.๘๐ บาท และ ๕๗,๕๒๓.๙๕ บาท ตามลำดับ ต่อมาศาลชั้นต้นสั่งให้รวมการพิจารณาคดีทั้งสี่สำนวนดังกล่าวเข้าด้วยกัน และในระหว่างการพิจารณาศาลชั้นต้นได้จดรายงานกระบวนพิจารณาว่า พิเคราะห์แล้วเห็นว่า คดีนี้จำเลยทั้งสองได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลรวมการพิจารณาคดีหมายเลขดำที่ ๑๘๘๗๖/๒๕๕๐, ๑๘๘๗๗/๒๕๕๐ และ ๒๓๖๙๑/๒๕๕๐ เข้ากับคดีหมายเลขดำที่ ๑๘๘๗๕/๒๕๕๐ และศาลมีคำสั่งอนุญาตให้รวมการพิจารณาคดีทั้งสี่สำนวนดังกล่าว เมื่อคดีทั้งหมดได้รวมการพิจารณาแล้ว ย่อมถือได้ว่าโจทก์ได้ฟ้องเรียกมูลหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินจำนวนสี่ฉบับ ในการคิดทุนทรัพย์ในคดีว่าจะอยู่ในอำนาจศาลแขวงพระนครเหนือที่จะพิจารณาพิพากษาต่อไปหรือไม่ต้องเอาจำนวนเงินตามสัญญากู้ทุกฉบับมาคิดคำนวณรวมเป็นทุนทรัพย์ที่พิพาท แม้คดีนี้จะเคยมีการแยกฟ้องกันมาก่อน แต่เมื่อมีการรวมการพิจารณาเป็นคดีเดียวกันเป็นคดีที่โจทก์ฟ้องเรียกเงินตามสัญญากู้แต่ละฉบับจึงต้องเอาทุนทรัพย์ของสัญญากู้ทุกฉบับซึ่งคิดทุนทรัพย์จนถึงวันฟ้องมารวมเป็นทุนทรัพย์ที่พิพาท เมื่อนำทั้งสี่คดีมารวมทุนทรัพย์แล้วเป็นทุนทรัพย์จำนวน ๓๓๓,๑๔๘.๕๕ บาท จึงเกินอำนาจศาลแขวงที่จะพิจารณาได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๒๕ (๔) ประกอบมาตรา ๑๗ หากศาลแขวงพระนครเหนือทำการพิจารณาพิพากษาไปย่อมเป็นการไม่ชอบ และแม้เดิมคดีจะมีการแยกฟ้องโดยโจทก์เสียค่าขึ้นศาลมาแบบคดีมโนสาเร่ แต่เมื่อโจทก์ควรรู้ว่าสามารถฟ้องได้ในคราวเดียวกัน โจทก์ก็ต้องเสียค่าขึ้นศาลอย่างคดีแพ่งสามัญ มิใช่ขอเสียค่าขึ้นศาลแบบคดีมโนสาเร่ จึงให้คืนคำฟ้องเพื่อให้โจทก์นำไปยื่นต่อศาลที่มี เขตอำนาจต่อไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๙๒ วรรคสาม รายละเอียดปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๕๑ คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้คืนคำฟ้องเพื่อให้โจทก์นำไปยื่นต่อศาลที่มีเขตอำนาจ เป็นการชอบหรือไม่โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รวมการพิจารณาคดีทั้งสี่สำนวนเข้าด้วยกันก็เพื่อความสะดวกรวดเร็วในการพิจารณาคดีของศาลชั้นต้น แต่การรวมการพิจารณาเข้าด้วยกันก็หาทำให้เกิดผลกลายเป็นคดีเดียวกันไม่ และการที่จะพิจารณาว่าคดีใดอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลแขวงตามที่บัญญัติไว้ในพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๒๕ (๔) นั้น จะต้องพิจารณาทุนทรัพย์ในแต่ละคดีเป็นราย ๆ ไป เห็นว่า คดีนี้ไม่ใช่เป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินมาในฟ้องเดียวกันที่จะต้องรวมทุนทรัพย์ตามสัญญากู้ยืมเงินแต่ละฉบับเข้าด้วยกัน แต่เป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องเรียกเงินที่จำเลยที่ ๑ กู้ยืมไปจากโจทก์ในวาระต่าง ๆ แยกเป็นรายสำนวนไปการพิจารณาว่าคดีใดอยู่ในอำนาจของศาลแขวงที่จะพิจารณาพิพากษานั้น จึงต้องพิจารณาทุนทรัพย์ที่พิพาทเป็นรายสำนวน ดังนั้น แม้ภายหลังศาลชั้นต้นจะสั่งให้รวมการพิจารณาคดีทั้งสี่สำนวนเข้าด้วยกันเป็นเหตุให้จำนวนทุนทรัพย์ที่รวมเข้าด้วยกันเกิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท ก็ตาม แต่ก็ต้องถือว่าคดียังอยู่ในอำนาจของศาลแขวงหรือผู้พิพากษาคนเดียวที่จะพิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๒๕ (๔) ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้คืนคำฟ้องเพื่อให้โจทก์ไปยื่นต่อศาลที่มีเขตอำนาจนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น” พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นรับคดีโจทก์ไว้พิจารณาต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ",วิ.แพ่ง,,,,,,, 64,16,,ผู้ร่วมกระทำความผิดถูกแยกฟ้องเป็นหลายคดี หรือถูกฟ้องเป็นคดีเดียวกัน แต่ต่อมามีการแยกฟ้องเป็นคดีใหม่ หากจำเลยในสำนวนคดีหนึ่งอุทธรณ์หรือฎีกา ศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาจะยกเหตุในส่วนลักษณะคดีพิพากษาไปถึงจำเลยในอีกสำนวนหนึ่งตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๒๑๓ ได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ ก. กรณีที่มิได้มีการรวมพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกัน คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๒๗๘/๒๕๔๘ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๑๓ เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาในคดีนี้จะพิพากษาลดโทษหรือรอการลงโทษจำเลยคนหนึ่งซึ่งอุทธรณ์หรือฎีกาแต่เพียงผู้เดียว ใช้อำนาจพิพากษาไปถึงจำเลยอื่นที่มิได้อุทธรณ์หรือฎีกาให้ได้รับโทษเช่นเดียวกับจำเลยผู้อุทธรณ์หรือฎีกา แต่การที่ผู้ร่วมกระทำความผิดถูกแยกฟ้องเป็นหลายคดี ซึ่งศาลจะลงโทษจำเลยคนใดที่ร่วมกระทำความผิดเพียงใด เป็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับจำเลยแต่ละคนเป็นการเฉพาะตัวเป็นราย ๆ ไปเฉพาะคดีนั้น พยานหลักฐานที่จะใช้วินิจฉัยความผิดประกอบดุลพินิจในการลงโทษของ ช. แตกต่างไปจากจำเลยทั้งสามจึงไม่เป็นเหตุลักษณะคดี คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๐๐๓-๓๐๐๔/๒๕๔๓ บทบัญญัติแห่ง ป.วิ.อ. มาตรา ๒๑๓ ต้องเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาในคดีนี้จะพิพากษายกฟ้องจำเลยคนหนึ่งซึ่งอุทธรณ์หรือฎีกาเพียงผู้เดียวใช้อำนาจพิพากษาไปถึงจำเลยอื่นที่ไม่ได้อุทธรณ์ฎีกามิให้ต้องถูกรับโทษเช่นเดียวกับจำเลยผู้อุทธรณ์หรือฎีกา แต่การที่ผู้ร่วมกระทำผิดถูกแยกฟ้องเป็นหลายคดี การที่พยานหลักฐานโจทก์เพียงพอจะรับฟังลงโทษจำเลยคนใดที่ร่วมกระทำผิดได้หรือไม่ เป็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับจำเลยแต่ละคนเป็นการเฉพาะตัวเป็นราย ๆ ไปเฉพาะคดีนั้น ๆ ซึ่งพยานหลักฐานของโจทก์อาจพาดพิงถึงจำเลยแต่ละคดีมากน้อยต่างกันได้ คดีที่พยานโจทก์มีน้ำหนักเพียงพอลงโทษไป คดีที่พยานโจทก์มีน้ำหนักเบาบางก็ต้องยกฟ้องตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากทางนำสืบเป็นรายคดี คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๔๐/๒๕๑๖ โจทก์ฟ้องจำเลยกับ ต. ว่า ร่วมกันกระทำความผิด ต. รับสารภาพ ศาลชั้นต้นสั่งให้โจทก์แยกฟ้องจำเลยที่ปฏิเสธเป็นคดีใหม่และพิพากษาลงโทษ ต. ไปในคดีเดิม ในคดีใหม่นี้ ต. มิได้เป็นจำเลย ศาลอุทธรณ์จึงไม่มีอำนาจยกเหตุซึ่งอยู่ในส่วนลักษณะคดีมาพิพากษาตลอดไปถึง ต. ด้วย ข. กรณีที่ศาลรวมพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกัน คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๒๙/๒๕๒๕ คดีที่มีจำเลยหลายคนซึ่งศาลรวมพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกันแม้จำเลยสำนวนคดีหนึ่งฎีกา แต่จำเลยอีกหนึ่งสำนวนคดีหนึ่งไม่ได้ฎีกาขึ้นมาก็ตาม เมื่อศาลฎีกาเห็นว่าพยานหลักฐานโจทก์รับฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองสำนวนคดีกระทำผิดฐานฆ่าผู้อื่นถือว่าเป็นเหตุในลักษณะคดีศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยสำนวนคดีที่ไม่ได้ฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๓ ประกอบด้วยมาตรา ๒๒๕ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๔๑ - ๖๔๔/๒๕๑๐ โจทก์ฟ้องคดีสี่สำนวนซึ่งศาลชั้นต้นสั่งรวมพิจารณาพิพากษาโดยขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๗๔ วรรคสอง แต่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามมาตรา ๑๗๔ วรรคสอง โจทก์มิได้อุทธรณ์ฎีกา เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยมีความผิดตามมาตรา ๑๗๔ วรรคสอง ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิพากษาแก้บทลงโทษให้ถูกต้องโดยไม่เพิ่มกำหนดให้สูงขึ้นอีกก็ได้ และถือว่าเป็นเหตุอยู่ในลักษณะคดี ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่มิได้ฎีกาได้ด้วย คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๕๗/๒๕๒๙ โจทก์แยกฟ้องจำเลย ว. และ ท. มาเป็นสามสำนวนข้อหาร่วมกันพยายามปล้นทรัพย์ ศาลชั้นต้นรวมพิจารณาและพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสามสำนวน โจทก์ทั้งสามสำนวนอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นให้ลงโทษจำเลยและ ว. ตามฟ้องส่วน ท. คดียังเป็นที่สงสัยให้ยกฟ้องยืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยผู้เดียวฎีกา ดังนี้เมื่อศาลฎีกาเห็นว่าพยานหลักฐานโจทก์ไม่พอฟังว่าจำเลยพยานปล้นทรัพย์ผู้เสียหาย ย่อมมีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึง ว. ซึ่งมิได้ฎีกาได้ เพราะเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๓ ประกอบมาตรา ๒๒๕",วิ.แพ่ง,,,,,,, 64,16,,การฟ้องร้องดำเนินคดีในลักษณะสมยอมกัน เพื่อต้องการตัดสิทธิฟ้องร้องดำเนินคดีของพนักงานอัยการ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๔๔๖/๒๕๔๗ เหตุคดีนี้เกิดเมื่อวันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๔๑ เวลากลางคืนก่อนเที่ยง นางเพชร ผู้เสียหาย ซึ่งเป็นมารดาของนายไกรธวัช ผู้ตาย ได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ ให้ดำเนินคดีแก่จำเลย ภายหลังเกิดเหตุจำเลยได้หลบหนีการจับกุม พนักงานสอบสวนได้ออกหมายจับไว้ ต่อมาเมื่อวันที่ ๑๐ มีนาคม ๒๕๔๓ นางเพชรผู้เสียหายได้ฟ้องจำเลยในข้อหาฆ่าผู้อื่นต่อศาลชั้นต้นด้วยตนเองโดยมิได้ประสานงานให้พนักงานอัยการโจทก์ทราบในการดำเนินคดี นางเพชรซึ่งเป็นโจทก์ได้นำพยานเข้าสืบในชั้นไต่สวนมูลฟ้องเพียง ๒ ปาก คือนางเพชรเอง ซึ่งมิได้รู้เห็นในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และนายศรีเมือง ผู้ซึ่งอ้างว่ารู้เห็นเหตุการณ์คดีนี้โดยเห็นคนร้ายเป็นชาย ทางด้านหลังและด้านข้างใช้อาวุธปืนยิงนายไกรธวัชผู้ตายและยืนยันด้วยว่ามิใช่จำเลยนี้ ในที่สุดศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาให้ยกฟ้องเมื่อวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๔๓ ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๑ กันยายน ๒๕๔๓ พ้นกำหนดระยะเวลายื่นอุทธรณ์แล้ว โดยนางเพชรก็มิได้ยื่นอุทธรณ์ จำเลยได้เข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองศรีสะเกษและให้การปฏิเสธ นอกจากนี้จำเลยยังยื่นคำร้องต่อโจทก์เพื่อขอความเป็นธรรมว่า ผู้เสียหายได้ฟ้องจำเลยในข้อหาว่าฆ่าผู้อื่นโดยเจตนามาแล้ว ชั้นที่สุดศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง คดีถึงที่สุดอันทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๙ (๔) คดีจึงมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปแล้วหรือไม่ เห็นว่า หลักการของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๙ (๔) ที่บัญญัติให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปเมื่อมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้อง อันเป็นหลักการห้ามดำเนินคดีซ้ำสองแก่จำเลยนั้น จะต้องปรากฏว่าคดีก่อนเป็นกรณีที่จำเลยถูกฟ้องร้องดำเนินคดีอย่างแท้จริง หากปรากฏว่าคดีก่อนเป็นการฟ้องร้องดำเนินคดีอย่างสมยอมกัน แม้ว่าจะเป็นการกระทำกรรมเดียวกันก็ถือไม่ได้ว่าการกระทำกรรมนั้นจำเลยเคยถูกฟ้องและศาลได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดอันจะมีผลทำให้สิทธินำคดีมาฟ้องในความผิดกรรมนั้นระงับไปไม่ คดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่าคดีก่อนคือคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๓๒๓๙/๒๕๔๓ ของศาลชั้นต้น ซึ่งนางเพชรเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นกรรมเดียวกันกับคดีนี้ มีพฤติการณ์บ่งชี้ว่านางเพชรโจทก์ในคดีนั้นจะดำเนินคดีโดยสมยอมโดยไม่สุจริต เนื่องจากขณะเกิดเหตุมีผู้พบเห็นจำเลยเป็นคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายจนได้มีการระบุชื่อจำเลยเป็นผู้ทำให้ตายไว้ในรายงานการชันสูตรพลิกศพท้ายฟ้อง หลังเกิดเหตุนางเพชรผู้เสียหายซึ่งเป็นมารดาของผู้ตายได้แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนและได้มีการออกหมายจับจำเลยไว้ แต่จำเลยหลบหนีการจับกุม คดีอยู่ระหว่างการดำเนินการของเจ้าพนักงานตำรวจ นางเพชรผู้เสียหายได้ฟ้องจำเลยในข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๓๒๓๙/๒๕๔๓ ของศาลชั้นต้น และยังปรากฏด้วยว่าในการดำเนินคดีดังกล่าว ทนายโจทก์เพียงแค่นำนางเพชรมาดาผู้เสียหายซึ่งไม่เห็นเหตุการณ์ในขณะเกิดเหตุและนายศรีเมือง ผู้ซึ่งอ้างว่าเห็นเหตุการณ์แต่กลับเบิกความเป็นปฏิปักษ์ต่อคดีเข้าเบิกความต่อศาลในชั้นไต่สวนมูลฟ้องอันเป็นเหตุให้ศาลพิพากษายกฟ้องคดีนั้นเพราะว่าคดีไม่มีมูล และนางเพชรโจทก์คดีนั้นก็ไม่ยื่นอุทธรณ์เช่นนี้ ย่อมส่อแสดงว่าคดีก่อนนางเพชรผู้เสียหายซึ่งเป็นโจทก์ในคดีนั้นได้ฟ้องร้องดำเนินคดีแก่จำเลยในลักษณะสมยอมกัน เป็นการดำเนินคดีโดยไม่สุจริตเพื่อหวังผลเพียงต้องการตัดสิทธิพนักงานอัยการโจทก์คดีนี้มิให้มีสิทธิฟ้องร้องดำเนินคดีแก่จำเลยซ้ำสองได้อีกเท่านั้น ย่อมถือไม่ได้ว่าคดีก่อนได้มีการฟ้องร้องดำเนินคดีแก่จำเลยอย่างแท้จริง สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ในคดีนี้หาได้ระงับไปไม่ ดังนั้น พนักงานอัยการโจทก์จึงมีสิทธิฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ได้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๓๓๘/๒๕๓๘ หลักการของ ป.วิ.อ. มาตรา ๓๙ (๔) ที่บัญญัติให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปเมื่อมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องอันเป็นหลักการห้ามดำเนินคดีซ้ำสองแก่จำเลยนั้น จะต้องปรากฏว่าคดีก่อนเป็นกรณีที่จำเลยถูกฟ้องร้องดำเนินคดีอย่างแท้จริง หากปรากฏว่าคดีก่อนเป็นการฟ้องร้องดำเนินคดีอย่างสมยอมกัน แม้ว่าจะเป็นการกระทำกรรมเดียวกัน ก็ถือไม่ได้ว่าการกระทำกรรมนั้นจำเลยถูกฟ้องและศาลได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดอันจะมีผลทำให้สิทธินำคดีมาฟ้องในความผิดกรรมนั้นระงับไปไม่ คดีนี้โจทก์ได้อุทธรณ์ว่า คดีก่อนคือคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๕๔๘/๒๕๓๗ ของศาลชั้นต้น ซึ่งเด็กหญิง ส. เป็นโจทก์ฟ้องจำเลยในความผิดกรรมเดียวกับคดีนี้ มีพฤติการณ์ว่าโจทก์ในคดีนั้นและจำเลยดำเนินคดีโดยสมยอมโดยไม่สุจริต เพราะขณะเกิดเหตุที่จำเลยขับรถจักรยานยนต์ของจำเลย เมื่อเด็กหญิง ส. โจทก์คดีก่อนฟ้องจำเลยคดีนี้เป็นฟ้องจำเลย อ้างว่าเด็กหญิง ส. โจทก์เด็กชาย ว. ผู้เสียหายอีกคน เด็กหญิง ล. โจทก์คดีก่อนไม่เคยให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนคดีนั้นและจำเลยต่างก็เป็นบุตรของนายจำเลยคดีนี้ และอาจศัยอยู่ด้วยกันด้วย และในการทนายโจทก์คดีก่อนนั้นก็เป็นบุตรของนายจำเลยคดีนี้ด้วย นอกจากนี้ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องคดีก่อนนั้น ทนายโจทก์ก็เพียงแต่นำเด็กหญิง ส. มาเบิกความเพียงปากเดียว เป็นเหตุให้ศาลพิพากษายกฟ้อง เกิดเหตุมีคนเบิกความต่อศาลในชั้นไต่สวนมูลฟ้องเพียงปากเดียว หากฟังได้ว่าเป็นความจริง คดีนั้นพยานโจทก์คดีไม่ได้มูล ข้ออ้างตามอุทธรณ์ของโจทก์เช่นนี้ เป็นสาระสำคัญที่ย่อมแสดงว่าคดีก่อนโจทก์ในคดีนั้นได้ฟ้องร้องดำเนินคดีแก่จำเลยในลักษณะสมยอมกัน เป็นการดำเนินคดีโดยไม่สุจริตเพื่อหวังผลเพียงต้องการตัดสิทธิผู้เสียหายและพนักงานอัยการโจทก์คดีนี้มิให้มีสิทธิฟ้องร้องดำเนินคดีแก่จำเลยซ้ำสองได้อีกเท่านั้น ย่อมถือไม่ได้ว่าคดีก่อนได้มีการฟ้องร้องดำเนินคดีแก่จำเลยอย่างแท้จริง สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ในคดีนี้หาได้ระงับไปไม่ ดังนั้นการที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิจารณาพิพากษาใหม่วินิจฉัยข้อเท็จจริงดังกล่าว สมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิจารณาพิพากษาในข้อหาความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๐๐ ใหม่",วิ.อาญา,,,,,,, 63,1,,คำเบิกความของพยานโจทก์ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง หากในชั้นพิจารณาศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์ดังกล่าว เพราะโจทก์ละเลยเพิกเฉยไม่เอาใจใส่ในการส่งหมายเรียกพยานหรือนำพยานมาศาล ศาลชั้นต้นจะนำบันทึกคำเบิกความของพยานโจทก์ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องนั้น มาประกอบการวินิจฉัยชี้ขาดคดีในชั้นพิจารณาได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๗๔๕/๒๕๕๒ คำเบิกความของ ว. และ ส. พยานโจทก์ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องซึ่งศาลต้องบันทึกไว้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๓๗ วรรคหนึ่ง เป็นพยานเอกสารอย่างหนึ่งซึ่งน่าจะพิสูจน์ได้ว่า จำเลยทั้งสองมีผิดหรือบริสุทธิ์ โจทก์จึงชอบที่จะอ้างเป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีได้ตามมาตรา ๒๒๖ แต่ในการสืบพยานโจทก์ในชั้นพิจารณา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดสืบ ว. และ ส. เนื่องจากความผิดของโจทก์ที่ละเลยเพิกเฉยไม่เอาใจใส่ในการส่งหมายเรียกให้พยานหรือนำพยานมาศาล จึงไม่ใช่กรณีมีเหตุจำเป็นหรือเหตุอันสมควรที่ศาลอาจรับฟังบันทึกคำเบิกความของ ว. และ ส. ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องประกอบพยานหลักฐานอื่นในชั้นพิจารณาได้ตามมาตรา ๒๒๖/๕,วิ.อาญา,,,,,,, 63,1,,ในคดีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ คำเบิกความของพยานโจทก์ว่า ผู้ตายได้บอกพยานขณะรู้ตัวว่าใกล้จะถึงแก่ความตายว่าคนร้ายคือจำเลย ศาลจะรับฟังคำเบิกความของพยานโจทก์ดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๔๔/๒๕๕๒ คำกล่าวขณะผู้ตายที่บอกให้ทราบว่าจำเลยเป็นคนทำให้ตนตายในขณะที่รู้สึกตัวว่าใกล้จะตาย เป็นเหตุที่เข้าข้อยกเว้นให้รับฟังพยานบอกเล่าเป็นพยานหลักฐานได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๖/๓ วรรคสอง (๒) แต่คำบอกเล่าของผู้ตายดังกล่าวรับฟังได้แต่เพียงว่า ผู้ตายได้ระบุชื่อจำเลยเป็นคนร้ายเช่นนั้นจริง มิได้หมายความว่าจะต้องรับฟังว่าจำเลยเป็นผู้ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย เพราะผู้ตายอาจเห็นหรือจำผิดพลาดหรือมีอุปาทานก็เป็นได้ ความผิดพลาดอาจมีขึ้นได้ การระบุชื่อคนร้ายของผู้ตายจึงเป็นพยานหลักฐานอย่างหนึ่งที่ใช้ประกอบพยานหลักฐานอื่นให้มีน้ำหนักมั่นคงยิ่งขึ้น,วิ.อาญา,,,,,,, 63,1,,การยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ต่อศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลจังหวัด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์โดยมีพิพากษาคนเดียวเป็นองค์คณะได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๙๗๗/๒๕๕๓ การวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทแห่งคดีตามคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๙๐ ศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลจังหวัดต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อยสองคนจึงเป็นองค์คณะที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมมาตรา ๒๖ การที่ศาลชั้นต้นพิจารณาและมีคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทแห่งคดีโดยมีผู้พิพากษาคนเดียวเป็นองค์คณะซึ่งไม่อยู่ในอำนาจที่จะกระทำเช่นนั้นได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๒๔ (๒) และมาตรา ๒๕ จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมายและศาลอุทธรณ์ภาค ๓ ยังไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี ต้องให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้ถูกต้องเสียก่อน ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒ (๕) ประกอบมาตรา ๒๔๖ และมาตรา ๒๔๗,วิ.แพ่ง,,,,,,, 63,2,,เอกสารที่ใช้ประกอบการถามค้านพยาน จะต้องระบุไว้ในบัญชีระบุพยาน และส่งสำเนาให้คู่ความฝ่ายอื่นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๘๘ และ มาตรา ๙๐ หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำสั่งคำร้องที่ ท.๖๑๙/๒๕๔๙ เอกสารที่โจทก์ใช้ในการถามค้านจำเลยมิใช่เป็นพยานหลักฐานสนับสนุนข้ออ้างหรือข้อเถียงของโจทก์ ไม่อยู่ในบังคับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๘๘ และ ๙๐ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๗๗๐/๒๕๔๙ เอกสารที่จำเลยใช้ประกอบการถามค้านโจทก์ ซึ่งอ้างตนเองเป็นพยานโดยโจทก์เองก็เบิกความรับรองข้อเท็จจริงตามเอกสารนั้นเป็นพยานหลักฐานที่ไม่อยู่ในบังคับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๘๘ และมาตรา ๙๐ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๘๑๒/๒๕๔๗ ใบสั่งซื้อสินค้าเป็นเอกสารที่โจทก์ใช้ในการถามค้านจำเลยที่ ๒ ที่อ้างตนเองเป็นพยาน เมื่อจำเลยที่ ๒ เบิกความรับรองเอกสารนั้นแล้ว โจทก์ได้อ้างส่งเป็นพยานหลักฐานต่อศาล จึงมิใช่พยานหลักฐานสนับสนุนข้ออ้างหรือข้อเถียงของโจทก์ แม้โจทก์จะไม่ได้ระบุเอกสารดังกล่าวไว้ในบัญชีระบุพยานของโจทก์ และมิได้ส่งสำเนาเอกสารดังกล่าวต่อศาลชั้นต้นก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า ๗ วันก็ไม่ต้องห้ามมิให้รับฟัง กรณีไม่อยู่ในบังคับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๘๘ และมาตรา ๙๐ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๔๗๐/๒๕๓๘ จำเลยใช้หนังสือมอบอำนาจเป็นเอกสารประกอบในการถามค้านที่โจทก์เบิกความว่า ล. เจ้าของกรรมสิทธิ์ตึกแถวที่ให้เช่าไม่ได้มอบอำนาจให้ ย. บิดาของ ล. ทำสัญญาเช่าตึกแถวพิพาทกับจำเลย พยานเอกสารดังกล่าวจึงมิใช่เป็นพยานหลักฐานสนับสนุนข้ออ้างหรือข้อเถียงของจำเลย ซึ่งจะต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์และขั้นตอนของกฎหมาย แม้จำเลยมิได้ระบุเอกสารดังกล่าวในบัญชีระบุพยานและส่งสำเนาให้แก่โจทก์ก็ไม่ต้องห้ามมิให้รับฟัง เพราะกรณีดังกล่าวไม่อยู่ในบังคับแห่งบทบัญญัติ ป.วิ.พ. มาตรา ๘๘ และ ๙๐",วิ.แพ่ง,,,,,,, 63,2,,โจทก์แนบเอกสารมาท้ายคำฟ้องถือว่าโจทก์ได้ส่งสำเนาเอกสารให้แก่จำเลยแล้ว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๙๐ หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๕๐๑/๒๕๔๒ เจตนารมณ์ของการส่งสำเนาเอกสารตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๙๐ มุ่งประสงค์เพียงให้ฝ่ายที่ถูกอ้างเอกสารมายันได้มีโอกาสตรวจสอบเอกสารก่อน โจทก์แนบสำเนาเอกสารมาท้ายคำฟ้อง ย่อมนับได้ว่าตรงตามเจตนารมณ์ของกฎหมายแล้ว แม้โจทก์จะมิได้แสดงความจำนงขอถือเอาเอกสารท้ายคำฟ้องแทนการส่งสำเนาให้คู่ความ หรือโจทก์มิได้ขออนุญาตศาลขอถือเอาเอกสารท้ายคำฟ้องดังกล่าวแทนการส่งสำเนาให้แก่คู่ความก็ตาม ไม่มีผลทำให้คดีโจทก์ต้องเสียไป คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๐๓๓/๒๕๓๕ โจทก์ได้ส่งสำเนาสัญญากู้และค้ำประกันให้แก่จำเลยพร้อมกับสำเนาคำฟ้องแล้ว เมื่อโจทก์อ้างส่งเอกสารทั้งสองฉบับดังกล่าวเป็นพยานต่อศาลในชั้นพิจารณา ก็ไม่จำต้องส่งสำเนาเอกสารดังกล่าวก่อน ๓ วัน ศาลรับฟังพยานเอกสารดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานได้",วิ.