question
stringlengths
10
751
answer
stringlengths
3
12.6k
relevant_laws
listlengths
1
1
reference_answer
stringlengths
2
1.9k
reference_laws
listlengths
0
51
ในการขอจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะต้องดำเนินการที่ใด
ให้ยื่น ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่ที่สถานประกอบการตั้งอยู่ ถ้าผู้กระทำกิจการมีสถานประกอบการหลายแห่ง ให้ยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะ ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่ที่สถานประกอบการที่เป็นสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ คำอธิบาย ประมวลรัษฎากร มาตรา 91/12 บุคคลซึ่งประกอบกิจการที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 91/2 โดยกิจการนั้นไม่ได้รับยกเว้นตามมาตรา 91/3 และผู้ประกอบกิจการไม่ได้รับยกเว้นการจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 91/13 ต้องจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะ โดยให้ยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะภายในสามสิบวันนับแต่วันเริ่มประกอบกิจการ คำขอจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามแบบที่อธิบดีกำหนด และให้ยื่น ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่ที่สถานประกอบการตั้งอยู่ ถ้าผู้กระทำกิจการมีสถานประกอบการหลายแห่ง ให้ยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะ ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่ที่สถานประกอบการที่เป็นสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่
[ { "law_name": "ประมวลรัษฎากร", "section_content": "ประมวลรัษฎากร มาตรา 91/12 บุคคลซึ่งประกอบกิจการที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 91/2 โดยกิจการนั้นไม่ได้รับยกเว้นตามมาตรา 91/3 และผู้ประกอบกิจการไม่ได้รับยกเว้นการจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 91/13 ต้องจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะ โดยให้ยื่นคำ...
ให้ยื่น ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่ที่สถานประกอบการตั้งอยู่ ถ้าผู้กระทำกิจการมีสถานประกอบการหลายแห่ง ให้ยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะ ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่ที่สถานประกอบการที่เป็นสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่.
[ { "law_name": "ประมวลรัษฎากร", "section_content": "ประมวลรัษฎากร มาตรา 91/3 ให้ยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับกิจการดังต่อไปนี้\n(1) กิจการของธนาคารแห่งประเทศไทย ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร\n(2) กิจการของบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย\n(3) กิจการของสหกรณ์ออมทร...
ผู้ประกอบกิจการใดไม่ต้องจดทะเบียนธุรกิจเฉพาะ
(1) ผู้ประกอบกิจการขายหลักทรัพย์ตามมาตรา (2) ผู้ประกอบกิจการที่ประกอบกิจการเป็นการชั่วคราว (3) ผู้ประกอบกิจการอื่นตามที่อธิบดีประกาศกำหนดเมื่อมีเหตุอันสมควร ให้อธิบดีมีอำนาจกำหนดหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขที่จะพิจารณากำหนดว่าการประกอบกิจการในลักษณะใดเป็นการประกอบกิจการชั่วคราว คำอธิบาย ประมวลรัษฎากร มาตรา 91/13 ผู้ประกอบกิจการดังต่อไปนี้ไม่ต้องจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะ (1) ผู้ประกอบกิจการขายหลักทรัพย์ตามมาตรา 91/2 (7) (2) ผู้ประกอบกิจการที่ประกอบกิจการเป็นการชั่วคราว (3) ผู้ประกอบกิจการอื่นตามที่อธิบดีประกาศกำหนดเมื่อมีเหตุอันสมควร ให้อธิบดีมีอำนาจกำหนดหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขที่จะพิจารณากำหนดว่าการประกอบกิจการในลักษณะใดเป็นการประกอบกิจการชั่วคราวตาม (2)
[ { "law_name": "ประมวลรัษฎากร", "section_content": "ประมวลรัษฎากร มาตรา 91/13 ผู้ประกอบกิจการดังต่อไปนี้ไม่ต้องจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะ\n(1) ผู้ประกอบกิจการขายหลักทรัพย์ตามมาตรา 91/2 (7)\n(2) ผู้ประกอบกิจการที่ประกอบกิจการเป็นการชั่วคราว\n(3) ผู้ประกอบกิจการอื่นตามที่อธิบดีประกาศกำหนดเมื่อมีเหตุอันสมควร\nให้...
(1) ผู้ประกอบกิจการขายหลักทรัพย์ตามมาตรา 91/2 (7) (2) ผู้ประกอบกิจการที่ประกอบกิจการเป็นการชั่วคราว (3) ผู้ประกอบกิจการอื่นตามที่อธิบดีประกาศกำหนดเมื่อมีเหตุอันสมควร
[ { "law_name": "ประมวลรัษฎากร", "section_content": "ประมวลรัษฎากร มาตรา 91/2 ภายใต้บังคับมาตรา 91/4 การประกอบกิจการดังต่อไปนี้ในราชอาณาจักร ให้อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามบทบัญญัติในหมวดนี้\n(1) การธนาคาร ตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์หรือกฎหมายเฉพาะ\n(2) การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ ธ...
ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเฉพาะธุรกิจจะต้องทำรายงานประเภทด
รายงานแสดงรายรับก่อนหักรายจ่ายที่ต้องเสียภาษี และรายรับที่ไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษี เป็นรายสถานประกอบการ ตามแบบที่อธิบดีกำหนด คำอธิบาย ประมวลรัษฎากร มาตรา 91/14 ให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะ มีหน้าที่ทำรายงานแสดงรายรับก่อนหักรายจ่ายที่ต้องเสียภาษี และรายรับที่ไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษี รายงานที่ต้องจัดทำตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามแบบที่อธิบดีกำหนดและให้จัดทำเป็นรายสถานประกอบการ วิธีลงรายการในรายงาน ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ที่อธิบดีกำหนดและการลงรายการในรายงานให้ลงภายในสามวันทำการนับแต่วันที่มีรายรับ ทั้งนี้ เว้นแต่ในกรณีที่อธิบดีเห็นสมควรสำหรับการประกอบกิจการบางประเภทหรือในกรณีจำเป็นเฉพาะราย อธิบดีจะกำหนดเป็นอย่างอื่นตามที่เห็นสมควรก็ได้
[ { "law_name": "ประมวลรัษฎากร", "section_content": "ประมวลรัษฎากร มาตรา 91/14 ให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะ มีหน้าที่ทำรายงานแสดงรายรับก่อนหักรายจ่ายที่ต้องเสียภาษี และรายรับที่ไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษี\nรายงานที่ต้องจัดทำตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามแบบที่อธิบดีกำหนดและให้จัดทำเป็นรายสถานประกอบการ\nวิธี...
รายงานแสดงรายรับก่อนหักรายจ่ายที่ต้องเสียภาษี และรายรับที่ไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษี เป็นรายสถานประกอบการ ตามแบบที่อธิบดีกำหนด
[]
ในกรณีเจ้าพนักงานประเมินมีหลักฐานแสดงว่า ผู้มีหน้าที่เสียภาษียื่นแบบแสดงรายการไม่ถูกต้อง หรือมีข้อผิดพลาดทำให้จำนวนภาษีที่ต้องเสียคลาดเคลื่อนไป
มีอำนาจ คำอธิบาย ประมวลรัษฎากร มาตรา 91/15 เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินภาษี เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มตามหมวดนี้ ในเมื่อ (2) ในกรณีเจ้าพนักงานประเมินมีหลักฐานแสดงว่า ผู้มีหน้าที่เสียภาษียื่นแบบแสดงรายการไม่ถูกต้อง หรือมีข้อผิดพลาดทำให้จำนวนภาษีที่ต้องเสียคลาดเคลื่อนไป
[ { "law_name": "ประมวลรัษฎากร", "section_content": "ประมวลรัษฎากร มาตรา 91/15 เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินภาษี เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มตามหมวดนี้ ในเมื่อ\n(1) ปรากฏแก่เจ้าพนักงานประเมินว่าผู้มีหน้าที่เสียภาษีมิได้ยื่นแบบแสดงรายการภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด\n(2) ในกรณีเจ้าพนักงานประเมินมีหลักฐานแสดงว่า ผู้มีหน...
มีอำนาจ
[]
ในการกำหนดดอกเบี้ย ราคาทรัพย์สิน หรือค่าบริการตามราคาตลาด เจ้าพนักงานประเมินต้องดำเนินการอย่างไร
กำหนดตาราคาตลาด ณ วันที่ให้กู้ยืมเงิน วันที่โอน หรือให้บริการ แต่ในกรณีที่การให้กู้ยืมเงิน การโอนทรัพย์สิน หรือการให้บริการนั้นไม่มีดอกเบี้ย ค่าตอบแทน หรือค่าบริการ หรือมีดอกเบี้ย ค่าตอบแทน หรือค่าบริการต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควร คำอธิบาย ประมวลรัษฎากร มาตรา 91/16 เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตามมาตรา 91/15 เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจ (6) กำหนดดอกเบี้ย ราคาทรัพย์สิน หรือค่าบริการตามราคาตลาดในวันให้กู้ยืมเงิน วันที่โอน หรือให้บริการ ในกรณีที่การให้กู้ยืมเงิน การโอนทรัพย์สิน หรือการให้บริการนั้นไม่มีดอกเบี้ย ค่าตอบแทน หรือค่าบริการ หรือมีดอกเบี้ย ค่าตอบแทน หรือค่าบริการต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควร
[ { "law_name": "ประมวลรัษฎากร", "section_content": "ประมวลรัษฎากร มาตรา 91/16 เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตามมาตรา 91/15 เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจ\n(1) จัดทำรายการลงในแบบแสดงรายการตามหลักฐานที่เห็นว่าถูกต้อง เมื่อผู้ประกอบกิจการมิได้ยื่นแบบแสดงรายการ\n(2) แก้ไขเพิ่มเติมรายการในแบบแสดงรายการหรือในเอกสารอื่นประ...
กำหนดตาราคาตลาด ณ วันที่ให้กู้ยืมเงิน วันที่โอน หรือให้บริการ แต่ในกรณีที่การให้กู้ยืมเงิน การโอนทรัพย์สิน หรือการให้บริการนั้นไม่มีดอกเบี้ย ค่าตอบแทน หรือค่าบริการ หรือมีดอกเบี้ย ค่าตอบแทน หรือค่าบริการต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควร
[ { "law_name": "ประมวลรัษฎากร", "section_content": "ประมวลรัษฎากร มาตรา 91/15 เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินภาษี เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มตามหมวดนี้ ในเมื่อ\n(1) ปรากฏแก่เจ้าพนักงานประเมินว่าผู้มีหน้าที่เสียภาษีมิได้ยื่นแบบแสดงรายการภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด\n(2) ในกรณีเจ้าพนักงานประเมินมีหลักฐานแสดงว่า ผู้มีหน...
ในกรณีที่ภาษีในเดือนนั้นเป็นจำนวน 100 บาท จำเป็นต้องเสัยภาษีหรือไม่
ต้องเสียภาษี คำอธิบาย ประมวลรัษฎากร มาตรา 91/17 ภาษีตามหมวดนี้ ถ้าในเดือนภาษีใดมีจำนวนไม่ถึงหนึ่งร้อยบาทเป็นอันไม่ต้องเสียสำหรับเดือนภาษีนั้น
[ { "law_name": "ประมวลรัษฎากร", "section_content": "ประมวลรัษฎากร มาตรา 91/17 ภาษีตามหมวดนี้ ถ้าในเดือนภาษีใดมีจำนวนไม่ถึงหนึ่งร้อยบาทเป็นอันไม่ต้องเสียสำหรับเดือนภาษีนั้น", "section_num": "91/17" } ]
ต้องเสียภาษี
[]
ในกรณีผู้ประกอบการนอกราชอาณาจักร ให้บุคคลซึ่งเป็นตัวแทนของผู้ประกอบการดังไม่ดำเนินการจดทะเบียนของผู้ประกอบกิจการที่อยู่นอกราชอาณาจักร มีความผิดตามประมวลรัษฎากรหรือไม่
เป็นความผิด ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/18 เนื่องจากในกรณีผู้ประกอบการนอกราชอาณาจักร ให้บุคคลซึ่งเป็นตัวแทนของผู้ประกอบการเป็นผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในการจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะของผู้ประกอบกิจการที่อยู่นอกราชอาณาจักร ตามมาตรา 91/12 วรรค 5 คำอธิบายประมวลรัษฎากร มาตรา 91/18 บุคคลตามมาตรา 91/12 วรรคห้า ละเลยไม่ดำเนินการเกี่ยวกับการจดทะเบียนของผู้ประกอบกิจการที่อยู่นอกราชอาณาจักร ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับวรรคหนึ่ง
[ { "law_name": "ประมวลรัษฎากร", "section_content": "ประมวลรัษฎากร มาตรา 91/18 บุคคลใดประกอบกิจการที่อยู่ภายใต้บังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะประกอบกิจการโดยไม่จดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 91/12 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินห้าพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ\nบุคคลตามมาตรา 91/12 วรรคห้า ละเลย...
เป็นความผิด ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/18 เนื่องจากในกรณีผู้ประกอบการนอกราชอาณาจักร ให้บุคคลซึ่งเป็นตัวแทนของผู้ประกอบการเป็นผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในการจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะของผู้ประกอบกิจการที่อยู่นอกราชอาณาจักร ตามมาตรา 91/12 วรรค 5
[ { "law_name": "ประมวลรัษฎากร", "section_content": "ประมวลรัษฎากร มาตรา 91/12 บุคคลซึ่งประกอบกิจการที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 91/2 โดยกิจการนั้นไม่ได้รับยกเว้นตามมาตรา 91/3 และผู้ประกอบกิจการไม่ได้รับยกเว้นการจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 91/13 ต้องจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะ โดยให้ยื่นคำ...
ในกรณีที่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะได้ทำรายงานแต่ไม่ได้ทำรายงานแสดงรายรับก่อนหักรายจ่ายที่ต้องเสียภาษี ถือว่ามีความผิดหรือไม่
เป็นความผิด ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/19 ประกอบมาตรา 91/14 เนื่องจากประมวลกฎหมายรัษฎากรได้กำหนดให้ให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะ มีหน้าที่ทำรายงานแสดงรายรับก่อนหักรายจ่ายที่ต้องเสียภาษี และรายรับที่ไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษี คำอธิบาย ประมวลรัษฎากร มาตรา 91/19 ผู้มีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะผู้ใด ไม่จัดทำรายงานตามมาตรา 91/14 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
[ { "law_name": "ประมวลรัษฎากร", "section_content": "ประมวลรัษฎากร มาตรา 91/19 ผู้มีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะผู้ใด ไม่จัดทำรายงานตามมาตรา 91/14 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ", "section_num": "91/19" } ]
เป็นความผิด ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/19 ประกอบมาตรา 91/14 เนื่องจากประมวลกฎหมายรัษฎากรได้กำหนดให้ให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะ มีหน้าที่ทำรายงานแสดงรายรับก่อนหักรายจ่ายที่ต้องเสียภาษี และรายรับที่ไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษี
[ { "law_name": "ประมวลรัษฎากร", "section_content": "ประมวลรัษฎากร มาตรา 91/14 ให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะ มีหน้าที่ทำรายงานแสดงรายรับก่อนหักรายจ่ายที่ต้องเสียภาษี และรายรับที่ไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษี\nรายงานที่ต้องจัดทำตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามแบบที่อธิบดีกำหนดและให้จัดทำเป็นรายสถานประกอบการ\nวิธี...
ในกรณีที่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะลงรายงานเกิน 4 วันนับจากวันที่มีรายรับ โดยไม่ได้รับความเก็นชอบจากอธิบดี ถือว่าเป็นความผิดตามประมวลรัษฎากรหรือไม่
มีความผิด ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/20 ประกอบ มาตรา 91/14 วรรคสอง เนื่องด้วย วิธีลงรายการในรายงาน ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ที่อธิบดีกำหนดและการลงรายการในรายงานให้ลงภายในสามวันทำการนับแต่วันที่มีรายรับ ทั้งนี้ เว้นแต่ในกรณีที่อธิบดีเห็นสมควรสำหรับการประกอบกิจการบางประเภทหรือในกรณีจำเป็นเฉพาะราย อธิบดีจะกำหนดเป็นอย่างอื่นตามที่เห็นสมควรก็ได้ ตาม มาตรา 91/14 วรรคสอง คำอธิบาย ประมวลรัษฎากร มาตรา 91/20 ผู้มีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะผู้ใด จัดทำรายงานโดยไม่เป็นไปตามแบบหรือไม่จัดทำเป็นรายสถานประกอบการ หรือลงรายการในรายงานไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดตามมาตรา 91/14 วรรคสองหรือวรรคสาม ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองพันบาท
[ { "law_name": "ประมวลรัษฎากร", "section_content": "ประมวลรัษฎากร มาตรา 91/20 ผู้มีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะผู้ใด จัดทำรายงานโดยไม่เป็นไปตามแบบหรือไม่จัดทำเป็นรายสถานประกอบการ หรือลงรายการในรายงานไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดตามมาตรา 91/14 วรรคสองหรือวรรคสาม ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองพัน...
มีความผิด ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/20 ประกอบ มาตรา 91/14 วรรคสอง เนื่องด้วย วิธีลงรายการในรายงาน ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ที่อธิบดีกำหนดและการลงรายการในรายงานให้ลงภายในสามวันทำการนับแต่วันที่มีรายรับ
[ { "law_name": "ประมวลรัษฎากร", "section_content": "ประมวลรัษฎากร มาตรา 91/14 ให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะ มีหน้าที่ทำรายงานแสดงรายรับก่อนหักรายจ่ายที่ต้องเสียภาษี และรายรับที่ไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษี\nรายงานที่ต้องจัดทำตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามแบบที่อธิบดีกำหนดและให้จัดทำเป็นรายสถานประกอบการ\nวิธี...
ในเรื่องเครดิตภาษีและการขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มของภาษีธุรกิจเฉพาะ ต้องดำเนินการอย่างไร
ให้นำ มาตรา 84/3 แห่งประมวลรัษฎากรมาบังคับใช้โดยอนุโลม กล่าวคือ การคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม ให้ผู้ได้รับคืนภาษีได้รับดอกเบี้ยตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดโดยกฎกระทรวงแต่ไม่ให้เกินกว่าจำนวนเงินภาษีอากรที่ได้รับคืน และให้จ่ายจากเงินภาษีอากรที่จัดเก็บได้ตามประมวลรัษฎากรนี้ คำอธิบาย ประมวลรัษฎากร มาตรา 91/21 ให้นำบทบัญญัติในหมวด 4 ดังต่อไปนี้ มาใช้บังคับโดยอนุโลม (2) ส่วน 8 เครดิตภาษีและการขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม มาตรา 84/3 ประมวลรัษฎากร มาตรา 84/3 การคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม ให้ผู้ได้รับคืนภาษีได้รับดอกเบี้ยตามหลักเกณฑ์ตามมาตรา 4 ทศ ประมวลรัษฎากร มาตรา 4 ทศ ให้อธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายสั่งให้ดอกเบี้ยแก่ผู้ได้รับคืนเงินภาษีอากรในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษีอากรที่ได้รับคืนโดยไม่คิดทบต้น ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดโดยกฎกระทรวง ดอกเบี้ยที่ให้ตามวรรคหนึ่ง มิให้เกินกว่าจำนวนเงินภาษีอากรที่ได้รับคืน และให้จ่ายจากเงินภาษีอากรที่จัดเก็บได้ตามประมวลรัษฎากรนี้
[ { "law_name": "ประมวลรัษฎากร", "section_content": "ประมวลรัษฎากร มาตรา 91/21 ให้นำบทบัญญัติในหมวด 4 ดังต่อไปนี้ มาใช้บังคับโดยอนุโลม\n(1) ส่วน 7 การยื่นแบบและการชำระภาษี มาตรา 83/2 และมาตรา 83/3\n(2) ส่วน 8 เครดิตภาษีและการขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม มาตรา 84/3\n(3) ส่วน 9 การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม มาตรา 85/4 มา...
ให้นำ มาตรา 84/3 แห่งประมวลรัษฎากรมาบังคับใช้โดยอนุโลม กล่าวคือ การคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม ให้ผู้ได้รับคืนภาษีได้รับดอกเบี้ยตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดโดยกฎกระทรวงแต่ไม่ให้เกินกว่าจำนวนเงินภาษีอากรที่ได้รับคืน และให้จ่ายจากเงินภาษีอากรที่จัดเก็บได้ตามประมวลรัษฎากรนี้.
[ { "law_name": "ประมวลรัษฎากร", "section_content": "ประมวลรัษฎากร มาตรา 85/14 ผู้ประกอบการจดทะเบียนซึ่งเป็นนิติบุคคลใดประสงค์จะควบเข้ากัน ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนนั้นแจ้งการเลิกประกอบกิจการตามมาตรา 85/15 ตามแบบที่อธิบดีกำหนด และให้นิติบุคคลใหม่ซึ่งได้ควบเข้ากันยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มภายในสิบห้าวันนั...
บันทึกหรือหนังสือใด ที่ถือว่าเป็นใบรับตามประมวลรัษฎากร
บันทึก หรือหนังสือใด ๆ ที่เป็นหลักฐานแสดงว่าได้รับ ได้รับฝากหรือได้รับชำระเงินหรือตั๋วเงิน หรือ ที่เป็นหลักฐานแสดงว่าหนี้หรือสิทธิเรียกร้องได้ชำระหรือปลดให้แล้ว โดยจะมีลายมือชื่อของบุคคลใดๆหรือไม่ก็ได้ คำอธิบาย ประมวลรัษฎากร มาตรา 103 ในหมวดนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น “ใบรับ” หมายความว่า (ก) บันทึก หรือหนังสือใด ๆ ที่เป็นหลักฐานแสดงว่าได้รับ ได้รับฝากหรือได้รับชำระเงินหรือตั๋วเงิน หรือ (ข) บันทึก หรือหนังสือใด ๆ ที่เป็นหลักฐานแสดงว่าหนี้หรือสิทธิเรียกร้องได้ชำระหรือปลดให้แล้ว บันทึก หรือหนังสือที่กล่าวนั้นจะมีลายมือชื่อของบุคคลใด ๆ หรือไม่ ไม่สำคัญ
[ { "law_name": "ประมวลรัษฎากร", "section_content": "ประมวลรัษฎากร มาตรา 103 ในหมวดนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น\n“ตราสาร” หมายความว่า เอกสารที่ต้องเสียอากรตามหมวดนี้\n“กระดาษ” หมายความตลอดถึงแผ่นหนังฟอกหรือสิ่งอื่น ๆ ซึ่งใช้เขียนตราสาร\n“แสตมป์” หมายความว่า แสตมป์ปิดทับหรือแสตมป์ดุนบนกระดาษและ...
บันทึก หรือหนังสือใด ๆ ที่เป็นหลักฐานแสดงว่าได้รับ ได้รับฝากหรือได้รับชำระเงินหรือตั๋วเงิน หรือ ที่เป็นหลักฐานแสดงว่าหนี้หรือสิทธิเรียกร้องได้ชำระหรือปลดให้แล้ว โดยจะมีลายมือชื่อของบุคคลใดๆหรือไม่ก็ได้
[]
ในกรณีที่ตราสารที่ระบุไว้ในบัญชีท้ายหมวดตามประมวลรัษฎากรจะต้องปิดแสตมป์ตามอัตราใด
ตามอัตราที่กำหนดไว้ในบัญชีนั้น คำอธิบาย ประมวลรัษฎากร มาตรา 104 ตราสารที่ระบุไว้ในบัญชีท้ายหมวดนี้ ต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์ตามอัตราที่กำหนดไว้ในบัญชีนั้น
[ { "law_name": "ประมวลรัษฎากร", "section_content": "ประมวลรัษฎากร มาตรา 104 ตราสารที่ระบุไว้ในบัญชีท้ายหมวดนี้ ต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์ตามอัตราที่กำหนดไว้ในบัญชีนั้น", "section_num": "104" } ]
ตามอัตราที่กำหนดไว้ในบัญชีนั้น
[]
ในกรณีใดที่สามารถถือได้เอาว่าใบกำกับภาษีนั้นเป็นใบรับที่ผู้ขาย ให้เช่าซื้อ ผู้รับเงิน หรือผู้รับชำระราคาต้องออกใบรับให้แก่ผู้ซื้อ ผู้เช่าซื้อ ผู้จ่ายเงินหรือผู้ชำระราคา ได้
ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มซึ่งได้ออกใบกำกับภาษีที่มีข้อความแสดงว่าได้รับเงินหรือรับชำระราคาแล้ว คำอธิบาย ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มซึ่งได้ออกใบกำกับภาษีที่มีข้อความแสดงว่าได้รับเงินหรือรับชำระราคาแล้ว จะถือเอาใบกำกับภาษีนั้นเป็นใบรับที่ต้องออกตามมาตรานี้ก็ได้
[ { "law_name": "ประมวลรัษฎากร", "section_content": "ประมวลรัษฎากร มาตรา 105 ในกรณีต่อไปนี้ ผู้ขาย ผู้ให้เช่าซื้อ ผู้รับเงิน หรือผู้รับชำระราคาต้องออกใบรับให้แก่ผู้ซื้อ ผู้เช่าซื้อ ผู้จ่ายเงินหรือผู้ชำระราคา ในทันทีทุกคราวที่รับเงินหรือรับชำระราคาไม่ว่าจะมีการเรียกร้องให้ออกใบรับหรือไม่ก็ตาม\n(1) การรับเงินหร...
ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มซึ่งได้ออกใบกำกับภาษีที่มีข้อความแสดงว่าได้รับเงินหรือรับชำระราคาแล้ว
[]
ใบรับและต้นขั้ว หรือสำเนาใบรับจากผู้มีหน้าที่ออกใบรับจากการขายสินค้าหรือบริการที่ได้รับการชำระไม่ถึงจำนวนเงินตามที่อธิบดีกำหนด ต้องมีข้อความใดปรากฏบ้าง
ต้องมีตัวเลขไทยหรืออารบิค และอักษรไทยให้ปรากฏข้อความต่อไปนี้ (1) เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้ออกใบรับ (2) ชื่อหรือยี่ห้อของผู้ออกใบรับ (3) เลขลำดับของเล่มและของใบรับ (4) วันเดือนปีที่ออกใบรับ (5) จำนวนเงินที่รับ (6) ชนิด ชื่อ จำนวนเงินและราคาสินค้าในกรณีการขายหรือให้เช่าซื้อสินค้าเฉพาะชนิดที่มีราคาตั้งแต่หนึ่งร้อยบาทขึ้นไป คำอธิบาย ประมวลรัษฎากร มาตรา 105 ทวิ ในการออกใบรับ ให้ผู้มีหน้าที่ออกใบรับตามมาตรา 105 (1) หรือผู้มีหน้าที่ออกใบรับตามมาตรา 105 (2) เฉพาะผู้ซึ่งกระทำเป็นปกติธุระ ทำต้นขั้วหรือสำเนาใบรับ และเก็บต้นขั้วหรือสำเนาใบรับดังกล่าวไว้เป็นเวลาไม่น้อยกว่าห้าปีนับแต่วันที่ออกใบรับ ถ้าปรากฏว่าการรับเงินหรือรับชำระราคาที่ต้องทำต้นขั้วหรือสำเนาใบรับตามวรรคหนึ่ง ไม่มีต้นขั้วหรือสำเนาใบรับให้สันนิษฐานว่าไม่ได้ออกใบรับ ใบรับและต้นขั้ว หรือสำเนาใบรับตามวรรคหนึ่ง อย่างน้อยต้องมีตัวเลขไทยหรืออารบิค และอักษรไทยให้ปรากฏข้อความต่อไปนี้ (1) เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้ออกใบรับ (2) ชื่อหรือยี่ห้อของผู้ออกใบรับ (3) เลขลำดับของเล่มและของใบรับ (4) วันเดือนปีที่ออกใบรับ (5) จำนวนเงินที่รับ (6) ชนิด ชื่อ จำนวนเงินและราคาสินค้าในกรณีการขายหรือให้เช่าซื้อสินค้าเฉพาะชนิดที่มีราคาตั้งแต่หนึ่งร้อยบาทขึ้นไป ในกรณีผู้ผลิต ผู้นำเข้าหรือผู้ขายส่ง ขายสินค้าให้แก่ผู้ซึ่งทำการค้าสินค้าประเภทเดียวกับสินค้าที่ขายนั้นให้แสดงชื่อหรือยี่ห้อและที่อยู่ของผู้ซื้อไว้ในใบรับที่ต้องออกตามวรรคหนึ่งด้วยทุกคราวที่ได้รับชำระเงินหรือชำระราคา ข้อความในใบรับเช่นว่านี้ ถ้าทำเป็นภาษาต่างประเทศให้มีภาษาไทยกำกับไว้ด้วย ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับแก่กิจการตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
[ { "law_name": "ประมวลรัษฎากร", "section_content": "ประมวลรัษฎากร มาตรา 105 ทวิ ในการออกใบรับ ให้ผู้มีหน้าที่ออกใบรับตามมาตรา 105 (1) หรือผู้มีหน้าที่ออกใบรับตามมาตรา 105 (2) เฉพาะผู้ซึ่งกระทำเป็นปกติธุระ ทำต้นขั้วหรือสำเนาใบรับ และเก็บต้นขั้วหรือสำเนาใบรับดังกล่าวไว้เป็นเวลาไม่น้อยกว่าห้าปีนับแต่วันที่ออกใบ...
ต้องมีตัวเลขไทยหรืออารบิค และอักษรไทยให้ปรากฏข้อความต่อไปนี้ (1) เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้ออกใบรับ (2) ชื่อหรือยี่ห้อของผู้ออกใบรับ (3) เลขลำดับของเล่มและของใบรับ (4) วันเดือนปีที่ออกใบรับ (5) จำนวนเงินที่รับ (6) ชนิด ชื่อ จำนวนเงินและราคาสินค้าในกรณีการขายหรือให้เช่าซื้อสินค้าเฉพาะชนิดที่มีราคาตั้งแต่หนึ่งร้อยบาทขึ้นไป.
[ { "law_name": "ประมวลรัษฎากร", "section_content": "ประมวลรัษฎากร มาตรา 105 ในกรณีต่อไปนี้ ผู้ขาย ผู้ให้เช่าซื้อ ผู้รับเงิน หรือผู้รับชำระราคาต้องออกใบรับให้แก่ผู้ซื้อ ผู้เช่าซื้อ ผู้จ่ายเงินหรือผู้ชำระราคา ในทันทีทุกคราวที่รับเงินหรือรับชำระราคาไม่ว่าจะมีการเรียกร้องให้ออกใบรับหรือไม่ก็ตาม\n(1) การรับเงินหร...
ในกรณีใดที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มหรือผู้ประกอบกิจการที่จดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะ ต้องรวมเงินที่รับมาเฉพาะในกรณีดังกล่าวทุกครั้งและเมื่อสิ้นวันหนึ่ง ๆ ได้จำนวนเท่าใด ให้ทำบันทึกจำนวนเงินนั้นรวมขึ้นเป็นวัน ๆ ตามแบบที่อธิบดีกำหนดและเก็บไว้เป็นเวลาไม่น้อยกว่าห้าปีนับแต่วันทำบันทึก
กรณีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มหรือผู้ประกอบกิจการที่จดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะรับเงินหรือรับชำระราคาจากการขายสินค้าหรือการให้บริการของผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามหมวด 4 และการรับเงินหรือรับชำระราคาจากการกระทำกิจการของผู้ประกอบกิจการที่จดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามหมวด 5 ซึ่งรวมเงินหรือราคาที่ได้รับชำระแต่ละครั้งเกินจำนวนเงินตามที่อธิบดีกำหนด คำอธิบาย ประมวลรัษฎากร มาตรา 105 ตรี ในกรณีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มหรือผู้ประกอบกิจการที่จดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะ รับเงินหรือรับชำระราคามีจำนวนครั้งหนึ่ง ๆ ไม่ถึงจำนวนที่อธิบดีกำหนดตามมาตรา 105 (1) ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มหรือผู้ประกอบกิจการที่จดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะ รวมเงินที่รับมาเฉพาะในกรณีดังกล่าวทุกครั้งและเมื่อสิ้นวันหนึ่ง ๆ ได้จำนวนเท่าใด ให้ทำบันทึกจำนวนเงินนั้นรวมขึ้นเป็นวัน ๆ ตามแบบที่อธิบดีกำหนดและเก็บไว้เป็นเวลาไม่น้อยกว่าห้าปีนับแต่วันทำบันทึก
[ { "law_name": "ประมวลรัษฎากร", "section_content": "ประมวลรัษฎากร มาตรา 105 ตรี ในกรณีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มหรือผู้ประกอบกิจการที่จดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะ รับเงินหรือรับชำระราคามีจำนวนครั้งหนึ่ง ๆ ไม่ถึงจำนวนที่อธิบดีกำหนดตามมาตรา 105 (1) ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มหรือผู้ประกอบก...
กรณีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มหรือผู้ประกอบกิจการที่จดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะรับเงินหรือรับชำระราคาจากการขายสินค้าหรือการให้บริการของผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามหมวด 4 และการรับเงินหรือรับชำระราคาจากการกระทำกิจการของผู้ประกอบกิจการที่จดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามหมวด 5 ซึ่งรวมเงินหรือราคาที่ได้รับชำระแต่ละครั้งเกินจำนวนเงินตามที่อธิบดีกำหนด.
[ { "law_name": "ประมวลรัษฎากร", "section_content": "ประมวลรัษฎากร มาตรา 105 ในกรณีต่อไปนี้ ผู้ขาย ผู้ให้เช่าซื้อ ผู้รับเงิน หรือผู้รับชำระราคาต้องออกใบรับให้แก่ผู้ซื้อ ผู้เช่าซื้อ ผู้จ่ายเงินหรือผู้ชำระราคา ในทันทีทุกคราวที่รับเงินหรือรับชำระราคาไม่ว่าจะมีการเรียกร้องให้ออกใบรับหรือไม่ก็ตาม\n(1) การรับเงินหร...
ใบส่งของและสำเนาใบส่งของที่ผู้ประกอบการนั้นเป็นผู้นำเข้าสินค้าตามหมวด 4 อันได้แก่พวกสินค้าที่มีภาษีมูลค่าเพิ่ม จะต้องมีข้อความปรากฏอย่างไรบ้าง
ต้องมีตัวเลขและอักษรไทยให้ปรากฏข้อความต่อไปนี้ (1) ชื่อ หรือยี่ห้อและเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้ขาย (2) ชื่อ หรือยี่ห้อของผู้ซื้อ (3) เลขลำดับของเล่ม (ถ้ามี) และของใบส่งของ (4) วัน เดือน ปี ที่ออกใบส่งของ (5) ชนิด ชื่อ จำนวน และราคาของสินค้าที่ขายตัวเลขไทยนั้นจะใช้เลขอารบิคแทนก็ได้ คำอธิบาย ประมวลรัษฎากร มาตรา 105 จัตวา ในการขายสินค้าให้ผู้ประกอบการตามหมวด 4 ที่เป็นผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้ส่งออกหรือผู้ขายส่ง เมื่อมีการขายสินค้าให้ออกใบส่งของให้แก่ผู้ซื้อและให้ทำสำเนาเก็บไว้เป็นเวลาไม่น้อยกว่าห้าปี นับแต่วันที่ออกใบส่งของ ใบส่งของและสำเนาตามความในวรรคก่อน อย่างน้อยต้องมีตัวเลขและอักษรไทยให้ปรากฏข้อความต่อไปนี้ (1) ชื่อ หรือยี่ห้อและเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้ขาย (2) ชื่อ หรือยี่ห้อของผู้ซื้อ (3) เลขลำดับของเล่ม (ถ้ามี) และของใบส่งของ (4) วัน เดือน ปี ที่ออกใบส่งของ (5) ชนิด ชื่อ จำนวน และราคาของสินค้าที่ขายตัวเลขไทยนั้นจะใช้เลขอารบิคแทนก็ได้ ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามหมวด 4 ซึ่งได้ออกใบกำกับภาษีที่มีข้อความแสดงว่าได้ส่งสินค้าให้แก่ผู้ซื้อแล้ว จะถือเอาใบกำกับภาษีนั้นเป็นใบส่งของที่ต้องออกตามมาตรานี้ก็ได้
[ { "law_name": "ประมวลรัษฎากร", "section_content": "ประมวลรัษฎากร มาตรา 105 จัตวา ในการขายสินค้าให้ผู้ประกอบการตามหมวด 4 ที่เป็นผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้ส่งออกหรือผู้ขายส่ง เมื่อมีการขายสินค้าให้ออกใบส่งของให้แก่ผู้ซื้อและให้ทำสำเนาเก็บไว้เป็นเวลาไม่น้อยกว่าห้าปี นับแต่วันที่ออกใบส่งของ\nใบส่งของและสำเนาตามความใ...
ต้องมีตัวเลขและอักษรไทยให้ปรากฏข้อความต่อไปนี้ (1) ชื่อ หรือยี่ห้อและเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้ขาย (2) ชื่อ หรือยี่ห้อของผู้ซื้อ (3) เลขลำดับของเล่ม (ถ้ามี) และของใบส่งของ (4) วัน เดือน ปี ที่ออกใบส่งของ (5) ชนิด ชื่อ จำนวน และราคาของสินค้าที่ขายตัวเลขไทยนั้นจะใช้เลขอารบิคแทนก็ได้
[]
ใบรับที่ผู้มีส่วนได้เสียได้เรียกร้องให้มีการออกใบรับแม้ไม่จำเป็นที่ต้องออกใบรับตามประมวลกฎหมายรัษฎากร จะต้องเป็นใบรัยที่ปิดแสตมป์บริบูรณ์หรือไม่
ต้องเป็นใบรับที่ปิดแสตมป์บริบูรณ์ คำอธิบาย ประมวลรัษฎากร มาตรา 106 ใบรับที่ต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์แม้ไม่อยู่ในบังคับให้จำต้องออกใบรับตามความในมาตรา 105เมื่อผู้มีส่วนได้เสียเรียกร้อง ผู้มีหน้าที่ออกใบรับต้องออกให้ในทันทีที่ถูกเรียกร้อง
[ { "law_name": "ประมวลรัษฎากร", "section_content": "ประมวลรัษฎากร มาตรา 106 ใบรับที่ต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์แม้ไม่อยู่ในบังคับให้จำต้องออกใบรับตามความในมาตรา 105เมื่อผู้มีส่วนได้เสียเรียกร้อง ผู้มีหน้าที่ออกใบรับต้องออกให้ในทันทีที่ถูกเรียกร้อง", "section_num": "106" } ]
ต้องเป็นใบรับที่ปิดแสตมป์บริบูรณ์
[ { "law_name": "ประมวลรัษฎากร", "section_content": "ประมวลรัษฎากร มาตรา 105 ในกรณีต่อไปนี้ ผู้ขาย ผู้ให้เช่าซื้อ ผู้รับเงิน หรือผู้รับชำระราคาต้องออกใบรับให้แก่ผู้ซื้อ ผู้เช่าซื้อ ผู้จ่ายเงินหรือผู้ชำระราคา ในทันทีทุกคราวที่รับเงินหรือรับชำระราคาไม่ว่าจะมีการเรียกร้องให้ออกใบรับหรือไม่ก็ตาม\n(1) การรับเงินหร...
ในกรณีใดที่ตราสารหนึ่งฉบับสามารถมีลักษณะตราสารหลายๆเรื่องระบุไว้ในฉบับเดียวกันหรือแผ่นเดียวกันได้ โดยไม่ต้องปิดแสตมป์แยกเป็นเรื่องๆ
กรณีที่โดยสภาพ ตราสารนั้นๆไม่จำเป็นจะต้องแยกกัน คำอธิบาย ประมวลรัษฎากร มาตรา 108 ถ้าทำตราสารหลายลักษณะตามที่ระบุในบัญชีท้ายหมวดนี้บนกระดาษแผ่นเดียวกัน หรือเป็นฉบับเดียวกัน เช่น เช่าและกู้ยืมรวมกันไว้ หรือทำตราสารลักษณะเดียวกันหลายเรื่องบนกระดาษแผ่นเดียวกัน หรือเป็นฉบับเดียวกัน เช่น ขายของสิ่งหนึ่งให้แก่คนหนึ่ง และขายอีกสิ่งหนึ่งให้แก่อีกคนหนึ่ง ซึ่งตามสภาพควรจะแยกกัน ต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์ให้ครบทุกลักษณะหรือทุกเรื่อง โดยปิดแสตมป์บริบูรณ์เป็นรายตราสารแยกไว้ ให้ปรากฏว่าตราสารใดอยู่ที่ใด และแสตมป์ดวงใดสำหรับตราสารลักษณะหรือเรื่องใด
[ { "law_name": "ประมวลรัษฎากร", "section_content": "ประมวลรัษฎากร มาตรา 108 ถ้าทำตราสารหลายลักษณะตามที่ระบุในบัญชีท้ายหมวดนี้บนกระดาษแผ่นเดียวกัน หรือเป็นฉบับเดียวกัน เช่น เช่าและกู้ยืมรวมกันไว้ หรือทำตราสารลักษณะเดียวกันหลายเรื่องบนกระดาษแผ่นเดียวกัน หรือเป็นฉบับเดียวกัน เช่น ขายของสิ่งหนึ่งให้แก่คนหนึ่ง แล...
กรณีที่โดยสภาพ ตราสารนั้นๆไม่จำเป็นจะต้องแยกกัน
[]
ในกรณีที่สัญญาซึ่งเป็นตราสารที่เกิดโดยมีหนังสือโต้ตอบกันและมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ ตะถือว่าสัญญานั้นได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์แล้ว
ถ้าพิสูจน์ได้ว่า หนังสือฉบับหนึ่งฉบับใดที่จำเป็นในการทำให้เกิดสัญญานั้นขึ้น ได้ปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าแสตมป์แล้ว ให้ถือว่าสัญญานั้นได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์แล้ว คำอธิบาย : ประมวลรัษฎากร มาตรา 109 สัญญาใดเป็นตราสาร ซึ่งเกิดขึ้นโดยมีหนังสือโต้ตอบกันและมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ ถ้าพิสูจน์ได้ว่า หนังสือฉบับหนึ่งฉบับใดที่จำเป็นในการทำให้เกิดสัญญานั้นขึ้น ได้ปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าแสตมป์แล้ว ให้ถือว่าสัญญานั้นได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์แล้ว
[ { "law_name": "ประมวลรัษฎากร", "section_content": "ประมวลรัษฎากร มาตรา 109 สัญญาใดเป็นตราสาร ซึ่งเกิดขึ้นโดยมีหนังสือโต้ตอบกันและมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ ถ้าพิสูจน์ได้ว่า หนังสือฉบับหนึ่งฉบับใดที่จำเป็นในการทำให้เกิดสัญญานั้นขึ้น ได้ปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าแสตมป์แล้ว ให้ถือว่าสัญญานั้นได้ปิดแสตมป์บริบูร...
ถ้าพิสูจน์ได้ว่า หนังสือฉบับหนึ่งฉบับใดที่จำเป็นในการทำให้เกิดสัญญานั้นขึ้น ได้ปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าแสตมป์แล้ว ให้ถือว่าสัญญานั้นได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์แล้ว
[]
ในกรณีใดที่คู่ฉบับหรือคู่ฉีกนั้นได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ จะต้องเสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรสำหรับตราสารต้นฉบับและขีดฆ่า ถึงจะคือว่าบริบูรณ์ตามประมวลรัษฏากร
ไม่ได้นำนำตราสารต้นฉบับหรือพยานหลักฐานมาแสดงให้เป็นที่พอใจว่าตราสารต้นฉบับนั้นได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์แล้ว คำอธิบาย : ประมวลรัษฎากร มาตรา 110 คู่ฉบับหรือคู่ฉีกแห่งตราสารใด แม้จะได้ปิดแสตมป์สำหรับคู่ฉบับหรือคู่ฉีกนั้นตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้แล้วก็ดี ถ้ามิได้นำตราสารต้นฉบับหรือพยานหลักฐานมาแสดงให้เป็นที่พอใจว่าตราสารต้นฉบับนั้นได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์แล้ว มิให้ถือว่าคู่ฉบับหรือคู่ฉีกนั้นได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ จนกว่าจะได้เสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรสำหรับตราสารต้นฉบับและขีดฆ่าแล้ว
[ { "law_name": "ประมวลรัษฎากร", "section_content": "ประมวลรัษฎากร มาตรา 110 คู่ฉบับหรือคู่ฉีกแห่งตราสารใด แม้จะได้ปิดแสตมป์สำหรับคู่ฉบับหรือคู่ฉีกนั้นตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้แล้วก็ดี ถ้ามิได้นำตราสารต้นฉบับหรือพยานหลักฐานมาแสดงให้เป็นที่พอใจว่าตราสารต้นฉบับนั้นได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์แล้ว มิให้ถือว่าคู่ฉบับหรื...
ไม่ได้นำนำตราสารต้นฉบับหรือพยานหลักฐานมาแสดงให้เป็นที่พอใจว่าตราสารต้นฉบับนั้นได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์แล้ว
[]
ในกรณีที่ผู้ทรงตราสารคนแรกในประเทศไทย ไม่ได้ชำระอากรและขีดฆ่าแสตมป์ภายในระยะเวลาที่กำหนด ตราสารนั้นถือเอาประโยชน์ได้เมื่อใด
ผู้ทรงคนใดคนหนึ่งแห่งตราสารต้องเสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าก่อน แล้วจึงจะยื่นตราสารเพื่อให้จ่ายเงิน รับรอง สลักหลัง โอน หรือถือเอาประโยชน์ได้ คำอธิบาย ประมวลรัษฎากร มาตรา 111 ถ้าตราสารที่ต้องเสียอากรได้ทำขึ้นนอกสยาม ให้เป็นหน้าที่ของผู้ทรงตราสารคนแรกในสยามต้องเสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าภายใน 30 วัน นับแต่ได้รับตราสารนั้น ถ้าไม่ปฏิบัติตามนี้ให้ถือว่าเป็นตราสารที่มิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ ถ้ามิได้ปฏิบัติตามความในวรรคก่อน ผู้ทรงคนใดคนหนึ่งแห่งตราสารต้องเสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าก่อน แล้วจึงจะยื่นตราสารเพื่อให้จ่ายเงิน รับรอง สลักหลัง โอน หรือถือเอาประโยชน์ได้
[ { "law_name": "ประมวลรัษฎากร", "section_content": "ประมวลรัษฎากร มาตรา 111 ถ้าตราสารที่ต้องเสียอากรได้ทำขึ้นนอกสยาม ให้เป็นหน้าที่ของผู้ทรงตราสารคนแรกในสยามต้องเสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าภายใน 30 วัน นับแต่ได้รับตราสารนั้น ถ้าไม่ปฏิบัติตามนี้ให้ถือว่าเป็นตราสารที่มิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์\nถ้ามิไ...
ผู้ทรงคนใดคนหนึ่งแห่งตราสารต้องเสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าก่อน แล้วจึงจะยื่นตราสารเพื่อให้จ่ายเงิน รับรอง สลักหลัง โอน หรือถือเอาประโยชน์ได้
[]
หากผู้รับตั๋วเป็นเสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่า แต่ไม่ประสงค์จะใช้สทิธิไล่เบี้ย สามารถทำเช่นใดได้
หักค่าอากรจากเงินที่จะชำระ คำอธิบาย : ประมวลรัษฎากร มาตรา 112 ถ้าตั๋วเงินที่ยื่นให้ชำระเงินมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ ผู้รับตั๋วจะเสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่า และใช้สิทธิไล่เบี้ยจากผู้มีหน้าที่เสียอากร หรือหักค่าอากรจากเงินที่จะชำระก็ได้
[ { "law_name": "ประมวลรัษฎากร", "section_content": "ประมวลรัษฎากร มาตรา 112 ถ้าตั๋วเงินที่ยื่นให้ชำระเงินมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ ผู้รับตั๋วจะเสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่า และใช้สิทธิไล่เบี้ยจากผู้มีหน้าที่เสียอากร หรือหักค่าอากรจากเงินที่จะชำระก็ได้", "section_num": "112" } ]
หักค่าอากรจากเงินที่จะชำระ
[]
ผู้ถูกเรียกเก็บเงินอากรและเงินเพิ่มอากรสามารถอุทรณ์คำสั่งได้หรือไม่
ได้ คำอธิบาย : เงินอากรและเงินเพิ่มอากรที่กล่าวในมาตรา 113 และมาตรา 114 นั้น ให้พนักงานเจ้าหน้าที่จัดการเรียกเก็บจากผู้มีหน้าที่เสียอากรก่อน ถ้าไม่ได้เงินจากผู้มีหน้าที่เสียอากร จึงให้จัดการเรียกเก็บจากผู้ทรงตราสารหรือผู้ถือเอาประโยชน์แห่งตราสารนั้น ผู้ถูกเรียกเก็บเงินอากรและเงินเพิ่มอากรตามความในวรรคก่อนจะอุทธรณ์คำสั่งก็ได้ ทั้งนี้ ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยการอุทธรณ์ตามส่วน 2 หมวด 2 ลักษณะ 2 มาใช้บังคับโดยอนุโลม
[ { "law_name": "ประมวลรัษฎากร", "section_content": "ประมวลรัษฎากร มาตรา 115 เงินอากรและเงินเพิ่มอากรที่กล่าวในมาตรา 113 และมาตรา 114 นั้น ให้พนักงานเจ้าหน้าที่จัดการเรียกเก็บจากผู้มีหน้าที่เสียอากรก่อน ถ้าไม่ได้เงินจากผู้มีหน้าที่เสียอากร จึงให้จัดการเรียกเก็บจากผู้ทรงตราสารหรือผู้ถือเอาประโยชน์แห่งตราสารนั้...
ได้
[ { "law_name": "ประมวลรัษฎากร", "section_content": "ประมวลรัษฎากร มาตรา 114 โดยการตรวจสอบตามความในมาตรา 123 ก็ดี โดยการกล่าวหาแจ้งความของบุคคลใด ไม่ว่าจะเป็นเจ้าพนักงานรัฐบาลหรือมิใช่ก็ดีถ้าปรากฏว่า\n(1)มิได้มีการออกใบรับในกรณีที่ต้องออกใบรับตามความในมาตรา 105 หรือมาตรา 106ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเรียกเก...
การชำระเงินต่อพนักงานเจ้าหน้าที่แล้ว พนักงานเจ้าหน้าที่ต้องปฏิบัติเช่นไรต่อ
ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ออกใบรับเงินและสลักหลังตราสารหรือทำหลักฐานขึ้นในกรณีไม่มีตราสาร คำอธิบาย : ประมวลรัษฎากร มาตรา 116 วิธีเสียเงินอากรและเงินเพิ่มอากรดังบัญญัติไว้ในมาตรา113 หรือมาตรา 114 ให้เสียโดยวิธีชำระเป็นตัวเงินต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เมื่อได้รับชำระเงินแล้ว ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ออกใบรับเงินและสลักหลังตราสารหรือทำหลักฐานขึ้นในกรณีไม่มีตราสาร ทั้งนี้เพื่อแสดงการรับเงินอากรและเงินเพิ่มอากรถ้ามีตลอดทั้งชื่อและตำบลที่อยู่ของผู้เสียเงิน แล้วลงชื่อพนักงานเจ้าหน้าที่และวันเดือนปีไว้เป็นสำคัญ
[ { "law_name": "ประมวลรัษฎากร", "section_content": "ประมวลรัษฎากร มาตรา 116 วิธีเสียเงินอากรและเงินเพิ่มอากรดังบัญญัติไว้ในมาตรา113 หรือมาตรา 114 ให้เสียโดยวิธีชำระเป็นตัวเงินต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เมื่อได้รับชำระเงินแล้ว ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ออกใบรับเงินและสลักหลังตราสารหรือทำหลักฐานขึ้นในกรณีไม่มีตราสาร ทั้ง...
ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ออกใบรับเงินและสลักหลังตราสารหรือทำหลักฐานขึ้นในกรณีไม่มีตราสาร
[ { "law_name": "ประมวลรัษฎากร", "section_content": "ประมวลรัษฎากร มาตรา 114 โดยการตรวจสอบตามความในมาตรา 123 ก็ดี โดยการกล่าวหาแจ้งความของบุคคลใด ไม่ว่าจะเป็นเจ้าพนักงานรัฐบาลหรือมิใช่ก็ดีถ้าปรากฏว่า\n(1)มิได้มีการออกใบรับในกรณีที่ต้องออกใบรับตามความในมาตรา 105 หรือมาตรา 106ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเรียกเก...
