id
stringlengths
1
5
source
stringlengths
29
179k
target
stringlengths
10
260
url
stringlengths
0
53
0
วันอาทิตย์ที่ 31 ธันวาคม 2566 กรมทางหลวง แนะนำเส้นทางเลือกจากกรุงเทพฯสู่ภูมิภาคต่างๆ ช่วงเทศกาลปีใหม่ 2567 เพื่อให้ผู้ใช้ทางได้รับความสะดวกรวดเร็วในการเดินทาง .... นายสราวุธ ทรงศิวิไล อธิบดีกรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ในช่วงเทศกาลปีใหม่ ระหว่างวันที่ 29 ธันวาคม 2566 – 1 มกราคม 2567 เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกแก่ผู้เดินทางและหลีกเลี่ยงปัญหาการจราจรติดขัดในช่วงเทศกาลดังกล่าว ตามข้อสั่งการของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่ได้เน้นย้ำความสะดวกในการเดินของประชาชน ตามนโยบาย “คมนาคม เพื่อความอุดุมสุขของประชาชน” กรมทางหลวงจึงได้แนะนำเส้นทางเลือกบนทางหลวงสายหลักและสายรอง ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนวางแผนการเดินทางล่วงหน้าได้เป็นอย่างดี ดังนี้ กรุงเทพฯ – ภาคเหนือ เส้นทางที่ 1 จากกรุงเทพฯไปรังสิต (ทางหลวงหมายเลข 1 ถนนพหลโยธิน) – จ.พระนครศรีอยุธยา – จ.อ่างทอง – จ.สิงห์บุรี (ทางหลวงหมายเลข 32 ถนนสายเอเชีย) – อ.มโนรมย์ (ทางหลวงหมายเลข 1 ถนนพหลโยธิน) จากนั้นมุ่งหน้าสู่จังหวัดนครสวรรค์ เส้นทางที่ 2 จากกรุงเทพฯไป จ.นนทบุรี (ทางหลวงหมายเลข 340 บางบัวทอง – สุพรรณบุรี) –จ.สุพรรณบุรี (ทางหลวงหมายเลข 340 สุพรรณบุรี – ชัยนาท) – จ.ชัยนาท (ทางหลวงหมายเลข 1 ถนนพหลโยธิน) จากนั้นมุ่งหน้า สู่จังหวัดนครสวรรค์ เส้นทางที่ 3 จากกรุงเทพฯไป รังสิต – อ.วังน้อย – จ.สระบุรี – จ.ลพบุรี (ทางหลวงหมายเลข 1 ถนนพหลโยธิน) – อ.ตากฟ้า (ทางหลวงหมายเลข 11) จากนั้นมุ่งหน้าสู่จังหวัดพิษณุโลก เส้นทางที่ 4 จากกรุงเทพฯไปรังสิต – ต่างระดับคลองหลวง (ทางหลวงหมายเลข 1 ถนนพหลโยธิน) –– ทางหลวงหมายเลข 347 – ทางหลวงหมายเลข32 จากนั้นมุ่งหน้าเข้าสู่ภาคเหนือ เส้นทางที่5 จากกรุงเทพฯไปวงแหวนตะวันออก (ทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 9) – ต่างระดับมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร.) – อ.วังน้อย (ทางหลวงหมายเลข 1 ถนนพหลโยธิน) จากนั้นมุ่งหน้าสู่ทางหลวงหมายเลข 32 จากนั้นมุ่งหน้าเข้าสู่ภาคเหนือ กรุงเทพฯ – ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เส้นทางที่ 1 จากกรุงเทพฯไป จ.สระบุรี (ทางหลวงหมายเลข 1 ถนนพหลโยธิน) – ต.ม่วงค่อม จ.ลพบุรี (ทางหลวงหมายเลข 21) – ต.ห้วยบง (ทางหลวงหมายเลข 2256) – อ.ด่านขุนทด (ทางหลวงหมายเลข 2148) – ทางหลวงหมายเลข 2 ถนนมิตรภาพ จากนั้นมุ่งหน้าสู่จังหวัดนครราชสีมา เส้นทางที่ 2 จากกรุงเทพฯไป อ.วังน้อย (ทางหลวงหมายเลข 1 ถนนพหลโยธิน) – จ.สระบุรี – อ.ปากช่อง – อ.สีคิ้ว (ทางหลวงหมายเลข 2 ถนนมิตรภาพ) จากนั้นมุ่งหน้าสู่จังหวัดนครราชสีมา เส้นทางที่ 3 จากกรุงเทพฯไป จ.นครนายก (ทางหลวงหมายเลข 305) – อ.บ้านนา (ทางหลวงหมายเลข 3051) – อ.แก่งคอย (ทางหลวงหมายเลข 3222) – อ.ปากช่อง (ทางหลวงหมายเลข 2 ถนนมิตรภาพ) จากนั้นมุ่งหน้าสู่จังหวัดนครราชสีมา หรือ จากอ.บ้านนา ใช้ทางหลวงหมายเลข 33 - อ.กบินทร์บุรี มุ่งหน้าสู่อ.อรัญประเทศ เส้นทางที่ 4 จากกรุงเทพฯไป จ.ฉะเชิงเทรา (ทางหลวงหมายเลข 314 หรือ ทางหลวงหมายเลข 304) – อ.พนมสารคาม – อ.กบินทร์บุรี – อ.วังน้ำเขียว – อ.ปักธงชัย (ทางหลวงหมายเลข 304) จากนั้นมุ่งหน้าสู่จังหวัดนครราชสีมา เส้นทางที่ 5 จากกรุงเทพฯไป อ.วังน้อย (ทางหลวงหมายเลข 1 ถนนพหลโยธิน) – จ.สระบุรี – อ.ปากช่อง – อ.สีคิ้ว (ทางหลวงหมายเลข 2 ถนนมิตรภาพ) – ทางหลวงพิเศษหมายเลข 6 (ทางเบี่ยงที่กม.65) จากนั้นมุ่งหน้าสู่จังหวัดนครราชสีมา กรุงเทพฯ – ภาคตะวันออก เส้นทางที่ 1 จากกรุงเทพฯไป จ.ชลบุรี (ทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 สาย กรุงเทพฯ – ชลบุรี – พัทยา – มาบตาพุด) เส้นทางที่ 2 จากกรุงเทพฯไป อ.บางปะกง (ทางหลวงหมายเลข 34 ถนนเทพรัตน) จากนั้นมุ่งหน้าสู่จังหวัดชลบุรี โดยใช้ทางหลวงหมายเลข 3 ถนนสุขุมวิท เส้นทางที่ 3 จากกรุงเทพฯไป อ.พนัสนิคม – จ.ชลบุรี (ทางหลวงหมายเลข 304) เส้นทางที่ 4 จากกรุงเทพฯไปทางหลวงหมายเลข 34 ถนนเทพรัตน – ทางพิเศษบูรพาวิถี (บางนา – ชลบุรี)จากนั้นมุ่งหน้าสู่จังหวัดชลบุรี โดยใช้ทางหลวงหมายเลข 3 ถนนสุขุมวิท กรุงเทพฯ – ภาคใต้ เส้นทางที่ 1 จากกรุงเทพฯไป จ.สมุทรสาคร – จ.สมุทรสงคราม (ทางหลวงหมายเลข 35 ถนนพระราม 2) – แยกวังมะนาว – จ.เพชรบุรี (ทางหลวงหมายเลข 4 ถนนเพชรเกษม) จากนั้นมุ่งหน้าสู่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เส้นทางที่ 2 จากกรุงเทพฯไป อ.สามพราน – อ.นครชัยศรี – จ.นครปฐม – จ.ราชบุรี – แยกวังมะนาว – จ.เพชรบุรี (ทางหลวงหมายเลข 4 ถนนเพชรเกษม) จากนั้นมุ่งหน้าสู่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เส้นทางที่ 3 จากกรุงเทพฯไป ถนนบรมราชชนนี (ทางหลวงหมายเลข 338 ปิ่นเกล้า – นครชัยศรี) – อ.นคร ชัยศรี –จ.นครปฐม – จ.ราชบุรี – แยกวังมะนาว – จ.เพชรบุรี (ทางหลวงหมายเลข 4 ถนนเพชรเกษม) จากนั้นมุ่งหน้าสู่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กรุงเทพฯ – ภาคตะวันตก เส้นทางที่ 1 จากกรุงเทพฯไป จ.นครปฐม (ทางหลวงหมายเลข 4 ถนนเพชรเกษม) จากนั้นมุ่งหน้าสู่จังหวัดกาญจนบุรี (ทางหลวงหมายเลข 324 กาญจนบุรี - จระเข้สามพัน) เส้นทางที่ 2 จากกรุงเทพฯไปถนนตลิ่งชัน - อ.ลาดหลุมแก้ว (ทล.9 ถนนกาญจนาภิเษก) จากนั้นมุ่งหน้าสู่จังหวัดกาญจนบุรี (ทางหลวงหมายเลข 346 ต่างระดับรังสิต - พนมทวน) เส้นทางที่ 3 จากกรุงเทพฯไป จ.นครปฐม (ทางหลวงหมายเลข 4 ถนนเพชรเกษม) – มุ่งหน้าด่านนครปฐมฝั่งตะวันตก (ทล.321 นครปฐม – สุพรรณบุรี) เพื่อเข้าสู่ทางหลวงพิเศษหมายเลข 81 บางใหญ่ - กาญจนบุรี ทั้งนี้กรมทางหลวงขอความร่วมมือผู้ใช้ทางขับขี่ด้วยความระมัดระวัง ปฏิบัติตามป้ายเตือน ป้ายแนะนำ และคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด หากประชาชนต้องการสอบถามข้อมูลการเดินทางเพิ่มเติมหรือแจ้งเหตุด่วนเหตุร้ายระหว่างเดินทาง สามารถติดต่อได้ที่สายด่วน ทล. โทร. 1586 (โทรฟรีตลอด 24 ชั่วโมง) สายด่วนมอเตอร์เวย์ 1586 กด 7 และตำรวจทางหลวง 1193
รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล-กรมทางหลวง แนะนำเส้นทางเลือกจากกรุงเทพฯสู่ภูมิภาคต่างๆ ช่วงเทศกาลปีใหม่ 2567 เพื่อให้ผู้ใช้ทางได้รับความสะดวกรวดเร็วในการเดินทาง
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/76855
1
วันจันทร์ที่ 1 มกราคม 2567 01/01/2567 รมว.สธ. ลงนามถวายพระพรชัยมงคลเนื่องในวันขึ้นปีใหม่ 2567 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขลงนามถวายพระพรชัยมงคลเนื่องในวันขึ้นปีใหม่ 2567 นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ถวายแจกันดอกไม้เบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเต็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินี และลงนามถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ 2567 พร้อมรับปฏิทินหลวงพระราชทาน ณ หน่วยราชการในพระองค์ 904 (ห้องแดง) ในพระบรมมหาราชวัง
รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล-รมว.สธ. ลงนามถวายพระพรชัยมงคลเนื่องในวันขึ้นปีใหม่ 2567
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/76868
2
วันจันทร์ที่ 1 มกราคม 2567 โอกาสสุดท้าย ! “ยื่นให้สิทธิคนพิการ ตาม ม.35” ภายใน 2 ม.ค.67 ..... โอกาสสุดท้าย ! “ยื่นให้สิทธิคนพิการ ตาม ม.35” ภายใน 2 ม.ค.67 . กรมการจัดหางาน แจ้งเตือนสถานประกอบการ ที่ต้องการให้สิทธิแก่คนพิการ ตาม ม.35 พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ.2550 เช่น ให้สัมปทาน จัดสถานที่จำหน่ายสินค้าหรือบริการ จัดจ้างเหมาช่วงงาน หรือจ้างเหมาบริการโดยวิธีกรณีพิเศษ ล่ามภาษามือ หรือให้ความช่วยเหลืออื่น แทนการจ้างเข้าทำงาน ยื่นเรื่องได้ที่ สำนักงานจัดหางานจังหวัด / สำนักงานจัดหางาน กทม. พื้นที่ 1-10 ภายในวันที่ 2 มกราคม 2567 . คนพิการ ที่ต้องการรับสิทธิ ตาม ม.35 ยื่นขอรับสิทธิได้ ที่ สำนักงานจัดหางานจังหวัด / สำนักงานจัดหางาน กทม. พื้นที่ 1-10 ภายในวันที่ 2 มกราคม 2567 เช่นเดียวกัน . ทั้งนี้ กรมการจัดหางานเปิดรับเรื่องการ ให้-รับสิทธิ ช่วงวันที่ 1 ต.ค. – 31 ธ.ค. ของแต่ละปี ด้วยปี 2566 นี้ วันที่ 31 ธ.ค.66 ตรงกับวันหยุด จึงขยายเวลาให้ดำเนินการได้ในวันที่ 2 ม.ค.67 เป็นวันสุดท้าย . อ่านเพิ่มเติม >> https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/76747 . #ไทยคู่ฟ้า #สื่อสารรัฐบาลไทย -------------------
รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล-โอกาสสุดท้าย ! “ยื่นให้สิทธิคนพิการ ตาม ม.35” ภายใน 2 ม.ค.67
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/76871
3
วันจันทร์ที่ 1 มกราคม 2567 01/01/2567 คำปราศรัย นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2567 คำปราศรัย นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2567 สวัสดีปีใหม่ พุทธศักราช 2567 พี่น้องประชาชนชาวไทยที่รักทุกท่าน ในปีพุทธศักราช 2566 ที่ผ่านมา เป็นปีที่ประเทศไทยกำลังอยู่ระหว่างการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและสังคม เตรียมตัวที่จะก้าวเข้าสู่ยุคเพื่อชดเชย 9 ปีที่ประเทศไทยเราสูญเสียโอกาสไปหลากหลายอย่างตั้งแต่ก่อนรับตำแหน่ง ผมเห็นใจและเข้าใจความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในหลาย ๆ เรื่องจึงได้เร่งรัดออกมาตรการต่าง ๆ เพื่อเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย ขยายโอกาส กระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายเพื่อทำให้พี่น้องประชาชนคนไทยทุกคนมีคุณภาพและชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี มีความสุขมากยิ่งขึ้น นี่คือโจทย์สำคัญที่พวกเราทุกคนทั้งข้าราชการ บุคลากรหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และประชาชนทุกคนล้วนหวังที่จะทำให้สำเร็จ พัฒนาประเทศไทยของเราให้เจริญรุ่งเรือง เราได้เห็นความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในหลากหลายส่วน โดยเฉพาะ ในช่วง 100 วันกว่า ๆ หลังจากที่ผมเข้ารับตำแหน่ง ผมได้เร่งผลักดันนโยบายเร่งด่วนต่าง ๆ ออกมา และลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อไปพบ ไปรับฟังปัญหา ความอึดอัดของพี่น้องประชาชน ในทุก ๆ ภาค ไม่ว่าจะไปที่ไหน ผมก็ได้รับการต้อนรับที่อบอุ่นเสมอ และผมรู้สึกขอบคุณประชาชนทุกคนที่มาต้อนรับ มาให้ความเห็นที่เป็นประโยชน์ และผมจะตั้งใจแก้ปัญหา ทำงานเพื่อประชาชนต่อไป หากถอยมาดูในภาพใหญ่ นอกจากนโยบายเร่งด่วนที่ผมกล่าวไปแล้ว ผมก็เริ่มดำเนินนโยบายที่จะวางรากฐานระยะกลางและระยะยาว เพื่อสร้างรากฐานให้กับอนาคตที่ดีกว่าให้ลูกหลานของพวกเราทุกคน ต้องขอให้เครดิตทุกภาคส่วนที่มีส่วนร่วมทำนโยบายให้เห็นผลได้จริงในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากขาดความช่วยเหลือจากภาคประชาสังคม บุคลากรภาครัฐ ข้าราชการ ภาคเอกชน ที่ช่วยกันทำนโยบายให้เห็นผลได้จริง แม้ว่าในบางครั้ง งานที่ผมได้เร่งดำเนินการ ก็เป็นงานที่เพิ่มเติมเข้ามาจากภาระที่ท่านมีอยู่แล้ว และทุกท่านก็ตั้งใจ ร่วมกันทำงานอย่างหนักเพื่อประชาชน ผมก็ขอเป็นตัวแทนประชาชน ขอขอบคุณทุกท่านครับ ที่ทำให้ความเปลี่ยนแปลงทั้งหลายเกิดขึ้นได้จริงในระยะเวลาอันรวดเร็ว ขอบคุณ และขอให้ทุกภาคส่วน ทุกคน ยังคงทำงาน ยังตั้งมั่น ดำรงไว้ซึ่งขวัญและกำลังใจที่ดีในปีถัด ๆ ไป เพื่อสร้างรอยยิ้ม สร้างความสุขให้กับพี่น้องประชาชนต่อไปครับ อีกภาคหนึ่ง ผมขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ ทหาร ตำรวจ และอาสาสมัครทุกคน ที่ปฏิบัติภารกิจอย่างเข้มแข็ง รวมทั้งดูแลและช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ให้พี่น้องชาวไทยผ่านพ้นจากเหตุการณ์ต่าง ๆ ตลอดทั้งปีที่ผ่านมา เราจะก้าวสู่ปีพุทธศักราช 2567 ที่นับได้ว่าเป็นปีแห่งความก้าวหน้าอย่างแท้จริง ด้วยพลังกาย พลังใจ ที่เปี่ยมไปด้วยความสมหวัง ความสุข และเป็นก้าวของความสำเร็จและความมั่นคงในชีวิตของพี่น้องชาวไทยทุกคน ผมขอให้ทุกคนเริ่มต้นศักราชใหม่ด้วยจิตใจที่อิ่มเอมไปด้วยความสุข ความสดชื่น และใช้ช่วงเวลาอันมีค่านี้เฉลิมฉลองกับครอบครัว ญาติมิตร อย่างอบอุ่นและมีความสุข พร้อมทั้งขอส่งความปรารถนาดีมายังพี่น้องประชาชนชาวไทยทุกคน และขอส่งกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานอำนวยความสะดวกให้แก่พี่น้องประชาชนในช่วงเทศกาลแห่งการเฉลิมฉลองปีพุทธศักราช 2567 เนื่องในศุภวาระขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2567 ผมขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนชาวไทยทุกคน ร่วมกันตั้งจิตอธิษฐานอาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยและอำนาจแห่งสรรพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากล โปรดอภิบาลบันดาลดลให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ทรงพระเจริญด้วยจตุรพิธพรชัย ทรงพระเกษมสำราญ มีพระราชประสงค์จำนงสิ่งใด ขอจงสัมฤทธิ์ดั่งพระราชหฤทัยปรารถนา สถิตเป็นมิ่งขวัญร่มเกล้าแก่ปวงพสกนิกรชาวไทย ตราบกาลนาน สวัสดีปีใหม่ 2567 ครับ
รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล-คำปราศรัย นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2567
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/76858
4
วันจันทร์ที่ 1 มกราคม 2567 01/01/2567 นายกฯ ห่วงเหตุแผ่นดินไหวที่ญี่ปุ่น สั่งคนไทยเฝ้าระวังการเตือนภัย หาก จำเป็นพร้อมอพยพ นายกฯ ห่วงเหตุแผ่นดินไหวที่ญี่ปุ่น สั่งคนไทยเฝ้าระวังการเตือนภัย หาก จำเป็นพร้อมอพยพ วันนี้ ( 1 มกราคม 2567) นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังติดตามสถานการณ์แผ่นดินไหวที่ญี่ปุ่น ซึ่งเกิดในวันนี้( จันทร์ที่ 1 มกราคม 2567 )เวลาประมาณ 16.16 น. ตามเวลาท้องถิ่นในญี่ปุ่น ซึ่งมีขนาด 7.6 แมกนิจูด มีศูนย์กลางในพื้นที่ทางตอนกลางของญี่ปุ่น ซึ่งห่างจากกรุงโตเกียวประมาณ 526 กิโลเมตร โดยกรมอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นได้ประกาศเตือนอาจเกิดคลื่นสึนามิ ความสูง 3-5 เมตรและการเตือนภัยหากต้องอพยพ ทั้งนี้ นายกฯ ขอให้คนไทยที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวเฝ้าระวังสถานการณ์ หากมีการแจ้งเตือนให้อพยพออกจากพื้นที่ ขอให้ปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด พร้อมติดตามการแจ้งเตือนอย่างใกล้ชิด นายกฯ ยังได้สั่งการให้สถานทูตไทยประจำประเทศญี่ปุ่น เตรียมความพร้อมคอยช่วยเหลือคนไทย ตลอด 24 ชั่วโมงซึ่งจากรายงานในขณะนี้ยังไม่มีรายงานคนไทยได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตเนื่องมาจากเหตุการณ์ดังกล่าว “ขอให้ประชาชนในพื้นที่ดังกล่าว โปรดดูแลรักษาตัวและเฝ้าระวังสถานการณ์โดยติดตามข่าวสารของทางการญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่อง กรณีฉุกเฉิน สามารถติดต่อสถาน เอกอัครราชทูต ณ กรุงโตเกียว ได้ทางหมายเลขโทรศัพท์ HOTLINE +8190-4435-7812“ นายกฯ ย้ำ
รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล-นายกฯ ห่วงเหตุแผ่นดินไหวที่ญี่ปุ่น สั่งคนไทยเฝ้าระวังการเตือนภัย หาก จำเป็นพร้อมอพยพ
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/76870
5
วันอาทิตย์ที่ 31 ธันวาคม 2566 31/12/2566 ปลัดมหาดไทย เผยผลการลงทะเบียนหนี้นอกระบบ 30 วัน ลงทะเบียนแล้ว 113,859 ราย มูลหนี้ 7,350 ล้านบาท และเผยถึงผลการไกล่เกลี่ยสำเร็จแล้ว 933 ราย มูลหนี้ลดลงร่วม 131 ล้านบาท ปลัดมหาดไทย เผยผลการลงทะเบียนหนี้นอกระบบ 30 วัน ลงทะเบียนแล้ว 113,859 ราย มูลหนี้ 7,350 ล้านบาท และเผยถึงผลการไกล่เกลี่ยสำเร็จแล้ว 933 ราย มูลหนี้ลดลงร่วม 131 ล้านบาท และไม่สามารถไกล่เกลี่ยได้ ดำเนินคดีแล้ว 25 คดี เมื่อวันที่ 30 ธ.ค. 66 นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงการลงทะเบียนแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ ซึ่งเป็นวันที่ 30 นับตั้งแต่เปิดลงทะเบียน โดยจากข้อมูลของสำนักการสอบสวนและนิติการ กรมการปกครอง เมื่อเวลา 15.30 น. มีมูลหนี้รวม 7,350.828 ล้านบาท ประชาชนลงทะเบียนแล้ว 113,859 ราย โดยเป็นการลงทะเบียนผ่านระบบออนไลน์ 98,595 ราย และการลงทะเบียน ณ ศูนย์อำนวยการแก้ไขหนี้นอกระบบ 15,264 ราย รวมจำนวนเจ้าหนี้ 84,313 ราย มีพื้นที่/จังหวัดที่มีผู้ลงทะเบียนมากที่สุด 5 ลำดับแรก 1. กรุงเทพมหานคร ยังคงมากที่สุด มีผู้ลงทะเบียน 7,119 ราย เจ้าหนี้ 6,228 ราย มูลหนี้ 622.110 ล้านบาท 2. จังหวัดนครศรีธรรมราช มีผู้ลงทะเบียน 4,849 ราย เจ้าหนี้ 4,171 ราย มูลหนี้ 310.241 ล้านบาท 3. จังหวัดสงขลา มีผู้ลงทะเบียน 4,493 ราย เจ้าหนี้ 3,305 ราย มูลหนี้ 290.166 ล้านบาท 4. จังหวัดนครราชสีมา มีผู้ลงทะเบียน 4,346 ราย เจ้าหนี้ 2,838 ราย มูลหนี้ 333.885 ล้านบาท 5. จังหวัดขอนแก่น มีผู้ลงทะเบียน 3,020 ราย เจ้าหนี้ 2,514 ราย มูลหนี้ 231.650 ล้านบาท ขณะที่จังหวัดที่มีผู้ลงทะเบียนน้อยที่สุด 5 ลำดับแรก ได้แก่ 1. จังหวัดแม่ฮ่องสอน มีผู้ลงทะเบียน 168 ราย เจ้าหนี้ 138 ราย มูลหนี้ 8.830 ล้านบาท 2. จังหวัดระนอง มีผู้ลงทะเบียน 235 ราย เจ้าหนี้ 154 ราย มูลหนี้ 17.237 ล้านบาท 3. จังหวัดสมุทรสงคราม มีผู้ลงทะเบียน 305 ราย เจ้าหนี้ 219 ราย มูลหนี้ 9.786 ล้านบาท 4. จังหวัดตราด มีผู้ลงทะเบียน 376 ราย เจ้าหนี้ 260 ราย มูลหนี้ 15.038 ล้านบาท และ 5. จังหวัดสิงห์บุรี มีผู้ลงทะเบียน 406 ราย เจ้าหนี้ 274 ราย มูลหนี้ 19.645 ล้านบาท สำหรับข้อมูลการไกล่เกลี่ยหนี้นอกระบบทั่วประเทศ พบว่ามีลูกหนี้เข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยแล้ว 4,352 ราย ไกล่เกลี่ยสำเร็จ 933 ราย มูลหนี้ของลูกหนี้ก่อนไกล่เกลี่ย 257.270 ล้านบาท หลังการไกล่เกลี่ย 126.009 ล้านบาท มูลหนี้ลดลง 131.261 ล้านบาท ซึ่งจังหวัดที่สามารถนำลูกหนี้เข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยได้มากที่สุดยังคงเป็นจังหวัดนครสวรรค์ โดยมีลูกหนี้ที่เข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ย 1,138 ราย ไกล่เกลี่ยสำเร็จ 22 ราย มูลหนี้ของลูกหนี้ก่อนไกล่เกลี่ย 88.949 ล้านบาท หลังการไกล่เกลี่ย 1.827 ล้านบาท ทำให้มูลหนี้ของพี่น้องประชาชนในจังหวัด ลดลงมากถึง 87.122 ล้านบาท สำหรับกรณีที่ไม่ได้รับความร่วมมือกระทั่งไม่สามารถดำเนินการไกล่เกลี่ยได้ เจ้าหน้าที่จะดำเนินการส่งสำนวนแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนของสถานีตำรวจในพื้นที่ ซึ่งในขณะนี้ มีการดำเนินคดีไปแล้ว 25 รายทั้งประเทศ ซึ่งจังหวัดที่มีการดำเนินคดีมากที่สุด คือ จังหวัดระนอง ดำเนินคดีแล้ว 6 คดี นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวต่ออีกว่า กระทรวงมหาดไทยขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนจากปัญหาหนี้นอกระบบให้กับพี่น้องประชาชนอย่างต่อเนื่อง ด้วยการระดมสรรพกำลังและองคาพยพในเชิงพื้นที่ โดยอาศัยผู้นำในแต่ละพื้นที่ นำโดยท่านผู้ว่าราชการจังหวัด ท่านนายอำเภอ ผู้นำท้องถิ่นท้องที่ ในการช่วยกันเชิญชวนให้พี่น้องประชาชนที่เป็นหนี้นอกระบบได้เข้าสู่การลงทะเบียนให้ได้มากที่สุด เพื่อที่ขั้นตอนต่อไปจะได้มีการประสานบูรณาการการปฏิบัติช่วยกัน ด้วยการนำพาทั้งลูกหนี้และเจ้าหนี้นอกระบบมาพูดคุยเพื่อพิสูจน์ความจริง และดำเนินการเข้าสู่ขั้นตอนของการไกล่เกลี่ย เพื่อเป็นการยุติหนี้นอกระบบ โดยยึดกฎหมายเป็นที่ตั้ง และเน้นย้ำเรื่องความปลอดภัยของลูกหนี้ ซึ่งมีกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน คณะกรรมการหมู่บ้าน ผู้นำท้องถิ่น รวมถึงเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองลงพื้นที่เก็บข้อมูล หาข่าว พร้อมอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนให้มากขึ้น ทั้งการลงทะเบียนหนี้นอกระบบและการเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ย “กระทรวงมหาดไทยยังคงเปิดรับลงทะเบียนพี่น้องประชาชนผู้ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาหนี้นอกระบบ ทั้งทางออนไลน์ที่ https://debt.dopa.go.th หรือวอร์คอินได้ ณ ที่ว่าการอำเภอ หรือสำนักงานเขตทั่วประเทศ โดยสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนศูนย์ดำรงธรรม โทร. 1567 ตลอด 24 ชั่วโมง หรือกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชนในพื้นที่” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าว #WorldSoilDay #วันดินโลก #UN #FAO #GlobalSoilPartnership #MOI #กระทรวงมหาดไทย #บำบัดทุกข์บำรุงสุข #SoilandWaterasourceoflife #SustainableSoilandWaterforbetterlife #ดินดีน้ำดีชีวีมีสุขอย่างยั่งยืน #SDGsforAll #ChangeforGood
รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล-ปลัดมหาดไทย เผยผลการลงทะเบียนหนี้นอกระบบ 30 วัน ลงทะเบียนแล้ว 113,859 ราย มูลหนี้ 7,350 ล้านบาท และเผยถึงผลการไกล่เกลี่ยสำเร็จแล้ว 933 ราย มูลหนี้ลดลงร่วม 131 ล้านบาท
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/76848
6
วันอาทิตย์ที่ 31 ธันวาคม 2566 31/12/2566 ปลัดมหาดไทย เผยผลการลงทะเบียนหนี้นอกระบบ ครบ 1 เดือน ลงทะเบียนแล้ว 114,307 ราย มูลหนี้ 7,377 ล้านบาท ไกล่เกลี่ยสำเร็จแล้ว 934 ราย เน้นย้ำ บูรณาการเดินหน้าเชิงรุกในทุกวัน แก้ไขปัญหา ปลัดมหาดไทย เผยผลการลงทะเบียนหนี้นอกระบบ ครบ 1 เดือน ลงทะเบียนแล้ว 114,307 ราย มูลหนี้ 7,377 ล้านบาท ไกล่เกลี่ยสำเร็จแล้ว 934 ราย เน้นย้ำ บูรณาการเดินหน้าเชิงรุกในทุกวัน แก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบให้พี่น้องประชาชน เพื่อปลดวงจรความทุกข์ยากให้หมดสิ้นไป วันนี้ (31 ธ.ค. 66) นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงการลงทะเบียนแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ ซึ่งเป็นวันที่ 31 ครบ 1 เดือน นับตั้งแต่เปิดลงทะเบียนเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2566 เป็นต้นมา โดยจากข้อมูลของสำนักการสอบสวนและนิติการ กรมการปกครอง เมื่อเวลา 15.30 น. มีมูลหนี้รวม 7,377.695 ล้านบาท ประชาชนลงทะเบียนแล้ว 114,307 ราย โดยเป็นการลงทะเบียนผ่านระบบออนไลน์ 99,038 ราย และการลงทะเบียน ณ ศูนย์อำนวยการแก้ไขหนี้นอกระบบ 15,269 ราย รวมจำนวนเจ้าหนี้ 84,632 ราย มีพื้นที่/จังหวัดที่มีผู้ลงทะเบียนมากที่สุด 5 ลำดับแรก 1. กรุงเทพมหานคร ยังคงมากที่สุด มีผู้ลงทะเบียน 7,140 ราย เจ้าหนี้ 6,241 ราย มูลหนี้ 623.233 ล้านบาท 2. จังหวัดนครศรีธรรมราช มีผู้ลงทะเบียน 4,866 ราย เจ้าหนี้ 4,191 ราย มูลหนี้ 311.716 ล้านบาท 3. จังหวัดสงขลา มีผู้ลงทะเบียน 4,499 ราย เจ้าหนี้ 3,310 ราย มูลหนี้ 290.406 ล้านบาท 4. จังหวัดนครราชสีมา มีผู้ลงทะเบียน 4,367 ราย เจ้าหนี้ 2,859 ราย มูลหนี้ 337.060 ล้านบาท 5. จังหวัดขอนแก่น มีผู้ลงทะเบียน 3,038 ราย เจ้าหนี้ 2,521 ราย มูลหนี้ 232.255 ล้านบาท ขณะที่จังหวัดที่มีผู้ลงทะเบียนน้อยที่สุด 5 ลำดับแรก ได้แก่ 1. จังหวัดแม่ฮ่องสอน มีผู้ลงทะเบียน 169 ราย เจ้าหนี้ 138 ราย มูลหนี้ 8.830 ล้านบาท 2. จังหวัดระนอง มีผู้ลงทะเบียน 235 ราย เจ้าหนี้ 161 ราย มูลหนี้ 17.594 ล้านบาท 3. จังหวัดสมุทรสงคราม มีผู้ลงทะเบียน 305 ราย เจ้าหนี้ 220 ราย มูลหนี้ 9.886 ล้านบาท 4. จังหวัดตราด มีผู้ลงทะเบียน 379 ราย เจ้าหนี้ 260 ราย มูลหนี้ 15.038 ล้านบาท และ 5. จังหวัดสิงห์บุรี มีผู้ลงทะเบียน 410 ราย เจ้าหนี้ 274 ราย มูลหนี้ 19.645 ล้านบาท “สำหรับข้อมูลการไกล่เกลี่ยหนี้นอกระบบทั่วประเทศ พบว่ามีลูกหนี้เข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยแล้ว 4,353 ราย ไกล่เกลี่ยสำเร็จ 934 ราย มูลหนี้ของลูกหนี้ก่อนไกล่เกลี่ย 257.770 ล้านบาท หลังการไกล่เกลี่ย 126.120 ล้านบาท มูลหนี้ลดลง 131.650 ล้านบาท ซึ่งจังหวัดที่สามารถนำลูกหนี้เข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยได้มากที่สุดยังคงเป็นจังหวัดนครสวรรค์ โดยมีลูกหนี้ที่เข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ย 1,136 ราย ไกล่เกลี่ยสำเร็จ 23 ราย มูลหนี้ของลูกหนี้ก่อนไกล่เกลี่ย 89.457 ล้านบาท หลังการไกล่เกลี่ย 1.827 ล้านบาท ทำให้มูลหนี้ของพี่น้องประชาชนในจังหวัด ลดลงมากถึง 87.630 ล้านบาท สำหรับกรณีที่ไม่ได้รับความร่วมมือกระทั่งไม่สามารถดำเนินการไกล่เกลี่ยได้ เจ้าหน้าที่จะดำเนินการส่งสำนวนแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนของสถานีตำรวจในพื้นที่ ซึ่งในขณะนี้ ได้มีการดำเนินคดีไปแล้ว 25 รายทั้งประเทศ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวต่ออีกว่า กระทรวงมหาดไทยได้บูรณาการร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง และเจ้าหน้าที่ตำรวจในระดับพื้นที่ เพื่อแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบอย่างเป็นรูปธรรมและแก้ไขปัญหาหนี้สินรายย่อยเชิงรุกให้กับประชาชน พร้อมประชาสัมพันธ์ให้ลูกหนี้นอกระบบที่มีความประสงค์ขอรับการช่วยเหลือ หรือให้ทางราชการแก้ไขปัญหาในการลงทะเบียนขอรับความช่วยเหลือ ซึ่งตลอดการลงทะเบียนที่ผ่านมาทางนั้น ทางกระทรวงมหาดไทยได้ใช้กลไกทางปกครองและอำนาจตามกฎหมาย ควบคู่กับการดำเนินกระบวนการไกล่เกลี่ยระหว่างลูกหนี้และเจ้าหนี้ โดยเชิญทุกฝ่ายมาพูดคุยหาข้อตกลงที่เป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย อย่างไรก็ตามต้องขอเน้นย้ำไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ได้กำชับและติดตามเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองและส่วนที่เกี่ยวข้อง ในการดำเนินการนำผู้ที่ลงทะเบียนขอรับความช่วยเหลือในการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ มาเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยหนี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชนอย่างทันท่วงที เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน เพิ่มพูนความสุข โดยเฉพาะช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ให้พี่น้องประชาชนจะกลับภูมิลำเนาเป็นจำนวนมาก หากมีการประชาสัมพันธ์เชิงรุกให้ทั้งลูกหนี้และเจ้าหนี้จะได้เข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ย จะถือเป็นโอกาสที่ดียิ่งที่ญาติพี่น้องผู้เป็นหนี้นอกระบบจะได้ชักชวน จูงใจให้ญาติของตนเองเข้าไปลงทะเบียนหนี้นอกระบบ พร้อมเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ย เพื่อปลดวงจรความทุกข์ยากให้หมดสิ้นไป เป็นของขวัญปีใหม่ให้กับพี่น้องประชาชนผู้เป็นหนี้นอกระบบ “กระทรวงมหาดไทย ยังคงเปิดรับลงทะเบียนพี่น้องประชาชนผู้ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาหนี้นอกระบบ ทั้งทางออนไลน์ที่ https://debt.dopa.go.th หรือวอร์คอินได้ ณ ที่ว่าการอำเภอ หรือสำนักงานเขตทั่วประเทศ โดยสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนศูนย์ดำรงธรรม โทร. 1567 ตลอด 24 ชั่วโมง หรือกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชนในพื้นที่” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าว #WorldSoilDay #วันดินโลก #UN #FAO #GlobalSoilPartnership #MOI #กระทรวงมหาดไทย #บำบัดทุกข์บำรุงสุข #SoilandWaterasourceoflife #SustainableSoilandWaterforbetterlife #ดินดีน้ำดีชีวีมีสุขอย่างยั่งยืน #SDGsforAll #ChangeforGood
รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล-ปลัดมหาดไทย เผยผลการลงทะเบียนหนี้นอกระบบ ครบ 1 เดือน ลงทะเบียนแล้ว 114,307 ราย มูลหนี้ 7,377 ล้านบาท ไกล่เกลี่ยสำเร็จแล้ว 934 ราย เน้นย้ำ บูรณาการเดินหน้าเชิงรุกในทุกวัน แก้ไขปัญหา
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/76852
7
วันอาทิตย์ที่ 31 ธันวาคม 2566 31/12/2566 ผู้ว่าฯ นราธิวาส มอบชุดธารน้ำใจสภากาชาดไทย 4,212 ชุด พร้อมปล่อยคาราวานนำถุงยังชีพมอบแก่ผู้ประสบอุทกภัยทุกหมู่บ้านในอำเภอแว้ง ผู้ว่าฯ นราธิวาส มอบชุดธารน้ำใจสภากาชาดไทย 4,212 ชุด พร้อมปล่อยคาราวานนำถุงยังชีพมอบแก่ผู้ประสบอุทกภัยทุกหมู่บ้านในอำเภอแว้ง เมื่อวันที่ 30 ธ.ค. 66 ว่าที่ร้อยตรี ตระกูล โทธรรม ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส เปิดเผยว่า ตนพร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เหล่ากาชาดจังหวัดนราธิวาส ผู้แทนภาคเอกชน และประชาชนจิตอาสา ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจและมอบชุดธารน้ำใจสภากาชาดไทยแก่ประชาชนที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่อำเภอแว้ง จังหวัดนราธิวาส ซึ่งอำเภอแว้งได้ขอรับการสนับสนุนถุงธารน้ำใจจากสภากาชาดไทย ผ่านแอปพลิเคชั่น “พ้นภัย” ของสภากาชาดไทย ผ่านเหล่ากาชาดจังหวัดนราธิวาส และได้รับการอนุมัติถุงธารน้ำใจจากสภากาชาดไทย จำนวน 4,212 ชุด โดยนายรุสดี ปูรียา นายอำเภอแว้ง กล่าวรายงานสถานการณ์ และมีนายกกิ่งกาชาดอำเภอแว้ง ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และประชาชนในพื้นที่ ร่วมกิจกรรม ว่าที่ร้อยตรี ตระกูล โทธรรม ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส กล่าวว่า สถานการณ์อุทกภัยภาพรวมในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส มีพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ จำนวน 13 อำเภอ 77 ตำบล 536 หมู่บ้าน 57 ชุมชน โดยในขณะนี้สถานการณ์คลี่คลายแล้ว คงเหลือจำนวน 6 อำเภอ 16 ตำบล 70 หมู่บ้าน 11 ชุมชน มีพี่น้องประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ 65,780 ครัวเรือน 266,325 คน ผู้เสียชีวิต 12 ราย (หญิง 4 ราย ชาย 8 ราย) ผู้สูญหาย 1 ราย ผู้อพยพ 232 ครัวเรือน 1,563 คน สำหรับความเสียหายทางด้านกายภาพ แบ่งเป็น ด้านปศุสัตว์ แพะ 169 ตัว แกะ 5 ตัว โค 521 ตัว กระบือ 11 ตัว สัตว์ปีก 4,033 ตัว ด้านพืช ข้าว 1,173 ไร่ พืชผัก 604 ไร่ ไม้ผล 9,490 ไร่ ด้านพืช สัตว์น้ำเลี้ยงในบ่อดินนาข้าว 505.31 ไร่ ด้านประมง สัตว์น้ำเลี้ยงในกระชังบ่อซีเมนต์ 2,548 ไร่ "ในส่วนของอำเภอแว้งได้เกิดภาวะฝนตกหนักตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2566 ถึงวันที่ 26 ธันวาคม 2566 ทำให้ได้รับผลกระทบ ทั้ง 6 ตำบล จำนวน 46 หมู่บ้าน 4,422 ครัวเรือน 18,230 คน ซึ่งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ (อุทกภัย วาตภัย และดินถล่ม) อำเภอแว้ง ได้ดำเนินการช่วยเหลือประชาชนโดยการอพยพไปในพื้นที่ปลอดภัย จำนวน 6 จุด 53 ครัวเรือน 163 คน คือ 1. ศูนย์อพยพศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านกีแยมัส หมู่ที่ 4 ตำบลฆอเลาะ จำนวน 20 ครัวเรือน 38 คน 2. ศูนย์อพยพร้านค้าประชารัฐบ้านตำเสา หมู่ที่ 6 ตำบลฆอเลาะ จำนวน 7 ครัวเรือน 2 คน 3. ศูนย์อพยพ ชรบ.บ้านจามาแก๊ะ หมู่ที่ 3 ตำบลฆอเลาะ จำนวน 6 ครัวเรือน 18 คน 4. ศูนย์อพยพโรงเรียนบ้านฆอเลาะทูวอ หมู่ที่ 7 ตำบลแว้ง จำนวน 6 ครัวเรือน 30 คน 5. ศูนย์อพยพโรงเรียนตาดีกาบ้านนูโร๊ะ หมู่ที่ 1 ตำบลโละจูด จำนวน 9 ครัวเรือน 20 คน 6. ศูนย์อพยพศาลาประชาคมประจำหมู่บ้าน (ชคต.หลังเก่า) ตำบลกายูคละ จำนวน 5 ครัวเรือน 25 คน โดยมีส่วนราชการต่าง ๆ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกแห่งให้การช่วยเหลือเบื้องต้น โดยแจกจ่ายอาหารปรุงสุกให้กับผู้ได้รับผลกระทบ"ว่าที่ร้อยตรี ตระกูลฯ กล่าว ว่าที่ร้อยตรี ตระกูล โทธรรม ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส กล่าวในตอนท้ายว่า ขอขอบคุณ สภากาชาดไทยที่ได้อนุมัติถุงธารน้ำใจจากสภากาชาดไทย จำนวน 4,212 ชุด ให้กับพี่น้องชาวอำเภอแว้ง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนที่เกิดจากน้ำท่วมขังเป็นเวลาหลายวัน โดยในขณะนี้จังหวัดนราธิวาสได้ประกาศพื้นที่ประสบสาธารณภัย/เขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (อุทกภัย น้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมฉับพลัน และดินสไลด์) ในพื้นที่น้ำท่วม เพื่อประโยชน์ในการจัดการสาธารณภัยให้เป็นไปตามแผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติและการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติฉุกเฉินเร่งด่วน พร้อมระดมกำลังเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการพร้อมเครื่องจักรกลด้านสาธารณภัยเร่งแก้ไขปัญหา ระบายน้ำ และบรรเทาความเดือดร้อนแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ สำหรับพื้นที่ที่สถานการณ์เริ่มคลี่คลายแล้วได้ให้เจ้าหน้าที่เข้าฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัยให้กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาดำเนินชีวิตได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด รวมถึงจัดเจ้าหน้าที่เข้าสำรวจและจัดทำบัญชีความเสียหาย เพื่อดำเนินการช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงการคลังฯ ต่อไป สำหรับพี่น้องประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากสาธารณภัย สามารถแจ้งเหตุและขอความช่วยเหลือทางไลน์ “ปภ.รับแจ้งเหตุ 1784” โดยเพิ่มเพื่อน Line ID @1784DDPM และสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ ประชาชนยังสามารถติดตามประกาศการแจ้งเตือนภัยได้ที่แอปพลิเคชัน “THAI DISASTER ALERT” #WorldSoilDay #วันดินโลก #UN #FAO #GlobalSoilPartnership #MOI #กระทรวงมหาดไทย #บำบัดทุกข์บำรุงสุข #SoilandWaterasourceoflife #SustainableSoilandWaterforbetterlife #ดินดีน้ำดีชีวีมีสุขอย่างยั่งยืน #SDGsforAll #ChangeforGood
รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล-ผู้ว่าฯ นราธิวาส มอบชุดธารน้ำใจสภากาชาดไทย 4,212 ชุด พร้อมปล่อยคาราวานนำถุงยังชีพมอบแก่ผู้ประสบอุทกภัยทุกหมู่บ้านในอำเภอแว้ง
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/76846
8
วันอาทิตย์ที่ 31 ธันวาคม 2566 31/12/2566 โฆษก มท. เผย มท.1 แสดงความเสียใจกรณีผู้ใหญ่บ้านบ้านใหม่สันติเสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ที่จุดบริการประชาชน พร้อมสั่งการอธิบดีกรมการปกครอง-ผู้ว่าฯ โคราช ให้กำลังใจและอำนวยความสะดวก โฆษก มท. เผย มท.1 แสดงความเสียใจกรณีผู้ใหญ่บ้านบ้านใหม่สันติเสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ที่จุดบริการประชาชน พร้อมสั่งการอธิบดีกรมการปกครอง-ผู้ว่าฯ โคราช ให้กำลังใจและอำนวยความสะดวกครอบครัวอย่างเต็มที่ และขอให้ประชาชนใช้รถใช้ถนนด้วยความระมัดระวัง โฆษก มท. เผย มท.1 แสดงความเสียใจกรณีผู้ใหญ่บ้านบ้านใหม่สันติเสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ที่จุดบริการประชาชน พร้อมสั่งการอธิบดีกรมการปกครอง-ผู้ว่าฯ โคราช ให้กำลังใจและอำนวยความสะดวกครอบครัวอย่างเต็มที่ และขอให้ประชาชนใช้รถใช้ถนนด้วยความระมัดระวังในวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ “ดื่มไม่ขับ ขับไม่ดื่ม” และ “ง่วงต้องไม่ขับ” เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของตนเองและผู้อื่น วันนี้ (31 ธ.ค. 66) นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในฐานะโฆษกกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้รับทราบและแสดงความเสียใจกรณี นายสากล ยะวงศ์ศา ผู้ใหญ่บ้านบ้านใหม่สันติ หมู่ 5 ต.มะเกลือใหม่ อ.สูงเนิน จ.นครราชสีมา เสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ที่จุดบริการประชาชนบ้านใหม่สันติ พร้อมสั่งการนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ อธิบดีกรมการปกครอง และนายสยาม ศิริมงคล ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ไปให้กำลังใจครอบครัว และดูแลการจัดพิธีศพ รวมถึงการดูแลอำนวยความสะดวกให้กับครอบครัวอย่างเต็มที่ นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล โฆษกกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า กรณีดังกล่าว ได้รับรายงานจากนายกฤษณธร เลิศสำโรง นายอำเภอสูงเนิน ว่า เกิดเหตุรถยนต์เสียหลักพุ่งชนจุดบริการประชาชน ช่วงหลักกิโลเมตรที่ 9-10 ทางหลวงหมายเลข 24 ถนนสีคิ้ว-โชคชัย ซึ่งในขณะนั้น นายสากล ยะวงศ์ศา ผู้ใหญ่บ้านบ้านใหม่สันติ กำลังปฏิบัติหน้าที่ที่จุดบริการประชาชน ส่งผลทำให้ผู้ใหญ่บ้านเสียชีวิตทันที นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล โฆษกกระทรวงมหาดไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เป็นบุคลากรที่สำคัญในการดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ และในช่วงเทศกาลต่าง ๆ จะเป็นกำลังในการร่วมอำนวยความสะดวกดูแลความปลอดภัยให้กับประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนน ซึ่งการสูญเสียผู้ใหญ่บ้านบ้านใหม่สันติในครั้งนี้ นับเป็นการสูญเสียผู้นำของหมู่บ้านผู้มีความเสียสละ มีความตั้งใจในการเสริมสร้างสิ่งที่ดีให้เกิดขึ้นกับลูกบ้าน รวมทั้งเป็นผู้ประสานงานหลักระหว่างภาครัฐกับพี่น้องประชาชน “วันนี้เป็นวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ซึ่งหลายพื้นที่จะมีการจัดกิจกรรมและงานเลี้ยงสังสรรค์ และพี่น้องประชาชนหลายครอบครัวจะเดินทางกลับจากเฉลิมฉลอง ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนได้กำชับจังหวัด อำเภอ ให้เพิ่มความเข้มข้นจัดตั้งจุดตรวจ/ด่านชุมชนในเส้นทางสายรอง เส้นทางเข้าออกชุมชน พร้อมย้ำสร้างการรับรู้ “ดื่มไม่ขับ ขับไม่ดื่ม” รวมไปถึงขอให้พี่น้องประชาชนที่ต้องขับขี่รถในช่วงกลางคืนหรือเช้ามืด หากรู้สึกว่าร่างกายไม่พร้อม “ง่วงต้องไม่ขับ” ขอให้แวะพัก ณ จุดบริการประชาชน หรือพักในพื้นที่ที่ปลอดภัย อย่าฝืนขับขี่รถ เพราะอาจส่งผลให้เกิดความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินของตนเอง และหากต้องการขอรับความช่วยเหลือสามารถติดต่อสายด่วนนิรภัย โทร. 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง และขอขอบคุณและเป็นกำลังใจให้กับผู้ปฏิบัติงานจุดตรวจ/ด่านชุมชนทุกท่าน ที่ได้เสียสละกำลังกายปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถเพื่ออำนวยความสะดวกและดูแลความปลอดภัยให้กับพี่น้องประชาชน” โฆษก มท. กล่าวในช่วงท้าย
รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล-โฆษก มท. เผย มท.1 แสดงความเสียใจกรณีผู้ใหญ่บ้านบ้านใหม่สันติเสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ที่จุดบริการประชาชน พร้อมสั่งการอธิบดีกรมการปกครอง-ผู้ว่าฯ โคราช ให้กำลังใจและอำนวยความสะดวก
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/76853
9
วันอาทิตย์ที่ 31 ธันวาคม 2566 ปกท.ทส. ลงพื้นที่ติดตามความพร้อมรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินและช่วยเหลือประชาชน ในช่วงเทศกาลปีใหม่ ปกท.ทส. ลงพื้นที่ติดตามความพร้อมรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินและช่วยเหลือประชาชน ในช่วงเทศกาลปีใหม่ ปกท.ทส. ลงพื้นที่ติดตามความพร้อมรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินและช่วยเหลือประชาชน ในช่วงเทศกาลปีใหม่ วันที่ 30 ธันวาคม 2566 นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ปกท.ทส.) พร้อมด้วยคณะ ลงพื้นที่ตรวจติดตามการเตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินและช่วยเหลือประชาชน ในช่วงเทศกาลปีใหม่ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ โดยได้รับฟังการบรรยายสรุปสถานการณ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในอุทยานแห่งชาติเขาค้อ สถานการณ์ไฟป่า รวมทั้งได้มอบนโยบายและข้อเสนอแนะในการปฏิบัติงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของกระทรวงฯ พร้อมนี้ได้มอบเสบียงและของใช้ที่จำเป็นในการดำรงชีพแก่พนักงานพิทักษ์ป่า เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ จากนั้น ปกท.ทส. พร้อมคณะ ได้เดินทางไปยังอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา เพื่อตรวจติดตามการเตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินและช่วยเหลือประชาชนในช่วงเทศกาลปีใหม่รวมทั้งสถานการณ์ไฟป่า โดย ปกท.ทส. ได้ส่งมอบอุปกรณ์ที่ใช้ในการดับไฟป่าให้แก่สถานีควบคุมไฟป่าเขาใหญ่ และให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน ทั้งในส่วนการดูแลป้องกันไฟป่า และส่วนของการดูแลและบริการนักท่องเที่ยวช่วงเทศกาลปีใหม่ รวมถึงตรวจเยี่ยมนิทรรศการที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว พร้อมกันนี้ได้ให้คำแนะนำการนำเสนอข้อมูล และการประชาสัมพันธ์ข้อมูลต่าง ๆ ภายในศูนย์ฯ เพิ่มเติม
รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล-ปกท.ทส. ลงพื้นที่ติดตามความพร้อมรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินและช่วยเหลือประชาชน ในช่วงเทศกาลปีใหม่
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/76850
10
วันอาทิตย์ที่ 31 ธันวาคม 2566 31/12/2566 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม​ เป็นประธานแถลงข่าวรณรงค์ป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนเทศกาลปีใหม่ ๒๕๖๗ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม​ เป็นประธานแถลงข่าวรณรงค์ป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนเทศกาลปีใหม่ ๒๕๖๗ ในวันอาทิตย์ที่​ ๓๑​ ธันวาคม​ ๒๕๖๖​ พันตำรวจเอก​ ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะประธานแถลงข่าวศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน​ (ศปถ.)​ ร่วมแถลงข่าวรณรงค์ป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนในช่วงเทศกาลปีใหม่ ๒๕๖๗​ โดยมี​ นายโชตินรินทร์ เกิดสม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พันตำรวจโท มนตรี บุณยโยธิน รองอธิบดีกรมคุมประพฤติ​ นายเธียรชัย ชูกิตติวิบูลย์ นางสาวชัชดาพร บุญพีระณัช รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมฯ​ ณ​ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย​ กรุงเทพมหานคร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่า ศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ พ.ศ. ๒๕๖๗ โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยและความร่วมมือของหน่วยงานภาคีเครือข่ายได้รวบรวมสถิติอุบัติเหตุทางถนนประจำวันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๖๖ ซึ่งเป็นวันที่สองของการรณรงค์ “ขับขี่ปลอดภัย เมืองไทยไร้อุบัติเหตุ” พบว่า​ เกิดอุบัติเหตุ ๓๘๕ ครั้ง มีผู้บาดเจ็บ ๔๐๔ ราย และมีผู้เสียชีวิต ๓๗ ราย ซึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ขับรถเร็ว ร้อยละ ๓๔.๕๕ รอง​ลงมา​ คือ​ ดื่มแล้วขับ ร้อยละ ๒๒.๖๐ ส่วนยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ รถจักรยานยนต์ ร้อยละ ๘๕.๒๙ ส่วนใหญ่เกิดบนเส้นทางตรง ร้อยละ ๘๐.๒๕ ถนนกรมทางหลวง ร้อยละ ๓๘.๔๔ ถนนใน อบต./หมู่บ้าน ร้อยละ ๓๕.๓๒ ช่วงเวลาที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ช่วงเวลา ๑๘.๐๑ – ๑๙.๐๐ น. ร้อยละ ๙.๖๑ ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตสูงสุด อยู่ในช่วงอายุ ๒๐ - ๒๙ ปี ร้อยละ ๒๐.๖๓ จัดตั้งจุดตรวจหลัก ๑,๗๗๔ จุด เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน ๕๑,๔๐๘ คน โดยจังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ จังหวัดตาก (๑๘ ครั้ง) จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสูงสุด ได้แก่ จังหวัดตาก (๑๘ ราย) และจังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสูงสุด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร (๔ ราย) ทั้งนี้​ สรุปอุบัติเหตุทางถนนสะสมในช่วง ๒ วันของการรณรงค์ (๒๙ – ๓๐ ธันวาคม​ ๒๕๖๖) พบว่า เกิดอุบัติเหตุรวม ๗๒๔ ครั้ง มีผู้บาดเจ็บ รวม ๗๓๙ ราย ผู้เสียชีวิต รวม ๗๑ ราย จังหวัดที่ไม่มีผู้เสียชีวิต (ตายเป็นศูนย์) จำนวน ๓๗ จังหวัด จังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสะสมสูงสุด​ ได้แก่ จังหวัดขอนแก่น (๓๑ ครั้ง) จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสะสมสูงสุด ได้แก่ จังหวัดขอนแก่นและตาก​ (จังหวัดละ ๓๐ คน) ส่วนจังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสะสมสูงสุด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร และปราจีนบุรี (จังหวัดละ ๕ ราย) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม​ กล่าวต่อไปว่า ในวันนี้ประชาชนส่วนใหญ่จะอยู่ในพื้นที่ และมีการจัดงานเฉลิมฉลองส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่กับครอบครัวและเพื่อนฝูง รวมถึงเฉลิมฉลองตามสถานที่จัดงานปีใหม่ ซึ่งอาจเพิ่มปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุทางถนนจากการดื่มแล้วขับ โดยเฉพาะเส้นทางชุมชนเข้าออกหมู่บ้าน เพื่อเข้าสู่ถนนสายหลัก พร้อมคุมเข้มเส้นทางโดยรอบแหล่งท่องเที่ยว ศาสนสถาน สถานบันเทิง และสถานที่จัดงานเทศกาลปีใหม่ให้สอดคล้องกับช่วงเวลาที่เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ ทั้งนี้​ ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนได้ประสานจังหวัด ตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง และอาสาสมัครในพื้นที่ เพิ่มกำลังตรวจตราดูแลความปลอดภัยของประชาชนและนักท่องเที่ยวเป็นพิเศษ คุมเข้มพฤติกรรมดื่มแล้วขับ ขับรถเร็วเกินกว่ากฎหมายกำหนด ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย และไม่สวมหมวกนิรภัย รวมถึงเพิ่มความเข้มข้นจัดตั้งจุดตรวจของด่านชุมชนในเส้นทางสายรอง เส้นทางเข้าออกชุมชนและหมู่บ้าน เพื่อป้องปรามพฤติกรรมเสี่ยงอุบัติเหตุทางถนน รวมถึงเข้มงวดกับร้านค้าในการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชนที่มีอายุต่ำกว่า ๒๐ ปี และการจำหน่ายเร่ขายในบริเวณสถานที่จัดงาน ควบคู่กับการตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ผู้ขับขี่ รวมถึงประชาสัมพันธ์มาตรการลดอุบัติเหตุทางถนนและการได้โทษตามกฎหมายที่กำหนด
รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล-รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม​ เป็นประธานแถลงข่าวรณรงค์ป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนเทศกาลปีใหม่ ๒๕๖๗
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/76856
11
วันอาทิตย์ที่ 31 ธันวาคม 2566 31/12/2566 ปลัดมหาดไทย กำชับทุกหน่วยงานร่วมกันดูแลความปลอดภัยพี่น้องประชาชน-นักท่องเที่ยว ในช่วงเคานต์ดาวน์สู่ศักราชใหม่ 2567 เน้นย้ำ “ห้ามยิงปืนขึ้นฟ้า” พร้อมทั้งเชิญชวนร่วมทำบุญตักบาตร ปลัด มท. กำชับทุกหน่วยงานร่วมกันดูแลความปลอดภัยพี่น้องประชาชน-นักท่องเที่ยว ในช่วงเคานต์ดาวน์สู่ศักราชใหม่ 2567 เน้นย้ำ “ห้ามยิงปืนขึ้นฟ้า” พร้อมทั้งเชิญชวนพุทธศาสนิกชนร่วมเสริมสิริมงคลในชีวิต ทำบุญตักบาตรเช้าตรู่วันที่ 1 มกราคม 2567 ณ วัดราชบพิธฯ ปลัดมหาดไทย กำชับทุกหน่วยงานร่วมกันดูแลความปลอดภัยพี่น้องประชาชน-นักท่องเที่ยว ในช่วงเคานต์ดาวน์สู่ศักราชใหม่ 2567 เน้นย้ำ “ห้ามยิงปืนขึ้นฟ้า” พร้อมทั้งเชิญชวนพุทธศาสนิกชนร่วมเสริมสิริมงคลในชีวิต ทำบุญตักบาตรเช้าตรู่วันที่ 1 มกราคม 2567 ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม และสถานที่ที่จังหวัดกำหนดทั่วประเทศ วันนี้ (31 ธ.ค. 66) เวลา 17.00 น. นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า ในช่วงตั้งแต่เย็นวันนี้จนถึงศักราชใหม่ในเวลา 00.01 น. ของวันที่ 1 ม.ค. 2567 จะมีพี่น้องประชาชนและนักท่องเที่ยวเดินทางไปร่วมเฉลิมฉลองเคานต์ดาวน์ยังสถานที่ต่าง ๆ ทั้งในกรุงเทพมหานคร และในพื้นที่จังหวัดต่าง ๆ โดยเฉพาะ Landmark ที่มีการกำหนดให้เป็นสถานที่จัดงาน ซึ่งจะส่งผลให้มีพี่น้องประชาชน นักท่องเที่ยว ตลอดจนปริมาณการใช้ยานพาหนะจำนวนมากในทุกจุด นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยได้เน้นย้ำผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดและประสานกรุงเทพมหานคร ในการเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกพี่น้องประชาชนและนักท่องเที่ยว ทั้งในด้านการรักษาความปลอดภัยพื้นที่ และการอำนวยการด้านการจราจรทั้งทางบก และทางน้ำ ตลอดจนกำชับผู้จัดงาน ผู้ประกอบการ ได้ปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งสร้างการรับรู้ความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนและนักท่องเที่ยว เพื่อป้องกันการกระทำที่ผิดกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "ห้ามยิงปืนขึ้นฟ้าฉลองปีใหม่" เพราะในทุกเทศกาลเฉลิมฉลองมักจะเกิดเหตุการณ์ที่มีการยิงปืนขึ้นฟ้าเพื่อเฉลิมฉลองแล้วกระสุนตกลงมาใส่ผู้คน ทำให้บุคคลอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องต้องประสบเหตุจนเสียชีวิต หรือหากตกลงหลังคาบ้านคน ก็ทำให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สิน ดังนั้น ขอให้งดการยิงปืนขึ้นฟ้าเฉลิมฉลองในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ และในทุกโอกาสด้วย เพื่อให้เกิดความปลอดภัยกับเพื่อนมนุษย์และพี่น้องคนไทยทุกคน หากฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ฐานความผิดพกพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และหากกระสุนตกใส่ หรือทะลุหลังคาบ้านเรือน ทำให้ทรัพย์สินเสียหาย หรือมีผู้ได้รับบาดเจ็บ หรือเสียชีวิต ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกิน 200,000 บาท และหากเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ กระทรวงมหาดไทยยังคงเน้นย้ำมาตรการการใช้รถใช้ถนน “ดื่มไม่ขับ ถ้าขับต้องไม่ดื่ม” โดยพี่น้องประชาชนสามารถดูแลตักเตือนกันและกัน เพื่อระแวดระวังไม่ให้เกิดพฤติกรรมเสี่ยงที่ก่อให้เกิดอันตราย ถ้าสมาชิกในครอบครัวหรือลูกหลานที่จะกินเหล้าสังสรรค์ ถ้าจะดื่มจะกินเลี้ยงก็ซื้อมาดื่มที่บ้าน ถ้าจะซื้อเพิ่มก็ให้คนที่ไม่ได้ดื่มออกไปซื้อให้ และสำหรับผู้ขับขี่ยานพาหนะสัญจร หากสำรวจตัวเองพบว่ามีอาการง่วง หรือไม่สบาย ขอให้ได้แวะพักตามจุดบริการประชาชนที่มีอยู่ในถนนสายหลัก ถนนสายรอง ถนนชุมชนทั่วประเทศ เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่จะส่งผลให้เกิดการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินทั้งของตัวท่านเอง และพี่น้องประชาชนคนอื่น ๆ ด้วย “ขอให้พี่น้องประชาชนทุกคนมีความสุขร่วมกับครอบครัว ญาติสนิทมิตรสหายในวันส่งท้ายปีเก่า และร่วมกันต้อนรับศักราชใหม่ ปี 2567 ทั้งการเฉลิมฉลอง การทำสิ่งที่ดี หรือการเข้าร่วมสวดมนต์ข้ามปี ณ วัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ พร้อมทั้งขอเชิญชวนพี่น้องพุทธศาสนิกชนได้ร่วมกันทำบุญตักบาตรข้าวสารอาหารแห้ง เสริมสร้างความเป็นสิริมงคลในชีวิต ในช่วงเช้าวันที่ 1 มกราคม 2567 ณ สถานที่ที่ผู้ว่าราชการจังหวัดกำหนด ทั่วประเทศ โดยในส่วนของกระทรวงมหาดไทย จะมีการจัดพิธีทำบุญตักบาตรต้อนรับศักราชใหม่ ในเวลา 06.30 น. ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าวในช่วงท้าย #WorldSoilDay #วันดินโลก #UN #FAO #GlobalSoilPartnership #MOI #กระทรวงมหาดไทย #บำบัดทุกข์บำรุงสุข #SoilandWaterasourceoflife #SustainableSoilandWaterforbetterlife #ดินดีน้ำดีชีวีมีสุขอย่างยั่งยืน #SDGsforAll #ChangeforGood
รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล-ปลัดมหาดไทย กำชับทุกหน่วยงานร่วมกันดูแลความปลอดภัยพี่น้องประชาชน-นักท่องเที่ยว ในช่วงเคานต์ดาวน์สู่ศักราชใหม่ 2567 เน้นย้ำ “ห้ามยิงปืนขึ้นฟ้า” พร้อมทั้งเชิญชวนร่วมทำบุญตักบาตร
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/76854
12
วันจันทร์ที่ 1 มกราคม 2567 01/01/2567 รองโฆษกรัฐบาล “รัดเกล้า” เผย ปี​ 2567​ รมว.อุตสาหกรรมเดินหน้า พัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมของประเทศไทยสู่ความสำเร็จ เพื่อขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรม​ไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน รองโฆษกรัฐบาล “รัดเกล้า” เผย ปี​ 2567​ รมว.อุตสาหกรรมเดินหน้า พัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมของประเทศไทยสู่ความสำเร็จ เพื่อขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรม​ไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน วันนี้ (1 มกราคม 2567) นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า ในปี 2567 กระทรวงอุตสาหกรรม โดยนางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่ากระทรวงอุตสาหกรรม มีนโยบายขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ที่จะมุ่งเน้นในการพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมของประเทศไทยทสู่ความสำเร็จที่สมดุลทั้ง 4 ด้าน คือ ด้านความสามารถในการแข่งขัน /ด้านการยอมรับจากชุมชนและสังคม ด้านการตอบโจทย์กติกาสากลในเรื่องของสิ่งแวดล้อม และด้านการกระจายรายได้สู่ชุมชน นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมายที่เป็นอนาคตของประเทศ ทั้งอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) โดยใช้มาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า ระยะที่ 2 (EV3.5) / อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ / อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ / อุตสาหกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ และอุตสาหกรรมชีวภาพ ขณะเดียวกันจะยกระดับศักยภาพอุตสาหกรรมเดิม เพื่อต่อยอดสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมในอนาคต คือการพัฒนาอุตสาหกรรมกลุ่มใหม่ที่เชื่อมโยงกับเทรนด์โลกและภาคเศรษฐกิจอื่น / เกษตรอุตสาหกรรมครบวงจร เช่น การพัฒนาวัตถุดิบ การแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่ม /อุตสาหกรรมรีไซเคิล การนำของเสียหรือวัสดุที่ไม่ได้ใช้แล้วกลับมาใช้ใหม่ เช่น แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า (EV), ซากรถยนต์, แผงโซลาร์เซลล์, /อุตสาหกรรมก่อสร้างที่มีนวัตกรรม (Innovative Construction) เพื่อรองรับการก่อสร้างอาคาร สิ่งปลูกสร้าง และที่อยู่อาศัยในอนาคต เช่น การผลิตปูนซีเมนต์เองภายในประเทศโดยไม่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ และอุตสาหกรรมสนับสนุนประสิทธิภาพของห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain Facilitator) เช่น การบริหารสินค้าคงคลัง, ระบบอัตโนมัติในการเตรียมการขนส่ง, โลจิสติก /การส่งเสริมอุตสาหกรรมสำคัญตามนโยบายรัฐบาล/ อุตสาหกรรม Soft Power โดยใช้ soft power เป็นกลไกในการขับเคลื่อนการพัฒนา /อุตสาหกรรมฮาลาล โดยจัดตั้งหน่วยงานและคณะกรรมการเพื่อขับเคลื่อนกลไกอุตสาหกรรมฮาลาลในประเทศไทย อย่างครบวงจร เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านคุณภาพมาตรฐาน และผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางฮาลาล (Halal Hub) ในภูมิภาค อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ โดยผลักดันการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ไทยมีศักยภาพและนำไปสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ /การพัฒนาทักษะแรงงาน การแก้ไขกฎระเบียบเพื่อสร้างอุปสงค์ภายในประเทศ “ทั้งหมดนี้เป็นความตั้งใจจริงของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อที่จะขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน ทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เป็นเสาหลักที่มั่นคงของการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป”
รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล-รองโฆษกรัฐบาล “รัดเกล้า” เผย ปี​ 2567​ รมว.อุตสาหกรรมเดินหน้า พัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมของประเทศไทยสู่ความสำเร็จ เพื่อขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรม​ไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/76859
13
วันจันทร์ที่ 1 มกราคม 2567 เผยความก้าวหน้า “การพัฒนาวัคซีนโควิด” ในประเทศไทย ..... เผยความก้าวหน้า “การพัฒนาวัคซีนโควิด” ในประเทศไทย . คณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติ (กวช.) เผยความก้าวหน้าการวิจัยพัฒนาและผลิตวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ในประเทศไทย ดังนี้ . • วัคซีนชนิด Inactivated recombinant viral vectorvaccine ได้รับการวิจัยโดยองค์การเภสัชกรรม ได้รับการอนุมัติการขึ้นทะเบียนแบบมีเงื่อนไข (Conditional Approval) เมื่อวันที่ 28 ก.ย.66 > ใช้ชื่อทางการค้า HXP-GPOVAC มีกลุ่มเป้าหมายสำหรับผู้มีอายุ 18 ปีขึ้นไป • วัคซีนชนิด mRNA ได้รับการวิจัยโดยศูนย์วิจัยวัคซีนแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย > ปัจจุบันอยู่ระหว่างรอการอนุมัติจาก อย. ให้ดำเนินการศึกษาวิจัยในมนุษย์ระยะที่ 2 • วัคซีนชนิด Protein subunit (Plant-based) ได้รับการวิจัยโดยบริษัท ใบยา ไฟโตฟาร์ม จำกัด ซึ่งได้รับอนุญาตให้ผลิตยาตัวอย่างเพื่อขอขึ้นทะเบียนตำรับยาตามแบบ ผ.ย. 8 เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2566 > ปัจจุบันอยู่ระหว่างเตรียมการเพื่อทดสอบวัคซีนในมนุษย์ • วัคซีนขนิด DNA ได้รับวิจัยโดยบริษัท ไบโอเนท-เอเชีย จำกัด แม้ว่าจะไม่สามารถบรรลุผลสำเร็จของการศึกษาวิจัยในมนุษย์ระยะที่ 1 > แต่ยังสามารถใช้ศักยภาพของโรงงานผลิตวัคซีนเพื่อสนับสนุนการผลิตวัคซีนชนิด Nucleic acid3 . อ่านเพิ่มเติม คลิก https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/76731 #ไทยคู่ฟ้า #สื่อสารรัฐบาลไทย -------------------
รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล-เผยความก้าวหน้า “การพัฒนาวัคซีนโควิด” ในประเทศไทย
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/76869
14
วันจันทร์ที่ 1 มกราคม 2567 เริ่มแล้ว ! บสย. “พักหนี้-ปลดหนี้ SMEs” ลงทะเบียน 1 ม.ค.67 เป็นต้นไป ..... เริ่มแล้ว ! บสย. “พักหนี้-ปลดหนี้ SMEs” ลงทะเบียน 1 ม.ค.67 เป็นต้นไป . คณะกรรมการบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม หรือ บอร์ด บสย. อนุมัติ 2 โครงการช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ดังนี้ . 1. มาตรการพักหนี้ SMEs ที่ได้รับผลกระทบจากโรคโควิด-19 ระยะเวลาโครงการ 1 ม.ค.67 – 30 มิ.ย.68 เงื่อนไข : - เป็นลูกหนี้ SMEs รหัส 21 วงเงินสัญญาไม่เกิน 10 ล้านบาท - เป็นลูกหนี้ บสย. ที่ร่วมโครงการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ และ บสย.พร้อมช่วย ปฏิบัติตามเงื่อนไขเป็นเวลา 3 เดือน พักชำระค่างวด 1 ปี - หลังครบกำหนดชำระหนี้ ให้ชำระค่างวดตามแผนปรับโครงสร้างหนี้เดิม ลงทะเบียน 1 ม.ค.67 เป็นต้นไป ทางไลน์ไอดี @tcgfirst และ สำนักงานเขต บสย. ทั่วประเทศ . 2. ต่อยอด มาตรการ 3 สี “ปลดหนี้” สีฟ้า ลดเงินต้น 15% ระยะเวลาโครงการ 1 ม.ค. – 30 มิ.ย.67 เงื่อนไข : - เป็นลูกหนี้ บสย. ในโครงการ บสย.พร้อมช่วย ปรับโครงสร้างหนี้ บสย. เข้ามาตรการ 3 สี ในกลุ่มสีเขียว และเข้ามาตรการสีฟ้า - เป็นลูกหนี้ บสย. กลุ่มสีเขียว ที่ชำระดีต่อเนื่อง 3 เดือน และต้องการปลดหนี้ - บสย. ลดเงินต้น 15% โดยต้องปลดหนี้ภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ได้รับอนุมัติ ยื่นความประสงค์เข้ามาตรการได้ ตั้งแต่ 1 ม.ค.67 เป็นต้นไป . ลูกหนี้ สามารถขอรับคำปรึกษาเรื่อง แก้หนี้ ปลดหนี้ ปรับโครงสร้างหนี้ ได้ฟรี ที่ ศูนย์ที่ปรึกษาทางการเงิน SMEs หรือ บสย. F.A.Center หรือ ลงทะเบียนที่ไลน์ไอดี @tcgfirst . อ่านเพิ่มเติม >> https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/76740 . #ไทยคู่ฟ้า #สื่อสารรัฐบาลไทย -------------------
รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล-เริ่มแล้ว ! บสย. “พักหนี้-ปลดหนี้ SMEs” ลงทะเบียน 1 ม.ค.67 เป็นต้นไป
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/76872
15
วันจันทร์ที่ 1 มกราคม 2567 นางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ตรวจการจัดการเดินรถสาธารณะและตรวจเยี่ยมพนักงานที่ปฏิบัติงาน เพื่ออำนวยความสะดวกการเดินทางให้กับประชาชนในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2567 .... นางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่ตรวจการจัดการเดินรถสาธารณะและตรวจเยี่ยมพนักงานที่ปฏิบัติงาน เพื่ออำนวยความสะดวกการเดินทางให้กับประชาชนในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2567 พร้อมด้วยนายสรพันธ์ คุณากรวงศ์ ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม โดยมี นายกิตติกานต์ จอมดวง จารุวรพลกุล ผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ให้การต้อนรับ เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2566 ณ ถนนอังรีดูนังต์ กรุงเทพฯ นางมนพร เจริญศรี กล่าวว่า ในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2567 นี้ ขอให้ทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคมดำเนินการตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ซึ่งมุ่งเน้นให้ทุกหน่วยงานอำนวยความสะดวกความปลอดภัยให้กับประชาชนครอบคลุมทุกมิติ โดยเฉพาะความปลอดภัยของรถโดยสารสาธารณะ พนักงานขับรถต้องมีใบอนุญาตขับรถที่ถูกต้องและตรวจความพร้อมของร่างกายอย่างเคร่งครัด ในการนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมได้ลงพื้นที่ตรวจความเรียบร้อยและพบปะให้กำลังใจพนักงานขับรถโดยสาร ขสมก. และพูดคุยกับพี่น้องประชาชน พร้อมมอบของขวัญปีใหม่ให้แก่ผู้โดยสารที่มาใช้บริการในเส้นทางถนนอังรีดูนังต์ ถนนพระราม 1 ถนนพระราม 6 และถนนนิคมมักกะสัน ทั้งนี้ เนื่องจากจะมีการจัดกิจกรรมส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 2567 ที่บริเวณด้านหน้าห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์และปิดการจราจรถนนราชดำริทุกช่องทาง ขสมก. จึงจัดเตรียมรถโดยสาร เพื่อรองรับการเดินทางและอำนวยความสะดวกให้ประชาชนที่เข้าร่วมกิจกรรมฯ โดย ขสมก. ได้จัดจุดจอดรถ พักคอย (แก้มลิง) เพื่อเตรียมรับประชาชนหลังกิจกรรม จำนวน 4 จุด ดังนี้ 1. ถนนอังรีดูนังต์ มุ่งหน้าแยกเฉลิมเผ่า (สยาม) สาย 15 จำนวน 2 คัน สาย 76 จำนวน 2 คัน สาย 79 จำนวน 3 คัน และ สาย 505 จำนวน 3 คัน 2. ถนนพระรามที่ 1 มุ่งหน้าแยกปทุมวัน สาย 11 จำนวน 3 คัน สาย 73 จำนวน 3 คัน และ สาย 93 จำนวน 3 คัน 3. ถนนพระรามที่ 6 มุ่งหน้าแยกอุรุพงษ์ สาย 2 จำนวน 2 คัน สาย 60 จำนวน 2 คัน และ สาย 511 จำนวน 2 คัน 4. ถนนนิคมมักกะสัน มุ่งหน้าราชปรารภ สาย 23 จำนวน 3 คัน ซึ่งเมื่อรับประชาชนแล้วรถจะวิ่งเข้าสู่เส้นทางของรถสายนั้น ๆ ต่อไป นอกจากนี้ ขสมก. ได้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการเดินรถ ได้แก่ ศูนย์วิทยุรัชดา สำนักงานใหญ่ ขสมก. ศูนย์วิทยุเขตการเดินรถที่ 1 - 8 ตั้งแต่วันนี้ - 4 มกราคม 2567 และจัดเจ้าหน้าที่ Call Center 1348 ให้บริการด้านข้อมูลข่าวสารการเดินรถ ในวันที่ 31 ธันวาคม 2566 ตั้งแต่เวลา 05.00 – 02.00 น.
รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล-นางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ตรวจการจัดการเดินรถสาธารณะและตรวจเยี่ยมพนักงานที่ปฏิบัติงาน เพื่ออำนวยความสะดวกการเดินทางให้กับประชาชนในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2567
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/76860
16
วันจันทร์ที่ 1 มกราคม 2567 01/01/2567 นายกฯ อวยพรปีใหม่ 2567 ส่งความปรารถนาดีถึงชาวไทย ขอให้เริ่มต้นศักราชใหม่ด้วยจิตใจที่อิ่มเอมไปด้วยความสุข สดชื่น พร้อมส่งกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานอำนวยความสะดวก นายกฯ อวยพรปีใหม่ 2567 ส่งความปรารถนาดีถึงชาวไทย ขอให้เริ่มต้นศักราชใหม่ด้วยจิตใจที่อิ่มเอมไปด้วยความสุข สดชื่น พร้อมส่งกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนในช่วงเทศกาลปีใหม่ วันที่ 1 มกราคม 2567 เวลา 00.01 น. นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่านายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวคำปราศรัยเนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2567 เผยแพร่ทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย อวยพรส่งความปรารถนาดีถึงประชาชนชาวไทยทุกคน ดังนี้ สวัสดีปีใหม่ พุทธศักราช 2567 พี่น้องประชาชนชาวไทยที่รักทุกท่าน ในปีพุทธศักราช 2566 ที่ผ่านมา เป็นปีที่ประเทศไทยกำลังอยู่ระหว่างการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและสังคม เตรียมตัวที่จะก้าวเข้าสู่ยุคเพื่อชดเชย 9 ปีที่ประเทศไทยเราสูญเสียโอกาสไปหลากหลายอย่าง ตั้งแต่ก่อนรับตำแหน่ง ผมเห็นใจและเข้าใจความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในหลาย ๆ เรื่อง จึงได้เร่งรัดออกมาตรการต่าง ๆ เพื่อเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย ขยายโอกาส กระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายเพื่อทำให้พี่น้องประชาชนคนไทยทุกคนมีคุณภาพและชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี มีความสุขมากยิ่งขึ้น นี่คือโจทย์สำคัญที่พวกเราทุกคนทั้งข้าราชการ บุคลากรหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และประชาชนทุกคนล้วนหวังที่จะทำให้สำเร็จ พัฒนาประเทศไทยของเราให้เจริญรุ่งเรือง เราได้เห็นความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในหลากหลายส่วน โดยเฉพาะ ในช่วง 100 วันกว่า ๆ หลังจากที่ผมเข้ารับตำแหน่ง ผมได้เร่งผลักดันนโยบายเร่งด่วนต่าง ๆ ออกมา และลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อไปพบ ไปรับฟังปัญหา ความอึดอัดของพี่น้องประชาชน ในทุก ๆ ภาค ไม่ว่าจะไปที่ไหน ผมก็ได้รับการต้อนรับที่อบอุ่นเสมอ และผมรู้สึกขอบคุณประชาชนทุกคนที่มาต้อนรับ มาให้ความเห็นที่เป็นประโยชน์ และผมจะตั้งใจแก้ปัญหา ทำงานเพื่อประชาชนต่อไป หากถอยมาดูในภาพใหญ่ นอกจากนโยบายเร่งด่วนที่ผมกล่าวไปแล้ว ผมก็เริ่มดำเนินนโยบายที่จะวางรากฐานระยะกลางและระยะยาว เพื่อสร้างรากฐานให้กับอนาคตที่ดีกว่าให้ลูกหลานของพวกเราทุกคน ต้องขอให้เครดิตทุกภาคส่วนที่มีส่วนร่วม ทำนโยบายให้เห็นผลได้จริงในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากขาดความช่วยเหลือจากภาคประชาสังคม บุคลากรภาครัฐ ข้าราชการ ภาคเอกชน ที่ช่วยกันทำนโยบายให้เห็นผลได้จริง แม้ว่าในบางครั้ง งานที่ผมได้เร่งดำเนินการก็เป็นงานที่เพิ่มเติมเข้ามาจากภาระที่ท่านมีอยู่แล้ว และทุกท่านก็ตั้งใจ ร่วมกันทำงานอย่างหนักเพื่อประชาชน ผมก็ขอเป็นตัวแทนประชาชน ขอขอบคุณทุกท่านครับ ที่ทำให้ความเปลี่ยนแปลงทั้งหลายเกิดขึ้นได้จริงในระยะเวลาอันรวดเร็ว ขอบคุณและขอให้ทุกภาคส่วน ทุกคน ยังคงทำงาน ยังตั้งมั่น ดำรงไว้ซึ่งขวัญและกำลังใจที่ดีในปีถัด ๆ ไป เพื่อสร้างรอยยิ้ม สร้างความสุขให้กับพี่น้องประชาชนต่อไปครับ อีกภาคหนึ่ง ผมขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ ทหาร ตำรวจ และอาสาสมัครทุกคน ที่ปฏิบัติภารกิจอย่างเข้มแข็ง รวมทั้งดูแลและช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ให้พี่น้องชาวไทยผ่านพ้นจากเหตุการณ์ต่าง ๆ ตลอดทั้งปีที่ผ่านมา เราจะก้าวสู่ปีพุทธศักราช 2567 ที่นับได้ว่าเป็นปีแห่งความก้าวหน้าอย่างแท้จริง ด้วยพลังกาย พลังใจ ที่เปี่ยมไปด้วยความสมหวัง ความสุข และเป็นก้าวของความสำเร็จและความมั่นคงในชีวิตของพี่น้องชาวไทยทุกคน ผมขอให้ทุกคนเริ่มต้นศักราชใหม่ด้วยจิตใจที่อิ่มเอมไปด้วยความสุข ความสดชื่น และใช้ช่วงเวลาอันมีค่านี้เฉลิมฉลองกับครอบครัว ญาติมิตร อย่างอบอุ่นและมีความสุข พร้อมทั้งขอส่งความปรารถนาดีมายังพี่น้องประชาชนชาวไทยทุกคน และขอส่งกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานอำนวยความสะดวกให้แก่พี่น้องประชาชนในช่วงเทศกาลแห่งการเฉลิมฉลองปีพุทธศักราช 2567 เนื่องในศุภวาระขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2567 ผมขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนชาวไทยทุกคน ร่วมกันตั้งจิตอธิษฐานอาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยและอำนาจแห่งสรรพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากล โปรดอภิบาลบันดาลดลให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ทรงพระเจริญด้วยจตุรพิธพรชัย ทรงพระเกษมสำราญ มีพระราชประสงค์จำนงสิ่งใด ขอจงสัมฤทธิ์ดั่งพระราชหฤทัยปรารถนา สถิตเป็นมิ่งขวัญร่มเกล้าแก่ปวงพสกนิกรชาวไทยตราบกาลนาน สวัสดีปีใหม่ 2567 ครับ
รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล-นายกฯ อวยพรปีใหม่ 2567 ส่งความปรารถนาดีถึงชาวไทย ขอให้เริ่มต้นศักราชใหม่ด้วยจิตใจที่อิ่มเอมไปด้วยความสุข สดชื่น พร้อมส่งกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานอำนวยความสะดวก
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/76857
17
วันจันทร์ที่ 1 มกราคม 2567 สธ.ลงนามถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ 2567 ปลัดกระทรวงสาธารณสุข นำคณะผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข ลงนามถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ 2567 นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข นำคณะผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข ลงนามถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ 2567 ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง
รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล-สธ.ลงนามถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ 2567
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/76862
18
วันจันทร์ที่ 1 มกราคม 2567 ดีอี ร่วมถวายแจกันดอกไม้ หน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และลงนามถวายพระพร เนื่องในวันขึ้นปีใหม่ พ.ศ.2567 ดีอี ร่วมถวายแจกันดอกไม้ หน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และลงนามถวายพระพร เนื่องในวันขึ้นปีใหม่ พ.ศ.2567 เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2567 ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี) พร้อมด้วยนายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงฯ นางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ เข้าร่วมถวายแจกันดอกไม้หน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และร่วมลงนามถวายพระพรเนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พ.ศ.2567 ณ ศาลาสหทัยสมาคมในพระบรมมหาราชวัง ----------------------------
รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล-ดีอี ร่วมถวายแจกันดอกไม้ หน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และลงนามถวายพระพร เนื่องในวันขึ้นปีใหม่ พ.ศ.2567
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/76864
19
วันจันทร์ที่ 1 มกราคม 2567 บขส. รายงานข้อมูลการเดินทางกลับเข้ากรุงเทพฯ ของประชาชน ประจำวันที่ 31 ธันวาคม 2566 .... บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) กระทรวงคมนาคม รายงานข้อมูลการเดินรถ เที่ยวขากลับ ประจำวันที่ 31 ธันวาคม 2566 ว่า มีประชาชนทยอยเดินทางกลับเข้ากรุงเทพฯ หลังฉลองวันหยุดในช่วงเทศกาลปีใหม่ จำนวน 48,677 คน ใช้รถโดยสาร (รถ บขส.,รถร่วมฯ, รถตู้)จำนวน 3,506 เที่ยว โดย บขส.ได้กำชับให้นายสถานีเดินรถทั่วประเทศ ดูแลความปลอดภัย ตรวจความพร้อมของรถโดยสาร พนักงานขับรถของ บขส. รถร่วมฯ และขอให้ช่วยกันอำนวยความสะดวกประชาชนให้ได้รับบริการที่มีความสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย ตามนโยบายของกระทรวงคมนาคม ทั้งนี้ บขส. ได้จัดการเดินทางเชื่อมต่อ ภายใต้โครงการ "Quick Win การคมนาคม แบบไร้รอยต่อ" โดยอำนวยความสะดวกส่งผู้โดยสาร รถ บขส. ที่จุดจอดรถ (ขาเข้า) สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ เพื่อเชื่อมต่อรถไฟ รถไฟฟ้า ซึ่งบรรยากาศการเดินทางเมื่อช่วงเช้าวันนี้ (1 ม.ค. 66) เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ส่วนการส่งผู้โดยสารที่ขาเข้า สถานีขนส่งหมอชิต 2 ถนนกำแพงเพชร 6 ได้ร่วมมือกับ ขสมก. จัดรถโดยสาร ขสมก. จำนวน 12 เส้นทาง และประสานขอความร่วมมือผู้ประกอบการรถแท็กซี่ นำรถเข้ามาให้บริการด้วย “เมื่อผู้โดยสารลงจากรถขอความร่วมมือตรวจสัมภาระให้เรียบร้อย และอย่าหลงเชื่อกลุ่มคนที่เข้ามาตีสนิท และชักชวนให้ไปขึ้นรถนอกพื้นที่สถานีขนส่งฯ หมอชิต 2 เด็ดขาด โดยผู้โดยสารสามารถนั่งรถเมล์ ขสมก. ไปต่อรถไฟฟ้าที่สถานี จตุจักร หรือเดินทางไปเส้นทางอื่นๆ รวมทั้งสามารถใช้บริการรถแท็กซี่ ณ จุดจอดบริการได้ อย่างไรก็ดีหากพบปัญหาในการเดินทางสามารถแจ้งเจ้าหน้าที่กรมการขนส่งทางบก ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ บขส. ที่ให้บริการบริเวณชานชาลาขาเข้า หมอชิต 2 ได้ทันที” นอกจากนี้กระทรวงคมนาคม ได้มอบของขวัญปีใหม่ ตามนโยบายไปก่อน-กลับทีหลัง ให้ผู้โดยสารรถ บขส. ที่จองตั๋ว ผ่านช่องทางออนไลน์ Application E-Ticket และ Website : http://transport.co.th/ เดินทางในระหว่างวันที่ 4-8 มกราคม 2567 ได้รับส่วนลด 20 % (เฉพาะค่าโดยสารไม่รวมค่าธรรมเนียม) รวมทั้งสามารถติดต่อซื้อตั๋ว บขส. ได้ที่ ตัวแทนจำหน่ายตั๋ว และที่ช่องจำหน่ายตั๋วของ บขส. ทั่วประเทศ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ช่องจำหน่ายตั๋ว หรือโทร บขส. Call Center 1490 ตลอด 24 ชั่วโมง
รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล-บขส. รายงานข้อมูลการเดินทางกลับเข้ากรุงเทพฯ ของประชาชน ประจำวันที่ 31 ธันวาคม 2566
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/76861
20
วันอาทิตย์ที่ 31 ธันวาคม 2566 31/12/2566 "โก่งธนู" ชีวีมีสุขต้อนรับปีใหม่ อบต.โก่งธนู น้อมนำพระราชดำริสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี สู่การสร้างความมั่นคงทางอาหาร อบต.โก่งธนู น้อมนำพระราชดำริสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี สู่การสร้างความมั่นคงทางอาหารภายใต้โครงการ "บ้านนี้มีรัก ปลูกผักกินเอง" พร้อมเชิญชวนร่วมขับเคลื่อนกิจกรรม World Soil Day "โก่งธนู" ชีวีมีสุขต้อนรับปีใหม่ อบต.โก่งธนู น้อมนำพระราชดำริสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี สู่การสร้างความมั่นคงทางอาหารภายใต้โครงการ "บ้านนี้มีรัก ปลูกผักกินเอง" พร้อมเชิญชวนร่วมขับเคลื่อนกิจกรรม World Soil Day ภายใต้แนวคิด ดินดี น้ำดี ชีวีมีสุขอย่างยั่งยืน ต้อนรับศักราชใหม่ 256ึ7 วันนี้ (31 ธ.ค. 66) นายบรรหาญ เนาวรัตน์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลโก่งธนู อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี เปิดเผยถึงการขับเคลื่อนกิจกรรมภายใต้แนวคิด "ผู้นำต้องทำก่อน" ในโอกาสส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 2567 ด้วยการชักชวนผู้บริหาร พนักงาน และเจ้าหน้าที่ร่วมกัน "ปลูกผัก ปลูกรัก ภายในครัวเรือนและครอบครัว" พร้อมกับทำความสะอาดปรับปรุงแปลงผักสวนครัว บริเวณสำนักงาน อบต.โก่งธนู และบริเวณวัดโบสถ์ พร้อมทั้งเชิญชวนภาคีเครือข่ายในพื้นที่มาเอามื้อสามัคคีในบริเวณดังกล่าว เพื่อกลับไปพัฒนาแปลงผักบริเวณบ้านอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกวัน อันจะเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารในพื้นที่ให้มีอาหารปลอดภัยบริโภคอย่างยั่งยืน อีกทั้งเป็นการรณรงค์ส่งเสริมให้ประชาชนออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ บูรณาการงานกับการออกกำลังกายให้เกิดประโยชน์ด้วยการทำความสะอาดแปลงผักสวนครัว ปลูกผักสวนครัว สร้างความมั่นคงทางอาหาร เพิ่มพื้นที่สีเขียว ให้เป็นวิถีชีวิต เป็นวัฒนธรรม บังเกิดผลเป็นรูปธรรมในการพัฒนาตามแนวทางการที่ทางกระทรวงมหาดไทยได้ส่งเสริมให้พี่น้องประชาชนออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ นายบรรหาญ เนาวรัตน์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลโก่งธนู กล่าวว่า พื้นที่ตำบลโก่งธนู อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี โดยองค์การบริหารส่วนตำบลโก่งธนู และภาคีเครือข่าย ได้น้อมนำแนวทางอันเนื่องมาจากพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี “บ้านนี้มีรัก ปลูกผักกินเอง” และ “ทางนี้มีผล ผู้คนรักกัน” เสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร ด้วยการรณรงค์ปลูกพืชผักสวนครัว พืชสมุนไพรไทย เช่น กระชาย ตะไคร้ กะเพรา โหระพา และพริก เสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายมีสุขภาพที่แข็งแรงด้วยการกินอาหารที่มีประโยชน์ ซึ่งนอกจากจะเน้นเรื่องการดูแลสุขภาพแล้ว ยังรวมไปถึงการเตรียมความพร้อมด้านแหล่งอาหารของชุมชน ถ่ายทอดสู่เด็ก เยาวชน ลูกหลานในตำบลโก่งธนู โดยมี ผู้บริหาร อบต.โก่งธนู ข้าราชการ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เป็น "ผู้นำต้องทำก่อน" ปลูกผัก ปลูกรักภายในครัวเรือนและพื้นที่สาธารณะ น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในชีวิตประจำวัน สามารถพึ่งพาตนเองได้ จนทำให้ทุกวันนี้ชาวโก่งธนูมีความมั่นคงทางอาหารอย่างต่อเนื่อง ทุกครัวเรือนมีความสุข อยู่อย่างพร้อม อยู่รอด พอเพียง ยั่งยืน กลายเป็น “โก่งธนู โมเดล” ต้นแบบตำบลเข้มแข็งอย่างยั่งยืน และเมื่อครอบครัวเข้มแข็ง ชุมชนเข้มแข็ง จึงขยายผลมาสู่การร่วมกันดูแลทุกเรื่องในตำบล โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบริหารจัดการขยะและความสะอาดในตำบลโก่งธนู ที่นอกเหนือจากมีการจัดทำกองทุนสวัสดิการธนาคารขยะแล้ว เรายังช่วยกันดูแลความสะอาดทั้งทางบก คือ ถนนทุกสายทางบก และทางน้ำ คือ แม่น้ำ ลำคลอง หนองน้ำสาธารณะ ทางอากาศ คือ ทุกอย่างที่ช่วยลดโลกร้อน ปลูกพืชผัก ไม้ผล เพิ่มพื้นที่สีเขียวทุกวัน รณรงค์งดเผาวัชพืช เผาตอซังข้าว ทำถังขยะเปียกลดโลกร้อน เพื่อลดปัญหาการเกิดภาวะโลกร้อน ควบคู่กับการดูแลรักษาแหล่งน้ำ” นายบรรหาญฯ กล่าวเพิ่มเติม ด้าน นางแสงจันทร์ ระวังกิจ ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลโก่งธนู กล่าวว่า นายบรรหาญ เนาวรัตน์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลโก่งธนู ได้มีนโยบายที่ชัดเจนในการเสริมสร้างพลังความรัก ความสามัคคีของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ตำบลโก่งธนู เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมในการดูแลกันของคนในพื้นที่ตามหลัก "การมีส่วนร่วมของประชาชน" ซึ่งองค์การบริหารส่วนตำบลโก่งธนู ได้มีการดำเนินงานดังกล่าวมาโดยตลอด และเป็นโชคดีที่พวกเรามีหลักชัยสำคัญ นั่นคือ ท่านสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย และ ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย ที่ท่านได้ลงมาเป็นที่ปรึกษา เป็นผู้นำพาพวกเราได้ทำสิ่งที่ดีในชีวิตมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา เพราะท่านคือ “ผู้นำจิตอาสา” ที่เป็นต้นแบบจนทำให้เกิดกระบวนการการมีส่วนร่วมที่เข้มแข็ง จนเกิดระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยอาสาสมัครท้องถิ่นรักษ์โลก พ.ศ. 2561 ซึ่ง อบต.โก่งธนู ได้รับการหนุนเสริมจากระเบียบดังกล่าว และระดมรับสมัครสมาชิกจากทุกครัวเรือน จนทุกวันนี้มีอาสาสมัครท้องถิ่นรักษ์โลก (อถล.) ของ อบต.โก่งธนู มากถึง 1,700 คน ช่วยดูแลรักษาความสะอาด ทั้งทางน้ำ ทางบก ทางอากาศ ภายในเขตตำบลโก่งธนู ทั้ง 14 หมู่บ้าน ซึ่งล้วนเป็นจิตอาสาทำดีด้วยหัวใจ ไม่ใช้งบประมาณของทางราชการ ตามแนวทาง "Change for Good" เปลี่ยนเพื่อโลกที่ดีกว่า และมีการรณรงค์ส่งเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน มีการลดและคัดแยกขยะตามหลัก 3 ช ใช้น้อย ใช้ซ้ำ นำกลับมาใช้ใหม่ ทั้งนี้ ยังมีขยะบางส่วนที่สามารถนำไปผสมกับกิ่งไม้ ใบไม้ และกากตะกอนสิ่งปฏิกูล เพื่อผลิตเป็นปุ๋ยหมัก ปุ๋ยอินทรีย์ หรือประโยชน์อื่น ๆ เพื่อบำรุงดินให้มีความอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การปลูกผักสวนครัว รวมถึงให้ประชาชนนำไปใช้ประโยชน์และช่วยลดต้นทุนการผลิตต่อไป เพื่อยกระดับคุณภาพสิ่งแวดล้อมของชุมชนให้ดียิ่งขึ้นอย่างยั่งยืน นายบรรหาญ เนาวรัตน์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลโก่งธนู อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี กล่าวในตอนท้ายว่า เนื่องในโอกาสส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ 2567 ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนทุกท่านร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเสริมสร้างสิ่งที่ดีแก่ชีวิตด้วยมือของพวกเราทุกคนที่จะทำให้ชีวิตมีความยั่งยืน ด้วยการปลูกผืชพักสวนครัว พืชสมุนไพรไว้บริโภคในครัวเรือน มีการจัดทำถังขยะเปียกลดโลกร้อน การคัดแยกขยะ ทำจนเป็นวิถีชีวิตเพื่อชีวีมีสุข ซึ่งการทำเช่นนี้ยังเป็นหนึ่งในการขับเคลื่อนกิจกรรมวันดินโลกของกระทรวงมหาดไทยและภาคีเครือข่าย ภายใต้แนวคิด ดินดี น้ำดี ชีวีมีสุขอย่างยั่งยืน เพื่อนำไปสู่การจัดการทรัพยากรดินและน้ำอย่างรู้คุณค่า เพื่อส่งต่อความยั่งยืนและความอุดมสมบูรณ์ของโลกเราไปยังลูกหลานของเราต่อไป เพียงเริ่มต้นด้วยการสร้างความมั่นคงทางอาหาร การจัดการขยะ ไม่ทิ้งสิ่งปฏิกูลหรือขยะที่มีกลิ่นเหม็นลงไปในแหล่งน้ำสาธารณะ รวมถึงการลดใช้สารเคมี ที่ส่งผลกระทบต่อจุลินทรีย์ และสิ่งมีชีวิตในดินที่เป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศของเรา ขอเชิญชวนมาร่วมกันต้อนรับปีใหม่ 2567 ด้วยการสร้างสิ่งที่ดีอย่างยั่งยืนไปด้วยกัน #WorldSoilDay #วันดินโลก #UN #FAO #GlobalSoilPartnership #MOI #กระทรวงมหาดไทย #บำบัดทุกข์บำรุงสุข #SoilandWaterasourceoflife #SustainableSoilandWaterforbetterlife #ดินดีน้ำดีชีวีมีสุขอย่างยั่งยืน #SDGsforAll #ChangeforGood
รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล-"โก่งธนู" ชีวีมีสุขต้อนรับปีใหม่ อบต.โก่งธนู น้อมนำพระราชดำริสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี สู่การสร้างความมั่นคงทางอาหาร
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/76849
21
วันอาทิตย์ที่ 31 ธันวาคม 2566 กรมเจ้าท่า คุมเข้มความปลอดภัยทางน้ำเทศกาลปีใหม่ 2567 ย้ำ !! ผู้ประกอบการ เรือต้องปลอดภัย อุปกรณ์เรือต้องพร้อมต่อการใช้งานี้นักท่องเที่ยวต้องสวมใส่เสื้อชูชีพทุกครั้งขณะลงเรือ ... กรมเจ้าท่า คุมเข้มความปลอดภัยทางน้ำเทศกาลปีใหม่ 2567 ย้ำ !! ผู้ประกอบการ เรือต้องปลอดภัย อุปกรณ์เรือต้องพร้อมต่อการใช้งานี้นักท่องเที่ยวต้องสวมใส่เสื้อชูชีพทุกครั้งขณะลงเรือ จากนโยบายรัฐบาล และกระทรวงคมนาคม โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม (นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ) และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม (นางมนพร เจริญศรี) มอบหมายให้กรมเจ้าท่า ดูแลความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนในการเดินทางทางน้ำทั่วประเทศในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2567 กรมเจ้าท่า โดยสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคที่ 6 สาขาพัทยา ได้จัดเจ้าหน้าที่ยังคงสนธิกำลังจำนวน 20 นายประจำศูนยอำนวยความสะดวกและความปลอดภัยทางน้ำร่วมเทศกาลปีใหม่ พ.ศ.2567 ณ ท่าเรือพัทยาใต้ (แหลมบาลีฮาย) เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2566 เพื่อตรวจสอบควบคุมกำกับและดูแลความปลอดภัยและรักษาความปลอดภัยบริเวณท่าเทียบเรือทั้งสองฝั่ง ฝั่งพัทยาและฝั่งเกาะล้าน ขณะนี้มี เรือโดยสารประจำทางเดินทางไปเกาะล้าน จำนวน 30 เที่ยว จำนวนผู้โดยสาร ผ่านท่าเรือทั้งสิ้นจำนวน 11,582 คน ปริมาณนักท่องเที่ยวและประชาชนยังคงเดินทางเข้ามาใช้บริการพื้นที่ถ้าเทียบเรือตลอดเวลาอย่างต่อเนื่อง ปริมาณเรือสำรองในการท่องเที่ยวเรือยังไม่มีผู้โดยสารตกค้าง เหตุการณ์ทั่วไปปกติ นอกจากนี้ สำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคที่ 6 สาขาชลบุรี จัดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังและอำนวยความสะดวกความปลอดภัยแก่ผู้โดยสารที่เดินทางระหว่างท่าเทียบเรือเกาะลอย(อำเภอศรีราชา)- ท่าเรือเกาะสีชัง (อำเภอเกาะสีชัง) สำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขาระยอง จัดเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวก บริเวณท่าเรือบ้านเพ-เกาะเสม็ด ประชาสัมพันธ์เน้นย้ำให้ผู้โดยสารเรือสวมใส่เสื้อชูชีพตลอดเวลาขณะอยู่บนเรือ ตรวจความพร้อมอุปกรณ์ Safety บนเรือต้องพร้อมใช้งานก่อนให้เรือออกจากท่า ใบอนุญาตใช้เรือ ใบประกาศนียบัตรคนประจำเรือต้องไม่ขาดอายุ คนประจำเรือต้องมีความพร้อมและไม่ดื่มแอลกอฮอล์ขณะปฏิบัติหน้าที่และนำเรือ ทั้งนี้ กรมเจ้าท่า ได้กำชับเน้นย้ำเจ้าหน้าที่ให้ปฏิบัติตามมาตรการเพื่อความปลอดภัย เนื่องจากประชาชนและนักท่องเที่ยวเดินทางท่องเที่ยวเป็นจำนวนมากในช่วงเทศกาล รวมทั้งประกาศแจ้งเตือนให้ใช้ความระมัดระวังในการเดินเรือและใช้เรือโดยเคร่งครัด พร้อมประชาสัมพันธ์ขอความร่วมมือและเน้นย้ำประชาชนทุกท่าน เรื่องการสวมใส่เสื้อชูชีพขณะโดยสารเรือ เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุทางน้ำ ทั้งนี้ หากประชาชนพบเห็นเหตุการณ์ความไม่ปลอดภัยทางน้ำ สามารถโทรแจ้งสายด่วนกรมเจ้าท่า 1199 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล-กรมเจ้าท่า คุมเข้มความปลอดภัยทางน้ำเทศกาลปีใหม่ 2567 ย้ำ !! ผู้ประกอบการ เรือต้องปลอดภัย อุปกรณ์เรือต้องพร้อมต่อการใช้งานี้นักท่องเที่ยวต้องสวมใส่เสื้อชูชีพทุกครั้งขณะลงเรือ
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/76851
22
วันจันทร์ที่ 1 มกราคม 2567 01/01/2567 ปลัด มท. นำข้าราชการ-พนักงาน และภาคีเครือข่าย ทำบุญตักบาตรเสริมสิริมงคลเนื่องในวันขึ้นปีใหม่ 2567 ปลัด มท. นำข้าราชการ-พนักงาน และภาคีเครือข่าย ทำบุญตักบาตรเสริมสิริมงคลเนื่องในวันขึ้นปีใหม่ 2567 วันนี้ (1 ม.ค. 67) เวลา 06.30 น. ที่วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย นำคณะผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย อธิบดี หัวหน้าหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ อุปนายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย ข้าราชการ พนักงาน เจ้าหน้าที่ คณะกรรมการบริหารสมาคมแม่บ้านมหาดไทย และพุทธศาสนิกชนภาคีเครือข่ายของกระทรวงมหาดไทย ร่วมทำบุญตักบาตรเสริมสร้างความเป็นสิริมงคลเนื่องในวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2567 โดยได้รับเมตตาจากเจ้าประคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม นำคณะสงฆ์ สามเณร รวม 25 รูป รับบิณฑบาต จากนั้น ในเวลา 08.00 น. นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย นำคณะผู้บริหารระดับสูง ร่วมถวายแจกันดอกไม้ และลงนามถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ด้วยความจงรักภักดี "เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2567 ขอพระราชทานถวายพระพรชัยมงคล ขออัญเชิญคุณพระศรีรัตนตรัยและอำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากล และพระสยามเทวาธิราช โปรดดลบันดาลประทานพรให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ ทรงเจริญพระชนมายุยิ่งยืนนาน ทรงพระเกษมสำราญ พระสุขภาพพลานามัยแข็งแรง ปราศจากโรคาพาธและภัยพาลทั้งปวง สถิตเป็นมิ่งขวัญ ร่มเกล้าของปวงชนชาวไทยตราบกาลนาน" นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าว นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทยกล่าวเพิ่มเติมว่า ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนชาวไทย ร่วมลงนามถวายพระพร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ด้วยความจงรักภักดี ตั้งแต่เวลา 08.00 – 17.00 น. ซึ่งสำนักพระราชวังได้จัดเตรียมสถานที่สำหรับลงนามถวายพระพร ณ สถานที่ต่าง ๆ ได้แก่ พระบรมมหาราชวัง (บริเวณสนามตรงข้ามศาลาสหทัยสมาคม) พระราชวังบางปะอิน อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และวังไกลกังวล อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นอกจากนี้ ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนร่วมกันทำสิ่งที่ดีร่วมกับสมาชิกในครอบครัว ญาติสนิทมิตรสหาย เพื่อความเป็นสิริมงคลเนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2567
รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล-ปลัด มท. นำข้าราชการ-พนักงาน และภาคีเครือข่าย ทำบุญตักบาตรเสริมสิริมงคลเนื่องในวันขึ้นปีใหม่ 2567
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/76867
23
วันจันทร์ที่ 1 มกราคม 2567 “พัชรวาท” นำคณะผู้บริหาร ทส. ลงนามถวายพระพร ในหลวง - พระราชินี เนื่องในวันขึ้นปีใหม่ 2567 “พัชรวาท” นำคณะผู้บริหาร ทส. ลงนามถวายพระพร ในหลวง - พระราชินี เนื่องในวันขึ้นปีใหม่ 2567 “พัชรวาท” นำคณะผู้บริหาร ทส. ลงนามถวายพระพร ในหลวง - พระราชินี เนื่องในวันขึ้นปีใหม่ 2567 วันที่ 1 มกราคม 2567เวลา 09.30 น. พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และ ร.อ.รชฏ พิสิษฐบรรณกร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นำคณะผู้บริหารระดับสูงหน่วยงานในสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นำโดยนายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงฯ เข้าถวายแจกันดอกไม้เบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี พร้อมร่วมลงนามถวายพระพร เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2567 ณ พระบรมมหาราชวัง จากนั้น เวลา 10.00 น. พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ร่วมกับคณะรัฐมนตรี นำโดยนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมภริยา เข้าถวายแจกันดอกไม้เบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และลงนามถวายพระพร เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2567 ณ ห้องแดง ในพระบรมมหาราชวัง โอกาสนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานปฏิทินหลวง พุทธศักราช 2567 แก่ผู้ที่มาลงนามถวายพระพร เนื่องในเทศกาลวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2567 ในวันจันทร์ที่ 1 มกราคม 2567 ตั้งแต่เวลา 08.00 - 17.00 น.
รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล-“พัชรวาท” นำคณะผู้บริหาร ทส. ลงนามถวายพระพร ในหลวง - พระราชินี เนื่องในวันขึ้นปีใหม่ 2567
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/76866
24
วันอาทิตย์ที่ 31 ธันวาคม 2566 31/12/2566 ผู้ว่าฯ ปัตตานีเปิดเผยสถานการณ์อุทกภัยเริ่มคลี่คลาย แม่น้ำปัตตานีระดับน้ำเริ่มทรงตัว ส่วนแม่น้ำสายบุรีน้ำลดระดับลงอย่างต่อเนื่อง เร่งให้ความช่วยเหลือ และสำรวจความเสียหาย ผู้ว่าฯ ปัตตานีเปิดเผยสถานการณ์อุทกภัยเริ่มคลี่คลาย แม่น้ำปัตตานีระดับน้ำเริ่มทรงตัว ส่วนแม่น้ำสายบุรีน้ำลดระดับลงอย่างต่อเนื่อง เร่งให้ความช่วยเหลือ และสำรวจความเสียหาย พร้อมสั่งการเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายเฝ้าระวังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เมื่อวันที่ 30 ธ.ค. 66 นางพาตีเมาะ สะดียามู ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี เปิดเผยถึงสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่จังหวัดปัตตานี โดยสถานการณ์ล่าสุด มีพื้นที่ประสบภัย 6 อำเภอ มีราษฎรได้รับผลกระทบ 31,861 คน และเสียชีวิต 2 ราย ซึ่งแนวโน้มสถานการณ์ ณ ขณะนี้ แม่น้ำปัตตานีระดับน้ำเริ่มทรงตัว และแม่น้ำสายบุรีลดระดับลงอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดปัตตานี ได้กำชับเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายเฝ้าระวังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด นางพาตีเมาะ สะดียามู ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี กล่าวว่า ปัจจุบันมีพื้นที่ประสบภัย 6 อำเภอ ได้แก่ 1) อำเภอเมืองปัตตานี 8 ตำบล 24 หมู่บ้าน 10 ชุมชน 4,345 ครัวเรือน 18,112 คน 2) อำเภอกะพ้อ 1 ตำบล 4 หมู่บ้าน 473 ครัวเรือน 2,393 คน 3) อำเภอทุ่งยางแดง 1 ตำบล 1 หมู่บ้าน 33 ครัวเรือน 135 คน 4) อำเภอหนองจิก 12 ตำบล 45 หมู่บ้าน 2,015 ครัวเรือน 7,982 คน 5) อำเภอไม้แก่น 2 ตำบล 7 หมู่บ้าน 814 ครัวเรือน 2,867 คน และ 6) อำเภอสายบุรี 6 ตำบล 9 หมู่บ้าน 1 ชุมชน 1,952 ครัวเรือน 5,829 คน ซึ่งพื้นที่ได้รับความเสียหายทั้งหมด 47 ตำบล 215 หมู่บ้าน 9,595 ครัวเรือน มีราษฎรได้รับผลกระทบ 31,861 คน และเสียชีวิต 2 ราย คือ นายมูฮัมมัด ยามา และนายหมู่ใหญ่ วรเวทย์ กาฬสุวรรณ ซึ่งเป็นราษฎรในพื้นที่อำเภอสายบุรีทั้ง 2 ราย . นางพาตีเมาะ สะดียามู ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี กล่าวต่อว่า สำหรับความเสียหายทางด้านกายภาพ แบ่งเป็น ด้านการเกษตร (ด้านพืช) ประสบภัยทั้งหมด 12 อำเภอ 109 ตำบล 576 หมู่บ้าน ข้าวนาปี 19,783 ไร่ พืชไร่และพืชผัก 2,482 ไร่ ไม้ผล ไม้ยืนต้นและอื่น ๆ 28,776 ไร่ด้านประมง (ปลาหรือสัตว์น้ำอื่น) ที่เลี้ยงในบ่อดิน นาข้าวหรือร่องสวน จำนวน 84.77 ไร่ 93 ราย สัตว์น้ำที่เลี้ยงในกระชัง บ่อซีเมนต์ 5,544 ไร่ 97 ราย ด้านปศุสัตว์ ในพื้นที่ 6 อำเภอ 31 ตำบล 101 หมู่บ้าน (อำเภอสายบุรี อำเภอเมืองปัตตานี อำเภอโคกโพธิ์ อำเภอหนองจิก อำเภอกะพ้อ และอำเภอยะรัง) เกษตรกร 4,807 ราย ประกอบด้วย โค 6,621 ตัว กระบือ 27 ตัว สุกร 342 ตัว แพะ 3,596 ตัว แกะ 3,454 ตัว ไก่พื้นบ้าน/ไก่งวง 20,285 ตัว ไก่ไข่ 1,275 ตัว ไก่เนื้อ 3,030 ตัว เป็ดไข่ 745 ตัว และเป็ดเนื้อ 5,270 ตัว ทั้งนี้ ยังพบสิ่งปลูกสร้างสาธารณประโยชน์ได้รับความเสียหาย ได้แก่ โรงเรียนในระบบ 101 แห่ง สถาบันศึกษาปอเนาะ 29 แห่ง โรงเรียนตาดีกา 93 แห่ง โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล 10 แห่ง และศาสนสถาน 8 แห่ง "ขณะนี้ สถานการณ์ในภาพรวมเริ่มคลี่คลาย โดยผู้ว่าราชการจังหวัด รองผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ หัวหน้าส่วนราชการ เจ้าหน้าที่ทหาร กำนันผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน รวมถึงประชาชนจิตอาสา ได้ลงพื้นที่ ช่วยเหลือประชาชน มอบถุงยังชีพ และให้กำลังใจผู้ประสบภัยอย่างต่อเนื่อง โดยจังหวัดปัตตานีได้ดำเนินการให้ความช่วยเหลือในเบื้องต้น ประกอบด้วย การแจกจ่ายถุงยังชีพ จำนวน 5,153 ถุง การมอบน้ำดื่ม สำหรับบริโภค จำนวน 25,643 ขวด อาหารกล่อง จำนวน 14,540 กล่อง และอาหารสัตว์ (หญ้าแห้ง) 1,580 ฟ่อน ซึ่งได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ในพื้นที่เร่งสำรวจความเสียหายและผลกระทบเพิ่มเติมโดยเร็วที่สุด พร้อมติดตามเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ หากต้องการความช่วยเหลือ พี่น้องประชาชนสามารถขอรับความช่วยเหลือจ้าหน้าที่ในพื้นที่ หรือ โทรสายด่วนนิรภัย 1784 หรือสายด่วนศูนย์ดำรงธรรม 1567 เพื่อจะได้เร่งประสานให้เจ้าหน้าที่ให้ความช่วยเหลือต่อไป . #WorldSoilDay #วันดินโลก #UN #FAO #GlobalSoilPartnership #MOI #กระทรวงมหาดไทย #บำบัดทุกข์บำรุงสุข #SoilandWaterasourceoflife #SustainableSoilandWaterforbetterlife #ดินดีน้ำดีชีวีมีสุขอย่างยั่งยืน #SDGsforAll #ChangeforGood
รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล-ผู้ว่าฯ ปัตตานีเปิดเผยสถานการณ์อุทกภัยเริ่มคลี่คลาย แม่น้ำปัตตานีระดับน้ำเริ่มทรงตัว ส่วนแม่น้ำสายบุรีน้ำลดระดับลงอย่างต่อเนื่อง เร่งให้ความช่วยเหลือ และสำรวจความเสียหาย
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/76847
25
วันจันทร์ที่ 1 มกราคม 2567 01/01/2567 นายกรัฐมนตรีและภริยาลงนามถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2567 นายกรัฐมนตรีและภริยาลงนามถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2567 นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยว่า วันนี้ (1 มกราคม 2567) เวลา 10.00 น. ณ ห้องแดง อาคารหน่วยราชการในพระองค์ 904 ด้านตะวันออก ในพระบรมมหาราชวัง นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ลงนามถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2567 โดยมี นางพักตร์พิไล ทวีสิน ภริยา พร้อมด้วยรองนายกรัฐมนตรีและภริยา เข้าร่วมพิธี นายกรัฐมนตรีและภริยา ถวายความเคารพพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทูลเกล้าฯ ถวายแจกันดอกไม้เบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ฯ ดังนี้ ชุดที่ 1 นายกรัฐมนตรี พร้อมรองนายกรัฐมนตรี ในนาม “นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี” ชุดที่ 2 นายกรัฐมนตรีและภริยา ในนาม “นายกรัฐมนตรีและภริยา” ชุดที่ 3 ภริยานายกรัฐมนตรี พร้อมภริยารองนายกรัฐมนตรี ในนาม “คณะคู่สมรสคณะรัฐมนตรี” จากนั้น นายกรัฐมนตรีและภริยาลงนามถวายพระพร ถวายความเคารพพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสร็จพิธี
รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล-นายกรัฐมนตรีและภริยาลงนามถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2567
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/76863
26
วันจันทร์ที่ 1 มกราคม 2567 รมว.ประเสริฐ ร่วมถวายแจกันดอกไม้ หน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และลงนามถวายพระพร เนื่องในวันขึ้นปีใหม่ พ.ศ.2567 รมว.ประเสริฐ ร่วมถวายแจกันดอกไม้ หน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และลงนามถวายพระพร เนื่องในวันขึ้นปีใหม่ พ.ศ.2567 เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2567 นาย ประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เข้าร่วมถวายแจกันดอกไม้หน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี และร่วมลงนามถวายพระพรเนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พ.ศ.2567 ณ ห้องแดง อาคารหน่วยราชการในพระองค์ 904 ด้านตะวันออก ศาลาว่าการพระราชวังในพระบรมมหาราชวัง ___________________
รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล-รมว.ประเสริฐ ร่วมถวายแจกันดอกไม้ หน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และลงนามถวายพระพร เนื่องในวันขึ้นปีใหม่ พ.ศ.2567
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/76865
27
วันอังคารที่ 2 มกราคม 2567 นายมนตรี เดชสกุลสม รองปลัดกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการติดตาม เร่งรัดการดำเนินงานโครงการก่อสร้างสายพัฒนาคูน้ำริมถนนวิภาวดีรังสิต ครั้งที่ 7/2566 .... วันนี้ (2 มกราคม 2567) เวลา 14.00 น. นายมนตรี เดชาสกุลสม รองปลัดกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการติดตาม เร่งรัดการดำเนินงานโครงการก่อสร้างสายพัฒนาคูน้ำริมถนนวิภาวดีรังสิต ครั้งที่ 7/2566 โดยมี นางวันทนีย์ วัฒนะ ปลัดกรุงเทพมหานคร นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล รองอธิบดีกรมทางหลวง นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย ผู้บริหารกรุงเทพมหานคร ร่วมการประชุม ณ ห้องประชุมกระทรวงคมนาคม นายมนตรี เดชาสกุลสม กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้เป็นการติดตามเร่งรัดการดำเนินงานโครงการก่อสร้างสายพัฒนาคูน้ำริมถนนวิภาวดีรังสิตของกรมทางหลวง (ทล.) กระทรวงคมนาคม ซึ่งโครงการฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขปัญหาอุทกภัยและน้ำท่วมขังส่งเสริมการบริหารจัดการน้ำและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะประชาชนที่อาศัยอยู่ริมถนนวิภาวดีรังสิต ปัจจุบันโครงการมีผลงานก่อสร้าง ระยะที่ 2 ตอนที่ 1 ร้อยละ 65.432 ตอนที่ 2 ร้อยละ 73.158 ตอนที่ 3 ร้อยละ 89.212 และระยะที่ 3 ร้อยละ 1.362 ทั้งนี้ ที่ประชุมได้มอบให้ ทล. ดำเนินการ ดังนี้ 1. ให้สำนักสำรวจและออกแบบ ทล. หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณารูปแบบการก่อสร้างสะพานทางเชื่อมคูน้ำริมถนนวิภาวดีรังสิต เพื่อให้การก่อสร้างมีความรวดเร็ว มั่นคง แข็งแรง เนื่องจากในระยะที่ 3 มีสะพานทางเชื่อมจำนวน 87 แห่ง หากก่อสร้างรูปแบบปกติ เกรงว่าจะใช้เวลานาน และส่งผลกระทบต่อพี่น้องประชาชน 2. ให้ประสานกรุงเทพมหานคร สำนักสิ่งแวดล้อม หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการปรับปรุงภูมิทัศน์ โดยจัดทำเป็นคณะทำงานปรับปรุงภูมิทัศน์คูน้ำรวมเกาะกลางถนนวิภาวดีรังสิต เพื่อหารือรายละเอียดในการจัดทำโครงการนำร่อง อาทิ การปรับปรุงภูมิทัศน์ การบำรุงรักษาต้นไม้ ติดตั้งไฟฟ้าส่องสว่าง และจัดทำแปลงตัวอย่าง (show case) ระหว่างสถานีสูบน้ำคลองบางเขน และสถานีสูบน้ำคลองบางซื่อ ฝั่งตะวันออกหรือขาเข้ากรุงเทพมหานคร 3. ประสานงานกับสำนักการระบายน้ำ สำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร การไฟฟ้านครหลวง และหน่วยงานด้านสื่อสาร จัดทำแผนการแก้ไขปัญหาอุปสรรคของโครงการ เพื่อให้แต่ละหน่วยงานบูรณาการการดำเนินงานร่วมกัน 4. ประสานงานกับการรถไฟแห่งประเทศไทย ในการจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ เพื่อแก้ไขปัญหาการใช้ที่ดินบนเขตแนวรถไฟ ช่วง กม. ที่ 14+000 - 25+500 ถนนวิภาวดีรังสิต (หลักสี่ - ดอนเมือง) ให้แล้วเสร็จภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2567 5. เร่งรัดการดำเนินโครงการให้เป็นไปตามแผนงานโดยเร็ว และได้สั่งการให้ ทล. แก้ไขปัญหาจุดที่มีข้อร้องเรียนจากพี่น้องประชาชน ได้แก่ - จุดซอยวิภาวดี 16 ให้ก่อสร้างดาดท้องคูน้ำแล้วเสร็จภายในสัปดาห์แรกของเดือนมกราคม 2567 - จุดหน้าโรงเรียนหอวัง ให้สรุปรูปแบบที่แก้ไขบ่อพักและท่อระบายน้ำเสีย ของสำนักการระบายน้ำ โดยนำเสนอในการประชุมครั้งต่อไป - จุดบริเวณทางเข้าไทยรัฐ ซึ่งมีประตูทางเข้า 3 จุด จุดที่ดำเนินการทำทางเชื่อมแล้ว ให้ ทล. แจ้ง กสทช. ย้ายสายสื่อสารที่ตกท้องช้างทำให้รถบรรทุกเข้าออกไม่ได้ ส่วนอีก 2 จุดให้ทำแผนเร่งรัดและก่อสร้างให้แล้วเสร็จภายในเดือนเมษายน 2567 - เร่งรัดดำเนินการงานก่อสร้างร้อยสายไฟฟ้าใต้ดิน ductbank บริเวณจุดหน้า sc asset หน้าโรงพยาบาลวิภาวดี และหน้ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จากนั้นรีบตอก corrugated concrete sheet pile เพื่อให้กำแพงกันดินต่อเนื่อง โดยจัดทำแผนงานเร่งรัดให้แล้วเสร็จก่อนเดือนพฤษภาคม 2567
รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล-นายมนตรี เดชสกุลสม รองปลัดกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการติดตาม เร่งรัดการดำเนินงานโครงการก่อสร้างสายพัฒนาคูน้ำริมถนนวิภาวดีรังสิต ครั้งที่ 7/2566
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/76943
28
วันพุธที่ 3 มกราคม 2567 03/01/2567 กยศ.ตอบชัดเจน ผู้กู้ 2,443 ราย ที่ขาดคุณสมบัติไม่สามารถให้กู้ได้ ส่วนรายที่อนุมัติและทำสัญญาแล้วจะได้รับเงินภายใน 7 วัน สัปดาห์หน้าจะลงพื้นที่ตรวจสอบว่ามีการเรียนการสอนจริงหรือไม่? กยศ. ยืนยันชัดเจนอีกครั้งว่า ผู้กู้ที่มีคุณสมบัติไม่สอดคล้องตามเกณฑ์จะไม่สามารถกู้ได้ ส่วนผู้กู้รายใดที่ได้รับอนุมัติแล้ว เมื่อผู้กู้ลงนามและทำสัญญาเสร็จเรียบร้อย จะได้รับเงินกู้ภายใน 7 วัน กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ยืนยันชัดเจนอีกครั้งว่า ผู้กู้ที่มีคุณสมบัติไม่สอดคล้องตามเกณฑ์จะไม่สามารถกู้ได้ ส่วนผู้กู้รายใดที่ได้รับอนุมัติแล้ว เมื่อผู้กู้ลงนามและทำสัญญาเสร็จเรียบร้อย จะได้รับเงินกู้ภายใน 7 วัน โดยสัปดาห์หน้า กยศ. จะลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบว่าสถานศึกษามีการจัดการเรียนการสอนจริงหรือไม่ เนื่องจากมีผลต่อการอนุมัติเงินกู้ นายชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) กล่าวว่า “จากกรณีข่าวนักศึกษาจากสถานศึกษาแห่งหนึ่ง สอบถามเรื่องการอนุมัติเงินกู้ของผู้กู้ยืมจำนวน 2,178 ราย นั้น ขอยืนยันว่า มีผู้กู้ยืมจำนวน 2,443 ราย เป็นผู้มีงานทำแล้ว ทำให้ขาดคุณสมบัติและไม่สามารถให้กู้ได้ สำหรับรายอื่นๆ ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนกองทุนฯได้อนุมัติเรียบร้อยทุกรายแล้ว ทั้งนี้ ผู้กู้ยืมที่ได้รับการอนุมัติ เมื่อลงนามและทำสัญญาเรียบร้อยจะได้รับเงินภายใน 7 วัน โดยสัปดาห์หน้า ทางกยศ.จะลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบว่าทางสถานศึกษามีการจัดการเรียนการสอนถูกต้องตามระเบียบหรือไม่ เนื่องจากมีผลต่อการอนุมัติเงินกู้ ทั้งนี้ กองทุนฯเป็นหน่วยงานที่ให้โอกาสทางการศึกษาแก่นักเรียนและนักศึกษาที่ขาดแคลน ขอให้มั่นใจได้ว่าหากนักศึกษารายใดอยากเรียนต้องได้เรียน และขอยืนยันอีกครั้งว่าขณะนี้ไม่มีผู้กู้ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนค้างรออยู่ในระบบแล้ว” ผู้จัดการกองทุนฯ กล่าวในที่สุด
รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล-กยศ.ตอบชัดเจน ผู้กู้ 2,443 ราย ที่ขาดคุณสมบัติไม่สามารถให้กู้ได้ ส่วนรายที่อนุมัติและทำสัญญาแล้วจะได้รับเงินภายใน 7 วัน สัปดาห์หน้าจะลงพื้นที่ตรวจสอบว่ามีการเรียนการสอนจริงหรือไม่?