แพ่ง,,,,,,, 63,2,,คำว่าฟ้องแย้งที่มีเงื่อนไขซึ่งถือว่าเป็นฟ้องแย้งไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม หมายความว่าอย่างไร,"คำตอบ: ฟ้องแย้งที่มีเงื่อนไข หมายความว่า ข้ออ้างตามฟ้องแย้งเป็นเรื่องที่จะต้องรอฟังผลของคดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นสำคัญ กล่าวคือจะบังคับตามฟ้องแย้งได้ต่อเมื่อศาลพิพากษาให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดี แต่หากศาลพิพากษายกฟ้อง ก็ไม่ต้องพิจารณาคำฟ้องแย้งอีกต่อไป มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๐๗๗/๒๕๓๘ โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยและเรียกค่าเสียหาย โดยอ้างว่าจำเลยผิดสัญญาเช่า จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยไม่ได้ผิดสัญญาเช่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยทำสัญญาเช่ากับโจทก์ด้วยหวังว่าจะได้ทำสัญญาเช่ากับโจทก์ตลอดไป การที่โจทก์ไม่ให้จำเลยเช่าต่อทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย คือค่าก่อสร้างและตกแต่งสถานที่ ค่าเช่าที่จำเลยเสียให้โจทก์ไปเพื่อหวังจะทำการค้าแต่ไม่ได้ประโยชน์ เพราะเหตุที่โจทก์ฟ้องจำเลยและทำการพิจารณาอนุมัติล่าช้า คิดเป็นค่าเสียหายทั้งสิ้น ๔๓,๖๙๐ บาท ซึ่งเป็นค่าเช่า ๒ ปี ที่โจทก์รับล่วงหน้าจากจำเลย รวมทั้งค่าเสียหายที่ไม่อาจใช้เครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ชื่อร้านชูจันทร์ในสถานที่เดิมได้ ดังนี้จำเลยฟ้องแย้งเรียกค่าเสียหายดังกล่าวเนื่องจากโจทก์ไม่ให้จำเลยเช่าต่อ แต่จำเลยอ้างว่า จำเลยมิได้ผิดสัญญาและโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ดังนี้ ฟ้องแย้งของจำเลยเป็นฟ้องแย้งที่มีเงื่อนไข จะบังคับได้ต่อเมื่อศาลพิพากษาขับไล่จำเลยแล้ว จึงเป็นเรื่องอื่นไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิม ศาลล่างทั้งสองไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยชอบแล้ว คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๘๓๓/๒๕๔๗ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินซึ่งจำเลยทั้งสี่ขออาศัยปลูกบ้านอยู่ จำเลยทั้งสี่ให้การและจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ฟ้องแย้งว่า ไม่เคยขออาศัยที่ดิน เดิมบ้านเลขที่ ๑๓ เป็นของ อ. ปลูกในที่ดินว่างเปล่า ต่อมา อ. ยกบ้านให้จำเลยที่ ๓ หลังจากที่ อ. ปลูกบ้านแล้วที่ดินบริเวณดังกล่าวยังมีที่ว่าง ปี ๒๕๑๕ จำเลยที่ ๑ จึงปลูกบ้านเลขที่ ๓๐ ทางทิศตะวันออก จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ครอบครองโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเกินกว่า ๑๐ ปี แล้ว หากมีส่วนหนึ่งส่วนใดในที่ดินที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ครอบครองรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ ที่ดินนั้นก็ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ โดยการครอบครองปรปักษ์ คดีจึงมีประเด็นในเบื้องต้นว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ปลูกบ้านรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์หรือไม่ หากฟังไม่ได้ว่าบ้านรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ ศาลก็ต้องพิพากษายกฟ้องโจทก์ไป โดยไม่ต้องพิจารณาคำฟ้องแย้งของจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ การที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ฟ้องแย้งว่าหากมีส่วนหนึ่งส่วนใดของที่ดินที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ครอบครองรุกล้ำหรือเป็นส่วนหนึ่งส่วนใดของที่ดินของโจทก์ จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ก็ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์นั้น จึงเป็นฟ้องแย้งที่มีเงื่อนไขไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิมพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๙ วรรคสุดท้าย คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๖๕๖/๒๕๔๗ โจทก์ฟ้องว่าจำเลยปลูกสร้างอาคารรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ จำเลยให้การในตอนแรกว่า จำเลยปลูกสร้างอาคารโดยถูกต้องตามกฎหมายและตามที่โจทก์นำชี้ระวังแนวเขตที่ดิน มิได้ทำละเมิดต่อโจทก์ เป็นการปฏิเสธว่า จำเลยมิได้ปลูกสร้างอาคารรุกล้ำที่ดินของโจทก์ แต่ตอนท้ายให้การว่า หากฟังว่าจำเลยปลูกสร้างอาคารรุกล้ำที่ดินของโจทก์จริงแล้วก็เป็นการกระทำโดยสุจริตและขอฟ้องแย้งให้โจทก์ขายที่ดินส่วนที่รุกล้ำแก่จำเลย ฟ้องแย้งของจำเลยนอกจากจะมีเงื่อนไขและไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิมพอที่จะพิจารณาและชี้ขาดตัดสินไปด้วยกันได้ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๗ วรรคสาม และมาตรา ๑๗๙ วรรคท้าย แล้ว คำขอท้ายฟ้องแย้งยังเป็นคำขอที่ไม่อาจบังคับได้ เพราะขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๑๒ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๔/๒๕๔๙ ฟ้องแย้งของจำเลยที่เรียกค่าเสียหายเป็นค่ารื้อถอนอาคารที่จำเลยได้ก่อสร้างบนที่ดินตามฟ้องจากโจทก์ เป็นฟ้องแย้งที่ขึ้นอยู่กับข้ออ้างตามฟ้องแย้งของจำเลยที่ให้การต่อสู้ว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยหรือไม่ หากข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่จำเลยให้การ จำเลยก็ไม่ต้องรื้อถอนอาคารออกไป ค่าเสียหายตามฟ้องแย้งของจำเลยย่อมไม่เกิดขึ้น และศาลชอบที่จะพิพากษายกฟ้องโจทก์ หากข้อต่อสู้ตามคำให้การฟังไม่ได้ ศาลก็ต้องพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนอาคารออกไป เมื่อนั้นค่าเสียหายที่จำเลย ฟ้องแย้งก็อาจจะเกิดมีขึ้นได้ ข้ออ้างตามฟ้องแย้งจึงเป็นเรื่องที่จะต้องฟังผลของคดีเป็นสำคัญมิได้มีข้อโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ระหว่างจำเลยกับโจทก์ในขณะที่จำเลยฟ้องแย้ง เป็นฟ้องแย้งที่มีเงื่อนไข ซึ่งถือว่าเป็นฟ้องแย้งไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๔๗๑/๒๕๔๙ จำเลยให้การปฏิเสธฟ้องโจทก์ว่า โจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ไม่มีเหตุบอกล้างการให้โดยเสน่หาและให้ถอนอายัด ขอให้ศาลยกฟ้อง ส่วนฟ้องแย้งเป็นเรื่องที่จำเลยขอให้โจทก์ชดใช้ค่าสิ่งปลูกสร้างและค่าความเสียหายเดือดร้อนต่าง ๆ ที่จำเลยได้รับเกี่ยวกับการก่อสร้าง ถ้าศาลให้เพิกถอนคืนการให้โดยเสน่หา ฟ้องแย้งที่เรียกค่าสิ่งปลูกสร้างและค่าเสียหาย จึงเป็นฟ้องแย้งที่มีเงื่อนไข ไม่เกี่ยวข้องกับฟ้องเดิม พอที่จะรวมการพิจารณาและพิพากษาเข้าด้วยกันได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๗ วรรคสาม มาตรา ๑๗๙ วรรคท้าย พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.๒๕๓๔ มาตรา ๖",วิ.แพ่ง,,,,,,, 63,2,,คำฟ้องคดีอาญาบรรยายรายละเอียดเกี่ยวกับเวลาตามนาฬิกา ไม่มีคำว่าเวลากลางวันหรือกลางคืน เป็นการบรรยายฟ้องชอบด้วยกฎหมายหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๐๖๖/๒๕๔๙ ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕๘ (๕) บัญญัติให้บรรยายรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาซึ่งเกิดการกระทำนั้น ๆ เท่านั้น มิได้บัญญัติให้ระบุว่าเป็นเวลากลางวันหรือกลางคืนด้วย ดังนั้น เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่าเกิดการกระทำความผิดในวันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๔๘ เวลาประมาณ ๖ นาฬิกา ซึ่งเป็นเวลาที่ชัดแจ้งและทำให้จำเลยเข้าใจได้ดียิ่งกว่าบรรยายว่าเป็นเวลากลางวันหรือกลางคืนเสียอีก จึงเป็นการบรรยายฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว,วิ.อาญา,,,,,,, 63,3,,ยื่นอุทธรณ์เมื่อพ้นเวลาราชการแล้ว แต่ศาลชั้นต้นยังไม่ปิดทำการ เจ้าหน้าที่ศาลบันทึกว่า ยื่นอุทธรณ์เวลา ๑๖.๔๖ นาฬิกา ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ชอบหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๐๐๒/๒๕๕๒ ทนายจำเลยยื่นคำฟ้องอุทธรณ์วันที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๕๙ อันเป็นวันครบกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายโดยในคำฟ้องอุทธรณ์มีข้อความเป็นตัวพิมพ์ของงานรับฟ้องอุทธรณ์ฎีกาว่า “24 MAY'06 16.46” ซึ่งหมายถึงวันที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๔๙ เวลา ๑๖.๔๖ นาฬิกา และมีบันทึกเสนอของเจ้าหน้าที่ว่าทนายจำเลยยื่นอุทธรณ์เวลา ๑๖.๔๖ นาฬิกา ต่อมาวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๔๙ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำฟ้องอุทธรณ์ว่า จำเลยยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดที่ขอขยาย รับเป็นอุทธรณ์ของจำเลย การที่เจ้าหน้าที่งานรับฟ้องซึ่งยังปฏิบัติงานอยู่รับคำฟ้องอุทธรณ์ไว้ โดยมิได้แจ้งเหตุขัดข้องต่อทนายจำเลยว่าพ้นเวลาราชการแล้ว ในวันรุ่งขึ้นศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับเป็นอุทธรณ์ของจำเลย โดยมิได้มีข้อขัดแย้ง แสดงว่าศาลชั้นต้นได้พิจารณาบันทึกของเจ้าหน้าที่ศาลแล้วว่าขณะที่ทนายจำเลยนำคำฟ้องมายื่นนั้น ศาลชั้นต้นยังไม่ปิดทำการ ทนายจำเลยจึงสามารถยื่นคำฟ้องอุทธรณ์ต่อเจ้าหน้าที่ศาลได้ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำฟ้องอุทธรณ์ของจำเลย จึงถือว่าจำเลยยื่นคำฟ้องอุทธรณ์ภายในกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์แล้ว,วิ.แพ่ง,,,,,,, 63,3,,ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ไม่เป็นฟ้องซ้ำตามที่จำเลยให้การ แต่พิพากษายกฟ้องโจทก์เพราะเหตุอื่น โจทก์อุทธรณ์ จำเลยมิได้อุทธรณ์หรือแก้อุทธรณ์ตั้งประเด็นเรื่องฟ้องซ้ำไว้ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้จำเลยแพ้คดี จำเลยฎีกาว่าฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๔๑๔/๒๕๕๒ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องของโจทก์ทั้งสองโดยเห็นว่าคดีของโจทก์ขาดอายุความและได้วินิจฉัยด้วยว่าฟ้องของโจทก์ทั้งสองไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีดังกล่าว จำเลยที่ ๑ และที่ ๕ ต่างมิได้อุทธรณ์หรือแก้อุทธรณ์ตั้งประเด็นเรื่องฟ้องซ้ำไว้ การที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๕ แพ้คดีในชั้นอุทธรณ์แล้ว จำเลยที่ ๑ และที่ ๕ หวนกลับมาหยิบยกประเด็นเรื่องฟ้องซ้ำขึ้นกล่าวอ้างอีก จึงเป็นการฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค ๔ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่ง,วิ.แพ่ง,,,,,,, 63,3,,ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งไม่อนุญาตให้ทุเลาการบังคับในระหว่างอุทธรณ์ จำเลยฎีกาคำสั่งดังกล่าวได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๙๒๗/๒๕๔๙ การสั่งคำร้องขอทุเลาการบังคับตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๓๑ นั้น เป็นอำนาจโดยเฉพาะของศาลแต่ละชั้น คดีนี้จำเลยอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นและยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับต่อศาลอุทธรณ์ ย่อมเป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์ที่จะพิจารณาสั่ง เมื่อศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอย่างไรแล้วจำเลยจะฎีกาคำสั่งดังกล่าวอีกไม่ได้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๐๓๓/๒๕๔๘ การขอทุเลาการบังคับ กฎหมายกำหนดวิธีการให้อยู่ในอำนาจของศาลเป็นชั้น ๆ ไป การขอทุเลาการบังคับในระหว่างอุทธรณ์เป็นเรื่องที่อยู่ในอำนาจของศาลอุทธรณ์ภาค ๗ เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค ๗ มีคำสั่งยกคำร้องขอทุเลาการบังคับแล้วจำเลยจะฎีกาคำสั่งต่อศาลฎีกาอีกไม่ได้ คำสั่งคำร้องศาลฎีกาที่ ๑๖๗๖/๒๕๔๗ คำสั่งศาลในเรื่องทุเลาการบังคับเป็นอำนาจเฉพาะศาล เมื่อคดีนี้อยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ จึงเป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์โดยเฉพาะ เมื่อศาลอุทธรณ์มีคำสั่งในเรื่องทุเลาการบังคับอย่างใดแล้ว คู่ความจะฎีกาคำสั่งศาลอุทธรณ์อีกไม่ได้",วิ.แพ่ง,,,,,,, 63,3,,เงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งที่ผู้อุทธรณ์ต้องนำมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๙ ผู้อุทธรณ์จะขอทุเลาการบังคับได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำสั่งคำร้องศาลฎีกาที่ ท. ๑๐๗๗/๒๕๕๐ การขอทุเลาการบังคับในระหว่างฎีกาเป็นวิธีการทุเลาแก่ผู้ร้องที่ยังไม่ต้องปฏิบัติการชำระหนี้ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในขณะคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ผู้ร้องไม่อาจขอทุเลาการที่ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมที่ต้องใช้แทนอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์มาวางศาลพร้อมฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๙ ประกอบมาตรา ๒๔๗,วิ.แพ่ง,,,,,,, 63,3,,คำฟ้องคดีอาญาไม่ระบุสถานที่เกิดเหตุ แต่ได้กล่าวไว้ตอนท้ายของคำฟ้องว่าระหว่างสอบสวนจำเลยถูกควบคุมตามหมายขังของศาลชั้นต้นตามคำร้องขอฝากขังที่อ้างซึ่งในคำร้องขอฝากขังได้มีรายละเอียดระบุสถานที่เกิดเหตุไว้ ดังนี้ ถือว่าคำฟ้องชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕๘ (๕) หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๗๗๘/๒๕๕๑ แม้คำฟ้องของโจทก์จะมิได้ระบุสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำความผิดไว้ก็ตาม แต่โจทก์ได้กล่าวไว้ตอนท้ายของคำฟ้องด้วยว่า ระหว่างสอบสวนจำเลยทั้งสามถูกควบคุมตามหมายขังของศาลชั้นต้นในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ฝ. ๑๓๗/๒๕๔๕ ซึ่งพออนุโลมได้ว่าเป็นส่วนประกอบของคำฟ้องโดยไม่ต้องคำนึงว่าคำร้องขอฝากขังจะเป็นเรื่องของพนักงานสอบสวนไม่เกี่ยวข้องกับโจทก์ดังที่จำเลยทั้งสามฎีกาหรือไม่ เพราะความมุ่งหมายของ ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕๘ (๕) เพียงต้องการให้จำเลยทั้งสามทราบรายละเอียดต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำที่อ้างว่าจำเลยทั้งสามได้กระทำผิดพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยทั้งสามเข้าใจข้อหาได้ดีเท่านั้น ทั้งรายละเอียดเกี่ยวกับสถานที่เกิดเหตุก็มิใช่องค์ประกอบความผิดอันจะต้องระบุให้ชัดแจ้งไว้ในคำฟ้องโดยเฉพาะ ดังนั้น เมื่อปรากฏว่าตามคำร้องขอฝากขังในสำนวนคดีอาญาหมายเลขดำที่ ฝ. ๑๓๗/๒๕๔๕ ซึ่งอยู่ตอนหน้าของสำนวนนี้ ได้มีรายละเอียดระบุสถานที่เกิดเหตุว่าเหตุเกิดที่บ้านเลขที่ ๕๐ ถนนภูมิณรงค์ ตำบลสะเตง อำเภอเมืองยะลา และจำเลยทั้งสามได้ลงลายมือชื่อรับสำเนาคำร้องไว้ที่ด้านหลังคำร้องขอฝากขังดังกล่าวแล้ว ดังนี้จำเลยทั้งสามย่อมจะเข้าใจได้ดีว่าเหตุคดีนี้เกิดขึ้นที่ใดและสามารถนำสืบต่อสู้ได้อย่างถูกต้อง ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องที่สมบูรณ์ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕๘ (๕),วิ.อาญา,,,,,,, 63,3,,"โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ หรือรับของโจรแต่มิได้ระบุสถานที่เกิดการกระทำความผิดในข้อหาลักทรัพย์ หากทางพิจารณาได้ความว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ ศาลจะมีอำนาจลงโทษจำเลยหรือไม่ ",มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๘๐๗/๒๕๓๖ โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดฐานลักทรัพย์หรือรับของโจร แต่ระบุสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำความผิดเฉพาะข้อหารับของโจร ฟ้องโจทก์ในข้อหาลักทรัพย์จึงเป็นฟ้องที่ไม่ถูกต้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕๘ (๕) แม้ทางพิจารณาได้ความว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ก็ตาม ศาลก็ไม่มีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยได้ การที่ศาลจะมีอำนาจลงโทษจำเลยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ จะต้องเป็นเรื่องที่คำฟ้องของโจทก์ได้บรรยายมาครบถ้วนถูกต้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕๘ (๑) ถึง (๗) เสียก่อน,วิ.อาญา,,,,,,, 63,3,,ภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้เสียหายมีอำนาจยอมความแทนผู้เสียหายในความผิดฐานฉ้อโกงหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๑๒๖/๒๕๔๙ ตามหลักฐานบันทึกการรับเงินที่จำเลยได้ชดใช้ให้แก่ฝ่ายผู้เสียหายทั้งสี่ ปรากฏว่าในส่วนของผู้เสียหายที่ ๑ และที่ ๒ มีการลงชื่อโดยภริยาของผู้เสียหายที่ ๑ และที่ ๒ แม้จะเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่ก็ไม่ใช่บุคคลผู้มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๔, ๕ และ ๖ จึงไม่มีอำนาจยอมความแทนผู้เสียหายที่ ๑ และที่ ๒ ได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๓ (๕) บันทึกดังกล่าวไม่มีผลทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานฉ้อโกงที่จำเลยกระทำต่อผู้เสียหายที่ ๑ และที่ ๒ ระงับไป คงมีผลเพียงให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปเฉพาะแต่ความผิดข้อหาฉ้อโกงที่จำเลยกระทำต่อผู้เสียหายที่ ๓ และที่ ๔ เท่านั้น แต่อย่างไรก็ตาม แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่าจำเลยได้ชดใช้ค่าเสียหายบางส่วนให้แก่ฝ่ายผู้เสียหายทั้งสี่แล้ว ก็ไม่ทำให้ความผิดฐานหลอกลวงผู้อื่นตาม พ.ร.บ. จัดหางานและคุ้มครองคนหางานฯ มาตรา ๙๑ ตรี ระงับตามไปด้วยแต่อย่างใด",วิ.อาญา,,,,,,, 63,3,,พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๗ โดยคำฟ้องไม่ได้ความว่าผู้เสียหายถูกทำร้ายถึงตายหรือบาดเจ็บจนไม่สามารถจัดการเองได้ ระหว่างพิจารณาผู้เสียหายถึงแก่ความตาย ผู้บุพการีของผู้เสียหายจะขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๖/๒๕๕๓ พนักงานอัยการโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๗ โดยคำฟ้องของโจทก์ซึ่งโจทก์ร่วมทั้งสองขอถือเอาเป็นคำฟ้องด้วยบรรยายแต่เพียงว่า จำเลยทำร้ายร่างกายผู้เสียหายโดยใช้มือจับแขนของผู้เสียหายแล้วเหวี่ยงอย่างแรงจนเป็นเหตุให้ผู้เสียหายล้มลงก้นกระแทกพื้นรับอันตรายสาหัสต้องป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาและจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวัน ซึ่งตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นบริเวณสะโพกขวาช้ำและอักเสบอย่างรุนแรง ใช้เวลารักษา ๖ ถึง ๘ สัปดาห์ ไม่ได้ความว่าผู้เสียหายถูกทำร้ายถึงตายหรือบาดเจ็บจนไม่สามารถจะจัดการเองได้ แม้โจทก์ร่วมทั้งสองจะยื่นคำร้องอ้างว่าการทำร้ายของจำเลยทำให้ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะบริเวณท้ายทอยต้องเข้ารักษาพยาบาลผ่าตัดเอาก้อนเลือดที่บริเวณท้ายทอยออก และรักษาตัวจนถึงแก่ความตาย โดยโจทก์ไม่คัดค้านการขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม แต่ผู้เสียหายถึงแก่ความตายหลังเกิดเหตุนานเกือบ ๙ เดือน และบาดแผลที่เป็นสาเหตุให้ผู้เสียหายถึงแก่ความตายมิใช่บาดแผลที่ผู้เสียหายถูกจำเลยทำร้ายตามฟ้อง ทั้งโจทก์มิได้ยืนยันแน่นอนว่าบาดแผลที่ทำให้ผู้เสียหายถึงแก่ความตายเกิดจากการกระทำของจำเลย ดังนี้ โจทก์ร่วมทั้งสองซึ่งเป็นผู้บุพการีของผู้เสียหาย จึงไม่มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายโดยเข้าเป็นโจทก์ร่วมได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๕ (๒) โจทก์ร่วมทั้งสองจึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง,วิ.อาญา,,,,,,, 63,4,,โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ จำเลยยื่นคำให้การและฟ้องแย้ง ถ้าจำนวนทุนทรัพย์ที่จำเลยฟ้องแย้งไม่เกินสามแสนบาท ศาลแพ่งกรุงเทพใต้จะรับฟ้องแย้งของจำเลยได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๕๓๐/๒๕๕๐ แม้โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ แต่ฟ้องแย้งของจำเลยก็เป็นคำฟ้องนั่นเอง เมื่อจำนวนทุนทรัพย์ที่จำเลยฟ้องแย้งเป็นเงิน ๑๖๓,๔๔๕.๕๕ บาท ซึ่งไม่เกิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท คดีจึงอยู่ในอำนาจศาลแขวงที่จะรับไว้พิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๑๗ ประกอบมาตรา ๒๕ (๔) ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ย่อมไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๑๙ ทั้งไม่มีบทบัญญัติกฎหมายใดให้อำนาจศาลแพ่งกรุงเทพใต้ที่จะใช้ดุลพินิจรับคดีนี้ไว้พิจารณาพิพากษาต่อไปได้ การที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้สั่งไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยจึงชอบแล้ว ข้อสังเกต แต่หากเป็นศาลแพ่งให้ดูพระธรรมนูญศาลยุติธรรมฯ มาตรา ๑๖ วรรคสาม คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๔๘๓/๒๕๑๖ โจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลแขวง จำเลยฟ้องแย้งเรียกเงินจากโจทก์ ๓,๘๕๐ บาท จำนวนทุนทรัพย์ตามฟ้องแย้งนั้นไม่อยู่ในอำนาจศาลแขวงที่จะรับไว้พิจารณาพิพากษาได้ ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๑๕ และ ๒๒ (๔) (เดิม) เพราะทุนทรัพย์เกิน ๒,๐๐๐ บาท จำเลยจึงฟ้องแย้งมาในคำให้การตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๗ ไม่ได้",วิ.แพ่ง,,,,,,, 63,4,,เจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์จำนองเพื่อขายทอดตลาด โดยที่ศาลชั้นต้นยังมิได้ออกหมายบังคับคดีแก่ทรัพย์จำนอง การยึดทรัพย์ดังกล่าวชอบหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๘๐๕/๒๕๕๐ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ออกหมายบังคับคดีแก่ทรัพย์ของจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ เท่านั้น ส่วนจำเลยที่ ๕ และที่ ๖ ปรากฏว่ายังไม่ครบกำหนดที่จะต้องปฏิบัติตามคำบังคับ ศาลชั้นต้นจึงไม่ออกหมายบังคับคดีให้ตามคำขอของโจทก์ ดังนั้น การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ ๖ เพื่อขายทอดตลาดโดยที่ศาลชั้นต้นยังมิได้ออกหมายบังคับคดีแก่ทรัพย์จำนองของจำเลยที่ ๖ จึงเป็นการกระทำโดยปราศจากอำนาจไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา ๒๘๘ ซึ่งเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้น จะต้องดำเนินการเพิกถอนการยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ ๖ ของเจ้าพนักงานบังคับคดีดังกล่าวเสีย ปัญหาข้อนี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกของจำเลยที่ ๖ จะมิได้ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยให้เป็นคุณแก่จำเลยที่ ๖ ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๒ (๕) เมื่อข้อเท็จจริงในสำนวนปรากฏว่า การยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ ๖ ของเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งศาลชั้นต้นจะต้องดำเนินการเพิกถอน จึงไม่มีกรณีที่ผู้ร้องจะต้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดและมีคำสั่งระงับการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทอีก",วิ.แพ่ง,,,,,,, 63,4,,ในคดีแพ่ง โจทก์ถอนฟ้องโดยมิได้ร้องหรือแถลงว่า ไม่ฟ้องจำเลยอีก แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในการถอนฟ้องของโจทก์เองว่าไม่มีเหตุที่โจทก์จะถอนฟ้อง แล้วหวลกลับมาฟ้องจำเลยใหม่อีก อนุญาตให้ถอนฟ้อง ดังนี้ โจทก์จะนำคดีมาฟ้องใหม่ได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๙๒/๒๕๕๒ ปัญหาว่าอำนาจฟ้องของโจทก์ระงับไปด้วยการถอนฟ้องในคดีก่อนหรือไม่ เป็นปัญหาสำคัญทั้งเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนจึงย่อมอุทธรณ์ฎีกาขึ้นมาได้ไม่ต้องห้ามแม้ว่าจำเลยทั้งสองจะมิได้ยกขึ้นอ้างในคำให้การ โจทก์เคยฟ้องจำเลยที่ ๑ ต่อศาลตามคดีแพ่งของศาลชั้นต้นเกี่ยวกับที่ดินพิพาทแปลงเดียวกันกับที่ดินพิพาทในคดีนี้ โดยมีประเด็นแห่งคดีเป็นอย่างเดียวกับคดีนี้ ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องแล้วก็ตาม แต่ในการถอนฟ้องนั้น โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องโดยอ้างเพียงว่าได้ขายที่ดินให้แก่บุคคลอื่นไปแล้ว และแถลงว่าอยู่ระหว่างจดทะเบียนโอนสิทธิโดยโจทก์ได้ทำหนังสือมอบอำนาจไว้หากโอนไปแล้วโจทก์จึงหมดสิทธิที่จะฟ้องจำเลยที่ ๑ อีก โจทก์มิได้ร้องหรือแถลงไว้ในคดีดังกล่าวว่าจะไม่ฟ้องจำเลยที่ ๑ เกี่ยวกับที่ดินพิพาทนี้อีก อันจะถือได้ว่าเป็นกระบวนพิจารณาที่โจทก์ในคดีนั้นได้กระทำต่อศาลหรือคู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งพึงถือว่าโจทก์ได้ยอมสละสิทธิของตนที่มีอยู่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๗๖ เกี่ยวกับการจะยื่นฟ้องใหม่ อันเป็นการผูกมัดตัวโจทก์ และแม้โจทก์เองจะมาเบิกความในคดีนี้โดยตอบคำถามค้านทนายจำเลยทั้งสองว่า “ในการถอนฟ้องคดีดังกล่าวโจทก์อ้างว่าได้ขายที่ดินไปแล้ว จะไม่นำคดีมาฟ้องอีก ศาลจึงมีคำสั่งอนุญาตให้ถอนฟ้องไป” คำเบิกความโจทก์ในคดีนี้ก็หาใช่กระบวนพิจารณาในคดีดังกล่าว ส่วนที่ศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าวมีคำสั่งในการถอนฟ้องของโจทก์ว่า “ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องที่สมบูรณ์อยู่แล้ว จึงไม่มีเหตุที่โจทก์จะถอนฟ้องเพื่อทำฟ้องที่สมบูรณ์มายื่นต่อศาลใหม่อีก ทั้งโจทก์ขอถอนฟ้องโดยอ้างเหตุว่าได้ขายที่ดินให้แก่ผู้อื่น จึงไม่มีเหตุที่โจทก์จะถอนฟ้องแล้วหวนกลับมาฟ้องจำเลยใหม่อีก” ก็เป็นเรื่องของดุลพินิจของศาลชั้นต้นเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อผู้ซื้อที่ดินที่โจทก์อ้างในคดีก่อน ชำระราคาแก่โจทก์ไม่ครบถ้วน จึงยังมิได้มีการจดทะเบียนซื้อขายโอนกรรมสิทธิ์แก่กันให้บริบูรณ์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้",วิ.แพ่ง,,,,,,, 63,4,,ศาลจังหวัดดำเนินการสืบพยานโจทก์และจำเลยจนเสร็จ ระหว่างนัดฟังคำพิพากษา ศาลจังหวัดเห็นว่าคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวง ศาลจังหวัดจะมีคำสั่งให้โอนคดีไปยังศาลแขวงได้หรือไม่ และศาลแขวงจะมีอำนาจทำคำพิพากษาได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๙๖๖/๒๕๕๐ แม้ศาลจังหวัดนครปฐมจะได้รับฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาและดำเนินการสืบพยานโจทก์จนเสร็จและอยู่ระหว่างนัดฟังคำพิพากษาก็ตาม แต่เมื่อปรากฏภายหลังว่าเป็นคดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลแขวงนครปฐมตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๑๗ ประกอบมาตรา ๒๕ วรรคหนึ่ง (๔) ไม่ใช่คดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลจังหวัดนครปฐมเสียแล้ว ศาลจังหวัดนครปฐมย่อมไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีเรื่องนี้ได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๑๘ ทั้งไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดให้อำนาจศาลจังหวัดนครปฐมที่จะใช้ดุลพินิจรับคดีนี้ไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป ดังนั้น การที่ศาลจังหวัดนครปฐมมีคำสั่งโอนคดีเรื่องนี้ไปยังศาลแขวงนครปฐมซึ่งเป็นศาลที่มีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีได้นั้นเป็นการชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๑๖ วรรคท้ายแล้ว และเมื่อศาลแขวงนครปฐมจะเป็นผู้พิจารณาคดีนี้ต่อไป ผู้พิพากษาศาลแขวงนครปฐมจึงมีอำนาจทำคำพิพากษาคดีนี้ได้,วิ.