ส่วนเงินเพิ่มอากรที่เรียกเก็บ ถือเป็นเงินอากรหรือไม่
ถือว่าเป็นเงินอากร คำอธิบาย : ประมวลรัษฎากร มาตรา 117 ระบุว่า ส่วนเงินเพิ่มอากรที่เรียกเก็บให้ถือเป็นเงินอากร
[ { "law_name": "ประมวลรัษฎากร", "section_content": "ประมวลรัษฎากร มาตรา 117 ตราสารหรือหลักฐานตามความในมาตรา116 ที่มีผู้เสียอากร หรือเสียอากรและเงินเพิ่มอากรถ้ามี ตามความในมาตรา 113หรือมาตรา 114 แล้ว ให้ถือว่าเป็นตราสารที่ปิดแสตมป์บริบูรณ์ส่วนเงินเพิ่มอากรที่เรียกเก็บให้ถือเป็นเงินอากร", "section_num": "1...
ถือว่าเป็นเงินอากร
[ { "law_name": "ประมวลรัษฎากร", "section_content": "ประมวลรัษฎากร มาตรา 114 โดยการตรวจสอบตามความในมาตรา 123 ก็ดี โดยการกล่าวหาแจ้งความของบุคคลใด ไม่ว่าจะเป็นเจ้าพนักงานรัฐบาลหรือมิใช่ก็ดีถ้าปรากฏว่า\n(1)มิได้มีการออกใบรับในกรณีที่ต้องออกใบรับตามความในมาตรา 105 หรือมาตรา 106ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเรียกเก...
ในกรณีใดที่ตราสารใดไม่ปิดแสตมป์บริบูรณ์ จะใช้ต้นฉบับ คู่ฉบับ คู่ฉีก หรือสำเนาตราสารนั้น สามารถนำมาเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งได้
เมื่อได้เสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้ และขีดฆ่าแล้ว คำอธิบาย ประมวลรัษฎากร มาตรา 118 ตราสารใดไม่ปิดแสตมป์บริบูรณ์ จะใช้ต้นฉบับ คู่ฉบับ คู่ฉีก หรือสำเนาตราสารนั้นเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ จนกว่าจะได้เสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้ และขีดฆ่าแล้ว
[ { "law_name": "ประมวลรัษฎากร", "section_content": "ประมวลรัษฎากร มาตรา 118 ตราสารใดไม่ปิดแสตมป์บริบูรณ์ จะใช้ต้นฉบับ คู่ฉบับ คู่ฉีก หรือสำเนาตราสารนั้นเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ จนกว่าจะได้เสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้ และขีดฆ่าแล้ว แต่ทั้งนี้ ไม่เป็นการเสื่อมสิทธิที่จะเรียกเงิน...
เมื่อได้เสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้ และขีดฆ่าแล้ว
[ { "law_name": "ประมวลรัษฎากร", "section_content": "ประมวลรัษฎากร มาตรา 114 โดยการตรวจสอบตามความในมาตรา 123 ก็ดี โดยการกล่าวหาแจ้งความของบุคคลใด ไม่ว่าจะเป็นเจ้าพนักงานรัฐบาลหรือมิใช่ก็ดีถ้าปรากฏว่า\n(1)มิได้มีการออกใบรับในกรณีที่ต้องออกใบรับตามความในมาตรา 105 หรือมาตรา 106ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเรียกเก...
เจ้าพนักงานลงนามรับรู้ ในตราสารซึ่งเจ้าพนักงานรัฐบาลหรือเทศบาลต้องลงนามหรือรับรู้ เมื่อมีการชำระอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนหรือไม่
ไม่ได้ เนื่องจากจะต้องมีการเสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้ และขีดฆ่าแล้ว คำอธิบาย : ประมวลรัษฎากร มาตรา 119 ตราสารซึ่งเจ้าพนักงานรัฐบาลหรือเทศบาลต้องลงนามหรือรับรู้ก็ดี ตราสารซึ่งต้องทำต่อหน้าเจ้าพนักงานรัฐบาลหรือเทศบาลก็ดี ตราสารซึ่งต้องให้เจ้าพนักงานรัฐบาลหรือเทศบาลลงบันทึกก็ดี ห้ามมิให้เจ้าพนักงานลงนามรับรู้ ยอมให้ทำหรือบันทึกไว้จนกว่าจะได้เสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้ และขีดฆ่าแล้ว
[ { "law_name": "ประมวลรัษฎากร", "section_content": "ประมวลรัษฎากร มาตรา 119 ตราสารซึ่งเจ้าพนักงานรัฐบาลหรือเทศบาลต้องลงนามหรือรับรู้ก็ดี ตราสารซึ่งต้องทำต่อหน้าเจ้าพนักงานรัฐบาลหรือเทศบาลก็ดี ตราสารซึ่งต้องให้เจ้าพนักงานรัฐบาลหรือเทศบาลลงบันทึกก็ดี ห้ามมิให้เจ้าพนักงานลงนามรับรู้ ยอมให้ทำหรือบันทึกไว้จนกว่าจ...
ไม่ได้ เนื่องจากจะต้องมีการเสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้ และขีดฆ่าแล้ว
[ { "law_name": "ประมวลรัษฎากร", "section_content": "ประมวลรัษฎากร มาตรา 114 โดยการตรวจสอบตามความในมาตรา 123 ก็ดี โดยการกล่าวหาแจ้งความของบุคคลใด ไม่ว่าจะเป็นเจ้าพนักงานรัฐบาลหรือมิใช่ก็ดีถ้าปรากฏว่า\n(1)มิได้มีการออกใบรับในกรณีที่ต้องออกใบรับตามความในมาตรา 105 หรือมาตรา 106ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเรียกเก...
ในกรณีที่บุคคลผู้เสียอากรนั้นเสียอากรเพิ่ม แต่ไม่มีหน้าที่เป็นผู้เสียตามบทบัญญัติของกฎหมาย สามารถดำเนินการอย่างไรได้
มีสิทธิไล่เบี้ยเอาค่าเพิ่มอากรซึ่งตนได้เสียไปจากบุคคลผู้มีหน้าที่เสียได้ คำอธิบาย ประมวลรัษฎากร มาตรา 120 ผู้ใดได้เสียค่าเพิ่มอากรโดยมิใช่เป็นผู้มีหน้าที่เสีย ผู้นั้นมีสิทธิไล่เบี้ยเอาค่าเพิ่มอากรซึ่งตนได้เสียไปจากบุคคลผู้มีหน้าที่เสียได้
[ { "law_name": "ประมวลรัษฎากร", "section_content": "ประมวลรัษฎากร มาตรา 120 ผู้ใดได้เสียอากรหรือค่าเพิ่มอากรโดยมิใช่เป็นผู้มีหน้าที่เสีย ผู้นั้นมีสิทธิไล่เบี้ยเอาค่าอากรหรือค่าเพิ่มอากรซึ่งตนได้เสียไปจากบุคคลผู้มีหน้าที่เสียได้", "section_num": "120" } ]
มีสิทธิไล่เบี้ยเอาค่าเพิ่มอากรซึ่งตนได้เสียไปจากบุคคลผู้มีหน้าที่เสียได้
[]
ในกรณีที่เป็นบุคคลผู้กระทำการในนามของรัฐบาล มีหน้าที่ต้องเสียอากรไหม
ไม่มีหน้าที่ต้องเสียอากร คำอธิบาย ประมวลรัษฎากร มาตรา 121 ถ้าฝ่ายที่ต้องเสียอากรเป็นรัฐบาล เจ้าพนักงานผู้กระทำงานของรัฐบาลโดยหน้าที่ บุคคลผู้กระทำการในนามของรัฐบาล องค์การบริหารราชการส่วนท้องถิ่น สภากาชาดไทย วัดวาอาราม และองค์การศาสนาใด ๆ ในราชอาณาจักรซึ่งเป็นนิติบุคคล อากรเป็นอันไม่ต้องเสีย
[ { "law_name": "ประมวลรัษฎากร", "section_content": "ประมวลรัษฎากร มาตรา 121 ถ้าฝ่ายที่ต้องเสียอากรเป็นรัฐบาล เจ้าพนักงานผู้กระทำงานของรัฐบาลโดยหน้าที่ บุคคลผู้กระทำการในนามของรัฐบาล องค์การบริหารราชการส่วนท้องถิ่น สภากาชาดไทย วัดวาอาราม และองค์การศาสนาใด ๆ ในราชอาณาจักรซึ่งเป็นนิติบุคคล อากรเป็นอันไม่ต้องเสี...
ไม่มีหน้าที่ต้องเสียอากร
[]
ในกรณีที่เสียค่าอากรไม่น้อยกว่า 2 บาท สำหรับตราสารลักษณะเดียวหรือเรื่องเดียว อธิยดีสามารถคืนค่าอากรแก่ผู้เสียอากรได้ไหม หากมีการจ่ายเกินจริง
สามารถคืนค่าอากรที่เกินไปนั้นได้ หากได้รับคำร้องภายในระยะเวลาที่กำหนด คำอธิบาย ผู้ใดได้เสียค่าอากรหรือค่าเพิ่มอากรเกินไปไม่น้อยกว่า 2 บาท สำหรับตราสารลักษณะเดียวหรือเรื่องเดียว ผู้นั้นชอบที่จะทำคำร้องเป็นหนังสือยื่นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เมื่ออธิบดีเห็นว่าเกินไปจริงก็ให้คืนค่าอากรหรือค่าเพิ่มอากรที่เกินไปนั้นแก่ผู้เสียอากรได้ แต่คำร้องที่กล่าวนั้นต้องยื่นภายในเวลา 6 เดือน นับแต่วันเสียอากรหรือค่าเพิ่มอากรและต้องประกอบด้วยคำชี้แจงหรือเอกสารซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่หรืออธิบดีเห็นสมควรให้ยื่นสนับสนุนคำร้อง
[ { "law_name": "ประมวลรัษฎากร", "section_content": "ประมวลรัษฎากร มาตรา 122 ผู้ใดได้เสียค่าอากรหรือค่าเพิ่มอากรเกินไปไม่น้อยกว่า 2 บาท สำหรับตราสารลักษณะเดียวหรือเรื่องเดียว ผู้นั้นชอบที่จะทำคำร้องเป็นหนังสือยื่นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เมื่ออธิบดีเห็นว่าเกินไปจริงก็ให้คืนค่าอากรหรือค่าเพิ่มอากรที่เกินไปนั้นแก่...
สามารถคืนค่าอากรที่เกินไปนั้นได้ หากได้รับคำร้องภายในระยะเวลาที่กำหนด
[]
สถานที่ใดที่ พนักงานเจ้าหน้าที่หรือนายตรวจมีอำนาจเข้า เมื่อมีเหตุอันควรเพื่อ เพื่อทำการตรวจสอบตราสารว่า ได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ตามความในมาตรา 104
ในสถานการค้า หรือสถานที่ที่เกี่ยวข้องระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตก หรือในเวลาที่เปิดทำการของสถานการค้าหรือสถานที่นั้น คำอธิบาย ประมวลรัษฎากร มาตรา 123 เมื่อมีเหตุสมควร พนักงานเจ้าหน้าที่หรือนายตรวจมีอำนาจเข้าไปในสถานการค้า หรือสถานที่ที่เกี่ยวข้องระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตก หรือในเวลาที่เปิดทำการของสถานการค้าหรือสถานที่นั้น เพื่อทำการตรวจสอบตราสารว่า ได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ตามความในมาตรา 104 หรือไม่
[ { "law_name": "ประมวลรัษฎากร", "section_content": "ประมวลรัษฎากร มาตรา 123 เมื่อมีเหตุสมควร พนักงานเจ้าหน้าที่หรือนายตรวจมีอำนาจเข้าไปในสถานการค้า หรือสถานที่ที่เกี่ยวข้องระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตก หรือในเวลาที่เปิดทำการของสถานการค้าหรือสถานที่นั้น เพื่อทำการตรวจสอบตราสารว่า ได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ตา...
ในสถานการค้า หรือสถานที่ที่เกี่ยวข้องระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตก หรือในเวลาที่เปิดทำการของสถานการค้าหรือสถานที่นั้น
[ { "law_name": "ประมวลรัษฎากร", "section_content": "ประมวลรัษฎากร มาตรา 105 ในกรณีต่อไปนี้ ผู้ขาย ผู้ให้เช่าซื้อ ผู้รับเงิน หรือผู้รับชำระราคาต้องออกใบรับให้แก่ผู้ซื้อ ผู้เช่าซื้อ ผู้จ่ายเงินหรือผู้ชำระราคา ในทันทีทุกคราวที่รับเงินหรือรับชำระราคาไม่ว่าจะมีการเรียกร้องให้ออกใบรับหรือไม่ก็ตาม\n(1) การรับเงินหร...
การกำหนดวิธีการให้ผู้มีหน้าที่เสียอากรปฏิบัติ สามารถใช้บังคับได้เมื่อใด
อธิบดีโดยอนุมัติรัฐมนตรี คำอธิบาย เพื่อให้การเสียอากรในหมวดนี้เป็นไปโดยรัดกุม ให้อธิบดีโดยอนุมัติรัฐมนตรี มีอำนาจกำหนดวิธีการให้ผู้มีหน้าที่เสียอากรปฏิบัติ การกำหนดวิธีการเช่นว่านี้เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้
[ { "law_name": "ประมวลรัษฎากร", "section_content": "ประมวลรัษฎากร มาตรา 123 ทวิ เพื่อให้การเสียอากรในหมวดนี้เป็นไปโดยรัดกุม ให้อธิบดีโดยอนุมัติรัฐมนตรี มีอำนาจกำหนดวิธีการให้ผู้มีหน้าที่เสียอากรปฏิบัติ การกำหนดวิธีการเช่นว่านี้เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้\nเพื่อความสะดวกของผู้มีหน้าที่เ...
เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้
[ { "law_name": "ประมวลรัษฎากร", "section_content": "ประมวลรัษฎากร มาตรา 105 ในกรณีต่อไปนี้ ผู้ขาย ผู้ให้เช่าซื้อ ผู้รับเงิน หรือผู้รับชำระราคาต้องออกใบรับให้แก่ผู้ซื้อ ผู้เช่าซื้อ ผู้จ่ายเงินหรือผู้ชำระราคา ในทันทีทุกคราวที่รับเงินหรือรับชำระราคาไม่ว่าจะมีการเรียกร้องให้ออกใบรับหรือไม่ก็ตาม\n(1) การรับเงินหร...
ในกรณีที่พนักงานเจ้าหน้าที่ได้กำหนดจำนวนเงินอากรให้ผู้ออกใบรับมีหน้าที่เสียค่าอากร ผู้ออกใบรับสามารถอุทรณ์คำสั่งได้กล่าวได้หรือไม่
สามารถอุทรณ์ได้ คำอธิบาย ประมวลรัษฎากร มาตรา 123 ตรี ถ้าพนักงานเจ้าหน้าที่มีเหตุอันควรเชื่อว่าจำนวนเงินที่แสดงไว้ในใบรับตามลักษณะแห่งตราสาร 28. (ข) และ (ค) แห่งบัญชีอัตราอากรแสตมป์ต่ำไป พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจกำหนดจำนวนเงินที่แสดงไว้ในใบรับนั้นตามจำนวนเงินที่สมควรได้รับตามปกติ และให้ผู้ออกใบรับมีหน้าที่เสียค่าอากรจากจำนวนเงินที่กำหนดนั้น ผู้ออกใบรับซึ่งถูกกำหนดจำนวนเงินตามวรรคหนึ่งจะอุทธรณ์การกำหนดจำนวนเงินนั้นก็ได้ ทั้งนี้ ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยการอุทธรณ์ตามส่วน 2 หมวด 2 ลักษณะ 2 มาใช้บังคับโดยอนุโลม
[ { "law_name": "ประมวลรัษฎากร", "section_content": "ประมวลรัษฎากร มาตรา 123 ตรี ถ้าพนักงานเจ้าหน้าที่มีเหตุอันควรเชื่อว่าจำนวนเงินที่แสดงไว้ในใบรับตามลักษณะแห่งตราสาร 28. (ข) และ (ค) แห่งบัญชีอัตราอากรแสตมป์ต่ำไป พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจกำหนดจำนวนเงินที่แสดงไว้ในใบรับนั้นตามจำนวนเงินที่สมควรได้รับตามปกติ แล...
สามารถอุทรณ์ได้
[]
ในกรณีที่บุคคลนั้นมีหน้าที่เสียอากรแต่เพิกเฉยหรือปฏิเสธในการชำระ มีความผิดหรือไม่
มีความผิด คำอธิบาย ประมวลรัษฎากร มาตรา 124 ผู้ใดมีหน้าที่เสียอากร เพิกเฉยหรือปฏิเสธไม่เสียอากรต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท
[ { "law_name": "ประมวลรัษฎากร", "section_content": "ประมวลรัษฎากร มาตรา 124 ผู้ใดมีหน้าที่เสียอากร หรือขีดฆ่าแสตมป์ เพิกเฉยหรือปฏิเสธไม่เสียอากร หรือไม่ขีดฆ่าแสตมป์ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท", "section_num": "124" } ]
มีความผิด
[]
ในกรณีที่บุคคลหนึ่งได้ออกใบรับหลายๆฉบับอันเป็นการแบ่งแยกมูลค่า เพื่อหลีกเลี่ยงการเสียอากร มีความผิดหรือไม่
มีความผิด คำอธิบาย ประมวลรัษฎากร มาตรา 125 ผู้ใดแบ่งแยกมูลค่าที่ได้ชำระนั้น เพื่อหลีกเลี่ยงการเสียอากร มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองร้อยบาท
[ { "law_name": "ประมวลรัษฎากร", "section_content": "ประมวลรัษฎากร มาตรา 125 ผู้ใดออกใบรับไม่ถึง 10 บาท สำหรับมูลค่าตั้งแต่ 10 บาทขึ้นไป หรือแบ่งแยกมูลค่าที่ได้ชำระนั้น เพื่อหลีกเลี่ยงการเสียอากรก็ดี จงใจกระทำ หรือทำ ตราสารให้ผิดความจริง เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งหมวดนี้ก็ดี มีความผิดต้องระวางโ...
มีความผิด
[]
ในกรณีที่ออกใบรับเป็นจำนวนเงินน้อยกว่าที่รับเงินหรือรับชำระราคาจริง มีความผิดหรือไม่
มีความผิด คำอธิบาย ประมวลรัษฎากร มาตรา 127 ทวิ ผู้ใดโดยตนเองหรือโดยสมคบกับผู้อื่นทำให้ไม่มีการออกใบรับ หรือไม่ออกใบรับให้ในทันทีที่รับเงินหรือรับชำระราคาตามมาตรา 105 หรือออกใบรับเป็นจำนวนเงินน้อยกว่าที่รับเงินหรือรับชำระราคาจริง ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท หรือจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือนหรือทั้งปรับทั้งจำ
[ { "law_name": "ประมวลรัษฎากร", "section_content": "ประมวลรัษฎากร มาตรา 127 ทวิ ผู้ใดโดยตนเองหรือโดยสมคบกับผู้อื่นทำให้ไม่มีการออกใบรับ หรือไม่ออกใบรับให้ในทันทีที่รับเงินหรือรับชำระราคาตามมาตรา 105 หรือออกใบรับเป็นจำนวนเงินน้อยกว่าที่รับเงินหรือรับชำระราคาจริง ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท หรือจำคุกไม่เ...
มีความผิด
[ { "law_name": "ประมวลรัษฎากร", "section_content": "ประมวลรัษฎากร มาตรา 105 ในกรณีต่อไปนี้ ผู้ขาย ผู้ให้เช่าซื้อ ผู้รับเงิน หรือผู้รับชำระราคาต้องออกใบรับให้แก่ผู้ซื้อ ผู้เช่าซื้อ ผู้จ่ายเงินหรือผู้ชำระราคา ในทันทีทุกคราวที่รับเงินหรือรับชำระราคาไม่ว่าจะมีการเรียกร้องให้ออกใบรับหรือไม่ก็ตาม\n(1) การรับเงินหร...
หากจงใจไม่ปฏิบัติตามคำเรียก หรือไม่ยอมให้ยึดตราสารหรือเอกสาร หรือไม่ยอมตอบคำถามเมื่อซักถาม มีความผิดหรือไม่
ผิด คำอธิบาย ประมวลรัษฎากร มาตรา 128 ผู้ใดจงใจไม่ปฏิบัติตามคำเรียก หรือไม่ยอมให้ยึดตราสารหรือเอกสาร หรือไม่ยอมตอบคำถามเมื่อซักถาม มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท
[ { "law_name": "ประมวลรัษฎากร", "section_content": "ประมวลรัษฎากร มาตรา 128 ผู้ใดโดยรู้อยู่แล้วไม่อำนวยความสะดวกแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ หรือนายตรวจ ในการปฏิบัติตามหน้าที่หรือโดยรู้อยู่แล้ว หรือจงใจไม่ปฏิบัติตามคำเรียก หรือไม่ยอมให้ยึดตราสารหรือเอกสาร หรือไม่ปฏิบัติตามหมายของพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือนายตรวจ ตามคว...
ผิด
[ { "law_name": "ประมวลรัษฎากร", "section_content": "ประมวลรัษฎากร มาตรา 123 เมื่อมีเหตุสมควร พนักงานเจ้าหน้าที่หรือนายตรวจมีอำนาจเข้าไปในสถานการค้า หรือสถานที่ที่เกี่ยวข้องระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตก หรือในเวลาที่เปิดทำการของสถานการค้าหรือสถานที่นั้น เพื่อทำการตรวจสอบตราสารว่า ได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ตา...
หากค้าแสตมป์ปลอม แต่เราไม่ทราบ หรือคิดว่าเป็นแสตมป์จริง มีความผิดตามประมวลรัษฎากร มาตรา 129 หรือไม่
ไม่ผิด เนื่องด้วยผู้กระทำไม่รู้ว่าแสตมป์ดังกล่าวเป็นแสตมป์ปลอม จึงเป็นการขาดเจตนา คำอธิบาย ประมวลรัษฎากร มาตรา 129 ผู้ใดโดยเจตนาทุจริตมีแสตมป์ซึ่งรู้อยู่ว่า เป็นแสตมป์ปลอมก็ดี ผู้นั้นมีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท หรือจำคุกไม่เกินสามปี หรือทั้งปรับทั้งจำ
[ { "law_name": "ประมวลรัษฎากร", "section_content": "ประมวลรัษฎากร มาตรา 129 ผู้ใดโดยเจตนาทุจริตมีแสตมป์ซึ่งรู้อยู่ว่า เป็นแสตมป์ปลอมก็ดี หรือค้าแสตมป์ที่ใช้แล้วหรือที่มีกฎกระทรวงประกาศให้เลิกใช้เสียแล้วก็ดี ผู้นั้นมีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท หรือจำคุกไม่เกินสามปี หรือทั้งปรับทั้งจำ", "secti...
ไม่ผิด เนื่องด้วยผู้กระทำไม่รู้ว่าแสตมป์ดังกล่าวเป็นแสตมป์ปลอม จึงเป็นการขาดเจตนา
[]
ในกรณีใดที่การเช่าทรัพย์สินเป็นจำนวนเงิน 5,500 บาท ให้คำนวณค่าอากรแสตมป์อย่างไร และบุคคลใดเป็นผู้ที่ต้องเสียอากรและขีดฆ่าแสตมป์
ผู้ให้เช่าเป็นบุคคลที่ต้องชำระค่าอากร 6 บาท ในขณะที่ผู้เช่าเป็นผู้ที่ต้องขีดฆ่าแสตมป์อากร คำอธิบาย ประมวลรัษฎากร บัญชีอัตราอากรแสตมป์ ลักษณะแห่งตราสาร: 1. เช่าที่ดิน โรงเรือน สิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น หรือแพ ทุกจำนวนเงิน 1,000 บาท หรือเศษของ 1,000 บาท แห่งค่าเช่าหรือเงินกินเปล่า หรือทั้งสองอย่างรวมกัน ตลอดอายุการเช่า ค่าอากรแสตมป์: 1 บาท
[ { "law_name": "ประมวลรัษฎากร", "section_content": "ประมวลรัษฎากร บัญชีอัตราอากรแสตมป์\nลักษณะแห่งตราสาร: 1. เช่าที่ดิน โรงเรือน สิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น หรือแพ\n\nทุกจำนวนเงิน 1,000 บาท หรือเศษของ 1,000 บาท แห่งค่าเช่าหรือเงินกินเปล่า หรือทั้งสองอย่างรวมกัน ตลอดอายุการเช่า\nหมายเหตุ\n\n(1) ถ้าสัญญาเช่ามิได้กำ...
ผู้ให้เช่าเป็นบุคคลที่ต้องชำระค่าอากร 6 บาท ในขณะที่ผู้เช่าเป็นผู้ที่ต้องขีดฆ่าแสตมป์อากร
[]
การคำนวณค่าอากรของโอนใบหุ้น ใบหุ้นกู้ พันธบัตรและใบรับรองหนี้ ซึ่งบริษัท สมาคม คณะบุคคลหรือองค์การใด ๆ เป็นผู้ออกเป็นอย่างไร
คิดตามราคาหุ้นที่ชำระแล้วหรือตามราคาในตราสาร แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่าทุกจำนวนเงิน 1,000 บาท หรือเศษของ 1,000 บาท ในอัตรา 1 บาท คำอธิบาย ประมวลรัษฎากร บัญชีอัตราอากรแสตมป์ ลักษณะแห่งตราสาร 2: โอนใบหุ้น ใบหุ้นกู้ พันธบัตรและใบรับรองหนี้ ซึ่งบริษัท สมาคม คณะบุคคลหรือองค์การใด ๆ เป็นผู้ออก คิดตามราคาหุ้นที่ชำระแล้วหรือตามราคาในตราสาร แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่าทุกจำนวนเงิน 1,000 บาท หรือเศษของ 1,000 บาท ค่าอากรแสตมป์: 1 บาท ผู้ที่ต้องเสียอากร: ผู้โอน ผู้ที่ต้องขีดฆ่าแสตมป์: ผู้รับโอน
[ { "law_name": "ประมวลรัษฎากร", "section_content": "ประมวลรัษฎากร บัญชีอัตราอากรแสตมป์\nลักษณะแห่งตราสาร: 2. โอนใบหุ้น ใบหุ้นกู้ พันธบัตรและใบรับรองหนี้ ซึ่งบริษัท สมาคม คณะบุคคลหรือองค์การใด ๆ เป็นผู้ออก\n\nคิดตามราคาหุ้นที่ชำระแล้วหรือตามราคาในตราสาร แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่าทุกจำนวนเงิน 1,000 บาท หรือเศษของ...
