id stringlengths 1 5 | revid stringclasses 236 values | url stringlengths 38 42 | title stringlengths 4 95 | text stringlengths 140 532k |
|---|---|---|---|---|
16379 | 4619 | https://th.wikisource.org/wiki?curid=16379 | ประชุมพงศาวดาร/ภาคที่ 4/เรื่องที่ 3 | ← 2.
ประชุมพงษาวดาร ภาคที่ 4
(พ.ศ. 2458)
3. พงษาวดารหัวเมืองมณฑลอิสาณ โดย
ประชุมพงษาวดาร ภาคที่ 4
— "3. พงษาวดารหัวเมืองมณฑลอิสาณ"2458
สารบัญ#เปลี่ยนทาง
พงษาวดารหัวเมืองมณฑลอิสาณ
# พระราชอาณาเขตรสยาม
# เหตุสงครามระหว่างฝรั่งเศส
#เปลี่ยนทาง
<pages index="ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๔) - ๒๔๕๘.pdf" from="46" to="239"/> |
16386 | 208056 | https://th.wikisource.org/wiki?curid=16386 | มาร์ชเบญจมบพิตร | เบญจม บพิตร สิทธิศิกดิ์
เราพร้อมพรัก ร่วมแรง ร่วมใจ
เกียรติคุณ เลื่องชื่อ ลือไกล
มีวินัย ยึดมั่น สามัคคี
เบญจม บพิตร สุภาพบุรุษ
ไม่ยั้งหยุด ที่จะ ทำความดี
ยามเราเรียน เรียนเด่น เป็นศักดิ์ศรี
อุทิศชีวี เพื่อไว้ลาย ให้ลือชา
ชมพู...เหลือง...งามเรื่อ...เรืองตา
สวยเด่น เป็นสง่า กว่าสีใดใด
รุ่นพี่เกรียงไกร รุ่นน้องชาย จะช่วยรักษา
ขอให้ คำมั่น ขอปฏิญญา...
ข้าฯจะรักษา... ความดี... เท่าชีวิต...
ข้าฯจะรักษา... ความดี... เท่าชีวิต... |
16388 | 4431 | https://th.wikisource.org/wiki?curid=16388 | นวโกวาท/คำชี้แจง | คำชี้แจง.
นวโกวาทเป็นหนังสือสำหรับศึกษาความรู้เบื้องต้นในพระพุทธศาสนา ซึ่งแพร่หลายมากที่สุด ได้ยินว่าเดิมหนังสือนี้เกิดขึ้นเมื่อครั้งสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส เสด็จประทับอยู่ ณ วัดมกุฏกษัตริยาราม (พ.ศ. ๒๔๔๒-๔) ได้ทรงเลือกแปลธรรมวินัยในพระไตรปิฎกสำหรับทรงสั่งสอนภิกษุสามเณรในวัดนั้น ผู้ศึกษาต้องจดไปท่องบ่นกันก่อน ต่อมาเมื่อเสด็จกลับมาประทับ ณ วัดบวรนิเวศวิหารแล้ว ก็ยังทรงสั่งสอนด้วยวิธีนั้น ภายหลังจึงรับสั่งให้รวบรวมข้อธรรมวินัยนั้น ๆ พิมพ์ขึ้นสำหรับเป็นแบบเรียนธรรมวินัยของมหามกุฏราชวิทยาลัยสืบมา เพราะนวโกวาทนี้ไม่ได้ทรงแต่งอย่างหนังสืออื่น จึงมีคำแปลชื่อธรรมบางอย่างในหมวดนั้น ๆ ต่างกันด้วยพลความ เหมือนกันด้วยอรรถรส.
ในการพิมพ์ครั้งที่ ๙/๒๔๔๗ และครั้งที่ ๑๒/๒๔๕๓ ได้ทรงแก้ไขเพิ่มเติม ตามที่ปรากฏในคำนำนั้นแล้ว. ต่อมาเมื่อครั้งที่ ๓๐/๒๔๖๘ และครั้งที่ ๓๗/๒๔๗๗ ก็มีแก้ไขเพิ่มเติมอีก ส่วนการพิมพ์ครั้งที่ ๓๘/๒๔๗๙ นี้ ได้ตั้งใจว่าจะพยายามรักษาแบบของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า ฯ ไว้ เพราะฉะนั้น แม้มีคำแปลชื่อธรรมต่างกันบ้างดังกล่าวแล้ว ก็คงไว้อย่างนั้น แต่คำใดที่สันนิษฐานได้ว่าเคลื่อนคลาดจากฉบับเดิมเพราะการพิมพ์เป็นต้น และเพราะประการอื่น ได้ปรับคำนั้น ๆ ให้เข้าแนวบาลีอรรถกถาและระเบียบ ไม่มีเพิ่มข้อธรรมอื่นใดขึ้นอีกเพราะได้เตรียมการแต่งธรรมวิภาคปริเฉทที่ ๑ มีอธิบายดุจธรรมวิภาคปริเฉทที่ ๒ ไว้ส่วนหนึ่งแล้ว ถ้ามีแก้ไขเพิ่มเติม จักทำในที่นั้น.
อนึ่ง เมื่อพิมพ์ครั้งที่ ๓๗/๒๔๗๗ พระราชสุธี (วิจิตร อาภากโร ป. ธ. ๙) วัดมหาธาตุ ได้รับมอบจากที่ประชุมคณะกรรมการตรวจชำระแบบเรียนให้ค้นหาที่มาแห่งธรรมนั้น ๆ มาลงไว้แผนก ๑ ส่วนในการพิมพ์ครั้งนี้ กรรมการกองตำราได้ค้นที่มาเพิ่มเติมและลงไว้ในที่สุดแห่งชื่อธรรมนั้น ๆ ด้วยอักษรย่อนามคัมภีร์และเลขหน้าแห่งเดียวบ้างหลายแห่งบ้าง เพื่อเป็นหลักฐานและเป็นประโยชน์ในการสอบสวน ส่วนที่ยังค้นไม่พบ ได้ปล่อยว่างไว้ก่อน.
ถึงอย่างไรก็ดี ข้าพเจ้าทั้งหลายได้จัดทำด้วยกุศลเจตนา หวังบูชาพระคุณสมเด็จพระมหาสมณเจ้า ฯ พระองค์นั้น และมุ่งประโยชน์เกื้อกูลแก่กุลบุตรทั้งหลาย ด้วยประการฉะนี้แล.
วันที่ ๑ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๕๘<br>
พระมหาทองสืบ จารุวณฺโณ ป.ธ. ๙<br>
หัวหน้ากองตำรา<br>
มหามกุฏราชวิทยาลัย<br>
๓ พฤศจิกายน ๒๔๗๙
คำนำ (พิมพ์ครั้งที่ ๓๐/๒๔๖๘).
เมื่อสมเด็จพระมหาสมณะเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงพระนิพนธ์หนังสือวินัยมุขขึ้นแล้ว ไม่ทันมีโอกาสที่จะทรงแก้ไขสำนวนความเรียงในส่วนวินัยบัญญัติ ซึ่งปรากฏความแผกเพี้ยนบางบทบางตอน ยากในการหมายใจสังเกตรูปความเมื่อเทียบเคียงของผู้แรกศึกษา ตลอดเวลาจนสิ้นพระชนม์ เห็นสมควรที่จะชำระอนุโลมตามเค้าเงื่อนแห่งวินัยมุข ข้าพเจ้าจึงแก้ไขให้สอดคล้องกันในส่วนเค้าความและคำที่เรียงนั้น ๆ ซึ่งอาศัยคำแปลในวินัยมุขเป็นหลัก.
พระสาสนโสภณ<br>
วัดเทพศิรินทราวาส<br>
วันที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๖๘
คำนำ (พิมพ์ครั้งที่ ๑๒/๒๔๕๓).
เมื่อหนังสือนี้ฉบับที่ ๑๑ หมดแล้ว จะได้พิมพ์ฉบับที่ ๑๒ ได้เพิ่มหมวดธรรมที่สาควรจะรู้เข้าอีกหลายหมวด เพราะเห็นว่าหนังสือนี้ได้ใช้แพร่หลาย ไม่เฉพาะแต่ภิกษุใหม่ ควรจะให้ความรู้กว้างขวางออกไป. หมวดธรรมที่เพิ่มคราวนี้ ทุกะหมวด ๒ และหมวดธรรมอันสงเคราะห์เข้าในโพธิปักขิยธรรมเป็นพื้น. เมื่อเพิ่มขึ้นดังนี้ ข้อศึกษาของภิกษุใหม่ก็มากขึ้น ภิกษุผู้มีสติปัญญาพอประมาณหรือค่อนข้างทรามจะเรียนไม่จบก็อาจเป็นได้. เมื่อเป็นเช่นนี้ อุปัชฌายะอาจารย์ผู้ฝึกหัดจะงดธรรมบางหมวดที่ไม่ใช้สำหรับภิกษุใหม่ หรือที่มีซ้ำกับหมวดธรรมอื่นบ้างแล้ว ไม่ใช้สอนก็ควร. นอกจากนี้ คราวนี้ยังได้แก้สำนวนในหนังสือนี้ด้วย.
กรมหลวงวชิรญาณวโรรส<br>
วัดบวรนิเวศวิหาร<br>
วันที่ ๙ สิงหาคม ร.ศ. ๑๒๙
คำนำ (พิมพ์ครั้งที่ ๙/๒๔๔๗).
แต่เดิม ในหนังสือนี้ ไม่ค่อยใช้ศัพท์บาลี แต่งขึ้นสำหรับเหมาะแก่ผู้เริ่มศึกษาในยุคนี้ ใช้บ้างแต่ในที่จะย่นความกำหนดหรือความจำเข้าได้ดีกว่าใช้คำไทย ภายหลังหนังสือนี้แพร่หลายไปในหมู่ญาติโยมของผู้บวชใหม่ ผู้ได้สดับมากต่างก็พอใจในความคิดแต่งหนังสือนี้ แต่เห็นกันโดยมากว่า ถ้าใช้ศัพท์บาลีเข้าด้วยจะดีขึ้นอีกมาก เหตุว่า คนชั้นผู้ใหญ่เคยศึกษาในศัพท์บาลี เมื่อไม่พบศัพท์บาลีก็ชักให้งง. มักต้องนึกเทียบศัพท์บาลีก่อนจึงจะเข้าใจได้ตลอดดีว่า ธรรมหมวดนั้น ๆ เล็งเอาพระบาลีหมวดนั้น ๆ ถึงการกำหนดหรือการจำเล่า ท่านก็เห็นว่าศัพท์บาลีง่ายกว่า ยกขึ้นพูดก็สะดวกกว่า. หวังจะให้หนังสือนี้เป็นไปตามประสงค์ของคนชั้นผู้ใหญ่ด้วย จึงได้เติมศัพท์บาลีเข้าด้วยในหมวดธรรมที่มีคำบาลีสำหรับใช้เฉพาะศัพท์ เว้นไว้แต่หมวดธรรมที่จะต้องใช้คำผสมเป็นประโยค เช่นในอภิณหปัจจเวกขณะข้อต้นว่า ชราธมฺโมฺหิ ชรํ อนตีโต ซึ่งแปลว่า เรามีความแก่เป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความแก่ไปได้ ในหมวดธรรมเช่นนี้ ยังคงใช้คำไทยล้วนตามเดิม จะใช้ประโยคบาลีเข้าด้วยก็จะกลายเป็นหนังสือสวดมนต์แปลไป ผิดกับความประสงค์เดิม จะพาให้ผู้บวชใหม่ท้อถอยในการศึกษาพระธรรมวินัย ถึงศัพท์บาลีที่ใช้นั้นก็เรียงไว้ต่างวิธีกัน เรียงไว้ข้างต้นก็มี ข้างท้ายก็มี ที่เรียงไว้ข้างต้นนั้น ผู้เริ่มศึกษาไม่ถนัดกำหนดหรือจำศัพท์บาลี จะงดเสีย กำหนดหรือจำแต่ความไทยก็ได้ ถ้ากำหนดหรือจำได้ด้วย ก็เป็นอันได้ความรู้กว้างขวางออกไป จะอ่านหนังสือธรรม หรือฟังเทศนา ก็จะกำหนดได้ง่ายขึ้น
ที่เรียงไว้ข้างท้ายนั้น เป็นศัพท์พิเศษใช้เฉพาะข้อความนั้น สมควรที่จะรู้ไว้. ถึงท่านผู้เป็นอุปัชฌายะหรืออาจารย์ ผู้จะฝึกภิกษุสามเณรบวชในสำนักของตน ก็ควรรู้จักผ่อนปรนฝึกฝนตามสมควรแก่อุปนิสัยของเธอทั้งหลาย ถือเอาความรู้ความเข้าใจพระธรรมวินัยเป็นประมาณ. เมื่อเป็นคราวที่ควรจะแก้ไขหนังสือฉบับนี้ใหม่ จึงได้เพิ่มหมวดธรร,ที่สมควรอันยังไม่มีในนี้เข้าอีกบ้าง ทั้งเรียบเรียงใหม่ในพวกหนึ่ง ๆ ให้ลุ่มลึกไปโดยลำดับ จับแต่ง่ายไปหายาก เพื่อให้ง่ายแก่ผู้ยังจะต้องใช้ความจำเบื้องหน้า. ฉบับใหม่นี้ได้แก้ไขเพิ่มเติมเพียงเท่านี้.
กรมหมื่นวชิรญาณวโรรส<br>
วัดบวรนิเวศวิหาร<br>
วันที่ ๓๐ มิถุนายน ร.ศ. ๑๒๓
คำนำ (พิมพ์ครั้งที่ ๕/๒๔๔๒).
หนังสือเล่มนี้ เรียงย่อเกินประมาณดังนี้ สำหรับภิกษุสามเณรบวชใหม่, เพราะผู้บวชใหม่ย่อมบวชเพียงพรรษาเดียว คือสี่เดือนเป็นพื้น; อุปัชฌายะอาจารย์ผู้หวังความรู้แก่สัทธิวิหาริกและอันเตวาสิก ต้องหาอุบายสั่งสอนให้เขาได้ความรู้มากที่สุดตามแต่จะเป็นได้, ถ้าใช้แบบสอนที่พิสดาร เรียนรู้ยังไม่ถึงไหนก็ถึงเวลาสึก จึงต้องใช้แบบย่อให้จุข้อความที่ควรจะศึกษา นี้เป็นเหตุเริ่มเรียงหนังสือเล่านี้ขึ้น หนังสือนี้ถึงเป็นแบบย่อ ถ้าเข้าใจวิธีสอน ก็ทำให้ภิกษุสามเณรผู้บวชใหม่เข้าใจกว้างขวางได้เหมือนกัน ข้าพเจ้าได้ใช้ฝึกศิษย์ด้วยวิธีดังจะกล่าวต่อไปนี้.
ให้ผู้ศึกษากำหนดจำหัวข้อในหนังสือเล่มนี้ให้ได้ตลอด เอาแต่ใจความ ไม่ต้องจำถึงพยัญชนะ, แต่คนอ่านแล้วถอดใจความจำไว้ในใจไม่ได้ ยังต้องท่องเหมือนท่องสวดมนต์; กำหนดระยะให้ ๓ เดือน (ยกเดือนต้นไว้สำหรับยุรพกิจอย่างอื่น), เดือนที่ ๒ วินัยบัญญัติ เดือนที่ ๓ ธรรมวิภาค, เดือนท้ายเมื่อจวนสึก คิหิปฏิบัติ. ผู้ประกอบด้วยสติปัญญา อุตสาหะกล้าก็ได้เร็วกว่ากำหนด, ปานกลางก็พอทันกำหนด, ทรามก็ไม่ทันกำหนด. ในระหว่างที่ศึกษาอยู่นั้น ในชั้นต้น เมื่อถึงกถาอะไรได้สอบถามให้เล่าหัวข้อเหล่านั้นให้ฟังจนเห็นว่าขึ้นใจแล้ว. ส่วนวินัยให้ผูกเป็นปัญหาให้ตัดสิน, ปัญหานั้นให้ตัดสินได้ด้วยเทียบตามแบบ เช่น " ภิกษุพยาบาลคนไข้ วางยาผิด คนไข้ตาย, จะต้องปาราชิกหรือไม่ ? " ผู้ตอบต้องใคร่ครวญดูเจตนาของผู้วางยาว่า เหมือนกับเจตนาของผู้ที่กล่าวไว้ในแบบหรือไม่ ? เท่านี้ก็ตัดสินได้. ถึงธรรมวิภาคและคิหิปฏิบัติก็มีปัญหาถามเหมือนกัน เช่น " อย่างไร ความคบสัตบุรุษเป็นต้น จึงเป็นเครื่องเจริญของมนุษย์ ? " ในที่นี้ผู้ตอบต้องอธิบายตามความเห็นของตนให้สมแก่รูปปัญหา. อีกข้อหนึ่ง " ทรัพย์ที่จับจ่ายด้วยประการไร จึงได้ชื่อว่าเป็นประโยชน์ ? " ในที่นี้ต้องเอากระทู้ความในหมวดที่ว่าด้วยประโยชน์เกิดแต่การถือเอาโภคทรัพย์ มาอธิบายแก้ให้สมรูปปัญหา. เมื่อถึงกำหนด ได้มีการสอบความรู้ใน ๓ อย่างนั้น เพื่อเป็นอุบายให้เอาใจใส่ดีขึ้น.
ยังมีวิธีที่ช่วยทำให้ผู้บวชใหม่ ได้ความรู้กว้างขวางออกไปกว่านี้อีก. ส่วนวินัย ถามปัญหาให้เทียบตามแบบไม่ได้ เช่น " ภิกษุตีเด็ก ต้องอาบัติอะไร ? " ในแบบมีแต่ว่าตีภิกษุต้องปาจิตตีย์. เช่นนี้ทำให้ค้นคว้าในสิกขาเล่มใหญ่๑ พอพบแล้วก็จำได้ทันที. ส่วนธรรมวิภาคนั้นได้แจกกระทู้พุทธภาษิต๒ เช่น " คนล่วงทุกข์ได้เพราะความเพียร, ได้ชื่อเสียงเพราะความสัตย์ " วันละข้อ. แจกให้อย่างเดียวกันหมด ให้ไปแต่งแก้แล้วนำมาอ่านในที่ประชุมในกำหนด; ผู้แต่งต้องตริตรองด้วยน้ำใจให้เห็นเองก่อนว่า " ความเพียรเป็นเหตุ, ความล่วงทุกข์เป็นผล. ความสัตย์เป็นเหตุ, ชื่อเสียงเป็นผล; " จึงจะเรียงความแต่งมาอ่านได้ ในเวลาที่อ่าน ต่างคนก็ต่างมุ่งฟังของกันและกัน. เมื่อใครอธิบายดี ก็จำไว้, และที่สุดได้รับวินิจฉัย ว่าถูกหรือผิด. ข้อนี้เป็นเหตุให้ค้นคว้าข้อความในหนังสือธรรมมาอธิบาย ได้ความรู้กว้างขวางและตริตรองเห็นความดี เห็นความชั่ว ด้วยน้ำใจเอง.
หนังสือเล่มนี้ แต่งขึ้นสำหรับสอนภิกษุสามเณรบวชใหม่ให้พอควรแก่เวลาจะศึกษาได้ จึงตั้งชื่อว่า นวโกวาท และมีข้อความแต่โดยย่อ ๆ เพียงเท่านี้.
กรมหมื่นวชิรญาณวโรรส<br>
วัดบวรนิเวศวิหาร<br>
วันที่ ๒๑ พฤษภาคม ร.ศ. ๑๑๘ |
16389 | 265549 | https://th.wikisource.org/wiki?curid=16389 | นวโกวาท/วินัยบัญญัติ | แม่แบบผิดพลาด: มีการลบช่องที่ไม่ได้ใช้ออก โปรดเติมกลับเข้าไป (โปรดดู)
← คำชี้แจง
นวโกวาท สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรสวินัยบัญญัติ
ธรรมวิภาค
นวโกวาท — "วินัยบัญญัติ"สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส
อนุศาสน์ ๘ อย่าง นิสสัย ๔ อกรณียกิจ ๔.
ปัจจัยเครื่องอาศัยของบรรพชิต เรียกนิสสัย มี ๔ อย่าง คือ เที่ยวบิณฑบาต ๑ นุ่งห่มผ้าบังสุกุล ๑ อยู่โคนไม้ ๑ ฉันยาดองด้วยน้ำมูตรเน่า ๑.
กิจที่ไม่ควรทำ เรียกอกรณียกิจ มี ๔ อย่าง คือ เสพเมถุน ๑ ลักของเขา ๑ ฆ่าสัตว์ ๑ พูดอวดคุณพิเศษที่ไม่มีในตน ๑ กิจ ๔ อย่างนี้ บรรพชิตทำไม่ได้.
สิกขาของภิกษุมี ๓ อย่าง คือ ศีล สมาธิ ปัญญา.
ความสำรวมกายวาจาให้เรียบร้อย ชื่อว่า ศีล. ความรักษาใจมั่น ชื่อว่าสมาธิ. ความรอบรู้ในกองสังขาร ชื่อว่าปัญญา.
โทษที่เกิดเพราะความละเมิดในข้อที่พระพุทธเจ้าห้าม เรียกว่าอาบัติ.
อาบัตินั้นว่าโดยชื่อ มี ๗ อย่าง คือ ปาราชิก ๑ สังฆาทิเสส ๑ ถุลลัจจัย ๑ ปาจิตตีย์ ๑ ปาฏิเทสนียะ ๑ ทุกกฏ ๑ ทุพภาสิต ๑
ปาราชิกนั้น ภิกษุต้องเข้าแล้วขาดจากภิกษุ. สังฆาทิเสสนั้น ต้องเข้าแล้ว ต้องอยู่กรรมจึงพ้นได้. อาบัติอีก ๕ อย่างนั้น ภิกษุต้องเข้าแล้ว ต้องแสดงต่อหน้าสงฆ์หรือคณะหรือภิกษุรูปใดรูปหนึ่งจึงพ้นได้.
อาการที่ภิกษุจะต้องอาบัติเหล่านี้ ๖ อย่าง คือ ต้องด้วยไม่ละอาย ๑ ต้องด้วยไม่รู้ว่าสิ่งนี้จะเป็นอาบัติ ๑ ต้องด้วยสงสัยแล้วขืนทำลง ๑ ต้อง ด้วยสำคัญว่าควรในของที่ไม่ควร ๑ ต้องด้วยสำคัญว่าไม่ควรในของที่ควร ๑ ต้องด้วยลืมสติ ๑.
ข้อที่พระพุทธเจ้าห้าม ซึ่งยกขึ้นเป็นสิกขาบท ที่มาในพระปาติโมกข์ ๑ ไม่ได้มาในพระปาติโมกข์ ๑.
สิกขาบทที่มาในพระปาติโมกข์นั้น คือ ปาราชิก ๔ สังฆาทิเสส ๑๓ อนิยต ๒ นิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๓๐ ปาจิตตีย์ ๙๒ ปาฏิเทสนียะ ๔ เสขิยะ ๗๕ รวมเป็น ๒๒๐ นับทั้งอธิกรณสมถะด้วยเป็น ๒๒๗.
ปาราชิก ๔.
๑. เสพเมถุน ต้องปาราชิก.
๒. ภิกษุถือเอาของที่เจ้าของเขาไม่ได้ให้ ได้ราคา ๕ มาสก ต้องปาราชิก.
๓. ภิกษุแกล้งฆ่ามนุษย์ให้ตาย ต้องปาราชิก.
๔. ภิกษุอวดอุตตริมนุสสธรรม (คือธรรมอันยิ่งของมนุษย์) ที่ไม่มีในตน ต้องปาราชิก.
สังฆาทิเสส ๑๓.
๑. ภิกษุแกล้งทำให้น้ำอสุจิเคลื่อน ต้องสังฆาทิเสส.
๒. ภิกษุมีความกำหนัดอยู่ จับต้องกายหญิง ต้องสังฆาทิเสส.
๓. ภิกษุมีความกำหนัดอยู่ พูดเกี้ยวหญิง ต้องสังฆาทิเสส.
๔. ภิกษุมีความกำหนัดอยู่ พูดล่อให้หญิงบำเรอตนด้วยกาม ต้องสังฆาทิเสส.
๕. ภิกษุชักสื่อให้ชายหญิงเป็นผัวเมียกัน ต้องสังฆาทิเสส.
๖. ภิกษุสร้างกุฎีที่ต้องก่อและโบกด้วยปูนหรือดิน ซึ่งไม่มีใครเป็นเจ้าของ จำเพาะเป็นที่อยู่ของตน ต้องทำให้ได้ประมาณ โดยยาวเพียง ๑๒ คืบพระสุคต โดยกว้างเพียง ๗ คืบ วัดในร่วมใน และต้องให้สงฆ์แสดงที่ให้ก่อน ถ้าไม่ให้สงฆ์แสดงที่ให้ก็ดี ทำให้เกินประมาณก็ดี ต้องสังฆาทิเสส.
๗. ถ้าที่อยู่ซึ่งจะสร้างขึ้นนั้น มีทายกเป็นเจ้าของ ทำให้เกินประมาณนั้นได้ แต่ต้องให้สงฆ์แสดงที่ให้ก่อน ถ้าไม่ให้สงฆ์แสดงที่ให้ก่อน ต้องสังฆาทิเสส.
๘. ภิกษุโกรธเคือง แกล้งโจทภิกษุอื่นด้วยอาบัติปาราชิกไม่มีมูล ต้องสังฆาทิเสส.
๙. ภิกษุโกรธเคือง แกล้งหาเลสโจทภิกษุอื่นด้วยอาบัติปาราชิก ต้องสังฆาทิเสส.
๑๐. ภิกษุพากเพียรเพื่อจะทำลายสงฆ์ให้แตกกัน ภิกษุอื่นห้ามไม่ฟัง สงฆ์สวดกรรมเพื่อจะให้ละข้อที่ประพฤตินั้น ถ้าไม่ละ ต้องสังฆาทิเสส
๑๑. ภิกษุประพฤติตามภิกษุผู้ทำลายสงฆ์นั้น ภิกษุอื่นห้ามไม่ฟัง สงฆ์สวดกรรมเพื่อจะให้ละข้อที่ประพฤตินั้น ถ้าไม่ละ ต้องสังฆาทิเสส.
๑๒. ภิกษุว่ายากสอนยาก ภิกษุอื่นห้ามไม่ฟัง สงฆ์สวดกรรมเพื่อจะให้ละข้อที่ประพฤตินั้น ถ้าไม่ละ ต้องสังฆาทิเสส.
๑๓. ภิกษุประทุษร้ายตระกูล คือประจบคฤหัสถ์ สงฆ์ไล่เสียจากวัด กลับว่าติเตียนสงฆ์ ภิกษุอื่นห้ามไม่ฟัง สงฆ์สวดกรรมเพื่อจะให้ละข้อที่ประพฤตินั้น ถ้าไม่ละ ต้องสังฆาทิเสส.
อนิยต ๒.
๑. ภิกษุนั่งในที่ลับตากับหญิงสองต่อสอง ถ้ามีคนที่ควรเชื่อได้ มาพูดขึ้นด้วยธรรม ๓ อย่าง คือ ปาราชิก หรือสังฆาทิเสส หรือปาจิตตีย์ อย่างใดอย่างหนึ่ง ภิกษุรับอย่างใด ให้ปรับอย่างนั้น หรือเขาว่าจำเพาะธรรมอย่างใด ให้ปรับอย่างนั้น.
๒. ภิกษุนั่งในที่ลับหูกับหญิงสองต่อสอง ถ้ามีคนที่ควรเชื่อได้ มาพูดขึ้นด้วยธรรม ๒ อย่าง คือ สังฆาทิเสส หรือปาจิตตีย์ อย่างใดอย่างหนึ่ง ภิกษุรับอย่างใด ให้ปรับอย่างนั้น หรือเขาว่าจำเพาะธรรมอย่างใด ให้ปรับอย่างนั้น.
นิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๓๐ แบ่งเป็น ๓ วรรค มีวรรคละ ๑๐ สิกขาบท.
จีวรวรรคที่ ๑.
๑. ภิกษุทรงอติเรกจีวรได้เพียง ๑๐ วันเป็นอย่างยิ่ง ถ้าล่วง ๑๐ วันไป ต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์.
๒. ภิกษุอยู่ปราศจากไตรจีวรแม้คืนหนึ่ง ต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์ เว้นไว้แต่ได้สมมติ.
๓. ถ้าผ้าเกิดขึ้นแก่ภิกษุ ๆ ประสงค์จะทำจีวร แต่ยังไม่พอ ถ้ามีที่หวังว่าจะได้มาอีก พึงเก็บผ้านั้นไว้ได้เพียงเดือนหนึ่งเป็นอย่างยิ่ง ถ้าเก็บไว้ให้เกินเดือนหนึ่งไป แม้ถึงยังมีที่หวังว่าจะได้อยู่ ต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์.
๔. ภิกษุใช้นางภิกษุณีที่ไม่ใช่ญาติ ให้ซักก็ดี ให้ย้อมก็ดี ให้ทุบก็ดี ซึ่งจีวรเก่า ต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์.
๕. ภิกษุรับจีวรแต่มือนางภิกษุณีที่ไม่ใช่ญาติ เว้นไว้แต่แลกเปลี่ยนกัน ต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์.
๖. ภิกษุขอจีวรต่อคฤหัสถ์ผู้ไม่ใช่ญาติไม่ใช่ปวารณา ได้มา ต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์ เว้นไว้แต่มีสมัยที่จะขอจีวรได้ คือ เวลาภิกษุมีจีวรอันโจรลักไป หรือมีจีวรอันฉิบหายเสีย.
๗. ในสมัยเช่นนั้น จะขอเขาได้ก็เพียงผ้านุ่งผ้าห่มเท่านั้น ถ้าขอให้เกินกว่านั้น ได้มา ต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์.
๘. ถ้าคฤหัสถ์ที่ไม่ใช่ญาติไม่ใช่ปวารณา เขาพูดว่า เขาจะถวายจีวรแก่ภิกษุชื่อนี้ ภิกษุนั้นทราบความแล้ว เข้าไปพูดให้เขาถวายจีวรอย่างนั้นอย่างนี้ ที่มีราคาแพงกว่าดีกว่าที่เขากำหนดไว้เดิม ได้มา ต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์.
๙. ถ้าคฤหัสถ์ผู้จะถวายจีวรแก่ภิกษุมีหลายคน แต่เขาไม่ใช่ญาติ ไม่ใช่ปวารณา ภิกษุไปพูดให้เขารวมทุนเข้าเป็นอันเดียวกัน ให้ซื้อ จีวรที่แพงกว่าดีกว่าที่เขากำหนดไว้เดิม ได้มา ต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์.
๑๐. ถ้าใคร ๆ นำทรัพย์มาเพื่อค่าจีวรแล้วถามภิกษุว่า ใครเป็นไวยาวัจกรของเธอ ถ้าภิกษุต้องการจีวร ก็พึงแสดงคนวัดหรืออุบาสกว่า ผู้นี้เป็นไวยาวัจกรของภิกษุทั้งหลาย ครั้นเขามอบหมายไวยาวัจกรนั้นแล้ว สั่งภิกษุว่า ถ้าต้องการจีวร ให้เข้าไปหาไวยาวัจกร ภิกษุนั้นพึงเข้าไปหาเขาแล้วทวงว่า เราต้องการจีวร ดังนี้ ได้ ๓ ครั้ง ถ้าไม่ได้จีวร ไปยืนแต่พอเขาเห็นได้ ๖ ครั้ง ถ้าไม่ได้ ขืนไปทวงให้เกิน ๓ ครั้ง ยืนเกิน๖ ครั้ง ได้มา ต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์. ถ้าไปทวงและยืนครบกำหนดแล้วไม่ได้จีวร จำเป็นต้องไปบอกเจ้าของเดิมว่า ของนั้นไม่สำเร็จประโยชน์แก่ตน ให้เขาเรียกเอาของเขาคืนเสีย.
โกสิยวรรคที่ ๒.
๑. ภิกษุหล่อสันถัตด้วยขนเจียมเจือด้วยไหม ต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์.
๒. ภิกษุหล่อสันถัดด้วยขนเจียมดำล้วน ต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์.
๓. ภิกษุจะหล่อสันถัตใหม่ พึงใช้ขนเจียมดำ ๒ ส่วน ขนเจียมขาวส่วนหนึ่ง ขนเจียมแดงส่วนหนึ่ง ถ้าใช้ขนเจียมดำเกน ๒ ส่วนขึ้นไป ต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์.
๔. ภิกษุหล่อสันถัตใหม่แล้ว พึงใช้ให้ได้ ๖ ปี ถ้ายังไม่ถึง ๖ ปี หล่อใหม่ ต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์ เว้นไว้แต่ได้สมมติ.
๕. ภิกษุจะหล่อสันถัต พึงตัดเอาสันถัตเก่าคืบหนึ่งโดยรอบมา ปนลงในสันถัตที่หล่อใหม่ เพื่อจะทำลายให้เสียสี ถ้าไม่ทำดังนี้ ต้อง นิสสัคคิยปาจิตตีย์.
๖. เมื่อภิกษุเดินทางไกล ถ้ามีใครถวายขนเจียม ต้องการก็รับได้ ถ้าไม่มีใครนำมา นำมาเองได้เพียง ๓ โยชน์ ถ้าให้เกิน ๓ โยชน์ไป ต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์.
๗. ภิกษุใช้นางภิกษุณีที่ไม่ใช่ญาติ ให้ซักก็ดี ให้ย้อมก็ดี ให้สางก็ดี ซึ่งขนเจียม ต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์.
๘. ภิกษุรับเองก็ดี ใช้ให้ผู้อื่นรับก็ดี ซึ่งทองและเงิน หรือยินดีทองและเงินที่เขาเก็บไว้เพื่อตน ต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์.
๙. ภิกษุทำการซื้อขายด้วยรูปิยะ คือของที่เขาใช้เป็นทองและเงิน ต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์.
๑๐. ภิกษุแลกเปลี่ยนสิ่งของกับคฤหัสถ์ ต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์.
ปัตตวรรคที่ ๓.
๑. บาตรนอกจากบาตรอธิษฐานเรียกอติเรกบาตร อติเรกบาตรนั้น ภิกษุเก็บไว้ได้เพียง ๑๐ วันเป็นอย่างยิ่ง ถ้าให้ล่วง ๑๐ วันไป ต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์.
๒. ภิกษุมีบาตรร้าวยังไม่ถึง ๑๐ นิ้ว ขอบาตรใหม่แต่คฤหัสถ์ที่ไม่ใช่ญาติไม่ใช่ปวารณา ได้มา ต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์.
๓. ภิกษุรับประเคนเภสัชทั้ง ๕ คือ เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย แล้วเก็บไว้ฉันได้เพียง ๗ วันเป็นอย่างยิ่ง ถ้าให้ล่วง ๗ วันไป ต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์.
๔. เมื่อฤดูร้อนยังเหลืออยู่อีกเดือนหนึ่ง คือตั้งแต่แรมค่ำหนึ่ง เดือน ๗ จึงแสวงหาผาอาบน้ำฝนได้ เมื่อฤดูร้อนเหลืออยู่อีกกึ่งเดือน คือตั้งแต่ขึ้นค่ำหนึ่งเดือน ๘ จึงทำนุ่งได้ ถ้าแสวงหาหรือทำนุ่งให้ล้ำกว่ากำหนดนั้นเข้ามา ต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์.
๕. ภิกษุให้จีวรแก่ภิกษุอื่นแล้ว โกรธ ชิงเอาคืนมาเองก็ดี ใช้ให้ผู้อื่นชิงเอามาก็ดี ต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์.
๖. ภิกษุขอด้ายแต่คฤหัสถ์ที่ไม่ใช่ญาติไม่ใช่ปวารณา เอามาให้ช่างหูกทอเป็นจีวร ต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์.
๗. ถ้าคฤหัสถ์ที่ไม่ใช่ญาติไม่ใช่ปวารณา สั่งให้ช่างหูกทอจีวร เพื่อจะถวายแก่ภิกษุ ถ้าภิกษุไปกำหนดให้เขาทำให้ดีขึ้นด้วยจะให้รางวัลแก่เขา ต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์.
๘. ถ้าอีก ๑๐ วันจะถึงวันปวารณา คือตั้งแต่ขึ้น ๖ ค่ำ เดือน ๑๑ ถ้าทายกรีบจะถวายผ้าจำนำพรรษา ก็รับเก็บไว้ได้ แต่ถ้าเก็บไว้เกินกาลจีวรไป ต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์. กาลจีวรนั้นดังนี้ ถ้าจำพรรษาแล้วไม่ได้กรานกฐิน นับแต่วันปวารณาไปเดือนหนึ่ง คือตั้งแต่แรมค่ำหนึ่ง เดือน ๑๑ ถึงกลางเดือน ๑๒ ถ้าได้กรานกฐินนับแต่วันปวารณาไป ๕ เดือน คือตั้งแต่แรมค่ำหนึ่งเดือน ๑๑ ถึงกลางเดือน ๔.
๙. ภิกษุจำพรรษาในเสนาสนะป่าซึ่งเป็นที่เปลี่ยว ออกพรรษาแล้ว อยากจะเก็บไตรจีวรผืนใดผืนหนึ่งไว้ในบ้าน เมื่อมีเหตุก็เก็บไว้ได้เพียง ๖ คืนเป็นอย่างยิ่ง ถ้าเก็บไว้ให้เกิน ๖ คืนไป ต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์ เว้นไว้แต่ได้สมมติ.
๑๐. ภิกษุรู้อยู่ น้อมลาภที่เขาจะถวายสงฆ์มาเพื่อตน ต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์.
ปาจิตตีย์ ๙๒ สิกขาบท.
มุสาวาทวรรคที่ ๑ มี ๑๐ สิกขาบท.
๑. พูดปด ต้องปาจิตตีย์.
๒. ด่าภิกษุ ต้องปาจิตตีย์.
๓. ส่อเสียดภิกษุ ต้องปาจิตตีย์.
๔. ภิกษุสอนธรรมแก่อนุปสัมบัน ถ้าว่าพร้อมกัน ต้องปาจิตตีย์.
๕. ภิกษุนอนในที่มุงที่บังอันเดียวกันกับอนุปสัมบัน เกิน ๓ คืนขึ้นไป ต้องปาจิตตีย์.
๖. ภิกษุนอนในที่มุงที่บังอันเดียวกันกับผู้หญิง แม้ในคืนแรก ต้องปาจิตตีย์.
๗. ภิกษุแสดงธรรมแก่ผู้หญิง เกินกว่า ๖ คำขึ้นไป ต้องปาจิตตีย์.[๑]
๘. ภิกษุบอกอุตตริมนุสสธรรมที่มีจริง แก่อนุปสัมบัน ต้องปาจิตตีย์.
๙. ภิกษุบอกอาบัติชั่วหยาบของภิกษุอื่นแก่อนุปสัมบัน ต้องปาจิตตีย์.[๒]
๑๐. ภิกษุขุดเองก็ดี ใช้ให้ผู้อื่นขุดก็ดี ซึ่งแผ่นดิน ต้องปาจิตตีย์.
ภูตคามวรรคที่ ๒ มี ๑๐ สิกขาบท.
๑. ภิกษุพรากของเขียวซึ่งเกิดอยู่กับที่ ให้หลุดจากที่ ต้องปาจิตตีย์.
๒. ภิกษุประพฤติอนาจาร สงฆ์เรียกตัวมาถาม แกล้งพูดกลบเกลื่อนก็ดี นิ่งเสียไม่พูดก็ดี ถ้าสงฆ์สวดประกาศข้อความนั้นจบ ต้องปาจิตตีย์.
๓. ภิกษุติเตียนภิกษุอื่นที่สงฆ์สมมติให้เป็นผู้ทำการสงฆ์ ถ้าเธอทำโดยชอบ ติเตียนเปล่า ๆ ต้องปาจิตตีย์.
๔. ภิกษุเอาเตียง ตั่ง ฟูก เก้าอี้ ของสงฆ์ไปตั้งในที่แจ้งแล้ว เมื่อหลีกไปจากที่นั้น ไม่เก็บเองก็ดี ไม่ใช้ให้ผู้อื่นเก็บก็ดี ไม่มอบหมาย แก่ผู้อื่นก็ดี ต้องปาจิตตีย์.
๕. ภิกษุเอาที่นอนของสงฆ์ปูนอนในกุฎีสงฆ์แล้ว เมื่อหลีกไปจากที่นั้น ไม่เก็บเองก็ดี ไม่ใช้ให้ผู้อื่นเก็บก็ดี ไม่มอบหมายแก่ผู้อื่นก็ดี ต้องปาจิตตีย์.
๖. ภิกษุรู้อยู่ว่า กุฎีนี้มีผู้อยู่ก่อน แกล้งไปนอนเบียด ด้วยหวังจะให้ผู้อยู่ก่อนคับแคบใจเข้าก็จะหลีกไปเอง ต้องปาจิตตีย์.
๗. ภิกษุโกรธเคืองภิกษุอื่น ฉุดคร่าไล่ออกจากกุฎีสงฆ์ ต้องปาจิตตีย์.
๘. ภิกษุนั่งทับก็ดี นอนทับก็ดี บนเตียงก็ดี บนตั่งก็ดี อันมีเท้าไม่ได้ตรึงให้แน่น ซึ่งเขาวางไว้บนร่างร้านที่เขาเก็บของในกุฎี ต้องปาจิตตีย์.
๙. ภิกษุจะเอาดินหรือปูนโบกหลังคากุฎี พึงโบกได้แต่เพียง ๓ ชั้น ถ้าโบกเกินกว่านั้น ต้องปาจิตตีย์.
๑๐. ภิกษุรู้อยู่ว่า น้ำมีตัวสัตว์ เอารดหญ้าหรือดิน ต้องปาจิตตีย์.
โอวาทวรรคที่ ๓ มี ๑๐ สิกขาบท.
๑. ภิกษุที่สงฆ์ไม่ได้สมมติ สั่งสอนนางภิกษุณี ต้องปาจิตตีย์.
๒. แม้ภิกษุที่สงฆ์สมมติแล้ว ตั้งแต่อาทิตย์ตกแล้วไป สอนนางภิกษุณี ต้องปาจิตตีย์.
๓. ภิกษุเข้าไปสอนนางภิกษุณีถึงในที่อยู่ ต้องปาจิตตีย์. เว้นไว้แต่นางภิกษุณีเจ็บ.
๔. ภิกษุติเตียนภิกษุอื่นว่า สอนนางภิกษุณีเพราะเห็นแก่ลาภ ต้องปาจิตตีย์.
๕. ภิกษุให้จีวรแก่นางภิกษุณีที่ไม่ใช่ญาติ ต้องปาจิตตีย์. เว้นไว้แต่แลกเปลี่ยนกัน.
๖. ภิกษุเย็บจีวรของนางภิกษุณีที่ไม่ใช่ญาติก็ดี ใช้ให้ผู้อื่นเย็บก็ดี ต้องปาจิตตีย์.
๗. ภิกษุชวนนางภิกษุณีเดินทางด้วยกัน แม้สิ้นระยะบ้านหนึ่ง ต้องปาจิตตีย์. เว้นไว้แต่ทางเปลี่ยว.
๘. ภิกษุชวนนางภิกษุณีลงเรือลำเดียวกัน ขึ้นน้ำก็ดี ล่องน้ำก็ดี ต้องปาจิตตีย์. เว้นไว้แต่ข้ามฟาก.
๙. ภิกษุรู้อยู่ฉันของเคี้ยวของฉัน ที่นางภิกษุณีบังคับให้คฤหัสถ์เขาถวาย ต้องปาจิตตีย์. เว้นไว้แต่คฤหัสถ์เขาเริ่มไว้ก่อน.
๑๐. ภิกษุนั่งก็ดี นอนก็ดี ในที่ลับสองต่อสอง กับนางภิกษุณี ต้องปาจิตตีย์.
โภชนวรรคที่ ๔ มี ๑๐ สิกขาบท.
๑. อาหารในโรงทานที่ทั่วไปไม่นิยมบุคคล ภิกษุไม่เจ็บไข้ ฉันได้แต่เฉพาะวันเดียวแล้ว ต้องหยุดเสียในระหว่าง ต่อไปจึงฉันได้อีก ถ้าฉันติด ๆ กันตั้งแต่สองวันขึ้นไป ต้องปาจิตตีย์.
๒. ถ้าทายกเขามานิมนต์ ออกชื่อโภชนะทั้ง ๕ อย่าง คือข้าวสุก ขนมสด ขนมแห้ง ปลา เนื้อ อย่างใดอย่างหนึ่ง ถ้าไปรับของนั้นมา หรือฉันของนั้นพร้อมกันตั้งแต่ ๔ รูปขึ้นไป ต้องปาจิตตีย์ เว้นไว้แต่สมัย คือ เป็นไข้อย่าง ๑ หน้าจีวรกาลอย่าง ๑ เวลาทำจีวรอย่าง ๑ เดินทางไกลอย่าง ๑ ไปทางเรืออย่าง ๑ อยู่มากด้วยกันบิณฑบาตไม่พอฉันอย่าง ๑ โภชนะเป็นของสมณะอย่าง ๑.
๓. ภิกษุรับนิมนต์แห่งหนึ่ง ด้วยโภชนะทั้ง ๕ อย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว ไม่ไปฉันในที่นิมนต์นั้น ไปฉันเสียที่อื่น ต้องปาจิตตีย์ เว้นไว้แต่ยกส่วนที่รับนิมนต์ไว้ก่อนนั้นให้แก่ภิกษุอื่นเสีย หรือหน้าจีวรกาล และเวลาทำจีวร.
๔. ภิกษุเข้าไปบิณฑบาตในบ้าน ทายกเขาเอาขนมมาถวายเป็นอันมาก จะรับได้เป็นอย่างมากเพียง ๓ บาตรเท่านั้น ถ้ารับให้เกินกว่านั้น ต้องปาจิตตีย์. ของที่รับมามากเช่นนั้น ต้องแบ่งให้ภิกษุอื่น.
๕. ภิกษุฉันค้างอยู่ มีผู้เอาโภชนะทั้ง ๕ อย่างใดอย่างหนึ่งเข้ามาประเคน ห้ามเสียแล้ว ลุกจากที่นั่งนั้นแล้ว ฉันของเคี้ยวของฉันซึ่งไม่เป็นเดนภิกษุไข้ หรือไม่ได้ทำวินัยกรรม ต้องปาจิตตีย์.
๖. ภิกษุรู้อยู่ว่า ภิกษุอื่นห้ามข้าวแล้ว [ตามสิกขาบทหลัง] คิดจะยกโทษเธอ แกล้งเอาของเคี้ยวของฉันที่ไม่เป็นเดนภิกษุไข้ ไปล่อให้เธอฉัน ถ้าเธอฉันแล้ว ต้องปาจิตตีย์.
๗. ภิกษุฉันของเคี้ยวของฉันที่เป็นอาหารในเวลาวิกาล คือตั้งแต่เที่ยงแล้วไปจนถึงวันใหม่ ต้องปาจิตตีย์.
๘. ภิกษุฉันของเคี้ยวของฉันที่เป็นอาหารซึ่งรับประเคนไว้ค้างคืน ต้องปาจิตตีย์.
๙. ภิกษุขอโภชนะอันประณีต คือ ข้าวสุก ระคนด้วยเนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย ปลา เนื้อ นมสด นมส้ม ต่อคฤหัสถ์ ที่ไม่ใช่ญาติไม่ใช่ปวารณา เอามาฉัน ต้องปาจิตตีย์.
๑๐. ภิกษุกลืนกินอาหารที่ไม่มีผู้ให้ คือยังไม่ได้รับประเคน ให้ล่วงทวารปากเข้าไป ต้องปาจิตตีย์. เว้นไว้แต่น้ำและไม้สีฟัน.
อเจลกวรรคที่ ๕ มี ๑๐ สิกขาบท.
๑. ภิกษุให้ของเคี้ยวของฉัน แก่นักบวชนอกศาสนา ด้วยมือตนต้องปาจิตตีย์.
๒. ภิกษุชวนภิกษุอื่นไปเที่ยวบิณฑบาตด้วยกัน หวังจะประพฤติอนาจาร ไล่เธอกลับมาเสีย ต้องปาจิตตีย์.
๓. ภิกษุสำเร็จการนั่งแทรกแซง ในสกุลที่กำลังบริโภคอาหารอยู่ ต้องปาจิตตีย์.
๔. ภิกษุนั่งอยู่ห้องกับผู้หญิง ไม่มีผู้ชายอยู่เป็นเพื่อน ต้องปาจิตตีย์.
๕. ภิกษุนั่งในที่แจ้งกับผู้หญิงสองต่อสอง ต้องปาจิตตีย์.
๖. ภิกษุรับนิมนต์ด้วยโภชนะทั้ง ๕ แล้ว จะไปในที่อื่นจากที่นิมนต์นั้น ในเวลาก่อนฉันก็ดี ฉันกลับมาแล้วก็ดี ต้องลาภิกษุที่มีอยู่ในวัดก่อนจึงจะไปได้ ถ้าไม่ลาก่อนเที่ยวไป ต้องปาจิตตีย์ เว้นไว้แต่สมัย คือจีวรกาล และเวลาทำจีวร.
๗. ถ้าเขาปวารณาด้วยปัจจัยสี่เพียง ๓ เดือน พึงขอเขาได้เพียงกำหนดนั้นเท่านั้น ถ้าขอให้เกินกว่ากำหนดนั้นไป ต้องปาจิตตีย์ เว้นไว้แต่เขาปวารณาอีก หรือปวารณาเป็นนิตย์.
๘. ภิกษุไปดูกระบวนทัพที่เขายกไปเพื่อจะรบกัน ต้องปาจิตตีย์ เว้นไว้แต่มีเหตุ.
๙. ถ้าเหตุที่ต้องไปมีอยู่ พึงไปอยู่ได้ในกอบทัพเพียง ๓ วัน ถ้าอยู่ให้เกินกว่ากำหนดนั้น ต้องปาจิตตีย์.
๑๐. ในเวลาที่อยู่ในกองทัพตามกำหนดนั้น ถ้าไปดูเขารบกันก็ดี หรือดูเขาตรวจพลก็ดี ดูเขาจัดกระบวนทัพก็ดี ดูหมู่เสนาที่จัดเป็นกระบวนแล้วก็ดี ต้องปาจิตตีย์.
สุราปานวรรคที ๖ มี ๑๐ สิกขาบท.
๑. ภิกษุดื่มน้ำเมา ต้องปาจิตตีย์.
๒. ภิกษุจี้ภิกษุ ต้องปาจิตตีย์.
๓. ภิกษุว่ายน้ำเล่น ต้องปาจิตตีย์.
๔. ภิกษุแสดงความไม่เอื้อเฟื้อในวินัย ต้องปาจิตตีย์.
๕. ภิกษุหลอนภิกษุให้กลัวผี ต้องปาจิตตีย์.
๖. ภิกษุไม่เป็นไข้ ติดไฟให้เป็นเปลวเองก็ดี ใช้ให้ผู้อื่นติดก็ดี เพื่อจะผิง ต้องปาจิตตีย์ ติดเพื่อเหตุอื่น ไม่เป็นอาบัติ.
๗. ภิกษุอยู่ในมัชฌิมประเทศ คือ จังหวัดกลางแห่งประเทศอินเดีย ๑๕ วันจึงอาบน้ำได้หนหนึ่ง ถ้าไม่ถึง ๑๕ วันอาบน้ำ ต้องปาจิตตีย์ เว้นไว้แต่มีเหตุจำเป็น. ในปัจจันตประเทศฯ เช่นประเทศเรา อาบน้ำได้เป็นนิตย์ ไม่เป็นอาบัติ.
๘. ภิกษุได้จีวรใหม่มา ต้องพินทุด้วยสี ๓ อย่าง คือ เขียว ราม โคลน ดำคล้ำ อย่างใดอย่างหนึ่งก่อน จึงนุ่งห่มได้ ถ้าไม่ทำพินทุก่อนแล้วนุ่งห่ม ต้องปาจิตตีย์.
๙. ภิกษุวิกัปจีวรแก่ภิกษุหรือสามเณรแล้ว ผู้รับยังไม่ได้ถอนนุ่งห่มจีวรนั้น ต้องปาจิตตีย์.
๑๐. ภิกษุซ่อนบริขาร คือ บาตร จีวร ผ้าปูนั่ง กล่องเข็ม ประคดเอว สิ่งใดสิ่งหนึ่ง ของภิกษุอื่น ด้วยคิดว่าจะล้อเล่น ต้องปาจิตตีย์.
สัปปวณวรรคที่ ๗ มี ๑๐ สิกขาบท.
๑. ภิกษุแกล้งฆ่าสัตว์ดิรัจฉาน ต้องปาจิตตีย์.
๒. ภิกษุรู้อยู่ว่า น้ำมีตัวสัตว์ บริโภคน้ำนั้น ต้องปาจิตตีย์.
๓. ภิกษุรู้อยู่ว่า อธิกรณ์นี้สงฆ์ทำแล้วโดยชอบ เลิกถอนเสีย กลับทำใหม่ ต้องปาจิตตีย์.
๔. ภิกษุรู้อยู่ แกล้งปกปิดอาบัติชั่วหยาบของภิกษุอื่น ต้องปาจิตตีย์.
๕. ภิกษุรู้อยู่ เป็นอุปัชฌายะอุปสมบทกุลบุตรผู้มีอายุหย่อนกว่า ๒๐ ปี ต้องปาจิตตีย์.
๖. ภิกษุรู้อยู่ ชวนพ่อค้าผู้ซ่อนภาษีเดินทางด้วยกัน แม้สิ้นระยะบ้านหนึ่ง ต้องปาจิตตีย์.
๗. ภิกษุชวนผู้หญิงเดินทางด้วยกัน แม้สิ้นระยะบ้านหนึ่ง ต้องปาจิตตีย์.
๘. ภิกษุกล่าวคัดค้านธรรมเทศนาขอพระพุทธเจ้า ภิกษุอื่น ห้ามไม่ฟัง สงฆ์สวดประกาศข้อความนั้นจบ ต้องปาจิตตีย์.
๙. ภิกษุคบภิกษุเช่นนั้น คือ ร่วมกินก็ดี ร่วมอุโบสถสังฆกรรมก็ดี ร่วมนอนก็ดี ต้องปาจิตตีย์.
๑๐. ภิกษุเกลี้ยกล่อมสามเณรที่ภิกษุอื่นให้ฉิบหายแล้ว เพราะโทษที่กล่าวคัดค้านธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้า ให้เป็นผู้อุปัฏฐากก็ดี ร่วมกินก็ดี ร่วมนอนก็ดี ต้องปาจิตตีย์.
สหธรรมิกวรรคที่ ๘ มี ๑๒ สิกขาบท.
๑ ภิกษุประพฤติอนาจาร ภิกษุอื่นตักเตือน พูดผัดเพี้ยนว่ายังไม่ได้ถามท่านผู้รู้ก่อน ข้าพเจ้าจักไม่ศึกษาในสิกขาบทนี้ ต้องปาจิตตีย์. ธรรมดาภิกษุผู้ศึกษา ยังไม่รู้สิ่งใด ควรจะรู้สิ่งนั้น ควรไต่ถาม ไล่เลียงท่านผู้รู้.
๒. ภิกษุอื่นท่องปาติโมกข์อยู่ ภิกษุแกล้งพูดให้เธอคลายอุตสาหะ ต้องปาจิตตีย์.
๓. ภิกษุต้องอาบัติแล้วแกล้งพูดว่า ข้าพเจ้าพึ่งรู้เดี๋ยวนี้เองว่าข้อนี้มาในพระปาติโมกข์ ถ้าภิกษุอื่นรู้อยู่ว่า เธอเคยรู้มาก่อนแล้วแต่แกล้งพูดกันเขาว่า พึงสวดประกาศความข้อนั้น เมื่อสงฆ์สวดประกาศแล้ว แกล้งทำไม่รู้อีก ต้องปาจิตตีย์.
๔. ภิกษุโกรธ ให้ประหารแก่ภิกษุอื่น ต้องปาจิตตีย์.
๕. ภิกษุโกรธ เงื้อมือดุจให้ประหารแก่ภิกษุอื่น ต้องปาจิตตีย์.
๖. ภิกษุโจทก์ฟ้องภิกษุอื่น ด้วยอาบัติสังฆาทิเสสไม่มีมูล ต้องปาจิตตีย์.
๗. ภิกษุแกล้งก่อความรำคาญให้เกิดแก่ภิกษุอื่น ต้องปาจิตตีย์.
๘. เมื่อภิกษุวิวาทกันอยู่ ภิกษุไปแอบฟังความ เพื่อจะได้รู้ว่าเขาว่าอะไรตนหรือพวกของตน ต้องปาจิตตีย์.
๙. ภิกษุให้ฉันทะ คือความยอมให้ทำสังฆกรรมที่เป็นธรรมแล้ว ภายหลังกลับติเตียนสงฆ์ผู้ทำกรรมนั้น ต้องปาจิตตีย์.
๑๐. เมื่อสงฆ์กำลังประชุมกันตัดสินข้อความข้อหนึ่ง ภิกษุใดอยู่ในที่ประชุมนั้น จะหลีกไปในขณะที่ตัดสินข้อนั้นยังไม่เสร็จ ไม่ให้ฉันทะก่อนลุกไปเสีย ต้องปาจิตตีย์.
๑๑. ภิกษุพร้อมกับสงฆ์ให้จีวรเป็นบำเหน็จ แก่ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งแล้ว ภายหลังกลับติเตียนภิกษุอื่นว่า ให้เพราะเห็นแก่หน้ากัน ต้องปาจิตตีย์.
๑๒. ภิกษุรู้อยู่ น้อมลาภที่ทายกเขาตั้งใจจะถวายสงฆ์มาเพื่อบุคคล ต้องปาจิตตีย์.
รตนวรรคที่ ๙ มี ๑๐ สิกขาบท.
๑. ภิกษุไม่ได้รับอนุญาตก่อน เข้าไปในห้องที่พระเจ้าแผ่นดินเสด็จอยู่กับพระมเหสี ต้องปาจิตตีย์.
๒. ภิกษุเห็นเครื่องบริโภคของคฤหัสถ์ตกอยู่ ถือเอาเป็นของเก็บได้เองก็ดี ให้ผู้อื่นถือเอาก็ดี ต้องปาจิตตีย์. เว้นไว้แต่ของนั้นตกอยู่ในวัด หรือในที่อาศัย ต้องเก็บไว้ให้แก่เจ้าของ ถ้าไม่เก็บ ต้องทุกกฏ.
๓. ภิกษุไม่บอกลาภิกษุอื่นที่มีอยู่ในวันก่อน เข้าไปบ้านในเวลาวิกาล ต้องปาจิตตีย์ เว้นไว้แต่การด่วน.
๔. ภิกษุทำกล่องเข็ม ด้วยกระดูกก็ดี ด้วยงาก็ดี ด้วยเขาก็ดี ต้องปาจิตตีย์. ต้องต่อยกล่องนั้นเสียก่อน จึงแสดงอาบัติตก.
๕. ภิกษุทำเตียงหรือตั่ง พึงทำให้มีเท้าเพียง ๘ นิ้วพระสุคต เว้นไว้แต่แม่แคร่ ถ้าทำให้เกินกำหนดนี้ ต้องปาจิตตีย์. ต้องตัดให้ได้ประมาณเสียก่อน จึงแสดงอาบัติตก.
๖. ภิกษุทำเตียงหรือตั่งหุ้มนุ่น ต้องปาจิตตีย์. ต้องรื้อเสียก่อน จึงแสดงอาบัติตก.
๗. ภิกษุทำผ้าปูนั่ง พึงทำให้ได้ประมาณ ประมาณนั้นยาว ๒ คืบ พระสุคต กว้างคืบครึ่ง ชายคืบหนึ่ง ถ้าทำให้เกินกำหนดนี้ ต้องปาจิตตีย์. ต้องตัดให้ได้ประมาณเสียก่อน จึงแสดงอาบัติตก.
๘. ภิกษุทำผ้าปิดแผล พึงทำให้ได้ประมาณ ประมาณนั้น ยาว ๔ คืบพระสุคต กว้าง ๒ คืบ ถ้าทำให้เกินกำหนดนี้ ต้องปาจิตตีย์. ต้องตัดให้ได้ประมาณเสียก่อน จึงแสดงอาบัติตก.
๙. ภิกษุทำผ้าอาบน้ำฝน พึงทำให้ได้ประมาณ ประมาณนั้น ยาว ๖ คืบพระสุคต กว้าง ๒ คืบครึ่ง ถ้าทำให้เกินกำหนดนี้ ต้องปาจิตตีย์. ต้องตัดให้ได้ประมาณเสียก่อน จึงแสดงอาบัติตก.
๑๐. ภิกษุทำจีวรให้เท่าจีวรพระสุคตก็ดี เกินกว่านั้นก็ดี ต้องปาจิตตีย์. ประมาณจีวรพระสุคตนั้น ยาว ๙ คืบพระสุคต กว้าง ๖ คืบ ต้องตัดให้ได้ประมาณเสียก่อน จึงแสดงอาบัติตก.
ปาฏิเทสนียะ ๔.
๑. ภิกษุรับของเคี้ยวของฉันแต่มือนางภิกษุณีที่ไม่ใช่ญาติ ด้วยมือของตนมาบริโภค ต้องปาฏิเทสนียะ.
๒. ภิกษุฉันอยู่ในที่นิมนต์ ถ้ามีนางภิกษุณีมาสั่งทายกให้เอาสิ่งนั้นสิ่งนี้ถวาย เธอพึงไล่นางภิกษุณีนั้นให้ถอยไปเสีย ถ้าไม่ไล่ ต้องปาฏิเทสนียะ.
๓. ภิกษุไม่เป็นไข้ เขาไม่ได้นิมนต์ รับของเคี้ยวของฉันในตระกูลที่สงฆ์สมมติว่าเป็นเสขะ มาบริโภค ต้องปาฏิเทสนียะ.
๔. ภิกษุอยู่ในเสนาสนะป่าเป็นที่เปลี่ยว ไม่เป็นไข้ รับของเคี้ยวของฉัน ที่ทายกไม่ได้แจ้งความให้ทราบก่อน ด้วยมือของตนมาบริโภค ต้องปาฏิเทสนียะ.
เสขิยวัตร.
วัตรที่ภิกษุจะต้องศึกษาเรียกว่าเสขิยวัตร เสขิยวัตรนั้น จัดเป็น ๔ หมวด หมวดที่ ๑ เรียกว่าสารูป หมวดที่ ๒ เรียกว่าโภชนะปฏิสังยุต หมวดที่ ๓ เรียกว่าธัมมเทสนาปฏิสังยุต หมวดที่ ๔ เรียกปกิณณกะ.
สารูปที่ ๑ มี ๒๖.
๑. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักนุ่งให้เรียบร้อย.
๒. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักห่มให้เรียบร้อย.
๓. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักปิดกายด้วยดีไปในบ้าน.
๔. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักปิดกายด้วยดีนั่งในบ้าน.
๕. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักระวังมือเท้าด้วยดีไปในบ้าน.
๖. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักระวังมือเท้าด้วยดีนั่งในบ้าน
๗. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักมีตาทอดลงไปในบ้าน.
๘. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักมีตาทอดลงนั่งในบ้าน.
๙. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่เวิกผ้าไปในบ้าน.
๑๐. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่เวิกผ้านั่งในบ้าน.
๑๑. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่หัวเราะไปในบ้าน.
๑๒. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่หัวเราะนั่งในบ้าน.
๑๓. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่พูดเสียงดังไปในบ้าน.
๑๔. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่พูดเสียงดังนั่งในบ้าน.
๑๕. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่โคลงกายไปในบ้าน.
๑๖. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่โคลงกายนั่งในบ้าน.
๑๗. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่ไกวแขนไปในบ้าน.
๑๘. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่ไกวแขนนั่งในบ้าน.
๑๙. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่สั่นศีรษะไปในบ้าน.
๒๐ ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่สั่นศีรษะนั่งในบ้าน.
๒๑. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่เอามือค้ำกายไปในบ้าน.
๒๒. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่เอามือค้ำกายนั่งในบ้าน.
๒๓. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่เอาผ้าคลุมศีรษะ ไป ในบ้าน.
๒๔. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่เอาผ้าคลุมศีรษะนั่งในบ้าน.
๒๕. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่เดินกระโหย่งเท้าไปในบ้าน.
๒๖. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่นั่งรัดเข่าในบ้าน.
โภชนปฏิสังยุตที่ ๒ มี ๓๐.
๑. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักรับบิณฑบาตโดยเคารพ.
๒. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เมื่อรับบิณฑบาต เราจักแลดูแต่ในบาตร.
๓. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักรับแกงพอสมควรแก่ข้าวสุก.
๔. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักรับบิณฑบาตแต่พอเสมอขอบปากบาตร.
๕. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักฉันบิณฑบาตโดยเคารพ.
๖. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เมื่อฉันบิณฑบาต เราจักแลดูแต่ในบาตร.
๗. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่ขุดข้าวสุกให้แหว่ง.
๘. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักฉันแกงพอสมควรแก่ข้าวสุก.
๙. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่ขยุ้มข้าวสุกแต่ยอกลงไป.
๑๐. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่กลบแกงหรือกับข้าวด้วยข้าวสุก เพราะอยากจะได้มาก.
๑๑. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราไม่เจ็บไข้ จักไม่ขอแกงหรือข้าวสุก เพื่อประโยชน์แก่ตนมาฉัน.
๑๒. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่ดูบาตรของผู้อื่นด้วยคิดจะยกโทษ.
๑๓. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่ทำคำข้าวให้ใหญ่นัก.
๒๔. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักทำคำข้าวให้กลมกล่อม.
๑๕. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เมื่อคำข้าวยังไม่ถึงปาก เราจักไม่อ้าปากไว้ท่า.
๑๖. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เมื่อฉันอยู่ เราจักไม่เอานิ้วมือสอดเข้าปาก.
๑๗. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เมื่อข้าวอยู่ในปาก เราจักไม่พูด.
๑๘. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่โยนคำข้าวเข้าปาก.
๑๙. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่ฉันกัดคำข้าว.
๒๐. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่ฉันทำกระพุ้งแก้วให้ตุ่ย.
๒๑. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่ฉันพลางสะบัดมือพลาง.
๒๒. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่ฉันโปรยเมล็ดข้าวให้ตกลงในบาตรหรือในที่นั้น ๆ.
๒๓. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่ฉันแลบลิ้น.
๒๔. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่ฉันดังจับ ๆ.
๒๕. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่ฉันดังซูด ๆ.
๒๖. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่ฉันเลียมือ.
๒๗. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่ฉันขอดบาตร.
๒๘. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่ฉันเลียริมฝีปาก.
๒๙. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่เอามือเปื้อนจับภาชนะน้ำ.
๓๐. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่เอาน้ำล้างบาตรมีเมล็ดข้าวเทลงในบ้าน.
ธัมมเทสนาปฏิสังยุตที่ ๓ มี ๑๖.
๑. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ มีร่มในมือ.
๒. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ มีไม้พลองในมือ.
๓. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ มีศัสตราในมือ.
๔. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ มีอาวุธในมือ.
๕. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ สวมเขียงเท้า.
๖. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ สวมรองเท้า.
๗. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ ไปในยาน.
๘. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ อยู่บนที่นอน.
๙. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ นั่งรัดเข่า.
๑๐. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ พันศีรษะ.
๑๑. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ คลุมศีรษะ.
๑๒. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เรานั่งอยู่บนแผ่นดิน จักไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้นั่งบนอาสนะ.
๑๓. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เรานั่งบนอาสนะต่ำ จักไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้นั่งบนอาสนะสูง.
๑๔. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เรายืนอยู่ จักไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ผู้นั่งอยู่.
๑๕. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราเดินไปข้างหลัง จักไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้. ผู้เดินไปข้างหน้า.
๑๖. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราเดินไปนอกทาง จักไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ ผู้ไปในทาง.
ปกิณณกะที่ ๔ มี ๓.
๑. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราไม่เป็นไข้ จักไม่ยืนถ่ายอุจจาระ ถ่ายปัสสาวะ.
๒. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราไม่เป็นไข้ จักไม่ถ่ายอุจจาระ ถ่ายปัสสาวะ บ้วนเขฬะ ลงในของเขียว.
๓. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราไม่เป็นไข้ จักไม่ถ่ายอุจจาระ ถ่ายปัสสาวะ บ้วนเขฬะ ลงในน้ำ.
อธิกรณ์มี ๔.
๑. ความเถียงกันว่า สิ่งนั้นเป็นธรรมเป็นวินัย สิ่งนี้ไม่ใช่ธรรม ไม่ใช่วินัย เรียกวิวาทาธิกรณ์.
๒. ความโจทกันด้วยอาบัตินั้น ๆ เรียกอนุวาทาธิกรณ์.
๓. อาบัติทั้งปวง เรียกอาปัตตาธิกรณ์.
๔. กิจที่สงฆ์จะพึงทำ เรียกกิจจาธิกรณ์.
อธิกรณสมถะมี ๗.
ธรรมเครื่องระงับอธิกรณ์ทั้ง ๔ นั้น เรียกอธิกรณสมถะ มี ๗ อย่าง คือ :-
๑. ความระงับอธิกรณ์ทั้ง ๔ นั้น ในที่พร้อมหน้าสงฆ์ ในที่พร้อมหน้าบุคคล ในที่พร้อมหน้าวัตถุ ในที่พร้อมหน้าธรรม เรียกสัมมุขาวินัย.
๒. ความที่สงฆ์สวดประกาศให้สมมติแก่พระอรหันต์ว่า เป็นผู้มีสติเต็มที่ เพื่อจะไม่ให้ใครโจทด้วยอาบัติ เรียกสติวินัย.
๓. ความที่สงฆ์สวดประกาศให้สมมติแก่ภิกษุ ผู้หายเป็นบ้าแล้ว เพื่อจะไม่ให้ใครโจทด้วยอาบัติที่เธอทำในเวลาเป็นบ้า เรียกอมูฬหวินัย.
๔. ความปรับอาบัติตามปฏิญญาของจำเลยผู้รับเป็นสัตย์ เรียกปฏิญญาตกรณะ.
๕. ความตัดสินเอาตามคำของคนมากเป็นประมาณ เรียกเยภุยยสิกา.
๖. ความลงโทษแก่ผู้ผิด เรียกตัสสปาปิยสิกา.
๗. ความให้ประนีประนอมกันทั้ง ๒ ฝ่าย ไม่ต้องชำระความเดิม เรียกติณวัตถารกวินัย.
สิกขาบทนอกนี้ ที่ยกขึ้นเป็นอาบัติถุลลัจจัยบ้าง ทุกกฏบ้าง ทุพภาสิตบ้าง เป็นสิกขาบทไม่ได้มาในพระปาติโมกข์.
จบวินัยบัญญัติ. |
16390 | 240755 | https://th.wikisource.org/wiki?curid=16390 | นวโกวาท/ธรรมวิภาค | แม่แบบผิดพลาด: มีการลบช่องที่ไม่ได้ใช้ออก โปรดเติมกลับเข้าไป (โปรดดู)
นวโกวาท สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรสธรรมวิภาค
นวโกวาท — "ธรรมวิภาค"สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส
๑. สติ ความระลึกได้.
๒. สัมปชัญญะ ความรู้ตัว.
องฺ. ทุก. ๒๐/๑๑๙. ที. ปาฏิ. ๑๑/๒๙๐.
๑. หิริ ความละอายแก่ใจ.
๒. โอตตัปปะ ความเกรงกลัว.
องฺ. ทุก. ๒๐/๖๕. ขุ. อิติ. ๒๕/๒๕๗.
๑. ขันติ ความอดทน.
๒. โสรัจจะ ความเสงี่ยม.
องฺ. ทุก. ๒๐/๑๑๘. วิ. มหา. ๕/๓๓๕.
๑. ปุพพการี บุคคลผู้ทำอุปการะก่อน.
๒. กตัญญูกตเวที บุคคลผู้รู้อุปการะที่ท่านทำแล้ว และ ตอบแทน.
องฺ ทุก. ๒๐/๑๐๙.
๑. ท่านผู้สอนให้ประชุมชนประพฤติชอบด้วย กาย วาจา ใจ ตามพระธรรมวินัย ที่ท่านเรียกว่าพระพุทธศาสนา ชื่อพระพุทธเจ้า.
๒. พระธรรมวินัยที่เป็นคำสั่งสอนของท่าน ชื่อพระธรรม.
๓. หมู่ชนที่ฟังคำสั่งสอนของท่านแล้ว ปฏิบัติชอบตามพระธรรมวินัย ชื่อพระสงฆ์.
ขุ. ขุ. ๒๕/๑.
๑. พระพุทธเจ้ารู้ดีรู้ชอบด้วยพระองค์เองก่อนแล้ว สอนผู้อื่นให้รู้ตามด้วย.
๒. ่พระธรรมย่อมรักษาผู้ปฏิบัติไม่ให้ตกไปในทีชั่ว.
๓. พระสงฆ์ปฏิบัติชอบตามคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว สอนผู้อื่นให้กระทำตามด้วย.
๑. ทรงสั่งสอน เพื่อจะให้ผู้ฟังรู้ยิ่งเห็นจริงในธรรมที่ควรรู้ควรเห็น.
๒. ทรงสั่งสอนมีเหตุที่ผู้ฟังอาจตรองตามให้เห็นจริงได้.
๓. ทรงสั่งสอนเป็นอัศจรรย์ คือผู้ปฏิบัติตามย่อมได้ประโยชน์โดยสมควรแก่ความปฏิบัติ.
นัย. องฺ. ติก. ๒๐/๓๕๖.
๑. เว้นจากทุจริต คือประพฤติชั่วด้วย กาย วาจา ใจ.
๒. ประกอบสุจริต คือประพฤติชอบด้วย กาย วาจา ใจ.
๓. ทำใจของตนให้หมดจดจากเครื่องเศร้าหมองใจ มีโลภ โกรธ หลง เป็นต้น.
ที. มหา. ๑๐/๕๗.
๑. ประพฤติชั่วด้วยกาย เรียกกายทุจริต.
๒. ประพฤติชั่วด้วยวาจา เรียกวจีทุจริต.
๓. ประพฤติชั่วด้วยใจ เรียกมโนทุจริต.
ติกะ คือ หมวด ๓.
กายทุจริต ๓ อย่าง
ฆ่าสัตว์ ๑
ลักฉ้อ ๑
ประพฤติผิดในกาม ๑.
วจีทุจริต ๔ อย่าง
พูดเท็จ ๑
พูดส่อเสียด ๑
พูดคำหยาบ ๑
พูดเพ้อเจ้อ ๑.
มโนทุจริต ๓ อย่าง
โลภอยากได้ของเขา ๑
พยาบาทปองร้ายเขา ๑
เห็นผิดจากคลองธรรม ๑.
ทุจริต ๓ อย่างนี้ เป็นกิจไม่ควรทำ ควรจะละเสีย.
องฺ. ทสก. ๒๔/๓๐๓.
๑. ประพฤติชอบด้วยกาย เรียกกายสุจริต.
๒. ประพฤติชอบด้วยวาจา เรียกวจีสุจริต.
๓. ประพฤติชอบด้วยใจ เรียกมโนสุจริต.
กายสุจริต ๓ อย่าง
เว้นจากฆ่าสัตว์ ๑
เว้นจากลักทรัพย์ ๑
เว้นจากประพฤติผิดในกาม ๑.
วจีสุจริต ๔ อย่าง
เว้นจากพูดเท็จ ๑
เว้นจากพูดส่อเสียด ๑
เว้นจากพูดคำหยาบ ๑
เว้นจากพูดเพ้อเจ้อ ๑.
มโนสุจริต ๓ อย่าง
ไม่โลภอยากได้ของเขา ๑
ไม่พยาบาทปองร้ายเขา ๑
เห็นชอบตามคลองธรรม ๑.
สุจริต ๓ อย่างนี้ เป็นกิจควรทำ ควรประพฤติ.
องฺ. ทสก. ๒๔/๓๐๓.
รากเง่าของอกุศล เรียกอกุศลมูล มี ๓ อย่าง คือ
โลภะ อยากได้ ๑
โทสะ คิดประทุษร้ายเขา ๑
โมหะ หลงไม่รู้จริง ๑.
เมื่ออกุศลมูลเหล่านี้ (๑) ก็ดี (๒) ก็ดี (๓) ก็ดี มีอยู่แล้ว อกุศลอื่นที่ยังไม่เกิด ก็เกิดขึ้น ที่เกิดแล้วก็เจริญมากขึ้น เหตุนั้นควรละเสีย.
ที. ปาฏิ. ๑๑/๒๙๑. ขุ. อิติ. ๒๕/๒๖๔.
รากเง่าของกุศล เรียกกุศลมูล มี ๓ อย่าง คือ
อโลภะ ไม่อยากได้ ๑
อโทสะ ไม่คิดประทุษร้ายเขา ๑
อโมหะ ไม่หลง ๑
ถ้ากุศลมูลเหล่านี้ (๑) ก็ดี (๒) ก็ดี (๓) ก็ดี มีอยู่แล้ว กุศลอื่นที่ยังไม่เกิด ก็เกิดขึ้น ที่เกิดแล้วก็เจริญมากขึ้น เหตุนั้นควรให้เกิดมีในสันดาน.
ที. ปาฏิ. ๑๑/๒๙๒.
๑. ทาน สละสิ่งของของตนเพื่อเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น.
๒. ปัพพัชชา คือบวช เป็นอุบายเว้นจากเบียดเบียนกันและกัน.
๓. มาตาปิตุอุปัฏฐาน ปฏิบัติมารดาบิดาของตนให้เป็นสุข.
องฺ. ติก. ๒๐/๑๙๑.
๑. อินทรียสังวร สำรวมอินทรีย์ ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่ให้ยินดียินร้ายในเวลาเห็นรูป ฟังเสียง ดมกลิ่น ลิ้มรส ถูกต้องโผฏฐัพพะ รู้ธรรมารมณ์ด้วยใจ.
๒. โภชเน มัตตัญญุตา รู้จักประมาณในการกินอาหารแต่พอสมควร ไม่มากไม่น้อย.
๓. ชาคริยานุโยค ประกอบความเพียรเพื่อจะชำระใจให้หมดจด ไม่เห็นแก่นอนมากนัก.
องฺ. ติก. ๒๐/๑๔๒.
สิ่งเป็นที่ตั้งแห่งการบำเพ็ญบุญ เรียกบุญกิริยาวัตถุ โดยย่อมี ๓ อย่าง
๑. ทานมัย บุญสำเร็จด้วยการบริจาคทาน.
๒. สีลมัย บุญสำเร็จด้วยการรักษาศีล.
๓. ภาวนามัย บุญสำเร็จด้วยการเจริญภาวนา.
ขุ. อิติ. ๒๕/๒๗๐. องฺ. อฏฺฐก. ๒๓/๑๔๕.
ลักษณะที่เสมอกันแก่สังขารทั้งปวง เรียกสามัญญลักษณะ ไตรลักษณะก็เรียก แจกเป็น ๓ อย่าง
๑. อนิจจตา ความเป็นของไม่เที่ยง.
๒. ทุกขตา ความเป็นทุกข์.
๓. อนัตตตา ความเป็นของไม่ใช่ตน.
สํ. สฬ. ๑๘/๑.
๑. สัปปุริสสังเสวะ คบท่านผู้ประพฤติชอบด้วยกาย วาจา ใจ ที่เรียกว่าสัตบุรุษ.
๒. สัทธัมมัสสวนะ ฟังคำสั่งสอนของท่านโดยเคารพ.
๓. โยนิโสมนสิการ ตริตรองให้รู้จักสิ่งที่ดีหรือชั่วโดยอุบายที่ชอบ.
๔. ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ ประพฤติธรรมสมควรแก่ธรรมซึ่งได้ตรองเห็นแล้ว.
องฺ. จตุกฺก. ๒๑/๓๓๒.
๑. ปฏิรูปเทสวาสะ อยู่ในประเทศอันสมควร.
๒. สัปปปุริสูปัสสยะ คบสัตบุรุษ.
๓. อัตตสัมมาปณิธิ ตั้งตนไว้ชอบ.
๔. ปุพเพกตปุญญตา ความเป็นผู้ได้ทำความดีไว้ในปางก่อน.
จตุกกะ คือ หมวด ๔.
ธรรม ๔ อย่างนี้ ดุจล้อรถนำไปสู่ความเจริญ.
องฺ. จตุกฺก. ๒๑/๔๐.
๑. ลำเอียงเพราะรักใคร่กัน เรียกฉันทาคติ.
๒. ลำเอียงเพราะไม่ชอบกัน เรียกโทสาคติ.
๓. ลำเอียงเพราะเขลา เรียกโมหาคติ.
๔. ลำเอียงเพราะกลัว เรียกภยาคติ.
อคติ ๔ ประการนี้ ไม่ควรประพฤติ.
องฺ. จตุกฺก. ๒๑/๒๓.
๑. อดทนต่อคำสอนไม่ได้ คือเบื่อต่อคำสั่งสอนขี้เกียจทำตาม.
๒. เป็นคนเห็นแก่ปากแก่ท้อง ทนความอดอยากไม่ได้.
๓. เพลิดเพลินในกามคุณ ทะยานอยากได้สุขยิ่ง ๆ ขึ้นไป.
๔. รักผู้หญิง
ภิกษุสามเณรผู้หวังความเจริญแก่ตน ควรระวังอย่าให้อันตราย ๔ อย่างนี้ย่ำยีได้.
องฺ. จตุกฺก. ๒๑/๑๖๕.
๑. สังวรปธาน เพียรระวังไม่ให้บาปเกิดขึ้นในสันดาน.
๒. ปหานปธาน เพียรละบาปที่เกิดขึ้นแล้ว.
๓. ภาวนาปธาน เพียรให้กุศลเกิดขึ้นในสันดาน.
๔. อนุรักขนาปธาน เพียรรักษากุศลที่เกิดขึ้นแล้วไม่ให้เสื่อม.
ความเพียร ๔ อย่างนี้ เป็นความเพียรชอบ ควรประกอบให้มีในตน.
องฺ. จตุกฺก. ๒๑/๒๐.
๑. ปัญญา รอบรู้สิ่งที่ควรรู้.
๒. สัจจะ ความจริงใจ คือประพฤติสิ่งใดก็ให้ได้จริง.
๓. จาคะ สละสิ่งที่เป็นข้าศึกแก่ความจริงใจ.
๔. อุปสมะ สงบใจจากสิ่งเป็นข้าศึกแก่ความสงบ.
ม. อุป. ๑๔/๔๓๗.
๑. ฉันทะ พอใจรักใคร่ในสิ่งนั้น.
๒. วิริยะ เพียรประกอบสิ่งนั้น.
๓. จิตตะ เอาใจฝักใฝ่ในสิ่งนั้นไม่วางธุระ.
๔. วิมังสา หมั่นตริตรองพิจารณาเหตุผลในสิ่งนั้น.
คุณ ๔ อย่างนี้ มีบริบูรณ์แล้ว อาจชักนำบุคคลให้ถึงสิ่งที่ต้องประสงค์ซึ่งไม่เหลือวิสัย.
อภิ. วิภงฺค. ๓๕/๒๙๒.
๑. ในการละกายทุจริต ประพฤติกายสุจริต.
๒. ในการละวจีทุจริต ประพฤติวจีสุจริต.
๓. ในการละมโนทุจริต ประพฤติมโนสุจริต.
๔. ในการละความเห็นผิด ทำความเห็นให้ถูก.
อีกอย่างหนึ่ง
๑. ระวังใจไม่ให้กำหนัดในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด.
๒. ระวังใจไม่ให้ขัดเคืองในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความขัดเคือง.
๓. ระวังใจไม่ให้หลงในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความหลง.
๔. ระวังใจไม่ให้มัวเมาในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความมัวเมา.
องฺ. จตุกฺก. ๒๑/๑๖๑.
๑. ปาติโมกขสังวร สำรวมในพระปาติโมกข์ เว้นข้อที่พระพุทธเจ้าห้าม ทำตามข้อที่พระองค์อนุญาต.
๒. อินทรียสังวร สำรวมอินทรีย์ ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่ให้ยินดียินร้ายในเวลาเห็นรูป ฟังเสียง ดมกลิ่น ลิ้มรส ถูกต้องโผฏัฐพพะ รู้ธรรมารมณ์ด้วยใจ.
๓. อาชีวปาริสุทธิ เลี้ยงชีวิตโดยทางที่ชอบ ไม่หลอกลวงเขาเลี้ยงชีวิต.
๔. ปัจจยปัจจเวกขณะ พิจารณาเสียก่อนจึงบริโภคปัจจัย ๔ คือ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และเภสัช ไม่บริโภคด้วยตัณหา.
วิ. สีล. ปม. ๑๙.
๑. พุทธานุสสติ ระลึกถึงคุณพระพุทธเจ้าที่มีในพระองค์และทรงเกื้อกูลแก่ผู้อื่น.
๒. เมตตา แผ่ไม่ตรีจิตคิดจะให้สัตว์ทั้งปวงเป็นสุขทั่วหน้า.
๓. อสุภะ พิจารณาร่างกายตนและผู้อื่นให้เห็นเป็นไม่งาม.
๔. มรณัสสติ นึกถึงความตายอันจะมีแก่ตน.
กัมมัฏฐาน ๔ อย่างนี้ ควรเจริญเป็นนิตย์.
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า ฯ.
๑. เมตตา ความรักใคร่ ปรารถนาจะให้เป็นสุข.
๒. กรุณา ความสงสาร คิดจะช่วยให้พ้นทุกข์.
๓. มุทิตา ความพลอยยินดี เมื่อผู้อื่นได้ดี.
๔. อุเบกขา ความวางเฉย ไม่ดีใจไม่เสียใจเมื่อผู้อื่นถึงความวิบัติ.
๔ อย่างนี้ เป็นเครื่องอยู่ของท่านผู้ใหญ่.
อภิ. วิภงฺค. ๓๕/๓๖๙.
๑. กายานุปัสสนา ๒. เวทนานุปัสสนา ๓. จิตตานุปัสสนา ๔. ธัมมานุปัสสนา.
สติกำหนดพิจารณากายเป็นอารมณ์ว่า กายนี้สักว่ากาย ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัว ตน เรา เขา เรียกกายานุปัสสนา.
สติกำหนดพิจารณาเวทนา คือ สุข ทุกข์ และไม่สุขไม่ทุกข์ เป็นอารมณ์ว่า เวทนานี้ก็สักว่าเวทนา ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัว ตน เรา เขา เรียกเวทนานุปัสสนา.
สติกำหนดพิจารณาใจที่เศร้าหมอง หรือผ่องแล้ว เป็นอารมณ์ว่า ใจนี้ก็สักว่าใจ ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัว ตน เรา เขา เรียกจิตตานุปัสสนา.
สติกำหนดพิจารณาธรรมที่เป็นกุศลหรืออกุศล ที่บังเกิดกับใจ เป็นอารมณ์ว่า ธรรมนี้ก็สักว่าธรรม ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัว ตน เรา เขา เรียกธัมมานุปัสสนา.
ที. มหา. ๑๐/๓๒๕.
ธาตุ ๔ คือ
ธาตุดิน เรียกปฐวีธาตุ
ธาตุน้ำ เรียกอาโปธาตุ
ธาตุไฟ เรียกเตโชธาตุ
ธาตุลม เรียกวาโยธาตุ.
ธาตุอันใดมีลักษณะแข้นแข็ง ธาตุนั้นเป็นปฐวีธาตุ ปฐวีธาตุนั้นที่เป็นภายใน คือ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม หัวใจ ตับ พังผืด ไต ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า.
ธาตุอันใดมีลักษณะเอิบอาบ ธาตุนั้นเป็นอาโปธาตุ อาโปธาตุนั้นที่เป็นภายใน คือ ดี เสลด หนอง เลือด เหงื่อ มันข้น น้ำตา เปลวมัน น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ มูตร.
ธาตุอันใดมีลักษณะร้อน ธาตุนั้นเป็นเตโชธาตุ เตโชธาตุนั้นที่เป็นภายใน คือ ไฟที่ยังกายให้อบอุ่น ไฟที่ยังกายให้ทรุดโทรม ไฟที่ยังกายให้กระวนกระวาย ไฟที่เผาอาหารให้ย่อย.
ธาตุอันใดมีลักษณะพัดไปมา ธาตุนั้นเป็นวาโยธาตุ วาโยธาตุนั้นที่เป็นภายใน คือ ลมพัดขึ้นเบื้องบน ลมพัดลงเบื้องต่ำ ลมในท้อง ลมในไส้ ลมพัดไปตามตัว ลมหายใจ.
ความกำหนดพิจารณากายนี้ ให้เห็นว่าเป็นแต่เพียงธาตุ ๔ คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม ประชุมกันอยู่ ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เรียกว่าธาตุกัมมัฏฐาน.
ม. อุป. ๑๔/๔๓๗.
๑. ทุกข์
๒. สมุทัย คือ เหตุให้ทุกข์เกิด
๓. นิโรธ คือความดับทุกข์
๔. มรรค คือข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์.
ความไม่สบายกาย ไม่สบายใจ ได้ชื่อว่าทุกข์ เพราะเป็นของทานได้ยาก.
ตัณหาคือความทะยานอยาก ได้ชื่อว่าสมุทัย เพราะเป็นเหตุให้ทุกข์เกิด.
ตัณหานั้น มีประเภทเป็น ๓ คือตัณหาความอยากในอารมณ์ที่น่ารักใคร่ เรียกว่ากามตัณหาอย่าง ๑ ตัณหาความอยากเป็นโน่นเป็นนี่ เรียกว่าภวตัณหาอย่าง ๑ ตัณหาความอยากไม่เป็นโน่นเป็นนี่ เรียกว่าวิภวตัณหาอย่าง ๑.
ความดับตัณหาได้สิ้นเชิง ทุกข์ดับไปหมด ได้ชื่อว่านิโรธ เพราะเป็นความดับทุกข์.
ปัญญาอันชอบว่าสิ่งนี้ทุกข์ สิ่งนี้เหตุให้ทุกข์เกิด สิ่งนี้ความดับทุกข์ สิ่งนี้ทางให้ถึงความดับทุกข์ ได้ชื่อว่ามรรค เพราะเป็นข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์.
มรรคนั้นมีองค์ ๘ ประการ คือ ปัญญาอันเห็นชอบ ๑ ดำริชอบ ๑ เจรจาชอบ ๑ ทำการงานชอบ ๑ เลี้ยงชีวิตชอบ ๑ ทำความเพียรชอบ ๑ ตั้งสติชอบ ๑ ตั้งใจชอบ ๑.
อภิ. วิภงฺค. ๓๕/๑๒๗.
๑. มาตุฆาต ฆ่ามารดา.
๒. ปิตุฆาต ฆ่าบิดา.
๓. อรหันตฆาต ฆ่าพระอรหันต์.
๔. โลหิตุปบาท ทำร้ายพระพุทธเจ้าจนถึงยังพระโลหิตให้ห้อขึ้นไป.
๕. สังฆเภท ยังสงฆ์ให้แตกจากกัน.
ปัญจกะ คือ หมวด ๕.
กรรม ๕ อย่างนี้ เป็นบาปอันหนักที่สุด ห้ามสวรรค์ ห้ามนิพพาน ตั้งอยู่ในฐานปาราชิกของผู้ถือพระพุทธศาสนา ห้ามไม่ให้ทำเป็นเด็ดขาด.
องฺ. ปฺจก. ๒๒/๑๖๕.
๑. ควรพิจารณาทุกวัน ๆ ว่า เรามีความแก่เป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความแก่ไปได้.
๒. ควรพิจารณาทุกวัน ๆ ว่า เรามีความเจ็บเป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความเจ็บไปได้.
๓. ควรพิจารณาทุกวัน ๆ ว่า เรามีความตายเป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความตายไปได้.
๔. ควรพิจารณาทุกวัน ๆ ว่า เราจะต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจทั้งสิ้น.
๕. ควรพิจารณาทุกวัน ๆ ว่า เรามีกรรมเป็นของตัว เราทำดีจักได้ดี ทำชั่วจักได้ชั่ว.
องฺ. ปฺจก. ๒๒/๘๑.
๑. สัทธา เชื่อสิ่งที่ควรเชื่อ.
๒. สีล รักษากายวาจาให้เรียบร้อย.
๓. พาหุสัจจะ ความเป็นผู้ศึกษามาก.
๔. วิริยารัมภะ ปรารภความเพียร.
๕. ปัญญา รอบรู้สิ่งที่ควรรู้.
องฺ. ปฺจก. ๒๒/๑๔๔.
๑. สำรวมในพระปาติโมกข์ เว้นข้อที่พระพุทธเจ้าห้าม ทำตามข้อที่ทรงอนุญาต.
๒. สำรวมอินทรีย์ คือ ระวัง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่ให้ความยินดียินร้ายครอบงำได้ ในเวลาที่เห็นรูปด้วยนัยน์ตาเป็นต้น.
๓. ความเป็นคนไม่เอิกเกริกเฮฮา.
๔. อยู่ในเสนาสนะอันสงัด.
๕. มีความเห็นชอบ.
ภิกษุใหม่ควรตั้งอยู่ในธรรม ๕ อย่างนี้.
องฺ. ปฺจก. ๒๒/๑๕๕.
๑. แสดงธรรมไปโดยลำดับ ไม่ตัดลัดให้ขาดความ.
๒. อ้างเหตุผลแนะนำให้ผู้ฟังเข้าใจ.
๓. ตั้งจิตเมตตาปรารถนาให้เป็นประโยชน์แก่ผู้ฟัง.
๔. ไม่แสดงธรรมเพราะเห็นแก่ลาภ.
๕. ไม่แสดงธรรมกระทบตนและผู้อื่น คือว่า ไม่ยกตนเสียดสีผู้อื่น.
ภิกษุผู้เป็นธรรมกถึก พึงตั้งองค์ ๕ อย่างนี้ไว้ในตน.
องฺ. ปฺจก. ๒๒/๒๐๖.
๑. ผู้ฟังธรรมย่อมได้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยฟัง.
๒. สิ่งใดได้เคยฟังแล้ว แต่ไม่เข้าใจชัด ย่อมเข้าใจสิ่งนั้นชัด.
๓. บรรเทาความสงสัยเสียได้.
๔. ทำความเห็นให้ถูกต้องได้.
๕. จิตของผู้ฟังย่อมผ่องใส.
องฺ. ปฺจก. ๒๒/๒๗๖.
๑. สัทธา ความเชื่อ.
๒. วิริยะ ความเพียร.
๓. สติ ความระลึกได้.
๔. สมาธิ ความตั้งใจมั่น.
๕. ปัญญา ความรอบรู้.
อินทรีย์ ๕ ก็เรียก เพราะเป็นใหญ่ในกิจของตน.
องฺ. ปฺจก. ๒๒/๑๑.
ธรรมอันกั้นจิตไม่ให้บรรลุความดี เรียกนิวรณ์ มี ๕ อย่าง
๑. พอใจรักใคร่ในอารมณ์ที่ชอบใจมีรูปเป็นต้น เรียกกามฉันท์.
๒. ปองร้ายผู้อื่น เรียกพยาบาท.
๓. ความที่จิตหดหู่และเคลิบเคลิ้ม เรียกถีนมิทธะ.
๔. ฟุ้งซ่านและรำคาญ เรียกอุทธัจจกุกกุจจะ.
๕. ลังเลไม่ตกลงได้ เรียกวิจิกิจฉา.
องฺ. ปฺจก. ๒๒/๗๒.
กายกับใจนี้ แบ่งออกเป็น ๕ กอง เรียกว่าขันธ์ ๕
๑. รูป ๒. เวทนา ๓. สัญญา ๔. สังขาร ๕. วิญญาณ.
ธาตุ ๔ คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม ประชุมกันเป็นกายนี้ เรียกว่ารูป.
ความรู้สึกอารมณ์ว่า เป็นสุข คือ สบายกายสบายใจ หรือเป็นทุกข์ คือไม่สบายกายไม่สบายใจ หรือเฉย ๆ คือไม่ทุกข์ไม่สุข เรียกว่าเวทนา.
ความจำได้หมายรู้ คือ จำรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ อารมณ์ที่เกิดกับใจได้ เรียกว่าสัญญา.
เจตสิกธรรม คือ อารมณ์ที่เกิดกับใจ (๑) เป็นส่วนดี เรียกกุศล เป็นส่วนชั่ว เรียกอกุศล เป็นส่วนกลาง ๆ ไม่ดีไม่ชั่ว เรียกอัพยากฤต เรียกว่าสังขาร.
ความรู้อารมณ์ในเวลาเมื่อรูปมากระทบตาเป็นต้น เรียกว่าวิญญาณ.
ขันธ์ ๕ นี้ ย่นเรียกว่า นาม รูป. เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ รวมเข้าเป็นนาม รูปคงเป็นรูป.
อภิ. วิภงฺค. ๓๕/๑.
ฉักกะ คือ หมวด ๖.
ความเอื้อเฟื้อ ในพระพุทธเจ้า ๑ ในพระธรรม ๑ ในพระสงฆ์ ๑ ในความศึกษา ๑ ในความไม่ประมาท ๑ ในปฏิสันถารคือต้อนรับปราศรัย ๑. ภิกษุควรทำคารวะ ๖ ประการนี้.
องฺ. ฉกฺก. ๒๒/๓๖๙.
ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความให้ระลึกถึง เรียกสาราณิยธรรม มี ๖ อย่าง คือ :-
๑. เข้าไปตั้งกายกรรมประกอบด้วยเมตตา ในเพื่อนภิกษุสามเณร ทั้งต่อหน้าและลับหลัง คือ ช่วยขวนขวายในกิจธุระของเพื่อนกันด้วยกาย มีพยาบาลภิกษุไข้เป็นต้น ด้วยจิตเมตตา.
๒. เข้าไปตั้งวจีกรรมประกอบด้วยเมตตา ในเพื่อนภิกษุสามเณร ทั้งต่อหน้าและลับหลัง คือ ช่วยขวนขวายในกิจธุระของเพื่อนกันด้วยวาจา เช่นกล่าวสั่งสอนเป็นต้น ด้วยจิตเมตตา.
๓. เข้าไปตั้งมโนกรรมประกอบด้วยเมตตา ในเพื่อนภิกษุสามเณร ทั้งต่อหน้าและลับหลัง คือ คิดแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์แก่เพื่อนกัน.
๔. แบ่งปันลาภที่ตนได้มาแล้วโดยชอบธรรม ให้แก่เพื่อนภิกษุสามเณร ไม่หวงไว้บริโภคจำเพาะผู้เดียว.
๕. รักษาศีลบริสุทธิ์เสมอกันกับเพื่อนภิกษุสามเณรอื่น ๆ ไม่ทำตนให้เป็นที่รังเกียจของผู้อื่น.
๖. มีความเห็นร่วมกันกับภิกษุสามเณรอื่น ๆ ไม่วิวาทกับใคร ๆ เพราะมีความเห็นผิดกัน.
ธรรม ๖ อย่างนี้ ทำผู้ประพฤติให้เป็นที่รักที่เคารพของผู้อื่น เป็นไปเพื่อความสงเคราะห์กันและกัน เป็นไปเพื่อความไม่วิวาทกันและกัน เป็นไปเพื่อความพร้อมเพรียงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน.
องฺ. ฉกฺก. ๒๒/๓๒๒.
ตา
หู
จมูก
ลิ้น
กาย
ใจ.
อินทรีย์ ๖ ก็เรียก.
ม. ม. ๑๒/๙๖. อภิ. วิภงฺค. ๓๕/๘๕.
รูป
เสียง
กลิ่น
รส
โผฏฐัพพะ คืออารมณ์ที่มาถูกต้องกาย
ธรรม คืออารมณ์เกิดกับใจ.
อารมณ์ ๖ ก็เรียก.
ม. อุป. ๑๔/๔๐๑. อภิ. วิภงฺค. ๓๕/๘๕.
อาศัยรูปกระทบตา เกิดความรู้ขึ้น เรียกจักขุวิญญาณ
อาศัยเสียงกระทบหู เกิดความรู้ขึ้น เรียกโสตวิญญาณ
อาศัยกลิ่นกระทบจมูก เกิดความรู้ขึ้น เรียกฆานวิญญาณ
อาศัยรสกระทบลิ้น เกิดความรู้ขึ้น เรียกชิวหาวิญญาณ
อาศัยโผฏฐัพพะกระทบกาย เกิดความรู้ขึ้น เรียกกายวิญญาณ
อาศัยธรรมเกิดกับใจ เกิดความรู้ขึ้น เรียกมโนวิญญาณ.
ที. มหา. ๑๐/๓๔๔. อภิ. วิภงฺค. ๓๕/๘๕.
อายตนะภายในมีตาเป็นต้น อายตนะภายนอกมีรูปเป็นต้น วิญญาณ มีจักขุวิญญาณเป็นต้น กระทบกัน เรียกสัมผัส มีชื่อตามอายตนะภายในเป็น ๖ คือ :-
จักขุสัมผัส.
โสตสัมผัส.
ฆานสัมผัส.
ชิวหาสัมผัส.
กายสัมผัส.
มโนสัมผัส.
ที. มหา. ๑๐/๓๔๔. สํ. นิ. ๑๖/๔.
สัมผัสนั้นเป็นปัจจัยให้เกิดเวทนา เป็นสุขบ้าง ทุกข์บ้าง ไม่ทุกข์ ไม่สุขบ้าง มีชื่อตามอายตนะภายในเป็น ๖ คือ :-
จักขุสัมผัสสชาเวทนา
โสตสัมผัสสชาเวทนา
ฆานสัมผัสสชาเวทนา
ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา
กายสัมผัสสชาเวทนา
มโนสัมผัสสชาเวทนา
ที. มหา. ๑๐/๓๔๔. สํ. นิ. ๑๖/๔.
๑. ปฐวีธาตุ คือ ธาตุดิน.
๒. อาโปธาตุ คือ ธาตุน้ำ.
๓. เตโชธาตุ คือ ธาตุไฟ.
๔. วาโยธาตุ คือ ธาตุลม.
๕. อากาสธาตุ คือ ช่องว่างมีในกาย.
๖. วิญญาณธาตุ คือ ความรู้อะไรได้.
ม. อุป. ๑๔/๑๒๕. อภิ. วิภงฺค. ๓๕/๑๐๑.
สัตตกะ คือ หมวด ๗.
ธรรมไม่เป็นที่ตั้งแห่งความเสื่อม เป็นไปเพื่อความเจริญฝ่ายเดียว ชื่อว่า อปริหานิยธรรม มี ๗ อย่าง คือ :-
๑. หมั่นประชุมกันเนืองนิตย์.
๒. เมื่อประชุมก็พร้อมเพรียงกันประชุม เมื่อเลิกประชุม ก็พร้อมเพรียงกันเลิก และพร้อมเพรียงกันช่วยทำกิจที่สงฆ์จะต้องทำ.
๓. ไม่บัญญัติสิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่บัญญัติขึ้น ไม่ถอนสิ่งที่พระองค์ทรงบัญญัติไว้แล้ว สาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบทตามที่พระองค์ทรงบัญญัติไว้.
๔. ภิกษุเหล่าใดเป็นผู้ใหญ่เป็นประธานในสงฆ์ เคารพนับถือภิกษุเหล่านั้น เชื่อฟังถ้อยคำของท่าน.
๕. ไม่ลุอำนาจแก่ความอยากที่เกิดขึ้น.
๖. ยินดีในเสนาสนะป่า.
๗. ตั้งใจอยู่ว่า เพื่อนภิกษุสามเณรซึ่งเป็นผู้มีศีล ซึ่งยังไม่มาสู่อาวาส ขอให้มา ที่มาแล้ว ขอให้อยู่เป็นสุข.
ธรรม ๗ อย่างนี้ ตั้งอยู่ในผู้ใด ผู้นั้นไม่มีความเสื่อมเลย มีแต่ความเจริญฝ่ายเดียว.
องฺ. สตฺตก. ๒๓/๒๑.
ทรัพย์ คือ คุณความดีที่มีในสันดานอย่างประเสริฐ เรียก อริยทรัพย์ มี ๗ อย่าง คือ :-
๑. สัทธา เชื่อสิ่งที่ควรเชื่อ.
๒. สีล รักษา กาย วาจา ให้เรียบร้อย.
๓. หิริ ความละอายต่อบาปทุจริต.
๔. โอตตัปปะ สะดุ้งกลัวต่อบาป.
๕. พาหุสัจจะ ความเป็นคนเคยได้ยินได้ฟังมามาก คือจำทรงธรรมและรู้ศิลปวิทยามาก.
๖. จาคะ สละให้ปันสิ่งของของตนแก่คนที่ควรให้ปัน.
๗. ปัญญา รอบรู้สิ่งที่เป็นประโยชน์และไม่เป็นประโยชน์.
อริยทรัพย์ ๗ ประการนี้ ดีกว่าทรัพย์ภายนอก มีเงินทองเป็นต้น ควรแสวงหาไว้มีในสันดาน.
องฺ. สตฺตก. ๒๓/๕.
ธรรมของสัตบุรุษ เรียกว่า สัปปุริสธรรม มี ๗ อย่าง คือ :-
๑. ธัมมัญญุตา ความเป็นผู้รู้จักเหตุ เช่นรู้จักว่า สิ่งนี้เป็นเหตุแห่งสุข สิ่งนี้เป็นเหตุแห่งทุกข์.
๒. อัตถัญญุตา ความเป็นผู้รู้จักผล เช่นรู้จักว่า สุขเป็นผลแห่งเหตุอันนี้ ทุกข์เป็นผลแห่งเหตุอันนี้.
๓. อัตตัญญุตา ความเป็นผู้รู้จักตนว่า เราว่าโดยชาติ ตระกูล ยศ ศักดิ์ สมบัติ บริวาร ความรู้ และคุณธรรมเพียงเท่านี้ ๆ แล้วประพฤติ ตนให้สมควรแก่ที่เป็นอยู่อย่างไร.
๔. มัตตัญญุตา ความเป็นผู้รู้ประมาณ ในการแสวงหาเครื่องเลี้ยงชีวิตแต่โดยทางที่ชอบ และรู้จักประมาณในการบริโภคแต่พอควร.
๕. กาลัญญุตา ความเป็นผู้รู้จักกาลเวลาอันสมควรในอันประกอบกิจนั้น ๆ.
๖. ปริสัญญุตา ความเป็นผู้รู้จักประชุมชน และกิริยาที่จะต้องประพฤติต่อประชุมชนนั้น ๆ ว่า หมู่นี้เมื่อเข้าไปหา จะต้องทำกิริยาอย่างนี้ จะต้องพูดอย่างนี้ เป็นต้น.
๗. ปุคคลปโรปรัญญุตา ความเป็นผู้รู้จักเลือกบุคคลว่า ผู้นี้เป็นคนดีควรคบ ผู้นี้เป็นคนไม่ดี ไม่ควรคบ เป็นต้น.
องฺ. สตฺตก. ๒๓/๑๑๓.
๑. สัตบุรุษประกอบด้วยธรรม ๗ ประการ คือ มีศรัทธา มีความละอายต่อบาป มีความกลัวต่อบาป เป็นคนได้ยินได้ฟังมาก เป็นคนมีความเพียร เป็นคนมีสติมั่นคง เป็นคนมีปัญญา.
๒. จะปรึกษาสิ่งใดกับใคร ๆ ก็ไม่ปรึกษาเพื่อจะเบียดเบียนตนและผู้อื่น.
๓. จะคิดสิ่งใดก็ไม่คิดเพื่อจะเบียดเบียนตนและผู้อื่น.
๔. จะพูดสิ่งใดก็ไม่พูดเพื่อจะเบียดเบียนตนและผู้อื่น.
๕. จะทำสิ่งใดก็ไม่ทำเพื่อจะเบียดเบียนตนและผู้อื่น.
๖. มีความเห็นชอบ มีเห็นว่าทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่วเป็นต้น.
๗. ให้ทานโดยเคารพ คือเอื้อเฟื้อแก่ของที่ตัวให้ และผู้รับทานนั้น ไม่ทำอาการดุจทิ้งเสีย.
นัย. ม. อุป. ๑๔/๑๑๒.
๑. สติ ความระลึกได้.
๒. ธัมมวิจยะ ความสอดส่องธรรม.
๓. วิริยะ ความเพียร.
๔. ปีติ ความอิ่มใจ.
๕. ปัสสัทธิ ความสงบใจและอารมณ์.
๖. สมาธิ ความตั้งใจมั่น.
๗. อุเปกขา ความวางเฉย.
เรียกตามประเภทว่า สติสัมโพชฌงค์ไปโดยลำดับจนถึงอุเปกขาสัมโพชฌงค์.
สํ. มหา. ๑๙/๙๓.
อัฏฐกะ คือ หมวด ๘.
ธรรมที่ครอบงำสัตว์โลกอยู่ และสัตว์โลกย่อมเป็นไปตามธรรมนั้น เรียกว่าโลกธรรม. โลกธรรมนั้น ๘ อย่าง คือ มีลาภ ๑ ไม่มีลาภ ๑ มียศ ๑ ไม่มียศ ๑ นินทา ๑ สรรเสริญ ๑ สุข ๑ ทุกข์ ๑.
ในโลกธรรม ๘ ประการนี้ อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น ควรพิจารณาว่า สิ่งนี้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ก็แต่ว่ามันไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรรู้ตามที่เป็นจริง อย่าให้มันครอบงำจิตได้ คืออย่ายินดีในส่วนที่ปรารถนา อย่ายินร้ายในส่วนที่ไม่ปรารถนา.
องฺ. สฏฺก. ๒๓/๑๕๘.
ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อความกำหนัดย้อมใจ ๑.
เป็นไปเพื่อความประกอบทุกข์ ๑.
เป็นไปเพื่อความสะสมกองกิเลส ๑.
เป็นไปเพื่อความอยากใหญ่ ๑.
เป็นไปเพื่อความไม่สันโดษยินดีด้วยของมีอยู่ คือมีนี่แล้วอยากได้นั่น ๑.
เป็นไปเพื่อความคลุกคลีด้วยหมู่คณะ. ๑.
เป็นไปเพื่อความเกียจคร้าน ๑.
เป็นไปเพื่อความเลี้ยงยาก ๑.
ธรรมเหล่านี้พึงรู้ว่า ไม่ใช่ธรรม ไม่ใช่วินัย ไม่ใช่คำสั่งสอนของพระศาสดา.
ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อความคลายกำหนัด ๑.
เป็นไปเพื่อความปราศจากทุกข์ ๑.
เป็นไปเพื่อความไม่สะสมกองกิเลส ๑.
เป็นไปเพื่อความอยากอันน้อย ๑.
เป็นไปเพื่อความสันโดษยินดีด้วยของมีอยู่ ๑.
เป็นไปเพื่อความสงัดจากหมู่ ๑.
เป็นไปเพื่อความเพียร ๑.
เป็นไปเพื่อความเลี้ยงง่าย ๑.
ธรรมเหล่านี้พึงรู้ว่า เป็นธรรม เป็นวินัย เป็นคำสั่งสอนของ พระศาสดา.
องฺ. อฏฺก. ๒๓/๒๘๘.
๑. สัมมาทิฏฐิ ปัญญาอันเห็นชอบ คือเห็นอริยสัจ ๔.
๒. สัมมาสังกัปปะ ดำริชอบ คือ ดำริจะออกจากกาม ๑ ดำริในอันไม่พยาบาท ๑ ดำริในอันไม่เบียดเบียน ๑.
๓. สัมมาวาจา เจรจาชอบ คือเว้นจากวจีทุจริต ๔.
๔. สัมมากัมมันตะ ทำการงานชอบ คือเว้นจากกายทุจริต ๓.
๕. สัมมาอาชีวะ เลี้ยงชีวิตชอบ คือเว้นจากความเลี้ยงชีวิตโดยทางที่ผิด.
๖. สัมมาวายามะ เพียรชอบ คือเพียรในที่ ๔ สถาน.
๗. สัมมาสติ ระลึกชอบ คือระลึกในสติปัฏฐานทั้ง ๔.
๘. สัมมาสมาธิ ตั้งใจไว้ชอบ คือเจริญฌานทั้ง ๔.
ในองค์มรรคทั้ง ๘ นั้น เห็นชอบ ดำริชอบ สงเคราะห์เข้าในปัญญาสิกขา. วาจาชอบ การงานชอบ เลี้ยงชีวิตชอบ สงเคราะห์เข้าในสีลสิกขา. เพียรชอบ ระลึกชอบ ตั้งใจไว้ชอบ สงเคราะห์เข้าในจิตตสิกขา.
ม. มู. ๑๒/๒๖. อภิ. วิภงฺค. ๓๕/๓๑๗.
โกรธ ๑
ลบหลู่บุญคุณท่าน ๑
ริษยา ๑
ตระหนี่ ๑
มายา ๑
มักอวด ๑
พูดปด ๑
มีความปรารถนาลามก ๑
เห็นผิด ๑.
อภิ. วิภงฺค. ๓๕/๕๒๖.
ทสกะ คือ หมวด ๑๐.
