question_id
int32
1
4k
article_id
int32
665
954k
context
stringlengths
75
87.2k
question
stringlengths
11
135
answers
dict
1,977
525,247
จิรายุ ตันตระกูล จิรายุ ตันตระกูล ชื่อเล่น: ก๊อต เป็นนักแสดงชาวไทยสังกัดสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 เข้าวงการจากการประกวด ดิ ไอดอล โปรเจกต์ และนอกจากนี้ยังมีศักดิ์เป็นลูกพี่ลูกน้องกับ ณปภา ตันตระกูล ชีวิตส่วนตัว ปัจจุบันคบหาดูใจกับนักแสดงช่อง 3 โบว์ - เบญจวรรณ อาร์ดเนอร์การศึกษาการศึกษา. - มัธยมศึกษา : โรงเรียนวัดราชบพิธ - อุดมศึกษา : คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ต่อมาได้รับทุนความสามารถพิเศษด้านศิลปินจากสาขาวิชาการจัดการธุรกิจค้าปลีก คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต จึงย้ายมหาวิทยาลัยผลงานผลงานละครโทรทัศน์ผลงาน. ผลงานละครโทรทัศน์. - ละครโทรทัศน์ทั้งหมดด้านล่างนี้ออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3- ละครโทรทัศน์ทั้งหมดด้านล่างนี้ออกอากาศทาง ช่อง 3 เอสดีภาพยนตร์ภาพยนตร์. - 2559 Gold รับบท แดนนี่
จิรายุ ตันตระกูล มีชื่อเล่น ก๊อต เป็นนักแสดงชาวไทย เรียนชั้นมัธยมศึกษาที่โรงเรียนอะไร
{ "answer": [ "โรงเรียนวัดราชบพิธ" ], "answer_begin_position": [ 401 ], "answer_end_position": [ 419 ] }
1,694
525,441
จั๊กกะบุ๋ม เชิญยิ้ม จั๊กกะบุ๋ม เชิญยิ้ม มีชื่อจริงว่า สมชาติ ทรงกลด หรือ ยอดยุทธ์ ทรงกลด ปัจจุบันมีชื่อจริงว่า นรเศรษฐ์ ทรงกลด (เกิด 20 มิถุนายน พ.ศ. 2522 ที่ คลองสามวา เขตมีนบุรี (ปัจจุบันคือ เขตคลองสามวา) กรุงเทพมหานคร) เป็นนักแสดงและนักแสดงตลกชาวไทยคณะ เชิญยิ้ม ในครอบครัวที่พ่อและแม่ขายก๋วยเตี๋ยวเริ่มเข้าวงการจากการชักชวนของ ธงชัย งามจันทร์ หรือ ตู่ ตาหวาน นักแสดงตลกที่เห็นแววของจั๊กกะบุ๋มจากบุคลิกที่เป็นคนตลกสนุกสนานจึงได้นำเขามาฝึกเล่นตลกให้พ้นจากวงจรยาเสพติดก่อนจะเป็นที่รู้จักจากรายการก่อนบ่ายคลายเครียด และโด่งดังจากซิตคอมยอดฮิต บุญดีผีคุ้มก่อนจะมีผลงานต่อมาอีกมากมาย เช่น ,ผู้พิทักษ์รักเธอ,เล่ห์ภูมเรศ,วิญญาณหฤหรรษ์,ฝนสามฤดู,สังข์ทอง,บ้านนี้มีรักผลงานละครผลงานละคร. - บุญดีผีคุ้ม ช่อง 9 - ผู้พิทักษ์รักเธอ ช่อง 5 - ผู้การเรือเร่ (พ.ศ. 2551) - บ้านนี้มีรัก ช่อง 9 , ช่องวัน รับบท สกล - สกุลกา ช่อง 5 รับบท น้าเผือก - ชิงชัง ช่อง 5 รับบท ไอ้เหนาะ (พ.ศ. 2552) - ธาราหิมาลัย ช่อง 3 รับบท เสก (พ.ศ. 2555) - บ่วงวันวาร ช่อง 5 รับบท ไก่ (พ.ศ. 2556) - ค่าของคน ช่อง 7 รับบท พุฒ - ข้ามเวลาหารัก ช่อง 5 รับบท เปี๊ยก - กุหลาบซาตาน ช่อง 5 รับบท เป๋ง - รักเกิดในตลาดสด ช่อง 3 รับบท เสือ - สายฟ้ากับสมหวัง ช่อง 5 รับบท สำลี - รากบุญ ช่อง 3 รับบท โอ้เอ้ - คุณชายปวรรุจ ช่อง 3 รับบท สมหวัง - หัวใจเรือพ่วง ช่อง 5 รับบท ชู - หวานใจนายจิตระเบิด ช่อง 7 รับบทเป็น ซ้ง - 2 รัก 2 วิญญาณ ช่องวัน รับบทเป็น โจร (รับเชิญ) - สารวัตรเถื่อน ช่อง 7 รับบทเป็น จ่าแหลม - นาคี ช่อง 3 รับบทเป็น ทัพ (รับเชิญ) - รักแท้แม่ไม่ปลื้ม ช่องวัน รับบทเป็น พี่แหลม (นักแสดงรับเชิญ) - มาวัดกันมั้ย ช่องวัน รับบทเป็น ชาติ (นักแสดงรับเชิญ) - บางรักซอย 9/1 ช่องวัน รับบทเป็น โจรจ๊อด (นักแสดงรับเชิญ) - บ้านสราญแลนด์ ช่องวัน รับบทเป็น รปภ.เบิร์ด - เสือ ชะนี เก้ง ช่องวัน รับบทเป็น ไก่ หนองบ้านแผ้ว (นักแสดงรับเชิญ)ผลงานภาพยนตร์
จั๊กกะบุ๋ม เชิญยิ้ม เข้าวงการจากการชักชวนของใคร
{ "answer": [ "ธงชัย งามจันทร์" ], "answer_begin_position": [ 424 ], "answer_end_position": [ 439 ] }
1,695
525,441
จั๊กกะบุ๋ม เชิญยิ้ม จั๊กกะบุ๋ม เชิญยิ้ม มีชื่อจริงว่า สมชาติ ทรงกลด หรือ ยอดยุทธ์ ทรงกลด ปัจจุบันมีชื่อจริงว่า นรเศรษฐ์ ทรงกลด (เกิด 20 มิถุนายน พ.ศ. 2522 ที่ คลองสามวา เขตมีนบุรี (ปัจจุบันคือ เขตคลองสามวา) กรุงเทพมหานคร) เป็นนักแสดงและนักแสดงตลกชาวไทยคณะ เชิญยิ้ม ในครอบครัวที่พ่อและแม่ขายก๋วยเตี๋ยวเริ่มเข้าวงการจากการชักชวนของ ธงชัย งามจันทร์ หรือ ตู่ ตาหวาน นักแสดงตลกที่เห็นแววของจั๊กกะบุ๋มจากบุคลิกที่เป็นคนตลกสนุกสนานจึงได้นำเขามาฝึกเล่นตลกให้พ้นจากวงจรยาเสพติดก่อนจะเป็นที่รู้จักจากรายการก่อนบ่ายคลายเครียด และโด่งดังจากซิตคอมยอดฮิต บุญดีผีคุ้มก่อนจะมีผลงานต่อมาอีกมากมาย เช่น ,ผู้พิทักษ์รักเธอ,เล่ห์ภูมเรศ,วิญญาณหฤหรรษ์,ฝนสามฤดู,สังข์ทอง,บ้านนี้มีรักผลงานละครผลงานละคร. - บุญดีผีคุ้ม ช่อง 9 - ผู้พิทักษ์รักเธอ ช่อง 5 - ผู้การเรือเร่ (พ.ศ. 2551) - บ้านนี้มีรัก ช่อง 9 , ช่องวัน รับบท สกล - สกุลกา ช่อง 5 รับบท น้าเผือก - ชิงชัง ช่อง 5 รับบท ไอ้เหนาะ (พ.ศ. 2552) - ธาราหิมาลัย ช่อง 3 รับบท เสก (พ.ศ. 2555) - บ่วงวันวาร ช่อง 5 รับบท ไก่ (พ.ศ. 2556) - ค่าของคน ช่อง 7 รับบท พุฒ - ข้ามเวลาหารัก ช่อง 5 รับบท เปี๊ยก - กุหลาบซาตาน ช่อง 5 รับบท เป๋ง - รักเกิดในตลาดสด ช่อง 3 รับบท เสือ - สายฟ้ากับสมหวัง ช่อง 5 รับบท สำลี - รากบุญ ช่อง 3 รับบท โอ้เอ้ - คุณชายปวรรุจ ช่อง 3 รับบท สมหวัง - หัวใจเรือพ่วง ช่อง 5 รับบท ชู - หวานใจนายจิตระเบิด ช่อง 7 รับบทเป็น ซ้ง - 2 รัก 2 วิญญาณ ช่องวัน รับบทเป็น โจร (รับเชิญ) - สารวัตรเถื่อน ช่อง 7 รับบทเป็น จ่าแหลม - นาคี ช่อง 3 รับบทเป็น ทัพ (รับเชิญ) - รักแท้แม่ไม่ปลื้ม ช่องวัน รับบทเป็น พี่แหลม (นักแสดงรับเชิญ) - มาวัดกันมั้ย ช่องวัน รับบทเป็น ชาติ (นักแสดงรับเชิญ) - บางรักซอย 9/1 ช่องวัน รับบทเป็น โจรจ๊อด (นักแสดงรับเชิญ) - บ้านสราญแลนด์ ช่องวัน รับบทเป็น รปภ.เบิร์ด - เสือ ชะนี เก้ง ช่องวัน รับบทเป็น ไก่ หนองบ้านแผ้ว (นักแสดงรับเชิญ)ผลงานภาพยนตร์
จั๊กกะบุ๋ม เชิญยิ้ม มีชื่อจริงว่า สมชาติ ทรงกลด เกิดเมื่อวันที่เท่าไร
{ "answer": [ "20" ], "answer_begin_position": [ 227 ], "answer_end_position": [ 229 ] }
1,713
846,532
พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าทศศิริวงศ์ พลโท พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าทศศิริวงศ์ (23 ตุลาคม พ.ศ. 2427 - 20 มีนาคม พ.ศ. 2493) เป็นพระโอรสในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจาตุรนต์รัศมี กรมพระจักรพรรดิพงษ์กับหม่อมหลวงผาด ธิดาหม่อมราชวงศ์สุหร่าย ปาลกะวงศ์ ประสูติเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2427 พระองค์เจ้าทศศิริวงศ์ทรงรับราชการเป็นทหารบก ทรงได้รับตำแหน่งผู้บัญชาการกองพลทหารบก ที่ 4 จังหวัดราชบุรี และเป็นแม่ทัพกองทัพน้อยทหารบกที่ 1และทรงเคยได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการองคมนตรี ตั้งแต่ 2 กันยายน พ.ศ. 2470 ถึง 31 มีนาคม พ.ศ. 2474 พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าทศศิริวงศ์ สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2493 พระราชทานเพลิงพระศพ ณ วัดเทพศิรินทราวาส วันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2494
พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าทศศิริวงศ์ สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่เท่าไร
{ "answer": [ "20" ], "answer_begin_position": [ 688 ], "answer_end_position": [ 690 ] }
1,714
846,532
พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าทศศิริวงศ์ พลโท พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าทศศิริวงศ์ (23 ตุลาคม พ.ศ. 2427 - 20 มีนาคม พ.ศ. 2493) เป็นพระโอรสในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจาตุรนต์รัศมี กรมพระจักรพรรดิพงษ์กับหม่อมหลวงผาด ธิดาหม่อมราชวงศ์สุหร่าย ปาลกะวงศ์ ประสูติเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2427 พระองค์เจ้าทศศิริวงศ์ทรงรับราชการเป็นทหารบก ทรงได้รับตำแหน่งผู้บัญชาการกองพลทหารบก ที่ 4 จังหวัดราชบุรี และเป็นแม่ทัพกองทัพน้อยทหารบกที่ 1และทรงเคยได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการองคมนตรี ตั้งแต่ 2 กันยายน พ.ศ. 2470 ถึง 31 มีนาคม พ.ศ. 2474 พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าทศศิริวงศ์ สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2493 พระราชทานเพลิงพระศพ ณ วัดเทพศิรินทราวาส วันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2494
พระบิดาของพลโท พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าทศศิริวงศ์ มีพระนามว่าอะไร
{ "answer": [ "สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจาตุรนต์รัศมี กรมพระจักรพรรดิพงษ์" ], "answer_begin_position": [ 241 ], "answer_end_position": [ 305 ] }
1,810
846,532
พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าทศศิริวงศ์ พลโท พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าทศศิริวงศ์ (23 ตุลาคม พ.ศ. 2427 - 20 มีนาคม พ.ศ. 2493) เป็นพระโอรสในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจาตุรนต์รัศมี กรมพระจักรพรรดิพงษ์กับหม่อมหลวงผาด ธิดาหม่อมราชวงศ์สุหร่าย ปาลกะวงศ์ ประสูติเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2427 พระองค์เจ้าทศศิริวงศ์ทรงรับราชการเป็นทหารบก ทรงได้รับตำแหน่งผู้บัญชาการกองพลทหารบก ที่ 4 จังหวัดราชบุรี และเป็นแม่ทัพกองทัพน้อยทหารบกที่ 1และทรงเคยได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการองคมนตรี ตั้งแต่ 2 กันยายน พ.ศ. 2470 ถึง 31 มีนาคม พ.ศ. 2474 พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าทศศิริวงศ์ สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2493 พระราชทานเพลิงพระศพ ณ วัดเทพศิรินทราวาส วันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2494
พระมารดาของพลโท พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าทศศิริวงศ์ มีพระนามว่าอะไร
{ "answer": [ "หม่อมราชวงศ์สุหร่าย ปาลกะวงศ์" ], "answer_begin_position": [ 325 ], "answer_end_position": [ 354 ] }
1,811
846,532
พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าทศศิริวงศ์ พลโท พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าทศศิริวงศ์ (23 ตุลาคม พ.ศ. 2427 - 20 มีนาคม พ.ศ. 2493) เป็นพระโอรสในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจาตุรนต์รัศมี กรมพระจักรพรรดิพงษ์กับหม่อมหลวงผาด ธิดาหม่อมราชวงศ์สุหร่าย ปาลกะวงศ์ ประสูติเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2427 พระองค์เจ้าทศศิริวงศ์ทรงรับราชการเป็นทหารบก ทรงได้รับตำแหน่งผู้บัญชาการกองพลทหารบก ที่ 4 จังหวัดราชบุรี และเป็นแม่ทัพกองทัพน้อยทหารบกที่ 1และทรงเคยได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการองคมนตรี ตั้งแต่ 2 กันยายน พ.ศ. 2470 ถึง 31 มีนาคม พ.ศ. 2474 พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าทศศิริวงศ์ สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2493 พระราชทานเพลิงพระศพ ณ วัดเทพศิรินทราวาส วันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2494
พลโท พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าทศศิริวงศ์ ประสูติเมื่อวันที่เท่าไร
{ "answer": [ "23" ], "answer_begin_position": [ 374 ], "answer_end_position": [ 376 ] }
1,720
130,001
หม่อมกมลา ยุคล ณ อยุธยา หม่อมกมลา ยุคล ณ อยุธยา จ.จ. (หม่อม) ใน หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล หรือท่านมุ้ย ชื่อเล่น หม่อมบี๋ สกุลเดิม เศรษฐี เกิดเมื่อวันที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2505 มีบุตรและธิดากับหม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม รวม 2 คน คือ หม่อมราชวงศ์ศรีคำรุ้ง ยุคล เกิดเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2527 และ หม่อมราชวงศ์เฉลิมชาตรี ยุคล เกิดเมื่อวันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2528 หม่อมกมลา ยุคล ณ อยุธยา ทำหน้าที่ผู้อำนวยการสร้างของ บริษัท พร้อมมิตรภาพยนตร์ ของ หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม (ท่านมุ้ย) คือ ครูสมศรี คนเลี้ยงช้าง น้องเมีย มือปืน สาละวิน เฮโรอีน เสียดาย เสียดาย 2 กล่อง และสุริโยไท ได้ร่วมงาน และเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการสร้างภาพยนตร์ของท่านมุ้ยมาโดยตลอดนับตั้งแต่ปี 2526 โดยทำหน้าที่เป็นโปรดิวเซอร์ และผู้ควบคุมการผลิต ดูแลความเรียบร้อยในกองถ่าย รวมทั้งการควบคุมดูแลค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ทั้งหมด รวมทั้งการเดินทางไปเจรจากับค่ายภาพยนตร์ต่างประเทศ ของภาพยนตร์เรื่องสุริโยทัย หม่อมกมลา จะเป็นผู้ประสานงาน และเป็นผู้เจรจาร่วมกับตัวแทนของ บริษัท สหมงคลฟิล์ม จำกัดเครื่องราชอิสริยาภรณ์
หม่อมกมลา ยุคล ณ อยุธยา ทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยของบริษัทอะไร
{ "answer": [ "บริษัท พร้อมมิตรภาพยนตร์" ], "answer_begin_position": [ 503 ], "answer_end_position": [ 527 ] }
1,775
130,001
หม่อมกมลา ยุคล ณ อยุธยา หม่อมกมลา ยุคล ณ อยุธยา จ.จ. (หม่อม) ใน หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล หรือท่านมุ้ย ชื่อเล่น หม่อมบี๋ สกุลเดิม เศรษฐี เกิดเมื่อวันที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2505 มีบุตรและธิดากับหม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม รวม 2 คน คือ หม่อมราชวงศ์ศรีคำรุ้ง ยุคล เกิดเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2527 และ หม่อมราชวงศ์เฉลิมชาตรี ยุคล เกิดเมื่อวันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2528 หม่อมกมลา ยุคล ณ อยุธยา ทำหน้าที่ผู้อำนวยการสร้างของ บริษัท พร้อมมิตรภาพยนตร์ ของ หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม (ท่านมุ้ย) คือ ครูสมศรี คนเลี้ยงช้าง น้องเมีย มือปืน สาละวิน เฮโรอีน เสียดาย เสียดาย 2 กล่อง และสุริโยไท ได้ร่วมงาน และเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการสร้างภาพยนตร์ของท่านมุ้ยมาโดยตลอดนับตั้งแต่ปี 2526 โดยทำหน้าที่เป็นโปรดิวเซอร์ และผู้ควบคุมการผลิต ดูแลความเรียบร้อยในกองถ่าย รวมทั้งการควบคุมดูแลค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ทั้งหมด รวมทั้งการเดินทางไปเจรจากับค่ายภาพยนตร์ต่างประเทศ ของภาพยนตร์เรื่องสุริโยทัย หม่อมกมลา จะเป็นผู้ประสานงาน และเป็นผู้เจรจาร่วมกับตัวแทนของ บริษัท สหมงคลฟิล์ม จำกัดเครื่องราชอิสริยาภรณ์
หม่อมกมลา ยุคล ณ อยุธยา เกิดเมื่อวันที่เท่าไร
{ "answer": [ "8" ], "answer_begin_position": [ 250 ], "answer_end_position": [ 251 ] }
1,956
130,001
หม่อมกมลา ยุคล ณ อยุธยา หม่อมกมลา ยุคล ณ อยุธยา จ.จ. (หม่อม) ใน หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล หรือท่านมุ้ย ชื่อเล่น หม่อมบี๋ สกุลเดิม เศรษฐี เกิดเมื่อวันที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2505 มีบุตรและธิดากับหม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม รวม 2 คน คือ หม่อมราชวงศ์ศรีคำรุ้ง ยุคล เกิดเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2527 และ หม่อมราชวงศ์เฉลิมชาตรี ยุคล เกิดเมื่อวันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2528 หม่อมกมลา ยุคล ณ อยุธยา ทำหน้าที่ผู้อำนวยการสร้างของ บริษัท พร้อมมิตรภาพยนตร์ ของ หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม (ท่านมุ้ย) คือ ครูสมศรี คนเลี้ยงช้าง น้องเมีย มือปืน สาละวิน เฮโรอีน เสียดาย เสียดาย 2 กล่อง และสุริโยไท ได้ร่วมงาน และเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการสร้างภาพยนตร์ของท่านมุ้ยมาโดยตลอดนับตั้งแต่ปี 2526 โดยทำหน้าที่เป็นโปรดิวเซอร์ และผู้ควบคุมการผลิต ดูแลความเรียบร้อยในกองถ่าย รวมทั้งการควบคุมดูแลค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ทั้งหมด รวมทั้งการเดินทางไปเจรจากับค่ายภาพยนตร์ต่างประเทศ ของภาพยนตร์เรื่องสุริโยทัย หม่อมกมลา จะเป็นผู้ประสานงาน และเป็นผู้เจรจาร่วมกับตัวแทนของ บริษัท สหมงคลฟิล์ม จำกัดเครื่องราชอิสริยาภรณ์
หม่อมกมลา ยุคล ณ อยุธยา เกิดเมื่อวันที่เท่าไร
{ "answer": [ "8" ], "answer_begin_position": [ 250 ], "answer_end_position": [ 251 ] }
1,957
130,001
หม่อมกมลา ยุคล ณ อยุธยา หม่อมกมลา ยุคล ณ อยุธยา จ.จ. (หม่อม) ใน หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล หรือท่านมุ้ย ชื่อเล่น หม่อมบี๋ สกุลเดิม เศรษฐี เกิดเมื่อวันที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2505 มีบุตรและธิดากับหม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม รวม 2 คน คือ หม่อมราชวงศ์ศรีคำรุ้ง ยุคล เกิดเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2527 และ หม่อมราชวงศ์เฉลิมชาตรี ยุคล เกิดเมื่อวันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2528 หม่อมกมลา ยุคล ณ อยุธยา ทำหน้าที่ผู้อำนวยการสร้างของ บริษัท พร้อมมิตรภาพยนตร์ ของ หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม (ท่านมุ้ย) คือ ครูสมศรี คนเลี้ยงช้าง น้องเมีย มือปืน สาละวิน เฮโรอีน เสียดาย เสียดาย 2 กล่อง และสุริโยไท ได้ร่วมงาน และเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการสร้างภาพยนตร์ของท่านมุ้ยมาโดยตลอดนับตั้งแต่ปี 2526 โดยทำหน้าที่เป็นโปรดิวเซอร์ และผู้ควบคุมการผลิต ดูแลความเรียบร้อยในกองถ่าย รวมทั้งการควบคุมดูแลค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ทั้งหมด รวมทั้งการเดินทางไปเจรจากับค่ายภาพยนตร์ต่างประเทศ ของภาพยนตร์เรื่องสุริโยทัย หม่อมกมลา จะเป็นผู้ประสานงาน และเป็นผู้เจรจาร่วมกับตัวแทนของ บริษัท สหมงคลฟิล์ม จำกัดเครื่องราชอิสริยาภรณ์
หม่อมกมลา ยุคล ณ อยุธยา สมรสกับผู้ใด
{ "answer": [ "หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล" ], "answer_begin_position": [ 162 ], "answer_end_position": [ 186 ] }
1,981
130,001
หม่อมกมลา ยุคล ณ อยุธยา หม่อมกมลา ยุคล ณ อยุธยา จ.จ. (หม่อม) ใน หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล หรือท่านมุ้ย ชื่อเล่น หม่อมบี๋ สกุลเดิม เศรษฐี เกิดเมื่อวันที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2505 มีบุตรและธิดากับหม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม รวม 2 คน คือ หม่อมราชวงศ์ศรีคำรุ้ง ยุคล เกิดเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2527 และ หม่อมราชวงศ์เฉลิมชาตรี ยุคล เกิดเมื่อวันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2528 หม่อมกมลา ยุคล ณ อยุธยา ทำหน้าที่ผู้อำนวยการสร้างของ บริษัท พร้อมมิตรภาพยนตร์ ของ หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม (ท่านมุ้ย) คือ ครูสมศรี คนเลี้ยงช้าง น้องเมีย มือปืน สาละวิน เฮโรอีน เสียดาย เสียดาย 2 กล่อง และสุริโยไท ได้ร่วมงาน และเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการสร้างภาพยนตร์ของท่านมุ้ยมาโดยตลอดนับตั้งแต่ปี 2526 โดยทำหน้าที่เป็นโปรดิวเซอร์ และผู้ควบคุมการผลิต ดูแลความเรียบร้อยในกองถ่าย รวมทั้งการควบคุมดูแลค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ทั้งหมด รวมทั้งการเดินทางไปเจรจากับค่ายภาพยนตร์ต่างประเทศ ของภาพยนตร์เรื่องสุริโยทัย หม่อมกมลา จะเป็นผู้ประสานงาน และเป็นผู้เจรจาร่วมกับตัวแทนของ บริษัท สหมงคลฟิล์ม จำกัดเครื่องราชอิสริยาภรณ์
หม่อมราชวงศ์เฉลิมชาตรี ยุคล เกิดเมื่อวันที่เท่าไร
{ "answer": [ "28" ], "answer_begin_position": [ 429 ], "answer_end_position": [ 431 ] }
1,983
130,001
หม่อมกมลา ยุคล ณ อยุธยา หม่อมกมลา ยุคล ณ อยุธยา จ.จ. (หม่อม) ใน หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล หรือท่านมุ้ย ชื่อเล่น หม่อมบี๋ สกุลเดิม เศรษฐี เกิดเมื่อวันที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2505 มีบุตรและธิดากับหม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม รวม 2 คน คือ หม่อมราชวงศ์ศรีคำรุ้ง ยุคล เกิดเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2527 และ หม่อมราชวงศ์เฉลิมชาตรี ยุคล เกิดเมื่อวันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2528 หม่อมกมลา ยุคล ณ อยุธยา ทำหน้าที่ผู้อำนวยการสร้างของ บริษัท พร้อมมิตรภาพยนตร์ ของ หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม (ท่านมุ้ย) คือ ครูสมศรี คนเลี้ยงช้าง น้องเมีย มือปืน สาละวิน เฮโรอีน เสียดาย เสียดาย 2 กล่อง และสุริโยไท ได้ร่วมงาน และเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการสร้างภาพยนตร์ของท่านมุ้ยมาโดยตลอดนับตั้งแต่ปี 2526 โดยทำหน้าที่เป็นโปรดิวเซอร์ และผู้ควบคุมการผลิต ดูแลความเรียบร้อยในกองถ่าย รวมทั้งการควบคุมดูแลค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ทั้งหมด รวมทั้งการเดินทางไปเจรจากับค่ายภาพยนตร์ต่างประเทศ ของภาพยนตร์เรื่องสุริโยทัย หม่อมกมลา จะเป็นผู้ประสานงาน และเป็นผู้เจรจาร่วมกับตัวแทนของ บริษัท สหมงคลฟิล์ม จำกัดเครื่องราชอิสริยาภรณ์
หม่อมราชวงศ์ศรีคำรุ้ง ยุคล เกิดเมื่อวันที่เท่าไร
{ "answer": [ "10" ], "answer_begin_position": [ 361 ], "answer_end_position": [ 363 ] }
1,721
373,628
หม่อมน้อย ชุมสาย ณ อยุธยา หม่อมน้อย ชุมสาย ณ อยุธยา บุตรีของพระยาราชมนตรี (ภู่ ภมรมนตรี) นางห้ามสามัญในกรมหมื่นมาตยาพิทักษ์ และต่อมาได้เป็นนางห้ามในกรมขุนราชสีหวิกรมประวัติ ประวัติ. หม่อมน้อย ชุมสาย ณ อยุธยา เป็นบุตรีของพระยาราชมนตรี (ภู่ ภมรมนตรี) อันเกิดแต่ท่านผู้หญิงอิน เธอมีพี่น้องต่างมารดาคือ คุณพุ่ม (บุษบาท่าเรือจ้าง) ยอดกวีหญิงในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 เบื้องต้นเธอได้เข้าเป็นนางห้ามในกรมหมื่นมาตยาพิทักษ์ ซึ่งเป็นที่เชิดหน้าชูตาอย่างมาก เนื่องจากเป็นธิดาของพระยาราชมนตรี ทั้งสองมีโอรสธิดาด้วยกันสองพระองค์ แต่ต่อมาเมื่อกรมหมื่นมาตยาพิทักษ์ได้สิ้นพระชนม์ในวัยหนุ่ม หม่อมน้อยจึงกลับไปอยู่บ้านที่ท่าช้างวังหลวงร่วมกับบิดาพร้อมด้วยพระโอรสและพระธิดาทั้งสองที่ยังเล็กอยู่คือ หม่อมเจ้าสาระพัดเพชร ศิริวงศ์ และพระสัมพันธวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประเสริฐศักดิ์ หลังจากการสิ้นพระชนม์ของอดีตสวามี ในช่วงนั้นหม่อมน้อยยังสาวสวยอยู่มาก หม่อมน้อยจึงได้เข้าเป็นนางห้ามในกรมขุนราชสีหวิกรม ต้นราชสกุลชุมสาย มีโอรสธิดาด้วยกัน 7 พระองค์ ซึ่งองค์สุดท้องคือหม่อมเจ้าปฤษฎางค์ ที่ทรงได้รับการสถาปนาขึ้นเป็น พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าปฤษฎางค์
หม่อมน้อย ชุมสาย ณ อยุธยา มีโอรสธิดาทั้งหมดกี่พระองค์
{ "answer": [ "7 พระองค์" ], "answer_begin_position": [ 1039 ], "answer_end_position": [ 1048 ] }
1,853
373,628
หม่อมน้อย ชุมสาย ณ อยุธยา หม่อมน้อย ชุมสาย ณ อยุธยา บุตรีของพระยาราชมนตรี (ภู่ ภมรมนตรี) นางห้ามสามัญในกรมหมื่นมาตยาพิทักษ์ และต่อมาได้เป็นนางห้ามในกรมขุนราชสีหวิกรมประวัติ ประวัติ. หม่อมน้อย ชุมสาย ณ อยุธยา เป็นบุตรีของพระยาราชมนตรี (ภู่ ภมรมนตรี) อันเกิดแต่ท่านผู้หญิงอิน เธอมีพี่น้องต่างมารดาคือ คุณพุ่ม (บุษบาท่าเรือจ้าง) ยอดกวีหญิงในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 เบื้องต้นเธอได้เข้าเป็นนางห้ามในกรมหมื่นมาตยาพิทักษ์ ซึ่งเป็นที่เชิดหน้าชูตาอย่างมาก เนื่องจากเป็นธิดาของพระยาราชมนตรี ทั้งสองมีโอรสธิดาด้วยกันสองพระองค์ แต่ต่อมาเมื่อกรมหมื่นมาตยาพิทักษ์ได้สิ้นพระชนม์ในวัยหนุ่ม หม่อมน้อยจึงกลับไปอยู่บ้านที่ท่าช้างวังหลวงร่วมกับบิดาพร้อมด้วยพระโอรสและพระธิดาทั้งสองที่ยังเล็กอยู่คือ หม่อมเจ้าสาระพัดเพชร ศิริวงศ์ และพระสัมพันธวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประเสริฐศักดิ์ หลังจากการสิ้นพระชนม์ของอดีตสวามี ในช่วงนั้นหม่อมน้อยยังสาวสวยอยู่มาก หม่อมน้อยจึงได้เข้าเป็นนางห้ามในกรมขุนราชสีหวิกรม ต้นราชสกุลชุมสาย มีโอรสธิดาด้วยกัน 7 พระองค์ ซึ่งองค์สุดท้องคือหม่อมเจ้าปฤษฎางค์ ที่ทรงได้รับการสถาปนาขึ้นเป็น พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าปฤษฎางค์
มารดาของหม่อมน้อย ชุมสาย ณ อยุธยา คือใคร
{ "answer": [ "ท่านผู้หญิงอิน" ], "answer_begin_position": [ 359 ], "answer_end_position": [ 373 ] }
1,726
664,749
แอลัน มักแมนัส แอลัน มักแมนัส () เกิดเมื่อวันที่ 21 มกราคม ค.ศ. 1971 เป็นนักสนุกเกอร์อาชีพชาวสกอตแลนด์ เคยติดอันดับท็อป 16 ของโลกในระหว่างช่วงยุค 1990 และ 2000 มักแมนัสคว้าแชมป์สองรายการเก็บคะแนนได้แก่รายการ ดูไบคลาสสิก 1994 และ ไทยแลนด์โอเพน 1996 ได้เข้ารอบรองชนะเลศในปี 1992 และ 1993 นอกจากนี้เขายังแชมป์รายการมาสเตอส์ 1994 โดยเอาชนะสตีเฟน เฮนดรีในวัย 25 ปี แข่งกัน 23 แมชต์ ไม่คิดว่าถูกเหยียบย่ำได้จากการปิดเกมอย่างรวดเร็วโดยสามารถเอาชนะด้วยผล 9–8 เฟรมในรอบสุดท้าย
แอลัน มักแมนัส นักสนุกเกอร์อาชีพชาวสก็อตแลนด์ เคยติดอันดับที่เท่าไรของโลกในปี 1990-2000
{ "answer": [ "16" ], "answer_begin_position": [ 209 ], "answer_end_position": [ 211 ] }
1,891
664,749
แอลัน มักแมนัส แอลัน มักแมนัส () เกิดเมื่อวันที่ 21 มกราคม ค.ศ. 1971 เป็นนักสนุกเกอร์อาชีพชาวสกอตแลนด์ เคยติดอันดับท็อป 16 ของโลกในระหว่างช่วงยุค 1990 และ 2000 มักแมนัสคว้าแชมป์สองรายการเก็บคะแนนได้แก่รายการ ดูไบคลาสสิก 1994 และ ไทยแลนด์โอเพน 1996 ได้เข้ารอบรองชนะเลศในปี 1992 และ 1993 นอกจากนี้เขายังแชมป์รายการมาสเตอส์ 1994 โดยเอาชนะสตีเฟน เฮนดรีในวัย 25 ปี แข่งกัน 23 แมชต์ ไม่คิดว่าถูกเหยียบย่ำได้จากการปิดเกมอย่างรวดเร็วโดยสามารถเอาชนะด้วยผล 9–8 เฟรมในรอบสุดท้าย
แอลัน มักแมนัส นักสนุกเกอร์อาชีพชาวสกอตแลนด์ เกิดเมื่อวันที่เท่าไร
{ "answer": [ "21" ], "answer_begin_position": [ 138 ], "answer_end_position": [ 140 ] }
1,744
55,121
เจ้าพระยาธรรมาธิกรณาธิบดี (หม่อมราชวงศ์ปุ้ม มาลากุล) มหาเสวกเอก เจ้าพระยาธรรมาธิกรณาธิบดี มีนามเดิมว่า หม่อมราชวงศ์ปุ้ม มาลากุล อดีตเสนาบดีกระทรวงวัง (ปัจจุบันคือสำนักพระราชวัง เทียบเท่าตำแหน่งเลขาธิการสำนักพระราชวัง) ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวประวัติ ประวัติ. หม่อมราชวงศ์ปุ้ม มาลากุล เกิดเมื่อวันศุกร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2420 แรม 2 ค่ำ เดือน 8 ปีฉลู เป็นโอรสในพระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นปราบปรปักษ์ กับหม่อมทับ มาลากุล ณ อยุธยา หม่อมราชวงศ์ปุ้ม มาลากุล เริ่มรับราชการในกรมมหาดเล็ก จนวันที่ 27 มีนาคม ร.ศ. 114 ได้รับพระราชทานสัญญาบัตรเป็นนายกวด มหาดเล็กหุ้มแพรต้นเชือกเวรฤทธิ์ ศักดินา 500 แล้วย้ายมารับราชการกรมวังเป็นจมื่นจงภักดีองค์ขวา หม่อมราชวงศ์ปุ้ม รับราชการในราชสำนัก ตำแหน่งมหาเสวกเอก เสนาบดีกระทรวงวัง ราชทินนาม พระยาอนุรักษ์ราชมณเฑียร ระหว่างกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2452 - 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2453 ต่อมาปี พ.ศ. 2456 ในรัชสมัยรัชกาลที่ 6 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นเสนาธิบดีกระทรวงวังและเป็นอธิบดีกรมศิลปากร ต่อมาในวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2456 ได้รับสถาปนาเป็นเจ้าพระยา มีสมญาจารึกในสุพรรณบัฏว่า เจ้าพระยาธรรมาธิกรณาธิบดี ศรีรัตนมณเฑียรบาล บรมราโชประการกิจจาภิรมย์ สรรโพดมราชธุรานุประดิษฐ ธรรมสุจริตวิบุลย์ มาลากุลวิวัฒน์ บำรุงรัตนราชประเพณี นิตยภักดีนฤปนารถ อันเตบุริกามาตย์มหานายก อรรคเสวกนนทิพาหมุรธาธร กิตติขจรเสนาบดี ศรีรัตนไตรยสรณธาดา อุดมอาชวาธยาไศรย อภัยพิริยบรากรมพาหุ ท่านมีผลงานสำคัญคือเป็นผู้อำนวยการก่อสร้างวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร ซึ่งเป็นวัดประจำรัชกาลที่ 5 สืบต่อจากพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประดิษฐวรการ และพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสาตรศุภกิจครอบครัว ครอบครัว. เจ้าพระยาธรรมาธิกรณาธิบดี สมรสกับท่านผู้หญิงนงเยาว์ ธรรมาธิกรณาธิบดี ท.จ.ว. (ธิดาพระยาอภัยรณฤทธิ์ (ถวิล อมาตยกุล) กับคุณหญิงทรามสงวน) ในพระบรมราชินูปถัมภ์สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทั้งสองท่านมีบุตรธิดา ดังนี้- หม่อมหลวงหญิงศิริปทุม มาลากุล - หม่อมหลวงปม มาลากุล - หม่อมหลวงประทิน มาลากุล - หม่อมหลวงประสันน์ มาลากุล - หม่อมหลวงหญิงประสาธะนี บุรณศิริ - หม่อมหลวงปีกทิพย์ มาลากุล - หม่อมหลวงปืนไทย มาลากุล - หม่อมหลวงปุ่ม มาลากุล (ปุ่มทอง มาลากุล) นอกจากนี้ เจ้าพระยาธรรมาธิกรราธิบดี ยังมีบุตรธิดากับภรรยาอื่นอีก ดังนี้ กับเจ้าฟองแก้ว ณ เชียงใหม่ ธิดาในเจ้าน้อยบัวละวงษ์ ณ เชียงใหม่ มีบุตร คือ- หลวงมาลากุลวิวัฒน์ (หม่อมหลวงเทียม มาลากุล) กับคุณวงศ์ บุญยะรังคะ มีบุตร ได้แก่- หม่อมหลวงกวิน มาลากุล - หม่อมหลวงหวิว มาลากุล - หม่อมหลวงหวีด มาลากุลอสัญกรรม อสัญกรรม. เจ้าพระยาธรรมาธิกรณาธิบดี ถึงแก่อสัญกรรม ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อวันที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2485เครื่องราชอิสริยาภรณ์เครื่องราชอิสริยาภรณ์. - เครื่องราชอิสริยาภรณ์รัตนวราภรณ์ (ร.ว.) - เครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ชั้นปฐมจุลจอมเกล้า (ป.จ.) - เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก ชั้นมหาปรมาภรณ์ช้างเผือก (ม.ป.ช.) - เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ชั้นมหาวชิรมงกุฎ (ม.ว.ม.) - เครื่องราชอิสริยาภรณ์วัลลภาภรณ์ (ว.ภ.) - เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีศักดิ์รามาธิบดี ชั้นที่ 4 (อัศวิน) (อ.ร.) - พ.ศ. 2462 - เหรียญดุษฎีมาลา เข็มราชการแผ่นดิน (ร.ด.ม.(ผ)) - เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ 6 (ว.ป.ร.1) - เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ 8 (อ.ป.ร.1) - เหรียญจักรพรรดิมาลา (ร.จ.พ.)
หม่อมราชวงศ์ปุ้ม มาลากุล เกิดเมื่อวันที่เท่าไร
{ "answer": [ "27" ], "answer_begin_position": [ 490 ], "answer_end_position": [ 492 ] }
1,745
55,121
เจ้าพระยาธรรมาธิกรณาธิบดี (หม่อมราชวงศ์ปุ้ม มาลากุล) มหาเสวกเอก เจ้าพระยาธรรมาธิกรณาธิบดี มีนามเดิมว่า หม่อมราชวงศ์ปุ้ม มาลากุล อดีตเสนาบดีกระทรวงวัง (ปัจจุบันคือสำนักพระราชวัง เทียบเท่าตำแหน่งเลขาธิการสำนักพระราชวัง) ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวประวัติ ประวัติ. หม่อมราชวงศ์ปุ้ม มาลากุล เกิดเมื่อวันศุกร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2420 แรม 2 ค่ำ เดือน 8 ปีฉลู เป็นโอรสในพระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นปราบปรปักษ์ กับหม่อมทับ มาลากุล ณ อยุธยา หม่อมราชวงศ์ปุ้ม มาลากุล เริ่มรับราชการในกรมมหาดเล็ก จนวันที่ 27 มีนาคม ร.ศ. 114 ได้รับพระราชทานสัญญาบัตรเป็นนายกวด มหาดเล็กหุ้มแพรต้นเชือกเวรฤทธิ์ ศักดินา 500 แล้วย้ายมารับราชการกรมวังเป็นจมื่นจงภักดีองค์ขวา หม่อมราชวงศ์ปุ้ม รับราชการในราชสำนัก ตำแหน่งมหาเสวกเอก เสนาบดีกระทรวงวัง ราชทินนาม พระยาอนุรักษ์ราชมณเฑียร ระหว่างกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2452 - 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2453 ต่อมาปี พ.ศ. 2456 ในรัชสมัยรัชกาลที่ 6 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นเสนาธิบดีกระทรวงวังและเป็นอธิบดีกรมศิลปากร ต่อมาในวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2456 ได้รับสถาปนาเป็นเจ้าพระยา มีสมญาจารึกในสุพรรณบัฏว่า เจ้าพระยาธรรมาธิกรณาธิบดี ศรีรัตนมณเฑียรบาล บรมราโชประการกิจจาภิรมย์ สรรโพดมราชธุรานุประดิษฐ ธรรมสุจริตวิบุลย์ มาลากุลวิวัฒน์ บำรุงรัตนราชประเพณี นิตยภักดีนฤปนารถ อันเตบุริกามาตย์มหานายก อรรคเสวกนนทิพาหมุรธาธร กิตติขจรเสนาบดี ศรีรัตนไตรยสรณธาดา อุดมอาชวาธยาไศรย อภัยพิริยบรากรมพาหุ ท่านมีผลงานสำคัญคือเป็นผู้อำนวยการก่อสร้างวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร ซึ่งเป็นวัดประจำรัชกาลที่ 5 สืบต่อจากพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประดิษฐวรการ และพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสาตรศุภกิจครอบครัว ครอบครัว. เจ้าพระยาธรรมาธิกรณาธิบดี สมรสกับท่านผู้หญิงนงเยาว์ ธรรมาธิกรณาธิบดี ท.จ.ว. (ธิดาพระยาอภัยรณฤทธิ์ (ถวิล อมาตยกุล) กับคุณหญิงทรามสงวน) ในพระบรมราชินูปถัมภ์สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทั้งสองท่านมีบุตรธิดา ดังนี้- หม่อมหลวงหญิงศิริปทุม มาลากุล - หม่อมหลวงปม มาลากุล - หม่อมหลวงประทิน มาลากุล - หม่อมหลวงประสันน์ มาลากุล - หม่อมหลวงหญิงประสาธะนี บุรณศิริ - หม่อมหลวงปีกทิพย์ มาลากุล - หม่อมหลวงปืนไทย มาลากุล - หม่อมหลวงปุ่ม มาลากุล (ปุ่มทอง มาลากุล) นอกจากนี้ เจ้าพระยาธรรมาธิกรราธิบดี ยังมีบุตรธิดากับภรรยาอื่นอีก ดังนี้ กับเจ้าฟองแก้ว ณ เชียงใหม่ ธิดาในเจ้าน้อยบัวละวงษ์ ณ เชียงใหม่ มีบุตร คือ- หลวงมาลากุลวิวัฒน์ (หม่อมหลวงเทียม มาลากุล) กับคุณวงศ์ บุญยะรังคะ มีบุตร ได้แก่- หม่อมหลวงกวิน มาลากุล - หม่อมหลวงหวิว มาลากุล - หม่อมหลวงหวีด มาลากุลอสัญกรรม อสัญกรรม. เจ้าพระยาธรรมาธิกรณาธิบดี ถึงแก่อสัญกรรม ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อวันที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2485เครื่องราชอิสริยาภรณ์เครื่องราชอิสริยาภรณ์. - เครื่องราชอิสริยาภรณ์รัตนวราภรณ์ (ร.ว.) - เครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ชั้นปฐมจุลจอมเกล้า (ป.จ.) - เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก ชั้นมหาปรมาภรณ์ช้างเผือก (ม.ป.ช.) - เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ชั้นมหาวชิรมงกุฎ (ม.ว.ม.) - เครื่องราชอิสริยาภรณ์วัลลภาภรณ์ (ว.ภ.) - เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีศักดิ์รามาธิบดี ชั้นที่ 4 (อัศวิน) (อ.ร.) - พ.ศ. 2462 - เหรียญดุษฎีมาลา เข็มราชการแผ่นดิน (ร.ด.ม.(ผ)) - เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ 6 (ว.ป.ร.1) - เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ 8 (อ.ป.ร.1) - เหรียญจักรพรรดิมาลา (ร.จ.พ.)
มหาเสวกเอก เจ้าพระยาธรรมาธิกรณาธิบดี มีนามเดิมเรียกว่าอะไร
{ "answer": [ "หม่อมราชวงศ์ปุ้ม มาลากุล" ], "answer_begin_position": [ 228 ], "answer_end_position": [ 252 ] }
1,762
93,987
เกาะชิโกกุ ชิโกกุ () เป็นเกาะที่เล็กที่สุดในบรรดาสี่เกาะหลักของญี่ปุ่น มีพื้นที่ 18,783 ตารางกิโลเมตร ถูกล้อมรอบ 3 ด้านด้วยเกาะฮนชูและเกาะคีวชู ตอนกลางของเกาะมีภูเขาสูงกว่าระดับน้ำทะเล 1,000-2,000 เมตร มีประชากรประมาณ 4.2 ล้านคนอาศัยอยู่กระจายตามที่ลุ่มชายฝั่งทะเล หากเทียบกับอีก 3 เกาะหลักของญี่ปุ่นแล้ว ชิโกกุมีความเงียบสงบและยังคงบรรยากาศแบบธรรมชาติไว้ได้ โดยที่ไม่ถูกกลืนโดยวัฒนธรรมสมัยใหม่ ชิโกกุถูกแบ่งออกเป็นตอนเหนือและตอนใต้โดยภูเขาสูงชัน ทางเหนือมีปริมาณน้ำฝนน้อยและมีเมืองอุตสาหกรรมอยู่ตลอดแนว ส่วนทางใต้ด้านมหาสมุทรแปซิฟิกนั้นจะเป็นป่ารก อากาศจะอบอุ่น ปริมาณน้ำฝนมีมาก อากาศบนเกาะจะอบอุ่นสบายในช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิ และช่วงเริ่มฤดูใบไม้ร่วง นอกจากอุตสาหกรรมผลิตเหล็กและเคมีแล้ว การประมงกับการเกษตรกรรมแบบเร่งผลผลิตทำกันอย่างแพร่หลาย บนที่ราบของเมืองโคจิชายฝั่งทะเลแปซิฟิก มีการมีการทำไร่ผลไม้ และการปลูกผักในเรือนกระจก เกาะชิโกกุถูกเชื่อมต่อกับเกาะฮนชูด้วยสะพานเซโตโอฮาชิ ซึ่งเป็นสะพานหกสาย ใช้เกาะเล็ก ๆ 5 แห่งเป็นจุดเชื่อมต่อ ด้วยความยาวถึง 12.3 กิโลเมตร ทำให้สะพานแห่งนี้ เป็นหนึ่งในสะพานสองชั้นที่มีความยาวมากกว่าสะพานแห่งอื่น ๆ ในโลกเกาะลักษณะภูมิประเทศ ลักษณะภูมิประเทศ. เกาะชิโกกุถูกแบ่งออกเป็นตอนเหนือและตอนใต้โดยภูเขาสูงชัน สิ่งสำคัญอีกอย่างในเกาะชิโกกุก็คือ ตัวเกาะจะเชื่อมต่อกับเกาะฮนชูด้วยสะพานเซโตโอฮาชิ (Seto-Ohashi Bridge) ซึ่งเป็นสะพานหกสาย ใช้เกาะเล็ก ๆ 5 แห่งเป็นจุดเชื่อมต่อ ด้วยความยาวถึง 12.3 กิโลเมตร ชิโกกุประกอบไปด้วย 4 จังหวัด ได้แก่- จังหวัดโทกูชิมะ - จังหวัดคางาวะ - จังหวัดเอฮิเมะ - จังหวัดโคจิ
เกาะชิโกกุจะเชื่อมต่อกับเกาะฮนชูในประเทศญี่ปุ่นด้วยสะพานที่มีชื่อเรียกว่าอะไร
{ "answer": [ "สะพานเซโตโอฮาชิ" ], "answer_begin_position": [ 1292 ], "answer_end_position": [ 1307 ] }
1,763
93,987
เกาะชิโกกุ ชิโกกุ () เป็นเกาะที่เล็กที่สุดในบรรดาสี่เกาะหลักของญี่ปุ่น มีพื้นที่ 18,783 ตารางกิโลเมตร ถูกล้อมรอบ 3 ด้านด้วยเกาะฮนชูและเกาะคีวชู ตอนกลางของเกาะมีภูเขาสูงกว่าระดับน้ำทะเล 1,000-2,000 เมตร มีประชากรประมาณ 4.2 ล้านคนอาศัยอยู่กระจายตามที่ลุ่มชายฝั่งทะเล หากเทียบกับอีก 3 เกาะหลักของญี่ปุ่นแล้ว ชิโกกุมีความเงียบสงบและยังคงบรรยากาศแบบธรรมชาติไว้ได้ โดยที่ไม่ถูกกลืนโดยวัฒนธรรมสมัยใหม่ ชิโกกุถูกแบ่งออกเป็นตอนเหนือและตอนใต้โดยภูเขาสูงชัน ทางเหนือมีปริมาณน้ำฝนน้อยและมีเมืองอุตสาหกรรมอยู่ตลอดแนว ส่วนทางใต้ด้านมหาสมุทรแปซิฟิกนั้นจะเป็นป่ารก อากาศจะอบอุ่น ปริมาณน้ำฝนมีมาก อากาศบนเกาะจะอบอุ่นสบายในช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิ และช่วงเริ่มฤดูใบไม้ร่วง นอกจากอุตสาหกรรมผลิตเหล็กและเคมีแล้ว การประมงกับการเกษตรกรรมแบบเร่งผลผลิตทำกันอย่างแพร่หลาย บนที่ราบของเมืองโคจิชายฝั่งทะเลแปซิฟิก มีการมีการทำไร่ผลไม้ และการปลูกผักในเรือนกระจก เกาะชิโกกุถูกเชื่อมต่อกับเกาะฮนชูด้วยสะพานเซโตโอฮาชิ ซึ่งเป็นสะพานหกสาย ใช้เกาะเล็ก ๆ 5 แห่งเป็นจุดเชื่อมต่อ ด้วยความยาวถึง 12.3 กิโลเมตร ทำให้สะพานแห่งนี้ เป็นหนึ่งในสะพานสองชั้นที่มีความยาวมากกว่าสะพานแห่งอื่น ๆ ในโลกเกาะลักษณะภูมิประเทศ ลักษณะภูมิประเทศ. เกาะชิโกกุถูกแบ่งออกเป็นตอนเหนือและตอนใต้โดยภูเขาสูงชัน สิ่งสำคัญอีกอย่างในเกาะชิโกกุก็คือ ตัวเกาะจะเชื่อมต่อกับเกาะฮนชูด้วยสะพานเซโตโอฮาชิ (Seto-Ohashi Bridge) ซึ่งเป็นสะพานหกสาย ใช้เกาะเล็ก ๆ 5 แห่งเป็นจุดเชื่อมต่อ ด้วยความยาวถึง 12.3 กิโลเมตร ชิโกกุประกอบไปด้วย 4 จังหวัด ได้แก่- จังหวัดโทกูชิมะ - จังหวัดคางาวะ - จังหวัดเอฮิเมะ - จังหวัดโคจิ
ชิโกกุ เป็นเกาะที่เล็กที่สุดในบรรดาสี่เกาะหลักของญี่ปุ่น มีพื้นที่กี่ตารางกิโลเมตร
{ "answer": [ "18,783" ], "answer_begin_position": [ 164 ], "answer_end_position": [ 170 ] }
1,767
80,807
พระยาคำโสม พระยาคำโสม (พ.ศ. 2287 - พ.ศ. 2337) หรือ เจ้าคำสม เจ้าผู้ครองนครลำปาง องค์ที่ 4 เป็นหนึ่งในเจ้าเจ็ดตน และเป็นราชบุตรองค์ที่ 2 ของเจ้าฟ้าสิงหราชธานี เจ้าฟ้าหลวงชายแก้ว ได้ครองนครลำปางสืบต่อจากพระเชษฐา คือพระเจ้ากาวิละ ในระหว่างปี พ.ศ. 2325-2337 เสด็จพิราลัยในขณะมีพระชนมายุได้ 50 ชันษาพระประวัติ พระประวัติ. พระยาคำโสม ประสูติเมื่อปีชวด พ.ศ. 2287 มีพระอนุชาและพระขนิษฐารวม 10 พระองค์ (หญิง 3 ชาย 7) (เจ้าชายทั้ง 7 พระองค์ได้ทรงช่วยกันต่อสู้อริราชศัตรูขยายขอบขัณฑสีมาล้านนาออกไปอย่างเกรียงไกร เป็นเหตุให้มีพระสมัญญาว่า "เจ้าเจ็ดตน") มีพระนามตามลำดับ ดังนี้- พระเจ้ากาวิละ พระเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ 1 (นับเป็น "พระเจ้าผู้ครองนครลำปาง องค์ที่ 3" ใน "ราชวงศ์ทิพย์จักราธิวงศ์ (เจ้าเจ็ดตน)") - พระยาคำโสม พระเจ้าผู้ครองนครลำปาง องค์ที่ 4 - พระยาธรรมลังกา พระเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ 2 - พระเจ้าดวงทิพย์ พระเจ้าผู้ครองนครลำปาง องค์ที่ 5 - เจ้าศรีอโนชา พระอัครชายาในสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท - เจ้าหญิงสรีวัณณา (ถึงแก่พิราลัยแต่เยาว์) - เจ้าอุปราชหมูหล้า พระราชมหาอุปราชานราธิบดีศรีสุวรรณฝ่ายหน้าหอคำนครลำปาง - พระยาคำฟั่น เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ 3 และ เจ้าผู้ครองนครลำพูน องค์ที่ 1 - เจ้าหญิงสรีบุญทัน (พิราลัยแต่เยาว์) - พระเจ้าบุญมา พระเจ้าผู้ครองนครลำพูน องค์ที่ 2 พระเจ้าคำโสม อภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงปทุมมา ต่อมาคือ แม่เจ้าปทุมมาราชเทวี และมีชายาอีกหลายพระองค์ อาทิ แม่เจ้าจันทรา แม่เจ้าจอมแก้วราชโอรส-ธิดา ราชโอรส-ธิดา. พระเจ้าคำโสม มีพระราชโอรสหลายพระองค์ ซึ่งมีพระองค์ที่ได้ขึ้นครองนคร ได้แก่1. พระยาไชยวงศ์ เจ้าผู้ครองนครลำปาง องค์ที่ 6 เป็นโอรสองค์ที่ 1 2. พระยาขัติยะ เจ้าผู้ครองนครลำปาง องค์ที่ 7 เป็นโอรสองค์ที่ 2 3. พระยาน้อยอินทร์ เจ้าผู้ครองนครลำปาง องค์ที่ 8 และเจ้าผู้ครองนครลำพูน องค์ที่ 3 เป็นโอรสองค์ที่ 3 4. เจ้าราชวงศ์คำแสน ณ ลำปาง, เจ้าราชวงศ์นครลำปาง 5. เจ้าหลวงมหาวงศ์ (เจ้าน้อยพุทธวงศ์ ณ ลำปาง) พระญาประเทศอุดรทิศ เจ้าเมืองพะเยา องค์ที่ 1 6. เจ้าวรญาณรังษี เจ้าผู้ครองนครลำปาง องค์ที่ 9 เป็นโอรสองค์ที่ 4 7. เจ้าหลวงมหายศ (เจ้าน้อยมหายศ ณ ลำปาง), พระญาประเทศอุดรทิศ เจ้าเมืองพะเยา องค์ที่ 2 8. เจ้าราชวงศ์แก้วมนุษย์ ณ ลำปาง, เจ้าราชวงศ์เมืองพะเยา 9. เจ้าอุปราชหนานยศ ณ ลำปาง, เจ้าอุปราชเมืองงาว 10. เจ้าสุริยวงศ์คำฤๅ ณ ลำปาง, เจ้าสุริยวงศ์เมืองงาว 11. เจ้าราชบุตรคำเครื่อง ณ ลำปาง, เจ้าราชบุตรนครลำปาง 12. แม่เจ้าอุบลวรรณาเทวี (ณ ลำปาง) ใน เจ้าหลวงฟ้าเมืองแก้วขัตติยะ (ศีติสาร) , พระญาประเทศอุดรทิศ เจ้าเมืองพะเยา องค์ที่ 3พระราชกรณียกิจ พระราชกรณียกิจ. เมื่อปี พ.ศ. 2307 เจ้าฟ้าแก้ว ได้ครองนครลำปาง และเจ้าคำโสม ได้ช่วยงานราชการนครลำปาง ในปี พ.ศ. 2309 เจ้าคำโสม ได้นำกำลังไพร่พลจากนครลำปางเข้าสมทบกองทัพพม่าที่เกณฑ์กำลังหัวเมืองขึ้นทั้งปวงของพม่าในเวลานั้น เพื่อเข้าตีกรุงศรีอยุธยา ในปี พ.ศ. 2317 พระยาคำโสม ได้รับพระราชทานอาชญาสิทธิ์เป็นพระยาราชวงศ์นครลำปาง และในปี พ.ศ. 2325 พระเจ้ากาวิละ ได้รับการสถาปนาจากพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ให้เป็นพระยาวชิรปราการเจ้าเมืองเชียงใหม่ และเจ้าคำโสมได้เป็น "พระยาคำโสม" เจ้าเมืองลำปาง จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2336 พระยาคำโสม ร่วมกับพระเจ้ากาวิละ และเจ้าพี่น้องรวมกัน 7 คน (ภายหลังได้รับสมัญญาว่า "เจ้าเจ็ดตน") และกองทัพเมืองแพร่ เมืองน่าน มีไพร่พล 10,000 ยกทัพไปตีเมืองเชียงแสนล้อมเมืองอยู่ 2 เดือน จึงยึดเมืองได้ พระเจ้าคำโสม เมื่อว่างจากราชการสงครามได้ทำนุบำรุงพระศาสนาในนครลำปาง อาทิ สร้างพระพุทธรูปองค์ใหญ่ (พระเจ้าตนหลวง) การสร้างวัดหลวงกลางเวียง วิหารวัดป่าดัวะ วิหารวัดศรีเกิด วิหารวัดหมื่นกาด วิหารวัดปงสนุก วิหารวัดป่าพร้าว รวมทั้งสิ้น 8 วัด และสร้างรั้วรอบพระธาตุลำปางหลวง และพระธาตุเสด็จราชตระกูล
พระยาคำโสม หรือเจ้าคำสม เจ้าผู้ครองนครลำปาง องค์ที่ 4 ประสูติเมื่อปี พ.ศ. ใด
{ "answer": [ "2287" ], "answer_begin_position": [ 434 ], "answer_end_position": [ 438 ] }
1,768
80,807
พระยาคำโสม พระยาคำโสม (พ.ศ. 2287 - พ.ศ. 2337) หรือ เจ้าคำสม เจ้าผู้ครองนครลำปาง องค์ที่ 4 เป็นหนึ่งในเจ้าเจ็ดตน และเป็นราชบุตรองค์ที่ 2 ของเจ้าฟ้าสิงหราชธานี เจ้าฟ้าหลวงชายแก้ว ได้ครองนครลำปางสืบต่อจากพระเชษฐา คือพระเจ้ากาวิละ ในระหว่างปี พ.ศ. 2325-2337 เสด็จพิราลัยในขณะมีพระชนมายุได้ 50 ชันษาพระประวัติ พระประวัติ. พระยาคำโสม ประสูติเมื่อปีชวด พ.ศ. 2287 มีพระอนุชาและพระขนิษฐารวม 10 พระองค์ (หญิง 3 ชาย 7) (เจ้าชายทั้ง 7 พระองค์ได้ทรงช่วยกันต่อสู้อริราชศัตรูขยายขอบขัณฑสีมาล้านนาออกไปอย่างเกรียงไกร เป็นเหตุให้มีพระสมัญญาว่า "เจ้าเจ็ดตน") มีพระนามตามลำดับ ดังนี้- พระเจ้ากาวิละ พระเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ 1 (นับเป็น "พระเจ้าผู้ครองนครลำปาง องค์ที่ 3" ใน "ราชวงศ์ทิพย์จักราธิวงศ์ (เจ้าเจ็ดตน)") - พระยาคำโสม พระเจ้าผู้ครองนครลำปาง องค์ที่ 4 - พระยาธรรมลังกา พระเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ 2 - พระเจ้าดวงทิพย์ พระเจ้าผู้ครองนครลำปาง องค์ที่ 5 - เจ้าศรีอโนชา พระอัครชายาในสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท - เจ้าหญิงสรีวัณณา (ถึงแก่พิราลัยแต่เยาว์) - เจ้าอุปราชหมูหล้า พระราชมหาอุปราชานราธิบดีศรีสุวรรณฝ่ายหน้าหอคำนครลำปาง - พระยาคำฟั่น เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ 3 และ เจ้าผู้ครองนครลำพูน องค์ที่ 1 - เจ้าหญิงสรีบุญทัน (พิราลัยแต่เยาว์) - พระเจ้าบุญมา พระเจ้าผู้ครองนครลำพูน องค์ที่ 2 พระเจ้าคำโสม อภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงปทุมมา ต่อมาคือ แม่เจ้าปทุมมาราชเทวี และมีชายาอีกหลายพระองค์ อาทิ แม่เจ้าจันทรา แม่เจ้าจอมแก้วราชโอรส-ธิดา ราชโอรส-ธิดา. พระเจ้าคำโสม มีพระราชโอรสหลายพระองค์ ซึ่งมีพระองค์ที่ได้ขึ้นครองนคร ได้แก่1. พระยาไชยวงศ์ เจ้าผู้ครองนครลำปาง องค์ที่ 6 เป็นโอรสองค์ที่ 1 2. พระยาขัติยะ เจ้าผู้ครองนครลำปาง องค์ที่ 7 เป็นโอรสองค์ที่ 2 3. พระยาน้อยอินทร์ เจ้าผู้ครองนครลำปาง องค์ที่ 8 และเจ้าผู้ครองนครลำพูน องค์ที่ 3 เป็นโอรสองค์ที่ 3 4. เจ้าราชวงศ์คำแสน ณ ลำปาง, เจ้าราชวงศ์นครลำปาง 5. เจ้าหลวงมหาวงศ์ (เจ้าน้อยพุทธวงศ์ ณ ลำปาง) พระญาประเทศอุดรทิศ เจ้าเมืองพะเยา องค์ที่ 1 6. เจ้าวรญาณรังษี เจ้าผู้ครองนครลำปาง องค์ที่ 9 เป็นโอรสองค์ที่ 4 7. เจ้าหลวงมหายศ (เจ้าน้อยมหายศ ณ ลำปาง), พระญาประเทศอุดรทิศ เจ้าเมืองพะเยา องค์ที่ 2 8. เจ้าราชวงศ์แก้วมนุษย์ ณ ลำปาง, เจ้าราชวงศ์เมืองพะเยา 9. เจ้าอุปราชหนานยศ ณ ลำปาง, เจ้าอุปราชเมืองงาว 10. เจ้าสุริยวงศ์คำฤๅ ณ ลำปาง, เจ้าสุริยวงศ์เมืองงาว 11. เจ้าราชบุตรคำเครื่อง ณ ลำปาง, เจ้าราชบุตรนครลำปาง 12. แม่เจ้าอุบลวรรณาเทวี (ณ ลำปาง) ใน เจ้าหลวงฟ้าเมืองแก้วขัตติยะ (ศีติสาร) , พระญาประเทศอุดรทิศ เจ้าเมืองพะเยา องค์ที่ 3พระราชกรณียกิจ พระราชกรณียกิจ. เมื่อปี พ.ศ. 2307 เจ้าฟ้าแก้ว ได้ครองนครลำปาง และเจ้าคำโสม ได้ช่วยงานราชการนครลำปาง ในปี พ.ศ. 2309 เจ้าคำโสม ได้นำกำลังไพร่พลจากนครลำปางเข้าสมทบกองทัพพม่าที่เกณฑ์กำลังหัวเมืองขึ้นทั้งปวงของพม่าในเวลานั้น เพื่อเข้าตีกรุงศรีอยุธยา ในปี พ.ศ. 2317 พระยาคำโสม ได้รับพระราชทานอาชญาสิทธิ์เป็นพระยาราชวงศ์นครลำปาง และในปี พ.ศ. 2325 พระเจ้ากาวิละ ได้รับการสถาปนาจากพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ให้เป็นพระยาวชิรปราการเจ้าเมืองเชียงใหม่ และเจ้าคำโสมได้เป็น "พระยาคำโสม" เจ้าเมืองลำปาง จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2336 พระยาคำโสม ร่วมกับพระเจ้ากาวิละ และเจ้าพี่น้องรวมกัน 7 คน (ภายหลังได้รับสมัญญาว่า "เจ้าเจ็ดตน") และกองทัพเมืองแพร่ เมืองน่าน มีไพร่พล 10,000 ยกทัพไปตีเมืองเชียงแสนล้อมเมืองอยู่ 2 เดือน จึงยึดเมืองได้ พระเจ้าคำโสม เมื่อว่างจากราชการสงครามได้ทำนุบำรุงพระศาสนาในนครลำปาง อาทิ สร้างพระพุทธรูปองค์ใหญ่ (พระเจ้าตนหลวง) การสร้างวัดหลวงกลางเวียง วิหารวัดป่าดัวะ วิหารวัดศรีเกิด วิหารวัดหมื่นกาด วิหารวัดปงสนุก วิหารวัดป่าพร้าว รวมทั้งสิ้น 8 วัด และสร้างรั้วรอบพระธาตุลำปางหลวง และพระธาตุเสด็จราชตระกูล
เจ้าหญิงปทุมมา หรือ แม่เจ้าปทุมมาราชเทวี อภิเษกสมรสกับผู้ใด
{ "answer": [ "พระเจ้าคำโสม" ], "answer_begin_position": [ 1284 ], "answer_end_position": [ 1296 ] }
1,769
110,317
พระยาจุฬาราชมนตรี (น้อย) พระยาจุฬาราชมนตรี (น้อย) เป็นบุตรของพระยาจุฬาราชมนตรี (อากายี) มารดาชื่อคุณหญิงสะ มีชื่อทางศาสนาว่ามูหะหมัดบาเกร เกิดเมื่อปีใดไม่ปรากฏ เริ่มรับราชการในกรมท่าขวา สมัยรัชกาลที่ 4 ได้เป็นหลวงศรีเนาวรัตน์ และได้เป็นจุฬาราชมนตรีเมื่อพระยาจุฬาราชมนตรี (นาม) ถึงแก่อนิจกรรม ท่านเป็นจุฬาราชมนตรีจนถึงแก่อนิจกรรมเมื่อ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2410
พระยาจุฬาราชมนตรี หรือ น้อย เป็นบุตรของผู้ใด
{ "answer": [ "พระยาจุฬาราชมนตรี" ], "answer_begin_position": [ 160 ], "answer_end_position": [ 177 ] }
1,770
110,317
พระยาจุฬาราชมนตรี (น้อย) พระยาจุฬาราชมนตรี (น้อย) เป็นบุตรของพระยาจุฬาราชมนตรี (อากายี) มารดาชื่อคุณหญิงสะ มีชื่อทางศาสนาว่ามูหะหมัดบาเกร เกิดเมื่อปีใดไม่ปรากฏ เริ่มรับราชการในกรมท่าขวา สมัยรัชกาลที่ 4 ได้เป็นหลวงศรีเนาวรัตน์ และได้เป็นจุฬาราชมนตรีเมื่อพระยาจุฬาราชมนตรี (นาม) ถึงแก่อนิจกรรม ท่านเป็นจุฬาราชมนตรีจนถึงแก่อนิจกรรมเมื่อ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2410
พระยาจุฬาราชมนตรี หรือ น้อย ถึงแก่อนิจกรรมเมื่อวันที่เท่าไร
{ "answer": [ "8" ], "answer_begin_position": [ 433 ], "answer_end_position": [ 434 ] }
1,771
118,491
พระยาจุฬาราชมนตรี (ก้อนแก้ว) พระยาจุฬาราชมนตรี (ก้อนแก้ว) เป็นบุตรพระยาจุฬาราชมนตรี (เซน)และคุณหญิงก้อนทอง รับราชการเป็นมหาดเล็กตั้งแต่สมัยสมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ ตอนปลายกรุงศรีอยุธยาจนเสียกรุงเมื่อ พ.ศ. 2310 เมื่อเสียกรุงได้หลบหนีข้าศึกมารับราชการกับสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ต่อมาได้เป็นขุนป้องพลขันธ์ และหลวงศรีเนาวรัตน์ตามลำดับ ได้ร่วมรบกับข้าศึกจนผลัดแผ่นดินเข้าสู่สมัยรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 1 โปรดเกล้าฯแต่งตั้งให้เป็นพระยาจุฬาราชมนตรี มีหน้าที่กำกับราชการกรมท่าขวาและดูแลมุสลิมทั่วราชอาณาจักร ถือเป็นจุฬาราชมนตรีท่านแรกในสมัยรัตนโกสินทร์ ท่านถึงแก่อนิจกรรมในสมัยรัชกาลที่ 1 เมื่ออายุได้ 82 ปี ศพของท่านฝังอยู่ที่มัสยิดต้นสน
พระมารดาของพระยาจุฬาราชมนตรี หรือ ก้อนแก้ว มีนามว่าอะไร
{ "answer": [ "คุณหญิงก้อนทอง" ], "answer_begin_position": [ 195 ], "answer_end_position": [ 209 ] }
1,772
118,491
พระยาจุฬาราชมนตรี (ก้อนแก้ว) พระยาจุฬาราชมนตรี (ก้อนแก้ว) เป็นบุตรพระยาจุฬาราชมนตรี (เซน)และคุณหญิงก้อนทอง รับราชการเป็นมหาดเล็กตั้งแต่สมัยสมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ ตอนปลายกรุงศรีอยุธยาจนเสียกรุงเมื่อ พ.ศ. 2310 เมื่อเสียกรุงได้หลบหนีข้าศึกมารับราชการกับสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ต่อมาได้เป็นขุนป้องพลขันธ์ และหลวงศรีเนาวรัตน์ตามลำดับ ได้ร่วมรบกับข้าศึกจนผลัดแผ่นดินเข้าสู่สมัยรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 1 โปรดเกล้าฯแต่งตั้งให้เป็นพระยาจุฬาราชมนตรี มีหน้าที่กำกับราชการกรมท่าขวาและดูแลมุสลิมทั่วราชอาณาจักร ถือเป็นจุฬาราชมนตรีท่านแรกในสมัยรัตนโกสินทร์ ท่านถึงแก่อนิจกรรมในสมัยรัชกาลที่ 1 เมื่ออายุได้ 82 ปี ศพของท่านฝังอยู่ที่มัสยิดต้นสน
พระยาจุฬาราชมนตรี หรือ ก้อนแก้ว ถึงแก่อนิจกรรมในสมัยรัชกาลที่ 1 มีอายุกี่ปี
{ "answer": [ "82 ปี" ], "answer_begin_position": [ 695 ], "answer_end_position": [ 700 ] }
1,773
122,726
พระยาจุฬาราชมนตรี (สัน อหะหมัดจุฬา) พระยาจุฬาราชมนตรี นามเดิม สัน เป็นบุตรพระยาจุฬาราชมนตรี (สิน อหะหมัดจุฬา) มีชื่อทางศาสนาว่า มิซซา อาลีระชา เกิดเมื่อ พ.ศ. 2411 เริ่มรับราชการเป็นมหาดเล็กในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เป็นปลัดกรมท่าขวามีบรรดาศักดิ์เป็นหลวงราชาเศรษฐี เมื่อ พ.ศ. 2432 แล้วเลื่อนเป็นพระราชเศรษฐี ตามลำดับ ต่อมาย้ายไปรับราชการกระทรวงยุติธรรมฝ่ายการเงินแล้วเลื่อนขึ้นเป็นจ่าศาลต่างประเทศ จนวันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2454 จึงโปรดเกล้าฯ เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็นพระยาจุฬาราชมนตรี เจ้ากรมท่าขวา ถือศักดินา 1400 นอกจากนี้ยังเป็นที่ปรึกษาในด้านศาสนาอิสลามถวายพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และได้รับพระราชทานนามสกุล "อหะหมัดจุฬา" เมื่อวันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2456 มีบุตรหลายคน ถึงแก่อนิจกรรมเมื่อ 22 เมษายน พ.ศ. 2466 สิริอายุได้ 55 ปี พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ เสด็จมาเป็นประธานในพิธีฝังศพแทนพระองค์ด้วย
พระยาจุฬาราชมนตรี นามเดิม สัน เป็นบุตรพระยาจุฬาราชมนตรี หรือ สิน อหะหมัดจุฬา เกิดเมื่อ พ.ศ. ใด
{ "answer": [ "2411" ], "answer_begin_position": [ 268 ], "answer_end_position": [ 272 ] }
1,774
122,726
พระยาจุฬาราชมนตรี (สัน อหะหมัดจุฬา) พระยาจุฬาราชมนตรี นามเดิม สัน เป็นบุตรพระยาจุฬาราชมนตรี (สิน อหะหมัดจุฬา) มีชื่อทางศาสนาว่า มิซซา อาลีระชา เกิดเมื่อ พ.ศ. 2411 เริ่มรับราชการเป็นมหาดเล็กในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เป็นปลัดกรมท่าขวามีบรรดาศักดิ์เป็นหลวงราชาเศรษฐี เมื่อ พ.ศ. 2432 แล้วเลื่อนเป็นพระราชเศรษฐี ตามลำดับ ต่อมาย้ายไปรับราชการกระทรวงยุติธรรมฝ่ายการเงินแล้วเลื่อนขึ้นเป็นจ่าศาลต่างประเทศ จนวันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2454 จึงโปรดเกล้าฯ เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็นพระยาจุฬาราชมนตรี เจ้ากรมท่าขวา ถือศักดินา 1400 นอกจากนี้ยังเป็นที่ปรึกษาในด้านศาสนาอิสลามถวายพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และได้รับพระราชทานนามสกุล "อหะหมัดจุฬา" เมื่อวันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2456 มีบุตรหลายคน ถึงแก่อนิจกรรมเมื่อ 22 เมษายน พ.ศ. 2466 สิริอายุได้ 55 ปี พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ เสด็จมาเป็นประธานในพิธีฝังศพแทนพระองค์ด้วย
พระยาจุฬาราชมนตรี นามเดิม สัน ถึงแก่อนิจกรรมเมื่อวันที่เท่าไร
{ "answer": [ "22" ], "answer_begin_position": [ 832 ], "answer_end_position": [ 834 ] }
1,776
130,737
ลอดลายมังกร ลอดลายมังกร เป็นนวนิยายที่ประพันธ์โดย ประภัสสร เสวิกุล ว่าด้วยเรื่องราวของชาวจีนโพ้นทะเลที่อพยพตั้งถิ่นฐานในประเทศไทย ที่ชื่อ เหลียง สือพาณิชย์ ที่สร้างเนื้อสร้างตัวจากเสื่อผืนหมอนใบจนกลายเป็นมหาเศรษฐี ได้รับรางวัลชมเชยประเภทนวนิยาย จากการประกวดหนังสือดีเด่น ประจำปี พ.ศ. 2533เนื้อเรื่อง เนื้อเรื่อง. อาเหลียง มีภรรยาชื่อ เหมยหลิง มีลูกชายเล็ก ๆ 2 คนชื่อ อาเทียน กับ แอนดี้ อาเหลียงได้เดินทางจากซัวเถาสู่เมืองไทยด้วยเรือสำเภาพร้อมกับเพื่อนอีก 2 คน คือ อาจั๊วและหลงจู๊บุ๋น ด้วยความหวังที่จะสร้างเนื้อสร้างตัว อาเหลียงได้เริ่มกิจการเล็ก ๆ จนขยับขยายให้ใหญ่ขึ้น และได้แต่งงานอีกครั้งกับภรรยาชาวไทย ชื่อ เนียม (ซึ่งต้องยุติความฝันในการศึกษาต่อระดับมหาวิทยาลัยมาแต่งงานกับอาเหลียง) และมีลูกด้วยกันหลายคน โดยลูกคนโตเป็นลูกชาย ชื่อ นัฐกิจ จนกระทั่งเหมยหลิงพร้อมลูกได้เดินทางสู่เมืองไทยเพื่อตามหาอาเหลียง ความวุ่นวายในครอบครัวก็เกิดขึ้น พร้อม ๆ กับการขยายตัวของกิจการ ซึ่งมีทั้งประสบความสำเร็จและล้มเหลว ด้วยความยึดมั่นในคุณธรรมและความขยัน ด้วยการเตือนใจด้วยตัวอักษรคำว่า "หงี" () ซึ่งหมายถึงคุณธรรมที่ติดไว้กลางบ้าน หลายปีผ่านไป ลูกหลานของอาเหลียง เหมยหลิง และ เนียม ก็เติบโตขึ้น หลายคนได้ช่วยขยับขยายกิจการจนประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะแอนดี้บุตรชายคนรอง ในขณะที่อาเทียนบุตรชายคนโตกลับทำอะไรไม่ประสบความสำเร็จเลย ในขณะที่หลาน ๆ ของอาเหลียง แต่ละคนก็มีบุคคลิก นิสัยแตกต่างกันออกไป และชาญชัย ลูกชายเพียงคนเดียวของแอนดี้และเป็กกี้ ภรรยาชาวฮ่องกงของแอนดี้ ผู้เป็นลูกสาวของโรเจอร์ เฟย มหาเศรษฐีเจ้าของกิจการเดินเรือชาวฮ่องกง ที่ถูกเลี้ยงมาด้วยการเอาใจมาแต่เล็ก ก็ได้สร้างความหายนะให้แก่กิจการและเสื่อมเสียชื่อเสียงของวงศ์ตระกูลในบั้นปลายชีวิตของอาเหลียง โดยที่เรื่องราวทั้งหมดถูกบอกเล่าผ่านโดย นภา หลานชายของอาเหลียงที่เป็นลูกชายของ นภ ลูกชายคนรองของอาเหลียงกับเนียมรูปแบบการสร้าง รูปแบบการสร้าง. ลอดลายมังกร ได้ถูกสร้างเป็นละครโทรทัศน์ 2 ครั้ง และละครเวที 1 ครั้ง ครั้งแรกในกลางปี พ.ศ. 2535 โดย สุรางค์ เปรมปรีดิ์ ผู้ถือลิขสิทธิ์นวนิยายฉบับนี้ ตามนโยบายยึดทำตามบทประพันธ์ โดยมอบหมายทาง บริษัทกันตนา ออกอากาศทางช่อง 7 วันพุธและพฤหัส เวลา 20.30 น. ออกอากาศวันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2535 - 17 ธันวาคม พ.ศ. 2535 นำแสดงโดย นพพล โกมารชุน รับบทเป็น อาเหลียง, ปรียานุช ปานประดับ รับบทเป็น เนียม, อภิรดี ภวภูตานนท์ เป็น เหมยหลิง, ปัญญา นิรันดร์กุล เป็น อาจั๊ว, เด่น ดอกประดู่ เป็น หลงจู๊บุ๋น, ศักราช ฤกษ์ธำรงค์ เป็น อาเทียน, ทนงศักดิ์ ศุภการ เป็น แอนดี้, ทัศนีย์ ชลหวรรณ เป็น เป๊กกี้, สัญญา คุณากร เป็น ชาญชัย, คุณากร เกิดพันธ์ เป็น ระวี เพลงประกอบละครชื่อตามละครมีสองแบบขับร้องโดย ประวิทย์ เปรื่องอักษร (เหลียงในวัยหนุ่ม-วัยกลางคน) และ เทียรี่ เมฆวัฒนา (เหลียงในวัยชรา-บั้นปลายชีวิต) กำกับการแสดงโดย ธีระศักดิ์ พรหมเงิน ลอดลายมังกร ปี 2535 เป็นละครโทรทัศน์อีกหนึ่งเรื่องที่ใช้เวลาถ่ายทำยาวนาน สต๊อก ครั้งที่สองในต้นปี พ.ศ. 2549 โดยบริษัท เอ็กแซ็กท์ ออกอากาศทางช่อง 5 วันจันทร์และอังคาร เวลา 20.30 น. ออกอากาศตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2549 - 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 นำแสดงโดย ศรัณยู วงษ์กระจ่าง รับบทเป็น อาเหลียง, บุษกร พรวรรณะศิริเวช เป็น เนียม, ธัญญา วชิรบรรจง เป็น เหมยหลิง, ตี๋ ดอกสะเดา เป็น อาจั๊ว, พล ตัณฑเสถียร เป็น แอนดี้, ณพสิทธิ์ เที่ยงธรรม เป็น อาเทียน, มยุริญ ผ่องผุดพันธ์ เป็น เป๊กกี้, รัฐศาสตร์ กรสูต เป็น ชาญชัย, ตรีพล พรมสุวรรณ เป็น ระวี เพลงประกอบละครโดย อัสนี-วสันต์ ชื่อเพลง ยืนหยัด-ยืนยง กำกับการแสดงโดย ผอูน จันทรศิริ และล่าสุดในปี พ.ศ. 2559 โดย ซีเนริโอ ได้นำกลับมาสร้างใหม่อีกครั้งในรูปแบบละครเวที แสดงที่ โรงละครเมืองไทยรัชดาลัย เธียเตอร์ เริ่มแสดงรอบแรกกำหนดการเดิมคือวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2559 เนื่องด้วยเหตุการณ์สวรรคตของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช การแสดงจึงถูกเลื่อนไปเป็นวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559 นำแสดงโดย ปรีติ บารมีอนันต์ รับบทเป็น อาเหลียง, พิจิกา จิตตะปุตตะ เป็น เนียม, สินจัย เปล่งพานิช เป็น เหมยหลิง, อาณัตพล ศิริชุมแสง เป็น แอนดี้, ณัฏฐพัชร วิพัธครตระกูล เป็น เป๊กกี้, ธนทัต ชัยอรรถ เป็น ชาญชัย เขียนบทและกำกับการแสดงโดย ถกลเกียรติ วีรวรรณ และนำกลับมาแสดงอีกครั้งในปี กุมภาพันธ์ 2560รายชื่อนักแสดงรางวัล
ลอดลายมังกรเป็นนวนิยาย ที่ได้รับรางวัลชมเชยประเภทนวนิยาย จากการประกวดหนังสือดีเด่น ประจำปี พ.ศ. 2533 ผู้ประพันธ์คือใคร
{ "answer": [ "ประภัสสร เสวิกุล" ], "answer_begin_position": [ 136 ], "answer_end_position": [ 152 ] }
1,777
130,737
ลอดลายมังกร ลอดลายมังกร เป็นนวนิยายที่ประพันธ์โดย ประภัสสร เสวิกุล ว่าด้วยเรื่องราวของชาวจีนโพ้นทะเลที่อพยพตั้งถิ่นฐานในประเทศไทย ที่ชื่อ เหลียง สือพาณิชย์ ที่สร้างเนื้อสร้างตัวจากเสื่อผืนหมอนใบจนกลายเป็นมหาเศรษฐี ได้รับรางวัลชมเชยประเภทนวนิยาย จากการประกวดหนังสือดีเด่น ประจำปี พ.ศ. 2533เนื้อเรื่อง เนื้อเรื่อง. อาเหลียง มีภรรยาชื่อ เหมยหลิง มีลูกชายเล็ก ๆ 2 คนชื่อ อาเทียน กับ แอนดี้ อาเหลียงได้เดินทางจากซัวเถาสู่เมืองไทยด้วยเรือสำเภาพร้อมกับเพื่อนอีก 2 คน คือ อาจั๊วและหลงจู๊บุ๋น ด้วยความหวังที่จะสร้างเนื้อสร้างตัว อาเหลียงได้เริ่มกิจการเล็ก ๆ จนขยับขยายให้ใหญ่ขึ้น และได้แต่งงานอีกครั้งกับภรรยาชาวไทย ชื่อ เนียม (ซึ่งต้องยุติความฝันในการศึกษาต่อระดับมหาวิทยาลัยมาแต่งงานกับอาเหลียง) และมีลูกด้วยกันหลายคน โดยลูกคนโตเป็นลูกชาย ชื่อ นัฐกิจ จนกระทั่งเหมยหลิงพร้อมลูกได้เดินทางสู่เมืองไทยเพื่อตามหาอาเหลียง ความวุ่นวายในครอบครัวก็เกิดขึ้น พร้อม ๆ กับการขยายตัวของกิจการ ซึ่งมีทั้งประสบความสำเร็จและล้มเหลว ด้วยความยึดมั่นในคุณธรรมและความขยัน ด้วยการเตือนใจด้วยตัวอักษรคำว่า "หงี" () ซึ่งหมายถึงคุณธรรมที่ติดไว้กลางบ้าน หลายปีผ่านไป ลูกหลานของอาเหลียง เหมยหลิง และ เนียม ก็เติบโตขึ้น หลายคนได้ช่วยขยับขยายกิจการจนประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะแอนดี้บุตรชายคนรอง ในขณะที่อาเทียนบุตรชายคนโตกลับทำอะไรไม่ประสบความสำเร็จเลย ในขณะที่หลาน ๆ ของอาเหลียง แต่ละคนก็มีบุคคลิก นิสัยแตกต่างกันออกไป และชาญชัย ลูกชายเพียงคนเดียวของแอนดี้และเป็กกี้ ภรรยาชาวฮ่องกงของแอนดี้ ผู้เป็นลูกสาวของโรเจอร์ เฟย มหาเศรษฐีเจ้าของกิจการเดินเรือชาวฮ่องกง ที่ถูกเลี้ยงมาด้วยการเอาใจมาแต่เล็ก ก็ได้สร้างความหายนะให้แก่กิจการและเสื่อมเสียชื่อเสียงของวงศ์ตระกูลในบั้นปลายชีวิตของอาเหลียง โดยที่เรื่องราวทั้งหมดถูกบอกเล่าผ่านโดย นภา หลานชายของอาเหลียงที่เป็นลูกชายของ นภ ลูกชายคนรองของอาเหลียงกับเนียมรูปแบบการสร้าง รูปแบบการสร้าง. ลอดลายมังกร ได้ถูกสร้างเป็นละครโทรทัศน์ 2 ครั้ง และละครเวที 1 ครั้ง ครั้งแรกในกลางปี พ.ศ. 2535 โดย สุรางค์ เปรมปรีดิ์ ผู้ถือลิขสิทธิ์นวนิยายฉบับนี้ ตามนโยบายยึดทำตามบทประพันธ์ โดยมอบหมายทาง บริษัทกันตนา ออกอากาศทางช่อง 7 วันพุธและพฤหัส เวลา 20.30 น. ออกอากาศวันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2535 - 17 ธันวาคม พ.ศ. 2535 นำแสดงโดย นพพล โกมารชุน รับบทเป็น อาเหลียง, ปรียานุช ปานประดับ รับบทเป็น เนียม, อภิรดี ภวภูตานนท์ เป็น เหมยหลิง, ปัญญา นิรันดร์กุล เป็น อาจั๊ว, เด่น ดอกประดู่ เป็น หลงจู๊บุ๋น, ศักราช ฤกษ์ธำรงค์ เป็น อาเทียน, ทนงศักดิ์ ศุภการ เป็น แอนดี้, ทัศนีย์ ชลหวรรณ เป็น เป๊กกี้, สัญญา คุณากร เป็น ชาญชัย, คุณากร เกิดพันธ์ เป็น ระวี เพลงประกอบละครชื่อตามละครมีสองแบบขับร้องโดย ประวิทย์ เปรื่องอักษร (เหลียงในวัยหนุ่ม-วัยกลางคน) และ เทียรี่ เมฆวัฒนา (เหลียงในวัยชรา-บั้นปลายชีวิต) กำกับการแสดงโดย ธีระศักดิ์ พรหมเงิน ลอดลายมังกร ปี 2535 เป็นละครโทรทัศน์อีกหนึ่งเรื่องที่ใช้เวลาถ่ายทำยาวนาน สต๊อก ครั้งที่สองในต้นปี พ.ศ. 2549 โดยบริษัท เอ็กแซ็กท์ ออกอากาศทางช่อง 5 วันจันทร์และอังคาร เวลา 20.30 น. ออกอากาศตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2549 - 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 นำแสดงโดย ศรัณยู วงษ์กระจ่าง รับบทเป็น อาเหลียง, บุษกร พรวรรณะศิริเวช เป็น เนียม, ธัญญา วชิรบรรจง เป็น เหมยหลิง, ตี๋ ดอกสะเดา เป็น อาจั๊ว, พล ตัณฑเสถียร เป็น แอนดี้, ณพสิทธิ์ เที่ยงธรรม เป็น อาเทียน, มยุริญ ผ่องผุดพันธ์ เป็น เป๊กกี้, รัฐศาสตร์ กรสูต เป็น ชาญชัย, ตรีพล พรมสุวรรณ เป็น ระวี เพลงประกอบละครโดย อัสนี-วสันต์ ชื่อเพลง ยืนหยัด-ยืนยง กำกับการแสดงโดย ผอูน จันทรศิริ และล่าสุดในปี พ.ศ. 2559 โดย ซีเนริโอ ได้นำกลับมาสร้างใหม่อีกครั้งในรูปแบบละครเวที แสดงที่ โรงละครเมืองไทยรัชดาลัย เธียเตอร์ เริ่มแสดงรอบแรกกำหนดการเดิมคือวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2559 เนื่องด้วยเหตุการณ์สวรรคตของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช การแสดงจึงถูกเลื่อนไปเป็นวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559 นำแสดงโดย ปรีติ บารมีอนันต์ รับบทเป็น อาเหลียง, พิจิกา จิตตะปุตตะ เป็น เนียม, สินจัย เปล่งพานิช เป็น เหมยหลิง, อาณัตพล ศิริชุมแสง เป็น แอนดี้, ณัฏฐพัชร วิพัธครตระกูล เป็น เป๊กกี้, ธนทัต ชัยอรรถ เป็น ชาญชัย เขียนบทและกำกับการแสดงโดย ถกลเกียรติ วีรวรรณ และนำกลับมาแสดงอีกครั้งในปี กุมภาพันธ์ 2560รายชื่อนักแสดงรางวัล
