law_code
stringclasses 36
values | law_name
stringclasses 36
values | section_num
stringlengths 1
23
| section_content
stringlengths 31
6.7k
| reference
listlengths 0
51
|
|---|---|---|---|---|
ธ0012-1B-0001
|
พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551
|
131
|
พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 131 ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา 104 หรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งคณะกรรมการควบคุมสถาบันการเงินหรือพนักงานควบคุมสถาบันการเงินตามมาตรา 114 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินสามแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และปรับอีกไม่เกินวันละสามพันบาทตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่
|
[
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551",
"section_num": "104"
},
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551",
"section_num": "114"
}
] |
ธ0012-1B-0001
|
พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551
|
131/1
|
พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 131/1 กรรมการ ผู้จัดการ หรือผู้มีอำนาจในการจัดการของสถาบันการเงินเฉพาะกิจผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติหรือไม่ควบคุมดูแลสถาบันการเงินเฉพาะกิจให้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดตามมาตรา 120 หรือมาตรา 120/1 ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสามแสนบาท
|
[
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551",
"section_num": "120"
},
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551",
"section_num": "120/1"
}
] |
ธ0012-1B-0001
|
พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551
|
132
|
พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 132 ในกรณีที่ผู้กระทำความผิดตามมาตรา 121 หรือมาตรา 123 เป็นนิติบุคคล ถ้าการกระทำความผิดของนิติบุคคลนั้นเกิดจากการสั่งการหรือการกระทำของกรรมการหรือผู้จัดการ หรือผู้มีอำนาจในการจัดการของนิติบุคคล หรือบุคคลใดซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของนิติบุคคลนั้น หรือในกรณีที่บุคคลดังกล่าวมีหน้าที่ต้องสั่งการหรือกระทำการและละเว้นไม่สั่งการหรือไม่กระทำการจนเป็นเหตุให้นิติบุคคลนั้นกระทำความผิด ผู้นั้นต้องรับโทษตามที่บัญญัติไว้สำหรับความผิดนั้น ๆ ด้วย
ภายใต้บังคับมาตรา 139 ในกรณีที่สถาบันการเงินกระทำความผิดตามมาตรา 122 มาตรา 124 มาตรา 125 หรือมาตรา 128 ถ้าการกระทำความผิดของสถาบันการเงินนั้นเกิดจากการสั่งการหรือการกระทำของกรรมการ หรือผู้จัดการ หรือผู้มีอำนาจในการจัดการของสถาบันการเงิน หรือบุคคลใดซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของสถาบันการเงินนั้น หรือในกรณีที่บุคคลดังกล่าวมีหน้าที่ต้องสั่งการหรือกระทำการและละเว้นไม่สั่งการหรือไม่กระทำการจนเป็นเหตุให้สถาบันการเงินนั้นกระทำความผิด ผู้นั้นต้องรับโทษตามที่บัญญัติไว้สำหรับความผิดนั้น ๆ ด้วย
|
[
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551",
"section_num": "121"
},
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551",
"section_num": "122"
},
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551",
"section_num": "123"
},
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551",
"section_num": "124"
},
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551",
"section_num": "125"
},
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551",
"section_num": "128"
},
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551",
"section_num": "139"
}
] |
ธ0012-1B-0001
|
พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551
|
133
|
พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 133 ความผิดตามมาตรา 122 มาตรา 124 มาตรา 125 มาตรา 128 และมาตรา 132 วรรคสอง ถ้ามิได้ฟ้องต่อศาลหรือมิได้มีการเปรียบเทียบตามมาตรา 156 ภายในสองปีนับแต่วันที่ธนาคารแห่งประเทศไทยตรวจพบการกระทำความผิด หรือภายในห้าปีนับแต่วันกระทำความผิด เป็นอันขาดอายุความ
|
[
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551",
"section_num": "122"
},
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551",
"section_num": "124"
},
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551",
"section_num": "125"
},
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551",
"section_num": "128"
},
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551",
"section_num": "132"
},
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551",
"section_num": "156"
}
] |
ธ0012-1B-0001
|
พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551
|
134
|
พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 134 ผู้ใดให้ถ้อยคำอันเป็นเท็จต่อผู้ตรวจการสถาบันการเงินหรือคณะกรรมการควบคุมสถาบันการเงิน โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
|
[] |
ธ0012-1B-0001
|
พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551
|
135
|
พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 135 ผู้ใดขัดขวางหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้ตรวจการสถาบันการเงิน คณะกรรมการควบคุมสถาบันการเงิน หรือพนักงานควบคุมสถาบันการเงิน ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
|
[] |
ธ0012-1B-0001
|
พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551
|
136
|
พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 136 ผู้ใดไม่อำนวยความสะดวกแก่ผู้ตรวจการสถาบันการเงิน บุคคลตามมาตรา 85 วรรคสาม คณะกรรมการควบคุมสถาบันการเงิน หรือพนักงานควบคุมสถาบันการเงิน ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
|
[
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551",
"section_num": "85"
}
] |
ธ0012-1B-0001
|
พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551
|
137
|
พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 137 ผู้ใดถอน ทำให้เสียหาย ทำลาย หรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งตราหรือเครื่องหมายซึ่งผู้ตรวจการสถาบันการเงิน คณะกรรมการควบคุมสถาบันการเงิน หรือพนักงานควบคุมสถาบันการเงินได้ประทับหรือหมายไว้ที่สิ่งนั้น ๆ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินสามแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
|
[] |
ธ0012-1B-0001
|
พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551
|
138
|
พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 138 ผู้ใดทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสีย หรือทำให้สูญหายหรือไร้ประโยชน์ซึ่งทรัพย์สินหรือเอกสารใด ๆ อันผู้ตรวจการสถาบันการเงิน คณะกรรมการควบคุมสถาบันการเงิน หรือพนักงานควบคุมสถาบันการเงินได้ยึด อายัด รักษาไว้ หรือสั่งให้ส่งเพื่อเป็นพยานหลักฐานหรือเพื่อบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมาย ไม่ว่าพนักงานเจ้าหน้าที่จะรักษาทรัพย์สินหรือเอกสารนั้นไว้เอง หรือสั่งให้ผู้นั้นหรือผู้อื่นส่งหรือรักษาไว้ก็ตาม ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงสามปี หรือปรับตั้งแต่หกหมื่นบาทถึงสามแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
|
[] |
ธ0012-1B-0001
|
พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551
|
139
|
พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 139 ในกรณีที่สถาบันการเงินใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา 36 มาตรา 50 มาตรา 66 มาตรา 80 มาตรา 93 มาตรา 94 หรือมาตรา 95 หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามประกาศ ข้อกำหนด หลักเกณฑ์ หรือคำสั่งที่กำหนดตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง มาตรา 10 วรรคหนึ่ง มาตรา 33 มาตรา 36 มาตรา 50 มาตรา 66 มาตรา 71 มาตรา 80 มาตรา 90 หรือมาตรา 95 ถ้าการกระทำความผิดของสถาบันการเงินนั้นเกิดจากการสั่งการหรือการกระทำของกรรมการ หรือผู้จัดการ หรือผู้มีอำนาจในการจัดการของสถาบันการเงิน หรือบุคคลใดซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของสถาบันการเงินนั้น หรือในกรณีที่บุคคลดังกล่าวมีหน้าที่ต้องสั่งการหรือกระทำการและละเว้นไม่สั่งการหรือไม่กระทำการจนเป็นเหตุให้สถาบันการเงินนั้นกระทำความผิด ผู้นั้นต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับตั้งแต่ห้าแสนบาทถึงหนึ่งล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
|
[
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551",
"section_num": "10"
},
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551",
"section_num": "33"
},
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551",
"section_num": "36"
},
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551",
"section_num": "50"
},
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551",
"section_num": "66"
},
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551",
"section_num": "71"
},
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551",
"section_num": "80"
},
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551",
"section_num": "9"
},
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551",
"section_num": "90"
},
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551",
"section_num": "93"
},
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551",
"section_num": "94"
},
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551",
"section_num": "95"
}
] |
ธ0012-1B-0001
|
พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551
|
140
|
พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 140 กรรมการ ผู้จัดการ หรือผู้มีอำนาจในการจัดการของสถาบันการเงินผู้ใดโดยทุจริต หลอกลวงด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จแก่ประชาชน หรือด้วยการปกปิดความจริงซึ่งควรบอกให้แก่ประชาชนทราบ และโดยการหลอกลวงดังกล่าวนั้นได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากประชาชน ผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม หรือทำให้ประชาชนผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม ทำ ถอน หรือทำลายเอกสารสิทธิ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่ห้าแสนบาทถึงหนึ่งล้านบาท
|
[] |
ธ0012-1B-0001
|
พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551
|
141
|
พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 141 กรรมการ ผู้จัดการ หรือผู้มีอำนาจในการจัดการของสถาบันการเงินผู้ใดซึ่งได้รับมอบหมายให้จัดการทรัพย์สินของสถาบันการเงินหรือทรัพย์สินที่สถาบันการเงินเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย กระทำผิดหน้าที่ของตนด้วยประการใด ๆ โดยทุจริตจนเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินของสถาบันการเงิน ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่ห้าแสนบาทถึงหนึ่งล้านบาท
