id
stringlengths 1
5
| source
stringlengths 29
179k
| target
stringlengths 10
260
| url
stringlengths 0
53
|
|---|---|---|---|
0
|
วันอาทิตย์ที่ 31 ธันวาคม 2566
กรมทางหลวง แนะนำเส้นทางเลือกจากกรุงเทพฯสู่ภูมิภาคต่างๆ ช่วงเทศกาลปีใหม่ 2567 เพื่อให้ผู้ใช้ทางได้รับความสะดวกรวดเร็วในการเดินทาง
....
นายสราวุธ ทรงศิวิไล อธิบดีกรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ในช่วงเทศกาลปีใหม่ ระหว่างวันที่ 29 ธันวาคม 2566 – 1 มกราคม 2567 เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกแก่ผู้เดินทางและหลีกเลี่ยงปัญหาการจราจรติดขัดในช่วงเทศกาลดังกล่าว ตามข้อสั่งการของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่ได้เน้นย้ำความสะดวกในการเดินของประชาชน ตามนโยบาย “คมนาคม เพื่อความอุดุมสุขของประชาชน” กรมทางหลวงจึงได้แนะนำเส้นทางเลือกบนทางหลวงสายหลักและสายรอง ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนวางแผนการเดินทางล่วงหน้าได้เป็นอย่างดี ดังนี้
กรุงเทพฯ – ภาคเหนือ
เส้นทางที่ 1 จากกรุงเทพฯไปรังสิต (ทางหลวงหมายเลข 1 ถนนพหลโยธิน) – จ.พระนครศรีอยุธยา – จ.อ่างทอง – จ.สิงห์บุรี (ทางหลวงหมายเลข 32 ถนนสายเอเชีย) – อ.มโนรมย์ (ทางหลวงหมายเลข 1 ถนนพหลโยธิน) จากนั้นมุ่งหน้าสู่จังหวัดนครสวรรค์
เส้นทางที่ 2 จากกรุงเทพฯไป จ.นนทบุรี (ทางหลวงหมายเลข 340 บางบัวทอง – สุพรรณบุรี) –จ.สุพรรณบุรี (ทางหลวงหมายเลข 340 สุพรรณบุรี – ชัยนาท) – จ.ชัยนาท (ทางหลวงหมายเลข 1 ถนนพหลโยธิน) จากนั้นมุ่งหน้า สู่จังหวัดนครสวรรค์
เส้นทางที่ 3 จากกรุงเทพฯไป รังสิต – อ.วังน้อย – จ.สระบุรี – จ.ลพบุรี (ทางหลวงหมายเลข 1 ถนนพหลโยธิน) – อ.ตากฟ้า (ทางหลวงหมายเลข 11) จากนั้นมุ่งหน้าสู่จังหวัดพิษณุโลก
เส้นทางที่ 4 จากกรุงเทพฯไปรังสิต – ต่างระดับคลองหลวง (ทางหลวงหมายเลข 1 ถนนพหลโยธิน) –– ทางหลวงหมายเลข 347 – ทางหลวงหมายเลข32 จากนั้นมุ่งหน้าเข้าสู่ภาคเหนือ
เส้นทางที่5 จากกรุงเทพฯไปวงแหวนตะวันออก (ทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 9) – ต่างระดับมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร.) – อ.วังน้อย (ทางหลวงหมายเลข 1 ถนนพหลโยธิน) จากนั้นมุ่งหน้าสู่ทางหลวงหมายเลข 32 จากนั้นมุ่งหน้าเข้าสู่ภาคเหนือ
กรุงเทพฯ – ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
เส้นทางที่ 1 จากกรุงเทพฯไป จ.สระบุรี (ทางหลวงหมายเลข 1 ถนนพหลโยธิน) – ต.ม่วงค่อม จ.ลพบุรี (ทางหลวงหมายเลข 21) – ต.ห้วยบง (ทางหลวงหมายเลข 2256) – อ.ด่านขุนทด (ทางหลวงหมายเลข 2148) – ทางหลวงหมายเลข 2 ถนนมิตรภาพ จากนั้นมุ่งหน้าสู่จังหวัดนครราชสีมา
เส้นทางที่ 2 จากกรุงเทพฯไป อ.วังน้อย (ทางหลวงหมายเลข 1 ถนนพหลโยธิน) – จ.สระบุรี – อ.ปากช่อง – อ.สีคิ้ว (ทางหลวงหมายเลข 2 ถนนมิตรภาพ) จากนั้นมุ่งหน้าสู่จังหวัดนครราชสีมา
เส้นทางที่ 3 จากกรุงเทพฯไป จ.นครนายก (ทางหลวงหมายเลข 305) – อ.บ้านนา (ทางหลวงหมายเลข 3051) – อ.แก่งคอย (ทางหลวงหมายเลข 3222) – อ.ปากช่อง (ทางหลวงหมายเลข 2 ถนนมิตรภาพ) จากนั้นมุ่งหน้าสู่จังหวัดนครราชสีมา หรือ จากอ.บ้านนา ใช้ทางหลวงหมายเลข 33 - อ.กบินทร์บุรี มุ่งหน้าสู่อ.อรัญประเทศ
เส้นทางที่ 4 จากกรุงเทพฯไป จ.ฉะเชิงเทรา (ทางหลวงหมายเลข 314 หรือ ทางหลวงหมายเลข 304) – อ.พนมสารคาม – อ.กบินทร์บุรี – อ.วังน้ำเขียว – อ.ปักธงชัย (ทางหลวงหมายเลข 304) จากนั้นมุ่งหน้าสู่จังหวัดนครราชสีมา
เส้นทางที่ 5 จากกรุงเทพฯไป อ.วังน้อย (ทางหลวงหมายเลข 1 ถนนพหลโยธิน) – จ.สระบุรี – อ.ปากช่อง – อ.สีคิ้ว (ทางหลวงหมายเลข 2 ถนนมิตรภาพ) – ทางหลวงพิเศษหมายเลข 6 (ทางเบี่ยงที่กม.65) จากนั้นมุ่งหน้าสู่จังหวัดนครราชสีมา
กรุงเทพฯ – ภาคตะวันออก
เส้นทางที่ 1 จากกรุงเทพฯไป จ.ชลบุรี (ทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 สาย กรุงเทพฯ – ชลบุรี – พัทยา – มาบตาพุด)
เส้นทางที่ 2 จากกรุงเทพฯไป อ.บางปะกง (ทางหลวงหมายเลข 34 ถนนเทพรัตน) จากนั้นมุ่งหน้าสู่จังหวัดชลบุรี โดยใช้ทางหลวงหมายเลข 3 ถนนสุขุมวิท
เส้นทางที่ 3 จากกรุงเทพฯไป อ.พนัสนิคม – จ.ชลบุรี (ทางหลวงหมายเลข 304)
เส้นทางที่ 4 จากกรุงเทพฯไปทางหลวงหมายเลข 34 ถนนเทพรัตน – ทางพิเศษบูรพาวิถี (บางนา – ชลบุรี)จากนั้นมุ่งหน้าสู่จังหวัดชลบุรี โดยใช้ทางหลวงหมายเลข 3 ถนนสุขุมวิท
กรุงเทพฯ – ภาคใต้
เส้นทางที่ 1 จากกรุงเทพฯไป จ.สมุทรสาคร – จ.สมุทรสงคราม (ทางหลวงหมายเลข 35 ถนนพระราม 2) – แยกวังมะนาว – จ.เพชรบุรี (ทางหลวงหมายเลข 4 ถนนเพชรเกษม) จากนั้นมุ่งหน้าสู่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
เส้นทางที่ 2 จากกรุงเทพฯไป อ.สามพราน – อ.นครชัยศรี – จ.นครปฐม – จ.ราชบุรี – แยกวังมะนาว – จ.เพชรบุรี (ทางหลวงหมายเลข 4 ถนนเพชรเกษม) จากนั้นมุ่งหน้าสู่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
เส้นทางที่ 3 จากกรุงเทพฯไป ถนนบรมราชชนนี (ทางหลวงหมายเลข 338 ปิ่นเกล้า – นครชัยศรี) – อ.นคร ชัยศรี –จ.นครปฐม – จ.ราชบุรี – แยกวังมะนาว – จ.เพชรบุรี (ทางหลวงหมายเลข 4 ถนนเพชรเกษม) จากนั้นมุ่งหน้าสู่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
กรุงเทพฯ – ภาคตะวันตก
เส้นทางที่ 1 จากกรุงเทพฯไป จ.นครปฐม (ทางหลวงหมายเลข 4 ถนนเพชรเกษม) จากนั้นมุ่งหน้าสู่จังหวัดกาญจนบุรี (ทางหลวงหมายเลข 324 กาญจนบุรี - จระเข้สามพัน)
เส้นทางที่ 2 จากกรุงเทพฯไปถนนตลิ่งชัน - อ.ลาดหลุมแก้ว (ทล.9 ถนนกาญจนาภิเษก) จากนั้นมุ่งหน้าสู่จังหวัดกาญจนบุรี (ทางหลวงหมายเลข 346 ต่างระดับรังสิต - พนมทวน)
เส้นทางที่ 3 จากกรุงเทพฯไป จ.นครปฐม (ทางหลวงหมายเลข 4 ถนนเพชรเกษม) – มุ่งหน้าด่านนครปฐมฝั่งตะวันตก (ทล.321 นครปฐม – สุพรรณบุรี) เพื่อเข้าสู่ทางหลวงพิเศษหมายเลข 81 บางใหญ่ - กาญจนบุรี
ทั้งนี้กรมทางหลวงขอความร่วมมือผู้ใช้ทางขับขี่ด้วยความระมัดระวัง ปฏิบัติตามป้ายเตือน ป้ายแนะนำ และคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด หากประชาชนต้องการสอบถามข้อมูลการเดินทางเพิ่มเติมหรือแจ้งเหตุด่วนเหตุร้ายระหว่างเดินทาง สามารถติดต่อได้ที่สายด่วน ทล. โทร. 1586 (โทรฟรีตลอด 24 ชั่วโมง) สายด่วนมอเตอร์เวย์ 1586 กด 7 และตำรวจทางหลวง 1193
|
รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล-กรมทางหลวง แนะนำเส้นทางเลือกจากกรุงเทพฯสู่ภูมิภาคต่างๆ ช่วงเทศกาลปีใหม่ 2567 เพื่อให้ผู้ใช้ทางได้รับความสะดวกรวดเร็วในการเดินทาง
|
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/76855
|
1
|
วันจันทร์ที่ 1 มกราคม 2567
01/01/2567
รมว.สธ. ลงนามถวายพระพรชัยมงคลเนื่องในวันขึ้นปีใหม่ 2567
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขลงนามถวายพระพรชัยมงคลเนื่องในวันขึ้นปีใหม่ 2567
นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ถวายแจกันดอกไม้เบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเต็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินี และลงนามถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ 2567 พร้อมรับปฏิทินหลวงพระราชทาน ณ หน่วยราชการในพระองค์ 904 (ห้องแดง) ในพระบรมมหาราชวัง
|
รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล-รมว.สธ. ลงนามถวายพระพรชัยมงคลเนื่องในวันขึ้นปีใหม่ 2567
|
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/76868
|
2
|
วันจันทร์ที่ 1 มกราคม 2567
โอกาสสุดท้าย ! “ยื่นให้สิทธิคนพิการ ตาม ม.35” ภายใน 2 ม.ค.67
.....
โอกาสสุดท้าย ! “ยื่นให้สิทธิคนพิการ ตาม ม.35” ภายใน 2 ม.ค.67
.
กรมการจัดหางาน แจ้งเตือนสถานประกอบการ ที่ต้องการให้สิทธิแก่คนพิการ ตาม ม.35 พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ.2550 เช่น ให้สัมปทาน จัดสถานที่จำหน่ายสินค้าหรือบริการ จัดจ้างเหมาช่วงงาน หรือจ้างเหมาบริการโดยวิธีกรณีพิเศษ ล่ามภาษามือ หรือให้ความช่วยเหลืออื่น แทนการจ้างเข้าทำงาน ยื่นเรื่องได้ที่ สำนักงานจัดหางานจังหวัด / สำนักงานจัดหางาน กทม. พื้นที่ 1-10 ภายในวันที่ 2 มกราคม 2567
.
คนพิการ ที่ต้องการรับสิทธิ ตาม ม.35 ยื่นขอรับสิทธิได้ ที่ สำนักงานจัดหางานจังหวัด / สำนักงานจัดหางาน กทม. พื้นที่ 1-10 ภายในวันที่ 2 มกราคม 2567 เช่นเดียวกัน
.
ทั้งนี้ กรมการจัดหางานเปิดรับเรื่องการ ให้-รับสิทธิ ช่วงวันที่ 1 ต.ค. – 31 ธ.ค. ของแต่ละปี ด้วยปี 2566 นี้ วันที่ 31 ธ.ค.66 ตรงกับวันหยุด จึงขยายเวลาให้ดำเนินการได้ในวันที่ 2 ม.ค.67 เป็นวันสุดท้าย
.
อ่านเพิ่มเติม >> https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/76747
.