ลอดลายมังกร ได้รับรางวัลชมเชยประเภทนวนิยาย จากการประกวดหนังสือดีเด่น ประจำปี พ.ศ. ใด
{ "answer": [ "พ.ศ. 2533" ], "answer_begin_position": [ 365 ], "answer_end_position": [ 374 ] }
1,790
570,194
พระวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวัฒนา พันเอก มหาอำมาตย์ตรี พระวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวัฒนา ( ประสูติในรัชกาลที่ 3 เมื่อปีวอก พ.ศ. 2391 - วันที่ 9 กันยายน ปีมะเมีย พ.ศ. 2461 ) เป็นพระโอรสพระองค์ใหญ่ในพระเจ้าราชวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารองทรง กรมหมื่นสิทธิสุขุมการ เดิมทรงพระยศเป็นหม่อมเจ้า และได้รับสถาปนาเป็นพระองค์เจ้าเมื่อเสด็จไปเป็นเทศาภิบาล ณ มณฑลอุดรพระประวัติประสูติ พระประวัติ. ประสูติ. มหาอำมาตย์ตรี พระวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวัฒนา นายพันเอกทหารบก เป็นหม่อมเจ้าชายใหญ่ในพระเจ้าราชวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารองทรง กรมหมื่นสิทธิสุขุมการ ประสูติในรัชกาลที่ 3เมื่อปีวอก พ.ศ. 2391 แต่พระบิดายังปรากฏนามว่า พระองค์เจ้ารองทรง คนทั้งหลายเรียกกันแต่ว่าหม่อมเจ้าใหญ่ มาจนทรงตั้งเป็นพระองค์เจ้าวัฒนา ตามพระนามเดิม เมื่อในรัชกาลที่ 5 จึงได้เรียกกันว่าพระองค์เจ้าวัฒนาเมื่อทรงพระเยาว์บรรพชา ตามรอยบาทพระศาสดา เมื่อทรงพระเยาว์. บรรพชา ตามรอยบาทพระศาสดา. เมื่อรัชกาลที่ 4 พระชันษาครบปีเกศากันต์และผนวชเป็นสามเณร ได้เกศากันต์ที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท และผนวชที่วัดพระศรีรัตนศาสดารามเหมือนกับหม่อมเจ้าทั้งปวง แต่เมื่อผนวชแล้ว สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ซึ่งเป็นพระปิตุลาทรงรับไปให้อยู่ที่พระตำหนัก ณ วัดบวรนิเวศวิหารราชวรวิหาร แล้วเป็นพระธุระทรงสั่งสอนพระธรรมวินัยประทานตลอดเวลาที่ผนวชอยู่พรรษา 1 นั้นฝึกหัดวิชาสุวรรณกิจ ฝึกหัดวิชาสุวรรณกิจ. เมื่อลาผนวชแล้วได้ตามเสด็จพระบิดาเข้า มาที่โรงทองที่ในพระบรมหาราชวังเป็นเนืองนิตย์ด้วยเมื่อในรัชกาลที่ 4 กรมหมื่นสิทธิสุขุมการได้ทรงกำกับราชการในโรงทองหลวง พระองค์เจ้าวัฒนาตามเสด็จเข้ามา จึงมาหัดวิชาช่างทองในสำนักช่างหลวง จนทรงชำนาญวิชาช่างทอง และเป็นเหตุให้พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเมตตา ด้วยเสด็จไป ทอดพระเนตรเห็นเมื่อหัดเป็นช่างทองอยู่นั้น ได้พระราชทานรางวัลทองทศทองพิศเป็นต้นเนืองๆกตัญญูจิตต่อพระบิดา กตัญญูจิตต่อพระบิดา. ในสมัย รัชกาลที่ 5 ถึงเวลาพระชันษาครบอุปสมบทก็ได้ผนวชที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม และประทับอยู่วัดบวรนิเวศเหมือนเมื่อผนวชเป็นสามเณร แต่ถึงรัชกาลนี้พระบิดาทรงพระชรา ไม่ได้ว่าการโรงทองหลวงเหมือนแต่ก่อนพระองค์เจ้าวัฒนาปฏิบัติพระบิดาอยู่ตลอด จนเมื่อวันที่4 พฤษภาคม พ.ศ. 2419 ที่วังปากคลองตลาด พระเจ้าราชวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารองทรง กรมหมื่นสิทธิสุขุมการก็เสด็จนิวัติสู่สรวงสวรรค์ ด้วยพระโรคชรา สิริพระชันษา 70 ปีตามพระเชษฐา เข้ารับราชการสนองงาน กระทรวงวัง ตามพระเชษฐา เข้ารับราชการ. สนองงาน กระทรวงวัง. เมื่อพระบิดาสิ้นพระชนม์แล้ว จึงปารภที่จะรับราชการเนื่องด้วยวังกรมหมื่นสิทธิสุขุมการอยู่ริมคลองตลาด ใกล้กับวังพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคมประทับอยู่ในเวลานั้น คือ ตรงที่โรงทหารม้าทุกวันนี้ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสาตรศุภกิจ เวลานั้นยังไม่มีวัง ประทับอยู่ที่วังนั้นด้วย พระองค์เจ้าวัฒนาจึงได้คุ้นเคยกับทั้ง 2 พระองค์ ตั้งแต่พระบิดายังทรงพระชนม์อยู่ แล้วกรมหลวงสรรพสาตรได้หม่อมเจ้าหญิงเม้าเป็นชายา ก็ได้เกี่ยวดองกันอีกขั้น 1 พระองค์เจ้าวัฒนาแรกเข้ารับราชการ เมื่อปีมะเส็ง พ.ศ. 2424 ครั้งโปรดฯ ให้กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคมทรงจัดการตั้งกรมทหารรักษาพระราชวัง กรมหลวงประจักษ์ฯ จึงทรงชวน พระองค์เจ้าวัฒนาเข้ามารับราชการในกรมทหารนั้น ได้มียศเป็นนายร้อยเอกตำแหน่งผู้ตรวจการ ต่อมาเมื่อทรงพระกรุณาโปรดฯ ให้กรมหลวงประจักษ์ฯ เป็นเสนาบดี กระทรวงวัง ก็ได้มาเป็นตำแหน่งผู้ตรวจการในกระทรวงวังด้วย แล้วได้เป็นหัวหน้าพนักงานกรมวังสำหรับตามเสด็จประพาสหัวเมือง จึงเป็นเหตุให้พระบาทสมเด็จฯพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงคุ้นเคยจนชอบพระอัธยาศัยสนิทดังปรากฏอยู่ในกระแสรับสั่งซึ่งประกาศเมื่อทรงตั้งเป็นพระองค์เจ้านั้น พระองค์เจ้าวัฒนารับราชการอยู่ในกรมวังได้ 9 ปี 2 ในระหว่างนั้นได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นเสมอชั้นปลักทูลฉลอง 3 และมียศเป็นนายพันเอกประพาส รั้งราชการ ประพาส รั้งราชการ. ครั้งนั้นถึงรัตนโกสินทร์ศก 110 ตรงกับปีเถาะ พ.ศ. 2434 เมื่อทรงพระราชดำริจะจัดการปกครองหัวเมืองชายพระราชอาณาเขตให้มั่นคงยิ่งขึ้นกว่าแต่ก่อน ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม แต่ยังดำรงพระยศเป็นกรมหมื่น เสด็จขึ้นไปเป็นข้าหลวงสำเร็จราชการประจำมณฑลอุดร ในคราวเดียวกับที่โปรดฯ ให้กรมหลวงพิชิตปรีชากร เสด็จไปประจำอยู่มณฑลอิสาน และกรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ เมื่อยังดำรงยศเป็นกรมหมื่นเสด็จไปประจำมณฑลนครราชสีมาทรงพระกรุณาโปรดเล้าฯ ให้พระองค์เจ้าวัฒนาเมื่อยังเป็นหม่อมเจ้า เป็นตำแหน่งข้าหลวงที่ 2 รองกรมหลวงประจักษ์ฯ ขึ้นไปรับราชการในมณฑลอุดรด้วย ได้ไปรับราชการเป็นข้าหลวงที่ 2 อยู่ 9 ปี ในระหว่างนี้ได้รับพระราชทานบำเหน็จความชอบหลายคราว และยังทรงดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองภูวดลสอาง พระราชอาณาเขตรในมณฑลอุดร ปัจจุบันคือเมืองมหาไชย (ลาว) ()แขวงคำม่วน สปป.ลาวเทศาภิบาล มณฑลอุดร เทศาภิบาล มณฑลอุดร. ครั้นเมื่อ ร.ศ. 118 ตรงกับปีกุน โปรดฯ ให้กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม เสด็จกลับลงมารับราชการในกรุงเทพฯ จึงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระองค์เจ้าวัฒนาเป็นตำแหน่งข้าหลวงเทศาภิบาลมณฑลอุดรแล้วทรงสถาปนาพระยศเลื่อนขึ้นเป็นพระองค์เจ้าในปีนั้น มีประกาศกระแสพระราชดำริซึ่งทรงยกย่องความชอบความดี ดังนี้ เมื่อพระองค์เจ้าวัฒนารับราชการในตำแหน่งสมุหเทศาภิบาลได้ทรงพระอุตสาหะจัดราชการในมณฑลนั้นเรียบร้อย และทำนุบำรุงผลประโยชน์ต่างๆ ให้เกิดขึ้นหลายอย่าง กอปรด้วยพระอัธยาศัยซึ่งทรงเมตตาปราณีแก่คนทั้งหลาย และเป็นที่นิยมนับถือของบรรดาข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อยตลอดจนประชาราษฎรทั่วทุกจังหวัดในมณฑล เป็นเหตุให้ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์มงกุฎสยามชั้นที่ 1 เมื่อเป็นตำแหน่งข้าหลวงเทศาภิบาลอยู่นั้น พระองค์เจ้าวัฒนาเป็นข้าหลวงเทศาภิบาลมณฑลอยู่ 6 ปี รวมเวลาได้แต่เสด็จไปรับราชการอยู่ในมณฑลอุดร 15 ปี ถึง ร.ศ. 125 ตรงกับปีมะเมีย พ.ศ. 2449พระชายาพระชายา. - มีพระชายาเป็นชาวนครพนม หม่อมบัวเป็นหลานสาวพระยาพนมนครานุรักษ์ฯ (กา พิมพานนท์) ผู้ว่าราชการเมืองนครพนมในลำดับต่อมาจรจากราชการ จรจากราชการ. เมื่อพระชันษาได้ 59 ปี รู้สึกว่าทุพพลภาพไม่สามารถจะรับราชการให้สมตำแหน่งได้ดังแต่ก่อน จึงกราบบังคมทูลขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตออกจากตำแหน่งข้าหลวงเทศาภิบาล จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเบี้ยบำนาญมาจนตลอดพระชนมายุสิ้นพระชนม์ สิ้นพระชนม์. หลังจากที่พระองค์เจ้าวัฒนาได้ออกจากตำแหน่งข้าหลวงเทศาภิบาลแล้ว ทรงกลับลงมาสร้างวังตั้งตำหนักอยู่ที่ริมคลองแสนแสบใกล้เชิงสะพานเฉลิมโลกในอำเภอปทุมวัน อยู่เป็นปกติมาหลายปีจึงประชวรด้วยพระโรคชราและสิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2461 ปีมะเมีย สิริพระชันษาได้ 71 ปีงานพระราชทานเพลิงพระศพ งานพระราชทานเพลิงพระศพ. ทรงโปรดให้พระราชทานเพลิง ณ เมรุหลวงวัดเทพศิรินทราวาสพร้อมด้วยเจ้านายฝ่ายพระราชวังบวรอีก 5 พระองค์พร้อมกันพระกรณียกิจงานสุวรรณกิจพระกรณียกิจ. งานสุวรรณกิจ. - ทรงช่วยพระบิดาว่าราชการโรงทอง ตั้งแต้ยังทรงพระเยาว์งานปกครองงานปกครอง. - พ.ศ. 2424 ทรงเข้ารับราชการในกรมทหารล้อมวัง - พ.ศ. 2433 เข้ารับราชการ รองเทศาภิบาลมณฑลอุดร แม่กองรักษาราชการ เมืองภูวดลสอาง - พ.ศ. 2436 กลับเข้าเมืองอุดร ดำรงตำแหน่งรองเทศาภิบาลมณฑลอุดร - พ.ศ. 2442 เทศาภิบาลมณฑลอุดร - พ.ศ. 2449 เกษียณอายุราชการ บังคมทูลลาออกจากราชการงานการศึกษางานการศึกษา. - เป็นพระผู้สถาปนา โรงเรียนอุดรพิทยานุกูลซึ่งปัจจุบัน(2557) มีอายุ 113 ปีแล้วตำแหน่งตำแหน่ง. - พ.ศ. 2424 -ร้อยเอก ผู้ตรวจการกรมทหารล้อมวัง - พ.ศ. 2425 -ผู้ตรวจราชการกระทรวงวัง -หัวหน้าพนักงานกรมวัง- พ.ศ. 2433 -นายพันเอกทหารบก -ปลัดทูลฉลองกระทรวงวัง- พ.ศ. 2436 -รองเทศาภิบาลมณฑลอุดร - พ.ศ. 2442 -เทศาภิบาลมณฑลอุดรพระอิสริยยศพระอิสริยยศ. - หม่อมเจ้าวัฒนา รองทรง (พ.ศ. 2391 - พ.ศ. 2443) - พระวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวัฒนา (พ.ศ. 2443 - พ.ศ. 2461)เครื่องราชอิสริยาภรณ์ไทย เครื่องราชอิสริยาภรณ์ไทย. พระองค์ทรงได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดของตระกูลต่าง ๆ ดังนี้- เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นโบราณมงคลนพรัตนราชวราภรณ์ (น.ร.) - เครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ชั้นที่ 2 ทุติยจุลจอมเกล้าวิเศษ - เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ชั้นที่ 1 มหาสุราภรณ์ - เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก ชั้นที่ 4 ภูษณาภรณ์ - เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ 5 ชั้นที่ 3 - เหรียญประพาสมาลา - เหรียญรชฎาภิเศก - เหรียญรัชมังคล - เหรียญทวิธาภิเษก - เหรียญรัชมังคลาภิเษกพระราชตระกูล
พันเอก มหาอำมาตย์ตรี พระวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวัฒนา ประสูติเมื่อปี พ.ศ. ใด
{ "answer": [ "2391" ], "answer_begin_position": [ 218 ], "answer_end_position": [ 222 ] }
1,791
570,194
พระวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวัฒนา พันเอก มหาอำมาตย์ตรี พระวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวัฒนา ( ประสูติในรัชกาลที่ 3 เมื่อปีวอก พ.ศ. 2391 - วันที่ 9 กันยายน ปีมะเมีย พ.ศ. 2461 ) เป็นพระโอรสพระองค์ใหญ่ในพระเจ้าราชวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารองทรง กรมหมื่นสิทธิสุขุมการ เดิมทรงพระยศเป็นหม่อมเจ้า และได้รับสถาปนาเป็นพระองค์เจ้าเมื่อเสด็จไปเป็นเทศาภิบาล ณ มณฑลอุดรพระประวัติประสูติ พระประวัติ. ประสูติ. มหาอำมาตย์ตรี พระวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวัฒนา นายพันเอกทหารบก เป็นหม่อมเจ้าชายใหญ่ในพระเจ้าราชวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารองทรง กรมหมื่นสิทธิสุขุมการ ประสูติในรัชกาลที่ 3เมื่อปีวอก พ.ศ. 2391 แต่พระบิดายังปรากฏนามว่า พระองค์เจ้ารองทรง คนทั้งหลายเรียกกันแต่ว่าหม่อมเจ้าใหญ่ มาจนทรงตั้งเป็นพระองค์เจ้าวัฒนา ตามพระนามเดิม เมื่อในรัชกาลที่ 5 จึงได้เรียกกันว่าพระองค์เจ้าวัฒนาเมื่อทรงพระเยาว์บรรพชา ตามรอยบาทพระศาสดา เมื่อทรงพระเยาว์. บรรพชา ตามรอยบาทพระศาสดา. เมื่อรัชกาลที่ 4 พระชันษาครบปีเกศากันต์และผนวชเป็นสามเณร ได้เกศากันต์ที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท และผนวชที่วัดพระศรีรัตนศาสดารามเหมือนกับหม่อมเจ้าทั้งปวง แต่เมื่อผนวชแล้ว สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ซึ่งเป็นพระปิตุลาทรงรับไปให้อยู่ที่พระตำหนัก ณ วัดบวรนิเวศวิหารราชวรวิหาร แล้วเป็นพระธุระทรงสั่งสอนพระธรรมวินัยประทานตลอดเวลาที่ผนวชอยู่พรรษา 1 นั้นฝึกหัดวิชาสุวรรณกิจ ฝึกหัดวิชาสุวรรณกิจ. เมื่อลาผนวชแล้วได้ตามเสด็จพระบิดาเข้า มาที่โรงทองที่ในพระบรมหาราชวังเป็นเนืองนิตย์ด้วยเมื่อในรัชกาลที่ 4 กรมหมื่นสิทธิสุขุมการได้ทรงกำกับราชการในโรงทองหลวง พระองค์เจ้าวัฒนาตามเสด็จเข้ามา จึงมาหัดวิชาช่างทองในสำนักช่างหลวง จนทรงชำนาญวิชาช่างทอง และเป็นเหตุให้พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเมตตา ด้วยเสด็จไป ทอดพระเนตรเห็นเมื่อหัดเป็นช่างทองอยู่นั้น ได้พระราชทานรางวัลทองทศทองพิศเป็นต้นเนืองๆกตัญญูจิตต่อพระบิดา กตัญญูจิตต่อพระบิดา. ในสมัย รัชกาลที่ 5 ถึงเวลาพระชันษาครบอุปสมบทก็ได้ผนวชที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม และประทับอยู่วัดบวรนิเวศเหมือนเมื่อผนวชเป็นสามเณร แต่ถึงรัชกาลนี้พระบิดาทรงพระชรา ไม่ได้ว่าการโรงทองหลวงเหมือนแต่ก่อนพระองค์เจ้าวัฒนาปฏิบัติพระบิดาอยู่ตลอด จนเมื่อวันที่4 พฤษภาคม พ.ศ. 2419 ที่วังปากคลองตลาด พระเจ้าราชวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารองทรง กรมหมื่นสิทธิสุขุมการก็เสด็จนิวัติสู่สรวงสวรรค์ ด้วยพระโรคชรา สิริพระชันษา 70 ปีตามพระเชษฐา เข้ารับราชการสนองงาน กระทรวงวัง ตามพระเชษฐา เข้ารับราชการ. สนองงาน กระทรวงวัง. เมื่อพระบิดาสิ้นพระชนม์แล้ว จึงปารภที่จะรับราชการเนื่องด้วยวังกรมหมื่นสิทธิสุขุมการอยู่ริมคลองตลาด ใกล้กับวังพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคมประทับอยู่ในเวลานั้น คือ ตรงที่โรงทหารม้าทุกวันนี้ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสาตรศุภกิจ เวลานั้นยังไม่มีวัง ประทับอยู่ที่วังนั้นด้วย พระองค์เจ้าวัฒนาจึงได้คุ้นเคยกับทั้ง 2 พระองค์ ตั้งแต่พระบิดายังทรงพระชนม์อยู่ แล้วกรมหลวงสรรพสาตรได้หม่อมเจ้าหญิงเม้าเป็นชายา ก็ได้เกี่ยวดองกันอีกขั้น 1 พระองค์เจ้าวัฒนาแรกเข้ารับราชการ เมื่อปีมะเส็ง พ.ศ. 2424 ครั้งโปรดฯ ให้กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคมทรงจัดการตั้งกรมทหารรักษาพระราชวัง กรมหลวงประจักษ์ฯ จึงทรงชวน พระองค์เจ้าวัฒนาเข้ามารับราชการในกรมทหารนั้น ได้มียศเป็นนายร้อยเอกตำแหน่งผู้ตรวจการ ต่อมาเมื่อทรงพระกรุณาโปรดฯ ให้กรมหลวงประจักษ์ฯ เป็นเสนาบดี กระทรวงวัง ก็ได้มาเป็นตำแหน่งผู้ตรวจการในกระทรวงวังด้วย แล้วได้เป็นหัวหน้าพนักงานกรมวังสำหรับตามเสด็จประพาสหัวเมือง จึงเป็นเหตุให้พระบาทสมเด็จฯพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงคุ้นเคยจนชอบพระอัธยาศัยสนิทดังปรากฏอยู่ในกระแสรับสั่งซึ่งประกาศเมื่อทรงตั้งเป็นพระองค์เจ้านั้น พระองค์เจ้าวัฒนารับราชการอยู่ในกรมวังได้ 9 ปี 2 ในระหว่างนั้นได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นเสมอชั้นปลักทูลฉลอง 3 และมียศเป็นนายพันเอกประพาส รั้งราชการ ประพาส รั้งราชการ. ครั้งนั้นถึงรัตนโกสินทร์ศก 110 ตรงกับปีเถาะ พ.ศ. 2434 เมื่อทรงพระราชดำริจะจัดการปกครองหัวเมืองชายพระราชอาณาเขตให้มั่นคงยิ่งขึ้นกว่าแต่ก่อน ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม แต่ยังดำรงพระยศเป็นกรมหมื่น เสด็จขึ้นไปเป็นข้าหลวงสำเร็จราชการประจำมณฑลอุดร ในคราวเดียวกับที่โปรดฯ ให้กรมหลวงพิชิตปรีชากร เสด็จไปประจำอยู่มณฑลอิสาน และกรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ เมื่อยังดำรงยศเป็นกรมหมื่นเสด็จไปประจำมณฑลนครราชสีมาทรงพระกรุณาโปรดเล้าฯ ให้พระองค์เจ้าวัฒนาเมื่อยังเป็นหม่อมเจ้า เป็นตำแหน่งข้าหลวงที่ 2 รองกรมหลวงประจักษ์ฯ ขึ้นไปรับราชการในมณฑลอุดรด้วย ได้ไปรับราชการเป็นข้าหลวงที่ 2 อยู่ 9 ปี ในระหว่างนี้ได้รับพระราชทานบำเหน็จความชอบหลายคราว และยังทรงดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองภูวดลสอาง พระราชอาณาเขตรในมณฑลอุดร ปัจจุบันคือเมืองมหาไชย (ลาว) ()แขวงคำม่วน สปป.ลาวเทศาภิบาล มณฑลอุดร เทศาภิบาล มณฑลอุดร. ครั้นเมื่อ ร.ศ. 118 ตรงกับปีกุน โปรดฯ ให้กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม เสด็จกลับลงมารับราชการในกรุงเทพฯ จึงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระองค์เจ้าวัฒนาเป็นตำแหน่งข้าหลวงเทศาภิบาลมณฑลอุดรแล้วทรงสถาปนาพระยศเลื่อนขึ้นเป็นพระองค์เจ้าในปีนั้น มีประกาศกระแสพระราชดำริซึ่งทรงยกย่องความชอบความดี ดังนี้ เมื่อพระองค์เจ้าวัฒนารับราชการในตำแหน่งสมุหเทศาภิบาลได้ทรงพระอุตสาหะจัดราชการในมณฑลนั้นเรียบร้อย และทำนุบำรุงผลประโยชน์ต่างๆ ให้เกิดขึ้นหลายอย่าง กอปรด้วยพระอัธยาศัยซึ่งทรงเมตตาปราณีแก่คนทั้งหลาย และเป็นที่นิยมนับถือของบรรดาข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อยตลอดจนประชาราษฎรทั่วทุกจังหวัดในมณฑล เป็นเหตุให้ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์มงกุฎสยามชั้นที่ 1 เมื่อเป็นตำแหน่งข้าหลวงเทศาภิบาลอยู่นั้น พระองค์เจ้าวัฒนาเป็นข้าหลวงเทศาภิบาลมณฑลอยู่ 6 ปี รวมเวลาได้แต่เสด็จไปรับราชการอยู่ในมณฑลอุดร 15 ปี ถึง ร.ศ. 125 ตรงกับปีมะเมีย พ.ศ. 2449พระชายาพระชายา. - มีพระชายาเป็นชาวนครพนม หม่อมบัวเป็นหลานสาวพระยาพนมนครานุรักษ์ฯ (กา พิมพานนท์) ผู้ว่าราชการเมืองนครพนมในลำดับต่อมาจรจากราชการ จรจากราชการ. เมื่อพระชันษาได้ 59 ปี รู้สึกว่าทุพพลภาพไม่สามารถจะรับราชการให้สมตำแหน่งได้ดังแต่ก่อน จึงกราบบังคมทูลขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตออกจากตำแหน่งข้าหลวงเทศาภิบาล จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเบี้ยบำนาญมาจนตลอดพระชนมายุสิ้นพระชนม์ สิ้นพระชนม์. หลังจากที่พระองค์เจ้าวัฒนาได้ออกจากตำแหน่งข้าหลวงเทศาภิบาลแล้ว ทรงกลับลงมาสร้างวังตั้งตำหนักอยู่ที่ริมคลองแสนแสบใกล้เชิงสะพานเฉลิมโลกในอำเภอปทุมวัน อยู่เป็นปกติมาหลายปีจึงประชวรด้วยพระโรคชราและสิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2461 ปีมะเมีย สิริพระชันษาได้ 71 ปีงานพระราชทานเพลิงพระศพ งานพระราชทานเพลิงพระศพ. ทรงโปรดให้พระราชทานเพลิง ณ เมรุหลวงวัดเทพศิรินทราวาสพร้อมด้วยเจ้านายฝ่ายพระราชวังบวรอีก 5 พระองค์พร้อมกันพระกรณียกิจงานสุวรรณกิจพระกรณียกิจ. งานสุวรรณกิจ. - ทรงช่วยพระบิดาว่าราชการโรงทอง ตั้งแต้ยังทรงพระเยาว์งานปกครองงานปกครอง. - พ.ศ. 2424 ทรงเข้ารับราชการในกรมทหารล้อมวัง - พ.ศ. 2433 เข้ารับราชการ รองเทศาภิบาลมณฑลอุดร แม่กองรักษาราชการ เมืองภูวดลสอาง - พ.ศ. 2436 กลับเข้าเมืองอุดร ดำรงตำแหน่งรองเทศาภิบาลมณฑลอุดร - พ.ศ. 2442 เทศาภิบาลมณฑลอุดร - พ.ศ. 2449 เกษียณอายุราชการ บังคมทูลลาออกจากราชการงานการศึกษางานการศึกษา. - เป็นพระผู้สถาปนา โรงเรียนอุดรพิทยานุกูลซึ่งปัจจุบัน(2557) มีอายุ 113 ปีแล้วตำแหน่งตำแหน่ง. - พ.ศ. 2424 -ร้อยเอก ผู้ตรวจการกรมทหารล้อมวัง - พ.ศ. 2425 -ผู้ตรวจราชการกระทรวงวัง -หัวหน้าพนักงานกรมวัง- พ.ศ. 2433 -นายพันเอกทหารบก -ปลัดทูลฉลองกระทรวงวัง- พ.ศ. 2436 -รองเทศาภิบาลมณฑลอุดร - พ.ศ. 2442 -เทศาภิบาลมณฑลอุดรพระอิสริยยศพระอิสริยยศ. - หม่อมเจ้าวัฒนา รองทรง (พ.ศ. 2391 - พ.ศ. 2443) - พระวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวัฒนา (พ.ศ. 2443 - พ.ศ. 2461)เครื่องราชอิสริยาภรณ์ไทย เครื่องราชอิสริยาภรณ์ไทย. พระองค์ทรงได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดของตระกูลต่าง ๆ ดังนี้- เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นโบราณมงคลนพรัตนราชวราภรณ์ (น.ร.) - เครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ชั้นที่ 2 ทุติยจุลจอมเกล้าวิเศษ - เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ชั้นที่ 1 มหาสุราภรณ์ - เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก ชั้นที่ 4 ภูษณาภรณ์ - เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ 5 ชั้นที่ 3 - เหรียญประพาสมาลา - เหรียญรชฎาภิเศก - เหรียญรัชมังคล - เหรียญทวิธาภิเษก - เหรียญรัชมังคลาภิเษกพระราชตระกูล
พันเอก มหาอำมาตย์ตรี พระวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวัฒนา สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่เท่าไร
{ "answer": [ "9" ], "answer_begin_position": [ 5640 ], "answer_end_position": [ 5641 ] }
1,793
600,818
พระวงศ์เธอ พระองค์เจ้าชอุ่ม กรมหมื่นเทวานุรักษ์ พระวงศ์เธอ พระองค์เจ้าชอุ่ม กรมหมื่นเทวานุรักษ์ (12 เมษายน พ.ศ. 2337 - 5 สิงหาคม พ.ศ. 2406) (พระนามเดิม:หม่อมเจ้าชอุ่ม อิศรางกูร) เป็นพระโอรสในสมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้าเกศ กรมขุนอิศรานุรักษ์ พระองค์เจ้าชอุ่ม ประสูติเมื่อวันเสาร์ เดือน 5 ขึ้น 13 ค่ำ ปีขาล ฉศก จ.ศ. 1156 ตรงกับวันที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2337 เมื่อประสูติทรงดำรงพระยศเป็นหม่อมเจ้า ในรัชกาลที่ 4 เมื่อปีฉลู เบญจศก จ.ศ. 1215 พ.ศ. 2396 ทรงสถาปนาเป็นพระวงศ์เธอ กรมหมื่นเทวานุรักษ์ สิ้นพระชนม์เมื่อวันพุธ เดือน 8 อุตราษาฒ แรม 6 ค่ำ ปีกุน เบญจศก จ.ศ. 1225 ตรงกับวันที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2406 พระชันษา 70 ปี
พระวงศ์เธอ พระองค์เจ้าชอุ่ม กรมหมื่นเทวานุรักษ์ มีพระนามเดิมว่าอะไร
{ "answer": [ "หม่อมเจ้าชอุ่ม อิศรางกูร" ], "answer_begin_position": [ 274 ], "answer_end_position": [ 298 ] }
1,794
600,818
พระวงศ์เธอ พระองค์เจ้าชอุ่ม กรมหมื่นเทวานุรักษ์ พระวงศ์เธอ พระองค์เจ้าชอุ่ม กรมหมื่นเทวานุรักษ์ (12 เมษายน พ.ศ. 2337 - 5 สิงหาคม พ.ศ. 2406) (พระนามเดิม:หม่อมเจ้าชอุ่ม อิศรางกูร) เป็นพระโอรสในสมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้าเกศ กรมขุนอิศรานุรักษ์ พระองค์เจ้าชอุ่ม ประสูติเมื่อวันเสาร์ เดือน 5 ขึ้น 13 ค่ำ ปีขาล ฉศก จ.ศ. 1156 ตรงกับวันที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2337 เมื่อประสูติทรงดำรงพระยศเป็นหม่อมเจ้า ในรัชกาลที่ 4 เมื่อปีฉลู เบญจศก จ.ศ. 1215 พ.ศ. 2396 ทรงสถาปนาเป็นพระวงศ์เธอ กรมหมื่นเทวานุรักษ์ สิ้นพระชนม์เมื่อวันพุธ เดือน 8 อุตราษาฒ แรม 6 ค่ำ ปีกุน เบญจศก จ.ศ. 1225 ตรงกับวันที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2406 พระชันษา 70 ปี
พระวงศ์เธอ พระองค์เจ้าชอุ่ม กรมหมื่นเทวานุรักษ์ ประสูติวันอะไร
{ "answer": [ "เสาร์" ], "answer_begin_position": [ 399 ], "answer_end_position": [ 404 ] }
1,797
206,021
เคนจิ โอโน่ เคนจิ โอโน่ () นักมวยสากลชาวญี่ปุ่น เกิดเมื่อ 23 กันยายน พ.ศ. 2502 ที่เมืองมิยากิ ประเทศญี่ปุ่น สถิติการชก 32 ครั้ง ชนะ 17 (น็อค 6) เสมอ 4 แพ้ 11เกียรติประวัติเกียรติประวัติ. - แชมป์ญี่ปุ่นรุ่นมินิมัมเวท (2529 – 2530) - เคยชิงแชมป์ต่อไปนี้แต่ไม่สำเร็จ- ชิงแชมป์ OPBF รุ่นมินิมัมเวท เมื่อ 27 เมษายน 2529 แพ้คะแนน สมุทร ศิษย์นฤพนธ์ ที่ ญี่ปุ่น
เคนจิ โอโน่ นักมวยสากลชาวญี่ปุ่นสามารถชนะน็อคคู่ต่อสู้ได้กี่ครั้ง
{ "answer": [ "6" ], "answer_begin_position": [ 227 ], "answer_end_position": [ 228 ] }
1,798
206,021
เคนจิ โอโน่ เคนจิ โอโน่ () นักมวยสากลชาวญี่ปุ่น เกิดเมื่อ 23 กันยายน พ.ศ. 2502 ที่เมืองมิยากิ ประเทศญี่ปุ่น สถิติการชก 32 ครั้ง ชนะ 17 (น็อค 6) เสมอ 4 แพ้ 11เกียรติประวัติเกียรติประวัติ. - แชมป์ญี่ปุ่นรุ่นมินิมัมเวท (2529 – 2530) - เคยชิงแชมป์ต่อไปนี้แต่ไม่สำเร็จ- ชิงแชมป์ OPBF รุ่นมินิมัมเวท เมื่อ 27 เมษายน 2529 แพ้คะแนน สมุทร ศิษย์นฤพนธ์ ที่ ญี่ปุ่น
เคนจิ โอโน่ นักมวยสากลชาวญี่ปุ่น เกิดเมื่อวันที่เท่าไร
{ "answer": [ "23" ], "answer_begin_position": [ 144 ], "answer_end_position": [ 146 ] }
1,804
230,583
สกอตต์ บราวน์ (นักฟุตบอลชาวสกอตแลนด์) สกอตต์ บราวน์ เกิดเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน ค.ศ. 1985 เป็นนักฟุตบอลชาวสกอตแลนด์ เกิดในย่านเมืองดันเฟิร์มลิน บราวน์เป็นนักฟุตบอลคนหนึ่งของสกอตแลนด์ ที่มีความสามารถในการเล่นได้หลายตำแหน่ง ด้วยเหตุเพราะบราวน์ถนัดขาทั้งสองข้างซึ่งมีนักฟุตบอลน้อยคนที่ถนัดทั้งสองขา โดยตำแหน่งที่บราวน์เคยเล่นนั้นมีกองกลาง, ปีกซ้าย, ปีกขวา, แบ็กซ้าย, แบ็กขวา แต่ปัจจุบันบราวน์มักชอบเล่นในตำแหน่งกองกลางและปีกขวา ปัจจุบันบราวน์เป็นกัปตันทีมของเซลติกในสกอตแลนด์
สกอตต์ บราวน์ นักฟุตบอลชาวสกอตแลนด์ เกิดเมื่อวันที่เท่าไร
{ "answer": [ "25" ], "answer_begin_position": [ 180 ], "answer_end_position": [ 182 ] }
1,805
230,583
สกอตต์ บราวน์ (นักฟุตบอลชาวสกอตแลนด์) สกอตต์ บราวน์ เกิดเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน ค.ศ. 1985 เป็นนักฟุตบอลชาวสกอตแลนด์ เกิดในย่านเมืองดันเฟิร์มลิน บราวน์เป็นนักฟุตบอลคนหนึ่งของสกอตแลนด์ ที่มีความสามารถในการเล่นได้หลายตำแหน่ง ด้วยเหตุเพราะบราวน์ถนัดขาทั้งสองข้างซึ่งมีนักฟุตบอลน้อยคนที่ถนัดทั้งสองขา โดยตำแหน่งที่บราวน์เคยเล่นนั้นมีกองกลาง, ปีกซ้าย, ปีกขวา, แบ็กซ้าย, แบ็กขวา แต่ปัจจุบันบราวน์มักชอบเล่นในตำแหน่งกองกลางและปีกขวา ปัจจุบันบราวน์เป็นกัปตันทีมของเซลติกในสกอตแลนด์
สกอตต์ บราวน์ นักฟุตบอลชาวสกอตแลนด์ เกิดในเมืองอะไร
{ "answer": [ "ดันเฟิร์มลิน" ], "answer_begin_position": [ 243 ], "answer_end_position": [ 255 ] }
1,848
366,945
ซามัว โจ นิวย์โฟเลา โจเอล ซีนัว (Nuufolau Joel Seanoa) เกิด 17 มีนาคม ค.ศ. 1979 เป็นนักมวยปล้ำอาชีพชาวอเมริกันที่รู้จักกันในนาม ซามัว โจ (Samoa Joe) อดีตสังกัดโทเทิลนอนสต็อปแอคเชินเรสต์ลิง(TNA) เคยเป็นแชมป์โลก TNAและแชมป์โลก ROHมาแล้ว ปัจจุบันเซ็นสัญญากับWWE อดีตสังกัดNXT เป็นแชมป์ NXT2สมัยคนแรกในประวัติศาสตร์ในมวยปล้ำในมวยปล้ำ. - ท่าไม้ตาย- CCS Enzuigiri (Enzuigiri while facing away from a cornered opponent) – 2000–2001; used as a signature move thereafter - Chimera-Plex (German suplex followed by a dragon suplex followed by a bridging X-Plex) – 2001–2005; 2016 - Coquina Clutch/The Clutch (TNA) Rear naked choke, sometimes transitioned into a suplex (ROH/Independent circuit) - Island Driver (Sitout side powerslam, sometimes from the second rope, or an over the shoulder reverse piledriver) - Muscle buster, sometimes from the second rope- ท่าเอกลักษณ์- Corner forearm smash - Death Valley driver, sometimes from the second rope - Facewash - Folding powerbomb transitioned into either a Boston crab, an STF or a crossface - Inverted atomic drop followed by a running single leg dropkick followed by a running senton - Lariat - Multiple suplex variations- Dragon - Exploder - German - Half nelson - Head and arm - Running big boot to the face of an opponent seated on a chair next to a guardrail - Samoan drop - Samoan Elbow (Running delayed high-impact elbow drop, with theatrics) – parodied from The Rock - Standing release sidewalk slam - STF - STJoe (STO from out of the corner, as a counter to an oncoming opponent) - Suicide dive transitioned into an elbow smash - ร่วมกับ Magnus- ท่าไม้ตาย- Snapmare by Joe followed by a diving elbow drop by Magnus- ผู้จัดการ- Dave Prazak - Jay Lethal - Jeff Jarrett - Jim Cornette - Jimmy Hart - Kevin Nash - Okada/Okato - Taz- ฉายา- "The Samoan Suplex Machine" - "The Samoan Submission Machine" - "The (Samoan) Submission Specialist" - "The Nation of Violence"- เพลงเปิดตัว- Samoa Joe's various entrance themes in the past were typically customized to start with the "Godzilla March Theme" horn riff, signifying Joe's presence while allowing for different tracks over the years. TNA would adopt a variation of this tradition, starting their custom themes for Joe with a similar riff. - "Another Body Murdered by Faith No More and Boo-Yaa T.R.I.B.E. (ROH) - "Mama Said Knock You Out" by LL Cool J (ROH) - "The Champ is Here" by Jadakiss (ROH) - "" by Dale Oliver (TNA) - "On Fire" by Dale Oliver (TNA) - "" by Dale Oliver (TNA) - "Main Event Mafia" by Dale Oliver (TNA; used while a part of The Main Event Mafia) - "The Anthem" by MVP and Jess Jamez (TNA; used while a part of The Beat Down Clan) - "Tap Out" by Adam Gubman (ROH) - "Destroyer" by CFO$ (NXT/WWE; July 29, 2015 – present)แชมป์และรางวัลแชมป์และรางวัล. - Ballpark Brawl- Natural Heavyweight Championship (1 time) - Extreme Wrestling Federation- Xtreme 8 Tournament (2006) - Independent Wrestling Association Mid-South- Revolution Strong Style Tournament (2004) - Pro Wrestling Illustrated- Feud of the Year (2007) - Most Popular Wrestler of the Year (2006) - PWI ranked him #4 of the 500 best singles wrestlers in the PWI 500 in 2006 and 2008 - Pro Wrestling Noah- GHC Tag Team Championship (1 time) – with Magnus - Pro Wrestling Zero-One- NWA Intercontinental Tag Team Championship (1 time) – with Keiji Sakoda - Pure Wrestling Association- PWA Pure Wrestling Championship (1 time) - Ring of Honor- ROH Pure Championship (1 time) - ROH World Championship (1 time) - SoCal Uncensored- Rookie of the Year (2000) - Total Nonstop Action Wrestling- TNA World Heavyweight Championship (1 time) - TNA X Division Championship (5 times) - TNA Television Championship (1 time) - TNA World Tag Team Championship (2 times) – by himself (1) and Magnus (1) - King of the Mountain (2008) - Maximum Impact Tournament (2011) - TNA X Division Championship Tournament (2014) - Super X Cup (2005) - Feast or Fired (2009 – World Heavyweight Championship contract) - TNA Turkey Bowl (2007) - Gauntlet for the Gold (2007 – Heavyweight) - Wild Card Tournament (2011) – with Magnus - Third TNA Grand Slam Champion - Third TNA Triple Crown Champion - Mr. TNA (2006) - Mr. X Division (2006) - Feud of the Year (2006–2007) - Finisher of the Year (2007) - Twin Wrestling Entertainment- TWE Heavyweight Championship (1 time) - Ultimate Pro Wrestling- UPW Heavyweight Championship (1 time) - UPW No Holds Barred Championship (1 time) - United Independent Wrestling Alliance- UIWA Tag Team Championship (2 times) - Wrestling Observer Newsletter- 5 Star Match (2004) - 5 Star Match (2005) - 5 Star Match (2005) - Best Brawler (2005, 2006) - Match of the Year (2005) - Most Outstanding Wrestler (2005) - WWE NXT- NXT Championship (2 times) - Dusty Rhodes Tag Team Classic (2015) – with Finn Bálor
นิวย์โฟเลา โจเอล ซีนัว ชื่อที่รู้จักในวงการมวยปล้ำคืออะไร
{ "answer": [ "ซามัว โจ" ], "answer_begin_position": [ 211 ], "answer_end_position": [ 219 ] }
1,849
366,945
ซามัว โจ นิวย์โฟเลา โจเอล ซีนัว (Nuufolau Joel Seanoa) เกิด 17 มีนาคม ค.ศ. 1979 เป็นนักมวยปล้ำอาชีพชาวอเมริกันที่รู้จักกันในนาม ซามัว โจ (Samoa Joe) อดีตสังกัดโทเทิลนอนสต็อปแอคเชินเรสต์ลิง(TNA) เคยเป็นแชมป์โลก TNAและแชมป์โลก ROHมาแล้ว ปัจจุบันเซ็นสัญญากับWWE อดีตสังกัดNXT เป็นแชมป์ NXT2สมัยคนแรกในประวัติศาสตร์ในมวยปล้ำในมวยปล้ำ. - ท่าไม้ตาย- CCS Enzuigiri (Enzuigiri while facing away from a cornered opponent) – 2000–2001; used as a signature move thereafter - Chimera-Plex (German suplex followed by a dragon suplex followed by a bridging X-Plex) – 2001–2005; 2016 - Coquina Clutch/The Clutch (TNA) Rear naked choke, sometimes transitioned into a suplex (ROH/Independent circuit) - Island Driver (Sitout side powerslam, sometimes from the second rope, or an over the shoulder reverse piledriver) - Muscle buster, sometimes from the second rope- ท่าเอกลักษณ์- Corner forearm smash - Death Valley driver, sometimes from the second rope - Facewash - Folding powerbomb transitioned into either a Boston crab, an STF or a crossface - Inverted atomic drop followed by a running single leg dropkick followed by a running senton - Lariat - Multiple suplex variations- Dragon - Exploder - German - Half nelson - Head and arm - Running big boot to the face of an opponent seated on a chair next to a guardrail - Samoan drop - Samoan Elbow (Running delayed high-impact elbow drop, with theatrics) – parodied from The Rock - Standing release sidewalk slam - STF - STJoe (STO from out of the corner, as a counter to an oncoming opponent) - Suicide dive transitioned into an elbow smash - ร่วมกับ Magnus- ท่าไม้ตาย- Snapmare by Joe followed by a diving elbow drop by Magnus- ผู้จัดการ- Dave Prazak - Jay Lethal - Jeff Jarrett - Jim Cornette - Jimmy Hart - Kevin Nash - Okada/Okato - Taz- ฉายา- "The Samoan Suplex Machine" - "The Samoan Submission Machine" - "The (Samoan) Submission Specialist" - "The Nation of Violence"- เพลงเปิดตัว- Samoa Joe's various entrance themes in the past were typically customized to start with the "Godzilla March Theme" horn riff, signifying Joe's presence while allowing for different tracks over the years. TNA would adopt a variation of this tradition, starting their custom themes for Joe with a similar riff. - "Another Body Murdered by Faith No More and Boo-Yaa T.R.I.B.E. (ROH) - "Mama Said Knock You Out" by LL Cool J (ROH) - "The Champ is Here" by Jadakiss (ROH) - "" by Dale Oliver (TNA) - "On Fire" by Dale Oliver (TNA) - "" by Dale Oliver (TNA) - "Main Event Mafia" by Dale Oliver (TNA; used while a part of The Main Event Mafia) - "The Anthem" by MVP and Jess Jamez (TNA; used while a part of The Beat Down Clan) - "Tap Out" by Adam Gubman (ROH) - "Destroyer" by CFO$ (NXT/WWE; July 29, 2015 – present)แชมป์และรางวัลแชมป์และรางวัล. - Ballpark Brawl- Natural Heavyweight Championship (1 time) - Extreme Wrestling Federation- Xtreme 8 Tournament (2006) - Independent Wrestling Association Mid-South- Revolution Strong Style Tournament (2004) - Pro Wrestling Illustrated- Feud of the Year (2007) - Most Popular Wrestler of the Year (2006) - PWI ranked him #4 of the 500 best singles wrestlers in the PWI 500 in 2006 and 2008 - Pro Wrestling Noah- GHC Tag Team Championship (1 time) – with Magnus - Pro Wrestling Zero-One- NWA Intercontinental Tag Team Championship (1 time) – with Keiji Sakoda - Pure Wrestling Association- PWA Pure Wrestling Championship (1 time) - Ring of Honor- ROH Pure Championship (1 time) - ROH World Championship (1 time) - SoCal Uncensored- Rookie of the Year (2000) - Total Nonstop Action Wrestling- TNA World Heavyweight Championship (1 time) - TNA X Division Championship (5 times) - TNA Television Championship (1 time) - TNA World Tag Team Championship (2 times) – by himself (1) and Magnus (1) - King of the Mountain (2008) - Maximum Impact Tournament (2011) - TNA X Division Championship Tournament (2014) - Super X Cup (2005) - Feast or Fired (2009 – World Heavyweight Championship contract) - TNA Turkey Bowl (2007) - Gauntlet for the Gold (2007 – Heavyweight) - Wild Card Tournament (2011) – with Magnus - Third TNA Grand Slam Champion - Third TNA Triple Crown Champion - Mr. TNA (2006) - Mr. X Division (2006) - Feud of the Year (2006–2007) - Finisher of the Year (2007) - Twin Wrestling Entertainment- TWE Heavyweight Championship (1 time) - Ultimate Pro Wrestling- UPW Heavyweight Championship (1 time) - UPW No Holds Barred Championship (1 time) - United Independent Wrestling Alliance- UIWA Tag Team Championship (2 times) - Wrestling Observer Newsletter- 5 Star Match (2004) - 5 Star Match (2005) - 5 Star Match (2005) - Best Brawler (2005, 2006) - Match of the Year (2005) - Most Outstanding Wrestler (2005) - WWE NXT- NXT Championship (2 times) - Dusty Rhodes Tag Team Classic (2015) – with Finn Bálor
นิวย์โฟเลา โจเอล ซีนัว เป็นนักมวยปล้ำชาวอเมริกา เกิดเมื่อวันที่เท่าไร
{ "answer": [ "17" ], "answer_begin_position": [ 143 ], "answer_end_position": [ 145 ] }
1,851
179,216
พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าทรงศะศิคุณ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าหญิงทรงศะศิคุณ (พ.ศ. 2422 - พ.ศ. 2438) เป็นพระธิดาในสมเด็จฯ เจ้าฟ้าจาตุรนต์รัศมี กรมพระจักรพรรดิพงศ์ กับ หม่อมทับทิม จักรพันธุ์ ประสูติเมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2422 เมื่อประสูติเป็นหม่อมเจ้า สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2438 พระชันษา 16 ปี
มารดาของพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าหญิงทรงศะศิคุณ คือใคร
{ "answer": [ "หม่อมทับทิม จักรพันธุ์" ], "answer_begin_position": [ 273 ], "answer_end_position": [ 295 ] }
1,852
179,216
พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าทรงศะศิคุณ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าหญิงทรงศะศิคุณ (พ.ศ. 2422 - พ.ศ. 2438) เป็นพระธิดาในสมเด็จฯ เจ้าฟ้าจาตุรนต์รัศมี กรมพระจักรพรรดิพงศ์ กับ หม่อมทับทิม จักรพันธุ์ ประสูติเมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2422 เมื่อประสูติเป็นหม่อมเจ้า สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2438 พระชันษา 16 ปี
พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าหญิงทรงศะศิคุณ ประสูติในเดือนอะไร
{ "answer": [ "พฤศจิกายน" ], "answer_begin_position": [ 313 ], "answer_end_position": [ 322 ] }
1,855
397,901
พระครูประยุตนวการ (แย้ม ฐานยฺตโต) หลวงปู่แย้ม เกิดเมื่อวันที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2458 ตรงกับรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาวชิราวุธ ฯ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ ตำบลบ้านตูม อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม เป็นบุตรของนายแหยม และนางวงษ์ เดชมาก เป็นพระเกจิอาจารย์ชื่อดังแห่งนครปฐมอีกรูปหนึ่ง ท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดอรัญญิการาม (สามง่าม)รูปปัจจุบัน ท่านอุปสมบทเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2481 โดยมีหลวงปู่สุข ปทุมสุวณโณ วัดห้วยจระเข้ เป็นพระอุปัชฌาย์,พระอธิการเต๋ คงทอง เป็นพระกรรมวาจาจารย์ หลังจากอุปสมบท ได้ศึกษาเล่าเรียนด้านการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานการเจริญสมาธิ-จิต เล่าเรียนวิชาอาคม การจารอักขระเลขยันต์ต่าง ๆ จากหลวงพ่อเต๋ คงทอง ซึ่งเป็นพระอาจารย์ที่ ให้ความเมตตา ครอบครูถ่ายทอดวิชาความรู้ให้อย่างครบถ้วน ในวัยหนุ่มของท่าน ท่านชอบออกธุดงค์ไปยังป่าเขาลำเนาไพร ท่านชอบวิเวก และไปศึกษาวิชาเพิ่มเติมจากพระอาจารย์หลายท่าน อาทิ หลวงพ่อเหลือ วัดสาวชะโงก จังหวัดฉะเชิงเทรา อย่างมีความ วิริยอุตสาหะเป็นอย่างยิ่งจนทำให้ท่านมีสมาธิจิตกล้าแกร่งมีความรู้และ ประสบการณ์ในด้านไสยเวทวิทยาเพิ่มพูนขึ้น และท่านเป็นคนมีความรู้ทางด้านโหราศาสตร์ การสะเดาะเคราะห์ และการรักษาโรค ด้วยยาสมุนไพรต่าง ๆ การเสริมดวงชะตา และการสร้างวัตถุมงคลต่าง ๆ หลังจากหลวงพ่อเต๋ คงทอง ได้มรณภาพแล้ว ท่านจึงได้รับแต่งตั้งให้ขึ้นดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสามง่ามเมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2525วัตถุมงคล วัตถุมงคล. วัตถุมงคลของหลวงปู่แย้ม มีอยู่หลายรุ่นเช่น รุ่น พ.ศ. 2516 เป็นรุ่นที่หลวงพ่อท่านสร้างขึ้นมา เพื่อฉลองอายุครบ 5 รอบ 60 ปี เป็นเหรียญที่ดีหายากค่านิยมอยู่ในระดับสูง เพราะมีประสบการณ์เรื่องคงกระพันชาตรีหลายครั้งโดยเฉพาะประสบการณ์ที่เกิด ขึ้นที่เขตบางรัก กรุงเทพฯ มีผู้รายกลุ่มหนึ่ง ถูกตำรวจลอบยิง แต่ว่ายิงไม่ออก ต้องใช้วิธีจับเป็น ปรากฏว่า แขวนเหรียญรุ่นแรกของหลวงปู่แย้ม พ.ศ. 2516 ขนาดนายตำรวจคนนั้นยังฝากตัวเป็นลูกศิษย์ของท่าน และวัตถุมงคลของท่านก็มีมากมาย อาทิ กุมารทอง พระกริ่งชินบัญชร พระผงรูปเหมือนเหรียญหล่อ พระขุนแผน เนื้อว่าน พระผงนางพญาเนื้อว่าน ตะกรุดโทน ตะกรุดชุด ตะกรุดสามห่วง ผ้ายันต์ มีอิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ เป็นที่เลื่องลือระบือไกลทั้งในเมืองไทยและต่างประเทศ แต่ที่โด่งดังกล่าวขวัญไปทั่วประเทศก็มี อิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ ความเข้มขลังก็คือ กุมารทองเนื้อดินและเนื้อโลหะทุกรุ่นที่ กุมารทอง หลวงปู่แย้ม ปลุกเสก ลูกศิษย์ของท่านก็ได้นำวัตถุมงคลของท่านไปบูชาเพื่อให้เป็นสิริมงคลกับตัวเอง
หลวงปู่แย้ม เจ้าอาวาสวัดอรัญญิการาม จังหวัดนครปฐม อุปสมบทเมื่อวันที่เท่าไร
{ "answer": [ "2" ], "answer_begin_position": [ 466 ], "answer_end_position": [ 467 ] }
1,856
397,901
พระครูประยุตนวการ (แย้ม ฐานยฺตโต) หลวงปู่แย้ม เกิดเมื่อวันที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2458 ตรงกับรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาวชิราวุธ ฯ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ ตำบลบ้านตูม อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม เป็นบุตรของนายแหยม และนางวงษ์ เดชมาก เป็นพระเกจิอาจารย์ชื่อดังแห่งนครปฐมอีกรูปหนึ่ง ท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดอรัญญิการาม (สามง่าม)รูปปัจจุบัน ท่านอุปสมบทเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2481 โดยมีหลวงปู่สุข ปทุมสุวณโณ วัดห้วยจระเข้ เป็นพระอุปัชฌาย์,พระอธิการเต๋ คงทอง เป็นพระกรรมวาจาจารย์ หลังจากอุปสมบท ได้ศึกษาเล่าเรียนด้านการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานการเจริญสมาธิ-จิต เล่าเรียนวิชาอาคม การจารอักขระเลขยันต์ต่าง ๆ จากหลวงพ่อเต๋ คงทอง ซึ่งเป็นพระอาจารย์ที่ ให้ความเมตตา ครอบครูถ่ายทอดวิชาความรู้ให้อย่างครบถ้วน ในวัยหนุ่มของท่าน ท่านชอบออกธุดงค์ไปยังป่าเขาลำเนาไพร ท่านชอบวิเวก และไปศึกษาวิชาเพิ่มเติมจากพระอาจารย์หลายท่าน อาทิ หลวงพ่อเหลือ วัดสาวชะโงก จังหวัดฉะเชิงเทรา อย่างมีความ วิริยอุตสาหะเป็นอย่างยิ่งจนทำให้ท่านมีสมาธิจิตกล้าแกร่งมีความรู้และ ประสบการณ์ในด้านไสยเวทวิทยาเพิ่มพูนขึ้น และท่านเป็นคนมีความรู้ทางด้านโหราศาสตร์ การสะเดาะเคราะห์ และการรักษาโรค ด้วยยาสมุนไพรต่าง ๆ การเสริมดวงชะตา และการสร้างวัตถุมงคลต่าง ๆ หลังจากหลวงพ่อเต๋ คงทอง ได้มรณภาพแล้ว ท่านจึงได้รับแต่งตั้งให้ขึ้นดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสามง่ามเมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2525วัตถุมงคล วัตถุมงคล. วัตถุมงคลของหลวงปู่แย้ม มีอยู่หลายรุ่นเช่น รุ่น พ.ศ. 2516 เป็นรุ่นที่หลวงพ่อท่านสร้างขึ้นมา เพื่อฉลองอายุครบ 5 รอบ 60 ปี เป็นเหรียญที่ดีหายากค่านิยมอยู่ในระดับสูง เพราะมีประสบการณ์เรื่องคงกระพันชาตรีหลายครั้งโดยเฉพาะประสบการณ์ที่เกิด ขึ้นที่เขตบางรัก กรุงเทพฯ มีผู้รายกลุ่มหนึ่ง ถูกตำรวจลอบยิง แต่ว่ายิงไม่ออก ต้องใช้วิธีจับเป็น ปรากฏว่า แขวนเหรียญรุ่นแรกของหลวงปู่แย้ม พ.ศ. 2516 ขนาดนายตำรวจคนนั้นยังฝากตัวเป็นลูกศิษย์ของท่าน และวัตถุมงคลของท่านก็มีมากมาย อาทิ กุมารทอง พระกริ่งชินบัญชร พระผงรูปเหมือนเหรียญหล่อ พระขุนแผน เนื้อว่าน พระผงนางพญาเนื้อว่าน ตะกรุดโทน ตะกรุดชุด ตะกรุดสามห่วง ผ้ายันต์ มีอิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ เป็นที่เลื่องลือระบือไกลทั้งในเมืองไทยและต่างประเทศ แต่ที่โด่งดังกล่าวขวัญไปทั่วประเทศก็มี อิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ ความเข้มขลังก็คือ กุมารทองเนื้อดินและเนื้อโลหะทุกรุ่นที่ กุมารทอง หลวงปู่แย้ม ปลุกเสก ลูกศิษย์ของท่านก็ได้นำวัตถุมงคลของท่านไปบูชาเพื่อให้เป็นสิริมงคลกับตัวเอง
หลวงปู่แย้ม เจ้าอาวาสวัดอรัญญิการาม จังหวัดนครปฐม เกิดเมื่อวันที่เท่าไร
{ "answer": [ "5" ], "answer_begin_position": [ 170 ], "answer_end_position": [ 171 ] }
1,859
417,781
ดิเรกสิน รัตนสิน พันโท ดิเรกสิน รัตนสิน (24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2528 — 3 มกราคม พ.ศ. 2555) เป็นทหารไทยผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เกิดเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2528 ที่วชิรพยาบาล เป็นบุตรของผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ชนินทร์ และผู้ช่วยศาสตราจารย์ รัชดา รัตนสิน อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี เป็นหลานปู่ของพลตำรวจเอก โอภาส รัตนสิน อดีตรองอธิบดีกรมตำรวจ และเป็นหลานตาของหม่อมหลวงประยูร อิศรเสนา อดีตข้าราชการสำนักพระราชวัง ได้รับพระราชทานชื่อจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารีว่า “ดิเรกสิน” มีชื่อเล่นว่า “เอก” หรือที่เรียกกันในครอบครัวว่า “พี่เอก”ประวัติการศึกษาและการทำงานประวัติการศึกษาและการทำงาน. - พ.ศ. 2532 โรงเรียนอนุบาลนารานุบาล ต.บางพระ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี (อ.1-อ.3) - พ.ศ. 2535 โรงเรียนดาราสมุทร ศรีราชา (ป.1) - พ.ศ. 2536 โรงเรียนกองทัพบกอุปถัมภ์ เพชราวุธวิทยา (ป.2) - พ.ศ. 2537 โรงเรียนไผทอุดมศึกษา (ป.3-ป.6) - พ.ศ. 2541 โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ บดินทรเดชา (ม.1-ม.4) - พ.ศ. 2545 โรงเรียนเตรียมทหาร (รุ่น 45) - พ.ศ. 2548 โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า (รุ่นที่ 56/2551 เหล่าทหารราบ) - พ.ศ. 2552 ผู้บังคับหมวดปืนเล็ก กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 153 ค่ายอิงคยุทธบริหาร จังหวัดปัตตานี (ว่าที่/ร้อยตรี) - พ.ศ. 2552 ผู้บังคับการหมวดปืนเล็กสังกัดหน่วยเฉพาะกิจปัตตานี 24 ที่อำเภอโคกโพธิ์ (ตำแหน่งในสนาม) - พ.ศ. 2553 รองผู้บังคับกองร้อยอาวุธเบาที่ 3 กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 153 ค่ายอิงคยุทธบริหาร จังหวัดปัตตานี (ร้อยโท) - พ.ศ. 2553 รองผู้บังคับกองร้อย ฐานปฏิบัติการทหารราบที่ 15312 หน่วยเฉพาะกิจปัตตานีที่ 25 (ตำแหน่งในสนาม)ขณะศึกษาที่โรงเรียนเตรียมทหาร ขณะศึกษาที่โรงเรียนเตรียมทหาร. เมื่อครั้งอยู่ที่โรงเรียนเตรียมทหารคุณพ่อคุณแม่เฝ้ารอการกลับบ้านครั้งแรกของลูกอย่างใจจดใจจ่อด้วยความคิดถึงมาก เพราะไม่เคยให้จากไปอยู่ที่อื่นมาก่อนในชีวิต เมื่อลูกกลับมาเห็นหน้าลูกก็ดีใจ แต่เห็นลูกผิวดำคล้ำไปมากและท่าทางลูกเปลี่ยนไปมาก ตอนนั้นคุณพ่อคุณแม่ลังเลใจมากว่า ตัดสินใจให้ลูกเรียนที่นี่จะดีแน่หรือไม่ เพราะเห็นว่าลูกต้องฝึกหนักมากและทางบ้านก็ไม่เคยเลี้ยงลูกมาแบบนี้เลย อยู่บ้านลูกมีพร้อมทุกอย่างมีชีวิตที่สุขสบาย ทุกเรื่องไม่เคยต้องเจอกับความยากลำบากพ่อแม่จึงเพียรถามลูกว่าจะลาออกไหม เพราะพ่อแม่ไม่เสียใจที่ลูกจะออก และอันที่จริงพ่อแม่เองก็บอกจะไปลาออกที่โรงเรียนหลายครั้ง จนลูกร้องไห้ขอร้องว่าลูกจะไม่ลาออกขอเรียนต่อที่นี่ไม่ออกไปไหน พ่อแม่ก็บอกว่าเมื่อลูกตัดสินใจแบบนั้นพ่อแม่ก็ต้องยอม พ่อแม่ก็เห็นใจในความมานะอดทนของลูก จนกระทั่งสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนเตรียมทหาร และไปศึกษาต่อที่โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าขณะศึกษาที่โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ขณะศึกษาที่โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า. ก่อนที่จะมาอยู่โรงเรียนนายร้อยพ่อแม่เคยบอกพี่เอกว่าจบเตรียมทหารแล้วมาสอบเข้ามหาวิทยาลัยก็ได้ แต่พี่เอกไม่สอบโดยกล่าวว่ามีเพื่อนรุ่นเดียวกันมาสอบแล้วก็สอบได้คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่พี่เอกจะเรียนนายร้อยถ้าพี่เอกมาสอบแล้วสอบได้กลัวว่าพ่อแม่จะบังคับให้เรียนมหาวิทยาลัย เมื่อเรียนในชั้นปีที่ 1 พี่เอกฝึกหนักมาก จนพ่อแม่บอกว่าถ้าจะลาออกพ่อแม่ก็ยินดี และหาที่เรียนใหม่ได้ แต่พี่เอกกลับบอกว่าเมื่อลูกพูดเช่นนี้พ่อแม่และญาติพี่น้องก็ยอมรับว่าลูกนั้นกล้าหาญและอดทนมากตลอดจนยอมเสียสละความสุขสบายส่วนตัวเพื่ออุดมการณ์ที่แน่วแน่พี่เอกปฏิบัติหน้าที่หลายอย่างในสมัยเป็นนักเรียนนายร้อย บางครั้งเป็นงานทางด้านพัฒนาชุมชน ช่วยเหลือชาวบ้าน หาตลาดส่งผลิตภัณฑ์มาจำหน่าย เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า นอกจากนี้พี่เอกยังมีความรู้ดีทางด้านภาษาอังกฤษมีความเชี่ยวชาญดีกว่าเด็กผู้ชายคนอื่นๆทั่วไป และเคยพูดอย่างภูมิใจว่า “พี่เอกเป็นลูกแม่” พี่เอกต้องการรักษาชื่อเสียง เพราะพี่เอกภูมิใจว่าแม่จบการศึกษาจากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงต้องพยายามรักษาความสามารถทางภาษาอังกฤษนี้ไว้ ในเวลาต่อมาพี่เอกเป็นประธานชมรมตรีเพชรและพี่เอกได้จัดทำเอกสารประกอบภาพการฝึกการใช้อาวุธพร้อมคำอธิบาย โดยมีจุดประสงค์ว่าจะทำไว้เพื่อให้นักเรียนรุ่นหลังๆได้ใช้เป็นตำราและยังหาซื้ออุปกรณ์ข้าวของต่างๆมาใช้เพื่อให้การฝึกมีประสิทธิภาพ ครอบครัวเห็นว่าพี่เอกทุ่มเททั้งกายทั้งใจทำหน้าที่ให้ดีในทุกๆเรื่องเมื่อครั้งเป็นนักเรียนนายร้อยทำงานทุกอย่างโดยไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อยเสมอมาอุปนิสัยส่วนตัว อุปนิสัยส่วนตัว. พันโท ดิเรกสิน รัตนสินพื้นฐานเป็นคนมีจิตใจดี บริสุทธิ์ ยุติธรรม เป็นคนเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ผู้อื่นเสมอ ที่สำคัญมีความซื่อสัตย์สุจริต ตรงไปตรงมา รักความมีเหตุผล มีจิตใจอ่อนโยน มีเมตตา และไม่ค่อยปฏิเสธคำร้องขอความช่วยเหลือ ชอบเป็นอาสาสมัครทำงานเพื่อส่วนรวมตั้งแต่ยังเด็ก ปกติเป็นคนร่าเริง ยิ้มง่าย พูดคุยเก่ง สนุกสนาน เป็นที่พึ่งของผู้อื่นได้เสมอ เคารพรักรุ่นพี่ รักเพื่อน รักน้อง เสียสละเพื่อส่วนรวมเสมอ ชอบทำบุญ และบริจาคทรัพย์ให้กับวัดในพุทธศาสนา และศาสนาอื่นอยู่เป็นประจำ ช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก ไม่ชอบฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ไม่เล่นการพนัน นอกจากนี้ยังมีความจงรักภักดีต่อประเทศชาติ และพระมหากษัตริย์อย่างมั่นคง และปฏิบัติงานทุกอย่างด้วยความภาคภูมิใจเสมอมาโดยไม่เห็นแก่ความเหนื่อยยาก จึงไม่แปลกใจว่าพี่เอกจึงเป็นที่รักใคร่ของผู้บังคับบัญชา และผู้ใต้บังคับบัญชารวมทั้งผู้ที่รู้จักคุ้นเคยตลอดจนชาวบ้านในพื้นที่เหตุการณ์เสียชีวิต เหตุการณ์เสียชีวิต. พันโท ดิเรกสิน รัตนสินเสียชีวิตจากเหตุคนร้ายลอบวางระเบิดแสวงเครื่องใต้พื้นถนนสายบ้านคลองช้าง-บ้านเขาวัง หมู่ที่ 3 ตำบลตรัง อำเภอมายอ จังหวัดปัตตานี พร้อมกับสิบเอกยุทธยา จำปามี เมื่อวันที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2555 ก่อนวันครบรอบ 8 ปี เหตุการณ์ปล้นปืนที่ค่ายกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ จังหวัดนราธิวาส 1 วัน โดยหลังเกิดเหตุได้มีการเคลื่อนศพของทั้งสองมายังค่ายอิงคยุทธบริหาร และกองทัพบกได้ส่งร่างของพันโทดิเรกสินมาบำเพ็ญกุศล ณ วัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร กรุงเทพมหานคร ในการนี้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารีเสด็จพระราชดำเนินพระราชทานเพลิงศพ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2555 ณ เมรุวัดพระศรีมหาธาตุฯเหตุการณ์หลังเสียชีวิต เหตุการณ์หลังเสียชีวิต. หลังการเสียชีวิตของพันโท ดิเรกสิน รัตนสินกลุ่มชุมชนในเครือข่ายสังคมออนไลน์ได้มีการสร้างเพจในเฟซบุ๊ก เพื่อระลึกถึง พร้อมทั้งตั้งคำถามถึงการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีผู้แสดงความไว้อาลัยทั้งในเพจดังกล่าวและหน้าเฟซบุ๊กส่วนตัวของพันโท ดิเรกสินจำนวนมาก นอกจากนี้ในหน้าเพจเพื่อระลึกถึงดังกล่าวยังมีข้อความแสดงความอาลัยจากเพื่อนร่วมรุ่น และข้อความที่โพสต์โดยตัวพันโท ดิเรกสินเอง หนึ่งในนั้นมีความที่โพสต์ไว้เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2554 ความว่า
พันโท ดิเรกสิน รัตนสิน เกิดเมื่อวันที่เท่าไร
{ "answer": [ "24" ], "answer_begin_position": [ 260 ], "answer_end_position": [ 262 ] }
1,860
417,781
ดิเรกสิน รัตนสิน พันโท ดิเรกสิน รัตนสิน (24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2528 — 3 มกราคม พ.ศ. 2555) เป็นทหารไทยผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เกิดเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2528 ที่วชิรพยาบาล เป็นบุตรของผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ชนินทร์ และผู้ช่วยศาสตราจารย์ รัชดา รัตนสิน อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี เป็นหลานปู่ของพลตำรวจเอก โอภาส รัตนสิน อดีตรองอธิบดีกรมตำรวจ และเป็นหลานตาของหม่อมหลวงประยูร อิศรเสนา อดีตข้าราชการสำนักพระราชวัง ได้รับพระราชทานชื่อจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารีว่า “ดิเรกสิน” มีชื่อเล่นว่า “เอก” หรือที่เรียกกันในครอบครัวว่า “พี่เอก”ประวัติการศึกษาและการทำงานประวัติการศึกษาและการทำงาน. - พ.ศ. 2532 โรงเรียนอนุบาลนารานุบาล ต.บางพระ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี (อ.1-อ.3) - พ.ศ. 2535 โรงเรียนดาราสมุทร ศรีราชา (ป.1) - พ.ศ. 2536 โรงเรียนกองทัพบกอุปถัมภ์ เพชราวุธวิทยา (ป.2) - พ.ศ. 2537 โรงเรียนไผทอุดมศึกษา (ป.3-ป.6) - พ.ศ. 2541 โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ บดินทรเดชา (ม.1-ม.4) - พ.ศ. 2545 โรงเรียนเตรียมทหาร (รุ่น 45) - พ.ศ. 2548 โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า (รุ่นที่ 56/2551 เหล่าทหารราบ) - พ.ศ. 2552 ผู้บังคับหมวดปืนเล็ก กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 153 ค่ายอิงคยุทธบริหาร จังหวัดปัตตานี (ว่าที่/ร้อยตรี) - พ.ศ. 2552 ผู้บังคับการหมวดปืนเล็กสังกัดหน่วยเฉพาะกิจปัตตานี 24 ที่อำเภอโคกโพธิ์ (ตำแหน่งในสนาม) - พ.ศ. 2553 รองผู้บังคับกองร้อยอาวุธเบาที่ 3 กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 153 ค่ายอิงคยุทธบริหาร จังหวัดปัตตานี (ร้อยโท) - พ.ศ. 2553 รองผู้บังคับกองร้อย ฐานปฏิบัติการทหารราบที่ 15312 หน่วยเฉพาะกิจปัตตานีที่ 25 (ตำแหน่งในสนาม)ขณะศึกษาที่โรงเรียนเตรียมทหาร ขณะศึกษาที่โรงเรียนเตรียมทหาร. เมื่อครั้งอยู่ที่โรงเรียนเตรียมทหารคุณพ่อคุณแม่เฝ้ารอการกลับบ้านครั้งแรกของลูกอย่างใจจดใจจ่อด้วยความคิดถึงมาก เพราะไม่เคยให้จากไปอยู่ที่อื่นมาก่อนในชีวิต เมื่อลูกกลับมาเห็นหน้าลูกก็ดีใจ แต่เห็นลูกผิวดำคล้ำไปมากและท่าทางลูกเปลี่ยนไปมาก ตอนนั้นคุณพ่อคุณแม่ลังเลใจมากว่า ตัดสินใจให้ลูกเรียนที่นี่จะดีแน่หรือไม่ เพราะเห็นว่าลูกต้องฝึกหนักมากและทางบ้านก็ไม่เคยเลี้ยงลูกมาแบบนี้เลย อยู่บ้านลูกมีพร้อมทุกอย่างมีชีวิตที่สุขสบาย ทุกเรื่องไม่เคยต้องเจอกับความยากลำบากพ่อแม่จึงเพียรถามลูกว่าจะลาออกไหม เพราะพ่อแม่ไม่เสียใจที่ลูกจะออก และอันที่จริงพ่อแม่เองก็บอกจะไปลาออกที่โรงเรียนหลายครั้ง จนลูกร้องไห้ขอร้องว่าลูกจะไม่ลาออกขอเรียนต่อที่นี่ไม่ออกไปไหน พ่อแม่ก็บอกว่าเมื่อลูกตัดสินใจแบบนั้นพ่อแม่ก็ต้องยอม พ่อแม่ก็เห็นใจในความมานะอดทนของลูก จนกระทั่งสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนเตรียมทหาร และไปศึกษาต่อที่โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าขณะศึกษาที่โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ขณะศึกษาที่โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า. ก่อนที่จะมาอยู่โรงเรียนนายร้อยพ่อแม่เคยบอกพี่เอกว่าจบเตรียมทหารแล้วมาสอบเข้ามหาวิทยาลัยก็ได้ แต่พี่เอกไม่สอบโดยกล่าวว่ามีเพื่อนรุ่นเดียวกันมาสอบแล้วก็สอบได้คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่พี่เอกจะเรียนนายร้อยถ้าพี่เอกมาสอบแล้วสอบได้กลัวว่าพ่อแม่จะบังคับให้เรียนมหาวิทยาลัย เมื่อเรียนในชั้นปีที่ 1 พี่เอกฝึกหนักมาก จนพ่อแม่บอกว่าถ้าจะลาออกพ่อแม่ก็ยินดี และหาที่เรียนใหม่ได้ แต่พี่เอกกลับบอกว่าเมื่อลูกพูดเช่นนี้พ่อแม่และญาติพี่น้องก็ยอมรับว่าลูกนั้นกล้าหาญและอดทนมากตลอดจนยอมเสียสละความสุขสบายส่วนตัวเพื่ออุดมการณ์ที่แน่วแน่พี่เอกปฏิบัติหน้าที่หลายอย่างในสมัยเป็นนักเรียนนายร้อย บางครั้งเป็นงานทางด้านพัฒนาชุมชน ช่วยเหลือชาวบ้าน หาตลาดส่งผลิตภัณฑ์มาจำหน่าย เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า นอกจากนี้พี่เอกยังมีความรู้ดีทางด้านภาษาอังกฤษมีความเชี่ยวชาญดีกว่าเด็กผู้ชายคนอื่นๆทั่วไป และเคยพูดอย่างภูมิใจว่า “พี่เอกเป็นลูกแม่” พี่เอกต้องการรักษาชื่อเสียง เพราะพี่เอกภูมิใจว่าแม่จบการศึกษาจากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงต้องพยายามรักษาความสามารถทางภาษาอังกฤษนี้ไว้ ในเวลาต่อมาพี่เอกเป็นประธานชมรมตรีเพชรและพี่เอกได้จัดทำเอกสารประกอบภาพการฝึกการใช้อาวุธพร้อมคำอธิบาย โดยมีจุดประสงค์ว่าจะทำไว้เพื่อให้นักเรียนรุ่นหลังๆได้ใช้เป็นตำราและยังหาซื้ออุปกรณ์ข้าวของต่างๆมาใช้เพื่อให้การฝึกมีประสิทธิภาพ ครอบครัวเห็นว่าพี่เอกทุ่มเททั้งกายทั้งใจทำหน้าที่ให้ดีในทุกๆเรื่องเมื่อครั้งเป็นนักเรียนนายร้อยทำงานทุกอย่างโดยไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อยเสมอมาอุปนิสัยส่วนตัว อุปนิสัยส่วนตัว. พันโท ดิเรกสิน รัตนสินพื้นฐานเป็นคนมีจิตใจดี บริสุทธิ์ ยุติธรรม เป็นคนเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ผู้อื่นเสมอ ที่สำคัญมีความซื่อสัตย์สุจริต ตรงไปตรงมา รักความมีเหตุผล มีจิตใจอ่อนโยน มีเมตตา และไม่ค่อยปฏิเสธคำร้องขอความช่วยเหลือ ชอบเป็นอาสาสมัครทำงานเพื่อส่วนรวมตั้งแต่ยังเด็ก ปกติเป็นคนร่าเริง ยิ้มง่าย พูดคุยเก่ง สนุกสนาน เป็นที่พึ่งของผู้อื่นได้เสมอ เคารพรักรุ่นพี่ รักเพื่อน รักน้อง เสียสละเพื่อส่วนรวมเสมอ ชอบทำบุญ และบริจาคทรัพย์ให้กับวัดในพุทธศาสนา และศาสนาอื่นอยู่เป็นประจำ ช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก ไม่ชอบฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ไม่เล่นการพนัน นอกจากนี้ยังมีความจงรักภักดีต่อประเทศชาติ และพระมหากษัตริย์อย่างมั่นคง และปฏิบัติงานทุกอย่างด้วยความภาคภูมิใจเสมอมาโดยไม่เห็นแก่ความเหนื่อยยาก จึงไม่แปลกใจว่าพี่เอกจึงเป็นที่รักใคร่ของผู้บังคับบัญชา และผู้ใต้บังคับบัญชารวมทั้งผู้ที่รู้จักคุ้นเคยตลอดจนชาวบ้านในพื้นที่เหตุการณ์เสียชีวิต เหตุการณ์เสียชีวิต. พันโท ดิเรกสิน รัตนสินเสียชีวิตจากเหตุคนร้ายลอบวางระเบิดแสวงเครื่องใต้พื้นถนนสายบ้านคลองช้าง-บ้านเขาวัง หมู่ที่ 3 ตำบลตรัง อำเภอมายอ จังหวัดปัตตานี พร้อมกับสิบเอกยุทธยา จำปามี เมื่อวันที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2555 ก่อนวันครบรอบ 8 ปี เหตุการณ์ปล้นปืนที่ค่ายกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ จังหวัดนราธิวาส 1 วัน โดยหลังเกิดเหตุได้มีการเคลื่อนศพของทั้งสองมายังค่ายอิงคยุทธบริหาร และกองทัพบกได้ส่งร่างของพันโทดิเรกสินมาบำเพ็ญกุศล ณ วัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร กรุงเทพมหานคร ในการนี้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารีเสด็จพระราชดำเนินพระราชทานเพลิงศพ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2555 ณ เมรุวัดพระศรีมหาธาตุฯเหตุการณ์หลังเสียชีวิต เหตุการณ์หลังเสียชีวิต. หลังการเสียชีวิตของพันโท ดิเรกสิน รัตนสินกลุ่มชุมชนในเครือข่ายสังคมออนไลน์ได้มีการสร้างเพจในเฟซบุ๊ก เพื่อระลึกถึง พร้อมทั้งตั้งคำถามถึงการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีผู้แสดงความไว้อาลัยทั้งในเพจดังกล่าวและหน้าเฟซบุ๊กส่วนตัวของพันโท ดิเรกสินจำนวนมาก นอกจากนี้ในหน้าเพจเพื่อระลึกถึงดังกล่าวยังมีข้อความแสดงความอาลัยจากเพื่อนร่วมรุ่น และข้อความที่โพสต์โดยตัวพันโท ดิเรกสินเอง หนึ่งในนั้นมีความที่โพสต์ไว้เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2554 ความว่า
มารดาของพันโท ดิเรกสิน รัตนสิน คือใคร
{ "answer": [ "ผู้ช่วยศาสตราจารย์ รัชดา รัตนสิน" ], "answer_begin_position": [ 351 ], "answer_end_position": [ 383 ] }
1,864
455,844
หลวงปู่ลี กุสลธโร หลวงปู่ลี กุสลธโร เป็นพระภิกษุฝ่ายวิปัสสนาธุระ สังกัดคณะสงฆ์ธรรมยุติกนิกาย ศิษย์ของพระธรรมวิสุทธิมงคล (บัว ญาณสมฺปนฺโน) วัดเกษรศิลคุณธรรมเจดีย์ (วัดภูผาแดง) ต.หนองอ้อ อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานีประวัติ ประวัติ. ชาติกำเนิด หลวงปู่ลี กุสลธโร เกิดเมื่อวันที่ ๕ กันยายน พ.ศ. ๒๔๖๕ ตรงกับวันอังคาร ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐ ปีจอ ที่บ้านเก่า ตำบลบ้านเก่า อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย เป็นบุตรของนายปุ่น และนางโพธิ์ สาลีเชียงพิณ มีพี่น้องร่วมกัน ๙ คน สมัยเป็นเด็กพ่อแม่ก็พาทำบุญเหมือนชาวบ้านทั่วๆไป อายุได้ ๑๒ ปี เรียนจบชั้นป.๓ พออายุได้ ๒๐ กว่าปีก็ได้แต่งงานกับนางสาวตี ภรรยาตั้งท้องแล้วคลอดลูกออกมาตาย ท่านได้เกิดความสลดใจเป็นยิ่งนัก ท่านเล่าว่าการแต่งงานก็มิได้แต่งกันด้วยความรัก แต่งงานกันตามประเพณีที่พ่อแม่บอกให้แต่งกันเท่านั้น ท่านเองไม่เคยมีคนที่รัก และยังไม่เคยรักหญิงใดเลย ท่านอยู่กินกับภรรยาได้ ๒ ปี ๖ เดือน จึงขอออกบวชเพราะได้ฟังธรรมจากพระกรรมฐานที่เป็นศิษย์ของท่านอาจารย์มั่นที่เดินธุดงค์มาพักยังป่าแถบหมู่บ้านของท่าน อุปสมบท หลวงปู่ลี อุปสมบทที่ วัดศรีโพนเมือง ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร เมือวันที่ ๓๐ มกราคม ๒๔๙๓ โดยมีพระธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์อ่อน ญาณสิริ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ หลวงปู่ฝั้น อาจาโร เป็นพระอนุสาวนาจารย์ (หลวงปู่ลี กุสลธโร ท่านบวชพระเมื่อครั้งงานเผาศพพระครูวินัยธรมั่น ภูริทตฺโต และเมื่ออุปสมบทได้ฉายานามว่า “กุสลธโร” แปลว่า “พระผู้ทรงไว้ซึ่งความดี” ) พระธรรมโอวาท "...บ่ทันนาน คั่นจิตเป็นปัจจุบันอยู่ฮั่น บ่เห็นหนึ่งต้องแนวหนึ่งหละ มันซิเกิดเฮ็ดให้มันเป็นปัจจุบัน อดีตที่ล่วงมาแล้ว ก็อย่าไปคำนึงเลย มันก็ออกไปจากปัจจุบันนั่นหละ อนาคตคือกัน มันออกไปจากปัจจุบันนี่ละ อย่าไปคำนึงมันเลย คุมมันเข้า เบิ่ง ให้เบิ่งหัวใจเจ้าของนั่นละ อย่าไปเบิ่งหัวใจผู้อื่น... คั่นคุมเจ้าของแท้ๆ ต้องเห็น คั่นพิจารณาสภาพร่างกายก็พิจารณาอยู่ฮั่น แต่พื้นเท้ามาศีรษะ แต่ศีรษะลงมาพื้นเท้า ให้พิจารณาอยู่ฮั่น เอาแหมะ ๒๔ ชั่วโมงนี่ บ่ให้มันปากมาเลย ต้องเกิดแน่... อันนี้หัวใจมันแลนอยู่นำโลกนำสงสารพุ่น มันบ่ปักมั่น แล้วซิเห็นหยังฮั่น คือกินข้าวเนี่ย กินนอนอยู่ ย้ายไปนั่น นอนอยู่ก็ไปฮั่น นอนก็ไปนี่ เลยบ่อิ่มจักที นี่เรื่องมัน เอ้า พิจารณามันซี คั่นคุมเข้าแท้ๆ มันซิต้องจับได้เงื่อน เดี๋ยวมันซิเกิดอันนั้นเกิดอันนี่โลด นี่เฮ็ดจริงทำจริงมันต้องรู้จริง... ไอ้ พิจารณาโตนี่ละ โตสำคัญ ถ้าหากว่าได้จับจุดได้ละ เออ มันซิออกอุทานบัดทีนี้ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อริยสัจทั้งนั้น... คั่นตีแตกอริยสัจนี่ได้แล้ว ฮ่วย! กราบพระพุทธเจ้ากราบครูอาจารย์ โอ๊ย มันก็กราบอยู่จังซั่นหละ หมดคืนหละ นี่ เพิ่นเว่าจริงเฮ็ดจริง มันซิประมวลมาหมดดอก อันพระพุทธเจ้าเพิ่นเห็นนะ มันซิมาเกิดจากใจเฮานี่ละ... ให้พากันเร่งความพากความเพียร..." โครงการช่วยชาติ โดยหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ปรกติหลวงปู่ลีท่านเป็นพระที่มักน้อย สันโดษ ถือความเคารพครูบาอาจารย์เป็นสิ่งสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด เมื่อครั้งพระเดชพระคุณ หลวงตามหาบัว ท่านออกมาช่วยชาติโดยตั้งโครงการผ้าป่าช่วยชาติขึ้น เพื่อบูชาคุณครูอาจารย์ที่เคารพเทิดทูนสูงสุด ท่านได้ร่วมถวายทองคำเข้าโครงการกว่า ๕๐๐ กิโลกรัม ซึ่งแสดงให้เห็นความกตัญญูกตเวทีต่อพ่อแม่ครูอาจารย์อย่างที่สุด หลังจากนั้นสาธุชน จึงได้มีโอกาสร่วมทำบุญกับหลวงปู่ลี เป็นต้นมาก็ว่าได้