|
[] |
ธ0012-1B-0001
|
พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551
|
142
|
พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 142 กรรมการ ผู้จัดการ หรือผู้มีอำนาจในการจัดการของสถาบันการเงินผู้ใดครอบครองทรัพย์ซึ่งเป็นของสถาบันการเงินหรือซึ่งสถาบันการเงินเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย เบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่ห้าแสนบาทถึงหนึ่งล้านบาท
|
[] |
ธ0012-1B-0001
|
พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551
|
143
|
พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 143 กรรมการ ผู้จัดการ หรือผู้มีอำนาจในการจัดการของสถาบันการเงินผู้ใดเอาไปเสีย ทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่า หรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งทรัพย์สินอันสถาบันการเงินมีหน้าที่ดูแลหรือที่อยู่ในความครอบครองของสถาบันการเงิน ถ้าได้กระทำเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี และปรับไม่เกินห้าแสนบาท
|
[] |
ธ0012-1B-0001
|
พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551
|
144
|
พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 144 กรรมการ ผู้จัดการ หรือผู้มีอำนาจในการจัดการของสถาบันการเงินผู้ใดกระทำการดังต่อไปนี้ โดยรู้ว่าเจ้าหนี้ของสถาบันการเงินหรือเจ้าหนี้ของบุคคลอื่น ซึ่งจะใช้สิทธิของเจ้าหนี้สถาบันการเงินบังคับการชำระหนี้จากสถาบันการเงิน หรือใช้หรือน่าจะใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้ชำระหนี้ เพื่อมิให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือบางส่วน ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่ห้าแสนบาทถึงหนึ่งล้านบาท
(1) ย้ายไปเสีย ซ่อนเร้น หรือโอนไปให้แก่ผู้อื่นซึ่งทรัพย์สินของสถาบันการเงิน หรือ
(2) ลงบัญชีหรือกระทำการอื่นใดซึ่งทำให้ปรากฏว่าสถาบันการเงินเป็นหนี้ซึ่งไม่เป็นความจริง
|
[] |
ธ0012-1B-0001
|
พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551
|
145
|
พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 145 กรรมการ ผู้จัดการ หรือผู้มีอำนาจในการจัดการของสถาบันการเงินผู้ใดกระทำการหรือไม่กระทำการเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายเพื่อตนเองหรือผู้อื่นอันเป็นการเสียหายแก่สถาบันการเงิน ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่ห้าแสนบาทถึงหนึ่งล้านบาท
|
[] |
ธ0012-1B-0001
|
พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551
|
146
|
พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 146 กรรมการ ผู้จัดการ หรือผู้มีอำนาจในการจัดการของสถาบันการเงินผู้ใดกระทำหรือยินยอมให้กระทำการดังต่อไปนี้เพื่อลวงให้สถาบันการเงินหรือผู้ถือหุ้นขาดประโยชน์อันควรได้ หรือลวงบุคคลใด ๆ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่ห้าแสนบาทถึงหนึ่งล้านบาท
(1) ทำให้เสียหาย ทำลาย เปลี่ยนแปลง ตัดทอน หรือปลอมบัญชี เอกสารหรือหลักประกันของสถาบันการเงินหรือที่เกี่ยวกับสถาบันการเงิน
(2) ลงข้อความเท็จหรือไม่ลงข้อความสำคัญในบัญชี หรือเอกสารของสถาบันการเงิน หรือ
(3) ทำบัญชีไม่ครบถ้วน ไม่ถูกต้อง ไม่เป็นปัจจุบัน หรือไม่ตรงต่อความเป็นจริง
|
[] |
ธ0012-1B-0001
|
พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551
|
147
|
พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 147 ความผิดตามมาตรา 140 มาตรา 141 มาตรา 142 มาตรา 143 มาตรา 144 มาตรา 145 หรือมาตรา 146 หากผู้กระทำเป็นพนักงานของสถาบันการเงินต้องระวางโทษตามที่บัญญัติไว้สำหรับความผิดนั้น
|
[
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551",
"section_num": "140"
},
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551",
"section_num": "141"
},
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551",
"section_num": "142"
},
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551",
"section_num": "143"
},
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551",
"section_num": "144"
},
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551",
"section_num": "145"
},
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551",
"section_num": "146"
}
] |
ธ0012-1B-0001
|
พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551
|
148
|
พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 148 ผู้สอบบัญชี หรือผู้ประเมินราคา หรือผู้ชำนาญการเฉพาะด้านผู้ใดปฏิบัติงานสอบบัญชีเพื่อแสดงความเห็นต่องบการเงินไม่เป็นไปตามข้อกำหนดของกฎหมายว่าด้วยผู้สอบบัญชีหรือข้อกำหนดเพิ่มเติมตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด หรือทำรายงานเท็จหรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา 69 หรือมาตรา 70 หรือมาตรา 71 หรือประเมินราคาทรัพย์สินโดยไม่สุจริต แล้วแต่กรณี ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินห้าแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
|
[
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551",
"section_num": "69"
},
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551",
"section_num": "70"
},
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551",
"section_num": "71"
}
] |
ธ0012-1B-0001
|
พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551
|
149
|
พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 149 ผู้ใดก่อให้กรรมการ ผู้จัดการ หรือผู้มีอำนาจในการจัดการของสถาบันการเงินหรือผู้ชำนาญการเฉพาะด้านของสถาบันการเงิน กระทำความผิดตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 140 มาตรา 141 มาตรา 142 มาตรา 143 มาตรา 144 มาตรา 145 มาตรา 146 หรือมาตรา 148 ไม่ว่าด้วยการใช้ สั่ง ขู่เข็ญ จ้าง หรือด้วยวิธีอื่นใด ต้องระวางโทษตามที่บัญญัติไว้สำหรับความผิดนั้น
|
[
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551",
"section_num": "140"
},
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551",
"section_num": "141"
},
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551",
"section_num": "142"
},
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551",
"section_num": "143"
},
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551",
"section_num": "144"
},
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551",
"section_num": "145"
},
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551",
"section_num": "146"
},
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551",
"section_num": "148"
}
] |
ธ0012-1B-0001
|
พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551
|
150
|
พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 150 ผู้ใดกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่กรรมการ ผู้จัดการ ผู้มีอำนาจในการจัดการของสถาบันการเงิน ผู้สอบบัญชี หรือผู้ชำนาญการเฉพาะด้านของสถาบันการเงิน กระทำความผิดตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 140 มาตรา 141 มาตรา 142 มาตรา 143 มาตรา 144 มาตรา 145 มาตรา 146 หรือมาตรา 148 ไม่ว่าก่อนหรือขณะกระทำความผิด ต้องระวางโทษตามที่บัญญัติไว้สำหรับความผิดนั้น ๆ เว้นแต่ผู้นั้นมิได้รู้ถึงการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกนั้น
|
[
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551",
"section_num": "140"
},
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551",
"section_num": "141"
},
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551",
"section_num": "142"
},
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551",
"section_num": "143"
},
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551",
"section_num": "144"
},
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551",
"section_num": "145"
},
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551",
"section_num": "146"
},
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551",
"section_num": "148"
}
] |
ธ0012-1B-0001
|
พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551
|
151
|
พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 151 ความผิดมาตรา 140 มาตรา 141 มาตรา 142 มาตรา 143 มาตรา 144 มาตรา 145 มาตรา 146 หรือมาตรา 148 มาตรา 149 และมาตรา 150 เมื่อพนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีอาญา ให้พนักงานอัยการมีอำนาจเรียกทรัพย์สิน หรือราคาหรือค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายแทนผู้เสียหายด้วย และให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาล
|
[
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551",
"section_num": "140"
},
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551",
"section_num": "141"
},
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551",
"section_num": "142"
},
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551",
"section_num": "143"
},
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551",
"section_num": "144"
},
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551",
"section_num": "145"
},
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551",
"section_num": "146"
},
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551",
"section_num": "148"
},
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551",
"section_num": "149"
},
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551",
"section_num": "150"
}
] |
ธ0012-1B-0001
|
พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551
|
152
|
พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 152 ในกรณีที่ปรากฏว่าบุคคลใดกระทำความผิดตามมาตรา 140 มาตรา 141 มาตรา 142 มาตรา 143 มาตรา 144 มาตรา 145 มาตรา 146 หรือมาตรา 148 มาตรา 149 และมาตรา 150 และธนาคารแห่งประเทศไทยเห็นว่าหากปล่อยเนิ่นช้าไว้อาจเกิดความเสียหายแก่ประโยชน์ของประชาชน ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจสั่งยึดหรืออายัดทรัพย์สินของบุคคลนั้น หรือทรัพย์สินซึ่งตามกฎหมายอาจถือได้ว่าเป็นของบุคคลนั้น หรือตามพฤติการณ์ที่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าเป็นของบุคคลนั้น แต่จะยึดหรืออายัดทรัพย์สินเกินกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบวันไม่ได้ เว้นแต่ในกรณีที่มีการฟ้องคดีต่อศาล ให้คำสั่งยึดหรืออายัดดังกล่าวยังคงมีผลต่อไปจนกว่าศาลจะสั่งเป็นอย่างอื่น ในกรณีมีเหตุจำเป็นทำให้ไม่สามารถฟ้องคดีภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันได้ ศาลที่มีเขตอำนาจอาจสั่งขยายระยะเวลาออกไปอีกตามคำขอของธนาคารแห่งประเทศไทยได้
ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจแต่งตั้งพนักงานธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นผู้ดำเนินการยึดหรืออายัดทรัพย์สินตามวรรคหนึ่ง
การกำหนดวิธีการในการดำเนินการยึดหรืออายัดทรัพย์สินและการกำหนดจำนวนเงินที่จำเป็นสำหรับการดำรงชีพและเลี้ยงดูครอบครัวของบุคคลที่ถูกยึดหรืออายัดทรัพย์สินตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด
ผู้ใดทำลาย ย้ายไปเสีย ซ่อนเร้น เอาไปเสีย ทำให้สูญหายหรือไร้ประโยชน์ โอนให้แก่บุคคลอื่นหรือกระทำการใด ๆ ให้เสียหายแก่ทรัพย์สินที่ถูกยึดหรืออายัดตามวรรคหนึ่ง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี และปรับไม่เกินหนึ่งล้านบาท
|
[
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551",
"section_num": "140"
},
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551",
"section_num": "141"
},
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551",
"section_num": "142"
},
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551",
"section_num": "143"
},
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551",
"section_num": "144"
},
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551",
"section_num": "145"
},
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551",
"section_num": "146"
},
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551",
"section_num": "148"
},
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551",
"section_num": "149"
},
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551",
"section_num": "150"
}
] |
ธ0012-1B-0001
|
พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551
|
153
|
พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 153 ในกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยว่าบุคคลตามมาตรา 152 จะหลบหนีออกนอกราชอาณาจักร ศาลอาญาโดยคำร้องขอของธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจสั่งห้ามมิให้บุคคลนั้นออกนอกราชอาณาจักรไว้ก่อนได้
ในกรณีมีเหตุจำเป็นเร่งด่วน ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติโดยคำร้องขอของผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยหรือบุคคลที่ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยมอบหมาย มีอำนาจสั่งห้ามมิให้บุคคลตามมาตรา 152 ออกนอกราชอาณาจักรไว้ก่อนเป็นการชั่วคราวได้เป็นเวลาไม่เกินสิบห้าวันจนกว่าศาลอาญาจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น
ผู้ใดฝ่าฝืนคำสั่งของศาลอาญาตามวรรคหนึ่งหรือของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติตามวรรคสอง หรือผู้ให้ความช่วยเหลือบุคคลดังกล่าว ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี และปรับไม่เกินหนึ่งล้านบาท
|
[
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551",
"section_num": "152"
}
] |
ธ0012-1B-0001
|
พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551
|
154
|
พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 154 ผู้ใดล่วงรู้กิจการของสถาบันการเงินใดเนื่องจากการปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ที่กำหนดในกฎหมายหรือเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ในการช่วยเหลือผู้ที่ปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ที่กำหนดในกฎหมาย อันเป็นกิจการที่ตามปกติวิสัยจะพึงสงวนไว้ไม่เปิดเผย ถ้าผู้นั้นนำไปเปิดเผยแก่บุคคลอื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับแก่การเปิดเผยในกรณี ดังต่อไปนี้
(1) การเปิดเผยตามหน้าที่หรือเพื่อประโยชน์แก่การสอบสวนหรือการพิจารณาคดี
(2) การเปิดเผยเกี่ยวกับการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้
(3) การเปิดเผยแก่ผู้สอบบัญชีของสถาบันการเงินนั้นหรือหน่วยงานในประเทศและต่างประเทศที่มีอำนาจหน้าที่ในการกำกับสถาบันการเงินนั้น
(4) การเปิดเผยข้อมูลเพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานในประเทศและต่างประเทศที่มีอำนาจหน้าที่ในการกำกับสถาบันการเงิน หรือธุรกิจทางการเงิน ตามข้อตกลงที่มีระหว่างกัน
(5) การเปิดเผยเพื่อประโยชน์ในการแก้ไขฐานะการดำเนินงานของสถาบันการเงินนั้น
(6) การเปิดเผยเพื่อประโยชน์ในการให้สินเชื่อของสถาบันการเงิน
(7) การเปิดเผยความลับของลูกค้าสถาบันการเงินที่ถูกเปิดเผยต่อสาธารณชนแล้ว
(8) การเปิดเผยความลับของลูกค้าของสถาบันการเงินซึ่งลูกค้าดังกล่าวให้ความยินยอมแล้ว
(9) การเปิดเผยให้แก่บริษัทที่อยู่ในกลุ่มธุรกิจทางการเงินเดียวกัน
(10) การเปิดเผยเพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติตามที่กฎหมายบัญญัติไว้
|
[] |
ธ0012-1B-0001
|
พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551
|
155
|
พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 155 ผู้ใดล่วงรู้หรือได้มาซึ่งความลับของสถาบันการเงินโดยเหตุที่เป็นผู้มีอำนาจในการจัดการหรือเป็นพนักงาน และเปิดเผยความลับนั้นในประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่นหรือประชาชน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับกับการเปิดเผยตามกรณีในมาตรา 154 วรรคสอง
|
[
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551",
"section_num": "154"
}
] |
ธ0012-1B-0001
|
พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551
|
155/1
|
พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 155/1 ให้นำบทบัญญัติมาตรา 154 และมาตรา 155 มาใช้บังคับกับการล่วงรู้และเปิดเผยข้อมูลของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ
|
[
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551",
"section_num": "154"
},
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551",
"section_num": "155"
}
] |
ธ0012-1B-0001
|
พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551
|
156
|
พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 156 ความผิดตามมาตรา 122 มาตรา 124 มาตรา 125 มาตรา 128 มาตรา 131/1 มาตรา 132 วรรคสอง และมาตรา 139 ให้คณะกรรมการที่รัฐมนตรีแต่งตั้งมีอำนาจเปรียบเทียบได้
คณะกรรมการที่รัฐมนตรีแต่งตั้งตามวรรคหนึ่งให้มีจำนวนสามคน โดยอย่างน้อยต้องเป็นพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาหนึ่งคน
เมื่อคณะกรรมการได้ทำการเปรียบเทียบ และผู้ต้องหาได้ชำระค่าปรับตามจำนวนและภายในระยะเวลาที่คณะกรรมการกำหนดแล้ว ให้ถือว่าคดีเลิกกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
|
[
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551",
"section_num": "122"
},
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551",
"section_num": "124"
},
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551",
"section_num": "125"
},
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551",
"section_num": "128"
},
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551",
"section_num": "131/1"
},
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551",
"section_num": "132"
},
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551",
"section_num": "139"
}
] |
ธ0012-1B-0001
|
พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551
|
157
|
พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 157 ให้ถือว่าธนาคารพาณิชย์ บริษัทเงินทุน และบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบการธนาคารพาณิชย์ ธุรกิจเงินทุน หรือธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ แล้วแต่กรณี อยู่แล้วในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ เป็นสถาบันการเงินที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจประเภทนั้นตามพระราชบัญญัตินี้
|
[] |
ธ0012-1B-0001
|
พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551
|
158
|
พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 158 บรรดากฎกระทรวง ประกาศกระทรวงการคลัง และประกาศ หนังสือเวียน คำสั่ง หรือข้อกำหนดของธนาคารแห่งประเทศไทยที่เกี่ยวกับการประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์ ธุรกิจเงินทุน หรือธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ บรรดาที่ใช้บังคับอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ใช้บังคับได้ต่อไปเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติในพระราชบัญญัตินี้ ทั้งนี้ จนกว่าจะได้มีการออกประกาศ หรือคำสั่งตามพระราชบัญญัตินี้
|
[] |
ธ0012-1B-0001
|
พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551
|
159
|
พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 159 สถาบันการเงินใดได้รับการผ่อนผันให้ลงทุน หรือซื้อ หรือมีหุ้นเกินอัตราส่วนตามมาตรา 34 อยู่แล้วในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้สถาบันการเงินมีสิทธิถือหรือมีไว้ต่อไปตามหลักเกณฑ์ที่ได้รับการผ่อนผัน แต่ต้องไม่เกินกำหนดห้าปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
ในกรณีที่สถาบันการเงินใดได้รับผ่อนผันให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพัน หรือทำธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อ เกินอัตราส่วนตามมาตรา 50 อยู่แล้วในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้สถาบันการเงินนั้นคงให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพัน หรือทำธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อ ตามสัญญาที่ผูกพันไว้แล้วต่อไปได้จนกว่าจะครบกำหนดระยะเวลาชำระหนี้ตามที่ระบุในสัญญาดังกล่าว
สถาบันการเงินใดให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพัน หรือทำธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อ แก่บุคคลใดและผู้ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลดังกล่าวรวมกันเกินอัตราที่กำหนดตามมาตรา 49 หรือมาตรา 50 ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ โดยการให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพัน หรือทำธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อดังกล่าวไม่ขัดต่อกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์หรือกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น สถาบันการเงินดังกล่าวจะให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพัน หรือทำธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อแก่บุคคลหรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลดังกล่าวอีกไม่ได้ และต้องดำเนินการเพื่อทำให้การให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพัน หรือทำธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อดังกล่าวเป็นไปตามที่บัญญัติในมาตรา 49 หรือมาตรา 50 โดยเร็ว แต่ทั้งนี้ ต้องไม่เกินห้าปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