#ไทยคู่ฟ้า #สื่อสารรัฐบาลไทย
-------------------
|
รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล-โอกาสสุดท้าย ! “ยื่นให้สิทธิคนพิการ ตาม ม.35” ภายใน 2 ม.ค.67
|
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/76871
|
3
|
วันจันทร์ที่ 1 มกราคม 2567
01/01/2567
คำปราศรัย นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2567
คำปราศรัย
นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี
เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2567
สวัสดีปีใหม่ พุทธศักราช 2567
พี่น้องประชาชนชาวไทยที่รักทุกท่าน
ในปีพุทธศักราช 2566 ที่ผ่านมา เป็นปีที่ประเทศไทยกำลังอยู่ระหว่างการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและสังคม เตรียมตัวที่จะก้าวเข้าสู่ยุคเพื่อชดเชย 9 ปีที่ประเทศไทยเราสูญเสียโอกาสไปหลากหลายอย่างตั้งแต่ก่อนรับตำแหน่ง ผมเห็นใจและเข้าใจความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในหลาย ๆ เรื่องจึงได้เร่งรัดออกมาตรการต่าง ๆ เพื่อเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย ขยายโอกาส กระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายเพื่อทำให้พี่น้องประชาชนคนไทยทุกคนมีคุณภาพและชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี มีความสุขมากยิ่งขึ้น
นี่คือโจทย์สำคัญที่พวกเราทุกคนทั้งข้าราชการ บุคลากรหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และประชาชนทุกคนล้วนหวังที่จะทำให้สำเร็จ พัฒนาประเทศไทยของเราให้เจริญรุ่งเรือง
เราได้เห็นความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในหลากหลายส่วน โดยเฉพาะ ในช่วง 100 วันกว่า ๆ หลังจากที่ผมเข้ารับตำแหน่ง
ผมได้เร่งผลักดันนโยบายเร่งด่วนต่าง ๆ ออกมา และลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อไปพบ ไปรับฟังปัญหา ความอึดอัดของพี่น้องประชาชน ในทุก ๆ ภาค ไม่ว่าจะไปที่ไหน ผมก็ได้รับการต้อนรับที่อบอุ่นเสมอ และผมรู้สึกขอบคุณประชาชนทุกคนที่มาต้อนรับ มาให้ความเห็นที่เป็นประโยชน์ และผมจะตั้งใจแก้ปัญหา ทำงานเพื่อประชาชนต่อไป
หากถอยมาดูในภาพใหญ่ นอกจากนโยบายเร่งด่วนที่ผมกล่าวไปแล้ว ผมก็เริ่มดำเนินนโยบายที่จะวางรากฐานระยะกลางและระยะยาว เพื่อสร้างรากฐานให้กับอนาคตที่ดีกว่าให้ลูกหลานของพวกเราทุกคน ต้องขอให้เครดิตทุกภาคส่วนที่มีส่วนร่วมทำนโยบายให้เห็นผลได้จริงในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากขาดความช่วยเหลือจากภาคประชาสังคม บุคลากรภาครัฐ ข้าราชการ ภาคเอกชน ที่ช่วยกันทำนโยบายให้เห็นผลได้จริง แม้ว่าในบางครั้ง งานที่ผมได้เร่งดำเนินการ ก็เป็นงานที่เพิ่มเติมเข้ามาจากภาระที่ท่านมีอยู่แล้ว และทุกท่านก็ตั้งใจ ร่วมกันทำงานอย่างหนักเพื่อประชาชน
ผมก็ขอเป็นตัวแทนประชาชน ขอขอบคุณทุกท่านครับ ที่ทำให้ความเปลี่ยนแปลงทั้งหลายเกิดขึ้นได้จริงในระยะเวลาอันรวดเร็ว ขอบคุณ และขอให้ทุกภาคส่วน ทุกคน ยังคงทำงาน ยังตั้งมั่น ดำรงไว้ซึ่งขวัญและกำลังใจที่ดีในปีถัด ๆ ไป เพื่อสร้างรอยยิ้ม สร้างความสุขให้กับพี่น้องประชาชนต่อไปครับ
อีกภาคหนึ่ง ผมขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ ทหาร ตำรวจ และอาสาสมัครทุกคน ที่ปฏิบัติภารกิจอย่างเข้มแข็ง รวมทั้งดูแลและช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ให้พี่น้องชาวไทยผ่านพ้นจากเหตุการณ์ต่าง ๆ ตลอดทั้งปีที่ผ่านมา เราจะก้าวสู่ปีพุทธศักราช 2567 ที่นับได้ว่าเป็นปีแห่งความก้าวหน้าอย่างแท้จริง ด้วยพลังกาย พลังใจ ที่เปี่ยมไปด้วยความสมหวัง ความสุข และเป็นก้าวของความสำเร็จและความมั่นคงในชีวิตของพี่น้องชาวไทยทุกคน
ผมขอให้ทุกคนเริ่มต้นศักราชใหม่ด้วยจิตใจที่อิ่มเอมไปด้วยความสุข ความสดชื่น และใช้ช่วงเวลาอันมีค่านี้เฉลิมฉลองกับครอบครัว ญาติมิตร อย่างอบอุ่นและมีความสุข พร้อมทั้งขอส่งความปรารถนาดีมายังพี่น้องประชาชนชาวไทยทุกคน และขอส่งกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานอำนวยความสะดวกให้แก่พี่น้องประชาชนในช่วงเทศกาลแห่งการเฉลิมฉลองปีพุทธศักราช 2567
เนื่องในศุภวาระขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2567 ผมขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนชาวไทยทุกคน ร่วมกันตั้งจิตอธิษฐานอาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยและอำนาจแห่งสรรพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากล
โปรดอภิบาลบันดาลดลให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ทรงพระเจริญด้วยจตุรพิธพรชัย ทรงพระเกษมสำราญ มีพระราชประสงค์จำนงสิ่งใด ขอจงสัมฤทธิ์ดั่งพระราชหฤทัยปรารถนา สถิตเป็นมิ่งขวัญร่มเกล้าแก่ปวงพสกนิกรชาวไทย ตราบกาลนาน
สวัสดีปีใหม่ 2567 ครับ
|
รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล-คำปราศรัย นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2567
|
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/76858
|
4
|
วันจันทร์ที่ 1 มกราคม 2567
01/01/2567
นายกฯ ห่วงเหตุแผ่นดินไหวที่ญี่ปุ่น สั่งคนไทยเฝ้าระวังการเตือนภัย หาก จำเป็นพร้อมอพยพ
นายกฯ ห่วงเหตุแผ่นดินไหวที่ญี่ปุ่น สั่งคนไทยเฝ้าระวังการเตือนภัย หาก จำเป็นพร้อมอพยพ
วันนี้ ( 1 มกราคม 2567) นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังติดตามสถานการณ์แผ่นดินไหวที่ญี่ปุ่น ซึ่งเกิดในวันนี้( จันทร์ที่ 1 มกราคม 2567 )เวลาประมาณ 16.16 น. ตามเวลาท้องถิ่นในญี่ปุ่น ซึ่งมีขนาด 7.6 แมกนิจูด มีศูนย์กลางในพื้นที่ทางตอนกลางของญี่ปุ่น ซึ่งห่างจากกรุงโตเกียวประมาณ 526 กิโลเมตร โดยกรมอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นได้ประกาศเตือนอาจเกิดคลื่นสึนามิ ความสูง 3-5 เมตรและการเตือนภัยหากต้องอพยพ
ทั้งนี้ นายกฯ ขอให้คนไทยที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวเฝ้าระวังสถานการณ์ หากมีการแจ้งเตือนให้อพยพออกจากพื้นที่ ขอให้ปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด พร้อมติดตามการแจ้งเตือนอย่างใกล้ชิด
นายกฯ ยังได้สั่งการให้สถานทูตไทยประจำประเทศญี่ปุ่น เตรียมความพร้อมคอยช่วยเหลือคนไทย ตลอด 24 ชั่วโมงซึ่งจากรายงานในขณะนี้ยังไม่มีรายงานคนไทยได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตเนื่องมาจากเหตุการณ์ดังกล่าว
“ขอให้ประชาชนในพื้นที่ดังกล่าว
โปรดดูแลรักษาตัวและเฝ้าระวังสถานการณ์โดยติดตามข่าวสารของทางการญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่อง
กรณีฉุกเฉิน สามารถติดต่อสถาน
เอกอัครราชทูต ณ กรุงโตเกียว ได้ทางหมายเลขโทรศัพท์ HOTLINE +8190-4435-7812“ นายกฯ ย้ำ
|
รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล-นายกฯ ห่วงเหตุแผ่นดินไหวที่ญี่ปุ่น สั่งคนไทยเฝ้าระวังการเตือนภัย หาก จำเป็นพร้อมอพยพ
|
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/76870
|
5
|
วันอาทิตย์ที่ 31 ธันวาคม 2566
31/12/2566
ปลัดมหาดไทย เผยผลการลงทะเบียนหนี้นอกระบบ 30 วัน ลงทะเบียนแล้ว 113,859 ราย มูลหนี้ 7,350 ล้านบาท และเผยถึงผลการไกล่เกลี่ยสำเร็จแล้ว 933 ราย มูลหนี้ลดลงร่วม 131 ล้านบาท
ปลัดมหาดไทย เผยผลการลงทะเบียนหนี้นอกระบบ 30 วัน ลงทะเบียนแล้ว 113,859 ราย มูลหนี้ 7,350 ล้านบาท และเผยถึงผลการไกล่เกลี่ยสำเร็จแล้ว 933 ราย มูลหนี้ลดลงร่วม 131 ล้านบาท และไม่สามารถไกล่เกลี่ยได้ ดำเนินคดีแล้ว 25 คดี
เมื่อวันที่ 30 ธ.ค. 66 นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงการลงทะเบียนแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ ซึ่งเป็นวันที่ 30 นับตั้งแต่เปิดลงทะเบียน โดยจากข้อมูลของสำนักการสอบสวนและนิติการ กรมการปกครอง เมื่อเวลา 15.30 น. มีมูลหนี้รวม 7,350.828 ล้านบาท ประชาชนลงทะเบียนแล้ว 113,859 ราย โดยเป็นการลงทะเบียนผ่านระบบออนไลน์ 98,595 ราย และการลงทะเบียน ณ ศูนย์อำนวยการแก้ไขหนี้นอกระบบ 15,264 ราย รวมจำนวนเจ้าหนี้ 84,313 ราย มีพื้นที่/จังหวัดที่มีผู้ลงทะเบียนมากที่สุด 5 ลำดับแรก 1. กรุงเทพมหานคร ยังคงมากที่สุด มีผู้ลงทะเบียน 7,119 ราย เจ้าหนี้ 6,228 ราย มูลหนี้ 622.110 ล้านบาท 2. จังหวัดนครศรีธรรมราช มีผู้ลงทะเบียน 4,849 ราย เจ้าหนี้ 4,171 ราย มูลหนี้ 310.241 ล้านบาท 3. จังหวัดสงขลา มีผู้ลงทะเบียน 4,493 ราย เจ้าหนี้ 3,305 ราย มูลหนี้ 290.166 ล้านบาท 4. จังหวัดนครราชสีมา มีผู้ลงทะเบียน 4,346 ราย เจ้าหนี้ 2,838 ราย มูลหนี้ 333.885 ล้านบาท 5. จังหวัดขอนแก่น มีผู้ลงทะเบียน 3,020 ราย เจ้าหนี้ 2,514 ราย มูลหนี้ 231.650 ล้านบาท ขณะที่จังหวัดที่มีผู้ลงทะเบียนน้อยที่สุด 5 ลำดับแรก ได้แก่ 1. จังหวัดแม่ฮ่องสอน มีผู้ลงทะเบียน 168 ราย เจ้าหนี้ 138 ราย มูลหนี้ 8.830 ล้านบาท 2. จังหวัดระนอง มีผู้ลงทะเบียน 235 ราย เจ้าหนี้ 154 ราย มูลหนี้ 17.237 ล้านบาท 3. จังหวัดสมุทรสงคราม มีผู้ลงทะเบียน 305 ราย เจ้าหนี้ 219 ราย มูลหนี้ 9.786 ล้านบาท 4. จังหวัดตราด มีผู้ลงทะเบียน 376 ราย เจ้าหนี้ 260 ราย มูลหนี้ 15.038 ล้านบาท และ 5. จังหวัดสิงห์บุรี มีผู้ลงทะเบียน 406 ราย เจ้าหนี้ 274 ราย มูลหนี้ 19.645 ล้านบาท
สำหรับข้อมูลการไกล่เกลี่ยหนี้นอกระบบทั่วประเทศ พบว่ามีลูกหนี้เข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยแล้ว 4,352 ราย ไกล่เกลี่ยสำเร็จ 933 ราย มูลหนี้ของลูกหนี้ก่อนไกล่เกลี่ย 257.270 ล้านบาท หลังการไกล่เกลี่ย 126.009 ล้านบาท มูลหนี้ลดลง 131.261 ล้านบาท ซึ่งจังหวัดที่สามารถนำลูกหนี้เข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยได้มากที่สุดยังคงเป็นจังหวัดนครสวรรค์ โดยมีลูกหนี้ที่เข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ย 1,138 ราย ไกล่เกลี่ยสำเร็จ 22 ราย มูลหนี้ของลูกหนี้ก่อนไกล่เกลี่ย 88.949 ล้านบาท หลังการไกล่เกลี่ย 1.827 ล้านบาท ทำให้มูลหนี้ของพี่น้องประชาชนในจังหวัด ลดลงมากถึง 87.122 ล้านบาท สำหรับกรณีที่ไม่ได้รับความร่วมมือกระทั่งไม่สามารถดำเนินการไกล่เกลี่ยได้ เจ้าหน้าที่จะดำเนินการส่งสำนวนแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนของสถานีตำรวจในพื้นที่ ซึ่งในขณะนี้ มีการดำเนินคดีไปแล้ว 25 รายทั้งประเทศ ซึ่งจังหวัดที่มีการดำเนินคดีมากที่สุด คือ จังหวัดระนอง ดำเนินคดีแล้ว 6 คดี
นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวต่ออีกว่า กระทรวงมหาดไทยขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนจากปัญหาหนี้นอกระบบให้กับพี่น้องประชาชนอย่างต่อเนื่อง ด้วยการระดมสรรพกำลังและองคาพยพในเชิงพื้นที่ โดยอาศัยผู้นำในแต่ละพื้นที่ นำโดยท่านผู้ว่าราชการจังหวัด ท่านนายอำเภอ ผู้นำท้องถิ่นท้องที่ ในการช่วยกันเชิญชวนให้พี่น้องประชาชนที่เป็นหนี้นอกระบบได้เข้าสู่การลงทะเบียนให้ได้มากที่สุด เพื่อที่ขั้นตอนต่อไปจะได้มีการประสานบูรณาการการปฏิบัติช่วยกัน ด้วยการนำพาทั้งลูกหนี้และเจ้าหนี้นอกระบบมาพูดคุยเพื่อพิสูจน์ความจริง และดำเนินการเข้าสู่ขั้นตอนของการไกล่เกลี่ย เพื่อเป็นการยุติหนี้นอกระบบ โดยยึดกฎหมายเป็นที่ตั้ง และเน้นย้ำเรื่องความปลอดภัยของลูกหนี้ ซึ่งมีกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน คณะกรรมการหมู่บ้าน ผู้นำท้องถิ่น รวมถึงเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองลงพื้นที่เก็บข้อมูล หาข่าว พร้อมอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนให้มากขึ้น ทั้งการลงทะเบียนหนี้นอกระบบและการเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ย
“กระทรวงมหาดไทยยังคงเปิดรับลงทะเบียนพี่น้องประชาชนผู้ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาหนี้นอกระบบ ทั้งทางออนไลน์ที่ https://debt.dopa.go.th หรือวอร์คอินได้ ณ ที่ว่าการอำเภอ หรือสำนักงานเขตทั่วประเทศ โดยสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนศูนย์ดำรงธรรม โทร. 1567 ตลอด 24 ชั่วโมง หรือกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชนในพื้นที่” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าว
#WorldSoilDay #วันดินโลก #UN #FAO #GlobalSoilPartnership #MOI
#กระทรวงมหาดไทย #บำบัดทุกข์บำรุงสุข #SoilandWaterasourceoflife #SustainableSoilandWaterforbetterlife
#ดินดีน้ำดีชีวีมีสุขอย่างยั่งยืน #SDGsforAll #ChangeforGood
|
รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล-ปลัดมหาดไทย เผยผลการลงทะเบียนหนี้นอกระบบ 30 วัน ลงทะเบียนแล้ว 113,859 ราย มูลหนี้ 7,350 ล้านบาท และเผยถึงผลการไกล่เกลี่ยสำเร็จแล้ว 933 ราย มูลหนี้ลดลงร่วม 131 ล้านบาท
|
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/76848
|
6
|
วันอาทิตย์ที่ 31 ธันวาคม 2566
31/12/2566
ปลัดมหาดไทย เผยผลการลงทะเบียนหนี้นอกระบบ ครบ 1 เดือน ลงทะเบียนแล้ว 114,307 ราย มูลหนี้ 7,377 ล้านบาท ไกล่เกลี่ยสำเร็จแล้ว 934 ราย เน้นย้ำ บูรณาการเดินหน้าเชิงรุกในทุกวัน แก้ไขปัญหา