มารดาของหลวงปู่ลี กุสลธโร วัดเกษรศิลคุณธรรมเจดีย์ จ.อุดรธานี คือใคร
{ "answer": [ "นางโพธิ์ สาลีเชียงพิณ" ], "answer_begin_position": [ 495 ], "answer_end_position": [ 516 ] }
2,832
455,844
หลวงปู่ลี กุสลธโร หลวงปู่ลี กุสลธโร เป็นพระภิกษุฝ่ายวิปัสสนาธุระ สังกัดคณะสงฆ์ธรรมยุติกนิกาย ศิษย์ของพระธรรมวิสุทธิมงคล (บัว ญาณสมฺปนฺโน) วัดเกษรศิลคุณธรรมเจดีย์ (วัดภูผาแดง) ต.หนองอ้อ อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานีประวัติ ประวัติ. ชาติกำเนิด หลวงปู่ลี กุสลธโร เกิดเมื่อวันที่ ๕ กันยายน พ.ศ. ๒๔๖๕ ตรงกับวันอังคาร ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐ ปีจอ ที่บ้านเก่า ตำบลบ้านเก่า อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย เป็นบุตรของนายปุ่น และนางโพธิ์ สาลีเชียงพิณ มีพี่น้องร่วมกัน ๙ คน สมัยเป็นเด็กพ่อแม่ก็พาทำบุญเหมือนชาวบ้านทั่วๆไป อายุได้ ๑๒ ปี เรียนจบชั้นป.๓ พออายุได้ ๒๐ กว่าปีก็ได้แต่งงานกับนางสาวตี ภรรยาตั้งท้องแล้วคลอดลูกออกมาตาย ท่านได้เกิดความสลดใจเป็นยิ่งนัก ท่านเล่าว่าการแต่งงานก็มิได้แต่งกันด้วยความรัก แต่งงานกันตามประเพณีที่พ่อแม่บอกให้แต่งกันเท่านั้น ท่านเองไม่เคยมีคนที่รัก และยังไม่เคยรักหญิงใดเลย ท่านอยู่กินกับภรรยาได้ ๒ ปี ๖ เดือน จึงขอออกบวชเพราะได้ฟังธรรมจากพระกรรมฐานที่เป็นศิษย์ของท่านอาจารย์มั่นที่เดินธุดงค์มาพักยังป่าแถบหมู่บ้านของท่าน อุปสมบท หลวงปู่ลี อุปสมบทที่ วัดศรีโพนเมือง ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร เมือวันที่ ๓๐ มกราคม ๒๔๙๓ โดยมีพระธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์อ่อน ญาณสิริ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ หลวงปู่ฝั้น อาจาโร เป็นพระอนุสาวนาจารย์ (หลวงปู่ลี กุสลธโร ท่านบวชพระเมื่อครั้งงานเผาศพพระครูวินัยธรมั่น ภูริทตฺโต และเมื่ออุปสมบทได้ฉายานามว่า “กุสลธโร” แปลว่า “พระผู้ทรงไว้ซึ่งความดี” ) พระธรรมโอวาท "...บ่ทันนาน คั่นจิตเป็นปัจจุบันอยู่ฮั่น บ่เห็นหนึ่งต้องแนวหนึ่งหละ มันซิเกิดเฮ็ดให้มันเป็นปัจจุบัน อดีตที่ล่วงมาแล้ว ก็อย่าไปคำนึงเลย มันก็ออกไปจากปัจจุบันนั่นหละ อนาคตคือกัน มันออกไปจากปัจจุบันนี่ละ อย่าไปคำนึงมันเลย คุมมันเข้า เบิ่ง ให้เบิ่งหัวใจเจ้าของนั่นละ อย่าไปเบิ่งหัวใจผู้อื่น... คั่นคุมเจ้าของแท้ๆ ต้องเห็น คั่นพิจารณาสภาพร่างกายก็พิจารณาอยู่ฮั่น แต่พื้นเท้ามาศีรษะ แต่ศีรษะลงมาพื้นเท้า ให้พิจารณาอยู่ฮั่น เอาแหมะ ๒๔ ชั่วโมงนี่ บ่ให้มันปากมาเลย ต้องเกิดแน่... อันนี้หัวใจมันแลนอยู่นำโลกนำสงสารพุ่น มันบ่ปักมั่น แล้วซิเห็นหยังฮั่น คือกินข้าวเนี่ย กินนอนอยู่ ย้ายไปนั่น นอนอยู่ก็ไปฮั่น นอนก็ไปนี่ เลยบ่อิ่มจักที นี่เรื่องมัน เอ้า พิจารณามันซี คั่นคุมเข้าแท้ๆ มันซิต้องจับได้เงื่อน เดี๋ยวมันซิเกิดอันนั้นเกิดอันนี่โลด นี่เฮ็ดจริงทำจริงมันต้องรู้จริง... ไอ้ พิจารณาโตนี่ละ โตสำคัญ ถ้าหากว่าได้จับจุดได้ละ เออ มันซิออกอุทานบัดทีนี้ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อริยสัจทั้งนั้น... คั่นตีแตกอริยสัจนี่ได้แล้ว ฮ่วย! กราบพระพุทธเจ้ากราบครูอาจารย์ โอ๊ย มันก็กราบอยู่จังซั่นหละ หมดคืนหละ นี่ เพิ่นเว่าจริงเฮ็ดจริง มันซิประมวลมาหมดดอก อันพระพุทธเจ้าเพิ่นเห็นนะ มันซิมาเกิดจากใจเฮานี่ละ... ให้พากันเร่งความพากความเพียร..." โครงการช่วยชาติ โดยหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ปรกติหลวงปู่ลีท่านเป็นพระที่มักน้อย สันโดษ ถือความเคารพครูบาอาจารย์เป็นสิ่งสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด เมื่อครั้งพระเดชพระคุณ หลวงตามหาบัว ท่านออกมาช่วยชาติโดยตั้งโครงการผ้าป่าช่วยชาติขึ้น เพื่อบูชาคุณครูอาจารย์ที่เคารพเทิดทูนสูงสุด ท่านได้ร่วมถวายทองคำเข้าโครงการกว่า ๕๐๐ กิโลกรัม ซึ่งแสดงให้เห็นความกตัญญูกตเวทีต่อพ่อแม่ครูอาจารย์อย่างที่สุด หลังจากนั้นสาธุชน จึงได้มีโอกาสร่วมทำบุญกับหลวงปู่ลี เป็นต้นมาก็ว่าได้
หลวงปู่ลี กุสลธโร วัดเกษรศิลคุณธรรมเจดีย์ จ.อุดรธานี เกิดเมื่อวันที่เท่าไร
{ "answer": [ "๕" ], "answer_begin_position": [ 361 ], "answer_end_position": [ 362 ] }
1,884
590,438
พระยาศรยุทธเสนี (กระแส ประวาหะนาวิน) พลเรือตรี พระยาศรยุทธเสนี (กระแส ประวาหะนาวิน) เป็นบุคคลที่มีความสำคัญบุคคลหนึ่งของประเทศไทย เป็นผู้มีส่วนร่วมในประวัติศาสตร์การเมืองไทยในช่วงหลังเหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกพฤฒสภาหลายสมัย และได้ดำรงตำแหน่งสูงสุดทางการเมืองเป็นทั้งประธานรัฐสภา ประธานสภาผู้แทนราษฎร และประธานพฤฒสภาประวัติ ประวัติ. พลเรือตรี พระยาศรยุทธเสนี (กระแส ประวาหะนาวิน) เกิดเมื่อวันที่ 5 เมษายน 2431 มีชื่อเดิมว่า “กระแส” ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้รับพระราชทานนามสกุลว่า “ประวาหะนาวิน” ในขณะดำรงตำแหน่งนายเรือเอก ราชองครักษ์เวร รั้งตำแหน่งหัวหน้ากองตอปิโด กรมสรรพาวุธประวัติการศึกษา ประวัติการศึกษา. - โรงเรียนเทพศิรินทร์ - โรงเรียนนายเรือประวัติการทำงาน ประวัติการทำงาน. พลเรือตรี พระยาศรยุทธเสนี สอบไล่ได้ตามหลักสูตรของกรมยุทธศึกษา ได้สวมเสื้อยศเสมอนายเรือตรีผู้ช่วย รับพระราชทานเงินเดือนอัตรานายเรือตรีผู้ช่วยชั้น 3 และเงินค่าวิชาชีพพิเศษประเภทที่ 2 สังกัดกรมบัญชาการเรือกลและป้อม ตามคำสั่งของกรมทหารเรือที่ 192/4273 ลงวันที่ 12 ตุลาคม ร.ศ. 127 ซึ่งนับเป็นนายทหารเรือรุ่นที่ 3 ที่สามารถนำเรือไปในทะเลลึกได้ และมีความเจริญก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่ราชการตามลำดับดังนี้ - 2453 ผู้บังคับการกองแผนที่ทะเล - 2 มิถุนายน 2467 – 31 พฤษภาคม 2470 เจ้ากรมสรรพาวุธทหารเรือ - 2475 – 2477 เจ้ากรมกรมเจ้าท่า - 28 มิถุนายน 2475 – 6 ธันวาคม 2476 ผู้แทนราษฎรชั่วคราว - 9 ธันวาคม 2476 – 10 พฤษภาคม 2489 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ประเภทที่ 2 - 2 กันยายน 2475 รองประธานสภาผู้แทนราษฎร - 15 ธันวาคม 2476 รองประธานสภาผู้แทนราษฎร - 26 กุมภาพันธ์ 2476 – 22 กันยายน 2477 ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร - 22 กันยายน 2477 – 12 กุมภาพันธ์ 2478 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐการ - 30 ธันวาคม 2484 ประธานกรรมการควบคุมและจัดกิจการหรือทรัพย์สินของคนต่างด้าวบางจำพวกในภาวะคับขัน - 6 กรกฎาคม 2486 – 24 มิถุนายน 2487 ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร - 24 พฤษภาคม 2489 – 9 พฤศจิกายน 2490 สมาชิกพฤฒสภา - 31 สิงหาคม 2489 – 9 พฤษภาคม 2490 ประธานรัฐสภาและประธานพฤฒสภา - 15 พฤษภาคม 2490 – 8 พฤศจิกายน 2490 ประธานรัฐสภาและประธานพฤฒสภาบทบาททางการเมือง บทบาททางการเมือง. ภายหลังจากที่คณะผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครอง หรือ “คณะราษฎร” ได้ทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตยแล้ว ในวันที่ 25 มิถุนายน 2475 ผู้แทนคณะราษฎรประกอบด้วย พลเรือตรี ศรยุทธเสนี, พันเอก พะยาฤทธิอัคเนย์, พันเอก พระยาทรงสุรเดช, พันโท พระประศาสน์พิทยายุทธ, พันตรี หลวงวีระโยธิน, หลวงประดิษฐ์มนูธรรม, ร้อยโท ประยูร ภมรมนตรี, นายประยูร ณ บางช้าง ได้เข้าเฝ้าฯพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อกราบบังคมทูลขอพระกรุณาอภัยในการกระทำของคณะราษฎร และนำร่างพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผนดินสยาม พุทธศักราช 2475 และร่างพระราชกำหนดนิรโทษกรรมขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงลงพระปรมาภิไธยในร่างพระราชกำหนดนิรโทษกรรมเพียงฉบับเดียว ส่วนร่างพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผนดินสยาม พุทธศักราช 2475 ได้ทรงลงพระปรมาภิไธยในวันที่ 27 มิถุนายน 2475 โดยทรงพระอักษรต่อท้ายชื่อพระราชบัญญัตินั้นว่า “ชั่วคราว” ซึ่งพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475 กำหนดให้รัฐสภามีเพียงสภาเดียวคือสภาผู้แทนราษฎร ให้คณะราษฎรซึ่งมีคณะผู้รักษาพระนครฝ่ายทหารเป็นผู้ใช้อำนาจแทนจัดตั้งผู้แทนราษฎรชั่วคราวขึ้นเป็นจำนวน 70 นาย เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรปฏิบัติหน้าที่นับแต่วันที่ใช้ธรรมนูญการปกครองฉบับนี้จนกว่าจะถึงเวลาที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในสมัยที่ 2 จะเข้ารับตำแหน่ง โดยพลเรือตรี พระยาศรยุทธเสนี ได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชั่วคราวในครั้งนี้ด้วย เมื่อมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 พลเรือตรี พระยาศรยุทธเสนี ได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ประเภทที่ 2 รองประธานสภาผู้แทนราษฎร และได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรแทนเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา) ที่ขอลาออกจากตำแหน่งเนื่องจากเจ็บป่วย ต่อมาพลเรือตรี พระยาศรยุทธเสนี ได้ลาออกจากตำแหน่งประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร ไปดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐการในคณะรัฐมนตรี ชุดที่ 6 ซึ่งมีนายพันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน) เป็นนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 6 กรกฎาคม 2486 พลเรือตรี พระยาศรยุทธเสนี ได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎรอีกครั้งหนึ่ง 24 พฤษภาคม 2489 พลเรือตรี พระยาศรยุทธเสนี ได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกพฤฒสภา และได้ดำรงตำแหน่งเป็นประธานรัฐสภาและประธานพฤฒสภา ตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2489 - 9 พฤษภาคม 2490 และตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2490 - 8 พฤศจิกายน 2490 พลเรือตรี พระยาศรยุทธเสนี ได้ก่อตั้งพรรคการเมืองขึ้นพรรคหนึ่งใช้ชื่อว่า “พรรคกสิกร” เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2490 แต่ต่อมาได้ยกเลิกพรรคการเมืองไปเนื่องจากเกิดการรัฐประหารขึ้นในปี พ.ศ. 2494 ซึ่งได้มีการประกาศยกเลิกกลุ่มการเมือง และห้ามมีการชุมนุมทางการเมืองบั้นปลายชีวิต บั้นปลายชีวิต. พลเรือตรี พระยาศรยุทธเสนี (กระแส ประวาหะนาวิน) ถึงแก่อนิจกรรมเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2505 สิริอายุ 74ปี
พลเรือตรี พระยาศรยุทธเสนี หรือ กระแส ประวาหะนาวิน ถึงแก่อนิจกรรมเมื่อวันที่เท่าไร
{ "answer": [ "11" ], "answer_begin_position": [ 4768 ], "answer_end_position": [ 4770 ] }
1,885
590,438
พระยาศรยุทธเสนี (กระแส ประวาหะนาวิน) พลเรือตรี พระยาศรยุทธเสนี (กระแส ประวาหะนาวิน) เป็นบุคคลที่มีความสำคัญบุคคลหนึ่งของประเทศไทย เป็นผู้มีส่วนร่วมในประวัติศาสตร์การเมืองไทยในช่วงหลังเหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกพฤฒสภาหลายสมัย และได้ดำรงตำแหน่งสูงสุดทางการเมืองเป็นทั้งประธานรัฐสภา ประธานสภาผู้แทนราษฎร และประธานพฤฒสภาประวัติ ประวัติ. พลเรือตรี พระยาศรยุทธเสนี (กระแส ประวาหะนาวิน) เกิดเมื่อวันที่ 5 เมษายน 2431 มีชื่อเดิมว่า “กระแส” ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้รับพระราชทานนามสกุลว่า “ประวาหะนาวิน” ในขณะดำรงตำแหน่งนายเรือเอก ราชองครักษ์เวร รั้งตำแหน่งหัวหน้ากองตอปิโด กรมสรรพาวุธประวัติการศึกษา ประวัติการศึกษา. - โรงเรียนเทพศิรินทร์ - โรงเรียนนายเรือประวัติการทำงาน ประวัติการทำงาน. พลเรือตรี พระยาศรยุทธเสนี สอบไล่ได้ตามหลักสูตรของกรมยุทธศึกษา ได้สวมเสื้อยศเสมอนายเรือตรีผู้ช่วย รับพระราชทานเงินเดือนอัตรานายเรือตรีผู้ช่วยชั้น 3 และเงินค่าวิชาชีพพิเศษประเภทที่ 2 สังกัดกรมบัญชาการเรือกลและป้อม ตามคำสั่งของกรมทหารเรือที่ 192/4273 ลงวันที่ 12 ตุลาคม ร.ศ. 127 ซึ่งนับเป็นนายทหารเรือรุ่นที่ 3 ที่สามารถนำเรือไปในทะเลลึกได้ และมีความเจริญก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่ราชการตามลำดับดังนี้ - 2453 ผู้บังคับการกองแผนที่ทะเล - 2 มิถุนายน 2467 – 31 พฤษภาคม 2470 เจ้ากรมสรรพาวุธทหารเรือ - 2475 – 2477 เจ้ากรมกรมเจ้าท่า - 28 มิถุนายน 2475 – 6 ธันวาคม 2476 ผู้แทนราษฎรชั่วคราว - 9 ธันวาคม 2476 – 10 พฤษภาคม 2489 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ประเภทที่ 2 - 2 กันยายน 2475 รองประธานสภาผู้แทนราษฎร - 15 ธันวาคม 2476 รองประธานสภาผู้แทนราษฎร - 26 กุมภาพันธ์ 2476 – 22 กันยายน 2477 ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร - 22 กันยายน 2477 – 12 กุมภาพันธ์ 2478 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐการ - 30 ธันวาคม 2484 ประธานกรรมการควบคุมและจัดกิจการหรือทรัพย์สินของคนต่างด้าวบางจำพวกในภาวะคับขัน - 6 กรกฎาคม 2486 – 24 มิถุนายน 2487 ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร - 24 พฤษภาคม 2489 – 9 พฤศจิกายน 2490 สมาชิกพฤฒสภา - 31 สิงหาคม 2489 – 9 พฤษภาคม 2490 ประธานรัฐสภาและประธานพฤฒสภา - 15 พฤษภาคม 2490 – 8 พฤศจิกายน 2490 ประธานรัฐสภาและประธานพฤฒสภาบทบาททางการเมือง บทบาททางการเมือง. ภายหลังจากที่คณะผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครอง หรือ “คณะราษฎร” ได้ทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตยแล้ว ในวันที่ 25 มิถุนายน 2475 ผู้แทนคณะราษฎรประกอบด้วย พลเรือตรี ศรยุทธเสนี, พันเอก พะยาฤทธิอัคเนย์, พันเอก พระยาทรงสุรเดช, พันโท พระประศาสน์พิทยายุทธ, พันตรี หลวงวีระโยธิน, หลวงประดิษฐ์มนูธรรม, ร้อยโท ประยูร ภมรมนตรี, นายประยูร ณ บางช้าง ได้เข้าเฝ้าฯพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อกราบบังคมทูลขอพระกรุณาอภัยในการกระทำของคณะราษฎร และนำร่างพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผนดินสยาม พุทธศักราช 2475 และร่างพระราชกำหนดนิรโทษกรรมขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงลงพระปรมาภิไธยในร่างพระราชกำหนดนิรโทษกรรมเพียงฉบับเดียว ส่วนร่างพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผนดินสยาม พุทธศักราช 2475 ได้ทรงลงพระปรมาภิไธยในวันที่ 27 มิถุนายน 2475 โดยทรงพระอักษรต่อท้ายชื่อพระราชบัญญัตินั้นว่า “ชั่วคราว” ซึ่งพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475 กำหนดให้รัฐสภามีเพียงสภาเดียวคือสภาผู้แทนราษฎร ให้คณะราษฎรซึ่งมีคณะผู้รักษาพระนครฝ่ายทหารเป็นผู้ใช้อำนาจแทนจัดตั้งผู้แทนราษฎรชั่วคราวขึ้นเป็นจำนวน 70 นาย เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรปฏิบัติหน้าที่นับแต่วันที่ใช้ธรรมนูญการปกครองฉบับนี้จนกว่าจะถึงเวลาที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในสมัยที่ 2 จะเข้ารับตำแหน่ง โดยพลเรือตรี พระยาศรยุทธเสนี ได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชั่วคราวในครั้งนี้ด้วย เมื่อมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 พลเรือตรี พระยาศรยุทธเสนี ได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ประเภทที่ 2 รองประธานสภาผู้แทนราษฎร และได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรแทนเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา) ที่ขอลาออกจากตำแหน่งเนื่องจากเจ็บป่วย ต่อมาพลเรือตรี พระยาศรยุทธเสนี ได้ลาออกจากตำแหน่งประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร ไปดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐการในคณะรัฐมนตรี ชุดที่ 6 ซึ่งมีนายพันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน) เป็นนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 6 กรกฎาคม 2486 พลเรือตรี พระยาศรยุทธเสนี ได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎรอีกครั้งหนึ่ง 24 พฤษภาคม 2489 พลเรือตรี พระยาศรยุทธเสนี ได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกพฤฒสภา และได้ดำรงตำแหน่งเป็นประธานรัฐสภาและประธานพฤฒสภา ตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2489 - 9 พฤษภาคม 2490 และตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2490 - 8 พฤศจิกายน 2490 พลเรือตรี พระยาศรยุทธเสนี ได้ก่อตั้งพรรคการเมืองขึ้นพรรคหนึ่งใช้ชื่อว่า “พรรคกสิกร” เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2490 แต่ต่อมาได้ยกเลิกพรรคการเมืองไปเนื่องจากเกิดการรัฐประหารขึ้นในปี พ.ศ. 2494 ซึ่งได้มีการประกาศยกเลิกกลุ่มการเมือง และห้ามมีการชุมนุมทางการเมืองบั้นปลายชีวิต บั้นปลายชีวิต. พลเรือตรี พระยาศรยุทธเสนี (กระแส ประวาหะนาวิน) ถึงแก่อนิจกรรมเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2505 สิริอายุ 74ปี
พลเรือตรี พระยาศรยุทธเสนี หรือ กระแส ประวาหะนาวิน เกิดเมื่อวันที่เท่าไร
{ "answer": [ "5" ], "answer_begin_position": [ 622 ], "answer_end_position": [ 623 ] }
1,910
861,383
หม่อมผัน วรวรรณ ณ อยุธยา หม่อมผัน วรวรรณ ณ อยุธยา (5 เมษายน พ.ศ. 2415 - 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2493) เป็นหม่อมในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรวรรณากร กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ประวัติ ประวัติ. หม่อมผัน วรวรรณ ณ อยุธยา เกิดเมื่อวันที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2415 เป็นธิดาของพระสุนทรธรารัต (เพิ่ม สวัสดิ์-ชูโต) มารดาชื่อม่วง (สกุลเดิม อภัยกุล) เป็นหลานของพระยาสุรเสนา (สวัสดิ์ ชูโต) เมื่อหม่อมผันโตเป็นสาว มีหน้าตาสะสวย พระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าวรวรรณากร เสด็จมาหาพระยาสุรเสนาที่บ้านแล้วพบหม่อมผัน จึงมาขอจากพระยาสุรเสนาไปเป็นหม่อม หม่อมผันเป็นที่โปรดปราณมากถึงขนาดมีหม่อมเจ้ากับกรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ถึง 10 องค์ได้แก่1. หม่อมเจ้าสกลวรรณากร วรวรรณ 2. หม่อมเจ้าพรพิมลพรรณ วรวรรณ 3. หม่อมเจ้าวัลภากร วรวรรณ 4. หม่อมเจ้านิตยากร วรวรรณ 5. หม่อมเจ้าอรทิพยประพันธ์ วรวรรณ 6. หม่อมเจ้าสิทธยากร วรวรรณ 7. หม่อมเจ้าไปรมากร วรวรรณ 8. หม่อมเจ้าบรรเจิดวรรณวรางค์ วรวรรณ 9. หม่อมเจ้าสรรพางค์พิมล วรวรรณ 10. หม่อมเจ้าอุบลพรรณี วรวรรณ หม่อมผันป่วยด้วยโรคมะเร็ง รักษาตัวอยู่หลายปี จนกระทั่งถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2493 สิริอายุ 78 ปี พระราชทานเพลิงศพ ณ เมรุวัดมกุฏกษัตริยารามราชวรวิหาร เมื่อวันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2496
หม่อมผัน วรวรรณ ณ อยุธยา ป่วยด้วยโรคมะเร็งจนกระทั่งถึงแก่กรรมเมื่อวันที่เท่าไร
{ "answer": [ "3" ], "answer_begin_position": [ 1080 ], "answer_end_position": [ 1081 ] }
1,911
861,383
หม่อมผัน วรวรรณ ณ อยุธยา หม่อมผัน วรวรรณ ณ อยุธยา (5 เมษายน พ.ศ. 2415 - 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2493) เป็นหม่อมในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรวรรณากร กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ประวัติ ประวัติ. หม่อมผัน วรวรรณ ณ อยุธยา เกิดเมื่อวันที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2415 เป็นธิดาของพระสุนทรธรารัต (เพิ่ม สวัสดิ์-ชูโต) มารดาชื่อม่วง (สกุลเดิม อภัยกุล) เป็นหลานของพระยาสุรเสนา (สวัสดิ์ ชูโต) เมื่อหม่อมผันโตเป็นสาว มีหน้าตาสะสวย พระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าวรวรรณากร เสด็จมาหาพระยาสุรเสนาที่บ้านแล้วพบหม่อมผัน จึงมาขอจากพระยาสุรเสนาไปเป็นหม่อม หม่อมผันเป็นที่โปรดปราณมากถึงขนาดมีหม่อมเจ้ากับกรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ถึง 10 องค์ได้แก่1. หม่อมเจ้าสกลวรรณากร วรวรรณ 2. หม่อมเจ้าพรพิมลพรรณ วรวรรณ 3. หม่อมเจ้าวัลภากร วรวรรณ 4. หม่อมเจ้านิตยากร วรวรรณ 5. หม่อมเจ้าอรทิพยประพันธ์ วรวรรณ 6. หม่อมเจ้าสิทธยากร วรวรรณ 7. หม่อมเจ้าไปรมากร วรวรรณ 8. หม่อมเจ้าบรรเจิดวรรณวรางค์ วรวรรณ 9. หม่อมเจ้าสรรพางค์พิมล วรวรรณ 10. หม่อมเจ้าอุบลพรรณี วรวรรณ หม่อมผันป่วยด้วยโรคมะเร็ง รักษาตัวอยู่หลายปี จนกระทั่งถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2493 สิริอายุ 78 ปี พระราชทานเพลิงศพ ณ เมรุวัดมกุฏกษัตริยารามราชวรวิหาร เมื่อวันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2496
หม่อมผัน วรวรรณ ณ อยุธยา เกิดเมื่อวันที่เท่าไร
{ "answer": [ "5" ], "answer_begin_position": [ 324 ], "answer_end_position": [ 325 ] }
1,926
5,621
เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ () เป็นนิยายแฟนตาซีขนาดยาว ประพันธ์โดยศาสตราจารย์ชาวอังกฤษ เจ. อาร์. อาร์. โทลคีน เป็นนิยายที่ต่อเนื่องกับนิยายชุดก่อนหน้านี้ของโทลคีน คือ เรื่อง There and Back Again หรือที่รู้จักกันดีอีกชื่อหนึ่งว่า เดอะฮอบบิท แต่ได้ขยายโครงเรื่องซับซ้อนไปกว่า เดอะฮอบบิท มาก โทลคีนแต่งเรื่องนี้ขึ้นในช่วงปี พ.ศ. 2480 - 2492 (ค.ศ. 1937 - 1949) และได้วางจำหน่ายในปี ค.ศ. 1954-1955 โดยแบ่งตีพิมพ์ออกเป็น 3 ตอน เนื่องจากหนังสือมีความยาวมากจนสำนักพิมพ์เห็นว่าไม่สามารถตีพิมพ์รวมเป็นเล่มเดียวกันได้ นิยายเรื่องนี้ได้แปลไปเป็นภาษาต่างๆ มากมายไม่น้อยกว่า 38 ภาษา และได้รับยกย่องให้เป็นนิยายที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งของคริสต์ศตวรรษที่ 20 เรื่องราวใน เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ เกิดขึ้นบนดินแดนในจินตนาการที่มีชื่อว่า มิดเดิลเอิร์ธ ตัวละครในเรื่องมีหลายเผ่าพันธุ์ เช่น มนุษย์ เอลฟ์ (หรือ พราย ในฉบับแปลภาษาไทย) ฮอบบิท คนแคระ พ่อมด และออร์ค หัวใจของเรื่องเกี่ยวข้องกับแหวนเอกธำมรงค์ ซึ่งสร้างโดยจอมมารเซารอน เหตุการณ์ในเรื่องเริ่มต้นจากดินแดนไชร์อันสุขสงบ ไปยังส่วนต่าง ๆ ของมิดเดิลเอิร์ธ จนถึงเหตุการณ์สงครามแหวน โดยผ่านมุมมองของตัวละครฮอบบิทคนหนึ่งที่ชื่อ โฟรโด แบ๊กกิ้นส์ ในตอนท้ายของเรื่องยังมีภาคผนวกอีก 12 ชุดที่แสดงถึงประวัติศาสตร์ ความเป็นมาของโลกในนิยาย รวมถึงภูมิหลังด้านภาษาศาสตร์ของวัฒนธรรมต่าง ๆ ในนิยายด้วย เมื่อพิจารณางานเขียนชิ้นอื่น ๆ ของโทลคีนประกอบ จะเห็นว่า เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ เป็นชิ้นงานที่ขยายผลมาจากโครงเรื่องต่าง ๆ ก่อนหน้านี้ เป็นชิ้นงานที่มีความซับซ้อน และยังเป็นเหตุการณ์ในลำดับสุดท้ายของปกรณัมของโทลคีนที่ได้บรรจงสร้างมาเนิ่นนานตั้งแต่ พ.ศ. 2460 (ค.ศ. 1917) ผลงานเรื่อง เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ และงานเขียนชิ้นอื่น ๆ ของเขาได้แสดงให้เห็นถึงความลุ่มลึกทางด้านภาษา ด้านโครงตำนาน ด้านแนวคิดเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสู่อุตสาหกรรม และด้านศาสนศาสตร์ จนส่งผลต่อวงการวรรณกรรมแฟนตาซียุคต่อมาเป็นอย่างมาก ผลกระทบจากงานของโทลคีนต่อสังคมทำให้คำว่า "แบบโทลคีน" ("Tolkienian" และ "Tolkienesque") ถูกบรรจุลงในพจนานุกรมภาษาอังกฤษ ฉบับออกซฟอร์ด ความนิยมอย่างล้นหลามและยาวนานในหนังสือ เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ ยังเป็นจุดกำเนิดของงานเทศกาล ประเพณี ชมรม และสมาคมต่าง ๆ มากมาย โดยบรรดาผู้ชื่นชอบผลงานของเขา รวมทั้ง หนังสือในแง่มุมหลายหลากเกี่ยวกับตัวของโทลคีนหรืองานเขียนชิ้นต่าง ๆ ของเขา เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ ได้สร้างให้เกิดแรงบันดาลใจอย่างต่อเนื่องต่องานศิลปะ ภาพวาด ดนตรี ภาพยนตร์ รายการโทรทัศน์ เกม และวรรณกรรมชิ้นอื่น ๆ อีกมากมายนับไม่ถ้วน มีการดัดแปลงนิยายเรื่องนี้ไปเป็นบทละครวิทยุ ละครเวที รวมถึง ภาพยนตร์หลายครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ไตรภาคในระหว่างปี ค.ศ. 2001-2003 เป็นครั้งที่กระตุ้นให้เกิดกระแสความสนใจในผลงานของโทลคีนขึ้นมาอย่างสูงมากอีกครั้งหนึ่งภูมิหลังของเรื่อง ภูมิหลังของเรื่อง. ภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ของเรื่องราวใน เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ มีการประพันธ์ขึ้นในระหว่างการเขียนหนังสือเรื่องนี้เอง ต่อมาจึงได้นำไปบรรจุในส่วนของภาคผนวก และในบทสุดท้ายของหนังสือ ซิลมาริลลิออน ซึ่งตีพิมพ์หลังจากโทลคีนเสียชีวิตไปแล้ว ความโดยย่อ คือ เรื่องเกิดขึ้นเมื่อหลายพันปีก่อนเหตุการณ์ในนิยาย เมื่อจอมมารมืด เซารอน สร้างแหวนเอกธำมรงค์ขึ้นเพื่อควบคุมบงการแหวนแห่งอำนาจวงอื่น ๆ เซารอนเปิดฉากสงครามเพื่อชิงแหวนแห่งอำนาจ 16 วง แล้วนำไปแจกจ่ายให้แก่เหล่าผู้นำชาวคนแคระและมนุษย์ มนุษย์ได้รับแหวนไป 9 วง และถูกอำนาจแหวนครอบงำไปจนกลายเป็นภูตแหวนซึ่งไร้ชีวิต เป็นสมุนตัวฉกาจของเซารอนในยุคต่อมา ทว่าแหวนแห่งอำนาจยังมีอีก 3 วงที่รอดพ้นเงื้อมมือของเซารอนไป นั่นคือแหวนแห่งเอลฟ์ ที่ไปอยู่ในความอารักขาของเอลฟ์ระดับราชนิกุลที่ทรงพลังอำนาจ ในการสงครามคราวนั้นฝ่ายมนุษย์แห่งนูเมนอร์ได้ให้ความช่วยเหลือแก่พวกเอลฟ์จนทำให้เซารอนต้องล่าถอย ภายหลังชาวนูเมนอร์ยังยกทัพมามิดเดิลเอิร์ธและจับตัวเซารอนกลับไปยังเกาะของตน อย่างไรก็ดีด้วยความเจ้าเล่ห์ของเซารอน เขาได้ยุแหย่จนกษัตริย์นูเมนอร์คิดท้าทายอำนาจแห่งวาลาร์ (เป็นเหมือน 'เทพ' ในปกรณัมของโทลคีน) จนยกทัพไปตีแผ่นดินอมตะ เกาะนูเมนอร์จึงพินาศล่มสลายลง ดวงจิตของเซารอนหนีกลับมามิดเดิลเอิร์ธได้ แต่ก็มีชาวนูเมนอร์จำนวนหนึ่งหนีรอดมาได้เช่นกัน นั่นคือเอเลนดิลกับบุตรทั้งสอง คืออิซิลดูร์และอนาริออน เซารอนทำสงครามไม่หยุดหย่อนกับชาวนูเมนอร์ผู้ลี้ภัยเหล่านี้เป็นเวลายาวนานนับร้อยปี จนกระทั่ง เอเลนดิลร่วมมือกับกษัตริย์ กิลกาลัด ก่อตั้งกองทัพพันธมิตรครั้งสุดท้ายระหว่างเอลฟ์และมนุษย์ และยกทัพไปตีมอร์ดอร์ ทำลายกองทัพของเซารอนและหอคอยบารัด-ดูร์ลง หลังจากการรบติดพันยาวนานถึงเจ็ดปี เซารอนจึงออกมาต่อสู้ด้วย เขาสังหารกิลกาลัดและเอเลนดิลได้ แต่ก็สิ้นอำนาจไปเมื่ออิซิลดูร์ใช้เศษดาบนาร์ซิลตัดนิ้วที่สวมแหวนของเซารอนขาด เหตุนี้ดวงจิตของเซารอนจึงเตลิดหนีไป ส่วนอิซิลดูร์เก็บแหวนเอกไว้ เป็นที่ระลึกและเป็นการชดเชยกับการสูญเสียบิดากับน้องชายของตน จากนั้น จึงเริ่มต้นยุคที่สามของอาร์ดา สองปีต่อมา อิซิลดูร์กับกองกำลังของเขาโดนพวกออร์คซุ่มโจมตีที่แถบทุ่งแกลดเดน ระหว่างการเดินทางไปริเวนเดลล์ อิซิลดูร์ต้องธนูอาบยาพิษสิ้นพระชนม์ ส่วนแหวนเอกก็เลื่อนหลุดจากนิ้วมือของเขาหายไปในแม่น้ำอันดูอิน และนอนแน่นิ่งอยู่ใต้แม่น้ำนั้นเป็นเวลานานกว่าสองสหัสวรรษ แหวนเอกถูกค้นพบอีกครั้งโดยฮอบบิทชาวเรือชื่อ ดีเอโกล ซึ่งไปตกปลากับเพื่อนชื่อ สมีโกล แต่สมีโกลฆ่าดีเอโกลเพื่อชิงแหวน แล้วโดนขับออกจากหมู่บ้าน จึงหนีไปอาศัยอยู่ใต้เทือกเขามิสตี้ เขาลุ่มหลงมัวเมาตกอยู่ในอำนาจแหวน จนกลายเป็นสัตว์รูปร่างน่าเกลียด เรียกชื่อตัวเองว่า กอลลัม อีกหลายร้อยปีต่อมาจึงเกิดเหตุการณ์ดังในเรื่อง เดอะฮอบบิท เมื่อฮอบบิทชื่อ บิลโบ แบ๊กกิ้นส์ ได้พบแหวนเอกในถ้ำของกอลลัมโดยบังเอิญ แล้วนำมันกลับมาบ้าน โดยไม่ได้ล่วงรู้เลยว่าแหวนนั้นเป็นสิ่งสำคัญมากยิ่งกว่าเพียงแหวนวิเศษธรรมดา ๆโครงเรื่อง โครงเรื่อง. หนังสือทั้งสามตอน ภายในประกอบด้วย "เล่ม" ย่อยอีกตอนละสองเล่ม รวมทั้งสิ้นเป็นหกเล่ม [หมายเหตุ: สำหรับฉบับภาษาไทย ที่จัดพิมพ์เป็น 3 เล่มนั้น ภายในก็ยังแบ่งเป็นสองเล่มอยู่เช่นเดิม]The Fellowship Of The Ring The Fellowship Of The Ring. เล่มที่หนึ่งเริ่มต้นเหตุการณ์ด้วยงานวันเกิดของบิลโบในแคว้นไชร์ ซึ่งเป็นเวลาประมาณ 60 ปีหลังจากเหตุการณ์ในเรื่อง เดอะฮอบบิท บิลโบตัดสินใจออกเดินทางผจญภัยอีกครั้ง ทิ้งมรดกทั้งปวงรวมถึง "แหวน" วงนั้น ให้แก่ญาติคนหนึ่งที่เขารับไว้เป็นทายาท ชื่อว่าโฟรโด แบ๊กกิ้นส์ หลังจากงานวันเกิดผ่านไป พ่อมดเทาแกนดัล์ฟ เพื่อนเก่าแก่ของครอบครัวก็ย้อนกลับมาที่ไชร์ และพิสูจน์ได้ว่าที่แท้แหวนของบิลโบวงนั้นคือ แหวนเอก ซึ่งเซารอนเจ้าแห่งความมืดติดตามหามาตลอดช่วงยุคที่สาม เวลาเดียวกันนั้น กอลลัมเดินทางเข้าไปที่มอร์ดอร์และโดนจับตัวได้ ทำให้เซารอนรู้ว่าแหวนตกไปอยู่ในความครอบครองของ "แบ๊กกิ้นส์" เซารอนส่งภูตแหวนออกมาติดตามหาแหวน แต่แกนดัล์ฟได้สั่งให้โฟรโดเดินทางออกจากไชร์แล้ว พร้อมกับแซมไวส์ แกมจี (แซม) คนรับใช้และคนสวนของตระกูล นอกจากนี้ยังมีเพื่อนฮอบบิทอีกสองคนของโฟรโดติดตามมาด้วย คือเมอเรียด็อค แบรนดี้บั๊ก (เมอร์รี่) กับ เปเรกริน ตุ๊ก (ปิ๊ปปิ้น) ทั้งหมดเดินทางออกจากไชร์จากดินแดนบั๊กแลนด์เข้าสู่ป่าดึกดำบรรพ์ ได้พบกับทอม บอมบาดิล และไปถึงเมืองบรีได้พบกับมนุษย์ผู้หนึ่งชื่อว่า สไตรเดอร์ หรืออารากอร์น บุตรแห่งอาราธอร์น ผู้นำแห่งเหล่าดูเนไดน์แห่งดินแดนเหนือ ซึ่งเป็นทายาทบัลลังก์อาร์นอร์และกอนดอร์ อารากอร์นพาพวกฮอบบิทเดินทางไปจนถึงริเวนเดลล์ แต่ระหว่างทางพวกเขาถูกภูตแหวน (นาซกูล) โจมตี และโฟรโดได้รับบาดเจ็บสาหัส กลอร์ฟินเดล เอลฟ์สูงศักดิ์คนหนึ่งมาพบและช่วยเหลือพวกเขาไว้ได้ทัน ในเล่มสอง โฟรโดได้รับการรักษาจากเอลรอนด์ เจ้าผู้ครองริเวนเดลล์ และได้พบกับบิลโบซึ่งออกเดินทางมาพักผ่อนอยู่ที่นี่ นอกจากนั้นยังมีผู้แทนจากเผ่าพันธุ์ต่าง ๆ พากันเดินทางมาริเวนเดลล์ (ได้แก่เอลฟ์ คนแคระ และมนุษย์ จากอาณาจักรต่าง ๆ) จึงเกิดเป็นการประชุมเรียกว่า ที่ประชุมของเอลรอนด์ เพื่อหาข้อสรุปและแนวทางในการต่อต้านเหล่าปีศาจ ที่ประชุมสรุปว่าหนทางเดียวที่จะต่อกรกับเจ้าแห่งความมืดได้ คือต้องทำลายแหวนเอกเสียเท่านั้น โดยต้องนำแหวนไปทิ้งลงในปล่องภูเขาไฟในเมาท์ดูม ซึ่งเป็นไฟที่ใช้สร้างมันขึ้นมา โฟรโดรับอาสาภารกิจนี้ เอลรอนด์จึงแต่งตั้ง "คณะพันธมิตรแห่งแหวน" เพื่อช่วยเหลือโฟรโดในระหว่างการเดินทาง คณะพันธมิตรแห่งแหวนเดินทางผ่านทุ่งหญ้า เทือกเขา เข้าไปในเหมืองมอเรีย โดยมีกอลลัมแอบติดตามไปตลอดทาง เมื่อพวกเขาเข้าไปในเหมือง กลับถูกลอบโจมตีโดยพวกออร์คกับบัลร็อกที่เข้าไปยึดเหมืองนั้นไว้ก่อนแล้ว แกนดัล์ฟต่อสู้กับบัลร็อกเพื่อให้ชาวคณะหลบหนีไปได้ แต่ตัวเขาเองต้องตกลงไปในปล่องเหวอันมืดมิดใต้มอเรีย เมื่อคณะพันธมิตรหนีออกจากมอเรียได้ อารากอร์นจึงพาคนที่เหลือหนีไปยังลอธลอริเอน อาณาจักรของเลดี้กาลาเดรียลและลอร์ดเคเลบอร์น หลังจากนั้นจึงออกเดินทางต่อมาถึงน้ำตกใหญ่ในแม่น้ำอันดูอิน โฟรโดตัดสินใจจะเดินทางต่อเพียงลำพัง เนื่องจากโบโรเมียร์ถูกอำนาจแหวนล่อลวงจนคิดจะแย่งแหวนมาครองเอง แต่ขณะโฟรโดจะแอบหนีไป แซมตามมาทันและขอร่วมเดินทางไปด้วยThe Two Towers The Two Towers. ในหนังสือภาคสอง เหตุการณ์ในเรื่องจะแยกออกเป็นสองส่วน โดยที่เล่มสามบรรยายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับคณะพันธมิตรแห่งแหวนที่เหลืออยู่ คือซารูมานส่งอูรุกไฮมาชิงตัวผู้ถือแหวน แต่พวกมันเข้าใจผิดจึงจับตัวเมอร์รี่กับปิ๊ปปิ้นไป โบโรเมียร์ต่อสู้เพื่อป้องกันฮอบบิททั้งสองจนเสียชีวิต อารากอร์น เลโกลัส และกิมลี ตัดสินใจไปช่วยเหลือเมอร์รี่กับปิ๊ปปิ้น ทั้งสามได้พบกับแกนดัล์ฟซึ่งคืนชีพใหม่เป็น แกนดัล์ฟ พ่อมดขาว หลังจากต่อสู้เอาชนะบัลร็อกแล้วจึงถูกส่งกลับมามิดเดิลเอิร์ธอีกครั้งเพราะภารกิจยังไม่เสร็จสิ้น ทั้งสี่เดินทางไปยังอาณาจักรโรฮัน และช่วยโรฮันต่อสู้กับซารูมานในสมรภูมิป้อมฮอร์นเบิร์ก เวลาเดียวกันนั้นเมอร์รี่กับปิ๊ปปิ้นหนีพ้นจากพวกอูรุกไฮ และไปอยู่ในความดูแลของพวกเอนท์ ช่วยพวกเอนท์โจมตีไอเซนการ์ด ขังซารูมานไว้ในหอคอย จากนั้นทั้งสองกลุ่มได้มาพบกันอีกครั้งหลังสิ้นสุดสงคราม เล่มสี่เล่าเหตุการณ์ทางด้านของโฟรโดและแซม ที่หาทางเข้าไปยังเมาท์ดูม ทั้งสองจับตัวกอลลัมได้และบังคับให้มันนำทางเข้าไปในมอร์ดอร์ แต่เมื่อไปถึงประตูดำก็พบกองทัพจำนวนมากจึงไม่อาจผ่านเข้าไปได้ กอลลัมเสนอหนทางลับเข้าไปในมอร์ดอร์ ผ่านทางหุบเขาอันน่าสยดสยองแห่งมินัสมอร์กูล ระหว่างทางพวกเขาโดนกองกำลังลาดตระเวนของกอนดอร์จับตัวได้ และได้พบฟาราเมียร์ น้องชายของโบโรเมียร์ โฟรโดอธิบายให้ฟาราเมียร์เข้าใจสถานการณ์และเห็นพ้องว่า การทำลายแหวนทิ้งเสียจะเป็นการดีกว่านำแหวนกลับไปใช้เป็นอาวุธ ในตอนท้ายเล่ม กอลลัมหักหลังโฟรโดโดยพาเขาไปติดกับอยู่ในถ้ำของนางแมงมุมชีล็อบ โฟรโดถูกพิษแมงมุมสิ้นสติไป แต่แซมเข้าสู้กับนางและไล่นางไปได้ พวกออร์คผ่านมาพอดีจึงจับตัวโฟรโดไป ฝ่ายแซมซึ่งคิดว่าเจ้านายของตนตายแล้วจึงได้เอาแหวนมาเก็บไว้ ทำให้แหวนรอดจากเงื้อมมือพวกออร์คโดยบังเอิญ เวลาเดียวกันนั้นเซารอนส่งกองทัพใหญ่ออกไปสู่สมรภูมิบนมิดเดิลเอิร์ธ เป็นการรบครั้งใหญ่ที่สุดในสงครามแหวน โดยมีวิชคิง หัวหน้าเหล่าภูตแหวน เป็นแม่ทัพเข้าโจมตีกอนดอร์The Return Of The King The Return Of The King. ในหนังสือภาคสาม เริ่มเหตุการณ์ในเล่มห้าที่แกนดัล์ฟกับปิ๊ปปิ้นเดินทางมาถึงมินัสทิริธ และเตือนให้เมืองหลวงแห่งกอนดอร์เตรียมพร้อมรับศึก เมอร์รี่เข้าร่วมกองทัพของโรฮันยกติดตามมา ระหว่างทาง อารากอร์นนำกำลังส่วนหนึ่งแยกไปตาม "เส้นทางมรณะ" (Paths of the Dead) เพื่อขอความช่วยเหลือจากกองทัพปีศาจผู้ตกอยู่ในคำสาปของบรรพกษัตริย์กอนดอร์ ให้ช่วยสกัดทัพเรือคอร์แซร์ที่ยกมาจากอุมบาร์ จากนั้นแกนดัล์ฟ อารากอร์น และคนทั้งหมดเข้าร่วมในการสงครามใหญ่ที่เซารอนหมายเข้ายึดมินัสทิริธ เรียกว่าสมรภูมิทุ่งเพเลนนอร์ ทัพโรฮันมาถึงทันเวลาและป้องกันเมืองมินัสทิริธไว้ได้ แต่เซารอนยังมีกองกำลังจำนวนมากเตรียมพร้อมยกหนุนมาอีก ฝ่ายกองทัพอิสระชนแห่งมิดเดิลเอิร์ธไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเข้าโจมตีประตูดำแห่งมอร์ดอร์ แม้จะไม่มีหวังได้รับชัยชนะก็ตาม ทั้งนี้ก็ด้วยความหวังเพียงประการเดียวคือหันเหความสนใจของเซารอนมาที่พวกตน เพื่อซื้อเวลาให้โฟรโดสามารถเข้าไปทำลายแหวนได้ เล่มหก แซมตามไปช่วยโฟรโดออกมาได้ แล้วเดินทางข้ามที่ราบอันหฤโหดของมอร์ดอร์เข้าไปถึงเมาท์ดูม (โดยมีกอลลัมลอบตามไปตลอดทาง) แต่ในที่สุดแหวนมีอำนาจเหนือจิตใจของโฟรโดมากจนเขาไม่สามารถโยนมันทิ้งลงไปในภูเขาไฟ และประกาศตัวเป็นเจ้าของแหวน เมื่อนั้นบรรดานาซกูลจึงรู้ถึงตำแหน่งของแหวนและหันหน้ากลับไปยังโอโรดรูอิน แต่กอลลัมเมื่อเห็นโฟรโดประกาศครอบครองแหวน ก็เข้ายื้อแย่งและกัดนิ้วที่สวมแหวนของโฟรโดจนขาด มันตื่นเต้นดีใจจนขาดสติแล้วลื่นไถลตกลงไปในปล่องภูเขาไฟ ทำให้แหวนถูกทำลายไป เหล่าปีศาจและสิ่งก่อสร้างทั้งปวงที่สร้างขึ้นด้วยอำนาจดวงจิตของเซารอนจึงพังพินาศไปพร้อมกับแหวนด้วย และกองทัพของอิสระชนแห่งมิดเดิลเอิร์ธเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะ อารากอร์นได้ขึ้นเป็นกษัตริย์แห่งกอนดอร์ และอภิเษกกับอาร์เวน บุตรีของเอลรอนด์ แต่ผลกระทบจากสงครามยังไม่สิ้นสุด เพราะซารูมานที่หนีไปจากไอเซนการ์ดได้เดินทางไปถึงไชร์ และเข้ายึดแคว้นนั้นไว้ เมื่อโฟรโดกับเพื่อนเดินทางกลับไปถึง ก็หาทางแก้ไข ยึดแคว้นไชร์คืนกลับมาได้ ถึงกระนั้น ไชร์ก็ไม่ใช่ไชร์อย่างที่พวกเขาเคยรู้จักอีกต่อไป ในตอนท้ายเล่ม โฟรโดที่ยังคงเจ็บบาดแผลจากนาซกูลอยู่เสมอ และบิลโบก็ยังอ่อนแอเนื่องจากอายุและพลังของแหวน เหล่าเอลฟ์จึงตัดสินใจอนุญาตให้ โฟรโดเดินทางข้ามทะเลไปสู่แผ่นดินตะวันตกพร้อมกับบิลโบและเหล่าเอลฟ์ เพื่อไปใช้ชีวิตเป็นอมตะกับอมตะชนที่ยังเหลืออยู่ภาคผนวก ภาคผนวก. ภาคผนวกของหนังสือประกอบด้วย ลำดับเหตุการณ์ในปกรณัม ข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับเผ่าพันธุ์และภาษาต่างๆ บนมิดเดิลเอิร์ธ เช่นวงศ์กษัตริย์อาร์นอร์และกอนดอร์ อักขระเทงกวาร์ ปฏิทินของชาวฮอบบิท และเรื่องราวโดยละเอียดของตำนานอารากอร์นกับอาร์เวน เป็นต้น เมื่อตรวจสอบกับตารางเวลาในปกรณัมของโทลคีน เหตุการณ์ในเรื่องเริ่มขึ้นในวันเกิดของบิลโบ คือวันที่ 22 กันยายน ปีที่ 3001 ยุคที่สาม สิ้นสุดลงเมื่อแซมไปส่งโฟรโดและกลับถึงแบ๊กเอนด์ ในวันที่ 6 ตุลาคม ปีที่ 3021 ยุคที่สาม แต่เหตุการณ์ส่วนใหญ่ของเรื่องเกิดขึ้นใน "ศักราชอันยิ่งใหญ่" คือปีที่ 3018 - 3019 ของยุคที่สาม นับจากโฟรโดเดินทางออกจากแบ๊กเอนด์ในวันที่ 23 กันยายน ปีที่ 3018 จนถึงวันที่ทำลายแหวนเอกในเมาท์ดูมอีกหกเดือนถัดมา คือวันที่ 25 มีนาคม ปีที่ 3019เบื้องหลังการประพันธ์และการตีพิมพ์ เบื้องหลังการประพันธ์และการตีพิมพ์. โทลคีนแต่งเรื่อง เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ เป็นตอนต่อจากเรื่อง เดอะฮอบบิท ซึ่งตีพิมพ์ในปี พ.ศ. 2480 (ค.ศ. 1937) และประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม ทำให้สำนักพิมพ์เรียกร้องให้โทลคีนรีบส่งผลงานเกี่ยวกับ ฮอบบิท และ กอบลิน มาอีกโดยด่วน ในปีนั้นโทลคีนอายุ 45 ปี เขาจึงได้เริ่มวางโครงเรื่องนิยายตอนใหม่ ต่อมา กลายเป็น เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ โดยใช้เวลาประพันธ์ยาวนานถึง 12 ปี เขาเขียนเสร็จในปี พ.ศ. 2492 (ค.ศ. 1949) แต่กว่าจะได้ตีพิมพ์ครบทั้งหมดก็ล่วงไปถึง ค.ศ. 1955 ซึ่งเขามีอายุได้ 63 ปี ที่จริงโทลคีนไม่ได้คิดจะเขียนตอนต่อของ เดอะฮอบบิท งานประพันธ์หลัก ๆ ของเขาส่วนใหญ่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของโลกอาร์ดา เรื่องราวของซิลมาริล และชนชาติต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เป็นที่มาของเหตุการณ์ใน เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ ผู้ที่ศึกษาชีวประวัติของโทลคีนจำนวนมากต่างลงความเห็นว่า งานที่เป็น "ผลงานแห่งดวงใจ" ของโทลคีนที่แท้แล้ว คือ ซิลมาริลลิออน แต่เขาเขียนเรื่องนี้ยังไม่ทันเสร็จเรียบร้อยดี ก็เสียชีวิตไปเสียก่อน คริสโตเฟอร์ โทลคีน บุตรชายของเขาเป็นผู้รวบรวมเรียบเรียง แต่งเติมช่องว่างจนสมบูรณ์ และตีพิมพ์ ซิลมาริลลิออน ออกมาในที่สุดเมื่อ ค.ศ. 1977 อย่างไรก็ดี เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ ก็เป็นเหตุการณ์ส่วนหนึ่งในประวัติศาสตร์อาร์ดาของโทลคีน เป็นเหตุการณ์ลำดับสุดท้ายของปกรณัมซึ่งโทลคีนเคยหวังว่าจะเป็นส่วนเติมเต็มที่สมบูรณ์สำหรับวงล้อประวัติศาสตร์ทั้งมวล ในที่สุด โทลคีนก็ตัดสินใจเขียนเรื่องการผจญภัยของ "ฮอบบิทคนใหม่" ในเดือนธันวาคมปี พ.ศ. 2480 (ค.ศ. 1937) เขาลองผิดลองถูกอยู่หลายโครง จนความคิดเกี่ยวกับ "แหวนเอก" แวบเข้ามา เขาเปลี่ยนแนวเรื่องจากการเขียนตอนต่อของ เดอะฮอบบิท ไปเป็นตอนต่อจาก ซิลมาริลลิออน งานที่ยังไม่ได้ตีพิมพ์ของเขานั่นเอง ถึงกระนั้น กว่าแนวคิดเรื่องการปรากฏตัวและการหายตัวไปของบิลโบ นัยยะของแหวนเอก และรายละเอียดอื่น ๆ จะเข้าที่เข้าทางก็ล่วงไปถึงปี พ.ศ. 2481 (ค.ศ. 1938) แนวคิดเริ่มแรกเขาคิดจะเขียนให้บิลโบใช้สมบัติจนหมดและออกผจญภัยเพื่อค้นหาขุมทรัพย์ใหม่ ๆ แต่เมื่อแนวเรื่องเปลี่ยนมาเป็นเรื่องของ "แหวนเอก" บรรยากาศของเรื่องก็จริงจังมากขึ้นจนเกินกว่าจะใช้ตัวละครเอกเป็นฮอบบิทผู้ร่าเริงสนุกสนานอย่างบิลโบ โทลคีนนึกหาตัวละครอื่นที่เป็นญาติกับบิลโบมาแทน เริ่มแรกเขาคิดจะให้เป็นลูกชาย (ชื่อ บิงโก แบ๊กกิ้นส์) แต่มีคำถามอื่น ๆ ตามมาอีกมากมาย เช่น ใครเป็นภรรยาของบิลโบ และทำไมบิลโบจึงยอมให้ลูกชายเดินทางเสี่ยงอันตรายอย่างนั้น ในที่สุด เรื่องจึงมาลงตัวที่ญาติห่าง ๆ คนหนึ่งของบิลโบที่รับมาเลี้ยงเป็นหลาน คือ โฟรโด แบ๊กกิ้นส์ ความที่โทลคีนเป็นคนประณีตละเอียดลออ งานเขียนจึงคืบหน้าไปอย่างเชื่องช้า และมักโดนขัดจังหวะอยู่บ่อย ๆ ด้วยงานสอนกับงานด้านวิชาการของโทลคีนเอง โทลคีนเคยหยุดเขียนเรื่อง เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ ไปในปี พ.ศ. 2486 (ค.ศ. 1943) แต่ด้วยแรงผลักดันจากคริสโตเฟอร์ ลูกชาย และ ซี. เอส. ลิวอิส เพื่อนรัก ซึ่งโทลคีนเขียนเรื่องเป็นตอน ๆ ส่งให้ทั้งสองคนอ่าน โทลคีนพยายามเขียนต่อจนจบและส่งต้นฉบับให้สำนักพิมพ์ได้ในปี พ.ศ. 2490 (ค.ศ. 1947) ทว่า โทลคีนยังคงปรับแก้รายละเอียดของเรื่องต่อไปอีกจนกระทั่งเสร็จสมบูรณ์ในปี พ.ศ. 2492 (ค.ศ. 1949)การตีพิมพ์ การตีพิมพ์. ในเวลานั้นเองโทลคีนมีปัญหาขัดแย้งกับสำนักพิมพ์ของเขา คือ อัลเลนแอนด์อันวิน เนื่องจากโทลคีนต้องการให้ตีพิมพ์ เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ กับ ซิลมาริลลิออน พร้อม ๆ กันเป็นเรื่องราวต่อเนื่อง เมื่ออัลเลนแอนด์อันวินไม่เห็นด้วย โทลคีนจึงส่งต้นฉบับไปให้เพื่อนคนหนึ่งของเขา คือ มิลตัน วอลด์แมน ที่สำนักพิมพ์คอลลินส์ ทว่า ทางคอลลินส์เห็นว่าลำพัง เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ เองนั้น ก็จำเป็นต้องถูกหั่นให้สั้นลง โทลคีนจึงหันกลับไปหาอัลเลนแอนด์อันวินอีกครั้ง เวลานั้นเป็นช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง กระดาษหายากฝืดเคือง และเพื่อให้ราคาหนังสือถูกลง สำนักพิมพ์จึงแบ่งการพิมพ์เรื่องนี้ออกเป็นสามภาค คือ The Fellowship of the Ring (เล่ม 1 และ 2) The Two Towers (เล่ม 3 และ 4) และ The Return of the King (เล่ม 5, 6 และภาคผนวก) งานจัดทำภาคผนวก แผนที่ รวมทั้งดรรชนี ทำให้การตีพิมพ์ล่าช้ากว่ากำหนดออกไป หนังสือทั้งสามภาคออกวางจำหน่ายดังนี้ ภาคแรกเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2497 (ค.ศ. 1954) ภาคสองเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2497 (ค.ศ. 1954) และภาคสามเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2498 (ค.ศ. 1955) ชื่อหนังสือในภาคที่สาม โทลคีนไม่ค่อยเห็นด้วยเพราะคิดว่าเป็นการบอกถึงเนื้อเรื่องมากเกินไป เขาเคยเสนอให้ใช้ชื่อ The War of the Ring แต่สำนักพิมพ์ไม่ตกลง โทลคีนรับผลตอบแทนจากสำนักพิมพ์ในระบบปันกำไร หมายความว่า เขาจะไม่ได้รับเงินล่วงหน้าหรือค่าส่วนแบ่งจากสำนักพิมพ์จนกว่าการพิมพ์ครั้งนั้นจะคุ้มทุนแล้ว หลังจากนั้น โทลคีนก็ได้รับส่วนแบ่งในผลกำไรเป็นจำนวนมาก หนังสือชุดนี้มักเรียกกันว่า "ไตรภาค" ซึ่งโทลคีนเห็นว่าไม่ถูกต้อง เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องเดียวกันโดยตลอด ไม่ได้แบ่งเป็นภาค นอกจากนี้ ยังเรียกว่า "นวนิยาย" ซึ่งโทลคีนก็ไม่เห็นด้วย เนื่องจากเขาบอกว่าเรื่องนี้เป็น "มหากาพย์" เมื่อปี พ.ศ. 2542 (ค.ศ. 1999) มีการตีพิมพ์เรื่องนี้เป็นหนังสือชุดเจ็ดเล่ม ประกอบด้วย เนื้อเรื่องหกเล่มตามบทประพันธ์ และภาคผนวกอีกหนึ่งเล่ม ชื่อย่อยของหนังสือแต่ละเล่มนำมาจากแนวคิดของโทลคีนที่เคยเอ่ยถึงเมื่อสมัยที่เขายังมีชีวิตอยู่ ชื่อหนังสือจากเล่ม 1 ถึง เล่ม 6 ได้แก่ The Ring Sets Out (แหวนปรากฏตัว) The Ring Goes South (แหวนลงใต้) The Treason of Isengard (ไอเซนการ์ดทรยศ) The Ring Goes East (แหวนสู่บูรพา) The War of the Ring (สงครามแห่งแหวน) และ The End of the Third Age (การสิ้นสุดยุคที่สาม) ในจำนวนนี้ ชื่อหนังสือสามเล่มคือ The Treason of Isengard, The War of the Ring, และ The End of the Third Age ได้กลายมาเป็นชื่อเล่มในหนังสือชุด ประวัติศาสตร์ลอร์ดออฟเดอะริงส์ (อยู่ในหนังสือชุด ประวัติศาสตร์มิดเดิลเอิร์ธ) ซึ่งเรียบเรียงโดยคริสโตเฟอร์ โทลคีน ชื่อย่อของหนังสือมักเรียกกันว่า LotR หรือ LR (โทลคีนเองเรียกว่า L.R.) ส่วนชื่อภาคเรียกว่า FotR หรือ FR (สำหรับ The Fellowship of the Ring) , TTT หรือ TT (สำหรับ The Two Towers) , และ RotK หรือ RK (สำหรับ The Return of the King)การแปลเป็นภาษาอื่น การแปลเป็นภาษาอื่น. หนังสือชุดนี้ได้แปลไปเป็นภาษาอื่นอย่างน้อย 38 ภาษา โทลคีนซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาศาสตร์ยังได้เป็นผู้ตรวจสอบการแปลด้วยตนเองหลายครั้ง เขาได้ทำหนังสือ "คู่มือเกี่ยวกับชื่อต่าง ๆ ในเดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์" เพื่อช่วยเหลือบรรดานักแปลทั้งหลาย เพราะหนังสือเรื่องนี้แต่งขึ้นบนฐานเรื่องที่ว่า มันแปลมาจาก 'หนังสือปกแดงแห่งเวสต์มาร์ช' ดังนั้น ชื่อต่าง ๆ ในภาษาอังกฤษที่อาจมีหลายความหมาย จะต้องแปลไปเป็นภาษาปลายทางให้ได้ความหมายที่ถูกต้อง เช่น ฉบับแปลภาษาเยอรมัน ชื่อ "Baggins (แบ๊กกิ้นส์) " จะต้องกลายเป็น "Beutlin" (เพื่อให้ได้คำว่า Beutel ซึ่งหมายถึง Bag (ถุง)) หรือคำว่า "Elf (เอลฟ์) " จะกลายเป็น "Elb" (โดยที่คำว่า Elb ไม่ได้มีความหมายอื่นที่ทำให้ผู้อ่านเข้าใจผิดเหมือนกับที่เกิดขึ้นในฉบับภาษาอังกฤษ) เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ได้แปลเป็นภาษาไทยเมื่อปี พ.ศ. 2544 - 2545 โดยคุณวัลลี ชื่นยง พิมพ์โดยสำนักพิมพ์แพรวเยาวชน แบ่งการตีพิมพ์ออกเป็นสามตอน แต่ละตอนมีเนื้อหา 2 เล่ม (ตามการจัดแบ่งเนื้อเรื่องของผู้เขียน) คือ1. มหันตภัยแห่งแหวน (The Fellowship of the Ring) 2. หอคอยคู่พิฆาต (The Two Towers) 3. กษัตริย์คืนบัลลังก์ (The Return of the King)แนวคิดในการประพันธ์ แนวคิดในการประพันธ์. โทลคีนแต่งเรื่อง เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ ขึ้นจากพื้นฐานความสนใจส่วนตัวเกี่ยวกับภาษาศาสตร์ ศาสนา (โดยเฉพาะความเชื่อแบบโรมันคาทอลิก) และนิทานพื้นบ้านโดยเฉพาะตำนานนอร์ส นอกเหนือจากนั้น ประสบการณ์ของเขาในระหว่างการเป็นทหารในสงครามโลกครั้งที่หนึ่งก็มีส่วนอยู่ด้วยค่อนข้างมาก รายละเอียดที่เขานำมาตกแต่งลงในโลกในจินตนาการของเขา (หรือเออา) เป็นฉากหลังของเรื่อง เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ ก็มีส่วนมาจากประสบการณ์เหล่านี้ ครั้งหนึ่งโทลคีนเคยบอกกับเพื่อนคนหนึ่งของเขา คือ คุณพ่อโรเบิร์ต เมอเรย์ เกี่ยวกับ เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ ว่า "เป็นงานที่มีพื้นฐานมาจากศาสนา แม้ตอนแรกจะไม่ได้เขียนขึ้นโดยตั้งใจ แต่ในระหว่างการแก้ไข ผมจงใจปรับให้เป็นอย่างนั้น" เพราะแนวทางของเรื่องโดยพื้นฐานเป็นการต่อสู้กันระหว่างฝ่ายธรรมะกับฝ่ายอธรรม และการที่ความถ่อมตนสามารถเอาชนะความยโส ในมหากาพย์ยังมีเนื้อหาที่เกี่ยวกับเรื่องชีวิตหลังความตาย เรื่องของความเป็นอมตะ ความเมตตากรุณา การฟื้นคืนชีพ การกลับใจและสำนึกในบาป การเสียสละตนเอง ความมุ่งมั่นในจิตวิญญาณแห่งอิสรภาพ ความยุติธรรม ความเป็นมิตร และการเยียวยารักษา นอกจากนี้ ในบทอธิษฐานต่อพระผู้เป็นเจ้าซึ่งมีความตอนหนึ่งว่า "โปรดนำทางพวกเราให้พ้นจากความมัวเมาและปีศาจร้าย" ก็เป็นประเด็นสำคัญยิ่งที่โทลคีนสื่อออกมาผ่านตัวละคร โฟรโด ในการที่เขาพยายามกระเสือกกระสนให้พ้นจากการครอบงำของแหวนเอก สำหรับความเชื่อในศาสนาอื่น ๆ นอกเหนือจากศาสนาคริสต์ ก็มีปรากฏในงานชุดมิดเดิลเอิร์ธนี้เช่นกัน เช่น ตัวละครไอนัวร์ - เหล่าวาลาร์และไมอาร์ ที่เป็นเสมือน "เทพ" ผู้คอยทำหน้าที่สร้างและปกปักรักษาโลก เป็นแนวคิดในลักษณะเดียวกับปวงเทพของตำนานกรีกและนอร์ส ถึงแม้ในเรื่องนี้ เหล่าไอนัวร์ก็ล้วนเป็นผลงานสร้างสรรค์จากเอรู อิลูวาทาร์ หรือ "พระผู้เป็นหนึ่ง" เช่นกัน ความเชื่อในตำนานอื่นนอกศาสนาคริสต์ยังปรากฏออกมาผ่านตัวละครที่ไม่ใช่มนุษย์ทั้งหลาย เช่น คนแคระ เอลฟ์ ฮอบบิท และเอนท์ เป็นต้น หากไม่นับศาสนาคริสต์แล้ว ตำนานปรัมปราของยุโรปเหนือนับว่าเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่องานของโทลคีนมากที่สุด เพราะเรื่องของ "เอลฟ์" และ "คนแคระ" เป็นเรื่องที่มาจากตำนานนอร์สกับตำนานเยอรมัน ชื่อหลายชื่อในเรื่องเช่น "แกนดัล์ฟ" "กิมลี" หรือแม้คำว่า "มิดเดิลเอิร์ธ" ก็มีที่มาจากตำนานนอร์ส "แกนดัล์ฟ" เป็นตัวละครที่สร้างจากเทพโอดินซึ่งกลับมาเกิดใหม่เป็น "ผู้พเนจร" เฒ่าผู้มีตาเดียว มีหนวดยาวสีขาว สวมหมวกยอดแหลมและถือไม้เท้า จดหมายฉบับหนึ่งของโทลคีนที่เขียนขึ้นในปี พ.ศ. 2489 (ค.ศ. 1946) ระบุว่าเขาจินตนาการแกนดัล์ฟขึ้นมา "แบบโอดินเฒ่าพเนจร" วรรณกรรมอีกชิ้นหนึ่งในบรรดาตำนานยุโรปเหนือที่มีอิทธิพลต่องานของโทลคีน คือ บทกวีแองโกลแซกซอน เรื่อง เบวูล์ฟ โทลคีนนำองค์ประกอบหลายส่วนมาจากมหากาพย์โวลซุงกา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของแหวนวิเศษที่ทำจากทองคำ และดาบหักที่ถูกตีขึ้นใหม่ ในมหากาพย์โวลซุงกา แหวนมีชื่อว่า Andvarinaut ส่วนดาบมีชื่อว่า Gram นั่นคือ แหวนเอกธำมรงค์ และดาบนาร์ซิล อย่างไม่ต้องสงสัย ยังมีตำนานปรัมปราของฟินแลนด์อีกเรื่องหนึ่งชื่อ คาเลวาลา ซึ่งตัวโทลคีนเองก็ยอมรับว่า เป็นแรงบันดาลใจให้แก่เขาในการสร้างโลก 'มิดเดิลเอิร์ธ' ขึ้น เรื่อง คาเลวาลา ดำเนินไปเกี่ยวกับของวิเศษทรงอำนาจชิ้นหนึ่ง คือ ซัมโป ซึ่งนำพาอำนาจยิ่งใหญ่มาสู่ผู้ถือครอง แต่ไม่ทราบแน่ชัดถึงลักษณะธรรมชาติของตัวมันเอง ฝ่ายธรรมะและอธรรมในเรื่องต่างทำสงครามกันเพื่อแย่งชิง ซัมโป เช่นเดียวกับแหวนเอก ท้ายที่สุด มันก็ถูกทำลายสูญสิ้นไป นอกจากนี้ พ่อมดคนหนึ่งในเรื่องคาเลวาลา คือ ไวแนเมยเนน (Väinämöinen) ก็มีลักษณะคล้ายคลึงกับแกนดัล์ฟ ด้วยมีกำเนิดเป็นอมตะ เป็นผู้เฉลียวฉลาด และสุดท้ายหลังกระทำภารกิจสำเร็จได้ออกเดินทางล่องเรือไปเสียจากแผ่นดินของมรรตัยชน โทลคีนยังสร้างภาษาเควนยาของเขาขึ้นมาจากพื้นฐานภาษาฟินนิชอีกด้วย นอกเหนือจากปัจจัยภายนอก ฉากและตัวละครบางตัวก็มาจากประสบการณ์วัยเด็กของโทลคีนเองเมื่อสมัยที่อาศัยอยู่ Sarehole กับ เบอร์มิงแฮม เช่น ภาพของแคว้นไชร์และแผ่นดินอันอุดมสมบูรณ์นั้นมาจากดินแดนชนบทรอบ ๆ วิทยาลัย Stonyhurst ที่แลงคาไชร์ ซึ่งโทลคีนมักไปเที่ยวบ่อย ๆ ในช่วงทศวรรษ 1940 หลังจากที่ เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ ตีพิมพ์เผยแพร่ มีการวิจารณ์กันมากว่า 'แหวนเอก' เป็นตัวแทนอุปมาถึงระเบิดนิวเคลียร์ เรื่องนี้โทลคีนยืนยันหนักแน่นว่างานเขียนของเขาไม่ใช่งานสัญลักษณ์แฝงคติ (Allegory) ในบทนำของหนังสือ เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ เขาถึงกับเขียนไว้ว่า เขาไม่ชอบนิยายเปรียบเทียบแฝงคติ และเรื่องนี้ก็ไม่ใช่นิยายแบบนั้น เขายังบอกว่าผู้กล่าวเช่นนั้นช่างไร้ความรับผิดชอบที่จะมาแก้ไขประเด็นเหล่านี้เสียให้ถูก เพราะโทลคีนเขียนเนื้อเรื่องส่วนใหญ่รวมถึงเนื้อหาตอนจบเสร็จก่อนที่ระเบิดนิวเคลียร์ลูกแรกจะปรากฏขึ้นบนโลกในปี ค.ศ. 1945 เสียอีก อย่างไรก็ดี แนวคิดหลักของเรื่องก็ช่างสอดคล้องกับเหตุการณ์ทันยุคทันสมัย นั่นคือ อารมณ์ของความสิ้นหวังเมื่อต้องต่อสู้กับอาวุธจักรยนต์ที่โทลคีนต้องเผชิญในระหว่างสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง และการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมในชนบทอันร่มรื่นของเขาไปสู่เขตอุตสาหกรรม การแพร่พันธุ์ใหม่ ๆ ของพวกออร์คและการผลาญทำลายธรรมชาติเพื่อการแพร่พันธุ์นั้น ยังคงสื่อความหมายที่ทันสมัยอยู่เสมอ รวมถึงเรื่องของ "อำนาจ" ที่แหวนเอกมีต่อผู้ครอบครองประหนึ่งผู้เสพติดยา ทำให้วรรณกรรมชิ้นนี้เป็นงานที่มีความหมายอย่างมากชิ้นหนึ่งในประวัติบรรณพิภพกระแสตอบรับ และรางวัลที่ได้รับ กระแสตอบรับ และรางวัลที่ได้รับ. ผลตอบรับต่องานของโทลคีนมีหลายระดับตั้งแต่ "แย่มาก" ไปจนถึง "ยอดเยี่ยม" แต่ส่วนใหญ่คำวิจารณ์จากสื่อต่าง ๆ จะเป็นไปในทางที่ดี บทวิจารณ์ในซันเดย์เทเลกราฟ (Sunday Telegraph) กล่าวว่า "นี่เป็นจินตนิยายที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งในศตวรรษที่ยี่สิบ" นิตยสารซันเดย์ไทมส์ (Sunday Times) บอกว่า "ผู้อ่านหนังสือภาษาอังกฤษในโลกแบ่งออกได้เป็นสองพวก คือ พวกที่อ่าน เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ และ เดอะฮอบบิท แล้ว กับพวกที่กำลังจะอ่าน" และนิวยอร์กเฮอรัลด์ (New York Herald) ก็ลงความเห็นว่า "หนังสือจะเป็นที่นิยมอย่างมาก และจะอยู่ไปอีกนานยิ่งกว่าช่วงชีวิตของเรา" ส่วนคำวิจารณ์ในทางไม่ดีก็มีเหมือนกัน โดยจูดิธ ชูเลวิทซ์ (Judith Shulevitz) นักวิจารณ์จากนิวยอร์กไทมส์ กล่าวว่า "โทลคีน ทำให้เกิดความเชื่อผิด ๆ ในการเขียนวรรณกรรมแบบอนุรักษ์ ซึ่งจะทำให้วงการวรรณกรรมไม่ก้าวหน้า" และ ริชาร์ด เจนคินส์ (Richard Jenkyns) นักวิจารณ์จาก นิวรีพับลิค บอกว่า "นิยายเรื่องนี้ไม่มีมิติทางด้านจิตวิทยาเลย ทั้งเนื้อเรื่องและตัวละครต่างฉาบฉวย ไม่มีเนื้อมีหนัง" แม้แต่เพื่อนในกลุ่มชมรมอิงคลิงส์ ของโทลคีนคนหนึ่ง คือ ฮิวโก ดีสัน (Hugo Dyson) ก็เคยบ่นเมื่อโทลคีนอ่านผลงานของตนให้สมาชิกกลุ่มฟังว่า "ให้ตายสิ! มีเอลฟ์บ้าโผล่มาอีกแล้ว" แต่ ซี. เอส. ลิวอิส สมาชิกอีกคนหนึ่งกลับบอกว่า "งานชิ้นนี้ เป็นความงดงามที่เฉียบคมราวคมดาบ ลุกโพลงเหมือนเหล็กเยือกเย็น เป็นหนังสือที่จะละลายหัวใจของคุณ" ถึงกระนั้น ภายใต้คำวิจารณ์มากมายเหล่านี้ หนังสือชุดปกอ่อนก็ขายหมดอย่างรวดเร็วทุกครั้งที่พิมพ์ในช่วงทศวรรษ 1960 แม้แต่ชุดปกแข็งก็ยังขายดีมาก เมื่อปี พ.ศ. 2500 (ค.ศ. 1957) หนังสือชุด เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ ได้รับรางวัลนิยายแฟนตาซียอดเยี่ยม จาก International Fantasy Award การได้พิมพ์เผยแพร่กับสำนักพิมพ์ Ace Books และ Ballantine ที่สหรัฐอเมริกา ทำให้หนังสือคงความนิยมอย่างสูงได้ตลอดช่วงทศวรรษ 1960 และติดอันดับหนังสือขายดีมาจนตลอดศตวรรษที่ 20 ในปี พ.ศ. 2546 (ค.ศ. 2003) สถานีโทรทัศน์บีบีซี จัดสำรวจความนิยม "หนังสือในดวงใจ" ของประเทศอังกฤษ และ เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ ได้รับเลือกเป็นอันดับหนึ่ง ในปี พ.ศ. 2547 (ค.ศ. 2004) ผลสำรวจในเยอรมนีและออสเตรเลียก็ปรากฏว่า เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ ครองความนิยมอันดับหนึ่งที่ผู้คนชื่นชอบที่สุดเช่นกัน นอกจากนี้ ในปี พ.ศ. 2542 (ค.ศ. 1999) เว็บไซต์อเมซอนดอตคอม เว็บหนังสือออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ได้จัดสำรวจความนิยมของผู้อ่าน และ เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ ได้รับการโหวตให้เป็น "หนังสือยอดเยี่ยมแห่งสหัสวรรษ"การดัดแปลงไปยังสื่ออื่นละครวิทยุ การดัดแปลงไปยังสื่ออื่น. ละครวิทยุ. เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ มีการดัดแปลงเป็นละครวิทยุออกอากาศรวมทั้งสิ้นสี่ครั้ง- ครั้งที่ 1 โดยสถานีวิทยุบีบีซี เป็นบทละครวิทยุ 12 ตอน ออกอากาศในปี พ.ศ. 2498 - 2499 (ค.ศ. 1955 - 1956) ผลจากการออกอากาศครั้งนี้ทำให้ชายผู้หนึ่งซึ่งมีชื่อว่า แซม แกมจี เขียนจดหมายไปหาโทลคีน - ครั้งที่ 2 โดยสถานีวิทยุ WBAI-FM นิวยอร์ก ได้แก้ไขให้เนื้อเรื่องสั้นลงและนำมาบรรยายประกอบดนตรี ระหว่างช่วงปีทศวรรษ 1960 โดยไม่ได้ขออนุญาตจากโทลคีนก่อน จึงถูกระงับการออกอากาศ - ครั้งที่ 3 โดยสถานี National Public Radio แห่งสหรัฐอเมริกา ในปี พ.ศ. 2522 (ค.ศ. 1979) บันทึกเสียงโดยผู้พากย์แต่ละคนไม่ได้เจอหน้ากัน แต่พากย์แยกกันแล้วนำมาประกอบทีหลัง ผลงานจึงไม่ดีนัก - ครั้งที่4 โดยสถานีวิทยุบีบีซี ในปี พ.ศ. 2524 (ค.ศ. 1981) เป็นบทละครวิทยุที่มีขนาดยาวถึง 26 ตอน (ตอนละครึ่งชั่วโมง) ผู้รับบทเอกในการพากย์ โฟรโด แบ๊กกิ้นส์ คือ เอียน โฮล์ม ซึ่งต่อมาได้ร่วมแสดงใน เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ ฉบับภาพยนตร์ (พ.ศ. 2544 - 2546) อีกครั้งในบทลุงของโฟรโด คือบิลโบ แบ๊กกิ้นส์ละครเวที ละครเวที. มีการดัดแปลง เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ เป็นละครเวทีหลายครั้ง ครั้งแรกเป็นการแสดงที่เมืองซินซินเนติ รัฐโอไฮโอ สหรัฐอเมริกา เมื่อปี พ.ศ. 2544 (ค.ศ. 2001) แต่เนื่องจากทุนน้อยจึงไม่ประสบความสำเร็จนัก จากนั้นมีการแสดงในซินซินเนติอีกหลายครั้ง จนกระทั่งปี พ.ศ. 2549 มีการจัดแสดงครั้งใหญ่ เป็นละครเพลงความยาว 3 ชั่วโมงครึ่ง ที่โรงละคร Pricess of Wales โทรอนโต แคนาดา ใช้เงินลงทุนถึง 26.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ การแสดงเริ่มรอบกาลาพรีเมียร์เมื่อวันที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2549 (ค.ศ. 2006) และต้องปิดตัวลงเมื่อวันที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2549 หลังจากเปิดแสดงเพียง 5 เดือน เนื่องจากขาดทุนย่อยยับ ทีมงานชุดโทรอนโต ได้มาจัดการแสดงอีกครั้งที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ โดยเปิดการแสดงที่ เธียเตอร์รอยัล เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2550 ใช้เงินลงทุน 12.5 ล้านปอนด์ (ประมาณ 25 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) นับเป็นการแสดงที่ใช้เงินลงทุนสูงที่สุดที่มีการจัดแสดงละครเวทีในประเทศอังกฤษ ผลตอบรับจากละครเวทีครั้งนี้มีทั้งในทางดีและไม่ดีปะปนกันไปหนังสือเสียง หนังสือเสียง. ปี พ.ศ. 2533 (ค.ศ. 1990) สำนักพิมพ์ Recorded Books วางจำหน่ายหนังสือบันทึกเสียง เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ เต็มเรื่องโดยไม่ตัดทอน มีนักแสดงชาวอังกฤษ ร็อบ อิงกลิส (Rob Inglis) เป็นผู้ให้เสียงอ่าน โดยใช้เสียงพากย์ต่าง ๆ กันสำหรับแต่ละตัวละคร และเขายังเป็นผู้ร้องเพลงประกอบเรื่อง ซึ่งโทลคีนแต่งไว้มากมายตลอดเรื่องอีกด้วย หมายเลข ISBN ของหนังสือนี้ คือ 1402516274ภาพยนตร์ ภาพยนตร์. เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ ได้รับการสร้างเป็นภาพยนตร์สามครั้ง ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2521 (ค.ศ. 1978) ใช้ชื่อเรื่องว่า J. R. R. Tolkien's The Lord of the Rings โดยนักสร้างภาพเคลื่อนไหว ชื่อ ราล์ฟ บัคชิ (Ralph Bakshi) เขาสร้างเนื้อหาในภาคแรก 'มหันตภัยแห่งแหวน' และบางส่วนใน 'หอคอยคู่พิฆาต' ภาพยนตร์ไม่ประสบความสำเร็จนัก ครั้งที่สองสร้างโดยทีมงาน Rankin/Bass เป็นภาคต่อจากฉบับภาพยนตร์ คือ ส่วนที่เหลือของ 'หอคอยคู่พิฆาต' และ 'กษัตริย์คืนบัลลังก์' โดยสร้างเป็นภาพยนตร์ออกฉายทางโทรทัศน์ในปี พ.ศ. 2523 (ค.ศ. 1980) ใช้ชื่อว่า The Return of the King แต่ครั้งที่ประสบความสำเร็จ คือ ฉบับปี พ.ศ. 2544 - 2546 ของผู้กำกับปีเตอร์ แจ็กสัน อำนวยการสร้างโดย นิวไลน์ซีนีม่า ภาพยนตร์ทั้งสามภาคถ่ายทำในประเทศนิวซีแลนด์ทั้งเรื่อง และถ่ายทำในช่วงเวลาเดียวกัน แต่มีกำหนดออกฉายปีต่อปี เริ่มจากปี พ.ศ. 2544 - 2546 ภาพยนตร์ทั้ง 3 ตอนได้รับรางวัลเนบิวลาสาขาบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ในปี พ.ศ. 2545 - 2547 ภาพยนตร์ตอนสุดท้าย (Return of the King) ทำสถิติรายได้มากกว่าหนึ่งพันล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นเรื่องที่สองถัดจาก ไททานิก และได้รับรางวัลออสการ์ไปถึง 11 สาขาในปี ค.ศ. 2004 ซึ่งรวมถึง รางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมและผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยม เมื่อรวมทั้งสามภาค ภาพยนตร์ได้รับรางวัลบาฟต้า 13 รางวัล ลูกโลกทองคำ 4 รางวัล และรางวัลออสการ์รวมถึง 17 รางวัล ได้แก่1. The Lord of the Rings: The Fellowship of the Ring รวมทั้งสิ้น 4 รางวัล แต่งหน้ายอดเยี่ยม, ถ่ายภาพยอดเยี่ยม, เทคนิคพิเศษทางภาพยอดเยี่ยม, ดนตรีประกอบยอดเยี่ยม 2. The Lord of the Rings: The Two Towers รวมทั้งสิ้น 2 รางวัล ตัดต่อเสียงยอดเยี่ยม, เทคนิคพิเศษยอดเยี่ยม 3. The Lord of the Rings: The Return of the King รวมทั้งสิ้น 11 รางวัล ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, ผู้กำกับยอดเยี่ยม (ปีเตอร์ แจ๊กสัน) , บทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยม, กำกับศิลป์ยอดเยี่ยม, บันทึกเสียงยอดเยี่ยม, ดนตรีประกอบยอดเยี่ยม, เพลงประกอบยอดเยี่ยม (เพลง Into the West) , ออกแบบเครื่องแต่งกายยอดเยี่ยม, ตัดต่อภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, แต่งหน้ายอดเยี่ยม, เทคนิคพิเศษยอดเยี่ยม ชื่อตอนของภาพยนตร์ในฉบับภาษาอังกฤษจะเหมือนชื่อหนังสือ แต่สำหรับในพากย์ไทยของภาพยนตร์ทั้งสามภาค มีชื่อดังนี้อิทธิพลต่องานแขนงอื่นดนตรี อิทธิพลต่องานแขนงอื่น. ดนตรี. ผลงานของโทลคีนทั้งเรื่อง เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ และงานเขียนอื่น ๆ ส่งอิทธิพลต่อบรรดานักดนตรีมากมาย วงดนตรีร็อกในยุคทศวรรษ 1970 พากันแต่งดนตรีและคำร้องของบทเพลงที่เกี่ยวกับนิยายแฟนตาซีชุดนี้ เช่น วงเล็ด เซ็พพลิน คาเมล รัช และ สติกซ์ เป็นต้น ในทศวรรษที่ 80 และ 90 วงดนตรีเมทัลในยุโรปหลายวงแต่งเพลงที่ได้รับแรงบันดาลใจจากโทลคีน โดยเฉพาะในมุมมองทางด้านมืดเกี่ยวกับตัวละครฝ่ายอธรรมในโลกมิดเดิลเอิร์ธ เช่น วง Blind Guardian ของเยอรมนี วง Summoning ของออสเตรีย และวง Nightwish ของฟินแลนด์ วงดนตรีเมทัลบางวงยังตั้งชื่อวงด้วยชื่อของสถานที่ต่าง ๆ ในปกรณัมของโทลคีน เช่น วงกอร์โกรอธ, อะมอนอามาร์ธ, เอเฟลดูอัธ และ คิริธอุงโกล เป็นต้น ในประเทศไทยมีวงดนตรีชื่อ ฮอบบิท มีสมาชิกวง 4 คนซึ่งทั้งสี่เป็นคนร่างเล็ก นักดนตรีหลายคนก็ตั้งชื่อทางการแสดงด้วยชื่อตัวละครในเรื่อง เช่น เคาน์กริชนัค และ ชากรัธ เป็นต้น มือกีต้าร์คนหนึ่ง คือ สตีฟ ตุ๊ก (Steve Took) เลือกใช้นามแฝงตามชื่อฮอบบิทคนหนึ่งว่า เปเรกริน ตุ๊ก นอกจากนี้ ยังมีวงโพรเกรสซิฟร็อก ตั้งชื่อวงว่า อิลูวาทาร์ และ Isildur's Bane (ยมทูตของอิซิลดูร์) ตามชื่อตัวละครในปกรณัมด้วย นอกจากวงดนตรีร็อกแล้ว นักดนตรีคลาสสิกและนิวเอจจำนวนหนึ่งก็ได้รับแรงบันดาลใจจากโทลคีนเช่นกัน เช่น ศิลปินนิวเอจ เอนยา (Enya) ได้ประพันธ์บทเพลง "ลอธลอริเอน" ในปี ค.ศ. 1991 เธอยังได้ประพันธ์บทเพลงสำหรับภาพยนตร์ไตรภาค เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ อีกสองเพลง คือ "May It Be" (ประพันธ์เนื้อร้องทั้งภาษาอังกฤษและภาษาเควนยา) และเพลง "Aniron" (ประพันธ์เนื้อร้องเป็นภาษาซินดาริน) ซึ่งเพลง "May It Be" ได้รับเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลอคาเดมี่ (ออสการ์) สาขาเพลงประกอบยอดเยี่ยม ในปี พ.ศ. 2544 นักดนตรีชาวสวีเดน ชื่อ Bo Hansson สร้างงานเพลงในปี พ.ศ. 2513 (ค.ศ. 1970) ชื่ออัลบัมว่า "Music Inspired by Lord of the Rings" และวงดนตรีสายเลือดเดนมาร์ก โทลคีน เอนเซมเบิล ได้ออกอัลบัมหลายชุดที่ประพันธ์ขึ้นจากบทกวีและลำนำจากเรื่อง เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ ทั้งหมด บางเพลงในอัลบัมเหล่านี้ยังได้ คริสโตเฟอร์ ลี มาร่วมขับลำนำด้วยภาพวาด ภาพวาด. ผู้วาดภาพจากงานของโทลคีนที่ทรงเกียรติที่สุดได้แก่ สมเด็จพระบรมราชินีนาถมาเกรเธที่ 2 แห่งเดนมาร์ก ซึ่งทรงเป็นศิลปินนักวาดภาพผู้ช่ำชอง ภาพวาดฝีพระหัตถ์ของพระองค์ได้รับการตีพิมพ์เมื่อปี พ.ศ. 2520 (ค.ศ. 1977) บน เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ ฉบับแปลภาษาเดนมาร์ก โดยทรงใช้พระนามแฝงว่า Ingahild Grathmer สำหรับในยุคแรกของการตีพิมพ์ เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ ภาพวาดประกอบเรื่องเกือบทั้งหมดเป็นผลงานของ สองพี่น้องฮิลเดบรันด์ (Tim และ Greg Hildebrandt) ซึ่งเป็นนักวาดภาพประกอบนิยายวิทยาศาสตร์และแฟนตาซี แต่จิตรกรจากผลงานของโทลคีนที่มีชื่อเสียงมากที่สุด ได้แก่ จอห์น ฮาว (John Howe) อลัน ลี (Alan Lee) และ เท็ด แนสมิธ (Ted Nasmith) โดย จอห์น ฮาว เป็นผู้วาดภาพปกและภาพประกอบของหนังสือของโทลคีนหลายชุดหลายเวอร์ชัน อลัน ลี มักวาดภาพเกี่ยวกับเรื่อง เดอะฮอบบิท และ เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ (เขาวาดภาพประกอบให้ ตำนานบุตรแห่งฮูริน ด้วย) ขณะที่ เท็ด แนสมิธ ชำนาญและมุ่งเน้นภาพจากเรื่อง ซิลมาริลลิออน มากที่สุด ศิลปินทั้งสามคนนี้ได้รับเชิญจากปีเตอร์ แจ็กสัน ให้เข้าร่วมงานออกแบบในภาพยนตร์ไตรภาคเดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ ซึ่ง ฮาว และ ลี ตอบรับ แต่แนสมิธต้องปฏิเสธไปด้วยเหตุผลส่วนตัวบางประการ ในปี พ.ศ. 2547 (ค.ศ. 2004) อลัน ลี ได้รับรางวัลอะแคเดมี (รางวัลออสการ์) ในสาขากำกับศิลป์ยอดเยี่ยม สำหรับผลงานของเขาในภาพยนตร์ไตรภาคเรื่องนี้ นอกจากนี้ ยังมีศิลปินคนอื่น ๆ ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากโทลคีนในการสร้างผลงาน เช่น Catherine Karina Chmiel, Inger Edelfeldt, Anke Katrin Eißmann, Roger Garland, Michael Hague, Tove Jansson (ผู้วาดภาพประกอบ เดอะฮอบบิท ฉบับแปลภาษาฟินนิช), Angus McBride Kay Miner, และ Jenny Dolfen เป็นต้นบทกวี บทกวี. กวีหลายคนมีแรงบันดาลใจในการแต่งบทกวีขึ้นในภาษาเควนยาหรือภาษาซินดาริน อันเป็นภาษาประดิษฐ์ของโทลคีนที่ได้เตรียมโครงสร้างภาษาไว้อย่างสมบูรณ์ที่สุด เช่น Helge Kåre Fauskanger ได้แปลสองบทแรกของพระธรรมปฐมกาล (Genesis) ไปเป็นภาษาเควนยา และจุลสาร Tyalië Tyelelliéva (ISSN 1539-7238) เป็นจุลสารเกี่ยวกับผลงานกวีในภาษาเอลฟ์ เผยแพร่ในช่วงปี พ.ศ. 2537 - 2544เกม เกม. เกมในแนว RPG ยุคทศวรรษ 1970 ชื่อ Dungeons & Dragons สร้างตัวละครในเกมขึ้นจากเผ่าพันธุ์ต่าง ๆ ที่ปรากฏในเรื่อง เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ จุดเด่นที่เห็นได้ชัด คือ ชาวฮาล์ฟลิง (ชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งของฮอบบิท) เอลฟ์ มนุษย์ครึ่งเอลฟ์ คนแคระ ออร์ค และมังกร เกมประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูงและเป็นต้นแบบแก่เกมแนว RPG อื่น ๆ ต่อมาในยุคหลัง อย่างไรก็ดี แกรี่ กายแกกซ์ หัวหน้าทีมออกแบบเกมนี้ยืนยันว่าเขาได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่องเดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์น้อยมาก และว่าเขาเพิ่มตัวละครเหล่านั้นลงไปในเกมก็เพื่อผลทางการตลาดเท่านั้น ในวงการวิดีโอเกมก็ปรากฏเกมจำนวนมากที่ได้รับแรงบันดาลใจจากปกรณัมของเดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ เช่น เกม RPG แฟนตาซี ชุด Ultima,Baldur's Gate, EverQuest, และ the Warcraft ทั้งนี้ยังไม่รวมถึงเกมต่าง ๆ ที่อยู่ในชุด มิดเดิลเอิร์ธ เองอีกหลายชุดวรรณกรรมและภาพยนตร์อื่น วรรณกรรมและภาพยนตร์อื่น. ผลจากความสำเร็จและความนิยมอันล้นหลามในงานปกรณัมของโทลคีน ทำให้เกิดกระแสความต้องการนิยายแฟนตาซีสูงขึ้นอย่างมาก ช่วงทศวรรษ 1960 เป็นยุคทองของนิยายแฟนตาซี มีหนังสือและหนังสือชุดมากมายที่สร้างสรรค์ขึ้นในยุคนี้ เช่น ซีรีส์ เอิร์ธซี ของ เออร์ซูลา เค. เลอ กวิน, มหากาพย์ Riftwar ของ เรย์มอนด์ ฟีสต์, Belgariad ของเดวิด เอดดิงส์, The Sword of Shannara ของเทอร์รี่ บรู๊ค, และ The Wheel of Time หนังสือชุดของโรเบิร์ต จอร์แดน เป็นต้น วรรณกรรมชิ้นนี้ยังได้ขยายผลไปยังกลุ่มวรรณกรรมข้างเคียง คือ นิยายวิทยาศาสตร์หรือไซไฟ มีการกล่าวอ้างถึงงานของโทลคีนในนิยายของนักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ผู้มีชื่อเสียง เช่น แฟรงก์ เฮอร์เบิร์ต และ อาร์เทอร์ ซี. คลาร์ก และส่งอิทธิพลอย่างมากต่อผู้สร้างภาพยนตร์ เช่น จอร์จ ลูคัส ซึ่งมักพูดบ่อย ๆ ว่า เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ เป็นแรงบันดาลใจที่สำคัญมากในเรื่อง สตาร์ วอร์ส