แพ่ง,,,,,,, 63,4,,เจ้าของกรรมสิทธิ์รวมยื่นคำร้องสอดขอเข้ามาเป็นคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๕๗ (๑) ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เข้ามาเป็นคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๕๗ (๒) ชอบหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๖๖๒/๒๕๕๐ โจทก์ทั้งสองกล่าวอ้างในคำฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองเป็นผู้มีสิทธิครอบครองร่วมกันกับผู้มีชื่อ รวม ๖ คน ในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓ ก.) จำเลยทั้งสองบุกรุกที่ดินแปลงดังกล่าว โจทก์ทั้งสองจึงฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองออกจากที่ดินดังกล่าว โจทก์ร่วมทั้งสี่ยื่นคำร้องสอดเข้าเป็นคู่ความ โดยอ้างว่าโจทก์ร่วมทั้งสี่เป็นเจ้าของที่ดินดังกล่าวร่วมกับโจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองฟ้องคดีโดยพลการ โจทก์ร่วมทั้งสี่จึงขอใช้สิทธิเข้าเป็นคู่ความ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๗ (๑) โดยอ้างว่าเพื่อให้ได้รับความรับรองคุ้มครองและบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ ศาลฎีกาเห็นว่า กรณีตามคำร้องไม่ใช่การร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความร่วมเพื่อให้ได้รับความรับรอง คุ้มครอง หรือบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ เพราะสิทธิในฐานะเจ้าของรวมในที่ดินพิพาทของโจทก์ร่วมทั้งสี่มีอยู่อย่างไรก็คงมีอยู่อย่างนั้น ไม่มีเหตุที่จะต้องได้รับความรับรอง คุ้มครอง หรือบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๗ (๑) แต่การยื่นคำร้องดังกล่าวโจทก์ร่วมทั้งสี่ระบุในคำร้องตอนหนึ่งว่า โจทก์ร่วมทั้งสี่อาจได้รับความเสียหายจากการกระทำของโจทก์ทั้งสอง โจทก์ร่วมทั้งสี่มีส่วนได้เสียในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินร่วมกับโจทก์ทั้งสอง ตามคำร้องจึงเป็นเรื่องที่โจทก์ร่วมทั้งสี่ร้องสอดเข้ามาด้วยความสมัครใจเอง เพราะตนมีส่วนได้เสียตามกฎหมายในผลแห่งคดีนั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๗ (๒) ศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจสั่งไม่อนุญาตให้โจทก์ร่วมทั้งสี่เข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่สามตามมาตรา ๕๗ (๑) แต่ให้เข้ามาเป็นโจทก์ร่วมตามมาตรา ๕๗ (๒) เมื่อโจทก์ร่วมทั้งสี่เข้ามาเป็นโจทก์ร่วมตามมาตรา ๕๗ (๒) จึงต้องผูกพันตนโดยคำพิพากษาของศาลทุกประการ เสมือนหนึ่งว่ามิได้มีการเข้าแทนที่กันเลย,วิ.แพ่ง,,,,,,, 63,5,,กำหนดระยะเวลาในการบังคับคดีภายในสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง หมายถึง คดีถึงที่สุดหรือไม่ และคดีที่อาจขอให้พิจารณาใหม่ได้ จะถึงที่สุดเมื่อใด,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๓๒๖/๒๕๕๓ เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีแก่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้ภายใน ๑๐ ปี นับแต่วันที่คดีถึงที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๗๑ สำหรับคดีนี้เป็นคดีที่อาจขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้เนื่องจากจำเลยทั้งสองขาดนัดพิจารณาและศาลมีคำพิพากษาให้แพ้คดีในประเด็นที่พิพาทตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๐๗ (เดิม) คดีย่อมถึงที่สุดเมื่อระยะเวลาที่กำหนดไว้สำหรับการยื่นคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้สิ้นสุดลง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๐๘ วรรคหนึ่ง (เดิม) ประกอบมาตรา ๑๔๗ วรรคสอง ข้อเท็จจริงได้ความว่าศาลชั้นต้นส่งคำบังคับให้แก่จำเลยทั้งสอง โดยวิธีปิดคำบังคับเมื่อวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๔๐ และวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๔๐ ตามลำดับ จำเลยทั้งสองไม่ได้ขอให้พิจารณาคดีใหม่ คดีสำหรับจำเลยที่ ๑ จึงถึงที่สุดตั้งแต่วันถัดจากวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๔๐ และสำหรับจำเลยที่ ๒ ถึงที่สุดตั้งแต่วันถัดจากวันที่ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๔๐ โจทก์แถลงขอให้บังคับคดียึดทรัพย์สินของจำเลยที่ ๒ เมื่อวันที่ ๒๘ มิถุนายน ๒๕๕๐ จึงยังไม่พ้น ๑๐ ปี นับแต่คดีนี้ถึงที่สุด คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๘๓๑/๒๕๕๒ เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีแก่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้ภายใน ๑๐ ปี นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด สำหรับคดีนี้เป็นคดีที่อาจขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้ เนื่องจากจำเลยทั้งสองขาดนัดพิจารณาและศาลมีคำพิพากษาให้แพ้คดีในประเด็นที่พิพาทตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๐๗ (เดิม) คดีจึงย่อมถึงที่สุด เมื่อพ้นระยะเวลาที่กำหนดไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา ๒๐๘ วรรคหนึ่ง (เดิม) ซึ่งเป็นระยะเวลาที่กำหนดไว้สำหรับการยื่นคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ ทั้งนี้เป็นไปตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๗ วรรคสอง ข้อเท็จจริงได้ความว่าศาลชั้นต้นส่งคำบังคับให้แก่จำเลยที่ ๑ โดยวิธีปิดคำบังคับเมื่อวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐ และส่งให้จำเลยที่ ๒ โดยวิธีปิดคำบังคับเช่นเดียวกันเมื่อวันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๕๐ จำเลยทั้งสองมิได้ขอให้พิจารณาคดีใหม่ คดีสำหรับจำเลยที่ ๑ จึงถึงที่สุดในวันที่ ๖ มีนาคม ๒๕๕๐ และสำหรับจำเลยที่ ๒ ถึงที่สุดในวันที่ ๒ มีนาคม ๒๕๕๐ ดังนั้น เมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มายื่นคำขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีในวันที่ ๒๓ เมษายน ๒๕๕๐ จึงยังไม่พ้นกำหนด ๑๐ ปี นับแต่วันที่คดีนี้ถึงที่สุด คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๘๓๗/๒๕๕๑ กำหนดระยะเวลาบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗๑ ที่ให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งได้ภายใน ๑๐ ปี นับแต่วันมีคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น หมายถึงวันที่คำพิพากษาถึงที่สุด ศาลแพ่งธนบุรีพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์เมื่อวันที่ ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๓๙ ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ คำพิพากษาจึงถึงที่สุดตั้งแต่วันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๓๙ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๗ วรรคสอง โจทก์ขอให้ศาลแพ่งธนบุรี ออกหมายบังคับคดีเมื่อวันที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๔๙ และต่อมาวันที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๔๙ ผู้แทนโจทก์ร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีกรมบังคับคดียึดทรัพย์สินของจำเลย จึงถือได้ว่าโจทก์ได้ร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาภายใน ๑๐ ปี นับแต่วันมีคำพิพากษาตามมาตรา ๒๗๑ แล้ว ดังนั้น แม้ทรัพย์สินของจำเลยที่จะยึดอยู่ที่จังหวัดขอนแก่น ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้น เจ้าพนักงานบังคับคดีกรมบังคับคดีจึงขอให้ศาลชั้นต้นสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดขอนแก่น ยึดและขายทอดตลาดทรัพย์สินแทน และผู้แทนโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดขอนแก่น ไปยึดทรัพย์ของจำเลย เมื่อวันที่ ๓ ตุลาคม ๒๕๔๙ ซึ่งเกินกำหนด ๑๐ ปี นับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด ก็เป็นเพียงขั้นตอนการดำเนินงานของเจ้าพนักงานบังคับคดีเท่านั้น ไม่ทำให้โจทก์หมดสิทธิบังคับคดีแก่ทรัพย์สินที่ยึดดังกล่าว",วิ.แพ่ง,,,,,,, 63,5,,การอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๓ ทวิ หากคู่ความฝ่ายที่มิได้อุทธรณ์คัดค้านคำร้อง ศาลชั้นต้นจะอนุญาตให้ยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๘๕๑/๒๕๕๒ ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๓ ทวิ วรรคหนึ่ง ให้อำนาจศาลชั้นต้นสั่งอนุญาตให้ผู้อุทธรณ์ยื่นอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาได้ ในกรณีที่ไม่มีคู่ความอื่นยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ตามมาตรา ๒๒๓ และจำเลยอุทธรณ์มิได้คัดค้านคำร้องดังกล่าวต่อศาลภายในกำหนดเวลายื่นคำแก้อุทธรณ์ คดีนี้โจทก์ได้ยื่นคำแถลงคัดค้านคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกามาพร้อมคำแก้อุทธรณ์ กรณีจึงไม่ต้องด้วย ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๓ ทวิ วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นจะอนุญาตให้จำเลยยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาได้,วิ.แพ่ง,,,,,,, 63,5,,ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องในชั้นตรวจคำฟ้อง หากโจทก์ยื่นอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา จะต้องส่งสำเนาคำฟ้องอุทธรณ์และสำเนาคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาแก่จำเลยหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๗๓๑/๒๕๕๒ โจทก์ยื่นคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาพร้อมกับคำฟ้องอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาโดยที่ศาลชั้นต้นมิได้ส่งสำเนาคำฟ้องอุทธรณ์และสำเนาคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาแก่จำเลยอุทธรณ์เพื่อให้มีโอกาสคัดค้านคำร้องก่อน จึงเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๓ ทวิ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องในชั้นตรวจคำฟ้องเพราะเห็นว่าโจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้น ไม่เป็นข้อยกเว้นให้ไม่ต้องส่งสำเนาคำฟ้องอุทธรณ์และสำเนาคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาแก่จำเลยอุทธรณ์,วิ.แพ่ง,,,,,,, 63,5,,การฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นจะอนุญาตให้ฎีกาได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๘๐๓/๒๕๕๓ จำเลยให้การรับสารภาพ โจทก์สืบพยานประกอบคำรับสารภาพของจำเลยตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๗๖ ศาลชั้นต้นฟังพยานโจทก์ว่า จำเลยร่วมกับพวกข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงจริง และพิพากษาลงโทษจำเลยตามฟ้อง จำเลยอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นเพียงว่า ผู้เสียหายมีส่วนร่วมในความผิดที่เกิดขึ้นจึงไม่เป็นผู้เสียหายตามกฎหมาย กับขอให้รอการลงโทษให้แก่จำเลยโดยมิได้อุทธรณ์โต้แย้งว่าพยานหลักฐานของโจทก์ฟังไม่ได้ว่าจำเลยกับพวกร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงแต่ประการใด ข้อเท็จจริงจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ฎีกาของจำเลยที่ว่า โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานที่สามารถยืนยันได้ว่าจำเลยร่วมกันกระทำความผิด ผู้เสียหายปรักปรำจำเลย ทำให้มีเหตุสงสัย จึงเชื่อได้ไม่สนิทใจว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องนั้น เป็นการหยิบยกเอาข้อเท็จจริงซึ่งยุติไปในศาลชั้นต้นขึ้นมาโต้เถียงใหม่ในชั้นฎีกา จึงเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค ๙ ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕ ซึ่งไม่อาจอนุญาตให้ฎีกาได้ การที่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง และศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยไว้เป็นการไม่ชอบ,วิ.แพ่ง,,,,,,, 63,5,,ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๕ จำคุก ๖ เดือน แต่ให้รอการลงโทษไว้ โจทก์อุทธรณ์ขอให้ไม่รอการลงโทษ ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยให้โดยไม่รอการลงโทษ ดังนี้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบหรือไม่ และจำเลยจะมีสิทธิฎีกาต่อไปหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๙๗๔/๒๕๕๒ ความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๙๕ มีระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปีหรือปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยหลังลดโทษแล้ว ๖ เดือน เมื่อคดีนี้ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยแต่รอการลงโทษไว้ย่อมต้องห้ามมิให้โจทก์อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๓ ทวิ อุทธรณ์ของโจทก์ที่ขอให้ไม่รอการลงโทษจำคุกจำเลยเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้าม การที่ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์มาทุกข้อและศาลอุทธรณ์ภาค ๔ รับวินิจฉัยให้ จึงเป็นการไม่ชอบ แม้ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ จะพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยไม่รอการลงโทษจำคุกจำเลยในความผิดฐานนี้ ก็ไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่จำเลยที่จะฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเนื่องจากเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ภาค ๔ ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่งประกอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕ และปัญหาว่าศาลอุทธรณ์ภาค ๔ รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์เป็นการชอบหรือไม่ เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้อง ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๕ ประกอบมาตรา ๒๒๕,วิ.อาญา,,,,,,, 63,5,,คำฟ้องคดีอาญาที่ไม่มีลายมือชื่อโจทก์ หากศาลชั้นต้นสั่งประทับฟ้องและดำเนินกระบวนพิจารณาจนคดีขึ้นมาสู่ศาลอุทธรณ์แล้ว การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาคดี เป็นการชอบหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๔๕๐/๒๕๕๓ คำขอท้ายฟ้องโจทก์เป็นเอกสารที่ถ่ายสำเนาจึงเป็นคำฟ้องที่ไม่มีลายมือชื่อโจทก์ผู้เรียงและผู้พิมพ์ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕๘ (๗) หากศาลชั้นต้นตรวจพบข้อผิดพลาดดังกล่าวก็จะใช้อำนาจตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๖๑ สั่งให้โจทก์แก้ไขฟ้องให้ถูกต้องหรือยกฟ้อง หรือไม่ประทับฟ้องได้ แต่ถ้าศาลชั้นต้นสั่งประทับฟ้องและดำเนินกระบวนพิจารณาจนคดีขึ้นมาสู่ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ แล้ว การที่จะสั่งให้โจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้องหรือไม่ประทับฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๖๑ วรรคหนึ่ง ย่อมล่วงเลยเวลาที่จะปฏิบัติได้ เพราะศาลชั้นต้นได้สั่งประทับฟ้องและดำเนินกระบวนพิจารณาจนเสร็จสิ้นแล้ว การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิจารณาพิพากษาคดีจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่อาจพิจารณาฟ้องของโจทก์ได้ ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ (พิพากษายกฟ้อง) คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๓๙๕/๒๕๔๔ คดีอาญาที่โจทก์มิได้ลงลายมือชื่อไว้ในฟ้องเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕๘ (๗) แต่การที่ศาลฎีกาจะสั่งให้โจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้องหรือไม่ประทับฟ้องตามมาตรา ๑๖๑ วรรคหนึ่ง ก็ล่วงเลยเวลาที่จะปฏิบัติได้ เพราะศาลชั้นต้นได้ดำเนินกระบวนพิจารณาจนเสร็จสิ้นแล้ว ศาลฎีกาไม่อาจพิจารณาฟ้องของโจทก์ได้จึงต้องพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลย มีคำพิพากษาฎีกาที่ ๔๓๔๐/๒๕๔๔, ๒๒๘/๒๕๑๑ วินิจฉัยเช่นกันฯ",วิ.อาญา,,,,,,, 63,6,,โจทก์จะขอแก้ไขคำฟ้องเกี่ยวกับตัวบุคคลที่เป็นโจทก์หรือจำเลยได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ ขอแก้ไขคำฟ้องโดยเปลี่ยนตัวจำเลย คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๕๘๖/๒๕๔๒ โจทก์ฟ้องว่าจำเลยเป็นผู้สั่งจ่ายเช็คพิพาท บุคคลที่ถูกฟ้องมีเพียงคนเดียวเป็นหญิง มีชื่อ ๒ ชื่อ การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องโดยขอแก้ชื่อจำเลยเป็นนาย ซ. เป็นการแก้ทั้งชื่อและเพศของจำเลย ทั้งเป็นการขอแก้ไขหลังจากที่จำเลยยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การต่อสู้คดีว่าจำเลยมิได้เป็นผู้สั่งจ่ายเช็คพิพาท แม้ศาลชั้นต้นจะยังไม่ได้สั่งรับคำให้การก็ตาม แต่ก็ทำให้ปรากฏว่าผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทเป็นผู้อื่นที่ไม่ใช่บุคคลซึ่งมีชื่อตามที่โจทก์ฟ้อง การขอแก้ไขคำฟ้องของโจทก์จึงเป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องผิดคนแล้วขอแก้ไขคำฟ้อง ซึ่งถ้าศาลสั่งอนุญาตจะมีผลเป็นการเปลี่ยนตัวบุคคลซึ่งเป็นจำเลยจากบุคคลหนึ่งเป็นอีกบุคคลหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องของโจทก์ชอบแล้ว คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๓๙๖/๒๕๔๙ การแก้ไขคำฟ้องคดีล้มละลายต้องปฏิบัติตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๗๙ ประกอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๔ โดยจะต้องเป็นการแก้ไขข้อหาหรือข้ออ้างที่มีต่อจำเลยโดยการเพิ่มหรือลดจำนวนทุนทรัพย์ หรือราคาทรัพย์สินที่พิพาทในฟ้องเดิม หรือสละข้อหาในฟ้องเดิมเสียบางข้อหรือเพิ่มเติมฟ้องเดิมให้บริบูรณ์ มิใช่เป็นการเพิ่มหรือเปลี่ยนตัวจำเลย ซึ่งเป็นตัวบุคคลที่จะต้องระบุไว้แน่ชัดตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๖๗ (๒) คำร้องขอแก้ไขคำฟ้องของโจทก์เป็นการแก้ไขโดยเปลี่ยนตัวจำเลยซึ่งไม่ใช่เป็นเรื่องที่จะขอแก้ไขได้ตามบทกฎหมายดังกล่าว โจทก์จึงขอแก้ไขคำฟ้องเช่นนั้นไม่ได้ กรณีจำเลยถึงแก่กรรมไปก่อนโจทก์ฟ้อง คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๑๒๘/๒๕๔๔ ในขณะที่โจทก์ฟ้อง อ. อ. ได้ถึงแก่กรรม ไม่มีสภาพเป็นบุคคลตามกฎหมายแล้ว โจทก์จึงไม่อาจฟ้อง อ. เป็นจำเลยที่ ๕ ได้ การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องให้จำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นทายาทของจำเลยที่ ๕ มารับผิดแทนจำเลยที่ ๕ ซึ่งโจทก์ไม่สามารถจะฟ้องร้องได้อยู่แล้ว จึงไม่อาจกระทำได้เพราะมิใช่เป็นการแก้ไขคำฟ้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๙ โจทก์ชอบที่จะไปฟ้องจำเลยที่ ๓ ในฐานะที่เป็นทายาทโดยธรรมของจำเลยที่ ๕ ได้ใหม่ ขอแก้ไขคำฟ้องเพิ่มจำนวนผู้เป็นโจทก์ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๐๘๒/๒๕๔๓ คำร้องขอแก้ไขคำฟ้องของโจทก์ที่ขอแก้ไขคำฟ้องจากชื่อโจทก์ว่า ""คณะบุคคลบังอร-พงศ์วิทย์ โดยนางบังอร ลำยองเสถียร ผู้จัดการคณะบุคคล"" เป็น ""คณะบุคคล บังอร-พงศ์วิทย์ โดยนางบังอร ลำยองเสถียร ผู้จัดการคณะบุคคลในฐานะส่วนตัว และในฐานะผู้รับมอบอำนาจของนายพงศ์วิทย์ พนาพิศาล"" และขอแก้ไขข้อความในคำฟ้องเดิมเพิ่มเติมว่า ""ในการยื่นฟ้องนี้นางบังอรกระทำในฐานะผู้จัดการคณะบุคคล ในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้รับมอบอำนาจของนางพงศ์วิทย์ด้วย โดยนายพงศ์วิทย์มอบอำนาจให้นางบังอรเป็นผู้รับมอบอำนาจดำเนินคดีแทน"" เป็นการเพิ่มเติมชื่อโจทก์ที่จะต้องระบุให้แน่ชัดตามมาตรา ๖๗ เข้ามาในภายหลัง จึงเป็นการเพิ่มจำนวนผู้เป็นโจทก์เข้ามาในคำฟ้องเดิม มิใช่เป็นเรื่องขอแก้ไขคำฟ้อง การที่ศาลภาษีอากรมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย คำสั่งดังกล่าวจึงไม่มีผล คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๐๙๕/๒๕๔๓ คำร้องขอแก้ไขคำฟ้องของโจทก์เป็นการเพิ่มเติมชื่อโจทก์ที่จะต้องระบุไว้แน่ชัด ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๖๗ เข้ามาในภายหลัง จึงเป็นการเพิ่มจำนวนผู้เป็นโจทก์เข้ามาในคำฟ้องเดิม มิใช่เป็นเรื่องขอแก้ไขคำฟ้องตามนัยบทกฎหมายดังกล่าว คำสั่งอนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่มีผลแต่อย่างใด เมื่อตามคำฟ้องของโจทก์ระบุว่าโจทก์เป็นคณะบุคคลตามกฎหมายใช้ชื่อว่า ""คุณบุคคลกำชัย มณฑา"" ซึ่งเป็นเพียงคณะบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่รวมกันเป็นหน่วยภาษีตามประมวลรัษฎากรเท่านั้น มิใช่นิติบุคคลตามกฎหมาย โจทก์จึงมิใช่บุคคลธรรมดาและมิใช่นิติบุคคลอันอาจเป็นคู่ความในคดีได้ ขอแก้ไขคำฟ้องโดยเพิ่มจำเลย คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๑๗/๒๕๒๗ การแก้ไขคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๙ จะต้องเป็นการแก้ไขข้อหา ข้ออ้างที่มีต่อจำเลยคือตัวบุคคลที่จะต้องระบุไว้แน่ชัดตามมาตรา ๕๕ ประกอบด้วยมาตรา ๖๗ โดยการเพิ่มหรือลดทุนทรัพย์ หรือราคาทรัพย์สินที่พิพาทในฟ้องเดิม หรือสละข้อหาในฟ้องเดิมบางข้อ หรือเพิ่มเต็มฟ้องเดิมให้บริบูรณ์ ดังนั้น การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอเพิ่มชื่อ ซ. เข้ามาเป็นจำเลยในภายหลังจึงเท่ากับเป็นการฟ้องบุคคลอื่นเป็นจำเลยเพิ่มเข้ามาในคดีอีกคนหนึ่ง จึงมิใช่เป็นเรื่องขอแก้ไขคำฟ้องตามนัยแห่งบทกฎหมายดังกล่าว คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๘๔๔/๒๕๓๕ การแก้ไขคำฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๗๙ จะต้องเป็นการแก้ไขข้อหาหรือข้ออ้างที่มีต่อจำเลย โดยการเพิ่มหรือลดทุนทรัพย์หรือราคาทรัพย์สินที่พิพาทในฟ้องเดิม หรือสละข้อหาในฟ้องเดิมเสียบางข้อ หรือเพิ่มฟ้องเดิมให้บริบูรณ์ มิใช่เป็นการเพิ่มหรือเปลี่ยนตัวจำเลย ซึ่งเป็นตัวบุคคลที่จะต้องระบุไว้แน่ชัดตามมาตรา ๖๗ หากโจทก์ประสงค์จะให้บุคคลอื่นนอกจากบุคคลที่โจทก์ยื่นฟ้องเป็นจำเลยไว้ตามฟ้องเดิมเข้ามาเป็นจำเลยร่วมกับจำเลยที่โจทก์ได้ยื่นฟ้องไว้แต่เดิมแล้ว โจทก์ก็ชอบที่จะยื่นคำร้องขอให้ศาลหมายเรียกบุคคลนั้นเข้ามาเป็นจำเลยร่วมกับจำเลยเดิมตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๕๗ (๓) ที่โจทก์ฟ้องบริษัท ร. เป็นจำเลยที่ ๓ ในคดีนี้มาตั้งแต่แรกโดยบรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ ๓ เป็นนิติบุคคลนั้น แสดงให้เห็นโดยชัดแจ้งว่าโจทก์ไม่ได้ฟ้องบุคคลธรรมดาเป็นจำเลยที่ ๓ แต่ได้ฟ้องนิติบุคคลเป็นจำเลยที่ ๓ เท่านั้น การที่โจทก์ยื่นคำร้อง ลงวันที่ ๑๕ เมษายน ๒๕๓๐ ขอแก้ไขคำฟ้องเปลี่ยนชื่อบริษัท ร. จำเลยที่ ๓ เป็นบริษัท ร. หรือ ว. จำเลยที่ ๓ โดยอ้างว่า คำว่าบริษัท ร. เป็นชื่อในทางการค้าหรือนามแฝงหรือฉายาของ ว. แล้วต่อมายื่นคำร้องลงวันที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๓๑ ขอแก้ไขคำฟ้องโดยขอแก้ชื่อจำเลยที่ ๓ จากบริษัท ร. หรือ ว. เป็น ว. นั้น เท่ากับเป็นการขอแก้ไขคำฟ้องจากเดิมมาเป็นฟ้องบุคคลธรรมดาเพิ่มเป็นจำเลยที่ ๓ ด้วย แล้วขอแก้ไขคำฟ้องอีกครั้งหนึ่ง โดยขอเปลี่ยนตัวจำเลยที่ ๓ จากนิติบุคคลหรือบุคคลธรรมดาเป็นบุคคลธรรมดา ซึ่งมิใช่เป็นเรื่องที่จะขอแก้ไขคำฟ้องได้เช่นนั้นตามนัยแห่งบทกฎหมายดังกล่าวข้างต้น โจทก์จึงขอแก้ไขคำฟ้องเช่นนั้นไม่ได้ เมื่อคำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องตามคำร้องของโจทก์เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบแล้ว บรรดากระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นทั้งหมดในส่วนที่เกี่ยวเนื่องกับ ว. หลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเช่นนั้นแล้ว รวมทั้งคำสั่งของศาลชั้นต้นลงวันที่ ๘ มีนาคม ๒๕๓๑ ซึ่งสั่งให้จำหน่ายบริษัท ร. ออกจากสำนวนความ จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายด้วย ชอบที่ศาลจะเพิกถอนเสียตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๗ บริษัท ร. ตามฟ้องเดิมจึงยังคงมีฐานะเป็นจำเลยที่ ๓ ในคดีนี้อยู่ และแม้บริษัท ร. มิได้ฎีกาขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาอื่น นอกจากคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องตามคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องของโจทก์ลงวันที่ ๑๕ เมษายน ๒๕๓๐ และวันที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๓๑ กับคำสั่งศาลชั้นต้นลงวันที่ ๓ มีนาคม ๒๕๓๑ ที่ให้จำหน่าย บริษัท ร. ออกจากสำนวนความ แต่เมื่อกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายดังกล่าวเป็นกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. ในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรม และเป็นข้อที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนในเรื่องการพิจารณาคดี ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกปัญหานี้ขึ้นวินิจฉัยได้เองตามมาตรา ๑๔๒ (๕) ประกอบด้วย มาตรา ๒๔๖, ๒๔๗ ซึ่งศาลฎีกาเห็นสมควรเพิกถอนกระบวนพิจารณายของศาลชั้นต้นทั้งหมดในส่วนที่เกี่ยวเนื่องกับ ว. หลังจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องของโจทก์ลงวันที่ ๑๕ เมษายน ๒๕๓๐ เป็นต้นไป แต่ถ้าเป็นการแก้ไขชื่อจำเลยโดยจำเลยยังเป็นจำเลยคนเดิม ย่อมแก้ไขได้เสมอ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๔๘/๒๕๓๙ การขอแก้ไขคำฟ้องที่ระบุไว้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๗๙ เป็นเพียงตัวอย่างที่คู่ความจะขอแก้ไข เมื่อมีเหตุอันสมควร ย่อมกระทำได้แม้ไม่ใช่เป็นเหตุที่ระบุไว้ตามมาตรา ๑๗๙ ก็ตาม โจทก์เพิ่มเติมชื่อจำเลยที่ ๒ อีกชื่อหนึ่งว่า ""นางสาววันทนีย์"" เพื่อให้ชื่อของจำเลยที่ ๒ ชัดเจนขึ้น ขอแก้ไขนามสกุลของจำเลยที่ ๒ จาก ""ตันทวานิช"" มาเป็น ""แซ่ฉั่ว"" เพื่อความถูกต้อง เพราะนามสกุลตันทวานิชเป็นของจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นสามีที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสของจำเลยที่ ๒ ไม่ใช่เป็นการฟ้องคดีต่างบุคคลกัน โจทก์จึงมีสิทธิเพิ่มเติมชื่อจำเลยที่ ๒ และแก้ไขชื่อสกุลของจำเลยที่ ๒ ให้ชัดเจนและถูกต้องได้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๓๐๔/๒๕๔๐ โจทก์ฟ้องบริษัทสยามพัฒนา จำกัด เป็นจำเลยที่ ๒ ให้รับผิดต่อโจทก์ในฐานะเป็นนายจ้างของจำเลยที่ ๑ ภายในกำหนด ๑ ปี นับแต่วันที่จำเลยที่ ๑ ทำละเมิด ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ชื่อจำเลยที่ ๒ เป็นบริษัทสยามพัฒนาเซอร์วิส (๑๙๘๘) จำกัด เมื่อพ้นกำหนดเวลา ๑ ปีแล้ว แต่เป็นเวลาก่อนจำเลยที่ ๒ ยื่นคำให้การซึ่งโจทก์มีสิทธิกระทำได้ เพราะเป็นการขอแก้ไขข้อผิดพลาดเกี่ยวกับชื่อคู่ความที่โจทก์ฟ้องในระหว่างส่งหมายเรียกและสำเนาฟ้องแก่คู่ความ ไม่มีกฎหมายห้าม ไม่ใช่เป็นการเปลี่ยนตัวจำเลยที่ ๒ จึงต้องถือว่าโจทก์ได้ฟ้องจำเลยที่ ๒ ตั้งแต่วันที่โจทก์ยื่นคำฟ้องภายในกำหนด ๑ ปี นับแต่วันทำละเมิด ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ การขอแก้ชื่อบุคคลในชั้นบังคับคดี คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๒๐๖/๒๕๔๔ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าสหกรณ์แท็กซี่ร่วมมิตร จำกัด กับสหกรณ์แท็กซี่รวมมิตร จำกัด เป็นนิติบุคคลเดียวกัน การขอแก้ไขเพิ่มเติมชื่อสหกรณ์แท็กซี่รวมมิตร จำกัด เข้ามาจึงมิใช่เป็นกรณีฟ้องจำเลยผิดตัวหรือฟ้องคดีต่างบุคคลกันและมิใช่เป็นการเพิ่มเติมข้อหาใหม่ หากแต่เป็นการเพิ่มเติมในรายละเอียดให้ชัดเจนถูกต้องตรงตามความเป็นจริง แม้จะอยู่ในชั้นบังคับคดีแต่ก็มิได้เป็นการเปลี่ยนแปลงผลจากคำพิพากษาหรือเป็นการบังคับคดีนอกเหนือไปจากคำพิพากษาแต่อย่างใด ทั้งกรณีเช่นนี้มิใช่เป็นการแก้ไขคำฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๗๙ ฉะนั้นจึงไม่อยู่ในบังคับของมาตรา ๑๘๐ ที่จะต้องถูกจำกัดระยะเวลาการยื่นคำร้องว่าต้องยื่นก่อนวันชี้สองสถานหรือก่อนวันสืบพยาน และไม่จำต้องส่งสำเนาคำร้องให้อีกฝ่ายหนึ่งก่อนศาลจึงจะมีคำสั่งได้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๑๒๑/๒๕๒๑ โจทก์ขอแก้ไขชื่อของจำเลยที่ ๒ ในชั้นบังคับคดี เมื่อปรากฏชัดเจนว่าชื่อของจำเลยที่ ๒ ผิดพลาด และมิใช่เป็นการฟ้องคดีต่างบุคคลกัน โจทก์จึงมีสิทธิขอแก้ไขชื่อของจำเลยที่ ๒ ให้ถูกต้องได้ แม้จะอยู่ในชั้นบังคับคดี เนื่องจากมิได้เป็นการเปลี่ยนแปลงผลของคำพิพากษาหรือเป็นการบังคับนอกเหนือไปจากคำพิพากษา",วิ.