คิดตามราคาหุ้นที่ชำระแล้วหรือตามราคาในตราสาร แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่าทุกจำนวนเงิน 1,000 บาท หรือเศษของ 1,000 บาท ในอัตรา 1 บาท
[]
ในกรณีใดที่การเช่าซื้อทรัพย์สินเป็นจำนวนเงิน 5,500 บาท ให้คำนวณค่าอากรแสตมป์อย่างไร และบุคคลใดเป็นผู้ที่ต้องเสียอากรและขีดฆ่าแสตมป์
ผู้ให้เช่าเป็นบุคคลที่ต้องชำระค่าอากร 6 บาท ในขณะที่ผู้เช่าเป็นผู้ที่ต้องขีดฆ่าแสตมป์อากร คำอธิบาย ประมวลรัษฎากร บัญชีอัตราอากรแสตมป์ ลักษณะแห่งตราสาร 3: เช่าซื้อทรัพย์สิน ทุกจำนวนเงิน 1,000 บาทหรือเศษของ 1,000 บาทแห่งราคาทั้งหมด ค่าอากรแสตมป์: 1 บาท ผู้ที่ต้องเสียอากร: ผู้ให้เช่า ผู้ที่ต้องขีดฆ่าแสตมป์: ผู้เช่า
[ { "law_name": "ประมวลรัษฎากร", "section_content": "ประมวลรัษฎากร บัญชีอัตราอากรแสตมป์\nลักษณะแห่งตราสาร: 3. เช่าซื้อทรัพย์สิน\n\nทุกจำนวนเงิน 1,000 บาทหรือเศษของ 1,000 บาทแห่งราคาทั้งหมด\nยกเว้นไม่ต้องเสียอากร\n\nเช่าซื้อทรัพย์สินใช้ในการทำนา ไร่ สวน\nค่าอากรแสตมป์: 1 บาท\nผู้ที่ต้องเสียอากร: ผู้ให้เช่า\nผู...
ผู้ให้เช่าเป็นบุคคลที่ต้องชำระค่าอากร 6 บาท ในขณะที่ผู้เช่าเป็นผู้ที่ต้องขีดฆ่าแสตมป์อากร
[]
กรมธรรม์ประกันภัยประเภทใดที่ได้รับการยกเว้นชำระค่าอากรแสตมป์
(ก) การประกันภัยสัตว์พาหนะซึ่งใช้ในการเกษตรกรรม (ข) บันทึกประกันภัยหรือกรมธรรม์ประกันภัยชั่วคราว ซึ่งรับรองจะออกกรมธรรม์ประกันภัยตัวจริง แต่ถ้าผู้ทรงจะเรียกร้องเอาสิทธิอย่างอื่นนอกจากให้ส่งมอบกรมธรรม์ประกันภัยตัวจริงแล้วต้องปิดแสตมป์เสียก่อน เช่นเดียวกับที่จะต้องปิดสำหรับประกันภัยตัวจริง คำอธิบาย ตามประมวลรัษฎากร บัญชีอัตราอากรแสตมป์ ลักษณะแห่งตราสาร 6: ได้ระบุไว้ในหมายเหตุว่า ยกเว้นไม่ต้องเสียอากร (ก) การประกันภัยสัตว์พาหนะซึ่งใช้ในการเกษตรกรรม (ข) บันทึกประกันภัยหรือกรมธรรม์ประกันภัยชั่วคราว ซึ่งรับรองจะออกกรมธรรม์ประกันภัยตัวจริง แต่ถ้าผู้ทรงจะเรียกร้องเอาสิทธิอย่างอื่นนอกจากให้ส่งมอบกรมธรรม์ประกันภัยตัวจริงแล้วต้องปิดแสตมป์เสียก่อน เช่นเดียวกับที่จะต้องปิดสำหรับประกันภัยตัวจริง
[ { "law_name": "ประมวลรัษฎากร", "section_content": "ประมวลรัษฎากร บัญชีอัตราอากรแสตมป์\nลักษณะแห่งตราสาร: 6. กรมธรรม์ประกันภัย\n(ก) กรมธรรม์ประกันวินาศภัย\nทุก 250 บาท หรือเศษของ 250 บาท แห่งเบี้ยประกันภัย\nค่าอากรแสตมป์: 1 บาท\nผู้ที่ต้องเสียอากร: ผู้รับประกันภัย\nผู้ที่ต้องขีดฆ่าแสตมป์: ผู้รับประกันภัย\n\n...
(ก) การประกันภัยสัตว์พาหนะซึ่งใช้ในการเกษตรกรรม (ข) บันทึกประกันภัยหรือกรมธรรม์ประกันภัยชั่วคราว ซึ่งรับรองจะออกกรมธรรม์ประกันภัยตัวจริง แต่ถ้าผู้ทรงจะเรียกร้องเอาสิทธิอย่างอื่นนอกจากให้ส่งมอบกรมธรรม์ประกันภัยตัวจริงแล้วต้องปิดแสตมป์เสียก่อน เช่นเดียวกับที่จะต้องปิดสำหรับประกันภัยตัวจริง
[]
ในกรณีที่มีใบมอบฉันทะสำหรับให้ลงมติในที่ประชุมชองบริษัทมากกว่า 1 ครั้ง บุคคลใดเป็นผู้ที่ต้องชำระอากรแสตมป์, ขีดฆ่าแสตมป์, และชำระค่าอากรแสตมป์เป็นจำนวนเงินเท่าใด
ผู้มอบฉันทะเป็นผู้ที่ต้องขีดฆ่าอากรแสตมป์และชำระค่าอากรแสตมป์เป็นจำนวนเงิน 100 บาท คำอธิบาย ตามประมวลรัษฎากร บัญชีอัตราอากรแสตมป์ ลักษณะแห่งตราสาร 8: ใบมอบฉันทะสำหรับให้ลงมติในที่ประชุมของบริษัท (ข) มอบฉันทะสำหรับการประชุมกว่าครั้งเดียว ค่าอากรแสตมป์: 100 บาท ผู้ที่ต้องเสียอากร: ผู้มอบฉันทะ ผู้ที่ต้องขีดฆ่าแสตมป์: ผู้มอบฉันทะ
[ { "law_name": "ประมวลรัษฎากร", "section_content": "ประมวลรัษฎากร บัญชีอัตราอากรแสตมป์\nลักษณะแห่งตราสาร: 8. ใบมอบฉันทะสำหรับให้ลงมติในที่ประชุมของบริษัท\n(ก) มอบฉันทะสำหรับการประชุมครั้งเดียว\nค่าอากรแสตมป์: 20 บาท\nผู้ที่ต้องเสียอากร: ผู้มอบฉันทะ\nผู้ที่ต้องขีดฆ่าแสตมป์: ผู้มอบฉันทะ\n\n(ข) มอบฉันทะสำหรับกา...
ผู้มอบฉันทะเป็นผู้ที่ต้องขีดฆ่าอากรแสตมป์และชำระค่าอากรแสตมป์เป็นจำนวนเงิน 100 บาท
[]
ในกรณีของบิลออฟเลดิง บุคคลใดเป็นผู้ที่ต้องชำระอากรแสตมป์, ขีดฆ่าแสตมป์, และชำระค่าอากรแสตมป์เป็นจำนวนเงินเท่าใด
ผู้กระทำตราสารเป็นผู้ที่ต้องขีดฆ่าอากรแสตมป์และชำระค่าอากรแสตมป์เป็นจำนวนเงิน 2 บาท คำอธิบาย ตามประมวลรัษฎากร บัญชีอัตราอากรแสตมป์ ลักษณะแห่งตราสาร 10: บิลออฟเลดิง ค่าอากรแสตมป์: 2 บาท ผู้ที่ต้องเสียอากร: ผู้กระทำตราสาร ผู้ที่ต้องขีดฆ่าแสตมป์: ผู้กระทำตราสาร
[ { "law_name": "ประมวลรัษฎากร", "section_content": "ประมวลรัษฎากร บัญชีอัตราอากรแสตมป์\nลักษณะแห่งตราสาร: 10. บิลออฟเลดิง\nหมายเหตุ ถ้าออกเป็นสำรับให้ปิดแสตมป์ตามอัตราทุกฉบับ\nค่าอากรแสตมป์: 2 บาท\nผู้ที่ต้องเสียอากร: ผู้กระทำตราสาร\nผู้ที่ต้องขีดฆ่าแสตมป์: ผู้กระทำตราสาร", "section_num": "บัญชีอัตราอากร...
ผู้กระทำตราสารเป็นผู้ที่ต้องขีดฆ่าอากรแสตมป์และชำระค่าอากรแสตมป์เป็นจำนวนเงิน 2 บาท
[]
ในกรณีของพันธบัตรของรัฐบาลใด ๆ ที่ขายในประเทศไทย บุคคลใดเป็นผู้ที่ต้องชำระอากรแสตมป์, ขีดฆ่าแสตมป์, และชำระค่าอากรแสตมป์เป็นจำนวนเงินเท่าใด
ผู้ทรงตราสารเป็นผู้ที่ต้องขีดฆ่าอากรแสตมป์และชำระค่าอากรแสตมป์เป็นจำนวนเงิน 1 บาท คำอธิบาย ตามประมวลรัษฎากร บัญชีอัตราอากรแสตมป์ ลักษณะแห่งตราสาร 11: (2) พันธบัตรของรัฐบาลใด ๆ ที่ขายในประเทศไทย ค่าอากรแสตมป์: 1 บาท ผู้ที่ต้องเสียอากร: ผู้ทรงตราสาร ผู้ที่ต้องขีดฆ่าแสตมป์: ผู้ทรงตราสาร
[ { "law_name": "ประมวลรัษฎากร", "section_content": "ประมวลรัษฎากร บัญชีอัตราอากรแสตมป์\nลักษณะแห่งตราสาร: 11. (1) ใบหุ้นหรือใบหุ้นกู้ หรือใบรับรองหนี้ของบริษัท สมาคม คณะบุคคลหรือองค์การใด ๆ\nค่าอากรแสตมป์: 5 บาท\nผู้ที่ต้องเสียอากร: ผู้ทรงตราสาร\nผู้ที่ต้องขีดฆ่าแสตมป์: ผู้ทรงตราสาร\n\n(2) พันธบัตรของรัฐบาลใ...
ผู้ทรงตราสารเป็นผู้ที่ต้องขีดฆ่าอากรแสตมป์และชำระค่าอากรแสตมป์เป็นจำนวนเงิน 1 บาท
[]
ในกรณีของเช็ค หรือหนังสือคำสั่งใด ๆ ซึ่งใช้แทนเช็ค บุคคลใดเป็นผู้ที่ต้องชำระอากรแสตมป์และขีดฆ่าแสตมป์
ผู้สั่งจ่าย คำอธิบาย: ตามประมวลรัษฎากร บัญชีอัตราอากรแสตมป์ ลักษณะแห่งตราสาร 12: เช็ค หรือหนังสือคำสั่งใด ๆ ซึ่งใช้แทนเช็ค ฉบับละ ผู้ที่ต้องเสียอากร: ผู้สั่งจ่าย ผู้ที่ต้องขีดฆ่าแสตมป์: ผู้สั่งจ่าย
[ { "law_name": "ประมวลรัษฎากร", "section_content": "ประมวลรัษฎากร บัญชีอัตราอากรแสตมป์\nลักษณะแห่งตราสาร: 12. เช็ค หรือหนังสือคำสั่งใด ๆ ซึ่งใช้แทนเช็ค ฉบับละ\nค่าอากรแสตมป์: 3 บาท\nผู้ที่ต้องเสียอากร: ผู้สั่งจ่าย\nผู้ที่ต้องขีดฆ่าแสตมป์: ผู้สั่งจ่าย", "section_num": "บัญชีอัตราอากรแสตมป์ 12" } ]
ผู้สั่งจ่าย
[]
ในกรณีของใบฝากรับเงินประเภทประจำของธนาคาร โดนมีดอกเบี้ย บุคคลใดเป็นผู้ที่ต้องชำระอากรแสตมป์และขีดฆ่าแสตมป์
ผู้รับฝาก คำอธิบาย: ตามประมวลรัษฎากร บัญชีอัตราอากรแสตมป์ ลักษณะแห่งตราสาร 13: ใบรับฝากเงินประเภทประจำของธนาคาร โดยมีดอกเบี้ย ผู้ที่ต้องเสียอากร: ผู้รับฝาก ผู้ที่ต้องขีดฆ่าแสตมป์: ผู้รับฝาก
[ { "law_name": "ประมวลรัษฎากร", "section_content": "ประมวลรัษฎากร บัญชีอัตราอากรแสตมป์\nลักษณะแห่งตราสาร: 13. ใบรับฝากเงินประเภทประจำของธนาคาร โดยมีดอกเบี้ย\nค่าอากรแสตมป์: 5 บาท\nผู้ที่ต้องเสียอากร: ผู้รับฝาก\nผู้ที่ต้องขีดฆ่าแสตมป์: ผู้รับฝาก", "section_num": "บัญชีอัตราอากรแสตมป์ 13" } ]
ผู้รับฝาก
[]
ในกรณีที่ตราสารเลตเตอร์ออฟเครดิตที่ออกในต่างประเทศ และให้ชำระเงินในประเทศไทย คราวละจะต้องมีการดำเนินการอย่างไรและเสียอากรแสตมป์คราวละเท่าไหร่
ค่าอากรแสตมป์: 20 บาท ผู้ที่ต้องเสียอากร: ผู้ทรงคนแรกในประเทศไทย ผู้ที่ต้องขีดฆ่าแสตมป์: ผู้ทรงคนแรกในประเทศไทย คำอธิบาย: ตามประมวลรัษฎากร บัญชีอัตราอากรแสตมป์ ลักษณะแห่งตราสาร 14: (ข) ออกในต่างประเทศ และให้ชำระเงินในประเทศไทย คราวละ ค่าอากรแสตมป์: 20 บาท ผู้ที่ต้องเสียอากร: ผู้ทรงคนแรกในประเทศไทย ผู้ที่ต้องขีดฆ่าแสตมป์: ผู้ทรงคนแรกในประเทศไทย
[ { "law_name": "ประมวลรัษฎากร", "section_content": "ประมวลรัษฎากร บัญชีอัตราอากรแสตมป์\nลักษณะแห่งตราสาร: 14. เลตเตอร์ออฟเครดิต\n(ก) ออกในประเทศไทย\nเงินต่ำกว่า 10,000 บาท\nค่าอากรแสตมป์: 20 บาท\nผู้ที่ต้องเสียอากร: ผู้ออกตราสาร\nผู้ที่ต้องขีดฆ่าแสตมป์: ผู้ออกตราสาร\n\nเงินตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป\nค่าอากรแส...
ค่าอากรแสตมป์: 20 บาท ผู้ที่ต้องเสียอากร: ผู้ทรงคนแรกในประเทศไทย ผู้ที่ต้องขีดฆ่าแสตมป์: ผู้ทรงคนแรกในประเทศไทย
[]
ในกรณีที่เช็คสำหรับผู้เดินทางนั้น ออกในต่างประเทศ แต่ให้ชำระในประเทศไทย บุคคลใดเป็นผู้ที่ต้องชำระอากรแสตมป์, ขีดฆ่าแสตมป์, และชำระค่าอากรแสตมป์เป็นจำนวนเงินเท่าใด
ผู้ทรงคนแรกในประเทศไทยสำหรับผู้เดินทางที่ออกในประเทศไทย ผู้ออกเช็คเป็นทั้งผู้ที่ต้องชีดฆ่าแสตมป์และชำระค่าอากรแสตมป์เป็นจำนวนเงิน 3 บาท คำอธิบาย: ตามประมวลรัษฎากร บัญชีอัตราอากรแสตมป์ ลักษณะแห่งตราสาร: 15. เช็คสำหรับผู้เดินทาง (ข) ออกในต่างประเทศ แต่ให้ชำระในประเทศไทย ฉบับละ ค่าอากรแสตมป์: 3 บาท ผู้ที่ต้องเสียอากร: ผู้ทรงคนแรกในประเทศไทย ผู้ที่ต้องขีดฆ่าแสตมป์: ผู้ทรงคนแรกในประเทศไทย
[ { "law_name": "ประมวลรัษฎากร", "section_content": "ประมวลรัษฎากร บัญชีอัตราอากรแสตมป์\nลักษณะแห่งตราสาร: 15. เช็คสำหรับผู้เดินทาง\n(ก) ออกในประเทศไทย ฉบับละ\nค่าอากรแสตมป์: 3 บาท\nผู้ที่ต้องเสียอากร: ผู้ออกเช็ค\nผู้ที่ต้องขีดฆ่าแสตมป์: ผู้ออกเช็ค\n\n(ข) ออกในต่างประเทศ แต่ให้ชำระในประเทศไทย ฉบับละ\nค่าอากรแ...
ผู้ทรงคนแรกในประเทศไทยเป็นผู้ที่ต้องเสียอากรและขีดฆ่าแสตมป์ ค่าอากรแสตมป์เป็นจำนวนเงิน 3 บาท
[]
ใบรับของ ซึ่งออกให้เนื่องในกิจการรับขนส่งสินค้าโดยทางน้ำ ทางบก และทางอากาศ คือ ตราสารซึ่งลงลายมือชื่อพนักงานหรือนายสินค้าของยานพาหนะรับขนส่ง ซึ่งออกรับของดังระบุไว้ในใบรับนั้นเมื่อไม่ได้ออกบิลออฟเลดิง บุคคลใดเป็นผู้ที่ต้องชำระอากรแสตมป์, ขีดฆ่าแสตมป์, และชำระค่าอากรแสตมป์ ฉบับละเท่าใด
ค่าอากรแสตมป์: 1 บาท ผู้ที่ต้องเสียอากร: ผู้ออกใบรับ ผู้ที่ต้องขีดฆ่าแสตมป์: ผู้ออกใบรับ คำอธิบาย: ตามประมวลรัษฎากร บัญชีอัตราอากรแสตมป์ ลักษณะแห่งตราสาร ข้อ 16: ใบรับของ ซึ่งออกให้เนื่องในกิจการรับขนส่งสินค้าโดยทางน้ำ ทางบก และทางอากาศ คือ ตราสารซึ่งลงลายมือชื่อพนักงานหรือนายสินค้าของยานพาหนะรับขนส่ง ซึ่งออกรับของดังระบุไว้ในใบรับนั้นเมื่อไม่ได้ออกบิลออฟเลดิง ฉบับละ ค่าอากรแสตมป์: 1 บาท ผู้ที่ต้องเสียอากร: ผู้ออกใบรับ ผู้ที่ต้องขีดฆ่าแสตมป์: ผู้ออกใบรับ
[ { "law_name": "ประมวลรัษฎากร", "section_content": "ประมวลรัษฎากร บัญชีอัตราอากรแสตมป์\nลักษณะแห่งตราสาร: 16. ใบรับของ ซึ่งออกให้เนื่องในกิจการรับขนส่งสินค้าโดยทางน้ำ ทางบก และทางอากาศ คือ ตราสารซึ่งลงลายมือชื่อพนักงานหรือนายสินค้าของยานพาหนะรับขนส่ง ซึ่งออกรับของดังระบุไว้ในใบรับนั้นเมื่อไม่ได้ออกบิลออฟเลดิ...
ค่าอากรแสตมป์: 1 บาท ผู้ที่ต้องเสียอากร: ผู้ออกใบรับ ผู้ที่ต้องขีดฆ่าแสตมป์: ผู้ออกใบรับ
[]
ในกรณีที่สัญญาค้ำประกันไม่ได้ระบุจำนวนเงิน บุคคลใดจะต้องเป็นผู้ชำระค่าอากรแสตมป์, ชีดฆ่าแสตมป์, และชำระค่าอากรแสตมป์เป็นจำนวนเงินเท่าใด
ผู้รับจำนำจะต้องเป็นผู้ขีดฆ่าแสตมป์และชำระค่าอากรแสตมป์เป็นจำนวน 10 บาท คำอธิบาย: ตามประมวลรัษฎากร บัญชีอัตราอากรแสตมป์ ลักษณะแห่งตราสาร ข้อ 17: ในกรณีของการค้ำประกัน (ก) สำหรับกรณีที่มิได้จำกัดจำนวนเงินไว้ ค่าอากรแสตมป์: 10 บาท ผู้ที่ต้องเสียอากร: ผู้ค้ำประกัน ผู้ที่ต้องขีดฆ่าแสตมป์: ผู้ค้ำประกัน
[ { "law_name": "ประมวลรัษฎากร", "section_content": "ประมวลรัษฎากร บัญชีอัตราอากรแสตมป์\nลักษณะแห่งตราสาร: 17. ค้ำประกัน\n(ก) สำหรับกรณีที่มิได้จำกัดจำนวนเงินไว้\nค่าอากรแสตมป์: 10 บาท\nผู้ที่ต้องเสียอากร: ผู้ค้ำประกัน\nผู้ที่ต้องขีดฆ่าแสตมป์: ผู้ค้ำประกัน\n\n(ข) สำหรับจำนวนเงินไม่เกิน 1,000 บาท\nค่าอากรแสตมป...
ผู้รับจำนำจะต้องเป็นผู้ขีดฆ่าแสตมป์และชำระค่าอากรแสตมป์เป็นจำนวน 10 บาท
[]
ในการจำนำสิ่งของที่มีไม่ได้มีการมูลค่า บุคคลใดจะต้องเป็นผู้เสียอากรแสตมป์, ขีดฆ่าแสตมป์, และต้องชำระเป็นจำนวนเงินเท่าใด
ผู้รับจำนำจะต้องเป็นผู้ขีดฆ่าแสตมป์และชำระค่าอากรแสตมป์เป็นจำนวน 1 บาท หากไม่ใช่ (ก) ตั๋วจำนำของโรงจำนำที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย (ข) จำนำอันเกี่ยวกับกู้ยืมซึ่งได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์แล้ว คำอธิบาย: ตามประมวลรัษฎากร บัญชีอัตราอากรแสตมป์ ลักษณะแห่งตราสาร ข้อ 18: ถ้าการจำนำมิได้จำกัดจำนวนหนี้ไว้ ค่าอากรแสตมป์: 1 บาท ผู้ที่ต้องเสียอากร: ผู้รับจำนำ ผู้ที่ต้องขีดฆ่าแสตมป์: ผู้รับจำนำ ยกเว้นไม่ต้องเสียอากร (ก) ตั๋วจำนำของโรงจำนำที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย (ข) จำนำอันเกี่ยวกับกู้ยืมซึ่งได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์แล้วตามข้อ 5
[ { "law_name": "ประมวลรัษฎากร", "section_content": "ประมวลรัษฎากร บัญชีอัตราอากรแสตมป์\nลักษณะแห่งตราสาร: 18. จำนำ\nจำนวนหนี้ทุก 2,000 บาท หรือเศษของ 2,000 บาท\nค่าอากรแสตมป์: 1 บาท\nผู้ที่ต้องเสียอากร: ผู้รับจำนำ\nผู้ที่ต้องขีดฆ่าแสตมป์: ผู้รับจำนำ\n\nถ้าการจำนำมิได้จำกัดจำนวนหนี้ไว้\nค่าอากรแสตมป์: 1 บาท\n...
ผู้รับจำนำจะต้องเป็นผู้ขีดฆ่าแสตมป์และชำระค่าอากรแสตมป์เป็นจำนวน 1 บาท
[]
ในใบรับของคลังสินค้า นายคลังสินค้าจะต้องชำระค่าอากรแสตมป์ บุคคลใดจะต้องเป็นผู้ชำระอากรแสตมป์และขีดฆ่าแสตมป์
นายคลังสินค้า คำอธิบาย: ตามประมวลรัษฎากร บัญชีอัตราอากรแสตมป์ ลักษณะแห่งตราสาร ข้อ 19: ใบรับของคลังสินค้า ผู้ที่ต้องเสียอากร: นายคลังสินค้า ผู้ที่ต้องขีดฆ่าแสตมป์: นายคลังสินค้า
[ { "law_name": "ประมวลรัษฎากร", "section_content": "ประมวลรัษฎากร บัญชีอัตราอากรแสตมป์\nลักษณะแห่งตราสาร: 19. ใบรับของคลังสินค้า\nค่าอากรแสตมป์: 1 บาท\nผู้ที่ต้องเสียอากร: นายคลังสินค้า\nผู้ที่ต้องขีดฆ่าแสตมป์: นายคลังสินค้า", "section_num": "บัญชีอัตราอากรแสตมป์ 19" } ]
นายคลังสินค้า
[]
คำสั่งให้ส่งมอบของ คือตราสารซึ่งบุคคลผู้ปรากฏชื่อในตราสารนั้น หรือซึ่งบุคคลผู้นั้นตราชื่อไว้หรือผู้ทรงมีสิทธิที่จะรับมอบสินค้าอันอยู่ในอู่หรือเมืองท่าหรือคลังสินค้า ซึ่งรับเก็บหรือรับฝาก โดยเรียกเก็บค่าเช่า หรือรับสินค้าอันอยู่ที่ท่าสินค้าโดยที่เจ้าของลงลายมือชื่อหรือมีผู้อื่นลงลายมือชื่อแทนในเมื่อขาย หรือโอนทรัพย์สินอันปรากฏในตราสารนั้น บุคคลใดจะต้องเป็นผู้ชำระอากรแสตมป์และขีดฆ่าแสตมป์
คำอธิบาย: ตามประมวลรัษฎากร บัญชีอัตราอากรแสตมป์ ลักษณะแห่งตราสาร ข้อ 20: คำสั่งให้ส่งมอบของ คือตราสารซึ่งบุคคลผู้ปรากฏชื่อในตราสารนั้น หรือซึ่งบุคคลผู้นั้นตราชื่อไว้หรือผู้ทรงมีสิทธิที่จะรับมอบสินค้าอันอยู่ในอู่หรือเมืองท่าหรือคลังสินค้า ซึ่งรับเก็บหรือรับฝาก โดยเรียกเก็บค่าเช่า หรือรับสินค้าอันอยู่ที่ท่าสินค้าโดยที่เจ้าของลงลายมือชื่อหรือมีผู้อื่นลงลายมือชื่อแทนในเมื่อขาย หรือโอนทรัพย์สินอันปรากฏในตราสารนั้น ผู้ที่ต้องเสียอากร: ผู้ออกคำสั่ง ผู้ที่ต้องขีดฆ่าแสตมป์: ผู้ออกคำสั่ง
[ { "law_name": "ประมวลรัษฎากร", "section_content": "ประมวลรัษฎากร บัญชีอัตราอากรแสตมป์\nลักษณะแห่งตราสาร: 20. คำสั่งให้ส่งมอบของ คือตราสารซึ่งบุคคลผู้ปรากฏชื่อในตราสารนั้น หรือซึ่งบุคคลผู้นั้นตราชื่อไว้หรือผู้ทรงมีสิทธิที่จะรับมอบสินค้าอันอยู่ในอู่หรือเมืองท่าหรือคลังสินค้า ซึ่งรับเก็บหรือรับฝาก โดยเรียกเก็บ...