สถาบันการเงินใดได้รับผ่อนผันให้มีไว้ซึ่งอสังหาริมทรัพย์อยู่แล้วในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้สถาบันการเงินดังกล่าวมีไว้ซึ่งอสังหาริมทรัพย์นั้นต่อไปได้ตามหลักเกณฑ์ที่ได้รับการผ่อนผันนั้น
|
[
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551",
"section_num": "34"
},
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551",
"section_num": "49"
},
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551",
"section_num": "50"
}
] |
ธ0012-1B-0001
|
พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551
|
160
|
พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 160 บริษัทเงินทุนใดที่ได้รับใบอนุญาตอยู่แล้วในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ประกอบธุรกิจได้ตามที่ได้รับอนุญาตไว้แล้ว
|
[] |
ธ0012-1B-0001
|
พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551
|
161
|
พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 161 บริษัทที่มิได้ประกอบธุรกิจทางการเงิน แต่ได้รับการผ่อนผันให้ถือหุ้นในสถาบันการเงินใดเกินอัตราที่กำหนดในมาตรา 18 อยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ถือหุ้นของสถาบันการเงินนั้นได้ต่อไป และอาจซื้อหุ้นเพิ่มทุนเพื่อรักษาสัดส่วนการถือหุ้นที่มีอยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับได้ แต่ถ้าได้จำหน่ายหุ้นนั้นไปเท่าใดให้คงมีสิทธิถือหุ้นเกินอัตราที่กำหนดได้เท่าจำนวนหุ้นที่เหลืออยู่นั้น
ห้ามมิให้บริษัทตามวรรคหนึ่งซื้อหุ้นของสถาบันการเงินที่ตนถืออยู่เพิ่ม เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาที่ได้รับการผ่อนผันตามวรรคหนึ่ง
|
[
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551",
"section_num": "18"
}
] |
ธ0012-1B-0001
|
พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551
|
162
|
พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 162 บุคคลใดถือหุ้นหรือมีไว้ซึ่งหุ้นของสถาบันการเงินแห่งใดแห่งหนึ่งเกินอัตราที่กำหนดตามมาตรา 18 เนื่องจากการนับรวมหุ้นที่ผู้ที่เกี่ยวข้องถืออยู่หรือมีไว้อยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ โดยการถืออยู่หรือมีไว้ซึ่งหุ้นของสถาบันการเงินดังกล่าวไม่ขัดต่อกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น ให้คงมีสิทธิถือหรือมีไว้ซึ่งหุ้นนั้นได้ต่อไป แต่ถ้าได้จำหน่ายหุ้นนั้นไปเท่าใดก็ให้คงมีสิทธิถือหรือมีไว้ซึ่งหุ้นนั้นเกินอัตราที่กำหนดได้เท่าจำนวนหุ้นที่เหลือ และให้บุคคลดังกล่าวต้องดำเนินการเพื่อให้การถือหรือมีไว้ซึ่งหุ้นดังกล่าวเป็นไปตามที่บัญญัติในมาตรา 18 โดยเร็ว แต่ทั้งนี้ ต้องไม่เกินห้าปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
|
[
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551",
"section_num": "18"
}
] |
ธ0012-1B-0001
|
พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551
|
163
|
พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 163 ในขณะที่ยังมิได้จัดตั้งสถาบันคุ้มครองเงินฝาก หากมีบทบัญญัติมาตราใดในพระราชบัญญัติฉบับนี้กำหนดให้เป็นภารกิจและอำนาจหน้าที่ของสถาบันคุ้มครองเงินฝาก ให้ภารกิจและอำนาจหน้าที่ดังกล่าวเป็นของกระทรวงการคลังจนกว่าจะมีการจัดตั้งสถาบันคุ้มครองเงินฝากขึ้น
|
[] |
ว0067-1B-0001
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547
|
1
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547 มาตรา 1 พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547”
|
[] |
ว0067-1B-0001
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547
|
2
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547 มาตรา 2 พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
|
[] |
ว0067-1B-0001
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547
|
3
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547 มาตรา 3 ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติผู้สอบบัญชี พ.ศ. 2505
|
[] |
ว0067-1B-0001
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547
|
4
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547 มาตรา 4 ในพระราชบัญญัตินี้
“วิชาชีพบัญชี” หมายความว่า วิชาชีพในด้านการทำบัญชี ด้านการสอบบัญชี ด้านการบัญชีบริหาร ด้านการวางระบบบัญชี ด้านการบัญชีภาษีอากร ด้านการศึกษาและเทคโนโลยีการบัญชี และบริการเกี่ยวกับการบัญชีด้านอื่นตามที่กำหนดโดยกฎกระทรวง
“ผู้ทำบัญชี” หมายความว่า ผู้ทำบัญชีตามกฎหมายว่าด้วยการบัญชี
“การประชุมใหญ่” หมายความว่า การประชุมใหญ่สามัญหรือการประชุมใหญ่วิสามัญ
“สมาชิก” หมายความว่า สมาชิกสภาวิชาชีพบัญชี
“รัฐมนตรี” หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
|
[] |
ว0067-1B-0001
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547
|
5
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547 มาตรา 5 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจออกกฎกระทรวงเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
กฎกระทรวงนั้นเมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้
|
[] |
ว0067-1B-0001
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547
|
6
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547 มาตรา 6 ให้มีสภาวิชาชีพบัญชี มีฐานะเป็นนิติบุคคล โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและพัฒนาวิชาชีพบัญชี
|
[] |
ว0067-1B-0001
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547
|
7
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547 มาตรา 7 สภาวิชาชีพบัญชีมีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้
(1) ส่งเสริมการศึกษา การอบรม และการวิจัยเกี่ยวกับวิชาชีพบัญชี
(2) ส่งเสริมความสามัคคีและผดุงเกียรติของสมาชิก จัดสวัสดิการและการสงเคราะห์ระหว่างสมาชิก
(3) กำหนดมาตรฐานการบัญชี มาตรฐานการสอบบัญชี และมาตรฐานอื่นที่เกี่ยวกับวิชาชีพบัญชี
(4) กำหนดจรรยาบรรณผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี
(5) รับขึ้นทะเบียนการประกอบวิชาชีพบัญชี ออกใบอนุญาต พักใช้ หรือเพิกถอนใบอนุญาตผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี
(6) รับรองปริญญาหรือประกาศนียบัตรในวิชาการบัญชีของสถาบันการศึกษาต่าง ๆ เพื่อประโยชน์ในการรับสมัครเป็นสมาชิก
(7) รับรองความรู้ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพบัญชี
(8) รับรองหลักสูตรการฝึกอบรมเป็นผู้ชำนาญการและการศึกษาต่อเนื่องในด้านต่าง ๆ ของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี
(9) ควบคุมความประพฤติและการดำเนินงานของสมาชิกและผู้ขึ้นทะเบียนอันเกี่ยวกับการประกอบวิชาชีพบัญชีให้ถูกต้องตามจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพบัญชี
(10) ช่วยเหลือ แนะนำ เผยแพร่ และให้บริการวิชาการแก่ประชาชนเกี่ยวกับวิชาชีพบัญชี
(11) ออกข้อบังคับสภาวิชาชีพบัญชี
(12) เป็นตัวแทนของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี
(13) ให้คำปรึกษาและเสนอแนะต่อรัฐบาลเกี่ยวกับนโยบายและปัญหาของวิชาชีพบัญชี
(14) ดำเนินการอื่นเพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์และอำนาจหน้าที่ของสภาวิชาชีพบัญชีตามพระราชบัญญัตินี้
|
[] |
ว0067-1B-0001
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547
|
8
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547 มาตรา 8 สภาวิชาชีพบัญชีอาจมีรายได้ ดังต่อไปนี้
(1) ค่าบำรุงสมาชิกและค่าธรรมเนียมตามพระราชบัญญัตินี้
(2) เงินอุดหนุนจากงบประมาณแผ่นดิน
(3) ผลประโยชน์จากการจัดการทรัพย์สินและการดำเนินกิจการของสภาวิชาชีพบัญชี
(4) เงินและทรัพย์สินซึ่งมีผู้ให้แก่สภาวิชาชีพบัญชี
(5) ดอกผลของเงินและทรัพย์สินตาม (1) (2) (3) และ (4)
|
[] |
ว0067-1B-0001
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547
|
9
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547 มาตรา 9 ภายใต้บังคับบทบัญญัติหมวด 5 การควบคุมการประกอบวิชาชีพด้านการสอบบัญชี และหมวด 6 การควบคุมการประกอบวิชาชีพด้านการทำบัญชี ในกรณีที่การประกอบวิชาชีพบัญชีด้านใดมีผลกระทบต่อประโยชน์ได้เสียของประชาชน หรือเพื่อประโยชน์ที่จะให้มีการคุ้มครองประชาชนและพัฒนาหรือจัดระเบียบการประกอบวิชาชีพบัญชีด้านใด จะตราพระราชกฤษฎีกากำหนดให้การประกอบวิชาชีพบัญชีด้านนั้นต้องได้รับใบอนุญาตหรือต้องขึ้นทะเบียนไว้กับสภาวิชาชีพบัญชีก็ได้
|
[] |
ว0067-1B-0001
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547
|
10
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547 มาตรา 10 เมื่อมีพระราชกฤษฎีกาตามมาตรา 9 ใช้บังคับสำหรับวิชาชีพบัญชีด้านใด ห้ามมิให้ผู้ใดประกอบวิชาชีพบัญชีด้านนั้น เว้นแต่ได้รับใบอนุญาตหรือขึ้นทะเบียนกับสภาวิชาชีพบัญชี
การขอรับใบอนุญาต การอนุญาต การออกใบอนุญาต และการขึ้นทะเบียนผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามแบบ หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในข้อบังคับสภาวิชาชีพบัญชี
ในการขึ้นทะเบียนประกอบวิชาชีพบัญชี สภาวิชาชีพบัญชีจะกำหนดให้ผู้ขึ้นทะเบียนซึ่งมิได้เป็นสมาชิกต้องเสียค่าธรรมเนียมเป็นรายปีก็ได้ แต่จะกำหนดค่าธรรมเนียมดังกล่าวให้สูงกว่าค่าบำรุงสมาชิกและค่าธรรมเนียมใบอนุญาตที่เรียกเก็บจากสมาชิกสภาวิชาชีพบัญชีเป็นรายปีไม่ได้
|
[
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547",
"section_num": "9"
}
] |
ว0067-1B-0001
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547
|
11
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547 มาตรา 11 นิติบุคคลซึ่งประกอบกิจการให้บริการด้านการสอบบัญชีหรือด้านการทำบัญชีหรือให้บริการวิชาชีพบัญชีด้านอื่นตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกาตามมาตรา 9 ต้องจดทะเบียนต่อสภาวิชาชีพบัญชีตามเงื่อนไข ดังต่อไปนี้
(1) นิติบุคคลนั้นต้องจัดให้มีหลักประกันเพื่อประกันความรับผิดต่อบุคคลที่สาม ทั้งนี้ ตามประเภท จำนวน หลักเกณฑ์ และวิธีการที่กำหนดโดยกฎกระทรวง
(2) ในกรณีประกอบกิจการให้บริการการสอบบัญชี บุคคลซึ่งมีอำนาจลงนามผูกพันนิติบุคคลในการให้บริการการสอบบัญชีต้องเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตให้เป็นผู้สอบบัญชีรับอนุญาต
การกำหนดหลักประกันตามวรรคหนึ่ง (1) ให้คำนึงถึงขนาดและรายได้ของนิติบุคคลนั้น และให้นำความเห็นของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและสภาวิชาชีพบัญชีมาพิจารณาประกอบด้วย
ในกรณีที่ผู้สอบบัญชีต้องรับผิดชอบต่อบุคคลที่สาม ให้นิติบุคคลซึ่งผู้สอบบัญชีนั้นสังกัดอยู่ร่วมรับผิดด้วยอย่างลูกหนี้ร่วม และในกรณีที่ยังไม่สามารถชำระค่าเสียหายได้ครบจำนวน ให้หุ้นส่วนหรือกรรมการผู้มีอำนาจลงนามผูกพันนิติบุคคล หรือผู้แทนนิติบุคคลใดซึ่งต้องรับผิดชอบในการดำเนินการของนิติบุคคลนั้น ต้องร่วมรับผิดจนครบจำนวน เว้นแต่พิสูจน์ได้ว่าตนมิได้มีส่วนรู้เห็นหรือยินยอมในการกระทำผิดที่ต้องรับผิด
|
[
