File size: 4,316 Bytes
3c90236
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
Book,Page,LineNumber,Text
06,0010,001,บทว่า  <B>ปฏิจฺจสมุปฺปาทํ</B>  ได้แก่  ปัจจยาการ.  จริง  ปัจจยาการท่าน 
06,0010,002,เรียกว่า   ปฏิจจสมุปบาท   เพราะอรรถวิเคราะห์ว่า   อาศัยกันและกัน   ยังธรรม
06,0010,003,ที่สืบเนื่องกันให้เกิดขึ้น.  ความสังเขปในบทว่า  <B>ปฏิจฺจสมุปฺปาทํ</B>   นี้   เท่านี้.
06,0010,004,ส่วนความพิสดาร   ผู้ปรารถนาวินิจฉัยที่พร้อมมูลด้วยอาการทั้งปวง   พึงถือเอา
06,0010,005,จากวิสุทธิมรรค    และมหาปกรณ์.
06,0010,006,บทว่า  <B>อนุโลมปฏิโลมํ</B>  มีวิเคราะห์ว่า  ตามลำดับด้วย  ทวนลำดับ
06,0010,007,ด้วย    ชื่อว่าทั้งตามลำดับทั้งทวนลำดับ.    ผู้ศึกษาพึงเห็นความในบทอย่างนี้แล
06,0010,008,ว่า  ในอนุโลมและปฏิโลมทั้ง ๒ นั้น  ปัจจยาการมีอวิชชาเป็นต้น  ที่ท่านกล่าว
06,0010,009,โดยนัยว่า   <B>อวิชิชาปจฺจยา   สงฺขารา</B>  ดังนี้  เรียกว่า  อนุโลม  เพราะทำกิจที่ตน
06,0010,010,พึงทำปัจจยาการนั้นนั่นเอง   ที่ท่านกล่าวโดยนัยเป็นต้นว่า  <B>อวิชฺชาย  เตฺวว
06,0010,011,อเสสวิราคนิโรธา   สงฺขารนิโรโธ</B>   ดังนี้     เมื่อดับเพราะนิโรธ    คือไม่
06,0010,012,เกิดขึ้นย่อมไม่ทำกิจนั้น  เพราะฉะนั้น  จึงเรียกว่า  ปฏิโลม   เพราะไม่ทำกิจนั้น. 
06,0010,013,อีกอย่างหนึ่ง     ปัจจยาการที่กล่าวแล้ว      ตามนัยก่อนนั่นแล     เป็นไปตาม
06,0010,014,ประพฤติเหตุ  นอกนี้เป็นไปย้อนประพฤติเหตุ.  ก็แลความเป็นอนุโลมและปฎิโลม
06,0010,015,ในปัจจยาการนี้   ยังไม่ต้องด้วยเนื้อความอื่นจากนี้    เพราะท่านมิได้กล่าวตั้งแต่
06,0010,016,ต้นจนปลายและตั้งแต่ปลายจนถึงต้น.
06,0010,017,บทว่า  <B>มนสากาสิ</B>  ตัดบทว่า  มนสิ  อกาสิ  แปลว่า ได้ทำในพระหฤทัย
06,0010,018,ในอนุโลมและปฏิโลมทั้ง  ๒  นั้น   พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงทำในพระหฤทัย
06,0010,019,ด้วยอนุโลมด้วยประการใด    เพื่อแสดงประการนี้ก่อนพระธรรมสังคาหกาจารย์
06,0010,020,จึงกล่าวคำว่า  <B>อวิชฺชาปจฺจยา  สงฺขารา</B>  เป็นต้น.   ในคำนั้นผู้ศึกษาพึงทราบ
06,0010,021,ความในทั้งปวงโดยนัยนี้ว่า  อวิชฺชานี้ด้วย  เป็นปัจจัยด้วย  เพราะฉะนั้น    ชื่อ