จัดเป็นกายกรรม คือทำด้วยกาย ๓ อย่าง
๑. ปาณาติบาต ทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วง คือฆ่าสัตว์.
๒. อทินนาทาน ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้ ด้วยอาการแห่งขโมย.
๓. กาเมสุ มิจฉาจาร ประพฤติผิดในกาม.
จัดเป็นวจีกรรม คือทำด้วยวาจา ๔ อย่าง
๔. มุสาวาท พูดเท็จ.
๕. ปิสุณาวาจา พูดส่อเสียด.
๖. ผรุสวาจา พูดคำหยาบ.
๗. สัมผัปปลาปะ พูดเพ้อเจ้อ.
จัดเป็นมโนกรรม คือทำด้วยใจ ๓ อย่าง
๘. อภิชฌา โลภอยากได้ของเขา.
๙. พยาบาท ปองร้ายเขา.
๑๐. มิจฉาทิฏฐิ เห็นผิดจากคลองธรรม.
กรรม ๑๐ อย่างนี้ เป็นทางบาป ไม่ควรดำเนิน.
ที.มหา. ๑๐/๓๕๖. ที.ปาฏิ. ๑๑/๒๘๔. ม.มู. ๑๒/๕๒๑.
จัดเป็นกายกรรม ๓ อย่าง
๑. ปาณาติปาตา เวรมณี เว้นจากทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วง.
๒. อทินนาทานา เวรมณี เว้นจากถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้ ด้วยอาการแห่งขโมย.
๓. กาเมสุ มิจฉาจารา เวรมณี เว้นจากประพฤติผิดในกาม.
จัดเป็นวจีกรรม ๔ อย่าง
๔. มุสาวาทา เวรมณี เว้นจากพูดเท็จ.
๕. ปิสุณาย วาจาย เวรมณี เว้นจากพูดส่อเสียด.
๖. ผรุสาย วาจาย เวรมณี เว้นจากพูดคำหยาบ.
๗. สัมผัปปลาปา เวรมณี เว้นจากพูดเพ้อเจ้อ.
จัดเป็นมโนกรรม ๓ อย่าง
๘. อนภิชฌา ไม่โลภอยากได้ของเขา.
๙. อพยาบาท ไม่พยาบาทปองร้ายเขา.
๑๐. สัมมาทิฏฐิ เห็นชอบตามคลองธรรม.
กรรม ๑๐ อย่างนี้เป็นทางบุญ ควรดำเนิน.
ที. มหา. ๑๐/๓๕๙. ที ปาฏิ. ๑๑/๒๘๔. ม. มู. ๑๒/๕๒๓.
๑. ทานมัย บุญสำเร็จด้วยการบริจาคทาน.
๒. สีลมัย บุญสำเร็จด้วยการรักษาศีล.
๓. ภาวนามัย บุญสำเร็จด้วยการเจริญภาวนา.
๔. อปจายนมัย บุญสำเร็จด้วยการประพฤติถ่อมตนแก่ผู้ใหญ่.
๕. เวยยาวัจจมัย บุญสำเร็จด้วยการช่วยขวนขวายในกิจที่ชอบ.
๖. ปัตติทานมัย บุญสำเร็จด้วยการให้ส่วนบุญ.
๗. ปัตตานุโมทนามัย บุญสำเร็จด้วยการอนุโมทนาส่วนบุญ.
๘. ธัมมัสสวนมัย บุญสำเร็จด้วยการฟังธรรม.
๙. ธัมมเทสนามัย บุญสำเร็จด้วยการแสดงธรรม.
๑๐. ทิฏฐุชุกัมม์ การทำความเห็นให้ตรง.
สุ.วิ. ๓/๒๕๖. อภิธมฺมตฺถสงฺคหปาลิ. ๒๙. ตฏฺฏีกา. ๑๗๑.
๑. บรรพชิตควรพิจารณาเนือง ๆ ว่า บัดนี้เรามีเพศต่างจากคฤหัสถ์แล้ว อาการกิริยาใด ๆ ของสมณะ เราต้องทำอาการกิริยานั้น ๆ.
๒. บรรพชิตควรพิจารณาเนือง ๆ ว่า ความเลี้ยงชีวิตของเราเนื่องด้วยผู้อื่น เราควรทำตัวให้เขาเลี้ยงง่าย.
๓. บรรพชิตควรพิจารณาเนือง ๆ ว่า อาการกายวาจาอย่างอื่นที่เราจะต้องทำให้ดีขึ้นไปกว่านี้ ยังมีอยู่อีก ไม่ใช่เพียงเท่านี้.
๔. บรรพชิตควรพิจารณาเนือง ๆ ว่า ตัวของเราเองติเตียนตัวเราเองโดยศีลได้หรือไม่.
๕. บรรพชิตควรพิจารณาเนือง ๆ ว่า ผู้รู้ใคร่ครวญแล้วติเตียนเราโดยศีลได้หรือไม่.
๖. บรรพชิตควรพิจารณาเนือง ๆ ว่า เราจะต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจทั้งนั้น.
๗. บรรพชิตควรพิจารณาเนือง ๆ ว่า เรามีกรรมเป็นของตัวเราทำดีจักได้ดี ทำชั่วจักได้ชั่ว.
๘. บรรพชิตควรพิจารณาเนือง ๆ ว่า วันคืนล่วงไป ๆ บัดนี้เราทำอะไรอยู่.
๙. บรรพชิตควรพิจารณาเนือง ๆ ว่า เรายินดีในที่สงัดหรือไม่.
๑๐. บรรพชิตควรพิจารณาเนือง ๆ ว่า คุณวิเศษของเรามีอยู่หรือไม่ ที่จะให้เราเป็นผู้ไม่เก้อเขินในเวลาเพื่อนบรรพชิตถามในกาลภายหลัง.
องฺ. ทสก. ๒๔/๙๑.
๑. ศีล รักษากายวาจาให้เรียบร้อย.
๒. พาหุสัจจะ ความเป็นผู้ได้สดับรับฟังมาก.
๓. กัลยาณมิตตตา ความเป็นผู้มีเพื่อนดีงาม.
๔. โสวจัสสตา ความเป็นผู้ว่าง่ายสอนง่าย.
๕. กิงกรณีเยสุ ทักขตา ความขยันช่วยเอาใจใส่ในกิจธุระของเพื่อนภิกษุสามเณร
๖. ธัมมกามตา ความใคร่ในธรรมที่ชอบ.
๗. วิริยะ เพียรเพื่อจะละความชั่ว ประพฤติความดี.
๘. สันโดษ ยินดีด้วยผ้านุ่ง ผ้าห่ม อาหาร ที่นอน ที่นั่ง และยา ตามมีตามได้.
๙. สติ จำการที่ได้ทำและคำที่พูดแล้วแม้นานได้.
๑๐. ปัญญา รอบรู้ในกองสังขารตามเป็นจริงอย่างไร.
องฺ. ทสก. ๒๔/ ๒๗.
๑. อัปปิจฉกถา ถ้อยคำที่ชักนำให้มีความปรารถนาน้อย.
๒. สันตุฏฐิกถา ถ้อยคำที่ชักนำให้สันโดษยินดีด้วยปัจจัยตามมีตามได้.
๓. ปวิเวกกถา ถ้อยคำที่ชักนำให้สงัดกายสงัดใจ.
๔. อสังสัคคกถา ถ้อยคำที่ชักนำไม่ให้ระคนด้วยหมู่.
๕. วิริยารัมภกถา ถ้อยคำที่ชักนำให้ปรารภความเพียร.
๖. สีลกถา ถ้อยคำที่ชักนำให้ตั้งอยู่ในศีล.
๗. สมาธิกถา ถ้อยคำที่ชักนำให้ทำใจให้สงบ.
๘. ปัญญากถา ถ้อยคำที่ชักนำให้เกิดปัญญา.
๙. วิมุตติกถา ถ้อยคำที่ชักนำให้ทำใจให้พ้นจากกิเลส.
๑๐. วิมุตติญาณทัสสนากถา ถ้อยคำที่ชักนำให้เกิดความรู้ความเห็นในความที่ใจพ้นจากกิเลส.
องฺ. ทสก. ๒๔/๑๓๘.
๑. พุทธานุสสติ ระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า.
๒. ธัมมานุสสติ ระลึกถึงคุณของพระธรรม.
๓. สังฆานุสสติ ระลึกถึงคุณของพระสงฆ์.
๔. สีลานุสสติ ระลึกถึงศีลของตน.
๕. จาคานุสสติ ระลึกถึงทานที่ตนบริจาคแล้ว.
๖. เทวตานุสสติ ระลึกถึงคุณที่ทำบุคคลให้เป็นเทวดา.
๗. มรณัสสติ ระลึกถึงความตายที่จะมาถึงตน.
๘. กายคตาสติ ระลึกทั่วไปในกาย ให้เห็นว่า ไม่งาม น่าเกลียดโสโครก.
๙. อานาปานสติ ตั้งสติกำหนดลมหายใจเข้าออก.
๑๐. อุปสมานุสสติ ระลึกถึงคุณพระนิพพาน ซึ่งเป็นที่ระงับกิเลสและกองทุกข์.
วิ. ฉอนุสฺสติ. ปม. ๒๕๐.
๑. อภิชฌาวิสมโลภะ ละโมบไม่สม่ำเสมอ คือความเพ่งเล็ง.
๒. โทสะ. ร้ายกาจ.
๓. โกธะ โกรธ.
๔. อุปนาหะ ผูกโกรธไว้.
๕. มักขะ ลบหลู่คุณท่าน.
๖. ปลาสะ ตีเสมอ คือยกตัวเทียมท่าน.
๗. อิสสา ริษยา คือเห็นเขาได้ดี ทนอยู่ไม่ได้.
๘. มัจฉริยะ ตระหนี่.
๙. มายา มารยา คือเจ้าเล่ห์.
๑๐. สาเถยยะ โอ้อวด.
๑๑. ถัมภะ หัวดื้อ.
๑๒. สารัมภะ แข่งดี.
๑๓. มานะ ถือตัว.
๑๔. อติมานะ ดูหมิ่นท่าน.
๑๕. มทะ มัวเมา.
๑๖. ปมาทะ เลินเล่อ.
ปกิณณกะ คือ หมวดเบ็ดเตล็ด.
ม. มู. ๑๒/๒๖-๒๗,๖๕.
สติปัฏฐาน ๔
สัมมัปปธาน ๔ (ปธาน ๔).
อิทธิบาท ๔
อินทรีย์ ๕
พละ ๕
โพชฌงค์ ๗
มรรคมีองค์ ๘ |
16391 | 4431 | https://th.wikisource.org/wiki?curid=16391 | นวโกวาท/คิหิปฏิบัติ | แม่แบบผิดพลาด: มีการลบช่องที่ไม่ได้ใช้ออก โปรดเติมกลับเข้าไป (โปรดดู)
← ธรรมวิภาค
นวโกวาท สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรสคิหิปฏิบัติ
นวโกวาท — "คิหิปฏิบัติ"สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส
๑. ปาณาติบาต ทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วง.
๒. อทินนาทาน ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้ ด้วยอาการแห่งขโมย.
๓. กาเมสุ มิจฉาจาร ประพฤติผิดในกาม.
๔. มุสาวาท พูดเท็จ.
จตุกกะ.
กรรมกิเลส คือ กรรมเครื่องเศร้าหมอง ๔ อย่าง.
กรรม ๔ อย่างนี้ นักปราชญ์ไม่สรรเสริญเลย.
ที. ปาฏิ. ๑๑/๑๙๕.
๑. ความเป็นนักเลงหญิง.
๒. ความเป็นนักเลงสุรา.
๓. ความเป็นนักเลงเล่นการพนัน.
๔. ความคบคนชั่วเป็นมิตร.
อบายมุข คือ เหตุเครื่องฉิบหาย ๔ อย่าง.
โทษ ๔ ประการนี้ ไม่ควรประกอบ.
องฺ. อฏฺฐก. ๒๓/๒๙๖.
๑. อุฏฐานสัมปทา ถึงพร้อมด้วยความหมั่น ในการประกอบกิจเครื่องเลี้ยงชีวิตก็ดี ในการศึกษาเล่าเรียนก็ดี ในการทำธุระหน้าที่ของตนก็ดี.
๒. อารักขสัมปทา ถึงพร้อมด้วยการรักษา คือรักษาทรัพย์ที่แสวงหามาได้ด้วยความหมั่น ไม่ให้เป็นอันตรายก็ดี รักษาการงานของตน ไม่ให้เสื่อมเสียไปก็ดี.
๓. กัลยาณมิตตตา ความมีเพื่อนเป็นคนดี ไม่คบคนชั่ว.
๔. สมชีวิตา ความเลี้ยงชีวิตตามสมควรแก่กำลังทรัพย์ที่หาได้ ไม่ให้ฝืดเคืองนัก ไม่ให้ฟูมฟายนัก.
องฺ. อฏฺฐก. ๒๓/๒๙๔.
๑. สัทธาสัมปทา ถึงพร้อมด้วยศรัทธา คือเชื่อสิ่งที่ควรเชื่อ เช่นเชื่อว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นต้น.
๒. สีลสัมปทา ถึงพร้อมด้วยศีล คือรักษากายวาจาเรียบร้อยดี ไม่มีโทษ.
๓. จาคสัมปทา ถึงพร้อมด้วยการบริจาคทาน เป็นการเฉลี่ยสุขให้แก่ผู้อื่น.
๔. ปัญญาสัมปทา ถึงพร้อมด้วยปัญญา รู้จักบาป บุญ คุณ โทษ ประโยชน์ มิใช่ประโยชน์ เป็นต้น
องฺ. อฏฺฐก. ๒๓/๒๙๗.
๑. คนปอกลอก.
๒. คนดีแต่พูด.
๓. คนหัวประจบ.
๔. คนชักชวนในทางฉิบหาย.
มิตตปฏิรูป คือ คนเทียมมิตร ๔ จำพวก.
คน ๔ จำพวกนี้ ไม่ใช่มิตร เป็นแต่คนเทียมมิตร ไม่ควรคบ.
ที. ปาฏิ. ๑๑/๑๙๙.
๑. คนปอกลอก มีลักษณะ ๔
(๑) คิดเอาแต่ได้ฝ่ายเดียว.
(๒) เสียให้น้อย คิดเอาให้ได้มาก.
(๓) เมื่อมีภัยแก่ตัว จึงรับทำกิจของเพื่อน.
(๔) คบเพื่อเพราะเห็นแก่ประโยชน์ของตัว
ที. ปาฏิ. ๑๑/๑๙๙.
๒. คนดีแต่พูด มีลักษณะ ๔
(๑) เก็บเอาของล่วงแล้วมาปราศรัย.
(๒) อ้างเอาของที่ยังไม่มีมาปราศรัย.
(๓) สงเคราะห์ด้วยสิ่งหาประโยชน์มิได้.
(๔) ออกปากพึ่งมิได้.
ที. ปาฏิ. ๑๑/๒๐๐
๓. คนหัวประจบ มีลักษณะ ๔
(๑) จะทำชั่วก็คล้อยตาม.
(๒) จะทำดีก็คล้อยตาม.
(๓) ต่อหน้าว่าสรรเสริญ.
(๔) ลับหลังตั้งนินทา.
ที. ปาฏิ. ๑๑/๒๐๐.
๔. คนชักชวนในทางฉิบหาย มีลักษณะ ๔
(๑) ชักชวนดื่มน้ำเมา.
(๒) ชักชวนเที่ยวกลางคืน.
(๓) ชักชวนให้มัวเมาในการเล่น.
(๔) ชักชวนเล่นการพนัน.
ที. ปาฏิ. ๑๑/๒๐๐.
๑. มิตรมีอุปการะ.
๒. มิตรร่วมสุขร่วมทุกข์.
๓. มิตรแนะประโยชน์.
๔. มิตรมีความรักใคร่.
มิตรแท้ ๔ จำพวก.
มิตร ๔ จำพวกนี้ เป็นมิตรแท้ ควรคบ.
ที. ปาฏิ. ๑๑/๒๐๑.
๑. มิตรมีอุปการะ มีลักษณะ ๔
(๑) ป้องกันเพื่อนผู้ประมาทแล้ว.
(๒) ป้องกันทรัพย์สมบัติของเพื่อนผู้ประมาทแล้ว.
(๓) เมื่อมีภัย เป็นที่พึ่งพำนักได้.
(๔) เมื่อมีธุระ ช่วยออกทรัพย์ให้เกินกว่าที่ออกปาก.
ที. ปาฏิ. ๑๑/๒๐๑.
๒. มิตรร่วมสุขร่วมทุกข์ มีลักษณะ ๔
(๑) ขยายความลับของตนแก่เพื่อน.
(๒) ปิดความลับของเพื่อนไม่ให้แพร่งพราย.
(๓) ไม่ละทิ้งในยามวิบัติ.
(๔) แม้ชีวิตก็อาจสละแทนได้.
ที. ปาฏิ. ๑๑/๒๐๑.
๓. มิตรแนะประโยชน์ มีลักษณะ ๔
(๑) ห้ามไม่ให้ทำความชั่ว.
(๒) แนะนำให้ตั้งอยู่ในความดี.
(๓) ให้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยฟัง.
(๔) บอกทางสวรรค์ให้.
ที. ปาฏิ. ๑๑/๒๐๑.
๔. มิตรมีความรักใคร่ มีลักษณะ ๔
(๑) ทุกข์ ๆ ด้วย.
(๒) สุข ๆ ด้วย.
(๓) โต้เถียงคนที่พูดติเตียนเพื่อน.
(๔) รับรองคนที่พูดสรรเสริญเพื่อน.
ที. ปาฏิ. ๑๑/๒๐๒.
๑. ทาน ให้ปันสิ่งของของตนแก่ผู้อื่นที่ควรให้ปัน.
๒. ปิยวาจา เจรจาวาจาที่อ่อนหวาน.
๓. อัตถจริยา ประพฤติสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น.
๔. สมานัตตตา ความเป็นคนมีตนเสมอไม่ถือตัว.
สังคหวัตถุ ๔ อย่าง.
คุณทั้ง ๔ อย่างนี้ เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวใจของผู้อื่นไว้ได้.
องฺ. จตุกฺก. ๒๑/๔๒.
๑. สุขเกิดแต่ความมีทรัพย์.
๒. สุขเกิดแต่การจ่ายทรัพย์บริโภค.
๓. สุขเกิดแต่ความไม่ต้องเป็นหนี้.
๔. สุขเกิดแต่ประกอบการงานที่ปราศจากโทษ.
องฺ. จตุกฺก. ๒๑/๙๐.
๑. ขอสมบัติจงเกิดมีแก่เราโดยทางที่ชอบ.
๒. ขอยศจงเกิดมีแก่เราและญาติพวกพ้อง.
๓. ขอเราจงรักษาอายุให้ยืนนาน.
๔. เมื่อสิ้นชีพแล้ว ขอเราจงไปบังเกิดในสวรรค์.
องฺ. จตุกฺก. ๒๑/๘๕.
๑. สัทธาสัมปทา ถึงพร้อมด้วยศรัทธา.
๒. สีลสัมปทา ถึงพร้อมด้วยศีล.
๓. จาคสัมปทา ถึงพร้อมด้วยการบริจาคทาน.
๔. ปัญญาสัมปทา ถึงพร้อมด้วยปัญญา.
องฺ. จตุกฺก. ๒๑/๘๑.
๑. ไม่แสวงหาพัสดุที่หายแล้ว.
๒. ไม่บูรณะพัสดุที่คร่ำคร่า.
๓. ไม่รู้จักประมาณในการบริโภคสมบัติ.
๔. ตั้งสตรีหรือบุรุษทุศีลให้เป็นแม่เรือนพ่อเรือน.
ตระกูลอันมั่งคั่งจะตั้งอยู่นานไม่ได้ เพราะสถาน ๔.
ผู้หวังจะดำรงตระกูล ควรเว้นสถาน ๔ ประการนั้นเสีย.
องฺ. จตุกฺก. ๒๑/๓๓๖.
๑. สัจจะ สัตย์ซื่อต่อกัน.
๒. ทมะ รู้จักข่มจิตของตน.
๓. ขันติ อดทน.
๔. จาคะ สละให้ปันสิ่งของของตนแก่ตนที่ควรให้ปัน.
สํ. ส. ๑๕/๓๑๖.
ปัญจกะ.
ประโยชน์เกิดแต่การถือโภคทรัพย์ ๕ อย่าง.
แสวงหาโภคทรัพย์ได้โดยทางที่ชอบแล้ว
๑. เลี้ยงตัว มารดา บิดา บุตร ภรรยา บ่าวไพร่ ให้เป็นสุข.
๒. เลี้ยงเพื่อนฝูงให้เป็นสุข.
๓. บำบัดอันตรายที่เกิดแต่เหตุต่าง ๆ.
๔. ทำพลี ๕ อย่าง คือ
ก. ญาติพลี สังเคราะห์ญาติ.
ข. อติถิพลี ต้องรับแขก.
ค. ปุพพเปตพลี ทำบุญอุทิศให้ผู้ตาย.
ฆ. ราชพลี ถวายเป็นหลวง มีภาษีอากรเป็นต้น.
ง. เทวตาพลี ทำบุญอุทิศให้เทวดา.
๕. บริจาคทานในสมณะพราหมณ์ผู้ประพฤติชอบ.
องฺ. ปญฺจก. ๒๒/๔๘.
๑. ปาณาติปาตา เวรมณี เว้นจากทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วงไป.
๒. อทินนาทานา เวรมณี เว้นจากถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้ ด้วยอาการแห่งขโมย.
๓. กาเมสุ มิจฉาจารา เวรมณี เว้นจากประพฤติผิดในกาม.
๔. มุสาวาทา เวรมณี เว้นจากพูดเท็จ.
๕. สุราเมรยมัชชปมาทัฏฐานา เวรมณี เว้นจากดื่มน้ำเมา คือ สุราและเมรัย อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท.
ศีล ๕.
ศีล ๕ ประการนี้ คฤหัสถ์ควรรักษาเป็นนิตย์.
องฺ. ปญฺจก. ๒๒/๒๒๖.
๑. ค้าขายเครื่องประหาร.
๒. ค้าขายมนุษย์.
๓. ค้าขายสัตว์เป็นสำหรับฆ่าเพื่อเป็นอาหาร.
๔. ค้าขายน้ำเมา.
๕. ค้าขายยาพิษ.
มิจฉาวณิชชา คือการค้าขายไม่ชอบธรรม ๕ อย่าง.
การค้าขาย ๕ อย่างนี้ เป็นข้อห้ามอุบาสกไม่ให้ประกอบ.
องฺ. ปญฺจก. ๒๒/๒๓๒.
๑. ประกอบด้วยศรัทธา.
๒. มีศีลบริสุทธิ์.
๓. ไม่ถือมงคลตื่นข่าว คือเชื่อกรรม ไม่เชื่อมงคล.
๔. ไม่แสวงหาเขตบุญนอกพุทธศาสนา.
๕. บำเพ็ญบุญแต่ในพุทธศาสนา.
สมบัติของอุบาสก ๕ ประการ.
อุบาสกพึงตั้งอยู่ในสมบัติ ๕ ประการ และเว้นจากวิบัติ ๕ ประการ ซึ่งวิปริตจากสมบัตินั้น.
องฺ. ปญฺจก. ๒๒/๒๓๐.
๑. ปุรัตถิมทิส คือทิศเบื้องหน้า มารดาบิดา.
๒. ทักขิณทิส คือทิศเบื้องขวา อาจารย์.
๓. ปัจฉิมทิศ คือทิศเบื้องหลัง บุตรภรรยา.
๔. อุตตรทิส คือทิศเบื้องซ้าย มิตร.
๕. เหฏฐิมทิส คือทิศเบื้องต่ำ บ่าว.
๖. อุปริมทิส คือทิศเบื้องต้น สมณพราหมณ์.
ที. ปาฏิ. ๑๑/๒๐๓.
ฉักกะ.
ทิศ ๖.
๑. ปุรัตถิมทิส คือทิศเบื้องหน้า มารดาบิดา บุตรพึงบำรุงด้วยสถาน ๕
(๑) ท่านได้เลี้ยงมาแล้ว เลี้ยงท่านตอบ.
(๒) ทำกิจของท่าน.
(๓) ดำรงวงศ์สกุล.
(๔) ประพฤติตนให้เป็นคนควรรับทรัพย์มรดก.
(๕) เมื่อท่านล่วงลับไปแล้ว ทำบุญอุทิศให้ท่าน.
ที. ปาฏิ. ๑๐/๒๐๓.
มารดาบิดาได้รับบำรุงฉะนี้แล้ว ย่อมอนุเคราะห์บุตรด้วยสถาน ๕
(๑) ห้ามไม่ให้ทำความชั่ว.
(๒) ให้ตั้งอยู่ในความดี.
(๓) ให้ศึกษาศิลปวิทยา.
(๔) หาภรรยาที่สมควรให้.
(๕) มอบทรัพย์ให้ในสมัย.
ที. ปาฏิ. ๑๑/๒๐๓.
๒. ทักขิณทิส คือทิศเบื้องขวา อาจารย์ ศิษย์พึงบำรุงด้วยสถาน ๕
(๑) ด้วยลุกขึ้นยืนรับ.
(๒) ด้วยเข้าไปยืนคอยรับใช้.
(๓) ด้วยเชื่อฟัง.
(๔) ด้วยอุปัฏฐาก.
(๕) ด้วยเรียนศิลปวิทยาโดยเคารพ.
ที. ปาฏิ. ๑๑/๒๐๓.
อาจารย์ได้รับบำรุงฉะนี้แล้ว ย่อมอนุเคราะห์ศิษย์ด้วยสถาน ๕
(๑) แนะนำดี.
(๒) ให้เรียนดี.
(๓) บอกศิลปให้สิ้นเชิง ไม่ปิดบังอำพราง.
(๔) ยกย่องให้ปรากฏในเพื่อนฝูง.
(๕) ทำความป้องกันในทิศทั้งหลาย (คือจะไปทางทิศไหนก็ไม่อดอยาก).
ที. ปาฏิ. ๑๑/๒๐๔.
๓. ปัจฉิมทิส คือทิศเบื้องหลัง ภรรยา สามีพึงบำรุงด้วยสถาน ๕
(๑) ด้วยยกย่องนับถือว่าเป็นภรรยา.
(๒) ด้วยไม่ดูหมิ่น.
(๓) ด้วยไม่ประพฤติล่วงใจ.
(๔) ด้วยมอบความเป็นใหญ่ให้.
(๕) ด้วยให้เครื่องแต่งตัว.
ที. ปาฏิ. ๑๑/๒๐๔.
ภรรยาได้รับบำรุงฉะนี้แล้ว ย่อมอนุเคราะห์สามีด้วยสถาน ๕
(๑) จัดการงานดี.
(๒) สงเคราะห์คนข้างเคียงของผัวดี.
(๓) ไม่ประพฤติล่วงใจผัว.
(๔) รักษาทรัพย์ที่ผัวหามาได้ไว้.
(๕) ขยันไม่เกียจคร้านในกิจการทั้งปวง.
ที. ปาฏิ. ๑๑/๒๐๔.
๔. อุตตรทิส คือทิศเบื้องซ้าย มิตร กุลบุตรพึงบำรุงด้วยสถาน ๕
(๑) ด้วยให้ปัน.
(๒) ด้วยเจรจาถ้อยคำไพเราะ.
(๓) ด้วยประพฤติประโยชน์.
(๔) ด้วยความเป็นผู้มีตนเสมอ.
(๕) ด้วยไม่แกล้งกล่าวให้คลาดจากความเป็นจริง.
ที. ปาฏิ. ๑๑/๒๐๔.
มิตรได้รับบำรุงฉะนี้แล้ว ย่อมอนุเคราะห์กุลบุตรด้วยสถาน ๕
(๑) รักษามิตรผู้ประมาทแล้ว.
(๒) รักษาทรัพย์ของมิตรผู้ประมาทแล้ว.
(๓) เมื่อมีภัย เอาเป็นที่พึ่งพำนักได้.
(๔) ไม่ละทิ้งในยามวิบัติ.
(๕) นับถือตลอดถึงวงศ์ของมิตร.
ที. ปาฏิ. ๑๑/๒๐๕.
๕. เหฏฐิมทิส คือทิศเบื้องต่ำ บ่าว นายพึงบำรุงด้วยสถาน ๕
(๑) ด้วยจัดการงานให้ทำตามสมควรแก่กำลัง.
(๒) ด้วยให้อาหารและรางวัล.
(๓) ด้วยรักษาพยาบาลในเวลาเจ็บไข้.
(๔) ด้วยแจกของมีรสแปลกประหลาดให้กิน.
(๕) ด้วยปล่อยในสมัย.
ที. ปาฏิ. ๑๑/๒๐๕.
บ่าวได้รับบำรุงฉะนี้แล้ว ย่อมอนุเคราะห์นายด้วยสถาน ๕
(๑) ลุกขึ้นทำการงานก่อนนาย.
(๒) เลิกการงานทีหลังนาย.
(๓) ถือเอาแต่ของที่นายให้.
(๔) ทำการงานให้ดีขึ้น.
(๕) นำคุณของนายไปสรรเสริญในที่นั้น ๆ.
ที. ปาฏิ. ๑๑/๒๐๕.
๖. อุปริมทิส คือทิศเบื้องบน สมณพราหมณ์ กุลบุตรพึงบำรุงด้วยสถาน ๕
(๑) ด้วยกายกรรม คือทำอะไร ๆ ประกอบด้วยเมตตา.
(๒) ด้วยวจีกรรม คือพูดอะไร ๆ ประกอบด้วยเมตตา.
(๓) ด้วยมโนกรรม คือคิดอะไร ๆ ประกอบด้วยเมตตา.
(๔) ด้วยความเป็นผู้ไม่ปิดประตู คือมิได้ห้ามเข้าบ้านเรือน.
(๕) ด้วยให้อามิสทาน.
ที. ปาฏิ. ๑๑/๒๐๕.
สมณพราหมณ์ได้รับบำรุงฉะนี้แล้ว ย่อมอนุเคราะห์กุลบุตรด้วยสถาน ๖
(๑) ห้ามไม่ให้กระทำความชั่ว.
(๒) ให้ตั้งอยู่ในความดี.
(๓) อนุเคราะห์ด้วยน้ำใจอันงาม.
(๔) ให้ได้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยฟัง.
(๕) ทำสิ่งที่เคยฟังแล้วให้แจ่ม.
(๖) บอกทางสวรรค์ให้.
ที. ปาฏิ. ๑๑/๒๐๖.
(๑) ดื่มน้ำเมา.
(๒) เที่ยวกลางคืน.
(๓) เที่ยวดูการเล่น.
(๔) เล่นการพนัน.
(๕) คบคนชั่วเป็นมิตร.
(๖) เกียจคร้านทำการงาน.
ที. ปาฏิ. ๑๑/๑๙๖.
อบายมุข คือเหตุเครื่องฉิบหาย ๖.
๑. ดื่มน้ำเมา มีโทษ ๖
(๑) เสียทรัพย์.
(๒) ก่อการทะเลาะวิวาท.
(๓) เกิดโรค.
(๔) ต้องติเตียน.
(๕) ไม่รู้จักอาย.
(๖) ทอนกำลังปัญญา.
ที. ปาฏิ. ๑๑/๑๙๖.
๒. เที่ยวกลางคืน มีโทษ ๖
(๑) ชื่อว่าไม่รักษาตัว.
(๒) ชื่อว่าไม่รักษาลูกเมีย.
(๓) ชื่อว่าไม่รักษาทรัพย์สมบัติ.
(๔) เป็นที่ระแวงของคนทั้งหลาย.
(๕) มักถูกใส่ความ.
(๖) ได้ความลำบากมาก.
ที. ปาฏิ. ๑๑/๑๙๗.
๓. เที่ยวดูการเล่น มีโทษตามวัตถุที่ไปดู ๖
(๑) รำที่ไหนไปที่นั้น.
(๒) ขับร้องที่ไหนไปที่นั้น.
(๓) ดีดสีตีเป่าที่ไหนไปที่นั้น.
(๔) เสภาที่ไหนไปที่นั้น.
(๕) เพลงที่ไหนไปที่นั้น.
(๖) เถิดเทิงที่ไหนไปที่นั้น.
ที. ปาฏิ. ๑๑/๑๙๗.
๔. เล่นการพนัน มีโทษ ๖
(๑) เมื่อชนะย่อมก่อเวร.
(๒) เมื่อแพ้ย่อมเสียดายทรัพย์ที่เสียไป.
(๓) ทรัพย์ย่อมฉิบหาย.
(๔) ไม่มีใครเชื่อถือถ้อยคำ.
(๕) เป็นที่หมิ่นประมาทของเพื่อน.
(๖) ไม่มีใครประสงค์จะแต่งงานด้วย.
ที. ปาฏิ. ๑๑/๑๙๗.
๕. คบคนชั่วเป็นมิตร มีโทษตามบุคคลที่คบ ๖
(๑) นำให้เป็นนักเลงการพนัน.
(๒) นำให้เป็นนักเลงเจ้าชู้.
(๓) นำให้เป็นนักเลงเหล้า.
(๔) นำให้เป็นคนลวงเขาด้วยของปลอม.
(๕) นำให้เป็นคนลวงเขาซึ่งหน้า
(๖) นำให้เป็นคนหัวไม้.
ที. ปาฏิ. ๑๑/๑๙๗.
๖. เกียจคร้านทำการงาน มีโทษ ๖
(๑) มักให้อ้างว่า หนาวนัก แล้วไม่ทำการงาน.
(๒) มักให้อ้างว่า ร้อนนัก แล้วไม่ทำการงาน.
(๓) มักให้อ้างว่า เวลาเย็นแล้ว แล้วไม่ทำการงาน.
(๔) มักให้อ้างว่า ยังเช้าอยู่ แล้วไม่ทำการงาน.
(๕) มักให้อ้างว่า หิวนัก แล้วไม่ทำการงาน.
(๖) มักให้อ้างว่า ระหายนัก แล้วไม่ทำการงาน.
ผู้หวังความเจริญด้วยโภคทรัพย์ พึงเว้นเหตุเครื่องฉิบหาย ๖ ประการนี้เสีย.
ที. ปาฏิ. ๑๑/๑๙๗. |
16395 | 8884 | https://th.wikisource.org/wiki?curid=16395 | พงศาวดารเมืองหลวงพระบาง | <includeonly>
"' #เปลี่ยนทาง "พงศาวดารเมืองหลวงพระบาง"
#เปลี่ยนทาง "พงศาวดารเมืองหลวงพระบาง"
พงศาวดารเมืองหลวงพระบาง สามารถหมายถึง</includeonly> |
16399 | 4619 | https://th.wikisource.org/wiki?curid=16399 | ประชุมพงศาวดาร/ภาคที่ 5 (2460)/คำนำ | <ns>10</ns>
<id>5557</id>
<revision>
<id>181945</id>
<parentid>152423</parentid>
<timestamp>2022-04-30T07:17:54Z</timestamp>
<contributor>
<username>Bebiezaza</username>
<id>6791</id>
</contributor>
<comment>หมวดหมู่ย้ายไปไว้ที่ doc</comment>
<origin>181945</origin>
<model>wikitext</model>
<format>text/x-wiki</format>
← หน้าต้น
ประชุมพงษาวดาร ภาคที่ 5
(พ.ศ. 2460
)คำนำ โดย
../เรื่องที่ 1/
ประชุมพงษาวดาร ภาคที่ 5
— "คำนำ"พ.ศ. 2460
<pages index="ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๕) - ๒๔๖๐ reorganised.pdf" from="2" to="13"/> |
16473 | 4520 | https://th.wikisource.org/wiki?curid=16473 | เพลงยาวเจ้าอิศรญาณ | เกิดเป็นคนเชิงดูให้รู้เท่า ใจของเราไม่สอนใจใครจะสอน
อยากใช้เขาเราต้องก้มประนมกร ใครเลยห่อนจะว่าตัวเป็นวัวมอ
เป็นบ้าจี้นิยมชมว่าเอก คนโหยกเหยกรักษายากลำบากหมอ
อันยศศักดิ์มิใช่เหล้าเมาแต่พอ ถ้าเขายอเหมือนอย่างเกาให้เราคัน
บ้างโลดเลนเต้นรำทำเป็นเจ้า เป็นไรเขาไม่จับผิดคิดดูขัน
ผีมันหลอกช่างผีตามทีมัน คนเหมือนกันหลอกกันเองกลัวเกรงนัก
สูงอย่าให้สูงกว่าฐานนานไปล้ม จะเรียนคมเรียนเถิดอย่าเปิดฝัก
คนสามขามีปัญญาหาไว้ทัก ที่ไหนหลักแหลมคำจงจำเอา
เดินตามรอยผู้ใหญ่หมาไม่กัด ไปพูดขัดเขาทำไมขัดใจเขา
ใครทำตึงแล้วหย่อนผ่อนลงเอา นักเลงเก่าเขาไม่หาญราญนักเลง |
16474 | 39070 | https://th.wikisource.org/wiki?curid=16474 | มาลี | มาลี ดอกดังสีบานเย็นเห็นหรือไม่
ผีเสื้อร่อนว่อนอยู่ดูวิไล งามกระไรหนอผีเสื้อช่างเหลืองาม
กินอะไรเกิดที่ไหนผีเสื้อเอ๋ย อย่าปิดเลยตอบต่อที่ข้อถาม
น้องจะได้ไปเกิดไปกินตาม ให้อร่ามเหมือนผีเสื้อเหลือสวยเอย
พระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
จาก บทละครเรื่อง เงาะป่า |
16498 | 2651 | https://th.wikisource.org/wiki?curid=16498 | บทสวดสรรเสริญ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) | ก้มกราบมนัสน้อม วรจอมวิชชาจารย์
นบองค์พระทรงญาณ ชินะบุตรชิโนดม
เอกสงฆ์พระนามจัน- ทสโรวิสุทธิ์สม
ทวยเทพมนุษย์พรหม อภิวันทนาการ
ท่านหวังวิมุตติ์พ้น ชนะกลพญามาร
มุ่งสุดนฤพาน อธิญาณพระนำชัย
พลีชีพถวายศาสน์ มุนินาถ ณ เพ็ญใส
หยุดนิ่งสนิทใน หฤทัย ณ กลางกาย
ดวงธรรมสว่างล้ำ พหุธรรมกายพราย
เห็นสุดตลอดสาย วรกายวิเศษศานต์
วิชชาพระชาญเชี่ยว มนะเดี่ยวผจญมาร
ปราบสิ้นกิเลสราน อภิบาลมหาชน
รู้แจ้งกระจ่างจินต์ พระถวิลจะรวมพล
หยุดนิ่งลุมรรคผล อนุสนธิ์พระต้นธรรม์
ยอมตายมิยอมแพ้ มนะแน่มิแปรผัน
กรำศึกทุกคืนวัน สละพลันอุทิศพลี
ใจท่านมิหวั่นไหว จะขยายพระศาสน์ศรี
สร้างพระและคนดี คุณะมีตลอดชนม์
ด้วยเดชะสรรเสริญ สุเจริญพิพัฒน์ผล
ขอพรพระมงคล- เทพมุนีพิชิตมาร
อวยชัยมลายโศก นิรโรคลุภัยพาล
สบสุขเกษมศานต์ ธนจักรพรรดิมี
รู้แจ้งพระธรรมา ลุวิชชาพระชินสีห์
เปี่ยมบุญญบารมี สุขสันต์นิรันดร์กาลฯ
ประพันธ์บูชาธรรม โดย ตะวันธรรม |
16510 | 606 | https://th.wikisource.org/wiki?curid=16510 | คำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ อม.๑๔/๒๕๕๑ คดีหมายเลขแดงที่ อม.๑/๒๕๕๓/หน้า 182-187 | แม่แบบผิดพลาด: มีการลบช่องที่ไม่ได้ใช้ออก โปรดเติมกลับเข้าไป (โปรดดู)
← หน้า 172-181
คำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ อม.๑๔/๒๕๕๑ คดีหมายเลขแดงที่ อม.๑/๒๕๕๓
ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหน้า 182-187
คำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ อม.๑๔/๒๕๕๑ คดีหมายเลขแดงที่ อม.๑/๒๕๕๓
— "หน้า 182-187"ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
ลงวันที่ 27 มิถุนายน 2551 ผู้คัดค้านที่ 7 ที่ 8 ที่ 14 ที่ 17 และที่ 19 จึงไม่ได้ถูกโต้แย้งสิทธิ์และศาลไม่จำต้องพิจารณาคำคัดค้านของผู้คัดค้านที่ 7 ที่ 8 ที่ 14 ที่ 17 และที่ 19 ต่อไป ส่วนผู้คัดค้านอื่นนั้น เมื่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้วินิจฉัยแล้วว่าเงินปันผลและเงินที่ได้จากการขายหุ้นจำนวน 46,373,687,454.70 บาท พร้อมดอกผล ตกเป็นของแผ่นดิน เมื่อพิจารณารายการทรัพย์สินที่ คตส. มีคำสั่งอายัดไว้ของผู้ถูกกล่าวหา ผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งเป็นคู่สมรส และผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 5 ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นแทนดังที่วินิจฉัยมา ปรากฏว่ามีจำนวนเพียงพอกับจำนวนที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองวินิจฉัยให้ตกเป็นของแผ่นดินได้ จึงไม่จำต้องวินิจฉัยคำคัดค้านของผู้คัดค้านอื่นที่ขอให้เพิกถอนคำสั่งอายัดทรัพย์ของ คตส. อีกต่อไป
พิพากษา ให้เงินที่ได้จากการขายหุ้นและเงินปันผลหุ้นของบริษัทชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จำนวน 46,373,687,454.70 บาท พร้อมดอกผลเฉพาะดอกเบี้ยที่ได้รับจากบัญชีเงินฝาก นับตั้งแต่วันฝากเงินจนถึงวันที่ธนาคารส่งเงินจำนวนดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน โดยบังคับเอาจากทรัพย์สินที่อายัดตามคำสั่งของคณะกรรมการตรวจสอบ อันได้แก่บัญชีเงินฝากและหน่วยลงทุน ดังต่อไปนี้
คำสั่งคณะกรรมการตรวจสอบที่ คตส. 016/2550 ลงวันที่ 11 มิถุนายน 2550 ได้แก่ บัญชีเงินฝาก
ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาซอยอารีย์ บัญชีเลขที่ 127-2-37287-9 ชื่อบัญชี นางสาวพินทองทา ชินวัตร
ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาราชวัตร บัญชีเลขที่ 146-2-31081-2 ชื่อบัญชี นางสาวพินทองทา ชินวัตร
ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาชิดลบ บัญชีเลขที่ 001-0-55188-2 ชื่อบัญชี นางสาวพินทองทา ชินวัตร
ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สำนักรัชโยธิน บัญชีเลขที่ 111-2-414524-4 ชื่อบัญชี นางสาวพินทองทา ชินวัตร
ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สำนักรัชโยธิน บัญชีเลขที่ 111-1-12631-3 ชื่อบัญชี นางสาวทองทา ชินวัตร
ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สำนักรัชโยธิน บัญชีเลขที่ 111-1-12222-0 ชื่อบัญชี นาวสาวพินทองทา ชินวัตร
ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาพหลโยธิน บัญชีเลขที่ 014-1-11300-9 ชื่อบัญชี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาพหลโยธิน บัญชีเลขที่ 014-2-41335-5 ชื่อบัญชี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
ธนาคารไทยพาณิชย์จำกัด (มหาชน) สำนักรัชโยธิน บัญชีเลขที่ 111-2-78188-1 ชื่อบัญชีนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์
ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สำนักรัชโยธิน บัญชีเลขที่ 111-1-11188-9 ชื่อบัญชีนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์
ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สำนักรัชโยธิน บัญชีเลขที่ 111-1-13095-6 ชื่อบัญชีนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์
ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สำนักรัชโยธิน บัญชีเลขที่ 111-2-27722-2 ชื่อบัญชีคุณหญิงพจมาน ชินวัตร
ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาซอยอารี บัญชีเลขที่ 127-2-37342-2 ชื่อบัญชีนายพานทองแท้ ชินวัตร
ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาซอยอารี บัญชีเลขที่ 127-2-37343-0 ชื่อบัญชีนายพานทองแท้ ชินวัตร
ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาชิดลม บัญชีเลขที่ 001-1-55232-5 ชื่อบัญชีนายพานทองแท้ ชินวัตร
ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาย่อยเซ็นจูรี่ บัญชีเลขที่ 208-1-00022-9 ชื่อบัญชีนายพานทองแท้ ชินวัตร
ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สำนักรัชโยธิน บัญชีเลขที่ 111-2-31008-8 ชื่อบัญชีนายพานทองแท้ ชินวัตร
ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)สำนักรัชโยธิน บัญชีเลขที่ 111-1-13092-2 ชื่อบัญชีนายพานทองแท้ ชินวัตร
ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)สำนักรัชโยธิน บัญชีเลขที่ 111-1-12632-1 ชื่อบัญชี พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร
หน่วยลงทุนของนางสาวพินทองทา ชินวัตร ในบัญชีกองทุนเปิดไทยพาณิชย์สะสมทรัพย์ตราสารหนี้ เลขทะเบียน 111-8-0226591-6 จำนวน 13,215,843.1522 หน่วย
หน่วยลงทุนของนายพานทองแท้ ชินวัตร ในบัญชีกองทุนเปิดไทยสะสมทัพย์ตราสารหนี้ เลขที่ทะเบียน 001-8-0283005-7 จำนวน 70,815,404.7729 หน่วย
ตามคำสั่งคณะกรรมการตรวจสอบที่ คตส. 017/2550 ลงวันที่ 11 มิถุนายน 2550
บัญชีเงินฝาก ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)สาขาราชวัตร บัญชีเลขที่ 146-0-63930-3 ชื่อบัญชีพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร
ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาชิดลม บัญชีเลขที่ 001-1-1-55021-8 ชื่อบัญชีคุณหญิงพจมาน ชินวัตร
ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สำนักรัชโยธิน บัญชีเลขที่ 111-1-03165-7 ชื่อบัญชีคุณหญิงพจมาน ชินวัตร
ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สำนักรัชโยธิน บัญชีเลขที่ 111-1-04128-8 ชื่อบัญชีคุณหญิงพจมาน ชินวัตร
ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สำนักรัชโยธิน บัญชีเลขที่ 111-1-04129-6 ชื่อบัญชีคุณหญิงพจมาน ชินวัตร
ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาซอยอารีสัมพันธ์ บัญชีเลขที่ 056-2-00065-1 ชื่อบัญชีคุณหญิงพจมาน ชินวัตร
ธนาคารกรุงเทพจำกัด (มหาชน) สาขาถนนสุขสวัสดิ์ บัญชีเลขที่ 164-2-28388-9 ชื่อบัญชีคุณหญิงพจมาน ชินวัตร
ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาราชวัตร บัญชีเลขที่ 146-0-44839-0 ชื่อบัญชีคุณหญิงพจมาน ชินวัตร
ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขาสะพานควาย บัญชีเลขที่ 013-2-08229-9 ชื่อบัญชีคุณหญิงพจมาน ชินวัตร
ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) สาขาย่อยเพนนินซูล่า บัญชีเลขที่ 202-3-00330-0 ชื่อบัญชีคุณหญิงพจมาน ชินวัตร
ธนาคารนครหลวงจำกัด (มหาชน) สาขาสะพานควาย บัญชีเลขที่ 108-3-09761-3 ชื่อบัญชีนางพจมาน ชินวัตร
ตามคำสั่งคณะรรมการตรวจสอบที่ คตส. 029/2550 ลงวันที่ 23 กรกฎาคม 2550 บัญชีเงินฝาก
ธนาคารยูโอบี จำกัด (มหาชน) สาขาย่อยถนนพหลโยธิน 8 บัญชีเลขที่ 084-3-02118-9 ชื่อบัญชีนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์
ธนาคารยูโอบี จำกัด (มหาชน) สาขาย่อยถนนพหลโยธิน 8 บัญชีเลขที่ 084-3-02187-4 ชื่อบัญชีนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์
คำสั่งคณะกรรมการตรวจสอบที่ คตส.028/2550 ลงวันที่ 16 กรกฎาคม 2550 หน่วยลงทุนของคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ในบัญชีกองทุนเปิดไทยพาณิชย์สะสมทรัพย์ตราสารหนี้ เลขที่ทะเบียน 001-8-266016-6 จำนวน 57,799,458.9970 หน่วย
การบังคับเอาจากทรัพย์สินดังกล่าวหากไม่พอ ให้บังคับเอาจากทรัพย์สินอื่นของผู้ถูกกล่าวหาและผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 5 ที่ คตส.ได้มีคำสั่งอายัดไว้ หากได้เงินครบถ้วนตามคำพิพากษาแล้วก็ให้เพิกถอนคำสั่งอายัดทรัพย์สินอื่นของผู้ถูกกล่าวหาและผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 5 และให้ยกคำคัดค้านของผู้คัดค้านที่ 7 ที่ 8 ที่ 14 ที่ 17 และที่ 19 กับเพิกถอนคำสั่งอายัดทรัพย์สินของผู้คัดค้านรายอื่น คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก.
<br><br>(ลายมือชื่อ)<br>
นายสมศักดิ์ เนตรมัย<br>
นายพงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์<br>
หม่อมหลวงฤทธิเทพ เทวกุล<br>
นายไพโรจน์ วายุภาพ<br>
นายธานิศ เกศวพิทักษ์<br>
นายอดิศักดิ์ ทิมมาศย์<br>
นายพิทักษ์ คงจันทร์<br>
นายประทีบ เฉลิมภัทรกุล<br>
นายกำพล ภู่สุดแสวง |
16525 | 5239 | https://th.wikisource.org/wiki?curid=16525 | กลอนหมูหมา | กลอนหมูหมา
กลอนหมูหมา
เมื่อมั่งมีมากมายมิตรหมายมอง
เมื่อมัวหมองมิตรมองเหมือนหมูหมา
เมื่อไม่มีหมดมิตรมุ่งมองมา
เมื่อมอดม้วยแม้หมูหมาไม่มามอง |
16536 | 4619 | https://th.wikisource.org/wiki?curid=16536 | คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๒๕๐/๒๕๑๐ | แม่แบบผิดพลาด: มีการลบช่องที่ไม่ได้ใช้ออก โปรดเติมกลับเข้าไป (โปรดดู)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๒๕๐/๒๕๑๐ ศาลฎีกา
ในคดีระหว่างพนักงานอัยการ โจทก์ กับพิมล กาฬสีห์ ที่ ๑ และนภาพันธ์ กาฬสีห์ ที่ ๒ จำเลย<br>เรื่อง ความผิดเกี่ยวกับเพศ ลงวันที่ ๒๒ มีนาคม ๒๕๑๐<br>
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๒๕๐/๒๕๑๐ — "ในคดีระหว่างพนักงานอัยการ โจทก์ กับพิมล กาฬสีห์ ที่ ๑ และนภาพันธ์ กาฬสีห์ ที่ ๒ จำเลย<br>เรื่อง ความผิดเกี่ยวกับเพศ ลงวันที่ ๒๒ มีนาคม ๒๕๑๐<br>"ศาลฎีกา
#เปลี่ยนทาง [[แม่แบบ:สี]]
#เปลี่ยนทาง
ชั้นต้น
ชั้นอุทธรณ์
ชั้นฎีกา
ศาลฎีกาได้ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ทางพิจารณา โจทก์นำสืบว่า
ฝ่ายจำเลยสืบว่า
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า
๑. #เปลี่ยนทาง [[แม่แบบ:ช่องว่าง]] ผู้เสียหายถูกจำเลยที่ ๑ กระทำชำเราจริงหรือไม่
๒. #เปลี่ยนทาง [[แม่แบบ:ช่องว่าง]] ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไป มีว่า ผู้เสียหายสมัครใจยินยอมให้จำเลยที่ ๑ กระทำชำเราหรือเปล่า
๓. #เปลี่ยนทาง [[แม่แบบ:ช่องว่าง]] ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไป มีว่า หญิงจะเป็นตัวการร่วมในการข่มขืนกระทำชำเราได้หรือไม่
พิพากษา
#เปลี่ยนทาง
คำพิพากษา
<ns>10</ns>
<id>16513</id>
<revision>
<id>39269</id>
<timestamp>2010-10-01T09:03:24Z</timestamp>
<contributor>
<username>Octahedron80</username>
<id>156</id>
</contributor>
<comment>escape template</comment>
<origin>39269</origin>
<model>wikitext</model>
<format>text/x-wiki</format>
ในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์
ศาลฎีกา
เรื่อง #เปลี่ยนทาง ความผิดเกี่ยวกับเพศ
โจทก์ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ลงวันที่ ๒๑ เดือนเมษายน พุทธศักราช ๒๕๐๙
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองเป็นสามีภริยากัน ได้ร่วมกันกระทำผิด โดยเมื่อวันที่ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๐๖ เวลากลางคืนหลังเที่ยง ถึงวันที่ ๒๙ เวลากลางคืนก่อนเที่ยงติดต่อกัน เพื่อสำเร็จความใคร่ของจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๒ ได้เป็นธุระจัดหาใช้อุบายหลอกลวงนางสาวเพ็ชร์ ทิวาพัฒน์ ผู้เสียหาย ซึ่งเป็นคนรับใช้ของจำเลยไปนวดจำเลยที่ ๑ แล้วจำเลยทั้งสองบังอาจข่มขืนใจและพูดให้ผู้เสียหายจับอวัยวะสืบพันธุ์จำเลยที่ ๑ รูดขึ้นลง ถ้าไม่ทำตาม ผู้เสียหายจะเป็นอันตรายถูกฆ่าให้ตาย ผู้เสียหายจึงยอมกระทำตามที่จำเลยทั้งสองบังคับ แล้วจำเลยทั้งสองใช้อำนาจด้วยกำลังกายทำอนาจารแก่ผู้เสียหาย โดยใช้มือจับนมผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ แล้วจำเลยที่ ๑ ได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย โดยจำเลยทั้งสองใช้กำลังกายกอดปล้ำและกดให้ผู้เสียนอนลง โดยมีจำเลยที่ ๒ ใช้กำลังกายเปลื้องเสื้อ ผ้าถุง และกางเกงในของผู้เสียหายออก และช่วยจับขาผู้เสียหายถ่างออกทั้งสองข้าง เพื่อให้จำเลยที่ ๑ เข้ากระทำชำเรา จนจำเลยที่ ๑ ได้กระทำชำเราผู้เสียหาย สำเร็จความใคร่รวมห้าครั้ง การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการใช้กำลังประทุษร้ายผู้เสียหายให้อยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ เหตุเกิดที่ตำบลปากคลอง อำเภอภาษีเจริญ จังหวัดธนบุรี ก่อนคดีนี้ จำเลยที่ ๑ เคยต้องคำพิพากษาฐานแจ้งความเท็จ ให้จำคุกหนึ่งเดือน ปรับสองร้อยบาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ภายในหนึ่งปี ตามคดีแดงที่ ๒๓๘๘/๒๕๐๕ ของศาลแขวงธนบุรี จำเลยมากระทำผิดคดีนี้ภายในหนึ่งปี ขอให้ลงโทษและบวกโทษที่รอไว้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๖, ๒๗๘, ๒๘๓, ๓๐๙, ๙๐, ๙๑, ๕๖, ๕๘
จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ต่อสู้ว่า ถูกบุคคลบางกลุ่มร่วมกับผู้เสียหายใส่ความ เพื่อรีดเอาทรัพย์จากจำเลย และจะทำลายชื่อเสียงของจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นนักเขียนการ์ตูนมีชื่อ ส่วนข้อเคยต้องโทษ จำเลยที่ ๑ รับว่า จริงตามฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๖, ๒๗๘ แต่ให้ลงโทษตามบทหนัก มาตรา ๒๗๖ จำคุกจำเลยที่ ๑ ห้าปี และนำโทษที่รอไว้ในคดีอาญาแดงที่ ๒๓๘๘/๒๕๐๕ ของศาลแขวงธนบุรี มาบวกกับโทษคดีนี้ รวมเป็นโทษจำคุกห้าปี หนึ่งเดือน ส่วนจำเลยที่ ๒ ให้จำคุกสามปี คำขอนอกจากนี้ ให้ยกเสีย
จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ข้อเท็จจริง และอุทธรณ์ข้อกฎหมายว่า จำเลยที่ ๒ เป็นหญิง ไม่สามารถจะกระทำความผิดในข้อห้าข่มขืนได้ จะเป็นได้ก็แต่เพียงผู้สนับสนุนเท่านั้น ที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยฐานตัวการด้วยนั้น ยังไม่ชอบ
ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้ว ไม่เชื่อว่าผู้เสียหายจะถูกจำเลยที่ ๑ กระทำชำเราจริง แต่อย่างไรก็ตาม แม้จะฟังคำผู้เสียหายว่าได้ถูกกระทำชำเราจริง ก็เชื่อว่าผู้เสียหายสมัครใจยินยอม พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
โจทก์ฎีกา ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
ศาลฎีกาได้ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ทางพิจารณา โจทก์นำสืบว่า เมื่อวันที่ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๐๖ เวลา ๑๗:๐๐ นาฬิกา นางสาวเพ็ชร์ ทิวาพัฒน์ ผู้เสียหาย มีอายุยี่สิบสามปี ได้ไปสมัครเป็นคนใช้ของจำเลย โดยจำเลยให้ค่าจ้างเดือนละสองร้อยบาท จำเลยได้จัดให้พักอยู่ในห้องติดกับครัว ผู้เสียหายเข้านอนเวลา ๒๑:๐๐ นาฬิกา นอนหลับได้ตื่นหนึ่ง รู้สึกปวดปัสสาวะ จึงลุกขึ้นจะไปถ่ายปัสสาวะ จำเลยที่ ๒ ได้ร้องเรียกให้ผู้เสียหายตักน้ำให้ ผู้เสียหายตักน้ำไปยื่นให้จำเลยที่ ๒ ที่บันได แล้วจำเลยที่ ๒ บอกให้ผู้เสียหายไปช่วยนวดให้จำเลยที่ ๑ ผู้เสียหายว่า นวดไม่เป็น ไม่เคยนวด จำเลยที่สองก็ว่า จะสอนให้ เวลานั้นดึกมากแล้ว ผู้เสียหายคิดว่า ไม่ควรจะขัดขืนนายจ้าง เกรงจะถูกตำหนิ จึงเดินตามจำเลยที่ ๒ ขึ้นไปยังห้องชั้นบน จำเลยที่ ๒ พาเข้าไปในห้องนอนซึ่งมีไฟฟ้าเปิดอยู่ และบอกให้ผู้เสียหายนั่งลงที่พื้นข้างเตียงนอน ขณะนั้น จำเลยที่ ๑ นอนอยู่บนเตียง สวมกางเกงขายาว ไม่ได้ใส่เสื้อ จำเลยที่ ๒ ไปนั่งบนเตียงทางปลายเท้า แล้วพูดกับผู้เสียหายว่า “หนู ๆ คุณผู้ชายเขาทำงานไม่มีกลางวันกลางคืน นวดให้เขาหน่อย” ผู้เสียหายถามว่า นวดที่ไหน จำเลยที่ ๒ บอกว่า นวดตามขา ผู้เสียหายจึงคุกเข่าอยู่ที่พื้น แล้วเอามือบีบนวดตามขาของจำเลยที่ ๑ สักกลั้นใจเต็ม ๆ จำเลยที่ ๑ พูดว่า ถ้าเมื่อยก็ขึ้นมาบนเตียง ผู้เสียหายรู้สึกเจ็บหัวเข่า จึงขึ้นไปนั่งบนเตียง โดยห้อยเท้าทั้งสองข้างลงมาข้างล่าง แล้วนวดขาจำเลยที่ ๑ อยู่อีกนานกลั้นใจเต็ม ๆ จำเลยที่ ๒ ก็มาจับมือผู้เสียหายไปวางบนบริเวณของลับของจำเลยที่ ๑ ผู้เสียหายชักมือออก จำเลยที่ ๒ ก็ดึงไปวางไว้ที่เดิม และกุมมือผู้เสียหายไว้ จำเลยที่ ๑ ก็พูดขึ้นว่า นายผู้หญิงเขาจะให้ทำอย่างไรก็ต้องตามใจเขา ผู้เสียหายว่า ไม่ทำละ จำเลยก็พูดว่า ไม่ทำ นายผู้หญิงเขาใจร้าย ขณะที่พูดนั้น จำเลยที่ ๒ ก็แกะลูกกระดุมกางเกงของจำเลยที่ ๑ ออก แล้วจับมือผู้เสียหายขยี้กับของลับของจำเลยที่ ๑ แล้วจำเลยที่ ๒ ลุกจากเตียงไปหยิบผ้าขาวมาคลุมลงบนมือผู้เสียหายนานไม่ถึงอึดใจ ของลับของจำเลยที่ ๑ ก็แข็ง จำเลยที่ ๑ ก็ดึงเอาผ้าขาวม้าออก แล้วจำเลยที่ ๒ ได้ถอดกางเกงของจำเลยที่ ๑ ออก ผู้เสียหายชักมืออก ทำท่าจะลุกหนี จำเลยที่ ๒ เอามือจับไว้ แล้วจำเลยทั้งสองช่วยกันถอดเสื้อผ้าของผู้เสียหายออก ผู้เสียหายและจำเลยที่ ๑ จึงอยู่ในลักษณะเปลือย แล้วจำเลยที่ ๑ จับยึดตัวผู้เสียหายไว้ ส่วนจำเลยที่ ๒ ไปหยิบผ้ามาปูที่พื้นข้างเตียง และเอาหมอนมาวางหนึ่งใบ เสร็จแล้ว จำเลยที่ ๑ ดึงผู้เสียหายลงจากเตียง บังคับให้นอนลงบนผ้าปู โดยผลักให้นอนหงายลงไป แล้วขึ้นนอนทับลำตัวผู้เสียหาย ผู้เสียหายดิ้น จำเลยที่ ๒ ก็เข้ามาจับต้นขาไว้ แล้วจำเลยที่ ๑ กระทำชำเราผู้เสียหายสักอึดใจหนึ่งก็สำเร็จความใคร่ จำเลยที่ ๑ พลิกลงนอนอยู่ข้าง ๆ และกอดผู้เสียหายไว้ แล้วจับมือผู้เสียหายไปรูดของลับจำเลยที่ ๑ ขึ้น ๆ ลง ๆ จนของลับจำเลยแข็งขึ้นมา จำเลยที่ ๑ ก็ขึ้นกระทำชำเราผู้เสียหายจนสำเร็จความใคร่อีก จำเลยที่ ๑ กระทำดังนี้จนสำเร็จความใคร่ถึงห้าครั้ง ในครั้งที่ห้า ซึ่งเป็นครั้งสุดท้าย ผู้เสียหายไม่ยอมเอามือไปรูดของลับของจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๒ ก็พูดว่า ทำให้เขาดี ๆ ซิ เขาบอกอย่างไรก็ต้องทำอย่างนั้น และจำเลยที่ ๑ พูดว่า นายผู้หญิงเขาชอบให้ทำต่อหน้า ทำลับหลังเขาไม่ชอบ แล้วจำเลยที่ ๒ ก็จับมือผู้เสียหายไปจับของลับของจำเลยที่ ๑ รูดขึ้นรูดลงอยู่ครึ่งอึดใจ ของลับก็แข็ง จำเลยที่ ๒ พูดว่า ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย ถ้าเขาทำแรง ๆ อย่าไปร้อง เดี๋ยวชาวบ้านเขาได้ยิน แล้วจะขึ้นเงินเดือนให้ และถ้าร้องเอะอะ จะเอาตำรวจมาจับเข้าตะราง เมื่อจำเลยที่ ๑ กระทำชำเราเสร็จครั้งที่ห้าแล้ว จำเลยที่ ๑ ก็ลงมานอนข้าง ๆ ผู้เสียหาย ผู้เสียหายจะลุกขึ้น จำเลยที่ ๒ ก็เข้ามาจับแขนกด และบอกให้อมของลับของจำเลยที่ ๑ ผู้เสียหายว่า ไม่ยอม จำเลยที่ ๒ ก็ดึงตัวเลื่อนลงมาให้ปากของผู้เสียหายได้ระดับกับของลับของจำเลยที่ ๑ แล้วจำเลยที่ ๒ จับของลับจำเลยที่ ๑ เอามายัดใส่ปากผู้เสียหาย และพูดว่า อมเข้า จำเลยที่ ๑ ก็ว่า เขาบอกอย่างไร ก็ต้องทำอย่างนั้น ผู้เสียหายไม่ยอม จำเลยที่ ๒ ก็บีบสองข้างปากและคอผู้เสียหาย ผู้เสียหายต้องอ้าปากอมเข้าไป แล้วจำเลยที่ ๒ พูดว่า ดูดกินน้ำเสียซิ น้ำเขาออกหรือเปล่า ผู้เสียหายไม่พูด จำเลยที่ ๑ พูดว่า คุณผู้หญิงเขาพูดให้ทำ ก็ทำซิ นายผู้หญิงเขาใจร้าย เดี๋ยวเขาฆ่าเธอนะ ผู้เสียหายก็ไม่ดูด และได้คายออก แล้วจำเลยที่ ๒ ก็บอกให้ผู้เสียหายลงไปข้างล่าง พร้อมกับส่งผ้าถุงและเสื้อผ้าของผู้เสียหายให้ และกำชับว่า อย่าเดินแรง เดี๋ยวเด็กตื่นขึ้นมารู้เรื่อง ผู้เสียหายนุ่งผ้าใส่เสื้อเสร็จ ก็ลงไปข้างล่าง แล้วหนีออกจากบ้านไปที่บ้านนางสาวพยอม เล่าเรื่องให้นางสาวยงค์ ญาติ ซึ่งเป็นคนใช้อยู่ที่นั่น ฟัง แล้วนางสาวยงค์และนางสาวพยอมได้พาผู้เสียหายไปแจ้งที่ป้อมตำรวจประตูน้ำภาษีเจริญ ขณะนั้น เป็นเวลาประมาณ ๔:๐๐ นาฬิกา พอสว่าง ตำรวจก็ให้ผู้เสียหายพาไปที่บ้านจำเลย ตำรวจแจ้งข้อหาให้จำเลยทราบ แล้วจับจำเลยทั้งสองไปที่สถานีตำรวจบางยี่เรือ พนักงานสอบสวนได้ส่งตัวผู้เสียหายไปให้แพทย์ที่โรงพยาบาลตำรวจตรวจของลับและช่องคลอดในเช้าวันนั้น เสร็จแล้ว ได้พาผู้เสียหายไปตรวจที่บ้านจำเลย ยึดผ้าปูที่นอน และได้เอาผ้าถุงที่ผู้เสียหายนุ่งกับเสื้อชั้นในที่สวมใส่นั้นไปตรวจด้วย ผลของการตรวจ ปรากฏว่า ผ้าปูที่นอนมีคราบโลหิตรอยใหญ่ เป็นโลหิตหมู่โอ (O) ส่วนคราบเล็ก ๆ เป็นโลหิตหมู่บี (B) โลหิตหมู่โอเป็นโลหิตของจำเลยที่ ๑ ส่วนโลหิตหมู่บีเป็นของผู้เสียหาย ผ้าถุงของผู้เสียหาย ตรวจพบน้ำอสุจิติดอยู่ทั้งด้านในและด้านนอกของผ้าถึง ส่วนการตรวจร่างกายของผู้เสียนั้น ตรวจพบว่า
๑. #เปลี่ยนทาง อวัยวะสืบพันธุ์ภายนอก มีขนและคราบโลหิตติดอยู่
๒. #เปลี่ยนทาง ปากช่องคลอด มีแผลปริใหม่ ๆ หนึ่งแผล และมีโลหิตซึมออกจากแผล
๓. #เปลี่ยนทาง เยื่อพรหมจารีไม่มี
๔. #เปลี่ยนทาง ช่องคลอดขนาดปกติมีโลหิตเล็กน้อย
๕. #เปลี่ยนทาง ปากมดลูก มีขนาดเล็ก มีโลหิตประจำเดือนซึมออก ตรวจไม่พบเชื้ออสุจิและเชื้อหนองใน
ฝ่ายจำเลยสืบว่า คืนเกิดเหตุ เวลา ๒๐:๐๐ นาฬิกา จำเลยที่ ๒ ให้ผู้เสียหายตักน้ำขึ้นมา เพื่อใช้ล้างพู่กันเขียนการ์ตูน และให้ทำความสะอาดโต๊ะทำงาน ขณะนั้น จำเลยที่ ๑ มีอาการจุก จำเลยที่ ๒ ได้กดท้องให้อยู่บนเตียง แล้วจำเลยที่ ๒ วานให้ผู้เสียหายช่วยกดท้องจำเลยที่ ๑ ด้วยเท่านั้น แล้วนั่งสอบถามประวัติของผู้เสียหายจน ๒๑:๐๐ นาฬิกา แล้วให้ลงไปข้างล่าง ผู้เสียหายขอเบิกเงินล่วงหน้าหนึ่งเดือน จำเลยที่ ๒ ไม่ให้ เพราะเกรงจะหนีก่อนครบเดือน ผู้เสียหายไม่พอใจ เดินลงไป เข้าห้องปิดประตู แล้วไม่ได้ขึ้นมาอีก จนสว่าง ๖:๐๐ นาฬิกา มีตำรวจมาบอกว่า สารวัตรให้เชิญไปโรงพัก โดยผู้เสียหายไปแจ้งว่า ถูกจำเลยข่มขืนชำเรา คดีนี้ จำเลยเข้าใจว่า ถูกผู้เสียหายกลั่นแกล้ง เพื่อต้องการเงินหรือให้จำเลยเสียชื่อเสียง แต่ใครจะเป็นผู้หนุนหลัง จำเลยไม่ทราบ
ศาลฎีกาได้พิเคราะห์พยานหลักฐานทั้งสองฝ่ายโดยตลอดแล้ว เชื่อว่า ผู้เสียหายถูกจำเลยที่ ๑ กระทำชำเราจริง เพราะนอกจากคำของผู้เสียหายแล้ว ยังมีคำของพันตำรวจโท กรณ์กิจ มุทิรางกูร แพทย์ผู้ทำการตรวจร่างกายของผู้เสียหาย เบิกความประกอบรายงานตรวจตามเอกสารหมายเลข จ. ๑ ว่า บาดแผลในรายการที่ ๒ เป็นบาดแผลซึ่งเกิดจากของใหญ่กว่าช่องคลอดเล็กน้อยผ่านเข้าไป เช่น อวัยวะสืบพันธุ์ของชายในระยะแข็งตัวเต็มที่ทิ่มตำเข้าไป และเป็นแผลเกิดขึ้นใหม่ ๆ ภายในยี่สิบสี่ชั่วโมงที่ล่วงมา
ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไป มีว่า ผู้เสียหายสมัครใจยินยอมให้จำเลยที่ ๑ กระทำชำเราหรือเปล่า ศาลฎีกาได้พิจารณาแล้ว จำเลยทั้งสองนำสืบปฏิเสธว่า ไม่ได้กระทำชำเราผู้เสียหายแต่ประการใด การที่ผู้เสียหายไปแจ้งความกล่าวหาจำเลยทั้งสองนี้ จำเลยเข้าใจว่าถูกผู้เสียหายกลั่นแกล้ง เพื่อต้องการเงินหรือทำให้จำเลยเสียชื่อเสียง ใครจะเป็นผู้หนุนหลังอยู่ จำเลยไม่ทราบ แต่ในทางพิจารณา ไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายได้เรียกร้องเอาเงินจากจำเลย ถ้ารูปคดีเป็นดั่งจำเลยต่อสู้ ในระหว่างดำเนินคดี ผู้เสียหายก็น่าจะหาทางเรียกร้องเอาเงินจากจำเลยเป็นแน่ ผู้เสียหายเข้าไปเป็นคนใช้ของจำเลยยังไม่ทันข้ามคืนก็เกิดเหตุ และได้ไปแจ้งความในตอนเช้ามืดนั้นเอง พนักงานสอบสวนก็ได้จดคำให้การในวันนั้นไว้โดยละเอียด ไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่า ผู้เสียหายจะแกล้งสร้างเรื่องขึ้นเอง เพราะพฤติการณ์ต่าง ๆ ที่ผู้เสียหายให้การถึงนั้น ถ้าไม่เป็นความจริงแล้ว ผู้เสียหายจะให้การถึงได้อย่างไร ที่จำเลยสืบว่า ผู้เสียหายคงโกรธจำเลยที่ ๒ ที่ไม่ยอมจ่ายค่าจ้างล่วงหน้าให้ จึงแกล้งใส่ความนั้น ถ้าเป็นจริงดังนั้น ทำไมผู้เสียหายไม่กล่าวหาแต่เพียงจำเลยคนเดียว อนึ่ง เพียงแต่จำเลยไม่ยอมจ่ายค่าจ้างล่วงหน้าเท่านั้น ศาลฎีกาเห็นว่า สาเหตุเพียงเท่านี้ ไม่น่าเชื่อว่าผู้เสียหายจะกล่าวหาจำเลยทั้งสองดังโจทก์ฟ้อง
ตามพฤติการณ์ต่าง ๆ ที่จำเลยทั้งสองได้กระทำแก่ผู้เสียหาย เริ่มต้นแต่เรียกผู้เสียหายขึ้นไปนวด แล้วให้จับของลับรูดขึ้น ๆ ลง ๆ แล้วจำเลยที่ ๒ ช่วยกดขาผู้เสียหายให้จำเลยที่ ๑ ทำชำเราผู้เสียหายนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า เป็นการใช้กำลังประทุษร้าย โดยหญิงอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๖
ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไป มีว่า หญิงจะเป็นตัวการร่วมในการข่มขืนกระทำชำเราได้หรือไม่ ศาลฎีกา โดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า ความผิดในเรื่องข่มขืนกระทำชำเรา เป็นความผิดที่ร่วมกันกระทำผิดได้ โดยผู้ร่วมกระทำผิดมิต้องเป็นผู้ลงมือกระทำชำเราด้วยทุกคน เพียงแต่คนใดคนหนึ่งกระทำชำเรา ผู้ที่ร่วมกระทำผิดทุกคนก็มีความผิดฐานเป็นตัวการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ แล้ว และตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๖ ก็หาได้บัญญัติให้ลงโทษแต่เฉพาะชายเท่านั้น ในบทกฎหมายมาตรานี้ บัญญัติแต่เพียงว่า “ผู้ใดกระทำผิด ฯลฯ” เท่านั้น ฉะนั้น แม้จำเลยที่ ๒ จะเป็นหญิง เมื่อได้สมคบกับจำเลยที่ ๑ ร่วมกันกระทำผิด ศาลก็ลงโทษจำเลย ฐานเป็นตัวการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ ได้
ที่ศาลอุทธรณ์หยิบยกปัญหาต่าง ๆ ขึ้นวินิจฉัยโดยยืดยาว สรุปแล้วไม่เชื่อคำของผู้เสียหายนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น
พิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๖, ๒๗๘ แต่ให้ลงโทษตามมาตรา ๒๗๖ ซึ่งเป็นบทหนักตามมาตรา ๙๐ ให้จำคุกจำเลยที่ ๑ มีกำหนดสามปี และเอาโทษที่รอไว้ในคดีอาญาเลขแดงที่ ๒๓๘๘/๒๕๐๕ ของศาลแขวงธนบุรีมาบวกกับโทษในคดีนี้ รวมเป็นโทษสามปี หนึ่งเดือน ส่วนจำเลยที่ ๒ ให้จำคุกสองปี
ศริ มลิลา
ยง เหลืองรังสี
สุทิน เกษคุปต์ |
16559 | 61 | https://th.wikisource.org/wiki?curid=16559 | พระราชหัตถเลขาในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว 2 มีนาคม พ.ศ. 2477 | แม่แบบผิดพลาด: มีการลบช่องที่ไม่ได้ใช้ออก โปรดเติมกลับเข้าไป (โปรดดู)
พระราชหัตถเลขาในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว 2 มีนาคม พ.ศ. 2477 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระราชหัตถเลขาในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว 2 มีนาคม พ.ศ. 2477พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว
บ้านโนล (Knowle) แครนลี (Cranleigh surrey) ประเทศอังกฤษ
เมื่อพระยาพหลพลพยุหะเสนากับพวก ได้ทำการยึดอำนาจการปกครอง โดยใช้กำลังทหาร ในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 แล้ว ได้มีหนังสือมาอัญเชิญข้าพเจ้า ให้ดำรงอยู่ในตำแหน่งพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ ข้าพเจ้าได้รับคำเชิญนั้น เพราะเข้าใจว่า พระยาพหลฯ และพวกจะสถาปนารัฐธรรมนูญ ตามแบบอย่างประเทศทั้งหลาย ซึ่งใช้การปกครองตามหลักนั้น เพื่อให้ประชาราษฎร ได้มีสิทธิที่จะออกเสียง ในวิธีดำเนินการปกครองประเทศ และนโยบายต่างๆ อันจะเปนผลได้เสีย แก่ประชาชนทั่วไป
ข้าพเจ้ามีความเลื่อมใสในวิธีการเช่นนั้นอยู่แล้ว และกำลังดำริจะจัดการเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศสยาม ให้เปนไปตามรูปนั้น โดยมิให้มีการกระทบกระเทือนอันร้ายแรง เมื่อมามีเหตุรุนแรงขึ้นเสียแล้ว และเมื่อผู้ก่อการรุนแรงนั้นอ้างว่า มีความประสงค์จะสถาปนารัฐธรรมนูญขึ้นเท่านั้น ก็เปนอันไม่ผิดกับหลักการที่ข้าพเจ้ามีความประสงค์อยู่เหมือนกัน ข้าพเจ้าจึงเห็นควรโน้มตามความประสงค์ของผู้ก่อการยึดอำนาจนั้นได้ เพื่อหวังความสงบราบคาบในประเทศ
ข้าพเจ้าได้พยายามช่วยเหลือ ในการที่จะรักษาความสงบราบคาบ เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงอันสำคัญนั้น เปนไปโดยราบรื่นที่สุดที่จะเปนได้ แต่ความพยายามของข้าพเจ้าไร้ผล โดยเหตุที่ผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครอง หาได้กระทำให้บังเกิดมีความเสรีภาพในการเมืองอย่างบริบูรณ์ขึ้นไม่ และมิได้ฟังความคิดเห็นของราษฎรโดยแท้จริง
และจากรัฐธรรมนูญทั้ง 2 ฉบับ จะพึงเห็นได้ว่า อำนาจที่จะดำเนินนโยบายต่างๆ นั้น จะตกอยู่แก่คณะผู้ก่อการ และผู้ที่สนับสนุนเปนพวกพ้องเท่านั้น มิได้ตกอยู่แก่ผู้แทน ซึ่งราษฎรเปนผู้เลือก เช่นในฉบับชั่วคราว แสดงให้เห็นว่า ถ้าผู้ใดไม่ได้รับความเห็นชอบของผู้ก่อการ จะไม่ให้เปนผู้แทนราษฎรเลย ฉบับถาวรได้มีการเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้น ตามคำร้องขอของข้าพเจ้า แต่ก็ยังให้มีสมาชิกซึ่งตนเลือกเอง เข้ากำกับอยู่ในสภาผู้แทนราษฎรถึงครึ่ง ๑
การที่ข้าพเจ้าได้ยินยอมให้มีสมาชิก 2 ประเภท ก็โดยหวังว่าสมาชิกประเภทที่ 2 ซึ่งข้าพเจ้าตั้งนั้น จะเลือกจากบุคคลที่รอบรู้การงาน และชำนาญในวิธีดำเนินการปกครองประเทศโดยทั่วไป ไม่จำกัดว่าเปนพวกใดคณะใด เพื่อจะได้ช่วยเหลือนำทาง ให้แก่สมาชิกซึ่งราษฎรเลือกตั้งขึ้นมา แต่ครั้นเมื่อถึงเวลาที่จะตั้งสมาชิกประเภทที่ 2 ขึ้น ข้าพเจ้าหาได้มีโอกาสแนะนำในการเลือกเลย และคณะรัฐบาลก็เลือกเอาแต่เฉพาะผู้ที่เปนพวกของตนเกือบทั้งนั้น มิได้คำนึงถึงความชำนาญ
นอกจากนี้ คณะผู้ก่อการบางส่วน ได้มีความคิดที่จะเปลี่ยนแปลงโครงการเศรษฐกิจของประเทศอย่างใหญ่หลวง จึงเกิดแตกร้าวกันขึ้นเอง ในคณะผู้ก่อการและพวกพ้อง จนต้องมีการปิดสภา และงดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา โดยคำแนะนำของคณะรัฐบาลซึ่งถือตำแหน่งอยู่ในเวลานั้น ทั้งนี้ เปนเหตุให้มีการปั่นป่วนในการเมือง ต่อมา พระยาพหลฯ กับพวก ก็กลับเข้าทำการยึดอำนาจ โดยกำลังทหารเปนครั้งที่ 2 และแต่นั้นมา ความหวังที่จะให้การเปลี่ยนแปลงต่างๆ เปนไปโดยราบรื่นก็ลดน้อยลง
เนื่องจากเหตุที่คณะผู้ก่อการ มิได้กระทำให้มีเสรีภาพในการเมืองอันแท้จริง และประชาชนไม่ได้โอกาศออกเสียง ก่อนที่จะดำเนินนโยบายอันสำคัญต่างๆ จึงเปนเหตุให้มีการกบฏขึ้น ถึงกับต้องต่อสู้ฆ่าฟันกันเองระหว่างคนไทย เมื่อข้าพเจ้าได้ร้องขอให้เปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญเสียให้เข้ารูป ประชาธิปตัยอันแท้จริง เพื่อให้เปนที่พอใจแก่ประชาชน คณะรัฐบาลและพวก ซึ่งกุมอำนาจอยู่บริบูรณ์ในเวลานี้ ก็ไม่ยินยอม ข้าพเจ้าได้ร้องขอให้ราษฎรได้มีโอกาศออกเสียง ก่อนที่จะเปลี่ยนหลักการ และนโยบายอันสำคัญ มีผลได้เสียแก่พลเมือง รัฐบาลก็ไม่ยินยอม และแม้แต่การประชุมในสภาผู้แทนราษฎร ในเรื่องสำคัญ เช่น เรื่องคำร้องขอต่างๆ ของข้าพเจ้า สมาชิกก็มิได้มีโอกาสพิจารณาเรื่องโดยถ่องแท้ และละเอียดลออเสียก่อน เพราะถูกเร่งรัดให้ลงมติอย่างรีบด่วน ภายในวาระประชุมเดียว
นอกจากนี้ รัฐบาลได้ออกกฎหมายใช้วิธีปราบปรามบุคคล ซึ่งถูกหาว่าทำความผิดทางการเมือง ในทางที่ผิดยุติธรรมของโลก คือไม่ให้โอกาสต่อสู้คดีในศาล มีการชำระ โดยคณะกรรมการอย่างลับไม่เปิดเผย ซึ่งเปนวิธีการที่ข้าพเจ้าไม่เคยใช้ ในเมื่ออำนาจอันสิทธิขาด ยังอยู่ในมือของข้าพเจ้าเอง และข้าพเจ้าได้ร้องขอให้เลิกใช้วิธีนี้ รัฐบาลก็ไม่ยอม.
ข้าพเจ้าเห็นว่า คณะรัฐบาลและพวกพ้อง ใช้วิธีการปกครองซึ่งไม่ถูกต้อง ตามหลักการของเสรีภาพในตัวบุคคล และหลักความยุติธรรม ตามความเข้าใจและยึดถือของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าไม่สามารถที่จะยินยอมให้ผู้ใด คณะใด ใช้วิธีการปกครองอย่างนั้น ในนามของข้าพเจ้าต่อไปได้
ข้าพเจ้ามีความเต็มใจ ที่จะสละอำนาจ อันเปนของข้าพเจ้าอยู่แต่เดิม ให้แก่ราษฎรโดยทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้า ให้แก่ผู้ใด คณะใดโดยเฉพาะ เพื่อใช้อำนาจนั้นโดยสิทธิขาด และโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของประชาราษฎร
บัดนี้ ข้าพเจ้าเห็นว่า ความประสงค์ของข้าพเจ้า ที่จะให้ราษฎรมีสิทธิออกเสียง ในนโยบายของประเทศไทยโดยแท้จริง ไม่เปนผลสำเร็จ และเมื่อข้าพเจ้ารู้สึกว่า บัดนี้ เปนอันหมดหนทาง ที่ข้าพเจ้าจะช่วยเหลือ หรือให้ความคุ้มครองแก่ประชาชนได้ต่อไปแล้ว ข้าพเจ้าจึงขอสละราชสมบัติ และออกจากตำแหน่งพระมหากษัตริย์ แต่บัดนี้เปนต้นไป ข้าพเจ้าขอสละสิทธิของข้าพเจ้าทั้งปวง ซึ่งเปนของข้าพเจ้าอยู่ ในฐานะที่เปนพระมหากษัตริย์ แต่ข้าพเจ้าสงวนไว้ซึ่งสิทธิทั้งปวง อันเปนของข้าพเจ้าแต่เดิมมา ก่อนที่ข้าพเจ้าได้รับราชสมบัติสืบสันตติวงศ์
ข้าพเจ้า ไม่มีประสงค์ที่จะบ่งนามผู้หนึ่งผู้ใด ให้เปนผู้รับราชสมบัติสืบสันตติวงศ์ต่อไป ตามที่ข้าพเจ้ามีสิทธิจะทำได้ ตามกฎมณเฑียรบาล ว่าด้วยการสืบสันตติวงศ์ อนึ่ง ข้าพเจ้าไม่มีความประสงค์ที่จะให้ผู้ใด ก่อการไม่สงบขึ้นในประเทศ เพื่อประโยชน์ของข้าพเจ้า ถ้าหากมีใครอ้างใช้นามของข้าพเจ้า พึงเข้าใจว่า มิได้เปนไปโดยความยินยอมเห็นชอบ หรือความสนับสนุนของข้าพเจ้า
ข้าพเจ้า มีความเสียใจเปนอย่างยิ่ง ที่ไม่สามารถจะยังประโยชน์ ให้แก่ประชาชน และประเทศชาติของข้าพเจ้าต่อไปได้ ตามความตั้งใจ และความหวัง ซึ่งรับสืบต่อกันมา ตั้งแต่บรรพบุรุษ ยังได้แต่ตั้งสัตยอธิษฐาน ขอให้ประเทศสยามจงได้ประสบความเจริญ และขอประชาชนชาวสยาม จงได้มีความสุขสบาย. |
16563 | 7113 | https://th.wikisource.org/wiki?curid=16563 | คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ ๑๕/๒๕๕๓/ฉบับไม่เป็นทางการ | สารบัญ.
