inputs stringlengths 30 4.09k | targets stringlengths 1 2.05k | language stringclasses 1 value | split stringclasses 3 values | template stringclasses 36 values | dataset stringclasses 4 values | config stringclasses 2 values |
|---|---|---|---|---|---|---|
I wonder การลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีไทย ตัดสินจากอะไร ?.
Help me answer this question with "Yes" or "No" or "None" if none of the first two answers apply.
Here's what I found on the internet:
Topic: การยุบสภาผู้แทนราษฎรไทย
Article:
การยุบสภาผู้แทนราษฎรไทย คือ การทำให้ความเป็นสมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยสิ้นสุดลง โดยนายกรัฐมนตรีเสนอให้พระมหากษัตริย์ทรงตราพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร อันเป็นผลให้สภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งปวงพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ ทั้งนี้ เพื่อจัดการเลือกตั้งใหม่
การยุบสภาเป็นมาตรการสำคัญอย่างหนึ่งของระบบรัฐสภาที่ทำให้มีการคานอำนาจกันระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหาร อาจนำมาใช้แก้ปัญหาทางตันทางการเมือง นอกจากทางอื่น เช่น รัฐบาลลาออก
อนึ่ง เหตุผลในการยุบสภานั้น หาได้มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดบัญญัติไว้ไม่ ดังนี้ จึงเป็นไปตามประเพณีการปกครองตลอดจนสภาวการณ์ของประเทศในขณะนั้น อาทิ เกิดความขัดแย้งรุนแรงในรัฐสภาหรือระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล การใช้เป็นเครื่องมือในการชิงความได้เปรียบทางการเมือง เช่น ขณะที่ตนมีคะแนนนิยมสูงมาก การที่สภาวการณ์ต่าง ๆ สุกงอมพอสมควรที่จะจัดให้มีการเลือกตั้งก่อนครบอายุสภา เช่น ดำเนินการตามรัฐธรรมนูญได้เสร็จสิ้นแล้ว.
หลักการสำคัญในการยุบสภา
ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 หลักการสำคัญในการยุบสภาสามารถพิจารณาภายใต้บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญได้ ดังนี้[1]
การยุบสภาเป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ (มาตรา 108 วรรคหนึ่ง) พระมหากษัตริย์ในฐานะประมุขแห่งรัฐทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจที่จะยุบสภาผู้แทนราษฎรเพื่อให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่ แต่จะทรงใช้พระราชอำนาจนั้นได้ก็ต่อเมื่อนายกรัฐมนตรีเสนอเท่านั้น
การยุบสภาผู้แทนราษฎรต้องตราเป็นพระราชกฤษฎีกา (มาตรา 108 วรรคสอง) พระราชกฤษฎีกาจะใช้บังคับเมื่อใดแล้วแต่กำหนดไว้ในนั้นเองแต่ต้องหลังจากประกาศในราชกิจจานุเบกษา ในการนี้ ต้องกำหนดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปภายใน 45 วัน แต่ไม่เกิน 60 วันนับแต่วันพระราชกฤษฎีกาใช้บังคับ
การยุบสภาผู้แทนราษฎรจะกระทำได้เพียงครั้งเดียวในเหตุการณ์เดียวกัน (มาตรา 108 วรรค 3) หากมีจะการยุบสภาอีกครั้ง มิอาจอ้างเหตุผลที่ใช้ในการยุบสภาครั้งก่อนได้
การยุบสภาผู้แทนราษฎรมีได้เฉพาะก่อนสภาสิ้นอายุ การยุบสภากระทำในเวลาใดก็ได้ก่อนสภาสิ่นอายุ แม้อยู่ในช่วงปิดสมัยประชุมสภา อย่างไรก็ตาม กรณีมีการเสนอญัตติเพื่อขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีแล้ว ย่อมไม่สามารถยุบสภาได้
การยุบสภาผู้แทนราษฎรทำให้สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลง (มาตรา 106)
อนึ่ง คณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่ง... | None | tha_Thai | train | en_heres_what_I_found | khalidalt/tydiqa-primary | thai |
I wonder การลอกเลียนวรรณกรรม ของผู้อื่นมีความผิดทางกฎหมายหรือไม่ในประเทสไทย ?.
Help me answer this question with "Yes" or "No" or "None" if none of the first two answers apply.
Here's what I found on the internet:
Topic: กฎหมายลิขสิทธิ์ไทย
Article: ขอบเขตคุ้มครองงานสร้างสรรค์
เมื่อสร้างสรรค์งานแล้วได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายลิขสิทธิ์ จึงต้องรับรู้สิทธิของผู้เป็นเจ้าของว่ามีขอบเขตคุ้มครองกว้างขวางมากเพียงใด โดยกฎหมายกำหนดสิทธิไว้ดังต่อไปนี้
ทำซ้ำหรือดัดแปลง
เผยแพร่ต่อสาธารณชน
ให้เช่าต้นฉบับหรือสำเนางานโปรแกรมคอมพิวเตอร์ โสตทัศนวัสดุ ภาพยนตร์ และสิ่งบันทึกเสียง
ให้ประโยชน์อันเกิดจากลิขสิทธิ์แก่ผู้อื่น
อนุญาตให้ผู้อื่นใช้สิทธิดังกล่าวข้างต้น โดยจะกำหนดเงื่อนไขอย่างใดอย่างหนึ่งหรือไม่ก็ได้ แต่เงื่อนไขดังกล่าวจะกำหนดในลักษณะที่เป็นการจำกัดการแข่งขันโดยไม่เป็นธรรมไม่ได้
เจ้าของงานอันมีลิขสิทธิ์แต่ผู้เดียวมีอำนาจกระทำทั้ง 5 ข้อนี้ ผู้ใดที่ทำละเมิดสิทธิของเจ้าของงานซึ่งกฎหมายคุ้มครองไว้ จักต้องรับโทษอาญาและจ่ายค่าเสียหายทางแพ่งแก่ กรมการคุ้มครองสิทธิในงานอันมีลิขสิทธิ์ช่วยส่งเสริมให้คนไทยมีกำลังใจในการสร้างสรรค์งานใหม่ มิใช่การคัดลอก ดัดแปลง งานของผู้อื่น กฎหมายจึงกำหนดบทลงโทษหนักและค่าปรับที่สูงมาก ซึ่งไม่คุ้มกับการเสียเวลาคัดลอกงานแล้วอ้างเป็นฝีมือของตน นอกจากนั้นยังเสียโอกาสในการแสดงฝีมือสร้างสรรค์งานของตัวเองไป การเป็นแค่เงาดำจักต้องอยู่ข้างหลังตัวตนแท้จริงเสมอ ถ้ามีฝีมือเก่งจริง ต้องก้าวออกจากเงามืดแล้วปรากฏกายแสดงพลังแท้จริงให้ประจักษ์แก่สายตาของผู้อื่นเพื่อชื่นชมผลงานของตน
ลิขสิทธิ์ของลูกจ้าง
ตามหลักกฎหมายลิขสิทธิ์นั้นผู้สร้างสรรค์งานจะเป็นเจ้าของชิ้นงานทันทีที่สร้างมัน บางกรณีอาจมีข้อสงสัยว่า ถ้าเจ้านายสั่งให้พนักงานสร้างงานขึ้น เช่น บรรณาธิการให้ลูกน้องเขียนบทความใส่หนังสือของตนเอง ใครจะเป็นเจ้าของงานเขียนชิ้นนั้น เป็นต้น กฎหมายกำหนดไว้ว่า งานที่สร้างสรรค์ขึ้นในฐานะพนักงานหรือลูกจ้าง ถ้ามิได้ทำเป็นหนังสือตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น ให้ลิขสิทธิ์ในงานนั้นเป็นของผู้สร้างสรรค์ แต่นายจ้างมีสิทธิ์นำงานนั้นออกเผยแพร่ต่อสาธารณชนได้ตามที่เป็นวัตถุประสงค์ของการจ้างแรงงาน ดังนั้น ถ้ามิได้ตกลงกันไว้แตกต่างจากกฎหมายและต้องทำเป็นหนังสือชัดเจน ลูกจ้างซึ่งเขียนบทความย่อมเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ แต่บรรณาธิการมีสิทธิ์นำงานเขียนนั้นไปใช้ในกิจการของตนซึ่งผู้เขียนเป็นลูกจ้างอยู่ได้
ด้วยหลักกฎหมายลิขสิทธิ์ด้านความเป็นเจ้าของชิ้นงานของลูกจ้าง จึงทำให้นายจ้างบางคนทำข้อตกลงระหว่างตนกับลูกจ้างไว้ว่า ถ้าผลิตชิ้นงานในขณะเป็นลูกจ้าง นายจ้างจะเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์... | None | tha_Thai | train | en_heres_what_I_found | khalidalt/tydiqa-primary | thai |
I wonder การละหมาด หมายถึงอะไร ?.
Help me answer this question with "Yes" or "No" or "None" if none of the first two answers apply.
Here's what I found on the internet:
Topic: ละหมาด
Article:
ละหมาด หรือ นมาซ คือการนมัสการพระเจ้า อันเป็นศาสนกิจอย่างหนึ่งในศาสนาอิสลาม เพื่อแสดงถึงความเคารพสักการะ ความขอบคุณ และความภักดีต่ออัลลอฮ์[1][2] โดยทั่วไปการละหมาดคือการขอพร ส่วนทางศาสนาหมายถึงการกล่าวและการกระทำ[3] การละหมาดจะกระทำ 5 เวลา ได้แก่ ยามรุ่งอรุณ ยามบ่ายช่วงตะวันคล้อย ยามอาทิตย์ตกดิน และยามค่ำคืน[1] ซึ่งการละหมาดทุกครั้งจะต้องหันหน้าไปทางทิศกิบละฮ์ในเมืองมักกะฮ์[1][3]
ศัพทมูลวิทยา
คำว่า "ละหมาด" หรือ "นมาซ" เป็นคำยืมมาจากภาษาเปอร์เซียมาจากคำว่า "นมาซ" (Persian: نَماز namāz)
ภาษาอาหรับเรียกว่า "ศอลาต" (Arabic: صلاة ṣalāh หรือ gen: ṣalāt; พหูพจน์ صلوات ṣalawāt) มาจากรากศัพท์ที่ประกอบด้วย ศอด (ص) , ลาม (ل) , และวาว (و) ความหมายของรากศัพท์นี้ในภาษาอาหรับคลาสสิกคือ สวดมนต์ อ้อนวอน บูชา ร้องทุกข์ กล่าวสุนทรพจน์ ขอพร ตามไปอย่างใกล้ชิด หรือ ติดต่อ ความหมายที่เป็นรากฐานของคำนี้เกี่ยวข้องกับความหมายที่ใช้ในอัลกุรอานทั้งหมด
ส่วนภาษามลายูว่า "เซิมบะห์ยัง" (Malay: Sembahyang) ที่เป็นคำที่ประกอบจากคำว่า 'เซิมบะห์' (sembah บูชา) และ 'ฮยัง' (hyang พระเจ้า) ซึ่งเพี้ยนเป็นภาษามลายูปัตตานีว่า "ซือมาแย" หรือ "สมาแย"[2] และสำเนียงสงขลาว่า "มาหยัง"[4]
เงื่อนไขของการละหมาด
ผู้ละหมาดต้องเป็นมุสลิมเท่านั้น
มีเจตนาแน่วแน่ (นียะหฺ)
หันหน้าไปทางทิศกิบลัต (ทิศตะวันตกของประเทศไทย) คือที่ตั้งของเมกกะ
การประกาศบอกเวลาละหมาด (อะซาน)
การประกาศให้ยืนขึ้นเพื่อละหมาด (อิกอมะหฺ)
ความสะอาดของร่างกาย เสื้อผ้า สถานที่
ชนิดของการละหมาด
ละหมาดภาคบังคับ (ฟัรฎ) วันละ 5 เวลา (การละเว้นละหมาดชนิดนี้เป็นบาป) ประกอบด้วย
ย่ำรุ่ง (ศุบฮิ) ประมาณ ตี 5 - 6 โมงเช้า
บ่าย (ซุหฺริ) ประมาณ เที่ยงครึ่ง - บ่ายโมงกว่าๆ
เย็น (อัศริ) ประมาณ บ่าย 3 ถึง 5 โมงเย็น
พลบค่ำ (มัฆริบ) ประมาณ 6 โมงครึ่ง ถึง ทุ่มกว่า ๆ
กลางคืน (อิชาอ์) ก่อนนอน ประมาณ 1 ทุ่มเป็นต้นไป
ละหมาดวันศุกร์ (ญุมุอะหฺ) เป็นการละหมาดร่วมกันในเวลาบ่าย ก่อนละหมาดจะมีเทศนา (คุฏบะหฺ) เป็นข้อบังคับเฉพาะผู้ชาย
ละหมาดอื่น ๆ ได้แก่ละหมาดในวันอิดุลฟิฏริ และวันอีดุลอัฏฮา ละหมาดในเดือนรอมะฎอน (ในนิกายซุนนีเรียกว่า ตะรอวีฮฺ) ละหมาดเมื่อเกิดสุริยคราส (กุซูฟ) และจันทรคราส (คูซูฟ) ละหมาดขอฝน (อิสติกออ์) ละหมาดให้ผู้ตาย (ญะนาซะหฺ) และละหมาดขอพรในกรณีต่าง ๆ
ความสะอาดกับการละหมาด
ก่อนการละหมาด... | None | tha_Thai | train | en_heres_what_I_found | khalidalt/tydiqa-primary | thai |
I wonder การล่มสลายของจักรวรรดิโรมันเกิดจากอะไร ?.
Help me answer this question with "Yes" or "No" or "None" if none of the first two answers apply.
Here's what I found on the internet:
Topic: จักรวรรดิโรมัน
Article:
จักรวรรดิโรมัน (Latin: Imperivm Romanvm; [Ῥωμαϊκὴ Αὐτοκρατορία หรือ Ἡ Ῥωμαίων βασιλεία]error: {{lang-xx}}: text has italic markup (help); English: Roman Empire) เป็นช่วงระยะเวลาหนึ่งของอารยธรรมโรมันโบราณซึ่งปกครองโดยรูปแบบอัตตาธิปไตย จักรวรรดิโรมันได้สืบต่อการปกครองมาจากสาธารณรัฐโรมัน (510 ปีก่อนคริสตกาล - ศตวรรษที่ 1 ก่อนคริสตาล) ซึ่งได้อ่อนแอลงหลังจากความขัดแย้งระหว่างไกอุส มาริอุสและซุลลา และสงครามกลางเมืองระหว่างจูเลียส ซีซาร์และปอมปีย์[1] มีวันหลายวันที่ได้ถูกเสนอให้เป็นเส้นแบ่งของการเปลี่ยนแปลงระหว่างสาธารณรัฐและจักรวรรดิ ได้แก่
วันที่จูเลียส ซีซาร์ประกาศตัวเป็นผู้เผด็จการ (44 ปีก่อนคริสตกาล)
ชัยชนะของออคเตเวียนในยุทธการแอคทิอุม (2 กันยายน, 31 ปีก่อนคริสตกาล)
วันที่สภาซีเนตประกาศยกย่องออคเตเวียนให้เป็นออกุสตุส (16 มกราคม, 27 ปีก่อนคริสตกาล)
จักรวรรดิโรมันเคยมีดินแดนอยู่ในการครอบครองมากมาย ได้แก่ อังกฤษและเวลส์ ยุโรปส่วนใหญ่ (ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำไรน์และทางใต้ของเทือกเขาแอลป์) ชายฝั่งของแอฟริกาเหนือ บริเวณมณฑลใกล้เคียงของอียิปต์ แถบบอลข่าน ทะเลดำ เอเชียไมเนอร์ และส่วนใหญ่ของบริเวณลีแวนท์ ซึ่งดินแดนเหล่านี้ จากตะวันตกสู่ตะวันออกในปัจจุบันได้แก่ โปรตุเกส สเปน อังกฤษ ฝรั่งเศส อิตาลี แอลเบเนียและกรีซ แถบบอลข่าน ตุรกี ภาคตะวันออกและภาคตะวันตกของเยอรมนี ทางภาคใต้จักรวรรดิโรมันได้รวบรวมตะวันออกกลางไว้ ซี่งในปัจจุบันก็ได้แก่ซีเรีย เลบานอน อิสราเอล จอร์แดน จากนั้นในภาคตะวันตกเฉียงใต้ จักรวรรดิได้รวบรวมอียิปต์โบราณไว้ทั้งหมด และได้ทำการยึดครองต่อไปทางตะวันตกซึ่งเป็นบริเวณชายฝั่งทะเลซี่งในปัจจุบันคือประเทศลิเบีย ตูนิเซีย แอลจีเรียและโมร็อกโก จนถึงตะวันตกของยิบรอลตาร์ ประชาชนทั่วไปที่อาศัยอยู่ในจักรวรรดิโรมันเรียกว่าชาวโรมัน และดำเนินชีวิตภายใต้กฎหมายโรมัน การขยายอำนาจของโรมันได้เริ่มมานานตั้งแต่ก่อนที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และเรืองอำนาจสูงสุดในสมัยจักรพรรดิทราจัน ด้วยชัยชนะเหนือดาเซีย (ปัจจุบันคือประเทศโรมาเนียและมอลโดวา และส่วนหนึ่งของประเทศฮังการี บัลแกเรียและยูเครน) ในปี ค.ศ. 106 และเมโสโปเตเมียในปี ค.ศ. 116 (ซึ่งภายหลังสูญเสียดินแดนนี้ไปในสมัยจักรพรรดิฮาเดรียน) ถึงจุดนี้ จักรวรรดิโรมันได้ครอบครองแผ่นดินประมาณ 5,900,000 ตร.กม. (2,300,000 ตร.ไมล์) และห้อมล้อมทะเลเมดิเตอร์เรเนียน... | None | tha_Thai | train | en_heres_what_I_found | khalidalt/tydiqa-primary | thai |
I wonder การวัดสายตาสั้นทำได้อย่างไร ?.
Help me answer this question with "Yes" or "No" or "None" if none of the first two answers apply.
Here's what I found on the internet:
Topic: การปรับตาดูใกล้ไกล
Article:
การปรับตาดูใกล้ไกล[1]
(English: Accommodation ตัวย่อ Acc)
เป็นกระบวนการที่ตาของสัตว์มีกระดูกสันหลังเปลี่ยนการหักเหของแสงเพื่อรักษาภาพที่มองเห็นให้ชัด หรือเพื่อรักษาโฟกัสให้อยู่ที่วัตถุเป้าหมายเมื่อความใกล้ไกลเปลี่ยนไป
แม้การปรับตาเช่นนี้จะทำงานเหมือนกับรีเฟล็กซ์ แต่ก็อยู่ใต้อำนาจจิตใจด้วย
สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม นก และสัตว์เลื้อยคลาน จะเปลี่ยนการหักเหของแสงโดยเปลี่ยนรูปร่างของเลนส์ (แก้วตา) ที่ยืดหยุ่นได้ด้วยระบบ ciliary body (อันรวมเอ็นและกล้ามเนื้อ) ซึ่งในมนุษย์สามารถเปลี่ยนได้ถึง 15 ไดออปเตอร์
ส่วนปลาและสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก จะควบคุมการหักเหของแสงโดยเปลี่ยนระยะระหว่างเลนส์ที่แข็งกับจอตาด้วยกล้ามเนื้อ[2]
เยาวชนสามารถเปลี่ยนโฟกัสของตาจากระยะไกลที่สุด (อนันต์) มาที่ 7ซม. วัดจากตา โดยใช้เวลาแค่ 350 มิลลิวินาที
นี่เป็นการเปลี่ยนโฟกัสของตาที่น่าทึ่ง โดยต่างกันเกือบ 13 ไดออปเตอร์ และเกิดเมื่อเอ็นขึงแก้วตา (Zonule of Zinn) ซึ่งยึดอยู่กับเลนส์ตา ลดความตึงเนื่องจากการหดเกร็งของกล้ามเนื้อยึดเลนส์ตา
สมรรถภาพการปรับตาดูใกล้ไกลจะลดลงตามอายุ
ในช่วงอายุ 50 จะลดไปจนกระทั่งโฟกัสที่ใกล้สุด จะไกลกว่าระยะที่อ่านหนังสือโดยปกติ
กลายเป็นสายตาแบบของผู้สูงอายุ (presbyopic)
และเมื่อเกิดขึ้นแล้ว ผู้ที่สายตาปกติ (emmetropic) ซึ่งธรรมดาไม่จำเป็นต้องใส่แว่นเพื่อมองไกล ก็จะต้องใช้แว่นเพื่อมองใกล้ ๆ
ส่วนผู้ที่สายตาสั้นและปกติต้องใช้แว่นเพื่อมองไกล ก็จะปรากฏกว่า เห็นระยะใกล้ได้ดีกว่าถ้าไม่ใส่แว่นมองไกล
ส่วนผู้ที่สายตายาวก็จะพบว่า ต้องใส่แว่นทั้งเมื่อมองใกล้และไกล
ในประชากรทั้งหมด การปรับตาจะลดลงจนเหลือน้อยกว่า 2 ไดออปเตอร์เมื่อถึงอายุ 45-50 ปี ซึ่งเมื่อถึงอายุช่วงนี้ ทั้งหมดจะสังเกตว่า มองใกล้ได้แย่ลง และต้องใช้แว่นตาสำหรับอ่านหนังสือหรือต้องใส่แว่นสองชั้น
การปรับตาใกล้ไกลจะเหลือเท่ากับ 0 ไดออปเตอร์เมื่อถึงอายุ 70 ปี
กลไกตามทฤษฎีต่าง ๆ
Helmholtz
เป็นทฤษฎีที่ยอมรับกันมากที่สุด[3] ซึ่งเสนอโดยแฮร์มันน์ ฟอน เฮล์มโฮลทซ์ ในปี พ.ศ. 2398 คือเมื่อมองไกล กล้ามเนื้อยึดแก้วตาที่ล้อมเลนส์ตาเป็นวงกลม จะคลายตัวโดยมีผลให้เอ็นขึงแก้วตาดึงเลนส์แล้วทำให้แบน แรงดึงจะมาจากแรงดันของวุ้นตาและสารน้ำในลูกตาที่ดันออกที่ตาขาว (sclera) เทียบกับเมื่อมองวัตถุใกล้ ๆ ที่กล้ามเนื้อยึดเลนส์ตาจะหดเกร็ง (ต้านแรงดันที่ตาขาว) ทำให้เอ็นขึงแก้วตาคลายตัว... | None | tha_Thai | train | en_heres_what_I_found | khalidalt/tydiqa-primary | thai |
I wonder การวิจัย ครั้งแรกมีเมื่อไหร่?.
Help me answer this question with "Yes" or "No" or "None" if none of the first two answers apply.
Here's what I found on the internet:
Topic: ประวัติศาสตร์อินเทอร์เน็ต
Article:
ประวัติอินเทอร์เน็ต เป็นการศึกษาความเป็นมาของอินเทอร์เน็ต ความคิดเรื่องเครือข่ายคอมพิวเตอร์เครือข่ายเดียวที่สามารถให้ผู้ใช้คอมพิวเตอร์ต่างระบบกันสามารถสื่อสารกันได้นั้นได้มีการพัฒนาผ่านขั้นตอนหลายขั้นตอนด้วยกัน การหลอมรวมกันของการพัฒนาเหล่านั้นได้นำไปสู่เครือข่ายของเครือข่ายทั้งหลายที่รู้จักกันในชื่อว่า อินเทอร์เน็ต การพัฒนาเหล่านั้นมีทั้งในแง่การพัฒนาเทคโนโลยี และการรวมโครงสร้างพื้นฐานของเครือข่ายและระบบโทรคมนาคมที่มีอยู่เดิมเข้าด้วยกัน
ความคิดเรื่องนี้ในครั้งแรก ๆ ปรากฏขึ้นในปลายคริสต์ทศวรรษ 1950 หากแต่การนำแนวคิดเหล่านี้ไปปฏิบัติได้จริงนั้นเริ่มขึ้นในปลายคริสต์ทศวรรษ 1960 และ 1970 เมื่อถึงคริสต์ทศวรรษ 1980 เทคโนโลยีซึ่งนับได้ว่าเป็นพื้นฐานของอินเทอร์เน็ตสมัยใหม่นั้นได้เริ่มแพร่หลายออกไปทั่วโลก ในคริสต์ทศวรรษ 1990 การมาถึงของเวิลด์ไวด์เว็บได้ทำให้การใช้อินเทอร์เน็ตกลายเป็นสิ่งที่พบเห็นได้ทั่วไป
ก่อนอินเทอร์เน็ต
ในคริสต์ทศวรรษ 1950 ถึง 1960 ก่อนการแพร่หลายของการเชื่อมต่อระหว่างเครือข่ายจนเป็นอินเทอร์เน็ตในปัจจุบัน เครือข่ายการสื่อสารส่วนมากยังคงมีข้อจำกัดเนื่องด้วยธรรมชาติของตัวเครือข่ายเอง ซึ่งทำให้การสื่อสารสามารถกระทำได้ระหว่างสถานีในเครือข่ายเดียวกันเท่านั้น ข่ายงานบางแห่งมีเกตเวย์หรือบริดจ์ต่อระหว่างกัน หากแต่เกตเวย์หรือบริดจ์เหล่านั้นยังมีข้อจำกัดหรือมิฉะนั้นก็สร้างขึ้นเพื่อใช้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น วิธีเชื่อมต่อเครือข่ายที่ใช้กันในขณะนั้นวิธีหนึ่งมีพื้นฐานจากวิธีที่ใช้กับคอมพิวเตอร์เมนเฟรม ซึ่งคือการยินยอมให้เครื่องปลายทาง (เทอร์มินัล) ที่อยู่ห่างไกลออกไปสามารถติดต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์ได้ผ่านทางสายเช่า วิธีนี้ใช้กันในคริสต์ทศวรรษ 1950 โดยโครงการแรนด์ เพื่อสนับสนุนการติดต่อกันระหว่างนักวิจัยที่อยู่ห่างไกลกัน ตัวอย่างเช่น เฮอร์เบิร์ต ไซมอน ในเมืองพิตต์สเบิร์ก รัฐเพนน์ซิลเวเนีย สามารถดำเนินงานวิจัยในเรื่องการพิสูจน์ทฤษฎีอัตโนมัติหรือปัญญาประดิษฐ์ ร่วมกับเหล่านักวิจัยซึ่งอยู่อีกฝั่งของทวีปในเมืองแซนทามอนิกา รัฐแคลิฟอร์เนียได้ ผ่านทางเครื่องปลายทางและสายเช่า
เครื่องปลายทางสามเครื่องและอาร์พา
เจ.ซี.อาร์. ลิกไลเดอร์ ซึ่งเป็นผู้บุกเบิกในการเรียกร้องการพัฒนาเครือข่ายระดับโลกคนหนึ่ง ได้เสนอความคิดของเขาไว้ในบทความวิชาการชื่อ "Man-Computer Symbiosis" ตีพิมพ์เมื่อเดือนมกราคม ค.ศ. 1960 ดังนี้
"A network of... | None | tha_Thai | train | en_heres_what_I_found | khalidalt/tydiqa-primary | thai |
I wonder การวินิจฉัยอาการตาเหล่ สามารถทำได้โดยวิธีใด?.
Help me answer this question with "Yes" or "No" or "None" if none of the first two answers apply.
Here's what I found on the internet:
Topic: การบำบัดตาเหล่ด้วยชีวพิษโบทูลินัม
Article:
การบำบัดตาเหล่ด้วยโบทูลินั่ม ท็อกซิน (English: Botulinum toxin therapy of strabismus)
เป็นเทคนิคทางการแพทย์ที่บางครั้งใช้รักษาตาเหล่ โดยฉีดโบทูลินั่ม ท็อกซินเข้าไปในกล้ามเนื้อตามัดที่เป็นเป้า เพื่อลดความไม่ตรงแนวของตา
การใช้ท็อกซินเพื่อรักษาอาการตาเหล่ในปี 2524 พิจารณาว่าเป็นเหตุการณ์แรกที่ใช้โบทูลินั่ม ท็อกซินเพื่อรักษาโรค
ทุกวันนี้การฉีดท็อกซินเข้าไปในกล้ามเนื้อที่อยู่รอบ ๆ ตาเป็นทางเลือกการรักษาตาเหล่อย่างหนึ่ง
วิธีการรักษาอื่น ๆ รวมทั้งการบำบัดการเห็น (vision therapy) การใช้ผ้าปิดตา แว่นสายตา (หรือเลนส์สัมผัส) แว่นปริซึม และการผ่าตัด
ผลโดยตรงของท็อกซินเอง (รวมทั้งผลข้างเคียง) จะหมดไปภายใน 3-4 เดือน
โดยเปรียบเทียบกันแล้ว ตาที่ตรงแนวขึ้นอาจคงยืนเป็นระยะยาว โดยเฉพาะถ้ามีปัจจัยสองอย่าง
ปัจจัยแรกก็คือ ถ้ากล้ามเนื้อตรงกันข้าม (antagonist) ยังทำงานได้ ดังนั้น กล้ามเนื้อที่ฉีดยาจะได้การยืด และอาจยาวขึ้นอย่างถาวรโดยเพิ่มใยกล้ามเนื้อภายในระยะที่เป็นอัมพฤกษ์เนื่องจากท็อกซิน
ปัจจัยที่สองก็คือ ถ้าการเห็นเป็นภาพเดียวด้วยสองตาเกิดขึ้นและเสถียร ความตรงแนวของตาก็อาจจะถาวร
มีหลักฐานบ้างว่า การรักษาเช่นนี้ได้ผลเท่ากับการผ่าตัดสำหรับคนไข้ที่เห็นเป็นภาพเดียวด้วยตาทั้งสองข้าง และได้ผลน้อยกว่าสำหรับคนไข้ที่ไม่เห็น[1]
หลักการ
โบทูลินั่ม ท็อกซินเป็นพิษถึงตายซึ่งร้ายแรงที่สุดอย่างหนึ่ง
สามารถผลิตโดยแบคทีเรีย Clostridium botulinum
และมีฤทธิ์ต่อปลายเส้นประสาทโดยลดการหลั่งสารสื่อประสาท acetylcholine ยับยั้งการส่งสัญญาณประสาทไปยังกล้ามเนื้อ และดังนั้นจึงทำให้กล้ามเนื้อเป็นอัมพาต
แล้วจึงทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแอเป็นระยะเวลา 3-4 เดือน
เพื่อรักษาอาการตาเหล่ พิษที่ใช้จะเจือจางมาก
และจะฉีดเข้ากล้ามเนื้อโดยเฉพาะที่ขยับลูกตา และดังนั้น จึงทำกล้ามเนื้อที่เป็นเป้าให้อ่อนแอชั่วคราว
เทคนิค
การฉีดยา
หลังจากให้ยาชาหรือยาสลบ แพทย์จะฉีดโบทูลินั่ม ท็อกซิน เข้าไปในกล้ามเนื้อตาที่เป็นเป้าหมาย โดยใช้อิเล็กโทรดแบบเข็มที่ต่อกับเครื่อง electromyography (EMG) ซึ่งใช้เป็นเครื่องนำทาง และต่อกับเข็มฉีดโบทูลินั่ม ท็อกซิน[2]
ถ้าใช้ยาชาเฉพาะที่ แพทย์จะให้คนไข้ขยับตาก่อนฉีดท็อกซิน
ซึ่งทำให้เกิดสัญญาณ EMG และชี้บอกจุดวางเข็มที่ถูกต้อง
ถ้าคนไข้เป็นเด็กเล็ก ๆ แพทย์จะวางยาสลบ[2]
จะใช้เพียงแค่ 1-2... | None | tha_Thai | train | en_heres_what_I_found | khalidalt/tydiqa-primary | thai |
I wonder การวินิจฉัยอาการตาเหล่ สามารถทำได้โดยวิธีใด?.
Help me answer this question with "Yes" or "No" or "None" if none of the first two answers apply.
Here's what I found on the internet:
Topic: ตาเหล่
Article:
ตาเหล่ หรือ ตาเข[4]
(English: Strabismus, crossed eyes, squint, cast of the eye[5][6][7])
เป็นภาวะที่ตาทั้งสองไม่มองตรงที่เดียวกันพร้อม ๆ กันเมื่อกำลังจ้องดูวัตถุอะไรอย่างใดอย่างหนึ่ง
โดยตาข้างหนึ่งจะเบนไปในทางใดทางหนึ่งอย่างไม่คล้องจองกับตาอีกข้างหนึ่ง/หรือกับสิ่งที่มอง[8]
และตาทั้งสองอาจสลับเล็งมองที่วัตถุ[3]
และอาจเกิดเป็นบางครั้งบางคราวหรือเป็นตลอด[3]
ถ้ามีอาการเป็นช่วงเวลานานในวัยเด็ก ก็อาจทำให้ตามัวหรือเสียการรู้ใกล้ไกล[3]
แต่ถ้าเริ่มในวัยผู้ใหญ่ ก็มักจะทำให้เห็นภาพซ้อนมากกว่า[3]
อาการอาจมีเหตุจากการทำงานผิดปกติของกล้ามเนื้อตา สายตายาว ปัญหาในสมอง การบาดเจ็บ หรือการติดเชื้อ[3]
ปัจจัยเสี่ยงรวมทั้งการคลอดก่อนกำหนด อัมพาตสมองใหญ่ และประวัติการเป็นโรคในครอบครัว[3]
มีแบบต่าง ๆ รวมทั้ง เหล่เข้า (esotropia) ที่ตาเบนเข้าหากัน
เหล่ออก (exotropia) ที่ตาเบนออกจากกัน
และเหล่ขึ้น (hypertropia) ที่ตาสูงต่ำไม่เท่ากัน[3]
อาจเป็นแบบเหล่ทุกที่ที่มอง (comitant คือตาเหล่กลอกคู่) หรืออาจเหล่ไม่เท่ากันแล้วแต่มองที่ไหน (incomitant)[3]
การวินิจฉัยอาจทำโดยสังเกตว่าแสงสะท้อนที่ตาไม่ตรงกับกลางรูม่านตา[3]
มีภาวะอีกอย่างที่ทำให้เกิดอาการคล้าย ๆ กัน คือ โรคเส้นประสาทสมอง (cranial nerve disease)[3]
การรักษาจะขึ้นอยู่กับรูปแบบและเหตุ[3]
ซึ่งอาจรวมการใช้แว่นตาและการผ่าตัด[3]
มีบางกรณีที่มีผลดีถ้าผ่าตัดตั้งแต่ต้น ๆ[3]
เป็นโรคที่เกิดในเด็กประมาณ 2%[3]
คำภาษาอังกฤษมาจากคำกรีกว่า strabismós ซึ่งแปลว่า "เหล่ตา"[9]
อาการ
เมื่อสังเกตคนตาเหล่ อาจจะเห็นได้ชัด
คนไข้ที่ตาหันไปผิดทางมากและตลอดจะมองเห็นได้ง่าย
แต่ถ้าผิดทางน้อย หรือเป็นบางครั้งบางคราว อาจจะสังเกตตามปกติได้ยาก
ในทุก ๆ กรณี แพทย์พยาบาลเกี่ยวกับตาสามารถทดสอบด้วยวิธีต่าง ๆ เช่นปิดตา เพื่อตรวจดูว่าเป็นมากน้อยขนาดไหน
อาการของตาเหล่รวมทั้งการเห็นภาพซ้อน และ/หรือตาล้า/ตาเพลีย (asthenopia)
เพื่อจะไม่ให้มีภาพซ้อน สมองอาจจะไม่สนใจข้อมูลจากตาข้างหนึ่ง (Suppression)
ในกรณีนี้ อาจจะไม่เห็นอาการอะไรในคนไข้ยกเว้นการเสียการรู้ใกล้ไกล
และความบกพร่องนี้อาจมองไม่เห็นในคนไข้ที่ตาเหล่แต่กำเนิดหรือตั้งแต่วัยเด็กต้น... | None | tha_Thai | train | en_heres_what_I_found | khalidalt/tydiqa-primary | thai |
I wonder การวิเคราะห์การสื่อสารเป็นการฟังอย่างเดียวใช่หรือไม่?.
Help me answer this question with "Yes" or "No" or "None" if none of the first two answers apply.
Here's what I found on the internet:
Topic: ทฤษฎีระบบควบคุม
Article:
ทฤษฎีระบบควบคุม (English: control theory) เป็นสาขาหนึ่งของคณิตศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ ในที่นี้ การควบคุมหมายถึง การควบคุมระบบพลศาสตร์ ให้มีค่าเอาต์พุตที่ต้องการ โดยการป้อนค่าอินพุตที่เหมาะสมให้กับระบบ ตัวอย่างที่เห็นได้ทั่วไป เช่น ระบบควบคุมอุณหภูมิห้องของเครื่องปรับอากาศ หรือ แม้แต่ลูกลอยในโถส้วม ที่เปิดน้ำปิดน้ำโดยอัตโนมัติเมื่อน้ำหมดและน้ำเต็ม
การควบคุมการขับเคลื่อนยานพาหนะ เช่น รถยนต์ ก็ถือเป็นการควบคุมชนิดหนึ่ง โดยผู้ขับขี่เป็นผู้ควบคุมทิศทางและความเร็ว ซึ่งระบบควบคุมประเภทที่ต้องมีคนเข้ามาเกี่ยวข้องนี้ถือว่าเป็น ระบบควบคุมไม่อัตโนมัติ (manual control) แต่ทฤษฎีระบบควบคุมจะครอบคลุมเฉพาะการวิเคราะห์และออกแบบ ระบบควบคุมอัตโนมัติ (automatic control) เท่านั้น เช่น ระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ (cruise control)
ระบบควบคุมยังอาจแบ่งออกได้เป็นระบบควบคุมวงเปิด (open-loop control) คือ ระบบควบคุมที่ไม่ได้ใช้สัญญาณจากเอาต์พุต มาบ่งชี้ถึงลักษณะการควบคุม ส่วนระบบควบคุมวงปิด (closed-loop control) หรือ ระบบป้อนกลับ (feedback control) นั้นจะใช้ค่าที่วัดจากเอาต์พุต มาคำนวณค่าการควบคุม นอกจากนี้ยังอาจแบ่งได้ตามคุณลักษณะของระบบ เช่น เป็นเชิงเส้น (linear) / ไม่เป็นเชิงเส้น (nonlinear) , แปรเปลี่ยนตามเวลา (time-varying) / ไม่เปลี่ยนแปลงตามเวลา (time-invariant) และเวลาต่อเนื่อง (Continuous time) / เวลาไม่ต่อเนื่อง (Discontinuous time)
ประวัติศาสตร์และการพัฒนาของทฤษฎีระบบควบคุม
ระบบควบคุมในยุคโบราณ
การใช้ระบบควบคุมวงปิด นั้นมีมาแต่โบราณกาล ตัวอย่างเช่น นาฬิกาน้ำของกรีก ซึ่งมีการใช้ลูกลอยในการควบคุมระดับน้ำในถัง อุปกรณ์ที่ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้น ของการใช้ระบบควบคุมป้อนกลับในวงการอุตสาหกรรม ก็คือ ลูกเหวี่ยงหนีศูนย์กลาง (centrifugal governor หรือเรียก fly-ball governor) ในการควบคุมความเร็วในการหมุน เครื่องจักรไอน้ำที่ประดิษฐ์ขึ้นโดย เจมส์ วัตต์ ในปี ค.ศ. 1788
จุดกำเนิดของทฤษฎีระบบควบคุม
แบบจำลองคณิตศาสตร์ของระบบควบคุม
ในยุคก่อนหน้านี้ การออกแบบระบบควบคุมต่าง ๆ นั้น เป็นไปในลักษณะลองผิดลองถูก ไม่ได้มีการใช้คณิตศาสตร์ในการวิเคราะห์ ออกแบบแต่อย่างใด จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1840 นักดาราศาสตร์ชาวอังกฤษ จอร์จ แอรี ได้ประดิษฐ์อุปกรณ์ควบคุมทิศทางของกล้องดูดาว โดยอุปกรณ์นี้จะหมุนกล้องดูดาว เพื่อชดเชยกับการหมุนของโลกโดยอัตโนมัติ ในระหว่างการออกแบบ... | None | tha_Thai | train | en_heres_what_I_found | khalidalt/tydiqa-primary | thai |
I wonder การวิเคราะห์อภิมาน มีประโยชน์อย่างไร ?.
Help me answer this question with "Yes" or "No" or "None" if none of the first two answers apply.
Here's what I found on the internet:
Topic: ข้อมูลผู้เข้าร่วมรายบุคคล
Article:
การใช้ ข้อมูลผู้เข้าร่วมรายบุคคล หรือ ข้อมูลคนไข้รายบุคคล (English: individual participant data, individual patient data ตัวย่อ IPD)
เป็นวิธีการทำงานวิเคราะห์อภิมานแบบหนึ่งที่เก็บข้อมูลแต่ละรายการโดยเป็นรายบุคคลจากงานศึกษาต่าง ๆ ที่กำลังวิเคราะห์
เพราะสามารถทำได้อย่างแม่นยำและกลมกลืนกันมาก จึงทำให้นักวิจัยสามารถลดความหลากหลายของการทดลองได้มากที่สุด และจึงพิจารณาว่า เป็นมาตรฐานดีสุดของงานวิเคราะห์อภิมาน[1]
เทียบกับงานวิเคราะห์อภิมานอื่น ๆ ที่ไม่ใช้ข้อมูลผู้ป่วยแต่ละราย แต่ใช้ข้อมูลรวม (aggregate data, AD)
แม้การวิเคราะห์ข้อมูลรวมจะใช้มานานกว่า แต่การเก็บข้อมูลแบบรายบุคคลก็นิยมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ[2]
งานวิเคราะห์อภิมานเช่นนี้มักจะเป็นโครงการใหญ่โดยมีประเทศต่าง ๆ ร่วมมือกัน และมีข้อจำกัดน้อยกว่าในเรื่องข้อมูลที่มีให้ใช้และคุณภาพข้อมูลที่สามารถใช้[3]
คณะกรรมการบรรณาธิการวารสารการแพทย์นานาชาติ (ICMJE) ได้ระบุว่า การเผยแพร่ข้อมูลผู้เข้าร่วม/อาสาสมัครเป็นรายบุคคล (แต่ตัดข้อมูลระบุบุคคล) เพื่อให้ใช้ร่วมกันเป็นเรื่องจำเป็นทางจริยธรรม[4]
เชิงอรรถและอ้างอิง
แหล่งข้อมูลอื่น
at the Cochrane website
หมวดหมู่:การวิเคราะห์อภิมาน | None | tha_Thai | train | en_heres_what_I_found | khalidalt/tydiqa-primary | thai |
I wonder การวิเคราะห์อภิมานเกิดขึ้นครังแรกที่ประเทศใด?.
Help me answer this question with "Yes" or "No" or "None" if none of the first two answers apply.
Here's what I found on the internet:
Topic: การวิเคราะห์อภิมาน
Article:
การวิเคราะห์อภิมาน[1][2] (English: meta-analysis)
หมายถึงวิธีการทางสถิติที่ใช้เพื่อเปรียบเทียบและรวบรวมข้อมูลจากงานวิจัยต่าง ๆ กัน
โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อกำหนดสิ่งที่พบเหมือน ๆ กัน สิ่งที่ต่างกัน และความสัมพันธ์ที่น่าสนใจอื่น ๆ ที่อาจปรากฏด้วยการศึกษางานวิจัยหลาย ๆ งาน[3]
Meta-analysis สามารถพิจารณาได้ว่าเป็นการ "ทำการศึกษาเกี่ยวกับการศึกษาอื่นที่ทำมาแล้ว"
โดยแบบที่ง่ายที่สุด Meta-analysis จะทำโดยกำหนดการวัดค่าทางสถิติที่เหมือนกันในงานวิจัยหลาย ๆ งาน
เช่น ขนาดผล (effect size) หรือ p-value แล้วสร้างค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก (weighted average) ของการวัดค่าที่เหมือนกัน
โดยน้ำหนักที่ให้มักจะขึ้นอยู่กับขนาดตัวอย่าง (sample size) ของแต่ละงานวิจัย แต่ก็สามารถขึ้นอยู่กับองค์ประกอบอย่างอื่น ๆ เช่นคุณภาพของงานศึกษาด้วย
แรงจูงใจที่จะทำงานศึกษาแบบ meta-analysis ก็เพื่อรวมข้อมูลเพื่อจะเพิ่มกำลังทางสถิติ (statistical power) ของค่าที่สนใจ
เมื่อเปรียบเทียบกับเพียงใช้ค่าวัดจากงานศึกษาเดียว
ในการทำงานศึกษาเช่นนี้ นักวิจัยต้องเลือกองค์ประกอบหลายอย่างที่อาจมีอิทธิพลต่อผลงาน
รวมทั้งวิธีการสืบหางานวิจัย การเลือกงานวิจัยตามกฏเกณฑ์ที่เป็นกลาง การแก้ปัญหาเมื่อมีข้อมูลไม่ครบ การวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้ และการแก้ปัญหาหรือไม่แก้ปัญหาความเอนเอียงในการตีพิมพ์[4]
การศึกษาแบบ Meta-analysis มักจะเป็นส่วนสำคัญของงานปริทัศน์แบบทั้งระบบ (systematic review) แต่ไม่เสมอไป
ยกตัวอย่างเช่น อาจจะมีการทำงานแบบ Meta-analysis โดยใช้ผลงานการทดลองทางคลินิก (clinical trial) เกี่ยวกับการรักษาทางแพทย์อย่างหนึ่ง
เพื่อที่จะได้ความเข้าใจที่ดีขึ้นว่าการรักษาได้ผลแค่ไหน
เมื่อใช้ศัพท์ต่าง ๆ ที่กำหนดโดยองค์กร Cochrane Collaboration[5] คำว่า meta-analysis ก็จะหมายถึงวิธีทางสถิติที่ใช้ในการประมวลหลักฐาน
โดยไม่รวมเอาการประมวลข้อมูลรูปแบบอื่น ๆ เช่น research synthesis (แปลว่า การสังเคราะห์งานวิจัย) หรือ evidence synthesis (แปลว่า การสังเคราะห์หลักฐาน) ที่ใช้ประมวลข้อมูลจากงานศึกษาเชิงคุณภาพ (qualitative studies)
ซึ่งใช้ในงานปริทัศน์แบบทั้งระบบ
ประวัติ
งานศึกษาแบบ Meta-analysis ที่เก่าแก่ที่สุดเกิดขึ้นเมื่อคริสต์ทศวรรษที่ 12 ในประเทศจีน
เมื่อนักปราชญ์จู ซี (朱熹, ค.ศ. 1130~1200) สร้างหลักปรัชญาโดยรวบรวมข้อมูลจากงานหนังสือต่าง ๆ จู ซี เรียกวิธีการศึกษาของตนว่า... | None | tha_Thai | train | en_heres_what_I_found | khalidalt/tydiqa-primary | thai |
I wonder การวีดีโอคอล คิดค้นครั้งแรกโดยบริษัทใด ?.
Help me answer this question with "Yes" or "No" or "None" if none of the first two answers apply.
Here's what I found on the internet:
Topic: ยูทูบ
Article: Warning: |company_slogan= and |slogan= are no longer supported by {{infobox website}}
ยูทูบ ตามสำเนียงอเมริกัน หรือ ยูทิวบ์ ตามสำเนียงบริเตน (English: YouTube; English pronunciation:/ˈjuːˌtjuːb (สำเนียงบริเตน), /-tuːb (สำเนียงอเมริกัน)/[6]) เป็นเว็บไซต์เผยแพร่วิดีโอโดยมีสำนักงานอยู่ที่แซนบรูโน แคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา เว็ปไซต์ดังกล่าวถูกสร้างขึ้นมาจากอดีตพนักงาน 3 คนในบริษัทเพย์แพล อันประกอบด้วยแชด เฮอร์ลีย์ สตีฟ เชน และยาวีด คาริม ในเดือนกุมภาพันธ์ 2548 ในเดือนพฤศจิกายน 2549 ยูทูบถูกกูเกิลซื้อไปในราคา 1.65 พันล้านเหรียญสหรัฐ[7] ยูทูบเป็นหนึ่งในบริษัทย่อยของกูเกิล[8] เว็บไซต์ยังสามารถให้ผู้ใช้งานสามารถอัปโหลด ดู หรือแบ่งปันวิดีโอได้
ข้อมูลเชิงเทคนิค
รูปแบบวิดีโอ
ยูทูบใช้งานโดยแสดงผลภาพวิดีโอในลักษณะของ Adobe Flash และใช้การถอดรหัสแบบ Sorenson Spark H.263 แฟลชเป็นโปรแกรมเสริมที่ต้องติดตั้งเพิ่มสำหรับเว็บเบราว์เซอร์ทั่วไป โดยแสดงผลที่ขนาดความกว้างและสูง 320 และ 240 พิกเซล ที่ 25 เฟรมต่อวินาที โดยมีการส่งข้อมูลสูงสุดที่ 300 กิโลบิตต่อวินาที ซึ่งการแสดงผลสามารถดูได้ที่ขนาดปกติ หรือขนาดที่แสดงผลเต็มจอ
ยูทูบแปลงไฟล์วิดีโอเป็นไฟล์ในลักษณะแฟลชวิดีโอ ในนามสกุล .FLV ภายหลังจากผู้ใช้ได้อัปโหลดเข้าไป ไม่ว่าผู้อัปโหลดจะโหลดในลักษณะ .WMV .AVI .MOV .3GP MPEG หรือ .MP4[9]
รูปแบบเสียง
ไฟล์ในยูทูบเก็บในลักษณะสตรีมไฟล์MP3 โดยมีการเข้ารหัสแบบโมโนที่ 65 กิโลบิต/วินาที ที่ 22050 เฮิรตซ์ อย่างไรก็ตามยูทูบสามารถเก็บไฟล์เสียงในลักษณะสเตอริโอได้หากมีการแปลงเป็นไฟล์ FLV ก่อนที่ทำการอัปโหลด
การแสดงผล
วิดีโอในยูทูบสามารถดูได้ผ่านเว็บไซต์ยูทูบโดยตรงผ่านซอฟต์แวร์แฟลชที่กล่าวมา ดูได้ผ่านคอมพิวเตอร์, สมาร์ตโฟน หรือแท็บเล็ตที่มีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ ซึ่งนอกจากนี้ยูทูบสามารถดูได้จากเว็บไซต์ทั่วไปที่มีการนำรหัสไปใส่เชื่อมโยงกลับมาที่เว็บยูทูบเอง เห็นได้ตามกระดานสนทนา บล็อก หรือเว็บไซต์ต่าง ๆ
นอกจากนี้สามารถบันทึกไฟล์ยูทูบเก็บไว้ในเครื่องของตนเองได้โดยใช้งานซอฟต์แวร์ของบริษัทอื่น เช่น Keepvid หรือผ่านสคริปต์จาก Greasemonkey โดยจะมีไฟล์เป็นนามสกุล .flv
โดยมีความละเอียดแตกต่างกันไป โดยมีความละเอียดเริ่มต้นที่ 144P ถึง 480P และในความละเอียด HD ที่ 720P ถึง 4K ที่ 2160P
การถูกลอกเลียนแบบ
กลุ่มมุสลิมได้ตั้งเว็บไซต์คล้ายกับยูทูบชื่อ Aqsatube... | None | tha_Thai | train | en_heres_what_I_found | khalidalt/tydiqa-primary | thai |
I wonder การวีดีโอคอล คิดค้นครั้งแรกโดยบริษัทใด ?.
Help me answer this question with "Yes" or "No" or "None" if none of the first two answers apply.
Here's what I found on the internet:
Topic: โทรศัพท์เคลื่อนที่
Article:
โทรศัพท์มือถือ หรือ โทรศัพท์เคลื่อนที่ (บ้างเรียก วิทยุโทรศัพท์) คืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ในการสื่อสารสองทางผ่าน โทรศัพท์มือถือใช้คลื่นวิทยุในการติดต่อกับเครือข่ายโทรศัพท์มือถือโดยผ่านสถานีฐาน โดยเครือข่ายของโทรศัพท์มือถือแต่ละผู้ให้บริการจะเชื่อมต่อกับเครือข่ายของโทรศัพท์บ้านและเครือข่ายโทรศัพท์มือถือของผู้ให้บริการอื่น โทรศัพท์มือถือที่มีความสามารถเพิ่มขึ้นในลักษณะคอมพิวเตอร์พกพาจะถูกกล่าวถึงในชื่อสมาร์ทโฟน
โทรศัพท์มือถือในปัจจุบันนอกจากจากความสามารถพื้นฐานของโทรศัพท์แล้ว ยังมีคุณสมบัติพื้นฐานของโทรศัพท์มือถือที่เพิ่มขึ้นมา เช่น การส่งข้อความสั้นเอสเอ็มเอส ปฏิทิน นาฬิกาปลุก ตารางนัดหมาย เกม การใช้งานอินเทอร์เน็ต บลูทูธ อินฟราเรด กล้องถ่ายภาพ เอ็มเอ็มเอส วิทยุ เครื่องเล่นเพลง และ จีพีเอส
โทรศัพท์เคลื่อนที่เครื่องแรกถูกผลิตและออกแสดงใน พ.ศ. 2516 โดย มาร์ติน คูเปอร์ (Martin Cooper) นักประดิษฐ์จากบริษัทโมโตโรลา เป็นโทรศัพท์เคลื่อนที่ขนาดใหญ่ที่มีน้ำหนักประมาณ 1.1 กิโลกรัม[1] ปัจจุบันจำนวนผู้ใช้งานโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั่วโลก เพิ่มขึ้นจากปี พ.ศ. 2543 ที่มีจำนวน 12.4 ล้านคน[2] มาเป็น 4,600 ล้านคน[3]
วิวัฒนาการของโทรศัพท์มือถือ
1G ระบบโทรศัพท์มือถือแบบ analog โทรศัพท์มือถือในยุคนั้นไม่สามารถทำอะไรได้มากนัก ความสามารถหลักๆ คือการให้บริการเสียงอย่างเดียว รองรับเพียงการโทรเข้าและรับสาย ยังไม่รองรับการส่งหรือรับ Data ใดๆ แม้แต่จะส่ง SMS ก็ยังไม่สามารถทำได้ ซึ่งในยุคนั้นผู้คนก็ยังไม่มีความจำเป็นในการใช้งานอื่นๆ นอกจากการโทรเข้าออกอยู่แล้ว และกลุ่มคนส่วนใหญ่ที่สามารถใช้งานโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้ในเวลานั้น เป็นผู้มีฐานะหรือนักธุรกิจที่ใช้ติดต่องาน เนื่องจากโทรศัพท์เคลื่อนที่ในเวลานั้นมีราคาสูงมาก ระบบที่จัดอยู่ในยุคนี้เช่น NMT, AMPS, DataTac เริ่มใช้งานครั้งแรกในปี ค.ศ.1980
2G ระบบโทรศัพท์มือถือแบบ digital ระบบที่จัดอยู่ในยุคนี้เช่น GSM, cdmaOne, PDC มีการพัฒนารูปแบบการส่งคลื่นเสียงแบบ Analog มาเป็น Digital โดยการเข้ารหัส โดยส่งคลื่นเสียงมาทางคลื่นไมโครเวฟ โดยการเข้ารหัสเป็นแบบดิจิตอลนี้ จะช่วยในเรื่องของความปลอดภัยในการใช้งานมากยิ่งขึ้น และช่วยในเรื่องของสัญญาณเสียงที่ใช้ติดต่อสื่อสารให้มีความคมชัดมากขึ้นด้วย โดยมีเทคโนโลยีการเข้าถึงช่องสัญญาณของผู้ใช้เป็นลักษณะเชิงผสมระหว่าง FDMA และ TDMA (Time Division Multiple... | None | tha_Thai | train | en_heres_what_I_found | khalidalt/tydiqa-primary | thai |
I wonder การศึกษาด้านจิตวิทยา เริ่มมีขึ้นตั้งแต่ยุคอะไร?.