อาญา,,,,,,, 63,7,,เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเพียงแต่ขอหมายบังคับคดีภายในสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุด ถือว่าได้ร้องขอให้บังคับคดีภายในสิบปีตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๗๑ แล้วหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๙๐๖/๒๕๔๙ คำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ถือว่าถึงที่สุดนับแต่ระยะเวลาที่อาจอุทธรณ์ได้สิ้นสุดลงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๗ วรรคสอง มิใช่ถึงที่สุดนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา ผู้ร้องได้รับโอนสิทธิเรียกร้องมาจากโจทก์โดยการประมูลซื้อสิทธิเรียกร้องมาจากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ และยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ในชั้นบังคับคดี ระยะเวลาภายใน ๑๐ ปี นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด แต่อย่างไรก็ดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗๑ นั้น โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะต้องดำเนินวิธีการบังคับตามขั้นตอนให้ครบถ้วน ภายในกำหนด ๑๐ ปี คือต้องขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีก่อน ขั้นต่อไปต้องแจ้งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบว่าศาลได้ออกหมายบังคับคดีแล้ว จากนั้นต้องแถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีขอให้ยึดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษา บทบัญญัตินี้ มิได้หมายความว่าโจทก์เพียงแต่ขอหมายบังคับคดีภายใน ๑๐ ปี แล้วโจทก์จะดำเนินวิธีการบังคับคดีอย่างไรต่อไปเมื่อพ้นกำหนดเวลา ๑๐ ปี ไปแล้วก็ได้ ซึ่งเป็นผลให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาถูกบังคับคดีโดยไม่มีกำหนดเวลา การที่โจทก์เพียงแต่ยื่นคำขอต่อศาลให้ออกหมายบังคับคดีไว้เท่านั้น โดยมิได้ดำเนินการบังคับคดีขอให้ยึดทรัพย์สินของจำเลย โจทก์ย่อมไม่อาจใช้สิทธิบังคับคดีแก่จำเลยได้ ผู้ร้องจึงไม่อาจใช้สิทธิบังคับคดีเอาแก่จำเลยได้อีก",วิ.แพ่ง,,,,,,, 63,7,,หลักประกันที่นำมาวางศาลในการขอทุเลาการบังคับคดี หากคดีถึงที่สุด เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะต้องบังคับคดีเอาแก่หลักประกันดังกล่าวภายในกำหนดเวลาตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๗๑ หรือไม่ และเจ้าของหลักประกันจะขอคืนหลักประกันได้หรือไม่หากพ้นกำหนดระยะเวลาตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๗๑ แล้ว,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ ก. กรณีล่วงพ้นกำหนดระยะเวลาบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๗๑ แล้ว คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๘๑๐/๒๕๔๘ การที่จำเลยที่ ๒ นำสมุดเงินฝากของธนาคารมาเป็นหลักประกันในการขอทุเลาการบังคับระหว่างอุทธรณ์พร้อมกับทำสัญญาค้ำประกันต่อศาลชั้นต้นว่า ถ้าจำเลยทั้งสองแพ้คดีและไม่ชำระตามคำพิพากษา จำเลยที่ ๒ ยอมให้บังคับคดีเอาจากหลักทรัพย์คือสมุดเงินฝากที่นำมาวางศาลนั้น ถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ ๒ ได้ชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่โจทก์แล้ว โจทก์จะอ้างว่าเมื่อโจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์และจำเลยที่ ๒ ยังไม่ได้ชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่โจทก์ เงินในสมุดเงินฝากดังกล่าวจึงตกเป็นของโจทก์โดยปริยายหาได้ไม่ แม้สัญญาค้ำประกันที่จำเลยที่ ๒ ทำต่อศาลชั้นต้นจะยังมีผลบังคับอยู่ แต่สัญญาดังกล่าวก็ระบุว่าถ้าจำเลยทั้งสองแพ้คดีและไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา จำเลยที่ ๒ ยอมให้บังคับคดีเอาจากหลักทรัพย์คือสมุดเงินฝากที่นำมาวางศาล ซึ่งแสดงให้ เห็นว่าจะต้องมีการบังคับคดีเสียก่อนศาลจึงจะมีคำสั่งให้ธนาคารจ่ายเงินตามสมุดเงินฝากนั้นแก่โจทก์ได้ เมื่อโจทก์มิได้ร้องขอให้บังคับแก่จำเลยที่ ๒ ให้ชำระหนี้ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์จนล่วงพ้นระยะเวลา ๑๐ ปี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗๑ โจทก์ก็ย่อมสิ้นสิทธิบังคับคดีแก่จำเลยที่ ๒ จึงไม่มีเหตุที่ศาลจะยึดสมุดเงินฝากดังกล่าวไว้เป็นหลักประกันหรือเพื่อบังคับคดีอีกต่อไป ข. กรณียังไม่ล่วงพ้นกำหนดระยะเวลาบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๗๑ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๖๙๙/๒๕๔๙ กำหนดระยะเวลาบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗๑ ที่ให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งได้ภายใน ๑๐ ปี นับแต่วันมีคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น หมายถึง วันที่ศาลมีคำพิพากษาอันถึงที่สุด ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๓๓ ต่อมาวันที่ ๔ มีนาคม ๒๕๓๔ จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โดยศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้คู่ความฟังเมื่อวันที่ ๔ กรกฎาคม ๒๕๓๗ จำเลยมีสิทธิยื่นฎีกาได้ภายในกำหนด ๑ เดือน นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ แต่จำเลยมิได้ยื่นฎีกา คดีจึงถึงที่สุดตั้งแต่วันถัดจากวันที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๓๗ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๗ วรรคสอง กำหนดระยะเวลาบังคับคดีต้องนับตั้งแต่วันดังกล่าว ผู้ค้ำประกันหนี้ของจำเลยในชั้นขอทุเลาการบังคับในระหว่างอุทธรณ์ยื่นคำแถลงขอคืนหลักประกันเมื่อวันที่ ๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๕ ยังไม่พ้น ๑๐ ปี นับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด ศาลจึงไม่อาจคืนหลักประกันให้ได้",วิ.แพ่ง,,,,,,, 63,7,,ขั้นตอนในการบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๗๑ นั้น เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต้องดำเนินการอย่างไร,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๒๗๕/๒๕๔๒ การร้องขอให้บังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๗๑ ภายใน ๑๐ ปี นั้น เจ้าหนี้ต้องดำเนินการบังคับคดีตามขั้นตอนให้ครบถ้วน ประการแรก ต้องขอให้ศาลออกหมายบังคับคดี ประการที่สอง ต้องแจ้งหรือแถลงให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบว่าศาลออกหมายบังคับคดีแล้ว ประการที่สาม ต้องแถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีว่าเจ้าหนี้มีความประสงค์ขอให้ยึดทรัพย์สินของลูกหนี้ แม้เจ้าหนี้จะร้องขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีและศาลออกหมายบังคับคดีแล้ว เจ้าหนี้ก็ยังมีหน้าที่ต้องแถลงนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์ของลูกหนี้ออกขายทอดตลาด แต่เมื่อล่วงเลยระยะเวลาสิบปีนับแต่วันที่มีคำพิพากษาแล้ว เจ้าหนี้ยังมิได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ของลูกหนี้ เจ้าหนี้ย่อมหมดสิทธิที่จะบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ต่อไป เจ้าหนี้คงมีสิทธิเพียงที่จะบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินที่ยึดไว้ให้เสร็จสิ้นไปเท่านั้น การที่เจ้าหนี้ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ของจำเลยในคดีแพ่งเป็นเพียงการปฏิบัติตามขั้นตอนในการบังคับคดีแก่จำเลยเท่านั้น เมื่อหนี้ที่เจ้าหนี้นำมายื่นขอรับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ เจ้าหนี้มิได้ดำเนินการบังคับคดีภายในสิบปีนับแต่วันที่มีคำพิพากษา หนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวนั้นย่อมเป็นหนี้ที่เจ้าหนี้ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหมดสิทธิที่จะบังคับคดี คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๓๘/๒๕๓๑ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๗๑ โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะต้องดำเนินวิธีการบังคับตามขั้นตอนให้ครบถ้วนภายในกำหนดสิบปี คือ ต้องขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีก่อน ชั้นต่อไป ต้องแจ้งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบว่าศาลได้ออกหมายบังคับคดีแล้ว จากนั้นต้องแถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีขอให้ยึดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษา ถ้ามีลูกหนี้หลายคนให้ระบุว่าต้องการยึดทรัพย์สินของลูกหนี้คนใด บทบัญญัตินี้ไม่ได้หมายความว่าโจทก์เพียงแต่ขอหมายบังคับคดีภายในสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษาหรือคำสั่งแล้ว โจทก์จะดำเนินวิธีการบังคับคดีอย่างไรต่อไปเมื่อพ้นกำหนดเวลาสิบปีไปแล้วก็ได้ ซึ่งเป็นผลให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาถูกบังคับคดีโดยไม่มีกำหนดเวลา เมื่อโจทก์ร้องขอให้ออกหมายบังคับคดีแก่จำเลยทั้งสอง ภายในกำหนดเวลาดังกล่าวและนำยึดทรัพย์สินของจำเลยที่ ๑ โดยมิได้บังคับคดีแก่จำเลยที่ ๒ การที่โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์สินของจำเลยที่ ๒ เป็นครั้งแรกเมื่อพ้นกำหนดเวลาสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษา โจทก์จึงหมดสิทธิที่จะบังคับคดีแก่จำเลยที่ ๒ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๘๑๖/๒๕๒๘ การร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาต้องดำเนินการตามขั้นตอน ขั้นแรกเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต้องขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีแล้ว และจากนั้นต้องแถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีขอให้ยึดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาตามขั้นตอนดังกล่าว ส่วนการที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะไปยึดทรัพย์เมื่อใดนั้น เป็นขั้นตอนการดำเนินงานของเจ้าพนักงานบังคับคดี แม้เจ้าพนักงานบังคับคดีจะไปทำการยึดทรัพย์ของจำเลยที่ ๒ และที่ ๔ เกินสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษา เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้ปฏิบัติหน้าที่ของตนครบถ้วนแล้วภายในสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษา ก็ถือได้ว่าโจทก์ได้ร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาภายในสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษาตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๗๑ แล้ว คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๐๗๙-๔๐๘๒/๒๕๔๑ ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้คู่ความฟังเมื่อวันที่ ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๒๘ การที่โจทก์ยื่นคำขอต่อศาลชั้นต้นให้ออกหมายบังคับคดีแก่จำเลยเมื่อวันที่ ๒๔ ตุลาคม ๒๕๓๘ และศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีแก่จำเลยเมื่อวันที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๕๓๘ โดยโจทก์วางเงินค่าใช้จ่ายต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีในวันเดียวกันนั้น ถือได้ว่าโจทก์ขอให้ศาลออกหมายบังคับคดี และแถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษา อันเป็นการดำเนินการตามขั้นตอนในการขอให้บังคับคดีแก่จำเลยแล้ว เมื่อโจทก์ดำเนินการขอให้บังคับคดีแก่จำเลย ภายในกำหนดเวลาสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษา การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะไปบังคับคดีเมื่อใดนั้นเป็นขั้นตอนการดำเนินงานของเจ้าพนักงานบังคับคดี แม้เจ้าพนักงานบังคับคดีจะไปบังคับคดีเกินสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษา ก็ถือได้ว่าโจทก์ได้ร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาภายในสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษาตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๗๑ แล้ว คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๒๖๒/๒๕๔๒ แม้ ป.วิ.พ. มาตรา ๒๗๑ จะบัญญัติให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง ของศาลภายในกำหนด ๑๐ ปี นับแต่วันที่มี คำพิพากษาหรือสั่งก็ตาม แต่หาได้กำหนดให้บังคับคดีให้เสร็จสิ้นภายในกำหนด ๑๐ ปี ไม่ ภายหลังจากที่ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาตามยอมแล้ว เมื่อโจทก์ดำเนินการบังคับคดีก็ถูกจำเลยยื่นคำร้องขออุทธรณ์และฎีกาในชั้นบังคับคดีตลอดมา เป็นเหตุให้โจทก์ไม่อาจดำเนินการบังคับคดีให้แล้วเสร็จได้ เมื่อโจทก์ได้ดำเนินการบังคับคดีมาโดยตลอด และศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งอายัดที่ดินตามคำร้องของโจทก์เพื่อให้โจทก์ได้รับผลตามคำพิพากษาไว้แล้ว ดังนั้น แม้เกิน ๑๐ ปี นับแต่วันที่ศาลมีพิพากษาโจทก์ก็ยังสามารถดำเนินการบังคับคดีเกี่ยวกับที่ดินดังกล่าวต่อไปได้จนกว่าจะแล้วเสร็จ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๖๕๔/๒๕๔๙ โจทก์ดำเนินการบังคับคดีแก่จำเลยทั้งสองโดยนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ที่ดินของจำเลยที่ ๒ อยู่ระหว่างประกาศขายทอดตลาด เมื่อโจทก์ได้ดำเนินการบังคับคดีภายในกำหนดสิบปีแล้ว โจทก์มีสิทธิที่จะบังคับคดีแก่ทรัพย์ที่ยึดไว้ให้เสร็จได้ แม้จะเกินกำหนดสิบปีนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา ต่อมาโจทก์ถูกศาลพิพากษาให้โจทก์เป็นบุคคลล้มละลาย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นำสิทธิเรียกร้องของโจทก์คดีนี้ออกขายทอดตลาด ผู้ร้องเป็นผู้ประมูลซื้อสิทธิเรียกร้องรายนี้ได้ ผู้ร้องย่อมมีสิทธิได้รับชำระหนี้รายนี้แทนโจทก์และกรณีมีความจำเป็นต้องเข้ามาเป็นคู่ความในคดีเพื่อบังคับคดีต่อไปให้เสร็จสิ้น จึงร้องสอดเข้ามาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๗ (๑) คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๒๐๙/๒๕๔๗ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ ๑๙ มีนาคม ๒๕๒๗ และออกหมายบังคับคดีเมื่อวันที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๒๘ เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของ ส. ที่ตกทอดแก่จำเลยซึ่งเป็นทายาทตั้งแต่วันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๒๘ จึงเป็นกรณีที่โจทก์ร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาภายใน ๑๐ ปีแล้ว การที่โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปตรวจยึดที่ดินพิพาทที่ผู้ร้องขอปล่อยจากการยึดเมื่อวันที่ ๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๐ แม้จะพ้นกำหนด ๑๐ ปีนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นพิพากษา แต่เมื่อที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินที่โจทก์นำยึดเพื่อบังคับคดีภายในกำหนดของกฎหมายแล้ว โจทก์จึงมีสิทธิบังคับคดีแก่ที่ดินพิพาทได้",วิ.แพ่ง,,,,,,, 63,7,,กรณีที่ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมการพิจารณาคดีหลายสำนวนเข้าด้วยกัน การพิจารณาว่าคดีใดอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวงหรือไม่ ต้องพิจารณาเป็นรายสำนวนหรือรวมทุนทรัพย์ทุกสำนวนเข้าด้วยกัน,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๕๕๕-๑๕๕๘/๒๕๕๓ โจทก์ฟ้องเรียกเงินที่จำเลยที่ ๑ กู้ยืมไปจากโจทก์ในวาระต่าง ๆ แยกเป็นรายสำนวน การพิจารณาว่าคดีใดอยู่ในอำนาจของศาลแขวงที่จะพิจารณาพิพากษาจึงต้องพิจารณาทุนทรัพย์ที่พิพาทเป็นรายสำนวน แม้ภายหลังศาลชั้นต้นจะสั่งให้รวมการพิจารณาคดีเข้าด้วยกัน จนเป็นเหตุทำให้จำนวนทุนทรัพย์ที่รวมเข้าด้วยกันเกิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท ก็ต้องถือว่าคดียังอยู่ในอำนาจของศาลแขวงหรือผู้พิพากษาคนเดียวที่จะพิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๒๕ (๔)",วิ.แพ่ง,,,,,,, 63,8,,ศาลมีคำสั่งอายัดชั่วคราวก่อนพิพากษาและได้มีการส่งเงินตามคำสั่งอายัดต่อศาลชั้นต้นแล้ว ต่อมาศาลพิพากษาให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดี โดยในคำพิพากษามิได้กล่าวถึงวิธีการชั่วคราวที่ศาลสั่งไว้ในระหว่างพิจารณา โจทก์ได้ขอให้ออกหมายบังคับคดี ศาลชั้นต้นได้ออกหมายบังคับคดี หากเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีอื่นจะขอเฉลี่ยทรัพย์กำหนดระยะเวลา ๑๔ วัน จะนับตั้งแต่วันที่ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดี หรือวันที่ศาลชั้นต้นส่งเงินอันเป็นทรัพย์สินตามที่อายัดไว้ไปให้เจ้าพนักงานบังคับคดี,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๖๙๓/๒๕๕๑ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา โดยสั่งอายัดเงินที่จำเลยที่ ๑ มีสิทธิที่จะได้รับจากบริษัท ส. และบริษัท ส. ได้ส่งเงินตามคำสั่งอายัดต่อศาลชั้นต้น เมื่อวันที่ ๑๔ กันยายน ๒๕๔๘ ต่อมาวันที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๔๙ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้แก่โจทก์ โดยในคำพิพากษามิได้กล่าวถึงวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาที่ศาลสั่งไว้ในระหว่างการพิจารณา คำสั่งอายัดเงินชั่วคราวก่อนพิพากษาจึงยังคงมีผลใช้บังคับต่อไปเท่าที่จำเป็นเพื่อปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๖๐ (๒) เมื่อโจทก์ขอให้ออกหมายบังคับคดีและศาลชั้นต้นได้ออกหมายบังคับคดีเมื่อวันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๔๙ อันเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาเท่าที่จำเป็นเพื่อให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษาได้ จึงมีผลเท่ากับเจ้าพนักงานบังคับคดีได้อายัดทรัพย์สินของจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาไว้แทนโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๙๐ วรรคหนึ่ง และได้มีการชำระเงินหรือส่งทรัพย์สินตามที่อายัดไว้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีนับตั้งแต่วันที่ศาลออกหมายบังคับคดีแล้ว ทั้งนี้ไม่เกี่ยวกับว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นเจ้าพนักงานศาลหรือเป็นเจ้าพนักงานในสังกัดกรมบังคับคดี ดังที่ผู้ร้องอ้างในอุทธรณ์ ผู้ร้องจึงต้องยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ดังกล่าวเสียก่อนสิ้นระยะเวลา ๑๔ วัน นับแต่วันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๔๙ ซึ่งเป็นวันที่ศาลออกหมายบังคับคดี อันถือได้ว่าเป็นวันที่มีการชำระเงินหรือส่งทรัพย์สินตามที่อายัดไว้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๙๐ วรรคห้า หาใช่นับแต่วันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ซึ่งเป็นวันที่ศาลชั้นต้นมีหนังสือส่งเงินอันเป็นทรัพย์สินตามที่อายัดไว้ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดังที่ผู้ร้องเข้าใจไม่ เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ในวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๔๙ ซึ่งล่วงพ้นระยะเวลา ๑๔ วัน นับแต่วันที่ถือว่าบริษัท ส. ส่งทรัพย์สินตามที่อายัดไว้ คำร้องของผู้ร้องจึงต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๙๐ วรรคห้า ผู้ร้องย่อมไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์",วิ.แพ่ง,,,,,,, 63,8,,ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาอย่างคดีมโนสาเร่ โดยมิได้จดบันทึกข้อความเกี่ยวด้วยเรื่องที่ได้กระทำในการนั่งพิจารณาว่ามีคู่ความฝ่ายใดมาศาลบ้าง แต่ได้พิพากษาให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยพิเคราะห์จากเอกสารที่โจทก์อ้าง ดังนี้ การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นชอบหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๔๙๓/๒๕๕๑ ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาอย่างคดีมโนสาเร่ กำหนดนัดพิจารณาให้โจทก์จำเลยมาศาลเพื่อไกล่เกลี่ย ให้การและสืบพยาน ก่อนถึงกำหนดนัด ศาลสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ ๑ เนื่องจากโจทก์ทิ้งฟ้อง เมื่อถึงวันนัดโจทก์อ้างส่งเอกสารต่อศาล ๑๔ ฉบับ แล้ววันเดียวกันนั้น ศาลได้พิพากษาให้โจทก์ชนะคดีโดยพิเคราะห์จากเอกสารที่โจทก์อ้างส่งดังกล่าว โดยศาลชั้นต้นมิได้จดบันทึกข้อความเกี่ยวด้วยเรื่องที่ได้กระทำในการนั่งพิจารณาว่ามีคู่ความฝ่ายใดมาศาลบ้าง รวมทั้งการดำเนินกระบวนพิจารณาอื่น ๆ ที่จำเป็นตามที่บัญญัติใน ป.วิ.พ. มาตรา ๔๘ ทั้งไม่ปรากฏว่าในวันนัดพิจารณาดังกล่าว จำเลยที่ ๒ มาศาลหรือไม่ เพราะหากจำเลยที่ ๒ ไม่มาศาลโดยไม่ร้องขอเลื่อนคดีหรือแจ้งเหตุขัดข้องที่ไม่มาศาล ตามมาตรา ๑๙๓ ทวิ วรรคสอง ให้ถือว่าจำเลยขาดนัดพิจารณา ถ้าจำเลยไม่ได้ยื่นคำให้การก่อนหรือในวันนัดดังกล่าวให้ถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การด้วย อันเป็นเหตุตามกฎหมายที่ศาลจะทำการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีไปฝ่ายเดียวได้ตามมาตรา ๒๔๐ กระบวนพิจารณาต่อจากนั้นศาลจึงจะใช้ดุลพินิจให้โจทก์ส่งพยานเอกสารแทนการสืบพยานได้ตามมาตรา ๒๐๖ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๑๙๘ ทวิ วรรคสาม (๑) ที่นำมาบังคับใช้โดยอนุโลม การพิจารณาที่ศาลชั้นต้นดำเนินมาจึงไม่มีเหตุตามกฎหมายที่โจทก์จะสามารถอ้างส่งพยานเอกสารแทนการสืบพยานได้ การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงเป็นกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ.ในข้อที่มุ่งหมายที่ยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรมในการพิจารณาคดีและการพิจารณาพยานหลักฐาน ถือว่าเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ และเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นกล่าวอ้าง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๗ ประกอบมาตรา ๒๔๓ (๑) (๒), ๒๔๖ และ ๒๔๗",วิ.แพ่ง,,,,,,, 63,8,,ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์นำพยานหลักฐานเข้าสืบก่อน โจทก์ไม่ได้โต้แย้งคำสั่งไว้จะอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวได้หรือไม่ โจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดชำระหนี้ตามสัญญาจำนองซึ่งให้ถือว่าเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมด้วย จำเลยให้การยอมรับว่าได้ทำสัญญาจำนองกับโจทก์จริง แต่ต่อสู้ว่า ความจริงจำเลยไม่ได้กู้ยืมเงินโจทก์ แต่กู้ยืมเงินจากบุคคลอื่นโดยไม่คิดดอกเบี้ย แต่โจทก์ขอให้ทำสัญญากันไว้เพื่อมิให้พี่น้องของโจทก์และจำเลยต่อว่าผู้ให้กู้ ดังนี้ จำเลยจะนำพยานบุคคลมาสืบตามข้อต่อสู้ได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๓๘๖/๒๕๕๓ คำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งให้โจทก์นำพยานหลักฐานเข้าสืบก่อนเป็นคำสั่งที่มิได้ทำให้คดีเสร็จไปทั้งเรื่อง ยังต้องมีการดำเนินกระบวนพิจารณากันต่อไป จึงเป็นคำสั่งในระหว่างพิจารณา โจทก์ต้องโต้แย้งคำสั่งไว้จึงจะมีสิทธิอุทธรณ์ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๖ วรรคหนึ่ง (๒) เอกสารสัญญาจำนองที่จดทะเบียนโดยพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายเป็นเอกสารมหาชน ที่ต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าแท้จริงและถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๒๗ จำเลยมีหน้าที่นำสืบถึงความไม่ถูกต้อง โดยจำเลยได้ให้การยอมรับว่าได้ทำสัญญาจำนองดังกล่าวกับโจทก์จริง แต่กล่าวอ้างว่า ตามความจริงนั้นจำเลยไม่ได้กู้ยืมเงินจากโจทก์ แต่กู้ยืมเงินจาก ม. โดยไม่คิดดอกเบี้ยกัน ส่วนเหตุที่ทำสัญญาจำนองกับโจทก์เนื่องจากโจทก์ขอให้ทำสัญญากันไว้เพื่อไม่ให้พี่น้องของโจทก์และจำเลยต่อว่า ม. อันเป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยแสดงเจตนาทำนิติกรรมสัญญาโดยในใจจริงจำเลยไม่ได้มีเจตนาให้ตนต้องผูกพันตามเจตนาและสัญญาดังกล่าว ซึ่งโจทก์ทราบอยู่แล้ว โจทก์จึงอ้างสัญญานี้มาบังคับจำเลยไม่ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๔ อันเป็นการกล่าวอ้างว่าสัญญาจำนองและหนี้ตามสัญญาไม่สมบูรณ์โดยไม่มีเจตนาทำสัญญากันจริง ซึ่งจำเลยย่อมมีสิทธินำสืบพยานบุคคลแสดงข้อเท็จจริงตามข้อกล่าวอ้างได้โดยไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๙๔",วิ.