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/76976
29
วันพุธที่ 3 มกราคม 2567 กรมการขนส่งทางบก อำนวยความสะดวกจัดรถเสริมรองรับประชาชนกลับบ้าน พร้อมตรวจเข้มรถโดยสารและพนักงานขับรถทุกสถานีขนส่งและจุดจอดทั่วประเทศ ... กรมการขนส่งทางบก อำนวยความสะดวกจัดรถเสริมรองรับประชาชนกลับบ้าน พร้อมตรวจเข้มรถโดยสารและพนักงานขับรถทุกสถานีขนส่งและจุดจอดทั่วประเทศ เผยผลการตรวจสะสมระหว่างวันที่ 29 ธันวาคม 2566 - 2 มกราคม 2567 กว่า 70,000 คัน นายจิรุตม์ วิศาลจิตร อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) อำนวยความสะดวกรองรับประชาชนเดินทางกลับบ้านจากช่วงเทศกาลปีใหม่ 2567 จัดรถเสริมให้เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน พร้อมมีมาตรการตรวจเข้มรถโดยสารสาธารณะและพนักงานขับรถ ณ สถานีขนส่งผู้โดยสาร/จุดจอด และจุด Checking Point รวม 222 จุด ทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 29 ธันวาคม 2566 - 4 มกราคม 2567 เพื่อป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนในช่วงเทศกาลปีใหม่ และเน้นย้ำให้ผู้ประกอบการขนส่ง ผู้ให้บริการสถานีขนส่งผู้โดยสารและจุดจอดทุกแห่ง ตรวจความพร้อมของรถและผู้ขับรถก่อนออกเดินทาง ตามแบบ Checklist เช่น การมีใบอนุญาตขับรถที่ถูกต้อง ตรวจความพร้อมด้านร่างกาย และการตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ในลมหายใจต้องเป็นศูนย์มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ชั่วโมงการขับรถไม่เกินที่กฎหมายกำหนด รถโดยสารสาธารณะทุกคันต้องมีสภาพมั่นคงแข็งแรงทั้งสภาพตัวรถภายนอกและภายใน รวมทั้งอุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยต่าง ๆ ต้องพร้อมใช้งานอยู่เสมอ พร้อมจัดเจ้าหน้าที่ให้คำแนะนำและให้ความรู้แก่ผู้โดยสารกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน และขอให้ผู้โดยสารทุกที่นั่งคาดเข็มขัดนิรภัยตลอดการเดินทาง เพื่อป้องกันการบาดเจ็บและเสียชีวิตเมื่อรถเกิดอุบัติเหตุ สำหรับผลดำเนินการตรวจความพร้อม ในวันที่ 2 มกราคม 2567 ตรวจรถโดยสารสาธารณะแล้ว 14,476 คัน ไม่พบรถบกพร่อง ส่วนการตรวจความพร้อมและตรวจสอบอุณหภูมิพนักงานขับรถ จำนวน 14,476 ราย ไม่พบความบกพร่อง ในส่วนการตรวจสอบอุณหภูมิพนักงานขับรถ ไม่พบพนักงานขับรถอุณหภูมิเกิน ทั้งนี้ ผลการตรวจรถโดยสารสาธารณะสะสมระหว่างวันที่ 29 ธันวาคม 2566 - 2 มกราคม 2567 แล้ว จำนวน 73,521 คัน สำหรับผลการดำเนินการติดตามตรวจสอบการเดินรถโดยสารสาธารณะและรถบรรทุก ด้วยระบบ GPS Tracking ผ่านศูนย์บริหารจัดการเดินรถด้วยระบบ GPS ประจำวันที่ 2 มกราคม 2567 มีจำนวน 49,429 คัน พบการใช้ความเร็วเกินกฎหมายกำหนด 312 คัน ผลตรวจสอบการใช้ความเร็วรถโดยสารและรถบรรทุก ด้วยกล้องเลเซอร์ บนถนนสายหลักและสายรอง 2,383 คัน พบการใช้ความเร็วเกินกฎหมายกำหนด 33 คัน ขบ. จะประสานผู้ประกอบการขนส่ง เจ้าหน้าที่ตำรวจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อระงับการใช้ความเร็ว ควบคู่กับมาตรการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด สำหรับการร้องเรียนเกี่ยวกับรถโดยสารสาธารณะผ่านศูนย์ 1584 ได้รับเรื่องร้องเรียน จำนวน 61 เรื่อง สภาพรถไม่มั่นคงแข็งแรง/ดัดแปลงตัวรถ และอุปกรณ์ส่วนควบไม่ครบถ้วนถูกต้อง ขับรถประมาท/น่าหวาดเสียว และผู้ประจำรถแสดงกิริยาวาจาไม่สุภาพ/แต่งกายไม่เรียบร้อย ตามลำดับ ขบ. จะเร่งติดตามผู้กระทำผิดมาสอบสวนและดำเนินการลงโทษตามกฎหมายต่อไป ทั้งนี้ พบปัญหาจากการใช้บริการรถโดยสารสาธารณะ แจ้งสายด่วน 1584 ตลอด 24 ชั่วโมง
รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล-กรมการขนส่งทางบก อำนวยความสะดวกจัดรถเสริมรองรับประชาชนกลับบ้าน พร้อมตรวจเข้มรถโดยสารและพนักงานขับรถทุกสถานีขนส่งและจุดจอดทั่วประเทศ
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/76961
30
วันพุธที่ 3 มกราคม 2567 สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร เสด็จ (เป็นการส่วนพระองค์) ไปปฏิบัติพระกรณียกิจในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี ณ ร้านต้นเทียน ไหมไทย (อารมณ์สว่าง) ตำบลบุ่งมะแลง อำเภอสว่างวีระวงศ์ จังหวัดอุบลราชธานี
รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล-สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร เสด็จ (เป็นการส่วนพระองค์) ไปปฏิบัติพระกรณียกิจในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/76966
31
วันพุธที่ 3 มกราคม 2567 กระทรวงคมนาคม สรุปรายงานข้อมูลการเดินทางและอุบัติเหตุช่วงเทศกาลปีใหม่ 2567 ระหว่างวันที่ 29 ธันวาคม 2566 - 2 มกราคม 2567 (สะสม 5 วัน) ณ วันที่ 3 มกราคม 2567 ... ตามที่ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้มีนโยบายให้ทุกหน่วยงาน ในสังกัดกระทรวงคมนาคม เตรียมความพร้อมอำนวยความสะดวกและความปลอดภัยให้กับประชาชนอย่างเต็มกำลังความสามารถ เพื่อให้พี่น้องประชาชน “เดินทางทั่วไทย คมนาคม สะดวก ปลอดภัย ใส่ใจให้บริการประชาชน” ให้ครอบคลุมทุกมิติ โดยเน้นย้ำการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน และที่สำคัญคือความปลอดภัยขั้นสูงสุด ในการลดความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน ตามนโยบาย “คมนาคม เพื่อความอุดมสุขของประชาชน” นั้น กระทรวงคมนาคม โดยศูนย์ปฏิบัติการความปลอดภัยคมนาคม ได้สรุปรายงานข้อมูลการเดินทางและอุบัติเหตุช่วงเทศกาลปีใหม่ 2567 ระหว่างวันที่ 29 ธันวาคม 2566 - 2 มกราคม 2567 (สะสม 5 วัน) ประมวลผลข้อมูล ณ วันที่ 3 มกราคม 2567 เวลา 07.30 น. จากระบบการเดินทางและระบบ TRAMS พบว่า 1. การเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะรวม 12,867,024 คน-เที่ยว จำแนกตามพื้นที่ในการเดินทาง เป็นการเดินทางภายในกรุงเทพฯ 9,231,117 คน ระหว่างจังหวัด 1,500,738 คน ภายในจังหวัด 1,053,451 คน และระหว่างประเทศ 1,081,718 คน และจำแนกตามรูปแบบการเดินทาง เป็นการเดินทางทางถนน 4,166,350 คน ทางราง 5,921,881 คน ทางน้ำ 1,272,501 คน และทางอากาศ 1,506,292 คน 2. การเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะระหว่างจังหวัด 1,171,706 คน-เที่ยว มีรูปแบบการขนส่งประกอบด้วย ทางถนน ทางราง และทางอากาศ โดยแต่ละรูปแบบการขนส่งมีการเดินทางแยกตามภาค ดังนี้ - ทางถนน 585,929 คน แบ่งเป็น ภาคเหนือ 72,730 คน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 129,068 คน ภาคกลาง 136,959 คน ภาคตะวันออก 79,055 คน ภาคใต้ 127,468 คน ส่วนการเดินทางด้วยรถหมวด 3 ของกรมการขนส่งทางบก ซึ่งเป็นการเดินทางระหว่างเขตจังหวัดในส่วนภูมิภาค 40,649 คน - ทางราง 444,506 คน แบ่งเป็น ภาคเหนือ 91,150 คน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 121,345 คน ภาคตะวันตก 46,595 คน ภาคตะวันออก 58,468 คน ภาคใต้ 126,948 คน - ทางอากาศ 470,303 คน แบ่งเป็น ภาคเหนือ 71,605 คน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 45,749 คน ภาคกลาง (ดอนเมือง และสุวรรณภูมิ) 218,242 คน ภาคตะวันออก (อู่ตะเภา) 979 คน ภาคใต้ 133,209 คน และภาคตะวันตก (หัวหิน) 519 คน 3. ปริมาณจราจรบนถนนทางหลวงผ่าน 10 จุดสำรวจที่เป็นเส้นทางเข้า/ออกกรุงเทพฯ -ปริมณฑล ของกรมทางหลวง และทางพิเศษของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย มีปริมาณรวม 11,185,891 คัน เป็นการเดินทางขาเข้ากรุงเทพฯ 7,753,150 คัน และขาออกกรุงเทพฯ 3,432,741 คัน 4. ศักยภาพในการรองรับผู้โดยสาร โดยท่าอากาศยาน ท่าเรือ ที่มีปริมาณการเดินทางเกินศักยภาพในการรองรับ ได้แก่ ท่าเรือในแม่น้ำเจ้าพระยา (เกิน 61%) ท่าอากาศยานภูเก็ต (เกิน 55%) ท่าอากาศยานเชียงใหม่ (เกิน 30%) ท่าอากาศยานหาดใหญ่ (เกิน 16%) ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (เกิน 5%) และท่าอากาศดอนเมือง (เกิน 4%) ซึ่งบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) และกรมเจ้าท่า ได้มีการบริหารจัดการเพื่ออำนวยความสะดวก และปลอดภัยในการเดินทางให้ประชาชนโดยเรียบร้อยและทั่วถึง 5. อุบัติเหตุบนโครงข่ายถนนของกระทรวงคมนาคม เกิดอุบัติเหตุ 1,184 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บ 1,291 คน และผู้เสียชีวิต 130 คน โดยยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด คือ รถจักรยานยนต์ 571 ครั้ง 6. รถโดยสารสาธารณะเกิดอุบัติเหตุ 9 ครั้ง รถโดยสาร 9 คัน มีผู้บาดเจ็บ 10 คน (รถคู่กรณี) และผู้เสียชีวิต 3 คน (รถคู่กรณี) 7. โครงข่ายทางรางเกิดอุบัติเหตุ 2 ครั้ง (ผู้โดยสารผลัดตกขบวนรถไฟ 2 ครั้ง) มีผู้บาดเจ็บ 1 คน และผู้เสียชีวิต 1 คน 8. โครงข่ายทางน้ำเกิดอุบัติเหตุ 1 ครั้ง (นักท่องเที่ยวเช่าเรือเหมาลำประสบเหตุชนหินริมฝั่ง) มีผู้บาดเจ็บ 8 คน และผู้เสียชีวิต 1 คน 9. โครงข่ายทางอากาศ ไม่มีรายงานการเกิดอุบัติเหตุ 10. ผู้ประจำรถโดยสารสาธารณะ รถไฟ และเรือโดยสาร ที่อยู่ระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ไม่พบการเสพสารเสพติดและแอลกอฮอล์
รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล-กระทรวงคมนาคม สรุปรายงานข้อมูลการเดินทางและอุบัติเหตุช่วงเทศกาลปีใหม่ 2567 ระหว่างวันที่ 29 ธันวาคม 2566 - 2 มกราคม 2567 (สะสม 5 วัน) ณ วันที่ 3 มกราคม 2567
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/76953
32
วันพุธที่ 3 มกราคม 2567 03/01/2567 มหาดไทย Kick-Off ขับเคลื่อนธนาคารขยะ (Recyclable Waste Bank) ร่วมกับ อปท. 7,773 (ไม่รวม อบจ./กทม.) แห่งทั่วประเทศ ตั้งเป้า 60 วัน ทุก อปท. ต้องมีธนาคารขยะอย่างน้อย 1 แห่ง มหาดไทย Kick-Off ขับเคลื่อนธนาคารขยะ (Recyclable Waste Bank) ร่วมกับ อปท. 7,773 (ไม่รวม อบจ./กทม.) แห่งทั่วประเทศ ตั้งเป้า 60 วัน ทุก อปท. ต้องมีธนาคารขยะอย่างน้อย 1 แห่ง พร้อมเน้นย้ำ ผู้ว่าฯ นายอำเภอทั่วประเทศบูรณาการทุกภาคส่วนหนุนเสริมขับเคลื่อน มหาดไทย Kick-Off ขับเคลื่อนธนาคารขยะ (Recyclable Waste Bank) ร่วมกับ อปท. 7,773 (ไม่รวม อบจ./กทม.) แห่งทั่วประเทศ ตั้งเป้า 60 วัน ทุก อปท. ต้องมีธนาคารขยะอย่างน้อย 1 แห่ง พร้อมเน้นย้ำ ผู้ว่าฯ นายอำเภอทั่วประเทศบูรณาการทุกภาคส่วนหนุนเสริมขับเคลื่อนร่วมกับ อปท. ทุกแห่งในพื้นที่ เพื่อสิ่งแวดล้อมที่ดี ชีวีตที่มีความสุขอย่างยั่งยืนของประชาชน วันนี้ (3 ม.ค. 67) นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงการขับเคลื่อนธนาคารขยะ (Recyclable Waste Bank) ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งในวันนี้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้ง 7,773 แห่ง ได้เริ่ม Kick-Off การขับเคลื่อนธนาคารขยะ (Recyclable Waste Bank) พร้อมกันทั่วประเทศ ด้วยความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนพัฒนาสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่องของกระทรวงมหาดไทย ในการส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้มีการจัดการขยะมูลฝอยโดยดำเนินการตามหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน ด้วยการจัดให้มีระบบจัดการและกำจัดขยะมูลฝอยที่มีประสิทธิภาพ สามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ด้านอื่น ๆ ซึ่งที่ผ่านมากรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นได้ดำเนินการลงพื้นที่สำรวจข้อมูลการดำเนินการคัดแยกขยะรีไซเคิลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เป็นเลิศ (Best Practice) ได้แก่ องค์การบริหารส่วนตำบลโก่งธนู จังหวัดลพบุรี องค์การบริหารส่วนตำบลผาสามยอด จังหวัดเลย องค์การบริหารส่วนตำบลหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช และเทศบาลตำบลหนองล่อง จังหวัดลำพูน ตั้งแต่วันที่ 5 - 17 ตุลาคม 2566 เพื่อถอดบทเรียน จัดทำแผนงานและแนวทางขับเคลื่อนการดำเนินงานธนาคารขยะ (Recyclable Waste Bank) โดยมีศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นที่ปรึกษาโครงการฯ เกี่ยวกับการดำเนินการศึกษาจัดทำแผนงานและแนวทางการขับเคลื่อนการดำเนินงานธนาคารขยะ จึงเป็นที่มาของการขับเคลื่อนธนาคารขยะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พร้อมทั้งมีการดำเนินงานที่สอดคล้องกับการดำเนินงานตามคู่มือโครงการศึกษาจัดทำแผนงานและแนวทางขับเคลื่อนการดำเนินงานธนาคารขยะ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า แนวทางการขับเคลื่อนธนาคารขยะของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นนี้ เป็นการสนับสนุนให้ประชาชนได้มีการคัดแยกขยะรีไซเคิลในครัวเรือน และสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนำแนวคิดระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) มาใช้ในการจัดการสิ่งปฏิกูลและมูลฝอยภายใต้หลักการ 3ช (3Rs) คือ ใช้น้อย (Reduce) ใช้ซ้ำ (Reuse) และนำกลับมาใช้ใหม่ (Recycle) พร้อมทั้งรณรงค์สร้างความรับรู้ความเข้าใจ และปลูกจิตสำนึกให้ประชาชนในทุกพื้นที่มีส่วนร่วมในการลดปริมาณขยะและคัดแยกขยะที่สามารถนำไปรีไซเคิลหรือไปขาย เพื่อให้มีรายได้สู่ชุมชน และพัฒนาสู่การจัดตั้งธนาคารขยะเพื่อเป็นสถานที่รวบรวมและรับซื้อขยะรีไซเคิลจากประชาชน อันเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับชุมชนและนำรายได้ไปจัดสวัสดิการสังคมในรูปแบบต่าง ๆ สำหรับแนวทางการขับเคลื่อนธนาคารขยะในระดับพื้นที่ ได้แก่ 1) การขับเคลื่อนในระดับจังหวัด โดยคณะกรรมการจัดการสิ่งปฏิกูลมูลฝอยระดับจังหวัด ทำหน้าที่ส่งเสริมและสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีธนาคารขยะอย่างน้อยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นละ 1 แห่ง ซึ่งจะต้องมีการประชุมซักซ้อมแนวทางการขับเคลื่อนธนาคารขยะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (ในระดับจังหวัด) ให้สอดคล้องกับคู่มือแนวทางที่กระทรวงมหาดไทยกำหนด โดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ท้องถิ่นจังหวัด ให้คำแนะนำและสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกแห่งจัดตั้งธนาคารขยะ ให้แล้วเสร็จภายใน 60 วันนับจากวันนี้ที่มีการ Kick-Off รวมทั้งมีการจัดทำพื้นที่ต้นแบบ (พี่เลี้ยง) ของธนาคารขยะ และขยายผลไปยังพื้นที่อื่น ๆ ในจังหวัด โดยสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดตั้งคณะกรรมการธนาคารขยะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อทำหน้าที่ส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินงานของคณะทำงานธนาคารขยะประจำชุมชน/หมู่บ้าน พร้อมทั้งสนับสนุนผลักดันให้อาสาสมัครท้องถิ่นรักษ์โลก (อถล.) ทุกครัวเรือน เข้าร่วมเป็นสมาชิกธนาคารขยะของชุมชน/หมู่บ้าน พร้อมทั้งรณรงค์และประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนในจังหวัดทราบถึงประโยชน์ของการคัดแยกขยะรีไซเคิล สร้างองค์ความรู้ในการดำเนินโครงการธนาคารขยะ ให้ทราบถึงผลประโยชน์ที่ชุมชนจะได้รับจากการเข้าร่วมโครงการธนาคารขยะ ผ่านช่องทางต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง และสุดท้ายศึกษาวิเคราะห์แนวทางการขับเคลื่อนธนาคารขยะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามคู่มือแนวทางที่กระทรวงมหาดไทยกำหนด พร้อมทั้งติดตาม และรายงานผลการขับเคลื่อนโครงการให้กระทรวงมหาดไทยทราบทุกเดือน 2) การขับเคลื่อนในระดับอำเภอ ให้คณะกรรมการจัดการสิ่งปฏิกูลและมูลฝอยในระดับอำเภอ จัดประชุมซักซ้อมแนวทางการขับเคลื่อนธนาคารขยะในระดับอำเภอ โดยนายอำเภอ ปลัดอำเภอ ท้องถิ่นอำเภอ ให้คำแนะนำ สนับสนุน และร่วมดำเนินการให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกแห่ง มีธนาคารขยะของชุมชน/หมู่บ้าน โดยใช้กลไกคณะกรรมการสิ่งปฏิกูลและมูลฝอยระดับอำเภอ สนับสนุนและผลักดันการดำเนินงานโดยใช้อาสาสมัครท้องถิ่นรักษ์โลก ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำศาสนา ร่วมกันประสานงานและขับเคลื่อนธนาคารขยะในระดับชุมชน/หมู่บ้าน ส่งเสริม และสนับสนุนการดำเนินงานของคณะทำงานธนาคารขยะประจำชุมชน/หมู่บ้าน ในการจัดทำข้อบังคับธนาคารขยะ ประชาสัมพันธ์การดำเนินงานธนาคารขยะและการเปิดรับสมาชิก พร้อมทั้งการติดตามและรายงานผลการขับเคลื่อนนโยบาย รวบรวมปัญหา อุปสรรค ผลสัมฤทธิ์ ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการขับเคลื่อนนโยบายฯ ให้จังหวัดทราบ และ 3) การขับเคลื่อนในระดับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้มีการเตรียมความพร้อมสำรวจข้อมูลขยะมูลฝอยระดับครัวเรือน การจัดการขยะมูลฝอย ได้แก่ การคัดแยกขยะมูลฝอย การรีไซเคิลขยะในระดับครัวเรือน ผู้ประกอบการรับซื้อขยะรีไซเคิลในพื้นที่ พร้อมทั้งจัดทำฐานข้อมูล มีการประชุมรับฟังความคิดเห็นการดำเนินงานธนาคารขยะในชุมชน/หมู่บ้าน พร้อมทั้งจัดทำธรรมนูญชุมชน/หมู่บ้าน/ตำบล เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการคัดแยกขยะมูลฝอยครัวเรือน และจัดให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการ/คณะทำงาน แบ่งเป็น 3 ระดับ ได้แก่ คณะกรรมการบริหารธนาคารขยะ คณะกรรมการธนาคารขยะชุมชน/หมู่บ้าน และคณะทำงานธนาคารขยะชุมชน/หมู่บ้าน นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า ในด้านการติดตามและรายงานผลการขับเคลื่อนนั้น จังหวัดจะเป็นหน่วยงานรวบรวมและบันทึกในแบบรายงานของจังหวัด เพื่อให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นทราบ โดยมีระยะเวลาดำเนินงานติดตามและรายงานผล คือ 1) วันที่ 22 มกราคม 2567 เป็นการเตรียมความพร้อมในการมีฐานข้อมูลขยะมูลฝอยระดับครัวเรือน (การจัดการขยะมูลฝอย การคัดแยกขยะมูลฝอย ผู้ประกอบการรับซื้อขยะรีไซเคิลในพื้นที่) พร้อมทั้งมีการประชุมรับฟังความคิดเห็นการดำเนินงานธนาคารขยะในพื้นที่ และมีการจัดทำคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารธนาคารขยะ และประกาศจัดตั้งคณะทำงานธนาคารขยะในระดับชุมชน/หมู่บ้าน 2) วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2567 จะมีการจัดตั้งคณะทำงานฝ่ายต่าง ๆ ในระดับหมู่บ้าน/ชุมชน มีหน้าที่ในการประชุมและการสำรวจผู้ประกอบการรับซื้อในชุมชน ราคา ประเภทของขยะรีไซเคิลที่รับซื้อ ประสานงานผู้รับซื้อให้เข้าร่วมธนาคารขยะในราคา ระยะเวลา และสถานที่ที่เพียงพอต่อปริมาณขยะที่เข้ารับซื้อตามความเหมาะสม มีการจัดทำระเบียบ/ข้อบังคับธนาคารขยะ โดยให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการออกระเบียบ หลักเกณฑ์ และอำนาจในการบริหาร คณะทำงานฯ และฝ่ายต่าง ๆ เพื่อรับผิดชอบการดำเนินงาน เช่น การรับสมัคร การรับซื้อขยะ การประชาสัมพันธ์ การทำบัญชี พร้อมทั้งมีการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนเพื่อสร้างการรับรู้การดำเนินงานธนาคารขยะกับชุมชน โดยจัดตั้งทีมปฏิบัติการร่วมกับอาสาสมัคร ท้องถิ่นรักษ์โลก เพื่อเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจในการคัดแยกขยะรีไซเคิล เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมและความน่าสนใจของการเป็นสมาชิกธนาคารขยะ และ 3) วันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2567 จะเป็นวันแห่งการขับเคลื่อนโครงการฯ ซึ่งจะมีการเปิดรับสมาชิกธนาคารขยะชุมชน/หมู่บ้าน โดยกําหนดวันเวลา และสถานที่ในการรับสมัคร ที่เหมาะสม และประชาสัมพันธ์การรับสมัครให้ประชาชนในท้องถิ่นทราบ พร้อมทั้งมีการประชุมทำความเข้าใจ สร้างองค์ความรู้ในการคัดแยกขยะรีไซเคิล ขยะที่ขายได้-ขายไม่ได้ และแจ้งกำหนดการในการรับซื้อขยะรีไซเคิลให้สมาชิกได้รับทราบ “ขอให้ท่านผู้ว่าราชการจังหวัด ท่านนายอำเภอ ผู้นำท้องถิ่นท้องที่ ร่วมแรง ร่วมใจกัน ระดมสรรพกำลังสร้างสรรค์สิ่งที่ดีงาม Change for Good ทำให้เกิดธนาคารขยะในทุกพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม และช่วยกันหนุนเสริมขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง ผ่านการพูดคุยกันอย่างสม่ำเสมอ มีการร่วมกันคิด ร่วมกันทำ และร่วมรับประโยชน์ ตาม 4 กระบวนการของแนวทางการทำงานโครงการในพระราชดำริกว่า 5,151 โครงการ ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ขอให้ทุกท่านได้ช่วยกัน Action Now แล้วเราจะมีความสุขในการทำให้เกิดทำให้มีสิ่งที่ดีในแผ่นดินไทย ในพื้นที่ชุมชนของพวกเรา เพื่อโลกใบเดียวนี้ของเราทุกคน” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าวในช่วงท้าย #WorldSoilDay #วันดินโลก #UN #FAO #GlobalSoilPartnership #MOI #กระทรวงมหาดไทย #บำบัดทุกข์บำรุงสุข #SoilandWaterasourceoflife #SustainableSoilandWaterforbetterlife #ดินดีน้ำดีชีวีมีสุขอย่างยั่งยืน #SDGsforAll #ChangeforGood
รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล-มหาดไทย Kick-Off ขับเคลื่อนธนาคารขยะ (Recyclable Waste Bank) ร่วมกับ อปท. 7,773 (ไม่รวม อบจ./กทม.) แห่งทั่วประเทศ ตั้งเป้า 60 วัน ทุก อปท. ต้องมีธนาคารขยะอย่างน้อย 1 แห่ง
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/76958
33
วันพุธที่ 3 มกราคม 2567 รมว.กห. ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การยกระดับการพัฒนาภาคเกษตรระหว่าง กห. กับ กษ. นายสุทิน คลังแสง รมว.กห. ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ MOUการยกระดับการพัฒนาภาคเกษตรระหว่าง กห. กับ กษ. เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2566 ระหว่างเวลา 13:00 น. - 14;00 น. ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชชัย รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานสักขีพยานให้กับ นายสุทิน คลังแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในพิธีการลงนามร่วมกันในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการยกระดับการพัฒนาภาคการเกษตรระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กับกระทรวงกลาโหม ภายใต้แนวคิด " ช่วยเหลือ ป้องกัน สร้างสรรค์ และพัฒนา “ เพื่อสนับสนุนผลผลิตทางการเกษตรของเกษตรกรทั่วประเทศ พร้อมกับเยี่ยมชมนิทรรศการความร่วมมือระหว่างกันที่จัดขึ้นตามขอบเขตความร่วมมือทั้ง 4 ด้าน ชึ่งประกอบด้วย 1) การรับซื้อผลผลิตและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร เพื่อนำมาปรุงอาหารให้กับกำลังพล รวมทั้งเปิดให้มีจุดจำหน่ายสินค้าจากการเกษตรที่มีคุณภาพและมาตรฐาน 2) ป้องกันการลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตรที่ผิดกฎหมายตามแนวชายแดน 3) การช่วยเหลือเกษตรกรและประชาชน ฟื้นฟูพื้นที่เกษตรกร สาธารณูปโภค โครงสร้างพื้นฐาน แหล่งน้ำเพื่อการเกษตร การช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่เสี่ยงภัย และ 4) การพัฒนาศักยภาพกำลังพล การพัฒนาพื้นที่ศูนย์การเรียนรู้ การฝึกอบรมการดำเนินโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (โครงการทหารพันธุ์ดี) ทั้งนี้ ภายหลังจากเสร็จสิ้นพิธีดังกล่าว พลเรือตรี ธนิตพงศ์ สิริเศวตศักดิ์ โฆษกกระทรวงกลาโหม ได้เปิดเผยว่า ในวันที่ 3 ธันวาคม 2566 นี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมมีกำหนดการที่จะเดินทางไปตรวจราชการ ณ กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี เพื่อรับฟังการบรรยายสรุปการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด พร้อมกับตรวจเยี่ยมโครงการทหารพันธุ์ดี กองพลทหารราบที่ 3 (พล.ร.3) และเดินทางต่อไปยังหน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำเเม่น้ำโขง เขตหนองคาย (นรข.เขตหนองคาย) รวมทั้งร่วมตรวจการปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนทางน้ำ ตลอดจนเข้าร่วมการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการ นอกสถานที่ ครั้งที่ 1/2566 ในวันที่ 4 ธันวาคม 2566 ณ จังหวัดหนองบัวลำภู ต่อไป
รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล-รมว.กห. ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การยกระดับการพัฒนาภาคเกษตรระหว่าง กห. กับ กษ.
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/76965
34
วันพุธที่ 3 มกราคม 2567 วธ. เผยคนไทยทั่วไทย-ทั่วโลก เข้าร่วมสวดมนต์ข้ามปี เสริมสิริมงคล ต้อนรับศักราชใหม่ ปี 2567 เนืองแน่นทุกพื้นที่ วธ. เผยคนไทยทั่วไทย-ทั่วโลก เข้าร่วมสวดมนต์ข้ามปี เสริมสิริมงคล ต้อนรับศักราชใหม่ ปี 2567 เนืองแน่นทุกพื้นที่ วธ. เผยคนไทยทั่วไทย-ทั่วโลก เข้าร่วมสวดมนต์ข้ามปี เสริมสิริมงคล ต้อนรับศักราชใหม่ ปี 2567 เนืองแน่นทุกพื้นที่ นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (รมว.วธ.) เป็นประธานพิธีสวดมนต์ข้ามปี เสริมสิริมงคลทั่วไทย ส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับศักราชใหม่ 2567 ระหว่างวันที่ 31 ธันวาคม 2566 – 1 มกราคม 2567 ในส่วนกลางมีศูนย์กลางจัดงานที่วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ วัดอรุณราชวราราม และวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม โดยบูรณาการการจัดกิจกรรมในวัดและศาสนสถานจากทุกหน่วยงาน ทุกจังหวัด ทุกภาคส่วนทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดียิ่งจากทุกภาคส่วน ทั้งนี้ จากการรวบรวมข้อมูลศูนย์ประสานงานสวดมนต์ข้ามปีระดับจังหวัดทั่วประเทศ ร่วมกับสำนักงานสถิติของจังหวัด ประมวลผลการจัดงาน พบว่า วัด ศาสนสถาน ในกรุงเทพและส่วนภูมิภาคมีจัดงาน จำนวน 24,629 แห่ง มีวัดในต่างประเทศจัดกิจกรรมจำนวน 70 วัด และมีผู้ร่วมสวดมนต์ในวัด สถานที่จัดงานและผ่านทางระบบออนไลน์ รวมทั้งสิ้นกว่า 12,067,387 คน นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (รมว.วธ.) กล่าวว่า กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมการศาสนา จัดกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปี เสริมสิริมงคลทั่วไทย ส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับศักราชใหม่ มาอย่างต่อเนื่องในนามของรัฐบาล โดยเริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548 เป็นต้นมา เพื่อถวายพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ โดยได้รับพระเมตตาจากสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประทานไฟพระฤกษ์ให้แก่กระทรวงวัฒนธรรมเพื่อจุดเทียนมงคลในพิธีสวดมนต์ข้ามปี และโปรดประทานตราอักษรพระนาม ออป. จัดพิมพ์ลงบนกล่องไม้ขีดไฟ เพื่อมอบให้สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดทั่วประเทศ นำไปประกอบพิธีจุดเทียนมงคลในวัดทั่วประเทศไทย ในส่วนกลาง มีศูนย์กลางจัดกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปี ณ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ วัดอรุณราชวราราม และวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม และวัดต่าง ๆ พร้อมกันทั่วประเทศ นอกจากนี้ สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดที่มีพรมแดนติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคอาเซียน 17 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดอุบลราชธานี หนองคาย นครพนม บึงกาฬ มุกดาหาร ศรีสะเกษ สุรินทร์ เลย ตราด ตาก เชียงราย แม่ฮ่องสอน ยะลา ระนอง สตูล สงขลา และนราธิวาส ได้จัดกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปีอาเซียน ให้สอดคล้องกับแนวทางการปฏิบัติเกี่ยวกับเทศกาล ประเพณี พิธีทางศาสนาและพิธีการต่างๆ ของจังหวัด โดยส่งเสริมให้ประชาชนร่วมกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปีฯ ตามวัด/ศาสนสถาน หรือสถานที่จัดกิจกรรม นอกจากนี้ยังได้รับความร่วมมือองค์การทางศาสนาจัดกิจกรรมส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ตามหลักศาสนบัญญัติของศาสนานั้น ๆ โดยศาสนาคริสต์ จัดพิธีอธิษฐานขอพร ณ โบสถ์อัสสัมชัญบางรัก คริสตจักรสานสัมพันธ์กรุงเทพ คริสตจักรพลับพลา และคริสตจักรจีนเซเว่นธ์เดย์แอ๊ดเวนตีส ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู จัดพิธีสวดมนต์ขอพรต้อนรับปีใหม่ ณ วัดเทพมณเฑียร และวัดวิษณุ ศาสนาซิกข์ จัดพิธีสวดอัรดาส ขอพรต้อนรับปีใหม่ ณ สมาคมศรีคุรุสิงห์สภา สมาคมนามธารีสังคัต เป็นต้น และในส่วนต่างประเทศร่วมกับมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ประสานความร่วมมือไปยังวัดไทยและวัดทางพระพุทธศาสนาในต่างประเทศกว่า 70 วัดทั่วโลกร่วมจัดกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปี เช่น วัดอรุณสหราชอาณาจักร เมืองนอริช สหราชอาณาจักร วัดไทยกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา วัดพุทธบารมี ฮัมบวร์ค สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี วัดป่าโพธิศรัทธา ซิดนีย์ เครือรัฐออสเตรเลีย วัดญาณประทีป นิวซีแลนด์ วัดพุทธารามเกาหลี สาธารณรัฐเกาหลี วัดไทยพุทธคยา935 สาธารณรัฐอินเดีย เป็นต้น นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช กล่าวต่ออีกว่า สำหรับเด็ก เยาวชน และประชาชนยังสามารถสวดมนต์ได้ในทุกสถานที่ ทุกช่วงเวลาตามอัธยาศัย ทางเว็บไซต์สวดมนต์ข้ามปีฯ www.prayer2567.com และส่งคำอวยพรในการ์ดอวยพรปีใหม่ (ส.ค.ส) แบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Card) เพื่อส่งต่อให้ผู้อื่นผ่านช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ พร้อมทั้งขอบคุณทุกภาคส่วน หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนเจ้าหน้าที่ทุกคน ที่ร่วมบูรณาการจัดกิจกรรมในวัดและศาสนสถาน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทั้งนี้ การสวดมนต์ข้ามปีจะเป็นกิจกรรมสำคัญที่ประชาชนจะได้ร่วมก้าวเข้าสู่ศักราชใหม่ด้วยความเป็นสิริมงคล ก่อเกิดอานิสงส์เป็นแรงจูงใจให้ประชาชนลดความเสี่ยงจากอบายมุขและอุบัติเหตุ เป็นการทำบุญใหญ่ให้กับชีวิตทั้งทางกายและจิตใจ ด้วยหลักธรรมทางศาสนา ก้าวไปสู่วิถีชีวิตใหม่ให้เจริญรุ่งเรืองก้าวหน้า ช่วยปกป้องคุ้มครองภัยอันตรายและโรคภัยต่างๆ ให้แก่ชีวิตของตนเอง ครอบครัวและประเทศชาติให้อยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุขตลอดปีและตลอดไป
รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล-วธ. เผยคนไทยทั่วไทย-ทั่วโลก เข้าร่วมสวดมนต์ข้ามปี เสริมสิริมงคล ต้อนรับศักราชใหม่ ปี 2567 เนืองแน่นทุกพื้นที่
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/76951
35
วันพุธที่ 3 มกราคม 2567 03/01/2567 นายกรัฐมนตรี มั่นใจ 1 มีนาคมนี้ ไทย-จีน เริ่มวีซ่าฟรีถาวร เชื่อจะช่วยยกระดับพาสปอร์ตไทย สนับสนุนการท่องเที่ยว และจะช่วยยกระดับความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศ นายกรัฐมนตรี มั่นใจ 1 มีนาคมนี้ ไทย-จีน เริ่มวีซ่าฟรีถาวร เชื่อจะช่วยยกระดับพาสปอร์ตไทย สนับสนุนการท่องเที่ยว และจะช่วยยกระดับความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศ วันนี้ (3 มกราคม 2567) ณ บริเวณชั้น 1 อาคารรัฐสภา ถนนสามเสน เขตดุสิต กรุงเทพฯ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงกรณีที่สื่อจีนสัมภาษณ์รัฐมนตรีต่างประเทศของจีน ที่ยังไม่ยืนยันว่าจะให้วีซ่าฟรีถาวรกับประเทศไทย ว่า คงไม่มีอะไรชี้แจงเพิ่มเติม เพราะได้คุยกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และนายปานปรีย์ พหิทธานุกร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจะเดินทางไปเซ็น MOU ซึ่งมั่นใจได้ว่าวันที่ 1 มีนาคมนี้ จะมีการยกเว้นวีซ่าฟรีแบบถาวรของทั้งสองประเทศ ซึ่งเรื่องนี้มีการดำเนินการมานานแล้วตั้งแต่ยุครัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แต่เกิดปัญหาก่อนจึงไม่ได้ดำเนินการต่อ โดยรัฐบาลได้พูดมาตลอดว่าจะยกระดับพาสปอร์ตไทย และได้หยิบยกเรื่องนี้มาทำงานอย่างต่อเนื่อง รวมถึงพรรคเพื่อไทยเองก็ไม่ได้หยุด เรื่องอะไรที่ ดีก็จะทำต่อ ตรงนี้จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศ รวมถึงสนับสนุนเรื่องการท่องเที่ยว
รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล-นายกรัฐมนตรี มั่นใจ 1 มีนาคมนี้ ไทย-จีน เริ่มวีซ่าฟรีถาวร เชื่อจะช่วยยกระดับพาสปอร์ตไทย สนับสนุนการท่องเที่ยว และจะช่วยยกระดับความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศ
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/76974
36
วันพุธที่ 3 มกราคม 2567 ​วธ. เผยบทบาทวัด-ศาสนสถาน สร้างสังคมคุณธรรม-ส่งเสริมพระพุทธศาสนา-ดันแหล่งท่องเที่ยวเส้นทางสายบุญ ช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจด้วยต้นทุนทางวัฒนธรรม ​วธ. เผยบทบาทวัด-ศาสนสถาน สร้างสังคมคุณธรรม-ส่งเสริมพระพุทธศาสนา-ดันแหล่งท่องเที่ยวเส้นทางสายบุญ ช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจด้วยต้นทุนทางวัฒนธรรม พร้อมหนุนวัดทั่วประเทศทำงานควบคู่ สวจ.ทั่วประเทศด้วยมิติศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม วธ. เผยบทบาทวัด-ศาสนสถาน สร้างสังคมคุณธรรม-ส่งเสริมพระพุทธศาสนา-ดันแหล่งท่องเที่ยวเส้นทางสายบุญ ช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจด้วยต้นทุนทางวัฒนธรรม พร้อมหนุนวัดทั่วประเทศทำงานควบคู่ สวจ.ทั่วประเทศด้วยมิติศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) มีจุดมุ่งหมายให้ “วัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์มีบทบาทนำในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมไทย” มุ่งขับเคลื่อนงานด้านศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม และพร้อมเป็นหน่วยงานสนับสนุนให้งานด้านศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรมมีประสิทธิภาพอย่างยั่งยืน โดยเมื่อไม่นานมานี้ วธ. ได้รับเกียรติให้เป็นหนึ่งในหน่วยงานที่เข้ามาแลกเปลี่ยนและพูดคุยในการประชุมเจ้าคณะจังหวัดคณะธรรมยุตประชุมสัญจรกับคณะอนุกรรมการคณะธรรมยุตครั้งที่ 1/2566 โดยมีสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ เลขาธิการคณะธรรมยุต คณะอนุกรรมการคณะธรรมยุต 5 คณะ เจ้าคณะจังหวัดคณะธรรมยุต พระเถรานุเถระ นายชนะกิจ คชชี ผู้อำนวยการกองพิธีการศพที่ได้รับพระราชทาน นายพงศ์ธันว์ สำเภาเงิน ผู้อำนวยการกองโบราณคดี และข้าราชการกระทรวงวัฒนธรรม เข้าร่วม ณ วัดธรรมมงคลเถาบุญนนทวิหาร แขวงบางจาก เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร โดยได้ร่วมเสวนาบรรยายในเรื่อง การอนุรักษ์ส่งเสริมศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม ซึ่งบรรยายโดยปลัดกระทรวงวัฒนธรรม นำเสนอกิจกรรมโครงการและผลการดำเนินงานด้านศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรมที่กระทรวงวัฒนธรรมได้สนับสนุนส่งเสริมพระพุทธศาสนามาอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ในด้านกรมศิลปากร มีนายพงศ์ธันว์ สำเภาเงิน ผู้อำนวยการกองโบราณคดี ได้บรรยายเรื่อง การขึ้นทะเบียนการอนุรักษ์โบราณสถาน นางยุพา กล่าวว่า กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ได้วางกรอบการดำเนินงานอนุรักษ์ส่งเสริมศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรมไว้ 5 ประการ ประกอบด้วย 1.นโยบายและยุทธศาสตร์ในการส่งเสริมพระพุทธศาสนา ใช้มิติทางศาสนาปลูกจิตสำนึกและเสริมสร้างค่านิยมเชิงบวกสู่สังคมคุณธรรมในบริบทสังคมไทย 2.จัดโครงการ กิจกรรมในการส่งเสริมพระพุทธศาสนา อาทิ การสนับสนุนศาสนทายาท ซึ่งในปีนี้ วธ. ได้ถวายทุนการศึกษาแด่พระภิกษุสามเณร ไปแล้วกว่า 3,400 รูป จัดโครงการฝึกอบรมพระพิธีธรรม ภายใต้โครงการส่งเสริมผู้สืบทอดพิธี สงเคราะห์พระภิกษุ สามเณรที่ประสบภัย จัดอบรมพัฒนาสมรรถนะพระธรรมวิทยากรในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ขับเคลื่อนธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์แห่งชาติ จัดโครงการส่งเสริมพระสงฆ์และพุทธศาสนิกชนไปประกอบศาสนกิจ ณ สังเวชนียสถานฯกรรม โครงการอุดหนุนศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ รวมถึงโครงการบรรพชาอุปสมบทพระภิกษุสามเณรและบวชศีลจาริณีภาคฤดูร้อน 3.การยกย่องเชิดชูเกียรติบุคคลการยกย่องเชิดชูเกียรติบุคคลองค์กรที่ทำคุณประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนา รางวัลเสาเสมาธรรมจักรและพระราชทานโล่รางวัล รวมถึงมอบพัดรองและเข็มเชิดชูเกียรติ ผู้ทำคุณประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนา 4.ส่งเสริมการนำสื่อเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้เผยแพร่ศาสนา 5.มุ่งสร้างมูลค่าเพิ่มกางเศรษฐกิจและสังคมด้วยมิติทางศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม อาทิ จัดทำเส้นทางการท่องเที่ยว เส้นทางพระเถราจารย์ เส้นทางบูชาพระบรมธาตุ เส้นทางศรัทธาลุ่มน้ำโขง กิจกรรม “อารามอร่าม 10 วัดและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ” ตลอดจนการนำทุนทางวัฒนธรรม สร้างรายได้จากการท่องเที่ยว เช่น การท่องเที่ยวสัมผัสวิถีสุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” พระพุทธศาสนาที่เกี่ยวข้องกับศิลปะ รวมถึงการจัดแสดงงานศิลปะและประติมากรรมจากศิลปินที่ร่วมงาน THAILAND BIENNALE, CHIANGRAI 2023 ณ บริเวณศูนย์วิปัสสนาสากลไร่เชิญตะวัน จังหวัดเชียงราย “มุ่งหวังว่าข้อมูลที่นำมาบรรยายในครั้งนี้ จะเป็นประโยชน์และนำไปปรับใช้ในแต่ละวัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยทางกระทรวงวัฒนธรรม มีสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดทั่วประเทศ พร้อมขับเคลื่อนและสนับสนุนการดำเนินงานควบคู่กันไป ไม่ว่าจะเป็นเทศกาลสำคัญ งานประจำปี หรืองานด้านศาสนาที่สำคัญต่างๆ” ปลัด วธ. กล่าว ทั้งนี้ การประชุมดังกล่าวจัดขึ้นเป็นปีที่ 6 ณ วัดธรรมมงคลเถาบุญนนทวิหาร แขวงบางจาก เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร เพื่อให้เกิดปฏิสัมพันธ์ สามารถปฏิบัติงานร่วมกัน ปรึกษาหารือกัน ทำให้งานของคณะสงฆ์เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลเป็นอย่างดี เพื่อให้เจ้าคณะจังหวัดและคณะอนุกรรมการคณะธรรมยุตได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน แก้ไขปัญหาและอุปสรรคข้อขัดข้องที่เกิดขึ้น ร่วมชี้แจงแนะนำระเบียบวิธีปฏิบัติที่ถูกต้องและเหมาะสม ส่งเสริมสนับสนุนให้ศาสนกิจของคณะสงฆ์เป็นไปด้วยความเรียบร้อยดีงาม และเปิดโอกาสให้ได้สอบถามปัญหาและรับทราบข้อเสนอแนะ
รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล-​วธ. เผยบทบาทวัด-ศาสนสถาน สร้างสังคมคุณธรรม-ส่งเสริมพระพุทธศาสนา-ดันแหล่งท่องเที่ยวเส้นทางสายบุญ ช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจด้วยต้นทุนทางวัฒนธรรม
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/76968
37
วันพุธที่ 3 มกราคม 2567 03/01/2567 โฆษกรัฐบาลเชื่อมั่นในการแถลงงบประมาณต่อรัฐสภาของนายกฯ ระบุแยกแยะตามยุทธศาสตร์ ชัดเจน ครบถ้วน เข้าใจทุกฝ่ายทำหน้าที่ของตนเอง ขอให้เป็นไปอย่างสร้างสรรค์ โฆษกรัฐบาลเชื่อมั่นในการแถลงงบประมาณต่อรัฐสภาของนายกฯ ระบุแยกแยะตามยุทธศาสตร์ ชัดเจน ครบถ้วน เข้าใจทุกฝ่ายทำหน้าที่ของตนเอง ขอให้เป็นไปอย่างสร้างสรรค์ วันนี้ (3 ม.ค. 67) นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงการแถลงงบประมาณประกอบงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2567 ต่อสภาผู้แทนราษฎรของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี โดยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีระบุว่า นายกรัฐมนตรีได้แถลงประกอบงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ 2567 อย่างครบถ้วน โดยได้ชี้แจงหลักการ เหตุผล รัฐบาลให้ความสำคัญกับการจัดสรรงบประมาณตามแผนการพัฒนาประเทศ โดยรัฐบาลให้ความสำคัญกับทุกด้าน ได้แก่ เศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง รวมทั้งการเมืองการปกครอง ซึ่งเป็นไปตามยุทธศาสตร์ทั้ง 6 ได้แก่ ความมั่นคง ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ โดยนายกรัฐมนตรีย้ำว่า จะดำเนินงานตามกรอบวินัยการเงินการคลังของรัฐ ใช้จ่ายเงินภาษีของประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด โดยมีเป้าหมายที่จะบำบัดทุกข์ บำรุงสุข ลงทุนเพื่อสร้างการเจริญเติบโตของประเทศ และเป็นไปตามกฎหมาย โฆษกรัฐบาลเชื่อมั่นว่า นายกรัฐมนตรี และรัฐบาลได้พิจารณาการบริหารงบประมาณนี้เป็นอย่างดี โดยจะนำเงินงบประมาณมาดำเนินนโยบายในระยะสั้น และระยะยาวอย่างมีประสิทธิภาพ และโปร่งใส “นายกรัฐมนตรีแถลงงบประมาณประกอบงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2567 อย่างครบถ้วน ครอบคลุม ระบุความจำเป็น เหตุผล ตามการกำหนดยุทธศาสตร์ ระบุแยกแยะตามยุทธศาสตร์ ชัดเจน ครบถ้วน โดยโฆษกรัฐบาลเชื่อว่า รัฐบาลจะดำเนินการบริหารประเทศได้อย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ ทั้งนี้ ขอให้เข้าใจบทบาทของตนเอง ปฏิบัติหน้าที่อย่างสร้างสรรค์เพื่อประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก” นายชัย กล่าว
รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล-โฆษกรัฐบาลเชื่อมั่นในการแถลงงบประมาณต่อรัฐสภาของนายกฯ ระบุแยกแยะตามยุทธศาสตร์ ชัดเจน ครบถ้วน เข้าใจทุกฝ่ายทำหน้าที่ของตนเอง ขอให้เป็นไปอย่างสร้างสรรค์
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/76955
38
วันพุธที่ 3 มกราคม 2567 ด้านอัตลักษณ์และความเสมอภาค รัฐบาลจะทำให้คนทุกกลุ่มได้รับการคุ้มครองทางกฎหมาย ..... ด้านอัตลักษณ์และความเสมอภาค รัฐบาลจะทำให้คนทุกกลุ่มได้รับการคุ้มครองทางกฎหมาย โดยปราศจากเงื่อนไขทางเพศสภาพ อายุ ความเจ็บป่วยของร่างกาย ทำให้ได้รับสิทธิครบถ้วนตามที่กำหนดไว้ และเข้าถึงโอกาสต่างๆ เพื่อสร้างความเสมอภาคทางสังคมที่แท้จริง . นายกรัฐมนตรีแถลงในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร (สมัยสามัญประจำปี ครั้งที่ 2) เป็นพิเศษ 3 มกราคม 2567 #ไทยคู่ฟ้า#สื่อสารรัฐบาลไทย#ประชุมสภา#การประชุมสภาผู้แทนราษฎร ------------------
รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล-ด้านอัตลักษณ์และความเสมอภาค รัฐบาลจะทำให้คนทุกกลุ่มได้รับการคุ้มครองทางกฎหมาย
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/76973
39
วันพุธที่ 3 มกราคม 2567 ชวน ปชช. เที่ยวเมืองรองตลอดปี 67 คาดรายได้จากการท่องเที่ยวเมืองรองจะเติบโตขึ้น 10 – 15% ..... ชวน ปชช. เที่ยวเมืองรองตลอดปี 67 คาดรายได้จากการท่องเที่ยวเมืองรองจะเติบโตขึ้น 10 – 15% . การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เผยโครงการ “365 วัน มหัศจรรย์เมืองไทยเที่ยวได้ทุกวัน” ช่วง 9 เดือนแรก (มกราคม – กันยายน) ของปี 66 ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี มีการท่องเที่ยวภายในประเทศเพิ่มขึ้น ทั้งในเมืองหลักและเมืองรอง . จำนวนนักท่องเที่ยวชาวไทยเดินทางท่องเที่ยวถึง 73.32 ล้านคน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 34.47% สร้างรายได้ 169,608 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 38.86%) คาดว่าตลอดปี 66 จะมีรายได้จากการท่องเที่ยวเมืองรองเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 40% เทียบจากปี 62 ดังนั้น เพื่อให้การท่องเที่ยวไทยเดินหน้าต่อเนื่อง ททท. จึงดำเนินยุทธศาสตร์ด้วยโครงการ “365 วัน มหัศจรรย์เที่ยวเมืองรอง” ดันกระแสท่องเที่ยวเมืองรองตลอดปี 2567 เปิดประสบการณ์ใหม่ เที่ยวเมืองรองมิรู้ลืม กระตุ้นให้นักท่องเที่ยวออกไปท่องเที่ยวตามสถานที่ต่าง ๆ ในเมืองไทย . โดยเน้นแนวคิด Soft Power ซึ่งสะท้อนเอกลักษณ์และอัตลักษณ์ของเมืองรองแต่ละภูมิภาคทั่วประเทศ (Meaning Full Travel + Story Telling) มาเป็นจุดขายให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาท่องเที่ยวได้ตลอด 365 วัน . คาดว่าปี 67 รายได้จากการท่องเที่ยวเมืองรองจะเติบโตขึ้น 10 – 15% จากปี 66 เกิดการกระจายรายได้ไปสู่ชุมชนท่องเที่ยว ส่งผลให้เศรษฐกิจในแต่ละจังหวัดเพิ่มขึ้น . อ่านเพิ่มเติม คลิก https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/76692 ไทยคู่ฟ้า #สื่อสารรัฐบาลไทย -------------------
รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล-ชวน ปชช. เที่ยวเมืองรองตลอดปี 67 คาดรายได้จากการท่องเที่ยวเมืองรองจะเติบโตขึ้น 10 – 15%
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/76960
40
วันพุธที่ 3 มกราคม 2567 “พัชรวาท” นำคณะผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ในสังกัด ทส. ทำบุญตักบาตรต้อนรับปีใหม่ 2567 ฉบับใส่ใจสิ่งแวดล้อม งดโฟม งดถุงพลาสติก “พัชรวาท” นำคณะผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ในสังกัด ทส. ทำบุญตักบาตรต้อนรับปีใหม่ 2567 ฉบับใส่ใจสิ่งแวดล้อม งดโฟม งดถุงพลาสติก “พัชรวาท” นำคณะผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ในสังกัด ทส. ทำบุญตักบาตรต้อนรับปีใหม่ 2567 ฉบับใส่ใจสิ่งแวดล้อม งดโฟม งดถุงพลาสติก วันที่ 3 มกราคม 2567 เวลา 08.30 น. พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) พร้อมด้วย ร.อ.รชฏ พิสิษฐบรรณกร ผู้ช่วย รมว.ทส. นายโกเมนทร์ ทีฆธนานนท์ ที่ปรึกษา รมว.ทส. นายนพดล พลเสน เลขานุการ รมว.ทส. และ นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงฯ นำคณะผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่จากทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงฯ ร่วมทำบุญตักบาตรข้าวสารอาหารแห้งพระสงฆ์ จำนวน 9 รูป จากวัดสร้อยทอง กรุงเทพฯ เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2567 เพื่อความเป็นสิริมงคลของการเริ่มต้นวันทำงานในช่วงต้นปี พร้อมรณรงค์ให้มีการทำบุญตักบาตรในแบบฉบับใส่ใจสิ่งแวดล้อม งดการใช้โฟมและถุงพลาสติกหูหิ้วแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งในการบรรจุสิ่งของทำบุญ โดยการใช้พาชนะหรือวัสดุที่สามารถใช้ช้ำ นำกลับมาใช้ใหม่ได้ ในการบรรจุสิ่งของทำบุญถวายพระสงฆ์ เพื่อร่วมกันดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ลดขยะ ลดการใช้วัสดุที่ย่อยสลายยาก เพื่อลดภาระต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งยังเป็นการช่วยกันลดภาวะโลกร้อน ณ บริเวณด้านหน้าอาคารกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โอกาสนี้ ปลัดกระทรวงฯ ยังได้นำคณะผู้บริหารระดับสูงหน่วยงานในสังกัด ทส. มอบ ส.ค.ส. ปี 2567 อวยพรปีใหม่ให้กับ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ทส. ตลอดจน ผู้ช่วย รมว.ทส. ที่ปรึกษา รมว.ทส. และเลขานุการ รมว.ทส.
รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล-“พัชรวาท” นำคณะผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ในสังกัด ทส. ทำบุญตักบาตรต้อนรับปีใหม่ 2567 ฉบับใส่ใจสิ่งแวดล้อม งดโฟม งดถุงพลาสติก
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/76964
41
วันพุธที่ 3 มกราคม 2567 03/01/2567 ประกาศใช้แล้ว “มาตรฐานแรงงานไทยในงานขนส่ง” เชื่อ!! ช่วยลดอัตราการเกิดอุบัติเหตุ และผู้เสียชีวิต ประกาศใช้แล้ว “มาตรฐานแรงงานไทยในงานขนส่ง” เชื่อ!! ช่วยลดอัตราการเกิดอุบัติเหตุ และผู้เสียชีวิต กระทรวงแรงงานประกาศใช้มาตรฐานแรงงานไทยฉบับใหม่ล่าสุด มรท.8003–2566 สำหรับสถานประกอบกิจการในงานขนส่ง หวังยกระดับมาตรฐานแรงงานไทยที่แสดงออกถึงความรับผิดชอบทางสังคม เชื่อ!! เป็นเครื่องมือนำไปสู่การลดอัตราการเกิดอุบัติเหตุ และจำนวนผู้เสียชีวิต นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า กระทรวงแรงงานได้เล็งเห็นความสำคัญของการดูแลแรงงานในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของสังคมและเป็นการดูแลตามหลักธรรมาภิบาล ตนจึงได้ลงนามในประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง มาตรฐานแรงงานไทยในงานขนส่ง มรท.8003-2566 เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2566 ที่ผ่านมา และมอบหมายให้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานนำไปส่งเสริม ขับเคลื่อนให้สถานประกอบกิจการทุกขนาดที่มีกิจกรรมการขนส่งเป็นส่วนหนึ่งของการประกอบกิจการ และสถานประกอบกิจการที่ให้บริการด้านการขนส่งโดยตรง สามารถนำมาตรฐานแรงงานไทยฉบับดังกล่าว ซึ่งจะมีแนวปฏิบัติในการจัดทำระบบการจัดการที่มีประสิทธิภาพ ทั้งการใช้แรงงาน การใช้ยานพาหนะ และการปฏิบัติตามระเบียบการใช้ถนน ไปพัฒนาให้เกิดประโยชน์ในสถานประกอบกิจการของตนเองได้โดยสมัครใจ อันจะส่งผลให้ลูกจ้างของสถานประกอบกิจการมีความปลอดภัยในการทำงาน และเชื่อมั่นว่ามาตรฐานแรงงานไทยฉบับนี้จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วยลดอัตราการเกิดอุบัติเหตุ การประสบอันตราย การสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินของนายจ้าง ลูกจ้าง รวมไปถึงทรัพย์สินสาธารณะ โดยมีเป้าหมายให้สถานประกอบกิจการ จำนวน 102,389 แห่ง ลูกจ้างที่เกี่ยวข้อง จำนวน 4,722,635 คน นำไปใช้เพื่อช่วยลดอัตราการประสบอันตรายเนื่องมาจากการทำงานจากปีที่ผ่านมา ร้อยละ 4 ซึ่งจะแสดงถึงความรับผิดชอบต่อสังคมด้านแรงงาน และช่วยเพิ่มโอกาสในการแข่งขันทางธุรกิจของสถานประกอบกิจการด้านขนส่งได้ ด้านนางโสภา เกียรตินิรชา ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน รักษาราชการแทนอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กล่าวต่อว่า มาตรฐานแรงงานไทยในงานขนส่ง เมื่อ รมว.แรงงาน ลงนามในประกาศแล้ว กรมจะได้สร้างระบบการรับรองหลักเกณฑ์และเงื่อนไข รวมถึงพัฒนาศักยภาพผู้ประเมินฯ ทั้งภาครัฐและเอกชนให้แล้วเสร็จภายในเดือนพฤษภาคม 2567 และจะสามารถตรวจประเมินสถานประกอบกิจการที่ขอรับการรับรองมาตรฐานแรงงานไทยในงานขนส่งได้ในเดือนมิถุนายน-สิงหาคม 2567 จากนั้นกรมจะออกใบรับรองให้แก่สถานประกอบกิจการที่ปฏิบัติสอดคล้องตามข้อกำหนดมาตรฐานแรงงานไทยในงานขนส่งได้ในเดือน กันยายน 2567 ทั้งนี้ หากสถานประกอบกิจการสนใจขอรับรองมาตรฐานแรงงานไทยในงานขนส่ง มรท.8003-2566 สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่ สำนักพัฒนามาตรฐานแรงงาน กรมสวัสดิการและคุมครองแรงงาน โทรศัพท์ 0 2660 2108-9 สายด่วน 1546 หรือ http://tls.labour.go.th
รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล-ประกาศใช้แล้ว “มาตรฐานแรงงานไทยในงานขนส่ง” เชื่อ!! ช่วยลดอัตราการเกิดอุบัติเหตุ และผู้เสียชีวิต
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/76947
42
วันพุธที่ 3 มกราคม 2567 03/01/2567 ​รัฐบาลยืนยันระบบเทคโนโลยี​ของรถไฟฟ้าได้คุณภาพตามมาตรฐานสากล ขอให้ประชาชนมั่นใจ ด้าน คค. เรียกบริษัทฯ ชี้แจงวันนี้ (3 ม.ค.67) ​รัฐบาลยืนยันระบบเทคโนโลยี​ของรถไฟฟ้าได้คุณภาพตามมาตรฐานสากล ขอให้ประชาชนมั่นใจ ด้าน คค. เรียกบริษัทฯ ชี้แจงวันนี้ (3 ม.ค.67) วันที่ 3 มกราคม 2567 นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากกรณีเหตุการณ์รถไฟฟ้าสายสีเหลือง ล้อหลุดหล่นลงมาใส่รถแท็กซี่ที่วิ่งสัญจรอยู่บนถนนเทพารักษ์ กม.3 ในพื้นที่ จ.สมุทรปราการ นั้น ทันทีที่ทราบข่าว นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วยนายสุรพงษ์ ปิยะโชติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้เดินทางไปถึงพื้นที่เกิดเหตุ ตรวจสอบสาเหตุเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งจากการสอบถามบริษัท อีสเทิร์น บางกอกโมโนเรล จำกัด (EBM) ผู้รับสัมปทานรถไฟฟ้ามหานครสายสีเหลือง เปิดเผยถึงสาเหตุในเบื้องต้นพบว่าเกิดจากเบ้าลูกปืนล้อแตก ทำให้ล้อหลุดหล่นลงมา โดยขณะนี้รถไฟฟ้าสายสีเหลืองได้เข้าศูนย์ซ่อมบำรุงแล้ว และในส่วนของรถไฟฟ้าไม่ได้เป็นอะไร สามารถวิ่งให้บริการได้ตามปกติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวต่อไปว่า วันนี้ (3 ม.ค.67) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเรียกบริษัท อีสเทิร์น บางกอกโมโนเรล จำกัด (EBM) ผู้รับสัมปทาน เข้ามาชี้แจงถึงสาเหตุที่เกิดขึ้น พร้อมหารือบทลงโทษกับบริษัทผู้รับสัมปทาน กรณีเกิดเหตุการณ์หรือเกิดอุบัติเหตุต่อการเดินรถไฟฟ้า เตรียมออกกฎคาดโทษตัดสิทธิ์การสัมปทานครั้งต่อไป “ยืนยันรัฐบาลให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัยต่อการเดินทางของประชาชนบนรถไฟฟ้า ทั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกที่เกิดเหตุการณ์ล้อรถไฟฟ้าหลุด ยืนยันว่าระบบเทคโนโลยี​ของรถไฟฟ้าได้คุณภาพตามมาตรฐานสากล ขอให้ประชาชนมั่นใจ รัฐบาลโดยกระทรวงคมนาคม จะได้ตรวจสอบพร้อมชี้แจงให้ประชาชนทราบถึงสาเหตุ” โฆษกฯ ย้ำ
รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล-​รัฐบาลยืนยันระบบเทคโนโลยี​ของรถไฟฟ้าได้คุณภาพตามมาตรฐานสากล ขอให้ประชาชนมั่นใจ ด้าน คค. เรียกบริษัทฯ ชี้แจงวันนี้ (3 ม.ค.67)
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/76945
43
วันพุธที่ 3 มกราคม 2567 03/01/2567 นายกรัฐมนตรีเผย พร้อมนอนค้างคืนที่ทำเนียบรัฐบาล ยอมรับยังไม่สามารถนอนตามฤกษ์ในวันที่ 7 มกราคมนี้ได้ เนื่องจากติดภารกิจ นายกรัฐมนตรีเผย พร้อมนอนค้างคืนที่ทำเนียบรัฐบาล ยอมรับยังไม่สามารถนอนตามฤกษ์ในวันที่ 7 มกราคมนี้ได้ เนื่องจากติดภารกิจ วันนี้ (3 มกราคม 2567) ณ บริเวณชั้น 1 อาคารรัฐสภา ถนนสามเสน เขตดุสิต กรุงเทพฯ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงกรณีที่มีการเปิดเผยภาพห้องนอน บนตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ว่า ขณะนี้มีความพร้อม โดยได้ฤกษ์นอนเป็นวันที่ 7 มกราคมเป็นต้นไป แต่วันที่ 7 มกราคมยังไม่สามารถที่นอนได้ เนื่องจากมีภารกิจต่างจังหวัด
รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล-นายกรัฐมนตรีเผย พร้อมนอนค้างคืนที่ทำเนียบรัฐบาล ยอมรับยังไม่สามารถนอนตามฤกษ์ในวันที่ 7 มกราคมนี้ได้ เนื่องจากติดภารกิจ
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/76975
44
วันพุธที่ 3 มกราคม 2567 วธ.เผยวัด ศาสนสถาน โบราณสถาน ชุมชนคุณธรรมและบุคลากรใน 3 จังหวัดทั้งนราธิวาส ปัตตานีและยะลาได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมภาคใต้ ช่วยเหลือสนับสนุนเครื่องอุปโภคบริโภค วธ.เผยวัด ศาสนสถาน โบราณสถาน ชุมชนคุณธรรมและบุคลากรใน 3 จังหวัดทั้งนราธิวาส ปัตตานีและยะลาได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมภาคใต้ ช่วยเหลือสนับสนุนเครื่องอุปโภคบริโภค ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแล กรมการศาสนาเร่งสำรวจศาสนสถาน ช่วยซ่อมแซมสถานที่-สาธารณูปโภค วธ.เผยวัด ศาสนสถาน โบราณสถาน ชุมชนคุณธรรมและบุคลากรใน 3 จังหวัดทั้งนราธิวาส ปัตตานีและยะลาได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมภาคใต้ ช่วยเหลือสนับสนุนเครื่องอุปโภคบริโภค ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแล กรมการศาสนาเร่งสำรวจศาสนสถาน ช่วยซ่อมแซมสถานที่-สาธารณูปโภค นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยว่า ได้รับรายงานจากสำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรม โดยกองตรวจราชการได้ดำเนินการสำรวจข้อมูลจากสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งเกิดเหตุการณ์ฝนตกหนักถึงหนักมาก ระหว่างวันที่ 22 – 25 ธันวาคม 2566 จำนวน 5 จังหวัด ได้แก่ สงขลา สตูล นราธิวาส ปัตตานี และยะลา พบว่ามี 3 จังหวัดประกอบด้วย นราธิวาส ปัตตานี และยะลา ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยและมีเครือข่ายทางวัฒนธรรม บุคลากรและสถานที่ของสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดได้รับผลกระทบในภาพรวม 3 จังหวัด ได้แก่ วัด/ที่พักสงฆ์ 22 แห่ง มัสยิด/สุเหร่า 106 แห่ง ชุมชนคุณธรรม 49 แห่ง เครือข่ายวัฒนธรรม 1 กลุ่ม/ราย แหล่งเรียนรู้/โบราณสถาน 4 แห่ง และบุคลากรในสังกัด 21 ราย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวอีกว่า สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดทั้ง ๓ จังหวัดข้างต้น ได้ลงพื้นที่และให้การช่วยเหลือเยียวยา เครือข่ายทางวัฒนธรรม และบุคลากรของสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดที่ได้รับผลกระทบในเบื้องต้นแล้วด้วยการสนับสนุนถุงยังชีพ อาหาร น้ำดื่ม รวมถึงสิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็นอื่นๆ พร้อมทั้งได้ประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ เพื่อให้การช่วยเหลือเยียวยา บรรเทาความเดือดร้อน และเข้าสู่มาตรการการช่วยเหลือต่างๆของรัฐบาลต่อไป นอกจากนี้ ได้ประสานสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดที่เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และรายงานข้อมูลต่อเนื่องทุกวันจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย รวมถึงการประสานงานช่วยเหลือและให้กำลังใจเครือข่ายทางวัฒนธรรม ตลอดจนประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ เพื่อประเมินความเสียหายและให้การช่วยเหลือฟื้นฟู นายเสริมศักดิ์ กล่าวด้วยว่า ในส่วนของศาสนสถานที่ได้รับผลกระทบนั้น กรมการศาสนา อยู่ระหว่างเร่งดำเนินการสำรวจข้อมูลความเสียหาย เพื่อช่วยเหลือซ่อมแซมบูรณศาสนสถานที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย หรืออยู่ภายใต้องค์การศาสนาที่กรมการศาสนารับรอง โดยให้ความช่วยเหลือบูรณะซ่อมแซม อาคารสถานที่ที่ใช้ในการประกอบศาสนกิจ รวมถึงระบบสาธารณูปโภคที่จำเป็นในการประกอบศาสนกิจ เช่น ที่อาบน้ำละหมาด ห้องสุขา ระบบไฟฟ้า ระบบประปา เป็นต้น
รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล-วธ.เผยวัด ศาสนสถาน โบราณสถาน ชุมชนคุณธรรมและบุคลากรใน 3 จังหวัดทั้งนราธิวาส ปัตตานีและยะลาได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมภาคใต้ ช่วยเหลือสนับสนุนเครื่องอุปโภคบริโภค
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/76949
45
วันพุธที่ 3 มกราคม 2567 03/01/2567 โฆษกรัฐบาลเผย นายกฯ ยังสั่งการดำเนินการต่อเนื่อง ประสานการทำงานเพื่อให้การช่วยเหลือตัวประกันชาวไทยที่เหลืออีก 8 คน จากเหตุการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง โฆษกรัฐบาลเผย นายกฯ ยังสั่งการดำเนินการต่อเนื่องประสานการทำงานเพื่อให้การช่วยเหลือตัวประกันชาวไทยที่เหลืออีก 8 คนจากเหตุการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง วันที่ 3 มกราคม 2567 นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยังสั่งการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ร่วมกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ติดตามสถานการณ์ และประสานการทำงานกับทุกฝ่าย เพื่อให้การช่วยเหลือตัวประกันชาวไทยที่เหลืออีก 8 คน “นายกรัฐมนตรียังดำเนินการต่อเนื่อง สั่งการการทำงาน และติดตามสถานการณ์ รวมทั้ง หยิบยกประเด็นนี้เพื่อขอรับการช่วยเหลือจากทุกส่วนที่มีช่องทาง ทั้งนี้ เพื่อช่วยเหลือตัวประกันชาวไทยให้ได้รับการปล่อยตัว โดยที่ผ่านมาช่วงสิ้นเดือนธันวาคม 2566 ได้หยิบยกเรื่องนี้ในการพบกับดาโตะ เซอรี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย” นายชัย กล่าว
รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล-โฆษกรัฐบาลเผย นายกฯ ยังสั่งการดำเนินการต่อเนื่อง ประสานการทำงานเพื่อให้การช่วยเหลือตัวประกันชาวไทยที่เหลืออีก 8 คน จากเหตุการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/76979
46
วันพุธที่ 3 มกราคม 2567 เงินบาทเดียวกันจากภาครัฐ เปลี่ยนเป็นเงินให้พี่น้องประชาชนใช้กระตุ้นเศรษฐกิจ ..... จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เข้าร่วมการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 26 ปีที่ 1 ครั้งที่ 5 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่ 2) เป็นพิเศษ เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ณ ห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร อาคารรัฐสภา วันที่ 3 มกราคม 2567 รับชมได้ที่ https://youtu.be/YUTDHB8dNXI https://www.thaigov.go.th/vdo/contents/views/9915 #ไทยคู่ฟ้า #สื่อสารรัฐบาลไทย #การประชุมสภาผู้แทนราษฎร ------------------
รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล-เงินบาทเดียวกันจากภาครัฐ เปลี่ยนเป็นเงินให้พี่น้องประชาชนใช้กระตุ้นเศรษฐกิจ
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/76971
47
วันพุธที่ 3 มกราคม 2567 03/01/2567 นายกฯ ชี้แจงการดำเนินโยบายด้านต่างประเทศของรัฐบาล ยืนยันรัฐบาลให้ความสำคัญกับ FTA เผยเตรียมคุยนายกฯ กัมพูชา กรณีพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชา นายกฯ ชี้แจงการดำเนินโยบายด้านต่างประเทศของรัฐบาล ยืนยันรัฐบาลให้ความสำคัญกับ FTA เผยเตรียมคุยนายกฯ กัมพูชา กรณีพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชา เพื่อทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนทั้งสองประเทศดีขึ้น วันนี้ (3 มกราคม 2567) เวลา 17.10 น. ณ ห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชั้น 2 อาคารรัฐสภา ถนนสามเสน เขตดุสิต กรุงเทพฯ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เข้าร่วมการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 26 ปีที่ 1 ครั้งที่ 5 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่ 2) เป็นพิเศษ เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 โดยนายกรัฐมนตรีชี้แจงถึงประเด็นการดำเนินโยบายด้านต่างประเทศของรัฐบาล ดังนี้ นายกรัฐมนตรีขอบคุณสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (พรรคเพื่อไทย) ที่ชื่นชมและมีข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับการดำเนินโยบายด้านการต่างประเทศของรัฐบาลนี้ โดยเฉพาะเรื่องของการเจรจา FTA หรือสนธิสัญญาการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐบาลนี้ให้ความสำคัญอย่างยิ่ง ไม่ใช่แค่การเจรจา FTA กับ EU หรืออังกฤษ แต่รัฐบาลยังได้ทำเรื่องนี้มากขึ้น โดยมีการตั้งงบประมาณเผื่อไว้เรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ จากการที่ได้เดินทางไปเยือนต่างประเทศทั่วโลกและได้พบปะพูดคุยกับหลาย ๆ บริษัทนั้นประเด็นสำคัญที่บริษัทดังกล่าวจะมาตั้งโรงงานผลิตเพื่อการส่งออก เรื่อง FTA ถือเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งเรื่องนี้เราล้าหลังประเทศคู่แข่ง เช่น ประเทศเวียดนาม ซึ่งรัฐบาลตระหนักดีถึงเรื่องนี้ และเห็นว่าเป็นประเด็นเสี่ยงหากเราไม่ได้ทำ ไม่ได้เจรจาให้บรรลุผลได้ บริษัทต่าง ๆ เหล่านั้นก็มีสิทธิที่จะย้ายฐานการผลิต ไม่ใช่เรื่องของค่าแรงถ้าเขาจะย้าย แต่เป็นเรื่องที่เรามีความคืบหน้าน้อยมากในช่วง 8 - 9 ปีที่ผ่านมาในการเจรจาเรื่องของ FTA ทั้งนี้ ยืนยันว่าเรื่อง FTA เป็นเรื่องที่รัฐบาลนี้ให้ความสำคัญ โดยนายปานปรีย์ พหิทธานุกร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เรามีแผนงานเรื่องนี้ที่ชัดเจนและจะพยายามทำให้ได้โดยรวดเร็วที่สุด นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงเรื่องจุดยืนประเทศไทยในเวทีโลกที่ปัจจุบันมีความเปราะบางอย่างสูงว่า ประเทศไทยมีจุดยืนที่ชัดเจนคือจุดยืนความเป็นกลาง มีความภาคภูมิใจในความเป็นเอกราชของประเทศไทย ทั้งนี้ หลายเรื่องต่าง ๆ ที่มีปัญหาเกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอิสราเอลกับฮามาส การที่เราเป็นผู้บริสุทธิ์ที่ถูกทำร้าย แต่เราก็ใช้การทูตการเจรจาที่เป็นประโยชน์กับทุกฝ่ายโดยมีจุดยืนที่ความเป็นกลาง และอาศัยความสัมพันธ์ทางการทูตที่ดีกับประเทศที่มี Influence over ทั้งสองฝ่าย โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้มีการพบปะกับนายกรัฐมนตรีมาเลเซียในหลายเวที โดยเมื่อปลายเดือนที่แล้วได้ไปรับประทานอาหารร่วมกันมาก็ได้มีการขอร้องให้นายกรัฐมนตรีมาเลเซียช่วยดูแลเรื่องของตัวประกันอีก 8 คนที่ยังไม่หลุดออกมา ซึ่งต้องเฝ้าระวังว่าเมื่อไรที่จะมีการหยุดยิงเกิดขึ้น เพื่อช่วงนั้นเราจะมีการรุกเจรจาและขอความช่วยเหลือจากเพื่อน ๆ เราทุกคน นายกรัฐมนตรีได้ย้ำเกี่ยวกับการเดินทางไปเยือนต่างประเทศของนายกรัฐมนตรีเป็นที่ประจักษ์ถึงความพยายามอย่างเต็มที่ ที่จะดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาในประเทศ เพื่อยกระดับภาคอุตสาหกรรมไทยให้เป็นอุตสาหกรรม High profit มีการจ้างงานเกิดขึ้น มีการยกระดับรายได้ของพี่น้องประชาชนคนไทยทุก ๆคน เรื่องนี้เป็นเรื่องที่รัฐบาลยังทำต่อไป ทำมาแล้ว 100 กว่าวัน ซึ่งหลาย ๆ เคสก็ประสบความสำเร็จแต่ก็ยังมีความเปราะบาง มีความเสี่ยงอยู่ ต้องติดตามงานอย่างใกล้ชิดเพราะว่าเราไม่ได้แข่งขันอยู่กับตัวเราเอง เราแข่งขันกับเพื่อนบ้านที่แต่ละคนก็จะพยายามที่จะ offer สิ่งที่ดี ๆ กับประเทศเขา แต่อย่าลืมว่าประเทศไทยเราไม่ได้มีแค่นโยบายทางด้านการภาษี เรามีหลาย ๆ อย่างที่ดี ไม่ว่าจะเป็นชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีกว่า มีโรงเรียนนานาชาติที่เหนือกว่าเขา Health care system ที่เป็นระบบ World Class การที่นักลงทุนต่างประเทศจะมาอยู่ประเทศไทย เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องสำคัญ เพราะฉะนั้นรัฐบาลนี้จะเดินหน้าต่อไป โดยจะมุ่งมั่นในการที่จะนำบริษัทข้ามชาติที่มีศักยภาพในการยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ประชาชนคนไทยทุกคนอย่างต่อเนื่อง นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงเรื่องของทุนมนุษย์ว่า ระหว่างที่ตนไปเจรจากับหลาย ๆ ประเทศนั้น เราไม่ได้ที่จะเอาแค่เม็ดเงินของเขาเข้ามา ไม่ได้จะเอาแค่ผลิตภัณฑ์ของเขาเข้ามาผลิตในประเทศไทย หนึ่งในข้อตกลงนั้น เราจะให้เขามีการเข้ามาสร้าง Training Center ด้วย มีการมาสร้างทักษะพิเศษที่ประชาชนของประเทศเราอาจจะยังขาดอยู่บ้าง เพื่อให้คนของเราพัฒนาและสามารถมาทำงานในอุตสาหกรรมใหม่ ๆ อุตสาหกรรมที่มีรายได้ดี ทำให้พี่น้องประชาชนของเรามีรายได้สูงขึ้น นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงเรื่องของเมียนมา ประเทศเพื่อนบ้านที่มีประชากรใกล้เคียงกับเราประมาณ 70 ล้านคน มีเขตชายแดนติดต่อกับเราประมาณ 2,000 กม. ถือว่าเป็นเพื่อนบ้านที่มีความสำคัญอย่างยิ่งกับประเทศไทย ปัจจุบันเขาประสบปัญหา โดยนายปานปรีย์ พหิทนานุกร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ไปพูดคุยกับ Counterpart ของท่าน แล้วมีการตกลงกัน โดยความเห็นชอบจากสมาชิกของอาเซียน ว่าเราจะต้องตั้งคณะกรรมการ Humanitarian Assistance เพื่อที่จะดูแลผู้ที่เปราะบาง ให้เขามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี โดยที่ประเทศไทยจะเป็นผู้นำในการเจรจาในด้านนี้ เรื่องนี้มีนัยสำคัญอีกมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการค้าชายแดน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเจรจา ที่ทำให้ PM 2.5 ลดลงไป เรื่องของการค้ายาเสพติด ก็เป็นเรื่องที่เราต้องมีการเจรจาควบคู่กันไปด้วย นอกจากนี้ ในเรื่องของ OCA พื้นที่ทับซ้อน ที่เราเจรจาอยู่อย่างต่อเนื่องกับกัมพูชา ซึ่งเป็นประเทศที่เรามีความสัมพันธ์ที่ดี เรื่องนี้เป็นเรื่องที่รัฐบาลเราให้ความสำคัญ หนึ่งใน Agenda ที่จะมีการพูดคุยกัน เมื่อท่านนายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต ซึ่งจะมาเยือนประเทศไทยในวันที่ 7 กุมภาพันธ์นี้ เรื่องนี้ก็จะเป็นเรื่องที่เราหยิบยกขึ้นมาเริ่มต้นพูดคุย เรานั่งอยู่บนขุมทรัพย์ที่มีมูลค่าหลาย ๆ ล้านล้าน เราก็ควรที่จะมีการตกลงกันได้ พูดคุยกันได้ เพื่อที่จะทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องของทั้งสองประเทศซึ่งเป็นเพื่อนบ้านที่ดี มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีรายจ่ายที่ลดลงด้วย เรื่องนี้ยืนยันว่ารัฐบาลนี้ให้ความสำคัญอย่างยิ่ง
รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล-นายกฯ ชี้แจงการดำเนินโยบายด้านต่างประเทศของรัฐบาล ยืนยันรัฐบาลให้ความสำคัญกับ FTA เผยเตรียมคุยนายกฯ กัมพูชา กรณีพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชา
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/76977
48
วันพุธที่ 3 มกราคม 2567 03/01/2567 โฆษกรัฐบาลเผยท่องเที่ยวไทยคึกคัก จำนวนนักท่องเที่ยวสะสมตลอดทั้งปี 2566 สูงกว่า 28 ล้านคน โดยช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ 2567 รวมรายได้ถึง 54,400 ล้านบาท โฆษกรัฐบาลเผยท่องเที่ยวไทยคึกคัก จำนวนนักท่องเที่ยวสะสมตลอดทั้งปี 2566 สูงกว่า 28 ล้านคน โดยช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ 2567 รวมรายได้ถึง 54,400 ล้านบาท นายกฯ ตั้งเป้าปี 2567 สร้างรายได้จากการท่องเที่ยว 3.5 ล้านล้านบาท วันนี้ (3 มกราคม 2567) นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยสถิติการท่องเที่ยว จากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยพบว่ามีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย ตั้งแต่ 1 มกราคม – 31 ธันวาคม 2566 จำนวนกว่า 28 ล้าน 4 หมื่นคน สร้างรายได้จากการจับจ่ายใช้สอยของนักท่องเที่ยวต่างชาติกว่า 1.2 ล้านล้านบาท โดยในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ 2567 บรรยากาศการท่องเที่ยวไทยทั้งตลาดต่างประเทศและตลาดในประเทศจะคึกคักขึ้นจากปีที่ผ่านมา เกิดเป็นรายได้ทางการท่องเที่ยวไทยรวมประมาณ 54,400 ล้านบาท หรือเท่ากับเพิ่มขึ้น 44% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า ที่ผ่านมานายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และรัฐบาลได้กำหนดให้นโยบายด้านการท่องเที่ยวเป็นนโยบายเรือธง ให้ความสำคัญ โดยได้พูดคุยหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กำหนดเป็นนโยบาย และแนวทางในการส่งเสริมการท่องเที่ยวมาอย่างต่อเนื่อง เช่น มาตรการยกเว้นการตรวจลงตราเข้าไทย (Visa Exemption) การจัดกิจกรรมกระตุ้นการท่องเที่ยวที่เป็นไปตามกระแสความนิยมในช่วงเทศกาล การส่งเสริมการเที่ยวเมืองรอง การจัดงานเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ในพื้นที่ 10 จังหวัดทั่วประเทศ สร้างความรับรู้วิถีไทย ส่งเสริม Soft Power เพิ่มปริมาณนักท่องเที่ยว รวมทั้ง เสริมสร้างภาพลักษณ์และศักยภาพการเป็นเมืองท่องเที่ยวของประเทศไทย สร้างเงินสะพัดจากการท่องเที่ยวมูลค่ามหาศาล โดยในปี 2566 มีจำนวนนักท่องเที่ยวสะสมตลอดทั้งปี ทะลุ 28 ล้านคน มีรายได้จากการท่องเที่ยวต่างชาติ 1.2 ล้านล้านบาท และมีรายได้รวมจากการท่องเที่ยวในช่วงปีใหม่ถึง 54,400 ล้านบาท “นายกรัฐมนตรีมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนในการสนับสนุนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย ยินดีที่การท่องเที่ยวในไทยกลับมาคึกคัก ทั้งจากนักท่องเที่ยวในประเทศและนักท่องเที่ยวต่างชาติ มีการจับจ่ายใช้สอยที่มากขึ้น ซึ่งทั้งนี้เกิดจากการขับเคลื่อนเป้าหมายให้เป็นไปตามคาดการณ์ และขับเคลื่อนไปยังเป้าหมายที่ใหญ่ขึ้นของนายกรัฐมนตรี โดยนายกรัฐมนตรีขอให้กำหนดเป้าหมายสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวปี 2567 ให้ได้ 3.5 ล้านล้านบาท (จากเดิมที่ตั้งไว้ 3 ล้านล้านบาท) แบ่งเป็นรายได้จากการท่องเที่ยวภายในประเทศ 1 ล้านล้านบาท และรายได้จากการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ 2.5 ล้านล้านบาท ทั้งนี้การจะทำได้ตามเป้าหมายต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจของทุกภาคส่วน ซึ่งนายกรัฐมนตรีเชื่อมั่นว่าความร่วมมือจากคนไทยจะทำให้สำเร็จตามเป้าได้ไม่ยากเพื่อนำรายได้เข้าสู่ประเทศ” นายชัย กล่าว
รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล-โฆษกรัฐบาลเผยท่องเที่ยวไทยคึกคัก จำนวนนักท่องเที่ยวสะสมตลอดทั้งปี 2566 สูงกว่า 28 ล้านคน โดยช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ 2567 รวมรายได้ถึง 54,400 ล้านบาท
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/76944
49
วันพุธที่ 3 มกราคม 2567 ปัง! นทท.ต่างชาติ ปี 66 เที่ยวไทยกว่า 27 ล้านคน ส่วนแผนกระตุ้นการท่องเที่ยวปี 67 หนุน "เที่ยวเมืองรอง” ตั้งเป้ารายได้ 3.5 ล้านล้านบาท ..... กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รายงานตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยสะสมตลอดปี 66 (1 ม.ค. - 24 ธ.ค.66) กว่า 27 ล้านคน เป็นไปตามเป้าหมายของรัฐบาล . โดย 5 ลำดับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทย: • มาเลเซีย 4,439,480 คน • จีน 3,418,732 คน • เกาหลีใต้ 1,616,858 คน • อินเดีย 1,587,090 คน • รัสเซีย 1,428,985 คน ตามลำดับ . สำหรับแนวทางส่งเสริมการท่องเที่ยว ปี 67 จะดึงดูดการท่องเที่ยวไทยทั้งตลาดในและต่างประเทศ ผ่านการส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรอง ทำให้ประเทศไทยเป็น High Season ตลอดทั้งปี . ตั้งเป้าหมายสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวปี 67 ไว้ที่ 3.5 ล้านล้านบาท (จากเดิม 3 ล้านล้านบาท) แบ่งเป็น: • รายได้จากการท่องเที่ยว "ภายในประเทศ" 1 ล้านล้านบาท • รายได้จากการท่องเที่ยว "นักท่องเที่ยวต่างชาติ" 2.5 ล้านล้านบาท . อ่านเพิ่มเติม คลิกhttps://www.thaigov.go.th/news/contents/details/76827 #ไทยคู่ฟ้า#สื่อสารรัฐบาลไทย ------------------
รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล-ปัง! นทท.ต่างชาติ ปี 66 เที่ยวไทยกว่า 27 ล้านคน ส่วนแผนกระตุ้นการท่องเที่ยวปี 67 หนุน "เที่ยวเมืองรอง” ตั้งเป้ารายได้ 3.5 ล้านล้านบาท
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/76948
50
วันพุธที่ 3 มกราคม 2567 03/01/2567 โฆษกรัฐบาลเผย รัฐบาลเปิดตลาดสินค้าปศุสัตว์เห็นผลสำเร็จเป็นรูปธรรม ไทยส่งออกโคเนื้อทางเรือไปยังเวียดนามครั้งแรก 2,000 ตัว คาดเริ่มกุมภาพันธ์ 2567 นี้ โฆษกรัฐบาลเผย รัฐบาลเปิดตลาดสินค้าปศุสัตว์เห็นผลสำเร็จเป็นรูปธรรม ไทยส่งออกโคเนื้อทางเรือไปยังเวียดนามครั้งแรก 2,000 ตัว คาดเริ่มกุมภาพันธ์ 2567 นี้ วันที่ 3 มกราคม 2567 นายสัตวแพทย์ชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลยินดีที่การดำเนินการเปิดตลาดสินค้าปศุสัตว์ โดยเฉพาะโคและสุกรมีชีวิต ไปยังตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศจีน อาเซียน และตะวันออกกลาง เห็นผลเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน ภายใต้นโยบาย ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ให้สินค้าเกษตร ของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า โคเนื้อ เป็นหนึ่งในสินค้าเกษตรที่สามารถสร้างรายได้ โดยประเทศไทยมีปริมาณโคเนื้อที่สามารถทำการส่งออกได้ไม่ต่ำกว่า 500,000 ตัว/ปี โดยตลาดประเทศเพื่อนบ้าน อย่างเวียดนามมีความต้องการโคเนื้อจากไทยถึงกว่า 2,000 ตัว/เดือน ซึ่งล่าสุด เป็นครั้งแรกของไทยที่ส่งออกโคเนื้อทางเรือจากเพชรบุรีไปยังเวียดนาม เนื่องจากเห็นถึงศักยภาพในการส่งออก มาตรฐานและกระบวนการเลี้ยงโคเนื้อของไทย ที่ปลอดสารเร่งเนื้อแดง โรคปากและเท้าเปื่อย (FMD) และโรคลัมปีสกิน (LSD) ทั้งนี้ ทำให้เห็นความเข้มแข็งของฟาร์มโคในจังหวัดเพชรบุรี ที่ได้รับรองเป็นฟาร์มปลอดสารเร่งเนื้อแดง จากการผลักดันของกรมปศุสัตว์ โครงการต้นแบบ “เพชรบุรีโมเดล” ซึ่งมีเกษตรกรเข้าร่วมมากกว่า 100 ฟาร์ม และมีโคขุนมากกว่า 8,500 ตัว “นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญ ส่งเสริม และเจรจาหาตลาดส่งออกสินค้าปศุสัตว์สู่ต่างประเทศที่มีศักยภาพ โดยได้วางแผนและบริหารจัดการการส่งออกปศุสัตว์อย่างเป็นระบบ และครบวงจร เชื่อมั่นว่าจะช่วยกระจายรายได้ให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงโค กระบือ และผู้ปลูกพืชเลี้ยงสัตว์ ให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ ขณะเดียวกันประเทศคู่ค้าสามารถมั่นใจได้ถึงคุณภาพ มาตรฐานสินค้า และกระบวนการผลิตของไทยที่ดำเนินการอย่างเป็นระบบ ตามขั้นตอนที่เป็นมาตรฐานสากล ด้วยความเข้มงวดต่อเนื่องมาโดยตลอด โดยนายกรัฐมนตรีขอให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องบูรณาการการทำงาน ผลิตสินค้าที่มีคุณภาพเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของเกษตรกรไทย” นายสัตวแพทย์ชัย กล่าว
รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล-โฆษกรัฐบาลเผย รัฐบาลเปิดตลาดสินค้าปศุสัตว์เห็นผลสำเร็จเป็นรูปธรรม ไทยส่งออกโคเนื้อทางเรือไปยังเวียดนามครั้งแรก 2,000 ตัว คาดเริ่มกุมภาพันธ์ 2567 นี้
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/76978
51
วันพุธที่ 3 มกราคม 2567 นโยบายลดรายจ่ายแก้หนี้ให้ประชาชน จะช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมแข่งขันได้มากขึ้น ..... ประชาชนเดือดร้อนจากค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น เป็นที่มาของนโยบายลดรายจ่าย การแก้ไขปัญหาหนี้ทั้งระบบ ครอบคลุม หนี้นอกระบบ และหนี้ในระบบ ลดราคาพลังงาน ซึ่งดำเนินการแล้ว และอยู่ระหว่างปรับโครงสร้างพลังงานให้เหมาะสม ซึ่งจะลดค่าใช้จ่ายประชาชนอย่างมีนัยยะสำคัญ และภาคอุตสาหกรรมก็จะแข่งขันได้มากขึ้น . นายกรัฐมนตรีแถลงในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร (สมัยสามัญประจำปี ครั้งที่ 2) เป็นพิเศษ 3 มกราคม 2567 #ไทยคู่ฟ้า#สื่อสารรัฐบาลไทย#ประชุมสภา#การประชุมสภาผู้แทนราษฎร ------------------
รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล-นโยบายลดรายจ่ายแก้หนี้ให้ประชาชน จะช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมแข่งขันได้มากขึ้น
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/76972
52
วันอังคารที่ 2 มกราคม 2567 กระทรวงคมนาคม สรุปรายงานข้อมูลการเดินทางและอุบัติเหตุช่วงเทศกาลปีใหม่ 2567 ระหว่างวันที่ 29 ธันวาคม 2566 - 1 มกราคม 2567 (สะสม 4 วัน) ณ วันที่ 2 มกราคม 2567 ... ตามที่ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้มีนโยบายให้ทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคม เตรียมความพร้อมอำนวยความสะดวกและความปลอดภัยให้กับประชาชนอย่างเต็มกำลังความสามารถ เพื่อให้พี่น้องประชาชน “เดินทางทั่วไทย คมนาคม สะดวก ปลอดภัย ใส่ใจให้บริการประชาชน” ให้ครอบคลุมทุกมิติ โดยเน้นย้ำการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน และที่สำคัญคือความปลอดภัยขั้นสูงสุด ในการลดความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน ตามนโยบาย “คมนาคม เพื่อความอุดมสุขของประชาชน” นั้น กระทรวงคมนาคม โดยศูนย์ปฏิบัติการความปลอดภัยคมนาคม ได้สรุปรายงานข้อมูลการเดินทางและอุบัติเหตุช่วงเทศกาลปีใหม่ 2567 ระหว่างวันที่ 29 ธันวาคม 2566 - 1 มกราคม 2567 (สะสม 4 วัน) ประมวลผลข้อมูล ณ วันที่ 2 มกราคม 2567 เวลา 08.30 น. จากระบบการเดินทางและระบบ TRAMS พบว่า 1. การเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะรวม 10,203,651 คน-เที่ยว จำแนกตามพื้นที่ในการเดินทาง เป็นการเดินทางภายในกรุงเทพฯ 7,328,682 คน-เที่ยว ระหว่างจังหวัด 1,171,706 คน-เที่ยว ภายในจังหวัด 841,324 คน-เที่ยว และระหว่างประเทศ 861,939 คน-เที่ยว และจำแนกตามรูปแบบการเดินทางเป็นการเดินทางทางถนน 3,309,929 คน-เที่ยว ทางราง 4,679,771 คน-เที่ยว ทางน้ำ 1,016,911 คน-เที่ยว และทางอากาศ 1,197,040 คน-เที่ยว 2. การเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะระหว่างจังหวัด 1,171,706 คน-เที่ยว มีรูปแบบการขนส่งประกอบด้วย ทางถนน ทางราง และทางอากาศ โดยแต่ละรูปแบบการขนส่งมีการเดินทางแยกตามภาค ดังนี้ - ทางถนน 447,694 คน-เที่ยว แบ่งเป็น ภาคเหนือ 57,127 คน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 99,613 คน ภาคกลาง 104,989 คน ภาคตะวันออก 60,618 คน ภาคใต้ 94,845 คน ส่วนการเดินทางด้วยรถหมวด 3 ของกรมการขนส่งทางบก ซึ่งเป็นการเดินทางระหว่างเขตจังหวัดในส่วนภูมิภาค จำนวน 30,502 คน - ทางราง 351,442 คน-เที่ยว แบ่งเป็น ภาคเหนือ 70,765 คน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 93,549 คน ภาคตะวันตก 39,876 คน ภาคตะวันออก 45,662 คน ภาคใต้ 101,590 คน - ทางอากาศ 372,570 คน-เที่ยว แบ่งเป็น ภาคเหนือ 57,285 คน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 37,873 คน ภาคกลาง (ดอนเมือง และสุวรรณภูมิ) 169,514 คน ภาคตะวันออก (อู่ตะเภา) 685 คน ภาคใต้ 341 คน และภาคตะวันตก (หัวหิน) 106,872 คน 3. ปริมาณจราจรบนถนนทางหลวงผ่าน 10 จุดสำรวจที่เป็นเส้นทางเข้า/ออกกรุงเทพฯ -ปริมณฑล ของกรมทางหลวง และทางพิเศษของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย มีปริมาณรวม 8,838,848 คัน เป็นการเดินทางขาเข้ากรุงเทพฯ 6,013,401 คัน และขาออกกรุงเทพฯ 2,825,447 คัน 4. ศักยภาพในการรองรับผู้โดยสาร โดยท่าอากาศยาน ท่าเรือ ที่มีปริมาณการเดินทางเกินศักยภาพในการรองรับ ได้แก่ ท่าเรือในแม่น้ำเจ้าพระยา (เกิน 61%) ท่าอากาศยานภูเก็ต (เกิน 55%) ท่าอากาศยานเชียงใหม่ (เกิน 21%) ท่าอากาศยานหาดใหญ่ (เกิน 21%) และท่าอากาศดอนเมือง (เกิน 1%) ซึ่งบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) และกรมเจ้าท่า ได้มีการบริหารจัดการเพื่ออำนวยความสะดวก และปลอดภัยในการเดินทางให้ประชาชนโดยเรียบร้อยและทั่วถึง 5. อุบัติเหตุบนโครงข่ายถนนของกระทรวงคมนาคม เกิดอุบัติเหตุ 943 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บ 992 คน และมีผู้เสียชีวิต 105 คน โดยยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด คือ รถจักรยานยนต์ 436 ครั้ง 6. รถโดยสารสาธารณะเกิดอุบัติเหตุ 8 ครั้ง รถโดยสาร 8 คัน มีผู้บาดเจ็บ 10 คน (รถคู่กรณี) และมีจำนวนผู้เสียชีวิต 2 คน (รถคู่กรณี) 7. โครงข่ายทางรางเกิดอุบัติเหตุ 2 ครั้ง (ผู้โดยสารผลัดตกขบวนรถไฟ 2 ครั้ง) มีผู้บาดเจ็บ 1 คน และมีผู้เสียชีวิต 1 คน 8. โครงข่ายทางน้ำเกิดอุบัติเหตุ 1 ครั้ง (นักท่องเที่ยวเช่าเรือเหมาลำประสบเหตุชนหินริมฝั่ง) มีผู้บาดเจ็บ 8 คน และมีผู้เสียชีวิต 1 คน 9. โครงข่ายทางอากาศ ไม่มีรายงานการเกิดอุบัติเหตุ 10. ผู้ประจำรถโดยสารสาธารณะ รถไฟ และเรือโดยสาร ที่อยู่ระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ไม่พบการเสพสารเสพติดและแอลกอฮอล์
รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล-กระทรวงคมนาคม สรุปรายงานข้อมูลการเดินทางและอุบัติเหตุช่วงเทศกาลปีใหม่ 2567 ระหว่างวันที่ 29 ธันวาคม 2566 - 1 มกราคม 2567 (สะสม 4 วัน) ณ วันที่ 2 มกราคม 2567
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/76942
53
วันพุธที่ 3 มกราคม 2567 วธ.เผยผลงานมิติวัฒนธรรมพัฒนาสังคมพหุวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง-การมีส่วนร่วมแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ 50 ชุมชนกว่าแสนคน วธ.เผยผลงานมิติวัฒนธรรมพัฒนาสังคมพหุวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง-การมีส่วนร่วมแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ 50 ชุมชนกว่าแสนคน ปัตตานีผู้เข้าร่วมมีความรู้ ความเข้าใจ มีทัศนคติที่ดีในการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรมได้อย่างมีความสุขในระดับมากที่สุด วธ.เผยผลงานมิติวัฒนธรรมพัฒนาสังคมพหุวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง-การมีส่วนร่วมแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ 50 ชุมชนกว่าแสนคน ปัตตานีผู้เข้าร่วมมีความรู้ ความเข้าใจ มีทัศนคติที่ดีในการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรมได้อย่างมีความสุขในระดับมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 60.82 นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆนี้ได้รับรายงานว่า เนื่องจากความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ รัฐบาล โดยกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ได้นำกิจกรรม โครงการต่างๆในมิติวัฒนธรรมเพื่อสร้างความเข็มแข็ง พัฒนา แก้ไขปัญหาในพื้นที่อย่างยั่งยืน สำหรับการดำเนินงานโครงการพัฒนาสังคมพหุวัฒนธรรมที่เข้มแข็งและเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ภายใต้แผนงานบูรณาการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 (ต.ค. 2565 - ก.ย. 2566) นั้นได้ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดยะลา ปัตตานี นราธิวาส และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา (จะนะ เทพา นาทวี และสะบ้าย้อย) อย่างเป็นรูปธรรม สามารถบูรณาการทุกภาคส่วนสร้างความเป็นสังคมพหุวัฒนธรรม ความยั่งยืนให้กับพื้นที่ทุกระดับ ส่วนผู้เข้าร่วมกิจกรรมเกิดการรับรู้ เข้าใจ และยอมรับการอยู่ร่วมกันในสังคม รวมทั้งเอื้อต่อการพัฒนาและแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวต่ออีกว่า สำหรับผลการดำเนินกิจกรรม โครงการสำคัญๆ เช่น กิจกรรมเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดนราธิวาส อาทิ จัดทำองค์ความรู้ อนุรักษ์ และพัฒนาแหล่งเรียนรู้ ขับเคลื่อนพิพิธภัณฑ์เมืองนราธิวาส จัดแสดงเรื่องความจงรักภักดีของชาวนราธิวาสที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย วิถีชีวิต ภาษาวรรณกรรม ห้องศิลปะการแสดงและดนตรีพื้นบ้าน เป็นต้น มีคนร่วม 16,951 คน และผ่านสื่อออนไลน์ 22,610 คน กิจกรรมส่งเสริมค่านิยม ความจงรักภักดีให้เด็กและเยาวชน 14 แห่ง 25 ชุมชน กิจกรรมเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนในการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม 25 ชุมชน การจัดกิจกรรมสืบสานและอนุรักษ์วัฒนธรรมคนแหลงเจ๊ะเห เนื่องในการจัดงานฉลองอายุวัฒมงคลครบ 85 ปี ของพระเทพศีลวิสุทธิ์ ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 18 ในวันที่ 6 มกราคม 2566 สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดปัตตานี อาทิ กิจกรรมตามรอยเส้นทางอา-รมย์-ดี พัฒนาแหล่งศิลปวัฒนธรรม เพื่อการเรียนรู้ทางวัฒนธรรม (ถนนอาเนาะรู - ปัตตานีรมย์ - ฤาดี) ผ่านอำนาจละมุน (Soft Power) สร้างความรู้ ความเข้าใจไปจนถึงการอนุรักษ์และส่งต่อศิลปวัฒนธรรมไปยังคนรุ่นต่อไป ด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ สร้างงาน สร้างรายได้ พบว่า ผู้เข้าร่วมได้มีความรู้ ความเข้าใจ มีทัศนคติที่ดีในการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรมได้อย่างมีความสุขในระดับมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 60.82 ,นอกจากนี้ ยังได้จัดกิจกรรมโขนเยาวชนชายแดนใต้ ยังสถานศึกษา จำนวน 10 แห่งเข้าร่วมกิจกรรมเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของชาติและมีโอกาสนำมิติทางวัฒนธรรมสร้างความสมานฉันท์ ตลอดจนร่วมสืบสานงานศิลป์ให้คงอยู่คู่แผ่นดิน การอบรมอัลกุรอาน อบรมกีรออาตี สอนทำอาชีพ กีฬา บรรยายธรรม สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดยะลา อาทิ กิจกรรมบรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ และพหุวัฒนธรรมชายแดนใต้ และกิจกรรมเสวนา 3 ศาสนา หัวข้อ “พหุวัฒนธรรมนำสันติสุข” การศึกษาเรียนรู้เกษตรทฤษฎีใหม่ ตามรอยพ่อและโครงการฟาร์ม กิจกรรมโครงการพัฒนาสังคมพหุวัฒนธรรมที่เข็มแข็งและเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน กิจกรรมจิตอาสา/กิจกรรมทางศาสนา /กิจกรรมสืบสานประเพณีวัฒนธรรม ประกวดทดสอบการอ่านคัมภีร์อัลกุรอ่านและการท่องจำอัลกุรอานระดับอาเซียน การจัดแสดงผลิตภัณฑ์ทางภูมิปัญญา อาหารพื้นถิ่น การออกร้านจำหน่ายสินค้า สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดสงขลา อาทิ จัดกิจกรรมอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับความสำคัญของสถาบันพระมหากษัตริย์ และพระบรมวงศานุวงศ์ การแสดงทางวัฒนธรรม การสาธิตภูมิปัญญามีเด็กเยาวชน นักเรียน/นักศึกษา จากสถานศึกษาในพื้นที่เป้าหมาย กิจกรรมสืบสานวิถีชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ประชุมติดตาม ระดมความคิด ปัญหาอุปสรรค และการแก้ปัญหาของชุมชน ภายใต้แผนบูรณาการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 กิจกรรมจิตอาสา กิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการผลิตภัณฑ์จากผ้าพื้นถิ่น กิจกรรมประดิษฐ์ผลิตภัณฑ์จากผ้า (กระเป๋าผ้าปาเต๊ะและกระเป๋าดาวผ้าปาเต๊ะ) ทั้งนี้ ทาง วธ.ได้มีการติดตามและประเมินผลกิจกรรม โครงการต่างๆ เป็นระยะ รวมไปถึงมีการพัฒนาศักยภาพบุคลากรขับเคลื่อนงานส่งเสริมพหุวัฒนธรรมบุคลากรในพื้นที่ได้รับการพัฒนาทักษะในการขับเคลื่อนงานส่งเสริมสังคมพหุวัฒนธรรม จำนวน 37 คน (อำเภอละ 1 คน) เพื่อช่วยเหลือและสนับสนุนการดำเนินงานตามภารกิจของ วธ. ในการนำมิติทางศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สนับสนุนการแก้ไขปัญหาและพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยวันที่ 1 ตุลาคม 2565 – 30 กันยายน 2566 วธ. ได้ดำเนินการจัดกิจกรรมส่งเสริมการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม โดยนำมิติทางศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สนับสนุนการแก้ไขปัญหาและพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน ในพื้นที่ชุมชนเป้าหมาย จำนวน 50 ชุมชน และประชาชนกลุ่มเป้าหมายในจังหวัดชายแดนภาคใต้เกิดการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์และสืบทอดศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สามารถอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขบนความหลากหลายทางวัฒนธรรม จำนวน 125,247 คน
รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล-วธ.เผยผลงานมิติวัฒนธรรมพัฒนาสังคมพหุวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง-การมีส่วนร่วมแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ 50 ชุมชนกว่าแสนคน
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/76952
54
วันพุธที่ 3 มกราคม 2567 วันนี้เมื่อ42ปีที่แล้ว พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินไป #ทรงเยี่ยมราษฎรชาวเขา ที่ดอยแกน้อย กิ่ง อ.เวียงแห จ.เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2525
รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล-วันนี้เมื่อ42ปีที่แล้ว พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/76967
55
วันพุธที่ 3 มกราคม 2567 วธ.เผยผลโพลคนไทยอยาก“สวดมนต์ข้ามปี”เป็นสิริมงคลแก่ชีวิต ณ วัดใกล้บ้าน ตั้งใจลด ละ เลิก อบายมุข ขอของขวัญปีใหม่เรื่องสุขภาพแข็งแรง การเรียนการงาน คนรุ่นใหม่ฮิตอวยพรปีใหม่ญาติผู้ใหญ่ วธ.เผยผลโพลคนไทยอยาก“สวดมนต์ข้ามปี”เป็นสิริมงคลแก่ชีวิต ณ วัดใกล้บ้าน ตั้งใจลด ละ เลิก อบายมุข ขอของขวัญปีใหม่เรื่องสุขภาพแข็งแรง การเรียน-การงาน คนรุ่นใหม่ฮิตอวยพรปีใหม่ญาติผู้ใหญ่ เพื่อนผ่านไลน์ เฟซบุ๊กมากที่สุด วธ.เผยผลโพลคนไทยอยาก“สวดมนต์ข้ามปี”เป็นสิริมงคลแก่ชีวิต ณ วัดใกล้บ้าน ตั้งใจลด ละ เลิก อบายมุข ขอของขวัญปีใหม่เรื่องสุขภาพแข็งแรง การเรียน-การงาน คนรุ่นใหม่ฮิตอวยพรปีใหม่ญาติผู้ใหญ่ เพื่อนผ่านไลน์ เฟซบุ๊กมากที่สุด นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยว่า กระทรวงวัฒนธรรม(วธ.) ร่วมกับสวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้สำรวจความคิดเห็นเด็ก เยาวชน และประชาชน ที่มีต่อกิจกรรม “สวดมนต์ข้ามปี ต้อนรับศักราชใหม่ 2567” จากกลุ่มตัวอย่างทั่วประเทศ 13,100 คน ครอบคลุมทุกอาชีพและทุกภูมิภาค โดยมีผลสรุปดังนี้ เด็ก เยาวชน และประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 60.40 เคยเข้าร่วมกิจกรรม“สวดมนต์ข้ามปี” และเมื่อสอบถามความสนใจของเด็ก เยาวชน และประชาชนในการเข้าร่วมกิจกรรม “สวดมนต์ข้ามปี” ในปีนี้พบร้อยละ 51.27 ไม่แน่ใจแล้วแต่โอกาส ในการเข้าร่วมกิจกรรม “สวดมนต์ข้ามปี”และร้อยละ 32.96 สนใจเข้าร่วมกิจกรรม และเมื่อสอบถามสนใจร่วมกิจกรรม “สวดมนต์ข้ามปี” ที่ใดบ้าง ร้อยละ 60.08 สวดมนต์ข้ามปี ณ วัดสำคัญหรือศาสนสถานที่จัดกิจกรรมในจังหวัดของตนเอง ร้อยละ 38.92 บ้าน ร้อยละ 29.40 สวดมนต์ข้ามปีในรูปแบบออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ เฟซบุ๊ก ฯลฯ ร้อยละ 12.62 สวดมนต์ข้ามปี ณ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร และร้อยละ 10.88 สวดมนต์ข้ามปี ณ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวอีกว่า เมื่อสอบถามถึงความสำคัญของการจัดกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปี ผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ 63.79 เห็นว่าเป็นการเริ่มต้นปีใหม่ด้วยสิ่งดี ๆ ที่เป็นสิริมงคลแก่ชีวิตและครอบครัว ร้อยละ 39.82 ได้ร่วมกิจกรรมกับครอบครัวเพื่อสานสัมพันธ์ ร้อยละ 38.15 ส่งเสริมศีลธรรมคุณธรรมและจริยธรรมของคนในชาติ ร้อยละ 38.11 ส่งเสริมการนำหลักธรรมทางศาสนามาเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตของคนไทยมากยิ่งขึ้น ร้อยละ 33.63 เป็นแรงจูงใจให้ประชาชนลด ละ เลิก อบายมุข ในเทศกาลปีใหม่ ส่วนผู้ที่เด็ก เยาวชนและประชาชนอยากชวนไปร่วมกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปี ร้อยละ 66.53 ครอบครัว ร้อยละ 13.22 เพื่อน/เพื่อนร่วมงาน ร้อยละ 8.25 คนรัก ร้อยละ 7.21 ญาติพี่น้องและร้อยละ 2.66 ดารา/ ศิลปิน นายเสริมศักดิ์ กล่าวต่อไปว่า ส่วนกิจกรรมที่เด็ก เยาวชนและประชาชนตั้งใจจะทำในวันขึ้นปีใหม่ ร้อยละ 58.44 ทำบุญตักบาตร ร้อยละ 43.71 พักผ่อนอยู่กับบ้าน ร้อยละ 42.83 ขอพรปีใหม่จากผู้ใหญ่ และเมื่อสอบถามจะอวยพรปีใหม่ให้แก่ญาติ ผู้ใหญ่ที่เคารพ ครู อาจารย์ หรือเพื่อนผ่านช่องทางใด ร้อยละ 53.54 ไลน์ (Line) ร้อยละ 47.91 เฟซบุ๊ก (Facebook) ร้อยละ 37.54 พูดคุยทาง ส่วนของขวัญที่อยากได้มากที่สุด ผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ 41.93 อยากให้คนในครอบครัวสุขภาพร่างกายแข็งแรง ร้อยละ 16.93 การเรียน สอบผ่าน ได้คะแนนดี ร้อยละ 12.50 การงานก้าวหน้า ได้เลื่อนขั้น เลื่อนตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวด้วยว่า ผลสำรวจได้สอบถามความเห็นเด็ก เยาวชน และประชาชน ในเรื่องการส่งเสริมกิจกรรม “สวดมนต์ข้ามปี ต้อนรับศักราชใหม่ 2567 ”ของวธ. โดยมีข้อเสนอแนะให้เพิ่มช่องทางในการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์การจัดกิจกรรม “สวดมนต์ข้ามปี ต้อนรับศักราชใหม่ 2567” เพื่อให้ประชาชนทราบถึงวัน เวลา สถานที่จัดกิจกรรม การบูรณาการร่วมกับหน่วยงานอื่น ๆ เช่น สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน เป็นต้น เพื่อให้การจัดกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปียิ่งใหญ่และครอบคลุมในทุกพื้นที่ รวมทั้งเพิ่มช่องทาง การสวดมนต์ออนไลน์ผ่านทางแอปพลิเคชันต่าง ๆ เพื่อให้ผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมมีความสะดวกมากยิ่งขึ้น และนอกจากจัดกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปีต้อนรับศักราชใหม่ 2567 แล้ว รัฐบาลหรือวธ.ควรจัดกิจกรรมทำบุญตักบาตร เพื่อร่วมสืบสานประเพณีวัฒนธรรมอันดีงาม ร่วมทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา เริ่มต้นสิ่งใหม่ๆและเสริมสิริมงคลแก่ชีวิต กิจกรรมการแสดงทางศิลปวัฒนธรรม อาทิ การแสดงโขน การแสดงพื้นบ้าน การแสดงดนตรีไทย เป็นต้น เพื่อสร้างความสุขให้แก่ประชาชนเนื่องในโอกาสเทศกาลปีใหม่ และร่วมอนุรักษ์สืบสานศิลปวัฒนธรรมไทย กิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เพื่อชมหรือสัมผัสศิลปวัฒนธรรมแขนงต่าง ๆ อาทิ ประติมากรรม จิตรกรรม สถาปัตยกรรม เป็นต้น เพื่อให้ประชาชนได้สัมผัสวิถีชีวิตที่ดีงามของไทย อย่างไรก็ตาม วธ.ได้นำข้อเสนอแนะเหล่านี้มาพัฒนาการจัดกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปีเพื่อส่งเสริมให้คนไทยได้ร่วมกันทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาและสืบสานประเพณีวัฒนธรรมอันดีงาม รวมทั้งขับเคลื่อน Soft Power ด้านเฟสติวัลและด้านท่องเที่ยวรองรับนโยบาย Thailand Creative Content Agency (THACCA) ของรัฐบาล เพื่อส่งเสริมการสร้างงานสร้างรายได้ กระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ
รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล-วธ.เผยผลโพลคนไทยอยาก“สวดมนต์ข้ามปี”เป็นสิริมงคลแก่ชีวิต ณ วัดใกล้บ้าน ตั้งใจลด ละ เลิก อบายมุข ขอของขวัญปีใหม่เรื่องสุขภาพแข็งแรง การเรียนการงาน คนรุ่นใหม่ฮิตอวยพรปีใหม่ญาติผู้ใหญ่
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/76950
56
วันพุธที่ 3 มกราคม 2567 03/01/2567 “คารม” เผย รัฐบาล โดย ธ.ก.ส. ช่วยเกษตรกร 3 จังหวัดภาคใต้น้ำท่วม ออกมาตรการลดภาระหนี้เดิม-เสริมสภาพคล่อง บรรเทาความเดือดร้อน “คารม” เผย รัฐบาล โดย ธ.ก.ส. ช่วยเกษตรกร 3 จังหวัดภาคใต้น้ำท่วม ออกมาตรการลดภาระหนี้เดิม-เสริมสภาพคล่อง บรรเทาความเดือดร้อน นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากสถานการณ์น้ำท่วมพื้นที่ภาคใต้ รัฐบาล โดยธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธ.ก.ส.) เร่งช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (จังหวัดนราธิวาส จังหวัดปัตตานี และจังหวัดยะลา) เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น พร้อมจัดมาตรการดูแลด้านภาระหนี้สิน ได้แก่ การปรับปรุงโครงสร้างหนี้อย่างยั่งยืน และสินเชื่อเสริมสภาพคล่อง เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายฉุกเฉินในการซ่อมแซมที่อยู่อาศัยและเครื่องมือทางการเกษตรที่ได้รับความเสียหาย ปลอดดอกเบี้ย 6 เดือนแรก รวมถึงการฟื้นฟูอาชีพสร้างรายได้และการพัฒนาคุณภาพชีวิต วงเงินรวม 10,000 ล้านบาท นายคารม กล่าวว่า ธ.ก.ส. ได้จัดมาตรการในการลดภาระหนี้เดิม สำหรับลูกค้าที่มีสถานะหนี้ปกติผ่านมาตรการ ดังนี้ 1. การปรับปรุงโครงสร้างหนี้ฟื้นฟูอาชีพ โดยธนาคารจะพิจารณาขยายระยะเวลาการชำระหนี้พร้อมกำหนดชำระหนี้ใหม่ตามศักยภาพที่แท้จริง แต่ไม่เกิน 20 ปี 2. มาตรการจ่ายดอก ตัดต้น เมื่อลูกค้าส่งชำระหนี้ ธนาคารจะแบ่งภาระการตัดชำระหนี้ตามสัดส่วนต้นเงินและดอกเบี้ยในสัดส่วน 50 : 50 ของจำนวนเงินที่ลูกค้าส่งชำระ โดยลูกค้าต้องชำระเงินไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ของจำนวนดอกเบี้ยเงินกู้ทั้งหมด และ 3. มาตรการจ่ายต้น ปรับงวด โดยธนาคารจะปรับตารางชำระหนี้ใหม่ให้กับลูกค้าให้สอดคล้องกับรายได้และศักยภาพในการชำระหนี้ของลูกค้า เมื่อลูกค้าชำระต้นเงินไม่น้อยกว่าร้อยละ 1 ของจำนวนหนี้ทั้งสัญญา และสำหรับลูกค้า NPLs ธนาคารจะพิจารณาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ให้กับลูกค้าตามศักยภาพในการชำระหนี้ โดยเงื่อนไขเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด นอกจากนี้ ธ.ก.ส. ได้จัดทำมาตรการเสริมสภาพคล่องและฟื้นฟูลูกค้า เพื่อนำไปใช้ในการสร้างหรือซ่อมแซมที่อยู่อาศัย โรงเรือนการเกษตร เครื่องมือ เครื่องจักรกลการเกษตร รวมถึงการฟื้นฟูการผลิตที่ได้รับความเสียหายจากภัยธรรมชาติหรือภัยพิบัติ และลดปัญหาการก่อหนี้นอกระบบ วงเงินรวม 10,000 ล้านบาท ประกอบด้วย 1. สินเชื่อเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในครัวเรือนและเสริมสภาพคล่องเกษตรกรในช่วงประสบภัย เช่น ค่าอุปโภคและบริโภคที่จำเป็น ปลอดดอกเบี้ย 6 เดือนแรก และเดือนที่ 7 เป็นต้นไป อัตราดอกเบี้ย MRR (ปัจจุบัน MRR เท่ากับร้อยละ 6.975) วงเงินรายละไม่เกิน 50,000 บาท ระยะเวลาชำระภายใน 3 ปี 2. สินเชื่อฟื้นฟูและพัฒนาคุณภาพชีวิต เพื่อเป็นค่าซ่อมแซมบ้านเรือนและทรัพย์สิน ค่าซ่อมเครื่องมือและอุปกรณ์การเกษตรที่ได้รับความเสียหาย ค่าใช้จ่ายในการทำการเกษตรรอบใหม่ วงเงินรายละ ไม่เกิน 500,000 บาท อัตราดอกเบี้ย MRR-2 ระยะเวลาชำระคืนไม่เกิน 15 ปี
รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล-“คารม” เผย รัฐบาล โดย ธ.ก.ส. ช่วยเกษตรกร 3 จังหวัดภาคใต้น้ำท่วม ออกมาตรการลดภาระหนี้เดิม-เสริมสภาพคล่อง บรรเทาความเดือดร้อน
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/76946
57
วันพุธที่ 3 มกราคม 2567 การประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 26 ปีที่ 1 ครั้งที่ 5 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่ 2) เป็นพิเศษ เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ณ ห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชั้น 2 อาคารรัฐสภา ถนนสามเสน เขตดุสิต กรุงเทพ วันที่ 3 มกราคม 2567 - ข่าว นายกรัฐมนตรี แถลง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2567 วงเงิน 3.48 ล้านล้านบาท ย้ำรัฐบาลดำเนินการตามกรอบวินัยการเงินการคลังของรัฐ ใช้จ่ายเงินภาษีของประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด ​“รองนายกฯสมศักดิ์” ขอ ทุกฝ่ายร่วมแรงร่วมใจ เดินหน้าพิจารณางบประมาณ 67 หลังขณะนี้งบล่าช้า กระทบการพัฒนาประเทศ มั่นใจ รัฐบาล ตอบได้ทุกประเด็น แย้ม ปีใหม่นี้ มีอีกหลายโครงการ ส่งเสริมให้ประชาชน มีรายได้เพิ่ม - เอกสาร download คำแถลงประกอบงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ นายเศรษฐา ทวีสิน แถลงต่อสภาผู้แทนราษฎร เอกสาร powerpoint คำแถลงพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ​- คลังภาพ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แถลงงบประมาณประจำปี 2567 วงเงิน 3.48 ล้านล้านบาท ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 5 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง) เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2567 ณ อาคารรัฐสภา - คลังวีดิโอ นายกรัฐมนตรี เข้าร่วมการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 26 ปีที่ 1 ครั้งที่ 5 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่ 2) เป็นพิเศษ เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 วันที่ 3 มกราคม 2567
รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล-การประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 26 ปีที่ 1 ครั้งที่ 5 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่ 2) เป็นพิเศษ เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/76962
58