Help me answer this question with "Yes" or "No" or "None" if none of the first two answers apply.
Here's what I found on the internet:
Topic: จิตวิทยา
Article:
จิตวิทยา (English: psychology) คือ ศาสตร์ที่ว่าด้วยการศึกษาเกี่ยวกับจิตใจ (กระบวนการของจิต), กระบวนความคิด, และพฤติกรรม ของมนุษย์ด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เนื้อหาที่นักจิตวิทยาศึกษาเช่น การรับรู้ (กระบวนการรับข้อมูลของมนุษย์), อารมณ์, บุคลิกภาพ, พฤติกรรม, และรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล จิตวิทยายังมีความหมายรวมไปถึงการประยุกต์ใช้ความรู้กับกิจกรรมในด้านต่าง ๆ ของมนุษย์ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน (เช่นกิจกรรมที่เกิดขึ้นในครอบครัว, ระบบการศึกษา, การจ้างงานเป็นต้น) และยังรวมถึงการใช้ความรู้ทางจิตวิทยาสำหรับการรักษาปัญหาสุขภาพจิต นักจิตวิทยามีความพยายามที่จะศึกษาทำความเข้าใจถึงหน้าที่หรือจุดประสงค์ต่าง ๆ ของพฤติกรรมที่เกิดขึ้นจากตัวบุคคลและพฤติกรรมที่เกิดขึ้นในสังคม ขณะเดียวกันก็ทำการศึกษาขั้นตอนของระบบประสาทซึ่งมีผลต่อการควบคุมและแสดงออกของพฤติกรรม
บทนำ
จิตวิทยาเป็นศาสตร์ที่ศึกษาค้นคว้าเพื่อนำข้อมูลความรู้มาเสนอ อธิบาย และเพื่อควบคุมและเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของมนุษย์และสัตว์ จิตวิทยามุ่งศึกษาด้านความสัมพันธ์ระหว่างกระบวนการของร่างกายกับจิตใจ ด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ที่เป็นระเบียบแบบแผน เพราะร่างกายและจิตใจมักมีการแสดงออกร่วมกัน อีกทั้งยังแสดงออกในแนวทางที่สามารถทำนายได้
ภาษาทางจิตวิทยา
จิตวิทยาก็มีการบัญญัติศัพท์ขึ้นมาเพื่อใช้ในการศึกษาเช่นเดียวกับศาสตร์อื่น ๆ คำศัพท์บางส่วนประกอบด้วยคำศัพท์ที่คนทั่วไปใช้กันอยู่ในชีวิตประจำวัน คำศัพท์บางคำก็เป็นคำศัพท์ทางวิชาการที่คุ้นเคย ถึงแม้ศัพท์บางคำจะเป็นที่เข้าใจ และคุ้นเคยของคนทั่วไป แต่นักจิตวิทยาก็ได้ให้ความหมายเฉพาะเพื่อให้เกิดความเข้าใจอย่างถ่องแท้ในการศึกษาจิตวิทยา
ปัญหาและการเลือกปัญหาของนักจิตวิทยา
เหมือนกับกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ทั่วไป กระบวนการทางจิตวิทยา เริ่มจากการเลือกปัญหาที่สนใจ แล้วจึง สังเกต ศึกษา หรือทดลอง อย่างเป็นระบบ เพื่อรวบรวมข้อเท็จจริงที่จำเป็นต่อการแก้ปัญหา แล้วทำการรวบรวม เรียบเรียง และตีความข้อเท็จจริงที่ได้ หากนักจิตวิทยาพบแนวทางที่จะแก้ปัญหาหรือตอบคำถามที่กำหนด และสามารถนำมาสัมพันธ์ เกี่ยวข้องเป็นคำตอบของคำถามกว้าง ๆ ได้ นักจิตวิทยาก็จะสนใจ และลงมือศึกษาทันที แต่บางครั้งปัญหาก็เกิดขึ้นจากการสังเกตสิ่งรอบๆ ตัว
นักจิตวิทยาได้แบ่งความคิดเห็นเกี่ยวกับการศึกษาทางจิตวิทยาออกเป็น 3 ฝ่าย ได้แก่ กลุ่มแรกเห็นว่า การเลือกปัญหานั้น... | None | tha_Thai | train | en_heres_what_I_found | khalidalt/tydiqa-primary | thai |
I wonder การศึกษาด้านจิตวิทยาเริ่มต้นขึ้นเมื่อไหร่?.
Help me answer this question with "Yes" or "No" or "None" if none of the first two answers apply.
Here's what I found on the internet:
Topic: จิตวิทยา
Article:
จิตวิทยา (English: psychology) คือ ศาสตร์ที่ว่าด้วยการศึกษาเกี่ยวกับจิตใจ (กระบวนการของจิต), กระบวนความคิด, และพฤติกรรม ของมนุษย์ด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เนื้อหาที่นักจิตวิทยาศึกษาเช่น การรับรู้ (กระบวนการรับข้อมูลของมนุษย์), อารมณ์, บุคลิกภาพ, พฤติกรรม, และรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล จิตวิทยายังมีความหมายรวมไปถึงการประยุกต์ใช้ความรู้กับกิจกรรมในด้านต่าง ๆ ของมนุษย์ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน (เช่นกิจกรรมที่เกิดขึ้นในครอบครัว, ระบบการศึกษา, การจ้างงานเป็นต้น) และยังรวมถึงการใช้ความรู้ทางจิตวิทยาสำหรับการรักษาปัญหาสุขภาพจิต นักจิตวิทยามีความพยายามที่จะศึกษาทำความเข้าใจถึงหน้าที่หรือจุดประสงค์ต่าง ๆ ของพฤติกรรมที่เกิดขึ้นจากตัวบุคคลและพฤติกรรมที่เกิดขึ้นในสังคม ขณะเดียวกันก็ทำการศึกษาขั้นตอนของระบบประสาทซึ่งมีผลต่อการควบคุมและแสดงออกของพฤติกรรม
บทนำ
จิตวิทยาเป็นศาสตร์ที่ศึกษาค้นคว้าเพื่อนำข้อมูลความรู้มาเสนอ อธิบาย และเพื่อควบคุมและเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของมนุษย์และสัตว์ จิตวิทยามุ่งศึกษาด้านความสัมพันธ์ระหว่างกระบวนการของร่างกายกับจิตใจ ด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ที่เป็นระเบียบแบบแผน เพราะร่างกายและจิตใจมักมีการแสดงออกร่วมกัน อีกทั้งยังแสดงออกในแนวทางที่สามารถทำนายได้
ภาษาทางจิตวิทยา
จิตวิทยาก็มีการบัญญัติศัพท์ขึ้นมาเพื่อใช้ในการศึกษาเช่นเดียวกับศาสตร์อื่น ๆ คำศัพท์บางส่วนประกอบด้วยคำศัพท์ที่คนทั่วไปใช้กันอยู่ในชีวิตประจำวัน คำศัพท์บางคำก็เป็นคำศัพท์ทางวิชาการที่คุ้นเคย ถึงแม้ศัพท์บางคำจะเป็นที่เข้าใจ และคุ้นเคยของคนทั่วไป แต่นักจิตวิทยาก็ได้ให้ความหมายเฉพาะเพื่อให้เกิดความเข้าใจอย่างถ่องแท้ในการศึกษาจิตวิทยา
ปัญหาและการเลือกปัญหาของนักจิตวิทยา
เหมือนกับกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ทั่วไป กระบวนการทางจิตวิทยา เริ่มจากการเลือกปัญหาที่สนใจ แล้วจึง สังเกต ศึกษา หรือทดลอง อย่างเป็นระบบ เพื่อรวบรวมข้อเท็จจริงที่จำเป็นต่อการแก้ปัญหา แล้วทำการรวบรวม เรียบเรียง และตีความข้อเท็จจริงที่ได้ หากนักจิตวิทยาพบแนวทางที่จะแก้ปัญหาหรือตอบคำถามที่กำหนด และสามารถนำมาสัมพันธ์ เกี่ยวข้องเป็นคำตอบของคำถามกว้าง ๆ ได้ นักจิตวิทยาก็จะสนใจ และลงมือศึกษาทันที แต่บางครั้งปัญหาก็เกิดขึ้นจากการสังเกตสิ่งรอบๆ ตัว
นักจิตวิทยาได้แบ่งความคิดเห็นเกี่ยวกับการศึกษาทางจิตวิทยาออกเป็น 3 ฝ่าย ได้แก่ กลุ่มแรกเห็นว่า การเลือกปัญหานั้น... | None | tha_Thai | train | en_heres_what_I_found | khalidalt/tydiqa-primary | thai |
I wonder การศึกษาด้านจิตใจมนุษย์เริ่มต้นขึ้นเมื่อไหร่?.
Help me answer this question with "Yes" or "No" or "None" if none of the first two answers apply.
Here's what I found on the internet:
Topic: จิตวิทยา
Article:
จิตวิทยา (English: psychology) คือ ศาสตร์ที่ว่าด้วยการศึกษาเกี่ยวกับจิตใจ (กระบวนการของจิต), กระบวนความคิด, และพฤติกรรม ของมนุษย์ด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เนื้อหาที่นักจิตวิทยาศึกษาเช่น การรับรู้ (กระบวนการรับข้อมูลของมนุษย์), อารมณ์, บุคลิกภาพ, พฤติกรรม, และรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล จิตวิทยายังมีความหมายรวมไปถึงการประยุกต์ใช้ความรู้กับกิจกรรมในด้านต่าง ๆ ของมนุษย์ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน (เช่นกิจกรรมที่เกิดขึ้นในครอบครัว, ระบบการศึกษา, การจ้างงานเป็นต้น) และยังรวมถึงการใช้ความรู้ทางจิตวิทยาสำหรับการรักษาปัญหาสุขภาพจิต นักจิตวิทยามีความพยายามที่จะศึกษาทำความเข้าใจถึงหน้าที่หรือจุดประสงค์ต่าง ๆ ของพฤติกรรมที่เกิดขึ้นจากตัวบุคคลและพฤติกรรมที่เกิดขึ้นในสังคม ขณะเดียวกันก็ทำการศึกษาขั้นตอนของระบบประสาทซึ่งมีผลต่อการควบคุมและแสดงออกของพฤติกรรม
บทนำ
จิตวิทยาเป็นศาสตร์ที่ศึกษาค้นคว้าเพื่อนำข้อมูลความรู้มาเสนอ อธิบาย และเพื่อควบคุมและเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของมนุษย์และสัตว์ จิตวิทยามุ่งศึกษาด้านความสัมพันธ์ระหว่างกระบวนการของร่างกายกับจิตใจ ด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ที่เป็นระเบียบแบบแผน เพราะร่างกายและจิตใจมักมีการแสดงออกร่วมกัน อีกทั้งยังแสดงออกในแนวทางที่สามารถทำนายได้
ภาษาทางจิตวิทยา
จิตวิทยาก็มีการบัญญัติศัพท์ขึ้นมาเพื่อใช้ในการศึกษาเช่นเดียวกับศาสตร์อื่น ๆ คำศัพท์บางส่วนประกอบด้วยคำศัพท์ที่คนทั่วไปใช้กันอยู่ในชีวิตประจำวัน คำศัพท์บางคำก็เป็นคำศัพท์ทางวิชาการที่คุ้นเคย ถึงแม้ศัพท์บางคำจะเป็นที่เข้าใจ และคุ้นเคยของคนทั่วไป แต่นักจิตวิทยาก็ได้ให้ความหมายเฉพาะเพื่อให้เกิดความเข้าใจอย่างถ่องแท้ในการศึกษาจิตวิทยา
ปัญหาและการเลือกปัญหาของนักจิตวิทยา
เหมือนกับกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ทั่วไป กระบวนการทางจิตวิทยา เริ่มจากการเลือกปัญหาที่สนใจ แล้วจึง สังเกต ศึกษา หรือทดลอง อย่างเป็นระบบ เพื่อรวบรวมข้อเท็จจริงที่จำเป็นต่อการแก้ปัญหา แล้วทำการรวบรวม เรียบเรียง และตีความข้อเท็จจริงที่ได้ หากนักจิตวิทยาพบแนวทางที่จะแก้ปัญหาหรือตอบคำถามที่กำหนด และสามารถนำมาสัมพันธ์ เกี่ยวข้องเป็นคำตอบของคำถามกว้าง ๆ ได้ นักจิตวิทยาก็จะสนใจ และลงมือศึกษาทันที แต่บางครั้งปัญหาก็เกิดขึ้นจากการสังเกตสิ่งรอบๆ ตัว
นักจิตวิทยาได้แบ่งความคิดเห็นเกี่ยวกับการศึกษาทางจิตวิทยาออกเป็น 3 ฝ่าย ได้แก่ กลุ่มแรกเห็นว่า การเลือกปัญหานั้น... | None | tha_Thai | train | en_heres_what_I_found | khalidalt/tydiqa-primary | thai |
I wonder การศึกษาด้ายมนุษยศาสตร์ เริ่มต้นขึ้นเมื่อไหร่?.
Help me answer this question with "Yes" or "No" or "None" if none of the first two answers apply.
Here's what I found on the internet:
Topic: มนุษยศาสตร์
Article:
มนุษยศาสตร์ (English: humanities) เป็นกลุ่มของสาขาวิชาที่เกี่ยวกับการศึกษาสภาวะแห่งมนุษย์โดยส่วนใหญ่ใช้กรรมวิธีเชิงวิเคราะห์, วิจารณญาณ หรือการคาดการณ์ซึ่งแตกต่างจากการเข้าสู่ปัญหาด้วยกรรมวิธีเชิงประจักษ์ด้วยธรรมชาติ, สังคมศาสตร์ โดยธรรมเนียมทั่วไปมนุษยศาสตร์รวมถึงสาขาวิชาภาษาศาสตร์โบราณและภาษาศาสตร์สมัยใหม่, วรรณคดี ประวัติศาสตร์ ปรัชญา ศาสนา ทัศนศิลป์ ศิลปะการแสดง และดนตรี บางครั้งมีการรวมเอาสาขาวิชาอื่นเพิ่มเข้าไปด้วย ได้แก่ มานุษยวิทยา ภูมิภาคศึกษา การสื่อสารและวัฒนธรรมศึกษา แม้ว่าสาขาวิชาเหล่านี้มักถูกจัดไว้ในสาขาสังคมศาสตร์ นักวิชาการที่อยู่ในสายของสาขาวิชานี้ บางครั้งอาจเรียกตนเองว่าเป็น "นักมนุษยนิยม" อย่างไรก็ตามคำดังกล่าวก็ได้ใช้เรียกนักปรัชญาสาขามนุษยนิยมแต่ก็ยังไม่เป็นที่ยอมรับ
สาขาวิชาของมนุษยศาสตร์
คลาสสิก
ดูบทความหลัก: คลาสสิก
ในประเพณีนิยมด้านวิชาการตะวันตก คลาสสิกหมายถึงวัฒนธรรมแห่งคลาสสิกโบราณ ได้แก่วัฒนธรรมกรีกโบราณและวัฒนธรรมโรมันโบราณ แต่เดิมวิชาคลาสสิกศึกษาถือเป็นรากฐานของสาขาวิชามนุษยศาสตร์ แต่คลาสสิกศึกษาได้ลดความสำคัญลงในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 20 (พ.ศ. 2344 - พ.ศ. 2443) แต่ถึงกระนั้นอิทธิพลของแนวคิดคลาสสิกก็ยังคงปรากฏในมนุษยศาสตร์ เช่นสาขาวิชาปรัชญาและวรรณคดีซึ่งยังคงอยู่อย่างมั่นคง
หากพิจารณาอย่างกว้าง ๆ ถือได้ว่า "คลาสสิก" ยังคงเป็นงานเขียนพื้นฐานดั้งเดิมในวัฒนธรรมยุคเริ่มแรกในหลายวัฒนธรรมสำคัญของโลก และในประเพณีสำคัญอื่น ๆ คลาสสิกมักอ้างไปถึง "คัมภีร์" และ "คัมภีร์อุปนิษัท" ในอินเดีย "เล่าจื๊อ" และ "จวงจื่อ" ในจีน และงานเขียนอื่นเช่น "ประมวลกฎหมายฮัมมูราบี" และ "มหากาพย์กิลกาเมช" ในเมโสโปเตเมีย รวมทั้ง "ตำราแห่งการตายของอีจิปต์" (Egyptian Book of the Dead.)
ประวัติศาสตร์
ดูบทความหลัก: ประวัติศาสตร์
ประวัติศาสตร์</b>คือศาสตร์ว่าด้วยการบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับอดีตอย่างเป็นระบบ เมื่อใช้เรียกสายหรือกลุ่มสาขาวิชา ประวัติศาสตร์หมายรวมถึงการศึกษาและการแปลความหมายการบันทึกของมวลมนุษย์ ครอบครัวและสังคม มักมีการกล่าวความรู้ประวัติศาสตร์ว่าเป็นการรวมความรู้เกี่ยวกับเหตุการณ์ในอดีตและการสะสมทักษะการคิดเชิงประวัติศาสตร์
โดยประเพณีนิยม ถือว่าการศึกษาประวัติศาสตร์ถือเป็นส่วนของมนุษยศาสตร์ แต่อย่างไรก็ดี ในวงการวิชาการสมัยใหม่... | None | tha_Thai | train | en_heres_what_I_found | khalidalt/tydiqa-primary | thai |
I wonder การศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง คือ ปวส. ใช่หรือไม่ ?.
Help me answer this question with "Yes" or "No" or "None" if none of the first two answers apply.
Here's what I found on the internet:
Topic: การศึกษาในประเทศไทย
Article:
การศึกษาในประเทศไทย เป็นการศึกษาที่จัดโดยกระทรวงศึกษาธิการของประเทศไทย โดยภาครัฐจะเข้ามาดูแลโดยตรงและเปิดโอกาสให้เอกชนมีส่วนร่วมในการศึกษาตั้งแต่ระดับการศึกษาปฐมวัยจนถึงระดับอุดมศึกษา สำหรับการศึกษาภาคบังคับในประเทศไทยนั้นได้กำหนดให้พลเมืองไทยต้องจบการศึกษาอย่างน้อยที่สุดในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น[1] และต้องเข้ารับการศึกษาอย่างช้าสุดเมื่ออายุ 7 ปี[2] ซึ่งการศึกษาภาคบังคับนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งแบ่งออกเป็นระดับชั้นประถมศึกษา 6 ปีและมัธยมศึกษา 6 ปี นอกจากนี้แล้วการศึกษาขั้นพื้นฐานยังรวมถึงการศึกษาปฐมวัยอีกด้วย[3] ทั้งนี้รัฐจะต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่ายตามความในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550[4] ส่วนการบริหารและการควบคุมการศึกษาในระดับอุดมศึกษาจะดำเนินการโดยสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา ซึ่งเป็นแผนกหนึ่งของกระทรวงศึกษาธิการ ในปัจจุบันการศึกษาในประเทศไทยมีทั้งสิ้น 3 รูปแบบ คือ การศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย
อย่างไรก็ตามการจัดการศึกษาของประเทศไทยนั้นถูกมองว่าล้าหลังและล้มเหลวเสมอมา[5] กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยเมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2554 ว่า เด็กไทยมีระดับเชาวน์ปัญญา 98.59 ซึ่งต่ำกว่าค่ามัธยฐานของเชาวน์ปัญญาทั้งโลกที่ระดับ 100 โดยเด็กไทยภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีสติปัญญาน้อยที่สุด สูงขึ้นมาจึงเป็นภาคใต้ ภาคเหนือ และภาคกลางตามลำดับ[6]
ระบบโรงเรียน
สำหรับระบบการศึกษาในโรงเรียนของประเทศไทยนั้นจะแบ่งการศึกษาออกเป็น 4 ช่วงชั้น คือ ช่วงชั้นที่ 1 ตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 - 3 ช่วงชั้นที่ 2 ตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 - 6 ช่วงชั้นที่ 3 คือระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น (มัธยมศึกษาปีที่ 1 - 3) และช่วงชั้นที่ 4 คือระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย (มัธยมศึกษาปีที่ 4 - 6)[7] โดยในช่วงชั้นที่ 4 นั้นนอกจากจะมีการจัดการศึกษาในสายสามัญแล้ว ยังมีการจัดการศึกษาในสายอาชีพด้วย ซึ่งในระดับชั้น ปวช. 1 - 3 นั้นจะเทียบเท่ากับระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย โดยนักเรียนที่เลือกสายสามัญมักมีความตั้งใจที่จะศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย ส่วนนักศึกษาที่เลือกสายอาชีพมักวางแผนเพื่อเตรียมพร้อมสู่การจ้างงานและศึกษาเพิ่มเติม[8]
ในการเข้าศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้นไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมัธยมศึกษาตอนต้น มัธยมศึกษาตอนปลาย... | None | tha_Thai | train | en_heres_what_I_found | khalidalt/tydiqa-primary | thai |
I wonder การศึกษาวิชากายวิภาคศาสตร์ เริ่มต้นเมื่อไหร่?.
Help me answer this question with "Yes" or "No" or "None" if none of the first two answers apply.
Here's what I found on the internet:
Topic: ประวัติวิชากายวิภาคศาสตร์
Article:
ประวัติการศึกษาวิชากายวิภาคศาสตร์ เป็นวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาตั้งแต่การผ่าร่างกายของเหยื่อจากการสังเวยในสมัยโบราณ ไปจนถึงการวิเคราะห์อย่างละเอียดซับซ้อนถึงการทำงานของร่างกายโดยนักวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ การศึกษาวิชานี้มีลักษณะเฉพาะมาเป็นเวลานาน และมีการพัฒนาถึงการทำความเข้าใจในหน้าที่และโครงสร้างของอวัยวะในร่างกายอย่างต่อเนื่อง การศึกษากายวิภาคศาสตร์มนุษย์มีประวัติศาสตร์ความเป็นมาที่มีเกียรติและนับว่าเป็นสาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพที่มีความโดดเด่นในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 และต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 วิธีการศึกษาวิชากายวิภาคศาสตร์ก็มีการพัฒนาอย่างมากมายตั้งแต่การศึกษาในสัตว์ไปจนถึงการศึกษาในศพของมนุษย์ และการใช้เทคโนโลยีที่ซับซ้อนในคริสต์ศตวรรษที่ 20
การศึกษาในยุคโบราณ
อียิปต์โบราณ
การศึกษากายวิภาคศาสตร์เริ่มขึ้นอย่างเร็วที่สุดเมื่อราว 1600 ปีก่อนคริสต์ศักราช ในยุคอียิปต์โบราณบน กระดาษปาปิรุส เอ็ดวิน สมิธ (Edwin Smith papyrus) บทความในกระดาษนั้นกล่าวถึงหัวใจ, หลอดเลือดของหัวใจ, ตับ, ม้าม, ไต, มดลูก, และกระเพาะปัสสาวะ และทราบว่าหลอดเลือดออกมาจากหัวใจ มีการกล่าวถึงหลอดเลือดหลอดอื่นๆ ว่าบางเส้นขนส่งอากาศ เมือก และหลอดเลือด 2 เส้นที่ไปทางหูข้างขวาเชื่อกันว่าขนส่ง ลมหายใจแห่งชีวิต (breath of life) ในขณะที่หลอดเลือด 2 เส้นที่ไปทางหูซ้ายขนส่ง ลมหายใจแห่งความตาย (breath of death) ใน<i data-parsoid='{"dsr":[1414,1436,2,2]}'>กระดาษปาปิรุสเอแบส (Ebers papyrus, ประมาณ 1550 ปีก่อนคริสต์ศักราช) กล่าวถึง บทความเกี่ยวกับหัวใจ โดยกล่าวว่าหัวใจเป็นศูนย์กลางในการสูบฉีดโลหิตไปเลี้ยงตามหลอดเลือดที่เลี้ยงทุกส่วนของร่างกาย ชาวอียิปต์โบราณไม่ค่อยมีความเข้าใจเกี่ยวกับหน้าที่ของไต และเชื่อว่าหัวใจเป็นจุดรวมของหลอดเลือดที่ทำหน้าที่ขนส่งของเหลวทุกชนิดในร่างกายไม่ว่าจะเป็นเลือด, น้ำตา, ปัสสาวะ, และน้ำอสุจิ[1]
กรีกโบราณ
นักวิทยาศาสตร์การแพทย์สมัยก่อนซึ่งงานของท่านยังคงมีประโยชน์อย่างมากในปัจจุบันคือ ฮิปโปกราเตส (Hippocrates) แพทย์ชาวกรีกที่มีชีวิตอยู่ในช่วงศตวรรษที่ 5 ก่อนคริสตกาลถึงต้นศตวรรษที่ 4 ก่อรคริสตกาล (460 - 377 ปีก่อนคริสต์ศักราช) งานของเขาแสดงถึงความเข้าใจพื้นฐานของโครงสร้างของกล้ามเนื้อและกระดูก และการเริ่มต้นความเข้าใจของการทำงานของอวัยวะบางชนิด เช่น ไต แม้ว่างานของเขาส่วนใหญ่... | None | tha_Thai | train | en_heres_what_I_found | khalidalt/tydiqa-primary | thai |
I wonder การศึกษาเรณูวิทยาในประเทศไทย เริ่มต้นโดยผู้ใด?.
Help me answer this question with "Yes" or "No" or "None" if none of the first two answers apply.
Here's what I found on the internet:
Topic: เรณูวิทยา
Article:
เรณูวิทยา</b>ในชั้นหิน (English: Stratigraphic palynology or Geological palynology) เป็นวิทยาศาสตร์ที่นักธรณีวิทยาศึกษาเกี่ยวกับเรณูสัณฐานของสิ่งมีชีวิตปัจจุบันและซากดึกดำบรรพ์เพื่อศึกษาหาอายุเปรียบเทียบและการลำดับชั้นหิน จากซากเหลือของ ละอองเรณู(pollen) สปอร์(spores) ไดโนแฟลกเจลเลต(dinoflagellatesc และระยะซีสต์:hypnozygote) อาคริทาร์ช(acritarchs) ไคตินโนซัว(chitinozoans) และสโคเลโคดอนต์(scolecodonts) รวมไปถึงอินทรีย์วัตถุ(other microfossils)และเคอโรเจนที่มีลักษณะเฉพาะที่พบในตะกอนและหินตะกอน บางครั้งการศึกษาเรณูสัณฐาน(Palynomorphs)จะรวมถึงการศึกษาไดอะตอม(diatom) ฟอแรมมินิเฟอรา(microforaminifera) หรือสิ่งมีชีวิตอื่นที่มีโครงร่างภายนอกเป็นสารพวกซิลิก้าและเนื้อปูน(อ้างอิงจากPalynology at U of AZ)
เรณูวิทยาเป็นวิทยาศาสตร์เชิงสหวิทยาการและเป็นสาขาหนึ่งของธรณีวิทยาและชีววิทยาโดยเฉพาะอย่างยิ่งพฤกษศาสตร์ วิชาการลำดับชั้นหินทางเรณูวิทยาเป็นสาขาหนึ่งของวิชาบรรพชีวินวิทยาจุลภาคและพฤกษศาสตร์โบราณซึ่งศึกษาเกี่ยวกับซากดึกดำบรรพ์ของเรณูสัณฐานจากช่วงพรีแคมเบรียนตลอดจนถึงสมัยโฮโลซีน
ประวัติวิชาเรณูวิทยา
ประวัติเริ่มแรก
มีรายงานการค้นพบละอองเรณูภายใต้กล้องจุลทรรศน์เป็นครั้งแรกสุดในช่วงทศวรรษที่ 1640 โดย เนเฮเมียห์ กรีว นักพฤกษศาสตร์ชาวอังกฤษ[2]เป็นผู้บรรยายลักษณะของละอองเรณู เกสรตัวผู้ และเป็นผู้ทำนายได้อย่างถูกต้องว่าละอองเรณูเป็นสิ่งจำเป็นในการสืบพันธุ์ของพืชทั้งหลาย กล้องจุลทรรศน์ได้เข้ามามีบทบาทในการศึกษาเรณูวิทยามากยิ่งขึ้นรวมไปถึงผลงานของโรเบิร์ต คิดสตัน และพี เรนช์ผู้ตรวจสอบพบสปอร์ในชั้นถ่านหินที่เปรียบเทียบได้กับสปอร์ของพืชปัจจุบัน[3] ผู้บุกเบิกช่วงแรกๆยังรวมถึงคริสเตียน กอทต์ฟรายด์ อีห์เรนเบิร์ก (ผู้ศึกษาเรดิโอลาเรียนและไดอะตอม) ไกเดียน แมนเทลล์ (ผู้ศึกษาสาหร่ายเดสมิด) และเฮนรี โฮฟเรย์ ไวต์ (ผู้ศึกษาไดโนแฟลกเจลเลต)
เรณูวิทยายุคใหม่
การวิเคราะห์ละอองเรณูเชิงปริมาณแรกสุดถูกตีพิมพ์โดยเลนนาร์ต วอง โพสต์ เป็นผู้วางรากฐานในการวิเคราะห์ละอองเรณูยุคใหม่ในการบรรยายที่คริสเตียนาของเขาในปี ค.ศ. 1916[4] การวิเคราะห์ละอองเรณูช่วงแรกๆถูกจำกัดเฉพาะในแถบประเทศนอร์ดิคเนื่องจากการตีพิมพ์ในช่วงแรกๆจำนวนมากเป็นภาษานอร์ดิค[5] การจำกัดการศึกษาจำกัดเฉพาะในหมู่ประเทศนอร์ดิคนี้ได้สิ้นจุดลงด้วยการตีพิมพ์วิทยานิพนธ์ของกุนนาร์ เอิร์ดมันในปี... | None | tha_Thai | train | en_heres_what_I_found | khalidalt/tydiqa-primary | thai |
I wonder การสลับขั้วแม่เหล็กโลก ถูกค้นพบโดยใคร?.
Help me answer this question with "Yes" or "No" or "None" if none of the first two answers apply.
Here's what I found on the internet:
Topic: การสลับขั้วแม่เหล็กโลก
Article:
การสลับขั้วแม่เหล็กโลก (English: geomagnetic reversal) เป็นการเปลี่ยนแปลงทิศทางของสนามแม่เหล็กโลกโดยที่มีการสลับขั้วกันระหว่างขั้วแม่เหล็กเหนือกับขั้วแม่เหล็กใต้ ปรกติเหตุการณ์นี้จะเกี่ยวข้องกับการที่สนามแม่เหล็กโลกมีความเข้มข้นลดลง ตามด้วยการกลับคืนมาอย่างรวดเร็วหลังจากการสลับขั้วเกิดขึ้น เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเป็นช่วงระยะเวลาตั้งแต่หลายหมื่นปีไปจนหลายล้านปี
ประวัติ
ในช่วงต้นของศตวรรษที่ 20 บรรดานักธรณีวิทยาได้เริ่มสังเกตเห็นว่าหินภูเขาไฟบางแห่งมีสภาพเป็นแม่เหล็กในทิศทางที่ตรงกันข้ามจากที่คาดหวัง การตรวจสอบครั้งแรกเกี่ยวกับช่วงเวลาของการสลับขั้วแม่เหล็กนั้นดำเนินการโดยโมโตโนริ มัตสึยามะในช่วงทศวรรษที่ 1920 ซึ่งเป็นผู้สังเกตเห็นว่ามีหินในญี่ปุ่นที่มีสนามแม่เหล็กที่สลับขั้วและทั้งหมดมีอายุอยู่ในช่วงต้นของสมัยไพลสโตรซีนหรือแก่กว่า ในช่วงนั้นเขาได้ตีพิมพ์ข้อเสนอของเขาว่าสนามแม่เหล็กมีการสลับขั้ว แต่เรื่องราวเกี่ยวกับสนามแม่เหล็กนั้นยังเป็นที่เข้าใจกันน้อยจึงมีผู้ให้ความสนใจกันน้อยถึงโอกาสที่สนามแม่เหล็กจะเกิดการสลับขั้ว.[1]
สามทศวรรษต่อมา ได้มีทฤษฎีกล่าวถึงสาเหตุของสนามแม่เหล็กและบางส่วนก็รวมถึงโอกาสของการสลับขั้วด้วย การวิจัยสนามแม่เหล็กโลกโบราณทั้งหมดในช่วงปลายทศวรรษที่ 1950 นั้นเกี่ยวข้องกับการตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงในตำแหน่งของขั้วแม่เหล็กและเกี่ยวกับทวีปจร แม้ว่าจะได้รับการค้นพบว่าหินบางชนิดมีการสลับขั้วในสนามแม่เหล็กขณะที่กำลังเย็นตัวลง ทำให้ดูเหมือนว่าหินอัคนีที่ถูกทำให้มีสภาพเป็นแม่เหล็กทั้งหมดมีร่องรอยของสนามแม่เหล็กโลก ณ ช่วงเวลาที่มันเย็นตัวลง แรกๆนั้นดูเหมือนว่าการสลับขั้วจะเกิดขึ้นทุกๆ 1 ล้านปีแต่ในช่วงทศวรรษที่ 1960 เป็นที่รู้กันว่าช่วงเวลาของการสลับขั้วนั้นไม่แน่นอน[1]
เรือวิจัยในช่วงทศวรรษที่ 1950 – 1960 ได้มีการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับความแปรผันในสนามแม่เหล็กโลกไว้ เพราะว่าเส้นทางการเดินเรือนั้นซับซ้อนประกอบกับข้อมูลด้านการนำร่องกับการอ่านค่าจากเครื่องวัดสนามแม่เหล็กนั้นมีความยุ่งยาก แต่เมื่อข้อมูลทั้งหมดถูกพลอตลงบนแผนที่กลับทำให้เห็นว่ามีแถบสนามแม่เหล็กที่เป็นระเบียบและต่อเนื่องตลอดพื้นมหาสมุทรอย่างน่าพิศวง[1]
ในปี 1963 เฟรดเดอริกค์ ไวน์ และ ดรัมมอนด์ แมตทิวส์ ได้ให้คำอธิบายง่ายๆโดยการผสมผสานทฤษฏีการแยกเคลื่อนที่แผ่ออกของพื้นมหาสมุทรของแฮรี แฮมมอนด์... | None | tha_Thai | train | en_heres_what_I_found | khalidalt/tydiqa-primary | thai |
I wonder การสลับขั้วแม่เหล็กโลก เป็นปรากฎการณ์ทางธรรมชาติใช่หรือไม่?.
Help me answer this question with "Yes" or "No" or "None" if none of the first two answers apply.
Here's what I found on the internet:
Topic: การสลับขั้วแม่เหล็กโลก
Article:
การสลับขั้วแม่เหล็กโลก (English: geomagnetic reversal) เป็นการเปลี่ยนแปลงทิศทางของสนามแม่เหล็กโลกโดยที่มีการสลับขั้วกันระหว่างขั้วแม่เหล็กเหนือกับขั้วแม่เหล็กใต้ ปรกติเหตุการณ์นี้จะเกี่ยวข้องกับการที่สนามแม่เหล็กโลกมีความเข้มข้นลดลง ตามด้วยการกลับคืนมาอย่างรวดเร็วหลังจากการสลับขั้วเกิดขึ้น เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเป็นช่วงระยะเวลาตั้งแต่หลายหมื่นปีไปจนหลายล้านปี
ประวัติ
ในช่วงต้นของศตวรรษที่ 20 บรรดานักธรณีวิทยาได้เริ่มสังเกตเห็นว่าหินภูเขาไฟบางแห่งมีสภาพเป็นแม่เหล็กในทิศทางที่ตรงกันข้ามจากที่คาดหวัง การตรวจสอบครั้งแรกเกี่ยวกับช่วงเวลาของการสลับขั้วแม่เหล็กนั้นดำเนินการโดยโมโตโนริ มัตสึยามะในช่วงทศวรรษที่ 1920 ซึ่งเป็นผู้สังเกตเห็นว่ามีหินในญี่ปุ่นที่มีสนามแม่เหล็กที่สลับขั้วและทั้งหมดมีอายุอยู่ในช่วงต้นของสมัยไพลสโตรซีนหรือแก่กว่า ในช่วงนั้นเขาได้ตีพิมพ์ข้อเสนอของเขาว่าสนามแม่เหล็กมีการสลับขั้ว แต่เรื่องราวเกี่ยวกับสนามแม่เหล็กนั้นยังเป็นที่เข้าใจกันน้อยจึงมีผู้ให้ความสนใจกันน้อยถึงโอกาสที่สนามแม่เหล็กจะเกิดการสลับขั้ว.[1]
สามทศวรรษต่อมา ได้มีทฤษฎีกล่าวถึงสาเหตุของสนามแม่เหล็กและบางส่วนก็รวมถึงโอกาสของการสลับขั้วด้วย การวิจัยสนามแม่เหล็กโลกโบราณทั้งหมดในช่วงปลายทศวรรษที่ 1950 นั้นเกี่ยวข้องกับการตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงในตำแหน่งของขั้วแม่เหล็กและเกี่ยวกับทวีปจร แม้ว่าจะได้รับการค้นพบว่าหินบางชนิดมีการสลับขั้วในสนามแม่เหล็กขณะที่กำลังเย็นตัวลง ทำให้ดูเหมือนว่าหินอัคนีที่ถูกทำให้มีสภาพเป็นแม่เหล็กทั้งหมดมีร่องรอยของสนามแม่เหล็กโลก ณ ช่วงเวลาที่มันเย็นตัวลง แรกๆนั้นดูเหมือนว่าการสลับขั้วจะเกิดขึ้นทุกๆ 1 ล้านปีแต่ในช่วงทศวรรษที่ 1960 เป็นที่รู้กันว่าช่วงเวลาของการสลับขั้วนั้นไม่แน่นอน[1]
เรือวิจัยในช่วงทศวรรษที่ 1950 – 1960 ได้มีการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับความแปรผันในสนามแม่เหล็กโลกไว้ เพราะว่าเส้นทางการเดินเรือนั้นซับซ้อนประกอบกับข้อมูลด้านการนำร่องกับการอ่านค่าจากเครื่องวัดสนามแม่เหล็กนั้นมีความยุ่งยาก แต่เมื่อข้อมูลทั้งหมดถูกพลอตลงบนแผนที่กลับทำให้เห็นว่ามีแถบสนามแม่เหล็กที่เป็นระเบียบและต่อเนื่องตลอดพื้นมหาสมุทรอย่างน่าพิศวง[1]
ในปี 1963 เฟรดเดอริกค์ ไวน์ และ ดรัมมอนด์ แมตทิวส์ ได้ให้คำอธิบายง่ายๆโดยการผสมผสานทฤษฏีการแยกเคลื่อนที่แผ่ออกของพื้นมหาสมุทรของแฮรี แฮมมอนด์... | None | tha_Thai | train | en_heres_what_I_found | khalidalt/tydiqa-primary | thai |
I wonder การสลับขั้วแม่เหล็กโลก เป็นปรากฎการณ์ทางธรรมชาติใช่หรือไม่?.
Help me answer this question with "Yes" or "No" or "None" if none of the first two answers apply.
Here's what I found on the internet:
Topic: ความเสี่ยงมหันตภัยทั่วโลก
Article:
ความเสี่ยงมหันตภัยทั่วโลก[2] (English: global catastrophic risk) เป็นเหตุการณ์สมมุติในอนาคต ที่อาจทำความเสียหายต่อมนุษย์อย่างรุนแรงทั่วโลก[3]
เหตุการณ์บางอย่างอาจทำลาย หรือทำความเสียหายแก่ อารยธรรมที่มีในปัจจุบัน
หรือเหตุการณ์ที่รุนแรงกว่านั้น อาจทำให้มวลมนุษย์สูญพันธุ์[4]
ซึ่งเรียกได้ว่า เป็นความเสี่ยงต่อการอยู่รอดของมนุษย์ (existential risk)
ภัยพิบัติตามธรรมชาติ เช่น การระเบิดของซูเปอร์ภูเขาไฟ และการวิ่งชนโลกของดาวเคราะห์น้อย จะเป็นความเสี่ยงในระดับนี้ถ้ารุนแรงเพียงพอ
เหตุการณ์ที่มนุษย์เป็นเหตุ ก็อาจจะเป็นความเสี่ยงต่อการอยู่รอดของสัตว์ฉลาดต่าง ๆ ของโลก
เช่น ปรากฏการณ์โลกร้อน[5]
สงครามนิวเคลียร์ หรือการก่อการร้ายชีวภาพ
สถาบันอนาคตของมนุษยชาติ (Future of Humanity Institute) ที่เป็นส่วนของมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด เชื่อว่า การสูญพันธุ์ของมนุษย์ น่าจะมีเหตุมาจากมนุษย์เอง มากกว่าจากเหตุการณ์ทางธรรมชาติ[6][7]
แต่ว่า เป็นเรื่องยากลำบากที่จะศึกษาการสูญพันธุ์ของมนุษย์ เพราะไม่เคยมีเหตุการณ์นี้จริง ๆ[8]
แม้นี่จะไม่ได้หมายความว่า จะไม่เกิดขึ้นในอนาคต แต่ว่า การสร้างแบบจำลองของความเสี่ยงต่อความอยู่รอด เป็นเรื่องยาก โดยส่วนหนึ่งเพราะผู้ศึกษามีความเอนเอียงจากการอยู่รอด คือมีความคิดผิดพลาดที่พุ่งความสนใจไปในสิ่งที่อยู่รอด จนทำให้เหตุผลไม่ตรงกับความจริง
การจัดประเภทความเสี่ยง
นักปรัชญาที่มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด ดร. นิก บอสตรอม จัดประเภทความเสี่ยงตามขอบเขตและความรุนแรง[7]
เขาพิจารณาความเสี่ยงที่มีขอบเขตอย่างน้อย "ทั่วโลก" (global) และมีความรุนแรงอย่างน้อย "ยังทนได้" (endurable) ว่าเป็นความเสี่ยงมหันตภัยทั่วโลก
ส่วนความเสี่ยงที่มีขอบเขตอย่างน้อย "หลายชั่วคน" (trans-generational) และมีความรุนแรงอย่างน้อย "เป็นจุดจบ" (terminal) ว่าเป็นความเสี่ยงต่อการอยู่รอด
คือ แม้ว่าความเสี่ยงมหันตภัยทั่วโลก อาจจะฆ่าสิ่งมีชีวิตเป็นจำนวนมาก แต่มนุษย์ก็ยังอาจจะฟื้นคืนได้
แต่ว่า ความเสี่ยงต่อการอยู่รอด จะทำลายมนุษย์ทั้งหมด หรือจะขัดขวางไม่ให้เกิดอารยธรรมได้อีกในอนาคต
ดร. บอสตรอม พิจารณาความเสี่ยงต่อการอยู่รอด ว่าเป็นเรื่องสำคัญกว่ามาก[10]
ดร. บอสตรอมแสดงความเสี่ยงต่อการอยู่รอด 4 ประเภท คือ "Bang" (โดยเป็นเสียงระเบิด) เป็นมหันตภัยกระทันหัน ซึ่งอาจจะเป็นอุบัติเหตุ หรืออาจะเป็นเรื่องจงใจ
เขาคิดว่า ต้นเหตุของ Bang... | None | tha_Thai | train | en_heres_what_I_found | khalidalt/tydiqa-primary | thai |
I wonder การสลับขั้วแม่เหล็กโลก ๔ุกค้นพบครังแรกเมื่อใด?.
Help me answer this question with "Yes" or "No" or "None" if none of the first two answers apply.
Here's what I found on the internet:
Topic: การสลับขั้วแม่เหล็กโลก
Article:
การสลับขั้วแม่เหล็กโลก (English: geomagnetic reversal) เป็นการเปลี่ยนแปลงทิศทางของสนามแม่เหล็กโลกโดยที่มีการสลับขั้วกันระหว่างขั้วแม่เหล็กเหนือกับขั้วแม่เหล็กใต้ ปรกติเหตุการณ์นี้จะเกี่ยวข้องกับการที่สนามแม่เหล็กโลกมีความเข้มข้นลดลง ตามด้วยการกลับคืนมาอย่างรวดเร็วหลังจากการสลับขั้วเกิดขึ้น เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเป็นช่วงระยะเวลาตั้งแต่หลายหมื่นปีไปจนหลายล้านปี
ประวัติ
ในช่วงต้นของศตวรรษที่ 20 บรรดานักธรณีวิทยาได้เริ่มสังเกตเห็นว่าหินภูเขาไฟบางแห่งมีสภาพเป็นแม่เหล็กในทิศทางที่ตรงกันข้ามจากที่คาดหวัง การตรวจสอบครั้งแรกเกี่ยวกับช่วงเวลาของการสลับขั้วแม่เหล็กนั้นดำเนินการโดยโมโตโนริ มัตสึยามะในช่วงทศวรรษที่ 1920 ซึ่งเป็นผู้สังเกตเห็นว่ามีหินในญี่ปุ่นที่มีสนามแม่เหล็กที่สลับขั้วและทั้งหมดมีอายุอยู่ในช่วงต้นของสมัยไพลสโตรซีนหรือแก่กว่า ในช่วงนั้นเขาได้ตีพิมพ์ข้อเสนอของเขาว่าสนามแม่เหล็กมีการสลับขั้ว แต่เรื่องราวเกี่ยวกับสนามแม่เหล็กนั้นยังเป็นที่เข้าใจกันน้อยจึงมีผู้ให้ความสนใจกันน้อยถึงโอกาสที่สนามแม่เหล็กจะเกิดการสลับขั้ว.[1]
สามทศวรรษต่อมา ได้มีทฤษฎีกล่าวถึงสาเหตุของสนามแม่เหล็กและบางส่วนก็รวมถึงโอกาสของการสลับขั้วด้วย การวิจัยสนามแม่เหล็กโลกโบราณทั้งหมดในช่วงปลายทศวรรษที่ 1950 นั้นเกี่ยวข้องกับการตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงในตำแหน่งของขั้วแม่เหล็กและเกี่ยวกับทวีปจร แม้ว่าจะได้รับการค้นพบว่าหินบางชนิดมีการสลับขั้วในสนามแม่เหล็กขณะที่กำลังเย็นตัวลง ทำให้ดูเหมือนว่าหินอัคนีที่ถูกทำให้มีสภาพเป็นแม่เหล็กทั้งหมดมีร่องรอยของสนามแม่เหล็กโลก ณ ช่วงเวลาที่มันเย็นตัวลง แรกๆนั้นดูเหมือนว่าการสลับขั้วจะเกิดขึ้นทุกๆ 1 ล้านปีแต่ในช่วงทศวรรษที่ 1960 เป็นที่รู้กันว่าช่วงเวลาของการสลับขั้วนั้นไม่แน่นอน[1]
เรือวิจัยในช่วงทศวรรษที่ 1950 – 1960 ได้มีการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับความแปรผันในสนามแม่เหล็กโลกไว้ เพราะว่าเส้นทางการเดินเรือนั้นซับซ้อนประกอบกับข้อมูลด้านการนำร่องกับการอ่านค่าจากเครื่องวัดสนามแม่เหล็กนั้นมีความยุ่งยาก แต่เมื่อข้อมูลทั้งหมดถูกพลอตลงบนแผนที่กลับทำให้เห็นว่ามีแถบสนามแม่เหล็กที่เป็นระเบียบและต่อเนื่องตลอดพื้นมหาสมุทรอย่างน่าพิศวง[1]
ในปี 1963 เฟรดเดอริกค์ ไวน์ และ ดรัมมอนด์ แมตทิวส์ ได้ให้คำอธิบายง่ายๆโดยการผสมผสานทฤษฏีการแยกเคลื่อนที่แผ่ออกของพื้นมหาสมุทรของแฮรี แฮมมอนด์... | None | tha_Thai | train | en_heres_what_I_found | khalidalt/tydiqa-primary | thai |
I wonder การสลายการชุมนุมที่แยกราชประสงค์พ.ศ. 2553 เกิดขึ้นในรัฐบาลใด ?.
Help me answer this question with "Yes" or "No" or "None" if none of the first two answers apply.
Here's what I found on the internet:
Topic: การสลายการชุมนุมที่แยกราชประสงค์ พ.ศ. 2553
Article: การสลายการชุมนุมที่แยกราชประสงค์ เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในกรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 7-19 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 ซึ่งรัฐบาลได้ส่งกำลังทหารพร้อมอาวุธสงคราม และรถหุ้มเกราะ เข้าปิดล้อมพื้นที่การชุมนุมของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) บริเวณแยกราชประสงค์ ระหว่างการชุมนุมทางการเมืองเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยุบสภาและจัดการเลือกตั้งใหม่ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตตั้งแต่วันที่ 7 พฤษภาคม ทั้งสิ้น 59 ศพ[1] ในบรรดาผู้เสียชีวิตมีชาวต่างประเทศรวมอยู่สองศพและเจ้าหน้าที่กู้ชีพอีกสองศพ[2] ได้รับบาดเจ็บ 480 คน[3] และจนถึงวันที่ 8 มิถุนายน กลุ่มผู้ชุมนุมยังสูญหายอีกกว่า 51 คน[4] หลังแกนนำผู้ชุมนุมเข้ามอบตัวกับตำรวจเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม ได้เกิดเหตุเผาอาคารหลายแห่งทั่วประเทศ รวมทั้ง เซ็นทรัลเวิลด์[5] สื่อต่างประเทศบางแห่ง ขนานนามการสลายการชุมนุมดังกล่าวว่า "สมรภูมิกรุงเทพมหานคร"[6][7] สื่อไทยบางแห่ง ขนานนามเหตุการณ์ดังกล่าวว่า "พฤษภาอำมหิต"[8]
พื้นที่แยกราชประสงค์ถูกล้อมด้วยรถหุ้มเกราะและพลแม่นปืนเป็นเวลาหลายวัน ก่อนหน้าวันที่ 13 พฤษภาคม[9] เย็นวันที่ 13 พฤษภาคม พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล (เสธ.แดง) ผู้สนับสนุนการรักษาความปลอดภัยแก่กลุ่มผู้ชุมนุม ถูกพลแม่นปืนยิงที่ศีรษะระหว่างให้สัมภาษณ์แก่สำนักข่าวต่างประเทศ รัฐบาลได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเพิ่มอีก 17 จังหวัดทั่วประเทศ ฝ่ายกองทัพอ้างว่าพลเรือนที่ถูกฆ่าทั้งหมดเป็นฝีมือของผู้ก่อการร้ายหรือไม่ก็เป็นผู้ก่อการร้ายติดอาวุธ และเน้นว่าบางคนถูกฆ่าโดยผู้ก่อการร้ายที่แต่งกายในชุดทหาร[10] ทางกองทัพได้ประกาศ "เขตยิงกระสุนจริง" และศูนย์การแพทย์ฉุกเฉินก็ห้ามเจ้าหน้าที่แพทย์มิให้เข้าไปในเขตดังกล่าว[2][11][12][13] วันที่ 16 พฤษภาคม แกนนำ นปช. กล่าวว่า พวกตนพร้อมที่จะเจรจากับรัฐบาลทันที่ที่ทหารถูกถอนกลับไป แต่รัฐบาลเกรงว่าการถอนทหารจะเป็นการเปิดโอกาสให้มีการนำคนเติมเข้าไปในที่ชุมนุม จึงได้ปฏิเสธข้อเสนอนี้[14] รถหุ้มเกราะนำการสลายการชุมนุมครั้งสุดท้ายในตอนเช้าของวันที่ 19 พฤษภาคม เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 5 ศพ[15] มีรายงานว่าทหารได้ยิงเจ้าหน้าที่แพทย์ซึ่งเข้าไปช่วยเหลือผู้ที่ถูกยิง[15] แกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมมอบตัวกับตำรวจและประกาศสลายการชุมนุม ในวันเดียวกัน ได้เกิดเหตุการเผาอาคารหลายแห่งทั่วประเทศ รัฐบาลจึงประกาศห้ามออกนอกเคหสถาน... | None | tha_Thai | train | en_heres_what_I_found | khalidalt/tydiqa-primary | thai |
I wonder การสลายการชุมนุมที่แยกราชประสงค์พ.ศ. 2553 เกิดจากการชุมนุมของกลุ่มใด ?.
Help me answer this question with "Yes" or "No" or "None" if none of the first two answers apply.