ใครคือผู้ประพันธ์นิยายเรื่องเดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์
{ "answer": [ "เจ. อาร์. อาร์. โทลคีน" ], "answer_begin_position": [ 195 ], "answer_end_position": [ 217 ] }
1,927
5,621
เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ () เป็นนิยายแฟนตาซีขนาดยาว ประพันธ์โดยศาสตราจารย์ชาวอังกฤษ เจ. อาร์. อาร์. โทลคีน เป็นนิยายที่ต่อเนื่องกับนิยายชุดก่อนหน้านี้ของโทลคีน คือ เรื่อง There and Back Again หรือที่รู้จักกันดีอีกชื่อหนึ่งว่า เดอะฮอบบิท แต่ได้ขยายโครงเรื่องซับซ้อนไปกว่า เดอะฮอบบิท มาก โทลคีนแต่งเรื่องนี้ขึ้นในช่วงปี พ.ศ. 2480 - 2492 (ค.ศ. 1937 - 1949) และได้วางจำหน่ายในปี ค.ศ. 1954-1955 โดยแบ่งตีพิมพ์ออกเป็น 3 ตอน เนื่องจากหนังสือมีความยาวมากจนสำนักพิมพ์เห็นว่าไม่สามารถตีพิมพ์รวมเป็นเล่มเดียวกันได้ นิยายเรื่องนี้ได้แปลไปเป็นภาษาต่างๆ มากมายไม่น้อยกว่า 38 ภาษา และได้รับยกย่องให้เป็นนิยายที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งของคริสต์ศตวรรษที่ 20 เรื่องราวใน เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ เกิดขึ้นบนดินแดนในจินตนาการที่มีชื่อว่า มิดเดิลเอิร์ธ ตัวละครในเรื่องมีหลายเผ่าพันธุ์ เช่น มนุษย์ เอลฟ์ (หรือ พราย ในฉบับแปลภาษาไทย) ฮอบบิท คนแคระ พ่อมด และออร์ค หัวใจของเรื่องเกี่ยวข้องกับแหวนเอกธำมรงค์ ซึ่งสร้างโดยจอมมารเซารอน เหตุการณ์ในเรื่องเริ่มต้นจากดินแดนไชร์อันสุขสงบ ไปยังส่วนต่าง ๆ ของมิดเดิลเอิร์ธ จนถึงเหตุการณ์สงครามแหวน โดยผ่านมุมมองของตัวละครฮอบบิทคนหนึ่งที่ชื่อ โฟรโด แบ๊กกิ้นส์ ในตอนท้ายของเรื่องยังมีภาคผนวกอีก 12 ชุดที่แสดงถึงประวัติศาสตร์ ความเป็นมาของโลกในนิยาย รวมถึงภูมิหลังด้านภาษาศาสตร์ของวัฒนธรรมต่าง ๆ ในนิยายด้วย เมื่อพิจารณางานเขียนชิ้นอื่น ๆ ของโทลคีนประกอบ จะเห็นว่า เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ เป็นชิ้นงานที่ขยายผลมาจากโครงเรื่องต่าง ๆ ก่อนหน้านี้ เป็นชิ้นงานที่มีความซับซ้อน และยังเป็นเหตุการณ์ในลำดับสุดท้ายของปกรณัมของโทลคีนที่ได้บรรจงสร้างมาเนิ่นนานตั้งแต่ พ.ศ. 2460 (ค.ศ. 1917) ผลงานเรื่อง เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ และงานเขียนชิ้นอื่น ๆ ของเขาได้แสดงให้เห็นถึงความลุ่มลึกทางด้านภาษา ด้านโครงตำนาน ด้านแนวคิดเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสู่อุตสาหกรรม และด้านศาสนศาสตร์ จนส่งผลต่อวงการวรรณกรรมแฟนตาซียุคต่อมาเป็นอย่างมาก ผลกระทบจากงานของโทลคีนต่อสังคมทำให้คำว่า "แบบโทลคีน" ("Tolkienian" และ "Tolkienesque") ถูกบรรจุลงในพจนานุกรมภาษาอังกฤษ ฉบับออกซฟอร์ด ความนิยมอย่างล้นหลามและยาวนานในหนังสือ เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ ยังเป็นจุดกำเนิดของงานเทศกาล ประเพณี ชมรม และสมาคมต่าง ๆ มากมาย โดยบรรดาผู้ชื่นชอบผลงานของเขา รวมทั้ง หนังสือในแง่มุมหลายหลากเกี่ยวกับตัวของโทลคีนหรืองานเขียนชิ้นต่าง ๆ ของเขา เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ ได้สร้างให้เกิดแรงบันดาลใจอย่างต่อเนื่องต่องานศิลปะ ภาพวาด ดนตรี ภาพยนตร์ รายการโทรทัศน์ เกม และวรรณกรรมชิ้นอื่น ๆ อีกมากมายนับไม่ถ้วน มีการดัดแปลงนิยายเรื่องนี้ไปเป็นบทละครวิทยุ ละครเวที รวมถึง ภาพยนตร์หลายครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ไตรภาคในระหว่างปี ค.ศ. 2001-2003 เป็นครั้งที่กระตุ้นให้เกิดกระแสความสนใจในผลงานของโทลคีนขึ้นมาอย่างสูงมากอีกครั้งหนึ่งภูมิหลังของเรื่อง ภูมิหลังของเรื่อง. ภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ของเรื่องราวใน เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ มีการประพันธ์ขึ้นในระหว่างการเขียนหนังสือเรื่องนี้เอง ต่อมาจึงได้นำไปบรรจุในส่วนของภาคผนวก และในบทสุดท้ายของหนังสือ ซิลมาริลลิออน ซึ่งตีพิมพ์หลังจากโทลคีนเสียชีวิตไปแล้ว ความโดยย่อ คือ เรื่องเกิดขึ้นเมื่อหลายพันปีก่อนเหตุการณ์ในนิยาย เมื่อจอมมารมืด เซารอน สร้างแหวนเอกธำมรงค์ขึ้นเพื่อควบคุมบงการแหวนแห่งอำนาจวงอื่น ๆ เซารอนเปิดฉากสงครามเพื่อชิงแหวนแห่งอำนาจ 16 วง แล้วนำไปแจกจ่ายให้แก่เหล่าผู้นำชาวคนแคระและมนุษย์ มนุษย์ได้รับแหวนไป 9 วง และถูกอำนาจแหวนครอบงำไปจนกลายเป็นภูตแหวนซึ่งไร้ชีวิต เป็นสมุนตัวฉกาจของเซารอนในยุคต่อมา ทว่าแหวนแห่งอำนาจยังมีอีก 3 วงที่รอดพ้นเงื้อมมือของเซารอนไป นั่นคือแหวนแห่งเอลฟ์ ที่ไปอยู่ในความอารักขาของเอลฟ์ระดับราชนิกุลที่ทรงพลังอำนาจ ในการสงครามคราวนั้นฝ่ายมนุษย์แห่งนูเมนอร์ได้ให้ความช่วยเหลือแก่พวกเอลฟ์จนทำให้เซารอนต้องล่าถอย ภายหลังชาวนูเมนอร์ยังยกทัพมามิดเดิลเอิร์ธและจับตัวเซารอนกลับไปยังเกาะของตน อย่างไรก็ดีด้วยความเจ้าเล่ห์ของเซารอน เขาได้ยุแหย่จนกษัตริย์นูเมนอร์คิดท้าทายอำนาจแห่งวาลาร์ (เป็นเหมือน 'เทพ' ในปกรณัมของโทลคีน) จนยกทัพไปตีแผ่นดินอมตะ เกาะนูเมนอร์จึงพินาศล่มสลายลง ดวงจิตของเซารอนหนีกลับมามิดเดิลเอิร์ธได้ แต่ก็มีชาวนูเมนอร์จำนวนหนึ่งหนีรอดมาได้เช่นกัน นั่นคือเอเลนดิลกับบุตรทั้งสอง คืออิซิลดูร์และอนาริออน เซารอนทำสงครามไม่หยุดหย่อนกับชาวนูเมนอร์ผู้ลี้ภัยเหล่านี้เป็นเวลายาวนานนับร้อยปี จนกระทั่ง เอเลนดิลร่วมมือกับกษัตริย์ กิลกาลัด ก่อตั้งกองทัพพันธมิตรครั้งสุดท้ายระหว่างเอลฟ์และมนุษย์ และยกทัพไปตีมอร์ดอร์ ทำลายกองทัพของเซารอนและหอคอยบารัด-ดูร์ลง หลังจากการรบติดพันยาวนานถึงเจ็ดปี เซารอนจึงออกมาต่อสู้ด้วย เขาสังหารกิลกาลัดและเอเลนดิลได้ แต่ก็สิ้นอำนาจไปเมื่ออิซิลดูร์ใช้เศษดาบนาร์ซิลตัดนิ้วที่สวมแหวนของเซารอนขาด เหตุนี้ดวงจิตของเซารอนจึงเตลิดหนีไป ส่วนอิซิลดูร์เก็บแหวนเอกไว้ เป็นที่ระลึกและเป็นการชดเชยกับการสูญเสียบิดากับน้องชายของตน จากนั้น จึงเริ่มต้นยุคที่สามของอาร์ดา สองปีต่อมา อิซิลดูร์กับกองกำลังของเขาโดนพวกออร์คซุ่มโจมตีที่แถบทุ่งแกลดเดน ระหว่างการเดินทางไปริเวนเดลล์ อิซิลดูร์ต้องธนูอาบยาพิษสิ้นพระชนม์ ส่วนแหวนเอกก็เลื่อนหลุดจากนิ้วมือของเขาหายไปในแม่น้ำอันดูอิน และนอนแน่นิ่งอยู่ใต้แม่น้ำนั้นเป็นเวลานานกว่าสองสหัสวรรษ แหวนเอกถูกค้นพบอีกครั้งโดยฮอบบิทชาวเรือชื่อ ดีเอโกล ซึ่งไปตกปลากับเพื่อนชื่อ สมีโกล แต่สมีโกลฆ่าดีเอโกลเพื่อชิงแหวน แล้วโดนขับออกจากหมู่บ้าน จึงหนีไปอาศัยอยู่ใต้เทือกเขามิสตี้ เขาลุ่มหลงมัวเมาตกอยู่ในอำนาจแหวน จนกลายเป็นสัตว์รูปร่างน่าเกลียด เรียกชื่อตัวเองว่า กอลลัม อีกหลายร้อยปีต่อมาจึงเกิดเหตุการณ์ดังในเรื่อง เดอะฮอบบิท เมื่อฮอบบิทชื่อ บิลโบ แบ๊กกิ้นส์ ได้พบแหวนเอกในถ้ำของกอลลัมโดยบังเอิญ แล้วนำมันกลับมาบ้าน โดยไม่ได้ล่วงรู้เลยว่าแหวนนั้นเป็นสิ่งสำคัญมากยิ่งกว่าเพียงแหวนวิเศษธรรมดา ๆโครงเรื่อง โครงเรื่อง. หนังสือทั้งสามตอน ภายในประกอบด้วย "เล่ม" ย่อยอีกตอนละสองเล่ม รวมทั้งสิ้นเป็นหกเล่ม [หมายเหตุ: สำหรับฉบับภาษาไทย ที่จัดพิมพ์เป็น 3 เล่มนั้น ภายในก็ยังแบ่งเป็นสองเล่มอยู่เช่นเดิม]The Fellowship Of The Ring The Fellowship Of The Ring. เล่มที่หนึ่งเริ่มต้นเหตุการณ์ด้วยงานวันเกิดของบิลโบในแคว้นไชร์ ซึ่งเป็นเวลาประมาณ 60 ปีหลังจากเหตุการณ์ในเรื่อง เดอะฮอบบิท บิลโบตัดสินใจออกเดินทางผจญภัยอีกครั้ง ทิ้งมรดกทั้งปวงรวมถึง "แหวน" วงนั้น ให้แก่ญาติคนหนึ่งที่เขารับไว้เป็นทายาท ชื่อว่าโฟรโด แบ๊กกิ้นส์ หลังจากงานวันเกิดผ่านไป พ่อมดเทาแกนดัล์ฟ เพื่อนเก่าแก่ของครอบครัวก็ย้อนกลับมาที่ไชร์ และพิสูจน์ได้ว่าที่แท้แหวนของบิลโบวงนั้นคือ แหวนเอก ซึ่งเซารอนเจ้าแห่งความมืดติดตามหามาตลอดช่วงยุคที่สาม เวลาเดียวกันนั้น กอลลัมเดินทางเข้าไปที่มอร์ดอร์และโดนจับตัวได้ ทำให้เซารอนรู้ว่าแหวนตกไปอยู่ในความครอบครองของ "แบ๊กกิ้นส์" เซารอนส่งภูตแหวนออกมาติดตามหาแหวน แต่แกนดัล์ฟได้สั่งให้โฟรโดเดินทางออกจากไชร์แล้ว พร้อมกับแซมไวส์ แกมจี (แซม) คนรับใช้และคนสวนของตระกูล นอกจากนี้ยังมีเพื่อนฮอบบิทอีกสองคนของโฟรโดติดตามมาด้วย คือเมอเรียด็อค แบรนดี้บั๊ก (เมอร์รี่) กับ เปเรกริน ตุ๊ก (ปิ๊ปปิ้น) ทั้งหมดเดินทางออกจากไชร์จากดินแดนบั๊กแลนด์เข้าสู่ป่าดึกดำบรรพ์ ได้พบกับทอม บอมบาดิล และไปถึงเมืองบรีได้พบกับมนุษย์ผู้หนึ่งชื่อว่า สไตรเดอร์ หรืออารากอร์น บุตรแห่งอาราธอร์น ผู้นำแห่งเหล่าดูเนไดน์แห่งดินแดนเหนือ ซึ่งเป็นทายาทบัลลังก์อาร์นอร์และกอนดอร์ อารากอร์นพาพวกฮอบบิทเดินทางไปจนถึงริเวนเดลล์ แต่ระหว่างทางพวกเขาถูกภูตแหวน (นาซกูล) โจมตี และโฟรโดได้รับบาดเจ็บสาหัส กลอร์ฟินเดล เอลฟ์สูงศักดิ์คนหนึ่งมาพบและช่วยเหลือพวกเขาไว้ได้ทัน ในเล่มสอง โฟรโดได้รับการรักษาจากเอลรอนด์ เจ้าผู้ครองริเวนเดลล์ และได้พบกับบิลโบซึ่งออกเดินทางมาพักผ่อนอยู่ที่นี่ นอกจากนั้นยังมีผู้แทนจากเผ่าพันธุ์ต่าง ๆ พากันเดินทางมาริเวนเดลล์ (ได้แก่เอลฟ์ คนแคระ และมนุษย์ จากอาณาจักรต่าง ๆ) จึงเกิดเป็นการประชุมเรียกว่า ที่ประชุมของเอลรอนด์ เพื่อหาข้อสรุปและแนวทางในการต่อต้านเหล่าปีศาจ ที่ประชุมสรุปว่าหนทางเดียวที่จะต่อกรกับเจ้าแห่งความมืดได้ คือต้องทำลายแหวนเอกเสียเท่านั้น โดยต้องนำแหวนไปทิ้งลงในปล่องภูเขาไฟในเมาท์ดูม ซึ่งเป็นไฟที่ใช้สร้างมันขึ้นมา โฟรโดรับอาสาภารกิจนี้ เอลรอนด์จึงแต่งตั้ง "คณะพันธมิตรแห่งแหวน" เพื่อช่วยเหลือโฟรโดในระหว่างการเดินทาง คณะพันธมิตรแห่งแหวนเดินทางผ่านทุ่งหญ้า เทือกเขา เข้าไปในเหมืองมอเรีย โดยมีกอลลัมแอบติดตามไปตลอดทาง เมื่อพวกเขาเข้าไปในเหมือง กลับถูกลอบโจมตีโดยพวกออร์คกับบัลร็อกที่เข้าไปยึดเหมืองนั้นไว้ก่อนแล้ว แกนดัล์ฟต่อสู้กับบัลร็อกเพื่อให้ชาวคณะหลบหนีไปได้ แต่ตัวเขาเองต้องตกลงไปในปล่องเหวอันมืดมิดใต้มอเรีย เมื่อคณะพันธมิตรหนีออกจากมอเรียได้ อารากอร์นจึงพาคนที่เหลือหนีไปยังลอธลอริเอน อาณาจักรของเลดี้กาลาเดรียลและลอร์ดเคเลบอร์น หลังจากนั้นจึงออกเดินทางต่อมาถึงน้ำตกใหญ่ในแม่น้ำอันดูอิน โฟรโดตัดสินใจจะเดินทางต่อเพียงลำพัง เนื่องจากโบโรเมียร์ถูกอำนาจแหวนล่อลวงจนคิดจะแย่งแหวนมาครองเอง แต่ขณะโฟรโดจะแอบหนีไป แซมตามมาทันและขอร่วมเดินทางไปด้วยThe Two Towers The Two Towers. ในหนังสือภาคสอง เหตุการณ์ในเรื่องจะแยกออกเป็นสองส่วน โดยที่เล่มสามบรรยายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับคณะพันธมิตรแห่งแหวนที่เหลืออยู่ คือซารูมานส่งอูรุกไฮมาชิงตัวผู้ถือแหวน แต่พวกมันเข้าใจผิดจึงจับตัวเมอร์รี่กับปิ๊ปปิ้นไป โบโรเมียร์ต่อสู้เพื่อป้องกันฮอบบิททั้งสองจนเสียชีวิต อารากอร์น เลโกลัส และกิมลี ตัดสินใจไปช่วยเหลือเมอร์รี่กับปิ๊ปปิ้น ทั้งสามได้พบกับแกนดัล์ฟซึ่งคืนชีพใหม่เป็น แกนดัล์ฟ พ่อมดขาว หลังจากต่อสู้เอาชนะบัลร็อกแล้วจึงถูกส่งกลับมามิดเดิลเอิร์ธอีกครั้งเพราะภารกิจยังไม่เสร็จสิ้น ทั้งสี่เดินทางไปยังอาณาจักรโรฮัน และช่วยโรฮันต่อสู้กับซารูมานในสมรภูมิป้อมฮอร์นเบิร์ก เวลาเดียวกันนั้นเมอร์รี่กับปิ๊ปปิ้นหนีพ้นจากพวกอูรุกไฮ และไปอยู่ในความดูแลของพวกเอนท์ ช่วยพวกเอนท์โจมตีไอเซนการ์ด ขังซารูมานไว้ในหอคอย จากนั้นทั้งสองกลุ่มได้มาพบกันอีกครั้งหลังสิ้นสุดสงคราม เล่มสี่เล่าเหตุการณ์ทางด้านของโฟรโดและแซม ที่หาทางเข้าไปยังเมาท์ดูม ทั้งสองจับตัวกอลลัมได้และบังคับให้มันนำทางเข้าไปในมอร์ดอร์ แต่เมื่อไปถึงประตูดำก็พบกองทัพจำนวนมากจึงไม่อาจผ่านเข้าไปได้ กอลลัมเสนอหนทางลับเข้าไปในมอร์ดอร์ ผ่านทางหุบเขาอันน่าสยดสยองแห่งมินัสมอร์กูล ระหว่างทางพวกเขาโดนกองกำลังลาดตระเวนของกอนดอร์จับตัวได้ และได้พบฟาราเมียร์ น้องชายของโบโรเมียร์ โฟรโดอธิบายให้ฟาราเมียร์เข้าใจสถานการณ์และเห็นพ้องว่า การทำลายแหวนทิ้งเสียจะเป็นการดีกว่านำแหวนกลับไปใช้เป็นอาวุธ ในตอนท้ายเล่ม กอลลัมหักหลังโฟรโดโดยพาเขาไปติดกับอยู่ในถ้ำของนางแมงมุมชีล็อบ โฟรโดถูกพิษแมงมุมสิ้นสติไป แต่แซมเข้าสู้กับนางและไล่นางไปได้ พวกออร์คผ่านมาพอดีจึงจับตัวโฟรโดไป ฝ่ายแซมซึ่งคิดว่าเจ้านายของตนตายแล้วจึงได้เอาแหวนมาเก็บไว้ ทำให้แหวนรอดจากเงื้อมมือพวกออร์คโดยบังเอิญ เวลาเดียวกันนั้นเซารอนส่งกองทัพใหญ่ออกไปสู่สมรภูมิบนมิดเดิลเอิร์ธ เป็นการรบครั้งใหญ่ที่สุดในสงครามแหวน โดยมีวิชคิง หัวหน้าเหล่าภูตแหวน เป็นแม่ทัพเข้าโจมตีกอนดอร์The Return Of The King The Return Of The King. ในหนังสือภาคสาม เริ่มเหตุการณ์ในเล่มห้าที่แกนดัล์ฟกับปิ๊ปปิ้นเดินทางมาถึงมินัสทิริธ และเตือนให้เมืองหลวงแห่งกอนดอร์เตรียมพร้อมรับศึก เมอร์รี่เข้าร่วมกองทัพของโรฮันยกติดตามมา ระหว่างทาง อารากอร์นนำกำลังส่วนหนึ่งแยกไปตาม "เส้นทางมรณะ" (Paths of the Dead) เพื่อขอความช่วยเหลือจากกองทัพปีศาจผู้ตกอยู่ในคำสาปของบรรพกษัตริย์กอนดอร์ ให้ช่วยสกัดทัพเรือคอร์แซร์ที่ยกมาจากอุมบาร์ จากนั้นแกนดัล์ฟ อารากอร์น และคนทั้งหมดเข้าร่วมในการสงครามใหญ่ที่เซารอนหมายเข้ายึดมินัสทิริธ เรียกว่าสมรภูมิทุ่งเพเลนนอร์ ทัพโรฮันมาถึงทันเวลาและป้องกันเมืองมินัสทิริธไว้ได้ แต่เซารอนยังมีกองกำลังจำนวนมากเตรียมพร้อมยกหนุนมาอีก ฝ่ายกองทัพอิสระชนแห่งมิดเดิลเอิร์ธไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเข้าโจมตีประตูดำแห่งมอร์ดอร์ แม้จะไม่มีหวังได้รับชัยชนะก็ตาม ทั้งนี้ก็ด้วยความหวังเพียงประการเดียวคือหันเหความสนใจของเซารอนมาที่พวกตน เพื่อซื้อเวลาให้โฟรโดสามารถเข้าไปทำลายแหวนได้ เล่มหก แซมตามไปช่วยโฟรโดออกมาได้ แล้วเดินทางข้ามที่ราบอันหฤโหดของมอร์ดอร์เข้าไปถึงเมาท์ดูม (โดยมีกอลลัมลอบตามไปตลอดทาง) แต่ในที่สุดแหวนมีอำนาจเหนือจิตใจของโฟรโดมากจนเขาไม่สามารถโยนมันทิ้งลงไปในภูเขาไฟ และประกาศตัวเป็นเจ้าของแหวน เมื่อนั้นบรรดานาซกูลจึงรู้ถึงตำแหน่งของแหวนและหันหน้ากลับไปยังโอโรดรูอิน แต่กอลลัมเมื่อเห็นโฟรโดประกาศครอบครองแหวน ก็เข้ายื้อแย่งและกัดนิ้วที่สวมแหวนของโฟรโดจนขาด มันตื่นเต้นดีใจจนขาดสติแล้วลื่นไถลตกลงไปในปล่องภูเขาไฟ ทำให้แหวนถูกทำลายไป เหล่าปีศาจและสิ่งก่อสร้างทั้งปวงที่สร้างขึ้นด้วยอำนาจดวงจิตของเซารอนจึงพังพินาศไปพร้อมกับแหวนด้วย และกองทัพของอิสระชนแห่งมิดเดิลเอิร์ธเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะ อารากอร์นได้ขึ้นเป็นกษัตริย์แห่งกอนดอร์ และอภิเษกกับอาร์เวน บุตรีของเอลรอนด์ แต่ผลกระทบจากสงครามยังไม่สิ้นสุด เพราะซารูมานที่หนีไปจากไอเซนการ์ดได้เดินทางไปถึงไชร์ และเข้ายึดแคว้นนั้นไว้ เมื่อโฟรโดกับเพื่อนเดินทางกลับไปถึง ก็หาทางแก้ไข ยึดแคว้นไชร์คืนกลับมาได้ ถึงกระนั้น ไชร์ก็ไม่ใช่ไชร์อย่างที่พวกเขาเคยรู้จักอีกต่อไป ในตอนท้ายเล่ม โฟรโดที่ยังคงเจ็บบาดแผลจากนาซกูลอยู่เสมอ และบิลโบก็ยังอ่อนแอเนื่องจากอายุและพลังของแหวน เหล่าเอลฟ์จึงตัดสินใจอนุญาตให้ โฟรโดเดินทางข้ามทะเลไปสู่แผ่นดินตะวันตกพร้อมกับบิลโบและเหล่าเอลฟ์ เพื่อไปใช้ชีวิตเป็นอมตะกับอมตะชนที่ยังเหลืออยู่ภาคผนวก ภาคผนวก. ภาคผนวกของหนังสือประกอบด้วย ลำดับเหตุการณ์ในปกรณัม ข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับเผ่าพันธุ์และภาษาต่างๆ บนมิดเดิลเอิร์ธ เช่นวงศ์กษัตริย์อาร์นอร์และกอนดอร์ อักขระเทงกวาร์ ปฏิทินของชาวฮอบบิท และเรื่องราวโดยละเอียดของตำนานอารากอร์นกับอาร์เวน เป็นต้น เมื่อตรวจสอบกับตารางเวลาในปกรณัมของโทลคีน เหตุการณ์ในเรื่องเริ่มขึ้นในวันเกิดของบิลโบ คือวันที่ 22 กันยายน ปีที่ 3001 ยุคที่สาม สิ้นสุดลงเมื่อแซมไปส่งโฟรโดและกลับถึงแบ๊กเอนด์ ในวันที่ 6 ตุลาคม ปีที่ 3021 ยุคที่สาม แต่เหตุการณ์ส่วนใหญ่ของเรื่องเกิดขึ้นใน "ศักราชอันยิ่งใหญ่" คือปีที่ 3018 - 3019 ของยุคที่สาม นับจากโฟรโดเดินทางออกจากแบ๊กเอนด์ในวันที่ 23 กันยายน ปีที่ 3018 จนถึงวันที่ทำลายแหวนเอกในเมาท์ดูมอีกหกเดือนถัดมา คือวันที่ 25 มีนาคม ปีที่ 3019เบื้องหลังการประพันธ์และการตีพิมพ์ เบื้องหลังการประพันธ์และการตีพิมพ์. โทลคีนแต่งเรื่อง เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ เป็นตอนต่อจากเรื่อง เดอะฮอบบิท ซึ่งตีพิมพ์ในปี พ.ศ. 2480 (ค.ศ. 1937) และประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม ทำให้สำนักพิมพ์เรียกร้องให้โทลคีนรีบส่งผลงานเกี่ยวกับ ฮอบบิท และ กอบลิน มาอีกโดยด่วน ในปีนั้นโทลคีนอายุ 45 ปี เขาจึงได้เริ่มวางโครงเรื่องนิยายตอนใหม่ ต่อมา กลายเป็น เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ โดยใช้เวลาประพันธ์ยาวนานถึง 12 ปี เขาเขียนเสร็จในปี พ.ศ. 2492 (ค.ศ. 1949) แต่กว่าจะได้ตีพิมพ์ครบทั้งหมดก็ล่วงไปถึง ค.ศ. 1955 ซึ่งเขามีอายุได้ 63 ปี ที่จริงโทลคีนไม่ได้คิดจะเขียนตอนต่อของ เดอะฮอบบิท งานประพันธ์หลัก ๆ ของเขาส่วนใหญ่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของโลกอาร์ดา เรื่องราวของซิลมาริล และชนชาติต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เป็นที่มาของเหตุการณ์ใน เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ ผู้ที่ศึกษาชีวประวัติของโทลคีนจำนวนมากต่างลงความเห็นว่า งานที่เป็น "ผลงานแห่งดวงใจ" ของโทลคีนที่แท้แล้ว คือ ซิลมาริลลิออน แต่เขาเขียนเรื่องนี้ยังไม่ทันเสร็จเรียบร้อยดี ก็เสียชีวิตไปเสียก่อน คริสโตเฟอร์ โทลคีน บุตรชายของเขาเป็นผู้รวบรวมเรียบเรียง แต่งเติมช่องว่างจนสมบูรณ์ และตีพิมพ์ ซิลมาริลลิออน ออกมาในที่สุดเมื่อ ค.ศ. 1977 อย่างไรก็ดี เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ ก็เป็นเหตุการณ์ส่วนหนึ่งในประวัติศาสตร์อาร์ดาของโทลคีน เป็นเหตุการณ์ลำดับสุดท้ายของปกรณัมซึ่งโทลคีนเคยหวังว่าจะเป็นส่วนเติมเต็มที่สมบูรณ์สำหรับวงล้อประวัติศาสตร์ทั้งมวล ในที่สุด โทลคีนก็ตัดสินใจเขียนเรื่องการผจญภัยของ "ฮอบบิทคนใหม่" ในเดือนธันวาคมปี พ.ศ. 2480 (ค.ศ. 1937) เขาลองผิดลองถูกอยู่หลายโครง จนความคิดเกี่ยวกับ "แหวนเอก" แวบเข้ามา เขาเปลี่ยนแนวเรื่องจากการเขียนตอนต่อของ เดอะฮอบบิท ไปเป็นตอนต่อจาก ซิลมาริลลิออน งานที่ยังไม่ได้ตีพิมพ์ของเขานั่นเอง ถึงกระนั้น กว่าแนวคิดเรื่องการปรากฏตัวและการหายตัวไปของบิลโบ นัยยะของแหวนเอก และรายละเอียดอื่น ๆ จะเข้าที่เข้าทางก็ล่วงไปถึงปี พ.ศ. 2481 (ค.ศ. 1938) แนวคิดเริ่มแรกเขาคิดจะเขียนให้บิลโบใช้สมบัติจนหมดและออกผจญภัยเพื่อค้นหาขุมทรัพย์ใหม่ ๆ แต่เมื่อแนวเรื่องเปลี่ยนมาเป็นเรื่องของ "แหวนเอก" บรรยากาศของเรื่องก็จริงจังมากขึ้นจนเกินกว่าจะใช้ตัวละครเอกเป็นฮอบบิทผู้ร่าเริงสนุกสนานอย่างบิลโบ โทลคีนนึกหาตัวละครอื่นที่เป็นญาติกับบิลโบมาแทน เริ่มแรกเขาคิดจะให้เป็นลูกชาย (ชื่อ บิงโก แบ๊กกิ้นส์) แต่มีคำถามอื่น ๆ ตามมาอีกมากมาย เช่น ใครเป็นภรรยาของบิลโบ และทำไมบิลโบจึงยอมให้ลูกชายเดินทางเสี่ยงอันตรายอย่างนั้น ในที่สุด เรื่องจึงมาลงตัวที่ญาติห่าง ๆ คนหนึ่งของบิลโบที่รับมาเลี้ยงเป็นหลาน คือ โฟรโด แบ๊กกิ้นส์ ความที่โทลคีนเป็นคนประณีตละเอียดลออ งานเขียนจึงคืบหน้าไปอย่างเชื่องช้า และมักโดนขัดจังหวะอยู่บ่อย ๆ ด้วยงานสอนกับงานด้านวิชาการของโทลคีนเอง โทลคีนเคยหยุดเขียนเรื่อง เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ ไปในปี พ.ศ. 2486 (ค.ศ. 1943) แต่ด้วยแรงผลักดันจากคริสโตเฟอร์ ลูกชาย และ ซี. เอส. ลิวอิส เพื่อนรัก ซึ่งโทลคีนเขียนเรื่องเป็นตอน ๆ ส่งให้ทั้งสองคนอ่าน โทลคีนพยายามเขียนต่อจนจบและส่งต้นฉบับให้สำนักพิมพ์ได้ในปี พ.ศ. 2490 (ค.ศ. 1947) ทว่า โทลคีนยังคงปรับแก้รายละเอียดของเรื่องต่อไปอีกจนกระทั่งเสร็จสมบูรณ์ในปี พ.ศ. 2492 (ค.ศ. 1949)การตีพิมพ์ การตีพิมพ์. ในเวลานั้นเองโทลคีนมีปัญหาขัดแย้งกับสำนักพิมพ์ของเขา คือ อัลเลนแอนด์อันวิน เนื่องจากโทลคีนต้องการให้ตีพิมพ์ เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ กับ ซิลมาริลลิออน พร้อม ๆ กันเป็นเรื่องราวต่อเนื่อง เมื่ออัลเลนแอนด์อันวินไม่เห็นด้วย โทลคีนจึงส่งต้นฉบับไปให้เพื่อนคนหนึ่งของเขา คือ มิลตัน วอลด์แมน ที่สำนักพิมพ์คอลลินส์ ทว่า ทางคอลลินส์เห็นว่าลำพัง เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ เองนั้น ก็จำเป็นต้องถูกหั่นให้สั้นลง โทลคีนจึงหันกลับไปหาอัลเลนแอนด์อันวินอีกครั้ง เวลานั้นเป็นช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง กระดาษหายากฝืดเคือง และเพื่อให้ราคาหนังสือถูกลง สำนักพิมพ์จึงแบ่งการพิมพ์เรื่องนี้ออกเป็นสามภาค คือ The Fellowship of the Ring (เล่ม 1 และ 2) The Two Towers (เล่ม 3 และ 4) และ The Return of the King (เล่ม 5, 6 และภาคผนวก) งานจัดทำภาคผนวก แผนที่ รวมทั้งดรรชนี ทำให้การตีพิมพ์ล่าช้ากว่ากำหนดออกไป หนังสือทั้งสามภาคออกวางจำหน่ายดังนี้ ภาคแรกเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2497 (ค.ศ. 1954) ภาคสองเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2497 (ค.ศ. 1954) และภาคสามเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2498 (ค.ศ. 1955) ชื่อหนังสือในภาคที่สาม โทลคีนไม่ค่อยเห็นด้วยเพราะคิดว่าเป็นการบอกถึงเนื้อเรื่องมากเกินไป เขาเคยเสนอให้ใช้ชื่อ The War of the Ring แต่สำนักพิมพ์ไม่ตกลง โทลคีนรับผลตอบแทนจากสำนักพิมพ์ในระบบปันกำไร หมายความว่า เขาจะไม่ได้รับเงินล่วงหน้าหรือค่าส่วนแบ่งจากสำนักพิมพ์จนกว่าการพิมพ์ครั้งนั้นจะคุ้มทุนแล้ว หลังจากนั้น โทลคีนก็ได้รับส่วนแบ่งในผลกำไรเป็นจำนวนมาก หนังสือชุดนี้มักเรียกกันว่า "ไตรภาค" ซึ่งโทลคีนเห็นว่าไม่ถูกต้อง เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องเดียวกันโดยตลอด ไม่ได้แบ่งเป็นภาค นอกจากนี้ ยังเรียกว่า "นวนิยาย" ซึ่งโทลคีนก็ไม่เห็นด้วย เนื่องจากเขาบอกว่าเรื่องนี้เป็น "มหากาพย์" เมื่อปี พ.ศ. 2542 (ค.ศ. 1999) มีการตีพิมพ์เรื่องนี้เป็นหนังสือชุดเจ็ดเล่ม ประกอบด้วย เนื้อเรื่องหกเล่มตามบทประพันธ์ และภาคผนวกอีกหนึ่งเล่ม ชื่อย่อยของหนังสือแต่ละเล่มนำมาจากแนวคิดของโทลคีนที่เคยเอ่ยถึงเมื่อสมัยที่เขายังมีชีวิตอยู่ ชื่อหนังสือจากเล่ม 1 ถึง เล่ม 6 ได้แก่ The Ring Sets Out (แหวนปรากฏตัว) The Ring Goes South (แหวนลงใต้) The Treason of Isengard (ไอเซนการ์ดทรยศ) The Ring Goes East (แหวนสู่บูรพา) The War of the Ring (สงครามแห่งแหวน) และ The End of the Third Age (การสิ้นสุดยุคที่สาม) ในจำนวนนี้ ชื่อหนังสือสามเล่มคือ The Treason of Isengard, The War of the Ring, และ The End of the Third Age ได้กลายมาเป็นชื่อเล่มในหนังสือชุด ประวัติศาสตร์ลอร์ดออฟเดอะริงส์ (อยู่ในหนังสือชุด ประวัติศาสตร์มิดเดิลเอิร์ธ) ซึ่งเรียบเรียงโดยคริสโตเฟอร์ โทลคีน ชื่อย่อของหนังสือมักเรียกกันว่า LotR หรือ LR (โทลคีนเองเรียกว่า L.R.) ส่วนชื่อภาคเรียกว่า FotR หรือ FR (สำหรับ The Fellowship of the Ring) , TTT หรือ TT (สำหรับ The Two Towers) , และ RotK หรือ RK (สำหรับ The Return of the King)การแปลเป็นภาษาอื่น การแปลเป็นภาษาอื่น. หนังสือชุดนี้ได้แปลไปเป็นภาษาอื่นอย่างน้อย 38 ภาษา โทลคีนซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาศาสตร์ยังได้เป็นผู้ตรวจสอบการแปลด้วยตนเองหลายครั้ง เขาได้ทำหนังสือ "คู่มือเกี่ยวกับชื่อต่าง ๆ ในเดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์" เพื่อช่วยเหลือบรรดานักแปลทั้งหลาย เพราะหนังสือเรื่องนี้แต่งขึ้นบนฐานเรื่องที่ว่า มันแปลมาจาก 'หนังสือปกแดงแห่งเวสต์มาร์ช' ดังนั้น ชื่อต่าง ๆ ในภาษาอังกฤษที่อาจมีหลายความหมาย จะต้องแปลไปเป็นภาษาปลายทางให้ได้ความหมายที่ถูกต้อง เช่น ฉบับแปลภาษาเยอรมัน ชื่อ "Baggins (แบ๊กกิ้นส์) " จะต้องกลายเป็น "Beutlin" (เพื่อให้ได้คำว่า Beutel ซึ่งหมายถึง Bag (ถุง)) หรือคำว่า "Elf (เอลฟ์) " จะกลายเป็น "Elb" (โดยที่คำว่า Elb ไม่ได้มีความหมายอื่นที่ทำให้ผู้อ่านเข้าใจผิดเหมือนกับที่เกิดขึ้นในฉบับภาษาอังกฤษ) เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ได้แปลเป็นภาษาไทยเมื่อปี พ.ศ. 2544 - 2545 โดยคุณวัลลี ชื่นยง พิมพ์โดยสำนักพิมพ์แพรวเยาวชน แบ่งการตีพิมพ์ออกเป็นสามตอน แต่ละตอนมีเนื้อหา 2 เล่ม (ตามการจัดแบ่งเนื้อเรื่องของผู้เขียน) คือ1. มหันตภัยแห่งแหวน (The Fellowship of the Ring) 2. หอคอยคู่พิฆาต (The Two Towers) 3. กษัตริย์คืนบัลลังก์ (The Return of the King)แนวคิดในการประพันธ์ แนวคิดในการประพันธ์. โทลคีนแต่งเรื่อง เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ ขึ้นจากพื้นฐานความสนใจส่วนตัวเกี่ยวกับภาษาศาสตร์ ศาสนา (โดยเฉพาะความเชื่อแบบโรมันคาทอลิก) และนิทานพื้นบ้านโดยเฉพาะตำนานนอร์ส นอกเหนือจากนั้น ประสบการณ์ของเขาในระหว่างการเป็นทหารในสงครามโลกครั้งที่หนึ่งก็มีส่วนอยู่ด้วยค่อนข้างมาก รายละเอียดที่เขานำมาตกแต่งลงในโลกในจินตนาการของเขา (หรือเออา) เป็นฉากหลังของเรื่อง เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ ก็มีส่วนมาจากประสบการณ์เหล่านี้ ครั้งหนึ่งโทลคีนเคยบอกกับเพื่อนคนหนึ่งของเขา คือ คุณพ่อโรเบิร์ต เมอเรย์ เกี่ยวกับ เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ ว่า "เป็นงานที่มีพื้นฐานมาจากศาสนา แม้ตอนแรกจะไม่ได้เขียนขึ้นโดยตั้งใจ แต่ในระหว่างการแก้ไข ผมจงใจปรับให้เป็นอย่างนั้น" เพราะแนวทางของเรื่องโดยพื้นฐานเป็นการต่อสู้กันระหว่างฝ่ายธรรมะกับฝ่ายอธรรม และการที่ความถ่อมตนสามารถเอาชนะความยโส ในมหากาพย์ยังมีเนื้อหาที่เกี่ยวกับเรื่องชีวิตหลังความตาย เรื่องของความเป็นอมตะ ความเมตตากรุณา การฟื้นคืนชีพ การกลับใจและสำนึกในบาป การเสียสละตนเอง ความมุ่งมั่นในจิตวิญญาณแห่งอิสรภาพ ความยุติธรรม ความเป็นมิตร และการเยียวยารักษา นอกจากนี้ ในบทอธิษฐานต่อพระผู้เป็นเจ้าซึ่งมีความตอนหนึ่งว่า "โปรดนำทางพวกเราให้พ้นจากความมัวเมาและปีศาจร้าย" ก็เป็นประเด็นสำคัญยิ่งที่โทลคีนสื่อออกมาผ่านตัวละคร โฟรโด ในการที่เขาพยายามกระเสือกกระสนให้พ้นจากการครอบงำของแหวนเอก สำหรับความเชื่อในศาสนาอื่น ๆ นอกเหนือจากศาสนาคริสต์ ก็มีปรากฏในงานชุดมิดเดิลเอิร์ธนี้เช่นกัน เช่น ตัวละครไอนัวร์ - เหล่าวาลาร์และไมอาร์ ที่เป็นเสมือน "เทพ" ผู้คอยทำหน้าที่สร้างและปกปักรักษาโลก เป็นแนวคิดในลักษณะเดียวกับปวงเทพของตำนานกรีกและนอร์ส ถึงแม้ในเรื่องนี้ เหล่าไอนัวร์ก็ล้วนเป็นผลงานสร้างสรรค์จากเอรู อิลูวาทาร์ หรือ "พระผู้เป็นหนึ่ง" เช่นกัน ความเชื่อในตำนานอื่นนอกศาสนาคริสต์ยังปรากฏออกมาผ่านตัวละครที่ไม่ใช่มนุษย์ทั้งหลาย เช่น คนแคระ เอลฟ์ ฮอบบิท และเอนท์ เป็นต้น หากไม่นับศาสนาคริสต์แล้ว ตำนานปรัมปราของยุโรปเหนือนับว่าเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่องานของโทลคีนมากที่สุด เพราะเรื่องของ "เอลฟ์" และ "คนแคระ" เป็นเรื่องที่มาจากตำนานนอร์สกับตำนานเยอรมัน ชื่อหลายชื่อในเรื่องเช่น "แกนดัล์ฟ" "กิมลี" หรือแม้คำว่า "มิดเดิลเอิร์ธ" ก็มีที่มาจากตำนานนอร์ส "แกนดัล์ฟ" เป็นตัวละครที่สร้างจากเทพโอดินซึ่งกลับมาเกิดใหม่เป็น "ผู้พเนจร" เฒ่าผู้มีตาเดียว มีหนวดยาวสีขาว สวมหมวกยอดแหลมและถือไม้เท้า จดหมายฉบับหนึ่งของโทลคีนที่เขียนขึ้นในปี พ.ศ. 2489 (ค.ศ. 1946) ระบุว่าเขาจินตนาการแกนดัล์ฟขึ้นมา "แบบโอดินเฒ่าพเนจร" วรรณกรรมอีกชิ้นหนึ่งในบรรดาตำนานยุโรปเหนือที่มีอิทธิพลต่องานของโทลคีน คือ บทกวีแองโกลแซกซอน เรื่อง เบวูล์ฟ โทลคีนนำองค์ประกอบหลายส่วนมาจากมหากาพย์โวลซุงกา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของแหวนวิเศษที่ทำจากทองคำ และดาบหักที่ถูกตีขึ้นใหม่ ในมหากาพย์โวลซุงกา แหวนมีชื่อว่า Andvarinaut ส่วนดาบมีชื่อว่า Gram นั่นคือ แหวนเอกธำมรงค์ และดาบนาร์ซิล อย่างไม่ต้องสงสัย ยังมีตำนานปรัมปราของฟินแลนด์อีกเรื่องหนึ่งชื่อ คาเลวาลา ซึ่งตัวโทลคีนเองก็ยอมรับว่า เป็นแรงบันดาลใจให้แก่เขาในการสร้างโลก 'มิดเดิลเอิร์ธ' ขึ้น เรื่อง คาเลวาลา ดำเนินไปเกี่ยวกับของวิเศษทรงอำนาจชิ้นหนึ่ง คือ ซัมโป ซึ่งนำพาอำนาจยิ่งใหญ่มาสู่ผู้ถือครอง แต่ไม่ทราบแน่ชัดถึงลักษณะธรรมชาติของตัวมันเอง ฝ่ายธรรมะและอธรรมในเรื่องต่างทำสงครามกันเพื่อแย่งชิง ซัมโป เช่นเดียวกับแหวนเอก ท้ายที่สุด มันก็ถูกทำลายสูญสิ้นไป นอกจากนี้ พ่อมดคนหนึ่งในเรื่องคาเลวาลา คือ ไวแนเมยเนน (Väinämöinen) ก็มีลักษณะคล้ายคลึงกับแกนดัล์ฟ ด้วยมีกำเนิดเป็นอมตะ เป็นผู้เฉลียวฉลาด และสุดท้ายหลังกระทำภารกิจสำเร็จได้ออกเดินทางล่องเรือไปเสียจากแผ่นดินของมรรตัยชน โทลคีนยังสร้างภาษาเควนยาของเขาขึ้นมาจากพื้นฐานภาษาฟินนิชอีกด้วย นอกเหนือจากปัจจัยภายนอก ฉากและตัวละครบางตัวก็มาจากประสบการณ์วัยเด็กของโทลคีนเองเมื่อสมัยที่อาศัยอยู่ Sarehole กับ เบอร์มิงแฮม เช่น ภาพของแคว้นไชร์และแผ่นดินอันอุดมสมบูรณ์นั้นมาจากดินแดนชนบทรอบ ๆ วิทยาลัย Stonyhurst ที่แลงคาไชร์ ซึ่งโทลคีนมักไปเที่ยวบ่อย ๆ ในช่วงทศวรรษ 1940 หลังจากที่ เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ ตีพิมพ์เผยแพร่ มีการวิจารณ์กันมากว่า 'แหวนเอก' เป็นตัวแทนอุปมาถึงระเบิดนิวเคลียร์ เรื่องนี้โทลคีนยืนยันหนักแน่นว่างานเขียนของเขาไม่ใช่งานสัญลักษณ์แฝงคติ (Allegory) ในบทนำของหนังสือ เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ เขาถึงกับเขียนไว้ว่า เขาไม่ชอบนิยายเปรียบเทียบแฝงคติ และเรื่องนี้ก็ไม่ใช่นิยายแบบนั้น เขายังบอกว่าผู้กล่าวเช่นนั้นช่างไร้ความรับผิดชอบที่จะมาแก้ไขประเด็นเหล่านี้เสียให้ถูก เพราะโทลคีนเขียนเนื้อเรื่องส่วนใหญ่รวมถึงเนื้อหาตอนจบเสร็จก่อนที่ระเบิดนิวเคลียร์ลูกแรกจะปรากฏขึ้นบนโลกในปี ค.ศ. 1945 เสียอีก อย่างไรก็ดี แนวคิดหลักของเรื่องก็ช่างสอดคล้องกับเหตุการณ์ทันยุคทันสมัย นั่นคือ อารมณ์ของความสิ้นหวังเมื่อต้องต่อสู้กับอาวุธจักรยนต์ที่โทลคีนต้องเผชิญในระหว่างสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง และการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมในชนบทอันร่มรื่นของเขาไปสู่เขตอุตสาหกรรม การแพร่พันธุ์ใหม่ ๆ ของพวกออร์คและการผลาญทำลายธรรมชาติเพื่อการแพร่พันธุ์นั้น ยังคงสื่อความหมายที่ทันสมัยอยู่เสมอ รวมถึงเรื่องของ "อำนาจ" ที่แหวนเอกมีต่อผู้ครอบครองประหนึ่งผู้เสพติดยา ทำให้วรรณกรรมชิ้นนี้เป็นงานที่มีความหมายอย่างมากชิ้นหนึ่งในประวัติบรรณพิภพกระแสตอบรับ และรางวัลที่ได้รับ กระแสตอบรับ และรางวัลที่ได้รับ. ผลตอบรับต่องานของโทลคีนมีหลายระดับตั้งแต่ "แย่มาก" ไปจนถึง "ยอดเยี่ยม" แต่ส่วนใหญ่คำวิจารณ์จากสื่อต่าง ๆ จะเป็นไปในทางที่ดี บทวิจารณ์ในซันเดย์เทเลกราฟ (Sunday Telegraph) กล่าวว่า "นี่เป็นจินตนิยายที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งในศตวรรษที่ยี่สิบ" นิตยสารซันเดย์ไทมส์ (Sunday Times) บอกว่า "ผู้อ่านหนังสือภาษาอังกฤษในโลกแบ่งออกได้เป็นสองพวก คือ พวกที่อ่าน เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ และ เดอะฮอบบิท แล้ว กับพวกที่กำลังจะอ่าน" และนิวยอร์กเฮอรัลด์ (New York Herald) ก็ลงความเห็นว่า "หนังสือจะเป็นที่นิยมอย่างมาก และจะอยู่ไปอีกนานยิ่งกว่าช่วงชีวิตของเรา" ส่วนคำวิจารณ์ในทางไม่ดีก็มีเหมือนกัน โดยจูดิธ ชูเลวิทซ์ (Judith Shulevitz) นักวิจารณ์จากนิวยอร์กไทมส์ กล่าวว่า "โทลคีน ทำให้เกิดความเชื่อผิด ๆ ในการเขียนวรรณกรรมแบบอนุรักษ์ ซึ่งจะทำให้วงการวรรณกรรมไม่ก้าวหน้า" และ ริชาร์ด เจนคินส์ (Richard Jenkyns) นักวิจารณ์จาก นิวรีพับลิค บอกว่า "นิยายเรื่องนี้ไม่มีมิติทางด้านจิตวิทยาเลย ทั้งเนื้อเรื่องและตัวละครต่างฉาบฉวย ไม่มีเนื้อมีหนัง" แม้แต่เพื่อนในกลุ่มชมรมอิงคลิงส์ ของโทลคีนคนหนึ่ง คือ ฮิวโก ดีสัน (Hugo Dyson) ก็เคยบ่นเมื่อโทลคีนอ่านผลงานของตนให้สมาชิกกลุ่มฟังว่า "ให้ตายสิ! มีเอลฟ์บ้าโผล่มาอีกแล้ว" แต่ ซี. เอส. ลิวอิส สมาชิกอีกคนหนึ่งกลับบอกว่า "งานชิ้นนี้ เป็นความงดงามที่เฉียบคมราวคมดาบ ลุกโพลงเหมือนเหล็กเยือกเย็น เป็นหนังสือที่จะละลายหัวใจของคุณ" ถึงกระนั้น ภายใต้คำวิจารณ์มากมายเหล่านี้ หนังสือชุดปกอ่อนก็ขายหมดอย่างรวดเร็วทุกครั้งที่พิมพ์ในช่วงทศวรรษ 1960 แม้แต่ชุดปกแข็งก็ยังขายดีมาก เมื่อปี พ.ศ. 2500 (ค.ศ. 1957) หนังสือชุด เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ ได้รับรางวัลนิยายแฟนตาซียอดเยี่ยม จาก International Fantasy Award การได้พิมพ์เผยแพร่กับสำนักพิมพ์ Ace Books และ Ballantine ที่สหรัฐอเมริกา ทำให้หนังสือคงความนิยมอย่างสูงได้ตลอดช่วงทศวรรษ 1960 และติดอันดับหนังสือขายดีมาจนตลอดศตวรรษที่ 20 ในปี พ.ศ. 2546 (ค.ศ. 2003) สถานีโทรทัศน์บีบีซี จัดสำรวจความนิยม "หนังสือในดวงใจ" ของประเทศอังกฤษ และ เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ ได้รับเลือกเป็นอันดับหนึ่ง ในปี พ.ศ. 2547 (ค.ศ. 2004) ผลสำรวจในเยอรมนีและออสเตรเลียก็ปรากฏว่า เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ ครองความนิยมอันดับหนึ่งที่ผู้คนชื่นชอบที่สุดเช่นกัน นอกจากนี้ ในปี พ.ศ. 2542 (ค.ศ. 1999) เว็บไซต์อเมซอนดอตคอม เว็บหนังสือออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ได้จัดสำรวจความนิยมของผู้อ่าน และ เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ ได้รับการโหวตให้เป็น "หนังสือยอดเยี่ยมแห่งสหัสวรรษ"การดัดแปลงไปยังสื่ออื่นละครวิทยุ การดัดแปลงไปยังสื่ออื่น. ละครวิทยุ. เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ มีการดัดแปลงเป็นละครวิทยุออกอากาศรวมทั้งสิ้นสี่ครั้ง- ครั้งที่ 1 โดยสถานีวิทยุบีบีซี เป็นบทละครวิทยุ 12 ตอน ออกอากาศในปี พ.ศ. 2498 - 2499 (ค.ศ. 1955 - 1956) ผลจากการออกอากาศครั้งนี้ทำให้ชายผู้หนึ่งซึ่งมีชื่อว่า แซม แกมจี เขียนจดหมายไปหาโทลคีน - ครั้งที่ 2 โดยสถานีวิทยุ WBAI-FM นิวยอร์ก ได้แก้ไขให้เนื้อเรื่องสั้นลงและนำมาบรรยายประกอบดนตรี ระหว่างช่วงปีทศวรรษ 1960 โดยไม่ได้ขออนุญาตจากโทลคีนก่อน จึงถูกระงับการออกอากาศ - ครั้งที่ 3 โดยสถานี National Public Radio แห่งสหรัฐอเมริกา ในปี พ.ศ. 2522 (ค.ศ. 1979) บันทึกเสียงโดยผู้พากย์แต่ละคนไม่ได้เจอหน้ากัน แต่พากย์แยกกันแล้วนำมาประกอบทีหลัง ผลงานจึงไม่ดีนัก - ครั้งที่4 โดยสถานีวิทยุบีบีซี ในปี พ.ศ. 2524 (ค.ศ. 1981) เป็นบทละครวิทยุที่มีขนาดยาวถึง 26 ตอน (ตอนละครึ่งชั่วโมง) ผู้รับบทเอกในการพากย์ โฟรโด แบ๊กกิ้นส์ คือ เอียน โฮล์ม ซึ่งต่อมาได้ร่วมแสดงใน เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ ฉบับภาพยนตร์ (พ.ศ. 2544 - 2546) อีกครั้งในบทลุงของโฟรโด คือบิลโบ แบ๊กกิ้นส์ละครเวที ละครเวที. มีการดัดแปลง เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ เป็นละครเวทีหลายครั้ง ครั้งแรกเป็นการแสดงที่เมืองซินซินเนติ รัฐโอไฮโอ สหรัฐอเมริกา เมื่อปี พ.ศ. 2544 (ค.ศ. 2001) แต่เนื่องจากทุนน้อยจึงไม่ประสบความสำเร็จนัก จากนั้นมีการแสดงในซินซินเนติอีกหลายครั้ง จนกระทั่งปี พ.ศ. 2549 มีการจัดแสดงครั้งใหญ่ เป็นละครเพลงความยาว 3 ชั่วโมงครึ่ง ที่โรงละคร Pricess of Wales โทรอนโต แคนาดา ใช้เงินลงทุนถึง 26.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ การแสดงเริ่มรอบกาลาพรีเมียร์เมื่อวันที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2549 (ค.ศ. 2006) และต้องปิดตัวลงเมื่อวันที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2549 หลังจากเปิดแสดงเพียง 5 เดือน เนื่องจากขาดทุนย่อยยับ ทีมงานชุดโทรอนโต ได้มาจัดการแสดงอีกครั้งที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ โดยเปิดการแสดงที่ เธียเตอร์รอยัล เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2550 ใช้เงินลงทุน 12.5 ล้านปอนด์ (ประมาณ 25 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) นับเป็นการแสดงที่ใช้เงินลงทุนสูงที่สุดที่มีการจัดแสดงละครเวทีในประเทศอังกฤษ ผลตอบรับจากละครเวทีครั้งนี้มีทั้งในทางดีและไม่ดีปะปนกันไปหนังสือเสียง หนังสือเสียง. ปี พ.ศ. 2533 (ค.ศ. 1990) สำนักพิมพ์ Recorded Books วางจำหน่ายหนังสือบันทึกเสียง เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ เต็มเรื่องโดยไม่ตัดทอน มีนักแสดงชาวอังกฤษ ร็อบ อิงกลิส (Rob Inglis) เป็นผู้ให้เสียงอ่าน โดยใช้เสียงพากย์ต่าง ๆ กันสำหรับแต่ละตัวละคร และเขายังเป็นผู้ร้องเพลงประกอบเรื่อง ซึ่งโทลคีนแต่งไว้มากมายตลอดเรื่องอีกด้วย หมายเลข ISBN ของหนังสือนี้ คือ 1402516274ภาพยนตร์ ภาพยนตร์. เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ ได้รับการสร้างเป็นภาพยนตร์สามครั้ง ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2521 (ค.ศ. 1978) ใช้ชื่อเรื่องว่า J. R. R. Tolkien's The Lord of the Rings โดยนักสร้างภาพเคลื่อนไหว ชื่อ ราล์ฟ บัคชิ (Ralph Bakshi) เขาสร้างเนื้อหาในภาคแรก 'มหันตภัยแห่งแหวน' และบางส่วนใน 'หอคอยคู่พิฆาต' ภาพยนตร์ไม่ประสบความสำเร็จนัก ครั้งที่สองสร้างโดยทีมงาน Rankin/Bass เป็นภาคต่อจากฉบับภาพยนตร์ คือ ส่วนที่เหลือของ 'หอคอยคู่พิฆาต' และ 'กษัตริย์คืนบัลลังก์' โดยสร้างเป็นภาพยนตร์ออกฉายทางโทรทัศน์ในปี พ.ศ. 2523 (ค.ศ. 1980) ใช้ชื่อว่า The Return of the King แต่ครั้งที่ประสบความสำเร็จ คือ ฉบับปี พ.ศ. 2544 - 2546 ของผู้กำกับปีเตอร์ แจ็กสัน อำนวยการสร้างโดย นิวไลน์ซีนีม่า ภาพยนตร์ทั้งสามภาคถ่ายทำในประเทศนิวซีแลนด์ทั้งเรื่อง และถ่ายทำในช่วงเวลาเดียวกัน แต่มีกำหนดออกฉายปีต่อปี เริ่มจากปี พ.ศ. 2544 - 2546 ภาพยนตร์ทั้ง 3 ตอนได้รับรางวัลเนบิวลาสาขาบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ในปี พ.ศ. 2545 - 2547 ภาพยนตร์ตอนสุดท้าย (Return of the King) ทำสถิติรายได้มากกว่าหนึ่งพันล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นเรื่องที่สองถัดจาก ไททานิก และได้รับรางวัลออสการ์ไปถึง 11 สาขาในปี ค.ศ. 2004 ซึ่งรวมถึง รางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมและผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยม เมื่อรวมทั้งสามภาค ภาพยนตร์ได้รับรางวัลบาฟต้า 13 รางวัล ลูกโลกทองคำ 4 รางวัล และรางวัลออสการ์รวมถึง 17 รางวัล ได้แก่1. The Lord of the Rings: The Fellowship of the Ring รวมทั้งสิ้น 4 รางวัล แต่งหน้ายอดเยี่ยม, ถ่ายภาพยอดเยี่ยม, เทคนิคพิเศษทางภาพยอดเยี่ยม, ดนตรีประกอบยอดเยี่ยม 2. The Lord of the Rings: The Two Towers รวมทั้งสิ้น 2 รางวัล ตัดต่อเสียงยอดเยี่ยม, เทคนิคพิเศษยอดเยี่ยม 3. The Lord of the Rings: The Return of the King รวมทั้งสิ้น 11 รางวัล ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, ผู้กำกับยอดเยี่ยม (ปีเตอร์ แจ๊กสัน) , บทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยม, กำกับศิลป์ยอดเยี่ยม, บันทึกเสียงยอดเยี่ยม, ดนตรีประกอบยอดเยี่ยม, เพลงประกอบยอดเยี่ยม (เพลง Into the West) , ออกแบบเครื่องแต่งกายยอดเยี่ยม, ตัดต่อภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, แต่งหน้ายอดเยี่ยม, เทคนิคพิเศษยอดเยี่ยม ชื่อตอนของภาพยนตร์ในฉบับภาษาอังกฤษจะเหมือนชื่อหนังสือ แต่สำหรับในพากย์ไทยของภาพยนตร์ทั้งสามภาค มีชื่อดังนี้อิทธิพลต่องานแขนงอื่นดนตรี อิทธิพลต่องานแขนงอื่น. ดนตรี. ผลงานของโทลคีนทั้งเรื่อง เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ และงานเขียนอื่น ๆ ส่งอิทธิพลต่อบรรดานักดนตรีมากมาย วงดนตรีร็อกในยุคทศวรรษ 1970 พากันแต่งดนตรีและคำร้องของบทเพลงที่เกี่ยวกับนิยายแฟนตาซีชุดนี้ เช่น วงเล็ด เซ็พพลิน คาเมล รัช และ สติกซ์ เป็นต้น ในทศวรรษที่ 80 และ 90 วงดนตรีเมทัลในยุโรปหลายวงแต่งเพลงที่ได้รับแรงบันดาลใจจากโทลคีน โดยเฉพาะในมุมมองทางด้านมืดเกี่ยวกับตัวละครฝ่ายอธรรมในโลกมิดเดิลเอิร์ธ เช่น วง Blind Guardian ของเยอรมนี วง Summoning ของออสเตรีย และวง Nightwish ของฟินแลนด์ วงดนตรีเมทัลบางวงยังตั้งชื่อวงด้วยชื่อของสถานที่ต่าง ๆ ในปกรณัมของโทลคีน เช่น วงกอร์โกรอธ, อะมอนอามาร์ธ, เอเฟลดูอัธ และ คิริธอุงโกล เป็นต้น ในประเทศไทยมีวงดนตรีชื่อ ฮอบบิท มีสมาชิกวง 4 คนซึ่งทั้งสี่เป็นคนร่างเล็ก นักดนตรีหลายคนก็ตั้งชื่อทางการแสดงด้วยชื่อตัวละครในเรื่อง เช่น เคาน์กริชนัค และ ชากรัธ เป็นต้น มือกีต้าร์คนหนึ่ง คือ สตีฟ ตุ๊ก (Steve Took) เลือกใช้นามแฝงตามชื่อฮอบบิทคนหนึ่งว่า เปเรกริน ตุ๊ก นอกจากนี้ ยังมีวงโพรเกรสซิฟร็อก ตั้งชื่อวงว่า อิลูวาทาร์ และ Isildur's Bane (ยมทูตของอิซิลดูร์) ตามชื่อตัวละครในปกรณัมด้วย นอกจากวงดนตรีร็อกแล้ว นักดนตรีคลาสสิกและนิวเอจจำนวนหนึ่งก็ได้รับแรงบันดาลใจจากโทลคีนเช่นกัน เช่น ศิลปินนิวเอจ เอนยา (Enya) ได้ประพันธ์บทเพลง "ลอธลอริเอน" ในปี ค.ศ. 1991 เธอยังได้ประพันธ์บทเพลงสำหรับภาพยนตร์ไตรภาค เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ อีกสองเพลง คือ "May It Be" (ประพันธ์เนื้อร้องทั้งภาษาอังกฤษและภาษาเควนยา) และเพลง "Aniron" (ประพันธ์เนื้อร้องเป็นภาษาซินดาริน) ซึ่งเพลง "May It Be" ได้รับเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลอคาเดมี่ (ออสการ์) สาขาเพลงประกอบยอดเยี่ยม ในปี พ.ศ. 2544 นักดนตรีชาวสวีเดน ชื่อ Bo Hansson สร้างงานเพลงในปี พ.ศ. 2513 (ค.ศ. 1970) ชื่ออัลบัมว่า "Music Inspired by Lord of the Rings" และวงดนตรีสายเลือดเดนมาร์ก โทลคีน เอนเซมเบิล ได้ออกอัลบัมหลายชุดที่ประพันธ์ขึ้นจากบทกวีและลำนำจากเรื่อง เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ ทั้งหมด บางเพลงในอัลบัมเหล่านี้ยังได้ คริสโตเฟอร์ ลี มาร่วมขับลำนำด้วยภาพวาด ภาพวาด. ผู้วาดภาพจากงานของโทลคีนที่ทรงเกียรติที่สุดได้แก่ สมเด็จพระบรมราชินีนาถมาเกรเธที่ 2 แห่งเดนมาร์ก ซึ่งทรงเป็นศิลปินนักวาดภาพผู้ช่ำชอง ภาพวาดฝีพระหัตถ์ของพระองค์ได้รับการตีพิมพ์เมื่อปี พ.ศ. 2520 (ค.ศ. 1977) บน เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ ฉบับแปลภาษาเดนมาร์ก โดยทรงใช้พระนามแฝงว่า Ingahild Grathmer สำหรับในยุคแรกของการตีพิมพ์ เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ ภาพวาดประกอบเรื่องเกือบทั้งหมดเป็นผลงานของ สองพี่น้องฮิลเดบรันด์ (Tim และ Greg Hildebrandt) ซึ่งเป็นนักวาดภาพประกอบนิยายวิทยาศาสตร์และแฟนตาซี แต่จิตรกรจากผลงานของโทลคีนที่มีชื่อเสียงมากที่สุด ได้แก่ จอห์น ฮาว (John Howe) อลัน ลี (Alan Lee) และ เท็ด แนสมิธ (Ted Nasmith) โดย จอห์น ฮาว เป็นผู้วาดภาพปกและภาพประกอบของหนังสือของโทลคีนหลายชุดหลายเวอร์ชัน อลัน ลี มักวาดภาพเกี่ยวกับเรื่อง เดอะฮอบบิท และ เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ (เขาวาดภาพประกอบให้ ตำนานบุตรแห่งฮูริน ด้วย) ขณะที่ เท็ด แนสมิธ ชำนาญและมุ่งเน้นภาพจากเรื่อง ซิลมาริลลิออน มากที่สุด ศิลปินทั้งสามคนนี้ได้รับเชิญจากปีเตอร์ แจ็กสัน ให้เข้าร่วมงานออกแบบในภาพยนตร์ไตรภาคเดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ ซึ่ง ฮาว และ ลี ตอบรับ แต่แนสมิธต้องปฏิเสธไปด้วยเหตุผลส่วนตัวบางประการ ในปี พ.ศ. 2547 (ค.ศ. 2004) อลัน ลี ได้รับรางวัลอะแคเดมี (รางวัลออสการ์) ในสาขากำกับศิลป์ยอดเยี่ยม สำหรับผลงานของเขาในภาพยนตร์ไตรภาคเรื่องนี้ นอกจากนี้ ยังมีศิลปินคนอื่น ๆ ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากโทลคีนในการสร้างผลงาน เช่น Catherine Karina Chmiel, Inger Edelfeldt, Anke Katrin Eißmann, Roger Garland, Michael Hague, Tove Jansson (ผู้วาดภาพประกอบ เดอะฮอบบิท ฉบับแปลภาษาฟินนิช), Angus McBride Kay Miner, และ Jenny Dolfen เป็นต้นบทกวี บทกวี. กวีหลายคนมีแรงบันดาลใจในการแต่งบทกวีขึ้นในภาษาเควนยาหรือภาษาซินดาริน อันเป็นภาษาประดิษฐ์ของโทลคีนที่ได้เตรียมโครงสร้างภาษาไว้อย่างสมบูรณ์ที่สุด เช่น Helge Kåre Fauskanger ได้แปลสองบทแรกของพระธรรมปฐมกาล (Genesis) ไปเป็นภาษาเควนยา และจุลสาร Tyalië Tyelelliéva (ISSN 1539-7238) เป็นจุลสารเกี่ยวกับผลงานกวีในภาษาเอลฟ์ เผยแพร่ในช่วงปี พ.ศ. 2537 - 2544เกม เกม. เกมในแนว RPG ยุคทศวรรษ 1970 ชื่อ Dungeons & Dragons สร้างตัวละครในเกมขึ้นจากเผ่าพันธุ์ต่าง ๆ ที่ปรากฏในเรื่อง เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ จุดเด่นที่เห็นได้ชัด คือ ชาวฮาล์ฟลิง (ชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งของฮอบบิท) เอลฟ์ มนุษย์ครึ่งเอลฟ์ คนแคระ ออร์ค และมังกร เกมประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูงและเป็นต้นแบบแก่เกมแนว RPG อื่น ๆ ต่อมาในยุคหลัง อย่างไรก็ดี แกรี่ กายแกกซ์ หัวหน้าทีมออกแบบเกมนี้ยืนยันว่าเขาได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่องเดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์น้อยมาก และว่าเขาเพิ่มตัวละครเหล่านั้นลงไปในเกมก็เพื่อผลทางการตลาดเท่านั้น ในวงการวิดีโอเกมก็ปรากฏเกมจำนวนมากที่ได้รับแรงบันดาลใจจากปกรณัมของเดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ เช่น เกม RPG แฟนตาซี ชุด Ultima,Baldur's Gate, EverQuest, และ the Warcraft ทั้งนี้ยังไม่รวมถึงเกมต่าง ๆ ที่อยู่ในชุด มิดเดิลเอิร์ธ เองอีกหลายชุดวรรณกรรมและภาพยนตร์อื่น วรรณกรรมและภาพยนตร์อื่น. ผลจากความสำเร็จและความนิยมอันล้นหลามในงานปกรณัมของโทลคีน ทำให้เกิดกระแสความต้องการนิยายแฟนตาซีสูงขึ้นอย่างมาก ช่วงทศวรรษ 1960 เป็นยุคทองของนิยายแฟนตาซี มีหนังสือและหนังสือชุดมากมายที่สร้างสรรค์ขึ้นในยุคนี้ เช่น ซีรีส์ เอิร์ธซี ของ เออร์ซูลา เค. เลอ กวิน, มหากาพย์ Riftwar ของ เรย์มอนด์ ฟีสต์, Belgariad ของเดวิด เอดดิงส์, The Sword of Shannara ของเทอร์รี่ บรู๊ค, และ The Wheel of Time หนังสือชุดของโรเบิร์ต จอร์แดน เป็นต้น วรรณกรรมชิ้นนี้ยังได้ขยายผลไปยังกลุ่มวรรณกรรมข้างเคียง คือ นิยายวิทยาศาสตร์หรือไซไฟ มีการกล่าวอ้างถึงงานของโทลคีนในนิยายของนักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ผู้มีชื่อเสียง เช่น แฟรงก์ เฮอร์เบิร์ต และ อาร์เทอร์ ซี. คลาร์ก และส่งอิทธิพลอย่างมากต่อผู้สร้างภาพยนตร์ เช่น จอร์จ ลูคัส ซึ่งมักพูดบ่อย ๆ ว่า เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ เป็นแรงบันดาลใจที่สำคัญมากในเรื่อง สตาร์ วอร์ส
นิยายเดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์แบ่งออกเป็นทั้งหมดกี่เล่ม
{ "answer": [ "3" ], "answer_begin_position": [ 523 ], "answer_end_position": [ 524 ] }
1,928
17,410
แฮร์รี่ พอตเตอร์กับถ้วยอัคนี แฮร์รี่ พอตเตอร์กับถ้วยอัคนี คือหนังสือเล่มที่สี่ในหนังสือชุดแฮร์รี่ พอตเตอร์ โดย เจ.เค. โรว์ลิ่ง และแปลโดยงามพรรณ เวชชาชีวะจัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์นานมีบุ๊คส์ ตีพิมพ์และวางจำหน่ายเป็นฉบับภาษาอังกฤษครั้งแรกในปี พ.ศ. 2543 และเป็นฉบับภาษาไทยในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2544 วรรณกรรมชุดนี้ถือว่ายาวมากอย่างไม่น่าจะมีใครทำมาก่อน โดยในฉบับภาษาไทยมีความยาวทั้งหมดถึง 832 หน้า (ฉบับบลูมส์บูรี่มีความยาวทั้งหมด 636 หน้า) หนังสือเล่มนี้สร้างสถิติโดยเป็นหนังสือเล่มแรกที่ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนมากกว่าชิ้นงานวรรณกรรมเยาวชนอื่นๆ มีเพียงหนังสือเล่มต่อๆ มาในชุดเดียวกันนี้เท่านั้นที่สามารถลบสถิตินี้ได้ นั่นคือแฮร์รี่ พอตเตอร์กับภาคีนกฟีนิกซ์และแฮร์รี่ พอตเตอร์กับเจ้าชายเลือดผสม โดยเฉพาะจากการที่ เจ. เค. โรว์ลิ่งออกมาเตือนผู้อ่านก่อนหนังสือจะตีพิมพ์ว่าจะมีตัวละครเสียชีวิตในเล่มนี้ ซึ่งสร้างกระแสของการคาดการณ์ว่าตัวละครใดจะเสียชีวิต และสร้างปรากฏการณ์ 'คลั่งแฮร์รี่ พอตเตอร์' ทั่วโลก วรรณกรรมชิ้นนี้ยังได้รับรางวัล Hugo Award ใน พ.ศ. 2544 อีกด้วยโครงเรื่องโดยรวมหน้าร้อนของแฮร์รี่และควิดดิชเวิลด์คัพ โครงเรื่องโดยรวม. หน้าร้อนของแฮร์รี่และควิดดิชเวิลด์คัพ. เนื้อเรื่องตอนนี้เริ่มต้นที่ความฝันของแฮร์รี่ พอตเตอร์ โดยเห็นในความฝันว่าลอร์ดโวลเดอมอร์ได้พบกับลูกสมุนของเขาซึ่งหนีจากเงื้อมมือของแฮร์รี่ (รวมถึงซิเรียสและลูปิน) ไปได้ในเล่มที่แล้วคือ "หางหนอน" หรือปีเตอร์ เพ็ตติกรูว์ หางหนอนได้รับสั่งจากโวลเดอมอร์ให้ลักพาตัวแฮร์รี่มา เพื่อจะกลับคืนสู่อำนาจอีกครั้ง ในฝันแฮร์รี่ยังเห็นลอร์ดโวลเดอมอร์ฆาตกรรมชายแก่มักเกิ้ลผู้โชคร้ายที่บังเอิญไปแอบได้ยินแผนการนี้เข้า แฮร์รี่สะดุ้งตื่นขึ้นพร้อมกับปวดแสบปวดร้อนที่แผลเป็นรูปสายฟ้ากลางหน้าผากของเขา แฮร์รี่กังวลเกี่ยวกับสิ่งที่ฝันเห็นและการเจ็บของแผลเป็นอีกครั้งแต่ก็ไม่อยากส่งข่าวไปบอกซิเรียส แบล็ก พ่อทูนหัวของเขาซึ่งกำลังซ่อนตัวอยู่เพราะกลัวว่าซิเรียสจะเป็นห่วงจนเสี่ยงกลับมาหาตน ปิดเทอมฤดูร้อนนี้ครอบครัววีสลีย์มารับแฮร์รี่จากบ้านของพวกเดอร์สลีย์ในซอยพรีเว็ตไปเพื่อไปชมการแข่งขันควิดดิชเวิลด์คัพ ซึ่งอังกฤษเป็นเจ้าภาพในปีนั้น การแข่งขันชิงแชมป์ระหว่างไอร์แลนด์และบัลแกเรีย เต็มไปด้วยความตื่นเต้นเร้าใจโดยเฉพาะในตัวผู้เล่นซีกเกอร์ของบัลแกเรีย วิกเตอร์ ครัม หลังการแข่งขันจบลงได้เกิดเหตุร้ายขึ้น มีกลุ่มอดีตผู้เสพความตายออกมาอาละวาดและโจมตีเจ้าของที่ดินผู้เป็นมักเกิ้ลแต่ต้องหนีไปในเวลาต่อมา เนื่องจากมีคนเสกตรามาร (สัญลักษณ์ของโวลเดอมอร์) พลอยทำให้ผู้ที่แตกตื่นอยู่แล้วตื่นตระหนกยิ่งขึ้น เจ้าหน้าที่กระทรวงเวทมนตร์พบว่าผู้ถือไม้กายสิทธิ์คือ วิงกี้ เอลฟ์ประจำบ้านของบาร์ตี้ เคร้าช์ เจ้าหน้าที่ระดับสูงคนหนึ่ง วิงกี้ถูกจับพร้อมกับถือไม้กายสิทธิ์ของแฮร์รี่ ซึ่งแฮร์รี่บอกว่าหล่นหายระหว่างชมการแข่งขัน ทำให้บาร์ตี้ เคร้าช์โกรธมากถึงกับไล่เอลฟ์ประจำบ้านของตนออก และทำให้เฮอร์ไมโอนี่เริ่มโครงการรณรงค์เพื่อสิทธิเอลฟ์การเปิดปีการศึกษาใหม่ของฮอกวอตส์และการประลองเวทไตรภาคี การเปิดปีการศึกษาใหม่ของฮอกวอตส์และการประลองเวทไตรภาคี. แฮร์รี่กลับมาเรียนชั้นปีที่สี่ที่ฮอกวอตส์ในปีการศึกษาใหม่(ปี 4) และพบว่าอาจารย์สอนวิชาการต่อสู้กับศาสตร์มืดคนใหม่คืออลาสเตอร์ มู้ดดี้ ชายแก่อดีตมือปราบมารซึ่งมีนิสัยบ้าบิ่นแปลกๆ และมีตาวิเศษที่สามารถมองทะลุได้ รวมถึงการที่เขาไม่ค่อยถูกกับสเนปเท่าไรนัก และดูจะเอ็นดูแฮร์รี่เป็นพิเศษจากการที่เขาช่วยแฮร์รี่ไว้หลายครั้งจากสเนปและพวกของมัลฟอย มู้ดดี้สอนให้นักเรียนให้รู้จักกับคำสาปโทษผิดสถานเดียวได้แก่ คำสาปกรีดแทง คำสาปสะกดใจและ คำสาปพิฆาตซึ่งผู้ใช้คำสาปเหล่านี้กับคนอื่นมีโทษสถานเดียวคือถูกจองจำที่คุกอัซคาบันตลอดชีวิต มู้ดดี้เป็นที่ชื่นชอบของนักเรียนมากจากวิธีการสอนที่ท้าทายของเขา ในปีนี้ไม่มีการแข่งขันควิดดิชระหว่างบ้านแต่ได้มีการจัดการแข่งขันประลองเวทย์ไตรภาคีขึ้นมาอีกครั้งหลังจากระงับไปเป็นเวลานานเนื่องจากยอดการเสียชีวิตจากการแข่งขันสูงมาก การประลองเวทย์ไตรภาคีเป็นการแข่งขันระหว่างโรงเรียนเวทมนตร์คาถาที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปสามโรงเรียนได้แก่ฮอกวอตส์, โบซ์บาตงและเดิร์มสแตรงก์ โดยผู้ที่จะเข้าแข่งขันจะต้องหย่อนชื่อของตนเองลงไปในถ้วยอัคนี ซึ่งจะดีดชื่อของตัวแทนโรงเรียนที่ได้รับการคัดเลือก ตัวแทนของโบซ์บาตงคือ เฟลอร์ เดอลากูร์ สาวสวยเลือดผสมวีล่า ตัวแทนของเดิร์มสแตรงคือ วิกเตอร์ ครัม ซีกเกอร์ทีมชาติบัลแกเรียผู้เก่งกาจ และตัวแทนของฮอกวอตส์คือเซดริก ดิกกอรี่จากบ้านฮัฟเฟิลพัฟ เด็กหนุ่มหน้าตาดีและนิสัยดี และคนสุดท้ายคือ แฮร์รี่ พอตเตอร์ซึ่งอายุไม่ถึงเกณฑ์และได้รับคัดเลือกด้วย ทำให้ทุกคนพากันคิดว่าเขาใช้กลโกงเพื่อให้ได้เป็นตัวแทน แม้แต่รอน วีสลีย์ เพื่อนรักที่สุดของแฮร์รี่ก็ไม่เว้น เพราะรอนมีปมในใจว่าตนมักจะถูกมองข้าม ไม่เป็นที่สนใจเหมือนแฮร์รี่ ทำให้ทั้งสองโกรธกันและไม่พูดกันเลยหลังจากนั้น แฮร์รี่ต้องหาหนทางผ่านภารกิจที่ต้องแข่งขันร่วมกับเฮอร์ไมโอนี่ เกรนเจอร์เพื่อนสนิทที่เหลืออยู่ของเขา แฮร์รี่สังเกตเห็นโช แชงซีกเกอร์จากบ้านเรเวนคลอและแอบชอบเธออยู่ ภารกิจแรกปิดเป็นความลับเพื่อทดสอบความกล้าหาญของผู้เข้าแข่งขัน แต่แฮกริดแอบพาแฮร์รี่ไปดูว่าภารกิจแรกของตัวแทนคือการต่อสู้กับมังกรเพื่อชิงไข่ทองคำจากมันมา (ไข่ดังกล่าวอยู่รวมกับไข่มังกรจริงๆ ทำให้มังกรมีลักษณะดุร้ายเป็นพิเศษ) เช่นเดียวกับมาดามมักซีม อาจารย์ใหญ่แห่งวิทยาลัยโบซ์บาตง ไอกอร์ คาร์คารอฟ อาจารย์ใหญ่ของสถาบันเดิร์มสแตรงก์ก็รู้เห็นถึงภารกิจนี้เหมือนกัน แต่เขาลักลอบเข้าไปดู ทำให้แฮร์รี่ต้องไปบอกรายละเอียดของภารกิจแรกให้เซดริก ดิกกอรี่ด้วยเพราะคงเหลือเขาคนเดียวเท่านั้นที่ยังไม่ทราบถึงภารกิจ (ค่อนข้างแน่นอนว่าอาจารย์ใหญ่ของทั้งสองโรงเรียนจะต้องนำข้อมูลดังกล่าวไปบอกกับตัวแทนแน่นอน) แฮร์รี่ตกใจเมื่อศาสตราจารย์มู้ดดี้เรียกแฮร์รี่เข้าไปพบหลังจากเห็นแฮร์รี่ทำอย่างนั้น แต่ไม่ใช่เพื่ออบรม กลับชมแฮร์รี่ที่ทำเช่นนั้น นอกจากนั้นเขายังบอกใบ้วิธีให้แฮร์รี่ผ่านภารกิจแรกอีกด้วย ก่อนที่ภารกิจแรกจะเริ่มขึ้น ตัวแทนทั้งสี่จะต้อบจับฉลากหมายเลขที่แสดงถึงพันธุ์ของมังกรที่พวกเขาจะต้องสู้กับจากถุงผ้าไหม แฮร์รี่จับฉลากได้หมายเลขสี่ ซึ่งแทนพันธุ์ฮังการีหางหนาม พันธุ์ที่ว่ากันว่าอันตรายที่สุด ด้วยประสิทธิภาพของไม้กวาดไฟร์โบลต์ แฮร์รี่สามารถหลอกล่อมังกรและชิงไข่ทองคำจากมันได้โดยได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยที่ไหล่เท่านั้น ไข่ทองคำนี้มีปริศนาที่ต้องไขเพื่อนำไปสู่ภารกิจที่สอง ภารกิจดังกล่าวสร้างความตื่นตระหนกให้แก่เพื่อนของแฮร์รี่ทั้งสองคนเป็นอย่างมาก และทำให้รอนกลับมาคืนดีกับแฮร์รี่เพราะเขารู้แล้วว่าการแข่งขันดังกล่าวมีอันตรายต่อแฮร์รี่ขนาดไหน ภารกิจที่ตามมานั้นจะจัดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ ระหว่างนั้นริต้า สกีตเตอร์ นักข่าวจากหนังสือพิมพ์เดลี่พรอเฟ็ต ผู้ที่ชอบเขียนข่าวบิดเบือนได้ลงข่าวป้ายสี โดยหาว่าแฮร์รี่สติไม่ดี และจับคู่เฮอร์ไมโอนี่กับแฮร์รี่ในทางเสียๆ หายๆ (เนื่องจากเฮอร์ไมโอนี่ว่ากล่าวริต้า สกีตเตอร์ว่าเธอเป็นคนหลอกลวงทำให้เธอไม่พอใจ) จนทำให้แม้แต่แม่ของรอน มอลลี่ วีสลีย์เกิดความเข้าใจผิดๆ อยู่นานกว่าความเข้าใจดังกล่าวจะได้รับการแก้ไขให้ถูกต้องโดยตัวแฮร์รี่เองในเวลาต่อมา ขณะเดียวกันแฮร์รี่ยังไม่ค่อยสนใจจะไขปริศนาของไข่ทองคำที่เมื่อเปิดออกมาจะมีเสียงโหยหวนฟังไม่ได้ศัพท์เท่านั้น ในเทศกาลคริสต์มาส ฮอกวอตส์จัดงานเต้นรำขึ้น แฮร์รี่รวบรวมความกล้าไปขอโช แชงให้ไปงานเต้นรำกับเขา แต่เธอตอบปฏิเสธเนื่องจากเธอรับคำชวนของเซดริกไปแล้ว แฮร์รี่จึงขอให้ปาราวตี ปาทิล ไปงานเต้นรำกับเขาแทน ส่วนรอนชวนปัทมา ปาทิล น้องสาวของปาราวตีไป และเฮอร์ไมโอนี่ทำให้ทุกคนประหลาดใจโดยมากับวิกเตอร์ ครัมซึ่งสารภาพว่าแอบชอบและติดตามเธอมานานแล้ว แม้กระนั้น แฮร์รี่ก็ยังไม่ค่อยสนใจที่จะไขปริศนาไข่ทองคำสักเท่าไรนัก เพราะแฮกริดหายตัวไปเนื่องจากถูกริต้า สกีตเตอร์เปิดโปงว่าเป็นเขาลูกครึ่งยักษ์และให้ข่าวไปว่าแฮกริดอาจเป็นอันตรายต่อนักเรียนของฮอกวอตส์ทำให้แฮร์รี่กังวลใจ แต่แฮกริดก็กลับมาทำงานได้โดยคำพูดของดัมเบิลดอร์ รวมถึงแฮร์รี่และเพื่อนของเขา แฮกริดยังบอกให้แฮร์รี่ชนะการประลองเวทย์ให้ได้ ทำให้แฮร์รี่เริ่มพยายามไขปริศนาของไข่ทองคำเนื่องจากไม่อยากทำให้แฮกริดผิดหวัง ระหว่างนั้น เซดริก ดิกกอรี่บอกใบ้วิธีไขปริศนาไข่ทองคำแก่แฮร์รี่ เพื่อตอบแทนที่แฮร์รี่ช่วยเขาในภารกิจแรกโดยแนะนำว่าให้เอาไข่ทองคำไปเปิดใต้น้ำ แฮร์รี่ทำตามจึงรู้ว่าภารกิจที่สองคือตัวแทนแต่ละคนจะต้องไปช่วยตัวประกันซึ่งก็คือคนที่ตัวเองรักมากที่สุดซึ่งถูกจับตัวไว้ใต้ทะเลสาบ ก่อนภารกิจที่สองจะเริ่มต้นแฮร์รี่พบว่าจะต้องไปช่วยรอน ส่วนวิกเตอร์ ครัมต้องจะต้องลงไปช่วยเฮอร์ไมโอนี่ ในขณะที่เซดริกต้องลงไปช่วยโช แชง และเฟลอร์ เดอลากูร์ต้องลงไปช่วยกาเบรียลน้องสาวของเธอเอง แฮร์รี่ไม่สามารถหาวิธีที่จะลงไปใต้น้ำได้แต่ด๊อบบี้ช่วยแฮร์รี่เอาไว้ด้วยการนำหญ้าเหงือกปลาที่มีคุณสมบัติเปลี่ยนผู้กินให้กลายเป็นปลาได้ให้แก่แฮร์รี่ (ภายหลังแฮร์รี่พบว่ามันถูกขโมยมาจากห้องทำงานของสเนป) เขาแปลงกายเป็นปลาและดำลงไปช่วยตัวประกันของตัวเองและของคนอื่นๆ มาด้วยเนื่องจากคิดว่าคำใบ้ในไข่ทองคำเป็นความจริง แฮร์รี่ได้คะแนนจากกรรมการเป็นที่หนึ่งทำให้คะแนนรวมของเขาเท่ากับของเซดริก แม้จะมาเป็นคนสุดท้าย เนื่องจากกรรมการเห็นว่านี่เป็นการแสดงออกถึงคุณธรรม ภารกิจสุดท้ายคือตัวแทนจะต้องฝ่าด่านต่างๆ ในเขาวงกตซึ่งประกอบไปด้วยสัตว์ประหลาดต่างๆ แฮร์รี่และเซดริกไปถึงถ้วยไตรภาคีซึ่งอยู่ตรงกลางของเขาวงกตพร้อมกัน ทั้งคู่ตัดสินใจว่าในเมื่อพวกเขาร่วมฝ่าด่านและภารกิจทั้งสามมาด้วยกัน (โดยแฮร์รี่บอกเซดริกเกี่ยวกับภารกิจแรก และเซดริกบอกใบ้แฮร์รี่เกี่ยวกับภารกิจที่สอง)จึงควรจะจับถ้วยพร้อมกัน และอย่างไรก็ตาม ชัยชนะก็ยังคงเป็นของฮอกวอตส์อยู่ดีการเผชิญหน้าในสุสานและการเผยตัวของบาร์ตี้ เคร้าช์ จูเนียร์ การเผชิญหน้าในสุสานและการเผยตัวของบาร์ตี้ เคร้าช์ จูเนียร์. ถ้วยไตรภาคีที่จริงแล้วเป็นกุญแจนำทางซึ่งพาพวกเขาทั้งสองคนไปยังสุสาน ที่ที่พวกเขาพบกับปีเตอร์ เพ็ตติกรูว์ (หรือหางหนอน) และลอร์ดโวลเดอมอร์ เซดริกถูกปีเตอร์สังหารในทันทีโดยใช้คำสาปพิฆาต "อะวาดา เคดาฟ-รา" และกรีดเลือดของแฮร์รี่เพื่อนำไปใช้ในพิธีปลุกชีพลอร์ดโวลเดอมอร์ขึ้นมาอีกครั้ง ทำให้โวลเดอมอร์สามารถจับต้องตัวแฮร์รี่ได้และมีพลังมากกว่าเดิม ต่อมาโวลเดอร์มอร์เรียกบรรดาผู้เสพความตายมาด้วยการปลุกรอยตรามารจากตัวของเขา และบังคับให้แฮร์รี่ต่อสู้กับเขาด้วยไม้กายสิทธิ์เพื่อพิสูจน์ว่า "เด็กชายผู้รอดชีวิต" ไม่เป็นอุปสรรคต่อเขาแต่อย่างใด แต่ปรากฏว่าไม้กายสิทธิ์ของทั้งสองคนกลับให้ผลแปลกประหลาดเรียกว่า "ไพรออร์ อินคานตาโต้" เนื่องจากแกนกลางของไม้กายสิทธิ์ทำมาจากขนนกฟีนิกซ์ตัวเดียวกันซึ่งก็คือฟอกส์ ปรากฏการณ์ดังกล่าวทำให้ไม้กายสิทธิ์ของแฮร์รี่และโวลเดอมอร์เชื่อมต่อกันด้วยลำแสงสีทอง และบังคับให้ไม้กายสิทธิ์ของโวลเดอร์มอร์คายคำสาปก่อนหน้าออกมา ทำให้ภาพเงาหรือวิญญาณของผู้ที่ถูกลอร์ดโวลเดอร์มอร์สังหารปรากฏขึ้น ได้แก่เซดริก (แม้โรว์ลิ่งจะบอกว่าปีเตอร์เป็นคนฆ่าก็ตาม แต่เชื่อกันว่าปีเตอร์ใช้ไม้กายสิทธิ์ของโวลเดอมอร์) แฟรงค์ ไบรซ์ ชายแก่มักเกิ้ลที่แฮร์รี่เห็นในฝันในตอนต้น เจ้าหน้าที่กระทรวงเวทมนตร์ เบอร์ธา จอร์กิ้นส์ รวมถึงพ่อแม่ของแฮร์รี่ ทุกคนช่วยกันบังโวลเดอมอร์เพื่อเปิดทางให้แฮร์รี่หนี แฮร์รี่หนีมาจากบรรดาผู้เสพความตายพาร่างไร้ชีวิตของเซดริก ดิกกอรี่กลับมาที่ฮอกวอตส์ได้อย่างหวุดหวิดตามคำขอร้องของวิญญาณของเซดริก เมื่อแฮร์รี่กลับมาที่ฮอกวอตส์อีกครั้งท่ามกลางความงงงวยจากการหายตัวไปของเขา อาจารย์สอนวิชาการป้องกันตัวจากศาสตร์มืดและอดีตมือปราบมาร ศาสตราจารย์มู้ดดี้เป็นผู้พาเขาขึ้นไปบนปราสาท แล้วเผยตัวว่าเป็นผู้เสพความตาย และเป็นผู้อยู่เบื้องหลังของเรื่องนี้ตั้งแต่เอาชื่อแฮร์รี่ไปใส่ถ้วยอัคนี นำแฮร์รี่มาจนถึงภารกิจสุดท้าย และทำให้แน่ใจว่าแฮร์รี่จะได้เผชิญหน้ากับโวลเดอมอร์ ในขณะที่มู้ดดี้กำลังจะสังหารแฮร์รี่ ดัมเบิลดอร์,มักกอนนากัลและสเนปก็บุกเข้ามาในห้องและหยุดมู้ดดี้ไว้ และหลังจากดัมเบิลดอร์สืบสวนศาสตราจาย์มู้ดดี้ด้วยสัจจะเซรุ่มของสเนป แฮร์รี่ก็พบว่ามู้ดดี้แท้ที่จริงแล้วคือ บาร์ตี้ เคร้าช์ จูเนียร์ สมุนผู้จงรักภักดีต่อโวลเดอมอร์ที่ปลอมตัวเป็นมู้ดดี้โดยใช้น้ำยาสรรพรส ส่วนศาสตราจารย์มู้ดดี้ตัวจริงนั้นถูกบาร์ตี้จูเนียร์ซ่อนเอาไว้ในหีบวิเศษมาตลอดทั้งปี หลังจากที่ดัมเบิลดอร์ทราบแน่ชัดแล้วว่าโวลเดอมอร์กลับคืนชีพอีกครั้ง จึงเริ่มรวบรวมสมาชิกและจัดตั้งภาคีนกฟีนิกซ์ขึ้นมาใหม่ ในขณะที่มีการเปิดเผยว่าคาร์คารอฟ อาจารย์ใหญ่ของเดิร์มสแตรงก์และสเนปเคยเป็นผู้เสพความตายมาก่อน บาร์ตี้ เคร้าช์ จูเนียร์ถูกผู้คุมวิญญาณจุมพิตดูดวิญญาณออกไปเสียก่อนที่จะให้การอีกครั้งกับรัฐมนตรีกระทรวงเวทมนตร์คอร์นีเลียส ฟัดจ์ รัฐมนตรีฟัดจ์ปฏิเสธคำกล่าวของดัมเบิลดอร์และแฮร์รี่ที่ว่าโวลเดอมอร์กลับมาแล้ว แฮร์รี่ถือเป็นผู้ชนะในการแข่งขันประลองเวทย์ไตรภาคีและได้รับรางวัลทองหนึ่งพันเกลเลียน แต่เขาไม่ยินดีกับมันแม้แต่น้อย เขาพยายามมอบรางวัลทองพันเกลเลียนให้พ่อแม่ของเซดริกแต่ทั้งคู่ไม่รับ แฮร์รี่จึงมอบให้กับพี่น้องฝาแฝดเฟร็ดกับจอร์จ วีสลีย์แทน เพื่อเป็นทุนในการตั้งร้านขายของเล่นวิเศษ ส่วนเฮอร์ไมโอนี่ก็จับได้ว่าริต้า สกีตเตอร์ซึ่งลงข่าวให้ร้ายพวกเขามาตลอดแท้จริงแล้วหาข่าวโดยการแปลงเป็นแมลงปีกแข็ง ซึ่งแสดงว่าเธอเป็นแม่มดแอนนิเมจัสที่ไม่ได้จดทะเบียนอันเป็นเรื่องผิดกฎหมาย เธอจึงขังริต้าไว้ในขวดเป็นการแก้แค้นและขู่ไม่ให้ริต้าเขียนข่าวแลกกับการเก็บความลับเรื่องนี้ และปีการศึกษาของฮอกวอตส์และการเรียนในชั้นปีที่สี่ของแฮร์รี่ก็จบลงอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นจากความกลัวหรือโกรธของฟัดจ์ส่งผลให้ดัมเบิลดอร์ถูกปลดออกจากตำแหน่งสำคัญๆ หลายตำแหน่งในโลกผู้วิเศษ และมอบชื่อเสียให้กับแฮร์รี่และดัมเบิลดอร์ในหนังสือเล่มต่อมา