คำวินิจฉัย (อย่างไม่เป็นทางการ)
เรื่อง นายทะเบียนพรรคการเมืองขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคประชาธิปัตย์
ประเด็นวินิจฉัย
ประเด็นที่ ๑ กระบวนการยื่นคำร้องขอให้ยุบพรรคผู้ถูกร้อง ชอบด้วยกฎหมาย หรือไม่
ประเด็นที่ ๒ การกระทำของผู้ถูกร้องตามคำร้องอยู่ในบังคับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๔๑ หรือพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๕๐
ประเด็นที่ ๓ ผู้ถูกร้องใช้จ่ายเงินที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง ในปี พ.ศ. ๒๕๔๘ เป็นไปตามโครงการที่ได้รับอนุมัติ หรือไม่
ประเด็นที่ ๔ ผู้ถูกร้องจัดทำรายงานการใช้จ่ายเงินสนับสนุนของพรรคการเมือง ในปี พ.ศ. ๒๕๔๘ ให้ถูกต้องตามความเป็นจริง หรือไม่
ประเด็นที่ ๕ กรณีมีเหตุให้ยุบพรรคผู้ถูกร้อง หัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคจะต้องถูกตัดสิทธิ หรือถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๔๑ หรือประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ ๒๗ เรื่องการแก้ไขประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ ๑๕ ลงวันที่ ๒๑ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๔๙ ลงวันที่ ๓๐ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๔๙ หรือพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๕๐ หรือไม่ อย่างไร
เพื่อให้การพิจารณาวินิจฉัยคดีเป็นไปตามลำดับที่เหมาะสม จึงเห็นควรวินิจฉัยในประเด็นที่ ๒ ก่อน
ประเด็นที่ ๒ การกระทำของผู้ถูกร้องตามคำร้องอยู่ในบังคับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๔๑ หรือพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๕๐
ผู้ร้องกล่าวหาว่า ผู้ถูกร้องกระทำการฝ่าฝืนกฎหมาย อันเป็นเหตุให้ต้องถูกยุบพรรคในช่วงเวลาระหว่าง พ.ศ.๒๕๔๗ - ๒๕๔๘ ในช่วงเวลาดังกล่าว อยู่ในช่วงบังคับแห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๔๑ แต่ในขณะยื่นคำร้องได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๕๐ แทนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๔๑ ในส่วนสารบัญญัติเกี่ยวกับเหตุที่จะยุบพรรคการเมืองในคดีนี้จะต้องใช้บทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๔๑ ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะเกิดเหตุเป็นหลักในการพิจารณาวินิจฉัย ทั้งนี้ ตามนัยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ ๑๗/๒๕๕๐
การนำพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๔๑ มาวินิจฉัย นั้น หมายถึงการพิจารณาวินิจฉัยในส่วนที่เป็นกฎหมายสารบัญญัติเท่านั้น กล่าวคือ หมายถึงบทบัญญัติที่กำหนดว่าการกระทำใดเป็นความผิด หรือกำหนดข้อห้ามหรือข้อบังคับในการปฏิบัติ แต่ในส่วนที่เป็นกฎหมายวิธีสบัญญัติ จะต้องใช้บทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๕๐ ซึ่งเป็นกฎหมายที่บังคับใช้อยู่ในขณะดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย
ประเด็นที่ ๑ กระบวนการยื่นคำร้องขอให้ยุบพรรคผู้ถูกร้อง ชอบด้วยกฎหมาย หรือไม่
การร้องขอให้ยุบพรรคการเมืองตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.๒๕๕๐ มี ๒ กรณีแยกต่างหากจากกัน กล่าวคือ
(๑) กรณีพรรคการเมืองกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งตามมาตรา ๙๔ นายทะเบียนพรรคการเมืองโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการการเลือกตั้ง มีอำนาจแจ้งต่ออัยการสูงสุด ให้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อมีคำสั่งยุบพรรคการเมืองนั้นได้ ตามมาตรา ๙๕ วรรคสอง
(๒) กรณีพรรคการเมืองใช้จ่ายเงินสนับสนุนพรรคการเมืองไม่เป็นไปตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย หรือไม่จัดทำรายงานการใช้จ่ายเงินให้ถูกต้องตามความเป็นจริงยื่นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง ตามมาตรา ๘๒ ประกอบมาตรา ๔๒ นายทะเบียนพรรคการเมืองโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการการเลือกตั้ง มีอำนาจพิจารณายื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อมีคำสั่งยุบพรรคการเมืองนั้นได้ ตามมาตรา ๙๓ วรรคสอง
คดีนี้ ผู้ร้องได้ร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ ยุบพรรคประชาธิปัตย์ผู้ถูกร้องในกรณีที่สองตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๙๓ โดยอ้างว่า ผู้ถูกร้อง กระทำการฝ่าฝืนตามมาตรา ๘๒ ที่บัญญัติให้พรรคการเมืองต้องใช้จ่ายเงินสนับสนุนพรรคการเมืองให้เป็นไปตามกฎหมาย และต้องจัดทำรายงานการใช้จ่ายนั้นให้ถูกต้อง ยื่นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งมิใช่กรณีร้องของอัยการสูงสุดที่ยื่นตามมาตรา ๙๕ วรรคหนึ่ง
การยื่นคำร้องเพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคการเมือง ตามมาตรา ๙๓ กฎหมายกำหนดหลักเกณฑ์ในวรรคสองว่า "เมื่อปรากฏต่อนายทะเบียนว่าพรรคการเมืองใดมีเหตุตามวรรคหนึ่ง ให้นายทะเบียนโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการการเลือกตั้งยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ความปรากฏต่อนายทะเบียน"
จากบทบัญญัติดังกล่าว จะเห็นได้ว่า เมื่อนายทะเบียนทราบว่า มีพรรคการเมืองใดกระทำการฝ่าฝืนมาตรา ๘๒ อันเป็นเหตุให้พรรคการเมืองนั้นต้องถูกยุบตามมาตรา ๙๓ วรรคหนึ่ง เมื่อความปรากฏต่อนายทะเบียน ไม่ว่านายทะเบียนจะทราบเองหรือบุคคลใดแจ้งให้ทราบ นายทะเบียนเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาเบื้องต้นก่อนว่า การกระทำตามที่ทราบมานั้น เป็นเหตุให้พรรคการเมืองถูกยุบหรือไม่
อำนาจในการพิจารณาเบื้องต้นว่า พรรคการเมืองใดกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา ๘๒ หรือไม่ นั้น เป็นอำนาจเฉพาะตัวของนายทะเบียน หากนายทะเบียนพิจารณาแล้วเห็นว่า พรรคการเมืองใดกระทำการฝ่าฝืนมาตรา ๘๒ ย่อมเป็นกรณีที่ความปรากฏต่อนายทะเบียนพรรคการเมืองแล้ว จึงเป็นหน้าที่ของนายทะเบียนที่จะต้องขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง เพื่อยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้ยุบพรรคการเมืองนั้นต่อไป การที่กฎหมายบัญญัติให้ต้องขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการการเลือกตั้งก่อนก็เพื่อให้การดำเนินการในเรื่องสำคัญเช่นนี้ เป็นไปโดยความรอบคอบ
การที่กฎหมายให้พิจารณาเบื้องต้นว่า พรรคการเมืองใดกระทำการฝ่าฝืนมาตรา ๘๒ หรือไม่ เป็นอำนาจนายทะเบียน นั้น เนื่องจากมาตรา ๘๒ เป็นเรื่องการกำกับดูแลการใช้จ่ายเงินสนับสนุนพรรคการเมืองให้ถูกต้อง รวมทั้งการปฏิบัติงานทางเอกสาร การจัดทำเอกสารให้ถูกต้อง การทำรายงานให้ถูกต้อง อันเป็นงานประจำตามปกติ ซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่โดยตรงของนายทะเบียนที่จะต้องดูแลให้พรรคการเมืองปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด อันเป็นเรื่องอยู่ในอำนาจหน้าที่ของนายทะเบียนที่จะเป็นผู้ตรวจสอบประจำอยู่แล้ว มาตรา ๙๓ จึงบัญญัติให้นายทะเบียนเป็นผู้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญได้โดยตรง ซึ่งต่างจากการกระทำตามมาตรา ๙๔ ที่เป็นการกระทำที่ร้ายแรงกว่า มาตรา ๙๕ จึงบัญญัติให้นายทะเบียนต้องส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดเป็นผู้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้อัยการสูงสุดซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมาย เป็นผู้ดำเนินการ
ในการพิจารณาของนายทะเบียน กฎหมายมิได้บังคับว่า จะต้องพิจารณาด้วยตนเอง นายทะเบียนจึงมีอำนาจที่จะแต่งตั้งหรือขอความเห็นจากผู้หนึ่งผู้ใดก็ได้ รวมถึงการขอความเห็นจากคณะกรรมการการเลือกตั้งก็สามารถทำได้ แต่การตัดสินใจขั้นนี้ ยังคงเป็นอำนาจหน้าที่ของนายทะเบียนพรรคการเมืองที่จะต้องพิจารณาและมีความเห็นก่อนว่า มีเหตุที่จะยุบพรรคการเมืองหรือไม่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง แม้จะเป็นองค์กรที่ใหญ่กว่านายทะเบียน ก็ไม่มีอำนาจที่จะวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นว่า มีเหตุที่จะยุบพรรคการเมืองตามมาตรา ๘๒ หรือไม่ คงมีอำนาจเพียงให้ความเห็นชอบตามที่นายทะเบียนเสนอเท่านั้น
จากคำร้องของผู้ร้อง คำชี้แจงและคำร้องขอให้วินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายของผู้ถูกร้อง ประกอบกับคำร้องคัดค้านคำร้องขอให้วินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายของนายอภิชาต สุขัคคานนท์ นายทะเบียนพรรคการเมือง ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เมื่อเดือนมีนาคม ๒๕๕๒ กรมสอบสวนคดีพิเศษและนายเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ ได้แจ้งนายทะเบียนขอให้ตรวจสอบว่า ผู้ถูกร้องกระทำการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๕๐ รวม ๒ กรณี คือ (๑) การที่บริษัท ทีพีไอโพลีน จำกัด (มหาชน) จ่ายเงินค่าจ้างทำสื่อโฆษณาให้กับบริษัท เมซไซอะ บิซิเนส แอนด์ ครีเอชั่น จำกัด เป็นการอำพรางการบริจาคเงินของบริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) ให้กับผู้ถูกร้อง และ (๒) การใช้เงินสนับสนุนพรรคการเมืองของผู้ถูกร้องไม่เป็นไปตามกฎหมายและรายงานการใช้เงินไม่ตรงตามความเป็นจริง
หลังจากได้รับแจ้งแล้ว นายอภิชาต ได้นำเรื่องเข้าที่ประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้งเมื่อวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๕๒ คณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้มีมติให้แต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนเรื่องดังกล่าวเพื่อรายงานให้คณะกรรมการการเลือกตั้งทราบ โดยมีนายอิศระ หลิมศิริวงษ์ เป็นประธาน
คณะกรรมการสืบสวนสอบสวน ทำการสอบสวนและตรวจสอบเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องแล้ว มีความเห็นว่าผู้ถูกร้องมิได้กระทำผิดทั้งสองประเด็น โดยมีความเห็นเป็นเอกฉันท์ในประเด็นที่สองซึ่งเป็นมูลกรณีของคดีนี้ และได้รายงานผลการสืบสวนให้คณะกรรมการการเลือกตั้งทราบ
ต่อมาเมื่อวันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๒ คณะกรรมการการเลือกตั้งได้ประชุมพิจารณารายงานของคณะกรรมการสืบสวน แล้วมีมติด้วยเสียงข้างมากให้นายทะเบียนพรรคการเมืองดำเนินการตามมาตรา ๙๕ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๕๐ ที่ไม่เกี่ยวกับมูลคดีนี้ ซึ่งจะต้องดำเนินการตามมาตรา ๙๓
ในการลงมติดังกล่าว นายอภิชาต ในฐานะประธานกรรมการการเลือกตั้งเป็นกรรมการเสียงข้างน้อย มีความเห็นและลงมติ ทั้ง ๒ กรณีว่า
(๑) ข้อเท็จจริงยังฟังไม่ได้ว่าบริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) บริจาคเงินให้ผู้ถูกร้อง และ
(๒) กรณีการใช้เงินสนับสนุนพรรคการเมืองไม่เป็นไปตามกฎหมายและรายงานการใช้เงินไม่ตรงตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นกรณีตามคำร้องคดีนี้ นายอภิชาตมีความเห็นว่า "จากการตรวจสอบรายงานเอกสารการใช้จ่ายเงินของพรรคประชาธิปัตย์ ตามข้อมูลที่ผู้ตรวจสอบบัญชี บริษัท สำนักสอบบัญชีทรัพย์อนันต์ จำกัด แล้ว ไม่พบความผิดปกติในระบบเอกสารแต่อย่างใด จึงเชื่อตามเอกสารที่ผ่านการตรวจสอบตามระบบแล้วว่า พรรคประชาธิปัตย์ได้ใช้จ่ายเงินที่ได้รับการสนับสนุนเป็นไปตามวัตถุประสงค์จริงประกอบกับจากพยานหลักฐานการสอบสวนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งได้ชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษร คำให้การนายปกครอง สุนทรสุทธิ์ ที่ให้การแทนพลตำรวจเอก วาสนา เพิ่มลาภ อดีตประธานกรรมการการเลือกตั้ง ประกอบกับพยานเอกสาร รับฟังได้ว่า พรรคประชาธิปัตย์ได้นำเงินสนับสนุนพรรคการเมืองดังกล่าว ใช้ตรงตามวัตถุประสงค์ของโครงการ โดยมีการขอปรับโครงการ และได้รับอนุมัติแล้ว จึงเป็นการเข้าใจคลาดเคลื่อนของผู้กล่าวหา จึงให้ยกคำร้องคัดค้านตามความเห็นของคณะกรรมการสืบสวนสอบสวน"
หลังจากคณะกรรมการการเลือกตั้งมีมติดังกล่าวแล้ว นายอภิชาต ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมืองได้มีคำสั่งเมื่อวันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๕๒ แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบเพื่อดำเนินการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๕๐ ตามมติคณะกรรมการการเลือกตั้งเสียงข้างมาก โดยมีหม่อมหลวงประทีป จรูญโรจน์ เป็นประธานกรรมการ ซึ่งการตั้งกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อประกอบการพิจารณาดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ที่มีอยู่ตามกฎหมาย นั้น นายทะเบียนย่อมมีอำนาจที่จะดำเนินการได้ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๖ วรรคหนึ่ง
ต่อมาวันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๕๓ ประธานกรรมการตรวจสอบฯ ได้สรุปข้อเท็จจริงพร้อมความเห็น เสนอต่อนายทะเบียนพรรคการเมือง ในวันเดียวกันนั้น นายอภิชาต ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง ได้บันทึกความเห็นในท้ายบันทึกคณะกรรมการตรวจสอบฯ ว่า "ได้พิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามที่คณะทำงานของนายทะเบียน ฯ ได้รวบรวมเพิ่มเติมจากที่คณะกรรมการการเลือกตั้งได้เคยแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนได้รวบรวมไว้ในเบื้องต้น อาจมีการกระทำตามมาตรา ๙๔ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๕๐ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ อันควรสู่การพิจารณามีมติของคณะกรรมการการเลือกตั้ง จึงให้เสนอเรื่องนี้ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งพิจารณาด่วน โดยฝ่ายประธานกรรมการการเลือกตั้ง" และปรากฎตามเอกสารหมาย ร ๑๔ ว่า นายทะเบียนพรรคการเมืองมีความเห็นเพียงว่า อาจมีการกระทำตามมาตรา ๙๔ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๕๐ หรือไม่ก็ได้ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ จึงเสนอให้คณะกรรมการการเลือกตั้งพิจารณามีมติ
นายอภิชาต ในฐานะประธานกรรมการการเลือกตั้ง ได้เรียกประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้งในวันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๕๓ โดยได้นำผลตรวจสอบของคณะกรรมการดังกล่าวเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้งพิจารณา ที่ประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้งมีมติสำหรับกรณีตามคำร้องในคดีนี้ โดยมีมติเป็นเอกฉันท์ ให้ยุบพรรคการเมืองผู้ถูกร้อง และมีมติเสียงข้างมากให้นายทะเบียนแจ้งต่ออัยการสูงสุดพร้อมด้วยหลักฐาน เพื่อให้อัยการสูงสุดยื่นคำร้องยุบพรรคผู้ถูกร้อง ตามมาตรา ๙๕ นายอภิชาต ในฐานะประธานกรรมการการเลือกตั้ง มีความเห็นส่วนตนตามที่ลงมติว่า "ให้นายทะเบียนโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญภายในสิบห้าวัน ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๙๓ วรรคสอง"
ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๑ เมษายน ๒๕๕๓ คณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้ประชุมกันอีกครั้ง โดยนายทะเบียนพรรคการเมืองในฐานะประธานกรรมการการเลือกตั้ง มิได้เข้าประชุมด้วย ที่ประชุมได้มีมติเอกฉันท์ เห็นชอบให้นายทะเบียนพรรคการเมืองยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้ยุบพรรคผู้ถูกร้อง ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๙๓ โดยถือว่า ความเห็นส่วนตนของนายอภิชาต ที่ได้ลงมติไว้ในการประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้งเมื่อวันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๕๓ เป็นความเห็นของนายทะเบียน
จึงมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยว่า ความเห็นของประธานกรรมการการเลือกตั้งที่ลงมติไว้เป็นคำวินิจฉัยส่วนตน ในการประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้งเมื่อวันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๕๓ นั้น เป็นความเห็นของนายทะเบียนพรรคการเมือง หรือไม่
เห็นว่า ถึงแม้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๖ วรรคหนึ่ง จะบัญญัติให้ประธานกรรมการการเลือกตั้งเป็นนายทะเบียนพรรคการเมือง แต่พระราชบัญญัติดังกล่าวก็บัญญัติแยกอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้งและนายทะเบียนพรรคการเมืองไว้ต่างหากจากกัน และบางกรณีจะบัญญัติให้คณะกรรมการการเลือกตั้งและนายทะเบียนพรรคการเมืองใช้อำนาจหน้าที่ลักษณะร่วมมือหรือถ่วงดุลกัน กรณีที่บัญญัติให้เป็นอำนาจของคณะกรรมการการเลือกตั้ง เช่น ตามมาตรา ๗๔ ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจและหน้าที่ในการจัดสรรเงินสนับสนุนพรรคการเมือง ควบคุมดูแลการใช้จ่ายเงินทุนหมุนเวียน และพัฒนาพรรคการเมือง กรณีตามมาตรา ๘๑ คณะกรรมการการเลือกตั้งอาจกำหนดให้พรรคการเมืองได้รับการสนับสนุนด้านต่าง ๆ เป็นต้น ส่วนกรณีที่บัญญัติให้เป็นอำนาจและหน้าที่ของนายทะเบียนพรรคการเมืองผู้เดียว เช่น ตามมาตรา ๑๒ และมาตรา ๑๓ ให้นายทะเบียนพรรคการเมืองมีอำนาจหน้าที่ในการรับจดแจ้งการจัดตั้งพรรคการเมือง หรือมาตรา ๔๑ ให้นายทะเบียนพรรคการเมืองมีอำนาจหน้าที่พิจารณาหนังสือแจ้งเปลี่ยนแปลงนโยบายพรรคการเมือง และข้อบังคับพรรคการเมือง เป็นต้น สำหรับกรณีที่บัญญัติให้ คณะกรรมการการเลือกตั้งและนายทะเบียนมีอำนาจลักษณะร่วมกันหรือถ่วงดุลกัน เช่น ตามมาตรา ๙๒ ให้นายทะเบียนพรรคการเมืองดำเนินการสอบสวนหาข้อเท็จจริงกรณีพรรคการเมืองมีเหตุต้องเลิก ถ้าเห็นว่ามีเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นกับพรรคการเมืองจริง ให้นายทะเบียนพรรคการเมืองโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการการเลือกตั้ง สั่งเลิกพรรคการเมืองนั้น หรือตามมาตรา ๙๓ วรรคสอง กรณีดำเนินการยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคการเมืองเนื่องจากพรรคการเมืองไม่ดำเนินการตามมาตรา ๔๒ วรรคสองหรือมาตรา ๘๒ เป็นต้น
พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๕๐ ได้แบ่งแยกอำนาจหน้าที่ของนายทะเบียนพรรคการเมืองไว้ต่างหากจากประธานกรรมการการเลือกตั้งซึ่งเป็นองค์ประกอบหนึ่งของคณะกรรมการการเลือกตั้ง การดำรงตำแหน่งที่ต่างกัน จึงมีภาระหน้าที่แตกต่างกันด้วย ปัจจัยที่จะนำมาใช้หลักเกณฑ์วินิจฉัยปัญหาใด ๆ ย่อมขึ้นอยู่กับตำแหน่งหน้าที่ที่ดำรงอยู่ในขณะนั้นว่า มีภาระหน้าที่อย่างไร การที่กฎหมายบัญญัติให้นายทะเบียนพรรคการเมืองเป็นผู้วินิจฉัยว่า มีการกระทำความผิดตามมาตรา ๘๒ ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๕๐ หรือไม่ ก็เนื่องมาจากนายทะเบียนพรรคพรรคการเมืองมีหน้าที่ดูแลการปฏิบัติของพรรคการเมืองให้เป็นไปตามกฎหมายกำหนด และเป็นผู้ที่ทราบรายละเอียดการปฏิบัติของพรรคการเมืองเป็นอย่างดี ส่วนประธานกรรมการการเลือกตั้งและคณะกรรมการการเลือกตั้ง มิได้มีหน้าที่ควบคุมดูแลกสนปฏิบัติหน้าที่ของพรรคการเมือง คงมีอำนาจเพียงตรวจสอบว่าความเห็นของนายทะเบียนพรรคการเมืองมีเหตุผลสมควรหรือไม่ ประเด็นวินิจฉัยจึงต่างกันในสาระสำคัญ
ถึงแม้ว่าในวันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๕๓ นายอภิชาต ได้ทำความเห็นไว้ ๒ ความเห็น คือ ความเห็นตามที่เกษียณสั่งให้นำเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง โดยระบุไว้ชัดเจนว่า เป็นความเห็นของนายทะเบียนพรรคการเมือง ตามเอกสารหมาย ร ๑๓ และ ร ๑๔ ส่วนความเห็นในการลงมติในการประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง นั้น เป็นการออกความเห็นในฐานะประธานกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งความเห็นของนายอภิชาตในการลงมติดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของมติที่ประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งนายทะเบียนพรรคการเมืองไม่มีอำนาจใด ๆ ที่จะร่วมลงมติในการประชุมของคณะกรรมการการเลือกตั้ง การลงมติดังกล่าวจึงแตกต่างจากการเกษียณสั่งที่ให้นำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ในฐานะของนายทะเบียนพรรคการเมืองที่ได้มีความเห็นเช่นนั้นก่อนแล้ว จึงเสนอความเห็นให้คณะกรรมการการเลือกตั้งพิจารณาให้ความเห็นชอบ ความเห็นของนายอภิชาต ในการลงมติ ในฐานะประธานกรรมการการลืเอกตั้ง เมื่อวันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๕๓ จึงมิอาจถือได้ว่า เป็นความเห็นนายทะเบียนพรรคการเมือง เพราะหากจะถือเช่นนั้นก็ปรากฎข้อเท็จจริงว่านายอภิชาตได้เคยลงมติในฐานะประธานกรรมการการเลือกตั้งไปก่อนหน้านั้นแล้วในการประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๒ ว่า ผู้ถูกร้องได้นำเงินสนับสนุนพรรคการเมืองไปใช้ตรงตามวัตถุประสงค์ของโครงการโดยมีการขอปรับโครงการและได้รับอนุมัติแล้ว ซึ่งได้ถือว่าความเห็นของประธานกรรมการการลืเอกตั้งดังกล่าว เป็นความเห็นของนายทะเบียนพรรคการเมืองแต่ประการใดไม่
อนึ่ง การที่กฎหมายบัญญัติให้นายทะเบียนพรรคการเมืองเป็นผู้ยื่นคำร้องคดีนี้ต่อศาลรัฐธรรมนูญ ย่อมหมายความว่า ประธานกรรมการการเลือกตั้งไม่มีอำนาจยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญในคดีนี้ฉันใด การทำความเห็นส่วนตนของนายอภิชาตในการประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้งในฐานะประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๕๓ จึงมิใช่การทำความเห็นของนายทะเบียนพรรคการเมืองฉันนั้น
นอกจากนี้การเกษียณสั่งของนายอภิชาตในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมืองตามที่ปรากฎในบันทึกข้อความเอกสาร หมาย ร ๑๓ นั้น ก็มิได้เป็นการวินิจฉัยชี้ขาดหรือเป็นความเห็นของนายทะเบียนพรรคการเมืองว่า ผู้ถูกร้องได้กระทำการอันเป็นเหตุให้ถูกยุบพรรคหรือไม่ แต่เป็นเพียงการเสนอเรื่องให้คณะกรรมการการเกลือตั้งพิจารณาว่า อาจมีการกระทำตามมาตรา ๙๔ หรือไม่ก็ได้เท่านั้น ทั้งการกระทำตามมาตรา ๙๔ ก็มิได้เกี่ยวกับการใช้เงินสนับสนุนพรรคการเมืองผิดกฎหมาย หรือการรายงานไม่ตรงตามความเป็นจริงอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา ๘๒ ที่เป็นเหตุให้ยุบพรรคตามมาตรา ๙๓ แต่อย่างใดเมื่อนายทะเบียนพรรคการเมืองยังมิได้มีความเห็นให้ยุบพรรคผู้ถูกร้องตามมาตรา ๙๓ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๕๐ การให้ความเห็นชอบของคณะกรรมการการเลือกตั้งเมื่อวันที่ ๒๑ เมษายน ๒๕๕๓ จึงเป็นการกระทำที่ผิดขั้นตอนของกฎหมายในส่วนสาระสำคัญ จึงไม่มีผลทางกฎหมายที่จะมีผลให้นายทะเบียนพรรคการเมืองมีอำนาจยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้ยุบพรรคผู้ถูกร้องได้
อนึ่ง มีเหตุผลในการวินิจฉัยอีกทางหนึ่งว่า เนื่องจากเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๕๐ มุ่งประสงค์ให้การปฏิบัติหน้าที่ของนายทะเบียนพรรคการเมืองถูกตรวจสอบโดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นการตรวจสอบภายในองค์กรด้วยกันเอง อันเป็นกฎหมายในส่วนวิธีสบัญญัติของกระบวนการยื่นคำร้องขอให้ยุบพรรคการเมืองไว้แล้ว ประกอบกับคณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นองค์กรที่มีอำนาจสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริง และมีวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้งที่เกิดจากการกระทำ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองด้วย ทั้งนี้ เป็นไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๒๓๖ คณะกรรมการการเลือกตั้งจึงมีอำนาจควบคุม และกำกับดูแลการปฏิบัติหน้าที่ของนายทะเบียนพรรคการเมืองได้ นายทะเบียนพรรคการเมืองจะต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามมติของคณะกรรมการการเลือกตั้ง และนายทะเบียนพรรคการเมืองต้องยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคการเมือง ตามขั้นตอนและระยะเวลาที่กำหนดเป็นกระบวนการไว้ ในส่วนของกฎหมายวิธีสบัญญัติที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๙๓ วรรคสอง และมาตรา ๙๕
กรณีข้อกล่าวหาตามบทบัญญัติพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๙๓ วรรคหนึ่ง มาตรา ๙๓ วรรคสอง มิได้บัญญัติให้นายทะเบียนต้องเสนอความเห็นด้วยว่า พรรคการเมืองใดมีเหตุตามวรรคหนึ่งต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง เพื่อขอความเห็นชอบของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้ยุบพรรคการเมืองนั้น ต่างกับกรณีข้อกล่าวหาตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๙๔ ที่มาตรา ๙๕ บัญญัติว่า เมื่อปรากฏต่อนายทะเบียนและนายทะเบียนได้ตรวจสอบแล้ว กล่าวคือนายทะเบียนต้องตรวจสอบกรณีนั้นด้วยอำนาจหน้าที่ของนายทะเบียนก่อน แล้วจึงเสนอคณะกรรมการการเลือกตั้งพร้อมความเห็นว่าพรรคการเมืองใดกระทำตามมาตรา ๙๔ หรือไม่ โดยไม่ต้องคำนึงว่าเป็นความเห็นให้เสนอยุบพรรคการเมืองนั้นหรือไม่ อันเป็นการสอดคล้องเจตนารมณ์กฎหมาย เพื่อให้การใช้ดุลพินิจของนายทะเบียนพรรคการเมือง ได้รับการตรวจสอบกลั่นกรองจากคณะกรรมการการเลือกตั้งก่อน ทั้งในกรณีเสนอให้ยุบหรือไม่ยุบพรรคการเมืองนั้น
ฉะนั้นกรณีตามคำร้องคดีนี้นายทะเบียนจะเสนอความเห็นด้วยว่า พรรคผู้ถูกร้องมีเหตุตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๙๓ วรรคหนึ่ง ต่อคณะกรรมการการเกลือตั้งหรือไม่ก็ได้ เมื่อผู้ร้องได้รับหนังสือขอให้ตรวจสอบพรรคผู้ถูกร้องของกรมสอบสวนคดีพิเศษ และของนายเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ แล้ว ต่อมาวันที่ ๓๐ เมษายน๒๕๕๒ คณะกรรมการการเลือกตั้งได้มีมติในการประชุมครั้งที่ ๔๘/๒๕๕๒ ด้วยเหตุผลว่า เมื่อความปรากฏต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง กรณียังมิใช่ความปรากฏต่อนายทะเบียนพรรคการเมือง โดยมีเหตุอันสมควรว่าการกระทำใดอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ตามข้อกล่าวหาดังกล่าวทั้งสองข้อกล่าวหา จึงมีมติแต่งตั้งกรรมการชุดที่มีนายอิศระ หลิมศิริวงษ์ เป็นประธานคณะกรรมการสืบสอนสอบสวนเรื่องดังกล่าว
ต่อมาเมื่อวันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๒ ในการประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้งครั้งที่ ๑๔๔/๒๕๕๒ ได้พิจารณารายงานของคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนทั้งสองข้อกล่าวหาแล้ว มีมติด้วยคะแนนเสียงข้างมากส่งเรื่องให้ผู้ร้องพิจารณาดำเนินการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๙๕ ทั้งสองข้อกล่าวหา โดยผู้ร้อง ในฐานะประธานกรรมการการเลือกตั้ง ได้ลงความเห็นเสียงข้างน้อย ให้ยกคำร้องที่ให้ยุบพรรคผู้ถูกร้องทั้งสองข้อกล่าวหา เพราะไม่พบการกระทำผิดนั้น ความเห็นของผู้ร้องไม่ผูกพันคณะกรรมการการเลือกตั้ง เพราะผู้ร้องต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามมติเสียงข้างมาก แต่โดยที่มติของคณะกรรมการการเลือกตั้งเสียงข้างมาก เป็นการพิจารณารวมกันไปสองข้อกล่าว ซึ่งเป็นกรณีต้องแยกพิจารณาแต่ละข้อกล่าวหาให้ชัดเจน เฉพาะมติกรณีข้อกล่าวหาตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๙๕ ถือได้ว่าเป็นมติเสียงข้างมากสั่งการให้ผู้ร้องมีความเห็นก่อน แล้วจึงเสนอคณะกรรมการการเลือกตั้งเพื่อพิจารณาต่อไป เป็นข้อกล่าวหาที่นายทะเบียนชอบที่จะตั้งกรรมการช่วยตรวจสอบก่อนเสนอความเห็นได้ ส่วนกรณีข้อกล่าวหาตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๙๓ วรรคหนึ่ง การที่คณะกรรมการการเลือกตั้งมีมติเสียงข้างมากสั่งการรวมกันไปว่า ให้ผู้ร้องพิจารณามีความเห็นก่อนแล้วจึงเสนอคณะกรรมการการเลือกตั้งนั้น เป็นความไม่ชัดเจนในการปรับบทบังคับใช้กฎหมายในองค์กรขณะนั้นเท่านั้น ต่อมาในการประชุมครั้งที่ ๔๑/๒๕๕๓ วันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๕๓ ความเห็นของเสียงข้างมากให้เหตุผลว่าข้อเท็จจริงทั้งสองข้อกล่าวหาเกี่ยวพันกัน จึงยังคงมีมติให้แจ้งผู้ร้องดำเนินการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๙๕ เช่นเดิม โดยผู้ร้องและนายวิสุทธิ์ โพธิแท่น กรรมการการเลือกตั้งมีความเห็น ให้ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๙๓ วรรคสอง และต่อมาในการประชุมครั้งที่ ๔๓/๒๕๕๓ วันทื่ ๒๑ เมษายน ๒๕๕๓ คณะกรรมการการเลือกตั้งจึงมติเอกฉันท์ที่ชัดเจน ยืนยันเห็นชอบให้ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๙๓ วรรคสองแสดงให้เห็นว่ามติเสียงข้างมากของคณะกรรมการการเลือกตั้งนั้น เห็นชอบให้ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๙๓ วรรคสอง ตั้งแต่วันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๒ แล้ว โดยผู้ร้องไม่จำเป็นต้องเสนอความเห็นก่อนอย่างใด กรณีถือได้ว่าคดีนี้ความได้ปรากฏต่อนายทะเบียนว่าพรรคผู้ถูกร้องมีกรณีตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๙๓ วรรคหนึ่ง แล้ว และคณะกรรมการการเลือกตั้งเห็นชอบให้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญได้แล้ว ระยะเวลาที่ต้องยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญภายในสิบห้าวันจึงต้องเริ่มนั้บตั้งแต่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๒ อันเป็นวันที่คณะกรรมการการเลือกตั้งมีมติดังกล่าว
การที่ผู้ร้องมีคำสั่งที่ ๙/๒๕๕๒ ลงวันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๕๒ แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ เพื่อตรวจสอบสำนวนการสอบสวนของคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนชุดนายอิศระ หลิมศิริวงษ์ เป็นประธานอีก แล้วผู้ร้องเสนอโดยมิได้มีความเห็นให้ยุบพรรคผู้ถูกร้องหรือไม่ประการใดเช่นเดิม และคณะกรรมการการเลือกตั้งมีมติเสียงข้างมากในการประชุมครั้งที่ ๔๑/๒๕๕๓ เมื่อวันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๕๓ เห็นชอบให้ผู้ร้องแจ้งอัยการสูงสุดเพื่อยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้มีคำสั่งยุบพรรคผู้ถูกร้อง ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๙๔ (๓) (๔)และมาตรา ๙๕ ทั้งสองข้อกล่าวหาอีกครั้งหนึ่ง แม้ว่าต่อมาวันที่ ๒๑ เมษายน ๒๕๕๓ คณะกรรมการการเลือกตั้งจะมีมติเอกฉันท์ในการประชุมครั้งที่ ๔๓/๒๕๕๓ เห็นชอบให้ผู้ร้องในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้ยุบพรรคผู้ถูกร้องตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๙๓ นั้น กระบวนการดังกล่าวข้างต้นเป็นการตรวจสอบภายในองค์กรและเป็นเพียงการยืนยันการปรับบทบังคับใช้กฎหมายให้ชัดเจนภายในองค์กรที่ยังคงต้องอยู่ในบังคับตามระยะเวลาที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๙๓ วรรคสอง กำหนด เป็นกรณีต้องยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญภายในสิบห้าวัน นับแต่วันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๒ อันเป็นวันที่คณะกรรมการการเลือกตั้งมีมติเสียงข้างมากในการพิจารณารายงานของคณะกรรมการสืบสวนสืบสวนชุดที่คณะกรรมการการเลือกตั้งมีมติแต่งตั้งนายอิศระ หลิมศิริวงษ์ เป็นประธานในครั้งแรก และถือเป็นวันที่ความปรากฎต่อผู้ร้องในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมืองด้วย เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องคดีนี้ในวันที่ ๒๖ เมษายน ๒๕๕๓ จึงพ้นระยะเวลาสิบห้าวันตามที่กฎหมายกำหนดแล้ว กระบวนการยื่นคำร้องขอให้ยุบพรรคผู้ถูกร้องจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย และไม่ชอบที่ศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาวินิจฉัยคำร้องในประเด็นอื่นอีกต่อไป
ศาลรัฐธรรมนูญจึงวินิจฉัยโดยเสียงข้างมาก (๔ ต่อ ๒) ว่า กระบวนการยื่นคำร้องขอให้ยุบพรรคผู้ถูกร้องไม่ชอบด้วยกฎหมาย กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยในประเด็นอื่นอีกต่อไป
ให้ยกคำร้อง |
16588 | 2132 | https://th.wikisource.org/wiki?curid=16588 | ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๓๒ | โดยที่คณะปฏิวัติพิจารณาเห็นว่า นักเรียนและนักศึกษาเป็นเยาวชนที่ กำลังสร้างสมคุณสมบัติทั้งในด้านความรู้ ความคิดและคุณธรรม พร้อมที่จะรับ มรดกตกทอดจากผู้ใหญ่เป็นพลเมืองดีมีประโยชน์แก่ประเทศชาติในอนาคต นักเรียนและนักศึกษาควรจะได้รับการอบรมดูแลใกล้ชิดจากบิดามารดา ผู้ปกครอง และครูอาจารย์ เพื่อเป็นบุตรที่ดีของบิดามารดา เป็นศิษย์ที่ดีของครู อยู่ ในโอวาทคำสั่งสอนรวมทั้งอยู่ในระเบียบประเพณีและกฎหมายของบ้านเมือง เป็น การสมควรจะส่งเสริมและคุ้มครองความประพฤติ การแต่งกาย และจรรยามารยาท ให้รัดกุมยิ่งขึ้น เพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน หัวหน้าคณะ ปฏิวัติจึงมีคำสั่งดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติควบคุมเด็กและนักเรียน พุทธศักราช 2481 และบรรดาบทกฎหมาย กฎ และข้อบังคับอื่น ๆ ที่มีกำหนดไว้แล้วในประกาศของคณะ ปฏิวัติฉบับนี้ หรือซึ่งขัดหรือแย้งกับประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ และให้ ใช้ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้แทน
ข้อ 2 ในประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้
" นักเรียน " หมายความว่า บุคคลซึ่งกำลังรับการศึกษาระดับประถมศึกษา หรือมัธยมศึกษา ทั้งสายสามัญและสายอาชีพ อยู่ในโรงเรียนของรัฐบาล โรงเรียนเทศบาล โรงเรียนประชาบาล หรือโรงเรียนราษฎร์
" นักศึกษา " หมายความว่า บุคคลซึ่งกำลังรับการศึกษาระดับที่สูงกว่า ระดับมัธยมศึกษา อยู่ในสถานศึกษาสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งมิได้ตั้ง ขึ้นโดยมีกฎหมายเฉพาะของสถานศึกษานั้น
" ผู้ปกครอง " หมายความว่า บุคคลซึ่งรับนักเรียนหรือนักศึกษาไว้ใน ความปกครองหรืออุปการะเลี้ยงดู หรือบุคคลที่นักเรียนหรือนักศึกษานั้น อาศัยอยู่
" สารวัตรนักเรียนและนักศึกษา " หมายความว่า ผู้ซึ่งได้รับแต่งตั้ง ให้ปฏิบัติการตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้
" แต่งกาย " หมายความรวมถึงการแต่งผมหรือส่วนอื่นของร่างกายด้วย
" รัฐมนตรี " หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามประกาศของคณะ ปฏิวัติฉบับนี้
ข้อ 3 ให้รัฐมนตรีหรือผู้ที่รัฐมนตรีมอบหมายมีอำนาจแต่งตั้งสารวัตร นักเรียนและนักศึกษาเพื่อปฏิบัติการตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ และให้ ถือว่าเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา
การปฏิบัติการของสารวัตรนักเรียนและนักศึกษา ให้เป็นไปตามระเบียบที่ รัฐมนตรีกำหนด
ข้อ 4 นักเรียนและนักศึกษาต้องประพฤติตนอยู่ในระเบียบวินัยของ โรงเรียนหรือสถานศึกษาที่ตนสังกัดอยู่ และต้องแต่งกายหรือแต่งเครื่องแบบ ตามระเบียบข้อบังคับของโรงเรียนและสถานศึกษา หรือตามที่กฎหมายกำหนด นักเรียนและนักศึกษาต้องไม่แต่งกายหรือประพฤติตนไม่สมควรแก่วัย หรือไม่ เหมาะสมแก่สภาพของนักเรียนและนักศึกษา ทั้งนี้ ตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
ข้อ 5 นักเรียนหรือนักศึกษาผู้ใดแต่งกายหรือประพฤติตนฝ่าฝืนข้อ 4 ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจหรือสารวัตรนักเรียนและนักศึกษามีอำนาจปฏิบัติการตาม ระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนด และมีอำนาจนำตัวไปมอบแก่ครูใหญ่ อาจารย์ใหญ่ ผู้อำนวยการหรือหัวหน้าของโรงเรียนหรือสถานศึกษาของนักเรียนหรือนักศึกษา นั้น เพื่อดำเนินการสอบสวนและอบรมสั่งสอนหรือลงโทษตามระเบียบหรือข้อบังคับ
ในกรณีที่ไม่สามารถนำตัวไปมอบได้ จะแจ้งด้วยวาจาหรือเป็นหนังสือก็ได้
เมื่อได้อบรมสั่งสอนหรือลงโทษนักเรียนหรือนักศึกษาแล้วให้โรงเรียน หรือสถานศึกษาแจ้งให้บิดามารดาหรือผู้ปกครองว่ากล่าวตักเตือนอีกชั้นหนึ่ง
การลงโทษนักเรียนหรือนักศึกษา ให้รัฐมนตรีมีอำนาจออกระเบียบหรือข้อ บังคับเพื่อให้โรงเรียนหรือสถานศึกษาปฏิบัติตามสมควรเพื่อว่ากล่าวสั่งสอน
ข้อ 6 นักเรียนหรือนักศึกษาผู้ใดฝ่าฝืนข้อ 4 เป็นครั้งที่สอง ให้ โรงเรียนหรือสถานศึกษาสั่งลงโทษตามระเบียบหรือข้อบังคับ และแจ้งให้บิดา มารดาหรือผู้ปกครองมาให้สัญญาว่าจะอบรมสั่งสอนและควบคุมนักเรียนหรือนัก ศึกษานั้นมิให้ฝ่าฝืนเช่นนั้นอีก
ข้อ 7 ถ้าบิดามารดาหรือผู้ปกครองไม่มาหรือไม่ให้สัญญาว่าจะอบรม สั่งสอนและควบคุมนักเรียนหรือนักศึกษาตามข้อ 6 หรือนักเรียนหรือนักศึกษา ผู้ใดฝ่าฝืนข้อ 4 เป็นครั้งที่สาม ให้โรงเรียนหรือสถานศึกษาส่งตัว นักเรียนหรือนักศึกษาพร้อมทั้งรายงานการลงโทษที่แล้วมา ไปยังสถานีตำรวจ ในท้องที่ที่โรงเรียนหรือสถานศึกษานั้นตั้งอยู่ และให้ข้าราชการตำรวจซึ่ง มียศตั้งแต่ร้อยตำรวจตรีขึ้นไปมีอำนาจออกหมายเรียกบิดามารดาหรือผู้ปกครอง
มาว่ากล่าวตักเตือนหรือเรียกประกันทัณฑ์บนว่าจะปกครองดูแลมิให้นักเรียน หรือนักศึกษาฝ่าฝืนเช่นนั้นอีก โดยอาจจะกำหนดระยะเวลาไม่เกินหนึ่งปี หาก ผิดทัณฑ์บนให้ปรับได้ไม่เกินห้าร้อยบาท
ข้อ 8 นักเรียนหรือนักศึกษาผู้ใดฝ่าฝืนข้อ 4 เป็นครั้งที่สี่ให้ โรงเรียนหรือสถานศึกษาส่งตัวไปยังคณะกรรมการควบคุมความประพฤตินักเรียน และนักศึกษาซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้ง เพื่อพิจารณาส่งตัวไปยังโรงเรียนหรือ สถานศึกษาที่จัดตั้งขึ้นโดยเฉพาะเพื่ออบรมศึกษา หรือในกรณีที่นักเรียน หรือนักศึกษานั้นมีอายุไม่ครบสิบแปดปีบริบูรณ์ คณะกรรมการควบคุมความ ประพฤตินักเรียนและนักศึกษาจะส่งตัวไปยังสถานแรกรับเด็กเพื่อให้การ สงเคราะห์หรือคุ้มครองสวัสดิภาพที่เหมาะสมตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครอง สวัสดิภาพและการสงเคราะห์เด็กต่อไปก็ได้
ข้อ 9 ถ้าการฝ่าฝืนข้อ 4 เกิดขึ้นในบริเวณโรงเรียนหรือสถานศึกษาซึ่ง นักเรียนหรือนักศึกษานั้นศึกษาอยู่ ให้ครูใหญ่ อาจารย์ใหญ่ ผู้อำนวยการ หรือหัวหน้าของโรงเรียนหรือสถานศึกษาดำเนินการตามข้อ 5 ข้อ 6 ข้อ 7 หรือ ข้อ 8 ตามลำดับแล้วแต่กรณี
ข้อ 10 บิดามารดาหรือผู้ปกครองไม่ยอมทำทัณฑ์บนตามข้อ 7 มีความผิด ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท
ข้อ 11 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการรักษาการตามประกาศของคณะ ปฏิวัติฉบับนี้ และให้มีอำนาจออกกฎกระทรวงและระเบียบเพื่อปฏิบัติการตาม ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้
กฎกระทรวงนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้
ข้อ 12 ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวัน ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ประกาศ ณ วันที่ 22 เมษายน พุทธศักราช 2515
จอมพล ถ. กิตติขจร
หัวหน้าคณะปฏิวัติ |
16589 | 11908 | https://th.wikisource.org/wiki?curid=16589 | กฎกระทรวง ฉบับที่ ๑ (พ.ศ. ๒๕๑๕) ออกตามความในประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๓๒ | กฎกระทรวง
ฉบับที่ ๑ (พ.ศ. ๒๕๑๕)
ออกตามความในประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๓๒
ลงวันที่ ๒๒ เมษายน พ.ศ. ๒๕๑๕
อาศัยอำนาจตามความในข้อ ๓ และข้อ ๑๑ แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๓๒ ลงวันที่ ๒๒ เมษายน พ.ศ. ๒๕๑๕ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการออกกฎกระทรวงไว้ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑ การแต่งกาย และความประพฤติดังต่อไปนี้ถือว่าไม่เหมาะสมแก่สภาพของนักเรียนตาม ความในข้อ ๔ แห่งประกาศของคณะปฏิบัติ ฉบับที่ ๑๓๒
(๑) นักเรียนชายไว้ผมยาว โดยไว้ผมข้างหน้าและกลางศีรษะยาวเกิน ๕ เซนติเมตร และ ชายผมรอบศีรษะไม่ตัดเกรียนชิดผิวหนัง หรือไว้หนวดหรือเครา
นักเรียนหญิงตัดผมหรือไว้ผมยาวเลยต้นคอ หากโรงเรียนหรือสถานศึกษาใดอนุญาต ให้ไว้ยาวเกินกว่านั้นก็ให้รวบให้เรียบร้อย
นักเรียนใช้เครื่องสำอาง หรือสิ่งปลอมเพื่อการเสริมสวย
(๒) เที่ยวเร่ร่อนอยู่ในที่สาธารณะสถาน หรือทำลายสมบัติของโรงเรียนหรือสถานศึกษา หรือสาธารณสมบัติ
(๓) แสดงกิริยา วาจา หรือกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดที่ไม่สุภาพ
(๔) มั่วสุมและก่อความเดือดร้อนรำคาญอย่างหนึ่งอย่างใด
(๕) เล่นการพนันซึ่งต้องห้ามตามกฎหมายการพนัน
(๖) เที่ยวเตร่เวลากลางคืนระหว่าง ๒๒.๐๐ นาฬิกา ถึง ๐๔.๐๐ นาฬิกา ของวันรุ่งขึ้น เว้นไว้แต่ไปกับบิดามารดาหรือผู้ปกครอง หรือได้รับอนุญาตจากโรงเรียนหรือสถานศึกษา
(๗) สูบบุหรี่ สูบกัญชา หรือเสพสุรา ยาเสพติด หรือของมึนเมาอย่างอื่น
(๘) เข้าไปในสถานบริการตามกฎหมายว่าด้วยสถานบริการหรือสถานอื่นใดซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกัน โรงรับจำนำ หรือสถานการณ์พนันในระหว่างเวลาที่มีการเล่นการพนัน เว้นแต่จะเป็นผู้อาศัยอยู่หรือเยี่ยมญาติสถานที่นั้น
(๙) เข้าไปในงานหรืองานร่วมสังสรรค์ และงานนั้นมีการเต้นรำหรือการแสดงซึ่งไม่สมควร แก่สภาพของนักเรียน เว้นแต่ไปกับบิดามารดาหรือผู้ปกครอง หรืองานนั้นบิดามารดาผู้ปกครอง หรือสถานศึกษาของนักเรียนคนหนึ่งคนใดเป็นผู้จัด
(๑๐) เข้าไปในสถานค้าประเวณี เว้นแต่จะเป็นผู้อาศัยอยู่ในที่นั้นหรือเข้าไปเยี่ยมญาติ ซึ่งอาศัยอยู่ในสถานที่นั้น
(๑๑) คบค้าสมาคมกับหญิงที่ประพฤติตนเพื่อการค้าประเวณี เว้นแต่จะเป็นญาติใกล้ชิด กับหญิงนั้น
(๑๒) ประพฤติตนในทำนองชู้สาว
(๑๓) มีวัตถุระเบิดก็ดี หรือมีอาวุธติดตัวหรือซ่อนเร้นไว้เพื่อใช้ในการประทุษร้ายก็ดี
(๑๔) หลบหนีโรงเรียน
ข้อ ๒ การแต่งกายและความประพฤติดังต่อไปนี้ถือว่าไม่เหมาะสมแก่สภาพของนักศึกษาตาม ความในข้อ ๔ แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๓๒
(๑) นักศึกษาชายตัดผมหรือไว้ผมยาวจนด้านข้างและด้านหลังยาวเลยตีนผมหรือไว้หนวด ไว้เครา
นักศึกษาหญิงนุ่งประโปรงสั้นจนชายกระโปรงสูงกว่ากึ่งกลางสะบ้าหัวเขาเกิน ๕ เซนติเมตร ขอบกระโปรงต่ำกว่าระดับสะดือ คาดเข็มขัดหลวมต่ำกว่าระดับขอบกระโปรงหรือแต่งกายไม่เหมาะสมกับ สภาพกุลสตรีไทย
นักศึกษาใช้เครื่องสำอาง หรือสิ่งปลอมเพื่อการเสริมสวย
(๒) สูบกัญชาหรือเสพสุรา ยาเสพติด หรือของมึนเมาอย่างอื่น
(๓) กระทำการอันเป็นปฏิปักษ์ต่ออำนาจบริหารของโรงเรียนหรือสถานศึกษาหรือบังคับขู่เข็ญ ยุยงส่งเสริมหรือสนับสนุนให้นักเรียนหรือนักศึกษากระทำการเช่นว่านั้น และ
(๔) ความประพฤติตามข้อ ๑ (๒) (๓) (๔) (๕)(๘) (๑๐) (๑๑) (๑๒) (๑๓)
ให้ไว้ ณ วันที่ ๒๘ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๑๕
บุญถิ่น อัตถากร
ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
ผู้ใช้อำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
หมายเหตุ: กฎกระทรวงฉบับนี้ถูกแก้ไขเพิ่มเติมใน กฎกระทรวง ฉบับที่ ๒ (พ.ศ. ๒๕๑๘) ออกตามความในประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๓๒ |
16590 | 11908 | https://th.wikisource.org/wiki?curid=16590 | กฎกระทรวง ฉบับที่ ๒ (พ.ศ. ๒๕๑๘) ออกตามความในประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๓๒ | กฎกระทรวง
ฉบับที่ ๒ (พ.ศ. ๒๕๑๘)
ออกตามความในประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๓๒
ลงวันที่ ๒๒ เมษายน พ.ศ. ๒๕๑๕
อาศัยอำนาจตามความในข้อ ๔ และข้อ ๑๑ แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๓๒ ลงวันที่ ๒๒ เมษายน พ.ศ. ๒๕๑๕ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการออกกฎกระทรวงไว้ดังต่อไปนี้
ให้ยกเลิกความในข้อ (๑) ของข้อ ๑ แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ ๑ (พ.ศ. ๒๕๑๕) ออกตามความในประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๓๒ ลงวันที่ ๒๒ เมษายน พ.ศ. ๒๕๑๕ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“(๑) นักเรียนชายตัดผมหรือไว้ผมยาวจนด้านข้างและด้านหลังยาวเลยตีนผมหรือไว้หนวด ไว้เครา
นักเรียนหญิงตัดผมหรือไว้ผมยาวเลยต้นคอ หากโรงเรียนหรือสถานศึกษาใดอนุญาตให้ไว้ยาวเกินกว่านั้นก็ให้รวบให้เรียบร้อย
นักเรียนใช้เครื่องสำอาง หรือสิ่งปลอมเพื่อการเสริมสวย”
ให้ไว้ ณ วันที่ ๖ มกราคม พ.ศ. ๒๕๑๘
เกรียง กีรติกร
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ |
16593 | 11908 | https://th.wikisource.org/wiki?curid=16593 | ประกาศพระราชบัญญัติและพระราชกำหนดต่าง ๆ รัชกาลที่ 6/เล่ม 15/เรื่อง 11 | <ns>10</ns>
<id>5557</id>
<revision>
<id>181945</id>
<parentid>152423</parentid>
<timestamp>2022-04-30T07:17:54Z</timestamp>
<contributor>
<username>Bebiezaza</username>
<id>6791</id>
</contributor>
<comment>หมวดหมู่ย้ายไปไว้ที่ doc</comment>
<origin>181945</origin>
<model>wikitext</model>
<format>text/x-wiki</format>
← 10.
ประกาศพระราชบัญญัติและพระราชกำหนดต่าง ๆ รัชกาลที่ 6: เล่ม 15
(พ.ศ. 2467)
11. กฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พระพุทธศักราช 2467
12.
ประกาศพระราชบัญญัติและพระราชกำหนดต่าง ๆ รัชกาลที่ 6: เล่ม 15
— "11. กฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พระพุทธศักราช 2467"2467
สารบัญ#เปลี่ยนทาง
กฎมณเฑียรบาล
คำปรารภ
หมวด
# ว่าด้วยนามและกำหนดใช้กฎมณเฑียรบาลนี้
# บรรยายศัพท์
# ว่าด้วยการทรงสมมตและทรงถอนพระรัชทายาท
# ว่าด้วยลำดับชั้นผู้ควรสืบราชสันตติวงศ์
# ว่าด้วยผู้ที่ต้องยกเว้นจากการสืบราชสันตติวงศ์
# ว่าด้วยเวลาที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังทรงพระเยาว์
# ว่าด้วยการแก้กฎมณเฑียรบาลนี้
# ว่าด้วยผู้เปนน่าที่รักษากฎมณเฑียรบาลนี้
#เปลี่ยนทาง
<pages index="กม ร ๖ - ๒๔๖๗.pdf" from="196" to="213"/> |
16604 | 6791 | https://th.wikisource.org/wiki?curid=16604 | คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ ๑๒-๑๓/๒๕๕๑ | "plainSister" class="noprint" style="display:inline-block; font-size:93%; line-height:normal; list-style-type:none; list-style-image:none; list-style-position:outside; border:1px solid #AAA; float:right; clear:right; margin:0.5ex 0.5ex 0.5ex 0.5ex; padding:0.0ex 0.0ex 0.0ex 0.0ex; background:#FFFFFF; background-color:#FFFFFF;"></ul>
= แม่แบบผิดพลาด: มีการลบช่องที่ไม่ได้ใช้ออก โปรดเติมกลับเข้าไป (โปรดดู)
คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ ๑๒-๑๓/๒๕๕๑ ศาลรัฐธรรมนูญในคดีระหว่างเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกวุฒิสภา และพวก รวมยี่สิบเก้าคน ผู้ร้อง กับสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ผู้ถูกร้อง <br> เรื่อง ประธานวุฒิสภาส่งคำร้องของสมาชิกวุฒิสภาเพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยการสิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรี <br> และคดีระหว่างคณะกรรมการการเลือกตั้ง ผู้ร้อง กับสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ผู้ถูกร้อง <br> เรื่อง คณะกรรมการการเลือกตั้งขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยการสิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรี <br> ลงวันที่ ๙ กันยายน ๒๕๕๑ <br>
คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ ๑๒-๑๓/๒๕๕๑ — "ในคดีระหว่างเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกวุฒิสภา และพวก รวมยี่สิบเก้าคน ผู้ร้อง กับสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ผู้ถูกร้อง <br> เรื่อง ประธานวุฒิสภาส่งคำร้องของสมาชิกวุฒิสภาเพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยการสิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรี <br> และคดีระหว่างคณะกรรมการการเลือกตั้ง ผู้ร้อง กับสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ผู้ถูกร้อง <br> เรื่อง คณะกรรมการการเลือกตั้งขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยการสิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรี <br> ลงวันที่ ๙ กันยายน ๒๕๕๑ <br>"ศาลรัฐธรรมนูญ |
16606 | 1481 | https://th.wikisource.org/wiki?curid=16606 | คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ ๑๒-๑๓/๒๕๕๑/ชัช ชลวร | "plainSister" class="noprint" style="display:inline-block; font-size:93%; line-height:normal; list-style-type:none; list-style-image:none; list-style-position:outside; border:1px solid #AAA; float:right; clear:right; margin:0.5ex 0.5ex 0.5ex 0.5ex; padding:0.0ex 0.0ex 0.0ex 0.0ex; background:#FFFFFF; background-color:#FFFFFF;"></ul>
= แม่แบบผิดพลาด: มีการลบช่องที่ไม่ได้ใช้ออก โปรดเติมกลับเข้าไป (โปรดดู)
คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ ๑๒-๑๓/๒๕๕๑ ศาลรัฐธรรมนูญในคดีระหว่างเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกวุฒิสภา และพวก รวมยี่สิบเก้าคน ผู้ร้อง กับสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ผู้ถูกร้อง <br> เรื่อง ประธานวุฒิสภาส่งคำร้องของสมาชิกวุฒิสภาเพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยการสิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรี <br> และคดีระหว่างคณะกรรมการการเลือกตั้ง ผู้ร้อง กับสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ผู้ถูกร้อง <br> เรื่อง คณะกรรมการการเลือกตั้งขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยการสิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรี <br> ลงวันที่ ๙ กันยายน ๒๕๕๑ <br>
จรัญ ภักดีธนากุล
คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ ๑๒-๑๓/๒๕๕๑ — "ในคดีระหว่างเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกวุฒิสภา และพวก รวมยี่สิบเก้าคน ผู้ร้อง กับสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ผู้ถูกร้อง <br> เรื่อง ประธานวุฒิสภาส่งคำร้องของสมาชิกวุฒิสภาเพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยการสิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรี <br> และคดีระหว่างคณะกรรมการการเลือกตั้ง ผู้ร้อง กับสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ผู้ถูกร้อง <br> เรื่อง คณะกรรมการการเลือกตั้งขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยการสิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรี <br> ลงวันที่ ๙ กันยายน ๒๕๕๑ <br>"ศาลรัฐธรรมนูญ
#เปลี่ยนทาง
<ns>10</ns>
<id>16513</id>
<revision>
<id>39269</id>
<timestamp>2010-10-01T09:03:24Z</timestamp>
<contributor>
<username>Octahedron80</username>
<id>156</id>
</contributor>
<comment>escape template</comment>
<origin>39269</origin>
<model>wikitext</model>
<format>text/x-wiki</format>
ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
เชิงอรรถ.
1. #เปลี่ยนทาง <templatestyles src="Citation/styles.css"/>^[1] ประกาศใน ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๕/ตอนที่ ๑๒๒ ก/หน้า ๑๘/๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๑ |
16615 | 4619 | https://th.wikisource.org/wiki?curid=16615 | ประชุมกฎหมายประจำศก/เล่มเพิ่มเติม/เรื่อง 1 | ดูฉบับอื่นของงานนี้ที่ สนธิสัญญาเบอร์นี
← หน้ารวม
ประชุมกฎหมายประจำศก: เล่มเพิ่มเติม
(พ.ศ. 2479)
1. หนังสือสัญญาทางพระราชไมตรีแลการค้าขาย ลงวันอังคาร เดือน 7 แรมค่ำ 1 จ.ศ. 1188 ปีจอ อัฐศก
2.
ประชุมกฎหมายประจำศก: เล่มเพิ่มเติม
— "1. หนังสือสัญญาทางพระราชไมตรีแลการค้าขาย ลงวันอังคาร เดือน 7 แรมค่ำ 1 จ.ศ. 1188 ปีจอ อัฐศก"2479
<pages index="Prachum Kotmai Pracham Sok 71.djvu" from="13" to="20" tosection="20-1"/> |
16621 | 11908 | https://th.wikisource.org/wiki?curid=16621 | หนังสือสัญญากรุงเทพมหานครกับกรุงอังกริษเปนทางไมตรีค้าขายกัน | ดูฉบับอื่นของงานนี้ที่ สนธิสัญญาเบาว์ริง
หนังสือสัญญากรุงเทพมหานครกับกรุงอังกริษเปนทางไมตรีค้าขายกัน (พ.ศ. 2399)
หนังสือสัญญากรุงเทพมหานครกับกรุงอังกริษเปนทางไมตรีค้าขายกัน2399
<pages index="สัญญากรุงเทพฯ กับกรุงอังกฤษเป็นทางไมตรีค้าขายกัน (๒๓๓๙).pdf" include="1"/>
#เปลี่ยนทาง
สารบัญ#เปลี่ยนทาง
#เปลี่ยนทาง
<pages index="สัญญากรุงเทพฯ กับกรุงอังกฤษเป็นทางไมตรีค้าขายกัน (๒๓๓๙).pdf" include="2,4,6,8,10,12,14,16,18" tosection="18-1"/>
#เปลี่ยนทาง
<pages index="สัญญากรุงเทพฯ กับกรุงอังกฤษเป็นทางไมตรีค้าขายกัน (๒๓๓๙).pdf" include="18,20" fromsection="18-2"/>
#เปลี่ยนทาง
<pages index="สัญญากรุงเทพฯ กับกรุงอังกฤษเป็นทางไมตรีค้าขายกัน (๒๓๓๙).pdf" include="22,24"/>
#เปลี่ยนทาง
<pages index="สัญญากรุงเทพฯ กับกรุงอังกฤษเป็นทางไมตรีค้าขายกัน (๒๓๓๙).pdf" include="26,28,30,32,34,36,38,40,42,44,46" tosection="46-1"/>
#เปลี่ยนทาง
<pages index="สัญญากรุงเทพฯ กับกรุงอังกฤษเป็นทางไมตรีค้าขายกัน (๒๓๓๙).pdf" include="46,48,50" fromsection="46-2" tosection="50-1"/>
#เปลี่ยนทาง
<pages index="สัญญากรุงเทพฯ กับกรุงอังกฤษเป็นทางไมตรีค้าขายกัน (๒๓๓๙).pdf" include="50,52,54" fromsection="50-2"/> |
16639 | 4619 | https://th.wikisource.org/wiki?curid=16639 | พจนานุกรมกฎหมาย/ก | ← หน้าต้น
../
(พ.ศ. 2474)
โดย หมวด ก
../ข/
— "หมวด ก"ขุนสมาหารหิตะคดี (โป๊ โปรคุปต์)2474
<pages index="Photchananukrom Kotmai 2474.djvu" from="6" to="31"/> |
16664 | 4619 | https://th.wikisource.org/wiki?curid=16664 | พจนานุกรมกฎหมาย/ฌ | ← ../ซ/
../
(พ.ศ. 2474)
โดย หมวด ฌ
../ญ/
— "หมวด ฌ"ขุนสมาหารหิตะคดี (โป๊ โปรคุปต์)2474
<pages index="Photchananukrom Kotmai 2474.djvu" include="122" onlysection="122-1"/> |
16675 | 4619 | https://th.wikisource.org/wiki?curid=16675 | พจนานุกรมกฎหมาย/ข | ← ../ก/
../
(พ.ศ. 2474)
โดย หมวด ข
../ค/
— "หมวด ข"ขุนสมาหารหิตะคดี (โป๊ โปรคุปต์)2474
<pages index="Photchananukrom Kotmai 2474.djvu" from="32" to="42"/> |
16686 | 7361 | https://th.wikisource.org/wiki?curid=16686 | คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๒๘-๑๒๙/๒๕๔๑ | แม่แบบผิดพลาด: มีการลบช่องที่ไม่ได้ใช้ออก โปรดเติมกลับเข้าไป (โปรดดู)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๒๘-๑๒๙/๒๕๔๑ ศาลฎีกา
ในคดีระหว่างอรปวีณา บุตรขุนทอง กับพวก โจทก์ และนิกร ยศคำจู จำเลย<br>เรื่อง ความผิดต่อเจ้าพนักงานในการยุติธรรม ลงวันที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๔๑<br>
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๒๘-๑๒๙/๒๕๔๑ — "ในคดีระหว่างอรปวีณา บุตรขุนทอง กับพวก โจทก์ และนิกร ยศคำจู จำเลย<br>เรื่อง ความผิดต่อเจ้าพนักงานในการยุติธรรม ลงวันที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๔๑<br>"ศาลฎีกา
#เปลี่ยนทาง
คำพิพากษา
<ns>10</ns>
<id>16513</id>
<revision>
<id>39269</id>
<timestamp>2010-10-01T09:03:24Z</timestamp>
<contributor>
<username>Octahedron80</username>
<id>156</id>
</contributor>
<comment>escape template</comment>
<origin>39269</origin>
<model>wikitext</model>
<format>text/x-wiki</format>
<br>ในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์
ศาลฎีกา
เรื่อง #เปลี่ยนทาง ความผิดต่อเจ้าพนักงานในการยุติธรรม
เรื่อง #เปลี่ยนทาง ความผิดต่อเจ้าพนักงานในการยุติธรรม
จำเลยฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ลงวันที่ ๑๓ เดือนธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๓๙ ศาลฎีการับวันที่ ๗ เดือนพฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๔๐
คดีทั้งสองสำนวน ศาลชั้นต้นพิพากษารวมกัน โดยเรียกโจทก์ที่ ๑, ที่ ๒, ที่ ๓ และที่ ๔ สำนวนแรก ว่า โจทก์ที่ ๑, ที่ ๒, ที่ ๓ และที่ ๔ และเรียกโจทก์ที่ ๑, ที่ ๒, ที่ ๓ และที่ ๔ สำนวนหลัง ว่า โจทก์ที่ ๕, ที่ ๖, ที่ ๗ และที่ ๘ ตามลำดับ
โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง มีใจความว่า เมื่อวันที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๓๓ เวลากลางวัน จำเลย ซึ่งขณะนั้นครองสมณเพศเป็นพระครูนิกร ธรรมวาที ได้แจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อพันตำรวจโทพิทักษ์ สุวรรณ พนักงานสอบสวน สถานีตำรวจนครบาลดอนเมือง ว่า เมื่อวันที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๓๓ เวลาประมาณ ๒๒ นาฬิกา ขณะที่จำเลยจะเดินทางไปต่างประเทศ โจทก์ทั้งแปดยึดเอาหนังสือเดินทาง ตั๋วเครื่องบิน กระเป๋าเดินทาง และข่มขู่ให้ไปด้วย มิฉะนั้นจะทำร้าย แล้วพาจำเลยไปกักขังไว้ที่บ้านเลขที่ ๑๖๖๙/๖๖๕ หมู่บ้านปิ่นเจริญ ๒ โจทก์ทั้งแปดข่มขู่บังคับจะเอาเงินห้าล้านบาท ใช้อาวุธปืนบังคับให้จำเลยถอดจีวรออก แต่งกายแบบฆราวาส กระทำพิธีผูกข้อมือแต่งงานกับโจทก์ที่ ๑ ถ่ายภาพ และขู่ว่า หากไม่จ่ายเงิน จะนำภาพไปเปิดเผยทางสื่อมวลชน จำเลยกลัว จึงสั่งจ่ายเช็คธนาคากรุงเทพ จำกัด สาขาประตูช้างเผือก ลงวันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๓๓ จำนวนเงินห้าล้านบาท โจทก์ทั้งแปดได้กักขังจำเลยไว้ถึงวันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๓๓ เวลา ๑๔ นาฬิกา จึงนำจำเลยไปจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเบิกเงินธนาคาร ถึงจังหวัดเชียงใหม่วันที่ ๑๙ มิถุนายน ๒๕๓๓ ซึ่งข้อความดังกล่าวเป็นความเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญา เพื่อจะแกล้งให้โจทก์ทั้งแปดต้องรับโทษ หรือรับโทษหนักขึ้น ในข้อซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีขึ้นไป การแจ้งความดังกล่าวทำให้โจทก์ทั้งแปดถูกพนักงานสอบสวนควบคุมตัว ได้รับความเสียหาย ความจริงเมื่อวันที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๓๓ ถึงวันที่ ๑๙ มิถุนายน ๒๕๓๓ ไม่ได้มีการกระทำความผิดในข้อหากรรโชกและทำให้เสื่อมเสียเสรีภาพเกิดขึ้นตามที่จำเลยกล่าวหา ต่อมา วันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๓๓ เวลากลางวัน จำเลยนำเอาความที่รู้อยู่แล้วว่าเป็นเท็จดังกล่าวมาฟ้องโจทก์ทั้งแปดว่าร่วมกันกระทำความผิดดังกล่าว ตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๖๖๐๙/๒๕๓๓ ของศาลชั้นต้น ความจริงโจทก์ทั้งแปดไม่ได้กระทำความผิดในข้อหาดังกล่าว ทำให้โจทก์ทั้งแปดได้รับความเสียหาย และวันที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๓๔ เวลากลางวัน จำเลยเบิกความในชั้นไต่สวนมูลฟ้องคดีดังกล่าวว่า ในวันที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๓๓ จำเลยกับคณะเดินทางไปสนามบินดอนเมือง เวลาประมาณ ๒๓ นาฬิกา จำเลยจะเข้าไปทำการตรวจเอกสาร โจทก์ที่ ๕ ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ได้อำนวยความสะดวกไม่ต้องเข้าคิว โดยขอหนังสือเดินทางไปประทับตรา และเชิญจำเลยเข้าไปนั่งรอในห้องรับรอง จนกระทั่งเวลาเครื่องบินใกล้จะออก โจทก์ที่ ๕ ได้เชิญจำเลยเพื่อไปขึ้นเครื่องบิน โดยมีเจ้าพนักงานตำรวจช่วยยกสัมภาระของจำเลยไปที่รถยนต์ โจทก์ที่ ๕ อ้างว่าผู้โดยสารจะต้องขึ้นรถยนต์ไปขึ้นเครื่องบิน จำเลยจึงขึ้นไปนั่งอยู่ข้างหลัง โดยโจทก์ที่ ๕ นั่งอยู่ข้างหน้า และมีชายอีกสองคนนั่งไปด้วย จำเลยเข้าใจว่า โจทก์ที่ ๕ จะพาจำเลยไปขึ้นเครื่องบิน แต่ปรากฏว่า รถยนต์คันดังกล่าวแล่นออกจากสนามบินดอนเมือง เข้าถนนวิภาวดีรังสิต และมีรถยนต์อีกคันหนึ่งแล่นตามไปในลักษณะคุ้มกัน ชายสองคนดังกล่าวได้จับแขนจำเลยทั้งสองข้าง โจทก์ที่ ๕ ได้ชักอาวุธปืนจี้จำเลยให้อยู่นิ่ง มิเช่นนั้นจะยิงให้ตาย ชายสองคนดังกล่าว คือ โจทก์ที่ ๓ และที่ ๘ หลังจากนั้น โจทก์ที่ ๓, ที่ ๕ และที่ ๘ ได้คุมตัวจำเลยไปที่บ้านเลขที่ ๑๖๖๙/๖๖๕ หมู่บ้านปิ่นเจริญ ๒ จำเลยเห็นโจทก์ที่ ๑, ที่ ๒, ที่ ๔ และที่ ๖ ลงจากรถยนต์ที่แล่นตามไป จำเลยไม่เต็มใจเดินทางไปบ้านดังกล่าว แต่ถูกบังคับให้ขึ้นไปบนห้องชั้นสอง หลังจากนั้น โจทก์ที่ ๕, ที่ ๗ และที่ ๘ ช่วยกันจับมือจำเลยไว้ แล้วเปลื้องผ้าสบงจีวรออก โจทก์ที่ ๕ ใช้อาวุธปืนจี้บังคับจำเลยตลอดเวลา โจทก์ที่ ๖ นำชุดนอนสีขาวมาใส่ให้จำเลย และบังคับให้ขึ้นไปนั่งอยู่บนที่นอน แล้วนำโจทก์ที่ ๑ มานั่งเคียงคู่กัน โจทก์ที่ ๒ นำด้ายมาผูกข้อมือจำเลยติดกับข้อมือโจทก์ที่ ๑ ทำลักษณะคล้ายพิธีแต่งงาน ซึ่งจำเลยไม่เต็มใจที่จะกระทำการดังกล่าว ขณะนั้น เวลา ๒ นาฬิกาของวันที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๓๓ โจทก์ที่ ๔ และที่ ๗ ช่วยกันถ่ายภาพจำเลยกับโจทก์ที่ ๑ หลังจากนั้น โจทก์ทั้งแปดช่วยกันบังคับขู่เข็ญให้จำเลยเขียนโปสการ์ดติดต่อกับโจกท์ที่ ๑ และให้บันทึกเสียงเกี้ยวพาราสีทำนองชู้สาวกับโจทก์ที่ ๑ หลักฐานที่โจทก์ทั้งแปดบังคับให้จำเลยเขียนและบันทึกเสียงไว้นั้น ถ้าบุคคลอื่นเห็น จะเชื่อว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นความจริง ซึ่งทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย อีกทั้งจะทำให้พระพุทธศาสนามัวหมอง หลังจากโจทก์ทั้งแปดทำหลักฐานดังกล่าวเสร็จ ก็เรียกร้องให้จำเลยจ่ายเงินจำนวนห้าล้านบาท โจทก์ทั้งแปดบังคับขู่เข็ญว่า หากจำเลยไม่จ่ายเงินให้ตามที่เรียกร้อง จะนำหลักฐานดังกล่าวเปิดเผยต่อสาธารณชน นำไปฟ้องต่อมหาเถรสมาคมและกรรมการศาสนา กับขู่เข็ญว่าจะทำร้ายและฆ่าจำเลย และจำเลยยังเบิกความต่อไปว่า ขณะที่โจทก์ที่ ๕ นำสัมภาระของจำเลยออกมาตรวจค้น ได้พบสมุดเช็คของวัดสันปง จึงบังคับให้จำเลยสั่งจ่ายเช็คจำนวนดังกล่าว แล้วโจทก์ที่ ๑ รับเช็คไป จำเลยถูกกักขังอยู่ที่บ้านดังกล่าวสามวัน จนถึงวันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๓๓ ระหว่างนั้น โจทก์ทั้งแปดได้ร่วมกันยึดบัญชีรายชื่อลูกศิษ์และซองฎีกาที่มีผู้บริจาคไป ความจริงเมื่อวันที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๓๓ ถึงวันที่ ๑๙ มิถุนายน ๒๕๓๓ ต่อเนื่องกัน ไม่ได้มีการกระทำความผิดตามที่จำเลยเบิกความ และโจทก์ทั้งแปดมิได้กระทำความผิดในข้อหาดังกล่าว ข้อความที่จำเลยเบิกความเป็นความเท็จ และเป็นข้อสำคัญในคดี ทำให้โจทก์ทั้งแปดได้รับความเสียหาย เหตุเกิดที่แขวางตลาดบางเขน เขตบางเขน และแขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๗๒, ๑๗๔ วรรคท้าย, ๑๗๕, ๑๗๗, ๑๘๑ (๑), ๙๐ และมาตรา ๙๑
ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง
จำเลยให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิจารณา แล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๗๒, ๑๗๔ วรรคสอง, ๑๗๕, ๑๗๗ วรรคสอง, ๑๘๑ (๑) ให้เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ฐานแจ้งความเท็จ จำคุกหนึ่งปี ฐานฟ้องเท็จ จำคุกสองปี ฐานเบิกความเท็จ จำคุกสองปี รวมจำคุกห้าปี
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยฐานแจ้งความเท็จ จำคุกหกเดือน ฐานฟ้องเท็จ จำคุกแปดเดือน และฐานเบิกความเท็จ จำคุกแปดเดือน รวมจำคุกยี่สิบสองเดือน นอกจากที่แก้ ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
ศาลฎีการตรวจสำนวน ประชุมปรึกษาแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำเลยหรือไม่ เห็นว่า ในขณะที่จำเลยกระทำความผิด จำเลยเป็นพระภิกษุ ตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสันปง อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งมีชื่อเสียง เป็นที่เคารพนับถือของประชาชนทั่วไป และเป็นผู้ที่อบรมสั่งสอนประชาชนให้ประพฤติปฏิบัติตนอยู่ในศีลธรรมอันดี แต่จำเลยกลับมากระทำความผิดเสียเองเช่นนี้ เพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่างต่อไป การกระทำของจำเลยจึงไม่มีเหตุสมควรที่จะรอการลงโทษ ที่ศาลอุทธรณ์ใช้ดุลพินิจในการลงโทษจำเลย โดยไม่รอการลงโทษนั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน
สมคิด ไตรโสรัส
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
อัธยา ดิษยบุตร |
16700 | 11687 | https://th.wikisource.org/wiki?curid=16700 | ประมวลกฎหมายรัชกาลที่ 1 จุลศักราช 1166 พิมพ์ตามฉะบับหลวงตรา 3 ดวง/เล่ม 1/ส่วนที่ 11 | ← #เปลี่ยนทาง
#เปลี่ยนทาง
(พ.ศ. 2482)
11. พระไอยการลักษณภญาน
#เปลี่ยนทาง
#เปลี่ยนทาง
— "11. พระไอยการลักษณภญาน"2482
<pages index="Prachum Kotmai Ratchakan Thi Nueng 2482 (1).djvu" from="342" to="371"/> |
16703 | 2135 | https://th.wikisource.org/wiki?curid=16703 | พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแพ่งกรุงเทพใต้และศาลอาญากรุงเทพใต้ พ.ศ. ๒๕๓๒ | อารัมภบท
๑ นามพระราชบัญญัติ
๒ ใช้พระราชบัญญัติ
๓ จัดตั้งศาล
๔ เขตอำนาจศาล
๕ คดีค้าง
๖ ผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติ
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
หมายเหตุ
สารบัญ.
<br>พระราชบัญญัติ
<br>จัดตั้งศาลแพ่งกรุงเทพใต้และศาลอาญากรุงเทพใต้<br><br>
พ.ศ. ๒๕๓๒<br><br>
_______________<br><br><br>
ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.<br><br><br>
ให้ไว้ ณ วันที่ ๔ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๒<br><br>
เป็นปีที่ ๔๔ ในรัชกาลปัจจุบัน<br><br>
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า
โดยที่เป็นการสมควรจัดตั้งศาลแพ่งกรุงเทพใต้และศาลอาญากรุงเทพใต้ขึ้นในกรุงเทพมหานคร
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้ โดยคำแนะนำและยินยอมของรัฐสภา ดังต่อไปนี้
มาตรา ๑
พระราชบัญญัตินี้ เรียกว่า “พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแพ่งกรุงเทพใต้และศาลอาญากรุงเทพใต้ พ.ศ. ๒๕๓๒”
มาตรา ๒
พระราชบัญญัตินี้ ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา ๓
ให้จัดตั้ง
(๑) ศาลแพ่งขึ้นในกรุงเทพมหานคร เรียกว่า “ศาลแพ่งกรุงเทพใต้”
(๒) ศาลอาญาขึ้นในกรุงเทพมหานคร เรียกว่า “ศาลอาญากรุงเทพใต้”
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้และศาลอาญากรุงเทพใต้ จะจัดตั้งในเขตใดของกรุงเทพมหานคร และจะเปิดทำการเมื่อใด ให้ประกาศโดยพระราชกฤษฎีกา
มาตรา ๔
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ และศาลอาญากรุงเทพใต้ มีเขตตลอดท้องที่ของเขตบางคอแหลม เขตบางรัก เขตยานนาวา และเขตสาทร กรุงเทพมหานคร
ในระหว่างที่ยังไม่ได้เปิดทำการศาลแพ่งกรุงเทพใต้ หรือศาลอาญากรุงเทพใต้ ตามพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามมาตรา ๓ ให้ศาลแพ่งและศาลอาญามีเขตอำนาจตลอดถึงเขตศาลแพ่งกรุงเทพใต้และศาลอาญากรุงเทพใต้ด้วย แล้วแต่กรณี
มาตรา ๕
บรรดาคดีของเขตท้องที่เขตบางรัก เขตปทุมวัน เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย เขตพระโขนง เขตยานนาวา และเขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร ซึ่งค้างพิจารณาอยู่ในศาลแพ่ง หรือศาลอาญา ในวันเปิดทำการศาลแพ่งกรุงเทพใต้ หรือศาลอาญากรุงเทพใต้ ตามมาตรา ๓ ให้คงพิจารณาพิพากษาในศาลแพ่ง หรือศาลอาญา แล้วแต่กรณี
มาตรา ๖
ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ<br><br>
พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ<br><br>
นายกรัฐมนตรี
หมายเหตุ
เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่ประชาชนในกรุงเทพมหานครมีจำนวนมากขึ้น และมีคดีความมาสู่การพิจารณาพิพากษาของศาลแพ่งและศาลอาญาเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก แม้จะได้มีการตั้งศาลแพ่งธนบุรีและศาลอาญาธนบุรีขึ้นเพื่อแบ่งเบาจำนวนคดีจากศาลแพ่งและศาลอาญาแล้วก็ตาม แต่ก็ปรากฏว่ายังไม่เพียงพอกับจำนวนคดีที่เพิ่มมากขึ้น ประกอบกับการคมนาคมในกรุงเทพมหานครก็ไม่คล่องตัว ทำให้ประชาชนผู้มีอรรถคดีและผู้เกี่ยวข้องไม่ได้รับความสะดวกและรวดเร็วในการเดินทางไปติดต่อกับศาล สมควรจัดตั้งศาลแพ่งกรุงเทพใต้และศาลอาญากรุงเทพใต้เพิ่มขึ้น เพื่อพิจารณาพิพากษาคดีที่เกิดขึ้นในเขตบางรัก เขตปทุมวัน เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย เขตพระโขนง เขตยานนาวา และเขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร และโดยที่มาตรา ๑๗๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยบัญญัติว่า บรรดาศาลทั้งหลายจะตั้งขึ้นได้ก็แต่โดยพระราชบัญญัติ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
หมายเหตุการแก้ไขเพิ่มเติม.
<br>
พระราชบัญญัติเปลี่ยนแปลงเขตอำนาจศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลแพ่งธนบุรี และศาลอาญาธนบุรี พ.ศ. ๒๕๔๙
มาตรา ๔
บรรดาคดีของท้องที่เขตคลองเตย เขตบางนา เขตปทุมวัน เขตประเวศ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย เขตวัฒนา เขตพระโขนง เขตสัมพันธวงศ์ และเขตสวนหลวง ซึ่งค้างพิจารณาอยู่ในศาลแพ่งกรุงเทพใต้ หรือศาลอาญากรุงเทพใต้ ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้คงพิจารณาพิพากษาต่อไปในศาลแพ่งกรุงเทพใต้หรือศาลอาญากรุงเทพใต้ แล้วแต่กรณี
บรรดาคดีของท้องที่ตามที่กำหนดไว้ในวรรคหนึ่ง ซึ่งอยู่ระหว่างที่ศาลอาญากรุงเทพใต้มีคำสั่งขังผู้ต้องหาไว้ระหว่างสอบสวน ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ศาลอาญากรุงเทพใต้มีอำนาจพิจารณาเกี่ยวกับการขังระหว่างสอบสวนนั้นต่อไป
หมายเหตุ
เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจากมีการยกฐานะศาลแขวงดุสิต ศาลแขวงตลิ่งชัน ศาลแขวงปทุมวัน และศาลแขวงพระโขนง เป็นศาลจังหวัด โดยแบ่งท้องที่ในเขตอำนาจศาลแพ่งกรุงเทพใต้ และศาลอาญากรุงเทพใต้บางส่วนไปอยู่ในเขตอำนาจของศาลจังหวัดดุสิต ศาลจังหวัดปทุมวัน และศาลจังหวัดพระโขนง และแบ่งท้องที่ในเขตอำนาจศาลแพ่งธนบุรีและศาลอาญาธนบุรีบางส่วนไปอยู่ในเขตอำนาจของศาลจังหวัดตลิ่งชัน ดังนั้น สมควรเปลี่ยนแปลงเขตอำนาจของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลแพ่งธนบุรี และศาลอาญาธนบุรีเพื่อให้สอดคล้องกับการแบ่งท้องที่ดังกล่าว จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ |
16708 | 40157 | https://th.wikisource.org/wiki?curid=16708 | โคลงสี่สุภาพ | ๏ มวลมนุษย์ผู้เปรื่อง ปรีชา เชี่ยวแฮ
เพราะใคร่ใฝ่ศึกษา สิ่งรู้
รู้กิจผิดชอบหา เหตุสอด ส่องนา
นี่แหละบุคคลผู้ เพียบด้วยความเจริญ
กาพย์ยานี ๑๑
มวลผู้ชูปรีชา
เสาะวิทยาไม่ห่างเหิน
ผิดชอบกอบไม่เกิน
รู้ดำเนินตามเหตุผล
ชื่อว่าปรีชาดี
ผิดชอบมีพิจารณ์ยล
ผู้นั้นจักพลันดล
พิพัฒน์พ้นจักพรรณนา
ควรเราผู้เยาว์วัย
จงใฝ่ใจการศึกษา
อบรมบ่มวิทยา
ปรุงปรีชาให้เชี่ยวชาญ
ขั้นนี้จักชี้ว่า
มีปัญญาไม่สมฐาน
ต้องหัดดัดสันดาน
กอบวิจารณ์ใช้ปัญญา
สังเกตตามเหตุผล
ผิดชอบยลด้วยปรีชา
ดังนี้จึงชี้ว่า
มีปัญญาอย่างเพียบเพ็ญ
มีดพร้าถาหินให้
มีดคมได้มิยากเย็น
ถ้าใช้มีดไม่เป็น
ฟันคนเล่นโทษมหันต์
เมื่อใดใช้มีดเป็น
กอบกิจเห็นคุณอนันต์
ปัญญากล่าวมานั้น
เปรียบได้กันกับศัสตรา
รับข้อมูลจาก "http://th.wikisource.org/wiki/%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%8D" |
16709 | 40162 | https://th.wikisource.org/wiki?curid=16709 | สัตตธนุชาดก | พระศาสดาประทับอยู่ที่พระเชตวัน ทรงปรารถการทรมานมารและเสนามาร ภิกษุทั้งหลายนั่งประชุมกันในธรรมสภายกเรื่องขึ้นกล่าวว่า พระตถาคตทรงละทิ้งจักรพรรดิราชย์ที่กำลังจะได้ ออกมหาภิเนษกรมพระองค์เดียว ประทับนั่งเหนือวชิรบัลลังก์ ทรงชำนะมารและพลมารประมาณ ๓๐ โยชน์ มิได้ตรัสอะไรเลย รบชนะมารซึ่งเนรมิตแขน ๑,๐๐๐ กับทั้งหมู่มารอันมีรูปร่างต่างน่าสะพรึงกลัว มีมือถืออาวุธต่างๆ ทุกตัวตน พระศาสดาช่างมีพลานุภาพมาก พระศาสดาสดับถ้อยคำจึงตรัสว่า มิใช่แต่บัดนี้เท่านั้นที่เราบำเพ็ญบารมี ๓๐ ทัศน์ แล้วดำรงในพุทธภาวะถึงชัยชนะอันยิ่งใหญ่ แม้ในครั้งก่อนในคราวที่มีญาณยังไม่สุกงอดเต็มที่ ก็ได้ทรมานฆันตารยักษ์ถึงชัยชนะเหมือนกัน ทรงนำอดีตนิทานมาตรัสว่า
ในเมืองพาราณสีพระเจ้าพรหมทัตครองราชย์ พระองค์มีพระมเหสีพระนามว่าเกศินี เป็นประธานนางสนม ๑๖,๐๐๐ ทั้งหมดไม่มีพระโอรสพระธิดาเลย ชาวนครจึงเข้าเฝ้าพระราชาแล้วทูลว่า ขอให้รีบได้พระโอรสสืบต่อรัชสมบัติเถิด พระราชาทรงรับคำ ตรัสเรียกเหล่าพระเทวีและนางนักฟ้อนรำ ประกาศว่าหากใครได้พระโอรสจะมอบรัชสมบัติให้กึ่งหนึ่ง หญิงเหล่านั้นต่างรับพระดำรส อ้อนวอนเทวดาที่ตนนับถือทำพลีกรรม บรรดานางสนมทั้งหลายก็ยังมิได้มีใครได้ราชโอรสเลย ฝ่ายพระเทวีเป็นคนฉลาด ในวันอุโบสถทรงตื่นบรรทมแต่เช้าสมาทานศีล บริจาคทรัพย์ ๑,๐๐๐ บริจาคทานแก่วณิพกยาจกเข็ญใจ แล้วเสด็จขึ้นปราสาท ระลึกถึงศีลอธิษฐานให้ได้พระโอรสแล้วบรรทมหลับไป ขณะนั้นด้วยเดชศีล ภพของท้าวสักกะก็ร้อนขึ้นมา ท้าวสักกะทราบเหตุการณ์โดยละเอียด จึงดำริที่จะประทานพระโอรส เห็นพระโพธิสัตว์ที่หมดอายุขัยจะไปบังเกิดในเทวโลกสูงขึ้น จึงเสด็จไปสู่สำนักขอให้ถือปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระนางเกศินี ทราบว่าพระโพธิสัตว์รับคำจึงมามนุษย์โลกเสด็จเข้าห้องของพระนางกระซิบว่า ให้พระเทวีตื่นแต่เช้าสรงพระกายแล้วยืนที่หน้าต่างหันหน้าไปทางประตู จะมีเหยี่ยวคาบผลพุทรามาทิ้งต่อหน้าพระพักตร์ ให้เสวยผลไม้นั้นแล้วโยนเมล็ดลงที่พื้นล่าง ก็จะได้พระโอรส พระนางตื่นบรรทมตกพระทัย ดำริถึงสุบินแล้วทรงทำตามที่สุบิน จนถึงเสวยผลไม้แล้วโยนเมล็ดลงที่พื้นล่าง ในขณะนั้นแม้ม้าแก่เดินอยู่ข้างล่างจึงกินเมล็ดพุทราเสียและตั้งท้อง พระเทวีก้ทรงตั้งครรภ์จึงทูลให้พระราชาทราบ แม้ม้าได้ตกลูกก่อน เพราะมีตาสีเขียวเหมือนแก้วมณีจึงตั้งชื่อลูกม้าว่า มณีกักขิ ฝ่ายพระเทวีก็ได้ประสูติพระโอรส ในวันที่พระสูติพระราชาในชมพูทวีปทั้งสิ้นได้นำบรรณาการมากมายมาถวาย พระราชาจึงให้หมอทำนายนิมิตพยากรณ์พระลักษณะ พระกุมารมีศิลปธนูไม่มีใครในชมพูทวีปเทียมถึง พระราชาจึงทรงตั้งพระนามพระโอรสว่าสุธนู คราวนั้นบุตรของพระมาตุลานามว่าเศวตกุมาร ซึ่งมีน้องสาวชื่อกเรณุวดีมีสิริโฉมงดงาม สมควรแก่พระโพธิสัตว์เท่านั้น เมื่อเวลาผ่านไป คราวพระโพธิสัตว์มีพระชนม์ได้ ๑๖ พรรษา พระเจ้าพรหมทัตสิ้นพระชนม์ ชาวนครต้องการจะอภิเสกพระกุมารจึงน้อมถวายม้าสินธพที่ประดับประดาแล้ว พระโพธิสัตว์มิได้ทรงรับ แต่ได้เห็นม้ามณีกักขิก็ให้อำมาตย์นำไปประดับแล้วนำมาถวาย พอพระโพธิสัตว์ทรงม้าเท่านั้น ม้าพาพระกุมารไปจนถึงเมืองเศวตนคร ซึ่งมีพระเจ้าเศวตครองราชย์ มีพระนางปทุมคัพภาเป็นพระมเหสี พระธิดาพระนามว่าจิรปภามีพระสิริโฉมงดงามยิ่งนัก มีหญิงค่อมสาวใช้ชื่อนางปทุมา ก็พระราชามีประสงค์จะถวายแก่เทวินทเทพ จึงให้สร้างปราสาท ๗ ชั้นให้พระธิดาอยู พระมหาบุรุษเปลี่ยนเพศเป็นพราหมณ์เข้านคร พวกชาวบ้านที่คุยกันเป็นกลุ่มพูดถึงนางจิรปานั้นทำกรรมใดจึงมีสิริโฉมงดงาม พระโพธิสัตว์ได้ฟังก็คิดหาวิธีที่จะได้เห็นนาง ตกกลางคืนจึงคิดถึงม้า ให้นำไปหานางจิรปภา โดยได้นำเอามาลัยและของหอมไปด้วยจนถึงประตูห้องของนาง แลดูทางช่องกุญแจ ทอดพระเนตรเห็นพระนางบรรทมอยู่กับสาวใช้ เมื่อได้ทราบว่าคือพระนางจึงได้เปิดประตูเข้าไป ทอดพระเนตรตั้งแต่พระเศียรจนพระบาทก็มิได้อิ่มเลย จึงลูบไล้พระวรกายด้วยสุคนธชาติ สวมกุสุมมาลัยและจารึกเป็นปริศนาไว้ที่หลังนางปทุมาสาวใช้ ประดับด้วยมาลัยที่เหลือ
พอสว่างพระนางตื่นบรรทม เห็นรูปปริศนาที่หลังของสาวใช้ และมาลัยเครื่องลูบไล้ คิดว่อมรินทราธิบดีคงเสด็จมา จึงนัดแนะกับสาวใช้ให้คอยกำหนดจับให้ได้ พระโพธิสัตว์ได้ทำเหมือนในวันก่อนและออกไปได้ แต่ในวันที่ ๔ พระนางได้กระซิบกับสาวใช้ให้จับไว้ พระนางลุกจับที่เอวจึงบอกไปตามความจริงว่า พระองค์เป็นโอรสของพระเจ้าพาราณสีนามว่าสุธนุกุมาร พระธิดาได้สดับคำนั้นมีพระทัยยินดีจึงได้อภิรมย์กับพระกุมาร
พระธิดาจึงตกลงพระทับกราบทูลให้พระบิดามารดาฟัง พระราชาทรงพิโรธจึงอยากทดลองให้ประชุมพระราชาน้อยใหญ่ พระราชาจึงตรัสว่าอยากชมศิลปของพระ พระโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์ก็ยิ่งได้ทะลุหมด พระเจ้าเสตราชลุกจากที่นั่งจุมพิตศีรษะและกระทำวิวาหมงคลให้ในที่นั้น