Here's what I found on the internet:
Topic: การชุมนุมของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ พ.ศ. 2553
Article:
การชุมนุมของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ พ.ศ. 2553 เริ่มตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2553 มีเป้าหมายเรียกร้องให้อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ประกาศยุบสภา และจัดการเลือกตั้งใหม่ ต่อมา รัฐบาลใช้มาตรการทางทหารเข้ากดดันกลุ่มผู้ชุมนุม จนทำให้มีผู้เสียชีวิต 91 ศพ[1] และมีผู้บาดเจ็บมากกว่า 2,100 คน[2] จากนั้น อภิสิทธิ์ประกาศแผนปรองดอง ซึ่งผู้ชุมนุมมีข้อเรียกร้องเพิ่มเติม การชุมนุมจึงดำเนินต่อไป และอภิสิทธิ์ก็ประกาศยกเลิกวันเลือกตั้งใหม่ตามแผนปรองดอง ก่อนจะใช้กำลังทหารเข้าสลายการชุมนุมที่แยกราชประสงค์ เมื่อกลางเดือนพฤษภาคม จนกระทั่ง แกนนำ นปช. ประกาศยุติการชุมนุมในวันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
การชุมนุมประท้วงต่อต้านรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เริ่มต้นขึ้นในช่วงปี พ.ศ. 2552 เนื่องจากผู้ชุมนุมมีข้อสงสัยว่ากองทัพไทยอยู่เบื้องหลังการยุบพรรคพลังประชาชน พร้อมทั้งจัดตั้งรัฐบาลผสม ที่นำโดยพรรคประชาธิปัตย์[3] ในปีต่อมา นปช. ประกาศจะเริ่มการชุมนุมเมื่อวันที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2553 อภิสิทธิ์จึงเพิ่มมาตรการรักษาความมั่นคงอย่างมาก รวมทั้งเข้มงวดกับการตรวจพิจารณาสื่อมวลชนและอินเทอร์เน็ต ตลอดจนสั่งปิดสถานีโทรทัศน์ และสถานีวิทยุที่ดำเนินงานโดยกลุ่มผู้ชุมนุม อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวไม่สามารถยับยั้งกลุ่มผู้ชุมนุมมิให้เดินทางเข้ามายังกรุงเทพมหานครได้
ผู้ชุมนุมส่วนมากเดินทางมาจากต่างจังหวัด แต่ก็มีชาวกรุงเทพมหานครส่วนหนึ่งเข้าร่วมการชุมนุมเช่นกัน[4] การชุมนุมเมื่อวันที่ 14 มีนาคม สื่อต่างประเทศรายงานว่าเป็นการชุมนุมครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย[5] โดยในช่วงแรก การชุมนุมเกิดขึ้นที่สะพานผ่านฟ้าลีลาศบนถนนราชดำเนินและเป็นไปโดยสงบ กลุ่มผู้ชุมนุมใช้มาตรการต่าง ๆ เช่น การเดินขบวนรอบกรุงเทพมหานคร การรวบรวมเลือดไปเทที่หน้าประตูทำเนียบรัฐบาล หน้าที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ และหน้าบ้านพักอภิสิทธิ์เพื่อกดดันรัฐบาล จากนั้นมีการเจรจาระหว่างรัฐบาลกับผู้ชุมนุมสองครั้ง ได้ข้อสรุปว่าจะมีการยุบสภา แต่ไม่สามารถสรุปวันเวลาได้ โดยทั้งก่อนและระหว่างการชุมนุม มีการยิงลูกระเบิดชนิดเอ็ม-79 หลายสิบครั้ง แต่ก็ไม่สามารถหาตัวผู้กระทำมาลงโทษได้แม้แต่คนเดียว[6]อย่างไรก็ตามกรมสอบสวนคดีพิเศษแถลงจับผู้ต้องสงสัย 3 ราย[7]
วันที่ 15 มีนาคม ทหารบาดเจ็บสาหัส 2 ราย จากการยิงลูกระเบิดชนิดเอ็ม-79 ได้แก่ จ.ส.อ.ปรีชา ปานสมุทร ผบ.กองรักษาการณ์ พลทหารหนุ่ม... | None | tha_Thai | train | en_heres_what_I_found | khalidalt/tydiqa-primary | thai |
I wonder การสลายการชุมนุมที่แยกราชประสงค์พ.ศ. 2553 ใช้เวลากี่ชั่วโมง ?.
Help me answer this question with "Yes" or "No" or "None" if none of the first two answers apply.
Here's what I found on the internet:
Topic: การสลายการชุมนุมที่แยกราชประสงค์ พ.ศ. 2553
Article: การสลายการชุมนุมที่แยกราชประสงค์ เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในกรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 7-19 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 ซึ่งรัฐบาลได้ส่งกำลังทหารพร้อมอาวุธสงคราม และรถหุ้มเกราะ เข้าปิดล้อมพื้นที่การชุมนุมของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) บริเวณแยกราชประสงค์ ระหว่างการชุมนุมทางการเมืองเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยุบสภาและจัดการเลือกตั้งใหม่ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตตั้งแต่วันที่ 7 พฤษภาคม ทั้งสิ้น 59 ศพ[1] ในบรรดาผู้เสียชีวิตมีชาวต่างประเทศรวมอยู่สองศพและเจ้าหน้าที่กู้ชีพอีกสองศพ[2] ได้รับบาดเจ็บ 480 คน[3] และจนถึงวันที่ 8 มิถุนายน กลุ่มผู้ชุมนุมยังสูญหายอีกกว่า 51 คน[4] หลังแกนนำผู้ชุมนุมเข้ามอบตัวกับตำรวจเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม ได้เกิดเหตุเผาอาคารหลายแห่งทั่วประเทศ รวมทั้ง เซ็นทรัลเวิลด์[5] สื่อต่างประเทศบางแห่ง ขนานนามการสลายการชุมนุมดังกล่าวว่า "สมรภูมิกรุงเทพมหานคร"[6][7] สื่อไทยบางแห่ง ขนานนามเหตุการณ์ดังกล่าวว่า "พฤษภาอำมหิต"[8]
พื้นที่แยกราชประสงค์ถูกล้อมด้วยรถหุ้มเกราะและพลแม่นปืนเป็นเวลาหลายวัน ก่อนหน้าวันที่ 13 พฤษภาคม[9] เย็นวันที่ 13 พฤษภาคม พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล (เสธ.แดง) ผู้สนับสนุนการรักษาความปลอดภัยแก่กลุ่มผู้ชุมนุม ถูกพลแม่นปืนยิงที่ศีรษะระหว่างให้สัมภาษณ์แก่สำนักข่าวต่างประเทศ รัฐบาลได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเพิ่มอีก 17 จังหวัดทั่วประเทศ ฝ่ายกองทัพอ้างว่าพลเรือนที่ถูกฆ่าทั้งหมดเป็นฝีมือของผู้ก่อการร้ายหรือไม่ก็เป็นผู้ก่อการร้ายติดอาวุธ และเน้นว่าบางคนถูกฆ่าโดยผู้ก่อการร้ายที่แต่งกายในชุดทหาร[10] ทางกองทัพได้ประกาศ "เขตยิงกระสุนจริง" และศูนย์การแพทย์ฉุกเฉินก็ห้ามเจ้าหน้าที่แพทย์มิให้เข้าไปในเขตดังกล่าว[2][11][12][13] วันที่ 16 พฤษภาคม แกนนำ นปช. กล่าวว่า พวกตนพร้อมที่จะเจรจากับรัฐบาลทันที่ที่ทหารถูกถอนกลับไป แต่รัฐบาลเกรงว่าการถอนทหารจะเป็นการเปิดโอกาสให้มีการนำคนเติมเข้าไปในที่ชุมนุม จึงได้ปฏิเสธข้อเสนอนี้[14] รถหุ้มเกราะนำการสลายการชุมนุมครั้งสุดท้ายในตอนเช้าของวันที่ 19 พฤษภาคม เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 5 ศพ[15] มีรายงานว่าทหารได้ยิงเจ้าหน้าที่แพทย์ซึ่งเข้าไปช่วยเหลือผู้ที่ถูกยิง[15] แกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมมอบตัวกับตำรวจและประกาศสลายการชุมนุม ในวันเดียวกัน ได้เกิดเหตุการเผาอาคารหลายแห่งทั่วประเทศ รัฐบาลจึงประกาศห้ามออกนอกเคหสถาน... | None | tha_Thai | train | en_heres_what_I_found | khalidalt/tydiqa-primary | thai |
I wonder การสลายการชุมนุมที่แยกราชประสงค์วันที่ 7-19 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 มีผู้เสียชีวิตหรือไม่ ?.
Help me answer this question with "Yes" or "No" or "None" if none of the first two answers apply.
Here's what I found on the internet:
Topic: การสลายการชุมนุมที่แยกราชประสงค์ พ.ศ. 2553
Article: การสลายการชุมนุมที่แยกราชประสงค์ เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในกรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 7-19 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 ซึ่งรัฐบาลได้ส่งกำลังทหารพร้อมอาวุธสงคราม และรถหุ้มเกราะ เข้าปิดล้อมพื้นที่การชุมนุมของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) บริเวณแยกราชประสงค์ ระหว่างการชุมนุมทางการเมืองเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยุบสภาและจัดการเลือกตั้งใหม่ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตตั้งแต่วันที่ 7 พฤษภาคม ทั้งสิ้น 59 ศพ[1] ในบรรดาผู้เสียชีวิตมีชาวต่างประเทศรวมอยู่สองศพและเจ้าหน้าที่กู้ชีพอีกสองศพ[2] ได้รับบาดเจ็บ 480 คน[3] และจนถึงวันที่ 8 มิถุนายน กลุ่มผู้ชุมนุมยังสูญหายอีกกว่า 51 คน[4] หลังแกนนำผู้ชุมนุมเข้ามอบตัวกับตำรวจเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม ได้เกิดเหตุเผาอาคารหลายแห่งทั่วประเทศ รวมทั้ง เซ็นทรัลเวิลด์[5] สื่อต่างประเทศบางแห่ง ขนานนามการสลายการชุมนุมดังกล่าวว่า "สมรภูมิกรุงเทพมหานคร"[6][7] สื่อไทยบางแห่ง ขนานนามเหตุการณ์ดังกล่าวว่า "พฤษภาอำมหิต"[8]
พื้นที่แยกราชประสงค์ถูกล้อมด้วยรถหุ้มเกราะและพลแม่นปืนเป็นเวลาหลายวัน ก่อนหน้าวันที่ 13 พฤษภาคม[9] เย็นวันที่ 13 พฤษภาคม พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล (เสธ.แดง) ผู้สนับสนุนการรักษาความปลอดภัยแก่กลุ่มผู้ชุมนุม ถูกพลแม่นปืนยิงที่ศีรษะระหว่างให้สัมภาษณ์แก่สำนักข่าวต่างประเทศ รัฐบาลได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเพิ่มอีก 17 จังหวัดทั่วประเทศ ฝ่ายกองทัพอ้างว่าพลเรือนที่ถูกฆ่าทั้งหมดเป็นฝีมือของผู้ก่อการร้ายหรือไม่ก็เป็นผู้ก่อการร้ายติดอาวุธ และเน้นว่าบางคนถูกฆ่าโดยผู้ก่อการร้ายที่แต่งกายในชุดทหาร[10] ทางกองทัพได้ประกาศ "เขตยิงกระสุนจริง" และศูนย์การแพทย์ฉุกเฉินก็ห้ามเจ้าหน้าที่แพทย์มิให้เข้าไปในเขตดังกล่าว[2][11][12][13] วันที่ 16 พฤษภาคม แกนนำ นปช. กล่าวว่า พวกตนพร้อมที่จะเจรจากับรัฐบาลทันที่ที่ทหารถูกถอนกลับไป แต่รัฐบาลเกรงว่าการถอนทหารจะเป็นการเปิดโอกาสให้มีการนำคนเติมเข้าไปในที่ชุมนุม จึงได้ปฏิเสธข้อเสนอนี้[14] รถหุ้มเกราะนำการสลายการชุมนุมครั้งสุดท้ายในตอนเช้าของวันที่ 19 พฤษภาคม เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 5 ศพ[15] มีรายงานว่าทหารได้ยิงเจ้าหน้าที่แพทย์ซึ่งเข้าไปช่วยเหลือผู้ที่ถูกยิง[15] แกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมมอบตัวกับตำรวจและประกาศสลายการชุมนุม ในวันเดียวกัน ได้เกิดเหตุการเผาอาคารหลายแห่งทั่วประเทศ รัฐบาลจึงประกาศห้ามออกนอกเคหสถาน... | Yes | tha_Thai | train | en_heres_what_I_found | khalidalt/tydiqa-primary | thai |
I wonder การสอบขุนนางของจีนสิ้นสุดลงเมื่อใด ?.
Help me answer this question with "Yes" or "No" or "None" if none of the first two answers apply.
Here's what I found on the internet:
Topic: ประวัติศาสตร์จีน
Article:
ประเทศจีนเป็นประเทศที่มีอารยธรรมยาวนานที่สุดประเทศหนึ่ง โดยหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สามารถค้นคว้าได้บ่งชี้ว่าอารยธรรมจีนมีอายุถึง 5,000 ปี
รากฐานที่สำคัญของอารยธรรมจีนคือ การสร้างระบบภาษาเขียน ในยุคราชวงศ์ฉิน (ศตวรรษที่ 58 ก่อน ค.ศ.) ให้เป็นภาษากลางใช้ได้ทั่วประเทศ เป็นครั้งแรกในโลก (ไม่ว่าชนเผ่าใดๆจะพูดต่างกัน สำเนียงต่างกัน แต่ใช้ตัวเขียนเหมือนกัน) และการพัฒนาแนวคิดลัทธิขงจื๊อ เมื่อประมาณ ศตวรรษที่ 2 ก่อน ค.ศ. ประวัติศาสตร์จีนมีทั้งช่วงที่เป็นปึกแผ่นและแตกเป็นหลายอาณาจักรสลับกันไป ในบางครั้งก็ถูกปกครองโดยชนชาติอื่น เช่น มองโกล แมนจู ญี่ปุ่น วัฒนธรรมของจีนมีอิทธิพลอย่างสูงต่อชาติอื่นๆ ในทวีปเอเชีย และในสังคมโลก
ยุคก่อนประวัติศาสตร์นั้นไม่มีหลักฐานแน่ชัดนักว่าเริ่มต้นเมื่อไร แต่จากการขุดพบวัตถุโบราณตามลุ่มแม่น้ำฉางเจียงและหวางเหอ แบ่งช่วงเวลานี้ออกได้เป็นสังคมสองแบบ แบบแรกเป็นช่วงที่ผู้หญิงเป็นใหญ่เรียกว่าช่วงวัฒนธรรมหยางเซา และช่วงที่ผู้ชายเป็นใหญ่เรียกว่าวัฒนธรรมหลงซาน ตำนานเล่ากันว่าบรรพบุรุษจีนมีชื่อเรียกว่า หวางตี้ และ เหยียนตี้
ยุคก่อนประวัติศาสตร์
ยุคหินเก่า จีนเป็นดินแดนที่มนุษย์อาศัยเป็นเวลานานที่สุดในทวีปเอเชีย หลักฐานที่พบคือมนุษย์หยวนโหม่ว (元谋人:Yuánmóu rén) มีอายุประมาณ 1,700,000 ปี ล่วงมาแล้ว ถูกค้นพบในปี ค.ศ. 1965 ที่มณฑลยูนนาน ภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีน และ พบโครงกระดูกมนุษย์ปักกิ่ง (北京人:Běijīng rén) มีอายุประมาณ 700,000 ปี - 200,000 ปี ล่วงมาแล้ว ถูกค้นพบในปี ค.ศ. 1929 ที่บริเวณตะวันตกเฉียงใต้ของปักกิ่ง (北京西南周口店龙骨山山洞里) และ พบหลักฐาน มนุษย์ถ้ำ (山顶洞人:Shāndǐngdòng rén)มีอายุประมาณ 18,000 ปี ล่วงมาแล้ว ถูกค้นพบในปี ค.ศ. 1930 ที่บริเวณตะวันตกเฉียงใต้ของปักกิ่ง (北京西南周口店龙骨山顶部的山洞里)
ยุคหินกลาง มีอายุประมาณ 10,000 ปี - 6,000 ปีล่วงมาแล้วใช้ชีวิตกึ่งเร่ร่อน ไม่มีการตั้งหลักแหล่งถาวร มีการพบเครื่องถ้วยชาม หม้อ มีการล่าสัตว์ เก็บอาหาร เครื่องมือหินที่ใช้ในชีวิตประจำวัน คือ หินสับ ขูด หัวธนู
ยุคหินใหม่ มีอายุประมาณ 6,000 ปี - 4,000 ปีล่วงมาแล้วเริ่มตั้งหลักแหล่งเป็นชุมชน รู้จักเพาะปลูกข้าวฟ่าง เลี้ยงสัตว์ ทอผ้า ปลูกบ้านมีหลังคา ในยุคหินใหม่นี้มีมนุษย์ทำเครื่องปั้นดินเผาที่สวยงามมากขึ้น และเขียนลายสี
ยุคโลหะ มีอายุประมาณ 4,000 ปีล่วงมาแล้วหลักฐานที่เก่าสุดคือมีดทองแดง แล้วยังพบเครื่องสำริดเก่าที่สุด... | None | tha_Thai | train | en_heres_what_I_found | khalidalt/tydiqa-primary | thai |
I wonder การสอบครูครั้งแรกในไทยตชจัดขึ้นเมื่อไหร่ ?.
Help me answer this question with "Yes" or "No" or "None" if none of the first two answers apply.
Here's what I found on the internet:
Topic: บีเอ็นเคโฟร์ตีเอต
Article:
บีเอ็นเคโฟร์ตีเอต (English: BNK48) เป็นกลุ่มไอดอลหญิงของประเทศไทย และเป็นวงน้องสาวต่างประเทศลำดับที่ 2[โน้ต 1] ของกลุ่มไอดอลญี่ปุ่น เอเคบีโฟร์ตีเอต (AKB48) ภายใต้แนวคิดร่วมกันคือ "ไอดอลที่คุณสามารถไปพบได้" (idols you can meet)[1] ในสังกัด บีเอ็นเคโฟร์ตีเอต ออฟฟิศ[2][3] วงเริ่มเปิดรับสมัครสมาชิกครั้งแรกเมื่อกลางปี พ.ศ. 2559[4] และเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2560 พร้อมกับซิงเกิลแรกในชื่อ อยากจะได้พบเธอ ด้วยสมาชิก 30 คน[5][6] ทั้งนี้ สมาชิกของวงนั้นมีจำนวนไม่แน่นอนเนื่องจากมีการเปิดรับสมาชิกรุ่นใหม่และมีการจบการศึกษาอยู่ตลอดเวลา ปัจจุบันวงมีสมาชิกทั้งหมด 51 คน[7]
ชื่อของวงนั้นตั้งตามชื่อย่อของ บางกอก (Bangkok) หรือ กรุงเทพมหานคร เมืองหลวงของประเทศไทย มีสีประจำวงเป็นสีม่วงอ่อนของดอกกล้วยไม้[8]
แนวคิด
วงก่อตั้งมาด้วยแนวคิดหลักเช่นเดียวกับวงเอเคบีโฟร์ตีเอต นั่นคือ "ไอดอลที่คุณสามารถพบได้" (idols you can meet) ซึ่งมีจุดประสงค์หลักคือการเปลี่ยนความคิดแบบเก่าที่ปกติแฟนคลับจะสามารถพบเจอเกิร์ลกรุ๊ปทั่วไปได้เฉพาะตามงานคอนเสิร์ตหรือรายการโทรทัศน์เท่านั้น แต่วงได้พยายามลดระยะห่างระหว่างสมาชิกและแฟนคลับโดยการเพิ่มการปฏิสัมพันธ์ด้วยหลากหลายวิธี อาทิเช่น การสร้างโรงละครประจำวงที่มีการแสดงทุกสัปดาห์ การจัดตั้งงานจับมือ การถ่ายทอดสดในไลฟ์สตูดิโอ (ตู้ปลา) ฯลฯ[9][10]
ที่มาของชื่อ
ปกติแล้ว ชื่อของทุกวงในเครือ 48 กรุ๊ปจะขึ้นต้นด้วยตัวอักษรละตินตัวใหญ่ 3 ตัวซึ่งย่อมาจากถิ่นกำเนิดของวงนั้น ๆ แล้วตามด้วยเลข "48" (อ่านเป็น "โฟร์ตีเอต") สำหรับ BNK48 แล้วนั้น คำว่า "BNK" ย่อมาจาก Bangkok (B</b>A<b data-parsoid='{"dsr":[4127,4134,3,3]}'>N</b>G<b data-parsoid='{"dsr":[4135,4142,3,3]}'>K</b>OK)[8] ส่วนเลข "48" มาจากนามสกุลของ โคตาโระ ชิบะ ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท เอเคเอส โดยคำว่า "ชิ" และ "บะ" เป็นคำพ้องเสียงของภาษาญี่ปุ่น สามารถแปลความหมายได้เป็นเลข "4" และ "8" ตามลำดับ[11]
เนื้อเพลง
ยาซูชิ อากิโมโตะ เป็นผู้ประพันธ์เนื้อเพลงต้นฉบับภาษาญี่ปุ่นทั้งหมด[12] และเพลงทุกเพลงของวงจะเป็นการนำเนื้อร้องภาษาญี่ปุ่นจากวงพี่สาวอย่างเอเคบีโฟร์ตีเอตมาแปลเป็นภาษาไทย ที่ยังคงความหมายและทำนองเดิมเหมือนเพลงต้นฉบับทุกประการ ซึ่งพงศ์จักร พิษฐานพร ผู้กำกับเพลงของวงได้กล่าวไว้ว่า... | None | tha_Thai | train | en_heres_what_I_found | khalidalt/tydiqa-primary | thai |
I wonder การสอบไล่เปรียญธรรม 9 ประโยคในปัจจุบัน จัดสอบ ณ วัดอะไร?.
Help me answer this question with "Yes" or "No" or "None" if none of the first two answers apply.
Here's what I found on the internet:
Topic: เปรียญธรรม 9 ประโยค
Article:
เปรียญธรรม 9 ประโยค (ชื่อย่อ ป.ธ.9) เป็นระดับชั้นสูงสุด ของการศึกษาแผนกบาลีของคณะสงฆ์ไทย[1]
แต่เดิมภาษาบาลีคือภาษามคธที่คนในแคว้นมคธใช้พูดกันเท่านั้น เพราะภาษาบาลีไม่มีอักษรใช้เขียนเป็นตัวหนังสือ พระพุทธเจ้าตรัสสอนธรรมด้วยภาษามคธเพราะแคว้นมคธเป็นแคว้นใหญ่ เหตุที่ภาษาบาลีไม่มีอักษรเขียน จึงต้องอาศัยอักษรจากภาษาอื่นเป็นตัวเขียน เช่น อักษรเทวนาครี อักษรขอม อักษรไทย อักษรโรมัน เป็นต้น ในปัจจุบันภาษาบาลีถือว่าเป็นภาษาที่ตายแล้ว เหมือนภาษาละติน ถึงแม้มีคนใช้พูดอยู่ก็น้อยมาก ในพระพุทธศาสนามีเพียงนิกายเถรวาทที่ใช้ภาษาบาลี เช่นในพระไตรปิฎก เป็นต้น [2]
ความหวังผู้ที่สอบได้ ป.ธ.๙ สามารถเทียบเท่าระดับปริญญาดุษฎีบัณฑิต หรือ ดร.ทางฝ่ายโลกได้ คือ เป็น ดร. แผนกภาษาบาลี สาขาวิชาภาษาบาลี [3]
ข้อสังเกตในการเสนอเทียบ ป.ธ. 9 เท่าปริญญาดุษฎีบัณฑิตฝ่ายทางโลกนั้น ควรได้พิจารณาว่ามีความเหมาะสมเพียงใดและเพื่อประโยชน์อย่างใด ในเมื่อตามกฎหมายไทยเทียบวุฒิเท่าระดับปริญญาตรี ซึ่งมีความเหมาะสมทั้งประโยชน์และคุณวุฒิอยู่แล้ว สำหรับปริญญาดุษฎีบัณฑิตฝ่ายทางโลกเสนอให้แต่ผู้สมควรที่มีผลงานการวิจัยบนเรื่องใหม่ๆ ที่ไม่เคยมีใครได้ทำการวิจัยเช่นนั้นมาก่อน ตามกฎหมายที่ใช้ในปัจจุบันจึงเห็นควรให้ ป.ธ. 9 เทียบวุฒิเท่าระดับปริญญาตรี ซึ่งมีความเหมาะสมอยู่แล้ว ถ้าผู้ได้รับ ป.ธ. 9 ต้องการศึกษาต่อขั้นปริญญาดุษฎีบัณฑิต จะสามารถเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยที่มีหลักสูตรตามความต้องการได้ อย่างเช่นผู้สำเร็จปริญญาตรีทางภาษาศาสตร์ เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส จีน เป็นต้น ซึ่งมีความสามารถ เขียน อ่าน แปล พูด ได้อย่างดีเหมือนพระสงฆ์ที่มีความสามารถทางภาษาบาลีสอบผ่านได้ ป.ธ. 9 แต่ถ้าผู้สำเร็จปริญญาตรีทางภาษาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยทางโลกจะศึกษาต่อปริญญาดุษฎีบัณฑิต จำเป็นต้องศึกษาต่อและปฏิบัติตามความต้องการของมหาวิทยาลัยที่ศึกษาต่อนั้น
พระภิกษุสามเณรผู้สอบได้เปรียญธรรม 9 ประโยค เมื่อเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร พัดเปรียญ ในพระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม แล้ว จะได้รับพระมหากรุณาธิคุณ โปรดเกล้าฯ จัดเจ้าพนักงานขับรถหลวงปลดระวาง ส่งถึงยังอาราม
ส่วนสามเณรผู้สอบไล่ได้ในชั้นเปรียญธรรม 9 ประโยค โดยมีอายุไม่เกิน 20 ปี จะได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ โปรดให้เข้ารับการบรรพชาอุปสมบทในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง โดยได้รับพระราชทานเครื่องอัฏฐบริขาร... | None | tha_Thai | train | en_heres_what_I_found | khalidalt/tydiqa-primary | thai |
I wonder การสะกดจิต ถูกค้นพบครั้งแรกโดยใคร ?.
Help me answer this question with "Yes" or "No" or "None" if none of the first two answers apply.
Here's what I found on the internet:
Topic: การสะกดจิต
Article:
การสะกดจิต (English: hypnosis) เป็นสภาพพิชานของมนุษย์ ที่มีการมุ่งความใส่ใจและลดความสนใจต่อสิ่งรอบตัว รวมทั้งตอบสนองต่อสิ่งชักจูงง่ายขึ้น[1]
ทฤษฎีอธิบายสิ่งที่เกิดระหว่างการสะกดจิตแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม ทฤษฎี<i data-parsoid='{"dsr":[1006,1025,2,2]}'>เปลี่ยนแปลงสภาพ มองว่าการสะกดจิตเป็นการเปลี่ยนสภาพจิตหรือการอยู่ในภวังค์ (trance) สังเกตจากระดับความรู้สึกตัวที่แตกต่างจากสภาพพิชานปกติ[2][3] ในทางตรงข้าม ทฤษฎี<i data-parsoid='{"dsr":[1747,1761,2,2]}'>ไม่ใช่สภาพ มองว่าการสะกดจิตเป็นรูปแบบหนึ่งของการกำหนดบทบาทในจินตนาการ[4][5][6]
คนที่เคยถูกสะกดจิตกล่าวว่าพวกเขารู้สึกมีสมาธิมากขึ้น และระหว่างถูกสะกดจิตยังสามารถตั้งสมาธิอย่างแรงกล้าไปยังความคิดหรือความทรงจำเฉพาะ โดยไม่สนใจสิ่งเร้าอื่น[7] ผู้ถูกสะกดจิตมักแสดงการตอบรับต่อสิ่งชักจูงง่ายขึ้น[8]
การสะกดจิตมักทำโดยใช้ชุดคำสั่งเบื่องต้นและการชักจูง การใช้การสะกดจิตเพื่อรักษาอาการต่าง ๆ เรียกว่า "สะกดจิตบำบัด" (hypnotherapy) และการใช้เพื่อให้ความบันเทิงแก่ผู้ชมถูกเรียกว่า "การสะกดจิตแบบการแสดง" (stage hypnosis) มักนำแสดงโดยนักมโนนิยม (mentalist) ที่ผ่านการฝึกศาสตร์ของมโนนิยม (mentalism)
ที่มาของคำ
คำว่า "hypnosis" มาจากคำกรีกโบราณ ὕπνος hypnos ที่แปลว่า "การนอน" และคำต่อท้าย -ωσις -osis หรือจาก ὑπνόω hypnoō, "การทำให้หลับ" (ส่วนหนึ่งของคำว่า hypnōs-) และคำต่อท้าย -is[9][10] ทั้งคำว่า "hypnosis" และ "hypnotism" มาจากคำว่า "neuro-hypnotism" (การนอนทางประสาท) ล้วนเป็นคำที่ตั้งขึ้นโดย Étienne Félix d'Henin de Cuvillers ใน ค.ศ. 1820
ลักษณะเฉพาะ
คนที่กำลังถูกสะกดจิตนั้นผ่อนคลาย มีความใส่ใจไปที่สิ่งเดียว และถูกชักจูงได้ง่าย[11]
คนที่ถูกสะกดจิตเหมือนจะสนใจแต่เพียงการสื่อสารจากผู้สะกดจิตเท่านั้น และมักตอบสนองในรูปแบบอัตโนมัติโดยไม่ผ่านการวิเคราะห์ ขณะเมินเฉยต่อสิ่งรอบข้างทุกอย่างนอกจากสิ่งที่ถูกชี้โดยผู้สะกดจิต ขณะถูกสะกดจิต คนมักเห็น รู้สึก ได้กลิ่น หรือรับรู้ ตามคำชักจูงของผู้สะกดจิต แม้คำชักจูงเหล่านั้นอาจตรงข้ามกับสิ่งเร้าจริงซึ่งอยู่ในสภาพแวดล้อม ผลของการสะกดจิตไม่จำกัดอยู่เพียงการรับรู้เท่านั้น ทว่าความทรงจำและความตระหนักรู้ในตนอาจเปลี่ยนไปตามการชักจูง... | None | tha_Thai | train | en_heres_what_I_found | khalidalt/tydiqa-primary | thai |
I wonder การสะกดจิต มีสถาบันแพทย์รับรองหรือไม่ ?.
Help me answer this question with "Yes" or "No" or "None" if none of the first two answers apply.
Here's what I found on the internet:
Topic: การสะกดจิต
Article:
การสะกดจิต (English: hypnosis) เป็นสภาพพิชานของมนุษย์ ที่มีการมุ่งความใส่ใจและลดความสนใจต่อสิ่งรอบตัว รวมทั้งตอบสนองต่อสิ่งชักจูงง่ายขึ้น[1]
ทฤษฎีอธิบายสิ่งที่เกิดระหว่างการสะกดจิตแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม ทฤษฎี<i data-parsoid='{"dsr":[1006,1025,2,2]}'>เปลี่ยนแปลงสภาพ มองว่าการสะกดจิตเป็นการเปลี่ยนสภาพจิตหรือการอยู่ในภวังค์ (trance) สังเกตจากระดับความรู้สึกตัวที่แตกต่างจากสภาพพิชานปกติ[2][3] ในทางตรงข้าม ทฤษฎี<i data-parsoid='{"dsr":[1747,1761,2,2]}'>ไม่ใช่สภาพ มองว่าการสะกดจิตเป็นรูปแบบหนึ่งของการกำหนดบทบาทในจินตนาการ[4][5][6]
คนที่เคยถูกสะกดจิตกล่าวว่าพวกเขารู้สึกมีสมาธิมากขึ้น และระหว่างถูกสะกดจิตยังสามารถตั้งสมาธิอย่างแรงกล้าไปยังความคิดหรือความทรงจำเฉพาะ โดยไม่สนใจสิ่งเร้าอื่น[7] ผู้ถูกสะกดจิตมักแสดงการตอบรับต่อสิ่งชักจูงง่ายขึ้น[8]
การสะกดจิตมักทำโดยใช้ชุดคำสั่งเบื่องต้นและการชักจูง การใช้การสะกดจิตเพื่อรักษาอาการต่าง ๆ เรียกว่า "สะกดจิตบำบัด" (hypnotherapy) และการใช้เพื่อให้ความบันเทิงแก่ผู้ชมถูกเรียกว่า "การสะกดจิตแบบการแสดง" (stage hypnosis) มักนำแสดงโดยนักมโนนิยม (mentalist) ที่ผ่านการฝึกศาสตร์ของมโนนิยม (mentalism)
ที่มาของคำ
คำว่า "hypnosis" มาจากคำกรีกโบราณ ὕπνος hypnos ที่แปลว่า "การนอน" และคำต่อท้าย -ωσις -osis หรือจาก ὑπνόω hypnoō, "การทำให้หลับ" (ส่วนหนึ่งของคำว่า hypnōs-) และคำต่อท้าย -is[9][10] ทั้งคำว่า "hypnosis" และ "hypnotism" มาจากคำว่า "neuro-hypnotism" (การนอนทางประสาท) ล้วนเป็นคำที่ตั้งขึ้นโดย Étienne Félix d'Henin de Cuvillers ใน ค.ศ. 1820
ลักษณะเฉพาะ
คนที่กำลังถูกสะกดจิตนั้นผ่อนคลาย มีความใส่ใจไปที่สิ่งเดียว และถูกชักจูงได้ง่าย[11]
คนที่ถูกสะกดจิตเหมือนจะสนใจแต่เพียงการสื่อสารจากผู้สะกดจิตเท่านั้น และมักตอบสนองในรูปแบบอัตโนมัติโดยไม่ผ่านการวิเคราะห์ ขณะเมินเฉยต่อสิ่งรอบข้างทุกอย่างนอกจากสิ่งที่ถูกชี้โดยผู้สะกดจิต ขณะถูกสะกดจิต คนมักเห็น รู้สึก ได้กลิ่น หรือรับรู้ ตามคำชักจูงของผู้สะกดจิต แม้คำชักจูงเหล่านั้นอาจตรงข้ามกับสิ่งเร้าจริงซึ่งอยู่ในสภาพแวดล้อม ผลของการสะกดจิตไม่จำกัดอยู่เพียงการรับรู้เท่านั้น ทว่าความทรงจำและความตระหนักรู้ในตนอาจเปลี่ยนไปตามการชักจูง... | None | tha_Thai | train | en_heres_what_I_found | khalidalt/tydiqa-primary | thai |
I wonder การสะกดจิต มีสถาบันแพทย์รับรองหรือไม่ว่าทำได้จริง ?.
Help me answer this question with "Yes" or "No" or "None" if none of the first two answers apply.
Here's what I found on the internet:
Topic: การสะกดจิต
Article:
การสะกดจิต (English: hypnosis) เป็นสภาพพิชานของมนุษย์ ที่มีการมุ่งความใส่ใจและลดความสนใจต่อสิ่งรอบตัว รวมทั้งตอบสนองต่อสิ่งชักจูงง่ายขึ้น[1]
ทฤษฎีอธิบายสิ่งที่เกิดระหว่างการสะกดจิตแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม ทฤษฎี<i data-parsoid='{"dsr":[1006,1025,2,2]}'>เปลี่ยนแปลงสภาพ มองว่าการสะกดจิตเป็นการเปลี่ยนสภาพจิตหรือการอยู่ในภวังค์ (trance) สังเกตจากระดับความรู้สึกตัวที่แตกต่างจากสภาพพิชานปกติ[2][3] ในทางตรงข้าม ทฤษฎี<i data-parsoid='{"dsr":[1747,1761,2,2]}'>ไม่ใช่สภาพ มองว่าการสะกดจิตเป็นรูปแบบหนึ่งของการกำหนดบทบาทในจินตนาการ[4][5][6]
คนที่เคยถูกสะกดจิตกล่าวว่าพวกเขารู้สึกมีสมาธิมากขึ้น และระหว่างถูกสะกดจิตยังสามารถตั้งสมาธิอย่างแรงกล้าไปยังความคิดหรือความทรงจำเฉพาะ โดยไม่สนใจสิ่งเร้าอื่น[7] ผู้ถูกสะกดจิตมักแสดงการตอบรับต่อสิ่งชักจูงง่ายขึ้น[8]
การสะกดจิตมักทำโดยใช้ชุดคำสั่งเบื่องต้นและการชักจูง การใช้การสะกดจิตเพื่อรักษาอาการต่าง ๆ เรียกว่า "สะกดจิตบำบัด" (hypnotherapy) และการใช้เพื่อให้ความบันเทิงแก่ผู้ชมถูกเรียกว่า "การสะกดจิตแบบการแสดง" (stage hypnosis) มักนำแสดงโดยนักมโนนิยม (mentalist) ที่ผ่านการฝึกศาสตร์ของมโนนิยม (mentalism)
ที่มาของคำ
คำว่า "hypnosis" มาจากคำกรีกโบราณ ὕπνος hypnos ที่แปลว่า "การนอน" และคำต่อท้าย -ωσις -osis หรือจาก ὑπνόω hypnoō, "การทำให้หลับ" (ส่วนหนึ่งของคำว่า hypnōs-) และคำต่อท้าย -is[9][10] ทั้งคำว่า "hypnosis" และ "hypnotism" มาจากคำว่า "neuro-hypnotism" (การนอนทางประสาท) ล้วนเป็นคำที่ตั้งขึ้นโดย Étienne Félix d'Henin de Cuvillers ใน ค.ศ. 1820
ลักษณะเฉพาะ
คนที่กำลังถูกสะกดจิตนั้นผ่อนคลาย มีความใส่ใจไปที่สิ่งเดียว และถูกชักจูงได้ง่าย[11]
คนที่ถูกสะกดจิตเหมือนจะสนใจแต่เพียงการสื่อสารจากผู้สะกดจิตเท่านั้น และมักตอบสนองในรูปแบบอัตโนมัติโดยไม่ผ่านการวิเคราะห์ ขณะเมินเฉยต่อสิ่งรอบข้างทุกอย่างนอกจากสิ่งที่ถูกชี้โดยผู้สะกดจิต ขณะถูกสะกดจิต คนมักเห็น รู้สึก ได้กลิ่น หรือรับรู้ ตามคำชักจูงของผู้สะกดจิต แม้คำชักจูงเหล่านั้นอาจตรงข้ามกับสิ่งเร้าจริงซึ่งอยู่ในสภาพแวดล้อม ผลของการสะกดจิตไม่จำกัดอยู่เพียงการรับรู้เท่านั้น ทว่าความทรงจำและความตระหนักรู้ในตนอาจเปลี่ยนไปตามการชักจูง... | Yes | tha_Thai | train | en_heres_what_I_found | khalidalt/tydiqa-primary | thai |
I wonder การสะกดจิต เป็นอันตรายต่อผู้โดนสะกดหรือไม่ ?.
Help me answer this question with "Yes" or "No" or "None" if none of the first two answers apply.
Here's what I found on the internet:
Topic: เหตุผลวิบัติ
Article: เหตุผลวิบัติ [1] (English: fallacy) หมายถึง การพิสูจน์โดยการอ้างเหตุผลที่มีน้ำหนักอ่อนเพื่อสนับสนุนในข้อสรุป การให้เหตุผลวิบัติมีความแตกต่างจากการให้เหตุผลแบบอื่น ๆ เนื่องจากหลายคนมักจะพบว่าการให้เหตุผลนั้นมีความน่าเชื่อถือในทางจิตวิทยา ซึ่งจะส่งผลให้คนจำนวนมากเกิดความเข้าใจผิดและยกเหตุผลอย่างผิด ๆ โดยใช้เป็นเหตุผลที่จะเชื่อในข้อสรุปนั้น การให้เหตุผลอาจจะกลายเป็น "เหตุผลวิบัติ" ได้ แม้ว่าข้อสรุปนั้นจะเป็นจริงหรือไม่ก็ตาม
เหตุผลวิบัติสามารถจำแนกออกได้ในหลายรูปแบบ ยกตัวอย่างเช่น เหตุผลวิบัติอย่างเป็นทางการ เกิดจากหลักตรรกะที่ไม่ถูกต้อง เหตุผลวิบัติอย่างไม่เป็นทางการ ไม่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาว่าผิดตามหลักตรรกะ และเหตุผลวิบัติเกี่ยวกับถ้อยคำ ซึ่งเกิดจากการใช้ภาษาชักนำให้เกิดความเข้าใจผิด เช่น การพูดกำกวม หรือการพูดมากโดยไม่จำเป็น
เหตุผลวิบัติมักจะมีความเกี่ยวข้องกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นตามมา อันเนื่องมาจากเหตุผลที่ไม่เป็นไปตามหลักตรรกะอย่างถูกต้อง และเหตุผลวิบัติยังเกี่ยวข้องกับการสันนิษฐานด้วย
เหตุผลวิบัติมักจะดูเหมือนกับว่าเป็นสิ่งที่เลวร้ายอย่างเห็นได้ชัด อย่างไรก็ตาม การยกเหตุผลมักจะมีลักษณะรูปแบบการเล่นสำนวนเพื่อให้เกิดความเคลือบแคลงในการยกเหตุผลในทางตรรกะ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นด้วยเจตนาหรือไม่ก็ตาม จะทำให้เหตุผลวิบัติยากที่จะสามารถตรวจจับได้ และส่วนประกอบของเหตุผลวิบัตินั้นก็อาจแพร่ขยายได้อีกเป็นเวลานาน
คำว่า เหตุผลวิบัติ อาจมีการเรียกในชื่ออื่น ๆ อีกเช่น เหตุผลลวง, ทุตรรกบท, ตรรกะวิบัติ, ปฤจฉวาที, มิจฉาทิฐิ, ความผิดพลาดเชิงตรรกะ, การอ้างเหตุผลบกพร่อง เป็นต้น
เหตุผลวิบัติเชิงสาระ
การจำแนก เหตุผลวิบัติเชิงสาระ นี้ใช้พื้นฐานจากงานเขียนเกี่ยวกับตรรกศาสตร์ ออร์กานอน (Organon) ในส่วน โซฟิสติคัลเรฟิวเทชันส์ (Sophistical Refutations) ของอาริสโตเติล
การละทิ้งข้อยกเว้น
การละทิ้งข้อยกเว้น (English: accident; Latin: a dicto simpliciter ad dictum secundum quid) คือการวางนัยทั่วไปโดยไม่คำนึงถึงข้อยกเว้น ตัวอย่างเช่น
การกล่าวอ้าง: การใช้ปืนยิงบุคคลคืออาชญากรรม ตำรวจใช้ปืนยิงโจรผู้ร้าย ดังนั้นตำรวจก็เป็นอาชญากร
ปัญหาที่เกิด: การใช้ปืนยิงบุคคลไม่ใช่อาชญากรรมในสถานการณ์จำเพาะ เช่น สถานการณ์ป้องกันตัว หรือคุ้มครองผู้ที่ร้องขอการคุ้มครองตามกฎหมาย
การกล่าวอ้าง: การบุกรุกเข้าบ้านของคนอื่นนั้นผิดกฎหมาย... | None | tha_Thai | train | en_heres_what_I_found | khalidalt/tydiqa-primary | thai |
I wonder การสังคยานาครั้งแรกของพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นที่ใด ?.
Help me answer this question with "Yes" or "No" or "None" if none of the first two answers apply.
Here's what I found on the internet:
Topic: สังคายนาในศาสนาพุทธ
Article:
ในศาสนาพุทธ สังคายนา[1] (Pali: สํคายนา) คือการประชุมตรวจชำระสอบทานและจัดหมวดหมู่คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า วางลงเป็นแบบแผนอันหนึ่งอันเดียวกัน ตามศัพท์ "สังคายนา" หมายถึง สวดพร้อมกัน หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “สังคีติ” แปลว่า สวดพร้อมกัน มาจากคำว่า คายนา หรือ คีติ แปลว่า การสวด สํ แปลว่า พร้อมกัน คำนี้มีมูลเหตุมาจากวิธีการสังคายนาพระธรรมวินัย ที่เรียกว่าวิธีการร้อยกรองหรือรวบรวมพระธรรมวินัย หรือประมวลคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า มีวิธีการคือนำเอาคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าที่ทรงจำไว้มาแสดงในที่ประชุมพระสงฆ์ จากนั้นให้มีการซักถามกัน จนกระทั่งที่ประชุมลงมติว่าเป็นอย่างนั้นแน่นอน เมื่อได้มติร่วมกันแล้วในเรื่องใด ก็ให้สวดขึ้นพร้อมกัน การสวดพร้อมกันแสดงถึงการลงมติร่วมกันเป็นเอกฉันท์ และเป็นการทรงจำกันไว้เป็นแบบแผนต่อไป
ความเป็นมาของการสังคายนา
เมื่อครั้งพระโคตมพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่ พระพุทธเจ้าและพระสาวกองค์สำคัญ โดยเฉพาะพระสารีบุตร ได้คำนึงว่าเมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว หากไม่มีการรวบรวมประมวลคำสอนของพระองค์ไว้ พระพุทธศาสนาก็จะสูญสิ้น ดังนั้น แม้พระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่ก็ได้การริเริ่ม เป็นการนำทางไว้ให้เป็นตัวอย่างแก่คนรุ่นหลังว่า ให้มีการรวบรวมคำสอนของพระองค์ เรียกว่าสังคายนา สังคายนา ก็คือการรวบรวมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าไว้ แล้วทรงจำไว้เป็นแบบแผนอันเดียวกัน คือรวบรวมไว้เป็นหลัก และทรงจำถ่ายทอดสืบมาเป็นอย่างเดียวกัน
ขณะนั้นล่วงปลายพุทธกาลแล้ว นิครนถนาฏบุตรผู้เป็นศาสดาของศาสนาเชนได้สิ้นชีวิตลง สาวกของท่านไม่ได้รวบรวมคำสอนไว้เป็นหมวดหมู่ และไม่ได้ตกลงกันไว้ให้ชัดเจน ปรากฏว่าเมื่อศาสดาของศาสนาเชนสิ้นชีวิตไปแล้ว เหล่าสาวกก็แตกแยกทะเลาะวิวาทกันว่า ศาสดาของตนสอนว่าอย่างไร ครั้งนั้น พระจุนทเถระ</b>ได้นำข่าวนี้มากราบทูลแด่พระพุทธเจ้า และพระองค์ได้ตรัสแนะนำให้พระสงฆ์ทั้งปวง ร่วมกันสังคายนาธรรมทั้งหลายไว้เพื่อให้พระศาสนาดำรงอยู่ยั่งยืนเพื่อประโยชน์สุขแก่พหูชน (ที.ปา.11/108/139) เวลานั้น พระสารีบุตรอัครสาวกยังมีชีวิตอยู่ คราวหนึ่งท่านปรารภเรื่องนี้แล้วกล่าวว่า ปัญหาของศาสนาเชนเกิดขึ้นเพราะว่าไม่ได้รวบรวมร้อยกรองคำสอนไว้
เพราะฉะนั้นพระสาวกทั้งหลายของพระพุทธเจ้า ควรจะได้ทำการสังคายนา คือรวบรวมร้อยกรองประมวลคำสอนของพระองค์ไว้ให้เป็นหลักเป็นแบบแผนอันหนึ่งอันเดียวกัน ... | None | tha_Thai | train | en_heres_what_I_found | khalidalt/tydiqa-primary | thai |
I wonder การสังหารหมู่ที่พอร์ตอาร์เทอร์ เหตุการณ์นี้จบลงเมื่อไหร่?.
Help me answer this question with "Yes" or "No" or "None" if none of the first two answers apply.
Here's what I found on the internet:
Topic: การสังหารหมู่พอร์ตอาร์เทอร์ (ออสเตรเลีย)
Article:
การสังหารหมู่ที่พอร์ตอาร์เทอร์ เป็นเหตุการณ์สะเทือนขวัญอันเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 35 ราย และบาดเจ็บ 37 ราย เกิดขึ้นในวันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2539 โดยนาย มาร์ติน ไบรแอนต์ (Martin John Bryant) ชายวัย 28 ปีจากเมืองนิวทาวน์ โดยบริเวณเกิดเหตุส่วนใหญ่คือสวนประวัติศาสตร์พอร์ตอาร์เทอร์ เขาถูกพิพากษาว่าเป็นเหตุให้ผู้อื่นเสียชีวิตถึง 35 ชีวิต[1] และถูกจองจำตลอดชีวิตโดยไม่มีโอกาสได้รับการอภัยโทษ ปัจจุบัน ผู้ต้องหารายนี้ถูกคุมขังอยู่ที่ ศูนย์จองจำวิลเฟรด (Wilfred Lopes Centre) ใกล้กับเรือนจำริสดอน (Risdon Prison) [2] เหตุการณ์ในครั้งนี้นับเป็นเหตุสะเทือนขวัญที่สุดในออสเตรเลีย และเป็นหนึ่งในเหตุการณ์สะเทือนขวัญของโลกในปัจจุบัน
ที่มา
นายมาร์ติน ไบรแอนต์ ได้รับมรดกก้อนใหญ่จากครอบครัวของเพื่อนเขา เฮเลน ฮาร์วี ที่ทิ้งสมบัติเอาไว้ให้เขา เขาใช้เงินเหล่านี้ท่องเที่ยวไปทั่วโลกตั้งแต่ปี พ.ศ. 2536 เป็นที่ทราบว่าเขาเคยไปทั้ง สิงคโปร์, กรุงเทพมหานคร, ลอนดอน, สวีเดน, ลอสแอนเจลิส, แฟรงก์เฟิร์ต, โคเปนเฮเกน, ซิดนีย์, โตเกียว, โปแลนด์ และออกแลนด์ บางที่เขาเคยไปมากกว่าหนึ่งครั้ง โดยเฉพาะสหราชอาณาจักร เขายังท่องเที่ยวไปในรัฐต่าง ๆ ของออสเตรเลียด้วย ในหลายครั้งเขาเปลี่ยนใจเปลี่ยนเที่ยวบินในนาทีสุดท้ายไปในที่ ๆ ไม่รู้จัก และเป็นที่แน่นอนว่าผู้จัดการมรดกของเขาบังคับให้เขาเข้มงวดต่อการใช้เงิน และเขาก็หยุดท่องเที่ยวแบบถี่ ๆ
ไบรแอนต์ยังถอนเงินออกมาหลายพันเหรียญออสเตรเลียในช่วงนี้ และเขายังใช้เงินบางส่วนซื้อปืนไรเฟิลกึ่งอัตโนมัติ เออาร์-10 ผ่านโฆษณาในหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นของแทสเมเนียในปลายปี พ.ศ. 2536 ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2539 เขานำปืนเออาร์-10 นั้นไปซ่อม และต้องการปืนเออาร์-15 กระบอกใหม่ และเขาก็ซื้อมันจาก เทอรรี ฮิล เจ้าของร้านขายปืนในพื้นที่ เขายังซื้ออุปกรณ์ทำความสะอาดปืน .30 และปืนลูกซองเกจ 12 ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2538 อีกด้วย เขาซื้อถุงกีฬา โดยเขาบอกพนักงานขายว่า เขาต้องการถุงกีฬาที่สามารถรับน้ำหนักของกระสุนจำนวนมากได้ และเขาก็วัดมันด้วยตลับเมตร เขาโกหกแฟนสาวและคนสวนของเขา พีตรา วิลมอท เกี่ยวกับจุดประสงค์ของถุงกีฬา และหล่อนก็ไม่เคยพบอาวุธปืนในบ้านของเขาเลย
พ่อของไบรแอนต์เคยพยายามจะซื้อบ้านที่ซีสเคป แต่เดวิท และ โนว์ลีน มาร์ติน ตัดหน้าซื้อไปก่อนที่พ่อเขาจะมีเงินพอ ซึ่งทำให่พ่อของเขาผิดหวังมาก... | None | tha_Thai | train | en_heres_what_I_found | khalidalt/tydiqa-primary | thai |
I wonder การสังหารหมู่ที่พอร์ตอาร์เทอร์ โดยใครเป็นผู้สังหารชีวิตประชาชน?.
Help me answer this question with "Yes" or "No" or "None" if none of the first two answers apply.
Here's what I found on the internet:
Topic: การสังหารหมู่พอร์ตอาร์เทอร์ (ออสเตรเลีย)
Article:
การสังหารหมู่ที่พอร์ตอาร์เทอร์ เป็นเหตุการณ์สะเทือนขวัญอันเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 35 ราย และบาดเจ็บ 37 ราย เกิดขึ้นในวันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2539 โดยนาย มาร์ติน ไบรแอนต์ (Martin John Bryant) ชายวัย 28 ปีจากเมืองนิวทาวน์ โดยบริเวณเกิดเหตุส่วนใหญ่คือสวนประวัติศาสตร์พอร์ตอาร์เทอร์ เขาถูกพิพากษาว่าเป็นเหตุให้ผู้อื่นเสียชีวิตถึง 35 ชีวิต[1] และถูกจองจำตลอดชีวิตโดยไม่มีโอกาสได้รับการอภัยโทษ ปัจจุบัน ผู้ต้องหารายนี้ถูกคุมขังอยู่ที่ ศูนย์จองจำวิลเฟรด (Wilfred Lopes Centre) ใกล้กับเรือนจำริสดอน (Risdon Prison) [2] เหตุการณ์ในครั้งนี้นับเป็นเหตุสะเทือนขวัญที่สุดในออสเตรเลีย และเป็นหนึ่งในเหตุการณ์สะเทือนขวัญของโลกในปัจจุบัน
ที่มา
นายมาร์ติน ไบรแอนต์ ได้รับมรดกก้อนใหญ่จากครอบครัวของเพื่อนเขา เฮเลน ฮาร์วี ที่ทิ้งสมบัติเอาไว้ให้เขา เขาใช้เงินเหล่านี้ท่องเที่ยวไปทั่วโลกตั้งแต่ปี พ.ศ. 2536 เป็นที่ทราบว่าเขาเคยไปทั้ง สิงคโปร์, กรุงเทพมหานคร, ลอนดอน, สวีเดน, ลอสแอนเจลิส, แฟรงก์เฟิร์ต, โคเปนเฮเกน, ซิดนีย์, โตเกียว, โปแลนด์ และออกแลนด์ บางที่เขาเคยไปมากกว่าหนึ่งครั้ง โดยเฉพาะสหราชอาณาจักร เขายังท่องเที่ยวไปในรัฐต่าง ๆ ของออสเตรเลียด้วย ในหลายครั้งเขาเปลี่ยนใจเปลี่ยนเที่ยวบินในนาทีสุดท้ายไปในที่ ๆ ไม่รู้จัก และเป็นที่แน่นอนว่าผู้จัดการมรดกของเขาบังคับให้เขาเข้มงวดต่อการใช้เงิน และเขาก็หยุดท่องเที่ยวแบบถี่ ๆ
ไบรแอนต์ยังถอนเงินออกมาหลายพันเหรียญออสเตรเลียในช่วงนี้ และเขายังใช้เงินบางส่วนซื้อปืนไรเฟิลกึ่งอัตโนมัติ เออาร์-10 ผ่านโฆษณาในหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นของแทสเมเนียในปลายปี พ.ศ. 2536 ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2539 เขานำปืนเออาร์-10 นั้นไปซ่อม และต้องการปืนเออาร์-15 กระบอกใหม่ และเขาก็ซื้อมันจาก เทอรรี ฮิล เจ้าของร้านขายปืนในพื้นที่ เขายังซื้ออุปกรณ์ทำความสะอาดปืน .30 และปืนลูกซองเกจ 12 ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2538 อีกด้วย เขาซื้อถุงกีฬา โดยเขาบอกพนักงานขายว่า เขาต้องการถุงกีฬาที่สามารถรับน้ำหนักของกระสุนจำนวนมากได้ และเขาก็วัดมันด้วยตลับเมตร เขาโกหกแฟนสาวและคนสวนของเขา พีตรา วิลมอท เกี่ยวกับจุดประสงค์ของถุงกีฬา และหล่อนก็ไม่เคยพบอาวุธปืนในบ้านของเขาเลย
พ่อของไบรแอนต์เคยพยายามจะซื้อบ้านที่ซีสเคป แต่เดวิท และ โนว์ลีน มาร์ติน ตัดหน้าซื้อไปก่อนที่พ่อเขาจะมีเงินพอ ซึ่งทำให่พ่อของเขาผิดหวังมาก... | None | tha_Thai | train | en_heres_what_I_found | khalidalt/tydiqa-primary | thai |
I wonder การสังหารหมู่ที่พอร์ตอาร์เทอร์เกดขึ้นในประเทศอะไร?.