วันพุธที่ 3 มกราคม 2567 บขส. รายงานข้อมูลการเดินทางกลับเข้ากรุงเทพฯ ของประชาชน เมื่อวันที่ 2 มกราคม 2567 มีผู้โดยสารเดินทางสูงสุดกว่า 70,000 คน จัดรถกว่า 4,000 เที่ยว .... บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) กระทรวงคมนาคม รายงานข้อมูลการเดินรถในช่วงเทศกาลปีใหม่ ณ วันที่ 2 มกราคม 2567 โดย บขส. ได้จัดรถโดยสาร (รถ บขส. รถร่วมฯ รถตู้) 4,338 เที่ยว รองรับผู้โดยสาร 75,684 คน เดินทางกลับเข้ากรุงเทพฯ ส่วนเที่ยวขาไป บขส. ได้จัดรถโดยสาร 3,953 เที่ยว มีผู้โดยสารใช้บริการ 52,404 คน ทั้งนี้ พบว่าประชาชนเดินทางกลับจากจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือมากที่สุด รองลงมาภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคตะวันออก และภาคกลาง ตามลำดับ อย่างไรก็ดี คาดว่าในวันนี้จะมีผู้โดยสารบางส่วนโดยเฉพาะเส้นทางสายสั้น ทยอยเดินทางกลับเข้ากรุงเทพฯ บขส. จึงได้กำชับให้นายสถานีเดินรถทั่วประเทศดูแลความปลอดภัย ตรวจความพร้อมของรถโดยสาร พนักงานขับรถของ บขส. รถร่วมฯ และอำนวยความสะดวกประชาชนให้ได้รับบริการที่มีความสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย ตามนโยบายของกระทรวงคมนาคม สำหรับผู้โดยสารที่เดินทางกลับหลังเทศกาลปีใหม่ ช่วงวันที่ 4 - 8 มกราคม 2567 กระทรวงคมนาคม ได้มอบของขวัญปีใหม่ให้ผู้โดยสารรถ บขส. ที่จองตั๋วเดินทางในช่วงวันดังกล่าว ผ่านช่องทางออนไลน์ Application E-Ticket และ Website : http://transport.co.th/ จะได้รับส่วนลด 20% (เฉพาะค่าโดยสารไม่รวมค่าธรรมเนียม) สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วน โทร. 1490 เรียก บขส. ตลอด 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ บขส. ได้จัดการเดินรถอำนวยความสะดวกประชาชน ตามนโยบาย “Quick Win การคมนาคม แบบไร้รอยต่อ” โดยจัดการเดินรถ Feeder ร่วมกับการรถไฟแห่งประเทศไทย เพิ่มจุดจอดรถ (ขาเข้า) ประตูที่ 3 สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้โดยสาร (เฉพาะรถ บขส.) ที่เดินทางกลับเข้ากรุงเทพฯ สามารถเลือกการเดินทางเชื่อมต่อรถไฟหรือรถไฟฟ้าได้สะดวก รวมทั้งได้ร่วมมือกับ ขสมก. จัดรถโดยสาร ขสมก. รับส่งผู้โดยสารที่ขาเข้าสถานีขนส่งหมอชิต 2 ถนนกำแพงเพชร 6 ไปยังสถานีรถไฟฟ้า BTS จตุจักร และเส้นทางอื่น ๆ 12 เส้นทาง อย่างไรก็ดี เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางออกจากสถานีขนส่งหมอชิต 2 บขส. ได้ประสานขอความร่วมมือจาก สวพ.91 และ จส.100 ประชาสัมพันธ์ให้แท็กซี่เข้ามารับผู้โดยสารบริเวณชานชาลาขาเข้าอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงเช้าที่ผู้โดยสารมีความต้องการใช้รถแท็กซี่เป็นจำนวนมาก ทำให้รถแท็กซี่ขาดระยะ ซึ่ง บขส. ได้แก้ปัญหาโดยประชาสัมพันธ์ขอให้ใช้บริการรถโดยสาร ขสมก. แทน เพื่อความรวดเร็ว ทั้งนี้ บขส. ได้ร่วมกับกรมการขนส่งทางบก และ สน.บางซื่อ ตั้งศูนย์ปราบปรามรถผิดกฎหมายที่บริเวณขาเข้า หากพบผู้กระทำความผิด จะดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเข้มงวด และขอให้ผู้โดยสารอย่าหลงเชื่อกลุ่มคนที่เข้ามาตีสนิท หรือชักชวนให้ไปขึ้นรถนอกพื้นที่สถานีขนส่งหมอชิต 2 เด็ดขาด หากพบปัญหาในการเดินทางให้แจ้งเจ้าหน้าที่ได้ทันที
รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล-บขส. รายงานข้อมูลการเดินทางกลับเข้ากรุงเทพฯ ของประชาชน เมื่อวันที่ 2 มกราคม 2567 มีผู้โดยสารเดินทางสูงสุดกว่า 70,000 คน จัดรถกว่า 4,000 เที่ยว
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/76956
59
วันพุธที่ 3 มกราคม 2567 03/01/2567 ข่าวดี กรมการจัดหางาน ร่วมกับ บ. ไทย สมายล์ บัส เสิร์ฟงาน 500 อัตรา ผ่านแพลตฟอร์ม “ไทยมีงานทำ” กรมการจัดหางาน หารือร่วมกับบริษัท ไทย สมายล์ บัส จำกัด เสิร์ฟงาน 4 ตำแหน่ง 500 อัตรา สมัครง่าย ทุกที่ ทุกเวลา ผ่านแพลตฟอร์ม “ไทยมีงานทำ” นายสมชาย มรกตศรีวรรณ ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน รักษาราชการแทนอธิบดีกรมการจัดหางาน เปิดเผยว่า กรมการจัดหางาน ได้เตรียมตำแหน่งงานว่างรองรับคนหางาน ผู้ว่างงาน และคนไทยทุกคนที่ต้องการมีงานทำ โดยลงพื้นที่หารือสถานประกอบการที่มีศักยภาพในการจ้างงาน มีสวัสดิการที่ดี เป็นบริษัทที่มีผู้ให้ความสนใจร่วมงานด้วยจำนวนมาก เพื่อบรรจุตำแหน่งงานลงใน แพลตฟอร์ม "ไทยมีงานทำ" เพื่อผู้ที่กำลังหางานจากทั่วประเทศสามารถใช้บริการได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และไม่มีค่าใช้จ่าย โดยล่าสุดบริษัท ไทย สมายล์ บัส จำกัด ซึ่งเป็นผู้ให้บริการขนส่งผู้โดยสารด้วยรถประจำทางนวัตกรรมพลังงานไฟฟ้าในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ได้แจ้งความต้องการรับสมัครพนักงานจำนวนมาก ใน 4 ตำแหน่ง ได้แก่ กัปตันเมล์ (พนักงานขับรถ) บัสโฮสเตส (พนักงานต้อนรับ) พนักงานธุรการ และนายท่า มากกว่า 500 อัตรา เงินเดือน 18,000 – 30,000 บาท ตามตำแหน่งที่สมัคร โดยผู้ที่สนใจทำงานร่วมกับบริษัท ไทย สมายล์ บัส สามารถค้นหาและสมัครงานได้ที่เว็บไซต์ “ไทยมีงานทำ.doe.go.th” หรือแอปพลิเคชัน “ไทยมีงานทำ” ของกรมการจัดหางาน ซึ่งเป็นระบบการให้บริการจัดหางานภาครัฐ บริการฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย หรือติดต่อสอบถามโดยตรงได้ที่ บริษัท ไทย สมายล์ บัส จำกัด สำหรับตำแหน่งงาน และคุณสมบัติที่บริษัท ไทย สมายล์ บัส เปิดรับสมัคร มี 4 ตำแหน่ง มากกว่า 500 อัตรา ดังนี้ 1. กัปตันเมล์ (พนักงานขับรถ) - อายุ 22 ปีขึ้นไป - จบการศึกษา ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นขึ้นไป หรือเทียบเท่า - มีทักษะในการขับรถโดยสาร หรือรถบรรทุกขนส่งสินค้า - มีใบอนุญาตขับรถประเภท 2 ขึ้นไป (ท2) - สุขภาพร่างกายแข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัวอันอาจก่อให้เกิดอันตรายขณะปฏิบัติงานได้ - บุคลิกภาพดี รักงานบริการ - ไม่มีประวัติอาชญากรรม - หากมีประสบการณ์การขับรถโดยสารไฟฟ้ามาก่อน จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ 2. บัสโฮสเตส (พนักงานต้อนรับ) - อายุ 20 ปีขึ้นไป - จบการศึกษา ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นขึ้นไป หรือเทียบเท่า - มีทักษะด้านการคำนวณ - มีใบอนุญาตประจำรถ เก็บค่าโดยสาร - สุขภาพร่างกายแข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัวอันอาจก่อให้เกิดอันตรายขณะปฏิบัติงานได้ - บุคลิกภาพดี รักงานบริการ - ไม่มีประวัติอาชญากรรม - หากมีประสบการณ์การขับรถโดยสารไฟฟ้ามาก่อน จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ 3. พนักงานธุรการ - อายุ 20 ปีขึ้นไป - จบการศึกษา ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพขั้นสูง (ปวส.) ขึ้นไป หรือเทียบเท่า - สามารถใช้งานคอมพิวเตอร์ และ โปรแกรม MS Office ได้เป็นอย่างดี - สามารถใช้อุปกรณ์และเครื่องมือสำนักงานได้เป็นอย่างดี - สามารถทำงานเป็นกะได้ 4. นายท่า - อายุ 30 ปีขึ้นไป - จบการศึกษา ระดับอนุปริญญาขึ้นไป หรือเทียบเท่า - สามารถบริหารจัดการ และวางแผนการเดินรถได้ - สามารถทำงานเป็นกะได้ - หากมีประสบการณ์ในงานเดินรถ-ขนส่งมาก่อน จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ สำหรับทุกคนที่ต้องการมีงานทำ สามารถใช้บริการจัดหางานได้ที่ สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 – 10 หรือเลือกหางานผ่านระบบออนไลน์ บนแพลตฟอร์ม “ไทยมีงานทำ” ซึ่งให้บริการทั้ง Web Application ที่เว็บไซต์ ไทยมีงานทำ.doe.go.th และ Mobile Application หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่สายด่วนกระทรวงแรงงาน 1506 กด 2 กรมการจัดหางาน หรือสายด่วนกรมการจัดหางาน 1694
รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล-ข่าวดี กรมการจัดหางาน ร่วมกับ บ. ไทย สมายล์ บัส เสิร์ฟงาน 500 อัตรา ผ่านแพลตฟอร์ม “ไทยมีงานทำ”
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/76970
60
วันพุธที่ 3 มกราคม 2567 03/01/2567 "วัดไม่ทิ้งโยม ถนนวังเจ้า ถนนสายบุญ"คณะสงฆ์วังเจ้าร่วมกับฝ่ายปกครอง ขับเคลื่อนโครงการวัดไม่ทิ้งโยม ถนนสายบุญ ด้วยทุนทางวัฒนธรรม ตามหลัก "บวร" เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน "วัดไม่ทิ้งโยม ถนนวังเจ้า ถนนสายบุญ"คณะสงฆ์วังเจ้าร่วมกับฝ่ายปกครอง ขับเคลื่อนโครงการวัดไม่ทิ้งโยม ถนนสายบุญ ด้วยทุนทางวัฒนธรรม ตามหลัก "บวร" เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน สร้างเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน วันนี้ (3 ม.ค. 67) นายศักดิ์ดา สำเภาเงิน นายอำเภอวังเจ้า เปิดเผยถึงการขับเคลื่อนโครงการวัดไม่ทิ้งโยม ถนนสายบุญ ของคณะสงฆ์ตำบลเชียงทอง อำเภอวังเจ้า นำโดย พระปลัดดอกดิน นริสฺสโร เจ้าอาวาสวัดลาดยาวใหม่ อำเภอวังเจ้า เจ้าคณะตำบลเชียงทอง เป็นการบิณฑบาต ข้าวสาร อาหารแห้ง น้ำดื่ม และเครื่องอุปโภค-บริโภค นำไปให้แก่ผู้ยากไร้ ผู้ป่วยติดเตียง และผู้ด้อยโอกาสในพื้นที่ เป็นการบูรณาการตามหลักการทรงงานศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน โดยคณะสงฆ์ตำบลเชียงทอง อำเภอวังเจ้า ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ร่วมกับอำเภอวังเจ้า กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และภาคีเครือข่ายต่าง ๆ ทั้ง 7 ภาคี ในพื้นที่อำเภอวังเจ้า ภายใต้แนวคิด “สานต่อ ก่อความคิด พัฒนาชีวิต” ซึ่งปัจจุบันได้มีการดำเนินการเข้าสู่ปีที่ 6 แล้ว และได้รับความชื่นชม และการสนับสนุนจากพี่น้องประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของทุนทางวัฒนธรรม "ครอบครัว ศาสนา สถานที่ราชการ หรือ สถานศึกษา" หรือ บ้าน วัด ราชการ หรือ "บวร" เป็นภูมิคุ้มกัน เพื่อความมั่นคงในระดับชุมชนหมู่บ้าน นายศักดิ์ดา สำเภาเงิน นายอำเภอวังเจ้า กล่าวว่า โครงการวัดไม่ทิ้งโยม ถนนสายบุญ ของคณะสงฆ์ตำบลเชียงทอง อำเภอวังเจ้า เกิดขึ้นจากความตั้งใจของ พระปลัดดอกดิน นริสฺสโร เจ้าอาวาสวัดลาดยาวใหม่ อำเภอวังเจ้า เจ้าคณะตำบลเชียงทอง ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือญาติโยมในพื้นที่ตำบลเชียงทอง ซึ่งเมื่อปี พ.ศ. 2561 พระปลัดดอกดิน นริสฺสโร ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะตำบลเชียงทอง หลวงพ่อท่านได้เมตตาเยี่ยมเยียนราษฎรในพื้นที่ แล้วพบว่าครัวเรือนจำนวนมากต้องการความช่วยเหลือในด้านค่าใช้จ่ายในครัวเรือน มีทั้งผู้สูงอายุที่มีรายได้แค่จากการรอรับเบี้ยผู้สูงอายุ ผู้ป่วย ผู้พิการ และเด็กที่มีคนในครอบครัวเสพยาเสพติด ทำให้ขาดโอกาสทางการศึกษา ซึ่งพระปลัดดอกดินได้ร่วมกับคณะสงฆ์ในพื้นที่ และภาคส่วนต่าง ๆ โดยเฉพาะฝ่ายปกครอง จัดทำโครงการวัดไม่ทิ้งโยม ถนนสายบุญ โดยจะรับบิณฑบาตข้าวสารอาหารแห้ง น้ำดื่ม เงินบริจาค และเครื่องอุปโภค-บริโภค เพื่อไปช่วยเหลือผู้เดือดร้อนและผู้ยากไร้ในพื้นที่ ซึ่งโครงการนี้ได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างมากในช่วงที่เกิดวิกฤตการแพร่ระบาดของโรคไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 พี่น้องประชาชนทุกคนลำบาก ทางวัดเองก็ลำบาก แต่จำเป็นจะต้องลุกขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือผู้คนที่ลำบากกว่า ทำให้สามารถช่วยเหลือชาวบ้านได้เป็นจำนวนมาก และในปัจจุบันทางคณะสงฆ์มีเครือข่ายผู้สนับสนุนในพื้นที่จำนวนมาก และยังมีการรับบิณฑบาตข้าวสารอาหารแห้ง ฯลฯ มาอย่างต่อเนื่อง ภายหลังการประชุมคณะสงฆ์ประจำตำบลทุกเดือน เดือนละ 1 ครั้ง ด้าน พระปลัดดอกดิน นริสฺสโร เจ้าอาวาสวัดลาดยาวใหม่ อำเภอวังเจ้า เจ้าคณะตำบลเชียงทอง กล่าวว่า ในปี พ.ศ. 2566 ที่ผ่านมา ภายใต้โครงการวัดไม่ทิ้งโยม ถนนสายบุญ มีการให้ความช่วยเหลือครัวเรือนในพื้นที่แล้ว จำนวน 1,537 ครัวเรือน ซึ่งในปีนี้ พ.ศ. 2567 ได้มีการประชุมร่วมกับอำเภอวังเจ้า และคณะกรรมการสาธารณสงเคราะห์อำเภอวังเจ้า รุ่นที่ 1 หารือถึงแนวทางให้ความช่วยเหลือ โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ 1 กลุ่มผู้ต้องการความช่วยเหลือรายเดิม โดยทางคณะสงฆ์ และกลไกฝ่ายปกครอง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ติดตาม และสำรวจปัญหาความต้องการ รวมถึงการส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการประกอบอาชีพเพื่อเลี้ยงดูตนเองและครอบครัว ต่อมากลุ่มที่ 2 กลุ่มที่ขอรับความช่วยเหลือรายใหม่ ซึ่งจะต้องมีการบูรณาการให้ความช่วยเหลือจากหน่วยงานภาครัฐเพิ่มเติม เพื่อยกระดับการให้ความช่วยเหลือทั้งสิ่งของ เครื่องอุปโภคบริโภค ข้าวสารอาหารแห้ง นอกจากนี้ทางวัดลาดยาวใหม่ยังมีพื้นที่แปลงผักต้นแบบที่ส่งเสริมให้ชาวบ้านในพื้นที่ร่วมกันสร้างความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งได้น้อมนำแนวทางมาจากโครงการในพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โครงการบ้านนี้มีรัก ปลูกผักกินเอง และโครงการทางนี้มีผล ผู้คนรักกัน ที่ส่งเสริมให้ทุกครัวเรือนสร้างความมั่นคงทางอาหาร ปลูกผักสวนครัวเพื่อลดรายจ่าย รวมถึงปลูกพืชสมุนไพร เพื่อรับประทานเป็นยาบำรุงสร้างภูมิคุ้มกันต่อโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ซึ่งผลผลิตที่ได้จากแปลงผักในวัด จะนำไปแจกจ่ายให้ญาติโยม ทุกวันพระ "นอกจากนี้คณะสงฆ์ในพื้นที่ตำบลเชียงทองยังได้ให้ความช่วยเหลือในด้านการจัดตั้งกองทุนภายใต้โครงการนี้อีกด้วย โดยจะนำเงินที่ประชาชนบริจาคมาช่วยเหลือการจัดงานศพให้กับคนไร้ญาติ ศพละ 2,000 บาท และเป็นเจ้าภาพสวดอภิธรรมให้จำนวน 1 คืน และการให้ทุนการศึกษาแก่เด็กในครัวเรือนที่ไม่สามารถพึ่งพาตนเองได้ เช่น ครอบครัวที่พ่อและแม่ของเด็กติดยาเสพติด และเด็กอาศัยอยู่กับปู่ ย่า ตา ยาย เพียงลำพัง ถ้าเป็นเด็กผู้ชายทางคณะสงฆ์จะสนับสนุนให้มีการบวชเรียน แต่ถ้าเป็นเด็กผู้หญิงจะมีการส่งเสริมให้เข้าเรียนในสถานศึกษาในพื้นที่ และใช้กลไกติดตามจากคณะกรรมการสาธารณสงเคราะห์ รุ่นที่ 1 ที่มีจำนวนผู้ดูแล 5 รายต่อ 1 หมู่บ้าน ประกอบด้วย พระ เด็กนักเรียน และผู้ใหญ่ ข้าราชการบำนาญ เพื่อส่งเสริมด้านการศึกษา ซึ่งเป็นการสร้างต้นทุนของชีวิต พร้อมทั้งส่งเสริมให้รู้จักการสร้างความมั่นคงทางอาหาร ปลูกผัก เช่น ข่า ตะไคร้ กะเพรา ใบมะกรูด พริก และเลี้ยงปลา เลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่ ควบคู่กับการอนุรักษ์รักษาสิ่งแวดล้อม ทั้งการคัดแยกขยะ การจัดทำถังขยะเปียกลดโลกร้อน การจัดการดินและน้ำอย่างยั่งยืน เพื่อให้เป็นทรัพยากรที่สามารถผลิตอาหารที่มีคุณภาพและมีสารอาหารที่ครบถ้วนให้แก่ครอบครัวและคนในชุมชน สอดคล้องกับเป้าหมายของกระทรวงมหาดไทยในการขับเคลื่อนกิจกรรมวันดินโลก 2566 ภายใต้แนวคิด ดินดี น้ำดี ชีวีมีสุขอย่างยั่งยืน (Sustainable soil and water for better life)" นายศักดิ์ดาฯ กล่าว นายศักดิ์ดา สำเภาเงิน นายอำเภอวังเจ้า กล่าวทิ้งท้ายว่า สำหรับเป้าหมายต่อไป ทีมอำเภอวังเจ้า “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” และภาคีเครือข่ายในพื้นที่ มีแนวคิดที่จะ Change for Good โดยการสนองพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในการทำให้ "ประเทศชาติมั่นคง ประชาชนมีความสุข แก้ไขในสิ่งผิด สืบสานในพระราชปณิธาน ภายใต้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง" โดยการขยายเครือข่ายการสร้างสรรค์สิ่งดี ๆ และสร้างกลไกที่มีความยั่งยืน สามารถขับเคลื่อนได้อย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะมีการโอน ย้าย ของข้าราชการในพื้นที่ โดยการทำงานแบบยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง และใช้ทุนทางวัฒนธรรม "ครอบครัว ศาสนา สถานที่ราชการ หรือ สถานศึกษา" หรือ บ้าน วัด ราชการ หรือ "บวร" สร้างภูมิคุ้มกัน เพื่อความมั่นคงในระดับชุมชนหมู่บ้าน เพื่อแก้ไขปัญอย่างเข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา สิ่งสำคัญ คือ ภาครัฐต้องเป็นส่วนที่กระตุ้น ปลุกเร้า และจับมือให้ทุกภาคส่วนเข้ามาช่วยลงมือลงแรงไปด้วยกัน ซึ่งสิ่งที่เราทุกคนจะได้รับนอกจากจะเป็นความสุขทางใจแล้ว ยังช่วยทำให้คนในชุมชนของเรามีความเข้มแข็งมั่นคงอีกด้วย #WorldSoilDay #วันดินโลก #UN #FAO #GlobalSoilPartnership #MOI #กระทรวงมหาดไทย #บำบัดทุกข์บำรุงสุข #SoilandWaterasourceoflife #SustainableSoilandWaterforbetterlife #ดินดีน้ำดีชีวีมีสุขอย่างยั่งยืน #SDGsforAll #ChangeforGood
รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล-"วัดไม่ทิ้งโยม ถนนวังเจ้า ถนนสายบุญ" คณะสงฆ์วังเจ้าร่วมกับฝ่ายปกครอง ขับเคลื่อนโครงการวัดไม่ทิ้งโยม ถนนสายบุญ ด้วยทุนทางวัฒนธรรม ตามหลัก "บวร" เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/76959
61
วันพุธที่ 3 มกราคม 2567 03/01/2567 นายกฯ แถลง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2567 วงเงิน 3.48 ล้านล้านบาท ย้ำรัฐบาลดำเนินการตามกรอบวินัยการเงินการคลังของรัฐ ใช้จ่ายเงินภาษีของประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด นายกรัฐมนตรี แถลง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2567 วงเงิน 3.48 ล้านล้านบาท ย้ำรัฐบาลดำเนินการตามกรอบวินัยการเงินการคลังของรัฐ ใช้จ่ายเงินภาษีของประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด วันนี้ (3 มกราคม 2567) เวลา 09.30 น. ณ ห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชั้น 2 อาคารรัฐสภา ถนนสามเสน เขตดุสิต กรุงเทพฯ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เข้าร่วมการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 26 ปีที่ 1 ครั้งที่ 5 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่ 2) เป็นพิเศษ เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 โดยนายกรัฐมนตรีได้แถลงร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ต่อสภาผู้แทนราษฎร ดังนี้ คณะรัฐมนตรีขอเสนอร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 โดยมีหลักการและเหตุผล ดังนี้ หลักการ ตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 เป็นจำนวนไม่เกิน 3,480,000,000,000 บาท สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายของหน่วยรับงบประมาณ เป็นจำนวน 3,361,638,869,500 บาท เพื่อชดใช้เงินคงคลัง เป็นจำนวน 118,361,130,500 บาท เหตุผล เพื่อให้หน่วยรับงบประมาณได้มีกรอบวงเงินงบประมาณสำหรับใช้จ่ายในปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ที่รัฐบาลนำเสนอต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อน นโยบายของรัฐบาลตามที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภา โดยรัฐบาลได้ดำเนินการให้สอดคล้องกับสภาวะทางเศรษฐกิจ และฐานะทางการเงินการคลังของประเทศ ตลอดจนแนวทางการพัฒนาประเทศตามยุทธศาสตร์ชาติ แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 นโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ และประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม ภาวะเศรษฐกิจทั่วไป ตามแถลงภาวะเศรษฐกิจของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ณ วันที่ 20 พฤศจิกายน 2566 เศรษฐกิจไทยในปี 2566 คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 2.5 ซึ่งเป็นเป้าล่าสุดในไตรมาสที่ 3 โดยเป็นเป้าหมายที่ถูกปรับมาเรื่อยๆ โดยหลายหน่วยงาน เช่น สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ธนาคารแห่งประเทศไทย และยังมีองค์กรต่างประเทศ ที่ได้ลดการประมาณการขยายตัวลงด้วย เป้าหมายการขยายตัวนี้ มีปัจจัยสนับสนุนจากการขยายตัวของการอุปโภคบริโภคภาคเอกชน การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวตามการขยายตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ และการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของการลงทุนภาคเอกชน อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อจำกัดและปัจจัยเสี่ยงจากแนวโน้มการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกที่มีผลต่อภาคการส่งออกสินค้า และภาคการผลิตอุตสาหกรรม รวมทั้งภาระหนี้สินครัวเรือนและภาคธุรกิจที่ยังอยู่ในระดับสูง และความเสี่ยงจากความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศที่อาจส่งผลกระทบต่อภาคการเกษตร โดยคาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะอยู่ที่เฉลี่ยร้อยละ 1.4 และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลร้อยละ 1.0 ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้ประเมินไว้ว่า เศรษฐกิจในปี 2567 คาดว่าจะขยายตัวในช่วงร้อยละ 2.7 - 3.7 โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการขยายตัวของภาคการส่งออก การอุปโภคบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน รวมทั้งการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องของภาคการท่องเที่ยว อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อจำกัดและปัจจัยเสี่ยงจากการลดลงของแรงขับเคลื่อนด้านการคลัง ภาระหนี้สินภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจยังอยู่ในระดับสูง ผลกระทบจากปัญหาภัยแล้งต่อผลผลิตภาคการเกษตร ความเสี่ยงจากการชะลอตัวมากกว่าที่คาดการณ์ของเศรษฐกิจและปริมาณการค้าโลก ท่ามกลางความเสี่ยงจากความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์และความผันผวนของระบบเศรษฐกิจและการเงินโลกที่ยังอยู่ในเกณฑ์สูง โดยคาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะอยู่ในช่วงร้อยละ 1.7 – 2.7 และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลร้อยละ 1.5 ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ทั้งนี้ตัวเลขการประเมินข้างต้นอาจถูกกระทบโดยปัจจัยที่คาดไม่ถึงในอนาคต เช่น ภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศ ราคาพลังงานที่ผันผวน การเกิดขึ้นของเทคโนโลยีสมัยใหม่ และปัจจัยอื่นๆ ในอนาคต ความสัมพันธ์ของงบประมาณรายจ่าย และแผนการพัฒนาประเทศ งบประมาณรายจ่ายปี พ.ศ. 2567 มุ่งทำให้ประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้นผ่านการดำเนินนโยบายที่จะครอบคลุมทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง โดยมีการดำเนินการทั้งระยะเร่งด่วน เพื่อแก้ไขปัญหาระยะสั้นและนโยบายระยะกลางและยาว เพื่อเสริมขีดความสามารถในการเจริญเติบโตของประเทศ จากการปรับลดเป้าหมายการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น จนลงมาเหลือเพียงร้อยละ 2.5 ในไตรมาสที่ 3 ของปี พ.ศ. 2566 นั้น แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจของประเทศกำลังสูญเสียความสามารถในการเจริญเติบโต ซึ่งเกิดมาจากปัจจัยทั้งผลกระทบจากพิษเศรษฐกิจช่วงโควิด-19 ที่ผ่านมา การลงทุนของภาคเอกชนที่ลดลง การสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ต้นทุนค่าใช้จ่ายต่างๆที่สูงขึ้น เป็นต้น เศรษฐกิจจึงเป็นเรื่องที่รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ เนื่องมาจากประชาชนจำนวนมากได้รับผลกระทบโดยตรง จึงเป็นความจำเป็นเร่งด่วนของรัฐบาลนี้ที่จะพลิกฟื้นเศรษฐกิจในระยะสั้น โดยเริ่มจากการสร้างอุปสงค์ (Demand) ในกลุ่มเป้าหมายของนโยบาย นำไปสู่การผลิตสินค้า ที่จะต้องมีการลงทุนในอุตสาหกรรมต่างๆ เพื่อขยายการผลิต ก่อให้เกิดการขยายอุปทาน (Supply) มีการพัฒนาขีดความสามารถในภาคอุตสาหกรรม ยกระดับการผลิตและพัฒนาห่วงโซ่อุปทานให้ใช้เทคโนโลยีที่ดีขึ้นทั้งประเทศ การท่องเที่ยวยังคงจะเป็นกลไกที่สำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจ โดยทำให้การท่องเที่ยวเข้าถึงเมืองรองมากขึ้น สร้างงานและอาชีพในพื้นที่ดังกล่าว เพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าและบริการในพื้นที่ โดยรัฐบาลจะดึงดูดการท่องเที่ยวด้วยมาตรการต่างๆ ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น นำจุดเด่นทางวัฒนธรรมไปนำเสนอให้กับเวทีโลก สนับสนุนการใช้อัตลักษณ์ของไทยให้เกิดประโยชน์ ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนา Soft Power ของประเทศในระยะยาวด้วย ในขณะเดียวกัน ประชาชนจำนวนมากเดือดร้อนจากค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นที่มาของนโยบายการลดรายจ่ายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น การแก้ไขปัญหาหนี้ทั้งระบบ ซึ่งครอบคลุมไปถึงหนี้นอกระบบ และหนี้ในระบบ การลดราคาพลังงาน ซึ่งได้ดำเนินการไปแล้ว และกำลังอยู่ในระหว่างการปรับโครงสร้างพลังงานให้เหมาะสม ซึ่งจะทำให้ประชาชนมีค่าใช้จ่ายที่ลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญ ในขณะที่ภาคอุตสาหกรรมก็จะสามารถแข่งขันได้มากขึ้น ประชาชนไทยจะเข้าถึงแหล่งงานที่มีคุณค่ามากขึ้น สามารถพัฒนาความรู้ความสามารถที่มาจากภาคอุตสาหกรรมและภาคเอกชนระดับโลกได้ โดยรัฐบาลจะกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมยุคใหม่ สร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศโดยรวม คนไทยจะมีทักษะความสามารถเพิ่มขึ้นจากการทำงานและการอบรม ซึ่งรัฐบาลได้เดินหน้าดึงดูดบริษัทชั้นนำต่างๆ ปรับปรุงกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องเพื่อขจัดข้อจำกัดในการลงทุน วางแผนลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นที่จะเอื้อให้เกิดการลงทุนเกี่ยวเนื่องให้ครอบคลุมทุกมิติ การคมนาคมในประเทศจะสะดวกสบายมากขึ้น สามารถรองรับความต้องการได้ในทุกมิติไม่ว่าจะเป็นทางถนน ทางน้ำ ทางราง และทางอากาศ โดยรัฐบาลจะลงทุนอย่างต่อเนื่อง และทำให้การระบบคมนาคมและโลจิสติกส์มีประสิทธิภาพ กลายเป็นหนึ่งในจุดแข็งของประเทศไทย โดยพัฒนาทั้งโครงสร้างพื้นฐาน และการบริหารจัดการให้ดีขึ้น เช่น การเชื่อมโยงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ (National Single Window) ที่จะทำให้ขั้นตอนการยื่นเอกสารและดำเนินกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับภาครัฐสะดวกและง่ายดายมากขึ้น เป็นต้น ประเทศไทยจะมีการลงทุนเรื่องน้ำที่ครอบคลุมทั้งระบบ เช่น น้ำในภาคการผลิต ภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม โดยรัฐบาลจะขยายการเชื่อมต่อชลประทานให้มากยิ่งขึ้นเพื่อเตรียมพร้อมรับกับสถานการณ์เอลนีโญ ซึ่งจะเพิ่มโอกาสให้เกษตรกรในการปลูกพืช เลี้ยงปศุสัตว์ ลดต้นทุนในการเข้าถึงน้ำ ทำให้เกษตรกรไม่ต้องเป็นกังวลเรื่องปัจจัยการผลิตอีกต่อไป และทำให้ภาคอุตสาหกรรมไม่เป็นกังวลกับการผลิต ให้ยังคงสามารถลงทุนต่อเนื่องได้ ทรัพยากรธรรมชาติจะได้รับการดูแล อนุรักษ์ ฟื้นฟู ทั้งป่าไม้ ป่าชายเลน ทะเล ชายฝั่ง ซึ่งเป็นสินทรัพย์ทางธรรมชาติของประเทศ อากาศจะต้องสะอาด ฝุ่นพิษจะต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน และประเทศไทยจะเดินหน้าลดก๊าซเรือนกระจกอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดผลกระทบจากภัยธรรมชาติในระยะยาว ผ่านการใช้เทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ และดำเนินมาตรการจูงใจให้ภาครัฐและเอกชนลดการใช้คาร์บอน อีกด้านหนึ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญ คือด้านสังคมและความมั่นคง โดยประชาชนคนไทยจะต้องมีสุขภาวะที่ดีทั้งสุขภาพกาย สุขภาพใจ เข้าถึงงานบริการสาธารณสุขได้อย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ไม่จำเป็นต้องไปต่อคิวอีกต่อไป โดยรัฐจะลงทุนการเชื่อมต่อข้อมูลทั้งระบบ อัพเกรดระบบ 30 บาทรักษาทุกโรคให้ดียิ่งขึ้น รัฐบาลจะดูแลลูกหลานประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากยาเสพติด โดยการปรับปรุงหลักเกณฑ์ผู้เสพให้เป็นผู้ป่วย ซึ่งจะเน้นบำบัดผู้ติดยาและทำให้พวกเขาสามารถกลับคืนสู่ครอบครัวและสังคมได้ รวมทั้งจะสกัดกั้นยาเสพติดที่ลักลอบข้ามพรมแดนไม่ให้สามารถเข้ามาแพร่กระจายได้ ใช้มาตรการการจับกุมและยึดทรัพย์ผู้ผลิต ผู้ค้า และเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้อง ทำให้ยาเสพติดไม่สามารถแพร่ระบาดในประเทศไทยได้ ด้านอัตลักษณ์และความเสมอภาค รัฐบาลจะทำให้คนทุกกลุ่มได้รับการคุ้มครองทางกฎหมาย โดยปราศจากเงื่อนไขทางเพศสภาพ อายุ ความเจ็บป่วยของร่างกาย ทำให้ได้รับสิทธิครบถ้วนตามที่กำหนดไว้ และเข้าถึงโอกาสต่างๆ เพื่อสร้างความเสมอภาคทางสังคมที่แท้จริง ประชาชนจะไม่ต้องกังวลเรื่องความมั่นคงใดๆ เพราะรัฐจะดูแลให้อย่างครบวงจร ครอบคลุมทั้งความมั่นคงทางด้านกายภาพ เช่น การดูแลชายแดนและชายฝั่งทะเล การพัฒนาความสามารถในการดูแลภัยพิบัติ และช่วยเหลือผู้ประสบภัย การต่อต้านการก่อการร้ายในรูปแบบดั้งเดิม และความมั่นคงทางด้านไซเบอร์ ที่มีแนวโน้มจะขยายความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆโดยจะมีการทำงานอย่างบูรณาการครบทุกส่วน และประชาชนจะไม่รู้สึกเป็นกังวลด้านความมั่นคงในชีวิตและทรัพย์สิน รัฐบาลจะพัฒนากองทัพให้มีความทันสมัยมากยิ่งขึ้น สอดคล้องไปกับการพัฒนาความมั่นคงในทุกรูปแบบและให้ตรงกับยุคสมัย ระบบการเกณฑ์ทหารจะเปลี่ยนเป็นแบบสมัครใจ โดยมีการสร้างแรงจูงใจใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาตนเอง การฝึกอาชีพ รวมถึงโอกาสในการประกอบอาชีพหลังจากการเป็นทหารประจำการ ทั้งหมดนี้จะทำให้สถาบันทหารมีความเป็นมืออาชีพ มีภาพลักษณ์ที่ดีและใกล้ชิดกับประชาชนมากยิ่งขึ้น ประชาชนคนไทยทุกคนจะสามารถใช้ประโยชน์จากการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้ เป็นการดำเนินนโยบายแบบ “การต่างประเทศที่กินได้” โดยสร้างจุดยืนที่เป็นประโยชน์ต่อคนไทย เป็นประเทศแนวหน้าในภูมิภาค มีอำนาจต่อรอง และได้รับการยอมรับในสากล มีความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นการค้า การลงทุน การดูแลคนไทยในต่างแดน การพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นต้น ทำให้ประเทศและคนไทยรักษาไว้ซึ่งเกียรติภูมิและความภาคภูมิใจ ด้านการพัฒนาศักยภาพของคนไทย ประชาชนจะต้องได้รับการศึกษาที่เข้าถึงได้ พัฒนาสถาบันการศึกษาให้มีคุณภาพ และพัฒนาหลักสูตรให้มีมาตรฐานและทันต่อยุคสมัย รวมทั้งขยายโอกาสทางการศึกษาให้ครอบคลุมไปถึงระดับวิชาชีพ เพื่อพัฒนาทักษะสำหรับตลาดแรงงาน หรือผู้ประกอบการยุคใหม่ ๆ และสุดท้าย ในด้านการเมืองการปกครอง ประชาชนจะได้เห็นการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่จะแก้ไขจุดด้อยของฉบับที่ผ่านมา ผ่านการทำงานที่โปร่งใส และตรวจสอบได้ โดยจะแก้ไขรัฐธรรมนูญบนหลักการที่เป็นไปได้มากที่สุดและเหมาะสมกับสถานการณ์ ไม่นำไปสู่ความขัดแย้งใหม่ในสังคมไทย ประชาชนจะได้รับการบริการจากภาคราชการที่เร็วขึ้น สะดวกมากขึ้น ซึ่งในช่วงโควิด-19 หลาย ๆส่วนราชการก็ได้มีการนำเทคโนโลยีเข้ามาให้บริการประชาชนมากขึ้น และในขณะเดียวกันประชาชนจำนวนมากก็เริ่มคุ้นเคยกับการใช้เทคโนโลยีมาช่วยในการใช้บริการ จึงเป็นโอกาสอันดีที่ในปี พ.ศ. 2567 จะใช้งบประมาณรายจ่ายในการพัฒนารัฐบาลดิจิทัลให้เกิดขึ้นได้เร็วยิ่งขึ้น ซึ่งจะทำให้ประชาชนได้รับบริการที่ดี รวดเร็ว สะดวก มีประสิทธิภาพ ไม่จำเป็นต้องใช้เอกสารกระดาษอีกต่อไป และยังทำให้เชื่อมโยงหลากหลายหน่วยงานเข้าเป็นฐานข้อมูลเดียวกัน มุ่งหน้าไปสู่การเป็น E-government ที่แท้จริงในอนาคต ประชาชนจะมีส่วนร่วมกับรัฐบาลมากขึ้นผ่านกลไกในระดับชุมชน ซึ่งจะเป็นการสร้างการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคสังคม ทำให้ประชาชนตื่นตัว และช่วยกันพัฒนาประเทศไปเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน นโยบายการคลังและความสัมพันธ์ระหว่างรายรับและงบประมาณรายจ่ายที่ขอตั้ง ภายใต้สภาวการณ์ทางเศรษฐกิจดังกล่าว ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 รัฐบาลจึงมีความจำเป็นต้องดำเนินนโยบายงบประมาณขาดดุล เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจให้มีความต่อเนื่อง โดยประมาณการจัดเก็บรายได้จากภาษีอากร การขายสิ่งของและบริการ รัฐพาณิชย์ และรายได้อื่น รวมสุทธิจำนวน 2,912,800 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 11.4 จากปีก่อน และหักการจัดสรรภาษีมูลค่าเพิ่มให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม จำนวน 125,800 ล้านบาท คงเหลือเป็นรายได้สุทธิที่สามารถนำมาจัดสรรเป็นรายจ่ายของรัฐบาล จำนวน 2,787,000 ล้านบาท สำหรับงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 เป็นการดำเนินนโยบายงบประมาณแบบขาดดุล โดยกำหนดรายได้สุทธิ จำนวน 2,787,000 ล้านบาท และเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ จำนวน 693,000 ล้านบาท รวมเป็นรายรับ จำนวน 3,480,000 ล้านบาท เท่ากับวงเงินงบประมาณรายจ่าย จากการเพิ่มขึ้นของประมาณการรายได้ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 จะทำให้รัฐมีรายได้ 2,787,000 ล้านบาท หรือเพิ่มกว่าร้อยละ 11.9 ทำให้รัฐบาลมีการกู้ชดเชยการขาดดุลงบประมาณลดลงจากปีงบประมาณที่ผ่านมา และสามารถตั้งงบประมาณชำระคืนต้นเงินกู้ การชดใช้เงินคงคลัง และการตั้งงบประมาณรายจ่ายลงทุนที่เพิ่มขึ้นได้ ฐานะการคลัง หนี้สาธารณะคงค้าง ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2566 มีจำนวน 11,125,428.1 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 62.1 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ซึ่งอยู่ภายใต้กรอบการบริหารหนี้สาธารณะ ตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ ที่กำหนดไว้ที่ร้อยละ 70 โดยหนี้สาธารณะที่เป็นข้อผูกพันของรัฐบาล ซึ่งเกิดจากการกู้ยืมเงินโดยตรง และการค้ำประกันเงินกู้โดยรัฐบาล มีจำนวนทั้งสิ้น 10,537,912.7 ล้านบาท ปัจจุบันฐานะเงินคงคลัง ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2566 มีจำนวนทั้งสิ้น 297,093.6 ล้านบาท โดยรัฐบาลจะบริหารเงินคงคลังให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และบริหารรายรับและรายจ่ายของรัฐให้มีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด ฐานะและนโยบายการเงิน อัตราดอกเบี้ยนโยบายได้ถูกปรับให้สูงขึ้น โดยใช้สมมุติฐานว่าสภาพเศรษฐกิจกำลังฟื้นตัวด้วยดี โดยจะเป็นอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสมกับการขยายตัวอย่างมีเสถียรภาพในระยะยาว โดยคณะกรรมการนโยบายการเงินได้มีมติปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นมาอยู่ที่ร้อยละ 2.5 ต่อปี ในการประชุมเมื่อเดือนกันยายน 2566 นั้น อาจเป็นปัจจัยที่จะส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของประชาชน อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2566 ยังอยู่ที่ระดับต่ำที่ร้อยละ 0.5 ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2566 ซึ่งน้อยกว่าประเทศในภูมิภาคเดียวกันอย่างมีนัยสำคัญ โดยลดลงมาจากที่อยู่ในระดับที่สูงในปีก่อนหน้า ซึ่งสะท้อนจากสภาพเศรษฐกิจที่มีการชะลอตัวลง อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2566 ยังอยู่ที่ระดับต่ำที่ร้อยละ 0.5 ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2566 ซึ่งน้อยกว่าประเทศในภูมิภาคเดียวกันอย่างมีนัยสำคัญ โดยลดลงมาจากที่อยู่ในระดับที่สูงในปีก่อนหน้า ซึ่งสะท้อนจากสภาพเศรษฐกิจที่มีการชะลอตัวลงต้องมีการปรับให้เหมาะสมกับนโยบายที่อาจได้รับแรงส่งเพิ่มเติมจากนโยบายของภาครัฐ มูลค่าเงินสำรองระหว่างประเทศ ณ วันที่ 30 กันยายน 2566 มีจำนวน 211,750.23 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 2.74 เท่าของหนี้ต่างประเทศระยะสั้น ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่แข็งแกร่ง สาระสำคัญของงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 มีวงเงินงบประมาณทั้งสิ้น 3,480,000 ล้านบาท จำแนกเป็นรายจ่ายประจำ จำนวน 2,532,826.9 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 72.8 รายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง 118,361.1 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 3.4 รายจ่ายลงทุน จำนวน 717,722.2 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 20.6 และรายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้ จำนวน 118,320.0 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 3.4 ทั้งนี้รายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้เป็นรายจ่ายลงทุนกรณีการกู้เพื่อการลงทุนของรัฐวิสาหกิจ จำนวน 7,230.2 ล้านบาท 1. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 จำแนกตามกลุ่มงบประมาณ 1.1 งบประมาณรายจ่ายงบกลาง รัฐบาลกำหนดไว้ จำนวน 606,765.0 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 17.4 ของวงเงินงบประมาณ 1.2 งบประมาณรายจ่ายของหน่วยรับงบประมาณ รัฐบาลกำหนดไว้ จำนวน 1,150,144.0 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 33.0 ของวงเงินงบประมาณ 1.3 งบประมาณรายจ่ายบูรณาการ รัฐบาลกำหนดไว้ จำนวน 214,601.7 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 6.2 ของวงเงินงบประมาณ จำนวน 10 เรื่อง ได้แก่ 1. ขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ 2. เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก 3. ต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ 4. เตรียมความพร้อมเพื่อรองรับสังคมสูงวัย 5. บริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 6. ป้องกัน ปราบปราม และบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติด 7. พัฒนาด้านคมนาคมและระบบโลจิสติกส์ 8. พัฒนาอุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคต 9. รัฐบาลดิจิทัล 10. สร้างรายได้จากการท่องเที่ยว 1.4 งบประมาณรายจ่ายบุคลากร รัฐบาลกำหนดไว้ จำนวน 785,957.6 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 22.6 ของวงเงินงบประมาณ 1.5 งบประมาณรายจ่ายสำหรับทุนหมุนเวียน รัฐบาลกำหนดไว้ จำนวน 257,790.5 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 7.4 ของวงเงินงบประมาณ 1.6 งบประมาณรายจ่ายเพื่อการชำระหนี้ภาครัฐ รัฐบาลกำหนดไว้ จำนวน 346,380.1 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 10.0 ของวงเงินงบประมาณ 1.7 งบประมาณรายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง รัฐบาลกำหนดไว้ จำนวน 118,361.1 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 3.4 ของวงเงินงบประมาณ 2. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 จำแนกตามยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณ ยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ได้กำหนดไว้จำนวน 6 ยุทธศาสตร์ 1 รายการ โดยได้นำยุทธศาสตร์ชาติ และแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติมากำหนดเป็นกรอบโครงสร้างยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 รายละเอียดการดำเนินงานที่สำคัญสรุปได้ ดังนี้ ยุทธศาสตร์ที่ 1 : ด้านความมั่นคง รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณรายจ่าย จำนวน 390,149.3 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 11.2 ของวงเงินงบประมาณเพื่อให้ประเทศมีความมั่นคง ประชาชนมีความสุข สามารถรับมือกับภัยคุกคามและภัยพิบัติได้ทุกรูปแบบบนพื้นฐานของหลักธรรมาภิบาล จำแนกตามแผนงานสำคัญ ดังนี้ 1) การป้องกัน ปราบปราม และบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติด งบประมาณ 4,357.4 ล้านบาท เพื่อให้ปัญหายาเสพติดได้รับการแก้ไข เด็ก เยาวชน ผู้ใช้แรงงาน และประชาชนทุกกลุ่มเป้าหมาย มีภูมิคุ้มกันรู้เท่าทันและปลอดภัยจากยาเสพติด มีสัดส่วนของผู้เกี่ยวข้องกับยาเสพติดไม่เกิน 9.5 คน ต่อประชากร 1,000 คน สร้างความร่วมมือกับต่างประเทศในการควบคุมและสกัดกั้นยาเสพติด จับกุมเครือข่ายยาเสพติดร้อยละ 50 อายัด ยึดทรัพย์ ดำเนินคดีผู้สมคบ สนับสนุน หรือให้การช่วยเหลือผู้เสพยาเสพติดเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษาปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ร้อยละ 31.2 2) การส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ งบประมาณ 5,668.6 ล้านบาท เพื่อให้ประเทศไทยเป็นประเทศชั้นนำในภูมิภาคอาเซียน มีเกียรติภูมิ มีอำนาจต่อรองและได้รับการยอมรับในสากล เป็นผู้นำและเป็นหุ้นส่วนการพัฒนาที่ยั่งยืนและการเสริมสร้างพลังบวก สร้างอำนาจแบบนุ่มนวลของไทย ดำเนินการเพื่อสันติภาพตามกรอบสหประชาชาติ และกฎหมายระหว่างประเทศ ตลอดจนส่งเสริมการแก้ไขความขัดแย้งโดยใช้แนวทางสันติวิธี 3) การขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ งบประมาณ 6,658.4 ล้านบาท เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่มีความปลอดภัยทั้งในชีวิตและทรัพย์สิน สามารถอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขในสังคมพหุวัฒนธรรม มีเป้าหมายเหตุรุนแรงลดลงร้อยละ 70 เมื่อเทียบกับปี 2560 โดยขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาและพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้แบบบูรณาการ อย่างเป็นระบบและมีเอกภาพ ครอบคลุมทุกพื้นที่และกลุ่มเป้าหมาย ยึดมั่นในหลักสันติวิธี มุ่งเน้นการขจัดปัญหาความขัดแย้งและความไม่เป็นธรรมอย่างจริงจังและถาวร และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ตลอดจนพัฒนาคุณภาพการศึกษา โดยเฉพาะในสถานศึกษาของรัฐ เสริมสร้างความรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม และขนบธรรมเนียมประเพณีท้องถิ่นในจังหวัดชายแดนภาคใต้ภายใต้สังคมพหุวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง 4) การเสริมสร้างความมั่นคงของสถาบันหลักของชาติ งบประมาณ 12,695.1 ล้านบาท เพื่อพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ พร้อมธำรงรักษาไว้เป็นสถาบันหลักของชาติ สร้างความผูกพันที่ดีระหว่างสถาบันหลักและประชาชน สร้างจิตสำนึกรัก ความหวงแหน ความจงรักภักดี และทำให้สถาบันหลักเป็นที่เคารพยึดเหนี่ยวจิตใจของคนไทย ภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 5) การป้องกันและแก้ไขปัญหาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคง งบประมาณ 19,758.8 ล้านบาท เพื่อรักษาความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยในประเทศ ความมั่นคงชายแดน ชายฝั่งทะเล และรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ป้องกันและแก้ไขปัญหาความมั่นคงทางไซเบอร์ การก่อการร้าย ป้องกันภัยคุกคามข้ามชาติ และเหตุฉุกเฉินทางนิวเคลียร์และรังสี ตลอดจนติดตามและเฝ้าระวังการทำการประมงให้เป็นไปตามกฎหมาย 6) การพัฒนาระบบการเตรียมพร้อมแห่งชาติและระบบบริหารจัดการภัยพิบัติ งบประมาณ 21,536.1 ล้านบาท เพื่อลดความสูญเสีย สร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน โดยพัฒนาปรับปรุงนโยบายการบริหารจัดการให้ครอบคลุมรองรับภัยทุกประเภท เตรียมความพร้อมในการช่วยเหลือการป้องกันบรรเทาสาธารณภัยและภัยพิบัติให้รับมือได้อย่างทันท่วงที พัฒนาระบบเตือนภัยให้ครอบคลุมพื้นที่เสี่ยงภัยทั่วประเทศ รวมทั้งเสริมสร้างความร่วมมืออย่างบูรณาการจากทุกภาคส่วนทั้งภายในประเทศ และภายนอกประเทศ 7) การรักษาความสงบภายในประเทศ งบประมาณ 21,615.0 ล้านบาท เพื่อให้ประชาชนมีความมั่นคง ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน โดยเสริมสร้างความสามัคคีปรองดองของคนในชาติ ส่งเสริมการอยู่ร่วมกันภายใต้สังคมพหุวัฒนธรรม สนับสนุนการใช้เทคโนโลยีและการบังคับใช้กฎหมายเพื่อแก้ไขปัญหาอาชญากรรม ปัญหาการจราจร และปัญหาความรุนแรงในสังคม 8) การพัฒนาศักยภาพการป้องกันประเทศและความพร้อมเผชิญภัยคุกคามทุกมิติ งบประมาณ 57,162.1 ล้านบาท เพื่อให้หน่วยงานด้านการข่าว และประชาคมข่าวกรอง ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมเผชิญภัยคุกคาม ทุกรูปแบบ ทุกมิติ และทุกระดับความรุนแรง พัฒนากิจการอุตสาหกรรมป้องกันประเทศที่อาจนำไปสู่การสร้างเศรษฐกิจใหม่ภายในประเทศ และให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางอวกาศ พัฒนาระบบงานข่าวกรองแบบบูรณาการ และประชาคมข่าวกรองในประเทศให้ทันสมัย 9) การดำเนินงานภารกิจพื้นฐานและภารกิจอื่น งบประมาณ 36,625.7 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายบุคลากรภาครัฐ งบประมาณ 204,072.1 ล้านบาท เพื่อให้การดำเนินภารกิจด้านความมั่นคง มีประสิทธิภาพและเกิดความคุ้มค่า มีความพร้อมด้านการป้องกันประเทศ การดำรงไว้ซึ่งความสัมพันธ์อันดีและความร่วมมือในการดำเนินงานด้านความมั่นคงระหว่างประเทศไทยกับมิตรประเทศ ยุทธศาสตร์ที่ 2 : ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณรายจ่าย จำนวน 393,517.9 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 11.3 ของวงเงินงบประมาณ เพื่อส่งเสริมให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโต และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในทุกด้านให้มีเสถียรภาพและยั่งยืน ผลักดันการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว ขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุน โดยมีเป้าหมายกระจายความเจริญทางเศรษฐกิจและสังคมในทุกภูมิภาคของประเทศ จำแนกตามแผนงานสำคัญ ดังนี้ 1) การพัฒนาความมั่นคงทางพลังงาน งบประมาณ 1,916.4 ล้านบาท เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานทั้งระบบให้มีความมั่นคง สนับสนุนการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในทุกภาค สนับสนุนการใช้เทคโนโลยีเพื่อบริหารจัดการและผลิตพลังงานทดแทน พลังงานทางเลือก กำกับดูแลกลไกตลาดพลังงานให้มีการแข่งขันที่เป็นธรรม รวมทั้งการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการใช้พลังงานของประเทศ วางแผนความต้องการและสนับสนุนการจัดหาแหล่งพลังงานอย่างเหมาะสม ส่งเสริมการผลิตพลังงานสะอาด และพลังงานหมุนเวียน 2) การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล งบประมาณ 2,455.5 ล้านบาท เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลในส่วนของโครงข่ายสื่อสารหลักและบรอดแบรนด์ความเร็วสูงให้ครอบคลุมทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลและบริการที่มีประสิทธิภาพอย่างเท่าเทียม ส่งเสริมการลงทุนและใช้ทรัพยากรโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลร่วมกัน ทั้งในและต่างประเทศ ในส่วนของภาคพื้นดิน เคเบิ้ลใต้น้ำ และระบบดาวเทียมสำหรับการเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านให้มีเพียงพอและมีระบบโครงข่ายสำรอง (Redundancy) ให้สามารถสื่อสารระหว่างประเทศได้อย่างต่อเนื่อง พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ตลอดจนจัดให้มีมาตรการเฝ้าระวังและรับมือภัยคุกคามไซเบอร์ที่ได้มาตรฐานสากล เพิ่มประสิทธิภาพในการตัดวงจรอาชญากรรมออนไลน์ โดยการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการกำหนดมาตรการและแนวปฏิบัติสำหรับผู้ให้บริการในการคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคลและการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของผู้รับบริการ ส่งเสริมการให้ความรู้ เพิ่มทักษะและใช้ประโยชน์จากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีแก่ประชาชนและทุกสาขาอาชีพ สร้างความรู้การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล สื่อออนไลน์ โครงข่ายสังคมออนไลน์ และทักษะด้านเกมต่อยอดอาชีพในอนาคต 3) การพัฒนาอุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคต งบประมาณ 3,806.6 ล้านบาท เพื่อเพิ่มอัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศภาคอุตสาหกรรม ร้อยละ 4.8 โดยโครงการส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคตให้เกิดการขยายตัว ไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 ซึ่งครอบคลุมอุตสาหกรรมอาหารและอุตสาหกรรมชีวภาพ อุตสาหกรรมและบริการทางการแพทย์ อุตสาหกรรมและบริการดิจิทัล ข้อมูลปัญญาประดิษฐ์ หุ่นยนต์ระบบอัตโนมัติและอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและอากาศยาน และอุตสาหกรรมความมั่นคง โดยสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคต เช่น การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ ระบบฐานข้อมูลสามมิติคู่เหมือนดิจิทัลเชิงพื้นที่ เพื่อรองรับเมตาเวิร์ส ยกระดับผลิตภาพและพัฒนากำลังคนเพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันภาคอุตสาหกรรม ตลอดจนพัฒนาต่อยอดความเข้มแข็งของอุตสาหกรรมและยกระดับไปสู่อุตสาหกรรมที่ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูง และส่งเสริมให้เกิดการใช้รถยนต์ไฟฟ้าและการลงทุนผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศ ตามมาตรการการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าประเภทรถยนต์และรถจักรยานยนต์ 4) การสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว งบประมาณ 7,384.1 ล้านบาท ให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยเป็นกลไกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยมีเป้าหมายเพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยว 3 ล้านล้านบาท และอันดับการพัฒนาการเดินทางและการท่องเที่ยวอยู่ 1 ใน 30 ของโลก โดยส่งเสริมการตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ สนับสนุนการสร้างความหลากหลายด้านการท่องเที่ยวให้สอดคล้องกับความต้องการเดินทางของนักท่องเที่ยวต่างประเทศ กลุ่มคุณภาพ กลุ่มกีฬา กลุ่มสุขภาพ และกลุ่มความสนใจพิเศษไม่น้อยกว่า 35 ล้านคน สนับสนุนอุตสาหกรรมซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power) รายสาขาเพื่อนำเสนอและรักษาจุดเด่นด้านขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมอันดีงามของประเทศไทย เช่น พัฒนาเมืองสร้างสรรค์ตามแนวทางของยูเนสโก (UNESCO) ๕ เมือง การพัฒนาชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี 100 ชุมชน เพิ่มศักยภาพการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ 5 แห่ง พัฒนาแหล่งธรณีวิทยาเพื่อเป็นแหล่งท่องเที่ยว 7 แห่ง พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเพื่อรองรับการจัดงานท่องเที่ยวเชิงธุรกิจ 10 เมือง ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชื่อมโยงกลุ่มอาเซียนและงานสัมมนาระดับนานาชาติ รวมทั้งพัฒนาและยกระดับชุมชนเข้าสู่มาตรฐานการท่องเที่ยวไทย 50 ชุมชน ผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวเข้าสู่มาตรฐานการท่องเที่ยวไทย 160 ราย การท่องเที่ยวไทยและผลักดันให้ชุมชนเข้าสู่ตลาดอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น 20 ชุมชน เพื่อประโยชน์ในการสร้างงานสร้างอาชีพและรายได้ให้กับคนในชุมชน ประชาชน และผู้ประกอบการ 32,900 คน พัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกทางน้ำและโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมเชื่อมโยงไปยังภูมิภาค โดยการพัฒนาท่าเรือและก่อสร้างทางหลวงชนบทเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว ระยะทาง 209.993 กิโลเมตร และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวทางน้ำ 9 แห่ง 5) เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก งบประมาณ 8,089.0 ล้านบาท เพื่อส่งเสริมให้เกิดการลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พัฒนากิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ทันสมัยและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีเป้าหมายให้เกิดการลงทุนจริงในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ไม่น้อยกว่า 100,000 ล้านบาท โดยพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน คมนาคมขนส่ง และระบบสาธารณูปโภคที่มีประสิทธิภาพ เข้าถึงได้สะดวก และเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ เช่น โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 7 ส่วนต่อขยายเชื่อมสนามบินอู่ตะเภา เป็นต้น สนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานหลัก ได้แก่ รถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน สนามบินอู่ตะเภา ท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 และท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคในพื้นที่เขตส่งเสริมอุตสาหกรรมและนวัตกรรมดิจิทัล (EECd) พัฒนาเมืองให้น่าอยู่ มีความทันสมัยเหมาะกับการอยู่อาศัย สามารถประกอบกิจการได้อย่างมีคุณภาพ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ เช่น เตรียมพื้นที่สำหรับพัฒนาศูนย์ธุรกิจ และเมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ พัฒนาพื้นที่ชุมชนและปรับปรุงภูมิทัศน์ ตามผังเมือง อีอีซี ไม่น้อยกว่า 17 แห่ง ยกระดับและพัฒนาศูนย์การแพทย์ครบวงจร 2 แห่ง โรงพยาบาลศูนย์เฉพาะทาง 2 แห่ง ผลิตและพัฒนาบุคลากรให้มีสมรรถนะตรงตามความต้องการของผู้ประกอบการ เพื่อรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย ไม่น้อยกว่า 4,200 คน และถ่ายทอดเทคโนโลยีเกษตรสมัยใหม่ใน 40 ชุมชน 6) การส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่เข้มแข็ง แข่งขันได้ งบประมาณ 8,744.8 ล้านบาท เพื่อส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และผู้ประกอบการชุมชนมีความรู้และทักษะของการเป็นผู้ประกอบการที่มีอัตลักษณ์ชัดเจน มีนวัตกรรมในการผลิตสินค้าและบริการ สามารถปรับตัวสู่ธุรกิจใหม่ โดยเสริมสร้างศักยภาพวิสาหกิจในการใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและดิจิทัล 12,800 คน ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการ SME เข้าถึงแหล่งทุน เพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาและยกระดับธุรกิจ ผ่านกองทุนส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ตลอดจนการเข้าถึงแหล่งข้อมูลและองค์ความรู้ในการพัฒนาธุรกิจ สามารถขยายการค้าและการลงทุนไปต่างประเทศ ด้วยการส่งเสริมผู้ประกอบการให้มีช่องทางการค้าผ่าน e-commerce 25,800 ราย รวมทั้งส่งเสริมการลงทุนที่เน้นการวิจัย พัฒนา และสร้างนวัตกรรม สร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจ และส่งเสริม SME ให้แข่งขันได้ในตลาดสากล 7) การพัฒนาพื้นที่และเมืองน่าอยู่อัจฉริยะ งบประมาณ 9,433.8 ล้านบาท เพื่อพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศโดยกระจายศูนย์กลางความเจริญทางเศรษฐกิจและสังคมในทุกภูมิภาคของประเทศ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านระบบสื่อสารด้วยเทคโนโลยีระบบดิจิทัลที่ทันสมัย รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกและความปลอดภัย เพื่อยกระดับความน่าอยู่ของเมือง โดยใช้แผนผังภูมินิเวศเป็นกรอบในการพัฒนาเมืองน่าอยู่ ชนบทมั่นคง เกษตรยั่งยืน และอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ รวมถึง ผังพื้นที่อนุรักษ์ทรัพยากร ธรรมชาติ แหล่งโบราณคดี วัฒนธรรม ประเพณี และอัตลักษณ์ท้องถิ่น โดยสนับสนุนการวางผังเมือง 106 ผัง และจัดรูปที่ดิน 232 ไร่ 8) การวิจัยและพัฒนานวัตกรรม งบประมาณ 19,270.4 ล้านบาท เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศด้วยการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม โดยเร่งขยายการใช้ประโยชน์ผลงานวิจัยและนวัตกรรม รวมถึงเทคโนโลยีที่เหมาะสม พัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การวิจัยและนวัตกรรมให้มีสมรรถนะและทักษะสูงขึ้น เพิ่มความมั่นคงของเศรษฐกิจฐานรากเพื่อให้พึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน ตอบโจทย์ปัญหาความท้าทายในสังคม สร้างความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำ รวมทั้งการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้ปรับตัวได้ทันต่อพลวัตการเปลี่ยนแปลงของโลก พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงและความท้าทายใหม่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตด้วยการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม 9) การสนับสนุนด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน งบประมาณ 36,997.7 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนเป้าหมายยุทธศาสตร์ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างมีเสถียรภาพและยั่งยืน โดยการยกระดับศักยภาพของประเทศในหลากหลายมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ อัตลักษณ์ วัฒนธรรม ประเพณี วิถีชีวิตและทรัพยากรธรรมชาติ รวมทั้งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสนับสนุนการพัฒนาบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการและลดต้นทุนการผลิต สนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุน พัฒนาช่องทางการตลาดและขีดความสามารถในการแข่งขันทางการค้าระหว่างประเทศ ขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุนในเวทีโลก ควบคู่ไปกับการยกระดับรายได้และการกินดีอยู่ดี รวมทั้งการแก้ปัญหาหนี้สินในภาคครัวเรือน เพื่อช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อย 10) การเกษตรสร้างมูลค่า งบประมาณ 49,895.6 ล้านบาท เพื่อเพิ่มการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมและผลิตภาพด้านการผลิตของสาขาเกษตร โดยส่งเสริมระบบเกษตรแปลงใหญ่ จำนวน 2,472 แปลง และ 475,000 ไร่ เพื่อลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มผลผลิตต่อหน่วย บริหารจัดการการผลิตสินค้าเกษตรตามแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก (Agri-Map) จำนวน 69,954 ไร่ และ 135 แปลง ส่งเสริมการวิจัยพัฒนาองค์ความรู้เทคโนโลยี นวัตกรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น พัฒนาศักยภาพกระบวนการผลิตและปรับเปลี่ยนการผลิตหรือชนิดของพืช ปศุสัตว์ ให้เหมาะสมกับศักยภาพพื้นที่ ลดต้นทุนการผลิตด้านการเกษตร ผลิตสินค้าเกษตรและอาหารเข้าสู่ระบบมาตรฐานความปลอดภัยด้วยการตรวจประเมินแหล่งผลิตไม่น้อยกว่า 307,347 แห่ง สร้างเกษตรกรรุ่นใหม่ รวมทั้งส่งเสริมความเข้มแข็งเกษตรกรในรูปแบบต่างๆ โดยมีเกษตรกรได้รับประโยชน์ 7.92 ล้านครัวเรือน และส่งเสริมการใช้แพลตฟอร์มการตลาดดิจิทัล เพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ให้กลุ่มเกษตรกรและวิสาหกิจชุมชน เพื่อเป็นภาคการผลิตที่สร้างรายได้และพัฒนาคุณภาพชีวิตให้เกษตรกรพึ่งพาตนเอง 11) การพัฒนาด้านคมนาคมและระบบโลจิสติกส์ งบประมาณ 181,529.4 ล้านบาท เพื่อให้ประเทศไทยมีระบบคมนาคมและระบบโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย ให้มีความสมบูรณ์เชื่อมต่ออย่างครอบคลุม เป็นประตูการค้าและการลงทุน และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทุกมิติอย่างเป็นระบบทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ เช่น ทางถนน ก่อสร้างโครงข่ายทางหลวงและทางหลวงชนบท ระยะทาง ไม่น้อยกว่า 2,900.6 กิโลเมตร และทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง ระยะทางไม่น้อยกว่า 105 กิโลเมตร ทางราง พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อส่งเสริมการขนส่งทางรางสายเด่นชัย - เชียงราย – เชียงของ สายบ้านไผ่ - มหาสารคาม - ร้อยเอ็ด - มุกดาหาร – นครพนม และพัฒนาระบบรถไฟความเร็วสูงเพื่อเชื่อมโยงภูมิภาคช่วงกรุงเทพมหานคร - หนองคาย (ระยะที่ 1 ช่วงกรุงเทพมหานคร - นครราชสีมา) ทางน้ำ พัฒนา ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานทางน้ำ และเพิ่มประสิทธิภาพการเดินเรือในแม่น้ำต่าง ๆ เพื่อรองรับปริมาณการขนส่งสินค้า ไม่น้อยกว่า 115 ล้านตัน ทางอากาศ เพิ่มขีดความสามารถของท่าอากาศยานตามมาตรฐานขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) รวมทั้งส่งเสริมการเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะของประชาชนอย่างทั่วถึง การพัฒนารูปแบบการกำกับดูแล และการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม การพัฒนาบุคลากรเพื่อรองรับอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ โดยมีเป้าหมายไม่น้อยกว่า 2,390 คน กำกับดูแลและพัฒนามาตรฐานด้านการคมนาคมและโลจิสติกส์ทุกรูปแบบให้มีคุณภาพระดับสากล รองรับและอำนวยความสะดวกทางการค้าด้วยระบบการเชื่อมโยงข้อมูลหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน 12) การดำเนินงานภารกิจพื้นฐานและภารกิจอื่น งบประมาณ 21,335.6 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายบุคลากรภาครัฐ งบประมาณ 42,659.0 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนยุทธศาสตร์ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขันสอดรับกับบริบทของเศรษฐกิจและสังคมโลกสมัยใหม่ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน พัฒนากำลังคนและศักยภาพของประเทศอย่างยั่งยืน รวมทั้ง ส่งเสริมและพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจใหม่ ทำให้วงจรทางเศรษฐกิจการดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ สนับสนุนเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ แหล่งบ่มเพาะธุรกิจสร้างสรรค์ ส่งเสริมการลงทุนทั้งในประเทศและในต่างประเทศอันจะส่งผลให้มูลค่าการลงทุนที่ได้รับบัตรส่งเสริมไม่น้อยกว่า 250,000 ล้านบาท ยุทธศาสตร์ที่ 3 : ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณรายจ่าย จำนวน 561,954.2 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 16.1 ของวงเงินงบประมาณ เพื่อให้ประชาชนทุกช่วงวัยมีคุณภาพชีวิตที่ดี การศึกษาได้รับการปฏิรูปให้ตอบสนองต่อนวัตกรรมและการเปลี่ยนแปลง สร้างสังคมการเรียนรู้ตลอดชีวิตทั้งในและนอกระบบการศึกษา สนับสนุนการอนุรักษ์และพัฒนามรดกทางศิลปวัฒนธรรมและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ พัฒนาระบบบริการสาธารณสุขที่ได้มาตรฐาน ครอบคลุม ทั่วถึง มีประสิทธิภาพ และเสริมสร้างศักยภาพทางการกีฬา รวมทั้ง ผลิตกำลังคนและพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานเพื่อรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย และวางรากฐานเศรษฐกิจในอนาคต จำแนกตามแผนงานสำคัญ ดังนี้ 1) การเสริมสร้างศักยภาพการกีฬา งบประมาณ 2,539.8 ล้านบาท เพื่อให้ประชาชนมีสุขภาพแข็งแรง มีน้ำใจนักกีฬา และตระหนักถึงประโยชน์ของการออกกำลังกาย โดยส่งเสริมให้ประชาชนทุกกลุ่มทุกวัย ออกกำลังกาย เล่นกีฬาและนันทนาการอย่างสม่ำเสมอ ผ่านอาสาสมัครทางการกีฬาและผู้นำการออกกำลังกาย 700 หมู่บ้าน พัฒนาทักษะและศักยภาพนักกีฬามุ่งสู่ความเป็นเลิศในระดับนานาชาติ ตลอดจน พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน อุปกรณ์ สถานที่ และสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการออกกำลังกาย 2) การปรับเปลี่ยนค่านิยมและวัฒนธรรม งบประมาณ 3,145.8 ล้านบาท เพื่อให้ประชาชนมีคุณธรรม จริยธรรม และความภูมิใจในความเป็นไทย โดยสนับสนุนให้ประชาชนมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเทิดพระเกียรติและเผยแพร่เกียรติคุณทั้งด้านศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม รวมทั้ง ส่งเสริมค่านิยมที่ดีงาม คุณธรรม จริยธรรม และการอนุรักษ์ฟื้นฟูขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรมท้องถิ่น ไม่น้อยกว่า 11.2 ล้านคน รวมทั้ง ให้มีการประกาศขึ้นบัญชีมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ และจัดทำฐานข้อมูลด้านมรดกศิลปวัฒนธรรมในรูปแบบดิจิทัล เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ และพัฒนาต่อยอดเป็นพลังสร้างสรรค์ อันจะนำไปสู่การเพิ่มมูลค่าและเสริมสร้างภาพลักษณ์ความเป็นไทยสู่สากล 3) การพัฒนาคุณภาพการศึกษาและการเรียนรู้ งบประมาณ 24,932.7 ล้านบาท เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน และทั่วถึง พัฒนาระบบการเรียนรู้และหลักสูตรให้ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงและความต้องการของตลาดแรงงาน ส่งเสริมการเรียนรู้ทุกที่ทุกเวลาด้วยดิจิทัลแพลตฟอร์มระบบการจัดการเรียนรู้ พัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาให้เป็นครูยุคใหม่ ไม่น้อยกว่า 175,696 คน สนับสนุนการคืนครูให้นักเรียน ไม่น้อยกว่า 68,000 คน เพื่อลดปัญหาการขาดแคลนครู พัฒนาการเรียนการสอนหลักสูตรสะเต็มศึกษา (STEM) แก่นักเรียน 200,000 คน ในโรงเรียน 15,000 แห่ง ส่งเสริมผู้มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี 15,000 คน สนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานให้กับสถานศึกษาเพื่อพัฒนาเป็นโรงเรียนคุณภาพประจำตำบล 8,217 แห่ง สนับสนุนอาหารเสริม (นม) และอาหารกลางวัน ส่งเสริมการขับเคลื่อนการผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาสมรรถนะสูง 455 แห่ง แก้ปัญหาเด็กที่อยู่นอกระบบการศึกษาและเด็กออกกลางคันให้เข้าสู่ระบบการศึกษา รวมทั้ง พัฒนาทักษะวิชาชีพและอบรมอาชีพระยะสั้นให้กับกลุ่มเป้าหมาย 1,299,500 คน เพื่อเตรียมพร้อมเข้าสู่ตลาดแรงงานและต่อยอดอาชีพให้กับประชาชน 4) การพัฒนาศักยภาพคนตลอดช่วงชีวิต งบประมาณ 33,372.8 ล้านบาท เพื่อให้ประชาชนทุกช่วงวัยมีคุณภาพ ครอบครัวเข้มแข็ง สามารถพึ่งพาตนเองได้ โดยเสริมสร้างให้เด็กมีพัฒนาการสมวัย มีทักษะและความรู้ที่สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21 ผลิตและพัฒนากำลังคน อุดมศึกษาเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ จัดรูปแบบและหลักสูตรต่อเนื่องเพื่อเชื่อมโยงการศึกษาขั้นพื้นฐานกับอาชีวศึกษาและอุดมศึกษา ให้สามารถสะสมหน่วยการเรียนรู้ (Credit Bank) 120 หลักสูตร ส่งเสริมโครงการบัณฑิตพันธุ์ใหม่ให้มีทักษะที่สามารถตอบโจทย์อุตสาหกรรม ไม่น้อยกว่า 13,520 คน รวมทั้ง พัฒนาแรงงานให้มีทักษะและสมรรถนะสูงและมีงานทำ ไม่น้อยกว่า 1,002,690 คน ดึงดูดผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศในตำแหน่งงานที่ขาดแคลน 20,000 คน และพัฒนาทักษะอาชีพผู้สูงอายุไม่น้อยกว่า 179,600 คน ให้สามารถประกอบอาชีพและพึ่งพาตนเองได้ 5) การเสริมสร้างให้คนมีสุขภาวะที่ดี งบประมาณ 64,670.1 ล้านบาท เพื่อให้ประชาชนมีสุขภาวะที่ดีทั้งกาย ใจ และสติปัญญา สามารถเข้าถึงบริการสาธารณสุขที่ได้มาตรฐานและเป็นธรรม โดยส่งเสริมกลไก สร้างเสริมสุขภาพและการป้องกันโรค เพิ่มศักยภาพการให้บริการด้านสาธารณสุข สามารถรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินจากโรคอุบัติใหม่ โรคอุบัติซ้ำ และโรคระบาดที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต พัฒนาระบบการแพทย์ปฐมภูมิ และเครือข่ายระบบสุขภาพระดับอำเภอ ตลอดจนพัฒนาระบบระวัง ป้องกัน ควบคุมโรคและภัยสุขภาพ ผ่านกลไกระดับชุมชน ด้วยการพัฒนาศักยภาพอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ไม่น้อยกว่า 1,075,100 คน และภาคีเครือข่ายในการจัดการสุขภาพ ส่งเสริมความรอบรู้ด้านการรักษาและฟื้นฟูสุขภาพที่ถูกต้องแก่ประชาชนและบุคลากรทางการแพทย์ เสริมสร้างความเป็นเลิศทางการแพทย์แผนไทย การแพทย์ทางเลือก และสมุนไพร พัฒนาและยกระดับสมุนไพรเพื่อเพิ่มมูลค่าและการดูแลสุขภาพประชาชน เร่งรัดการผลิตและพัฒนากำลังคนด้านสุขภาพ ไม่น้อยกว่า 30,580 คน และกระจายแพทย์ไปสู่ชนบทไม่น้อยกว่า 900 คนต่อปี พัฒนาระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉินครบวงจรและระบบการส่งต่อ ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงได้อย่างทันท่วงที ตลอดจนเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพจิตผ่านช่องทางที่หลากหลาย 6) การดำเนินงานภารกิจพื้นฐานและภารกิจอื่น งบประมาณ 29,109.8 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายบุคลากรภาครัฐ งบประมาณ 404,183.2 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ ให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี ยกระดับการศึกษาและการเรียนรู้ที่มีคุณภาพทั่วถึง ครูและบุคลากรทางการศึกษาได้รับสวัสดิการและคุณภาพชีวิตที่เหมาะสม 1,350,000 คน สนับสนุนบริการวิชาการด้านพลศึกษา กีฬาและนันทนาการ 3,628,800 คน พัฒนาศักยภาพวัยแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน ตลอดจน สนับสนุนให้สถาบันการศึกษาน้อมนำแนวพระราชดำริมาบูรณาการแก้ไขปัญหาในการพัฒนาท้องถิ่นให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืน ยุทธศาสตร์ที่ 4 : ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณรายจ่าย จำนวน 834,240.6 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 24.0 ของวงเงินงบประมาณ เพื่อให้คนไทยได้รับสวัสดิการพื้นฐานอย่างทั่วถึง เป็นธรรม และลดความเหลื่อมล้ำในทุกมิติ ส่งเสริมสภาพแวดล้อมและกลไกที่ส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก เร่งดำเนินการให้ประชาชนมีสิทธิในที่ดินทำกิน พัฒนาระบบสาธารณสุข ยกระดับ 30 บาทรักษาทุกโรค และการศึกษาที่ได้คุณภาพและมาตรฐาน รวมทั้งสร้างหลักประกันสวัสดิการ สำหรับแรงงานทั้งในระบบและนอกระบบ และสนับสนุนการเตรียมความพร้อมสังคมไทยในการรองรับสังคมสูงวัย จำแนกตามแผนงานสำคัญ ดังนี้ 1) การเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับสังคมสูงวัย งบประมาณ 820.1 ล้านบาท เพื่อเตรียมความพร้อมประชากรเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างมีคุณภาพ โดยเผยแพร่ความรู้และยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุให้มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สุขภาพ สังคม และสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม อาทิ ผู้สูงอายุมีงานทำและมีรายได้ ไม่น้อยกว่า 2,720 คน สามารถเข้าถึงความคุ้มครองทางสังคมและมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางสังคม ไม่น้อยกว่า 331,220 คน อยู่ภายใต้สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ไม่น้อยกว่า 11,000 แห่ง และเข้าถึงระบบบริการสุขภาพตามมาตรฐานและได้รับการดูแลที่เหมาะสม ไม่น้อยกว่า 1,393,195 คน ตลอดจน เพิ่มศักยภาพบุคลากรด้านสุขภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและอาสาสมัครบริบาลท้องถิ่น ไม่น้อยกว่า 23,390 คน เพื่อเป็นกลไกในการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง 62,320 คน ให้ได้รับบริการด้านสุขภาพและสังคมอย่างทั่วถึงและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น 2) การพัฒนาและส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก งบประมาณ 2,302.7 ล้านบาท เพื่อเพิ่มศักยภาพและเสริมสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานรากภายในประเทศให้สามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้น และกระจายรายได้สู่ชุมชน ลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำของรายได้ประชาชน พัฒนาและสร้างโอกาสประชาชนกลุ่มเป้าหมายให้มีอาชีพ สนับสนุนเกษตรกรรุ่นใหม่ไปสู่เกษตรกรปราดเปรื่อง จำนวนเกษตรกรได้รับการพัฒนาเป็นผู้ประกอบการเกษตร 23,095 ราย เกษตรกรได้รับสิทธิในที่ดินทำกิน ยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการธุรกิจ สนับสนุนศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร ส่งเสริมและสร้างทักษะในการประกอบอาชีพทั้งในและนอกภาคการเกษตร สนับสนุนการปลูกไม้มีค่าเป็นพืชเศรษฐกิจ พัฒนาผลิตภัณฑ์และการให้บริการชุมชน โดยพัฒนาความเข้มแข็งของสถาบันเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน รวมทั้งพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการชุมชน ส่งเสริมการแปรรูปสินค้าเกษตรในชุมชน พัฒนาผลิตภัณฑ์สินค้าชุมชน สนับสนุนการพัฒนากลไกการตลาดและระบบการบริหารจัดการเพื่อเพิ่มรายได้จากการจำหน่ายสินค้าชุมชน โดยพัฒนาศักยภาพการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร และวิสาหกิจชุมชน ส่งเสริมช่องทางการตลาดสินค้าชุมชนให้ครอบคลุมทุกช่องทาง รวมทั้งส่งเสริมการพัฒนากลไกและโครงสร้างดูดซับมูลค่าทางเศรษฐกิจ และการกระจายรายได้กลับสู่ท้องถิ่น 3) การสนับสนุนด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม งบประมาณ 5,053.0 ล้านบาท เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้มีรายได้น้อยและเกษตรกร โดยการจัดสรรที่ดินทำกินของตนเอง เพื่อใช้สำหรับประกอบอาชีพเกษตรกรรม และที่อยู่อาศัย ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สามารถเข้าถึงปัจจัยพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ รวมทั้งการแก้ไขปัญหาหนี้สินของเกษตรกรผ่านกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร 591 ราย ส่งเสริมการร่วมมือทางการค้าเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนและสนับสนุนการเสริมสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจฐานรากในแต่ละภูมิภาค ส่งเสริมกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติรวมทั้งสนับสนุนผู้มีรายได้น้อยให้เข้าถึงสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองในระดับราคาที่เหมาะสม โดยรัฐบาลสนับสนุนสินเชื่อที่อยู่อาศัยในอัตราดอกเบี้ยที่ผ่อนปรน ตลอดจนสนับสนุนงานพิธีศพที่ได้รับพระราชทาน ตามพระบรมราโชบายอย่างเหมาะสม 4) การเสริมสร้างพลังทางสังคม งบประมาณ 6,842.0 ล้านบาท เพื่อส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการสร้างพลังในชุมชนให้เกิดเป็นพลังทางสังคม สร้างครอบครัวอบอุ่นเข้มแข็ง สนับสนุนบทบาทและพัฒนาศักยภาพองค์การสวัสดิการสังคม อาสาสมัคร เครือข่าย และภาคประชาชน พัฒนากลไกและระบบสนับสนุนการบริหารจัดการเครือข่ายในระดับจังหวัด อำเภอ ตำบล และชุมชน ส่งเสริมศักยภาพบทบาทสตรีและสิทธิมนุษยชน ส่งเสริมและพัฒนาให้เกิดวิสาหกิจเพื่อสังคม 160 กิจการ สนับสนุนทุกเพศสภาพเป็นพลังในการขับเคลื่อนการพัฒนาสังคม ส่งเสริมชุมชนให้มีการสร้างงาน สร้างรายได้และพึ่งตนเองได้ ประชาชนมีที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน ส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพเกษตรกรในพื้นที่โครงการหลวง และโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สนับสนุนการอนุรักษ์และฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมของแต่ละชุมชนโดยพัฒนาแหล่งเรียนรู้ทางการศึกษาด้านศิลปวัฒนธรรม นำองค์ความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรม และน้อมนำแนวทางพระราชดำริสู่การปฏิบัติ เพื่อส่งเสริมทุนทางสังคมและวัฒนธรรมของท้องถิ่นให้สามารถนำไปต่อยอดพัฒนาสู่การเพิ่มคุณค่า และมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคม 5) มาตรการแบบเจาะจงกลุ่มเป้าหมายเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะกลุ่ม งบประมาณ 22,867.0 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนและจัดหาโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสมให้ประชากรกลุ่มต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการพิสูจน์สิทธิของบุคคลในเขตที่ดินของรัฐที่มีข้อพิพาทให้ยุติ ช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษโดยเฉพาะกลุ่มเด็ก เยาวชน สตรี คนพิการ ผู้สูงอายุ และผู้ด้อยโอกาสทางสังคม เพื่อให้สามารถเข้าถึงบริการขั้นพื้นฐานของรัฐอย่างทั่วถึง และเป็นธรรม สร้างความเชื่อมั่น และเพิ่มคุณภาพการให้บริการสาธารณะให้มีความปลอดภัย รวมทั้งสร้างพลังความร่วมมือและการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อนำไปสู่การยกระดับการคุ้มครองทางสังคม โดยสนับสนุนเบี้ยเด็กแรกเกิดถึง 6 ปี ไม่น้อยกว่า 2,556,723 คน สนับสนุนการจัดการศพผู้สูงอายุตามประเพณี 115,281 ราย สนับสนุนการพัฒนาและปรับปรุงบ้านมั่นคง 3,900 ครัวเรือน บ้านพอเพียง 26,348 ครัวเรือน พัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองเปรมประชากร 70 ครัวเรือน รวมทั้งผู้มีรายได้น้อยสามารถเข้าถึงแหล่งสินเชื่อเพื่อซื้อที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง ส่งเสริมการจัดสิ่งอำนวยความสะดวกและบริการสาธารณะสำหรับคนพิการ ช่วยเหลือคุ้มครองผู้ประสบปัญหาทางสังคม พัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนกลุ่มเป้าหมายพิเศษในพื้นที่ ปรับปรุงและจัดหาอาคารเช่าสำหรับผู้มีรายได้น้อย รวมถึงสนับสนุนบริการสาธารณะให้แก่ประชาชน 6) การพัฒนาจังหวัดและกลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการ งบประมาณ 23,076.0 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการดำเนินการแบบบูรณาการครอบคลุมทุกมิติการพัฒนาของจังหวัดและกลุ่มจังหวัด ที่มีความสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาของประเทศ โดยให้ความสำคัญกับกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการและแก้ไขปัญหาในพื้นที่ผ่านโครงการภายใต้แผนพัฒนาจังหวัดและแผนพัฒนากลุ่มจังหวัดที่มีการบูรณาการร่วมกันทุกภาคส่วน ได้แก่ ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานของรัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เชื่อมโยงยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศไปสู่การขับเคลื่อนในระดับพื้นที่ ครอบคลุมทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน 7) การสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา งบประมาณ 85,853.3 ล้านบาท เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและสร้างโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพและมีมาตรฐานอย่างเท่าเทียมและทั่วถึง ทั้งในระบบและนอกระบบตามสิทธิที่กำหนดไว้ โดยสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษาตั้งแต่ระดับอนุบาลจนจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน ไม่น้อยกว่า 9,085,400 คน ประกอบด้วยค่าจัดการเรียนการสอน ค่าหนังสือเรียน ค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าเครื่องแบบนักเรียน และค่ากิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน รวมทั้งส่งเสริมและสนับสนุนกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาในการช่วยเหลือผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์และด้อยโอกาส ไม่น้อยกว่า 1.3 ล้านคน ให้ได้รับโอกาสทางการศึกษาหรือการเรียนรู้เพื่อพัฒนาศักยภาพให้เหมาะสมสอดคล้องกับความจำเป็นรายบุคคล ควบคู่ไปกับการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของหน่วยจัดการเรียนรู้ทั้งในระบบและนอกระบบหรือกลไกความร่วมมือในพื้นที่ รวมทั้งเสริมสร้างและพัฒนาศักยภาพครู อาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษาให้มีคุณภาพ และสนับสนุนทุนเพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาระดับอุดมศึกษาและสายอาชีพ จำนวน 25,000 คน 8) การสร้างหลักประกันทางสังคม งบประมาณ 339,007.2 ล้านบาท เพื่อให้ประชาชนได้รับความสะดวกจากบริการพื้นฐานทางการแพทย์ใกล้บ้าน มีสุขภาวะที่ดี โดยพัฒนาระบบสาธารณสุข ยกระดับ 30 บาทรักษาทุกโรคให้มีสิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้น ประชาชนที่ได้รับสิทธิ์ ไม่น้อยกว่า 47.67 ล้านคน สามารถเข้าถึงบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขภายใต้ระบบประกันสุขภาพที่ทั่วถึง ได้มาตรฐานและเป็นธรรม ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว โดยเชื่อมโยงข้อมูลบนฐานข้อมูลที่มีความปลอดภัย พัฒนาคลินิกหมอครอบครัว ส่งเสริมกลไกการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค โดยเฉพาะการให้วัคซีนเพื่อป้องกันโรค อาทิ วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก มีสถานส่งเสริมสุขภาพ สถานชีวาภิบาลประจำท้องถิ่นเพื่อดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพด้านการคุ้มครองผู้บริโภคเพื่อดูแลประชาชนให้ได้รับความเป็นธรรมในราคาสินค้าและบริการอย่างเหมาะสม ส่งเสริมการสร้างหลักประกันสังคมและสวัสดิการสำหรับแรงงานในระบบและนอกระบบ รวมถึงสร้างความปลอดภัยและอนามัยสุขภาพในการทำงานให้เหมาะสม ส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพคนไร้ที่พึ่ง และคนขอทานได้รับการคุ้มครองช่วยเหลือที่ครอบคลุม ตลอดจนสนับสนุนและช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยในการลดภาระค่าครองชีพผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ไม่น้อยกว่า 15 ล้านคน และส่งเสริมการออมเพื่อเป็นหลักประกันการจ่ายบำนาญและประโยชน์ตอบแทนแก่สมาชิกเมื่อสิ้นสภาพ 2.55 ล้านคน ผ่านกองทุนการออมแห่งชาติ 9) การกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น งบประมาณ 339,124.9 ล้านบาท เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถดำเนินงานและจัดบริการสาธารณะได้อย่างมีมาตรฐานและประสิทธิภาพ สามารถพึ่งตนเองได้ในทุกมิติและประชาชนได้รับบริการสาธารณะอย่างมีคุณภาพ ทั่วถึง และเป็นธรรม โดยมีการดำเนินงานที่สำคัญ คือ สนับสนุนการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานให้แก่นักเรียนโรงเรียนในสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่น้อยกว่า 0.96 ล้านคน สนับสนุนอาหารกลางวันนักเรียน ไม่น้อยกว่า 5.19 ล้านคน สนับสนุนอาหารเสริม (นม) ไม่น้อยกว่า 5.2 ล้านคน สนับสนุนเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ไม่น้อยกว่า 11.83 ล้านคน เบี้ยยังชีพคนพิการ ไม่น้อยกว่า 2.14 ล้านคน รวมถึงสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการแสดงความสามารถและร่วมพัฒนาศักยภาพในพื้นที่ของตนเอง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในท้องถิ่นให้ดียิ่งขึ้น เสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนและประเทศอย่างมั่นคง และยั่งยืน 10) การดำเนินภารกิจพื้นฐานและภารกิจอื่น งบประมาณ 837.9 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายบุคลากรภาครัฐ งบประมาณ 8,456.5 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนยุทธศาสตร์ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอทางสังคมให้ประชาชนได้รับโอกาสในการเข้าถึงการบริการสาธารณะอย่างเท่าเทียม เป็นธรรม และทั่วถึง รวมทั้งพัฒนาคุณภาพชีวิตของแรงงานในระบบและนอกระบบ ยุทธศาสตร์ที่ 5 : ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณรายจ่าย จำนวน 131,292.3 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 3.8 ของวงเงินงบประมาณ เพื่ออนุรักษ์ ฟื้นฟู และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุล เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน สร้างการเติบโตบนสังคมเศรษฐกิจสีเขียว และบูรณาการความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จำแนกตามแผนงานสำคัญ ดังนี้ 1) การสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนบนสังคมเศรษฐกิจภาคทะเล งบประมาณ 415.4 ล้านบาท เพื่อให้ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งได้รับการปรับปรุง ฟื้นฟู และสร้างใหม่ โดยจัดการคุณภาพน้ำทะเล รักษาระบบนิเวศและสัตว์ทะเลหายากใกล้สูญพันธุ์ ตลอดจนคุ้มครอง อนุรักษ์ และฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่งให้คงความสมบูรณ์ ควบคู่กับการบริหารจัดการเพื่อใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน รวมทั้งพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพระบบติดตามเฝ้าระวัง คาดการณ์ และประเมินผลกระทบจากคราบน้ำมันในทะเล โดยมีค่าเป้าหมายดัชนีคุณภาพมหาสมุทร 72 คะแนน 2) การจัดการมลพิษและสิ่งแวดล้อม งบประมาณ 868.0 ล้านบาท เพื่อให้ประเทศมีการบริหารจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่มีประสิทธิภาพและเอื้อต่อการมีคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน โดยแก้ไขปัญหาขยะทุกประเภทอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพมากขึ้น มีการบริหารจัดการมลพิษจากแหล่งกำเนิด และสนับสนุนการจัดการขยะแบบมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ส่งเสริมการบริหารจัดการที่ดินในพื้นที่เกษตรกรรมเพื่อเข้าสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน และความสมดุลของการจัดการทรัพยากรที่ดิน ส่งเสริมการหยุดเผาในพื้นที่การเกษตร จัดการคุณภาพอากาศของแต่ละพื้นที่ให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด และปริมาณน้ำเสียได้รับการบำบัดได้ตามมาตรฐานน้ำทิ้งจากระบบบำบัดน้ำเสียชุมชน ไม่น้อยกว่า 90.0 ล้านลูกบาศก์เมตร รวมถึงการส่งเสริมให้โรงพยาบาล มีการพัฒนาอนามัยสิ่งแวดล้อมได้ตามเกณฑ์ 3) การจัดการผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศ งบประมาณ 1,788.2 ล้านบาท เพื่อให้ประเทศสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และลดผลกระทบจากภัยธรรมชาติและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมีเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยรวมลดลง 45 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือคิดเป็นร้อยละ 8 จากกรณีปกติ ด้วยการเสริมสร้างความตระหนักรู้ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สร้างความร่วมมือของภาคีต่าง ๆ เสริมสร้างขีดความสามารถในการลดมลพิษ และลดก๊าซเรือนกระจกจากภาคอุตสาหกรรม ส่งเสริมการลงทุนเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ เพิ่มการกักเก็บคาร์บอนในพื้นที่ป่าเพื่อพัฒนาประเทศมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ตลอดจนเพิ่มประสิทธิภาพระบบตรวจวัดและการแจ้งเตือนภัยสภาพอากาศ รวมทั้งประเมินการกักเก็บคาร์บอนในภาคป่าไม้ และการใช้ประโยชน์ที่ดิน เพื่อใช้กำหนดนโยบายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 4) การสนับสนุนด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม งบประมาณ 2,333.5 ล้านบาท เพื่ออนุรักษ์ รักษาและใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลและยั่งยืน สนับสนุนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ สนับสนุนการปฏิบัติการฝนหลวง บริหารจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อการบริหารจัดการทรัพยากร รวมทั้งเพิ่มศักยภาพการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำบาดาล 5) การสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน อนุรักษ์ ฟื้นฟู และป้องกันการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ งบประมาณ 5,655.8 ล้านบาท เพื่อให้ความหลากหลายทางชีวภาพได้รับการอนุรักษ์และฟื้นฟู โดยพัฒนากลไกและมาตรการในการอนุรักษ์ ปกป้องคุ้มครอง ฟื้นฟูและใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน รักษาพื้นที่ป่าในความดูแล 98.94 ล้านไร่ และส่งเสริมการปลูกไม้เศรษฐกิจแบบครบวงจร 36,300 ไร่ จัดระเบียบการใช้ที่ดินด้วยการสำรวจการถือครองที่ดินและจัดทำแผนการจัดการทรัพยากรที่ดินและป่าไม้ระดับพื้นที่ 3,731 หมู่บ้าน เพื่อลดปัญหาความขัดแย้งการใช้ประโยชน์ทรัพยากรที่ดินและป่าไม้ในพื้นที่เขตป่าสงวนแห่งชาติ รวมทั้งการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG เพื่อเสริมสร้างคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจในพื้นที่ ส่งเสริมการใช้ประโยชน์โครงสร้างพื้นฐานและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 6) การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ งบประมาณ 92,003.6 ล้านบาท เพื่อให้ประเทศมีความมั่นคงด้านน้ำเพิ่มขึ้น มีการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างเป็นระบบและยั่งยืน รวมทั้งช่วยเหลือและแก้ปัญหาภัยแล้ง โดยการจัดการน้ำอุปโภคบริโภคผ่านการจัดหาแหล่งน้ำสำรองเพื่อระบบประปา 56,434 ครัวเรือน สร้างความมั่นคงด้านน้ำทั้งภาคการผลิต การเกษตร และอุตสาหกรรมให้มีต้นทุนน้ำใช้อย่างสมดุล มีพื้นที่รับประโยชน์จากแหล่งน้ำเพิ่มขึ้น 335,501 ไร่ การจัดการน้ำท่วมและบรรเทาสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ชุมชนและพื้นที่เศรษฐกิจ 298,646 ไร่ พัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการน้ำเสีย 120 แห่ง อนุรักษ์ฟื้นฟูสภาพป่าต้นน้ำ ป้องกันการชะล้างพังทลายของดินและฟื้นฟูป่าต้นน้ำ 37,194 ไร่ และปลูกป่าฟื้นฟู 7,450 ไร่ พื้นที่ชลประทานเดิมได้รับการปรับปรุง 1 ล้านไร่ เกษตรกรและราษฎรได้รับประโยชน์จากศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ 20,000 คน ตลอดจนบริหารจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างมีประสิทธิภาพ 7) การดำเนินงานภารกิจพื้นฐานและภารกิจอื่น งบประมาณ 10,013.5 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายบุคลากรภาครัฐ งบประมาณ 18,214.3 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนยุทธศาสตร์ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยการบริหารจัดการพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ชายฝั่งและระบบนิเวศทางทะเล ทรัพยากรธรรมชาติ จัดการมลพิษและสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมและพัฒนาสวนสัตว์เพื่อการท่องเที่ยว และการพัฒนาแหล่งเรียนรู้และแหล่งอนุรักษ์พันธุ์พืช ยุทธศาสตร์ที่ 6 : ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณรายจ่าย จำนวน 604,804.5 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 17.4 ของวงเงินงบประมาณ เพื่อให้ระบบการบริหารราชการมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล มุ่งผลสัมฤทธิ์และผลประโยชน์ส่วนรวม จำแนกตามแผนงานสำคัญ ดังนี้ 1) การต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ งบประมาณ 754.0 ล้านบาท เพื่อลดปัญหาการทุจริตในสังคมไทย โดยมีค่าเป้าหมายค่าดัชนีการรับรู้การทุจริต (Corruption Perceptions index : CPI) อยู่ในอันดับ 1 ใน 51 และ/หรือได้คะแนนไม่ต่ำกว่า 53 คะแนน และคะแนนเฉลี่ยการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใส (Integrity and Transparency Assessment : ITA) ของหน่วยงานภาครัฐทุกหน่วยงานในประเทศไทย ไม่น้อยกว่า 89 คะแนน ผ่านการปลูกจิตสำนึก และสร้างค่านิยมให้ทุกภาคส่วนตระหนักรู้ในเรื่องความซื่อสัตย์สุจริต คุณธรรม จริยธรรม และใช้หลักธรรมาภิบาลในการบริหารองค์กร ปรับปรุงกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดและเป็นธรรม รวมทั้งให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการป้องกัน ปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ เพื่อให้สังคมไทยมีภาพลักษณ์ความซื่อสัตย์สุจริตดีขึ้น มีความโปร่งใสและตรวจสอบได้ 2) รัฐบาลดิจิทัล งบประมาณ 3,029.6 ล้านบาท เพื่อพัฒนารูปแบบการให้บริการภาครัฐผ่านการนําเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้อย่างคุ้มค่า โดยยกระดับการเปลี่ยนผ่านดิจิทัลภาครัฐให้ยืดหยุ่นคล่องตัว มีการบริหารงานอย่างมีประสิทธิภาพด้วยการพัฒนาทักษะบุคลากรภาครัฐ ไม่น้อยกว่า 100,000 คน พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลโดยให้บริการระบบคลาวด์กลางภาครัฐ ไม่น้อยกว่า 40,000 VM (Virtual Machine) สนับสนุนการพัฒนาแพลตฟอร์มหรือเครื่องมือดิจิทัลกลางภาครัฐเพื่อเชื่อมโยงและแบ่งปันข้อมูลระหว่างหน่วยงานของรัฐ อย่างน้อย 16 แพลตฟอร์ม ให้เป็นไปตามความต้องการของประชาชน ภาคธุรกิจ และผู้ใช้บริการ ตลอดจนจัดตั้งทีมรับมือเหตุฉุกเฉินทางคอมพิวเตอร์ในด้านบริการภาครัฐ ด้านพลังงานสาธารณูปโภค และด้านสาธารณสุข เพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงจากภัยคุกคามทางไซเบอร์อย่างมีประสิทธิภาพ ปรับปรุงระบบการอนุมัติและอนุญาตของภาครัฐ พัฒนาระบบจัดเก็บและเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ เพื่อยกระดับการพัฒนาภาครัฐสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัล 3) การพัฒนากฎหมายและกระบวนการยุติธรรม งบประมาณ 17,774.2 ล้านบาท เพื่อทบทวน ปรับปรุง หรือยกเลิกกฎหมายที่หมดความจำเป็นหรือเป็นอุปสรรคในการพัฒนาประเทศ ให้สอดคล้องกับบริบทที่เปลี่ยนแปลงไป พัฒนากฎหมายและกระบวนการยุติธรรม และมาตรฐานและกลไกกำกับดูแลด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ เพื่อให้ประชาชนได้รับความยุติธรรมและคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ รวมทั้ง ควบคุมและพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขังอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อคืนคนดีสู่สังคม 4) การพัฒนาบริการประชาชนและการพัฒนาประสิทธิภาพภาครัฐ งบประมาณ 28,420.2 ล้านบาท เพื่อพัฒนาระบบอำนวยความสะดวกในการบริการภาครัฐให้สามารถติดต่อราชการโดยสะดวก รวดเร็ว โปร่งใส ลดค่าใช้จ่าย และตรวจสอบได้ รวมทั้งการบริหารจัดการด้านการเงิน การคลัง โดยเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ ขยายฐานภาษี และการปรับปรุงระบบภาษีที่เหมาะสมกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจของประเทศ เพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการหนี้สาธารณะให้เกิดความยั่งยืนทางการคลังในระยะยาว มีการปรับสมดุลภาครัฐโดยการปรับขนาดของภาครัฐให้เหมาะสมกับภารกิจ เสริมสร้างบทบาทของภาคส่วนอื่นๆ ตลอดจนสร้างบุคลากรภาครัฐให้เป็นคนดี มีคุณธรรม จริยธรรม มีจิตสำนึก และเป็นคนเก่ง มีความรู้ความสามารถ ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างประสิทธิภาพและคุณภาพภายใต้หลักระบบคุณธรรม 5) การสนับสนุนด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ งบประมาณ 425,212.6 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนเป้าหมายยุทธศาสตร์ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ ตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างสะดวก รวดเร็ว โปร่งใส ปลอดการทุจริตและประพฤติมิชอบ สนับสนุนการดำเนินงานด้านนิติบัญญัติ รวมทั้ง ค่าใช้จ่ายตามสิทธิและประโยชน์ต่างๆ ของบุคลากรภาครัฐที่กำหนดไว้ในงบกลาง อาทิ เงินเบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ เงินเลื่อนเงินเดือนและเงินปรับวุฒิข้าราชการ เงินสำรอง เงินสมทบ เงินชดเชย และเงินช่วยเหลือของข้าราชการ ลูกจ้าง และพนักงานของรัฐ 6) การดำเนินงานภารกิจพื้นฐานและภารกิจอื่น งบประมาณ 21,241.5 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายบุคลากรภาครัฐ งบประมาณ 108,372.4 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนยุทธศาสตร์ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐให้มีประสิทธิภาพและเกิดความคุ้มค่า ประชาชนได้รับความสะดวกและรวดเร็ว รายการดำเนินการภาครัฐ รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณรายจ่ายไว้ จำนวน 564,041.2 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 16.2 ของวงเงินงบประมาณ เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายรองรับเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นโดยมิได้คาดหมายสำหรับกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น การบริหารจัดการหนี้ภาครัฐ และชดใช้เงินคงคลัง ดังนี้ รายจ่ายงบกลางเพื่อรองรับกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 99,300.0 ล้านบาท เพื่อสำรองไว้เป็นค่าใช้จ่ายในการป้องกันหรือแก้ไขสถานการณ์อันมีผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน ความมั่นคงของรัฐ การเยียวยาหรือบรรเทาความเสียหายจากภัยพิบัติสาธารณะร้ายแรง และภารกิจที่เป็นความจำเป็นเร่งด่วนของรัฐบาล รวมทั้งชดเชยค่างานก่อสร้างเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ การบริหารจัดการหนี้ภาครัฐ จำนวน 346,380.1 ล้านบาท เพื่อชำระคืนต้นเงินกู้ จำนวน 118,320 ล้านบาท ดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม จำนวน 228,060.1 ล้านบาท เพื่อให้การบริหารจัดการหนี้และการชำระหนี้ภาครัฐเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อเศรษฐกิจ รายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง จำนวน 118,361.1 ล้านบาท เพื่อเป็นรายจ่ายชดใช้เงินคงคลังที่ได้ใช้จ่ายไปแล้ว ตามพระราชบัญญัติเงินคงคลัง พ.ศ. 2491 และที่แก้ไขเพิ่มเติม สำหรับเอกสารประกอบได้มีการจัดทำให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561 มาตรา 10 และมาตรา 11 ดังนี้ 1. คำแถลงประกอบงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 2. รายรับรายจ่ายเปรียบเทียบระหว่างปีที่ล่วงมาแล้ว ปีปัจจุบันและปีที่ขอตั้งงบประมาณรายจ่าย แสดงไว้ในเอกสารงบประมาณ ฉบับที่ 1 (เล่มคาดส้ม) 3. คำอธิบายเกี่ยวกับประมาณการรายรับและวิธีหาเงินส่วนที่ขาดดุล แสดงไว้ในเอกสารงบประมาณ ฉบับที่ 2 (เล่มคาดเขียว) 4. คำชี้แจงเกี่ยวกับงบประมาณรายจ่ายที่ขอตั้ง ซึ่งรวมถึงการแสดงผลสัมฤทธิ์และประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการใช้จ่ายงบประมาณและความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ แสดงไว้ในเอกสารงบประมาณ ฉบับที่ 3 (เล่มคาดแดง) และฉบับที่ 4 (เล่มคาดเหลือง) 5. รายงานเกี่ยวกับสถานะทางการเงินโดยรวมของรัฐวิสาหกิจ แสดงไว้ในเอกสารงบประมาณ ฉบับที่ 5 (เล่มคาดม่วง) 6. รายงานเกี่ยวกับสถานะเงินนอกงบประมาณและแผนการใช้จ่ายเงินนอกงบประมาณโดยรวมของหน่วยรับงบประมาณ แสดงไว้ในเอกสารงบประมาณ ฉบับที่ 7 (เล่มคาดชมพู) 7. คำอธิบายเกี่ยวกับหนี้ของรัฐบาลทั้งที่มีอยู่แล้วในปัจจุบันและหนี้ที่เสนอเพิ่มเติม แสดงไว้ในเอกสารงบประมาณ ฉบับที่ 5 (เล่มคาดม่วง) 8. ผลการดำเนินงานและการใช้จ่ายงบประมาณของปีงบประมาณที่ล่วงมาแล้ว แสดงไว้ในเอกสารงบประมาณ ฉบับที่ 6 (เล่มคาดน้ำเงิน) 9. ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 สรุป งบประมาณรายจ่ายปี พ.ศ. 2567 นี้มีงบประมาณรายจ่าย 3,480,000 ล้านบาท โดยจะมีที่มาจากรายได้ที่คาดว่าจะจัดเก็บได้ 2,787,000 ล้านบาท และเป็นการกู้เพื่อชดเชยการขาดดุล 693,000 ล้านบาท แม้ว่างบประมาณรายจ่ายปีนี้จะเพิ่มขึ้นร้อยละ 9.3 เมื่อเทียบกับปีก่อน แต่รัฐบาลจะสามารถจัดเก็บรายได้ได้มากขึ้นกว่าร้อยละ 11.9 ทำให้สามารถจัดสรรงบไปลงทุนได้กว่า 717,722.2 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 4.1 และสามารถชดใช้เงินคงคลังและชำระคืนต้นเงินกู้ได้กว่า 118,361.1 ล้านบาทอีกด้วย ซึ่งจะทำเป็นการเตรียมพร้อมทำให้รัฐบาลมีกรอบในการลงทุนในระยะกลางและยาวมากขึ้นในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 อีกด้วย การบริหารงบประมาณรายจ่ายทั้งหมดนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นในการดำเนินนโยบายทั้งในระยะสั้นไปจนถึงระยะยาว โดยรัฐบาลจะดำเนินการให้เป็นไปตามกรอบวินัยการเงินการคลังของรัฐ ใช้จ่ายเงินภาษีของประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด โดยมีเป้าหมายที่จะบำบัดทุกข์ บำรุงสุข ลงทุนเพื่อสร้างการเจริญเติบโตของประเทศทั้งในระยะสั้นและระยะยาว และเป็นไปตามกฎหมาย ---------------------------------
รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล-นายกฯ แถลง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2567 วงเงิน 3.48 ล้านล้านบาท ย้ำรัฐบาลดำเนินการตามกรอบวินัยการเงินการคลังของรัฐ ใช้จ่ายเงินภาษีของประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/76954
62
วันพุธที่ 3 มกราคม 2567 กรมทางหลวงชนบท มุ่งแก้ไขปัญหาการจราจรติดขัดและคอขวด เพิ่มศักยภาพการคมนาคมบนถนนราชพฤกษ์อย่างยั่งยืนสร้างสะพานข้ามคลองมหาสวัสดิ์ เดินหน้ากว่า 20 % เร็วกว่าแผน คาดว่าจะแล้วเสร็จปี 68 ... กรมทางหลวงชนบท (ทช.) รายงานความคืบหน้าการดำเนินโครงการก่อสร้างสะพานข้ามคลองมหาสวัสดิ์ ถนนราชพฤกษ์ ซึ่งปัจจุบันผลงานการก่อสร้างมีความคืบหน้าไปแล้วกว่าร้อยละ 20 เร็วกว่าแผน ขณะนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้างโครงสร้างฐานราก และงานประกอบชิ้นส่วนโครงสร้างเหล็ก คาดว่าจะดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2568 ต่อไป จากนโยบายของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในการส่งเสริมและพัฒนาโครงข่ายถนนให้ครอบคลุมสอดรับกับความต้องการในการเดินทางของประชาชน เพื่อเพิ่มศักยภาพในการคมนาคมให้มีความคล่องตัวมากขึ้น เนื่องจากอัตราการเจริญเติบโตของการใช้ที่ดินในพื้นที่จังหวัดนนทบุรีฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยามีการพัฒนาและเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะริมเขตทางของถนนราชพฤกษ์ ส่งผลให้ถนนราชพฤกษ์ไม่สามารถรองรับการจราจรที่มีปริมาณหนาแน่นมากถึง 110,000 คันต่อวัน โดยเฉพาะในชั่วโมงเร่งด่วน ส่งผลให้ประสิทธิภาพของถนนราชพฤกษ์ลดลง เกิดปัญหาด้านความปลอดภัยของผู้ใช้รถใช้ถนน และมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ยิ่งบริเวณช่วงสะพานข้ามคลองมหาสวัสดิ์ที่สภาพเป็นคอขวดมีการจราจรติดขัด เนื่องจากเขตทางไม่เพียงพอที่จะก่อสร้างทางขนานในรูปแบบทั่วไปได้ ทช.จึงต้องดำเนินการกำหนดรูปแบบสะพานข้ามคลองมหาสวัสดิ์ให้อยู่ในเขตทางเดิม ซึ่งจะสามารถลดปัญหาสภาพคอขวดและการจราจรในพื้นที่ได้ ทช. จึงได้ดำเนินโครงการก่อสร้างสะพานข้ามคลองมหาสวัสดิ์ ถนนราชพฤกษ์ จังหวัดนนทบุรี โดยมีรูปแบบสะพานเหล็กขนาด 2 ช่องจราจรต่อทิศทาง (ไป – กลับ) กว้าง 8.50 เมตร ฝั่งขาเข้าสะพานมีความยาว 2.10 กิโลเมตร และฝั่งขาออกสะพานมีความยาว 1.90 กิโลเมตร รวมทั้งมีงานก่อสร้างระบบระบายน้ำ ระบบไฟฟ้าแสงสว่าง และงานเบ็ดเตล็ดใช้งบประมาณในการก่อสร้าง 1,181.515 ล้านบาท สำหรับในช่วงระหว่างดำเนินการก่อสร้าง ทช. ได้ทำการติดตั้งแบริเออร์และติดตั้งป้ายเตือนลดความเร็วให้ประชาชนสามารถสังเกตเห็นได้ชัดเจน เพื่อความปลอดภัยในการเดินทาง รวมถึง ได้ทำการปิด - เบี่ยงช่องจราจร จำนวน 3 จุด ดังนี้ ช่วง กม.ที่ 12+900 - ที่ 15+100 ขวาทาง บริเวณช่องจราจรคู่ขนาน 1 ช่องจราจร, ช่วง กม.ที่ 12+950 ถึง กม.ที่ 14+600 ซ้ายทาง บริเวณช่องจราจรคู่ขนาน 1 ช่องจราจร และ ช่วง กม.ที่ 13+300 ถึง กม.ที่ 14+600 บริเวณช่องจราจรหลักช่องขวาสุด 1 ช่องจราจร ขาออกมุ่งหน้าจังหวัดนนทบุรี ซึ่งจะทำการเบี่ยงไปจนกว่างานก่อสร้างจะแล้วเสร็จ ทั้งนี้ ขอความร่วมมือให้ผู้ใช้เส้นทางโปรดสังเกตป้ายจราจร รวมถึงปฏิบัติตามป้ายเตือน ป้ายแนะนำ อย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยในการเดินทางและต้องขออภัยในความไม่สะดวกมา ณ โอกาสนี้
รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล-กรมทางหลวงชนบท มุ่งแก้ไขปัญหาการจราจรติดขัดและคอขวด เพิ่มศักยภาพการคมนาคมบนถนนราชพฤกษ์อย่างยั่งยืนสร้างสะพานข้ามคลองมหาสวัสดิ์ เดินหน้ากว่า 20 % เร็วกว่าแผน คาดว่าจะแล้วเสร็จปี 68
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/76957
63
วันพุธที่ 3 มกราคม 2567 นายชาครีย์ บำรุงวงศ์ ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการขนส่งทางบก เป็นประธานแถลงรายงานผลการปฏิบัติงานป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ 2567 ประจำวันที่ 2 มกราคม 2567 ... นายชาครีย์ บำรุงวงศ์ ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการขนส่งทางบก เป็นประธานแถลงรายงานผลการปฏิบัติงานป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ 2567 ประจำวันที่ 2 มกราคม 2567 และประชุมคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนตลอดทั้งปี นายชาครีย์ บำรุงวงศ์ ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการขนส่งทางบก เป็นประธานการแถลงผลการปฏิบัติงานป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ 2567 ประจำวันที่ 2 มกราคม 2567 และประชุมคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนตลอดทั้งปี พร้อมด้วย นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงษ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และพลตำรวจเอก สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ โดยมีผู้แทนกระทรวงคมนาคม กรมเจ้าท่า กรมการขนส่งทางบก กรมทางหลวง สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร การรถไฟแห่งประเทศไทย หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมการแถลงข่าวและประชุม ณ ห้องประชุมกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นายชาครีย์ บำรุงวงศ์ กล่าวว่า ศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ พ.ศ. 2567 โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และความร่วมมือของหน่วยงานภาคีเครือข่ายได้รวบรวมสถิติอุบัติเหตุทางถนนประจำวันที่ 2 มกราคม 2567 ซึ่งเป็นวันที่ห้าของการรณรงค์ “ขับขี่ปลอดภัย เมืองไทยไร้อุบัติเหตุ” เกิดอุบัติเหตุ 266 ครั้ง ผู้บาดเจ็บ 284 คน ผู้เสียชีวิต 21 ราย สาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ขับรถเร็ว ร้อยละ 40.6 ตัดหน้ากระชั้นชิด 23.31 ดื่มแล้วขับ ร้อยละ 14.29 ยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ รถจักรยานยนต์ ร้อยละ 87.01 ส่วนใหญ่เกิดบนเส้นทางตรง ร้อยละ 86.09 ถนนกรมทางหลวง ร้อยละ 46.24 ถนนขององค์การปกครองท้องถิ่นและชุมชน ร้อยละ 32.71 ช่วงเวลาที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ช่วงเวลา 16.01 - 17.00 น. ร้อยละ 8.65 ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตสูงสุด อยู่ในช่วงอายุ 30 - 39 ปี ร้อยละ 19.67 จัดตั้งจุดตรวจหลัก 1,792 จุด เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน 51,553 คน โดยจังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ กาญจนบุรี และสงขลา (จังหวัดละ 12 ครั้ง) มีผู้บาดเจ็บสูงสุด ได้แก่ กาญจนบุรี (17 คน) มีผู้เสียชีวิตสูงสุด ได้แก่ สงขลา (3 ราย) สรุปอุบัติเหตุทางถนนสะสมในช่วง 5 วันของการรณรงค์ (29 ธันวาคม 2566 - 2 มกราคม 2567) เกิดอุบัติเหตุรวม 1,839 ครั้ง ผู้บาดเจ็บ 1,860 คน ผู้เสียชีวิต 212 ราย จังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสะสมสูงสุด ได้แก่ กาญจนบุรี (69 ครั้ง) มีผู้บาดเจ็บสะสมสูงสุด ได้แก่ กาญจนบุรี (73 คน) มีผู้เสียชีวิตสะสมสูงสุด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร (15 ราย) และมี 17 จังหวัด ที่ไม่มีผู้เสียชีวิต (ตายเป็นศูนย์) ทั้งนี้ ที่ประชุมได้้เสนอความเห็นในการแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุทางถนน เช่น การนำระบบการจัดการความปลอดภัยของผู้ประกอบการขนส่งมาใช้อย่างเข้มข้น การนำข้อมูลความเร็วของรถโดยสารสาธารณะมาประกอบการวิเคราะห์หาสาเหตุการเกิดอุบัติเหตุ และการใช้ข้อมูลสถิติอุบัติเหตุช่วงก่อนและหลัง 7 วันอันตรายมาวิเคราะห์ให้เห็นแนวโน้มที่ชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อนำข้อมูลที่ได้มาประกอบการพิจารณากำหนดมาตรการในการแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุทางถนนต่อไป
รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล-นายชาครีย์ บำรุงวงศ์ ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการขนส่งทางบก เป็นประธานแถลงรายงานผลการปฏิบัติงานป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ 2567 ประจำวันที่ 2 มกราคม 2567
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/76969
64
วันพุธที่ 3 มกราคม 2567 กองทัพสานต่อนโยบาย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เตรียมเปิดค่ายบำบัดเพื่อแก้ปัญหายาเสพติด กห.สานต่อนโยบายรัฐบาล เปิด รพ.ทหาร บำบัดผู้ป่วยทางจิตจากยาเสพติดเคสสีส้ม ที่ผ่านมากระทรวงกลาโหม (โดยสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม) ได้เข้าร่วมการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อแก้ไขปัญหาผู้มีอาการทางจิตจากยาเสพติดตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล (Quick win) ร่วมกับผู้แทนจาก สำนักงาน ป.ป.ส., กอ.รมน. และ กอ.รมน.จังหวัดเป้าหมาย, มท., สป.สธ., กรมสุขภาพจิต, กรมการแพทย์, องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานเตรียมความพร้อมและซักซ้อมความเข้าใจในการดำเนินงานดูแลและส่งต่อผู้ป่วยที่มีอาการทางจิตฯ ซึ่งที่ประชุมฯ ได้เห็นชอบเรื่องต่างๆ ดังนี้ ๑. แนวทางปฏิบัติการดำเนินงานดูแลส่งต่อผู้มีอาการทางจิตเวช อันเนื่องจากการใช้ยาเสพติดโดยปรับปรุงแก้ไขบทบาทของศูนย์พักคอย จากเดิม มีหน้าที่ในการดูแลผู้มีอาการทางจิตฯ กลุ่มสีเหลือง เป็น การดูแลและให้การบำบัดรักษาผู้มีอาการทางจิตฯ กลุ่มสีส้มอย่างจำกัด ก่อนส่งต่อไปรับการบำบัดรักษา ณ สถานพยาบาลยาเสพติด หรือ รพ.จิตเวช ๒. สำนักงาน ป.ป.ส. และ สป.สธ. จะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมหารือเพื่อจัดทำแนวทางในการดำเนินงานของศูนย์พักคอย ในประเด็นต่สงๆ อาทิ ๑) การพิจารณาออกกฎหมายรองรับการดำเนินงานของศูนย์พักคอย ๒) มาตรฐานศูนย์พักคอยและอัตรากำลังเจ้าหน้าที่ ๓) การจัดทำ SOP และระบบการรับและส่งต่อผู้มีอาการทางจิตฯ ๔) การสนับสนุนบุคลากรวิชาชีพเฉพาะจาก สธ. ร่วมปฏิบัติงาน ๕) การฝึกอบรม และ ๖) งบประมาณ ๓. กอ.รมน. เป็นหน่วยร่วมบูรณาการ ๔. กรอบแนวทางขั้นต้นในการจัดตั้งศูนย์พักคอยของ ทบ. - ระยะที่ ๑ (ธ.ค.๖๖ - ก.พ.๖๗) เปิดศูนย์พักคอย จำนวน ๔๐ เตียง ในพื้นที่เป้าหมายตามที่สำนักงาน ป.ป.ส. กำหนด ซึ่งพิจารณาพื้นที่ที่ไม่มีที่ตั้งของสถานพยาบาลยาเสพติด/รพ.จิตเวช ได้แก่ พื้นที่รับผิดชอบสำนักงาน ป.ป.ส. ภาค ๒ (พื้นที่ จว.ป.จ.), ภาค ๓ (พื้นที่ จว.ช.ย. และ จว.ศ.ก.) และ ภาค ๗ (พื้นที่ จว.ก.จ.) โดย พบ. เตรียมความพร้อมของ รพ.ค่ายจักรพงษ์ จว.ป.จ., รพ.ค่ายสุรนารี จว.น.ม., รพ.ค่ายสรรพสิทธิประสงค์ จว.อ.บ., และ รพ.ค่ายสุรสีห์ จว.ก.จ. ทั้งนี้ เพื่อเป็นต้นแบบในการดำเนินงานและขยายผลไปยังศูนย์พักคอยในพื้นที่อื่น ๆ ต่อไป - ระยะที่ ๒ (ม.ค.๖๗ เป็นต้นไป) เปิดศูนย์พักคอย จำนวน ๕๐ เตียง ภายใน รพ.ทบ. ๕ แห่ง แห่งละ ๑๐ เตียง ได้แก่ รพ.ค่ายประจักษ์ศิลปาคม จว.อ.ด., รพ.ค่ายจิระประวัติ จว.น.ว., รพ.ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช จว.พ.ล., รพ.ค่ายสุรศักดิ์มนตรี จว.ล.ป. และ รพ.ค่ายวชิราวุธ จว.น.ศ. - ระยะที่ ๓ (ตามความพร้อมและศักยภาพของหน่วย) เปิดศูนย์พักคอยใน รพ.ทบ. ในส่วนที่เหลืออีก ๒๗ แห่ง รวม ๑๑๐ เตียง รวมถึงพิจารณาจัดตั้งในพื้นที่อื่น ภายใต้เงื่อนไขการมีกฎหมายรองรับการดำเนินงานของศูนย์พักคอย และการได้รับการสนับสนุนบุคลากรวิชาชีพฯ การฝึกอบรมฯ และงบประมาณ
รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล-กองทัพสานต่อนโยบาย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เตรียมเปิดค่ายบำบัดเพื่อแก้ปัญหายาเสพติด
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/76963
65
วันเสาร์ที่ 6 มกราคม 2567 นายกฯ ไป จ.ร้อยเอ็ด Kick off “โครงการ 30 บาทรักษาทุกที่” 7 ม.ค.67 ..... นายกฯ ไป จ.ร้อยเอ็ด Kick off “โครงการ 30 บาทรักษาทุกที่” 7 ม.ค.67 . ภารกิจลงพื้นที่ต่างจังหวัด ของนายกฯ รับต้นปี 67 ประเดิมกันที่ จ.ร้อยเอ็ด โดยนายกฯ จะเดินทางไปเป็นประธานกิจกรรม Kick off “30 บาทรักษาทุกที่” ณ ลานสาเกตนคร หน้าหอโหวด 101 . ทั้งนี้ จ.ร้อยเอ็ด “เป็นจุดเปิดนอกสถานที่” และเปิดระบบออนไลน์ไปยังอีก 3 จังหวัด คือ แพร่ เพชรบุรีและนราธิวาส ซึ่งถือว่าเป็น 4 จังหวัดนำร่องใน 4 ภูมิภาค . “30 บาทรักษาทุกที่” เป็นของขวัญปีใหม่จากรัฐบาลที่มอบให้ประชาชน ถือเป็นการปฏิรูประบบสุขภาพครั้งใหญ่ #ไทยคู่ฟ้า #สื่อสารรัฐบาลไทย -------------------
รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล-นายกฯ ไป จ.ร้อยเอ็ด Kick off “โครงการ 30 บาทรักษาทุกที่” 7 ม.ค.67
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/77101
66