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547",
"section_num": "9"
}
] |
ว0067-1B-0001
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547
|
12
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547 มาตรา 12 สมาชิกสภาวิชาชีพบัญชีมีสี่ประเภท ดังนี้
(1) สมาชิกสามัญ
(2) สมาชิกวิสามัญ
(3) สมาชิกสมทบ
(4) สมาชิกกิตติมศักดิ์
|
[] |
ว0067-1B-0001
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547
|
13
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547 มาตรา 13 สมาชิกสามัญต้องเป็นผู้มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้
(1) มีอายุไม่ต่ำกว่ายี่สิบปีบริบูรณ์
(2) มีสัญชาติไทย
(3) สำเร็จการศึกษาวิชาการบัญชีไม่ต่ำกว่าระดับปริญญาตรี หรือได้รับประกาศนียบัตร หรือวุฒิอื่นเทียบเท่าปริญญาตรีสาขาวิชาชีพการบัญชีที่สภาวิชาชีพบัญชีรับรอง หรือสำเร็จการศึกษาสาขาอื่นตามที่สภาวิชาชีพบัญชีกำหนด
(4) ไม่เป็นผู้ประพฤติผิดจรรยาบรรณอันนำมาซึ่งความเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์แห่งวิชาชีพบัญชีตามที่กำหนดในข้อบังคับสภาวิชาชีพบัญชี
(5) ไม่เคยต้องโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกในคดีที่เป็นการประพฤติผิดจรรยาบรรณอันจะนำมาซึ่งความเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์แห่งวิชาชีพตามที่กำหนดในข้อบังคับสภาวิชาชีพบัญชี
(6) ไม่เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ หรือเป็นโรคตามที่กำหนดในข้อบังคับสภาวิชาชีพบัญชี
|
[] |
ว0067-1B-0001
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547
|
14
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547 มาตรา 14 สมาชิกวิสามัญและสมาชิกสมทบต้องเป็นผู้มีสัญชาติไทย และต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามที่กำหนดในข้อบังคับสภาวิชาชีพบัญชี
ความในวรรคหนึ่ง มิให้ใช้บังคับกับผู้ซึ่งไม่มีสัญชาติไทยแต่มีสัญชาติของประเทศซึ่งยินยอมให้ผู้มีสัญชาติไทยประกอบอาชีพสอบบัญชีในประเทศนั้นได้ และประสงค์จะสมัครเข้าเป็นสมาชิกวิสามัญ แต่ผู้นั้นจะต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 13 (1) (3) (4) (5) และ (6)
|
[
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547",
"section_num": "13"
}
] |
ว0067-1B-0001
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547
|
15
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547 มาตรา 15 สมาชิกกิตติมศักดิ์ ได้แก่ ผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งได้รับเชิญเป็นสมาชิกตามมติของคณะกรรมการสภาวิชาชีพบัญชี
|
[] |
ว0067-1B-0001
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547
|
16
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547 มาตรา 16 สมาชิกสามัญมีสิทธิและหน้าที่ ดังต่อไปนี้
(1) แสดงความคิดเห็นในการประชุมใหญ่
(2) ออกเสียงลงคะแนนในการประชุมใหญ่
(3) เลือกตั้ง รับเลือกตั้ง หรือรับแต่งตั้ง เป็นกรรมการหรือดำรงตำแหน่งอื่นอันเกี่ยวกับกิจการของสภาวิชาชีพบัญชีตามพระราชบัญญัตินี้
(4) ชำระค่าบำรุงสมาชิกหรือค่าธรรมเนียมตามที่กำหนดในข้อบังคับสภาวิชาชีพบัญชี
(5) ผดุงไว้ซึ่งเกียรติศักดิ์แห่งวิชาชีพบัญชีและปฏิบัติตนตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้
(6) สิทธิและหน้าที่อื่นตามที่สภาวิชาชีพบัญชีกำหนด
สมาชิกวิสามัญ สมาชิกสมทบ และสมาชิกกิตติมศักดิ์ มีสิทธิและหน้าที่ตาม (1) (4) (5) และ (6)
|
[] |
ว0067-1B-0001
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547
|
17
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547 มาตรา 17 สมาชิกภาพของสมาชิกสิ้นสุดลง เมื่อ
(1) ตาย
(2) ลาออก
(3) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 13 หรือมาตรา 14 หรือคณะกรรมการสภาวิชาชีพบัญชีมีมติเพิกถอนสำหรับกรณีสมาชิกกิตติมศักดิ์
(4) ไม่ชำระค่าบำรุงสมาชิก โดยไม่มีเหตุอันสมควรตามที่กำหนดในข้อบังคับสภาวิชาชีพบัญชี
|
[
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547",
"section_num": "13"
},
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547",
"section_num": "14"
}
] |
ว0067-1B-0001
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547
|
18
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547 มาตรา 18 ให้มีการประชุมใหญ่สามัญสภาวิชาชีพบัญชีอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง
การประชุมใหญ่อื่นนอกจากการประชุมใหญ่สามัญ เรียกว่า การประชุมใหญ่วิสามัญ
|
[] |
ว0067-1B-0001
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547
|
19
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547 มาตรา 19 สมาชิกสามัญอาจขอให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญได้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในข้อบังคับสภาวิชาชีพบัญชี ในการนี้ นายกสภาวิชาชีพบัญชีต้องเรียกประชุมใหญ่วิสามัญภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคำขอ
|
[] |
ว0067-1B-0001
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547
|
20
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547 มาตรา 20 ในการประชุมใหญ่ ต้องมีสมาชิกสามัญมาประชุมไม่น้อยกว่าสองร้อยคนจึงเป็นองค์ประชุม
การประชุมใหญ่ครั้งใด เมื่อล่วงพ้นเวลาที่กำหนดไว้เป็นเวลาสามสิบนาทีแล้วมีสมาชิกสามัญมาประชุมไม่ครบองค์ประชุมตามวรรคหนึ่ง และการประชุมนั้นได้เรียกประชุมตามมาตรา 19 ให้งดการประชุมครั้งนั้น แต่ถ้าคณะกรรมการสภาวิชาชีพบัญชีเป็นผู้จัดให้มีการประชุม ให้เลื่อนการประชุมนั้นออกไป โดยให้นายกสภาวิชาชีพบัญชีเรียกประชุมใหญ่อีกครั้งหนึ่งภายในสามสิบวันและในการประชุมใหญ่ครั้งนี้ ให้องค์ประชุมประกอบด้วยสมาชิกสามัญเท่าที่มาประชุม
|
[
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547",
"section_num": "19"
}
] |
ว0067-1B-0001
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547
|
21
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547 มาตรา 21 ในการประชุมใหญ่ ให้นายกสภาวิชาชีพบัญชีเป็นประธานในที่ประชุม ในกรณีที่นายกสภาวิชาชีพบัญชีไม่อยู่ในที่ประชุมหรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้หรือไม่ปฏิบัติหน้าที่ ให้อุปนายกสภาวิชาชีพบัญชีคนที่หนึ่งหรือคนที่สองตามลำดับเป็นประธานในที่ประชุม ถ้านายกสภาวิชาชีพบัญชีและอุปนายกสภาวิชาชีพบัญชีไม่อยู่ในที่ประชุมหรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้หรือไม่ปฏิบัติหน้าที่ ให้สมาชิกสามัญที่มาประชุมเลือกสมาชิกสามัญคนหนึ่งทำหน้าที่เป็นประธานในที่ประชุม
|
[] |
ว0067-1B-0001
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547
|
22
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547 มาตรา 22 ให้มีคณะกรรมการสภาวิชาชีพบัญชี ประกอบด้วย
(1) นายกสภาวิชาชีพบัญชี ซึ่งที่ประชุมใหญ่เลือกตั้งจากสมาชิกสามัญ
(2) กรรมการโดยตำแหน่ง ได้แก่ ประธานคณะกรรมการวิชาชีพบัญชีทุกด้าน ประธานคณะกรรมการกำหนดมาตรฐานการบัญชี และประธานคณะกรรมการจรรยาบรรณ
(3) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งนายกสภาวิชาชีพบัญชีและกรรมการโดยตำแหน่งตาม (2) มีมติแต่งตั้งจากผู้ทรงคุณวุฒิเกี่ยวกับวิชาการบัญชีสองคน และผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านกฎหมายหนึ่งคน
(4) กรรมการซึ่งที่ประชุมใหญ่เลือกตั้งจากสมาชิกสามัญ มีจำนวนไม่เกินห้าคน
ให้เลขาธิการสภาวิชาชีพบัญชีเป็นกรรมการและเลขานุการ และจะให้มีผู้ช่วยเลขานุการก็ได้ตามความจำเป็นและตามมติของคณะกรรมการสภาวิชาชีพบัญชี
คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของนายกสภาวิชาชีพบัญชี กรรมการตาม (3) และ (4) และหลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้งนายกสภาวิชาชีพบัญชี และกรรมการตาม (4) ให้เป็นไปตามข้อบังคับสภาวิชาชีพบัญชี
|
[] |
ว0067-1B-0001
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547
|
23
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547 มาตรา 23 นายกสภาวิชาชีพบัญชี และกรรมการตามมาตรา 22 (3) และ (4) มีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละสามปี
ในกรณีที่นายกสภาวิชาชีพบัญชี หรือกรรมการตามมาตรา 22 (3) และ (4) พ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระ หรือในกรณีที่ที่ประชุมใหญ่เลือกตั้งกรรมการตามมาตรา 22 (4) เพิ่มขึ้นในระหว่างที่กรรมการซึ่งเลือกตั้งไว้แล้วยังมีวาระอยู่ในตำแหน่ง ให้ผู้ได้รับเลือกตั้งหรือแต่งตั้งแทนตำแหน่งที่ว่างหรือเป็นกรรมการเพิ่มขึ้น อยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการซึ่งได้เลือกตั้งหรือแต่งตั้งไว้แล้ว
เมื่อครบกำหนดตามวาระในวรรคหนึ่ง หากยังมิได้มีการเลือกตั้งนายกสภาวิชาชีพบัญชีหรือยังมิได้มีการแต่งตั้งกรรมการตามมาตรา 22 (3) หรือยังมิได้มีการเลือกตั้งกรรมการตามมาตรา 22 (4) ขึ้นใหม่ ให้นายกสภาวิชาชีพบัญชีหรือกรรมการซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระนั้นอยู่ในตำแหน่งเพื่อดำเนินงานต่อไปจนกว่านายกสภาวิชาชีพบัญชีหรือกรรมการซึ่งได้รับเลือกตั้งหรือแต่งตั้งใหม่เข้ารับหน้าที่
นายกสภาวิชาชีพบัญชีหรือกรรมการซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระ อาจได้รับเลือกตั้งหรือแต่งตั้งอีกได้ แต่นายกสภาวิชาชีพบัญชีจะดำรงตำแหน่งเกินสองวาระติดต่อกันไม่ได้
|
[
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547",
"section_num": "22"
}
] |
ว0067-1B-0001
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547
|
24
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547 มาตรา 24 นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระ ให้นายกสภาวิชาชีพบัญชีและกรรมการตามมาตรา 22 (3) และ (4) พ้นจากตำแหน่ง เมื่อ
(1) ตาย
(2) ลาออก
(3) พ้นจากสมาชิกภาพของสมาชิกสภาวิชาชีพบัญชี
(4) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามข้อบังคับสภาวิชาชีพบัญชี
(5) รัฐมนตรีมีคำสั่งให้พ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 63
|
[
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547",
"section_num": "22"
},
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547",
"section_num": "63"
}
] |
ว0067-1B-0001
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547
|
25
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547 มาตรา 25 ให้นายกสภาวิชาชีพบัญชีเลือกกรรมการเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอุปนายกตามจำนวนที่คณะกรรมการสภาวิชาชีพบัญชีกำหนด ตำแหน่งเลขาธิการ เหรัญญิก และนายทะเบียน ตำแหน่งละหนึ่งคน และตำแหน่งอื่นตามที่คณะกรรมการสภาวิชาชีพบัญชีกำหนดตามความจำเป็น
การปฏิบัติหน้าที่ อำนาจหน้าที่ และการพ้นจากตำแหน่งของผู้ดำรงตำแหน่งตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามข้อบังคับสภาวิชาชีพบัญชี
|
[] |
ว0067-1B-0001
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547
|
26