ก็เมื่อกาลผ่านไป วันหนึ่งพระโพธิสัตว์บรรทมอยู่กับพระชายา ใกล้รุ่งทรงระลึกถึงพระมารดา จึงทูลลาพระบิดามารดาไป วันเดียวเท่านั้นก็เดินทางได้ ๗๐๐ โยชน์ คราวนั้นพระเทวีเพราะกำลังความเร็วของม้าและลมแดด พระโพธิสัตว์ทอดพระเนตรเห็นบอกให้ม้าหยุด ม้าบอกว่าหยุดไม่ได้ เพราะดินแดนนี้เป็นเขตของฆันตารยักษ์ ซึ่งเดิมทียักษ์นี้ได้บำรุงท้าวเวสวรรณด้วยการตักน้ำถวายถึง ๓ ปี เมื่อครบกำหนดจึงได้ทูลขอพรให้ได้โอกาสรักษาเขตนี้และสามารถกินมนุษย์ที่เข้ามาได้ จึงสร้างบรรณศาลาอยู่ ใครเข้าไปก็จะถาม ๓ ครั้ง หากได้คำตอบก็จะไม่กิน หากไม่ได้คำตอบครบ ๓ ครั้งจึงจับกิน ยักษ์นี้มีน้องสาวชื่อนางอัญชนวดี ยักษ์สร้างปราสาทให้นางอยู่แล้วไปชิงพระธิดาจากเมืองต่างๆ มาเป็นข้ารับใช้ ถึงนางกเรณุวดีก็ถูกชิงมาอยู่ในที่นั้นด้วย ส่วนตนสร้างปราสาทอยู่ไม่ไกลนัก พระองค์อย่าอยู่ที่นี้เลย พระโพธิสัตว์เห็นศาลาแล้ว ถามได้ความ ตรัสว่า ยักษ์กินได้ทุกคนหรือ ม้าตอบว่ามิได้ทุกคน พระโพธิสัตว์ตรัสว่า พักที่นี่เถิด หากไปต่อพระเทวีต้องสิ้นพระชนม์แน่ ม้าไม่สามารถทัดทานได้จึงลงมาเข้าไปที่นั้น พระโพธิสัตว์ก็ได้ให้คำตอบเป็นระยะทุกครั้ง
คราวนั้นในปัจฉิมยาม พระเทวีตื่นบรรทมทูลขอให้พระโพธิสัตว์บรรทม พระองค์จะรักษาเวรยามต่อ พระเทวีก็ทรงถูกความง่วงครอบงำอย่างหนัก จึงตอบเสียงค่อยลงและหลับไป ครั้งที่สามยักษ์มาถามอีกไม่ได้ยินคำตอบจึงคิดว่าหลับหมดแล้ว จึงส่งเสียงดังถามว่าใคร แล้วผลักประตูเข้าไปยืนอยู่ และได้ออกไปสู้กับยักษ์บนอากาศ พระกุมารและพระเทวีตื่นบรรทมต่างตกพระทัย พระมหาสัตว์จึงตรัสให้ม้าระวังบังเหียนไว้ให้ดี ยักษ์ได้ยินคิดว่าบังเหียนเป็นเหล็ก จึงจับที่บังเหียนอย่างแน่นหนา ฝ่ายม้าแม้พยายามดิ้นรนแต่ก็ไม่หลุดพ้น กลับหมดกำลังลง ขณะนั้นยักษ์จึงขี่ม้าไปส่งให้บริวารรักษาไว้อย่างดี สองกษัตริย์ไม่ได้ยินเสียง ก็ร้องเรียกหาแต่ไม่พบ พบแต่รอบเลือดจึงคิดว่าม้าถูกจับได้แล้ว พระโพธิสัตว์ปลอดพระเทวี ตั้งสติเล็งเห็นหมู่ไม้เบื้องหน้าเขียวทึบเป็นสีเมฆ อาจจะมีมหาสมุทรอยู่ จึงไปที่นั้น ผูกธงผ้าที่ปลายไม้ให้สัญญาณแก่พวกพ่อค้าวาณิชจะได้ไปด้วยกัน ครานั้นพ่อค้า ๕๐๐ แล่นเรือมาพร้อมด้วยภัณฑสินค้าพบพระโพธิสัตว์จึงถาม และให้อาศัยเรือไปด้วย เมื่อคราวที่ทั้งสองกษัตริย์ขึ้นเรือ เรือได้แล่นไปด้วยกำลังลมแรง ๗ วัน พ่อค้าควบคุมเรือไม่ได้คิดว่าต้องตายแน่นอน ต่างอ้อนวอนเทวดาที่ตนนับถือให้ช่วยรักษา พระโพธิสัตว์กับพระเทววีเห็นเหตุการณ์แล้ว ก็เสวยเนยใสน้ำกรวดจนพอประมาณแล้ว เอาผ้าสาฎกชุบน้ำมันพันกาย ขึ้นเสากระโดงเรือเอาผ้าผูกสะเอวพระเทวีผูกติดกับแผ่นกระดานอย่างแน่นหนา เมื่อเรือเริ่มจม พระโพธิสัตว์เห็นมหาสมุทรแดงฉาน กำหนดทิศที่เมืองพาราณสีตั้งอยู่ และพระมารดา กระโดดจากเสากระโดงเรือเลยปลาเต่า ตกในที่ประมาณอุสภพหนึ่ง แต่ด้วยผลกรรมที่สองกษัตริย์ได้ทำมา แผ่นกระดานกลับแตกเป็นสองเสี่ยง แต่ละคนได้แผ่นกระดานคนละครึ่งลอยไป ถูกกระแสน้ำพักไปได้รับทุกขเวทนาอย่างหนักท่ามกลางสมุทร
เพราะทำกรรมอะไรจึงได้เสวยทุกข์อย่างนี้ ตอบว่าในอดีตกาลในเมืองพาราณสี ทั้งสองพระองค์เป็นสามีภรรยากัน วันหนึ่งไปฝั่งน้ำเล่นน้ำ ตอนนั้นมีสามเณรหนุ่มรูปหนึ่งพายเรือเล่นน้ำ สองสามีภรรยาเห็นเข้าอยากจะแกล้งเล่น จึงตีฟอกระลอกคลื่นใส่เรือสามเณรจนสามเณรจมน้ำ แต่ได้ช่วยขึ้นฝั่งได้ เพราะทำกรรมประมาณนี้จึงได้เสวยทุกข์ใน ๕๐๐ อัตภาพ พระเทวีจิรปภาถูกน้ำพักไปถึงฝั่งด้านหนึ่ง พอข้ามขึ้นได้ได้เดินไปพระองค์เดียว คิดถึงพระโพธิสัตว์พลางร้องไห้คร่ำครวญ พระนางค่อยคลายความโศกลงจึงเอาภูษาชุบน้ำให้ชุ่ม ถอดพระธำมรงค์ผูกที่ชายผ้าเดินไป ทั้งที่ไม่รู้ทิศทางเดินไป ๒-๓ วันก็ถึงเมืองอินทปัตถ์ เข้าไปภายในเมืองแปลงเพศเป็นหญิงเข็ญใจ ในเมืองนั้นมีเศรษฐีถึงคราวตกยากถือกระเบื้องขอทานเลี้ยงชีพ พระนางถึงบ้านของเขาขออยู่ด้วย เมื่อได้โอกาสอยู่รุ่งขึ้นจึงถอดพระธำมรงค์วงหนึ่ง ให้แก่ผู้เฒ่านำไปขาย ซื้อทาสทาสีสิ่งของเครื่องใช้และไม้สร้างศาลา เมื่อสร้างเสร็จให้เขียนรูปอันวิจิตรไว้ท่ามกลางถนน ๔ แพร่ง อันดับแรกนางให้วาดรูปพระราชาทรงม้าเหาะ เปิดประตูห้องทอดพระเนตรจนถึงรูปที่เรือแตก แล้วตั้งทานวัตรบริจาคทานแก่บุคคลที่สัญจรผ่านไปมา เมื่อเลี้ยงดูจนอิ่มหนำแล้วให้ดูรูปจิตรกรรมนั้น จึงตั้งชื่อศาลาว่า ศาลานางอุมมาทยันตี ถวายทานบริจาคทานรอฟังข่าวของพระโพธิสัตว์อยู่
ฝ่ายพระโพธิสัตว์ถูกคลื่นซัดไปกับแผ่นกระดาน ก็ลุถึงท่าอัญชนวดีตามลำดับ เมื่อขึ้นฝั่งได้ก็คิดถึงพระชายา ครั้งนั้นนางอัญชนวดียักษิณีเรียกนางกเรณุวดีมาบอกว่า ให้ไปท่าน้ำตักน้ำสรงมา นางพร้อมกับขัตติยานีสิบหกนางจึงไปท่าน้ำ ตนเองเดินตามหลังพระโพธิสัตว์พอเห็นนางจำได้ ในเวลาที่นางอาบน้ำเสร็จกำลังจะไป จึงออกจากดงกล้วยมาเรียกนาง นางมองหาดูเห็นจึงถามได้ความแล้วจึงร้องไห้ พระกุมารบอกให้นางอย่าบอกใคร นางกลับไปเข้าปราสาท กลิ่นมนุษย์ได้ติดกายนางไป จึงถูกคาดคั้นให้บอกเรื่องราว พอได้ฟังว่าพระสุธนูเสด็จมา นางอัญชนวดียักษิณีถึงกับเกิดความรักอยากจะได้พบหน้า จึงเขียนหนังสือให้นางกเรณุวดีไปว่าหากพระกุมารฉลาด ก็จะเข้าใจความและเสด็จมา หากไม่รู้จะเป็นภักษาต่อไป นางกเรณุวดีรับหนังสือส่งให้พระกุมาร พระกุมารเข้าพระทัยจึงตรัสกะนางกเรณุวดีว่าไม่มีอะไรน่ากลัว จึงเขียนรูปตนจับที่พระศอของนางยักษิณี ส่งให้นางกเรณุวดีไป พอนางได้รับก็ดีใจตระเตรียมการต้อนรับ และได้อภิรมย์สังวาสกันและกัน เมื่อกาลผ่านไป วันหนึ่งพระโพธิสัตว์ก็ระลึกถึงพระมารดา จึงออกอุบายที่จะไป แต่ไม่มีช้างม้าที่เป็นพาหนะจึงถามนางกเรณุวดี นางตอบว่าฆันตารยักษ์มีม้าอยู่ พระโพธิสัตว์จึงหาอุบายให้นางอัญชนวดีทูลขอม้ากับพระยายักษ์ นางอัญชนวดีจึงทนรบเร้ามิได้จึงส่งนางกเรณุวดีไปขอ นางกเรณุวดีจึงบอกม้าว่าพระสุธนูมาถึงแล้ว ม้าดีใจจึงยินยอมไปกับนาง พอได้พบกันพระสุธนูกับม้าต่างดีใจและถามถึงพระเทวีจิรปภา และปรึกษากันจะออกตามหา จึงปรึกษากับนางกเรณุวดีได้ความว่า จะหลอกมอมเมานางอัญชนวดีในอุทยานแล้วหนีไปและได้ทำอย่างนั้นแล้ว หนีไปถึงเมืองอินทรปัตถ์ ในคราวนั้นจึงแปลงเพศเป็นพราหมณ์เข้าเมืองไปพักม้าภายนอกพระนคร เที่ยวถามชาวนครว่า พวกสมณพราหมณ์บัณฑิตประชุมกันที่ไหน ได้ความว่าประชุมกันที่ศาลาอุมมารยันตีของนางปริพพาชิกานางหนึ่ง จึงเสด็จไปที่นั้น ได้ทำตามวัตรธรรมเนียมของที่นั้น เสวยแล้วได้ทอดพระเนตรรูปเขียนต่างๆ แล้วร้องไห้หัวเราะ พวกนางสาวใช้เห็นกิริยานั้นจึงนำเรื่องไปบอกนางปริพพาชิกา นางรีบมาดูจำได้ว่าเป็นพระสวามี ก็เข้าไปกราบแทบพระบาทร้องไห้คร่ำครวญนานาประการ ในคราวที่พระมหาสัตว์เสด็จไปพระมารดามิได้มีความสุขเลย มีแต่ความทุกข์ พระโพธิสัตว์มาถึงจึงเข้าไปถวายบังคมแทบบาทมูลพระมารดากรรแสง พระมารดาก็สวมกอดพิไรรำพันว่ามิได้มีความสุข ทั้งเดินยืนนั่งบรรทม น้ำตาไหลพรากตลอดเวลา บัดนี้กลับมาแล้วจึงคลายโศกได้ และได้อภิเสกในกองในรัตนะแก้ว
กาลต่อมาพระโพธิสัตว์หวนระลึกถึงนางอัญชนวดีและนางกเรณุวดี จึงเสด็จไปลุถึงเมืองฆันตารยักษ์ ตรัสกับฆันตารยักษ์ว่า นางอัญชนวดีนั้นได้เป็นพระชายาของพระองค์ แล้วจงมอบให้มา ถ้าไม่ให้ก็เป็นการทำผิดศีลธรรมด้วย จึงให้ยักษ์ตั้งอยู่ในศีลธรรมต่อไปว่า หากรักษาศีลจะไปเกิดในพรหมโลก ตรัสกะยักษ์ว่า พระยายักษ์ ท่านนั้นครั้งก่อนเป็นมนุษย์ แต่เพราะทำกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต บัดนี้จึงเกิดเป็นยักษ์ ดุร้าย หยาบคาบ จากนี้ไปขอท่านได้สมาทานสุจริต รักษาศีล ๕ ข้อ มหายักษ์ฟังธรรมของพระมหาสัตว์ เลื่อมใสอย่างยิ่ง พระมหาสัตว์จึงได้ทรมานยักษ์จนหมดพยศ ให้สมาทานศีล ๕ พานางอัญชนวดีนางกเรณุวดีกลับเมืองพาราณสีให้ดำรงตำแหน่งใหญ่ ทำสักการะแม่ม้ามณีกักขิ จากนั้นได้เสวยสมบัติครองราชย์ จนสิ้นอายุขัยได้เกิดในพรหมโลก
พระศาสดาครั้นนำอดีตนิทานมา ทรงประชุมชาดกว่า พระเจ้าพรหมทัตคือพระเจ้าสุทโธทนะ พระเกศินีเทวีคือพระมหามายาเทวี พระเจ้าเสตราชคือพระมหาโมคลลัานะ ท้าวสักกะคือพระอนุรุธ พระเจ้ามหาปนาทคือพระสารีบุตร ปทุมคัพภาเทวีคือพระนางปชาบดีโคตมี จิรปภาเทวีคือพระยางยโสธรา หญิงค่อมสาวใช้คืออุบลวรรณาเถรี ม้ามณีกักขิคือม้ากัณฐกะ นางอัญชนวดียักษิณีคือจันทเถรี นางกเรณุวดีคือสุนทรีภิกษุณี ฆันตารยักษ์คือกาลาวิรยักษ์ (มาราธิราช) ส่วนสุตธนุราชาคือพระโลกนาถสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านทั้งหลายจงทรงจำชาดกอย่างนี้ |
16710 | 40163 | https://th.wikisource.org/wiki?curid=16710 | รัตนปโชตชาดก | พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวัน ทรงปรารภภิกษุผู้เลี้ยงมารดาเป็นเหตุ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ ภิกษุนั้นอุปสมบทแล้วเที่ยวบิณฑบาตเลี้ยงมารดา ภิกษุทั้งหลายพากันติเตียนว่า การที่บรรพชิตเลี้ยงคฤหัสถ์เป็นของไม่ควร เรื่องนั้นมีความพิสดารเหมือนกับสุวรรณสามชาดกในคัมภีร์ทศชาดก ในที่นี้มีความย่อดังต่อไปนี้
พระบรมศาสดามีดำรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลายเธอทั้งหลายอย่าติเตียนภิกษุผู้เลี้ยงมารดานี้เลย นักปราชญ์แต่ก่อนก็ได้เคยบำรุงเลี้ยงมารดาด้วยเพศบรรพชาเหมือนกันอย่างนี้ จึงนำเรื่องราวที่ล่วงแล้วมาอ้างดังต่อไนปี้ว่า
ยังมีพระราชาองค์หนึ่งทรงพระนามว่ามหารถ ณ พระนครชื่อว่าเมฆวตี พระอัครมเหศีทรงพระนามว่าสิริรัตนอาภา คราวนั้นพระบรมโพธิสัตว์จุติจากสวรรค์ชั้นดุสิต ลงมาปฏิสนธิในพระครรภ์แห่งพระอัครมเหสี เมื่อพระอัครมเหสีทรงพระครรภ์บริบูรณ์แล้ว บังเอิญให้พอพระทัยจะใคร่ประพาสชมสวนราชอุทยาน พระมหารถราชกับพระราชเทวีพร้อมด้วยเสวกามาตย์ราชบริพารเสด็จไปประพาสยังราชอุทยาน ตั้งแต่เวลาเช้าจนถึงเวลาค่ำ พระราชากับพระราชเทวีก็ไม่สามารถจะเสด็จกลับคืนเข้ายังพระนครได้ จึงประทับแรมอยู่ ณ อุทยานนั้นสิ้นราตรีหนึ่ง
คืนวันนั้นพระราชากับพระราชเทวีบรรทม พระราชเทวีทรงพระสุบินนิมิตว่า มีบุรุษผู้หนึ่งผิวกายดำผมแดงนุ่มห่มผ้าสีแดงมือถือดาบอันคมกล้า วิ่งมาแต่ทิศปราจีน ตรงเข้าไปถึงที่บรรทมพระราชเทวี รวบรัดมวยพระเกศีฉุดกระชาดลากพระเทวีให้ล้มลง ตรงเข้าควักพระเนตรทั้งสองซ้ายขวา แล้วเอาดาบฟันทักขิณพาหาให้ขาดวิ่น แล้วรองรับโลหิตที่ไหลรินออกไป มิหนำซ้ำเชื่อดพระอุระทรวงล้วงเอาหฤทัยได้แล้ว ก็บ่ายหน้าไปยังปัจฉิมทิศ มีหฤทัยหวาดหวั่นสะดุ้งตื่นจึงกราบทูลให้พระราชสามีทรงทราบ พระเจ้ามหารถะได้ทรงฟังดังนั้น จึงดำรัสสั่งให้โหรผู้ทำนาบสุบินพิจารณา เมื่อโหรพิจารณาแล้วจึงกราบทูลว่า ด้วยพระองค์กับพระราชเวทีจักพลัดพรากจากกัน เวลาเย็นวันนี้มหาเมฆจะตั้งขึ้น ฝนจะตกใหญ่น้ำท่วมขึ้นมา ทีแรกเพียงข้อเท้าและเพียงเข่าและสะเอวเพียงนอเพียงคอเพียงศีรษะ และท่วมทวีขึ้นไป ๗ ชั่วลำตาล มหาชนทั้งหลายเห็นน้ำท่วมขึ้นมาดังนั้นพากันตกใจกลัวต่อมรณภัย ลูกระลอกก็พัดพานาวีให้ลอยไปตามกระแสน้ำ พระราชเทวีที่ทรงพระครรภ์แก่และเป็นหญิงขลาดไม่อาจจะดำรงกายอยู่ได้ ทรงกรแสงน้ำพระเนตรไหลโทรมพระพักตรา
เมื่อพระเจ้ามหารถราชให้โอวาทปลอบพระราชเทวี ที่นั้นลูกคลื่นใหญ่พัดกระหน่ำเข้ามา นาวาก็แตกแยกออกเป็นสองภาค พระราชเทวีมีความกลัวต่อมรณะเป็นอันมากร้องไห้พระราชสามีช่วย สมเด็จพระมหารถราชจึงเปลื้องพระภูษาเฉียงพระองสา ออกผูกองค์พระราชเทวีให้มั่นกับพระองค์ คราวนั้นพระภูษาก็หลุดออกจากกัน เป็นประหนึ่งแสดงให้เห็นซึ่งกรรมก่อนของพระองค์ที่ได้ทำไว้ พระราชากับพระราชเทวีทั้งสองต่างก็พลัดลอยไปตามคลื่นแต่ลำพังพระองค์เดียว
พระราชากับพระราชเทวีได้ทำกรรมอะไรไว้ จึงต้องพลัดพรากจากกันดังนี้ คือในชาติก่อนพระราชากับพระราชเทวีเสด็จสรงน้ำอยู่ ณ ฝั่งคงคาแห่งหนึ่ง มีสามเณรองค์หนึ่งพายเรือจะจอดขึ้ยฝั่งที่ตรงนั้น พระราชากับพระราชเทวีก็สักยอกโคลงเรือสามเณรเล่น สามเณรกลัวเรือจะล่ม ก็ร้องขึ้นด้วยเสียงอันดัง ด้วยผลกรรมซึ่งพระราชากับพระราชเทวีทรงทำแก่สามเณรเท่านี้ ติดตามมาให้พระราชากับพระราชเทวีต้องพลัดพรากจากกัน
พระราชเทวีพลัดพรากจากราชสามี ถูกคลื่นซัดลอยไปถึงเชิงภูเขาจันทบรรพต พระนางเธอก็เสด็จขึ้นจากน้ำได้ทรงทอดพระเนตรไม่เห็นมีผู้ใดในที่นั้น จึงทรงขยายพระภูษาทรงออกตากครึ่งหนึ่ง ทรงคลุมพระองค์ไว้ครึ่งหนึ่ง เมื่อแห้งหมดแล้วก็ทรงตามปรกติและประทับนั่งอยู่ใต้ต้นไม้แห่งหนึ่ง ด้วยอำนาจบุญญาธิการของพระมหาสัตว์เจ้า ซึ่งเสด็จอยู่ในพระครรภ์ของพระราชเทวี บันดาลให้พิภพท้าวโกสีย์เร่าร้อนขึ้นทันใด ท้าวสหัสนัยน์ใคร่ครวญไปก็ทราบเหตุนั้นทุกประการ มีเทวโองการตรัสหาตัววิสสกรรมมาสั่งว่าจงไปที่ภูเขาจันทบรรพตจงเนรมิตรสระน้ำทำให้มีบัวพร้อมทั้งห้า กับเนรมิตรบรรณศาลาหนึ่งหลังพร้อมทั้งเครื่องบริขาร ตบแต่งสถานที่ให้วิจรควรเป็นที่รื่นรมย์ยินดี วิสสุกรรมเทพบุตรรับเทพยบัญชาแล้ว จึงลงมาเนรมิตรสระกับบรรณศาลา และจารึกอักษรไว้ที่บานประตูบรรณศาลาว่า ผู้ใดต้องการบวชจงถือเอาเครื่องบรรพชิตบริขาร จงอยู่ให้สำราญในศาลานรี้เทอญ พระเจ้ามหารถราชเมื่อคลื่นลมระดมพัดให้ลอยไป ได้เสวยทุกข์ลำบากอันยิ่งใหญ่ลอยไปประมาณเจ็ดวัน จึงกลับคืนมายังพระนครของพระองค์ได้ ฝ่ายพระราชเทวีนั้นเล่าต้องทนทุกข์อยู่ ณ จันทบรรพต พระนางทรงโศกถึงพระราชาเป็นกำลัง วันหนึ่งพระเทวีเสด็จไปตามมรรคตาทอดพระเนตรเห็นบรรณศาลา ทรงอ่านพระอักษรแล้ว ทราบว่าท้าวโกสีย์ทรงสร้างให้ จึงเสด็จเข้าอาศัยบรรณศาลาทรงบรรพชาเป็นดาบสินีอยู่ ณ ที่นั้น
วันหนึ่งเป็นเวลาเที่ยงคืน พระราชเทวีทรงประสูติพระโอรสงามปรากฎเหมือนทองคำ ครั้นรุ่งเช้าพระนางสรงน้ำชำระองค์พระมหาสัตว์แล้วให้เสวยกษิรธารา เมื่อจะขนานพระนามพระโพธิสัตว์เจ้าจึงถือเอานิมิต คืนวันประสูตรที่มีแสงแก้วสว่างทั่วไปในป่าหิมวันต์ ถือเอาเหตุนั้นเป็นพระนามว่ารัตนปโชต ครั้นถึงเวลาเช้าพระราชเทวีเจ้าให้พระบรมโพธิสัตว์อยู่ในบรรณศาลา เสด็จสู่ป่าแสวงหาผลไมม้ได้แล้วก็กลับมา แต่ทรงประพฤติอยู่ด้วยอาการอย่างนี้จนพระโพธิสัตว์มีพระชนมายุได้ ๕ ปี
วันหนึ่งพระบรมโพธิสัตว์ตรัสถามพระชนนีว่าบิดาของตนคือใคร พระราชเทวีจึงเล่าความเบื้องหลังให้พระมหาสัตว์ฟัง พระมหาสัตว์ไม่อาจกลั้นอยู่ได้ด้วยอานุภาพความกตัญญู จึงทูลพระมารดาว่า ตั้งแต่วันนี้ต่อไปขอให้พระมารดาอยู่เฝ้าศาลา ลูกจะรับอาสาไปหาผลไม้มาเลี้ยงพระมารดาเอง เวลาเช้าพระราชเทวีเจ้าเคยเสด็จป่าเพื่อหาผลาผลไม้ทุกๆ วัน พระมหาสัตว์นั้นออกจากบรรณศาลาค่อยดำเนินตามรอยพระบาทพระมารดาไปจนจำมรรคาและทิศที่พระมารดาเสด็จไปได้แม่นยำ วันหนึ่งพระราชเทวีเสด็จไปป่าแต่เช้า เก็บผลไม้ได้เต็มกระเช้า แล้วคิดจะกลับยังบรรณศาลาจึงทรงหยุดอยู่ใต้ต้นไทรแห่งหนึ่ง พอหายเหนื่อยแล้วจะดำเนินต่อไป ขณะนั้นมียักษ์ตนหนึ่งชื่อพลาหกะสิงสู่อยู่ ณ ต้นไท้นั้น ตรงเข้าจับข้อพระหัตถ์พระราชเทวีไว้ พระราชเทวีทอดพระเนตรเห็นรูปยักษ์ก็ตกพระทัยกลัวตัวสั่นคิดถึงมรณภัย และคิดถึงพระมหาสัตว์ขึ้นมาก็ทรงโศการ่ำไร คราวนั้นพระบรมโพธิสัตว์เจ้านั่งคอยท่าพระมารดาอยู่ในบรรณศาลา แต่เวลาเช้าจนถึงเวลาเย็นไม่เห็นพระมารดากลับมาจึงรำพึงว่าคงจะมีเหตุเป็นแน่ คิดแล้วก็รีบออกจากบรรณศาลาเดินเรียกหาพระชนนี เดินร้องไห้ไปจนบรรลุถึงต้นไทรที่ยักษ์จับพระมารดาไว้
ส่วนพระราชเทวีทรงทราบว่าพระมหาสัตว์ตามมาหา จึงส่งสำเนียงบอกออกไป เมื่อพระมหาสัตว์แวะเข้าไป จึงเห็นพระมารดานั่งอยู่ใกล้มหายักษ์ พระมหาสัตว์เจ้าเข้าไปนั่งใกล้มหายักษ์แล้ว อ้อนวอนว่าขอเชิญท่านกินเลือดเนื้อและหัวใจของข้าพเจ้าเถิด ขอได้โปรดปล่อยมารดาของข้าพเจ้า มหายักษ์ตอบว่า ถ้าว่าท่านพูดจริงกระนั้น ท่านจงผ่าทรวงล้วงหัวใจมาให้เรากินเดี๋ยวนี้ พระมหาสัตว์จึงดำริว่าเราจักได้มีดที่ไหนเล่า คิดแล้วก็ตั้งสติระลึกถึงบารมีแหงนหน้าขึ้นเพ่งดูอากาศ แล้วจึงตรัสว่า ข้าพเจ้าปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาลภายหน้าด้วยอำนาจความกตัญญู เดชอำนาจความสัจจริงของข้าพเจ้า ขอให้ศัสตราวุธอันคมกล้า จงบันดาลตกลงมาตรงหน้าข้าพเจ้าบัดนี้
ศัสตราอันคมกล้าลอยมาแต่อากาศตกลงมาเบื้องหน้าพระมหาบุรุษชาติ แล้วจึงตรัสว่า ถ้าเราจะได้เป็นพระพุทธเจ้าในกาล เราขอกราบไหว้พระมารดาไปกว่าจะสิ้นชีพ ท่านจงให้ชีวิตแก่มารดาเราด้วย แล้วพระโพธิสัตว์ก็ผ่าอกของพระองค์ด้วยศัสตราควักหัวใจออกมาวางไว้ ณ หัตถ์เบื้องซ้าย ดูกรมหายักษ์เชิญท่านกินหัวใจของเราและขอชีวิตของข้าพเจ้าอย่าเพิ่งดับสิ้นไปก่อนเลย เมื่อตรัสแล้วพระองค์ก็ประสงค์จะให้หัวใจแก่ยักษ์โดยเคารพ จึงยกหัตถ์ขึ้นจบแล้ววางไว้บนฝ่ามือยักษ์ประกาศว่า เราให้เนื้อหัวใจแก่ท่านนี้ ใช่จะปรารถนาสมบัติบรมจักรหรือสมบัติอินทรพรหมและพระปัจเจกพุทธ ก็หามิได้ ด้วยผลที่ให้เนื้อหัวใจนี้ ขอให้ได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในกาลภายหน้า เราจะรื้อขนนิกรชนให้เต็มนาวาคือสัทธรรม พระมหาสัตว์ตรัสดังนี้แล้ว ก็บอกให้มหายักษ์กินเนื้อหัวใจตามแต่จะประสงค์ มหายักษ์ก็ยินดีจึงนำพระชนนีมาส่งให้แก่พระมหาสัตว์
ส่วนพระราชเทวีทอดพระเนตรเห็นพระมหาสัตว์สลบไปตกพระทับลุกขึ้นประคองพระหัตถ์เข้าไว้กับพระอุระ ทรงโศการ่ำไห้ดุจประหนึ่งดวงฤทัยจะแตกออกเป็น ๒ ภาค
คราวนั้นพิภพแห่งท้าวโกสีห์ก็แสดงอาการร้อน ด้วยอำนาจความกตัญญูของพระมหาบุรุษเจ้า ท้าวสหัสสนัยน์ใคร่คราญดูก็รู้เหตุ จึงรีบเสด็จจากทิพยวิมาน มาประดิษฐานอยู่บนอากาศที่ตรงมหายักษ์อยู่ ทรงขู่ตวาดว่าวลาหกยักษ์เจ้าทำกรรมหยาบหนักหนา ถ้าหากว่าพระมหาบุรุษจึกไม่เป็นขึ้นได้ ณ บัดนี้ เราจักตีศีรษะเจ้าให้แตกออกเป็น ๗ ภาคด้วยวชิราวุธ วลาหกยักษ์ได้ฟังดังนั้น ก็ตกใจกลัวตัวสั่น จึงประคองพระมหาสัตว์แล้วชะโลมด้วยทิพยโอสถ พระมหาสัตว์ก็ฟื้นขึ้นทันที
สมเด็จพระราชเทวีดำริว่า เราจะตั้งความสัตย์ขึ้น ณ บัดนี้ จึงมีพระเสาวณีย์ว่า โอรสของข้าพเจ้านั้น ตั้งมั่นอยู่ในความกตัญญูจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในกาลภายหน้าจริงๆ ด้วยอานุภาพความจริงของข้าพเจ้า ขอให้โอรสได้ชีวิตกลับคืนขึ้นมาโดยพลัน เมื่อจบคำสัจจาธิษฐานของราชเทวีครั้งที่หนึ่ง พระมหาบุรุษก็มีผิวพรรณผ่องใสคล้ายกับสีทอง ครั้นจบคำสัจจาธิษฐานคำรบสอง พระมหาบุรุษก็หายใจเข้าออกได้คล่อง พลิกพระองค์กลับไปมาเบื้องซ้ายขวา ครั้นจบคำสัจจาธฺษฐานคำรบสาม พระมหาสัตว์ก็ได้สติลุกขึ้นนั่งแล้ว
เทพยดาทั้งหลายมีสมเด็จท้าวสักเทวราชเป็นประธาน จึงนฤมิตคานหามทองอัญเชิงพระราชเทวีกับพระมหาบุรุษ ให้ประทับนั่ง ณ คานหามทองนำไปส่งถึงเมืองเมฆวดี
พระเจ้ามหารถราช เสด็จมาได้ทอดพระเนตรทรงจำและรำลึกได้ ทรงพระโสมนัสอภิเษกพระมหาสัตว์ให้ครองราชสมบัติต่อไป พระมหาสัตว์ครั้นได้ราชาภิเษกเสวยเบญจกามคุณตามสมควรแล้ว ทรงบำเพ็ญทานสิ้น ๑ เดือน จึงถวายคืนราชสมบัติแก่พระบิดา และถวายบังคมลาไปยังป่าพระหิมพานต์เพื่อทรงผนวชเป็นฤาษี
พระศาสดาทรงนำอดีตนิทานมาแล้วจึงประกาศอริยสัจ ในเวลาจบอริยสัจ ภิกษุผู้เลี้ยงมารดาได้โสดาปัตติผล จึงทรงประชุมชาดกว่า พระชนนีก็คือพระนางมหามายา พระบิดาคือพระเจ้าสุทโธทนะ ท้าวสักกเทวราชคือพระอนุรุทธะ วลาหกยักษ์คือองคุลีมาล พระมหาสัตว์รัตนปโชคคือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านทั้งหลายจงทรงจำชาดกอย่างนี้ |
16711 | 4614 | https://th.wikisource.org/wiki?curid=16711 | สิริวิบุลกิตติชาดก | พระศาสดาประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภภิกษุเลี้ยงมารดา ตรัสพระธรรมเทศนานี้ ตรัสอีกว่า เธอได้ตั้งอยู่ในทางที่ตถาคตดำเนินมาแล้ว เพราะการเลี้ยงบิดามารดาเป็นวงศ์ของนักปราชญ์ ที่สละชีพให้บิดามารดาได้ จึงทรงนำอดีตนิทานมาเล่าว่า
พระราชาองค์หนึ่งทรงพระนามว่ายศกิตติ ได้ดำรงราชสมบัติ ณ จัปปากนคร พระองค์มีพระอัครมเหสีมีนามว่าสิริมดี เป็นยิ่งใหญ่กว่าสนมนารี ๑๖,๐๐๐ พระเจ้ายศกิตติราชจึงตรัสกับพวกสนมว่า ให้ช่วยกันปรารถนาหาบุตรจงได้ทุกๆ คน สนมทั้งหมดก็พากันทำบวงสรวงแก่สิ่งที่นับถือ ตั้งแต่นั้นมาพระนางสิริมดีจึงสมาทานอุโบสถศีลตั้งพระหฤทัยปรารถนาซึ่งบุตร พระนางพิจารณาดูศีลของพระองค์แล้วทรงทำความสัจว่า ถ้าศีลของข้าพเจ้าไม่ขาดไซร้ ขอให้ข้าพเจ้าได้บุตรสมปรารถนา ด้วยอำนาจศีลของพระนางสิริมดี จึงทำให้ท้าวโกสีย์ได้นิมนต์พระโพธิสัตว์ซึ่งจวนจะสิ้นอายุแต่ต้องการจะเกิดในเทวโลกชั้นบนต่อไปให้ไปถือปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระสิริมดีราชเทวี
คราวนั้น พระนางสิริมดีบรรทมหลับในราตรีทรงสุบินดังนี้ว่า มีดาบสองค์หนึ่ง มาแต่วิบุลบรรพตโดยทางอากาศ หยิบเอาแก้วมณีวางไว้ ณ ฝ่าพระหัตถ์ เมื่อพระนางตื่นบรรทมก็ทรงเล่าให้พระสวามีฟัง พระเจ้ายศกิตติจึงรับสั่งให้พราหมณ์ทำนายพระสุบินนี้ ซึ่งพราหมณ์ถวายพยากรณ์ว่า พระนางสิริมดีจักได้พระราชโอรสกอปรด้วยบุญลักษณะ ครั้นต่อมาพระนางสิริมดีก็ทรงพระครรภ์
ในระหว่างแห่งกาลนั้นมีพระราชาองค์หนึ่งนามว่าพาเหียรอยู่ต่างรัฐประเทศของพระเจ้ายศกิตติซึ่งต้องการได้เมืองของพระเจ้ายศกิตติ ได้ยกพลเสนาไปตั้งอยู่ใกล้เมืองจัมปาก แล้วส่งทูตให้ไปทูลพระเจ้ายศกิตติว่า ถ้าพระเจ้ายศกิตติจะใคร่รบกันก็ให้ออกมารบกันนอกเมือง ถ้าไม่คิดจะรบก็มอบเมืองมา เมื่อนั้นพระเจ้ายศกิตติไม่อยากให้เกิดสงครามจึงได้หนีออกจากเมืองไปอยู่ป่ากันพระนางสิริมดี เมื่อเสด็จออกจากเมืองจัมปากไปจนบรรลุถึงไพรสนณ์ใกล้ภูเขาเวปุลบรรพต มีบรรณศาลาอันฤาษีองค์ก่อนทิ้งร้างไว้ จึงทรงพาพระราชเทวีเข้าไปอาศัยอยู่ในบรรณศาลานั้น แล้วจึงพร้อมกับพระราชเทวีทรงผนวชถือเพศเป็นฤาษี
คราวเมื่อพระราชาพาเหียรวิลุปราชยกกองทัพมาติดเมืองจัมปาก ครั้นเมื่อยึดครองเมืองได้ และทราบว่าพระเจ้ายศกิตติหนีไปแล้ว จึงประกาศให้ทราบว่า ถ้าผู้ใดนำศีรษะพระเจ้ายศกิตติมาให้เราได้ จะให้รางวัลแก่ผู้นั้น คราวนั้นมีพรานป่าผู้หนึ่ง ได้ฟังคำประกาศนั้นแล้ว วันหนึ่งจึงไปแสวงหาเนื้อในป่า เดินหาไปไกลจนหลงทางไปประมาณ ๗ วัน จนไปพบที่อยู่ของพระราชฤาษียศกิตติเข้าก็จำได้ เข้าไปขออาศัยอยู่ ณ ที่นั้นประมาณ ๗ วัน เมื่อจะกลับไปเมืองจึงขอให้พระราชฤาษีชี้ทางกลับให้ พระราชฤาษียศกิตติจึงชี้ทางให้แต่บอกกับพรานป่าว่าอย่าบอกใครว่าตัวเองอยู่ที่นี่ พรานป่าก็รับคำ เมื่อกลับถึงเมืองด้วยความโลภและความอกตัญญู พรานป่าจึงนำที่อยู่ของพระเจ้ายศกิตติไปกราบทูลแก่พระเจ้าพาเหียรเพื่อขอรับรางวัล พระเจ้าพาเหียรจึงประทานทรัพย์ให้นายพราน พระองค์พร้อมด้วยเสนาทวยหาญให้นายพรานนำเสด็จเพื่อไปตามลำดับ จนบรรลุถึงที่อยู่แห่งพระราชฤาษียศกิตติ
คราวนั้น พระราชฤาษียศกิตติได้ทรงสดับเสียงโกลาหล และทอดพระเนตรพลเสนามามากมาย จึงรู้ว่าพรานป่าได้นำพระเจ้าพาเหียรมาจับตน ตรัสสั่งให้พระนางดาบสินีสิริมดีอยู่ที่อาศรมนี้ และมอบผ้ากัมพลกับธำมรงค์ไว้ให้ ส่วนตัวพระองค์จะยอมถูกจับ
เมื่อพระราชฤาษียศกิตติถูกจับไปแล้ว ฝ่ายพระนางดาบสินีสิริมดีทรงพระครรภ์แก่ พอครบกำหนด พระนางจึงประสูติพระราชโอรสในเวลาเที่ยงคืนวันนั้นเอง พระนางถือเอาพระนามมารดาและพระบิดาประสมกันเข้า จึงให้พระนามพระลูกเจ้าว่าสิริวิบุลกิตติ
พระบรมโพธิสัตว์ เมื่อเจริญวัยขึ้นตามลำดับ พระองค์ทรงทำอุปการแก่พระมารดาโดยเต็มกำลัง คราวหนึ่งพระนางสิริมดีทรงสุบินว่าพระนางทรงสรวลเล่นกับพระเจ้ายศกิตติ ครั้นตื่นบรรทมแล้วก็ทราบว่าฝัน มิได้เห็นหน้าพระสวามีดังในสุบิน จึงกลับพูนเพิ่มความโศกศัลและโทมนัสมากขึ้น จึงได้พร่ำพรรณนาถึงความเศร้าโศก
พระมหาสัตว์เจ้าได้ฟังพระมารดาพรรณนาถ้อยคำต่างๆ ดังนั้นจึงเข้าไปกราบไหว้แล้วถามพระมารดาร้องไห้ทำไม พระนางจึงเล่าเรื่องเมื่อครั้งก่อนเก่าให้พระโพธิสัตว์ฟัง พระมหาสัตว์สดับเรื่องราวพระมารดาเล่าให้ฟังดังนั้น จึงบอกพระมารดาว่าจะขอไปช่วยพระบิดาที่ถูกจับอยู่ พระนางสิริมดีจึงได้มอบผ้ากัมพลกับพระธำมรงค์ให้แก่พระบรมโพธิสัตว์ ๆ รับเอาสิ่งของแล้วจึงกราบลาพระมารดาออกจากป่าหิมพานต์ คราวนั้นเป็นเวลาเช้า พระมหาบุรุษเจ้าผู้อาบสได้เดินตรงเข้าไปยังนคร เห็นพระราชบิดาอันต้องอธิฐานโทษดังนั้น จึงกระซิบถามมหาชนว่า คนที่ต้องโทษทัณฑ์นั้นคือใคร มหาชนเขาบอกว่า ท่านผู้นี้เดิมเป็นเข้าของปกครองเมืองนี้ พระมหาบุรุษเจ้า ได้ฟังมหาชนบอกเล่าดังนั้น ก็มั่นใจว่าเป็นบิดาของเราแน่ แท้จริงพระมหาบุรุษทรงพละกำลังมากเท่ากำลังเจ็ดช้าง แต่ทรงจินตนาการว่าถ้ากำจัดชิงเอาซึ่งสมบัติเมืองนี้กับทั้งพระราชา ก็สามารถทำได้ไม่ข้องขัด แต่ว่าศีลของเราจักพิบัติไป ถ้าเราทำลายศีลเสียแล้ว ก็จะไม่ถึงพระสัพพัญญุตญาณ ซึ่งเราปรารถนามานานแล้ว แสดงตนขอตายแทนพระราชบิดาโดยแสดงตัวเป็นพระราชโอรสของพระองค์โดยแสดงพระธำมรงค์และผ้ากัมพล
เมื่อพระเจ้ายศกิตติทรงทราบชัดว่าพระมหาสัตว์เป็นพระราชโอรสของพระองค์แน่นอน เมื่อทรงสอนและห้ามปรามพระมหาสัตว์ แต่ไม่สามารถห้ามพระมหาสัตว์ที่จะตายแทนได้ไม่ พระมหาบุรุษเจ้าจึงไปเฝ้าพระราชาโกงนั้น เพื่อจะทูลขอเปลี่ยนชีวิตของตนกับพระราชบิดา พระราชาโกงทรงอนุญาต พระมหาบุรุษดีใจ จึงกลับมายังสำนักพระราชบิดาเพื่อจะให้ปล่อยพระราชบิดา เมื่อเพชฌฆาตปล่อยพระบิดาแล้วจึงนำพระโพธิสัตว์ไป เพื่อจะประหารเสียที่ป่าช้าสำหรับฆ่าคน ด้วยอำนาจความเมตตาและความกตัญญูของพระโพธิสัตว์นั้น ดาบของเพชฌฆาตจะตัดศีรษะก็หักเป็นจุณไปทันที พวกเพชณฆาตก็ประหลาดใจ ไปกราบทูลให้พระราชาทรงทราบ พระราชาทรงพิโรธเป็นกำลัง จึงรับสั่งให้ช้างไปเหยียบเสียบัดนี้ พวกเพชฌฆาตก็พากันไปทำตามรับสั่งนั้น แต่ช้างทำเสียงโกญจนาทแล้วหนีไป พระราชาทรงทราบแล้วจึงรับสั่งว่า ถ้ากระนั้นพวกเจ้าจงเอามันโยนลงไปในหลุมถ่านเพลิง แต่น่าอัศจรรย์ใจดอกปทุมทองอันใหญ่ประมาณเท่ากงเกวียน แหวนแผ่นดินผุดขึ้นมารับพระมหาสัตว์ไว้ ไฟก็มิได้ไหม้พระมหาสัตว์แต่อย่างไร พระเจ้ากูฏราชทรงทราบแล้ว ทรงพิโรธเป็นกำลังรับสั่งว่าจงทิ้งในเหวที่ฆ่าโจต พวกเพชฌฆาตก็เอาพระมหาสัตว์ไปทิ้งในเหวตามรับสั่ง ครั้งนั้นนาคราชขึ้นมาแต่นาคพิภพ ในขณะนั้นแผ่นดินใหญ่ก็แยกออกไปให้ช่องแก่พระเจ้ากูฏราช พระเจ้ากูฏราชก็จมลงไปเกิดในนรกใหญ่ ในลำดับนั้นนาคราชนำพระมหาสัตว์ขึ้นจากนาคพิภพ จึงอภิเษกพระมหาสัตว์ให้ดำรงราชสมบัติในเมืองจัมปากเสร็จแล้ว ก็กลับไปยังนาคพิภพของตน
เมื่อพระมหาสัตว์ผ่านราชสมบัติแล้ว จึงพร้อมด้วยพระราชบิดาแวดล้อมไปด้วยเสนาพลนิกาย เสด็จออกไปยังที่ประทับของพระราชมารดา คราวนั้นพระราชมารดาพระมหาสัตว์เสวยทุกข์โทมนัส เพราะพลัดพรากจากพระราชสามี และทั้งมิได้เห็นปิยราชโอรส ทรงพระรันทดจนสิ้นชีพตักษัยอยู่ในบรรณศาลานั้น
พระมหาสัตว์เจ้าเสด็จไปเบื้องหน้า ทอดพระเนตรเห็นบรรณศาลาอันเงียบสงัด พระองค์รีบทรงเข้าไปในบรรณศาลา เมื่อทอดพระเนตรเห็นพระมารดาสิ้นชีพตักษัยแล้วก็ทรงเสียพระทับมากจะขอตายตามพระมารดาไป พระเจ้ายศกิตติผู้บิดาจึงทรงห้ามปรามแต่ไม่เป็นผล ด้วยกำลังพระกตัญญูหากเตือนพระทัย จึงเข้าไปนอนหงายอยู่ภายในจิตกาธาร ให้เขายกหีบพระศพพระมารดาขึ้นวางทับ ณ พระอุระ แล้วให้เขาประชุมเพลิงพร้อมกัน คราวนั้นด้วยอานุภาพความกตัญญูกตเวทิตาคุณพระมหาสัตว์ เป็นบุพนิมิตว่าพระองค์จะได้ตรัสรู้พระสัพพัญญุตญาณแน่ในภายหน้า คราวร้อนหน่อยหนึ่งจะต้องกายก็หาไม่ พระบรมโพธิสัตว์จึงพร้อมกับถวายพระเพลิงพระศพพระมารดาด้วยเครื่องสักการะอันยิ่งใหญ่
เมื่อพระมหาบุรุษทำฌาปนกิจเสร็จแล้ว เสด็จไปสร้างบ้านหมู่หนึ่งไว้ไกล้บรรณศาลา ณ เชิงภูเขาเวปุลบรรพต กำหนดเป็นที่อนุสาวรีย์และทรงให้มีการมหรสพเสมอทุกปี บ้านตำบลนั้นครั้นนานมาจึงปรากฏว่าธัมมนิคม พระโพธิสัตว์ดำรงราชสมบัติครบอายุขัย ก็เสด็จไปยังโลกสวรรค์
พระศาสดาทรงนำอดีตนิทานมาแล้วประกาศอริยสัจ เมื่อจบอริยสัจ ภิกษุผู้เลี้ยงมารดาได้โสดาปัตติผล แล้วทรงประชุมชาดกว่า พระนางสิริมดีคือพระนางมหามายา พระเจ้ายศกิตติคือพระเจ้าสุโธทนะ พระเจ้ากุฏราช (พระราชาโกง) คือพระเทวทัต นายโจรฆาฏคือสุนักขัตภิกษุ บริษัทครั้งนั้นคือเหล่าบริษัทในครั้งนี้ พระสิริวิบุลกิตติคือพระโลกนาถเจ้าตถาคต |
16712 | 40165 | https://th.wikisource.org/wiki?curid=16712 | วิบุลราชชาดก | พระศาสดาประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภทานบารมีของพระองค์ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ ได้ยินว่า ในวันหนึ่งภิกษุทั้งหลายประชุมกันในโรงธรรมว่า พระตถาคตมีบุญญาธิการมาก มีปัญญามาก บำเพ็ญบารมีครบแล้ว ครานั้นพระศาสดาสดับเรื่องนั้นด้วยพระโสตธาตุอันเป็นทิพย์เสด็จมาประทับนั่งแล้ว ตรัสถามได้ความว่าตรัสว่า ไม่น่าอัศจรรย์เลย มิใช่แต่บัดนี้เท่านั้นที่ตถาคตบำเพ็ญทานบารมี ไม่คำนึงถึงบุตรภรรยาสละให้เป็นทาสของผู้อื่น แม้ครั้งก่อนก็เหมือนกัน ดังนี้แล้ว จึงทรงนำพระอดีตนิทานมาตรัสเล่าว่า
อดีตกาลในเมืองสุจิรวดี ยังมีพระราชาพระนามว่าวิบุลราชครองราชย์อยู่ พระองค์มีพระเทวีพระนามว่าสุนทรี มีพระราชบุตรีพระนามว่าสุจี พระองค์ให้สร้างศาลาโรงทาน ๕ แห่ง ทุกวันจะพระราชทานทรัพย์ ๕๐๐,๐๐๐ ถวายทาน พวกมนุษย์ในชมพูทวีปทั้งสิ้นจึงไม่ต้องทำวาณิชกรรมกสิกรรมเลย เสวยโภคสมบัติ รื่นเริงบันเทิงทั่วไป พระมหาสัตว์มีพระสุจริตธรรม ทั้งที่ถวายทานแล้วยังมิได้พอพระทัยเพียงแค่นั้น วันหนึ่งดำริว่าได้บำเพ็ญทานภายนอกแล้ว ควรจะบำเพ็ญทานภายใน หากใครมาขอศีรษะก็จะตัดให้ ขอดวงตาก็จะควักให้ ขอหัวใจก็จะควักให้ทั้งหยดเลือก ขอเนื้อก็จะตัดให้ หากใคร่จะฆ่า หรือขอให้เป็นทาส ก็จะยอมตัวเป็นทาส เมื่อดำริอย่างนี้ ด้วยอานุภาพ มหาปฐพีก็กระหึ่งดุจพระยาช้างสาร เขาสิเนรุโอนเอน มหาสมุทรกระฉอกกระฉ่อน มหาเมฆตั้งเค้า ให้ฝนลูกเห็บตก สายฟ้ามิใช่ฤดูกาลก็ฟาดฟัน เทวดาให้สาธุการจนถึงพรหมโลก เกิดโกลาหลเป็นอันเดียว ภพของท้าวสักกะก็ร้อนระอุ พระองค์ทรงตรวจสอบดูทราบเหตุ ดำริว่าพระราชาเป็นหน่อพุทธางกูรอยากจะถวายทานภายใน เราจักทำให้สมพระทัย จึงนิรมิตเป็นเพศพราหมณ์หนุ่มมายังโรงทาน พระราชาเสด็จมาแต่เช้าถวายทาน ท้าวสักกะจึงประคองอัญชลีทูลขอพระเทวี พระราชาได้สดับทรงปีติโสมนัสจึงเต็มพระทัยให้แก่พราหมณ์ ตรัสเรียกพระเทวีมาแจ้งเรื่องราวให้ทราบว่าพราหมณ์ขอพระเทวี และพระองค์ก็ปรารถนาพระสัพพัญญุตญาณจะสะสมบารมี พระเทวีฟังดำรัสแล้วก็พอพระทัยมิได้ขัดข้อง มีแต่จะส่งเสริมให้ได้บำเพ็ญบารมี พระราชาจับพระเต้าทองจับพระหัตถ์พระเทวี หลั่งน้ำทักษิโณทกให้ปฐพีเป็นพยาน ประทานพระชายาให้แม้จะเป็นที่รักมากเพียงใด แต่มิเท่าพระสัพพัญญุตญาณร้อยพันแสนเท่า และมิได้หวัมนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ อินทสมบัติ พรหมสมบัติ สาวกสมบัติ ปัจเจกพุทธสมบัติ แต่หวังพระสัพพัญญุตญาณเท่านั้น จากนั้มหาปฐพีได้สะเทือนเลื่อนสั่น ท้าวสักกะนำพระเทวีมาซ่อนด้วยอานุภาพ ขณะนั้นจึงเปลี่ยนเพศเป็นพราหมณ์ไปถวายพระพร ทูลขอราชบุตรี พระเจ้าวิบุลราชก็มิได้คัดค้าน เรียกพระธิดามาแจ้งให้ทราบแล้วได้ประทนให้ไป ด้วยประการฉะนี้ ด้ยยเดชแห่งทานจึงมีอัศจรรย์มากมายเกิดขึ้น พระมหาสัตว์ครั้งประทานแล้วก็เกิดปีติปรามทย์ คราวนั้นท้าวสักกะได้นำพระธิดาไปซ่อนไว้ด้วยอานุภาพ และได้เนรมิตรตนเป็นพราหมณ์อีกคน ถือไม้เท้า ผมหงอก หนวดเครายาวรุงรัง ไปประตูพระราชวัง พระราชาได้ทอดพระเนตรเห็นได้ทรงไต่ถาม จึงทูลว่ามาทูลขอพระนคร พระมหาสัตว์ทรงปีติโสมนัสเป็นอย่างยิ่ง จึงประทานให้ไป ขณะนั้นได้จับพระเต้าทอง หลั่งน้ำทักษิโณทกถวายทานด้วยความเต็มพระทัย
ท้าวสักกะเห็นอัศจรรย์นั้น จึงดำริว่าจักเป็นหน่อพุทธางกูร จะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแน่นอน จึงทูลว่ามิใช่พราหมณ์ เป็นท้าวสักกะ มาทดลองดูสุจริตกรรมของท่าน ดังนี้แล้วได้ประทานพระชายาพระธิดาคืน แล้วประกาศคุณความดีของพระราชาในท่ามกลางอากาศแล้วหายไป คราวนั้นพระราชาทรงครองราชย์ด้วยทศพิธราชธรรม บำเพ็ญทานเป็นต้น ในคราวสิ้นพระชนมายุ ได้เกิดในโลกสวรรค์
พระศาสดาครั้นทรงนำอดีตนิทานมาตรัสแล้ว ตรัสว่า มิใช่แต่บัดนี้เท่านั้น แม้ในครั้งก่อน ตถาคตก็ได้ถวานทานแล้วเหมือนกัน ดังนี้แล้วได้ทรงประกาศสัจจะ ๔ ในคราวจบสัจจะ ทรงประชุมชาดกว่า ท้าวสักกะในคราวนั้นได้เป็นพระอนุรุธ พระเทวีสุนทรีเป็นพระนางยโสธรา พระธิดาสุจีเป็นกุณฑกเถรี บริษัทครั้งนั้นเป็นพุทธบริษัทครั้งนี้ พระเจ้าวิบุลเป็นพระโลกนาถเจ้า ท่านทั้งหลายจงจำชาดกอย่างนี้ |
16713 | 40166 | https://th.wikisource.org/wiki?curid=16713 | สิริจุฑามณชาดก | พระศาสดาประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภทานบารมีของพระองค์ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ ความย่อว่า ในวันหนึ่งพวกภิกษุประชุมกันในธรรมสภาว่า พระศาสดาของเราทั้งหลาย ไม่ทรงพอพระทัยในทาน ยังถวายทานในคราวเป็นพระโพธิสัตว์ มิได้คำนึงถึงชีวิตของพระองค์ ถวายทานอย่างอุกกฤษฐ์ ในคราวเป็นพระพุทธเจ้า ยังได้ประทานอริยมรรคด้วย พระศาสดาเสด็จมาตรัสว่า มิใช่แต่บัดนี้เท่านั้น แม้ในครั้งก่อน ในคราวเป็นโพธิสัตว์ก็ได้ประทานพระกายครึ่งหนึ่งให้เป็นทานเหมือนกัน จึงทรงนำอดีตนิทานมาตรัสว่า
ในอดีตกาลในเมืองพาราณสี พระเจ้าสิริจุฑามณีครองราชย์ พระองค์มีพระอัครมเหสีพระนามว่าอทุมาวดี มีพระราชโอรสพระนามว่าจันทกุมาร พระราชาครองราชย์โดยธรรม ในประตูนครทั้ง ๔ ในกลางพระนครและในประตูพระราชนิเวศน์ รวมเป็น ๖ แห่ง ได้ให้สร้างศาลาโรงทานขึ้น ทุกวันพระองค์จะเสด็จถวายมหาทานวันละ ๖๐๐,๐๐๐ ได้ยังฝนคือมหาทานให้เป็นไป พระราชาได้ประทานโอวาทแต่เช้าแก่เหล่าอำมาตย์ราชบริพารว่า ให้ถวายทานตามสบาย รักษาศีล จนถึงอุโบสถศีล วันหนึ่งใกล้รุ่งพระองค์ตื่นบรรทมดำริว่าอยากถวายทานภายใน หากมียาจกเข็ญใจมาขอทานภายในเป็นพระเนตร เศียร หทัย มังสา โลหิต พระกายครึ่งซีกหรือทั้งหมด เพื่อพระสัพพัญญุตญาณแล้วจะประทานให้เขาไป เมื่อดำริอย่างนี้ มหาปฐพีที่หนา ๒๔๐,๐๐๐ โยชน์ได้กระหึ่ม ประดุจพระยาช้างสารคำราม เขาสิเนรุโอนอ่อนหันหน้าไปทางเมืองพาราณสี ดุจหน่อหวายถูกไฟลน มหาสาครกระฉอกกระฉ่อน ฝนลูกเห็บตก สายฟ้ามิใช่ฤดูกาลคะนองร้องลั่น ท้าวสักกเทวราชทรงปรบพระหัตถ์เทวดาให้สาธรุการ มหาพรหมให้สาธุการ แต่ปฐพีจนถึงพรหมโลกได้อึงคนึงเป็นอันเดียวกัน
คราวนั้นภพพิมานของท้าวสักกะร้อนขึ้น ทรงทราบเหตุ ทรงพอพระทัยว่า พระเจ้าสิริจุฑามณีนี้เป็นหน่อพุทธางกูร อยากจะถวายทานภายใน อนาคตจะได้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงเสด็จไปแปลงเพศเป็นพราหมณ์มีกายครึ่งซีกเข้าไปนครไปหา จากนั้นพราหมณ์ได้ทูลว่า มาถึงเมืองนี้เพื่อขอพระวรกายครึ่งซีกเพื่อมาประกอบเข้ากับของตน พระมหาสัตว์ได้สดับดังนั้น ก็ทรงโสมนัส สำคัญเหมือนว่าเป็นเหมือนความเป็นพุทธภาวะ ประกาศไปทั้งนครที่จะสละพระวรกาย ดังนี้แล้วจึงประชุมอำมาตย์ชาวนคร ตรัสเรียกพระเทวีพระกุมารมาแล้วประทานโอวาท ให้ถวายทาน รักษาศีล เจริญภาวนา เพราะว่าวันนี้จะถวายสรีระเป็นทาน อภิเสกพระโอรสแล้วจึงเสด็จไปสำนักพราหมณ์ พราหมณ์ก็เร่งเร้าให้รีบประทานพระองค์จึงประกาศให้เทวดาทั้งหลายทราบ ได้มีเลื่อยตกลงมาจากนภากาศดังอธิษฐาน
ขณะที่ทรงอธิษฐาน ได้มียักษ์สองตนมีเขี้ยวแดง ตาแดง ขนตัวแดง คิ้วหนวดแดงแทรกแผ่นดินขึ้นมา มีเขี้ยวเหมือนหมูป่า รูปร่างน่ากลัว ถือเลื่อยคมกริบปรากฎตัวขึ้นมา พวกมนุษย์เห็นเข้าต่างตกใจกลัวหนีไป ทีนั้นพระราชาทอดพระเนตรแล้วตรัสว่า เราจะประทานกายครึ่งหนึ่งแก่พราหมณ์ จงตัดตั้งแต่ศีรษะลงมาถึงเท้าเถิด ที่เหลือก็จงกินเสีย ครานั้นยักษ์ทั้งสองรับพระดำรัสเข้าไปใกล้ พระโพธิสัตว์จับเลื่อยลูบเลื่อยแล้วประกาศให้เทวดาทราบ แหงนดูท้องฟ้าประกาศว่าการบริจาคนี้ มิได้ปรารถนามนุษย์สมบัติ เทพสมบัติ พรหมสมบัติ จักรวัตติสมบัติ ปัจเจกพุทธสมบัติ สาวกสมบัติ แต่ปรารถนาให้เป็นปัจจัยการบรรลุพระสัพพัญญุตญาณ จะได้ช่วยสรรพสัตว์ข้ามพ้นสงสารได้ คราวนั้นมหาชนต่างหมอบลงพร้อมกัน สยายผมร้องไห้คร่ำครวญ ลำดับนั้นยักษ์จึงผ่าพระเศียร ในเวลานั้นพระเทวีปทุมาวดีสดับเรื่องได้เสด็จมาร้องไห้คร่ำครวญ จันทกุมารเสด็จมาจับพระบาทพระบิดาร้องไห้ เลื่อยตกลงมาถึงพระนลาฏ โลหิตไหล พอถึงพระนลาฏ พระโอษฐ์ พระมหาสัตว์ตรัสกับประชาชนว่า อย่าเศร้าใจไปเลย ฝ่ายพระนางปทุมาวดีกับเหล่านางใน หมอบแทบบาทมูลปริเวทนาการ คราวนั้นพระโพธิสัตว์ เมื่อเลื่อยมาถึงพระศอ ก็ประสบกับเวทนาอย่างแรงกล้า ตรัสว่า สิริจุฑามณีราชาจะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เห็นสัตว์ประสบทุกข์ ต้องพยายามทำสิ่งที่ได้ยากด้วยความกรุณาให้ได้ ทีนั้นยักษ์ ๒ ตนเอาเลื่อยทองผ่ามาจนถึงหัวใจ พระองค์ก็เสวยเวทนายิ่งนักตรัสว่า ท่านยักษ์ตัดต่อไป คราวนั้นพระโลหิตก็ไหลออกจากพระวรกาย เลื่อยถึงท้อง ส่วนล่าง พระนางปทุมาวดี พระโอรส ปุโรหิต อำมาตย์ มหาชน ทุกคนต่างหมอบสิ้นสติไม่สมประดี จากนั้นพระราชาทอดพระเนตรเห็นพระวรกายครึ่งหนึ่งของพระองค์ประทานให้พราหมณ์ พราหมณ์รับไปประกอบกับสรีระของตน ท้าวสักกเทวราชได้เนรมิตรให้พระกายของพระโพธิสัตว์เป็นปกติคล้ายพระปฏิมาทอง ครานั้นท้าวสักกะทรงทราบว่าพระองค์มีอัธยาศัยปราณีตแล้วทรงชมเชยและตรัสว่า ขอให้พระองค์อย่าได้ยินดีทาทานเพียงแค่นี้ให้ทำต่อไป พระโพธิสัตว์ได้ชีวิตแล้ว ท้าวสักกะประทานสาธุการแล้วเสด็จกลับเทวโลก ครานั้นพระโพธิสัตว์ได้ถวายทานเจริญฌาน ในคราวสิ้นพระชนมายุ ได้บังเกิดในพรหมโลก
พระศาสดาครั้นทรงนำนิทานมาแล้ว ตรัสว่า มิใช่แต่บัดนี้เท่านั้น แม้ครั้งก่อนก็ได้ถวายทานเหมือนกัน แล้วประชุมชาดกว่า พระนางปทุมาวดีเป็นพระนางยโสธรา จันทกุมารเป็นพระราหุล ท้าวสักกเทวราชเป็นพระอนุรุธ ที่เหลือเป็นพุทธบริษัท ส่วนสิริจุฑามณีราชาเป็นพระโลกนาถ จงทรงจำชาดกไว้อย่างนี้ |
16714 | 40167 | https://th.wikisource.org/wiki?curid=16714 | จันทราชชาดก | จันทกุมารโพธิสัตว์เป็นบุตรของหัวหน้าพ่อค้าในเมืองพาราณสี ได้ลาบิดามารดาไปค้าขายกับพวกพ่อค้าที่เมืองสุวรรณภูมิ ในระหว่างทางได้แวะซ้อพวก หนู ค่าง ตะกวด และงู ไว้เป็นจำนวนมากเพื่อจะนำไปปล่อย ถูกพวกพ่อค้าด้วยกันห้าม แต่ก็ไม่เชื่อฟัง พอเรือเดินทางไปถึงภูเขาลูกหนึ่งอยู่ริ่งฝั่งมหาสมุทร จึงคิดว่าภูเขาอาจจะมีสมณะผู้ทรงศีลอยู่จึงให้จอดเรือ นำเอาสัตว์ขึ้นภูเขา เห็นพระเถระรูปหนึ่งกำลังนั่งเจริญภาวนาอยู่ จึงเข้าไปกราบเรียนถามและรับใช้ด้วยการตักน้ำฉันน้ำใช้และหาของเคี้ยวของฉันมาถวาย จากนั้นจึงได้ปล่อยสัตว์ที่นำไปด้วยคิดว่า ชีวิตของสัตว์เหล่านั้นจะปลอดภัยเพราะอยู่ใกล้ผู้มีศีล ต่อมาเมื่อเรือแล่นไปถึงกลางสมุทรก็เกิดพายุขึ้นพัดเรือจนเรือแตก พวกพ่อค้าทั้งหลายจมน้ำตายกลายเป็นอาหารของพวกปลาและเต่าไป ส่วนจันทกุมารได้ปีกขึ้นไปบนเสากระโดงเรือแล้วกระโดดไปจนข้ามพ้นฝูงปลา แล้วว่ายน้ำต่อไป พอดีในวันที่เรือแตกนั้นเป็นวันอุโบสถศีล จันทกุมารจึงทำการสมาทานอุโบสถศีลขณะที่ว่ายน้ำอยู่นั้น
ในวันนั้นนางเทพธิดามณีเมขลา มาตรวจดูมหาสมุทรตามหน้าที่ ได้เห็นพระโพธิสัตว์กำลังว่ายน้ำอยู่จึงได้ช่วยเหลือไว้แล้วนำไปไว้ในอุทยานของชาวสุวรรณภูมิ วันนั้นเป็นวันที่พวกอำมาตย์และเสนาบดีทั้งหลายในเมืองสุวรรณภูมิได้ถวายพระเพลิงพระศพพระเจ้าสุวรรณภูมิตามราชประเพณีเสร็จแล้ว หลังจากที่พระองค์ได้สวรรคตลงตั้งแต่วันที่เรือของจันทกุมารอับปางลง พระราชาองค์นั้นไม่มีพระราชโอรสมีแต่พระราชธิดาพระนามว่าสิมพลี พวกอำมาตย์จึงได้ปรึกษากันถึงเรื่องผู้จะมาสืบทอดพระราชสมบัติ จึงได้ทำการเสี่ยงปุสสรถ (ราชรถที่ใช้เทียมม้าแล้วปล่อยไป ถ้าม้าไปหยุดอยู่ตรงหน้าคนไหน ถือว่าผู้นั้นเป็นผู้มีบุญสมควร เป็นกษัตริย์ครองพระนครนั้นแทนกษัตริย์องค์ก่อน) เพื่อหาผู้ที่มีคุณสมบัติที่จะมาเป็นกษัตริย์ ปุสสรถได้ไปจอดในอุทยานที่จันทกุมารพักอยู่ พวกอำมาตย์จึงได้ตรวจลักษณะของพระโพธิสัตว์แล้วจึงเชิญเข้าสู่พระนครแล้วทำพิธีราชาภิเษกและเชิญพระนางสิมพลีราชธิดามาแต่งตั้งให้เป็นอัครมเหสีของพระจันทราช ให้อยู่ครองราชสมบัติในสุวรรณภูมิสืบต่อไป จำเดิมแต่กาลที่มหาสัตว์ได้เสวยราชสมบัติ ก็ได้ทรงบำเพ็ญมหาทานทุกวัน พระเจ้าจันทราชนั้น ให้ราชบุรุษไปรับบิดามารดามาจากเมืองพาราณสี ทรงปฏิบัติบิดามารดาเป็นนิตย์ทุกวันไปมิได้ขาด พระจันทราชทรงระลึกถึงการกุศลที่พระองค์ได้ปล่อยสัตว์แล้วก็เกิดปีติโสมนัสว่า โอ้น่าอัศจรรย์ใจ บุญที่เราทำย่อมให้ผลสำเร็จในทันตาเห็นเทียวหนอ |
16715 | 4520 | https://th.wikisource.org/wiki?curid=16715 | สุภมิตตชาดก | เรื่องย่อว่าพระเจ้าสุภมิตรครองราชสมบัติอยู่ในนครจัมปากะ มีพระมเหสีพระนามว่าเกสินี มีพระราชโอรสสองพระองค์ มีพระนามว่าไชยเสน และไชยทัต อยู่มาวันหนึ่งเจ้าอสุภมิตรผู้เป็นพระกนิษฐาของพระเจ้าสุภมิตร ที่ดำรงตำแหน่งอุปราช คิดกบฎจะแย่งบัลลังก์ พระเจ้าสุภมิตรกลัวจะเกิดสงครามสร้างความเดือดร้อนให้พสกนิกรทั้งหลายจึงได้พาพระมเหสีพและพระราชโอรสทั้ง ๒ ไว้ที่ฝั่งข้างนี้ก่อน นำเอาพระนางเกสินีข้ามไปฝั่งตรงข้าม เสร็จแล้วจึงกลับมารับเอาพระโอรสทั้ง ๒ ในระหว่างที่พายเรือกลับมานั่นเองได้มีชาวประมง ๒ คนผ่านมาเห็นพระกุมารทั้ง ๒ จึงได้แบ่งกันเอาพระกุมารไปเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรม และที่ฝั่งที่พระนางเกสินีพักอยู่ก็มีพ่อค้าสำเภอพร้อมด้วยบริวาร ๕๐๐ ผ่านมาพบเข้าจึงได้เชิญพระนางไปอยู่ด้วยในฐานะภรรยาแต่ด้วยความจงรักภักดีต่อพระสวามี ชาวประมงจึงไม่สามารถเข้าใกล้ตัวพระนางได้
ฝ่ายเจ้าสุภมิตรเมื่อได้พลัดพรากจากพระมเหสีและพระราชโอรสทั้ง ๒ แล้วก็เสด็จไปด้วยความเศร้าพระทัยจนไปถึงเมืองตักกสิบาเข้าพักอยู่ในพระราชอุทยาน คราวนั้นพระเจ้าตักกสิลา สวรรคตล่วงไปได้เจ็ดวันพอดี พวกอำมาตย์พากันถวายพระเพลิงพระศพแล้วจึงได้ปรึกษากันเพื่อหาพระราชาองค์ใหม่เพราะพระราชาของตนไม่มีพระราชโอรส จึงได้ตกแต่งปุสสรถแล้วปล่อยออกไป ถ้าปุสสรถไปหยุดอยู่หน้าผู้ใดผู้นั้นจึงจะสามารถเป็นพระราชาได้ ปุสสรถดังก่าวได้ไปหยุดอยู่ที่แผ่นมงคลศิลาที่พระเจ้าสุภมิตรพักอยู่ เมื่อปุโรหิตได้เห็นลักษณะของพระเจ้าสุภมิตรแล้วจึงเชิญให้เป็นพระราชาในเมืองตักกสิลา
ฝ่ายพระกุมารทั้ง ๒ ที่ชาวประมงพาไปเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรมก็เจริญวัยขึ้น ชาวประมงจึงพาราชกุมารทั้ง ๒ ไปเมืองตักกสิลาเพื่อถวายเป็นช้าราชเสวกของพระราชา พระเจ้าตักกสิลาจำพระกุมารทั้ง ๒ ไม่ได้ แต่ก็เกิดความสงสัยอยู่ในพระทัยว่าลูกของชาวประมง ๒ คนนี้หน้าตาไม่เหมือนเขาเลยจึงทรงดำริไปว่า เจ้าสองคนนี้เหมือนลูกของเรา ถ้าลูกของเรายังอยู่ บัดนี้ก็จักโตเท่ากับเจ้าทั้ง ๒ คนนี้
ฝ่ายพระนางเกสินีไปอยู่กับนายสำเภาจนเวลาล่วงไปได้เจ็ดปี เป็นด้วยแรงอธิษฐานของพระนางจึงทำให้นายสำเภอพาพระนางไปเมืองตักกสิลา กษัตริย์ทั้ง ๔ จึงได้มาพบกันอีกที่เมืองตักกสิลานี้ |
16716 | 2651 | https://th.wikisource.org/wiki?curid=16716 | สิริธรชาดก | เริ่มเรื่องด้วยการอาราธนาของอุบาสกอุบาสิกา สองสามีภรรยาที่เคยเป็นจนยากจนมาก่อนแต่มีความศรัทธาได้ทำบุญให้ทานมาตลอดและขยันทำการงานจนทำให้มีฐานะดีขึ้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงนำเรื่องสิริธรเศรษฐีชาวเมืองพาราณสีในอดีตมาเล่าให้ฟังว่า เศรษฐีนั้นเป็นผู้มีศรัทธาตั้งอยู่ในศีล ๕ เป็นนิตย์ ได้ถวายทานแก่พระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่งที่ออกจากสมาบัติใหม่ๆ เมื่อพระปัจเจกพุทธเจ้าหลีกไปแล้วพระโพธิสัตว์จึงเข้าไปเรือน ระลึกถึงทานของตนแล้วจึงอธิษฐานว่า หากอานิสงส์ทานของเรามีจริงแล้วไซร้ ขอให้ลาภเกิดปรากฎแก่เราในชาตินี้เทอญ ทันใดนั้นด้ายอานุภาพแห่งทาน เรือนเก่าก็หายไปปราสาททองก็เกิดขึ้นแก่เขาพร้อมกับทรัพย์สินเงินทองเป็นจำนวนมาก พวกมนุษย์ทั้งหลายพากันมาดูปราสาททองของพระโพธิสัตว์ ๆ เมื่อจะสรรเสริญทานของตนจึงได้กล่าวเป็นคาถาว่า ทานที่ให้แล้วด้วยศรัทธา ย่อมนำมาซึ่งผลเห็นประจักษ์ในปัจจุบัน ผลทานนั้นอาจนำมาซึ่งคุณ คือ อายุ วรรณะ สุขะ พละ ยสะ กิตติ (เกียรติ) ในภพนี้และภพหน้า เมื่อนำเรื่องในอดีตมาแสดงแล้ว พระบรมศาสดาจึงตรัสพระคาถาว่า
ทานเป็นสิ่งประเสริฐสุดในโลกนี้ ทานอันบุคคลให้แล้วย่อมนำมาซึ่งลาภเป็นที่พึ่ง ทานที่บุคคลให้แล้วย่อมมีอานิสงส์ คือ ให้เกียรติคุณเจริญยิ่งขึ้นไป |
16717 | 40170 | https://th.wikisource.org/wiki?curid=16717 | ทุลกบัณฑิตชาดก | เรื่องทุลกบัณฑิตชาดกมีเนื้อความย่อว่า เมื่อสมัยที่พระพุทธเจ้าพระนามว่ามหากัสสปะ ปรินิพพานได้ไม่นานมีภิกษุ ๓๓ รูป มีอิริยาบถน่าเลื่อมใสเดินทางไปสู่จินนคร ปุโรหิตของพระเจ้าจินราชเห็นจึงพวกภิกษุเหล่านั้นจึงคิดว่า ถ้าภิกษุเหล่านี้อยู่ในพระนคร ลาภสักการะของตนจะเสื่อมลง จึงเข้าไปกราบทูลพระราชาว่า ภิกษุเหล่านั้นเป็นโจรปลอมตัวมา ทำให้พระเจ้าจินราชเข้าพระทัยผิด และรับสั่งให้จับภิกษุทั้ง ๓๓ รูปมาประหารชีวิต พระโพธิสัตว์เกิดในตระกูลเศรษฐี ชื่อว่าทุลกบัณฑิต เมื่อทุลกบัณฑิตทราบเรื่องนั้นแล้วจึงขอเข้าเฝ้าพระราชาเพื่อขอไถ่ตัวภิกษุ พระราชาทรงอนุญาตแต่ต้องเอาทองคำมาจำนวนเท่าตัวคนที่จะไถ่ ทุลกบัณฑิตรับราชโองการแล้วไปนำเอาทองมาไถ่ภิกษุได้ จำนวน ๓๒ รูป เหลือสามเณรอยู่รูปหนึ่งทองคำไม่พอ ทุลกบัณฑิตจึงยอมสละชีวิตของตนเองเพื่อไถ่ชีวิตของสามเณร ขณะที่นายเพชฌฆาตกำลังจะประหารชีวิตของพระโพธิสัตว์นั้น บิดาก็กลับจากไปค้าขายมาถึงพอดีจึงได้นำทองคำไปไถ่ตัวลูกชายไว้
เมื่อพระภิกษุทั้งหมดที่ทุลกบัณฑิตไถ่ชีวิตก็ได้เจริญสมณธรรมจนบรรลุเป็นพระอรหันต์ จึงพากันเหาะขึ้นไปเดินจงกรมอยู่ในอากาศ พระราชาทอดพระเนตรก็ตกพระทัยกลัวว่าพวกโจรจะมาฆ่าตนเอง จึงรับสั่งให้ไปตามทุลกบัณฑิตให้นิมนต์ท่านลงมา เมื่อทุลกบัณฑิตกราบทูลให้ทราบว่าภิกษุเหล่านั้นไม่ได้เป็นโจร พระราชาจึงเข้าพระทัย เมื่อได้ฟังพระธรราเทศนาของพระนาคทีปเถระผู้เป็นพระมุขของสงฆ์แล้วจึงเลื่อมใสและให้ความเคารพนับถือ |
16718 | 40171 | https://th.wikisource.org/wiki?curid=16718 | อาทิตชาดก | อนุสนธิในเรื่องนี้ว่า วันหนึ่งพระภิกษุทั้งหลายประชุมกันในโรงธรรมสภา พากันสรรเสริญบามีของพระศาสดาว่า พระองค์ไม่อิ่มไม่เบื่อในทาน พระองค์จึงเสด็จมาแล้วตรัสถามถึงเรื่องที่ภิกษุสนทนากัน เมื่อพวกภิกษุกราบทูลให้ทราบแล้วจึงทรงนำเรื่องในอดีตมาตรัสว่า
ในอดีตพระเจ้าอาทิตราชผู้ครองนครเชตุดรดำริจะถวายวัตถุทานตลอดจนอวัยวะภายในของพระองค์เองให้แก่ยาจกที่มาขอ พระอินทร์ได้ทราบความดำริของพระโพธิสัตว์จึงได้แปลงตัวเป็นพราหมณ์แก่มาขออาหารก่อน เมื่อได้อาหารแล้วก็เททิ้งเสียต่อหน้าพระที่นั่งพูดว่า พระเจ้าอาทิตราชทำไมจึงให้โภชนาหารหยาบๆ ฉะนี้เล่า อินทรพราหมณ์ก็ทำเสแสร้งโกรธทูลตัดพ้อด้วยถ้อยคำต่างๆ แล้วก็ลุกไปเสีย พระเจ้าอาทิตราชทอดพระเนตรเห็นโภชนะซึ่งอินทรพราหมณ์เททิ้ง และทรงฟังคำตัดพ้อนั้นก็ไม่โกรธ อินทรพราหมณ์เดินไปสักครู่หนึ่งก็แปลงตัวเป็นพราหมณ์หนุ่มกลับมาขอเอาพระนางสังขเทวี พระเจ้าอาทิตราชจึงพระราชทานให้ด้วยตรัสว่า ดูก่อนพราหมณ์ ๆ ขอสิ่งใดกรับเรา ๆ จะยอมยกให้มิได้ย่อท้อ สิ่งอื่นๆ ที่มีอยู่พราหมณ์ต้องการเราจะให้มิได้ปิดบังไว้เลย แล้วจึงตรัสกับพระราชเทวีว่า พระนางผู้เจริญ พี่ต้องการพระโพธิญาณนักทำไฉนดีจึงจะได้เล่า พระนางสังขเทวีได้สดับพระราชโองการดังนั้นแล้วก็ไม่ได้สะดุ้งหวาดหวั่นอะไร ได้ตรัสว่า ขออย่าได้เกรงใจ พระองค์ประสงค์จะให้ปันแก่ผู้ใดก็จงให้เถิด และขอให้พระสวามีอดโทษให้ด้วย พราหมณ์หนุ่มทำทีเป็นโกรธฉุดกระชากพระนางต่อหน้าพระโพธิสัตว์ แต่พระโพธิสัตว์ก็ไม่โกรธ ในที่สุดพระอินทร์จึงแสดงตนแล้วคืนพระราชเทวีให้พระโพธิสัตว์เหมือนเดิม แล้วจึงถวายโอวาทแก่พระเจ้าอาทิตราชว่า
ขอพระองค์จงประพฤติธรรมปฏิบัติในพระราชชนกและพระชนนี จงประพฤติธรรมสังคหวิธีในหมู่พาหนะและพลนิกาย จงประทานอภัยในหมู่สัตว์มีเนื้อและนกเป็นต้น จงบำเพ็ญเทวตาพลี และเกื้อกูลสมณพราหมณ์เนืองนิตย์เถิด |
16719 | 40172 | https://th.wikisource.org/wiki?curid=16719 | ทุกัมมานิกชาดก | เรื่องทุกัมมานิกชาดก พระโพธิสัตว์เกิดเป็นบุตรกุฎุมพีอยู่ในชนบทในนครพาราณสี มีชื่อว่าทุกัมมานิกะ ก่อนตายบิดาได้สอนไว้ว่า ห้ามนำเอาหญิงที่มีผัว ๓ คนแล้วมาเป็นภรรยา ห้ามคบเป็นเพื่อนกับบุรุษที่บวชสึก ๓ หนแล้ว และห้ามอยู่รับใช้พระราชาที่ตัดสินคดีที่ยังไม่ได้ทำการวินิจฉัยให้ดีก่อน ต่อมาพระโพธิสัตว์เมื่อจะทดลองคำสอนของบิดา จึงได้คบกับหญิงคนหนึ่งที่เคยมีผัวมา ๓ คนแล้วเป็นภรรยา และได้คบกับบุรุษที่บวชแล้วสึก ๓ หนเป็นเพื่อน เมื่อจะลองใจภรรยา พระโพธิสัตว์จึงไปนำเอาหงส์ทองของพระราชามาขังไว้ในหลุมใต้ดินเอากระเบื้องปิดไว้ทำเป็นช่องพอหายใจได้ แล้วเอาหงส์ตัวอื่นมาทำเป็นอาหารไว้รอภรรยา พอภรรยากลับมา จึงแกล้งพูดว่า ตนได้นำเอาหงส์ทองของพระราชามาฆ่าทำอาหาร ต่อมาพระราชาจึงประกาศให้ประชาชนทราบว่าหงส์ของพระองค์หายไป ถ้าใครจับขโมยได้จะได้รับพระราชทานกหาปณะ ๑,๐๐๐ ภรรยาของทุกัมมานิกะอยากได้ทรัพย์ พร้อมกับตัวเองก็มีใจให้กับชายอื่นอยู่ จึงไปบอกพวกอำมาตย์ว่า ตนเองรู้จักคนขโมยหงส์ของพระราชาแล้วรับเอากหาปณะไป พวกอำมาตย์ไปจับตัวพระโพธิสัตว์มาแสดงแก่พระราชา ในขณะที่ถูกทหารจองจำมานั้น เพื่อของพระโพธิสัตว์ที่เคยบวชแล้วสึก ๓ หนก็มาเป็นเข้าก็ไม่มีความปรานี กลับอ้อนวอนขอเสื้อผ้าของทุกัมมานิกะ พระโพธิสัตว์ก็ให้ เมื่อพวกอำมาตย์นำไปถึงท้องพระโรง พระราชาทอดพระเนตรเห็นจับรับสั่งให้เอาไปฆ่าเสียนอกพระนคร
ในตอนนั้นเป็นเวลาเย็น ทหารผู้รักษาประตูจึงไม่เปิดประตูให้และติเตียนพระราชาว่า เป็นคนสะเพร่า ยังไม่ได้วินิจฉัยไต่ส่วนความจริงก็สั่งให้นำคนไปฆ่าเสียแล้ว จากนั้นจึงเล่านิทานให้พวกอำมาตยืฟัง นายประตูทั้ง ๔ ทิศก็พูดทำนองเดียวกันจนสว่าง พระราชาทอดพระเนตรเห็นว่าพวกอำมาตย์ยังไม่ได้นำคนร้ายไปฆ่าจึงตรัสเรียกมาสอบถามถึงสาเหตุแล้วได้สอบถามทุกัมมานิกะว่า ทำไมจึงฆ่าหงส์ของพระองค์ ทุกัมมานิกะทูลตอบว่าไม่ได้ฆ่า แล้วบอกความจริงทุกอย่างให้ทรงทราบ เมื่อพระราชาทรงทราบความจริงแล้วทรงขอให้ทุกัมมานิกะอยู่รับใช้ในพระราชวัง แต่ทุกัมมานิกะไม่อยู่โดยให้เหตุผลว่า กลัวจะถูกพระราชาสั่งฆ่าอีกเพราะที่ผ่านมาพระราชายังไม่ได้ไต่สวนสอบถามความผิดถูกก็สั่งให้เอาไปประหารเสียแล้ว |
16720 | 40175 | https://th.wikisource.org/wiki?curid=16720 | มหาสุรเสนชาดก | เรื่องมหาสุรเสนชาดก เริ่มแรกปรารภการถวายทานของพระเถระรูปหนึ่งที่บวชในพระศาสนาของพระพุทธเจ้าพระนามว่าโกนาคมน์ เมื่อให้ทานแก่หมู่ภิกษุแล้วท่านจึงเข้าไปบำเพ็ญธุดงค์อยู่ในป่าเจริญวิปัสสนา ไม่นานท่านก็มรณภาพไปอุบัติในพรหมโลก พระพุทธเจ้าพระนามว่โกนาคมน์จึงทรงดำริว่า เพราะพรรณนาคุณการถวายอัฏฐบริขาร เธอจึงได้ความโสมนัสฉะนี้แล้วตรัสว่า ธรรมดาทานควรให้เพื่อหวังประโยชน์แก่ยาจกที่มาขอ แม้โบราณบัณฑิตทั้งหลาย ก็ได้ให้ศีรษะของตนเองเป็นทาน ตรัสแล้วก็ทรงดุษณีภาพอยู่ พวกภิกษุทั้งหลายทูลอาราธนา จึงได้ทรงนำอดีตนิทานมาว่า
ในอดีตกาลพระเจ้ามหาสุรเสนครองราชย์ในพระนครพาราณสี มีพระอัครมเหสีพระนามว่า พระนางวิชุลตาเทวี ได้มีพระบรมราโชวาทกับมหาชนทั้งเวลาเช้าเวลาเย็นว่า พวกท่านอย่าได้ประมาท จงพากันทำบุญรักษาศีลบำเพ็ญทานแม้พระองค์เองรับสั่งให้ปลูกโรงทานเสร็จแล้ว ก็ได้บำเพ็ญทานเป็นจำนวนพระราชทรัพย์หลายแสนทุกวัน ถึงวัน ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ ทรงรักษาอุโบสถ ต่อมาพระองค์ทรงคำนึงถึงการบำเพ็ญทานของพระองค์ว่า ได้ทรงบำเพ็ญแต่พาหิรกทานอย่างเดียว ยังไม่พอพระทัยในทานนั้น จึงอยากจะบำเพ็ญอัชฌัตติกทานบ้าง เมื่อทรงคำนึงอยู่นั้น พิภพของท้าวสักกะก็แสดงอาการร้อนขึ้น ท้าวสักกะจึงทรงตรวจดูเหตุการณ์ ครั้นทราบแล้วจึงลงจากเทวโลกแปลงเป็นมาณพคอขาดมาปรากฎตัวขึ้นแล้วทูลขอศีรษะกับพระเจ้าสุรเสน ๆ ตัดศีรษะของตนเป็นทานแก่คนคอขาดซึ่งเป็นพระอินทร์ที่แปลงเพศลงมา ภายหลังพระอินทร์ก็ปรากฎตัวและประทานพรให้พระโพธิสัตว์มีศีรษะกลับคืนเหมือนเดิมแล้วก็อันตรธานไป
พระผู้มีพระภาคจึงมีพระพุทธดำรัสว่า เพราะถวายบาตร นรชนย่อมเป็นผู้มีปัญญา มีกำลังใหญ่ที่จะก้าวไปสู่คุณเบื้องหน้าหาเวรมิได้ ถึงพร้อมด้วยอิทธิฤทธิ์ มีเดชานุภาพมากเป็นที่รักของหมู่ชน ถวายผ้าสังฆาฏิ ย่อมเป็นผู้ย่ำยีมารและเสนามารได้ ถวายผ้าอุตตราสงค์ พึงชนะข้าศึกในสงคราม เป็นหัวหน้าของปวงชน ภายหลังจะได้เป็นพระพุทธเจ้า ถวายผ้าอันตรวาสกพึงเป็นผู้กล่าวซึ่งวินัยฉลาด ชนะหมู่มารได้เป็นนิตย์ เป็นต้น |
16721 | 40176 | https://th.wikisource.org/wiki?curid=16721 | สุวรรณกุมารชาดก | เรื่องสุวรรณกุมารชาดก พระโพธิสัตว์เกิดเป็นโอรสของพระเจ้ามหาภัตราชในเมืองสาวัตถี เป็นผู้มีผิวพรรณดุจทอง พระชนกและพระชนนีพร้อมด้วยพระประยูรญาติจึงได้ขนานพระนามว่าสุวรรณกุมาร พระกุมารเมื่ออายุได้ ๑๖ พรรษาก็สำเร็จศิลปศาสตร์ ๑๘ สาขา ต่อมาพระโพธิสัตว์ได้ทูลลาพระราชบิดาและพระราชมารดาไปเที่ยวชมมหาสมุทรพร้อมกับบริวาร ด้วยอานุภาพแห่งบุญบารมีของพระโพธิสัตว์ที่ได้อธิษฐาน น้ำในมหาสมุทรก็แข็งเหมือนแผ่นดิน พระโพธิสัตว์และบริวารสามารถเดินเที่ยวไปในมหาสมุทรได้ตามชอบใจ และแม่น้ำก็แหวกออกทั้งสองฟากเพื่อเป็นทางให้พระสุวรรณกุมารเดินเที่ยวชมใต้ท้องมหาสมุทร พวกนาคและเทพยดาทั้งหลายที่รักษามหาสมุทรก็พากันมาบูชาและป้องกันอันตรายต่างๆ ให้พระกุมารและบริวาร เมื่อเที่ยวชมมหาสมุทรจนพอพระทัยแล้ว จึงพาบริวารเสด็จกลับขึ้นฝั่ง
พระผู้มีพระภาคได้แสดงบุรพชาติของพระโพธิสัตว์ว่า พระสุวรรณกุมารได้เกิดเป็นบุตรของเศรษฐีในเมืองพาราณสี มีจิตยินดีในการจำแนกแจกทานและได้ถวายบิณฑบาตแก่พระภิกษุรูปหนึ่งที่เป็นสาวกของพระเจ้าวิปัสสีตลอดอายุ เมื่อสิ้นอายุแล้วได้ไปเกิดในสวรรค์เสวยสมบัติทิพย์ เมื่อสิ้นอายุบนสวรรค์ก็ลงมาบังเกิดในมนุษยโลกท่องเที่ยวอยู่อย่างนี้จนได้มาบังเกิดเป็นพระสุวรรณกุมารในชาตินี้ เกียรติคุณของพระกุมารขจรกระจายไปจนรู้ไปถึงพระเจ้าสิงหล พระเจ้าสิงหลมีความอิจฉาและถูกความโลภครอบงำอยากได้สมบัติของพระกุมารจึงได้ยกทัพมาทำสงครามแต่ก็สู้พระโพธิสัตว์ไม่ได้ ในที่สุดก็ตั้งอยู่ในโอวาทของพระโพธิสัตว์เป็นมิตรที่ดีต่อกันตลอดไป |
16722 | 4619 | https://th.wikisource.org/wiki?curid=16722 | กนกวรรณราชชาดก | เรื่องกนกราชชาดก พระเจ้ากนกราชได้ปกครองราชสมบัติอยู่ในนครกนกวดี ในชมพูทวีป อยู่มาสมัยหนึ่งเกิดฝนแล้งติดต่อกัน ประชาชนถูกทุพภิกขภัยเบียดเบียนอดอยากอาหารล้มตายเป็นจำนวนมาก ทำให้พื้นชมพูทวีปฟุ้งตระหลบไปด้วยกลิ่นซากศพของมนุาย์ประดุจดังว่าสุสานป่าช้าอั้นน่าสะพึงกลัว พระเจ้ากนกราชก็พระราชทานข้าวหลวงให้แก่พวกอำมาตย์และมหาชนทั้งหลายทุกวัน ประมาณได้ ๔ เดือน ข้าวเปลือกของหลวงก็หมด แม้ข้าวสารสำหรับเป็นพระกระยาหารของพระราชาก็หมดเหลืออยู่เพียงอาหารมื้อสุดท้าย พระองค์ได้ถวายแก่พระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่งที่ออกจากนิโรธสมาบัติใหม่ๆ ด้วยอานุภาพบุญที่พระราชาได้ถวายบิณฑบาตทำให้เกิดฝนตกลงมาชะล้างซากศพทั้งหลายบนภาคพื้นจนสะอาดแล้วฝนดอกไม้ก็ตกลงมาประพรมภาคพื้นให้มีกลิ่นหอม จากนั้นฝนโภชนาหารต่างๆ ก็ตกลงมา ถัดจากนั้นฝนเสื้อผ้าอาภรณ์ต่างๆ ก็ตกลง และฝนเงินฝนทองก็ตกลงมาตามลำดับทำให้นครกนกวดีอุดมสมบูรณ์ขึ้นเหมือนเดิม ชาวแว่นแคว้นก็มีความเป็นอยู่อย่างมีความสงบสุขตลอดมา
ในที่สุดพระศาสดาจึงประกาศผลทานเป็นคาถาว่า การให้การบริจาค มีศรัทธาเป็นบุรพภาคเบื้องต้น ผู้ที่บำเพ็ญทานการกุศลนั้น เมื่อมีศรัทธาความเลื่อมใสในกาลทั้ง ๓ คือ กาลก่อนเมื่อจะบริจาค ขณะเมื่อจะบริจาคอยู่ ครั้นบริจาคให้แล้ว ผู้บำเพ็ญทานนั้นย่อมได้สุขสมบัติ ๓ ประการ คือสุขสมบัติในมนุษย์ สุขสมบัติในสวรรค์ สุขสมบัติอย่างยิ่งคือพระนิพพาน |
16723 | 40178 | https://th.wikisource.org/wiki?curid=16723 | วิริยบัณฑิตชาดก | เรื่องวิริยบัณฑิตชาดก พูดถึงพระราชาสองพระองค์เป็นสหายกันคือพระเจ้าปัญจาละในนครปัญจาละ และพระเจ้ามหารัฏฐราช ในนครมหารัฏฐ์ ครั้งแรกพระเจ้าปัญจาละได้ส่งผ้ากัมพลสีแดงผืนหนึ่งไปถวายเป็นเครื่องบรรณาการแก่พระเจ้ามหารัฏฐราช พระเจ้ามหารัฏฐราชจึงคิดหาสิ่งที่จะส่งไปถวายตอบแทนพระสหาย จึงดำริว่าจะส่งรัตนะอย่างใดอย่างหนึ่งไปถวาย แล้วดำริว่ารัตนอันไหนจะมีค่ามากกว่ากัน ได้ทราบว่ารัตนอันใดก็ไม่มีค่าเท่ากับพุทธรัตนะ จึงรับสั่งให้เขียนพระพุทธรูปลงบนแผ่นทองคำส่งไปถวายแก่พระสหาย ปกติพระเจ้าปัญจาละ เป็นมิจฉาทิฏฐิไม่นับถือพระรัตนตรัย พอได้เห็นปาฏิหาริย์ของพระพุทธรูปก็เกิดความเลื่อมใส ได้รับสั่งให้สร้างพระพุทธรูปไม้แก่นจันทน์แดงขึ้นอีกหนึ่งองค์ เมื่อสร้างเสร็จแล้วจึงให้ป่าวประกาศให้ชาวพระนครพากันเอาทองมาปิดพระพุทธรูป สมัยนั้นพระโพธิสัตว์บังเกิดเป็นคนยากจนชื่อว่าวิริยบัณฑิต มีภรรยาชื่อว่าสุชาดา และบุตรชื่อว่เรวัตตกุมาร เมื่อวิริยบัณฑิตได้ฟังประกาศ ดังนั้นก็เกิดความเลื่อมใสอยากจะปิดทองพระ จึงได้ไปปรึกษากับภรรยา ด้วยความจน วิริยบัณฑิตจึงลาภรรยาและบุตรไปเพื่อจะขายตัวเองให้เป็นทานแก่คนอื่นเพื่อนำเงินมาซื้อทองคำเปลวปิดพระพุทธปฏิมา ภรรยาพอได้ฟังดังนั้นก็สลดใจจึงขอขายตัวเองกับบุตรแทน เมื่อวิริยบัณฑิตได้่ทองคำแล้วจึงเข้าไปขอปิดทอง แต่ถูกพวกอำมาตย์ห้ามไว้แล้วบอกให้วิริยบัณฑิตไปขออนุญาตจากพระราชา พระโพธิสัตว์จึงเข้าไปเฝ้าพระราชาๆ รับสั่งกับวิริยบัณฑิตว่า ถ้าพระพุทธปฏิมาพูดกับเจ้าๆ ก็จงปิดทองเถิด ในขณะที่วิริยบัณฑิตตั้งจิตอธิษฐานอยู่ต่อพระพักตร์ของพระปฏิมานั้น พวกเทพยดาทั้งหลายที่รักษาพื้นดินไม่สามารถจะทนอยู่ได้ ก็เข้าสิงอยู่ในพระพุทธปฏิมา บันดาลให้พระพุทธปฏิมาโยกคลอนหวั่นไหวประดุจว่าทรงพระชนม์อยู่ เปล่งพระฉัพพรรณรังสีอันโอภาสแล้วตรัสว่า
ดูก่อนวิริยบัณฑิต ท่านจงทำกิจที่ควรแก่ความสุขของท่านเถิด เสียงที่พระพุทธปฏิมาตรัสได้แผ่ไปทั่งทั้งเมืองปัญจาลนคร พระโพธิสัตว์ก็ได้ปิดทองสมความปรารถนา เมื่อแผ่นทองไม่พอจึงได้ประกาศว่าถ้าใครสามารถทำเนื้องของเขาให้เป็นทองได้เขาจะมอบให้แก่ผู้นั้น ด้วยแรงอธิษฐานของพระโพธิสัตว์ ภพของท้าวสักกะก็ร้อน ท้าวสักกะจึงเสด็จแปลงเพศเป็นนายช่างทองเดินมาใกล้วิริยบัณฑิตๆ จึงได้ยอมให้นายช่างทองตัดเนื้อของตนทำเป็นทองคำปิดพระพุทธรูป และได้ตั้งความปรารถนา เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต |
16724 | 40179 | https://th.wikisource.org/wiki?curid=16724 | ธรรมโสณฑกชาดก | เรื่องพระเจ้าธรรมโสณฑกราช เป็นเรื่องเกี่ยวกับพระเจ้าธรรมโสณฑกราชดำริอยากฟังธรรมว่า ถ้าประเทศในมณฑลแว่นแคว้นของเราปราศจากธรรมแล้วก็ไม่มีความหมายอะไร จึงให้ตีกลองประกาศผาผู้รู้ธรรรมและสามารถแสดงธรรมได้ โดยจะพระราชทานทรัพย์จำนวน ๑,๐๐๐ ตำลึงเป็นเครื่องบรรณาการ เมื่อไม่ได้ผู้แสดงธรรมจึงเพิ่มทรัพย์ขึ้นตามลำดับคือ ๒,๐๐๐ ตำลึง ๓,๐๐๐ ตำลึง ๔,๐๐๐ ตำลึง จนถึงพันโกฏิตำลึง และเศวรฉัตรและตัวของพระองค์เอง ก็ยังไม่มีใครจะสามารถแสดงธรรมได้ พระองค์จึงสละราชสมบัติให้แก่อุปราชแล้วเข้าไปสู่ป่าเพื่อแสวงหาผู้แสดงธรรม ขณะที่พระเจ้าธรรมโสณฑกราชเสด็จเข้าไปในป่านั้นอาสนะของท้าวสักกเทวราชก็แสดงอาการร้อน เมื่อท้าวสักกะตรวจดูรู้สาเหตุแล้วจึงดำริว่าจะทำให้พระเจ้าธรรมโสณฑกราชมีความเบื่อหน่ายในสรีรร่างกายว่ามีแต่ชาติชราพยาธิมรณะเบียดเบียน ให้เห็นเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยงมีความแปรปรวนไปอยู่เป็นนิตย์แล้วจึงจะแสดงธรรมให้ฟัง จึงได้แปลงเพศเป็นยักษ์มายืนอยู่ตรงหน้าของพระเจ้าธรรมโสณฑกราช
พระเจ้าธรรมโสณฑกราช เมื่อเห็นยักษ์ไม่สะดุ้งกลัวเดินเข้าไปใกล้แล้วถามว่าท่านสามารถแสดงธรรมให้ข้าพเจ้าฟังได้ไหม ยักษ์แปลงจึงตอบว่า ได้แต่ต้องให้กินเนื้อของท่านก่อนเพราะมีความหิวมา พระเจ้าธรรมโสณฑกราชจึงตอบว่า ถ้าท่านกินเนื้อของเราแล้วใครจะฟังธรรมของท่าน การฟังธรรมเป็นลากของเรา การได้กินเนื้อของเราเป็นลาภของท่าน ท่านจงทำให้เกิดประโยชน์ทั้งสองฝ่ายเถิด ยักษ์แปลงจึงได้เนรมิตภูเขาขึ้นให้พระเจ้าธรรมโสณฑกราชขึ้นไป แล้วกระโดดลงมาให้ตรงปากของเขาๆ จะแสดงธรรมให้ฟังในขณะที่พระเจ้าธรรมโสณฑกราชอยู่ในอากาศนั่นเอง เมื่อตกลงกันแล้วพระเจ้าธรรมโสณฑกราชจึงขึ้นไปบนภูเชากระโดดลงมา ยักษ์ไม่สามารถจะทรงอยู่ในเพศยักษ์ได้ จึงแสดงตนเป็นท้าวสักกะเหาะขึ้นไปรับเอาพระเจ้าธรรมโสณฑกราชแล้วพาเหาะขึ้นไปบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ แล้วจึงแสดงธรรมให้ฟังโดยตรัสเป็นคาถาว่า
สังขารทั้งหลายเป็นของไม่เที่ยง มีความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปเป็นธรรมดา เมื่อเกิดขึ้นเป็นรูปกายแล้วก็ดับไปความระงับสังขารเสียได้นั้นเป็นความสุข บุคคลพิจารณาเห็นว่าสังขารทั้งปวงไม่เที่ยงด้วยปัญญาในกานใด ผู้พิจารณาเห็นนั้น ก็ย่อมเหนื่อยหน่ายในทุกข์เมื่อนั้น การที่มีความหน่ายในทุกข์นี้เป็นหนทางแห่งความบริสุทธิ์
เมื่อแสดงธรรมให้ฟังแล้วจึงแสดงทิพย์สมบัติในเทวโลกให้พระเจ้าธรรมโสณฑกราชทอดพระเนตร แล้วจึงประทานพรให้พระองค์ได้เสวยราชย์รักษาแว่นแคว้นตลอดกาล แล้วนำมาส่งที่เมืองมนุษย์ |
16725 | 40180 | https://th.wikisource.org/wiki?curid=16725 | สุทัสนชาดก | เรื่องสุทัสสนชาดก เริ่มต้นเรื่องตั้งแต่พระโพธิสัตว์เกิดเป็นบุตรของเศรษฐีในสมัยพระพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปะยังทรงพระชนม์อยู่ พระโพธิสัตว์ได้เห็นพระเถระรูปหนึ่งเข้าไปบำเพ็ญสมณธรรมอยู่ในป่าเกิดความเลื่อมใสจึงได้สร้างบรรณศาลา ที่เดินจงกรม ขุดบ่อน้ำ ขนทรายมาถมบริเวณและหาธูปเทียนดอกไม้มาถวาย ตั้งแต่นั้นมาก็ได้จัดเครื่องบริขารต่างๆ เช่น ไตรจีวร บิณฑบาต เป็นต้น ไปถวายอยู่เป็นประจำ ต่อมาก็ไปรักษาศีลอุโบสถในวัน ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ อยู่เป็นนิตย์ ครั้งถึงคราวสิ้นอายุจุติจากมนุษย์โลกแล้วจึงไปเกิดในเมืองสวรรค์เสวยทิพย์สมบัติ ครั้นจุติจากสวรรค์แล้วได้บังเกิดเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ์ ทรงพระนามว่าพระเจ้าสุทัสสนมหาราช เสวยราชสมบัติอยู่ในกุสาวดีราชธานี พระเจ้าสุทัสสนมหาราช บริบูรณ์ไปด้วยรัตนะ ๗ ประการ เหมือนกับพระเจ้าจักรพรรดิ์องค์อื่นๆ คือ จักกรัตน (จักรแก้ว) หัตถีรัตน (ช้างแก้ว) อัสสรัตน (ม้าแก้ว) อิตถีรัตน (นางแก้ว) มณิรัตน (ดวงแก้วมณี) คหบดีรัตน (ขุนคลังแก้ว) ปรินายกรัตน (ขุนพลแก้ว)
ด้วยผลพระกุศลที่พระเจ้าสุทัสนมหาราชได้สร้างวิหารถวายตั้งแต่ชาติปางก่อน ทำให้พระเจ้าสุทัสสนมหาราช มีอายุยืนนานและได้เป็นอุปราช เป็นกษัตริย์ และเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ์ตามลำดับหลายภพหลายชาติ |
16726 | 6791 | https://th.wikisource.org/wiki?curid=16726 | วัฏฏังคุลีราชชาดก | เรื่องวัฏฏังคุลีราชชาดก กล่าวถึงการสร้างพระพุทธรูปไม้แก่นจันทน์แดงของพระเจ้าปัสเสนทิโกศลว่า สมัยหนึ่งพระพุทธเจ้าพร้อมด้วยหมู่ภิกษุเสด็จจาริกไปเพื่อโปรดเวไนยสัตว์ที่มาเข้าข่ายคือพระญาณของพระองค์ พระเจ้าปัสเสนทิโกศลเสด็จไปสู่พระเชตวัน ไม่เห็นพระศาสดาและภิกษุสงฆ์จึงเกิดความสลดพระทัยว่า ถ้าว่าพระผู้มีพระภาคไม่ประทับอยู่เราจะได้อะไรเป็นตัวแทนของพระองค์เอาไว้กราบไหว้ เมื่อกลับมาจึงดำริว่าจะสร้างพระพุทธปฏิมา เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จกลับมาแล้วจึงเข้าไปกราบทูลขออนุญาต พระผู้มีพระภาคก็ทรงอนุญาต เมื่อสร้างเสร็จแล้วก็มาทูลอาราธนาพระพุทธเจ้าเสด็จไปชมพระพุทธปฏิมา แล้วทูลถามว่าผู้ได้สร้างพระพุทธปฏิมาจะได้ผลอานิสงส์อย่างไร พระศาสดาจึงตรัสบอกอานิสงส์โดยประการต่างๆ ว่า
ผู้ที่ได้สร้างพระพุทธปฏิมา จะเป็นบุรุษก็ตามสตรีก็ตาม สร้างด้วยดินเหนียวหรือศิลาก็ตาม สร้างด้วยโลหะและทองแดงก็ตาม สร้างด้วยไม้และสังกะสีดีบุกก็ตาม สร้างด้วยรัตนะและเงินทองก็ตาม ผู้นั้นจักได้อานิสงส์พ้นที่จะนับจะประมาณ เมื่อพระพุทธปฏิมาประดิษฐานอยู่ในโลกตราบใด โลกก็ชื่อว่าไม่ว่างเปล่าจากพระพุทธเจ้าตราบนั้น พระพุทธปฏิมานี้ได้ชื่อว่ายังพระพุทธศาสนาให้ตั้งมั่นถาวร ผู้ที่ได้สร้างก็จะมีแต่ความสุขเป็นเบื้องหน้า แม้รารถนาผลอันใดก็จะสำเร็จสมปรารถนา แม้แต่พระองค์เองครั้งเสวยชาติเป็นพระโพธิสัตว์ก็ได้ทำพระหัตถ์ของพระพุทธปฏิมาที่หักให้บริบูรณ์ด้วยดินเหนียว อานิสงส์อันนั้นทำให้ไปเกิดในเทวโลกเมื่อจุติจากเทวโลกแล้วมาเกิดในเมืองมนุษย์มีพระองคุลีเป็นอาวุธชี้ไปทางข้าศึกศัตรูๆ ก็ล้มเซซสนไปไม่สามารถจะสู้รบได้ เมื่อตรัสดังนี้แล้วจึงทรงนำเอาอดีตนิทานมาแสด
นิ้วพระหัตถือันวิเศษสามารถเอาชนะข้าศึกได้ด้วยการใช้นิ้วพระหัตถ์ชี้ใส่ข้าศึก |
16727 | 40182 | https://th.wikisource.org/wiki?curid=16727 | โปราณกบิลราชชาดก | เรื่องโบราณกบิลราชชาดก เป็นเรื่องการแสดงอานิสงส์ของการสร้างพระไตรปิฎกว่า ผู้สร้างจะได้ผลอะไรบ้าง เริ่มเรื่มกล่าวถึงพระสารีบุตรเถรี ทูลถามพระผู้มีพระภาค พระองค์พรรณนาคุณของพระไตรปิฎกว่า เมื่อพระองค์ปรินิพพานแล้วพระไตรปิฎกจะเป็นศาสดาของพุทธศาสนิกชนแทนพระองค์ คำสอนทั้ง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์จะไม่เลอะเลือนหายไปเพราะได้จารึกไว้เหมือนคนฉลาดฝีงขุมทรัพย์ไว้แล้วจารึกอักษรบนเสาศิลาเพื่อเป็นเครื่องหมายให้รู้ที่ฝังขุมทรัพย์ ถ้าเสาไม่หายไป ขุมทรัพย์ก็ไม่หายไปเหมือนกัน จากนั้นก็เป็นการบอกอานิสงส์ว่า ผู้ที่ได้สร้างพระไตรปิฎกไว้ จะเขียนเองหรือใช้ให้คนอื่นเขียนก็ตาม จะได้บุญมากเช่นกัน เกิดเป็นพระราชาหลายชาติ เกิดเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ์หลายชาติ เมื่อจากสวรรค์แล้วก็ไปเกิดเป็นเทวดาในชั้นต่างๆ บนเทวโลกชั้นละหลายชาติ จะไม่พิกลพิการด้วยโรคต่างๆ เช่น โรคง่อยเปลี้ย หูหนวก เตี้ย ค่อม จะมีสรีรกายดุจสีทองคำ เป็นคนว่าง่าย ถ้าเป็นสตรีก็จะมีผิวพรรณดี รูปร่างงดงามจะได้เกิดเป็นอัครมเหสีของพระเจ้าจักรพรรดิ์หลายชาติ
เมื่อได้พรรณนาอานิสงส์อย่างนี้แล้วจึงเป็นการนำเอาเรื่องในอดีตมาเล่าซ้ำอีก ในเรื่องนี้บุคคลในเรื่องมีชื่อตรงกับชื่อของพระญาติของพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันทุกคน เช่น พระพุทธเจ้าทรงพระนามว่าปุราณโคดม แต่ก่อนเป็นพระราชกุมารพระนามว่าสิทธัตถะ พระราชบิดาทรงพระนามว่าพระเจ้าสุทโธทนะ พระราชมารดา พระชายาของพระราชกุมารก็มีชื่อเหมือนกันส่วนพระโพธิสัตว์เป็นอำมาตย์ แต่ด้วยอานิสงส์ที่ได้สร้างพระไตรปิฎกแล้วได้ไปบังเกิดบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ครั้นจุติจากนั้นแล้วมาบังเกิดในราชสกุลของพระเจ้าอินทรราชในกรุงปุราณกบิลพัสดุ์ มีอานุภาพอันยิ่งใหญ่กว่าคนในพระนคร บริบูรณ์ไปด้วยทรัพย์และบริวารมากมาย |
16728 | 40183 | https://th.wikisource.org/wiki?curid=16728 | ธรรมิกบัณฑิตราชชาดก | เรื่องธรรมิกบัณฑิตราชชาดก กล่าวถึงการบริจาคทานของพระเจ้าธรรมิกบัณฑิตราช จนท้าวสักกเทวราชต้องเอาวิมานเสด็จลงมาเชิญขึ้นไปเที่ยวบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ท้าวสักกะพาเที่ยวชมเมืองสวรรค์จนเป็นทีพอพระทัยของพระเจ้าธรรมิกบัณฑิตฯ ได้ตรัสถามถึงผลบุญที่เทพยดาทั้งหลายบนสวรรค์ว่า ในบุรพชาติได้สร้างบุญอะไรไว้ ท้าวสักกเทวราชจึงบอกว่ เทพยดาทั้งหลายที่ได้วิมานแก้วนั้น บากพวกได้สร้างพระพุทธรูป เจดีย์ วิหาร ศาลา ขุดบ่อ ปลูกต้นโพธิ์ สร้างสะพาน ถวายข้าวและน้ำแก่พระภิกษุสงฆ์ ก่อเจดีย์ทราย ถวายน้ำมันจุดประทีป เป็นต้น แล้วจึงเชิญพระเจ้าธรรมิกบัณฑิตราชอยู่ครองทิพย์สมบัติในเทวโลก แต่พระเจ้าธรรมิกบัณฑิตราชทรงปฏิเสธโดยให้เหตุผลว่า เป็นวิมานของคนอื่นเหมือนกับการได้ของยืมเขามา จึงอำลาท้าวสักกะให้ท้าวักกะนำมาส่งในมนุษยโลก เมื่อมหาชนทราบว่าพระเจ้าธรรมิกบัณฑิตราชเสด็จมาถึงแล้วจึงพากันไปทูลถามถึงลักษณะของเทวโลกว่าเป็นอย่างไร พระเจ้าธรรมิกบัณฑิตราชเมื่อจะบอกจึงตรัสเป็นคาถาว่า ในดาวดึงส์เทวโลกนั้นมีวิมานที่ประดับด้วยแก้วมุกดา วิมานที่ประดับด้วยแก้วไพฑูริย์ แก้วมณี เป็นต้น ในรัตนวิมานนั้นๆ มีหมู่นางเทพอัปสรอยู่มากมาย เทพบุตรที่มีกุศลที่ได้กระทำไว้จึงได้รัตนวิมานนั้นๆ
เมื่อพระเจ้าธรรมิกบัณฑิตราชได้พรรณนาทิพยสมบัติในสวรรค์ให้มหาชนฟังโดยประการทั้งปวงแล้ว จึงประทานโอวาทสั่งสอน ไม่ให้ตั้งอยู่ในความประมาท ให้พากันถวายทานรักษาศีลและเจริญเมตตาภาวนาทุกวัน ส่วนพระองค์ก็ดำรงอยู่ในทศพิธราชธรรม ๑๐ ประการ บำเพ็ญกุศลอยู่จนสิ้นพระชนมชีพ |
16729 | 2651 | https://th.wikisource.org/wiki?curid=16729 | จาคทานชาดก | เรื่องจาคทานชาดก กล่าวถึงการถวายผ้าของพระเจ้าอชิตมหาราช ผู้ครองอชิตบุรนคร เริ่มแรกพระราชาพระราชทานผ้าแก่พระนางกาญจนเทวี อัครมเหสี และนางราชกัญญาทั้ง ๑๖,๐๐๐ นาง แต่พระเทวีและนางราชกัญญา ได้เอาผ้าเหล่านั้นถวายพระโมคคัลลานเถระ เพื่อเป็นเครื่องบูชาพระธรรมเทศนา ฝ่ายพระเจ้าอชิตราชเมื่อได้พระราชทานผ้าแก่พระราชเทวีและนางราชกัญญาแล้วก็เสด็จไปปราบพระราชอาณาเขตเพื่อทำยุทธสงครามกับเสนาของพระราชาผู้เป็นข้าศึก เมื่อศึกสงบแล้วจึงเสด็จกลับสู่พระนคร พระราชเทวีและนางราชกัญญาทั้งหลายเมื่อทราบข่าวว่าพระราชาเสด็จกลับมาแล้วจึงเสด็จไปเฝ้า พระเจ้าอชิตราชไม่เห็นผ้าของพระเทวีและนางราชกัญญาทั้งหลายจึงตรัสถามว่า ผ้าของท่านทั้งหลายไปอยู่ที่ไหน พระราชเทวีทูลตอบว่า ได้เอาบูชาธรรมของพระเถรเจ้าแล้ว พระเจ้าอชิตราชเมื่อได้สดับดังนั้นก็เกิดปีติโสมนัส มีพระประสงค์จะเฝ้าพระผู้มีพระภาค จึงให้อำมาตย์ไปนิมนต์พระผู้มีพระภาค
พระผู้มีพระภาคจึงเสด็จมาสู่พระราชนิเวศน์พร้อมกั้บหมู่ภิกษุ พระเจ้าอชิตมหาราชถวายนมัสการพระผู้มีพระภาคแล้วจึงกราบทูลว่า การถวายทาน การบริจาค ควรจะให้อะไร จึงสมควรและมีอานิสงส์มาก พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า การให้ทานและการบริจาคควรให้ทรัพย์บ้าง เงินทองบ้า ผ้านุ่งห่มบ้าง จากนั้นพระองค์จึงตรัสถึงอานิสงส์ของการให้ทานโดยประการต่างๆ เมื่อได้สดับพระธรรมของพระผู้มีพระภาคแล้ว มีจิตเลื่อมใสทรงรำพึงว่า ชื่อว่าทานย่อมเป็นที่พึ่งของสัตว์มีชีวิตทั้งปวง แล้วโปรดให้เปิดพระคลังผ้าออกแล้วถวายคู่ผ้า ๑,๐๐๐ คู่แก่พระศาสดา พระราชทานแก่พระเทวี ๑๐ คู่ แก่นางราชกัญญา ๑๖,๐๐๐ คู่ พระนางทั้งหลายก็ได้ถวายพระผู้มีพระภาคอีก เมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จถึงพระเชตวันแล้วพวกภิกษุพากันสนทนากันเรื่องความอัศจรรย์ที่ผ้าลอยตามพระองค์มาถึงพระวิหารแล้วพระองค์เสด็จไปตรัสถามเมื่อทราบเหตุแล้ว พระองค์จึงตรัสเรื่องในอดีตให้ภิกษุทราบโดยย่อแล้วทรงนิ่ง พวกภิกษุต้องการรู้รายละเอียดจึงทูลให้พระองค์ตรัสต่อไป พระองค์จึงทรงนำอดีตนิทานมาแสดงว่า
ในอดีตพระโพธิสัตว์เกิดเป็นมาณพเลี้ยงมารดาอยู่ในกมลนคร ของพระเจ้ากมลราช วันหนึ่งพระโพธิสัตว์ไปป่าเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าถูกโจรชิงเอาจีวร จึงเอาผ้าสาฎกของตน ๒ ผืนให้เป็นผ้านุ่งห่มถวายแก่พระปัจเจกพุทธเจ้า แล้วได้ตั้งความปรารถนาว่า ขอให้ข้าพเจ้าอย่าได้ไปบังเกิดในตระกูลที่ยากจนขัดสนเลย ขอให้ผ้าทิพย์จงบังเกิดมีแก่ข้าพเจ้าทั้งในชาตินี้และชาติหน้า พระปัจเจกพุทธเจ้าจึงได้อนุโมทนา ในขณะนั้นด้วยอานุภาพแห่งผลทาน ใบไม้ที่ลมพัดมา ก็เป็นผ้าทิพย์บังเกิดขึ้น มาตกลงใกล้เท้าของพระโพธิสัตว์เป็นผ้าหลายแสนคู่ พระโพธิสัตว์ก็เอาผ้าทิพย์เหล่านั้นถวายพระปัจเจกพุทธเจ้าอีกจนหมดทำให้เกิดแผ่นดินไหว มีเสียงบันลือลั่นขึ้นไปจนถึงพรหมโลก ท้าวสักกะก็ทรงโยนผ้าทิพย์ลงมาถวายทำสักการบูชาผืนหนึ่ง |
16731 | 40186 | https://th.wikisource.org/wiki?curid=16731 | นรชีวชาดก | เรื่องนรชีวชาดก เป็นเรื่องเกี่ยวกับความกตัญญูของภิกษุที่เลี้ยงบิดามารดาทำให้ภิกษุทั้งหลายที่ไม่รู้ตำหนิแล้วไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์จึงตรัสเรียกภิกษุรูปนั้นมาถาม เมื่อรู้ว่าคฤหัสถ์ที่เลี้ยงนั้นเป็นบิดามารดา จึงประทานสาธุการพร้อมกับตรัสว่า พระองค์ไม่ห้ามภิกษุที่เลี้ยงบิดามารดา เพราะบัณฑิตในอดีตก็เคยทำมาก่อน จากนั้นพระองค์จึงนำอดีตนิทานมาแสดงว่า
ในอดีตกาลพระโพธิสัตว์บังเกิดเป็นคนจนในเมืองพาราณสี ได้ชื่อว่านรชีวะ ครั้นเจริญวัยขึ้นได้เลี้ยงบิดามารดาโดยชอบในกุศลกรรมบถทั้ง ๑๐ ประการ ต่อมาบิดาเสียชีวิตลง เจ้านรชีวะจึงเลี้ยงแต่มารดา ต่อมาพระโพธิสัตว์ได้ไปทำนาอยู่กับพวกคนงานของเศรษฐีคนหนึ่ง เพื่อนำค่าข้างมาเป็นค่าเลี้ยงดูมารดา เมื่อถึงเวลาข้าวกล้าออกรวงจึงชวนมารดาไปดูนา เมื่อไปถึงแล้วจึงบอกให้มารดาพักอยู่บนโรงนา ส่วนตัวเองก็ไปเกี่ยวข้าวในนา ที่ใกล้โรงนามีจอมปลวกอยู่แห่งหนึ่ง ในจอมปลวกมีงูพิษอาศัยตัวหนึ่ง มันเลื้อยออกมาเพื่อไปหาอาหาร ได้ขึ้นไปบนโรงนาที่มารดาของเจ้านรชีวะพักอยู่ มารดาของเจ้านรชีวะเหยียดเท้าไปถูกมันจึงถูกงูกัด นางทนพิษไม่ไหวจึงร้องขอความช่วยเหลือแต่ไม่มีใครมาช่วย นางจึงเสียชีวิตในที่นั้น รุ่งเช้าเจ้านรชีวะมาที่โรงนาเพื่อเลี้ยงมารดาตามปรกติ เห็นมารดานิ่งเฉยจึงตรวจดูตามร่างกายบีบนวดที่เท้าเห็นรอยเขียวช้ำก็รู้ว่าถูกงูกัดจึงถือเอาไม้ค้อนจะไปตีงู เดินดูใกล้ๆ เห็นงูนอนอยู่ในกองฟ้ามีท่อนไม้ล้อมอยู่ จึงพูดกับงูว่า ถ้าข้าจะฆ่าเจ้าก็จะเสียศีล ขอให้เจ้าเลื้อยไปตามสบายเถิด เจ้าได้ชีวิตฉันใด ขอให้มารดาของข้าจงได้ชีวิตฉันนั้นเถิด ว่าแล้วก็กลับไปหามารดาร้องไห้คร่ำครวญอยู่ใกล้กับศพของมารดา พร้อมกับคำอ้อนวอนเทพยดาและมนุาย์ทั้งหลายให้มาช่วยเหลือ
ท้าวสักกะ จึงแปลงเพศเป็นพราหมณ์ทำทีเป็นคนหลงทางมาที่โรงนาของเจ้านรชีวะ แล้วถามทางจะไปเมืองพาราณสี ก่อนจะจากไปจึงได้ถามว่าทำไมจึงร้องไห้ เมื่อเจ้านรชีวะบอกให้ทราบแล้วได้ทำทีเดินไป เจ้านรชีวะนึกขึ้นได้ว่า ธรรมดาพวกพราหมณ์จะรู้จักมนต์ดีจึงถามว่าท่านรู้จักมนต์ไหม ช่วยบอกยาที่จะช่วยให้แม่ฉันฟื้นด้วย พราหมณ์แปลงบอกว่ารู้จักมนต์ แต่ไม่รู้จักยาที่จะทำให้มีชีวิตคืน เจ้านรชีวะจึงถามต่อไปว่า ทำอย่างไรจึงจะได้ยา พราหมณ์บอกว่า ถ้าได้หัวใจมนุษย์มาทำยาจึงจะช่วยได้ เจ้านรชีวะจึงบอกว่าจะสละชีวิตของตนแก่มารดา ในขณะที่หาศาสตราเอามาเชือดหัวใจนั้น หมู่เทวดาได้โยนศาสตราลงมาตรงหน้าของเจ้านรชีวะๆ เมื่อจะเชือดเอาหัวใจจึงได้ตั้งความปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตเพื่อจะได้นำสัตว์ให้ข้ามพ้นจากวัฏฏสงสาร เมื่อเชือดเอาหัวใจออกมาแล้วจึงทำพิธีตามที่พราหมณ์บอกคือเอาหัวใจให้เข้าไปในปากของมารดา ในขณะเดียวกันพราหมณ์ก็ร่ายมนต์ มารดาของเจ้านรชีวะก็ได้ชีวิตคืนมา เจ้านรชีวะเห็นมารดาฟื้นคืนมาก็ดีใจจึงได้กล่าวคำลามารดาแล้วตัวเองก็สิ้นชีวิต นางเห็นลูกชายตายอย่างนั้นก็สงสารลูกร้องไห้คร่ำครวญแล้วได้ตั้งสัจอธิษฐานขอชีวิตลูกชายคืน
พอจบคำอธิษฐานเจ้านรชีวะก็ฟื้นคืนมาเหมือนนอนหลับแล้วตื่น คนทั้งสองก็มีปีติโสมนัสเป็นอย่างยิ่ง ท้าวสักกะจึงได้ปรากฎตัวในอากาศได้ให้สาธุการแก่พระโพธิสัตว์ว่า อีกไม่นานท่านสัตบุรุษจะได้เป็นพระพุทธเจ้า แล้วให้โอวาทว่า ท่านเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยคุณมีความกตัญญูเป็นต้น ท่านเป็นเนื้อหน่อพระพุทธเจ้า โลกคือหมู่สัตว์นี้ ไม่มีผู้ต้านทาน ไม่มีที่ซ่อนเร้น ไม่มีสรณะที่พึ่ง ท่านจงเป็นที่พึ่งของสัตว์โลกนี้เถิด |
16732 | 40187 | https://th.wikisource.org/wiki?curid=16732 | สุรูปชาดก | เรื่องสุรูปชาดก เริ่มเรื่องด้วยการสนทนาของพวกภิกษุว่าพระองค์ไม่อิ่ม ไม่เบื่อในทาน ถึงแม้เสด็จออกบวชเป็นพระพุทธเจ้าแล้วได้บวชวักกลิไม่นานก็ให้ตั้งอยู่ในพระอรหัต พระองค์เสด็จจากที่สีหไสยาสน์แล้วเสด็จไปยังธรรมสภา ตรัสถามภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุกราบทูลเรื่องที่สนทนากันแล้ว จึงตรัสว่าไม่ใช่เรื่องอัศจรรย์เพราะพระองค์เป็นพระพุทธเจ้า ส่วนในอดีตที่เป็นปุถุชนได้ให้ทานบุตร ภรรยา และตนเอง แก่ผู้แสดงธรรมเป็นเรื่องอัศจรรย์กว่า แล้วนำเรื่องในอดีตมาตรัสว่า
ในอดีตกาลล่วงมามีพระราชาพระนามว่าสุรูปราชครองราชย์สมบัติอยู่ในนครอินทปัตถ์ มีพระมเหสีพระนามว่าสุนทรีราชเทวี พระราชบุตรพระนามว่าสุนทรราชกุมาร วันหนึ่งพระองค์ทรงรำพึงว่ สรีรร่างกายนี้คล้ายคล้ายกันกับแสงสว่างแห่งพยับแดด ไม่มีแก่นสารเปรียบเหมือนต้นกล้วย ทำไฉนจึงจะได้ฟังธรรม จึงได้ปรึกษากับพวกอำมาตย์ พวกอำมาตย์กราบทูลว่า ตั้งแต่เกิดมาก็เคยได้ยินแต่คำว่า พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ แต่ยังไม่เคยเห็นเลยแล้วพระองค์จะได้ฟังธรรมแต่ที่ไหน พระเจ้าสุรูปราชทรงท้อพระทัยจึงหาอุบายเพื่อจะได้ฟังธรรมด่้วยการใช้ราชบุรุษป่าวประกาศว่า ผู้ใดสามารถจะกล่าวธรรมถวายพระเจ้าอยู่หัวได้ เราจะให้ทองคำ ๑,๐๐๐ ตำลึงและผอบแก้วกับช้าง พวกราชบุรุษทั้งหลายก็ทำตาม ป่าวร้องอยู่จนถึง ๗ ปีก็หาคนแสดงธรรมไม่ได้ พระเจ้าสุรูปราชทรงสลดพระทัยเป็นอย่างยิ่ง ทรงหมดหวังที่จะได้ฟังธรรมจึงประกาศว่า เราจักให้ทรัพย์ทุกสิ่งที่ผู้แสดงธรรมต้องการ เป็นต้นว่าภรรยา บุตร เงิน ทอง ทาสทาสี ช้าง ม้า โค กระบือ ขอแต่ได้ฟังธรรม ด้วยแรงอธิษฐานของพระโพธิสัตว์ทำให้เกิดแผ่นดินไหว ภูเขาโอนอ่อนลงมาประดุจหน่อหวายที่ถูกไฟลวก ท้าวสักกเทวราชทรงปรบพระหัตถ์กึกก้อง เสียงโกลาหลดังไปถึงพรหมโลก ท้าวสักกะจึงแปลงเป็นยักษ์ลงมายืนอยู่ตรงหน้าพระโพธิสัตว์ มหาชนเมื่อเห็นยักษ์ก็วิ่งหนีเพราะกลัว แต่พระโพธิสัตว์เข้าไปหาแล้วตรัสถามถึงสาเหตุที่ยักษ์มา ยักษ์ตอบว่า มาเพื่อจะแสดงธรรมให้ฟัง พระเจ้าสุรูปราชทรงปีตีโสมนัสมากจึงได้ตรัสบอกให้ยักษ์แสดงธรรมให้ฟัง แต่ยักษ์บอกว่า เดินทางมาไกลและหิวมากขอให้ได้กินอาหารก่อนจึงจะแสดงธรรมได้ พระเจ้าสุรูปราชจึงสั่งให้จัดอาหารให้ แต่ยักษ์ไม่กินบอกว่า ธรรมดายักษ์ต้องได้กินเนื้อมนุษย์พร้อมทั้งเลือดถึงจะถูกใจ ถ้าพระราชาให้มนุษย์ที่มีชีวิตได้ จึงจะแสดงธรรมให้ฟังได้ พระโพธิสัตวเจ้าจึงตรัสตอบว่าได้ จงแสดงธรรมก่อนเถิด เมื่อแสดงจบแล้วพระองค์จะมอบพระองค์ให้