ปลัดมหาดไทย เผยผลการลงทะเบียนหนี้นอกระบบ ครบ 1 เดือน ลงทะเบียนแล้ว 114,307 ราย มูลหนี้ 7,377 ล้านบาท ไกล่เกลี่ยสำเร็จแล้ว 934 ราย เน้นย้ำ บูรณาการเดินหน้าเชิงรุกในทุกวัน แก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบให้พี่น้องประชาชน เพื่อปลดวงจรความทุกข์ยากให้หมดสิ้นไป
วันนี้ (31 ธ.ค. 66) นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงการลงทะเบียนแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ ซึ่งเป็นวันที่ 31 ครบ 1 เดือน นับตั้งแต่เปิดลงทะเบียนเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2566 เป็นต้นมา โดยจากข้อมูลของสำนักการสอบสวนและนิติการ กรมการปกครอง เมื่อเวลา 15.30 น. มีมูลหนี้รวม 7,377.695 ล้านบาท ประชาชนลงทะเบียนแล้ว 114,307 ราย โดยเป็นการลงทะเบียนผ่านระบบออนไลน์ 99,038 ราย และการลงทะเบียน ณ ศูนย์อำนวยการแก้ไขหนี้นอกระบบ 15,269 ราย รวมจำนวนเจ้าหนี้ 84,632 ราย มีพื้นที่/จังหวัดที่มีผู้ลงทะเบียนมากที่สุด 5 ลำดับแรก 1. กรุงเทพมหานคร ยังคงมากที่สุด มีผู้ลงทะเบียน 7,140 ราย เจ้าหนี้ 6,241 ราย มูลหนี้ 623.233 ล้านบาท 2. จังหวัดนครศรีธรรมราช มีผู้ลงทะเบียน 4,866 ราย เจ้าหนี้ 4,191 ราย มูลหนี้ 311.716 ล้านบาท 3. จังหวัดสงขลา มีผู้ลงทะเบียน 4,499 ราย เจ้าหนี้ 3,310 ราย มูลหนี้ 290.406 ล้านบาท 4. จังหวัดนครราชสีมา มีผู้ลงทะเบียน 4,367 ราย เจ้าหนี้ 2,859 ราย มูลหนี้ 337.060 ล้านบาท 5. จังหวัดขอนแก่น มีผู้ลงทะเบียน 3,038 ราย เจ้าหนี้ 2,521 ราย มูลหนี้ 232.255 ล้านบาท ขณะที่จังหวัดที่มีผู้ลงทะเบียนน้อยที่สุด 5 ลำดับแรก ได้แก่ 1. จังหวัดแม่ฮ่องสอน มีผู้ลงทะเบียน 169 ราย เจ้าหนี้ 138 ราย มูลหนี้ 8.830 ล้านบาท 2. จังหวัดระนอง มีผู้ลงทะเบียน 235 ราย เจ้าหนี้ 161 ราย มูลหนี้ 17.594 ล้านบาท 3. จังหวัดสมุทรสงคราม มีผู้ลงทะเบียน 305 ราย เจ้าหนี้ 220 ราย มูลหนี้ 9.886 ล้านบาท 4. จังหวัดตราด มีผู้ลงทะเบียน 379 ราย เจ้าหนี้ 260 ราย มูลหนี้ 15.038 ล้านบาท และ 5. จังหวัดสิงห์บุรี มีผู้ลงทะเบียน 410 ราย เจ้าหนี้ 274 ราย มูลหนี้ 19.645 ล้านบาท
“สำหรับข้อมูลการไกล่เกลี่ยหนี้นอกระบบทั่วประเทศ พบว่ามีลูกหนี้เข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยแล้ว 4,353 ราย ไกล่เกลี่ยสำเร็จ 934 ราย มูลหนี้ของลูกหนี้ก่อนไกล่เกลี่ย 257.770 ล้านบาท หลังการไกล่เกลี่ย 126.120 ล้านบาท มูลหนี้ลดลง 131.650 ล้านบาท ซึ่งจังหวัดที่สามารถนำลูกหนี้เข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยได้มากที่สุดยังคงเป็นจังหวัดนครสวรรค์ โดยมีลูกหนี้ที่เข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ย 1,136 ราย ไกล่เกลี่ยสำเร็จ 23 ราย มูลหนี้ของลูกหนี้ก่อนไกล่เกลี่ย 89.457 ล้านบาท หลังการไกล่เกลี่ย 1.827 ล้านบาท ทำให้มูลหนี้ของพี่น้องประชาชนในจังหวัด ลดลงมากถึง 87.630 ล้านบาท สำหรับกรณีที่ไม่ได้รับความร่วมมือกระทั่งไม่สามารถดำเนินการไกล่เกลี่ยได้ เจ้าหน้าที่จะดำเนินการส่งสำนวนแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนของสถานีตำรวจในพื้นที่ ซึ่งในขณะนี้ ได้มีการดำเนินคดีไปแล้ว 25 รายทั้งประเทศ
นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวต่ออีกว่า กระทรวงมหาดไทยได้บูรณาการร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง และเจ้าหน้าที่ตำรวจในระดับพื้นที่ เพื่อแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบอย่างเป็นรูปธรรมและแก้ไขปัญหาหนี้สินรายย่อยเชิงรุกให้กับประชาชน พร้อมประชาสัมพันธ์ให้ลูกหนี้นอกระบบที่มีความประสงค์ขอรับการช่วยเหลือ หรือให้ทางราชการแก้ไขปัญหาในการลงทะเบียนขอรับความช่วยเหลือ ซึ่งตลอดการลงทะเบียนที่ผ่านมาทางนั้น ทางกระทรวงมหาดไทยได้ใช้กลไกทางปกครองและอำนาจตามกฎหมาย ควบคู่กับการดำเนินกระบวนการไกล่เกลี่ยระหว่างลูกหนี้และเจ้าหนี้ โดยเชิญทุกฝ่ายมาพูดคุยหาข้อตกลงที่เป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย อย่างไรก็ตามต้องขอเน้นย้ำไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ได้กำชับและติดตามเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองและส่วนที่เกี่ยวข้อง ในการดำเนินการนำผู้ที่ลงทะเบียนขอรับความช่วยเหลือในการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ มาเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยหนี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชนอย่างทันท่วงที เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน เพิ่มพูนความสุข โดยเฉพาะช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ให้พี่น้องประชาชนจะกลับภูมิลำเนาเป็นจำนวนมาก หากมีการประชาสัมพันธ์เชิงรุกให้ทั้งลูกหนี้และเจ้าหนี้จะได้เข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ย จะถือเป็นโอกาสที่ดียิ่งที่ญาติพี่น้องผู้เป็นหนี้นอกระบบจะได้ชักชวน จูงใจให้ญาติของตนเองเข้าไปลงทะเบียนหนี้นอกระบบ พร้อมเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ย เพื่อปลดวงจรความทุกข์ยากให้หมดสิ้นไป เป็นของขวัญปีใหม่ให้กับพี่น้องประชาชนผู้เป็นหนี้นอกระบบ
“กระทรวงมหาดไทย ยังคงเปิดรับลงทะเบียนพี่น้องประชาชนผู้ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาหนี้นอกระบบ ทั้งทางออนไลน์ที่ https://debt.dopa.go.th หรือวอร์คอินได้ ณ ที่ว่าการอำเภอ หรือสำนักงานเขตทั่วประเทศ โดยสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนศูนย์ดำรงธรรม โทร. 1567 ตลอด 24 ชั่วโมง หรือกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชนในพื้นที่” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าว
#WorldSoilDay #วันดินโลก #UN #FAO #GlobalSoilPartnership #MOI #กระทรวงมหาดไทย #บำบัดทุกข์บำรุงสุข
#SoilandWaterasourceoflife #SustainableSoilandWaterforbetterlife
#ดินดีน้ำดีชีวีมีสุขอย่างยั่งยืน #SDGsforAll #ChangeforGood
|
รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล-ปลัดมหาดไทย เผยผลการลงทะเบียนหนี้นอกระบบ ครบ 1 เดือน ลงทะเบียนแล้ว 114,307 ราย มูลหนี้ 7,377 ล้านบาท ไกล่เกลี่ยสำเร็จแล้ว 934 ราย เน้นย้ำ บูรณาการเดินหน้าเชิงรุกในทุกวัน แก้ไขปัญหา
|
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/76852
|
7
|
วันอาทิตย์ที่ 31 ธันวาคม 2566
31/12/2566
ผู้ว่าฯ นราธิวาส มอบชุดธารน้ำใจสภากาชาดไทย 4,212 ชุด พร้อมปล่อยคาราวานนำถุงยังชีพมอบแก่ผู้ประสบอุทกภัยทุกหมู่บ้านในอำเภอแว้ง
ผู้ว่าฯ นราธิวาส มอบชุดธารน้ำใจสภากาชาดไทย 4,212 ชุด พร้อมปล่อยคาราวานนำถุงยังชีพมอบแก่ผู้ประสบอุทกภัยทุกหมู่บ้านในอำเภอแว้ง
เมื่อวันที่ 30 ธ.ค. 66 ว่าที่ร้อยตรี ตระกูล โทธรรม ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส เปิดเผยว่า ตนพร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เหล่ากาชาดจังหวัดนราธิวาส ผู้แทนภาคเอกชน และประชาชนจิตอาสา ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจและมอบชุดธารน้ำใจสภากาชาดไทยแก่ประชาชนที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่อำเภอแว้ง จังหวัดนราธิวาส ซึ่งอำเภอแว้งได้ขอรับการสนับสนุนถุงธารน้ำใจจากสภากาชาดไทย ผ่านแอปพลิเคชั่น “พ้นภัย” ของสภากาชาดไทย ผ่านเหล่ากาชาดจังหวัดนราธิวาส และได้รับการอนุมัติถุงธารน้ำใจจากสภากาชาดไทย จำนวน 4,212 ชุด โดยนายรุสดี ปูรียา นายอำเภอแว้ง กล่าวรายงานสถานการณ์ และมีนายกกิ่งกาชาดอำเภอแว้ง ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และประชาชนในพื้นที่ ร่วมกิจกรรม
ว่าที่ร้อยตรี ตระกูล โทธรรม ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส กล่าวว่า สถานการณ์อุทกภัยภาพรวมในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส มีพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ จำนวน 13 อำเภอ 77 ตำบล 536 หมู่บ้าน 57 ชุมชน โดยในขณะนี้สถานการณ์คลี่คลายแล้ว คงเหลือจำนวน 6 อำเภอ 16 ตำบล 70 หมู่บ้าน 11 ชุมชน มีพี่น้องประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ 65,780 ครัวเรือน 266,325 คน ผู้เสียชีวิต 12 ราย (หญิง 4 ราย ชาย 8 ราย) ผู้สูญหาย 1 ราย ผู้อพยพ 232 ครัวเรือน 1,563 คน สำหรับความเสียหายทางด้านกายภาพ แบ่งเป็น ด้านปศุสัตว์ แพะ 169 ตัว แกะ 5 ตัว โค 521 ตัว กระบือ 11 ตัว สัตว์ปีก 4,033 ตัว ด้านพืช ข้าว 1,173 ไร่ พืชผัก 604 ไร่ ไม้ผล 9,490 ไร่ ด้านพืช สัตว์น้ำเลี้ยงในบ่อดินนาข้าว 505.31 ไร่ ด้านประมง สัตว์น้ำเลี้ยงในกระชังบ่อซีเมนต์ 2,548 ไร่
"ในส่วนของอำเภอแว้งได้เกิดภาวะฝนตกหนักตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2566 ถึงวันที่ 26 ธันวาคม 2566 ทำให้ได้รับผลกระทบ ทั้ง 6 ตำบล จำนวน 46 หมู่บ้าน 4,422 ครัวเรือน 18,230 คน ซึ่งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ (อุทกภัย วาตภัย และดินถล่ม) อำเภอแว้ง ได้ดำเนินการช่วยเหลือประชาชนโดยการอพยพไปในพื้นที่ปลอดภัย จำนวน 6 จุด 53 ครัวเรือน 163 คน คือ 1. ศูนย์อพยพศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านกีแยมัส หมู่ที่ 4 ตำบลฆอเลาะ จำนวน 20 ครัวเรือน 38 คน 2. ศูนย์อพยพร้านค้าประชารัฐบ้านตำเสา หมู่ที่ 6 ตำบลฆอเลาะ จำนวน 7 ครัวเรือน 2 คน 3. ศูนย์อพยพ ชรบ.บ้านจามาแก๊ะ หมู่ที่ 3 ตำบลฆอเลาะ จำนวน 6 ครัวเรือน 18 คน 4. ศูนย์อพยพโรงเรียนบ้านฆอเลาะทูวอ หมู่ที่ 7 ตำบลแว้ง จำนวน 6 ครัวเรือน 30 คน 5. ศูนย์อพยพโรงเรียนตาดีกาบ้านนูโร๊ะ หมู่ที่ 1 ตำบลโละจูด จำนวน 9 ครัวเรือน 20 คน 6. ศูนย์อพยพศาลาประชาคมประจำหมู่บ้าน (ชคต.หลังเก่า) ตำบลกายูคละ จำนวน 5 ครัวเรือน 25 คน โดยมีส่วนราชการต่าง ๆ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกแห่งให้การช่วยเหลือเบื้องต้น โดยแจกจ่ายอาหารปรุงสุกให้กับผู้ได้รับผลกระทบ"ว่าที่ร้อยตรี ตระกูลฯ กล่าว
ว่าที่ร้อยตรี ตระกูล โทธรรม ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส กล่าวในตอนท้ายว่า ขอขอบคุณ สภากาชาดไทยที่ได้อนุมัติถุงธารน้ำใจจากสภากาชาดไทย จำนวน 4,212 ชุด ให้กับพี่น้องชาวอำเภอแว้ง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนที่เกิดจากน้ำท่วมขังเป็นเวลาหลายวัน โดยในขณะนี้จังหวัดนราธิวาสได้ประกาศพื้นที่ประสบสาธารณภัย/เขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (อุทกภัย น้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมฉับพลัน และดินสไลด์) ในพื้นที่น้ำท่วม เพื่อประโยชน์ในการจัดการสาธารณภัยให้เป็นไปตามแผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติและการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติฉุกเฉินเร่งด่วน พร้อมระดมกำลังเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการพร้อมเครื่องจักรกลด้านสาธารณภัยเร่งแก้ไขปัญหา ระบายน้ำ และบรรเทาความเดือดร้อนแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ สำหรับพื้นที่ที่สถานการณ์เริ่มคลี่คลายแล้วได้ให้เจ้าหน้าที่เข้าฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัยให้กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาดำเนินชีวิตได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด รวมถึงจัดเจ้าหน้าที่เข้าสำรวจและจัดทำบัญชีความเสียหาย เพื่อดำเนินการช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงการคลังฯ ต่อไป สำหรับพี่น้องประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากสาธารณภัย สามารถแจ้งเหตุและขอความช่วยเหลือทางไลน์ “ปภ.รับแจ้งเหตุ 1784” โดยเพิ่มเพื่อน Line ID @1784DDPM และสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ ประชาชนยังสามารถติดตามประกาศการแจ้งเตือนภัยได้ที่แอปพลิเคชัน “THAI DISASTER ALERT”
#WorldSoilDay #วันดินโลก #UN #FAO #GlobalSoilPartnership #MOI
#กระทรวงมหาดไทย #บำบัดทุกข์บำรุงสุข #SoilandWaterasourceoflife
#SustainableSoilandWaterforbetterlife #ดินดีน้ำดีชีวีมีสุขอย่างยั่งยืน #SDGsforAll #ChangeforGood
|
รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล-ผู้ว่าฯ นราธิวาส มอบชุดธารน้ำใจสภากาชาดไทย 4,212 ชุด พร้อมปล่อยคาราวานนำถุงยังชีพมอบแก่ผู้ประสบอุทกภัยทุกหมู่บ้านในอำเภอแว้ง
|
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/76846
|
8
|
วันอาทิตย์ที่ 31 ธันวาคม 2566
31/12/2566
โฆษก มท. เผย มท.1 แสดงความเสียใจกรณีผู้ใหญ่บ้านบ้านใหม่สันติเสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ที่จุดบริการประชาชน พร้อมสั่งการอธิบดีกรมการปกครอง-ผู้ว่าฯ โคราช ให้กำลังใจและอำนวยความสะดวก