แพ่ง,,,,,,, 63,8,,ศาลพิพากษายกฟ้องโจทก์ ให้คืนทรัพย์ของกลางที่พนักงานสอบสวนยึดไว้แก่จำเลย ดังนี้ จำเลยจะขอให้ศาลบังคับคดีแก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นโจทก์ร่วมได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๖๖๖/๒๕๕๓ ศาลพิพากษาในเรื่องของกลางตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๘๖ (๙) โดยให้คืนแก่จำเลยที่ ๑ ผู้เป็นเจ้าของ เป็นกรณีที่พนักงานสอบสวนผู้ยึดทรัพย์ของกลางไว้เป็นผู้มีหน้าที่ปฏิบัติตามคำพิพากษาดังกล่าว มิใช่เป็นคดีที่มีข้อหาหรือข้อกล่าวอ้างที่พิพาทกันว่า โจทก์ร่วมยึดถือหรือครอบครองทรัพย์ดังกล่าวของจำเลยที่ ๑ ไว้โดยมิชอบด้วยกฎหมายที่ศาลจะต้องพิจารณาและพิพากษาบังคับให้โจทก์ร่วมคืนทรัพย์แก่จำเลยที่ ๑ คำพิพากษาให้คืนทรัพย์ของกลางแก่จำเลยที่ ๑ จึงไม่ใช่คำพิพากษาบังคับในลักษณะให้โจทก์ร่วมเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาในอันที่จะต้องปฏิบัติการชำระหนี้ตามคำพิพากษาด้วยการคืนทรัพย์ของกลางแก่จำเลยที่ ๑ ดังนั้น จำเลยที่ ๑ ย่อมไม่อยู่ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาที่จะขอให้ศาลบังคับคดีแก่โจทก์ร่วมเพื่อให้โจทก์ร่วมคืนทรัพย์ของกลางแก่จำเลยที่ ๑ ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๔๙ ประกอบกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยการบังคับคดี,วิ.อาญา,,,,,,, 63,8,,การยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งปล่อยตัวจากการคุมขังโดยมิชอบ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๙๐ หากปรากฏว่า ขณะยื่นคำร้องนั้นศาลได้ประทับฟ้องและออกหมายขังผู้ร้องแล้ว สิทธิในการยื่นคำร้องดังกล่าวจะมีอยู่หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๕๐/๒๕๕๓ สิทธิในการร้องขอให้ศาลสั่งปล่อยตัวจากการคุมขังโดยมิชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๙๐ มีอยู่เพียงชั่วระยะเวลาที่ถูกคุมขังโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น ผู้ร้องถูกจับกุมก่อนที่ผู้เสียหายร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน ทั้งมิใช่ความผิดซึ่งหน้าหรือกรณีใด ๆ ที่เจ้าพนักงานตำรวจสามารถจับกุมได้โดยไม่ต้องมีหมายจับ การคุมขังผู้ร้องโดยพนักงานสอบสวนจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้การคุมขังผู้ร้องในระหว่างพิจารณาคดีไม่ชอบด้วยกฎหมายด้วย แต่ขณะผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลขอให้สั่งปล่อยตัวผู้ร้อง พนักงานอัยการได้ฟ้องผู้ร้องต่อศาลชั้นต้นในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และความผิดต่อพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ศาลชั้นต้นประทับฟ้องและออกหมายขังผู้ร้องในระหว่างพิจารณา ดังนั้น แม้การคุมขังผู้ร้องโดยพนักงานสอบสวนจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่การคุมขังนั้นก็สิ้นสุดไปแล้วตั้งแต่ศาลประทับฟ้องและออกหมายขังผู้ร้องในระหว่างพิจารณา สิทธิของผู้ร้องที่จะร้องขอให้ปล่อยจากการคุมขังโดยมิชอบด้วยกฎหมายจึงระงับไป ผู้ร้องจึงไม่อาจจะร้องขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๙๐ การจับกุมโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นเรื่องที่ผู้ร้องจะต้องดำเนินคดีแก่เจ้าพนักงานตำรวจที่จับผู้ร้อง ด้วยการร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานหรือฟ้องคดีต่อศาลด้วยตนเองต่อไป ทั้งการจับกุมและคุมขังเป็นขั้นตอนต่างหากจากการสอบสวน การสอบสวนชอบด้วยกฎหมายหรือไม่เป็นเรื่องที่ต้องวินิจฉัยในชั้นพิจารณาของศาล เมื่อพนักงานอัยการยื่นฟ้องผู้ร้องต่อศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นประทับฟ้องและออกหมายขังผู้ร้องไว้ระหว่างพิจารณา ซึ่งเป็นอำนาจที่จะดำเนินการได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๗๑, ๘๘ แล้ว การคุมขังผู้ร้องในระหว่างพิจารณาจึงชอบด้วยกฎหมาย ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ปล่อยตัวผู้ร้อง",วิ.อาญา,,,,,,, 63,8,,ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่ไต่สวนคำร้องเพื่อประกอบการพิจารณาขอให้ปล่อยชั่วคราวจำเลย จำเลยจะอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวไว้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๘๒๙/๒๕๕๓ คำร้องขอให้ไต่สวนคำร้องเพื่อประกอบการพิจารณาขอให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยที่ ๒ เป็นเรื่องระหว่างศาลกับจำเลยที่ ๒ เกี่ยวกับดุลพินิจของศาลที่จะมีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวระหว่างพิจารณาหรือไม่ แต่การที่ศาลไม่ได้ไต่สวนคำร้องของจำเลยที่ ๒ ดังกล่าว สืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นดุลพินิจของศาลชั้นต้นที่พิจารณาโดยอาศัยหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๐๘ เพื่อให้การดำเนินกระบวนพิจารณาเป็นไปโดยไม่เกิดความเสียหายแก่คดีในระหว่างพิจารณา คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่ไต่สวนคำร้องของจำเลยที่ ๒ จึงเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาที่ไม่ทำให้คดีเสร็จสำนวน จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งนั้นในระหว่างพิจารณาตามมาตรา ๑๙๖,วิ.อาญา,,,,,,, 63,9,,คดีมีอัตราโทษประหารชีวิต พนักงานสอบสวนไม่ได้จัดหาทนายความให้ผู้ต้องหา เพราะผู้ต้องหาไม่ต้องการทนายความ ดังนี้ จะทำให้การสอบสวนไม่ชอบและพนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้องหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๓๐/๒๕๕๓ คดีมีโทษถึงประหารชีวิต การสอบสวนคำให้การของผู้ต้องหาจึงอยู่ในบังคับตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๓๔/๑ วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นสิทธิเด็ดขาดของผู้ต้องหาที่จะได้รับความช่วยเหลือจากรัฐในการจัดหาทนายความให้ เมื่อพนักงานสอบสวนถามแล้ว ผู้ต้องหาไม่มีทนายความ เป็นหน้าที่ของเจ้าพนักงานสอบสวนต้องหาทนายความให้แก่ผู้ต้องหา ตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาและแจ้งสิทธิให้จำเลยทราบแล้ว และสอบถามเรื่องทนายความหรือผู้ที่ไว้วางใจเข้ารับฟังการสอบสวน จำเลยให้การปฏิเสธไม่ต้องการทนายความหรือผู้ที่ไว้วางใจเข้ารับฟังการสอบสวน พนักงานสอบสวนได้ทำการสอบสวนโดยไม่ได้จัดหาทนายความให้จำเลย ตามคำให้การดังกล่าวจำเลยไม่ขอให้การโดยจะไปให้การในชั้นศาล การที่พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนดังกล่าวเป็นการไม่ปฏิบัติตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๓๔/๑ วรรคหนึ่ง แต่ในบทบัญญัติมาตรา ๑๓๔/๔ วรรคท้าย บัญญัติไว้เพียงว่า ถ้อยคำใด ๆ ที่ผู้ต้องหาให้ไว้ต่อพนักงานสอบสวนก่อนมีการแจ้งสิทธิตามวรรคหนึ่ง หรือก่อนที่จะดำเนินการตามมาตรา ๑๓๔/๑ จะรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของผู้นั้นไม่ได้ ฉะนั้นแม้พนักงานสอบสวนจะไม่ได้จัดหาทนายความให้จำเลยก็ไม่ทำให้การสอบสวนไม่ชอบแต่อย่างใด เมื่อมีการสอบสวนแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง,วิ.อาญา,,,,,,, 63,9,,"กำหนดระยะเวลาการบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๗๑ ศาลมีอำนาจขยายได้หรือไม่ ศาลพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่น ดังนี้ โจทก์จะขอให้บังคับคดีแก่ทรัพย์สินอื่นของจำเลยโดยไม่มีการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินที่จำนองก่อนได้หรือไม่","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๓๒๕/๒๕๕๒ กำหนดระยะเวลาบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๗๑ ที่ให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งได้ภายในสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น หมายถึงวันที่คำพิพากษาถึงที่สุด ศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๓ ตามกฎหมายแล้วเมื่อวันที่ ๑๘ กันยายน ๒๕๓๙ โดยศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ ๑๕๓,๒๓๔.๕๕ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในคดีนี้จึงไม่เกิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๘ วรรคหนึ่ง แต่คู่ความยังมีสิทธิฎีกาในข้อกฎหมาย หรือขอให้ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค ๓ รับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๘ วรรคสี่ เมื่อไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา คำพิพากษาจึงถึงที่สุดในวันที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๓๙ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๗ วรรคสอง ซึ่งจะครบกำหนดสิบปีในวันที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๔๙ ผู้ร้องยื่นคำขอออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเมื่อวันที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๔๙ ยังอยู่ภายในระยะเวลาสิบปี นับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด การที่ศาลชั้นต้นสั่งยกคำขอของผู้ร้องดังกล่าวจึงเป็นการไม่ชอบ และการร้องขอให้บังคับคดีซึ่งต้องกระทำภายในสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น เป็นระยะเวลาที่กำหนดไว้ใน ป.วิ.พ. ศาลมีอำนาจที่จะออกคำสั่งขยายหรือย่นระยะเวลาดังกล่าวได้ แต่จะกระทำได้ต่อเมื่อมีพฤติการณ์พิเศษ และศาลได้มีคำสั่งหรือคู่ความมีคำขอขึ้นมาก่อนสิ้นระยะเวลานั้น เว้นแต่ในกรณีที่มีเหตุสุดวิสัยตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๓ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๐๙๑/๒๕๕๒ ศาลพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่จำเลยตกลงชำระหนี้แก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองขายทอดตลาด หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นบังคับชำระหนี้ คำพิพากษากำหนดขั้นตอนการบังคับคดีโดยมีลำดับก่อนหลังไว้ชัดแจ้ง โดยต้องบังคับจำนองก่อน เมื่อได้เงินไม่พอชำระหนี้จึงจะบังคับเอาแก่ทรัพย์สินของจำเลยต่อไป ตราบใดที่ยังไม่มีการบังคับคดีแก่ทรัพย์จำนอง โจทก์ก็ย่อมไม่อาจขอให้บังคับคดีแก่ทรัพย์สินอื่นของจำเลยเพิ่มเติมได้ เพราะเป็นการบังคับคดีเกินกว่าข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอม การร้องขอให้บังคับคดีต้องกระทำภายใน ๑๐ ปีนับแต่วันมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเป็นระยะเวลาที่กำหนดไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา ๒๗๑ ซึ่งศาลมีอำนาจที่จะออกคำสั่งขยายหรือย่นระยะเวลาได้โดยคู่ความไม่จำเป็นต้องร้องขอตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๓ เมื่อการบังคับทรัพย์จำนองไม่อาจกระทำได้เนื่องจากผู้ร้องยื่นคำร้องขัดทรัพย์จนศาลมีคำสั่งให้รอการพิจารณาคดีร้องขัดทรัพย์ไว้ก่อน ทำให้โจทก์ไม่อาจใช้สิทธิบังคับคดีแก่ทรัพย์สินอื่นของจำเลยภายในกำหนดของจำเลยภายในกำหนด ๑๐ ปี ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๗๑ กรณีย่อมถือได้ว่าเป็นกรณีที่มีเหตุสุดวิสัย ดังนั้น หากมีการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองภายหลังการยึดทรัพย์จำนองเกิน ๑๐ ปี แล้วขายได้เงินไม่พอชำระหนี้ และโจทก์ขอบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินอื่นของจำเลยเพิ่มเติมตามเงื่อนไขที่กำหนดในคำพิพากษาตามยอม ศาลย่อมมีอำนาจขยายระยะเวลาการบังคับคดีให้แก่โจทก์ โดยโจทก์จะยื่นคำขอหรือไม่ก็ได้",วิ.แพ่ง,,,,,,, 63,9,,การกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน การพิจารณาว่าคดีต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงหรือไม่ มีหลักในการพิจารณาอย่างไร และจะนำโทษที่ศาลรอการลงโทษไว้ในคดีก่อนมาพิจารณาประกอบด้วยหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๔๑๔/๒๕๕๓ ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแต่ให้คืนโทรศัพท์เคลื่อนที่และเงินสด ๔๔๐ บาท ของกลางแก่เจ้าของ เป็นการแก้ไขเล็กน้อยและยังคงลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามคู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๑๘ วรรคหนึ่ง โดยในการพิจารณาว่าคดีต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงหรือไม่นั้น จะต้องแยกพิจารณาโทษที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ กำหนดในแต่ละกระทง โดยไม่นำโทษจำคุกของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนที่โจทก์ขอให้บวกเข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้มาประกอบการพิจารณาด้วย ที่จำเลยฎีกาว่าโจทก์มิได้นำพยานมาสืบให้เห็นว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และขอให้รอการลงโทษในความผิดฐานเสพยาเสพติดให้โทษโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยไม่บวกโทษของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานและดุลพินิจในการลงโทษของศาลอุทธรณ์ภาค ๗ อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยจึงเป็นการไม่ชอบ,วิ.อาญา,,,,,,, 63,9,,โจทก์นำสืบอ้างส่งสำเนาเอกสารคือหนังสือมอบอำนาจต่อศาล จำเลยไม่คัดค้าน หากสำเนาหนังสือมอบอำนาจไม่ปิดอากรแสตมป์ ศาลจะรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๒๑๖/๒๕๕๓ โจทก์นำสืบส่งภาพถ่ายสำเนาหนังสือมอบอำนาจเป็นพยานเอกสารตามเอกสารหมาย จ.๒ ต่อศาล จำเลยที่ ๒ ไม่ได้คัดค้านหรือนำสืบโต้แย้งว่าโจทก์มิได้ส่งต้นฉบับหนังสือมอบอำนาจและนำสำเนาหนังสือมอบอำนาจมาสืบแต่อย่างใด จึงเท่ากับว่าคู่ความที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายตกลงกันว่าสำเนาเอกสารนั้นถูกต้องแล้ว จึงให้ศาลยอมรับฟังสำเนาเช่นว่านั้นเป็นพยานหลักฐานได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๙๓ (๑) สำเนาหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.๒ จึงรับฟังเป็นพยานเอกสารได้ เมื่อปรากฏว่าเป็นการรับฟังสำเนาเอกสารเป็นพยานหลักฐานแทนต้นฉบับเอกสารจึงหาใช่เป็นการรับฟังต้นฉบับเอกสารเป็นพยานหลักฐานอันจะต้องปิดอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากร ดังที่จำเลยที่ ๒ อ้างไม่และสำเนาหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวก็มิใช่คู่ฉบับหรือคู่ฉีกแห่งตราสาร ไม่อยู่ในบังคับที่จะต้องปิดอากรแสตมป์ด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ยังปรากฏว่าโจทก์ได้แนบสำเนาหนังสือมอบอำนาจฉบับเดียวกันนี้มาท้ายฟ้องอีกฉบับหนึ่งคือเอกสารท้ายฟ้องหมาย ๒ มีภาพถ่ายอากรแสตมป์อยู่ที่ด้านหลังของเอกสารแผ่นแรก แสดงว่าต้นฉบับหนังสือมอบอำนาจฉบับนี้ได้มีการปิดอากรแสตมป์ไว้เรียบร้อยแล้ว สำเนาหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ. ๒ จึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ไม่ต้องห้ามตามประมวลรัษฎากรแต่อย่างใด",วิ.แพ่ง,,,,,,, 63,9,,คดีที่มีจำเลยหลายคน หากจำเลยคนหนึ่งอุทธรณ์หรือฎีกาคำพิพากษาที่ให้ลงโทษ หากข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่ามีการกระทำความผิดตามฟ้อง ศาลจะพิพากษาไปถึงจำเลยอื่นที่มิได้อุทธรณ์ฎีกาด้วยได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๐๑/๒๕๕๓ ข้อเท็จจริงในคดีนี้รับฟังไม่ได้ว่ามีการกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์ จึงลงโทษจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ในความผิดฐานปล้นทรัพย์ไม่ได้อันเป็นเหตุในลักษณะคดี แม้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ไม่ได้ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ในข้อหาดังกล่าวได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๑๓ ประกอบมาตรา ๒๒๕ แต่คดีนี้ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติโดยไม่มีฝ่ายใดฎีกาว่าจำเลยทั้งสามกับพวกรุมชกต่อยใช้ไม้และขวดเบียร์ตีทำร้ายร่างกายผู้เสียหายทั้งสอง เป็นเหตุให้ผู้เสียหายทั้งสองได้รับอันตรายแก่กาย ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยทั้งสามในความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนได้รับอันตรายแก่กายได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคท้าย,วิ.อาญา,,,,,,, 63,10,,โจทก์ซึ่งเป็นตัวการฟ้องเรียกที่ดินพิพาทคืนจากจำเลย โดยกล่าวอ้างมาในคำฟ้องด้วยว่า โจทก์ใช้ที่ดินพิพาทบางแปลงทำสวนยางพารา จำเลยให้การต่อสู้กรรมสิทธิ์ ดังนี้ โจทก์จะขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา ห้ามไม่ให้จำเลยเข้าตัดฟันต้นยางพาราในที่ดินพิพาท ระหว่างพิจารณาคดีไว้เป็นการชั่วคราวได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๓๖๖/๒๕๕๓ คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสิบเอ็ดจดทะเบียนโอนที่ดินคืนแก่โจทก์ มิฉะนั้นให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสิบเอ็ด ก่อนสืบพยาน โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาโดยยื่นคำร้องขอในกรณีมีเหตุฉุกเฉิน ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งห้ามจำเลยที่ ๒ ตัดต้นยางพาราที่ปลูกในที่ดินไว้ชั่วคราว จนกว่าศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น แต่ให้โจทก์วางเงินประกันค่าเสียหาย ๒๐๐,๐๐๐ บาท ก่อนออกหมาย คำขออื่นให้ยก จำเลยที่ ๒ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษากลับ ให้ยกคำร้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “คดีนี้ โจทก์ซึ่งเป็นตัวการฟ้องเรียกที่ดินพิพาทคืนจากจำเลยทั้งสิบเอ็ด โดยกล่าวอ้างมาในคำฟ้องว่า การทำสวนยางพาราเป็นกิจการอย่างหนึ่งของโจทก์และโจทก์ใช้ที่ดินพิพาทบางแปลงทำสวนยางพารา ดังนี้ ต้นยางพาราซึ่งเป็นไม้ยืนต้นย่อมเป็นส่วนควบของที่ดินพิพาท โจทก์ย่อมมีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทรวมทั้งต้นยางพาราอันเป็นส่วนควบของที่ดิน เมื่อโจทก์ฟ้องเรียกที่ดินพิพาทคืนจากจำเลยทั้งสิบเอ็ด แต่จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ที่ ๕ ถึงที่ ๑๑ ให้การต่อสู้กรรมสิทธิ์มีผลเท่ากับเป็นการโต้เถียงสิทธิความเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทและต้นยางพาราอันเป็นส่วนควบของที่ดิน ถือได้ว่าต้นยางพาราในที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์สินที่พิพาทกันในคดีด้วย ข้อเท็จจริงได้ความตามทางไต่สวนว่า ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยที่ ๒ ดำเนินการให้บุคคลภายนอกเข้ามาตัดต้นยางพาราในที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ ๑๓๓๗ และ ๑๓๓๘ ตำบลเทพกษัตรี อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต เพื่อนำออกขาย อันเป็นการกระทำให้เปลืองไปเปล่าหรือบุบสลายหรือโอนไปยังผู้อื่นซึ่งทรัพย์สินที่พิพาทตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๕๕ (๒) หากภายหลังโจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีย่อมจะทำให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ได้ จึงสมควรสั่งห้ามไม่ให้จำเลยที่ ๒ เข้าตัดฟันต้นยางพาราในที่ดินพิพาทระหว่างพิจารณาคดีไว้เป็นการชั่วคราวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๕๔ (๒) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษายกคำร้องของโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น” พิพากษากลับ ให้บังคับตามคำสั่งศาลชั้นต้น",วิ.แพ่ง,,,,,,, 63,10,,คดีฟ้องเพิกถอนการฉ้อฉล หากลูกหนี้ถึงแก่กรรมไปก่อนฟ้อง เจ้าหนี้จะฟ้องเฉพาะผู้ได้ลาภงอกจากนิติกรรมแต่เพียงผู้เดียวได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๔๔๔/๒๕๕๓ การฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการฉ้อฉลตาม ป.พ.พ. มาตรา ๒๓๗ นั้น เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์จะต้องฟ้องคู่กรณีทั้งสองฝ่ายที่ทำนิติกรรม คือ ลูกหนี้กับผู้ได้ลาภงอกจากนิติกรรมเป็นจำเลยในคดี จะฟ้องเพียงคนใดคนหนึ่งไม่ได้ เพราะมิฉะนั้นแล้วคำพิพากษาของศาลย่อมไม่ผูกพันลูกหนี้หรือผู้ได้รับลาภงอก อ. เป็นลูกหนี้ของโจทก์ แต่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นบุตรของ อ. และเป็นผู้ได้รับลาภงอกจากการกระทำนิติกรรมกับจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นผู้รับจำนองที่ดินและบ้านพิพาทจากจำเลยที่ ๑ มิได้ฟ้อง อ. ด้วย แม้จะปรากฏว่า อ. ถึงแก่กรรมไปก่อนแล้วโจทก์ก็ชอบที่จะฟ้องทายาทหรือผู้จัดการมรดกของ อ. ได้ การที่โจทก์บรรยายฟ้องมาว่า ก่อน อ. ถึงแก่กรรม ได้พักอาศัยอยู่กับจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๑ เป็นผู้ดูแลรักษา อ. มาโดยตลอด จึงเป็นไปไม่ได้ที่ อ. จะขายที่ดินและบ้านพิพาทให้แก่จำเลยที่ ๑ เพราะขัดต่อเหตุผล ถือว่านิติกรรมดังกล่าวทำเพื่อฉ้อฉลทำให้โจทก์เสียเปรียบนั้น เป็นเพียงการบรรยายฟ้องเพื่อสนับสนุนข้ออ้างของโจทก์ที่ว่า อ. กับจำเลยที่ ๑ ร่วมกันทำนิติกรรมเพื่อฉ้อฉลโจทก์เท่านั้น หาใช่การบรรยายฟ้องเพื่อแสดงให้เห็นว่า โจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๑ ในฐานะทายาทโดยธรรมของ อ. ไม่ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมคดีนี้ได้",วิ.แพ่ง,,,,,,, 63,10,,ในคดีไม่มีข้อพิพาท คำคัดค้านของผู้คัดค้านเป็นคำคู่ความหรือไม่ และคำคัดค้านที่ไม่ชัดแจ้งจะนำบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา ๑๗๗ วรรคสอง มาปรับใช้ได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๓๗๐/๒๕๕๓ ในคดีไม่มีข้อพิพาทถ้าบุคคลอื่นใดนอกจากคู่ความที่ได้ยื่นฟ้องได้เข้ามาเกี่ยวข้องในคดีโดยตรงหรือโดยอ้อมให้ถือว่าบุคคลเช่นว่ามานี้เป็นคู่ความ และให้ดำเนินคดีไปตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. ว่าด้วยคดีมีข้อพิพาทตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๘๘ (๔) คำคัดค้านของผู้คัดค้านจึงเป็นคำคู่ความที่จะก่อให้เกิดเป็นประเด็นข้อพิพาท ผู้คัดค้านจะคัดค้านคำร้องขอในประเด็นข้อใดจะต้องยื่นคำคัดค้านให้ชัดแจ้งตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๗๗ วรรคสอง จึงจะเกิดเป็นประเด็นข้อพิพาทในข้อนั้น การที่ผู้คัดค้านยื่นคำร้องคัดค้านว่าพินัยกรรมทำขึ้นโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายกล่าวคือ พระ อ. ไม่ได้มีความประสงค์หรือเจตนาจะทำพินัยกรรมดังกล่าว ผู้ทำพินัยกรรมได้กระทำโดยถูกหลอกลวง สำคัญผิดไม่เป็นไปตามความประสงค์อันแท้จริงของผู้ทำพินัยกรรมและขณะทำพินัยกรรมพระ อ. มีสติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์ อันเป็นข้อเท็จจริงที่ยืนยันว่าพระ อ. ทำพินัยกรรมจริงแต่ถูกหลอกลวง สำคัญผิดและมีสติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์ แต่คำร้องคัดค้านกลับกล่าวอีกว่า ลายมือชื่อผู้ทำพินัยกรรมไม่ใช่ลายมือของพระ อ. เท่ากับยืนยันว่าพระ อ. ไม่ได้ทำพินัยกรรม เช่นนี้คำร้องคัดค้านจึงขัดกันเองและไม่ชัดแจ้งว่าผู้คัดค้านได้คัดค้านว่าเป็นพินัยกรรมปลอมหรือเป็นพินัยกรรมที่ผู้ทำถูกหลอกลวง สำคัญผิดหรือทำพินัยกรรมในขณะที่มีสติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์ ส่วนที่ผู้คัดค้านยื่นคำร้องคัดค้านว่าพินัยกรรมทำไม่ถูกต้องตามแบบที่กฎหมายกำหนดก็ไม่ได้ระบุว่าไม่ถูกต้องตามแบบอย่างใดจึงไม่มีเหตุแห่งการปฏิเสธ คำร้องคัดค้านจึงไม่ชัดแจ้ง ถือไม่ได้ว่าผู้คัดค้านได้โต้แย้งคัดค้านคำร้องขอของผู้ร้องไม่ก่อให้เกิดเป็นประเด็นข้อพิพาทว่าพินัยกรรมชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๘๓ จึงต้องฟังข้อเท็จจริงตามคำร้องขอของผู้ร้องว่าพินัยกรรมดังกล่าวเป็นพินัยกรรมที่ชอบด้วยกฎหมาย",วิ.แพ่ง,,,,,,, 63,10,,คดีเกี่ยวกับการบังคับวงศ์ญาติทั้งหลายและบริวารของผู้ถูกฟ้องขับไล่ซึ่งอยู่บนอสังหาริมทรัพย์ หากคู่ความในคดีฟ้องขับไล่ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง คดีเกี่ยวกับการบังคับวงศ์ญาติและบริวารจะต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงด้วยหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๔๔/๒๕๕๒ โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยและบริวารให้ออกจากที่ดินและบ้านซึ่งปลูกสร้างในที่ดินดังกล่าวพร้อมเรียกค่าเสียหายเป็นเงิน ๓๖,๐๐๐ บาท จำเลยไม่ยื่นคำให้การ และโจทก์บรรยายฟ้องว่าที่ดินและบ้านดังกล่าวหากให้ผู้อื่นเช่าจะได้ค่าเช่าเดือนละ ๔,๕๐๐ บาท คดีของโจทก์จึงเป็นคดีฟ้องขับไล่บุคคลใด ๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์อันอาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละหนึ่งหมื่นบาท โจทก์และจำเลยจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริง เมื่อผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอแสดงอำนาจพิเศษว่าไม่ใช่บริวารของจำเลย โดย ท. ยกที่ดินและบ้านดังกล่าวให้แก่ผู้ร้องทั้งสองในฐานะบุตรสาวและบุตรเขย และศาลชั้นต้นงดการไต่สวนคำร้องของผู้ร้องทั้งสอง และมีคำสั่งให้เพิกถอนการบังคับคดีบ้านของผู้ร้องทั้งสอง เท่ากับศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยแล้วว่าผู้ร้องทั้งสองไม่เป็นบริวารของจำเลย และศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายืน คดีระหว่างโจทก์และผู้ร้องทั้งสองจึงเป็นคดีเดียวกับการบังคับวงศ์ญาติทั้งหลายและบริวารของจำเลยผู้ถูกฟ้องขับไล่ซึ่งอยู่บนอสังหาริมทรัพย์ และคดีระหว่างโจทก์จำเลยเป็นคดีฟ้องขับไล่บุคคลใด ๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์อันอาจให้เช่าได้ในขณะยื่นฟ้องไม่เกินเดือนละหนึ่งหมื่นบาท ซึ่งคู่ความในคดีฟ้องขับไล่นั้นต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๘ วรรคสอง เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นไม่ว่าศาลจะฟังว่าบุคคลดังกล่าวสามารถแสดงอำนาจพิเศษให้ศาลเห็นได้หรือไม่ คดีเกี่ยวกับการบังคับวงศ์ญาติทั้งหลายและบริวารของจำเลยจึงต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๘ วรรคสาม",วิ.