วันเสาร์ที่ 6 มกราคม 2567 รมว.ธรรมนัส ลงพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ ติดตามโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยขอนแก่น และโครงการอ่างเก็บน้ำคลองลำกงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ หวังเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บกักน้ำไว้ใช้สำหรับการเกษต รมว.ธรรมนัส ลงพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ ติดตามโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยขอนแก่น และโครงการอ่างเก็บน้ำคลองลำกงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ หวังเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บกักน้ำไว้ใช้สำหรับการเกษตร และอุปโภค-บริโภค ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยขอนแก่น ณ ตำบลห้วยไร่ อำเภอหล่มสัม จังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งโครงการดังกล่าว เป็นโครงการชลประทานขนาดกลาง ก่อสร้างแล้วเสร็จ ปี พ.ศ. 2537 มีความจุที่ระดับเก็บกัก 33.22 ล้าน ลบ.ม. ใช้เป็นแหล่งเก็บกักน้ำไว้ใช้สำหรับการเกษตร และอุปโภค-บริโภค ให้เป็นไปอย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพในช่วงฤดูแล้ง ในพื้นที่ตำบลบ้านติ้ว ตำบลห้วยไร่ ตำบลบ้านหวาย ตำบลปากดุก ตำบลปากช่อง ตำบลบ้านกลาง ตำบลช้างตะลูด และตำบลบ้านไร่ รวมพื้นที่รับประโยชน์ ทั้งหมด 31,880 ไร่ แต่ปัจจุบันในพื้นที่ยังขาดแคลนน้ำในการเกษตร และอุปโภค-บริโภค จึงมีความจำเป็นต้องเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เพียงพอกับความต้องการ และเพื่อรองรับการขยายตัวด้านการอุปโภค-บริโภคในอนาคต จึงพิจารณาเพิ่มความจุของอ่างเก็บน้ำจาก 33.22 ล้าน ลบ.ม. เป็น 37.96 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งจะทำให้สามารถช่วยแก้ปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรและประชาชนในพื้นที่ได้ นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยังได้ติดตามโครงการการบรรเทาอุทกภัยเทศบาลเมืองหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ ที่เกิดปัญหาอุทกภัยซ้ำซากในฤดูน้ำหลากในพื้นที่เทศบาลหล่มสัก ตาลเดี่ยว สักหลง วัดป่า หนองไข่ว ปากดุก เนื่องจากแม่น้ำป่าสักบริเวณพื้นดังกล่าว มีความจุลำน้ำเพียง 80.00 ลบ.ม./วินาที แต่บริเวณต้นน้ำป่าสักที่อำเภอหล่มเก่า แม่น้ำป่าสักมีความจุลำน้ำ 360.00 ลบ.ม./วินาที ซึ่งเกินศักยภาพการรับน้ำและการระบายน้ำของแม่น้ำป่าสักบริเวณพื้นที่ดังกล่าว กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมชลประทาน จึงได้ศึกษาความเหมาะสมและประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมการบรรเทาอุทกภัยเทศบาลเมืองหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ ในการวางแนวขอการศึกษาเบื้องต้น โดยมีแผนดำเนินการใน 4 แผนงาน ประกอบด้วย 1) การกักเก็บน้ำตอนบน และชะลอการไหลของน้ำ เพื่อการตัดยอดน้ำในช่วงฤดูฝนบางส่วนและสามารถนำน้ำไปใช้ในฤดูแล้งได้ 2) การป้องกันพื้นที่ชุมชน โดยการทำพนังกั้นน้ำตลอดแนวแม่น้ำป่าสักในพื้นที่ชุมชน 3) การขุดลอกแม่น้ำป่าสักเพื่อเพิ่มความสามารถในการลำเลียงน้ำ และ 4) การผันน้ำเลี่ยงเทศบาลเมืองหล่มสัก โดยเสนอของบประมาณปี พ.ศ. 2567 โครงการศึกษาความเหมาะสมและประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมการบรรเทาอุทกภัยเทศบาลเมืองหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ แนวคลองผันน้ำเพื่อผันน้ำในเขตคลองสายหลักคลองส่งน้ำฝายฝั่งซ้ายแม่น้ำป่าสัก ซึ่งมีเขตคลองเหลืออยู่ประมาณ 40 เมตร โดยจากการประเมินความเป็นไปได้ในการระบายน้ำ จะสามารถตัดยอดน้ำได้ประมาณ 150 ลบ.ม./วินาที ระยะความยาวทางผันน้ำ 30 กิโลเมตร และหากในอนาคตมีการต่อยอดโครงการโดยการก่อสร้างฝายกั้นคลองผัน จะสามารถเก็บกักน้ำในช่วงฤดูแล้งได้อีกด้วย จากนั้น รมว.กษ. ได้เดินทางไปตำบลวังท่าดี อำเภอหนองไผ่ เพื่อตรวจเยี่ยมโครงการอ่างเก็บน้ำคลองลำกงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งเป็นโครงการชลประทานขนาดกลาง มีความจุที่ระดับเก็บกัก 48.52 ล้าน ลบ.ม. หรือ 43% ของบริมาณน้ำท่าที่ไหลลงอ่างเก็บน้ำ มีการก่อสร้างระบบส่งน้ำ ซึ่งเป็นโครงการต่อเนื่องจากการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำคลองลำกง ที่ก่อสร้างความเสร็จ ปี พ.ศ. 2554 เพื่อใช้เป็นระบบส่งน้ำสำหรับการเกษตร และอุปโภค-บริโภค ให้เป็นไปอย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ ในพื้นที่ตำบลวังท่าดี ตำบลท่าแดง ตำบลบ่อไทย และตำบลวังโบสถ์ อำเภอหนองไผ่ รวมพื้นที่รับประโยชน์ทั้งหมด 50,000 ไร่ ปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้างระบบส่งน้ำฝั่งซ้าย ดำเนินการแล้วเสร็จประมาณ 52.53% และมีแผนในการก่อสร้างระบบส่งน้ำฝั่งขวา พร้อมอาคารประกอบ จำนวน 4 สาย อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมชลประทาน มีแผนในการเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บกักน้ำอ่างเก็บน้ำคลองลำกง โดยการปรับปรุงอาคารระบายน้ำล้น พร้อมอาคารประกอบ ซึ่งจะสามารถเพิ่มปริมาณการเก็บกักน้ำได้อีกประมาณ 6 ล้าน ลบ.ม. (จากเดิม 48.52 ล้าน ลบ.ม. เป็น 54.50 ล้าน ลบ.ม.) และยังเป็นการเพิ่มพื้นที่รับประโยชน์เพิ่มขึ้นอีก 6,000 ไร่ จากเดิม 50,000 ไร่ เป็น 56,000 ไร่
รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล-รมว.ธรรมนัส ลงพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ ติดตามโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยขอนแก่น และโครงการอ่างเก็บน้ำคลองลำกงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ หวังเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บกักน้ำไว้ใช้สำหรับการเกษต
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/77100
67
วันเสาร์ที่ 6 มกราคม 2567 “สุริยะ” มอบหมาย “โฆษกคมนาคม” รุกตรวจสอบเหตุผิวจราจรทรุดตัว 60 ซม. บนทางหลวงหมายเลข 3902 ช่วงพระประแดง - บางแค พบทรายไหลเข้าอุโมงค์ .... นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า จากกรณีเกิดเหตุผิวจราจรทรุดตัวบนทางหลวงหมายเลข 3902 ช่วงพระประแดง - บางแค ที่ กม. 15+500 เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2567 เวลาประมาณ 14.30 น. ที่ผ่านมา จึงได้มอบหมายให้ นายกฤชนนท์ อัยยปัญญา ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงคมนาคม (ผชค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงคมนาคม และคณะทำงานกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่ตรวจสอบอย่างเร่งด่วนในวันนี้ (6 มกราคม 2567) และประสานงานทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ดำเนินการ เร่งแก้ไขปัญหาทันที เพื่ออำนวยความสะดวกการจราจรให้กับประชาชน นายกฤชนนท์ อัยยปัญญา ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงคมนาคม ในฐานะโฆษกกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ตรวจสอบร่วมกับกรมทางหลวง (ทล.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พบว่า สาเหตุที่ผิวจราจรทรุดตัวนั้น เกิดจากการดำเนินโครงการก่อสร้างอุโมงค์ส่งน้ำของการประปานครหลวง (กปน.) ที่มีการประเมินผิดพลาด จากเดิมที่คาดการณ์ว่า เป็นประเภทดินเหนียว แต่ข้อเท็จจริงแล้ว มีดินทรายอยู่ด้วย จึงทำให้ชิ้นส่วนของผนังก่อสร้างอุโมงค์ แตก 1 ชิ้นส่วน จากทั้งหมด 5 ชิ้นส่วน หลังจากนั้น จึงมีน้ำและทรายไหลเข้ามายังอุโมงค์ขุดเจาะ ที่ขณะนี้ขุดมาแล้วระยะ 1.3 กิโลเมตร (กม.) บริเวณถนนกาญจนาภิเษก จึงก่อให้เกิดถนนทรุดตัวลงไปประมาณ 60 เซนติเมตร (ซม.) สำหรับในขณะนี้ได้ปิดการจราจรในบริเวณถนนทรุดตัว และให้การสัญจรเบี่ยงไปใช้ทางหลวงหมายเลข 9 เพื่อที่จะดำเนินการซ่อมแซมผิวทางที่เสียหาย โดยผู้รับจ้างของ กปน. จะเป็นผู้ดำเนินการ เบื้องต้นจะทำการปรับระดับผิวทางจราจรด้วย Asphalt Bound Base บดอัดชั้นทาง เสริมเหล็ก และเทคอนกรีต (Fast Setting Concrete) เพื่อคืนผิวจราจรให้ประชาชนได้ใช้งานชั่วคราว คาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณเวลา 17.00 น. ของวันนี้ (6 มกราคม 2567) อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้จะทำการสำรวจงานทั้งโครงการอีกครั้ง เพื่อซ่อมแซมและฟื้นฟูสภาพผิวถนนให้กลับมาใช้ได้อย่างถาวรต่อไป นอกจากนี้ ล่าสุด ทล. ได้ให้วิศวกรและผู้เชี่ยวชาญลงพื้นที่ตรวจสอบขั้นตอน วิธีการก่อสร้างของงานโครงการดังกล่าวว่าเป็นไปตามแบบที่ กปน. ได้ขออนุญาตไว้หรือไม่ และให้เจ้าหน้าที่ กปน. ดำเนินการด้วยความละเอียดรอบคอบตามหลักวิศวกรรมต่อไป ขณะเดียวกันกระทรวงคมนาคมยังได้เตรียมส่งหนังสือสั่งการถึงแนวทางการป้องกันและมาตรการต่าง ๆ ด้านความปลอดภัยกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยทุกโครงการต้องมีการสำรวจสภาพดินอีกครั้ง ดังนั้น ประชาชนจึงมั่นใจได้ว่าจะไม่เกิดเหตุการ์ณเช่นนี้ขึ้นอีก อย่างไรก็ตาม แม้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น จะไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือมีการสูญเสียของทรัพย์สิน แต่หากผู้ใดได้รับความเสียหายสามารถติดต่อขอชดเชยและเยียวยาได้กับทาง กปน. ได้ทันที ทั้งนี้ กระทรวงคมนาคมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กราบขออภัยเป็นอย่างสูงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ และพร้อมที่จะดำเนินงานอย่างเต็มความสามารถ เพื่อให้ประชาชนสามารถเดินทางสัญจรได้อย่างสะดวก ปลอดภัยในทุกมิติ
รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล-“สุริยะ” มอบหมาย “โฆษกคมนาคม” รุกตรวจสอบเหตุผิวจราจรทรุดตัว 60 ซม. บนทางหลวงหมายเลข 3902 ช่วงพระประแดง - บางแค พบทรายไหลเข้าอุโมงค์
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/77098
68
วันเสาร์ที่ 6 มกราคม 2567 06/01/2567 โฆษกรัฐบาลเผย รัฐบาลสนับสนุนธุรกิจอุตสาหกรรมดิจิทัลของไทย (Digital Startup) ผ่านโครงการ d-startup “พาธุรกิจไทย เติบโตไกลสู่ระดับโลก” สนใจขอรับการสนับสนุนเริ่มต้นธุรกิจฯ ได้ โฆษกรัฐบาลเผย รัฐบาลสนับสนุนธุรกิจอุตสาหกรรมดิจิทัลของไทย (Digital Startup) ผ่านโครงการ d-startup “พาธุรกิจไทย เติบโตไกลสู่ระดับโลก” สนใจขอรับการสนับสนุนเริ่มต้นธุรกิจฯ ได้ตั้งแต่วันนี้ – 30 มิถุนายน 2567 วันนี้ (6 มกราคม 2567) นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลมุ่งวางรากฐานอุตสาหกรรมดิจิทัลให้ประเทศ รองรับการเติบโตของเทคโนโลยีในอนาคต โดยเฉพาะในภาคธุรกิจที่ต้องมีการปรับเปลี่ยนกระบวนการและรูปแบบ เพื่อพัฒนาไปสู่นวัตกรรมสินค้าและบริการให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ โดยสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) ได้จัดทำโครงการ d-startup ระยะเริ่มต้น (Early Stage) S2 “พาธุรกิจไทย เติบโตไกลสู่ระดับโลก” ครั้งที่ 1 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 เปิดรับสมัครบุคคลหรือนิติบุคคลเพื่อขอรับการส่งเสริมและสนับสนุนการเริ่มต้นธุรกิจอุตสาหกรรมดิจิทัล พร้อมผลักดัน Digital Startup ของไทยให้มีศักยภาพการเติบโตเชิงธุรกิจ ครอบคลุมสายงานต่าง ๆ ในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย 8 สาขา ได้แก่ บริการภาครัฐ สุขภาพ ท่องเที่ยว การเกษตร การศึกษา การบริการ การเงิน และ เมืองอัจฉริยะ 7 ด้าน โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า ที่ผ่านมา ดีป้าส่งเสริมธุรกิจ Digital Startup ของไทยแล้วจำนวน 160 ธุรกิจ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้กว่า 15,000 ล้านบาท โดยในปี 2567 นี้ โครงการดังกล่าวดำเนินการภายใต้มาตรการช่วยเหลือหรือการอุดหนุนเพื่อการเริ่มต้นธุรกิจอุตสาหกรรมดิจิทัล (depa Digital Startup Fund) เพื่อส่งเสริมให้เกิดการต่อยอดผลิตภัณฑ์หรือบริการดิจิทัลสู่ตลาดเชิงพาณิชย์ ซึ่งดีป้าจะเป็นผู้พิจารณาผ่านกลไกสนับสนุนในรูปแบบ Angel Fund โดยกำหนดคุณสมบัติหลัก ดังนี้ - บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลในรูปแบบบริษัทจำกัด ที่จดทะเบียนจัดตั้งไม่เกิน 3 ปี ซึ่งประกอบธุรกิจเกี่ยวกับอุตสาหกรรมดิจิทัลตามเป้าหมาย 8 สาขา ได้แก่ บริการภาครัฐ สุขภาพ ท่องเที่ยว การเกษตร การศึกษา การบริการ การเงิน และ เมืองอัจฉริยะ 7 ด้าน - วงเงินสนับสนุน สูงสุดไม่เกิน 1,000,000 บาท ต่อโครงการ โดยกำหนดเป้าหมายที่จำนวน 15 โครงการ ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจสามารถยื่นข้อเสนอโครงการเพื่อพิจารณาขอรับการส่งเสริมและสนับสนุนผ่านระบบออนไลน์ที่ member.depa.or.th และศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.depa.or.th/startup หรือ sta@depa.or.th เบอร์โทรศัพท์ 0 2026 2333 ต่อ 1128 1272 หรือ 1025 โดยสามารถสมัครเข้าร่วมโครงการได้ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2567 “นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ย้ำถึงการสนับสนุนธุรกิจสตาร์ทอัพ และให้ความสำคัญกับธุรกิจอุตสาหกรรมดิจิทัลของไทย ภาครัฐพร้อมสร้างพื้นที่ และโอกาสเพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถเข้าถึงการสนับสนุนหรือแหล่งเงินทุนได้ โดยนายกรัฐมนตรีเชื่อมั่นในศักยภาพ ความคิดสร้างสรรค์ ของสตาร์ทอัพไทย เชื่อว่าการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ตอบโจทย์เศรษฐกิจและสังคม และสามารถต่อยอดไปสู่การพัฒนาเชิงพาณิชย์ สร้างแต้มต่อของขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้ในอนาคต” นายชัย กล่าว
รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล-โฆษกรัฐบาลเผย รัฐบาลสนับสนุนธุรกิจอุตสาหกรรมดิจิทัลของไทย (Digital Startup) ผ่านโครงการ d-startup “พาธุรกิจไทย เติบโตไกลสู่ระดับโลก” สนใจขอรับการสนับสนุนเริ่มต้นธุรกิจฯ ได้
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/77094
69
วันศุกร์ที่ 5 มกราคม 2567 นายกฯ แจงสภาฯ ยืนยันไม่มีการแบ่งแยกจัดสรรงบฯ ..... นายกฯ แจงสภาฯ ยืนยันไม่มีการแบ่งแยกจัดสรรงบฯ ย้ำภายใน 4 ปี จะนำความมั่งคั่ง ให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่มั่นคง ทำให้ชีวิตคนใต้ดีขึ้น . อ่านเพิ่มเติม คลิก : https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/77084 . #ไทยคู่ฟ้า #สื่อสารรัฐบาลไทย #ประชุมสภา ------------------
รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล-นายกฯ แจงสภาฯ ยืนยันไม่มีการแบ่งแยกจัดสรรงบฯ
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/77086
70
วันเสาร์ที่ 6 มกราคม 2567 การตรวจราชการ ณ จังหวัดร้อยเอ็ด ของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี วันที่ 7 มกราคม 2567 การตรวจราชการ ณ จังหวัดร้อยเอ็ด ของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี วันที่ 7 มกราคม 2567 ​
รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล-การตรวจราชการ ณ จังหวัดร้อยเอ็ด ของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/77096
71
วันเสาร์ที่ 6 มกราคม 2567 ดีอี เตือนมิจฉาชีพปลอมไลน์อ้างเป็นธนาคารกรุงไทย ใช้ชื่อบัญชี “KTB 5 PLUS” ดีอี เตือนมิจฉาชีพปลอมไลน์อ้างเป็นธนาคารกรุงไทย ใช้ชื่อบัญชี “KTB 5 PLUS” กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) แจ้งเตือนไลน์ปลอมของธนาคารกรุงไทย “KTB 5 PLUS” ข่าวปลอมขึ้นแท่นอันดับ 1 รองลงมายังเป็นข่าวปล่อยสินเชื่อ-เงินกู้-หลอกลงทุน ยังอาละวาดหนักทั่วโซเชียล นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในฐานะโฆษกกระทรวงฯ กล่าวถึง ผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ระหว่างวันที่ 9 ธันวาคม 2566 - 4 มกราคม 2567 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 1,119,817 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 114 ข้อความ ทั้งนี้ช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 105 ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 9 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ 81 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 37 เรื่อง ทั้งนี้ ดีอี ได้แบ่งข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจเป็น 4 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มที่ 1 : นโยบายรัฐบาล ข่าวสารทางราชการ ความสงบเรียบร้อยของสังคม ขัดศีลธรรมอันดี และความมั่นคงภายในประเทศ จำนวน 47 เรื่อง อาทิ กรมจัดหางานเพิ่มโควต้าหาคนไปทำงานเกาหลี จาก 2,500 คน เป็น 15,000 คน เป็นต้น กลุ่มที่ 2 : ผลิตภัณฑ์สุขภาพ วัตถุอันตราย เครื่องสำอาง รวมถึงสินค้าและบริการที่ผิดกฎหมาย จำนวน 22 เรื่อง อาทิ สปสช. มอบของขวัญปีใหม่ ดูแลสุขภาพคนไทยในต่างประเทศ ผ่านระบบการแพทย์ทางไกล เริ่ม 15 ม.ค. 67เป็นต้น กลุ่มที่ 3 : ภัยพิบัติ จำนวน 3 เรื่อง อาทิ ายกฯ สั่งติดตามแผ่นดินไหวญี่ปุ่นและสึนามิ เตรียมแผนช่วยคนไทยกรณี ฉุกเฉิน เป็นต้น กลุ่มที่ 4 : เศรษฐกิจ จำนวน 9 เรื่อง อาทิ ตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดขาย SET50 กองทุนรวมทองคำไทย เปิดพอร์ต เริ่มต้น 1,000 บาท รับปันผล 30,000 บาทต่อเดือน เป็นต้น แบ่งเป็นเรื่องการหลอกลวงธุรกรรมทางการเงิน จำนวน 8 เรื่อง โดยพบข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจจากประชาชนสูงสุด 10 อันดับ ได้แก่ อันดับที่ 1 : เรื่อง กรุงไทยใช้ชื่อบัญชีไลน์ KTB 5 PLUS อันดับที่ 2 : เรื่อง ธนาคารออมสินปล่อยเงินกู้ฉุกเฉิน ผ่านเพจเพื่อนแท้ เงินด่วน อันดับที่ 3 : เรื่อง ออมสินปล่อยสินเชื่อกองทุนรวม SSF พิเศษ ผ่านเพจ GSB Trading อันดับที่ 4 : เรื่อง กรมจัดหางานเพิ่มโควตาหาคนไปทำงานเกาหลี จาก 2,500 คน เป็น 15,000 คน อันดับที่ 5 : เรื่อง ก.ล.ต. ร่วมกับหุ้น CPF เปิดกองทุนหุ้นเครือ CP ราคาเริ่มต้นที่ 1,180 รับปันผล 390 ต่อวัน อันดับที่ 6 : มะเร็งรักษาหายได้ ด้วยต้นกาฝากทับทิม อันดับที่ 7 : เรื่อง สำนักงานประกันสังคมเตรียมเก็บเพิ่ม จาก 750 เป็น 875 บาท/เดือน เริ่ม 1 ม.ค. 67 อันดับที่ 8 : เรื่อง กินเผ็ดเพิ่มระบบเผาผลาญในร่างกาย ทำให้ผอมเร็ว อันดับที่ 9 : เรื่อง ไปรษณีย์เตือนมีผู้ติดเชื้อโควิด 19 จากจดหมายหรือพัสดุ อันดับที่ 10 : เรื่อง สภากาชาดไทยจำหน่ายเลือดที่ได้จากการบริจาคฟรีให้กับโรงพยาบาล อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี ขอให้ประชาชนตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์/โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน และมีการส่งต่อข้อมูลข่าวปลอมเหล่านี้ ก็จะทำให้ได้รับข้อมูลผิดๆ และส่งผลกระทบกับประชาชนที่หลงเชื่อข่าวปลอม ดังกล่าว โดยสามารถติดตามและแจ้งเบาะแสข่าวปลอม ผ่านช่องทางต่างๆของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ที่ไลน์@antifakenewscenter เว็บ https://www.antifakenewscenter.com/ ทวิตเตอร์ https://twitter.com/AFNCThailand และสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87 ตลอด 24 ชั่วโมง
รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล-ดีอี เตือนมิจฉาชีพปลอมไลน์อ้างเป็นธนาคารกรุงไทย ใช้ชื่อบัญชี “KTB 5 PLUS”
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/77097
72
วันเสาร์ที่ 6 มกราคม 2567 06/01/2567 ที่ปรึกษาฯ ดนัยณัฏฐ์ เข้าร่วมประชุมสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2567 ที่ปรึกษาฯ ดนัยณัฏฐ์ เข้าร่วมประชุมสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2567 วันที่ 5 มกราคม 2567 นายดนัยณัฏฐ์ โชคอำนวย ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เข้าร่วมการประชุมสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2567 โดยมี นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานการประชุม พร้อมด้วย นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และนางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เข้าร่วมด้วย ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล สำหรับการประชุมในครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้มอบแนวทางในการขับเคลื่อน ดังนี้ 1) ในด้านอุดมศึกษา จากการที่นายกรัฐมนตรีได้เดินทางไปเยือนประเทศต่าง ๆ และได้พบปะกับนักลงทุนต่างชาติ ทั้งประเทศจีน สหรัฐอเมริกา ซาอุดีอาระเบีย สิงคโปร์ เป็นต้น พบว่า ปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่ส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุนของผู้ประกอบการ คือ เรื่องทักษะของแรงงาน ซึ่งผู้ประกอบการต่างประเทศ ต้องการแรงงานที่มีทักษะสูง ในขณะที่แรงงานไทยนั้น มีปัญหาช่องว่างของทักษะ (Skill Gap) หรือ แรงงานที่ไม่สามารถทำงานได้ตามความคาดหวังของนายจ้าง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับ STEM (Science Technology Engineering Mathematics) 2) ในด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม รัฐบาลมีความตั้งใจที่จะเห็นงานวิจัย R&D ที่ตรงกับนโยบายรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็น รถยนต์สมัยใหม่ เช่น EV หรือแม้ไฮโดรเจนที่ยังอยู่ในขั้นเริ่มต้น พลังงานสะอาด พลังงานหมุนเวียน เศรษฐกิจสีเขียว Artificial Intelligence Quantum Computing เทคโนโลยีที่เกี่ยวกับ Computer การเป็น Medical Hub ที่ต้องมีเทคโนโลยีทางการแพทย์สมัยใหม่ การเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีดิจิทัล การวิจัยเรื่องอาหารแห่งอนาคต และเทคโนโลยีอาหาร (Future Food & Food Tech) และอีกหลาย ๆ ส่วน นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ได้เน้นย้ำถึงการแต่งตั้งประธานกรรมการ กรรมการผู้แทนหน่วยงาน กรรมการผู้แทนสถาบันอุดมศึกษา และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมว่าให้คณะกรรมการที่มีหน้าที่ตรวจสอบคุณสมบัติให้ถูกต้องเป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบที่เกี่ยวข้อง อย่างรอบคอบ และเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการทำงานสูงสุดต่อองค์กรและประเทศชาติต่อไป
รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล-ที่ปรึกษาฯ ดนัยณัฏฐ์ เข้าร่วมประชุมสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2567
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/77089
73
วันเสาร์ที่ 6 มกราคม 2567 06/01/2567 ​เริ่มแล้ววันนี้!! ออมสิน เดินหน้าอุ้มลูกหนี้สินเชื่อโควิด 6.3 แสนคนตามนโยบายรัฐบาล รองโฆษกรัฐบาล รัดเกล้า ย้ำ นายกฯ มีความตั้งใจจริงในการแก้ไขปัญหาหนี้สินประชาชน ​เริ่มแล้ววันนี้!! ออมสิน เดินหน้าอุ้มลูกหนี้สินเชื่อโควิด 6.3 แสนคนตามนโยบายรัฐบาล รองโฆษกรัฐบาล รัดเกล้า ย้ำ นายกฯ มีความตั้งใจจริงในการแก้ไขปัญหาหนี้สินประชาชน ไม่อยากให้หนี้เสียและยังสามารถเข้าถึงแหล่งเงินได้อีก วันนี้ (6 มกราคม 2567) นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ภายหลังจากรัฐบาลมีมาตรการแก้ไขปัญหาหนี้เพื่อช่วยเหลือประชาชน กระทรวงการคลังที่กำกับดูแลสถาบันการเงินของรัฐ จึงเร่งรัดทยอยออกมาตรการแก้หนี้ออกมาอย่างต่อเนื่องโดยก่อนหน้าที่ ครม.มอบหมายให้ธนาคารออมสินช่วยเหลือลูกหนี้โครงการสินเชื่อเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับผู้มีอาชีพอิสระที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสโคโรนา (COVID-19) ซึ่งธนาคารได้ปล่อยกู้ให้รายละ 10,000 บาทดังนั้นจึงให้ธนาคารดำเนินการตามกระบวนการติดตามทวงถามให้ชำระหนี้ก่อน แต่หากลูกหนี้รายใดที่สุดแล้วยังคงประสบความเดือดร้อนต่อเนื่อง ทำให้ไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามปกติ ให้ธนาคารนำงบประมาณที่รัฐจัดสรรสำหรับชดเชยความเสียหาย ตามโครงการสินเชื่อดังกล่าวมาช่วยเหลือลูกหนี้ให้หลุดพ้นจากสถานะหนี้เสีย (NPLs) และไม่เสียประวัติเครดิตที่จะทำให้ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินในระบบได้อีก ทั้งนี้ธนาคารจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 6 มกราคม 2567 เป็นต้นไป กำหนดแล้วเสร็จภายในเดือนมกราคม 2567 ซึ่งคาดว่าจะสามารถช่วยเหลือลูกหนี้จำนวน กว่า 630,000 ราย "นายเศรษฐา ทวีสิน นายกฯและรมว.กระทรวงการคลัง มีความตั้งใจจริงในการแก้ไขปัญหาหนี้สินของประชาชนทุกกลุ่ม และเห็นถึงความเดือดร้อน จึงไม่อยากให้ประชาชนที่กู้เงินเสียประวัติ อีกทั้งยังสามารถเข้าถึงแหล่งเงินได้อีก เพื่อนำไปเป็นทุนประกอบอาชีพต่อได้ ดังนั้นขอประชาชนอย่ากังวล" รัดเกล้า กล่าว
รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล-​เริ่มแล้ววันนี้!! ออมสิน เดินหน้าอุ้มลูกหนี้สินเชื่อโควิด 6.3 แสนคนตามนโยบายรัฐบาล รองโฆษกรัฐบาล รัดเกล้า ย้ำ นายกฯ มีความตั้งใจจริงในการแก้ไขปัญหาหนี้สินประชาชน
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/77095
74
วันเสาร์ที่ 6 มกราคม 2567 06/01/2567 รองนายกฯสมศักดิ์ พบปะชาวม้ง จังหวัดตาก ประทับใจ หลังได้ร่วมกิจกรรม พบปัญหา ทั้งแหล่งน้ำและที่ดินทำกิน พร้อมประสานช่วยทันที รองนายกฯสมศักดิ์ พบปะชาวม้ง จังหวัดตาก ประทับใจ หลังได้ร่วมกิจกรรม พบปัญหา ทั้งแหล่งน้ำและที่ดินทำกิน พร้อมประสานช่วยทันที ยัน กลุ่มชาติพันธุ์แม้จะเป็นชนเผ่า ก็ต้องได้รับสิทธิเสมอภาค วันที่ 6 มกราคม 2567 นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา ตนได้มีโอกาสไปยังหมู่บ้าน เจดีย์โคะ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก โดยได้ไปร่วมกิจกรรมจำนวนมากของชาวเผ่าม้ง ตนรู้สึกชื่นชอบในอัตลักษณ์ วิถีการใช้ชีวิต และประเพณีต่างๆ ที่ได้ร่วมอย่างมาก ทั้งการร้องรำทำเพลง แต่งตัวสวยงาม โดยมี 1 กิจกรรมที่อยากยกตัวอย่าง คือ การละเล่นลูกช่วง หรือ “จุเป๊าะ” โดยการเล่นนั้น จะแบ่งเป็นฝ่ายหญิงกับฝ่ายชาย โยนลูกช่วงที่มีขนาดประมาณลูกเทนนิส ให้กันไปมาและสามารถทำการสนทนา เกี้ยวพาราสี สร้างความคุ้นเคยกันในชุมชน แต่กิจกรรมนี้หญิงสาว ที่แต่งงานแล้วจะไม่สามารถร่วมได้ ซึ่งงานประเพณีนี้ จะจัดปีละ 2 ครั้ง คือ 1.ประเพณีกินข้าวปีใหม่ จัดระหว่างวันที่ 25-29 ตุลาคมของทุกปี และครั้งที่ 2 ประเพณีปีใหม่ม้ง จะจัดระหว่าง 29 ธันวาคม - 2มกราคม ของทุกปี จึงอยากเชิญชวนพี่น้องทุกท่านไปสัมผัสวิถีชีวิตชาวม้ง ตนยืนยันว่า จะได้รับความประทับใจอย่างแน่นอน นายสมศักดิ์ เปิดเผยอีกว่า การไปร่วมงานในครั้งนี้ยังมีโอกาสได้พบปะพูดคุยกับผู้นำชุมชน ซึ่งได้รับทราบปัญหา เรื่องที่ดินทับซ้อนที่ป่า รวมถึงความต้องการโฉนดที่ดิน สปก. การขาดแหล่งน้ำ เพราะในพื้นที่มีสภาพแห้งแล้ง ขาดแคลนแม้กระทั่งสิ่งอุปโภค-บริโภค เป็นต้น ที่เวลานี้ไม่ได้รับการสนับสนุนจากส่วนราชการในพื้นที่ ขณะเดียวกันในพื้นที่เจดีย์โคะ ควรมีการสนับสนุนให้ทำธนาคารน้ำใต้ดินเพราะภูมิศาสตร์เป็นพื้นที่ลาดชันและมีน้ำตก ซึ่งมองว่าจะเกิดประโยชน์ในเรื่องการกักเก็บน้ำได้ “เรื่องนี้ผมรับไปประสานงานทันที เพราะในเรื่องที่ดินทำกิน เรื่องแหล่งน้ำนั้น ถือว่าสำคัญต่อชีวิตของชาวม้ง และกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในผืนแผ่นดินไทย ทุกคน แม้กลุ่มม้งจะเป็นเพียงชนเผ่า แต่ในฐานะประชาชนคนไทยต้องได้รับสิทธิอย่างเท่าเทียม โดยผมจะลงพื้นที่พบชาวม้งที่อำเภอภูทับเบิก จังหวัดเพชรบูรณ์ในวันที่ 14 มกราคมนี้ต่อไป โดยสิ่งที่ผมทำในวันนี้ยืนยันชัดว่า รัฐบาลของนายกรัฐมนตรี นายเศรษฐา ทวีสิน ให้ความสำคัญกับประชาชนทุกคนในประเทศอย่างเท่าเทียม” รองนายกรัฐมนตรี กล่าว
รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล-รองนายกฯสมศักดิ์ พบปะชาวม้ง จังหวัดตาก ประทับใจ หลังได้ร่วมกิจกรรม พบปัญหา ทั้งแหล่งน้ำและที่ดินทำกิน พร้อมประสานช่วยทันที
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/77099
75
วันเสาร์ที่ 6 มกราคม 2567 06/01/2567 รมว.พิมพ์ภัทรา ร่วมกิจกรรมเสริมสร้างจริยธรรมฯ และทำบุญเนื่องในวันปีใหม่ 2567 ของ กสอ. รมว.พิมพ์ภัทรา ร่วมกิจกรรมเสริมสร้างจริยธรรมฯ และทำบุญเนื่องในวันปีใหม่ 2567 ของ กสอ. วันที่ 5 มกราคม 2567 นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมกิจกรรมเสริมสร้างจริยธรรมกับการปฏิบัติงานและการสืบสานประเพณีไทยของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม และรับฟังธรรมะหัวข้อจริยธรรมกับการปฏิบัติงาน โดยพระราชวชิราภินันท์ พร้อมร่วมทำบุญประกอบพิธีสงฆ์ เนื่องในโอกาส วันขึ้นปีใหม่ 2567 เพื่อความเป็นสิริมงคล โดยมีนายภาสกร ชัยรัตน์ อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม นายวาที พีระวรานุพงศ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ให้การต้อนรับ และมีนายเอกภัทร วังสุวรรณ รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม นายเดชา จาตุธนานันท์ นายศุภกิจ บุญศิริ นายเอกนิติ รมยานนท์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรม นายวันชัย พนมชัย เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม นางวรวรรณ ชิตอรุณ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม และนายวีรพงษ์ เอี่ยมเจริญชัย รองเลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม และผู้บริหาร ข้าราชการ เจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เข้าร่วมด้วย ณ ห้องประชุม ชั้น 6 กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม
รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล-รมว.พิมพ์ภัทรา ร่วมกิจกรรมเสริมสร้างจริยธรรมฯ และทำบุญเนื่องในวันปีใหม่ 2567 ของ กสอ.
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/77091
76
วันเสาร์ที่ 6 มกราคม 2567 06/01/2567 ​“คารม” เตือนอย่าหลงเชื่อข้อความเชิญชวนสมัครงานในสื่อออนไลน์ เรื่องเกาหลีเปิดรับแรงงานเก็บกะหล่ำปลี ย้ำข้อความเชิญชวนดังกล่าว เป็นข้อความเท็จ ​“คารม” เตือนอย่าหลงเชื่อข้อความเชิญชวนสมัครงานในสื่อออนไลน์ เรื่องเกาหลีเปิดรับแรงงานเก็บกะหล่ำปลี ย้ำข้อความเชิญชวนดังกล่าว เป็นข้อความเท็จ แนะประชาชนสมัครงานกับกรมการจัดหางานทั่วประเทศ วันนี้ (6 มกราคม 2567) นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากที่มีการโพสต์ข้อมูลระบุว่า เกาหลีเปิดรับแรงงานเก็บกะหล่ำปลีโดยรัฐจัดส่งกรมจัดหางาน ทางกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน ได้ตรวจสอบข้อมูลและชี้แจงว่า การโฆษณาจัดหางานเชิญชวนคนหางานไปทำงานทางสื่อโซเชียลมีเดียดังกล่าว ไม่มีรายละเอียดชื่อบริษัทจัดหางาน ตำแหน่งงาน และคุณสมบัติ ซึ่งไม่สามารถทำได้ เนื่องจากฝ่าฝืนพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มีความผิดตามมาตรา 66 โดยการโฆษณาจัดหางานเพื่อพาคนไปทำงานต่างประเทศสามารถทำได้เฉพาะผู้ได้รับอนุญาตเท่านั้น นายคารม ขอให้ผู้สนใจทำงานต่างประเทศ ตรวจสอบข้อมูลของบริษัทจัดหางานให้รอบคอบก่อน สังเกตตรวจสอบข้อมูลให้ถี่ถ้วน เช่นบริษัท ลักษณะงาน หรือตำแหน่งที่เปิดรับ เพื่อป้องกันไม่ให้คนหางานหรือนายจ้าง/สถานประกอบการถูกหลอกลวงจากกลุ่มมิจฉาชีพ “ขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ หรือสอบถามข้อมูลได้ที่กองทะเบียนจัดหางานกลางและคุ้มครองคนหางาน โทร. 02-248-4792 หรือสายด่วนกรมการจัดหางาน โทร. 1694 หรือที่สายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร.1506 กด 2 กรมการจัดหางานและติดตามข่าวสารจากกรมการจัดหางานกระทรวงแรงงานได้ที่เว็บไซต์ https://www.doe.go.th/”นายคารม ย้ำ
รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล-​“คารม” เตือนอย่าหลงเชื่อข้อความเชิญชวนสมัครงานในสื่อออนไลน์ เรื่องเกาหลีเปิดรับแรงงานเก็บกะหล่ำปลี ย้ำข้อความเชิญชวนดังกล่าว เป็นข้อความเท็จ
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/77088
77
วันเสาร์ที่ 6 มกราคม 2567 ชวนคนไทยที่ยังไม่มีสัญชาติ “ตรวจ DNA” พิสูจน์สถานะและสิทธิทางทะเบียนราษฎร ..... ชวนคนไทยที่ยังไม่มีสัญชาติ “ตรวจ DNA” พิสูจน์สถานะและสิทธิทางทะเบียนราษฎร . รัฐบาล เชิญชวนคนไทยที่ยังไม่มีชื่อและรายการบุคคลในทะเบียนบ้าน และขาดพยานหลักฐานในการพิสูจน์สถานะบุคคลและสัญชาติ และบุคคลที่ต้องการเปลี่ยนสถานะบุคคลในทะเบียนบ้านเป็นสัญชาติไทย เข้าร่วมโครงการตรวจสารพันธุกรรม (DNA) เพื่อการแก้ไขปัญหาสถานะและสิทธิของคนไทยที่ตกหล่นทางทะเบียนราษฎร ประจำปีงบ 2567 . คุณสมบัติผู้เข้าร่วมโครงการ ได้แก่ 1. เป็นบุคคลที่อ้างว่าเป็นคนไทยที่ยื่นคำร้องขอแจ้งการเกิดเกินกำหนด หรือขอเพิ่มชื่อในทะเบียนบ้าน / ชาวเขาและบุคคลบนพื้นที่สูงที่ยื่นคำขอลงรายการสัญชาติไทย / บุคคลที่ยื่นคำร้องขอเปลี่ยนแปลงสถานะในเอกสารทะเบียนราษฎรจากคนไม่มีสัญชาติไทย เป็นผู้มีสัญชาติไทยโดยการเกิด . 2. เป็นผู้ด้อยโอกาส ผู้ยากจน หรือผู้ยากไร้ และมีบิดา มารดา หรือญาติร่วมสายโลหิตที่มีชื่อและรายการบุคคลในทะเบียนบ้านระบุสัญชาติไทย ซึ่งสามารถตรวจสารพันธุกรรมเพื่อการมีสัญชาติไทยได้ . 3. โดย บุคคลที่มีปัญหาสถานะทางทะเบียนราษฎร และบุคคลที่เป็นคู่ตรวจอ้างอิง ต้องมีคุณสมบัติตามเงื่อนไขการตรวจหาความสัมพันธ์ทางสายโลหิตของหน่วยบริการตรวจสารพันธุกรรม หรือ หน่วยบริการสามารถตรวจหาความสัมพันธ์ทางสายโลหิตได้ . ยื่นคำร้องได้ที่ สำนักทะเบียนอำเภอ และสำนักทะเบียนท้องถิ่น โดยสำนักทะเบียนกลางเปิดระบบโปรแกรมตรวจสารพันธุกรรม ตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2566 เป็นต้นมา สอบถามเพิ่มเติม โทร. 02-226-2810 . อ่านเพิ่มเติม คลิก >> https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/76980 . #ไทยคู่ฟ้า #สื่อสารรัฐบาลไทย -------------------
รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล-ชวนคนไทยที่ยังไม่มีสัญชาติ “ตรวจ DNA” พิสูจน์สถานะและสิทธิทางทะเบียนราษฎร
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/77093
78
วันศุกร์ที่ 5 มกราคม 2567 05/01/2567 นายกฯ แจงสภาฯ ยืนยันไม่มีการแบ่งแยกจัดสรรงบฯ ย้ำภายใน 4 ปี จะนำความมั่งคั่ง ให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่มั่นคง ทำให้ชีวิตคนใต้ดีขึ้น นายกฯ แจงสภาฯ ยืนยันไม่มีการแบ่งแยกจัดสรรงบฯ ย้ำภายใน 4 ปี จะนำความมั่งคั่ง ให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่มั่นคง ทำให้ชีวิตคนใต้ดีขึ้น วันนี้ (5 มกราคม 2567) เวลา 17.58 น. ณ ห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชั้น 2 อาคารรัฐสภา ถนนสามเสน เขตดุสิต กรุงเทพฯ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เข้าร่วมการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 26 ปีที่ 1 ครั้งที่ 5 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่ 2) เป็นพิเศษ เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 โดยนายกรัฐมนตรีชี้แจงถึงประเด็นเรื่องการดูแลประชาชนภาคใต้ ดังนี้ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า วันนี้ตนได้นั่งฟังการอภิปราย พยายามที่จะกลั่นกรองคำติชม คำแนะนำของสมาชิกสภาฯ ทุกท่านตั้งแต่เมื่อวานนี้ช่วงเย็น อยากจะขอชี้แจงเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องการดูแลพี่น้องประชาชนภาคใต้ ซึ่งในวันที่ได้แถลงนโยบายก็ได้มีข้อเตือนมา ตนก็ได้ชี้แจงไปแล้ว แต่วันนี้ก็ยังมีข้อกังขาอีก หน้าที่ฝ่ายบริหารก็ต้องชี้แจงต่อไป โดยในเรื่องภาคใต้ขอแยกระหว่างความมั่นคงกับความมั่งคั่ง การใส่เงินกับการใส่ใจ ซึ่งเรื่องงบประมาณเป็นเรื่องของการใส่เงิน เวลาที่เราทำ Budget ไม่ได้คิดถึงว่าจะเป็นภาคไหนได้เงินเท่าไร เราให้เกียรติกับพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคนเท่าเทียมเสมอภาค ไม่เคยกีดกันแบ่งแยก เป็นความสัตย์จริง เป็นปรัชญาหลักในการทำงบประมาณฉบับนี้ขึ้นมา ซึ่งการใส่เงินเป็นส่วนหนึ่ง แต่วันนี้นอกจากเรื่องการใส่เงินแล้ว อยากพูดถึงเรื่องการใส่ใจด้วย จากรัฐบาลนี้ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ตั้งแต่ที่เป็นนายกรัฐมนตรีตนได้ลงไปที่ภาคใต้หลายหน ได้ชี้แจงไปหลายหนแล้ว เรื่องเมกะโปรเจกต์ใหญ่ ๆ ก็อยู่ที่ภาคใต้มาก ไม่ว่าจะเป็น Landbridge ซึ่งจะสร้างความเจริญอย่างมากมายให้กับพี่น้องประชาชนคนใต้ทั้งหมด เรื่องการขยายสนามบินภูเก็ต หรือ อันดามัน International ซึ่งที่จริงไม่ได้ทำให้จังหวัดภูเก็ตเจริญอย่างเดียว จังหวัดกระบี่ จังหวัดพังงา ด้วย ทั้งนี้ รัฐบาลเราได้มีการลงไปสำรวจ ทำถนนอ้อมเมือง นำความเจริญมาให้กับจังหวัดภูเก็ต เรื่องนี้เป็นเรื่องการใส่เงิน ขณะที่ในเรื่องใส่ใจ ตนได้ลงไปที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ 2 หนแล้ว ลงไปดูเรื่องการเจรจาการค้า ชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้อง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไปพบปะกับท่านนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ในเรื่องการสร้างสะพานที่ 2 การเจรจาเรื่องนิคมอุตสาหกรรม การดูแลเรื่องตรวจคนเข้าเมือง ทำให้การท่องเที่ยวระหว่างประเทศของเราดีขึ้นมาก ทำให้พี่น้อง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มีกินมีใช้ มีเงินเยอะขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับเรื่องความมั่นคงที่ความรุนแรงก็ลดน้อยลงไป และเมื่อวันนี้ที่เราทำเรื่องความมั่นคงดีขึ้นมากแล้ว เรื่องความมั่งคั่งก็เป็นเรื่องสำคัญที่รัฐบาลนี้ต้องนำความเจริญ ต้องนำเศรษฐกิจที่มีการพัฒนา มีการยกระดับ เพื่อให้ประชาชนมีเงินในกระเป๋ามากยิ่งขึ้น โดยสิ้นเดือน ก.พ. ตนจะลงพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้ ไม่ใช่ไปดูเรื่องความมั่นคง แต่ไปดูเรื่องเศรษฐกิจ ไปพร้อมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เพื่อไปดูเรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว ศิลปะ วัฒนธรรม อาหาร ซึ่งหลายอย่างเชื่อว่ามีของดีอยู่มากใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ รัฐบาลนี้ใส่ใจ หลาย ๆ อย่างจะถูกนำขึ้นมา อย่างเมืองยะลา เป็นเมืองที่มีผังเมืองสวยที่สุดในประเทศและพร้อมรับนักท่องเที่ยว อาหารใต้มีสเน่ห์ มีเอกลักษณ์ แต่ขาดการโปรโมทในเวทีโลก ดังนั้น หากผู้ใหญ่ในรัฐบาลลงพื้นที่และสนับสนุนต่อเนื่อง ก็เชื่อว่าสิ่งดี ๆ เหล่านี้จะนำเงินเข้าประเทศได้จำนวนมาก ทำให้พี่น้องประชาชนภาคใต้มีกินมีใช้ขึ้นอีก “อย่างประเทศฝรั่งเศส หลายท่านดื่มไวน์ก็รู้ว่าองุ่นกิโลกรัมละไม่กี่ร้อย แต่ถ้านำไปทำเป็นสินค้าที่มี Value added จริง ๆ กลายเป็นไวน์ ขวดหนึ่งก็เป็นหลายหมื่นได้ ตัวอย่างมีอยู่ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งผมจะลงไปดูในครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปลาหน้าตก หรือปลานิลสายน้ำไหล ที่เลี้ยงโดยว่ายสวนน้ำขึ้นไปที่มีราคาสูงถึงตัวละ 3,000 บาท ไม่มีใครทราบ ไม่มีใครโปรโมท แต่ผมเชื่อว่า หลังจากสิ้นเดือนหน้าแล้ว รัฐบาลนี้ลงไปจะสร้างตลาดให้กับสินค้าประเภทนี้และอีกหลายประเภท ซึ่งยังไม่มีใครสร้าง” นายกรัฐมนตรีกล่าว นายกรัฐมนตรียังชี้แจงถึงเรื่องสนามบินจังหวัดยะลา ที่มีการลงทุนและเปิดใช้บริการแล้วแต่ขณะนี้ หยุดบิน เพราะไม่มีความต้องการใช้ การที่เราจะลงไปช่วยโปรโมท 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อให้เกิดความต้องการใช้ หวังว่าจะมีสายการบินที่จะไปเปิดการบินต่อไปในอนาคต ทั้งนี้ เครื่องบินที่บินลงสนามบินเบตงจะต้องเป็นเครื่องบินใบพัด ไม่สามารถใช้เครื่องบินขนาดใหญ่ได้ เพราะขนาดของเครื่องบินทำให้ต้องบินไปวนกลับมาลง ซึ่งต้องล้ำเข้าไปในเขตชายแดนมาเลเซีย ดังนั้น ตนจะไปปรึกษาพูดคุยกับนายกฯ มาเลเซีย เพื่อที่จะอนุญาตให้เราสามารถบินข้ามไปได้ในเวลาที่เราจะลงหรือเวลาจะขึ้น ซึ่งรายละเอียดเล็ก ๆ เหล่านี้ ถ้าเรามีศิลปะ วัฒนธรรม อาหารที่ดี แต่ไม่มี Connectivity ที่ดีก็ไม่มีประโยชน์ ต้องทำควบคู่กันไป โดยมั่นใจว่าเรื่องเหล่านี้ ถ้าเราไปสร้าง Demand ได้ สายการบินก็จะกลับมาบินอย่างปกติ นายกรัฐมนตรีกล่าวย้ำมั่นใจว่าภายใน 4 ปีที่ผมเป็นนายกรัฐมนตรี จะนำความมั่งคั่ง จะทำให้ชีวิตประชาชนมีความเป็นอยู่ที่มั่นคง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัดชายแดนภาคใต้ มั่นใจว่าชีวิตความเป็นอยู่ของชาวภาคใต้ทั้งหมดจะดีขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อน
รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล-นายกฯ แจงสภาฯ ยืนยันไม่มีการแบ่งแยกจัดสรรงบฯ ย้ำภายใน 4 ปี จะนำความมั่งคั่ง ให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่มั่นคง ทำให้ชีวิตคนใต้ดีขึ้น
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/77084
79
วันเสาร์ที่ 6 มกราคม 2567 06/01/2567 พิมพ์ภัทรา เตรียมเยือนซาอุฯ ร่วมประชุมโต๊ะกลมเรื่องแร่ธาตุ พร้อมหารือดันอุตสาหกรรมฮาลาล พิมพ์ภัทรา เตรียมเยือนซาอุฯ ร่วมประชุมโต๊ะกลมเรื่องแร่ธาตุ พร้อมหารือดันอุตสาหกรรมฮาลาล นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม มีกำหนดการร่วมคณะกับนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายบริหารจัดการแร่แห่งชาติ เพื่อหารือความร่วมมือในการประชุมโต๊ะกลมระดับรัฐมนตรีในการประชุมฟอรั่มแร่ธาตุแห่งอนาคต (Future Minerals Forum หรือ FMF) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 9-11 มกราคม 2567 ที่ศูนย์การประชุมนานาชาติคิง อับดุล อาซิซ (King Abdul Aziz International Conference Center) ณ กรุงริยาด ประเทศซาอุดีอาระเบีย นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า การประชุม FMF เป็นเวทีหารือเกี่ยวกับประเด็นที่สำคัญด้านแร่ธาตุในระดับพหุภูมิภาค โดยหัวข้อสำคัญของการหารือในปีนี้ จะเน้นไปที่การพัฒนากรอบยุทธศาสตร์และการกำหนดเป้าหมายระดับภูมิภาคในการจัดหาแร่ธาตุที่สำคัญ (Critical minerals) การสร้างห่วงโซ่คุณค่าหรือซัพพลายเชนเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดของโลก การสร้างขีดความสามารถผ่านศูนย์ความเป็นเลิศด้านแร่ (Centers of Excellence) และการกำหนดแนวทางสนับสนุนการผลิตแร่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยมีรัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลจากกว่า 70 ประเทศทั่วโลกเข้าร่วม นอกจากนี้ ยังมีเวทีการประชุมย่อยในระดับเจ้าหน้าที่อีกกว่า 75 เรื่อง นายอดิทัต วะสีนนท์ อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ กล่าวเพิ่มเติมว่า อุตสาหกรรมเหมืองแร่เป็นอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญต่อความสามารถในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและสังคมคาร์บอนต่ำเนื่องจากเทคโนโลยีสมัยใหม่ต้องใช้แร่จำนวนมากในการผลิต การขยายตัวของการใช้เทคโนโลยีเหล่านี้จะทำให้ความต้องการแร่เพิ่มสูงขึ้นหลายเท่าตัว ทำให้ไทยต้องเตรียมความพร้อมด้านวัตถุดิบเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในประเทศ ขณะเดียวกัน ภาคอุตสาหกรรมมีแนวโน้มของความต้องการใช้แร่เหล่านี้เพิ่มขึ้นภายใต้นโยบายส่งเสริมให้ไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า รวมถึงการเติบโตของอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน ดังนั้น การหารือความร่วมมือในครั้งนี้เป็นโอกาสในการเชื่อมโยงการลงทุนในระดับพหุภูมิภาคเพื่อสร้างความเชื่อมั่นเชิงวัตถุดิบแก่ภาคอุตสาหกรรมของไทยได้ “นอกจากการเข้าร่วมประชุมโต๊ะกลมเรื่องแร่ธาตุแห่งอนาคตแล้ว นางสาวพิมพ์ภัทราฯ ยังมีกำหนดร่วมหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและทรัพยากรธรณีของซาอุดีอาระเบีย เพื่อผลักดันความร่วมมือในการลงทุนด้านอุตสาหกรรมเหมืองแร่ รวมทั้งร่วมหารือกับ Saudi Standards, Metrology and Quality Organization หรือ SASO หน่วยงานที่กำกับดูแลเรื่องมาตรฐานต่าง ๆ ของซาอุฯ ซึ่งเป็นตลาดสินค้าฮาลาลขนาดใหญ่ เพื่อผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางอาหารฮาลาลในภูมิภาค (Halal Hub) ที่สามารถสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคทั้งในประเทศและแถบตะวันออกกลาง ตามนโยบายของนายกรัฐมนตรีและกระทรวงอุตสาหกรรมด้วย” นายอดิทัตฯ กล่าวทิ้งท้าย
รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล-พิมพ์ภัทรา เตรียมเยือนซาอุฯ ร่วมประชุมโต๊ะกลมเรื่องแร่ธาตุ พร้อมหารือดันอุตสาหกรรมฮาลาล
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/77092
80
วันเสาร์ที่ 6 มกราคม 2567 06/01/2567 โฆษกรัฐบาลเปิดเผยประธานาธิบดีแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีมีกำหนดเดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 24 – 26 มกราคม 2567 ตามคำเชิญนายกฯ โฆษกรัฐบาลเปิดเผยประธานาธิบดีแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีมีกำหนดเดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 24 – 26 มกราคม 2567 ตามคำเชิญนายกฯ วันนี้ (วันที่ 6 มกราคม 2567) นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะต้อนรับ ดร. ฟรังค์-วัลเทอร์ ชไตน์ไมเออร์ (H.E. Dr. Frank-Walter Steinmeier) ประธานาธิบดีแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ภริยา และคณะ ซึ่งมีกำหนดเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 24 - 26 มกราคม 2567 ตามคำเชิญของนายกรัฐมนตรี โดยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่าในวันพฤหัสบดีที่ 25 มกราคม 2567 ประธานาธิบดีแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี มีกำหนดพบหารือทวิภาคีกับนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรีและประธานาธิบดีฯ จะเป็นสักขีพยานการลงนามความร่วมมือระหว่างไทยและเยอรมนี 2 ฉบับในด้านระบบรางและวิทยาศาสตร์ และจะมีการแถลงข่าวร่วม โดยนายกรัฐมนตรีจะเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารกลางวันเพื่อเป็นเกียรติแก่ประธานาธิบดีฯ และภริยาพร้อมด้วยคณะผู้แทนเยอรมัน ณ ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งในโอกาสการเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในครั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี พระราชทานวโรกาสให้ประธานาธิบดีฯ พร้อมด้วยภริยา เข้าเฝ้า ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต การเยือนครั้งนี้นับเป็นการเดินทางเยือนประเทศไทยครั้งแรกนับตั้งแต่ ดร. ฟรังค์-วัลเทอร์ ชไตน์ไมเออร์ เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีเมื่อปี 2565 ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี ซึ่งเคยมีการเยือนประเทศไทยในระดับประธานาธิบดีแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีเมื่อปี 2545 (นายโยฮันเนส เรา (Johannes Rau)) และถือเป็นครั้งสำคัญเพราะเป็นการเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการของผู้นำรัฐจากต่างประเทศเป็นครั้งแรกของรัฐบาลชุดปัจจุบัน การเยือนประเทศไทยในครั้งนี้เป็นโอกาสของฝ่ายไทยและเยอรมนีในการเสริมสร้างความเป็นพันธมิตรทั้งในด้านการเมือง การขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุนของภาคเอกชนทั้งสองฝ่าย รวมทั้งต่อยอดความร่วมมือในหลากหลายมิติ บนพื้นฐานของค่านิยมและผลประโยชน์ร่วมกัน ตลอดจนเป็นโอกาสกระชับความร่วมมือเพื่อรับมือกับความท้าทายใหม่ของโลกทั้งในระดับทวิภาคีและภูมิภาค เพื่อสานต่อไปสู่การยกระดับความสัมพันธ์สู่ความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ (Strategic Partnership) “นายกรัฐมนตรีเชิญประธานาธิบดีแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการเพื่อผลักดันผลประโยชน์ร่วมกัน ทั้งด้านการค้า การลงทุน พลังงาน ความร่วมมือเพื่อต่อสู้กับความท้าทายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การอาชีวะ และความมั่นคง โดยเชื่อมั่นว่า การเยือนครั้งสำคัญนี้จะต่อยอด ส่งเสริมความร่วมมือไทย-เยอรมนีในทุกมิติ และส่งเสริมภาพลักษณ์ไทยในเวทีระหว่างประเทศ” นายชัย กล่าว
รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล- โฆษกรัฐบาลเปิดเผยประธานาธิบดีแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีมีกำหนดเดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 24 – 26 มกราคม 2567 ตามคำเชิญนายกฯ
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/77087
81
วันศุกร์ที่ 5 มกราคม 2567 05/01/2567 นายกฯ ขอบคุณสำหรับความเห็น ข้อสังเกต และข้อเสนอแนะ ยืนยันใช้งบประมาณปี 67 อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างมีเป้าหมาย ให้คุ้มกับเงินภาษีของประชาชน นายกฯ ขอบคุณสำหรับความเห็น ข้อสังเกต และข้อเสนอแนะ ยืนยันใช้งบประมาณปี 67 อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างมีเป้าหมาย ให้คุ้มกับเงินภาษีของประชาชน วันนี้ (5 มกราคม 2567) เวลา 20.10 น. ณ ห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชั้น 2 อาคารรัฐสภา ถนนสามเสน เขตดุสิต กรุงเทพฯ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เข้าร่วมการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 26 ปีที่ 1 ครั้งที่ 5 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่ 2) เป็นพิเศษ เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 นายกรัฐมนตรีได้กล่าวขอบคุณในนามของรัฐบาลว่า ขอขอบคุณท่านประธานและท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านที่ได้ร่วมกันพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2567 ที่รัฐบาลเสนอ ตนเองขอเรียนว่า แม้การจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 จะถูกจัดทำภายใต้เวลาที่เร่งด่วน มีงบประจำ งบผูกพันที่รัฐบาลจะต้องดูแลอย่างเป็นธรรมและมีวงเงินที่จำกัด แต่รัฐบาลจะยังคงให้ความสำคัญกับการมุ่งทำให้ชีวิตประชาชนดีขึ้นผ่านการดำเนินนโยบายที่ครอบคลุมทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ด้วยโยบายระยะสั้นและนโยบายระยะยาว สำหรับงบประมาณวาระที่พิจารณาอยู่นี้มีจุดสำคัญ คือ เป็นงบประมาณที่ 4 เพิ่ม 1 ลด ดังนี้ 1. มีการจัดงบประมาณเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน 2. เพิ่มเงินลงทุนเพื่อยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน 3. เงินคงคลังเพิ่มขึ้นจากการจ่ายเงินคืนเพื่อรักษาวินัยทางด้านการเงินการคลัง 4. รายได้เพิ่มขึ้นซึ่งตนเองมั่นใจว่าเราจะสามารถขยายฐานภาษีจากการจัดเก็บรายได้ให้เป็นธรรม และ 1 ลด คือ รัฐบาลจะขาดดุลลดลงซึ่งจะเป็นการลงทุนทางการเงินที่คุ้มค่า นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อไป ยังมีอีกหลายนโยบายที่ตนเองได้แถลงไว้ อาทิ การเจรจา FTA การยกระดับวีซ่าของประเทศไทย-จีน โดยไม่ต้องขอวีซ่า การกระตุ้นการท่องเที่ยวโดยการยกเว้นวีซ่า เรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ไม่ใช้งบประมาณ แค่เปลี่ยนขบวนการทำงานปลดล็อคกฎระเบียบบางอย่าง แต่สามารถสร้าง Impact ได้อย่างมหาศาล ทั้งนี้ มั่นใจว่าแม้จะเหลือระยะเวลาในการใช้งบประมาณปี 2567 ไม่นาน แต่รัฐบาลจะใช้งบประมาณให้มีประสิทธิภาพ ใช้อย่างรู้คุณค่า ใช้อย่างมีเป้าหมายให้คุ้มกับเงินภาษีของประชาชน สำหรับความเห็น ข้อสังเกตและข้อเสนอแนะต่าง ๆ ขอฝากให้คณะกรรมาธิการวิสามัญที่สภาฯ นี้ แต่งตั้งขึ้นนำไปใช้ประกอบการพิจารณา ตรวจสอบรายละเอียดของร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2567 ให้เป็นไปโดยรอบคอบ
รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล-นายกฯ ขอบคุณสำหรับความเห็น ข้อสังเกต และข้อเสนอแนะ ยืนยันใช้งบประมาณปี 67 อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างมีเป้าหมาย ให้คุ้มกับเงินภาษีของประชาชน
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/77085
82
วันเสาร์ที่ 6 มกราคม 2567 06/01/2567 ​ผู้ช่วยรัฐมนตรีศิรินันท์ ร่วมหารือในการประชุมกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ครั้งที่ 1/2567 ​ผู้ช่วยรัฐมนตรีศิรินันท์ ร่วมหารือในการประชุมกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ครั้งที่ 1/2567 วันนี้ (5 มกราคม 2567) นางสาวศิรินันท์ ศิริพานิช ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงอุตสาหกรรม ได้รับมอบหมายจากนางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (กนศ.) เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (กนศ.) ครั้งที่ 1/2567 พร้อมด้วย นางศิริเพ็ญ เกียรติเฟื่องฟู รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม เพื่อขับเคลื่อนแผนยุทธศาตร์ในการเจรจาจัดทำความตกลงการค้าเสรี (FTA) ของไทย โดยมี นายปานปรีย์ พหิทธานุกร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นประธานการประชุม ณ ห้องประชุม 302 อาคารรัฐสภา
รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล-​ผู้ช่วยรัฐมนตรีศิรินันท์ ร่วมหารือในการประชุมกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ครั้งที่ 1/2567
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/77090
83
วันจันทร์ที่ 22 มกราคม 2567 “ประเสริฐ” รุกจัดการเว็บพนันเด็ดขาด 3 เดือน ปิด กว่า 12,000 เว็บพนัน นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ดีอี รุกจัดการเว็บพนันเด็ดขาด 3 เดือน ปิด กว่า 12,000 เว็บพนัน นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (รมว.ดีอี) กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมา แก๊งเว็บพนันออนไลน์เหิมเกริมมากตามที่เป็นข่าวออกมาว่า เงินหมุนเวียนเป็นพันๆหมื่นฯ ล้านบาทต่อปี โดยใช้เงินที่ได้มาง่ายๆ ซื้อบ้านหลังใหญ่ๆ ซื้อรถราคาแพงๆ ตลอดจนซื้อเจ้าหน้าที่รัฐ และซื้อนักการเมือง เว็บพนันเป็นเครื่องมือโจร มีการโกง หลอกเอาข้อมูลไปขาย โดยเฉพาะมีเยาวชนจำนวนมากหลงเชื่อ เข้าไปเล่นเว็บพนัน โจรเว็บพนันพวกนี้ สร้างความเสียหายทั้งทางเศรษฐกิจและสังคมในวงกว้าง รัฐมนตรี ประเสริฐ กล่าวเน้นว่า “ผมต้องการแก้ปัญหานี้ อย่างจริงจัง โดยสั่งการให้มีการจัดตั้งทีมเฉพาะกิจจัดการเว็บพนันออนไลน์ ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล AI มาช่วย ทั้งปิดกั้นและติดตามเส้นทางการเงิน เพื่อหาเจ้าของนายทุน ผู้ที่เกี่ยวข้องมาลงโทษตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด” สำหรับทีมเฉพาะกิจที่ตั้งขึ้นมาจะใช้เจ้าหน้า ดีอี เป็นหลัก และทำงานอย่างใกล้ชิดกับตำรวจ และปปง. ซึ่งขอเตือนว่า อย่ายุ่งกับเว็บพนันเพราะเสี่ยงติดคุก เงินหมด บัญชี และ เมื่อวันที่ 22 ธค 2566 กระทรวง ดีอี ร่วมกับ ตำรวจไซเบอร์ ทลาย 2 เว็บพนัน ได้แก่ ufabet-jc และ play.beer777 พบเงินสะพัด 1.3 หมื่นล้านต่อปี ผู้ต้องหาจนมุมตรวจยึดทรัพย์สินกว่า 150 ล้าน รายแรกค้นห้องพักในคอนโดฯหรูย่านบางกะปิ 4 จุด จับกุมผู้ต้องหา 7 ราย เจอเงินสด 120 ล้าน และรถปอร์เช่ 1 คัน อีกรายค้นบ้านย่านลาดพร้าวรวบ 2 คน เงิน 8 ล้านและทรัพย์สินอีกเพียบ รวมผู้ต้องหา 9 คน สำหรับการปิดกั้นเว็บพนัน ช่วง 1 ต.ค. – 31 ธ.ค. 2566 ดีอี ได้ปิดกั้นเว็บพนันแล้ว 12,045 เว็บ เพิ่มขึ้น เกือบ 40 เท่าตัว จากเดิมปิดกั้นเว็บพนัน 310 เว็บ ในช่วง 1 ต.ค. – 31 ธ.ค. 2565 สำหรับความผิด พ.ร.บ.การพนัน มีดังนี้ - ผู้จัดให้เล่น - มาตรา 5 จำคุก 1-10 ปี ปรับ 20,000 – 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ - ผู้เล่น/ประกาศชักชวน - มาตรา 12 จำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 2,000 บาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ รัฐมนตรี ประเสริฐ กล่าวในตอนท้ายว่า “ดีอี เอาจริงเรื่องนี้ ตั้งทีม ใช้เทคโนโลยี AI เจาะเส้นทางการเงิน ร่วมกับหน่วยงานเกี่ยวข้องปราบปรามเว็บพนันต่อเนื่อง เพื่อตัดวงจรอาชญากรรมออนไลน์ไม่ให้เกิดความเสียหายในวงกว้าง และขอเตือนเยาวชนอย่าเข้าไปเล่นเว็บพนัน เพราะนอกจากอาจเสียทรัพย์ แล้ว อาจถูกหลอกให้โหลดแอป ดูดเงินมาติดตั้งในเครื่อง หรือหลอกลวงขโมยข้อมูลสำคัญไปใช้ทำผิดกฎหมาย สร้างความเสียหายให้กับตนเองและครอบครัว ”
รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล- “ประเสริฐ” รุกจัดการเว็บพนันเด็ดขาด 3 เดือน ปิด กว่า 12,000 เว็บพนัน
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/77808
84
วันจันทร์ที่ 22 มกราคม 2567 22/01/2567 ​นายกฯ ลงพื้นที่ตรวจราชการ จ. ระนอง สักการะศาลหลักเมืองระนองและอนุสาวรีย์พระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี เพื่อความเป็นสิริมงคล ​นายกฯ ลงพื้นที่ตรวจราชการ จ. ระนอง สักการะศาลหลักเมืองระนองและอนุสาวรีย์พระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี เพื่อความเป็นสิริมงคล นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วันนี้ (22 ม.ค. 67) เวลา 10.50 น. ณ ศาลหลักเมืองระนอง อำเภอเมืองระนอง จังหวัดระนอง นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สักการะศาลหลักเมืองระนองและอนุสาวรีย์พระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี (คอซู้เจียง) เพื่อความเป็นสิริมงคลในการลงพื้นที่ โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และนางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เข้าร่วมด้วย โอกาสนี้นายกรัฐมนตรีได้จุดธูป วางพวงมาลัย ดอกไม้ ผูกผ้า 3 สี และปิดทอง เพื่อสักการะศาลหลักเมืองระนอง และอนุสาวรีย์พระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี (คอซู้เจียง) ผู้บุกเบิกและทำคุณประโยชน์ในด้านการทำเหมืองแร่และดีบุกในประเทศไทย บริเวณด้านหน้าเทศบาลเมืองระนอง ซึ่งเป็นสถานที่ของชาวจังหวัดระนองสักการะบูชาและเป็นหลักยึดเหนี่ยวจิตใจ พร้อมกับทักทายและรับดอกไม้จากประชาชนชาวจังหวัดระนองที่มารอให้การต้อนรับด้วยความเป็นกันเอง ก่อนเดินทางต่อไปยังท่าเรือ-เกาะสอง ต.ปากน้ำ อ.เมืองระนอง จ.ระนอง
รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล-​นายกฯ ลงพื้นที่ตรวจราชการ จ. ระนอง สักการะศาลหลักเมืองระนองและอนุสาวรีย์พระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี เพื่อความเป็นสิริมงคล
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/77790
85