โฆษก มท. เผย มท.1 แสดงความเสียใจกรณีผู้ใหญ่บ้านบ้านใหม่สันติเสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ที่จุดบริการประชาชน พร้อมสั่งการอธิบดีกรมการปกครอง-ผู้ว่าฯ โคราช ให้กำลังใจและอำนวยความสะดวกครอบครัวอย่างเต็มที่ และขอให้ประชาชนใช้รถใช้ถนนด้วยความระมัดระวัง
โฆษก มท. เผย มท.1 แสดงความเสียใจกรณีผู้ใหญ่บ้านบ้านใหม่สันติเสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ที่จุดบริการประชาชน พร้อมสั่งการอธิบดีกรมการปกครอง-ผู้ว่าฯ โคราช ให้กำลังใจและอำนวยความสะดวกครอบครัวอย่างเต็มที่ และขอให้ประชาชนใช้รถใช้ถนนด้วยความระมัดระวังในวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ “ดื่มไม่ขับ ขับไม่ดื่ม” และ “ง่วงต้องไม่ขับ” เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของตนเองและผู้อื่น
วันนี้ (31 ธ.ค. 66) นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในฐานะโฆษกกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้รับทราบและแสดงความเสียใจกรณี นายสากล ยะวงศ์ศา ผู้ใหญ่บ้านบ้านใหม่สันติ หมู่ 5 ต.มะเกลือใหม่ อ.สูงเนิน จ.นครราชสีมา เสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ที่จุดบริการประชาชนบ้านใหม่สันติ พร้อมสั่งการนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ อธิบดีกรมการปกครอง และนายสยาม ศิริมงคล ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ไปให้กำลังใจครอบครัว และดูแลการจัดพิธีศพ รวมถึงการดูแลอำนวยความสะดวกให้กับครอบครัวอย่างเต็มที่
นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล โฆษกกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า กรณีดังกล่าว ได้รับรายงานจากนายกฤษณธร เลิศสำโรง นายอำเภอสูงเนิน ว่า เกิดเหตุรถยนต์เสียหลักพุ่งชนจุดบริการประชาชน ช่วงหลักกิโลเมตรที่ 9-10 ทางหลวงหมายเลข 24 ถนนสีคิ้ว-โชคชัย ซึ่งในขณะนั้น นายสากล ยะวงศ์ศา ผู้ใหญ่บ้านบ้านใหม่สันติ กำลังปฏิบัติหน้าที่ที่จุดบริการประชาชน ส่งผลทำให้ผู้ใหญ่บ้านเสียชีวิตทันที
นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล โฆษกกระทรวงมหาดไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เป็นบุคลากรที่สำคัญในการดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ และในช่วงเทศกาลต่าง ๆ จะเป็นกำลังในการร่วมอำนวยความสะดวกดูแลความปลอดภัยให้กับประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนน ซึ่งการสูญเสียผู้ใหญ่บ้านบ้านใหม่สันติในครั้งนี้ นับเป็นการสูญเสียผู้นำของหมู่บ้านผู้มีความเสียสละ มีความตั้งใจในการเสริมสร้างสิ่งที่ดีให้เกิดขึ้นกับลูกบ้าน รวมทั้งเป็นผู้ประสานงานหลักระหว่างภาครัฐกับพี่น้องประชาชน
“วันนี้เป็นวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ซึ่งหลายพื้นที่จะมีการจัดกิจกรรมและงานเลี้ยงสังสรรค์ และพี่น้องประชาชนหลายครอบครัวจะเดินทางกลับจากเฉลิมฉลอง ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนได้กำชับจังหวัด อำเภอ ให้เพิ่มความเข้มข้นจัดตั้งจุดตรวจ/ด่านชุมชนในเส้นทางสายรอง เส้นทางเข้าออกชุมชน พร้อมย้ำสร้างการรับรู้ “ดื่มไม่ขับ ขับไม่ดื่ม” รวมไปถึงขอให้พี่น้องประชาชนที่ต้องขับขี่รถในช่วงกลางคืนหรือเช้ามืด หากรู้สึกว่าร่างกายไม่พร้อม “ง่วงต้องไม่ขับ” ขอให้แวะพัก ณ จุดบริการประชาชน หรือพักในพื้นที่ที่ปลอดภัย อย่าฝืนขับขี่รถ เพราะอาจส่งผลให้เกิดความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินของตนเอง และหากต้องการขอรับความช่วยเหลือสามารถติดต่อสายด่วนนิรภัย โทร. 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง และขอขอบคุณและเป็นกำลังใจให้กับผู้ปฏิบัติงานจุดตรวจ/ด่านชุมชนทุกท่าน ที่ได้เสียสละกำลังกายปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถเพื่ออำนวยความสะดวกและดูแลความปลอดภัยให้กับพี่น้องประชาชน” โฆษก มท. กล่าวในช่วงท้าย
|
รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล-โฆษก มท. เผย มท.1 แสดงความเสียใจกรณีผู้ใหญ่บ้านบ้านใหม่สันติเสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ที่จุดบริการประชาชน พร้อมสั่งการอธิบดีกรมการปกครอง-ผู้ว่าฯ โคราช ให้กำลังใจและอำนวยความสะดวก
|
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/76853
|
9
|
วันอาทิตย์ที่ 31 ธันวาคม 2566
ปกท.ทส. ลงพื้นที่ติดตามความพร้อมรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินและช่วยเหลือประชาชน ในช่วงเทศกาลปีใหม่
ปกท.ทส. ลงพื้นที่ติดตามความพร้อมรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินและช่วยเหลือประชาชน ในช่วงเทศกาลปีใหม่
ปกท.ทส. ลงพื้นที่ติดตามความพร้อมรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินและช่วยเหลือประชาชน ในช่วงเทศกาลปีใหม่
วันที่ 30 ธันวาคม 2566 นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ปกท.ทส.) พร้อมด้วยคณะ ลงพื้นที่ตรวจติดตามการเตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินและช่วยเหลือประชาชน ในช่วงเทศกาลปีใหม่ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ โดยได้รับฟังการบรรยายสรุปสถานการณ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในอุทยานแห่งชาติเขาค้อ สถานการณ์ไฟป่า รวมทั้งได้มอบนโยบายและข้อเสนอแนะในการปฏิบัติงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของกระทรวงฯ พร้อมนี้ได้มอบเสบียงและของใช้ที่จำเป็นในการดำรงชีพแก่พนักงานพิทักษ์ป่า เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่
จากนั้น ปกท.ทส. พร้อมคณะ ได้เดินทางไปยังอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา เพื่อตรวจติดตามการเตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินและช่วยเหลือประชาชนในช่วงเทศกาลปีใหม่รวมทั้งสถานการณ์ไฟป่า โดย ปกท.ทส. ได้ส่งมอบอุปกรณ์ที่ใช้ในการดับไฟป่าให้แก่สถานีควบคุมไฟป่าเขาใหญ่ และให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน ทั้งในส่วนการดูแลป้องกันไฟป่า และส่วนของการดูแลและบริการนักท่องเที่ยวช่วงเทศกาลปีใหม่ รวมถึงตรวจเยี่ยมนิทรรศการที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว พร้อมกันนี้ได้ให้คำแนะนำการนำเสนอข้อมูล และการประชาสัมพันธ์ข้อมูลต่าง ๆ ภายในศูนย์ฯ เพิ่มเติม
|
รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล-ปกท.ทส. ลงพื้นที่ติดตามความพร้อมรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินและช่วยเหลือประชาชน ในช่วงเทศกาลปีใหม่
|
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/76850
|
10
|
วันอาทิตย์ที่ 31 ธันวาคม 2566
31/12/2566
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานแถลงข่าวรณรงค์ป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนเทศกาลปีใหม่ ๒๕๖๗
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานแถลงข่าวรณรงค์ป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนเทศกาลปีใหม่ ๒๕๖๗
ในวันอาทิตย์ที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๖ พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะประธานแถลงข่าวศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน (ศปถ.) ร่วมแถลงข่าวรณรงค์ป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนในช่วงเทศกาลปีใหม่ ๒๕๖๗ โดยมี นายโชตินรินทร์ เกิดสม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พันตำรวจโท มนตรี บุณยโยธิน รองอธิบดีกรมคุมประพฤติ นายเธียรชัย ชูกิตติวิบูลย์ นางสาวชัชดาพร บุญพีระณัช รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมฯ ณ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรุงเทพมหานคร
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่า ศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ พ.ศ. ๒๕๖๗ โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยและความร่วมมือของหน่วยงานภาคีเครือข่ายได้รวบรวมสถิติอุบัติเหตุทางถนนประจำวันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๖๖ ซึ่งเป็นวันที่สองของการรณรงค์ “ขับขี่ปลอดภัย เมืองไทยไร้อุบัติเหตุ” พบว่า เกิดอุบัติเหตุ ๓๘๕ ครั้ง มีผู้บาดเจ็บ ๔๐๔ ราย และมีผู้เสียชีวิต ๓๗ ราย ซึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ขับรถเร็ว ร้อยละ ๓๔.๕๕ รองลงมา คือ ดื่มแล้วขับ ร้อยละ ๒๒.๖๐ ส่วนยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ รถจักรยานยนต์ ร้อยละ ๘๕.๒๙ ส่วนใหญ่เกิดบนเส้นทางตรง ร้อยละ ๘๐.๒๕ ถนนกรมทางหลวง ร้อยละ ๓๘.๔๔ ถนนใน อบต./หมู่บ้าน ร้อยละ ๓๕.๓๒ ช่วงเวลาที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ช่วงเวลา ๑๘.๐๑ – ๑๙.๐๐ น. ร้อยละ ๙.๖๑ ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตสูงสุด อยู่ในช่วงอายุ ๒๐ - ๒๙ ปี ร้อยละ ๒๐.๖๓ จัดตั้งจุดตรวจหลัก ๑,๗๗๔ จุด เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน ๕๑,๔๐๘ คน โดยจังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ จังหวัดตาก (๑๘ ครั้ง) จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสูงสุด ได้แก่ จังหวัดตาก (๑๘ ราย) และจังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสูงสุด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร (๔ ราย)
ทั้งนี้ สรุปอุบัติเหตุทางถนนสะสมในช่วง ๒ วันของการรณรงค์ (๒๙ – ๓๐ ธันวาคม ๒๕๖๖) พบว่า เกิดอุบัติเหตุรวม ๗๒๔ ครั้ง มีผู้บาดเจ็บ รวม ๗๓๙ ราย ผู้เสียชีวิต รวม ๗๑ ราย จังหวัดที่ไม่มีผู้เสียชีวิต (ตายเป็นศูนย์) จำนวน ๓๗ จังหวัด จังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสะสมสูงสุด ได้แก่ จังหวัดขอนแก่น (๓๑ ครั้ง) จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสะสมสูงสุด ได้แก่ จังหวัดขอนแก่นและตาก (จังหวัดละ ๓๐ คน) ส่วนจังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสะสมสูงสุด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร และปราจีนบุรี (จังหวัดละ ๕ ราย)
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวต่อไปว่า ในวันนี้ประชาชนส่วนใหญ่จะอยู่ในพื้นที่ และมีการจัดงานเฉลิมฉลองส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่กับครอบครัวและเพื่อนฝูง รวมถึงเฉลิมฉลองตามสถานที่จัดงานปีใหม่ ซึ่งอาจเพิ่มปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุทางถนนจากการดื่มแล้วขับ โดยเฉพาะเส้นทางชุมชนเข้าออกหมู่บ้าน เพื่อเข้าสู่ถนนสายหลัก พร้อมคุมเข้มเส้นทางโดยรอบแหล่งท่องเที่ยว ศาสนสถาน สถานบันเทิง และสถานที่จัดงานเทศกาลปีใหม่ให้สอดคล้องกับช่วงเวลาที่เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ ทั้งนี้ ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนได้ประสานจังหวัด ตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง และอาสาสมัครในพื้นที่ เพิ่มกำลังตรวจตราดูแลความปลอดภัยของประชาชนและนักท่องเที่ยวเป็นพิเศษ คุมเข้มพฤติกรรมดื่มแล้วขับ ขับรถเร็วเกินกว่ากฎหมายกำหนด ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย และไม่สวมหมวกนิรภัย รวมถึงเพิ่มความเข้มข้นจัดตั้งจุดตรวจของด่านชุมชนในเส้นทางสายรอง เส้นทางเข้าออกชุมชนและหมู่บ้าน เพื่อป้องปรามพฤติกรรมเสี่ยงอุบัติเหตุทางถนน รวมถึงเข้มงวดกับร้านค้าในการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชนที่มีอายุต่ำกว่า ๒๐ ปี และการจำหน่ายเร่ขายในบริเวณสถานที่จัดงาน ควบคู่กับการตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ผู้ขับขี่ รวมถึงประชาสัมพันธ์มาตรการลดอุบัติเหตุทางถนนและการได้โทษตามกฎหมายที่กำหนด
|
รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล-รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานแถลงข่าวรณรงค์ป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนเทศกาลปีใหม่ ๒๕๖๗
|
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/76856
|
11
|
วันอาทิตย์ที่ 31 ธันวาคม 2566
31/12/2566
ปลัดมหาดไทย กำชับทุกหน่วยงานร่วมกันดูแลความปลอดภัยพี่น้องประชาชน-นักท่องเที่ยว ในช่วงเคานต์ดาวน์สู่ศักราชใหม่ 2567 เน้นย้ำ “ห้ามยิงปืนขึ้นฟ้า” พร้อมทั้งเชิญชวนร่วมทำบุญตักบาตร
ปลัด มท. กำชับทุกหน่วยงานร่วมกันดูแลความปลอดภัยพี่น้องประชาชน-นักท่องเที่ยว ในช่วงเคานต์ดาวน์สู่ศักราชใหม่ 2567 เน้นย้ำ “ห้ามยิงปืนขึ้นฟ้า” พร้อมทั้งเชิญชวนพุทธศาสนิกชนร่วมเสริมสิริมงคลในชีวิต ทำบุญตักบาตรเช้าตรู่วันที่ 1 มกราคม 2567 ณ วัดราชบพิธฯ
ปลัดมหาดไทย กำชับทุกหน่วยงานร่วมกันดูแลความปลอดภัยพี่น้องประชาชน-นักท่องเที่ยว ในช่วงเคานต์ดาวน์สู่ศักราชใหม่ 2567 เน้นย้ำ “ห้ามยิงปืนขึ้นฟ้า” พร้อมทั้งเชิญชวนพุทธศาสนิกชนร่วมเสริมสิริมงคลในชีวิต ทำบุญตักบาตรเช้าตรู่วันที่ 1 มกราคม 2567 ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม และสถานที่ที่จังหวัดกำหนดทั่วประเทศ