แฮร์รี่ พอตเตอร์กับถ้วยอัคนี คือนวนิยายเล่มที่เท่าใดในนวนิยายชุดแฮร์รี่ พอตเตอร์
{ "answer": [ "สี่" ], "answer_begin_position": [ 176 ], "answer_end_position": [ 179 ] }
1,929
17,410
แฮร์รี่ พอตเตอร์กับถ้วยอัคนี แฮร์รี่ พอตเตอร์กับถ้วยอัคนี คือหนังสือเล่มที่สี่ในหนังสือชุดแฮร์รี่ พอตเตอร์ โดย เจ.เค. โรว์ลิ่ง และแปลโดยงามพรรณ เวชชาชีวะจัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์นานมีบุ๊คส์ ตีพิมพ์และวางจำหน่ายเป็นฉบับภาษาอังกฤษครั้งแรกในปี พ.ศ. 2543 และเป็นฉบับภาษาไทยในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2544 วรรณกรรมชุดนี้ถือว่ายาวมากอย่างไม่น่าจะมีใครทำมาก่อน โดยในฉบับภาษาไทยมีความยาวทั้งหมดถึง 832 หน้า (ฉบับบลูมส์บูรี่มีความยาวทั้งหมด 636 หน้า) หนังสือเล่มนี้สร้างสถิติโดยเป็นหนังสือเล่มแรกที่ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนมากกว่าชิ้นงานวรรณกรรมเยาวชนอื่นๆ มีเพียงหนังสือเล่มต่อๆ มาในชุดเดียวกันนี้เท่านั้นที่สามารถลบสถิตินี้ได้ นั่นคือแฮร์รี่ พอตเตอร์กับภาคีนกฟีนิกซ์และแฮร์รี่ พอตเตอร์กับเจ้าชายเลือดผสม โดยเฉพาะจากการที่ เจ. เค. โรว์ลิ่งออกมาเตือนผู้อ่านก่อนหนังสือจะตีพิมพ์ว่าจะมีตัวละครเสียชีวิตในเล่มนี้ ซึ่งสร้างกระแสของการคาดการณ์ว่าตัวละครใดจะเสียชีวิต และสร้างปรากฏการณ์ 'คลั่งแฮร์รี่ พอตเตอร์' ทั่วโลก วรรณกรรมชิ้นนี้ยังได้รับรางวัล Hugo Award ใน พ.ศ. 2544 อีกด้วยโครงเรื่องโดยรวมหน้าร้อนของแฮร์รี่และควิดดิชเวิลด์คัพ โครงเรื่องโดยรวม. หน้าร้อนของแฮร์รี่และควิดดิชเวิลด์คัพ. เนื้อเรื่องตอนนี้เริ่มต้นที่ความฝันของแฮร์รี่ พอตเตอร์ โดยเห็นในความฝันว่าลอร์ดโวลเดอมอร์ได้พบกับลูกสมุนของเขาซึ่งหนีจากเงื้อมมือของแฮร์รี่ (รวมถึงซิเรียสและลูปิน) ไปได้ในเล่มที่แล้วคือ "หางหนอน" หรือปีเตอร์ เพ็ตติกรูว์ หางหนอนได้รับสั่งจากโวลเดอมอร์ให้ลักพาตัวแฮร์รี่มา เพื่อจะกลับคืนสู่อำนาจอีกครั้ง ในฝันแฮร์รี่ยังเห็นลอร์ดโวลเดอมอร์ฆาตกรรมชายแก่มักเกิ้ลผู้โชคร้ายที่บังเอิญไปแอบได้ยินแผนการนี้เข้า แฮร์รี่สะดุ้งตื่นขึ้นพร้อมกับปวดแสบปวดร้อนที่แผลเป็นรูปสายฟ้ากลางหน้าผากของเขา แฮร์รี่กังวลเกี่ยวกับสิ่งที่ฝันเห็นและการเจ็บของแผลเป็นอีกครั้งแต่ก็ไม่อยากส่งข่าวไปบอกซิเรียส แบล็ก พ่อทูนหัวของเขาซึ่งกำลังซ่อนตัวอยู่เพราะกลัวว่าซิเรียสจะเป็นห่วงจนเสี่ยงกลับมาหาตน ปิดเทอมฤดูร้อนนี้ครอบครัววีสลีย์มารับแฮร์รี่จากบ้านของพวกเดอร์สลีย์ในซอยพรีเว็ตไปเพื่อไปชมการแข่งขันควิดดิชเวิลด์คัพ ซึ่งอังกฤษเป็นเจ้าภาพในปีนั้น การแข่งขันชิงแชมป์ระหว่างไอร์แลนด์และบัลแกเรีย เต็มไปด้วยความตื่นเต้นเร้าใจโดยเฉพาะในตัวผู้เล่นซีกเกอร์ของบัลแกเรีย วิกเตอร์ ครัม หลังการแข่งขันจบลงได้เกิดเหตุร้ายขึ้น มีกลุ่มอดีตผู้เสพความตายออกมาอาละวาดและโจมตีเจ้าของที่ดินผู้เป็นมักเกิ้ลแต่ต้องหนีไปในเวลาต่อมา เนื่องจากมีคนเสกตรามาร (สัญลักษณ์ของโวลเดอมอร์) พลอยทำให้ผู้ที่แตกตื่นอยู่แล้วตื่นตระหนกยิ่งขึ้น เจ้าหน้าที่กระทรวงเวทมนตร์พบว่าผู้ถือไม้กายสิทธิ์คือ วิงกี้ เอลฟ์ประจำบ้านของบาร์ตี้ เคร้าช์ เจ้าหน้าที่ระดับสูงคนหนึ่ง วิงกี้ถูกจับพร้อมกับถือไม้กายสิทธิ์ของแฮร์รี่ ซึ่งแฮร์รี่บอกว่าหล่นหายระหว่างชมการแข่งขัน ทำให้บาร์ตี้ เคร้าช์โกรธมากถึงกับไล่เอลฟ์ประจำบ้านของตนออก และทำให้เฮอร์ไมโอนี่เริ่มโครงการรณรงค์เพื่อสิทธิเอลฟ์การเปิดปีการศึกษาใหม่ของฮอกวอตส์และการประลองเวทไตรภาคี การเปิดปีการศึกษาใหม่ของฮอกวอตส์และการประลองเวทไตรภาคี. แฮร์รี่กลับมาเรียนชั้นปีที่สี่ที่ฮอกวอตส์ในปีการศึกษาใหม่(ปี 4) และพบว่าอาจารย์สอนวิชาการต่อสู้กับศาสตร์มืดคนใหม่คืออลาสเตอร์ มู้ดดี้ ชายแก่อดีตมือปราบมารซึ่งมีนิสัยบ้าบิ่นแปลกๆ และมีตาวิเศษที่สามารถมองทะลุได้ รวมถึงการที่เขาไม่ค่อยถูกกับสเนปเท่าไรนัก และดูจะเอ็นดูแฮร์รี่เป็นพิเศษจากการที่เขาช่วยแฮร์รี่ไว้หลายครั้งจากสเนปและพวกของมัลฟอย มู้ดดี้สอนให้นักเรียนให้รู้จักกับคำสาปโทษผิดสถานเดียวได้แก่ คำสาปกรีดแทง คำสาปสะกดใจและ คำสาปพิฆาตซึ่งผู้ใช้คำสาปเหล่านี้กับคนอื่นมีโทษสถานเดียวคือถูกจองจำที่คุกอัซคาบันตลอดชีวิต มู้ดดี้เป็นที่ชื่นชอบของนักเรียนมากจากวิธีการสอนที่ท้าทายของเขา ในปีนี้ไม่มีการแข่งขันควิดดิชระหว่างบ้านแต่ได้มีการจัดการแข่งขันประลองเวทย์ไตรภาคีขึ้นมาอีกครั้งหลังจากระงับไปเป็นเวลานานเนื่องจากยอดการเสียชีวิตจากการแข่งขันสูงมาก การประลองเวทย์ไตรภาคีเป็นการแข่งขันระหว่างโรงเรียนเวทมนตร์คาถาที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปสามโรงเรียนได้แก่ฮอกวอตส์, โบซ์บาตงและเดิร์มสแตรงก์ โดยผู้ที่จะเข้าแข่งขันจะต้องหย่อนชื่อของตนเองลงไปในถ้วยอัคนี ซึ่งจะดีดชื่อของตัวแทนโรงเรียนที่ได้รับการคัดเลือก ตัวแทนของโบซ์บาตงคือ เฟลอร์ เดอลากูร์ สาวสวยเลือดผสมวีล่า ตัวแทนของเดิร์มสแตรงคือ วิกเตอร์ ครัม ซีกเกอร์ทีมชาติบัลแกเรียผู้เก่งกาจ และตัวแทนของฮอกวอตส์คือเซดริก ดิกกอรี่จากบ้านฮัฟเฟิลพัฟ เด็กหนุ่มหน้าตาดีและนิสัยดี และคนสุดท้ายคือ แฮร์รี่ พอตเตอร์ซึ่งอายุไม่ถึงเกณฑ์และได้รับคัดเลือกด้วย ทำให้ทุกคนพากันคิดว่าเขาใช้กลโกงเพื่อให้ได้เป็นตัวแทน แม้แต่รอน วีสลีย์ เพื่อนรักที่สุดของแฮร์รี่ก็ไม่เว้น เพราะรอนมีปมในใจว่าตนมักจะถูกมองข้าม ไม่เป็นที่สนใจเหมือนแฮร์รี่ ทำให้ทั้งสองโกรธกันและไม่พูดกันเลยหลังจากนั้น แฮร์รี่ต้องหาหนทางผ่านภารกิจที่ต้องแข่งขันร่วมกับเฮอร์ไมโอนี่ เกรนเจอร์เพื่อนสนิทที่เหลืออยู่ของเขา แฮร์รี่สังเกตเห็นโช แชงซีกเกอร์จากบ้านเรเวนคลอและแอบชอบเธออยู่ ภารกิจแรกปิดเป็นความลับเพื่อทดสอบความกล้าหาญของผู้เข้าแข่งขัน แต่แฮกริดแอบพาแฮร์รี่ไปดูว่าภารกิจแรกของตัวแทนคือการต่อสู้กับมังกรเพื่อชิงไข่ทองคำจากมันมา (ไข่ดังกล่าวอยู่รวมกับไข่มังกรจริงๆ ทำให้มังกรมีลักษณะดุร้ายเป็นพิเศษ) เช่นเดียวกับมาดามมักซีม อาจารย์ใหญ่แห่งวิทยาลัยโบซ์บาตง ไอกอร์ คาร์คารอฟ อาจารย์ใหญ่ของสถาบันเดิร์มสแตรงก์ก็รู้เห็นถึงภารกิจนี้เหมือนกัน แต่เขาลักลอบเข้าไปดู ทำให้แฮร์รี่ต้องไปบอกรายละเอียดของภารกิจแรกให้เซดริก ดิกกอรี่ด้วยเพราะคงเหลือเขาคนเดียวเท่านั้นที่ยังไม่ทราบถึงภารกิจ (ค่อนข้างแน่นอนว่าอาจารย์ใหญ่ของทั้งสองโรงเรียนจะต้องนำข้อมูลดังกล่าวไปบอกกับตัวแทนแน่นอน) แฮร์รี่ตกใจเมื่อศาสตราจารย์มู้ดดี้เรียกแฮร์รี่เข้าไปพบหลังจากเห็นแฮร์รี่ทำอย่างนั้น แต่ไม่ใช่เพื่ออบรม กลับชมแฮร์รี่ที่ทำเช่นนั้น นอกจากนั้นเขายังบอกใบ้วิธีให้แฮร์รี่ผ่านภารกิจแรกอีกด้วย ก่อนที่ภารกิจแรกจะเริ่มขึ้น ตัวแทนทั้งสี่จะต้อบจับฉลากหมายเลขที่แสดงถึงพันธุ์ของมังกรที่พวกเขาจะต้องสู้กับจากถุงผ้าไหม แฮร์รี่จับฉลากได้หมายเลขสี่ ซึ่งแทนพันธุ์ฮังการีหางหนาม พันธุ์ที่ว่ากันว่าอันตรายที่สุด ด้วยประสิทธิภาพของไม้กวาดไฟร์โบลต์ แฮร์รี่สามารถหลอกล่อมังกรและชิงไข่ทองคำจากมันได้โดยได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยที่ไหล่เท่านั้น ไข่ทองคำนี้มีปริศนาที่ต้องไขเพื่อนำไปสู่ภารกิจที่สอง ภารกิจดังกล่าวสร้างความตื่นตระหนกให้แก่เพื่อนของแฮร์รี่ทั้งสองคนเป็นอย่างมาก และทำให้รอนกลับมาคืนดีกับแฮร์รี่เพราะเขารู้แล้วว่าการแข่งขันดังกล่าวมีอันตรายต่อแฮร์รี่ขนาดไหน ภารกิจที่ตามมานั้นจะจัดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ ระหว่างนั้นริต้า สกีตเตอร์ นักข่าวจากหนังสือพิมพ์เดลี่พรอเฟ็ต ผู้ที่ชอบเขียนข่าวบิดเบือนได้ลงข่าวป้ายสี โดยหาว่าแฮร์รี่สติไม่ดี และจับคู่เฮอร์ไมโอนี่กับแฮร์รี่ในทางเสียๆ หายๆ (เนื่องจากเฮอร์ไมโอนี่ว่ากล่าวริต้า สกีตเตอร์ว่าเธอเป็นคนหลอกลวงทำให้เธอไม่พอใจ) จนทำให้แม้แต่แม่ของรอน มอลลี่ วีสลีย์เกิดความเข้าใจผิดๆ อยู่นานกว่าความเข้าใจดังกล่าวจะได้รับการแก้ไขให้ถูกต้องโดยตัวแฮร์รี่เองในเวลาต่อมา ขณะเดียวกันแฮร์รี่ยังไม่ค่อยสนใจจะไขปริศนาของไข่ทองคำที่เมื่อเปิดออกมาจะมีเสียงโหยหวนฟังไม่ได้ศัพท์เท่านั้น ในเทศกาลคริสต์มาส ฮอกวอตส์จัดงานเต้นรำขึ้น แฮร์รี่รวบรวมความกล้าไปขอโช แชงให้ไปงานเต้นรำกับเขา แต่เธอตอบปฏิเสธเนื่องจากเธอรับคำชวนของเซดริกไปแล้ว แฮร์รี่จึงขอให้ปาราวตี ปาทิล ไปงานเต้นรำกับเขาแทน ส่วนรอนชวนปัทมา ปาทิล น้องสาวของปาราวตีไป และเฮอร์ไมโอนี่ทำให้ทุกคนประหลาดใจโดยมากับวิกเตอร์ ครัมซึ่งสารภาพว่าแอบชอบและติดตามเธอมานานแล้ว แม้กระนั้น แฮร์รี่ก็ยังไม่ค่อยสนใจที่จะไขปริศนาไข่ทองคำสักเท่าไรนัก เพราะแฮกริดหายตัวไปเนื่องจากถูกริต้า สกีตเตอร์เปิดโปงว่าเป็นเขาลูกครึ่งยักษ์และให้ข่าวไปว่าแฮกริดอาจเป็นอันตรายต่อนักเรียนของฮอกวอตส์ทำให้แฮร์รี่กังวลใจ แต่แฮกริดก็กลับมาทำงานได้โดยคำพูดของดัมเบิลดอร์ รวมถึงแฮร์รี่และเพื่อนของเขา แฮกริดยังบอกให้แฮร์รี่ชนะการประลองเวทย์ให้ได้ ทำให้แฮร์รี่เริ่มพยายามไขปริศนาของไข่ทองคำเนื่องจากไม่อยากทำให้แฮกริดผิดหวัง ระหว่างนั้น เซดริก ดิกกอรี่บอกใบ้วิธีไขปริศนาไข่ทองคำแก่แฮร์รี่ เพื่อตอบแทนที่แฮร์รี่ช่วยเขาในภารกิจแรกโดยแนะนำว่าให้เอาไข่ทองคำไปเปิดใต้น้ำ แฮร์รี่ทำตามจึงรู้ว่าภารกิจที่สองคือตัวแทนแต่ละคนจะต้องไปช่วยตัวประกันซึ่งก็คือคนที่ตัวเองรักมากที่สุดซึ่งถูกจับตัวไว้ใต้ทะเลสาบ ก่อนภารกิจที่สองจะเริ่มต้นแฮร์รี่พบว่าจะต้องไปช่วยรอน ส่วนวิกเตอร์ ครัมต้องจะต้องลงไปช่วยเฮอร์ไมโอนี่ ในขณะที่เซดริกต้องลงไปช่วยโช แชง และเฟลอร์ เดอลากูร์ต้องลงไปช่วยกาเบรียลน้องสาวของเธอเอง แฮร์รี่ไม่สามารถหาวิธีที่จะลงไปใต้น้ำได้แต่ด๊อบบี้ช่วยแฮร์รี่เอาไว้ด้วยการนำหญ้าเหงือกปลาที่มีคุณสมบัติเปลี่ยนผู้กินให้กลายเป็นปลาได้ให้แก่แฮร์รี่ (ภายหลังแฮร์รี่พบว่ามันถูกขโมยมาจากห้องทำงานของสเนป) เขาแปลงกายเป็นปลาและดำลงไปช่วยตัวประกันของตัวเองและของคนอื่นๆ มาด้วยเนื่องจากคิดว่าคำใบ้ในไข่ทองคำเป็นความจริง แฮร์รี่ได้คะแนนจากกรรมการเป็นที่หนึ่งทำให้คะแนนรวมของเขาเท่ากับของเซดริก แม้จะมาเป็นคนสุดท้าย เนื่องจากกรรมการเห็นว่านี่เป็นการแสดงออกถึงคุณธรรม ภารกิจสุดท้ายคือตัวแทนจะต้องฝ่าด่านต่างๆ ในเขาวงกตซึ่งประกอบไปด้วยสัตว์ประหลาดต่างๆ แฮร์รี่และเซดริกไปถึงถ้วยไตรภาคีซึ่งอยู่ตรงกลางของเขาวงกตพร้อมกัน ทั้งคู่ตัดสินใจว่าในเมื่อพวกเขาร่วมฝ่าด่านและภารกิจทั้งสามมาด้วยกัน (โดยแฮร์รี่บอกเซดริกเกี่ยวกับภารกิจแรก และเซดริกบอกใบ้แฮร์รี่เกี่ยวกับภารกิจที่สอง)จึงควรจะจับถ้วยพร้อมกัน และอย่างไรก็ตาม ชัยชนะก็ยังคงเป็นของฮอกวอตส์อยู่ดีการเผชิญหน้าในสุสานและการเผยตัวของบาร์ตี้ เคร้าช์ จูเนียร์ การเผชิญหน้าในสุสานและการเผยตัวของบาร์ตี้ เคร้าช์ จูเนียร์. ถ้วยไตรภาคีที่จริงแล้วเป็นกุญแจนำทางซึ่งพาพวกเขาทั้งสองคนไปยังสุสาน ที่ที่พวกเขาพบกับปีเตอร์ เพ็ตติกรูว์ (หรือหางหนอน) และลอร์ดโวลเดอมอร์ เซดริกถูกปีเตอร์สังหารในทันทีโดยใช้คำสาปพิฆาต "อะวาดา เคดาฟ-รา" และกรีดเลือดของแฮร์รี่เพื่อนำไปใช้ในพิธีปลุกชีพลอร์ดโวลเดอมอร์ขึ้นมาอีกครั้ง ทำให้โวลเดอมอร์สามารถจับต้องตัวแฮร์รี่ได้และมีพลังมากกว่าเดิม ต่อมาโวลเดอร์มอร์เรียกบรรดาผู้เสพความตายมาด้วยการปลุกรอยตรามารจากตัวของเขา และบังคับให้แฮร์รี่ต่อสู้กับเขาด้วยไม้กายสิทธิ์เพื่อพิสูจน์ว่า "เด็กชายผู้รอดชีวิต" ไม่เป็นอุปสรรคต่อเขาแต่อย่างใด แต่ปรากฏว่าไม้กายสิทธิ์ของทั้งสองคนกลับให้ผลแปลกประหลาดเรียกว่า "ไพรออร์ อินคานตาโต้" เนื่องจากแกนกลางของไม้กายสิทธิ์ทำมาจากขนนกฟีนิกซ์ตัวเดียวกันซึ่งก็คือฟอกส์ ปรากฏการณ์ดังกล่าวทำให้ไม้กายสิทธิ์ของแฮร์รี่และโวลเดอมอร์เชื่อมต่อกันด้วยลำแสงสีทอง และบังคับให้ไม้กายสิทธิ์ของโวลเดอร์มอร์คายคำสาปก่อนหน้าออกมา ทำให้ภาพเงาหรือวิญญาณของผู้ที่ถูกลอร์ดโวลเดอร์มอร์สังหารปรากฏขึ้น ได้แก่เซดริก (แม้โรว์ลิ่งจะบอกว่าปีเตอร์เป็นคนฆ่าก็ตาม แต่เชื่อกันว่าปีเตอร์ใช้ไม้กายสิทธิ์ของโวลเดอมอร์) แฟรงค์ ไบรซ์ ชายแก่มักเกิ้ลที่แฮร์รี่เห็นในฝันในตอนต้น เจ้าหน้าที่กระทรวงเวทมนตร์ เบอร์ธา จอร์กิ้นส์ รวมถึงพ่อแม่ของแฮร์รี่ ทุกคนช่วยกันบังโวลเดอมอร์เพื่อเปิดทางให้แฮร์รี่หนี แฮร์รี่หนีมาจากบรรดาผู้เสพความตายพาร่างไร้ชีวิตของเซดริก ดิกกอรี่กลับมาที่ฮอกวอตส์ได้อย่างหวุดหวิดตามคำขอร้องของวิญญาณของเซดริก เมื่อแฮร์รี่กลับมาที่ฮอกวอตส์อีกครั้งท่ามกลางความงงงวยจากการหายตัวไปของเขา อาจารย์สอนวิชาการป้องกันตัวจากศาสตร์มืดและอดีตมือปราบมาร ศาสตราจารย์มู้ดดี้เป็นผู้พาเขาขึ้นไปบนปราสาท แล้วเผยตัวว่าเป็นผู้เสพความตาย และเป็นผู้อยู่เบื้องหลังของเรื่องนี้ตั้งแต่เอาชื่อแฮร์รี่ไปใส่ถ้วยอัคนี นำแฮร์รี่มาจนถึงภารกิจสุดท้าย และทำให้แน่ใจว่าแฮร์รี่จะได้เผชิญหน้ากับโวลเดอมอร์ ในขณะที่มู้ดดี้กำลังจะสังหารแฮร์รี่ ดัมเบิลดอร์,มักกอนนากัลและสเนปก็บุกเข้ามาในห้องและหยุดมู้ดดี้ไว้ และหลังจากดัมเบิลดอร์สืบสวนศาสตราจาย์มู้ดดี้ด้วยสัจจะเซรุ่มของสเนป แฮร์รี่ก็พบว่ามู้ดดี้แท้ที่จริงแล้วคือ บาร์ตี้ เคร้าช์ จูเนียร์ สมุนผู้จงรักภักดีต่อโวลเดอมอร์ที่ปลอมตัวเป็นมู้ดดี้โดยใช้น้ำยาสรรพรส ส่วนศาสตราจารย์มู้ดดี้ตัวจริงนั้นถูกบาร์ตี้จูเนียร์ซ่อนเอาไว้ในหีบวิเศษมาตลอดทั้งปี หลังจากที่ดัมเบิลดอร์ทราบแน่ชัดแล้วว่าโวลเดอมอร์กลับคืนชีพอีกครั้ง จึงเริ่มรวบรวมสมาชิกและจัดตั้งภาคีนกฟีนิกซ์ขึ้นมาใหม่ ในขณะที่มีการเปิดเผยว่าคาร์คารอฟ อาจารย์ใหญ่ของเดิร์มสแตรงก์และสเนปเคยเป็นผู้เสพความตายมาก่อน บาร์ตี้ เคร้าช์ จูเนียร์ถูกผู้คุมวิญญาณจุมพิตดูดวิญญาณออกไปเสียก่อนที่จะให้การอีกครั้งกับรัฐมนตรีกระทรวงเวทมนตร์คอร์นีเลียส ฟัดจ์ รัฐมนตรีฟัดจ์ปฏิเสธคำกล่าวของดัมเบิลดอร์และแฮร์รี่ที่ว่าโวลเดอมอร์กลับมาแล้ว แฮร์รี่ถือเป็นผู้ชนะในการแข่งขันประลองเวทย์ไตรภาคีและได้รับรางวัลทองหนึ่งพันเกลเลียน แต่เขาไม่ยินดีกับมันแม้แต่น้อย เขาพยายามมอบรางวัลทองพันเกลเลียนให้พ่อแม่ของเซดริกแต่ทั้งคู่ไม่รับ แฮร์รี่จึงมอบให้กับพี่น้องฝาแฝดเฟร็ดกับจอร์จ วีสลีย์แทน เพื่อเป็นทุนในการตั้งร้านขายของเล่นวิเศษ ส่วนเฮอร์ไมโอนี่ก็จับได้ว่าริต้า สกีตเตอร์ซึ่งลงข่าวให้ร้ายพวกเขามาตลอดแท้จริงแล้วหาข่าวโดยการแปลงเป็นแมลงปีกแข็ง ซึ่งแสดงว่าเธอเป็นแม่มดแอนนิเมจัสที่ไม่ได้จดทะเบียนอันเป็นเรื่องผิดกฎหมาย เธอจึงขังริต้าไว้ในขวดเป็นการแก้แค้นและขู่ไม่ให้ริต้าเขียนข่าวแลกกับการเก็บความลับเรื่องนี้ และปีการศึกษาของฮอกวอตส์และการเรียนในชั้นปีที่สี่ของแฮร์รี่ก็จบลงอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นจากความกลัวหรือโกรธของฟัดจ์ส่งผลให้ดัมเบิลดอร์ถูกปลดออกจากตำแหน่งสำคัญๆ หลายตำแหน่งในโลกผู้วิเศษ และมอบชื่อเสียให้กับแฮร์รี่และดัมเบิลดอร์ในหนังสือเล่มต่อมา
ผู้ใดแปลนวนิยายแฮร์รี่ พอตเตอร์กับถ้วยอัคนีเป็นภาษาไทย
{ "answer": [ "งามพรรณ เวชชาชีวะ" ], "answer_begin_position": [ 237 ], "answer_end_position": [ 254 ] }
1,930
8,620
สงครามเกาหลี สงครามเกาหลี (25 มิถุนายน 1950 – 27 กรกฎาคม 1953) เป็นสงครามระหว่างสาธารณรัฐเกาหลี (เกาหลีใต้) โดยได้รับการสนับสนุนจากสหประชาชาติฝ่ายหนึ่ง กับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี (เกาหลีเหนือ) โดยได้รับการสนับสนุนจากสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นหลัก อีกฝ่ายหนึ่ง สงครามเกาหลีเป็นผลจากเขตทางการเมืองของเกาหลีโดยความตกลงที่ฝ่ายสัมพันธมิตรผู้ชนะกระทำเมื่อสงครามแปซิฟิกยุติ คาบสมุทรเกาหลีถูกจักรวรรดิญี่ปุ่นปกครองตั้งแต่ปี 1910 กระทั่งสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุด หลังการยอมจำนนของจักรวรรดิญี่ปุ่นในเดือนกันยายน 1945 นักปกครองชาวอเมริกันได้แบ่งคาบสมุทรตามเส้นขนานที่ 38 โดยกองกำลังทหารสหรัฐยึดครองส่วนใต้ และกองกำลังทหารโซเวียตยึดครองส่วนเหนือ ความล้มเหลวในการจัดการเลือกตั้งเสรีทั่วคาบสมุทรเกาหลีในปี 1948 ยิ่งตอกลึกการแบ่งแยกระหว่างสองฝ่าย เกาหลีเหนือจึงสถาปนารัฐบาลคอมมิวนิสต์ ขณะที่เกาหลีใต้สถาปนารัฐบาลประชาธิปไตยในนาม เส้นขนานที่ 38 กลายเป็นพรมแดนทางการเมืองเพิ่มขึ้นระหว่างสองรัฐเกาหลี แม้การเจรจาเพื่อรวมประเทศยังคงดำเนินต่อมาหลายเดือนก่อนเกิดสงคราม แต่ความตึงเครียดยิ่งทวีขึ้น เกิดการรบปะทะและการตีโฉบฉวยข้ามพรมแดนเส้นขนานที่ 38 อยู่เนือง ๆ สถานการณ์บานปลายเป็นการสงครามเปิดเผยเมื่อกองกำลังเกาหลีเหนือบุกครองเกาหลีใต้เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 1950 ปีเดียวกัน สหภาพโซเวียตคว่ำบาตรคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ เพื่อเป็นการประท้วงที่รัฐบาลก๊กมินตั๋ง/สาธารณรัฐจีนเป็นผู้แทนของจีน ซึ่งลี้ภัยไปยังเกาะไต้หวันหลังปราชัยสงครามกลางเมืองจีน เมื่อขาดเสียงไม่เห็นพ้องจากสหภาพโซเวียต ซึ่งมีอำนาจยับยั้งข้อมติคณะมนตรีความมั่นคงฯ สหรัฐอเมริกาและประเทศอื่นจึงผ่านข้อมติที่อนุญาตให้แทรกแซงทางทหารในเกาหลี สหรัฐอเมริกาจัดหาทหารคิดเป็น 88% ของทหารนานาชาติ 341,000 นาย ที่ถูกส่งไปช่วยเหลือกองกำลังเกาหลีใต้ขับการบุกครอง โดยมีรัฐสมาชิกสหประชาชาติอื่นอีก 20 ประเทศเสนอความช่วยเหลือ หลังประสบความสูญเสียอย่างหนักในช่วงสองเดือนแรก ฝ่ายตั้งรับถูกผลักดันกลับไปยังพื้นที่เล็ก ๆ ทางใต้ของคาบสมุทรเกาหลี ซึ่งมีชื่อว่า วงรอบปูซาน จากนั้น การรุกโต้ตอบอย่างรวดเร็วของสหประชาชาติได้ขับทหารเกาหลีเหนือผ่านเส้นขนานที่ 38 ขึ้นไปเกือบถึงแม่น้ำยาลู เมื่อสาธารณรัฐประชาชนจีนเข้าสู่สงครามโดยอยู่ฝ่ายเดียวกับเกาหลีเหนือ การเข้าแทรกแซงของจีนบีบให้กองกำลังเกาหลีใต้และพันธมิตรถอยกลับไปใต้เส้นขนานที่ 38 อีกครั้ง แม้สหภาพโซเวียตจะมิได้ส่งทหารเข้าร่วมในความขัดแย้งโดยตรง แต่ก็ให้ความช่วยเหลือด้านยุทธปัจจัยแก่ทั้งกองทัพเกาหลีเหนือและจีน การสู้รบยุติลงเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 1953 เมื่อมีการลงนามในความตกลงการสงบศึก ความตกลงดังกล่าวฟื้นฟูพรมแดนระหว่างประเทศใกล้กับเส้นขนานที่ 38 และสถาปนาเขตปลอดทหารเกาหลี แนวกันชนที่มีการป้องกันกว้าง 4.0 กิโลเมตร ระหว่างสองชาติเกาหลี อุบัติการณ์ขนาดย่อมยังคงดำเนินต่อมาตราบจนปัจจุบัน ปัจจัยที่ทำให้สงครามเกาหลียุติเพราะ สตาลินเสียชีวิต และรัฐบาลใหม่โซเวียต ให้บอกให้จีนและเกาหลีเหนือยุติสงครามเกาหลี จากมุมมองวิทยาศาสตร์การทหาร สงครามเกาหลีเป็นการรวมยุทธศาสตร์และยุทธวิธีของสงครามโลกครั้งที่หนึ่งและสงครามโลกครั้งที่สองเข้าด้วยกัน โดยเริ่มต้นจากการสงครามเคลื่อนที่ด้วยการเข้าตีของทหารราบอย่างรวดเร็ว ตามด้วยการตีโฉบฉวยทิ้งระเบิดทางอากาศ แต่กลายเป็นสงครามสนามเพลาะที่อยู่นิ่งเมื่อถึงเดือนกรกฎาคม 1951เบื้องหลังการปกครองโดยจักรวรรดิญี่ปุ่น (1910–45) เบื้องหลัง. การปกครองโดยจักรวรรดิญี่ปุ่น (1910–45). หลังราชวงศ์ชิงพ่ายในสงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่หนึ่ง (1894–96) จักรวรรดิญี่ปุ่นเข้ายึดครองจักรวรรดิเกาหลี อันเป็นคาบสมุทรซึ่งมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ต่อเขตอิทธิพล อีกทศวรรษให้หลัง หลังจักรวรรดิญี่ปุ่นสามารถพิชิตจักรวรรดิรัสเซียได้ในสงครามรัสเซีย-ญี่ปุ่น (1904–05) ญี่ปุ่นทำให้เกาหลีเป็นรัฐในอารักขาโดยสนธิสัญญาอึลซาในปี 1905 แล้วจึงผนวกด้วยสนธิสัญญาการผนวกดินแดนญี่ปุ่น-เกาหลีในปี 1910 นักชาตินิยมและกลุ่มปัญญาชนเกาหลีหลบหนีออกนอกประเทศ และมีบางส่วนก่อตั้งรัฐบาลเกาหลีเฉพาะกาลขึ้นในปี 1919 นำโดย อี ซึงมัน ในเซี่ยงไฮ้ รัฐบาลพลัดถิ่นนี้ได้รับการรับรองจากไม่กี่ประเทศ จากปี 1919 ถึง 1925 และหลังจากนั้น นักคอมมิวนิสต์เกาหลีนำและเป็นตัวการหลักของการสงครามต่อญี่ปุ่นทั้งในและนอกประเทศ เกาหลีภายใต้การปกครองของญี่ปุ่นถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิญี่ปุ่น โดยเป็นอาณานิคมที่ถูกปรับให้เป็นอุตสาหกรรม ร่วมกับไต้หวัน และทั้งคู่เป็นส่วนหนึ่งของวงไพบูลย์ร่วมแห่งมหาเอเชียบูรพา ในปี 1937 ข้าหลวงใหญ่อาณานิคม พลเอก จิโร มินามิ ซึ่งบังคับบัญชาการพยายามผสมกลมกลืนทางวัฒนธรรมประชากร 23.5 ล้านคนของเกาหลี โดยห้ามการใช้และศึกษาภาษา วรรณกรรมและวัฒนธรรมเกาหลี และบังคับให้ใช้และศึกษาภาษา วรรณกรรมและวัฒนธรรมญี่ปุ่นแทน มีการออกนโยบายโซชิ-ไกเม เริ่มตั้งแต่ปี 1939 กำหนดให้ประชาชนใช้ชื่อภาษาญี่ปุ่น ในปี 1938 รัฐบาลอาณานิคมเริ่มการเกณฑ์แรงงาน ในประเทศจีน กองทัพปฏิวัติแห่งชาติที่เป็นชาตินิยมและกองทัพปลดปล่อยประชาชนที่เป็นคอมมิวนิสต์ช่วยจัดระเบียบผู้ลี้ภัยที่เป็นผู้รักชาติและนักต่อสู้เพื่อเอกราชชาวเกาหลีต่อทหารญี่ปุ่น ซึ่งยังยึดครองบางส่วนของจีนด้วย ชาวเกาหลีที่นักชาตินิยมหนุนหลัง นำโดย อี พมซก สู้รบในการทัพพม่า (ธันวาคม 1941 – สิงหาคม 1945) ส่วนนักคอมมิวนิสต์ชาวเกาหลี นำโดย คิม อิลซอง ฯลฯ ต่อสู้ทหารญี่ปุ่นในเกาหลีและแมนจูเรีย ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ทหารญี่ปุ่นใช้อาหาร ปศุสัตว์ และโลหะของเกาหลีเพื่อความพยายามของสงครามของตน กองกำลังญี่ปุ่นในเกาหลีเพิ่มขึ้นจาก 46,000 นาย ในปี 1941 เป็น 300,000 นาย ในปี 1945 เกาหลีของญี่ปุ่นเกณฑ์แรงงานบังคับ 2.6 ล้านคน ซึ่งควบคุมโดยกองกำลังตำรวจชาวเกาหลีที่ให้ความร่วมมือ ประชาชนราว 723,000 นายถูกส่งไปทำงานในจักรวรรดิโพ้นทะเลและในมหานครญี่ปุ่น จนถึงปี 1942 ชายชาวเกาหลีถูกเกณฑ์เข้าสู่กองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่น จนถึงเดือนมกราคม 1945 ชาวเกาหลีคิดเป็น 32% ของกำลังแรงงานญี่ปุ่น ในเดือนสิงหาคม 1945 เมื่อสหรัฐอเมริกาทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ถล่มฮิโระชิมะและนะงะซะกิ ราว 25% ของผู้เสียชีวิตเป็นชาวเกาหลี เมื่อสงครามยุติ ประเทศอื่นในโลกไม่รับรองการปกครองของญี่ปุ่นในเกาหลีและไต้หวัน ขณะเดียวกัน ที่การประชุมไคโร (พฤศจิกายน 1943) สาธารณรัฐจีน สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกาตัดสินใจว่า "เมื่อถึงกำหนด เกาหลีจักเป็นอิสระและมีเอกราช" ภายหลัง การประชุมยัลตา (กุมภาพันธ์ 1945) ให้ "เขตกันชน" ในทวีปยุโรปแก่สหภาพโซเวียต ซึ่งเป็นรัฐบริวารที่รัฐบาลโซเวียตต้องรับผิดชอบ ตลอดจนการขึ้นเป็นใหญ่ที่คาดหวังไว้ของโซเวียตในจีนและแมนจูเรีย ตอบแทนที่สหภาพโซเวียตเข้าร่วมความพยายามของสงครามต่อญี่ปุ่นในสงครามแปซิฟิกการรุกรานแมนจูเรียของสหภาพโซเวียต (1945) การรุกรานแมนจูเรียของสหภาพโซเวียต (1945). สหภาพโซเวียตประกาศสงครามกับญี่ปุ่นในวันที่ 9 สิงหาคม ค.ศ. 1945 ตามที่ตกลงในการประชุมเตหะราน (พฤศจิกายน 1943) และการประชุมยัลตา (กุมภาพันธ์ 1945) ว่า สหภาพโซเวียตต้องประกาศสงครามต่อญี่ปุ่นภายในสามเดือนหลังสงครามในยุโรปสิ้นสุดลง จนถึงวันที่ 10 สิงหาคม กองทัพแดงยึดครองครึ่งเหนือของคาบสมุทรเกาหลีตามที่ตกลงกัน และวันที่ 26 สิงหาคม มาหยุดที่เส้นขนานที่ 38 เป็นเวลาสามสัปดาห์เพื่อรอให้กองกำลังสหรัฐมาถึงจากทางใต้ วันที่ 10 สิงหาคม เมื่อญี่ปุ่นใกล้ยอมจำนน อเมริกาสงสัยว่าโซเวียตจะเคารพคณะกรรมาธิการร่วมส่วนของตน หรือความตกลงยึดครองเกาหลีที่สหรัฐอเมริกาสนับสนุน หรือไม่ อีกหนึ่งเดือนให้หลัง พันเอก ดีน รัสก์ และพันเอก ชาลส์ เอช. โบนสตีลที่สาม แบ่งคาบสมุทรเกาหลีที่เส้นขนานที่ 38 หลังเร่งตัดสินใจว่า เขตยึดครองเกาหลีของสหรัฐจำต้องมีเมืองท่าอย่างน้อยสองแห่ง เมื่ออธิบายเหตุที่การปักปันเขตยึดครองอยู่ที่เส้นขนานที่ 38 รัสก์ออกความเห็นว่า "แม้ในความเป็นจริง กองกำลังสหรัฐสามารถขึ้นไปเหนือกว่านั้นได้ กรณีที่โซเวียตไม่ตกลง ... เรารู้สึกว่าเป็นการสำคัญที่จะรวมเมืองหลวงของเกาหลีในพื้นที่รับผิดชอบของทหารอเมริกัน" โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อ "เผชิญกับควาขาดแคลนกองกำลังสหรัฐที่มีอยู่ และปัจจัยกาลเทศะ ซึ่งทำให้เป็นการยากที่จะขึ้นเหนือไปไกลมาก ก่อนที่ทหารโซเวียตจะเข้าสู่พื้นที่" โซเวียตตกลงการปักปันเขตยึดครองของสหรัฐเพื่อปรับปรุงฐานะการเจรจาของตนว่าด้วยเขตยึดครองในยุโรปตะวันออก และเพราะทั้งสองจะสนองการยอมจำนนของญี่ปุ่นจากที่ที่ตั้งอยู่สงครามกลางเมืองจีน (1945–49) สงครามกลางเมืองจีน (1945–49). หลังสงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่สองสิ้นสุดลง สงครามกลางเมืองจีนหวนกลับมาอีกครั้งระหว่างคอมมิวนิสต์จีนกับจีนคณะชาติ ขณะที่ฝ่ายคอมมิวนิสต์แย่งชิงความเป็นใหญ่ในแมนจูเรีย ก็ได้รับการสนับสนุนด้านยุทธปัจจัยและกำลังพลจากรัฐบาลเกาหลีเหนือ ตามแหล่งข้อมูลของจีน เกาหลีเหนือได้บริจาคยุทธปัจจัย 2,000 ตู้รถไฟ และชาวเกาหลีหลายพันคนรับราชการในกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนระหว่างสงคราม เกาหลีเหนือยังให้ที่ซ่อนอันปลอดภัยแก่ผู้ที่มิใช่พลรบและการสื่อสารกับจีนส่วนที่เหลือ การมีส่วนของเกาหลีเหนือแก่ชัยชนะของคอมมิวนิสต์จีนไม่ถูกลืมหลังการสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนในปี 1949 เพื่อเป็นสัญลักษณ์ตอบแทน ทหารผ่านศึกชาวเกาหลีระหว่าง 50,000 ถึง 70,000 คน ถูกส่งกลับพร้อมกับอาวุธ และภายหลัง ทหารเหล่านี้จะมีบทบาทสำคัญในการบุกครองเกาหลีใต้ขั้นต้น จีนสัญญาจะสนับสนุนเกาหลีเหนือหากเกิดสงครามกับเกาหลีใต้ การสนับสนุนของจีนสร้างการแบ่งแยกร้าวลึกระหว่างคอมมิวนิสต์เกาหลี และอำนาจของคิม อิลซองภายในพรรคคอมมิวนิสต์ถูกกลุ่มแยกจีน ที่นำโดย พัก อิลยู ท้าทาย ภายหลังพักถูกคิมกวาดล้างไป รัฐบาลจีนตั้งชาติตะวันตก นำโดยสหรัฐอเมริกา เป็นภัยคุกคามใหญ่สุดต่อความมั่นคงของชาติ การตัดสินใจนี้อิงศตวรรษแห่งความอัปยศของจีนเริ่มตั้งแต่ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 การสนับสนุนคณะชาติของอเมริการะหว่างสงครามกลางเมืองจีน และการต่อสู้ทางอุดมการณ์ระหว่างพวกปฏิวัติกับพวกปฏิกิริยา ผู้นำจีนเชื่อว่าจะจีนจะเป็นสมรภูมิสำคัญในการปราบปรามคอมมิวนิสต์ของสหรัฐ เพื่อเป็นมาตรการตอบโต้และยกฐานะของจีนในบรรดาขบวนการคอมมิวนิสต์ทั่วโลก ผู้นำจีนจึงนำนโยบายต่างประเทศที่สนับสนุนการปฏิวัติคอมมิวนิสต์ทั่วดินแดนขอบขัณฑสีมาของจีนมาใช้การแบ่งเกาหลี (1945–49) การแบ่งเกาหลี (1945–49). บรรดาชาติสัมพันธมิตรตกลงกันในการประชุมพอตสดัม (กรกฎาคม-สิงหาคม 1945) ให้มีการแบ่งเกาหลีอออกเป็นสองส่วน โดยที่ไม่ถามความเห็นของชาวเกาหลี เป็นการขัดแย้งกับข้อตกลงจากการประชุมไคโร พลโท จอห์น อาร์. ฮอดจ์ ผู้แทนฝ่ายสหรัฐอเมริกาเดินทางมาถึงเมืองอินช็อนในวันที่ 8 กันยายน 1945 เพื่อรับการประกาศยอมแพ้สงครามของญี่ปุ่นในอาณาบริเวณคาบสมุทรเกาหลีใต้ต่อเส้นขนานที่ 38 พลโทฮอดจ์มีอำนาจปกครองเกาหลีใต้ในฐานะผู้บัญชาการรัฐบาลทหารกองทัพสหรัฐอเมริกาในเกาหลี (USAMGIK) พลโทฮอดจ์คืนอำนาจให้แก่ผู้ปกครองอาณานิคมชาวญี่ปุ่นและกองกำลังตำรวจเกาหลีเดิมที่เคยให้การสนับสนุนญี่ปุ่น รัฐบาลทหารสหรัฐที่ปกครองเกาหลีไม่ให้การรับรองรัฐบาลพลัดถิ่นของสาธารณรัฐประชาชนเกาหลีซึ่งดำรงอยู่ในระยะเวลาอันสั้น เนื่องจากรัฐบาลทหารสหรัฐมีความสงสัยว่ารัฐบาลพลัดถิ่นของเกาหลีนั้นจะเป็นคอมมูนนิสต์ นโยบาลเหล่านี้ไม่ได้รับความเห็นชอบจากประชาชนชาวเกาหลี นำไปสู่การลุกฮือต่อต้านและสงครามกองโจร ในวันที่ 3 กันยายน 1945 พลโทโยะชิโอะ โคซุกิ ผู้บัญชาการกองกำลังภาคที่สิบเจ็ดของญี่ปุ่น รายงานต่อพลโทฮอดจ์ว่ากองกำลังของโซเวียตได้ลงมาทางใต้ต่ำกว่าเส้นขนานที่ 38 อยู่ที่เมืองแคซอง ซึ่งพลโทฮอดจ์ก็เชื่อข่าวกรองของญี่ปุ่น คณะกรรมาธิการร่วมสหรัฐอเมริกา-สหภาพโซเวียต เข้าปกครองเกาหลีในเดือนธันวาคม 1945 ตามที่ได้ตกลงไว้ในการประชุมมอสโก (1945) โดยที่ชาวเกาหลีไม่ได้มีส่วนร่วมในการเจรจาตกลง คณะกรรมาธิการร่วมได้ข้อยุติว่าให้เกาหลีอยู่ในฐานะทรัสตีเป็นเวลาห้าปีแล้วจึงเป็นเอกราช ปกครองโดยรัฐบาลที่มีแนวความคิดทางการเมืองเหมือนกับประเทศแม่ที่ให้การสนับสนุน ประชาชนชาวเกาหลีจึงลุกขึ้นต่อต้านในเกาหลีใต้ บ้างประท้วงบ้างก็ทำการสู้รบ รัฐบาลทหารสหรัฐอเมริกาพยายามจะควบคุมการลุกฮือโดยการออกประกาศห้ามการชุมนุมในวันที่ 8 ธันวาคม 1945 และประกาศให้รัฐบาลปฏิวัติและคณะกรรมาธิการประชาชนของสาธารณรัฐประชาชนเกาหลีเป็นรัฐบาลที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 1945 สภาประชาธิปไตยแบบมีผู้แทน (Representative Democratic Council) ฝ่ายขวา นำโดย ซิงมัน รี ผู้มาพร้อมกับกองทัพสหรัฐ คัดค้านภาวะทรัสตี โดยแย้งว่าเกาหลีถูกต่างชาติดยึดครองมานานเกินไปแล้ว พลเอกฮอดจ์เริ่มแยกตัวห่างจากข้อเสนอ แม้มันเริ่มจากรัฐบาลของเขา ในวันที่ 23 กันยายน 1946 การนัดหยุดงานของคนงานรางรถไฟ 8,000 คนเริ่มในปูซาน การก่อความไม่สงบลามไปทั่วประเทศในเหตุการณ์ที่เรียก การก่อการกำเริบฤดูใบไม้ร่วง ในวันที่ 1 ตุลาคม 1946 ตำรวจเกาหลีฆ่านักศึกษาสามคนในการก่อการกำเริบแทกู ผู้ประท้วงตีโต้ตอบ โดยฆ่าตำรวจ 38 นาย ในวันที่ 3 ตุลาคม ราว 10,000 คนโจมตีสถานีตำรวจยองช็อน ฆ่าตำรวจไป 3 นายและมีได้รับบาดเจ็บอีก 40 นาย ที่อื่น เจ้าของที่ดินและข้าราชการเกาหลีใต้ผู้นิยมญี่ปุ่นราว 20 คนถูกฆ่า USAMGIK ประกาศกฎอัยการศึก รัฐบาลสหรัฐอ้างว่า คณะกรรมการร่วมไม่มีความสามารถดำเนินความคืบหน้า ตัดสินใจจัดการเลือกตั้งภายใต้ความคุ้มครองของสหประชาชาติ โดยมุ่งหมายสร้างประเทศเกาหลีอันมีเอกราช ทางการโซเวียตและนักคอมมิวนิสต์เกาหลีปฏิเสธให้ความร่วมมือด้วยเหตุว่าการเลือกตั้งจะไม่ยุติธรรม และนักการเมืองเกาหลีใต้จำนวนมากยังคว่ำบาตรด้วย มีการจัดการเลือกตั้งทั่วไปในทางใต้เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 1948 ถูกทำลายด้วยการก่อการร้ายและการก่อวินาศกรรมซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 600 คน เกาหลีใต้จัดการเลือกตั้งรัฐสภาอีกสามเดือนให้หลังในวันที่ 25 สิงหาคม รัฐบาลเกาหลีใต้จากการเลือกตั้งประกาศใช้รัฐธรรมนูญการเมืองแห่งชาติเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 1948 และเลือกซิงมัน รีเป็นประธานาธิบดีเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม สาธารณรัฐเกาหลี (เกาหลีใต้) ได้รับการสถาปนาเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 1948 ในเขตยึดครองเกาหลีของรัสเซีย สหภาพโซเวียตสถาปนารัฐบาลเกาหลีเหนือซึ่งเป็นคอมมิวนิสต์ นำโดย คิม อิล-ซ็อง ระบอบของประธานาธิบดีรีตัดนักคอมมิวนิสต์และฝ่ายซ้ายจากการเมืองเกาหลีใต้ เมื่อถูกริบสิทธิเลือกตั้ง พวกเขามุ่งหน้าไปภูเขา เพื่อเตรียมสงครามกองโจรต่อรัฐบาลสาธารณรัฐเกาหลีที่สหรัฐสนับสนุน ขณะเดียวกัน ในวันที่ 3 เมษายน 1948 การเดินขบวนเฉลิมฉลองการต่อต้านการปกครองของญี่ปุ่นของเกาหลียุติด้วยการก่อการกำเริบเชจู ซึ่งมีผู้เสียชีวิตระหว่าง 14,000 ถึง 60,000 คน ทหารเกาหลีใต้ก่อกรรมป่าเถื่อนขนานใหญ่ระหว่างการปราบปรามการก่อการกำเริบนั้น ในเดือนตุลาคม 1948 ทหารเกาหลีใต้บางส่วนก่อการกำเริบต่อการจำกัดในกบฏยอซุ–ซูนช็อน สหภาพโซเวียตถอนกำลังตามตกลงจากเกาหลีในปี 1948 และกำลังสหรัฐถอนในปี 1949 ในวันที่ 24 ธันวาคม 1949 กำลังเกาหลีใต้ฆ่าประชาชน 86 ถึง 88 คนในการสังหารหมู่มูงย็องและกล่าวโทษอาชญากรรมนั้นต่อกลุ่มโจรปล้นที่เป็นคอมมิวนิสต์ เมื่อต้นปี 1950 ซิงมัน รีมีผู้ถูกกล่าวหาเป็นนักคอมมิวนิสต์ในคุก 30,000 คน และผู้ฝักใฝ่ที่ต้องสงสัยราว 300,000 คนขึ้นทะเบียนในขบวนการให้การศึกษาใหม่สันนิบาติโบโดสงครามแรกเริ่ม (1950) สงครามแรกเริ่ม (1950). กองกำลังของเกาหลีใต้ลดกำลังกองโจรคอมมิวนิสต์ จากเดิม 5,000 นายเป็น 1,000 นายในบริเวณแถบเกาหลีใต้ อย่างไรก็ตาม คิม อิล-ซ็อง เชื่อว่าการรบแบบกองโจรจะทำให้กองทัพเกาหลีใต้อ่อนตัวลง และการรุกรานของเกาหลีเหนือยังได้รับการต้อนรับโดยชาวเกาหลีใต้เป็นจำนวนมาก คิม อิล-ซ็อง เริมนำ โจเซฟ สตาลิน เป็นฝ่ายสนับสนุนในการรุกราน ในเดือนมีนาคม 1949 เดินทางไปมอสโกเพื่อพยายามโน้มน้าวสตาลิน เกิดการปะทะกันอย่างรุนแรงระหว่างเกาหลีใต้และเกาหลีเหนือเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 1949 กองทัพเกาหลีเหนือจำนวน 1,000 จู่โจมกองทัพเหนือและครอบครอบเส้นขนานที่ 38 กองทหารราบที่ 2 และ 18 ของหน่วย ROKA ปะทะครั้งแรกในเมือง Kuksa-bong (เส้นขนาน ที่ 38) และเมือง Ch'ungmu
สงครามเกาหลีเริ่มต้นเมื่อปีค.ศ.ใด
{ "answer": [ "1950" ], "answer_begin_position": [ 122 ], "answer_end_position": [ 126 ] }
1,931
27,149
เรน (นักร้อง) เรน หรือ พี () (เกิด : 25 มิถุนายน พ.ศ. 2525) นักร้องแนวอาร์แอนด์บีและป็อป และนักแสดงชาวเกาหลี จากละครเรื่อง ฟูลเฮาส์ หรือ สะดุดรัก...ที่พักใจ พีมีชื่อแต่เกิดว่า ช็อง-จี-ฮุน และใช้ชื่อภาษาอังกฤษว่า เรน (Rain) โดยนำความหมายของชื่อ พี ในภาษาเกาหลี ซึ่งหมายถึง "ฝน" มาตั้งชื่อเป็นภาษาอังกฤษ เรนถูกจัดอันดับให้เป็น 1 ใน 100 ของผู้ทรงอิทธิพลโดยนิตยสารไทม์ เป็นเวลาถึง 2 ปีซ้อน รวมถึงยังถูกจัดอันดับให้เป็น 1 ใน 50 คนที่หน้าตาดีที่สุดในโลกโดยนิตยสารฉบับเดียวกันประวัติ ประวัติ. เรนเริ่มสนใจในเพลงแนวอาร์แอนด์บีและฮิปฮอปตั้งแต่ตอนเกรด 6 (ป.6) เขาเป็นสมาชิกวงบอยแบนด์ที่ชื่อว่า แฟนคลับ เรนได้เข้าไปออดิชันกับ JYP เอนเตอร์เทนเมนต์ ซีอีโอ บริษัท JYP ปาร์ค จิน ยอง เริ่มสนใจในตัวเขา เรนได้ฝึกการเต้นและได้เป็นแบ็คอัพให้ศิลปินอย่างปาร์ค จิ ยูน และ ปาร์ค จิน ยอง ในที่สุดปี 2545 เขาได้ออกอัลบั้มแรก "Rain" ซิงเกิ้ลแรก "Bad Guy" ก็กลายเป็นเพลงฮิต และเขาได้มีโอกาสเล่นหนังซีรียส์เรื่อง "Sang Doo! Let's Go To School" ทำให้เขาได้รับรางวัลในฐานะนักแสดง หน้าใหม่ยอดเยี่ยม จากสถานีโทรทัศน์ KBS ของเกาหลี หลังจากนั้นไม่นานเรนก็ออกอัลบั้มที่ 2 "Ways To Avoid The Sun" ซึ่งมีเพลงฮิตชื่อเดียวกับอัลบั้มคือ "Ways To Avoid The Sun" ในปี พ.ศ. 2547 เขาได้แสดงซีรีส์เรื่องฟูลเฮาส์ ของ “ ลียองเจ” ที่เป็นละครที่มีเรทติ้งสูงที่สุดในเกาหลี และดังทั่วในทวีปเอเชีย ทำให้เขาได้รับรางวัลนักแสดงดีเด่นจาก KBS Acting Awardsไปครองถึง 3 รางวัล คือ Popularity Award, Excellence Award และ Best Couple Award (กับซอง เฮ เคียว) อัลบั้มที่ 3 "It's Raining" ขายได้มากกว่า 1 ล้านทั่วทั้งเอเชีย ในปี 2005 เรนได้รับรางวัลจากเอ็มทีวี เอเชีย อวอร์ดส สาขา ศิลปินยอดนิยมเกาหลี นอกจากนั้นยังได้รับรางวัล MTV Video Music Awards Japan, MTV China Awards และ Channel[V] Thailand Music Video Awards อีกด้วย หลังจากนั้นเรนก็ได้ทัวร์โดยใช้ชื่อทัวร์ว่า RAINY DAY 2005 Tour โดยเริ่มต้นที่โซล บัตรขายหมดทุกรอบ โดยในเดือนกุมภาพันธ์ 2006 เรนได้เปิดคอนเสิร์ตที่เมดิสัน สแควร์ การ์เด้น ที่นิวยอร์ก บัตรขายหมดตั้งแต่วันแรก โดยตัวโชว์มีการแสดงเปิดโดย Lim Jeong Hee และมีศิลปินรับเชิญอย่างโจโจ้ , โอมาเรียน และ พี ดิดดี้ เรนกลับมากับอัลบั้มที่ 4 "Rain's World" โดยมีซิงเกิ้ลแรกคือ "I'm Coming" ตามด้วยซิงเกิ้ลที่ 2 "In My Bed" เรนกลับพร้อมอัลบัมที่ 5 "Rainism" โดยมีซิงเกิ้ลเปิดตัวคือ " Rainism " และในปี 2009 เขาก็ได้เป็นโปรดิวเซอร์ให้กับวงบอยแบนด์ เอ็มแบล็ค ภายใต้สังกัด J. Tune Entertainment ด้านชีวิตส่วนตัวเขาคบหาดูใจกับนักแสดงสาวชาวเกาหลีใต้ คิม แท-ฮี สมรสกันแล้ว วันที่ 19 มกราคม ค.ศ. 2017 ปัจจุบันมีลูกสาวด้วยกัน 1 คนอัลบั้มอัลบั้ม. - Bad Guy - Way's To Avoid The Sun - It's Raining - Rain's World - RAINISM - Back to the basic (2000) - Rain effect (2014)ละครซีรีส์ละครซีรีส์. - พ.ศ. 2545 Orange (오렌지) - พ.ศ. 2546 Sang Doo! Let's Go To School (상두야 학교가자!) - พ.ศ. 2547 Full House (풀하우스) - พ.ศ. 2548 A Love To Kill (이 죽일놈의 사랑) - พ.ศ. 2553 The Fugitive: Plan B (도망자) - พ.ศ. 2557 My Lovely Girl (내겐 너무 사랑스러운 그녀) - พ.ศ. 2559 Please Come Back, Mister (돌아와요 아저씨)ภาพยนตร์ภาพยนตร์. - พ.ศ. 2549 "I'm a Cyborg, but It's Okay" - กำกับโดย Park Chan-wook - พ.ศ. 2551 Speed Racer : สปีดเรซเซอร์ ไอ้หนุ่มสปีดเขย่าฟ้า - พ.ศ. 2552 Ninja assasin : แค้นสังหารเทพบุตรนินจามหากาฬ - พ.ศ. 2555 ยุทธการโฉบเหนือฟ้า รับบทเป็น เรืออากาศเอกจอง แทฮุน - พ.ศ. 2557 The Prince (คนอึดแค้นเกินพิกัด) รับบทเป็น MARK(มาร์ค)คอนเสิร์ตคอนเสิร์ต. - ดัชมิลล์ พรีเซ้นท์ส เรนส์ คัมมิ่ง เวิลด์ ทัวร์ อิน แบงค็อก 2007 - อิมแพค อารีน่า เมืองทองธานีรางวัลที่ได้รับ
นักร้องชายชาวเกาหลีใต้ เรน มีชื่อจริงว่าอะไร
{ "answer": [ "ช็อง-จี-ฮุน" ], "answer_begin_position": [ 262 ], "answer_end_position": [ 273 ] }
1,932
172,905
วันเดอร์เกิลส์ วันเดอร์เกิลส์ (; ) เป็นวงเกิร์ลกรุ๊ปสัญชาติเกาหลีใต้ ก่อตั้งวงโดย JYP Entertainment ไลน์สมาชิกในกลุ่มครั้งสุดท้ายประกอบด้วย ยูบิน , เยอึน , ซอนมี และ ฮเยริม สมาชิกก่อนหน้า ฮยอนอา ออกจากวงในช่วงปลายปี 2007 โซฮี และ ซอนเย ออกจากวงอย่างเป็นทางการในปี 2015 วงเริ่มเข้าสู่ตลาดอเมริกาในปี พ.ศ. 2552 เพื่อเปิดการแสดงของโจนัสบราเดอร์สเวิร์ลทัวร์ซึ่งได้แสดงเพลงฮิต " Nobody " ฉบับภาษาอังกฤษ ปลายปี พ. ศ. 2552 "Nobody" ติดอันดับที่ 76 บนชาร์ต Billboard Hot 100 ทำให้ Wonder Girls เป็นวงเกาหลีใต้วงแรกที่ติดอันดับบนชาร์ต ในปี 2010, Wonder Girls ทำตลาดในจีน โดยออกอัลบั้มของ Wonder Girls  ที่รวมเวอร์ชันภาษาจีนของซิงเกิ้ลฮิต " Tell Me ", " So Hot " และ "Nobody" ในปี 2012 Wonder Girls ได้เซ็นสัญญากับ DefStar Records , Sony Music Japan สำหรับการเปิดตัวครั้งแรกในญี่ปุ่น ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 Wonder Girls มีอัลบั้มเต็มทั้งหมดสามอัลบั้ม ได้แก่ The Wonder Years (2007), Wonder World (2011) และ Reboot (2015) จากรายงานของบิลบอร์ด Wonder Girls มียอดขายอัลบั้มทั้งหมด 19,000 ชุดในอเมริกา Wonder Girls เป็นที่รู้จักกันในชื่อ "Retro Queens ของเกาหลีใต้" เนื่องจากดนตรีของพวกเธอสามารถสังเกตได้ว่ามีองค์ประกอบของเพลงในระหว่างทศวรรษที่ 1960, 1970 และ 1980 วันเดอร์เกิลส์ยุบวงอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2560 หลังจากการเจรจาต่ออายุสัญญากับสมาชิกบางคนไม่ประสบผลสำเร็จ วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2017 พวกเธอได้ปล่อยซิงเกิ้ลสุดท้าย "Draw Me" ซึ่งเป็นเพลงฉลองครบรอบ 10 ปี ของพวกเธอประวัติปี 2006 - 2007 MTV Wonder Girls การเปิดตัวและไลน์สมาชิก ประวัติ. ปี 2006 - 2007 MTV Wonder Girls การเปิดตัวและไลน์สมาชิก. หลังจากที่ปาร์คจินยองเปิดเผยชื่อวงเกิร์ลกรุ๊ปวงแรกของค่าย Wonder Girls ในเดือนพฤษภาคม 2006 Wonder Girls ถูกแนะนำผ่านรายการโทรทัศน์ชื่อ MTV Wonder Girls สี่ตอนแรกระบุคาแรกเตอร์และประวัติของสมาชิกแต่ละคน ไม่นานหลังจากเลือกเยอึนเป็นสมาชิกวงคนที่ 5 Wonder Girls ได้จัดงานแสดงแรกใน MTV Studio พวกเธอได้แสดงเวอร์ชันโคฟเวอร์ของเพลง " Don't Cha " ของ Pussycat Dolls พร้อมกับเพลงโปรโมตของตัวเอง "Irony" และ " 미 안 한 마 음 " ( "It's Not Love") ซอนเย ร้องเพลงเวอร์ชันของเธอของ Destiny's Child " Stand Up for Love " ฮยอนอาแสดงทักษะการเต้นของเธอ สมาชิกอีกสามคน เยอึน , ซอนมี และโซฮี  แสดงเพลง " Together Again " ของ Janet Jackson Wonder Girls เดบิ้วต์อย่างเป็นทางการในต้นปี 2007 ในรายการ MBC 's Show! Music Core โดยแสดง "Irony" ซิงเกิ้ลฮิปฮอปจากอัลบั้มแรกของพวกเธอ The Wonder Begins อัลบั้มขายได้ 11,454 ชุดในปี 2007 ไม่นานหลังจากนั้น "Wonderfuls" ได้ก่อตั้งขึ้นโดยเป็นแฟนคลับของ Wonder Girls อย่างเป็นทางการ วงจัดโชว์ผลงานในประเทศจีนหลายครั้งหลังจากสมาชิกได้เรียนภาษาจีน อย่างไรก็ตามในช่วงกลางปี ​​2007 สมาชิกของ Wonder Girls บางคนได้รับบาดเจ็บและมีปัญหาสุขภาพ เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน โซฮีถูกพักงานเป็นเวลาหนึ่งเดือนหลังจากที่บาดเจ็บที่เอ็นเข่าหลังจากตกจากรถมอเตอร์ไซค์ที่วิ่งระหว่างการถ่ายทำภาพยนตร์ของเธอ 뜨거운것이좋아 ( I like it hot) สมาชิกที่เหลืออีกสี่คนยังคงแสดงอยู่จนถึงปลายเดือนกรกฎาคมจนกระทั่งฮยอนอาถูกถอนตัวออกจากกลุ่มโดยพ่อแม่ของเธอเนื่องจากความกังวลของพวกเขาเกี่ยวกับปัญหาโรคลำไส้อักเสบเรื้อรังของเธอ ในฤดูใบไม้ร่วงปี 2550 Good Entertainment ได้ส่งเด็กฝึกหัด ยูบิน ไปให้กับ JYP Entertainment แทน ฮยอนอา เธอเดบิ้วต์สามวันต่อมาในการแสดงสดของวงในเพลง " Tell Me " ในรายการ Music Bank อัลบั้มเต็มรูปแบบแรกของพวกเธอ The Wonder Years ได้ถูกปล่อยในสัปดาห์ต่อมา มี "Tell Me" ในฐานะเพลงโปรโมต เนื่องจากมีการเพิ่ม Yubin ในนาทีสุดท้ายอัลบั้มนี้จึงไม่มีท่อนของเธอ อย่างไรก็ตามเวอร์ชันการแสดงของเพลงการแร็พโดยยูบินก็ถูกนำมาใช้ประกอบ ซิงเกิ้ลฮิตเป็นอย่างมากและคว้าอันดับหนึ่งในรายการโทรทัศน์และชาร์ตเพลงอินเทอร์เน็ตต่างๆ ของเกาหลีใต้ อาทิ KBS 's Music Bank และเพลงยังคว้าอันดับหนึ่งของความนิยมในประเทศไทย The choreography for the song was simple and widely imitated: by October, many fan performances of the dance circulated on video sharing sites such as YouTube and Daum, ท่าเต้นของเพลงที่เต้นได้ง่าย ทำให้มีการเลียนแบบท่าเต้นกันอย่างแพร่หลาย ในเดือนตุลาคม, แฟนโคฟเวอร์แดนซ์มีเป็นจำนวนมากบนเว็บไซต์แบ่งปันวิดีโอเช่น YouTube และ Daum ความนิยมอย่างสูงของท่าเต้นเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในชื่อ "Tell Me Virus" ซึ่งได้รับความสนใจเป็นอย่างมากจากชื่อ " น้องสาวแห่งชาติ " Wonder Girls มีตารางการโปรโมตที่แน่นสำหรับอัลบั้มของพวกเธอ และในช่วงปลายปี 2007 พวกเธอก็เริ่มแสดงซิงเกิ้ลที่สอง "이바보" ("This Fool") เอ็มทีวียังได้ออกอากาศ The Wonder Life ซึ่งเป็นซีรีส์เรียลลิตี้ทางทีวีที่นำแสดงโดยวันเดอร์เกิร์ลส์ปี 2008 การดำเนินกิจกรรมหลังการถอนตัวของสมาชิก ปี 2008 การดำเนินกิจกรรมหลังการถอนตัวของสมาชิก. ในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2008 Wonder Girls ได้ร่วมงานกับปาร์คจินยองในการทัวร์คอนเสิร์ตเป็นเวลา 1 เดือนที่เกาหลีและสหรัฐอเมริกาในฐานะแขกพิเศษซึ่งพวกเธอได้ถ่ายทำมิวสิควิดีโอ "Wishing on a Star" ที่ New York ตามมาด้วยการปล่อยทีเซอร์สำหรับเพลง และซิงเกิ้ลใหม่ " So Hot " ได้ปล่อยเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2008 เพลงติดอันดับต้นๆบนชาร์ตออนไลน์หลังจากปล่อยไม่นาน ในช่วงกลางปี ​​2008 พวกเขาได้แสดงในรายการ MBC's  Show! Music Core ด้วยเพลง " So Hot " และ " This Time " เนื่องจากมีอาการบาดเจ็บจากสายเสียง ยูบินจึงต้องลิปซิงค์ชั่วคราวตามตามคำสั่งของแพทย์ หลังจากช่วงพักสั้น ๆ Wonder Girls กลับมาในช่วงต้นปี พ. ศ. 2551 ได้ปล่อยวิดีโอเพลงฉบับเต็มของ " Nobody " วางขายซิงเกิ้ลและวางขายแบบดิจิทัลพร้อม ๆ กัน พวกเขาได้แสดงในสุดสัปดาห์ถัดไปใน Show! Music Core , Music Bank และ Inkigayo เพลงคว้าที่ 1 ในรายการ KBS ' Music Bank เป็นเวลาติดต่อกันถึงสี่สัปดาห์ และยังชนะรางวัล Cyworld ' s 'Song of the Mounth' ในเดือนกันยายนและเดือนตุลาคมปี 2008  เหมือนว่า " Tell Me " , "Nobody" ยังจุดประกายความนิยมในการเต้นอย่างมาก ในงาน Mnet KM Music Festival 2008 Wonder Girls ได้รับรางวัล 3 รางวัล ได้แก่ "Song of the Years" รางวัล "Best Music Video" สำหรับ "Nobody" และ "Best Female Group" วงยังได้รับรางวัลที่ 2008 Golden Disk สำหรับยอดขายดิจิตอลที่มีจำนวนสูงมาก ในงาน Seoul Music Awards ครั้งที่ 18, Wonder Girls ได้รับรางวัล Daesang ("ศิลปินแห่งปี") ซึ่งเป็นรางวัลสูงสุดสำหรับ "Nobody" นอกเหนือจากรางวัลอื่น ๆ อีกสองรางวัล ในเดือนตุลาคมปี 2008 Wonder Girls ได้รับการลงนามโดย บริษัท Creative Artists Agency (CAA) โดยสิ้นปี 2008 พวกเธอได้รับ₩ 12 พันล้าน ( $ 9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยในนามวงไม่ใช่รายบุคคลปี 2009 - 2010 การโปรโมตในต่างประเทศและการเปลี่ยนไลน์สมาชิก ปี 2009 - 2010 การโปรโมตในต่างประเทศและการเปลี่ยนไลน์สมาชิก. การทัวร์คอนเสิร์ตของ Wonder Girls เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2552 ที่กรุงเทพฯ ประเทศไทย พร้อมกับเมนเทอร์ของพวกเธอ JYP จัดคอนเสิร์ตทั่วประเทศสหรัฐอเมริกา แล้ววงก็กลับไปยังเกาหลีใต้เพื่อรับคอนเสิร์ตในช่วงปลายเดือนมีนาคมในกรุงโซลและปูซาน ทัวร์นี้ได้รับการบันทึกไว้ในM.net เรียลลิตี้โชว์ Welcome to Wonderland  หลังจากทัวร์คอนเสิร์ต Wonder Girls ได้ออกมิวสิควิดีโอโคฟเวอร์เพลง "Now" ซึ่งเป็นเพลงจากอัลบั้มที่สามของ Fin.KL ในเดือนมีนาคมปี 2009 Wonder Girls ยืนยันว่าวงจะเปิดตัวเพลงภาษาอังกฤษในสหรัฐอเมริกาโดยจะมีการเปิดตัว "Nobody" ฉบับภาษาอังกฤษในฤดูร้อนปี พ. ศ. 2552 หลังจากออกวางจำหน่ายแล้ว จะตามมาด้วยและ "Tell Me" ฉบับภาษาอังกฤษและอัลบั้มภาษาอังกฤษจะมีขึ้นในเดือนมิถุนายน 2009 JYP Entertainment ประกาศว่า Wonder Girls จะได้ร่วมงานกับโจนาสบราเธอร์สใน North America leg of the Jonas Brothers World Tour 2009 เพื่อสร้างความสนใจให้กับการเปิดตัวครั้งแรกในอเมริกา ทั้งโซฮีและซันมีได้ลาออกจากโรงเรียนมัธยม เวอร์ชันภาษาอังกฤษของ "Nobody" ได้รับการปล่อยตัวเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2009 ซึ่งเป็นวันก่อนที่จะเริ่มต้นของการเดินทางของพวกเธอกับ Jonas Brothers วันเดอร์เกิลส์ได้เซ็นสัญญาเป็นครั้งแรกในวันที่ 13 คอนเสิร์ตในสหรัฐอเมริกา แต่ในที่สุดพวกเธอก็ได้รับโอกาสให้เข้าร่วมกับ Jonas Brothers ในคอนเสิร์ตทั้งหมด 45 วัน "Nobody" ติดอันดับ Billboard Hot 100 ในเดือนตุลาคม 2009 ทำให้พวกเธอเป็นวงศิลปินเกาหลีวงแรกที่ได้ขึ้นชาร์ต นอกจากนี้เพลงยังติดอันดับต้นๆบนชาร์ตเพลงของไต้หวันและฮ่องกง เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2553 JYP ประกาศว่าทางซอนมี จะพักการทำงานดนตรีของเธอไปศึกษาต่อและ ฮเยริม (ลิม) ซึ่งเป็นเด็กฝึกงานของ JYP จะเข้ามาแทนตำแหน่งของเธอ ซอนมียังคงทำงานเป็นสมาชิกของ Wonder Girls ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์เพื่อที่จะดำเนินการตามกำหนดการให้เสร็จสมบูรณ์ การเดินทางของซอนมีทำให้ชาวอเมริกันบางกลุ่มสับสน Wonder Girls เตรียมจัดทำอัลบั้มภาษาอังกฤษโดยมีเพลงหกเพลงประกอบด้วยเพลงภาษาอังกฤษเวอร์ชันภาษาอังกฤษและอีกครึ่งหนึ่งของเพลงใหม่ ที่วางจำหน่ายในเดือนกุมภาพันธ์ 2553 พวกเขายังวางแผนที่จะมีการจัดทัวร์คอนเสิร์ต ในเดือนมกราคม 2553 แม้กระนั้นเนื่องจากการแผนการเดินทางของซอนมี ทำให้แผนทัวร์ล่าช้ากว่ากำหนด และแผนอัลบั้มถูกล้มเลิกในที่สุด วันที่ 5 เมษายน 2553 Wonder Girls ประกาศทัวร์ 20 โชว์ในสหรัฐอเมริกาและแคนาดาเรียกว่า "Wonder World Tour" ซึ่งรวมถึงเพื่อนร่วมค่าย 2PM เก้าวันร่วมกับไลฟ์เนชั่น การทัวร์ประกอบด้วยเพลงเวอร์ชันภาษาอังกฤษและเกาหลีที่ฮิตของพวกเขา เพลงโคฟเวอร์ภาษาอังกฤษที่เป็นที่นิยมและเพลงใหม่จากอัลบั้มที่กำลังจะวางขาย เที่ยวแรกของการเดินทางเริ่มขึ้นในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ในวันที่ 4 มิถุนายน 2553 การเดินทางในที่สุดก็ขยายไปถึงการเพิ่มรอบซึ่งเพื่อนร่วมค่าย 2AM จะเปิดให้บริการในช่วงวันที่กำหนด Wonder Girls ได้ตามการทัวร์ของพวกเขามาด้วยการเปิดตัว EP ใหม่ล่าสุดชื่อว่า " 2 Different Tears " เพลงไตเติ้ลถูกบันทึกไว้ในภาษาต่างๆสามภาษา ได้แก่ จีน เกาหล ีและอังกฤษ มิวสิกวิดีโอสำหรับ "2 Different Tears" รอบปฐมทัศน์ปล่อยบน YouTube ในวันที่ 15 พฤษภาคม 2010 โดยปล่อยที่จังหวัด Gyeonggi ของเกาหลีใต้ วิดีโอเพลงเพิ่มปาร์คจินยอง และนักแสดงตลกชาวเกาหลี - อเมริกัน บ็อบบีลี EP ได้ปล่อยในวันเดียวกัน ระหว่างวันที่ 15 และ 31 พฤษภาคม 2553 Wonder Girls ได้กลับไปเกาหลีใต้เพื่อโปรโมต "2 Different Tears" ในภาษาเกาหลี พวกเขาปรากฏตัวบน M.Net's M! Countdown เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2553 ในวันที่ 27 พฤษภาคม Wonder Girls ได้รับรางวัลอันดับ 1 จาก "2 Different Tears" ใน M! Countdown วงจบการโปรโมตในสัปดาห์สุดท้ายของพวกเธอในเกาหลีใต้โดยการแสดงใน Music Core ของ MBC ในวันที่ 29 พฤษภาคม 2553 ในช่วงสองสัปดาห์นี้ Wonder Girls ได้เข้าร่วมรายการวาไรตี้โชว์และรายการวาไรตี้ต่างๆ เช่น Win Win and Happy ของ KBS ร่วมกัน เช่นเดียวกับSBS 's Family Outing 2 และ MBC Come to Play เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม เอ็มทีวีเกาหลีฉายรอบปฐมทัศน์ในฤดูกาลที่ 4 ของวง Wonder Girls ที่นำชีวิตประจำวันของ Wonder Girls ในประเทศสหรัฐอเมริกา เช่น หอพักที่นิวยอร์ก และสตูดิโอของพวกเขา และการเตรียมการสำหรับ MTV World Stage Live in Malaysia 2010 MTV World Stage Live in Malaysia 2010 ถูกจัดขึ้นที่ซันเวย์ ลากูน เซิร์ฟบีช ในวันที่ 31 กรกฎาคม และการแสดงที่กำลังออกอากาศในวันที่ 21 สิงหาคมบนช่อง MTV เอเชีย On July 30, M.net premiered a new show Made in Wonder Girls that took viewers behind the scenes of the group's first American tour as well as their promotions in Singapore and Indonesia. เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม M.net ฉายรอบปฐมทัศน์ของรายการโชว์ใหม่ Made in Wonder Girls ที่เอาผู้ชมเบื้องหลังของกลุ่มทัวร์ชาวอเมริกันคนแรกเช่นเดียวกับการโปรโมตของพวกเธอในประเทศสิงคโปร์และอินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม Wonder Girls ได้แสดงเดี่ยวในสิงคโปร์ SINGfest 2010 ที่ Fort Canning Parkปี 2011 - 2012 Wonder World และการทำกิจกรรมในต่างประเทศ ปี 2011 - 2012 Wonder World และการทำกิจกรรมในต่างประเทศ. ในเดือนมกราคม 2554 มีการเผยแพร่ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับอัลบั้มภาษาอังกฤษ ผู้บริหารของ JYP Entertainment ปาร์คจินยอง กล่าวว่าเขาได้เขียนเพลงใหม่ให้กับวงในขณะที่บันทึก Dream High และต่อมาเจวายปาร์คได้ทวีตว่าเขาไม่ใช่โปรดิวเซอร์คนเดียวในอัลบั้มนี้ Rainstone จาก JYP Entertainment กล่าวว่า อัลบั้มนี้คาดว่าจะมีตั้งแต่ 6 ถึง 7 เพลง โปรดิวเซอร์ Rodney "Darkchild" Jerkins และนักแต่งเพลงที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลแกรมมี่ Claude Kelly ได้รับการเปิดเผยว่าจะมีส่วนร่วมในอัลบั้มนี้ และอัลบั้มนี้จะได้รับการปล่อยออกมาจากหนึ่งในสามค่ายใหญ่ ๆ ของอเมริกา เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน บนเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของพวกเธอได้มีการประกาศว่าสาว ๆ ได้รับเชิญให้ไปแสดงในพิธีปิดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก 2011 ที่เมืองเอเธนส์ ประเทศกรีซ พวกเขาได้แสดงเพลงพื้นบ้านของเกาหลี " Arirang " พร้อมด้วย "Nobody" ในภาษาอังกฤษและ "Tell Me" ร้องเป็นภาษาเกาหลี เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม Wonder Girls ได้เข้าร่วมในรายการ Mashup Monday ของ Billboard.com ซึ่งได้แสดงเพลง " Nothin 'on You " ของ BoB และ Bruno Mars เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2554 ตัวแทนได้เปิดเผยว่า "อัลบั้ม [ภาษาอังกฤษ] จะมีการจัดทำเป็นรูปแบบ OST ของภาพยนตร์ เราจะวางแผนแนวความคิดของเราให้พอดีกับความรู้สึกของเพลง ซึ่งตรงข้ามกับแนวเรโทร เราคิดว่าเพลงจะเป็นแนวป๊อปมากขึ้น Wonder Girls จะคัมแบคด้วยภาพลักษณ์ใหม่อย่างแน่นอน ดังนั้นโปรดรอชมด้วยนะครับ " เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม JYPE ปล่อยโปสเตอร์ใหม่ "RU Ready?" ติเอยู่เหนือตึกของบริษัท ด้วยโลโก้ของ Wonder Girls รุ่นใหม่ Wonder World ได้รับการประกาศให้เป็นอัลบั้มเต็มตัวของวงชุดที่สองและได้ปล่อยเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2554 พร้อมกับเพลง "Be My Baby" อัลบั้มนี้มีการเขียนและข้อมูลการผลิตจากสมาชิกในกลุ่มมากขึ้น การโปรโมทสำหรับ Wonder World เริ่มต้นด้วยการคัมแบ็คใน Music Bank ในวันที่ 11 พฤศจิกายน และต่อเนื่องจนถึงเดือนมกราคม 2555 วงได้กลับไปทำกิจกรรมที่อเมริกา ด้วยซีรีส์ทางทีวีเรื่อง The Wonder Girls ในช่วงต้นปี 2012 "The DJ Is Mine" ซึ่งเป็นเพลงภาษาอังกฤษที่ฟิเจอริงกับ School Gyrlsได้ปล่อยออกมาเพื่อโปรโมตเป็นซิงเกิ้ลในภาพยนตร์เรื่องนี้ วันที่ 11 มกราคม "The DJ Is Mine" คว้าอันดับหนึ่งในชาร์ตเกาหลีหลายชาร์ต ภาพยนตร์เรื่องนี้เปิดตัวในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ในช่อง TeenNick และเป็นจุดเด่นของเพลงภาษาอังกฤษที่ชื่อว่า " Like Money " หลังจากการเปิดตัวภาพยนตร์ วงได้รับข้อเสนอจากบริษัท กระจายเสียงรายใหญ่ในประเทศสหรัฐอเมริกาและกำลังเจรจาเกี่ยวกับโปรโมชั่นเต็มรูปแบบในสหรัฐฯ และกิจกรรมสำหรับอัลบั้มภาษาอังกฤษของพวกเขา อัลบั้ม 12 แทร็กที่กำลังจะเปิดตัวที่ได้รับการกล่าวถึงเสร็จสมบูรณ์แล้ว และมีกำหนดการปล่อยในฤดูร้อนปี 2012 ในเดือนมิถุนายนปี 2012 วงได้คัมแบคในเกาหลีใต้ โดยออกมินิอัลบั้ม Wonder Party ในวันที่ 3 มิถุนายน 2555 ซิงเกิ้ลโปรโมตของอัลบั้มคือ "Like This" ซึ่งปล่อยในวันเดียวกัน ในช่วงกลางเดือนมิถุนายนมีการประกาศออกมาว่าวงจะเปิดตัวในญี่ปุ่นภายใต้ DefStar Records ด้วยการเปิดตัว "Nobody" ฉบับภาษาญี่ปุ่น มีชื่อซิงเกิ้ลว่า " Nobody for Everybody" และถูกปล่อยในวันที่ 25 กรกฎาคม ในวันที่ 10 กรกฎาคม 2012 เวอร์ชันใหม่ของ "Like Money" ซึ่งฟิเจอริ่งกับ Akon ได้ปล่อยออกมาเป็นซิงเกิ้ลในสหรัฐอเมริกา เป็นเพลงที่กำลังจะกลายเป็นเวอร์ชันภาษาอังกฤษฉบับเต็มที่ปล่อยเป็นครั้งสุดท้ายในฐานะวง ในช่วงต้นเดือนกันยายนปี 2012 กลุ่มได้แสดงเพลงใหม่ 3 เพลงจากอัลบั้มภาษาอังกฤษที่กำลังจะมาถึงของพวกเขาในคอนเสิร์ต iHeartRadio เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2555 Wonder Girls ได้เข้าร่วมการสัมภาษณ์กับ Nick Cannon ซึ่งได้กล่าวถึงการเปิดตัวอัลบั้มภาษาอังกฤษของพวกเขาและการแสดงที่นำเสนอ Wonder Girls จากภาพยนตร์เรื่องแรก เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน Wonder Girls ปล่อยอัลบั้ม Wonder Best ในญี่ปุ่นซึ่งรวมถึงเพลงใหม่ และเพลงฮิตเก่าที่ได้รับการปรับปรุงแล้วและเพลงญี่ปุ่นของพวกเขาปี 2013 - 2014 การว่างเว้นจากกิจกรรม การออกจากวงของซอนเยและโซฮี ปี 2013 - 2014 การว่างเว้นจากกิจกรรม การออกจากวงของซอนเยและโซฮี. ซอนเยประกาศในเดือนพฤศจิกายน 2012 ว่าเธอจะแต่งงานในเดือนมกราคม 2013 JYP ประกาศว่าวงจะอยู่ในสถานะว่างจากกิจกรรม Wonder Girls ได้แสดงเป็นครั้งสุดท้ายก่อนการพักกิจกรรมวงของพวกเธอในงาน Winter Special Olympics in Pyeong Chang, ประเทศเกาหลีใต้ เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2013 ซอนเยให้กำเนิดลูกสาวคนแรกในเดือนตุลาคมปี 2013 JYP Entertainment ปฏิเสธการออกจากวงของซอนเย และระบุว่าเธอยังคงเป็นสมาชิกโดยไม่คำนึงถึงสถานะที่ว่างของเธอ ในเดือนธันวาคมปี 2013 โซฮีออกจาก JYP Entertainment และเซ็นสัญญากับ KeyEast Entertainment เพื่อให้ความสำคัญกับอาชีพนักแสดง In December 2014, Sunye officially retired from entertaining, shifting her focus to her family and missionary work in Haiti with her husband. ในเดือนธันวาคมปี 2014 ซอนเยออกจากวงการบันเทิงอย่างเป็นทางการ เพื่อมุ่งสู่การใช้ชีวิตส่วนตัวของเธอกับครอบครัวและงานเผยแผ่ศาสนาของเธอในเฮติกับสามีของเธอ แผนอัลบั้มภาษาอังกฤษ ซีรีส์ทางทีวี เช่นเดียวกับการส่งเสริมการขายในอนาคตในสหรัฐอเมริกาถูกยกเลิกทั้งหมด ในเดือนสิงหาคม 2013 อดีตสมาชิกวง ซอนมี ได้เดบิวต์เป็นศิลปินเดี่ยวโดยมีการเปิดตัว อัลบั้ม "24 Hours"  ในปีต่อมาเธอได้เปิดตัวอัลบั้ม "Full Moon" ในวันที่ 23 กรกฎาคม 2014 มีการประกาศว่าเยอึน จะเปิดตัวในฐานะศิลปินเดี่ยวภายใต้ชื่อแฝง Ha:tfelt (การรวมกันของคำว่า "Hot" และ "Heartfelt") มินิอัลบั้มแรกของเธอ Me? ได้ปล่อยวงาจำหน่ายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2557ปี 2015 การเปลี่ยนแปลงไลน์สมาชิกและการคัมแบคกับอัลบั้ม REBOOT ปี 2015 การเปลี่ยนแปลงไลน์สมาชิกและการคัมแบคกับอัลบั้ม REBOOT. เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2015 JYP Entertainment ประกาศว่า Wonder Girls จะคัมแบคหลังจากสามปีที่ผ่านมา ตัวแทนของค่ายยืนยันว่าอดีตสมาชิก Sunmi จะเข้าร่วมวงเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ถอนตัวในปี พ.ศ. 2553 Wonder Girls กลับมาเป็นกลุ่มสมาชิกสี่คนแทน จากวงร้องเต้น เปลี่ยนเป็นวงดนตรีและสมาชิกแต่ละคนเล่นเครื่องดนตรี ได้แก่ ยูบิน (กลอง), เยอึน (คีย์บอร์ด), ฮเยริม (กีตาร์) และซอนมี (เบส) การกลับมาของพวกเธอมีจุดเด่นเป็นสไตล์เรโทรยุค 80 ที่มีเสียงสะท้อนตลอดทั้งอัลบั้มคล้ายกับเพลงในอดีตของพวกเธอ เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม "I Feel You" ซิงเกิ้ลจากอัลบั้มได้รับการปล่อยตัว วงปล่อยอัลบั้มที่สามในชื่อชื่อ "REBOOT" ในวันที่ 3 สิงหาคม อัลบั้มประสบความสำเร็จในเชิงพาณิชย์, ได้อันดับที่ 5 บน Gaon Albums Chart และอันดับที่สองบน Billboard World Albumsโดยสมาชิกแต่ละคนมีส่วนร่วมในขั้นตอนการแต่งเพลงและการผลิตอัลบั้ม เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม มีประกาศว่า Wonder Girls จะเป็นแขกรับเชิญใน Saturday Night Live Korea พวกเธอแสดงเพลง "I Feel You", "Nobody" และ "Tell Me" เมื่อวันที่ 27 ธันวาคมที่พวกเธอแสดงที่ SBS Gayo Daejeon และในวันที่ 31 ธันวาคม 2015 ที่ MBC Gayo Daejejeon Reboot ได้อันดับที่ 1 ใน The Best 10 K-Pop Albums ปี 2015 โดย Billboard และอันดับที่ 18 ใน 20 อัลบัมที่ดีที่สุดของปี 2015 โดย FuseTVปี 2016 - 2017 Why So Lonely และการยุบวง ปี 2016 - 2017 Why So Lonely และการยุบวง. ในช่วงกลางปี ​​2016 วงเริ่มโปรโมตซิงเกิ้ลที่กำลังจะมาถึงของพวกเธอ เมื่อวันที่ 18 มิถุนายนที่ผ่านมาพวกเขาได้วางจำหน่าย B-sides "The Beautiful You" ในวันที่ 5 กรกฎาคม Wonder Girls ได้ปล่อยเพลง " Why So Lonely " ออกมาพร้อมกับ "To the Beautiful You" และ "Sweet & Easy" เป็น B-sides ในรูปแบบซีดีและเป็นซิงเกิ้ล ซิงเกิ้ลนี้ประสบความสำเร็จในเชิงพาณิชย์ในเกาหลีใต้ ซึ่งมียอดดาวน์โหลดแบบดิจิตอลอันดับต้นๆบน Gaon Digital Chart เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคมวงแสดงแดนซ์เวอร์ชั้นของ Why So Lonely  เป็นครั้งแรกในรายการ SBS MTV 's The Show , ชนะรางวัลในสัปดาห์นี้ เป็นชัยชนะครั้งแรกของพวกเขาในรายการเพลงตั้งแต่เปิดตัว "Like This" ในปี 2012 และวงยังได้แสดงเพลงนี้ในพิธีเปิดงานกีฬาโอลิมปิกของเกาหลีใต้ในวันที่ 19 กรกฎาคม เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2017 JYP Entertainment ประกาศว่า Wonder Girls ยุบวงอย่างเป็นทางการโดยมีเพียง ยูบิน และ ฮเยริม ที่ต่ออายุสัญญาในขณะที่ เยอึน และ ซอนมี ตัดสินใจลาออกจากบริษัท   วงปล่อยซิงเกิ้ลครั้งสุดท้ายของพวกเธอ " Draw Me" ในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2017 และยังเป็นซิงเกิ้ลฉลองครบรอบ 10 ปีของวงนับตั้งแต่เปิดตัวในปี 2007สมาชิก สมาชิก. วงประกอบด้วยสมาชิกห้าคนในช่วงเวลาของการเปิดตัวในปี 2007 ได้แก่ ซอนเย , โซฮี , ฮยอนอา , ซอนมี และ เยอึน ไม่นานหลังจากนั้นในปีเดียวกันฮยอนอาก็ได้ออกจากกลุ่มเนื่องจากปัญหาเรื่องสุขภาพของเธอซึ่งนำไปสู่การเพิ่มยูบินแทน ในปีพ.ศ. 2553 ซอนมีออกจากกลุ่มเพื่อติดตามผลงานทางวิชาการและผู้เข้ารับการฝึกอบรม ฮเยริมได้รับเลือกให้ทำหน้าที่แทนเธอ โซฮีออกจากกลุ่มในช่วงปลายปี 2013 หลังจากหมดสัญญากับ JYP Entertainment ในขณะที่ซอนเยออกจากกลุ่มปลายปี 2014 วงได้รับการประกาศอย่างเป็นทางการในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2558 สำหรับการคัมแบคของวง ในปี พ.ศ. 2558 ซอนมีได้กลับมาร่วมวงและทำหน้าที่เป็นสมาชิกร่วมกับเยอึน , ยูบิน และ ฮเยริม Wonder Girls ยังคงเป็นวงดนตรีสี่คนจนกระทั่งยุบวงในปี พ.ศ. 2560ไลน์สมาชิก ไลน์สมาชิก. สมาชิกวันเดอร์เกิลส์ เป็นที่รู้จักกันในชื่อภาษาอังกฤษได้แก่ Sun , Yenny , Yubin , Mimi , Lim , Sohee และ HyunA- พัก เย-อึน (2007-2017) - หัวหน้าวงคนที่สอง , นักร้องหลัก , คีย์บอร์ด , กีตาร์จังหวะ - คิม ยู-บิน (2007-2017) - แร็ปเปอร์ , นักร้อง , มือกลอง - อี ซ็อน-มี (2007-2010; 2015-2017) - นักร้องนำ , กีต้าร์เบส - อู ฮเย-ริม (2010-2017) - นักร้อง , แร็ปนำ , กีตาร์ - คิม ฮย็อน-อา (2007) - แร็ปเปอร์หลัก , นักร้อง - อัน โซ-ฮี (2007-2013) - นักร้อง - มิน ช็อน-เย (2007-2014) - หัวหน้าวงคนแรก , นักร้องหลักรายชื่อผลงานเพลงรายชื่อผลงานเพลง. - The Wonder Years (2007) - Wonder World (2011) - Reboot (2015)ผลงานภาพยนตร์รายการโทรทัศน์
เพลงสุดท้ายของกลุ่มศิลปินหญิงชาวเกาหลีใต้ วันเดอร์เกิลส์ มีชื่อว่าอะไร
{ "answer": [ "Draw Me" ], "answer_begin_position": [ 1413 ], "answer_end_position": [ 1420 ] }
1,933
172,905