แพ่ง,,,,,,, 63,10,,ผู้ทรงเช็คได้รับเช็คที่มีผู้สั่งจ่ายรายเดียวกันไว้ในครอบครองหลายฉบับในมูลหนี้เดียวกัน ผู้ทรงเช็คจะต้องใช้สิทธิเรียกร้องตามเช็คทั้งหมดในคราวเดียวกันหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๗๕๘/๒๕๕๓ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๗๓ วรรคสอง บัญญัติว่า “นับแต่เวลาที่ได้ยื่นคำฟ้องแล้วคดีนั้นอยู่ในระหว่างพิจารณาและผลแห่งการนี้ (๑) ห้ามมิให้โจทก์ยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกันนั้นต่อศาลเดียวกันหรือศาลอื่น....."" มีความมุ่งหมายว่า คดีเรื่องเดียวกันโจทก์ควรจะฟ้องร้องว่ากล่าวกันไปเสียให้เสร็จสิ้นในคราวเดียวกัน ส่วนคดีใดจะเป็นคดีเดียวกันหรือไม่ต้องพิจารณาจากคำฟ้องในคดีนั้น ๆ ว่า เป็นคดีที่มีสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาอย่างเดียวกันหรือไม่ เช็คเป็นตั๋วเงินซึ่งเป็นเอกเทศสัญญาประเภทหนึ่ง เช็คแต่ละฉบับก่อให้เกิดมูลหนี้ผูกพันระหว่างผู้ทรงเช็ค ผู้สลักหลังและผู้สั่งจ่ายในตัวเอง ซึ่งกฎหมายกำหนดสิทธิ หน้าที่และความเกี่ยวพันระหว่างกันไว้เป็นการเฉพาะ การที่ผู้ทรงเช็คได้รับเช็คที่มีผู้สั่งจ่ายรายเดียวกันไว้ในครอบครองหลายฉบับ แม้จะเป็นการชำระหนี้ในมูลหนี้เดียวกันก็ไม่ถือว่าเช็คแต่ละฉบับมีความเกี่ยวพันกัน เมื่อธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คนั้น ผู้ทรงเช็คย่อมใช้สิทธิเรียกร้องตามเช็คแต่ละฉบับได้ หาจำต้องใช้สิทธิเรียกร้องตามเช็คทั้งหมดไปในคราวเดียวกันแต่อย่างใดไม่ การใช้สิทธิเรียกร้องในเช็คแต่ละฉบับโดยยื่นฟ้องเป็นหลายคดีเพื่อบังคับชำระหนี้ตามเช็คต่างฉบับกันไม่ใช่การใช้สิทธิเรียกร้องในมูลหนี้ที่มีการออกเช็คชำระหนี้ ทั้งยังเป็นคดีที่มีสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาแยกต่างหากจากกันตามเช็คแต่ละฉบับด้วย คดีนี้แม้เช็คพิพาทจะเป็นส่วนหนึ่งของเช็คหลายฉบับที่โจทก์ได้รับมาในคราวเดียวกันก็ตาม แต่โจทก์ก็ย่อมมีสิทธินำเช็คดังกล่าวมาเป็นมูลฟ้องร้องเป็นคดีต่างหากจากกันได้ การที่โจทก์นำเช็คจำนวนหนึ่งไปฟ้องในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๕๒๓/๒๕๔๗ ของศาลชั้นต้น และนำเช็คพิพาทมาฟ้องคดีนี้ จึงหาใช่การยื่นคำฟ้องในเรื่องเดียวกันอันจะเป็นการต้องห้ามตามบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวไม่",วิ.แพ่ง,,,,,,, 63,10,,จำเลยจะฟ้องแย้งเรียกค่าเสียหายจากโจทก์ที่เกิดจากการที่ศาลชั้นต้นสั่งอายัดชั่วคราวก่อนพิพากษาได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๒๔๙/๒๕๓๘ ฟ้องแย้งของจำเลยเป็นเรื่องเรียกค่าเสียหายจากโจทก์ที่เกิดจากการที่ศาลชั้นต้นสั่งอายัดที่ดินของจำเลยไว้ชั่วคราวก่อนพิพากษาตามคำขอของโจทก์ มูลหนี้ตามฟ้องแย้งเกิดจากกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นที่ใช้วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษา เป็นไปตามบทบัญญัติของ ป.วิ.พ. ซึ่งเป็นอีกขั้นตอนหนึ่งต่างหากจากคำฟ้องเดิม ฟ้องแย้งของจำเลยจึงเป็นเรื่องอื่นไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิม ชอบที่จำเลยจักฟ้องโจทก์เป็นคดีต่างหาก,วิ.แพ่ง,,,,,,, 63,11,,การรับฟังพยานหลักฐานในคดีแพ่ง จะต้องถือข้อเท็จจริงจากการเปรียบเทียบปรับของพนักงานสอบสวน ความเห็นในการสั่งฟ้องของพนักงานสอบสวน ความเห็นของพนักงานอัยการที่มีคำสั่งไม่ฟ้องคดี หรือไม่ หรือต้องวินิจฉัยชี้ขาดข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานในสำนวนคดีแพ่ง,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ ก. การเปรียบเทียบของพนักงานสอบสวน คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๕๓๒/๒๕๓๘ การที่โจทก์ที่ ๓ ยอมให้พนักงานสอบสวนเปรียบเทียบปรับในข้อหาขับรถยนต์ด้วยความประมาททำให้คดีอาญาระงับ แต่ผลของการเปรียบเทียบปรับดังกล่าวไม่ใช่คำพิพากษาในคดีส่วนอาญาตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๔๖ การพิพากษาคดีส่วนแพ่งศาลจึงไม่จำต้องถือข้อเท็จจริงตาม คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๙๔๙/๒๕๒๘ การที่จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน ในข้อหาขับรถประมาท เป็นเหตุให้ทรัพย์สินของผู้อื่นเสียหาย และยินยอมให้พนักงานสอบสวนเปรียบเทียบปรับ ผลของการเปรียบเทียบปรับดังกล่าวไม่ใช่คำพิพากษาในส่วนอาญา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๔๖ ดังนั้น การพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจึงไม่จำต้องถือข้อเท็จจริงตามดังที่บัญญัติไว้ในบทมาตราดังกล่าว และจำเลยอาจนำสืบโต้แย้งเป็นอย่างอื่นได้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๗๖/๒๕๓๘ การที่จำเลยที่ ๑ ยอมรับต่อพนักงานสอบสวนในคดีอาญาว่าตนขับรถยนต์โดยประมาทชนรถยนต์คันที่ ว. ขับ และยอมให้พนักงานสอบสวนเปรียบเทียบปรับมีผลเพียงทำให้คดีอาญาเลิกกันตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๓๗ แต่การเปรียบเทียบปรับดังกล่าวไม่ใช่คำพิพากษาคดีส่วนอาญา ไม่ต้องด้วยมาตรา ๔๖ ที่คดีในส่วนแพ่งจะต้องถือข้อเท็จจริงตาม การที่ศาลถือเอาข้อเท็จจริงในคดีอาญาดังกล่าวมาชี้ขาดตัดสินคดีแพ่งจึงไม่ชอบ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๘๕๓/๒๕๕๐ การที่จำเลยที่ ๑ ยอมให้พนักงานสอบสวนเปรียบเทียบปรับและชำระค่าปรับแล้ว มีผลเพียงทำให้คดีอาญาดังกล่าวเลิกกันตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๓๗ เท่านั้น การเปรียบเทียบปรับของพนักงานสอบสวนดังกล่าวไม่ใช่คำพิพากษาคดีส่วนอาญา กรณีจึงไม่ต้องด้วย ป.วิ.อ. มาตรา ๔๖ ที่คดีในส่วนแพ่งจะต้องถือข้อเท็จจริง ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ถือเอาข้อเท็จจริงในคดีอาญาที่จำเลยที่ ๑ ยอมรับต่อพนักงานสอบสวนว่า จำเลยที่ ๑ ขับรถยนต์โดยประมาทมาชี้ขาดตัดสินคดีนี้เป็นการไม่ชอบ ข. ความเห็นของพนักงานสอบสวน คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๒๗๑-๘๒๗๒/๒๕๕๐ จำเลยที่ ๑ เป็นข้าราชการสังกัดกรมทางหลวงจำเลยที่ ๒ ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ ๑ ขับรถยนต์ของทางราชการกลับจากตรวจงาน และได้เกิดเหตุชนกับรถยนต์ที่มี ม. เป็นผู้ขับขี่เป็นเหตุให้ ม. กับผู้โดยสารในรถ ๒ คน ถึงแก่ความตาย แม้พนักงานสอบสวนมีคำสั่งฟ้อง ม. ด้วยก็ตาม แต่ความเห็นของพนักงานสอบสวนตามรายงานการสอบสวนไม่ใช่ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา จึงไม่ต้องด้วย ป.วิ.อ. มาตรา ๔๖ ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลไม่จำต้องถือข้อเท็จจริงตามความเห็นของพนักงานสอบสวน การวินิจฉัยพยานหลักฐานในคดีนี้ย่อมเป็นไปตามที่คู่ความนำสืบ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๙๙/๒๕๔๖ ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๔๖ กรณีไม่มีทางที่จะขยายไปถึงความเห็นของพนักงานสอบสวนให้เป็นการผูกมัดศาลที่พิพากษาคดีส่วนแพ่งในภายหลัง ความเห็นของพนักงานสอบสวนไม่ใช่คำพิพากษาคดีส่วนอาญา ฉะนั้นในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งจึงไม่จำต้องถือตาม คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๐๒๘/๒๕๓๐ ความเห็นของพนักงานสอบสวนที่วินิจฉัยว่าเหตุเกิดขึ้นเป็นการสุดวิสัยนั้น ไม่ใช่ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา จึงไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๔๖ ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลไม่จำต้องถือข้อเท็จจริงตามความเห็นของพนักงานสอบสวน ค. ความเห็นของพนักงานอัยการ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๓๕๑/๒๕๓๘ การที่พนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องคดี ยังมิได้มีการฟ้องร้องดำเนินคดีอาญาและมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าโจทก์ไม่มีความผิด จึงไม่มีผลผูกพันคดีแพ่งตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๔๖",วิ.อาญา,,,,,,, 63,11,,บุคคลที่บรรลุนิติภาวะแล้วแต่เป็นคนพิการทุพพลภาพ พูดและเดินไม่ได้ ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้เลย จะเป็นโจทก์ฟ้องและดำเนินคดีต่อศาลในทางแพ่งได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๑๘๔/๒๕๕๐ โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยฐานกระทำละเมิดต่อโจทก์โดยมี ท. บิดาโจทก์เป็นผู้ฟ้องและดำเนินคดีแทนในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรม แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์เป็นบุคคลที่บรรลุนิติภาวะแล้วในขณะฟ้อง โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เยาว์ที่ต้องตกอยู่ใต้อำนาจปกครองของบิดามารดาตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๕๖๖ วรรคหนึ่ง โจทก์ย่อมสามารถทำการใด ๆ ได้โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมของผู้แทนโดยชอบธรรมตาม ป.พ.พ. มาตรา ๒๑ แต่ขณะฟ้องโจทก์เป็นคนพิการทุพพลภาพพูดและเดินไม่ได้ ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้เลย ท. บิดาโจทก์ ชอบที่จะไปดำเนินการร้องขอต่อศาลขอให้โจทก์เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถและตั้งผู้อนุบาลหรือผู้พิทักษ์ทรัพย์ แล้วแต่กรณีก่อน ตราบใดที่ยังไม่มีคำสั่งศาลให้โจทก์เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถก็ต้องถือว่าโจทก์เป็นบุคคลที่มีความสามารถทำการใด ๆ ได้ด้วยตนเอง ตามกฎหมาย ซึ่งรวมทั้งการฟ้องและดำเนินคดีต่อศาล การที่ ท. บิดาโจทก์ลงลายมือชื่อ ในใบแต่งทนายความให้ฟ้องคดีแทนโจทก์ โดยยังไม่มีคำสั่งศาลให้ ท. เป็นผู้อนุบาลหรือผู้พิทักษ์ ของโจทก์ จึงเป็นความบกพร่องในเรื่องความสามารถตามนัยแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา ๕๖ กรณีจึงต้องทำการแก้ไขข้อบกพร่องเสียก่อน คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๑๖/๒๕๕๑ อำนาจฟ้องในคดีนี้เป็นของโจทก์ซึ่งเกิดจากการกระทำละเมิดของลูกจ้างในทางการที่จ้างหรือตัวแทนของจำเลย แต่เนื่องจากโจทก์ได้รับบาดเจ็บสาหัสกายพิการและสมองได้รับการกระทบกระเทือนจนไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้จนถึงวันฟ้อง ว. ภริยาโจทก์จึงฟ้องคดีนี้แทนในนามของโจทก์ซึ่งก็ปรากฏตามคำฟ้องว่า ก่อนฟ้องคดีนี้ ว. ได้ยื่นคำร้องต่อศาลเยาวชนและครอบครัวกลางขอให้ศาลมีคำสั่งว่าโจทก์เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ และตั้ง ว. เป็นผู้พิทักษ์ แต่ศาลเยาวชนและครอบครัวกลางยังไม่ได้มีคำสั่ง และต่อมาหลังจากโจทก์ฟ้องคดีนี้แล้วศาลเยาวชนและครอบครัวกลางได้มีคำสั่งว่า อาการของโจทก์ไม่ใช่เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ แต่เข้าลักษณะบุคคลวิกลจริตตาม ป.พ.พ. มาตรา ๒๘ จึงมีคำสั่งว่า โจทก์เป็นคนไร้ความสามารถ และให้อยู่ในความอนุบาลของ ว. ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า โจทก์เป็นคนวิกลจริตมาตั้งแต่ ว. ยื่นคำร้องขอดังกล่าว ดังนั้น ขณะฟ้องคดีนี้โจทก์จึงเป็นบุคคลวิกลจริตซึ่งถือว่าเป็นผู้ไร้ความสามารถตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๕๖ โจทก์จะเสนอข้อหาต่อศาลได้ต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวโดยต้องมีผู้อนุบาลเป็นผู้ทำการแทน แต่ตอนยื่นฟ้องยังไม่มีคำสั่งศาลตั้ง ว. เป็นผู้อนุบาลโจทก์ ว. จึงไม่มีสิทธิทำการแทนเท่ากับโจทก์เสนอข้อหาเอง อันเป็นการบกพร่องในเรื่องความสามารถเท่านั้น มิใช่ไม่มีอำนาจฟ้อง เมื่อต่อมาศาลเยาวชนและครอบครัวกลางมีคำสั่งตั้ง ว. เป็นผู้อนุบาลโจทก์ ว. จึงมีอำนาจที่จะทำการแทนโจทก์ในการเสนอข้อหาของโจทก์ได้ การบกพร่องในเรื่องความสามารถนี้แก้ไขให้บริบูรณ์ได้ตาม มาตรา ๕๖ เมื่อได้แก้ไขโดยร้องขอต่อศาลและศาลมีคำสั่งตั้งให้ ว. เป็นผู้อนุบาลมีอำนาจทำการแทนโจทก์แล้ว เหตุบกพร่องในเรื่องความสามารถก็หมดไป ทำให้การฟ้องคดีแทนโจทก์ที่บกพร่องมาแต่ต้นเป็นอันสมบูรณ์ด้วยการแก้ไขนี้แล้ว",วิ.แพ่ง,,,,,,, 63,11,,ในคดีแพ่ง คู่สัญญาจะตกลงกันเกี่ยวกับเรื่องศาลที่จะเสนอคำฟ้องได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๒๗๙/๒๕๕๑ ป.วิ.พ. มาตรา ๔ (๑) บัญญัติว่า “คำฟ้องให้เสนอต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล หรือต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลไม่ว่าจำเลยจะมีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรหรือไม่” ดังนั้น คำฟ้องของโจทก์จึงอาจเสนอต่อศาลได้สองศาลขึ้นไป คือศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลและศาลที่มีมูลคดีเกิดขึ้น ซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย เมื่อสำนักงานของโจทก์เป็นสถานที่ที่มูลคดีเกิดขึ้น โจทก์จึงฟ้องจำเลยที่ ๒ ต่อศาลจังหวัดสระบุรีได้ ข้อตกลงที่ให้ฟ้องคดีที่ศาลแพ่งนั้น จึงขัดต่อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ไม่อาจใช้บังคับได้,วิ.แพ่ง,,,,,,, 63,12,,พนักงานสอบสวนมิได้ขอฝากขังผู้ต้องหาต่อศาลภายในกำหนด จะเป็นเหตุให้พนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้องหรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๒๙๔/๒๕๕๐ การควบคุมตัวจำเลยที่ ๑ ในชั้นสอบสวน ซึ่งพนักงานสอบสวนจะต้องขออำนาจศาลฝากขังจำเลยที่ ๑ หากพนักงานสอบสวนมิได้ขอฝากขังต่อศาลภายในกำหนด เมื่อพ้นอำนาจการควบคุมตัวผู้ต้องหาของพนักงานสอบสวนแล้ว พนักงานสอบสวนต้องปล่อยตัวผู้ต้องหาไป หาใช่เป็นเหตุให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องไม่ เมื่อโจทก์ฟ้องคดีภายในอายุความ โจทก์ย่อมมีสิทธินำคดีอาญามาฟ้องได้,วิ.อาญา,,,,,,, 63,12,,คดีอาญา ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาจำเลยจะยื่นคำร้องขอถอนคำให้การเดิม และให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้องได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๙๔/๒๕๔๙ จำเลยฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า จำเลยมิได้กระทำความผิดตามฟ้อง แต่หากศาลเห็นว่าจำเลยกระทำความผิดก็ขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุก ต่อมาในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยยื่นคำร้องขอถอนข้อต่อสู้เดิมตามฎีกาที่ให้การปฏิเสธ และให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้อง คำร้องของจำเลยเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การ ซึ่งต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๖๓ วรรคสอง ที่บัญญัติไว้กระทำได้ก่อนศาลชั้นต้นพิพากษา ส่วนที่จำเลยขอแก้ไขฎีกาที่คัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ซึ่งพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องนั้น เป็นการขอแก้ไขฎีกาโดยมิได้เพิ่มเติมประเด็นใหม่ แต่เป็นการสละข้อต่อสู้ในชั้นฎีกา ไม่ใช่การคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ จึงไม่ตกอยู่ในจำกัดเวลาฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๑๖ วรรคหนึ่ง จำเลยจึงยื่นคำร้องขอแก้ไขฎีกาได้แม้พ้นกำหนดเวลา ๑ เดือน นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์,วิ.อาญา,,,,,,, 63,12,,คำร้องขอฝากขังของพนักงานสอบสวนระบุว่า ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา ดังนี้ ศาลจะอนุญาตให้ฝากขังได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๔๘๔/๒๕๔๙ ป.วิ.อ. มาตรา ๘๗ วรรคสี่ (ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะเกิดเหตุ) บัญญัติว่า ถ้าเกิดความจำเป็นที่จะควบคุมผู้ถูกจับไว้เกินกว่ากำหนดเวลาในวรรคก่อน เพื่อให้การสอบสวนเสร็จสิ้นให้ส่งผู้ต้องหามาศาล ให้พนักงานอัยการหรือพนักงานสอบสวนยื่นคำร้องต่อศาลขอหมายขังผู้ต้องหานั้นไว้...ฯลฯ.... และมาตรา ๘๗ วรรคหก บัญญัติว่า ในกรณีความผิดอาญาที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินกว่าหกเดือนแต่ไม่ถึงสิบปี หรือปรับเกินกว่าห้าร้อยบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ศาลมีอำนาจสั่งขังหลายครั้งติด ๆ กันได้ แต่ครั้งหนึ่งต้องไม่เกินสิบสองวันและรวมกันทั้งหมดต้องไม่เกินสี่สิบแปดวัน ซึ่งเป็นการให้อำนาจศาลในการพิจารณาคำร้องขอฝากขังของพนักงานสอบสวนว่ามีเหตุอันสมควรอนุญาตให้ฝากขังหรือไม่ และผู้พิพากษาศาลจังหวัดสุโขทัยได้ไต่สวนแล้ว เห็นว่ามีเหตุที่จะอนุญาตให้พนักงานสอบสวนฝากขังโจทก์ไว้ตามคำร้อง จึงมีคำสั่งอนุญาตตามที่กฎหมายให้อำนาจไว้ แม้ตามคำร้องขอฝากขังของพนักงานสอบสวนดังกล่าวระบุว่าผู้ต้องหาให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหาตามที่โจทก์อ้างก็ตาม แต่ก็ไม่มีมาตราใดใน ป.วิ.อ. ที่บังคับว่า ถ้าผู้ต้องหาให้การรับสารภาพแล้ว ศาลต้องไม่อนุญาตให้ฝากขังผู้ต้องหาไว้ ดังนั้น การที่ผู้พิพากษาศาลจังหวัดสุโขทัยอนุญาตให้ฝากขังโจทก์จึงเป็นการใช้ดุลพินิจโดยชอบแล้ว ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลไม่มีหน้าที่ตรวจสอบการใช้ดุลพินิจสั่งคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวของผู้พิพากษาในศาล",วิ.อาญา,,,,,,, 63,12,,คำฟ้องคดีอาญา ไม่มีลายมือชื่อโจทก์ผู้เรียง ผู้เขียนหรือพิมพ์ฟ้อง หากความปรากฏในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกา ศาลจะสั่งให้โจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้องได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๓๙๕/๒๕๔๔ คดีอาญาที่โจทก์มิได้ลงลายมือชื่อไว้ในฟ้อง เป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕๘ (๗) แต่การที่ศาลฎีกาจะสั่งให้โจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้องหรือไม่ประทับฟ้องตามมาตรา ๑๖๑ วรรคหนึ่ง ก็ล่วงเลยเวลาที่จะปฏิบัติได้ เพราะศาลชั้นต้นได้ดำเนินกระบวนพิจารณาจนเสร็จสิ้นแล้ว ศาลฎีกาไม่อาจพิจารณาฟ้องของโจทก์ได้ จึงต้องพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลย คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๕๖๔/๒๕๔๖ ฟ้องโจทก์ปรากฏแต่ลายมือชื่อผู้เรียงและผู้พิมพ์ฟ้องเท่านั้น ไม่ปรากฏลายมือชื่อโจทก์ จึงเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕๘ (๗), และการที่จะสั่งให้โจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้องหรือไม่ประทับฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๖๑ วรรคหนึ่งนั้น ก็ล่วงเลยเวลาที่จะปฏิบัติได้เพราะศาลชั้นต้นได้สั่งประทับฟ้องและดำเนินกระบวนพิจารณาจนเสร็จสิ้นจนคดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค ๑ แล้ว ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ย่อมไม่มีวิธีปฏิบัติเป็นประการอื่นนอกจากพิพากษายกฟ้องโจทก์ และมาตรา ๑๖๑ ก็หาได้เป็นบทบัญญัติซึ่งมิได้กำหนดระยะเวลาให้ศาลมีคำสั่งให้โจทก์แก้ไขฟ้องให้ถูกต้องเสียเมื่อใดก็ได้ก่อนคดีถึงที่สุดไม่ ทั้งปัญหาว่าฟ้องโจทก์ที่ไม่มีลายมือชื่อโจทก์เป็นฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นั้น เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยมิได้ยกขึ้นโต้แย้ง คัดค้านศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ก็มีอำนาจยกขึ้นอ้างและวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๒๙๐/๒๕๔๙ ตามฟ้องของโจทก์ปรากฏว่าไม่ได้ลงลายมือชื่อผู้เรียงและพิมพ์ จึงถือว่าไม่เป็นฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕๘ (๗) แต่การที่จะสั่งให้โจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้องหรือไม่ประทับฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๖๑ วรรคหนึ่ง นั้น ก็ล่วงเลยเวลาที่จะปฏิบัติได้ เพราะศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาไปจนเสร็จสิ้นแล้ว ศาลฎีกาจึงต้องยกฟ้องโดยไม่จำต้องพิจารณาปัญหาอื่นอีก และปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้าง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยคดีได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา ๒๑๕, ๒๒๕ และ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงฯ มาตรา ๔ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๙๑๘/๒๕๔๙ ตามฟ้องโจทก์ปรากฏแต่เพียงลายมือชื่อผู้พิมพ์และผู้เรียบเท่านั้น ไม่ปรากฏลายมือชื่อโจทก์ จึงถือเป็นฟ้องที่ไม่มีลายมือชื่อโจทก์ ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕๘ (๗) หากศาลชั้นต้นตรวจพบข้อผิดพลาดดังกล่าวก็จะใช้อำนาจตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๖๑ สั่งให้โจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้องหรือยกฟ้อง หรือไม่ประทับฟ้องได้ แต่ถ้าศาลชั้นต้นสั่งประทับฟ้องและดำเนินกระบวนพิจารณาจนคดีขึ้นมาสู่ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ แล้ว การที่จะสั่งให้โจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้องหรือไม่ประทับฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๖๑ วรรคหนึ่ง ย่อมล่วงเลยเวลาที่จะปฏิบัติได้เพราะศาลชั้นต้นได้สั่งประทับฟ้องและดำเนินกระบวนพิจารณาจนเสร็จสิ้นแล้ว ทั้งกรณีดังกล่าวไม่เข้าเหตุตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๐๘ (๒) ที่จะสั่งให้ศาลชั้นต้นทำการพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ ย่อมไม่มีวิธีปฏิบัติเป็นอย่างอื่นนอกจากต้องพิพากษายกฟ้องโจทก์ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๔๕๐/๒๕๕๓ คำขอท้ายฟ้องโจทก์เป็นเอกสารที่ถ่ายสำเนา จึงเป็นคำฟ้องที่ไม่มีลายมือชื่อโจทก์ ผู้เรียงและผู้พิมพ์ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕๘ (๗) หากศาลชั้นต้นตรวจะพบข้อผิดพลาดดังกล่าวก็ใช้อำนาจตามมาตรา ๑๖๑ สั่งให้โจทก์แก้ไขฟ้องให้ถูกต้อง หรือยกฟ้องหรือไม่ประทับฟ้องได้ แต่ถ้าศาลชั้นต้นสั่งประทับฟ้องและดำเนินกระบวนพิจารณาจนคดีขึ้นมาสู่ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ แล้ว การที่จะสั่งให้โจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้องหรือไม่ประทับฟ้องตามมาตรา ๑๖๑ วรรคหนึ่ง ย่อมล่วงเลยเวลาที่จะปฏิบัติได้ การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิจารณาพิพากษาคดีตามฟ้องโจทก์จึงเป็นการไม่ชอบ",วิ.อาญา,,,,,,, 63,12,,"ผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้เยาว์ร้องทุกข์ในความผิดฐานกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีโดยใช้กำลังประทุษร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๘ โดยบิดา มารดาหรือผู้แทนโดยชอบธรรมมิได้ลงลายมือชื่อหรือให้ความยินยอมในการร้องทุกข์ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่",มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๙๑๕/๒๕๕๑ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒ (๗) และมาตรา ๑๒๓ มิได้บัญญัติว่า การร้องทุกข์ของผู้เยาว์ต้องได้รับความยินยอมจากบิดา มารดาหรือผู้แทนโดยชอบธรรมหรือบุคคลดังกล่าวต้องลงลายมือชื่อในการร้องทุกข์ของผู้เยาว์ด้วย ดังนั้น ผู้เยาว์จึงมีอำนาจร้องทุกข์ด้วยตนเองได้ การที่ผู้เสียหายที่ ๒ ร้องทุกข์ในความผิดฐานกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีโดยใช้กำลังประทุษร้ายจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว,วิ.อาญา,,,,,,, 63,12,,พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องว่า จำเลยใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของธนาคารซึ่งออกให้แก่ผู้เสียหายที่จำเลยลักไปเบิกถอนเงินสดไปจากวงเงินบัตรเครดิตของผู้เสียหาย จะมีคำขอให้คืนเงินแก่ผู้เสียหายได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๒/๒๕๕๓ พนักงานอัยการโจทก์ฟ้องว่า จำเลยใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของธนาคารซึ่งได้ออกให้แก่ ส. ผู้เสียหาย ซึ่งเป็นทรัพย์ส่วนหนึ่งที่จำเลยได้ลักไปเพื่อใช้ประโยชน์ในการเบิกถอนเงินสด ถอนเงินสดจำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท ไปจากวงเงินเครดิตของผู้เสียหายโดยมิชอบก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหายและธนาคาร ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๕, ๓๓๖ ทวิ, ๒๖๙/๕, ๒๖๙/๗, ๙๑ และให้จำเลยคืนเงินจำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท แก่ผู้เสียหาย ย่อมแปลคำฟ้องของโจทก์ได้ว่า โจทก์มุ่งประสงค์ที่จะให้ลงโทษจำเลยฐานลักเงินของผู้เสียหายอยู่ด้วย เพียงแต่วิธีการลักเงินดังกล่าวได้ใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์เบิกถอนเงินสดผ่านเครื่องฝาก-ถอนเงินอัตโนมัติ จึงเป็นความผิดเกี่ยวกับบัตรอิเล็กทรอนิกส์และความผิดฐานลักทรัพย์ ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๔๓ บัญญัติให้พนักงานอัยการมีอำนาจขอให้เรียกทรัพย์สินหรือใช้ราคาทรัพย์แทนผู้เสียหาย โจทก์จึงมีอำนาจขอให้จำเลยคืนเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท แก่ผู้เสียหายได้",วิ.