วันนี้ (31 ธ.ค. 66) เวลา 17.00 น. นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า ในช่วงตั้งแต่เย็นวันนี้จนถึงศักราชใหม่ในเวลา 00.01 น. ของวันที่ 1 ม.ค. 2567 จะมีพี่น้องประชาชนและนักท่องเที่ยวเดินทางไปร่วมเฉลิมฉลองเคานต์ดาวน์ยังสถานที่ต่าง ๆ ทั้งในกรุงเทพมหานคร และในพื้นที่จังหวัดต่าง ๆ โดยเฉพาะ Landmark ที่มีการกำหนดให้เป็นสถานที่จัดงาน ซึ่งจะส่งผลให้มีพี่น้องประชาชน นักท่องเที่ยว ตลอดจนปริมาณการใช้ยานพาหนะจำนวนมากในทุกจุด
นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยได้เน้นย้ำผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดและประสานกรุงเทพมหานคร ในการเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกพี่น้องประชาชนและนักท่องเที่ยว ทั้งในด้านการรักษาความปลอดภัยพื้นที่ และการอำนวยการด้านการจราจรทั้งทางบก และทางน้ำ ตลอดจนกำชับผู้จัดงาน ผู้ประกอบการ ได้ปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งสร้างการรับรู้ความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนและนักท่องเที่ยว เพื่อป้องกันการกระทำที่ผิดกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "ห้ามยิงปืนขึ้นฟ้าฉลองปีใหม่" เพราะในทุกเทศกาลเฉลิมฉลองมักจะเกิดเหตุการณ์ที่มีการยิงปืนขึ้นฟ้าเพื่อเฉลิมฉลองแล้วกระสุนตกลงมาใส่ผู้คน ทำให้บุคคลอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องต้องประสบเหตุจนเสียชีวิต หรือหากตกลงหลังคาบ้านคน ก็ทำให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สิน ดังนั้น ขอให้งดการยิงปืนขึ้นฟ้าเฉลิมฉลองในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ และในทุกโอกาสด้วย เพื่อให้เกิดความปลอดภัยกับเพื่อนมนุษย์และพี่น้องคนไทยทุกคน หากฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ฐานความผิดพกพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และหากกระสุนตกใส่ หรือทะลุหลังคาบ้านเรือน ทำให้ทรัพย์สินเสียหาย หรือมีผู้ได้รับบาดเจ็บ หรือเสียชีวิต ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกิน 200,000 บาท และหากเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ กระทรวงมหาดไทยยังคงเน้นย้ำมาตรการการใช้รถใช้ถนน “ดื่มไม่ขับ ถ้าขับต้องไม่ดื่ม” โดยพี่น้องประชาชนสามารถดูแลตักเตือนกันและกัน เพื่อระแวดระวังไม่ให้เกิดพฤติกรรมเสี่ยงที่ก่อให้เกิดอันตราย ถ้าสมาชิกในครอบครัวหรือลูกหลานที่จะกินเหล้าสังสรรค์ ถ้าจะดื่มจะกินเลี้ยงก็ซื้อมาดื่มที่บ้าน ถ้าจะซื้อเพิ่มก็ให้คนที่ไม่ได้ดื่มออกไปซื้อให้ และสำหรับผู้ขับขี่ยานพาหนะสัญจร หากสำรวจตัวเองพบว่ามีอาการง่วง หรือไม่สบาย ขอให้ได้แวะพักตามจุดบริการประชาชนที่มีอยู่ในถนนสายหลัก ถนนสายรอง ถนนชุมชนทั่วประเทศ เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่จะส่งผลให้เกิดการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินทั้งของตัวท่านเอง และพี่น้องประชาชนคนอื่น ๆ ด้วย
“ขอให้พี่น้องประชาชนทุกคนมีความสุขร่วมกับครอบครัว ญาติสนิทมิตรสหายในวันส่งท้ายปีเก่า และร่วมกันต้อนรับศักราชใหม่ ปี 2567 ทั้งการเฉลิมฉลอง การทำสิ่งที่ดี หรือการเข้าร่วมสวดมนต์ข้ามปี ณ วัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ พร้อมทั้งขอเชิญชวนพี่น้องพุทธศาสนิกชนได้ร่วมกันทำบุญตักบาตรข้าวสารอาหารแห้ง เสริมสร้างความเป็นสิริมงคลในชีวิต ในช่วงเช้าวันที่ 1 มกราคม 2567 ณ สถานที่ที่ผู้ว่าราชการจังหวัดกำหนด ทั่วประเทศ โดยในส่วนของกระทรวงมหาดไทย จะมีการจัดพิธีทำบุญตักบาตรต้อนรับศักราชใหม่ ในเวลา 06.30 น. ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าวในช่วงท้าย
#WorldSoilDay #วันดินโลก #UN #FAO #GlobalSoilPartnership #MOI
#กระทรวงมหาดไทย #บำบัดทุกข์บำรุงสุข #SoilandWaterasourceoflife
#SustainableSoilandWaterforbetterlife #ดินดีน้ำดีชีวีมีสุขอย่างยั่งยืน #SDGsforAll #ChangeforGood
|
รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล-ปลัดมหาดไทย กำชับทุกหน่วยงานร่วมกันดูแลความปลอดภัยพี่น้องประชาชน-นักท่องเที่ยว ในช่วงเคานต์ดาวน์สู่ศักราชใหม่ 2567 เน้นย้ำ “ห้ามยิงปืนขึ้นฟ้า” พร้อมทั้งเชิญชวนร่วมทำบุญตักบาตร
|
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/76854
|
12
|
วันจันทร์ที่ 1 มกราคม 2567
01/01/2567
รองโฆษกรัฐบาล “รัดเกล้า” เผย ปี 2567 รมว.อุตสาหกรรมเดินหน้า พัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมของประเทศไทยสู่ความสำเร็จ เพื่อขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน
รองโฆษกรัฐบาล “รัดเกล้า” เผย ปี 2567 รมว.อุตสาหกรรมเดินหน้า พัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมของประเทศไทยสู่ความสำเร็จ เพื่อขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน
วันนี้ (1 มกราคม 2567) นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า ในปี 2567 กระทรวงอุตสาหกรรม โดยนางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่ากระทรวงอุตสาหกรรม มีนโยบายขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ที่จะมุ่งเน้นในการพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมของประเทศไทยทสู่ความสำเร็จที่สมดุลทั้ง 4 ด้าน คือ ด้านความสามารถในการแข่งขัน /ด้านการยอมรับจากชุมชนและสังคม
ด้านการตอบโจทย์กติกาสากลในเรื่องของสิ่งแวดล้อม และด้านการกระจายรายได้สู่ชุมชน
นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมายที่เป็นอนาคตของประเทศ ทั้งอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) โดยใช้มาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า ระยะที่ 2 (EV3.5) / อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ / อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ / อุตสาหกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ และอุตสาหกรรมชีวภาพ
ขณะเดียวกันจะยกระดับศักยภาพอุตสาหกรรมเดิม เพื่อต่อยอดสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมในอนาคต คือการพัฒนาอุตสาหกรรมกลุ่มใหม่ที่เชื่อมโยงกับเทรนด์โลกและภาคเศรษฐกิจอื่น / เกษตรอุตสาหกรรมครบวงจร เช่น การพัฒนาวัตถุดิบ การแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่ม /อุตสาหกรรมรีไซเคิล การนำของเสียหรือวัสดุที่ไม่ได้ใช้แล้วกลับมาใช้ใหม่ เช่น แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า (EV), ซากรถยนต์, แผงโซลาร์เซลล์, /อุตสาหกรรมก่อสร้างที่มีนวัตกรรม (Innovative Construction) เพื่อรองรับการก่อสร้างอาคาร สิ่งปลูกสร้าง และที่อยู่อาศัยในอนาคต เช่น การผลิตปูนซีเมนต์เองภายในประเทศโดยไม่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ
และอุตสาหกรรมสนับสนุนประสิทธิภาพของห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain Facilitator) เช่น การบริหารสินค้าคงคลัง, ระบบอัตโนมัติในการเตรียมการขนส่ง, โลจิสติก /การส่งเสริมอุตสาหกรรมสำคัญตามนโยบายรัฐบาล/ อุตสาหกรรม Soft Power โดยใช้ soft power เป็นกลไกในการขับเคลื่อนการพัฒนา /อุตสาหกรรมฮาลาล โดยจัดตั้งหน่วยงานและคณะกรรมการเพื่อขับเคลื่อนกลไกอุตสาหกรรมฮาลาลในประเทศไทย อย่างครบวงจร เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านคุณภาพมาตรฐาน และผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางฮาลาล (Halal Hub) ในภูมิภาค
อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ โดยผลักดันการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ไทยมีศักยภาพและนำไปสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ /การพัฒนาทักษะแรงงาน การแก้ไขกฎระเบียบเพื่อสร้างอุปสงค์ภายในประเทศ
“ทั้งหมดนี้เป็นความตั้งใจจริงของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อที่จะขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน ทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เป็นเสาหลักที่มั่นคงของการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป”
|
รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล-รองโฆษกรัฐบาล “รัดเกล้า” เผย ปี 2567 รมว.อุตสาหกรรมเดินหน้า พัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมของประเทศไทยสู่ความสำเร็จ เพื่อขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน
|
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/76859
|
13
|
วันจันทร์ที่ 1 มกราคม 2567
เผยความก้าวหน้า “การพัฒนาวัคซีนโควิด” ในประเทศไทย
.....
เผยความก้าวหน้า “การพัฒนาวัคซีนโควิด” ในประเทศไทย
.
คณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติ (กวช.) เผยความก้าวหน้าการวิจัยพัฒนาและผลิตวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ในประเทศไทย ดังนี้
.
• วัคซีนชนิด Inactivated recombinant viral vectorvaccine ได้รับการวิจัยโดยองค์การเภสัชกรรม ได้รับการอนุมัติการขึ้นทะเบียนแบบมีเงื่อนไข (Conditional Approval) เมื่อวันที่ 28 ก.ย.66
> ใช้ชื่อทางการค้า HXP-GPOVAC มีกลุ่มเป้าหมายสำหรับผู้มีอายุ 18 ปีขึ้นไป
• วัคซีนชนิด mRNA ได้รับการวิจัยโดยศูนย์วิจัยวัคซีนแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
> ปัจจุบันอยู่ระหว่างรอการอนุมัติจาก อย. ให้ดำเนินการศึกษาวิจัยในมนุษย์ระยะที่ 2
• วัคซีนชนิด Protein subunit (Plant-based) ได้รับการวิจัยโดยบริษัท ใบยา ไฟโตฟาร์ม จำกัด ซึ่งได้รับอนุญาตให้ผลิตยาตัวอย่างเพื่อขอขึ้นทะเบียนตำรับยาตามแบบ ผ.ย. 8 เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2566
> ปัจจุบันอยู่ระหว่างเตรียมการเพื่อทดสอบวัคซีนในมนุษย์
• วัคซีนขนิด DNA ได้รับวิจัยโดยบริษัท ไบโอเนท-เอเชีย จำกัด แม้ว่าจะไม่สามารถบรรลุผลสำเร็จของการศึกษาวิจัยในมนุษย์ระยะที่ 1
> แต่ยังสามารถใช้ศักยภาพของโรงงานผลิตวัคซีนเพื่อสนับสนุนการผลิตวัคซีนชนิด Nucleic acid3
.
อ่านเพิ่มเติม คลิก https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/76731
#ไทยคู่ฟ้า #สื่อสารรัฐบาลไทย
-------------------
|
รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล-เผยความก้าวหน้า “การพัฒนาวัคซีนโควิด” ในประเทศไทย
|
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/76869
|
14
|
วันจันทร์ที่ 1 มกราคม 2567
เริ่มแล้ว ! บสย. “พักหนี้-ปลดหนี้ SMEs” ลงทะเบียน 1 ม.ค.67 เป็นต้นไป
.....
เริ่มแล้ว ! บสย. “พักหนี้-ปลดหนี้ SMEs” ลงทะเบียน 1 ม.ค.67 เป็นต้นไป
.
คณะกรรมการบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม หรือ บอร์ด บสย. อนุมัติ 2 โครงการช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ดังนี้
.
1. มาตรการพักหนี้ SMEs ที่ได้รับผลกระทบจากโรคโควิด-19
ระยะเวลาโครงการ 1 ม.ค.67 – 30 มิ.ย.68
เงื่อนไข :
- เป็นลูกหนี้ SMEs รหัส 21 วงเงินสัญญาไม่เกิน 10 ล้านบาท
- เป็นลูกหนี้ บสย. ที่ร่วมโครงการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ และ บสย.พร้อมช่วย ปฏิบัติตามเงื่อนไขเป็นเวลา 3 เดือน พักชำระค่างวด 1 ปี
- หลังครบกำหนดชำระหนี้ ให้ชำระค่างวดตามแผนปรับโครงสร้างหนี้เดิม
ลงทะเบียน 1 ม.ค.67 เป็นต้นไป ทางไลน์ไอดี @tcgfirst และ สำนักงานเขต บสย. ทั่วประเทศ
.
2. ต่อยอด มาตรการ 3 สี “ปลดหนี้” สีฟ้า ลดเงินต้น 15%
ระยะเวลาโครงการ 1 ม.ค. – 30 มิ.ย.67
เงื่อนไข :
- เป็นลูกหนี้ บสย. ในโครงการ บสย.พร้อมช่วย ปรับโครงสร้างหนี้ บสย. เข้ามาตรการ 3 สี ในกลุ่มสีเขียว และเข้ามาตรการสีฟ้า
- เป็นลูกหนี้ บสย. กลุ่มสีเขียว ที่ชำระดีต่อเนื่อง 3 เดือน และต้องการปลดหนี้
- บสย. ลดเงินต้น 15% โดยต้องปลดหนี้ภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ได้รับอนุมัติ
ยื่นความประสงค์เข้ามาตรการได้ ตั้งแต่ 1 ม.ค.67 เป็นต้นไป
.
ลูกหนี้ สามารถขอรับคำปรึกษาเรื่อง แก้หนี้ ปลดหนี้ ปรับโครงสร้างหนี้ ได้ฟรี ที่ ศูนย์ที่ปรึกษาทางการเงิน SMEs หรือ บสย. F.A.Center หรือ ลงทะเบียนที่ไลน์ไอดี @tcgfirst
.
อ่านเพิ่มเติม >> https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/76740
.
#ไทยคู่ฟ้า #สื่อสารรัฐบาลไทย
-------------------
|
รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล-เริ่มแล้ว ! บสย. “พักหนี้-ปลดหนี้ SMEs” ลงทะเบียน 1 ม.ค.67 เป็นต้นไป
|
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/76872
|
15
|
วันจันทร์ที่ 1 มกราคม 2567
นางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ตรวจการจัดการเดินรถสาธารณะและตรวจเยี่ยมพนักงานที่ปฏิบัติงาน เพื่ออำนวยความสะดวกการเดินทางให้กับประชาชนในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2567
....
นางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่ตรวจการจัดการเดินรถสาธารณะและตรวจเยี่ยมพนักงานที่ปฏิบัติงาน เพื่ออำนวยความสะดวกการเดินทางให้กับประชาชนในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2567 พร้อมด้วยนายสรพันธ์ คุณากรวงศ์ ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม
โดยมี นายกิตติกานต์ จอมดวง จารุวรพลกุล ผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ให้การต้อนรับ เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2566 ณ ถนนอังรีดูนังต์ กรุงเทพฯ
นางมนพร เจริญศรี กล่าวว่า ในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2567 นี้ ขอให้ทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคมดำเนินการตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ซึ่งมุ่งเน้นให้ทุกหน่วยงานอำนวยความสะดวกความปลอดภัยให้กับประชาชนครอบคลุมทุกมิติ โดยเฉพาะความปลอดภัยของรถโดยสารสาธารณะ พนักงานขับรถต้องมีใบอนุญาตขับรถที่ถูกต้องและตรวจความพร้อมของร่างกายอย่างเคร่งครัด ในการนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมได้ลงพื้นที่ตรวจความเรียบร้อยและพบปะให้กำลังใจพนักงานขับรถโดยสาร ขสมก. และพูดคุยกับพี่น้องประชาชน พร้อมมอบของขวัญปีใหม่ให้แก่ผู้โดยสารที่มาใช้บริการในเส้นทางถนนอังรีดูนังต์ ถนนพระราม 1 ถนนพระราม 6 และถนนนิคมมักกะสัน
ทั้งนี้ เนื่องจากจะมีการจัดกิจกรรมส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 2567 ที่บริเวณด้านหน้าห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์และปิดการจราจรถนนราชดำริทุกช่องทาง ขสมก. จึงจัดเตรียมรถโดยสาร
เพื่อรองรับการเดินทางและอำนวยความสะดวกให้ประชาชนที่เข้าร่วมกิจกรรมฯ โดย ขสมก. ได้จัดจุดจอดรถ
พักคอย (แก้มลิง) เพื่อเตรียมรับประชาชนหลังกิจกรรม จำนวน 4 จุด ดังนี้
1. ถนนอังรีดูนังต์ มุ่งหน้าแยกเฉลิมเผ่า (สยาม) สาย 15 จำนวน 2 คัน สาย 76 จำนวน 2 คัน สาย 79 จำนวน 3 คัน และ สาย 505 จำนวน 3 คัน
2. ถนนพระรามที่ 1 มุ่งหน้าแยกปทุมวัน สาย 11 จำนวน 3 คัน สาย 73 จำนวน 3 คัน และ สาย 93 จำนวน 3 คัน
3. ถนนพระรามที่ 6 มุ่งหน้าแยกอุรุพงษ์ สาย 2 จำนวน 2 คัน สาย 60 จำนวน 2 คัน และ สาย 511 จำนวน 2 คัน
4. ถนนนิคมมักกะสัน มุ่งหน้าราชปรารภ สาย 23 จำนวน 3 คัน
ซึ่งเมื่อรับประชาชนแล้วรถจะวิ่งเข้าสู่เส้นทางของรถสายนั้น ๆ ต่อไป
นอกจากนี้ ขสมก. ได้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการเดินรถ ได้แก่ ศูนย์วิทยุรัชดา สำนักงานใหญ่ ขสมก. ศูนย์วิทยุเขตการเดินรถที่ 1 - 8 ตั้งแต่วันนี้ - 4 มกราคม 2567 และจัดเจ้าหน้าที่ Call Center 1348 ให้บริการด้านข้อมูลข่าวสารการเดินรถ ในวันที่ 31 ธันวาคม 2566 ตั้งแต่เวลา 05.00 – 02.00 น.
|
รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล-นางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ตรวจการจัดการเดินรถสาธารณะและตรวจเยี่ยมพนักงานที่ปฏิบัติงาน เพื่ออำนวยความสะดวกการเดินทางให้กับประชาชนในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2567
|
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/76860
|
16
|
วันจันทร์ที่ 1 มกราคม 2567
01/01/2567
นายกฯ อวยพรปีใหม่ 2567 ส่งความปรารถนาดีถึงชาวไทย ขอให้เริ่มต้นศักราชใหม่ด้วยจิตใจที่อิ่มเอมไปด้วยความสุข สดชื่น พร้อมส่งกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานอำนวยความสะดวก
นายกฯ อวยพรปีใหม่ 2567 ส่งความปรารถนาดีถึงชาวไทย ขอให้เริ่มต้นศักราชใหม่ด้วยจิตใจที่อิ่มเอมไปด้วยความสุข สดชื่น พร้อมส่งกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนในช่วงเทศกาลปีใหม่
วันที่ 1 มกราคม 2567 เวลา 00.01 น. นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่านายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวคำปราศรัยเนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2567 เผยแพร่ทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย อวยพรส่งความปรารถนาดีถึงประชาชนชาวไทยทุกคน ดังนี้
สวัสดีปีใหม่ พุทธศักราช 2567
พี่น้องประชาชนชาวไทยที่รักทุกท่าน ในปีพุทธศักราช 2566 ที่ผ่านมา เป็นปีที่ประเทศไทยกำลังอยู่ระหว่างการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและสังคม เตรียมตัวที่จะก้าวเข้าสู่ยุคเพื่อชดเชย 9 ปีที่ประเทศไทยเราสูญเสียโอกาสไปหลากหลายอย่าง
ตั้งแต่ก่อนรับตำแหน่ง ผมเห็นใจและเข้าใจความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในหลาย ๆ เรื่อง จึงได้เร่งรัดออกมาตรการต่าง ๆ เพื่อเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย ขยายโอกาส กระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายเพื่อทำให้พี่น้องประชาชนคนไทยทุกคนมีคุณภาพและชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี มีความสุขมากยิ่งขึ้น นี่คือโจทย์สำคัญที่พวกเราทุกคนทั้งข้าราชการ บุคลากรหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และประชาชนทุกคนล้วนหวังที่จะทำให้สำเร็จ พัฒนาประเทศไทยของเราให้เจริญรุ่งเรือง
เราได้เห็นความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในหลากหลายส่วน โดยเฉพาะ ในช่วง 100 วันกว่า ๆ หลังจากที่ผมเข้ารับตำแหน่ง ผมได้เร่งผลักดันนโยบายเร่งด่วนต่าง ๆ ออกมา และลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อไปพบ ไปรับฟังปัญหา ความอึดอัดของพี่น้องประชาชน ในทุก ๆ ภาค ไม่ว่าจะไปที่ไหน ผมก็ได้รับการต้อนรับที่อบอุ่นเสมอ และผมรู้สึกขอบคุณประชาชนทุกคนที่มาต้อนรับ มาให้ความเห็นที่เป็นประโยชน์ และผมจะตั้งใจแก้ปัญหา ทำงานเพื่อประชาชนต่อไป
หากถอยมาดูในภาพใหญ่ นอกจากนโยบายเร่งด่วนที่ผมกล่าวไปแล้ว ผมก็เริ่มดำเนินนโยบายที่จะวางรากฐานระยะกลางและระยะยาว เพื่อสร้างรากฐานให้กับอนาคตที่ดีกว่าให้ลูกหลานของพวกเราทุกคน ต้องขอให้เครดิตทุกภาคส่วนที่มีส่วนร่วม ทำนโยบายให้เห็นผลได้จริงในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากขาดความช่วยเหลือจากภาคประชาสังคม บุคลากรภาครัฐ ข้าราชการ ภาคเอกชน ที่ช่วยกันทำนโยบายให้เห็นผลได้จริง แม้ว่าในบางครั้ง งานที่ผมได้เร่งดำเนินการก็เป็นงานที่เพิ่มเติมเข้ามาจากภาระที่ท่านมีอยู่แล้ว และทุกท่านก็ตั้งใจ ร่วมกันทำงานอย่างหนักเพื่อประชาชน ผมก็ขอเป็นตัวแทนประชาชน ขอขอบคุณทุกท่านครับ ที่ทำให้ความเปลี่ยนแปลงทั้งหลายเกิดขึ้นได้จริงในระยะเวลาอันรวดเร็ว ขอบคุณและขอให้ทุกภาคส่วน ทุกคน ยังคงทำงาน ยังตั้งมั่น ดำรงไว้ซึ่งขวัญและกำลังใจที่ดีในปีถัด ๆ ไป เพื่อสร้างรอยยิ้ม สร้างความสุขให้กับพี่น้องประชาชนต่อไปครับ
อีกภาคหนึ่ง ผมขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ ทหาร ตำรวจ และอาสาสมัครทุกคน ที่ปฏิบัติภารกิจอย่างเข้มแข็ง รวมทั้งดูแลและช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ให้พี่น้องชาวไทยผ่านพ้นจากเหตุการณ์ต่าง ๆ ตลอดทั้งปีที่ผ่านมา เราจะก้าวสู่ปีพุทธศักราช 2567 ที่นับได้ว่าเป็นปีแห่งความก้าวหน้าอย่างแท้จริง ด้วยพลังกาย พลังใจ ที่เปี่ยมไปด้วยความสมหวัง ความสุข และเป็นก้าวของความสำเร็จและความมั่นคงในชีวิตของพี่น้องชาวไทยทุกคน
ผมขอให้ทุกคนเริ่มต้นศักราชใหม่ด้วยจิตใจที่อิ่มเอมไปด้วยความสุข ความสดชื่น และใช้ช่วงเวลาอันมีค่านี้เฉลิมฉลองกับครอบครัว ญาติมิตร อย่างอบอุ่นและมีความสุข พร้อมทั้งขอส่งความปรารถนาดีมายังพี่น้องประชาชนชาวไทยทุกคน และขอส่งกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานอำนวยความสะดวกให้แก่พี่น้องประชาชนในช่วงเทศกาลแห่งการเฉลิมฉลองปีพุทธศักราช 2567
เนื่องในศุภวาระขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2567 ผมขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนชาวไทยทุกคน ร่วมกันตั้งจิตอธิษฐานอาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยและอำนาจแห่งสรรพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากล โปรดอภิบาลบันดาลดลให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ทรงพระเจริญด้วยจตุรพิธพรชัย ทรงพระเกษมสำราญ มีพระราชประสงค์จำนงสิ่งใด ขอจงสัมฤทธิ์ดั่งพระราชหฤทัยปรารถนา สถิตเป็นมิ่งขวัญร่มเกล้าแก่ปวงพสกนิกรชาวไทยตราบกาลนาน
สวัสดีปีใหม่ 2567 ครับ
|
รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล-นายกฯ อวยพรปีใหม่ 2567 ส่งความปรารถนาดีถึงชาวไทย ขอให้เริ่มต้นศักราชใหม่ด้วยจิตใจที่อิ่มเอมไปด้วยความสุข สดชื่น พร้อมส่งกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานอำนวยความสะดวก
|
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/76857
|
17
|
วันจันทร์ที่ 1 มกราคม 2567
สธ.ลงนามถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ 2567
ปลัดกระทรวงสาธารณสุข นำคณะผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข ลงนามถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ 2567
นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข นำคณะผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข ลงนามถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ 2567 ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง
|
รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล-สธ.ลงนามถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ 2567
|
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/76862
|
18
|
วันจันทร์ที่ 1 มกราคม 2567
ดีอี ร่วมถวายแจกันดอกไม้ หน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และลงนามถวายพระพร เนื่องในวันขึ้นปีใหม่ พ.ศ.2567
ดีอี ร่วมถวายแจกันดอกไม้ หน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และลงนามถวายพระพร เนื่องในวันขึ้นปีใหม่ พ.ศ.2567
เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2567 ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี) พร้อมด้วยนายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงฯ นางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ เข้าร่วมถวายแจกันดอกไม้หน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และร่วมลงนามถวายพระพรเนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พ.ศ.2567 ณ ศาลาสหทัยสมาคมในพระบรมมหาราชวัง
----------------------------
|
รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล-ดีอี ร่วมถวายแจกันดอกไม้ หน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และลงนามถวายพระพร เนื่องในวันขึ้นปีใหม่ พ.ศ.2567
|
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/76864
|
19
|
วันจันทร์ที่ 1 มกราคม 2567
บขส. รายงานข้อมูลการเดินทางกลับเข้ากรุงเทพฯ ของประชาชน ประจำวันที่ 31 ธันวาคม 2566
....
บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) กระทรวงคมนาคม รายงานข้อมูลการเดินรถ เที่ยวขากลับ ประจำวันที่ 31 ธันวาคม 2566 ว่า มีประชาชนทยอยเดินทางกลับเข้ากรุงเทพฯ หลังฉลองวันหยุดในช่วงเทศกาลปีใหม่ จำนวน 48,677 คน ใช้รถโดยสาร (รถ บขส.,รถร่วมฯ, รถตู้)จำนวน 3,506 เที่ยว โดย บขส.ได้กำชับให้นายสถานีเดินรถทั่วประเทศ ดูแลความปลอดภัย ตรวจความพร้อมของรถโดยสาร พนักงานขับรถของ บขส. รถร่วมฯ และขอให้ช่วยกันอำนวยความสะดวกประชาชนให้ได้รับบริการที่มีความสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย ตามนโยบายของกระทรวงคมนาคม
ทั้งนี้ บขส. ได้จัดการเดินทางเชื่อมต่อ ภายใต้โครงการ "Quick Win การคมนาคม แบบไร้รอยต่อ" โดยอำนวยความสะดวกส่งผู้โดยสาร รถ บขส. ที่จุดจอดรถ (ขาเข้า) สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ เพื่อเชื่อมต่อรถไฟ รถไฟฟ้า ซึ่งบรรยากาศการเดินทางเมื่อช่วงเช้าวันนี้ (1 ม.ค. 66) เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ส่วนการส่งผู้โดยสารที่ขาเข้า สถานีขนส่งหมอชิต 2 ถนนกำแพงเพชร 6 ได้ร่วมมือกับ ขสมก. จัดรถโดยสาร ขสมก. จำนวน 12 เส้นทาง และประสานขอความร่วมมือผู้ประกอบการรถแท็กซี่ นำรถเข้ามาให้บริการด้วย
“เมื่อผู้โดยสารลงจากรถขอความร่วมมือตรวจสัมภาระให้เรียบร้อย และอย่าหลงเชื่อกลุ่มคนที่เข้ามาตีสนิท และชักชวนให้ไปขึ้นรถนอกพื้นที่สถานีขนส่งฯ หมอชิต 2 เด็ดขาด โดยผู้โดยสารสามารถนั่งรถเมล์ ขสมก. ไปต่อรถไฟฟ้าที่สถานี จตุจักร หรือเดินทางไปเส้นทางอื่นๆ รวมทั้งสามารถใช้บริการรถแท็กซี่ ณ จุดจอดบริการได้ อย่างไรก็ดีหากพบปัญหาในการเดินทางสามารถแจ้งเจ้าหน้าที่กรมการขนส่งทางบก ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ บขส. ที่ให้บริการบริเวณชานชาลาขาเข้า หมอชิต 2 ได้ทันที”
นอกจากนี้กระทรวงคมนาคม ได้มอบของขวัญปีใหม่ ตามนโยบายไปก่อน-กลับทีหลัง ให้ผู้โดยสารรถ บขส. ที่จองตั๋ว ผ่านช่องทางออนไลน์ Application E-Ticket และ Website : http://transport.co.th/ เดินทางในระหว่างวันที่ 4-8 มกราคม 2567 ได้รับส่วนลด 20 % (เฉพาะค่าโดยสารไม่รวมค่าธรรมเนียม) รวมทั้งสามารถติดต่อซื้อตั๋ว บขส. ได้ที่ ตัวแทนจำหน่ายตั๋ว และที่ช่องจำหน่ายตั๋วของ บขส. ทั่วประเทศ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ช่องจำหน่ายตั๋ว หรือโทร บขส. Call Center 1490 ตลอด 24 ชั่วโมง
|
รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล-บขส. รายงานข้อมูลการเดินทางกลับเข้ากรุงเทพฯ ของประชาชน ประจำวันที่ 31 ธันวาคม 2566
|
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/76861
|
20
|
วันอาทิตย์ที่ 31 ธันวาคม 2566
31/12/2566
"โก่งธนู" ชีวีมีสุขต้อนรับปีใหม่ อบต.โก่งธนู น้อมนำพระราชดำริสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี สู่การสร้างความมั่นคงทางอาหาร
อบต.โก่งธนู น้อมนำพระราชดำริสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี สู่การสร้างความมั่นคงทางอาหารภายใต้โครงการ "บ้านนี้มีรัก ปลูกผักกินเอง" พร้อมเชิญชวนร่วมขับเคลื่อนกิจกรรม World Soil Day
"โก่งธนู" ชีวีมีสุขต้อนรับปีใหม่ อบต.โก่งธนู น้อมนำพระราชดำริสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี สู่การสร้างความมั่นคงทางอาหารภายใต้โครงการ "บ้านนี้มีรัก ปลูกผักกินเอง" พร้อมเชิญชวนร่วมขับเคลื่อนกิจกรรม World Soil Day ภายใต้แนวคิด ดินดี น้ำดี ชีวีมีสุขอย่างยั่งยืน ต้อนรับศักราชใหม่ 256ึ7
วันนี้ (31 ธ.ค. 66) นายบรรหาญ เนาวรัตน์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลโก่งธนู อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี เปิดเผยถึงการขับเคลื่อนกิจกรรมภายใต้แนวคิด "ผู้นำต้องทำก่อน" ในโอกาสส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 2567 ด้วยการชักชวนผู้บริหาร พนักงาน และเจ้าหน้าที่ร่วมกัน "ปลูกผัก ปลูกรัก ภายในครัวเรือนและครอบครัว" พร้อมกับทำความสะอาดปรับปรุงแปลงผักสวนครัว บริเวณสำนักงาน อบต.โก่งธนู และบริเวณวัดโบสถ์ พร้อมทั้งเชิญชวนภาคีเครือข่ายในพื้นที่มาเอามื้อสามัคคีในบริเวณดังกล่าว เพื่อกลับไปพัฒนาแปลงผักบริเวณบ้านอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกวัน อันจะเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารในพื้นที่ให้มีอาหารปลอดภัยบริโภคอย่างยั่งยืน อีกทั้งเป็นการรณรงค์ส่งเสริมให้ประชาชนออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ บูรณาการงานกับการออกกำลังกายให้เกิดประโยชน์ด้วยการทำความสะอาดแปลงผักสวนครัว ปลูกผักสวนครัว สร้างความมั่นคงทางอาหาร เพิ่มพื้นที่สีเขียว ให้เป็นวิถีชีวิต เป็นวัฒนธรรม บังเกิดผลเป็นรูปธรรมในการพัฒนาตามแนวทางการที่ทางกระทรวงมหาดไทยได้ส่งเสริมให้พี่น้องประชาชนออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
นายบรรหาญ เนาวรัตน์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลโก่งธนู กล่าวว่า พื้นที่ตำบลโก่งธนู อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี โดยองค์การบริหารส่วนตำบลโก่งธนู และภาคีเครือข่าย ได้น้อมนำแนวทางอันเนื่องมาจากพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี “บ้านนี้มีรัก ปลูกผักกินเอง” และ “ทางนี้มีผล ผู้คนรักกัน” เสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร ด้วยการรณรงค์ปลูกพืชผักสวนครัว พืชสมุนไพรไทย เช่น กระชาย ตะไคร้ กะเพรา โหระพา และพริก เสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายมีสุขภาพที่แข็งแรงด้วยการกินอาหารที่มีประโยชน์ ซึ่งนอกจากจะเน้นเรื่องการดูแลสุขภาพแล้ว ยังรวมไปถึงการเตรียมความพร้อมด้านแหล่งอาหารของชุมชน ถ่ายทอดสู่เด็ก เยาวชน ลูกหลานในตำบลโก่งธนู โดยมี ผู้บริหาร อบต.โก่งธนู ข้าราชการ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เป็น "ผู้นำต้องทำก่อน" ปลูกผัก ปลูกรักภายในครัวเรือนและพื้นที่สาธารณะ น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในชีวิตประจำวัน สามารถพึ่งพาตนเองได้ จนทำให้ทุกวันนี้ชาวโก่งธนูมีความมั่นคงทางอาหารอย่างต่อเนื่อง ทุกครัวเรือนมีความสุข อยู่อย่างพร้อม อยู่รอด พอเพียง ยั่งยืน กลายเป็น “โก่งธนู โมเดล” ต้นแบบตำบลเข้มแข็งอย่างยั่งยืน และเมื่อครอบครัวเข้มแข็ง ชุมชนเข้มแข็ง จึงขยายผลมาสู่การร่วมกันดูแลทุกเรื่องในตำบล โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบริหารจัดการขยะและความสะอาดในตำบลโก่งธนู ที่นอกเหนือจากมีการจัดทำกองทุนสวัสดิการธนาคารขยะแล้ว เรายังช่วยกันดูแลความสะอาดทั้งทางบก คือ ถนนทุกสายทางบก และทางน้ำ คือ แม่น้ำ ลำคลอง หนองน้ำสาธารณะ ทางอากาศ คือ ทุกอย่างที่ช่วยลดโลกร้อน ปลูกพืชผัก ไม้ผล เพิ่มพื้นที่สีเขียวทุกวัน รณรงค์งดเผาวัชพืช เผาตอซังข้าว ทำถังขยะเปียกลดโลกร้อน เพื่อลดปัญหาการเกิดภาวะโลกร้อน ควบคู่กับการดูแลรักษาแหล่งน้ำ” นายบรรหาญฯ กล่าวเพิ่มเติม
ด้าน นางแสงจันทร์ ระวังกิจ ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลโก่งธนู กล่าวว่า นายบรรหาญ เนาวรัตน์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลโก่งธนู ได้มีนโยบายที่ชัดเจนในการเสริมสร้างพลังความรัก ความสามัคคีของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ตำบลโก่งธนู เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมในการดูแลกันของคนในพื้นที่ตามหลัก "การมีส่วนร่วมของประชาชน" ซึ่งองค์การบริหารส่วนตำบลโก่งธนู ได้มีการดำเนินงานดังกล่าวมาโดยตลอด และเป็นโชคดีที่พวกเรามีหลักชัยสำคัญ นั่นคือ ท่านสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย และ ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย ที่ท่านได้ลงมาเป็นที่ปรึกษา เป็นผู้นำพาพวกเราได้ทำสิ่งที่ดีในชีวิตมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา เพราะท่านคือ “ผู้นำจิตอาสา” ที่เป็นต้นแบบจนทำให้เกิดกระบวนการการมีส่วนร่วมที่เข้มแข็ง จนเกิดระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยอาสาสมัครท้องถิ่นรักษ์โลก พ.ศ. 2561 ซึ่ง อบต.โก่งธนู ได้รับการหนุนเสริมจากระเบียบดังกล่าว และระดมรับสมัครสมาชิกจากทุกครัวเรือน จนทุกวันนี้มีอาสาสมัครท้องถิ่นรักษ์โลก (อถล.) ของ อบต.โก่งธนู มากถึง 1,700 คน ช่วยดูแลรักษาความสะอาด ทั้งทางน้ำ ทางบก ทางอากาศ ภายในเขตตำบลโก่งธนู ทั้ง 14 หมู่บ้าน ซึ่งล้วนเป็นจิตอาสาทำดีด้วยหัวใจ ไม่ใช้งบประมาณของทางราชการ ตามแนวทาง "Change for Good" เปลี่ยนเพื่อโลกที่ดีกว่า และมีการรณรงค์ส่งเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน มีการลดและคัดแยกขยะตามหลัก 3 ช ใช้น้อย ใช้ซ้ำ นำกลับมาใช้ใหม่ ทั้งนี้ ยังมีขยะบางส่วนที่สามารถนำไปผสมกับกิ่งไม้ ใบไม้ และกากตะกอนสิ่งปฏิกูล เพื่อผลิตเป็นปุ๋ยหมัก ปุ๋ยอินทรีย์ หรือประโยชน์อื่น ๆ เพื่อบำรุงดินให้มีความอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การปลูกผักสวนครัว รวมถึงให้ประชาชนนำไปใช้ประโยชน์และช่วยลดต้นทุนการผลิตต่อไป เพื่อยกระดับคุณภาพสิ่งแวดล้อมของชุมชนให้ดียิ่งขึ้นอย่างยั่งยืน
นายบรรหาญ เนาวรัตน์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลโก่งธนู อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี กล่าวในตอนท้ายว่า เนื่องในโอกาสส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ 2567 ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนทุกท่านร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเสริมสร้างสิ่งที่ดีแก่ชีวิตด้วยมือของพวกเราทุกคนที่จะทำให้ชีวิตมีความยั่งยืน ด้วยการปลูกผืชพักสวนครัว พืชสมุนไพรไว้บริโภคในครัวเรือน มีการจัดทำถังขยะเปียกลดโลกร้อน การคัดแยกขยะ ทำจนเป็นวิถีชีวิตเพื่อชีวีมีสุข ซึ่งการทำเช่นนี้ยังเป็นหนึ่งในการขับเคลื่อนกิจกรรมวันดินโลกของกระทรวงมหาดไทยและภาคีเครือข่าย ภายใต้แนวคิด ดินดี น้ำดี ชีวีมีสุขอย่างยั่งยืน เพื่อนำไปสู่การจัดการทรัพยากรดินและน้ำอย่างรู้คุณค่า เพื่อส่งต่อความยั่งยืนและความอุดมสมบูรณ์ของโลกเราไปยังลูกหลานของเราต่อไป เพียงเริ่มต้นด้วยการสร้างความมั่นคงทางอาหาร การจัดการขยะ ไม่ทิ้งสิ่งปฏิกูลหรือขยะที่มีกลิ่นเหม็นลงไปในแหล่งน้ำสาธารณะ รวมถึงการลดใช้สารเคมี ที่ส่งผลกระทบต่อจุลินทรีย์ และสิ่งมีชีวิตในดินที่เป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศของเรา ขอเชิญชวนมาร่วมกันต้อนรับปีใหม่ 2567 ด้วยการสร้างสิ่งที่ดีอย่างยั่งยืนไปด้วยกัน
#WorldSoilDay #วันดินโลก #UN #FAO #GlobalSoilPartnership #MOI
#กระทรวงมหาดไทย #บำบัดทุกข์บำรุงสุข #SoilandWaterasourceoflife
#SustainableSoilandWaterforbetterlife #ดินดีน้ำดีชีวีมีสุขอย่างยั่งยืน
#SDGsforAll #ChangeforGood
|
รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล-"โก่งธนู" ชีวีมีสุขต้อนรับปีใหม่ อบต.โก่งธนู น้อมนำพระราชดำริสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี สู่การสร้างความมั่นคงทางอาหาร
|
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/76849
|
21
|
วันอาทิตย์ที่ 31 ธันวาคม 2566
กรมเจ้าท่า คุมเข้มความปลอดภัยทางน้ำเทศกาลปีใหม่ 2567 ย้ำ !! ผู้ประกอบการ เรือต้องปลอดภัย อุปกรณ์เรือต้องพร้อมต่อการใช้งานี้นักท่องเที่ยวต้องสวมใส่เสื้อชูชีพทุกครั้งขณะลงเรือ
...