Help me answer this question with "Yes" or "No" or "None" if none of the first two answers apply.
Here's what I found on the internet:
Topic: การสังหารหมู่พอร์ตอาร์เทอร์ (ออสเตรเลีย)
Article:
การสังหารหมู่ที่พอร์ตอาร์เทอร์ เป็นเหตุการณ์สะเทือนขวัญอันเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 35 ราย และบาดเจ็บ 37 ราย เกิดขึ้นในวันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2539 โดยนาย มาร์ติน ไบรแอนต์ (Martin John Bryant) ชายวัย 28 ปีจากเมืองนิวทาวน์ โดยบริเวณเกิดเหตุส่วนใหญ่คือสวนประวัติศาสตร์พอร์ตอาร์เทอร์ เขาถูกพิพากษาว่าเป็นเหตุให้ผู้อื่นเสียชีวิตถึง 35 ชีวิต[1] และถูกจองจำตลอดชีวิตโดยไม่มีโอกาสได้รับการอภัยโทษ ปัจจุบัน ผู้ต้องหารายนี้ถูกคุมขังอยู่ที่ ศูนย์จองจำวิลเฟรด (Wilfred Lopes Centre) ใกล้กับเรือนจำริสดอน (Risdon Prison) [2] เหตุการณ์ในครั้งนี้นับเป็นเหตุสะเทือนขวัญที่สุดในออสเตรเลีย และเป็นหนึ่งในเหตุการณ์สะเทือนขวัญของโลกในปัจจุบัน
ที่มา
นายมาร์ติน ไบรแอนต์ ได้รับมรดกก้อนใหญ่จากครอบครัวของเพื่อนเขา เฮเลน ฮาร์วี ที่ทิ้งสมบัติเอาไว้ให้เขา เขาใช้เงินเหล่านี้ท่องเที่ยวไปทั่วโลกตั้งแต่ปี พ.ศ. 2536 เป็นที่ทราบว่าเขาเคยไปทั้ง สิงคโปร์, กรุงเทพมหานคร, ลอนดอน, สวีเดน, ลอสแอนเจลิส, แฟรงก์เฟิร์ต, โคเปนเฮเกน, ซิดนีย์, โตเกียว, โปแลนด์ และออกแลนด์ บางที่เขาเคยไปมากกว่าหนึ่งครั้ง โดยเฉพาะสหราชอาณาจักร เขายังท่องเที่ยวไปในรัฐต่าง ๆ ของออสเตรเลียด้วย ในหลายครั้งเขาเปลี่ยนใจเปลี่ยนเที่ยวบินในนาทีสุดท้ายไปในที่ ๆ ไม่รู้จัก และเป็นที่แน่นอนว่าผู้จัดการมรดกของเขาบังคับให้เขาเข้มงวดต่อการใช้เงิน และเขาก็หยุดท่องเที่ยวแบบถี่ ๆ
ไบรแอนต์ยังถอนเงินออกมาหลายพันเหรียญออสเตรเลียในช่วงนี้ และเขายังใช้เงินบางส่วนซื้อปืนไรเฟิลกึ่งอัตโนมัติ เออาร์-10 ผ่านโฆษณาในหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นของแทสเมเนียในปลายปี พ.ศ. 2536 ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2539 เขานำปืนเออาร์-10 นั้นไปซ่อม และต้องการปืนเออาร์-15 กระบอกใหม่ และเขาก็ซื้อมันจาก เทอรรี ฮิล เจ้าของร้านขายปืนในพื้นที่ เขายังซื้ออุปกรณ์ทำความสะอาดปืน .30 และปืนลูกซองเกจ 12 ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2538 อีกด้วย เขาซื้อถุงกีฬา โดยเขาบอกพนักงานขายว่า เขาต้องการถุงกีฬาที่สามารถรับน้ำหนักของกระสุนจำนวนมากได้ และเขาก็วัดมันด้วยตลับเมตร เขาโกหกแฟนสาวและคนสวนของเขา พีตรา วิลมอท เกี่ยวกับจุดประสงค์ของถุงกีฬา และหล่อนก็ไม่เคยพบอาวุธปืนในบ้านของเขาเลย
พ่อของไบรแอนต์เคยพยายามจะซื้อบ้านที่ซีสเคป แต่เดวิท และ โนว์ลีน มาร์ติน ตัดหน้าซื้อไปก่อนที่พ่อเขาจะมีเงินพอ ซึ่งทำให่พ่อของเขาผิดหวังมาก... | None | tha_Thai | train | en_heres_what_I_found | khalidalt/tydiqa-primary | thai |
I wonder การสังหารหมู่นานกิง เกิดที่ประเทศอะไร ?.
Help me answer this question with "Yes" or "No" or "None" if none of the first two answers apply.
Here's what I found on the internet:
Topic: การสังหารหมู่นานกิง
Article:
การสังหารหมู่นานกิง (English: Nanking Massacre หรือ Nanjing Massacre) หรือรู้จักกันในนาม<b data-parsoid='{"dsr":[2562,2583,3,3]}'>การข่มขืนนานกิง (English: Rape of Nanking) เป็นการสังหารหมู่และการข่มขืนยามสงคราม (war rape) ซึ่งเกิดขึ้นเป็นเวลาหกสัปดาห์หลังญี่ปุ่นยึดนครนานกิง อดีตเมืองหลวงของสาธารณรัฐจีน เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 1937 ระหว่างสงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่สอง ในช่วงนี้ พลเรือนและทหารจีนที่ถูกปลดอาวุธหลายแสนคนถูกทหารกองทัพบกจักรวรรดิญี่ปุ่นฆ่า[7][8] ทั้งยังเกิดการข่มขืนและฉกชิงทรัพย์อย่างกว้างขวาง[9][10] นักประวัติศาสตร์และพยานประเมินว่ามีผู้ถูกฆ่าระหว่าง 250,000 ถึง 300,000 คน[11] ผู้ก่อการสังหารหมู่หลายคน ซึ่งขณะนั้นถูกตราว่าเป็นอาชญากรรมสงคราม ภายหลังถูกไต่สวนและตัดสินว่ามีความผิด ณ ศาลชำนาญพิเศษอาชญากรรมสงครามนานกิง และถูกประหารชีวิต ในการนี้ เจ้าชายยะซุฮิโกะ อะซะกะ พระอนุวงศ์ญี่ปุ่น อันเป็นผู้ก่อการสำคัญคนหนึ่ง ทรงรอดจากการฟ้องคดีอาญา เพราะฝ่ายสัมพันธมิตรได้ให้ความคุ้มครองไว้ก่อน
เหตุการณ์นี้ยังเป็นประเด็นพิพาททางการเมือง เพราะนักลัทธิแก้ประวัติศาสตร์ (historical revisionist) และนักชาตินิยมญี่ปุ่นบางคนแย้งหลายแง่มุมของเหตุการณ์ดังกล่าว[8] โดยอ้างว่า การสังหารหมู่มีการบรรยายเกินจริงหรือแต่งขึ้นทั้งหมดเพื่อจุดประสงค์ด้านโฆษณาชวนเชื่อ ผลของความพยายามของนักชาตินิยมที่จะปฏิเสธหรืออ้างความชอบธรรมในอาชญากรรมสงคราม ทำให้เกิดข้อโต้เถียงเกี่ยวกับการสังหารหมู่ยังเป็นอุปสรรคในความสัมพันธ์จีน-ญี่ปุ่น ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นกับชาติอื่นในเอเชีย-แปซิฟิก เช่น เกาหลีใต้และฟิลิปปินส์
การประเมินยอดผู้เสียชีวิตในการสังหารหมู่อย่างแม่นยำนั้นทำไม่ได้ เพราะบันทึกทหารญี่ปุ่นเกี่ยวกับการสังหารจำนวนมากถูกทำลายหรือเก็บไว้เป็นความลับโดยเจตนาไม่นานหลังการยอมจำนนของญี่ปุ่นในปี 1945 ศาลทหารพิเศษระหว่างประเทศภาคพื้นตะวันออกไกลประเมินว่ามีผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์กว่า 200,000 คน[12] ทางการจีนประเมินว่ามีผู้เสียชีวิตราว 300,000 โดยอิงการประเมินของศาลชำนัญพิเศษอาชญากรรมสงครามนานกิง การประเมินจากนักประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นมีหลากหลายตั้งแต่ 40,000 ถึง 200,000 คน นักลัทธิแก้ประวัติศาสตร์บางคนปฏิเสธว่าไม่มีการสังหารหมู่เป็นระบบกว้างขวางเกิดขึ้นเลย โดยอ้างว่าการเสียชีวิตทั้งหมดมีคำธิบายทางทหาร เป็นอุบัติเหตุ... | None | tha_Thai | train | en_heres_what_I_found | khalidalt/tydiqa-primary | thai |
I wonder การสังหารหมู่ในนครชิคาโก มีผู้เสียชีวิตกี่คน?.
Help me answer this question with "Yes" or "No" or "None" if none of the first two answers apply.
Here's what I found on the internet:
Topic: การสังหารหมู่ในนครชิคาโกด้วยยาไทลินอล พ.ศ. 2525
Article:
การสังหารหมู่ในนครชิคาโกด้วยยาไทลินอล (English: Chicago Tylenol mass murders) เป็นเหตุการณ์สังหารคนหมู่ซึ่งเกิดขึ้น ณ เขตมหานครชิคาโก (Chicago metropolitan area) รัฐอิลลินอยส์ สหรัฐอเมริกา ในฤดูใบไม้ร่วงของ พ.ศ. 2525 (ค.ศ. 1982) เมื่อมีผู้เจือสารพิษโพแทสเซียมไซยาไนด์ (potassium cyanide)[1] ลงในยาแคปซูลแก้ปวดระดับความแรงพิเศษยี่ห้อดัง "ไทลินอล" ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตไล่เลี่ยกันจำนวนเจ็ดรายหลังจากรับประทานยาไทลินอลดังกล่าวเข้าไปแล้ว
สำนักงานสืบสวนกลางแห่งสหรัฐอเมริกา หรือเอฟบีไอ ขนานนามคดีนี้ว่า "การวางยาไทลินอล" (Tylenol poisonings) มีรหัสคดีว่า "TYMURS" ทั้งนี้ แม้เวลาจะล่วงเลยมานานพอสมควร และคดีนี้ก็ยังมิได้ข้อสรุปจวบจนบัดนี้ แต่ก็เป็นแรงผลักดันหนึ่งให้เกิดการปฏิรูปขนานใหญ่ซึ่งการบรรจุเภสัชภัณฑ์และกฎหมายป้องกันการยืมมือฆ่าคน
การระบาดของยามีพิษ
เช้าตรู่ของวันพุธที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2525 (ค.ศ. 1982) เด็กหญิงวัยสิบสองปีนาม แมรี เคลเลอร์แมน (Mary Kellerman) แห่งหมู่บ้านเอลก์โกรฟ นครชิคาโก คุกเคาน์ตี (Elk Grove Village, Cook County) รัฐอิลลินอยส์ สหรัฐอเมริกา เสียชีวิตอย่างกะทันหันหลังจากรับประทานยาแก้ปวดระดับความแรงพิเศษยี่ห้อ "ไทลินอล" เมื่อเช้าวันนั้น[2] [3]
ถัดมาไม่นาน แอดัม เจเนิส (Adam Janus) แห่งหมู่บ้านอาร์ลิงทันไฮส์ (Arlington Heights) นคร เคาน์ตี และรัฐเดียวกัน ไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาลท้องถิ่น และหลังจากนั้นไม่นานอีก สแตนลีย์ เจเนิส (Stanley Janus) แห่งหมู่บ้านไลล์ ดูปาชเคาน์ตี (Lisle Village, DuPage County) นครชิคาโก รัฐอิลลินอยส์ ผู้เป็นน้องชายของแอดัม เจเนิส พร้อมด้วยเธเรซา เจเนิส (Theresa Janus) ภรรยาของสแตนลีย์ ก็เสียชีวิตตามไปด้วยในวันเดียวกันขณะกำลังร่วมพิธีศพของแอดัม เจเนิส ผลการสืบสวนพบว่าทั้งหมดตายเพราะรับประทานยาแก้ปวดกระปุกเดียวกัน[2]
ถัดจากนั้นอีกไม่นานในวันเดียวกัน แมรี แมกฟาร์แลนด์ (Mary McFarland) แห่งเมืองเอล์มเฮิสต์ (Elmhurst) นครชิคาโก ดูปาชเคาน์ตี รัฐอิลลินอยส์, พอลา พรินส์ (Paula Prince) แห่งนครชิคาโก และแมรี เรเนอร์ (Mary Reiner) แห่งหมู่บ้านวินฟีลด์ (Winfield) นคร เคาน์ตี และรัฐเดียวกัน พร้อมใจกันจบชีวิตลงหลังจากรับประทานยาแก้ปวด "ไทลินอล"[2]
ด้วยการปฏิบัติหน้าที่อย่างรวดเร็ว พนักงานสืบสวนพบว่าการตายทั้งหมดในนครชิคาโกล้วนเชื่อมโยงกันโดยมียาแก้ปวด "ไทลินอล" เป็นศูนย์กลาง... | None | tha_Thai | train | en_heres_what_I_found | khalidalt/tydiqa-primary | thai |
I wonder การสังหารหมู่ในนครชิคาโก เกิดขึ้นจากอะไร?.
Help me answer this question with "Yes" or "No" or "None" if none of the first two answers apply.
Here's what I found on the internet:
Topic: การสังหารหมู่ในนครชิคาโกด้วยยาไทลินอล พ.ศ. 2525
Article:
การสังหารหมู่ในนครชิคาโกด้วยยาไทลินอล (English: Chicago Tylenol mass murders) เป็นเหตุการณ์สังหารคนหมู่ซึ่งเกิดขึ้น ณ เขตมหานครชิคาโก (Chicago metropolitan area) รัฐอิลลินอยส์ สหรัฐอเมริกา ในฤดูใบไม้ร่วงของ พ.ศ. 2525 (ค.ศ. 1982) เมื่อมีผู้เจือสารพิษโพแทสเซียมไซยาไนด์ (potassium cyanide)[1] ลงในยาแคปซูลแก้ปวดระดับความแรงพิเศษยี่ห้อดัง "ไทลินอล" ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตไล่เลี่ยกันจำนวนเจ็ดรายหลังจากรับประทานยาไทลินอลดังกล่าวเข้าไปแล้ว
สำนักงานสืบสวนกลางแห่งสหรัฐอเมริกา หรือเอฟบีไอ ขนานนามคดีนี้ว่า "การวางยาไทลินอล" (Tylenol poisonings) มีรหัสคดีว่า "TYMURS" ทั้งนี้ แม้เวลาจะล่วงเลยมานานพอสมควร และคดีนี้ก็ยังมิได้ข้อสรุปจวบจนบัดนี้ แต่ก็เป็นแรงผลักดันหนึ่งให้เกิดการปฏิรูปขนานใหญ่ซึ่งการบรรจุเภสัชภัณฑ์และกฎหมายป้องกันการยืมมือฆ่าคน
การระบาดของยามีพิษ
เช้าตรู่ของวันพุธที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2525 (ค.ศ. 1982) เด็กหญิงวัยสิบสองปีนาม แมรี เคลเลอร์แมน (Mary Kellerman) แห่งหมู่บ้านเอลก์โกรฟ นครชิคาโก คุกเคาน์ตี (Elk Grove Village, Cook County) รัฐอิลลินอยส์ สหรัฐอเมริกา เสียชีวิตอย่างกะทันหันหลังจากรับประทานยาแก้ปวดระดับความแรงพิเศษยี่ห้อ "ไทลินอล" เมื่อเช้าวันนั้น[2] [3]
ถัดมาไม่นาน แอดัม เจเนิส (Adam Janus) แห่งหมู่บ้านอาร์ลิงทันไฮส์ (Arlington Heights) นคร เคาน์ตี และรัฐเดียวกัน ไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาลท้องถิ่น และหลังจากนั้นไม่นานอีก สแตนลีย์ เจเนิส (Stanley Janus) แห่งหมู่บ้านไลล์ ดูปาชเคาน์ตี (Lisle Village, DuPage County) นครชิคาโก รัฐอิลลินอยส์ ผู้เป็นน้องชายของแอดัม เจเนิส พร้อมด้วยเธเรซา เจเนิส (Theresa Janus) ภรรยาของสแตนลีย์ ก็เสียชีวิตตามไปด้วยในวันเดียวกันขณะกำลังร่วมพิธีศพของแอดัม เจเนิส ผลการสืบสวนพบว่าทั้งหมดตายเพราะรับประทานยาแก้ปวดกระปุกเดียวกัน[2]
ถัดจากนั้นอีกไม่นานในวันเดียวกัน แมรี แมกฟาร์แลนด์ (Mary McFarland) แห่งเมืองเอล์มเฮิสต์ (Elmhurst) นครชิคาโก ดูปาชเคาน์ตี รัฐอิลลินอยส์, พอลา พรินส์ (Paula Prince) แห่งนครชิคาโก และแมรี เรเนอร์ (Mary Reiner) แห่งหมู่บ้านวินฟีลด์ (Winfield) นคร เคาน์ตี และรัฐเดียวกัน พร้อมใจกันจบชีวิตลงหลังจากรับประทานยาแก้ปวด "ไทลินอล"[2]
ด้วยการปฏิบัติหน้าที่อย่างรวดเร็ว พนักงานสืบสวนพบว่าการตายทั้งหมดในนครชิคาโกล้วนเชื่อมโยงกันโดยมียาแก้ปวด "ไทลินอล" เป็นศูนย์กลาง... | None | tha_Thai | train | en_heres_what_I_found | khalidalt/tydiqa-primary | thai |
I wonder การสังหารหมู่ในนครชิคาโก เริ่มต้นเมื่อไหร่?.
Help me answer this question with "Yes" or "No" or "None" if none of the first two answers apply.
Here's what I found on the internet:
Topic: การสังหารหมู่ในนครชิคาโกด้วยยาไทลินอล พ.ศ. 2525
Article:
การสังหารหมู่ในนครชิคาโกด้วยยาไทลินอล (English: Chicago Tylenol mass murders) เป็นเหตุการณ์สังหารคนหมู่ซึ่งเกิดขึ้น ณ เขตมหานครชิคาโก (Chicago metropolitan area) รัฐอิลลินอยส์ สหรัฐอเมริกา ในฤดูใบไม้ร่วงของ พ.ศ. 2525 (ค.ศ. 1982) เมื่อมีผู้เจือสารพิษโพแทสเซียมไซยาไนด์ (potassium cyanide)[1] ลงในยาแคปซูลแก้ปวดระดับความแรงพิเศษยี่ห้อดัง "ไทลินอล" ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตไล่เลี่ยกันจำนวนเจ็ดรายหลังจากรับประทานยาไทลินอลดังกล่าวเข้าไปแล้ว
สำนักงานสืบสวนกลางแห่งสหรัฐอเมริกา หรือเอฟบีไอ ขนานนามคดีนี้ว่า "การวางยาไทลินอล" (Tylenol poisonings) มีรหัสคดีว่า "TYMURS" ทั้งนี้ แม้เวลาจะล่วงเลยมานานพอสมควร และคดีนี้ก็ยังมิได้ข้อสรุปจวบจนบัดนี้ แต่ก็เป็นแรงผลักดันหนึ่งให้เกิดการปฏิรูปขนานใหญ่ซึ่งการบรรจุเภสัชภัณฑ์และกฎหมายป้องกันการยืมมือฆ่าคน
การระบาดของยามีพิษ
เช้าตรู่ของวันพุธที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2525 (ค.ศ. 1982) เด็กหญิงวัยสิบสองปีนาม แมรี เคลเลอร์แมน (Mary Kellerman) แห่งหมู่บ้านเอลก์โกรฟ นครชิคาโก คุกเคาน์ตี (Elk Grove Village, Cook County) รัฐอิลลินอยส์ สหรัฐอเมริกา เสียชีวิตอย่างกะทันหันหลังจากรับประทานยาแก้ปวดระดับความแรงพิเศษยี่ห้อ "ไทลินอล" เมื่อเช้าวันนั้น[2] [3]
ถัดมาไม่นาน แอดัม เจเนิส (Adam Janus) แห่งหมู่บ้านอาร์ลิงทันไฮส์ (Arlington Heights) นคร เคาน์ตี และรัฐเดียวกัน ไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาลท้องถิ่น และหลังจากนั้นไม่นานอีก สแตนลีย์ เจเนิส (Stanley Janus) แห่งหมู่บ้านไลล์ ดูปาชเคาน์ตี (Lisle Village, DuPage County) นครชิคาโก รัฐอิลลินอยส์ ผู้เป็นน้องชายของแอดัม เจเนิส พร้อมด้วยเธเรซา เจเนิส (Theresa Janus) ภรรยาของสแตนลีย์ ก็เสียชีวิตตามไปด้วยในวันเดียวกันขณะกำลังร่วมพิธีศพของแอดัม เจเนิส ผลการสืบสวนพบว่าทั้งหมดตายเพราะรับประทานยาแก้ปวดกระปุกเดียวกัน[2]
ถัดจากนั้นอีกไม่นานในวันเดียวกัน แมรี แมกฟาร์แลนด์ (Mary McFarland) แห่งเมืองเอล์มเฮิสต์ (Elmhurst) นครชิคาโก ดูปาชเคาน์ตี รัฐอิลลินอยส์, พอลา พรินส์ (Paula Prince) แห่งนครชิคาโก และแมรี เรเนอร์ (Mary Reiner) แห่งหมู่บ้านวินฟีลด์ (Winfield) นคร เคาน์ตี และรัฐเดียวกัน พร้อมใจกันจบชีวิตลงหลังจากรับประทานยาแก้ปวด "ไทลินอล"[2]
ด้วยการปฏิบัติหน้าที่อย่างรวดเร็ว พนักงานสืบสวนพบว่าการตายทั้งหมดในนครชิคาโกล้วนเชื่อมโยงกันโดยมียาแก้ปวด "ไทลินอล" เป็นศูนย์กลาง... | None | tha_Thai | train | en_heres_what_I_found | khalidalt/tydiqa-primary | thai |
I wonder การสังหารหมู่ในนครชิคาโกด้วยยาไทลินอล มีผู้เสียชีวิตกี่คน ?.
Help me answer this question with "Yes" or "No" or "None" if none of the first two answers apply.
Here's what I found on the internet:
Topic: การสังหารหมู่ในนครชิคาโกด้วยยาไทลินอล พ.ศ. 2525
Article:
การสังหารหมู่ในนครชิคาโกด้วยยาไทลินอล (English: Chicago Tylenol mass murders) เป็นเหตุการณ์สังหารคนหมู่ซึ่งเกิดขึ้น ณ เขตมหานครชิคาโก (Chicago metropolitan area) รัฐอิลลินอยส์ สหรัฐอเมริกา ในฤดูใบไม้ร่วงของ พ.ศ. 2525 (ค.ศ. 1982) เมื่อมีผู้เจือสารพิษโพแทสเซียมไซยาไนด์ (potassium cyanide)[1] ลงในยาแคปซูลแก้ปวดระดับความแรงพิเศษยี่ห้อดัง "ไทลินอล" ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตไล่เลี่ยกันจำนวนเจ็ดรายหลังจากรับประทานยาไทลินอลดังกล่าวเข้าไปแล้ว
สำนักงานสืบสวนกลางแห่งสหรัฐอเมริกา หรือเอฟบีไอ ขนานนามคดีนี้ว่า "การวางยาไทลินอล" (Tylenol poisonings) มีรหัสคดีว่า "TYMURS" ทั้งนี้ แม้เวลาจะล่วงเลยมานานพอสมควร และคดีนี้ก็ยังมิได้ข้อสรุปจวบจนบัดนี้ แต่ก็เป็นแรงผลักดันหนึ่งให้เกิดการปฏิรูปขนานใหญ่ซึ่งการบรรจุเภสัชภัณฑ์และกฎหมายป้องกันการยืมมือฆ่าคน
การระบาดของยามีพิษ
เช้าตรู่ของวันพุธที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2525 (ค.ศ. 1982) เด็กหญิงวัยสิบสองปีนาม แมรี เคลเลอร์แมน (Mary Kellerman) แห่งหมู่บ้านเอลก์โกรฟ นครชิคาโก คุกเคาน์ตี (Elk Grove Village, Cook County) รัฐอิลลินอยส์ สหรัฐอเมริกา เสียชีวิตอย่างกะทันหันหลังจากรับประทานยาแก้ปวดระดับความแรงพิเศษยี่ห้อ "ไทลินอล" เมื่อเช้าวันนั้น[2] [3]
ถัดมาไม่นาน แอดัม เจเนิส (Adam Janus) แห่งหมู่บ้านอาร์ลิงทันไฮส์ (Arlington Heights) นคร เคาน์ตี และรัฐเดียวกัน ไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาลท้องถิ่น และหลังจากนั้นไม่นานอีก สแตนลีย์ เจเนิส (Stanley Janus) แห่งหมู่บ้านไลล์ ดูปาชเคาน์ตี (Lisle Village, DuPage County) นครชิคาโก รัฐอิลลินอยส์ ผู้เป็นน้องชายของแอดัม เจเนิส พร้อมด้วยเธเรซา เจเนิส (Theresa Janus) ภรรยาของสแตนลีย์ ก็เสียชีวิตตามไปด้วยในวันเดียวกันขณะกำลังร่วมพิธีศพของแอดัม เจเนิส ผลการสืบสวนพบว่าทั้งหมดตายเพราะรับประทานยาแก้ปวดกระปุกเดียวกัน[2]
ถัดจากนั้นอีกไม่นานในวันเดียวกัน แมรี แมกฟาร์แลนด์ (Mary McFarland) แห่งเมืองเอล์มเฮิสต์ (Elmhurst) นครชิคาโก ดูปาชเคาน์ตี รัฐอิลลินอยส์, พอลา พรินส์ (Paula Prince) แห่งนครชิคาโก และแมรี เรเนอร์ (Mary Reiner) แห่งหมู่บ้านวินฟีลด์ (Winfield) นคร เคาน์ตี และรัฐเดียวกัน พร้อมใจกันจบชีวิตลงหลังจากรับประทานยาแก้ปวด "ไทลินอล"[2]
ด้วยการปฏิบัติหน้าที่อย่างรวดเร็ว พนักงานสืบสวนพบว่าการตายทั้งหมดในนครชิคาโกล้วนเชื่อมโยงกันโดยมียาแก้ปวด "ไทลินอล" เป็นศูนย์กลาง... | None | tha_Thai | train | en_heres_what_I_found | khalidalt/tydiqa-primary | thai |
I wonder การสังหารหมู่ในนครชิคาโกด้วยยาไทลินอล เกิดจากสาเหตุอะไร ?.
Help me answer this question with "Yes" or "No" or "None" if none of the first two answers apply.
Here's what I found on the internet:
Topic: การสังหารหมู่ในนครชิคาโกด้วยยาไทลินอล พ.ศ. 2525
Article:
การสังหารหมู่ในนครชิคาโกด้วยยาไทลินอล (English: Chicago Tylenol mass murders) เป็นเหตุการณ์สังหารคนหมู่ซึ่งเกิดขึ้น ณ เขตมหานครชิคาโก (Chicago metropolitan area) รัฐอิลลินอยส์ สหรัฐอเมริกา ในฤดูใบไม้ร่วงของ พ.ศ. 2525 (ค.ศ. 1982) เมื่อมีผู้เจือสารพิษโพแทสเซียมไซยาไนด์ (potassium cyanide)[1] ลงในยาแคปซูลแก้ปวดระดับความแรงพิเศษยี่ห้อดัง "ไทลินอล" ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตไล่เลี่ยกันจำนวนเจ็ดรายหลังจากรับประทานยาไทลินอลดังกล่าวเข้าไปแล้ว
สำนักงานสืบสวนกลางแห่งสหรัฐอเมริกา หรือเอฟบีไอ ขนานนามคดีนี้ว่า "การวางยาไทลินอล" (Tylenol poisonings) มีรหัสคดีว่า "TYMURS" ทั้งนี้ แม้เวลาจะล่วงเลยมานานพอสมควร และคดีนี้ก็ยังมิได้ข้อสรุปจวบจนบัดนี้ แต่ก็เป็นแรงผลักดันหนึ่งให้เกิดการปฏิรูปขนานใหญ่ซึ่งการบรรจุเภสัชภัณฑ์และกฎหมายป้องกันการยืมมือฆ่าคน
การระบาดของยามีพิษ
เช้าตรู่ของวันพุธที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2525 (ค.ศ. 1982) เด็กหญิงวัยสิบสองปีนาม แมรี เคลเลอร์แมน (Mary Kellerman) แห่งหมู่บ้านเอลก์โกรฟ นครชิคาโก คุกเคาน์ตี (Elk Grove Village, Cook County) รัฐอิลลินอยส์ สหรัฐอเมริกา เสียชีวิตอย่างกะทันหันหลังจากรับประทานยาแก้ปวดระดับความแรงพิเศษยี่ห้อ "ไทลินอล" เมื่อเช้าวันนั้น[2] [3]
ถัดมาไม่นาน แอดัม เจเนิส (Adam Janus) แห่งหมู่บ้านอาร์ลิงทันไฮส์ (Arlington Heights) นคร เคาน์ตี และรัฐเดียวกัน ไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาลท้องถิ่น และหลังจากนั้นไม่นานอีก สแตนลีย์ เจเนิส (Stanley Janus) แห่งหมู่บ้านไลล์ ดูปาชเคาน์ตี (Lisle Village, DuPage County) นครชิคาโก รัฐอิลลินอยส์ ผู้เป็นน้องชายของแอดัม เจเนิส พร้อมด้วยเธเรซา เจเนิส (Theresa Janus) ภรรยาของสแตนลีย์ ก็เสียชีวิตตามไปด้วยในวันเดียวกันขณะกำลังร่วมพิธีศพของแอดัม เจเนิส ผลการสืบสวนพบว่าทั้งหมดตายเพราะรับประทานยาแก้ปวดกระปุกเดียวกัน[2]
ถัดจากนั้นอีกไม่นานในวันเดียวกัน แมรี แมกฟาร์แลนด์ (Mary McFarland) แห่งเมืองเอล์มเฮิสต์ (Elmhurst) นครชิคาโก ดูปาชเคาน์ตี รัฐอิลลินอยส์, พอลา พรินส์ (Paula Prince) แห่งนครชิคาโก และแมรี เรเนอร์ (Mary Reiner) แห่งหมู่บ้านวินฟีลด์ (Winfield) นคร เคาน์ตี และรัฐเดียวกัน พร้อมใจกันจบชีวิตลงหลังจากรับประทานยาแก้ปวด "ไทลินอล"[2]
ด้วยการปฏิบัติหน้าที่อย่างรวดเร็ว พนักงานสืบสวนพบว่าการตายทั้งหมดในนครชิคาโกล้วนเชื่อมโยงกันโดยมียาแก้ปวด "ไทลินอล" เป็นศูนย์กลาง... | None | tha_Thai | train | en_heres_what_I_found | khalidalt/tydiqa-primary | thai |
I wonder การสังหารหมู่ในนครชิคาโกด้วยยาไทลินอล ใครเป็นผู้ก่อเหตุ ?.
Help me answer this question with "Yes" or "No" or "None" if none of the first two answers apply.
Here's what I found on the internet:
Topic: การสังหารหมู่ในนครชิคาโกด้วยยาไทลินอล พ.ศ. 2525
Article:
การสังหารหมู่ในนครชิคาโกด้วยยาไทลินอล (English: Chicago Tylenol mass murders) เป็นเหตุการณ์สังหารคนหมู่ซึ่งเกิดขึ้น ณ เขตมหานครชิคาโก (Chicago metropolitan area) รัฐอิลลินอยส์ สหรัฐอเมริกา ในฤดูใบไม้ร่วงของ พ.ศ. 2525 (ค.ศ. 1982) เมื่อมีผู้เจือสารพิษโพแทสเซียมไซยาไนด์ (potassium cyanide)[1] ลงในยาแคปซูลแก้ปวดระดับความแรงพิเศษยี่ห้อดัง "ไทลินอล" ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตไล่เลี่ยกันจำนวนเจ็ดรายหลังจากรับประทานยาไทลินอลดังกล่าวเข้าไปแล้ว
สำนักงานสืบสวนกลางแห่งสหรัฐอเมริกา หรือเอฟบีไอ ขนานนามคดีนี้ว่า "การวางยาไทลินอล" (Tylenol poisonings) มีรหัสคดีว่า "TYMURS" ทั้งนี้ แม้เวลาจะล่วงเลยมานานพอสมควร และคดีนี้ก็ยังมิได้ข้อสรุปจวบจนบัดนี้ แต่ก็เป็นแรงผลักดันหนึ่งให้เกิดการปฏิรูปขนานใหญ่ซึ่งการบรรจุเภสัชภัณฑ์และกฎหมายป้องกันการยืมมือฆ่าคน
การระบาดของยามีพิษ
เช้าตรู่ของวันพุธที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2525 (ค.ศ. 1982) เด็กหญิงวัยสิบสองปีนาม แมรี เคลเลอร์แมน (Mary Kellerman) แห่งหมู่บ้านเอลก์โกรฟ นครชิคาโก คุกเคาน์ตี (Elk Grove Village, Cook County) รัฐอิลลินอยส์ สหรัฐอเมริกา เสียชีวิตอย่างกะทันหันหลังจากรับประทานยาแก้ปวดระดับความแรงพิเศษยี่ห้อ "ไทลินอล" เมื่อเช้าวันนั้น[2] [3]
ถัดมาไม่นาน แอดัม เจเนิส (Adam Janus) แห่งหมู่บ้านอาร์ลิงทันไฮส์ (Arlington Heights) นคร เคาน์ตี และรัฐเดียวกัน ไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาลท้องถิ่น และหลังจากนั้นไม่นานอีก สแตนลีย์ เจเนิส (Stanley Janus) แห่งหมู่บ้านไลล์ ดูปาชเคาน์ตี (Lisle Village, DuPage County) นครชิคาโก รัฐอิลลินอยส์ ผู้เป็นน้องชายของแอดัม เจเนิส พร้อมด้วยเธเรซา เจเนิส (Theresa Janus) ภรรยาของสแตนลีย์ ก็เสียชีวิตตามไปด้วยในวันเดียวกันขณะกำลังร่วมพิธีศพของแอดัม เจเนิส ผลการสืบสวนพบว่าทั้งหมดตายเพราะรับประทานยาแก้ปวดกระปุกเดียวกัน[2]
ถัดจากนั้นอีกไม่นานในวันเดียวกัน แมรี แมกฟาร์แลนด์ (Mary McFarland) แห่งเมืองเอล์มเฮิสต์ (Elmhurst) นครชิคาโก ดูปาชเคาน์ตี รัฐอิลลินอยส์, พอลา พรินส์ (Paula Prince) แห่งนครชิคาโก และแมรี เรเนอร์ (Mary Reiner) แห่งหมู่บ้านวินฟีลด์ (Winfield) นคร เคาน์ตี และรัฐเดียวกัน พร้อมใจกันจบชีวิตลงหลังจากรับประทานยาแก้ปวด "ไทลินอล"[2]
ด้วยการปฏิบัติหน้าที่อย่างรวดเร็ว พนักงานสืบสวนพบว่าการตายทั้งหมดในนครชิคาโกล้วนเชื่อมโยงกันโดยมียาแก้ปวด "ไทลินอล" เป็นศูนย์กลาง... | None | tha_Thai | train | en_heres_what_I_found | khalidalt/tydiqa-primary | thai |
I wonder การสำรวจคืออะไร ?.
Help me answer this question with "Yes" or "No" or "None" if none of the first two answers apply.
Here's what I found on the internet:
Topic: การสำรวจ
Article:
การสำรวจ (English: Exploration) คือการค้นหาเพื่อบรรลุเป้าหมายของการค้นพบหรือทรัพยากร การสำรวจเกิดขึ้นในทุกสิ่งมีชีวิตที่มีการเคลื่อนไหวรวมถึงมนุษย์ ในประวัติศาสตรของมนุษย์การสำรวจที่มีอิทธิพลมากที่สุดอยู่ในช่วงยุคแห่งการค้นพบเมื่อนักสำรวจชาวยุโรปแล่นเรือและเขียนแผนที่ในพื้นที่ส่วนที่เหลือของโลกด้วยเหตุผลหลายประการ ตั้งแต่นั้นมาการสำรวจครั้งใหญ่หลังยุคแห่งการสำรวจเกิดขึ้นจากการค้นพบข้อมูลสำคัญเป็นเหตุผลส่วนใหญ่
ในระเบียบวิธีทางวิทยาศาสตร์ การสำรวจเป็นหนึ่งในสามวัตถุประสงค์ของการวิจัยเชิงประจักษ์ (อีกสองอย่างคือการพรรณาและการอธิบาย)
ยุคสมัยสำคัญในการสำรวจของมนุษย์
การแล่นเรือแกลลีย์ของชาวฟินิเชีย
ชาวฟินิเชีย (1,550 - 300 ปีก่อนคริสต์ศักราช) ทำการค้าขายทั่วทะเลเมดิเตอเรเนียนและเอเชียไมเนอร์แม้ว่าเส้นทางค้าขายจำนวนมากยังคงไม่ปรากฏจนถึงทุกวันนี้ การมีอยู่ของดีบุกในสิ่งประดิษฐ์บางอย่างของชาวฟินิเชียแสดงให้เห็นว่าพวกเขาอาจเดินทางไปถึงบริเตน ตามที่มหากาพย์อีนีอิดของเวอร์จิลและหลักฐานทางประวัติศาสตร์อื่น ๆ ราชินีในตำนานไดโดซึ่งเป็นชาวฟินิเชียจากไทร์ได้แล่นเรือไปยังแอฟริกาเหนือและก่อตั้งเมืองคาร์เธจ
การสำรวจของชาวคาร์เธจในแอฟริกาตะวันตก
ฮันโนนักเดินเรือ (500 ปีก่อนคริสต์ศักราช) นักเดินเรือชาวคาร์เธจได้สำรวจบริเวณชายฝั่งทางตะวันตกของทวีปแอฟริกา
การสำรวจของชาวกรีกในยุโรปเหนือและทัวเล
นักสำรวจชาวกรีกจากมาร์แซย์ ไพเธียส (380 – ประมาณ 310 ปีก่อนคริสต์ศักราช) เป็นคนแรกที่แล่นเรือไปถึงเกรตบริเตน สำรวจเยอรมนี และค้นพบทัวเล (โดยทั่วไปส่วนใหญ่คาดว่าเป็นหมู่เกาะเชตแลนด์หรือไอซ์แลนด์)
การสำรวจของชาวโรมัน
การสำรวจแอฟริกา
ชาวโรมันจัดการสำหรับเดินทางข้ามทะเลทรายสะฮาราด้วยห้าเส้นทางที่แตกต่างกัน:
ผ่านทะเลทรายสะฮาราทางตะวันตกไปยังแม่น้ำไนเจอร์และทิมบักตู
ผ่านเทือกเขาทิเบสตีไปยังทะเลสาบชาดและไนจีเรีย
ผ่านแม่น้ำไนล์ไปยังยูกันดา
ผ่านชายฝั่งตะวันตกของแอฟริกาไปยังหมู่เกาะคะแนรีและหมู่เกาะกาบูเวร์ดี
ผ่านทะเลแดงไปยังโซมาเลียและอาจรวมถึงแทนซาเนีย
การสำรวจทั้งหมดนี้ได้รับการสนับสนุนโดยกองกำลังทหารและมีจุดมุ่งหมายเพื่อการค้าขาย มีเพียงหนึ่งเดียวคือจักรพรรดิแนโรที่ดูเหมือนจะเตรียมการสำรวจสำหรับการพิชิตเอธิโอเปียหรือนูเบีย ซึ่งสองกองกำลังทหารของแนโรได้สำรวจแหล่งต้นน้ำของแม่น้ำไนล์ในปี ค.ศ. 62... | None | tha_Thai | train | en_heres_what_I_found | khalidalt/tydiqa-primary | thai |
I wonder การสำรวจดวงจันทร์เกิดขึ้นเมื่อใด?.
Help me answer this question with "Yes" or "No" or "None" if none of the first two answers apply.
Here's what I found on the internet:
Topic: ดวงจันทร์
Article:
ดวงจันทร์</b>เป็นดาราศาสตร์วัตถุที่โคจรรอบโลก เป็นดาวบริวารถาวรดวงเดียวของโลก เป็นดาวบริวารใหญ่ที่สุดอันดับที่ 5 ในระบบสุริยะ และเป็นดาวบริวารขนาดใหญ่สุดเมื่อเทียบกับขนาดของดาวเคราะห์ที่โคจร ดวงจันทร์เป็นดาวบริวารที่มีความหนาแน่นที่สุดเป็นอันดับที่ 2 รองจากไอโอของดาวพฤหัสบดี ซึ่งบางส่วนไม่ทราบความหนาแน่นมากหรือน้อย
คาดว่าดวงจันทร์ก่อกำเนิดประมาณ 4.51 พันล้านปีก่อน ไม่นานหลังจากโลก คำอธิบายที่ได้รับการยอมรับกว้างขวางที่สุดคือดวงจันทร์ก่อกำเนิดจากเศษที่เหลือจากการชนขนาดยักษ์ระหว่างโลกกับเทห์ขนาดประมาณดาวอังคารชื่อเธียอา
ดวงจันทร์หมุนรอบโลกแบบประสานเวลา จะหันด้านเดียวเข้าหาโลกเสมอคือด้านใกล้ที่มีลักษณะเป็นทะเลภูเขาไฟมืด ๆ ซึ่งเติมที่ว่างระหว่างที่สูงเปลือกโบราณสว่างและหลุมอุกกาบาตที่เห็นได้ชัดเจน เมื่อสังเกตจากโลก เป็นเทห์ฟ้าที่เห็นได้เป็นประจำสว่างที่สุดอันดับสองในท้องฟ้าของโลกรองจากดวงอาทิตย์ พื้นผิวแท้จริงแล้วมืด แม้เทียบกับท้องฟ้าราตรีแล้วจะดูสว่างมาก โดยมีการสะท้อนสูงกว่าแอสฟอลต์เสื่อมเล็กน้อย อิทธิพลความโน้มถ่วงของดวงจันทร์ทำให้เกิดน้ำขึ้นลงมหาสมุทร และทำให้หนึ่งวันยาวขึ้นเล็กน้อย
มีระยะห่างจากโลกเฉลี่ยนับจากศูนย์กลางถึงศูนย์กลางประมาณ 384,403 กิโลเมตร เทียบเท่ากับ 30 เท่าของเส้นผ่านศูนย์กลางของโลก จุดศูนย์กลางมวลร่วมของระบบตั้งอยู่ที่ตำแหน่ง 1700 กิโลเมตรใต้ผิวโลก หรือประมาณ 1 ใน 4 ของรัศมีของโลก ดวงจันทร์โคจรรอบโลกในเวลาประมาณ 27.3 วัน[nb 1] เมื่อเปรียบเทียบการแปรคาบโคจรตามมาตรภูมิศาสตร์ระหว่างโลก-ดวงจันทร์-ดวงอาทิตย์ ทำให้เกิดเป็นเฟสของดวงจันทร์ ซึ่งจะซ้ำรอบทุกๆ ช่วง 29.5 วัน[nb 2] (เรียกว่า คาบไซโนดิก)
เส้นผ่านศูนย์กลางของดวงจันทร์มีค่าประมาณ 3,474 กิโลเมตร[1] หรือประมาณหนึ่งในสี่ของโลก ดังนั้นพื้นผิวของดวงจันทร์มีน้อยกว่า 1 ใน 10 ของพื้นผิวของโลก (ประมาณ 1 ใน 4 ของผืนทวีปของโลกเท่านั้น คิดเป็นขนาดใหญ่ประมาณรัสเซีย แคนาดา กับสหรัฐอเมริกา รวมกัน) มวลรวมของดวงจันทร์คิดเป็นประมาณ 2% ของมวลของโลก และแรงโน้มถ่วงเป็น 17% ของโลก
สัญลักษณ์แทนดวงจันทร์คือ ☾ ปี พ.ศ. 2512 (ค.ศ. 1969) นีล อาร์มสตรอง และ บัซซ์ อัลดริน นักบินอวกาศขององค์การนาซา เป็นมนุษย์ 2 คนแรกที่เหยียบลงบนพื้นดินของดวงจันทร์ กฎหมายอวกาศถือว่าดวงจันทร์เป็นสมบัติร่วมกันของมนุษยชาติ ตามสนธิสัญญาที่ใช้บังคับกิจกรรมของรัฐบนดวงจันทร์ ดวงดาว... | None | tha_Thai | train | en_heres_what_I_found | khalidalt/tydiqa-primary | thai |
I wonder การสำเร็จโทษด้วยท่อนจันทน์เป็นวิธีการประหารพระราชวงศ์ไทยที่ยกเลิกไปในปีอะไร ?.
Help me answer this question with "Yes" or "No" or "None" if none of the first two answers apply.
Here's what I found on the internet:
Topic: การสำเร็จโทษด้วยท่อนจันทน์
Article: การสำเร็จโทษด้วยท่อนจันทน์</b>เป็นวิธีการประหารพระราชวงศ์ไทยโดยการใช้ท่อนจันทน์เป็นอุปกรณ์ วิธีการดังกล่าวไม่มีการปฏิบัติอีกต่อมาตั้งแต่รัชกาลพระบาทสมเด็จพระปรเมนมหามงกุฎ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว[1] และได้เลิกเสียอย่างเป็นทางการตั้งแต่มีการประกาศใช้กฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. 127 ในรัชกาลต่อมา ซึ่งกฎหมายดังกล่าวกำหนดให้การประหารชีวิตบุคคลทุกชนชั้นกระทำโดยการตัดศีรษะ[2]
ประวัติ
การสำเร็จโทษด้วนท่อนจันทน์เป็นการประหารชีวิตพระราชวงศ์ซึ่งมีบัญญัติไว้ในมาตรา 176 แห่งกฎมนเทียรบาล กฎหมายตราสามดวงฉบับชำระในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ว่า[3] [4]
กฎมนเทียรบาลเช่นว่านี้จะประกาศใช้เมื่อใดเป็นครั้งแรกยังคงเป็นที่ถกเกียงกันอยู่ในขณะนี้[5]
อย่างไรก็ดี ในบานแผนกของกฎมนเทียรบาลฉบับที่เก่าที่สุดปรากฏความว่า "ศุกมัสดุ ศักราช 720 วันเสาร์ เดือนห้า ขึ้นหกค่ำ ชวดนักษัตรศก สมเด็จพระเจ้ารามาธิบดีบรมไตรโลกนาถ... (ข้อความต่อไปเกี่ยวกับว่า ทรงประกาศใช้กฎหมายดังต่อไปนี้) "[6] ศักราชดังกล่าวเป็นจุลศักราช
ปรามินทร์ เครือทอง ผู้เขียนหนังสือ "สำเร็จโทษด้วยท่อนจันทน์" ได้ตรวจสอบพระราชพงศาวดารต่าง ๆ ปรากฏปีเสด็จขึ้นครองราชย์ของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถแตกต่างดังต่อไปนี้[5]
พระราชวงศาวดารฉบับพิมพ์ 2 เล่ม (ฉบับหมอบรัดเล): เสด็จขึ้นทรงราชย์ จ.ศ. 796 (พ.ศ. 1977)
พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา: เสด็จขึ้นทรงราชย์เมื่อปีขาล จ.ศ. 796 (พ.ศ. 1977)
พระราชพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์: เสด็จขึ้นทรงราชย์เมื่อปีมะโรง จ.ศ. 810 (พ.ศ. 1991)
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าดิศวรกุมาร กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงพระนิพนธ์ไว้ในหนังสือพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาว่า "ข้าพเจ้าเชื่อว่าศักราชอย่างลงไว้ในฉบับหลวงประเสริฐนั้นถูก..." ในกรณีนี้ ปี จ.ศ. ที่ระบุไว้ในบานแผนกได้แก่ จ.ศ. 720 ก่อนสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเสด็จขึ้นทรงราชย์เก้าสิบปี (จ.ศ. 810) ซึ่งกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงแก้ว่า น่าจะเป็นเพราะอาลักษณ์เขียนผิด โดยเขียนเลข 8 เป็นเลข 7 ที่ถูกคือ จ.ศ. 820[7] ทั้งนี้ หากนับตามปีปฏิทินแล้ว จ.ศ. 720 ตรงกับปีจอ ซึ่งในบานแผนกว่าปีชวด และปีชวดจะตรงกับ จ.ศ. 722
ส่วนพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชวินิจฉัยว่า น่าจะเป็นเพราะอาลักษณ์เขียนผิดเช่นกัน แต่ที่เขียนผิดคือเลข 0 ที่ถูกต้องเป็น 2 อันได้แก่ จ.ศ. 722... | None | tha_Thai | train | en_heres_what_I_found | khalidalt/tydiqa-primary | thai |
I wonder การสืบพันธุ์ คืออะไร ?.
Help me answer this question with "Yes" or "No" or "None" if none of the first two answers apply.
Here's what I found on the internet:
Topic: การสืบพันธุ์
Article:
การสืบพันธุ์ หรือ การขยายพันธุ์ (English: Reproduction) หมายถึง การเพิ่มจำนวนลูกหลานที่มีลักษณะเหมือนเดิมของสิ่งมีชีวิต โดยที่สิ่งมีชีวิตรุ่นใหม่ที่เกิดขึ้นนี้จะทดแทนสิ่งมีชีวิตรุ่นเก่าที่ล้มหายตายจากไป ทำให้สิ่งมีชีวิตเหลือรอดอยู่ในโลกได้โดยไม่สูญพันธุ์ไป
ประเภทของการสืบพันธุ์
การสืบพันธุ์ของสัตว์แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ (Asexual reproduction)เป็นการเพิ่มจำนวนลูกหลานที่ไม่ต้องอาศัยเพศเข้ามาเกี่ยวข้อง และไม่มีการผสมกันของเซลล์สืบพันธุ์ และจะเหมือนตัวเดิม 100% เช่น การแบ่งเซลล์ของแบคทีเรีย การแตกหน่อของไฮดรา
การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ (Sexual reproduction)เป็นการสืบพันธุ์ที่ต้องอาศัยเพศโดยที่มีการสร้างเซลสืบพันธุ์เพศผู้และเซลสืบพันธุ์เพศเมียแล้วผสมกันเกิดเป็นสิ่งมีชีวิตหน่วยใหม่ซึ่งมีลักษณะเหมือนพ่อและแม่ไม่ 100% เช่น การสืบพันธุ์ของมนุษย์
การสืบพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว
การสืบพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวมีทั้งแบบอาศัยเพศ และไม่อาศัยเพศ
สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวบางชนิดบางครั้งก็มีการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ เช่น พารามิเซียม(เซลล์มี 2 นิวเคลียส คือ ไมโครนิวเคลียส (Micronucleus) และแมโครนิวเคลียส (Macronucleus) พารามิเซียม 2 เซลล์จะจับคู่กัน (Conjugation) เพื่อแลกเปลี่ยนสารพันธุกรรม จากนั้นจึงแยกกัน และแบ่งเซลล์เพิ่มจำนวนตามปกติ)
การแตกหน่อ (Budding) สิ่งมีชีวิตตัวใหม่งอกออกมาจากตัวเดิม แล้วหลุดออกมาเป็นสิ่งมีชีวิตตัวใหม่ เช่น ไฮดรา ยีสต์ และยังพบในพืชอีกด้วยเช่น หน่อไม้ ไผ่
การแบ่งตัวออกเป็นสอง (Binary fission) สิ่งมีชีวิตตัวหนึ่งแบ่งเป็นสิ่งมีชีวิตตัวใหม่แบบเท่าๆกัน โดยเริ่มจากการแบ่งนิวเคลียส และตามด้วยไซโทพลาสซึม สิ่งมีชีวิตที่ใช้กระบวนการนี้ได้แก่ อะมีบา พารามีเซียม ยูกลีนา และแบคทีเรีย
การขาดออกเป็นท่อน (Fragmentation) ส่วนที่หลุดไปจากสิ่งมีชีวิตหนึ่งพัฒนาไปเป็นสิ่งมีชีวิตตัวใหม่ได้ โดยเซลล์ในส่วนที่หลุดไปนั้นเกิดรีเจนเนอเรชั่น (regeneration) กลับเป็นเนื้อเยื่อเจริญได้อีก ตัวอย่างเช่น ดาวทะเล
การสร้างสปอร์ (Spore formation) คือการแบ่งนิวเคลียสออกเป็นหลายๆนิวเคลียส ต่อจากนั้นไซโทพลาซึมจะแบ่งตาม แล้วจะมีการสร้างเยื่อกั้นเป็นส่วน ๆ แต่ละส่วนจะมีนิวเคลียส 1 อัน เรียกว่า สปอร์ (Spore) สัตว์ที่มีการสืบพันธุ์แบบนี้ ได้แก่ พลาส-โมเดียมซึ่งเป็นสัตว์ที่ทำให้เกิดโรคไข้มาลาเรีย... | None | tha_Thai | train | en_heres_what_I_found | khalidalt/tydiqa-primary | thai |
I wonder การสืบพันธุ์ หมายถึงอะไร?.