ผู้ออกคำสั่ง
[]
ในสัญญาตัวแทน หาเป็นกรณีที่มอบอำนาจทั่วไป บุคคลใดจะต้องเป็นผู้ชำระอากรแสตมป์, ขีดฆ่าแสตมป์และเป็นจำนวนเงินเท่าใด
ตัวกาที่ไม่ใช่สหกรณ์ จะต้องเป็นผู้ชำระอากรแสตมป์เป็นจำนวนเงิน 30 บาท และจะต้องเป็นผู้ขีดฆ่าแสตมป์ คำอธิบาย: ตามประมวลรัษฎากร บัญชีอัตราอากรแสตมป์ ลักษณะแห่งตราสาร ข้อ 21: ในกรณีที่ (ข) มอบอำนาจทั่วไป ค่าอากรแสตมป์: 30 บาท ผู้ที่ต้องเสียอากร: ตัวการ ผู้ที่ต้องขีดฆ่าแสตมป์: ตัวการ ยกเว้นในกรณีที่สหกรณ์เป็นตัวการ
[ { "law_name": "ประมวลรัษฎากร", "section_content": "ประมวลรัษฎากร บัญชีอัตราอากรแสตมป์\nลักษณะแห่งตราสาร: 21. ตัวแทน\n(ก) มอบอำนาจเฉพาะการ\nค่าอากรแสตมป์: 10 บาท\nผู้ที่ต้องเสียอากร: ตัวการ\nผู้ที่ต้องขีดฆ่าแสตมป์: ตัวการ\n\n(ข) มอบอำนาจทั่วไป\nค่าอากรแสตมป์: 30 บาท\nผู้ที่ต้องเสียอากร: ตัวการ\nผู้ที่ต้องขีด...
ตัวกาที่ไม่ใช่สหกรณ์ จะต้องเป็นผู้ชำระอากรแสตมป์เป็นจำนวนเงิน 30 บาท และจะต้องเป็นผู้ขีดฆ่าแสตมป์
[]
ในคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ สำหรับกรณีซึ่งพิพาทที่ไม่ได้กล่าวถึงจำนวนหรือราคา บุคคลใดจะต้องชำระค่าอากรและเป็นจำนวนเงินเท่าใด
อนุญาโตตุลาการเป็นผู้ชำระค่าอากรแสตมป์เป็นจำนวนเงิน 10 บาท คำอธิบาย: ตามประมวลรัษฎากร บัญชีอัตราอากรแสตมป์ ลักษณะแห่งตราสาร ข้อ 22: ในส่วนของคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ (ข) กรณีอื่นซึ่งไม่กล่าวถึงจำนวนเงินหรือราคา ค่าอากรแสตมป์: 10 บาท ผู้ที่ต้องเสียอากร: อนุญาโตตุลาการ ผู้ที่ต้องขีดฆ่าแสตมป์: อนุญาโตตุลาการ
[ { "law_name": "ประมวลรัษฎากร", "section_content": "ประมวลรัษฎากร บัญชีอัตราอากรแสตมป์\nลักษณะแห่งตราสาร: 22. คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ\n(ก) ในกรณีซึ่งพิพาทกันด้วยจำนวนเงินหรือราคาทุกจำนวนเงิน 1,000 บาท หรือเศษของ 1,000 บาท\nค่าอากรแสตมป์: 1 บาท\nผู้ที่ต้องเสียอากร: อนุญาโตตุลาการ\nผู้ที่ต้องขีดฆ่าแสตมป์: อน...
อนุญาโตตุลาการเป็นผู้ชำระค่าอากรแสตมป์เป็นจำนวนเงิน 10 บาท
[]
หนังสือบริคณห์สนธิของบริษัทจำกัด ที่ส่งต่อนายทะเบียน บุคคลใดจะต้องเป็นผู้ที่ชำระค่าอากรแสตมป์และขีดค่าอากรแสตมป์
200 บาท คำอธิบาย: ตามประมวลรัษฎากร บัญชีอัตราอากรแสตมป์ ลักษณะแห่งตราสาร ข้อ 24: หนังสือบริคณห์สนธิของบริษัทจำกัด ที่ส่งต่อนายทะเบียน ผู้เริ่มก่อการของบริษัทจำกัดนั้นๆจะต้องเป็นผู้ชำระค่าอากรแสตมป์และขีดฆ่าอากรแสตมป์
[ { "law_name": "ประมวลรัษฎากร", "section_content": "ประมวลรัษฎากร บัญชีอัตราอากรแสตมป์\nลักษณะแห่งตราสาร: 24. หนังสือบริคณห์สนธิของบริษัทจำกัด ที่ส่งต่อนายทะเบียน\nค่าอากรแสตมป์: 200 บาท\nผู้ที่ต้องเสียอากร: ผู้เริ่มก่อการ\nผู้ที่ต้องขีดฆ่าแสตมป์: ผู้เริ่มก่อการ", "section_num": "บัญชีอัตราอากรแสตมป์ 24"...
ผู้เริ่มก่อการของบริษัทจำกัดนั้นๆจะต้องเป็นผู้ชำระค่าอากรแสตมป์และขีดฆ่าอากรแสตมป์
[]
ข้อบังคับของบริษัทจำกัด ที่ส่งต่อนายทะเบียน บุคคลใดจะต้องเป็นผู้ที่ชำระค่าอากรแสตมป์และขีดค่าอากรแสตมป์
200 บาท คำอธิบาย: ตามประมวลรัษฎากร บัญชีอัตราอากรแสตมป์ ลักษณะแห่งตราสาร ข้อ 25: ข้อบังคับของบริษัทจำกัด ที่ส่งต่อนายทะเบียน กรรมการของบริษัทจำกัดจะต้องเป็นผู้ชำระค่าอากรแสตมป์และขีดฆ่าอากรแสตมป์
[ { "law_name": "ประมวลรัษฎากร", "section_content": "ประมวลรัษฎากร บัญชีอัตราอากรแสตมป์\nลักษณะแห่งตราสาร: 25. ข้อบังคับของบริษัทจำกัด ที่ส่งต่อนายทะเบียน\nค่าอากรแสตมป์: 200 บาท\nผู้ที่ต้องเสียอากร: กรรมการ\nผู้ที่ต้องขีดฆ่าแสตมป์: กรรมการ", "section_num": "บัญชีอัตราอากรแสตมป์ 25" } ]
กรรมการของบริษัทจำกัดจะต้องเป็นผู้ชำระค่าอากรแสตมป์และขีดฆ่าอากรแสตมป์
[]
หากมีการเปลี่ยนแปลงในข้อบังคับใหม่หรือสำเนาหนังสือบริคณห์สนธิ หรือข้อบังคับของบริษัทจำกัด ที่ส่งต่อนายทะเบียน บุคคลใดจะต้องเป็นผู้ที่ชำระค่าอากรแสตมป์และขีดค่าอากรแสตมป์
กรรมการของบริษัทจำกัดดังกล่าว คำอธิบาย: ตามประมวลรัษฎากร บัญชีอัตราอากรแสตมป์ ลักษณะแห่งตราสาร ข้อ 26: ข้อบังคับใหม่หรือสำเนาหนังสือบริคณห์สนธิ หรือข้อบังคับของบริษัทจำกัด ซึ่งเปลี่ยนแปลงใหม่ที่ส่งต่อนายทะเบียน กรรมการของบริษัทจำกัดจะต้องเป็นผู้ชำระค่าอากรแสตมป์และขีดฆ่าอากรแสตมป์
[ { "law_name": "ประมวลรัษฎากร", "section_content": "ประมวลรัษฎากร บัญชีอัตราอากรแสตมป์\nลักษณะแห่งตราสาร: 26. ข้อบังคับใหม่หรือสำเนาหนังสือบริคณห์สนธิ หรือข้อบังคับของบริษัทจำกัด ซึ่งเปลี่ยนแปลงใหม่ที่ส่งต่อนายทะเบียน\nค่าอากรแสตมป์: 50 บาท\nผู้ที่ต้องเสียอากร: กรรมการ\nผู้ที่ต้องขีดฆ่าแสตมป์: กรรมการ", ...
กรรมการของบริษัทจำกัดดังกล่าว
[]
ผู้เป็นหุ้นส่วนที่ปรากฏชื่อในหนังสือสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วน จะต้องชำระค่าอากรแสตมป์เท่าใด หากทางห้างหุ้นส่วนมีความประสงค์ที่จะแก้ไขสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วน
ผู้เป็นหุ้นส่วน จะต้องชำระค่าอากรแสตมป์ 50 บาท คำอธิบาย: ตามประมวลรัษฎากร บัญชีอัตราอากรแสตมป์ ลักษณะแห่งตราสาร ข้อ 27: ในการแก้ไขสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วน จะมีค่าอากรแสตมป์เป็นจำนวนเงิน 100 บาท
[ { "law_name": "ประมวลรัษฎากร", "section_content": "ประมวลรัษฎากร บัญชีอัตราอากรแสตมป์\nลักษณะแห่งตราสาร: 27. หนังสือสัญญาห้างหุ้นส่วน\n(ก) หนังสือสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วน\nค่าอากรแสตมป์: 100 บาท\nผู้ที่ต้องเสียอากร: ผู้เป็นหุ้นส่วน\nผู้ที่ต้องขีดฆ่าแสตมป์: ผู้เป็นหุ้นส่วน\n\n(ข) หนังสือสัญญาที่แก้ไขสัญญาจัด...
ผู้เป็นหุ้นส่วน จะต้องชำระค่าอากรแสตมป์ 50 บาท
[]
ตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 สถาบันการเงินจำต้องดำรงเงินกองทุนตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด หรือไม่
สถาบันการเงินต้องดำรงเงินกองทุนตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด คำอธิบาย พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 29 สถาบันการเงินต้องดำรงเงินกองทุนตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจประกาศกำหนดประเภทและชนิดของเงินกองทุน รวมทั้งหลักเกณฑ์ในการคำนวณเงินกองทุนของสถาบันการเงิน
[ { "law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551", "section_content": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 29 สถาบันการเงินต้องดำรงเงินกองทุนตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด\nให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจประกาศกำหนดประเภทและชนิดของเงินกองทุน รวมทั้งหลักเกณฑ์ในการคำนวณเงินก...
สถาบันการเงินต้องดำรงเงินกองทุนตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด
[]
สถาบันทางการเงินไม่สามารถให้สินเชื่อ ทำธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อ หรือประกันหนี้แก่กรรมการ ผู้จัดการ รองผู้จัดการ ผู้ช่วยผู้จัดการ หรือผู้ซึ่งมีตำแหน่งเทียบเท่าที่เรียกชื่ออย่างอื่น ผู้มีอำนาจในการจัดการของสถาบันการเงิน หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลดังกล่าว ยกเว้นในกรณีใดตามพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551
1. เป็นการให้สินเชื่อ ทำธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อ หรือประกันหนี้ภายใต้วงเงินที่ได้รับอนุมัติเดิมก่อนดำรงตำแหน่ง หรือเป็นการปรับโครงสร้างหนี้เดิมโดยได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการของสถาบันการเงิน ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด 2. เป็นการให้สินเชื่อในรูปของบัตรเครดิตตามอัตราขั้นสูงที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด 3. เป็นการให้สินเชื่อเพื่อเป็นสวัสดิการแก่บุคคลดังกล่าวตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด คำอธิบาย พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 48 ภายใต้บังคับมาตรา 59 ห้ามมิให้สถาบันการเงินไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม (1) ให้สินเชื่อ ทำธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อ หรือประกันหนี้แก่กรรมการ ผู้จัดการ รองผู้จัดการ ผู้ช่วยผู้จัดการ หรือผู้ซึ่งมีตำแหน่งเทียบเท่าที่เรียกชื่ออย่างอื่น ผู้มีอำนาจในการจัดการของสถาบันการเงิน หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลดังกล่าว เว้นแต่ (ก) เป็นการให้สินเชื่อ ทำธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อ หรือประกันหนี้ภายใต้วงเงินที่ได้รับอนุมัติเดิมก่อนดำรงตำแหน่ง หรือเป็นการปรับโครงสร้างหนี้เดิมโดยได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการของสถาบันการเงิน ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด (ข) เป็นการให้สินเชื่อในรูปของบัตรเครดิตตามอัตราขั้นสูงที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด (ค) เป็นการให้สินเชื่อเพื่อเป็นสวัสดิการแก่บุคคลดังกล่าวตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด (2) รับรอง รับอาวัล หรือสอดเข้าแก้หน้าในตั๋วเงินที่กรรมการ ผู้จัดการ รองผู้จัดการ ผู้ช่วยผู้จัดการ หรือผู้ซึ่งมีตำแหน่งเทียบเท่าที่เรียกชื่ออย่างอื่น ผู้มีอำนาจในการจัดการของสถาบันการเงิน หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลดังกล่าว เป็นผู้สั่งจ่าย ผู้ออกตั๋ว หรือผู้สลักหลัง (3) จ่ายเงินหรือทรัพย์สินอื่นแก่กรรมการ ผู้จัดการ รองผู้จัดการ ผู้ช่วยผู้จัดการ หรือผู้ซึ่งมีตำแหน่งเทียบเท่าที่เรียกชื่ออย่างอื่น ผู้มีอำนาจในการจัดการของสถาบันการเงิน หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลดังกล่าว เป็นค่าตอบแทนสำหรับหรือเนื่องจากการกระทำหรือการประกอบธุรกิจใด ๆ ของสถาบันการเงินนั้น ซึ่งมิใช่บำเหน็จ เงินเดือน รางวัล และเงินเพิ่มอย่างอื่นบรรดาที่พึงจ่ายตามปกติ (4) ขาย ให้ หรือให้เช่าทรัพย์สินใด ๆ แก่กรรมการ ผู้จัดการ รองผู้จัดการ ผู้ช่วยผู้จัดการ ผู้ซึ่งมีตำแหน่งเทียบเท่าที่เรียกชื่ออย่างอื่น ผู้มีอำนาจในการจัดการของสถาบันการเงิน ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลดังกล่าว หรือรับซื้อ หรือเช่าทรัพย์สินใด ๆ จากบุคคลดังกล่าวมีมูลค่ารวมกันสูงกว่าที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด เว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบจากธนาคารแห่งประเทศไทย (5) ให้ผลประโยชน์อื่นใดแก่กรรมการ ผู้จัดการ รองผู้จัดการ ผู้ช่วยผู้จัดการ หรือผู้ซึ่งมีตำแหน่งเทียบเท่าที่เรียกชื่ออย่างอื่น ผู้มีอำนาจในการจัดการของสถาบันการเงิน หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลดังกล่าว ตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด
[ { "law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551", "section_content": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 48 ภายใต้บังคับมาตรา 59 ห้ามมิให้สถาบันการเงินไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม\n(1) ให้สินเชื่อ ทำธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อ หรือประกันหนี้แก่กรรมการ ผู้จัดการ รองผู้จัดการ ผ...
1. เป็นการให้สินเชื่อ ทำธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อ หรือประกันหนี้ภายใต้วงเงินที่ได้รับอนุมัติเดิมก่อนดำรงตำแหน่ง หรือเป็นการปรับโครงสร้างหนี้เดิมโดยได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการของสถาบันการเงิน ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด 2. เป็นการให้สินเชื่อในรูปของบัตรเครดิตตามอัตราขั้นสูงที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด 3. เป็นการให้สินเชื่อเพื่อเป็นสวัสดิการแก่บุคคลดังกล่าวตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด
[ { "law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551", "section_content": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 59 สถาบันการเงินอาจให้สินเชื่อหรือทำธุรกรรมกับบริษัทแม่ บริษัทลูก หรือบริษัทร่วมของสถาบันการเงินได้ แต่จะให้สินเชื่อหรือทำธุรกรรมเกินกว่าที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนดมิได้ เว้...
การให้สินเชื่อหรือก่อภาระผูกพันที่กระทรวงการคลังค้ำประกันต้นเงินและดอกเบี้ย เท่าที่ไม่เกินจำนวนที่ได้รับการค้ำประกัน ถือเป็นการก่อภาระผูกพัน หรือทำธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อแก่ธุรกิจแต่ละประเภทเกินอัตราส่วนกับเงินกองทุนหรือสินทรัพย์ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด ตาม พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 หรือไม่
ไม่ถือว่าเป็นการก่อภาระผูกพัน หรือทำธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อแก่ธุรกิจแต่ละประเภทเกินอัตราส่วนกับเงินกองทุนหรือสินทรัพย์ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด คำอธิบาย พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 52 มิให้นำความในมาตรา 50 และมาตรา 51 มาใช้บังคับกับสถาบันการเงินในกรณีดังต่อไปนี้ (1) ให้สินเชื่อหรือก่อภาระผูกพันที่กระทรวงการคลังค้ำประกันต้นเงินและดอกเบี้ย ทั้งนี้ เท่าที่ไม่เกินจำนวนที่ได้รับการค้ำประกัน (2) ให้สินเชื่อหรือก่อภาระผูกพันแก่กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินหรือธนาคารแห่งประเทศไทย (3) ลงทุนโดยการซื้อหลักทรัพย์รัฐบาลไทย หลักทรัพย์ธนาคารแห่งประเทศไทย หลักทรัพย์กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน หรือหลักทรัพย์สถาบันคุ้มครองเงินฝาก หลักทรัพย์ที่ออกโดยรัฐวิสาหกิจที่มีกฎหมายเฉพาะจัดตั้งขึ้น หรือหลักทรัพย์ที่ค้ำประกันต้นเงินและดอกเบี้ยโดยกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน หรือสถาบันคุ้มครองเงินฝาก ทั้งนี้ เท่าที่ไม่เกินราคาที่ตราไว้ (4) ให้สินเชื่อโดยมีเงินฝากของสถาบันการเงินนั้น หลักทรัพย์รัฐบาลไทย หลักทรัพย์ธนาคารแห่งประเทศไทย หลักทรัพย์กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน หรือหลักทรัพย์สถาบันคุ้มครองเงินฝาก หลักทรัพย์ที่ออกโดยรัฐวิสาหกิจที่มีกฎหมายเฉพาะจัดตั้งขึ้น หรือหลักทรัพย์ที่ค้ำประกันต้นเงินและดอกเบี้ยโดยกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน หรือสถาบันคุ้มครองเงินฝาก เป็นประกัน ทั้งนี้ เท่าที่ไม่เกินจำนวนเงินฝากที่เป็นประกันหรือราคาหลักทรัพย์ที่ตราไว้ (5) ค้ำประกันการขายหลักทรัพย์ตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด (6) ให้กู้ยืมระหว่างสถาบันการเงินตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด (7) ให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพัน หรือทำธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อที่มีความเสี่ยงน้อยหรือมีความเสี่ยงเทียบเท่าหลักทรัพย์รัฐบาล ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด (8) ออกเล็ตเตอร์ออฟเครดิตเพื่อการค้า พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 51 ห้ามมิให้สถาบันการเงินให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพัน หรือทำธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อแก่ธุรกิจแต่ละประเภทเกินอัตราส่วนกับเงินกองทุนหรือสินทรัพย์ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด
[ { "law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551", "section_content": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 52 มิให้นำความในมาตรา 50 และมาตรา 51 มาใช้บังคับกับสถาบันการเงินในกรณีดังต่อไปนี้\n(1) ให้สินเชื่อหรือก่อภาระผูกพันที่กระทรวงการคลังค้ำประกันต้นเงินและดอกเบี้ย ทั้งนี้ เท่าที่ไม่เ...
ไม่ถือว่าเป็นการก่อภาระผูกพัน หรือทำธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อแก่ธุรกิจแต่ละประเภทเกินอัตราส่วนกับเงินกองทุนหรือสินทรัพย์ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด
[ { "law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551", "section_content": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 50 ห้ามมิให้สถาบันการเงินให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพัน หรือทำธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อแก่บุคคลหนึ่งบุคคลใด หรือแก่บุคคลหลายคนรวมกันในโครงการหนึ่งโครงการใด หรือเพื่อใ...
บริษัทแม่หรือบริษัทลูกของสถาบันการเงินในกรณีที่มีกฎหมายที่ควบคุมการประกอบธุรกิจของบริษัทแม่หรือบริษัทลูกของสถาบันการเงินกำหนดหลักเกณฑ์ในเรื่องนั้นไว้เป็นการเฉพาะแล้ว ต้องมีกรรมการผู้มีสัญญชาติไทยไม่ต่ำกว่าสามในสี่ของจำนวนกรรมการทั้งหมด พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 หรือไม่
บริษัทแม่หรือบริษัทลูกของสถาบันการเงินในกรณีที่มีกฎหมายที่ควบคุมการประกอบธุรกิจของบริษัทแม่หรือบริษัทลูกของสถาบันการเงินกำหนดหลักเกณฑ์ในเรื่องนั้นไว้เป็นการเฉพาะแล้ว ไม่จำเป็นต้องมีกรรมการผู้มีสัญญชาติไทยไม่ต่ำกว่าสามในสี่ของจำนวนกรรมการทั้งหมด เนื่องจากให้นำหลักเกณฑ์เฉพาะนั้นมาใช้บังคับ คำอธิบาย พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 55 ให้นำความในมาตรา 16 ถึงมาตรา 22 มาใช้บังคับกับการถือหุ้นหรือมีไว้ซึ่งหุ้นในบริษัทแม่ของสถาบันการเงิน โดยอนุโลม ให้นำความในมาตรา 25 มาใช้บังคับกับการแต่งตั้งกรรมการ ผู้จัดการ ผู้มีอำนาจในการจัดการ หรือที่ปรึกษาของบริษัทแม่ของสถาบันการเงินและบริษัทลูกที่ประกอบธุรกิจทางการเงินของสถาบันการเงิน โดยอนุโลม มิให้นำความในวรรคหนึ่งและวรรคสองมาใช้บังคับกับบริษัทแม่หรือบริษัทลูกของสถาบันการเงินในกรณีที่มีกฎหมายที่ควบคุมการประกอบธุรกิจของบริษัทแม่หรือบริษัทลูกของสถาบันการเงินกำหนดหลักเกณฑ์ในเรื่องนั้นไว้เป็นการเฉพาะแล้ว พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 16 สถาบันการเงินต้องมีจำนวนหุ้นที่บุคคลผู้มีสัญชาติไทยถืออยู่ไม่ต่ำกว่าร้อยละเจ็ดสิบห้าของจำนวนหุ้นที่มีสิทธิออกเสียงและจำหน่ายได้แล้วทั้งหมด และต้องมีกรรมการเป็นบุคคลผู้มีสัญชาติไทยไม่ต่ำกว่าสามในสี่ของจำนวนกรรมการทั้งหมด ในกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเห็นสมควร ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจอนุญาตให้บุคคลผู้ไม่มีสัญชาติไทยถือหุ้นได้ถึงร้อยละสี่สิบเก้าของจำนวนหุ้นที่มีสิทธิออกเสียงและจำหน่ายได้แล้วทั้งหมด และให้มีกรรมการที่เป็นบุคคลผู้ไม่มีสัญชาติไทยได้เกินกว่าหนึ่งในสี่แต่ไม่ถึงกึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมด ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นต้องแก้ไขฐานะการดำเนินการหรือเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของสถาบันการเงินใด หรือเพื่อความมั่นคงของระบบสถาบันการเงิน รัฐมนตรีโดยคำแนะนำของธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจผ่อนผันให้มีจำนวนหุ้นหรือกรรมการแตกต่างไปจากที่กำหนดตามวรรคสองได้ ในการผ่อนผันนั้นจะกำหนดหลักเกณฑ์หรือเงื่อนเวลาไว้ด้วยก็ได้
[ { "law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551", "section_content": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 55 ให้นำความในมาตรา 16 ถึงมาตรา 22 มาใช้บังคับกับการถือหุ้นหรือมีไว้ซึ่งหุ้นในบริษัทแม่ของสถาบันการเงิน โดยอนุโลม\nให้นำความในมาตรา 25 มาใช้บังคับกับการแต่งตั้งกรรมการ ผู้จัดการ ผ...
บริษัทแม่หรือบริษัทลูกของสถาบันการเงินในกรณีที่มีกฎหมายที่ควบคุมการประกอบธุรกิจของบริษัทแม่หรือบริษัทลูกของสถาบันการเงินกำหนดหลักเกณฑ์ในเรื่องนั้นไว้เป็นการเฉพาะแล้ว ไม่จำเป็นต้องมีกรรมการผู้มีสัญญชาติไทยไม่ต่ำกว่าสามในสี่ของจำนวนกรรมการทั้งหมด เนื่องจากให้นำหลักเกณฑ์เฉพาะนั้นมาใช้บังคับ.
[ { "law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551", "section_content": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 16 สถาบันการเงินต้องมีจำนวนหุ้นที่บุคคลผู้มีสัญชาติไทยถืออยู่ไม่ต่ำกว่าร้อยละเจ็ดสิบห้าของจำนวนหุ้นที่มีสิทธิออกเสียงและจำหน่ายได้แล้วทั้งหมด และต้องมีกรรมการเป็นบุคคลผู้มีสัญชาติ...