อาญา,,,,,,, 63,13,,การควบคุมตัวผู้ต้องหาไว้เกินกำหนดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๘๗ จะเป็นเหตุให้พนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้อง และศาลต้องพิพากษายกฟ้อง หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๑๑๓/๒๕๕๒ จำเลยฎีกาว่า จำเลยถูกควบคุมตัวตั้งแต่วันที่ ๑๖ มกราคม ๒๕๔๙ ถึงวันที่ ๑๑ เมษายน ๒๕๔๙ เป็นเวลา ๘๖ วัน เกินกว่าที่ต้องถูกควบคุมตัวจริง ๘๔ วัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๘๗ อยู่ ๒ วัน ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า บทบัญญัติดังกล่าวเป็นเรื่องในชั้นสอบสวนของพนักงานอัยการหรือพนักงานสอบสวนที่จะควบคุมตัวผู้ต้องหาไว้เกินกำหนดไม่ได้ เว้นแต่จะขออำนาจศาลฝากขังเป็นระยะ ๆ ไป และเป็นคนละส่วนกับเรื่องการฟ้องโดยจำเลยให้การรับสารภาพ ซึ่งเป็นส่วนที่อยู่ในชั้นพิจารณาของศาลหากได้ความว่าจำเลยถูกควบคุมตัวเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้จริงก็เป็นเรื่องที่จำเลยต้องไปว่ากล่าวเอากับผู้ที่ควบคุมตัวโดยไม่ชอบเหล่านั้น หาทำให้กระบวนการสอบสวนที่ชอบและการนำคดีมาฟ้องยังศาลเสียไปไม่ ทั้งหากมีการควบคุมตัวเกินกำหนดก็ไม่ต้องห้ามที่พนักงานอัยการจะนำตัวผู้ต้องหาส่งฟ้องศาลโดยวิธีจับตัวมาส่งศาลพร้อมฟ้องได้ รวมทั้งไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายใดให้อำนาจศาลที่จะยกฟ้องคดีเช่นนี้ได้ คงมีแต่ห้ามมิให้พนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีใดต่อศาลโดยมิได้มีการสอบสวนในความผิดนั้นก่อน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๒๐ เท่านั้น มิฉะนั้นจะเป็นช่องทางให้มีผู้กล่าวอ้างเอาประโยชน์จากการควบคุมตัวเกินกำหนดได้ยิ่งไปกว่าการสอบสวนที่ชอบและการพิจารณาที่กระทำโดยศาล ที่จำเลยฎีกาขอให้ยกฟ้องในคดีที่จำเลยให้การรับสารภาพ โดยมิต้องสืบพยานประกอบเช่นนี้ จึงฟังไม่ขึ้น",วิ.อาญา,,,,,,, 63,13,,คำพิพากษาที่ให้โจทก์และจำเลยมีหนี้ต้องชำระต่างตอบแทนกัน จำเลยมีสิทธิจะขอให้ศาลออกคำบังคับโจทก์ได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๘๑/๒๕๔๔ คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นให้จำเลยจดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองในที่ดิน น.ส.๓.ก. เลขที่ ๘๙ ตำบลแก่งกระจาน อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องแก่โจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย โดยโจทก์ต้องชำระเงินค่าที่ดิน ๑,๕๔๖,๕๐๐ บาท แก่จำเลย กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์เท่าที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ ๗๐,๐๐๐ บาท คดีถึงที่สุด จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นออกคำบังคับให้โจทก์รับโอนสิทธิครอบครองที่ดินพร้อมชำระเงินค่าที่ดินแก่จำเลยตามคำพิพากษาภายใน ๓๐ วัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีเป็นสิทธิของโจทก์ที่จะดำเนินการบังคับคดีแก่จำเลยภายใน ๑๐ ปี นับแต่มีคำพิพากษา จำเลยไม่มีสิทธิที่จะบังคับโจทก์ได้ยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นออกคำบังคับให้แก่จำเลย โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยมีสิทธิร้องขอให้ศาลออกคำบังคับและดำเนินการบังคับคดีแก่โจทก์ได้หรือไม่ เห็นว่า ตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดของศาลชั้นต้นเป็นผลให้โจทก์และจำเลยต่างมีสภาพเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาและเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาที่มีหนี้ต้องชำระต่างตอบแทนกัน ในส่วนจำเลยจะต้องโอนสิทธิครอบครองในที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ และโจทก์จะต้องชำระค่าที่ดินจำนวน ๑,๕๔๖,๕๐๐ บาท ให้แก่จำเลยเช่นกัน อำศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๘๒ จำเลยย่อมมีสิทธิร้องขอให้ศาลชั้นต้นออกคำบังคับเพื่อดำเนินการบังคับให้โจทก์ปฏิบัติตามคำพิพากษาได้ภายใน ๑๐ ปีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๘๑ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้วฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น”",วิ.แพ่ง,,,,,,, 63,13,,คำพิพากษาให้แบ่งทรัพย์สิน จำเลยจะขอให้ออกคำบังคับได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๗๔๖/๒๕๕๑ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ แบ่งกรรมสิทธิ์รวมบ้าน ๒ หลัง และรถยนต์ ๑ คัน ให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง หากแบ่งไม่ได้ให้นำทรัพย์สินออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งปันกันคนละครึ่ง เป็นเรื่องการแบ่งสินสมรสเกี่ยวเนื่องกับสิทธิในครอบครัว โจทก์และจำเลยที่ ๑ จึงไม่ใช่เจ้าหนี้หรือลูกหนี้ต่อกัน เมื่อโจทก์ไม่ดำเนินการขอออกคำบังคับ จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นคู่ความย่อมมีสิทธิร้องขอให้ออกคำบังคับได้ เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า การแบ่งทรัพย์สินให้เป็นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๖๔ คำพิพากษาศาลชั้นต้นและคำบังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นย่อมเป็นอันสิ้นผลไปโดยคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ จำเลยที่ ๑ ย่อมมีสิทธิขอให้ศาลชั้นต้นออกคำบังคับใหม่ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้โจทก์ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ต่อไปได้ รวมถึงกรณีที่หากศาลฎีกามีคำพิพากษาในคดีเดิมและผลแห่งคำพิพากษาจำต้องมีการบังคับคดีให้แบ่งสินสมรสระหว่างกันอีก จำเลยที่ ๑ หรือโจทก์ย่อมมีสิทธิขออกคำบังคับใหม่เพื่อให้มีการบังคับคดีต่อไปได้",วิ.แพ่ง,,,,,,, 63,13,,การแก้ไขคำฟ้อง จะขอแก้ไขชื่อตัว ชื่อสกุล และภูมิลำเนาของจำเลยได้,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๕๕๓/๒๕๕๑ ตามหนังสือมอบอำนาจช่วง และฟ้องเดิมของโจทก์ระบุว่าฟ้อง นางสาวดารุณี สังข์ทองเป็นจำเลยที่ ๑ โดยให้รับผิดในมูลละเมิด ระบุว่าภูมิลำเนาของจำเลยที่ ๑ อยู่บ้านเลขที่ ๑ หมู่ที่ ๓ อำเภอตะโหมด จังหวัดพัทลุง ต่อมาโจทก์ขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องโดยแก้ชื่อจำเลยที่ ๑ เป็นนางดารุณีหรือนางสาวดรุณี สังข์ทองหรือสังข์แก้ว และขอแก้ไขภูมิลำเนาของจำเลยที่ ๑ เป็นบ้านเลขที่ ๒/๑ หมู่ที่ ๑๐ ซึ่งภูมิลำเนาตามที่ขอแก้ไขตรงกับภูมิลำเนาปัจจุบันของจำเลยที่ ๑ ที่ให้การระบุว่า จำเลยที่ ๑ มีภูมิลำเนาอยู่บ้านเลขที่ ๒/๑ หมู่ที่ ๑๐ ตำบลคลองใหญ่ อำเภอตะโหมด จังหวัดพัทลุง โดยระบุว่าย้ายมาจากบ้านเลขที่ ๑ หมู่ที่ ๓ ตำบลคลองใหญ่ อำเภอตะโหมด จังหวัดพัทลุง และจำเลยที่ ๑ เป็นผู้ครอบครองรถยนต์คันที่ทำละเมิดในคดีนี้ ดังนี้จึงเป็นการแก้ไขชื่อตัว ชื่อสกุล และภูมิลำเนาของจำเลยที่ ๑ ตามฟ้องเดิมซึ่งเป็นจำเลยคนเดียวกัน มิใช่แก้ไขคำฟ้องโดยเปลี่ยนตัวจำเลยที่ ๑ จากนางสาวดารุณี สังข์ทอง เป็นนางสาวดรุณี สังข์แก้ว ซึ่งเป็นคนละคนกันแต่อย่างใด อีกทั้งการที่โจทก์ระบุชื่อตัวและชื่อสกุลของจำเลยที่ ๑ ในหนังสือมอบอำนาจช่วงและคำฟ้องเดิมผิดพลาดคลาดเคลื่อนนั้น ก็เป็นการสะกดชื่อตัวผิดเล็กน้อยจาก “นางสาวดรุณี” เป็น “นางสาวดารุณี” พอถือว่าเป็นชื่อเดียวกันนั้นเอง ส่วนชื่อสกุลสะกดผิดจาก “สังข์แก้ว” เป็น “สังข์ทอง” ก็ผิดเฉพาะพยางค์ท้ายเท่านั้น พยางค์หน้าเป็นคำเดียวกัน ชื่อสกุลจึงคล้ายคลึงกันมาก แสดงว่าที่ระบุชื่อตัวและชื่อสกุลจำเลยที่ ๑ ผิดเกิดจากการสับสนเข้าใจผิดในชื่อของจำเลยที่ ๑ เท่านั้น ถือว่าโจทก์ได้มอบอำนาจให้ฟ้องจำเลยที่ ๑ และได้ฟ้องจำเลยที่ ๑ ตามหนังสือมอบอำนาจช่วงถูกตัวและถูกต้องชอบแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๑,วิ.แพ่ง,,,,,,, 63,13,,คดีฟ้องเรียกค่าทดแทนฐานผิดสัญญาหมั้น เป็นคดีเกี่ยวด้วยสิทธิแห่งสภาพบุคคล หรือสิทธิในครอบครัวหรือไม่ และต้องถือทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละคนอย่างไร,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๗๓๘/๒๕๕๑ โจทก์ที่ ๑ เป็นคู่หมั้น โจทก์ที่ ๒ เป็นมารดา โจทก์ที่ ๑ ใช้สิทธิฟ้องเรียกร้องค่าทดแทนจากจำเลยทั้งสามฐานผิดสัญญาหมั้น ซึ่งเป็นคดีมิใช่เกี่ยวด้วยสิทธิแห่งสภาพบุคคลหรือสิทธิในครอบครัว แต่เป็นกรณีที่โจทก์ทั้งสองต่างใช้สิทธิเฉพาะตัวตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๕๕ ต้องถือทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละคนแยกกัน ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ""...พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๔๒ จำเลยที่ ๑ ได้หมั้นโจทก์ที่ ๑ ด้วยแหวนเพชร ๑ วง ราคา ๒๔๐,๐๐๐ บาท โดยตกลงจะแต่งงานกันภายหลังจากโจทก์ที่ ๑ สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกแล้ว แต่ต่อมาจำเลยที่ ๑ ได้ถอนหมั้นโจทก์ที่ ๑ โดยคดีนี้ โจทก์ที่ ๑ อ้างว่าการผิดสัญญาหมั้นของจำเลยทั้งสามทำให้โจทก์ที่ ๑ ได้รับความเสียหายแก่กายและชื่อเสียงและจากการจัดการอื่นอันเกี่ยวแก่อาชีพหรือทางทำมาหาได้ จึงเรียกร้องให้จำเลยทั้งสามรับผิดชดใช้ค่าทดแทนความเสียหายเป็นเงินรวม ๒,๘๐๒,๘๐๐ บาท ส่วนโจทก์ที่ ๒ เรียกค่าเสียหายต่อกายหรือชื่อเสียงเป็นเงิน ๑๙๗,๒๐๐ บาท แม้สิทธิเรียกร้องของโจทก์ทั้งสองต่างเกิดจากการผิดสัญญาหมั้น แต่เป็นกรณีที่โจทก์ทั้งสองต่างใช้สิทธิเฉพาะตัว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๕ ต้องถือทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละคนแยกกัน เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ใช้ค่าทดแทนแก่โจทก์ที่ ๑ เป็นเงิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท และใช้ค่าทดแทนแก่โจทก์ที่ ๒ เป็นเงิน ๑๗๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ที่ ๒ ฎีกาขอให้พิพากษาให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ และให้ใช้ค่าทดแทนแก่โจทก์ที่ ๒ ส่วนจำเลยที่ ๑ ฎีกาว่าไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าทดแทนแก่โจทก์ทั้งสองตามฟ้อง ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาของโจทก์ที่ ๒ และทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาของจำเลยที่ ๑ ต่อโจทก์ที่ ๒ ไม่เกินสองแสนบาท ทั้งมิใช่คดีเกี่ยวด้วยสิทธิแห่งสภาพบุคคลหรือสิทธิในครอบครัว จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๘ วรรคหนึ่ง",วิ.แพ่ง,,,,,,, 63,13,,ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์ดำเนินการถอนฟ้องตามที่ตกลงกันไว้ในรายงานกระบวนพิจารณา แต่โจทก์ไม่ดำเนินการดังกล่าว ศาลจะจำหน่ายคดีโดยถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้องได้หรือไม่,มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๐๗/๒๕๔๔ คู่ความตกลงกันให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบชี้ขาดว่าเสาเข็มต้นพิพาทสามารถซ่อมแซมได้ดีเป็นปกติได้มาตรฐานเหมือนเสาเข็มขนาดเดียวกับต้นอื่นที่โจทก์ส่งมอบงานหรือไม่ เมื่อเสียงข้างมากของผู้เชี่ยวชาญที่ทำการตรวจสอบมีความเห็นว่า เสาเข็มต้นพิพาทซ่อมแซมให้ดีเป็นปกติได้มาตรฐานเหมือนเสาเข็มขนาดเดียวกันกับต้นอื่นที่โจทก์ส่งมอบงานไม่ได้ โจทก์จึงต้องถอนฟ้องไปตามข้อตกลงที่ระบุไว้ในรายงานกระบวนพิจารณา การที่โจทก์ไม่ถอนฟ้องไปภายในกำหนดเวลาซึ่งศาลกำหนดไว้ จึงเป็นการเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลเห็นสมควรกำหนดไว้อันเป็นการทิ้งฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๗๔ (๒),วิ.แพ่ง,,,,,,, 63,14,,การสั่งรับฟ้องแย้ง ศาลจะสั่งรับฟ้องแย้งแต่เฉพาะบางส่วนได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๐๓๑/๒๕๕๒ โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสามออกจากที่ดินและบ้านพิพาทโดยอ้างว่า จำเลยทั้งสามขายที่ดินและบ้านพิพาทให้แก่โจทก์ จำเลยทั้งสามให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยทั้งสามโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านพิพาทให้แก่โจทก์โดยไม่มีการซื้อขายกันจริงเพื่อที่โจทก์จะไปดำเนินการกู้ยืมเงินจากธนาคาร อ. และนำที่ดินและบ้านพิพาทจำนองเป็นประกันหนี้แทนจำเลยทั้งสอง ประเด็นข้อพิพาทจึงมีว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินและบ้านพิพาทหรือไม่ หากฟังข้อเท็จจริงได้ตามที่จำเลยทั้งสามให้การไว้ดังกล่าว โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสามและต้องดำเนินการคืนที่ดินและบ้านพิพาทให้แก่จำเลยทั้งสาม ฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสามในส่วนที่ขอให้โจทก์รับเงินเพื่อไปไถ่ถอนและจดทะเบียนโอนที่ดินและบ้านพิพาทคืนให้แก่จำเลยทั้งสามตามคำขอท้ายฟ้อง จึงเป็นเรื่องเดียวกันกับฟ้องเดิมชอบที่จำเลยทั้งสามจะฟ้องแย้งมาในคำให้การได้ ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสามที่อ้างว่า จำเลยทั้งสามมอบหมายให้โจทก์ไปดำเนินการกู้ยืมเงินและจำนองที่ดินและบ้านพิพาทแทนจำเลยทั้งสาม แต่โจทก์กลับเบียดบังที่ดินและบ้านพิพาทของจำเลยทั้งสามเป็นการจงใจกระทำละเมิดต่อจำเลยทั้งสามให้ได้รับความเสียหาย จึงขอให้โจทก์ชดใช้ค่าทดแทนเดือนละ ๕๐,๐๐๐ บาท ฟ้องแย้งในส่วนนี้เป็นเงื่อนไขที่ศาลจะต้องพิจารณาให้ได้ข้อเท็จจริงก่อนว่าโจทก์ไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินและบ้านพิพาทโดยจำเลยทั้งสามเป็นเจ้าของที่แท้จริง แล้วจึงจะพิจารณาได้ว่าโจทก์จงใจที่จะกระทำละเมิดจำเลยทั้งสามโดยแกล้งฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสามให้ออกไปจากที่ดินและบ้านพิพาท รวมทั้งพิจารณากำหนดค่าทดแทนตามที่จำเลยทั้งสามขอในคำขอท้ายฟ้อง ฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสามในส่วนนี้จึงเป็นการอ้างว่าโจทก์จงใจทำละเมิดจำเลยทั้งสามซึ่งเป็นคนละเรื่องกับฟ้องเดิมและเป็นเรื่องอื่นไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิมพอที่จะรวมพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๗๗ วรรคสาม ประกอบมาตรา ๑๗๙ วรรคท้าย",วิ.แพ่ง,,,,,,, 63,14,,ในคดีอาญา การยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องปฏิบัติอย่างไร และผู้พิพากษาที่ไม่ใช่ผู้พิพากษาที่ระบุชื่อตามคำร้องขออนุญาตฎีกา จะอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๔๕๑/๒๕๕๒ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย ๘ เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษาแก้ลงโทษจำคุกจำเลย ๔ เดือน จึงต้องห้ามมิให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๑๘ วรรคหนึ่ง จำเลยฎีกาว่าข้อเท็จจริงน่าเชื่อตามพยานหลักฐานจำเลยว่าโจทก์ร่วมได้ลงมือประทุษร้ายร่างกายจำเลย เป็นเหตุให้จำเลยจำต้องกระทำเพื่อป้องกันและหากฟังว่าจำเลยกระทำความผิดก็มีเหตุสมควรรอการลงโทษเป็นการโต้แย้งดุลพินิจการรับฟังพยานและการลงโทษจำเลย จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว เว้นแต่ถ้าผู้พิพากษาคนใดซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์พิเคราะห์เห็นว่าข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุดและอนุญาตให้ฎีกา หรืออธิบดีกรมอัยการลงลายมือชื่อรับรองในฎีกาว่ามีเหตุอันควรที่ศาลสูงสุดจะได้วินิจฉัย ก็ให้รับฎีกานั้นไว้พิจารณาต่อไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๑ ซึ่งขั้นตอนในการที่จะขอให้ผู้พิพากษาอนุญาตให้ฎีกาดังกล่าว มิได้มีบัญญัติวางหลักเกณฑ์ไว้โดยเฉพาะใน ป.วิ.อ. จึงต้องนำบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๘ วรรคท้าย มาใช้บังคับโดยอนุโลมตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕ กล่าวคือ จำเลยต้องยื่นคำร้องพร้อมกับคำฟ้องฎีกาต่อศาลชั้นต้นขอให้ผู้พิพากษาคนใดซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค ๗ อนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ แต่ตามคำร้องคงเพียงขอเฉพาะผู้พิพากษาสองคนซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยระบุชื่อให้อนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงโดยมิได้ระบุถึงผู้พิพากษาคนอื่นซึ่งพิจารณาในศาลชั้นต้นหรือลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๗ ดังนี้ การที่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาในศาลชั้นต้นคนหนึ่งไม่ใช่ผู้พิพากษาที่จำเลยระบุชื่อตามคำร้องมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงโดยลำพังจึงไม่มีผลเป็นการอนุญาตให้ฎีกาที่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๑ เพราะมิได้ต้องด้วยความประสงค์ของจำเลยในการที่จะขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาในศาลชั้นต้นคนนั้นเป็นผู้อนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตลอดทั้งมิได้ผ่านหลักเกณฑ์ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้",วิ.อาญา,,,,,,, 63,14,,คดีอาญาที่ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง หากศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยให้จะมีการฎีกาต่อมาได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๙๗๔/๒๕๕๒ ความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๙๕ มีระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปีหรือปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยหลังลดโทษแล้ว ๖ เดือน เมื่อคดีนี้ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยแต่รอการลงโทษไว้ย่อมต้องห้ามมิให้โจทก์อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๓ ทวิ อุทธรณ์ของโจทก์ที่ขอให้ไม่รอการลงโทษจำคุกจำเลยเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้าม การที่ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์มาทุกข้อและศาลอุทธรณ์ภาค ๔ รับวินิจฉัยให้ จึงเป็นการไม่ชอบ แม้ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ จะพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยไม่รอการลงโทษจำคุกจำเลยในความผิดฐานนี้ ก็ไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่จำเลยที่จะฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเนื่องจากเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค ๔ ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่งประกอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕ และปัญหาว่าศาลอุทธรณ์ภาค ๔ รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์เป็นการชอบหรือไม่ เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นฎีกาศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๕ ประกอบมาตรา ๒๒๕ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๔ ในส่วนความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๕ และยกฎีกาของจำเลยในความผิดฐานนี้ด้วย นอกจากนี้ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น",วิ.อาญา,,,,,,, 63,14,,ความผิดซึ่งหน้าอย่างแท้จริงตาม ป.วิ.อ. ไม่ต้องมีหมายจับตามมาตรา ๘๐ วรรคหนึ่ง ซึ่งตำรวจจะจับได้โดยไม่ต้องมีหมายจับตามมาตรา ๗๘ (๑) นั้น ต้องเป็นความผิดตามบัญชีท้าย ป.วิ.อ. หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๕๙/๒๕๔๒ จำเลยที่ ๑ เป็นตัวการร่วมกระทำผิดกับจำเลยที่ ๒ การที่จำเลยที่ ๒ ขายเมทแอมเฟตามีนให้แก่เจ้าพนักงานตำรวจนั้น ย่อมเป็นความผิดซึ่งหน้า เมื่อจำเลยที่ ๒ ถูกจับกุมในเขตท้องที่สถานีตำรวจนครบาลบางขุนเทียนแล้วได้นำเจ้าพนักงานตำรวจไปจับกุมจำเลยที่ ๑ ในเขตท้องที่สถานีตำรวจนครบาลวัดพระยาไกรเป็นการต่อเนื่องกันทันทีเช่นนี้จึงถือได้ว่าเป็นการจับกุมจำเลยที่ ๑ ในการกระทำความผิดซึ่งหน้าด้วยเช่นกัน ซึ่งหากล่าช้าจำเลยที่ ๑ อาจหลบหนีไปได้ และจากการตรวจค้นตัวจำเลยที่ ๑ ยังได้เมทแอมเฟตามีนอีกด้วย ดังนั้น แม้เจ้าพนักงานตำรวจเข้าจับกุมจำเลยที่ ๑ ในห้องพักของจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นที่รโหฐานก็ตาม ก็ย่อมมีอำนาจจับกุมได้โดยชอบตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๘๑ (๑), ๙๒ (๒) เมื่อการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดต่อเนื่องและกระทำต่อเนื่องกันทั้งในท้องที่สถานีตำรวจนครบาลบางขุนเทียนและสถานีตำรวจนครบาลวัดพระยาไกร ดังนั้น พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลบางขุนเทียนซึ่งเป็นท้องที่ที่จับกุมจำเลยที่ ๒ ผู้ร่วมกระทำผิดกับจำเลยที่ ๑ จึงมีอำนาจสอบสวนได้โดยชอบตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙ วรรคหนึ่ง (๓) และวรรคสาม (ก) โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๑ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๒๐ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๓๒๘/๒๕๔๔ นายดาบตำรวจ ว. กับพวกเห็นจำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่สายลับ เมื่อเข้าตรวจค้นบ้านก็พบเมทแอมเฟตามีนอีกหนึ่งเม็ดซึ่งจำเลยรับว่าเป็นของจำเลย การกระทำของนายดาบตำรวจ ว. กับพวกกระทำต่อเนื่องกัน เมื่อพบเห็นจำเลยกระทำความผิดฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๘๐ นายดาบตำรวจ ว. กับพวกจึงมีอำนาจจับจำเลยได้โดยไม่ต้องมีหมายจับตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๗๘ (๑) คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๔๕๔/๒๕๔๔ เจ้าพนักงานตำรวจผู้ร่วมจำเลยได้แอบซุ่มดูอยู่ที่หน้าบ้านจำเลยห่างประมาณ ๓๐ เมตร ชุดหนึ่ง และ ๒๐ เมตรอีกชุดหนึ่ง เห็นสายลับมอบธนบัตรให้จำเลย แล้วจำเลยไปนำสิ่งของที่ซุกซ่อนมามอบให้สายลับซึ่งเป็นเมทแอมเฟตามีน ๔ เม็ด การที่เจ้าพนักงานตำรวจเห็นการกระทำดังกล่าวของจำเลย เป็นการเห็นจำเลยกำลังกระทำความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดซึ่งหน้า คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๘๔๘/๒๕๔๗ สิบตำรวจโท ส. แอบซุ่มดูอยู่ห่างจากหน้าห้องเกิดเหตุประมาณ ๘ เมตร เห็นจำเลยส่งมอบเมทแอมเฟตามีน ๑๐ เม็ด ให้แก่สายลับ เมื่อเข้าตรวจค้นภายในห้องเกิดเหตุก็พบเมทแอมเฟตามีนอีก ๘ เม็ด การกระทำความผิดของจำเลยกับการเข้าตรวจค้นและจับกุมของร้อยตำรวจเอก ม. กับสิบตำรวจโท ส. และพวกเป็นการกระทำที่ต่อเนื่องกัน เมื่อพบเห็นจำเลยกำลังกระทำความผิดฐานจำหน่ายและฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายอันเป็นความผิดซึ่งหน้าตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๘๐ จึงมีอำนาจค้นและจับจำเลยโดยไม่ต้องมีหมายค้นและหมายจับตามมาตรา ๗๘ (๑), ๙๒ (๒) คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๖๔/๒๕๔๖ ก่อนค้นบ้านที่เกิดเหตุ เจ้าพนักงานตำรวจได้แสดงบัตรประจำตัวเจ้าพนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดแก่ พ. เจ้าของบ้านซึ่งเป็นมารดาของจำเลย และได้รับความยินยอมแล้ว เมื่อไม่ปรากฏว่าเจ้าพนักงานตำรวจได้ขู่เข็ญหรือหลอกลวงให้ พ. ให้ความยินยอมในการค้นแต่ประการใด แม้การค้นดังกล่าวจะทำโดยไม่มีหมายค้นที่ออกโดยศาลก็หาได้เป็นการค้นที่มิชอบแต่อย่างใดไม่ ประกอบกับก่อนทำการค้นเจ้าพนักงานตำรวจเห็นจำเลยโยนสิ่งของออกไปนอกหน้าต่าง เมื่อตรวจสอบดูพบว่าเป็นเมทแอมเฟตามีน จึงเป็นกรณีที่เจ้าพนักงานตำรวจพบจำเลยกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองอันเป็นความผิดซึ่งหน้าและได้กระทำลงในที่รโหฐาน เจ้าพนักงานตำรวจย่อมมีอำนาจจับจำเลยได้โดยไม่ต้องมีหมายจับหรือหมายค้นตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๗๘ (๑), ๙๒ (๒) คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๗๕๑/๒๕๕๑ ร้านก๋วยเตี๋ยวของจำเลยขณะเปิดบริการมิใช่ที่รโหฐาน แต่เป็นที่สาธารณสถาน เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจมีเหตุอันควรสงสัยว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองอันเป็นความผิดต่อกฎหมายย่อมมีอำนาจค้นจำเลยได้โดยไม่ต้องมีหมายค้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๙๓ และเมื่อตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนอยู่ในครอบครองจำเลย การกระทำของจำเลยก็เป็นความผิดซึ่งหน้า เจ้าพนักงานตำรวจย่อมมีอำนาจจับจำเลยได้โดยต้องมีหมายจับตามมาตรา ๗๘ (๑) คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๙๕๘/๒๕๕๑ สายลับล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนที่หน้าบ้านจำเลย เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมได้แอบซุ่มดูและเห็นเหตุการณ์ล่อซื้อดังกล่าว จึงเข้าตรวจค้นและจับกุมจำเลยเป็นกรณีที่เจ้าพนักงานตำรวจพบเห็นการกระทำความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน และฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายอันเป็นความผิดซึ่งหน้า",วิ.