ฝ่ายพระราชเทวีได้สดับคำนั้นแล้ว ทรงรำพึงว่า จะทำให้ความปรารถนาของสวามีให้สำเร็จ แล้วเสด็จเข้าไปหาพระราชากราบทูลว่า พระนางจะสละชีวิตของตนแก่ยักษ์ พระราชาก็ทรงอนุญาต ฝ่ายยักษ์ก็ตกลง แล้วทำทีเหมือนเคี้ยวกินพระเทวีแต่เอามาซ่อนไว้ด้วยกำลังแห่งฤทธิ์ เมื่อเห็นยักษ์ได้กินเนื้อมนุษย์สมใจแล้ืวพระเจ้าสุรูปราชจึงบอกให้ยักษ์แสดงธรรมให้ฟัง ยักษ์บอกว่ายังไม่อิ่มแล้วขอกินพระราชกุมารอีกองค์หนึ่ง พระราชาก็ทรงให้ ยักษ์ทำทีกินพระกุมารแล้วก็ซ่อนไว้อีก พวกประชาชนพากันวิ่งหนีเพราะกลัว ยกเว้นพระราชาองค์เดียว พระราชาสั่งให้ยักษ์แสดงธรรมแต่ยักษ์บอกว่ายังไม่อิ่มขอกินอีก พระราชาจึงรักปากว่าจะมอบพระองค์เองให้ ยักษ์รับคำแล้วแสดงธรรมให้ฟังตามพระพุทธลีลา ว่า
ความเศร้าโศกและความกลัวย่อมบังเกิด เพราะความรัก เมื่อบุคคลพ้นไปเสียจากความรักแล้ว ความเศร้าโสกและความกลัวแต่ที่ไหนๆ ก็ไม่มี ความเศร้าโศกและความกลัวย่อมเกิดแต่ตัณหา เมื่อบุคคลพ้นไปเสียจากตัณหาแล้ว ความเศร้าโศกและความกลัวแต่ที่ไหนๆ ก็ไม่มี ความเศร้าโศกและความกลัวย่อมเกิดแต่ความยินดี เมื่อบุคคลพ้นไปจากความยินดีแล้ว ความเศร้าโศกและความกลัวแต่ที่ไหนๆ ก็ไม่มี ความเศร้าโศกและความกลัวย่อมบังเกิดเพราะความใคร่ปรารถนา เมื่อบุคคลพ้นไปจากความใคร่ปรารถนาแล้ว ความเศร้าโศกและความกลัวแต่ที่ไหนๆ ก็ไม่มี
เมื่อได้ฟังธรรมจบพระราชาก็ได้มอบพระองค์เองแก่ยักษ์ ยักษ์แปลงกล่าวชมเชยพระราชาแล้วกล่าวว่า พระองค์อยากได้พระราชเทวีและพระราชกุมารคืนหรือไม่ พระราชาตรัสตอบว่าอยากได้คืน ยักษ์จึงนำเอาพระราชเวที และพระราชกุมารมาถวายให้แก่พระราชา แล้วเหาะขึ้นไปบนอากาศประกาศตนเองว่าเป็นท้าวสักกเทวราช |
16734 | 40189 | https://th.wikisource.org/wiki?curid=16734 | ภัณฑาคารชาดก | พระศาสดาเมื่อทรงประทับอยู่ในพระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภกำลังพระปัญญาของพระองค์ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า สุณาหิ เม ตํ มหาราช ดังนี้
ความมีอยู่วา วันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายสนทนากันอยู่ในโรงธรรมว่า ผู้มีอายุทั้งหลายน่าอัศจรรย์ พระศาสดามีพระปัญญามาก แน่นหนา ว่องไว้ เป็นที่ร่าเริง สอดส่อง คมกล้า ควรแก่การบูชาสักการะของเทพยดาและมนุษย์ทั้งหลาย ทรงให้เทพยดาและมนุษย์ทั้งหลายตั้งอยู่ในพระไตรสรณคมน์ศีลห้า โสดาปัตติมรรค สกทาคามิมรรต อนาคามิมรรค และอรหัตตมรรต ดังนี้
พระศาสดาทรงสดับถ้อยคำของภิกษุเหล่านั้นด้วยทิพยโสต เสด็จออกจากพระคันธกุฎีมายังโรงธรรม ตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไรหนอ เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า ด้วยเรื่องชื่อนี้ ตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ถึงในกาลก่อน ตถาคตก็แก้ปัญหาด้วยปัญญาของตน เหล่าเทพยดาและมนุษย์พากันกระทำสักการะบูชาดังนี้แล้ว ก็ทรงนิ่งอยู่ อันภิกษุทั้งหลายกราบทูลวิงวอน จึงทรงนำอดีตนิทานมาแสดงว่า
ในอดีตกาล พระราชาทรงพระนามว่าโกรพยราช ครองราชย์อยู่ในมิถิลานคร ในแคว้นวิเทหรัฐ มีพระอัครมเหสีทรงพระนามว่าสุมนราชเทวี พระเจ้าโกรพยราชนั้น ทรงตั้งอยู่ในธรรม บำเพ็ญทานรักษาศีล ในกาลนั้น พระโพธิสัตว์จุติจากดาวดึงส์เทวโลก มาถือปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระนางสุมนเทวี จำเดิมแต่พระโพธิสัตว์ถือปฏิสนธิแล้วจนครบทศมาส ครั้งนั้น ท้าวสักกเทวราชเสด็จมาประทับอยู่ในอากาศ ใต้เศวตฉัตรในราตรี ถามปัญหากับพระเจ้าโกรพยราชว่า ข้าแต่มหาราช พระองค์จงทรงฟังปัญหาของข้าพเจ้า หนึ่งไม่มีสอง สองไม่มีสาม สามไม่มีสี่ สี่ไม่มีห้า ห้าไม่มีหก หกไม่มีเจ็ด เจ็ดไม่มีแปด แปดไม่มีเก้า เก้าไม่มีสิบ และสิบไม่มีสิบเอ็ดได้แก่อะไร ปัญหาที่ข้าพเจ้าถาม พระองค์จงแก้โดยเร็วภายในกำหนดเจ็ดปี เจ็ดเดือน เจ็ดวัน ถ้าพระองค์ไม่ทราบปัญหาของข้าพเจ้า พระองค์ก็จักสิ้นพระชนม์ ดังนี้แล้ว ก็เสด็จกลับยังทิพยสถานของพระองค์ในทันใดนั่นเอง
ฝ่ายพระเจ้าโกรพยาช แม้พระราชดำริอยู่จนสว่าง ก็ยังไม่ทรงทราบความหมายของปัญหานั้น ครั้นเวลาเช้า จึงตรัสถามอำมาตย์ ผู้รักษาเรือนคลัง และผู้รักษาพระทวารพระราชมณเฑียร ชนเหล่านั้นแม้สักคนเดียวก็ไม่ทราบ
พระเจ้าโกรพยราชทรงหวาดหวั่นว่า ความตายจะพึงมีแก่เรา ตรัสเรียกพระเทวีมาตรัสถามว่า ดูกรเจ้าผู้เจริญ เราไม่ทราบปัญหาที่เทวดามาถาม เจ้าจงพิจารณาปัญหานั้นเถิด พระเทวีจึงกราบทูลว่า ข้าแต่เทวราชเจ้า ไฉนเลย มนุษย์ทั้งหลายจะวิสัชนาปัญหาของเทพยดาได้ พระเจ้าโกรพยราชได้สดับถ้อยคำของพระเทวีแล้ว ทรงพิโรธ ตรัสเรียกภัณฑาคาริกอำมาตย์มาสั่งบังคับว่า แน่ะภัณฑาคาริก ท่านจงจับพระเทวีไปประหารชีวิตเสีย
ภัณฑาคาริกอำมาตย์คิดว่า เวลานี้สมควรที่เราจะบำรุงพระเทวีไว้ก่อน จึงกราบทูลว่า ข้าแต่พระเทวีผู้เจริญ จำเดิมแต่นี้ไป ขอพระเทวีจงรักษาชีวิตไว้ก่อน ในวันรุ่งขึ้น พระราชเทวีทรงประสูตรเป็นพระราชโอรส พระราชกุมาร มีพระกายดังสีทอง ภัณฑาคาริกอำมาตย์ได้เห็นพระราชกุมารแล้ว ให้ตั้งอยู่ในฐานะบุตร ช่วยอุปถัมภ์พระเทวีและพระราชกุมารด้วยข้าวและน้ำเป็นต้น พระราชเทวีนั้น เพราะอาศัยภัณฑาคาริกอำมาตย์นั้นเลี้ยงพระกุมารจนเติบโต จึงขนานพระนามคล้ายกับภัณฑาคาริกอำมาตย์นั้นว่า ภัณฑาคาริกกุมาร
พระราชกุมารีมีชันษาได้เจ็ดปีเจ็ดเดือนเจ็ดวัน ในคราวนั้น ท้าวสักกเทวราชลงมราจากเทวโลก ทวงถามปัญหากับพระเจ้าโกรพยราช พระเจ้าโกรพยราชจึงตรัสว่า ข้าแต่ท้าวสักกะผู้เจริญ ตั้งแต่ที่ท่านได้ถามปัญหากะข้าพเจ้าไว้ ข้าพเจ้าได้ถามข้าราชบริพารทั้งปวงแล้ว พวกเขาก็พากันไม่ทราบทั้งนั้น พรุ่งนี้ข้าพเจ้าจักถามปัญหากะภัณฑาคาริกอำมาตย์แต่เช้าทีเดียว
ครั้นยามเช้า พระเจ้าโกรพยราช จึงตรัสถามภัณฑาคาริกอำมาตย์ว่า ดูกรภัณฑาคาริกอำมาตย์ ท่านเป็นที่พึ่งของเรา เพราะท่านรู้จักคนผู่้มีปัญญามาก ท่านจงให้เขาแก้ปัญหา เราจักให้เงินทอง แก้วมุกดา แก้วไพฑูรย์ แก้วมณี นารีที่ตกแต่งเครื่องประดับพร้อมช้างร้อยช้าง ม้าร้อยม้า รถร้อยรถ โคร้อยโค ทองคำแสนตำลึงแก่ท่าน และจะให้ท่านเสวยราชสมบัติกึ่งหนึ่ง ภัณฑาคาริกอำมาตย์ จึงกราบทูลว่า บุตรของหญิงคนหนึ่ง มีรูปร่างงดงามในเรือนของข้าพระองค์ เป็นเด็กฉลาด พระเจ้าโกรพยราชมีพระทัยยินดีตรัสว่า ท่านจงไปถามบุตรของท่านว่าสามารถจะแก้ปัญหาของเทพยดาได้หรือไม่ ภัณฑาคาริกอำมาตย์ถวายบังคมลาพระเจ้าโกรพยราช แล้วรีบไปยังเรือนแล้วถามบุตร
พระโพธิสัตว์ได้ฟังคำของบิดาแล้ว มีจิตยินดีรับว่า ตกลง ดังนี้ ฝ่ายมารดากล่าวกะบุตรว่า ดูกรลูกรัก เจ้ายังเด็กอยู่ จะรู้จักอะไร ถ้าเจ้าไม่รู้ ภัยก็จะมีพึงมีแก่เจ้า พระโพธิสัตว์จึงพูดกับมารดาว่า ข้าแต่พระแม่เจ้า ข้าพเจ้าทราบอยู่ แล้วทูลลาพระมารดา ขึ้นหลังคชาธารตัวประเสริฐ มีหมู่อำมาตย์แวดล้อม มหาชนทั้งหลาย ก็ประโคมดนตรีขึ้นพร้อมกัน มหาชนทั้งปวงมีจตุรงคเสนากองช้างกองม้ากองรถกองเดินเท้า เดินไปตามมรรคาด้านข้างหน้าของพระมหาโพธิสัตว์ พระมหาโพธิสัตว์เสด็จขึ้นคอช้างดำเนินไป
ส่วนพระเจ้าโกรพยราช ทอดพระเนตรหนทางที่พระมหาโพธิสัตว์นั้นจะเสด็จมา เปรียบเหมือนนักเลงสุรากระหายสุรานั่งคอยแต่ว่าจะดื่มอยู่ ฉะนั้น ครั้งนั้น พระมหาโพธิสัตว์เสด็จมาถึงพระทวารพระราชวัง ก็ลงจากหลังช้าง ทูลถามพระราชาว่า ข้าแต่มหาราช ปัญหาที่ท้าวสักกะถามอย่างไร พระเจ้าโกรพยราชตรัสว่า ดูกรกุมาร เทพยดาถามว่า หนึ่งไม่มีสอง สองไม่มีสาม สามไม่มีสี่ สี่ไม่มีห้า ห้าไม่มีหก หกไม่มีเจ็ด เจ็ดไม่มีแปด แปดไม่มีเก้า เก้าไม่มีสิบ และสิบไม่มีสิบเอ็ดได้แก่อะไร
พระมหาโพธิสัตว์กราบทูลว่า ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์จงสดับคำของข้าพระบาท สิ่งซึ่งมีอยู่ในโลกนี้จะเสนอด้วยภูเขาสิเนรุราชไม่มีเลย เหราะเหตุนั้น หนึ่งไม่มีสองนั้ จึงได้แก่ ภูเขาสิเนรุราช สิ่งที่มีเพียงสอง คือพระจันทร์และพระอาทิตย์ สิ่งที่จะเสมอด้วยพระจันทร์และพระอาทิตย์ไม่มี เหราะเหตุนั้นสองไม่มีสามนั้น จึงได้แก่ พระจันทร์และพระอาทิตย์ สิ่งที่ชื่อว่าสาม คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ สิ่งที่จะเสมอด้วยพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ไม่มี เพราะเหตุนั้น สามไม่มีสี่นั้น จึงได้แก่ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ทวีปทั้งหลายซึ่งจะเสมอด้วยสิ่งทั้งสี่ คือ ชมพูทวีป ปุพวิเทหทวีป อมรโคยานทวีป และอุตตรกุรุทวีปไม่มี เพราะเหตุนั้น สามไม่มีสี่นั้น จึงได้แก่ ทวีปสี่ ห้าไม่มีหกที่เทพยดาถามนั้น คือ ศีลห้า ไม่มีสิ่งใดในโลกนี้ที่จะเปรียบปานได้ ชนทั้งปวงมีศีลห้าประการไว้ ครั้นจุติจากโลกมนุษย์ไปแล้ว ด้วยอานุภาพของศีลห้าจะได้ไปเกิดเป็นเทพยดาในดาวดึงส์พิภพ เหราะเหตุนั้น ห้าไม่มีหกนั้น จึงได้แก่ ศีลมีองค์ห้าประการ หกไม่มีเจ็ด คือ กามาพจรเทวโลกทั้งหกชั้น คือ ชั้นจาตุมหาราชิดา ดาวดึงสา ยามา ดุสิตา นิมมานรดี และปรนิมมิตรวสวัตตี ไม่มีสิ่งใดจะเสมอเหมือน เพราะเหตุนั้น หกไม่มีเจ็ดนั้นจึงได้แก่ กามาพจรหกชั้น ภูเขาที่วงรอเขาพระสุเมรุมีอยู่เจ็ดชั้น ไม่มีสิ่งใดจะเสมอเหมือน เพราะเห็นนั้น เจ็ดไม่มีแปด จึงได้แก่ เขาสัตตบริภัณฑ์ซึ่งวงรอบแวดล้อมเขาพระสุเมรุอยู่เจ็ดชั้นนั้น แปดไม่มีเก้า คือ ศีลมีองค์แปดประการ ไม่มีสิ่งใดจะเสมอเหมือน เพราะเหตุนั้น แปดไม่มีเก้านั้น จึงได้แก่ ศีลแปดประการ เก้าไม่มีสิบ คือ สภาวธรรมอันใดในโลกนี้ซึ่งจะเสมอเหมือนด้วยพระโลกุตตรธรรมเก้าประการไม่มี เพราะเหตุนั้น เก้าไม่มีสิบนั้น จึงได้แก่ พระนพโลกกุตตรธรรม สิบไม่มีสิบเด็ด คือ ศีลสิบประการ ไม่มีสิ่งใดในโลกนี้จะเสมอเหมือน เพราะเหตุนั้น สิบไม่มีสิบเอ็ดนั้น จึงได้แก่ ศีลสิบประการ
พระเจ้าโกรพยราช ได้เห็นอัศจรรย์ดังนั้นแล้ว มีพระทัยยินดี พระราชทานราชสมบัติทั้งสิ้นให้เป็นธรรมบูชาแก่พระโพธิสัตว์ กษัตริย์ทั้งปวง นำพระธิดาของตนมาถวายพระโพธิสัตว์ กระทำให้เป็นธรรมบูชา เสนาอำมาตย์ นางสีวิกัญญาและพวกพลนิกายทั้งปวง ก็ถวายเครื่องประดับทอง เงิน แก้วมุกดา แก้วมณี และผ้านุ่งห่มมีประการต่างๆ แล้วก็ยกท่อนผ้าขึ้นโบกไปมาเสียงกึกก้องไปด้วยเสียงดนตรี ตะโพนบัณเฑาะว์กลองเล็กใหญ่ เอิกเกริกได้มีแล้ว ในขณะนั่นเอง มหาปฐพีเป็นประหนึ่งว่าจะแตก ฉะนั้น ชนเหล่านั้นทั้งหมด ทำสาธุการด้วยข้าวตอกและดอกไม้ห้าสีแก่พระโพธิสัตว์แล้ว กระทำอัญชลีกรนมัสการ ร้องถวายชัยมงคลกึกก้อง
ท้าวเทวินทเทวราช ได้สดับคำวิสัชนาของพระโพธิสัตว์นั้นแล้ว ตรัสว่า ดูกรกุมาร แต่นี้ไปไม่ช้าเลย พระราชบิดาก็จะอภิเษกพระองค์ให้เป็นกษัตริย์ ท้าวสุชัมบดีมัฆวานเทวราชครั้นตรัสดังนี้แล้ว ประทานพรให้แก่พระราชกุมารแล้ว เสด็จกลับยังเทวสถานเทวโลกแล
ในคราวนั้น พระเจ้าโกรพยราช มีรับสั่งให้ตระเตรียมพลช้างพลม้า พลรถ พลเดินเท้า ให้ไปรับพระราชเทวีเข้ามายังพระราชวัง แล้วรอคอยซึ่งการเสด็จมาของพระราชเทวี ครั้นได้เห็นพระราชเทวีเจ้าเสด็จมาถึงแล้ว ก็มีพระทัยโสมนัส เพราะเหตุที่จะได้สังผัสถูกต้องพระสรีรวรกาย ของพระเทวีซึ่งเป็นสตรีรัตน์ จึงเสด็จลุกขึ้นจากราชอาสน์เสด็จไปต้อนรับพระเทวี แล้วตั้งไว้ในตำแหน่งพระอัครมเหสีดังเดิม แล้วทรงแต่งตั้งภัณฑาคาริกราชกุมารในตำแหน่งกษัตริย์ ครั้นเสด็จพระราชพิธีราชาภิเษกแล้ว พระมหาโพธิสัตว์พระราชทานมหาสมบัติแก่ภัณฑาคาริกอำมาตย์จำเดิมแต่นั้นมา พระมหาโพธิสัตว์ทรงบันเทิงอยู่ในทศพิธราชธรรม ทรงบำรุงราษฎร เสวยราชสมบัติอยู่โดยธรรม กษัตริย์ทั้งปวงถวายราชสมบัติของตนแก่พระโพธิสัตว์ ตกแต่งธิดาของตนด้วยเครื่องประดับทั้งปวงมาถวายแก่พระโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์ประทานโอวาทแก่กษัตริย์เหล่านั้นว่า จำเดิมแต่นี้ไป พวกท่านอย่าได้ประมาท จงรักษาศีลห้า เจริญภาวนา สั่งสมบุญกุศล อย่าเบียดเบียนสัตว์มีชีวิต อย่าถือเอาทรัพย์ของผู้อื่น อย่าเจรจาเท็จ อย่าประพฤติล่วงภรรยาผู้อื่น อย่าดื่มสุราเมรัย จงให้ทานสืบๆ ไป ดังนี้ ครั้นสิ้นพระชนมายุแล้ว ไปบังเกิดในเทวโลก เสวยทิพยสมบัติอันประเสริฐ
พระศาลดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย ตถาคตจะได้เป็นผู้มีปัญญามาก แต่ในอัตภาพนี้เท่านั้นหามิได้ ถึงในกาลก่อน ตถาคตย่อมเป็นผู้มีปัญญามากแล้วทรงประกาศอริยสัจสี่ประการ ครั้นจบอริยสัจสี่ประการ แล้วทรงประมวลชาดกว่า นางสุมนเทวีในกาลนั้ กลับชาติมาเป็นนางมหามายาในกาลนี้ พระเจ้าโกรพยราชในกาลนั้น กลับชาติมาเป็นท้าวสุทโธทนมหาราชพุทธบิดาในกาลนี้ ท้าวสักกเทวราชในกาลนั้น กลับชาติมาเป็นพระอนุรุทธะผู้มีจักษุทิพย์ไม่มีผู้อื่นจะยิ่งกว่าในกาลนี้ ส่วนภัณฑาคาริกอำมาตย์ในกาลนั้น กลับชาติมาเป็นพระอานนท์ในกาลนี้ เสนาอำมาตย์ราชบริวารในกาลนั้น กลับชาติมาเป็นพุทธบริษัทในกาลนี้ ภัณฑาคาริกกุมารโพธิสัตว์ผู้มีพระบารมีมากกว่าชนทั้งปวงในกาลนั้น กลับชาติมาเป็นพระสัพพัญญูโลกนาถในกาลนี้ ท่านทั้งหลาย จงทรงจำชาดกนี้ไว้ ด้วยประการฉะนี้ |
16735 | 40190 | https://th.wikisource.org/wiki?curid=16735 | พหลาคาวีชาดก | พระศาสดาเมื่อทรงประทับอยู่ในพระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภความกตัญญูในพระมารดา จึงตรัสคำว่า นตฺถิ สจฺจํ สมํ ปุญฺญํ ดังนี้
ความมีอยู่ว่า วันหนึ่งภิกษุทั้งหลายนั่งสรรเสริญความกตัญญูของพระผู้มีพระภาคเจ้าอยู่ในโรงธรรม พระศาสดาเสด็จมา ตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไรหนอ เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ด้วยเรื่องชื่อนี้ ตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย เราจะได้เป็นกตัญญูบุคคลแต่ในบัดนี้เท่านั้นก็หามิได้ ถึงในกาลก่อน เราก็ได้เป็นกตัญญูบุคคลเหมือนกัน ดังนี้แล้ว ก็ทรงนิ่งอยู่ อันภิกษุทั้งหลายกราบทูลวิงวอน จึงทรงนำอดีตนิทานมาตรัสว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในอดีตกาล ในโกศลรัฐ กุฎุมพีคนหนึ่งมีแม่โคตัวหนึ่ง ชื่อพหลาคาวี นางโคพหลาคาวีนั้น มีลูกน้อยอยู่ตัวหนึ่ง ในคราวหนึ่ง นางพหลาคาวีนั้นออกจากคอกโคไปแสวงหาหญิงกับลูกน้อยของตนกับฝูงโคทั้งหลาย นางโคพหลาคาวีนั้น เข้าไปในป่าแต่ตัวเดียว ส่วนลูกโคไปกับฝูงโค ในกาลนั้น ในป่านั้น มีเสือโคร่งอยู่ตัวหนึ่ง เสือโคร่งนั้น ได้เห็นนางโคกินหญ้าอยู่ คิดว่า เราจักจับนางโคตัวนี้กิน จึงเข้าไปใกล้นางโคนั้น นางโคนั้นเงยหน้าขึ้นแลเห็นเสือโคร่งแล้วจึงพูดว่า ข้าแต่เสือโคร่งผู้เป็นใหญ่ ท่านมาเพื่อต้องการอะไร เสือโคร่งตอบว่า ข้าจะมาจับเจ้ากินเป็นอาหาร นางโคจึงตอบว่า ข้าแต่เสือโคร่งผู้เป็นใหญ่ ท่นจงงดกินข้าพเจ้าไว้ก่อนเถิด ข้าพเจ้ามีลูกน้อยอยู่ตัวหนึ่ง จะไปให้ลูกกินนมก่อนแล้วจะมาให้ท่านกินเป็นอาหาร เสือโคร่งจึงกล่าวว่า ถ้ำคำของเจ้าจักเป็นจริงไซร้ ข้าจะงดโทษให้เจ้า นางพหลาคาวีลาเสือโคร่งไปหาลูก พูดกับลูกว่า ลูกรัก เจ้าจงรีบกินนมแม่เร็วๆ เถิด แม่จะไปให้เสือโคร่งกินเป็นอาหาร ลูกโคน้อย จึงถามว่า เหตุไฉน แม่จึงมาพูดอย่างนี้ แม่อย่าไปให้เสือโคร่งกินเลย ลูกจะไปให้เสือโคร่งกินแทนคุณแม่ แม่โคพูดว่า ลูกรัก แม่ได้ให้ปฏิญาณแก่เสือโคร่งไว้ว่าจะให้เสือโคร่งกินแล้วจึงมา คำของแม่เป็นคำจริง ถึงร่างกายของแม่จะพินาศไป แม่ก็จะไม่ละทิ้งสัจธรรมคำจริง
เวลานั้น ลูกโคน้อยเดินร้องไห้ตามแม่ไปยืนอยู่ข้างหลัง ได้พูดกับเสือโคร่งว่า ท่านเสือโคร่งผู้เป็นใหญ่ ท่านจงอนุเคราะห์กินตัว้า จงให้ชีวิตแก่แม่ข้าเถิด เสือโคร่งพูดว่า ข้างดโทษให้เจ้า ข้าไม่กินเจ้าทั้งสองแล้ว ด้วยเดชานุภาพแห่งสัจจะขันติและกตัญญู ภพของท้าวสักกเทวราชจึงแสดงอาการร้อนขึ้น ท้าวสักกเทวราชทรงอาวัชนาการ ครั้นทราบเหตุนั้นแล้ว จึงลงมาจากสวรรค์ เข้าไปใกล้สัตว์ทั้งสามนั้น แล้วพาสัตว์ทั้งสามนั้นไปยังเทวโลก ประทานทิพยพิมานอันเดียรดาษไปด้วยนางเทพอัปสรพันหนึ่ง พรั่งพร้อมไปด้วยโภคสมบัติทิพย์ กึกก้องไปด้วยการฟ้อนรำขับร้อง กึกก้องดุริยางดนตรีมีองค์ห้าประการ เกลื่อนกลาดไปด้วยธงชายและธงปฎากเป็นอันมาก สำเร็จไปด้วยกามคุณเป็นของทิพย์ให้แก่สัตว์ทั้งสามนั้น สัตว์ทั้งสามนั้น ก็สละอัตาพของตนเสีย แล้วได้อัตภาพเป็นเทวบุตรในสำนักท้าวสักกเทวราชแล้วก็เสวยทิพยสุขอยู่ในเทวโลก
เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสพระดำรัสเป็นต้นว่า บุญกุศลส่วนดีงามซึ่งจะเสมอด้วยสัจจะความจริง ขันติความอดทน และกตัญญูความรูัจักคุณที่ผู้อื่นกระทำไว้แก่ตนทั้งสามประการนี้ เป็นบุญราศีอย่างสูงสุดอย่างประเสริฐ นี้เป็นผลของสัจจะขันติและกตัญญตา
พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ประมวลชาดกว่า ท้าวสักกเทวราชกลับชาติมาเป็นพระอนุรุทธะในกาลนี้ เสือโคร่งผู้เป็นใหญ่ที่เที่ยวไปในป่า กลับชาติมาเป็นพระเจ้าสุทโธทนมหาราชพุทธบิดาในกาลนี้ นางพหลาคาวีกลับชาติมาเป็นพระนางสิริมหามายาพุทธมารดาในกาลนี้ ลูกโคกลับชาติมาเป็นพระบรมโลกนาถในกาลนี้ ท่านทั้งหลาย จงทรงจำชาดกนี้ไว้ ด้วยประการฉะนี้ |
16736 | 40191 | https://th.wikisource.org/wiki?curid=16736 | เสตบัณฑิตชาดก | พระศาสดาเมื่อทรงอาศัยพระนครกบิลพัสดุื ประทับอยู่ในนิโครธาราม ทรงปรารถถึงทานบารมี ศีลบารมี กล่าวคือการสละชีวิตของพระองค์เพื่อประโยชน์ให้แก่พระอานนท์ จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า อหํ สกฺโกมิ โมเจตุํ ดังนี้
ความมีอยู่ว่า ในกาลนั้น มีพราหมณ์คนหนึ่งชื่อว่าธรรมบาล อยู่ในนครพาราณสี เลี้ยงหนูเผือกโพธิสัตว์ไว้ตัวหนึ่ง มีสีเหมือนสังข์ หนูเผือกโพธิสัตว์นั้นรักษาศีลห้า บางวันรักษาศีลตั้งแต่เวลาเช้าจนถึงเวลาเที่ยง บางวันรักษาศีลตั้งแต่เวลาเที่ยงไปจนถึงเวลาเย็น พราหมณ์ธรรมบาลนั้น เดิมเป็นทาสของมหาเศรษฐี พราหมณ์ได้อาศัยหนูเผือกโพธิสัตว์นั้นจึงได้ทรัพย์เป็นอันมาก มีทั้งทาสทาสีเงินทองบริบูรณ์มั่งคั่งในกาลนั้น มหาเศรษฐีเวลาไปสู่ที่บำรุงของกษัตริย์ ได้แวะมาเล่นกันหนูเผือกโพธิสัตว์ที่รักษาศีลห้านั้น เล่นอยู่ตั้งแต่เวลาเช้าจนเวลากลางวันบ้าง ตั้งแต่เวลากลางวันจนถึงเวลาเย็นบ้างเป็นนิจนิรันดร์มา เมื่อมหาเศรษฐีเล่นอยู่ได้จับที่ตัวหนูเผือกนั้นแล้วเอามือลูกศีรษะของหนูเผือกนั้นหยอกเล่นอยู่
หนูเผือกโพธิสัตว์นั้น คิดว่า วันนี้ท่านเศรษฐีมาเล่นกับเรา จะทำลายศีลเรา การที่ท่านเศรษฐีมาเล่นกับเรา ไม่สมควร เป็นบาป ท่านเศรษฐีมาจับเราไว้มั่นคง ความเวทนาจะมีแก่เรา บาปจะมีแก่มหาเศรษฐีนั้น ท่านมหาเศรษฐีจะทุบ จะขว้างไป ให้ตกเหนือภาคพื้น ความเวทนาจะเกิดแก่เรา บาปจะมีแก่เศรษฐีนั้น เพราะเหตุนั้น ขอท่านมหาเศรษฐีอย่ามาเล่นกับเราเลย เราก็จะไม่เล่นกับท่านมหาเศรษฐี
อยู่มาวันหนึ่ง ท่านมหาเศรษฐีมาจากที่เฝ้าบรมกษัตริย์ พระมหาโพธิสัตว์จึงเข้าไปใกล้กล่าวว่า ข้าแต่ท่านมหาเศรษฐี ข้าพเจ้ารักษาศีลห้า วันนี้ ท่านก็ดี พราหมณ์ก็ดี อย่าได้เล่นกับข้าพเจ้าเลย ถ้าท่านเล่นกับข้าพเจ้าแล้ว บาปเป็นอันมากก็จะหลั่งไหลมาถึงท่าน ถ้าท่านไม่เล่นกับข้าพเจ้าแล้ว บุญกุศลเป็นอันมากก็จะหลั่งไหลมาถึงท่าน ท่านก็จะได้ประสบหนทางที่จะไปยังสวรรค์ พราหมณ์ ได้ฟังวาจานั้นแล้ว บันดาลความโกรธหนูเผือกโพธิสัตว์นั้น จึงบังคับทาสกรรมกรว่า เจ้าจงจับหนูไปทุบศีรษะ โยนทิ้งเสียที่พื้นดิน
แต่ท่านมหาเศรษฐีกลับได้คิดว่า การที่เราจะเอาหนูไปขายถึงจะได้ทรัพย์มามาก สักร้อยตำลึง พันตำลึง ก็ไม่สมควร เราก็ดี พราหมณ์ก็ดี ได้เป็นผู้มีโภคสมบัติมากก็เพราะอาศียหนูนี้ เพราะเหตุนั้น อุปัทวะอันตราย จักบังเกิดมีแก่เรา เราจะต้องไปยังทุคติ ถ้าเราจะไม่กระทำอันตรายแก่หนู เราจักได้ไปสวรรค์ จึงรีบลุกขึ้นไปชิงเอาหนูได้แล้ว ออกจากเรือนของพราหมณ์ ไปได้ไม่ไกลก็ล้มลง ได้รับทุกขเวทนามาก หนูเผือกนั้นหลุดไปจากมือท่านมหาเศรษฐีแล้วก็หนีเข้าป่าหิมพานต์ไป ส่วนพราหมณ์ได้ยินเสียงร้องครวญครางของท่านมหาเศรษฐีแล้ว ออกจากเรือนไปดู ได้เห็นมหาเศรษฐี ก็ตกใจ จึงได้เอาน้ำไปรดให้ท่านมหาเศรษฐี จนท่านมหาเศรษฐีได้สติลุกขึ้นนั่งได้ ก็พาเข้าไปพักในเรือน
ตั้งแต่วันที่หนูออกจากเรือนไปแล้ว พราหมณ์ก็ใช้ทรัพย์สินไป ต้องขายทาส ขายทาสี ขายบุตรธิดา ขายภรรยา ขายเรือน ขายผ้านุ่งห่ม ต้องนุ่งผ้าห่มขาด ถือกระเบื้องเที่ยวขอทาน ได้ความขัดสน เลี้ยงชีวิตด้วยความลำบาก ครั้นล่วงไปได้ปีหนึ่ง พระมหาโพธิสัตว์คิดถึงำพราหมณ์ผู้เป็นนายผู้อยู่ในพระนคร จึงออกจากป่ามาไม่เห็นเรือนของพราหมณ์ ได้เห็นพราหมณ์ผู้มีกลิ่นตัวเหม็น มีกระเบื้องสำหรับขอทาน นอนอยู่ใต้รถคร่ำคร่า ในเรือนของคนอื่น ก็มีน้ำตาหลั่งไหลเข้าไปจูบเท้าพราหมณ์ แล้วปลุกว่า ข้าแต่เจ้านาย ท่านจงลุกขึ้นเถิด พราหมณ์ได้ยินดังนั้นแล้วจึงถามว่าใคร หนูจึงพูดว่า เจ้านาย ข้าพเจ้าชื่อว่าเสตะ พราหมณ์ลุกขึ้น เห็นหนูเผือก ก็จำได้ แล้วระลึกขึ้นมาได้ถึงสมบัติของตนก็ร้องไห้
หนูเผือกจึงปลอบว่า ข้าแต่ท่านมหาพราหมณ์ ท่านอย่าคิดไปเลย ท่านพึงขายข้าพเจ้า แต่อย่าขายแก่เศรษฐี ท่านพึงพาข้าพเจ้าไปขายในราชสำนักเถิด พอแสงอรุณขึ้นมา พราหมณ์ก็อุ้มหนูเผือกนั้น เข้าไปยังพระราชนิเวศน์ พระราชาทอดพระเนตรเห็นพราหมณ์แล้ว ตรัสถามพราหมณ์ว่า ท่านอยู่ถึงแว่นแคว้นไหน จึงได้เอาหนูมาจนถึงที่นี่ ท่านอยากจะได้ทรัพย์สักหมื่นกหาปณะ หรือสักแสนกหาปณะ หรือสักเท่าไรหนอ พราหมณ์จึงกราบทูลว่า ข้าพระบาทอยากได้โค ๑๐๐ ตัว ช้าง ๑๐๐ เชือก นางทาสีร้อยนาง ทาสร้อยคน นางกัญญาร้อยนาง เรือนร้อยหลัง และสมบัติทั้งปวงอย่างละร้อยๆ พระพุทธเจ้าข้า
พระราชา ทอดพระเนตรเห็นหนูเผือกนั้นแล้ว ทรงบันเทิงพระทัย แล้วทรงรับเอาหนูไว้โดยเคารพ ทรงจุมพิตที่ท้องหนูบ้าง ที่ศีรษะหนูบ้าง จึงพระราชทานสรรพสมบัติอย่างละร้อยกับทั้งเครื่องประดับทั้งปวงแก่พราหมณ์ แล้วกระทำสักการะใหญ่แก่หนูนั้น ลำดับนั้น พราหมณ์ได้รับสมบัติทั้งปวงไปแล้ว ก็เป็นผู้มียศใหญ่ดังแต่ก่อน หนูนั้นแสดงธรรมสั่งสอนบรมกษัตริย์กับหมู่มหาชนให้ตั้งอยู่ในธรรม ส่วนบรมกษัตริย์กับทั้งชาวพระนครทั้งปวงตั้งอยู่ในโอวาท บำเพ็ญมหาทานรักษาศีล เพราะเหตุนั้น พระราชาและมหาชน จึงพากันขนานนามหนูเผือกโพธิสัตว์นั้นว่า ธรรมเสตบัณฑิต
หนูเผือกโพธิสัตว์นั้น แสดงธรรมอยู่ในพระราชสำนักมาสิ้นกาลนาน ส่วนกษัตริย์กับทั้งมหาชน ตั้งอยู่ในโอวาทของพระมหาโพธิสัตว์ ครั้นกระทำกาลกิริยา ไปยังเกิดในเทวโลก ส่วนพระมหาโพธิสัตว์ ออกจากพระนครไปอยู่ในหิมวันตประเทศ รักษาศีลห้าประการอยู่ในที่รัมณียสถาน ครั้นสิ้นอายุแล้วก็ไปยังเกิดในเทวโลก
พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ทรงประชุมชาดกว่า พระราชาในกาลนั้น กลับชาติมาเกิดเป็นพระสารีบุตรในกาลนี้ ท้าวสักกเทวราชในกาลนั้น กลับชาติมาเป็นพระอนุรุทธะในกาลนี้ ธรรมปาลพราหมณ์ในกาลนั้น กลับชาติมาเป็นพระมหากัสสปะในกาลนี้ มหาเศรษฐที่ได้ขนหนูไว้ในกาลนั้น กลับชาติมาเป็นพระอัมพัตถเถระในกาลนี้ เทพยดาทั้งหลายในกาลนั้น กลับชาติมาเป็นพุทธสาวก หนูผู้ทรงศีลชื่อธรรมเสตะในกาลนั้น กลับชาติมาเป็นพระสัพพัญญูอุดมกว่าสัตว์สองเท้า ดังนี้ |
16737 | 40192 | https://th.wikisource.org/wiki?curid=16737 | ปุปผชาดก | พระศาสดาเมื่อทรงอาศัยพระนครสาวัตถี ประทับอยู่ในเชตวันมหาวิหาร ซึ่งเป็นอารามของเศรษฐีชื่ออนาถบิณฑิกเศรษฐี ทรงปรารภทานบารมีของพระองค์ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า อิมินา ตุยฺหํ เป็นต้น
ความมีอยู่ว่า ครั้งนั้นแล พระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงบูชาพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยธูปเทียนดอกไม้และของหอมเป็นต้น แล้วกราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญ กษัตริย์ก็ดี พราหมณ์ก็ดี คฤหบดีก็ดี แพศย์ก็ดี ศูทรก็ดี มีจิตเลื่อมใส นิมนต์พระสงฆ์ให้สรงน้ำแล้ว กระทำสักการบูชาจักได้ผลอย่างไร พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงทรงนำอดีตนิทานมาแสดงเป็นอุทาหรณ์ว่า
ในอดีตกาล มีพระราชาทรงพระนามว่าวิชัย ครองราชสมบัติโดยทศพิธราชธรรมในวิสาลนคร วันหนึ่ง พระเจ้าวิชัยนั้น เสด็จไปยังมณฑลที่โรงธรรม ครั้งนั้น พระพุทธเจ้าทรงพระนามว่าสรณังกร บังเกิดขึ้นในโลก ในกาลนั้น มีพระภิกษุนามว่าอุสภะ พร้อมด้วยบริวารของท่านไปถึงวิสาลนคร พระเจ้าวิชัยทรงเลื่อมใส เสด็จไปต้อนรับกับทั้งบริวารของพระองคื ถวายนมัสการแล้ว จึงนิมนต์พระเถรเจ้าให้สรงน้ำด้วยน้ำหอมสี่หม้อ เมื่อพระเถรเจ้าสรงน้ำแล้ว พระราชาทรงชำระเท้าพระเถรเจ้าแล้ว ถวายผ้าคู่ของพระองค์ ถวายเครื่องสักการบูชาทั้งปวง ทรงนิมนต์ให้พระเณรเจ้านั่งเหนืออาสน์ แล้วบูชาด้วยเครื่องสักการะบูชา แล้วมอบพระกายถวายตนแล้วกระทำความปรารถนาว่า ข้าพระเถรเจ้าผู้เจริญ ด้วยเดชแห่งบุญนี้ ขอให้สรรพสัตว์ในภพทั้งปวง เมื่อได้เห็นข้าพเจ้าแล้ว จงมีจิตเลื่อมใส ทำการบูชามอบกายถวายชีวิต ตั้งอยู่ในโอวาทของข้าพเจ้าเถิด พระเถรเจ้า ได้กระทำอนุโมทนาแล้ว
พระเจ้าวิชยราชได้สดับธรรมเทศนาของอุสภเถระแล้ว ก็เกิดพระปีติโสมนัส ถวายนมัสการที่เท้าพระเถรเจ้าแล้ว ในเวลาสิ้นพระชนมายุ ได้ไปบังเกิดในวิมานทองอันกว้างใหญ่ถึงสิบสองโยชน์ อันกึกก้องไปด้วยนางเทพอัปสรนับแสน เสวยทิพยสมบัติอยู่ในดาวดึงส์เทวโลก ครั้นจุติจากเทวโลกแล้ว ลงมาถือเอาปฏิสนธิในพระครรภ์พระนางสิริพันธี พระมเหสีของพระเจ้าสิริพันธราชในสิริพันธนคร เทพยเจ้าทั้งหลายก็น้อมนำเอาน้ำสำหรับสนานเป็นของหอมสี่หม้อเข่้าไปถวายพระราชเทวีเจ้า ด้วยบุญญานุภาพของพระโพธิสัตว์เจ้าที่ได้สรงน้ำพระภิกษุสงฆ์กษัตริย์ร้อยเอ็ดพระองค์ ส่งราชบรรณาการมาถวายพระเจ้าสิริพันธราช ครั้นถ้วนทศมาส พระราชเทวีเจ้าก็ประสูติพระราชบุตร เทพยดาทั้งหลายก็ให้สาธุการสักการบูชาพระโพธิสัตว์เจ้าด้วยทิพพสุคนธวารีและทิพพบุบผา ให้สาธุการด้วยทิพพภูษาพวงดอกไม้ทองพวกดอกไม้แก้วเจ็ด (ไม่สมบูรณ์) |
16738 | 4614 | https://th.wikisource.org/wiki?curid=16738 | พาราณสิราชชาดก | ในพาราณสีราชชาดกนี้ ไม่มีคำปรารภความเบื้องต้น ไม่มีเรื่องที่เป็นปัจจุบัน มีแต่เรื่องที่เป็นอดีต ดังจะกล่าวต่อไปนี้
ความมีอยู่ว่า ได้สดับมาว่า สมัยหนึ่ง ในศาสนาพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า ในภัทรกัลป์นี้ คราวนั้น มีสตรีผู้หนึ่งมีจิตรักใคร่กับสามี มีจิตบริสุทธิ์ด้วยอำนาจความสิเนหาในสามีอย่างยิ่ง วันหนึ่ง สตรีผู้นั้นบูชาและถวายบิณฑบาตแก่ภิกษุสงส์มีองค์พระพุทธเจ้าเป็นประมุข แล้วตั้งความปรารถนาว่า ข้าพเจ้าจะเกิดไปในสรรพภพใด ขอให้ข้าพเจ้าพ้นจากความเป็นสตรี สามีนั้นขอให้ได้เป็นพี่ชาย รักสนิทชิดชมกับข้าพเจ้า อนึ่งเล่า ถ้าหากว่า ข้าพเจ้าทั้งสองจะไปเกิดในกำเนิดสัตว์เดียรัจฉานไซร้ ขอให้ข้าพเจ้ามีกายติดเนื่องเป็นอันเดียว แต่ศีรษะนั้นขอให้เป็นสองหัว ดังนี้ พระศาสดาทรงทำอนุโมทนาแล้ว จึงเสด็จกลับยังพระวิหารพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์
แต่นั้นมา สตรีผู้นั้นกับสามีดำรงชีพอยู่ในมนุษยโลกสิ้นกาลนาน ครั้นสิ่้นอายุแล้ว ด้วยบุญกรรมนำไปให้เกิดเป็นหงส์ทอง อาศัยอยู่ที่สระประทุม ณ หิมวันตประเทศ หงส์ทองนั้นมีกายติดกัน แต่ศีรษะนั้นเป็นสองหัว หงส์สองหัวนั้นปรองดองเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน จะไปหากินที่ถิ่นใดก็พร้อมใจกันไป
อยู่มาวันหนึ่ง นายพรานผู้หนึ่งเที่ยวไปถึงที่หงส์ทองอยู่นั้น เห็นหงส์ทองสองหัวติดกัน นึกอัศจรรย์ใจ แล้วกลับมาทูลพระเจ้าพาราณสีให้ทรงทราบ คราวนั้น พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพระราชาพาราณสี พระเจ้าพาราณสีได้ทรงสดับทราบความแล้ว ทรงประทานทรัพย์และเสบียงอาหารแก่นายพรานแล้ว ตรัสอย่างนี้ว่า ถ้าหากว่า เจ้าจักไปนำหงส์นั้นมาให้เราได้ เราจักให้สมบัติแก่เจ้ามากยิ่งกว่านี้ นายพรานถวายบังคมลา ถือเอาเมณฑุสิงคธนูออกจากพระนคร เข้าไปในหิมวันตประเทศ จับหงส์ทองสองหัวน้นได้ด้วยอุบายของตน แล้วนำมาถวายเป็นบรรณาการแด่พระเจ้าพาราณสี พระเจ้าพาราณสี ครั้นเห็นหงส์ทองนั้นแล้ว ทรงยินดีพระหฤทัยประทานทรัพย์และบ้านส่วยให้แก่นายพราน ท้าวเธอทรงรับหงส์ทองด้วยพระหัตถ์ พระอัครมเหสีอุ้มด้วยพระหัตถ์อันอ่อนนุ่มประทับยืนอยู่ ขณะนั้น หัวทั้งสองของหงส์ เปล่งรัศมีดุจทองคำและบันลือสำเนียงไพเราะจับใจ พระนางทรงพอพระทัย ฝ่ายพระราชเทวีสดับเสียงอันไพเราะ รับสั่งให้ใส่ไว้ในกรงทอง พระราชทานข้าวตอกกับน้ำผึ้งใส่ถาดทอง
ต่อมา พระอัครมเหสีกราบทูลพระเจ้าพาราณสีว่า ถ้าหากว่า ใครสามารถพรากหงส์ทองออกเป็นสองตัวได้ไซร้ ตัวหนึ่งจะได้เลี้ยงไว้ในราชนิเวศน์ ตัวหนึ่งจะให้ไปเลี้ยงไว้ที่สวนประสมสัตว์ พระเจ้าพาราณสีทรงมีรับสั่งให้อำมาตย์คนหนึ่งผู้ฉลาดนำหงส์ทองนั้นไปยังเรือนของตนเลี้ยงไว้ อยู่มาวันหนึ่ง อำมาตย์ผู้นั้นเข้าไปเฝ้าพระราชา กลับจากราชนิเวศน์เข้าไปใกล้หงส์ทองนั้น เอียงคอของตนเข้าไปให้ใกล้หัวหงส์ทองหัวหนึ่ง ประหนึ่งว่าจะกระซิบที่หู ไม่กล่าวคำอะไรเลย วางนกนั้นแล้วผละไปเสีย ฝ่ายอำมาตย์ผู้นั้นรอเวลาอยู่สองสามวัน จึงไปเลี้ยงหงส์อีกหัวหนึ่ง ทำเหมือนที่ทำแล้วแก่หงส์หัวที่หนึ่งนั้น เพราะเหตุเพียงเท่านี้ หงส์ทองทั้งสองหัวนั้นจึงเกิดทะเลาะกัน ไม่สนทนากัน ด่าว่ากันกระพือปีกจิกกัน ด้วยอำนาจความโกรธแรงกล้า สรีระแยกออกไปเป็นสองส่วน
อำมาตย์ผู้นั้น นำหงส์ทองสองหัวไปถวายพระราชา พระราชาทอดพระเนตรเห็นนกสองตัวแล้ว ทรงพระโสมนัส ประทานทรัพย์และบ้านส่วนให้แก่อำมาตย์ แล้วมีรับสั่งให้นำหงส์ตัวหนึ่งไปเลี้ยงไว้ภายในราชนิเวศน์ แล้วให้นำหงส์อีกตัวหนึ่งไปเลี้ยงไว้ในสวนประสมสัตว์ ตรัสถามว่า ท่านทำอุบายอย่างใด จึงให้หงส์แยกจากกันออกเป็นสองตัวได้ พระเจ้าพาราณสีทรงสดับทราบความที่อำมาตย์กราบทูลนั้นแล้ว ได้ความสลดจิต จึงตรัสว่า โอ น่าใจหาย หงส์ทองสองหัวติดกัน เป็นสหายรักสนิทมั่นถึงเพียงนี้ เมื่อถูกคนอื่นเขายุให้แตกกันเข้า มาถือเอาโทษที่เขายุให้แตกนั้นเป็นอารมณ์ แล้วไม่เอื้อเฟื้อซึ่งความรักใคร่กันมานานถึงการแตกกันได้จะกล่าวไปใยถึงอย่างอื่นๆ เล่า แม้ประชาชนทั้งมวลถือเอาโทษที่จะแตกร้าวกันไว้ ไม่พิจารณาแล้ว ทำไปอาจแตกร้าวกันได้เหมือนกัน
พระราชา ทำความสลดจิตให้เกิดขึ้นแล้วด้วยประการฉะนี้ ตั้งแต่นั้นมา พระราชาให้จับคนยุแหย่ ให้ไล่ออกไปเสียจากรัฐของพระองค์ แต่โปรดให้ยกโทษเสีย ทรงสอนเหล่าราชบุรุษว่า ถึงแม้ชีวิตจะพรากจากกาย บุคคลอย่าจึงทำความแตกร้าวฉาน พึงสำรวมกายวาจาพิจารณาให้ถ่องแท้แล้วจึงทำ นักปราชญ์ทั้งหลาย ใคร่ครวญแล้วจึงทำ ยังไม่ได้ใคร่ครวญก่อนแล้วจะไม่ทำ บุคคลไม่ใคร่ครวญไต่สวนแล้วทำลงไป ย่อมจะเดือดร้อนในภายหลัง เหมือนหงส์ทองสองหัวติดกัน ถูกอำมาตย์ผู้หนึ่งยุให้แตกกัน ต่างถือเอาคำของอำมาตย์คนยุ เลยแตกจากกันและกันหงส์ตัวหนึ่ง ได้ให้เลี้ยงไว้ภายในวัง หงส์ตัวหนึ่งให้ไปอยู่นอกวัง ต่างแยกกันไปได้ประจักษ์แล้ว
ต่อแต่นั้นมา พระราชาทรงครองราชสมบัติโดยธรรมสม่ำเสมอ ชาวพระนครได้อยู่ด้วยความปรองดองกัน มนุษย์ผู้อยู่ในสกลรัฐ ระงับกายวาจาจิตเรียบร้อยดี พระเจ้าพาราณสีตั้งพระทัยบำเพ็ญสมติงสบารมีเป็นเบื้องหน้า เสด็จไปตามกรรมที่ทำไว้ เคลื่อนจากชาตินั้นแล้วดำรงอัตภาพเป็นพระเวสสันดร ทรงบบำเพ็ญสัตตสดกมหาทานเสร็จ แล้วเสด็จไปอุบัติในดุสิตบุรีเทพยดาในหมื่นจักรวาฬวิงวอนให้จุติ ทรงพิจารณาปัญจมหาวิโลกนะ ถือปฏิสนธิในพระครรภ์แห่งพระมหามายา โดยล่วงไปสิบเดือน ก็ประสูติจากพระครรภ์แล้ว ถึงความเป็นหนุ่มตามลำดับ ครองฆราวาสได้ยี่สิบเก้าพรรษา ได้พระราชโอรสพระองค์หนึ่ง ในสมัยเที่ยงคืนวันหนึ่ง มีหมู่เทพยดาหมื่นจักรวาฬกับนายฉันนท์เป็นสหายแวดล้อม เสด็จออกสู่มหาภิเนกษกรมณ์ ทรงบำเพ็ญมหาปธานวิริยะอยู่ในป่าอันน่ารื่นรมย์ถึงหกพรรษา ต่อนั้น ได้เสวยมธุปายาสอันนางสุชาดานำมาถวาย แล้วเสด็จขึ้นโพธิบัลลังก์ ตั้งพระพักตร์ต่อบุรพทิศดำรงจิตโดยสมาธิวัตร ทรงกำจัดพระยามารทั้งมารพลแล้ว ได้ตรัสรู้พระสัพพัญุตญาณเป็นอนันตบริวาร ทรงประทานธรรมเทศนาแก่เทพยดาและมนุษย์ทั้งหลาย
พระศาสดาครั้นทรงนำธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประมวลชาดกว่า นายพรานเนื้อผู้เที่ยวไปในป่าในกาลนั้น กลับชาติมาคือพระฉันนเถระคนเลี้ยงม้า หงส์ทองตัวหนึ่งในกาลนั้น กลับชาติมาคือพระคิริมานนทเถระ หงส์ทองตัวหนึ่งในกาลนั้น กลับชาติมาคือพระกาลุทายีเถระผู้แสดงหนทาง อำมาตย์ผู้ฉลาดในกาลนั้น กลับชาติมาคือพระสารีบุตรเถระผู้มีญาณปรากฏแล้ว บริษัททั้งหลายแม้ที่เหลือในกาลนั้น กลับชาติมาคือพุทธบริษัท พระเจ้าพาราณสีในกาลนั้น กลับชาติมาคือเราพระอภิสัมพุทโธ ขอท่านทั้งหลายจงทรงจำชาดกไว้ด้วย ด้วยประการฉะนี้ |
16739 | 40194 | https://th.wikisource.org/wiki?curid=16739 | พรหมโฆสราชชาดก | ในพรหมโฆสราชชาดกนี้ ไม่มีคำปรารภความเบื้องต้น ไม่มีเรื่องที่เป็นปัจจุบัน มีแต่เรื่องที่เป็นอดีต ดังจะกล่าวต่อไปนี้
ความมีอยู่ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในอดีตกาล มีเมืองอยู่เมืองหนึ่งนามว่ากุสุมภบุรี เป็นเช่นไร? เป็นเมืองกว้างขวางประมาณหลายพันโยชน์ มีสวนและสระโบกขรณีต่างๆ เป็นที่สำราญรื่นรมย์ อุดมไปด้วยหัยรถคชพาหนะและประกอบด้วยนานารัตนะ พระราชาทรงพระนามว่าพรหมโฆส ครองราชสมบัติอยู่ในเมืองกุสุมภบุรีนั้น พระอัครมเหสีของพระราชาพระนามว่าสุนันทาเทวี
สมัยหนึ่ง พระสัมพุทธเจ้าทรงพระนามว่าปทุมุตตระ ได้อุบัติแล้วในโลก ทรงประทับอยู่ในเมืองกุสุมภบุรี พระเจ้าพรหมโฆส ทรงอุปัฏฐากพระผู้มีพระภาคเจ้ากับภิกษุสงฆ์ด้วยโชนียาหารและปานียาหารประมาณได้สิบหกพรรษา และทรงพระเมตตาชุบเลี้ยงมหาชนด้วยสังควัตถุสี่ประการ ประชาชนทั้งปวง ไม่มีโรคภัย เป็นสุข พระราชาสมบูรณ์ด้วยอเนกธนและธัญญาหาร เวลานั้น พระราชา ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระองค์จงแสดงธรรมเป็นนิรันดร์เถิด พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งบนธรรมาสน์ แสดงธรรมด้วยเสียงอันไพเราะ ปีติธรรมได้เกิดขึ้นแล้วแก่หมู่นางสนม เพราะได้ฟังธรรม ครั้นจบธรรมเทศนา เทพยดาและมนุษย์ทั้งหลายแปดสิบพันโกฎิได้บรรลุธรรมภิสมัย
ขณะนั้น ภพแห่งท้าวโกสีย์แสดงอาการร้อน ท้าวสักกเทวราช สอดส่องดูก็รู้เหตุนั้น คิดว่า พระเจ้าพรหมโฆสนี้ ครองราสมบัติอยู่ เราจักไปทดลองดู ตรัสเรียกพระมาตลีมาสั่งว่า ท่านจงแปลงกายให้เหมือนรูปสุนัข ลงไปมนุษยโลกก่อน แล้วเราจักตามไปภายหลัง พระมาตลีรับเทวบัญชาแล้วลงมาจากเทวโลก ไปถึงเมืองกุสุมภบุรี คนเหล่านั้น ยืนอยู่ในท่ามกลางพระนคร ส่วนมาตลีเทพบุตรบันลือเสียงดังก้องกังวานขึ้นสามครั้ง แผ่นดินไหว ชาวนครตกใจ พากันวิ่งหนีไปทางโน้นทางนี้ มนุษย์บางพวกหนีไปซ่อนอยู่ตามภูเขาพุ่มไม้บ้าง ตามชายฝั่งแม่น้ำบ้าง ลำดับนั้น พระราชาสดับศัพทโฆาแล้ว ตกพระทัย เสด็จขึ้นไปประทับอยู่บนปราสาทเจ็ดชั้น แล้วตรัสถามว่า นั่นเสียงอะไร มาตลีเทพบุตรกราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ สุนัขของข้าพระบาทหิว ขอพระองค์จงประทานข้าวสุกเถิด
พระราชา สดับเรื่องนั้นแล้ว บังคับพวกมนุษย์แล้ว มนุษย์ทั้งหลาย กระทำตามพระดำรัสของพระราชาแล้ว สุนัขกัดกินข้าวสุกนั้นคราวเดียวนั้นเอง ยังไม่อิ่ม สุนัขได้ทำเสียงอุโฆษขึ้น จนครั้งที่สาม มาตลีเทพบุตรทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ สุนับของข้าพระบาทหิว เคี้ยวกินข้าวสุกแล้วยังไม่อิ่ม ในเมืองนี้ มีคนพวกอธรรมอยู่มาก พระองค์จงประทานคนพวกอธรรมเหล่านี้ คือ คนผู้ทำลายกุฎีวิหารและเทวสถาน คนอกตัญญู คนไม่เคารพรักมารดาบิดาครูและพี่น้องของตน และไม่ปกครองบุตร ภรรยา คนผู้เบียดเบียนสัว์มีชีวิต และตัดหัวคนเดินดงชิงเอาทรัพย์ คนที่นินทาว่าร้ายสมณพราหมณ์ คนที่ไม่คบพวกชอทาน สตรีมีครรภ์ทำให้ลูกตนไป คนที่เต็มใจยกที่ดินให้เขาแล้วภายหลังกลับคำเรียกคืนเข้าครอบครองเสียเอง คนผู้ให้โภชนะแก่ภิกษุแล้วเอามาบริโภคเสียเอง คนผู้ขับไล่ภิกษุไปเสียจากอาสนะ พวกพ่อค้าพาณิชที่รับเอาทรัพย์ของเขาไว้ขายของชำรุงเสียหายให้เขา คนไม่ยินดีฟังธรรม ไปคิดนึกการอะๆ อื่นเสีย พระองค์จงประทานให้คนพวกนั้นทั้งหมดแก่สุนัขกินเสียเถิด พระเจ้าข้า พระราชาทรงทำเช่นนั้นแล้ว
จำเดิมแต่นั้นมา พระมหาโพธิสัต์บำเพ็ญบุญมีทานและศีลเป็นต้น ประทานโอวามแก่มหาชน ทรงครองราชสมบัติโดยธรรมสม่ำเสมอ เมื่อสิ้นพระชนมายุแล้ว มีสวรรค์เป็นที่ดำเนินไปข้างหน้า ชนชาวนครตั้งอยู่ในโอวาทพระโพธิสัตว์แล้ว ได้ไปเกิดในเทวโลก
พระศาสดาครั้นทรงนำธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงประกาศจตุราริยสัจกถาทั้งปวงแล้วประชุมชาดกว่า ท้าวสักกเทวราชในกาลนั้น กลับชาติมาคือพระอนุรุทธะ มาตลีเทวบุตรในกาลนั้นกลับชาติมาคือพระอานนทเถระ นางสุนันทาเทวีในกาลนั้น กลับชาติมาคือนางอุบลวรรณาเถรี มหาชนในกาลนั้น กลับชาติมาคือพุทธบริษัท ส่วนพระเจ้าพรหมโฆสในกาลนั้น กลับชาติมาคือเราเอง สัมมาสัมพุทธเจ้า โลกนาถ ขอท่านทั้งหลาย จงทรงจำชาดกไว้ ด้วยประการฉะนี้ |
16740 | 40195 | https://th.wikisource.org/wiki?curid=16740 | เทวรุกขกุมารชาดก | พระศาสดาเมื่อทรงประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภทานบารมีของพระองค์ ตรัสคำนี้ว่า อิมินา จ ปน ภนฺเต ดังนี้
ความมีอยู่ว่า ครั้งนั้น บุรุษคนหนึ่งออกจากบ้าน ถือเอาดอกไม้ธงและอาหารเช้าไปสู่พระเชตวัน ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้่า ยืนอยู่ที่ควรข้างหนึ่ง บูชาพระธรรมด้วยดอกไม้ธงและอาหาร ขณะนั้น ดอกไม้ธงและอาหารแตกกระจายออกไปตั้งพน เกิดขึ้นขึ้นบูชาพระธรรมตรงพระพักตร์ของพระศาสดา ด้วยเดชและด้วยกำลังแห่งการบูชา บุรุษนั้นเห็นอัศจรรย์แล้วเกิดโสมนัส สรรพรัตนะปรากฎขึ้นแล้วในบ้านของตน จึงถือเอาพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งจนตลอดชีวิต
ภิกษุทั้งหลายนั่งสนทนากันในโรงธรรม พรรณนาอยู่ว่า ชื่อว่าพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ทรงไว้ซึ่งกำลังคุณมากมาย สัตว์ทั้งหลายมีเทวดามนุษย์คนธรรพ์ครุฑนาคกินนรและพรหมเป็นต้น ทำการบูชารัตนตรัยด้วยกำลังศรัทธา สมบัติทั้งหลายได้ปรากฏเห็นประจักษ์อย่างนี้ สัมปรายภพเป็นอย่างไร ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงสดับด้วยทิพยโสตเสด็จมาตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไรหนอ เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ด้วยเรื่องชื่อนี้ จึงตรัสว่า ชื่อว่าทานอันบุคคลให้แล้วด้วยศรัทธาจิต ผลอันอุกฤษฏ์ย่อมปรากฏในปัจจุบันทีเดียว ผลทานเป็นของอัศจรรย์ นักปราชญ์แต่ปางก่อน ได้บูชาพระพุทธรูปซึ่งมีญาณยังไม่แก่กล้า ย่อมได้สมบัติในปัจจุบัน ด้วยกำลังแห่งผลบูชา ดังนี้แล้ว ทรงนิ่งไป อันพระภิกษุทั้งหลายทูลขอ จึงทรงนำอดีตนิทานแสดงว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในอดีตการ มีพระราชาองค์หนึ่ง ครองราชสมบัติอยู่ในปุรินทนคร คราวนั้น พระโพธิสัตว์ได้เกิดในตระกูลคนเข็ญใจ ชื่อว่าเทวรุกขกุมาร วันหนึ่ง พระโพธิสัตว์ ลุกขึ้นแต่เช้า เกี่ยวหญ้าและหาฟืนมาขาย ได้ทรัพย์มาเลี้ยงชีพ พระโพธิสัตว์นั้น รักษาปัญจศีลสมาทานอุโบสถ วันต่อมา เข้าไปสู่ป่า ได้เห็นต้นรัง ส่งรัศมี ประหนึ่งแสงสุริโยทัย พระโพธิสัตว์นึกไปว่า ไม้รังต้นนี้สวยงาม ชะรอยอะไรจะมีในที่นี้ จึงเดินเข้าไปใช้ต้นรังนั้น มองดูที่นั้น ได้เห็นพระพุทธรูป ตบอก ไว้พระพุทธรูป กล่าวว่า ข้าแต่พระโลกนาถผู้เจริญ ผู้เป็นที่พ่งกรุณาของโลก ก็แล ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว นำดอกไม้ทั้งหลายมาบูชาพระพุทธรูป ฉีกผ้าห่มของตนออกทำเป็นวิชนี ปัดกวาดภายใต้ต้นรัง ฉีกผ้าซึ่งไม่มีค่าของตนออกทำเป็นแผ่นธงบูชาพระพุทธรูปไหว้โดยเคารพ ด้วยเบญจางคประดิษฐ์ ทำความปรารถนาว่า ด้วยบุญกรรมอันนี้ ขอให้ข้าพเจ้าพึงได้เป็นพระพุทธเจ้า ผู้ประเสริฐสุดกว่าสรรพสัตว์ ในกาลหน้า ก็ถ้าเมื่อยังเที่ยวอยู่ในสงสารวัฏ พึงไปเกิดในอุดมตระกูล บริบูรณ์ด้วยกำลัง รูปงาม มีปัญญา ประเสริฐสุดกว่าเหล่ามนุษย์ พวกปัจจามิตรมีโจรเป็นต้น อย่าได้มีมาเฉพาะหน้าของข้าพเจ้า ขอให้ข้าล่วงพ้นเวรภัยทั้งมวลเป็นบรมสุข
คราวนั้น มีหญิงหม้ายคนจนผู้หนึ่ง รักษาศีลห้า มีอาชีพเกี่ยวหญ้าหาฟืนขายเลี้ยงมารดา ในเวลาต่อมาหญิงนั้นกลับจากป่าเดินมาพบพระพุทธรูป ได้เข้าไปนมัสการฉีกผ้าโพกศีรษะตรงกลางออก บูชาพระพุทธรูปท่อนหนึ่ง ตั้งความปรารถนาว่า ด้วยการบูชาด้วยผ้านี้ ขอให้ข้าพเจ้าพึงไปเกิดเป็นหญิงมีรูปทรงผิวพรรณงาม ดังเทพกัญญา จงได้เป็นอัครชายาของชายคนนั้น ขออย่าให้ข้าเป็นคนเข็ญใจ นับได้แสนแห่งชาติ ขอให้ไปเกิดในสกุลพราหมณ์หรือกษัตริย์เป็นใหญ่กว่านรชนทั้งมวล อันมนุษย์และเทพยดาทั้งหลายบูชาแล้ว ผ้าอาภรณ์พึงให้เกิดมีร่ำไป กว่าข้าพเจ้าจะได้ถึงพระนิพพาน ดังนี้แล้ว ไหว้ด้วยเบญจางคประดิษฐ์ ลุกออกจากอาสนะมานั่งอยู่ในที่นั้นนั่นเอง ลำดับนั้น ด้วยเดชแห่งบุญแห่งชนทั้งสองที่ได้ทำไว้แล้วในปางก่อน และด้วยอานุภาพกุศลที่ชนทั้งสองได้สร้างในปัจจุบัน ชนทั้งสองก็ได้เป็นสามีภรรยากัน ตามปรารถนา
พระศาสดาทรงหมายเอาเรื่องนี้ จึงตรัสสอนพุทธบริษัทสี่อย่างนี้ว่า ชนเหล่าใด แม้จะเป็นเด็กหนุ่มสาว สูงอายุ คนพาล บัณฑิต ผู้มั่งมีหรือยากจนทั้งมวล ย่อมมีความตายเป็นไปในเบื้องหน้า ชนทั้งปวงนั้น สมาทานศีลห้า รักษาไม่ให้ขาด เว้นจากปาณาติบาต งดเว้นสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้ ทุกวันข้างขึ้น ข้างแรม สิบห้าค่ำ แปดค่ำ สิบสี่ค่ำ ชนเหล่าใด ทำพุทธบูชา ชนเหล่านั้น ย่อมยินดีในเทวโลก ชนเหล่าใด ถวายผ้าทำเพดานพระพุทธเจดีย์เป็นต้น ชนเหล่านั้น ย่อมจะได้รื่นรมย์ในเทววิมาน ด้วยผลแห่งบุญที่บำเพ็ญแล้วนั้น ชนเหล่าใด ได้ทำเพ็ญทศทาน คือ ข้าว น้ำ ผ้า ระเบียบดอกไม้ ของหอม เครื่องยานพาหนะ ที่นั่ง ที่นอน ประทีป สิบอย่างนี้หรือบริจาคแต่อย่างหนึ่งก็ดี ชนเหล่านั้น ครั้นทำลายขันธ์แล้ว จะได้ไปรื่นรมย์อยู่ในเทวโลก จะได้เป็นพระอินทร์เจ็ดชาติ จะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราชและประเทศราชถึงพันชาติ จะไม่เกิดในอบายภูมิสี่ จะเกิดในมนุษยโลก จะไม่เกิดในตระกูลต่ำมีทาสทาสีเป็นต้น ย่อมจะเกิดในตระกูลกษัตริย์และพราหมณ์ ด้วยอำนาจแห่งผลบุญนั้น
ถ้าสัตว์เดียรัจฉานปรารถนาจะเป็นพระพุทธเจ้าไซร้ เมื่อได้อัตภาพเป็นมนุษย์แล้ว จะบริบูรณ์ด้วยลักษณ์ ๓๒ ประการ ประกอบด้วยวิสารทญาณเฉียบแหลม ถ้าบุญนั้นบกพร่อมไป จะได้ผลติดต่อก่อขึ้นใหม่ในปัจจุบัน บุญเก่านั้นยังไม่สิ้นไปตราบใด อันตรายจักวินาศไปตราบนั้น โรค ๙๖ ชนิดภายในมีวรรณโรคเป็นต้นจักพินาศไป ภัย ๑๐๘ ชนิดมีราชภัยเป็นต้น จักไม่มีมาพ้องพาน จะเป็นอิสรภาพทั่วทุกสถาน ชนทั้งหลาย อันมนุษย์และเทพยดาจะบูชาเป็นนิตย์ จะมีความสุขสบายจิตทุกๆ อิริยาบถ ด้วยผลแห่งบุญนั้น |
16741 | 2651 | https://th.wikisource.org/wiki?curid=16741 | สลภชาดก | พระศาสดาเมื่อทรงประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภซึ่งปัญหาที่พระองค์ทรงแก้แก่กาและหนอน ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า อหํ ชาติโก หุตฺวา ดังนี้
ความมีอยู่วา ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุทั้งหลายสนทนากันในโรงธรรม นั่งพรรณนาคุณของพระศาสดาว่า อาวุโสทั้งหลาย พระตถาคต มีพระปัญญามาก หนักแน่น ลึกซึ้ง ว่องไว แก่กล้า เบิกบาน โดยที่สุด แม้แต่ปัญหาของสัตว์เดียรัจฉานพระองค์ทรงพยากรณ์ได้ พระตถาคตมีพระปัญญามากเทียวหนอ พระศาสดา เสด็จมาตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไรหนอ เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ด้วยเรื่องชื่อนี้ จึงตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย เราจะได้วิสัชนาติรัจฉานปัญหาในชาตินี้เท่านั้นก็หาไม่ ถึงในกาลก่อน ติรัจฉานปัญหาเช่นนี้ก็ได้เคยมีมาแล้ว ดังนี้แล้ว อันภิกษุทั้งหลายทูลวิงวอน ทรงนำอดีตนิทานมาตรัสว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในอดีตกาล พระราชาพระนามว่าพรหมทัต ครองราชสมบัติในพาราณสีนคร ก็ในคราวนั้น พระโพธิสัตว์อุบัติในกุฎุมพิกสกุล เมื่อถ้วนทศมาส ก็คลอดจากครรภ์มารดา พระโพธิสัตว์เจริญวัยขึ้นโดยลำดับ กาลต่อมา เมื่อบิดาตายไปแล้ว ได้ทรัพย์สมบัติมาก คิดว่า เราจะบริจาคทางให้เป็นทางไปสู่สวรรค์ แล้วบริจาคทานแก่ยาจกทั้งหลาย ถึงเจ็ดวันแบ่งทรัพย์ที่เหลือทั้งหมดเป็นสองส่วน แบ่งถวายพระราชาส่วนหนึ่ง มอบให้แก่หมู่ญาติทั้งปวงเสียส่วนหนึ่ง แม้พระองค์เองเข้าสู่ป่าหิมพานต์ แล้วไปบวชเป็นดาบสอยู่ในอาศรมในป่าหิมพานต์นั้น เลี้ยงชีวิตด้วยรากไม้และผลไม้ บำเพ็ญกสิณบริกรรมได้ฌานอยู่สิ้นกาลนาน
คราวนั้น มีต้นไทรใหญ่ต้นหนึ่ง ตั้งอยู่ด้านปราจีนทิศแห่งอาศรมมีตั๊กแตนตัวใหญ่ตัวหนึ่งตัวใหญ่เท่าลูกฟัก อาศัยอยู่ที่ต้นไทรใหญ่นั้น ในคราวนั้น มีนกครุฑตัวหนึ่ง ออกจากภพเที่ยวไปในสรรพทิศ ไม่ได้อาหารกินถึงเจ็ดวัน บินมาถึงมหานิโครธ นั่งจับเจ่าอยู่ เห็นตั๊กแตนตัวใหญ่ตัวหนึ่งแล้วคิดว่า โอหนอ วันนี้เราได้กินอาหารหละ ดังนี้แล้ว พูดกะตั๊กแตนตัวใหญ่ว่า แนะตั๊กแตนตัวใหญ่ เราจะกินตัวท่านละ ตั๊กแตนตัวใหญ่ได้ฟังนกครุฑแล้วตกใจ คิดว่า เราจักทำอุบายอย่างไร นกครุฑตัวนี้มีกำลังมาก จักกินเรา ชีวิตของเราย่อมไม่มี ตั๊กแตนตัวใหญ่พูดกะนกครุฑว่า แน่ะท่านมหานกครุฑผู้เจริญ ท่านรู้จักสิ่งใดจึงจะกินเรา ลำดับนั้น นกครุฑได้กล่าวกะตั๊กแตนตัวใหญ่ว่า แน่ะตั๊กแตนตัวใหญ่ ตัวท่านรู้จักธรรมหรือ ตั๊กแตนตัวใหญ่กล่าวว่า แน่ะนกครุฑ เรารู้จักธรรม นกครุฑกล่าวว่า แน่ะตั๊กแตนตัวใหญ่ ท่านรู้ จงบอกเรา ตั๊กแตนตัวใหญ่ขู่นกครุฑว่า นกครุฑผู้เจริญ เราจะถามปัญหาสี่ข้อ ถ้าว่า ท่านรู้ จงกินเราเถอะ ถ้าว่า ท่านไม่รู้ จะกินเราศีรษะของท่านจัจกแตกเจ็ดภาค ดังนี้แล้ว จึงถามปัญหา นกครุฑได้วิสัชนาแล้ว ครั้งนั้นแล ตั๊กแตนตัวใหญ่กล่าวว่า นกครุฑผู้เจริญ ท่านไม่รู้ความหมายหรืออธิบาย แม้แต่สักข้อหนึ่งเลย ท่านจะกินเรายังไม่ได้ ถ้าว่า ท่านจะขืนกินเรา ศีรษะของท่านจักแตกออกเจ็ดชิ้น ถ่้าว่า ท่านจะกินเราให้ได้ เรามาพากันไปถามพระดาบส พระดาบสพยากรณ์สมคำของท่าน ท่านจงกินเราเถิด ลำดับนั้น นกครุฑตอบว่า ดีแล้ว นกครุฑผู้เจริญ เราจักไป ดังนี้แล้วก็พากันบินไปยังสำนักพระดาบส ยืนอยู่ที่ควรข้างหนึ่ง ตั๊กแตนได้กล่าวกะดาบสว่า ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า นกครุฑตัวนี้จะกินข้าพเจ้า แม้ข้าพเจ้าถามปัญหาสี่ข้อ นกครุฑไม่สามารถแก้ได้แม้สักข้อเดียว ข้าพเจ้าทั้งสองจึงพากันมา ขอท่านช่วยวิสัชนาปัญหา ทำเนื้อความปัญหาให้แจ่มแจ้งแก่ข้าพเจ้าทั้งสองด้วยเถิด
พระดาบสถามว่า แน่ะตั๊กแตนตัวใหญ่ ปัญหาสี่ข้อนั้นท่านถามว่ากระไร นกครุฑเขาแก้ปัญหาได้ความว่าอย่างไร ตั๊กแตนตัวใหญ่จึงบอกอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ สภาวะสิ่งหนึ่งงามยิ่ง ได้แก่ สิ่งอะไร นกครุฑพยากรณ์ว่า สภาวะสิ่งหนึ่งชื่อว่างามยิ่งนั้น ได้แก่ พระจันทร์ วันเพ็ญสิบห้าค่ำ ดาบสถามว่า จริงหรือ เจ้าครุฑ นกครุฑตอบว่า จริง ท่านผู้เจริญ พระดาบสพูดกะนกครุฑว่า แน่ะนกครุฑ ท่านหารู้จักพยากรณ์ปัญหาให้ถูกได้ไม่ แล้วพยากรณ์ว่า แน่ะนกครุฑ สภาพอันหนึ่งชื่อว่างามยิ่งนั้น ได้แก่ ศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๕ ศีล ๘ เหล่านี้ มีอยู่แก่มนุษย์พวกใด มนุษย์พวกนั้น ชื่อว่างามยิ่งในโลกนี้และโลกหน้า ตั๊กแตนตัวใหญ่ให้สาธุการว่า ดีละ กล่าวอีกว่า ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าถามว่า สภาพอีนหนึ่งชื่อว่ายาวยิ่ง ได้แก่ สิ่งอะไร นกครุฑพยากรณ์ว่า สภาพอันหนึ่งชื่อว่ายาวยิ่งนั้น ได้แก่ หนทางที่มหาชนเดินไปมาทุกๆ วัน พระดาบสถามว่า จริงหรือเจ้านกครุฑ นกครุฑตอบว่า จริง ท่านผู้เจริญ แล้วเฉลยว่า แน่ะนกครุฑ ท่านหารู้จักพยากรณ์ปัญหาให้ถูกได้ไม่ แล้วพยากรณ์ว่า ท่านจงฟัง สภาพอันหนึ่งชื่อว่ายาวยิ่งนั้น ได้แก่ ธรรม ๒ ประการ คือ สัปปุริสธรรม และอสัปปุริสธรรม ธรรม ๒ ประการนี้ ชื่อว่ายาวและไกลกัน เหมือนดั่งฝั่งสมุทร หรือแผ่นดินกับฟ้า ฉะนั้น ชื่อว่า สัปบุรุษไกลจากพวกอสัปบุรุษด้วยคุณร้อยเท่า พันเท่า แสนเท่า แน่ะนกครุฑ ท่านพูดว่า สภาพอันหนึ่งชื่อว่ายาวยิ่ง ได้แก่ หนทาง ข้อนั้นผิด ตั๊กแตนตัวใหญ่ให้สาธุการ แล้วกล่าวอีกว่า ท่านดาบสผู้เจริญ ข้าพเจ้าถามว่า สภาพอันหนึ่งชื่อว่าละเอียดอ่อนยิ่งนั้น ได้แก่ สิ่งอะไร นกครุฑพยากรณ์ว่า สภาพอันหนึ่งชื่อว่าละเอียดอ่อนยิ่งนั้นได้แก่ นุ่นสำลีใย ดาบสถามว่า จริงหรือ เจ้านกครุฑ นกครุฑตอบว่า จริง ท่านผู้เจริญ ดาบสกล่าวว่า ท่านจงฟัง สภาพอันหนึ่งชื่อว่าละเอียดอ่อนยิ่งนั้น ได้แก่ พระโลกุตรธรรมกับปริยัติธรรม พระโลกุตรธรรมกับพระปริยัติธรรม สุขุมละเอียดยิ่งกว่าสิ่งอื่นทั้งมวล ตั๊กแตนตัวใหญ่ให้สาธุการ แล้วกล่าวอีกว่า ท่านดาบสผู้เจริญ ข้าพเจ้าถามว่า สภาพอันหนึ่งชื่อว่าไม่มีสิ่งอื่นยิ่งกว่า ได้แก่ สิ่งอะไร นกครุฑพยากรณ์ว่า ได้แก่ มรณธรรมคือความตาย อัสสะปัสสาสะของสัตว์โลกชื่อว่า ไม่มีสภาพอื่นยิ่งกว่า ดาบสถามว่า จริงหรือ เจ้านกครุฑ นกครุฑตอบว่า จริง ท่านผู้เจริญ ดาบสกล่าวว่า แน่ะนกครุฑ ท่านย่อมไม่รู้ สภาพอันหนึ่งชื่อว่าไม่มีสิ่งอื่นยิ่งกว่านั้น ได้แก่ พระอริยสาวกทั้งหลายๆ แรกทำวิปัสสนาให้เจริญแล้ว บรรลุฌานที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ ที่ ๕ แล้วบรรลุโสดาปัตติผล สกทามิผล อนาคามิผล และอรหัตผล แล้วดับกิเลสได้สิ้นเชิง ส่วนนี้เรียกว่า สอุปาทิเสสนิพพาน ปัญจขันธ์ ๕ คือ กองรูป กองเวทนา กองสัญญา กองสังขาร กองวิญญาณ ย่อมดับไป อาการ ๓๒ มี ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เป็นอาทิ ย่อมดับไป พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระพุทธสาวกทั้งหลายท่านย่อมดับปัญจขันธ์ ๕ อย่างนี้ เรียกว่า อนุปาทิเสสนิพพาน อันนี้แหละชื่อว่าสภาพไม่มีสิ่งอื่นยิ่งกว่า แน่ะนกครุฑ คำที่กล่าวว่ามรณธรรมนั้น ผิด หาถูกไม่ ลำดับนั้นแล ตั๊กแตนตัวใหญ่ ได้ให้สาธุการ เทพยดาในไพรสณฑ์ก็ให้สาธุการ ในขณะนั้น ตั๊กแตนตัวใหญ่กล่าวอย่างนี้ว่า แน่ะนกครุฑผู้เจริญ ปัญหาสี่ข้อที่เราถามท่าน ท่านแก้หาถูกไม่ อันพระดาบสพยากรณ์ก็หาสมคำท่านไม่ ท่านยังจะกินเราอีกหรือ นกครุฑจึงตอบว่า เราไม่กินท่านละ ลำดับนั้น พระดาบสให้โอวาทแก่นกครุฑว่า ตั้งแต่นี้ไป ท่านจงกินอาหารที่ควรกิน อย่ากินอาหารที่ไม่ควรกิน ดังนี้แล้วจึงแสดงศีลห้าให้ฟัง นกครุฑและตั๊กแตนตัวใหญ่ นมัสการพระดาบส กระทำประทักษิณ ลากลับไปยังที่อยู่ของตนแล้วแล
พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนามีมาแล้ว ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราได้พยากรณ์ปัญหาแก่สัตว์เดียรัจฉานแต่ในบัดนี้ก็หาไม่ แม้ในกาลก่อน การพยากรณ์ดิรัจฉานปัญหา ได้มีมาเหมือนกัน ดังนี้แล้ว จึงทรงประชุมชาดกว่า มารดาพระโพธิสัตว์ในครั้งนั้น กลับชาติมาคือพระมหามายา บิดาพระโพธิสัตว์ในครั้งนั้น กลับชาติมาคือพระเจ้าสุทโธทนมหาราช พระเจ้าพาราณสีในครั้งนั้น กลับชาติมาคือพระอานนท์ผู้เป็นพระอนุชา ตั๊กแตนตัวใหญ่ในครั้งนั้นกลับชาติมาคือพระสารีบุตร นกครุฑในครั้งนั้น กลับชาติมาคือพุทธบริษัท พระดาบสผู้มีผัญญามากในครั้งนั้น กลับชาติมาคือพระตถาคต ดังนี้ |
16742 | 40197 | https://th.wikisource.org/wiki?curid=16742 | สิทธิสารชาดก | พระศาสดาเมื่อทรงประทับอยู่ ณ พระเชตวัน ทรงพระปรารถพระธรรมจักร ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า ตโต โส สิทฺธิสาโร จ ดังนี้
ความมีอยู่ว่า วันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย นั่งประชุมพรรณนาโพธิสมภารของพระผู้มีพระภาคอยู่ในโรงธรรมว่า ดูกรอาวุโสทั้งหลาย ได้ยินว่า พระศาสดา มีพุทธสมภารอันสำเร็จด้วยผลแห่งพระกุศลพระศาสดาเสด็จออกจากพระคันธกุฎี มายังโรงธรรม ตรัสถามว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่งประชุมกันด้วยเรื่องอะไรหนอ เมื่อภิกษุทั้งหลายทูลว่ ด้วยเรื่องชื่อนี้ จึงตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย ในบัดนี้เท่านั้นก็หามิได้ แม้ในกาลก่อน ในกาลที่ตถาคตยังเป็นโพธิสัตว์เคยมีสมบัติบริบูรณ์ด้วยกุศลวิบากมาแล้ว ดังนี้แล้ว ก็ทรงนิ่งอยู่ อันภิกษุทั้งหลายกราบทูลวิงวอน จึงทรงนำอดีตนิทานมาแสดงว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในอดีตกาล พระราชาพระนามว่าพรหมทัต ครองราชสมบัติสนเมืองพาราณสี พระอัครมเหสีของพระเจ้าพรหมทัตนั้นพระนามว่าวิมาลาราชเทวี พระโพธิสัตว์จุติจากดุสิตพิภพมาปฏิสนธิในพระครรภ์ของวิมาลาเทวี เมื่อครบกำหนดทศมาสแล้ว พระนางวิมาลาก็ประสูตรพระโอรสผู้มีผิวพรรณวรรณะเป็นสิริ พระราชบิดามารดาทรงประทานนามว่า สิทธิสาร
พระโพธิสัตว์มีบริวารพันหนึ่ง มีปัญญามาก กล้าหาญ หากลัวผู้อื่นไม่ เล่นอยู่กับหมู่กุมารื้งหลาย ด่าว่าทุบตีเขาเหล่านั้น พวกกุมารเหล่านั้นร้องไห้ไปบอกแก่มารดาบิดา มารดาบิดาแห่งกุมารเหล่านั้น พากันไปเฝ้าพระราชากราบทูลให้ทรงทราบ พระราชาทรงทราบเรื่องนั้นแล้ว ทรงกริ้วมากต่อสองกุมารนั้น รับสั่งให้ขับไล่เสีย พระนางวิมาลาเทวีทรงสดับเรื่องนั้น ทรงกรรแสงไปเฝ้าพระราชา ถวายบังคมทูลวิงวอนว่า ข้าแต่สมมติเทพ ราชสมบัติของพระองค์จักพินาศ พระราชาทรงสดับคำนั้นแล้ว มิได้โปรดประภาษประการใดกับพระเทวี พระสิทธิสารกุมารอภิวันทนาบิดามารดาแล้ว จึงออกจากพระนคร พวกบริวารของพระมหาโพธิสัตว์ก็ตามออกไปส่งสองกุมารนั้น
พระสิทธิสารมหาโพธิสัตว์ ทรงประทานโอวาทแก้บริวารของพระองค์ แล้วตรัสว่า ตั้งแต่นี้ ขอท่านทั้งหลายจงกลับเถิด ชนเหล่านั้น ไหว้พระมหาโพธิสัตว์ กลับยังพระนคร มีใจโทมนัส จำเดิมแต่นั้น พระสิทธิสารก็คมนาการไปตามลำดับ สิ้นทางได้โยชน์หนึ่ง ก็ถึงเมืองมิถิลา ในวันนั้น พระราชาประชวรพระโรค เสด็จทิวงคตไปได้เจ็ดวัน มหาชนมีอำมาตย์เป็นต้น ได้ทำการปลงพระศพแล้ว ในวันนั้น พระสิทธิสาร ไปยังพระราชอุทยาน นอนเอาผ้าคลุมศีรษะจนถึงเท้าบนหินดาด ลำดับนั้น ชนทั้งปวง ประชุมกัน ถามปุโรหิตว่า ท่านอาจารย์ผู้เจริญ พระราชโอรสและราชธิดาของพระราชาพวกเราหามีไม่ ก็ใครจักเป็นพระราชาของพวกเรา ปุโรหิตจึงพูดขึ้นว่า เราทั้งหลายจักแต่งปุสสรถให้งามวิจิตร ยกเอาปัญจราชกกุธภัณฑ์ใส่ไว้แล้วปล่อยไป อำมาตย์ทั้วปวงฟังคำนั้นแล้ว จึงประดับปุสสรถด้วยสรพาภรณ์วิภูสิต เมื่อไหว้อยู่ กล่าวอธิษฐานว่า แน่ะปุสสรถผู้เจริญ ใครเป็นเจ้านายของพวกเรา มีอยู่ในสกลนคร ปุสสรถ จงไป อำมาตย์ทั้งปวงปล่อยปุสสรถไป พวกพนักงานก็ประโคมดนตรีตามไปเบื้องหลัง ปุสสรถนั้น ทำปทักษิณนครแล้ว ออกจากนครตรงไปสู่ราชอุทยาน ทำปทักษิณมงคลศิลาบัฏแล้ว ทำอาการเหมือนจะเกยทับพระมหาโพธิสัตว์ ปุโรหิต เห็นปุสสรถหยุดอยู่ จึงดำริว่า บุรุษผู้นี้ ไม่มีบุญ จักหนีไป ถ้าว่า มีบุญ จักไม่หนีไป เราจักทดลองดู พนักงานประโคมดนตรีขึ้นพร้อมกัน
พระมหาโพธิสัตว์สดับเสียงดนตรี แล้วเลิกผ้าคลุมศีรษะออกแลดูแล้วก็นอนทางเบื้องซ้ายอีกต่อไป ปุโรหิตเดินเข้าไปใกล้พระมหาโพธิสัตว์ เลิกผ้าคลุมเท้าออก ตรวจดูปาทลักษณะ เห็นปาทลักษณะแล้ว จึงพูดว่า ทวีปหนึ่งจงยกไว้ บุรุษผู้นี้ มีบุญอาจจะครองราชสมบัติในทวีปทั้งสี่ได้ แล้วจึงปลุกให้พระโพธิสัตว์ตื่นขึ้นแจ้งว่า ข้าแต่นาย ราชสมบัติมาถึงแก่ท่าน ท่านจงเป็นอิสระของพวกเราเถิด พระมหาโพธิสัตว์ ถามว่า พระราชโอรสและราชธิดาของพระราชาไม่มีหรือ ปุโรหิตตอบว่า สมมุติเทพ พระราชโอรสและราชธิดาของพระราชาหามีไม่ พระมหาโพธิสัตว์ประสงค์จะครองราช์จึงรับว่า ดีละ ดังนี้ อำมาตย์ทั้งปวงกับพลนิกายทั้งหลาย พากันอุ้มพระโพธิสัตว์นั้นขึ้นรถนำไปถึงพระนคร ให้นั่งบนบรรลังก์ พร้อมกับอภิเษกพระมหาโพธิสัตว์ถวายพระนามว่า พระเจ้าจักรพรรดิราช ลำดับนั้น ยศใหญ่ได้มีแก่พระโพธิสัตว์แล้ว สถานที่ที่พระโพธิสัตว์นั้นแลดูหวั่นไหวแล้ว พระโพธิสัตว์ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราชแล้วทรงครองราชสมบัติโดยยุติธรรม
พระศาสดา เมื่อจะประกาศความนั้น จึงตรัสว่า ตั้งแต่พระสิทธิสารได้เป็นพระราชาจักรพรรดิแล้ว บริบูรณ์ด้วยแก้วเจ็ดประการ ทรงอิทธิใหญ่ มีบุญมาก มีปัญญามาก มีลาภและยศมาก มีกำลังและเดชมาก ย่อมได้สำเร็จผลด้วยบุญกรรมที่ทรงทำไว้ บุคคลใด ทรงบุยไว้ประเสริฐกว่านรชน บุคคลนั้น ครองราชย์อันไพบูลย์โดยธรรม ยินดีสุขที่ยิ่งกว่าสุขทั้งปวง ด้วยวิบากสมภารที่มีผลไพบูลย์ ลำดับนั้น สิทธิสารประเสริฐยิ่งกว่าราชาทั้งหลาย เป็นเทพยิ่งกว่าเทพ ที่เป็นภุมมเทวดา มีสารถ วรรณะดังทอง มีสุขะ มีพละ มีอายุยืนแสนปี ต่อกาลนานมา พระเจ้าจักรพรรดิ สิ้นพระชนมายุแล้ว ก็เสด็จไปอุบัติในดุสิตสวรรค์ |
16743 | 2651 | https://th.wikisource.org/wiki?curid=16743 | นรชีวกฐินทานชาดก | พระศาสดาเมื่อทรงประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงพระปรารภกฐินทานแห่งพระเจ้าปเสนทิโกศล ตรัสธรรมเทศนานี้ว่า เย ชนา สุขมิจฺฉนฺตา ดังนี้
ความมีอยู่ว่า คราวเมื่อถึงฤดูฝน ฝ่ายพระเจ้าปเสนทิโกศล มีรับสั่งให้พนักงานเภรีเอากลองไปตีประกาศป่าวร้องทั่วไปในพระนครว่า ดูกรชาวนครทั้งหลายผู้เจริญ ท่านทั้งหลายจงช่วยกันปฏิบัต้พระภิกษุซึ่งจำพรรษาในระหว่างไตรมาส ด้วยจตุปัจจัยตามที่ได้มา ส่วนพระองค์ทรงนิมนต์พระกัจจายนเถระ ให้มาจำพรรษาเป็นประธานแก่พระสงฆ์ในพรอาราม ครั้นสิ้นไตรมาสแล้วทรงซื้อผ้าขาวบริสุทธิ์ผืนหนึ่ง เพื่อจะถวายเป็นผ้ากฐินแล้ว เตรียมเครื่องอุปกรณ์มีเข็มเย็บผ้าเป็นอาทิ และรับสั่งให้จัดแจงเครื่องบริโภคมียาคูและภัตรเป็นต้น และให้ปริชนขนเครื่องสักการะมีประทีปธูปและคันธมาลาเป็นอาทิแล้วนำผ้าผืนนั้นไปยังพระวิหารมอบถวายเป็นกฐินจีวรแก่ภิกษุสงส์มีพระกัจจายนะเป็นประมุข
ขณะนั้น ภิกษุสงส์ประชุมกัน เปล่งกรรมวาจา มอบให้พระกัจจายนเถระเพื่อครองและกราลผ้ากฐิน ในครั้งนั้น ฝ่ายพระกัจจายนเถระรับผ้านั้นไว้ จึงฉีกและยัอมเสร็จในวันนั้น แล้ทำกัปปพินทุ ถอนผ้าจีวรเก่า อธิษฐานผ้าใหม่ ห่มออกมานั่งอยู่บนอลงกตมัญจอาสนะ ในคราวนั้น แม้พระราชากับราชบริษัท บังเกิดโสมนันสยิ่ง คราวนั้น พระเถระ แสดงธรรมแก่พระราชาและมหาชน เมื่อจบธรรมเทศนาของพระเถระนั้น แม้ราชบริษัททั้งปวง ได้บรรลุมรรคผลมีพระโสตาปัตติผลเป็นต้น เว้นแต่พระเจ้าปเสนทิโกศล
มีคำถามว่า เพราะเหตุไร พระราชสจึงหาได้บรรลุอัครธรรมไม่ มีคำตอบว่า พระราชาทรงปรารถนาเฉพาะพระโพธิธญาณไว้ เพราะเหตุนั้น จึงมิได้อัครธรรม
คราวนั้น ภิกษุทั้งหลายประชุมสนทนากันในโรงธรรมว่า ดูกรอาวุโสทั้งหลาย น่าสรรเสริญจริง ได้ยินว่า พระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงพระราชทานผ้าพระกฐินแก่พระกัจจายนเถระ ฝ่ายราชบริษัททั้งปวง ได้ฟังอานิสงส์กฐินจากพระกัจจายนเถระแล้ว ได้เป็นโสดาบันบุคคล พระศาสดา ทรงสดับเรื่องนั้นแล้ว เสด็จมาตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไรหนอ เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ด้วยเรื่องชื่อนี้ ตรัสว่า ชื่อกฐินทาน จะได้มีแต่เดี๋ยวนี้ก็หาไม่ ถึงในกาลก่อน เมื่อตถาคตยังเป็นพระโพธิสัตว์อยู่ ได้ชักชวนนายกุฎุมพีผู้หนึ่ง ให้ถวายพระกฐินแก่ภิกษุสงฆ์มีองค์พระปทุมุตรพุทธเจ้าเป็นประธาน จึงได้พระสัพพัญญุตญาณในกาลบัดนี้ แล้วก็ทรงนิ่งอยู่ อันภิกษุทั้งหลายกราบทูลวิงวอน จึงนำอดีตนิทานมาตรัสว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในอดีตกาล พระราชาพระนามว่าอานันทะ ครองราชสมบัติอยู่ในนครหงสาวดี คราวนั้น แม้พระโพธิสัตว์ได้อุบัติในสกุลคนเข็ญใจ ปรากฎนามว่า นรชีวะ เลี้ยงดูมารดา คราวนั้นแม้พระโพธิสัตว์เที่ยวทำการรับจ้างคนอื่นเขาเลี้ยงชีพ เที่ยวไปถึงบ้านตำบลนั้น ได้รับจ้างเฝ้าไร่ข้าวของกุฎุมพี และอาศัยอยู่ที่บ้านของกุฎุมพีนั้น ครั้นกาลนานมา พระโพธิสัตว์จึงตักเตือนกุฎุมพีผู้เป็นนายว่า คนมั่งมีทรัพย์เสมือนเช่นตัวท่านนี้ ทานอันใดที่มีผลมาก ท่านควรบริจาคทานนั้นไว้ในพระศาสนาของพระปทุมุตรสัมมาสัมพุทธเจ้า ฝ่ายกุฎุมพีผู้เป็นนาย ได้ฟังคำของพระโพธิสัตว์นั้นแล้วถามว่า ทานอะไรจะมีผลมากกว่า พระโพธิสัตว์จึงตอบว่ ชื่อว่าทานอันบุคคลถวายแก่พระศาสดา มีผลมากยิ่ง ฝ่ายกุฎุมพีใคร่จะถวายผ้ากฐินทาน จึงจัดหาเครื่องสมณบริขารมีฟูกหมอนเป็นอาทิซึ่งสมควรแก่พระภิกษุสงฆ์ ลำดับนั้นแล กุฎุมพีผู้เป็นนายนั้น พร้อมด้วยนรชีวะและบริษัทของตน ช่วยกันขนเครื่องกฐินออกไปยังสำนักของพระปทุมุตตรพุทธเจ้า แล้วถวายกฐินทานแก่พระองค์
ฝ่ายว่านรชีวะ จึงหมอบลงแทบบาทมูลแห่งพระปทุมุตตรสัมพุทธเจ้า แล้วทำความปรารถนาว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ด้วยกุศลผลบุญที่ข้าพระองค์ได้ชักนำกุฎุมพีให้ถวายผ้ากฐินนี้ ขอให้ข้าพระองค์เป็นพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งในกาลภายหน้า แม้ข้าพระองค์ ยังไม่ไปถึงความเป็นพระพุทธเจ้า ตราบใด ชื่อความเข็ญใจอย่าได้มีแก่ข้าพระองค์เลย พระเจ้าข้า ลำดับนั้นแล ฝ่ายพระปทุมุตตรโลกนาถเจ้า ทรงพยากรณ์แก่นรชีวกุฎุมพีนั้นว่า ก็ด้วยผลแห่งกฐินทานนี้ ท่านจักเป็นพระศากยมุนีในอนาคตกาล ความหวังของท่านจักสำเร็จสมปรารถนาแล |
16744 | 104593 | https://th.wikisource.org/wiki?curid=16744 | อติเทวราชชาดก | พระศาสดาเมื่อทรงอาศัยเมืองราชคฤห์จำพรรษาอยู่ในพระวิหารเวฬุวัน ทรงปรารภบุรพจริยาของพระองค์ ตรัสพระคาถานี้ว่า สุจิปิ ตสฺมึ นคเร จ ดังนี้
ความมีอยู่ว่า แท้จริง พระศาสดา เมื่อทรงอนุญาตผ้าเพื่อกฐินแก่ภิกษุทั้งหลายซึ่งมีจีวรอันคร่ำคร่า ผู้มีพรรษาอันอยู่แล้วถ้วนไตรมาส แล้วบัญญัติสิกขาบทไว้ โดยนัยที่พระสังคีติกาจารย์ได้กล่าวแล้วในคัมภีร์มหาวรรค ครั้นพระองค์ ทรงพิจารณาด้วยทิพยจักษุญาณอันบริสุทธิ์ ล่วงมนุษย์ได้เห็นทายกผู้ถวายกฐินทานในพระพุทธเจ้าแต่ก่อน อันได้ซึ่งอานิสงส์อันยิ่งใหญ่ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย จึงแสดงผลานิสงส์อันยิ่งใหญ่
พระนารถเถรเจ้า ได้ฟังพระพุทธดำรัสอันพรรณนาอานิสงส์ผลาแห่งกฐินทานนั้น มีจิตอันเต็มไปด้วยปีติแรงกล้า จึงดำริว่า เราจักถวายผ้ากฐินแก่พระภิกษุสงฆ์ ก็แลเมื่อดำริอยู่ ได้ลุกจากอาสนะตรงไปสู่ตระกูลญาติ เล่าเรื่องนั้นแล้ว ชักชวนจัดหาเครื่องอุปการะทั้งหลายทั้งปวง มีเครือญาติแวดล้อมไปยังพระอาราม วางผ้ากฐินลงแทบบาทมูลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้า กราบทูลอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญ ข้าพเจ้าขอถวายผ้าเหล่านี้ แก่พระภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน เพื่อประโยชน์ให้เป็นผ้ากฐิน ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ประมาณ ๕๐๐ รูป ก็เริ่มทำบุรพกิจมีเย็บย้อมเป็นต้นให้ผ้านั้นสำเร็จกิจเป็นผ้ากฐิน
วันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ประชุมสนทนากันในโรงธรรมว่า ดูกรอาวุโสทั้งหลาย พระนารถเถรเจ้า เป็นผู้ดำรงตนอยู่ในสมณเพศ เป็นผู้มีอัธยาศัยในทานบริจาค ได้สดับว่ากฐินทานมีผลานิสงส์มาก ถวายกฐินทานแก่พระภิกษุสงฆ์มีองค์พระตถาคตเป็นประธาน อันนี้เป็นเหตุควรอัศจรรย์หนอ พระศาสดา ประทับอยู่ในพระคันธกุฎี ได้สดับถ้อยคำของภิกษุเหล่านั้นด้วยทิพยโสตญาณ เสด็จออกจากพระคันธกุฎีมานั่งในโรงธรรม แล้วตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เธอทั้งหลาย นั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไรหนอ เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ด้วยเรื่องชื่อนี้ จึงตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย การที่นารถภิกษุถวายผ้ากฐินทานในกาลนี้ เป็นเรื่องไม่น่าอัศจรรย์ โบราณกบัณฑิตทั้งหลาย ในกาลก่อน ได้บำเพ็ญทานกระทำมหาทวีปทั้ง ๔ มีทวีปน้อยสองพันเป็นบริวารให้เป็นที่ดอนแล้วถวายกฐินทานแก่พระภิกษุหมู่ใหญ่ในครั้งนั้น อัศจรรย์มากกว่า ดังนี้แล้ว ก็ทรงดุษณีภาพอันพระภิกษุทั้งหลายทูลอาราธนา จึงทรงนำเรื่องในอดีตมาตรัสว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในอดีตกาล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าโกณฑัญญะ ได้อุบัติแล้วในเมืองรัมมวดีในสารกัป พระพุทธบิดาของพระองค์ทรงพระนามว่าอานันทะ พระพุทธมารดาทรงพระนามว่าสุชาดา พระอัครมเหสีทรงนามว่าสุบินเทวี พระพุทธโกณฑัญญะนั้นครองเรือนอยู่หมื่นปี แล้วเสด็จออกมหาวิเนษกรมณ์ด้วยรถ ทรงบำเพ็ญมหาปธานวิริยะอยู่ ๑๐ เดือน ได้ตรัสรู้พระสัพพัญญุตญาณที่โคนต้นไม้ขานาง ปรากฏแล้วในโลก มีภิกษุสงฆ์ประมาณแสนโกฏิเป็นบริวาร โปรดเวไนยสัตว์ทั้งหลาย ถึงเมืองอัญญวดีนคร ในเมืองอัญญวดีนั้น พระโพธิสัตว์ของเราทั้งหลาย ได้บังเกิดเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ทรงพระนามว่าวิจิตรราช เป็นอิสระ มีอำนาจแผ่ไปในทวีปใหญ่ทั้ง ๔ มีทวีปน้อยสองพันเป็นบริวาร ครั้นได้ทรงทราบว่าพระพุทธโกณฑัญญะนั้นเสด็จคมนาการมาถึงพระนครของพระองค์ มีพระหฤทัยประกอบด้วยปีติโสมนัส เสด็จออกไปต้อนรับด้วยราชบริษัทอันยิ่งใหญ่ ถวายอภิวาทด้วยปัญจางคประดิษฐ์แล้ว เชิญเสด็จให้เข้าสู่พระราชนิเวศน์ของพระองค์ แล้วทรงถวายมหาทาน เมื่อพระตถาคตเสด็จภัตตกิจแล้ว ทรงถือพระเต้าทอง หลั่งน้ำให้ตกที่ฝ่าพระหัตถ์ ถวายอัญชนราชอุทยานให้เป็นนิวาสนสถานแหมู่ภิกษุสงฆ์ ลำดับนั้น พระโกณฑัญญพุทธเจ้า ทรงจำพรรษากับด้วยพระภิกษุสงฆ์แสนโกฏฺ พระเจ้าจักรพรรดิ ทรงถวายทานเป็นนิจนิรันดร์ ครั้นกำหนดถ้วนไตรมาส พระโกณฑัญญะพุทธองค์ ทรงปวารณาพรรษา พระเจ้าวิจิตรราชจักรพรรดิ มีพระราชประสงค์จะทรงบริจาคามหาทานอันยิ่งใหญ่ จึงมีพระราชดำรัสให้ป่าวร้องชาวชมพูทวีปทั้งสิ้น ที่อยู่ในทวีปใหญ่ทั้ง ๔ แล้วให้ประดับพระนครที่อยู่ของพระองค์ ด้วยอลังการอันวิจิตรต่างๆ และให้ประดับตกแต่งหนทางที่จะไปยังพระราชอุทยานด้วยธงชายและธงแผ่นผ้าและปลูกต้นกล้วย ต้นอ้อย ทั้งสองข้างทาง ตรวบเท่าถึงพระนคร อันเป็นพระราชนิเวศน์สถาน
ครั้นวันรุ่งขึ้นแต่เช้าทีเดียว เสด็จสรงสนานพระเศียร ทรงประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง ทรงวางคู่ผ้าลงในสมุกทองคำ แล้วทูนสมุกด้วยพระเศียรของพระองค์ เสด็จพระราชดำเนินไปโดยมรรคาที่ให้ประทับแล้วนั้น แล้วให้ราชบริพารเป็นอันมากถือเอาคู่ผ้าทั้งหลายคนละคู่ๆ และเครื่องบูชาสักการะคนละสำรับๆ ได้ถึงพระอารามอันชื่อว่าอัญชนอุทยาน ถวายคู่ผ้าเพื่อกฐินทางแก่หมู่ภิกษุสงฆ์ มีพระโกณฑัญญะพุทธองค์เป็นประมุข แล้วทรงเปล่งวจีเภทว่า ข้าพเจ้า ขอถวายผ้ากฐินนี้แก่หมู่พระภิกษุสงฆ์ ก็แลครั้นทรงเปล่งวจีเภท ดังนี้แล้ว ประทีบยืนอยู่ที่อันสมควรข้างหนึ่ง อังคาสข้าวต้นและข้าวสวยเป็นต้น แก่พระภิกษุสงฆ์มีพระพุทธองค์เป็นประธาน
ลำดับนั้น พระโกณฑัญญะทศพลพุทธเจ้า เสด็จประทับนั่งในท่ามกลางหมู่ภิกษุสงฆ์พระเถรเจ้าผู้เป็นเสนาบดีในพระภัททาธิกรรม ย่อมกราลผ้ากฐิน ครั้นเสร็จสรรพกิจแล้ว พระโกณฑัญญะทศพลเสด็จประทับบนธรรมาสน์ ในท่ามกลางบริษัท ๔ นั่นเอง ลำดับนั้น พระเจ้าจักรพรรดิวิจิตรราช เสด็จเข้าไปใกล้พระผู้มีพระภาคแล้วถวายอภิวาทด้วยปัญจางคประดิษฐ์ ประคองอัญชลี แล้วทรงตั้งความปรารถนาว่า ด้วยการถวายผ้ากฐินนี้ ขอให้ข้าพเจ้าได้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต ถ้าข้าพเจ้าได้ตรัสรู้พระสัพพัญญตญาณในกาลใด จักขนสัตว์ให้พ้นไปจากวัฏฏสงสาร ในกาลนั้น
ครั้งนั้นแล พระโกณฑัญญะพุทธองค์ ทรงพิจารณาดูอนาคต ก็ทรงทราบด้วยพุทธจักษุญารปรีชาว่าความปรารถนาของบรมกษัตริย์นั้นจักสำเร็จ จึงทรงพยากรณ์ว่า ภิกษุทั้งหลาย ในที่สุดแห่งสามอสงไขยแสนกัลป์ นับแต่กัลป์นี้ไปในอนาคต พระเจ้าจักรพรรดิองค์นี้ จักได้เป็นพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่โคดม พระนครที่ประสูติของพระองค์นั้น จักมีนามว่ากบิลพัสดุ์ พระพุทธบิดาทรงพระนามว่าสุทโธทนมหาราช พระพุทธมารดาจักทรงพระนามว่ามหามายา รพะมเหสีจักมีนามว่ายสุนทรา จักมีพระโอรสชื่อว่าราหุลกุมาร จักเป็นฆราวาสอยู่ ๒๙ ปี แล้วจักเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ดวยกัณฐกอสสยาน ทรงกระทำมหาปธานทุกกกิริยาอยู่ ๖ ปี ก็จักได้ตรัสรู้ปรากฎในโลกในวันวิสาขปุณณมีเพ็ญเดือน ๖ จักมีอัครสาวกสององค์ชื่อว่าโกลิตและอุปติสสะ จักมีพุทธอุปัฏฐากชื่อว่าอานนท์ จักมีภิกษุนีทั้งสอง คือเขมาและอุบลวรรณาภิกษุณีเป็นอัครสาวิกา จักมีอุบาสกมีนามว่าอนานถบิณฑิกเศรษฐี จักมีมหาอุบาสิกาชื่อว่าวิสาขา พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพยากรณ์สรรพกิริยาของพระเจ้าจักรพรรดิราชแล้ว ด้วยประการฉะนี้
ครั้งนั้นแล ฝ่ายพระเจ้าวิจิตรราชโพธิสัตว์ ดำรงพระชนม์อยู่สิ้นกาลนาน ทรงบำเพ็ญมหาทานบริจาคอันยิ่งใหญ่ เสวยจักรพรรดิสมบัติอยู่ ครั้นสิ้นพระชนมายุ ขึ้นไปบังเกิดในเทวโลก เสวยทิพยสมบัติโดยอนุโลมปฏิโลมในกามาพจรภพทั้ง ๖ ชั้น บริบูรณ์ด้วยสังคีตและดนตรีอันเป็นทิพย์และประกอบด้วจยที่นั่งที่นอนและยศอันเป็นทิพย์เป็นต้น ด้วยอานิสงส์ผลแห่งทานบริจาคนั้น ครั้นสิ้นพระชนมายุ จุติจากเทวโลกนั้น มาบังเกิดในมหานครชื่อว่า กุสาวดี ได้เป็นบรมจักรพรรดิราช ทรงพระนามว่าอติเทวกษัตริย์ ครองราชสมบัติอยู่ในเมืองกุสาวดี โดยยาวได้ ๑๒ โยชน์ และกว้างได้ ๗ โยชน์เป็นประมาณ ก็พระเจ้าอติเทวบรมกษัตริย์นั้น บริบูรณ์ด้วยรัตนะ ๗ ประการ รัตนะ ๗ ประการนั้นคือ จักรแก้ว ๑ ช้างแก้ว ๑ ม้าแก้ว ๑ แก้วมณี ๑ นางแก้ว ๑ ขุนคลังแก้ว ๑ ขุนพลแก้ว ๑ รวม ๗ ประการด้วยกัน
มีคำถามว่า ก็พระเจ้าจักรอันกรรมอะไรให้แก้วรัตนะ ๗ ประการ มีจักรแก้วเป็นต้น มาบังเกิดขึ้นมีขึ้นแก่พระอติเทวบรมจักรนั้น เพราะอานิสงส์ผลแห่งกรรมอะไร
มีคำวิสัชนาว่า พระเจ้าอติเทวราชย่อมได้สมบัติแห่งพระเจ้าจักรพรรดิด้วยเหตุอื่นไม่ ย่อมได้เพราะอานิสงส์ผลที่ได้ถวายผ้ากฐินทานแก่พระภิกษุสงฆ์มีพระโกณฑัญญะพุทธองค์เป็นประธาน |
16745 | 40200 | https://th.wikisource.org/wiki?curid=16745 | ปาจิตตกุมารชาดก | พระศาสดาเมื่อทรงอาศัยเมืองไพสาลี ปรารภพระนางพิมพาซึ่งออกบรรพชา จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า ตว ภควา ภูมิปาโล ดังนี้
ความมีอยู่ว่า แท้จริงวันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายนั่งประชุมสนทนากันในโรงธรรมว่า ดูกรอาวุโสทั้งหลาย พระนางพิมพาเทวี ครั้นบรรพชาเป็นนางภิกษุณีแล้ว ย่อมงามกว่าผู้อื่น ขณะนั้นพระศาสดา ได้สดับคำของพระภิกษุทั้งหลายด้วยทิพโสตญาณ จึงเสด็จคมนาการไปสู่โรงธรรม แล้วตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไรหนอ เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ด้วยเรื่องชื่อนี้ ตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย นางพิมพาเทวี จะได้งามด้วยเพศบรรพชาแต่ในกาลบัดนี้ก็หามิได้ แม้ในกาลก่อน นางได้ถือเพศบรรพชา ก็งามเหมือนกัน ดังนี้แล้ว ก็ทรงดุษณีภาพ อันภิกษุทั้งหลายทูลอาราธนา จึงทรงนำเรื่องในอดีตมาตรัสว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในอดีตกาล มีพระราชาองค์หนึ่ง ทรงพระนามว่ามหาธรรมราชา ครองราชสมบัติอยู่ในเมืองพรหมพันธุนคร มีพระอัครมเหสีพระนามว่าสุวรรณเทวี ในกาลนั้น พระโพธิสัตว์ ถือปฏิสนธิในครรภ์พระอัครมเหสีนั้น ครั้นถ้วนทศมาส พระนางก็ประสูติพระราชโอรส พระประยูรญาติทั้งหลาย ขนานพระนามว่า ปาจิตตกุมาร ดังนี้ ครั้นพระราชกุมารโพธิสัตว์มีพระชนม์ได้ ๑๖ ปี พระเจ้ามหาธรรมราชา ในคราวอภิเษก ทรงส่งพระราชสาสน์ไปยังกษัตริย์ทั้งร้อยเอ็ดพระนครว่า ควรที่จะส่งพระธิดาของพวกท่านมาถวายพระโอรสของเรา พระโพธิสัตว์ไม่แลดู จึงไปแสวงหาภรรยาด้วยตนเอง พระโพธิสัตว์ปาจิตตกุมาร ออกจากพระนครไปถึงเมืองพาราณสี ได้อรพิมพกุมาริกา วัย ๑๖ ปี เป็นภรรยา อยู่เพลิดเพลินเจริญใจกับด้วยนางอรพิมพกุมาริกา
อยู่มาวันหนึ่ง พระโพธิสัตว์ระลึกถึงพระราชมารดาของตน เดินไปโดยลำดับมรรคาวิถี ก็ถึงเมืองพรหมพันธุนครโดยสุขสวัสดิ์ ในกาลนั้น พระโพธิสัตว์กลับจากเมืองพรหมพันธุนครมาถามว่า นางอนพิมพ์เทวีไปที่ไหน มารดาของนางอรพิมพาตอบว่า นางอรพิมพ์ภรรยาของท่าน ถูกพรหมทัตถุมารนำนางไปแล้ว พระโพธิสัตว์ตามไปได้พบนางพรพิมพ์เทวีนั้น นางอรพิมพ์เทวี รินสุราถวายพรหมทัตกุมาร ครั้นพรหมทัตกุมารเมาหลับอยู่ นางจึงเอาดาบตัดพระศอพรหมทัตกุมารจนสวรรคต แล้วพระโพธิสัตว์และนางอรพิมพ์ก็เสด็จพากันหนีไป
สองภริยาสามีก็พากันเดินไปโดยลำดับ ครั้งถึงฝั่งแม่น้ำแห่งหนึ่ง พระโพธิสัตว์พูดกับอรพิมพ์ภรรยาว่า ดูกรเจ้าผู้มีพักตร์อันเจริญ เรือของเรามิได้มี เราทั้งสองจักข้ามแม่น้ำอย่างไรได้ ดังนี้แล้ว เห็นสามเณรน้อยองค์หนึ่ง พายเรือข้ามฟากแม่น้ำ กล่าวว่า พ่อเณรช่วยสงเคราะห์ส่งให้ข้าพเจ้าทั้งสองไปถึงฝั่งด้วยเถิด สามเณรกล่าวว่า ดูกรอุปาสก เรือของเราเล็กเท่านี้ ข้าพเจ้าส่งท่านข้ามทีละคน แล้วก็พายเรือพาพระโพธิสัตว์ข้ามฝั่ง แล้วก็กลับมารับนางอรพิมพ์ นางอรพิมพ์เทวีได้ลงเรือ แต่สามเณรไม่ส่งนางอรพิมพ์ข้ามฝั่ง นางอรพิมพ์จึงถามว่า พ่อเณรจะพาข้าพเจ้าไปข้างไหน สามเณรตอบว่า ดูกรอุบาสิกา เราจะพาไปเป็นภรรยาของเรา ฝ่ายพระโพธิสัตว์มิได้เห็นภรรยา จึงปริเทวนาการเหมือนคนบ้า
นางอรพิมพ์เทวีนั้น ต้องพลัดพรากจากสามี เราร้องไห้ตามหาสามี เดินไปจนถึงเมืองจัมปากนคร เข้าไปวิหารหลังหนึ่ง ประคองอัญชลี ตั้งสัตยาธิษฐานว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญ ผู้เป็นที่พึ่งของสัตว์โลก ขอให้นมทั้งสองของข้าพเจ้าจงหายไป แล้วเพศชายจงบังเกิดมี
ด้วยอานุภาพแห่งคำอธิษฐานของนางนั้น นมทั้งสองข้างก็หายไป เพศชายก็บังเกิดปรากฎขึ้นแก่นาง นางจึงเปลี่ยนแปลงชื่อตน ให้ชื่อใหม่ว่ ปาจิตตกุมาร ต่อมา ได้บรรพชาอุปสมบท แล้วประกอบด้วยความอุตสาหะอย่างยิ่ง ได้เป็นพระสังฆราชาปรากฎแล้วในทิศทั้งปวง พระปาจิตตสังฆราชา ให้สร้างศาลางาม แล้วให้จิตกรเขียนรูปภาพไว้
พระสังฆราชา จัดคนสี่คนให้รักษาศาลา แล้วสั่งว่า ถ้าผู้ใด จะเป็นบุรุษก็ตาม สตรีก็ตาม เมื่อได้เห็นรูปภาพที่เขียนไว้แล้วและร้องไห้ ท่านทั้งหลายจงรีบมาบอกเรา ในคราวนั้นพระโพธิสัตว์ เศร้าโศกอยู่สิ้นกาลนาน มาถึงศาลาในเมืองจัมปากนครนั้น เข้าไปยังศาลา เห็นรูปภาพที่เขียนไว้แล้ว เห็นรูปภาพที่สามีพลัดพรากจากภรรยา หทัยของพระโพธิสัตว์ก็หวั่นไหว
ในกาลนั้น ชนทั้งสี่คนนำความไปบอกพระสังฆราชา พระสังฆราชาให้พาตัวพระโพธิสัตว์เข้าไปถามว่า ดูกรอุบาสก ท่านมาร้องไห้ทำไม พระโพธิสัตว์จึงบอกว่า ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า ข้าพเจ้าพลัดกันกับภริยา ครั้นมาเห็นรูปภาพที่เขียนไว้เป็นเรื่องเหมือนกันกับเรื่องที่ข้าพเจ้าพลัดกันมา เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงร้องให้ถึงภรรยา พระสังฆราชาจึงว่า ดูกรอุบาสก ถ้าท่านปรารถนาจะพบภรรยา ท่านจงบวชในพระพุทธศาสนา บุคคลผู้บวชแล้ว ด้วยความโศก ย่อมสำเร็จประโยชน์ พระโพธิสัตว์บวชแล้ว บรรพชิตทั้งสอง คือ พระโพธิสัตว์และพระสังฆราชามีรูปเปรียบปานดุจรูปทองคำ จำเดิมแต่นั้น บรรพชิตทั้งสอง ก็มีความรื่นเริงบันเทิงใจอยู่ด้วยกัน
พระสังฆราชาพูดแก่พระโพธิสัตว์นั้นว่า ท่านจงฟังคำของเรา ตัวเราคืออรพิมพ์เทวี ซึ่งเป็นภรรยาของท่านในกาลก่อน เรามาบวชอยู่เมืองนี้ก็นานแล้ว บัดนี้ เราทั้งสอง พากันลาสิกขาบท พระโพธิสัตว์รับแล้ว พระสังฆราชา เดินเข้าไปสู่วิหาร ไหว้พระพุทธรูป ทำการอธิษฐานว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ขอให้นมทั้งสองของข้าพเจ้า จงปรากฎมีขึ้นดุจกาลก่อน เพศหญิงของข้าพเจ้า จงปรากฏในกาลนี้
ด้วยอานุภาพแห่งคำอธิษฐานของสังฆราชแล้ว นมทั้งสองของนางก็กลับมีขึ้นอีก ฝ่ายพระโพธิสัตว์ จึงลาสิกขาเป็นคฤหัสถ์ จำเดิมแต่นั้น พระปาจิตตกุมารโพธิสัตว์ ดำรงราชอาณาจักรโดยทศพิธราชธรรมแล้ว ทรงบำเพ็ญบุญญาภิสมภารมีทานเป็นต้น ครั้นสิ้นพระชนม์ จุติจากอัตภาพนั้น ขึ้นไปบังเกิดในเทวโลก |
16747 | 4520 | https://th.wikisource.org/wiki?curid=16747 | สังขปัตตชาดก | พระศาสดาเมื่อทรงประทับอยู่ในพระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภทานบารมีของพระองค์ จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า มหาพฺรหฺมา มหิทฺธิกา ดังนี้
ความมีอยู่ว่า วันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ประชุมสนทนากันในโรงธรรมว่า ดูกรอาวุโสทั้งหลาย พระตถาคตเจ้า บำเพ็ญพระบารมีมีปฐมทานเป็นอาทิ ได้ตรัสรู้บรมสัมโพธิญาณ น่าอัศจรรย์ ทานบารมี ย่อมเป็นปัจจัยให้ได้ซึ่งสัพพัญญุตญาณอย่างยอดเยี่ยม พระศาสดา เสด็จมาตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ เธอทั้งหลายนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไรหนอ ครั้นภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ด้วยเรื่องชื่อนี้ จึงตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย พระตถาคตมีอัธยาศัยยินดีในทานมิได้เบื่อหน่าย เมื่อยังแสวงหาโพธิญาณอยู่นั้น ถึงว่าจะต้องทุกข์ยากอย่างไร ย่อมไม่ละเสียซึ่งทานเลย ดังนี้แล้ว ทรงนิ่งอยู่ อันภิกษุทั้งหลายใคร่จะฟังทูลอาราธนา จึงทรงนำอดีตนิทานมาแสดงว่า