วันจันทร์ที่ 22 มกราคม 2567 22/01/2567 ภริยานายกรัฐมนตรี หารือ ผู้ประสานงาน UN ประจำประเทศไทย ย้ำบทบาทและการมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันของไทย พร้อมเพิ่มพูนความร่วมมือด้านสตรี เด็ก และสังคมผู้สูงวัย ภริยานายกรัฐมนตรี หารือ ผู้ประสานงาน UN ประจำประเทศไทย ย้ำบทบาทและการมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันของไทย พร้อมเพิ่มพูนความร่วมมือด้านสตรี เด็ก และสังคมผู้สูงวัย วันนี้ (22 มกราคม 2567) เวลา 13.30 น. ณ ห้องสีฟ้า ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล นางกีต้า ซับบระวาล (Mrs. Gita Sabharwal) ผู้ประสานงานสหประชาชาติ (United Nations Resident Coordinator) ประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะ แพทย์หญิง พักตร์พิไล ทวีสิน ภริยานายกรัฐมนตรี โดยสรุปสาระสำคัญของการหารือ ดังนี้ พญ. พักตร์พิไล กล่าวต้อนรับผู้ประสานงานสหประชาชาติประจำประเทศไทย และคณะผู้แทนทีมงานสหประชาชาติ (UN Country Team: UNCT) ประจำประเทศไทย ชื่นชมการดำเนินงานของ UNCT ในไทย ทั้ง 21 หน่วยงาน ซึ่งมีส่วนสนับสนุนการพัฒนาและการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ของไทย โดยฝ่ายไทยพร้อมมีส่วนร่วมอย่างแข็งขัน และดำเนินงานร่วมกับ UNCT ในไทยอย่างเต็มที่ เพื่อดูแลประชากรกลุ่มต่าง ๆ อย่างครอบคลุม ด้านนางกีต้า ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้พบหารือกับ พญ. พักตร์พิไล ในวันนี้ ซึ่งเป็นโอกาสอันดีที่จะได้แนะนำ UNCT ในไทย ทั้ง 21 หน่วยงาน และเป็นโอกาสในการหารือแนวทางการดำเนินงานร่วมกันเพื่อผลักดันประเด็นสำคัญด้านสตรี เด็ก และสังคมผู้สูงวัย ในไทย พร้อมทั้งชื่นชมความสำเร็จของไทยในช่วงสถานการณ์โควิด-19 โดยเฉพาะความสำเร็จของทีมสาธารณสุข ตลอดจนต้องการดำเนินงานร่วมกับ พญ. พักตร์พิไล ในสาขาอื่น ๆ เพิ่มเติม ที่ พญ. พักตร์พิไล เชี่ยวชาญด้วย โอกาสนี้ คณะผู้แทน UNCT ในไทยได้แนะนำหน่วยงานและการดำเนินงานร่วมกับไทย รวมถึงหยิบยกประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องเพื่อหารือร่วมกับ พญ. พักตร์พิไล โดยประกอบด้วย ผู้แทนจากโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (Unites Nations Development Programme: UNDP), องค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (United Nations Children's Fund: UNICEF), กองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ (United Nations Population Fund: UNFPA), สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (United Nations High Commissioner for Refugees: UNHCR), สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (International Telecommunication Union: ITU), องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (International Labour Organization: ILO), โครงการตั้งถิ่นฐานมนุษย์แห่งสหประชาชาติ (United Nations Human Settlement Programme: UN-Habitat), โครงการโรคเอดส์แห่งสหประชาชาติประจำประเทศไทย (UNAIDS Thailand) และองค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Industrial Development Organization: UNIDO) นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายได้หารือแนวทางการดำเนินความร่วมมือด้านสตรี เด็ก และสังคมผู้สูงวัย ดังนี้ ความร่วมมือด้านสตรี ไทยมีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง ในด้านความเท่าเทียมทางเพศ สิทธิของสตรี และการเสริมสร้างพลังของสตรี โดยเฉพาะการมีส่วนร่วมของสตรีในปัจจุบัน ซึ่งสตรีไทยมีบทบาทการเป็นผู้นำในหลายภาคส่วนมากยิ่งขึ้น ไทยมีนายกรัฐมนตรีและผู้นำหน่วยงานราชการที่เป็นสตรี รวมถึงในภาคธุรกิจ อย่างไรก็ดี ไทยพร้อมเพิ่มพูนความร่วมมือกับ UNCT ในไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนการเสริมสร้างพลังของสตรี ความเท่าเทียมทางเพศ รวมถึงการมีส่วนร่วมของสตรีในด้านอื่น ๆ มากขึ้น ความร่วมมือด้านเด็ก ไทยให้ความสำคัญกับเด็กและเยาวชนเป็นอันดับแรก โดยเฉพาะในประเด็นเกี่ยวกับการพัฒนาทุนมนุษย์ การคุ้มครองทางสังคม และการดูแลสุขภาพเด็ก ซึ่งที่ผ่านมา ไทยและองค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (United Nations Children's Fund: UNICEF) ได้ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดเพื่อการคุ้มครองเด็ก และทาง UNICEF ชื่นชมการดำเนินงานของไทยที่มีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ พญ. พักตร์พิไล พร้อมสานต่อความร่วมมือกับ UNICEF รวมถึงภาคส่วนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนเพิ่มพูนการดำเนินงานให้ครอบคลุมที่เกี่ยวข้องกับส่งเสริมสุขภาพจิตของเด็ก การใช้เทคโนโลยีในทางที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ รวมถึงการแก้ปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยเรียน นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายให้ความสนใจ สมาคมเด็กและเยาวชนเพื่อสันติภาพชายแดนใต้ (กลุ่มลูกเหรียง) ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อให้ความช่วยเหลือชาวบ้านและเด็กในจังหวัดยะลา ด้วย ความร่วมมือด้านสังคมผู้สูงวัย ถือเป็นความท้าทายสำคัญที่หลายประเทศกำลังเผชิญอยู่ รวมถึงไทยด้วย ซึ่งส่งผลกระทบทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงด้านสาธารณสุข โดย พญ. พักตร์พิไล เน้นย้ำว่าไทยพร้อมร่วมมือกับ UNCT เพื่อจัดการกับความท้าทายดังกล่าว รวมถึงหาแนวทางและเรียนรู้แนวปฏิบัติที่ดีจากประเทศอื่น ๆ ที่ประสบความสำเร็จร่วมด้วย ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญ สนับสนุนการบรรลุการพัฒนาที่ยั่งยืนของไทยต่อไป ในตอนท้าย พญ. พักตร์พิไล เน้นย้ำความสำคัญของการดำเนินงานด้านการพัฒนาของ UN ต่อไทยและประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งถือเป็นกุญแจสำคัญสำหรับการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยไทยมุ่งมั่นที่จะทำงานอย่างใกล้ชิดร่วมกับ UNCT และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อส่งเสริมการพัฒนาในประเทศไทยให้ก้าวหน้าต่อไป
รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล-ภริยานายกรัฐมนตรี หารือ ผู้ประสานงาน UN ประจำประเทศไทย ย้ำบทบาทและการมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันของไทย พร้อมเพิ่มพูนความร่วมมือด้านสตรี เด็ก และสังคมผู้สูงวัย
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/77826
86
วันจันทร์ที่ 22 มกราคม 2567 “ศุภมาส” เยี่ยมชมแหล่งเรียนรู้อาหารและขนมพื้นบ้านพังงาฯ ผลงาน วชช.พังงา สร้างรสชาติอาหารพื้นถิ่น “The Taste of Phang nga” จากภูมิปัญญาชุมชนผสานองค์ความรู้จากการวิจัย ..... “ศุภมาส” เยี่ยมชมแหล่งเรียนรู้อาหารและขนมพื้นบ้านพังงาฯ ผลงาน วชช.พังงา สร้างรสชาติอาหารพื้นถิ่น “The Taste of Phang nga” จากภูมิปัญญาชุมชนผสานองค์ความรู้จากการวิจัย เมื่อวันที่ 20 ม.ค. น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วย พญ.เพชรดาว โต๊ะมีนา ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. น.ส.สุณีย์ เลิศเพียรธรรม หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวง และคณะผู้บริหาร อว. ลงพื้นที่เยี่ยมชมแหล่งเรียนรู้อาหารและขนมพื้นบ้านพังงาของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนและกลุ่มพัฒนาอาชีพ อ.ทับปุด จ.พังงา ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ณ พื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน (กระบี่ ตรัง พังงา ภูเก็ต ระนอง และสตูล) ณ บ้านคลองบ่อแสน อ.ทับปุด จ.พังงา โดยมี นายสุพจน์ รอดเรือง ณ หนองคาย ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา นายกลวัชร ทรัพย์ส่งสุข รองผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา น.ส.พวงเพชร ฤทธิพรพันธุ์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยชุมชนพังงา นายอรรถพล ไตรศรี สส.จังหวัดพังงา และชาวบ้านกลุ่มวิสาหกิจชุมชนและกลุ่มพัฒนาอาชีพ อ.ทับปุด จ.พังงา ทั้ง 10 กลุ่ม กว่า 300 คน ให้การต้อนรับ น.ส.ศุภมาส กล่าวว่า อว. ดำเนินกิจกรรมสนับสนุนกลุ่มวิสาหกิจชุมชนและกลุ่มพัฒนาอาชีพสตรี ทั้ง 10 กลุ่ม ของ อ.ทับปุด จ.พังงา ผ่านวิทยาลัยชุมชนพังงาในฐานะ อว.ส่วนหน้าประจำจังหวัด ซึ่งมี มรภ.ภูเก็ต เป็นมหาวิทยาลัยพี่เลี้ยง ได้ให้การสนับสนุนในเรื่องการให้คำปรึกษา ถ่ายทอดองค์ความรู้ทั้งการทำการตลาด ตลอดจนจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างกลุ่มวิสาหกิจ เพื่อนำความรู้มาพัฒนากระบวนการผลิต รวมถึงวิธีการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้มีผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ยอดขายและรายได้ก็เพิ่มมากขึ้น ทั้งการนำองค์ความรู้จากงานวิจัยสู่ผลิตภัณฑ์จากต้นเหนาทำให้เก็บไว้ได้นานขึ้น การแปรรูปมังคุดเป็นไซรัป ไวน์ มังคุดสามรสช่วยแก้ปัญหาราคาตกต่ำ ผลิตภัณฑ์เครื่องจักรสานจากทางปาล์มน้ำมันสามารถแก้ปัญหาวัสดุทางการเกษตรเหลือใช้และลดปัญหาโลกร้อน ผลิตภัณฑ์ผ้าบาติกสีธรรมชาติ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ถ่ายทอดเทคโนโลยีและความรู้ทางการตลาด ที่ อว.นำมาให้แก่ชุมชนต่าง ๆ ทำให้ชุมชนมีรายได้อย่างต่อเนื่องส่งผลต่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น นายสุพจน์ กล่าวว่า จังหวัดพังงาตั้งอยู่ทางภาคใต้ฝั่งตะวันตกมีพื้นที่ติดต่อกับทะเลอันดามัน มีประวัติศาสตร์ความเป็นมาที่เก่าแก่และน่าสนใจ ซึ่งปัจจุบันจังหวัดพังงาแบ่งกันปกครองออกเป็น 8 อำเภอ คือ อ.เมือง อ.คุระบุรี อ.ทับปุด อ.กะปง อ.ตะกั่วทุ่ง อ.ตะกั่วป่า อ.ท้ายเหมือง และ อ.เกาะยาว ด้านวิทยาลัยชุมชนพังงาในฐานะ อว. ส่วนหน้าประจำจังหวัดพังงาเป็นสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาที่จัดการศึกษาตามหลักการ การศึกษาสร้างชาติ สร้างคน และสร้างงาน โดยมุ่งให้ประชาชนมีโอกาสอย่างเท่าเทียมการที่จะเรียนรู้ตลอดชีวิตทั้งยังมุ่งสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ โดยเน้นให้คนในชุมชนมีหลักคิดเชิงวิทยาศาสตร์สามารถพึ่งพาตนเองได้นำไปสู่ความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน ด้าน น.ส.พวงเพชร กล่าวว่า ด้วยจังหวัดพังงามีความอุดมสมบูรณ์ทางอาหารอย่างมากและมีความโดดเด่นที่เรียกว่า “ทุนทางวัฒนธรรม” ทำให้วิทยาลัยชุมชนพังงาซึ่งเป็นสถาบันอุดมศึกษาที่มุ่งสร้างสรรค์พลังปัญญาเพื่อพัฒนาความเข้มแข็งของชุมชนด้วยทุนทางวัฒนธรรม มีแนวคิดในการสร้างความเข้มแข็งด้านอาหาร โดยต่อยอดภูมิปัญญาและยกระดับเพิ่มมูลค่าเพื่อพัฒนาสู่ชุมชนอย่างยั่งยืนให้สอดคล้องกับบริบททุนทางปัญญาและทุนทางวัฒนธรรมดั้งเดิมจนเกิดเป็น The Taste of Phang nga คือ รสชาติที่เกิดจากการนำภูมิปัญญาของชุมชนมาประสานสร้างสรรค์เข้ากับองค์ความรู้จากการวิจัยของวิทยาลัยชุมชนพังงา จนเกิดเป็นความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมของผู้คนในชุมชนเพื่อให้เป็นพลังของชุมชน The Taste of Phang nga ประกอบไปด้วย ชาน้ำผึ้ง เกี่ยมโก้ยข้าวไร่ดอกข่า ข้าวไร่ทรงเครื่อง มังคุดสามรส และท๊อฟฟี่น้ำตาลเหนา #อว #กระทรวงอว #MHESI #กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม
รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล-“ศุภมาส” เยี่ยมชมแหล่งเรียนรู้อาหารและขนมพื้นบ้านพังงาฯ ผลงาน วชช.พังงา สร้างรสชาติอาหารพื้นถิ่น “The Taste of Phang nga” จากภูมิปัญญาชุมชนผสานองค์ความรู้จากการวิจัย
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/77786
87
วันจันทร์ที่ 22 มกราคม 2567 22/01/2567 รัฐบาลย้ำ กยศ. มุ่งให้โอกาสทางการศึกษาแก่นักเรียน นักศึกษาที่ขาดแคลน ยืนยันผู้ที่มีคุณสมบัติครบตามที่กองทุนฯ กำหนดจะได้รับสิทธิในการกู้ยืมทุกราย ขออย่าหลงเชื่อข่าวระงับการกู้ยืมฯ รัฐบาลย้ำ กยศ. มุ่งให้โอกาสทางการศึกษาแก่นักเรียน นักศึกษาที่ขาดแคลน ยืนยันผู้ที่มีคุณสมบัติครบตามที่กองทุนฯ กำหนดจะได้รับสิทธิในการกู้ยืมทุกราย ขออย่าหลงเชื่อข่าวระงับการกู้ยืมฯ วันนี้ (22 มกราคม 67) นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามที่มีการส่งต่อเรื่อง กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ. ) ระงับการให้กู้ยืมของนักศึกษา และแจ้งว่า อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูลการให้กู้ยืมนั้น ขอย้ำว่าข้อมูลดังกล่าว ไม่เป็นความจริง นายคารม กล่าวว่า ทางกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ได้ตรวจสอบข้อมูลพร้อมชี้แจงว่า ขณะนี้ได้อนุมัติเงินกู้ให้แก่นักศึกษาครบถ้วนแล้ว ซึ่งนักศึกษาที่ยื่นกู้ในระบบและแนบเอกสารถูกต้องตามสิทธิของผู้กู้นั้น ได้รับอนุมัติครบถ้วนแล้วทุกราย “รัฐบาล โดย กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาขอยืนยันว่า กองทุนฯ เป็นหน่วยงานที่ให้โอกาสทางการศึกษาแก่นักเรียน นักศึกษาที่ขาดแคลน โดยผู้ที่มีคุณสมบัติครบตามที่กองทุนฯ กำหนดจะได้รับสิทธิในการกู้ยืมทุกราย หากนักเรียนนักศึกษาที่ต้องการเรียนจะได้รับโอกาสในการเรียนอย่างแน่นอน เพราะความยากจนจะไม่ใช่อุปสรรคของการเข้าถึงการศึกษาอีกต่อไป โดยขณะนี้ไม่มีผู้กู้ค้างรออนุมัติในระบบแล้ว” นายคารม ย้ำ ดังนั้น ขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ https://www.studentloan.or.th/home หรือโทร. 0-2016-2600
รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล-รัฐบาลย้ำ กยศ. มุ่งให้โอกาสทางการศึกษาแก่นักเรียน นักศึกษาที่ขาดแคลน ยืนยันผู้ที่มีคุณสมบัติครบตามที่กองทุนฯ กำหนดจะได้รับสิทธิในการกู้ยืมทุกราย ขออย่าหลงเชื่อข่าวระงับการกู้ยืมฯ
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/77776
88
วันจันทร์ที่ 22 มกราคม 2567 “ศุภมาส” เยี่ยมชมแหล่งเรียนรู้อาหารและขนมพื้นบ้านพังงาฯ ผลงาน วชช.พังงา สร้างรสชาติอาหารพื้นถิ่น “The Taste of Phang nga” จากภูมิปัญญาชุมชนผสานองค์ความรู้จากการวิจัย “ศุภมาส” เยี่ยมชมแหล่งเรียนรู้อาหารและขนมพื้นบ้านพังงาฯ ผลงาน วชช.พังงา สร้างรสชาติอาหารพื้นถิ่น “The Taste of Phang nga” จากภูมิปัญญาชุมชนผสานองค์ความรู้จากการวิจัย เมื่อวันที่ 20 ม.ค. น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วย พญ.เพชรดาว โต๊ะมีนา ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. น.ส.สุณีย์ เลิศเพียรธรรม หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวง และคณะผู้บริหาร อว. ลงพื้นที่เยี่ยมชมแหล่งเรียนรู้อาหารและขนมพื้นบ้านพังงาของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนและกลุ่มพัฒนาอาชีพ อ.ทับปุด จ.พังงา ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ณ พื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน (กระบี่ ตรัง พังงา ภูเก็ต ระนอง และสตูล) ณ บ้านคลองบ่อแสน อ.ทับปุด จ.พังงา โดยมี นายสุพจน์ รอดเรือง ณ หนองคาย ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา นายกลวัชร ทรัพย์ส่งสุข รองผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา น.ส.พวงเพชร ฤทธิพรพันธุ์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยชุมชนพังงา นายอรรถพล ไตรศรี สส.จังหวัดพังงา และชาวบ้านกลุ่มวิสาหกิจชุมชนและกลุ่มพัฒนาอาชีพ อ.ทับปุด จ.พังงา ทั้ง 10 กลุ่ม กว่า 300 คน ให้การต้อนรับ น.ส.ศุภมาส กล่าวว่า อว. ดำเนินกิจกรรมสนับสนุนกลุ่มวิสาหกิจชุมชนและกลุ่มพัฒนาอาชีพสตรี ทั้ง 10 กลุ่ม ของ อ.ทับปุด จ.พังงา ผ่านวิทยาลัยชุมชนพังงาในฐานะ อว.ส่วนหน้าประจำจังหวัด ซึ่งมี มรภ.ภูเก็ต เป็นมหาวิทยาลัยพี่เลี้ยง ได้ให้การสนับสนุนในเรื่องการให้คำปรึกษา ถ่ายทอดองค์ความรู้ทั้งการทำการตลาด ตลอดจนจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างกลุ่มวิสาหกิจ เพื่อนำความรู้มาพัฒนากระบวนการผลิต รวมถึงวิธีการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้มีผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ยอดขายและรายได้ก็เพิ่มมากขึ้น ทั้งการนำองค์ความรู้จากงานวิจัยสู่ผลิตภัณฑ์จากต้นเหนาทำให้เก็บไว้ได้นานขึ้น การแปรรูปมังคุดเป็นไซรัป ไวน์ มังคุดสามรสช่วยแก้ปัญหาราคาตกต่ำ ผลิตภัณฑ์เครื่องจักรสานจากทางปาล์มน้ำมันสามารถแก้ปัญหาวัสดุทางการเกษตรเหลือใช้และลดปัญหาโลกร้อน ผลิตภัณฑ์ผ้าบาติกสีธรรมชาติ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ถ่ายทอดเทคโนโลยีและความรู้ทางการตลาด ที่ อว.นำมาให้แก่ชุมชนต่าง ๆ ทำให้ชุมชนมีรายได้อย่างต่อเนื่องส่งผลต่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น นายสุพจน์ กล่าวว่า จังหวัดพังงาตั้งอยู่ทางภาคใต้ฝั่งตะวันตกมีพื้นที่ติดต่อกับทะเลอันดามัน มีประวัติศาสตร์ความเป็นมาที่เก่าแก่และน่าสนใจ ซึ่งปัจจุบันจังหวัดพังงาแบ่งกันปกครองออกเป็น 8 อำเภอ คือ อ.เมือง อ.คุระบุรี อ.ทับปุด อ.กะปง อ.ตะกั่วทุ่ง อ.ตะกั่วป่า อ.ท้ายเหมือง และ อ.เกาะยาว ด้านวิทยาลัยชุมชนพังงาในฐานะ อว. ส่วนหน้าประจำจังหวัดพังงาเป็นสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาที่จัดการศึกษาตามหลักการ การศึกษาสร้างชาติ สร้างคน และสร้างงาน โดยมุ่งให้ประชาชนมีโอกาสอย่างเท่าเทียมการที่จะเรียนรู้ตลอดชีวิตทั้งยังมุ่งสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ โดยเน้นให้คนในชุมชนมีหลักคิดเชิงวิทยาศาสตร์สามารถพึ่งพาตนเองได้นำไปสู่ความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน ด้าน น.ส.พวงเพชร กล่าวว่า ด้วยจังหวัดพังงามีความอุดมสมบูรณ์ทางอาหารอย่างมากและมีความโดดเด่นที่เรียกว่า “ทุนทางวัฒนธรรม” ทำให้วิทยาลัยชุมชนพังงาซึ่งเป็นสถาบันอุดมศึกษาที่มุ่งสร้างสรรค์พลังปัญญาเพื่อพัฒนาความเข้มแข็งของชุมชนด้วยทุนทางวัฒนธรรม มีแนวคิดในการสร้างความเข้มแข็งด้านอาหาร โดยต่อยอดภูมิปัญญาและยกระดับเพิ่มมูลค่าเพื่อพัฒนาสู่ชุมชนอย่างยั่งยืนให้สอดคล้องกับบริบททุนทางปัญญาและทุนทางวัฒนธรรมดั้งเดิมจนเกิดเป็น The Taste of Phang nga คือ รสชาติที่เกิดจากการนำภูมิปัญญาของชุมชนมาประสานสร้างสรรค์เข้ากับองค์ความรู้จากการวิจัยของวิทยาลัยชุมชนพังงา จนเกิดเป็นความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมของผู้คนในชุมชนเพื่อให้เป็นพลังของชุมชน The Taste of Phang nga ประกอบไปด้วย ชาน้ำผึ้ง เกี่ยมโก้ยข้าวไร่ดอกข่า ข้าวไร่ทรงเครื่อง มังคุดสามรส และท๊อฟฟี่น้ำตาลเหนา
รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล-“ศุภมาส” เยี่ยมชมแหล่งเรียนรู้อาหารและขนมพื้นบ้านพังงาฯ ผลงาน วชช.พังงา สร้างรสชาติอาหารพื้นถิ่น “The Taste of Phang nga” จากภูมิปัญญาชุมชนผสานองค์ความรู้จากการวิจัย
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/77811
89
วันจันทร์ที่ 22 มกราคม 2567 เริ่มแล้ว “ตลาดนัดแก้หนี้” ครั้งแรก 14 ม.ค.67 พร้อมกันทั่วประเทศ วันอาทิตย์ที่ 14 มกราคม 2567 เริ่มแล้ว “ตลาดนัดแก้หนี้” ครั้งแรก 14 ม.ค.67 พร้อมกันทั่วประเทศ ต่อจากนี้ไป ขอเชิญรับฟัง ไทยคู่ฟ้า รัฐบาล จัด “ตลาดนัดแก้หนี้” เริ่มวันนี้ (14 ม.ค.67) เป็นครั้งแรกพร้อมกันทั่วประเทศ และจะจัดอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง กิจกรรมประกอบด้วย การเจรจาไกล่เกลี่ยข้อพิพาท โดยเชิญลูกหนี้และเจ้าหนี้ มาแก้ปัญหาไกล่เกลี่ยหนี้สินร่วมกัน พร้อมรวมทุกหน่วยงานในพื้นที่มาให้ความช่วยเหลือทั้งลูกหนี้และเจ้าหนี้ เช่น กระทรวงแรงงาน สำนักงานพัฒนาชุมชน ธนาคารออมสิน ธ.ก.ส. ผู้สนใจติดตามกิจกรรมครั้งถัดไป หรือ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ที่ทำการปกครองจังหวัด หรือ ส่วนอำนวยความเป็นธรรม กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย โทร. 02-356-9556 “สื่อสารภารกิจรัฐบาล” กับสำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี
รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล-เริ่มแล้ว “ตลาดนัดแก้หนี้” ครั้งแรก 14 ม.ค.67 พร้อมกันทั่วประเทศ
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/77792
90
วันจันทร์ที่ 22 มกราคม 2567 22/01/2567 เชิญชวนประชาชนน้อมรำลึกถึงพระคุณครู เนื่องในวันครู ปี 2567 วันอังคารที่ 16 มกราคม 2567 ต่อจากนี้ไป ขอเชิญรับฟังไทยคู่ฟ้า รัฐบาลเชิญชวนประชาชนร่วมน้อมรำลึกถึงพระคุณครู เนื่องในโอกาสวันครู ครั้งที่ 68 วันที่ 16 มกราคม พ.ศ.2567 โดยในวันนี้ (16ม.ค.67) มีการจัดกิจกรรมงานวันครูทั้งในส่วนกลางและภูมิภาคพร้อมกันทั่วประเทศ ในรูปแบบผสมผสานทั้งแบบ onsite และ online ภายใต้แนวคิด “ครูดีสอนดี ศิษย์ดีเรียนดี มีความสุข” กิจกรรมในส่วนกลางจัดงานที่หอประชุมคุรุสภาและสนามหญ้าหน้ากระทรวงศึกษาธิการ มีพิธีมอบรางวัลของคุรุสภา ประจำปี 2566 รางวัลผู้มีคุณูปการต่อการศึกษาของชาติ ประจำปี 2567 รางวัลครูภาษาไทยดีเด่น รางวัลพระพฤหัสบดี ระดับประเทศ ประจำปี 2566 และรางวัลครูดีในดวงใจ เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา “สื่อสารภารกิจรัฐบาล” กับสำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี
รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล-เชิญชวนประชาชนน้อมรำลึกถึงพระคุณครู เนื่องในวันครู ปี 2567
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/77794
91
วันจันทร์ที่ 22 มกราคม 2567 “ศุภมาส” ลงพื้นที่ติดตาม “โครงการเชื่อมเส้นทางท่องเที่ยว อ่าวไทย-อันดามัน” ผลงานความร่วมมือ 5 ราชภัฏภาคใต้ ก่อนประชุม ครม.สัญจร จ.ระนอง ..... “ศุภมาส” ลงพื้นที่ติดตาม “โครงการเชื่อมเส้นทางท่องเที่ยว อ่าวไทย-อันดามัน” ผลงานความร่วมมือ 5 ราชภัฏภาคใต้ ก่อนประชุม ครม.สัญจร จ.ระนอง ย้ำ พร้อมนำทุกองคาพยพของ อว. ร่วมสร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้คนในพื้นที่ เมื่อวันที่ 19 ม.ค. น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วย พญ.เพชรดาว โต๊ะมีนา ที่ปรึกษา รมว.อว. รศ.ดร.พาสิทธิ์ หล่อธีรพงศ์ รองปลัด อว. และคณะผู้บริหาร อว. ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานของ อว. ในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต พังงา และระนอง ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ครั้งที่ 1/2567 ณ พื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน (กระบี่ ตรัง พังงา ภูเก็ต ระนอง และสตูล) ประเดิมงานแรกติดตามการขับเคลื่อนการท่องเที่ยว “โครงการเชื่อมเส้นทางท่องเที่ยว อ่าวไทย-อันดามัน” โดยความร่วมมือ 5 มหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) ประกอบด้วย มรภ.ภูเก็ต มรภ.นครศรีธรรมราช มรภ.สงขลา มรภ.สุราษฎร์ธานี และ มรภ.ยะลา โดยมี นายสุวิทย์ สุริยะวงค์ ปลัดจังหวัดภูเก็ต ผศ.ดร.หิรัญ ประสารการ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต และคณะ ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่นด้วยการแสดงรำพื้นบ้านชุดนารีศรีปละตกที่มีชื่อเสียงของบ้านลิพอนใต้ ต.ศรีสุนทร อ.ถลาง จ.ภูเก็ต น.ส.ศุภมาส กล่าวว่า อว. สนับสนุนการท่องเที่ยวในพื้นที่ จ.ภูเก็ต ผ่านการดำเนินงานของ อว.ส่วนหน้า ซึ่งเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนงานด้านอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) ในพื้นที่ ร่วมกับคณะทำงานระดับจังหวัดที่มีสถาบันการศึกษาในสังกัด อว. เป็นหน่วยขับเคลื่อนและประสานงานร่วมกับคณะกรรมการขับเคลื่อนไทยไปด้วยกันระดับจังหวัด อย่างการสนับสนุนการท่องเที่ยวโครงการเชื่อมเส้นทางท่องเที่ยว อ่าวไทย-อันดามัน ซึ่งเป็นความร่วมมือของ 5 มหาวิทยาลัยราชภัฏ ซึ่งได้จัดทำโครงการพัฒนาศูนย์อัจฉริยะเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นภาคใต้ เพื่อให้บริการด้านองค์ความรู้ นวัตกรรมแก่ชุมชนท้องถิ่นเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong learning) ตลอดจนให้บริการวิชาการและพัฒนางานวิจัย สร้างองค์ความรู้ นวัตกรรม และการยกระดับภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่ระดับสากลตามความต้องการของชุมชน/ท้องถิ่น “อว. พร้อมจะนำทุกองคาพยพมาช่วยสนับสนุนโครงการในพื้นที่ จ.ภูเก็ต รวมถึงพื้นที่ภาคใต้ เพื่อสร้างความเป็นอยู่ที่ดีกับพ่อแม่พี่น้องอย่างยั่งยืน” รมว.อว.กล่าว จากนั้น น.ส.ศุภมาส และคณะ ได้ชมนิทรรศการกิจกรรมสนับสนุนการยกระดับการท่องเที่ยวจังหวัดสำคัญ 4 กิจกรรม ประกอบด้วย เส้นทางท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ บริเวณเส้นทางการค้าดินแดนสุวรรณภูมิ จังหวัดชุมพรและระนอง ภายใต้โครงการ “การพัฒนาแพลตฟอร์มด้านปัญญาประดิษฐ์”, โครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตและยกระดับเศรษฐกิจฐานราก 1 คณะ 1 พื้นที่ (ต.เชิงทะเล), การส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพการท่องเที่ยวชุมชนบ้านลิพอนใต้ ต.ศรีสุนทร อ.ถลาง จ.ภูเก็ต และโครงการพัฒนาศักยภาพเส้นทางท่องเที่ยวโดยชุมชน ต.เกาะพระทอง อ.คุระบุรี จ.พังงา ต่อด้วยนิทรรศการการสนับสนุนการท่องเที่ยวโครงการ “นวนุรักษ์ แพลตฟอร์ม” ของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ซึ่งเป็นเครื่องมือในการจัดเก็บรวบรวมองค์ความรู้ด้านความหลากหลายทางชีวภาพและวัฒนธรรม ช่วยชุมชนให้เกิดความเข้าใจในระบบนิเวศเขาหินปูน ระบบนิเวศสัตว์ในถ้ำ และระบบนิเวศสัตว์ชายฝั่งทะเลที่มีคุณค่าแก่การอนุรักษ์ และเป็นประโยชน์ต่อชุมชนสามารถใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืนตามโมเดลเศรษฐกิจ BCG ของรัฐบาล ปิดท้ายที่โครงการการพัฒนาศักยภาพและแนวทางการใช้ประโยชน์จากพืชสกุลไทร เพื่อช่วยในการลดมลภาวะทางอากาศ และโครงการพัฒนาระบบการปลูกเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับในระบบเกษตรปลอดภัยเพื่อการบริโภค ของสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) #กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม #MHESI
รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล-“ศุภมาส” ลงพื้นที่ติดตาม “โครงการเชื่อมเส้นทางท่องเที่ยว อ่าวไทย-อันดามัน” ผลงานความร่วมมือ 5 ราชภัฏภาคใต้ ก่อนประชุม ครม.สัญจร จ.ระนอง
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/77784
92
วันจันทร์ที่ 22 มกราคม 2567 22/01/2567 ​“นฤมล” ผู้แทนการค้านำทีมพบปะหารือผู้นำหน่วยงานภาครัฐ และองค์กรส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศจีน หวังกระตุ้นยอดการส่งออกสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้น ​“นฤมล” ผู้แทนการค้านำทีมพบปะหารือผู้นำหน่วยงานภาครัฐ และองค์กรส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศจีน หวังกระตุ้นยอดการส่งออกสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้น วันนี้ (22 มกราคม 2567) ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ศาสตราจารย์ นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ผู้แทนการค้าไทยนำคณะผู้แทนหน่วยงานภาครัฐของไทย ประกอบด้วย องค์การตลาดเพื่อการเกษตร การยางแห่งประเทศไทย พบหารือกับผู้นำหน่วยงานภาครัฐ และองค์กรส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศจีน ภายหลังการหารือ ผู้แทนการค้าเปิดเผยว่า ได้เข้าพบหารือกับนาย Zhang Xingwang รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ จีน โดยทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญในการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ การนำเข้า - ส่งออกสินค้าการเกษตรระหว่างสองประเทศ อีกทั้ง เศรษฐกิจจีนได้มีการฟื้นฟูเเละพัฒนาภายหลังสถานการณ์โควิด 19 ทำให้สินค้าการเกษตรมีการนำเข้าจากไทยมากถึง 30% สำหรับสินค้าเกษตรที่สำคัญในการส่งออกของไทยมายังจีน ได้เเก่ ทุเรียน เเละสับปะรด ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้เล็งเห็นที่จะเพิ่มคุณภาพสินค้าเกษตรของไทยในการส่งออกมายังจีน เพื่อเพิ่มโอกาสเพิ่มจำนวนการส่งออกสินค้าเกษตรมากยิ่งขึ้น ผู้แทนการค้า กล่าวว่า การขนส่งสินค้าโดยระบบรถไฟมีการพัฒนาที่ดีทำให้ขนส่งสินค้าได้สะดวกเเละรวดเร็ว โดยการนำส่งผ่านเส้นทางประเทศลาวเข้ามายังนครเฉิงตู เพื่อขยายการนำเข้าเเละส่งออกผ่านระบบขนส่งทางราง โดยมีเป้าหมายในการยกระดับเศรษฐกิจ นอกจากนี้ต้องการส่งเสริมการส่งออกยางไทยมายังจีน ผู้แทนการค้า กล่าวต่อไปว่า ได้เข้าพบหารือกับนาย Yu Jianlong รองประธานสภาส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศจีน (CCPIT) ประจำกรุงปักกิ่ง โดยเห็นชอบที่จะผลักดันความร่วมมือด้านการค้า และการลงทุน รวมถึงการนำเข้า-ส่งออกสินค้าระหว่างไทยกับจีน ทั้งนี้ รองประธาน CCPIT ได้แจ้งว่าจะดำเนินการ และมีความสนใจจะจัดกิจกรรมชักจูงการลงทุน (roadshow) ในไทย พร้อมกล่าวย้ำว่า ไทยเป็นเเหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญอันดับ 1 ของจีน “รัฐบาลไทยพร้อมที่จะสานต่อความสัมพันธ์อันแนบแน่นระหว่างไทยและจีน และสนับสนุนการลงทุนจากภาคเอกชนจีนในทุกด้าน รวมถึงการพัฒนาและขยายตลาดการส่งออกสินค้าเกษตรไทย ในโอกาสนี้ ต้องการส่งเสริมการส่งออกไม้ไผ่จากไทยไปจีน เเละพร้อมจะเรียนรู้ระบบการเกษตรสีเขียวจากจีน เพื่อผลักดันไม้ไผ่ไทยให้เป็นพืชเศรษฐกิจใหม่ในภาคเกษตรกรไทย ขอให้จีนช่วยดูแลนักลงทุนไทยด้วย และขอเชิญช่วยจีนเข้าร่วมในการจัดตั้งกองทุนเพื่อ Green Investment ในไทย ซึ่งการลงทุนจากจีนจะช่วยให้เศรษฐกิจไทยเเละภูมิภาคพัฒนายิ่งขึ้น” ผู้แทนการค้าย้ำ
รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล-​“นฤมล” ผู้แทนการค้านำทีมพบปะหารือผู้นำหน่วยงานภาครัฐ และองค์กรส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศจีน หวังกระตุ้นยอดการส่งออกสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้น
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/77821
93
วันจันทร์ที่ 22 มกราคม 2567 22/01/2567 โอกาสดีๆ มาถึงแล้ว !! กรมการจัดหางาน รับสาวไทยทำงาน IM Japan สมัครออนไลน์ ฟรี ! ก่อน 26 มกราคม นี้ กรมการจัดหางาน รับสมัครสาวไทยทำงานผู้ฝึกงานเทคนิคในประเทศญี่ปุ่น ประเภทงานอุตสาหกรรมการผลิต ผ่านองค์กร IM Japan ปี 2567 รับสมัครทางออนไลน์ ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย ตั้งแต่บัดนี้ - 26 มกราคม 2567 นายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน เปิดเผยว่า กรมการจัดหางาน ประกาศรับสมัครคัดเลือก ผู้ฝึกงานเทคนิคคนไทยไปฝึกงานในประเทศญี่ปุ่นผ่านองค์กร IM Japan ปี 2567 ครั้งที่ 3 (เพศหญิง) ในตำแหน่งผู้ฝึกปฏิบัติงานทางเทคนิค ประเภทงานอุตสาหกรรมการผลิต ระหว่างวันที่ 15 - 26 มกราคม 2567 ไม่เว้นวันหยุดราชการ ฟรีค่าตั๋วเครื่องบินไป-กลับ เมื่อฝึกปฏิบัติงานครบ 3 ปี โดยผู้ผ่านการคัดเลือก เดือนแรกจะได้รับเบี้ยเลี้ยง 80,000 เยน หรือประมาณ 19,000 บาท ค่าที่พัก ค่าน้ำ - ค่าไฟ ฟรี เดือนที่ 2 ถึงเดือนที่ 36 จะได้ค่าจ้างไม่น้อยกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่กฎหมายญี่ปุ่นกำหนด หรือประมาณ 35,000 บาทต่อเดือน ไม่รวมค่าทำงานล่วงเวลา เมื่อฝึกครบตามกำหนด จะได้รับประกาศนียบัตรรับรองการฝึกงาน และเงินสนับสนุนการประกอบอาชีพจำนวน 600,000 เยน หรือประมาณ 145,000 บาท (อัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่ 15 มกราคม 2567) เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการประกอบอาชีพเมื่อเดินทางกลับประเทศไทย รวมรายได้จากการทำงานตลอด 3 ปี ประมาณ 1.4 ล้านบาท โดยผู้ที่สนใจสามารถสมัครสอบได้ที่เว็บไซต์ toea.doe.go.th ลงทะเบียนอิเล็กทรอนิกส์ การบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ กรอกข้อมูลเพื่อลงทะเบียนคนหางาน และศึกษาวิธีการสมัคร คุณสมบัติผู้สมัครและเอกสารที่เกี่ยวข้อง ที่เมนูข่าวประกาศรับสมัคร หัวข้อ ประกาศคณะอนุกรรมการจัดส่งผู้ฝึกงานเทคนิคคนไทยไปฝึกงานประเทศญี่ปุ่นฯ สำหรับคุณสมบัติเบื้องต้นของการรับสมัครในครั้งนี้จะต้องเป็นเพศหญิง อายุ 20 - 30 ปี จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) หรือประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ไม่จำกัดสาขาวิชา ไม่มีประวัติอาชญากรรม ไม่เคยทำงานหรือเข้าเมืองหรือพำนักโดยผิดกฎหมายหรือต้องห้ามเข้าญี่ปุ่น เป็นต้น สำหรับการสอบคัดเลือก จะเป็นการทดสอบสมรรถภาพ สอบข้อเขียนภาษาญี่ปุ่น ณ ศูนย์สอบจังหวัดกรุงเทพมหานคร โดยจะประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิสอบ ในวันที่ 31 มกราคม 2567 ทางเว็บไซต์ของกรมการจัดหางาน doe.go.th/prd หรือเว็บไซต์กองบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ doe.go.th/overseas และ facebook: IMthailand ซึ่งผู้ที่ผ่านการคัดเลือกฯ จะไปฝึกงานในประเภทอุตสาหกรรมการผลิต อาทิ งานหล่อกลึง งานพ่นสีงานปั๊มขึ้นรูปโลหะ โดยมีระยะเวลาฝึกปฏิบัติงานฯ สูงสุด 3 ปี (36 เดือน) ทั้งนี้ ผู้ที่ประสงค์จะสมัครคัดเลือกผู้ฝึกงานเทคนิคในประเทศญี่ปุ่น กับกรมการจัดหางาน โดยสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อที่ กองบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ กรมการจัดหางาน โทร. 0 2245 9428 หรือสายด่วนกรมการจัดหางาน โทร. 1694 หรือ โทร.1506 กด 2
รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล-โอกาสดีๆ มาถึงแล้ว !! กรมการจัดหางาน รับสาวไทยทำงาน IM Japan สมัครออนไลน์ ฟรี ! ก่อน 26 มกราคม นี้
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/77803
94
วันจันทร์ที่ 22 มกราคม 2567 นายกฯ พร้อมรับฟังความคิดเห็นของ ปชช. ต่อโครงการ Landbridge ในทุกด้าน ย้ำเพื่อเพิ่มศักยภาพการขนส่งของไทย ..... นายกฯ พร้อมรับฟังความคิดเห็นของ ปชช. ต่อโครงการ Landbridge ในทุกด้าน ย้ำเพื่อเพิ่มศักยภาพการขนส่งของไทย . วันนี้ นายกฯ ได้ตรวจติดตามพื้นที่โครงการสะพานเศรษฐกิจเชื่อมฝั่งทะเล อ่าวไทย - อันดามัน (Landbridge ชุมพร - ระนอง) ณ อุทยานแห่งชาติแหลมสน ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ได้ลงพื้นที่บริเวณนี้ . โดยได้รับฟังการนำเสนอถึงวิธีการโดยภาพรวม รวมทั้งการคาดการณ์ว่าจะมีการถมทะเลเท่าไหร่ มีระยะห่างออกไปเท่าไหร่ และยังมีการสร้างสะพานที่มีต่อมอ ทำให้เรือประมงของพี่น้องประชาชนยังคงสามารถประกอบอาชีพได้ . ทั้งนี้ โครงการ Land bridge เป็นโครงการเชื่อมโยงท่าเรือฝั่งอันดามัน บริเวณแหลมอ่าวอ่าง จังหวัดระนอง และอ่าวไทย บริเวณแหลมริ่ว จ.ชุมพร ด้วยเส้นทางมอเตอร์เวย์ และรถไฟทางคู่ที่สามารถเชื่อมต่อไปยังระบบรถไฟในประเทศได้ เพิ่มศักยภาพการขนส่งของไทย ร่นระยะเวลาขนส่งข้ามช่องแคบมะละกาที่แออัด . สำหรับข้อกังวลเรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รัฐบาลจะมีการศึกษาถึงผลกระทบในขั้นต้น และต่อไปจะเริ่มศึกษาลงไปที่แหล่งน้ำพุร้อน แหล่งท่องเที่ยวอื่น ๆ ต่อไป . อ่านเพิ่มเติม คลิก https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/77816 #ไทยคู่ฟ้า #สื่อสารรัฐบาลไทย -------------------
รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล-นายกฯ พร้อมรับฟังความคิดเห็นของ ปชช. ต่อโครงการ Landbridge ในทุกด้าน ย้ำเพื่อเพิ่มศักยภาพการขนส่งของไทย
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/77818
95
วันจันทร์ที่ 22 มกราคม 2567 ​โฆษกรัฐบาล เผย รัฐบาลจับมือทุกภาคส่วนนำ Soft Power ศิลปะวัฒนธรรมไทย จัดแสดงในงาน Thailand Biennale 2025 ณ จังหวัดภูเก็ต มุ่งขับเคลื่อนการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจไทย สร้างโอกาส สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้ประชาชน ​โฆษกรัฐบาล เผย รัฐบาลจับมือทุกภาคส่วนนำ Soft Power ศิลปะวัฒนธรรมไทย จัดแสดงในงาน Thailand Biennale 2025 ณ จังหวัดภูเก็ต มุ่งขับเคลื่อนการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจไทย สร้างโอกาส สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้ประชาชน วันนี้ (22 มกราคม 2567) นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยว่า รัฐบาลเดินหน้าผลักดัน Soft Power ศิลปะวัฒนธรรมไทยอย่างต่อเนื่อง และคัดเลือกจังหวัดภูเก็ตเป็นเจ้าภาพในการจัด “งานมหกรรมศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ Thailand Biennale 2025” มหัศจรรย์แห่งการเดินทาง (The Never Ending Journey) ครั้งที่ 4 อย่างเป็นทางการ โดยครั้งแรกจัดขึ้นที่จังหวัดกระบี่ เมื่อปี 2018 ครั้งที่ 2 จังหวัดนครราชสีมา เมื่อปี 2021 และครั้งที่ 3 ที่จังหวัดเชียงราย ในปี 2023 พบว่าทั้งสามครั้งที่ผ่านมาประสบความสำเร็จและได้รับผลการตอบรับเป็นอย่างดี โดยในปี 2025 รัฐบาลมุ่งมั่นยกระดับบทบาทด้านวัฒนธรรมไทยในเวทีโลกผ่านผลงานศิลปะร่วมสมัยไทย พัฒนาสภาพแวดล้อมทางวัฒนธรรมเพื่อเสริมสร้างการเรียนรู้และสร้างสรรค์ผลงานด้านศิลปวัฒนธรรม รวมทั้งเพิ่มขีดความสามารถของบุคลากรด้านอุตสาหกรรมวัฒนธรรมไทยสู่ระดับสากล สามารถแข่งขันได้ในระดับนานาชาติมากยิ่งขึ้น เพื่อให้เป็นหมุดหมายสำคัญของการจัดแสดงงานศิลปะนานาชาติระดับโลกของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ งานมหกรรมศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ Thailand Biennale 2025 จะมีระยะเวลาจัดงาน 5 เดือน ในรูปแบบการจัดแสดงนิทรรศการศิลปะ 4 รูปแบบ ดังนี้ 1. การจัดแสดงนิทรรศการผลงานศิลปินไทยจาก 4 ภาค ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคใต้ และศิลปินจากกลุ่มอันดามัน 2. การจัดแสดงนิทรรศการผลงานศิลปินจากต่างประเทศ 3. Art Festival Event การจัดแสดงนิทรรศการหลักในทุกพื้นที่ของจังหวัดภูเก็ต เน้นย้ำแนวคิดศิลปะมีชีวิต การนำเสนอผลงานศิลปะอย่างชัดเจนและมีเสน่ห์ และการเข้าถึงศิลปะในรูปแบบ Local Touch 4. Public Art Landmarks การสร้างสรรค์ผลงานศิลปะแบบถาวรตามมุมเมืองต่างๆ ในจังหวัดภูเก็ต โดยภาคเอกชน ภาคธุรกิจ โรงแรมจะมีส่วนร่วมในฐานะผู้ลงทุนและคัดเลือกศิลปินหรือเยาวชนในการสร้างสรรค์ผลงานจากการประกวดวาดแบบชิ้นงานประติมากรรมที่สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นอยู่และวัฒนธรรมของสังคม โดยจะมีการแบ่งพื้นที่จัดงานออกเป็น 4 พื้นที่หลัก กระจายออกเป็นพื้นที่ย่อย ได้แก่ อำเภอเมือง 22 พื้นที่ อำเภอถลาง 9 พื้นที่ อำเภอกะทู้ 9 พื้นที่ และพื้นที่บ้านศิลปิน 25 แห่ง โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดงานมหกรรมศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ Thailand Biennale 2025 จะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยเสริมสร้างคุณค่าและมูลค่าเพิ่มให้กับศิลปะและวัฒนธรรมไทย ซึ่งคาดว่าจะดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติได้กว่า 5 ล้านคน เพิ่มอัตราการจ้างงานให้กับบุคลากรในอุตสาหกรรมศิลปะร่วมสมัยและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง อาทิ การท่องเที่ยว อาหาร สปาและการบริการสุขภาพกว่า 15,000 คน และกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศที่ต่อเนื่อง ครอบคลุม และยั่งยืนกว่า 40,000 ล้านบาท “รัฐบาลมุ่งมั่นขับเคลื่อน Soft Power ด้านศิลปะวัฒนธรรมความเป็นไทยสู่เวทีโลก โดยอาศัยการบูรณาการและร่วมมือกันอย่างเข้มแข็งจากทุกภาคส่วน พร้อมเน้นย้ำว่า Soft Power จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการเชื่อมไทยสู่นานาชาติ เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจของประเทศ ตลอดจนพัฒนาทั้งรายได้และคุณภาพชีวิตของประชาชนไทยอย่างยั่งยืน ” นายชัย กล่าว
รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล-​โฆษกรัฐบาล เผย รัฐบาลจับมือทุกภาคส่วนนำ Soft Power ศิลปะวัฒนธรรมไทย จัดแสดงในงาน Thailand Biennale 2025 ณ จังหวัดภูเก็ต มุ่งขับเคลื่อนการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจไทย สร้างโอกาส สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้ประชาชน
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/77796
96
วันจันทร์ที่ 22 มกราคม 2567 ไข่เค็ม รมช.ไชยา ครม.สัญจร ระนอง ลงพื้นที่เยี่ยมชมกลุ่มวิสาหกิจชุมชน (พลังเป็ดสุขสำราญ) สนับสนุนการทำสินค้าเกษตรส่งออก ไข่เค็ม รมช.ไชยา ครม.สัญจร ระนอง ลงพื้นที่เยี่ยมชมกลุ่มวิสาหกิจชุมชน (พลังเป็ดสุขสำราญ) สนับสนุนการทำสินค้าเกษตรส่งออก นายไชยา พรหมา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มอันดามันเป็ดพันธุ์ไข่ (พลังเป็ดสุขสำราญ) ตำบลนาคา อำเภอสุขสำราญ จังหวัดระนอง โดยมี ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ พร้อมด้วย นายปณิธาน แก้วหมุน ปลัดอำเภอประจำตำบลนาคา ให้การต้อนรับในพื้นที่ สำหรับวัตถุประสงค์การตรวจเยี่ยมในวันนี้ เพื่อให้กำลังใจ และรับฟังปัญหาของเกษตรกร พร้อมมอบนโยบายการดูแลเกษตรกรในพื้นที่ให้มีรายได้ที่มั่นคง และมีความเป็นอยู่ที่ดี รัฐมนตรีช่วยฯ ไชยา กล่าวว่า การประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจร มีเป้าหมายในการผลักดันเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐานในจังหวัดขนาดเล็ก ซึ่งระนองเป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่ได้รับการคัดเลือกให้ ครม. มาร่วมประชุมขับเคลื่อนงานในครั้งนี้ ในฐานะตัวแทนจากกระทรวงเกษตรฯ จึงขอมาให้กำลังใจและรับฟังปัญหาของกลุ่มวิสาหกิจฯ เพื่อให้การเลี้ยงปศุสัตว์และการทำสินค้าเกษตรแปรรูปของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนฯ เป็นอาชีพที่มีความมั่นคง ซึ่งรัฐบาลและกระทรวงเกษตรเกษตรฯ มีนโยบายทำให้พื้นที่ภาคใต้ตั้งแต่จังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร เป็นศูนย์กักกันโรคเพื่อการส่งออกของสินค้าปศุสัตว์ และเกษตรกรในจังหวัดใกล้เคียงสามารถเติบโตไปพร้อมกันผ่านการส่งออกสินค้าเกษตรออกสู่ตลาดต่างประเทศ รวมถึงช่วยให้พี่น้องเกษตรกรมีรายได้อย่างยั่งยืน นอกจากนี้ รมช.ไชยา ได้เยี่ยมชมศูนย์การเรียนรู้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โครงการศูนย์การเรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร ในพื้นที่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนฯ ซึ่งมีกิจกรรม อาทิ สอนทำไข่เค็มน้ำแร่แบบเพาะดิน การเลี้ยงหนอนแมลงวันลาย เพื่อเป็นอาหารสัตว์โปรตีนสูง การเลี้ยงเป็ดพันธุ์ไข่แบบอินทรีย์ การทำเครื่องฟักไข่แบบควบคุมอุณหภูมิ และเยี่ยมชมร้านค้าของสมาชิกกลุ่มวิสาหกิจฯ เป็นต้น
รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล-ไข่เค็ม รมช.ไชยา ครม.สัญจร ระนอง ลงพื้นที่เยี่ยมชมกลุ่มวิสาหกิจชุมชน (พลังเป็ดสุขสำราญ) สนับสนุนการทำสินค้าเกษตรส่งออก
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/77828
97
วันจันทร์ที่ 22 มกราคม 2567 “ศุภมาส” เปิดงาน “ราชภัฏแฟร์ 67 วาไรตี้ วิถีถิ่น อันดามัน" ชูผลงานน้อมนำแนวพระราชดำริพัฒนาชุมชน เสริมเศรษฐกิจฐานราก สร้างงาน สร้างรายได้ให้คนท้องถิ่น “ศุภมาส” เปิดงาน “ราชภัฏแฟร์ 67 วาไรตี้ วิถีถิ่น อันดามัน" ชูผลงานน้อมนำแนวพระราชดำริพัฒนาชุมชน เสริมเศรษฐกิจฐานราก สร้างงาน สร้างรายได้ให้คนท้องถิ่น เมื่อวันที่ 19 ม.ค. 67 น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานเปิดงาน “ราชภัฏแฟร์ 67 วาไรตี้ วิถีถิ่น อันดามัน” จัดโดยมหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต (PKRU) ร่วมกับ คณะกรรมการส่งเสริมกิจการมหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต (คสม.) ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19 - 28 มกราคม 2567 ณ ศูนย์ประชุมอันดามันพรรณราย มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต เพื่อจัดหารายได้เป็นทุนการศึกษาและทุนสนับสนุนการพัฒนามหาวิทยาลัย ภายในงานมีการนำเสนอผลงานวิชาการและผลงานพัฒนาท้องถิ่นของมหาวิทยาลัย ตลอดจนการออกบูธจำหน่ายสินค้า OTOP ทั่วไทย ร่วมกับงานนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้า สวนสนุก และกิจกรรมพฤกษาพาโชค โดยมี นายโสภณ สุวรรณรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ผศ.ดร.หิรัญ ประสารการ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต ดร.วิภาพรรณ คูสุวรรณ ประธานคณะกรรมการส่งเสริมกิจการมหาวิทยาลัย หัวหน้าและตัวแทนส่วนราชการ ภาคเอกชน และประชาชนให้การต้อนรับ พร้อมจัดโชว์การแสดงดนตรีในเพลงมนต์รักลูกทุ่ง โดยนักศึกษาวิชาเอกศิลปะการแสดง คณะครุศาสตร์ มรภ.ภูเก็ต น.ส.ศุภมาส กล่าวว่า มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต เป็นมหาวิทยาลัยที่มีพันธกิจหลักในการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นและขณะนี้ได้ทำหน้าที่เป็น อว.ส่วนหน้า จังหวัดภูเก็ต ประสานและบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานทุกภาคส่วนในจังหวัด ในการจัดงานราชภัฏแฟร์ได้รับการสนับสนุนอย่างดียิ่งจากคณะกรรมการส่งเสริมกิจการมหาวิทยาลัย ในการสนับสนุนทุนการศึกษาแก่นักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ให้มีโอกาสศึกษาต่อ โดยร่วมกับหน่วยงานหลายภาคส่วนทั้งหน่วยงานภายในมหาวิทยาลัยและภาคีเครือข่าย ซึ่งแนวคิดของการจัดงานครั้งนี้ ได้น้อมนำแนวพระราชดำริมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาชุมชนท้องถิ่น ส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก เพื่อให้เกิดการจ้างงาน สร้างรายได้ให้แก่พี่น้องประชาชน รวมถึงมุ่งเน้นส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด ส่งเสริมการสืบสานศิลปวัฒนธรรม และอัตลักษณ์ท้องถิ่นด้วย ผศ.ดร.หิรัญ ประสารการ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต กล่าวต้อนรับ น.ส.ศุภมาส รมว.อว. และคณะ พร้อมรายงานว่า มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต เป็นมหาวิทยาลัยแห่งการสร้างสรรค์และถ่ายทอดองค์ความรู้ ภูมิปัญญา และนวัตกรรม เพื่อพัฒนาท้องถิ่น และประเทศอย่างยั่งยืน ผ่านการขับเคลื่อนท้องถิ่นบนพื้นฐานความรับผิดชอบต่อสังคม ตอบโจทย์การพัฒนาเชิงพื้นที่ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของชุมชนท้องถิ่น และประเทศ กอปรกับกระทรวง อว. ได้ประกาศให้มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต เป็นสถาบันอุดมศึกษา สังกัดกลุ่มที่ 3 คือ กลุ่มพัฒนาชุมชนท้องถิ่นหรือชุมชนอื่น มีพันธกิจและยุทธศาสตร์มุ่งสู่ การพัฒนาชุมชนท้องถิ่น ที่มีวัตถุประสงค์หรือประโยชน์ร่วมกัน โดยเป็นแหล่งเรียนรู้ ถ่ายทอดความรู้ และเทคโนโลยีเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน รวมถึงการให้ประชาชนมีโอกาสเรียนรู้ตลอดชีวิต อันจะนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ด้าน ดร.วิภาพรรณ คูสุวรรณ ประธานคณะกรรมการส่งเสริมกิจการมหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า การจัดกิจกรรม “ราชภัฏแฟร์” เป็นการสานต่อเจตนารมณ์จากการจัดงาน “ราชภัฏเกษตรแฟร์” ในปีที่ผ่านมา เป็นการสนับสนุนการดำเนินงานของมหาวิทยาลัยในการเป็นสถาบันอุดมศึกษาเพื่อการพัฒนาประเทศ ผ่านการขับเคลื่อนท้องถิ่น โดยการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ภายในงานมีกิจกรรมอันหลากหลาย อาทิ งานบริการวิชาการของทุกคณะ และทุกศูนย์ สำนักของมหาวิทยาลัย งานออกบูธสินค้า OTOP ทั่วไทย งานนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้า สวนสนุก และกิจกรรมนาวาพาโชค ตลอดจนการสนับสนุนเงินทุนเพื่อการศึกษาและการพัฒนา รวมถึงของรางวัลเพื่อใช้ในกิจกรรมนาวาพาโชค การจัดงานในครั้งนี้นับว่าเป็นโอกาสอันดียิ่งที่คณะกรรมการส่งเสริมกิจการมหาวิทยาลัย ได้ร่วมจัดกิจกรรมที่เป็นประโยชน์แก่มหาวิทยาลัย ชุมชนท้องถิ่น และเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้แก่จังหวัดภูเก็ต งานราชภัฏแฟร์นับเป็นงานใหญ่รับต้นปี 2567 ของมหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต ที่ผสานการนำเสนอความโดดเด่นของงานวิชาการและผลงานพัฒนาท้องถิ่นอันดามัน โดยอาจารย์และนักศึกษาร่วมกับกิจกรรมด้านการท่องเที่ยวในรูปแบบมหกรรมงาน OTOP ซึ่งคาดว่าจะมีประชาชนในจังหวัดภูเก็ต จังหวัดใกล้เคียง และนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยชาวต่างชาติ เข้ามาเที่ยวชมงานและเลือกซื้อสินค้าใน "ราชภัฏแฟร์" เป็นจำนวนมาก จะสามารถสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนให้กับเศรษฐกิจฐานรากได้กว่า 30 ล้านบาท และเป็นทุนการศึกษาและทุนสนับสนุนเพื่อการพัฒนามหาวิทยาลัยสู่การพัฒนาสังคมที่ยั่งยืนต่อไป
รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล-“ศุภมาส” เปิดงาน “ราชภัฏแฟร์ 67 วาไรตี้ วิถีถิ่น อันดามัน" ชูผลงานน้อมนำแนวพระราชดำริพัฒนาชุมชน เสริมเศรษฐกิจฐานราก สร้างงาน สร้างรายได้ให้คนท้องถิ่น
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/77810
98
วันจันทร์ที่ 22 มกราคม 2567 จ.พังงา โชว์ซ้อมแผนลำเลียงผู้ป่วยทางอากาศ “หมอชลน่าน” ย้ำเดินหน้า Sky Doctor ทุกเขตสุขภาพ ช่วยผู้ป่วยฉุกเฉินถึงมือแพทย์ทันเวลา สร้างความความเชื่อมั่นพื้นที่ท่องเที่ยว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ติดตามการซ้อมแผนการลำเลียงผู้ป่วยทางอากาศยาน (Sky doctor) จังหวัดพังงา เผยระบบการแพทย์ฉุกเฉินมีความพร้อมทั้งทางน้ำและอากาศ เชื่อมโยงเครือข่ายโรงพยาบาลระดับสูง ย้ำจะผลักดัน Sky Doctor ให้ครบทุกเขตสุขภาพ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ติดตามการซ้อมแผนการลำเลียงผู้ป่วยทางอากาศยาน (Sky doctor) จังหวัดพังงา เผยระบบการแพทย์ฉุกเฉินมีความพร้อมทั้งทางน้ำและอากาศ เชื่อมโยงเครือข่ายโรงพยาบาลระดับสูง ย้ำจะผลักดัน Sky Doctor ให้ครบทุกเขตสุขภาพ เพื่อช่วยผู้ป่วยฉุกเฉิน โดยเฉพาะในพื้นที่พิเศษเข้าถึงการรักษาทันเวลา เพิ่มโอกาสการรอดชีวิต และสร้างความเชื่อมั่นด้านการท่องเที่ยว วันนี้ (22 มกราคม 2567) นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดการซ้อมแผนการลำเลียงผู้ป่วยทางอากาศยาน ที่ สนาม ฮ. ชั่วคราว โรงเรียนเกาะยาววิทยา อำเภอเกาะยาว จังหวัดพังงา โดย นพ.ชลน่าน กล่าวว่า จังหวัดพังงา เป็นหนึ่งใน 5 จังหวัดพื้นที่พิเศษนำร่องด้านการท่องเที่ยวทางทะเลและพื้นที่เกาะ ข้อมูลจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ปี 2566 มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติมาเยือนประมาณ 2.61 ล้านคน สร้างรายได้จากนักท่องเที่ยว 1.2 หมื่นล้านบาท และคาดว่าจะมีอัตราการเติบโตที่สูงขึ้น กระทรวงสาธารณสุข จึงได้พัฒนาระบบการแพทย์ฉุกเฉินทางทะเลฝั่งอันดามัน พร้อมระบบรับแจ้งเหตุและสั่งการ ที่มีมาตรฐานตามระบบการแพทย์ฉุกเฉินในระดับสากล เพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีด้านการท่องเที่ยวของประเทศ สร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยว และหนุนการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของจังหวัดได้อีกทางหนึ่ง “ระบบ Sky Doctor ซึ่งใช้เฮลิคอปเตอร์นำทีมแพทย์ไปรับตัวผู้ป่วยในพื้นที่ห่างไกล ทุรกันดาร หรือในพื้นที่เกาะ อย่างเช่น อำเภอเกาะยาว จะช่วยให้ผู้ป่วยฉุกเฉินเข้าถึงการรักษาเฉพาะทางได้อย่างรวดเร็ว ช่วยเพิ่มโอกาสการรอดชีวิตของผู้ป่วยได้ กระทรวงสาธารณสุขจึงมีนโยบายให้มีการจัดตั้งทีมการแพทย์ฉุกเฉินทางอากาศ หรือ Sky Doctor ให้ครบทุกเขตสุขภาพ เพื่อพร้อมช่วยเหลือทุกชีวิตให้ปลอดภัย” นพ.ชลน่านกล่าว นพ.โอภาส กล่าวว่า จังหวัดพังงา ได้จัดเรือพยาบาล 5 ลำ ประจำจุดตามเกาะต่างๆ และมีจุดจอดเฮลิคอปเตอร์ (Sky Doctor) กระจายอยู่ทั่วจังหวัด ทั้งบนเกาะ และในเมืองรวม 9 แห่ง โดยมีระบบเชื่อมโยงกับเครือข่ายโรงพยาบาลระดับสูง นอกจากนี้ ยังมีศูนย์การแพทย์เขาหลัก เป็นสถานบริการรองรับนักท่องเที่ยวอีกจุดหนึ่งในส่วนของการพัฒนาศักยภาพทีมปฏิบัติการฉุกเฉินทางอากาศ ได้จัดอบรมหลักสูตรการลำเลียงผู้ป่วยทางเฮลิคอปเตอร์ขั้นพื้นฐาน (Basic Helicopter Emergency Medical Services Course : Basic HEMS) ให้กับทีมปฏิบัติการจำนวน 6 ทีม ประกอบด้วย โรงพยาบาลพังงา 2 ทีม โรงพยาบาลตะกั่วป่า 2 ทีม ศูนย์การแพทย์เขาหลัก 1 ทีม และโรงพยาบาลเกาะยาวชัยพัฒน์ 1 ทีม จึงมีความพร้อมที่จะให้การดูแลผู้ป่วยฉุกเฉินที่มีความจำเป็นต้องส่งต่อรักษาด้วย Sky Doctor รวมทั้งการรับมืออุบัติภัยทางทะเลที่อาจเกิดขึ้น โดยในปีงบประมาณ 2566 มีการส่งต่อผู้ป่วยทางอากาศ จำนวน 2 ราย ไปยังโรงพยาบาลหาดใหญ่ และโรงพยาบาลตรัง เป็นผู้ป่วยภาวะหลอดเลือดแดงใหญ่ฉีกขาด (Aortic dissection) ซึ่งการรักษาประสบผลสำเร็จดี ********************************************** 22 มกราคม 2567
รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล-จ.พังงา โชว์ซ้อมแผนลำเลียงผู้ป่วยทางอากาศ “หมอชลน่าน” ย้ำเดินหน้า Sky Doctor ทุกเขตสุขภาพ ช่วยผู้ป่วยฉุกเฉินถึงมือแพทย์ทันเวลา สร้างความความเชื่อมั่นพื้นที่ท่องเที่ยว
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/77804
99
วันจันทร์ที่ 22 มกราคม 2567 ปลัด พม. ยืนยัน ทีม พม. หนึ่งเดียว เดินหน้าทำงานร่วมภาคีเครือข่าย ดูแลผู้ได้รับผลกระทบเหตุพลุระเบิดสุพรรณบุรี ชื่นชม-ภูมิใจ จนท. ทุ่มเทเกาะติดทุกครอบครัวเหมือนญาติเร่งเยียวยาจิตใจ ปลัด พม. ยืนยัน ทีม พม. หนึ่งเดียว เดินหน้าทำงานร่วมภาคีเครือข่าย ดูแลผู้ได้รับผลกระทบเหตุพลุระเบิดสุพรรณบุรี ชื่นชม-ภูมิใจ จนท. ทุ่มเทเกาะติดทุกครอบครัวเหมือนญาติ-เร่งเยียวยาจิตใจ วันที่ 20 มกราคม 2567 นายอนุกูล ปีดแก้ว ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ปลัด พม.) กล่าวว่า จากเหตุการณ์โรงงานพลุระเบิดทำให้มีผู้เสียชีวิต 23 ราย วันนี้เป็นวันแรกที่มีพิธีฌาปนกิจ จำนวน 5 ศพ โดยเมื่อเวลา 14.00 น. ตนพร้อมทีม พม.หนึ่งเดียว จังหวัดสุพรรณบุรี เข้าร่วมพิธีฌาปนกิจศพ ณ วัดขวางศรีสุวรรณ ตำบลศาลาขาว อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี และมอบหมายผู้บริหารกระทรวง พม. พร้อมทีม พม.หนึ่งเดียว จังหวัดใกล้เคียงสุพรรณบุรี เข้าร่วมพิธีฌาปนกิจ ณ วัดโรงช้าง วัดพระธาตุ (สวนแตง) และวัดลาดกระจับ จังหวัดสุพรรณบุรี อย่างไรก็ตามตนขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งอีกครั้ง กับทุกครอบครัวที่สูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักจากเหตุการณ์ดังกล่าว นายอนุกูล กล่าวเพิ่มเติมว่า ตั้งแต่วันแรกที่เกิดเหตุการณ์เมื่อวันที่ 17 ม.ค. 67 ที่ผ่านมา ทางกระทรวง พม. ได้ส่งเจ้าหน้าที่ และทีม พม.หนึ่งเดียว จังหวัดสุพรรณบุรี ลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าวโดยด่วนทันที และในวันต่อมา ได้ระดมเจ้าหน้าที่กระทรวง พม. เข้ามาช่วยกันทำงานสนับสนุน จากทีม พม.หนึ่งเดียว จังหวัดใกล้เคียงสุพรรณบุรี ได้แก่ ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง นครปฐม พระนครศรีอยุธยา และกาญจนบุรี และ นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มอบให้ดำเนินการจัดตั้งศูนย์วอร์รูม (War Room) ของกระทรวง พม. เพื่อเร่งช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบในทุกครอบครัวโดยเร็วที่สุด โดยเฉพาะการเยียวยาสภาพจิตใจ นับเป็นเรื่องสำคัญที่เราต้องทำเป็นลำดับแรก และได้ส่งนักสังคมสงเคราะห์เข้าไปประกบสร้างความคุ้นเคย และให้กำลังใจทุกครอบครัวตลอดเวลา เหมือนเราเป็นญาติพี่น้อง เป็นคนในครอบครัว นายอนุกูล กล่าวว่า หลังจากนี้ ทีม พม. หนึ่งเดียว จังหวัดสุพรรณบุรีและใกล้เคียง ต้องวางแผนและทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายในพื้นที่ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ได้รับผลกระทบอย่างครอบคลุมครบ 4 มิติ ได้แก่ สุขภาพกาย สุขภาพจิต การศึกษา รายได้และความเป็นอยู่ ทั้งนี้ ในนามของกระทรวง พม. ขอชื่นชม และภาคภูมิใจในเจ้าหน้าที่กระทรวง พม. ทุกท่าน จาก ทีม พม.หนึ่งเดียว จังหวัดสุพรรณบุรีและใกล้เคียง ที่มีความทุ่มเท ความมุ่งมั่นตั้งใจในการทำงานอย่างเต็มกำลังความสามารถ ตลอดเวลา ตั้งแต่วันแรกที่เกิดเหตุ โดยไม่รู้จักความเหน็ดเหนื่อย เพื่อเร่งช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ที่กำลังประสบปัญหาความเดือดร้อนให้สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้เป็นปกติสุขโดยเร็วที่สุด #ช่วย24ชั่วโมง #พม24ชม #ข่าวพม #esshelpme #วราวุธรับฟังทำจริง #พมพอใจให้ทุกวัยพึงพอใจในพม #พมหนึ่งเดียว #ศรส #พม #โรงงานพลุระเบิด #พลุระเบิดสุพรรณบุรี #สุพรรณบุรี
รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล-ปลัด พม. ยืนยัน ทีม พม. หนึ่งเดียว เดินหน้าทำงานร่วมภาคีเครือข่าย ดูแลผู้ได้รับผลกระทบเหตุพลุระเบิดสุพรรณบุรี ชื่นชม-ภูมิใจ จนท. ทุ่มเทเกาะติดทุกครอบครัวเหมือนญาติเร่งเยียวยาจิตใจ
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/77800