Help me answer this question with "Yes" or "No" or "None" if none of the first two answers apply.
Here's what I found on the internet:
Topic: การสืบพันธุ์
Article:
การสืบพันธุ์ หรือ การขยายพันธุ์ (English: Reproduction) หมายถึง การเพิ่มจำนวนลูกหลานที่มีลักษณะเหมือนเดิมของสิ่งมีชีวิต โดยที่สิ่งมีชีวิตรุ่นใหม่ที่เกิดขึ้นนี้จะทดแทนสิ่งมีชีวิตรุ่นเก่าที่ล้มหายตายจากไป ทำให้สิ่งมีชีวิตเหลือรอดอยู่ในโลกได้โดยไม่สูญพันธุ์ไป
ประเภทของการสืบพันธุ์
การสืบพันธุ์ของสัตว์แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ (Asexual reproduction)เป็นการเพิ่มจำนวนลูกหลานที่ไม่ต้องอาศัยเพศเข้ามาเกี่ยวข้อง และไม่มีการผสมกันของเซลล์สืบพันธุ์ และจะเหมือนตัวเดิม 100% เช่น การแบ่งเซลล์ของแบคทีเรีย การแตกหน่อของไฮดรา
การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ (Sexual reproduction)เป็นการสืบพันธุ์ที่ต้องอาศัยเพศโดยที่มีการสร้างเซลสืบพันธุ์เพศผู้และเซลสืบพันธุ์เพศเมียแล้วผสมกันเกิดเป็นสิ่งมีชีวิตหน่วยใหม่ซึ่งมีลักษณะเหมือนพ่อและแม่ไม่ 100% เช่น การสืบพันธุ์ของมนุษย์
การสืบพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว
การสืบพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวมีทั้งแบบอาศัยเพศ และไม่อาศัยเพศ
สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวบางชนิดบางครั้งก็มีการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ เช่น พารามิเซียม(เซลล์มี 2 นิวเคลียส คือ ไมโครนิวเคลียส (Micronucleus) และแมโครนิวเคลียส (Macronucleus) พารามิเซียม 2 เซลล์จะจับคู่กัน (Conjugation) เพื่อแลกเปลี่ยนสารพันธุกรรม จากนั้นจึงแยกกัน และแบ่งเซลล์เพิ่มจำนวนตามปกติ)
การแตกหน่อ (Budding) สิ่งมีชีวิตตัวใหม่งอกออกมาจากตัวเดิม แล้วหลุดออกมาเป็นสิ่งมีชีวิตตัวใหม่ เช่น ไฮดรา ยีสต์ และยังพบในพืชอีกด้วยเช่น หน่อไม้ ไผ่
การแบ่งตัวออกเป็นสอง (Binary fission) สิ่งมีชีวิตตัวหนึ่งแบ่งเป็นสิ่งมีชีวิตตัวใหม่แบบเท่าๆกัน โดยเริ่มจากการแบ่งนิวเคลียส และตามด้วยไซโทพลาสซึม สิ่งมีชีวิตที่ใช้กระบวนการนี้ได้แก่ อะมีบา พารามีเซียม ยูกลีนา และแบคทีเรีย
การขาดออกเป็นท่อน (Fragmentation) ส่วนที่หลุดไปจากสิ่งมีชีวิตหนึ่งพัฒนาไปเป็นสิ่งมีชีวิตตัวใหม่ได้ โดยเซลล์ในส่วนที่หลุดไปนั้นเกิดรีเจนเนอเรชั่น (regeneration) กลับเป็นเนื้อเยื่อเจริญได้อีก ตัวอย่างเช่น ดาวทะเล
การสร้างสปอร์ (Spore formation) คือการแบ่งนิวเคลียสออกเป็นหลายๆนิวเคลียส ต่อจากนั้นไซโทพลาซึมจะแบ่งตาม แล้วจะมีการสร้างเยื่อกั้นเป็นส่วน ๆ แต่ละส่วนจะมีนิวเคลียส 1 อัน เรียกว่า สปอร์ (Spore) สัตว์ที่มีการสืบพันธุ์แบบนี้ ได้แก่ พลาส-โมเดียมซึ่งเป็นสัตว์ที่ทำให้เกิดโรคไข้มาลาเรีย... | None | tha_Thai | train | en_heres_what_I_found | khalidalt/tydiqa-primary | thai |
I wonder การสื่อสารไร้สาย ถูกใช้ครั้งแรกเมื่อไหร่?.
Help me answer this question with "Yes" or "No" or "None" if none of the first two answers apply.
Here's what I found on the internet:
Topic: การสื่อสารไร้สาย
Article: การสื่อสารไร้สาย (English: Wireless communication) หมายถึงการถ่ายโอนข้อมูลสารสนเทศระหว่างจุดสองจุดหรือมากกว่า โดยไม่ได้เชื่อมต่อกันด้วยตัวนำไฟฟ้า
เทคโนโลยีไร้สายที่พบมากที่สุดใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เช่นคลื่นวิทยุ ซึ่งอาจใช้ในระยะทางสั้นๆไม่กี่เมตรสำหรับโทรทัศน์ หรือไกลเป็นล้านกิโลเมตรลึกเข้าไปในอวกาศสำหรับวิทยุ การสื่อสารไร้สายรวมถึงหลากหลายชนิดของการใช้งานอยู่กับที่, เคลื่อนที่และแบบพกพา ได้แก่ วิทยุสองทาง, โทรศัพท์มือถือ, ผู้ช่วยดิจิตอลส่วนตัว (personal digital assistants หรือ PDAs) และเครือข่ายไร้สาย ตัวอย่างอื่น ๆ ของการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีวิทยุไร้สายรวมถึง GPS, รีโมตประตูโรงรถ เม้าส์คอมพิวเตอร์ไร้สาย, แป้นพิมพ์และชุดหูฟังไร้สาย, หูฟังไร้สาย, เครื่องรับวิทยุไร้สาย, โทรทัศน์ผ่านดาวเทียมไร้สาย, เครื่องรับโทรทัศน์ทั่วไปและโทรศัพท์บ้านไร้สาย
วิธีการอื่นของการสื่อสารไร้สายที่ไม่ได้ใช้คลื่นวิทยุได้แก่ การใช้แสง, เสียง, สนามแม่เหล็กหรือสนามไฟฟ้า
บทนำ
การสื่อสารไร้สายทำให้เกิดบริการเช่นการสื่อสารระยะไกลซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยหรือทำไม่ได้ในทางปฏิบัติที่จะดำเนินการแบบใช้สาย คำว่าการสื่อสารไร้สายถูกใช้กันทั่วไปในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมที่จะอ้างถึงระบบการสื่อสารโทรคมนาคม (เช่นเครื่องส่งและเครื่องรับสัญญาณวิทยุ, การควบคุมระยะไกล ฯลฯ ) ที่ใช้รูปแบบหนึ่งของพลังงาน (เช่นคลื่นวิทยุ, พลังงานอะคูสติก ฯลฯ ) ในการถ่ายโอนข้อมูลโดยไม่ต้องใช้สาย. ข้อมูลจะถูกถ่ายโอนในลักษณะนี้ทั้งในระยะทางสั้นและระยะทางไกล
บริการไร้สาย
ตัวอย่างทั่วไปของอุปกรณ์ไร้สายได้แก่:
การควบคุมระบบโทรมาตรและระบบการควบคุมการจราจร
อุปกรณ์ควบคุมระยะไกลด้วยอินฟราเรดและอัลตราโซนิก
วิทยุเคลื่อนที่ภาคพื้นมืออาชีพ LMR (Land Mobile Radio) และ วิทยุมือถือเฉพาะกิจ SMR (Specialized Mobile Radio) ที่ใช้โดยทั่วไปในธุรกิจ, อุตสาหกรรมและหน่วยงานความปลอดภัยสาธารณะ
วิทยุสองทางผู้บริโภครวมทั้ง FRS (Family Radio Service) GMRS (General Mobile Radio Service) และวิทยุ Citizens band ("CB")
วิทยุสมัครเล่น (แฮมวิทยุ)
วิทยุ VHF สำหรับผู้บริโภคและมืออาชีพทางทะเล
อุปกรณ์ Airband และวิทยุนำทางที่ใช้โดยนักบินและการควบคุมการจราจรทางอากาศ
โทรศัพท์มือถือและวิทยุติดตามตัว: ให้การเชื่อมต่อสำหรับการใช้งานแบบพกพาและโทรศัพท์มือถือทั้งในส่วนบุคคลและธุรกิจ
ระบบ Global Positioning System (GPS):... | None | tha_Thai | train | en_heres_what_I_found | khalidalt/tydiqa-primary | thai |
I wonder การสุขาภิบาลเน้นเฉพาะภายในครัวเรือนใช่หรือไม่?.
Help me answer this question with "Yes" or "No" or "None" if none of the first two answers apply.
Here's what I found on the internet:
Topic: การสุขาภิบาล
Article:
การสุขาภิบาล เป็นวิธีการทางสุขอนามัยของการส่งเสริมสุขภาพโดยผ่านการป้องกันมนุษย์มิให้สัมผัสกับภัยจากปฏิกูล เช่นเดียวกับการบำบัดและการกำจัดที่เหมาะสมของของเสียและน้ำเสีย. ภัยนั้นอาจเป็นทั้งตัวการของโรคทางกายภาพ, ทางจุลินทรีย์ชีวภาพ, ทางชีววิทยาหรือทางเคมี. ปฏิกูลที่สามารถก่อปัญหาสุขภาพได้ได้แก่ อุจจาระของมนุษย์หรือมูลของสัตว์, ปฏิกูลของแข็ง, น้ำทิ้งจากครัวเรือน(น้ำเสีย, สิ่งโสโครก, ปฏิกูลอุตสาหกรรมและปฏิกูลเกษตรกรรม. วิธีการทางสุขอนามัยในการป้องกันอาจเป็นการใช้วิธีการทางวิศวกรรม (เช่น การบำบัดน้ำเสีย, การบำบัดสิ่งปฏิกูล, การระบายน้ำท่วมจากพายุ, การจัดการปฏิกูลของแข็ง, การจัดการอุจจาระ), เทคโนโลยีเรียบง่าย (เช่น ส้วมหลุม, ส้วมแห้ง, UDDT, และถังเกรอะ) หรือแม้แต่การปฏิบัติสุขลักษณะส่วนตัวง่ายๆ (เช่นการล้างมือด้วยสบู่, การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม).
องค์การอนามัยโลกระบุว่า
"การสุขาภิบาลโดยทั่วไปหมายถึงการจัดหาสิ่งอำนวยความสะดวกและการบริการสำหรับการกำจัดที่ปลอดภัยของปัสสาวะและอุจจาระของมนุษย์. การสุขาภิบาลที่ไม่เพียงพอเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรคทั่วโลกและการปรับปรุงการสุขาภิบาลเป็นที่รู้จักกันว่าจะมีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพทั้งในครัวเรือนและในทั้งชุมชน. คำว่า 'การสุขาภิบาล' ยังหมายถึงการบำรุงรักษาของสภาพทางสุขอนามัย, ผ่านการบริการเช่นการเก็บขยะและการกำจัดน้ำเสีย[1].
การสุขาภิบาลประกอบด้วยสี่รายการวิศวกรรมโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ (แม้ว่าอันแรกเท่านั้นที่มักจะมีการเชื่อมโยงอย่างมากกับคำว่า "สุขา+อภิบาล"):
ระบบการจัดการของเสีย
ระบบการจัดการน้ำเสีย
ระบบการจัดการปฏิกูลของแข็ง
ระบบระบายน้ำสำหรับน้ำฝน, ที่มักถูกเรียกว่าการระบายน้ำจากพายุฝน
แม้จะมีความจริงที่ว่าการสุขาภิบาลรวมถึงการบำบัดน้ำเสีย, ทั้งสองคำนี้มักจะถูกใช้เคียงข้างกัน: คนมีแนวโน้มที่จะพูดถึงเรื่องการสุขาภิบาลและการจัดการน้ำเสียซึ่งเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมจะต้องมีการแบ่งแยกในหัวข้อย่อยในบทความนี้. คำว่าการสุขาภิบาลได้รับการเชื่อมต่อกับหลายตัวอธิบายเพื่อให้คำว่าการสุขาภิบาลอย่างยั่งยืน, การสุขาภิบาลที่ปรับปรุงแล้ว, การสุขาภิบาลที่ยังไม่ปรับปรุง, การสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อม, การสุขาภิบาลนสถานที่ทำงาน, การสุขาภิบาลนิเวศวิทยา, การสุขาภิบาลแห้ง ทั้งหมดนี้ถูกใช้ในปัจจุบัน. การสุขาภิบาลควรได้รับพูดถึงว่าเป็นวิธีการที่เป็นระบบซึ่งรวมถึงการเก็บรวบรวม/การบรรจุ,... | None | tha_Thai | train | en_heres_what_I_found | khalidalt/tydiqa-primary | thai |
I wonder การสุ่มแบบง่าย ๆ คืออะไร?.
Help me answer this question with "Yes" or "No" or "None" if none of the first two answers apply.
Here's what I found on the internet:
Topic: การทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม
Article:
การทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม[2]
(English: randomized controlled trial; randomised control trial[3] ตัวย่อ RCT)
เป็นการทดลองทางวิทยาศาสตร์แบบหนึ่ง ที่ใช้เป็นมาตรฐานทอง (gold standard) ของการทดลองทางคลินิก
มักจะใช้เพื่อตรวจสอบประสิทธิผลและประสิทธิภาพของบริการสุขภาพ (เช่นการแพทย์หรือการพยาบาล) หรือเทคโนโลยีสุขภาพ (เช่นยา อุปกรณ์ทางการแพทย์ หรือวิธีการผ่าตัด) โดยทำในกลุ่มคนไข้ที่เป็นตัวแทนประชากรทางสถิติ (statistical population)
และใช้เพื่อรวบรวมข้อมูลอื่น ๆ ที่มีประโยชน์เกี่ยวกับผลลบของการรักษาพยาบาล เช่นปฏิกิริยาเชิงลบต่อยา (adverse drug reactions)
ลักษณะเฉพาะของ RCT ที่ทำทั่ว ๆ ไปก็คือ หลังจากที่มีการประเมินคุณสมบัติการรับเลือกของผู้ร่วมการทดลองแต่ก่อนที่จะเริ่มการรักษาพยาบาล (หรือเงื่อนไขอื่น ๆ ถ้าไม่ใช่การทดลองทางการแพทย์) จะมีการจัดผู้ร่วมการทดลองให้อยู่ในกลุ่มสองกลุ่มโดยสุ่ม กลุ่มหนึ่งจะได้รับการรักษาพยาบาล (หรือเงื่อนไข) ที่เป็นประเด็นการศึกษา อีกกลุ่มหนึ่งจะได้รับการรักษาพยาบาล (หรือเงื่อนไข) อีกอย่างหนึ่งที่เป็นตัวควบคุมหรือเป็นตัวเปรียบเทียบ
การจัดกลุ่มโดยสุ่มในการทดลองจริง ๆ นั้นซับซ้อน แต่ว่าถ้าคิดอย่างง่าย ๆ
จะเป็นกระบวนการเหมือนกับโยนเหรียญที่สมดุล
หลังจากการจัดกลุ่มโดยสุ่ม จะมีการปฏิบัติต่อผู้ร่วมการทดลองทั้งสองกลุ่มเหมือน ๆ กันทุกอย่าง ยกเว้นการรักษาพยาบาลที่เป็นประเด็นศึกษา
เช่นวิธีการรักษา การตรวจสอบ การรักษาโดยเป็นผู้ป่วยนอก และ/หรือการติดตามผล
ข้อดีที่สำคัญที่สุดของการสุ่มที่ทำถูกต้องก็คือ ช่วยลดระดับ allocation bias คือสร้างความสมดุลขององค์พยากรณ์โรค (prognostic factor) ที่มีในคนไข้ ทั้งที่รู้และไม่รู้ ระหว่างกลุ่มต่าง ๆ ที่รับการรักษา[4]
กล่าวโดยสาระก็คือ คำว่า "สุ่ม" แสดงถึงกระบวนการจัดผู้ร่วมการทดลองให้อยู่ในกลุ่มการทดลองหรือกลุ่มควบคุมโดยเสี่ยงโชค เพื่อที่จะลดระดับความเอนเอียง
แม้ว่าคำว่า "RCT" และ การทดลองแบบสุ่ม (randomized trial) บางครั้งจะใช้เป็นไวพจน์ซึ่งกันและกัน
แต่ระเบียบวิธีที่ดีกว่าก็จะใช้คำว่า "RCT" สำหรับการทดลองที่มีกลุ่มควบคุม (control)
ที่ไม่ได้รับการรักษาที่เป็นประเด็นศึกษา (placebo-controlled study) หรือรับการรักษาที่มีการทดสอบมาก่อนแล้ว (positive-control study) เท่านั้น
ดังนั้น คำว่า การทดลองแบบสุ่ม (randomized trial)... | None | tha_Thai | train | en_heres_what_I_found | khalidalt/tydiqa-primary | thai |
I wonder การสูบบุหรี่สามารถก่อให้เกิดโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ได้หรือไม่ ?.
Help me answer this question with "Yes" or "No" or "None" if none of the first two answers apply.
Here's what I found on the internet:
Topic: โรคกรดไหลย้อนขึ้นมาที่คอและกล่องเสียง
Article:
โรคกรดไหลย้อนขึ้นมาที่คอและกล่องเสียง หรือที่นิยมเรียกกันสั้น ๆ ว่า โรค LPR[1]
(English: laryngopharyngeal reflux, LPR)
หรือ โรคกรดไหลย้อนออกนอกหลอดอาหาร (English: extraesophageal reflux disease, EERD)[2]
หรือ กรดไหลย้อนเงียบ (English: silent reflux)[3]
หรือ กรดไหลย้อนออกเหนือหลอดอาหาร (English: supra-esophageal reflux)[4]
เป็นการไหลย้อนของน้ำกรดน้ำย่อยของกระเพาะอาหารซึ่งมีฤทธิ์ระคายเคืองขึ้นไปถึงกล่องเสียงและคอหอยโดยไปกระทบกับทางเดินอาหาร-ลมหายใจส่วนบน[1][5]
ซึ่งเป็นเหตุของอาการต่าง ๆ เช่น ไอและหายใจเสียงหวีด[6]
โดยบ่อยครั้งสัมพันธ์กับปัญหาอื่น ๆ ที่ศีรษะและคอ เช่น ออกเสียงลำบาก เหมือนมีก้อนในลำคอ กลืนลำบาก[7]
โรคอาจมีบทบาทในความผิดปกติอื่น ๆ รวมทั้งโพรงอากาศอักเสบ, หูชั้นกลางอักเสบ, เยื่อจมูกอักเสบ[7],
กล่องเสียงอักเสบเหตุกรดไหลย้อน, ช่องหว่างสายเสียงตีบ, มะเร็งกล่องเสียง, แกรนูโลมากล่องเสียง, แผลเปื่อยกล่องเสียง, ปุ่มที่สายเสียง[5],
กล่องเสียงกระตุก, การหยุดหายใจขณะหลับเหตุอุดกั้น (OSA), โรคหลอดลมพอง, และเยื่อจมูกและโพรงอากาศอักเสบ[8]
โรคอาจเกิดร่วมกับโรคหืด[6]
ปัจจัยเสี่ยงของโรครวมทั้งเป็นโรคกรดไหลย้อนในหลอดอาหารแบบเรื้อรังหรือแบบมีแผล (ERD), มีเยื่อบุผิวเสี่ยงมะเร็งในหลอดอาหารแบบ Barrett's esophagus, กระเพาะอาหารเลื่อนผ่านกะบังลม (hiatus hernia), โรคหืด, โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง, การหยุดหายใจขณะหลับเหตุอุดกั้น (OSA), โรคอ้วน, การสูบบุหรี่, การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นต้น[9]
อาการเหนือหลอดอาหารมาจากทางเดินลมหายใจ-ทางเดินอาหารส่วนบนซึ่งถูกกับสิ่งที่ไหลย้อนมาจากกระเพาะอาหาร หรือเป็นการตอบสนองทางรีเฟล็กซ์เนื่องกับเส้นประสาทเวกัสที่จุดชนวนโดยกรดที่ถูกหลอดอาหาร[10]
โดยสิ่งที่อยู่ในกระเพาะอาหารสามารถไหลย้อนขึ้นมาทางหลอดอาหารได้อาจเป็นเพราะหูรูดหลอดอาหารด้านล่างปิดได้ไม่ดี คือคลายตัวบ่อยเกิน บวกกับหูรูดหลอดอาหารด้านบนและหลอดอาหารที่บีบตัวอย่างบกพร่อง[11]
คนไข้โรคนี้อาจต้องทุกข์ทรมานอยู่กับโรคนานเพราะวินิจฉัยได้ยาก เนื่องจากอาการต่าง ๆ ของโรคอาจมีสมุฏฐานอื่น ๆ รวมทั้งการติดเชื้อ การใช้เสียงเกิน ภูมิแพ้ การสูบบุหรี่ การสูดสิ่งที่ทำให้ระคายเคือง การดื่มสุราจัด และการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่ไม่ใช่โรค[5]
นอกจากการสอบอาการแล้ว แพทย์อาจวินิจฉัยโรคโดยการลองรักษาด้วยยา การส่องกล้อง และการวัดความเป็นกรดด่างของหลอดอาหาร... | Yes | tha_Thai | train | en_heres_what_I_found | khalidalt/tydiqa-primary | thai |
I wonder การสูบบุหรี่สามารถก่อให้เกิดโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ได้หรือไม่ ?.
Help me answer this question with "Yes" or "No" or "None" if none of the first two answers apply.
Here's what I found on the internet:
Topic: โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง
Article:
โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (English: chronic obstructive pulmonary disease, COPD, chronic obstructive lung disease, COLD, chronic obstructive airway disease, COAD) เป็นโรคปอดอุดกั้นที่มีลักษณะเฉพาะคือความบกพร่องอย่างเรื้อรังในการไหลผ่านของอากาศของระบบทางเดินหายใจ และมักจะแย่ลงเมื่อเวลาผ่านไป อาการที่พบบ่อยได้แก่ เหนื่อย ไอ และ มีเสมหะ[1] ผู้ป่วยหลอดลมอักเสบเรื้อรังส่วนใหญ่จะมี COPD ด้วย[2]
สาเหตุพบบ่อยที่สุดของ COPD คือการสูบบุหรี่ สาเหตุอื่นๆ ที่มีบทบาทบ้างแต่น้อยกว่าการสูบบุหรี่ได้แก่ มลพิษทางอากาศ และ พันธุกรรม เป็นต้น[3] สาเหตุของมลพิษทางอากาศที่พบบ่อยในประเทศที่กำลังพัฒนาอีกอย่างหนึ่งได้แก่ อากาศเสียจากการทำอาหารหรือควันไฟ การสัมผัสสิ่งระคายเคืองเหล่านี้ต่อเนื่องกันเป็นเวลานานจะกระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยาการอักเสบขึ้นในเนื้อปอด ทำให้หลอดลมฝอยตีบลงและการแตกตัวของเนื้อเยื้อปอด เรียกว่า ถุงลมโป่งพอง อังกฤษ:emphysema[4] การวินิจฉัยนั้นใช้พื้นฐานของความสามารถในการไหลผ่านของอากาศด้วยการตรวจวัดโดย การทดสอบการทำงานของปอด[5] โดยมีความแตกต่างจากโรคหอบหืด คือ การลดลงของปริมาณอากาศที่ไหลผ่านด้วยการให้ยานั้นไม่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
COPD สามารถป้องกันได้โดยการลดปัจจัยเสี่ยงของสาเหตุของโรคที่ทราบ ซึ่งรวมถึงการลดปริมาณการสูบบุหรี่และการปรับปรุงคุณภาพของอากาศทั้งภายในและภายนอก การรักษา COPD ได้แก่: การเลิกสูบบุหรี่ การฉีดวัคซีน การฟื้นฟูสภาพ และการพ่นสูดยาขยายหลอดลมบ่อยๆ และการใช้ยาสเตียรอยด์ บางคนอาจได้รับประโยชน์จากการบำบัดด้วยออกซิเจนระยะยาวหรือการปลูกถ่ายปอด [4] ในกลุ่มผู้ที่มีการทรุดลงอย่างเฉียบพลันช่วงหนึ่ง การเพิ่มยาที่ใช้รักษาและการเข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาลอาจเป็นสิ่งจำเป็น
ในทั่วโลกมีผู้ที่ป่วยด้วย COPD จำนวน 329ล้านคนหรือเกือบ 5% ของจำนวนประชากร ในปี ค.ศ. 2012 โรคนี้เป็นโรคอันดับที่สามที่เป็นสาเหตุของการเสียชีวิต ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนจำนวนกว่า 3ล้านคน [6] จำนวนของผู้เสียชีวิตนั้นประมาณว่าจะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเนื่องจากอัตราการสูบบุหรี่ที่เพิ่มขึ้นและอายุของประชากรในหลายๆ ประเทศ[7] ซึ่งมีการประมาณว่าจะส่งผลที่เป็นค่าใช้จ่ายทางเศรษฐกิจจำนวน $2.1พันล้านในปี ค.ศ. 2010[8]
อาการแสดงและอาการของโรค
อาการของ COPD ที่พบมากที่สุดคือ มีเสมหะ เหนื่อย และไอ [9] อาการเหล่านี้จะเกิดขึ้นเป็นเวลานาน [2] และโดยมากจะแย่ลงเรื่อยๆ... | Yes | tha_Thai | train | en_heres_what_I_found | khalidalt/tydiqa-primary | thai |
I wonder การหมั้นหมายครั้งแรกของเบเรงเกลาบรรลุข้อตกลงในปี ค.ศ.ใด?.
Help me answer this question with "Yes" or "No" or "None" if none of the first two answers apply.
Here's what I found on the internet:
Topic: เบเรงเกลาแห่งกัสติยา
Article:
เบเรงเกลา (Spanish: Berenguela) หรือ มหาราชินี (la Grande) เสด็จพระราชสมภพ ค.ศ. 1179 หรือไม่ก็ ค.ศ. 1180 สิ้นพระชนม์ 8 พฤศจิกายน ค.ศ. 1246 เป็นพระราชินีผู้สำเร็จราชการแผ่นดินแห่งกัสติยา[1] ในปี ค.ศ. 1217 และพระราชินีคู่สมรสแห่งเลออนตั้งแต่ ปี ค.ศ. 1197 ถึงปี ค.ศ. 1204 ในฐานะพระโอรสธิดาคนโตและทายาทโดยสันนิษฐานของพระเจ้าอัลฟอนโซที่ 8 แห่งกัสติยา พระองค์เป็นเจ้าสาวผู้เป็นที่หมายตา และถูกหมั้นหมายกับค็อนราท พระโอรสของจักรพรรดิฟรีดริชที่ 1 แห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ หลังค็อนราทสิ้นพระชนม์ พระองค์อภิเษกสมรสกับลูกพี่ลูกน้อง พระเจ้าอัลฟอนโซที่ 9 แห่งเลออน เพื่อรักษาสันติภาพระหว่างกษัตริย์แห่งเลออนกับพระบิดา ทั้งคู่มีพระโอรสธิดาด้วยกันห้าคนก่อนการแต่งงานจะถูกพระสันตะปาปาอินโนเซนต์ที่ 3 ทรงประกาศให้เป็นโมฆะ
เมื่อพระบิดาสิ้นพระชนม์ พระองค์ทำหน้าที่เป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดินให้พระเจ้าเอนริเกที่ 1 ในกัสติยา (พระอนุชา) จนกระทั่งได้สืบทอดตำแหน่งต่อเมื่อพระเจ้าเอนริเกสิ้นพระชนม์ หลายเดือนต่อมาพระองค์ยกกัสติยาให้พระเจ้าเฟร์นันโดที่ 3 พระโอรส ด้วยความเป็นกังวลว่าความเป็นสตรีจะทำให้พระองค์ไม่สามารถเป็นผู้นำกองทหารของกัสติยาได้ ทว่ายังทรงเป็นที่ปรึกษาคนใกล้ชิดที่สุดที่คอยชี้นำทางการเมือง เจรจาต่อรอง และปกครองในนามพระโอรสตลอดพระชนม์ชีพที่เหลือ พระองค์มีส่วนสำคัญในการรวมกัสติยากับเลออนเข้าด้วยกันอีกครั้งภายใต้อำนาจของพระโอรส และสนับสนุนความพยายามในการทำเรกองกิสตาของพระโอรส ทรงเป็นผู้อุปถัมภ์สถาบันศาสนาและสนับสนุนการเขียนประวัติศาสตร์ของทั้งสองประเทศ
ต้นชีวิต
เบเรงเกลาเสด็จพระราชสมภพไม่ในปี ค.ศ. 1179[2][3] ก็ในปี ค.ศ. 1180[3][4] ในบูร์โกส[3] เป็นพระธิดาคนโตของพระเจ้าอัลฟอนโซที่ 8 กับเอเลนอร์แห่งอังกฤษ
ในฐานะพระโอรสธิดาคนโตของพระเจ้าอัลฟอนโซกับเอเลนอร์ พระองค์เป็นทายาทหญิงโดยสันนิษฐานของบัลลังก์กัสติยาอยู่หลายปี[5] เหตุเพราะพระอนุชาหลายคนที่ประสูติหลังพระองค์สิ้นพระชนม์หลังการคลอดหรือไม่ก็อยู่ไม่พ้นวัยทารก เบเรงเกลาจึงกลายเป็นคู่ครองผู้เป็นที่หมายตามากที่สุดในยุโรป[5]
การหมั้นหมายครั้งแรกของเบเรงเกลาบรรลุข้อตกลงในปี ค.ศ. 1187 เมื่อค็อนราท ดยุคแห่งโรเทินบวร์คและพระบุตรคนที่ห้าของจักรพรรดิฟรีดริชที่ 1 แห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์[6] ต้องการแต่งงานกับพระองค์ ปีต่อมาสัญญาว่าด้วยการแต่งงานได้รับการลงนามในเซลิงเกินชตัท... | None | tha_Thai | train | en_heres_what_I_found | khalidalt/tydiqa-primary | thai |
I wonder การหลอกลวงตัวเอง ถือเป็นโรคทางจิตใช่หรือไม่?.
Help me answer this question with "Yes" or "No" or "None" if none of the first two answers apply.
Here's what I found on the internet:
Topic: การหลอกลวงตัวเอง
Article: การหลอกลวงตัวเอง[1]
(English: Self-deception) เป็นกระบวนการปฏิเสธหรือให้เหตุผลแก้ต่างว่า หลักฐานหรือเหตุผลที่คัดค้านความคิดความเชื่อของตน ไม่อยู่ในประเด็นหรือไม่สำคัญ
เป็นการที่ทำให้ตัวเองเชื่อเรื่องความจริง (หรือความไม่จริง) อย่างหนึ่ง โดยวิธีที่ไม่ปรากฏกับตนว่ากำลังหลอกตัวเอง
ปัญหาการนิยาม
มติส่วนใหญ่ว่าการหลอกตัวเองคืออะไรอย่างแน่นอนยังเป็นปัญหาสำหรับนักปรัชญาในปัจจุบัน ซึ่งเกิดจากองค์ประกอบแบบปฏิทรรศน์ และตัวอย่างสำคัญ ๆ แต่ไม่ชัดเจนของปรากฏการณ์
นอกจากนั้นแล้ว การหลอกลวงตัวเองยังมีมิติต่าง ๆ มากมาย เช่นมิติด้านญาณวิทยา จิตวิทยา เชาวน์ปัญญา บริบททางสังคม และศีลธรรม
ดังนั้น คำนี้ยังถกเถียงกันไม่จบสิ้น และบางครั้งก็อ้างว่า เป็นปรากฏการณ์ที่เป็นไปไม่ได้
ทฤษฎี
การวิเคราะห์
รูปแบบทั่วไปของปรากฏการณ์นี้ พุ่งความสนใจไปที่เรื่องการหลอกลวงผู้อื่น
เช่น "นาย ก" ตั้งใจทำให้ "นาย ข" เชื่อในทฤษฎีบท p ทั้ง ๆ ที่รู้หรือเชื่อจริง ๆ ว่า ~p (คือว่า p ไม่เป็นความจริง)
การหลอกลวงเช่นนี้เป็นเรื่องจงใจ และบังคับในตัวว่า คนหลอกต้องรู้หรือเชื่อว่า ~p ในขณะที่คนถูกหลอกต้องเชื่อว่า p
ดังนั้น ในรูปแบบทั่วไปนี้ คนหลอกตัวเองจะต้อง (1) มีความเชื่อที่ขัดแย้งกัน (2) ตั้งใจทำให้ตัวเองถือเอาความเชื่อที่ตนรู้หรือเชื่อว่า ไม่เป็นจริง[2]
แต่กระบวนการหาเหตุผลแก้ต่างหรือเข้าข้างตนเองในบุคคล สามารถอำพรางความตั้งใจหลอกตนเองของตน
นักวิชาการผู้หนึ่งแสดงว่า การหาเหตุผลเช่นนั้นในสถานการณ์บางอย่าง ทำให้ปรากฏการณ์หลอกตนเองเกิดขึ้นได้
เช่น เมื่อบุคคลหนึ่ง ผู้จริง ๆ ไม่เชื่อในตรรกบท p ตั้งใจพยายามให้ตนเชื่อหรือรักษาความเชื่อใน p โดยใช้เหตุผลต่าง ๆ และดังนั้นจึง ทำตัวเองให้เข้าใจผิดอย่างไม่ได้ตั้งใจ เป็นการเชื่อหรือรักษาความเชื่อเกี่ยวกับ p โดยใช้ความคิดแบบเอนเอียง จึงเป็นการหลอกตัวเองโดยวิธีที่เป็นเหตุเป็นผล
และเป็นวิธีที่ไม่ต้องตั้งใจหลอกตนเองหรือมีความคิดไม่ซื่อสัตย์โดยต่างหาก[3]
จิตวิทยา
ปรากฏการณ์หลอกลวงตัวเองสร้างคำถามในเรื่องธรรมชาติของ "บุคคล" โดยเฉพาะในทางจิตวิทยาและในเรื่อง "ตน" (หรืออัตตา)
ปฏิทรรศน์ที่อ้างว่าเป็นธรรมชาติของเรื่องนี้ มีเหตุจากความคิดที่ไม่สมเหตุผล แต่ก็มีผู้อ้างว่า ทุกคนไม่ได้มีแนวโน้มที่จะมีปรากฏการณ์นี้[4]
นอกจากนั้นแล้ว การหาเหตุผลแก้ต่างหรือเข้าข้างตนเองยังได้รับอิทธิพลจากปัจจัยมากมายรวมทั้งการเข้าสังคม (socialization)... | Yes | tha_Thai | train | en_heres_what_I_found | khalidalt/tydiqa-primary | thai |
I wonder การหลอกลวงตัวเอง ถือเป็นโรคทางจิตใช่หรือไม่?.
Help me answer this question with "Yes" or "No" or "None" if none of the first two answers apply.
Here's what I found on the internet:
Topic: ความผิดปกติทางบุคลิกภาพ
Article:
ความผิดปกติทางบุคลิกภาพ (English: personality disorders, ตัวย่อ PD) เป็นหมวดหมู่ของความผิดปกติทางจิตต่าง ๆ ที่มีลักษณะเป็นรูปแบบพฤติกรรม รูปแบบทางประชาน และรูปแบบประสบการณ์ทางใจที่ปรับตัวอย่างไม่เหมาะสม (maladaptive) ที่ยั่งยืน โดยปรากฏในสถานการณ์ต่าง ๆ หลายอย่าง และออกนอกลู่นอกทางอย่างสำคัญจากที่ยอมรับได้ในสังคมและวัฒนธรรมของบุคคลนั้น
รูปแบบเหล่านี้จะพัฒนาขึ้นตั้งแต่เบื้องต้นของชีวิต ยืดหยุ่นไม่ได้ และสัมพันธ์กับความทุกข์กับความพิการในระดับสำคัญ[1]
แต่ว่านิยามที่จำเพาะอาจจะต่างกันได้แล้วแต่ที่มา[2][3]:226
เกณฑ์วินิจฉัยความผิดปกติทางบุคลิกภาพอยู่ในคู่มือการวินิจฉัยและสถิติสำหรับความผิดปกติทางจิต (DSM) ที่จัดพิมพ์โดยสมาคมจิตเวชอเมริกัน (American Psychiatric Association ตัวย่อ APA)
และในหัวข้อ "ความผิดปกติทางจิตและพฤติกรรม (mental and behavioral disorders)" ในบัญชีจำแนกทางสถิติระหว่างประเทศของโรคและปัญหาสุขภาพที่เกี่ยวข้อง (ตัวย่อ ICD) ที่เผยแพร่โดยองค์การอนามัยโลก
DSM-5 รุ่นที่พิมพ์ในปี 2556 กำหนดความผิดปกติทางบุคลิกภาพเช่นเดียวกับความผิดปกติทางจิต (mental disorders) อื่น ๆ แทนที่จะอยู่ใน "axis" ที่ต่างกันตามที่เคยทำมาก่อน ๆ[4]
บุคลิกภาพตามนิยามของจิตวิทยา เป็นเซตของลักษณะทางพฤติกรรมและทางจิตที่คงทน ที่ทำให้มนุษย์แต่ละคนต่างกัน
ดังนั้น ความผิดปกติทางบุคลิกภาพจึงกำหนดโดยประสบการณ์ (ทางใจ) และพฤติกรรม ที่ต่างจากมาตรฐานและความคาดหวังของสังคม
คนผิดปกติเช่นนี้ อาจประสบความยากลำบากทางประชาน (cognition) ความไวอารมณ์ (emotiveness) ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล (interpersonal functioning) และการควบคุมความหุนหันพลันแล่น (impulse control)
โดยทั่วไปแล้ว คนไข้จิตเวชร้อยละ 40-60 จะได้รับวินิจฉัยว่ามีความผิดปกติเช่นนี้ จึงเป็นกลุ่มโรคที่วินิจฉัยบ่อยครั้งที่สุดในบรรดาโรคจิตเวช[5]
ความผิดปกติทางบุคลิกภาพกำหนดโดยรูปแบบพฤติกรรมที่คงทน บ่อยครั้งสัมพันธ์กับความขัดข้องในชีวิตส่วนตัว ชีวิตทางสังคม หรือทางอาชีพ
นอกจากนั้นแล้ว ความผิดปกติเช่นนี้ยืดหยุ่นไม่ได้ และแพร่กระจายไปในสถานการณ์มากมาย
ซึ่งส่วนใหญ่อาจจะมาจากเหตุที่ว่า พฤติกรรมเช่นนี้เข้ากับทัศนคติเกี่ยวกับตน (ego-syntonic) ของบุคคลนั้นได้ ดังนั้น บุคคลนั้นจึงพิจารณาว่าเป็นพฤติกรรมที่เหมาะสม
แต่เป็นพฤติกรรมที่อาจมีผลเป็นทักษะจัดการปัญหาและความเครียด (coping skill)... | None | tha_Thai | train | en_heres_what_I_found | khalidalt/tydiqa-primary | thai |
I wonder การหลอกลวงตัวเอง ถูกพบครั้งแรกเมื่อไหร่?.
Help me answer this question with "Yes" or "No" or "None" if none of the first two answers apply.
Here's what I found on the internet:
Topic: ซาเอบะ เรียว
Article:
ซาเอบะ เรียว (Japanese: 冴羽 獠, romanized:Saeba Ryô) เป็นตัวละครเอกจากเรื่องซิตี้ฮันเตอร์ โดยชื่อซาเอบะ เรียวนั้น เป็นชื่อที่เรียวตั้งขึ้นมาเอง เนื่องจากครอบครัวเกิดอุบัติเหตุเครื่องบินตก เหลือเรียวเท่านั้นที่รอดชีวิต เขาจึงไม่ทราบชาติกำเนิดที่แน่ชัดของตัวเอง ซึ่งสถานที่ที่เครื่องบินตกนั้นกำลังเกิดสภาวะสงครามกันอยู่ซึ่งเรียวได้เข้าร่วมกับฝ่ายกบฏ โดยการฝึกสอนของโจรฝ่ายกบฏที่ชื่อว่า ไคบาระ ชิน ซึ่งเรียวนั้นนับถือเหมือนกับพ่อของตัวเอง การทำสงครามในครั้งนี้นั้น เขาได้สู้กับหน่วยรบของรัฐบาลที่มี อุมิโบซึหรือฟอลคอน ร่วมอยู่ด้วย โดยเรียวนั้นเป็นผู้ที่ทำให้อุมิโบซึต้องสูญเสียสภาพการมองเห็นไปแม้ว่าจะไม่ถาวรก็ตาม หลังจากที่สงครามจบลง พวกกบฏที่เรียวสังกัดอยู่นั้นเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ พวกเรียวจึงถูกเนรเทศออกจากประเทศ เรียวจึงไปที่อเมริกา และได้ร่วมงานกับคู่หูหลายคนทั้ง มิค แองเจิ้ล และบลัดดี้ แมรี่ แต่หลังจากนั้นเรียวก็ลักลอบเข้ามาที่ประเทศญี่ปุ่นโดยใช้ชื่อว่าซาเอบะ เรียว
ที่ญี่ปุ่น เรียวทำธุรกิจรับจ้างนอกกฎหมายคือเป็นมือปืน บอร์ดี้การ์ด โดยเขามีความเชื่อว่าเรื่องบางเรื่องก็ต้องใช้ด้านมืดเข้าจัดการจึงจะเหมาะสม ที่ญี่ปุ่น เรียวได้คู่หูใหม่ซึ่งอดีตเคยเป็นตำรวจฝีมือดีชื่อว่า มากิมูระ แต่ไม่นานมากิมูระก็ถูกกลุ่มค้ายาเสพติดระดับโลกฆ่าตาย เรียวจึงมาจับคู่กับ คาโอริซึ่งเป็นน้องสาว(บุญธรรม) ของมากิมูระแทน โดยใช้ชื่อว่า ซิตี้ฮันเตอร์ และมีรหัสลับในการเรียกหาคือ XYZ
เรียวเป็นคนที่มี 2 บุคลิกในตัวเอง ซึ่งก็คือบุคลิกของหนุ่มเจ้าชู้ลามกจนเข้าข่ายโรคจิต ถือเป็นตัวอันตรายของเหล่าบรรดาสาวสวยทั้งหลาย แต่อีกบุคลิกหนึ่งนั้นเรียวกลับเป็นคนขรึมที่สาวๆหากได้ใกล้ชิดก็ต้องหลงใหลกันทั้งนั้น นอกจากนี้ แก่นตัวตนของเรียวนั้นยังแฝงไปด้วยความเหงา อ้างว้าง แต่ก็มีความอบอุ่นที่พร้อมให้กับคนอื่นเสมอ
เนื่องจากว่าเรียวนั้นไม่มีวันเกิดเพราะว่าจำไม่ได้ คาโอริจึงตั้งให้ใหม่ว่าให้เกิดวันที่ 26 มีนาคม
อื่นๆเกี่ยวกับซาเอบะ เรียว
สูง 190 ซ.ม.
ปืนที่ใช้: COLT PYTHON .357
รถประจำตัว: มินิคูเปอร์ สีแดง
ปืนที่เรียวใช้เป็นปืนที่ปรับแต่งโดย มาชิยะ เคนอิจิโร่ ซึ่งเป็นนักแต่งปืนอันดับหนึ่ง ปืนของเรียวจึงมีความเที่ยงตรงสูง (รายละเอียดเกี่ยวกับปืนของเรียวอยู่ใน เล่มที่ 24)
ความสามารถในการยิงปืนระดับวันโฮลด์ช็อต ยิงได้ตำแหน่งเดิมอย่างไม่มีพลาด... | None | tha_Thai | train | en_heres_what_I_found | khalidalt/tydiqa-primary | thai |
I wonder การหาค่าเหมาะที่สุดแบบเฟ้นสุ่ม ค้ยพบโดยใคร ?.
Help me answer this question with "Yes" or "No" or "None" if none of the first two answers apply.
Here's what I found on the internet:
Topic: การหาค่าเหมาะที่สุดแบบเฟ้นสุ่ม
Article: การหาค่าเหมาะที่สุดแบบเฟ้นสุ่ม (อังกฤษ:Stochastic Optimization) เป็นวิธีการหาค่าเหมาะที่สุดโดยการสร้างและใช้ตัวแปรสุ่ม
สำหรับปัญหาในกลุ่มนี้ จะใช้ตัวแปรสุ่มในขั้นตอนการคำนวณหาค่าเหมาะที่สุดสำหรับปัญหานั้นๆ
การแก้ปัญหาโดยวิธิการเฟ้นสุ่มนั้นได้ถูกใช้กันอย่างแพร่หลายในหลายวงการ อาทิเช่น ทางด้านอากาศยาน ทางการแพทย์ การขนส่ง และทางด้านการเงิน เป็นต้น เพื่อใช้ช่วยในการออกแบบจรวจมิสไซล์และอากาศยาน การคำนวณกำหนดประสิทธิภาพของยาตัวใหม่ ช่วยในการพัฒนาประสิทธิภาพของการควบคุมสัญญาณจราจร หรือแม้กระทั่งใช้เป็นเครื่องมือในการช่วยตัดสินใจเพื่อผลประโยชน์สูงสุดในการลงทุน โดยวิธีการแบบเฟ้นสุ่มนี้เป็นขั้นตอนวิธีที่จะช่วยให้สามารถตัดสินใจเลือกหนทางที่เหมาะที่สุดในการลดทอนปัญหาต่างๆในโลกความเป็นจริงลง
การหาค่าที่เหมาะสมที่สุดภายใต้ความไม่แน่นอน
เพื่ออธิบายปัญหาบางอย่างที่เกี่ยวข้องในการหาค่าที่เหมาะสมที่สุดภายใต้ความไม่แน่นอน เราจะใช้การอธิบายผ่านการยกตัวอย่างปัญหา สมมติว่าเราต้องการหาค่าที่มากที่สุดของ G (x, ω) โดยที่ขอนิยามค่าต่างๆ ดังนี้
x หมายถึงการตัดสินใจที่จะทำ
X หมายถึงจำนวนชุดของการตัดสินใจที่เป็นไปได้ทั้งหมด
ω หมายถึงผลลัพธ์ที่ไม่สามารถรู้ได้ระหว่างการตัดสินใจ และ
Ω หมายถึงชุดของผลลัพธ์ที่เป็นไปได้ทั้งหมด
จากปัญหาดังกล่าว มีการหาค่าที่เหมาะสมที่สุดภายใต้ความไม่แน่นอนอยู่หลายวิธี ซึ่งบางส่วนจะแสดงในตัวอย่างต่อไป
ตัวอย่างปัญหา
ตัวอย่างปัญหา Newsvendor หลายบริษัทขายสินค้าตามฤดูกาล เช่น บทความแฟชั่น ที่นั่งของสายการบิน ของประดับตกแต่งวันคริสต์มาส นิตยสารและหนังสือพิมพ์ ผลิตภัณฑ์เหล่านี้มีลักษณะการขายที่ค่อนข้างสั้น หลังจากหมดฤดูกาล มูลค่าของผลิตภัณฑ์ก็จะลดลงอย่างมากมาย บ่อยครั้งที่มีการตัดสินใจผลิต หรือซื้อผลิตภัณฑ์ ก่อนที่ฤดูกาลขายจะเริ่มต้น เพราะเมื่อฤดูกาลขายเริ่มต้นแล้ว จะไม่มีเวลามานั่งเปลี่ยนแปลงหรือดำเนินการการตัดสินใจนั้น เนื่องจากจะทำให้ปริมาณของผลิตภัณฑ์ที่จะได้รับไม่ตรงตามเป้าหมาย แต่ในระหว่างฤดูกาล ผู้ที่ตัดสินใจสามารถตัดสินใจแบบอื่นๆที่ทำให้เกิดผลดีมากขึ้นได้ เช่น ปรับเปลี่ยนราคาและยอดขายของผลิตภัณฑ์ที่มีช่วงฤดูกาลยาว พฤติกรรมดังกล่าว เป็นที่คุ้นเคยในหลายๆอุตสาหกรรม ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวก็คือการตัดสินใจทำก่อนสินค้าติดตลาด ดังนั้นการตัดสินใจต้องทำโดยไม่ทราบถึงผลที่จะเกิดขึ้น
สมมติว่า... | None | tha_Thai | train | en_heres_what_I_found | khalidalt/tydiqa-primary | thai |
I wonder การหาค่าเหมาะที่สุดแบบเฟ้นสุ่ม ค้นพบครั้งแรกเมื่อใด ?.
Help me answer this question with "Yes" or "No" or "None" if none of the first two answers apply.
Here's what I found on the internet:
Topic: ความเอนเอียงเพื่อยืนยัน
Article:
ความเอนเอียงเพื่อยืนยัน (ความคิดฝ่ายตน)[1] หรือ ความลำเอียงเพื่อยืนยัน (English: Confirmation bias, confirmatory bias, myside bias) เป็นความลำเอียงในข้อมูลที่ยืนยันความคิดหรือทฤษฎีหรือสมมติฐานฝ่ายตน[upper-alpha 1][2] เรียกว่ามีความลำเอียงนี้เมื่อสะสมหรือกำหนดจดจำข้อมูลที่เลือกเฟ้น หรือว่าเมื่อมีการตีความหมายข้อมูลอย่างลำเอียง
ความลำเอียงนี้มีอยู่ในระดับสูงในประเด็นที่ให้เกิดอารมณ์หรือเกี่ยวกับความเชื่อที่ฝังมั่น นอกจากนั้นแล้ว คนมักตีความหมายข้อมูลที่ยังไม่ชัดเจนว่าสนับสนุนความคิดเห็นของตนเอง มีการใช้การสืบหา การตีความหมาย และการทรงจำข้อมูลประกอบด้วยความลำเอียงเช่นนี้ เพื่ออธิบายปรากฏการณ์ต่าง ๆ รวมทั้ง
ความเห็นที่สุดโต่งเพิ่มขึ้น (attitude polarization) คือเมื่อข้อขัดแย้งรุนแรงยิ่งขึ้นแม้ว่าทุก ๆ ฝ่ายจะได้หลักฐานเดียวกัน
ความยึดมั่นอยู่กับความเชื่อ (belief perseverance) แม้ว่าหลักฐานจะแสดงว่าเป็นความเชื่อผิด ๆ
การให้น้ำหนักกับหลักฐานที่ได้ตอนต้น ๆ ที่ไร้เหตุผล (irrational primacy effect) เป็นการให้น้ำหนักกับหลักฐานที่ได้ในตอนต้นและตอนอื่น ๆ ที่ไม่เท่ากัน
สหสัมพันธ์ลวง (illusory correlation) คือมีการเชื่อมเหตุการณ์หรือสถานการณ์สองอย่างเข้าด้วยกัน โดยสร้างความสัมพันธ์ที่ไม่เป็นจริง
งานทดลองหลายงานในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1960 ส่อว่า มนุษย์มีความลำเอียงที่จะยืนยันความเชื่อที่มีอยู่ของตน ส่วนงานวิจัยต่อ ๆ มาตีความหมายของผลการทดลองเหล่านั้นใหม่ว่า เป็นความเอนเอียงที่จะทดสอบความคิดต่าง ๆ จากทางด้านเดียวเท่านั้น คือ ให้ความสนใจต่อข้อสันนิษฐานเพียงข้อเดียวโดยที่ไม่ใส่ใจข้อสันนิษฐานที่เป็นไปได้ข้ออื่น ๆ ในบางกรณี ความลำเอียงนี้สามารถทำลายความเป็นกลางของข้อสรุป เหตุที่ใช้ในการอธิบายความลำเอียงเช่นนี้รวมทั้งความอยากที่จะให้เป็นอย่างนั้น (wishful thinking) และสมรรถภาพที่จำกัดในการประมวลข้อมูลของมนุษย์ ส่วนคำอธิบายอีกอย่างหนึ่งก็คือมนุษย์มีความเอนเอียงเพื่อยืนยันความคิดฝ่ายตน เพราะคำนึงถึงประโยชน์ที่จะเสียไปถ้าตนเองเป็นฝ่ายผิด แทนที่จะตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยเป็นกลาง ๆ โดยใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์
ความลำเอียงนี้ทำให้เกิดความมั่นใจมากเกินไปในความเชื่อส่วนตัวของตนและสามารถรักษาหรือแม้แต่ทำให้ตั้งมั่นยิ่งขึ้นซึ่งความเชื่อผิด ๆ... | None | tha_Thai | train | en_heres_what_I_found | khalidalt/tydiqa-primary | thai |
I wonder การหาค่าเหมาะที่สุดแบบเฟ้นสุ่ม ใช้ในวิชาใด ?.
Help me answer this question with "Yes" or "No" or "None" if none of the first two answers apply.