ในอดีตกาล พระราชาพระนามว่ายสะ ผ่านราชสมบัติโดยธรรมสม่ำเสมอในโปตบุรีในอสุกรัฐ สมบูรณ์ด้วยพลพาหนะ มั่งคั่งไปด้วยนานารัตนะ พระราชเทวีมีนามว่าสุตตกิตตี ได้เป็นอัครมเหสีแห่งพระเจ้ายสราช คราวนั้น ยังมีพระมหาราชาพระนามว่าอังกุระ ครองราชสมบัติในโลมานทวีปใกล้ฝั่งสมุทร พระอัครมเหสีของพระเจ้าอังกุระมีนามว่าอนังคเสนา พระเจ้ายสราชและพระเจ้าอังกุรมหาราชสองพระองค์นั้น เป็นทองแผ่นเดียวกัน ด้วยว่า สุตตกิตตีราชเทวี เป็นกนิษฐภคินีของพระเจ้าอังกุรมหาราช มีรูปสิริวิลาสทรงปัญจกัลยาณีมีศีล พระเจ้าอังกุรมหาราชา ได้ส่งพระกนิษฐภคินีไปถวายพระเจ้ายสราชพร้อมด้วยนาวาพันหนึ่งอันบรรทุกเต็มไปด้วยสัตตรัตนะ กับราชบริวารเป็นอันมาก พระสุตตกิตตีราชเทวีนั้น ได้เป็นที่โปรดปรานของพระเจ้ายสราชยิ่งนัก พระเจ้ายสราช ทรงเสวยสิริราชสมบัติกับพระสุตตกิตตีเทวีนั้น
ในครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ของเราทั้งหลายจุติจากเทวโลก มาถือปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระอัครมเหสีของพระเจ้ายสราช ขณะเมื่อพระโพธิสัตว์ปฏิสนธินั้น พระราชเทวี มีประสงค์จะบริจาคทรัพย์บำเพ็ญทานวั้นละหกแสน พระเจ้ายสราชจึงรับสั่งให้สร้างโรงทาน ๖ แห่ง คือ ที่หน้าพระลานหลวง ๑ แห่ง ท่ามกลางพระนคร ๑ แห่ง ใกล้พระทวารนคร ๔ แห่ง พระราชเทวีทรงบริจาคทรัพย์วันละ ๖ แสน บำเพ็ญทานเป็นนิตย์ พระราชเทวี ทรงพระครรภ์ถ้วนกำหนดทศมาสแล้ว ก็ประสูติพระราชโอรสผู้สมบูรณ์ด้วยธัญญบุญลักษณะ ผู้มีฝ่าพระหัตถ์ปรากฎเหมือนรูปสังข์ จึงพระราชทานนามว่า มหาสังขปัตตกุมาร
ฝ่ายพระเจ้าอังกุรมหาราช ซึ่งเสวยราชสมบัติในโลมานทวีปกับด้วยอนังคเสนาราชเทวี ทรงมีพระราชธิดาองค์หนึ่งพระนามว่ารัตนวดี เป็นปัญจกัลยาณี มีศีล งามดังเทพอัปสรสวรรค์ พระเจ้าอังกุรราชบิดา ทอดพระเนตรพระราชธิดานั้นเจริญวัย ใคร่จักประทานแก่พระมหาโพธิสัตว์ จึงให้ช่างเขียนวาดรูปพระราชธิดาลงในแผ่นทองคำ แล้วให้ทำธำมรงค์ ๒ วง ประดับด้วยปัทมราชวง ๑ ประดับด้วยอินทนิลวง ๑ ให้จารึกพระนามพระโพธิสัตว์ลงไว้ แล้วให้จารึกสุภอักษรโดยรีบด่วนว่า หม่อมฉัน จักถวายพระราชธิดากับราชสมบัติแด่พระราชโอรสของพระองค์ ดังนี้แล้ว ก็มอบให้ราชทูตนำไปถวายพระเจ้ายสราช
พระเจ้ายสมหาราช ทรงอ่านราชสาส์นและสดับคำที่ราชทูตกราบทูลและทรงทอดพระเนตรรูปสิริแห่งรัตนวดีเสร็จแล้ว ทรงมีพระหฤทัยผ่องแผ้ว แล้วประทานพระธำมรงค์ทั้งคู่กับรูปแผ่นทองคำแด่พระโพธิสัตว์ แล้วให้วาดรูปพระโพธิสัตว์ลงในพระสุพรรณบัฏ แล้วส่งให้แก่ราชทูตของพระเจ้าโลมานทวีปพร้อมด้วยพันอเนกราชบรรณาการ กาลต่อมา พระเจ้ายสราชมีรับสั่งให้พระโพธิสัตว์พร้อมด้วยมหาชนบริวาร ออกจากนครด้วยราชสัมภาระยิ่งใหญ่ ไปยังเมืองโลมานทวีป
พระเจ้าอังกุรราช ทรงทำมงคลวิธีทั้งปวงมีประการมากอย่าง แล้วเชิญพระมหาโพธิสัตว์ให้ประทับเหนือกองแก้ว แล้วอภิเษกให้ครองราชสมบัติในโลมานทวีปกับพระรัตนวดี เมื่อเสร็จการราชาภิเษกแล้ว เทพยดาจึงนำพระเจ้ายสราช ไปส่งยังโปตปุรนคร ด้วยปุบผวิมานอีก พระมหาโพธิสัตว์ครองราชสมบัติโดยธรรมสม่ำเสมอ ทรงบำเพ็ญบุญมีทานเป็นต้น ครั้นสิ้นพระชนม์แล้วมีสวรรค์เป็นไปเบื้องหน้า |
16748 | 40203 | https://th.wikisource.org/wiki?curid=16748 | จันทเสนชาดก | พระศาสดาเมื่อทรงประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภเนกขัมมานิสงส์ ตรัสเทศนาชาดกนี้ว่า ปญฺจกามคุรํ ชหนฺติ ดังนี้
ความมีอยู่ว่า วันหนึ่ง พระศาสดา ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ร่างกายของสรรพสัตว์ทั้งหลายนี้ เป็นของไม่มีแก่นสาร เปรียบปานว่าต้นละหุ่ง เปรียบดังว่าต้นกล้วยอุปมาดุจฟองน้ำ และอุปมาเช่นกับสายฟ้าแลบ อนึ่ง ชนเหล่าใด ย่อมสร้างพระพุทธ ปลูกต้นมหาโพธิ์ ก่อพระเจดีย์ สร้างพระวิหาร สร้างสะพานเป็นต้น ชนเหล่านั้น ครั้นทำลายขันธ์จากโลกนี้ ย่อมขึ้นไปบังเกิดในเทวโลก ดังนี้ ก็แล ครั้นตรัสดังนี้แล้ว ทรงดุษณีภาพอยู่ อันภิกษุทั้งหลายทูลอาราธนา จึงทรงนำเรื่องในอดีตมาตรัสว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในอดีตกาล มีพระราชาองค์หนึ่งทรงพระนามว่าพรหมทัต เสวยสิริราชสมบัติอยู่ในเมืองพาราณสี พระราชานั้นประกอบด้วยศรัทธา ถึงพร้อมด้วยภาวนา ถวายทาน ทรงประกาศแนะนำมหาชนชาวพระนครให้บริจาคทาน ให้กระทำปฏิสังขรณ์พระอารามอันชำรุดคร่ำคร่า ให้ทำบุญกิริยาวัตถุ ในกาลนั้น พระโพธิสัตว์ บังเกิดในตระกูลคนเข็ญใจ เป็นคนกำพร้า เที่ยวเก็บฟืนและผักในป่ามาขายเลี้ยงชีวิตกับด้วยภรรยา ในสมัยหนึ่ง ทุคคตบุรุษโพธิสัตว์นั้นเข้าไปสู่ป่ากับภรรยาเพื่อจะเก็บฟืนและผักมาขายในตลาดเลี้ยงชีวิตของตน วันหนึ่งทุคคตบุรุษนั้นได้เห็นพระพุทธรูปในวิหารอันคร่ำคร่าหลังหนึ่ง ซึ่งมีพระเศียรพระกรรณและพระบาทหักทำลาย เพราะฝนตกเซาะ จึงปรึกษากับภรรยาว่าควรเอาดินเหนียวมาขยำทำการปฏิสังขรณ์พระพุทธรูป พระพุทธรูปที่ชำรุดหักพังนั้น ก็กลับบริบูรณ์เป็นปรกติดี ครั้นเวลาเย็น ยุคคตบุรุษนั้นกลับมาเคหสถาน พูดกะภรรยาว่า เราปรารถนาจะปิดทองพระพุทธรูป ทำไฉน จักได้ปิดทอง ภริยาจึงพูดกะสามีว่า ท่านจงพาตัวข้าพเจ้าไปขายในเรือนผู้มั่งคั่ง แล้วถือทรัพย์จากเรือนนั้นมาซื้อทองปิดพระพุทธรูปตามความปรารถนาเถิด พระโพธิสัตว์ พาภรรยาไปยังสำนักของผู้มั่งคั่ง ขายภรรยา แล้วรับเอาเงินมาซื้อทองคำเปลวปิดพระพุทธปฏิมากร ก็แล ครั้งทั้งสองปิดทองเสร็จแล้ว มีจิตโสมนัส ตั้งความปรารถนาว่า จักเป็นพระพุทธสัพพัญญูในอนาคตกาลภายหน้า ส่วนภรรยาตั้งความปรารถนาว่า ขอรัศมีทั้งหลายจงปรากฎ ขอให้ข้าพเจ้ามีสีกายอันงามดุจสีทองคำธรรมชาติ สว่างไปในทิศทั้งปวง
ครั้นกาลต่อมา ภรรยาของพระโพธิสัตว์ก็พ้นจากความเป็นทาสี ผัวเมียทั้งสอง ก็มีจิตยินดีในการกุศล ระลึกถึงบุญที่ตนได้กระทำกุศลวัตรตราบเท่าอายุกาล เมื่อพระโพธิสัตว์มีอายุถึงปริโยสานที่สุด ก็มีเทพบุตรนำเอารถมาจากเทวโลกลอยอยู่ในอากาศ แล้วร้องเชิญว่า ข้าแต่มหาบุรุษ ท่านจงมาเถิด มาขึ้นรถไปสู่เทวโลกของเราทั้งหลาย พระโพธิสัตว์จึงถามเทพบุตรทั้งหลายว่า ข้าแต่ท่านทั้งหลายผู้เจริญ พระโพธิสัตว์ทั้งหลายที่มีสมภารอันก่อสร้างแล่้ว ได้ไปบังเกิดในสวรรค์ชั้นไหน ครั้นเทพบุตรเหล่านั้นบอกว่า ในดุสิตเทวพิภพ จึงกล่าวว่า ถ้ากระนั้น ท่านทั้งหลายจงนำเราไปในพิภพดุสิตนั้น พระมหาบุรุษ ประหนึ่งว่าขึ้นสู่รถหลับแล้วและตื่นขึ้น ไปเกิดในวิมานทองอันสูงได้ ๑๒ โยชน์ เกลื่อนกล่นไปด้วยนางเทพอัปสรเป็นยศบริวาร อันมีในดุสิตเทวสถาน จุติจากดุสิตเทวพิภพนั้นแล้ว ถือเอาปฏิสนธิในครรภ์อัครมเหสีแห่งพระเจ้าพรหมทัต พระมารดานั้น ครั้นถ้วนทศมาส ก็ประสูตรพระโอรส ในวันที่พระโพธิสัตว์นั้นประสูติห่าฝนแก้ว ๗ ประการ ก็ตกลงที่ลานพระหลวง ประดุจดังมหาเมฆ และประดุจดวงพระจันทร์และพระอาทิตย์ ฉะนั้น เพราะเหตุนั้น ในวันถวายพระนามโพธิสัตว์นั้น พระประยูรญาติ จึงถวายพระนามว่าจันทเสนกุมาร
พระโพธิสัตว์นั้นเจริญวัย มีพระชนม์ได้ ๑๖ ปี ทรงมีพระลักษณะงดงาม พระเจ้าพาราณสี ทอดพระเนตรเห็นรูปสมบัติของพระโพธิสัตว์ปิโยรสของพระองค์ ปรารถนาจะอภิเษกพระโอรสในสิริราชสมบัติ จึงส่งอำมาตย์ทั้งหลายว่า พระยาทั้งร้อยเอ็ดพระนครจงประดับตกแต่งธิดาของตนๆ ส่งมา พระยาทั้งร้อยเอ็ด ได้ทราบราชสาส์นของพระเจ้าพรหมทัตนั้น ต่างก็ประดับตกแต่งธิดาของตนๆ ส่งไปยังสำนักของพระเจ้าเมืองพาราณสี เมื่อพระจันทเสนราชกุมารโพธิสัตว์ ตรวจดูซึ่งพระธิดาของพระยาร้อยเอ็ด มิได้เป็นที่พอพระทัยของกุมารนั้นแม้แต่สักองค์หนึ่ง จึงถวายบังคมลาพระราชบิดามารดาเที่ยวเลือกหาภรรยาด้วยพระองค์เอง แล้วออกจากพระนครพาราณสีไป ก็ลุถึงเมืองอัมพังคนคร
พระเจ้าอัมพังคราช ครองราชย์ในอัมพังคนคร ทรงมีธิดาองค์หนึ่งนามว่าอุบลวาเทวี นางมีพระรูปลักษณะอันอุดม เปรียบดังนางเทพอัปสร ด้วยอานุภาพแห่งบุญที่นางได้ปิดทองพระพุทธปฏิมากร และปฏิสังขรณ์พระพุทธรูปในศาสนาพระเวสสภูสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้หญิงที่พระรูปเช่นกับพระนางนั้นไม่มี รัศมีกายของนางนั้นโอภาสสว่างไป ครั้งพระนางมีพระชนม์ได้ ๑๖ ปี พระราชบิดาก็ให้สร้างปราสาท ๗ ชั้นแล้วให้พระราชธิดาของพระองค์ขึ้นอยู่เบื้องบนปราสาท
อยู่มาวันหนึ่ง นางอุบลวาราชกุมารี บรรทมอยู่บนพระที่สิริไสยาสน์ ถูกอำนาจกิเลสทำให้เร่าร้อน ครั้นเวลากึ่งราตรี เสด็จลุกขึ้นทรงพระกันแสงร่ำไห้ แล้วกลับบรรทมอีก พระเจ้าอัมพังคราช ได้ทรงสดับดังนั้น จึงทรงดำริว่า ธิดาของเราร้องไห้ ชะรอยจะเป็นเพราะประสงค์จะมีสามี จึงมีรับสั่งให้เหล่าอำมาตย์ไปป่าวร้องพระยาร้อยเอ็ดพระนครว่า ถ้าผู้ใดเป็นผู้มีกำลังมาก สามารถมีศิลปศาสตร์ได้ฝึกหัดแล้ว ผู้นั้น จงถือเอาธนูไปยิงรูปนกยูงยนต์ รูปนกยูงยนต์ประกอบด้วยจักรและยนต์ ตกลงมา พระเจ้าอัมพังคราชจะยกพระราชธิดาให้แก่ผู้นั้น ผู้นั้นจตงพาพระธิดานั้นตามความปรารถนา หลีกไป
พระโพธิสัตว์จันทเสนกุมารนั้น ได้ฟังดังนั้น ถือธนูเข้าไปเฝ้าพระราชา ถวายบังคมพระเจ้าอัมพังคราช ขึ้นธนูดีดสาย เสียงสายธนู บรรลือลั่นทั่วทั้งพระนคร พระจันทเสนกุมารโพธิสัตว์นั้น ยิงรูปนกยูงยนต์กับทั้งจักรไป รูปนกยูงยนต์กับทั้งจักรก็ตกลงแล้วแล
พระเจ้าอัมพังคราช ทอดพระเนตรเห็นดังนั้น มีพระหฤทัยโสมนัส จึงสวมกอดจันทเสนราชกุมารโพะสัตว์แล้วจุมพิตเศียรเกล้า ตรัสว่า ท่านจงเป็นบุตรเราเถิด บุรุษผู้ใดผู้หนึ่งที่จะประเสริฐเสมอด้วยท่านนี้มิได้มี ธิดาของเราสมควรแก่ท่านผู้เดียว เราจักกระทำการอภิเษกยกธิดาของเราให้แก่ท่าน ดังนี้ พระราชาทรงกระทำมังคลาภิเษก พระราชทานพระธิดาแก่จันทเสนกุมาร พระโพธิสัตว์จันทเสนกุมาร ขึ้นอยู่บนปราสาท ๗ ชั้น เสวยสิริสมบัติเป็นมหัศจรรย์กับด้วยนางอุบลวาราชธิดา ดุจสมเด็จอัมรินทราเสด็จอยู่ในท่ามกลางเทพบริษัทมีนางสุชาดาเทพรัตนกัญญาเป็นประธานเสวยทิพยโภชนาหาร ฉะนั้น
พระโพธิสัตว์จันทเสนกุมาร ครั้นพระราชบิดาสิ้นพระชนม์ อันอำมาตย์ทั้งหลายพร้อมใจกันให้ครองสิริราชสมบัติในเมืองพาราณสี ทรงปกครองประชาชนด้วยการยกเลิกราชทัณฑ์ ทรงสงเคราะห์ประชาชนด้วยสังควัตถุ ๔ ประการ ทรงบำเพ็ญทานทุกวัน รักษาอุโบสถศีลในวันปักขอุโบสถ รักษาศีล ๕ อยู่มาวันหนึ่ง พระโพธิสัตว์เสด็จประทับนั่งเหนือสยนอาสน์แล้ว ทรงพระดำริว่า บัดนี้ ชาติธรรม ชราธรรม พยาธิธรรม มาถึงแล้ว มรณธรรมก็จักมาถึงเรา ดังเรามีความสลด ราชสมบัติอันมากมาย ที่จะตามบุคคลผู้ไปยังปรโลกมิได้มี โดยที่สุดแม้แต่ร่างกายของตน สัตว์โลกก็จำต้องจะทิ้งไว้ จะพาไปก็มิได้ ก็จำต้องละสิ่งของทั้งปวงไปเป็นธรรมดา ประโยชน์อะไรของเรา ด้วยการอยู่ครองราชสมบัติ เราจะบวช ดังนี้แล้ว จึงทรงมอบราชสมบัติให้แก่พระอัครมเหสีของพระองค์แล้ว ละกามคุณ ๕ ถวายบังคมลาพระชนนีเข้าไปสู่หิมวันตประเทศ ถือบรรพาเพศเป็นดาบส อยู่ในหิมวันตประเทศ เจริญพรหมวิหาร ๔ ได้ญานสมาบัติแล้ว ครั้นสิ้นชีพทำลายขันธ์ ได้เข้าถึงพรหมโลก |
16749 | 4520 | https://th.wikisource.org/wiki?curid=16749 | สุวรรณกัจฉปชาดก | พระศาสดาเมื่อทรงประทับอยู่ในพระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภมังสทานของพระองค์ จึงตรัสเทสนาชาดกนี้ว่า อภิญฺเญยฺยํ อภญฺญาตํ ดังนี้
ความมีอยู่ว่า วันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย นั่งประชุมสนทนากันในโรงธรรมว่า ดูกรอาวุโสทั้งหลาย โอท่านผู้มีอายุทั้งหลาย พระศาสดา มิได้มีความเบื่อหน่ายในทานบารมี ในอุปทานบารมีและในทานปรมัตถบารมี ลำดับนั้น พระศาสดาได้ทรงสดับถ้อยคำด้วยทิพพโสต เสด็จมายังโรงธรรม ตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไรหนอ ครั้นภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า ด้วยเรื่องชื่อนี้ ตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย ตถาคตมิได้มีความเบื่อหน่ายในทานบารมีเป็นต้น แต่ในกาลนี้เท่านั้นหามิได้ แม้ในกาลก่อน ตถาคตก็มิได้เบื่อหน่ายในทานบารมีเป็นต้นเหมือนกัน ดังนี้แล้ว ก็ทรงดุษณีภาพ เมื่อพระภิกษุทั้งหลายใคร่จะทราบ ได้พากันกราบทูลอาราธนา จึงทรงนำเรื่องในอดีตมาตรัสว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในอดีตกาล มีพระราชาทรงพระนามว่าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในเมืองพาราณสี ในกาลนั้น พระโพธิสัตวเสวยพระชาติเป็นเต่า อยู่ในท่ามกลางมหาสมุทร เต่าโพธิสัตว์นั้น มีวรรณดังสีทองธรรมชาติ มีตัวกว้างและยาวประมาณ ๒๐ วา เท่ากัน และมีนามว่า สุวรรณกัจฉปะ เพราะมีวรรณเสมอด้วยทอง เที่ยวหาอาหารอยู่ในมหาสมุทร อาศัยเชิงบรรพตอันมีอยู่ทีเกาะใหญ่เป็นนิวาสถาน
ครั้นนั้น พ่อค้าประมาณ ๕๐๐ คน ออกจากเมืองพาราณสี สำเภาแล่นไปได้ ๗ วัน ถูกคลื่นใหญ่ลมจัด จมลงในท่ามกลางมหาสมุทร พ่อค้าทั้งปวง พากันร้องไห้ปริเวทนาการ ส่งเสียงดังและกราบไหว้บนบานเทวดาอารักษ์ต่างๆ ฝ่ายเต่าทองโพธิสัตว์ โผล่ขึ้นมาจากมหาสมุทร แลไปเห็นพวกพ่อค้าร้องไห้ปริเทวนาการอยู่ บังเกิดความกรุณาเป็นกำลัง ไปสู่สำนักพ่อค้าทั้งหลายแล้ว ให้พ่อค้าทั้งหลายขึ้นบนหลังตน พาข้ามสมุทรไปโดยลำดับจนถึงเกาะใหญ่ พ่อค้าทั้งหลายลงจากหลังเต่าทองพระโพธิสัตว์ มิได้บริโภคอาหารเลยถึง ๗ วัน พากันนอนอ่อนเพลียอยู่บนหาดทราย เต่าทองโพธิสัตว์นั้น คิดว่า เราจักให้เนื้อของเราเป็นทานแก่พวกพ่อค้าเหล่านี้ ดังนี้
ลำดับนั้น พวกพ่อค้าทั้งหลาย ยกมือขึ้นไหว้เต่าทองโพธิสัตว์แล้วพูดว่า ข้าแต่เต่าทองผู้เป็นใหญ่ อุปการคุณเป็นอันมากที่ท่านได้กระทำแล้ว ข้าพเจ้าทั้งหลาย จักฆ่าท่านได้อย่างไร เต่าทองโพธิสัตว์นั้น จึงคลานขึ้นไปบนบรรพต ครั้นถึงยอดภูเขาแล้วหยุดพักอยู่ แล้วตั้งความปรารถนาเป็นพระสัพพัญญุพุทธเจ้าภายในแห่งจิตของตนว่า หมู่เทพยดาทั้งหลายผู้เจริญ อันสิงสถิตอยู่ในที่นี้ ขอจงมาอนุโมทนามังสทานของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจักให้ชีวิตของข้าพเจ้าเป็นทาน ข้าพเจ้าจักได้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต ดังนี้แล้ว ทำการอธิษฐานว่า ถ้าว่าข้าพเจ้าจักได้เป็นพระพุทธเจ้าไซร้ ขอกระดูกอกของข้าพเจ้าจงแตกทำลาย เลือดและเนื้อของข้าพเจ้าจงเป็นก้อนน้อยก้อนใหญ่เป็นส่วนๆ กัน แต่กระดองของข้าพเจ้า อย่าเพิ่งแตกทำลาย กระดูกหลังนั้น จงเป็นนาวา พาพ่อค้าทั้ง ๕๐๐ คน ให้พ้นจากความตาย ดังนี้แล้ว ทำตนให้ตกจากบรรพต ลงไปกระทบเชิงภูเขาเสียงดังสนั่น กระดูกอกก็แตกทำลาย เลือดเนื้อก็บังเกิดเป็นก้อนน้อยใหญ่ แต่กระดองมิได้แตกทำลาย เต่าทองโพธิสัตว์นั้น เมื่อสิ้นชีวิตแลวก็ไปบังเกิดในดุสิตเทวพิภพ
ทีนี้ พวกพ่อค้าได้ฟังเสียงกึกก้องดังสนั่นหวั่นไหว ดูไปเห็น ต่างคนก็ประหารอกของตนร่ำร้องไห้ปริเทวนาการ พากันกราบทูลถึงคุณของเต่าทองโพธิสัตว์นั้น ลำดับนั้น พ่อค้าซึ่งเป็นหัวหน้า กล่าวกะมหาชนทั้งหลายว่า ดูกรท่านทั้งหลายผู้เจริญ เต่าทองตัวนี้ ได้ให้เนื้อของตนเป็นทานแก่เราทั้งหลาย เราทั้งหลายไม่ปรารถนาจะฆ่าท่าน เราทั้งหลายจงพากันจัดแจงสีไฟให้ติดขึ้น ปิ้งเนื้อเต่านั้นเคี้ยวกินเป็นอาหาร แล้วเก็บเอาเนื้อที่เหลืออยู่สำหรับเป็นเสบียงเลี้ยงตนไปบริโภคไปจนกว่าจะถึงเมืองพาราณสี พ่อค้าเหล่านั้นพร้อมกันกระทำการตามถ้อยคำของพ่อค้าผู้ใหญ่ ลำดับนั้น พ่อค้าเหล่านั้น เอากระดองเต่ากระทำเป็นเรือ แล้วกระทำกิจการทั้งปวงด้วยกระดูกอก พากันขึ้นเรือกระดองเต่านั้นแล้วก็บ่ายหน้าเรือไปเฉพาะเมืองพาราณสี เมื่อถึงที่ใด ก็จอดที่นั้นตามปรารถนา ได้บริโภคเนื้อเต่าเป็นเสบียงมาเดือนหนึ่งก็ถึงเมืองพาราณสีแล้ว ทั้งหมดกล่าวสรรเสริฐคุณของเต่าโพธิสัตว์แก่ชาวพระนครทั้งหลาย มหาชนทั้งปาง ได้ฟังดังนั้นก็พากันสรรเสริญชมเชยคุณของเต่าทองโพธิสัตว์นั้น ตลอดไปทั่วพระนครราชอาณาเขต
ในกาลนั้น พระเจ้าพรหมทัตได้ทอดพระเนตรเห็นกระดูกหลังเต่าทองอันมีวรรณเสมอด้วยทองคำ ทรงพระปรีดาโสมนัส ได้ทรงฟังคุณของเต่าทองนั้น ทองดำริว่า สัตว์ผู้นี้มิใช่สัตว์อื่น คงจักเป็นหน่อพุทธางกูร ดังนี้แล้ว มีรับสั่งให้ประดิษฐานกระดองเต่าทองนั้นไว้ที่อันสมควรแก่พระนครด้านทักษิณ กระดองเต่าทองโพธิสัตว์นั้นประดิษฐานอยู่ ดุจสุวรรณบรรพตตลอดกาลนาน |
16750 | 40205 | https://th.wikisource.org/wiki?curid=16750 | วรวงสชาดก | ในวรวังสชาดกนี้ ไม่มีคำปรารภความเบื้องต้น ไม่มีเรื่องที่เป็นปัจจุบัน มีแต่เรื่องที่เป็นอดีต ดังจะกล่าวต่อไปนี้
ความมีอยู่ว่า ในอดีตกาล มีกษัตริย์ทรงพระนามว่าพระเจ้าวงศาธิปติราช เสวยราชสมบัติอยู่ในภูสานคร ทรงตั้งพระนางวงศ์สุริยาราชเทวีไว้ในตำแหน่งอัครมเหสี ให้เป็นใหญ่กว่าพระสนม ๑๖,๐๐๐ คน พระมเหสีเป็นที่รักใคร่พอพระทัยของท้าวเธอเป็นอันมาก ในกาลนั้น พระเมตไตรยบรมโพธิสัตว์เจ้าได้จุติจากเทวโลกมาถือปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระมเหสีนั้น ครั้นครบถ้วนทศมาสแล้ว พระนางเจ้าก็ประสูติพระราชกุมารมีพระฉวีวรรณประดุจสีทอง สมบูรณ์ด้วยบุญลักษณะอันประเสริฐ ทรงถวายพระนามพระราชกุมารนั้นว่า วงศ์สุริยามาศกุมาร หลังจากนั้น พระโพธิสัตว์เจ้าของเราทั้งหลาย ได้มาปฏิสนธิในพระครรภ์ร่วมพระมารดาเดียวกัน ประสูติจากพระครรภ์แล้ว มีพระฉวีวรรณประดุจสีทอง พระประยูรญาติทั้งหลายจึงถวายพระนามว่า วรวงศ์ราชกุมาร พระราชกุมารทั้งสองเป็นผู้มีความจงรักภักดีในพระราชบิดา เปรียบเหมือนอำมาตย์ข้าบาทมูลิกาทั้งปวง มิได้มีความประมาท ทรงหมั่นไปทำราชกิจจนพระราชบิดามีพระทัยโปรดปรานมาก
แต่พระเจ้าวงศาธิปติราชบรมกษัตริย์ มีพระมเหสีน้อยองค์หนึ่งทรงพระนามว่ากาไวยเทวี พระนางกาไวยเทวีมีพระราชโอรสองค์หนึ่งทรงพระนามว่า ไวยทัตกุมาร ไวยทัตกุมารนั้นเป็นคนมีสันดานกระด้างหยาบช้าทารุณ ว่ายากสอนยากไม่เอาใจใส่ในราชการ ชอบข่มเหงชาวเมืองให้ได้รับความเดือดร้อน ด้วยเหตุนั้น ชาวเมืองจึงมาพันมาประชุมที่ลานพระหลวง แล้วร้องประกาศให้พระเจ้าวงศาธิปติราชบรมกษัตริย์ทราบ พระเจ้าวงศาธิปติราชบรมกษัตริย์ทราบแล้วทรงพิโรธมาก จึงตรัสว่า ไวยทัตกุมารเป็นคนพาล จะรักษาวงศ์ตระกูลไว้ไม่ได้
พระนางกาไวยเทวีได้สดับดังนั้น จึงหาอุบายกลั่นแกล้งให้พระโพธิสัตว์ทั้งสองให้พ้นไปจากเมือง เพื่อให้พระราชโอรสของตนได้ครองราชสมบัติ วันหนึ่ง พระนางได้เรียกพระกุมารทั้งสองให้เข้ามาในห้อง พูดคุยทำความสนิทสนม ๒-๓ วันแล้ว ได้ยกโทษว่า พระกุมารทั้งสองได้ทำการข่มเหงตนในเวลากลางวัน ความทราบถึงพระกรรณของพระราชา จึงรับสั่งเพชฌฆาตพาพระกุมารทั้งสองไปประหารชีวิตเสีย พระราชเทวีทรงสดับข่าวว่า พระโอรสทั้งสองของตนกำลังจะถูกประหารชีวิต จึงใช้ให้นางปริจาริกานำทองคำ ๑,๐๐๐ ตำลึงไปถ่ายตัวมาจากเพชฌฆาต พระราชทานอาหาร ขนม แก้วแหวนและมณีดวงหนึ่งมีราคาประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ตำลึง แล้วส่งไปในประเทศอื่น
พระกุมารทั้งสองได้เดินทางมาจนถึงต้นไทรต้นหนึ่งในเวลาเย็น จึงเปลื้องพระภูษาปูลงบนพื้นแล้วบรรทมหลับไปจนใกล้รุ่ง ก็สดุ้งตื่นขึ้นมา ทรงแก้ห่ออาหารออกมา มองหน้ากันและกันนึกถึงพระมารดาอยู่ ด้วยอำนาจแห่งบุญญาธิการที่พระกุมารทั้งสองกระทำไว้ ในกาลนั้น จึงมีพระยาไก่สองตัวๆ หนึ่งสีดำ ตัวหนึ่งสีขาวอาศัยอยู่บนต้นไทรนั้น บรรดาพระยาไก่ทั้งสองนั้น พระยาไก่สีขาวมาถึงก่อนจึงนอนที่สูง พระยาไก่สีดำมาทีหลังจึงนอนอยู่ที่ต่ำ ถึงเวลาปัจฉิมยามพระยาไก่สีขาวก็ขันขึ้น พระยาไก่สีดำได้ฟังเสียงขัน จึงถามว่า เจ้าไก่พาลคุณวิเศษของเจ้ามีอยู่หรือ จึงได้มาดูหมิ่นเรา ขึ้นไปนอนโปรยขี้ตีนลงมารดหัวเราได้ พระยาไก่สีขาวตอบว่า เจ้าไก่สีดำราวกะโจรเรามาถึงก่อนก็นอนที่สูง เจ้ามาถึงทีหลังก็นอนที่ต่ำจะมาโกรธเราเพราะเหตุอะไร คุณวิเศษของเรามีแน่ ผู้ใดกินเนื้อหัวใจของเราเมื่อเวลาเราตาย ผู้นั้นจะได้เป็นพระเจ้าบรมจักรพรรดิราช แล้วถามพระยาไก่สีดำว่า คุณวิเศษของเจ้ามีอยู่หรือ พระยาไก่สีดำจึงตอบว่า ผู้ใดได้กินเนื้อหัวใจเรา ผู้นั้นสามารถจะยกหลักศิลาขึ้นแล้วฆ่ายักษ์ให้ตายเป็นบรมกษัตริย์ได้ ไก่ทั้งสองนั้นบันดาลโทสะตีกันจนถึงสิ้นชีวิตพลัดตกยังพื้นปฐพี พระราชกุมารได้ฟังเสียงไก่วิวาทกัน จึงปรึกษากันว่า ไก่ทั้งสองเป็นเทวดามาช่วยสงเคราะห์เราแน่แล้ว ก็ติดไฟปื้งไก่ทั้งสองตัวนั้น พระเชษฐาเสวยเนื้อหัวใจไก่สีขาว ส่วนพระอนุชาเสวยเนื้อหัวใจไก่สีดำ
สมัยนั้น มีกษัตริย์ผู้ครองอัยมาศนครซึ่งเสด็จทิวงคตได้ประมาณ ๗ วัน แต่ท้าวเธอไม่มีพระราชโอรสและพระราชธิดาที่จะสืบขัตติยสันตติวงศ์เลย พวกราชบุรุษจึงปรึกษากันว่า สมควรจะเสี่ยงบุศยราชรถแสวงหาท่านผู้มีบุญที่สมควรจะปกครองราชสมบัติ จึงจัดุศยราชรถแล้วเสี่ยงสัตยาธิษฐานว่า ขอให้บุศยราชรถจงไปถึงสำนักท่านผู้มีบุญ แล้วปล่อยไป บุศยราชรถบ่ายหน้าออกนอกพระนคร แล่นไปถึงศาลาที่พระราชกุมารทั้งสองบรรทมอยู่ แล้วจอดเอางอนจรดแทบพระบาทของพระเชษฐราชกุมาร พวกราชบุรุษจึงพากันเข้าไปอุ้มพระเชษฐกุมารขึ้นวางบนราชรถ พาไปยังพระราชวังแล้วให้บรรทมเหนือพระแท่นสิริไสยาสน์บนปรางค์ปราสาท เมื่อพระเชษฐราชกุมารตื่นจากพระบรรทมแล้ว พวกอำมาตย์ราชปุโรหิตาจารย์ทั้งปวงจึงกราบทูลเรื่องในพระนครทั้งหมดให้ทรงทราบ แล้วกราบบังคมทูลให้ทรงรับราชสมบัติในพระนครนั้น
พระวงศ์สุริยามาศบรมโพธิสัตว์เจ้าจึงมีพระดำรัสว่า พวกท่านไปพาแต่เรามา ก็น้องชายของเราไปไหนเล่า ราชบุรุาเหล่านั้นกราบทูลว่ พระกนิษฐาของพระองค์ทรงบรรทมอยู่บนศาลานั้น พระพุทธเจ้าข้า ทรงพระพิโรธว่า เราทั้งสองคนพี่น้องปราศจากพระนคร พลัดพรากพระมารดาบิดาได้ร่วมสุขร่วมทุกข์กันมา เหตุไฉนท่านทิ้งน้องเราเสีย ไม่พามาด้วยเล่า เมื่อพระวรวงศ์หุมารตื่นพระบรรทมแล้ว ไม่เห็นพระเชษฐาก็ออกจากศาลาเที่ยวค้นหาจนหลงทางไม่รู้ว่าจะไปแห่งหนตำบลใดดี พอเวลาสายัณหสมัยก็เสด็จมาถึงบ้านเศรษฐแห่งหนึ่ง จึงเข้าไปขออาหารกะนางทาสีของโลภันธเศรษฐี รับภาชนะใส่อาหารแล้วนั่งในที่นั่งสุดข้างหนึ่ง เปลื้องแก้วมณีออกวางบนภาชนะ แล้วเสวยพระกระยาหารด้วยแสงแห่งมณี
นางทาสีเห็นดังนั้นจึงบอกแก่โลภันธเศรษฐี ส่วนโลภันธเศรษฐีเป็นคนโลภ จึงเรียกทาสกรรมกรมาเป็นอันมากสั่งให้จับพระโพธิสัตว์ไปโบยตี หาว่าเป็นโจรลักเอาแก้วมณีของตนมา จึงชิงเอาแก้วมณีนั้นไว้แล้วผูกคอพระโพธิสัตว์พาไปด้วยโซ่มอบให้แก่ทาสไป พระโพธิสัตว์เจ้าได้เสวยทุกขเวทนาอดอยากอาหารได้รับความลำบากเป็นอันมาก ในกาลนั้น ยังมีธิดาของเศรษฐีนั้นคนหนึ่งชื่อว่าคารวี ได้เห็นพระโพธิสัตว์เจ้าเสวยทุกขเวทนาเหลือเกิน จึงเกิดความสงสารสิเนหารักใคร่ ด้วยอำนาจที่ได้เคยอยู่ร่วมกันมาแต่ปางก่อน จึงไปหาบิดาแล้วอ้อนวอนว่า ข้าแต่พ่อ พ่ออยากทำบาปกรรมเลย จงปล่อยบุรุษนั้นไปเสียเถิด เศรษฐีผู้เป็นบิดาได้ฟังวาจาของนางแล้วก็ด่าว่านางอย่างมากมาย นางคารวีจึงกลับไปใช้ให้นางทาสีคนสนิทนำทรัพย์ไปจ้างวานทางที่ควบคุมให้แก้พระโพธิสัตวืออกจากเครื่องพันธนาการ ทาสนั้นรับสินบนแล้วแก้พระโพธิสัตว์ออกจากเครื่องพันธนาการ นางจึงส่งข้าวปลาอาหารหวานคาวไปให้พระโพธิสัตว์ ต่อมา โลภันธเศรษฐีปรารถนาจะไปค้าขาย จึงพาพระโพธิสัตว์ไปด้วย นางคารวีขอติดตามไปด้วย เศรษฐีจึงพาธิดาลงเรือสำเภอไปด้วย แล้วให้พระโพธิสัตว์ถือธงโบกบนหัวเรือ พอพระโพธิสัตว์โบกธงขึ้น เรือสำเภาก็เคลื่อนออกจากที่ คนทั้งปวงได้เห็นพระโพธิสัตว์ก็เกิดโสมนัสยินดีปรีดา เรือสำเภอแล่นไปในมหาสมุทรอยู่นานหลายวัน ก็มาถึงท่าของนครหนึ่งชื่อว่า ขุรนคร (พระนครมีสระน้ำกรด)
ก็ ในพระนครนั้นมีสระใหญ่ มีเสาเขื่อนเป็นศิลาอยู่ในสระนั้นและมียักษ์สิงอยู่ มีอักษรจารึกไว้ที่ศิลานั้นว่า ผู้ใดถอนหลักศิลาขึ้นได้ก็ได้พระขรรค์และสามารถจะฆ่ายักษ์ใหญ่ได้ ผู้นั้นจะเป็นผู้มีบุญมาก ในพระนครนั้นครั้นครบ ๓ ปี น้ำในสระใหญ่นั้นจะเกิดเป็นกรด มียักษ์เกิดจากเสาเขื่อนศิลานั้นมากินกษัตริย์ที่ครองราชสมบัติในพระนครนั้นเสียประการหนึ่ง อีกประการหนึ่งเมื่อมีกษัตริย์ครองราชสมบัติได้ ๓ ปี ยักษ์นั้นจะมาจับกินเสีย เป็นเช่นนี้เป็นลำดับมา ในขณะนั้นก็มีกษัตริย์พระองค์หนึ่งทรงพระนามพระเจ้าภูสาราช ครองราชสมบัติอยู่ในนครนั้น โลภันธเศรษฐีจึงให้คนเชิญเครื่องราชบรรณาการพร้อมทั้งพระโพธิสัตว์ไปถวายพระองค์ พระเจ้าภูสาราชทอดพระเนตรเห็นรูปสมบัติของพระมหาโพธิสัตว์เจ้าแล้วก้เกิดความเลื่อมใส มีพระราชดำรัสว่า เจ้ายังหนุ่มน้อยรูปร่างงดงามนัก เจ้ามาทำโจรกรรมเช่นนี้ไม่ละอายหรือ พระโพธิสัตว์จึงทูลว่า ข้าพระองค์ไม่ได้เป็นโจร แก้วมณีดวงนี้พระมารดาของข้าพระบาทประทานให้ เศรษฐีนี้มาแย่งชิงเอาไปแล้วกล่าวคำเท็จใส่โทษข้าพระบาท พระเจ้าภูสาบรมกษัตริย์ได้สดับประวัติจึงตรัสว่า เราสำคัญว่าเจ้าเป็นเด็กโจร ไม่ทราบเลยว่าเจ้าเป็นวงศ์กษัตริย์ เป็นเนื้อหน่อพระชินสีห์สัพพัญญูพุทธเจ้า เจ้าจงไปอ่านอักษรที่จารึกไว้ที่เสา ฆ่ายักษ์เสียให้ได้แล้วจงครองราชสมบัติเถิด
พระโพธิสัตว์เจ้าไปที่ใกล้เสาอ่านอักษรจารึกทราบความแล้ว รำพึงในใจว่า เราจักถอนเสานี้ขึ้น ได้พระขรรค์แล้วจะฆ่ายักษ์เสีย ทันใดนั้นพระเจ้าภูษาบรมกษัตริย์มีรับสั่งให้โลภัรธเศรษฐีนำเอาแก้วมณีมาพระราชทานแก่พระมหาโพธิสัตว์เจ้า พระมหาโพธิสัตว์เจ้าได้แก้วมณีแล้วก็บังเกิดปิติยินดีเป็นอันมาก พระเจ้าภูสาบรมกษัตริย์ โปรดเกล้าให้พระโพธิสัตวืเจ้าสระสรงวารี แล้วให้ตกแต่งด้วยอลังการทั้งปวง ทรงชุบเลี้ยงพระมหาโพธิสัตว์เจ้าดุจดัจพระโอรสอันเกิดจากพระอุระ ครั้นถึงวันที่เจ็ด บรรดาชนทั้งหลาย ก็พากันมายืนประชุมกันอยู่ในพื้นที่มีพื้นเสมอกันปรารถนาจะดูยักษ์กินพระบรมกษัตริย์ พระเจ้าภูสาบรมกษัตริย์ จึงตรัสให้ทหารเป็นอันมากเข้าถอนหลักศิลา พวกทหารทั้งสิ้นเหล่านั้นไม่สามารถจะถอนหลักศิลาขึ้นได้ ก็พากันล้มสลบไปทุกคน พระเจ้าภูสาบรมกษัตริย์เกิดความหวาดพระทัยเป็นอย่างยิ่ง จึงวิงวอนพระโพธิสัตว์ให้จงถอนหลักศิลานั้น พระโพธิสัตว์เข้าไปใกล้เสาแล้ว จึงตั้งสัตยาธิษฐานว่า ข้าแต่หมู่เทพเจ้าผู้เจริญทั้งหลาย ถ้าข้าพเจ้าจักได้เป็นพระสัพพัญญูพุทธเจ้าในอนาคตกาลไซร้ พอข้าพเจ้าเอามือไปแตะต้องเสาศิลาเข้าแล้ว ขอให้เสาศิลานั้นหลุดถอดขึ้นได้โดยง่ายดายเถิด ดังนี้แล้ว จึงระลึกถึงพระบารมีทั้งหลายว่า ขอทานบารมี สีลบารมี เนกขัมมบารมี ปัญญาบารมี วิริยบารมี ขันติบารมี สัจจบารมี อธิษฐานบารมี เมตตาบารมี และอุเบกขาบารมี ทั้งปวงจงมาแวดล้อมข้าพเจ้าช่วยกันรบกับยักษ์เถิด ว่าแล้วก็เข้าไปถอนเสาศิลาขึ้นได้โดยสุขสวัสดิ์ แล้วได้พระขรรค์เล่มหนึ่งที่โคนเสาศิลานั้น
พระโพธิสัตว์ฉวยพระขรรค์ได้แล้ว ก็โยนเสาศิลาลงในน้ำ เสาศิลาก็เปล่งเสียงดังเหมือนเสียงคั่วข้าวตอกแล้วย่อยละเอียด พระเจ้าภูสาบรมกษัตริย์จึงตรัสว่า การที่ท่านทำให้สำเร็จไปแล้วนี้เป็นชิ้นแรก ยังจะมียักษ์เป็นดอกปทุมชาติผุดขึ้นมาต่อภายหลัง พระมหาโพธิสัตว์เจ้าจึงตั้งสัตยาธิษฐานว่า ถ้าเราเป็นผู้มีบุญจะได้เป็นกษัตริย์ในพระนครนี้ เราจะโยนแก้วมณีลงไปในน้ำขอแก้วมณีที่เราโยนไปแล้วอย่าได้จมเลย ครั้นอธิษฐานแล้วก็โยนแก้วมณีลงไป แก้วมณีก็ไม่จมน้ำ กลับลอยอยู่เหนือน้ำ พระมหาโพธิสัตว์เจ้า ก็ถือพระขรรค์ลงไปในสระนั้น มีแก้วมณีเป็นอันมากก็แวดล้อมพระมหาโพธิสัตว์ประดิษฐานอยู่ ส่วนยักษ์ก็เป็นดอกปทุมชาติผุดขึ้นมา พระมหาโพธิสัตว์เจ้าก็ฟาดดอกปทุมชาติด้วยพระขรรค์ ดอกปทุมชาติก็ปรากฎเป็นยักษ์ถึงความตาย เทพยดาและมนุษย์ทั้งหลาย ก็เกิดความโสมนัส บรรลือเสียงสรรเสริญอยู่กึกก้อง พากันอวยชัยมงคลแก่พระมหาโพธิสัตว์เจ้า พระเจ้าภูสาบรมกษัตริย์ก็เข้ากอดแล้วตรัสว่า เจ้าให้ชีวิตแก่เราๆ จะให้นางมกุฎเทวีผู้เป็นราชธิดาของเราแก่เจ้า เราจะกระทำการอภิเษกมอบราชสมบัติให้แก่เจ้า พระมหาโพธิสัตว์จึงทูลว่า ข้าพระบาทมีชายาชื่อนางคารวี ซึ่งเป็นธิดาของโลภันธเศรษฐีอยู่แล้วพระเจ้าข้า พระบรมกษัตริย์ตรัสว่า เจ้าว่ามีชายาอยู่แล้ว แต่เราก็จะยกมงกุฎเทวีธิดาของเราให้แก่เจ้า ทั้งสองนางนี้จงมีความเสน่หารักใคร่กันให้เหมือนพี่น้องร่วมพระครรภ์มารดาเดียวกัน จงช่วยกันปฏิบัติสามีเถิด บรมกษัตริย์โปรดให้กระทำการมงคลอยู่ถึงเจ็ดวัน แล้วทรงสถาปนาพระโพธิสัตว์ขึ้นครองราชสมบัติ กิตติศัพท์ของพระโพธิสัตว์ก็ได้ฟุ้งขจรไปว่า มีบรมกษัตริย์ทรงพระนามว่าพระเจ้าวรวงศ์ ปรากฎว่าเป็นผู้มีบุญ ฆ่ายักษ์ผู้แข็งกระด้างตาย ได้ครองราชสมบัติแล้ว
อยู่มาวันหนึ่งเวลาเที่ยงวัน พระเจ้าวรวงศ์บรมโพธิสัตว์เจ้าทรงหวนระลึกถึงพระเชษฐาของพระองค์ ครั้นรุ่งขึ้นก็ไปเฝ้าพระสัสสุรราช ขอถวายบังคมลาไปเที่ยวแสวงหาพระเชษฐา แล้วทรงอุ้มนางคารวีขึ้นบนตักถือเอาแก้วมณีเหาะขึ้นไปบนอากาศ พอถึงเวลาสายัณหสมัยได้เห็นศาลาพระดาบสในป่าใหญ่ ทั้งสองผัวเมียก็เหาะลงไป ไหว้พระดาบส พระดาบสถามว่า ท่านทั้งสองมาจากไหน จึงตอบว่า ข้าพเจ้าทั้งสองมาจากขุรนคร จะขออาศัยอยู่ในสำนักนี้สักหน่อย แต่พออรุณขึ้นมาแล้วก็จะลาไป พระดาบสถามว่า ขุรนครอยู่ไกลเหลือเกินไฉนท่านจึงมาได้วันเดียว ข้าพเจ้ามาทางอากาศด้วยอานุภาพแก้วมณี พระดาบสได้ฟังแล้วคิดว่า เมื่อทั้งสองนอนหลับแล้วเราจะขโมยแก้วมณี ขโมยแก้วมณีได้แล้วก็เหาะไปบนอากาศ พระมหาโพธิสัตว์เจ้าตื่นแล้วไม่เห็นแก้วมณี และไม่เห็นพระดาบสอยู่ในศาลาจึงปลุกนางคารวีขึ้นบอกว่า พระดาบสลักเอาแก้วมณีของเราหนีไปแล้ว พระวรวงศ์โพธิสัตว์เจ้า ปริเทวนาการแล้วก็จูงพระหัตถ์พระราชเทวีจากไปโดยไม่ทราบว่าทิศไหนเป็นทิศน้อยใหญ่ ได้เข้าไปพักที่ต้นไทรใหญ่ต้นหนึ่ง ซึ่งเป็นที่อยู่ของพระยายักษ์
ในขณะนั้น พระยายักษ์ได้เห็นกษัตริย์ทั้งสองจึงวิ่งมาอย่างเร็ว พระโพธิสัตว์เห็นยักษ์แล้วก็ฉวยเอาพระหัตถ์เทวีลุกขึ้นหนีไป ยักษ์ก็ไล่เหยียบต้นไม้ใหญ่น้อยหักทำลายติดตามมา ครั้นถึงมหาสมุทรก็พากันลงไปทันที ครั้งนั้น ได้เกิดมีพายุใหญ่ มหาเมฆก็ตั้งขึ้น ฝนก็ตกลงมาท้องฟ้าอากาศก็เกิดมืดมนอนธการทั่วไป กษัตริย์ทั้งสองถูกคลื่นในมหาสมุทรซัดเอาจนเหนื่อยพระกายอ่อนกำลัง ก็พลัดพรากจากกัน ต่างคนต่างลอยไปจนเวลาแสงสว่างอรุณขึ้นมา พอเวลารุ่งเช้าคลื่นก็ซัดพระโพธิสัตว์เจ้าไปถึงฝั่ง พระโพธิสัตว์ขึ้นจากฝั่งแล้ว ก็เที่ยวค้นหาพระราชเทวีตามหาดทราย ก็ไม่พบพระราชเทวี แล้วเสด็จสัญจรไปในป่าน้อยใหญ่ถึง ๗ วัน ก็ถึงพระนครหนึ่งชื่อว่า อัยมาศนคร ฝ่ายดาบสที่ลักแก้วมณีไปนั้น ได้เหาะขึ้นไปสูงเกินประมาณถูกลมกรดพัดเอาศีรษะขาดตกลงในที่ใกล้พระนครอัยมาศกับทั้งแก้วมณี
พวกพ่อค้าเก็บแก้วมณีได้เอาไปถวายพระเจ้าวงศ์สุริยมาศ ท้าวเธอก็ให้นำไปประดิษฐานไว้ในโรงทาน ส่วนพระโพธิสัตว์เจ้าได้เห็นโรงทานแล้วก็จะเข้ายังโรงทานเที่ยวดูภาพที่เขาเขียนไว้ พอได้เห็นรูปภาพพี่น้องบรรทมหลับอยู่บนศาลาในห้องที่สามแล้ว ไม่สามารถจะดำรงพระกายอยู่ได้ ก็ถึงวิสัญญีภาพล้มลง พวกราชบุรุษมาพบเข้าจึงพาเข้าไปหาพระเจ้าวงศ์สุริยามาศ ฝ่ายพระเจ้าวรวงศ์ผู้เป็นกนิษฐา ได้เห็นพระเจ้าวงศ์สุริยามาศผู้เป็นพระเชษฐาแล้ว ก็เข้ากอด แล้วทูลความเป็นไปทั้งหมดเริ่มตั้งแต่ต้องเป็นคนกำพร้า เดินไปจนถึงบ้านโลภันธเศรษฐี ถูกโลภันธเศรษฐีชิงแก้วมณีไป แล้วโบยตีเอา
ในขณะเดียวกันนั้น นางคารวีว่ายน้ำอยู่กลางมหาสมุทรถึงสามวันแล้ว ก็ลอยไปถึงฝั่ง จึงขึ้นฝั่งเที่ยวตามหาพระสามี นางปราศจากผ้านุ่งจึงกลัดใบไม้ทำเป็นผ้านุ่ง ในกาลนั้น มีนายพรานป่าคนหนึ่ง เที่ยวยิงเนื้อในป่ามาขายเลี้ยงชีวิต ได้เห็นนางแล้วจึงคิดว่า นางภูตผีปีศาจนี้มาไล่เนื้อของเราให้หนีไป เราจะยิงมันเสีย จึงชักธนูจะยิงนาง นางเกิดความกลัวจึงห้ามนายพรานว่า ฉันหลงทางมาจากเมืองพ่อ ลุงจะยิงฉันทำไม พรานป่าจึงถามว่า เจ้าเป็นหญิงเหตุไฉนจึงเที่ยวมาในป่าแต่คนเดียว นางก็ได้ตอบว่า ฉันสองผัวเมียถูกยักษ์ตามมาจึงว่ายน้ำหนี อยู่ในพระมหาสมุทรจนพลัดกัน พรานป่าจึงให้ผ้าอาบน้ำแก่นาง แล้วพาไปบ้าน
ฝ่ายภรรยาของพรานป่าชื่อว่านางพันทุสา ได้เห็นนางมากับสามีก็เกิดริษยาคิดในใจว่า สามีไปเป็นผัวเมียกันกับอีนางคนนี้ทิ้งไว้ในป่าช้านานจนท้องแก่ เมื่อสามีเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้ฟังก็หายโกรธ ต่อมา พระเทวีก็ประสูติพระราชโอรสภายใต้เรือนนั้น แล้วนำเอาแก้วมณีซึ่งมีติดตัวอยู่ผูกไว้ที่พักหัตถ์เพื่อทำขวัญ ฝ่ายภรรยาของนายพรานป่าพอทราบว่าพระเทวีประสูติพระราชโอรส ก็บันดาลความโทสะขึ้นอีก ลงจากเรือนแล้วชิงเอาพระราชโอรสไปทิ้งเสียใกล้โรงทาน พอวันรุ่งขึ้น กษัตริย์ทั้งสองได้เสด็จขึ้นคอช้างพระองค์ละเชือก เสด็จเลียบพระนครไปทางโรงทานนั้น พวกราชบุรุษเห็นเด็กจึงนำมาให้ทอดพระเนตร พระเจ้าวรวงศ์ทอดพระเนตรเห็นแก้วมณีที่ผูกไว้ที่พระหัตถ์ ก็ทรงทราบว่าเป็นพระโอรสของพระองค์
ฝ่ายพระเจ้าวงศ์สุริยามาศก็ได้ให้เขียนเรื่องราวของพระกนิษฐาและพระเทวีไว้ที่ศาลาเพื่อตามหาน้องสะใภ้ พระเทวีผ่านไป ดูภาพแล้วสลบอยู่ที่ศาลานั้น พวกราชบุรุามาพบเข้าจึงนำไปกราบทูลให้พระเจ้าวรวงศ์ทราบ ท้าวเธอจึงเสด็จมารับพระเทวีเข้าพระราชวัง ต่อมา ทรงพระลึกได้ว่า พระองค์และเชษฐาได้จากพระมารดามาถึง ๓ ปีแล้ว จึงพร้อมกันจัดทัพเพื่อเข้าเฝ้าพระมารดา ในวันที่ ๗ ก็จัดทัพเสร็จ จึงพากันเสด็จออกจากเมือง ไปถึงเมืองของพระชนกพระชนนีแล้ว จึงส่งสาส์นไปถึงพระชนกให้ยกราชสมบัติให้ ฝ่ายพระไวยทัตกุมารผู้เป็นกระกนิษฐาต่างพระมารดาได้ขันอาสาออกรบ จึงถูกพระเจ้าวรวงศ์ไสช้างเข้ารบแล้วตัดพระเศียรตกลงเหนือพื้นพสุธา พระเจ้าวรวงศ์ชนะสงครามแล้ว ก็คอยท่าพระเชษฐาอยู่ ณ ค่ายพัก พระเจ้าวงศาธิปติราชทรงตกแต่งพระเจ้าวรวงศ์ราชบุตรผู้น้องอภิเษกให้ครองราชสมบัติ
พระเจ้าบรมวรวงศ์บรมโพธิสัตว์เจ้าเสด็จสถิตอยู่ในราชสมบัติแล้ว ทรงกระทำการตอบแทนพระคุณพระเจ้าวงศ์สุริยมาศผู้เชษฐา ส่งเสด็จกลับไปยังอัยมาศนครแล้ว ก็ครองราชสมบัติอยู่โดยธรรมจนทรงพระชราภาพ เกิดความสังเวช ยกราชสมบัติให้พระราชโอรสแล้ว เสด็จออกจากพระนครไปบวชเป็นบรรพชิต บำเพ็ญสมณธรรมอยู่จนพระชนมายุสองพันพรรษา ก็เสด็จทิวงคตไปบังเกิดในดุสิตเทวโลก |
16751 | 2651 | https://th.wikisource.org/wiki?curid=16751 | อรินทมชาดก | พระบรมศาสดาทรงสำราญพระอิริยาบถอยู่ที่พระเชตวัน ทรงปรารภทานบารมีของพระองค์ จงตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า สุปุณฺณมโนรถฺ เป็นต้น
ความว่า วันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายได้นั่งสนทนากันในธรรมสภาว่า ท่านผู้มีอายุน่าอัศจรรย์หนอ สมเด็จพระบรมศาสดาพระองค์ไม่อิ่มด้วยทาน ส่วนในกาลเมื่อพระองค์เป็นพระบรมโพธิสัตว์อยู่ ก็ให้ทานเป็นการใหญ่แล้วมาในกาลเมื่อพระองค์ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า พระองค์ก็ยังได้พระราชทานพระอริยมรรคเป็นทานอยู่ในกาลบัดนี้ แล้วพากันนั่งสรรเสริญพระพุทธคุณมีประการต่างๆ
สมเด็จพระบรมศาสดาได้ทรงสดับการสนทนาของพระภิกษุทั้งหลายด้วยทิพพโสตญาณแล้ว จึงเสด็จมาประทับ ณ ธรรมสภา แล้วตรัสถามถึงเรื่องที่พระภิกษุทั้งหลายสนทนากัน ครั้นทรงทราบแล้ว จึงตรัสว่า เราดำรงอยู่ในอัตภาพของพระพุทธเจ้าไม่อิ่มด้วยทานในชาตินี้ ไม่น่าอัศจรรย์ แม้ในชาติที่ผ่านมาเราดำรงอยู่ในอัตภาพของปุถุชนก็ไม่อิ่มด้วยทานเหมือนกัน พระภิกษุทั้งหลายสนใจจะฟังเรื่องนั้นจึงอาราธนาให้ทรงเล่าให้ฟัง จึงทรงนำอดีตนิทานมาเล่าว่า
ในอดีตกาล มีพระราชาพระองค์หนึ่งทรงพระนามว่าอรินทมราช ครองสมบัติอยู่ในสุจิรวดีมหานคร พระอัครมเหสีของพระเจ้าอรินทมราชนั้นทรงพระนามว่า สุวัณณคัพภา พระนางสุวัณณคัพภานั้นเป็นที่โปรดปรานของพระเจ้าอรินทมราชมาก ครั้งนั้นพระเจ้าอรินทมราชโปรดให้สร้างโรงทานไว้ ๖ แห่ง คือ ที่ริมประตูพระนคร ๔ แห่ง ที่ท่ามกลางพระนคร ๑ แห่ง ที่ริมประตูพระราชนิเวศน์ ๑ แห่ง แล้วพระราชทานมหาทานสิ่้นพระราชทรัพย์วันละ ๖ แสนทุกวัน ทรงให้ฝนคือการบริจาคทางตกลงปกคลุมชมพูทวีปทั้งสิ้น
วันหนึ่ง ท้าวเธอตื่นพระบรรทมในเวลาใกล้รุ่งทรงพระจินตนาการถึงทานของพระองค์ก็บังเกิดพระปรีดาปราโมชว่า เราได้ให้ทานภาพนอกอยู่เป็นนิรันดร์ เราปรารถนาจะให้ทานภายในต่อบ้าง ขอยาจกที่มาขออย่าได้ขอทานภายนอกเลย จงขอแต่ท่านภายในเท่านั้นเถิด แล้วทรงดำริต่อไปว่ ถ้ามีใครมาขอหัวใจเรา เราก็จะฉีกอกแล้วหยิบเนื้อหัวใจที่หยาดโลหิตกำลังไหลอยู่ออกให้ และถ้ามีใครมาขอดวงตา เลือด เนื้อ หรือร่างกายทั้งสิ้น เราก็จะให้เหมือนกัน ถ้ามีใครมาขอว่าท่านจงเป็นทาสของเรา เราก็จะยกตนให้เป็นทาน อีกประการหนึ่ง ถ้ามีผู้มาขอราชสมบัติของเรา เราก็จะให้ราชสมบัติแก่ผู้นั้น หรือถ้ามีผู้มาขอสิ่งใดๆ กับเรา เราก็จะให้ทั้งหมด
เมื่อพระมหาโพธิสัตว์ทรงพระจินตนาการอยู่อย่างนั้น ภพของท้าวสักกเทวราชก็สำแดงอาการร้อนขึ้น ท้าวเธอทรงพิจารณาดูจนรู้เรื่องถ่องแท้แล้ว จึงเสด็จลงมาจากเทวโลกในวันนั้น เนรมิตตนเป็นพราหมณ์ชรามีมือถือไม้เท้า มีกายสั่นยกพระหัตถ์ขวาขึ้น ประกาศความชนะว่า ขอพระมหาราชเจ้าจงชนะ พระมหาโพธิสัตว์ได้เห็นพราหมณ์นั้นแล้วก็มีพระทัยเต็มไปด้วยพระกรุณาจึงตรัสว่า ท่านมหาพราหมณ์มาถึงที่นี้ด้วยมีประสงค์สิ่งใด เมื่อพราหมณ์กล่าวว่า ข้าพระบาทเป็นผู้ชราทุพลภาพ ขอพรองค์ทรงอนุเคราะห์พระราชทานพระราชทรัพย์แก่ข้าพระบาทสัก ๑,๐๐๐ ตำลึงเถิด จึงตรัสว่า เราจักให้ทรัพย์ ๑,๐๐๐ ตำลึงแก่ท่าน
ในขณะนั้น ท้าวสักกเทวราชรับพระราชทานทรัพย์แล้ว ก็ทำอาการเหมือนออกไปแล้วก็กลับมาอีก แล้วกราบทูลว่า ข้าพระบาทขอถวายทรัพย์นี้คืนไว้แก่พระองค์ พระมหาโพธิสัตว์จึงตรัสว่า เราจะรักษาไว้ให้ เมื่อพราหมณ์กล่าวว่า เมื่อใดกิจของข้าพระบาทมี ข้าพระบาทจักมารับเอาทรัพย์นั้น แล้วก็คืนทรัพย์ให้พระมหาโพธิสัตว์ไป ก้าวออกจากที่นั้นแล้วก็อันตรธานหายไป ท้าวสักกเทวราชก็เนรมิตตนเป็นพราหมณืหนุ่มเข้ามาหาพระมหาโพธิสัตว์อีก พระมหาโพธิสัตว์เจ้าเห็นพราหมณ์หนุ่มแล้วจึงตรัสถามว่า ท่านมาจากที่ไหน เมื่อพราหมณ์กล่าวว่า ข้าพระบาทเป็นพรามหมณ์ขัดสน ขอพระองค์จงพระราชทานสมบัติแก่ข้าพระองค์เถิด จึงตรัสว่า เราจะให้ท่านได้ตามความปรารถนา แล้วตรัสว่า ท่านมาขอสิ่งใดกับเรา เราจะให้สิ่งนั้นแก่ท่าน เรามิได้หวั่นไหวเลย ของสิ่งใดของเราที่มีอยู่ เราไม่ปิดบังซ่อนเร้นหวงแหนเลย ใจของเรายินดีอยู่ในการบริจาค ความปรารถนาของเราเต็มบริบูรณ์ดีแล้ว เราคิดไว้ว่า จะให้ดวงตา หัวใจ เนื้อ เลือด ร่างกายกึ่งหนึ่งและร่างกายทั้งหมด จะให้ตนเป็นทาส หรือมีใครมาขอราชสมบัติเราก็จะใช้ราชสมบัติทั้งหมด เราคิดไว้อย่างนี้ จนถึงเวลาใกล้รุ่งวันนี้
เมื่อพระมหาโพธิสัตว์เจ้าตรัสอย่างนี้ บรรดาอำมาตย์ราชเสวกก็มาประชุมกัน จนเกิดเสียงบันลือลั่นทั่วไปทั้งพระนคร เพื่อไม่ให้พระเจ้าอรินทมราชทรงบริจาคราชสมบัติ แต่เมื่อพระเจ้าอรินทมราชทรงบริจาคราชสมบัติอยู่นั้นแก่พราหมณ์ ชาวพระนครก็เกิดความหวาดเสียว สะดุ้งขลาด เกิดขนพองสยองเกล้า พากันแตกตื่นตกใจ เมทนีดลก็กัมปนาทหวาดหวั่นไหวกึกก้องไปทั่วทั้งพระนคร พระเจ้าอรินทมราชพระราชทานราชสมบัติของพระองค์แล้ว ก็บังเกิดพระปรีดาปราโมทย์ทรงยกอัญชลีขึ้นนมัสการทานบริจาคของพระองค์แล้วเปล่งอุทานว่า เราได้ให้ทานนี้ดีแล้วโดยแท้ ดังนี้แล้วจึงโปรดให้นำเอารถเทียมด้วยม้ามาตระเตรียมไว้ ทรงตกแต่งพระวรกายปรารถนาจะออกจากพระนคร จึงลามหาชนแล้วให้พระราชเทวีขึ้นบนรถก่อน ส่วนพระองค์ขึ้นภายหลัง เสด็จออกจากพระนครทางประตู ด้านทิศตะวันตกแล้ว
ชาวพระนครทั้งสิ้นต่างก็พากันร่ำร้อง เหล่านางสนม พระราชกุมาร พ่อค้า พราหมณ์ ชาวชนบท ชาวนิคม พลช้าง พลม้า นายสารถี และพลเดินเท้าทั้งปวงก็มาประชุมกัน ส่วนพระมหาโพธิสัตวืเจ้าเห็นมหาชนติดตามมา จึงเปลื้องเครื่องประดับออกพระราชทาน แล้วตรัสว่า ท่านทั้งหลายอย่าเศร้าโศกร่ำไรเลย เพราะการบริจาคเช่นนี้เป็นธรรมดาของเรา แล้วประทานโอวาทว่า สังขารทั้งปวงเป็นสภาวะธรรมไม่เที่ยงแท้ ไม่ยั่งยืน ไม่คงทนถาวรเลย แต่ถ้าท่านทั้งหลายยังมีความรักในเราแล้ว ท่านทั้งหลายจงให้ทาน จงรักษาศีล จงเจริญภาวนาเถิด ทรงสั่งสอนมหาชนให้ตั้งอยู่ในความไม่ประมาทแล้ว ก็ทรงให้มหาชนกลับไป ส่วนพระองค์ได้ขับราชรถไปตลอดทาง เมื่อเสด็จไปในระหว่างทาง ท้าวสักกเทวราชก็ออกจากพระนคร สละเพศเป็นพราหมณ์หนุ่มตามพระมหาโพธิสัตว์ไปทูลขอรถเทียมม้านั้น พระมหาโพธิสัตว์เจ้าก็มีพระทัยยินดีเสด็จลงจากรถ แล้วให้พระราชเทวีลงจากรถม้าแล้วตรัสว่า เราไม่ได้ให้รถนี้เพื่อต้องการยศ เราไม่ได้ปรารถนาจะไปเกิดในตระกูลสูง ไม่ได้ปรารถนาทรัพย์สมบัติ ไม่ได้ปรารถนายศ ความประพฤติในการจำแนกแจกทานนี้เป็นของธรรมดาของสัตบุรุษทั้งหลาย มีมาแต่โบราณ เพราะเหตุนี้แหละใจของเราจึงยินดีในทาน ครั้นตรัสแล้วก็พระราชทานรถเทียมม้าแก่พราหมณ์ ส่วนท้าวสักกเทวราชรับรถเทียมม้าแล้ว ก็อันตรธานหายไป
จำเดิมแต่นั้น พระมหากษัตริย์ทั้งสองพระองค์ก็ทรงพระดำเนินเสด็จไป พระบาทของบรมกษัตริย์ทั้งสองพระองค์ก็แตก พระราชเทวีทอดพระเนตรเห็นบรมกษัตริย์อ่อนกำลังลงแล้ว ส่วนพระนางเจ้าก็ทรงพระครรภ์หนัก ก็ทรงกันแสงด้วยความที่พระนางเจ้าประกอบไปด้วยจริยาวัตรในพระราชสามี มีความจงรักภักดีในพระราชสามีเป็นกำลัง และมีพระทัยเต็มไปด้วยความกรุณา ในขณะนั้น ท้าวสักกเทวราชก็ได้สละเพศเป็นพราหมณ์ เนรมิตตนเป็นพราหมณ์ชรา มีมือไม้เท้าทำตัวสั่นดังก่อนแล้วติดตามพระมหาโพธิสัตว์ไป ทูลอ้อนวอนว่า ขอพระมหาราชเจ้าจงหยุดก่อน ขอพระองค์จงพระราชทานกหาปณะแก่ข้าพระบาทเถิด
พระมหากษัตริย์เจ้าจำพราหมณ์นั้นได้ จึงตรัสว่าดูก่อนพราหมณ์ ท่านจงอดโทษอย่าได้โกรธเราเลย ตัวเรากับพระราชเทวีจักเป็นทาสทาสีของท่าน เมื่อพราหมณ์ทูลว่า ข้าพระบาทไม่มีความประสงค์จะให้พระองค์ทั้งสองเป็นทาสาทาสีของข้าพระบาท จึงตรัสว่า มหาพราหมณ์ ถ้าพระนั้น ท่านพาเราไปขายเถิด เมื่อพราหมณ์ทูลว่า ข้าพระบาทไม่สามารถจะขายพระองค์ได้ ขอพระองค์จงพระราชทานกหาปณะ ๑,๐๐๐ แก่ข้าพระบาทโดยเร็วเถิด จึงตรัสว่า ดีแล้วมหาพราหมณ์ เราจะขายตัวเราเองกับพระราชเทวีได้แล้ว จะให้กหาปณะ ๑,๐๐๐ แก่ท่าน ดังนี้แล้ว จึงพากันไปหาพราหมณ์ผู้มีทรัพย์ในนครอินทปัตถ์ ขายพระราชเทวีแล้วตรัสว่า เจ้ามีพักตร์อันเจริญ เจ้าจงทำงานในบ้านนี้เถิด พราหมณ์นั้นก็ให้ทรัพย์แก่พระมหาสัตว์ห้าร้อยกหาปณะ
พระโพธิสัตว์เจ้าทรงรวบรวมทรัพย์ซึ่งเป็นค่าตัวของพระองค์ห้าร้อยกหาปณะ และค่าตัวของพระราชเทวีห้าร้อยกหาปณะได้แล้ว จึงกล่าวว่า ดูก่อนมหาพรหมณ์ผู้เจริญ ด้วยผลทานอันนี้ขอให้สัตว์ทั้งหลายทั้งสิ้นอย่าได้วิปโยคพลัดพราคจากกันและกันเลย แล้วก็ให้กหาปณะพันหนึ่งแก่พราหมณ์ พราหมณ์ท้าวสักกะรับเอากหาปณะทั้งสิ้นแล้วก็อันตรธานหายไป
จำเดิมแต่นั้น พระมหาโพธิสัตว์ก็ทรงรักษาประตูอยู่ที่บ้านของพราหมณ์นั้น ต่อมา พระเทวีก็ได้คลอดพระโอรสที่บ้านของนางพราหมณี แต่พระโอรสได้เสียชีวิจลง นางพราหมณีได้ยินเสียงกันแสงของพระเทวีแล้ว จึงขับไล่ให้ออกจากบ้านนั้นในกลางดึก พระเทวีจึงไปหาพระมหาโพธิสัตว์แล้วเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง พระมหาโพธิสัตว์เมื่อพาพระโอรสไปยังป่าช้าเพื่อจะฝัง ก็มีบุญมาเตือนสติให้คิดช่วยพระโอรส จึงตั้งจิตอธิษฐานว่า ขอหมู่เทพทั้งหลายจงมาประชุมกัน ข้าพเจ้าปรารถนาจะช่วยลูก ข้าพเจ้าจำได้ว่า ข้าพเจ้าไม่เคยฆ่าสัตว์ ไม่เคยลักทรัพย์ ไม่เคยล่วงเกินภรรยาคนอื่น ไม่เคยพูดโป้ปดหลอกลวง ไม่เคยดื่มสุราเมรัยเลย ข้าพเจ้าให้ทานยอมขายตนและภรรยาเพื่อเป็นทาสคนอื่นด้วยจิตบริสุทธิ์ ด้วยการกล่าวคำสัตว์นี้ ขอให้บุตรของข้าพเจ้าจงฟื้นคืนชีพในวันนี้เถิด ในทันใดนั้นเอง พระโอรสก็ฟื้นคืนชีพขึ้นมาอย่างน่าอัศจรรย์ พระเทวีจึงให้พระโอรสดื่มน้ำนมจากถัน
ในขณะนั้น ก็เกิดเหตุน่าอัศจรรย์ ท้าวสักกะเทวราชมีจิตเลื่อมใส เสด็จลงมาประดิษฐานอยู่ในอากาศ ทรงรุ่งเรืองอยู่ด้วยพระสรีระอันเป็นทิพย์ จึงทำให้ป่าช้าสว่างไสวเป็นอันเดียวกัน แล้วทรงประกาศให้พระอรินทมราชและพระราชเทวีรู้ว่าตนเป็นท้าวสักกะ ทรงพากษัตริย์ทั้งสองพร้อมทั้งพระราชโอรสกลับมายังสุจิรวดีมหานครในวันนั้น พอราตรีสว่าง จึงทรงคืนราชสมบัติให้พระอรินทมราชและพระราชเทวีแล้วก็อันตรธานหายไป จำเดิมแต่กาลนั้นมา พระมหาโพธิสัตว์เจ้ากับพระราชเทวีก็ทรงบำเพ็ญบุญกุศลมีทานเป็นต้น ครั้นสิ้นพระชนมายุแล้วก็ไปบังเกิดในเทวโลก
สมเด็จพระบรมศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้ในชาติก่อน เราก็ได้ให้มหาทานอย่างนี้ ดังนี้แล้ว ทรงประชุมชาดกว่า ทัาวสักกเทวราชในกาลนั้นเป็นพระอนุรุทธะในกาลนี้ นางสุวัณณคัพภาในกาลนั้นเป็นนางยโสธราในกาลนี้ ราชบุตรในกาลนั้นเป็นพระราหุลในกาลนี้ พระเจ้าอมรินทมราชในกาลนั้น เป็นเราซึ่งเป็นสัมมาสัมพุทธโลกนาถในกาลนี้ ดังนี้แล |
16752 | 5239 | https://th.wikisource.org/wiki?curid=16752 | รถเสนชาดก | ในรถเสนชาดกนี้ ไม่มีคำปรารภความเบื้องต้น ไม่มีเรื่องที่เป็นปัจจุบัน มีแต่เรื่องที่เป็นอดีต ดังจะกล่าวต่อไปนี้
ความว่า กาลครั้งหนึ่ง ในศาสนาของพระพุทธกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า มีเศรษฐีคนหนึ่งชื่อว่านันทะ อยู่ในบ้านสมิทธคาม เป็นคนมีทรัพย์สมบัติมาก แต่ไม่มีบุตรและธิดาเลย ด้วยเหตุนี้ เขาจึงถือกล้วยสิบสองผลทูนศีรษะของตนไปยังพระอาราม ประสงค์จะถวายพระพุทธเจ้า จึงรำพึงในใจว่า เราทำการบูชาพระกัสสปสัมพุทธเจ้า เราจะปรารถนาให้ได้บุตร ในอนาคตกาล เราจักได้บุตรและธิดาเป็นอันมาก
ต่อมา ภรรยาเศรษฐีก็ตั้งครรภ์ ในไม่ช้าก็คลอดธิดาถึงสิบสองคน ในกาลนั้นธิดาเหล่านั้นยังเป็นเด็กเที่ยวไปเล่นไป จนภายหลังทรัพย์สมบัติเงินทองในเรือนของเศรษฐีก็ย่อยยับไป ทาสีทาสาก็พากันล้มตายไป นันทเศรษฐีกับภรรยาก็กลายเป็นคนยากจนเข็ญใจ ส่วนเศรษฐีก็ยังต้องหาข้าวต้มและข้าวสวยมาเลี้ยงธิดาต่อไปอีก ต่อมา อาหารมีข้าวต้มและข้าวสวยเป็นต้นก็หมดไป ด้วยเหตุนี้ เศรษฐีจึงโกรธแล้วพาธิดาทั้งสิบสองคนขึ้นเกวียน ขับเกวียนไปปล่อยเสียในป่า แล้วขับเกวียนกลับมายังเคหสถานของตน ได้ทราบว่า ในชาติปางก่อนนันทเศรษฐีได้ถือเอาทรัพย์สมบัติมีทองและเงินเป็นต้นของธิดาเหล่านั้นไปในเวลาบริโภคอาหาร แล้วไม่ได้ให้คืน ด้วยเหตุวิบากของกรรมเก่าที่ติดตามมา เศรษฐีจึงได้กลายเป็นคนอนาถา ถูกธิดาทั้งสิบสองคนบีบคั้น
ในกาลนั้น ธิดาทั้งสิบสองคนจึงเที่ยวหาบิดาอยู่ในป่า ไม่ช้าก็ไปถึงสวนของสันธมาลา เวลานั้นนางสันธมารยักษิณีเข้าไปในสวนได้เห็นธิดาสิบสองคนแล้ว มีจิตรักใคร่จึงพาไปเลี้ยงไว้เหมือนน้องหมดทั้งสิบสองคน คราวหนึ่งธิดาผู้เป็นพี่ใหญ่ได้เห็นนางสันธมาลากินเนื้อมนุษย์ จึงบอกน้องทุกคนว่า พวกเราพากันมาอยู่ในสำนักของนางยักษ์ น้องทั้งปวงได้ฟังแล้วก็กลัว จึงพากันหนีไปทั้งสิบสอง ภายหลังนางสันธมาลาข้าไปในสวนไม่เห็นธิดาทั้งสิบสองคนก็ออกเที่ยวตามหา ธิดาทั้งสิบสองคนหนีไปได้ไม่ไกลนักก็เข้าไปอยู่ในท้องช้าง นางสันธมารยักษิณีตามหาไม่เห็นจึงถามช้าง เมื่อช้างตอบว่า เราไม่เห็น จึงกลับไปในสวน ธิดาทั้งสิบสองคนจึงออกจากท้องช้าง นางสันธมารยักษิณีก็ตามมาอีก จึงพากันเข้าท้องม้าบ้าง ท้าองโคบ้าง พอนางสันธมารยักษิณีถามสัตว์ตัวไหนว่า เห็นธิดาทั้งสิบสองคนไหม สัตว์ทั้งหมดต่างตอบว่า ไม่เห็น นางจึงกลับไป ได้ทราบว่า ในชาติปางก่อน เมื่อนางสิบสองคนเป็นเด็กกำลังเล่นอยู่ ได้จับเอาลูกสุนัขเล็กๆ ไปทิ้งไว้ในป่าถึงสิบสองตัว กรรมที่เป็นบางนี้ได้ให้ผลแก่นางสิบสองคนถึงห้าร้อยชาติ ด้วยกรรมที่เป็นบาปนั้น นางสิบสองคนจึงได้เที่ยวไปในป่าในประเทศนั้นโดยลำดับจนถึงกุตารนคร ที่นครนั้นมีต้นไทรต้นหนึ่งอยู่ริมฝั่งสระของพระนคร นางสิบสองได้เห็นต้นไทรแล้ว จึงพากันขึ้นไปนั่งอยู่บนต้นไทรนั้น
เวลานั้น พระเจ้ารถสิทธิ์ครองราชสมบัติอยู่ในกุตารนคร ได้พระราชทานหม้อน้ำทองแก่นางทาสีค่อมคนหนึ่ง เพื่อใช้สำหรับตักน้ำสรงมาถวาย นางทาสีค่อมถือหม้อน้ำทองไปถึงสระนั้นแล้ว ได้เห็นฉายรัศมีของนางสิบสองส่องสว่างมาถึงตน นางเกิดความโกรธจึงทุบหม้อน้ำทองทิ้งเสีย แล้วกลับมา พระเจ้ารถสิทธิ์ไม่เห็นหม้อน้ำทองคำ จึงพระราชทานหม้อน้ำเงินให้แก่นางทาสีค่อม นางทาสีค่อมถือหม้อน้ำเงินไปเห็นอาการอย่างนั้นอีก ก็เกิดความโกรธ จึงทุบหม้อน้ำเงินทิ้งเสียอย่างนั้นแล้วก็กลับมา พระเจ้ารถสิทธิ์ไม่เห็นหม้อน้ำเงิน ก็พระราชทานหม้อน้ำทำด้วยหนัง นางถือหม้อน้ำหนังไปถึงสระน้ำอีก เห็นอาการอย่างนั้นก็เกิดความโกรธทุบหม้อหนังเสียอย่างนั้นอีก แต่หม้อน้ำทำด้วยหนังจึงไม่แตก นางทาสีค่อมจึงต้องตักน้ำไป นางสิบสองคนเห็นอาการนั้นจึงหัวเราะตบมือขึ้น นางทาสีค่อมเงยหน้าขึ้น เห็นนางสิบสองคนอยู่บนต้นไทรมีรัศมีงดงาม จึงกลับมากราบทูลให้พระเจ้ารถสิทธิ์ทราบว่า ตนได้เห็นนางฟ้าอยู่บนต้นไทร พระเจ้ารถสิทธิ์ได้ฟังแล้ว ก็เสด็จออกจากพระนครด้วยจตุรงคเสนา ทอดพระเนตรเห็นนางสิบสองคนแล้ว ก็มีพระทัยยินดีมาก
พระเจ้ารถสิทธิ์โปรดให้นางสิบสองคนนั้นนั่งบนวอ แล้วให้ประโคมเภรีดุริยางค์ดนตรีฟ้อนรำขับร้อง รับขึ้นไปยังปราสาท ตั้งไว้ในที่เป็นอัครมเหสีเป้นที่รักของพระองค์ทั้งสิบสองนาง อู่มาภายหลัง นางสันธมารยักษิณีได้ทราบว่า นางสิบสองคนได้เป็นมเหสีของพระเจ้ารถสิทธิ์ จึงออกจากคชปุรนครรีบไปยังกุตารนคร เห็นต้นไทรริมฝั่งสระก็ขึ้นบนต้นไทร ยืนอวดรูปร่างที่สวยงามดุจนางฟ้าอยู่ เวลานั้นนางค่อมไปตักน้ำสรงยังสระนั้น ได้เห็นรัศมีของนางสันธมาร มองขึ้นไปข้างบน เห็นนางแล้ว จึงรีบไปทูลพระเจ้ารถสิทธิ์ให้ทรงทราบ พระเจ้ารถสิทธิ์ได้ฟังแล้วก็ออกจากพระนคร เสด็จไปยังที่นั้น ได้ทอดพระเนตรเห็นนางสันธมารแล้ว ทรงมีพระทัยยินดี จึงตรัสเรียกนางลงมา
นางสันธมารได้ฟังแล้วก็ลงมาจากต้นไทร พระเจ้ารถสิทธิ์ให้นั่งบนวอทองพาไปให้อยู่ท่ามกลางปราสาท ตั้งให้เป็นอัครมเหสีผู้ใหญ่ นางสันธมารนั้นเป็นที่รักของพระองค์เป็นอันมากเพราะนางสันธมารมีรูปร่างงดามกว่าอัครมเหสีเก่าของพระเจ้ารถสิทธิ์ทั้งสิบสองนาง ก็วิบากกรรมเก่าของนางสิบสองมาถึงแล้ว
ได้ทราบว่า ในชาติปางก่อน นางทั้งสิบสองนี้เคยเป็นนางทาริกา พากันไปเล่นที่ริมฝั่งน้ำ ได้จับปลาสิบสองตัวมาวางไว้ที่บนบก น้องคนเล็กได้แทงตาของปลาตัวหนึ่งข้างหนึ่ง พี่สาวอีก ๑๑ คนแทงตาของปลา ๑๑ ตัวทั้ง ๒ ข้าง เลิกเล่นแล้วจึงได้ปล่อยไป ด้วยวิบากกรรมนั้นนางสันธมารยักษิณีจึงแกล้งหาเลสลวงว่าตนกำลังเป็นไข้ เมื่อพระเจ้ารถสิทธิ์ตรัสถามว่านางสันธมารต้องการอะไร จึงทูลว่า ข้าแต่สมมติเทวราชเจ้า เวลานี้หม่อมฉันถูกความทุกข์ครอบงำเหลือเกิน ถ้าโปรดเกล้าให้หม่อมฉันควักลูกตานางสิบสองเสียได้ จะเป็นที่สบายอารมณ์เป็นอันมาก พระเจ้ารถสิทธิ์ได้ฟังดังนั้นแล้ว จึงให้ตรัสเรียกนางสิบสองมาเฝ้า แล้วบังคับให้นั่งเรียงลำดับกันตามคำสั่งของนางสันธมาร เวลานั้น นางสันธมารจึงลุกขึ้นจากที่นอน แล้วควักลูกตานางสิบสอง ในขณะที่โลหิตกำลังหลั่งไหลอยู่ ก็ส่งลูกตานั้นไปให้นางกังรีธิดาของตนเก็บรักษาไว้
พระเจ้ารถสิทธิ์เมื่อไม่เห็นนางสิบสอง จึงทรงเสวยทุกขเวทนาไม่สบายพระทียเลย นางสิบสองได้เสวยทุกขเวทนาอันเป็นผลกรรมที่ตนทำไว้แต่ในอดีตชาติแล้ว พี่สาวทั้ง ๑๑ คนได้ความลำบากมากกว่า เพราะถูกควักลูกตาทั้งสองข้าง แต่น้องสาวสุดท้องยังแลเห็น เพราะยังมีตาเหลืออยู่ข้างหนึ่ง ในขณะที่เสวยทุกขเวทนา น้องสาวสุดท้องได้เจริญภาวนาว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา อยู่มาไม่ช้านาน พี่สาวทั้งสิบเอ็ดคนก็ตั้งครรภ์ แต่น้องสาวคนสุดท้องยังไม่ตั้งครรภ์
ในขณะนั้น ภพท้าวสักกเทวราชก็แสดงอาการร้อน ท้าวสักกเทวราชทรงรำพึงอยู่ จึงรู้เหตุนั้นว่า นางสิบสองเกิดความลำบากหาที่พึ่งมิได้ แล้วทรงหาบุตรซึ่งสมควรแก่นางนั้น ได้เห็นพระโพธิสัตว์เจ้ามีพระชนมายุจะสิ้นอยู่แล้ว ปรารถนาจะไปเกิดยังเทวโลกสูงขึ้นไป จึงเสด็จไปยังสำนักพระโพธิสัตว์เจ้า แล้วตรัสว่า ท่านควรจะไปเกิดยังมนุษยโลก
พระมหาโพธิสัตว์เจ้าได้ฟังแล้วกล่าวว่า การที่หม่อมฉันจะไปเกิดในมนุษยโลกมีอานิสงส์เพียงใด ท้าวสักกเทวราชตรัสว่า ท่านจะได้ไปสร้างบารมี จะได้เป็นที่พึ่งแก่มหาชน ในกาลนั้น พระโพธิสัตว์เจ้าก็จุติจากเทวโลก ลงมาถือปฏิสนธิในกุจฉิประเทศของน้องคนสุดท้อง พระเจ้ารถสิทธิ์สั่งให้อำมาตย์ขุดอุโมงค์ จับนางสิบสองขังไว้ในอุโมงค์แล้วให้ปิดอุโมงค์เสีย
ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์เจ้าจำเดิมแต่พระองค์เกิดมา ก็ได้บรรเทาทุกข์ของนางสิบสองให้เบาบางลง เมื่อครรภ์ถ้วนทศมาส นางสิบเอ็ดคนก็คลอดบุตร อาหารที่จะกินก็ไม่มี นางเหล่านั้นจึงฉีกเนื้อบุตรแบ่งกันกิน นางเหล่านั้นกินเนื้อบุตรเลี้ยงตนมาทุกวันๆ เหมือนนางยักษ์ อยู่มาภายหลัง นองสุดท้องตั้งครรภ์ถ้วนทศมาสแล้ว ก็คลอดพระมหาโพธิสัตว์ มีรูปทรงเปล่งปลั่งดังสีทอง นางเหล่านั้นจึงตั้งนามว่า รถเสนกุมาร
ต่อมา พระโพธิสัตว์เจ้าจึงถามมารดาว่า แม่สถานที่นี้เป็นอะไร มารดาบอกว่า ที่นี้เป็นอุโมงค์ พระเจ้ารถสิทธิ์ให้ขุดไว้ให้แม่กับญาติของเจ้าเข้ามาอยู่ในอุโมงค์นี้ พระโพธิสัตว์เจ้าได้ฟังดังนั้นแล้ว จึงมีหทัยหวั่นไหวเกิดความทุกข์รำพึงว่า มารดากับญาติของเราเป็นคนอนาถา เป็นคนกำพร้าได้ความลำบากนัก พระสัพพัญญุตญาณ ก็ส่องสว่างไปด้วยพระรัศมีทั่วทั้งอุโมงค์ พระมหาโพธิสัตว์เจ้าได้เห็นแล้วก็บังเกิดความโสมนัส เทพยดาที่รักษาประตูอุโมงค์ก็ปิดประตูอุโมงค์ไว้
พระมหาโพธิสัตว์เจ้าขึ้นไปเบื้องบนประตูอุโมงค์ แล้วทำการอธิษฐาน แลขึ้นไปบนอากาศ อ้อนวอนให้ท้าวสักกเทวรานำเอาผ้ามาให้ ท้าวสักกเทวราชแลลงมาทราบว่า เวลานี้พระโพธิสัตว์เจ้าไปบังเกิดในโลกมนุษย์แล้ว ก็ถือเอาเครื่องประดับ ผ้าอันงาม และพวงมาลัยทิพย์มาให้ แล้วสอนให้รู้อุบายในการเล่นการพนันต่างๆ พระมหาโพธิสัตว์เจ้าก็ถือเอาเครื่องประดับผ้าอันงามและพวงมาลัยทิพย์มาให้แก่มารดาและหมู่ญาติในอุโมงค์ แล้วไหว้ลามารดา ออกจากอุโมงค์แลดูไปทั่วทิศได้เห็นบรรณศาลาที่มนุษย์เล่นอยู่ กุฎุมพีเหล่านั้นเป็นพวกเลี้ยงโคได้เห็นพระมหาโพธิสัตว์เจ้าแล้วก็ชวนให้เล่นด้วยกัน เมื่อพระมหาโพธิสัตว์เจ้าถามว่า ข้าแต่พี่เราจะเล่นที่ไหน พวกเขาจึงบอกให้ไปเล่นที่สนามชนไก่ แล้วก็พาไปที่สนามชนไก่
ครั้นนั้นพระมหาโพธิสัตว์เจ้าจึงกล่าวว่า ถ้าข้าแพ้พี่ทั้งหลายข้าจะให้ทองและแก้ว ถ้าพี่ทั้งหลายแพ้จงให้ห่อข้าวแก่ข้าสิบสองห่อ พวกเลี้ยงโคเล่นชนไก่กันแพ้พระมหาโพธิสัตวืเจ้าหลายครั้ง จึงให้ห่อข้าวแก่พระมหาโพธิสัตว์เจ้าสิบสองห่อ แล้วพระมหาโพธิสัตว์เจ้าถือเอาห่อข้าวสิบสองห่อไปให้มารดาและญาติรับประทาน แล้วแสดงธรรมให้มารดาฟังว่า ญาติทั้งหลายจงพากันฟังธรรม ความสุขที่จะเสมอเหมือนด้วยธรรมไม่มี ขุมทรัพย์ที่จะเสมอเหมือนด้วยธรรมนั้นไม่ดี โลกที่จะเสมอด้วยธรรมนั้นไม่มี สัตว์โลกทั้งหลายที่เสวยสุขสบาย ย่อมถึงคือรักษาไว้ซึ่งธรรมอันประเสริฐของสัตว์ บรรดาญาติทั้งหลายกับมารดาได้ฟังธรรมแล้ว มีจิตปราโมทย์ พากันซ้องเสียงสาธุการด้วยสำเนียง แสดงความเคารพในธรรม พระมหาโพธิสัตว์จึงถามมารดาว่า บิดาของฉันชื่ออะไร มารดาตอบว่าบิดาเจ้าชื่อพระเจ้ารถสิทธิ์
รถเสนกุมารดูวิบากกรรมของญาติทั้งหลายแล้ว จึงลามารดาไปหาพวกเลี้ยงโคเล่นชนไก่ได้ความชนะจนปรากฎทั่วไป พระเจ้ารถสิทธิ์ได้ยินคำเลี่ยงลือ จึงรับสั่งให้ราชบุรุษให้ไปพาตัวมาเข้าเฝ้า อำมาตย์ทั้งหลายก็รีบพากันออกไปหารถเสนกุมารไปเข้าเฝ้า รถเสนกุมารไปเฝ้าแล้วกระทำสีหนราทดุจพระยาราชสีห์ พระเจ้ารถสิทธิ์ตรัสว่า พ่อกุมารเจ้าจงเล่นสกากับเรา พระมหาโพธิ์สัตว์เจ้าทูลว่า ข้าพระบาทแพ้จะถวายตัวแก่พระองค์ พระองค์เล่นแพ้จงพระราชทานห่อข้าวแก่ข้าพระบาทสิบสองห่อ พระเจ้ารถสิทธิ์ได้สดับแล้ว ก็ทรงเล่นสกากับรถเสน เล่นครั้งแรกก็แพ้ ครั้งที่สองก็แพ้ จึงพระราชทานห่อข้าวให้แก่รถเสนกุมารสิบสองห่อ รถเสนกุมารถวายบังคมทูลลาแล้วก็ไปหามารดาให้ข้าวสิบสองห่อแก่มารดาและญาตๆ กินกัน
ครั้นรุ่งขึ้นอีกวันหนึ่ง พระเจ้ารถสิทธิ์ทรงระลึกถึงรถเสนกุมาร จึงเรียกอำมาตย์มาสั่งว่า เจ้าจงไปพากุมารมาหาเรา อำมาตย์ก็ทำตามรับสั่ง บรมกษัตริย์ทอดพระเนตรเห็นรถเสนกุมารแล้ว ตรัสว่า วันนี้เจ้าจงมาบนปราสาทเถิด รถเสนกุมารได้ยินแล้วก็ขึ้นไปบนปราสาท พระเจ้ารถสิทธิ์ได้เห็นกุมารรูปงามเสมอด้วยเรือนทองเป็นที่รักเจริญใจแล้ว จึงตรัสว่า มารดาของเจ้าชื่ออะไร พระโพธิสัตว์เจ้าทูลว่า มารดาและญาติของข้าพระบาทเป็นนางสิบสองคน บิดาของข้าพระบาททรงพระนามว่า พระเจ้ารถสิทธิ์ มารดาและญาติของตนเป็นอัครมเหสี
ในขณะนั้น นางสันธมารยักษิณีได้ยินดังนั้น ก็รู้ว่า ตนจะต้องตาย จึงเกิดทุกข์ ทำอุบายเป็นไข้เสวยความทุกขเวทนา รำพึงในใจว่าจะทำอุบายอะไรดี จึงเรียกอำมาตย์มา แล้วใช้ให้ไปทูลบรมกษัตริย์ว่า พระราชเทวีประชวรเป็นไข้หนัก พระเจ้ารถสิทธิ์โปรดให้หาหมอในพระนครมารักษา โรคของนางก็ไม่หาย ครั้นชาวพระนครมาประชุมกันแล้ว จึงตรัสว่า ท่านทั้งหลายใครอาสาเราไปนำเอายาที่คชปุรนครมาได้ เราจะให้ทองให้เงิน ท่านทั้งหลายบรรดาที่เป็นมนุษย์ ถ้ามีใครมีความเพียรไปนำเอายาที่คชปุรนครมาได้เราจะตั้งให้เป็นเสนาบดีผู้ใหญ่ นางสันธมารทูลว่า ขอพระองค์จงโปรดให้รถเสนกุมารผู้เป็นราชบุตรไปจึงจะได้ พระเจ้ารถสิทธิ์จึงตรัสกับพระราชบุตรว่า เจ้าจงไปนำเอายาที่มีอยู่ในคชปุรนคร มารักษาโรคนางสันธมาร รถเสนกุมารทูลว่า ขอพระบาทเคยได้ปฏิบัติมารดาและญาติของข้าพระบาทอยู่ทุกวันๆ พวกเขาจึงได้มีชีวิตอยู่จนบัดนี้ ข้าพระบาทไปคชปุรนคร ใครจะช่วยปฏิบัติรักษามารดาและญาติของข้าพระบาทได้ พระเจ้ารถสิทธิ์ตรัสว่า บิดาให้มีผู้คอยปฏิบัติรักษามารดาและญาติของเจ้าเอง อย่าคิดวิตกเลย พระมหาโพธิสัตว์เจ้าบังคมลา แล้วไปยังโรงเลี้ยงม้า ได้อัศวราชอาชาไนยที่ชอบใจมาหนึ่งตัว ตั้งชื่อว่า เจ้าพาชี แล้วผูกอัศวราชนั้น ตกแต่งด้วยเครื่องประดับทั้งปวงแล้ว ขึ้นขับขี่บนอากาศแล้วลงมาให้ม้าบริโภคอาหารในป่าหิมพานต์แล้ว จึงขึ้นไปบนอากาศอีกแล้วลงมายังโลกมนุษย์ เปลื้องเครื่องแต่งพาชีลงแล้วขึ้นไปบนปราสาทของนางสันธมาร
นางสันธมารได้เห็นแล้วพระราชกุมารแล้วจึงเจรจาว่า เจ้าเป็นที่พึ่งที่อาศัยของแม่จงเห็นแก่แม่อนุเคราะห์แม่เถิด ครั้นพระโพธิสัตว์เจ้าไปหามารดา ไหว้ลามารดาแล้วพูดว่า แม้กับญาติของฉันจงอยู่ไปพรางฉันจะไปเก็บยาที่คชปุรนคร นางสันธมารแต่งสาส์นให้พระมหาโพธิสัตว์ พระมหาโพธิสัตว์รับผูกไว้ที่คอม้าพาชี แล้วขึ้นไปบนปราสาทแต่งกายเสร็จแล้ว ขึ้นอัศวราชขึ้นเหาะไปด้วยอานุภาพพาชีอัศวราช ได้เห็นอาสรมพระฤาษีก็ลงจากอากาศเข้ายังพระอาศรม ปล่อยม้าและวางเครื่องแต่งม้าไว้ใกล้พระอาศรมพระฤาษีแล้วก็หลับไป พระฤาษีได้ยินม้าจึงคิดว่า นี่เสียงอะไร จึงออกมาดู ก็เห็นม้า จึงเข้าไปดูใกล้ๆ เห็นหนังสือผูกอยู่ที่คอม้า จึงแก้ออกอ่านดู ได้ทราบว่า พระเจ้ารถสิทธิ์นี้หลงรักนางสันธมาร ใช้ลูกของตนไปเมืองยักษ์จะให้ยักษ์กิน แต่กุมารนี้ควรจะเป็นผัวนางกังรีธิดาของนางสันธมารจึงเขียนสาส์นเปลี่ยนถ้อยคำเสียใหม่ ผูกไว้ที่คอม้าตามเดิม แล้วปลุกรถเสนกุมารให้ลุกขึ้น ถามว่า ท่านชื่ออะไร บิดามารดาของท่านชื่ออะไร กุมารบอกว่า บิดาของข้าพเจ้าทรงพระนามว่า พระเจ้ารถสิทธิ์ มารดาของข้าพเจ้า คือนางสิบสอง เป็นอัครมเหสีของพระเจ้ารถสิทธิ์นั้น ขอรับ
ครั้งนั้น พระมหาโพธิสัตว์เจ้าผูกเครื่องแต่งม้า แล้วลาพระฤาษีขี่ม้าขึ้นบนอากาศเหาะไปด้วยอานุภาพม้าพาชี เห็นแว่นแคว้นของมารแล้ว ขณะนั้น โยธามารทั้งหลายก็มาทางอากาศ พาชีแผดเสียงดังสนั่น ท้องฟ้าอากาศบางแห่งก็เป็นควัน บางแห่งก็รุ่งเรืองประดุจเปลวไฟ พวกมารกับเสนามารได้ยินเสียงกึกก้องแล้วพากันกลัวกันตกละตึง ในขณะนั้น พาชีก็พาพระมหาโพธิสัตว์เจ้าไปถึงเสนามาร พระโพธิสัตว์เจ้าก็แก้สาส์นที่ผูกคอม้านั้นทิ้งลงไป ณ พื้นดิน เสนามารทั้งหลายได้เห็นอักษรแล้วจึงไปแจ้งความนั้นให้นางกังรีทราบ นางกังรีจึงไปหาพระมหาโพธิสัตวืเจ้าได้อภิเษกครองสมบัติเสวยราชสมบัติอยู่ในคชปุรนครเจ็ดเดือนบริบูรณ์ วันหนึ่ง พระเจ้ารถเสนลงจากปราสาทไปหานางกังรีแล้ว ถามนางบริวารทั้งหลายว่า ต้นไม้ชื่อว่าต้นบุนนากและต้นคิรีบุนนากมีอยู่แห่งใด ทรงทราบแล้วจึงอธิษฐาน แล้วกระทำเสียงสาธุการ พุทธบุนนาก พุทธคิรีบุนนาก ดังนี้ ทันใดนั้น เทพยดาทั้งหลาย ได้ยินพระมหาโพธิสัตว์เจ้าก็กระทำเสียงสาธุการอันกึกก้องโกลาหลว่า ท่านจะได้ตรัสรู้พระสัพพัญญุตญาณ พระมหาโพธิสัตว์เจ้ายื่นพระหัตถ์ไปเก็บผลไม้ได้แล้วก็มีหทัยยินดี จึงให้เสนาตรวจตราพลนิกายเสร็จแล้ว เมื่อถึงประตูให้ยักษ์พันหนึ่งเปิดให้ แล้วก็ขึ้นยังปราสาทเสด็จประทับนั่งบนรัตนบัลลังก์ พระเจ้ารถเสนจึงบอกนางกังรีเทวีว่า เจ้าจงบังคับให้พวกนิกายทั้งปวงเล่นการมหรสพ นางกังรีเทวีก็บังคับให้พวกพลนิกายเล่นมหรสพกัน
พระเจ้ารถเสนจึงออกอุบายให้นางกังรีดื่มน้ำสุราบานเป็นที่สบายใจ แต่พระองคืหาดื่มไม่ ส่วนนางกังรีเทวีดื่มน้ำเมาแล้วก็ล้มลงบนที่ไสยาสน์ จึงบอกพระมหาโพธิสัตว์เจ้าว่า ลูกตานางสิบสองเธอแขวนไว้ที่ข้างบนครัวไฟ พระมหาโพธิสัตว์เจ้าจึงถามว่า ยาที่จะทำลูกตาขึ้นสว่างมีหรือไม่ นางกังรีทูลว่า ยาห่อหนึ่งที่แขวนอยู่นั้นเป็นยาทิพย์สำหรับรักษาลูกตา พระมหาโพธิสัตว์เจ้าได้ฟังแล้วก็เกิดพระทัยโสมนัสรำพึงว่าเราจะได้เห็นพระพักตร์พระมารดาแล้ว พอนางกังรีหลับไปแล้ว ก็ฉวยเอายาเหล่านั้นขึ้นยังพาชีหนีไปในเวลาเที่ยงคืน จนถึงเมืองกุตารนคร ส่วนนางสันธมารเห็นพระโพธิสัตว์แต่ที่ไกล ก็ไปสู่ปราสาทเสียใจจนหทัยแตกออกไป ๗ เสี่ยงทำกิริยาตายไป พระโพธิสัตว์ถือเอายาทิพย์เข้าไปที่อุโมงค์ใส่ตาแห่งมารดาและญาติทั้งหลาย ตาแห่งมารดาและญาติก็กลับสว่างขึ้น พระเจ้ารถสิทธิ์จึงตั้งนางสิบสองไว้ในอัครมเหสี มีสมาคมเป็นสุขยิ่งใหญ่ด้วยนางทั้งสิบสองนั้น ต่อมาพระเจ้ารถสิทธิ์จึงทรงอภิเษกพระรถเสนราชบุตรไว้ในราชสมบัติ พระเจ้ารถเสนก็ดำรงสิริราชสมบัติโดยทำนองคลองธรรม ทรงอุปถัมภ์แก่มหาชนจำเดิมแต่เสวยราชย์มา
สมเด็จพระบรมศาสดาทรงแสดงธรรมอย่างนี้แล้ว จึงตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย ในชาติปางก่อน เมื่อเราบำเพ็ญโพธิสมภาร เราก็ได้มีความกตัญญูกตเวทีแก่มารดาและญาติแล้ว |
16753 | 4431 | https://th.wikisource.org/wiki?curid=16753 | ปัญญาสชาดก/ภาคที่ 14 | ← 13
../ ภาคที่ 14
(พ.ศ. 2470)
15
../ ภาคที่ 14
2470
<pages index="ปัญญาส (๑๔) - ๒๔๗๐.pdf" include="1"/>
#เปลี่ยนทาง
<pages index="ปัญญาส (๑๔) - ๒๔๗๐.pdf" include="2"/>
สารบัญ#เปลี่ยนทาง
<pages index="ปัญญาส (๑๔) - ๒๔๗๐.pdf" include="46"/> |
16754 | 40209 | https://th.wikisource.org/wiki?curid=16754 | วนาวนชาดก | สมเด็จพระบรมศาสดาทรงสำราญพระอิริยาบถอยู่ที่พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภนางจิญจมาณวิกาผู้นำไม้มาประกบท้องให้ดูเหมือนมีครรภ์ จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า ตาตตวมสิ กลิปุตฺต เป็นต้น
ความว่า วันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายได้นั่งสนทนากันในธรรมสภาว่า นางจิญจมาณวิกานำไม้มาประกบท้องให้ดูเหมือนมีครรภ์ แล้วกล่าวกับประชาชนว่าตนได้มีครรภ์กับพระศาสดา เพื่อให้พระศาสดาเสื่อมจากลาภสักการะ แต่ก็ไม่สามารถทำให้พระศาสดาเสื่อมจากลาภสักการะ ด้วยอุบายนั้นได้ ตนเองกลับถูกธรณีสูบลงไปในนรกแล้ว
สมเด็จพระบรมศาสดาได้ทรงสดับการสนทนาของพระภิกษุทั้งหลายด้วยทิพพโสตญาณแล้ว จึงเสด็จมาประทับ ณ ธรรมสภา แล้วตรัสถามถึงเรื่องที่พระภิกษุทั้งหลายสนทนากันครั้นทรงทราบแล้ว จึงตรัสว่า นางจิญจมาณวิกานั้นประทุษร้ายเราด้วยมารยา เฉพาะในชาตินี้เท่านั้นก็หามิได้ แม้ในชาติที่ผ่านมา เธอก็ได้มีความริษยาประทุษร้ายเรา เพราะได้ฟังกิตติคุณบุญญาธิการอันจะเกิดขึ้นแก่เรา อย่างนี้เหมือนกัน พระภิกษุทั้งหลายสนใจจะฟังเรื่องนั้น จึงอาราธนาให้ทรงเล่าให้ฟัง จึงทรงนำอดีตนิทานมาเล่าว่า
ในกาลเป็นอดีตที่ล่วงมาแล้ว มีพระราชาองค์หนึ่งทรงพระนามว่าโกมลราช ทรงครองราชสมบัติอยู่ในโกฏิมหานคร พระองคืทรงมีพระอัครมเหสี ๒ พระองค์ พระองค์แรกทรงพระนามว่า วลิกาเทวี พระองค์ที่สองทรงพระนามว่า กัณหลิมาเทวี พระเทวีทั้งสองมีพระลักษณะอุดมน่าทัสนายิ่งนัก ดุจนางเทพกัญญาทีเดียว
ในกาลนั้น พระโพธิสัตว์ได้จุติจากเทวโลก ลงมาถือปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระอัครมเหสีพระองค์ที่หนึ่ง ในเดือนเดียวกันนั้น พระอัครมเหสีพระองค์ที่สองก็ทรงตั้งครรภ์เหมือนกัน อาการแพ้ท้องได้เกิดกับพระอัครมเหสีทั้งสอง คือ พระอัครมเหสีพระองค์ที่หนึ่งทรงปรารถนาจะเสด็จประพาสป่า ทั้งปรารถนาจะไปในประเทศต่างๆ ส่วนพระอัครมเหสีพระองค์ที่สอง ปรารถนาจะเสวยเนื้อที่ทาด้วยเลือดสดๆ ในท่ามกลางราชพิธี
ท้าวโกมลราชได้ทรงสดับความแพ้ท้องของพระอัครมเหสีทั้งสองดังนั้น จึงรับสั่งให้หาพราหมณ์ผู้ทายนิมิตมาเฝ้า ทรงกระทำสักการะแก่พราหมณ์นั้นเป็นอันมาก ทรงเล่าความปรารถนาของพระอัครมเหสีทั้งสองให้ฟัง แล้วตรัสถามว่า ดูก่อนพราหมณ์ บุตรทั้งสองของเราที่อยู่ในครรภ์ของพระอัครมเหสีทั้งสองนั้น จะมีลักษณะบุญญาธิการต่างกันอย่างไร พราหมณ์ผู้ทายนิมิตจึงทำนายว่า พระโอรสของพระมเหสีที่หนึ่ง เป็นคนมีบุญ มีปัญญา ฉลาดสามารถในศิลปะทั้งปวง ส่วนพระโอรสของพระมเหสีที่สอง เป็นคนมีบุญน้อย ทั้งไม่ฉลาดสามารถในศิลปะทั้งปวง
ฝ่ายพระนางกัณหลิมาเทวีได้สดับดังนั้น จึงคิดหาอุบายว่า เราควรจะฆ่าบตรของนางวลิกาเทวีเสีย บุตรของเราจึงจะได้ครองราชสมบัติ ดังนี้แล้ว จึงเรียกทาสีคนสนิทของพระนางวลิกาเทวีมาแล้วสั่งว่า เมื่อพระนางวลิกาเทวีประสูติพระโอรสแล้ว เจ้าจงนำพระโอรสนั้นใส่ในหีบ แล้วนำไปฝังไว้ที่โคนไม้จันทน์แดง เราจะให้ทรัพย์แก่เจ้า เมื่อพระนางวลิกาเทวีประสูติพระโอรสแล้ว ทาสีคนสนิทของพระนางวลิกาเทวีก็ได้ทำอย่างนั้น แล้วเอาผ้าเปื้อนโลหิตพันกับไม้ เข้ามาหาพระนางวลิกาเทวีแล้วทูลว่า พระโอรสของพระแม่เจ้าเป็นไม้ เจ้าค่ะ พระนางวลิกาเทวีทอดพระเนตรแล้วก็กันแสง รำพัน
ในเวลาเย็น พระเจ้าโกมลเสด็จยาตราทัพกลับมา รีบเสด็จขึ้นไปบนปราสาท ได้ทรงทราบว่า พระโอรสของพระนางวลิกาเป็นท่อนไม้ ทรงพิโรธเป็นอย่างมาก จึงรับสั่งให้เพชฌฆาตนำพระนางวลิกาเทวีไปประหารเสียที่นอกเมือง ฝ่ายพระนางกัณหลิมาเทวีทอดพระเนตรเห็นดังนั้นแล้ว จึงทูลขออภัยโทษให้เหลือเพียงให้นำพระนางวลิกาเทวีฝากให้เป็นคนตักน้ำของหญิงแม่ครัว พระนางวลิกาเทวีก็เป็นนางทาสีตั้งแต่นั้นมา
ในกาลนั้น รุกขเทวดาผู้สิงอยู่ ณ ต้นไม้จันทน์แดงนั้นได้เห็นนางทาสีนำหีบมาฝั่งไว้ที่โคนไม้จันทน์แดงนั้น จึงขุดขึ้นมาเปิดดู พบพระราชกุมามีพระฉวีวรรณเหมือนทอง พิจารณาดูก็รู้ว่าพระราชกุมารเป็นหน่อเนื้อพุทธางกูร จึงนำมาเลี้ยงไว้ด้วยน้ำนมอันเป็นทิพย์ ฝ่ายพระนางกัณหลิมาเมื่อจะทรงประสูติพระโอรส ลมกัมมัชวาตได้ปั่นป่วนแล้ว ด้วยอานุภาพของเทวดาผู้รักษาพระนคร ซึ่งโกรธที่พระนางกัณหลิมาเทวีกลั่นแกล้งพระนางวลิกาเทวี ครรภ์จึงหลงอยู่ถึง ๗ วัน ต้องไปกราบวิงวอนพระนางวลิกาเทวี แล้วนำน้ำล้างพระบาทของพระนางวลิกาเทวีมารดพระเศียร จึงประสูติพระโอรสโดยสวัสดี พระเจ้าโกมลทรงถือเอาพระนามของพระกัณหลิมาเทวีกับพระนางวลิกาเทวี แล้วขนานพระนามพระโอรสนั้นว่า กัณหวลิกุมาร เมื่อกัณหวลิกุมารมีพระชนมายุได้ ๑๖ พรรษา พระเจ้าโกมลก็ทรงสถาปนาให้ขึ้นเถลิงราชสมบัติ
ฝ่ายพระโพธิสัตว์พระโอรสของพระนางวลิกาเทวีต้องพลัดพรากพระชนนี เพราะกรรมในอดีตชาติที่พระโพธิสัตว์เคยเป็นเด็กหนุ่มผู้เที่ยวไปในป่ากับมารดาบิดา ได้เห็นฟองไข่ไก่ป่าฟองหนึ่งจึงหยิบเอาไป นางไก่ป่าเห็นแล้วจึงผูกเวรไว้ว่า ในอนาคต ขอให้เราได้ทำให้ทารกนั้นพลัดพรากจากมารดาบิดา และทำให้ทารกนั้นตาย นางไก่ป่าผูกเวรแล้วก็สิ้นใจมาเกิดเป็นนางกัณหลิมาเทวี เพราะกรรมนั้น พระโพธิสัตว์จึงถูกนางกัณหลิมาเทวีพยายามฆ่า และต้องพลัดพรากจากมารดาบิดา
แต่พระองค์อันรุกขเทวดาตั้งชื่อให้ว่า วัณณาวนกุมาร เลี้ยงดุไว้ เมื่อมีพระชนมายุได้ ๗ ขวบ ถามถึงพระชนกและพระชนนีกับรุกขเทวดา ทราบเรื่องแล้วปรารถนาจะไปช่วยแม่ทำงานเพื่อทดแทนบุญคุณ จึงลารุกขเทวดาไปเรียนศิลปะกับพระดาบสจนชำนาญดี เมื่อมีพระชนมายุได้ ๘ ขวบ จึงลาพระดาบสไปหาพระชนกพระชนนี ในระหว่างทางได้ลงดื่มน้ำในสระที่กาลยักษ์สิงอยู่ ถูกยักษ์ถามถึงธรรมและอธรรม จึงแสดงธรรมให้ยักษ์และยักษิณีฟัง อันยักษ์และยักษิณีเลื่อมใสให้สาธุการแล้วบอกให้เดินไปทางทิศตะวันตก จะเจอกับเมืองที่ว่างจากกษัตริย์มา ๗ วัน กำลังหาผู้สมควรมาเป็นกษัตริย์ครองเมือง พระโพธิสัตวืได้เดินทางไปอย่างนั้นแล้ว
สมัยนั้น พวกราชบุรุษปรึกษากันว่า สมควรจะเสี่ยงบุศยราชรถแสวงหาท่านผู้มีบุญที่สมควรจะปกครองราชสมบัติ จึงจัดบุศยราชรถแล้วเสี่ยงสัตยาธิษฐานว่า ขอให้บุศยราชรถจงไปถึงสำนักท่านผู้มีบุญ แล้วปล่อยไป บุศยราชรถบ่ายหน้าออกนอกพระนคร แล่นไปกระทำประทักษิณพระโพธิสัตว์ แล้วจอดเอางอนจรดแทบพระบาทอยู่ พวกราชบุรุษจึงพาพระโพธิสัตว์ขึ้นบนราชรถพาไปยังพระราชวัง แล้วสถาปนาให้ขึ้นปกครองราชสมบัติเป็นกษัตริย์ในพระนครนั้น พระเทวีก็ทรงโปรดปรานพระโพธิสัตว์เป็นดุจพระโอรสของตน
ต่อมา พราหมณ์ปุโรหิตคิดว่า พระราชานี้ยังหนุ่ม ไม่คู่ควรกับพระราชินี เราต่างหากที่สมควร ดังนี้แล้ว จึงลวงให้ชมเมือง พาขึ้นคอไปบนเขาสูง แล้วโยนลงไปในเหว แต่ในเหวนั้นมีต้นรังใหญ่มีกิ่งก้านสาขารองรับพระโพธิสัตว์ไว้ พระโพธิสัตว์จึงไม่ได้ับอันตรายใดๆ เลย
ถามว่า เพระาเหตุไร พระโพธิสัตว์จึงถูกพราหมณ์ลวงขึ้นไปบนภูเชาแล้วทิ้งในเหว ตอบว่า เพราะกรรมที่พระโพธิสัตว์เคยเกิดเป็นนายโคบาลต้อนโคทั้งหลายไปกินหญ้า ได้เห็นกบตัวหนึ่งจึงจับมันโยนลงไปในเหวแล้วหัวเราะเล่นโดยอาการที่รื่นเริง กบนั้นได้มาเกิดเป็นพราหมณ์ปุโรหิตเพราะเวรนั้น พราหมณ์ปุโรหิตเห็นพระโพธิสัตว์จึงโกรธยิ่งนัก ลวงขึ้นไปบนภูเชาแล้วทิ้งในเหวดังกล่าว
พระโพธิสัตว์ขณะอยู่ที่ปากเหว ก็ไม่สามารถกำหนดทิศทางได้ จึงเดินไปเรื่อยๆ จนถึงสระโบกขรณี ได้ลงไปดื่มน้ำ อาบน้ำในสระนั้น แล้วเก็บเง่าบัวกินเป็นอาหาร แต่ในสระนั้น มีพระยากินนรกับบุตรธิดาเคยพากันมาเล่น อาบน้ำกันอยู่ประจำ ในเวลากลับไป พระยากินนรจึงสั่งให้ยักษ์ประมาณ ๕๐๐ ตนดูแลสระนั้นไว้ พวกยักษ์เห็นพระโพธิสัตว์ทำอย่างนั้นแล้ว จึงจับพระโพธิสัตว์โบยตีแล้วขังไว้ พระยากินนรทราบเรื่องจึงโกรธมากสั่งให้ยักษ์ประหารพระโพธิสัตว์ด้วยท่อนเหล็ก ฝ่ายพระโพธิสัตว์ต้องถูกโบยตี และถูกขังไว้ในกรงเหล็กนั้นถึง ๓ ปี ทั้งไม่ได้บริโภคอาหารอย่างใดอย่างหนึ่งเลย ก็ไม่ได้ทำกาละกิริยา เพราะเหตุที่พระโพธิสัตว์ได้ดื่มน้ำในสระโบกขรณี น้ำในสระโบกขรณีได้รักษาพระชนม์ชีพไว้ได้ ทั้งสรีระกายที่ถูกโบยตีก็มิได้บอบช้ำด้วยอำนาจที่ดื่มน้ำในสระโบกขรณีนั้น
ถามว่า เพราะกรรมอะไร พวกยักษ์จึงพากันประหารพระโพธิสัตว์ต้องถูกโบยตี แล้วให้ขังไว้ในกรงเหล็กถึง ๓ ปี ทั้งไม่ได้บริโภคอาหารอย่างใดอย่างหนึ่งเลย ตอบว่า เพราะกรรมที่พระโพธิสัตว์เคยเกิดเป็นคฤหบดี ได้มอบบุตรของตนคนหนึ่งแก่ภิกษุแล้วขอให้บรรพชาเป็นสามเณร แต่สามเณรนั้นเกียจคร้านไม่ศึกษาเล่าเรียน ภิกษุผู้เป็นอาจารย์จึงพามาหาบิดามารดา แล้วเล่าความประพฤติของสามเณรให้คฤหบดีฟัง คฤหบดีจึงอนุญาตให้ด่าว่า เฆี่ยนตีได้ แล้วอย่ให้สามเณรนั้นฉันอาหาร จนกว่าจะประพฤติตนตามที่อาจารย์สั่งสอน เพราะเวรนั้น พระโพธิสัตว์จึงถูกพวกยักษ์ทุบตี และขังไว้ในกรงเหล็กให้อดอาหารนานถึง ๓ ปี
ต่อมา พระยากินนรเกิดนิมิตอยากฟังธรรม รู้ว่าพระโพธิสัตว์สามารถแสดงธรรมได้ จึงให้ปล่อยตัว ครั้นได้ฟังอานิสงส์ของศีล ๕ ที่พระโพธิสัตว์แสดงแล้ว ก็เกิดความเลื่อมใส จึงยกธิดาของตนให้กับพระโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์จึงพาภรรยากลับมายังเมืองของพระนางภัจจาที่ตนถูกพราหมณ์ปุโรหิตพาไปโยนลงเหว พระนางภัจจาก็ได้อภิเษกพระโพธิสัตว์กับภรรยาขึ้นครองราชย์ที่แคว้นกาสีนั้น หลังจากนั้น พระโพธิสัตว์ได้ตามหาพระชนนีจนพบ แล้วยกทัพมารบกับพระยากัณหวลิน้องต่างมารดาจนชนะแล้ว ก็ทรงอภิเษกพระเจ้าโกมลราชกับพระนางวลิกาเป็นอัครมเหสีที่หนึ่ง และพระนางภัจจาเป็นอัครมเหสีที่สองแทนพระนางกัณหลิมาเทวีที่พระเจ้าโกมลทรงสั่งประหารชีวิตไปให้ครองราชย์ในเมืองโกฏินครนั้นแล ส่วนพระองค์พร้อมทั้งพระมเหสีก็ได้ยกทัพกลับไปครองราชสมบัติที่แคว้นกาสีดังเดิม |
16755 | 10079 | https://th.wikisource.org/wiki?curid=16755 | ปัญญาสชาดก/ภาคที่ 16 | ← 15
../ ภาคที่ 16
(พ.ศ. 2471)
17
../ ภาคที่ 16
2471
<pages index="ปัญญาส (๑๖) - ๒๔๗๑.pdf" include="1"/>
สารบัญ#เปลี่ยนทาง
<pages index="ปัญญาส (๑๖) - ๒๔๗๑.pdf" include="46"/> |
16756 | 2651 | https://th.wikisource.org/wiki?curid=16756 | สิโสรชาดก | พระศาสดาเมื่อทรงเข้าไปประทับอยู่ในพระวิหารเชตวัน ทรงปรารภกรรมของพระองค์ จึงตรัสเทศนาชาดกนี้ว่า อโห วิปตฺติ เม ทุกฺขํ ดังนี้
ความมีอยู่ว่า สมัยหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายนั่งประชุมสนทนากันในโรงธรรมว่า ดูกรอาวุโสทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงดูเถิด แม้แต่องค์พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นบุคคลผู้ล้ำเลิศ กรรมวิบากยังตามทันซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สมัยเมื่อพระพุทธองค์จะเสด็จพระนิพพาน น้ำในแม่น้ำกกุธานทีกลับเป็นน้ำขุ่นมัวไป เรื่องน้ำใสกลายเป็นขุ่นข้น ดุจเจือระคนไปด้วยเปลือกตมนั้นจักมีแจ้งในคัมภีร์พุทธวิบาก ดังนี้แล
ตรัสอีกว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ทุกขวิบาก จะได้ตามทันตถาคตแต่ในกาลนี้เท่านั้นก็หามิได้ ถึงในกาลก่อน ก็ได้ตามทั้น เราก็ได้รับทุกขเวทนา ดังนี้แล้ว ทรงดุษณีภาพ อันภิกษุทั้งหลายได้กราบทูลอาราธนา จึงทรงนำเรื่องในอดีตมาตรัสว่า
ในอดีตกาล พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพระราชาทรงพระนามสิโสรราช เสวยราชสมบัติอยู่ในอนันตนคร พระองค์มีพระอัครมเหสีทรงนามว่าอนันตเทวี พระอัครมเหสีนั้นทรงเป็นที่รักเจริญพระราชหฤทัย เป็นใหญ่กว่าพระสนมนารีถึงหกหมื่นหกพันนาง พระเจ้าสิโสรราชโพธิสัตว์นั้น ทรงบริบูรณ์ไปด้วยจตุรงคเสนา ทรงมหิทธิศักดานุภาพอันไพศาล แผ่ไปในทั่วชมพูทวีป ประดุจดังว่าบรมจักรพรรดิ ฉะนั้น
อยู่มาวันหนึ่ง พระเจ้าสิโสรราชโพธิสัตว์นั้น ในเวลาราตรี ทรงพระสุบินนิมิตประหลาดเห็นยอดปราสาทหักตกลงมาที่พื้นดิน ตื่นจากนิทรารมณ์ ก็มีพระทัยอันสะดุ้งหวั่นหวาด เสด็จประทับนั่งอยู่จนสว่าง จึงทรงดำริว่า ยอดปราสาทนี้ ก็บริบูรณ์ดี เหตุไฉน จึงหักตกลงมาได้
ครั้นรุ่งเช้า พระเจ้าสิโสรราช มีพระราชดำรัสให้เรียกพราหมณ์ทั้งหลายเข้ามาเฝ้า แล้วตรัสถามพราหมณ์ณเหล่านั้น พราหมณ์ทั้งหลาย ทูลถวายพยากรณ์ว่า ข้าแต่สมมติเทวราช บาปเคราะห์จักมาให้โทษแก่พระองค์ กำหนดอีก ๗ วัน พระเสาร์เทพบุตร จักเสด็จมาร่วมราศีทับลัคนาของพระองค์ จักกระทำให้พระองค์กัมปนาทหวั่นไหวระส่ำระสายจากที่อยู่ ดุจกำลังลมอันเกิดแต่ธรณี ฉะนั้น พระองค์อย่าได้ทรงสำคัญพระองค์ว่า ขึ้นชื่อว่าพระราชา เป็นผู้มีเดชานุภาพอันยิ่งใหญ่ ขอพระองค์จงให้จัดการบัตรพลีพร้อมด้วยเครื่องสักการบูชาสำหรับไว้กระทำพลีกรรมรับพระเสาร์เทวา อันจะเสด็จมาในวันที่ ๗ นับแต่วันนี้ไป ถ้าพระองค์กระทำการสักการบูชา รับพระเสาร์เทพบุตรแล้ว พระเสาร์เทพบุตรนั้น จักให้คุณแก่พระองค์ พระองค์จักมีความสุขสำราญสิ้นกาลนาน พระพุทธเจ้าข้า
พระเจ้าสิโสรราช ได้ทรงสดับคำพยากรณ์ของพราหมณ์เหล่านั้นแล้ว ก็ทรงพระพิโรธ ไม่เชื่อคำวิงวอนของพราหมณ์เหล่านั้น ทรงมีรับสั่งให้หาเสนาบดียุทธนาธิการเข้าไปเฝ้า แล้วตรัสสั่งว่า ดูกรท่านผู้เจริญ จำเดิมแต่วันนี้ไปถึงวันที่ ๗ ท่านจงวางพลรบเตรียมไว้ที่ประตูพระนครทั้ง ๔ ทิศ ประตูละพันคนๆ ในเบื้องบนปราสาท ๗ ชั้น จงวางนักรบไว้ให้อยู่พิทักษ์รักษาชั้นละร้อยคนๆ เป็นกำหนด ถ้าท่านทั้งหลายเห็นพระเสาร์มาในกาลใด จงรุมกันฟันแทงฆ่าจับพระเสาร์นั้นเสียในกาลนั้น ผูกมัดด้วยเครื่องจองจำ ๕ ประการ แล้วนำมาแสดงแก่เราให้จงได้
ครั้นถึงวันที่ ๗ พระเสาร์เทวราช จรมาทับลัคน์ของพระองค์ ในกาลนั้น พระเจ้าสิโสรราชมีพระพระหฤทียกัมปนาทหวาดหวั่นเหมือนคนบ้า ทอดพระเนตรเห็นพลรบที่อยู่รักษาบนปราสาท ทรงพระพิโรธ ไล่ฟันพลรบเหล่านั้น บางพวกต้องทุกขเวทนา พลรบที่เหลือทั้งปวงนั้นไม่สามารถที่จะห้ามได้ พากันถอยลงหนีไป พระเจ้าสิโสรราช ทรงฟาดฟันพลรบทั้งหลาย ดวยพระแสงขรรค์ เสด็จลงจากปราสาท ๗ ชั้น ก็ขึ้นทรงอาชาไนย รีบควบขับม้าไป
ด้วยว่า เมื่อพระเคราะห์ให้โทษอยู่ อาชาไนยก็ไม่สามารถที่จะเหาะไปให้ ต้องพาพระเจ้าสิโสรราชไปในมรรคาด้วยกำลังแรงของตนไป ครั้นรุ่งเช้า พระเจ้าสิโสรราชและอาชา หมดแรง เพราะมิได้บริโภคโภชนาหาร พระเจ้าสิโสรราชนั้น จูงอาชาดำเนินไป ถึงทุ่งนาข้าวลาสีที่ชายป่า ในกาลนั้น มีบุรุษคนหนึ่ง เป็นผู้รักษาไร่ข้าวสาลี ใส่อาหารลงในกระบายแล้ว เอาไปวางไว้ที่คันนา เดินไปในที่สุดแห่งปลายนาไล่ขับฝูงนก มีสุนัขตัวหนึ่ง มาคาบเอากระบายภัตรของชาวนานั้นหนีไป พระเจ้าสิโสรราชจูงอาชามาถึงที่นั้น บุรุษผู้รักษานาข้าวสาลี กลับมาไม่เห็นกระบายภัตรแลไปเห็นมงกุฎ เหมือนกระบายของตน จึงเข้าไปโบยตีทิ่มแทงด้วยประฏัก บริภาษด้วยคำหยาบคายว่า ดูกรโจรชั่วร้าย เหตุไฉน เอ็งจึงลักภัตรของเราไปกิน แล้วเอากระบายของเราครอบหัว