วันเดอร์เกิลส์ วันเดอร์เกิลส์ (; ) เป็นวงเกิร์ลกรุ๊ปสัญชาติเกาหลีใต้ ก่อตั้งวงโดย JYP Entertainment ไลน์สมาชิกในกลุ่มครั้งสุดท้ายประกอบด้วย ยูบิน , เยอึน , ซอนมี และ ฮเยริม สมาชิกก่อนหน้า ฮยอนอา ออกจากวงในช่วงปลายปี 2007 โซฮี และ ซอนเย ออกจากวงอย่างเป็นทางการในปี 2015 วงเริ่มเข้าสู่ตลาดอเมริกาในปี พ.ศ. 2552 เพื่อเปิดการแสดงของโจนัสบราเดอร์สเวิร์ลทัวร์ซึ่งได้แสดงเพลงฮิต " Nobody " ฉบับภาษาอังกฤษ ปลายปี พ. ศ. 2552 "Nobody" ติดอันดับที่ 76 บนชาร์ต Billboard Hot 100 ทำให้ Wonder Girls เป็นวงเกาหลีใต้วงแรกที่ติดอันดับบนชาร์ต ในปี 2010, Wonder Girls ทำตลาดในจีน โดยออกอัลบั้มของ Wonder Girls  ที่รวมเวอร์ชันภาษาจีนของซิงเกิ้ลฮิต " Tell Me ", " So Hot " และ "Nobody" ในปี 2012 Wonder Girls ได้เซ็นสัญญากับ DefStar Records , Sony Music Japan สำหรับการเปิดตัวครั้งแรกในญี่ปุ่น ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 Wonder Girls มีอัลบั้มเต็มทั้งหมดสามอัลบั้ม ได้แก่ The Wonder Years (2007), Wonder World (2011) และ Reboot (2015) จากรายงานของบิลบอร์ด Wonder Girls มียอดขายอัลบั้มทั้งหมด 19,000 ชุดในอเมริกา Wonder Girls เป็นที่รู้จักกันในชื่อ "Retro Queens ของเกาหลีใต้" เนื่องจากดนตรีของพวกเธอสามารถสังเกตได้ว่ามีองค์ประกอบของเพลงในระหว่างทศวรรษที่ 1960, 1970 และ 1980 วันเดอร์เกิลส์ยุบวงอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2560 หลังจากการเจรจาต่ออายุสัญญากับสมาชิกบางคนไม่ประสบผลสำเร็จ วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2017 พวกเธอได้ปล่อยซิงเกิ้ลสุดท้าย "Draw Me" ซึ่งเป็นเพลงฉลองครบรอบ 10 ปี ของพวกเธอประวัติปี 2006 - 2007 MTV Wonder Girls การเปิดตัวและไลน์สมาชิก ประวัติ. ปี 2006 - 2007 MTV Wonder Girls การเปิดตัวและไลน์สมาชิก. หลังจากที่ปาร์คจินยองเปิดเผยชื่อวงเกิร์ลกรุ๊ปวงแรกของค่าย Wonder Girls ในเดือนพฤษภาคม 2006 Wonder Girls ถูกแนะนำผ่านรายการโทรทัศน์ชื่อ MTV Wonder Girls สี่ตอนแรกระบุคาแรกเตอร์และประวัติของสมาชิกแต่ละคน ไม่นานหลังจากเลือกเยอึนเป็นสมาชิกวงคนที่ 5 Wonder Girls ได้จัดงานแสดงแรกใน MTV Studio พวกเธอได้แสดงเวอร์ชันโคฟเวอร์ของเพลง " Don't Cha " ของ Pussycat Dolls พร้อมกับเพลงโปรโมตของตัวเอง "Irony" และ " 미 안 한 마 음 " ( "It's Not Love") ซอนเย ร้องเพลงเวอร์ชันของเธอของ Destiny's Child " Stand Up for Love " ฮยอนอาแสดงทักษะการเต้นของเธอ สมาชิกอีกสามคน เยอึน , ซอนมี และโซฮี  แสดงเพลง " Together Again " ของ Janet Jackson Wonder Girls เดบิ้วต์อย่างเป็นทางการในต้นปี 2007 ในรายการ MBC 's Show! Music Core โดยแสดง "Irony" ซิงเกิ้ลฮิปฮอปจากอัลบั้มแรกของพวกเธอ The Wonder Begins อัลบั้มขายได้ 11,454 ชุดในปี 2007 ไม่นานหลังจากนั้น "Wonderfuls" ได้ก่อตั้งขึ้นโดยเป็นแฟนคลับของ Wonder Girls อย่างเป็นทางการ วงจัดโชว์ผลงานในประเทศจีนหลายครั้งหลังจากสมาชิกได้เรียนภาษาจีน อย่างไรก็ตามในช่วงกลางปี ​​2007 สมาชิกของ Wonder Girls บางคนได้รับบาดเจ็บและมีปัญหาสุขภาพ เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน โซฮีถูกพักงานเป็นเวลาหนึ่งเดือนหลังจากที่บาดเจ็บที่เอ็นเข่าหลังจากตกจากรถมอเตอร์ไซค์ที่วิ่งระหว่างการถ่ายทำภาพยนตร์ของเธอ 뜨거운것이좋아 ( I like it hot) สมาชิกที่เหลืออีกสี่คนยังคงแสดงอยู่จนถึงปลายเดือนกรกฎาคมจนกระทั่งฮยอนอาถูกถอนตัวออกจากกลุ่มโดยพ่อแม่ของเธอเนื่องจากความกังวลของพวกเขาเกี่ยวกับปัญหาโรคลำไส้อักเสบเรื้อรังของเธอ ในฤดูใบไม้ร่วงปี 2550 Good Entertainment ได้ส่งเด็กฝึกหัด ยูบิน ไปให้กับ JYP Entertainment แทน ฮยอนอา เธอเดบิ้วต์สามวันต่อมาในการแสดงสดของวงในเพลง " Tell Me " ในรายการ Music Bank อัลบั้มเต็มรูปแบบแรกของพวกเธอ The Wonder Years ได้ถูกปล่อยในสัปดาห์ต่อมา มี "Tell Me" ในฐานะเพลงโปรโมต เนื่องจากมีการเพิ่ม Yubin ในนาทีสุดท้ายอัลบั้มนี้จึงไม่มีท่อนของเธอ อย่างไรก็ตามเวอร์ชันการแสดงของเพลงการแร็พโดยยูบินก็ถูกนำมาใช้ประกอบ ซิงเกิ้ลฮิตเป็นอย่างมากและคว้าอันดับหนึ่งในรายการโทรทัศน์และชาร์ตเพลงอินเทอร์เน็ตต่างๆ ของเกาหลีใต้ อาทิ KBS 's Music Bank และเพลงยังคว้าอันดับหนึ่งของความนิยมในประเทศไทย The choreography for the song was simple and widely imitated: by October, many fan performances of the dance circulated on video sharing sites such as YouTube and Daum, ท่าเต้นของเพลงที่เต้นได้ง่าย ทำให้มีการเลียนแบบท่าเต้นกันอย่างแพร่หลาย ในเดือนตุลาคม, แฟนโคฟเวอร์แดนซ์มีเป็นจำนวนมากบนเว็บไซต์แบ่งปันวิดีโอเช่น YouTube และ Daum ความนิยมอย่างสูงของท่าเต้นเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในชื่อ "Tell Me Virus" ซึ่งได้รับความสนใจเป็นอย่างมากจากชื่อ " น้องสาวแห่งชาติ " Wonder Girls มีตารางการโปรโมตที่แน่นสำหรับอัลบั้มของพวกเธอ และในช่วงปลายปี 2007 พวกเธอก็เริ่มแสดงซิงเกิ้ลที่สอง "이바보" ("This Fool") เอ็มทีวียังได้ออกอากาศ The Wonder Life ซึ่งเป็นซีรีส์เรียลลิตี้ทางทีวีที่นำแสดงโดยวันเดอร์เกิร์ลส์ปี 2008 การดำเนินกิจกรรมหลังการถอนตัวของสมาชิก ปี 2008 การดำเนินกิจกรรมหลังการถอนตัวของสมาชิก. ในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2008 Wonder Girls ได้ร่วมงานกับปาร์คจินยองในการทัวร์คอนเสิร์ตเป็นเวลา 1 เดือนที่เกาหลีและสหรัฐอเมริกาในฐานะแขกพิเศษซึ่งพวกเธอได้ถ่ายทำมิวสิควิดีโอ "Wishing on a Star" ที่ New York ตามมาด้วยการปล่อยทีเซอร์สำหรับเพลง และซิงเกิ้ลใหม่ " So Hot " ได้ปล่อยเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2008 เพลงติดอันดับต้นๆบนชาร์ตออนไลน์หลังจากปล่อยไม่นาน ในช่วงกลางปี ​​2008 พวกเขาได้แสดงในรายการ MBC's  Show! Music Core ด้วยเพลง " So Hot " และ " This Time " เนื่องจากมีอาการบาดเจ็บจากสายเสียง ยูบินจึงต้องลิปซิงค์ชั่วคราวตามตามคำสั่งของแพทย์ หลังจากช่วงพักสั้น ๆ Wonder Girls กลับมาในช่วงต้นปี พ. ศ. 2551 ได้ปล่อยวิดีโอเพลงฉบับเต็มของ " Nobody " วางขายซิงเกิ้ลและวางขายแบบดิจิทัลพร้อม ๆ กัน พวกเขาได้แสดงในสุดสัปดาห์ถัดไปใน Show! Music Core , Music Bank และ Inkigayo เพลงคว้าที่ 1 ในรายการ KBS ' Music Bank เป็นเวลาติดต่อกันถึงสี่สัปดาห์ และยังชนะรางวัล Cyworld ' s 'Song of the Mounth' ในเดือนกันยายนและเดือนตุลาคมปี 2008  เหมือนว่า " Tell Me " , "Nobody" ยังจุดประกายความนิยมในการเต้นอย่างมาก ในงาน Mnet KM Music Festival 2008 Wonder Girls ได้รับรางวัล 3 รางวัล ได้แก่ "Song of the Years" รางวัล "Best Music Video" สำหรับ "Nobody" และ "Best Female Group" วงยังได้รับรางวัลที่ 2008 Golden Disk สำหรับยอดขายดิจิตอลที่มีจำนวนสูงมาก ในงาน Seoul Music Awards ครั้งที่ 18, Wonder Girls ได้รับรางวัล Daesang ("ศิลปินแห่งปี") ซึ่งเป็นรางวัลสูงสุดสำหรับ "Nobody" นอกเหนือจากรางวัลอื่น ๆ อีกสองรางวัล ในเดือนตุลาคมปี 2008 Wonder Girls ได้รับการลงนามโดย บริษัท Creative Artists Agency (CAA) โดยสิ้นปี 2008 พวกเธอได้รับ₩ 12 พันล้าน ( $ 9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยในนามวงไม่ใช่รายบุคคลปี 2009 - 2010 การโปรโมตในต่างประเทศและการเปลี่ยนไลน์สมาชิก ปี 2009 - 2010 การโปรโมตในต่างประเทศและการเปลี่ยนไลน์สมาชิก. การทัวร์คอนเสิร์ตของ Wonder Girls เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2552 ที่กรุงเทพฯ ประเทศไทย พร้อมกับเมนเทอร์ของพวกเธอ JYP จัดคอนเสิร์ตทั่วประเทศสหรัฐอเมริกา แล้ววงก็กลับไปยังเกาหลีใต้เพื่อรับคอนเสิร์ตในช่วงปลายเดือนมีนาคมในกรุงโซลและปูซาน ทัวร์นี้ได้รับการบันทึกไว้ในM.net เรียลลิตี้โชว์ Welcome to Wonderland  หลังจากทัวร์คอนเสิร์ต Wonder Girls ได้ออกมิวสิควิดีโอโคฟเวอร์เพลง "Now" ซึ่งเป็นเพลงจากอัลบั้มที่สามของ Fin.KL ในเดือนมีนาคมปี 2009 Wonder Girls ยืนยันว่าวงจะเปิดตัวเพลงภาษาอังกฤษในสหรัฐอเมริกาโดยจะมีการเปิดตัว "Nobody" ฉบับภาษาอังกฤษในฤดูร้อนปี พ. ศ. 2552 หลังจากออกวางจำหน่ายแล้ว จะตามมาด้วยและ "Tell Me" ฉบับภาษาอังกฤษและอัลบั้มภาษาอังกฤษจะมีขึ้นในเดือนมิถุนายน 2009 JYP Entertainment ประกาศว่า Wonder Girls จะได้ร่วมงานกับโจนาสบราเธอร์สใน North America leg of the Jonas Brothers World Tour 2009 เพื่อสร้างความสนใจให้กับการเปิดตัวครั้งแรกในอเมริกา ทั้งโซฮีและซันมีได้ลาออกจากโรงเรียนมัธยม เวอร์ชันภาษาอังกฤษของ "Nobody" ได้รับการปล่อยตัวเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2009 ซึ่งเป็นวันก่อนที่จะเริ่มต้นของการเดินทางของพวกเธอกับ Jonas Brothers วันเดอร์เกิลส์ได้เซ็นสัญญาเป็นครั้งแรกในวันที่ 13 คอนเสิร์ตในสหรัฐอเมริกา แต่ในที่สุดพวกเธอก็ได้รับโอกาสให้เข้าร่วมกับ Jonas Brothers ในคอนเสิร์ตทั้งหมด 45 วัน "Nobody" ติดอันดับ Billboard Hot 100 ในเดือนตุลาคม 2009 ทำให้พวกเธอเป็นวงศิลปินเกาหลีวงแรกที่ได้ขึ้นชาร์ต นอกจากนี้เพลงยังติดอันดับต้นๆบนชาร์ตเพลงของไต้หวันและฮ่องกง เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2553 JYP ประกาศว่าทางซอนมี จะพักการทำงานดนตรีของเธอไปศึกษาต่อและ ฮเยริม (ลิม) ซึ่งเป็นเด็กฝึกงานของ JYP จะเข้ามาแทนตำแหน่งของเธอ ซอนมียังคงทำงานเป็นสมาชิกของ Wonder Girls ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์เพื่อที่จะดำเนินการตามกำหนดการให้เสร็จสมบูรณ์ การเดินทางของซอนมีทำให้ชาวอเมริกันบางกลุ่มสับสน Wonder Girls เตรียมจัดทำอัลบั้มภาษาอังกฤษโดยมีเพลงหกเพลงประกอบด้วยเพลงภาษาอังกฤษเวอร์ชันภาษาอังกฤษและอีกครึ่งหนึ่งของเพลงใหม่ ที่วางจำหน่ายในเดือนกุมภาพันธ์ 2553 พวกเขายังวางแผนที่จะมีการจัดทัวร์คอนเสิร์ต ในเดือนมกราคม 2553 แม้กระนั้นเนื่องจากการแผนการเดินทางของซอนมี ทำให้แผนทัวร์ล่าช้ากว่ากำหนด และแผนอัลบั้มถูกล้มเลิกในที่สุด วันที่ 5 เมษายน 2553 Wonder Girls ประกาศทัวร์ 20 โชว์ในสหรัฐอเมริกาและแคนาดาเรียกว่า "Wonder World Tour" ซึ่งรวมถึงเพื่อนร่วมค่าย 2PM เก้าวันร่วมกับไลฟ์เนชั่น การทัวร์ประกอบด้วยเพลงเวอร์ชันภาษาอังกฤษและเกาหลีที่ฮิตของพวกเขา เพลงโคฟเวอร์ภาษาอังกฤษที่เป็นที่นิยมและเพลงใหม่จากอัลบั้มที่กำลังจะวางขาย เที่ยวแรกของการเดินทางเริ่มขึ้นในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ในวันที่ 4 มิถุนายน 2553 การเดินทางในที่สุดก็ขยายไปถึงการเพิ่มรอบซึ่งเพื่อนร่วมค่าย 2AM จะเปิดให้บริการในช่วงวันที่กำหนด Wonder Girls ได้ตามการทัวร์ของพวกเขามาด้วยการเปิดตัว EP ใหม่ล่าสุดชื่อว่า " 2 Different Tears " เพลงไตเติ้ลถูกบันทึกไว้ในภาษาต่างๆสามภาษา ได้แก่ จีน เกาหล ีและอังกฤษ มิวสิกวิดีโอสำหรับ "2 Different Tears" รอบปฐมทัศน์ปล่อยบน YouTube ในวันที่ 15 พฤษภาคม 2010 โดยปล่อยที่จังหวัด Gyeonggi ของเกาหลีใต้ วิดีโอเพลงเพิ่มปาร์คจินยอง และนักแสดงตลกชาวเกาหลี - อเมริกัน บ็อบบีลี EP ได้ปล่อยในวันเดียวกัน ระหว่างวันที่ 15 และ 31 พฤษภาคม 2553 Wonder Girls ได้กลับไปเกาหลีใต้เพื่อโปรโมต "2 Different Tears" ในภาษาเกาหลี พวกเขาปรากฏตัวบน M.Net's M! Countdown เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2553 ในวันที่ 27 พฤษภาคม Wonder Girls ได้รับรางวัลอันดับ 1 จาก "2 Different Tears" ใน M! Countdown วงจบการโปรโมตในสัปดาห์สุดท้ายของพวกเธอในเกาหลีใต้โดยการแสดงใน Music Core ของ MBC ในวันที่ 29 พฤษภาคม 2553 ในช่วงสองสัปดาห์นี้ Wonder Girls ได้เข้าร่วมรายการวาไรตี้โชว์และรายการวาไรตี้ต่างๆ เช่น Win Win and Happy ของ KBS ร่วมกัน เช่นเดียวกับSBS 's Family Outing 2 และ MBC Come to Play เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม เอ็มทีวีเกาหลีฉายรอบปฐมทัศน์ในฤดูกาลที่ 4 ของวง Wonder Girls ที่นำชีวิตประจำวันของ Wonder Girls ในประเทศสหรัฐอเมริกา เช่น หอพักที่นิวยอร์ก และสตูดิโอของพวกเขา และการเตรียมการสำหรับ MTV World Stage Live in Malaysia 2010 MTV World Stage Live in Malaysia 2010 ถูกจัดขึ้นที่ซันเวย์ ลากูน เซิร์ฟบีช ในวันที่ 31 กรกฎาคม และการแสดงที่กำลังออกอากาศในวันที่ 21 สิงหาคมบนช่อง MTV เอเชีย On July 30, M.net premiered a new show Made in Wonder Girls that took viewers behind the scenes of the group's first American tour as well as their promotions in Singapore and Indonesia. เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม M.net ฉายรอบปฐมทัศน์ของรายการโชว์ใหม่ Made in Wonder Girls ที่เอาผู้ชมเบื้องหลังของกลุ่มทัวร์ชาวอเมริกันคนแรกเช่นเดียวกับการโปรโมตของพวกเธอในประเทศสิงคโปร์และอินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม Wonder Girls ได้แสดงเดี่ยวในสิงคโปร์ SINGfest 2010 ที่ Fort Canning Parkปี 2011 - 2012 Wonder World และการทำกิจกรรมในต่างประเทศ ปี 2011 - 2012 Wonder World และการทำกิจกรรมในต่างประเทศ. ในเดือนมกราคม 2554 มีการเผยแพร่ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับอัลบั้มภาษาอังกฤษ ผู้บริหารของ JYP Entertainment ปาร์คจินยอง กล่าวว่าเขาได้เขียนเพลงใหม่ให้กับวงในขณะที่บันทึก Dream High และต่อมาเจวายปาร์คได้ทวีตว่าเขาไม่ใช่โปรดิวเซอร์คนเดียวในอัลบั้มนี้ Rainstone จาก JYP Entertainment กล่าวว่า อัลบั้มนี้คาดว่าจะมีตั้งแต่ 6 ถึง 7 เพลง โปรดิวเซอร์ Rodney "Darkchild" Jerkins และนักแต่งเพลงที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลแกรมมี่ Claude Kelly ได้รับการเปิดเผยว่าจะมีส่วนร่วมในอัลบั้มนี้ และอัลบั้มนี้จะได้รับการปล่อยออกมาจากหนึ่งในสามค่ายใหญ่ ๆ ของอเมริกา เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน บนเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของพวกเธอได้มีการประกาศว่าสาว ๆ ได้รับเชิญให้ไปแสดงในพิธีปิดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก 2011 ที่เมืองเอเธนส์ ประเทศกรีซ พวกเขาได้แสดงเพลงพื้นบ้านของเกาหลี " Arirang " พร้อมด้วย "Nobody" ในภาษาอังกฤษและ "Tell Me" ร้องเป็นภาษาเกาหลี เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม Wonder Girls ได้เข้าร่วมในรายการ Mashup Monday ของ Billboard.com ซึ่งได้แสดงเพลง " Nothin 'on You " ของ BoB และ Bruno Mars เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2554 ตัวแทนได้เปิดเผยว่า "อัลบั้ม [ภาษาอังกฤษ] จะมีการจัดทำเป็นรูปแบบ OST ของภาพยนตร์ เราจะวางแผนแนวความคิดของเราให้พอดีกับความรู้สึกของเพลง ซึ่งตรงข้ามกับแนวเรโทร เราคิดว่าเพลงจะเป็นแนวป๊อปมากขึ้น Wonder Girls จะคัมแบคด้วยภาพลักษณ์ใหม่อย่างแน่นอน ดังนั้นโปรดรอชมด้วยนะครับ " เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม JYPE ปล่อยโปสเตอร์ใหม่ "RU Ready?" ติเอยู่เหนือตึกของบริษัท ด้วยโลโก้ของ Wonder Girls รุ่นใหม่ Wonder World ได้รับการประกาศให้เป็นอัลบั้มเต็มตัวของวงชุดที่สองและได้ปล่อยเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2554 พร้อมกับเพลง "Be My Baby" อัลบั้มนี้มีการเขียนและข้อมูลการผลิตจากสมาชิกในกลุ่มมากขึ้น การโปรโมทสำหรับ Wonder World เริ่มต้นด้วยการคัมแบ็คใน Music Bank ในวันที่ 11 พฤศจิกายน และต่อเนื่องจนถึงเดือนมกราคม 2555 วงได้กลับไปทำกิจกรรมที่อเมริกา ด้วยซีรีส์ทางทีวีเรื่อง The Wonder Girls ในช่วงต้นปี 2012 "The DJ Is Mine" ซึ่งเป็นเพลงภาษาอังกฤษที่ฟิเจอริงกับ School Gyrlsได้ปล่อยออกมาเพื่อโปรโมตเป็นซิงเกิ้ลในภาพยนตร์เรื่องนี้ วันที่ 11 มกราคม "The DJ Is Mine" คว้าอันดับหนึ่งในชาร์ตเกาหลีหลายชาร์ต ภาพยนตร์เรื่องนี้เปิดตัวในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ในช่อง TeenNick และเป็นจุดเด่นของเพลงภาษาอังกฤษที่ชื่อว่า " Like Money " หลังจากการเปิดตัวภาพยนตร์ วงได้รับข้อเสนอจากบริษัท กระจายเสียงรายใหญ่ในประเทศสหรัฐอเมริกาและกำลังเจรจาเกี่ยวกับโปรโมชั่นเต็มรูปแบบในสหรัฐฯ และกิจกรรมสำหรับอัลบั้มภาษาอังกฤษของพวกเขา อัลบั้ม 12 แทร็กที่กำลังจะเปิดตัวที่ได้รับการกล่าวถึงเสร็จสมบูรณ์แล้ว และมีกำหนดการปล่อยในฤดูร้อนปี 2012 ในเดือนมิถุนายนปี 2012 วงได้คัมแบคในเกาหลีใต้ โดยออกมินิอัลบั้ม Wonder Party ในวันที่ 3 มิถุนายน 2555 ซิงเกิ้ลโปรโมตของอัลบั้มคือ "Like This" ซึ่งปล่อยในวันเดียวกัน ในช่วงกลางเดือนมิถุนายนมีการประกาศออกมาว่าวงจะเปิดตัวในญี่ปุ่นภายใต้ DefStar Records ด้วยการเปิดตัว "Nobody" ฉบับภาษาญี่ปุ่น มีชื่อซิงเกิ้ลว่า " Nobody for Everybody" และถูกปล่อยในวันที่ 25 กรกฎาคม ในวันที่ 10 กรกฎาคม 2012 เวอร์ชันใหม่ของ "Like Money" ซึ่งฟิเจอริ่งกับ Akon ได้ปล่อยออกมาเป็นซิงเกิ้ลในสหรัฐอเมริกา เป็นเพลงที่กำลังจะกลายเป็นเวอร์ชันภาษาอังกฤษฉบับเต็มที่ปล่อยเป็นครั้งสุดท้ายในฐานะวง ในช่วงต้นเดือนกันยายนปี 2012 กลุ่มได้แสดงเพลงใหม่ 3 เพลงจากอัลบั้มภาษาอังกฤษที่กำลังจะมาถึงของพวกเขาในคอนเสิร์ต iHeartRadio เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2555 Wonder Girls ได้เข้าร่วมการสัมภาษณ์กับ Nick Cannon ซึ่งได้กล่าวถึงการเปิดตัวอัลบั้มภาษาอังกฤษของพวกเขาและการแสดงที่นำเสนอ Wonder Girls จากภาพยนตร์เรื่องแรก เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน Wonder Girls ปล่อยอัลบั้ม Wonder Best ในญี่ปุ่นซึ่งรวมถึงเพลงใหม่ และเพลงฮิตเก่าที่ได้รับการปรับปรุงแล้วและเพลงญี่ปุ่นของพวกเขาปี 2013 - 2014 การว่างเว้นจากกิจกรรม การออกจากวงของซอนเยและโซฮี ปี 2013 - 2014 การว่างเว้นจากกิจกรรม การออกจากวงของซอนเยและโซฮี. ซอนเยประกาศในเดือนพฤศจิกายน 2012 ว่าเธอจะแต่งงานในเดือนมกราคม 2013 JYP ประกาศว่าวงจะอยู่ในสถานะว่างจากกิจกรรม Wonder Girls ได้แสดงเป็นครั้งสุดท้ายก่อนการพักกิจกรรมวงของพวกเธอในงาน Winter Special Olympics in Pyeong Chang, ประเทศเกาหลีใต้ เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2013 ซอนเยให้กำเนิดลูกสาวคนแรกในเดือนตุลาคมปี 2013 JYP Entertainment ปฏิเสธการออกจากวงของซอนเย และระบุว่าเธอยังคงเป็นสมาชิกโดยไม่คำนึงถึงสถานะที่ว่างของเธอ ในเดือนธันวาคมปี 2013 โซฮีออกจาก JYP Entertainment และเซ็นสัญญากับ KeyEast Entertainment เพื่อให้ความสำคัญกับอาชีพนักแสดง In December 2014, Sunye officially retired from entertaining, shifting her focus to her family and missionary work in Haiti with her husband. ในเดือนธันวาคมปี 2014 ซอนเยออกจากวงการบันเทิงอย่างเป็นทางการ เพื่อมุ่งสู่การใช้ชีวิตส่วนตัวของเธอกับครอบครัวและงานเผยแผ่ศาสนาของเธอในเฮติกับสามีของเธอ แผนอัลบั้มภาษาอังกฤษ ซีรีส์ทางทีวี เช่นเดียวกับการส่งเสริมการขายในอนาคตในสหรัฐอเมริกาถูกยกเลิกทั้งหมด ในเดือนสิงหาคม 2013 อดีตสมาชิกวง ซอนมี ได้เดบิวต์เป็นศิลปินเดี่ยวโดยมีการเปิดตัว อัลบั้ม "24 Hours"  ในปีต่อมาเธอได้เปิดตัวอัลบั้ม "Full Moon" ในวันที่ 23 กรกฎาคม 2014 มีการประกาศว่าเยอึน จะเปิดตัวในฐานะศิลปินเดี่ยวภายใต้ชื่อแฝง Ha:tfelt (การรวมกันของคำว่า "Hot" และ "Heartfelt") มินิอัลบั้มแรกของเธอ Me? ได้ปล่อยวงาจำหน่ายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2557ปี 2015 การเปลี่ยนแปลงไลน์สมาชิกและการคัมแบคกับอัลบั้ม REBOOT ปี 2015 การเปลี่ยนแปลงไลน์สมาชิกและการคัมแบคกับอัลบั้ม REBOOT. เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2015 JYP Entertainment ประกาศว่า Wonder Girls จะคัมแบคหลังจากสามปีที่ผ่านมา ตัวแทนของค่ายยืนยันว่าอดีตสมาชิก Sunmi จะเข้าร่วมวงเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ถอนตัวในปี พ.ศ. 2553 Wonder Girls กลับมาเป็นกลุ่มสมาชิกสี่คนแทน จากวงร้องเต้น เปลี่ยนเป็นวงดนตรีและสมาชิกแต่ละคนเล่นเครื่องดนตรี ได้แก่ ยูบิน (กลอง), เยอึน (คีย์บอร์ด), ฮเยริม (กีตาร์) และซอนมี (เบส) การกลับมาของพวกเธอมีจุดเด่นเป็นสไตล์เรโทรยุค 80 ที่มีเสียงสะท้อนตลอดทั้งอัลบั้มคล้ายกับเพลงในอดีตของพวกเธอ เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม "I Feel You" ซิงเกิ้ลจากอัลบั้มได้รับการปล่อยตัว วงปล่อยอัลบั้มที่สามในชื่อชื่อ "REBOOT" ในวันที่ 3 สิงหาคม อัลบั้มประสบความสำเร็จในเชิงพาณิชย์, ได้อันดับที่ 5 บน Gaon Albums Chart และอันดับที่สองบน Billboard World Albumsโดยสมาชิกแต่ละคนมีส่วนร่วมในขั้นตอนการแต่งเพลงและการผลิตอัลบั้ม เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม มีประกาศว่า Wonder Girls จะเป็นแขกรับเชิญใน Saturday Night Live Korea พวกเธอแสดงเพลง "I Feel You", "Nobody" และ "Tell Me" เมื่อวันที่ 27 ธันวาคมที่พวกเธอแสดงที่ SBS Gayo Daejeon และในวันที่ 31 ธันวาคม 2015 ที่ MBC Gayo Daejejeon Reboot ได้อันดับที่ 1 ใน The Best 10 K-Pop Albums ปี 2015 โดย Billboard และอันดับที่ 18 ใน 20 อัลบัมที่ดีที่สุดของปี 2015 โดย FuseTVปี 2016 - 2017 Why So Lonely และการยุบวง ปี 2016 - 2017 Why So Lonely และการยุบวง. ในช่วงกลางปี ​​2016 วงเริ่มโปรโมตซิงเกิ้ลที่กำลังจะมาถึงของพวกเธอ เมื่อวันที่ 18 มิถุนายนที่ผ่านมาพวกเขาได้วางจำหน่าย B-sides "The Beautiful You" ในวันที่ 5 กรกฎาคม Wonder Girls ได้ปล่อยเพลง " Why So Lonely " ออกมาพร้อมกับ "To the Beautiful You" และ "Sweet & Easy" เป็น B-sides ในรูปแบบซีดีและเป็นซิงเกิ้ล ซิงเกิ้ลนี้ประสบความสำเร็จในเชิงพาณิชย์ในเกาหลีใต้ ซึ่งมียอดดาวน์โหลดแบบดิจิตอลอันดับต้นๆบน Gaon Digital Chart เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคมวงแสดงแดนซ์เวอร์ชั้นของ Why So Lonely  เป็นครั้งแรกในรายการ SBS MTV 's The Show , ชนะรางวัลในสัปดาห์นี้ เป็นชัยชนะครั้งแรกของพวกเขาในรายการเพลงตั้งแต่เปิดตัว "Like This" ในปี 2012 และวงยังได้แสดงเพลงนี้ในพิธีเปิดงานกีฬาโอลิมปิกของเกาหลีใต้ในวันที่ 19 กรกฎาคม เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2017 JYP Entertainment ประกาศว่า Wonder Girls ยุบวงอย่างเป็นทางการโดยมีเพียง ยูบิน และ ฮเยริม ที่ต่ออายุสัญญาในขณะที่ เยอึน และ ซอนมี ตัดสินใจลาออกจากบริษัท   วงปล่อยซิงเกิ้ลครั้งสุดท้ายของพวกเธอ " Draw Me" ในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2017 และยังเป็นซิงเกิ้ลฉลองครบรอบ 10 ปีของวงนับตั้งแต่เปิดตัวในปี 2007สมาชิก สมาชิก. วงประกอบด้วยสมาชิกห้าคนในช่วงเวลาของการเปิดตัวในปี 2007 ได้แก่ ซอนเย , โซฮี , ฮยอนอา , ซอนมี และ เยอึน ไม่นานหลังจากนั้นในปีเดียวกันฮยอนอาก็ได้ออกจากกลุ่มเนื่องจากปัญหาเรื่องสุขภาพของเธอซึ่งนำไปสู่การเพิ่มยูบินแทน ในปีพ.ศ. 2553 ซอนมีออกจากกลุ่มเพื่อติดตามผลงานทางวิชาการและผู้เข้ารับการฝึกอบรม ฮเยริมได้รับเลือกให้ทำหน้าที่แทนเธอ โซฮีออกจากกลุ่มในช่วงปลายปี 2013 หลังจากหมดสัญญากับ JYP Entertainment ในขณะที่ซอนเยออกจากกลุ่มปลายปี 2014 วงได้รับการประกาศอย่างเป็นทางการในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2558 สำหรับการคัมแบคของวง ในปี พ.ศ. 2558 ซอนมีได้กลับมาร่วมวงและทำหน้าที่เป็นสมาชิกร่วมกับเยอึน , ยูบิน และ ฮเยริม Wonder Girls ยังคงเป็นวงดนตรีสี่คนจนกระทั่งยุบวงในปี พ.ศ. 2560ไลน์สมาชิก ไลน์สมาชิก. สมาชิกวันเดอร์เกิลส์ เป็นที่รู้จักกันในชื่อภาษาอังกฤษได้แก่ Sun , Yenny , Yubin , Mimi , Lim , Sohee และ HyunA- พัก เย-อึน (2007-2017) - หัวหน้าวงคนที่สอง , นักร้องหลัก , คีย์บอร์ด , กีตาร์จังหวะ - คิม ยู-บิน (2007-2017) - แร็ปเปอร์ , นักร้อง , มือกลอง - อี ซ็อน-มี (2007-2010; 2015-2017) - นักร้องนำ , กีต้าร์เบส - อู ฮเย-ริม (2010-2017) - นักร้อง , แร็ปนำ , กีตาร์ - คิม ฮย็อน-อา (2007) - แร็ปเปอร์หลัก , นักร้อง - อัน โซ-ฮี (2007-2013) - นักร้อง - มิน ช็อน-เย (2007-2014) - หัวหน้าวงคนแรก , นักร้องหลักรายชื่อผลงานเพลงรายชื่อผลงานเพลง. - The Wonder Years (2007) - Wonder World (2011) - Reboot (2015)ผลงานภาพยนตร์รายการโทรทัศน์
กลุ่มศิลปินหญิงชาวเกาหลีใต้ วันเดอร์เกิลส์ ยุบวงเมื่อปีพ.ศ.ใด
{ "answer": [ "2560" ], "answer_begin_position": [ 1293 ], "answer_end_position": [ 1297 ] }
1,934
87,358
ฟาร์มโชคชัย ฟาร์มโชคชัย เป็นฟาร์มขนาดใหญ่ ที่ก่อตั้งและบริหารโดย คุณโชคชัย บูลกุล ตั้งอยู่ที่ริมถนนมิตรภาพ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ห่างจาก กรุงเทพมหานคร 159 กิโลเมตร ดำเนินการเปิดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแบบฟาร์มลานกว้าง นักท่องเที่ยวสามารถชมการแสดงความสามารถของคาวบอย อาทิ คาวบอยขี่ม้า การต้อนสัตว์ ด้านหน้าทางเข้าเป็น ร้านอาหารเสต็กโชคชัย มีพิพิธภัณฑ์ซึ่งจัดให้นักท่องเที่ยวชมประวัติของคุณโชคชัยได้
ฟาร์มโชคชัย ก่อตั้งโดยใคร
{ "answer": [ "โชคชัย บูลกุล" ], "answer_begin_position": [ 152 ], "answer_end_position": [ 165 ] }
1,935
719,428
ฟิฟตีเชดส์ (นวนิยายชุด) ฟิฟตีเชดส์ () เป็นชุดนวนิยายแนววีรคติเชิงสังวาส เขียนโดยอี. แอล. เจมส์ ประกอบด้วย ฟิฟตีเชดส์ออฟเกรย์, ฟิฟตีเชดส์ดาร์กเกอร์ และ ฟิฟตีเชดส์ฟรีด โดยทั้งสามเล่มมีเนื้อหาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของนักศึกษาสาว แอนัสตาเซีย สตีล และนักธุรกิจหนุ่ม คริสเตียน เกรย์ ในปี ค.ศ. 2015 อี. แอล. เจมส์. ได้ออกหนังสือเล่มที่ 4 เกรย์ ซึ่งเป็นการเล่าเรื่องใน ฟิฟตีเชดส์ออฟเกรย์ ใหม่ ผ่านมุมมองของคริสเตียน เกรย์ ดาร์กเกอร์ หนังสือเล่มที่ 5 ที่เล่าเรื่อง ฟิฟตีเชดส์ดาร์กเกอร์ ผ่านมุมมองของคริสเตียน เกรย์เช่นกัน วางจำหน่ายในปี ค.ศ. 2017 จุดเริ่มต้นของ ฟิฟตีเชดส์ มาจากแฟนฟิกชันของนวนิยายชุดทไวไลท์ ก่อนจะได้รับความนิยมเป็นหนังสือขายดี ถึงแม้จะได้รับคำวิจารณ์ในแง่ลบ แต่นวนิยายชุดนี้ก็ได้รับการสร้างเป็นภาพยนตร์ในปี ค.ศ. 2015 ภาคต่อของภาพยนตร์ชุดนี้เข้าฉายในปี ค.ศ. 2017 และ ค.ศ. 2018
ผู้ใดประพันธ์นวนิยายประเภทอีโรติก โรมานซ์ชุดฟิฟตีเชดส์
{ "answer": [ "อี. แอล. เจมส์" ], "answer_begin_position": [ 178 ], "answer_end_position": [ 192 ] }
1,936
473,190
อี บย็อง-ฮ็อน อี บย็อง-ฮ็อน (; ; เกิด 12 กรกฎาคม ค.ศ. 1970 โซล ประเทศเกาหลีใต้) เป็นนักแสดงชายชาวเกาหลีใต้ มีชื่อเสียงจากละครชุดเรื่อง Beautiful Days (เพียงแค่ใจเรารักกัน) และ All In (เทหน้าตัก รักหมดใจ)ประวัติ ประวัติ. อี บย็อง-ฮ็อน เข้าสู่วงการด้วยการแสดงละครที่ออกอากาศทางช่อง KBS ในปี 1991 แต่ในสมัยก่อนละครทางทีวีไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควร แต่เขาก็ยังคงทำงานมาเรื่อยจนเขามีโอกาสได้ก้าวขึ้นมารับงานภาพยนตร์ ในภาพยนตร์เรื่องแรกของเขามีชื่อว่า Who Drives Me Mad? ฉายในปี 1995 หลังจากเรื่องนี้ เขาก็อยู่ในวงการภาพยนตร์มาเรื่อย จนมาถึงเรื่องที่สร้างชื่อให้กับเขาคือ Joint Security Area (JSA) ในปี 2000 เขาไม่ได้ขายเฉพาะหน้าตาเท่านั้น แต่ฝีมือการแสดงของเขาก็ได้รับคำชมมากมาย โดยเฉพาะในบทจากเรื่อง JSA กับ Bungee Jumping of Their Own หลังจากนั้นเขาก็ได้รับงานละครและมีชื่อเสียงขึ้นในเรื่อง Beautiful Days โดยเข้าฉายในฤดูใบไม้ผลิปี 2001 ทางช่อง SBS และเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่มีการส่งออกสู่ประเทศในแถบเอเชีย ปี 2002 อี บย็อง-ฮ็อนแสดงร่วมกับ อี มิยอน ในเรื่อง Addicted เป็นแนวเมโลดราม่าเกี่ยวกับ พี่น้องสองคนที่รักหญิงคนเดียวกัน และต่อมาในปี 2003 เขาก็ได้แสดงละครที่ได้รับความนิยมสูงสุดและประสบความสำเร็จมากในเรื่อง All In ปี 2004 อี บย็อง-ฮ็อน แสดงประกบกับนักแสดงหลายคนเช่น ชเว จีวู, ชู ซางมิ และ คิม ฮโยจิน ในเรื่อง Everybody Has Secrets เป็นภาพยนตร์แนวตลกที่สร้างใหม่จากไอริชในเรื่อง About Adam และในปีนั้นเอง ละครที่เขาแสดงไว้สองสามเรื่องก็เริ่มเข้าฉายที่ญี่ปุ่น และเริ่มมีความนิยมในตัวเขามากขึ้น ตัวเขาเองยังรู้สึกว่า จะได้รับความนิยมมากในญี่ปุ่นมากกว่าในบ้านเกิดตัวเองเสียอีก ถัดมาในปี 2005 อี บย็อง-ฮ็อน แสดงภาพยนตร์เรื่องใหม่ในแนว แอ็คชั่นนัวร์ ของ คิม แจวุน ในเรื่อง A Bittersweet Life แต่ว่าผลการตอบรับต่ำกว่าที่เขาคาดการณ์ไว้ทั้งในเกาหลีและญี่ปุ่น สำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับการส่งชื่อเพื่อให้ฉายในงาน 2005 Cannes Film Festival โอกาสนี้ทำให้อีมีโอกาสได้เดินใน "พรมแดง" เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการเก็บเกี่ยวประสบการณ์ชีวิตของเขาเองชีวิตส่วนตัว ชีวิตส่วนตัว. อี บย็อง-ฮ็อน สูง 178 เซนติเมตร หนัก 68 กิโลกรัม กรุ๊ปเลือด โอ เกิดในราศีกรกฎ จบการศึกษาจาก มหาวิทยาลัยฮันยาง เอกภาษาฝรั่งเศสผลงานละครโทรทัศน์ผลงาน. ละครโทรทัศน์. - Diplomat Kuroda Kousaku (Fuji TV, 2011) - IRIS (KBS2, 2009) - All In (SBS, 2003) - Beautiful Days (SBS, 2001) - Road (SBS, 2001) - Love Story (SBS, 1999) - Sally is Back (SBS, 1999) - Sunflower (MBC, 1999) - Happy Together (SBS, 1999) - White Night 3.98 (SBS, 1998) - White Sand (KBS, 1997) - I Do (SBS, 1997) - Beautiful Lady (SBS, 1997) - Son of Wind (KBS, 1995) - Asphalt Man (SBS, 1995) - Scent of Love (SBS, 1994) - Police (KBS, 1993) - The Sorrow of the Survivor (KBS, 1992) - Tomorrow Love (KBS, 1992) - Dawn (KBS, 1992) - Days of Sunshine (KBS, 1992) - Wild Sunflower (KBS, 1992) - Flower That Never Wilt (KBS, 1991) - Family (KBS, 1991) - Asphalt My Hometown, Asphalt (KBS, 1991)ภาพยนตร์ ภาพยนตร์. Master (2017)- the magnificent seven (2016) - Terminator Genisys (2015) - RED 2 (2013) - G.I. Joe 2 (2013) - I Saw the Devil (2010) - G.I. Joe (2009) - I Come with the Rain (2008) - The Good, the Bad, the Weird (2008) - Hero (2007) - Once in a Summer / Summer Story (2006) - A Bittersweet Life (2005) - Three... Extremes (segment "Cut") (2004) - Everybody Has Secrets (2004) - Addicted / The Poisoning (2002) - My Beautiful Girl, Mari (2002) - Bungee Jumping of Their Own (2001) - Joint Security Area (2000) - Organ of My Heart (1998) - Ji sang man ga (1997) - Kill the Love (1996) - Run Away (1995) - Who Drives Me Mad? (1995)รางวัลที่ได้รับรางวัลที่ได้รับ. - 2010 46th Baeksang Arts Award: Best TV Actor Award (IRIS) - 2009 KBS Drama Awards: Daesang (Grand Prize) (IRIS) - 2009 KBS Drama Awards: Best Couple Award with Kim Tae Hee (IRIS) - 2009 KBS Drama Awards: Netizen Popularity Award (IRIS) - 2006 42nd Baeksang Arts Award: Best Actor Award ("A Bittersweet Life") - 2005 Busan Cinema Critics Award: Best Leading Actor Award ("A Bittersweet Life") - 2003 39th Baeksang Arts Award: Best TV Actor Award (All In) - 2002 38th Baeksang Arts Award: Best Actor Award - 2001 SBS Drama Awards: Best Actor Award - 2001 22nd Blue Dragon Awards: Popularity Award - 2000 Busan Cinema Critics Award: Best Leading Actor Award - 1996 KBS Drama Awards: Best Actor Award - 1995 KBS Drama Awards: Best Actor Award - 1993 KBS Drama Awards: Best Actor Award - 1992 KBS Drama Awards: Best Actor Award
ภาพยนตร์เรื่องแรกของนักแสดงชายชาวเกาหลีใต้อี บย็อง-ฮ็อน มีชื่อว่าอะไร
{ "answer": [ "Who Drives Me Mad?" ], "answer_begin_position": [ 535 ], "answer_end_position": [ 553 ] }
1,937
774,920
ไอโอไอ ไอโอไอ ( เกาหลี :아이오아이 อังกฤษ : I.O.I ) เป็นวงดนตรีหญิงล้วนสมาชิก 11 คน จากรายการ Produce 101 เป็นวงโปรเจ็กต์ที่คัดเด็กฝึกหัด 46 ค่าย จำนวนทั้งหมด 101 คน แต่มีเด็กฝึกขอถอนตัวออกจากการแข่งขันจึงทำให้เหลือเด็กฝึกเพียง 97 คน และคัดให้เหลือ 11 คน ร่วมโปรโมตกับวง 1 ปีแล้วกลับไปเดบิวต์ในค่ายของตนประวัติPre-debut : Produce 101 และ Crush ประวัติ. Pre-debut : Produce 101 และ Crush. ก่อนที่จะมีรายการ Produce 101 , สมาชิกบางคนนั้นได้เป็นที่รู้จักผ่านทางรายการโทรทัศน์อื่นๆ มาก่อนแล้ว อาทิเช่น คิมเซจองเป็นผู้เข้าแข่งขันในรายการ K-POP star 2 ในปี 2012, จอนโซมี เคยเป็นสมาชิกรายการเซอไววัล 2015 ที่มีชื่อว่า Sixteen และ ชเวยูจอง เคยปรากฏในเว็ปดราม่าเรื่อง To Be Continued. ในเดือนกันยายนปี 2015 จองแชยอนได้เดบิวต์เป็นสมาชิกวง DIA แต่ก็ได้ถอนตัวเพื่อเข้ามาร่วมแข่งขันในรายการ Produce 101 และยังเคยปรากฏในเว็ปดราม่าเรื่อง Sweet Temptation ในเดือนพฤศจิกายนปี 2015 Mnet ได้ออกมาประกาศว่าจะมีรายการเซอไววัลที่จะมีการนำเด็กฝึก 101 คน จาก 46 บริษัท เพื่อจะเดบิวต์เป็นเกิลกรุ๊ปที่มีสมาชิก 11 คน ซึ่งทั้ง 11 คนนั้นจะถูกเลือกโดยผู้เข้าชม หรือที่เรียกว่า โปรดิวเซอร์แห่งชาติ. รายการและการแสดงนั้นจะเริ่มขึ้นในวันที่ 21 มกราคม 2016 และจะจบลงในวันที่ 1 เมษายน 2016 IOI ได้ถูกวางแผนไว้ว่าจะเดบิวต์ในวันที่ 1 เมษายน 2016 ด้วยเพลง Crush ซึ่งเป็นเพลงที่พวกเธอได้แสดงในรอบสุดท้ายของพวกเธอ แต่ YMC Entertainment และ Mnet ได้ตัดสินใจที่จะเลื่อนการเดบิวต์ออกไปเพื่อจะได้จัดเตรียมความพร้อม , คอนเซปต์ และท่าเต้น ซึ่งได้กลายมาเป็นเพลงเดบิวต์ของ I.O.I ในที่สุด วันที่ 3 เมษายน 2016 ตัวแทนได้ให้รายละเอียดของแผนสำหรับการเดบิวต์ของพวกเธอ. แทนที่จะปล่อยซิงเกิลเพลงเดี่ยวอย่างที่วางไว้แต่แรกนั้น. I.O.I ได้ปล่อยมินิอัลบั้มแรกของพวกเธอซึ่งประกอบไปด้วยเพลงที่หลากหลาย นอกจากนั้นยังมีรายงานว่าพวกเธอจะต้องแสดง reality show ของตัวเองในรายการ Mnet. และในวันเดียวกันนั้น สมาชิก I.O.I ก็ได้พบปะกับแฟนคลับเป็นครั้งแรกในนาม I.O.I ผ่านทางบัญชี Naver V App ที่เป็นทางการของพวกเธอ วันที่ 4 เมษายน 2016. Mnet ได้ปล่อยทีเซอร์ตัวแรกของ I.O.I ในเพลง Crush, ซึ่งในวันถัดมา เพลงก็ได้ปล่อยออกมาเป็นดิจิตอลซิงเกิล ตามมาด้วย MV โดยแนวเพลงแบบนี้มีชื่อเรียกว่า "Trapical Dutch Funk" (Hangul: 트래피컬 더치 펑크).2016 : เดบิวต์ด้วยอัลบั้ม Chrysalis. 2016 : เดบิวต์ด้วยอัลบั้ม Chrysalis.. วันที่ 11 เมษายน 2016 มีการประกาศว่า I.O.I จะได้เดบิวต์ด้วยมินิอัลบั้ม Chrysalis ของพวกเธอในวันที่ 4 พฤษภาคม 2016 และจะมีงานโชว์เคส และงานแฟนมีตติ้ง ในวันถัดไป งานจัดขึ้น ณ Jangchung Gymnasium. LOEN Entertainment จะทำหน้าที่เกี่ยวกับการจัดจำหน่าย ดูแลงานสำหรับ I.O.I ตั้งแต่การเปิดตัวมินิอัลบั้มของพวกเธอเป็นต้นไป เมื่อวันที่ 27 เมษายน YMC Entertainment ได้ออกมาประกาศว่า มินิอัลบั้มแรกของ I.O.I มีชื่อว่า Chrysalis, 5 วันต่อมา ทีเซอร์สำหรับ MV เพลงไตเติลก็ถูกปล่อยออกมา I.O.I ได้เดบิวต์อย่างเป็นทางการในวันที่ 4 พฤษภาคม 2016 ผ่านการเปิดตัวมินิอัลบั้มและ MV แรกของพวกเธอ โดยมีไตเติ้ลแทร็คคือเพลง Dream Girls. ซึ่ง Dream Girls นั้นจะเป็นเพลงแนว trap pop dance ซึ่งร่วมเขียนเพลงโดย นักร้อง-นักแต่งเพลง-โปรดิวเซอร์ ที่มีชื่อว่า Eru (มีชื่อปากกาว่า Famousbro) และนักแต่งเพลงชื่อ Paul ส่วนท่อนแรปในเพลงนั้นแต่งโดยสมาชิกในวงคือ อิมนายอง และ ชเวยูจอง. ในวันที่ 5 พฤษภาคม I.O.I ได้ขึ้นเดบิวต์สเตจในรายการ Mnet M! Countdown ซึ่งได้แสดงเพลง Dream Girls และ Knock Knock Knock. เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม, จองแชยอน สังกัด MBK Entertainment ได้กลับเข้าวง DIA เพื่อเตรียมคัมแบ็คในเดือนมิถุนายน เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม ได้มีประกาศว่า I.O.I จะโปรโมตด้วยซับยูนิต และ โซโล่เดบิวต์ของสมาชิก ในฤดูร้อนของ 2016. และนั่นก็เหมือนกับว่า I.O.I จะยุบวงในปลายเดือนมกราคม 2017. เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน ได้มีประกาศว่า คิมเซจอง และ คังมินา สังกัด Jellyfish Entertainment จะกลับไปยังค่ายต้นสังกัดของตัวเองเพื่อเตรียมตัวสำหรับการเดบิวต์อย่างเป็นทางการของพวกเธอโดยพวกเธอจะเดบิวต์ในฐานะสมาชิกของวง Gugudan ในปลายเดือนมิถุนายน.2016 : Whatta Man และ Hand in Hand 2016 : Whatta Man และ Hand in Hand. วันที่ 10 มิถุนายน 2016 YMC Entertainment ได้เปิดเผยสมาชิกของซับยูนิตประกอบไปด้วยสมาชิกคือ อิมนายอง , คิมชองฮา , โจวเจี๋ยโฉง , คิมโซฮเย , ชเวยูจอง , คิมโดยอน และ จอนโซมี โดยมีกำหนดว่าจะโปรโมตอัลบั้มในช่วงระหว่างฤดูร้อนในปี 2016 . ในวันที่ 29 กรกฎาคม 2016 ได้มีประกาศว่า I.O.I จะปล่อยซิงเกิลของพวกเธอในวันที่ 9 สิงหาคม. โดยซับยูนิตได้ถ่ายทำ MV เสร็จสิ้นในวันที่ 20 กรกฎาคมแล้ว และเตรียมปล่อยซิงเกิลและเตรียมตัวโปรโมตต่อไป. ในวันที่ 2 สิงหาคม 2016 . รูปทีเซอร์ของซับยูนิตก็ถูกปล่อยออกมาผ่าน SNS ของ I.O.I ด้วยแคปชั่น WXAXTX X XAN. สองวันต่อมา YMC Entertainment ได้ปล่อยทีเซอร์เพลง Whatta Man (Good Man) ออกมา. โดยเพลงนี้ได้รับแรงบันดาลใจจาก Linda Lyndell's โดยเพลงเวอร์ชันแรกถูกปล่อยมาในปี 1993 โดยมีชื่อว่า What a Man ของ Salt-n-Pepa กับ En Vogue ในส่วนของ Whatta man นั้นโปรดิวซ์โดย Ryan S.  Jhun ผู้ที่เคยแต่งเพลง Crush มาก่อนหน้า. สำหรับท่าเต้นของเพลง Whatta man ออกแบบโดย คิมชองฮา. เคยมีทีมออกแบบท่าเต้น 3 ทีมได้ติดต่อมา แต่ว่าท่าเต้นของ ชองฮาได้ถูกเลือก เนื่องจากเป็นท่าเต้นที่ดูมีระดับมากกว่า. ซึ่งเพลง Whatta Man นั้นได้รับถ้วยรางวัลจากรายการเพลงมากมายได้แก่ The Show (SBS MTV) ในวันที่ 16 และ 30 สิงหาคม 2016 Show Champion (MBC Music) ในวันที่ 17 สิงหาคม 2016 M! Countdown (Mnet) ในวันที่ 18 สิงหาคม 2016 Music Bank (KBS) ในวันที่ 19 สิงหาคม 2016 เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2016, I.O.I ได้ปล่อย ดิจิตอลซิงเกิล Hand In Hand ซึ่งเป็นเพลงรีเมค Seoul 1988 Summer Olympics theme song ซึ่งถูกร้องโดย Koreana. และเป็นแขกรับเชิญในรายการ Weekly Idol ในวันที่ 31 สิงหาคม 20162016 : Miss Me? 2016 : Miss Me? ในวันที่ 30 สิงหาคม 2016, YMC Entertainment ได้ออกมาประกาศว่า I.O.I กำลังเตรียมที่จะคัมแบ็คด้วยสมาชิกทั้ง 11 คนของพวกเธอในเดือนตุลาคม แต่ยังไม่ได้ระบุวันเวลาที่ชัดเจน เมื่อวันที่ 22 กันยายน , ทางต้นสังกัดได้ยืนยันแล้วว่า I.O.I ได้เริ่มอัดเสียงสำหรับอัลบั้มที่มีสมาชิกครบทีม ซึ่งไตเติลแทร็คได้แต่งโดย ปาร์คจินยอง ประธานบริษัท JYP Entertainment ผู้ที่ซึ่งได้แต่งเพลงฮิตเกิลกรุ๊ปมาแล้วมากมาย อาทิเช่น Tell Me และ No Body ของ Wonder Girls , Bad Girl Good Girl ของ Miss A. และปาร์คจินยองจะดูแลในส่วนของ ท่าเต้น , เครื่องแต่งกาย , MV เพลง และ การถ่ายภาพอีกด้วย และอัลบั้มนี้จะเป็นอัลบั้มสุดท้ายของพวกเธอก่อนที่พวกเธอจะยุบวงในปลายเดือนมกราคม 2017. หลังจากนั้น เมมเบอร์ทั้งหมดจะกลับไปยังต้นสังกัดของพวกเธอ. วันที่ 28 กันยายน 2016, ได้มีการยืนยันว่าอัลบั้มใหม่ของ I.O.I จะถูกกำหนดให้ปล่อยออกมาในวันที่ 17 ตุลาคม 2016 เมื่อวันที่ 11 ตุลาคมเวลาเที่ยงคืน, I.O.I ได้ออกมาประกาศว่า Miss me? ตามมาด้วยรูปของสมาชิกทั้ง 4 คน (จองแชยอน , คิมเซจอง , ยูยอนจอง , คังมินา) ในสองวันถัดมา. สามวันต่อมา ทีเซอร์ของเพลงไตเติลแทร็คก็ได้ถูกปล่อยออกมา ซึ่งเขียนและแต่งโดย ปาร์คจินยอง ในชื่อว่า "Very Very Very" (너무너무너무) ด้วยจังหวะที่เร็ว 206 bpm เป็นเพลงที่มีจังหวะเร็วและมีพลังที่สุดที่ปาร์คจินยองเคยทำมา สเปเชี่ยลคัมแบ็คโชว์ของพวกเธอ I Miss You Very Very Very Much Show ได้ออกอากาศผ่านทาง Mnet ในวันที่ 16 ตุลาคมเวลา 23:30 KST ตามมาด้วยอัลบ้ม Miss me? และ MV Very Very Very (너무너무너무) ในเวลาเที่ยงคืน. I.O.I ได้จัดงานโชว์เคสสำหรับมินิอัลบ้มที่สองของพวกเธอที่ Yes24 Live Hall ในโซล เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2016. ในระหว่างงาน ได้มีการเปิดเผยว่า พวกเธอจะมีคอนเสิร์ตเดี่ยวครั้งสุดท้ายของพวกเธอในช่วงวันที่ 20 มกราคม - 22 มกราคม 2017 แม้ว่ารายละเอียดยังไม่ชัดเจน. เมื่อแฟนคลับถามว่า พอจะมีทางที่จะกลับมารวมตัวกันอีกได้ไหม, พวกเธอก็ได้บอกว่า ในอีก 5 ปี พวกเราจะกลับมารวมตัวกันอีกครั้ง I.O.I ได้รับถ้วยรางวัลสำหรับการโปรโมตแบบสมาชิกครบทุกคนในเพลง Very Very Very เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม ในรายการ Show Champion. และในรายการ M! Countdown เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2016 พวกเธอยังคงโปรโมตและทำกิจกรรมอย่างขยันขันแข็งจนกว่าจะหมดสัญญา เช่น ไปเป็นแขกรับเชิญวาไรตี้โชว์ เช่น immortal Songs: Singing the Legend , Yang and Nam Show และ Knowing Bros.2017 : Timeslip Concert , ตารางงานสุดท้าย , I.O.I จะกลับมารวมตัวกันอีก 5 ปีข้างหน้า 2017 : Timeslip Concert , ตารางงานสุดท้าย , I.O.I จะกลับมารวมตัวกันอีก 5 ปีข้างหน้า. ในวันที่ 5 พฤษภาคม 2016 YMC Entertainment ได้ออกมายืนยันแล้วว่า I.O.I จะทำการยุบวงในวันที่ 31 มกราคม 2017. เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน I.O.I ได้ออกมาประกาศชื่อคอนเสิร์ตครั้งสุดท้ายของพวกเธอ ด้วยชื่อ Timeslip โดยจะจัดในระหว่างวันที่ 20 มกราคม ถึง 22 มกราคม 2017. โดยคอนเสิร์ตทั้งสามวัน จะจัดขึ้นที่ Jangchung Gymnasium ซึ่งเป็นสถานที่เดียวกับที่พวกเธอเดบิวต์โชเคส วันที่ 21 ธันวาคม 2016 I.O.I ได้ออกมาประกาศว่าจะปล่อยดิจิตอลซิงเกิล ในเดือนมกราคม 2017 แต่จะไม่ขึ้นโปรโมตในรายการเพลงใด ๆ วันที่ 10 มกราคม 2017 ได้มีการเปิดเผยว่า I.O.I ได้รับเพลงจากความช่วยเหลือของโปรดิวเซอร์และนักแต่งเพลงที่หลากหลายสำหรับเพลงสุดท้ายของพวกเธอ , เช่น จินยอง B1A4. เมื่อวันที่ 17 มกราคม YMC Entertainment ได้ออกมาประกาศชื่อเพลงสุดท้ายของพวกเธอในชื่อ Downpour ซึ่งเขียนและแต่งขึ้นโดย อูจี สมาชิกวง Seventeen. เพลงบัลลาดนี้ได้ถูกเลือกและอัดเสียงโดยสมาชิกทั้ง 11 คน. ดิจิตอลซิงเกิลและ MV จะถูกปล่อยในเวลาเที่ยงคืนของวันถัดไป ตารางงานสุดท้ายของ I.O.I คือวันที่ 25 มกราคม 2017 พวกเธอจะถ่าย CF สำหรับ ยูนิฟอร์มชุดนักเรียนของ Elite ร่วมกับ Pentagon. และ I.O.I จะยุบวงในวันที่ 29 มกราคม 2017 และ แฟนค่าเฟ่ของพวกเธอจะถูกปิดลงในวันที่ 31 มกราคม 2017 ในวันที่ 25 ตุลาคม มีรายงานจากทาง Ment ได้ชี้แจงว่าจะมีสมาชิกบางส่วนจาก I.O.I ที่เข้าร่วมงาน 2017 Mnet Asia Music Awards (2017MAMA) มาโชว์สเตจพิเศษร่วมกันอีกครั้ง ด้วยเพลง “Pick Me” โดยมี ยูจอง, โดยอน, นายอง คยอลคยอง,และ ชองฮา ในงาน 2017 Mnet Asia Music Awards จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25 พฤศจิกายน – 1 ธันวาคมในประเทศเวียดนาม,ญี่ปุ่นและฮ่องกง โดยผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงสาขาศิลปินหญิงหน้าใหม่แห่งปีคือ Pristin, Weki Meki, Dreamcatcher, Momoland และ คิมชองฮา ซึ่งในรายชื่อศิลปินที่รับการเสนอชื่อก็จะมีสมาชิกบางส่วนจาก I.O.I ร่วมอยู่ด้วยเช่นกัน ในงานประกาศผลรางวัล Mnet Asian Music Awards 2017 ที่จัดขึ้นในประเทศญี่ปุ่นจะมีการร่วมงานกับ AKB48 เกิดขึ้น! เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน งานแถลงข่าว MAMA 2017 โปรดิวเซอร์ของ Mnet คิมกีอุง กล่าวว่า “I.O.I และ เกิร์ลกรุ๊ปจากประเทศญี่ปุ่น AKB48 จะมีการแสดงพิเศษร่วมกัน โดยเขาอธิบายว่า AKB48 ได้รับความนิยมมานานกว่า 10 ปีในประเทศญี่ปุ่นในฐานะไอดอลเกิร์ลกรุ๊ป สมาชิกของพวกเธอได้รับการคัดเลือกจากคะแนนเสียงซึ่งมีแนวคิดที่คล้ายกับ “Produce 101” ซึ่งนี่จะเป็นเหตุผลที่การร่วมงานในครั้งนี้เกิดขึ้น โดยมีสมาชิก I.O.I. ที่ขึ้นแสดงทั้งหมด 5 คน ซึ่งขึ้นแสดงในนามของวงที่เดบิวต์ในค่ายของตนเอง ซึ่งได้แก่ อิมนาย็อง,จูคยอลคยอง จากวง PRISTIN ,คิมชองฮา ศิลปินเดี่ยว, คิมโดยอนและชเวยูจอง จากวง Weki Meki2017 - ปัจจุบัน : กิจกรรมหลังหมดสัญญาการโปรโมทของแต่ละคน2017 - ปัจจุบัน : กิจกรรมหลังหมดสัญญาการโปรโมทของแต่ละคน. - จองแชยอน กลับเข้าร่วมการโปรโมทกับ DIA วงที่เธอได้เดบิวท์เมื่อปี 2015 และ ทางด้านการแสดง “Drinking Solo” และ “109 Strange Things” และยังได้เป็นพิธีกรวาไรตี้โชว์ “Eat Sleep Eat” และ “Follow Me 8. ” - นายอง และ คยอลคยอง เดบิวเกิลกรุ๊ปวงใหม่ ชื่อว่า Pristin เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2017 - คิมเซจอง กลับเข้าร่วมการโปรโมทกับ gugudan , พีธีกรรายการ Onstyle’s “Get It Beauty 2017.” และ คังมินา กลับเข้าร่วมการโปรโมทกับ gugudan ที่เดบิว 2016 - ชเวยูจอง และ คิมโดยอน ได้เซ็นสัญญากับต้นสังกัด Fantagio เป็นศิลปินในสังกัดอย่างเป็นทางการ และได้เดบิวเป็นโปรเจกซ์เกิลกรุ๊ปใหม่ชื่อว่า Weki Meki ใน วันที่ 8 สิงหาคม 2017 - ยูยอนจอง เปิดตัวเป็นสมาชิกคนที่ 13 ของ เกิร์ลกรุ๊ปวง WJSN (คอสมิกเกิลส์) ที่เดบิวเมื่อเดือน กุมพาพันธ์ 2016 - คิมชองฮา เดบิวต์เป็นศิลปินเดี่ยว - โซมี ได้เซ็นสัญญากับต้นสังกัด JYP Entertainment เป็นศิลปินในสังกัดอย่างเป็นทางการ รอเดบิวท์ และ ได้เป็นสมาชิก รายการ Slam Dunk Season2 และได้ร่วมกับรายการ “Idol Drama Operation Team,” , ได้เข้าร่วมเกิลกรุ๊ปโปรเจกซ์ Unnies , Girls Next Door - โซฮเย จะมุ่งเน้นทางด้านการแสดงและพิธีกรวาไรตี้โชว์อดีตสมาชิกวงหลักซับยูนิตผลงานมินิอัลบั้มอัลบั้มเดี่ยวเพลงเพลงอื่นๆในชาร์ตเพลงประกอบละครรางวัลงานประกาศรางวัลรายการเพลงThe ShowShow ChampionM! CountdownMusic Bank
กลุ่มศิลปินหญิงชาวเกาหลีใต้ ไอโอไอ ผ่านการคัดเลือกมาจากรายการอะไร
{ "answer": [ "Produce 101" ], "answer_begin_position": [ 170 ], "answer_end_position": [ 181 ] }
1,938
838,835
พานิช สัมภวคุปต์ นายพานิช สัมภวคุปต์ (1 เมษายน พ.ศ. 2458 - 10 ธันวาคม พ.ศ. 2535) อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบุรี 5 สมัยประวัติ ประวัติ. นายพานิช สัมภวคุปต์ เกิดเมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2458 เป็นบุตรชายของหลวงมหาภรณ์พิทักษ์ (สำเภา สัมภวคุปต์) และ นางจำเนียร สัมภวคุปต์ สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี ธรรมศาสตรบัณฑิต จาก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง สมรสครั้งแรกกับนางสงวน ลักษณา มีบุตร-ธิดา 3 คน และได้สมรสครั้งที่สองกับนางพวงแข วีระทัต มีบุตร-ธิดา 3 คน พานิช สัมภวคุปต์ ถึงแก่กรรมด้วยอาการหัวใจวายกระทันหัน เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2535 สิริอายุรวม 77 ปีงานการเมือง งานการเมือง. พาณิช ประกอบวิชาชีพทางกฎหมายหลังสำเร็จการศึกษา และ ได้ร่วมทำธุรกิจกับเพื่อนร่วมคณะจนประสบความสำเร็จในฐานะนักธุรกิจ ก่อนที่ต่อมาจะเข้าสู่วงการการเมือง ด้วยการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรก ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2500 สังกัดพรรคเสรีมนังคศิลา และได้รับเลือกเรื่อยมาจนถึง พ.ศ. 2522 รวม 5 สมัยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร. พานิช สัมภวคุปต์ ได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมด 5 สมัย คือ1. การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2500 จังหวัดเพชรบุรี สังกัดพรรคเสรีมนังคศิลา 2. การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป ธันวาคม พ.ศ. 2500 จังหวัดเพชรบุรี ไม่สังกัดพรรคการเมือง 3. การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2512 จังหวัดเพชรบุรี สังกัดพรรคอิสระ (พ.ศ. 2512) 4. การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2519 จังหวัดเพชรบุรี สังกัดพรรคธรรมสังคม 5. การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2522 จังหวัดเพชรบุรี ไม่สังกัดพรรคการเมืองเครื่องราชอิสริยาภรณ์
นายพานิช สัมภวคุปต์ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบุรี 5 สมัย เกิดเมื่อวันที่เท่าไร
{ "answer": [ "1" ], "answer_begin_position": [ 271 ], "answer_end_position": [ 272 ] }
1,939
838,835
พานิช สัมภวคุปต์ นายพานิช สัมภวคุปต์ (1 เมษายน พ.ศ. 2458 - 10 ธันวาคม พ.ศ. 2535) อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบุรี 5 สมัยประวัติ ประวัติ. นายพานิช สัมภวคุปต์ เกิดเมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2458 เป็นบุตรชายของหลวงมหาภรณ์พิทักษ์ (สำเภา สัมภวคุปต์) และ นางจำเนียร สัมภวคุปต์ สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี ธรรมศาสตรบัณฑิต จาก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง สมรสครั้งแรกกับนางสงวน ลักษณา มีบุตร-ธิดา 3 คน และได้สมรสครั้งที่สองกับนางพวงแข วีระทัต มีบุตร-ธิดา 3 คน พานิช สัมภวคุปต์ ถึงแก่กรรมด้วยอาการหัวใจวายกระทันหัน เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2535 สิริอายุรวม 77 ปีงานการเมือง งานการเมือง. พาณิช ประกอบวิชาชีพทางกฎหมายหลังสำเร็จการศึกษา และ ได้ร่วมทำธุรกิจกับเพื่อนร่วมคณะจนประสบความสำเร็จในฐานะนักธุรกิจ ก่อนที่ต่อมาจะเข้าสู่วงการการเมือง ด้วยการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรก ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2500 สังกัดพรรคเสรีมนังคศิลา และได้รับเลือกเรื่อยมาจนถึง พ.ศ. 2522 รวม 5 สมัยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร. พานิช สัมภวคุปต์ ได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมด 5 สมัย คือ1. การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2500 จังหวัดเพชรบุรี สังกัดพรรคเสรีมนังคศิลา 2. การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป ธันวาคม พ.ศ. 2500 จังหวัดเพชรบุรี ไม่สังกัดพรรคการเมือง 3. การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2512 จังหวัดเพชรบุรี สังกัดพรรคอิสระ (พ.ศ. 2512) 4. การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2519 จังหวัดเพชรบุรี สังกัดพรรคธรรมสังคม 5. การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2522 จังหวัดเพชรบุรี ไม่สังกัดพรรคการเมืองเครื่องราชอิสริยาภรณ์
มารดาของนายพานิช สัมภวคุปต์ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบุรี 5 สมัย คือใคร
{ "answer": [ "นางจำเนียร สัมภวคุปต์" ], "answer_begin_position": [ 346 ], "answer_end_position": [ 367 ] }
1,940
483,672
ปาร์เลอามงแปร์ "ปาร์เลอามงแปร์" ( แปลว่า พูดคุยกับพ่อฉัน) เป็นซิงเกิลแรกของเซลีน ดิออน จากอัลบั้ม ซ็องซาต็องดร์ อัลบั้มภาษาฝรั่งเศสที่มีแผนออกจำหน่ายในวันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 "ปาร์เลอามงแปร์" เป็นผลงานการประพันธ์ของฌัก เวเนรูโซ (Jacques Vénéruso) ซึ่งอำนวยการผลิตร่วมกับแพทริก แฮมพาร์ตโซเมียน (Patrick Hampartzoumian) ตัวอย่างเพลงความยาว 30 วินาทีได้ออกเผยแพร่ทางเว็บไซต์ของเซลีนในวันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2555 เผยแพร่ทั้งเพลงในวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2555 และออกจำหน่ายในรูปแบบดิจิทัลซิงเกิลในวันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2555 มิวสิกวิดีโอออกเผยแพร่ครั้งแรกผ่านเว็บไซต์ของเซลีนเมื่อวันที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2555 โดย Thierry Vergnes ผู้กำกับชาวฝรั่งเศส ถ่ายทำ ณ ลาสเวกัสและหุบเขามรณะ ด้วยสภาพภูมิอากาศที่อุณหภูมิกว่า 50 องศาเซลเซียส จึงมีการใช้นักแสดงแทนในบางฉากที่ถ่ายทำในทะเลทรายของเนวาดาแทนเซลีน มิวสิกวิดีโอเริ่มการนำเสนอด้วยกลอนของอังเจลุส ซีเลซีอุส (Angelus Silesius) กวีชาวเยอรมันว่า "อันวิญญาณบริสุทธิ์ประดุจแก้ว ส่วนแสงแพร้วพรายงามคือความรัก" (L'âme est un cristal, et l'amour, sa lumière) เซลีนสวมชุดสีขาวออกแบบโดยเอลี ซาบ (Elie Saab) นักออกแบบเสื้อชาวเลบานอน เดินไปตามทางอย่างไรจุดหมาย ซึ่งมีฉากเกี่ยวกับเด็กหญิงเดินทางไปยังหลุมฝังศพพ่อของเธอ "ปาร์เลอามงแปร์" มีเนื้อหาเกี่ยวกับพ่อของเซลีนซึ่งเสียชีวิตในวันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2546 เธอกล่าวว่าพ่อเธอเป็นแฟนเพลงอันดับหนึ่งของเธอ เธอคิดถึงพ่อทุกวันและรู้ว่าพ่อเธออยู่กับเธอเสมอ มองดูเธอและลูกของเธอชาร์ต
ตัวอย่างเพลง ปาร์เลอามงแปร์ ความยาว 30 วินาทีถูกเผยแพร่ทางเว็ปไซต์ของเซลีนเมื่อวันที่เท่าไรไร
{ "answer": [ "29" ], "answer_begin_position": [ 482 ], "answer_end_position": [ 484 ] }
1,941
483,672
ปาร์เลอามงแปร์ "ปาร์เลอามงแปร์" ( แปลว่า พูดคุยกับพ่อฉัน) เป็นซิงเกิลแรกของเซลีน ดิออน จากอัลบั้ม ซ็องซาต็องดร์ อัลบั้มภาษาฝรั่งเศสที่มีแผนออกจำหน่ายในวันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 "ปาร์เลอามงแปร์" เป็นผลงานการประพันธ์ของฌัก เวเนรูโซ (Jacques Vénéruso) ซึ่งอำนวยการผลิตร่วมกับแพทริก แฮมพาร์ตโซเมียน (Patrick Hampartzoumian) ตัวอย่างเพลงความยาว 30 วินาทีได้ออกเผยแพร่ทางเว็บไซต์ของเซลีนในวันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2555 เผยแพร่ทั้งเพลงในวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2555 และออกจำหน่ายในรูปแบบดิจิทัลซิงเกิลในวันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2555 มิวสิกวิดีโอออกเผยแพร่ครั้งแรกผ่านเว็บไซต์ของเซลีนเมื่อวันที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2555 โดย Thierry Vergnes ผู้กำกับชาวฝรั่งเศส ถ่ายทำ ณ ลาสเวกัสและหุบเขามรณะ ด้วยสภาพภูมิอากาศที่อุณหภูมิกว่า 50 องศาเซลเซียส จึงมีการใช้นักแสดงแทนในบางฉากที่ถ่ายทำในทะเลทรายของเนวาดาแทนเซลีน มิวสิกวิดีโอเริ่มการนำเสนอด้วยกลอนของอังเจลุส ซีเลซีอุส (Angelus Silesius) กวีชาวเยอรมันว่า "อันวิญญาณบริสุทธิ์ประดุจแก้ว ส่วนแสงแพร้วพรายงามคือความรัก" (L'âme est un cristal, et l'amour, sa lumière) เซลีนสวมชุดสีขาวออกแบบโดยเอลี ซาบ (Elie Saab) นักออกแบบเสื้อชาวเลบานอน เดินไปตามทางอย่างไรจุดหมาย ซึ่งมีฉากเกี่ยวกับเด็กหญิงเดินทางไปยังหลุมฝังศพพ่อของเธอ "ปาร์เลอามงแปร์" มีเนื้อหาเกี่ยวกับพ่อของเซลีนซึ่งเสียชีวิตในวันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2546 เธอกล่าวว่าพ่อเธอเป็นแฟนเพลงอันดับหนึ่งของเธอ เธอคิดถึงพ่อทุกวันและรู้ว่าพ่อเธออยู่กับเธอเสมอ มองดูเธอและลูกของเธอชาร์ต
ปาร์เลอามองแปร์ เป็นซิงเกิลแรกของ เซลีน ดิออน ออกจำหน่ายเมื่อวันที่เท่าไร
{ "answer": [ "5" ], "answer_begin_position": [ 247 ], "answer_end_position": [ 248 ] }
1,942
4,944
พรรคประชาธิปัตย์ พรรคประชาธิปัตย์ (, ย่อ: ปชป.) ก่อตั้งเมื่อวันที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2489 เป็นพรรคการเมืองจดทะเบียนที่เก่าแก่ที่สุดของไทยที่ยังดำเนินการอยู่ พรรคมีสมาชิกที่ได้แจ้งต่อนายทะเบียนพรรคการเมืองไว้ จำนวน 2,895,933 คน นับเป็นพรรคการเมืองที่มีสมาชิกมากที่สุดในประเทศไทย และมีสาขาพรรคจำนวน 175 สาขาสัญลักษณ์ของพรรคสัญลักษณ์ของพรรค. - ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนที่สอง ได้บัญญัติชื่อ "พรรคประชาธิปัตย์" โดยมีความหมายว่า "ผู้บำเพ็ญประชาธิปไตย" หรือ "ประชาชนผู้ถืออำนาจอธิปไตย" และมีชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า Democrat Party โดยหมายจะให้เป็นพรรคของคนจน เช่นเดียวกับพรรคเดโมแครตของสหรัฐอเมริกา โดยก่อนหน้าที่จะใช้ชื่อ "ประชาธิปัตย์" ได้มีกลุ่มบุคคลพยายามจดทะเบียนชื่อพรรคก่อนหน้า ม.ร.ว.เสนีย์ แต่รวบรวมเสียงได้น้อยกว่า จึงจดทะเบียนไม่สำเร็จ เนื่องจากในปีนั้น เพิ่งมีกฎหมายจดทะเบียนพรรคการเมืองอย่างเป็นทางการออกมาเป็นครั้งแรก โดยที่ก่อนหน้านั้น สถานภาพพรรคการเมืองในประเทศไทยยังไม่มีการจดทะเบียนอย่างเป็นทางการ เพียงแต่กฎหมายให้การรับรองไว้เท่านั้น - สัญลักษณ์ของพรรคเป็นรูปพระแม่ธรณีบีบมวยผม มีฟ่อนข้าวประดับอยู่เป็นขอบ โดยมีความหมายว่า พระแม่ธรณีบีบมวยผม หมายถึง การเอาชนะมารหรือความชั่วร้ายต่าง ๆ ฟ่อนข้าว หมายถึง ความอุดมสมบูรณ์ พรรคประชาธิปัตย์ได้ใช้แม่พระธรณีเป็นสัญลักษณ์ของพรรค ตั้งแต่วันก่อตั้งพรรค เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2489 ส่วนเหตุผลที่เลือกแม่พระธรณีเป็นสัญลักษณ์นั้นไม่แน่ชัด บางกล่าวว่าในวันที่ประชุมเพื่อก่อตั้งพรรคมีคนถามว่า จะเอาสัญลักษณ์ใดมาเป็นของพรรค แต่ไม่มีคนเสนอประธานในที่ประชุมเลยเสนอเอารูปแม่พระธรณี เพราะบังเอิญเหลือบไปเห็นปฏิทินที่มีรูปแม่พระธรณีบีบมวยผมอยู่ ปรากฏว่า ในที่ประชุมเห็นชอบ เพราะมีความหมายดีกล่าว คือ ให้ความร่มเย็นแก่ประชาชน นอกจากนั้น จากบทความ “ย้อนอดีตแม่พระธรณี” ในหนังสือพิมพ์มติชนรายวันได้ระบุว่า เมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2525 ภายหลังจากนายพิชัย รัตตกุล ขึ้นรับตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และได้ย้ายที่ทำการพรรคจากสวนรื่นฤดีมาที่ถนนเศรษฐศิริ ที่ตั้งปัจจุบัน จึงมีความคิดว่าน่าจะมีสัญลักษณ์พรรค เมื่อมีที่ทำการใหม่จึงให้บรรดาสมาชิกช่วยกันคิด และนายปราโมทย์ สุขุม ส.ส.กรุงเทพฯ เป็นผู้เสนอให้ใช้ “แม่พระธรณีบีบมวยผม” จากนั้น ก็มีการหล่อองค์แม่พระธรณีเป็นทองเหลือง ประดิษฐานไว้ที่หน้าที่ทำการพรรคมานานกว่า 10 ปี จนมีตะไคร่จับองค์แม่พระธรณี ต้องมีการซ่อมแซมมาโดยตลอด และมีคนทักท้วงว่า พระแม่องค์นี้อยู่ในท่าปาง “ปราบมาร” ท่านั่งชันเข่า ไม่ตรงกับลักษณะข้อเท็จจริง จึงมีการเรี่ยไรเงินสมาชิกพรรคเพื่อสร้างองค์ใหม่ในปาง “ เบญจกัลยาณี” และย้ายมาประดิษฐานที่บริเวณลานประชาธิปไตย หน้าอาคารมูลนิธิควง อภัยวงศ์ อย่างไรก็ดี ได้มีความคิดที่จะเปลี่ยนองค์แม่พระธรณีจากทองเหลืองมาเป็นหินอ่อนแกะสลักโดยมีช่างฝีมือช่างเชียงราย แต่เกิดอุบัติเหตุขณะเคลื่อนย้ายเสียก่อน จึงได้มีการอัญเชิญแม่พระธรณีองค์เดิมที่ได้รับการบูรณะซ่อมแซมใหม่ ขึ้นประดิษฐานบนแท่นที่สร้างขึ้นใหม่ บริเวณด้านหน้าอาคารมูลนิธิควง อภัยวงศ์ เพื่อเป็นที่เคารพสักการะของสมาชิกพรรคและผู้คนที่ผ่านไปมา นับแต่นั้นเป็นต้นมา - สีประจำพรรค คือ สีฟ้าประวัติ ประวัติ. นายควง อภัยวงศ์ ได้ก่อตั้งพรรคประชาธิปัตย์ขึ้นเมื่อ 5 เมษายน พ.ศ. 2489 โดยการประชุมรวมตัวกันของนักการเมืองกลุ่มหนึ่งที่บริษัทของนายควง ที่ย่านเยาวราช แต่ทางพรรคถือเอาวันที่ 6 เมษายน เป็นวันก่อตั้งพรรค เพื่อให้ตรงกับวันจักรี มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นฝ่ายค้านคานอำนาจของ นายปรีดี พนมยงค์ ต่อมานายปรีดีลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หลังถูกกดดันจากกรณีสวรรคต ร.8 และรัฐสภาลงคะแนนให้ พล.ร.ต.ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ผู้ใกล้ชิดนายปรีดี ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีสืบต่อ ในช่วงปี พ.ศ. 2489 ที่ประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้าน มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ พล.ร.ต.ถวัลย์ ยาวนานถึง 7 วัน 7 คืนติดต่อกัน รวมถึงการหาเสียงในเดือนสิงหาคมด้วย ต่อมาเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 รัฐบาล พล.ร.ต.ถวัลย์ ถูกนายทหารฝ่ายจอมพล ป. ที่นำโดย พล.ท.ผิน ชุณหะวัณ ทำรัฐประหารยึดอำนาจ นายควงได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีรักษาการ และมีการเลือกตั้งทั่วไปขึ้นเมื่อวันที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2491 ผลการเลือกตั้งพรรคประชาธิปัตย์ได้คะแนนเสียงมากที่สุดจึงได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลครั้งแรก หลังจากนั้นพรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลอีก 6 ครั้งจนถึงปัจจุบัน คือในปี พ.ศ. 2518, 2519 (2 ครั้ง) , 2535, 2540 และ 2551 ได้เป็นพรรคร่วมรัฐบาล 4 ครั้ง และเป็นพรรคฝ่ายค้านอีกรวม 16 ครั้ง โดยเป็นพรรคที่ได้รับเสียงข้างมากในกรุงเทพมหานครทันที และครองจำนวนที่นั่งในกรุงเทพมหานครจนถึงปี พ.ศ. 2522 ทั้งนี้ ประชาธิปัตย์ยังเป็นพรรคแรกที่หาเสียงด้วยวิธีการปราศรัยด้วย โดยเริ่มใช้ตั้งแต่การเลือกตั้งในเดือนสิงหาคมปี พ.ศ. 2489 ในปี พ.ศ. 2550 พรรคประชาธิปัตย์ได้จัดทำ "โครงการยุทธศาสตร์ประเทศไทย" (Thailand Strategy Project หรือ TSP) ขึ้น โดยมี นายอลงกรณ์ พลบุตร รองหัวหน้าพรรค เป็นผู้รับผิดชอบโครงการ เพื่อรวบรวมข้อมูลทางวิชาการใน 19 ยุทธศาสตร์หลัก ใช้เป็นฐานข้อมูลในการพัฒนานโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ และจัดทำเป็นแผนยุทธศาสตร์ในการพัฒนาประเทศ รวมทั้งเพื่อแลกเปลี่ยนทรรศนะกับชุมชนวิชาการและประชาชนที่สนใจทั่วไป ผ่านทางเว็บไซต์ และเอกสารเผยแพร่ของโครงการ ในปี พ.ศ. 2551 ภายหลังการจัดตั้งรัฐบาลของนายสมัคร สุนทรเวช ทำให้พรรคประชาธิปัตย์ มีสถานะเป็น "พรรคฝ่ายค้านพรรคเดียว" เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และผู้นำฝ่ายค้าน ได้ประกาศจัดตั้ง คณะรัฐมนตรีเงา ขึ้นตรวจสอบการบริหารงานของรัฐบาลและนำเสนอแนวทางการบริหารประเทศ ควบคู่ไปกับการบริหารงานของรัฐบาล ตามรูปแบบรัฐบาลเงาในระบบเวสต์มินสเตอร์ของประเทศอังกฤษ ขึ้นเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 ต่อมามีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองหลัง พรรคพลังประชาชน ถูกพิพากษายุบพรรคจาก คดียุบพรรคการเมือง พ.ศ. 2551 ทำให้ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เกิดการเปลี่ยนขั้วทางการเมืองทำให้พรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นพรรคแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล โดยมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี คนที่ 27 ของประเทศไทย จาก การลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี ของสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2551การเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ. 2548 การเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ. 2548. พรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคที่มีคะแนนเสียงอันดับสองในสภาผู้แทนราษฎร โดยมีจำนวนที่นั่ง 96 ที่นั่ง (จากทั้งหมด 500 ที่นั่ง) มีฐานเสียงใหญ่อยู่ที่ภาคใต้ ใน การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในไทย พ.ศ. 2548 พรรคประชาธิปัตย์ได้เสียงจากภาคใต้ถึง 52 ที่นั่งจาก 54 ที่นั่ง อย่างไรก็ตามพรรคไม่ได้รับการสนับสนุนมากนักในส่วนอื่น ๆ ของประเทศ (ยกเว้นในเขตกรุงเทพมหานคร ที่คะแนนเสียงแปรผันไปตามสถานการณ์ทางการเมืองแต่ละสมัย ในการเลือกตั้ง พ.ศ. 2548 พรรคฯ ได้เสียงจากกรุงเทพเพียง 4 ที่นั่ง จาก 37 ที่นั่ง โดยที่พรรคคู่แข่งคือ พรรคไทยรักไทย ได้ถึง 32 ที่นั่ง) ลักษณะเช่นนี้เหมือนกับพรรคเสรีนิยมของสหราชอาณาจักรที่ผู้สนับสนุนอย่างเหนียวแน่นส่วนใหญ่จะอยู่ในแคว้นสก็อตแลนด์ คือเป็นลักษณะภูมิภาคนิยม ดังจะเห็นได้ชัดเจนจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่มีจำนวนที่นั่งในสภาผู้แทนสูงถึง 136 ที่นั่ง แต่พรรคได้รับเลือกเพียง 2 ที่นั่งเท่านั้น- ในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2548 พรรคประชาธิปัตย์ได้รับคะแนนเสียงสนับสนุน จากประชาชนทั่วประเทศ ในระบบบัญชีรายชื่อจำนวน 7,210,742 เสียง - โดยการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2548 นั้น พรรคประชาธิปัตย์ได้ใช้แนวทางการหาเสียงว่า "เลือกให้ถึง 201 ที่นั่ง" และ "ทวงคืนประเทศไทย" อันเนื่องจากต้องการสัดส่วนที่นั่งในสภาฯให้ถึง 200 ที่ เพื่อที่ต้องการจะเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีได้ตามรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2540 นั่นเอง - หลังการเลือกตั้งพรรคประชาธิปัตย์ได้ตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการ 6 คณะ คือ- คณะกรรมาธิการการตำรวจ มี นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ส.ส.พัทลุง เป็นประธาน - คณะกรรมาธิการพัฒนาการเมือง มี นายนคร มาฉิม ส.ส.พิษณุโลก เป็นประธาน - คณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ มี นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ ส.ส.ยะลา เป็นประธาน - คณะกรรมาธิการติดตามมติสภา มี นายวินัย เสนเนียม ส.ส.สงขลา เป็นประธาน - คณะกรรมาธิการการยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน มี นายสุวโรช พะลัง ส.ส.ชุมพร เป็นประธาน - คณะกรรมาธิการการสาธารณสุข มี นายธีระ สลักเพชร ส.ส.ตราด เป็นประธานคดียุบพรรคการเมือง พ.ศ. 2549 คดียุบพรรคการเมือง พ.ศ. 2549. ช่วงวิกฤตการณ์การเมืองในประเทศไทย พรรคประชาธิปัตย์ร่วมกับพรรคร่วมฝ่ายค้านเดิมอีก 2 พรรค คือ พรรคชาติไทย และ พรรคมหาชน คว่ำบาตรการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2549 ด้วยการไม่ส่งผู้สมัครลงเลือกตั้ง โดยมีเหตุผลว่ารัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ยุบสภา โดยไม่ชอบธรรม และต่อมามีคำวินิจฉัยของศาลให้การเลือกตั้ง 2 เมษายน พ.ศ. 2549 เป็นโมฆะ เนื่องจาก กกต. จัดการเลือกตั้งไม่ถูกต้องตามกฎหมาย เช่น มีการหันคูหาเลือกตั้งที่ทำให้การลงคะแนนไม่เป็นการลงคะแนนลับ ในช่วงเวลาเดียวกันพรรคประชาธิปัตย์ได้ทำการฟ้องร้องต่อ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในขณะนั้น ให้ดำเนินคดียุบพรรคไทยรักไทย เนื่องจากกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง โดยมีการจ้างพรรคเล็กลงสมัครรับเลือกตั้ง เพื่อหลีกเลี่ยงเกณฑ์ร้อยละ 20 ตามกฎหมาย และพรรคประชาธิปัตย์มีพยานบุคคลจากพรรคเล็กยืนยัน แต่ต่อมาพยานดังกล่าวได้กลับคำให้การกลางคัน และพรรคไทยรักไทยที่เป็นผู้ต้องหาในคดีกลับฟ้องร้องต่อ กกต. ให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ โดยกล่าวหาว่ามีการจ้างพรรคเล็กให้ใส่ร้ายพรรคไทยรักไทย และมีพฤติกรรมที่เป็นการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย จึงมีการนำคดีขึ้นสู่กระบวนการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ต่อมาภายหลังการ รัฐประหารในวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 โดย คปค. ทำให้ศาลรัฐธรรมนูญสิ้นสุดลงพร้อมกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 และมีคณะตุลาการรัฐธรรมนูญขึ้นตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว พ.