การประกาศกำหนดให้สถาบันการเงินดำรงสินทรัพย์สภาพคล่อง รวมถึงการกำหนดอัตราส่วน หากมีผลให้สถาบันการเงินต้องเพิ่มอัตราส่วนสินทรัพย์สภาพคล่อง จะต้องประกาศเมื่อใด
ธนาคารแห่งประเทศไทยจะประกาศล่วงหน้าก่อนวันใช้บังคับไม่น้อยกว่าสิบห้าวัน สำหรับการเพิ่มอัตราส่วนสินทรัพย์สภาพคล่องของสถาบันทางการเงินนั้น คำอธิบาย พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 64 ให้สถาบันการเงินดำรงสินทรัพย์สภาพคล่องเป็นอัตราส่วนกับยอดเงินรับฝากหรือยอดเงินกู้ยืมทั้งหมดหรือแต่ละประเภทในอัตราที่ไม่ต่ำกว่าอัตราที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจประกาศกำหนดให้สถาบันการเงินดำรงสินทรัพย์สภาพคล่องแต่เพียงบางประเภทหรือทุกประเภท หรือประกาศกำหนดอัตราส่วนของแต่ละประเภทในอัตราใดเป็นการทั่วไป หรือในกรณีที่มีเหตุอันสมควรจะกำหนดเป็นการเฉพาะรายก็ได้ การประกาศกำหนดตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง หากมีผลให้สถาบันการเงินต้องเพิ่มอัตราส่วนสินทรัพย์สภาพคล่อง จะต้องประกาศล่วงหน้าก่อนวันใช้บังคับไม่น้อยกว่าสิบห้าวัน
[ { "law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551", "section_content": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 64 ให้สถาบันการเงินดำรงสินทรัพย์สภาพคล่องเป็นอัตราส่วนกับยอดเงินรับฝากหรือยอดเงินกู้ยืมทั้งหมดหรือแต่ละประเภทในอัตราที่ไม่ต่ำกว่าอัตราที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด\nธนาคารแห่ง...
ธนาคารแห่งประเทศไทยจะประกาศล่วงหน้าก่อนวันใช้บังคับไม่น้อยกว่าสิบห้าวัน
[]
บทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช 2483 ได้กำหนดว่า บุคคลใดหรือหน่วยงานใด มีหน้าที่ต้องรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น อันเกิดจากสถาบันการเงินที่ควบกันหรือที่รับโอนกิจการทั้งหมดหรือบางส่วน ตาม คำอธิบาย พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551
ถ้ามีความเสียหายเกิดขึ้นแก่บุคคลใด สถาบันการเงินที่ควบกันหรือที่รับโอนกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นนั้น คำอธิบาย พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 73 ในกรณีที่สถาบันการเงินใดประสงค์จะควบกิจการกับสถาบันการเงินอื่น หรือโอนหรือรับโอนกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนที่สำคัญให้แก่หรือจากสถาบันการเงินอื่น หรือในกรณีที่สถาบันการเงินใดหรือผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของสถาบันการเงินใดประสงค์จะซื้อหรือมีไว้ซึ่งหุ้นในสถาบันการเงินอื่น ไม่ว่าจะเป็นสถาบันการเงินประเภทเดียวกันหรือต่างประเภท เพื่อควบหรือโอนหรือรับโอนกิจการอันจะเป็นผลให้สถาบันการเงินมีฐานะหรือดำเนินกิจการมั่นคงยิ่งขึ้น ให้สถาบันการเงินหรือผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของสถาบันการเงิน แล้วแต่กรณี ยื่นโครงการแสดงรายละเอียดการดำเนินงานเสนอต่อธนาคารแห่งประเทศไทย ถ้าธนาคารแห่งประเทศไทยเห็นชอบ ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศการให้ความเห็นชอบดังกล่าว ทั้งนี้ จะกำหนดระยะเวลาดำเนินการและหลักเกณฑ์ใด ๆ ไว้ด้วยก็ได้ ในการดำเนินการตามโครงการที่ได้รับความเห็นชอบตามวรรคหนึ่ง ถ้าสถาบันการเงินที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับบทบัญญัติดังต่อไปนี้ ให้ได้รับยกเว้นมิให้นำบทบัญญัติดังกล่าวมาใช้บังคับ แล้วแต่กรณี (1) มาตรา 237 มาตรา 1117 มาตรา 1119 มาตรา 1145 มาตรา 1185 มาตรา 1220 มาตรา 1222 มาตรา 1224 มาตรา 1225 มาตรา 1226 มาตรา 1238 และมาตรา 1240 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (2) มาตรา 31 มาตรา 33 วรรคสอง มาตรา 52 มาตรา 54 วรรคสอง มาตรา 102 มาตรา 107 มาตรา 136 (2) มาตรา 137 มาตรา 139 มาตรา 140 มาตรา 141 มาตรา 146 มาตรา 147 และมาตรา 148 แห่งพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 (3) มาตรา 114 และมาตรา 115 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช 2483 ทั้งนี้ เฉพาะที่เกี่ยวกับการโอนทรัพย์สินหรือการกระทำใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สิน เนื่องจากการควบหรือรับโอนกิจการ ในการดำเนินการตามวรรคสอง ถ้ามีความเสียหายเกิดขึ้นแก่บุคคลใด สถาบันการเงินที่ควบกันหรือที่รับโอนกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นนั้น
[ { "law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551", "section_content": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 73 ในกรณีที่สถาบันการเงินใดประสงค์จะควบกิจการกับสถาบันการเงินอื่น หรือโอนหรือรับโอนกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนที่สำคัญให้แก่หรือจากสถาบันการเงินอื่น หรือในกรณีที่สถาบันการเงินใดหรือผ...
ถ้ามีความเสียหายเกิดขึ้นแก่บุคคลใด สถาบันการเงินที่ควบกันหรือที่รับโอนกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นนั้น
[ { "law_name": "พระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535", "section_content": "พระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 มาตรา 102 ผู้ถือหุ้นมีสิทธิเข้าประชุมและออกเสียงลงคะแนนในการประชุมผู้ถือหุ้นแต่จะมอบฉันทะให้บุคคลอื่นเข้าประชุมและออกเสียงลงคะแนนแทนก็ได้ ในการนี้ให้นำมาตรา 33 วรรคสอง วรรคสี่ และวรรคห้า และม...
หากมีการโอนสินทรัพย์ ระหว่างสถาบันการเงินใดประสงค์จะควบกิจการกับสถาบันการเงินอื่น หรือโอนหรือรับโอนกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนที่สำคัญให้แก่หรือจากสถาบันการเงินอื่น หรือในกรณีที่สถาบันการเงินใดหรือผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของสถาบันการเงินใดประสงค์จะซื้อหรือมีไว้ซึ่งหุ้นในสถาบันการเงินอื่น ไม่ว่าจะเป็นสถาบันการเงินประเภทเดียวกันหรือต่างประเภท เพื่อควบหรือโอนหรือรับโอนกิจการอันจะเป็นผลให้สถาบันการเงินมีฐานะหรือดำเนินกิจการมั่นคงยิ่งขึ้น สินทรัพย์หรือหลักประกันใดที่ตกไปสู่ผู้รับโอน
การโอนสินทรัพย์ที่มีหลักประกันอย่างอื่นที่มิใช่สิทธิจำนอง สิทธิจำนำ หรือสิทธิอันเกิดขึ้นแต่การค้ำประกันซึ่งย่อมตกไปได้แก่ผู้รับโอน คำอธิบาย พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 75 สถาบันการเงินที่ดำเนินการตามมาตรา 73 วรรคหนึ่ง หากมีการโอนสินทรัพย์ที่มีหลักประกันอย่างอื่นที่มิใช่สิทธิจำนอง สิทธิจำนำ หรือสิทธิอันเกิดขึ้นแต่การค้ำประกันซึ่งย่อมตกไปได้แก่ผู้รับโอนตามมาตรา 305 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แล้วให้หลักประกันอย่างอื่นนั้นตกแก่สถาบันการเงินที่ควบกันหรือที่รับโอนกิจการ แล้วแต่กรณี
[ { "law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551", "section_content": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 75 สถาบันการเงินที่ดำเนินการตามมาตรา 73 วรรคหนึ่ง หากมีการโอนสินทรัพย์ที่มีหลักประกันอย่างอื่นที่มิใช่สิทธิจำนอง สิทธิจำนำ หรือสิทธิอันเกิดขึ้นแต่การค้ำประกันซึ่งย่อมตกไปได้แก่ผู้...
การโอนสินทรัพย์ที่มีหลักประกันอย่างอื่นที่มิใช่สิทธิจำนอง สิทธิจำนำ หรือสิทธิอันเกิดขึ้นแต่การค้ำประกันซึ่งย่อมตกไปได้แก่ผู้รับโอน
[ { "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์", "section_content": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 305\nเมื่อโอนสิทธิเรียกร้องไป สิทธิจำนอง จำนำ หรือหลักประกันทางธุรกิจที่มีอยู่เกี่ยวพันกับสิทธิเรียกร้องนั้นก็ดี สิทธิอันเกิดขึ้นแต่การค้ำประกันที่ให้ไว้เพื่อสิทธิเรียกร้องนั้นก็ดี ย่อมตกไปได้แก่ผู้รับโอนด้วย\nอ...
การกำหนดให้สถาบันการเงินจัดตั้งคณะกรรมการชุดต่าง ๆ ตลอดจนมีอำนาจกำหนดองค์ประกอบ คุณสมบัติ และอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ เพื่อให้สถาบันการเงินมีระบบการบริหารจัดการที่ดี ตามพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 เป็นหน้าที่และอำนาจของบุคคลใดหรือองค์กรใด
ธนาคารแห่งประเทศไทย คำอธิบาย พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 84 เพื่อให้สถาบันการเงินมีระบบการบริหารจัดการที่ดี ธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจประกาศกำหนดให้สถาบันการเงินจัดตั้งคณะกรรมการชุดต่าง ๆ ตลอดจนมีอำนาจกำหนดองค์ประกอบ คุณสมบัติ และอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ
[ { "law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551", "section_content": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 84 เพื่อให้สถาบันการเงินมีระบบการบริหารจัดการที่ดี ธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจประกาศกำหนดให้สถาบันการเงินจัดตั้งคณะกรรมการชุดต่าง ๆ ตลอดจนมีอำนาจกำหนดองค์ประกอบ คุณสมบัติ และอำนาจห...
ธนาคารแห่งประเทศไทย
[]
ว่าด้วยเรื่อง การแก้ไขฐานะหรือการดำเนินงานของสถาบันการเงิน ตามพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 กรรมการที่ถูกถอดถอนสามารถกลับมาดำรงตำแหน่งอีกครั้งได้หรือได้หรือไม่
ได้ หากบุคคลดังกล่าวพิสูจน์ได้ว่าตนมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องหรือรับผิดชอบในการกระทำดังกล่าว ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจแต่งตั้งบุคคลนั้นเข้าดำรงตำแหน่งเดิมได้ คำอธิบาย พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 89 ในกรณีที่สถาบันการเงิน กรรมการ ผู้จัดการ หรือผู้มีอำนาจในการจัดการได้กระทำการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ หรือข้อกำหนดหรือประกาศที่ออกโดยอาศัยอำนาจแห่งพระราชบัญญัตินี้ หรือหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในใบอนุญาต ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจดำเนินการ ดังต่อไปนี้ (1) มีหนังสือเตือนไปยังสถาบันการเงินหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องให้ระงับการกระทำอันเป็นการฝ่าฝืนหรือให้ปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ (2) มีคำสั่งห้ามการกระทำที่ฝ่าฝืนหรือให้ปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้หรือข้อกำหนดหรือประกาศที่ออกโดยอาศัยอำนาจแห่งพระราชบัญญัตินี้ หรือหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในใบอนุญาต (3) มีคำสั่งถอดถอนกรรมการ ผู้จัดการ หรือผู้มีอำนาจในการจัดการคนหนึ่งคนใดหรือทุกคน โดยให้ถือว่าคำสั่งดังกล่าวเป็นมติที่ประชุมของผู้ถือหุ้น ในกรณีที่กรรมการ ผู้จัดการ หรือผู้มีอำนาจในการจัดการถูกถอดถอนตาม (3) หากบุคคลดังกล่าวพิสูจน์ได้ว่าตนมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องหรือรับผิดชอบในการกระทำดังกล่าว ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจแต่งตั้งบุคคลนั้นเข้าดำรงตำแหน่งเดิมได้
[ { "law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551", "section_content": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 89 ในกรณีที่สถาบันการเงิน กรรมการ ผู้จัดการ หรือผู้มีอำนาจในการจัดการได้กระทำการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ หรือข้อกำหนดหรือประกาศที่ออกโดยอาศัยอำนาจแห่งพระราชบัญญัติน...
ได้ หากบุคคลดังกล่าวพิสูจน์ได้ว่าตนมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องหรือรับผิดชอบในการกระทำดังกล่าว ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจแต่งตั้งบุคคลนั้นเข้าดำรงตำแหน่งเดิมได้
[]
ในกรณีใดที่ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจมีคำสั่งให้สถาบันการเงินนั้นเลิกกิจการบริษัทลูกและชำระบัญชี ตามบทบัญญัติแห่ง พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551
หากปรากฏว่าสินทรัพย์ของบริษัทลูกไม่พอกับหนี้สิน หรือบริษัทลูกไม่สามารถชำระหนี้ได้เป็นปกติติดต่อกันเป็นเวลาเกินกว่าสามเดือน คำอธิบาย พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 96 ในกรณีที่สถาบันการเงินดำรงเงินกองทุนต่ำกว่าร้อยละหกสิบของอัตราตามที่กำหนดในมาตรา 30 ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีคำสั่งเข้าควบคุมสถาบันการเงินนั้น เว้นแต่ในกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเห็นว่าการมีคำสั่งควบคุมดังกล่าวจะก่อให้เกิดผลกระทบหรือความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมอย่างรุนแรง หรือสถาบันการเงินนั้นจะดำเนินการเพื่อแก้ไขให้มีเงินกองทุนไม่ต่ำกว่าเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดได้ภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจยังไม่สั่งควบคุมสถาบันการเงินก็ได้ นอกจากการดำเนินการตามวรรคหนึ่ง ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจมีคำสั่งให้สถาบันการเงินนั้นเลิกกิจการบริษัทลูกและชำระบัญชี หากปรากฏว่าสินทรัพย์ของบริษัทลูกไม่พอกับหนี้สิน หรือบริษัทลูกไม่สามารถชำระหนี้ได้เป็นปกติติดต่อกันเป็นเวลาเกินกว่าสามเดือนหรือมีคำสั่งอื่นใดตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเห็นสมควร
[ { "law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551", "section_content": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 96 ในกรณีที่สถาบันการเงินดำรงเงินกองทุนต่ำกว่าร้อยละหกสิบของอัตราตามที่กำหนดในมาตรา 30 ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีคำสั่งเข้าควบคุมสถาบันการเงินนั้น เว้นแต่ในกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไท...
หากปรากฏว่าสินทรัพย์ของบริษัทลูกไม่พอกับหนี้สิน หรือบริษัทลูกไม่สามารถชำระหนี้ได้เป็นปกติติดต่อกันเป็นเวลาเกินกว่าสามเดือน
[ { "law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551", "section_content": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 30 สถาบันการเงินต้องดำรงเงินกองทุนเป็นอัตราส่วนกับสินทรัพย์ หนี้สิน ภาระผูกพัน หรือตัวแปรและความเสี่ยงอื่นใดตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด\nการประกาศกำหนดตามวรรคหนึ...
ผู้ที่ซื้อหุ้นกู้หรือตราสารหนี้อื่น หรือผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องในหนี้ของสถาบันการเงินนั้นในภายหลังเหตุดังกล่าวนำหุ้นกู้ ตราสารหนี้ หรือสิทธิเรียกร้องที่ได้รับโอนมานั้น มาหักกลบลบหนี้กับหนี้ที่ผู้นั้นมีอยู่กับสถาบันการเงิน ในกรณีที่สถาบันการเงินถูกควบคุมหรือถูกเพิกถอนใบอนุญาต ตามพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 ได้หรือไม่
ไม่ได้ เนื่องจากขัดต่อบทบัญญัติตามพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 113 และเพื่อให้เกิดความโปร่งใสในการชำระหนี้ หรือการใช้สิทธิเรียกร้องเพื่อก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมในการจัดการหนี้สินของสถาบันการเงินที่ถูกควบคุมหรือปิดกิจการ การหักกลบลบหนี้ในกรณีนี้อาจส่งผลกระทบต่อการจัดการทรัพย์สินและหนี้สินของสถาบันการเงิน และอาจทำไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด คำอธิบาย พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 113 ในกรณีที่สถาบันการเงินถูกควบคุมหรือถูกเพิกถอนใบอนุญาต ห้ามมิให้ผู้ที่ซื้อหุ้นกู้หรือตราสารหนี้อื่น หรือผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องในหนี้ของสถาบันการเงินนั้นในภายหลังเหตุดังกล่าวนำหุ้นกู้ ตราสารหนี้ หรือสิทธิเรียกร้องที่ได้รับโอนมานั้น มาหักกลบลบหนี้กับหนี้ที่ผู้นั้นมีอยู่กับสถาบันการเงิน
[ { "law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551", "section_content": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 113 ในกรณีที่สถาบันการเงินถูกควบคุมหรือถูกเพิกถอนใบอนุญาต ห้ามมิให้ผู้ที่ซื้อหุ้นกู้หรือตราสารหนี้อื่น หรือผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องในหนี้ของสถาบันการเงินนั้นในภายหลังเหตุดังกล่าวนำ...
ไม่ได้
[]
นิติบุคคลที่มีกฎหมายเฉพาะจัดตั้งขึ้นตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด ถือเป็นสถาบันการเงินเฉพาะกิจตาม พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 หรือไม่
เป็นสถาบันการเงินเฉพาะกิจ คำอธิบาย : พรบ.ธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 119 สถาบันการเงินเฉพาะกิจ ได้แก่ (1) สถาบันการเงินของรัฐที่มีกฎหมายเฉพาะจัดตั้งขึ้น (2) นิติบุคคลที่มีกฎหมายเฉพาะจัดตั้งขึ้นตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด
[ { "law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551", "section_content": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 119 สถาบันการเงินเฉพาะกิจ ได้แก่\n(1) สถาบันการเงินของรัฐที่มีกฎหมายเฉพาะจัดตั้งขึ้น\n(2) นิติบุคคลที่มีกฎหมายเฉพาะจัดตั้งขึ้นตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด", "section_num": "119" ...
เป็นสถาบันการเงินเฉพาะกิจ
[]
ผู้ใดขัดขวางหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้ตรวจการสถาบันการเงิน คณะกรรมการควบคุมสถาบันการเงิน หรือพนักงานควบคุมสถาบันการเงิน ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ตาม พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 ในการตรวจสอบกิจการ สินทรัพย์ และหนี้สินของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ บริษัทลูก และบริษัทที่อยู่ในกลุ่มธุรกิจทางการเงินของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ถือว่าเป็นความผิดตาม พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 หรือไม่
มีความผิดตาม พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 120/3 ประกอบ พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 135 คำอธิบาย พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 120/3 เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่ ธนาคารแห่งประเทศไทยจะแต่งตั้งพนักงานธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นผู้ตรวจการสถาบันการเงินเฉพาะกิจเพื่อตรวจสอบสถาบันการเงินเฉพาะกิจเป็นการทั่วไปหรือเป็นการเฉพาะก็ได้ ให้นำบทบัญญัติมาตรา 85 ยกเว้น (3) (4) และ (6) มาตรา 86 มาตรา 87 มาตรา 88 มาตรา 134 มาตรา 135 มาตรา 136 และมาตรา 138 มาใช้บังคับกับการตรวจสอบกิจการ สินทรัพย์ และหนี้สินของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ บริษัทลูก และบริษัทที่อยู่ในกลุ่มธุรกิจทางการเงินของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ
[ { "law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551", "section_content": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 120/3 เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่ ธนาคารแห่งประเทศไทยจะแต่งตั้งพนักงานธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นผู้ตรวจการสถาบันการเงินเฉพาะกิจเพื่อตรวจสอบสถาบันการเงินเฉพาะกิจเป็นการทั่วไปหรือ...
มีความผิดตาม พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 120/3 ประกอบ พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 135
[ { "law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551", "section_content": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 134 ผู้ใดให้ถ้อยคำอันเป็นเท็จต่อผู้ตรวจการสถาบันการเงินหรือคณะกรรมการควบคุมสถาบันการเงิน โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือ...
สถาบันการเงินต้องใช้คำนำหน้าชื่อซึ่งมีคำว่า “ธนาคาร” “บริษัทเงินทุน” หรือ “บริษัทเครดิตฟองซิเอร์” ตามที่ระบุในใบอนุญาต ใช่หรือไม่
ใช่ สถาบันการเงินต้องใช้คำนำหน้าชื่อซึ่งมีคำว่า “ธนาคาร” “บริษัทเงินทุน” หรือ “บริษัทเครดิตฟองซิเอร์” ตามที่ระบุในใบอนุญาต ตาม พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 122 ประกอบมาตรา 11 คำอธิบาย พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 122 สถาบันการเงินใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา 11 ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท และปรับอีกไม่เกินวันละหนึ่งพันบาทตลอดเวลาที่ยังมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 11 สถาบันการเงินที่ฝ่าฝืนหรือไม่ใช้ชื่อซึ่งมีคำว่า “ธนาคาร” “บริษัทเงินทุน” หรือ “บริษัทเครดิตฟองซิเอร์” นำหน้า ตามที่ระบุในใบอนุญาต ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท และปรับอีกไม่เกินวันละหนึ่งพันบาทตลอดเวลาที่ยังมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง
[ { "law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551", "section_content": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 122 สถาบันการเงินใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา 11 ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท และปรับอีกไม่เกินวันละหนึ่งพันบาทตลอดเวลาที่ยังมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง", "section_num": "1...
ใช่ สถาบันการเงินต้องใช้คำนำหน้าชื่อซึ่งมีคำว่า “ธนาคาร” “บริษัทเงินทุน” หรือ “บริษัทเครดิตฟองซิเอร์” ตามที่ระบุในใบอนุญาต
[ { "law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551", "section_content": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 11 สถาบันการเงินต้องใช้ชื่อซึ่งมีคำว่า “ธนาคาร” “บริษัทเงินทุน” หรือ “บริษัทเครดิตฟองซิเอร์” นำหน้า ตามที่ระบุในใบอนุญาต แล้วแต่กรณี", "section_num": "11" } ]
ในกรณีใดที่สถาบันการเงินไม่จัดเก็บข้อมูล บัญชี เอกสาร ดวงตรา หรือหลักฐานอื่นใดอันเกี่ยวกับกิจการ สินทรัพย์ หรือหนี้สิน ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด ถือว่ามีความผิดตามบทบัญญัติของพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 หรือไม่ และถ้ามีความผิด ต้องจ่ายค่าปรับจนถึงเมื่อใด
ถือว่ามีความผิดตาม พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 124 ประกอบมาตรา 82 และจะต้องชำระค่าปรับจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง คำอธิบาย พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 124 สถาบันการเงินใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา 13 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง มาตรา 37 มาตรา 81 หรือมาตรา 82 หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามประกาศ ข้อกำหนดหรือหลักเกณฑ์ที่กำหนดตามมาตรา 15 วรรคสอง มาตรา 26 วรรคหนึ่ง มาตรา 37 หรือมาตรา 82 ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสามแสนบาท และปรับอีกไม่เกินวันละสามพันบาทตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่หรือจนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง
[ { "law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551", "section_content": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 124 สถาบันการเงินใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา 13 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง มาตรา 37 มาตรา 81 หรือมาตรา 82 หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามประกาศ ข้อกำหนดหรือหลักเกณฑ์ที่กำหนดตามมาตรา 15 วรร...
ถือว่ามีความผิดตาม พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 124 ประกอบมาตรา 82 และจะต้องชำระค่าปรับจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง
[ { "law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551", "section_content": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 13 การจัดตั้ง หรือย้ายสำนักงานใหญ่หรือสาขา หรือการเลิกสาขาของสถาบันการเงินต้องได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด", ...
ในกรณีใดที่สถาบันการเงิน ไม่ประกาศข้อมูลเรื่องอัตราดอกเบี้ย ไว้อย่างเปิดเผย ณ สำนักงานของสถาบันการเงิน ถือว่ามีความผิดตามบทบัญญัติของพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 หรือไม่ และถ้ามีความผิด ต้องจ่ายค่าปรับจนถึงเมื่อใด
ถือว่ามีความผิดตาม พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 125 ประกอบมาตรา 38 เนื่องจากมีบทบัญญัติของกฎหมายให้สถาบันการเงินต้องประกาศอย่างเปิดดผย ณ สำนักงานของสถาบันการเงิน หรือสื่อใดๆตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด และจะต้องชำระค่าปรับจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง คำอธิบาย พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 125 สถาบันการเงินใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา 20 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง มาตรา 22 มาตรา 38 มาตรา 40 วรรคหนึ่ง มาตรา 41 มาตรา 44 มาตรา 47 หรือมาตรา 84 หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามประกาศ ข้อกำหนด หรือหลักเกณฑ์ที่กำหนดตามมาตรา 38 มาตรา 39 มาตรา 40 วรรคสาม มาตรา 41 มาตรา 46 มาตรา 47 หรือมาตรา 84 ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าแสนบาท และปรับอีกไม่เกินวันละห้าพันบาทตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่หรือจนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง
[ { "law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551", "section_content": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 125 สถาบันการเงินใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา 20 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง มาตรา 22 มาตรา 38 มาตรา 40 วรรคหนึ่ง มาตรา 41 มาตรา 44 มาตรา 47 หรือมาตรา 84 หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามประกา...
ถือว่ามีความผิดตาม พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 125 ประกอบมาตรา 38 และจะต้องชำระค่าปรับจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง.
[ { "law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551", "section_content": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 20 ห้ามมิให้สถาบันการเงินจำหน่ายหุ้นของตนแก่บุคคลใดจนเป็นเหตุให้จำนวนหุ้นที่บุคคลนั้นถืออยู่หรือมีไว้เป็นไปโดยฝ่าฝืนมาตรา 18\nการนับจำนวนหุ้นตามวรรคหนึ่ง ให้นับรวมถึงหุ้นของผู้ที่...
