Book,Page,LineNumber,Text
46,0048,001,เมื่อว่าตามลำดับมรรค ความไม่มีแห่งทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย
46,0048,002,ย่อมมีได้ด้วยมรรคที่หนึ่ง ความไม่มีแห่งกามราคานุสัยและอวิชชานุสัย ย่อมมี
46,0048,003,ได้ด้วยมรรคที่สาม ความไม่มีแห่งมานานุสัย ภวราคานุสัย และอวิชชานุสัย
46,0048,004,ย่อมมีได้ด้วยมรรคที่สี่.
46,0048,005,ถามว่า เพราะเหตุไร ?
46,0048,006,ตอบว่า ก็เพราะเหตุที่อนุสัยทั้งปวง เป็นอกุศลคือกามราคานุสัย
46,0048,007,และภวราคานุสัยเท่านั้น ถึงการสงเคราะห์เข้าด้วยโลภะเป็นอกุศลมูล. ปฏิฆานุสัย
46,0048,008,และอวิชชานุสัย ย่อมถึงการนับว่า โทสะเป็นอกุศลมูล โมหะเป็นอกุศลมูล
46,0048,009,ส่วนทิฏฐิ มานะ และวิจิกิจฉานุสัย ไม่จัดเป็นอกุศลมูลข้อใดเลย.
46,0048,010,อีกอย่างหนึ่ง เพราะภิกษุปรารถนาการละกิเลส ด้วยสามารถแห่งความ
46,0048,011,ไม่มีอนุสัย และด้วยสามารถแห่งการถอนอกุศลมูลเสียได้ ฉะนั้น พระผู้มี
46,0048,012,พระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ภิกษุใดไม่มีอนุสัยไร ๆ ถอนอกุศลมูลได้แล้ว.
46,0048,013,ในบาทพระคาถาว่า ยสฺส ทรถชา เป็นต้นนี้ พึงทราบวินิจฉัย
46,0048,014,ดังต่อไปนี้ :-
46,0048,015,กิเลสที่เกิดขึ้นครั้งแรก ชื่อว่าทรถะ เพราะอรรถว่า เร่าร้อน ส่วน
46,0048,016,กิเลสที่เกิดต่อมา ชื่อว่า ทรถชา เพราะเกิดจากกิเลสเป็นเครื่องกระวนกระวาย
46,0048,017,เหล่านั้น ความถือตัวตนชื่อว่า โอรํ สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า ดูก่อนภิกษุ
46,0048,018,คำว่า โอริมนฺตีรํ นี้ เป็นชื่อของการถือตัวถือตน.
46,0048,019,คำว่า อาคมนาย ได้แก่ เพื่อการอุบัติขึ้น.
46,0048,020,บทว่า ปจฺจยาเส ได้แก่ ปัจจัยทั้งหลายนั่นเอง.
46,0048,021,ท่านกล่าวอธิบายไว้อย่างไร ?