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547 มาตรา 26 การประชุมคณะกรรมการสภาวิชาชีพบัญชีต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมด จึงจะเป็นองค์ประชุม
มติของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก กรรมการคนหนึ่งมีเสียงหนึ่งในการลงคะแนน ถ้าคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด
|
[] |
ว0067-1B-0001
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547
|
27
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547 มาตรา 27 คณะกรรมการสภาวิชาชีพบัญชี จะแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาหรือปฏิบัติการตามที่มอบหมายก็ได้
ให้นำความในมาตรา 26 มาใช้บังคับแก่การประชุมของคณะอนุกรรมการโดยอนุโลม
|
[
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547",
"section_num": "26"
}
] |
ว0067-1B-0001
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547
|
28
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547 มาตรา 28 ให้คณะกรรมการสภาวิชาชีพบัญชีมีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้
(1) บริหารกิจการของสภาวิชาชีพบัญชีให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์
(2) กระทำกิจการที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของสภาวิชาชีพบัญชีตามพระราชบัญญัตินี้
(3) เสนอร่างข้อบังคับสภาวิชาชีพบัญชีในกิจการต่าง ๆ ที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้ต่อที่ประชุมใหญ่สภาวิชาชีพบัญชี
(4) จัดให้มีการประชุมใหญ่
(5) ออกระเบียบเพื่อปฏิบัติการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้
|
[] |
ว0067-1B-0001
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547
|
29
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547 มาตรา 29 สมาชิกสามัญไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยคนจะเข้าชื่อเสนอร่างข้อบังคับตามมาตรา 28 (3) ต่อสภาวิชาชีพบัญชีด้วยก็ได้
ให้คณะกรรมการสภาวิชาชีพบัญชีจัดให้มีการประชุมใหญ่เพื่อพิจารณาร่างข้อบังคับสภาวิชาชีพบัญชีตามวรรคหนึ่งโดยไม่ชักช้า
|
[
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547",
"section_num": "28"
}
] |
ว0067-1B-0001
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547
|
30
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547 มาตรา 30 วิธีการเสนอและการพิจารณาร่างข้อบังคับ ให้เป็นไปตามข้อบังคับสภาวิชาชีพบัญชี
ร่างข้อบังคับสภาวิชาชีพบัญชีเกี่ยวกับค่าบำรุงสมาชิกหรือค่าธรรมเนียม หรือร่างข้อบังคับตามมาตรา 22 วรรคสาม มาตรา 43 วรรคหนึ่ง และมาตรา 44 วรรคสอง ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการกำกับดูแลการประกอบวิชาชีพบัญชีก่อน
ร่างข้อบังคับสภาวิชาชีพบัญชีซึ่งสภาวิชาชีพบัญชีอนุมัติ หรือคณะกรรมการกำกับดูแลการประกอบวิชาชีพบัญชีให้ความเห็นชอบตามวรรคสองแล้ว แล้วแต่กรณี เมื่อนายกสภาวิชาชีพบัญชีลงนามและประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้ใช้บังคับได้
|
[
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547",
"section_num": "22"
},
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547",
"section_num": "43"
},
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547",
"section_num": "44"
}
] |
ว0067-1B-0001
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547
|
31
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547 มาตรา 31 ในกิจการที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอก ให้นายกสภาวิชาชีพบัญชีมีอำนาจกระทำการแทนสภาวิชาชีพบัญชี ในการนี้ นายกสภาวิชาชีพบัญชีจะมอบหมายเป็นหนังสือให้กรรมการอื่นกระทำการแทนตนเฉพาะในกิจการใดก็ได้
|
[] |
ว0067-1B-0001
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547
|
32
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547 มาตรา 32 เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาและส่งเสริมการประกอบวิชาชีพบัญชีด้านต่าง ๆ ให้มีคณะกรรมการวิชาชีพบัญชีของแต่ละด้าน ประกอบด้วยประธานกรรมการและกรรมการอื่นมีจำนวนตามที่คณะกรรมการสภาวิชาชีพบัญชีกำหนด
ประธานกรรมการวิชาชีพบัญชีด้านต่าง ๆ ให้มาจากการเลือกตั้งของสมาชิกสามัญ โดยที่ประชุมใหญ่สภาวิชาชีพบัญชี
คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของประธานกรรมการหรือกรรมการวิชาชีพบัญชีตามวรรคหนึ่ง การแต่งตั้งหรือการเลือกตั้ง การดำรงตำแหน่ง การพ้นจากตำแหน่ง อำนาจหน้าที่ และการดำเนินการอื่นของประธานกรรมการหรือกรรมการวิชาชีพบัญชี ให้เป็นไปตามข้อบังคับสภาวิชาชีพบัญชี
|
[] |
ว0067-1B-0001
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547
|
33
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547 มาตรา 33 ให้มีคณะกรรมการกำหนดมาตรฐานการบัญชีประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งคณะกรรมการสภาวิชาชีพบัญชีแต่งตั้งจากผู้มีความรู้ความชำนาญและประสบการณ์เกี่ยวกับการบัญชี มีจำนวนไม่น้อยกว่าเจ็ดคนแต่ไม่เกินสิบเอ็ดคน และผู้แทนกรมการประกันภัย ผู้แทนกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ผู้แทนกรมสรรพากร ผู้แทนธนาคารแห่งประเทศไทย ผู้แทนสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน และผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เป็นกรรมการ
กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละสามปี
ให้กรรมการตามวรรคหนึ่งเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานกรรมการ และเลือกกรรมการอีกคนหนึ่งเป็นเลขานุการ
คุณสมบัติ ลักษณะต้องห้าม การคัดเลือก และการพ้นจากตำแหน่งของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ให้เป็นไปตามข้อบังคับสภาวิชาชีพบัญชี
|
[] |
ว0067-1B-0001
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547
|
34
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547 มาตรา 34 ให้คณะกรรมการกำหนดมาตรฐานการบัญชีมีอำนาจหน้าที่กำหนดและปรับปรุงมาตรฐานการบัญชี เพื่อใช้เป็นมาตรฐานในการจัดทำบัญชีตามกฎหมายว่าด้วยการบัญชีและกฎหมายอื่น
มาตรฐานการบัญชีต้องจัดทำขึ้นเป็นภาษาไทย
มาตรฐานการบัญชีที่คณะกรรมการกำหนดมาตรฐานการบัญชีกำหนดและปรับปรุงเมื่อได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการกำกับดูแลการประกอบวิชาชีพบัญชี และประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้ใช้บังคับได้
เมื่อได้รับแจ้งจากผู้ทำบัญชี ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี ผู้ใช้ข้อมูลทางการเงิน กรมการประกันภัย กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมสรรพากร ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือหน่วยงานอื่นใด ว่ามีปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติตามมาตรฐานการบัญชีที่กำหนดไว้ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหาย หรือการปฏิบัติตามมาตรฐานดังกล่าวทำให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจของประเทศ หรือเป็นอุปสรรคต่อการประกอบกิจการ คณะกรรมการกำหนดมาตรฐานการบัญชีต้องดำเนินการตรวจสอบและรับฟังความคิดเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้อง และกำหนด ปรับปรุง หรือพัฒนามาตรฐานการบัญชีโดยพลัน
|
[] |
ว0067-1B-0001
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547
|
35
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547 มาตรา 35 คณะกรรมการกำหนดมาตรฐานการบัญชีอาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาหรือปฏิบัติการอย่างใดตามที่มอบหมายได้
|
[] |
ว0067-1B-0001
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547
|
36
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547 มาตรา 36 ให้นำความในมาตรา 26 มาใช้บังคับกับการประชุมคณะกรรมการกำหนดมาตรฐานการบัญชีและคณะอนุกรรมการซึ่งคณะกรรมการกำหนดมาตรฐานการบัญชีแต่งตั้งโดยอนุโลม
|
[
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547",
"section_num": "26"
}
] |
ว0067-1B-0001
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547
|
37
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547 มาตรา 37 ในกรณีที่มีกฎหมายบัญญัติให้มีการสอบบัญชี หรือให้เอกสารใดต้องมีผู้สอบบัญชีลงลายมือชื่อรับรองหรือแสดงความเห็น ห้ามมิให้ผู้ใดลงลายมือชื่อรับรองการสอบบัญชี รับรองเอกสาร หรือแสดงความเห็นในฐานะผู้สอบบัญชี เว้นแต่เป็นผู้สอบบัญชีรับอนุญาต หรือเป็นการกระทำในอำนาจหน้าที่ทางราชการ
|
[] |
ว0067-1B-0001
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547
|
38
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547 มาตรา 38 ผู้ใดจะเป็นผู้สอบบัญชีรับอนุญาตต้องได้รับใบอนุญาตจากสภาวิชาชีพบัญชี
การขอรับใบอนุญาต การอนุญาต และการออกใบอนุญาตเป็นผู้สอบบัญชีรับอนุญาตให้เป็นไปตามแบบและหลักเกณฑ์ที่กำหนดในข้อบังคับสภาวิชาชีพบัญชี
เมื่อได้รับใบอนุญาตแล้วและใบอนุญาตนั้นมิได้ถูกพักใช้หรือถูกเพิกถอนให้ผู้สอบบัญชีรับอนุญาตได้รับยกเว้นไม่ต้องขออนุญาตต่ออธิบดีกรมสรรพากรในการตรวจสอบและรับรองบัญชีตามประมวลรัษฎากร
|
[] |
ว0067-1B-0001
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547
|
39
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547 มาตรา 39 ผู้ขอรับใบอนุญาตเป็นผู้สอบบัญชีรับอนุญาตต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้
(1) เป็นสมาชิกสามัญหรือสมาชิกวิสามัญตามมาตรา 14 วรรคสอง แต่ในกรณีเป็นสมาชิกวิสามัญซึ่งเป็นคนต่างด้าวต้องเป็นผู้มีความรู้ภาษาไทยดีพอที่จะสามารถสอบบัญชีและจัดทำรายงานเป็นภาษาไทยได้ และมีภูมิลำเนาในประเทศไทย และเมื่อได้รับใบอนุญาตแล้วต้องได้รับใบอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการทำงานของคนต่างด้าวด้วย จึงจะปฏิบัติงานเป็นผู้สอบบัญชีรับอนุญาตได้
(2) ผ่านการทดสอบหรือฝึกอบรมหรือฝึกงานหรือเคยปฏิบัติงานเกี่ยวกับวิชาชีพบัญชีมาแล้วตามที่กำหนดในข้อบังคับสภาวิชาชีพบัญชี
(3) ไม่เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เนื่องจากกระทำความผิดตามมาตรา 269 มาตรา 323 หรือความผิดเกี่ยวกับทรัพย์เว้นแต่ความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์และความผิดฐานบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการบัญชี กฎหมายว่าด้วยผู้สอบบัญชี หรือกฎหมายว่าด้วยการกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ เฉพาะที่เกี่ยวกับการรับรองงบการเงินหรือบัญชีอื่นใดอันไม่ถูกต้องหรือทำรายงานเท็จ หรือความผิดตามหมวด 5 และหมวด 6 แห่งพระราชบัญญัตินี้ เว้นแต่ต้องคำพิพากษาหรือพ้นโทษมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปี
(4) ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย
(5) มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามอื่นตามที่กำหนดในข้อบังคับสภาวิชาชีพบัญชี
|
[
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547",
"section_num": "14"
},
{
"include": false,
"law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
"section_num": "269"
},
{
"include": false,