กรมเจ้าท่า คุมเข้มความปลอดภัยทางน้ำเทศกาลปีใหม่ 2567 ย้ำ !! ผู้ประกอบการ เรือต้องปลอดภัย อุปกรณ์เรือต้องพร้อมต่อการใช้งานี้นักท่องเที่ยวต้องสวมใส่เสื้อชูชีพทุกครั้งขณะลงเรือ
จากนโยบายรัฐบาล และกระทรวงคมนาคม โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม (นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ) และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม (นางมนพร เจริญศรี) มอบหมายให้กรมเจ้าท่า ดูแลความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนในการเดินทางทางน้ำทั่วประเทศในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2567
กรมเจ้าท่า โดยสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคที่ 6 สาขาพัทยา ได้จัดเจ้าหน้าที่ยังคงสนธิกำลังจำนวน 20 นายประจำศูนยอำนวยความสะดวกและความปลอดภัยทางน้ำร่วมเทศกาลปีใหม่ พ.ศ.2567 ณ ท่าเรือพัทยาใต้ (แหลมบาลีฮาย) เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2566 เพื่อตรวจสอบควบคุมกำกับและดูแลความปลอดภัยและรักษาความปลอดภัยบริเวณท่าเทียบเรือทั้งสองฝั่ง ฝั่งพัทยาและฝั่งเกาะล้าน ขณะนี้มี เรือโดยสารประจำทางเดินทางไปเกาะล้าน จำนวน 30 เที่ยว จำนวนผู้โดยสาร ผ่านท่าเรือทั้งสิ้นจำนวน 11,582 คน ปริมาณนักท่องเที่ยวและประชาชนยังคงเดินทางเข้ามาใช้บริการพื้นที่ถ้าเทียบเรือตลอดเวลาอย่างต่อเนื่อง ปริมาณเรือสำรองในการท่องเที่ยวเรือยังไม่มีผู้โดยสารตกค้าง เหตุการณ์ทั่วไปปกติ
นอกจากนี้ สำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคที่ 6 สาขาชลบุรี จัดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังและอำนวยความสะดวกความปลอดภัยแก่ผู้โดยสารที่เดินทางระหว่างท่าเทียบเรือเกาะลอย(อำเภอศรีราชา)- ท่าเรือเกาะสีชัง (อำเภอเกาะสีชัง) สำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขาระยอง จัดเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวก บริเวณท่าเรือบ้านเพ-เกาะเสม็ด ประชาสัมพันธ์เน้นย้ำให้ผู้โดยสารเรือสวมใส่เสื้อชูชีพตลอดเวลาขณะอยู่บนเรือ ตรวจความพร้อมอุปกรณ์ Safety บนเรือต้องพร้อมใช้งานก่อนให้เรือออกจากท่า ใบอนุญาตใช้เรือ ใบประกาศนียบัตรคนประจำเรือต้องไม่ขาดอายุ คนประจำเรือต้องมีความพร้อมและไม่ดื่มแอลกอฮอล์ขณะปฏิบัติหน้าที่และนำเรือ
ทั้งนี้ กรมเจ้าท่า ได้กำชับเน้นย้ำเจ้าหน้าที่ให้ปฏิบัติตามมาตรการเพื่อความปลอดภัย เนื่องจากประชาชนและนักท่องเที่ยวเดินทางท่องเที่ยวเป็นจำนวนมากในช่วงเทศกาล รวมทั้งประกาศแจ้งเตือนให้ใช้ความระมัดระวังในการเดินเรือและใช้เรือโดยเคร่งครัด พร้อมประชาสัมพันธ์ขอความร่วมมือและเน้นย้ำประชาชนทุกท่าน เรื่องการสวมใส่เสื้อชูชีพขณะโดยสารเรือ เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุทางน้ำ ทั้งนี้ หากประชาชนพบเห็นเหตุการณ์ความไม่ปลอดภัยทางน้ำ สามารถโทรแจ้งสายด่วนกรมเจ้าท่า 1199 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
|
รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล-กรมเจ้าท่า คุมเข้มความปลอดภัยทางน้ำเทศกาลปีใหม่ 2567 ย้ำ !! ผู้ประกอบการ เรือต้องปลอดภัย อุปกรณ์เรือต้องพร้อมต่อการใช้งานี้นักท่องเที่ยวต้องสวมใส่เสื้อชูชีพทุกครั้งขณะลงเรือ
|
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/76851
|
22
|
วันจันทร์ที่ 1 มกราคม 2567
01/01/2567
ปลัด มท. นำข้าราชการ-พนักงาน และภาคีเครือข่าย ทำบุญตักบาตรเสริมสิริมงคลเนื่องในวันขึ้นปีใหม่ 2567
ปลัด มท. นำข้าราชการ-พนักงาน และภาคีเครือข่าย ทำบุญตักบาตรเสริมสิริมงคลเนื่องในวันขึ้นปีใหม่ 2567
วันนี้ (1 ม.ค. 67) เวลา 06.30 น. ที่วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย นำคณะผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย อธิบดี หัวหน้าหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ อุปนายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย ข้าราชการ พนักงาน เจ้าหน้าที่ คณะกรรมการบริหารสมาคมแม่บ้านมหาดไทย และพุทธศาสนิกชนภาคีเครือข่ายของกระทรวงมหาดไทย ร่วมทำบุญตักบาตรเสริมสร้างความเป็นสิริมงคลเนื่องในวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2567 โดยได้รับเมตตาจากเจ้าประคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม นำคณะสงฆ์ สามเณร รวม 25 รูป รับบิณฑบาต
จากนั้น ในเวลา 08.00 น. นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย นำคณะผู้บริหารระดับสูง ร่วมถวายแจกันดอกไม้ และลงนามถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ด้วยความจงรักภักดี
"เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2567 ขอพระราชทานถวายพระพรชัยมงคล ขออัญเชิญคุณพระศรีรัตนตรัยและอำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากล และพระสยามเทวาธิราช โปรดดลบันดาลประทานพรให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ ทรงเจริญพระชนมายุยิ่งยืนนาน ทรงพระเกษมสำราญ พระสุขภาพพลานามัยแข็งแรง ปราศจากโรคาพาธและภัยพาลทั้งปวง สถิตเป็นมิ่งขวัญ ร่มเกล้าของปวงชนชาวไทยตราบกาลนาน" นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าว
นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทยกล่าวเพิ่มเติมว่า ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนชาวไทย ร่วมลงนามถวายพระพร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ด้วยความจงรักภักดี ตั้งแต่เวลา 08.00 – 17.00 น. ซึ่งสำนักพระราชวังได้จัดเตรียมสถานที่สำหรับลงนามถวายพระพร ณ สถานที่ต่าง ๆ ได้แก่ พระบรมมหาราชวัง (บริเวณสนามตรงข้ามศาลาสหทัยสมาคม) พระราชวังบางปะอิน อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และวังไกลกังวล อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นอกจากนี้ ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนร่วมกันทำสิ่งที่ดีร่วมกับสมาชิกในครอบครัว ญาติสนิทมิตรสหาย เพื่อความเป็นสิริมงคลเนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2567
|
รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล-ปลัด มท. นำข้าราชการ-พนักงาน และภาคีเครือข่าย ทำบุญตักบาตรเสริมสิริมงคลเนื่องในวันขึ้นปีใหม่ 2567
|
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/76867
|
23
|
วันจันทร์ที่ 1 มกราคม 2567
“พัชรวาท” นำคณะผู้บริหาร ทส. ลงนามถวายพระพร ในหลวง - พระราชินี เนื่องในวันขึ้นปีใหม่ 2567
“พัชรวาท” นำคณะผู้บริหาร ทส. ลงนามถวายพระพร ในหลวง - พระราชินี เนื่องในวันขึ้นปีใหม่ 2567
“พัชรวาท” นำคณะผู้บริหาร ทส. ลงนามถวายพระพร ในหลวง - พระราชินี เนื่องในวันขึ้นปีใหม่ 2567
วันที่ 1 มกราคม 2567เวลา 09.30 น. พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และ ร.อ.รชฏ พิสิษฐบรรณกร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นำคณะผู้บริหารระดับสูงหน่วยงานในสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นำโดยนายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงฯ เข้าถวายแจกันดอกไม้เบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี พร้อมร่วมลงนามถวายพระพร เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2567 ณ พระบรมมหาราชวัง
จากนั้น เวลา 10.00 น. พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ร่วมกับคณะรัฐมนตรี นำโดยนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมภริยา เข้าถวายแจกันดอกไม้เบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และลงนามถวายพระพร เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2567 ณ ห้องแดง ในพระบรมมหาราชวัง
โอกาสนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานปฏิทินหลวง พุทธศักราช 2567 แก่ผู้ที่มาลงนามถวายพระพร เนื่องในเทศกาลวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2567 ในวันจันทร์ที่ 1 มกราคม 2567 ตั้งแต่เวลา 08.00 - 17.00 น.
|
รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล-“พัชรวาท” นำคณะผู้บริหาร ทส. ลงนามถวายพระพร ในหลวง - พระราชินี เนื่องในวันขึ้นปีใหม่ 2567
|
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/76866
|
24
|
วันอาทิตย์ที่ 31 ธันวาคม 2566
31/12/2566
ผู้ว่าฯ ปัตตานีเปิดเผยสถานการณ์อุทกภัยเริ่มคลี่คลาย แม่น้ำปัตตานีระดับน้ำเริ่มทรงตัว ส่วนแม่น้ำสายบุรีน้ำลดระดับลงอย่างต่อเนื่อง เร่งให้ความช่วยเหลือ และสำรวจความเสียหาย
ผู้ว่าฯ ปัตตานีเปิดเผยสถานการณ์อุทกภัยเริ่มคลี่คลาย แม่น้ำปัตตานีระดับน้ำเริ่มทรงตัว ส่วนแม่น้ำสายบุรีน้ำลดระดับลงอย่างต่อเนื่อง เร่งให้ความช่วยเหลือ และสำรวจความเสียหาย พร้อมสั่งการเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายเฝ้าระวังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
เมื่อวันที่ 30 ธ.ค. 66 นางพาตีเมาะ สะดียามู ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี เปิดเผยถึงสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่จังหวัดปัตตานี โดยสถานการณ์ล่าสุด มีพื้นที่ประสบภัย 6 อำเภอ มีราษฎรได้รับผลกระทบ 31,861 คน และเสียชีวิต 2 ราย ซึ่งแนวโน้มสถานการณ์ ณ ขณะนี้ แม่น้ำปัตตานีระดับน้ำเริ่มทรงตัว และแม่น้ำสายบุรีลดระดับลงอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดปัตตานี ได้กำชับเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายเฝ้าระวังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
นางพาตีเมาะ สะดียามู ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี กล่าวว่า ปัจจุบันมีพื้นที่ประสบภัย 6 อำเภอ ได้แก่ 1) อำเภอเมืองปัตตานี 8 ตำบล 24 หมู่บ้าน 10 ชุมชน 4,345 ครัวเรือน 18,112 คน 2) อำเภอกะพ้อ 1 ตำบล 4 หมู่บ้าน 473 ครัวเรือน 2,393 คน 3) อำเภอทุ่งยางแดง 1 ตำบล 1 หมู่บ้าน 33 ครัวเรือน 135 คน 4) อำเภอหนองจิก 12 ตำบล 45 หมู่บ้าน 2,015 ครัวเรือน 7,982 คน 5) อำเภอไม้แก่น 2 ตำบล 7 หมู่บ้าน 814 ครัวเรือน 2,867 คน และ 6) อำเภอสายบุรี 6 ตำบล 9 หมู่บ้าน 1 ชุมชน 1,952 ครัวเรือน 5,829 คน ซึ่งพื้นที่ได้รับความเสียหายทั้งหมด 47 ตำบล 215 หมู่บ้าน 9,595 ครัวเรือน มีราษฎรได้รับผลกระทบ 31,861 คน และเสียชีวิต 2 ราย คือ นายมูฮัมมัด ยามา และนายหมู่ใหญ่ วรเวทย์ กาฬสุวรรณ ซึ่งเป็นราษฎรในพื้นที่อำเภอสายบุรีทั้ง 2 ราย
.
นางพาตีเมาะ สะดียามู ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี กล่าวต่อว่า สำหรับความเสียหายทางด้านกายภาพ แบ่งเป็น ด้านการเกษตร (ด้านพืช) ประสบภัยทั้งหมด 12 อำเภอ 109 ตำบล 576 หมู่บ้าน ข้าวนาปี 19,783 ไร่ พืชไร่และพืชผัก 2,482 ไร่ ไม้ผล ไม้ยืนต้นและอื่น ๆ 28,776 ไร่ด้านประมง (ปลาหรือสัตว์น้ำอื่น) ที่เลี้ยงในบ่อดิน นาข้าวหรือร่องสวน จำนวน 84.77 ไร่ 93 ราย สัตว์น้ำที่เลี้ยงในกระชัง บ่อซีเมนต์ 5,544 ไร่ 97 ราย ด้านปศุสัตว์ ในพื้นที่ 6 อำเภอ 31 ตำบล 101 หมู่บ้าน (อำเภอสายบุรี อำเภอเมืองปัตตานี อำเภอโคกโพธิ์ อำเภอหนองจิก อำเภอกะพ้อ และอำเภอยะรัง) เกษตรกร 4,807 ราย ประกอบด้วย โค 6,621 ตัว กระบือ 27 ตัว สุกร 342 ตัว แพะ 3,596 ตัว แกะ 3,454 ตัว ไก่พื้นบ้าน/ไก่งวง 20,285 ตัว ไก่ไข่ 1,275 ตัว ไก่เนื้อ 3,030 ตัว เป็ดไข่ 745 ตัว และเป็ดเนื้อ 5,270 ตัว ทั้งนี้ ยังพบสิ่งปลูกสร้างสาธารณประโยชน์ได้รับความเสียหาย ได้แก่ โรงเรียนในระบบ 101 แห่ง สถาบันศึกษาปอเนาะ 29 แห่ง โรงเรียนตาดีกา 93 แห่ง โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล 10 แห่ง และศาสนสถาน 8 แห่ง
"ขณะนี้ สถานการณ์ในภาพรวมเริ่มคลี่คลาย โดยผู้ว่าราชการจังหวัด รองผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ หัวหน้าส่วนราชการ เจ้าหน้าที่ทหาร กำนันผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน รวมถึงประชาชนจิตอาสา ได้ลงพื้นที่ ช่วยเหลือประชาชน มอบถุงยังชีพ และให้กำลังใจผู้ประสบภัยอย่างต่อเนื่อง โดยจังหวัดปัตตานีได้ดำเนินการให้ความช่วยเหลือในเบื้องต้น ประกอบด้วย การแจกจ่ายถุงยังชีพ จำนวน 5,153 ถุง การมอบน้ำดื่ม สำหรับบริโภค จำนวน 25,643 ขวด อาหารกล่อง จำนวน 14,540 กล่อง และอาหารสัตว์ (หญ้าแห้ง) 1,580 ฟ่อน ซึ่งได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ในพื้นที่เร่งสำรวจความเสียหายและผลกระทบเพิ่มเติมโดยเร็วที่สุด พร้อมติดตามเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ หากต้องการความช่วยเหลือ พี่น้องประชาชนสามารถขอรับความช่วยเหลือจ้าหน้าที่ในพื้นที่ หรือ โทรสายด่วนนิรภัย 1784 หรือสายด่วนศูนย์ดำรงธรรม 1567 เพื่อจะได้เร่งประสานให้เจ้าหน้าที่ให้ความช่วยเหลือต่อไป
.
#WorldSoilDay #วันดินโลก #UN #FAO #GlobalSoilPartnership #MOI
#กระทรวงมหาดไทย #บำบัดทุกข์บำรุงสุข #SoilandWaterasourceoflife
#SustainableSoilandWaterforbetterlife #ดินดีน้ำดีชีวีมีสุขอย่างยั่งยืน #SDGsforAll #ChangeforGood
|
รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล-ผู้ว่าฯ ปัตตานีเปิดเผยสถานการณ์อุทกภัยเริ่มคลี่คลาย แม่น้ำปัตตานีระดับน้ำเริ่มทรงตัว ส่วนแม่น้ำสายบุรีน้ำลดระดับลงอย่างต่อเนื่อง เร่งให้ความช่วยเหลือ และสำรวจความเสียหาย
|
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/76847
|
25
|
วันจันทร์ที่ 1 มกราคม 2567
01/01/2567
นายกรัฐมนตรีและภริยาลงนามถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2567
นายกรัฐมนตรีและภริยาลงนามถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2567
นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยว่า วันนี้ (1 มกราคม 2567) เวลา 10.00 น. ณ ห้องแดง อาคารหน่วยราชการในพระองค์ 904 ด้านตะวันออก ในพระบรมมหาราชวัง นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ลงนามถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2567 โดยมี นางพักตร์พิไล ทวีสิน ภริยา พร้อมด้วยรองนายกรัฐมนตรีและภริยา เข้าร่วมพิธี
นายกรัฐมนตรีและภริยา ถวายความเคารพพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทูลเกล้าฯ ถวายแจกันดอกไม้เบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ฯ ดังนี้
ชุดที่ 1 นายกรัฐมนตรี พร้อมรองนายกรัฐมนตรี ในนาม “นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี”
ชุดที่ 2 นายกรัฐมนตรีและภริยา ในนาม “นายกรัฐมนตรีและภริยา”
ชุดที่ 3 ภริยานายกรัฐมนตรี พร้อมภริยารองนายกรัฐมนตรี ในนาม “คณะคู่สมรสคณะรัฐมนตรี”
จากนั้น นายกรัฐมนตรีและภริยาลงนามถวายพระพร ถวายความเคารพพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสร็จพิธี
|
รัฐบาลไทย-ข่าวทำเนียบรัฐบาล-นายกรัฐมนตรีและภริยาลงนามถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2567
|
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/76863
|
End of preview. Expand
in Data Studio
README.md exists but content is empty.
- Downloads last month
- 4