ในกรณีที่บริษัทแม่มีจำนวนหุ้นที่มีบุคคลที่ถือสัญชาติไทยต่ำกว่าร้อยละ 75 ของจำนวนหุ้นที่มีสิทธิออกเสียงและจำหน่ายแล้วทั้งหมด ถือว่ามีความผิดตาม พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 หรือไม่
"ถือว่ามีความผิดตาม พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 126 ประกอบมาตรา 55 และมาตรา 16 คำอธิบาย พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 126 ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา 14 มาตรา 54 หรือมาตรา 56 หรือบริษัทแม่ของสถาบันการเงินที่ปฏิบัติฝ่าฝืนมาตรา 55 ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงสามปี หรือปรับตั้งแต่หกหมื่นบาทถึงสามแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และปรับอีกไม่เกินวันละสามพันบาทตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่ แล้วแต่กรณี
[ { "law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551", "section_content": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 126 ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา 14 มาตรา 54 หรือมาตรา 56 หรือบริษัทแม่ของสถาบันการเงินที่ปฏิบัติฝ่าฝืนมาตรา 55 ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงสามปี หรือปรับตั้งแต่หกหมื่น...
ถือว่ามีความผิดตาม พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 126 ประกอบมาตรา 55 และมาตรา 16
[ { "law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551", "section_content": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 14 การตั้งสำนักงานผู้แทนของสถาบันการเงินในต่างประเทศ และการตั้งสำนักงานผู้แทนของสถาบันการเงินต่างประเทศในประเทศ จะกระทำได้เมื่อได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย ทั้งนี้ ธนาคารแห่...
ในกรณีที่สถาบันการเงินได้ตรววจสอบทะเบียนผู้ถือหุ้นทุกครั้งก่อนการจ่ายเงินปันผล แต่ไม่ได้ใช่ความระมัดระวังเพียงพอถือว่ามีความผิดตามบทบัญญัติของพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 หรือไม่
ถือมีความผิดตาม ตามบทบัญญัติของพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 129 ประกอบมาตรา 22 คำอธิบาย พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 129 ในกรณีที่มีการกระทำที่เป็นการฝ่าฝืนมาตรา 20 มาตรา 21 มาตรา 22 มาตรา 34 มาตรา 48 มาตรา 49 มาตรา 50 หรือมาตรา 59 แล้วแต่กรณี โดยที่สถาบันการเงินสามารถพิสูจน์ได้ว่าได้ใช้ความระมัดระวังด้วยความรอบคอบในการตรวจสอบผู้ที่เกี่ยวข้องแล้ว แต่ไม่สามารถทราบและป้องกันมิให้เกิดการฝ่าฝืนดังกล่าวได้ ให้ถือว่าสถาบันการเงินมิได้กระทำความผิดตามมาตราดังกล่าว
[ { "law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551", "section_content": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 129 ในกรณีที่มีการกระทำที่เป็นการฝ่าฝืนมาตรา 20 มาตรา 21 มาตรา 22 มาตรา 34 มาตรา 48 มาตรา 49 มาตรา 50 หรือมาตรา 59 แล้วแต่กรณี โดยที่สถาบันการเงินสามารถพิสูจน์ได้ว่าได้ใช้ความระมั...
ถือมีความผิดตาม ตามบทบัญญัติของพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 129 ประกอบมาตรา 22
[ { "law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551", "section_content": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 20 ห้ามมิให้สถาบันการเงินจำหน่ายหุ้นของตนแก่บุคคลใดจนเป็นเหตุให้จำนวนหุ้นที่บุคคลนั้นถืออยู่หรือมีไว้เป็นไปโดยฝ่าฝืนมาตรา 18\nการนับจำนวนหุ้นตามวรรคหนึ่ง ให้นับรวมถึงหุ้นของผู้ที่...
ในกรณีที่กำกับและตรวจสอบสถาบันการเงิน ระหว่างบริษัทแม่และบริษัทลูก แต่ดำเนินการเสทมือนเป็นคนละนิติบุคคล ถือว่า ถือว่ามีความผิดตามบทบัญญัติของพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 หรือไม่
มีความผิดตาม ตามบทบัญญัติของพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 131 ประกอบมาตรา 57 คำอธิบาย พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 131 ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา 104 หรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งคณะกรรมการควบคุมสถาบันการเงินหรือพนักงานควบคุมสถาบันการเงินตามมาตรา 114 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินสามแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และปรับอีกไม่เกินวันละสามพันบาทตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่
[ { "law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551", "section_content": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 130 ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดตามมาตรา 56 หรือมาตรา 57 ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งล้านบาท และปรับอีกไม่เกินวันละหนึ่งหมื่นบาทตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่ หรือจนกว่...
มีความผิดตาม ตามบทบัญญัติของพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 131 ประกอบมาตรา 57
[ { "law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551", "section_content": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 56 บริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินจะประกอบธุรกิจได้แต่เฉพาะธุรกิจทางการเงินหรือธุรกิจที่เป็นการสนับสนุนตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนดเท่านั้นแต่จะประกอบการค้าหรือธุรกิจอื่นมิไ...
บุคคลใดที่ไม่จัดทำรายงานและมอบทรัพย์สินพร้อมข้อมูล บัญชี เอกสาร ดวงตรา หรือหลักฐานอื่นอันเกี่ยวกับกิจการหรือวินทรัพย์ของสถาบันการเงินให้แก่คณะกรรมการควบคุมสถาบันการเงิน ถือว่ามีความผิดตามบทบัญญัติของพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 หรือไม่
มีความผิดตาม ตามบทบัญญัติของพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 131 ประกอบมาตรา 104 เนื่องจากมีบทบัญญัติกฎหมายให้ตรวจสอบเสมือนเป็นนิติบุคคลเดียวกัน คำอธิบาย พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 131 ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา 104 หรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งคณะกรรมการควบคุมสถาบันการเงินหรือพนักงานควบคุมสถาบันการเงินตามมาตรา 114 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินสามแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และปรับอีกไม่เกินวันละสามพันบาทตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่
[ { "law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551", "section_content": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 131 ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา 104 หรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งคณะกรรมการควบคุมสถาบันการเงินหรือพนักงานควบคุมสถาบันการเงินตามมาตรา 114 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เ...
มีความผิดตาม ตามบทบัญญัติของพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 131 ประกอบมาตรา 104
[ { "law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551", "section_content": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 104 เมื่อธนาคารแห่งประเทศไทยได้แจ้งคำสั่งควบคุมแก่สถาบันการเงินใด ห้ามมิให้กรรมการ พนักงาน และลูกจ้าง ของสถาบันการเงินดำเนินกิจการของสถาบันการเงินนั้นต่อไป เว้นแต่จะได้รับมอบหมายจ...
ในกรณีที่นิติบุคคลนั้นประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์โดยไม่ได้รับอนุญาต เนื่องจากการสั่งการหรือการกระทำของกรรมการหรือผู้จัดการ หรือผู้มีอำนาจในการจัดการของนิติบุคคล หรือบุคคลใดซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของนิติบุคคลนั้น หรือในกรณีที่บุคคลดังกล่าวมีหน้าที่ต้องสั่งการหรือกระทำการและละเว้นไม่สั่งการหรือไม่กระทำการบุคคลนั้นต้องรับผิดร่วม ตามบทบัญญัติของพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 หรือไม่
ผู้นั้นต้องรับโทษตามที่บัญญัติไว้สำหรับความผิดนั้น ๆ ด้วย ตามพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 132 ประกอบมาตรา 121 คำอธิบาย พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 132 ในกรณีที่ผู้กระทำความผิดตามมาตรา 121 หรือมาตรา 123 เป็นนิติบุคคล ถ้าการกระทำความผิดของนิติบุคคลนั้นเกิดจากการสั่งการหรือการกระทำของกรรมการหรือผู้จัดการ หรือผู้มีอำนาจในการจัดการของนิติบุคคล หรือบุคคลใดซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของนิติบุคคลนั้น หรือในกรณีที่บุคคลดังกล่าวมีหน้าที่ต้องสั่งการหรือกระทำการและละเว้นไม่สั่งการหรือไม่กระทำการจนเป็นเหตุให้นิติบุคคลนั้นกระทำความผิด ผู้นั้นต้องรับโทษตามที่บัญญัติไว้สำหรับความผิดนั้น ๆ ด้วย
[ { "law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551", "section_content": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 132 ในกรณีที่ผู้กระทำความผิดตามมาตรา 121 หรือมาตรา 123 เป็นนิติบุคคล ถ้าการกระทำความผิดของนิติบุคคลนั้นเกิดจากการสั่งการหรือการกระทำของกรรมการหรือผู้จัดการ หรือผู้มีอำนาจในการจัดก...
ผู้นั้นต้องรับโทษตามที่บัญญัติไว้สำหรับความผิดนั้น ๆ ด้วย
[ { "law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551", "section_content": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 121 ผู้ใดประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์ ธุรกิจเงินทุน หรือธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์โดยมิได้รับอนุญาต ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงหนึ่งล้านบาท", "sec...
พฤติการณ์ใดที่ได้กระทำต่อ ตราหรือเครื่องหมายซึ่งผู้ตรวจการสถาบันการเงิน คณะกรรมการควบคุมสถาบันการเงิน หรือพนักงานควบคุมสถาบันการเงินได้ประทับหรือหมายไว้ที่สิ่งนั้น ๆ ถือว่ามีความผิดตามพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551
1. ถอน 2. ทำให้เสียหาย 3. ทำลาย 4. ทำให้ไร้ประโยชน์ คำอธิบาย พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 137 ผู้ใดถอน ทำให้เสียหาย ทำลาย หรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งตราหรือเครื่องหมายซึ่งผู้ตรวจการสถาบันการเงิน คณะกรรมการควบคุมสถาบันการเงิน หรือพนักงานควบคุมสถาบันการเงินได้ประทับหรือหมายไว้ที่สิ่งนั้น ๆ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินสามแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
[ { "law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551", "section_content": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 137 ผู้ใดถอน ทำให้เสียหาย ทำลาย หรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งตราหรือเครื่องหมายซึ่งผู้ตรวจการสถาบันการเงิน คณะกรรมการควบคุมสถาบันการเงิน หรือพนักงานควบคุมสถาบันการเงินได้ประทับหรือหมาย...
1. ถอน 2. ทำให้เสียหาย 3. ทำลาย 4. ทำให้ไร้ประโยชน์
[]
หากกรรมการ ผู้จัดการ หรือผู้มีอำนาจในการจัดการของสถาบันการเงินผู้ใดครอบครองทรัพย์ซึ่งเป็นของสถาบันการเงินหรือซึ่งสถาบันการเงินเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยได้ เบียดบังเอาทรัพย์นั้นบุคคลที่สามโดยทุจริต ถือว่ามีความผิดตามพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551
มีความผิดตาม พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 142 เนื่องจากบทบัญญัติของกฎหมายได้ครอบคลุมถึงกรณีที่เบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือบุคคลที่สาม คำอธิบาย พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 142 กรรมการ ผู้จัดการ หรือผู้มีอำนาจในการจัดการของสถาบันการเงินผู้ใดครอบครองทรัพย์ซึ่งเป็นของสถาบันการเงินหรือซึ่งสถาบันการเงินเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย เบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่ห้าแสนบาทถึงหนึ่งล้านบาท
[ { "law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551", "section_content": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 142 กรรมการ ผู้จัดการ หรือผู้มีอำนาจในการจัดการของสถาบันการเงินผู้ใดครอบครองทรัพย์ซึ่งเป็นของสถาบันการเงินหรือซึ่งสถาบันการเงินเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย เบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของต...
มีความผิดตาม พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 142
[]
ในกรณีใดที่ผู้สอบบัญชี หรือผู้ประเมินราคา หรือผู้ชำนาญการเฉพาะด้านปฏิบัติงานสอบบัญชีเพื่อแสดงความเห็นต่องบการเงินไม่เป็นไปตามข้อกำหนดของกฎหมายว่าด้วยผู้สอบบัญชีหรือข้อกำหนดเพิ่มเติมตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด ถือว่ากระทำความผิดตามพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 หรือไม่
มีความผิดตาม พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 148 คำอธิบาย ในกรณีใดที่ผู้สอบบัญชี หรือผู้ประเมินราคา หรือผู้ชำนาญการเฉพาะด้าน ถือว่ากระทำความผิดตามพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 หรือไม่
[ { "law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551", "section_content": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 148 ผู้สอบบัญชี หรือผู้ประเมินราคา หรือผู้ชำนาญการเฉพาะด้านผู้ใดปฏิบัติงานสอบบัญชีเพื่อแสดงความเห็นต่องบการเงินไม่เป็นไปตามข้อกำหนดของกฎหมายว่าด้วยผู้สอบบัญชีหรือข้อกำหนดเพิ่มเติม...
มีความผิดตาม พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 148
[ { "law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551", "section_content": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 69 ผู้สอบบัญชีที่ธนาคารแห่งประเทศไทยให้ความเห็นชอบตามมาตรา 67 ต้องรักษามารยาทและปฏิบัติงานสอบบัญชีเพื่อแสดงความเห็นต่องบการเงินให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ตามกฎหมายว่าด้วยการบัญ...
สถาบันการเงินใดได้รับการผ่อนผันให้ลงทุน หรือซื้อ หรือมีหุ้นเกินอัตราส่วนกล่าวคือเกิน (1) ร้อยละยี่สิบของเงินกองทุนทั้งหมดของสถาบันการเงินนั้น สำหรับการถือหรือมีหุ้นในทุกบริษัทรวมกัน (2) ร้อยละห้าของเงินกองทุนทั้งหมดของสถาบันการเงินนั้น สำหรับการถือหรือมีหุ้นในบริษัทแต่ละราย หรือ (3) ร้อยละสิบของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัทนั้น ก่อนที่พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มีผลบังคับใช้ สถานบันการเงินนั้นยังสามารถถทอตนองหุ้นที่เกินอัตราส่วนดังกล่าวได้หรือไม่
สถาบันการเงินมีสิทธิถือหรือมีไว้ต่อไปตามหลักเกณฑ์ที่ได้รับการผ่อนผัน แต่ต้องไม่เกินกำหนดห้าปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ กล่างคือไม่เกินปี พ.ศ. 2556 คำอธิบาย พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 159 สถาบันการเงินใดได้รับการผ่อนผันให้ลงทุน หรือซื้อ หรือมีหุ้นเกินอัตราส่วนตามมาตรา 34 อยู่แล้วในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้สถาบันการเงินมีสิทธิถือหรือมีไว้ต่อไปตามหลักเกณฑ์ที่ได้รับการผ่อนผัน แต่ต้องไม่เกินกำหนดห้าปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
[ { "law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551", "section_content": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 159 สถาบันการเงินใดได้รับการผ่อนผันให้ลงทุน หรือซื้อ หรือมีหุ้นเกินอัตราส่วนตามมาตรา 34 อยู่แล้วในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้สถาบันการเงินมีสิทธิถือหรือมีไว้ต่อไปตา...
สถาบันการเงินมีสิทธิถือหรือมีไว้ต่อไปตามหลักเกณฑ์ที่ได้รับการผ่อนผัน แต่ต้องไม่เกินกำหนดห้าปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
[ { "law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551", "section_content": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 34 ห้ามมิให้สถาบันการเงินถือหรือมีหุ้นโดยทางตรงหรือทางอ้อมในบริษัทใดเกินอัตราดังต่อไปนี้ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด\n(1) ร้อยละยี่สิบของเงินกองทุนทั้งหม...
หากขายหุ้นในสถาบันการเงิน ที่ได้รับหรือมีก่อนที่พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 ไปบางส่วน สามารถถือหุ้นเกินอัตราส่วนได้หรือไม่ และสามารถถือได้เท่าใด
สามารถถือหุ้นเกินอัตราส่วนได้เท่าจำนวนหุ้นที่เหลืออยู่หลังจากการขายหุ้น แต่ต้องดำเนินการใดๆที่ทำให้มีไว้ซึ่งหุ้นดังกล่าวไม่เกินร้อยละ 10 ภายใน 5 ปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ คำอธิบาย พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 162 บุคคลใดถือหุ้นหรือมีไว้ซึ่งหุ้นของสถาบันการเงินแห่งใดแห่งหนึ่งเกินอัตราที่กำหนดตามมาตรา 18 เนื่องจากการนับรวมหุ้นที่ผู้ที่เกี่ยวข้องถืออยู่หรือมีไว้อยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ โดยการถืออยู่หรือมีไว้ซึ่งหุ้นของสถาบันการเงินดังกล่าวไม่ขัดต่อกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น ให้คงมีสิทธิถือหรือมีไว้ซึ่งหุ้นนั้นได้ต่อไป แต่ถ้าได้จำหน่ายหุ้นนั้นไปเท่าใดก็ให้คงมีสิทธิถือหรือมีไว้ซึ่งหุ้นนั้นเกินอัตราที่กำหนดได้เท่าจำนวนหุ้นที่เหลือ และให้บุคคลดังกล่าวต้องดำเนินการเพื่อให้การถือหรือมีไว้ซึ่งหุ้นดังกล่าวเป็นไปตามที่บัญญัติในมาตรา 18 โดยเร็ว แต่ทั้งนี้ ต้องไม่เกินห้าปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
[ { "law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551", "section_content": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 162 บุคคลใดถือหุ้นหรือมีไว้ซึ่งหุ้นของสถาบันการเงินแห่งใดแห่งหนึ่งเกินอัตราที่กำหนดตามมาตรา 18 เนื่องจากการนับรวมหุ้นที่ผู้ที่เกี่ยวข้องถืออยู่หรือมีไว้อยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบั...
สามารถถือหุ้นเกินอัตราส่วนได้เท่าจำนวนหุ้นที่เหลืออยู่หลังจากการขายหุ้น แต่ต้องดำเนินการใดๆที่ทำให้มีไว้ซึ่งหุ้นดังกล่าวไม่เกินร้อยละ 10 ภายใน 5 ปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ.
[ { "law_name": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551", "section_content": "พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 18 ห้ามมิให้บุคคลใดถือหุ้นหรือมีไว้ซึ่งหุ้นของสถาบันการเงินแห่งใดแห่งหนึ่งไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมเกินร้อยละสิบของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากธนาคารแ...
บ้านที่ให้อยู่โดยไม่ต้องเสียค่าเช่า สำหรับข้าราชการ สถานทูตหรือสถานกงสุลไทยในต่างประเทศ สามารถนำมาหักค่าใช้จ่ายได้หรือไม่
หักค่าใช้จ่ายได้ตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา คำอธิบาย ประมวลรัษฎากร มาตรา 43 เงินได้พึงประเมินตามความในมาตรา 40 (5) ยอมให้หักค่าใช้จ่ายได้ตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา ประมวลรัษฎากร มาตรา 42 (5) เงินเพิ่มพิเศษประจำตำแหน่งและเงินค่าเช่าบ้าน หรือบ้านที่ให้อยู่โดยไม่ต้องเสียค่าเช่า สำหรับข้าราชการ สถานทูตหรือสถานกงสุลไทยในต่างประเทศ
[ { "law_name": "ประมวลรัษฎากร", "section_content": "ประมวลรัษฎากร มาตรา 43 เงินได้พึงประเมินตามความในมาตรา 40 (5) ยอมให้หักค่าใช้จ่ายได้ตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา", "section_num": "43" } ]
หักค่าใช้จ่ายได้ตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา
[ { "law_name": "ประมวลรัษฎากร", "section_content": "ประมวลรัษฎากร มาตรา 40 เงินได้พึงประเมินนั้นคือ เงินได้ประเภทดังต่อไปนี้ รวมตลอดถึงเงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ ดังกล่าว ไม่ว่าในทอดใด\n(1) เงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงานไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน ค่าจ้าง เบี้ยเลี้ยง ...
ในกรณี บุคคลที่ตั้งตัวแทนจัดการทรัพย์สิน หรือผู้รับประโยชน์จากทรัสต์ เป็นผู้มีเงินได้สุทธิถึงจำนวนต้องเสียภาษี บุคคลใดเป็นผู้มีหน้าที่ต้องปฏิบัติการตามบทบัญญัติว่าด้วยการเก็บภาษีบุคคลธรรมดา แทนผู้ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ผู้ที่ศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ ผู้ที่ถึงแก่ความตาย ตามประมวลรัษฎากร
บุคคลที่ตั้งตัวแทน หรือผู้รับประโยชน์จากทรัสต์ เป็นผู้มีหน้าที่ต้องปฏิบัติการตามบทบัญญัติว่าด้วยการเก็บภาษีบุคคลธรรมดา แทนบุคคลที่ตั้งตัวแทนจัดการทรัพย์สิน หรือผู้รับประโยชน์จากทรัสต์ ตามลำดับ คำอธิบาย ประมวลรัษฎากร มาตรา 62 ในกรณีผู้ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ผู้ที่ศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ ผู้ที่ถึงแก่ความตาย บุคคลที่ตั้งตัวแทนจัดการทรัพย์สิน หรือผู้รับประโยชน์จากทรัสต์ เป็นผู้มีเงินได้สุทธิถึงจำนวนต้องเสียภาษี ผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้อนุบาล ผู้พิทักษ์ ผู้จัดการมรดก ทายาทหรือผู้อื่นที่ครอบครองทรัพย์มรดก ตัวแทนหรือทรัสตี แล้วแต่กรณี เป็นผู้มีหน้าที่ต้องปฏิบัติการตามบทบัญญัติแห่งส่วนนี้ แทนผู้ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ผู้ที่ศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ ผู้ที่ถึงแก่ความตาย บุคคลที่ตั้งตัวแทน หรือผู้รับประโยชน์จากทรัสต์นั้น
[ { "law_name": "ประมวลรัษฎากร", "section_content": "ประมวลรัษฎากร มาตรา 62 ในกรณีผู้ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ผู้ที่ศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ ผู้ที่ถึงแก่ความตาย บุคคลที่ตั้งตัวแทนจัดการทรัพย์สิน หรือผู้รับประโยชน์จากทรัสต์ เป็นผู้มีเงินได้สุทธิถึงจำนวนต้องเสียภาษี ผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้อน...
บุคคลที่ตั้งตัวแทน หรือผู้รับประโยชน์จากทรัสต์ เป็นผู้มีหน้าที่ต้องปฏิบัติการตามบทบัญญัติว่าด้วยการเก็บภาษีบุคคลธรรมดา แทนบุคคลที่ตั้งตัวแทนจัดการทรัพย์สิน หรือผู้รับประโยชน์จากทรัสต์ ตามลำดับ
[]
ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยหรือที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศและกระทำกิจการในประเทศไทยต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศและกระทำกิจการในที่อื่นๆ รวมทั้งในประเทศไทย ไม่สามารถจะคำนวณกำไรสุทธิดังกล่าวแล้วได้ ให้ดำเนินการในการคำนวณอย่างไร ตามประมวลรัษฎากร
ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยการประเมินภาษีตามมาตรา71 (1) มาใช้บังคับโดยอนุโลม กล่าวคือเจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินภาษีในอัตราร้อยละ 5 ของยอดรายรับก่อนหักรายจ่ายใด ๆ หรือยอดขายก่อนหักรายจ่ายใด ๆ ของรอบระยะเวลาบัญชีแล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า ถ้ายอดรายรับก่อนหักรายจ่ายหรือยอดขายก่อนหักรายจ่ายดังกล่าวไม่ปรากฏ เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินโดยอาศัยเทียบเคียงกับยอดในรอบระยะเวลาบัญชีก่อนนั้นขึ้นไป ถ้ายอดในรอบระยะเวลาบัญชีก่อนนั้นขึ้นไปไม่ปรากฏให้ประเมินได้ตามที่เห็นสมควร คำอธิบาย ประมวลรัษฎากร มาตรา 66 บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยหรือที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศและกระทำกิจการในประเทศไทยต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศและกระทำกิจการในที่อื่นๆ รวมทั้งในประเทศไทย ให้เสียภาษีในกำไรสุทธิจากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่ได้กระทำในประเทศไทยในรอบระยะเวลาบัญชีและการคำนวณกำไรสุทธิให้ปฏิบัติเช่นเดียวกับมาตรา 65 และมาตรา 65 ทวิแต่ถ้าไม่สามารถจะคำนวณกำไรสุทธิดังกล่าวแล้วได้ ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยการประเมินภาษีตามมาตรา71 (1) มาใช้บังคับโดยอนุโลม
[ { "law_name": "ประมวลรัษฎากร", "section_content": "ประมวลรัษฎากร มาตรา 66 บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยหรือที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศและกระทำกิจการในประเทศไทยต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้\nบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศและกระทำกิจการในที่...
ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยการประเมินภาษีตามมาตรา71 (1) มาใช้บังคับโดยอนุโลม
[ { "law_name": "ประมวลรัษฎากร", "section_content": "ประมวลรัษฎากร มาตรา 71 ในกรณีที่\n(1) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใดไม่ยื่นรายการซึ่งจำเป็นต้องใช้ในการคำนวณภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ หรือมิได้ทำบัญชีหรือทำไม่ครบตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 17 หรือมาตรา 68 ทวิ หรือไม่นำบัญชี เอกสาร หรือหลักฐานอื่นมาให้เจ้าพนัก...