"law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
"section_num": "323"
}
] |
ว0067-1B-0001
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547
|
40
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547 มาตรา 40 ผู้สอบบัญชีรับอนุญาตซึ่งถูกสั่งเพิกถอนใบอนุญาตอาจขอรับใบอนุญาตอีกได้เมื่อพ้นห้าปีนับแต่วันที่ถูกสั่งเพิกถอนใบอนุญาต แต่เมื่อคณะกรรมการสภาวิชาชีพบัญชีได้พิจารณาคำขอรับใบอนุญาตและปฏิเสธการออกใบอนุญาต ผู้นั้นจะยื่นคำขอรับใบอนุญาตได้อีกเมื่อสิ้นระยะเวลาหนึ่งปีนับแต่วันที่คณะกรรมการสภาวิชาชีพบัญชีปฏิเสธการออกใบอนุญาต ถ้าคณะกรรมการสภาวิชาชีพบัญชีปฏิเสธการออกใบอนุญาตเป็นครั้งที่สองแล้ว ผู้นั้นเป็นอันหมดสิทธิขอรับใบอนุญาตอีกต่อไป
|
[] |
ว0067-1B-0001
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547
|
41
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547 มาตรา 41 ใบอนุญาตเป็นผู้สอบบัญชีรับอนุญาตไม่มีอายุ แต่ผู้รับใบอนุญาตต้องชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตตามที่สภาวิชาชีพบัญชีกำหนด
ใบอนุญาตเป็นผู้สอบบัญชีรับอนุญาตสิ้นผล เมื่อผู้รับใบอนุญาต
(1) ตาย
(2) พ้นจากสมาชิกภาพของสมาชิกสภาวิชาชีพบัญชี
(3) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 39
(4) ถูกเพิกถอนใบอนุญาตเนื่องจากประพฤติผิดจรรยาบรรณ
(5) ไม่ชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตและไม่ได้รับการผ่อนผันตามที่คณะกรรมการสภาวิชาชีพบัญชีกำหนด
(6) ไม่เข้ารับการอบรมตามหลักสูตรที่สภาวิชาชีพบัญชีกำหนดให้ครบถ้วนตามมาตรา 43 และสภาวิชาชีพบัญชีไม่ได้มีคำสั่งพักใช้ใบอนุญาต
|
[
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547",
"section_num": "39"
},
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547",
"section_num": "43"
}
] |
ว0067-1B-0001
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547
|
42
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547 มาตรา 42 เมื่อสภาวิชาชีพบัญชีได้รับคำขอรับใบอนุญาตแล้วเห็นว่าผู้ยื่นคำขอมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 39 ให้สภาวิชาชีพบัญชีพิจารณาออกใบอนุญาตให้ผู้ยื่นคำขอโดยเร็ว ซึ่งต้องไม่เกินเก้าสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคำขอ
ในกรณีที่สภาวิชาชีพบัญชีไม่ออกใบอนุญาตให้แก่ผู้ยื่นคำขอ สภาวิชาชีพบัญชีต้องแสดงเหตุผลของการไม่ออกใบอนุญาตไว้โดยชัดแจ้ง ในกรณีเช่นนี้ผู้ยื่นคำขอมีสิทธิอุทธรณ์การไม่ออกใบอนุญาตต่อคณะกรรมการกำกับดูแลการประกอบวิชาชีพบัญชีตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการกำกับดูแลการประกอบวิชาชีพบัญชีกำหนด
|
[
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547",
"section_num": "39"
}
] |
ว0067-1B-0001
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547
|
43
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547 มาตรา 43 ผู้สอบบัญชีรับอนุญาตมีหน้าที่ต้องเข้ารับการฝึกอบรมหรือเข้าร่วมประชุมสัมมนา ตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่กำหนดในข้อบังคับสภาวิชาชีพบัญชี
ผู้สอบบัญชีรับอนุญาตผู้ใดไม่ปฏิบัติตามวรรคหนึ่ง สภาวิชาชีพบัญชีจะมีคำสั่งพักใช้ใบอนุญาตของผู้นั้นไว้จนกว่าผู้นั้นจะได้ปฏิบัติตามก็ได้
|
[] |
ว0067-1B-0001
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547
|
44
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547 มาตรา 44 ห้ามมิให้ผู้ใดประกอบวิชาชีพเป็นผู้ทำบัญชี เว้นแต่เป็นสมาชิกสภาวิชาชีพบัญชีหรือขึ้นทะเบียนไว้กับสภาวิชาชีพบัญชี
หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขึ้นทะเบียนตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามข้อบังคับสภาวิชาชีพบัญชี
|
[] |
ว0067-1B-0001
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547
|
45
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547 มาตรา 45 ผู้ทำบัญชีที่จะขึ้นทะเบียนกับสภาวิชาชีพบัญชีต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้
(1) มีภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักร
(2) มีความรู้ภาษาไทยเพียงพอที่จะทำบัญชีเป็นภาษาไทยได้
(3) ไม่เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เนื่องจากกระทำความผิดตามฐานความผิดหรือกฎหมายที่กำหนดในมาตรา 39 (3) เว้นแต่ต้องคำพิพากษาหรือพ้นโทษมาแล้วไม่น้อยกว่าสามปี
(4) มีคุณวุฒิการศึกษาตามที่กำหนดในข้อบังคับสภาวิชาชีพบัญชี
(5) ไม่มีลักษณะต้องห้ามอื่น ตามที่กำหนดในข้อบังคับสภาวิชาชีพบัญชี
|
[
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547",
"section_num": "39"
}
] |
ว0067-1B-0001
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547
|
46
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547 มาตรา 46 ผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีหรือผู้ซึ่งขึ้นทะเบียนไว้กับสภาวิชาชีพบัญชีมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามจรรยาบรรณของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี และต้องปฏิบัติหน้าที่ของตนตามมาตรฐานการบัญชี มาตรฐานการสอบบัญชี หรือมาตรฐานอื่นใดที่เกี่ยวข้องที่กำหนดตามพระราชบัญญัตินี้
บุคคลตามวรรคหนึ่งผู้ใดไม่ปฏิบัติตามจรรยาบรรณหรือมาตรฐานที่กำหนดตามพระราชบัญญัตินี้ ให้ถือว่าผู้นั้นประพฤติผิดจรรยาบรรณ
|
[] |
ว0067-1B-0001
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547
|
47
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547 มาตรา 47 ให้สภาวิชาชีพบัญชีจัดทำจรรยาบรรณของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีขึ้นเป็นภาษาไทย และอย่างน้อยต้องประกอบด้วยข้อกำหนดในเรื่องดังต่อไปนี้
(1) ความโปร่งใส ความเป็นอิสระ ความเที่ยงธรรม และความซื่อสัตย์สุจริต
(2) ความรู้ความสามารถและมาตรฐานในการปฏิบัติงาน
(3) ความรับผิดชอบต่อผู้รับบริการและการรักษาความลับ
(4) ความรับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้น ผู้เป็นหุ้นส่วน หรือบุคคลหรือนิติบุคคลที่ผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีปฏิบัติหน้าที่ให้
|
[] |
ว0067-1B-0001
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547
|
48
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547 มาตรา 48 ข้อความใดในสัญญาจ้างสอบบัญชีที่กำหนดให้มีผลเป็นการจำกัดหรือปฏิเสธความรับผิดชอบของผู้สอบบัญชีรับอนุญาต ข้อความนั้นเป็นโมฆะ
ผู้สอบบัญชีรับอนุญาตจะรายงานผลการสอบบัญชีโดยระบุข้อความใดอันแสดงว่าตนไม่รับผิดชอบในผลการตรวจสอบ หรือแสดงความไม่ชัดเจนในผลการตรวจสอบเพราะเหตุที่ตนมิได้ปฏิบัติหน้าที่โดยครบถ้วนที่พึงคาดหวังได้จากผู้สอบบัญชีรับอนุญาตหรือโดยครบถ้วนตามมาตรฐานการสอบบัญชีมิได้
การกระทำตามวรรคสองถือว่าเป็นการพฤติผิดจรรยาบรรณ
|
[] |
ว0067-1B-0001
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547
|
49
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547 มาตรา 49 โทษการประพฤติผิดจรรยาบรรณ มีดังต่อไปนี้
(1) ตักเตือนเป็นหนังสือ
(2) ภาคทัณฑ์
(3) พักใช้ใบอนุญาต พักการขึ้นทะเบียน หรือห้ามการประกอบวิชาชีพบัญชีด้านที่ประพฤติผิดจรรยาบรรณโดยมีกำหนดเวลา แต่ไม่เกินสามปี
(4) เพิกถอนใบอนุญาต เพิกถอนการขึ้นทะเบียนหรือสั่งให้พ้นจากการเป็นสมาชิกสภาวิชาชีพบัญชี
|
[] |
ว0067-1B-0001
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547
|
50
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547 มาตรา 50 ให้มีคณะกรรมการจรรยาบรรณ มีจำนวนไม่น้อยกว่าเก้าคนแต่ไม่เกินสิบห้าคน ซึ่งคณะกรรมการสภาวิชาชีพบัญชีแต่งตั้งโดยความเห็นชอบของที่ประชุมใหญ่สภาวิชาชีพบัญชีจากผู้ซึ่งมีความเที่ยงธรรมและมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้
(1) เป็นสมาชิกสามัญ
(2) ประกอบวิชาชีพบัญชีมาแล้วไม่น้อยกว่าระยะเวลาตามที่กำหนดในข้อบังคับสภาวิชาชีพบัญชี
(3) ไม่เคยถูกลงโทษฐานประพฤติผิดจรรยาบรรณผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี
(4) ไม่ดำรงตำแหน่งนายกสภาวิชาชีพบัญชีหรือเป็นกรรมการหรืออนุกรรมการอื่นตามพระราชบัญญัตินี้
ในกรณีที่เป็นการสมควรให้ส่วนราชการหรือหน่วยงานอื่นของรัฐและคณะกรรมการจรรยาบรรณได้วินิจฉัยเรื่องเกี่ยวกับการประพฤติผิดจรรยาบรรณโดยมีมาตรฐานเดียวกัน ให้คณะกรรมการสภาวิชาชีพบัญชีโดยความเห็นชอบของที่ประชุมใหญ่สภาวิชาชีพบัญชีขอให้ส่วนราชการหรือหน่วยงานอื่นของรัฐที่กฎหมายกำหนดให้มีหน้าที่ดูแลเรื่องจรรยาบรรณของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีแต่งตั้งผู้แทนของตนเพื่อเป็นกรรมการจรรยาบรรณตามวรรคหนึ่งได้ ในกรณีนี้ไม่ให้นำความในวรรคหนึ่ง (1) และ (2) มาใช้บังคับ
ให้คณะกรรมการจรรยาบรรณเลือกกรรมการจรรยาบรรณด้วยกันคนหนึ่ง เป็นประธานกรรมการ และจะให้มีผู้ดำรงตำแหน่งอื่นตามที่คณะกรรมการจรรยาบรรณกำหนดก็ได้
|
[] |
ว0067-1B-0001
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547
|
51
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547 มาตรา 51 ให้กรรมการจรรยาบรรณมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละสามปี และอาจได้รับการแต่งตั้งอีกได้ แต่จะดำรงตำแหน่งเกินสองวาระติดต่อกันไม่ได้
ให้กรรมการจรรยาบรรณซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระปฏิบัติหน้าที่ไปพลางก่อนจนกว่ากรรมการจรรยาบรรณใหม่จะเข้ารับหน้าที่
|
[] |
ว0067-1B-0001
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547
|
52
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547 มาตรา 52 นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระ ให้กรรมการจรรยาบรรณพ้นจากตำแหน่ง เมื่อ
(1) ตาย
(2) ลาออก
(3) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 50
(4) ที่ประชุมใหญ่สภาวิชาชีพบัญชีมีมติให้ออกด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนสมาชิกสามัญที่มาประชุม แต่ต้องไม่น้อยกว่าสองร้อยคะแนนเสียง
ในกรณีที่ตำแหน่งว่างลงก่อนครบวาระ ให้คณะกรรมการสภาวิชาชีพบัญชีแต่งตั้งกรรมการจรรยาบรรณแทนตำแหน่งที่ว่างไปพลางก่อน และให้กรรมการจรรยาบรรณซึ่งได้รับแต่งตั้งปฏิบัติหน้าที่ได้จนถึงการประชุมใหญ่คราวต่อไป
|
[
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547",
"section_num": "50"
}
] |
ว0067-1B-0001
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547
|
53
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547 มาตรา 53 เมื่อมีผู้กล่าวหาหรือปรากฏต่อคณะกรรมการจรรยาบรรณว่าผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีหรือผู้ซึ่งขึ้นทะเบียนไว้กับสภาวิชาชีพบัญชีผู้ใดประพฤติผิดจรรยาบรรณ ให้คณะกรรมการจรรยาบรรณดำเนินการสอบสวนพิจารณาโดยเร็ว
สิทธิการกล่าวหาตามวรรคหนึ่ง สิ้นสุดลงเมื่อพ้นหนึ่งปีนับแต่วันที่ผู้ได้รับความเสียหายหรือผู้กล่าวหารู้เรื่องการประพฤติผิดจรรยาบรรณและรู้ตัวผู้ประพฤติผิดจรรยาบรรณ ทั้งนี้ ไม่เกินสามปีนับแต่วันที่มีการประพฤติผิดจรรยาบรรณนั้น
การยื่นคำกล่าวหา การสอบสวน และการพิจารณาเรื่องจรรยาบรรณให้เป็นไปตามที่กำหนดในข้อบังคับสภาวิชาชีพบัญชี