อาญา,,,,,,, 63,15,,ข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ หากมีการรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาจะรับวินิจฉัยให้ได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๓๘๒/๒๕๔๓ คดีที่ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง แม้ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ จะได้วินิจฉัยปัญหาข้อนี้ให้โดยอาจเข้าใจว่าเป็นปัญหาข้อกฎหมาย ก็ไม่ชอบถือว่าข้อเท็จจริงดังกล่าวยุติไปแล้วตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ถือเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค ๑ และผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นจึงไม่อาจรับรองให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเรื่องนี้ได้อีก โจทก์อ้างแผนที่พิพาทซึ่งศาลชั้นต้นสั่งยกเลิกการจัดทำแล้วเป็นเพียงการอ้างเอกสารเป็นพยานเท่านั้น ส่วนศาลจะรับฟังหรือไม่เป็นดุลพินิจของศาล และการอ้างเอกสารเป็นพยานของคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นเอกสารที่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง หรือศาลต้องรับรองความถูกต้องเสียก่อน คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๑๘/๒๕๔๖ จำเลยให้การต่อสู้ว่าที่ดินที่ใช้วางท่อระบายน้ำทิ้งเป็นที่ดินของจำเลยโดยการครอบครองปรปักษ์ จำเลยมิได้ให้การต่อสู้ว่าใช้ที่ดินตรงที่วางท่อระบายน้ำทิ้งโดยเจตนาจะให้ได้ภาระจำยอม ฎีกาของจำเลยที่ว่าจำเลยได้สิทธิภาระจำยอมโดยอายุความในการใช้ที่ดินตรงที่วางท่อระบายน้ำทิ้งจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่ง แม้ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองให้ฎีกาในข้อเท็จจริง ศาลฎีกาก็วินิจฉัยให้ไม่ได้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๕๕/๒๕๔๕ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมกันชำระค่าสินสอดแก่โจทก์ทั้งสามจำนวน ๓๕,๐๐๐ บาท พร้อมด้วยสร้อยคอทองคำหนัก ๑ บาท หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน ๕,๓๐๐ บาท จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ อุทธรณ์ขอให้ยกฟ้อง ดังนั้น ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์จึงมีเพียง ๔๐,๓๐๐ บาท ไม่เกิน ๕๐,๐๐๐ บาท ทั้งมิใช่คดีเกี่ยวด้วยสิทธิแห่งสภาพบุคคลหรือสิทธิในครอบครัวคดีต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๔ วรรคหนึ่ง ที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ อุทธรณ์ว่า เงินจำนวน ๓๕,๐๐๐ บาท และสร้อยคอทองคำหนัก ๑ บาท เป็นเพียงเงินค่าตอบแทนที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ยินยอมให้จำเลยที่ ๓ ไปอยู่กินฉันสามีภริยากับโจทก์ที่ ๓ มิใช่เป็นค่าสินสอด โจทก์ทั้งสามไม่อาจเรียกคืนได้นั้น เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว การที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ รับวินิจฉัยอุทธรณ์ในข้อนี้จึงเป็นการไม่ชอบตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๒ (๑) และถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค ๓ ฎีกาของโจทก์ทั้งสามจึงไม่ชอบตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่ง แม้ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นจะรับรองให้ฎีกาในข้อเท็จจริงก็ตาม ศาลฎีกาไม่อาจพิจารณาให้ได้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๘๘๖/๒๕๔๖ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยแล้วว่า ที่ดินที่โจทก์กล่าวอ้างในฟ้องเป็นที่ดินแปลงเดียวกับที่ดินพิพาท และฟังว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทดีกว่าจำเลยทั้งสองการขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของจำเลยทั้งสองจึงเป็นการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ทับที่ดินของโจทก์ แต่ยกเหตุที่ว่าโจทก์มิได้ฟ้องเรียกคืนการครอบครองภายใน ๑ ปี มาเป็นเหตุยกฟ้อง ในชั้นอุทธรณ์ โจทก์อุทธรณ์ว่าคดีนี้ไม่มีประเด็นเรื่องการแย่งการครอบครอง จำเลยทั้งสองแก้อุทธรณ์ว่า คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นชอบแล้วโดยไม่ได้ยกประเด็นเรื่องที่ดินตามฟ้องโจทก์เป็นที่ดินแปลงเดียวกับที่ดินแปลงพิพาทหรือไม่ และโจทก์มีสิทธิในการครอบครองที่ดินแปลงพิพาทดีกว่าจำเลยทั้งสองหรือไม่ ขึ้นโต้แย้ง ประเด็นดังกล่าวจึงต้องรับฟังเป็นที่ยุติตามที่ศาลชั้นต้นมีคำวินิจฉัย ดังนั้น จำเลยทั้งสองจะฎีกาโดยอ้างข้อเท็จจริงว่าโจทก์นำสืบไม่สมฟ้องในประเด็นดังกล่าวอีกหาได้ไม่ แม้ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นจะได้รับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงก็ตาม ศาลฎีกาก็รับวินิจฉัยให้ไม่ได้เพราะขัดต่อ ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่ง คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๙๑๗-๔๙๑๘/๒๕๔๙ การที่จำเลยร่วมอุทธรณ์ว่าผู้ตายเป็นผู้ขับรถโดยประมาทเลินเล่อแต่เพียงผู้เดียว เป็นอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้นที่ฟังว่า ย. ลูกจ้างจำเลยที่ ๑ มีส่วนประมาทเลินเล่อด้วย อุทธรณ์ของจำเลยร่วมจึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง เมื่อทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์สำหรับโจทก์ที่ ๒ ถึงที่ ๔ ในสำนวนที่ ๒ มีเพียงคนละไม่เกิน ๕๐,๐๐๐ บาท จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๔ วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยร่วมในส่วนที่เกี่ยวกับโจทก์ที่ ๒ ถึงที่ ๔ ให้เป็นการไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๒ (๑) และถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค ๗ ฎีกาของโจทก์ที่ ๒ ถึงที่ ๔ จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่ง โจทก์ที่ ๒ ถึงที่ ๔ จึงไม่มีสิทธิฎีกา แม้ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นจะรับรองให้ฎีกาในข้อเท็จจริง ศาลฎีกาก็ไม่อาจพิจารณาฎีกาของโจทก์ที่ ๒ ถึงที่ ๔ ได้ และสมควรแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๗ ให้ถูกต้อง เหตุที่รถยนต์บรรทุกที่ ย. ขับเสียหลักแล่นไปชนรถยนต์โดยสารของโจทก์ที่ ๑ เป็นเพราะผู้ตายขับรถยนต์เก๋งแล่นล้ำเส้นกึ่งกลางของทางเดินรถเข้าไปชนรถยนต์บรรทุกก่อน ดังนั้น ย. จึงไม่ได้ขับรถประมาท เหตุที่รถยนต์ชนกันเกิดจากความประมาทเลินเล่อของผู้ตายฝ่ายเดียว มิใช่เป็นผลโดยตรงที่เกิดจากการที่ ย. ขับรถด้วยความเร็วสูง หรือขับรถยนต์บรรทุกที่บรรทุกน้ำหนักเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดแต่อย่างใด คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๕๙๑/๒๕๕๒ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ ๑ เป็นลูกจ้างกระทำการในทางการที่จ้างของจำเลยที่ ๔ โจทก์ไม่อุทธรณ์ ปัญหานี้จึงยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ฎีกาของโจทก์ในปัญหาดังกล่าวจึงเป็นข้อที่มิได้ ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค ๗ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่ง แม้ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นจะรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัย",วิ.แพ่ง,,,,,,, 63,15,,คดีพิพาทเกี่ยวกับความเป็นเจ้าของที่ดิน คู่ความจะขอคุ้มครองชั่วคราว ก่อนพิพากษาในสิ่งที่เป็นส่วนควบของที่ดินได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ ก. กรณีโจทก์เป็นผู้ขอ (ป.วิ.พ. มาตรา ๒๕๔ (๒)) คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๓๖๖/๒๕๕๓ “คดีนี้โจทก์ซึ่งเป็นตัวการฟ้องเรียกที่ดินพิพาทคืนจากจำเลยทั้งสิบเอ็ด โดยกล่าวอ้างมาในคำฟ้องว่า การทำสวนยางพาราเป็นกิจการอย่างหนึ่งของโจทก์และโจทก์ใช้ที่ดินพิพาทบางแปลงทำสวนยางพารา ดังนี้ ต้นยางพาราซึ่งเป็นไม้ยืนต้นย่อมเป็นส่วนควบของที่ดินพิพาท โจทก์ย่อมมีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทรวมทั้งต้นยางพาราอันเป็นส่วนควบของที่ดิน เมื่อโจทก์ฟ้องเรียกที่ดินพิพาทคืนจากจำเลยทั้งสิบเอ็ด แต่จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ที่ ๕ ถึงที่ ๑๑ ให้การต่อสู้กรรมสิทธิ์มีผลเท่ากับเป็นการโต้เถียงสิทธิความเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทและต้นยางพาราอันเป็นส่วนควบของที่ดิน ถือได้ว่าต้นยางพาราในที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์สินที่พิพาทกันในคดีด้วย ข้อเท็จจริงได้ความตามทางไต่สวนว่า ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยที่ ๒ ดำเนินการให้บุคคลภายนอกเข้ามาตัดต้นยางพาราในที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ ๑๓๓๗ และ ๑๓๓๘ ตำบลเทพกับตรี อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต เพื่อนำออกขาย อันเป็นการกระทำให้เปลืองไปเปล่าหรือบุบสลาย หรือโอนไปยังผู้อื่นซึ่งทรัพย์สินที่พิพาทตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๕๕ (๒) หากภายหลังโจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีย่อมจะทำให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ได้ จึงสมควรสั่งห้ามไม่ให้จำเลยที่ ๒ เข้าตัดฟันต้นยางพาราในที่ดินพิพาทระหว่างพิจารณาคดีไว้เป็นการชั่วคราวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๕๔ (๒) ข. กรณีจำเลยเป็นผู้ขอ (ป.วิ.พ. มาตรา ๒๖๔) คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๓๔๐/๒๕๔๒ คดีนี้จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินอันเป็นทรัพย์สินของรัฐ หากข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทโดยชอบด้วยกฎหมาย แม้โจทก์จะเข้าปลูกต้นยูคาลิปตัสโดยสุจริต ก็หาอาจใช้ยันจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นตัวแทนของรัฐไม่ และต้นยูคาลิปตัสในที่ดินพิพาทที่โจทก์ปลูกย่อมไม่ต้องด้วยข้อยกเว้นที่จะถือว่าไม่เป็นส่วนควบของที่ดินตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๔๖ ฉะนั้น หากให้โจทก์ตัดต้นยูคาลิปตัสไปในระหว่างพิจารณาภายหลังจำเลยเป็นฝ่ายชนะคดีย่อมจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐได้ จึงสมควรที่จะสั่งห้ามไม่ให้โจทก์เข้าตัดฟันต้นยูคาลิปตัสในที่ดินพิพาทระหว่างพิจารณาคดีไว้เป็นการชั่วคราว การขอคุ้มครองชั่วคราวระหว่างพิจารณาตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๖๔ บัญญัติให้คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีสิทธิที่จะยื่นคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ของผู้ขอระหว่างพิจารณาได้ หากเห็นว่าการกระทำของคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งจะทำให้ตนได้รับความเสียหายหากภายหลังตนชนะคดี กฎหมายหาได้บัญญัติว่าหากผู้ขอเป็นฝ่ายจำเลยจะต้องฟ้องแย้งดังที่โจทก์ฎีกาแต่อย่างใดไม่",วิ.แพ่ง,,,,,,, 63,15,,"คดีอาญา คำขอท้ายฟ้องโจทก์ บทมาตราที่ขอให้ลงโทษจำคุกเกินสามปีหรือปรับเกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่คำฟ้องของโจทก์บรรยายไม่เข้าองค์ประกอบความผิดตามบทบัญญัติที่กล่าวในคำฟ้อง หากแต่เข้าบทบัญญัติซึ่งมีอัตราโทษที่กฎหมายกำหนดไว้ให้จำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ คดีจะต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๓ ทวิ หรือไม่ ",มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๙๔/๒๕๕๑ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยที่ ๑ มิได้มีเจตนาเอารถยนต์ของโจทก์ไปโดยทุจริต จำเลยที่ ๑ จึงไม่มีความผิดฐานลักทรัพย์ โจทก์อุทธรณ์ว่า พยานหลักฐานของโจทก์รับฟังได้ว่าจำเลยที่ ๑ มีเจตนากระทำความผิดฐานลักทรัพย์เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น อุทธรณ์ของโจทก์จึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง แม้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ ๑ ตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๕ หากโจทก์นำสืบได้ความว่าจำเลยที่ ๑ กระทำความผิด ศาลย่อมลงโทษจำเลยที่ ๑ ตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๔ ซึ่งมีอัตราโทษเบากว่าได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคหนึ่ง ตามที่โจทก์ฎีกาก็ตาม แต่บทบัญญัติดังกล่าวเป็นบทบัญญัติที่กำหนดเกี่ยวกับการพิพากษาของศาลซึ่งเป็นคนละกรณีกับสิทธิอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงของโจทก์ ซึ่งการอุทธรณ์ดังกล่าวต้องพิจารณาจากอัตราโทษที่บัญญัติไว้ในกฎหมายตามที่โจทก์ขอให้ลงโทษหรือที่กล่าวในคำฟ้อง เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๔๑ เวลากลางวัน จำเลยที่ ๑ ลักรถยนต์ของโจทก์ไป และมีคำขอท้ายฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ ๑ ตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๕ ก็ไม่เข้าองค์ประกอบความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าวไม่อาจลงโทษจำเลยที่ ๑ ตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๕ ได้ คงลงโทษจำเลยที่ ๑ ตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๔ ซึ่งมีอัตราโทษที่กฎหมายกำหนดไว้ให้จำคุกไม่เกินสามปี และปรับไม่เกินหกพันบาทเท่านั้น จึงต้องห้ามมิให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๓ ทวิ,วิ.อาญา,,,,,,, 63,16,,การขอให้ศาลมีคำสั่งเพื่อคุ้มครองประโยชน์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๖๔ นั้น หากศาลไม่อนุญาตให้เข้ามาเป็นคู่ความ ในขณะนั้นบุคคลดังกล่าวจะยื่นคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ตามบทมาตราดังกล่าวได้หรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๖๖๗/๒๕๕๑ คดีสืบเนื่องมาจากผู้ร้องยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๑๑๔๕ และ ๑๑๑๔๖ ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่าที่ดินดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของนายอวยชัย วรทวีธำรง จำเลยในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๒๐๓๒/๒๕๔๓ หมายเลขแดงที่ ๒๔๒๘/๒๕๔๔ ซึ่งนำมาจดจำนองไว้แก่ผู้คัดค้านเพื่อประกันการชำระหนี้ การยื่นคำร้องของผู้ร้องก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้คัดค้านขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นเห็นว่า ผู้คัดค้านเป็นเพียงผู้รับจำนองซึ่งไม่ว่าศาลจะสั่งให้ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ ย่อมไม่กระทบถึงสิทธิของผู้คัดค้านในฐานะผู้รับจำนองจึงมีคำสั่งไม่รับคำคัดค้าน ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ระหว่างพิจารณาโดยขอให้งดไต่สวนคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องไว้ก่อนจนกว่าศาลอุทธรณ์ภาค ๑ จะมีคำสั่งหรือคำพิพากษาในเรื่องที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์คำสั่งไม่รับคำคัดค้านของผู้คัดค้าน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ ผู้คัดค้านอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ ผู้คัดค้านฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “การขอให้ศาลมีคำสั่งเพื่อคุ้มครองประโยชน์ตามวิธีการชั่วคราว ก่อนพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ภาค ๔ ลักษณะ ๑ หมวด ๑ โดยเฉพาะตามมาตรา ๒๖๔ ที่ผู้คัดค้านอ้างอิงบัญญัติว่า “นอกจากกรณีที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๕๓ และมาตรา ๒๕๔ คู่ความชอบที่จะยื่นคำขอต่อศาลเพื่อให้มีคำสั่งกำหนดวิธีการเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของผู้ขอในระหว่างการพิจารณาหรือเพื่อบังคับตามคำพิพากษา เช่น ให้นำทรัพย์สินหรือเงินที่พิพาทมาวางต่อศาล ฯลฯ” ผู้ที่จะขอได้จึงต้องเป็นคู่ความในคดีที่ขอให้มีคำสั่งคุ้มครองนั้น ผู้คัดค้านเพียงแต่ยื่นคำคัดค้านขอเข้ามาเป็นคู่ความเพื่อต่อสู้คดีกับผู้ร้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำคัดค้านซึ่งมีผลเป็นการไม่อนุญาตให้ผู้คัดค้านเข้ามาเป็นคู่ความ แม้ผู้คัดค้านได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับคำคัดค้านดังกล่าว แต่ศาลชั้นต้นไม่รับอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ภาค ๑ มีคำสั่งยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ ดังนั้นในขณะยื่นคำร้องผู้คัดค้านมิใช่คู่ความ จึงไม่มีสิทธิขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองประโยชน์ตามบทบัญญัติดังกล่าวมานี้ ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษาชอบแล้ว”",วิ.แพ่ง,,,,,,, 63,16,,"การขอคุ้มครองประโยชน์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๖๔ การพิจารณาว่าศาลใด มีอำนาจสั่งคำร้องนั้น หากคดีที่ขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาเป็นคดีสาขา ไม่ใช่คดีหลัก จะถือว่าคดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลนั้น ๆ อันคู่ความจะขอคุ้มครองประโยชน์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๖๔ ได้หรือไม่","มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๘๗๖/๒๕๕๑ คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมให้จำเลยทั้งสามชำระเงินจำนวน ๗,๖๗๙,๕๒๖.๓๓ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๔.๕ ต่อปี ของต้นเงินจำนวน ๕,๔๙๓,๘๙๖.๓๓ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากผิดนัดให้บังคับทรัพย์จำนองตามฟ้อง ต่อมาจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดิน พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวเป็นของผู้ร้อง ซึ่งผู้ร้องซื้อแต่ใส่ชื่อจำเลยที่ ๓ ในโฉนดที่ดินแทน ผู้ร้องได้ครอบครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวโดยสงบเปิดเผยและด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลาเกินกว่า ๑๐ ปี ผู้ร้องจึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวโดยการครอบครองปรปักษ์ ขอให้มีคำสั่งปล่อยทรัพย์ดังกล่าว โจทก์ยื่นคำคัดค้าน (ที่ถูกเป็นคำให้การ) ขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ทนายผู้ร้องยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ ผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ ผู้ร้องฎีกาพร้อมกับยื่นคำร้องขอให้งดการขายทอดตลาดระหว่างฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า อนึ่ง คำร้องขอให้งดการขายทอดตลาดระหว่างฎีกาของผู้ร้องนั้น เป็นคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๖๔ ไม่ใช่เป็นคำร้องขอทุเลาการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๓๑ การพิจารณาว่าศาลใดเป็นศาลที่มีอำนาจส่งคำร้องดังกล่าวจะต้องพิจารณาว่าประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลใด ประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีนี้คือทรัพย์พิพาทเป็นของจำเลยที่ ๓ หรือเป็นของผู้ร้อง แต่ประเด็นที่ขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาในชั้นนี้คือมีพฤติการณ์พิเศษที่ศาลฎีกาจะขยายระยะเวลา อุทธรณ์ให้ผู้ร้องหรือไม่ ซึ่งถือเป็นคดีสาขา ไม่ใช่คดีหลัก อีกทั้งเมื่อศาลฎีกาพิพากษากลับให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ให้แก่ผู้ร้อง คดีก็เสร็จไปจากการพิจารณาของศาลฎีกา ศาลฎีกายังไม่อาจพิพากษาให้เป็นไปตามคำร้องขอของผู้ร้องได้ ดังนั้นการที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ระหว่างฎีกา ศาลฎีกาจึงไม่อาจมีคำสั่งคุ้มครองประโยชน์ให้ผู้ร้องได้ อีกทั้งการยื่นคำร้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๖๔ นั้น คู่ความจะต้องยื่นต่อศาลในขณะคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาหรือมิฉะนั้นก็ยื่นในชั้นบังคับคดี เมื่อมีเหตุที่จะขอคุ้มครองประโยชน์ของคู่ความเพื่อบังคับตามคำพิพากษา แต่กรณีของผู้ร้องนั้น ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว แต่ศาลชั้นต้นยังมิได้สั่งรับอุทธรณ์ของผู้ร้อง จึงมิใช่คดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณา และมิใช่เป็นการขอคุ้มครองประโยชน์เพื่อบังคับตามคำพิพากษาด้วยเพราะผู้ร้องมิได้ถูกบังคับคดี การยื่นคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ของผู้ร้องจึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๖๔ ต้องยกคำร้อง"" คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๔๕๗/๒๕๓๑ ผู้ร้องขอให้ศาลชั้นต้นไต่สวนว่ามิได้เจตนาทิ้งฟ้องอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นยกคำร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่งและยื่นคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ระหว่างอุทธรณ์ ดังนี้ คดีของผู้ร้องยังไม่ขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์ จึงยังไม่มีเหตุจะพิจารณาให้คุ้มครองประโยชน์ของผู้ร้องในระหว่างอุทธรณ์",วิ.แพ่ง,,,,,,, 63,16,,การขอแก้ไขคำพิพากษาให้ถูกต้องตรงกับเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยของศาลที่กล่าวไว้ในคำพิพากษา ถือเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดหรือข้อผิดหลงเล็กน้อยหรือไม่,"มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๙๕๗/๒๕๔๖ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งแก้ไขคำพิพากษาในส่วนของจำนวนเงินที่เป็นฐานในการคิดดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จตามคำร้องของจำเลย เป็นการแก้ไขให้ถูกต้องตรงกับเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นที่กล่าวไว้ในคำพิพากษา จึงเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดหรือข้อผิดหลงเล็กน้อย มิใช่เป็นการทำคำสั่งซึ่งเป็นการกลับหรือแก้คำวินิจฉัยในคำพิพากษาเดิม จึงชอบที่ศาลชั้นต้นจะทำได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๓ วรรคหนึ่ง คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๕๒๔/๒๕๔๘ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ในต้นเงิน ๑๓๓,๑๘๖.๙๐ บาท ตั้งแต่วันที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๔๕ ซึ่งไม่ตรงกับที่โจทก์ขอโดยไม่ให้เหตุผลแห่งคำวินิจฉัยเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาด้วยวาจาเพราะดำเนินคดีอย่างคดีมโนสาเร่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๑ วรรคท้าย ๑๙๔,๑๙๖ เนื้อหาของคำพิพากษาจึงมีเพียงให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์และรับผิดค่าฤชาธรรมเนียมเท่านั้น แต่การที่โจทก์นำสืบข้อเท็จจริงตรงตามคำฟ้องโดยศาลชั้นต้นมิได้รับฟังข้อเท็จจริงแตกต่างจากทางนำสืบของโจทก์ ทั้งในคำพิพากษาก็ระบุจำนวนดอกเบี้ยที่จำเลยต้องรับผิดไม่เกิน ๔๘,๑๕๙.๑๙ บาท สอดคล้องกับทางนำสืบของโจทก์ จึงถือได้ว่าศาลชั้นต้นวินิจฉัยเห็นด้วยกับทางนำสืบของโจทก์ทุกประการ เพียงแต่เขียนคำพิพากษาตามรูปแบบของคำพิพากษาด้วยวาจาระบุวันเดือนปีที่คิดดอกเบี้ยผิดพลาดไปจากข้อวินิจฉัย การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขวันเดือนปีที่คิดดอกเบี้ยเป็นวันที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๔๑ ให้ถูกต้อง จึงเป็นกรณีขอแก้ไขข้อผิดหลงเล็กน้อยตามมาตรา ๑๔๓ วรรคหนึ่ง มิใช่เป็นการโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นชอบที่ศาลชั้นต้นจะแก้ไขข้อผิดหลงเล็กน้อยนั้นได้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๙๙๖/๒๕๔๘ คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษายืนตามมานั้นได้กำหนดให้จำเลยชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ นับตั้งแต่วันที่ ๑๙ กรกฎาคม ๒๕๔๒ นั้นผิดพลาดไปเพราะศาลชั้นต้นวินิจฉัยมาแล้วว่า จำเลยจะต้องปฏิบัติตามข้อตกลงภายในวันที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๔๑ ดังนั้นย่อมจะต้องชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์นับแต่วันที่ ๑๙ กรกฎาคม ๒๕๔๑ ซึ่งกรณีดังกล่าวเป็นข้อผิดพลาดเล็กน้อยแม้จำเลยฎีกาเพียงฝ่ายเดียว ศาลฎีกาชอบที่จะแก้ไขให้ถูกต้องโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา ๑๔๓ แห่ง ป.วิ.พ. คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๕๕๒/๒๕๔๑ การที่ศาลชั้นต้นมิได้พิพากษาถึงดอกเบี้ยในหนี้กู้เบิกเงินเกินบัญชีช่วงระหว่างวันถัดจากวันเลิกสัญญาถึงวันฟ้องให้แก่โจทก์ ทั้งที่ในคำวินิจฉัยก็มิได้ตัดดอกเบี้ยในส่วนนี้ เป็นเพียงข้อผิดพลาดหรือข้อผิดหลงเล็กน้อยซึ่งศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขข้อผิดพลาดหรือข้อผิดหลงนั้นได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๓ วรรคหนึ่ง คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๘๒๖/๒๕๔๓ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยในประเด็นค่าขาดประโยชน์ที่โจทก์เรียกร้องว่าเป็นเบี้ยปรับที่โจทก์พึงได้รับตามข้อกำหนดแห่งสัญญาเช่าซื้อ แต่ศาลชั้นต้นเห็นว่าสูงเกินส่วนและใช้ดุลพินิจลดลงโดยวินิจฉัยให้โจทก์ได้รับเป็นเงิน ๖๐,๐๐๐ บาท แต่ในคำพิพากษาตอนต่อมาเมื่อนำไปรวมกับค่าขาดราคากลับระบุค่าขาดประโยชน์คือ ๔๕,๐๐๐ บาท เห็นได้ชัดว่า จำนวนเงินที่ระบุในตอนหลังนี้พิมพ์ผิดพลาดไป กรณีจึงต้องด้วยบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๓ เมื่อข้อผิดพลาดเล็กน้อยดังกล่าวปรากฏแก่ศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจแก้ไขโดยถูกต้องได้ แม้โจทก์จะมิได้อุทธรณ์และเพิ่งหยิบยกขึ้นในชั้นฎีกาก็ตาม คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๕๘๘/๒๕๔๓ ตามคำฟ้องและทางนำสืบของโจทกี จำเลยที่ ๑ นำที่ดินมาจำนอง ๔ แปลง แต่ในคำพิพากษาของศาลชั้นต้นระบุที่ดินจำนองตกไป ๑ แปลง เป็นข้อผิดหลงเล็กน้อย และศาลอุทธรณ์มิได้แก้ไข ศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้องตรงตามความเป็นจริงได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๓ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๑๘๑/๒๕๓๔ เมื่อคดีถึงที่สุดโดยไม่มีการอุทธรณ์หรือฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้น อำนาจในการแก้ไขข้อผิดพลาดหรือข้อผิดหลงในคำพิพากษาจึงอยู่แก่ศาลชั้นต้นที่มีคำพิพากษานั้น และไม่ใช่กรณีที่ต้องอุทธรณ์หรือฎีกาคำพิพากษาศาลชั้นต้น ข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๓ หาได้จำกัดเฉพาะที่เกิดจากการขีดเขียนหรือถ้อยคำเท่านั้นไม่ เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยไว้แล้ว ว่าจำเลยต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยจำนวน ๒๓๙,๑๙๕.๘๐ บาท แก่โจทก์ด้วย แต่เมื่อคำพิพากษามิได้นำดอกเบี้ยจำนวนดังกล่าวมารวมคำนวณเป็นยอดหนี้ที่จำเลยต้องชำระแก่โจทก์ จึงเป็นข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อยในคำพิพากษาที่แก้ไขได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๓ เพราะไม่เป็นการกลับหรือแก้คำวินิจฉัยในคำพิพากษาเดิม",วิ.แพ่ง,,,,,,,