กรณีบริษัทฯ ยื่นแบบ ภ.ง.ด.51 ฉบับที่สอง เกินกำหนดเวลา และยังแสดง ประมาณการกำไรสุทธิขาดไปเกินร้อยละ 25 บริษัทจะต้องเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 20 กรณีไม่ยื่นแบบ ภายในกำหนดเวลาด้วยหรือไม่ ตามประมวลรัษฎากร
กรณีผู้เสียภาษียื่นแบบ ภ.ง.ด.51 ฉบับที่สองเกินกำหนดเวลาและเมื่อนำ มารวมพิจารณาเปรียบเทียบกับแบบ ภ.ง.ด.50 แล้ว ปรากฏว่าประมาณการกำไรสุทธิยังขาดไปเกินร้อยละ 25 นั้น ผู้เสียภาษีต้องรับผิดเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 20 ของภาษีที่ต้องชำระเพิ่มเติมตามที่ยื่นแบบ ภ.ง.ด.51 ฉบับที่สอง และต้องเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 20 ของภาษีที่ชำระขาดไปจากที่ได้นำแบบภ.ง.ด.51 ทั้งสองฉบับมาพิจารณาเปรียบเทียบกับแบบ ภ.ง.ด.50 แล้วปรากฏว่าประมาณการกำไรสุทธิยังขาดไปเกินร้อยละ 25 ของกำไรสุทธิซึ่งได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการ คำอธิบาย ประมวลรัษฎากร มาตรา 67 ตรี ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลไม่ยื่นรายการและชำระภาษีตามมาตรา 67 ทวิ (1) หรือยื่นรายการและชำระภาษีตามมาตรา 67 ทวิ (1) โดยแสดงประมาณการกำไรสุทธิขาดไปเกินร้อยละ 25 ของกำไรสุทธิซึ่งได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นโดยไม่มีเหตุอันสมควร บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นต้องเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 20 ของจำนวนเงินภาษีที่ต้องชำระตามมาตรา 67 ทวิ (1) หรือของกึ่งหนึ่งของจำนวนเงินภาษีที่ต้องเสียในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น หรือของภาษีที่ชำระขาด แล้วแต่กรณี ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลไม่ยื่นรายการและชำระภาษีตามมาตรา 67 ทวิ (2) หรือยื่นรายการและชำระภาษีตามมาตรา 67 ทวิ (2) ไว้ไม่ถูกต้องโดยไม่มีเหตุอันสมควร ทำให้จำนวนภาษีที่ต้องชำระขาดไป บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นต้องเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 20 ของจำนวนเงินภาษีที่ต้องชำระตามมาตรา 67 ทวิ (2) หรือของภาษีที่ชำระขาด แล้วแต่กรณี เงินเพิ่มตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง ให้ถือเป็นค่าภาษีและอาจลดลงได้ตามระเบียบที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี
[ { "law_name": "ประมวลรัษฎากร", "section_content": "ประมวลรัษฎากร มาตรา 67 ตรี ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลไม่ยื่นรายการและชำระภาษีตามมาตรา 67 ทวิ (1) หรือยื่นรายการและชำระภาษีตามมาตรา 67 ทวิ (1) โดยแสดงประมาณการกำไรสุทธิขาดไปเกินร้อยละ 25 ของกำไรสุทธิซึ่งได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่กระทำใน...
ผู้เสียภาษีต้องรับผิดเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 20 ของภาษีที่ต้องชำระเพิ่มเติมตามที่ยื่นแบบ ภ.ง.ด.51 ฉบับที่สอง และต้องเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 20 ของภาษีที่ชำระขาดไปจากที่ได้นำแบบภ.ง.ด.51 ทั้งสองฉบับมาพิจารณาเปรียบเทียบกับแบบ ภ.ง.ด.50 แล้วปรากฏว่าประมาณการกำไรสุทธิยังขาดไปเกินร้อยละ 25 ของกำไรสุทธิซึ่งได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการ.
[ { "law_name": "ประมวลรัษฎากร", "section_content": "ประมวลรัษฎากร มาตรา 67 การเสียภาษีตามความในส่วนนี้ ให้เสียตามอัตราที่กำหนดไว้ในบัญชีอัตราภาษีเงินได้ท้ายหมวดนี้ เว้นแต่\n(1) ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามมาตรา 66 วรรคสอง กระทำกิจการขนส่งผ่านประเทศต่าง ๆ ให้เสียภาษีเฉพาะกิจการขนส่งตามเกณฑ์ ดัง...
ในกรณีที่กระทรวง ทบวง กรม หรือราชการส่วนท้องถิ่น ให้จัดส่งสำเนาสัญญาตามประเภท ลักษณะ และมูลค่าของสัญญาไม่น่อยกว่า 500,000 บาท เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม และต้องส่งเอกสารไป ณ สถานที่ใด ภายในระยะเวลาเท่าใด
ต้องจัดส่งสำเนาสัญญาหรือเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้องตามที่กำหนดไว้ไปให้เจ้าพนักงานสรรพากร ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่ที่บุคคลนั้นมีภูมิลำเนาภายในวันที่สิบห้าของเดือนถัดจากเดือนที่ได้ทำสัญญา คำอธิบาย ประมวลรัษฎากร มาตรา 77/4 เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มให้บุคคลดังต่อไปนี้ ที่ได้ทำสัญญาซื้อขายสินค้าหรือสัญญาให้บริการกับผู้ประกอบการมีหน้าที่ต้องจัดส่งสำเนาสัญญาหรือเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้องตามที่กำหนดไว้ไปให้เจ้าพนักงานสรรพากร ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่ที่บุคคลนั้นมีภูมิลำเนาภายในวันที่สิบห้าของเดือนถัดจากเดือนที่ได้ทำสัญญาดังกล่าว (1) กระทรวง ทบวง กรม หรือราชการส่วนท้องถิ่น ให้จัดส่งสำเนาสัญญาตามประเภท ลักษณะ และมูลค่าของสัญญาตามที่อธิบดีกำหนด (2) บุคคลอื่นตามที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี ให้จัดส่งสำเนาสัญญาหรือเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ตามประเภท ลักษณะ และมูลค่าของสัญญาหรือเอกสาร ตามที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี มูลค่าของสัญญาตาม (1) และ (2) จะต้องกำหนดไม่น้อยกว่า 500,000 บาท
[ { "law_name": "ประมวลรัษฎากร", "section_content": "ประมวลรัษฎากร มาตรา 77/4 เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มให้บุคคลดังต่อไปนี้ ที่ได้ทำสัญญาซื้อขายสินค้าหรือสัญญาให้บริการกับผู้ประกอบการมีหน้าที่ต้องจัดส่งสำเนาสัญญาหรือเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้องตามที่กำหนดไว้ไปให้เจ้าพนักงานสรรพากร ณ ที่ว่าก...
ต้องจัดส่งสำเนาสัญญาหรือเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้องตามที่กำหนดไว้ไปให้เจ้าพนักงานสรรพากร ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่ที่บุคคลนั้นมีภูมิลำเนาภายในวันที่สิบห้าของเดือนถัดจากเดือนที่ได้ทำสัญญา
[]
ฐานภาษีสำหรับการให้บริการขนส่งระหว่างประเทศ ตามประมวลรัษฎากร ให้คำนวณแบบใด
1. ในกรณีรับขนคนโดยสาร ได้แก่ มูลค่าของค่าโดยสาร ค่าธรรมเนียม และประโยชน์อื่นใดที่เรียกเก็บในราชอาณาจักรก่อนหักรายจ่ายใด ๆ เนื่องในการรับขนคนโดยสารนั้น 2. ในกรณีรับขนสินค้า ได้แก่ มูลค่าของค่าระวาง ค่าธรรมเนียม และประโยชน์อื่นใดที่เรียกเก็บไม่ว่าในหรือนอกราชอาณาจักรก่อนหักรายจ่ายใด ๆ เนื่องในการรับขนสินค้านั้นออกนอกราชอาณาจักร คำอธิบาย ประมวลรัษฎากร มาตรา 79/1 ฐานภาษีสำหรับการขายสินค้าหรือการให้บริการในกิจการเฉพาะอย่าง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ ... (2) ฐานภาษีสำหรับการให้บริการขนส่งระหว่างประเทศ (ก) ในกรณีรับขนคนโดยสาร ได้แก่ มูลค่าของค่าโดยสาร ค่าธรรมเนียม และประโยชน์อื่นใดที่เรียกเก็บในราชอาณาจักรก่อนหักรายจ่ายใด ๆ เนื่องในการรับขนคนโดยสารนั้น (ข) ในกรณีรับขนสินค้า ได้แก่ มูลค่าของค่าระวาง ค่าธรรมเนียม และประโยชน์อื่นใดที่เรียกเก็บไม่ว่าในหรือนอกราชอาณาจักรก่อนหักรายจ่ายใด ๆ เนื่องในการรับขนสินค้านั้นออกนอกราชอาณาจักร
[ { "law_name": "ประมวลรัษฎากร", "section_content": "ประมวลรัษฎากร มาตรา 79/1 ฐานภาษีสำหรับการขายสินค้าหรือการให้บริการในกิจการเฉพาะอย่าง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้\n(1) ฐานภาษีสำหรับการขายสินค้าโดยการส่งออก ได้แก่มูลค่าของสินค้าส่งออกโดยให้ใช้ราคา เอฟ.โอ.บี. ของสินค้าบวกด้วยภาษีสรรพสามิตตามที่กำหนดในมา...
1. ในกรณีรับขนคนโดยสาร ได้แก่ มูลค่าของค่าโดยสาร ค่าธรรมเนียม และประโยชน์อื่นใดที่เรียกเก็บในราชอาณาจักรก่อนหักรายจ่ายใด ๆ เนื่องในการรับขนคนโดยสารนั้น 2. ในกรณีรับขนสินค้า ได้แก่ มูลค่าของค่าระวาง ค่าธรรมเนียม และประโยชน์อื่นใดที่เรียกเก็บไม่ว่าในหรือนอกราชอาณาจักรก่อนหักรายจ่ายใด ๆ เนื่องในการรับขนสินค้านั้นออกนอกราชอาณาจักร.
[ { "law_name": "ประมวลรัษฎากร", "section_content": "ประมวลรัษฎากร มาตรา 77/1 ในหมวดนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น\n(1) “บุคคล” หมายความว่า บุคคลธรรมดา คณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล หรือนิติบุคคล\n(2) “บุคคลธรรมดา” หมายความรวมถึง กองมรดก\n(3) “คณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล” หมายความว่า ห้างหุ้นส่วนสามัญ...
ผู้ประกอบการที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มโดยคำนวณจากฐานภาษีในเดือนภาษี ผู้ประกอบการจะมีสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในลักษณะใดได้อีก และสิทธิใดที่ไม่สามารถใช้ได้อีกต่อไป
ให้ผู้ประกอบการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มโดยคำนวณจากภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อในแต่ละเดือนภาษี แต่ไม่สามารถขอให้นำมาตรา 82/16 มาใช้บังคับอีกได้ คำอธิบาย : ประมวลรัษฎากร มาตรา 82/17 บทบัญญัติมาตรา 82/16 มิได้เป็นการห้ามผู้ประกอบการที่จะใช้สิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามที่กำหนดในมาตรา 82/3 แต่เมื่อใช้สิทธิดังกล่าวแล้วจะขอให้นำมาตรา 82/16 มาใช้บังคับอีกไม่ได้
[ { "law_name": "ประมวลรัษฎากร", "section_content": "ประมวลรัษฎากร มาตรา 82/17 บทบัญญัติมาตรา 82/16 มิได้เป็นการห้ามผู้ประกอบการที่จะใช้สิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามที่กำหนดในมาตรา 82/3 แต่เมื่อใช้สิทธิดังกล่าวแล้วจะขอให้นำมาตรา 82/16 มาใช้บังคับอีกไม่ได้", "section_num": "82/17" } ]
ให้ผู้ประกอบการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มโดยคำนวณจากภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อในแต่ละเดือนภาษี แต่ไม่สามารถขอให้นำมาตรา 82/16 มาใช้บังคับอีกได้
[ { "law_name": "ประมวลรัษฎากร", "section_content": "ประมวลรัษฎากร มาตรา 82/16 เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ประกอบการ ซึ่งประกอบกิจการเฉพาะการขายสินค้าหรือการให้บริการในราชอาณาจักร และกิจการดังกล่าวมีมูลค่าของฐานภาษีเกินกว่ามูลค่าของฐานภาษีของกิจการขนาดย่อมตามมาตรา 81/1 แต่ไม่เกินกว่ามูลค่าของฐานภาษีซึ่งได้คำน...
เมื่อผู้ประกอบการได้จะทะเบียนเลอกประกอบกิจการหรือถูกอธิบดีสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มของผู้ประกอบการจดทะเบียน หากอธบิดีได้อนุญาต ทางผู้ประกอบการสามารถออกเอกสารใดบ้างตามประมวลกฎหมายรัษฎากรจนกว่าจหยุดประกอบกิจการ
ใบกำกับภาษี ใบเพิ่มหนี้ หรือใบลดหนี้ คำอธิบาย ประมวลรัษฎากร มาตรา 86/11 ในกรณีที่มีการขีดชื่อผู้ประกอบการจดทะเบียนออกจากทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม เพราะผู้ประกอบการจดทะเบียนเลิกประกอบกิจการ หรือเพราะอธิบดีสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มของผู้ประกอบการจดทะเบียน อธิบดีจะอนุญาตให้ผู้ประกอบการนั้นออกใบกำกับภาษี ใบเพิ่มหนี้ หรือใบลดหนี้ต่อไปเป็นการชั่วคราวจนกว่าจะหยุดประกอบกิจการก็ได้ แต่ผู้รับอนุญาตดังกล่าวจะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด
[ { "law_name": "ประมวลรัษฎากร", "section_content": "ประมวลรัษฎากร มาตรา 86/11 ในกรณีที่มีการขีดชื่อผู้ประกอบการจดทะเบียนออกจากทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม เพราะผู้ประกอบการจดทะเบียนเลิกประกอบกิจการ หรือเพราะอธิบดีสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มของผู้ประกอบการจดทะเบียน อธิบดีจะอนุญาตให้ผู้ประกอบการนั้นออกใบก...
ใบกำกับภาษี ใบเพิ่มหนี้ หรือใบลดหนี้
[]
ในกรณีใดที่อธิบดีมีอำนาจในการให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนจัดทำรายงานแตกต่างไปจากที่กำหนดซึ่งก็คือ (1) รายงานภาษีขาย (2) รายงานภาษีซื้อ (3) รายงานสินค้าและวัตถุดิบ เฉพาะผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ประกอบกิจการขายสินค้า ได้
ในกรณีที่มีความจำเป็นหรือเหมาะสม คำอธิบาย ประมวลรัษฎากร มาตรา 87/1 ในกรณีที่มีความจำเป็นหรือเหมาะสม อธิบดีโดยอนุมัติรัฐมนตรีมีอำนาจให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนจัดทำรายงานแตกต่างไปจากที่กำหนดในมาตรา 87 ก็ได้ ประมวลรัษฎากร มาตรา 87 ภายใต้บังคับมาตรา 87/1 และมาตรา 87/2 ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีหน้าที่จัดทำรายงานเกี่ยวกับการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ดังต่อไปนี้ (1) รายงานภาษีขาย (2) รายงานภาษีซื้อ (3) รายงานสินค้าและวัตถุดิบ เฉพาะผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ประกอบกิจการขายสินค้า ในกรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ต้องเสียภาษีตามมาตรา 82/16 ให้มีหน้าที่จัดทำรายงานมูลค่าของฐานภาษี และรายงานสินค้าและวัตถุดิบ รายงานที่ต้องจัดทำตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง ให้เป็นไปตามแบบที่อธิบดีกำหนด และให้จัดทำเป็นรายสถานประกอบการ วิธีลงรายการในรายงาน ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด และการลงรายการให้ลงภายในสามวันทำการนับแต่วันที่ได้มาหรือจำหน่ายออกไปซึ่งสินค้าหรือบริการนั้น ทั้งนี้ เว้นแต่ในกรณีจำเป็น อธิบดีจะกำหนดเป็นอย่างอื่นตามที่เห็นสมควรก็ได้
[ { "law_name": "ประมวลรัษฎากร", "section_content": "ประมวลรัษฎากร มาตรา 87/1 ในกรณีที่มีความจำเป็นหรือเหมาะสม อธิบดีโดยอนุมัติรัฐมนตรีมีอำนาจให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนจัดทำรายงานแตกต่างไปจากที่กำหนดในมาตรา 87 ก็ได้", "section_num": "87/1" } ]
ในกรณีที่มีความจำเป็นหรือเหมาะสม
[ { "law_name": "ประมวลรัษฎากร", "section_content": "ประมวลรัษฎากร มาตรา 87 ภายใต้บังคับมาตรา 87/1 และมาตรา 87/2 ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีหน้าที่จัดทำรายงานเกี่ยวกับการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ดังต่อไปนี้\n(1) รายงานภาษีขาย\n(2) รายงานภาษีซื้อ\n(3) รายงานสินค้าและวัตถุดิบ เฉพาะผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ประกอบกิจการ...
ในกรณีที่ผู้เสียภาษี มีรายรับจากการดำเนินกิจการกิจการโรงรับจำนำ มีอัตราภาษีธุรกิจเฉพาะเท่าใด
ร้อยละ 2.5 คำอธิบาย ประมวลรัษฎากร มาตรา 91/6 อัตราภาษีธุรกิจเฉพาะมีดังต่อไปนี้ (2) ร้อยละ 2.5 สำหรับรายรับตามมาตรา 91/5 (3) (ก) และมาตรา 91/5 (4) ประมวลรัษฎากร มาตรา 91/5 ฐานภาษีสำหรับการประกอบกิจการตามบทบัญญัติในหมวดนี้ได้แก่รายรับดังต่อไปนี้ ที่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีได้รับหรือพึงได้รับเนื่องจากการประกอบกิจการ (4) สำหรับกิจการโรงรับจำนำตามมาตรา 91/2 (4) รายรับจากการประกอบกิจการ คือ (ก) ดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม และ (ข) เงิน ทรัพย์สิน ค่าตอบแทนหรือประโยชน์ใด ๆอันมีมูลค่าที่ได้รับหรือพึงได้รับจากการขายของที่จำนำหลุดเป็นสิทธิ
[ { "law_name": "ประมวลรัษฎากร", "section_content": "ประมวลรัษฎากร มาตรา 91/6 อัตราภาษีธุรกิจเฉพาะมีดังต่อไปนี้\n(1) ร้อยละ 0.1 สำหรับรายรับตามมาตรา 91/5 (7)\n(2) ร้อยละ 2.5 สำหรับรายรับตามมาตรา 91/5 (3) (ก) และมาตรา 91/5 (4)\n(3) ร้อยละ 3.0 สำหรับรายรับตามมาตรา 91/5 นอกจากกรณีตาม (1) และ (2)", "section_n...
ร้อยละ 2.5
[ { "law_name": "ประมวลรัษฎากร", "section_content": "ประมวลรัษฎากร มาตรา 91/5 ฐานภาษีสำหรับการประกอบกิจการตามบทบัญญัติในหมวดนี้ได้แก่รายรับดังต่อไปนี้ ที่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีได้รับหรือพึงได้รับเนื่องจากการประกอบกิจการ\n(1) สำหรับกิจการธนาคาร ตามมาตรา 91/2 (1) รายรับจากการประกอบกิจการ คือ\n(ก) ดอกเบี้ย ส่วนลดค...
ในกรณีที่ผู้ที่มีอำนาจขีดฆ่า ไม่ยอมทำการขีดฆ่า จะต้องทำอย่างไรเพื่อให้ตราสารนั้นบริบูรณ์ตามประมวลรัษฎากร
ผู้ทรงตราสารหรือผู้ถือเอาประโยชน์ขีดฆ่าแทนได้ คำอธิบาย ประมวลรัษฎากร มาตรา 107 เว้นแต่ที่บัญญัติในมาตรา 111 ถ้าไม่มีข้อตกลงเป็นอย่างอื่นผู้มีหน้าที่เสียอากรและผู้มีหน้าที่ขีดฆ่า ให้เป็นไปตามบัญชีท้ายหมวดนี้ ถ้าผู้มีหน้าที่ขีดฆ่าเขียนหนังสือไม่เป็น จะให้ผู้อื่นเขียนวันเดือนปีแทนก็ได้ ถ้าผู้มีหน้าที่ขีดฆ่าไม่ยอมขีดฆ่า หรือไม่มีตัวอยู่ที่จะทำการขีดฆ่าได้ ให้ผู้ทรงตราสารหรือผู้ถือเอาประโยชน์ขีดฆ่าแทนได้
[ { "law_name": "ประมวลรัษฎากร", "section_content": "ประมวลรัษฎากร มาตรา 107 เว้นแต่ที่บัญญัติในมาตรา 111 ถ้าไม่มีข้อตกลงเป็นอย่างอื่นผู้มีหน้าที่เสียอากรและผู้มีหน้าที่ขีดฆ่า ให้เป็นไปตามบัญชีท้ายหมวดนี้\nถ้าผู้มีหน้าที่ขีดฆ่าเขียนหนังสือไม่เป็น จะให้ผู้อื่นเขียนวันเดือนปีแทนก็ได้\nถ้าผู้มีหน้าที่ขีดฆ่าไม่ยอ...
ผู้ทรงตราสารหรือผู้ถือเอาประโยชน์ขีดฆ่าแทนได้
[ { "law_name": "ประมวลรัษฎากร", "section_content": "ประมวลรัษฎากร มาตรา 111 ถ้าตราสารที่ต้องเสียอากรได้ทำขึ้นนอกสยาม ให้เป็นหน้าที่ของผู้ทรงตราสารคนแรกในสยามต้องเสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าภายใน 30 วัน นับแต่ได้รับตราสารนั้น ถ้าไม่ปฏิบัติตามนี้ให้ถือว่าเป็นตราสารที่มิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์\nถ้ามิไ...
ในกรณีที่ตราสารที่ปิดแสตมป์บริบูรณ์นั้นได้ทำขึ้นนอกประเทศไทย ผู้มีหน้าที่เสียอากร หรือผู้ทรงตราสารหรือผู้ถือเอาประโยชน์ ต้องยื่นตราสารนั้นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อขอเสียอากรหลัง 90 วัน นับแต่วันต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์ จะต้องดำเนินการอย่างไร
ให้เรียกเก็บเงินเพิ่มอากรเป็น 5 เท่าจำนวนอากร หรือเป็นเงิน 10 บาท แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า คำอธิบาย : ประมวลรัษฎากร มาตรา 113 ตราสารใดมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ ผู้มีหน้าที่เสียอากร หรือผู้ทรงตราสารหรือผู้ถือเอาประโยชน์ ชอบที่จะยื่นตราสารนั้นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อขอเสียอากรได้ เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้รับตราสารแล้ว ให้อนุมัติให้เสียอากรภายในบังคับแห่งบทบัญญัติต่อไปนี้ 2. ถ้ากรณีเป็นอย่างอื่น ก็ให้อนุมัติให้เสียอากร และให้เรียกเก็บเงินเพิ่มอากร ดังต่อไปนี้อีกด้วย (ข) ถ้าปรากฏต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ว่า ตราสารมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์เป็นเวลาพ้นกำหนด 90 วันนับแต่วันต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์แล้ว ให้เรียกเก็บเงินเพิ่มอากรเป็น 5 เท่าจำนวนอากร หรือเป็นเงิน 10 บาท แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า
[ { "law_name": "ประมวลรัษฎากร", "section_content": "ประมวลรัษฎากร มาตรา 113 ตราสารใดมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ ผู้มีหน้าที่เสียอากร หรือผู้ทรงตราสารหรือผู้ถือเอาประโยชน์ ชอบที่จะยื่นตราสารนั้นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อขอเสียอากรได้ เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้รับตราสารแล้ว ให้อนุมัติให้เสียอากรภายในบังคับแห่งบทบัญ...
ให้เรียกเก็บเงินเพิ่มอากรเป็น 5 เท่าจำนวนอากร หรือเป็นเงิน 10 บาท แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า
[]
ในกรณีที่มีการกล่าวหาแจ้งความจากเจ้าพนักงานรัฐบาลว่าไม่ได้การปิดแสตมป์นั้นไม่สมบูรณ์เนื่องจากปิดแสตมป์น้อยกว่าอากรที่ต้องเสีย จะต้องทำเช่นใด
พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเรียกเก็บเงินอากรจนครบ และเงินเพิ่มอีกเป็นจำนวน 6เท่าของเงินอากรที่ขาด หรือเป็นเงิน 25 บาท แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า คำอธิบาย ประมวลรัษฎากร มาตรา 114 โดยการตรวจสอบตามความในมาตรา 123 ก็ดี โดยการกล่าวหาแจ้งความของบุคคลใด ไม่ว่าจะเป็นเจ้าพนักงานรัฐบาลหรือมิใช่ก็ดีถ้าปรากฏว่า (2)ตราสารมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ โดย (ข) ปิดแสตมป์น้อยกว่าอากรที่ต้องเสียให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเรียกเก็บเงินอากรจนครบ และเงินเพิ่มอีกเป็นจำนวน 6เท่าของเงินอากรที่ขาด หรือเป็นเงิน 25 บาท แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า
[ { "law_name": "ประมวลรัษฎากร", "section_content": "ประมวลรัษฎากร มาตรา 114 โดยการตรวจสอบตามความในมาตรา 123 ก็ดี โดยการกล่าวหาแจ้งความของบุคคลใด ไม่ว่าจะเป็นเจ้าพนักงานรัฐบาลหรือมิใช่ก็ดีถ้าปรากฏว่า\n(1)มิได้มีการออกใบรับในกรณีที่ต้องออกใบรับตามความในมาตรา 105 หรือมาตรา 106ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเรียกเก...
พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเรียกเก็บเงินอากรจนครบ และเงินเพิ่มอีกเป็นจำนวน 6เท่าของเงินอากรที่ขาด หรือเป็นเงิน 25 บาท แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า
[ { "law_name": "ประมวลรัษฎากร", "section_content": "ประมวลรัษฎากร มาตรา 105 ในกรณีต่อไปนี้ ผู้ขาย ผู้ให้เช่าซื้อ ผู้รับเงิน หรือผู้รับชำระราคาต้องออกใบรับให้แก่ผู้ซื้อ ผู้เช่าซื้อ ผู้จ่ายเงินหรือผู้ชำระราคา ในทันทีทุกคราวที่รับเงินหรือรับชำระราคาไม่ว่าจะมีการเรียกร้องให้ออกใบรับหรือไม่ก็ตาม\n(1) การรับเงินหร...
ในกรณีที่ลงวันเดือนปีที่ขีดฆ่าแสคมป์เป็นเท็จเนื่องจากจำวันผิดหรือจำวันคลาดเคลื่อน มีความผิดหรือไม่
ไม่มีความผิด เพราะขาดเจตนา คำอธิบาย ประมวลรัษฎากร มาตรา 126 ผู้ใดจงใจลงวันเดือนปีที่ขีดฆ่าแสตมป์เป็นเท็จ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท หรือจำคุกไม่เกินสามเดือน หรือทั้งปรับทั้งจำ
[ { "law_name": "ประมวลรัษฎากร", "section_content": "ประมวลรัษฎากร มาตรา 126 ผู้ใดจงใจลงวันเดือนปีที่ขีดฆ่าแสตมป์เป็นเท็จ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท หรือจำคุกไม่เกินสามเดือน หรือทั้งปรับทั้งจำ", "section_num": "126" } ]
ไม่มีความผิด เพราะขาดเจตนา
[]