พระเจ้าสิโสรราชโพธิสัตว์ ตรัสว่า ดูกรบุรุษผู้เจริญ เรานี้มิได้เป็นโจร นี้มิใช่กระบาย มันเป็นมงกุฎ เหตุไฉน ท่านมากล่าวตู่ดังนี้ บุรุษผู้รักษาข้าวสาลีได้ฟังดังนั้น บริภาษว่า อ้ายโจรผู้ร้าย เอ็งจะมาเถียงข้าทำไม เอ็งจะได้มงกุฎมาแต่ไหน พระโพธิสัตว์สืโสรราช ตรัสว่า ดูกรพ่อนี้เป็นมงกุฎของเรา ท่านจงเอาไปเถิด เราขอแต่ชีวิตไว้เท่านั้น บุรุษชาวนา ค่อนคลายความโกรธ ปล่อยพระราชาไป กล่าวกำชับว่า แต่นี้ไป เอ็งจงรีบไป ถ้าเอ็งขีนมาอีก เอ็งจะต้องถึงแก่ความตาย ดังนี้แล้ว ขับไล่พระโพธิสัตว์สโสรราชไปเสีย |
16767 | 4619 | https://th.wikisource.org/wiki?curid=16767 | คำสั่งศาลฎีกาที่ ๔๕๙๙/๒๕๕๑ | #เปลี่ยนทาง
ภูมิหลัง
การไต่สวนผู้กล่าวหา
การไต่สวนผู้ถูกกล่าวหาที่ ๑ และ ๒
การไต่สวนผู้ถูกกล่าวหาที่ ๓
ข้อเท็จจริงที่รับฟังเป็นอันยุติ
ประเด็น ๑ ผู้ถูกกล่าวที่ ๓ รู้หรือควรรู้หรือไม่ว่าในถุงกระดาษมีธนบัตรจำนวนสองล้านบาทบรรจุอยู่
ประเด็น ๒ ผู้ถูกกล่าวหาที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมรู้เห็นหรือให้ความร่วมมือในการกระทำของผู้ถูกกล่าวหาที่ ๓ หรือไม่
ประเด็น ๓ การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาทั้งสาม เป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลหรือไม่
สั่ง
#เปลี่ยนทาง
คำสั่ง
<ns>10</ns>
<id>16513</id>
<revision>
<id>39269</id>
<timestamp>2010-10-01T09:03:24Z</timestamp>
<contributor>
<username>Octahedron80</username>
<id>156</id>
</contributor>
<comment>escape template</comment>
<origin>39269</origin>
<model>wikitext</model>
<format>text/x-wiki</format>
ในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์
ศาลฎีกา
เรื่อง #เปลี่ยนทาง ละเมิดอำนาจศาล
กรณีสืบเนื่องมาจากนายอนันต์ วงษ์ประภารัตน์ เลขานุการศาลฎีกา ได้ทำบันทึก ลงวันที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๕๑ รายงานต่อนายวิรัช ลิ้มวิชัย ประธานศาลฎีกา ว่า เมื่อวันที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๕๑ เวลาประมาณ ๙:๓๐ นาฬิกา พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร จะมารายงานตัวที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นายอนันต์ไปตรวจดูความเรียบร้อยที่แผนกดังกล่าว เมื่อนายอนันต์เข้าไปในห้องเจ้าหน้าที่ ได้มีเจ้าหน้าที่ถือถุงกระดาษซึ่งมีสก็อตเทปปิดไว้มิดชิดมาถามว่า ทนายความของพันตำรวจโททักษิณให้มา จะรับไว้ได้หรือไม่ นายอนันต์จึงสั่งให้เปิดถุงกระดาษออกดูที่โต๊ะของนางพรทิพย์ ศรีนวล หัวหน้าแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในศาลฎีกา พบว่า เป็นธนบัตรฉบับละหนึ่งพันบาท จำนวนสองตั้ง ดูคร่าว ๆ เห็นตั้งละสิบมัด จำนวนเงินทั้งหมดน่าจะประมาณสองล้านบาท นายอนันต์จึงสั่งให้คืนแก่เจ้าของไป จากการสอบถามเจ้าหน้าที่ ได้ความว่า ก่อนที่พันตำรวจโททักษิณจะเดินทางมาถึงแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในศาลฎีกา มีคณะทนายความของพันตำรวจโททักษิณมาเตรียมคดี และเสมียนทนายได้มาพบหม่อมหลวงฐิติพงศ์ ชมพูนุท เจ้าหน้าที่ในแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในศาลฎีกา แจ้งว่า นายพิชิฏ ชื่นบาน ทนายความ ต้องการพบ เมื่อหม่อมหลวงฐิติพงศ์ไปพบ ได้มีนายธนา ตันศิริ ซึ่งเป็นผู้ที่ติดตามคณะทนายความ ส่งถุงกระดาษให้ และพูดว่า เจ้าหน้าที่เหนื่อย จึงซื้อของมาฝาก ให้ไปแบ่งกัน หม่อมหลวงฐิติพงศ์จึงจะไปถามนายรักเกียรติ วัฒนพงษ์ เลขานุการแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในศาลฎีกา ว่า จะรับไว้ได้หรือไม่ แต่นายรักเกียรติไปสภาผู้แทนราษฎร เมื่อหม่อมหลวงฐิติพงศ์กลับมาที่ห้องทำงาน ได้พบกับนายอนันต์ซึ่งตรวจงานอยู่ จึงให้เจ้าหน้าที่ถามนายอนันต์ว่า จะให้ดำเนินการอย่างไร นายอนันต์ได้สั่งให้คืนแก่เจ้าของไป นายอนันต์เห็นว่า การที่นายธนานำถุงกระดาษบรรจุเงินมามอบให้เจ้าหน้าที่แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในศาลฎีกา น่าจะเป็นการไม่ชอบ อาจเป็นการละเมิดอำนาจศาล และเป็นความผิดต่อเจ้าพนักงาน ประธานศาลฎีกาจึงแต่งตั้งองค์คณะไต่สวนคดีนี้ และให้ดำเนินการโดยเร็ว
เพื่อความสะดวกในการพิจารณา องค์คณะไต่สวนให้เรียกนายอนันต์ วงษ์ประภารัตน์ เลขานุการศาลฎีกา ว่า ผู้กล่าวหา นายพิชิต หรือพิชิฏ ชื่นบาน, นางสาวศุภศรี ศรีสวัสดิ์ และนายธนา ตันศิริ ว่า ผู้ถูกกล่าวหาที่ ๑, ที่ ๒ และที่ ๓ ตามลำดับ
ศาลฎีกาตรวจสำนวน ประชุมปรึกษาแล้ว ทางไต่สวน ได้ความจากฝ่ายผู้กล่าวหาว่า เมื่อวันที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๕๑ เวลาประมาณ ๙ นาฬิกา ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสามขึ้นลิฟต์มาที่แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในศาลฎีกา ซึ่งอยู่ชั้น ๔ ด้วยกัน และขณะที่หม่อมหลวงฐิติพงศ์ ชมพูนุท นิติกร ๕ แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในศาลฎีกา กำลังทำงานอยู่ในห้องทำงานที่แผนก ผู้ถูกกล่าวหาที่ ๒ ซึ่งเป็นเสมียนทนายของผู้ถูกกล่าวหาที่ ๑ ทนายความในคดีหมายเลขแดงที่ อม. ๑/๒๕๕๐ ระหว่างอัยการสูงสุด โจทก์ พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร ที่ ๑ คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ที่ ๒ จำเลย ได้นำคำร้องขอรายงานตัวของพันตำรวจโททักษิณและคุณหญิงพจมานมายื่นต่อศาล เนื่องจากพันตำรวจโททักษิณและคุณหญิงพจมานจะต้องมารายงานตัวหลังจากเดินทางกลับมาจากต่างประเทศ หลังจากหม่อมหลวงฐิติพงศ์พูดคุยกับผู้ถูกกล่าวหาที่ ๒ เกี่ยวกับวันนัดในคดีดังกล่าวแล้ว ผู้ถูกกล่าวหาที่ ๒ บอกหม่อมหลวงฐิติพงศ์ว่า ผู้ถูกกล่าวหาที่ ๓ อยากจะขอปรึกษาเรื่องคดีด้วย ขณะนั้น ผู้ถูกกล่าวหาที่ ๓ ยืนอยู่ห่างออกไปประมาณหนึ่งวาบริเวณหน้าห้องพักทนายความ จากนั้น ผู้ถูกกล่าวหาที่ ๓ เดินเข้าไปในห้องดังกล่าว หม่อมหลวงฐิติพงศ์เดินตามเข้าไปนั่งที่โต๊ะตรงข้ามกัน โดยในห้องมีเพียงผู้ถูกกล่าวหาที่ ๓ และหม่อมหลวงฐิติพงศ์เท่านั้น ผู้ถูกกล่าวหาที่ ๓ พูดขึ้นว่า ระยะนี้ต้องมาติดต่อบ่อย เห็นใจเจ้าหน้าที่ต้องทำงานเหน็ดเหนื่อย ก็เลยมีของมาฝากให้เจ้าหน้าที่ทุกคน แล้วผู้ถูกกล่าวหาที่ ๓ เดินไปหยิบถุงกระดาษสีขาวซึ่งวางอยู่ตรงตู้ข้างโต๊ะในห้อง ถุงดังกล่าวมีสก็อตเทปปิดปากถุงตามยาวเกือบตลอดปากถุง หม่อมหลวงฐิติพงศ์จึงหยิบถุงดังกล่าวเดินออกไปจากห้อง เพื่อไปถามนายรักเกียรติ วัฒนพงษ์ เลขานุการแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในศาลฎีกา ว่า จะรับไว้ได้หรือไม่ โดยหม่อมหลวงฐิติพงศ์เข้าใจว่าเป็นขนม แต่นายรักเกียรติไม่อยู่ หม่อมหลวงฐิติพงศ์จึงมอบถุงดังกล่าวให้นางขวัญชีวา แจ่มจิตรตรง นิติกร ๔ ซึ่งยืนอยู่หน้าห้องนายรักเกียรติ ไปถามผู้กล่าวหา ซึ่งขณะนั้นอยู่ในห้องธุรการของแผนก ว่า จะรับไว้ได้หรือไม่ นางขวัญชีวาเห็นผู้กล่าวหาพูดคุยกับนายอดิเทพ ถิระวัฒน์ ผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอยู่ ไม่กล้ารบกวน จึงถือถุงกระดาษเดินผ่านไป แล้วนำถุงไปวางไว้ที่โต๊ะของนางพรทิพย์ ศรีนวล หัวหน้าแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในศาลฎีกา แล้วบอกนางพรทิพย์ว่า ทนายความให้เจ้าหน้าที่มาแบ่งกัน นางขวัญชีวาไม่ทราบว่าเป็นอะไร นางพรทิพย์บอกว่าไม่ให้รับ และให้นางขวัญชีวาไปถามผู้กล่าวหาว่าจะรับไว้ได้หรือไม่ ผู้กล่าวหาบอกให้เปิดดู หม่อมหลวงฐิติพงศ์จึงหยิบคัตเตอร์มากรีดสก็อตเทปที่ปิดปากถุงออก พบซองสีน้ำตาลปิดอยู่ เมื่อดึงออก ก็เห็นธนบัตรฉบับละหนึ่งพันบาท จำนวนสองตั้ง ตั้งละสิบมัด มัดละหนึ่งร้อยฉบับ เป็นเงินประมาณสองล้านบาท หม่อมหลวงฐิติพงศ์หิ้วถุงไปให้ผู้กล่าวหา ผู้กล่าวหาสั่งให้หม่อมหลวงฐิติพงศ์ไปเรียกผู้ถูกกล่าวหาที่ ๓ มารับคืนไป โดยได้มีการถ่ายภาพถุงและธนบัตรทั้งหมดไว้เป็นหลักฐาน ปรากฏตามภาพถ่ายหมาย ก. ๑ ถึง ก. ๓ หม่อมหลวงฐิติพงศ์จึงบอกผู้ถูกกล่าวหาที่ ๒ ให้ไปเรียกผู้ถูกกล่าวหาที่ ๓ มาพบ ซึ่งขณะนั้น ผู้ถูกกล่าวหาที่ ๓ ลงไปรอรับพันตำรวจโททักษิณอยู่ชั้นล่าง ต่อมา ผู้ถูกกล่าวหาที่ ๓ มารับถุงเงินคืนไปจากนายอำนาจ วงศ์สวรรค์ นิติกรประจำแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในศาลฎีกา ก่อนคืนถึง นายอำนาจถามผู้ถูกกล่าวหาที่ ๓ ว่า ทราบหรือไม่ว่าในถุงเป็นอะไร ผู้ถูกกล่าวหาที่ ๓ ตอบว่า ทราบ นายอำนาจบอกว่า เรารับไม่ได้ พร้อมกับส่งถึงเงินคืนไป ผู้ถูกกล่าวหาที่ ๓ รับถุงเงินแล้วก็เดินจากไป ต่อมา พันตำรวจโททักษิณมารายงานตัวต่อศาล และไปนั่งรอในห้องพักทนายความ หม่อมหลวงฐิติพงศ์นำคำร้องพร้อมสำนวนไปเสนอผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนเพื่อพิจารณาสั่ง แล้วนำไปให้พันตำรวจโททักษิณเซ็นทราบคำสั่งในห้องพักทนายความ ครั้นเวลาประมาณ ๑๒ นาฬิกา ผู้ถูกกล่าวหาที่ ๑ โทรศัพท์มาพูดกับหม่อมหลวงฐิติพงศ์ในทำนองว่า ไม่ทราบเรื่องที่เกิดขึ้น และกล่าวคำขอโทษต่อหม่อมหลวงฐิติพงศ์ พร้อมกับถามว่า จะทำอย่างไรต่อไป หม่อมหลวงฐิติพงศ์ตอบกลับไปว่า ต้องรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสามจะมาศาลทุกครั้งเมื่อพันตำรวจโททักษิณและคุณหญิงพจมานมาศาล
ทางไต่สวน ได้ความจากผู้ถูกกล่าวหาที่ ๑ และที่ ๒ ว่า ผู้ถูกกล่าวหาที่ ๑ เป็นทนายความให้แก่พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ตามลำดับ ในคดีหมายเลขแดงที่ อม. ๑/๒๕๕๐ โดยมีผู้ถูกกล่าวหาที่ ๒ เป็นเสมียนทนาย และมีผู้ถูกกล่าวหาที่ ๓ เป็นผู้ประสานงานระหว่างตัวความและทนายความ ในวันเกิดเหตุ ผู้ถูกกล่าวหาที่ ๑ นำคำร้องขอรายงานตัวของพันตำรวจโททักษิณและคุณหญิงพจมานมามอบให้ผู้ถูกกล่าวหาที่ ๒ ไปยื่นต่อเจ้าหน้าที่เรียบร้อยแล้ว เมื่อผู้ถูกกล่าวหาที่ ๓ มาถึงศาลฎีกา ผู้ถูกกล่าวหาที่ ๑ ได้ชวนผู้ถูกกล่าวหาที่ ๓ และพันตำรวจโทวทัญญู วิทยภโลทัย นายตำรวจติดตามพันตำรวจโททักษิณ ไปตรวจดูความเรียบร้อยที่ชั้น ๔ แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในศาลฎีกา ผู้ถูกกล่าวหาที่ ๑ และที่ ๓ พบผู้ถูกกล่าวหาที่ ๒ นั่งอยู่หน้าห้องพักอัยการ ผู้ถูกกล่าวหาที่ ๓ สั่งผู้ถูกกล่าวหาที่ ๒ ให้ไปตามหม่อมหลวงฐิติพงศ์ ชมพูนุท เจ้าหน้าที่ศาลฎีกา ซึ่งเป็นผู้ดูแลประสานงานเกี่ยวกับคดีมาโดยตลอด มาพบ ระหว่างที่ผู้ถูกกล่าวหาที่ ๑, ที่ ๓ และพันตำรวจโทวทัญญูอยู่ในห้องพักทนายความ คนขับรถของผู้ถูกกล่าวหาที่ ๓ ถือถุงกระดาษเดินเข้ามาในห้อง แล้ววางถุงไว้ที่โต๊ะ ครั้นเวลา ๙:๔๐ นาฬิกา ใกล้เวลาที่พันตำรวจทักษิณจะมาถึง ผู้ถูกกล่าวหาที่ ๑ จึงลุกออกจากห้องพักทนายความ เตรียมตัวลงไปรับ ก็สวนกับหม่อมหลวงฐิติพงศ์บริเวณประตู แต่ไม่ได้พูดกัน ผู้ถูกกล่าวหาที่ ๑ สอบถามผู้ถูกกล่าวหาที่ ๒ เรื่องคำร้อง โดยพันตำรวจโทวทัญญูลงไปชั้นล่างก่อน ต่อมา หม่อมหลวงฐิติพงศ์เดินกลับออกมาจากห้อง และถือถุงกระดาษใบดังกล่าวออกมาด้วย แล้วเข้าไปในห้องธุรการ ส่วนผู้ถูกกล่าวหาที่ ๓ ยังคงอยู่ในห้องพักทนายความสักพัก แล้วตามผู้ถูกกล่าวหาที่ ๑ ลงไปรอรับพันตำรวจโททักษิณ เมื่อพันตำรวจโททักษิณมาถึงศาลฎีกา ได้มานั่งรอในห้องพักทนายความพร้อมกับผู้ถูกกล่าวหาที่ ๑ และที่ ๓ รวมทั้งนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ ระหว่างนั้น พันตำรวจโทวทัญญูมาตามผู้ถูกกล่าวหาที่ ๓ ออกไป ผู้ถูกกล่าวหาที่ ๓ เดินไปหาเจ้าหน้าที่ศาลซึ่งเป็นผู้ชาย แล้วรับถุงกระดาษคืนมา จากนั้น ผู้ถูกกล่าวหาที่ ๓ ถือถุงกระดาษไปให้พันตำรวจโทวทัญญูนำลงไปให้คนขับรถที่ชั้นล่าง ต่อมาอีกประมาณห้านาที หม่อมหลวงฐิติพงศ์เดินถือแฟ้มเข้ามาในห้อง เพื่อให้พันตำรวจโททักษิณเดินทางกลับ ส่วนผู้ถูกกล่าวหาที่ ๑ และที่ ๓ รวมทั้งนายบรรณพจน์ รอคุณหญิงพจมานอยู่ที่ชั้นล่าง เมื่อคุณหญิงพจมานมาถึงศาลฎีกา ผู้ถูกกล่าวหาที่ ๑ ได้ดำเนินการตามขั้นตอนของการรายงานตัวจนเสร็จแล้ว และส่งคุณหญิงพจมานกลับ ผู้ถูกกล่าวหาที่ ๓ เดินมาหาผู้ถูกกล่าวหาที่ ๑ ที่รถ และบอกว่า วันนี้มีปัญหา ได้นำของฝากไปให้เจ้าหน้าที่ศาล แต่ถุงของที่นำไปฝากกลายเป็นถุงเงินโดยผิดพลาด ผู้ถูกกล่าวหาที่ ๑ เกรงว่าจะมีปัญหาตามมาอย่างแน่นอน จึงรีบโทรศัพท์ไปขอโทษหม่อมหลวงฐิติพงศ์ และได้ทราบว่าหม่อมหลวงฐิติพงศ์ได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบแล้ว
ทางไต่สวน ได้ความจากผู้ถูกกล่าวหาที่ ๓ ว่า ผู้ถูกกล่าวหาที่ ๓ เป็นผู้ประสานงานของพันตำรวจโททักษิณและคุณหญิงพจมานเกี่ยวกับคดีหมายเลขแดงที่ อม. ๑/๒๕๕๐ เนื่องจากภริยาของผู้ถูกกล่าวหาที่ ๓ มีศักดิ์เป็นลูกพี่ลูกร้องกับคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ในวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๕๑ เวลาประมาณ ๒๑ นาฬิกา นายบุญชาญ อักษรสุวรรณ นำเงินค่าซื้อบ้านของผู้ถูกกล่าวหาที่ ๓ บางส่วน มาชำระตามสำเนาสัญญาจะซื้อจะขาย เอกสารหมาย ถ.ก. ๑ ซึ่งต่อมาได้มีการจ่ายเงินที่เหลือ และโอนกันเป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๕๑ ปรากฏตามสำเนาหนังสือสัญญาขายที่ดิน เอกสารหมาย ถ.ก. ๒, สำเนาโฉนดที่ดิน เอกสารหมาย ถ.ก. ๓ และภาพถ่ายบ้าน หมาย ถ.ก. ๔ ในตอนเช้าของวันเกิดเหตุ ผู้ถูกกล่าวหาที่ ๓ ไปประสานงานกับเจ้าหน้าที่ศาลฎีกาตามปกติ เนื่องจากเป็นวันที่พันตำรวจโททักษิณและคุณหญิงพจมานต้องมารายงานตัวหลังจากกลับจากต่างประเทศ ผู้ถูกกล่าวหาที่ ๓ ให้ภริยาเตรียมของฝากไปให้เจ้าหน้าที่ด้วย เนื่องจากประสานงานกันได้ราบรื่นไม่มีข้อติดขัด ภริยาผู้ถูกกล่าวหาที่ ๓ ซื้อช็อกโกแลตใส่ถุงเตรียมไว้ให้ แล้วนำไปวางไว้ในรถบริเวณที่ผู้ถูกกล่าวหาที่ ๓ นั่ง ส่วนผู้ถูกกล่าวหาที่ ๓ นำถุงกระดาษใส่เงินจำนวนสองล้านบาทไปใส่ไว้ท้ายรถ เพื่อจะนำไปฝากธนาคาร เมื่อผู้ถูกกล่าวหาที่ ๓ ไปถึงศาลฎีกา ได้พบกับผู้ถูกกล่าวหาที่ ๓ จึงพากันไปเดินดูความเรียบร้อย และให้คนขับรถไปหยิบถุงที่เบาะหลังรถตามขึ้นไปให้ที่ชั้น ๔ ระหว่างที่ผู้ถูกกล่าวหาที่ ๓ เดินไปที่ห้องพักทนายความ ได้พบกับผู้ถูกกล่าวหาที่ ๒ จึงให้ผู้ถูกกล่าวหาที่ ๒ ไปตามเจ้าหน้าที่ศาล ชื่อ หม่อมหลวงฐิติพงศ์ ที่ผู้ถูกกล่าวหาที่ ๒ ประสานงานอยู่บ่อย ๆ มาพบที่ห้องพักทนายความ แล้วผู้ถูกกล่าวหาที่ ๓ ก็เข้าไปในห้องพักทนายความ คุยกับผู้ถูกกล่าวหาที่ ๑ สักครู่ คนขับรถก็ถือถุงกระดาษเข้ามาในห้อง แล้ววางไว้บนโต๊ะ หลังจากนั้น ผู้ถูกกล่าวหาที่ ๑ เดินออกไป ซึ่งพอดีกับหม่อมหลวงฐิติพงศ์เดินเข้ามา จึงนั่งคุยกัน ผู้ถูกกล่าวหาที่ ๓ ขอบคุณหม่อมหลวงฐิติพงศ์ที่การประสานงานในเรื่องการรักษาความปลอดภัยและการนัดหมายราบรื่นตลอดมา และบอกว่า มีของฝากเล็กน้อยมาให้หม่อมหลวงฐิติพงศ์และน้อง ๆ หม่อมหลวงฐิติพงศ์ถามว่า เอาอะไรมาฝาก ผู้ถูกกล่าวหาที่ ๓ ตอบว่า เป็นขนมเล็กน้อย ไปแบ่งกันรับประทาน จากนั้น หม่อมหลวงฐิติพงศ์ลุกขึ้น แล้วหิ้วถุงกระดาษออกไป เมื่อพันตำรวจโททักษิณมาถึง ได้นั่งรอที่ห้องพักทนายความพร้อมกับผู้ถูกกล่าวหาที่ ๑, ที่ ๓ และนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ สักครู่ มีคนมาตามผู้ถูกกล่าวหาที่ ๓ ไปพบเจ้าหน้าที่ธุรการที่บริเวณหน้าเคาน์เตอร์แผนกรับฟ้อง เจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นผู้ชายเปิดประตูเลื่อนออก แล้วยื่นถุงกระดาษให้ พร้อมกับบอกว่า หม่อมหลวงฐิติพงศ์ให้เอาของมาคืน ผู้ถูกกล่าวหาที่ ๓ รับถุงกระดาษคืนมา แล้วให้พันตำรวจโทวทัญญูนำไปเก็บไว้ที่รถ หลังจากพันตำรวจโททักษิณรายงานตัวเสร็จ ก็เดินทางกลับ ส่วนผู้ถูกกล่าวหาที่ ๓ อยู่รอคุณหญิงพจมานมารายงานตัว เมื่อคุณหญิงพจมานรายงานตัวเสร็จ ก็เดินทางกลับ ผู้ถูกกล่าวหาที่ ๓ กลับไปที่รถ และถามคนขับรถว่า พันตำรวจโทวทัญญูเอาของมาคืนหรือไม่ คนขับรถตอบว่า เอามาคืน และเอาเก็บไว้ท้ายรถ ผู้ถูกกล่าวหาที่ ๓ เอะใจ จึงไปเปิดกระโปรงท้ายรถ และแกะถุงดังกล่าวดู ปรากฏว่าเป็นเงินจำนวนสองล้านบาทที่จะเอาไปฝากธนาคาร ผู้ถูกกล่าวหาที่ ๓ จึงเปิดประตูรถข้างหลังด้านขวา แล้วแกะถุงอีกถุงหนึ่งซึ่งอยู่ที่เดิม และถามคนขับรถว่า หยิบของจากตรงไหนไปเมื่อเช้า คนขับรถตอบว่า หยิบถุงไปจากกระโปรงท้ายรถ ผู้ถูกกล่าวหาที่ ๓ เกรงจะเกิดเรื่องยุ่ง จึงเดินไปเล่าให้ผู้ถูกกล่าวหาที่ ๑ ฟังว่า หยิบถุงผิดไป อยากให้ผู้ถูกกล่าวหาที่ ๑ ช่วยนัดหมายหม่อมหลวงฐิติพงศ์ เพื่อทำความเข้าใจกัน แล้วผู้ถูกกล่าวหาที่ ๓ เดินทางไปทำธุระที่อื่น ต่อมาเวลาประมาณ ๑๓ นาฬิกา ผู้ถูกกล่าวหาที่ ๑ แจ้งว่า หม่อมหลวงฐิติพงศ์ได้รายงานเรื่องที่เกิดขึ้นให้ผู้บังคับบัญชาทราบแล้ว
พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๕๑ เวลาประมาณ ๙ นาฬิกา ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสามซึ่งเป็นคณะทนายความและผู้ประสานงานของพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ตามลำดับ ในคดีหมายเลขแดงที่ อม. ๑/๒๕๕๐ ได้มาติดต่อเจ้าหน้าที่แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในศาลฎีกา เพื่อรับการรายงานตัวของพันตำรวจโททักษิณและคุณหญิงพจมานที่เดินทางกลับจากต่างประเทศ ระหว่างที่ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสามรอการมาถึงของพันตำรวจโททักษิณและคุณหญิงพจมาน ผู้ถูกกล่าวหาที่ ๓ ได้ให้ผู้ถูกกล่าวหาที่ ๒ ไปตามหม่อมหลวงฐิติพงศ์ ชมพูนุท เจ้าหน้าที่ประจำแผนก มาพบในห้องพักทนายความ และผู้ถูกกล่าวหาที่ ๓ ได้มอบถุงกระดาษสีขาว ข้างในมีของบรรจุอยู่ โดยมีสก็อตเทปปิดปากถุงเกือบตลอดแนว ให้แก่หม่อมหลวงฐิติพงศ์ หม่อมหลวงฐิติพงศ์กับพวกเจ้าหน้าที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนำถุงไปให้ผู้กล่าวหาซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชา ผู้กล่าวหาสั่งให้เปิดถุงดู และพบว่าเป็นธนบัตรฉบับละหนึ่งพันบาท จำนวนสองตั้ง ตั้งละสิบมัด มัดละประมาณหนึ่งร้อยฉบับ รวมเป็นเงินประมาณสองล้านบาท บรรจุอยู่ มีซองสีน้ำตาลปิดทับอยู่ด้านบน ผู้กล่าวหาสั่งให้เจ้าหน้าที่ถ่ายภาพถุงกระดาษและธนบัตรไว้เป็นหลักฐาน ปรากฏตามภาพถ่ายถุงกระดาษและธนบัตรเอกสารหมาย ก. ๑ ถึง ก. ๓ จากนั้น ผู้กล่าวหาสั่งให้เจ้าหน้าที่นำถึงไปคืนให้แก่ผู้ถูกกล่าวหาที่ ๓
กรณีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการแรกว่า ผู้ถูกกล่าวที่ ๓ รู้หรือควรรู้หรือไม่ว่าในถุงกระดาษดังกล่าวมีธนบัตรจำนวนสองล้านบาทบรรจุอยู่ ในปัญหานี้ ฝ่ายผู้กล่าวหามีหม่อมหลวงฐิติพงศ์ ชมพูนุท เป็นพยานเบิกความว่า ในขณะที่พยานกำลังตรวจดูสำนวนคดีหมายเลขแดงที่ อม. ๑/๒๕๕๐ ผู้ถูกกล่าวหาที่ ๒ พูดขึ้นว่า ผู้ถูกกล่าวที่ ๓ อยากจะขอปรึกษาเรื่องคดีด้วย พยานทราบว่า ผู้ถูกกล่าวหาที่ ๓ เป็นผู้ที่คอยติดตามพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร มาศาลทุกครั้ง และจะอยู่ในกลุ่มของทนายความ จากนั้น ผู้ถูกกล่าวหาที่ ๓ ก็เดินเข้าไปในห้องพักทนายความ พยานเดินตามเข้าไปนั่งที่โต๊ะ โดยนั่งตรงข้าม และนั่งกันอยู่เพียงสองคน ผู้ถูกกล่าวหาที่ ๓ พูดขึ้นว่า ระยะนี้ต้องมาติดต่อบ่อย เห็นใจเจ้าหน้าที่ที่ต้องทำงานเหน็ดเหนื่อย ก็เลยมีของมาฝากให้เจ้าหน้าที่ทุกคน แล้วผู้ถูกกล่าวหาที่ ๓ ก็เดินไปหยิบถุงสีขาวซึ่งมีสก็อตเทปปิดปากถุงตามยาวเกือบตลอดปากถุง ไม่สามารถมองเห็นข้างในได้ มามอบให้แก่พยาน ตอนนั้น พยานเข้าใจว่าเป็นขนม เห็นว่า พยานเป็นเจ้าหน้าที่ศาล เป็นผู้ที่ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสามติดต่อประสานงานมาโดยตลอด ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกัน คำเบิกความของพยานจึงน่าเชื่อถือ เชื่อว่า ตอนที่มอบถุงกระดาษกัน พยานกับผู้ถูกกล่าวหาที่ ๓ อยู่ด้วยกันเพียงสองคน การที่ผู้ถูกกล่าวหาที่ ๓ ติดต่อให้พยานไปพบที่ห้องพักทนายความ แล้วมอบถุงให้พยานเพียงสองต่อสองก็ดี การที่ผู้ถูกกล่าวหาที่ ๓ พูดเป็นนัยว่ามีของมาฝากเจ้าหน้าที่ทุกคน โดยไม่บอกให้พยานทราบว่าเป็นขนมหรือช็อกโกแลตก็ดี และการที่ผู้ถูกกล่าวหาที่ ๓ ส่งมอบถุงกระดาษที่ปกปิดมิดชิดจนมาสามารถทราบว่าสิ่งของข้างในเป็นอะไรก็ดี จึงเป็นเรื่องผิดปกติวิสัย เพราะหากผู้ถูกกล่าวหาที่ ๓ ต้องการมอบขนมหรือช็อกโกแลตให้แก่เจ้าหน้าที่ เพื่อเป็นการแสดงความมีน้ำใจดังที่ผู้ถูกกล่าวหาที่ ๓ อ้างจริง ก็ย่อมต้องนำถุงขนมหรือช็อกโกแลตที่อ้างไปมอบให้แก่เจ้าหน้าที่ที่ห้องธุรการทั้งหมดโดยตรงและโดยเปิดเผย เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจของตน นอกจากนี้ ข้อเท็จจริงก็ยังปรากฏต่อมาว่า เมื่อผู้ถูกกล่าวหาที่ ๓ ถูกเรียกให้ไปรับถุงกระดาษคืน นายอำนาจ วงศ์สวรรค์ ซึ่งเป็นนิติกรประจำแผนก ก็เบิกความยืนยันว่า พยานถามผู้ถูกกล่าวหาที่ ๒ ว่า ใครเป็นคนให้ ผู้ถูกกล่าวหาที่ ๒ ตอบว่า ผู้ถูกกล่าวหาที่ ๓ เป็นคนนำถุงกระดาษมาให้ พยานจึงให้ผู้ถูกกล่าวหาที่ ๒ ไปตามผู้ถูกกล่าวหาที่ ๓ หลังจากนั้น สองถึงสามนาที ผู้ถูกกล่าวหาที่ ๒ ก็พาผู้ถูกกล่าวหาที่ ๓ มาที่หน้าเคาน์เตอร์ พยานถามผู้ถูกกล่าวหาที่ ๓ ว่า ทราบหรือไม่ว่าในถุงเป็นอะไร ผู้ถูกกล่าวหาที่ ๓ ตอบที่ ทราบ พยานจึงตอบไปว่า เรารับไม่ได้ พร้อมกับส่งถุงคืนไป ผู้ถูกกล่าวหาที่ ๓ รับถุงแล้ว ก็เดินจากไป โดยไม่ได้พูดอะไร เห็นว่า พยานปากนี้เป็นเจ้าหน้าที่ศาล และไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับผู้ถูกกล่าวหาที่ ๓ มาก่อน คำเบิกความจึงมีน้ำหนักเชื่อถือได้เช่นกัน เชื่อว่า พยานเบิกความตามที่รู้เห็นจริง การที่ผู้ถูกกล่าวหาที่ ๓ รับกับพยานว่าทราบว่าของในถุงเป็นอะไร พร้อมกับรับถุงไปโดยไม่อิดเอื้อน ไม่เปิดถุงออกดู และไม่อธิบายว่าของข้างในถุงเป็นอะไร ย่อมเป็นพิรุธของผู้ถูกกล่าวหาที่ ๓ แสดงให้เห็นว่า ผู้ถูกกล่าวหาที่ ๓ ย่อมต้องทราบอยู่แล้วว่าของในถุงเป็นเงิน ที่ผู้ถูกกล่าวหาที่ ๓ นำสืบโดยสรุปทำนองว่า ก่อนเกิดเหตุ ผู้ถูกกล่าวหาที่ ๓ ขายบ้านให้แก่นายบุญชาญ อักษรสุวรรณ ได้ในราคาห้าล้านสามแสนบาท เงินจำนวนสองล้านบาทเป็นเงินที่ชำระราคาบ้านส่วนหนึ่ง ในวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๕๑ ผู้ถูกกล่าวหาที่ ๓ มอบเงินให้ภริยาห่อใส่ถุงกระดาษเพื่อไปฝากธนาคารในวันรุ่งขึ้น และก่อนเกิดเหตุสองถึงสามวัน ผู้ถูกกล่าวหาที่ ๓ ให้ภริยาไปซื้อช็อกโกแลต แล้วนำมาห่อใส่ถุงกระดาษที่เหมือนกัน เพื่อมอบให้แก่เจ้าหน้าที่ศาลในวันนัดซึ่งเป็นวันเกิดเหตุ แต่คนขับรถของผู้ถูกกล่าวหาที่ ๓ หยิบถุงผิด เพราะถุงมีลักษณะเหมือนกันนั้น เป็นเรื่องเลื่อนลอย เพราะหากเป็นเรื่องจริง เมื่อนายอำนาจมอบถุงกระดาษที่บรรจุเงินคืนให้ ผู้ถูกกล่าวหาที่ ๓ น่าจะต้องกล่าวคำขอโทษในทันที และน่าจะต้องสั่งพันตำรวจโทวทัญญูเอาถุงกระดาษที่บรรจุช็อกโกแลตกลับคืนมาให้ตน เพื่อมอบให้แก่เจ้าหน้าที่ศาล เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจของตน ทั้งหากผู้ถูกกล่าวหาที่ ๓ มีถุงกระดาษที่มีลักษณะเหมือนกันสองถึง โดยถุงหนึ่งบรรจุเงินประมาณสองล้านบาท และอีกถุงหนึ่งบรรจุช็อกโกแลตจริง ผู้ถูกกล่าวหาที่ ๓ ยิ่งต้องใช้ความระมัดระวังตรวจดูเป็นพิเศษกว่าปกติธรรมดาก่อนส่งมอบถุงให้แก่หม่อมหลวงฐิติพงศ์ แต่ผู้ถูกกล่าวหาที่ ๓ ก็หาได้กระทำไม่ ข้อเท็จจริงจึงเชื่อได้ว่า ผู้ถูกกล่าวหาที่ ๓ รู้อยู่แล้วว่า ถุงกระดาษที่มอบให้แก่หม่อมหลวงฐิติพงศ์ ชมพูนุท เจ้าหน้าที่ประจำแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในศาลฎีกา มีธนบัตรจำนวนประมาณสองล้านบาทบรรจุอยู่
ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการต่อไปมีว่า ผู้ถูกกล่าวหาที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมรู้เห็นหรือให้ความร่วมมือในการกระทำของผู้ถูกกล่าวหาที่ ๓ หรือไม่ ในปัญหานี้ ได้ความจากหม่อมหลวงฐิติพงศ์ว่า ผู้ถูกกล่าวหาที่ ๑ เป็นทนายความให้แก่พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ตามลำดับ ในคดีหมายเลขแดงที่ อม. ๑/๒๕๕๐ โดยมีผู้ถูกกล่าวหาที่ ๒ เป็นเสมียนทนาย และเป็นเลขานุการส่วนตัวของผู้ถูกกล่าวหาที่ ๑ และที่ ๓ เป็นผู้ติดตามพันตำรวจโททักษิณ ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสามจะมาศาลกับพันตำรวจโททักษิณและคุณหญิงพจมานทุกครั้ง ซึ่งข้อเท็จจริงส่วนนี้ ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสามก็นำสืบเจือสมกับพยานฝ่ายผู้กล่าวหา ว่า ผู้ถูกกล่าวหาที่ ๓ เป็นผู้ประสานงานระหว่างพันตำรวจโททักษิณและคุณหญิงพจมาน กับฝ่ายทนายความ ซึ่งคือ ผู้ถูกกล่าวหาที่ ๑ และที่ ๒ กับเจ้าหน้าที่ศาล ทั้งข้อเท็จจริงที่ได้จากพยานฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาทั้งสาม ก็ปรากฏว่า ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสามมีการพูดคุยและประสานงานกันตลอดเวลาขณะอยู่ที่ศาลฎีกา การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาที่ ๓ เกี่ยวกับคดี จึงอยู่ในความรู้เห็นของผู้ถูกกล่าวหาที่ ๑ และที่ ๒ ด้วย ถือได้ว่าเป็นคณะทำงานเดียวกัน ดังจะเห็นได้จากผู้ถูกกล่าวหาที่ ๓ สั่งให้ผู้ถูกกล่าวหาที่ ๒ ไปตามหม่อมหลวงฐิติพงศ์ไปพบที่ห้องพักทนายความ ทั้ง ๆ ที่ขณะนั้น ผู้ถูกกล่าวหาที่ ๓ อยู่ห่างไปเพียงหนึ่งวา ผู้ถูกกล่าวหาที่ ๑ และที่ ๒ ก็อยู่บริเวณนั้น น่าจะรู้ว่ามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นในห้องพักทนายความ เพราะผู้ถูกกล่าวหาที่ ๑ และที่ ๒ ต่างก็เห็นหม่อมหลวงฐิติพงศ์เดินถือถุงกระดาษออกมาจากห้อง วิสัยของคนที่ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดเช่นผู้ถูกกล่าวหาทั้งสาม ย่อมต้องถามไถ่หรือบอกกล่าวให้รู้กันว่าจะนำช็อกโกแลตมาให้เจ้าหน้าที่ศาล โดยไม่จำต้องปิดบัง ผู้ถูกกล่าวหาที่ ๑ เป็นหัวหน้าคณะทนายความของพันตำรวจโททักษิณและคุณหญิงพจมาน การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาที่ ๓ ดังกล่าวเป็นเรื่องร้ายแรง ซึ่งนอกจากจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่รูปคดีของพันตำรวจโททักษิณและคุณหญิงพจมานแล้ว ยังเป็นเรื่องกระทบกระเทือนต่อวิชาชีพของผู้ถูกกล่าวหาที่ ๑ เองด้วย แทนที่ผู้ถูกกล่าวหาที่ ๑ จะซักไซ้ไล่เลียงถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ชัดเจน แล้วดำเนินการแก้ไข นำสิ่งของที่ถูกต้องมามอบให้ หรือนำถุงทั้งสองใบไปแสดงในทันที หรือตำหนิผู้ถูกกล่าวหาที่ ๓ เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว แต่ผู้ถูกกล่าวหาที่ ๑ ก็หาได้กระทำไม่ ผู้ถูกกล่าวหาที่ ๑ กลับโทรศัพท์ไปขอโทษและปรับความเข้าใจกับหม่อมหลวงฐิติพงศ์ตามที่ผู้ถูกกล่าวหาที่ ๓ ร้องขอ พร้อมทั้งสอบถามความคืบหน้าเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว พฤติการณ์ของผู้ถูกกล่าวหาที่ ๑ ดังกล่าว แสดงให้เห็นชัดแจ้งว่า ผู้ถูกกล่าวหาที่ ๑ มีส่วนร่วมรู้เห็นในการกระทำของผู้ถูกกล่าวหาที่ ๓ ในลักษณะเป็นตัวการร่วมกัน ส่วนผู้ถูกกล่าวหาที่ ๒ แม้ขณะเกิดเหตุเป็นเพียงเสมียนทนาย แต่ก็เป็นทนายความในสำนักงานของผู้ถูกกล่าวหาที่ ๑ มาก่อน ทั้งยังเป็นผู้ประสานงานให้หม่อมหลวงฐิติพงศ์ไปพบกับผู้ถูกกล่าวหาที่ ๓ และเมื่อผู้กล่าวหาสั่งให้คืนถุงบรรจุเงินให้แก่ผู้ถูกกล่าวหาที่ ๒ ผู้ถูกกล่าวหาที่ ๒ ก็ยังเป็นผู้ไปเรียกผู้ถูกกล่าวหาที่ ๓ มารับถุงคืน นอกจากนี้ ผู้ถูกกล่าวหาที่ ๒ ยังรออยู่ที่บริเวณเคาน์เตอร์แผนกรับฟ้องและห้องพักทนายความที่เกิดเหตุตลอดเวลา ลักษณะของการกระทำดังกล่าว ถือได้ว่า ผู้ถูกกล่าวหาที่ ๒ มีส่วนร่วมรู้เห็นในการกระทำของผู้ถูกกล่าวหาที่ ๓ พฤติการณ์ของผู้ถูกกล่าวหาทั้งสามดังกล่าว จึงเป็นการร่วมรู้กัน และแบ่งหน้าที่กันทำ ฟังได้ว่า เป็นตัวการร่วมกัน
ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายมีว่า การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาทั้งสาม เป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลหรือไม่ เห็นว่า เงินที่ผู้ถูกกล่าวหาที่ ๓ มอบให้หม่อมหลวงฐิติพงศ์เพื่อนำไปแบ่งกันกับเจ้าหน้าที่ในแผนก มีจำนวนมากถึงสองล้านบาท แสดงให้เห็นว่า ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสามมีเจตนาที่จะจูงใจให้หม่อมหลวงฐิติพงศ์และเจ้าหน้าที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองกระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่ ซึ่งอาจเชื่อมโยงไปเป็นประโยชน์แก่จำเลยในคดีหมายเลขแดงที่ อม. ๑/๒๕๕๐ การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาทั้งสามจึงเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล เป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๓๑ (๑), ๓๓ ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ และน่าจะมีมูลความผิดฐานให้สินบนแก่เจ้าพนักงาน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๔ หรือความผิดอื่นต่อเจ้าพนักงาน การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาทั้งสาม เป็นการกระทำที่อุกอาจ ท้าทาย และเกิดขึ้นที่ศาลฎีกา ซึ่งเป็นศาลยุติธรรมชั้นสูงสุดของประเทศ ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสามประกอบอาชีพทนายความและที่ปรึกษากฎหมาย ย่อมตระหนักดีว่า การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาทั้งสามจะทำให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันศาลยุติธรรม และจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อถือและความศรัทธาในการปฏิบัติหน้าที่ของบุคลากรในอำนาจตุลาการ จึงเห็นสมควรลงโทษในสถานหนัก เพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่างอีกต่อไป ให้จำคุกผู้ถูกกล่าวหาทั้งสาม คนละหกเดือน ส่วนความผิดฐานให้สินบนแก่เจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๔ หรือความผิดอื่นต่อเจ้าพนักงานนั้น ให้ผู้กล่าวหาไปดำเนินการตามกฎหมายแก่ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสามและผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป
มงคล ทับเที่ยง
อิศเรศ ชัยรัตน์
วีระพล ตั้งสุวรรณ |
16772 | 4619 | https://th.wikisource.org/wiki?curid=16772 | คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๗๖๖๓/๒๕๔๘ | แม่แบบผิดพลาด: มีการลบช่องที่ไม่ได้ใช้ออก โปรดเติมกลับเข้าไป (โปรดดู)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๗๖๖๓/๒๕๔๘ ศาลฎีกา
ในคดีระหว่างพนักงานอัยการ โจทก์ กับพิพัฒน์ ลือประสิทธิ์สกุล จำเลย<br>เรื่อง ความผิดต่อชีวิต ลงวันที่ ๘ ธันวาคม ๒๕๔๘<br>
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๗๖๖๓/๒๕๔๘ — "ในคดีระหว่างพนักงานอัยการ โจทก์ กับพิพัฒน์ ลือประสิทธิ์สกุล จำเลย<br>เรื่อง ความผิดต่อชีวิต ลงวันที่ ๘ ธันวาคม ๒๕๔๘<br>"ศาลฎีกา
#เปลี่ยนทาง
ชั้นต้น
โจทก์ฟ้องว่า
จำเลยให้การ
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า
ชั้นอุทธรณ์
ชั้นฎีกา
ศาลฎีกาตรวจสำนวน ประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า
ที่โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยสถานหนัก โดยไม่ลดโทษ และไม่รอการลงโทษให้แก่จำเลยนั้น เห็นว่า
พิพากษา
#เปลี่ยนทาง
คำพิพากษา
<ns>10</ns>
<id>16513</id>
<revision>
<id>39269</id>
<timestamp>2010-10-01T09:03:24Z</timestamp>
<contributor>
<username>Octahedron80</username>
<id>156</id>
</contributor>
<comment>escape template</comment>
<origin>39269</origin>
<model>wikitext</model>
<format>text/x-wiki</format>
ในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์
ศาลฎีกา
เรื่อง #เปลี่ยนทาง ความผิดต่อชีวิต
โจทก์ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ลงวันที่ ๑๔ เดือนพฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๔๖ ศาลฎีการับวันที่ ๒๕ เดือนธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๔๖
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๔๔ เวลากลางคืนหลังเที่ยง ถึงวันที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๔๔ เวลากลางคืนก่อนเที่ยง ต่อเนื่องกัน วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลย โดยมิได้มีเจตนาฆ่า ได้ใช้กำลังกายชก ต่อย ตบ เตะ และใช้ของแข็งไม่มีคมตีทำร้ายนางวรรณี ลือประสิทธิ์สกุล ผู้ตาย ซึ่งเป็นภริยาของจำเลย หลายครั้ง ถูกที่บริเวณลำตัว ใบหน้า และศีรษะ จนเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย เหตุเกิดที่แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๐
จำเลยให้การรับสารภาพว่า ทำร้ายผู้ตายจนถึงแก่ความตายจริง แต่กระทำไปโดยบันดาลโทสะ
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๐ (ที่ถูก วรรคหนึ่ง) จำคุกสี่ปี คำให้การและคำเบิกความของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุกสองปี จำเลยไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน กระทำความผิดเนื่องจากอารมณ์โทสะที่เกิดขึ้นในชั่วขณะหนึ่ง และได้รับผลจากการกระทำโดยสูญเสียผู้ตายซึ่งเป็นภริยาที่จำเลยรัก ประกอบกับจำเลยเป็นผู้มีการศึกษาสูงและเคยเป็นอาจารย์สอนนักศึกษาที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ สามารถใช้ความรู้สอนนักศึกษาหรือปฏิบัติงานด้านวิชาการอื่นอันเป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติได้ และยังมีภาระต้องดูแลบุตรซึ่งอายุยังน้อย สมควรให้โอกาสกลับตนเป็นพลเมืองดี จึงให้รอการลงโทษจำคุกไว้ มีกำหนดสามปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ โดยกำหนดเงื่อนไขการคุมประพฤติให้จำเลยทำงานบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ด้วยการใช้ความรู้ของจำเลยสอนนักเรียน นักศึกษา หรือประชาชนทั่วไปตามสถานศึกษาหรือสถานที่ต่าง ๆ ตามที่จำเลยและพนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร มีกำหนดห้าสิบชั่วโมง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
ศาลฎีกาตรวจสำนวน ประชุมปรึกษาแล้ว ที่โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยสถานหนัก โดยไม่ลดโทษ และไม่รอการลงโทษให้แก่จำเลยนั้น เห็นว่า ความผิดที่จำเลยกระทำมีอัตราโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี ข้อเท็จจริงในชั้นฎีกาฟังได้ว่า จำเลยเรียนจบระดับปริญญาเอก ประกอบอาชีพเป็นอาจารย์สอนหนังสืออยู่ที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ สถานศึกษาระดับสูง เป็นคนระมัดระวัง ให้ความสำคัญต่อการรักษาชื่อเสียงเกียรติยศ อุปการะเลี้ยงดูผู้ตายซึ่งเป็นภริยาด้วยความรักใคร่ ให้เกียรติ และยกย่องเชิดชูตลอดมา โดยมอบหมายให้ทำหน้าที่ดูแลบุตรซึ่งยังเล็ก ขับรถรับส่งบุตรไปเรียนหนังสือ และรับส่งจำเลยไปทำงาน วันเกิดเหตุ จำเลยไปสอนหนังสือที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ นัดให้ผู้ตายขับรถไปรับในเวลา ๒๒ นาฬิกา แต่ผู้ตายละเลยต่อหน้าที่ ผู้ตายออกไปดื่มสุรา ปล่อยให้บุตรอยู่กับคนรับใช้ และไม่ขับรถไปรับจำเลยตามเวลานัด ปล่อยให้จำเลยยืนรออยู่นาน จนกระทั่งเวลา ๒๓:๔๐ นาฬิกา ผู้ตายจึงได้ขับรถไปรับจำเลยในอาการที่มึนเมาสุรา ไม่สามารถขับรถกลับบ้านได้ จำเลยจึงได้สอบถาม เมื่อผู้ตายตอบด้วยถ้อยคำที่จำเลยเห็นว่าไม่ชอบมาพากล จำเลยจึงเกิดความสงสัย จำเลยตั้งใจว่ากลับถึงบ้านแล้ว จะสอบถามจากคนรับใช้ว่าผู้ตายออกจากบ้านตั้งแต่แต่เวลาเท่าไร โดยไม่สนใจเรื่องรถถูกชนที่ผู้ตายพยายามจะพูดกับจำเลย กลับถึงบ้านแล้ว ผู้ตายซึ่งพูดจาวกวนสับสนได้เซ้าซี้เรื่องรถถูกชนอีก ทั้งผู้ตายยังล้มลง เพราะความเมาสุรา ทำให้จำเลยโกรธ เมื่อผู้ตายเดินเข้าไปหา จำเลยจึงได้ตบผู้ตายไปหนึ่งครั้ง พร้อมกับด่าว่าสั่งสอนผู้ตายไม่ให้ดื่มสุราจนเมามายเช่นนั้นอีก จากนั้น จำเลยได้ผละจากผู้ตายไปสอบถามคนรับใช้ แต่คนรับใช้ไม่ยอมบอกความจริง จำเลยจึงกลับไปซักไซ้ผู้ตาย ผู้ตายอ้างชื่อคนขายประกันคนหนึ่ง ซึ่งจำเลยโทรศัพท์ไปตรวจสอบแล้ว ปรากฏว่า บุคคลดังกล่าวไม่ได้กับผู้ตาย จำเลยจึงถามผู้ตายว่า เป็นอย่างไรกันแน่ ผู้ตายพูดกับจำเลยว่า เมื่อจำเลยรู้ความจริงแล้ว ผู้ตายก็จะพูดให้ฟัง ความจริงคนที่ผู้ตายไปพบคือนายวิชัย ผู้ตายเคยไปพบมาแล้วสองครั้ง จำเลยโกรธ จึงตบผู้ตายอีกหนึ่งครั้ง แล้วจำเลยก็พูดตัดพ้อต่อว่าผู้ตายว่า ทำไมจึงได้ทำเช่นนั้น ถ้าไม่เห็นแก่จำเลย ก็ขอให้เห็นแก่บุตร ผู้ตายอ้างว่า เพราะผู้ตายเหงา จำเลยจึงโต้แย้งว่า ผู้ตายจะเหงาอะไร ตื่นเช้าต้องไปส่งบุตร กลางวันต้องไปส่งจำเลยไปทำงาน ที่บ้านก็มีคนอื่นอยู่หลายคน อยากได้อะไรขอให้บอก มีปัญหาอะไร ทำไมไม่พูดกัน ทำไมต้องทำอย่างนี้ จำเลยทุ่มเทให้ทุกอย่าง นายวิชัยให้อะไรผู้ตายบ้าง ทำอย่างนี้มันน่าเจ็บใจ แสดงว่าจำเลยคำนึงถึงครอบครัว และยังเห็นแก่ผู้ตายกับบุตร แม้จำเลยจะตบผู้ตายอีกหนึ่งครั้ง ก็เพราะความโกรธ ผู้ตายหันไปจ้องหน้าจำเลย พร้อมกับพูดว่า ทำไมผู้ตายจะทำเช่นนั้นไม่ได้ ถึงจำเลยจะห้ามตัวผู้ตายได้ แต่จำเลยก็ห้ามใจผู้ตายไม่ได้ เพราะผู้ตายกับนายวิชัยยังรักกันอยู่ ผู้ตายจะไปกับนายวิชัยก็เป็นสิทธิของผู้ตาย ในสถานการณ์เช่นนั้น สิ่งที่ผู้ตายทำและเรื่องที่ผู้ตายพูด ไม่ว่าจะเป็นความจริงหรือไม่ ย่อมจะทำให้จำเลย ซึ่งแม้จะได้รับการศึกษาสูง แต่ก็ยังเป็นปุถุชน เกิดความโกรธ และทำร้ายผู้ตายอีก แต่จำเลยก็เพียงใช้กำลังกายตบตีผู้ตาย ไม่ได้ใช้อาวุธ จนกระทั่งผู้ตายปัดป้อง และทำท่าจะต่อสู้ ซึ่งย่อมจะทำให้ความโกรธของจำเลยทวีเพิ่มมากขึ้น จำเลยจึงได้หยิบฉวยสิ่งของใกล้ตัว เช่น หนังสือ ขว้างปาผู้ตาย แม้ในที่สุด จำเลยจะใช้ของแข็งเป็นอาวุธตีผู้ตายที่บริเวณศีรษะ เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย เนื่องจากเลือดคั่งในสมอง และไม่ได้รับการรักษาทันท่วงที ก็ไม่อาจถือได้ว่าจำเลยโหดร้าย ทั้งนี้ เพราะของแข็งที่จำเลยใช้เป็นอาวุธตีผู้ตาย คือ ร่มที่เสียอยู่กับถุงใส่ไม้กอล์ฟ ซึ่งจำเลยสามารถเลือกใช้เลือกใช้เป็นอาวุธร้ายแรงตีทำร้ายผู้ตายได้ แต่จำเลยก็ใช้ร่มตีผู้ตาย ไม่ได้ใช้ไม้กอล์ฟ เหตุที่ร่มที่จำเลยตีถูกศีรษะผู้ตาย ก็เพราะผู้ตายก้มหลบ หลังจากตีถูกศีรษะผู้ตายแล้ว จำเลยก็เพียงแต่ด่าว่าผู้ตาย และพูดรำพันถึงความหลัง แล้วโยนร่มทิ้ง จำเลยไม่ได้ตีผู้ตายอีก แสดงว่า จำเลยมิได้ประสงค์ให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย มิฉะนั้น จำเลยคงจะไม่โทรศัพท์ไปบอกให้นางสาวคูณ คูรัมย์ ญาติของผู้ตายทราบ และให้นางสาวคูณมาดูผู้ตาย การที่จำเลยไม่พาผู้ตายไปให้แพทย์ตรวจรักษาตั้งแต่แรก ก็เพราะนางสาวคูณมาดูแลผู้ตายแล้ว และจำเลยเข้าใจว่า ผู้ตายนิ่งเงียบไปด้วยความเมาสุรา เพราะก่อนถูกทำร้าย ผู้ตายได้ล้มลงไปเองเนื่องจากผู้ตายเมาสุรา เมื่อจำเลยทราบว่าผู้ตายมีอาการผิดปกติ จำเลยก็รีบพาผู้ตายส่งโรงพยาบาลทันที แสดงว่า จำเลยยังมีความห่วงใยและเอื้ออาทรต่อผู้ตาย ประกอบกับจำเลยมีคุณงามความดีมาก่อน ไม่เคยได้รับโทษจำคุก และยังสามารถใช้วิชาความรู้ให้เป็นประโยชน์ต่อสังคมได้ ทั้งจำเลยก็ให้การรับว่าได้ทำร้ายผู้ตายตลอดมาตั้งแต่ชั้นสอบสวนจนกระทั่งในชั้นศาล ซึ่งเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา เพราะคดีนี้เกิดขึ้นโดยไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็น จึงสมควรให้โอกาสแก่จำเลย โดยลงโทษสถานเบา ลดโทษให้จำเลย และรอการลงโทษจำเลยไว้ เพื่อให้จำเลยได้กลับตนเป็นพลเมืองดี และเลี้ยงดูบุตรซึ่งยังเล็กต่อไป ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจวางโทษจำคุกจำเลย มีกำหนดสี่ปี ลดโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่ง และรอการลงโทษจำคุกจำเลยไว้สามปี โดยกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติ ให้จำเลยทำงานบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ ด้วยการใช้วิชาความรู้ที่จำเลยมีอยู่สอนนักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป จึงเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน
จรัส พวงมณี
นินนาท สาครรัตน์
สถิตย์ ทาวุฒิ |
17504 | 4619 | https://th.wikisource.org/wiki?curid=17504 | คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๘๐๐/๒๕๕๔ | แม่แบบผิดพลาด: มีการลบช่องที่ไม่ได้ใช้ออก โปรดเติมกลับเข้าไป (โปรดดู)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๘๐๐/๒๕๕๔ ศาลฎีกา
ในคดีระหว่างพนักงานอัยการ ผู้ร้อง กับชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ที่ ๑ และบริษัทโฮ แปซิฟิค จำกัด ที่ ๒ ผู้คัดค้าน<br>เรื่อง พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินฯ ลงวันที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๕๔<br>
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๘๐๐/๒๕๕๔ — "ในคดีระหว่างพนักงานอัยการ ผู้ร้อง กับชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ที่ ๑ และบริษัทโฮ แปซิฟิค จำกัด ที่ ๒ ผู้คัดค้าน<br>เรื่อง พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินฯ ลงวันที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๕๔<br>"ศาลฎีกา
คำพิพากษา
<ns>10</ns>
<id>16513</id>
<revision>
<id>39269</id>
<timestamp>2010-10-01T09:03:24Z</timestamp>
<contributor>
<username>Octahedron80</username>
<id>156</id>
</contributor>
<comment>escape template</comment>
<origin>39269</origin>
<model>wikitext</model>
<format>text/x-wiki</format>
<br>ในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์
ศาลฎีกา
เรื่อง #เปลี่ยนทาง พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินฯ
ผู้ร้องฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ลงวันที่ ๑๔ เดือน พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๕๑ ศาลฎีการับวันที่ ๓๐ เดือน กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๕๒
ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินได้รับรายงานว่า ผู้คัดค้านที่ ๑ เป็นผู้ต้องหาในความผิดเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือชักพาไปซึ่งบุคคลใด เพื่อให้บุคคลนั้นทำการค้าประเวณี แม้บุคคลนั้นจะยินยอมก็ตาม เป็นการกระทำแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปี, เป็นเจ้าของกิจการค้าประเวณีหรือสถานบริการค้าประเวณี ซึ่งมีบุคคลอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีทำการค้าประเวณีอยู่ด้วย อันเป็นความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. ๒๕๔๒ คณะกรรมการธุรกรรมตรวจสอบรายงานและข้อมูลเกี่ยวกับการทำธุรกรรมตลอดจนทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ ๑ กับบุคคลที่เกี่ยวข้องแล้ว มีเหตุอันควรเชื่อว่าผู้คัดค้านที่ ๑ กับบุคคลที่เกี่ยวข้องจะโอน จำหน่าย ยักย้าย ปกปิด หรือซ่อนเร้นทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดดังกล่าว คณะกรรมการธุรกรรมจึงมีคำสั่งให้ยึดและอายัดทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ ๑ กับบุคคลที่เกี่ยวข้อง รวมเก้ารายการ ไว้ชั่วคราว ต่อมา ผู้คัดค้านทั้งสอง และนางสาวสุรัชฎา แววศรี ขอให้เพิกถอนคำสั่ง คณะกรรมการธุรกรรมพิจารณาคำร้องดังกล่าว ประกอบพยานหลักฐานเกี่ยวกับการกระทำความผิด รายงานการทำธุรกรรมและทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำผิด ของผู้คัดค้านทั้งสองกับบุคคลเกี่ยวข้อง พบว่า ผู้คัดค้านที่ ๑ เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัดเทอร์เม่ และเป็นกรรมการผู้จัดการบริษัทผู้คัดค้านที่ ๒ ซึ่งห้างฯ ดังกล่าวเป็นผู้ถือใบอนุญาตสถานบริการอาบอบนวดโดยมีผู้คัดค้านที่ ๒ เป็นผู้บริหารงานและดำเนินกิจการอาบอบนวดรายได้จากการดำเนินกิจการที่ผู้ใช้บริการชำระด้วยบัตรเครดิต ผู้คัดค้านที่ ๒ จะนำเข้าบัญชีธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาถนนพระราม ๙ เลขที่ ๒๑๕-๓-๐๑๘๐๑-๑ และบัญชีธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาถนนรัชดาภิเษก-ห้วยขวาง เลขที่ ๐๘๙-๑-๐๙๑๓๙-๗ ซึ่ง ณ วันที่มีคำสั่งให้ยึดและอายัด ทรัพย์สินคงเหลือเงินในบัญชีจำนวนหนึ่งแสนเจ็ดหมื่นสองพันเจ็ดร้อยยี่สิบห้าบาท หกสตางค์ และหนึ่งหมื่นเจ็ดพันหนึ่งร้อยยี่สิบแปดบาท สี่สิบสตางค์ ตามลำดับ จากการสอบสวนบัญชีงบดุลของผู้คัดค้านที่ ๒ พบว่า ในปี ๒๕๔๕ ผู้คัดค้านที่ ๒ นำเงินไปลงทุนซื้อหุ้นบริษัทเดวิส ไดมอนด์สตาร์ จำกัด, บริษัทเดวิส โคปาคาบาน่า จำกัด, บริษัทเดวิส โกลเด้นท์สตาร์ จำกัด และบริษัทเดวิส ซิลเวอร์สตาร์ จำกัด รวมสามหมื่นสามพันสี่ร้อยสี่สิบหกหุ้น รวมมูลค่าสามล้านสามแสนสี่หมื่นสี่พันหกร้อยบาท จากการสอบสวนได้ความว่า สถานบริการอาบอบนวดฮอนโนลูลูซึ่งบริหารงานและดำเนินกิจการโดยผู้คัดค้านที่ ๒ จัดให้พนักงานนวดทุกคนร่วมประเวณีกับผู้มาใช้บริการ ประกอบกับปรากฏหลักฐานการสั่งซื้อถุงยางอนามัยของผู้คัดค้านที่ ๒ และบริษัทในเครือของผู้คัดค้านที่ ๑ เป็นจำนวนมาก และรายงานตรวจสอบสถานบริการอาบอบนวดที่ดำเนินการโดยผู้คัดค้านที่ ๑ จำนวนหกแห่ง พบถุงยางอนามัยใช้แล้ว จึงเป็นการสนับสนุนให้เชื่อว่า สถานบริการอาบอบนวดฮอนโนลูลูเป็นสถานบริการซึ่งจัดให้มีการค้าประเวณีจริง นอกจากนี้ สถานีตำรวจนครบาลมักกะสันได้กล่าวโทษห้างหุ้นส่วนจำกัดเทอร์เม่ และผู้คัดค้านที่ ๑ ในข้อหากระทำความผิดฐานฟอกเงิน จากพยานหลักฐานเป็นที่เชื่อได้ว่า บัญชีเงินฝากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาถนนพระราม ๙ เลขที่ ๒๑๕-๓-๐๑๘๐๑-๑ จำนวนเงินหนึ่งแสนสองหมื่นเจ็ดพันเจ็ดร้อยยี่สิบห้าบาท หกสตางค์; บัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาถนนรัชดาภิเษก-ห้วยขวาง เลขที่ ๐๘๙-๑-๐๙๑๓๙-๗ จำนวนเงินหนึ่งหมื่นเจ็ดพันหนึ่งร้อยยี่สิบแปดบาท สี่สิบสตางค์; หุ้นบริษัทเดวิส ไดมอนด์สตาร์ จำกัด, หุ้นบริษัทเดวิสโคปาคาบาน่า จำกัด, หุ้นบริษัทเดวิส โกลเด้นท์สตาร์ จำกัด และหุ้นบริษัทเดวิส ซิลเวอร์สตาร์ จำกัด รวมสามหมื่นสามพันสี่ร้อยสี่สิบหกหุ้น คิดเป็นมูลค่าสามล้านสามแสนสี่หมื่นสี่พันหกร้อยบาท ได้มาจากการกระทำความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. ๒๕๔๒ ขอให้มีคำสั่งให้ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดของผู้คัดค้านที่ ๑ กับพวก จำนวนหกรายการ มูลค่ารวมสามล้านสี่แสนแปดหมื่นเก้าพันสี่ร้อยห้าสิบสามบาท สี่สิบหกสตางค์ พร้อมดอกผลของทรัพย์สินดังกล่าว ตกเป็นของแผ่นดิน
ศาลขั้นต้นนัดไต่สวนและประกาศตามกฎหมายแล้ว
ผู้คัดค้านทั้งสองยื่นคำคัดค้านทำนองเดียวกันว่า ผู้คัดค้านทั้งสองมิได้ดำเนินธุรกิจที่เป็นธุระจัดหาล่อไปซึ่งบุคคลใด เพื่อให้บุคคลนั้นกระทำการค้าประเวณี และมิได้เป็นเจ้าของกิจการค้าประเวณีหรือสถานการค้าประเวณี ในคดีอาญาที่ผู้คัดค้านที่ ๑ ถูกกล่าวหา ศาลอาญาพิพากษายกฟ้องแล้ว ทรัพย์สินที่ผู้ร้องขอให้มีคำสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดินไม่ใช่ทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ ๑ แต่เป็นของผู้คัดค้านที่ ๒ ซึ่งเป็นนิติบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิด และได้มาโดยสุจริตตามปกติในทางการค้า ขอให้ยกคำร้อง
ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้ว มีคำสั่งให้ยกคำร้องของผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ
ผู้ร้องอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน และให้คืนทรัพย์สินตามคำร้องให้แก่ผู้คัดค้านทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ
ผู้ร้องฎีกา
ศาลฎีกาคณะคดีปกครองตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ทางไต่สวนผู้ร้องนำสืบว่า สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินได้รับรายงานจากสถานีตำรวนนครบาลมักกะสันว่า มีการดำเนินคดีอาญาแก่ผู้คัดค้านที่ ๑ กับพวก ในข้อหาเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือชักพาไปซึ่งบุคคลใด เพื่อให้บุคคลนั้นทำการค้าประเวณี แม้บุคคลนั้นจะยินยอมก็ตาม เป็นการกระทำแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปี, เป็นเจ้าของกิจการค้าประเวณีหรือสถานการค้าประเวณี ซึ่งมีบุคคลอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีทำการค้าประเวณีอยู่ด้วย อันเป็นความผิดมูลฐานตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปรามปราบการฟอกเงินพ.ศ. ๒๕๔๒ คณะกรรมการธุรกรรมจึงมีมติให้เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินออกคำสั่งให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบทรัพย์สินตรวจสอบเบื้องต้นเกี่ยวกับรายงานการทำธุรกรรมและทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ ๑ และบุคคลอื่นซึ่งเกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน ผลจากการตรวจสอบดังกล่าวเป็นที่เชื่อได้ว่า ผู้คัดค้านที่ ๑ กับพวกอาจมีการโอน จำหน่าย ยักย้าย ปกปิด หรือซ่อนเร้นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐาน หรือที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดฐานฟอกเงิน คณะกรรมกากรธุรกรรมจึงมีคำสั่งให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ ๑ และบุคคลที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ เงินในบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงเทพจำกัด (มหาชน) สาขาถนนพระราม ๙ เลขที่ ๒๑๕-๐-๒๐๒๐๕-๕, ๒๑๕-๒-๐๓๖๓๓-๗, ๒๑๕-๒-๐๕๐๖๙-๒, ๒๑๕-๓-๐๑๘๐๑-๑, ๒๑๕-๐-๔๖๓๑๕-๒, ๒๑๕-๐-๕๓๔๕๘-๐, ๒๑๕-๒-๐๖๕๑๓-๘, เงินในบัญชีเงินฝากบัญชีธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาถนนรัชดาภิเษก-ห้วยขวาง เลขที่ ๐๘๙-๓-๐๗๕๐๑-๑ และ ๐๘๙-๑-๐๙๑๓๙-๗ รวมเก้ารายการ รวมทั้งดอกผล ไว้ชั่วคราว ต่อมา ผู้คัดค้านที่ ๑ และนางสาวสุรัชฎา แววศรี ยื่นคำร้องของให้เพิกถอนคำสั่ง คณะกรรมการธุรกรรมพิจารณาคำร้องดังกล่าว แล้วมีคำสั่งให้ยึดหรืออายัดทรัพย์ของผู้คัดค้านที่ ๑ และบุคคลที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมได้แก่รายการทรัพย์สินที่ขอให้มีคำสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดินในคดีนี้ ตามเอกสารหมาย ร.๑ ถึง ร. ๑๖ (ชั้นไต่สวนคำร้องให้ยึดและอายัดทรัพย์สินไว้ชั่วคราว) จากการสอบสวนเกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐานได้ความว่า ผู้คัดค้านที่ ๑ เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัดเทอร์เม่ ซึ่งเป็นผู้ถือใบอนุญาตสถานบริการ และเป็นกรรมการผู้จัดการของผู้คัดค้านที่ ๒ ซึ่งเป็นผู้บริหารงานและดำเนินกิจการสถานบริการอาบอบนวดฮอนโนลูลู โดยใช้ใบอนุญาตสถานบริการของห้างหุ้นส่วนจำกัดเทอร์เม่ นอกจากนี้ ผู้คัดค้านที่ ๑ ยังเป็นกรรมการบริษัทในเครือเดวิส กรุ๊ป ซึ่งประกอบกิจการสถานบริการและร้านอาหาร บริษัทในเครือเดวิส กรุ๊ป รวมทั้งผู้คัดค้านที่ ๒ สั่งซื้อถุงยางอนามัยจากบริษัท เจ ดี เอส บอร์เนียว (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัทดีทแฮล์ม จำกัด เฉพาะปี ๒๕๔๕ ผู้คัดค้านที่ ๒ สั่งซื้อถุงยางอนามัยจากบริษัท เจ ดี เอส บอร์เนียว (ประเทศไทย) จำกัด เป็นเงินหนึ่งแสนหนึ่งหมื่นหนึ่งพันห้าร้อยห้าสิบเก้าบาท เก้าสิบห้าสตางค์ และจากรายงานการตรวจสอบสถานบริการอาบอบนวดที่บริหารงานโดยบริษัทในเครือเดวิส กรุ๊ป พบถุงยางอนามัยใช้แล้วจากกองขยะของสถานบริการโคปาคาบาน่าและบาบาร่า รวมหนึ่งร้อยห้าสิบสามถุง, สถานบริการเอ็มมานูเอล สามสิบถุง, สถานบริการฮอนโนลูลู เก้าถุง โดยขยะส่วนใหญ่รถเก็บขยะได้บดอัดด้วยเครื่องไฮดรอลิกไปเกือบหมด สถานบริการวิคตอเรียซีเครท รถเก็บขยะได้บดอัดด้วยเครื่องไฮดรอลิกไปหมด และสถานบริการไฮคลาสถูกสั่งปิดกิจการ จึงตรวจสอบไม่ได้ นางสาวจงกลณี จันต๊ะมูล, นางสาววะลัยรัก ทวีแก้ว และนางสาวสุมาลี ฝุ่นทอง ให้การยืนยันว่า ถูกนายสมชาย เจนใจ พาไปทำงานเป็นพนักงานนวดที่สถานบริการอาบอบนวดฮอนโนลูลู ซึ่งจัดให้พนักงานนวดทุกคนร่วมประเวณีกับลูกค้าผู้มาใช้บริการ โดยขั้นตอนในการสมัครเข้าทำงานนั้น จะต้องตรวจดูรูปร่างหน้าตาและร่างกายโดยไม่สวมใส่เสื้อผ้า ตรวจโรค ตรวจเลือด และตรวจภายใน มีการฝึกสอนวิธีการอาบน้ำและวิธีการร่วมประเวณีให้แก่ลูกค้าผู้มาใช้บริการ โดยค่าตอบแทนจะได้รับรอบละหนึ่งพันเก้าร้อยบาท และวันหนึ่งจะทำงานได้สามถึงห้ารอบ ซึ่งเป็นค่าบริการที่สูง ขณะที่เข้าทำงาน บุคคลทั้งสามมีอายุไม่เกินสิบแปดปี จึงมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า ผู้คัดค้านที่ ๑ ห้างหุ้นส่วนจำกัดเทอร์เม่ และผู้คัดค้านที่ ๒ เป็นผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับเพศ ตามประมวลกฎหมายอาญา, กฎหมายว่าด้วยมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก, กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี และรายได้จากการดำเนินกิจการที่ผู้ใช้บริการชำระด้วยบัตรเครดิตให้แก่ผู้คัดค้านทั้งสอง โดยได้นำเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาถนนพระราม ๙ เลขที่ ๒๑๕-๓-๐๑๘๐๑-๑ และบัญชีเงินฝากบัญชีธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาถนนรัชดาภิเษก-ห้วยขวาง เลขที่ ๐๘๙-๑-๐๙๑๓๙-๗ ทั้งยังนำเงินของผู้คัดค้านที่ ๒ ไปซื้อหุ้นบริษัทเดวิส ไดมอนต์สตาร์ จำกัด, บริษัทเดวิส โคปาคาบาน่า จำกัด, บริษัทเดวิส โกลเด้นท์สตาร์ จำกัด และบริษัทเดวิส ซิลเวอร์สตาร์ จำกัด ทรัพย์สินทั้งหกรายการเป็นทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดมูลฐาน จึงขอให้มีคำสั่งให้ทรัพย์สินทั้งหกรายการพร้อมดอกผลตกเป็นของแผ่นดิน
ผู้คัดค้านทั้งสองนำสืบว่า ผู้คัดค้านที่ ๑ เป็นกรรมการผู้จัดการบริษัท ผู้คัดค้านที่ ๒ จึงเป็นเพียงผู้บริหารกำกับดูแลในระดับนโยบาย โดยมอบหมายงานให้แก่ผู้จัดการส่วนต่าง ๆ ไปดำเนินการ และผู้คัดค้านที่ ๑ ให้ปิดป้ายห้ามค้าประเวณีในสถานบริการอาบอบนวดฮอนโนลูลู เกี่ยวกับบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาถนนพระราม ๙ เลขที่ ๒๑๕-๓-๐๑๘๐๑-๑ และบัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาถนนรัชดาภิเษก-ห้วยขวาง เลขที่ ๐๘๙-๑-๐๙๑๓๙-๗ ผู้คัดค้านที่ ๒ เปิดไว้เพื่อรับชำระค่าบริการจากผู้ใช้บริการที่ชำระด้วยบัตรเครดิต การเลิกถอนเงินจากบัญชีจะกระทำได้โดยผู้คัดค้านที่ ๑ เป็นผู้ลงนามสั่งจ่ายเช็ค โดยพนักงานบัญชีของผู้คัดค้านที่ ๒ จะทำรายการเป็นหนังสือแจ้งให้ทราบเพื่อลงนาม สำหรับการซ้อขายหุ้นบริษัทต่าง ๆ นั้น เป็นการนำเงินกำไรจากการประกอบกิจกรรมมาซื้อ ผู้คัดค้านที่ ๒ สั่งซื้อถึงยางอนามัยเพื่อมาจำหน่ายในร้านมินิมาร์ตของสถานบริการ ซึ่งจัดให้มีสินค้าเช่นเดียวกับร้านสะดวกซื้อทั่วไป ผู้คดค้านที่ ๒ จะแบ่งเรียกเก็บค่าบริการเป็นสองส่วน ได้แก่ ค่าห้องและค่าบริการนวด โดยค่าบริการนวดนั้น พนักงานนวดทุกคนจะได้รับเป็นรายวัน ส่วนค่าห้องนั้น ผู้คัดค้านที่ ๒ กำหนดจากเงินลงทุนประกอบค่าใช้จ่ายอื่น ได้แก่ ค่าน้ำ, ค่าไฟฟ้า และค่าจ้างพนักงาน ผู้คัดค้านทั้งสองไม่ได้กระทำความผิดอันเป็นความผิดมูลฐาน และทรัพย์สินตามคำร้องเป็นของผู้คัดค้านที่ ๒ ซึ่งได้ทรัพย์สินมาโดยสุจริต ขอให้ยกคำร้อง
พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า เมื่อวันที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๕๖ เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจนครบาลมักกะสันรายงานการดำเนินคดีแก่ผู้คัดค้านที่ ๑ ซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการผู้คัดค้านที่ ๒ ซึ่งเป็นผู้ดำเนินกิจกรรมสถานบริการอาบอบนวดฮอนโนลูลู ในข้อหาเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือซักพาไปซึ่งบุคคลใด เพื่อให้บุคคลนั้นทำหาค้าประเวณี แม้บุคคลนั้นจะยินยอมก็ตาม เป็นการกระทำแก่บุคคลอายุกว่าสินค้าห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปี, เป็นเจ้าของกิจการค้าประเวณีหรือสถานการค้าประเวณี ซึ่งมีบุคคลอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีทำการค้าประเวณีมีอยู่ด้วย อันเป็นความผิดมูลฐานตามมาตรา ๓ วรรคหนึ่ง (๒) แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. ๒๕๔๒ ต่อมา เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินมอบหมายให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทำการตรวจสอบรายงานข้อมูลเกี่ยวกับการทำธุรกรรมของผู้คัดค้านทั้งสอง พบว่า เงินรายได้จากิจการดังกล่าวผู้คัดค้านที่ ๒ นำเข้าบัญชีกระแสรายวันธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาถนนพระราม ๙ บัญชีเลขที่ ๒๓๕-๓-๐๑๘๐๑-๑ และบัญชีกระแสรายวันธนาคารกสิกรไทยจำกัด (มหาชน) สาขารัชดาภิเษก-ห้วยขวาง บัญชีเลขทีที่ ๐๘๙-๑-๐๙๑๓๙-๗ ณ วันที่คณะกรรมการธุรกรรมมีคำสั่งให้ยึดและอายัดทรัพย์สิน ผู้คัดค้านที่ ๒ มีเงินคงเหลือในธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาถนนพระราม ๙ จำนวนหนึ่งแสนสองหมื่นเจ็ดพันเจ็ดร้อยยี่สิบห้าบาท หกสตางค์ และธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาถนนรัชดาภิเษก-ห้วยขวาง จำนวนหนึ่งหมื่นเจ็ดพันหนึ่งร้อยยี่สิบแปดบาท สี่สิบสตางค์ ในปี ๒๕๕๔ ผู้คัดค้านที่ ๒ นำเงินไปลงทุนซื้อหุ้นบริษัทเดวิส ไดมอนด์สตาร์ จำกัด, บริษัทเดวิส โคปาคาบาน่า จำกัด, บริษัทเดวิส โกลเด้นท์สตาร์ จำกัด, บริษัทเดวิส ซิลเวอร์สตาร์ จำกัด รวมสามหมื่นสามพันสี่ร้อยสี่สิบหกหุ้น คิดเป็นมูลค่าสามล้านสามแสนสี่หมื่นสี่พันหกร้อยบาท คณะกรรมการธรกรรมจึงมีคำสั่งให้ยึดและอายัดทรัพย์สินดังกล่าวไว้ ต่อมา ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ผู้ร้องฎีกา
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ทรัพย์สินดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐาน ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. ๒๕๕๔ มาตรา ๓ อันศาลจะต้องมีคำสั่งให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดินตามคำร้องของผู้ร้องหรือไม่ โดยผู้ร้องฎีกาสรุปได้ว่า คดีมีหลักฐานให้รับฟังได้ว่า มีการกระทำความผิดเกี่ยวกับเพศฐานเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือชักพาไป ซึ่งบุคคลใดเพื่อให้บุคคลนั้นทำการค้าประเวณี แม้บุคคลนั้นจะยินยอมก็ตาม เป็นการกระทำแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปี และเป็นเจ้าของกิจการค้าประเวณี หรือสถานบริการค้าประเวณี ซึ่งมีบุคคลอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสบแปดปี ทำการค้าประเวณีอยู่ด้วย อันเป็นความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. ๒๕๕๒ มาตรา ๓ วรรคหนึ่ง (๒) จึงต้องด้วยข้อสันนิษฐานตามมาตรา ๕๑ วรรคสาม ว่าทรัพย์สินของผู้คัดค้านทั้งสองเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด และผู้คัดค้านทั้งสองนำสืบไม่ได้ว่าทรัพย์สินนั้นไม่ใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดหรือตนได้มาโดยสุจริตและมีค่าตอบแทนหรือได้มาโดยโดยสุจริตและตามสมควรในทางศีลธรรมอันดีและทางกุศลสาธารณะ ขอให้พิพากษากลับคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองเป็นมีคำสั่งให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน เห็นว่า ผู้ร้องมีนางสาวสุมาลี ฝุ่นทอง และนางสาวจงกลณี จันต๊ะมูล มาเบิกความได้ความในทำนองเดียวกันว่า ก่อนเกิดเหตุพยานทั้งสองต่างทำงานเป็นพนักงานอาบอบนวดอยู่ที่สถานบริการอาบอบนวดจูเลียน่า ต่อมานายสมชาย เจนใจ พาพยานทั้งสองไปทำงานที่สถานบริการอาบอบนวดฮอนโนลูลู โดยนายสมชายทำบัตรประจำตัวประชาชนปลอมให้แก่พยานทั้งสองเพื่อให้มีอายุสิบแปดปี จากนั้นพาพยานทั้งสองไปสมัครงานที่สถานบริการอาบอบนวดฮอนโนลูลู โดยกรอกใบสมัครระบุอายุตามบัตรประจำตัวประชาชน และฝึกงานกับพนักงานอาบอบนวดผู้มีประสบการณ์หรือแม่ครู โดยฝึกให้อมอวัยวะเพศแก่ลูกค้า ให้เน้นบริการทางเพศแก่ลูกค้า มีเพศสัมพันธ์กับลูกค้าโดยให้เอาใจลูกค้า จากนั้นพยานทั้งสองไปพบคนเชียร์แขก ถอดเสื้อผ้าให้ดู ติดเบอร์และเข้าไปในห้องกระจกโดยมีค่าตัวหนึ่งพันเก้าร้อยบาทต่อรอบ ซึ่งพยานจะได้รับเก้าร้อยบาท สถานบริการดังกล่าวจะได้รับหนึ่งพันบาท แต่นายสมชายเป็นผู้รับค่าตัวจำนวนเก้าร้อยบาท แทนพยานทั้งสองทุกครั้ง ในการทำงานมีค่าใช้จ่ายในการแต่งหน้าหนึ่งร้อยบาท ค่าทำผมหนึ่งร้อยบาท ค่าเช่าชุดหนึ่งร้อยบาท ค่าตะกร้าใส่อุปกรณ์อาบอบนวดโดยมีถุงยางอนามัยรวมอยู่ด้วยคิดเป็นเงินหนึ่งพันบาท แต่หากของในตะกร้าหมดพยานทั้งสองจะต้องให้แม่บ้านซื้อจากคลังสินค้าของสถานบริการดังกล่าว โดยหักเงินจากพยานทั้งสองและต้องจ่ายค่าตะกร้าอีกรอบละยี่สิบบาท และค่าแม่บ้านซึ่งถือตะกร้ารอบละยี่สิบบาท ค่าพนักงานเชียร์แขกรอบละสองร้อยบาท สถานบริการดังกล่าวจัดให้มีการตรวจเลือดทุกสองเดือน เสียค่าใช้จ่ายครั้งละประมาณสองร้อยบาท ในแต่ละวันหลังจากพยานทั้งสองแต่งหน้าทำผมและเปลี่ยนชุดแล้วจะเข้าไปนั่งในห้องกระจก เมื่อลูกค้าเลือกใช้บริการ พยานทั้งสองจะมาพบพนักงานเชียร์แขกและลูกค้า พนักงานที่เคาน์เตอร์จะมอบป้ายห้องและใบลงเวลาทำงานรอบละสองชั่วโมง จากนั้น พยานจะพาลูกค้าขึ้นไปบนห้องตามป้ายห้อง ภายในห้องมีโทรทัศน์ อ่างอาบน้ำ โซฟา และเตียงนอน แม่บ้านจะนำตะกร้าอุปกรณ์มาให้ โดยแม่บ้านจะเตรียมอ่างอาบน้ำ โดยเปิดน้ำลงในอ่างแล้วใส่สบู่ตีฟอง เมื่อแม่บ้านออกไปแล้ว พยานและลูกค้าจะถอดเสื้อผ้าออและลงไปในอ่างอาบน้ำ พยานจะอาบน้ำให้ลูกค้า เช็ดตัวให้ลูกค้าและพาไปที่เตียงนอน พยานจะใช้ปากอมอวัยวะเพศให้ลูกค้า และร่วมประเวณีกับลูกค้าโดยให้ลูกค้าสวมถุงยางอนามัย นอกจากนี้ ยังได้ความจากพยานทั้งสองว่า พยานทั้งสองทำงานในสถานบริการอาบอบนวดฮอนโนลูลูได้ประมาณสิบห้าวัน แล้วไม่ได้ทำงานต่อ เนื่องจากนายสมชายไม่แบ่งเงินให้ ในการทำงานพยานทั้งสองจะถูกนายสมชายบังคับให้ทำงาน บางครั้งเวลามีรอบประจำเดือน นายสมชายจะบังคับให้ใช้ยาเลื่อนประจำเดือน บางครั้งให้ใช้ฟองน้ำสอดเข้าไปในช่องคลอดเพื่อไม่ให้ประจำเดือนไหลออกมา สำหรับรายได้จากค่าบริการของพยานทั้งสองนั้นนายสมชายจะรับจากสถานบริการ โดยนายสมชายจะต้องจ่ายเงินให้แก่คนเชียร์แขกด้วย หากพยานทั้งสองไม่ยอมให้บริการทางเพศแก่ลูกค้า ลูกค้าจะแจ้งให้คนเชียร์แขกทราบ คนเชียร์แขกจะแจ้งให้นายสมชาย นายสมชายก็จะทำร้ายพยานทั้งสอง และผู้ร้องยังมีนายพรชัย บริบูรณ์ไพโรจน์ มาเบิกความว่า พยานได้รับการติดต่อจากสารวัตรอานนท์เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจนครบาลมักกะสันให้ไปเที่ยวสถานบริการอาบอบนวดฮอนโนลูลู โดยสารวัตรอานนท์มอบเงินค่าใช้จ่ายจำนวนสองพันบาทให้พยานด้วย ต่อมา วันที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๔๖ เวลาประมาณ ๒๒ นาฬิกา พยานไปสถานบริการดังกล่าวซึ่งตั้งอยู่ที่ถนนพระราม ๙ สภาพตึกถูกสร้างเป็นรูปเรือใช้ชื่อว่า เลิฟ โบ๊ท คลับ แต่มีป้ายขนาดใหญ่ชื่อ ฮอนโนลูลู สภาพภายในปูด้วยพรมสีแดง ด้านซ้ายมือมีตู้กระจกสำหรับให้ผู้หญิงบริการนั่ง แต่ในวันดังกล่าวไม่มีผู้หญิงบริการนั่ง พยานเดินไปถามพนักงานของสถานบริการหรือคนเชียร์แขกว่า เหตุใดไม่มีหญิงบริการนั่งอยู่ในตู้กระจก ได้รับแจ้งว่า วันนี้มีลูกค้ามาเที่ยวจำนวนมาก ให้พยานรออยู่ก่อน หลังจากนั้นประมาณสิบห้านาที มีหญิงบริการลงมาพบพยานที่หน้าประตูลิฟต์ใกล้บริเวณที่จ่ายเงิน ขณะนั้น เป็นรอบสุดท้ายของการให้บริการ ซึ่งลูกค้าจะต้องจ่ายเงินค่าบริการก่อนหากเป็นการบริการรอบอื่น ๆ ลูกค้าจะจ่ายเงินเมื่อให้บริการ ซึ่งลูกค้าจะต้องจ่ายเงินค่าบริการก่อน หากเป็นการบริการรอบอื่น ๆ ลูกค้าจะจ่ายเงินเมื่อใช้บริการเสร็จแล้ว เหตุที่ต้องจ่ายเงินก่อนใช้บริการรอบสุดท้าย เนื่องจากพนักงานรับเงินจะกลับบ้านก่อน เมื่อพยานจ่ายเงินเรียบร้อยแล้ว ผู้หญิงบริการที่จะนวดให้พยานจะได้รับบัตรพลาสติกสีแดงหรือซิปจากพนักงานเก็บเงิน หลังจากนั้น พยานกับผู้หญิงได้ขึ้นไปที่ชั้น ๓ ห้องหมายเลข ๓๐๗ ภายในห้องดังกล่าวมีสภาพเหมือนโรงแรม อ่างอาบน้ำขนาดใหญ่ แต่ไม่มีฉากกั้น มีเตียงนอนขนาดสองคน ห้องดังกล่าวไม่มีกลอนประตู พยานสอบถามหญิงบริการแจ้งว่า เจ้าของสถานบริการให้ถอดกลอนประตูออก แต่พยานไม่พบเห็นป้ายปิดประกาศว่าห้ามค้าประเวณี เหมือนกับที่พยานเคยพบป้ายดังกล่าวที่สถานนวดแผนโบราณ เมื่อเข้าไปในห้องแล้ว พยานต้องรอพนักงานหรือแม่บ้านของสถานบริการดังกล่าวนำตะกร้าใส่ครีมอาบน้ำ ยาสระผม น้ำยาบ้วนปาก ถุงยางอนามัย และกระดาษชำระ ซึ่งเป็นตะกร้าประจำตัวของหญิงบริการมาให้ ระหว่างนั้น พยานกับหญิงบริการจะพูดจาทำความรู้จักกัน แล้วหญิงบริการชวนพยานอาบน้ำ โดยหญิงบริการและพยานต่างถอดเสื้อผ้าออกทุกชิ้น หญิงบริการอาบน้ำให้พยานเสร็จแล้วเช็ดตัวให้พยานขึ้นไปนอนรอบนเตียง หญิงบริการขึ้นไปบนเตียงแล้วใช้ปากเล้าโลมตามร่างกายพยานเพื่อกระตุ้นความรู้สึกทางเพศ เมื่ออวัยวะเพศของพยานแข็งตัว หญิงบริการจะสวมถุงยางอนามัยให้แก่พยานแล้วร่วมประเวณีกัน จนพยานสำเร็จความใคร่ หลังจากนั้น พยานให้หญิงบริการทำความสะอาดร่างกายให้พยาน ในวันนั้น พยานใช้เวลาในการรับบริการประมาณหนึ่งชั่วโมง สามสิบนาที ในวันรุ่งขึ้น พยานจึงรายงานให้สารวัตรอานนท์ทราบ ทั้งผู้ร้องยังมีพันตำรวจโทวัจฉลิน วารินหอมหวล พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลมักกะสันในขณะเกิดเหตุ มาเบิกความว่า ประมาณต้นปี ๒๕๔๖ เจ้าพนักงานตำรวนสถานีตำรวจนครบาลห้วยขวางจับกุมนายสมชาย เจนใจ กับพวก ในข้อหาเป็นธุระจัดหาบุคคลให้ทำการค้าประเวณี ผู้บังคับบัญชาจึงมอบหมายให้พยานไปเป็นพนักงานสอบสวนร่วมกับพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลห้วยขวาง เนื่องจากสถานบริการอาบอบนวดฮอนโนลูลูอยู่ในเขตพื้นที่รับผิดชอบของสถานีตำรวจนครบาลมักกะสัน หลังจากนั้น นางฉวี ฝุ่นทอง มารดาของนางสาวสุมาลี ได้แจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่เจ้าของสถานบริการอาบอบนวดฮอนโนลูลู ซึ่งมีผู้คัดค้านที่ ๒ เป็นเจ้าของสถานบริการโดยมีผู้คัดค้านที่ ๑ เป็นกรรมการผู้จัดการ สาเหตุเนื่องจากมีการบังคับให้นางสาวสุมาลีขายบริการทางเพศในสถานบริการดังกล่าว พยานร่วมกับมูลนิธิปวีณาเข้าไปตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ พบว่าเป็นอาคารห้าชั้น ด้านนอกอาคารมีลักษณะคล้ายหัวเรือ ไม่พบห้างมินิมาร์ต และไม่พบป้ายห้ามค้าประเวณีในอาคารดังกล่าว ประมาณเดือนสิงหาคม ๒๕๔๖ พยานได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชาให้ไปประสานงานกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ต่อมา พยานได้ร้องทุกข์ต่อพันตำรวจโทปัญญาพงษ์ ปัญญาวัชรากร พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลมักกะสันให้ดำเนินคดีแก่ผู้คัดค้านที่ ๑ ในความผิดฐานร่วมกันฟอกเงิน โดยผู้ร้องมีพันตำรวจโทปัญญาพงษ์ ปัญญาวัชรากร พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลมักกะสัน มาเบิกความสนับสนุนว่า หลังจากพยานได้รับคำร้องทุกข์กล่าวโทษให้ดำเนินคดีแก่ห้างหุ้นส่วนจำกัดเทอร์เม่ และผู้คัดค้านที่ ๑ ในความผิดฐานร่วมกันฟอกเงินแล้ว พยานได้ไปตรวจสถานบริการอาบอบนวดฮอนโนลูลู และยึดเอกสารเกี่ยวกับใบสรุปยอดรายได้จากการใช้บัตรเครดิต/เงินสดประจำวัน และเอกสารอื่น ๆ เช่น ใบสรุปยอดบัตรเครดิต/เงินสด ประจำวันที่ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๔๖ ระบุยอดรายได้จากการอาบอบนวดหนึ่งแสนหนึ่งหมื่นห้าพันสามร้อยบาท ตามเอกสารหมาย ร. ๘๗ นอกจากนี้ยังยึดใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษีของผู้คัดค้านที่ ๒ ตามเอกสารหมาย ค. ๕ และพบเอกสารหมาย ค. ๘ ที่ให้พนักงานของสถานบริการอาบอบนวดฮอนโนลูลู กดสัญญาณเตือนให้พนักงานทราบว่ามีเจ้าพนักงานตำรวจมาตรวจสถานบริการ นอกจากนี้ พยานได้ยึดเอกสารหมาย ค. ๑๖ ซึ่งพนักงานของสถานบริการลาป่วยด้วยสาเหตุเจ็บมดลูก และระเบียบของพนักงานในการใช้ห้องพยาบาล ซึ่งระบุค่าบริการล้างช่องคลอดและไฟส่องตรวจภายใน รวมทั้งรายชื่อยาสำหรับจำหน่ายให้แก่พนักงานบริการด้วย นอกจากนี้ ผู้ร้องยังมีร้อยตำรวจเอกชินกฤต ศรีรุ่งนภาพร เจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวนเกี่ยวกับธุรกรรมทางการเงิน สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ในขณะเกิดเหตุ มาเบิกความในชั้นไต่สวนคำร้องขอยึดและอายัดทรัพย์สินไว้ชั่วคราวและในชั้นพิจารณา ว่า ในการสอบสวนได้มีการสอบปากคำนางสาวจงกลนี, นางสาวสุมาลี และนางสาววะลัยรัก ต่างให้การว่า ถูกนายสมชาย เจนใจ พาไปสมัครงานที่สถานบริการอาบอบนวดฮอนโนลูลู โดยการทำงานในสถานบริการดังกล่าว ต้องมีการร่วมประเวณีกับลูกค้าผู้รับบริการ ทั้งยังให้การเกี่ยวกับขั้นตอนการรับสมัครว่า ก่อนเข้าทำงานต้องมีการตรวจรูปร่างหน้าตาโดยไม่สวมเสื้อผ้า มีการตรวจสุขภาพ เช่น ตรวจภายในและตรวจเลือด, มีการฝึกสอบการอาบน้ำให้แก่ลูกค้าและวิธีการร่วมประเวณี รวมทั้งให้การในรายละเอียดเกี่ยวกับส่วนแบ่งการให้บริการแต่ละครั้ง ซึ่งจะต้องทำงานวันละสามถึงห้ารอบ ได้ความจากพยานปากนี้ต่อไปว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจขอความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบัญชาการปราบปรามยาเสพติดให้ช่วยตรวจสอบสถานบริการอาบอบนวดของผู้คัดค้านที่ ๑ รวมสี่แห่ง คือ สถานบริการอาบอบนวดโคปาคาบาน่า ซึ่งตั้งอยู่ในเขตท้องที่สถานีตำรวจนครบาลสุทธิสาร พบถุงยางอนามัยใช้แล้วจำนวนหนึ่งร้อยชิ้นเศษ ในบริเวณที่ทิ้งขยะของสถานบริการดังกล่าว, สถานบริการอาบอบนวดเอ็มมานูเอล ตั้งอยู่ในเขตท้องที่สถานีตำรวจนครบาลห้วยขวาง พบถุงยางอนามัยใช้แล้วจำนวนหลายสิบชิ้น, สถานบริการอาบอบนวดวิคตอเรีย ตั้งอยู่ในเขตท้องที่สถานีตำรวจนครบาลวังทองหลาง แต่ไม่สามารถตรวจสอบได้ เนื่องจากรถเก็บขยะได้เก็บพยานวัตถุและใช้เครื่องไฮดรอลิกบดทับแล้ว, ส่วนสถานบริการอาบอบนวดฮอนโนลูลู ตั้งอยู่ในเขตท้องที่สถานีตำรวจนครบาลมักกะสัน พบถุงยางอนามัยใช้แล้วเก้าชิ้น เนื่องจากรถเก็บขยะใช้เครื่องไฮดรอลิกบดทับ จนไม่สามารถตรวจสอบได้ ซึ่งจากการตรวจสอบบริษัท เจ ดี เอส บอร์เนียว (ประเทศไทย) จำกัด แจ้งว่า สถานบริการอาบอบนวดฮอนโนลูลู มีการสั่งซื้อถุงยางอนามัยจากบริษัทดังกล่าวมาโดยตลอด เฉพาะช่วงปี ๒๕๔๕ ได้สั่งซื้อถุงยางอนามัยจำนวนหนึ่งแสนบาทเศษ เห็นว่า นางสาวสุมาลี, นางสาวจงกลณี และนายพรชัย ไม่เคยรู้จักหรือมีสาเหตุโกรธเคืองกับผู้คัดค้านทั้งสองมาก่อน ต่างเบิกความถึงเหตุการณ์ที่พยานทั้งสามเข้าไปเกี่ยวข้องกับสถานบริการอาบอบนวดฮอนโนลูลู ของผู้คัดค้านที่ ๒ ซึ่งขณะนั้นมีผู้คัดค้านที่ ๑ เป็นกรรมการผู้จัดการ โดยนางสาวสุมาลี และนางสาวจงกลณีล้วนมีอายุไม่เกินสิบแปดปี ต่างเบิกความยืนยันถึงการเข้าไปขายบริการทางเพศในสถานบริการดังกล่าวจากการถูกนายสมชายเป็นธุระจัดหาชักพาไป โดยก่อนเข้าทำงาน ต้องมีการตรวจรูปร่างหน้าตา, ตรวจเลือด, ตรวจภายใน และฝึกอบรมเทคนิคการให้บริการทางเพศโดยเจ้าหน้าที่ของสถานบริการ สอดคล้องกับคำเบิกความของนายพรชัย ซึ่งได้รับมอบหมายจากเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจนครบาลมักกะสันให้เข้าไปใช้บริการในสถานบริการอาบอบนวดฮอนโนลูลู โดยมีพนักงานหรือแม่บ้านของสถานบริการนำตะกร้าใส่ครีมอาบน้ำ, ยาสระผม, น้ำยาบ้วนปาก, ถุงยางอนามัย และกระดาษชำระสำหรับประจำตัวหญิงบริการนำไปใช้บริการแก่ลูกค้า ทั้งพยานยืนยันว่า ได้ร่วมประเวณีกับหญิงบริการโดยสวมถุงยางอนามัย สอดรับกับคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกชินกฤตที่ยืนยันว่า จากการตรวจสถานบริการอาบอบนวดฮอนโนลูลู พบถุงยางอนามัยใช้แล้วจำนวนหนึ่ง และสถานบริการดังกล่าวเคยซื้อถุงยางอนามัยจากบริษัทเจ ดี เอส บอร์เนียว (ประเทศไทย) จำกัด โดยเฉพาะในปี ๒๕๔๕ มีการสั่งซื้อถุงยางอนามัยเป็นเงินหนึ่งแสนบาทเศษ เห็นว่า พยานผู้ร้องทุกปากไม่เคยมีสาเหตุโกรธแคืองกับผู้คัดค้านทั้งสองมาก่อน โดยเฉพาะพยานผู้ร้องที่เป็นเจ้าพนักงานของรัฐ ล้วนเบิกความไปตามที่ได้ปฏิบัติราชการตามหน้าที่ ไม่ปรากฏเหตุให้ระแวงสงสัยว่าจะกลั่นแกล้งปรักปรำผู้คัดค้านทั้งสอง เชื่อได้ว่าพยานผู้ร้องดังกล่าวเบิกความตามความจริง แม้ผู้คัดค้านทั้ง ๒ จะมีกฎระเบียบการทำงานของพนักงานอาบอบนวดโดยห้ามมิให้ค้าประเวณีหรือมีเพศสัมพันธ์กับลูกค้าในห้องนวดก็ตาม ข้อเท็จจริงน่าเชื่อว่าจะเป็นกฎระเบียบที่ออกไว้เป็นแบบพิธี โดยไม่มีการปฏิบัติตามแต่อย่างใด ส่วนที่นายพรชัยพยานผู้ร้องไปใช้บริการค้าประเวณีในสถานบริการอาบอบนวดฮอนโนลูลูนั้น ก็เป็นการกระทำในลักษณะล่อซื้อบริการค้าประเวณี ยากที่จะได้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับตัวหญิงบริการว่าเป็นใคร และหลักฐานการใช้บริการ เช่น ใบเสร็จรับเงินหรือการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต ดังที่ศาลอุทธรณ์ตำหนิพยานหลักฐานของผู้ร้อง ที่ผู้คัดค้านทั้งสองนำสืบว่า สถานบริการอาบอบนวดฮอนโนลูลูมีพนักงานหญิงไว้เพื่อบริการอาบอบนวดแก่ลูกค้า โดยไม่มีการค้าประเวณี จึงมิใช่สถานการค้าประเวณี และเหตุที่เกิดเรื่องขึ้นสืบเนื่องมาจากผู้คัดค้านที่ ๑ เปิดเผยข้อมูลต่อสื่อมวลชนเกี่ยวกับเจ้าพนักงานตำรวจเรียกรับสินบน จึงถูกกลั่นแกล้งดำเนินคดีโดยไม่มีมูลความจริงเลยนั้น ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของผู้ร้องได้ ตามพฤติการณ์ของสถานบริการอาบอบนวดฮอนโนลูลูดังกล่าว มีเหตุผลให้รับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า เป็นสถานการค้าประเวณีตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. ๒๕๓๗ มาตรา ๔ ซึ่งบัญญัติว่า “‘สถานการค้าประเวณี’ หมายความว่า สถานที่ที่จัดไว้เพื่อการค้าประเวณี หรือยอมให้มีการค้าประเวณี และให้หมายความรวมถึง สถานที่ที่ใช้ในการติดต่อหรือจัดหาบุคคลอื่นเพื่อกระทำการค้าประเวณีด้วย” เมื่อผู้คัดค้านที่ ๒ เป็นเจ้าของสถานการค้าประเวณีดังกล่าว โดยมีผู้คัดค้านที่ ๑ เป็นกรรมการผู้จัดการของผู้คัดค้านที่ ๒ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า ผู้คัดค้านทั้งสองมีส่วนเกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสมพันธ์กับการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. ๒๕๓๙ อันเป็นความผิดมูลฐานตามมาตรา ๓ วรรคหนึ่ง (๒) แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยมิต้องคำนึงถึงว่า ผู้คัดค้านที่ ๑ จะถูกจับกุมตัวหรือไม่ หรือผู้คัดค้านที่ ๑ จะต้องคำพิพากษาของศาลว่าเป็นผู้กระทำความผิดและถูกลงโทษในคดีอาญาหรือไม่ กรณีจึงต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา ๕๑ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่ใช้บังคับอยู่ในขณะเกิดเหตุคดีนี้ (ตรงกับมาตรา ๕๑ วรรคสาม ของบทบัญญัติในปัจจุบันซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๑) ที่ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า บรรดาทรัพย์สินทั้งหกรายการตามคำร้องเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ภาระการพิสูจน์จึงตกแก่ผู้คัดค้านทั้งสองที่จะต้องนำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าวว่า ผู้คัดค้านทั้งสองเป็นเจ้าของทรัพย์สินที่แท้จริง และทรัพย์สินนั้นไม่ใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ซึ่งในข้อนี้มีผู้คัดค้านที่ ๑ เบิกความได้ความว่า สถานบริการอาบอบนวดฮอนโนลูลูมีผู้คัดค้านที่ ๒ เป็นเจ้าของกิจการ ส่วนห้างหุ้นส่วนจำกัดเทอร์เม่เป็นผู้ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการสถานบริการอาบอบนวด ทรัพย์สินตามคำร้องทั้งหมดไม่ใช่ทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ ๑ แต่จะมีผู้ถือหุ้นของบริษัทต่าง ๆ ที่เข้ามาประกอบกิจกรรมร่วมกันเป็นเจ้าของ โดยมีผู้คัดค้านที่ ๑ เป็นผู้บริหารกิจการนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๕๐ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “ผู้ซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินที่พนักงานอัยการร้องขอให้ตกเป็นของแผ่นดินตามมาตรา ๔๙ อาจยื่นคำร้องก่อนศาลมีคำสั่งตามมาตรา ๕๑ โดยแสดงให้ศาลเห็นว่า
(๑) #เปลี่ยนทาง ตนเป็นเจ้าของที่แท้จริง และทรัพย์สินนั้นไม่ใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด หรือ
(๒) #เปลี่ยนทาง ตนเป็นผู้รับโอนโดยสุจริตและมีค่าตอบแทน หรือได้มาโดยสุจริตและตามสมควรในทางศีลธรรมอันดีหรือในทางกุศลสาธารณะ...”