Here's what I found on the internet:
Topic: การหาค่าเหมาะที่สุดแบบเฟ้นสุ่ม
Article: การหาค่าเหมาะที่สุดแบบเฟ้นสุ่ม (อังกฤษ:Stochastic Optimization) เป็นวิธีการหาค่าเหมาะที่สุดโดยการสร้างและใช้ตัวแปรสุ่ม
สำหรับปัญหาในกลุ่มนี้ จะใช้ตัวแปรสุ่มในขั้นตอนการคำนวณหาค่าเหมาะที่สุดสำหรับปัญหานั้นๆ
การแก้ปัญหาโดยวิธิการเฟ้นสุ่มนั้นได้ถูกใช้กันอย่างแพร่หลายในหลายวงการ อาทิเช่น ทางด้านอากาศยาน ทางการแพทย์ การขนส่ง และทางด้านการเงิน เป็นต้น เพื่อใช้ช่วยในการออกแบบจรวจมิสไซล์และอากาศยาน การคำนวณกำหนดประสิทธิภาพของยาตัวใหม่ ช่วยในการพัฒนาประสิทธิภาพของการควบคุมสัญญาณจราจร หรือแม้กระทั่งใช้เป็นเครื่องมือในการช่วยตัดสินใจเพื่อผลประโยชน์สูงสุดในการลงทุน โดยวิธีการแบบเฟ้นสุ่มนี้เป็นขั้นตอนวิธีที่จะช่วยให้สามารถตัดสินใจเลือกหนทางที่เหมาะที่สุดในการลดทอนปัญหาต่างๆในโลกความเป็นจริงลง
การหาค่าที่เหมาะสมที่สุดภายใต้ความไม่แน่นอน
เพื่ออธิบายปัญหาบางอย่างที่เกี่ยวข้องในการหาค่าที่เหมาะสมที่สุดภายใต้ความไม่แน่นอน เราจะใช้การอธิบายผ่านการยกตัวอย่างปัญหา สมมติว่าเราต้องการหาค่าที่มากที่สุดของ G (x, ω) โดยที่ขอนิยามค่าต่างๆ ดังนี้
x หมายถึงการตัดสินใจที่จะทำ
X หมายถึงจำนวนชุดของการตัดสินใจที่เป็นไปได้ทั้งหมด
ω หมายถึงผลลัพธ์ที่ไม่สามารถรู้ได้ระหว่างการตัดสินใจ และ
Ω หมายถึงชุดของผลลัพธ์ที่เป็นไปได้ทั้งหมด
จากปัญหาดังกล่าว มีการหาค่าที่เหมาะสมที่สุดภายใต้ความไม่แน่นอนอยู่หลายวิธี ซึ่งบางส่วนจะแสดงในตัวอย่างต่อไป
ตัวอย่างปัญหา
ตัวอย่างปัญหา Newsvendor หลายบริษัทขายสินค้าตามฤดูกาล เช่น บทความแฟชั่น ที่นั่งของสายการบิน ของประดับตกแต่งวันคริสต์มาส นิตยสารและหนังสือพิมพ์ ผลิตภัณฑ์เหล่านี้มีลักษณะการขายที่ค่อนข้างสั้น หลังจากหมดฤดูกาล มูลค่าของผลิตภัณฑ์ก็จะลดลงอย่างมากมาย บ่อยครั้งที่มีการตัดสินใจผลิต หรือซื้อผลิตภัณฑ์ ก่อนที่ฤดูกาลขายจะเริ่มต้น เพราะเมื่อฤดูกาลขายเริ่มต้นแล้ว จะไม่มีเวลามานั่งเปลี่ยนแปลงหรือดำเนินการการตัดสินใจนั้น เนื่องจากจะทำให้ปริมาณของผลิตภัณฑ์ที่จะได้รับไม่ตรงตามเป้าหมาย แต่ในระหว่างฤดูกาล ผู้ที่ตัดสินใจสามารถตัดสินใจแบบอื่นๆที่ทำให้เกิดผลดีมากขึ้นได้ เช่น ปรับเปลี่ยนราคาและยอดขายของผลิตภัณฑ์ที่มีช่วงฤดูกาลยาว พฤติกรรมดังกล่าว เป็นที่คุ้นเคยในหลายๆอุตสาหกรรม ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวก็คือการตัดสินใจทำก่อนสินค้าติดตลาด ดังนั้นการตัดสินใจต้องทำโดยไม่ทราบถึงผลที่จะเกิดขึ้น
สมมติว่า... | None | tha_Thai | train | en_heres_what_I_found | khalidalt/tydiqa-primary | thai |
I wonder การหาค่าเหมาะที่สุดแบบเฟ้นสุ่มช่วยในการพัฒนาประสิทธิภาพของการควบคุมสัญญาณจราจรใช่หรือไม่?.
Help me answer this question with "Yes" or "No" or "None" if none of the first two answers apply.
Here's what I found on the internet:
Topic: การหาค่าเหมาะที่สุดแบบเฟ้นสุ่ม
Article: การหาค่าเหมาะที่สุดแบบเฟ้นสุ่ม (อังกฤษ:Stochastic Optimization) เป็นวิธีการหาค่าเหมาะที่สุดโดยการสร้างและใช้ตัวแปรสุ่ม
สำหรับปัญหาในกลุ่มนี้ จะใช้ตัวแปรสุ่มในขั้นตอนการคำนวณหาค่าเหมาะที่สุดสำหรับปัญหานั้นๆ
การแก้ปัญหาโดยวิธิการเฟ้นสุ่มนั้นได้ถูกใช้กันอย่างแพร่หลายในหลายวงการ อาทิเช่น ทางด้านอากาศยาน ทางการแพทย์ การขนส่ง และทางด้านการเงิน เป็นต้น เพื่อใช้ช่วยในการออกแบบจรวจมิสไซล์และอากาศยาน การคำนวณกำหนดประสิทธิภาพของยาตัวใหม่ ช่วยในการพัฒนาประสิทธิภาพของการควบคุมสัญญาณจราจร หรือแม้กระทั่งใช้เป็นเครื่องมือในการช่วยตัดสินใจเพื่อผลประโยชน์สูงสุดในการลงทุน โดยวิธีการแบบเฟ้นสุ่มนี้เป็นขั้นตอนวิธีที่จะช่วยให้สามารถตัดสินใจเลือกหนทางที่เหมาะที่สุดในการลดทอนปัญหาต่างๆในโลกความเป็นจริงลง
การหาค่าที่เหมาะสมที่สุดภายใต้ความไม่แน่นอน
เพื่ออธิบายปัญหาบางอย่างที่เกี่ยวข้องในการหาค่าที่เหมาะสมที่สุดภายใต้ความไม่แน่นอน เราจะใช้การอธิบายผ่านการยกตัวอย่างปัญหา สมมติว่าเราต้องการหาค่าที่มากที่สุดของ G (x, ω) โดยที่ขอนิยามค่าต่างๆ ดังนี้
x หมายถึงการตัดสินใจที่จะทำ
X หมายถึงจำนวนชุดของการตัดสินใจที่เป็นไปได้ทั้งหมด
ω หมายถึงผลลัพธ์ที่ไม่สามารถรู้ได้ระหว่างการตัดสินใจ และ
Ω หมายถึงชุดของผลลัพธ์ที่เป็นไปได้ทั้งหมด
จากปัญหาดังกล่าว มีการหาค่าที่เหมาะสมที่สุดภายใต้ความไม่แน่นอนอยู่หลายวิธี ซึ่งบางส่วนจะแสดงในตัวอย่างต่อไป
ตัวอย่างปัญหา
ตัวอย่างปัญหา Newsvendor หลายบริษัทขายสินค้าตามฤดูกาล เช่น บทความแฟชั่น ที่นั่งของสายการบิน ของประดับตกแต่งวันคริสต์มาส นิตยสารและหนังสือพิมพ์ ผลิตภัณฑ์เหล่านี้มีลักษณะการขายที่ค่อนข้างสั้น หลังจากหมดฤดูกาล มูลค่าของผลิตภัณฑ์ก็จะลดลงอย่างมากมาย บ่อยครั้งที่มีการตัดสินใจผลิต หรือซื้อผลิตภัณฑ์ ก่อนที่ฤดูกาลขายจะเริ่มต้น เพราะเมื่อฤดูกาลขายเริ่มต้นแล้ว จะไม่มีเวลามานั่งเปลี่ยนแปลงหรือดำเนินการการตัดสินใจนั้น เนื่องจากจะทำให้ปริมาณของผลิตภัณฑ์ที่จะได้รับไม่ตรงตามเป้าหมาย แต่ในระหว่างฤดูกาล ผู้ที่ตัดสินใจสามารถตัดสินใจแบบอื่นๆที่ทำให้เกิดผลดีมากขึ้นได้ เช่น ปรับเปลี่ยนราคาและยอดขายของผลิตภัณฑ์ที่มีช่วงฤดูกาลยาว พฤติกรรมดังกล่าว เป็นที่คุ้นเคยในหลายๆอุตสาหกรรม ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวก็คือการตัดสินใจทำก่อนสินค้าติดตลาด ดังนั้นการตัดสินใจต้องทำโดยไม่ทราบถึงผลที่จะเกิดขึ้น
สมมติว่า... | None | tha_Thai | train | en_heres_what_I_found | khalidalt/tydiqa-primary | thai |
I wonder การอล ยูแซฟ วอยตือวา เป็นบุตรของใคร ?.
Help me answer this question with "Yes" or "No" or "None" if none of the first two answers apply.
Here's what I found on the internet:
Topic: สมเด็จพระสันตะปาปาจอห์น ปอลที่ 2
Article:
สมเด็จพระสันตะปาปา นักบุญจอห์น ปอลที่ 2 มีพระนามเดิมว่า การอล ยูแซฟ วอยตือวา (Karol Józef Wojtyła ในภาษาโปแลนด์) เกิดเมื่อ 18 พฤษภาคม ค.ศ. 1920 ที่หมู่บ้านวาดอวิตแซ ใกล้เมืองกรากุฟ ประเทศโปแลนด์ บิดาเป็นทหารมียศเป็นจ่าทหารและเกษียณราชการแล้ว มารดาเสียชีวิต เมื่อคาโรลยังเป็นเด็ก ท่านเป็นเด็กที่มีพรสวรรค์พิเศษ ชอบการกีฬาเป็นอันมาก ท่านยังชอบบทกวีและการแสดงละคร
หลังจากการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระสันตะปาปาจอห์น ปอลที่ 1 คณะพระคาร์ดินัลทั่วโลกก็มีมติเลือกให้พระคาร์ดินัลการอล วอยตือวา ประมุขแห่งอัครมุขมณฑลกรากุฟ ซึ่งขณะนั้นมีพระชนมายุเพียง 58 พรรษา ขึ้นเป็นประมุขแห่งคริสตจักรโรมันคาทอลิก เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม ค.ศ. 1978 นับเป็นพระสันตะปาปาองค์ที่ 264 ที่สืบตำแหน่งต่อจากนักบุญซีโมนเปโตรอัครทูต
สมเด็จพระสันตะปาปาจอห์น ปอลที่ 2 เป็นประมุขของคริสตจักรโรมันคาทอลิกทั่วโลก เป็นพระสันตะปาปาที่ไม่ใช่ชาวอิตาเลียนองค์แรกในรอบ 455 ปี และเป็นพระสันตะปาปาองค์แรกที่เป็นชาวโปแลนด์ รวมทั้งยังเป็นพระสันตะปาปาที่ได้รับเลือกขณะที่มีอายุน้อยที่สุดแห่งศตวรรษที่ 20 อีกด้วย
พระองค์เป็นพระสันตะปาปาที่สำคัญที่สุดองค์หนึ่งในประวัติศาสตร์สมัยปัจจุบัน พระองค์ทรงเดินทางรอบโลกเพื่อเยี่ยมเยียนคริสตชนมากกว่าพระสันตะปาปาองค์ใด ๆ ในอดีตที่ผ่านมา ทรงต่อต้านกระแสทุนนิยมที่ไร้ขอบเขต การกดขี่ทางการเมือง ยืนกรานในการต่อต้านการทำแท้ง และปกป้องวิถีทางของศาสนจักรในเรื่องเพศของมนุษย์
ปัจจุบัน พระองค์ท่านได้รับการประกาศเป็นนักบุญโดยสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส เมื่อวันที่ 27 เมษายน ค.ศ. 2014 ณ มหาวิหารนักบุญเปโตร กรุงโรม
วัยเด็ก
ในวัยหนุ่ม การอลทุ่มเทพลังทั้งหมดให้กับการเล่นกีฬา ทั้งฟุตบอลและสกี หลงใหลกับการนั่งชมการแสดงในโรงละคร เคยเป็นทั้งนักเขียนบทและนักแสดงมาแล้ว และครั้งหนึ่งฝันว่าจะเป็นนักแสดง โดยการอลเริ่มต้นเข้ารับการศึกษาที่มหาวิทยาลัยในเมืองกรากุฟ เมื่อปี ค.ศ. 1938 ในด้านวรรณกรรมและภาษาโปแลนด์ เนื่องจากท่านชื่นชอบการแสดง เพื่อน ๆ หลายคนก็คิดว่าท่านคงจะยึดอาชีพนักแสดงตามโรงละคร มากกว่าเข้าเซมินารีเพื่อบวชเป็นบาทหลวง
จากนั้น ในปี ค.ศ. 1939 ช่วงสงครามโลกครั้งที่สองระหว่างที่โปแลนด์ถูกกองทัพนาซีได้บุกยึดครอบครองอยู่นั้น มหาวิทยาลัยต่าง ๆ ถูกสั่งปิด การอลต้องแอบเรียนส่วนตัว และทำงานในโรงงานตัดหิน มีหน้าที่ดูแลระบบส่งน้ำของโรงงาน... | None | tha_Thai | train | en_heres_what_I_found | khalidalt/tydiqa-primary | thai |
I wonder การออกกำลังกายช่วยให้นอนหลับสบายใช่หรือไม่?.
Help me answer this question with "Yes" or "No" or "None" if none of the first two answers apply.
Here's what I found on the internet:
Topic: สุขศาสตร์การหลับ
Article:
สุขศาสตร์การหลับ[1][2]
หรือ สุขอนามัยการนอนหลับ
(English: Sleep hygiene)
เป็นการปรับพฤติกรรมและสิ่งแวดล้อมที่แนะนำเพื่อคุณภาพการนอนที่ดี[3]
ข้อแนะนำเหล่านี้พัฒนาในคริสต์ทศวรรษ 1970 เพื่อช่วยคนไข้โรคนอนไม่หลับระดับอ่อนและกลาง
แต่โดยปี 2557 หลักฐานประสิทธิผลของข้อแนะนำแต่ละอย่างยัง "จำกัดและไม่ชัดเจน"[3]
ผู้รักษาอาจประเมินอนามัยการนอนของผู้ที่มีปัญหานอนหลับหรือภาวะอื่น ๆ เช่น ความซึมเศร้า แล้วให้คำแนะนำตามการประเมิน
รวมทั้งไม่ออกกำลังกายหรือใช้หัวคิดใกล้เวลานอน, จำกัดความกังวล, จำกัดอยู่ในที่สว่าง ๆ หลาย ชม. ก่อนนอน,
ลุกจากที่นอนถ้าไม่หลับ, ไม่ใช้ที่นอนเว้นแต่นอนหรือมีเพศสัมพันธ์,
งดแอลกอฮอล์ นิโคติน กาเฟอีน และสารกระตุ้นอื่น ๆ หลาย ชม. ก่อนนอน, และมีที่นอนอันสงบสบายและมืด
การประเมิน
สุขอนามัยในการนอนและความรู้เกี่ยวกับมันสามารถประเมินด้วยแบบวัด เช่น Sleep Hygiene Index[4],
Sleep Hygiene Awareness and Practice Scale, หรือ Sleep Hygiene Self-Test[5]
สำหรับเยาวชน สามารถใช้แบบวัด Adolescent Sleep Hygiene Scale หรือ Children's Sleep Hygiene Scale[6]
ข้อแนะนำ
ผู้รักษาจะเลือกข้อแนะนำต่าง ๆ เพื่อปรับปรุงคุณภาพการนอนของแต่ละบุคคล แล้วให้ความรู้กับคนไข้[7]
นอนเป็นเวลา
ข้อแนะนำชุดหนึ่งเกี่ยวกับกำหนดเวลาการนอน
สำหรับผู้ใหญ่ การนอนน้อยกว่า 7-8 ชม. สัมพันธ์กับความบกพร่องทางสุขภาพทางกายใจบางอย่าง[8]
และดังนั้น ข้อแนะนำยอดสุดก็คือการมีเวลานอนพอ
ผู้รักษามักแนะนำว่า ให้นอนช่วงกลางคืนแทนที่จะงีบหลับ เพราะว่าแม้การงีบหลับจะมีประโยชน์เมื่อขาดนอน แต่ว่าโดยปกติแล้ว อาจมีผลเสียต่อการนอนกลางคืน[7]
ผลลบของการงีบต่อการนอนและประสิทธิภาพในการทำงาน พบว่าขึ้นอยู่กับระยะและเวลาที่นอน โดยการงีบสั้น ๆ ช่วงเที่ยงวันมีผลลบน้อยที่สุด[7]
การตื่นในช่วงเวลาเดียวกันทุกเช้า และการนอนหลับเป็นเวลาก็เป็นเรื่องสำคัญด้วย[3]
กิจกรรม
การออกกำลังกายสามารถทั้งอำนวยและขัดขวางการนอนที่มีคุณภาพ
บุคคลที่ออกกำลังกายมีคุณภาพการนอนที่ดีกว่า[9]
แต่การออกำลังกายดึกเกินไปอาจทำให้กระชุ่มกระชวยและหลับได้ช้า[7]
การได้รับแสงสว่างธรรมชาติในช่วงกลางวัน และการหลีกเลี่ยงแสงสว่างก่อนนอนอาจช่วยประสานวงจรการนอน-ตื่นของร่างกาย ให้เข้ากับวงจรกลางคืน-กลางวันได้[10]
กิจกรรมที่ลดความตื่นตัวทางสรีรภาพและการรู้คิดจะช่วยให้นอนหลับ ดังนั้น จึงแนะนำให้ทำกิจกรรมสบาย ๆ... | Yes | tha_Thai | train | en_heres_what_I_found | khalidalt/tydiqa-primary | thai |
I wonder การออกกำลังกายที่ดีควรออกวันละ5ชั่วโมงใช่หรือไม่?.
Help me answer this question with "Yes" or "No" or "None" if none of the first two answers apply.
Here's what I found on the internet:
Topic: สถานีอวกาศนานาชาติ
Article:
สถานีอวกาศนานาชาติ (English: International Space Station, ISS, Russian: Междунаро́дная косми́ческая ста́нция, МКС, French: Station spatiale internationale, SSI) เป็นห้องทดลองและสถานอำนวยความสะดวกสำหรับงานค้นคว้าวิจัยในระดับนานาชาติซึ่งถูกประกอบขึ้นในวงโคจรต่ำของโลก การก่อสร้างเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1998 และมีแผนดำเนินการเสร็จสิ้นในปี ค.ศ. 2012 ขณะที่การปฏิบัติการจะดำเนินต่อไปอย่างน้อยจนถึงปี ค.ศ. 2020 หรืออาจเป็นไปได้ถึงปี ค.ศ. 2028[1][2] เราสามารถมองเห็นสถานีอวกาศนานาชาติได้ด้วยตาเปล่าจากพื้นโลก[3] เนื่องจากสถานีอวกาศแห่งนี้เป็นสิ่งก่อสร้างที่ใหญ่ที่สุดที่อยู่ในระดับวงโคจรของโลก โดยมีมวลมากกว่าสถานีอวกาศใดๆที่มนุษย์เคยสร้างมาก่อนหน้านี้ทั้งหมด[4] สถานีอวกาศนานาชาติทำหน้าที่เป็นห้องทดลองวิจัยอย่างถาวรในอวกาศ ทำการทดลองด้านต่าง ๆ ได้แก่ ชีววิทยา ชีววิทยามนุษย์ ฟิสิกส์ ดาราศาสตร์ และ อุตุนิยมวิทยา ซึ่งต้องอาศัยการทดลองในสภาวะที่มีแรงโน้มถ่วงน้อยมากๆ[5][6][7] สถานีอวกาศแห่งนี้ยังทำหน้าที่เป็นสถานที่ทดสอบสำหรับระบบกระสวยอวกาศที่มีประสิทธิภาพและเชื่อถือได้ ซึ่งจำเป็นต้องใช้สำหรับปฏิบัติการระยะยาวเพื่อการไปสู่ดวงจันทร์และดาวอังคาร[8] การทดลองและการบริหารสถานีอวกาศนานาชาติดำเนินการโดยคณะนักบินอวกาศซึ่งอยู่ปฏิบัติหน้าที่ในระยะยาว สถานีเริ่มปฏิบัติการนับแต่ลูกเรือถาวรคณะแรก คือ เอ็กซ์เพดิชั่น 1 ที่ไปถึงสถานีอวกาศตั้งแต่ 2 พฤศจิกายน ค.ศ. 2000 จนถึงเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2011 คณะลูกเรือชุด เอ็กซ์เพดิชั่น 28 อยู่ในระหว่างปฏิบัติหน้าที่[9] นับรวมแล้วปฏิบัติการนี้ได้ดำเนินการมาเป็นเวลากว่า 10 ปี และถือเป็นสถิติการอยู่อาศัยของมนุษย์ในอวกาศโดยไม่ขาดความต่อเนื่องที่ยาวนานที่สุดอีกด้วย[10]
ตัวสถานีอวกาศนานาชาติประกอบด้วยสถานีอวกาศในโครงการต่าง ๆ ของหลายประเทศ ซึ่งรวมไปถึง เมียร์-2 ของอดีตสหภาพโซเวียต, ฟรีดอม ของสหรัฐ, โคลัมบัส ของชาติยุโรป และ คิโบ ของญี่ปุ่น[11][12] งบประมาณจากแต่ละโครงการทำให้ต้องแยกออกเป็นโครงการย่อย ๆ หลายโครงการก่อน แล้วจึงนำไปรวมกันเป็นสถานีนานาชาติที่เสร็จสมบูรณ์ในภายหลัง[11] โครงการสถานีอวกาศนานาชาติเริ่มต้นปี ค.ศ. 1994 จากโครงการกระสวยอวกาศ เมียร์[13] โมดูลแรกของสถานีอวกาศนานาชาติคือ ซาร์ยา ถูกส่งขึ้นในปี ค.ศ. 1998 โดยประเทศรัสเซีย[11]... | None | tha_Thai | train | en_heres_what_I_found | khalidalt/tydiqa-primary | thai |
I wonder การออกกำลังกายมีผลมากต่อโครงสร้าง หน้าที่การทำงาน และการรู้คิดของสมองใช่หรือไม่?.
Help me answer this question with "Yes" or "No" or "None" if none of the first two answers apply.
Here's what I found on the internet:
Topic: ผลทางประสาทชีวภาพของการออกกำลังกาย
Article:
การออกกำลังกายมีผลมากต่อโครงสร้าง หน้าที่การทำงาน และการรู้คิดของสมอง[1][2][3][4]
งานวิจัยในมนุษย์จำนวนมากแสดงว่า การออกกำลังกายแบบแอโรบิก (จากเบาถึงหนักที่ใช้กระบวนการสร้างพลังงานโดยออกซิเจน) โดยอย่างน้อย 30 นาทีทุกวันปรับปรุงการทำงานของสมอง โดยปรับหน้าที่การรู้คิด (cognitive function) การแสดงออกของยีน และสภาพพลาสติกทางประสาท (neuroplasticity) และพฤติกรรมที่มีผลดี
ผลที่ได้ในระยะยาวรวมทั้งการเกิดเซลล์ประสาท (neurogenesis) ที่เพิ่มขึ้น, การทำงานทางประสาทที่ดีขึ้น (เช่นในการส่งสัญญาณแบบ c-Fos และ BDNF), การรับมือกับความเครียดที่ดีขึ้น, การควบคุมพฤติกรรมที่ดีขึ้น, ความจำชัดแจ้ง (declarative) ความจำปริภูมิ (spatial) ความจำใช้งาน (working) ที่ดีขึ้น, และการปรับปรุงทางโครงสร้างและหน้าที่ของโครงสร้างสมองและวิถีประสาทที่สัมพันธ์กับการควบคุมการรู้คิดและความจำ[1][2][3][4][5][6][7][8][9][10]
ผลการออกกำลังกายต่อความรู้คิดอาจช่วยการเรียนหนังสือในนักเรียนนักศึกษา เพิ่มผลิตผลการทำงาน ช่วยรักษาการทำงานของสมองในคนแก่ ป้องกันหรือบำบัดความผิดปกติทางประสาทแบบต่าง ๆ และปรับปรุงคุณภาพชีวิตโดยทั่วไป[1][11][12]
คนที่ออกกำลังกายแบบแอโรบิกอย่างสม่ำเสมอ
(เช่น วิ่ง เดินเร็ว ว่ายน้ำ และขี่จักรยาน) ได้คะแนนดีกว่าเมื่อตรวจสอบการทำงานทางประสาทจิตวิทยาที่วัดหน้าที่การรู้คิดบางอย่าง เช่น การควบคุมการใส่ใจ การหยุดพฤติกรรมอัตโนมัติเพื่อทำสิ่งที่ได้ผลกว่า (inhibitory control) ความยืดหยุ่นทางการรู้คิด ความจำใช้งานในด้านการอัพเดตและความจุ ความจำชัดแจ้ง ความจำปริภูมิ และความเร็วในการประมวลข้อมูล[1][5][7][9][10]
การออกกำลังกายแบบแอโรบิกยังเป็นยาแก้ซึมเศร้าและยาทำให้ครึ้มใจอีกด้วย[13][14][15][16]
ดังนั้น การออกกำลังกายให้สม่ำเสมอจะปรับปรุงอารมณ์และความภูมิใจในตนเอง (self-esteem) ให้ดีขึ้นโดยทั่วไป[17][18]
การออกกำลังกายแบบแอโรบิกให้สม่ำเสมอจะปรับปรุงอาการที่สัมพันธ์กับความผิดปกติของระบบประสาทกลาง (CNS disorder) ต่าง ๆ และสามารถใช้เป็นการรักษาเสริมสำหรับความผิดปกติเหล่านั้น มีหลักฐานที่ชัดเจนถึงประสิทธิผลของการออกกำลังกายเพื่อรักษาโรคซึมเศร้า (MDD)[11][15][19][20]
และโรคสมาธิสั้น (ADHD)[21][22]
หลักฐานพรีคลินิกและหลักฐานคลินิกที่กำลังออกมาเรื่อย ๆ จำนวนมาก... | Yes | tha_Thai | train | en_heres_what_I_found | khalidalt/tydiqa-primary | thai |
I wonder การออกกำลังตอนกลางคืนเป็นอันตรายต่อสุขภาพหรือไม่?.
Help me answer this question with "Yes" or "No" or "None" if none of the first two answers apply.
Here's what I found on the internet:
Topic: หลักระวังไว้ก่อน
Article:
หลักระวังไว้ก่อน (English: precautionary principle) เป็นวิธีการจัดการความเสี่ยงที่มีหลักว่า ถ้าการกระทำหรือนโยบายมีข้อน่าสงสัยว่า จะก่อให้เกิดความเสียหายต่อสาธารณประโยชน์หรือต่อสิ่งแวดล้อมธรรมชาติ โดยไม่มีมติส่วนใหญ่ของนักวิทยาศาสตร์ว่า การกระทำหรือนโยบายนั้นจะไม่ทำความเสียหาย การพิสูจน์ว่าจะไม่ก่อความเสียหาย ตกเป็นหน้าที่ของบุคคลที่ต้องการทำการนั้น ๆ
ผู้ออกนโยบายได้ใช้หลักนี้เป็นเหตุผลการตัดสินใจ ในสถานการณ์ที่อาจเกิดความเสียหายเพราะการตัดสินใจบางอย่าง (เช่นเพื่อจะทำการใดการหนึ่ง หรืออนุมัติให้ทำการใดการหนึ่ง) ในกรณีความรู้ทางวิทยาศาสตร์ไม่ชัดเจน
หลักนี้แสดงนัยว่า ผู้ออกนโยบายมีหน้าที่ทางสังคมที่จะป้องกันสาธารณชนจากการได้รับสิ่งที่มีอันตราย เมื่อการสืบสวนทางวิทยาศาสตร์ได้พบความเสี่ยงที่เป็นไปได้
และการป้องกันเช่นนี้จะสามารถเพลาลงได้ ก็ต่อเมื่อมีงานศึกษาทางวิทยาศาสตร์ที่แสดงหลักฐานที่ชัดเจนว่าจะไม่มีอันตรายเกิดขึ้น
กฎหมายของเขตบางเขต เช่นในสหภาพยุโรป ได้บังคับใช้หลักนี้ในบางเรื่อง
ส่วนในระดับสากล มีการยอมรับใช้หลักนี้เป็นครั้งแรกในปี 2525 เมื่อสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติตกลงใช้กฎบัตรเพื่อธรรมชาติแห่งโลก (World Charter for Nature)
แล้วต่อมาจึงมีผลเป็นกฎหมายจริง ๆ ในปี 2530 ผ่านพิธีสารมอนทรีออล (Montreal Protocol)
ต่อจากนั้นจึงมีการใช้หลักนี้ตามสนธิสัญญาที่มีผลทางกฎหมายต่าง ๆ เช่น ปฏิญญารีโอ (Rio Declaration) และพิธีสารเกียวโต
กำเนิดและทฤษฎี
คำภาษาอังกฤษว่า "precautionary principle" พิจารณาว่ามาจากภาษาเยอรมันว่า Vorsorgeprinzip ที่เกิดขึ้นในคริสต์ทศวรรษ 1980[1]:31
แต่ว่า แนวคิดนี้เกิดมานานก่อนการใช้คำนี้แล้ว ดังที่แสดงในคำไทยว่า "ปลอดภัยไว้ก่อน"
ในเศรษฐศาสตร์ มีการวิเคราะห์หลักนี้โดยเป็นผลของการตัดสินใจตามเหตุผล เมื่อมีองค์ประกอบเกี่ยวกับการผันกลับไม่ได้ (irreversibility) และความไม่แน่นอน (uncertainty)
มีนักเศรษฐศาสตร์บางพวกที่แสดงว่า การผันกลับไม่ได้ของผลที่จะมีในอนาคต ควรจะชักจูงสังคมมนุษย์ที่ไม่ชอบเสี่ยง ให้ชอบใจการตัดสินใจในปัจจุบันที่ให้ความยืดหยุ่นในอนาคตได้มากที่สุด[2][3]
ส่วนบางพวกก็สรุปว่า "ความไม่แน่นอนทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับการกระจายตัวของความเสี่ยงในอนาคต คือการมีความเชื่อทางวิทยาศาสตร์ที่ต่าง ๆ กันมาก... | None | tha_Thai | train | en_heres_what_I_found | khalidalt/tydiqa-primary | thai |
I wonder การออกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาลงวดวันที่ 1 มิถุนายน 2544 ถือเป็นโมฆะหรือไม่ ?.
Help me answer this question with "Yes" or "No" or "None" if none of the first two answers apply.
Here's what I found on the internet:
Topic: การดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของทักษิณ ชินวัตร
Article: ดร.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีไทย คนที่ 23 ดำรงตำแหน่งระหว่างปี 2544–2549 ระหว่างดำรงตำแหน่ง ทักษิณริเริ่มหลายนโยบายซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สาธารณสุข การศึกษา พลังงาน ยาเสพติดและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เขาชนะการเลือกตั้งถล่มทลายถึงสองสมัย[1] นโยบายของทักษิณลดความยากจนในชนบทได้อย่างเด่นชัด[2] และจัดบริการสาธารณสุขในราคาที่สามารถจ่ายได้ ด้วยเหตุนี้ ฐานเสียงสนับสนุนของเขาส่วนใหญ่จึงมาจากคนยากจนในชนบท[1]
การที่เขาเป็นรัฐบาลจากพรรคเดียว ทำให้รัฐบาลของเขามักถูกโจมตีว่าเป็นเผด็จการรัฐสภา ฉวยโอกาสทางการเมือง ฉ้อราษฎร์บังหลวง มีการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ละเมิดสิทธิมนุษยชน กระทำอันไม่เหมาะสมในทางการทูต การใช้ช่องโหว่ของกฎหมายและเป็นปฏิปักษ์ต่อสื่อเสรี นอกจากนี้เขายังถูกโจมตีด้วยข้อกล่าวหาความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ไทย กบฏ ช่วงชิงอำนาจของศาสนาและพระมหากษัตริย์ ขายทรัพย์สินให้แก่นักลงทุนต่างชาติ การดูหมิ่นศาสนาและเข้ากับอำนาจมืด[3][4]
นายกรัฐมนตรีวาระแรก (พ.ศ. 2544-48)
เมื่อทักษิณเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2544 ขณะนั้นเศรษฐกิจของประเทศไทยอยู่ในภาวะหดตัว ทักษิณตระหนักว่ากลุ่มผู้เดือดร้อนจากวิกฤตการณ์ต้มยำกุ้งนั้นล้วนเป็นกลุ่มผู้มีอันจะกิน ในขณะที่ชนชั้นเกษตรกรซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เขาจึงเริ่มดำเนินนโยบายพื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศจากฐานล่างขึ้นบนว่า "จากรากหญ้าสู่รากแก้ว" นโยบายแรกที่ทักษิณได้ทำคือ "หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์" ต่อมามีการจัดตั้งกองทุนหมู่บ้าน หมู่บ้านละหนึ่งล้านบาทเพื่อปล่อยกู้ให้แก่คนในชุมชนในอัตราดอกเบี้ยต่ำเพื่อนำไปสร้างอาชีพ มีการพักชำระหนี้เกษตรกรสามปี
นโยบายด้านสุขภาพ
จากการสำรวจพบว่าประเทศไทยขณะนั้นมีคนจนถึง 10 ล้านคนที่ไม่สามารถซื้อประกันสุขภาพ[5] ทักษิณได้รับเอาแนวคิดของนายแพทย์สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ที่จะจัดตั้งระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า และสามารถผลักดันแผนดังกล่าวเกิดเป็นโครงการ "30 บาท รักษาทุกโรค" ในช่วงแรกที่ประชาสัมพันธ์โครงการดังกล่าว แทบไม่ปรากฏการคัดค้านในสื่อใดเลย[5] โครงการนี้ช่วยเพิ่มการเข้าถึงสาธารณสุขเพิ่มขึ้นจาก 76% ของประชากรเป็น 96% ของประชากร[6] โครงการนี้เพิ่มภาระงานแก่ลูกจ้างสาธารณสุขจนทำให้แพทย์จำนวนมากลาออก การบริการเป็นไปได้อย่างล่าช้าและด้อยประสิทธิภาพลง จึงถูกโจมตีจากพรรคประชาธิปัตย์ว่าเป็นโครงการ "30 บาท ตายทุกโรค"[7]... | None | tha_Thai | train | en_heres_what_I_found | khalidalt/tydiqa-primary | thai |
I wonder การออกำลังกายช่วยทำให้เจริญอาหารได้หรือไม่?.
Help me answer this question with "Yes" or "No" or "None" if none of the first two answers apply.
Here's what I found on the internet:
Topic: ระบบภูมิคุ้มกัน
Article:
ระบบภูมิคุ้มกัน (immune system) คือระบบที่คอยปกป้องร่างกายของสิ่งมีชีวิตจากสิ่งแปลกปลอม โดยเฉพาะจุลชีพก่อโรค เช่น แบคทีเรีย ไวรัส ปรสิต รา พยาธิ รวมถึงสิ่งแปลกปลอมอื่น ๆ เช่น เซลล์ที่กำลังเจริญเติบโตไปเป็นมะเร็ง อวัยวะของผู้อื่นที่ปลูกถ่ายเข้ามาในร่างกาย การได้รับเลือดผิดหมู่ สารก่อภูมิแพ้ ฯลฯ สิ่งแปลกปลอมที่ร่างกายตรวจจับได้เรียกว่า แอนติเจน (antigen) แอนติเจนที่กระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันเรียกว่า อิมมูโนเจน (immunogen)
สิ่งแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกร่างกายเต็มไปด้วยจุลินทรีย์ขนาดเล็กที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ส่วนใหญ่จุลินทรีย์ที่อยู่รอบตัวเหล่านี้ไม่ใช่เชื้อก่อโรคแต่ประการใด แต่ก็มีจุลินทรีย์อีกมากมายที่ก่อให้เกิดโรคติดเชื้อ เรียกว่าเชื้อโรค (pathogen) เพื่อป้องกันร่างกายจากเชื้อโรคเหล่านี้ มนุษย์มีระบบภูมิคุ้มกันที่ทำหน้าที่อย่างทรงประสิทธิภาพในการกำจัดเชื้อโรคออกไป หากภูมิคุ้มกันบกพร่อง แม้จะพัฒนายาต้านจุลชีพที่ดีเลิศเพียงใด ก็อาจจะไม่สามารถรักษาชีวิตคนเราจากโรคติดเชื้อไว้ได้ เพราะการที่จะหายจากโรคติดเชื้อได้นั้น ภูมิคุ้มกันในร่างกายเป็นผู้ช่วยตัวสำคัญที่สุด
ระบบภูมิคุ้มกันแบ่งเป็น 2 ระบบ
1. Innate Immunity
Innate immunity เป็นระบบภูมิคุ้มกันที่ติดตัวมาแต่กำเนิด จัดเป็นกลไกการป้องกันสิ่งแปลกปลอมแบบไม่จำเพาะเจาะจง ได้แก่ พื้นผิวที่สัมผัส antigen โดยตรง คือ ผิวหนังและเยื่อบุต่าง ๆ ซึ่งมีคุณสมบัติเฉพาะตัวในการป้องกันและกำจัดสิ่งแปลกปลอมซึ่งส่วนใหญ่คือเชื้อโรคออกไปจากร่างกาย ดังนี้
ผิวหนัง เชื้อโรคไม่สามารถบุกรุกผิวหนังปกติที่ไม่มีบาดแผล อีกทั้งความเป็นกรดของไขมันที่ผลิตออกมาจากต่อมไขมันที่ผิวหนัง ได้แก่ lactic acid และ fatty acid ช่วยยับยั้งและทำลายเชื้อโรค หากผิวหนังชั้นนอกเปิดออก เช่น มีบาดแผล หรือ ไฟไหม้ น้ำร้อนลวก เชื้อแบคทีเรียที่อาศัยอยู่ที่ผิวหนังก็จะแบ่งตัวเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว เพราะมีอาหารอันอุดมสมบูรณ์และสิ่งแวดล้อมพอเหมาะ เป็นเหตุให้เกิดการอักเสบเป็นหนอง หากเป็นแผลเล็ก ๆ ระบบภูมิคุ้มกันจะกำจัดเชื้อออกไป เพียงล้างแผลให้สะอาด รักษาแผลให้แห้ง ก็หายเป็นปกติได้เอง แต่ถ้าแผลขนาดใหญ่และลึก แผลถูกความร้อนเป็นบริเวณกว้าง ก็เกินกำลังที่ภูมิคุ้มกันจะจัดการไหว เชื้อโรคสามารถแทรกซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้โดยง่าย ทำให้เกิดการติดเชื้อในกระแสเลือด (septicemia) และเป็นสาเหตุให้ช็อกและเสียชีวิตในเวลาต่อมา... | None | tha_Thai | train | en_heres_what_I_found | khalidalt/tydiqa-primary | thai |
I wonder การออกแบบของ iPhone 6 ได้รับอิทธิพลจากอะไร?.
Help me answer this question with "Yes" or "No" or "None" if none of the first two answers apply.
Here's what I found on the internet:
Topic: ไอโฟน 6
Article:
ไอโฟน 6 (English: iPhone 6) และ ไอโฟน 6 พลัส (English: iPhone 6 Plus) เป็นสมาร์ตโฟนจอสัมผัส ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ (English: Operating System) ชื่อ iOS พัฒนาโดยบริษัท แอปเปิล อินค์ ถือว่าเป็นไอโฟนรุ่นที่ 8 ซึ่งเป็นผู้สืบทอดของ ไอโฟน 5เอส และ ไอโฟน 5ซี อุปกรณ์ชุดนี้เป็นส่วนหนึ่งของตระกูล iPhone โดยเปิดตัวออกสู่ตลาด เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2014 iPhone 6 และ iPhone 6 พลัสได่มีการเปลี่ยนแปลงมากกว่ารุ่นก่อนเช่นมีจอแสดงผลขนาดใหญ่ 4.7 นิ้วและ 5.5 นิ้ว มีหน่วยประมวลผลที่เร็วขึ้น มีกล้องที่ผ่านการอัพเกรดแล้ว มีการเชื่อมต่อแบบ LTE และ Wi-Fi ที่ดีขึ้น และสนับสนุนสำหรับการชำระเงินบนมือถือด้วยการส์่อสารแบบใกล้สนาม (English: near-field communications)[11][12]
ปริมาณการสั่งซื้อล่วงหน้าของ iPhone 6 และ iPhone 6 พลัสมีเกินกว่า 4 ล้านเครื่องภายใน 24 ชั่วโมงแรกของการพร้อมจำหน่าย ซึ่งเป็นประวัติการณ์ของแอปเปิ้ล[13] อุปกรณ์ของ iPhone 6 และ iPhone 6 พลัสมากกว่า 10 ล้านถูกขายไปในช่วงสามวันแรก ซึ่งเป็นอีกประวัติการณ์หนึ่งของแอปเปิ้ล[14]
ประวัติความเป็นมา
มีข่าวลือหลายเรื่องเกี่ยวกับ iPhone รุ่นต่อไป ศูนย์กลางอยู่ที่ขนาดของอุปกรณ์; โดยที่ส่วนใหญ่ของ iPhone ทุกรุ่นใช้จอแสดงผลขนาด 3.5 นิ้วซึ่งมีขนาดเล็กกว่าหน้าจอที่ใช้โดยโทรศัพท์ที่เป็นเรือธงของคู่แข่ง การเปลี่ยนแปลงครั้งสุดท้ายเรื่องขนาดสำหรับชุดของ iPhone มาพร้อมกับ iPhone 5 (ต่อด้วย iPhone 5C และ iPhone 5S) ซึ่งแสดงผลด้วยจอขนาดที่ใหญ่กว่า แต่มีความกว้างเช่นเดียวกับรุ่นก่อนที่ 4 นิ้ว หลังจากที่สูญเสียส่วนแบ่งการตลาดมาร์ทโฟนของแอปเปิ้ลให้กับหลายบริษัทที่ผลิตโทรศัพท์ด้วยการแสดงผลด้วยขนาดที่ใหญ่กว่าในช่วงต้นมกราคม 2014 ได้มีการชี้ให้เห็นว่าแอปเปิ้ลกำลังเตรียมที่จะเปิดตัว iPhone รุ่นใหม่ที่มีจอแสดงผลขนาดใหญ่กว่าเป็นขนาด 4.7 นิ้วและ 5.5 นิ้ว[15][16][17]
นอกจากนี้ยังมีหลายรายงานก่อนที่จะเปิดตัวที่คาดการณ์ถึงความเป็นไปได้ที่ Apple จะใช้ iPhone รุ่นใหม่เพื่อแนะนำแพลตฟอร์มการชำระเงินบนมือถือที่ใช้การสื่อสารแบบใกล้สนามเทคโนโลยีนี้ได้รวมอยู่ในโทรศัพท์ที่ใช้ OS แบบ Android หลายตัว แต่ปรากฏว่ามีอัตราการยอมรับในหมู่ผู้ใช้ในระดับต่ำ[18]
iPhone 6 และ iPhone 6 พลัสได้รับการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในระหว่างงานแถลงข่าวที่ Flint Center for Performing Arts ในคูเปอร์ติโนรัฐแคลิฟอร์เนียเมื่อวันที่ 9 กันยายน... | None | tha_Thai | train | en_heres_what_I_found | khalidalt/tydiqa-primary | thai |
I wonder การออกแบบสร้าง “อัตลักษณ์” ให้กับองค์กรหรือแบรนด์เป็นงานที่ยากยิ่งใช่หรือไม่?.
Help me answer this question with "Yes" or "No" or "None" if none of the first two answers apply.
Here's what I found on the internet:
Topic: เอกลักษณ์องค์กร
Article:
เพลงรักพลาสต้าที้าดในโลก1/15
ในด้านการตลาด อัตลักษณ์องค์กร หรือ อัตลักษณ์กลุ่มบริษัท (English: corporate identity) เป็นรูปแบบที่เป็นอัตลักษณ์ของหน่วยงานหรือองค์กรซึ่งถูกออกแบบ ให้สอดคล้องกับเป้าหมายทางธุรกิจ ซึ่งแสดงออกมาทางในรูปแบบของแบรนด์และการใช้งานเครื่องหมายการค้า
แม้ว่าเรื่องของอัตลักษณ์ จะไม่ใช่สิ่งเดียวที่เกี่ยวกับแบรนด์ (เพราะแบรนด์ประกอบด้วยหลายองค์ประกอบ) แต่เรื่องของ แบรนด์กับอัตลักษณ์ เป็นเรื่องที่ต้องเกิดขึ้นควบคู่กันอยู่เสมอ เราสามารถสร้างแบรนด์ให้โดดเด่นได้ด้วยกานสร้างอัตลักษณ์ให้กับแบรนด์ ซึ่งสามารถสื่อสารออกมาได้ 3 ส่วนด้วยกัน คือ การสร้างอัตลักษณ์ผ่านทางภาพ (Visual Identity) การสร้างอัตลักษณ์ผ่านทางพฤติกรรม (Behavioral Identity) และการสร้างอัตลักษณ์ผ่านการพูด (Verbal Identity เช่น การใช้สโลแกน จิงเกิ้ล เป็นต้น)
การออกแบบสร้าง “อัตลักษณ์” ให้กับองค์กรหรือแบรนด์เป็นงานที่ยากยิ่ง เพราะไม่ใช่เป็นเพียงการออกแบบ “โลโก้” ให้สวยงามแล้วจบ แต่สิ่งที่เราต้องการคือ อัตลักษณ์ด้นภาพที่จะสื่อสารถึงจุดยืน + บุคลิกภาพ รวมถึงวิสัยทัศน์ของแบรนด์ จากนั้นค่อยพัฒนาต่อในเรื่องระบบการใช้โลโก้+การใช้ตัวอักษร + การใช้สี + การใช้ภาพ +++ อื่น ๆ อีกมากมาย ที่จะทำให้ภาพลักษณ์ขององค์กร มีอัตลักษณ์ตามที่ต้องการ
การออกแบบกับความสัมพันธ์กับอัตลักษณ์กลุ่มบริษัท
งาน อัตลักษณ์กลุ่มบริษัท เกี่ยวข้องกับการออกแบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการออกแบบกราฟิก
การออกแบบอัตลักษณ์ขององค์กรในปัจจุบัน นับเป็นยุคของอิเลคทรอนิคส์ที่มีการนำเอาเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาเป็นเครี่องมือ เครื่องใช้และเป็นวัสดุอุปกรณ์ช่วยในการออกแบบเกิดมีวัสดุสำเร็จรูปและเครื่องมืออิเลคทรอนิคส์ที่ช่วยในการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังเช่น การใช้คอมพิวเตอร์กราฟิกมาช่วยในการทำ Word Processing การเรียงพิมพ์ การจัดวางรูปแบบของหน้ากระดาษ การสร้างภาพประกอบ การเขียนกราฟแผนภูมิ แผนที่ ตลอดจนงานเขียนแบบต่างๆ และที่สำคัญคือ ช่วยในการสร้างภาพ (Visualize) เพื่อหาแนวทางความคิดสร้างสรรค์ได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย
ความหมายของการออกแบบอัตลักษณ์ขององค์กร (Definition Of Graphic Design) มีผู้ให้คำนิยามของอัตลักษณ์ขององค์กร ไว้ว่า
การออกแบบอัตลักษณ์ขององค์กร - ผลงานออกแบบลักษณะต่างๆ เพื่อให้ผู้คนได้อ่าน เช่น หนังสือนิตยสาร การ โฆษณา ภาพยนตร์ ... | Yes | tha_Thai | train | en_heres_what_I_found | khalidalt/tydiqa-primary | thai |
I wonder การอั้นปัสสาวะนานๆก่อให้เกิดโรตไตได้ใช่หรือไม่?.
Help me answer this question with "Yes" or "No" or "None" if none of the first two answers apply.
Here's what I found on the internet:
Topic: กลุ่มอาการโรคไตเนื่องจากโรคตับ
Article:
กลุ่มอาการโรคไตเนื่องจากโรคตับ (English: Hepatorenal syndrome, HRS) เป็นภาวะทางการแพทย์อย่างหนึ่งซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต ทำให้ผู้ป่วยโรคตับแข็งหรือตับวายเต็มขั้นมีการทำงานของไตเสื่อมลงอย่างเฉียบพลัน โรคนี้มักเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตหากไม่ได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนตับ การรักษาอื่นๆ เช่นการฟอกเลือด อาจช่วยชะลอการดำเนินโรคได้
HRS อาจเกิดกับผู้ป่วยตับแข็ง (ทุกสาเหตุ) ตับอักเสบรุนแรงเนื่องจากแอลกอฮอล์ หรือตับวายเต็มขั้น มักเกิดเพื่อการทำงานของตับแย่ลงอย่างรวดเร็วจากการบาดเจ็บเฉียบพลัน เช่น การติดเชื้อ เลือดออกในทางเดินอาหาร หรือการได้รับยาขับปัสสาวะมากเกินขนาด ถือเป็นภาวะแทรกซ้อนที่ค่อนข้างพบบ่อยของตับแข็ง โดยพบในผู้ป่วยตับแข็งถึง 18% ภายใน 1 ปีตั้งแต่วินิจฉัย และ 39% ภายใน 5 ปีตั้งแต่วินิจฉัย
เชื่อกันว่าเมื่อการทำงานของตับแย่ลงอย่างรวดเร็วจะส่งผลต่อการไหลเวียนของเลือดในระบบไหลเวียนส่วนที่หล่อเลี้ยงลำไส้ ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงของการไหลของเลือดและสภาพของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงไต ไตวายที่เกิดจาก HRS เป็นผลที่ตามมาจากการเปลี่ยนแปลงของการไหลเวียนของเลือดเหล่านี้มากกว่าจะเป็นผลที่เกิดจากการบาดเจ็บของไตโดยตรง สภาพของไตนั้นจะค่อนข้างปกติทั้งจากการดูด้วยตาเปล่าและกล้องจุลทรรศน์ ยิ่งกว่านั้นการทำงานของไตยังอาจจะทำงานได้ปกติอีกด้วยหากอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีกว่า (เช่นสมมติได้มีการปลูกถ่ายไตนี้ไปยังบุคคลที่มีตับปกติ) การวินิจฉัย HRS ขึ้นกับการตรวจทางห้องปฏิบัติการในผู้ป่วยที่มีโอกาสเป็นโรค ปัจจุบันมีการให้คำนิยาม HRS ไว้สองชนิด โดยชนิดที่ 1 ผู้ป่วยจะมีการทำงานของไตที่แย่ลงอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ชนิดที่ 2 จะมีความสัมพันธ์กับการมีท้องมานที่รักษาตามปกติด้วยยาขับปัสสาวะแล้วไม่ดีขึ้น
ผู้ป่วยโรคนี้มีโอกาสเสียชีวิตสูงมาก อัตราตายของผู้ป่วย HRS ชนิดที่ 1 สูงกว่า 50% ในระยะสั้นตามบันทึกชุดกรณีผู้ป่วย แนวทางการรักษาระยะยาววิธีเดียวคือการปลูกถ่ายตับ ซึ่งระหว่างที่รอการปลูกถ่ายตับนั้นผู้ป่วย HRS มักได้รับการรักษาอื่นๆ ซึ่งช่วยทำให้ความตึงของหลอดเลือดดีขึ้น พร้อมกับยาและการรักษาประคับประคองอื่นๆ หรือการสร้างทางเชื่อมของระบบไหลเวียนพอร์ทัลและระบบไหลเวียนทั่วร่างกายภายในตับผ่านทางหลอดเลือดดำคอ (TIPS) เพื่อลดความดันในหลอดเลือดดำพอร์ทัล ผู้ป่วยบางคนอาจจำเป็นต้องได้รับการฟอกเลือดเพื่อทดแทนการทำงานของไต หรือเทคนิคใหม่ๆ อย่างการฟอกตับ... | None | tha_Thai | train | en_heres_what_I_found | khalidalt/tydiqa-primary | thai |
I wonder การอ่านใจแบบเย็น คิดค้นโดยใคร ?.
Help me answer this question with "Yes" or "No" or "None" if none of the first two answers apply.
Here's what I found on the internet:
Topic: อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์
Article:
อัลแบร์ท ไอน์ชไตน์ (German: Albert Einstein) หรือ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เป็นศาสตราจารย์ทางฟิสิกส์และนักฟิสิกส์ทฤษฎี ชาวเยอรมันเชื้อสายยิว ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางว่าเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในคริสต์ศตวรรษที่ 20 เขาเป็นผู้เสนอทฤษฎีสัมพัทธภาพ และมีส่วนร่วมในการพัฒนากลศาสตร์ควอนตัม กลศาสตร์สถิติ และจักรวาลวิทยา เขาได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ใน พ.ศ. 2464 จากการอธิบายปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กทริก และจาก"การทำประโยชน์แก่ฟิสิกส์ทฤษฎี"
หลังจากที่ไอน์ชไตน์ค้นพบทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป ในปี พ.ศ. 2458 เขาก็กลายเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยธรรมดานักสำหรับนักวิทยาศาสตร์คนหนึ่ง ในปีต่อ ๆ มา ชื่อเสียงของเขาได้ขยายออกไปมากกว่านักวิทยาศาสตร์คนอื่น ๆ ในประวัติศาสตร์ ไอน์ชไตน์ ได้กลายมาเป็นแบบอย่างของความฉลาดหรืออัจฉริยะความนิยมในตัวของเขาทำให้มีการใช้ชื่อไอน์ชไตน์ในการโฆษณา หรือแม้แต่การจดทะเบียนชื่อ "อัลแบร์ท ไอน์ชไตน์" ให้เป็นเครื่องหมายการค้า
ตัวไอน์ชไตน์เองมีความระลึกถึงผลกระทบทางสังคม ซึ่งมีผลมาจากการค้นพบทางวิทยาศาสตร์อย่างลึกซึ้ง ในฐานะที่เขาได้เป็นปูชนียบุคคลแห่งความบรรลุทางปัญญา เขายังคงถูกยกย่องให้เป็นนักฟิสิกส์ทฤษฎีที่มีอิทธิพลต่อวิทยาศาสตร์ที่สุดในยุคปัจจุบัน ทุกการสร้างสรรค์ของเขายังคงเป็นที่เคารพนับถือ ทั้งในความเชื่อในความสง่า ความงาม และความรู้แจ้งเห็นจริงในจักรวาล (คือแหล่งเสริมสร้างแรงบันดาลใจในวิทยาศาสตร์ให้แก่นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่) เป็นสูงสุด ความชาญฉลาดเชิงโครงสร้างของเขาแสดงให้เห็นถึงองค์ประกอบของจักรวาล ซึ่งงานเหล่านี้ถูกนำเสนอผ่านผลงานและหลักปรัชญาของเขา ในทุกวันนี้ ไอน์ชไตน์ยังคงเป็นที่รู้จักดีในฐานะนักวิทยาศาสตร์ที่โด่งดังที่สุด ทั้งในวงการวิทยาศาสตร์และนอกวงการ
ผลงานของไอน์ชไตน์ในสาขาฟิสิกส์มีมากมาย ต่อไปนี้เป็นส่วนหนึ่ง:
ทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ ซึ่งนำกลศาสตร์มาประยุกต์รวมกับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป ทฤษฎีใหม่เกี่ยวกับแรงโน้มถ่วง ซึ่งเป็นไปตามหลักแห่งความสมมูล
วางรากฐานของจักรวาลเชิงสัมพัทธ์ และค่าคงที่จักรวาล
ขยายแนวความคิดยุคหลังนิวตัน... | None | tha_Thai | train | en_heres_what_I_found | khalidalt/tydiqa-primary | thai |
I wonder การอ่านใจแบบเย็น นำมาใช้ประโยชน์ด้านใด ?.