ศ. 2549 ประกอบด้วยตัวแทนฝ่ายตุลาการคือ ประธานศาลฎีกา และประธานศาลปกครองสูงสุด เป็นต้น รับโอนอรรถคดีจากศาลรัฐธรรมนูญมาดำเนินการพิจารณาคดีต่อไป จนกระทั่งวันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2550 คณะตุลาการรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้ยกคำร้องในส่วนพรรคประชาธิปัตย์ และมีมติให้ยุบ พรรคไทยรักไทยและพรรคเล็กที่ถูกฟ้องร่วมในคดี และวินิจฉัยให้ตัดสิทธิเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยและพรรคเล็กทั้งหมด เป็นเวลา 5 ปี เนื่องจากเป็นที่ประจักษ์ว่ากรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยจ้างพรรคเล็กลงสมัครรับเลือกตั้งจริง และขณะเดียวกันไม่มีหลักฐานชี้ชัดว่าพรรคประชาธิปัตย์จ้างพรรคเล็กให้ใส่ร้ายพรรคไทยรักไทยหรือมีพฤติกรรมล้มล้างการปกครองตามฟ้องแต่อย่างใดหลังรัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2549 หลังรัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2549. หลังการรัฐประหาร 19 กันยายน พ.ศ. 2549 พรรคประชาธิปัตย์ถูกงดกิจกรรมทางการเมืองชั่วคราว จนกระทั่งได้มีกำหนดการเลือกตั้งในปี พ.ศ. 2550 ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ได้เสนอนโยบายบริหารประเทศชื่อว่า "วาระประชาชน" ใจความสำคัญว่า "ประชาชนต้องมาก่อน" ในการรณรงค์เลือกตั้ง โดยได้เสนอต่อสาธารณะนับตั้งแต่เดือนเมษายน พ.ศ. 2549 มีกลุ่มนโยบาย 4 หัวข้อใหญ่ ผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2550 ปรากฏว่าพรรคประชาธิปัตย์ได้อันดับ 2 รวม 165 ที่นั่ง รองจากพลังประชาชนได้คะแนนอันดับ 1 ที่ได้ 232 ที่นั่ง โดยพรรคประชาธิปัตย์แบ่งตามภาคได้ดังนี้ พรรคพลังประชาชนได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลผสม ร่วมกับพรรคการเมืองอื่น ๆ คือ พรรคเพื่อแผ่นดิน พรรคชาติไทย พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา พรรคมัชฌิมาธิปไตย และพรรคประชาราช โดยมีพรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคฝ่ายค้านพรรคเดียวเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน ได้ประกาศจัดตั้ง "รัฐบาลเงา" หรือ "ครม.เงา" เพื่อตรวจสอบการบริหารงานของรัฐบาลและนำเสนอแนวทางการบริหารประเทศควบคู่ไปกับการบริหารงานของรัฐบาล ตามรูปแบบ "คณะรัฐมนตรีเงา" ใน "ระบบเวสมินสเตอร์" ของอังกฤษขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 โดยมีเว็บไซต์ www.shadowdp.com ในการเผยแพร่การปฏิบัติหน้าที่ของ ครม.เงารัฐบาลผสม รัฐบาลผสม. ภายหลังจากศาลรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัยให้ยุบพรรคการเมืองซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาล (พรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตย) และเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคเป็นเวลา 5 ปี ซึ่งส่งผลให้ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ต้องพ้นจากตำแหน่ง พรรคประชาธิปัตย์ได้จัดตั้งรัฐบาลผสมโดยร่วมกับพรรคการเมืองอื่น ๆ คือ พรรคเพื่อแผ่นดิน พรรคชาติไทยพัฒนา พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา พรรคภูมิใจไทย และพรรคกิจสังคม (ภายหลังพรรคมาตุภูมิได้เข้ามาเป็นพรรคร่วมรัฐบาลแทนพรรคเพื่อแผ่นดิน) พร้อมกับสนับสนุนให้ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 27 ชนะพลตำรวจเอกประชา พรหมนอก จากพรรคเพื่อแผ่นดิน ด้วยคะแนน 235 ต่อ 198 เสียง ในการลงมติ เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2551 และได้จัดตั้งรัฐบาลผสม เป็นคณะรัฐมนตรี คณะที่ 59 ของไทยคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ พ.ศ. 2553 คดียุบพรรคประชาธิปัตย์ พ.ศ. 2553. อภิชาต สุขัคคานนท์ นายทะเบียนพรรคการเมือง ได้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวหาว่า ใน พ.ศ. 2548 พรรคประชาธิปัตย์ได้รับเงินบริจาค จำนวนสองร้อยห้าสิบแปดล้านบาท จาก บริษัททีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) แต่ไม่แจ้งคณะกรรมการการเลือกตั้ง ทราบ และใช้จ่ายไปโดยผิดวัตถุประสงค์ของกฎหมาย ซึ่งเงินจำนวนยี่สิบเก้าล้านบาท ที่คณะกรรมการการเลือกตั้งจัดสรรให้จากกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง ขัดต่อ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 66 อนุมาตรา (2) และ (3) จึงขอให้ศาลมีคำสั่งยุบพรรคประชาธิปัตย์ และตัดสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าและกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ ตาม พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2550 มาตรา 98 คดีนี้ ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2553 ด้วยมติสี่ต่อสองว่า กฎหมายกำหนดให้ผู้ร้องยื่นคำร้องมาภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ปรากฏแก่ตนว่าผู้ถูกร้องฝ่าฝืนกฎหมายอันเป็นเหตุให้ถูกยุบได้ มว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องมาล่วงระยะเวลาสิบห้าวันดังกล่าวนี้ จึงไม่ชอบที่จะพิจารณาวินิจฉัยคำร้องสืบไป และให้ยกคำร้องหลังการเลือกตั้งทั่วไปในปี พ.ศ. 2554 หลังการเลือกตั้งทั่วไปในปี พ.ศ. 2554. หลังจากที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ประกาศ ยุบสภาในวันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2554 เพื่อให้จัดตั้งการเลือกตั้งทั่วไป และหลังจากที่ พรรคประชาธิปัตย์ได้แพ้การเลือกตั้งทั่วไปในปี พ.ศ. 2554 นายอภิสิทธิ์ ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ในวันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 และเป็นเหตุให้คณะเลขาธิการพรรค รองหัวหน้าพรรค ที่ปฏิบัติหน้าที่นั้น ต้องพ้นจากตำแหน่งทั้งหมด หลังจากนั้นได้มีการลงคะแนนเสียงเลือกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนใหม่ และผลออกมาในวันที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2554 หลังนายอภิสิทธิ์ พ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ก็ได้รับเลือกให้กลับมาเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์อีกครั้ง พ.ศ. 2556หลังรัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2557 หลังรัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2557. อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ มีท่าทีผสมกัน แม้เขาโพสต์ลงเฟซบุ๊กขออภัยที่ไม่สามารถผลักดันแผนปฏิรูปประเทศและปกป้องประชาธิปไตยได้ และพร้อมร่วมคัดค้านรัฐประหาร หาก คสช. ไม่มีคำตอบชัดเจนว่าจะปฏิรูปอะไรและประชาชนจะมีส่วนร่วมอย่างไร และมีผู้รักประชาธิปไตยที่แท้จริงเสนอประชาธิปไตยที่ดีกว่า แต่เขาก็โพสต์สนับสนุนให้ คสช. ใช้มาตรการเข้มข้นขึ้นเพื่อรับมือกับการต่อต้านรัฐประหาร นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เห็นว่า ประยุทธ์ควรเป็นนายกรัฐมนตรี ควรใช้อำนาจเด็ดขาด อย่าเป็นนักประชาธิปไตยเหมือนสุรยุทธ์ จุลานนท์ อย่าสนใจคำครหานินทาว่ามาจากรัฐประหาร หากทำดี แก้ปัญหาได้ ทำประเทศปรองดองได้ ทุกคนจะสรรเสริญบุคลากรรายนามหัวหน้าพรรครายนามรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์รายนามเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์คณะกรรมการบริหารพรรคชุดปัจจุบัน บุคลากร. คณะกรรมการบริหารพรรคชุดปัจจุบัน. ประกาศนายทะเบียนพรรคการเมือง ลงวันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2557 ประกาศให้กรรมการพรรคมีดังต่อไปนี้- อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค - จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองหัวหน้าพรรค - เกียรติ สิทธิอมร รองหัวหน้าพรรค - อภิรักษ์ โกษะโยธิน รองหัวหน้าพรรค - หม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์ บริพัตร รองหัวหน้าพรรค - ชำนิ ศักดิเศรษฐ์ รองหัวหน้าพรรค - อัศวิน วิภูศิริ รองหัวหน้าพรรค - กัลยา โสภณพนิช รองหัวหน้าพรรค - สาธิต ปิตุเตชะ รองหัวหน้าพรรค - องอาจ คล้ามไพบูลย์รองหัวหน้าพรรค - นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติรองหัวหน้าพรรค - จุติ ไกรฤกษ์ เลขาธิการพรรค - กนก วงษ์ตระหง่าน รองเลขาธิการพรรค - เจิมมาศ จึงเลิศศิริ รองเลขาธิการพรรค - นราพัฒน์ แก้วทอง รองเลขาธิการพรรค - เทพไท เสนพงศ์ รองเลขาธิการพรรค - ศิริโชค โสภา รองเลขาธิการพรรค - ศรีสมร รัศมีฤกษ์เศรษฐ์ เหรัญญิกพรรค - ผ่องศรี ธาราภูมิ นายทะเบียนสมาชิกพรรค - ขนิษฐา นิภาเกษม กรรมการบริหารพรรค - สมชาญ ศรีสองชัย กรรมการบริหารพรรค - สมบัติ ตั้งธนไพบูลย์ กรรมการบริหารพรรค - ชูศักดิ์ จึงพานิช กรรมการบริหารพรรค - กัลยาณี ประสพสุข กรรมการบริหารพรรค - ตรีสิทธิ์ ศิริวรรณ กรรมการบริหารพรรค - คำรณ บำรุงรักษ์ กรรมการบริหารพรรค - นิพนธ์ บุญทองซุ่น กรรมการบริหารพรรค - เจะอามิง โตะตาหยง กรรมการบริหารพรรค - ธนิตพล ไชยนันทน์ กรรมการบริหารพรรค - วิรัช ร่มเย็น กรรมการบริหารพรรค - สรรเสริญ สมะลาภา กรรมการบริหารพรรค - ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.รัชดา ธนาดิเรก กรรมการบริหารพรรค - นาถยา เบ็ญจศิริวรรณ กรรมการบริหารพรรค - อรรถพร พลบุตร กรรมการบริหารพรรคคณะกรรมการนโยบายพรรคประชาธิปัตย์คณะกรรมการนโยบายพรรคประชาธิปัตย์. - กรณ์ จาติกวณิช ประธานกรรมการนโยบายพรรค - กษิต ภิรมย์ กรรมการนโยบายพรรค - อภิชาต ศักดิเศรษฐ์ กรรมการนโยบายพรรค - อนุชา บูรพชัยศรี กรรมการนโยบายพรรค - สงกรานต์ จิตสุทธิภากร กรรมการนโยบายพรรค - ผศ.ดร.พีรยศ ราฮิมมูลา กรรมการนโยบายพรรค - ราชันย์ วีระพันธุ์ กรรมการนโยบายพรรค - บุรณัชย์ สมุทรักษ์ กรรมการนโยบายพรรค - ดร.ศุภชัย ศรีหล้า กรรมการนโยบายพรรค - แพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม กรรมการนโยบายพรรค - นราพัฒน์ แก้วทอง กรรมการนโยบายพรรค - ดร.ผุสดี ตามไท กรรมการนโยบายพรรค - นิพนธ์ วงษ์ตระหง่าน กรรมการนโยบายพรรค - ม.ล.อภิมงคล โสณกุล กรรมการนโยบายพรรค - ดร.กนก วงษ์ตระหง่าน กรรมการนโยบายพรรคคณะโฆษกพรรคประชาธิปัตย์คณะโฆษกพรรคประชาธิปัตย์. - มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ และ รักษาการโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ - จุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฎ์ รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ - ณัฏฐ์ บรรทัดฐาน รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ - ราเมศ รัตนะเชวง รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ เลขานุการส่วนตัวนายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี และคณะกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์นายกรัฐมนตรีจากพรรคประชาธิปัตย์ผลการเลือกตั้งทั่วไป
ชื่อย่อของพรรคประชาธิปัตย์คืออะไร
{ "answer": [ "ปชป." ], "answer_begin_position": [ 129 ], "answer_end_position": [ 133 ] }
1,944
4,944
พรรคประชาธิปัตย์ พรรคประชาธิปัตย์ (, ย่อ: ปชป.) ก่อตั้งเมื่อวันที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2489 เป็นพรรคการเมืองจดทะเบียนที่เก่าแก่ที่สุดของไทยที่ยังดำเนินการอยู่ พรรคมีสมาชิกที่ได้แจ้งต่อนายทะเบียนพรรคการเมืองไว้ จำนวน 2,895,933 คน นับเป็นพรรคการเมืองที่มีสมาชิกมากที่สุดในประเทศไทย และมีสาขาพรรคจำนวน 175 สาขาสัญลักษณ์ของพรรคสัญลักษณ์ของพรรค. - ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนที่สอง ได้บัญญัติชื่อ "พรรคประชาธิปัตย์" โดยมีความหมายว่า "ผู้บำเพ็ญประชาธิปไตย" หรือ "ประชาชนผู้ถืออำนาจอธิปไตย" และมีชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า Democrat Party โดยหมายจะให้เป็นพรรคของคนจน เช่นเดียวกับพรรคเดโมแครตของสหรัฐอเมริกา โดยก่อนหน้าที่จะใช้ชื่อ "ประชาธิปัตย์" ได้มีกลุ่มบุคคลพยายามจดทะเบียนชื่อพรรคก่อนหน้า ม.ร.ว.เสนีย์ แต่รวบรวมเสียงได้น้อยกว่า จึงจดทะเบียนไม่สำเร็จ เนื่องจากในปีนั้น เพิ่งมีกฎหมายจดทะเบียนพรรคการเมืองอย่างเป็นทางการออกมาเป็นครั้งแรก โดยที่ก่อนหน้านั้น สถานภาพพรรคการเมืองในประเทศไทยยังไม่มีการจดทะเบียนอย่างเป็นทางการ เพียงแต่กฎหมายให้การรับรองไว้เท่านั้น - สัญลักษณ์ของพรรคเป็นรูปพระแม่ธรณีบีบมวยผม มีฟ่อนข้าวประดับอยู่เป็นขอบ โดยมีความหมายว่า พระแม่ธรณีบีบมวยผม หมายถึง การเอาชนะมารหรือความชั่วร้ายต่าง ๆ ฟ่อนข้าว หมายถึง ความอุดมสมบูรณ์ พรรคประชาธิปัตย์ได้ใช้แม่พระธรณีเป็นสัญลักษณ์ของพรรค ตั้งแต่วันก่อตั้งพรรค เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2489 ส่วนเหตุผลที่เลือกแม่พระธรณีเป็นสัญลักษณ์นั้นไม่แน่ชัด บางกล่าวว่าในวันที่ประชุมเพื่อก่อตั้งพรรคมีคนถามว่า จะเอาสัญลักษณ์ใดมาเป็นของพรรค แต่ไม่มีคนเสนอประธานในที่ประชุมเลยเสนอเอารูปแม่พระธรณี เพราะบังเอิญเหลือบไปเห็นปฏิทินที่มีรูปแม่พระธรณีบีบมวยผมอยู่ ปรากฏว่า ในที่ประชุมเห็นชอบ เพราะมีความหมายดีกล่าว คือ ให้ความร่มเย็นแก่ประชาชน นอกจากนั้น จากบทความ “ย้อนอดีตแม่พระธรณี” ในหนังสือพิมพ์มติชนรายวันได้ระบุว่า เมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2525 ภายหลังจากนายพิชัย รัตตกุล ขึ้นรับตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และได้ย้ายที่ทำการพรรคจากสวนรื่นฤดีมาที่ถนนเศรษฐศิริ ที่ตั้งปัจจุบัน จึงมีความคิดว่าน่าจะมีสัญลักษณ์พรรค เมื่อมีที่ทำการใหม่จึงให้บรรดาสมาชิกช่วยกันคิด และนายปราโมทย์ สุขุม ส.ส.กรุงเทพฯ เป็นผู้เสนอให้ใช้ “แม่พระธรณีบีบมวยผม” จากนั้น ก็มีการหล่อองค์แม่พระธรณีเป็นทองเหลือง ประดิษฐานไว้ที่หน้าที่ทำการพรรคมานานกว่า 10 ปี จนมีตะไคร่จับองค์แม่พระธรณี ต้องมีการซ่อมแซมมาโดยตลอด และมีคนทักท้วงว่า พระแม่องค์นี้อยู่ในท่าปาง “ปราบมาร” ท่านั่งชันเข่า ไม่ตรงกับลักษณะข้อเท็จจริง จึงมีการเรี่ยไรเงินสมาชิกพรรคเพื่อสร้างองค์ใหม่ในปาง “ เบญจกัลยาณี” และย้ายมาประดิษฐานที่บริเวณลานประชาธิปไตย หน้าอาคารมูลนิธิควง อภัยวงศ์ อย่างไรก็ดี ได้มีความคิดที่จะเปลี่ยนองค์แม่พระธรณีจากทองเหลืองมาเป็นหินอ่อนแกะสลักโดยมีช่างฝีมือช่างเชียงราย แต่เกิดอุบัติเหตุขณะเคลื่อนย้ายเสียก่อน จึงได้มีการอัญเชิญแม่พระธรณีองค์เดิมที่ได้รับการบูรณะซ่อมแซมใหม่ ขึ้นประดิษฐานบนแท่นที่สร้างขึ้นใหม่ บริเวณด้านหน้าอาคารมูลนิธิควง อภัยวงศ์ เพื่อเป็นที่เคารพสักการะของสมาชิกพรรคและผู้คนที่ผ่านไปมา นับแต่นั้นเป็นต้นมา - สีประจำพรรค คือ สีฟ้าประวัติ ประวัติ. นายควง อภัยวงศ์ ได้ก่อตั้งพรรคประชาธิปัตย์ขึ้นเมื่อ 5 เมษายน พ.ศ. 2489 โดยการประชุมรวมตัวกันของนักการเมืองกลุ่มหนึ่งที่บริษัทของนายควง ที่ย่านเยาวราช แต่ทางพรรคถือเอาวันที่ 6 เมษายน เป็นวันก่อตั้งพรรค เพื่อให้ตรงกับวันจักรี มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นฝ่ายค้านคานอำนาจของ นายปรีดี พนมยงค์ ต่อมานายปรีดีลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หลังถูกกดดันจากกรณีสวรรคต ร.8 และรัฐสภาลงคะแนนให้ พล.ร.ต.ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ผู้ใกล้ชิดนายปรีดี ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีสืบต่อ ในช่วงปี พ.ศ. 2489 ที่ประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้าน มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ พล.ร.ต.ถวัลย์ ยาวนานถึง 7 วัน 7 คืนติดต่อกัน รวมถึงการหาเสียงในเดือนสิงหาคมด้วย ต่อมาเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 รัฐบาล พล.ร.ต.ถวัลย์ ถูกนายทหารฝ่ายจอมพล ป. ที่นำโดย พล.ท.ผิน ชุณหะวัณ ทำรัฐประหารยึดอำนาจ นายควงได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีรักษาการ และมีการเลือกตั้งทั่วไปขึ้นเมื่อวันที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2491 ผลการเลือกตั้งพรรคประชาธิปัตย์ได้คะแนนเสียงมากที่สุดจึงได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลครั้งแรก หลังจากนั้นพรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลอีก 6 ครั้งจนถึงปัจจุบัน คือในปี พ.ศ. 2518, 2519 (2 ครั้ง) , 2535, 2540 และ 2551 ได้เป็นพรรคร่วมรัฐบาล 4 ครั้ง และเป็นพรรคฝ่ายค้านอีกรวม 16 ครั้ง โดยเป็นพรรคที่ได้รับเสียงข้างมากในกรุงเทพมหานครทันที และครองจำนวนที่นั่งในกรุงเทพมหานครจนถึงปี พ.ศ. 2522 ทั้งนี้ ประชาธิปัตย์ยังเป็นพรรคแรกที่หาเสียงด้วยวิธีการปราศรัยด้วย โดยเริ่มใช้ตั้งแต่การเลือกตั้งในเดือนสิงหาคมปี พ.ศ. 2489 ในปี พ.ศ. 2550 พรรคประชาธิปัตย์ได้จัดทำ "โครงการยุทธศาสตร์ประเทศไทย" (Thailand Strategy Project หรือ TSP) ขึ้น โดยมี นายอลงกรณ์ พลบุตร รองหัวหน้าพรรค เป็นผู้รับผิดชอบโครงการ เพื่อรวบรวมข้อมูลทางวิชาการใน 19 ยุทธศาสตร์หลัก ใช้เป็นฐานข้อมูลในการพัฒนานโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ และจัดทำเป็นแผนยุทธศาสตร์ในการพัฒนาประเทศ รวมทั้งเพื่อแลกเปลี่ยนทรรศนะกับชุมชนวิชาการและประชาชนที่สนใจทั่วไป ผ่านทางเว็บไซต์ และเอกสารเผยแพร่ของโครงการ ในปี พ.ศ. 2551 ภายหลังการจัดตั้งรัฐบาลของนายสมัคร สุนทรเวช ทำให้พรรคประชาธิปัตย์ มีสถานะเป็น "พรรคฝ่ายค้านพรรคเดียว" เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และผู้นำฝ่ายค้าน ได้ประกาศจัดตั้ง คณะรัฐมนตรีเงา ขึ้นตรวจสอบการบริหารงานของรัฐบาลและนำเสนอแนวทางการบริหารประเทศ ควบคู่ไปกับการบริหารงานของรัฐบาล ตามรูปแบบรัฐบาลเงาในระบบเวสต์มินสเตอร์ของประเทศอังกฤษ ขึ้นเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 ต่อมามีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองหลัง พรรคพลังประชาชน ถูกพิพากษายุบพรรคจาก คดียุบพรรคการเมือง พ.ศ. 2551 ทำให้ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เกิดการเปลี่ยนขั้วทางการเมืองทำให้พรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นพรรคแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล โดยมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี คนที่ 27 ของประเทศไทย จาก การลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี ของสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2551การเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ. 2548 การเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ. 2548. พรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคที่มีคะแนนเสียงอันดับสองในสภาผู้แทนราษฎร โดยมีจำนวนที่นั่ง 96 ที่นั่ง (จากทั้งหมด 500 ที่นั่ง) มีฐานเสียงใหญ่อยู่ที่ภาคใต้ ใน การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในไทย พ.ศ. 2548 พรรคประชาธิปัตย์ได้เสียงจากภาคใต้ถึง 52 ที่นั่งจาก 54 ที่นั่ง อย่างไรก็ตามพรรคไม่ได้รับการสนับสนุนมากนักในส่วนอื่น ๆ ของประเทศ (ยกเว้นในเขตกรุงเทพมหานคร ที่คะแนนเสียงแปรผันไปตามสถานการณ์ทางการเมืองแต่ละสมัย ในการเลือกตั้ง พ.ศ. 2548 พรรคฯ ได้เสียงจากกรุงเทพเพียง 4 ที่นั่ง จาก 37 ที่นั่ง โดยที่พรรคคู่แข่งคือ พรรคไทยรักไทย ได้ถึง 32 ที่นั่ง) ลักษณะเช่นนี้เหมือนกับพรรคเสรีนิยมของสหราชอาณาจักรที่ผู้สนับสนุนอย่างเหนียวแน่นส่วนใหญ่จะอยู่ในแคว้นสก็อตแลนด์ คือเป็นลักษณะภูมิภาคนิยม ดังจะเห็นได้ชัดเจนจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่มีจำนวนที่นั่งในสภาผู้แทนสูงถึง 136 ที่นั่ง แต่พรรคได้รับเลือกเพียง 2 ที่นั่งเท่านั้น- ในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2548 พรรคประชาธิปัตย์ได้รับคะแนนเสียงสนับสนุน จากประชาชนทั่วประเทศ ในระบบบัญชีรายชื่อจำนวน 7,210,742 เสียง - โดยการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2548 นั้น พรรคประชาธิปัตย์ได้ใช้แนวทางการหาเสียงว่า "เลือกให้ถึง 201 ที่นั่ง" และ "ทวงคืนประเทศไทย" อันเนื่องจากต้องการสัดส่วนที่นั่งในสภาฯให้ถึง 200 ที่ เพื่อที่ต้องการจะเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีได้ตามรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2540 นั่นเอง - หลังการเลือกตั้งพรรคประชาธิปัตย์ได้ตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการ 6 คณะ คือ- คณะกรรมาธิการการตำรวจ มี นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ส.ส.พัทลุง เป็นประธาน - คณะกรรมาธิการพัฒนาการเมือง มี นายนคร มาฉิม ส.ส.พิษณุโลก เป็นประธาน - คณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ มี นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ ส.ส.ยะลา เป็นประธาน - คณะกรรมาธิการติดตามมติสภา มี นายวินัย เสนเนียม ส.ส.สงขลา เป็นประธาน - คณะกรรมาธิการการยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน มี นายสุวโรช พะลัง ส.ส.ชุมพร เป็นประธาน - คณะกรรมาธิการการสาธารณสุข มี นายธีระ สลักเพชร ส.ส.ตราด เป็นประธานคดียุบพรรคการเมือง พ.ศ. 2549 คดียุบพรรคการเมือง พ.ศ. 2549. ช่วงวิกฤตการณ์การเมืองในประเทศไทย พรรคประชาธิปัตย์ร่วมกับพรรคร่วมฝ่ายค้านเดิมอีก 2 พรรค คือ พรรคชาติไทย และ พรรคมหาชน คว่ำบาตรการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2549 ด้วยการไม่ส่งผู้สมัครลงเลือกตั้ง โดยมีเหตุผลว่ารัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ยุบสภา โดยไม่ชอบธรรม และต่อมามีคำวินิจฉัยของศาลให้การเลือกตั้ง 2 เมษายน พ.ศ. 2549 เป็นโมฆะ เนื่องจาก กกต. จัดการเลือกตั้งไม่ถูกต้องตามกฎหมาย เช่น มีการหันคูหาเลือกตั้งที่ทำให้การลงคะแนนไม่เป็นการลงคะแนนลับ ในช่วงเวลาเดียวกันพรรคประชาธิปัตย์ได้ทำการฟ้องร้องต่อ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในขณะนั้น ให้ดำเนินคดียุบพรรคไทยรักไทย เนื่องจากกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง โดยมีการจ้างพรรคเล็กลงสมัครรับเลือกตั้ง เพื่อหลีกเลี่ยงเกณฑ์ร้อยละ 20 ตามกฎหมาย และพรรคประชาธิปัตย์มีพยานบุคคลจากพรรคเล็กยืนยัน แต่ต่อมาพยานดังกล่าวได้กลับคำให้การกลางคัน และพรรคไทยรักไทยที่เป็นผู้ต้องหาในคดีกลับฟ้องร้องต่อ กกต. ให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ โดยกล่าวหาว่ามีการจ้างพรรคเล็กให้ใส่ร้ายพรรคไทยรักไทย และมีพฤติกรรมที่เป็นการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย จึงมีการนำคดีขึ้นสู่กระบวนการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ต่อมาภายหลังการ รัฐประหารในวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 โดย คปค. ทำให้ศาลรัฐธรรมนูญสิ้นสุดลงพร้อมกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 และมีคณะตุลาการรัฐธรรมนูญขึ้นตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว พ.ศ. 2549 ประกอบด้วยตัวแทนฝ่ายตุลาการคือ ประธานศาลฎีกา และประธานศาลปกครองสูงสุด เป็นต้น รับโอนอรรถคดีจากศาลรัฐธรรมนูญมาดำเนินการพิจารณาคดีต่อไป จนกระทั่งวันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2550 คณะตุลาการรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้ยกคำร้องในส่วนพรรคประชาธิปัตย์ และมีมติให้ยุบ พรรคไทยรักไทยและพรรคเล็กที่ถูกฟ้องร่วมในคดี และวินิจฉัยให้ตัดสิทธิเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยและพรรคเล็กทั้งหมด เป็นเวลา 5 ปี เนื่องจากเป็นที่ประจักษ์ว่ากรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยจ้างพรรคเล็กลงสมัครรับเลือกตั้งจริง และขณะเดียวกันไม่มีหลักฐานชี้ชัดว่าพรรคประชาธิปัตย์จ้างพรรคเล็กให้ใส่ร้ายพรรคไทยรักไทยหรือมีพฤติกรรมล้มล้างการปกครองตามฟ้องแต่อย่างใดหลังรัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2549 หลังรัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2549. หลังการรัฐประหาร 19 กันยายน พ.ศ. 2549 พรรคประชาธิปัตย์ถูกงดกิจกรรมทางการเมืองชั่วคราว จนกระทั่งได้มีกำหนดการเลือกตั้งในปี พ.ศ. 2550 ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ได้เสนอนโยบายบริหารประเทศชื่อว่า "วาระประชาชน" ใจความสำคัญว่า "ประชาชนต้องมาก่อน" ในการรณรงค์เลือกตั้ง โดยได้เสนอต่อสาธารณะนับตั้งแต่เดือนเมษายน พ.ศ. 2549 มีกลุ่มนโยบาย 4 หัวข้อใหญ่ ผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2550 ปรากฏว่าพรรคประชาธิปัตย์ได้อันดับ 2 รวม 165 ที่นั่ง รองจากพลังประชาชนได้คะแนนอันดับ 1 ที่ได้ 232 ที่นั่ง โดยพรรคประชาธิปัตย์แบ่งตามภาคได้ดังนี้ พรรคพลังประชาชนได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลผสม ร่วมกับพรรคการเมืองอื่น ๆ คือ พรรคเพื่อแผ่นดิน พรรคชาติไทย พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา พรรคมัชฌิมาธิปไตย และพรรคประชาราช โดยมีพรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคฝ่ายค้านพรรคเดียวเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน ได้ประกาศจัดตั้ง "รัฐบาลเงา" หรือ "ครม.เงา" เพื่อตรวจสอบการบริหารงานของรัฐบาลและนำเสนอแนวทางการบริหารประเทศควบคู่ไปกับการบริหารงานของรัฐบาล ตามรูปแบบ "คณะรัฐมนตรีเงา" ใน "ระบบเวสมินสเตอร์" ของอังกฤษขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 โดยมีเว็บไซต์ www.shadowdp.com ในการเผยแพร่การปฏิบัติหน้าที่ของ ครม.เงารัฐบาลผสม รัฐบาลผสม. ภายหลังจากศาลรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัยให้ยุบพรรคการเมืองซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาล (พรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตย) และเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคเป็นเวลา 5 ปี ซึ่งส่งผลให้ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ต้องพ้นจากตำแหน่ง พรรคประชาธิปัตย์ได้จัดตั้งรัฐบาลผสมโดยร่วมกับพรรคการเมืองอื่น ๆ คือ พรรคเพื่อแผ่นดิน พรรคชาติไทยพัฒนา พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา พรรคภูมิใจไทย และพรรคกิจสังคม (ภายหลังพรรคมาตุภูมิได้เข้ามาเป็นพรรคร่วมรัฐบาลแทนพรรคเพื่อแผ่นดิน) พร้อมกับสนับสนุนให้ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 27 ชนะพลตำรวจเอกประชา พรหมนอก จากพรรคเพื่อแผ่นดิน ด้วยคะแนน 235 ต่อ 198 เสียง ในการลงมติ เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2551 และได้จัดตั้งรัฐบาลผสม เป็นคณะรัฐมนตรี คณะที่ 59 ของไทยคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ พ.ศ. 2553 คดียุบพรรคประชาธิปัตย์ พ.ศ. 2553. อภิชาต สุขัคคานนท์ นายทะเบียนพรรคการเมือง ได้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวหาว่า ใน พ.ศ. 2548 พรรคประชาธิปัตย์ได้รับเงินบริจาค จำนวนสองร้อยห้าสิบแปดล้านบาท จาก บริษัททีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) แต่ไม่แจ้งคณะกรรมการการเลือกตั้ง ทราบ และใช้จ่ายไปโดยผิดวัตถุประสงค์ของกฎหมาย ซึ่งเงินจำนวนยี่สิบเก้าล้านบาท ที่คณะกรรมการการเลือกตั้งจัดสรรให้จากกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง ขัดต่อ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 66 อนุมาตรา (2) และ (3) จึงขอให้ศาลมีคำสั่งยุบพรรคประชาธิปัตย์ และตัดสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าและกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ ตาม พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2550 มาตรา 98 คดีนี้ ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2553 ด้วยมติสี่ต่อสองว่า กฎหมายกำหนดให้ผู้ร้องยื่นคำร้องมาภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ปรากฏแก่ตนว่าผู้ถูกร้องฝ่าฝืนกฎหมายอันเป็นเหตุให้ถูกยุบได้ มว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องมาล่วงระยะเวลาสิบห้าวันดังกล่าวนี้ จึงไม่ชอบที่จะพิจารณาวินิจฉัยคำร้องสืบไป และให้ยกคำร้องหลังการเลือกตั้งทั่วไปในปี พ.ศ. 2554 หลังการเลือกตั้งทั่วไปในปี พ.ศ. 2554. หลังจากที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ประกาศ ยุบสภาในวันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2554 เพื่อให้จัดตั้งการเลือกตั้งทั่วไป และหลังจากที่ พรรคประชาธิปัตย์ได้แพ้การเลือกตั้งทั่วไปในปี พ.ศ. 2554 นายอภิสิทธิ์ ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ในวันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 และเป็นเหตุให้คณะเลขาธิการพรรค รองหัวหน้าพรรค ที่ปฏิบัติหน้าที่นั้น ต้องพ้นจากตำแหน่งทั้งหมด หลังจากนั้นได้มีการลงคะแนนเสียงเลือกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนใหม่ และผลออกมาในวันที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2554 หลังนายอภิสิทธิ์ พ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ก็ได้รับเลือกให้กลับมาเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์อีกครั้ง พ.ศ. 2556หลังรัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2557 หลังรัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2557. อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ มีท่าทีผสมกัน แม้เขาโพสต์ลงเฟซบุ๊กขออภัยที่ไม่สามารถผลักดันแผนปฏิรูปประเทศและปกป้องประชาธิปไตยได้ และพร้อมร่วมคัดค้านรัฐประหาร หาก คสช. ไม่มีคำตอบชัดเจนว่าจะปฏิรูปอะไรและประชาชนจะมีส่วนร่วมอย่างไร และมีผู้รักประชาธิปไตยที่แท้จริงเสนอประชาธิปไตยที่ดีกว่า แต่เขาก็โพสต์สนับสนุนให้ คสช. ใช้มาตรการเข้มข้นขึ้นเพื่อรับมือกับการต่อต้านรัฐประหาร นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เห็นว่า ประยุทธ์ควรเป็นนายกรัฐมนตรี ควรใช้อำนาจเด็ดขาด อย่าเป็นนักประชาธิปไตยเหมือนสุรยุทธ์ จุลานนท์ อย่าสนใจคำครหานินทาว่ามาจากรัฐประหาร หากทำดี แก้ปัญหาได้ ทำประเทศปรองดองได้ ทุกคนจะสรรเสริญบุคลากรรายนามหัวหน้าพรรครายนามรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์รายนามเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์คณะกรรมการบริหารพรรคชุดปัจจุบัน บุคลากร. คณะกรรมการบริหารพรรคชุดปัจจุบัน. ประกาศนายทะเบียนพรรคการเมือง ลงวันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2557 ประกาศให้กรรมการพรรคมีดังต่อไปนี้- อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค - จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองหัวหน้าพรรค - เกียรติ สิทธิอมร รองหัวหน้าพรรค - อภิรักษ์ โกษะโยธิน รองหัวหน้าพรรค - หม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์ บริพัตร รองหัวหน้าพรรค - ชำนิ ศักดิเศรษฐ์ รองหัวหน้าพรรค - อัศวิน วิภูศิริ รองหัวหน้าพรรค - กัลยา โสภณพนิช รองหัวหน้าพรรค - สาธิต ปิตุเตชะ รองหัวหน้าพรรค - องอาจ คล้ามไพบูลย์รองหัวหน้าพรรค - นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติรองหัวหน้าพรรค - จุติ ไกรฤกษ์ เลขาธิการพรรค - กนก วงษ์ตระหง่าน รองเลขาธิการพรรค - เจิมมาศ จึงเลิศศิริ รองเลขาธิการพรรค - นราพัฒน์ แก้วทอง รองเลขาธิการพรรค - เทพไท เสนพงศ์ รองเลขาธิการพรรค - ศิริโชค โสภา รองเลขาธิการพรรค - ศรีสมร รัศมีฤกษ์เศรษฐ์ เหรัญญิกพรรค - ผ่องศรี ธาราภูมิ นายทะเบียนสมาชิกพรรค - ขนิษฐา นิภาเกษม กรรมการบริหารพรรค - สมชาญ ศรีสองชัย กรรมการบริหารพรรค - สมบัติ ตั้งธนไพบูลย์ กรรมการบริหารพรรค - ชูศักดิ์ จึงพานิช กรรมการบริหารพรรค - กัลยาณี ประสพสุข กรรมการบริหารพรรค - ตรีสิทธิ์ ศิริวรรณ กรรมการบริหารพรรค - คำรณ บำรุงรักษ์ กรรมการบริหารพรรค - นิพนธ์ บุญทองซุ่น กรรมการบริหารพรรค - เจะอามิง โตะตาหยง กรรมการบริหารพรรค - ธนิตพล ไชยนันทน์ กรรมการบริหารพรรค - วิรัช ร่มเย็น กรรมการบริหารพรรค - สรรเสริญ สมะลาภา กรรมการบริหารพรรค - ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.รัชดา ธนาดิเรก กรรมการบริหารพรรค - นาถยา เบ็ญจศิริวรรณ กรรมการบริหารพรรค - อรรถพร พลบุตร กรรมการบริหารพรรคคณะกรรมการนโยบายพรรคประชาธิปัตย์คณะกรรมการนโยบายพรรคประชาธิปัตย์. - กรณ์ จาติกวณิช ประธานกรรมการนโยบายพรรค - กษิต ภิรมย์ กรรมการนโยบายพรรค - อภิชาต ศักดิเศรษฐ์ กรรมการนโยบายพรรค - อนุชา บูรพชัยศรี กรรมการนโยบายพรรค - สงกรานต์ จิตสุทธิภากร กรรมการนโยบายพรรค - ผศ.ดร.พีรยศ ราฮิมมูลา กรรมการนโยบายพรรค - ราชันย์ วีระพันธุ์ กรรมการนโยบายพรรค - บุรณัชย์ สมุทรักษ์ กรรมการนโยบายพรรค - ดร.ศุภชัย ศรีหล้า กรรมการนโยบายพรรค - แพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม กรรมการนโยบายพรรค - นราพัฒน์ แก้วทอง กรรมการนโยบายพรรค - ดร.ผุสดี ตามไท กรรมการนโยบายพรรค - นิพนธ์ วงษ์ตระหง่าน กรรมการนโยบายพรรค - ม.ล.อภิมงคล โสณกุล กรรมการนโยบายพรรค - ดร.กนก วงษ์ตระหง่าน กรรมการนโยบายพรรคคณะโฆษกพรรคประชาธิปัตย์คณะโฆษกพรรคประชาธิปัตย์. - มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ และ รักษาการโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ - จุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฎ์ รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ - ณัฏฐ์ บรรทัดฐาน รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ - ราเมศ รัตนะเชวง รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ เลขานุการส่วนตัวนายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี และคณะกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์นายกรัฐมนตรีจากพรรคประชาธิปัตย์ผลการเลือกตั้งทั่วไป
สัญลักษณ์ของพรรคประชาธิปัตย์คืออะไร
{ "answer": [ "พระแม่ธรณีบีบมวยผม" ], "answer_begin_position": [ 1073 ], "answer_end_position": [ 1091 ] }
1,946
3,871
พรรคไทยรักไทย พรรคไทยรักไทย จดทะเบียนก่อตั้งเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2541 เป็นพรรคการเมืองแรกที่ก่อตั้งขึ้นภายใต้ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 โดยมีผู้ร่วมก่อตั้ง 23 คน นำโดย ดร.ทักษิณ ชินวัตร ปัจจุบันพรรคไทยรักไทย ถูกยุบตามคำวินิจฉัยใน คดียุบพรรค มีหัวหน้าพรรคคนสุดท้ายคือ จาตุรนต์ ฉายแสง พรรคไทยรักไทยมีสมาชิกพรรคที่แจ้งต่อนายทะเบียนพรรคการเมือง ณ วันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2548 ถึงประมาณ 14 ล้านคน (14,394,404 คน) พรรคไทยรักไทย เป็นพรรคการเมืองแรก ที่ผู้สมัครได้รับเลือกตั้ง เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เกินกึ่งหนึ่งของจำนวน ส.ส.ทั้งหมด ในการเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ. 2548 โดยได้รับการเลือกตั้งถึง 376 ที่นั่ง จากจำนวนที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร 500 ที่นั่ง เอาชนะพรรคคู่แข่งคือ พรรคประชาธิปัตย์ที่ได้เพียง 96 ที่นั่ง ทำให้เป็นพรรคการเมืองแรก ที่สามารถจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้สำเร็จ การบริหารงานของ พรรคไทยรักไทย เป็นที่รับทราบโดยทั่วไป ในการเน้นนโยบายประชานิยมผ่านโครงการต่างๆ ที่เคยหาเสียงไว้ เช่น โครงการกองทุนหมู่บ้าน โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค โครงการพักชำระหนี้เกษตรกร โครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ และ บ้านเอื้ออาทร แต่หลายโครงการมีปัญหาในการดำเนินการ และมีคำถามเรื่องความโปร่งใส และความพร้อมตรวจสอบ พรรคไทยรักไทย ถูกตุลาการรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ยุบพรรค ด้วยมติเอกฉันท์ 9 ต่อ 0 เสียง เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2550 และ กรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ถูกวินิจฉัยเพิกถอนสิทธิ์ทางการเมือง เป็นเวลา 5 ปี ด้วยมติ 6 ต่อ 3 เสียงคณะกรรมการบริหารพรรคชุดที่ขอจดทะเบียนพรรคการเมืองคณะกรรมการบริหารพรรค. ชุดที่ขอจดทะเบียนพรรคการเมือง. - ดร.ทักษิณ ชินวัตร - คณิต ณ นคร - ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ - พันธุ์เลิศ ใบหยก - สิริกร มณีรินทร์- กันตธีร์ ศุภมงคล - สารสิน วีระผล - สุวรรณ วลัยเสถียร - ปภัสรา ตรังคิณีนาถชุดเดิม 119 คนชุดเดิม 119 คน. - ดร.ทักษิณ ชินวัตร - คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ - จาตุรนต์ ฉายแสง - ไชยยศ สะสมทรัพย์ - พลเอก ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา - เนวิน ชิดชอบ - ประชา มาลีนนท์ - ประยุทธ มหากิจศิริ - ปองพล อดิเรกสาร - พงศ์เทพ เทพกาญจนา - พินิจ จารุสมบัติ - โภคิน พลกุล - เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ - วันมูหะมัดนอร์ มะทา - สนธยา คุณปลื้ม - สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ - สมชาย สุนทรวัฒน์ - สมศักดิ์ เทพสุทิน - สรอรรถ กลิ่นประทุม - สุชาติ ตันเจริญ - สุรเกียรติ์ เสถียรไทย - สุวัจน์ ลิปตพัลลภ - สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ - นายแพทย์ พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช - ชานนท์ สุวสิน - พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล - วิเชษฐ์ เกษมทองศรี - ภูมิธรรม เวชยชัย - สิริกร มณีรินทร์ - นาวาอากาศตรี ศิธา ทิวารี- กร ทัพพะรังสี - กอบกุล นพอมรบดี - กันตธีร์ ศุภมงคล - จำลอง ครุฑขุนทด - ฉัตรชัย เอียสกุล - พลตำรวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์ - ชูชีพ หาญสวัสดิ์ - บุญชู ตรีทอง - ประจวบ ไชยสาส์น - นายแพทย์ เปรมศักดิ์ เพียยุระ - เทวัญ ลิปตพัลลภ - พวงเพ็ชร ชุนละเอียด - พันธุ์เลิศ ใบหยก - ระวี หิรัญโชติ - รุ่งเรือง พิทยศิริ - ลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์ - วราเทพ รัตนากร - วิเศษ จูภิบาล - วิชิต ปลั่งศรีสกุล - สฤต สันติเมทนีดล - สุขวิช รังสิตพล - สุพร อัตถาวงศ์ - นายแพทย์ สุชัย เจริญรัตนกุล - สุนัย เศรษฐบุญสร้าง - สุรนันทน์ เวชชาชีวะ - สุริยา ลาภวิสุทธิสิน - สุวิทย์ คุณกิตติ - เสนาะ เทียนทอง - เสริมศักดิ์ พงษ์พานิช - อดิศร เพียงเกษ- อดิศัย โพธารามิก - อนุทิน ชาญวีรกูล - เอกพร รักความสุข - เกรียง กัลป์ตินันท์ - เกษม รุ่งธนเกียรติ - นายแพทย์ จาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ - ชูชัย มุ่งเจริญพร - ทศพล สังขทรัพย์ - ทองหล่อ พลโคตร - ธีระยุทธ วาณิชชัง - ประชาธิปไตย คำสิงห์นอก - ประสิทธิ์ จันทาทอง - ปรีชา เลาหพงศ์ชนะ - ว่าที่ร้อยตรี ไพโรจน์ สุวรรณฉวี - นายแพทย์ วิชัย ชัยจิตวณิชกุล - วิฑูรย์ วงษ์ไกร - วุฒิชัย สงวนวงศ์ชัย - ศักดิ์สยาม ชิดชอบ - สมศักดิ์ คุณเงิน - สาคร พรหมภักดี - อรดี สุทธิศรี - อรรถสิทธิ์ (คันคาย) ทรัพยสิทธิ์ - เอกภาพ พลซื่อ - ชาญชัย ปทุมารักษ์ - ฐานิสร์ เทียนทอง - ธานี ยี่สาร - บุญพันธ์ แขวัฒนะ - พงษ์ศักดิ์ วรปัญญา - พิมพา จันทร์ประสงค์ - ยงยศ อดิเรกสาร- ลิขิต หมู่ดี - ว่าที่ร้อยโท นายแพทย์ วัลลภ ยังตรง - สิทธิชัย กิตติธเนศวร - สุรสิทธิ์ นิติวุฒิวรรักษ์ - อนุชา นาคาศัย - อุดม ไกรวัตนุสสรณ์ - นายแพทย์ ทศพร เสรีรักษ์ - ปกรณ์ บูรณุปกรณ์ - ประทวน เขียวฤทธิ์ - พินิจ จันทรสุรินทร์ - ไพโรจน์ โล่ห์สุนทร - ไพศาล จันทรภักดี - มยุรา มนะสิการ - เรืองวิทย์ ลิกค์ - วิสาร เตชะธีราวัฒน์ - วีระกร คำประกอบ - พันตำรวจโท อดุลย์ บุญเสรฐ - กฤษ ศรีฟ้า - ประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ - ลิขิต ธีรเวคิน - วัยโรจน์ พิพิธภักดี - วีระ มุสิกพงศ์ - สุธรรม แสงประทุม - สุรเชษฐ์ ดวงสอดศรี - หม่อมราชวงศ์ดำรงดิศ ดิศกุล - ปวีณา หงสกุล - พิมล ศรีวิกรม์ - ลลิตา ฤกษ์สำราญ - ศันสนีย์ นาคพงศ์ชุดก่อนการยุบพรรคผู้ก่อตั้งพรรคไทยรักไทย 23 คนผู้ก่อตั้งพรรคไทยรักไทย 23 คน. - การุญ จันทรางศุ - กิตติ ลิ่มสกุล - กันตธีร์ ศุภมงคล - คณิต ณ นคร - ณรงค์ ปัทมะเสวี - ดร.ทักษิณ ชินวัตร - พลเอก ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา - ธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์ - นายแพทย์ ประจวบ อึ้งภากรณ์ - ประชา คุณะเกษม - ประสิทธิ์ มะหะหมัด - ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์- ปภัสรา ตรังคินีนาถ - พันศักดิ์ วิญญรัตน์ - พันธ์เลิศ ใบหยก - ภูวนิดา คุนผลิน - วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ - วีระชัย วีระเมธีกุล - สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ - สิริกร (ลีนุตพงษ์) มณีรินทร์ - สุธรรม แสงประทุม - สุวรรณ วลัยเสถียร - สำราญ ภูอนันตานนท์กลุ่มย่อยในพรรคกลุ่มย่อยในพรรค. - กลุ่มจันทร์ส่องหล้า นำโดย ดร.ทักษิณ ชินวัตร - กลุ่มวังบัวบาน นำโดย เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ - กลุ่มวังน้ำยม นำโดย สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ - กลุ่มวังพญานาค นำโดย พินิจ จารุสมบัติ - กลุ่มวังน้ำเย็น นำโดย เสนาะ เทียนทอง - กลุ่มบ้านริมน้ำ นำโดย สุชาติ ตันเจริญ - กลุ่มราชบุรี นำโดย สรอรรถ กลิ่นประทุม - กลุ่มวังน้ำเค็ม (กลุ่มชลบุรี) นำโดย สนธยา คุณปลื้มพรรคไทยรักไทย หลังรัฐประหาร พรรคไทยรักไทย หลังรัฐประหาร. ในการเลือกตั้งทั่วไป เมื่อวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2549 พรรคไทยรักไทย ได้คะแนนในระบบบัญชีรายชื่อถึง 18,993,073 เสียง และถูกกล่าวหาว่าจ้างพรรคการเมืองขนาดเล็กลงเลือกตั้ง โดยอ้างว่าพรรคต้องการหลีกเลี่ยงกฎร้อยละ 20 คณะกรรมการการเลือกตั้งจึงตั้งอนุกรรมการมาสอบ ซึ่งผลปรากฏว่ามีมูลทำให้พรรคไทยรักไทยอาจถูกยุบพรรคได้ และกำลังอยู่ในระหว่างการส่งศาลรัฐธรรมนูญตัดสินยุบพรรค หลังการ รัฐประหาร 2549 ไม่นาน ดร.ทักษิณ ชินวัตร หัวหน้าพรรคไทยรักไทย ซึ่งพำนักอยู่ที่ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ได้ตัดสินใจลาออกจากหัวหน้าพรรค โดยส่งจดหมายซึ่งเขียนด้วยลายมือ โดยได้ชี้แจงสาเหตุถึงการลาออก และขอบคุณสมาชิกพรรคและผู้ให้การสนับสนุน หลังจากที่หัวหน้าพรรคลาออกไม่นาน ความเคลื่อนไหวของสมาชิกพรรค โดยเฉพาะผู้บริหารพรรค ต่างก็ตัดสินใจลาออก จากกรรมการบริหารพรรค สมาชิกพรรค ทันที มีการฟ้องร้องยุบพรรคไทยรักไทย มีการตรวจสอบเรื่องการทุจริต ซึ่งอาจมีผลทำให้กรรมการบริหารพรรคต้องเว้นวรรคทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี ในวันที่ 30 พฤษภาคม 2550 ตุลาการรัฐธรรมนูญตัดสินให้ยุบพรรคไทยรักไทย พร้อมเพิกถอนสิทธิการเมืองกรรมการบริหารทั้ง 111 คน เป็นจำนวน 5 ปี เหตุที่เพิกถอนสิทธิเพียง 111 คนใน 119 คน เนื่องจากใน 8 คนที่เหลือมีการลาออกหรือสิ้นสภาพกรรมการฯ ก่อนการกระทำผิด ได้แก่ พระเปรมศักดิ์ เพียยุระ, นายเสนาะ เทียนทอง, นายสานิตย์ เทียนทอง, นายลิขิต ธีรเวคิน, นายสฤต สันติเมทนีดล, นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์, นายกร ทัพพะรังสี และนางกอบกุล นพอมรบดี อดีต ส.ส.ราชบุรี ที่ถูกยิงเสียชีวิต
ผู้ร่วมก่อตั้งพรรคไทยรักไทยมีจำนวนกี่คน
{ "answer": [ "23" ], "answer_begin_position": [ 266 ], "answer_end_position": [ 268 ] }
3,945
3,871
พรรคไทยรักไทย พรรคไทยรักไทย จดทะเบียนก่อตั้งเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2541 เป็นพรรคการเมืองแรกที่ก่อตั้งขึ้นภายใต้ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 โดยมีผู้ร่วมก่อตั้ง 23 คน นำโดย ดร.ทักษิณ ชินวัตร ปัจจุบันพรรคไทยรักไทย ถูกยุบตามคำวินิจฉัยใน คดียุบพรรค มีหัวหน้าพรรคคนสุดท้ายคือ จาตุรนต์ ฉายแสง พรรคไทยรักไทยมีสมาชิกพรรคที่แจ้งต่อนายทะเบียนพรรคการเมือง ณ วันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2548 ถึงประมาณ 14 ล้านคน (14,394,404 คน) พรรคไทยรักไทย เป็นพรรคการเมืองแรก ที่ผู้สมัครได้รับเลือกตั้ง เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เกินกึ่งหนึ่งของจำนวน ส.ส.ทั้งหมด ในการเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ. 2548 โดยได้รับการเลือกตั้งถึง 376 ที่นั่ง จากจำนวนที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร 500 ที่นั่ง เอาชนะพรรคคู่แข่งคือ พรรคประชาธิปัตย์ที่ได้เพียง 96 ที่นั่ง ทำให้เป็นพรรคการเมืองแรก ที่สามารถจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้สำเร็จ การบริหารงานของ พรรคไทยรักไทย เป็นที่รับทราบโดยทั่วไป ในการเน้นนโยบายประชานิยมผ่านโครงการต่างๆ ที่เคยหาเสียงไว้ เช่น โครงการกองทุนหมู่บ้าน โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค โครงการพักชำระหนี้เกษตรกร โครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ และ บ้านเอื้ออาทร แต่หลายโครงการมีปัญหาในการดำเนินการ และมีคำถามเรื่องความโปร่งใส และความพร้อมตรวจสอบ พรรคไทยรักไทย ถูกตุลาการรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ยุบพรรค ด้วยมติเอกฉันท์ 9 ต่อ 0 เสียง เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2550 และ กรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ถูกวินิจฉัยเพิกถอนสิทธิ์ทางการเมือง เป็นเวลา 5 ปี ด้วยมติ 6 ต่อ 3 เสียงคณะกรรมการบริหารพรรคชุดที่ขอจดทะเบียนพรรคการเมืองคณะกรรมการบริหารพรรค. ชุดที่ขอจดทะเบียนพรรคการเมือง. - ดร.ทักษิณ ชินวัตร - คณิต ณ นคร - ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ - พันธุ์เลิศ ใบหยก - สิริกร มณีรินทร์- กันตธีร์ ศุภมงคล - สารสิน วีระผล - สุวรรณ วลัยเสถียร - ปภัสรา ตรังคิณีนาถชุดเดิม 119 คนชุดเดิม 119 คน. - ดร.ทักษิณ ชินวัตร - คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ - จาตุรนต์ ฉายแสง - ไชยยศ สะสมทรัพย์ - พลเอก ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา - เนวิน ชิดชอบ - ประชา มาลีนนท์ - ประยุทธ มหากิจศิริ - ปองพล อดิเรกสาร - พงศ์เทพ เทพกาญจนา - พินิจ จารุสมบัติ - โภคิน พลกุล - เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ - วันมูหะมัดนอร์ มะทา - สนธยา คุณปลื้ม - สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ - สมชาย สุนทรวัฒน์ - สมศักดิ์ เทพสุทิน - สรอรรถ กลิ่นประทุม - สุชาติ ตันเจริญ - สุรเกียรติ์ เสถียรไทย - สุวัจน์ ลิปตพัลลภ - สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ - นายแพทย์ พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช - ชานนท์ สุวสิน - พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล - วิเชษฐ์ เกษมทองศรี - ภูมิธรรม เวชยชัย - สิริกร มณีรินทร์ - นาวาอากาศตรี ศิธา ทิวารี- กร ทัพพะรังสี - กอบกุล นพอมรบดี - กันตธีร์ ศุภมงคล - จำลอง ครุฑขุนทด - ฉัตรชัย เอียสกุล - พลตำรวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์ - ชูชีพ หาญสวัสดิ์ - บุญชู ตรีทอง - ประจวบ ไชยสาส์น - นายแพทย์ เปรมศักดิ์ เพียยุระ - เทวัญ ลิปตพัลลภ - พวงเพ็ชร ชุนละเอียด - พันธุ์เลิศ ใบหยก - ระวี หิรัญโชติ - รุ่งเรือง พิทยศิริ - ลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์ - วราเทพ รัตนากร - วิเศษ จูภิบาล - วิชิต ปลั่งศรีสกุล - สฤต สันติเมทนีดล - สุขวิช รังสิตพล - สุพร อัตถาวงศ์ - นายแพทย์ สุชัย เจริญรัตนกุล - สุนัย เศรษฐบุญสร้าง - สุรนันทน์ เวชชาชีวะ - สุริยา ลาภวิสุทธิสิน - สุวิทย์ คุณกิตติ - เสนาะ เทียนทอง - เสริมศักดิ์ พงษ์พานิช - อดิศร เพียงเกษ- อดิศัย โพธารามิก - อนุทิน ชาญวีรกูล - เอกพร รักความสุข - เกรียง กัลป์ตินันท์ - เกษม รุ่งธนเกียรติ - นายแพทย์ จาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ - ชูชัย มุ่งเจริญพร - ทศพล สังขทรัพย์ - ทองหล่อ พลโคตร - ธีระยุทธ วาณิชชัง - ประชาธิปไตย คำสิงห์นอก - ประสิทธิ์ จันทาทอง - ปรีชา เลาหพงศ์ชนะ - ว่าที่ร้อยตรี ไพโรจน์ สุวรรณฉวี - นายแพทย์ วิชัย ชัยจิตวณิชกุล - วิฑูรย์ วงษ์ไกร - วุฒิชัย สงวนวงศ์ชัย - ศักดิ์สยาม ชิดชอบ - สมศักดิ์ คุณเงิน - สาคร พรหมภักดี - อรดี สุทธิศรี - อรรถสิทธิ์ (คันคาย) ทรัพยสิทธิ์ - เอกภาพ พลซื่อ - ชาญชัย ปทุมารักษ์ - ฐานิสร์ เทียนทอง - ธานี ยี่สาร - บุญพันธ์ แขวัฒนะ - พงษ์ศักดิ์ วรปัญญา - พิมพา จันทร์ประสงค์ - ยงยศ อดิเรกสาร- ลิขิต หมู่ดี - ว่าที่ร้อยโท นายแพทย์ วัลลภ ยังตรง - สิทธิชัย กิตติธเนศวร - สุรสิทธิ์ นิติวุฒิวรรักษ์ - อนุชา นาคาศัย - อุดม ไกรวัตนุสสรณ์ - นายแพทย์ ทศพร เสรีรักษ์ - ปกรณ์ บูรณุปกรณ์ - ประทวน เขียวฤทธิ์ - พินิจ จันทรสุรินทร์ - ไพโรจน์ โล่ห์สุนทร - ไพศาล จันทรภักดี - มยุรา มนะสิการ - เรืองวิทย์ ลิกค์ - วิสาร เตชะธีราวัฒน์ - วีระกร คำประกอบ - พันตำรวจโท อดุลย์ บุญเสรฐ - กฤษ ศรีฟ้า - ประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ - ลิขิต ธีรเวคิน - วัยโรจน์ พิพิธภักดี - วีระ มุสิกพงศ์ - สุธรรม แสงประทุม - สุรเชษฐ์ ดวงสอดศรี - หม่อมราชวงศ์ดำรงดิศ ดิศกุล - ปวีณา หงสกุล - พิมล ศรีวิกรม์ - ลลิตา ฤกษ์สำราญ - ศันสนีย์ นาคพงศ์ชุดก่อนการยุบพรรคผู้ก่อตั้งพรรคไทยรักไทย 23 คนผู้ก่อตั้งพรรคไทยรักไทย 23 คน. - การุญ จันทรางศุ - กิตติ ลิ่มสกุล - กันตธีร์ ศุภมงคล - คณิต ณ นคร - ณรงค์ ปัทมะเสวี - ดร.ทักษิณ ชินวัตร - พลเอก ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา - ธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์ - นายแพทย์ ประจวบ อึ้งภากรณ์ - ประชา คุณะเกษม - ประสิทธิ์ มะหะหมัด - ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์- ปภัสรา ตรังคินีนาถ - พันศักดิ์ วิญญรัตน์ - พันธ์เลิศ ใบหยก - ภูวนิดา คุนผลิน - วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ - วีระชัย วีระเมธีกุล - สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ - สิริกร (ลีนุตพงษ์) มณีรินทร์ - สุธรรม แสงประทุม - สุวรรณ วลัยเสถียร - สำราญ ภูอนันตานนท์กลุ่มย่อยในพรรคกลุ่มย่อยในพรรค. - กลุ่มจันทร์ส่องหล้า นำโดย ดร.ทักษิณ ชินวัตร - กลุ่มวังบัวบาน นำโดย เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ - กลุ่มวังน้ำยม นำโดย สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ - กลุ่มวังพญานาค นำโดย พินิจ จารุสมบัติ - กลุ่มวังน้ำเย็น นำโดย เสนาะ เทียนทอง - กลุ่มบ้านริมน้ำ นำโดย สุชาติ ตันเจริญ - กลุ่มราชบุรี นำโดย สรอรรถ กลิ่นประทุม - กลุ่มวังน้ำเค็ม (กลุ่มชลบุรี) นำโดย สนธยา คุณปลื้มพรรคไทยรักไทย หลังรัฐประหาร พรรคไทยรักไทย หลังรัฐประหาร. ในการเลือกตั้งทั่วไป เมื่อวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2549 พรรคไทยรักไทย ได้คะแนนในระบบบัญชีรายชื่อถึง 18,993,073 เสียง และถูกกล่าวหาว่าจ้างพรรคการเมืองขนาดเล็กลงเลือกตั้ง โดยอ้างว่าพรรคต้องการหลีกเลี่ยงกฎร้อยละ 20 คณะกรรมการการเลือกตั้งจึงตั้งอนุกรรมการมาสอบ ซึ่งผลปรากฏว่ามีมูลทำให้พรรคไทยรักไทยอาจถูกยุบพรรคได้ และกำลังอยู่ในระหว่างการส่งศาลรัฐธรรมนูญตัดสินยุบพรรค หลังการ รัฐประหาร 2549 ไม่นาน ดร.ทักษิณ ชินวัตร หัวหน้าพรรคไทยรักไทย ซึ่งพำนักอยู่ที่ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ได้ตัดสินใจลาออกจากหัวหน้าพรรค โดยส่งจดหมายซึ่งเขียนด้วยลายมือ โดยได้ชี้แจงสาเหตุถึงการลาออก และขอบคุณสมาชิกพรรคและผู้ให้การสนับสนุน หลังจากที่หัวหน้าพรรคลาออกไม่นาน ความเคลื่อนไหวของสมาชิกพรรค โดยเฉพาะผู้บริหารพรรค ต่างก็ตัดสินใจลาออก จากกรรมการบริหารพรรค สมาชิกพรรค ทันที มีการฟ้องร้องยุบพรรคไทยรักไทย มีการตรวจสอบเรื่องการทุจริต ซึ่งอาจมีผลทำให้กรรมการบริหารพรรคต้องเว้นวรรคทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี ในวันที่ 30 พฤษภาคม 2550 ตุลาการรัฐธรรมนูญตัดสินให้ยุบพรรคไทยรักไทย พร้อมเพิกถอนสิทธิการเมืองกรรมการบริหารทั้ง 111 คน เป็นจำนวน 5 ปี เหตุที่เพิกถอนสิทธิเพียง 111 คนใน 119 คน เนื่องจากใน 8 คนที่เหลือมีการลาออกหรือสิ้นสภาพกรรมการฯ ก่อนการกระทำผิด ได้แก่ พระเปรมศักดิ์ เพียยุระ, นายเสนาะ เทียนทอง, นายสานิตย์ เทียนทอง, นายลิขิต ธีรเวคิน, นายสฤต สันติเมทนีดล, นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์, นายกร ทัพพะรังสี และนางกอบกุล นพอมรบดี อดีต ส.ส.ราชบุรี ที่ถูกยิงเสียชีวิต
หัวหน้าพรรคคนสุดท้ายของพรรคการเมืองไทยชื่อว่าไทยรักไทยคือใคร
{ "answer": [ "จาตุรนต์ ฉายแสง" ], "answer_begin_position": [ 377 ], "answer_end_position": [ 392 ] }
1,953
37,736
เอ็กซ์เมน เอ็กซ์เมน หรือ x-เม็น () เป็นทีมซูเปอร์ฮีโรในหนังสือการ์ตูนอเมริกัน ตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์มาร์เวลคอมิกส์ สร้างและแต่งโดย สแตน ลี และ วาดและแก้ไขโดยแจ็ค เคอร์บี้ ปรากฏตัวครั้งแรกในหนังสือดิ เอ็กซ์เม็น #1 (ก.ย. ค.ศ.1963) ประกอบไปด้วยเรื่องราวของซุปเปอร์ฮีโร่มนุษย์กลายพันธุ์เริ่มพิมพ์ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2506เป็นต้นมา จุดสำคัญที่ทำให้เอ็กซ์เมนแตกต่างจากการ์ตูนซูเปอร์ฮีโร่อื่นๆ นั่นก็คือเรื่องของการต่อต้านมนุษย์กลายพันธุ์ โดยตัวละครมนุษย์กลายพันธุ์ในเรื่องต้องถูกต่อต้านจากกลุ่มมนุษย์ปกติว่าเป็นภัยต่อมนุษย์และจะทำให้สายเลือดของมนุษย์ต้องแปดเปื้อน เอ็กซ์เมนในฉบับคอมิกส์ได้รับการดัดแปลงในสื่อบันเทิงอื่นหลายรายการ อาทิ ภาพยนตร์แอนิเมชัน, วิดีโอเกม และภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงจุดกำเนิด จุดกำเนิด. ย้อนกลับไปช่วงปี 1963 มาร์เวล คอมิคส์ภายใต้การกุมบังเหียนของสแตน ลี ได้สร้างตัวละครซูเปอร์ฮีโร่ทีมี่ความเป็นคนธรรมดาขึ้นมามากมายไม่ว่าจะเป็นฮัลค์,ธอร์,ไอรอนแมน,สไปเดอร์แมน จนได้รับความนิยมและเริ่มก่อร่างเป็นจักรวาลย่อมๆ มาแข่งกับยักษ์ใหญ่ในวงการการ์ตูนอเมริกันช่วงนั้นอย่างดีซี คอมิคส์ได้แล้ว เมื่อหนังสือการ์ตูนขายดีมาร์ติน กู๊ดแมนพี่เขยของลีและเจ้าของสำนักพิมพ์ในตอนนั้น จึงขอให้ลีสร้างการ์ตูนอีกสักสองหัว ซึ่งลีก็ลงมือทันที โดยเล่มแรกเป็นการรวมทีมซูเปอร์ฮีโร่อย่างอเวนเจอร์ส ในสไตล์เดียวกับจัสติกลีกของดีซี ส่วนอีกเล่มลีก็ไปนอนคิด จนคิดทฤษฎีผ่าเหล่าขึ้นมา จึงให้ซูเปอร์ฮีโร่ทีมใหม่กลายเป็นมนุษย์กลายพันธ์ไปซะเลย จะได้ไม่ต้องมาปวดหัวคิดหาต้นกำเนิดพลังใหม่อีก ตอนแรกลีจะตั้งชื่อการ์ตูนว่า เดอะ มิวแทนท์ซะเลย แต่มาร์ตินไม่เห็นด้วย โดยบอกว่าถ้าเด็กอ่านแล้วจะรู้เหรอว่ามิวแทนท์แปลว่าอะไร ลีเลยกลับไปตั้งชื่อใหม่เป็นเอ็กซ์เมนโดยอิงมาจากคำคุณศัพท์ย่อๆอย่าง X-Cellent หรือ X-traordinary ที่แปลว่าพิเศษและยอดเยี่ยมนั่นเองประวัติการตีพิมพ์ยุคเริ่มต้น 1963 - 1970 ประวัติการตีพิมพ์. ยุคเริ่มต้น 1963 - 1970. เนื้อหาของ X-Men #1 (กันยายน 1963) กล่าวถึงศาสตราจารย์ชาร์ลส์ เซเวียร์ บุรุษผู้มีพลังโทรจิตกล้าแข็งที่สุดในโลก แต่กลับพิการต้องนั่งรถเข็น เขาได้รวบรวมวัยรุ่นหนุ่มสาวผู้เกิดมามีพลังพิเศษอันเนื่องจากการกลายพันธ์ของยีนส์ในตัว มารวมทีมกันในกลุ่มชื่อเอ็กซ์เมน เพื่อสั่งสอนแนะนำให้ใช้พลังความสามารถพิเศษเหล่านี้ไปในทางที่ถูก สมาชิกช่วงแรกๆประกอบด้วย ไซคลอปส์ หรือ สก็อตต์ ซัมเมอร์ส์ ผู้สามารถปล่อยลำแสงทำลายล้างออกมาจากดวงตาโดยต้องสวมแว่นที่มีเลนส์พิเศษเพื่อกักพลังไว้, ไอซ์แมน หรือบ็อบบี้ เดรก เด็กหนุ่มผู้มีพลังความเย็นสามารถสร้างร่างกายเป็นนำแข็งได้, บีสต์ หรือ แฮงค์ แม็คคอย หนุ่มอัจฉริยะที่มีพละกำลังมหาศาลดุจสัตว์ป่า, แองเจิล หรือ วอร์เรน เวิร์ธทิงตัน ที่สาม ทายาทมหาเศรษฐีผู้มีปีกอยู่กลางหลัง และจีน เกรย์ เด็กสาวผู้มีพลังเคลื่อนย้ายสิ่งของ โดยศัตรูที่พวกเขาต้องรับมือด้วยในฉบับแรกคือแม็กนีโต้ มิวแทนท์พลังแม่เหล็ก อดีตเพื่อนร่วมงานของเซเวียร์ ที่ชิงชังมนุษย์ชาติและต้องการจะให้เหล่ามิวแทนท์เป็นผู้นำของโลกใบนี้นั่นเอง ทั้งลีและเคอร์บี้ต่างก็มีงานล้นมืออยู่แล้ว ทั้งคู่จึงต้องส่งต่อเอ็กซ์เมนให้กับนักวาดและนักแต่งเรื่องคนอื่นๆ แต่ยอดขายกลับไม่เปรี้ยงปร้างเอาเสียเลย โดยมีคนวิเคราะห์กันในยุคหลังๆว่า เพราะตัวหลักทั้ง 5 คนในยุคแรกของเอ็กซ์เมนนั่นไม่แข็งแรงพอ อย่างไรก็ดี ยอดขายของการ์ตูนชุดนี้ก็ยังไม่กระเตื้องขึ้น นำไปสู่ฉบับสุดท้าย เล่มที่ 66 เดือน มีนาคม ปี 1970 แต่มาร์เวลก็ยังไม่ได้ทิ้งเอ็กซ์เมนไปเสียทีเดียว เพราะยังพอมีแฟนๆติดตามอยู่บ้าง จึงนับเล่มต่อด้วยการนำตอนเก่าๆมาตีพิมพ์ซำแทนยุคยกเครื่อง 1975 - 1980 ยุคยกเครื่อง 1975 - 1980. ยุคใหม่ของเอ็กซ์เมนเริ่มขึ้นในช่วงปี 1975 เมื่ออัล แลนเดา ประธานของมาร์เวลในตอนนั้นอยากทำหนังสือการ์ตูนให้มีความเป็นอินเตอร์ส่งขายไปได้ทั่วโลก จึงสั่งให้รอย โธมัส ที่เป็นบรรณาธิการบริหารในขณะนั้นสร้างทีมซูเปอร์ฮีโร่นานาชาติขึ้นมา รอยซึ่งอยากนำเหล่าเอ็กซ์เมนกลับมาโลดแล่นบนแผงอีกครั้งอยู่แล้ว เลยถือโอกาสให้ฮีโร่อินเตอร์ทีมนี้เป็นเหล่ามนุษย์กลายพันธุ์ไปซะเลย รอยจึงสั่งให้นักแต่งเรื่องอย่างเลน เวน และนักวาดเดฟ คอร์ครัม ไปสร้างตัวละครอย่างไนท์ครอว์เลอร์ มิวแทนท์นักเทเลพอร์ตจากเยอรมัณตะวันตก, โคลอสซัส มนุษย์เหล็กจากสหภาพโซเวียต, สตอร์ม แม่มดผู้ควบคุมลมฟ้าอากาศจากแอฟริกา, แบนชี ผู้มีพลังคลื่นเสียงจากไอร์แลนด์ และวูล์ฟเวอรีน หนุ่มแข็งแกร่งคงกระพันผู้บ้าคลั่งจากแคนาดา เมื่อหนังสือฉบับพิเศษนาม Giant Size X-Men ฉบับแรกก็วางตลาด เนื้อหากล่าวถึงศาสตราจารย์เซเวียร์ ที่ออกรวบรวมเหล่ามิวแทนท์จากทั่วทุกมุมโลกมาฟอร์มทีมเอ็กซ์เมนชุดใหม่ เพื่อไปช่วยเหล่าสมาชิกดั้งเดิมที่ถูกลักพาตัวไป หนังสือเล่มนี้ประสบความสำเร็จทันที ด้วยตัวละครกิ๊บเก๋ ถูกใจคนอ่านในยุคนั้น จนถึงขั้นปลุกชีพหนังสือเอ็กซ์เมนรายประจำขึ้นมาได้สำเร็จ โดยไซคลอปส์กลายเป็นหัวหน้าทีมและครูฝึกให้กับเหล่าเอ็กซ์เมนรุ่นใหม่ ในสโลแกน The all-new, all-different X-Men โดยตัวละครอย่างวูล์ฟเวอรีนหรือโลแกนได้รับความนิยมอย่างมาก จนถึงขั้นแยกไปฉายเดี่ยวในมินิซีรี่ยส์ของตัวเองในภายหลัง ช่วงปี 1980 นักแต่งเรื่องนาม คริส แคลร์มอนท์ และนักวาด จอห์น ไบรน์ ร่วมสร้างเหตุการณ์สำคัญๆต่อประวัติศาสตร์และเรื่องราวของเอ็กซ์เมนหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น การแนะนำ คิตตี้ ไพรด์ เด็กสาวที่สามารถทะลุผ่านวัตถุได้ หรือสาวร้ายสุดเซ็กซี่อย่าง เอ็มม่า ฟรอสต์ และกลุ่มสมาคมลับอย่าง เฮลไฟร์ คลับ แต่อะไรก็คงไม่ช็อคแฟนๆมากไปกว่าที่ จีน เกรย์ ไม่สามารถควบคุมพลังฟีนิกซ์ของตนเองได้ จนกลายร่างเป็น ดาร์ค ฟีนิกซ์ ทำลายดวงดาวและคร่าชีวิตไปนับล้านๆ สุดท้าย จีนในร่างดาร์ค ฟีนิกซ์ ก็ตัดสินใจฆ่าตัวตายชดใช้ความผิดต่อหน้าไซคลอปส์ยุคกลาง 1981 - 1989 ยุคกลาง 1981 - 1989. ขึ้นปี 1981 แคลร์มอนต์กับไบรน์ก็แต่งเรื่องสองตอนจบชุด Days of Future Past เนื้อหากล่าวถึง คิตตี้ ไพรด์ ที่ย้อนเวลากลับมาเตือนเหล่าเพื่อนๆเอ็กซ์เมนว่าในอนาคตอันใกล้ เหล่าหุ่นสังหาร เซนติเนลส์ จะเข้ายึดอำนาจ สังหารประชากรทั้งมนุษย์และมิวแทนท์ไปค่อนโลก พวกเขาจึงต้องหาทางยับยั้งอนาคตอันเลวร้ายที่อาจเกิดขึ้น ช่วงนี้เป็นยุครุ่งเรืองของเอ็กซ์เมนที่กลายเป็นการ์ตูนขายดีอันดับหนึ่งของมาร์เวล บวกกับปัจจัยเกื้อหนุนนั่นคือการเพิ่มจำนวนขึ้นของร้านขายหนังสือการ์ตูน นำมาสู่การขยายยอดและแตกไลน์หนังสือในเครือเอ็กซ์เมนมากมายที่เรียกรวมๆว่า X-Books ไม่ว่าจะเป็นมินิซีรี่ยส์ 4 เล่มจบ Wolverine ที่แคลร์มอนต์แต่งเรื่องและวาดโดยแฟรงค์ มิลเลอร์ ที่พาโลแกนไปตะลุยญี่ปุ่นฟัดกับยากูซ่า และ New Mutants ที่กล่าวถึงนักเรียนชุดใหม่ในโรงเรียนมนุษย์กลายพันธุ์ของเซเวียร์เป็นต้น เหตุการณ์สำคัญๆ ในช่วงนี้ก็เช่นการรับ โร้ค ที่ตอนนั้นเป็นวายร้ายกลับใจเข้ามาร่วมกับเอ็กซ์เมน เพราะอยากหาทางควบคุมพลังของตัวเองให้ได้ หรือการเปิดตัวมิวแทนท์จอมวายร้ายจอมบงการอย่าง อะโพคาลิปส์ และสมุนอย่าง มิสเตอร์ซินิสเตอร์ ไปจนถึงการกลัยมาของจีนเกรย์ ซึ่งจีนเกรย์ที่ตายไปเป็นร่างก็อปปี้ที่เกิดจากพลังของฟีนิกซ์ ส่วนจีนตัวจริงนั้นนอนจำศีลอยู่ใต้นำตั้งแต่ได้รับพลังจากนอกโลกแล้วยุคใหม่ 1990 - 1999 ยุคใหม่ 1990 - 1999. ต้นยุค 90 ทางมาร์เวลได้ทำการสังคายนาเนื้อหาที่กระจัดกระจายในจักรวาลทั้งหมดของ X-Books และจับมารวมเข้าด้วยกันไว้ในซีรี่ยส์มนุษย์กลายพันธุ์ชุดที่สองที่มีชื่อง่ายๆว่า X-Men พูดถึงเรื่องราวการกลับมาของ ศาสตราจารย์ เซเวียร์และเหล่ามนุษย์กลายพันธุ์ ที่คราวนี้แบ่งออกเป็นสองกองกำลังคือ Blue Team ที่นำโดยไซคลอปส์ (ดำเนินเหตุการณ์ใน X-Men) และ Gold Team ของสตอร์ม (เดินเรื่องใน Uncanny X-Men) ฉบับแรกของ X-Men ชุดนี้ที่เขียนโดย คริส แคลร์มอนท์ และได้นักวาดหน้าใหม่เชื้อสายเกาหลี-อเมริกันอย่าง จิม ลี มาฝากลายเส้นและร่วมคิดเรื่องนั้น ประสบความสำเร็จอย่างงดงามเมื่อทำยอดขายทุบสถิติถึง 8 ล้านเล่ม นอกจากนั้น มาร์เวลยังได้นักวาดรุ่นใหม่ไฟแรงหลายคนเข้ามาเสริมทีม เช่น ร็อบ ไลเฟลด์ ที่สร้างสรรค์ตัวละครนาม เคเบิล มิวแทนท์ครึ่งไซบอร์คผู้มาเป็นหัวหน้านำทีม New Mutants คนใหม่ก่อนที่หนังสือชุดนี้จะเปลี่ยนชื่อเป็น X-Force แต่นั่นก็ต้องแลกมาด้วยความเปลี่ยนแปลง เมื่อในปี 1992 คริส แคลน์มอนท์ ผู้เขียนการ์ตูนชุดนี้มายาวนานถึง 17 ปี เกิดความขัดแย้งเรื่องพล็อตจนถึงขั้นแตกหักเลยตัดสินใจลาออกหลังจาก X-Men ชุดนี้ออกมาได้เพียงสามเล่ม (ก่อนจะกลับมาในปี 1998) โดยทางมาร์เวลรีบนำ จอห์น ไบรน์ เข้ามาแต่งเนื้อหาแทนที่ ก่อนที่ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่ไม่คาดฝันยิ่งกว่าจะเกิดขึ้นตามมา เมื่อเหล่านักวาดซูเปอร์สตาร์ เช่น จิม ลี และ ร็อบ ไลเฟลด์ กับคนอื่นๆ เจรจาเรื่องผลประโยชน์กับมาร์เวลไม่ลงตัว จึงยกขบวนกันลาออกไปตั้งสำนักพิมพ์กันเอง หากยังดีที่เหล่ามนุษย์กลายพันธ์ยังคงได้นักแต่งเรื่องและนักวาดรุ่นใหม่ๆมาประคับประคองเนื้อหาและเรื่องราวต่อไปเรื่อยๆ โดยช่วงนี้ จักรวาล X-Men ก็มีการแนะนำตัวละครใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็น เดดพูล มือสังหารปากมากเพื่อนรวม Weapon X ของวูล์ฟเวอรีน และ แกมบิท หนุ่มนักปาไพ่รวมถึง บิชอป มิวแทนท์จากอนาคตที่ข้ามเวลามาจับอาชญากร จนได้เข้ามาแจมกับเหล่าเอ็กซ์เมน มาร์เวลยังเจอช่องทางหากินใหม่ ด้วยการจับเอาเรื่องราวจาก X-Books หลายๆเล่มมาครอสโอเวอร์เชื่อมโยงกันออกมาทุกปี รวมถึงมินิซีรี่ยส์และหนังสือชุดแยกเดี่ยวของตัวละครมนุษย์กลายพันธุ์ต่างๆ ซึ่งแม้ว่าจะทำกำไรให้กัยสำนักพิมพ์พอตัว แต่ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากแฟนๆไปจนถึงเหล่าสตาฟฟ์ผู้สร้างสรรค์หนังสือเองว่า มันเป็นสูตรสำเร็จเพื่อการขาย ที่ทำให้ทิศทางของเนื้อหากระจัดกระจาย และเรื่องราวที่ออกมาก็ไม่ได้น่าประทับใจเท่าใดนัก เหตุการณ์ครอสโอเวอร์สำคัญๆของเหล่า X-Men ช่วงยุค 90 เห็นจะได้แก่ Age of Apocalypse ที่กินเวลาเป็นปีๆ เมื่อเกิดเหตุการความผิดพลาดในประวัติศาสตร์ทำให้ ชาร์ลส เซเวียร์ เสียชีวิต แม็กนีโต้กลับกลายเป็นคนฟอร์มทีม X-Men เสียเอง และเกิดการรุกรานจากอะโพคาลิปส์จนมันกลายเป็นผู้ครอบครองโลก จนบิชอป ต้องออกหาหนทางแก้ไขประวัติศาสตร์ให้กลับมาเป็นปกติ ครอสโอเวอร์สำคัญอีกชุดก็คือ Onslaught เมื่อศาสตราจารย์ เซเวียร์ถูกด้านมืดของตนเข้าครอบงำ อันเป็นผลมาจากตอน Fatal Attraction ที่แม็กนีโต้ใช้พลังดูดอะดาแมนเทียมออกจากร่างวูล์ฟเวอรีน ทำให้เซเวียร์บันดาลโทสะ ใช้พลังล้างสมองแม็กนีโต้ จนเขาได้รับผลกระทบที่มาจากบุคลิกของแม็กนีโต้ ให้กลายเป็น ออนสล็อจท์ ร่างมืดในชุดเกราะทรงพลังที่หมายจะครอบครองโลก การคุกคามของออนสล็อจท์ รุนแรงมาก จนเหล่าฮีโร่มาร์เวลทั้งหลาย ต้องรวมพลังกันเข้ารับมือ นำมาซึ่งความสูญเสึยต่อจักรวาลโดยรวมปัจจุบัน 2000 - 2014 ปัจจุบัน 2000 - 2014. ยุคมิลเลเนียมของของเหล่ามนุษย์กลายพันธุ์เริ่มขึ้นอย่างสดใส เมื่อภาพยนตร์ X-Men ภาคแรก ภายใต้การกุมบังเหียนของผู้กำกับ ไบรอัน ซิงเกอร์ ออกฉายในปี 2000 และช่วยปลุกกระแส ฮีโร่มาร์เวลฟีเวอร์ มาจนปัจจุบัน ฟากการ์ตูนคอมิกส์ มาร์เวลหลุดพ้นจากภาวะล้มละลาย และได้นักเขียนนักวาดมือฉมังอย่าง แกรนท์ มอร์ริสัน จาก DC ข้ามฝั่งมาช่วยปรับปรุงไลน์ซูเปอร์ฮีโร่ของมาร์เวลเสียใหม่ในนาม Marvel Knights ซีรี่ยส์มนุษยกลายพันธุ์ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น New X-Men เขายังเปลี่ยนให้ เอ็มม่า ฟรอสต์ หันมาเข้ากลุ่ม X-Men และเปิดประตูโรงเรียนสอนมนุษย์กลายพันธุ์ด้วยการให้ ชาร์ล เซเวียร์ ออกมาเปิดใจกับสาธารณะ ในช่วงปี 2002 - 2003 ยังมีนักกวาดการ์ตูนญี่ปุ่นชื่อดัง 2 คน มาร่วมแต่งเรื่องให้กับจักรวาล X-Men นั่นคือ คิอะ อาซามิยะ ที่มาวาด Uncanny X-Men รายเดือนตอนสั้นๆ และนักวาดมังงะแนวไซเบอร์พังค์อย่าง ซึโตมุ นิเฮ ที่มาวาดมินิซีรี่ยส์ชุด Wolverine: Snikt! ด้วย ช่วงปี 2005 มีเหตุการณ์สำคัญที่ส่งผลกระทบต่อจักรวาลมาร์เวลทั้งจักรวาล ในครอสโอเวอร์ชุด Avengers Disassembled เมื่อ[[สคาร์เล็ทวิทช์เกิดสติแตกเนื่องจากปมในใจ ออกอาละวาดสังหาตเพื่อนร่วมทีมทำลายบ้านเมือง จนถึงต้องยุบทีม Avengers ไปเลยทีเดียว ผลกระทบจากตอนนี้ส่งผลให้สคาร์เล็ทวิทช์ถูกใช้เป็นเครื่องมือจากพลังมิวแทนท์ของเธอที่สามารถเปลี่ยนแปลงความเป็นจริงได้จนกลายเป็นเหตุการณ์ในชุด House Of M เมื่อโลกนี้ถูกครอบครองโดยเหล่ามนุษย์กลายพันธุ์ นำโดย แม็กนีโต้ ฮีโร่มาร์เวลคนอื่นๆ ต้องกลายมาเป็นข้ารับใช้ของเหล่ามิวแทนท์ แต่สภาวะนี้ก็คงอยู่ได้ไม่นาน เมื่อฮีโร่และคนอื่นๆในโลกเริ่มรู้สึกตัว สภาพความเป็นจริงจึงล่มสลายลง สคาร์เล็ทวิทช์รู้สึกว่าตนเองถูกหลอกใช้ จึงสั่งสลายพลังและเปลี่ยนแปลงโลกไม่ให้มีมิวแทนท์ อีกต่อไป เมื่อโลกกลับคืนสู่สภาพปกติ เหบ่า X-Men ก็พบว่ามนุษย์กลายพันธุ์ส่วนใหญ่ต่างสูญเสียพลังไปจนกลายเป็นคนธรรมดา เหลือมิวแทนท์อยู่ไม่ถึง 200 คน ก่อนจะเข้าสู่เหตุการณ์ไตรภาค Messiah War เมื่อมีการค้นพบทารกแรกเกิดที่มียีนมิวแทนท์ปรากฏขึ้นมา เด็กหญิงคนนี้ถูกขนานนามว่า โฮป แทนความหวังเดียวที่จะหยุดยั้งการสูญสิ้นของเผ่าพันธุ์มิวแทนท์ได้ ทำให้ทั้งฝ่ายธรรมะและอธรรมเปิดศึกชิงตัวเธอขนานใหญ่ แต่สุดท้าย เคเบิล ก็นำหนูน้อยไปเลี้ยงในโลกอนาคต ต่อมาเหล่ามิวแทนท์ที่ยังเหลือรอด พากันอพยพ หนัความวุ่นวายจากเหตุการณ์ต่างๆ ที่ประดังประเดเข้ามาในจักรวาลมาร์เวลในช่วงนั้น (นับตั้งแต่ Civil War มา Secret Invasion จนถึง Dark Reign นั่นเลย) ไปยังเกาะยูโทเปีย พร้อมสถาปนาเป็น Nation X ประเทศใหม่สำหรับเหล่ามิวแทนท์โดยเฉพาะ พร้อมกับการกลับมาจากโลกในอนาคตของ โฮป ในร่างของเด็กสาววัยรุ่น ที่หลายๆคนเชื่อกันว่า เธอจะเป็นผู้มาปลดปล่อยเหล่ามิวแทนท์ พร้อมๆกันนั้น ขุมพลังฟีนิกซ์ก็เริ่มหวนคืนสู่โลกอีกครั้ง โดยคราวนี้มันหมายตาโฮป ในฐานะร่างทรงสิงสู่ใหม่ นำมาสู่ความขัดแย้งระหว่างทีม Avengers และเหล่า X-Men ฟาก Avengers ต้องการนำตัวโฮปมาดูแลเพราะไม่แน่ใจว่าพลังของเธอจะส่งผลอย่างไรต่อโลก ฝั่ง X-Men ก็เชื่อว่า โฮปจะเป็นผู้มาช่วยเหลือและปลดปล่อยเหล่ามิวแทนท์ นำไปสู่การเผชิญหน้ากันใน ครอสโอเวอร์ครั้งใหญ่แห่งปี 2012 ในชื่อ Avengers Vs. X-Men สุดท้าย โฮปหลอกล่อให้พลังดาร์คฟีนิกซ์มาเข้าร่างเธอและรวมพลังกับสคาร์เล็ทวิทช์ สลายพลังดาร์คฟีนิกซ์อย่างถาวร รวมทั้งคืนพลังให้กับมิวแทนท์คนอื่นๆบนโลก ภายหลัง เหตุการณ์ชุดนี้จบลง เกิดการผสมผสานทีมฮีโร่ใหม่ที่รวบรวมสมาชิกของ X-Men และ Avengers ไว้ด้วยกันใน Uncanny Avengers จากเหตุการณ์ AvX เหล่า X-Men ได้แตกแยกกันไปคนละทิศละทาง และไซคลอปส์ได้กลายเป็นคนร้ายที่ทางการต้องการตัว และได้ร่วมมือกับแม็กนีโต้สร้างกลุ่มของพวกเขาเองขึ้นมา ทาง บีสต์ที่ต้องการจะลงโทษ ไซคลอปส์ได้แนวคิดจาก ไอซ์แมนที่ว่าหาก ไซคลอปส์ในอดีตได้เห็นตัวเขาในตอนนี้จะต้องไม่ยอมและตบเกรียนตัวเองแน่ๆ บีสต์จึงฝีนกฎแห่งกาลเวลาเพื่อย้อนเวลากลับมาไปพาตัว X-Men รุ่นแรกทั้ง 5 คนมายังยุคปัจจุบัน เพื่อให้จัดการกับไซคลอปส์ ซึ่งทั้ง 5 ได้รับรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นในอนาคตกับตัวเอง และแทบจะรับไม่ได้กับสิ่งที่เกิดขึ้น และสิ่งที่ X-Men ต้องฝ่าฟันกันมา X-Men รุ่นแรกที่ทราบเรื่องราวจากอนาคตก็ไม่คิดที่กลับไป และต้องการที่จะอยู่ในปัจจุบัน เพื่อทำให้สิ่งต่างๆมันดีขึ้นอย่างที่พวกเขาเห็นสมควรและพึงพอใจเสียก่อน