ดังนั้น เมื่อผู้คัดค้านที่ ๑ อ้างว่า ไม่ใช่เจ้าของทรัพย์สินที่พนักงานอัยการร้องขอให้ตกเป็นของแผ่นดิน ผู้คัดค้านที่ ๑ จึงไม่มีอำนาจยื่นคำร้องคัดค้านตามมาตรา ๕๐ วรรคหนึ่ง (๑) ได้ ส่วนผู้คัดค้านที่ ๒ นั้น ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่า ผู้คัดค้านที่ ๒ ได้ทรัพย์สินทั้งหกรายการตามคำร้องมาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนตามมาตรา ๕๐ วรรคหนึ่ง (๒) ทรัพย์สินดังกล่าวจึงยังคงเกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐานตามข้อสันนิษฐานของมาตรา ๕๑ วรรคสอง อยู่นั่นเอง กรณีจึงไม่มีเหตุให้ศาลมีคำสั่งคืนทรัพย์สินดังกล่าวให้แก่ผู้คัดค้าน ๒ เช่นกัน ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยให้ยำคำร้องของผู้ร้องนั้น ศาลฎีกาคณะคดีปกครองไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น
พิพากษากลับว่า ให้เงินในบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาถนนพระราม ๙ เลขที่ ๒๑๕-๓-๐๑๘๐๑-๑ จำนวนหนึ่งแสนสองหมื่นเจ็ดพันเจ็ดร้อยยี่สิบห้าบาท หกสตางค์, เงินในบัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาถนนรัชดาภิเษก-ห้วยขวาง เลขที่ ๐๘๙-๑-๐๙๑๓๙-๗ จำนวนหนึ่งหมื่นเจ็ดพันหนึ่งร้อยยี่สิบแปดบาท สี่สิบสตางค์, หุ้นบริษัทเดวิส ไดมอนด์สตาร์ จำกัด บริษัทเดวิส โคปาคาบาน่า จำกัด บริษัทเดวิส โกลเด้นท์สตาร์ จำกัด และบริษัทเดวิส ซิลเวอร์สตาร์ จำกัด รวมสามหมื่นสามพันสี่ร้อยสี่สิบหกหุ้น คิดเป็นมูลค่าในขณะนี้สามล้านสามแสนสี่หมื่นสี่พันหกร้อยบาท, พร้อมด้วยดอกผลของทรัพย์สินดังกล่าวตามคำร้อง ตกเป็นของแผ่นดิน ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. ๒๕๔๒ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
วัส ติงสมิตร
ศุภชัย สมเจริญ
วิรุฬห์ แสงเทียน |
17518 | 7971 | https://th.wikisource.org/wiki?curid=17518 | พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช พ.ศ. ๒๕๒๑ | <br>พระราชบัญญัติ
<br>มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช<br><br>
พ.ศ. ๒๕๒๑<br><br>
_______________<br><br><br>
ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.<br><br>
ให้ไว้ ณ วันที่ ๕ กันยายน พ.ศ. ๒๕๒๑<br><br>
เป็นปีที่ ๓๓ ในรัชกาลปัจจุบัน<br><br>
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ ให้ประกาศว่า
โดยที่เป็นการสมควรจัดตั้งมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคําแนะนําและยินยอมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ดังต่อไปนี้
มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช พ.ศ. ๒๕๒๑”
มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป*
มาตรา ๓ ในพระราชบัญญัตินี้
“มหาวิทยาลัย” หมายถึง มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
“สภามหาวิทยาลัย” หมายถึง สภามหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
“สภาวิชาการ” หมายถึง สภาวิชาการมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
มาตรา ๔ ให้รัฐมนตรีว่าการทบวงมหาวิทยาลัยรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
หมวด ๑ บททั่วไป.
มาตรา ๕ ให้จัดตั้งมหาวิทยาลัยขึ้นมหาวิทยาลัยหนึ่ง เรียกว่า “มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช” เป็นสถาบันการศึกษาแบบไม่มีชั้นเรียนของตนเอง มีวัตถุประสงค์ให้การศึกษาและส่งเสริมวิชาการและวิชาชีพชั้นสูง ทําการวิจัย ให้บริการทางวิชาการแก่สังคม และทะนุบํารุงวัฒนธรรม
ให้มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชเป็นนิติบุคคล มีฐานะเป็นกรมสังกัดทบวงมหาวิทยาลัย
มาตรา ๖ การให้การศึกษาของมหาวิทยาลัย จะต้องใช้ระบบสื่อการสอนทางไปรษณีย์ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์หรือวิธีการอย่างอื่นที่ผู้ศึกษาสามารถเรียนได้ด้วยตนเอง โดยไม่ต้องมาเข้าชั้นเรียนตามปกติ
คุณสมบัติของผู้มีสิทธิเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยและการรับเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยให้เป็นไปตามข้อบังคับที่สภามหาวิทยาลัยกําหนดโดยไม่ต้องสอบคัดเลือก
มาตรา ๗ การให้การศึกษาของมหาวิทยาลัยให้แบ่งเป็นสาขาวิชา
การจัดตั้ง ยุบรวม และเลิกสาขาวิชาให้ทําเป็นประกาศทบวงมหาวิทยาลัย โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา
มาตรา ๘ มหาวิทยาลัยอาจมีส่วนราชการ ดังนี้
(๑) สํานักงานอธิการบดี
(๒) สถาบันเพื่อการวิจัย และสํานักเพื่อส่งเสริมการศึกษาหรือเพื่อบริการทาง
สํานักงานอธิการบดี อาจแบ่งส่วนราชการเป็น กอง และแผนก หรือส่วนราชการวิชาการที่เรียกชื่ออย่างอื่น
สถาบันและสํานักอาจแบ่งส่วนราชการเป็นศูนย์ ฝ่าย และสํานักงานเลขานุการ
ศูนย์ ฝ่าย และสํานักงานเลขานุการ อาจแบ่งส่วนราชการเป็นแผนกหรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่น
มาตรา ๙ การจัดตั้ง ยุบรวม และเลิก สํานักงานอธิการบดี สถาบันและสํานัก
ตามมาตรา ๘ ให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา
การแบ่งส่วนราชการเป็นศูนย์ ฝ่าย สํานักงานเลขานุการ กอง และแผนก หรือ
ส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นให้ทําเป็นประกาศทบวงมหาวิทยาลัยโดยประกาศในราชกิจจา
นุเบกษา
มาตรา ๑๐ ภายใต้วัตถุประสงค์ตามมาตรา ๕ มหาวิทยาลัยจะรับสถาบันวิชาการชั้นสูงอื่นเข้าสมทบในมหาวิทยาลัยก็ได้ และมีอํานาจให้ปริญญา ประกาศนียบัตรชั้นสูง อนุปริญญา
หรือประกาศนียบัตรชั้นใดชั้นหนึ่งแก่ผู้สําเร็จการศึกษาจากสถาบันวิชาการชั้นสูง นั้น ๆ ได้
การรับสถาบันวิชาการชั้นสูง เข้าสมทบในมหาวิทยาลัย ให้ทําเป็นประกาศทบวงมหาวิทยาลัย โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา
การควบคุมสถาบันวิชาการชั้นสูงซึ่งเข้าสมทบในมหาวิทยาลัย ให้เป็นไปตามข้อบังคับที่สภามหาวิทยาลัยกําหนด
มาตรา ๑๑ นอกจากเงินที่กําหนดไว้ในงบประมาณแผ่นดินมหาวิทยาลัยอาจมีรายได้ ดังนี้
(๑) เงินผลประโยชน์ และค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัย
(๒) ทรัพย์สินซึ่งมีผู้ให้แก่มหาวิทยาลัย
รายได้ของมหาวิทยาลัยไม่เป็นรายได้ที่ต้องนําส่งกระทรวงการคลังตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ
มาตรา ๑๒ บรรดาทรัพย์สินของมหาวิทยาลัยจะต้องจัดการเพื่อประโยชน์และตามวัตถุประสงค์ของมหาวิทยาลัย
หมวด ๒ การดําเนินงาน.
มาตรา ๑๓ ให้มีสภามหาวิทยาลัย ประกอบด้วยนายกสภามหาวิทยาลัย ซึ่งจะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้ง ปลัดทบวงมหาวิทยาลัยหรือผู้แทน อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์หรือผู้แทน อธิบดีกรมไปรษณีย์โทรเลขหรือผู้แทน ผู้อํานวยการองค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทยหรือผู้แทน ผู้ว่าการการสื่อสารแห่งประเทศไทยหรือผู้แทน และอธิการบดีซึ่งเป็นกรรมการโดยตําแหน่งกรรมการสภาวิชาการซึ่งสภาวิชาการเลือกจํานวนหนึ่งคน กับกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งจะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้ง มีจํานวนไม่น้อยกว่าสี่คนแต่ไม่เกินเก้าคน
ให้สภามหาวิทยาลัยเลือกกรรมการสภามหาวิทยาลัยคนหนึ่งเป็นอุปนายกสภามหาวิทยาลัย และให้อุปนายกสภามหาวิทยาลัยทําหน้าที่แทนนายกสภามหาวิทยาลัย เมื่อนายกสภามหาวิทยาลัยไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ หรือเมื่อไม่มีผู้ดํารงตําแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัย
ให้สภามหาวิทยาลัยแต่งตั้งรองอธิการบดีคนหนึ่ง เป็นเลขานุการสภามหาวิทยาลัยโดยคําแนะนําของอธิการบดี
มาตรา ๑๔ นายกสภามหาวิทยาลัย และกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ ดํารงตําแหน่งสองปี แต่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งใหม่อีกก็ได้
ในกรณีที่นายกสภามหาวิทยาลัย หรือกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิพ้นจากตําแหน่งก่อนวาระ และได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งผู้ดํารงตําแหน่งแทนแล้ว หรือในกรณีที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิเพิ่มขึ้นในระหว่างที่กรรมการซึ่งแต่งตั้งไว้แล้วยังมีวาระอยู่ในตําแหน่ง ให้ผู้ได้รับแต่งตั้งนั้นอยู่ในตําแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการสภามหาวิทยาลัยซึ่งได้แต่งตั้งไว้แล้ว
ในกรณีที่นายกสภามหาวิทยาลัยและกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิพ้นจากตําแหน่งตามวาระแต่ยังมิได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งนายกสภามหาวิทยาลัยและกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิใหม่ ให้นายกสภามหาวิทยาลัยและกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งพ้นจากตําแหน่งปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งนายกสภามหาวิทยาลัย และกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิใหม่
มาตรา ๑๕ สภามหาวิทยาลัยมีอํานาจหน้าที่ควบคุมดูแลกิจการทั่วไปของ
มหาวิทยาลัยและโดยเฉพาะมีอํานาจหน้าที่ดังนี้
(๑) วางนโยบายของมหาวิทยาลัยเกี่ยวกับการศึกษา การวิจัยการให้บริการทางวิชาการแก่สังคม และการทะนุบํารุงวัฒนธรรม ทั้งนี้ โดยให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของมหาวิทยาลัยและนโยบายของรัฐ
(๒) จัดวางระเบียบและข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
(๓) อนุมัติให้ปริญญา ประกาศนียบัตรชั้นสูง อนุปริญญา และประกาศนียบัตร
(๔) พิจารณาการจัดตั้ง ยุบ รวม และเลิก สํานักงานอธิการบดีสถาบัน สํานักและสาขาวิชา แล้วแต่กรณี
(๕) อนุมัติการรับสถาบันวิชาการชั้นสูงเข้าสมทบในมหาวิทยาลัย
(๖) พิจารณาการแต่งตั้งและถอดถอนอธิการบดีและศาสตราจารย์ประจํา
(๗) อนุมัติการแต่งตั้งและถอดถอนรองอธิการบดี ผู้อํานวยการสถาบัน ผู้อํานวยการสํานัก รองผู้อํานวยการสถาบัน รองผู้อํานวยการสํานัก รองศาสตราจารย์และผู้ช่วยศาสตราจารย์
(๘) จัดวางระเบียบเกี่ยวกับการเงินและทรัพย์สินของมหาวิทยาลัย
(๙) แต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อกระทําการใด ๆ ตามที่สภามหาวิทยาลัยมอบหมาย
(๑๐) หน้าที่อื่นเกี่ยวกับกิจการของมหาวิทยาลัยที่มิได้ระบุให้เป็นหน้าที่ของผู้ใดโดยเฉพาะ
มาตรา ๑๖ ให้มีสภาวิชาการ ประกอบด้วยอธิการบดีเป็นประธานสภาวิชาการ ประธานกรรมการประจําสาขาวิชา ผู้อํานวยการสถาบัน ผู้อํานวยการสํานัก และศาสตราจารย์ประจํา เป็นกรรมการโดยตําแหน่งกับผู้แทนคณาจารย์ประจําที่คณาจารย์เลือกจากคณาจารย์ประจําสาขาวิชา สาขาวิชาละหนึ่งคน เป็นกรรมการ
ให้สภาวิชาการแต่งตั้งรองอธิการบดีคนหนึ่งเป็นเลขานุการสภาวิชาการโดยคําแนะนําของอธิการบดี
มาตรา ๑๗ ผู้แทนคณาจารย์ประจําดํารงตําแหน่งสองปี แต่อาจได้รับเลือกให้ดํารงตําแหน่งใหม่อีกได้
ในกรณีที่ผู้แทนคณาจารย์ประจําพ้นจากตําแหน่งก่อนวาระ และได้มีการเลือกผู้ดํารงตําแหน่งแทนแล้ว ให้ผู้ได้รับเลือกอยู่ในตําแหน่งได้เพียงครบตามวาระของผู้ซึ่งตนแทน
มาตรา ๑๘ สภาวิชาการมีอํานาจหน้าที่ดังนี้
(๑) พิจารณากําหนดหลักสูตร การสอนและการวัดผลการศึกษา
(๒) เสนอการให้ปริญญา ประกาศนียบัตรชั้นสูง อนุปริญญาและประกาศนียบัตร
(๓) เสนอการจัดตั้ง ยุบรวม และเลิก สถาบัน สํานักและสาขาวิชา
(๔) พิจารณาการรับสถาบันวิชาการชั้นสูงเข้าสมทบในมหาวิทยาลัย
(๕) เสนอแนะการแต่งตั้งกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ
(๖) พิจารณาให้ความเห็นเกี่ยวกับการแต่งตั้งและถอดถอนศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ และผู้ช่วยศาสตราจารย์
(๗) จัดหาวิธีการอันจะยังการศึกษา การวิจัย และการบริการทางวิชาการของมหาวิทยาลัยให้เจริญยิ่งขึ้น
(๘) พิจารณาให้ความเห็นแก่สภามหาวิทยาลัยในเรื่องเกี่ยวกับวิชาการของมหาวิทยาลัย
(๙) แต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อกระทําการใด ๆ ตามที่สภาวิชาการมอบหมาย
มาตรา ๑๙ การประชุมของสภามหาวิทยาลัย การประชุมของสภาวิชาการ การประชุมของคณะกรรมการประจําสาขาวิชา ตลอดจนหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการเสนอการแต่งตั้ง หรือการเลือกกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ และกรรมการสภาวิชาการ ให้เป็นไปตามข้อบังคับที่สภามหาวิทยาลัยกําหนด
มาตรา ๒๐ ให้มีอธิการบดีคนหนึ่งเป็นผู้บังคับบัญชารับผิดชอบในการบริหารงานของมหาวิทยาลัย และจะมีรองอธิการบดีคนหนึ่งหรือหลายคนก็ได้เพื่อทําหน้าที่และรับผิดชอบตามที่อธิการบดีจะมอบหมาย
อธิการบดีนั้นจะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งโดยคําแนะนําของสภามหาวิทยาลัยจากผู้ซึ่งได้รับปริญญาชั้นใดชั้นหนึ่งจากมหาวิทยาลัย หรือได้รับปริญญาชั้นใดชั้นหนึ่ง หรือเทียบเท่าจากมหาวิทยาลัยอื่น หรือสถานศึกษาชั้นสูงอื่นที่สภามหาวิทยาลัยรับรอง
อธิการบดีดํารงตําแหน่งสี่ปี แต่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งใหม่อีกก็ได้ การถอดถอนอธิการบดีก่อนครบวาระ ต้องนําความกราบบังคมทูลเพื่อทรงถอดถอน
รองอธิการบดีต้องมีคุณสมบัติเช่นเดียวกับอธิการบดี และให้อธิการบดีเป็นผู้เสนอแต่งตั้งและถอดถอนรองอธิการบดีต่อสภามหาวิทยาลัย
รองอธิการบดีพ้นจากตําแหน่งพร้อมกับอธิการบดี
มาตรา ๒๑ ในกรณีที่อธิการบดีไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้รองอธิการบดีเป็นผู้รักษาการแทน ถ้ามีรองอธิการบดีหลายคนให้รองอธิการบดีที่อธิการบดีมอบหมายเป็นผู้รักษาการแทน ถ้าอธิการบดีไม่ได้มอบหมายให้รองอธิการบดีที่มีอาวุโสเป็นผู้รักษาการแทน
ในกรณีที่ไม่มีรองอธิการบดีหรือรองอธิการบดีไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้หรือในกรณีที่ตําแหน่งอธิการบดีว่างลง ให้นายกสภามหาวิทยาลัยแต่งตั้งกรรมการสภามหาวิทยาลัยคนใดคนหนึ่งเป็นผู้รักษาการแทนอธิการบดี
มาตรา ๒๒ ในสาขาวิชาหนึ่งให้มีคณะกรรมการประจําสาขาวิชาคณะหนึ่ง ประกอบด้วยประธานกรรมการคนหนึ่ง และกรรมการจํานวนไม่น้อยกว่าสามคนแต่ไม่เกินเจ็ดคน ซึ่งคณาจารย์ประจําในสาขาวิชานั้นเลือก
ให้คณะกรรมการประจําสาขาวิชาแต่งตั้งผู้ใดผู้หนึ่งเป็นเลขานุการ
ประธานกรรมการและกรรมการประจําสาขาวิชาดํารงตําแหน่งสี่ปีแต่อาจได้รับเลือกให้ดํารงตําแหน่งใหม่อีกได้
คณะกรรมการประจําสาขาวิชามีหน้าที่พิจารณาดําเนินงานด้านบริหารและวิชาการของสาขาวิชา และปฏิบัติหน้าที่อื่นที่สภามหาวิทยาลัยหรือสภาวิชาการมอบหมาย
มาตรา ๒๓ ในสถาบันหรือสํานักหนึ่ง ให้มีผู้อํานวยการสถาบันหรือผู้อํานวยการสํานักคนหนึ่ง เป็นผู้บังคับบัญชารับผิดชอบในกิจการของสถาบันหรือสํานัก และจะมีรองผู้อํานวยการสถาบันหรือรองผู้อํานวยการสํานักคนหนึ่งหรือหลายคนก็ได้เพื่อทําหน้าที่และรับผิดชอบตามที่ผู้อํานวยการสถาบันหรือผู้อํานวยการสํานักจะมอบหมาย
ผู้อํานวยการสถาบันหรือผู้อํานวยการสํานักนั้น สภามหาวิทยาลัยจะได้แต่งตั้งจากคณาจารย์หรือเจ้าหน้าที่อื่นของมหาวิทยาลัย และให้ดํารงตําแหน่งสี่ปี แต่อาจได้รับแต่งตั้งใหม่อีกได้
รองผู้อํานวยการสถาบันหรือรองผู้อํานวยการสํานักต้องมีคุณสมบัติเช่นเดียวกับผู้อํานวยการสถาบันหรือผู้อํานวยการสํานัก และให้อธิการบดีด้วยความเห็นชอบของผู้อํานวยการสถาบันหรือผู้อํานวยการสํานัก เป็นผู้เสนอแต่งตั้งและถอดถอนรองผู้อํานวยการสถาบันหรือรองผู้อํานวยการสํานักต่อสภามหาวิทยาลัย
ให้รองผู้อํานวยการสถาบันหรือรองผู้อํานวยการสํานักพ้นจากตําแหน่งพร้อมกับผู้อํานวยการสถาบันหรือผู้อํานวยการสํานัก
มาตรา ๒๔ หลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการเลือกประธานกรรมการประจําสาขาวิชาและกรรมการประจําสาขาวิชา ตลอดจนการดําเนินงานของคณะกรรมการประจําสาขาวิชาและการดําเนินงานของสถาบันหรือสํานัก ให้เป็นไปตามข้อบังคับที่สภามหาวิทยาลัยกําหนด
มาตรา ๒๕ คณาจารย์ในมหาวิทยาลัย มีดังนี้
(๑) ศาสตราจารย์ ซึ่งอาจเป็นศาสตราจารย์ประจําหรือศาสตราจารย์พิเศษ
(๒) รองศาสตราจารย์
(๓) ผู้ช่วยศาสตราจารย์
(๔) อาจารย์ ซึ่งอาจเป็นอาจารย์ประจําหรืออาจารย์พิเศษ
มาตรา ๒๖ คุณสมบัติและวิธีการแต่งตั้งศาสตราจารย์ประจํา รองศาสตราจารย์ และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัย
มาตรา ๒๗ ศาสตราจารย์พิเศษนั้นจะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งโดยคําเสนอแนะของสภามหาวิทยาลัย จากผู้ซึ่งมิได้เป็นคณาจารย์ประจําของมหาวิทยาลัย แต่ต้องมีคุณสมบัติทางวิชาการเช่นเดียวกับศาสตราจารย์ประจํา
มาตรา ๒๘ ให้ศาสตราจารย์ประจําซึ่งพ้นจากตําแหน่งไปโดยไม่มีความผิดเป็นศาสตราจารย์เกียรติคุณ
มาตรา ๒๙ อาจารย์ประจําต้องมีคุณวุฒิได้รับปริญญาชั้นใดชั้นหนึ่งหรือเทียบเท่าจากมหาวิทยาลัยหรือสถาบันอุดมศึกษาอื่นซึ่งสภามหาวิทยาลัยรับรอง หรือเป็นผู้มีความชํานาญในสาขาวิชาที่มีการสอนของมหาวิทยาลัย
อาจารย์พิเศษนั้นอธิการบดีจะแต่งตั้งขึ้นประจําปีการศึกษาโดยคําเสนอแนะของประธานกรรมการประจําสาขาวิชา จากบุคคลที่มีคุณวุฒิเช่นเดียวกับอาจารย์ประจําหรือมีความชํานาญในสาขาวิชาที่มีการสอนของมหาวิทยาลัย
หมวด ๓ ปริญญาและเครื่องหมายวิทยฐานะ.
มาตรา ๓๐ ปริญญามีสามชั้น คือ
ปริญญาเอก เรียกว่า ดุษฎีบัณฑิต ใช้อักษรย่อ ด.
ปริญญาโท เรียกว่า มหาบัณฑิต ใช้อักษรย่อ ม.
ปริญญาตรี เรียกว่า บัณฑิต ใช้อักษรย่อ บ.
มาตรา ๓๑ มหาวิทยาลัยมีอํานาจให้ปริญญาในสาขาวิชาที่มีการสอนของมหาวิทยาลัย
การกําหนดให้สาขาวิชาใดมีปริญญาชั้นใด และจะใช้อักษรย่อสําหรับสาขาวิชานั้นอย่างไรให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา
มาตรา ๓๒ สภามหาวิทยาลัยอาจออกข้อบังคับกําหนดให้ผู้สําเร็จการศึกษาชั้นปริญญา ได้รับปริญญาเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง หรือปริญญาเกียรตินิยมอับดับสองได้
มาตรา ๓๓ สภามหาวิทยาลัยอาจออกข้อบังคับกําหนดให้มีประกาศนียบัตรชั้นสูง อนุปริญญา หรือประกาศนียบัตรได้ดังนี้
(๑) ประกาศนียบัตรชั้นสูง ออกให้แก่ผู้สําเร็จการศึกษาในสาขาวิชาใดภายหลังที่ได้รับปริญญาแล้ว
(๒) อนุปริญญา ออกให้แก่ผู้สําเร็จการศึกษาตามหลักสูตรในสาขาวิชาที่ยังไม่ถึงขั้นปริญญาตรี
(๓) ประกาศนียบัตร ออกให้แก่ผู้สําเร็จการศึกษาเฉพาะวิชา
มาตรา ๓๔ มหาวิทยาลัยมีอํานาจให้ปริญญากิตติมศักดิ์แก่บุคคลซึ่งมหาวิทยาลัยเห็นว่าทรงคุณวุฒิสมควรแก่ปริญญานั้น ๆ
มาตรา ๓๕ มหาวิทยาลัยจะจัดให้มีครุยวิทยฐานะและเข็มวิทยฐานะเป็นเครื่องหมายแสดงวิทยฐานะของผู้ได้ปริญญา ประกาศนียบัตรชั้นสูง อนุปริญญาและประกาศนียบัตรก็ได้
การกําหนดลักษณะ ชนิด ประเภท และส่วนประกอบของครุยวิทยฐานะและเข็มวิทยฐานะให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา
ครุยวิทยฐานะและเข็มวิทยฐานะจะใช้ในโอกาสใด โดยมีเงื่อนไขอย่างใด ให้เป็นไปตามข้อบังคับที่สภามหาวิทยาลัยกําหนด
มาตรา ๓๖ สภามหาวิทยาลัยอาจออกข้อบังคับกําหนดให้มีเครื่องหมายนักศึกษาและกําหนดการใช้เครื่องหมายดังกล่าวได้ โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา
หมวด ๔ บทกําหนดโทษ.
มาตรา ๓๗ ผู้ใดใช้ครุยวิทยฐานะ เข็มวิทยฐานะ หรือเครื่องหมายนักศึกษาของมหาวิทยาลัย โดยไม่มีสิทธิที่จะใช้ หรือแสดงด้วยประการใด ๆ ว่าตนมีปริญญา ประกาศนียบัตรชั้นสูง อนุปริญญา หรือประกาศนียบัตรของมหาวิทยาลัย โดยที่ตนไม่มี ถ้าได้กระทําเพื่อให้บุคคลอื่นเชื่อว่าตนมีสิทธิที่จะใช้ หรือมีวิทยฐานะเช่นนั้น ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ
บทเฉพาะกาล.
มาตรา ๓๘ ในระหว่างที่ยังมิได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งนายกสภามหาวิทยาลัย และกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ ให้สภามหาวิทยาลัยประกอบด้วยรัฐมนตรีว่าการทบวงมหาวิทยาลัย เป็นนายกสภามหาวิทยาลัย ปลัดทบวงมหาวิทยาลัยหรือผู้แทน ผู้อํานวยการสํานักงบประมาณหรือผู้แทน เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติหรือผู้แทน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติหรือผู้แทน อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์หรือผู้แทน อธิบดีกรมไปรษณีย์โทรเลขหรือผู้แทน ผู้อํานวยการองค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทยหรือผู้แทน และผู้ว่าการการสื่อสารแห่งประเทศไทยหรือผู้แทน เป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัย และผู้อํานวยการกองแผนงาน สํานักงานปลัดทบวงมหาวิทยาลัย เป็นกรรมการและเลขานุการสภามหาวิทยาลัย
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
พลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์
นายกรัฐมนตรี
หมายเหตุ:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เพื่อสนองความต้องการของผู้ที่ประสงค์จะได้รับโอกาสในการศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาซึ่งมีจํานวนเพิ่มมากขึ้น เห็นควรส่งเสริมให้มีการศึกษาระบบเปิดโดยอาศัยสื่อการสอนทางไปรษณีย์ วิทยุกระจายเสียง และวิทยุโทรทัศน์ เพื่อให้ผู้เรียนศึกษาได้ด้วยตนเองและไม่จําเป็นต้องมาเข้าชั้นเรียนตามปกติ การศึกษาระบบเปิดจะช่วยให้ประชาชนได้มีโอกาสศึกษาระดับอุดมศึกษาได้อย่างกว้างขวาง เป็นการให้การศึกษาผู้ใหญ่แก่ผู้ที่ประกอบอาชีพอยู่แล้วให้ได้มีโอกาสเพิ่มพูนวิทยฐานะอันเป็นส่วนของการศึกษาตลอดชีวิต และเป็นการให้การศึกษาแก่ชนทุกชั้นเพื่อเพิ่มพูนความรู้ความสามารถ และพัฒนาคุณภาพของประชาชนโดยทั่วไป รวมทั้งเป็นการขยายโอกาสในการศึกษาต่อสําหรับผู้สําเร็จมัธยมศึกษาตอนปลาย ในการนี้เห็นสมควรจัดตั้งมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชขึ้น จึงจําเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ |
17519 | 11687 | https://th.wikisource.org/wiki?curid=17519 | ราชาธิราช (2432)/เล่ม 4 | ← ../เล่ม 3/
../
(พ.ศ. 2432)
เล่ม 4
../เล่ม 5/
— "เล่ม 4"2432
<pages index="Rachathirat 2432 (04).djvu" include="1"/>
#เปลี่ยนทาง
<pages index="Rachathirat 2432 (04).djvu" from="3" to="50"/>
#เปลี่ยนทาง
<pages index="Rachathirat 2432 (04).djvu" include="52"/> |
17534 | 11908 | https://th.wikisource.org/wiki?curid=17534 | ประกาศใช้กฎอัยยการศึกในท้องที่มณฑลกรุงเทพฯ กับมณฑลอยุธยา ลงวันที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๔๗๖ | <ns>10</ns>
<id>5557</id>
<revision>
<id>181945</id>
<parentid>152423</parentid>
<timestamp>2022-04-30T07:17:54Z</timestamp>
<contributor>
<username>Bebiezaza</username>
<id>6791</id>
</contributor>
<comment>หมวดหมู่ย้ายไปไว้ที่ doc</comment>
<origin>181945</origin>
<model>wikitext</model>
<format>text/x-wiki</format>
<br>ประกาศใช้กฎอัยยการศึก
<br>ในท้องที่มณฑลกรุงเทพฯ กับมณฑลอยุธยา<br><br>
_______________<br><br><br>
อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติกฎอัยยการศึก พุทธศักราช ๒๔๕๗ มาตรา ๔ ซึ่งมีความว่า เมื่อมีสงครามหรือจลาจลขึ้น ณ แห่งใด ให้ผู้บังคับบัญชาทหารที่นั้นซึ่งมีกำลังอยู่ใต้บังคับไม่น้อยกว่าหนึ่งกองพัน หรือเป็นผู้บังคับบัญชาในป้อมหรือที่มั่นอย่างใด ๆ ของทหาร มีอำนาจประกาศใช้กฎอัยยการศึกได้นั้น
บัดนี้ ได้เกิดมีการจลาจลขึ้นในท้องที่มณฑลกรุงเทพฯ กับมณฑลอยุธยา ซึ่งฝ่ายทหารมีความจำเป็นต้องใช้อำนาจและกำลังทหารเข้าทำการระงับปราบปรามเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย
เพราะฉะนั้น จึงให้ใช้กฎอัยยการศึกในท้องที่มณฑลกรุงเทพฯ กับมณฑลอยุธยา แต่วันที่ ๑๒ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๗๖ เวลา ๑๔:๑๕ นาฬิกาเป็นต้นไป
นายพันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา
ผู้บัญชาการทหารบก
ประกาศมา ณ วันที่ ๑๒ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๗๖
ตำบลดุสิต
จังหวัดพระนคร |
17544 | 11908 | https://th.wikisource.org/wiki?curid=17544 | ประกาศพระบรมราชโองการแก้ไขเพิ่มเติมการใช้กฎอัยการศึกในบางเขตพื้นที่ | ประกาศพระบรมราชโองการแก้ไขเพิ่มเติมการใช้กฎอัยการศึกในบางเขตพื้นที่ (พ.ศ. 2534)
โดย
ประกาศพระบรมราชโองการแก้ไขเพิ่มเติมการใช้กฎอัยการศึกในบางเขตพื้นที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช2534
<pages index="ประกาศเลิกใช้กฎอัยการศึก ๒๕๓๔.djvu" from="5" to="6"/> |
17546 | 4619 | https://th.wikisource.org/wiki?curid=17546 | ประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ 21 | ← 20
ประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ 21 (พ.ศ. 2534)
โดย
22
ประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ 21คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ2534
<pages index="ประกาศ รสช ๒๕๓๔.djvu" include="32"/> |
17565 | 4431 | https://th.wikisource.org/wiki?curid=17565 | ปัญญาสชาดก/ภาคที่ 19 | ← 18
../ ภาคที่ 19
(พ.ศ. 2471)
20
../ ภาคที่ 19
2471
<pages index="ปัญญาส (๑๙) - ๒๔๗๑.pdf" include="1"/>
#เปลี่ยนทาง
สารบัญ#เปลี่ยนทาง
ไม่ปรากฏผู้สร้างสรรค์
#เปลี่ยนทาง
<pages index="ปัญญาส (๑๙) - ๒๔๗๑.pdf" include="76"/> |
17595 | 1481 | https://th.wikisource.org/wiki?curid=17595 | พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. ๒๕๐๒ | _______________
ให้ไว้ ณ วันที่ ๒๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๐๒
เป็นปีที่ ๑๔ ในรัชกาลปัจจุบัน
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า
โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้ โดยคำแนะนำและยินยอมของสภาร่างรัฐธรรมนูญในฐานะรัฐสภา ดังต่อไปนี้
มาตรา ๑
พระราชบัญญัตินี้ เรียกว่า “พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. ๒๕๐๒”
มาตรา ๒
พระราชบัญญัตินี้ ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา ๓
ในพระราชบัญญัตินี้
“พนักงาน” หมายความว่า ประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ กรรมการ หรือบุคคลผู้ปฏิบัติงานในองค์การ บริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่น ซึ่งทุนทั้งหมดหรือทุนเกินกว่าร้อยละห้าสิบเป็นของรัฐ โดยได้รับเงินเดือนหรือประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นจากองค์การ บริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือหน่วยงานนั้น ๆ ทั้งนี้ นอกจากผู้เป็นเจ้าพนักงานอยู่แล้วตามกฎหมาย
มาตรา ๔
ผู้ใด เป็นพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือเป็นของผู้อื่น โดยทุจริต หรือโดยทุจริต ยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นเสีย ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสี่หมื่นบาท
มาตรา ๕
ผู้ใด เป็นพนักงาน ใช้อำนาจในหน้าที่โดยมิชอบ ข่มขืนใจ หรือจูงใจ เพื่อให้บุคคลใดมอบให้หรือหามาให้ซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนเองหรือผู้อื่น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสี่หมื่นบาท หรือประหารชีวิต
มาตรา ๖
ผู้ใด เป็นพนักงาน เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด สำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในหน้าที่ ไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสี่หมื่นบาท หรือประหารชีวิต
มาตรา ๗
ผู้ใด เป็นพนักงาน กระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในหน้าที่ โดยเห็นแก่ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดซึ่งตนได้เรียก รับ หรือยอมจะรับไว้ก่อนที่ตนได้รับแต่งตั้งเป็นพนักงานในหน้าที่นั้น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสี่หมื่นบาท
มาตรา ๘
ผู้ใด เป็นพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในหน้าที่โดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่องค์การ บริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสี่หมื่นบาท
มาตรา ๙
ผู้ใด เป็นพนักงาน มีหน้าที่จัดการหรือดูแลกิจการใด เข้ามีส่วนได้เสีย เพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่นเนื่องด้วยกิจการนั้น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองหมื่นบาท
มาตรา ๑๐
ผู้ใด เป็นพนักงาน มีหน้าที่จ่ายทรัพย์ จ่ายทรัพย์นั้นเกินกว่าที่ควรจ่าย เพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองหมื่นบาท
มาตรา ๑๑
ผู้ใด เป็นพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
จอมพล ส. ธนะรัชต์
นายกรัฐมนตรี
หมายเหตุ
เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่รัฐได้ลงทุนจัดตั้งองค์การและหน่วยงานอื่น และในบางกรณี ได้เข้าถือหุ้นในบริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล เพื่อประโยชน์ในทางเศรษฐกิจ ทุนที่ได้ลงไปหรือหุ้นที่รัฐได้ถือไว้นี้เป็นทรัพย์สินของชาติ และเนื่องด้วยองค์การ บริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล และหน่วยงานดังกล่าวไม่ต้องถูกผูกมัดให้ปฏิบัติตามระเบียบราชการโดยเคร่งครัด หากผู้ปฏิบัติงานไม่อยู่ในข่ายการควบคุมหรือถูกลงโทษอย่างหนัก เมื่อกระทำความผิดแล้ว อาจทำให้การดำเนินงานขององค์การ บริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล และหน่วยงานประสบความล้มเหลว และเกิดความเสียหายแก่รัฐอย่างร้ายแรง จึงสมควรมีกฎหมายกำหนดโทษสำหรับพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ |
17608 | 7930 | https://th.wikisource.org/wiki?curid=17608 | ลิลิตโองการแช่งน้ำ | ๑ โอมสิทธิสรวงศรีแกล้ว แผ้วมฤตยู เอางูเป็นแท่น แกว่นกลืนฟ้ากลืนดิน บินเอาครุฑมาขี่ สี่มือถือสังข์จักรคธาธรณี ภีรุอวตาร อสูรแลงลาญทัก ททัคนิจรนาย (แทงพระแสงศรปลัยวาต)
๒ โอมบรเมศวราย ผายผาหลวงอะคร้าว ท้าวเสด็จเหนือวัวเผือก เอาเงือกเกี้ยวข้าง อ้างทัดจันทร์เป็นปิ่น ทรงอินทรชฎา สามตาพระแพร่ง แกว่งเพชรกล้า ฆ่าพิฆนจัญไร (แทงพระแสงศรอัคนิวาต)
๓ โอมชัยชัยไขโสฬสพรหมญาณ บานเศียรเกล้า เจ้าคลี่บัวทอง ผยองเหนือขุนห่าน ท่านรังก่อดินก่อฟ้า หน้าจตุรทิศ ไทมิตรดา มหากฤตราไตร อมไตยโลเกศ จงตรีศักดิท่าน พิญาณปรมาธิเบศ ไทธเรศสุรสิทธิพ่อ เสวยพรหมาณฑ์ใช่น้อย ประถมบุญภารดิเรก บูรภพบรู้กี่ร้อย ก่อมา (แทงพระแสงศรพรหมาศ)
๒๙ ปล้ำเงี้ยวรอนราญรงค์ ผีดงผีหมื่นถ้ำ ล้ำหมื่นผา มาหนน้ำหนบก ตกนอกขอกฟ้าแมน แดนฟ้าตั้งฟ้าต่อ หล่อหลวงเต้า ทั้งเหง้าภูติพนัสบดี ศรีพรหมรักษ์ยักษ์กุมาร หลายบ้านหลายท่า ล้วนผีห่าผีเหว เร็วยิ่งลมบ้า หน้าเท่าแผง แรงไกยเอาขวัญ ครั้นมาถึงถับเสียงเยียชระแรงชระแรง แฝงข่าวยินเยียรชรรางชรราง รางชางจุบปาก เยียจะเจียวจะเจียว เขี้ยวสรคาน อานมลิ้น เยียละลายละลาย ตราบมีในฟ้าในดิน บินมาเยียพพลุ่ง จุ่งมาสูบเอา เขาผู้บซื่อ ชื่อใครใจคด ขบถเกียจกาย วายกระทู้ฟาดฟัด ควานแควนมัดศอก หอกดิ้นเด้าเท้าถก หลกเท้าให้ไปมิทันตาย หงายระงมระงม ยมบาลลากไป ไฟนรกปลาบปลิ้นดิ้นพลาง เขาวางเหนืออพิจี ผู้บดีบซื่อ ชื่อใครใจคด ขบถแก่เจ้า ผู้ผ่านเกล้าอยุธยา สมเด็จพระรามาธิบดี ศรีสินทรบรมมหาจักรพรรดิศร ราชาธิราช ท่านมีอำนาจมีบุญ คุณอเนกา อันอาศัยร่ม แลอาจข่มชัก หักกิ่งฆ่า อาจถอนด้วยฤทธานุภาพ บาปเบียนตน พันธุ์พวกพ้อง ญาติกามาไสร้ ไขว้ใจจอด ทอดใจรัก ชักเกลอสหาย ตนทั้งหลายมาเพื่อจำทำขบถ ทดโทรห แก่เจ้าตนไสร้ จงเทพยุดา ฝูงนี้ให้ตายในสามวัน อย่าให้ทันในสามเดือน อย่าให้เคลื่อนในสามปี อย่าให้มีสุขสวัสดีเมื่อใด อย่ากินเข้าเพื่อไฟจนตาย
๓๒ จรเข้ริบเสือฟัด หมีแรดถวัดแสนงขนาย หอกปืนปลายปักครอบ ใครต้องจอบจงตาย งูเงี้ยวพิษทั้งหลายลุ้มฟ้า ตายต่ำหน้ายังดิน นรินทร หยาบหลายหล้า ใครกวินซื่อแท้ผ่านฟ้า ป่าวอวยพร
๓๗ ขจายขจรอเนกบุญ สมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรบรมมหา จักรพรรดิศรราชเรื่อยหล้า สุขผ่านฟ้าเบิกสมบูรณ์พ่อสมบูรณ์ |
17635 | 1481 | https://th.wikisource.org/wiki?curid=17635 | ไตรภูมิพระร่วง/บานแพนก | แม่แบบผิดพลาด: มีการลบช่องที่ไม่ได้ใช้ออก โปรดเติมกลับเข้าไป (โปรดดู)
ไตรภูมิพระร่วง
บานแพนก<br>
คาถานมัสการ
ไตรภูมิพระร่วง
— "บานแพนก<br>"
บานแพนก
_______________
หนังสือไตรภูมิฉบับนี้ว่าเป็นของพระเจ้ากรุงศรีสัชนาลัยสุโขทัย ผู้ทรงพระนามว่า พระยาลิไท ได้แต่งขึ้นไว้เมื่อปีระกา ศักราชได้ ๒๓ ปี ต้นฉบับหอพระสมุดวชิรญาณได้มาจากเมืองเพชรบุรีเป็นหนังสือสิบผูก บอกไว้ข้างท้ายว่า พระมหาช่วย วัดปากน้ำ ชื่อวัดกลาง (คือ วัดกลาง เมืองสมุทรปราการ เดี๋ยวนี้) จารขึ้นไว้ในรัชกาลเจ้าเมืองกรุงธนบุรีเมื่อ ณ เดือนสี่ ปีจอ สัมฤทธิศก จุลศักราช ๑๑๔๐
เมื่ออ่านตรวจดู เห็นได้ว่า หนังสือเรื่องนี้เป็นหนังสือเก่ามาก มีศัพท์เก่า ๆ ที่ไม่เข้าใจ และที่เป็นศัพท์อันเคยพบแต่ในศิลาจารึกครั้งสุโขทัยหลายศัพท์ น่าเชื่อว่า หนังสือไตรภูมินี้ฉบับเดิมจะได้แต่งแต่ครั้งกรุงสุโขทัยจริง แต่คัดลอกสืบกันมาหลายชั้นหลายต่อจนวิปลาสคลาดเคลื่อน หรือบางทีจะได้มีผู้ดัดแปลงสำนวนและแทรกเติมข้อความเข้าเมื่อครั้งกรุงเก่าบ้าง ก็อาจจะเป็นได้ ถึงกระนั้น โวหารหนังสือเรื่องนี้ยังเห็นได้ว่าเก่ากว่าหนังสือเรื่องใด ๆ ในภาษาไทย นอกจากศิลาจารึกที่ได้เคยพบมา จึงนับว่าเป็นหนังสือเรื่องดีด้วยอายุประการหนึ่ง
ว่าถึงผู้แต่งหนังสือไตรภูมินี้ พระเจ้าแผ่นดินสยามที่ได้ครอบครองราชสมบัติครั้งกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี ตามที่สอบในศิลาจารึก ประกอบกับหนังสืออื่น ๆ ได้ความว่า มีหกพระองค์ คือ
๑. #เปลี่ยนทาง ขุนอินทราทิตย์ หนังสือตำนานพระสิหิงค์เรียกว่า พระเจ้าไสยณรงค์ หนังสือชินกาลมาลินี เรียกว่า โรจนราชา เสวยราชย์เมื่อใด อยู่ในราชสมบัติเท่าใด ไม่ปรากฏ
๒. #เปลี่ยนทาง ขุนบาลเมือง หนังสืออื่นเรียก ปาลราช เป็นราชบุตรของขุนอินทราทิตย์ ศักราชไม่ปรากฏเหมือนกัน
๓. #เปลี่ยนทาง ขุนรามคำแหง หนังสืออื่นเรียก รามราช เป็นราชบุตรขุนอินทราทิตย์ เสวยราชย์เมื่อไรไม่ปรากฏ แต่เมื่อจุลศักราช ๖๕๔ ขุนรามคำแหงครองราชย์สมบัติอยู่
๔. #เปลี่ยนทาง พระยาเลลิไท หรือ เลือไท หนังสืออื่นเรียก อุทโกสิตราชบ้าง อุทกชฺโฌตฺถตราช บ้าง ความหมายว่า พระยาจมน้ำ เห็นจะเป็นพระร่วงองค์ที่ว่าจมน้ำหายไปในแก่งหลวง เป็นราชบุตรขุนรามคำแหง ศักราชเท่าใดไม่ปรากฏ
๕. #เปลี่ยนทาง พระยาลิไท หรือ ฤไทยราช หรือ ฤๅไทยไชยเชฐ พระนามเต็มที่ถวายเมื่อราชาภิเษกว่า ศรีสุริยพระมหาธรรมราชาธิราช ซึ่งแต่งหนังสือไตรภูมินี้ เป็นราชบุตรพระยาเลลิไท หนังสืออื่นเรียก ลิไทยราช เมื่อจุลศักราช ๖๗๙ เสวยราชย์อยู่ สิ้นพระชมน์เมื่อจุลศักราช ๗๐๙
๖. #เปลี่ยนทาง พระเจ้าศรีสุริยพงษ์รามมาธรรมิกราชาธิราช นอกจากศิลาจารึก หนังสืออื่นไม่ได้กล่าวถึง เป็นราชบุตรพระยาลิไท เสวยราชย์เมื่อจุลศักราช ๗๐๙ อยู่จนเสียพระนครแก่สมเด็จพระบรมราชาธิราชกรุงศรีอยุธยาเมื่อจุลศักราช ๗๓๐
บรรดาพระเจ้ากรุงสุโขทัย ดูเหมือนจะปรากฏพระนามในนานาประเทศ แลข้าขัณฑสีมาเรียกว่า สมเด็จพระร่วงเจ้า ต่อ ๆ กันมาทุกพระองค์ ไม่เรียกแต่เฉพาะพระองค์หนึ่งพระองค์ใดใน ๖ พระองค์นี้ และมูลเหตุไม่น่าเชื่อว่าเกี่ยวแก่เรื่องนายร่วง นายคงเครา อะไรอย่างที่เพ้อในหนังสือพงศาวดารเหนือซึ่งคนภายหลังอธิบายเมื่อยังอ่านอักษรจารึกศิลาไม่ออก เพราะฉะนั้น เมื่อพิมพ์หนังสือนี้ จึงให้เรียกว่า ไตรภูมิพระร่วง จะได้เป็นคู่กับหนังสือ สุภาษิตพระร่วง ซึ่งคนภายหลังได้แต่งเป็นสำนวนใหม่เสียแล้ว
ในศิลาจารึกปรากฏว่า พระญาลิไทยอยู่ในราชสมบัติกว่าสามสิบปี และทรงเลื่อมใสในพระศาสนามาก อาจจะให้แต่งหนังสือเช่นเรื่องไตรภูมินี้ได้ด้วยประการทั้งปวง แต่ศักราชที่ลงไว้ในหนังสือว่า แต่งเมื่อปีระกา ศักราชได้ ๒๓ ปีนั้น จุลศักราช ๒๓ เป็นปีระกาจริง แต่เวลาช้านานก่อนรัชกาลพระยาลิไทมากนัก จะเป็นจุลศักราชไม่ได้ เดิมเข้าใจว่าจะเป็นพุทธศักราชหรือมหาศักราช แต่ถ้าหากผู้คัดลอกทีหลังจะตกตัวเลขหน้าหรือเลขหลังไปสองตัว ลองเติมลองสอบดูหลายสถาน ก็ไม่สามารถจะหันเข้าให้ตรง หรือแม้แต่เพียงจะให้ใกล้กับศักราชรัชกาลชองพระยาลิไทตามที่รู้ชัดแล้วในศิลาจารึกได้ ศักราช ๒๓ นี้จะเป็นศักราชอะไร ต้องทิ้งไว้ให้ท่านผู้อ่านสอบหาความจริงต่อไป
เรื่องไตรภูมิเป็นเรื่องที่นับถือกันแพร่หลายมาแต่โบราณ ถึงคิดขึ้นเป็นรูปภาพเขียนไว้ตามฝาผนังวัด และเขียนจำลองลงไว้ในสมุด มีมาแต่ครั้งกรุงเก่า ยังปรากฏอยู่จนทุกวันนี้ แต่ที่เป็นเรื่องหนังสือในครั้งกรุงเก่า จะมีฉบับอื่นนอกออกไปจากไตรภูมิพระร่วงฉบับนี้หรือไม่มี ไม่ทราบแน่ ด้วยยังไม่ได้พบหนังสือไตรภูมิครั้งกรุงเก่านอกจากที่เขียนเป็นรูปภาพไว้ในสมุด แต่ในกรุงรัตนโกสินทร์นี้ เมื่อปีเถาะ จุลศักราช ๑๑๔๕ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ได้ทรงพระกรุณาโปรดให้พระราชาคณะและราชบัณฑิตช่วยกันแต่งหนังสือไตรภูมิขึ้นจบหนึ่ง ต่อมาอีกสิบเก้าปี เมื่อปีจอ จุลศักราช ๑๑๖๔ ทรงพระราชดำริว่า หนังสือไตรภูมิที่ได้แต่งไว้แล้วคารมไม่เสมอกัน ทรงพระกรุณาโปรดให้พระยาธรรมปรีชาแต่งใหม่อีกครั้งหนึ่ง แต่ในบานแพนกพระราชดำริเรื่องแต่งหนังสือไตรภูมิทั้งสองฉบับนั้น ไม่ได้กล่าวให้ปรากฏว่ามีหนังสือไตรภูมิของพระยาลิไทเลย แม้เพียงแต่จะว่าไตรภูมิของเก่าเลอะเทอะวิปลาสจึงให้แต่งใหม่ก็ไม่มี ไตรภูมิฉบับซึ่งหอพระสมุดได้มาจากเมืองเพชรบุรีนี้ ก็เป็นหนังสือจารแต่ครั้งกรุงธนบุรี เห็นจะซุกซ่อนอยู่แห่งใดที่เมืองเพชรบุรี ในเวลานั้นไม่ปรากฏในกรุงเทพฯ จึงมิได้กล่าวถึงในบานแพนก โดยเข้าใจกันในครั้งนั้นว่า หนังสือไตรภูมิของเดิมจะเป็นฉบับพระยาลิไทนี้ก็ตาม หรือฉบับอื่นครั้งกรุงเก่าก็ตาม สาบสูญไปเสียแต่เมื่อครั้งเสียกรุงเก่า จึงโปรดให้แต่งขึ้นใหม่ อย่างไรก็ดี หนังสือไตรภูมิพระร่วงนี้เป็นหนังสือเก่าซึ่งมีต้นฉบับแต่ในหอพระสมุดวชิรญาณจบหนึ่ง กับมีผู้ได้จำลองไว้ที่เมืองเพชรบุรีอีกจบหนึ่ง สมควรจะพิมพ์ขึ้นจนไว้ให้แพร่หลายมั่นคงอย่าให้สาบสูญไปเสีย กรรมการหอพระสมุดวชิรญาณคิดเห็นดังนี้ เมื่อเจ้าภาพในงานพระศพพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประสานศรีใส พระองค์เจ้าประเพศรีสอาด มีความประสงค์จะพิมพ์หนังสือแจกในงานพระเมรุพระเจ้าบรมวงศ์เธอทั้งสองพระองค์นั้น มาขอความแนะนำ กรรมการจึงได้เลือกเรื่องไตรภูมิพระร่วงให้พิมพ์ ด้วยเห็นความสมควรมีอยู่เป็นหลายประการ คือ
เป็นหนังสือเก่า ยังไม่มีใครจะได้เคยพบเห็น ประการหนึ่ง
เป็นหนังสือหายาก ถ้าไม่พิมพ์ขึ้นไว้ จะสูญเสีย ประการหนึ่ง
เป็นหนังสือชนิดที่ไม่มีใครจะพิมพ์ขาย เพราะจะไม่มีใครซื้อ ควรพิมพ์ได้แต่ในการกุศล ประการหนึ่ง
ถ้าท่านผู้ใดอ่านหนังสือนี้เกิดความเบื่อหน่าย ขอจงได้คิดเห็นแก่ประโยชน์ที่ได้พรรณนามาแล้ว และอนุโมทนาเฉพาะต่อที่ความเจตนาจะรักษาสมบัติของภาษาไทยมิให้สาบสูญเสียนั้นเป็นข้อสำคัญ
หนังสือไตรภูมิพระร่วงนี้ ต้นฉบับเดิมเป็นอักษรขอม และมีวิปลาสมากดังกล่าวมาแล้ว ในการคัดเป็นหนังสือไทย นอกจากตัวอักษรแล้ว ไม่ได้แก้ไขถ้อยคำแห่งหนึ่งแห่งใดให้ผิดจากฉบับเดิมเลย แม้คาถานมัสการเอง ถ้าจะแปลเป็นภาษาไทย จะต้องแก้ไขของเดิมบ้าง จึงมิได้ให้แปล ทิ้งไว้ทั้งรู้ว่าบางแห่งผู้ลอกคัดเขียนผิดต่อ ๆ กันมาแต่ก่อน ขอให้ท่านผู้อ่านพิจารณาดูตามอัตโนมัติแห่งตน ๆ เทอญฯ
หอพระสมุดวชิรญาณ
วันที่ ๑ พฤษภาคม รัตนโกสินทรศก ๑๓๑ |
17636 | 5239 | https://th.wikisource.org/wiki?curid=17636 | ไตรภูมิพระร่วง/คาถานมัสการ | แม่แบบผิดพลาด: มีการลบช่องที่ไม่ได้ใช้ออก โปรดเติมกลับเข้าไป (โปรดดู)
←บานแพนก
ไตรภูมิพระร่วง
คาถานมัสการ<br>
บานแพนกเดิม
ไตรภูมิพระร่วง
— "คาถานมัสการ<br>"
เตภูมิกถา
_______________
คาถานมัสการ
_______________ |
17637 | 1481 | https://th.wikisource.org/wiki?curid=17637 | ไตรภูมิพระร่วง/บานแพนกเดิม | แม่แบบผิดพลาด: มีการลบช่องที่ไม่ได้ใช้ออก โปรดเติมกลับเข้าไป (โปรดดู)
←คาถานมัสการ
ไตรภูมิพระร่วง
บานแพนกเดิม<br>
(อารัมภบท)
ไตรภูมิพระร่วง
— "บานแพนกเดิม<br>"
บานแพนกเดิม
_______________
เนื้อความไตรภูมิกถานี้ มีในในกาลเมื่อใดไส้ และมีแต่ในปีระกาโพ้น เมื่อศักราชได้ ๒๓ ปี ปีระกา เดือน ๔ เพ็งวัน พฤหัสบดีวาร ผู้ใดหากสอดรู้บมิได้ไส้สิ้น เจ้าพระญาเลไทย ผู้เป็นลูกแห่งเจ้าพระญาเลลิไทย ผู้เสวยราชสมบัติในเมืองศรีสัชชนาไลยและสุกโขทัย และเจ้าพระญาเลเลิไทยนี้ ธ เป็นหลานเจ้าพระญารามราช ผู้เป็นสุริยวงศ์ และเจ้าพระยาเลไทยได้เสวยราชสมบัติในเมืองสัชชนาไลยยอยู่ใด ๖ เข้า จึงได้ไตรภูมิถา มุนใส่เพื่อใด ใส่เพื่อมีอัตถพระอภิธรรม และจะใคร่เทศนาแก่พระมารดาท่าน อนึ่ง จะใคร่จำเริญพระอภิธรรมโสด พระธรรมไตรภูมิกถานี้ ธ เอาออกมาแก่พระคัมภีร์ใดบ้าง เอามาแต่ในพระอัตถกถาพระจตุราคนั้นก็มีบ้างฯ ในอัตถกถาฎีกาพระอภิธรรมวดารก็มีบ้างฯ พระอภิธรรมสังคหก็มีบ้างฯ ในพระสุมังคลวิลาสินีก็มีบ้างฯ ในพระปปัญจสูทนีก็มีบ้างฯ ในพระสารัตถปกาสินีก็มีบ้างฯ ในพระมโนรถปุรณิก็มีบ้างฯ ในพระสิโนโรถปกาสินีก็มีบ้างฯ ในพระอัตถกถาฎีกาพระวิไนยก็มีบ้างฯ ในพระธรรมบทก็มีบ้างฯ ในพระธรรมมหากถาก็มีบ้างฯ ในพระมธุรัตถปรุณีวิลาสินีก็มีบ้างฯ ในพระธรรมชาดกก็มีบ้างฯ ในพระชินาลังการก็มีบ้างฯ ในพระสารัตถทีปนีก็มีบ้างฯ ในพระพุทธวงษ์ก็มีบ้างฯ ในพระสารสังคหก็มีบ้างฯ ในพระมิลินทปัญหาก็มีบ้างฯ ในพระปาเลยยกะก็มีบ้างฯ ในพระมหานิทานก็มีบ้างฯ ในพระอนาคตวงษ์ก็มีบ้างฯ ในพระจริยาปิฎกก็มีบ้างฯ ในพระโลกบัญญัติก็มีบ้างฯ ในพระมหากัลปก็มีบ้างฯ ในพระอรุณวัตติก็มีบ้างฯ ในพระสมันตปาสาทิกาก็มีบ้างฯ ในพระจักษณาภิธรรมก็มีบ้างฯ ในพระอนุฎีกาหิงสกรรมก็มีบ้างฯ ในพระสาริริกวินิจฉัยก็มีบ้างฯ ในพระโลกุปปัตติก็มีบ้างฯ และพระธรรมทั้งหลายนี้ เอาออกมาแลแห่งแลน้อยและเอามาผสมกัน จึงสมมุติชื่อว่า ไตรภูมิกถา แลฯ พระธรรมทั้งหลายนี้ เจ้าพระญาเลไทยอันเป็นกระษัตรพงษดังหรือละมาอาจผูกพระคัมภีร์ไตรภูมิกถานี้ได้ไส้ เพราะเหตุท่านนั้นทรงพระปิฎกไตรธรรม ธ ได้ฟังได้เรียนแต่สำนักนิ์พระสงฆ์เจ้าทั้งหลาย คือว่า มหาเถรมุนี ฟังเป็นอาทิครูมเรียน แต่พระอโนมทัสสิ และพระมหาเถรธรรมปาลเจ้าบ้างฯ พระมหาเถรสิทธัฏฐเจ้าบ้างฯ พระมหาเถรพงษะเจ้าบ้างฯ พระมหาเถรปัญญาญาณทันธสฯ เรียนแต่ราชบัณฑิตย์ผู้ ๑ ชื่อ อุปเสนราชบัณฑิตย์ ผู้ ๑ ชื่อ อทรายราชบัณฑิตย์ เรียนแต่ใกล้ด้วยสารพิไลยแต่พระมหาเถรพุทธโฆสาจารยในเมืองหริภุญไชยฯ ผู้ใดจักปรารถนาสวรรค์นิพพาน จงสดับนิ์ฟังไตรภูมิกถาด้วยทำนุกอำรุง อย่าได้ประมาทสักอัน ดังนี้ จึงจะได้พบพระศรีอาริยไมตรีเจ้า เมื่อจะลงมาตรัสแก่สัพพัญญุตญาณในโลกนี้แลฯ |
17645 | 11436 | https://th.wikisource.org/wiki?curid=17645 | กลอนเพลงยาวนิราศ เรื่องรบพม่าที่ท่าดินแดง | กลอนเพลงยาวนิราศ เรื่องรบพม่าที่ท่าดินแดง (พ.ศ. 2464)
โดย
กลอนเพลงยาวนิราศ เรื่องรบพม่าที่ท่าดินแดงพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช2464
<pages index="รบพม่าที่ท่าดินแดง - ทองด้วง - ๒๔๖๔.pdf" include="1"/>
#เปลี่ยนทาง
<pages index="รบพม่าที่ท่าดินแดง - ทองด้วง - ๒๔๖๔.pdf" include="2"/>
#เปลี่ยนทาง
<pages index="รบพม่าที่ท่าดินแดง - ทองด้วง - ๒๔๖๔.pdf" include="3"/>
#เปลี่ยนทาง
<pages index="รบพม่าที่ท่าดินแดง - ทองด้วง - ๒๔๖๔.pdf" from="4" to="9"/>
#เปลี่ยนทาง
<pages index="รบพม่าที่ท่าดินแดง - ทองด้วง - ๒๔๖๔.pdf" from="10" to="36"/> |
17649 | 11436 | https://th.wikisource.org/wiki?curid=17649 | พระราชบัญญัติลักษณะพยาน รัตนโกสินทรศก 113 | พระราชบัญญัติลักษณะพยาน รัตนโกสินทรศก 113 (2437)โดย
พระราชบัญญัติลักษณะพยาน รัตนโกสินทรศก 113พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว2437
มีฉบับต่าง ๆ ดังนี้ |
17659 | 11436 | https://th.wikisource.org/wiki?curid=17659 | กฎหมายไทยฯ/เล่ม 5/เรื่อง 18 | ← ../เรื่อง 17/
กฎหมายไทยฯ: เล่ม 5
(พ.ศ. 2438)
18. พระราชบัญญัติลักษณพยาน รัตนโกสินทรศก 113 (พ.ศ. 2437)
../เรื่อง 19/
กฎหมายไทยฯ: เล่ม 5
— "18. พระราชบัญญัติลักษณพยาน รัตนโกสินทรศก 113 (พ.ศ. 2437)"2438
<pages index="กม ร ๕ (๕) - ๒๔๓๘.pdf" from="151" to="225" fromsection="151-2"/>
#เปลี่ยนทาง
<pages index="กม ร ๕ (๕) - ๒๔๓๘.pdf" include="226"/>
#เปลี่ยนทาง
<pages index="กม ร ๕ (๕) - ๒๔๓๘.pdf" include="227"/>
#เปลี่ยนทาง
<pages index="กม ร ๕ (๕) - ๒๔๓๘.pdf" include="228"/> |
17753 | 11436 | https://th.wikisource.org/wiki?curid=17753 | เรื่องพระเขี้ยวแก้ว | <pages index="เขี้ยวแก้ว - จุลจอม - ๒๔๖๙.pdf" include="1"/>
#เปลี่ยนทาง
<pages index="เขี้ยวแก้ว - จุลจอม - ๒๔๖๙.pdf" include="2"/>
#เปลี่ยนทาง
<pages index="เขี้ยวแก้ว - จุลจอม - ๒๔๖๙.pdf" from="3" to="53"/> |
17805 | 4431 | https://th.wikisource.org/wiki?curid=17805 | พระมาลัยคำหลวง | "plainSister" class="noprint" style="display:inline-block; font-size:93%; line-height:normal; list-style-type:none; list-style-image:none; list-style-position:outside; border:1px solid #AAA; float:right; clear:right; margin:0.5ex 0.5ex 0.5ex 0.5ex; padding:0.0ex 0.0ex 0.0ex 0.0ex; background:#FFFFFF; background-color:#FFFFFF;"></ul>
= แม่แบบผิดพลาด: มีการลบช่องที่ไม่ได้ใช้ออก โปรดเติมกลับเข้าไป (โปรดดู)
พระมาลัยคำหลวง
พระมาลัยคำหลวง
#เปลี่ยนทาง
พระมาลัยคำหลวง
นิพนธ์
เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร • เจ้าฟ้ากุ้ง
_______________
พิมพ์เป็นที่ระลึกในงานฌาปนกิจศพ
คุณยายรอด จันทนะตระกูล
๒๒ เมษายน ๒๔๙๑
#เปลี่ยนทาง
ร้อยเอกสุจิต ศิกษมัต ได้มาแจ้งความจำนงต่อกรมศิลปากรว่า ในการปลงศพสนองคุณนางรอด จันทนะตระกูล ผู้เป็นยาย ณ เมรุวัดไตรมิตรวิทยาราม ในวันที่ ๒๒ เมษายน ๒๔๘๑ นี้ มีความประสงค์จะตีพิมพ์หนังสือแจกเป็นที่ระลึกสักเรื่องหนึ่ง และโดยเหตุที่ร้อยเอกสุจิต ศิกษมิต เป็นนักศึกษาทางวรรณคดี จึงแสดงความประสงค์จะขออนุญาตตีพิมพ์เรื่อง “พระมาลัยคำหลวง” โดยเหตุผลสามประการ คือ เรื่อง “พระมาลัยคำหลวง” นี้เป็นวรรณคดีเก่าสมัยกรุงศรีอยุธยา มีค่าควรแก่การเก็บรักษาไว้เป็นประโยชน์แก่บรรดานักศึกษาวรรณคดีไทย ประการหนึ่ง เรื่องพระมาลัยเป็นเรื่องที่เนื่องในพระพุทธศาสนา นับว่าเหมาะแก่นิสัยของผู้ล่วงลับไป ประการหนึ่ง และเคยถือกันเป็นประเพณีนิยมใช้สวดหน้าศพ อีกประการหนึ่ง กรมศิลปากรประจักษ์ในเจตนาของร้อยเอกสุจิต ศิกษมิต ดังกล่าวนี้ จึงยินดีอนุญาตให้พิมพ์เรื่อง “พระมาลัยคำหลวง” ได้ตามความประสงค์
“พระมาลัยคำหลวง” ที่ตีพิมพ์นี้ เข้าใจว่าเป็นนิพนธ์ของเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร เพราะปรากฏในต้นฉบับสมุดไทยตัวเขียนซึ่งมีอยู่ในหอสมุดแห่งชาติหลายฉบับจดไว้ว่า “พระมาลัยคำหลวง” และฉบับหนึ่งกล่าวเป็นคำโคลงไว้ว่า
และได้ความในบทสุดท้ายของ “พระมาลัยคำหลวง” นี้เองว่า
ดังนี้ เป็นหลักฐานพอจะยุติได้ว่า คงจะเป็นนิพนธ์ของเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร เพราะยังมีหนังสือ “นันโทปนันทสูตรคำหลวง” เรื่องหนึ่งซึ่งเป็นนิพนธ์ของเจ้าฟ้าธรรมธิเบศรเหมือนกัน ในนั้นอ้างศักราชไว้ว่า “พ.ศ. ๒๒๗๙” เป็นอันทรงนิพนธ์ไว้ก่อน “พระมาลัยคำหลวง” ผิดกันเพียงปีเดียวเท่านั้น และคงจะนิพนธ์ในเวลาที่ทรงผนวชหรือภายหลังบ้างเล็กร้อย เจ้าฟ้าธรรมธิเบศรที่ทรงนิพนธ์หนังสือเรื่องนี้มักเรียกกันเป็นสามัญตามพระนามเดิมว่า “เจ้าฟ้ากุ้ง” เป็นพระราชโอรสองค์ใหญ่ของพระเจ้าบรมโกศ ได้เป็นพระมหาอุปราชกรมพระราชวังบวร แต่ทิวงคตเสีย หาได้รับรัชทายาทไม่ ทรงเป็นกวีอย่างยอดเยี่ยมในครั้งกรุงศรีอยุธยาพระองค์หนึ่ง นิพนธ์ของเจ้าฟ้าธรรมธิเบศรที่ยังชอบร้องกันแพร่หลายต่อมาคือ “กาพย์เห่เรือ” นอกจากนี้ ยังมีหนังสือกาพย์กลอนที่ทรงนิพนธ์ไว้ คือ “กาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง” และ “กาพย์ห่อโคลงนิราศพระบาท” ซึ่งหอพระสมุดได้พิมพ์รวมเป็นเล่มเดียว ให้ชื่อว่า “ประชุมกาพย์เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร” เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๘ นั้นแล้ว ในโอกาสที่ร้อยเอกสุจิต ศิกษมัต ได้จัดตีพิมพ์เรื่อง “พระมาลัยคำหลวง” ซึ่งเป็นนิพนธ์ของเจ้าฟ้าธรรมธิเบศรอีกเรื่องหนึ่งให้แพร่หลาย ก็เท่ากับรักษาวรรณคดีของไทยเราครั้งสมัยกรุงศรีอยุธยาซึ่งมีอยู่น้อยฉบับและหาได้ยากไว้อีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งนักศึกษาย่อมจะยินดีอนุโมทนา
ว่าโดยเฉพาะเรื่องพระมาลัย ตามที่รู้จักกันแพร่หลายก็คือ “พระมาลัยกลอนสวด” พระมาลัยนั้นในตำนานกล่าวว่าเป็นพระอรหันตเถระองค์สุดท้าย ว่าเกิดที่โรหณชนบท ในเกาะลังกา ในเรื่องว่ามีอิทธิฤทธิ์ไปโปรดสัตว์ถึงในนรก และเหาะเหินเดินอากาศขึ้นไปบนสวรรค์ ได้พบกับพระศรีอาริยเมตไตรยซึ่งจะมาตรัสเป็นพระพุทธเจ้าในภายหน้า ดังมีเรื่องอยู่ในคัมภีร์ชื่อว่า “มาลัยสูตร” ซึ่งเป็นคัมภีร์อยู่นอกนิบาต ไม่ได้รวมอยู่ในคัมภีร์พระไตรปิฎก พิจารณาดูเค้าเรื่อง ค่อนไปข้างคติมหายาน เพราะทางมหายานมีพระโพธิสัตว์องค์หนึ่งชื่อ พระกษิติครรภ เสด็จไปโปรดสัตว์ในนรกเสมอ จนถึงในพิธีกงเต๊กก็จะขาดรูปพระกษิติครรภไปหาได้ไม่ และโดยเหตุที่พระกษิติครรภมีลักษณะคล้ายกับพระมาลัย ต่างกันแต่องค์หนึ่งเป็นพระโพธิสัตว์ อีกองค์หนึ่งเป็นพระอรหันต์เท่านั้น ในอานัมนิกายจึงขนานนามพระกษิติครรภ “พระมาลัย” นอกนี้ ที่ใน “มาลัยสูตร” กล่าวถึงพระศรีอาริยเมตไตรยก็มีเค้าไปข้างคติมหายาน ซึ่งนิยมอยู่ในเรื่องพระโพธิสัตว์ จนมหายานให้ชื่อว่า “โพธิสัตวยาน” ผิด...
#เปลี่ยนทาง
#เปลี่ยนทาง
คุณยายรอด จันทนะตระกูล ถึงแก่กรรมเมื่อวันพุธที่ ๑๔ มกราคม ๒๔๙๑ เวลาประมาณ ๒๒ นาฬิกา ไม่มีใครทราบเวลาที่ท่านสิ้นลมโดยแน่นอน ไม่มีลูกหลานคนใดได้เห็นใจท่าน เพราะท่านนอนหลับแล้วสิ้นลมไปด้วยความสงบ อายุของท่านล่วงเข้าแปดสิบปี
คุณยายเป็นเด็กเกิดในบ้านพระยาศรีสุนทรโวหาร (ฟัก สาลักษณ์) ท่านเคยเล่าให้ลูกหลานฟังว่า บิดามารดาของท่านมีลูกหญิงไม่ได้ เป็นต้องตายเสียแต่ยังเยาว์หมด ฉะนั้น เมื่อท่านเกิด จึงให้ท่านไว้ผมแกละเพื่อจะให้ผีเกลียด และตั้งชื่อท่านว่า “รอด” เพื่อจะให้ท่านมีชีวิตรอดอยู่ได้ตลอดรอดฝั่ง ไม่ตายเสียตั้งแต่เด็กเหมือนอย่างพี่ ๆ
ในครั้งนั้น มีเด็กรุ่นคุณยายอีกหลายคนเกิดและอาศัยอยู่ในบ้านพระยาศรีสุนทรโวหาร (ฟัก สาลักษณ์) เพราะท่านเจ้าของบ้านเป็นผู้ตั้งอยู่ในเมตตาจิต โอบเอื้ออุปถัมภ์ผู้พึ่งใบบุญโดยทั่วหน้า ทั้งบ้านที่อยู่ก็เป็นย่าน ใหญ่ มีบริเวณกว้างขวาง เด็ก ๆ รุ่นคุณยายอยู่ในความปกครองของท่านผู้ใหญ่ท่านหนึ่งชื่อ คุณเอม คุณยายเล่าว่า คุณยายมีวาสนาที่คุณเอกรักมากกว่าเพื่อน ข้าวของเงินทองอันใด ถ้าคุณเอมจะแบ่งให้เด็กรุ่นนั้นทีไร คุณยายเป็นต้องได้มากกว่าเพื่อน
การที่ได้เกิดและอยู่มาในบ้านพระยาศรีสุนทรโวหาร (ฟัก สาลักษณ์) นี้ นับว่าเป็นโชคของคุณยายที่จะได้ตั้งตนต่อมาโดยแท้ เพราะบ้านนั้นเป็นบ้านของปราชญ์ เป็นเหตุให้คุณยายได้พลอยประสบพบเห็นสิ่งแวดล้อมชีวิตที่ดีงามมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย ได้พบเห็นและเกลือกกลั้วอยู่กับขนบธรรมเนียมและจารีตประเพณีที่ดีงามของไทยมานาน คุณยายได้ใกล้ชิดสนิทสนมกับลูกหลานในเครือตระกูลของพระยาศรีสุนทรโวหาร (ฟัก สาลักษณ์) หลายท่าน เช่น พระยาศรีภูริปรีชา (กมล สาลักษณ์) ผู้เป็นบุตรพระยาศรีสุนทรโวหาร, คุณหญิงเพ็ง ภริยาพระยาศรีภูริปรีชา, พระยาคชนันทน์นิพัทธพงศ์ น้องของคุณหญิงพึ่ง, พระยาศรีสุนทรโวหาร (ผัน สาลักษณ์) และท่านผู้หญิงถวิล ธรรมศักดิ์มนตรี ซึ่งเป็นบุตรธิดาของพระยาศรีภูริปรีชาอันเกิดแต่คุณหญิงพึ่ง, คุณหญิงชื่น วรฤทธิ์ฦๅชัย เป็นต้น สิ่งแวดล้อมชีวิตดังกล่าวนี้เองได้สร้างสมเป็นนิสัยประจำตัวคุณยาย เป็นที่ประจักษ์แก่ลูกหลานในชั้นหลัง ๆ ว่า คุณยายเป็นผู้กว้างขวาง มีความเข้าใจในการสมาคมในยุคของท่านอย่างชำนิชำนาญ มีความจัดเจนต่อขนบประเพณีไทย และมั่นคงในพระบวรพุทธศาสนาเป็นอย่างดีเลิศ เป็นผู้มีนิสัยใจคอหนักแน่น เที่ยงธรรม มีเหตุผล รอบคอบ มีน้ำใจกว้างขวางโอบเอื้ออารีเผื่อแผ่ไปทั่ว มีความเฉลียวฉลาด เข้าสมาคมกับคนได้ทุกชั้น ด้วยเหตุนี้เอง เมื่อคุณยายได้สมรสกับขุนสุภาทิพ (คุณตาโหมด จันทนะตระกูล) ผู้เป็นทนายความชั้นครูในยุคของท่านนั้น คุณยายจึงเป็นคู่สร้างที่คอยเสริมประโยชน์ให้แก่ทุกด้านทุกทาง ก่อร่างสร้างตัวกันมาจนเป็นฝั่งฝา เป็นที่รู้จักรักใคร่ในบรรดาเจ้านายและข้าราชการยุคนั้นเป็นอย่างดี
เมื่อสิ้นบุญคุณตา คุณยายก็ได้ใช้ความสามารถของท่านปกครองทรัพย์สมบัติ บ้านเรือน และลูกหลานให้ได้รับความสุขสืบต่อมา และได้รักษาน้ำใจอันกว้างขวางโอบอ้อมอารีไว้เสมอไม่เสื่อมคลาย ขณะใดมีงานมงคลหรืองานศพในรั้ววังบ้านเรือนใดที่คุณยายสนิทชิดเชื้อ คุณยายมักจะได้รับเชิญให้เป็นแม่งานทางด้านการต้อนรับเลี้ยงดูแขกเหรื่ออยู่เสมอ แม้จนการทำบุญสุนทานในวัดวาอาราม คุณยายก็มักจะได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ดำเนินงาน คุณยายเป็นผู้ใฝ่ใจมั่นคงในพระบวรพุทธศาสนาอยู่แล้ว เมื่อมีการทำบุญในวัดคราวไร เป้นต้องลงทุนลงแรงอย่างไม่คิดถึงความเหนื่อยยาก ในชีวิตของคุณยายได้เป็นเจ้าภาพงานบวชนาค ทอดกฐิน ทอดผ้าป่าหลายครั้ง ได้รับเป็นเจ้าของกัณฑ์เทศน์มหาชาติหลายสิบครั้ง ได้จัดสร้างและบูรณะถาวรวัตถุ เช่น หอไตร กุฏิพระ ไว้ในอารามต่าง ๆ หลายแห่งด้วยกัน ยิ่งในบั้นปลายชีวิตของท่านแล้ว คุณยายยิ่งใช้ชีวิตใกล้ชิดกับวัดมากที่สุด เคยไปจำศีลภาวนาอยู่ตามวัดครั้งหนึ่ง ๆ ร่วมสิบกว่าวัน ในวันสุดท้ายก่อนที่คุณยายจะล้มเจ็บ ดูเหมือนจะเป็นวันออกพรรษา คุณยายก็ไปอยู่ที่วัดรักษาอุโบสถศีล พอตกเย็น รู้สึกไม่สบาย ฝืนกำลังกายไม่ไหวแล้ว จึงได้กลับบ้าน นับแต่วันนั้น คุณยายก็ล้มเจ็บและลุกไม่ขึ้นเรื่อยมาจนถึงวันมรณะ
เพราะเหตุที่คุณยายเป็นผู้มีความรอบคอบในการเป็นแม่บ้านและแม่งานดังกล่าวแล้ว แทนที่ผู้รู้จักมักคุ้นคุณยายจะเรียกชื่อคุณยายว่า “รอด” ตามชื่อที่แท้จริง กลับมากันเรียกเป็น “รอบ” ไปหมด ท่านผู้ใหญ่ท่านหนึ่งเคยปรารภถึงคุณยายว่า “ช่างรอบคอบสมชื่อเสียจริง ๆ”
คุณยายเป็นผู้มีเมตตาคุณอย่างประเสริฐ เป็นเมตตาคุณที่บริสุทธิ์ผุดผ่องจากน้ำจิตทีเดียว ที่กล่าวนี้มิใช่จะยกยอ เป็นความจริงที่บรรดาท่านที่มีน้ำใจสูงสะอาดได้เห็นพ้องและยกย่องทั่วกันแล้ว เมตตาคุณอันนี้ได้ผูกจิตใจลูกหลานและผู้ที่ได้ใกล้ชิดคุณยายไว้อย่างกระชับมั่น ท่านได้ให้ความอุปการะช่วยเหลือลูกหลานและผู้พึ่งพาอาศัยท่านด้วยเมตตาจิตอันแท้จริง นอกจากจะอำนวยความสุขสบายในการพักพิงแล้ว ยังคอยปลอบทุกข์ปลอบสุจปลุกใจให้มีมานะสร้างคุณงามความดีให้เป็นศรีแก่ตนอีกด้วย พูดได้ว่า ใครมีทุกข์ ถ้าได้อยู่ใกล้คุณยาย ทุกข์นั้นจะบรรเทา ใครหมดกำลังใจ ก็จะก่อเกิดพลังใจขึ้นใหม่ คุณยายมีวิธีพูดปลอบประโลมด้วยเหตุและผลที่น่าฟัง มีตัวอย่างดี ๆ มาสอนใจ ชวนให้คนเชื่อถือ และช่วยให้เกิดความสบายใจได้เป็นอย่างดียิ่ง คุณยายพยายามนำอุทาหรณ์ต่าง ๆ มาสั่งสอนลูกหลานอยู่เสมอ ให้เป็นคนมีสัตย์ธรรม ให้เป็นสุภาพชน ไม่เอาเปรียบใคร ให้ตั้งอยู่ในความกตัญญูกตเวที ให้มีความรักชาติบ้านเมือง ทุกคนที่รู้จักคุณยายจะเห็นแปลกทุกคนที่แม้คุณยายจะชราล่วงปูนเจ็ดสิบกว่าในตอนนั้นแล้ว ทั้งยังเป็นสตรีเพศอีกด้วย แต่กำลังของคุณยายเข้มแข็ง มั่นคงด้วยเหตุและผล มีความคิดทันสมัยอยู่เสมอ ในสมัยที่รัฐบาลไทยปลุกใจคนให้สร้างชาติสร้างวัฒนธรรม คุณยายเข้าใจและสนับสนุนเรื่องนี้เป็นอย่างดีที่สุด ได้ปฏิบัติตนส่งเสริมนโยบายนั้น และได้สั่งสอนลูกหลานให้เข้าใจและปฏิบัติตามโดยเต็มที่ คุณยายมักจะนำขนบธรรมเนียมประเพณีเก่า ๆ ของไทยมาเล่าให้ลูกหลานฟัง และสามารถจดจำบทกลอนในวรรณคดีไทยเก่า ๆ มาเล่าเป็นอุทาหรณ์ประกอบได้อย่างสนุกสนาน คุณยายชอบให้เด็กอ่านหนังสือวรรณคดีให้ฟังมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว หนังสืออย่างรามเกียรติ์ ขุนช้างขุนแผน พระอภัยมณี สามก๊ก และเรื่องพงศาวดารจีนเกือบทุกเรื่อง ท่านฟังเสียจนจดจำได้ขึ้นใจ นำมาเล่าให้ลูกหลานฟังได้อย่างคล่องแคล่วแม่นยำ รู้สึกว่า คุณยายค่อนข้างจะมีนิสัยชอบในทางวรรณคดีอยู่มาก เมื่อยี่สิบกว่าปีมาแล้ว ท่านเคยตั้งความปรารถนาจะฝากฟังหลานชายซึ่งมีอายุได้ประมาณสักห้าถึงหกขวบให้เป็นศิษย์ของพระยาศรีสุนทรโวหาร (ผัน สาลักษณ์) แต่ต่อจากนั้นเพียงเล็กน้อย พระยาศรีสุนทรโวหาร (ผัน สาลักษณ์) มาถึงแก่กรรมลงกะทันหัน คุณยายทราบข่าวนี้ในตอนเช้าตื่นนอน รู้สึกว่า ท่านมีความเสียใจจนเห็นได้ชัด
เนื่องด้วยคุณงามความดีของคุณยายดังกล่าวมาตลอดนี้ ประกอบด้วยกุศลเจตนาที่คุณยายมีต่อบุคคลทุกคน เมื่อคุณยายล่วงลับไป ทั้ง ๆ ที่ล้มเจ็บมาแรมปีถึงอายุขัยแล้ว บรรดาญาติและมิตรโดยทั่วไปก็ยากที่จะหักห้ามความเศร้าโศกเสียดายลงได้ คุณยายล้มเจ็บเป็นโรคหัวใจมาแต่เดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๔๘๖ มาถึงแก่กรรมในเดือนมกราคม พ.ศ. ๒๔๙๑ รวมเวลาที่ล้มเจ็บตราบจนกระทั่งถึงแก่กรรมเป็นเวลาได้ห้าปี ระหว่างเวลาที่ล้มเจ็บได้อยู่ในความประคับประคองของลูกหลานและนายแพทย์เป็นอย่างดีตลอดมา
ในการปลงศพสนองคุณคุณยายครั้งนี้ บรรดาท่านที่ได้ประจักษ์ในคุณงามความดีของคุณยาย ตลอดจนมิตรสหายของลูกหลาน ได้พร้อมใจกันช่วยเหลือในงานเป็นอย่างดียิ่ง นับแต่วันตั้งศพที่บ้าน ซึ่งจะละเว้นความขอบคุณเสียมิได้ โดยเฉพาะหนังสือเรื่อง “พระมาลัยคำหลวง” ที่ตีพิมพ์แจกเป็นที่ระลึกเล่มนี้ ก็ได้รับความกรุณาจากท่านที่เคารพและมิตรสหายของลูกหลายคุณยายหลายท่าน ดังเช่น ท่านอาจารย์พระยาอนุมานราชธน อธิบดีกรมศิลปากร ได้เมตตาคัดตอน ข้อความเกี่ยวกับเรื่องพระมาลัยซึ่งท่านได้เขียนไว้ในเรื่อง “เมืองสวรรค์” อันเป็นนิพนธ์เรื่องใหม่ของท่านส่งมาตีพิมพ์ประกอบ ช่วยให้หนังสือ “พระมาลัยคำหลวง” เล่มนี้ดีงามสมบูรณ์ขึ้นอีก ท่านอาจารย์พระพรหมพิจิตร อาจารย์เอกในวิชาหัตถศิลป์ กรมศิลปากร ได้กรุณาออกแบบและเขียนตัวหนังสือหน้าปกให้อย่างประณีตงดงาม คุณเหม เวชกร ซึ่งเป็นเสมือนหลานแท้ของคุณยาย ได้กรุณาเขียนภาพวิจิตรประกอบเรื่อง และรับทำแม่พิมพ์ทั้งภาพปกภาพแทรกให้โดยตลอด คุณอุดมและคุณประหยัด ชาตบุตร กรุณาให้ความช่วยเหลือเป็นหลักในการตีพิมพ์หนังสือนี้ คุณประยูร หอมวิไล เจ้าของโรงพิมพ์ไทยพานิชสาขา ได้กรุณาช่วยตีพิมพ์ภาพแทรกให้อย่างประณีต คุณสด กูรมะโรหิต และคุณนิยม โรหิตเสถียร ได้กรุณาจัดหากระดาษสำหรับทำปกและภาพแทรกส่งมาช่วย ส่วนกระดาษทองสำหรับใช้ทำปกบางเล่มก็ได้รับความเมตตาจากคุณชลอ รังควร ช่วยจัดหาให้ พระคุณของทุกท่านที่ได้เกื้อกูลตลอดมา ทั้งที่เอ่ยนามไว้ในที่นี้ หรือที่มิได้เอ่ยก็ตาม ล้วนเป็นพระคุณที่บริสุทธิ์สะอาด ยังความปลาบปลื้มปีติให้บังเกิดแก่ลูกหลานคุณยายยากที่จะเปรียบได้
#เปลี่ยนทาง
๑ นโม อันว่ากฤษฏาญชวลิตวา มม แห่งข้าผู้ภักดี อตฺถุ ขอจงมีเนืองนิตย์ ตสฺส นาถสฺส แก่บพิตรอิศวรารัตน์ อันสรณัศแห่งตรีโลก อันข้ามโอฆอมรนิกรนรสบสัตว์ ภควโต ผู้ธรงศีลศรีสวัสดิ์ ชยัสดุมงคล สุวิมลวิบุลย์ อดุลยาวิเศษ อรหโต ผู้ตัดเกลศเย็นสมุจเฉทปหาน ผลาญกำสงสารให้หัก เผด็จกงจักสงสารให้ทำลาย าณาสินา ด้วยมารญาณหมายบั้นอุดม์ ดุจเล็งอาวุธ ฟันฟาด ดุจอสนีบาตผลาดผลาญ จำราญให้ขาดคายเด็จ สมฺมาสมฺพุทธสฺส พระสรรเพ็ชญ์ก็ตรัส ดำรัสไญยธรรมแท้ถ่อง โดยทำนองพุทธกิจ มิได้วิปริตนิจผล ดำกลเป็นแก่นสาร โดยอาการอันควร ล้วนทั้งมวลทุกประการ สมุปฺปจิตสมฺภารนิพฺพตฺตสยมฺภูาณน ด้วยสยัมภูญาณอันเลิศ ยังเกิดแต่โพธิสมภารวิสุทธิ์ อันพระพุทธได้ส่ำสม แต่บรมนายกาจารย์ เมืองมานได้สี่อสงไขย กำไรยิ่งแสนมหากัลป์ ทุกอันสรรพ์ได้บำเพ็ญ ถึงเบ็ญจมหาบริจาค อันยากที่ผู้จะทำได้ เธอก็ให้ด้วยง่าย จับจ่ายทรัพย์ด้วยงาม บเข็ดขามความประภาษ องอาจฤไทยเสล... สละ บอาทระแก่ชีวิต เธอปลิดปลงส่งเป็นทาน สำเร็จการจึ่งตรัสเสร็จ เป็นพระสรรเพ็ชญ์มุนี สูรโมลีปิ่นเกล้า เจ้าจอมโลกนี้แล
๔ ขอถวายนมัสประนม เรณูบรมบทรัตน์ ด้วยทัศนขสโมธาน อลงการอภิวาท บรมนารถบพิตร วิชิตมารภิมต อลงกฎวิสุทธ์ พระจอมมกุฏมหัศจรรย์ อมรนรสรรพ์สูรพรหม บังคมบทบรรเจิด ประเสริฐสวัสดิมหิศโร โลเกษเชษฐไตรพิธ โมลิศจุธามณี ศรีสรรเพชดาญาณ สุคตปภาธมฺมํ อันว่านมัสการสุเบญจางค์ ด้วยอุตมางคศิโรเพศ โอนวรเกษวิสุทธ์ นบพระนวโลกุตรธรรม คืออำมฤตาโมทย์ หลั่งจากโอษฐ์ทิพยรศ พระศรีสุคตสมโพธิ คัมภิโรชสุขุมอรรถ อันนำสัตว์จากสงสารโลก สู่บทโมกข์เกษมศุข นฤทุกข์แท้บมีเทวษ นฤเภทแท้บมีไภย ไกลอริราชศัตรู อันกล่าวคืออกุศล ประทุษฐกลทุรยศ สํฆญฺจ นตฺวา ข้าขอประณตบงกชมาลย์ แห่งพระอัษฎารยาวิเศษ อันนฤเกลศผัด แผ้ว นฤราคแร้วราคี ข้าก็สดุดีพุทโธรส สงฆสมมตสามรรถ ธรงพระจัตุปาริวิสุทธิ์ อุตมทฤษฎีเพท เป็นเกษตรเขตต์กุศล อันนรชนชื่นบาน ถวายซึ่งทานทักษิณา ให้ลุอิจฉาสัมฤทธิ์ ประสทธิ์สมบัติไตรพิธ ประนิตด้วยวรทาน อันอุตมานยิ่งไซร้ คิดสิ่งใดจึ่งได้ เสร็จซึ่งนฤพาน
๕ สพฺพสุภมํคล อันว่าสรรพสวัสดิ์ แห่งพระรัตนไตรย จงมีในเศียรข้า จงศรัทธาทุกเมื่อ ด้วยเพื่อข้ากระทำนมัสการ โอนโมลีธารเทรอดเกษ ต่อพระเดชพระไตรรัตน์ ด้วยสักกัจจเคารพ นบอภิวันท์อคร้าว ข้าจะขอกล่าวตามพระบาลี ในคัมภีร์พระมาลัย ตามอัชฌาศรัยอัตโนมัติ ให้โสมนัสศรัทธา แก่นรนราสรพสัตว์ วิจิตรอรรถโดยไสมย อันจำเริญในมนัส ขอสรรพสวัสดิ์จงมี แก่ข้านี้ไซร้
๗อติเต ถิร ติรตนปทิฏฺานภูเต ลงฺกาทีปสงฺขาเทํ ตามฺพปณฺณียทีเป
๘ กษณนั้นดั่งจะฦาเลื่อง แต่บั้นเบื้องกาลไกล พระรัตนไตรยประดิษฐา ในลังกาทีปดามพ์ โรหนคามบริเวณ ปากโฏ มาลยเทวกฺเถโร นาม มีพระมหาเถระหนึ่งไซร้ ชลาไศรยแห่งหั้น ในบ้านนั้นส้องเสพ มาลัยเทพนามา มีศรัทธาประสิทธิ์ ท่านธรงฤทธิ์ประเสริฐ ปรีชาเลิศสามรรถ สุขุมอรรถสัจจา สิ้นราคาทิกิเลศ ศีลวิเศษสันโดษ ปองประโยชน์จะโปรดสัตว์ ธรงอรหัตต์อดุล ธรงคุณคัมภีรัตน์ ปรากฏสรัทการา ในศาสนามุนิวรณ์ ดั่งจันทร... จรัส ปรัศว์พื้นคัคณา ยถาปิ โมคฺคลฺลาโน จ ดุจพระโมคคัลลาน์ล้นเลิศ ประเสริฐเมตตาจิตต์ เสด็จด้วยฤทธิสามรรถ ไปโปรดสัตว์นรกานต์ แล้วเห็จทยานทางสวรรค์ โปรดอมรรสรรพเทเวศร ด้วยธรรเมศประเสริฐ การุญเลิศลบสมัย เทวตฺเโร ชิโต ตถา ส่วนพระมาลัยเรืองฤทธิ์ ฤๅผิดเพียงพิมพ์เดียว ธโทนเที่ยวทรรเห็จ ครั้งหนึ่งเสด็จคลาไคล ยังต่ำใต้นรกานต์ หวังประทานความสวัสดิ์ จงจัดให้สูรัง ครั้นสัตว์สั่งความอนาถ มาถึงญาติพงศ์พันธุ์ ให้ธรงธรรม์ธรับรอง ธปองมาแจ้งทุกสิ่ง หฤทัยยิ่งการุญญา ธพิจารณาฝูงสัตว์ ทนทุกข์สหัสสาหส กำสรดแสนสุดเทวศ ด้วยอาเภทผลกรรม ทำมาเองฤๅหยุด พหูคุโณ นรกานํ เทวนาญฺจ พหูคุโณ ธธรงคุณสุดสรวงสวรรค์ ทั้งนิริยันยมโลก หวังดับโศกโศกา ครั้งหน่งจราหรรเห็จ ลัดมือเด็ดเดียวผล นรกายลบทันนาน ด้วยกฤทธิญาณจำเรอญ ก็พัญเออญภูลสิงหาศน์ ปทุมมาศเท่ากงจักร พระองค์อรรคเสด็จนั่ง เป็นบัลลังก์ไพจิตร ธก็ทำฤทธิ์มหัศจรรย์ เย็นฝนสวรรค์เซงซู่ ดับเพลิงวู่วอดกาย ทำลายโลหกุมภี เป็นธุลีม้วยหมด แม่น้ำกรดแสบร้อน แห้งขอดข้อนเหือดหาย ภูเขาเพลิงกลายดับดาษ ไม้งิ้วขาดหนามขจัด
สรรพสัตว์นิรยา ดับทุกขาเกษมสานต์ วันทนาการกราบเกล้า พระเจ้ามาแต่ใด จึ่งมาให้ศุขแก่ข้า พระเถราพจนาท เรามาแต่ชาติมนุสสา ฝูงนรกาฟังข่าว อันธกล่าวเปรมปรีดิ์ จึ่งทูลคดีพระเป็นเจ้า จงโปรดเกล้าลัดตา บอกฐานาที่อยู่ ขอพระผู้เป็นเจ้า จงบอกเล่าแก่ญาติ แห่งข้าบาทอันมี ในบุรีชื่อนั้น ในบ้านอันชื่อนี้ ชนบทมีชื่อไกล บอกนามในบิตุเรศ อยู่ประเทศที่นั้น นามพงศ์พันธุ์นานา บุตรธิดาสามี มาตุภคินีพี่ชาย ให้ทั้งหลายเร่งทำ กุศลกรรมส่งมา ให้บูชาพระพุทธ ธรรเมศอุดมเลิศ สงฆ์ประเสริฐศีลาจารย์ แล้วให้ทานยาจก ทักษิโณทกส่งมา แก่ฝูงข้าทุกทน จึ่งจะพ้นจากทุกขา
พระเถราฟังสาร รับพจมานทุกอัน ธเหาะหรรษ์ด้วยฤทธิรุด เถโร อาคนฺตวา ธคืนยังมนุษย์สถาน นำอาการพิบัติ มีแก่สัตว์นรกานต์ โดยวิตถารธแถลง กล่าวสำแดงแก่ชน ทั่วสากลมาฟัง เธอบอกตามสั่งฝูงญาติ ให้ชนชาติเร่งทำ กุศลกรรมบหึง อุทิศถึงพงศ์พันธุ์ จงฉับพลันอย่าช้า เขาจะพ้นทุกขาดูรดล
ครั้นฝูงชนได้ยินพระศาสน์ ว่าฝูงญาติทุกข์พิบัติ ก็โทมนัสร่ำไร ได้ฟังไภยในนรก ก็ตื่นตระหนกประพรั่น อภิวันทน์พระไตรสรณา ทำทานาทิกุศล บำเพ็ญผลบุญญา แล้วพงศาจึ่งอุทิศ กุศลอิฏฐ์ส่งให้ ขอจงได้แก่เผ่าพันธุ์ พ้นจากสรรพทุกขา ด้วยเดชาเราแผ่ผล กุศลทักษฺโณทุก ครั้นตกเมธนีธาร ฝ่ายนรกานต์ปรีดา อนุโมทนาส่วนกุศล บัดสิ้นสกนธ์ชนมชาติ ด้วยเดชอาตม์อนุโมทน์ กุศลโสดอุบัติ ในทิพยรัตนพิมาน อันอลังการภิรมย์ สมบัติอุดมโอฬาร ไทธรงญานเสด็จถึง ยังไตรตรึงส์บนาน เห็นพัสถานเทเวศ อันพิเศษโดยอิษฏิ์ ด้วยกุศลฤทธิ์ส่งให้ อานุภาพในพระไตรรัตน์ ด้วย... ศรัทธา พระเถราทฤษฎี แล้วก็จรลีบนาน มากล่าวสารแสดงให้ ชนแจ้งใจทุกอัน ดุจเห็นสวรรค์แก่ตา ชนศรัทธาสามารถ ในพระศาสน์สรรเพ็ชญ์ เร่งสำเร็จกุศลบุญ อันเพิ่มพูนบประมาท อุททิศถึงญาติเนืองนิตย์ จงจิตต์ใฝ่ในทาน ทุกทั่วสถานแหล่งไหล้ พร... ได้ฟังพจน์ไท้ ท่านแจ้งทุกอัน
#เปลี่ยนทาง
#เปลี่ยนทาง
#เปลี่ยนทาง
#เปลี่ยนทาง |
17828 | 4431 | https://th.wikisource.org/wiki?curid=17828 | ประวัติสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศเมื่อก่อนเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน | ประวัติสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศเมื่อก่อนเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน (พ.ศ. 2472)
โดย
ประวัติสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศเมื่อก่อนเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ2472
<pages index="ประวัติฯ ศรีสุริยวงศฯ - ดำรง - ๒๔๗๒.pdf" include="1" />
#เปลี่ยนทาง
<pages index="ประวัติฯ ศรีสุริยวงศฯ - ดำรง - ๒๔๗๒.pdf" include="2" />
#เปลี่ยนทาง
<pages index="ประวัติฯ ศรีสุริยวงศฯ - ดำรง - ๒๔๗๒.pdf" include="3" />
#เปลี่ยนทาง
<pages index="ประวัติฯ ศรีสุริยวงศฯ - ดำรง - ๒๔๗๒.pdf" include="4" />
#เปลี่ยนทาง
<pages index="ประวัติฯ ศรีสุริยวงศฯ - ดำรง - ๒๔๗๒.pdf" include="5" />
#เปลี่ยนทาง
<pages index="ประวัติฯ ศรีสุริยวงศฯ - ดำรง - ๒๔๗๒.pdf" include="6" />
#เปลี่ยนทาง
<pages index="ประวัติฯ ศรีสุริยวงศฯ - ดำรง - ๒๔๗๒.pdf" include="7" />
#เปลี่ยนทาง
<pages index="ประวัติฯ ศรีสุริยวงศฯ - ดำรง - ๒๔๗๒.pdf" include="9" />
#เปลี่ยนทาง
<pages index="ประวัติฯ ศรีสุริยวงศฯ - ดำรง - ๒๔๗๒.pdf" include="8,10-42" />
#เปลี่ยนทาง
<pages index="ประวัติฯ ศรีสุริยวงศฯ - ดำรง - ๒๔๗๒.pdf" include="43" /> |
17836 | 8810 | https://th.wikisource.org/wiki?curid=17836 | โคลงสี่สุภาพรายพระนามพระราชโอรสและพระราชธิดา ในรัชกาลที่ 4 | พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชนิพนธ์โคลงสี่สุภาพ รายพระนามพระราชโอรส และ พระราชธิดา ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ไว้ดังนี้ |
17841 | 1481 | https://th.wikisource.org/wiki?curid=17841 | โคลงภาพจิตรกรรมฝาผนังเรื่องรามเกียรติ์ ที่พระระเบียงวัดพระศรีรัตนศาสดาราม | วายุบุตรปิยหน้า กบินหมาย เหมือนนอ
กายเกษเพธเบญกาย มาตุนั้น
สมเยศอสุรผัดผาย เกียรติ์เกริก ไกรแฮ
อุปราชไอยกากั้น ศึกกั้งลงกา ฯ
กรมหมื่นพิชิตปรีชากร
(ตัวสะกดตามต้นฉบับเดิม)
โคลงภาพจิตรกรรมฝาผนังเรื่องรามเกียรติ์ ที่พระระเบียงวัดพระศรีรัตนศาสดาราม
ห้องที่ 130...ท้าวจักรวรรดิอุปภิเษกไพนาสุริยวงศ์ เปลี่ยนนามเป็นทศพิณครองลงกา
อสุรผัดลาชนนีเพื่อตามบิดา
แผ่นที่ 519 – พระพหลพลพยุหเสนา
3627 ฝ่ายทศพิณผู้ปิ่น...ภพลง กาเฮย
-- สาศนศรทรง...ท่านไท้
ประนมหัดถ์ทูลองค์...อสุเรศร์
ขอพระเดชปกไว้...กราบท้าวมลายชนม์ ฯ
3628 ปางจักรวรรดิราพร้าย...ใจหาญ
เสรจมอบภพสฤงฆาร...เฃตรด้าว
ปรีเปรมกระมลบาน...บรมศุข สุดแฮ
การเสรจสมเดจท้าว...ยักษเข้าไพชยนต์ ฯ
3629 พิเภกติดตรุกรึ้ง...กรากครัน
เลยล่วสิบห้าวัน...โศกเศร้า
หลงเลี้ยงลูกอาธรรม์...ทรยศ
-- รอบรู้ล้นเกล้า...บคุ้มไภยเบียน ฯ
3630 ใครจักนำข่าวนี้...สนองสาร พระฤๅ
ราบจักเสดจราญ...รุกร้า
อ้างเหล่าอรินทรพาล...ปทุษฐแก่ กูเอย
คิดยิ่งหวาดหวั่นว้า...เหว่แล้วกำสรวญ ฯ
3631 อสุรผัดกลัดกลุ้ม...โศกศัลย ถึงแฮ
ไอยกาต้องทัณฑ์...ทุกข์แท้
จักหาทศพิณพัน...ธุผ่าน ภพนา
รับโทษไอยกาแก้...หลุดพ้นพันธนา ฯ
3632 เฉียวฉุดหมุนมุ่งเข้า...พโรงคัล
ปั้นปึ่งไม่อภิวันท์...ราพร้าย
จักรวรรดิตรัสถามพลัน...ถึงเพศ พงษเฮย
--รูปยักษภักตรย้าย...กบี่แท้ดลฉงน ฯ
3633 ทศพิณทูลแจ้งเผ่า...อสุรผัด
ท้าวสี่ภักตรเคืองขัด...โกรธล้น
จักฆ่าเดกชัด...ชนติ ฉินเฮย
ไสเกษออกไปพ้น...จากท้องพโรงเรว ฯ
แผ่นที่ 520 – พระพหลพลพยุหเสนา
3634 อสุรผัดขัดแค้น...เคืองคิด
ใคร่ต่อกรรอนฤทธิ...ราพร้าย
เกรงไภยจักตามติด...ไอยะ กาแฮ
จนจิตรจำใจผ้าย...จากท้องโรงคัล ฯ
3635 ทูลไอยกีกับทั้ง...มาตุรงค์
ถามไถ่ถึงนามพงษ...ชนกไท้
ชนนีบอกนามตรง...หาวรวิ จันทร์นา
สองทัดว่างดให้...ราพลี้จึ่งจร ฯ
3636 จักรวรรดิจักกลับด้าว...แดนนิวัต เวียงเฮย
สั่งสุพิณสรรจัด...ทัพไว้
เสนีรับสั่งตรัส...เตรียมทุก หมู่นา
เทียบรถกับเกยได้...เสรจแล้วทูลสนอง ฯ
3637 พระสดับเสด็จเข้า...สรงชล
สรรพเสร็จทรงเครื่องรณ...ยุทธพร้อม
เสดจยังพระโรงยล...มาตยเกลื่อน แหนนา
โอรสมณโฑน้อม...ประนตท้าวพนาสูร ฯ
3638 จักรวรรดิตรัสสั่งเอื้อ...อรไทย
โอรสยังเยาว์ไป...รอบรู้
ลงกาภพมไห...สวรรยมอบ แม่นา
เฉินฉุกจงใช้ผู้...หนึ่งให้ถึงเรา ฯ
3639 สั่งเสร็จเสด็จยาตรเยื้อง...กรายกร
ทรงรถเทียมไกรสร...ด่วนเต้า
เดินพลบ่แรมรอน...รุดเร่ง ไปเอย
ดลเฃตรมลิวันเข้า...อยุดยั้งไพชยนต์ ฯ
3640 หลานพระพายเผ่าร้อน...รุมอุรา
เมื่อจักรวรรรดิ์คลา...คลาศแล้ว
ได้เหตุแห่งบิดา...โดยเลอียด แล้วเฮย
ลาพระไอยกีแคล้ว...คลาศคล้อยลอยโพยม ฯ
แผ่นที่ 521 – พระพหลพลพยุหเสนา
3641 ลุเนินมรกฎแก้ว...บรรพต
ถามพิศไพยดาบศ...บอกแจ้ง
พบชนกทรงพรต...เพศมนุษย แหนงแฮ
นักสิทธิซึ่งเศรกแสร้ง...ตอบถ้อยทวนถาม ฯ
3642 อสุรผัดเผยพจนข้อ...สำคัญ
ชนกเพศพานรพรรณ...เผือกแผ้ว
กุณฑลเพชรโลมทันต์...รัตนครบ ถ้วนนา
หาวเด่นดาวเดือนแพร้ว...รพิศพร้อมพรูตาม ฯ
3643 หณุมานฟังเล่าแล้ว...สรวลสันต
แปรเพศเนสวาพรรณ...เผือกกล้า
แเปดหัดถ์สี่ภักตรผัน...ผายเหาะ หาวแฮ
ดาวตวันจันทรจ้า...แจ่มพื้นอัมพร ฯ
3644 บุตรกระบี่รี่เข้า...กราบบาท พ่อเอย
แจ้งกิจบิตุราช...ร่ำไห้
ทศพิณพี่เลี้ยงอาจ...พาพวก มาแฮ
รบจับไอยกาได้...ส่งเข้าตรุขัง ฯ
3645 หณุมานดาลเดือดแค้น...ทศพิณ
ปลอบลูกอย่าถวิล...โศกเศร้า
จักพาสู่ภูมินทร์...ทูลเหตุ พระนา
อีกสุครีพปู่เจ้า...จักได้ดับเข็ญ ฯ
3646 ขุนกบินทรพาบุตรขึ้น...อัมพร
ลุขีดขินนคร...รีบเข้า
สู่บุตรพระทินกร...ทูลประจักษ แจ้งแฮ
สุครีพสั่งให้เฝ้า...บาทเบื้องหริวงษ ฯ
3647 ไวยวงษองค์เอกเจ้า...ขีดขิน
สั่งเหล่าลิงโยธิน...แยกย้าย
ข่าวศึกบอกกระบินทร์...ทุกนัค เรศนา
ให้รีบยกพลผ้าย...ประนตไท้ภุชพล ฯ
แผ่นที่ 522 – พระพหลพลพยุหเสนา
3648 ราตรีจักรกฤษณเข้า...ที่ผธม ฝันเอย
ว่าเมฆกลบสุริยกลม...กลัดไว้
เทพชูมณีชม...ฉายสว่าง ถวายนา
แขวะทลักล่ามไส้...ตวัดเบื้องบาดาล ฯ
3649 อุไทยไขแข่งเร้า...รังษี
ตัดผธมสรงวารี...รีบเต้า
ออกมาตยหมู่มนตรี...เคียมคั่ง เฝ้าเฮย
ตรัสสุบินตามเค้า...สุดสิ้นแก่โหร ฯ
3650 ปโรหิตพินิจแจ้ง...พยากร ทูลเฮย
ว่าจักเสียนคร...เฃตรไท้
มีชายชาติพานร...นำบุตร ถวายนา
เฃตรใหม่เติมเดิมไท้...กลับด้วยบารมี ฯ
3651 ฟังทายพระแจ่มแจ้ง...ประจักษชัด
ตลึงนึงบได้ตรัส...ตรึซ้ำ
พานเรศทั่วทุกรัฐ...เยศเลื่อง ฤๅนา
แต่พิเภกปลกปล้ำ...เดชเปลื้องเชิงณรงค์ ฯ
3652 บุตรพายุพักร้อน...แรมวัน หนึ่งนา
พอรุ่งพาบุตรผัน...นบน้า
ลาเสร็จพ่อลูกหัน...เหาะมุ่ง กรุงเฮย
ดลอยุทธย์บ่ช้า...สู่เฝ้าอวตาร ฯ
3653 โองการตรัสทักท้าว...ความหลัง
ท่านหลีกสร้างพรตยัง...ป่ากว้าง
เยียใดท่านจึงผัง...ละพรต มานา
เด็กนี้บุตรใดรอ้าง...ออกเชื้อนามวงษ ฯ
3654 เด็กนี้บุตรข้าบาท...บุตรเบญ กายนา
นำข่าวลงกาเข็ญ...บอกข้า
ข้าจึงเลิกบำเพ็ญ...พรตรีบ มาเอย
ชวนบุตรผู้หาญกล้า...นบเบื้องบาทบงษุ ฯ |
17865 | 7113 | https://th.wikisource.org/wiki?curid=17865 | ไกรทอง (วัดเกาะ) | "plainSister" class="noprint" style="display:inline-block; font-size:93%; line-height:normal; list-style-type:none; list-style-image:none; list-style-position:outside; border:1px solid #AAA; float:right; clear:right; margin:0.5ex 0.5ex 0.5ex 0.5ex; padding:0.0ex 0.0ex 0.0ex 0.0ex; background:#FFFFFF; background-color:#FFFFFF;"></ul>
= แม่แบบผิดพลาด: มีการลบช่องที่ไม่ได้ใช้ออก โปรดเติมกลับเข้าไป (โปรดดู)
ไกรทอง บุษย์
ไกรทองบุษย์
#เปลี่ยนทาง
#เปลี่ยนทาง
#เปลี่ยนทาง
#เปลี่ยนทาง
#เปลี่ยนทาง |
17887 | 4431 | https://th.wikisource.org/wiki?curid=17887 | เรื่องพระราชลัญจกรและตราประจำตัวประจำตำแหน่ง | เรื่องพระราชลัญจกรและตราประจำตัวประจำตำแหน่ง (พ.ศ. 2493)
โดย
เรื่องพระราชลัญจกรและตราประจำตัวประจำตำแหน่งพระยาอนุมานราชธน (ยง เสฐียรโกเศศ)2493
<pages index="Phra Ratcha Lanchakon 2493.djvu" include="1"/>
#เปลี่ยนทาง
<pages index="Phra Ratcha Lanchakon 2493.djvu" from="6" to="9"/>
#เปลี่ยนทาง
<pages index="Phra Ratcha Lanchakon 2493.djvu" include="10"/>
#เปลี่ยนทาง
<pages index="Phra Ratcha Lanchakon 2493.djvu" from="12" to="13"/>
#เปลี่ยนทาง
<pages index="Phra Ratcha Lanchakon 2493.djvu" from="14" to="57"/>
#เปลี่ยนทาง
<pages index="Phra Ratcha Lanchakon 2493.djvu" from="58" to="76"/>
#เปลี่ยนทาง
<pages index="Phra Ratcha Lanchakon 2493.djvu" include="79"/> |
Subsets and Splits
No community queries yet
The top public SQL queries from the community will appear here once available.