Help me answer this question with "Yes" or "No" or "None" if none of the first two answers apply.
Here's what I found on the internet:
Topic: พลังงานนิวเคลียร์
Article:
พลังงานนิวเคลียร์ (English: Nuclear Power or Nuclear Energy) เป็นพลังงานรูปแบบหนึ่งที่ได้จากการคายความร้อนในปฏิกิริยานิวเคลียร์[1] เพื่อประโยชน์ในการสร้างความร้อนและผลิตไฟฟ้า. นิวเคลียร์ เป็นคำคุณศัพท์ของคำว่า นิวเคลียส ซึ่งเป็นแก่นกลางของอะตอมธาตุ ซึ่งประกอบด้วยอนุภาคโปรตอน และนิวตรอน ซึ่งยึดกันได้ด้วยแรงของอนุภาคไพออน
พลังงานนิวเคลียร์ หมายถึง พลังงานไม่ว่าลักษณะใดๆก็ตาม ซึ่งเกิดจากนิวเคลียสอะตอมโดย
พลังงานนิวเคลียร์แบบฟิซชั่น (Fission) ซึ่งเกิดจากการแตกตัวของนิวเคลียสธาตุหนัก เช่น ยูเรเนียม พลูโทเนียม เมื่อถูกชนด้วยนิวตรอนหรือโฟตอน
พลังงานนิวเคลียร์แบบฟิวชั่น (Fusion) เกิดจากการรวมตัวของนิวเคลียสธาตุเบา เช่น ไฮโดรเจน
พลังงานนิวเคลียร์ที่เกิดจากการสลายตัวของสารกัมมันตรังสี (English: Nuclear Decay) ซึ่งให้รังสีต่างๆ ออกมา เช่น อัลฟา เบตา แกมมา และนิวตรอน เป็นต้น
พลังงานนิวเคลียร์ที่เกิดจากการเร่งอนุภาคที่มีประจุโดยเครื่องเร่งอนุภาค เช่น อิเล็กตรอน โปร ตอน ดิวทีรอน และอัลฟา เป็นต้น
พลังงานนิวเคลียร์ บางครั้งใช้แทนกันกับคำว่า พลังงานปรมาณู นอกจากนี้พลังงานนิวเคลียร์ยังครอบคลุมไปถึงพลังงานรังสีเอกซ์ด้วย (พ.ร.บ. พลังงานเพื่อสันติ ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2508) พลังงานนิวเคลียร์ สามารถปลดปล่อยออกมาเป็นพลังงานหลายรูปแบบ เช่น พลังงานความร้อน รังสีแกมมา อนุภาคเบต้า อนุภาคอัลฟา อนุภาคนิวตรอน เป็นต้น
ปัจจุบัน ปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิชชัน ขององค์ประกอบใน actinide series[2] ของตารางธาตุได้ผลิตพลังงานนิวเคลียร์ส่วนใหญ่ในการให้บริการโดยตรงแก่มนุษย์, กับกระบวนการสลายตัวของ นิวเคลียร์ส่วนใหญ่ในรูปแบบของพลังงานความร้อนใต้พิภพและเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเทอร์โม ไอโซโทป, สำหรับการนำไปใช้เฉพาะอย่างจะใช้ประโยชน์จากปฏิกิริยาที่เหลือ. โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ (ฟิชชัน), ไม่รวมการใช้งานในกองทัพเรือ, ให้พลังงานประมาณ 5.7% ของพลังงาน ของโลกและ 13% ของกระแสไฟฟ้าของโลกในปี 2012.[3] ในปี 2013, หน่วยงานพลังงานปรมาณูนานาชาติ (English: International Atomic Energy Agency (IAEA)) รายงานว่ามี 437 เครื่องปฏิกรณ์พลังงานนิวเคลียร์กำลังใช้งานอยู่[4] ใน 31 ประเทศ[5] แม้ว่าจะมีบางเครื่องปฏิกรณ์ที่ไม่ได้ทำการผลิตไฟฟ้าอีกแล้ว[6]. นอกจากนี้ยังมีเรือประมาณ 140 ลำที่ใช้พลังงานนิวเคลียร์ในการขับเคลื่อนโดยเครื่องปฏิกรณ์ราว 180... | None | tha_Thai | train | en_heres_what_I_found | khalidalt/tydiqa-primary | thai |
I wonder การิน ปริศนาคดีอาถรรพ์ มีความยาวตอนละกี่นาที?.
Help me answer this question with "Yes" or "No" or "None" if none of the first two answers apply.
Here's what I found on the internet:
Topic: หมวดโอภาส
Article:
หมวดโอภาส ยอดมือปราบ..คดีพิศวง เป็นรายการโทรทัศน์ประเภทละครชุด หรือ ซีรีส์ (Series) ภาคต่อของ สายลับเดอะซีรีส์ กับ 24 คดีสุดห้ามใจ ผลิตโดยค่ายภาพยนตร์จีทีเอช และ จอกว้าง ฟิล์ม ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์โมเดิร์นไนน์ทีวี วันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 20.40 น.–21.30 น. โดยเริ่มออกอากาศครั้งแรกวันเสาร์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2554 ต่อมา ให้ทำภาคต่อ โดยเปลี่ยนชื่อเป็น หมวดโอภาส เดอะซีรีส์ ปี 2 ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์โมเดิร์นไนน์ทีวี ทุกวันอาทิตย์ เวลา 16.00 น.– 17.00 น. โดยเริ่มออกอากาศครั้งแรกวันอาทิตย์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2555
ทีมงานผู้สร้าง
ที่ปรึกษาโครงการ
ศุทธิชัย บุนนาค
เขมทัตต์ พลเดช
ไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม
บุษบา ดาวเรือง
วิสูตร พูลวรลักษณ์
จินา โอสถศิลป์
อำนวยการผลิต
จิระ มะลิกุล
เช่นชนนี สุนทรศารทูล
สุวิมน เตชะสุปินัน
วรรณฤดี พงษ์สิทธิศักดิ์
ควบคุมการผลิต - บริษัท จอกว้าง ฟิล์ม จำกัด
สร้างสรรค์เรื่องโดย
จิระ มะลิกุล
วรรณฤดี พงษ์สิทธิศักดิ์
ออกแบบสร้างสรรค์โดย - สวัสดีทวีสุข
บทโทรทัศน์โดย - ทีมงานจีทีเอช
กำกับการแสดงโดย - ยงยุทธ ทองกองทุน
เรื่องย่อ
จับกุมชายเมาแล้วขับ , รวมแก๊งค์ป้าเล่นป๊อกเด้ง , ตะครุบคนวิ่งราว , ช่วยตามหายายหลงทาง คดีเหล่านี้ล้วนถูกคลี่คลายมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน แต่ถ้าคดีที่เกิดขึ้นไม่ใช่คดีธรรมดาอย่างที่เคยเป็น พยานอาจไม่ใช่คนที่มีลมหายใจ ที่เกิดเหตุอาจเคยเป็นแดนอาถรรพ์ของกลาง อาจเป็นสิ่งลี้ลับ หรือกระทั่งคนร้ายอาจเป็นสิ่งเหลือเชื่อที่พิสูจน์ไม่ได้! แล้วใครกัน? ที่จะมาคลี่คลายคดีพิศวงเหล่านั้น
ขอต้อนรับการกลับมาอีกครั้งของ หมวดโอภาส (เต๋อ-ฉันทวิชช์ ธนะเสวี) ตำรวจหนุ่มสุดซื่อแต่ไฟแรง แห่งหน่วยงานสอบสวนและสนับสนุนคดีพิเศษ (ASI) ที่ครั้งหนึ่งระหว่างปฏิบัติภารกิจเกิดพลาดท่าล้มหัวฟาดกับศาลเจ้าที่สุดเฮี้ยน ..หลังจากนั้นเขาก็สัมผัสกับเรื่องประหลาด ทั้งมองเห็นวิญญาณ คุยกับกุมารและนอนข้าง ๆ ผีแม่ม่าย พอนานเข้า หมวดของเรารู้สึกว่ามันไม่ใช่เรื่องปกติ สิ่งที่เห็นอาจไม่มีอยู่จริง ความกลัวจึงผุดขึ้นสมองพร้อมกับเสียงร้องแต๋วแตกยิ่งกว่ากระจั๊วบินมาเกาะคอเสียอีก!
แต่เพราะคนมักว่ากับว่า ยิ่งกลัวสิ่งใดก็ยิ่งเจอสิ่งนั้น คราวนี้หมวดสุดบื้อของเราจึงต้องเข้าพัวพันกับคดีแปลก ๆ ที่ไม่มีตำรวจคนไหนกล้าลืม เพราะต้องมาเจอกับเรื่องพิศวงชวนให้หลับตาปี๋ หมวดโอภาส จึงต้องทำตาเขม็ง เกร็งขาไม่ให้สั่น... | None | tha_Thai | train | en_heres_what_I_found | khalidalt/tydiqa-primary | thai |
I wonder การุณ โหสกุล เข้ารับราชการครั้งแรกเมื่อไหร่?.
Help me answer this question with "Yes" or "No" or "None" if none of the first two answers apply.
Here's what I found on the internet:
Topic: ทักษิณ ชินวัตร
Article:
ทักษิณ ชินวัตร (เกิด 26 กรกฎาคม 2492) เป็นนายกรัฐมนตรีไทยคนที่ 23 ดำรงตำแหน่งระหว่างปี พ.ศ. 2544 ถึง พ.ศ. 2549 เป็นพี่ชายของยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีไทยคนที่ 28 และ เป็นศาสตราจารย์อาคันตุกะแห่งมหาวิทยาลัยทากุโชกุ เคยเป็นนักธุรกิจโทรคมนาคมและการสื่อสาร ผู้ก่อตั้งกลุ่มบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัทโทรคมนาคมและการสื่อสารขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย[1] เจ้าหน้าที่กองอาสารักษาดินแดน (ชั้นยศสูงสุดที่ นายกองใหญ่) อดีตข้าราชการตำรวจ (ชั้นยศสูงสุดที่ พันตำรวจโท) อดีตเจ้าของและประธานสโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ซิตี อดีตที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจของรัฐบาลกัมพูชา มีสัญชาติไทยโดยการเกิด ปัจจุบันถือสัญชาติมอนเตเนโกร[2]
ปี พ.ศ. 2537 ทักษิณเข้าสู่วงการเมืองสังกัดพรรคพลังธรรม โดยการชักนำของพลตรี จำลอง ศรีเมือง ต่อมาก่อตั้งพรรคไทยรักไทย ในปี 2541 หลังการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2544 ซึ่งพรรคไทยรักไทยได้รับเสียงข้างมากในสภา จึงดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นสมัยแรก ทักษิณใช้หนี้กองทุนการเงินระหว่างประเทศได้ก่อนกำหนดเดิม[3] และดำเนินนโยบายต่าง ๆ เพื่อลดความยากจนในชนบท โดยสามารถลดความยากจนได้ถึงครึ่งหนึ่งภายในสี่ปี[4][5] ริเริ่มระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเป็นครั้งแรกของประเทศ[6] ตลอดจนการกวาดล้างยาเสพติด ซึ่งทั้งหมดช่วยให้เขามีความนิยมอย่างสูง[7] ทักษิณเริ่มดำเนินโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนานใหญ่ รวมทั้งท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ หนี้สาธารณะลดลงจากร้อยละ 57 ของจีดีพีในเดือนมกราคม 2544 เหลือร้อยละ 41 ในเดือนกันยายน 2549[8][9] รวมทั้งระดับการฉ้อราษฎร์บังหลวงลดลง โดยดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชันขององค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ เพิ่มขึ้นจาก 3.2 เป็น 3.8 ระหว่างปี 2544 และ 2549[10] ทักษิณดำรงตำแหน่งจนครบวาระสี่ปี เป็นนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งดำรงตำแหน่งจนครบวาระคนแรก และจากผลการเลือกตั้งเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2548 ทำให้ทักษิณดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสมัยที่สอง ด้วยคะแนนเสียงสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์[11][12]
อย่างไรก็ดี มีผู้กล่าวหารัฐบาลทักษิณหลายประการเช่น ละเมิดสิทธิมนุษยชน ฉ้อราษฎร์บังหลวง เป็นเผด็จการรัฐสภา มีผลประโยชน์ทับซ้อน และควบคุมสื่อ[13] ส่วนข้อกล่าวหาของตัวทักษิณเอง ก็มีว่าหลีกเลี่ยงภาษี หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตลอดจนขายทรัพย์สินของบริษัทไทยให้นักลงทุนต่างชาติ[14][15]... | None | tha_Thai | train | en_heres_what_I_found | khalidalt/tydiqa-primary | thai |
I wonder การุณยฆาตเพื่อระงับความเจ็บปวดอย่างสาหัสของบุคคลนั้น หรือในกรณีที่บุคคลนั้นป่วยเป็นโรคอันไร้หนทางเยียวยาใช่หรือไม่?.
Help me answer this question with "Yes" or "No" or "None" if none of the first two answers apply.
Here's what I found on the internet:
Topic: การุณยฆาต
Article:
การุณยฆาต[1] (ศัพท์นิติศาสตร์) หรือ ปรานีฆาต[1] (ศัพท์แพทยศาสตร์) (English: Euthanasia หรือ Mercy Killing) หรือ แพทยานุเคราะหฆาต (English: Physician-assisted suicide) หมายถึง
การทำให้บุคคลตายโดยเจตนาด้วยวิธีการที่ไม่รุนแรงหรือวิธีการที่ทำให้ตายอย่างสะดวก หรือ
การงดเว้นการช่วยเหลือหรือรักษาบุคคล โดยปล่อยให้ตายไปเองอย่างสงบ
ทั้งนี้ เพื่อระงับความเจ็บปวดอย่างสาหัสของบุคคลนั้น หรือในกรณีที่บุคคลนั้นป่วยเป็นโรคอันไร้หนทางเยียวยา อย่างไรก็ดี การุณยฆาตยังเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายและเป็นความผิดอาญาอยู่ในบางประเทศ กับทั้งผู้ไม่เห็นด้วยกับการฆ่าคนชนิดนี้ก็เห็นว่าเป็นการกระทำที่เป็นบาป
อนึ่ง การุณยฆาตยังหมายถึง การทำให้สัตว์ตายโดยวิธีการและในกรณีดังข้างต้นอีกด้วย
ประเภท
การจำแนกประเภทตามเจตนา[2]
1. บุคคลซึ่งเจ็บป่วยสาหัสหรือได้รับทุกขเวทนาจากความเจ็บป่วยเป็นต้นสามารถแสดงเจตนาให้บุคคลอื่นกระทำการุณยฆาตแก่ตนได้ การนี้เรียกว่า "การุณยฆาตโดยด้วยใจสมัคร" หรือ "การุณยฆาตสมัครใจ" หรือ "การุณยฆาตจงใจ" (English: Voluntary Euthanasia)
2. ในกรณีที่บุคคลดังกล่าวไม่อยู่ในฐานะจะแสดงเจตนาเช่นว่า ผู้แทนโดยชอบธรรม กล่าวคือ ทายาทโดยธรรม ผู้ใช้อำนาจปกครอง ผู้พิทักษ์ หรือผู้อภิบาลตามกฎหมาย ตลอดจนศาลอาจพิจารณาใช้อำนาจตัดสินใจให้กระทำการุณยฆาตแก่บุคคลนั้นแทนได้ การนี้เรียกว่า "การุณยฆาตโดยไม่เจตนา" หรือ "การุณยฆาตโดยไม่สมัครใจ" (English: Involuntary Euthanasia)
อย่างไรก็ดี การุณยฆาตโดยไม่จำนงยังคงเป็นที่ถกเถียงถึงความชอบธรรมตามกฎหมายอยู่ในขณะนี้ เนื่องจากไม่มีหนทางที่ทุกฝ่ายจะมั่นใจได้ว่า ผู้เจ็บป่วยต้องการให้กระทำการุณยฆาตแก่ตนเช่นนั้นจริง ๆ
การจำแนกประเภทตามวิธีฆ่า
"การุณยฆาตเชิงรับ" (English: Passive Euthanasia) คือ การุณยฆาตที่กระทำโดยการตัดการรักษาให้แก่ผู้ป่วย วิธีนี้ได้รับการยอมรับมากที่สุดและเป็นที่ปฏิบัติกันในสถานพยาบาลหลายแห่ง
"การุณยฆาตเชิงรุก" (English: Active Euthanasia) คือ การุณยฆาตที่กระทำโดยการให้สารหรือวัตถุใด ๆ อันเร่งให้ผู้ป่วยถึงแก่ความตาย ซึ่งวิธีนี้เป็นที่ถกเถียงอยู่ในปัจจุบันเช่นกัน
"การุณยฆาตเชิงสงบ" (English: Non-aggressive Euthanasia) คือ การุณยฆาตที่กระทำโดยการหยุดให้ปัจจัยดำรงชีวิตแก่ผู้ป่วย ซึ่งวิธีนี้เป็นที่ถกเถียงอยู่ในปัจจุบัน
การจำแนกแบบอื่น ๆ
ในพจนานุกรมกฎหมายของเฮนรี แคมป์แบล แบล็ก (Black's Law Dictionary)... | Yes | tha_Thai | train | en_heres_what_I_found | khalidalt/tydiqa-primary | thai |
I wonder การเก็บพลังงานแบบไฮบริด คืออะไร?.
Help me answer this question with "Yes" or "No" or "None" if none of the first two answers apply.
Here's what I found on the internet:
Topic: การเก็บพลังงาน
Article:
การเก็บพลังงาน (English: Energy storage) สามารถทำได้โดยอุปกรณ์หรือตัวกลางทางกายภาพเพื่อนำมาใช้ในกระบวนการที่เป็นประโยชน์ในภายหลัง, อุปกรณ์เก็บพลังงานบางครั้งเรียกว่าตัวสะสมพลังงาน (English: accumulator).
พลังงานหลายรูปแบบสามารถสร้างงานที่มีประโยชน์, การผลิตความร้อนหรือความเย็นเพื่อตอบสนองความต้องการของสังคม. รูปแบบเหล่านี้รวมถึงพลังงานเคมี, พลังงานแรงโน้มถ่วง, พลังงานไฟฟ้า, ความแตกต่างของอุณหภูมิ, ความร้อนแฝง, และพลังงานจลน์. การเก็บพลังงานเกี่ยวข้องกับการแปลงพลังงานจากรูปแบบที่ยากในการเก็บ (เช่นไฟฟ้า, พลังงานจลน์ ฯลฯ) เพื่อให้อยู่ในรูปแบบที่สามารถจัดเก็บสะดวกกว่าหรือประหยัดกว่า. เทคโนโลยีบางอย่างสามารถเก็บพลังงานได้ระยะสั้น, และบางอย่างก็สามารถเก็บได้ระยะยาวกว่ามากเช่นการแปลงกำลังงานให้เป็นแก๊สโดยการใช้แก๊สไฮโดรเจนหรือแก๊สมีเทน, และการเก็บรักษาความร้อนหรือเย็นระหว่างฤดูกาลที่ตรงข้ามกันในชั้นหินอุ้มน้ำลึกหรือหินแข็งชั้นล่างที่อยู่ใต้ชั้นดินและทราย. นาฬิกาแบบไขลานสามารถเก็บพลังงานศักย์ (ในกรณีนี้ใช้กลไกในความตึงของสปริง), แบตเตอรี่แบบชาร์จประจุใหม่ได้ก็เก็บพลังงานเคมีที่แปลงสภาพแล้วเพื่อใช้งานโทรศัพท์มือถือ, และเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำเก็บพลังงานในอ่างเก็บน้ำเป็นพลังงานศักย์จากแรงโน้มถ่วง. ถังเก็บน้ำแข็งเก็บน้ำแข็ง (พลังงานความเย็นในรูปแบบของความร้อนแฝง) ในเวลากลางคืนเพื่อตอบสนองความต้องการใช้สูงสุดในการทำความเย็น. เชื้อเพลิงฟอสซิลเช่นถ่านหินและน้ำมันเก็บพลังงานโบราณที่ได้มาจากแสงแดดโดยสิ่งมีชีวิตที่เสียชีวิตไปแล้ว, ถูกฝังกลบและเมื่อเวลาผ่านไปได้แปลงไปเป็นเชื้อเพลิงเหล่านี้. แม้แต่อาหาร (ซึ่งถูกทำขึ้นโดยกระบวนการเดียวกันกับเชื้อเพลิงฟอสซิล) เป็นรูปแบบหนึ่งของพลังงานที่เก็บไว้ในรูปแบบของสารเคมี.
ก่อนประวัติศาสตร์
การเก็บพลังงานด้วยกระบวนการทางธรรมชาติเก่าแก่เท่ากับตัวจักรวาลเอง - พลังงานที่ปรากฏขึ้นเมื่อมีการก่อตัวเริ่มแรกของจักรวาลได้รับการจัดเก็บไว้ในดวงดาวเช่นดวงอาทิตย์, และตอนนี้กำลังถูกนำมาใช้โดยมนุษย์โดยตรง (เช่นผ่านความร้อนจากแสงอาทิตย์) หรือโดยอ้อม (เช่นโดยการปลูกพืชหรือการแปลงเป็นไฟฟ้าในเซลล์แสงอาทิตย์).
สำหรับกิจกรรมอย่างหนึ่งที่มุ่งสู่วัตถุประสงค์, การเก็บพลังงานมีมาตั้งแต่ก่อนประวัติศาสตร์, แม้ว่ามันมักจะไม่ได้รับการยอมรับอย่างชัดเจนว่าเป็นเช่นนั้น.... | None | tha_Thai | train | en_heres_what_I_found | khalidalt/tydiqa-primary | thai |
I wonder การเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ภาษาซีพลัสพลัสเริ่มต้นขึ้นเมื่อค.ศ.ใด?.
Help me answer this question with "Yes" or "No" or "None" if none of the first two answers apply.
Here's what I found on the internet:
Topic: ภาษาซี
Article:
ภาษาซี (C) เป็นภาษาโปรแกรมสำหรับวัตถุประสงค์ทั่วไป เริ่มพัฒนาขึ้นระหว่าง พ.ศ. 2512-2516 (ค.ศ. 1969-1973) โดยเดนนิส ริชชี่ (Dennis Retchie) ที่เอทีแอนด์ทีเบลล์แล็บส์ (AT&T Bell Labs) [5][6] ภาษาซีเป็นภาษาที่มีความยืดหยุ่นในการเขียนโปรแกรมและมีเครื่องมืออำนวยความสะดวกสำหรับการเขียนโปรแกรมเชิงโครงสร้างและอนุญาตให้มีขอบข่ายตัวแปร (scope) และการเรียกซ้ำ (recursion) ในขณะที่ระบบชนิดตัวแปรอพลวัตก็ช่วยป้องกันการดำเนินการที่ไม่ตั้งใจหลายอย่าง เหมือนกับภาษาโปรแกรมเชิงคำสั่งส่วนใหญ่ในแบบแผนของภาษาอัลกอล การออกแบบของภาษาซีมีคอนสตรักต์ (construct) ที่โยงกับชุดคำสั่งเครื่องทั่วไปได้อย่างพอเพียง จึงทำให้ยังมีการใช้ในโปรแกรมประยุกต์ซึ่งแต่ก่อนลงรหัสเป็นภาษาแอสเซมบลี คือซอฟต์แวร์ระบบอันโดดเด่นอย่างระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ ยูนิกซ์ [7]
ภาษาซีเป็นภาษาโปรแกรมหนึ่งที่ใช้กันอย่างแพร่หลายมากที่สุดตลอดกาล [8][9] และตัวแปลโปรแกรมของภาษาซีมีให้ใช้งานได้สำหรับสถาปัตยกรรมคอมพิวเตอร์และระบบปฏิบัติการต่าง ๆ เป็นส่วนมาก
ภาษาหลายภาษาในยุคหลังได้หยิบยืมภาษาซีไปใช้ทั้งทางตรงและทางอ้อม ตัวอย่างเช่น ภาษาดี ภาษาโก ภาษารัสต์ ภาษาจาวา จาวาสคริปต์ ภาษาลิมโบ ภาษาแอลพีซี ภาษาซีชาร์ป ภาษาอ็อบเจกทีฟ-ซี ภาษาเพิร์ล ภาษาพีเอชพี ภาษาไพทอน ภาษาเวอริล็อก (ภาษาพรรณนาฮาร์ดแวร์) [4] และซีเชลล์ของยูนิกซ์ ภาษาเหล่านี้ได้ดึงโครงสร้างการควบคุมและคุณลักษณะพื้นฐานอื่น ๆ มาจากภาษาซี ส่วนใหญ่มีวากยสัมพันธ์คล้ายคลึงกับภาษาซีเป็นอย่างมากโดยรวม (ยกเว้นภาษาไพทอนที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง) และตั้งใจที่จะผสานนิพจน์และข้อความสั่งที่จำแนกได้ของวากยสัมพันธ์ของภาษาซี ด้วยระบบชนิดตัวแปร ตัวแบบข้อมูล และอรรถศาสตร์ที่อาจแตกต่างกันโดยมูลฐาน ภาษาซีพลัสพลัสและภาษาอ็อบเจกทีฟ-ซีเดิมเกิดขึ้นในฐานะตัวแปลโปรแกรมที่สร้างรหัสภาษาซี ปัจจุบันภาษาซีพลัสพลัสแทบจะเป็นเซตใหญ่ของภาษาซี [10] ในขณะที่ภาษาอ็อบเจกทีฟ-ซีก็เป็นเซตใหญ่อันเคร่งครัดของภาษาซี [11]
ก่อนที่จะมีมาตรฐานภาษาซีอย่างเป็นทางการ ผู้ใช้และผู้พัฒนาต่างก็เชื่อถือในข้อกำหนดอย่างไม่เป็นทางการในหนังสือที่เขียนโดยเดนนิส ริตชี และไบรอัน เคอร์นิกัน (Brian Kernighan) ภาษาซีรุ่นนั้นจึงเรียกกันโดยทั่วไปว่า ภาษาเคแอนด์อาร์ซี (K&R C) ต่อมา พ.ศ. 2532 สถาบันมาตรฐานแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา (ANSI) ได้ตีพิมพ์มาตรฐานสำหรับภาษาซีขึ้นมา เรียกกันว่า... | None | tha_Thai | train | en_heres_what_I_found | khalidalt/tydiqa-primary | thai |
I wonder การเขียนโปรแกรมต้องใช้ภาษาใดเขียน?.
Help me answer this question with "Yes" or "No" or "None" if none of the first two answers apply.
Here's what I found on the internet:
Topic: ภาษาโปรแกรม
Article: ภาษาโปรแกรม คือภาษาประดิษฐ์ชนิดหนึ่งที่ออกแบบขึ้นมาเพื่อสื่อสารชุดคำสั่งแก่เครื่องจักร โดยเฉพาะอย่างยิ่งคอมพิวเตอร์ ภาษาโปรแกรมสามารถใช้สร้างโปรแกรมที่ควบคุมพฤติกรรมของเครื่องจักร และ/หรือ แสดงออกด้วยขั้นตอนวิธี (algorithm) อย่างตรงไปตรงมา ผู้เขียนโปรแกรมซึ่งหมายถึงผู้ที่ใช้ภาษาโปรแกรมเรียกว่า โปรแกรมเมอร์ (programmer)
ภาษาโปรแกรมในยุคแรกเริ่มนั้นเกิดขึ้นก่อนที่คอมพิวเตอร์จะถูกประดิษฐ์ขึ้น โดยถูกใช้เพื่อควบคุมการทำงานของเครื่องทอผ้าของแจ็กการ์ดและเครื่องเล่นเปียโน ภาษาโปรแกรมต่าง ๆ หลายพันภาษาถูกสร้างขึ้นมา ส่วนมากใช้ในวงการคอมพิวเตอร์ และสำหรับวงการอื่นภาษาโปรแกรมก็เกิดขึ้นใหม่ทุก ๆ ปี ภาษาโปรแกรมส่วนใหญ่อธิบายการคิดคำนวณในรูปแบบเชิงคำสั่ง อาทิลำดับของคำสั่ง ถึงแม้ว่าบางภาษาจะใช้การอธิบายในรูปแบบอื่น ตัวอย่างเช่น ภาษาที่สนับสนุนการเขียนโปรแกรมเชิงฟังก์ชัน หรือการเขียนโปรแกรมเชิงตรรกะ
การพรรณนาถึงภาษาโปรแกรมหนึ่ง ๆ มักจะแบ่งออกเป็นสองส่วนได้แก่ วากยสัมพันธ์ (รูปแบบ) และอรรถศาสตร์ (ความหมาย) บางภาษาถูกนิยามขึ้นด้วยเอกสารข้อกำหนด (ตัวอย่างเช่น ภาษาซีเป็นภาษาหนึ่งที่กำหนดโดยมาตรฐานไอโซ) ในขณะที่ภาษาอื่นอย่างภาษาเพิร์ลรุ่น 5 และก่อนหน้านั้น ใช้การทำให้เกิดผลแบบอ้างอิง (reference implementation) เป็นลักษณะเด่น
คำจำกัดความ
ภาษาโปรแกรมเป็นสัญกรณ์อย่างหนึ่งสำหรับการเขียนโปรแกรม ซึ่งมีข้อกำหนดต่าง ๆ เกี่ยวกับการคิดคำนวณหรือขั้นตอนวิธี [1] ผู้แต่งตำราบางคน (ไม่ใช่ทั้งหมด) ได้ให้คำจำกัดความของ "ภาษาโปรแกรม" อย่างเข้มงวดว่า หมายถึงภาษาที่สามารถแสดงออกด้วยขั้นตอนวิธีที่เป็นไปได้<i data-parsoid='{"dsr":[1677,1688,2,2]}'>ทั้งหมด [1][2] คุณลักษณะมักเป็นปัจจัยพิจารณาที่สำคัญสำหรับคำถามว่า อะไรที่ถือว่าเป็นภาษาโปรแกรม รวมทั้งปัจจัยต่อไปนี้
การทำงานและเป้าหมาย ภาษาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ คือภาษาชนิดหนึ่ง [3] ที่ใช้สำหรับเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ที่กระทำการคิดคำนวณหรือขั้นตอนวิธีบางอย่าง [4] และควบคุมอุปกรณ์ภายนอกที่เป็นไปได้อาทิ เครื่องพิมพ์ เครื่องขับจานบันทึก หุ่นยนต์ [5] และอื่น ๆ ตัวอย่างเช่น โปรแกรมโพสต์สคริปต์ มักถูกสร้างโดยโปรแกรมอื่นเพื่อควบคุมเครื่องพิมพ์หรือจอภาพ ภาษาโปรแกรมโดยนัยทั่วไปมากขึ้น อาจใช้พรรณนาการคิดคำนวณบนเครื่องจักรบางชนิด ซึ่งอาจเป็นเครื่องจักรนามธรรมก็ได้... | None | tha_Thai | train | en_heres_what_I_found | khalidalt/tydiqa-primary | thai |
I wonder การเคบื่อนไหวของมนุษย์เกิดจากการสั่งการของสมองใช่หรือไม่?.
Help me answer this question with "Yes" or "No" or "None" if none of the first two answers apply.
Here's what I found on the internet:
Topic: สมอง
Article:
สมอง คืออวัยวะสำคัญในสัตว์หลายชนิดตามลักษณะทางกายวิภาค หรือที่เรียกว่า encephalon จัดว่าเป็นส่วนกลางของระบบประสาท คำว่า สมอง นั้นส่วนใหญ่จะเรียกระบบประสาทบริเวณหัวของสัตว์มีกระดูกสันหลัง คำนี้บางทีก็ใช้เรียกอวัยวะในระบบประสาทบริเวณหัวของสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังอีกด้วย
สมองมีหน้าที่ควบคุมและสั่งการการเคลื่อนไหว, พฤติกรรม และภาวะธำรงดุล (homeostasis) เช่น การเต้นของหัวใจ, ความดันโลหิต, สมดุลของเหลวในร่างกาย และอุณหภูมิ เป็นต้น หน้าที่ของสมองยังมีเกี่ยวข้องกับการรู้ (cognition) อารมณ์ ความจำ การเรียนรู้การเคลื่อนไหว (motor learning) และความสามารถอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับการเรียนรู้
สมองประกอบด้วยเซลล์สองชนิด คือ เซลล์ประสาท และเซลล์เกลีย เกลียมีหน้าที่ในการดูแลและปกป้องนิวรอน นิวรอนหรือเซลล์ประสาทเป็นเซลล์หลักที่ทำหน้าที่ส่งข้อมูลในรูปแบบของสัญญาณไฟฟ้าที่เรียกว่า ศักยะงาน (action potential) การติดต่อระหว่างนิวรอนนั้นเกิดขึ้นได้โดยการหลั่งของสารเคมีชนิดต่าง ๆ ที่รวมเรียกว่า สารสื่อประสาท (neurotransmitter) ข้ามบริเวณระหว่างนิวรอนสองตัวที่เรียกว่า ไซแนปส์ สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง เช่น แมลงต่าง ๆ ก็มีนิวรอนอยู่นับล้านในสมอง สัตว์มีกระดูกสันหลังขนาดใหญ่มักจะมีนิวรอนมากกว่าหนึ่งร้อยล้านตัวในสมอง สมองของมนุษย์นั้นมีความพิเศษกว่าสัตว์ตรงที่ว่ามีความซับซ้อนและใหญ่กว่าเมื่อเทียบกับขนาดตัวของมนุษย์
ส่วนประกอบ
ระบบประสาทแบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือ
1.ระบบประสาทส่วนกลาง
1.1.สมอง (Brain)บรรจุอยู่ภายในกะโหลกศีรษะ สมองแบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือ
สมองส่วนหน้า(Forebrain)
มีขนาดใหญ่ที่สุด มีรอยหยักเป็นจำนวนมาก สามารถแบ่งออกได้อีก ดังนี้
ออลเฟกทอรีบัลบ์ (olfactory bulb) - อยู่ด้านหน้าสุด ทำหน้าที่ - ดมกลิ่น (ปลา,กบ และสัตว์เลื้อยคลานสมองส่วนนี้จะมีขนาดใหญ่) ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมออลแฟกทอรีบัลบ์จะไม่เจริญ แต่จะดมกลิ่นได้ดีโดยอาศัยเยื่อบุในโพรงจมูก
ซีรีบรัม (Cerebrum) - มีขนาดใหญ่สุด มีรอยหยักเป็นจำนวนมาก ทำหน้าที่เกี่ยวกับการเรียนรู้ ความสามารถต่างๆ เป็นศูนย์การทำงานของกล้ามเนื้อ การพูด การมองเห็น การดมกลิ่น การชิมรส แบ่งเป็นสองซีก แต่ละซีกเรียกว่า Cerebral hemisphere และแต่ละซีกจะแบ่งได้เป็น 4 พูดังนี้
Frontal lobe ทำหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนไหว การออกเสียง ความคิด ความจำ สติปัญญา บุคลิก ความรู้สึก พื้นอารมณ์
Temporal lobe ทำหน้าที่ควบคุมการได้ยิน... | None | tha_Thai | train | en_heres_what_I_found | khalidalt/tydiqa-primary | thai |
I wonder การเคลื่อนที่ในฟิสิกส์ มีหน่วยเป็นอะไร?.
Help me answer this question with "Yes" or "No" or "None" if none of the first two answers apply.
Here's what I found on the internet:
Topic: การเคลื่อนที่ (ฟิสิกส์)
Article:
การเคลื่อนที่</b>ในฟิสิกส์ หมายถึง การเปลี่ยนตำแหน่งของวัตถุในช่วงเวลาหนึ่ง ถูกอธิบายด้วย การกระจัด ระยะทาง ความเร็ว ความเร่ง เวลา และอัตราเร็ว การเคลื่อนที่ของวัตถุจะถูกสังเกตได้โดยผู้สังเกตที่เป็นส่วนหนึ่งของกรอบอ้างอิง ทำการวัดการเปลี่ยนตำแหน่งของวัตถุเทียบกับกรอบอ้างอิงนั้น
ถ้าตำแหน่งของวัตถุไม่เปลี่ยนแปลงเมื่อเทียบกับกรอบอ้างอิง อาจกล่าวได้ว่าวัตถุนั้นอยู่นิ่งหรือตำแหน่งคงที่ (ระบบมีพลวัตแบบเวลายง) การเคลื่อนที่ของวัตถุจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ เว้นเสียแต่มีแรงมากระทำ
โมเมนตัมคือปริมาณที่ใช้ในการวัดการเคลื่อนที่ของวัตถุ โมเมนตัมของวัตถุเกี่ยวข้องกับมวลและความเร็วของวัตถุ และโมเมนตัมทั้งหมดของวัตถุทั้งหมดในระบบโดดเดี่ยว (อย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอก) ไม่เปลี่ยนแปลงตามเวลาตามที่อธิบายไว้ในกฎการอนุรักษ์โมเมนตัม
เนื่องจากไม่มีกรอบอ้างอิงที่แน่นอนดังนั้นจึงไม่สามารถระบุการเคลื่อนที่แบบสัมบูรณ์ได้[1] ดังนั้นทุกสิ่งทุกอย่างในจักรวาลจึงสามารถเคลื่อนที่ได้[2]:20–21
การเคลื่อนที่ใช้ได้กับวัตถุ อนุภาค การแผ่รังสี อนุภาคของรังสี อวกาศ ความโค้ง และปริภูมิ-เวลาได้ อนึ่งยังสามารถพูดถึงการเคลื่อนที่ของรูปร่างและขอบเขต ดังนั้นการเคลื่อนที่หมายถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องในการกำหนดค่าของระบบทางกายภาพ ตัวอย่างเช่นเราสามารถพูดถึงการเคลื่อนที่ของคลื่นหรือการเคลื่อนที่ของอนุภาคควอนตัมซึ่งการกำหนดค่านี้ประกอบด้วยความน่าจะเป็นในการครอบครองตำแหน่งที่เฉพาะเจาะจง
กฎการเคลื่อนที่
ในวิชาฟิสิกส์อธิบายการเคลื่อนที่ผ่านกฎของกลศาสตร์สองชุดที่ดูขัดแย้งกัน การเคลื่อนที่ของวัตถุใหญ่และวัตถุที่คล้ายกันในเอกภพ (เช่น ขีปนาวุธ ดาวเคราะห์ เซลล์และมนุษย์) อธิบายด้วยกลศาสตร์ดั้งเดิม ขณะที่การเคลื่อนที่ของวัตถุระดับอะตอมและอนุภาคย่อยของอะตอมถูกอธิบายด้วยกลศาสตร์ควอนตัม
กลศาสตร์ดั่งเดิม
กลศาสตร์ดั่งเดิมถูกใช้อธิบายการเคลื่อนที่วัตถุมหภาค ตั้งแต่ขีปนาวุธไปจนถึงชิ้นส่วนของเครื่องจักร เช่นเดียวกับวัตถุทางดาราศาสตร์ เช่น ยานอวกาศ ดาวเคราะห์และกาแลคซี ซึ่งให้ผลลัพธ์ที่แม่นยำมากในการอธิบายการเคลื่อนที่ของวัตถุเหล่านี้ และเป็นหนึ่งในวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมและเทคโนโลยีที่เก่าแก่และใหญ่ที่สุด
กลศาสตร์ดั่งเดิมมีรากฐานมาจากกฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน กฎเหล้าอธิบายถึงความสัมพันธ์ระหว่างแรงที่มากระทำต่อวัตถุกับการเคลื่อนที่ของวัตถุนั้น... | None | tha_Thai | train | en_heres_what_I_found | khalidalt/tydiqa-primary | thai |
I wonder การเจริญกรรมฐาน คนทั่วไปสามารถทำได้หรือไม่ ?.
Help me answer this question with "Yes" or "No" or "None" if none of the first two answers apply.
Here's what I found on the internet:
Topic: มหาสติปัฏฐานสูตร
Article:
มหาสติปัฏฐานสูตร หรือ สติปัฏฐานสูตร</b>เป็นพระสูตรที่รวมวิธีการปฏิบัติวิปัสสนาด้วยการเจริญสติ ที่เรียกว่า สติปัฏฐานสี่ คือ การมีสติอันเป็นไปใน กาย, เวทนา, จิต, และ ธรรม จนเห็นรูปนามตามความเป็นจริงว่าเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อันเป็นทางสายเอกในอันที่จะนำพาผู้ปฏิบัติไปสู่การบรรลุมรรคผลนิพพานได้
มหาสติปัฏฐานสูตร เป็นพระสูตรสำคัญในพระพุทธศาสนาที่พระพุทธเจ้าตรัสแก่ชาวกุรุชนบท ชื่อว่ากัมมาสทัมมะ
[1][2][3] โดยปัจจุบันเมืองกัมมาสทัมมะอยู่ในกรุงนิวเดลี เมืองหลวงของประเทศอินเดีย. สติปัฏฐานสูตรหรือมหาสติปัฏฐานสูตร เป็นพระสูตรที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นแนวทางปฏิบัตินี้มีเป้าหมายเดียว คือ การบรรลุนิพพาน.
มหาสติปัฏฐานสูตร เมื่อพิจารณาจากพระพุทธพจน์ตอนเริ่มพระสูตร อาจกล่าวได้ว่าพระสูตรนี้แสดงหลักการพัฒนาตนเพื่อเป้าหมายคือการบรรลุนิพพานสำหรับบุคคลหลายจริต หลายระดับ[4] คือให้มีสติสัมปชัญญะตามดูอารมณ์กรรมฐานไม่ขาดตอนให้รู้เห็นเท่าทันตามความเป็นจริง[5] เพื่อไม่ถูกครอบงำด้วยอำนาจกิเลสต่าง ๆ โดยมีแนวปฏิบัติ 4 ขั้นตอนไล่จากการตามพิจารณาอารมณ์กรรมฐานที่หยาบไปจนละเอียด คือ กาย เวทนา จิต และ ธรรม(เหตุเกิดเหตุดับ).
บทวิเคราะห์ศัพท์
มหา เป็น คุณศัพท์ แปลว่า ใหญ่
สูตร เป็น นามกิตก์ แปลว่า การฟัง หรืออาจแปลได้อีกหลายความหมาย แต่ในที่นี้หมายถึงพระสูตรในพระไตรปิฎกหมวดสุตตันตปิฎก ซึ่งหมายถึง สิ่งที่ได้ฟังแล้วจำมาได้.
สติปัฏฐาน ดูที่ สติปัฏฐาน 4
มหาสติปัฏฐานสูตร หมายถึง พระสูตรที่กล่าวถึงวิธีเจริญสติปัฏฐาน 21 บรรพะ อยู่ในพระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เป็นสูตรที่ 9 รองสุดท้ายของวรรคนี้
สติปัฏฐานสูตร คือ พระสูตรที่กล่าวถึงวิธีเจริญสติปัฏฐาน สติปัฏฐานสูตรนี้อาจมีอยู่ในพระไตรปิฎกหลายที่แล้วแต่ท่านจะตั้งชื่อ แต่ที่นิยมเอามาพูดถึง จะอยู่ในพระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ กล่าวถึงวิธีเจริญสติปัฏฐาน 21 บรรพะเหมือนในทีฆนิกายนั่นเอง.
โครงสร้างสูตร
ในมหาสติปัฏฐานสูตรท่านได้แสดงเรื่องเกี่ยวกับสติปัฏฐานไว้อย่างละเอียด โดยแบ่งแสดงออกเป็นข้อ ๆ เรียกว่า ปพฺพ(ปัพพะ,บรรพะ, ข้อ, แบบ) โดยในพระบาลีใช้คำว่า อปิจ(อะปิจะ - อีกอย่างหนึ่ง) เป็นเครื่องหมายในการแบ่งสติปัฏฐาน 4 อย่างลงไปอีก รวมทั้งสิ้น 21 บรรพะ... | None | tha_Thai | train | en_heres_what_I_found | khalidalt/tydiqa-primary | thai |
I wonder การเชื่อมอาร์ก้อนต้องใช้ลวดเชื่อมชนิดใด ?.
Help me answer this question with "Yes" or "No" or "None" if none of the first two answers apply.
Here's what I found on the internet:
Topic: การเชื่อม
Article:
การเชื่อม (English: Welding) เป็นกระบวนการที่ใช้สำหรับต่อวัสดุ ส่วนใหญ่เป็นโลหะและเทอร์โมพลาสติก โดยให้รวมตัวเข้าด้วยกัน ปกติใช้วิธีทำให้ชิ้นงานหลอมละลาย และการเพิ่มเนื้อโลหะเติมลงในบ่อหลอมละลายของวัสดุที่หลอมเหลว เมื่อเย็นตัวรอยต่อจะมีความแข็งแรง บางครั้งใช้แรงดันร่วมกับความร้อน หรืออย่างเดียว เพื่อให้เกิดรอยเชื่อม ซึ่งแตกต่างกับการบัดกรีอ่อน และการบัดกรีแข็ง ซึ่งไม่มีการหลอมละลายของชิ้นงาน มีแหล่งพลังงานหลายอย่างสำหรับนำมาใช้ในการเชื่อม เช่น การใช้เปลวไฟแก๊สอ็อกซิเจน, การอาร์กโดยใช้กระแสไฟฟ้า, ลำแสงเลเซอร์, การใช้อิเล็คตรอนบีม, การเสียดสี, การใช้คลื่นเสียง เป็นต้น ในอุตสาหกรรมมีการเชื่อมในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน เช่นการเชื่อมในพื้นที่โล่ง, พื้นที่อับอากาศ, การเชื่อมใต้น้ำ, การเชื่อมในพื้นที่อันตราย เช่น ถังเก็บน้ำมันขนาดใหญ่, ภายในโรงงานผลิตสารเคมี และวัตถุไวไฟ การเชื่อมมีอันตรายเกิดขึ้นได้ง่าย จึงควรมีความระมัดระวังเพื่อป้องกันอันตราย เช่น เกิดจากกระแสไฟฟ้า, ความร้อน, สะเก็ดไฟ, ควันเชื่อม, แก๊สพิษ, รังสีอาร์ค, ชิ้นงานร้อน, ฝุ่นละออง
ในยุคเริ่มแรกจนถึงศตวรรษที่ 19 มีการใช้งานเฉพาะการเชื่อมทุบ (Forge welding) เพื่อใช้ในการเชื่อมต่อโลหะ เช่นการทำดาบในสมัยโบราณ วิธีนี้การเชื่อมที่ได้มีความแข็งแรงสูง และโครงสร้างของเหล็กมีคุณภาพอยู่ในระดับสูง แต่มีความล่าช้าในการนำมาใช้งานในเชิงอุตสาหกรรม หลังจากนั้นได้มีการพัฒนามาสู่การเชื่อมอาร์ค และการเชื่อมโดยใช้เปลวไฟแก๊สอ็อกซิเจน และหลังจากนั้นมีการ
เชื่อมแบบความต้านทานตามมา
เทคโนโลยีการเชื่อมได้มีการพัฒนาอย่างรวดเร็วในศตวรรษที่ 20 ซึ่งอยู่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 และสงครามโลกครั้งที่ 2 เทคโนโลยีการเชื่อมแบบใหม่ ได้มีการเร่งพัฒนาเพื่อรองรับต่อการสู้รบในช่วงเวลานั้น เพื่อทดแทนการต่อโลหะแบบเดิม เช่นการใช้หมุดย้ำซึ่งมีความล่าช้าอย่างมาก กระบวนการเชื่อมด้วยลวดเชื่อมหุ้มฟลั๊กซ์ (SMAW) เป็นกระบวนการหนึ่งที่พัฒนาขึ้นมาในช่วงนั้นและกระทั่งปัจจุบัน ยังคงเป็นกรรมวิธีที่ใช้งานกันมากที่สุดในประเทศไทย และประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลาย
นอกจากโลหะแล้ว ยังมีการเชื่อมวัสดุประเภทอื่นอีก เช่น การเชื่อมพลาสติก การเชื่อมกระจกหรือแก้ว เป็นต้น
กระบวนการการเชื่อม
การเชื่อมอาร์ค
การเชื่อมอาร์คเป็นกระบวนการเชื่อมที่ใช้แหล่งจ่ายกระแสไฟฟ้าในการสร้างอาร์คระหว่างอิเล็กโทรดกับชิ้นงานโลหะที่จะเชื่อม ... | None | tha_Thai | train | en_heres_what_I_found | khalidalt/tydiqa-primary | thai |
I wonder การเชื่อมอาร์คใช้ในการเชื่อมเหล็กได้หรือไม่ ?.
Help me answer this question with "Yes" or "No" or "None" if none of the first two answers apply.
Here's what I found on the internet:
Topic: การเชื่อม
Article:
การเชื่อม (English: Welding) เป็นกระบวนการที่ใช้สำหรับต่อวัสดุ ส่วนใหญ่เป็นโลหะและเทอร์โมพลาสติก โดยให้รวมตัวเข้าด้วยกัน ปกติใช้วิธีทำให้ชิ้นงานหลอมละลาย และการเพิ่มเนื้อโลหะเติมลงในบ่อหลอมละลายของวัสดุที่หลอมเหลว เมื่อเย็นตัวรอยต่อจะมีความแข็งแรง บางครั้งใช้แรงดันร่วมกับความร้อน หรืออย่างเดียว เพื่อให้เกิดรอยเชื่อม ซึ่งแตกต่างกับการบัดกรีอ่อน และการบัดกรีแข็ง ซึ่งไม่มีการหลอมละลายของชิ้นงาน มีแหล่งพลังงานหลายอย่างสำหรับนำมาใช้ในการเชื่อม เช่น การใช้เปลวไฟแก๊สอ็อกซิเจน, การอาร์กโดยใช้กระแสไฟฟ้า, ลำแสงเลเซอร์, การใช้อิเล็คตรอนบีม, การเสียดสี, การใช้คลื่นเสียง เป็นต้น ในอุตสาหกรรมมีการเชื่อมในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน เช่นการเชื่อมในพื้นที่โล่ง, พื้นที่อับอากาศ, การเชื่อมใต้น้ำ, การเชื่อมในพื้นที่อันตราย เช่น ถังเก็บน้ำมันขนาดใหญ่, ภายในโรงงานผลิตสารเคมี และวัตถุไวไฟ การเชื่อมมีอันตรายเกิดขึ้นได้ง่าย จึงควรมีความระมัดระวังเพื่อป้องกันอันตราย เช่น เกิดจากกระแสไฟฟ้า, ความร้อน, สะเก็ดไฟ, ควันเชื่อม, แก๊สพิษ, รังสีอาร์ค, ชิ้นงานร้อน, ฝุ่นละออง
ในยุคเริ่มแรกจนถึงศตวรรษที่ 19 มีการใช้งานเฉพาะการเชื่อมทุบ (Forge welding) เพื่อใช้ในการเชื่อมต่อโลหะ เช่นการทำดาบในสมัยโบราณ วิธีนี้การเชื่อมที่ได้มีความแข็งแรงสูง และโครงสร้างของเหล็กมีคุณภาพอยู่ในระดับสูง แต่มีความล่าช้าในการนำมาใช้งานในเชิงอุตสาหกรรม หลังจากนั้นได้มีการพัฒนามาสู่การเชื่อมอาร์ค และการเชื่อมโดยใช้เปลวไฟแก๊สอ็อกซิเจน และหลังจากนั้นมีการ
เชื่อมแบบความต้านทานตามมา
เทคโนโลยีการเชื่อมได้มีการพัฒนาอย่างรวดเร็วในศตวรรษที่ 20 ซึ่งอยู่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 และสงครามโลกครั้งที่ 2 เทคโนโลยีการเชื่อมแบบใหม่ ได้มีการเร่งพัฒนาเพื่อรองรับต่อการสู้รบในช่วงเวลานั้น เพื่อทดแทนการต่อโลหะแบบเดิม เช่นการใช้หมุดย้ำซึ่งมีความล่าช้าอย่างมาก กระบวนการเชื่อมด้วยลวดเชื่อมหุ้มฟลั๊กซ์ (SMAW) เป็นกระบวนการหนึ่งที่พัฒนาขึ้นมาในช่วงนั้นและกระทั่งปัจจุบัน ยังคงเป็นกรรมวิธีที่ใช้งานกันมากที่สุดในประเทศไทย และประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลาย
นอกจากโลหะแล้ว ยังมีการเชื่อมวัสดุประเภทอื่นอีก เช่น การเชื่อมพลาสติก การเชื่อมกระจกหรือแก้ว เป็นต้น
กระบวนการการเชื่อม
การเชื่อมอาร์ค
การเชื่อมอาร์คเป็นกระบวนการเชื่อมที่ใช้แหล่งจ่ายกระแสไฟฟ้าในการสร้างอาร์คระหว่างอิเล็กโทรดกับชิ้นงานโลหะที่จะเชื่อม ... | None | tha_Thai | train | en_heres_what_I_found | khalidalt/tydiqa-primary | thai |
I wonder การเชื่อมเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยใด?.
Help me answer this question with "Yes" or "No" or "None" if none of the first two answers apply.