ในการดำเนินการสอบสวนของคณะกรรมการจรรยาบรรณ คณะกรรมการจรรยาบรรณจะแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อดำเนินการแทนก็ได้ โดยประกอบด้วยกรรมการจรรยาบรรณอย่างน้อยหนึ่งคนและอนุกรรมการอื่นซึ่งคณะกรรมการจรรยาบรรณแต่งตั้งจากผู้ซึ่งมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 50 (1) (3) และ (4) ตามจำนวนที่เห็นสมควร
คณะกรรมการจรรยาบรรณและคณะอนุกรรมการมีอำนาจเรียกบุคคลที่เกี่ยวข้องมาให้ถ้อยคำหรือชี้แจงข้อเท็จจริงหรือทำคำชี้แจงเป็นหนังสือ หรือส่งบัญชี ทะเบียน เอกสาร หรือหลักฐานใด เพื่อตรวจสอบหรือประกอบการพิจารณา เพื่อประโยชน์แก่การสอบสวนก็ได้
เมื่อคณะอนุกรรมการทำการสอบสวนเสร็จแล้ว ให้เสนอเรื่องพร้อมทั้งความเห็นต่อคณะกรรมการจรรยาบรรณเพื่อพิจารณา
การถอนเรื่องการกล่าวหาที่ได้ยื่นหรือแจ้งไว้แล้วนั้น ไม่เป็นเหตุให้ระงับการดำเนินการตามพระราชบัญญัตินี้
|
[
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547",
"section_num": "50"
}
] |
ว0067-1B-0001
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547
|
54
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547 มาตรา 54 เมื่อคณะกรรมการจรรยาบรรณพิจารณาจากผลการสอบสวนแล้วมีมติว่าผู้ใดประพฤติผิดจรรยาบรรณ ให้มีคำสั่งลงโทษผู้นั้นตามมาตรา 49
ในกรณีที่คณะกรรมการจรรยาบรรณมีมติว่าผู้ถูกกล่าวหามิได้ประพฤติผิดจรรยาบรรณให้สั่งยกคำกล่าวหา
การออกคำสั่งลงโทษตามวรรคหนึ่งหรือการออกคำสั่งยกคำกล่าวหาตามวรรคสอง ให้แจ้งคำสั่งให้ผู้กล่าวหาและผู้ถูกกล่าวหาทราบเป็นหนังสือโดยเร็ว
|
[
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547",
"section_num": "49"
}
] |
ว0067-1B-0001
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547
|
55
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547 มาตรา 55 ผู้กล่าวหาหรือผู้ซึ่งถูกคณะกรรมการจรรยาบรรณสั่งลงโทษมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งตามมาตรา 54 ต่อคณะกรรมการกำกับดูแลการประกอบวิชาชีพบัญชีได้ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคำสั่ง ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการกำกับดูแลการประกอบวิชาชีพบัญชีกำหนด
คำวินิจฉัยของคณะกรรมการกำกับดูแลการประกอบวิชาชีพบัญชีให้เป็นที่สุด
การอุทธรณ์คำสั่งไม่เป็นการทุเลาการปฏิบัติตามคำสั่งลงโทษ เว้นแต่คณะกรรมการกำกับดูแลการประกอบวิชาชีพบัญชีจะสั่งเป็นอย่างอื่น
|
[
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547",
"section_num": "54"
}
] |
ว0067-1B-0001
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547
|
56
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547 มาตรา 56 ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้กรรมการจรรยาบรรณและอนุกรรมการจรรยาบรรณที่คณะกรรมการจรรยาบรรณแต่งตั้งเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา
|
[] |
ว0067-1B-0001
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547
|
57
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547 มาตรา 57 กรรมการจรรยาบรรณหรืออนุกรรมการจรรยาบรรณผู้ใดมีส่วนได้เสียเป็นการส่วนตัวในเรื่องที่ปรึกษาหารือเรื่องหนึ่งเรื่องใด ห้ามมิให้เข้าร่วมพิจารณา ปรึกษาหารือ หรือลงคะแนนเสียงในเรื่องนั้น
|
[] |
ว0067-1B-0001
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547
|
58
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547 มาตรา 58 ให้นำความในมาตรา 26 มาใช้บังคับกับการประชุมของคณะกรรมการจรรยาบรรณและคณะอนุกรรมการจรรยาบรรณโดยอนุโลม
|
[
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547",
"section_num": "26"
}
] |
ว0067-1B-0001
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547
|
59
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547 มาตรา 59 ให้มีคณะกรรมการกำกับดูแลการประกอบวิชาชีพบัญชี ประกอบด้วย
(1) ปลัดประทรวงพาณิชย์เป็นประธานกรรมการ
(2) กรรมการโดยตำแหน่ง ได้แก่ อธิบดีกรมการประกันภัย อธิบดีกรมสรรพากร ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ นายกสภาวิชาชีพบัญชี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ประธานสมาคมธนาคารไทย และประธานกรรมการหอการค้าไทย
(3) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งจากผู้มีความรู้และความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับวิชาการบัญชีสองคน และผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านกฎหมายหนึ่งคน
ให้อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเป็นกรรมการและเลขานุการ และให้แต่งตั้งเจ้าหน้าที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเป็นผู้ช่วยเลขานุการตามความจำเป็น
ให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าทำหน้าที่ธุรการและสนับสนุนการดำเนินงานของคณะกรรมการกำกับดูแลการประกอบวิชาชีพบัญชี ตามที่คณะกรรมการกำกับดูแลการประกอบวิชาชีพบัญชีมอบหมาย
กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตาม (3) มีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละสามปี และอาจได้รับการแต่งตั้งอีกได้ แต่จะดำรงตำแหน่งเกินสองวาระติดต่อกันไม่ได้
|
[] |
ว0067-1B-0001
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547
|
60
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547 มาตรา 60 ให้คณะกรรมการกำกับดูแลการประกอบวิชาชีพบัญชีมีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้
(1) กำกับดูแลการดำเนินกิจการของสภาวิชาชีพบัญชีให้เป็นไปตามกฎหมายและสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของสภาวิชาชีพบัญชี
(2) เสนอแนะให้มีการตราพระราชกฤษฎีกาตามมาตรา 9
(3) ให้ความเห็นชอบข้อบังคับสภาวิชาชีพบัญชีตามมาตรา 30 วรรคสอง และมาตรฐานการบัญชีตามมาตรา 34 วรรคสาม
(4) พิจารณาอุทธรณ์ของผู้ขอรับใบอนุญาตเป็นผู้สอบบัญชีรับอนุญาตตามมาตรา 42 วรรคสอง
(5) พิจารณาอุทธรณ์ของผู้กล่าวหาหรือผู้ซึ่งถูกคณะกรรมการจรรยาบรรณสั่งลงโทษตามมาตรา 55 วรรคหนึ่ง
(6) แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อปฏิบัติการตามที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการกำกับดูแลการประกอบวิชาชีพบัญชี
|
[
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547",
"section_num": "30"
},
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547",
"section_num": "34"
},
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547",
"section_num": "42"
},
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547",
"section_num": "55"
},
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547",
"section_num": "9"
}
] |
ว0067-1B-0001
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547
|
61
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547 มาตรา 61 ในการดำเนินการของคณะกรรมการกำกับดูแลการประกอบวิชาชีพบัญชีตามมาตรา 60 (1) ให้คณะกรรมการกำกับดูแลการประกอบวิชาชีพบัญชีมีอำนาจดังต่อไปนี้ด้วย
(1) สอบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการดำเนินงานของสภาวิชาชีพบัญชี
(2) สั่งเป็นหนังสือให้สมาชิก กรรมการ หรืออนุกรรมการอื่นใดของสภาวิชาชีพบัญชีหรือบุคคลใดชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกิจการของสภาวิชาชีพบัญชี
(3) สั่งเป็นหนังสือให้สภาวิชาชีพบัญชี คณะกรรมการ หรือคณะอนุกรรมการตามพระราชบัญญัตินี้ระงับ แก้ไข หรือวางมาตรการแก้ไขการกระทำอันเป็นการขัดต่อกฎหมาย วัตถุประสงค์ หรือข้อบังคับสภาวิชาชีพบัญชี
|
[
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547",
"section_num": "60"
}
] |
ว0067-1B-0001
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547
|
62
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547 มาตรา 62 ให้นำความในมาตรา 26 มาใช้บังคับกับการประชุมคณะกรรมการกำกับดูแลการประกอบวิชาชีพบัญชี และคณะอนุกรรมการ ซึ่งคณะกรรมการกำกับดูแลการประกอบวิชาชีพบัญชีแต่งตั้งโดยอนุโลม
|
[
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547",
"section_num": "26"
}
] |
ว0067-1B-0001
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547
|
63
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547 มาตรา 63 เมื่อปรากฏว่านายกสภาวิชาชีพบัญชี กรรมการ หรืออนุกรรมการตามพระราชบัญญัตินี้ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของคณะกรรมการกำกับดูแลการประกอบวิชาชีพบัญชี หรือกระทำการอันเป็นการเสื่อมเสียอย่างร้ายแรงแก่สภาวิชาชีพบัญชี ให้คณะกรรมการกำกับดูแลการประกอบวิชาชีพบัญชีทำการสอบสวนโดยเร็ว และเสนอผลการพิจารณาเพื่อให้รัฐมนตรีมีคำสั่งให้นายกสภาวิชาชีพบัญชี กรรมการ หรืออนุกรรมการผู้นั้นพ้นจากตำแหน่ง
คำสั่งของรัฐมนตรีให้เป็นที่สุด
ในกรณีที่กรรมการโดยตำแหน่งตามมาตรา 22 (2) ผู้ใดถูกสั่งให้พ้นจากตำแหน่งตามวรรคหนึ่ง ให้กรรมการผู้นั้นพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 22 (2) ด้วย
|
[
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547",
"section_num": "22"
}
] |
ว0067-1B-0001
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547
|
64
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547 มาตรา 64 ในกรณีที่รัฐมนตรีมีคำสั่งตามมาตรา 63 อันเป็นผลให้จำนวนกรรมการของคณะกรรมการสภาวิชาชีพบัญชีเหลือไม่ถึงกึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการที่พึงมี ให้รัฐมนตรีแต่งตั้งสมาชิกสามัญเท่าจำนวนกรรมการที่จะมีได้ตามมาตรา 22 เป็นกรรมการชั่วคราวแทนกรรมการที่พ้นจากตำแหน่งในวันเดียวกันกับวันที่รัฐมนตรีมีคำสั่งให้กรรมการพ้นจากตำแหน่ง
ให้มีการเลือกตั้งหรือแต่งตั้งกรรมการใหม่ตามมาตรา 22 ให้แล้วเสร็จภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่รัฐมนตรีมีคำสั่งแต่งตั้งกรรมการชั่วคราว เว้นแต่มีวาระเหลืออยู่ไม่ถึงหนึ่งร้อยแปดสิบวัน รัฐมนตรีจะสั่งให้ไม่มีการเลือกตั้งก็ได้ และให้ผู้ซึ่งได้รับเลือกตั้งหรือแต่งตั้งเป็นกรรมการแทนอยู่ในตำแหน่งเพียงเท่าวาระที่เหลืออยู่ของผู้ซึ่งตนแทน
ให้กรรมการชั่วคราวซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งพ้นจากตำแหน่งเมื่อกรรมการใหม่เข้ารับหน้าที่แล้ว
|
[
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547",
"section_num": "22"
},
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547",
"section_num": "63"
}
] |
ว0067-1B-0001
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547
|
65
|
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547 มาตรา 65 ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 10 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
|
[
{
"include": true,
"law_name": "พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547",
"section_num": "10"
}
] |
Subsets and Splits
No community queries yet
The top public SQL queries from the community will appear here once available.