Here's what I found on the internet:
Topic: การเชื่อม
Article:
การเชื่อม (English: Welding) เป็นกระบวนการที่ใช้สำหรับต่อวัสดุ ส่วนใหญ่เป็นโลหะและเทอร์โมพลาสติก โดยให้รวมตัวเข้าด้วยกัน ปกติใช้วิธีทำให้ชิ้นงานหลอมละลาย และการเพิ่มเนื้อโลหะเติมลงในบ่อหลอมละลายของวัสดุที่หลอมเหลว เมื่อเย็นตัวรอยต่อจะมีความแข็งแรง บางครั้งใช้แรงดันร่วมกับความร้อน หรืออย่างเดียว เพื่อให้เกิดรอยเชื่อม ซึ่งแตกต่างกับการบัดกรีอ่อน และการบัดกรีแข็ง ซึ่งไม่มีการหลอมละลายของชิ้นงาน มีแหล่งพลังงานหลายอย่างสำหรับนำมาใช้ในการเชื่อม เช่น การใช้เปลวไฟแก๊สอ็อกซิเจน, การอาร์กโดยใช้กระแสไฟฟ้า, ลำแสงเลเซอร์, การใช้อิเล็คตรอนบีม, การเสียดสี, การใช้คลื่นเสียง เป็นต้น ในอุตสาหกรรมมีการเชื่อมในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน เช่นการเชื่อมในพื้นที่โล่ง, พื้นที่อับอากาศ, การเชื่อมใต้น้ำ, การเชื่อมในพื้นที่อันตราย เช่น ถังเก็บน้ำมันขนาดใหญ่, ภายในโรงงานผลิตสารเคมี และวัตถุไวไฟ การเชื่อมมีอันตรายเกิดขึ้นได้ง่าย จึงควรมีความระมัดระวังเพื่อป้องกันอันตราย เช่น เกิดจากกระแสไฟฟ้า, ความร้อน, สะเก็ดไฟ, ควันเชื่อม, แก๊สพิษ, รังสีอาร์ค, ชิ้นงานร้อน, ฝุ่นละออง
ในยุคเริ่มแรกจนถึงศตวรรษที่ 19 มีการใช้งานเฉพาะการเชื่อมทุบ (Forge welding) เพื่อใช้ในการเชื่อมต่อโลหะ เช่นการทำดาบในสมัยโบราณ วิธีนี้การเชื่อมที่ได้มีความแข็งแรงสูง และโครงสร้างของเหล็กมีคุณภาพอยู่ในระดับสูง แต่มีความล่าช้าในการนำมาใช้งานในเชิงอุตสาหกรรม หลังจากนั้นได้มีการพัฒนามาสู่การเชื่อมอาร์ค และการเชื่อมโดยใช้เปลวไฟแก๊สอ็อกซิเจน และหลังจากนั้นมีการ
เชื่อมแบบความต้านทานตามมา
เทคโนโลยีการเชื่อมได้มีการพัฒนาอย่างรวดเร็วในศตวรรษที่ 20 ซึ่งอยู่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 และสงครามโลกครั้งที่ 2 เทคโนโลยีการเชื่อมแบบใหม่ ได้มีการเร่งพัฒนาเพื่อรองรับต่อการสู้รบในช่วงเวลานั้น เพื่อทดแทนการต่อโลหะแบบเดิม เช่นการใช้หมุดย้ำซึ่งมีความล่าช้าอย่างมาก กระบวนการเชื่อมด้วยลวดเชื่อมหุ้มฟลั๊กซ์ (SMAW) เป็นกระบวนการหนึ่งที่พัฒนาขึ้นมาในช่วงนั้นและกระทั่งปัจจุบัน ยังคงเป็นกรรมวิธีที่ใช้งานกันมากที่สุดในประเทศไทย และประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลาย
นอกจากโลหะแล้ว ยังมีการเชื่อมวัสดุประเภทอื่นอีก เช่น การเชื่อมพลาสติก การเชื่อมกระจกหรือแก้ว เป็นต้น
กระบวนการการเชื่อม
การเชื่อมอาร์ค
การเชื่อมอาร์คเป็นกระบวนการเชื่อมที่ใช้แหล่งจ่ายกระแสไฟฟ้าในการสร้างอาร์คระหว่างอิเล็กโทรดกับชิ้นงานโลหะที่จะเชื่อม ... | None | tha_Thai | train | en_heres_what_I_found | khalidalt/tydiqa-primary | thai |
I wonder การเชื่อมเหล็กต้องใช้ตู้เชื่อมแบบใด ?.
Help me answer this question with "Yes" or "No" or "None" if none of the first two answers apply.
Here's what I found on the internet:
Topic: การเชื่อมไฟฟ้า
Article:
การเชื่อมไฟฟ้า คือการเชื่อมอาร์คประเภทหนึ่ง ใช้อิเล็กโทรดหรือก้านธูปที่หุ้มด้วยฟลักซ์ ในการเชื่อมโลหะ
กระแสไฟฟ้าที่ใช้ในการเชื่อมมีทั้งไฟฟ้ากระแสตรง และไฟฟ้ากระแสสลับ สร้างอาร์คขึ้นระหว่างปลายอิเล็กโทรดกับผิวชิ้นงานที่เชื่อม เปลวอาร์คทำให้ผิวชิ้นงาน และอิเล็กโทรดหลอมเหลว ที่ผิวชิ้นงานเกิดเป็นบ่อหลอมและเนื้อวัสดุจากอิเล็กโทรดหลอมลงไปในบ่อหลอม รวมกันเกิดเป็นเนื้อเชื่อม และแนวเชื่อม ฟลักซ์ที่หุ้มอิเล็กโทรดอยู่หลอมเหลวและเปลี่ยนสภาพกลายเป็นแก๊สปกคลุม และบางส่วนเกิดเป็่นสแลกปกคลุมแนวเชื่อม ซึ่งแก๊สปกคลุม และสแลกนี้ทำหน้าที่ป้องกันบรรยากาศรายรอบไม่ให้เข้าไปปนเปื้อนในเนื้อเชื่อม
เนื่องจากกระบวนการเชื่อมนี้มีความยืดหยุ่น อาศัยอุปกรณ์และการปฏิบัติงานที่ไม่ซับซ้อน ทำให้กระบวนการนี้ใช้อย่างแพร่หลายที่สุด เมื่อเทียบกับกระบวนการเชื่อมอื่นๆ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมการซ่อมบำรุง และในการก่อสร้างโครงสร้างเหล็กขนาดใหญ่ โหละที่เชื่อมด้วยกระบวนการนี้โดยมากคือกลุ่มเหล็ก ซึ่งรวมถึงสเตเลสด้วย นอกจากนี้ โลหะผสม กลุ่ม อะลูมิเนียม นิกเกิล และทองแดง ก็ใช้กระบวนการเชื่อมนี้ด้วยเช่นกัน[1]
การเชื่อมโลหะ ( welding ) หมายถึงการต่อโลหะ 2 ชิ้นให้ติดกันโดยการให้ความร้อนแก่โลหะจนหลอมละลายติดเป็นเนื้อเดียวหันหรือโดยการเติมลวดเชื่อมเป็นตัวให้ประสานกันก็ได้กรรมวิธีในการเชื่อมโลหะที่เป็นที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายมีดังต่อไปนี้คือ
1. การเชื่อมแก๊ส ( Gas Welding )
เป็นการเชื่อมซึ่งจัดอยู่ในประเภทการเชื่อมหลอมเหลววิธีหนึ่งแหล่งความร้อนที่ใช้เกิดมาจากการเผาไหม้ระหว่างแก๊สอะเซทีลีนซึ่งเป็นแก๊สเชื้อเพลิงและแก๊สออกซิเจนอุณหภูมิของการเผาไหม้ที่สมบูรณ์ให้ความร้อนสูง 3200 องศาเซลเซียสและจะไม่มีเขม่าหรือควัน
2. การเชื่อมไฟฟ้า ( Arc Welding )
การเชื่อมไฟฟ้าหรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าการเชื่อมโลหะโดยวิธีการเชื่อม "อาร์ค" ความร้อนที่ใช้ในการเชื่อมเกิดจากประกายอาร์คระหว่างชิ้นงานและลวดเชื่อมซึ่งหลอมละลายลวดเชื่อมจะทำหน้าที่ป้อนเนื้อโลหะให้แก่แนวเชื่อม
3. การเชื่อมอัด ( Press Welding )
การเชื่อมอัดหมายถึงการประสานโลหะ 2 ชิ้นให้ติดกันโดยใช้ความร้อนกับชิ้นงานในบริเวณที่จะทำการเชื่อมจากนั้นใช้แรงอัดส่วนที่หลอมละลายจนกระทั่งชิ้นงานติดกันเป็นจุดหรือเกิดแนวความร้อนที่ใช้ได้จากความต้านทานไฟฟ้าเช่นการเชื่อมจุด ( Spot Welding )
4. การเชื่อม TIG ( Tungsten Inert Gas Welding... | None | tha_Thai | train | en_heres_what_I_found | khalidalt/tydiqa-primary | thai |
I wonder การเดินป่าในเพชรพระอุมา เดินป่าที่จังหวัดอะไร?.
Help me answer this question with "Yes" or "No" or "None" if none of the first two answers apply.
Here's what I found on the internet:
Topic: การเดินป่าในเพชรพระอุมา
Article: การเดินป่าในเพชรพระอุมา พนมเทียนได้สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถ ทักษะและความรู้ในการเดินป่าของพรานป่าและพรานพื้นเมืองในเพชรพระอุมา ซึ่งเป็นพื้นฐานที่สำคัญในการดำรงชีพภายในป่าของผู้ที่ประกอบอาชีพเป็นพรานนำทางหรือพรานล่าสัตว์ รวมทั้งนักเดินป่าหรือนักท่องเที่ยวที่นิยมการเดินป่าและผจญภัยในปัจจุบัน การเดินทางเข้าป่าในแต่ละครั้งใช้ระยะเวลายาวนาน มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเรียนรู้ถึงทักษะในการล่าสัตว์ เพื่อใช้เป็นอาหารสำหรับการดำรงชีพในป่า การสังเกตสิ่งต่าง ๆ รอบตัวรวมถึงทิศทางในการกำหนดจุดพักแรม
ในเพชรพระอุมา พนมเทียนกำหนดให้รพินทร์ ไพรวัลย์ แงซาย พรานบุญคำ พรานจัน พรานเกิดและพรานเส่ย มีทักษะและประสบการณ์ในการเป็นพรานนำทางและพรานล่าสัตว์ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงลักษณะของความสำคัญในการดำรงชีพในป่า ได้แก่
การดำรงชีพในป่า
การหาอาหารสำหรับการดำรงชีพในป่าตลอดระยะเวลาในการเดินทาง เป็นสิ่งสำคัญในการอยู่รอดของพรานนำทาง พรานป่าและนักเดินป่าที่นิยมท่องเที่ยวสัมผัสกับธรรมชาติในป่า พนมเทียนได้นำเอาส่วนสำคัญที่สุดในการเดินป่าของพรานล่าสัตว์ คือการเสาะแสวงหาอาหาร สอดแทรกผ่านทางตัวละครในเพชรพระอุมาอย่างละเอียดและมีความชัดเจน เช่นการหาเสาะแสวงหาแหล่งน้ำตามธรรมชาติสำหรับดื่มกินและชำระร่างกาย การเสาะแสวงหาพืชผักและผลไม้ที่มีอยู่ตามธรรมชาติ ตลอดจนการล่าสัตว์ ดังนี้
น้ำ
น้ำเป็นสิ่งสำคัญและมีความจำเป็นต่อร่างกาย สำหรับการเดินทางรอนแรมภายในป่าน้ำถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ขาดไม่ได้ ซึ่งพนมเทียนได้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของน้ำ และทักษะความรู้ความสามารถเกี่ยวกับการค้นหาแหล่งน้ำผ่านทางเพชรพระอุมาผ่านทางรพินทร์ ไพรวัลย์ ที่มีทักษะและความรู้เกี่ยวกับน้ำ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่พรานนำทางจะต้องเรียนรู้และจดจำ สำหรับแหล่งน้ำที่ปรากฏในเพชรพระอุมานั้น ส่วนใหญ่เป็นแหล่งน้ำที่มีตามธรรมชาติ เช่นน้ำพุ โดยที่พนมเทียนกำหนดให้รพินทร์แสดงความรู้ถึงแหล่งน้ำตามธรรมชาติ ที่สามารถนำมาใช้ดื่มกินได้แก่หม่อมราชวงศ์ดาริน วราฤทธิ์[1] และน้ำซึม ซึ่งมีเองตามธรรมชาติโดยไหลซึมออกจากซอกหิน หรือแหล่งน้ำตามธรรมชาติขนาดใหญ่เช่นน้ำตกที่สามารถใช้ดื่มกินและชำระร่างกายได้[2]
ผัก ผลไม้
พนมเทียนได้นำเอาทักษะและการเรียนรู้เกี่ยวกับการแสวงหาพืชผักผลไม้สอดแทรกไว้ในเพชรพระอุมา ที่ถือเป็นสิ่งสำคัญในการเดินป่าเช่นเดียวกับแหล่งน้ำตามธรรมชาติ... | None | tha_Thai | train | en_heres_what_I_found | khalidalt/tydiqa-primary | thai |
I wonder การเปิดให้บริการโทรคมนาคมอย่างเสรีกับภาคประชาชน โดยหน่วยงานของรัฐในช่วงปี พ.ศ.ใด?.
Help me answer this question with "Yes" or "No" or "None" if none of the first two answers apply.
Here's what I found on the internet:
Topic: โทรคมนาคมในประเทศไทย
Article: การสื่อสารโทรคมานาคมในประเทศไทยเริ่มขึ้นครั้งแรกด้วยการให้บริการโทรเลขเมื่อปี พ.ศ. 2418 ในอดีตการพัฒนาเครือข่ายโทรศัพท์ในประเทศไทยอยู่ในการให้บริการโดยหน่วยงานของภาครัฐเท่านั้น จัดตั้งขึ้นเพื่อให้บริการโทรเลข, โทรศัพท์, วิทยุ, และโทรทัศน์ โดยเฉพาะหน่วยงานด้านการทหารที่ยังคงควบคุมคลื่นความถี่วิทยุและโทรทัศน์จำนวนมาก
ผู้ประกอบการโทรคมนาคมเริ่มได้รับสัมปทานกับหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ สำหรับให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ซึ่งรัฐบาลได้แก้ไขให้ยกเลิกระบบสัมปทานคลื่นความถี่ด้านโทรคมนาคมและสิ้นสุดเมื่อปี พ.ศ. 2558
สำหรับบริการหรือข้อกำหนดและเงื่อนไขของสัมปทานจะแตกต่างกันไปในช่วง 1-15 ปี โดยสัญญาสัมปทานเกือบทั้งหมดเป็นสัญญาที่เขียนขึ้นตามข้อตกลงของทั้งสองฝ่ายหรือ BTO โดยนักลงทุนเอกชนต้องสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกและโครงสร้างพื้นฐานของโครงข่ายที่จำเป็นทั้งหมด และโอนทรัพย์สินที่สร้างขึ้นไปยังเจ้าของสัมปทานหรือหน่วยงานของรัฐก่อนที่จำสามารถดำเนินการหรือให้บริการแก่ประชาชนได้
ในช่วงปี พ.ศ. 2530 - 2540 เป็นช่วงการเปิดให้บริการโทรคมนาคมอย่างเสรีกับภาคประชาชน โดยหน่วยงานของรัฐได้แก่ องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย (ปัจจุบัน บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน)), การสื่อสารแห่งประเทศไทย (ปัจจุบัน บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน)) และองค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย (ปัจจุบัน บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน)) และแปรสภาพเป็นรัฐวิสาหกิจในปี พ.ศ. 2546-2547 โดยการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือ การที่ รัฐธรรมนูญปี พ.ศ. 2540 ได้กำหนดให้คลื่นความถี่ทั้งหมดคือ "ทรัพยากรการสื่อสารของชาติเพื่อสวัสดิการสาธารณะ" โดยกำหนดให้มีการจัดตั้งองค์กรกำกับดูแลอิสระขึ้นซึ้งมีอำนาจในการจัดสรรคลื่นความถี่, ตรวจสอบ และควมคุมการติดต่อสื่อสารในประเทศไทยได้แก่ คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) และ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงแห่งชาติ (กสช.) ในปี 2541 และมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติชุดแรกขึ้นในปี พ.ศ. 2547
การจัดตั้ง กทช. ทำให้การโอนหน้าที่และทรัพย์สินของกรมไปรษณีย์โทรเลข ในการกำกับดูแลของกระทรวงคมนาคมมาเป็นของคณะกรรมการ กทช. รวมถึงในส่วนของกองงานคณะกรรมการกิจการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์แห่งชาติ กรมประชาสัมพันธ์ ในการกำกับดูแลของสำนักนายกรัฐมนตรีอีกด้วย... | None | tha_Thai | train | en_heres_what_I_found | khalidalt/tydiqa-primary | thai |
I wonder การเพาะเลี้ยงกุ้งเชิงพาณิชย์เริ่มต้นขึ้นในปีใด?.
Help me answer this question with "Yes" or "No" or "None" if none of the first two answers apply.
Here's what I found on the internet:
Topic: การเพาะเลี้ยงพืชและสัตว์ในน้ำ
Article:
การเพาะเลี้ยงพืชและสัตว์ในน้ำ (English: Aquaculture) หรือที่เรียกว่าเป็น<b data-parsoid='{"dsr":[876,896,3,3]}'>เกษตรกรรมในน้ำ (English: aquafarming) คือการทำฟาร์มสิ่งมีชีวิตในน้ำเช่นปลา สัตว์พวกกุ้งกั้งปู สัตว์จำพวกหอยและปลาหมึก และพืชน้ำ (หมายถึงพืชที่ขึ้นอยู่ในน้ำโดยอาจจะจมอยู่ใต้ น้ำทั้งหมด หรือโผล่บางส่วน ขึ้นมาอยู่เหนือน้ำ ลอยอยู่ที่ผิวน้ำหรือเป็นพืชที่ขึ้นอยู่ตามริมน้ำ ชายตลิ่ง นอกจากนี้ก็ยังรวมถึงพืชที่เจริญเติบโตอยู่ในบริเวณที่ลุ่มน้ำขังแฉะอีกด้วย สามารถจำแนกได้เป็น 2 กลุ่ม คือ Microphytes และ Macrophytes [สิ่งแวดล้อม])[2][3] การเพาะเลี้ยงพืชและสัตว์ในน้ำเกี่ยวข้องกับการเพาะเลี้ยงประชากรน้ำจืดและน้ำเค็มภายใต้สภาวะควบคุมและเป็นกิจกรรมที่ไม่เหมือนการประมงเชิงพาณิชย์ซึ่งเป็นการจับปลาที่อยู่ตามธรรมชาติหรือปลาป่า (English: wild fish)[4] พูดกว้างๆ การจับปลาที่มีเหงือก (English: finfish) และ ปลาที่มีเปลือก (English: shellfish) เป็นแนวความคิดที่คล้ายกับการล่าสัตว์และการรวบรวมในขณะที่การเพาะเลี้ยงพืชและสัตว์ในน้ำจะคล้ายกับเกษตรกรรม[5] การเพาะเลี้ยงพืชและสัตว์ในทะเล (English: Mariculture) หมายถึงการเพาะเลี้ยงพืชและสัตว์ในสภาพแวดล้อมทางทะเลและในแหล่งที่อยู่อาศัยในใต้น้ำ
ตาม FAO การเพาะเลี้ยงพืชและสัตว์ในน้ำ "เป็นที่เข้าใจกันว่าหมายถึงการทำฟาร์มของสิ่งมีชีวิตในน้ำรวมทั้งปลา หอย กุ้งและพืชน้ำ การทำฟาร์มหมายถึงบางรูปแบบของการแทรกแซงในกระบวนการเลี้ยงเพื่อเพิ่มการผลิตเช่นการเลี้ยงด้วยจำนวนประชากรปลาปกติ การให้อาหาร การป้องกันนักล่า ฯลฯ การทำฟาร์มนอกจากนี้ยังหมายถึงการเป็นเจ้าของโดยบุคคลหรือองค์กรของประชากรที่มีการเพาะเลี้ยง"[6] ผลผลิตตามรายงานจากการดำเนินงานเพาะเลี้ยงระดับโลกจะจัดหาครึ่งหนึ่งของปลาและกุ้งหอยที่มีการบริโภคโดยตรงโดยมนุษย์[7] อย่างไรก็ตาม มีปัญหาเกี่ยวกับความน่าเชื่อถือของตัวเลขที่อยู่ในรายงาน[8] นอกจากนี้ในทางปฏิบัติการเพาะเลี้ยงในปัจจุบันผลิตภัณฑ์จากหลายปอนด์ของปลาที่จับได้ตามธรรมชาติถูกนำมาใช้ในการผลิตเพียงหนึ่งปอนด์ของปลากินปลาเป็นอาหาร (English: piscivorous) เช่นปลาแซลมอน[9]
การเพาะเลี้ยงพืชและสัตว์น้ำเฉพาะอย่างเช่นการเลี้ยงปลา การเลี้ยงกุ้ง การเลี้ยงหอยนางรม เพาะเลี้ยงสัตว์และพืชในทะเล, algaculture (เช่นการเลี้ยงสาหร่ายทะเล) และการเพาะเลี้ยงปลาสวยงาม วิธีการเฉพาะจะได้แก่ การเพาะเลี้ยงไม่ใช้ดิน... | None | tha_Thai | train | en_heres_what_I_found | khalidalt/tydiqa-primary | thai |
I wonder การเพาะเลี้ยงพืชและสัตว์ในน้ำ ถูกค้นพบเมื่อไหร่?.
Help me answer this question with "Yes" or "No" or "None" if none of the first two answers apply.
Here's what I found on the internet:
Topic: การเพาะเลี้ยงพืชและสัตว์ในน้ำ
Article:
การเพาะเลี้ยงพืชและสัตว์ในน้ำ (English: Aquaculture) หรือที่เรียกว่าเป็น<b data-parsoid='{"dsr":[876,896,3,3]}'>เกษตรกรรมในน้ำ (English: aquafarming) คือการทำฟาร์มสิ่งมีชีวิตในน้ำเช่นปลา สัตว์พวกกุ้งกั้งปู สัตว์จำพวกหอยและปลาหมึก และพืชน้ำ (หมายถึงพืชที่ขึ้นอยู่ในน้ำโดยอาจจะจมอยู่ใต้ น้ำทั้งหมด หรือโผล่บางส่วน ขึ้นมาอยู่เหนือน้ำ ลอยอยู่ที่ผิวน้ำหรือเป็นพืชที่ขึ้นอยู่ตามริมน้ำ ชายตลิ่ง นอกจากนี้ก็ยังรวมถึงพืชที่เจริญเติบโตอยู่ในบริเวณที่ลุ่มน้ำขังแฉะอีกด้วย สามารถจำแนกได้เป็น 2 กลุ่ม คือ Microphytes และ Macrophytes [สิ่งแวดล้อม])[2][3] การเพาะเลี้ยงพืชและสัตว์ในน้ำเกี่ยวข้องกับการเพาะเลี้ยงประชากรน้ำจืดและน้ำเค็มภายใต้สภาวะควบคุมและเป็นกิจกรรมที่ไม่เหมือนการประมงเชิงพาณิชย์ซึ่งเป็นการจับปลาที่อยู่ตามธรรมชาติหรือปลาป่า (English: wild fish)[4] พูดกว้างๆ การจับปลาที่มีเหงือก (English: finfish) และ ปลาที่มีเปลือก (English: shellfish) เป็นแนวความคิดที่คล้ายกับการล่าสัตว์และการรวบรวมในขณะที่การเพาะเลี้ยงพืชและสัตว์ในน้ำจะคล้ายกับเกษตรกรรม[5] การเพาะเลี้ยงพืชและสัตว์ในทะเล (English: Mariculture) หมายถึงการเพาะเลี้ยงพืชและสัตว์ในสภาพแวดล้อมทางทะเลและในแหล่งที่อยู่อาศัยในใต้น้ำ
ตาม FAO การเพาะเลี้ยงพืชและสัตว์ในน้ำ "เป็นที่เข้าใจกันว่าหมายถึงการทำฟาร์มของสิ่งมีชีวิตในน้ำรวมทั้งปลา หอย กุ้งและพืชน้ำ การทำฟาร์มหมายถึงบางรูปแบบของการแทรกแซงในกระบวนการเลี้ยงเพื่อเพิ่มการผลิตเช่นการเลี้ยงด้วยจำนวนประชากรปลาปกติ การให้อาหาร การป้องกันนักล่า ฯลฯ การทำฟาร์มนอกจากนี้ยังหมายถึงการเป็นเจ้าของโดยบุคคลหรือองค์กรของประชากรที่มีการเพาะเลี้ยง"[6] ผลผลิตตามรายงานจากการดำเนินงานเพาะเลี้ยงระดับโลกจะจัดหาครึ่งหนึ่งของปลาและกุ้งหอยที่มีการบริโภคโดยตรงโดยมนุษย์[7] อย่างไรก็ตาม มีปัญหาเกี่ยวกับความน่าเชื่อถือของตัวเลขที่อยู่ในรายงาน[8] นอกจากนี้ในทางปฏิบัติการเพาะเลี้ยงในปัจจุบันผลิตภัณฑ์จากหลายปอนด์ของปลาที่จับได้ตามธรรมชาติถูกนำมาใช้ในการผลิตเพียงหนึ่งปอนด์ของปลากินปลาเป็นอาหาร (English: piscivorous) เช่นปลาแซลมอน[9]
การเพาะเลี้ยงพืชและสัตว์น้ำเฉพาะอย่างเช่นการเลี้ยงปลา การเลี้ยงกุ้ง การเลี้ยงหอยนางรม เพาะเลี้ยงสัตว์และพืชในทะเล, algaculture (เช่นการเลี้ยงสาหร่ายทะเล) และการเพาะเลี้ยงปลาสวยงาม วิธีการเฉพาะจะได้แก่ การเพาะเลี้ยงไม่ใช้ดิน... | None | tha_Thai | train | en_heres_what_I_found | khalidalt/tydiqa-primary | thai |
I wonder การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในยุคแรกเริ่มต้นขี้นปีใด?.
Help me answer this question with "Yes" or "No" or "None" if none of the first two answers apply.
Here's what I found on the internet:
Topic: การประมง
Article:
การประมง หมายถึงการจัดการของมนุษย์ด้านการจับปลาหรือสัตว์น้ำอื่นๆ การดูแลรักษาปลาสวยงามและการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ประมงเช่น น้ำมันปลา กิจกรรมการทำประมงจัดแบ่งได้ทั้งตามชนิดสัตว์น้ำและตามเขตเศรษฐกิจ เช่น การทำประมงปลาแซลมอนในอลาสก้า การทำประมงปลาคอดในเกาะลอโฟเทน ประเทศนอร์เวย์หรือการทำประมงปลาทูน่าในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออก และยังรวมถึงการเพาะปลูกในน้ำ (Aquaculture) ซึ่งหมายถึงการปลูกพืชหรือเลี้ยงสัตว์บางชนิดในน้ำ เพื่อใช้เป็นอาหารคนหรือสัตว์ เช่นเดียวกับเกษตรกรรมที่ทำบนพื้นดิน การทำฟาร์มในน้ำ เช่นฟาร์มปลา ฟาร์มกุ้ง ฟาร์มหอย ฟาร์มหอยมุก การเพาะปลูกในน้ำในสภาพแวดล้อมที่ควบคุมไว้ การเพาะปลูกในน้ำจืด น้ำกร่อย ในทะเล การเพาะปลูกสาหร่าย ต่อมาได้มีการพัฒนาองค์ความรู้ด้านการประมงเป็นวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสาขาหนึ่งเรียกว่าวิทยาศาสตร์การประมง มีพื้นฐานจากวิชาชีววิทยา นิเวศวิทยา สมุทรศาสตร์ เศรษฐศาสตร์และการจัดการ มีการจัดศึกษาด้านการประมงในแง่มุมต่างๆ ทั้งระดับอนุปริญญา ปริญญาตรี ปริญญาโทและปริญญาเอก และการประมงมีบทบาทสำคัญในเชิงธุรกิจและอุตสาหกรรมของประเทศ จึงมีคำอื่นๆที่เกี่ยวข้องเช่น “ธุรกิจการประมง” อุตสาหกรรมประมง” เกิดขึ้น ซึ้นเราสามารถเรียนรู้ได้ต่อนี้
พัฒนาการการประมง
ของการประมงที่ยาวนานที่สุดคือการจับปลาคอดและแปรรูปเป็นปลาคอดแห้งจากเกาะลอโฟเทน ประเทศนอร์เวย์ ส่งไปค้าขายยังภาคใต้ของยุโรป อิตาลี สเปน โปรตุเกส ซึ่งเกิดขึ้นในยุคไวกิ้งหรือก่อนหน้านั้น เป็นเวลานับพันปี การประมงหอยมุกในอินเดียเกิดขึ้นมาตั้งแต่ศตวรรษแรกก่อนคริสตกาล เป็นการประมงทะเลลึกบริเวณท่าเรือของอาณาจักรดราวิเดียนทมิฬ เกิดชุมชนหนาแน่นจากการค้ามุก ส่วนการเพาะปลูกในน้ำเกิดขึ้นมาตั้งแต่ยุคโบราณ มีการเพาะปลูกในน้ำหลายชนิด ในสาธารณรัฐประชาชนจีนเกิดขึ้นพันปีก่อนคริสตกาล [1] [2] การเพาะเลี้ยงปลาในตระกูลปลาไนที่อยู่ในบ่อน้ำ หรือบึง ด้วยตัวอ่อนของแมลงและหนอนไหม เพื่อเป็นแหล่งโปรตีน ในฮาวาย เริ่มเพาะเลี้ยงปลาโดยการสร้างบ่อปลามาอย่างน้อย 1000 ปีที่แล้ว ในญี่ปุ่น เพาะปลูกสาหร่ายทะเลด้วยไม้ไผ่ หรือตาข่าย เพาะเลี้ยงหอยนางรมด้วยทุ่นในทะเล ในอียิปต์ และโรมัน มีการเลี้ยงปลาในตระกูลปลาไนในบ่อในคริสต์ศตวรรษที่ 1-4 โดยนำปลาในตระกูลปลาไนมาจากจีนทางแม่น้ำดานูบ บาดหลวงในยุโรปปรับปรุงเทคนิคการเลี้ยงปลาในศตวรรษที่ 14-16 ในเยอรมันมีการเพาะพันธุ์ปลาเทราต์ เมื่อ... | None | tha_Thai | train | en_heres_what_I_found | khalidalt/tydiqa-primary | thai |
I wonder การเรียนรู้ต้นไม้ตัดสินใจ ถูกค้นพบครั้งแรกเมื่อใด?.
Help me answer this question with "Yes" or "No" or "None" if none of the first two answers apply.
Here's what I found on the internet:
Topic: ต้นไม้ตัดสินใจ
Article:
การเรียนรู้ต้นไม้ตัดสินใจ (English: decision tree learning) ถูกคิดค้นโดย Dr.Dome และ Dr.JA เป็นวิธีหนึ่งที่จะประมาณฟังก์ชันที่มีค่าไม่ต่อเนื่อง (discrete-value function) ด้วย แผนผังต้นไม้ อาจประกอบด้วยเซตของกฎต่างๆแบบ ถ้า-แล้ว (if-then) เพื่อให้มนุษย์สามารถอ่านแล้วเข้าใจการตัดสินใจของต้นไม้ได้
ในการเรียนรู้ของเครื่อง (machine learning) ต้นไม้ตัดสินใจ เป็นโมเดลทางคณิตศาสตร์ที่ใช้ทำนายประเภทของวัตถุโดยพิจารณาจากลักษณะของวัตถุ บัพภายใน (inner node) ของต้นไม้จะแสดงตัวแปร ส่วนกิ่งจะแสดงค่าที่เป็นไปได้ของตัวแปร ส่วนบัพใบจะแสดงประเภทของวัตถุ
ต้นไม้การตัดสินใจในการบริหารธุรกิจ เป็นแผนผังต้นไม้ช่วยในการตัดสินใจ โดยแสดงถึงมูลค่าของทรัพยากรที่จะใช้ ความเสี่ยงในการลงทุนและและผลลัพธ์ที่มีโอกาสเกิดขึ้น ต้นไม้ตัดสินใจสร้างขึ้นเพื่อช่วยการตัดสินใจเพื่อใช้ในการสร้างแผนงาน นิยมใช้มากในการบริหารความเสี่ยง (risk management) ต้นไม้ตัดสินใจเป็นส่วนหนึ่งของทฤษฎีการตัดสินใจ (decision theory) และ ทฤษฎีกราฟ ต้นไม้ตัดสินใจเป็นวิธีการพื้นฐานอย่างหนึ่งสำหรับการทำเหมืองข้อมูล
ลักษณะของต้นไม้การตัดสินใจ
ต้นไม้การตัดสินใจจะทำการจัดกลุ่ม (classify) ชุดข้อมูลนำเข้าในแต่ละกรณี (Instance) แต่ละบัพ (node) ของต้นไม้การตัดสินใจคือตัวแปร (attribute) ต่างๆของชุดข้อมูล เช่นหากต้องการตัดสินใจว่าจะไปเล่นกีฬาหรือไม่ก็จะมีตัวแปรต้นที่จะต้องพิจารณาคือ ทัศนียภาพ ลม ความชื้น อุณหภูมิ เป็นต้น และมีตัวแปรตามซึ่งเป็นผลลัพธ์จากต้นไม้คือการตัดสินใจว่าจะไปเล่นกีฬารึเปล่า ซึ่งแต่ละตัวแปรนั้นก็จะมีค่าของตัวเอง (value) เกิดเป็นชุดของตัวแปร-ค่าของตัวแปร (attribute-value pair) เช่น ทัศนียภาพเป็นตัวแปร ก็อาจมีค่าได้เป็น ฝนตก แดดออก หรือการตัดสินใจว่าจะไปเล่นกีฬารึเปล่านั้นก็อาจมีค่าได้เป็นใช่ กับ ไม่ใช่ เป็นต้น() การทำนายประเภทด้วยต้นไม้ตัดสินใจ จะเริ่มจากบัพราก โดยทดสอบค่าตัวแปรของบัพ แล้วจึงตามกิ่งของต้นไม้ที่กำหนดค่า เพื่อไปยังบัพลูกถัดไป การทดสอบนี้จะกระทำไปจนกระทั่งเจอบัพใบซึ่งจะแสดงผลการทำนาย
ต้นไม้ตัดสินใจนี้ใช้ทำนายว่าจะเล่นกีฬาหรือไม่ โดยพิจารณาจากลักษณะอากาศของวันนั้น โดยวัตถุที่ต้องการทำนายประเภท ประกอบด้วยลักษณะหรือตัวแปร 3 ตัว ได้แก่ ทัศนียภาพ ความชื้น และ กระแสลม ดังนั้น ถ้ากำหนดวันวันหนึ่งมีคุณลักษณะแสดงเป็นเวกเตอร์ เช่น [สภาพอากาศ=แดดออก,... | None | tha_Thai | train | en_heres_what_I_found | khalidalt/tydiqa-primary | thai |
I wonder การเรียนรู้ต้นไม้ตัดสินใจ เป็นโมเดลแบบใด?.
Help me answer this question with "Yes" or "No" or "None" if none of the first two answers apply.
Here's what I found on the internet:
Topic: ต้นไม้ตัดสินใจ
Article:
การเรียนรู้ต้นไม้ตัดสินใจ (English: decision tree learning) ถูกคิดค้นโดย Dr.Dome และ Dr.JA เป็นวิธีหนึ่งที่จะประมาณฟังก์ชันที่มีค่าไม่ต่อเนื่อง (discrete-value function) ด้วย แผนผังต้นไม้ อาจประกอบด้วยเซตของกฎต่างๆแบบ ถ้า-แล้ว (if-then) เพื่อให้มนุษย์สามารถอ่านแล้วเข้าใจการตัดสินใจของต้นไม้ได้
ในการเรียนรู้ของเครื่อง (machine learning) ต้นไม้ตัดสินใจ เป็นโมเดลทางคณิตศาสตร์ที่ใช้ทำนายประเภทของวัตถุโดยพิจารณาจากลักษณะของวัตถุ บัพภายใน (inner node) ของต้นไม้จะแสดงตัวแปร ส่วนกิ่งจะแสดงค่าที่เป็นไปได้ของตัวแปร ส่วนบัพใบจะแสดงประเภทของวัตถุ
ต้นไม้การตัดสินใจในการบริหารธุรกิจ เป็นแผนผังต้นไม้ช่วยในการตัดสินใจ โดยแสดงถึงมูลค่าของทรัพยากรที่จะใช้ ความเสี่ยงในการลงทุนและและผลลัพธ์ที่มีโอกาสเกิดขึ้น ต้นไม้ตัดสินใจสร้างขึ้นเพื่อช่วยการตัดสินใจเพื่อใช้ในการสร้างแผนงาน นิยมใช้มากในการบริหารความเสี่ยง (risk management) ต้นไม้ตัดสินใจเป็นส่วนหนึ่งของทฤษฎีการตัดสินใจ (decision theory) และ ทฤษฎีกราฟ ต้นไม้ตัดสินใจเป็นวิธีการพื้นฐานอย่างหนึ่งสำหรับการทำเหมืองข้อมูล
ลักษณะของต้นไม้การตัดสินใจ
ต้นไม้การตัดสินใจจะทำการจัดกลุ่ม (classify) ชุดข้อมูลนำเข้าในแต่ละกรณี (Instance) แต่ละบัพ (node) ของต้นไม้การตัดสินใจคือตัวแปร (attribute) ต่างๆของชุดข้อมูล เช่นหากต้องการตัดสินใจว่าจะไปเล่นกีฬาหรือไม่ก็จะมีตัวแปรต้นที่จะต้องพิจารณาคือ ทัศนียภาพ ลม ความชื้น อุณหภูมิ เป็นต้น และมีตัวแปรตามซึ่งเป็นผลลัพธ์จากต้นไม้คือการตัดสินใจว่าจะไปเล่นกีฬารึเปล่า ซึ่งแต่ละตัวแปรนั้นก็จะมีค่าของตัวเอง (value) เกิดเป็นชุดของตัวแปร-ค่าของตัวแปร (attribute-value pair) เช่น ทัศนียภาพเป็นตัวแปร ก็อาจมีค่าได้เป็น ฝนตก แดดออก หรือการตัดสินใจว่าจะไปเล่นกีฬารึเปล่านั้นก็อาจมีค่าได้เป็นใช่ กับ ไม่ใช่ เป็นต้น() การทำนายประเภทด้วยต้นไม้ตัดสินใจ จะเริ่มจากบัพราก โดยทดสอบค่าตัวแปรของบัพ แล้วจึงตามกิ่งของต้นไม้ที่กำหนดค่า เพื่อไปยังบัพลูกถัดไป การทดสอบนี้จะกระทำไปจนกระทั่งเจอบัพใบซึ่งจะแสดงผลการทำนาย
ต้นไม้ตัดสินใจนี้ใช้ทำนายว่าจะเล่นกีฬาหรือไม่ โดยพิจารณาจากลักษณะอากาศของวันนั้น โดยวัตถุที่ต้องการทำนายประเภท ประกอบด้วยลักษณะหรือตัวแปร 3 ตัว ได้แก่ ทัศนียภาพ ความชื้น และ กระแสลม ดังนั้น ถ้ากำหนดวันวันหนึ่งมีคุณลักษณะแสดงเป็นเวกเตอร์ เช่น [สภาพอากาศ=แดดออก,... | None | tha_Thai | train | en_heres_what_I_found | khalidalt/tydiqa-primary | thai |
I wonder การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป เมษายน พ.ศ. 2549 ทำให้มีนายกรัฐมนตรี ชื่อว่าอะไร?.
Help me answer this question with "Yes" or "No" or "None" if none of the first two answers apply.
Here's what I found on the internet:
Topic: การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป เมษายน พ.ศ. 2549
Article:
การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป เมษายน พ.ศ. 2549 เป็นการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่จัดขึ้นในวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2549[1] โดยมีสาเหตุเนื่องมาจากนายกรัฐมนตรี พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตรได้ประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2549 อย่างไรก็ตาม หลังการเลือกตั้งเสร็จสิ้น ศาลรัฐธรรมนูญได้ตัดสินให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ทำให้ต้องมีการเลือกตั้งใหม่อีกครั้ง ในวันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2549
ก่อนการเลือกตั้ง
สัตยาบันเพื่อปฏิรูปการเมือง
ภายหลังการการยุบสภาผู้แทนราษฎร พรรคร่วมฝ่ายค้านเดิมซึ่งประกอบด้วย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทย และพรรคมหาชน ได้ทำหนังสือถึงพรรคไทยรักไทย เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2549 เพื่อขอให้ลงนามในสัตยาบันร่วมกันว่า หลังการเลือกตั้งจะจัดให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 313 โดยกำหนดให้มีคณะบุคคลที่เป็นกลางเป็นผู้ดำเนินการในการยกร่างรัฐธรรมนูญ [2]
พรรคไทยรักไทยแสดงจุดยืนว่า ไม่ต้องการลงสัตยาบันแก้ไขรัฐธรรมนูญร่วมกับพรรคร่วมฝ่ายค้าน [3] และดำเนินการเชิญหัวหน้าพรรคการเมืองทุกพรรคมาหารือร่วมกัน ในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2549 ที่อาคารวุฒิสภา และเสนอให้ทุกพรรคทำสัญญาประชาคมแก้ไขรัฐธรรมนูญในระหว่างการเลือกตั้ง จากนั้นค่อยมาตั้งคณะกรรมการที่เป็นกลางชุดหนึ่งขึ้นมายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ [4] พรรคฝ่ายค้านทั้ง 3 พรรคเห็นว่าท่าทีของพรรคไทยรักไทย มีเจตนาที่จะถ่วงเวลา จึงประกาศคว่ำบาตรการเลือกตั้ง โดยไม่ส่งผู้สมัคร [5]
นายแพทย์เปรมศักดิ์ เพียยุระ
เมื่อวันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2549 นายแพทย์เปรมศักดิ์ เพียยุระ ผู้สมัครในบัญชีรายชื่อลำดับที่ 93 ของพรรคไทยรักไทยได้ยื่นใบลาออกจากสมาชิกพรรคพรรคไทยรักไทย อย่างกะทันหัน และเข้าพิธีอุปสมบทที่วัดพิกุลทอง จากนั้นได้เดินทางไปจำวัดที่วัดสวนแก้ว จังหวัดนนทบุรี ซึ่งมีพระพยอม กัลยาโณ เป็นเจ้าอาวาส
การลาออกของนายแพทย์เปรมศักดิ์ ส่งผลให้พรรคไทยรักไทยมี ส.ส.บัญชีรายชื่อ เหลือเพียง 99 คน (คาดการณ์ว่า จะไม่มีพรรคใดได้คะแนนปาร์ตี้ลิสต์ถึง 5% ทำให้ ส.ส.บัญชีรายชื่อทั้ง 100 คน จะมาจากพรรคไทยรักไทยทั้งหมด) เมื่อรวมกับ ส.ส.ระบบเขตอีก 400 คน เป็น 499 คน ไม่ครบตามที่ระบุไว้ในมาตรา 98 ของรัฐธรรมนูญว่า สภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วยสมาชิกจำนวนห้าร้อยคนโดยเป็นสมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อตามมาตรา 99... | None | tha_Thai | train | en_heres_what_I_found | khalidalt/tydiqa-primary | thai |
I wonder การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป เมษายน พ.ศ. 2549 พรรคดที่ได้จำนวน สส. มากที่สุด?.
Help me answer this question with "Yes" or "No" or "None" if none of the first two answers apply.
Here's what I found on the internet:
Topic: การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป เมษายน พ.ศ. 2549
Article:
การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป เมษายน พ.ศ. 2549 เป็นการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่จัดขึ้นในวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2549[1] โดยมีสาเหตุเนื่องมาจากนายกรัฐมนตรี พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตรได้ประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2549 อย่างไรก็ตาม หลังการเลือกตั้งเสร็จสิ้น ศาลรัฐธรรมนูญได้ตัดสินให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ทำให้ต้องมีการเลือกตั้งใหม่อีกครั้ง ในวันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2549
ก่อนการเลือกตั้ง
สัตยาบันเพื่อปฏิรูปการเมือง
ภายหลังการการยุบสภาผู้แทนราษฎร พรรคร่วมฝ่ายค้านเดิมซึ่งประกอบด้วย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทย และพรรคมหาชน ได้ทำหนังสือถึงพรรคไทยรักไทย เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2549 เพื่อขอให้ลงนามในสัตยาบันร่วมกันว่า หลังการเลือกตั้งจะจัดให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 313 โดยกำหนดให้มีคณะบุคคลที่เป็นกลางเป็นผู้ดำเนินการในการยกร่างรัฐธรรมนูญ [2]
พรรคไทยรักไทยแสดงจุดยืนว่า ไม่ต้องการลงสัตยาบันแก้ไขรัฐธรรมนูญร่วมกับพรรคร่วมฝ่ายค้าน [3] และดำเนินการเชิญหัวหน้าพรรคการเมืองทุกพรรคมาหารือร่วมกัน ในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2549 ที่อาคารวุฒิสภา และเสนอให้ทุกพรรคทำสัญญาประชาคมแก้ไขรัฐธรรมนูญในระหว่างการเลือกตั้ง จากนั้นค่อยมาตั้งคณะกรรมการที่เป็นกลางชุดหนึ่งขึ้นมายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ [4] พรรคฝ่ายค้านทั้ง 3 พรรคเห็นว่าท่าทีของพรรคไทยรักไทย มีเจตนาที่จะถ่วงเวลา จึงประกาศคว่ำบาตรการเลือกตั้ง โดยไม่ส่งผู้สมัคร [5]
นายแพทย์เปรมศักดิ์ เพียยุระ
เมื่อวันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2549 นายแพทย์เปรมศักดิ์ เพียยุระ ผู้สมัครในบัญชีรายชื่อลำดับที่ 93 ของพรรคไทยรักไทยได้ยื่นใบลาออกจากสมาชิกพรรคพรรคไทยรักไทย อย่างกะทันหัน และเข้าพิธีอุปสมบทที่วัดพิกุลทอง จากนั้นได้เดินทางไปจำวัดที่วัดสวนแก้ว จังหวัดนนทบุรี ซึ่งมีพระพยอม กัลยาโณ เป็นเจ้าอาวาส
การลาออกของนายแพทย์เปรมศักดิ์ ส่งผลให้พรรคไทยรักไทยมี ส.ส.บัญชีรายชื่อ เหลือเพียง 99 คน (คาดการณ์ว่า จะไม่มีพรรคใดได้คะแนนปาร์ตี้ลิสต์ถึง 5% ทำให้ ส.ส.บัญชีรายชื่อทั้ง 100 คน จะมาจากพรรคไทยรักไทยทั้งหมด) เมื่อรวมกับ ส.ส.ระบบเขตอีก 400 คน เป็น 499 คน ไม่ครบตามที่ระบุไว้ในมาตรา 98 ของรัฐธรรมนูญว่า สภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วยสมาชิกจำนวนห้าร้อยคนโดยเป็นสมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อตามมาตรา 99... | None | tha_Thai | train | en_heres_what_I_found | khalidalt/tydiqa-primary | thai |
I wonder การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป เมษายน พ.ศ. 2549 โดยมีสาเหตุเนื่องมาจากอะไร?.
Help me answer this question with "Yes" or "No" or "None" if none of the first two answers apply.
Here's what I found on the internet:
Topic: การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป เมษายน พ.ศ. 2549
Article:
การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป เมษายน พ.ศ. 2549 เป็นการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่จัดขึ้นในวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2549[1] โดยมีสาเหตุเนื่องมาจากนายกรัฐมนตรี พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตรได้ประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2549 อย่างไรก็ตาม หลังการเลือกตั้งเสร็จสิ้น ศาลรัฐธรรมนูญได้ตัดสินให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ทำให้ต้องมีการเลือกตั้งใหม่อีกครั้ง ในวันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2549
ก่อนการเลือกตั้ง
สัตยาบันเพื่อปฏิรูปการเมือง
ภายหลังการการยุบสภาผู้แทนราษฎร พรรคร่วมฝ่ายค้านเดิมซึ่งประกอบด้วย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทย และพรรคมหาชน ได้ทำหนังสือถึงพรรคไทยรักไทย เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2549 เพื่อขอให้ลงนามในสัตยาบันร่วมกันว่า หลังการเลือกตั้งจะจัดให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 313 โดยกำหนดให้มีคณะบุคคลที่เป็นกลางเป็นผู้ดำเนินการในการยกร่างรัฐธรรมนูญ [2]
พรรคไทยรักไทยแสดงจุดยืนว่า ไม่ต้องการลงสัตยาบันแก้ไขรัฐธรรมนูญร่วมกับพรรคร่วมฝ่ายค้าน [3] และดำเนินการเชิญหัวหน้าพรรคการเมืองทุกพรรคมาหารือร่วมกัน ในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2549 ที่อาคารวุฒิสภา และเสนอให้ทุกพรรคทำสัญญาประชาคมแก้ไขรัฐธรรมนูญในระหว่างการเลือกตั้ง จากนั้นค่อยมาตั้งคณะกรรมการที่เป็นกลางชุดหนึ่งขึ้นมายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ [4] พรรคฝ่ายค้านทั้ง 3 พรรคเห็นว่าท่าทีของพรรคไทยรักไทย มีเจตนาที่จะถ่วงเวลา จึงประกาศคว่ำบาตรการเลือกตั้ง โดยไม่ส่งผู้สมัคร [5]
นายแพทย์เปรมศักดิ์ เพียยุระ
เมื่อวันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2549 นายแพทย์เปรมศักดิ์ เพียยุระ ผู้สมัครในบัญชีรายชื่อลำดับที่ 93 ของพรรคไทยรักไทยได้ยื่นใบลาออกจากสมาชิกพรรคพรรคไทยรักไทย อย่างกะทันหัน และเข้าพิธีอุปสมบทที่วัดพิกุลทอง จากนั้นได้เดินทางไปจำวัดที่วัดสวนแก้ว จังหวัดนนทบุรี ซึ่งมีพระพยอม กัลยาโณ เป็นเจ้าอาวาส
การลาออกของนายแพทย์เปรมศักดิ์ ส่งผลให้พรรคไทยรักไทยมี ส.ส.บัญชีรายชื่อ เหลือเพียง 99 คน (คาดการณ์ว่า จะไม่มีพรรคใดได้คะแนนปาร์ตี้ลิสต์ถึง 5% ทำให้ ส.ส.บัญชีรายชื่อทั้ง 100 คน จะมาจากพรรคไทยรักไทยทั้งหมด) เมื่อรวมกับ ส.ส.ระบบเขตอีก 400 คน เป็น 499 คน ไม่ครบตามที่ระบุไว้ในมาตรา 98 ของรัฐธรรมนูญว่า สภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วยสมาชิกจำนวนห้าร้อยคนโดยเป็นสมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อตามมาตรา 99... | None | tha_Thai | train | en_heres_what_I_found | khalidalt/tydiqa-primary | thai |
I wonder การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป เมษายน พ.ศ. 2549มีทั้งหมดกี่พรรคการเมือง?.
Help me answer this question with "Yes" or "No" or "None" if none of the first two answers apply.
Here's what I found on the internet:
Topic: การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป เมษายน พ.ศ. 2549
Article:
การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป เมษายน พ.ศ. 2549 เป็นการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่จัดขึ้นในวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2549[1] โดยมีสาเหตุเนื่องมาจากนายกรัฐมนตรี พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตรได้ประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2549 อย่างไรก็ตาม หลังการเลือกตั้งเสร็จสิ้น ศาลรัฐธรรมนูญได้ตัดสินให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ทำให้ต้องมีการเลือกตั้งใหม่อีกครั้ง ในวันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2549
ก่อนการเลือกตั้ง
สัตยาบันเพื่อปฏิรูปการเมือง
ภายหลังการการยุบสภาผู้แทนราษฎร พรรคร่วมฝ่ายค้านเดิมซึ่งประกอบด้วย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทย และพรรคมหาชน ได้ทำหนังสือถึงพรรคไทยรักไทย เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2549 เพื่อขอให้ลงนามในสัตยาบันร่วมกันว่า หลังการเลือกตั้งจะจัดให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 313 โดยกำหนดให้มีคณะบุคคลที่เป็นกลางเป็นผู้ดำเนินการในการยกร่างรัฐธรรมนูญ [2]
พรรคไทยรักไทยแสดงจุดยืนว่า ไม่ต้องการลงสัตยาบันแก้ไขรัฐธรรมนูญร่วมกับพรรคร่วมฝ่ายค้าน [3] และดำเนินการเชิญหัวหน้าพรรคการเมืองทุกพรรคมาหารือร่วมกัน ในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2549 ที่อาคารวุฒิสภา และเสนอให้ทุกพรรคทำสัญญาประชาคมแก้ไขรัฐธรรมนูญในระหว่างการเลือกตั้ง จากนั้นค่อยมาตั้งคณะกรรมการที่เป็นกลางชุดหนึ่งขึ้นมายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ [4] พรรคฝ่ายค้านทั้ง 3 พรรคเห็นว่าท่าทีของพรรคไทยรักไทย มีเจตนาที่จะถ่วงเวลา จึงประกาศคว่ำบาตรการเลือกตั้ง โดยไม่ส่งผู้สมัคร [5]
นายแพทย์เปรมศักดิ์ เพียยุระ
เมื่อวันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2549 นายแพทย์เปรมศักดิ์ เพียยุระ ผู้สมัครในบัญชีรายชื่อลำดับที่ 93 ของพรรคไทยรักไทยได้ยื่นใบลาออกจากสมาชิกพรรคพรรคไทยรักไทย อย่างกะทันหัน และเข้าพิธีอุปสมบทที่วัดพิกุลทอง จากนั้นได้เดินทางไปจำวัดที่วัดสวนแก้ว จังหวัดนนทบุรี ซึ่งมีพระพยอม กัลยาโณ เป็นเจ้าอาวาส
การลาออกของนายแพทย์เปรมศักดิ์ ส่งผลให้พรรคไทยรักไทยมี ส.ส.บัญชีรายชื่อ เหลือเพียง 99 คน (คาดการณ์ว่า จะไม่มีพรรคใดได้คะแนนปาร์ตี้ลิสต์ถึง 5% ทำให้ ส.ส.บัญชีรายชื่อทั้ง 100 คน จะมาจากพรรคไทยรักไทยทั้งหมด) เมื่อรวมกับ ส.ส.ระบบเขตอีก 400 คน เป็น 499 คน ไม่ครบตามที่ระบุไว้ในมาตรา 98 ของรัฐธรรมนูญว่า สภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วยสมาชิกจำนวนห้าร้อยคนโดยเป็นสมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อตามมาตรา 99... | None | tha_Thai | train | en_heres_what_I_found | khalidalt/tydiqa-primary | thai |
Subsets and Splits
No community queries yet
The top public SQL queries from the community will appear here once available.