ใครเป็นผู้แต่งหนังสือการ์ตูนเอ็กซ์เมน
{ "answer": [ "สแตน ลี" ], "answer_begin_position": [ 850 ], "answer_end_position": [ 857 ] }
1,955
709,702
พัดบิงซู พัดบิงซู () เป็นน้ำแข็งไสแบบเกาหลี กินกับเครื่องโรยหน้าที่มีรสหวาน เช่น ผลไม้หั่น นมข้นหวาน น้ำเชื่อมรสผลไม้ ถั่วแดงเมล็ดเล็ก (adzuki bean) พัดบิงซูเป็นของหวานที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในเกาหลี ปัจจุบันได้รับการดัดแปลงให้มีรสชาติที่หลากหลาย และมีขายแบบสำเร็จรูปในซูเปอร์มาร์เก็ตหรือมินิมาร์ต บางชนิดไม่ใส่ถั่วแดงกวนตามสูตรดั้งเดิม จึงตัดคำว่า "พัด" () ซึ่งแปลว่าถั่วแดงออก เหลือแต่คำว่า "พิงซู" () ซึ่งแปลว่าน้ำแข็งไส รสชาติใหม่ ๆ ของพิงซูที่เป็นที่นิยม เช่น ชาเขียว กาแฟ โยเกิร์ต เป็นต้น
น้ำแข็งไสแบบเกาหลีมีชื่อเรียกว่าอะไร
{ "answer": [ "พัดบิงซู" ], "answer_begin_position": [ 92 ], "answer_end_position": [ 100 ] }
1,958
28,679
โซล โซล (; ซออุล) ชื่ออย่างเป็นทางการ นครพิเศษโซล เป็นเมืองหลวงและมหานครที่ใหญ่ที่สุดของประเทศเกาหลีใต้ มีประชากรประมาณ 10 ล้านคน เป็นปริมณฑลที่ใหญ่ มีประชากรประมาณ 25 ล้านคนซึ่งเป็นบริเวณที่อยู่อาศัยซึ่งประกอบด้วยบริเวณมหานครอินช็อนและจังหวัดคย็องกี เกือบหนึ่งในสี่ของประชากรชาวเกาหลีใต้อาศัยอยู่ในโซลและชาวต่างชาติอีกประมาณ 275, 000 คน นครโซลได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ระดับหลายเหตุการณ์ โดยการใช้ความพยายามอย่างมากที่จะเพิ่มอิทธิพลในฐานะประเทศที่เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมนานาชาติมากเป็นอันดับที่ 5 ในปี 2553 โซลได้รับการโหวตให้เป็นเป้าหมายยอดนิยมในการท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวชาวจีน, ญี่ปุ่นและไทย 3 ปีต่อเนื่องกันในปี 2554 สถานีรถไฟโซลเป็นสถานีปลายทางหลักของรถไฟความเร็วสูงเคทีเอ๊กซ์และสถานีรถไฟใต้ดินโซลยังเป็นสถานีที่มีผู้ใช้งานมากเป็นอับดับที่สองของโลกโดยมีลักษณะเป็นสายวงรอบที่ยาวที่สุดและและมีเส้นทางรถไฟไต้ดินจนสุดสายที่ยาวเป็นอับดับที่สองของโลก โซลนั้นได้รวมระบบขนส่งมวลชนเข้ากับเมืองอินช็อนและจังหวัดคย็องกี โดยสามารถให้ผู้โดยสารสามารถใช้บริการรถโดยสารประจำทางหรือรถไฟไต้ดินได้อย่างอิสระโดยใช้บัตรที-มันนี่และเชื่อมต่อโดยทางเอเร็กซ์เพื่อไปยังท่าอากาศยานนานาชาติอินช็อน ซึ่งถูกจัดเป็นสนามบินยอดเยี่ยมตั้งแต่ปี 2548 โดยสภาการท่าอากาศยานนานาชาติ โซลเคยเป็นเจ้าภาพเอเชียนเกมส์ 1986, โอลิมปิกฤดูร้อน 1988, ฟุตบอลโลก 2002 และการประชุมสุดยอด จี-20 2010 โซลได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งการออกแบบในปี 2553 โดยสมาคมออกแบบอุตสาหกรรมนานาชาติชื่อเมือง ชื่อเมือง. ในอดีตโซลเป็นที่รู้จักในชื่อ วีรเย-ซ็อง (위례성; 慰禮城, สมัยแพ็กเจ) ฮันจู (한주; 漢州, สมัยชิลลา) นัมกย็อง (남경; 南京, สมัยโครยอ) ฮันซ็อง (한성; 漢城, สมัยแพ็กเจและโชซ็อน) ฮันยัง (한양; 漢陽, สมัยโชซ็อน) และ คย็องซ็อง หรือ เคโจ (경성; 京城, ระหว่างตกเป็นอาณานิคมของญี่ปุ่น) ชื่อโซลในปัจจุบันมีที่มาจากคำในภาษาเกาหลีที่มีความหมายว่า "เมืองหลวง" ซึ่งเชื่อว่ามาจากคำว่า ซอราบอล (서라벌; 徐羅伐) ซึ่งดั้งเดิมใช้อ้างถึง คย็องจู เมืองหลวงของอาณาจักรชิลลา ไม่หมือนพื้นที่ส่วนใหญ่ในเกาหลี "โซล" ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับอักษรฮันจา (อักษรจีนที่ใช้ในภาษาเกาหลี) วันที่ 18 มกราคม 2548 รัฐบาลนครพิเศษโซลได้เปลี่ยนชื่อภาษาจีนอย่างเป็นทางการเป็น Shou'er () จากชื่อในทางประวัติศาสตร์ ฮันซอง ()ประวัติศาสตร์ ประวัติศาสตร์. โซลเริ่มมีผู้ตั้งรกรากอยู่ตั้งแต่สมัยอาณาจักรแพ็กเจ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 527 ที่ตั้งอยู่ภายในบริเวณเขตแดนของโซลในปัจจุบัน โดยยังมีหลักฐานคงอยู่เช่น พุงนับโทซ็อง หรือ มงช็อนโทซ็อง และต่อมากลายมาเป็นเมืองหลวงของราชวงศ์โชซ็อนในปี พ.ศ. 1937 และมีความพยายามที่จะทำให้เป็นเมืองที่ทันสมัยในปลายศตวรรษที่ 19 และโซลเป็นเมืองแรกในเอเชียตะวันออกที่มีไฟฟ้า รถราง น้ำประปา โทรศัพท์ และระบบโทรเลขในเวลาเดียวกัน ระหว่างที่เป็นอาณานิคมของญี่ปุ่นในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 โซลมีชื่อว่า คย็องซ็อง (경성, ความหมาย "เมืองหลวง"; ) ภายหลังจากที่ได้รับเอกราชในปี พ.ศ. 2488 เกาหลีได้เปลี่ยนชื่อเมืองเป็น "โซล" (ซึ่งมีความหมายว่า "เมืองหลวง" ในภาษาเกาหลี) ในปี พ.ศ. 2492 โซลได้แยกออกจากจังหวัดคย็องกี และมีฐานะเป็น "นครพิเศษโซล" ต่อมาในปี พ.ศ. 2493 ระหว่างสงครามเกาหลี โซลถูกยึดครองโดยทหารเกาหลีเหนือ และเมืองก็ได้ถูกทำลายเสียหายเกือบทั้งหมด และเมืองก็สามารถยึดกลับคืนมาได้โดยกำลังของสหประชาชาติในวันที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2494 ตั้งแต่ตอนนั้น ขอบเขตของเมืองก็ขยายไปยังพื้นที่เขตการปกครองรอบข้างของกิมโป, โกยัง, ควันจู, ซิฮึง, และเมืองชนบทยังจู และขอบเขตเมืองในปัจจุบันได้กำหนดขึ้นในปี พ.ศ. 2538ภูมิศาสตร์ ภูมิศาสตร์. โซลอยู่ทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของเกาหลีใต้ ครอบคลุมพื้นที่ 605.25 กม.² มีรัศมีประมาณ 15 กิโลเมตร โดยแบ่งออกเป็นสองส่วนอย่างคราว ๆ เป็นฝั่งเหนือและฝั่งใต้ โดยใช้แม่น้ำฮันเป็นตัวแบ่ง แม่น้ำฮันและบริเวณรอบ ๆ มีส่วนสำคัญต่อประวัติศาสตร์เกาหลี ในยุคราชอาณาจักรทั้งสามของเกาหลีก็มีการต่อสู้กันและมีความพยายามอย่างหนักที่จะควบคุมพื้นที่นี้ ที่ซึ่งแม่น้ำสามารถใช้เป็นเส้นทางในการค้าขายกับจีน (ผ่านทะเลเหลือง) แม่น้ำฮันไม่สามารถที่จะใช้เดินเรือได้อีกต่อไป เพราะว่าชะวากทะเลตั้งอยู่บนพรมแดนระหว่างสองเกาหลี พร้อมด้วยการระงับพลเรือนไม่ให้เข้าไปในเขตนั้น โซลถูกกั้นขอบเขตด้วยภูเขา 8 ลูก ตลอดจนบริเวณพื้นที่สูงกว่าบริเวณที่ราบแม่น้ำฮันและพื้นที่ตะวันตกสภาพอากาศ สภาพอากาศ. โซลมีภูมิอากาศแบบอบอุ่นชื้นภาคพื้นทวีป (การแบ่งเขตอากาศของคอปเปน Dwa) ฤดูร้อนโดยปกติจะมีอากาศร้อนและชื้น ฤดูมรสุมเอเชียตะวันออกจะอยู่ในช่วงระหว่างเดือนมิถุนายนถึงเดือนกรกฎาคม โดยในเดือนสิงหาคมจะมีอากาศร้อนมากที่สุด ซึ่งมีอุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 22.4 ถึง 29.6 °C (72 ถึง 85 °F) หรืออาจจะสูงมากขึ้นกว่านี้อีก ฤดูหนาวจะมีอากาศหนาวโดยเฉลี่ยอุณหภูมิในเดือนมกราคมจะอยู่ที่ -5.9 ถึง 1.5 °C (21.4 ถึง 34.7 °F) และอากาศจะแห้งกว่าในฤดูร้อน โซลมีหิมะตกเฉลี่ยปีละ 28 วันเขตการปกครอง เขตการปกครอง. โซลแบ่งออกเป็น คู (구; 區) (เขต) แต่ละคูก็มีขนาดพื้นที่แตกต่างกันออกไป (ตั้งแต่ 10 จนถึง 47 กม.²) และมีประชากร (ตั้งแต่น้อยกว่า 140, 000 จนถึง 630, 000 คน) ซงพาเป็นเขตที่มีประชากรเยอะที่สุด ขณะที่ซอโช เป็นเขตที่มีพื้นที่มากที่สุด รัฐบาลของแต่ละคูดูแลหลากหลายหน้าที่ และรัฐบาลนครพิเศษจะดูแลในเขตอำนาจอื่น ๆ ในแต่ละคูก็จะแบ่งการปกครองออกเป็นทง (dong; 동; 洞) หรือแขวง บางคูอาจมีเพียงไม่กี่ทง ในขณะที่คูอื่น ๆ เช่น ชงโน จะมีจำนวนแขวงอย่างมากมาย คูทั้งหมดในโซลประกอบไปด้วย 522 ทง (행정동) ทง (dong) นั้นยังสามารถแบ่งการปกครองย่อยลงไปอีกเป็น ทง (tong; 통; 統) ซึ่งมีจำนวนทั้งหมด 13,787 แห่ง และทง (tong) ก็สามารถแบ่งย่อยออกไปเป็น พัน มีจำนวนทั้งหมด 102, 796 พันเศรษฐกิจ เศรษฐกิจ. ในฐานะที่เป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของซัมซุง, แอลจี, ฮุนได, เกีย มอเตอร์ และเอสเค กรุ๊ป ทำให้โซลกลายเป็นศูนย์กลางทางด้านธุรกิจหลัก ถึงแม้ว่าโซลจะมีพื้นที่เพียง 0.6 เปอร์เซ็นต์ของทั้งประเทศ แต่ว่าโซลนั้นมีจีดีพีถึง 21 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพีทั้งประเทศชอปปิ้ง ชอปปิ้ง. ตลาดทงแดมุน เป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในเกาหลีตั้งอยู่ที่โซล มยองดง (หรือที่คนไทยเรียกว่าเมียงดง) เป็นแหล่งชอปปิ้งและแหล่งเพื่อความบันเทิงบริเวณใจกลางโซลโดยมีร้านค้าตั้งแต่ระดับกลางไปจนถึงระดับสูงมีร้านแฟชั่นบูติก และมีร้านขายสินค้าแบรนด์ดังระดับโลก ตลาดนัมแดมุน ซึ่งมีชื่อมาจากประตูนัมแดมุนซึ่งอยู่บริเวณใกล้เคียงกัน เป็นตลาดที่เก่าแก่ที่สุดที่ยังเปิดอยู่ในโซล ซินชอนพื้นที่ชอปปิ้ง โดยเป็นแหล่งที่เต็มไปด้วยวัยรุ่นและนักศึกษามหาวิทยาลัย อินซาดง เป็นตลาดทางด้านศิลปะและวัฒนธรรม มีทั้งงานศิลปะแบบดั้งเดิมและงานสมัยใหม่ของเกาหลี เช่น งานภาพวาด, งานแกะสลักและงานศิลปะในการคัดลายมือวางขายอยู่ ตลาดฮวางฮักดงและตลาดจังอันพย็อง นั้นขะมีโบราณวัตถุขายอยู่ ร้านสำหรับนักออกแบบท้องถิ่นบางร้านก็จะเปิดในซัมชอง-ดง ซึ่งเป็นสถานที่ที่หอศิลป์ ขนาดเล็กตั้งอยู่มากมาย อิแทวอน เป็นย่านหลักสำหรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติและทหารอเมริกันที่อยู่ในโซล เขตคังนัมเป็นเขตที่ร่ำรวยมากที่สุดแห่งหนึ่งในโซลและมีชื่อเสียงเรื่องความทันสมัยและอับกูจงดง, ชองดัมดงและโคเอ็กซ์มอลล์ก็เป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำหรับผู้ที่มีรายได้สูง ส่วนตลาดขายส่งก็ประกอบไปด้วย ตลาดขายส่งปลาโนรยังจินและตลาดการัค ตลาดอิเล็กทรอนิกส์ยงซันเป็นตลาดเกี่ยวกับอิเล็กทรอนิกส์ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย กาซัน ดิจิทัล คอมเพลกซ์ก็เป็นตลาดที่มีผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์หลากหลายประเภทจำหน่ายการคมนาคม การคมนาคม. โซลเป็นเมืองหนึ่งในโลกที่มีโครงสร้างพื้นฐานระบบขนส่งมวลชนในขั้นสูงและมีการขยายระบบอยู่ตลอดเวลา ระบบนี้มีมาตั้งแต่สมัยจักรวรรดิเกาหลี เมื่อมีถนนสำหรับรถวิ่งสายแรกและทางรถไฟเชื่อต่อระหว่างโซลกับอินช็อน ถนนสายที่สำคัญที่สุดของโซลคือถนนสายชงโนจนกระทั่งถูกแทนที่ด้วยระดับรถไฟใต้ดินสายหนึ่งในช่วงต้นทศวรรษที่ 70 ถนนสายอื่นที่มีชื่อเสียงที่อยู่ในใจกลางเมืองโซลประกอบไปด้วยถนนอึลจิโร, เทเฮรันโน, เซชงโน, ชุงมุโร, อูลกงโนและโทกเยโร โซลมีรถไฟไต้ดินสายหลัก 9 สายทอดยาวมากกว่า 250 กิโลเมตร กับอีกหนึ่งสายที่วางแผนการก่อสร้างรถโดยสารประจำทาง รถโดยสารประจำทาง. ระบบรถโดยสารประจำทางของโซลดำเนินการโดยรัฐบาลนครพิเศษโซล มีรถบัสให้บริการอยู่ 4 ประเภทใหญ่ ๆ โดยบริการทั่วทั้งเมือง โซลมีสถานีรถโดยสารระหว่างเมืองและรถด่วนขนาดใหญ่ โดยจะเชื่อมต่อระหว่างเมืองทั่วทั้งประเทศเกาหลีใต้ สถานีรถด่วนโซล (The Seoul Express Bus Terminal), สถานีกลางเมือง (Central City Terminal)และสถานีโซลนัมบูตั้งอยู่ในเขตซอโช ยิ่งไปกว่านั้น สถานีรถบัสโซลตะวันออกในเขตควังจินและสถานีซังบงในเขตชุงนังก็ดำเนินการอยู่ในฝั่งตะวันออกของเมือง และเพื่อลดภาวะมลพิษทางอากาศภายในเมือง ทางรัฐบาลนครพิเศษก็มีแผนเปลี่ยนรถโดยสารประจำทางที่ใช้น้ำมันดีเซลกว่า 7, 000 คันไปใช้แก๊สธรรมชาติในปี 2553รถไฟใต้ดิน รถไฟใต้ดิน. โซลมีโครงข่ายสถานีรถไฟใต้ดินที่ครอบคลุมในทุกเขตของเมืองและพื้นที่รอบโซล มีผู้ใช้บริการมากกว่า 8 ล้านคนต่อวัน ดังนั้นโซลจึงเป็นหนึ่งในโลกที่มีผู้คนใช้บริการรถไฟใต้ดินมากที่สุดในแต่ละวัน สถานีรถไฟโซลมี 12 สายซึ่งให้บริการในโซล, อินช็อน, จังหวัดคย็องกี, จังหวัดคังว็อนทางด้านทิศตะวันตกและทางตอนเหนือของจังหวัดชุงนัม ยิ่งไปกว่านั้นเพื่อที่จะจัดการกับการขนส่งซึ่งมีหลากหลาย รัฐบาลนครพิเศษโซลได้ว่าจ้างนักคณิตศาสตร์เพื่อประสาน รถไฟใต้ดิน, รถโดยสารประจำทางและกำหนดการจราจรให้เป็นตารางเวลาเดียว รถไฟใต้ดินของโซลดำเนินการโดยหลายบริษัทเช่น โคเรล, รถไฟใต้ดินโซล, องค์การรถไฟฟ้ามหานครโซลคอร์ปอเรชั่น, เอเร็กซ์, เมโทร 9รถไฟ รถไฟ. โซลสามารเชื่อต่อเมืองสำคัญต่าง ๆ ทั่วทั้งเกาหลีใต้ได้โดยทางรถไฟ โดยสามารถเชื่อมเมืองหลักของเกาหลีเกือบทุกเมืองด้วยรถไฟความเร็วสูงเคทีเอ๊กซ์ ซึ่งตามปกติจะวิ่งด้วยความเร็วมากกว่า 300 กม/ชม (186 ไมล์ต่อชั่วโมง) สถานีรถไฟหลักประกอบด้วย- สถานีรถไฟโซล, เขตยงซัน: สายคย็องบู (เคทีเอ๊กซ์/แซมาอึล/มูกุงฮวา-โฮ), สายคยองอี (แซมาอึล/รถไฟชานเมือง) - สถานีรถไฟยงซัน, เขตยงซัน: สายโฮนัม (เคทีเอ๊กซ์/แซมาอึล/มูกุงฮวา), สายจอลลา/จังฮัง (แซมาอึล/มูกุงฮวา) - สถานีรถไฟย็องดึงโพ , เขตย็องดึงโพ: สายคย็องบู/โฮนัม/จังฮัง (แซมาอึล/มูกุงฮวา) - สถานีรถไฟชองนยังนี, เขตทงแดมุน: สายคยองชุน/จังฮัง/ยองดง/แทแบก (มูกุงฮวา)สนามบิน สนามบิน. โซลมีสนามบินนานาชาติอยู่ 2 แห่ง ท่าอากาศยานนานาชาติคิมโพ แต่เดิมอยู่คิมโพแต่ถูกผนวกเข้ามาอยู่กับโซลในปี 2506 โดยเป็นเวลาหลายปี(นับตั้งแต่ตอนก่อสร้างในระหว่างสงครามเกาหลี) ที่คิมโพเป็นสนามบินนานาชาติแห่งเดียวในโซล และสนามบินภายในประเทศแห่งอื่นก็สร้างในช่วงเวลาสงครามเดียวกันด้วยเช่นยอดีโด เมื่อท่าอากาศยานนานาชาติอินช็อนได้เปิดดำเนินการเมื่อเดือนมีนาคม 2544 ที่เกาะยองจง เมืองอินช็อน ได้เปลี่ยนบทบาทสำคัญของท่าอากาศยานคิมโพไปอย่างมาก ซึ่งปัจจุบันอินช็อนรับผิดชอบเกี่ยวกับสายการบินระหว่างประเทศเกือบทั้งหมดและการบินภายในประเทศบางส่วน ในขณะที่กิมโปรับผิดชอบสายการบินภายในประเทศเท่านั้นยกเว้นเที่ยวบินที่เดินทางไปท่าอากาศยานนานาชาติโตเกียว (ฮาเนดะ) ในโตเกียว, ท่าอากาศยานนานาชาติคันไซ, ท่าอากาศยานนานาชาติหงเฉียวในเซี่ยงไฮ้และท่าอากาศยานนานาชาติปักกิ่งในปักกิ่ง ซึ่งสิ่งนี้นำไปสู่การลดความสำคัญของเที่ยวบินจากท่าอากาศยานนานาชาติคิมโพ ในขณะเดียวกันท่าอากาศยานนานาชาติอินช็อนกับท่าอากาศยานนานาชาติฮ่องกงได้กลายเป็นศูนย์กลางทางด้านการขนส่งในเอเชียตะวันออก อินช็อนและกิมโปเชื่อมต่อมายังโซลโดยทางหลวง และเชื่อมต่อซึ่งกันและกันโดยเอเร็กซ์ ซึ่งจะเชื่อมโยงไปยังอินช็อนสาย #1 และกิมโปก็ยังถูกเชื่อมด้วยรถไฟไต้ดิน (สาย 5 และ #9) เอเร๊กซ์เชื่อมต่อโดยตรงระหว่างท่าอากาศยานโดยตรงกับสถานีรถไฟโซลในกลางโซล ซึ่งเปิดให้บริการเมื่อไม่นานมานี้ รถโดยสารปรับอากาศขนาดเล็กก็ยังขนส่งผู้โดยสารระหว่างคิมโพและโซลประชากร ประชากร. โซลเป็นเมืองที่มีความหนาแน่นประชากรอย่างมาก ซึ่งมีความหนาแน่นเกือบสองเท่าของนครนิวยอร์กและเป็นแปดเท่าของโรม แต่มีความหนาแน่นของประชากรน้อยกว่าปารีสเล็กน้อย ในเขตปริมณฑลของโซลถือเป็นพื้นที่ที่มีความหนาแน่นมากที่สุดในพื้นที่ปริมณฑลเมืองขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา(กลุ่มประเทศโออีซีดี) ผู้ที่อยู่อาศัยในโซลเกือบทั้งหมดเป็นชาวเกาหลี มีชาวญี่ปุ่นและชาวจีนอาศัยอยู่เล็กน้อย ในปี 2552 โซลมีประชากรประมาณ 10, 208, 302 คน ในปี 2553 มีชาวต่างชาติอาศัยอยู่ในโซลประมาณ 255, 501 คน ตามข้อมูลอย่างเป็นทางการของโซลเมื่อสิ้นสุดเดือยมิถุนายน 2554 ชาวเกาหลี 10.29 ล้านคนอาศัยอยู่ในโซล ซึ่งลดลง .24% จากเมื่อสิ้นสุดปี 2553 ในเดือนมิถุนายน 2554 มีชาวต่างชาติเข้ามาอาศัยอยู่อยู่ในโซล 281, 780 คน โดยเป็นชาวจีน 186, 631 คน (66%) ซึ่งถือสัญชาติเกาหลีแล้ว โดยมีอัตราเพิ่มขึ้น 8.84% จากเมื่อสิ้นปี 2553 และเพิ่มขึ้น 12.85% เมื่อนับจากเดือนมิถุนายน 2553 ซึ่งพลเมืองชาวจีนถือเป็นคนกลุ่มใหญ่ที่สุดที่ไม่ได้ถือสัญชาติเกาหลีชาวเกาหลี โดย 29, 901 คนอาศัยอยู่ในโซล กลุ่มชาวต่างชาติที่ใหญ่ที่สุดที่ไม่ได้ถือสัญชาติเกาหลีกลุ่มต่อมาเป็นชาวอเมริกันมีจำนวน 9, 999 คน และกลุ่มต่อมาเป็นชาวไต้หวันมีจำนวน 8, 717 คน ศาสนาคริสต์และศาสนาพุทธเป็นสองศาสนาหลักที่มีผู้คนนับถือในโซล ส่วนศาสนาอื่นก็ประกอบไปด้วยเชมันและลัทธิขงจื๊อ โดยขงจื้อเป็นที่แพร่หลายในโซลในเรื่องของปรัชญาทางสังคมมากกว่าเป็นเรื่องทางศาสนาการศึกษามหาวิทยาลัย การศึกษา. มหาวิทยาลัย. มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงของประเทศเกาหลีใต้ล้วนตั้งอยู่ในโซล ประกอบไปด้วย มหาวิทยาลัยสตรีอีฮวา, มหาวิทยาลัยจุงอัง, มหาวิทยาลัยฮันกุกสำหรับนักศึกษาต่างชาติ, มหาวิทยาลัยฮันยัง, มหาวิทยาลัยศิลปะแห่งชาติเกาหลี, มหาวิทยาลัยเกาหลี, มหาวิทยาลัยกุกมิน, มหาวิทยาลัยแห่งชาติโซล, มหาวิทยาลัยครูแห่งชาติโซล, มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติโซล, มหาวิทยาลัยซอกัง, มหาวิทยาลัยซองคยูนกวัน, มหาวิทยาลัยคยองฮี, มหาวิทยาลัยดงกุกและมหาวิทยาลัยยอนเซการศึกษาระดับรอง การศึกษาระดับรอง. การศึกษาระดับเกรด 1 ถึงเกรด 10 เป็นการศึกษาภาคบังคับ โดยนักเรียนใช้เวลา 6 ปีในโรงเรียนประถมศึกษา และ 3 ปีในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและอีก 3 ปีในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายโดยปกติจะมีการให้นักเรียนสวมใส่เครื่องแบบนักเรียน และไม่มีการสอบเพื่อสำเร็จการศึกษา แต่นักเรียนหลายคนที่ต้องการศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยจะต้องทำการสอบข้อสอบที่ใช้วัดระดับความรู้ ความสามารถของนักเรียนเกาหลี (ซูนึง (수능)) ที่จะจัดสอบทุก ๆ เดือนพฤศจิกายน มีโรงเรียนเฉพาะทางหลายแห่งตั้งอยู่ในโซล ประกอบไปด้วยโรงเรียนทางด้านวิทยาศาสตร์ 3 แห่ง (โรงเรียนมัธยมวิทยาศาสตร์ฮันซอง, โรงเรียนมัธยมวิทยาศาสตร์เซจงและโรงเรียนมัธมวิทยาศาสตร์โซล) และมีโรงเรียนภาษาต่างประเทศอีก 6 แห่ง (โรงเรียนมัธยมภาษาต่างประเทศแดวอน, โรงเรียนมัธยมภาษาต่างประเทศแดอิล, โรงเรียนมัธยมภาษาต่างประเทศอีฮวา, โรงเรียนมัธยมภาษาต่างประเทศฮันยอง, โรงเรียนมัธยมภาษาต่างประเทศมยองด๊อกและโรงเรียนมัธยมภาษาต่างประเทศโซล) สำนักงานการศึกษาของนครพิเศษโซลประกอบไปด้วย โรงเรียนหรือวิทยาลัยในระดับก่อนมหาวิทยาลัย 235 แห่ง, โรงเรียนวิชาชีพ 80 แห่ง, โรงเรียนระดับมัธยมต้น 377 แห่งและโรงเรียนเฉพาะทาง 33 แห่งจากข้อมูลในปี 2552
เมืองหลวงของประเทศเกาหลีใต้มีชื่อว่าอะไร
{ "answer": [ "โซล" ], "answer_begin_position": [ 80 ], "answer_end_position": [ 83 ] }
1,960
1,820
ประเทศฝรั่งเศส ฝรั่งเศส ( ฟร็องส์) หรือชื่อทางการว่า สาธารณรัฐฝรั่งเศส () เป็นประเทศที่มีศูนย์กลางตั้งอยู่ในภูมิภาคยุโรปตะวันตก ทั้งยังประกอบไปด้วยเกาะและดินแดนอื่น ๆ ในต่างทวีป ประเทศฝรั่งเศสแผ่นดินใหญ่ทอดตัวตั้งแต่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียนจนถึงช่องแคบอังกฤษและทะเลเหนือ และจากแม่น้ำไรน์จนถึงมหาสมุทรแอตแลนติก ชาวฝรั่งเศสมักเรียกแผ่นดินใหญ่ว่า หกเหลี่ยม (L'Hexagone) เนื่องจากรูปทรงทางกายภาพของประเทศ ประเทศฝรั่งเศสปกครองด้วยระบอบกึ่งประธานาธิบดี โดยยึดอุดมการณ์จากปฏิญญาว่าด้วยสิทธิของมนุษย์และของพลเมือง ประเทศฝรั่งเศสมีพรมแดนติดกับประเทศเบลเยียม ลักเซมเบิร์ก เยอรมนี สวิตเซอร์แลนด์ อิตาลี โมนาโก อันดอร์ราและสเปน และเนื่องจากประเทศฝรั่งเศสมีดินแดนโพ้นทะเลไว้ในครอบครอง ทำให้มีอาณาเขตติดกับประเทศบราซิล ซูรินาม (ติดกับเฟรนช์เกียนา) และซินต์มาร์เตินของเนเธอร์แลนด์ (ติดกับแซ็ง-มาร์แต็ง) อีกด้วย นอกจากนั้นประเทศฝรั่งเศสยังเชื่อมกับสหราชอาณาจักรทางอุโมงค์ช่องแคบอังกฤษอีกด้วย ประเทศฝรั่งเศสเคยเป็นหนึ่งในประเทศมหาอำนาจของโลกตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 17 เป็นต้นมา ในคริสต์ศตวรรษที่ 18 และ 19 จักรวรรดิฝรั่งเศสเป็นหนึ่งในประเทศจักรวรรดินิยมที่มีอาณานิคมในครอบครองมากที่สุดในโลก แผ่อาณาเขตตั้งแต่แอฟริกาตะวันตกจนถึงเอเชียอาคเนย์ ซึ่งเห็นได้ชัดจากอิทธิพลทางวัฒนธรรม ภาษาและการเมืองการปกครองของดินแดนนั้น ๆ ประเทศฝรั่งเศสถูกจัดให้เป็นประเทศที่พัฒนาแล้วและมีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับที่ 6 ของโลก ประเทศฝรั่งเศสยังเป็นประเทศที่มีนักท่องเที่ยวมากที่สุดในโลกอีกด้วย โดยมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติกว่า 82 ล้านคนต่อปี ประเทศฝรั่งเศสเป็นประเทศผู้ก่อตั้งสหภาพยุโรปและมีพื้นที่ใหญ่ที่สุดในกลุ่มประเทศอีกด้วย ประเทศฝรั่งเศสยังเป็นประเทศผู้ก่อตั้งสหประชาชาติ เป็นสมาชิกประชาคมผู้ใช้ภาษาฝรั่งเศสโลก จีแปด นาโต้และสหภาพละติน ประเทศฝรั่งเศสยังเป็นสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติและเป็นมหาอำนาจนิวเคลียร์ที่มีหัวรบนิวเคลียร์กว่า 360 หัวรบและเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ 59 แห่งนิรุกติศาสตร์และประวัติของชื่อ นิรุกติศาสตร์และประวัติของชื่อ. คำว่า ฝรั่งเศส (France) มาจากคำในภาษาละตินว่า Francia ซึ่งแปลตามตรงว่า ดินแดนของชาวแฟรงก์ (Frankland) และมีหลายทฤษฎีที่สันนิษฐานถึงที่มาของคำว่า แฟรงก์ (Franks) ซึ่งหนึ่งในนั้นคือคำในภาษาโปรโต-เยอรมันว่า Frankon ซึ่งแปลว่า หลาว หอก หรือทวนซึ่งเป็นอาวุธของพวกแฟรงก์ เป็นที่รู้จักกันในชื่อ ฟรานซิสกา (Francisca) อีกทฤษฎีหนึ่งตามหลักนิรุกติศาสตร์คือในภาษาเยอรมันโบราณ คำว่า แฟรงก์ แปลว่าอิสระ ซึ่งตรงกันข้ามกับความเป็นทาส โดยคำดังกล่าวยังคงปรากฏในภาษาฝรั่งเศสปัจจุบันในรูป ฟรังก์ (Franc) ซึ่งเป็นสกุลเงินของประเทศฝรั่งเศสจนกระทั่งเปลี่ยนเป็นสกุลเงินยูโรในปี พ.ศ. 2545 ในปัจจุบันประเทศเยอรมนียังเรียกประเทศฝรั่งเศสว่า Frankreich ซึ่งแปลว่า อาณาจักรของชาวแฟรงก์ อีกด้วยภูมิศาสตร์ ภูมิศาสตร์. ขณะที่ประเทศฝรั่งเศสภาคพื้นทวีปยุโรป (La Métropole หรือ France métropolitaine) ตั้งอยู่ในภูมิภาคยุโรปตะวันตก ฝรั่งเศสก็ยังมีดินแดนที่ตั้งอยู่ในทวีปอเมริกาเหนือ ทะเลแคริบเบียน อเมริกาใต้ มหาสมุทรอินเดียทางตะวันตกและทางใต้ มหาสมุทรแปซิฟิกใต้ รวมทั้งบางส่วนในทวีปแอนตาร์กติกาอีกด้วย (การอ้างสิทธิเหนือดินแดนในแอนตาร์กติกาไม่ได้รับการยอมรับจากหลายประเทศ ดู สนธิสัญญาแอนตาร์กติก) ประเทศฝรั่งเศสภาคพื้นทวีปยุโรปนั้นมีพื้นที่ 543,935 ตารางกิโลเมตร (210,013 ตารางไมล์) ทำให้ประเทศฝรั่งเศสเป็นประเทศที่ใหญ่ที่สุดในกลุ่มสหภาพยุโรป ซึ่งใหญ่กว่าประเทศสเปนเพียงนิดเดียว ประเทศฝรั่งเศสมีพื้นที่ครอบคลุมลักษณะภูมิประเทศที่หลากหลายมาก ตั้งแต่ที่ราบชายฝั่งในภาคเหนือและตะวันตก ซึ่งติดกับทะเลเหนือและมหาสมุทรแอตแลนติก ไปจนถึงเทือกเขาแอลป์ทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ ที่ราบสูงมาซิฟซ็องทราลทางภาคใต้ตอนกลางและเทือกเขาพิเรนีสทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ ประเทศฝรั่งเศสยังมีจุดที่สูงที่สุดในทวีปยุโรปตะวันตกคือ ยอดเขามงบล็อง (Mont Blanc) ซึ่งสูง 4,807 เมตร (15,770 ฟุต) ตั้งอยู่บนเทือกเขาแอลป์ บริเวณชายแดนประเทศฝรั่งเศสและอิตาลี ประเทศฝรั่งเศสภาคพื้นทวีปยุโรปยังมีแม่น้ำต่าง ๆ ที่สำคัญอีกมากมาย เช่น แม่น้ำลัวร์ แม่น้ำการอน แม่น้ำแซน และแม่น้ำโรนซึ่งแบ่งที่ราบสูงมาซิฟซ็องทราลออกจากเทือกเขาแอลป์อีกด้วย โดยไหลลงทะเลเมดิเตอร์เรเนียนที่กามาร์ก ซึ่งเป็นจุดที่ต่ำที่สุดในประเทศฝรั่งเศส (2 เมตร หรือ 6.5 ฟุต จากระดับน้ำทะเล) และยังมีกอร์ส (คอร์ซิกา) ตั้งอยู่บนชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน พื้นที่ของประเทศฝรั่งเศส รวมทั้งจังหวัดและดินแดนโพ้นทะเล (ไม่รวมดินแดนอาเดลี) คือ 674,843 ตารางกิโลเมตร (260,558 ตารางไมล์) นับเป็น 0.45% ของพื้นแผ่นดินโลกทั้งหมด แต่อย่างไรก็ตามประเทศฝรั่งเศสครอบครองพื้นที่เขตเศรษฐกิจจำเพาะเป็นอันดับสองของโลก ด้วยเนื้อที่ 11,035,000 ตารางกิโลเมตร (4,260,000 ตารางไมล์) นับเป็น 8% ของพื้นที่เขตเศรษฐกิจจำเพาะทั้งหมดในโลก ตามหลังสหรัฐอเมริกา ไปเพียง 316,000 ตารางกิโลเมตร และนำประเทศออสเตรเลียกว่า 2,886,750 ตารางกิโลเมตร ประเทศฝรั่งเศสภาคพื้นทวีปยุโรปตั้งอยู่ระหว่าง 41° and 50° เหนือ บนขอบทวีปยุโรปตะวันตกและตั้งอยู่ในภูมิอากาศเขตอบอุ่นเหนือ ทางภาคเหนือและตะวันตกเฉียงเหนือมีสภาพภูมิอากาศเขตอบอุ่น แต่กระนั้นภูมิประเทศและทะเลก็มีอิทธิพลต่อภูมิอากาศเหมือนกัน ละติจูด ลองจิจูดและความสูงเหนือระดับน้ำทะเลทำให้ประเทศฝรั่งเศสมีภูมิอากาศแบบคละอีกด้วย ทางภาคตะวันออกเฉียงใต้มีสภาพภูมิอากาศแบบเมดิเตอร์เรเนียน ภาคตะวันตกส่วนมากจะมีปริมาณน้ำฝนสูง ฤดูหนาวไม่มากและฤดูร้อนเย็นสบาย ภายในประเทศภูมิอากาศจะเปลี่ยนไปทางภาคพื้นทวีปยุโรป อากาศร้อน มีมรสุมในฤดูร้อน ฤดูหนาวหนาวกว่าเดิมและมีฝนตกน้อย ส่วนภูมิอากาศเทือกเขาแอลป์และแถบบริเวณเทือกเขาอื่น ๆ ส่วนมากมักจะมีภูมิอากาศแถบเทือกเขา ด้วยอุณหภูมิต่ำกว่าจุดเยือกแข็งกว่า 150 วันต่อปีและปกคลุมด้วยหิมะกว่า 6 เดือนประวัติศาสตร์ ประวัติศาสตร์. ชาวฝรั่งเศสสืบเชื้อสายมาจากพวกโกล (Gaul)ในศตวรรษที่ 1 จากนั้นตกมาอยู่ใต้การปกครองของพวกแฟรงก์ (ชื่อประเทศ France มาจากคำว่าแฟรงก์เช่นกัน) ปกครองด้วยระบอบกษัตริย์ที่มีบันทึกว่าเริ่มในศตวรรษที่ 5 เมื่อพระเจ้าชาร์เลอมาญตั้งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ใน ค.ศ. 843 ก็มีอาณาเขตครอบคลุมทั้งฝรั่งเศสและเยอรมนี ราชสำนักฝรั่งเศสขึ้นสู่จุดสูงสุดในรัชสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ซึ่งในยุคนี้ฝรั่งเศสได้เป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในยุโรป และมีอำนาจทางการเมือง เศรษฐกิจศิลปะ และ วัฒนธรรม ต่อยุโรปเป็นอย่างมาก ฝรั่งเศสปกครองด้วยระบอบกษัตริย์จนถึงสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 16ในปี ค.ศ. 1792 จึงเปลี่ยนมาใช้ระบอบสาธารณรัฐ หลังจากนั้นนโปเลียน โบนาปาร์ตได้ตั้งตัวเองเป็นจักรพรรดิและรุกรานประเทศอื่น ๆ ในทวีปยุโรป เมื่อนโปเลียนพ่ายแพ้ ฝรั่งเศสจึงกลับมาใช้ระบบสาธารณรัฐอีกครั้ง เรียกว่ายุคสาธารณรัฐที่สอง แต่ก็อยู่ได้ไม่นานเพราะหลุยส์ นโปเลียน หลานลุงของนโปเลียนได้ยึดประเทศและตั้งจักรวรรดิที่สองอีกครั้ง ตั้งแต่ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 17 ถึง ทศวรรษที่ 60 ซึ่งเป็นยุคล่าอาณานิคม จักรวรรดิฝรั่งเศสมีพื้นที่ใหญ่มาก โดยช่วงที่ใหญ่ที่สุดคือช่วงยุคทศวรรษที่ 20 ถึง 30 ซึ่งมีกว่า 12,898,000 ตารางกิโลเมตร และเป็นจักรวรรดิอันดับสองของโลก รองมาจากจักรวรรดิอังกฤษ ฝรั่งเศสได้รับความบอบช้ำอย่างหนักจากสงครามโลกทั้งสองครั้ง ปัจจุบันใช้การปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบที่มีทั้งประธานาธิบดี และนายกรัฐมนตรี (เรียกยุคสาธารณรัฐที่ห้า) ทศวรรษที่ผ่านมาฝรั่งเศสและเยอรมนีเป็นผู้นำของการรวมตัวตั้งประชาคมยุโรป ซึ่งพัฒนามาเป็นสหภาพยุโรปในปัจจุบัน ฝรั่งเศสยังเป็น 1 ใน 5 สมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ และเป็นประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์ในครอบครองการเมือง การเมือง. สาธารณรัฐฝรั่งเศสปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย แบบสาธารณรัฐเดี่ยวกึ่งประธานาธิบดี รัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศสได้ประกาศใช้เมื่อวันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2501 โดยผ่านการลงประชามติ สาระสำคัญในรัฐธรรมนูญนั้นคือการเพิ่มอำนาจประธานาธิบดีบริหาร บริหาร. อำนาจฝ่ายบริหารนั้นถูกแบ่งออกและมีหัวหน้า 2 คน ซึ่งก็คือประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐ ผ่านการเลือกตั้งโดยตรงแบบสากล มีวาระ 5 ปี (เดิม 7 ปี) มีตำแหน่งประมุขแห่งรัฐอีกด้วย และนายกรัฐมนตรี หัวหน้าคณะรัฐบาล ซึ่งถูกแต่งตั้งโดยประธานาธิบดีนิติบัญญัติ นิติบัญญัติ. รัฐสภาฝรั่งเศสนั้นแบ่งออกเป็น 2 สภาได้แก่ สภาผู้แทนราษฎร (Assemblée Nationale) และ วุฒิสภา (Sénat) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นตัวแทนในเขตเลือกตั้ง มาจากการเลือกตั้งโดยตรง มีวาระ 5 ปี สภาผู้แทนราษฎรมีอำนาจในการอภิปรายไม่ไว้วางใจคณะรัฐมนตรีและเสียงข้างมากในสภาสามารถกำหนดการตัดสินใจของรัฐบาลอีกด้วย สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกของคณะผู้เลือกตั้ง มีวาระ 6 ปี (เดิม 9 ปี)ตุลาการสถานการณ์การเมืองสิทธิมนุษยชนนโยบายต่างประเทศกองทัพการแบ่งเขตการปกครอง การแบ่งเขตการปกครอง. ประเทศฝรั่งเศสแผ่นดินใหญ่ (Metropolitan France - "France métropolitaine, la Métropole, l'Hexagone") แบ่งการปกครองออกเป็น- 13 แคว้น (regions - régions) โดยในแต่ละแคว้นแบ่งออกเป็น จังหวัด (départements) รวมทั้งหมด 96 จังหวัด นอกจากในทวีปยุโรปแล้ว ประเทศฝรั่งเศสยังมีเขตการปกครองโพ้นทะเล (Overseas) อยู่ในทวีปต่าง ๆ ทั้งอเมริกาเหนือ อเมริกาใต้ แอฟริกา แอนตาร์กติกา และภูมิภาคโอเชียเนียอีก ได้แก่- 5 จังหวัดโพ้นทะเล (Départements d'outre-mers: DOM) ได้แก่ กัวเดอลุป (Guadeloupe) เฟรนช์เกียนา (French Guiana) มาร์ตีนิก (Martinique) เรอูว์นียง (Réunion) และมายอต (Mayotte) ทั้งห้าดินแดนมีฐานะเดียวกับแคว้นในฝรั่งเศสภาคพื้นทวีป (อย่างเดียวกับฮาวายที่มีฐานะเท่าเทียมกับรัฐอื่น ๆ ในสหรัฐอเมริกา) กล่าวคือ เป็นทั้งแคว้นและจังหวัดในเวลาเดียวกัน - 4 เขตชุมชนโพ้นทะเล (Collectivités d'outre-mer) ได้แก่ แซงปีแยร์และมีเกอลง (Saint Pierre and Miquelon) วาลลิสและฟุตูนา (Wallis and Futuna) แซ็ง-บาร์เตเลมี (Saint Barthélemy) และแซ็ง-มาร์แต็ง (Saint Martin) - 1 ประเทศโพ้นทะเล (Pays d'outre-mer: POM) ดินแดนแห่งเดียวของฝรั่งเศสที่ได้รับการเรียกชื่อนี้คือ เฟรนช์โปลินีเซีย (French Polynesia) ซึ่งเคยเป็นดินแดนโพ้นทะเล (TOM) มาก่อน แต่ได้รับการเปลี่ยนแปลงฐานะในวันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2546 โดยแบ่งออกเป็น 5 เขตบริหารย่อย - 1 เขตชุมชนรูปแบบพิเศษ (Collectivité sui generis) คือ นิวแคลิโดเนีย (New Caledonia) เคยมีฐานะเป็นดินแดนโพ้นทะเลมาจนถึงปี พ.ศ. 2542 จึงได้รับการเปลี่ยนแปลงฐานะ แบ่งออกเป็น 3 จังหวัด (provinces) ได้แก่ จังหวัดนอร์ ซูด และอีลลัวโยเต - 1 ดินแดนโพ้นทะเล (Territoires d'outre-mer: TOM) คือ เฟรนช์เซาเทิร์นและแอนตาร์กติกแลนส์ (French Southern and Antarctic Lands) โดยแบ่งออกเป็น 4 เขต (districts) ได้แก่ หมู่เกาะแกร์เกแลน (Kerguelen Islands) หมู่เกาะครอเซ (Crozet Islands) เกาะอัมสเตอร์ดัมและเกาะแซ็ง-ปอล (Amsterdam Island and Saint Paul Island) และอาเดลีแลนด์ (Adelie Land) - ดินแดน 5 เกาะในมหาสมุทรอินเดีย ซึ่งไม่มีผู้อาศัยอยู่อย่างถาวร รู้จักกันในชื่อ หมู่เกาะกระจายหรืออีลเซปาร์ส (Îles Éparses) ได้แก่ บาซัสดาอินเดีย (Bassas da India) ยูโรปา (Europa) ฌุอ็องเดอนอวา (Juan de Nova) โกลรีโอโซ (Glorioso) และตรอมแล็ง (Tromelin) ทั้งหมดถูกปกครองโดยจังหวัดโพ้นทะเลเรอูว์นียง - เกาะที่ไม่มีผู้อาศัย 1 แห่ง คือ เกาะกลีแปร์ตอน (Clipperton) อยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิก ใกล้ชายฝั่งประเทศเม็กซิโก ปกครองโดยข้าหลวงใหญ่สาธารณรัฐฝรั่งเศสประจำท้องถิ่นโพ้นทะเลเฟรนช์โปลินีเซียเศรษฐกิจโครงสร้าง โครงสร้าง. เมื่อดูจากมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ประเทศฝรั่งเศสนับเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอันดับ 4 ของโลก ประเภทของอุตสาหกรรมที่เป็นที่มาของความสำเร็จดังกล่าว ได้แก่ อุตสาหกรรมทางด้านการขนส่ง โทรคมนาคม อุตสาหกรรมอาหาร ผลิตภัณฑ์ยา รวมไปถึงภาคธนาคาร การประกันภัย การท่องเที่ยว และสินค้าฟุ่มเฟือย (เครื่องหนัง เสื้อผ้าสำเร็จรูป น้ำหอมและเหล้า) ในปี พ.ศ. 2547 ประเทศฝรั่งเศสเสียเปรียบดุลการค้าถึง 6.6 พันล้านยูโร ถือเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลกทางด้านสินค้าทุน (ส่วนมากจะเป็นเครื่องจักรและอุปกรณ์) และเป็นอันดับ 2 ในส่วนของภาคบริการและทางด้านเกษตรกรรม (โดยเฉพาะธัญพืชและอุตสาหกรรมอาหาร) ส่วนในระดับภูมิภาคยุโรป ประเทศฝรั่งเศสนับเป็นทั้งผู้ผลิตและผู้ส่งออกสินค้าการเกษตรรายใหญ่ที่สุด นอกจากนี้ สัดส่วนการค้าระหว่างประเทศฝรั่งเศสกับประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปคิดเป็นร้อยละ 70 (ร้อยละ 50 เฉพาะประเทศในโซนยูโร) ในด้านการลงทุน ประเทศฝรั่งเศสเป็นประเทศที่มีการลงทุนจากต่างประเทศมากเป็นอันดับ 2 ของโลก ทั้งนี้เพราะผู้ลงทุนพอใจในคุณภาพของแรงงานชาวฝรั่งเศส การค้นคว้าวิจัยขั้นสูง เทคโนโลยีชั้นสูงที่ก้าวหน้ามาก เสถียรภาพของค่าเงิน และการควบคุมต้นทุนการผลิต- ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (PIB) ปี พ.ศ. 2547 มีมูลค่า 1,648.4 พันล้านยูโร - อัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ปี พ.ศ. 2549 คิดเป็นร้อยละ 2 - รายได้เฉลี่ยต่อหัว 30,100 ดอลลาร์สหรัฐ (พ.ศ. 2549) - อัตราเงินเฟ้อคิดเป็นร้อยละ 2.0 (ปี พ.ศ. 2549) - ดุลการค้าขาดดุลมีมูลค่า 6.6 พันล้านยูโร (พ.ศ. 2547) ประเทศฝรั่งเศสยังเป็นประเทศที่มีโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์มากเป็นอันดับ 2 ของโลก รองลงมาจากประเทศสหรัฐอเมริกา (59 เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ ใน 19 โรงงานปรมาณูทั่วประเทศ) การผลิตกระแสไฟฟ้าในประเทศ 88% มาจากพลังงานนิวเคลียร์ ค่าไฟฟ้าในประเทศราคาถูกกว่าประเทศใกล้เคียง จึงมีการส่งออกกระแสไฟฟ้าไปยังประเทศอื่นเกษตรกรรม เกษตรกรรม. ประเทศฝรั่งเศสมีจำนวนพื้นที่ถือครองเพื่อการเกษตรกว่า 590,000 แห่ง มีประชากรในวัยทำงานในภาคการเกษตร 1,189,000 คน และมีพื้นที่เพาะปลูก 27,668,000 เฮกตาร์หรือเท่ากับร้อยละ 50.7 ของประเทศฝรั่งเศสแผ่นดินใหญ่ โดยมีผลิตผลทางการเกษตรหลักดังนี้- ธัญพืช 69.7 ล้านตัน ในจำนวนนี้ 37.6 ล้านตันเป็นข้าวสาลีและ 16.4 ล้านตันเป็นเมล็ดข้าวโพด ประเทศฝรั่งเศสเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุดของสหภาพยุโรปและเป็นอันดับ 5 ของโลก - ไวน์ 48 ล้านเฮกโตลิตร อันดับ 2 ของโลกและในสหภาพยุโรปรองจากประเทศอิตาลี - นม 22.2 ล้านลิตร อันดับ 2 ของสหภาพยุโรปรองจากประเทศเยอรมนีและเป็นอันดับ 5 ของโลก - หัวผักกาดหวาน 29.4 ล้านตัน ผลิตได้เป็นอันดับ 1 ของสหภาพยุโรปและอันดับ 2 ของโลก - เมล็ดพืชที่ให้น้ำมัน 6 ล้านตัน ผลิตได้เป็นอันดับ 1 ของสหภาพยุโรป ส่วนด้านการทำปศุสัตว์และการผลิตเนื้อสัตว์นั้น มีดังนี้- โค จำนวน 19.2 ล้านตัว / เนื้อโค ปริมาณผลิต 1.8 ล้านตัน - สุกร จำนวน 15.2 ล้านตัว / เนื้อสุกร ปริมาณผลิต 2.3 ล้านตัน - แกะ จำนวน 8.9 ล้านตัว, แพะ จำนวน 1.2 ล้านตัว / เนื้อแพะและแกะ ปริมาณผลิต 1.3 ล้านตัน - เนื้อสัตว์ปีก ปริมาณผลิต 2.1 ล้านตัน ประเทศคู่ค้าที่สำคัญ ภายกลุ่มประชาคมยุโรปกว่าร้อยละ 58.6 ของการค้าทั้งหมดของประเทศฝรั่งเศสคือ ประเทศเยอรมนี เบลเยี่ยม เนเธอร์แลนด์ ลักเซมเบิร์ก สหราชอาณาจักร สเปนและอิตาลี ที่เหลือได้แก่ สหรัฐอเมริกา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์และแอลจีเรียการค้าต่างประเทศ การค้าต่างประเทศ. ในอดีตประเทศฝรั่งเศสขาดดุลการค้ามาโดยตลอดจนถึงปี พ.ศ. 2525 ซึ่งได้มีการปรับโครงสร้างใหม่ เช่น การไม่รวมอัตรารายได้กับดัชนีเงินเฟ้อ และการปรับความสามารถในการแข่งขันส่งผลให้สภาวะการค้าของประเทศฝรั่งเศสดีขึ้น และตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535 เป็นต้นมา ประเทศฝรั่งเศสก็ได้เปรียบดุลการค้าติดต่อกันเรื่อยมา โดยปัจจัยที่ส่งผลให้ฝรั่งเศสได้เปรียบดุลการค้า คือ ราคาพลังงานที่ฝรั่งเศสต้องนำเข้าได้ลดลง ประเทศฝรั่งเศสทำการค้ากับสหภาพยุโรปเป็นสำคัญโดยร้อยละ 60 ของการส่งออกของฝรั่งเศสส่งไปยังตลาดสหภาพยุโรป ซึ่งเดิมถือว่าเป็นจุดอ่อนของประเทศฝรั่งเศส แต่สภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันได้กลายเป็นข้อได้เปรียบ และการส่งออกสินค้ามูลค่าสูงเช่น เครื่องบินแอร์บัส และอุปกรณ์การบิน ดาวเทียม อุปกรณ์ด้านการทหาร และรถไฟความเร็วสูง (TGV) ได้ขยายตัวอย่างมากโดยมีสัดส่วนถึงร้อยละ 20 ของการส่งออกของประเทศฝรั่งเศสทั้งหมด แนวโน้มสภาวะเศรษฐกิจในอนาคต คาดว่าประเทศฝรั่งเศสจะได้เปรียบดุลการค้าลดลง เนื่องจากการถดถอยของอุปสงค์โลก ซึ่งเป็นผลกระทบจากวิกฤตการณ์เศรษฐกิจเอเชีย ในปี พ.ศ. 2541 และการถดถอยของเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา ภายหลังเหตุการณ์ก่อการร้ายในสหรัฐอเมริกาและสงครามในอิรักการท่องเที่ยว การท่องเที่ยว. จำนวน 81.9 ล้านคนนี้ ไม่รวมนักท่องเที่ยวที่อาศัยในประเทศฝรั่งเศสน้อยกว่า 24 ชั่วโมง เช่น ชาวยุโรปทางตอนเหนือที่เดินทางผ่านประเทศฝรั่งเศสเพื่อไปประเทศสเปนหรืออิตาลีในฤดูร้อน ประเทศฝรั่งเศสมีสถานที่ท่องเที่ยวในทุก ๆ บรรยากาศไม่ว่าจะเป็น สถานที่ท่องเที่ยวทางด้านวัฒนธรรมหรือธรรมชาติ ที่ประกอบไปด้วยทะเล หาดทราย ป่า แม่น้ำ ภูเขา บ้านพักตากอากาศ ฯลฯ สถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นที่นิยมมากที่สุดมีดังนี้ หอไอเฟล (6.2 ล้าน), พิพิธภัณฑ์ลูฟร์ (5.7 ล้าน) , พระราชวังแวร์ซายส์ (2.8 ล้าน) , พิพิธภัณฑ์ออร์เซ (2.1 ล้าน) , ประตูชัยฝรั่งเศส (1.2 ล้าน) , ซองตร์ ปอมปิดู (1.2 ล้าน) , มง-แซ็ง-มีแชล (1 ล้าน) , พระราชวังช็องบอร์ (711,000) , วิหารแซ็งต์-ชาแปล (683,000) , ชาโต ดู โอต์-โคนิคบูร์ก (549,000) , ปุย เดอ โดม (5 แสน) , พิพิธภัณฑ์ปิกัสโซ (441,000) และการ์กาซอน (362,000) ประเทศฝรั่งเศสมีโรงแรมกว่า 18,217 แห่ง สถานที่ตั้งแคมป์ 8,289 แห่ง หมู่บ้านตากอากาศ 1001 แห่ง บ้านพักเยาวชน 188 แห่ง ที่พักราคาย่อมเยาในต่างจังหวัด 63,158 แห่ง ห้องพักพร้อมอาหารเช้าตามบ้านคนท้องถิ่น 31,013 ห้อง โดยประเทศฝรั่งเศสมีรายได้จากการท่องเที่ยว 32.8 พันล้านยูโร นับเป็นอันดับ 3 ของโลกรองจากสหรัฐอเมริกาและอิตาลี และมีดุลการท่องเที่ยวเกินดุลกว่า 9.8 พันล้านยูโรโครงสร้างพื้นฐานคมนาคม และ โทรคมนาคมคมนาคมโทรคมนาคมวิทยาศาสตร์ และ เทคโนโลยีการศึกษาสาธารณสุขสวัสดิการสังคมประชากรเชื้อชาติ ประชากร. เชื้อชาติ. ประชากรของประเทศฝรั่งเศสนั้นมีประมาณ 64.5 ล้านคน โดยเป็นประเทศที่มีประชากรมากเป็นอันดับที่ 19 ของโลก เมืองขนาดใหญ่ที่มีประชากรจำนวนมากได้แก่ ปารีส มาร์แซย์ ลียง ลีล ตูลูซ นิส และน็องต์ภาษาศาสนา ศาสนา. ประเทศฝรั่งเศสนับถือศาสนาคริสต์ นิกายโรมันคาทอลิกเป็นส่วนใหญ่ ศาสนาพุทธ ศาสนาอิสลาม ในฝรั่งเศสมีพวกแขกอินเดียบางส่วน นับถือศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และ ศาสนาซิกส์กีฬาฟุตบอลมวยสากลวัฒนธรรม วัฒนธรรม. ชาวฝรั่งเศสมีวัฒนธรรมการนอนกลางวัน จึงส่งผลให้ประเทศอาณานิคมของฝรั่งเศสชอบนอนกลางวันตามไปด้วย อย่างไรก็ตามในส่วนลึกของวัฒนธรรม คล้ายคลึงกับของอังกฤษและอิตาลีอยู่แล้ว ไม่สามารถแบ่งได้ชัดเจนเด่นชัด เช่น การจับมือ ภาษา เป็นต้น เนื่องจากชนพื้นเมืองเป็น ชนผิวดำ และสีผิว จึงได้วัฒนธรรมตามกันมาวรรณกรรมสถาปัตยกรรมศิลปะดนตรีสื่อสารมวลชนวันหยุด
ประเทศฝรั่งเศสปกครองด้วยระบอบใด
{ "answer": [ "กึ่งประธานาธิบดี" ], "answer_begin_position": [ 511 ], "answer_end_position": [ 527 ] }
1,962
5,951
ปารีส ปารีส ( ปารี) เป็นเมืองหลวงของประเทศฝรั่งเศส ตั้งอยู่บนแม่น้ำแซน บริเวณตอนเหนือของประเทศฝรั่งเศส บนใจกลางแคว้นอีล-เดอ-ฟร็องส์ (Île-de-France หรือ Région parisienne (RP) ) ภายในกรุงปารีสมีประชากรประมาณ 2,167,994 คน เขตเมืองปารีส (Unité urbaine) ซึ่งมีพื้นที่ขยายเกินขอบเขตอำนาจการปกครองของเมืองนั้น มีประชากรกว่า 9.93 ล้านคน (พ.ศ. 2547) ในขณะที่เขตมหานครปารีส (Agglomération parisienne) มีประชากรเกือบ 12 ล้านคนและเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีประชากรสูงที่สุดแห่งหนึ่งในทวีปยุโรป จากการตั้งถิ่นฐานมากว่า 2 พันปี ปัจจุบันกรุงปารีสเป็นหนึ่งในศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมที่ล้ำสมัยแห่งหนึ่งของโลก และด้วยอิทธิพลของการเมือง การศึกษา บันเทิง สื่อ แฟชั่น วิทยาศาสตร์และศิลปะ ทำให้กรุงปารีสเป็นหนึ่งในเมืองที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก แคว้นอีล-เดอ-ฟร็องส์เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของประเทศฝรั่งเศส ด้วยจำนวนเงินกว่า 500.8 ล้านล้านยูโร (628.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งมากกว่าหนึ่งส่วนสี่ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของประเทศฝรั่งเศสในปี พ.ศ. 2548 กรุงปารีสยังเป็นสถานที่ทำการของบริษัทยักษ์ใหญ่ 36 บริษัทจากบริษัทยักษ์ใหญ่ 500 บริษัทจากการสำรวจของฟอร์จูน โกลบัล 500 (Fortune Global 500) อีกด้วย โดยเฉพาะย่านธุรกิจที่สำคัญแห่งหนึ่งของทวีปยุโรป ลา เดฟองซ์ ทั้งยังเป็นที่จัดงานนิทรรศการต่างๆ ซึ่งรวมถึงสหประชาชาติ ฯลฯ ปารีสเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่โด่งดังแห่งหนึ่งในโลก โดยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติมากกว่า 30 ล้านคนต่อปี กรุงปารีสเป็นหนึ่งใน 4 นครสำคัญของโลก อีกสามนครคือ ลอนดอน, โตเกียว และ นิวยอร์กกำเนิดของชื่อและความหมาย กำเนิดของชื่อและความหมาย. คำว่า ปารีส ออกเสียง /พาริส/ [ˈparɪs] หรือ /แพริส/ [ˈpæɹɪs] ในภาษาอังกฤษ และ /ปารี/ [paʁi] ในภาษาฝรั่งเศส เป็นคำที่มาจากชื่อเผ่าหนึ่งของชาวโกล เป็นที่รู้จักกันในนาม "ปารีซี" (Parisii) ซึ่งเป็นชาวเมืองที่อาศัยในสมัยก่อนโรมัน โดยที่เมืองมีชื่อเดิมว่า "ลูเทเชีย" () (ชื่อเต็ม "Lutetia Parisiorum" แปลว่า ลูเทเชียแห่งปารีซี) ในระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 1 ถึง 6 ในช่วงที่อาณาจักรโรมันยึดครอง แต่ในช่วงการครองราชย์ของจูเลียน ดิ อโพสเทต (พ.ศ. 904 - พ.ศ. 906) ได้เปลี่ยนชื่อเมืองเป็น "ปารีส" ปารีสมีชื่อเล่นมากมาย แต่ชื่อที่โด่งดังที่สุดคือ "นครแห่งแสงไฟ" () ซึ่งหมายความว่าเป็นศูนย์กลางแห่งการเรียนและความรู้ ทั้งยังหมายความว่าเป็นเมืองที่สว่างไสวเต็มไปด้วยแสงไฟอีกด้วย ตั้งแต่ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา นครปารีสมีชื่อเรียกในภาษาแสลงว่า "ปานาม" () เช่น ชาวปารีสมักแนะนำตนเองว่า "มัว, เชอซุยเดอปานาม" () หรือ "ฉันมาจากปานาม" พลเมืองชาวปารีสเป็นที่รู้จักกันในนาม "ปารีเซียน" (Parisian) ("พาริเซิน" หรือ "แพริเซิน" [pʰəˈɹɪzɪənz / pʰəˈɹiːʒn̩z]) ในภาษาอังกฤษ หรือ "ปารีเซียง" [paʁizjɛ̃] ในภาษาฝรั่งเศส โดยคำนี้ บางครั้งจะถูกเรียกอย่างดูถูกว่า ปารีโก (Parigots) [paʁigo] โดยประชาชนที่อาศัยนอกแคว้นของปารีส แม้ว่าบางครั้งชาวปารีเซียงจะชอบพอกับคำนี้ก็ตามประวัติ ประวัติ. ดูบทความหลักได้ที่ : ประวัติศาสตร์ปารีสยุคเริ่มต้น ยุคเริ่มต้น. หลักฐานทางโบราณคดีในการตั้งถิ่นฐานบริเวณปารีสตั้งแต่ 4,200 ปีก่อนคริสต์ศักราชคือพวกปาริซี่ ซึ่งเป็นเผ่าย่อยของพวกเซลติกซีนอนส์ โดยเป็นที่รู้จักในฐานะผู้ชำนาญทางเรือและการค้าขาย ได้อาศัยอยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำแซนตั้งแต่ 250 ปีก่อนคริสต์ศักราชเป็นต้นมา ต่อมาพวกโรมันได้ชัยชนะยึดครองที่ราบลุ่มปารีสใน 52 ปีก่อนคริสต์ศักราช โดยมีการตั้งถิ่นฐานอย่างถาวรในตอนปลายของศตวรรษเดียวกันบนฝั่งซ้ายของแม่น้ำแซน, เนินเขาแซนต์-เชอเนอวีแอฟและเกาะอีล เดอ ลา ซิเต้ เมืองดังกล่าวนี้เดิมเรียกว่า "ลูเทเชีย" (Lutetia) แต่ต่อมาได้ทำให้เป็นชื่อในภาษาโกลเป็น "ลูแตส" (Lutèce) ตัวเมืองได้ขยายอย่างรวดเร็วในศตวรรษต่อๆ มาและกลายเป็นเมืองที่ร่ำรวย เต็มไปด้วยตลาด ราชวัง อ่างอาบน้ำ วัดวาอาราม โรงละครและโรงมหรสพใหญ่ เมื่อจักรวรรดิโรมันล่มสลายและการบุกของเยอรมันในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 3 ทำให้ "ลูแตส" อยู่ในช่วงตกต่ำและทรุดโทรม ในปี พ.ศ. 943 พลเมืองจำนวนมากได้อพยพออกจากเมืองลูแตส และหลังการยึดครองอีกครั้งหนึ่งของพวกโรมัน เมือง "ลูแตส" ได้เปลี่ยนชื่อเป็น "ปารีส"ยุคกลาง ยุคกลาง. ประมาณปี พ.ศ. 1043 ปารีสได้กลายเป็นเมืองหลวงของกษัตริย์โกลวิสที่ 1 แห่งแฟรงค์ เมื่อโกลวิสที่ 1 ได้สวรรคตลง อาณาจักรแฟรงค์ได้ถูกแบ่งออก และปารีสได้กลายเป็นเมืองหลวงของรัฐอิสระขนาดเล็ก ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 9 สมัยราชวงศ์กาโรแล็งเชียง เมืองปารีสได้กลายเป็นเขตฐานกำลังของพวกศักดินา เค้านต์แห่งปารีสมีอำนาจมากขึ้น จนกระทั่งมีอำนาจมากกว่ากษัตริย์แห่งแฟรงค์ตะวันตก (Francie occidentale) เสียด้วยซ้ำไป เค้านต์แห่งปารีสนามว่า "โอโด" (Odo) ได้ถูกเลือกให้เป็นกษัตริย์แทนชาร์ลส์ที่ 3 (ชาร์ลส์ อ้วน - Charles III le Gros) เนื่องจากชื่อเสียงอันโด่งดังของเขาที่ได้ป้องกันเมืองปารีสจากการโจมตีของพวกไวกิง (ศึกปารีส (พ.ศ. 1428 - พ.ศ. 1429)) แม้ว่าอีล เดอ ลา ซิเต้จะรอดจากการโจมตีของพวกไวกิง แต่ฝั่งซ้ายของแม่น้ำแซนที่ไม่มีการป้องกันก็ถูกทำลายอย่างย่อยยับ และแทนที่จะสร้างเมืองขึ้นมาใหม่บริเวณฝั่งซ้ายของแม่น้ำแซน ชาวปารีสได้เริ่มที่จะขยายตัวเมืองไปทางด้านฝั่งขวาของแม่น้ำแซนแทน ในปี พ.ศ. 1530 อูช กาเปต์ (Hugh Capet) เค้านท์แห่งปารีสได้ถูกเลือกให้กลายเป็นกษัตริย์แห่งฝรั่งเศส เป็นผู้ก่อตั้งราชวงศ์กาเปเตียงและทำให้เมืองปารีสเป็นเมืองหลวงของประเทศฝรั่งเศส ตั้งแต่ พ.ศ. 1733 พระเจ้าฟิลิปที่ 2 (Philippe Auguste) ได้สร้างกำแพงเมืองล้อมรอบปารีสโดยมีลูฟร์เป็นป้อมปราการฝั่งตะวันตกและต่อมาในปี พ.ศ. 1743 ได้ตั้งมหาวิทยาลัยปารีสขึ้นมาซึ่งทำให้มีผู้คนหลั่งไหลเข้ามายังปารีสเป็นจำนวนมาก ในช่วงนี้เองที่เมืองปารีสได้พัฒนาในหลายๆ ด้านซึ่งในปัจจุบันยังมีให้เห็นเช่น เกาะ (อีล เดอ ลา ซิเต้) เป็นที่ตั้งรัฐบาลและสถาบันสอนศาสนา ทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำแซนเป็นที่ตั้งสถาบันทางการศึกษา เช่น มหาวิทยาลัย วิทยาลัย โรงเรียน ฯลฯ ส่วนทางฝั่งขวาของแม่น้ำแซนเป็นที่ตั้งของการค้าขายและศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของปารีส เช่น ตลาดเลส์ อาลส์ (Les Halles) ปารีสไม่ได้เป็นเมืองหลวงของประเทศฝรั่งเศสหลังจากถูกโจมตีโดยพันธมิตรของประเทศอังกฤษคือพวกบูร์กงด์ (Burgondes) ในสงครามร้อยปี แต่ก็กลับมาเป็นเมืองหลวงในปี พ.ศ. 1980 เมื่อพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 7 (Charles VII, le Victorieux) สามารถยึดกรุงปารีสกลับคืนมา แม้ว่ากรุงปารีสเป็นเมืองหลวงของประเทศฝรั่งเศสอีกครั้งหนึ่ง แต่พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 7ก็ตัดสินใจที่จะประทับ ณ ปราสาทหุบเขาลัวร์ ต่อมาในช่วงสงครามศาสนาของฝรั่งเศส (Guerres de religion) กรุงปารีสเป็นฐานกำลังหลักของพวกคริสต์นิกายคาทอลิก โดยรุนแรงสุดในเหตุการณ์โศกนาฏกรรมวันแซงต์-บาร์เตเลมี (Massacre de la Saint-Barthélemy) ในปี พ.ศ. 2115 ต่อในปี พ.ศ. 2137 พระเจ้าอองรีที่ 4 ได้ก่อตั้งราชสำนักในกรุงปารีสอีกครั้งหนึ่งหลังจากยึดเมืองมาจากพวกคาทอลิก ระหว่างสงครามกลางเมืองฟรงด์ (Fronde) ชาวปารีสได้ลึกฮือขึ้นประท้วงและก่อการจลาจล ซึ่งเป็นสาเหตุให้พระบรมวงศานุวงศ์ทั้งหลาย หลบหนีออกจากกรุงปารีสในปี พ.ศ. 2191 พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ย้ายราชสำนักอย่างถาวรไปยังแวร์ซายส์ในปี พ.ศ. 2225 ศตวรรษต่อมากรุงปารีสเป็นศูนย์กลางของการปฏิวัติฝรั่งเศส มีการทลายคุกบัสตีย์ในปี พ.ศ. 2332 และล้มระบอบกษัตริย์ในปี พ.ศ. 2335คริสต์ศตวรรษที่ 19 คริสต์ศตวรรษที่ 19. การปฏิวัติอุตสาหกรรม จักรวรรดิฝรั่งเศสที่ 2และยุคสวยงาม (Belle Époque) ช่วยนำพากรุงปารีสไปสู่การพัฒนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ฝรั่งเศส ตั้งแต่คริสต์ทศวรรษ 1840 เป็นต้นมา การเดินทางโดยรถไฟทำให้มีประชากรจำนวนมากหลั่งไหลเข้ามายังกรุงปารีสเพื่อมาทำงานในอุตสาหกรรมต่างๆ กรุงปารีสได้ผ่านการบูรณะครั้งยิ่งใหญ่ภายใต้การปกครองของจักรพรรดินโปเลียนที่ 3และบารงโอสส์มันน์ ซึ่งได้เปลี่ยนถนนเล็กๆ ในยุคกลางจนกลายเป็นถนนขนาดกว้างและมีตึกรามบ้านช่องร่วมสมัยจำนวนมากมาย การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มีจุดประสงค์ให้กรุงปารีสมีความสวยงามและความสะอาดมากขึ้นกว่าเดิม ถึงกระนั้นก็มีประโยชน์ถ้าเกิดมีเหตุการณ์ปฏิวัติหรือเหตุการณ์รุนแรง เพราะกองทหารม้าและปืนไรเฟิลสามารถต่อกลอนกับกลุ่มพวกจลาจล ในขณะที่กลยุทธ์ในการซุ่มโจมตีหรือสกัดกั้นที่ใช้มากในสมัยการปฏิวัติฝรั่งเศสจะเป็นการล้าสมัย ในปี พ.ศ. 2375 และ พ.ศ. 2392 อหิวาตกโรคระบาดพลเมืองชาวปารีส แค่การระบาดในปี พ.ศ. 2375 เท่านั้นก็มีผู้ป่วยกว่า 20,000 คนจากประชากร 650,000 ในขณะนั้น กรุงปารีสยังได้เสียหายครั้งยิ่งใหญ่หลังจากสงครามฟรังโก-ปรัสเซีย (พ.ศ. 2413 - พ.ศ. 2414) , การโค่นล้มจักรพรรดินโปเลียนที่ 3, เทศบาลปารีส (La Commune de Paris - พ.ศ. 2414) ได้ทำให้กรุงปารีสลุกเป็นไฟหลังจากการต่อสู้กันระหว่างเทศบาลกับรัฐบาล ซึ่งเหตุการณ์นี้เป็นที่รู้จักกันในนาม "สัปดาห์แห่งเลือด" (Semaine sanglante) กรุงปารีสได้กลับคืนสู่สภาพเดิมอย่างรวดเร็วเพื่อที่จะจัดงานนิทรรศการนานาชาติ 1889 (พ.ศ. 2432) ทั้งนี้ได้มีการสร้างหอไอเฟลเพื่อเฉลิมฉลองการปฏิวัติฝรั่งเศสครบรอบ 100 ปี เพื่อแสดงถึงศักยภาพของประเทศฝรั่งเศสในด้านวิศวกรรมศาสตร์แค่ "ชั่วคราว" เท่านั้น ซึ่งสิ่งก่อสร้างชิ้นนี้ได้กลายเป็นสิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดในโลกจนถึงปี พ.ศ. 2473 และกลายเป็นสัญลักษณ์ของกรุงปารีสไปโดยปริยาย ส่วนงานนิทรรศการนานาชาติ 1900 (พ.ศ. 2443) ได้มีการเปิดตัวรถไฟฟ้าปารีสเป็นครั้งแรก หลังจากนั้นก็ได้มีการจัดนิทรรศการและงานแสดงสินค้าต่างๆ มากมายซึ่งทำให้กรุงปารีสเป็นสถานที่ท่องเที่ยวและดึงดูดชาวต่างชาติเป็นจำนวนมากทั้งในด้านเศรษฐกิจและเทคโนโลยีคริสต์ศตวรรษที่ 20 คริสต์ศตวรรษที่ 20. ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 กรุงปารีสได้อยู่ในแนวหน้าของการรบ โดยรอดจากการโจมตีของเยอรมนีไปได้ที่สงครามแห่งมาร์นในปี พ.ศ. 2457 ในช่วงปี พ.ศ. 2461 - พ.ศ. 2462 กรุงปารีสได้กลายเป็นที่สวนสนามแห่งชัยชนะของฝ่ายสัมพันธมิตรและเป็นที่เจรจาสันติภาพอีกด้วย ในช่วงระหว่างสงคราม กรุงปารีสได้มีชื่อเสียงจากศิลปวัฒนธรรมต่างๆ และชีวิตยามค่ำคืน เมืองนี้ได้กลายเป็นศูนย์รวมของจิตรกรชื่อดังทั่วโลก ตั้งแต่นักประพันธ์ชาวรัสเซีย สตราวินสกี จิตรกรชาวสเปน ปีกัสโซและดาลีจนถึงนักประพันธ์ชื่อดังชาวอเมริกันอย่างเฮมิงเวย์ ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2483 5 สัปดาห์หลังจากการเริ่มต้นของสงครามแห่งฝรั่งเศส กรุงปารีสได้ตกอยู่ภายใต้การปกครองของกองทัพนาซีเยอรมันจนกระทั่งการปลดปล่อยปารีสในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2487 2 เดือนหลังจากการบุกนอร์มองดีของฝ่ายสัมพันธมิตร กรุงปารีสได้ยืดหยัดท่ามกลางสงครามโลกครั้งที่ 2โดยไม่ได้รับความเสียหายใดๆ เนื่องจากภายในกรุงปารีสไม่มีเป้าทางยุทธศาสตร์สำหรับฝ่ายสัมพันธมิตรในการวางระเบิด (สถานีรถไฟในกรุงปารีสเป็นเพียงแค่สถานีปลายทาง โรงงานที่สำคัญๆ ตั้งอยู่บริเวณชนบททั้งสิ้น) และด้วยความสวยงามทางวัฒนธรรม ทำให้พลเอกดีทริช ฟอน โชลทิทซ์ (General der Infanterie Dietrich von Choltitz) นายทหารเยอรมันขัดคำสั่งของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ในการทำลายกรุงปารีสและอนุสาวรีย์ที่สำคัญก่อนการถอนทหารเยอรมันออกจากปารีส ทำให้ชาวฝรั่งเศสบางคนมองว่าพลเอกดีทริช ฟอน โชลทิทซ์เป็นผู้ช่วยเหลือกรุงปารีสภูมิศาสตร์ ภูมิศาสตร์. ปารีสตั้งอยู่บนแม่น้ำแซน ซึ่งรวมถึงเกาะอีกสองเกาะคือ อีล แซงต์-หลุยส์ (Île Saint-Louis) และ อีล เดอ ลา ซิเต้ (Île de la Cité) ซึ่งเป็นส่วนที่เก่าแก่ที่สุดของเมือง ภูมิประเทศของปารีสโดยรวมคือ เป็นที่ราบลุ่ม โดยมีจุดต่ำสุดอยู่ที่ 35 เมตร (114 ฟุต) เหนือระดับน้ำทะเล ทั้งยังมีเนินเขาอีกหลายแห่ง เนินเขาที่สูงที่สุดคือ มงต์มาร์ตร์ (Montmartre) (130 เมตร (426 ฟุต)) พื้นที่ของปารีส ซึ่งไม่รวมสวนสาธารณะบัวส์ เดอ บูโลญ (Bois de Boulogne) และบัวส์ เดอ แวงแซนน์ (Bois de Vincennes) คือประมาณ 86.928 ตารางกิโลเมตร (33.56 ตารางไมล์) การแบ่งและรวมเขตครั้งสุดท้ายที่ใหญ่ที่สุดคือในปี พ.ศ. 2403 ซึ่งทำให้มีขนาดอย่างที่เห็นในปัจจุบัน ทั้งยังทำให้เกิดเขต (Arrondissement) ที่หมุนรอบๆ ตามเข็มนาฬิกาอีกด้วย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2403 เป็นต้นมา เมืองปารีสมีขนาด 78 กม.² (30.1 ม.²) และได้ขยายออกไปเป็น 86.9 กม.² (34 ม.²) ในปี พ.ศ. 2463 และตั้งแต่ปี พ.ศ. 2472 เป็นต้นมา สวนสาธารณะบัวส์ เดอ บูโลญและบัวส์ เดอ แวงแซนน์ได้ผนวกกับตัวเมืองปารีสอย่างเป็นทางการ ทำให้กรุงปารีสมีขนาด 105.397 กม.² (40.69 ม.²) จนถึงปัจจุบัน ขนาดของกรุงปารีสหรือเขตเมืองปารีสนั้นมีการขยายตัวออกไปเกินเขตเมือง ทำให้เกิดรูปร่างเป็นวงรี ขยายตัวไปตามแม่น้ำแซนและแม่น้ำมาร์น ทางทิศตะวันออกและตะวันออกเฉียงใต้ของตัวเมือง และตามแม่น้ำแซนและแม่น้ำอวส ทางทิศตะวันตกและตะวันตกเฉียงเหนือ และถ้าเลยไปยังชนบท ความหนาแน่นของประชากรจะลดลงอย่างเห็นได้ชัดเนื่องจากมีป่าและที่ดินไว้สำหรับการเพาะปลูก อย่างไรก็ตามเขตมหานครปารีส (Agglomération parisienne) มีเนื้อที่ถึง 14,518 กม² (5,605.5 ไมล์²) ซึ่งใหญ่กว่าเนื้อที่กรุงปารีสถึง 138 เท่าภูมิอากาศ ภูมิอากาศ. ปารีสมีภูมิอากาศแบบมหาสมุทร ซึ่งมีผลมาจากกระแสน้ำแอตแลนติกเหนือ เพราะฉะนั้นอุณหภูมิในเมืองไม่ค่อยมีอุณหภูมิสูงหรือต่ำเกินไป อุณหภูมิเฉลี่ยของกรุงปารีสคือ 15 °C (59 °F) และจะอยู่ราว 7 °C (45 °F) สถิติอุณหภูมิสูงที่สุดที่วัดได้คือ 40.4 °C (104.7 °F) ในวันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2491 และต่ำที่สุดที่เคยวัดได้คือ −23.9 °C (−11.0 °F) เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2422 เมืองปารีสได้ประสบกับอุณหภูมิร้อนจัดในปี พ.ศ. 2547 และหนาวจัดในปี พ.ศ. 2549 มาเอง ฝนสามารถตกทุกเมื่อ และปารีสก็เป็นที่รู้จักดีกับฝนตกฉับพลัน ปารีสมีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ย 641.6 มม. (25.2 นิ้ว) ต่อปี ส่วนหิมะมักจะเกิดขึ้นน้อยครั้ง ส่วนมากมักจะตกในช่วงเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ (แต่เคยตกถึงเดือนเมษายนมาแล้ว) และไม่ค่อยพบว่าหิมะตกติดต่อกันเกินวันทิวทัศน์ของเมืองสถาปัตยกรรม ทิวทัศน์ของเมือง. สถาปัตยกรรม. โดม แกรนด์พาเลซ สร้างจากโครงเหล็กและแก้ว ถือ สถาปัตยกรรมแก้ว ที่ใหญ่ที่สุดในโลก หลังจากที่พระราชวังคริสตัลคริสตัล ในลอนดอน ถูกทำลายจากไฟไหม้ เมื่อปี ค.ศ. 1936 แกรนด์พาเลซ เคยถูกปิดปรับปรุงเป็นเวลากว่า 10 ปี เนื่องจากอุบัติเหตุกระจกหลังคาตกลงมา ในปี ค.ศ. 1993 ก่อนจะกลับมาเปิดให้บริการได้ส่วนหนึ่งใน ในปี ค.ศ. 2004 และส่วนที่เหลือในปี ค.ศ. 2007 นวัตกรรมล้ำที่เป็นอีกหนึ่งจุดเด่นของ แกรนด์พาเลซ คือ Virtual Tour ระบบที่สามารถเข้าชมนิทรรศการแบบเสมือนจริง ผ่านทางเว็บไซต์ ผู้ชมจะได้สัมผัสความยิ่งใหญ่สุดอลังการของ แกรนด์พาเลซ ผ่านภาพ 3D แบบ 360 องศา โดยเลือกภาษาที่ต้องการได้ ระหว่าง อังกฤษ หรือ ฝรั่งเศส และในงานมหกรรมดนตรี Monumenta 2012 แกรนด์พาเลซ ถูกแปลงโฉมให้เป็น โดมแก้วมหัศจรรย์แห่งแสงสี ทั่วทั้งอาคารถูกสาดส่องด้วยแสงไฟและเลเซอร์ตกกระทบแผ่นแก้ว เกิดเป็นห้องกระจกหลากสีสัน แสงวิบวับเคลื่อนไหวสลับโทนไปตามจังหวะของเสียงเพลง ผู้เข้าชมผันตัวเองเป็นเฉดหนึ่งในงาน ด้วยการใส่เสื้อสีขาวสู้แสง black light เพิ่มความสนาน เติมความสนุก แบบสุดๆ ที่ โดมมหัศจรรย์ แกรนด์พาเลซ
เมืองหลวงของประเทศฝรั่งเศสมีชื่อว่าอะไร
{ "answer": [ "ปารีส" ], "answer_begin_position": [ 82 ], "answer_end_position": [ 87 ] }
1,965
19,700
หอไอเฟล หอไอเฟล (, ตูร์แอแฟล) เป็นหอคอยโครงสร้างเหล็กตั้งอยู่บนช็องเดอมาร์ บริเวณแม่น้ำแซน ในกรุงปารีส เป็นสัญลักษณ์ของประเทศฝรั่งเศสที่เป็นที่รู้จักกันทั่วโลก ทั้งยังเป็นหนึ่งในสิ่งก่อสร้างที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลกอีกด้วย หอไอเฟลเป็นหนึ่งในสิ่งก่อสร้างที่โด่งดังที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ตั้งชื่อตามกุสตาฟ ไอเฟล สถาปนิกและวิศวกรชั้นนำของฝรั่งเศส ซึ่งเป็นผู้ออกแบบหอคอยนี้ หอไอเฟลสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นสัญลักษณ์ของงานแสดงสินค้าโลก ในปี ค.ศ. 1889 (Exposition universelle de Paris de 1889) เพื่อแสดงถึงความยิ่งใหญ่ของประเทศฝรั่งเศส ความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยี วิทยาศาสตร์ และความสวยทางศิลปะสถาปัตยกรรม หอคอยสูงงดงามแห่งนี้เป็นดาวเด่นที่สร้างความประทับใจแก่ผู้ร่วมงาน ซึ่งต่อมาได้รู้จักในนามหอไอเฟลและกลายมาเป็นสัญลักษณ์ของกรุงปารีส และใน ค.ศ. 2006 นักท่องเที่ยวกว่า 6,719,200 คนได้เข้าเยี่ยมชมสถานที่แห่งนี้ และกว่า 200,000,000 คนตั้งแต่เริ่มก่อสร้าง ส่งผลให้หอไอเฟลเป็นสิ่งก่อสร้างที่มีคนเข้าชมมากที่สุดต่อปีอีกด้วย หอไอเฟลสูง 324 เมตร (1,063 ฟุต) หรือสูงเท่ากับตึก 81 ชั้นประวัติ ประวัติ. ช่วงปลายศตวรรษที่ 19 กรุงปารีสได้เป็นเจ้าภาพจัดงานแสดงสินค้าโลกในปี ค.ศ. 1889 เพื่อฉลองการครบรอบ 100 ปีการปฏิวัติฝรั่งเศส ทางรัฐบาลฝรั่งเศสจึงได้จัดการประกวดออกแบบสิ่งก่อสร้างเพื่อใช้เป็นสัญลักษณ์ของงาน มีการส่งแบบเข้าประกวดถึง 100 บริษัท โดยบริษัทที่ได้รับเลือกจากทางกรรมการของปารีสคือแบบของบริษัทของนายกุสตาฟ ไอเฟล และได้ทำสัญญากับรัฐบาลในวันที่ 8 มกราคม ค.ศ. 1887 โดยทางรัฐบาลฝรั่งเศสกำหนดที่ก่อสร้างไว้ริมแม่น้ำแซน ปลายสวนสาธารณะช็องเดอมาร์ โดยนายกุสตาฟ ไอเฟลได้สัมปทานหอ 20 ปี โดยนับจากวันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 1890 จนถึงปี ค.ศ. 1910 ต่อจากนั้นจะเป็นกรรมสิทธิ์ของกรุงปารีส หอไอเฟลเริ่มสร้างในวันที่ 26 มกราคม ค.ศ. 1887 โดยเริ่มจากการทำฐานของหอลึกลงไปถึงชั้นดินแข็ง เนื่องจากดินริมฝั่งแม่น้ำแซนมีความอ่อนมากแล้วจึงเริ่มทำตัวหอต่อจากนั้น การก่อสร้างใช้คนงาน 300 คน มีคนงานเสียชีวิต 1 คน โดยใช้เวลาในการก่อสร้างทั้งหมด 2ปี 2เดือน 5วัน และมีพิธีเปิดหอไอเฟลอย่างเป็นทางการในวันที่ 31 มีนาคม ค.ศ. 1889 โดยในวันนั้น นายกุสตาฟ ไอเฟลได้นำธงฝรั่งเศสไปติดไว้บนยอดหอไอเฟล เมื่อหอไอเฟลสร้างเสร็จในปี พ.ศ. 2432 (ค.ศ. 1889) หอไอเฟลกลายเป็นสิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดในโลกแทนที่อนุสาวรีย์วอชิงตัน และได้ครองตำแหน่งนี้มาจนกระทั่งปี พ.ศ. 2473 (ค.ศ. 1930) ก็ได้เสียตำแหน่งให้แก่ตึกไครส์เลอร์ (319 เมตร หรือ 1,047 ฟุต) ที่เพิ่งสร้างเสร็จ หอไอเฟลมีความสูง 300 เมตร (986 ฟุต) ซึ่งไม่รวม เสาอากาศ 24 เมตร (72 ฟุต) ด้านบน ถ้าเปรียบเทียบกับตึกแล้วจะมีประมาณ 75 ชั้น หอไอเฟลเป็นสิ่งปลูกสร้างที่สูงสุดในกรุงปารีส และหากไม่นับรวมเสากระจายคลื่น หอไอเฟลเป็นสิ่งปลูกสร้างสูงที่สุดอันดับสองในฝรั่งเศส รองจากสะพานมีโย น้ำหนักเหล็กที่ใช้ก่อสร้างนั้นทั้งหมด 7,300-10,000 ตัน ส่วนจำนวนบันไดนั้นเปลี่ยนแปลงตลอด เมื่อแรกเริ่มนั้นมี 1710 ขั้น ในทศวรรษที่ 1980 มี 1920 ขั้น และในปัจจุบัน มี 1665 ชั้น โดยแรกเริ่มนั้นหอไอเฟลถูกค่อนแคะจากชาวปารีสในเชิงไม่เห็นด้วยกับการก่อสร้าง ด้วยถูกมองว่าไม่สวยงาม จนถูกเรียกขานไปต่าง ๆ ในเชิงติดลบ และถึงขนาดเคยมีความคิดที่จะรื้อโครงสร้างออกด้วยเมื่อปี ค.ศ. 1909เหตุการณ์เหตุการณ์. - 10 กันยายน พ.ศ. 2432 (ค.ศ. 1889) - โทมัส เอดิสันได้เข้าชมหอไอเฟล - พ.ศ. 2432 (ค.ศ. 1889) หอคอยได้สร้างเสร็จ และเป็น 1 ในสิ่งก่อสร้างในงาน EXPO - พ.ศ. 2445 (ค.ศ. 1902) ฟ้าผ่าหอไอเฟล จึงได้มีการซ่อมยอดของหอ สูง 100 เมตร (330 ฟุต) และเปลี่ยนดวงไฟที่เสียหาย - พ.ศ. 2473 (ค.ศ. 1930) หอเสียตำแหน่งสิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดในโลก ให้แก่ตึกไครส์เลอร์ - ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2468 - พ.ศ. 2477 (ค.ศ. 1925 - 1934) ประดับไฟ 3 ด้านใน 4 ด้านของหอ - พ.ศ. 2483 (ค.ศ. 1940) เมื่อนาซีเยอรมันสามารถยึดปารีสได้แล้ว ชาวฝรั่งเศสได้ตัดลิฟต์ออก ทำให้ฮิตเลอร์ต้องปีนบันได 1,665 ขั้น แต่เขาไม่ปีน เขาให้เอาธงเยอรมันไปปักไว้บนหอแทน แต่ธงผืนแรกนั้นใหญ่เกินไป ในเวลาไม่นานก็ถูกลมพัดตกลง เขาจึงเปลี่ยนให้เอาธงผืนเล็กกว่าไปปักแทน ส่วนการซ่อมลิฟต์เป็นไปได้ยากในเวลาสงคราม - พ.ศ. 2487 (ค.ศ. 1944) เดือนสิงหาคม เมื่อฝ่ายพันธมิตรใกล้เข้ามา ฮิตเลอร์สั่ง Dietrich von Choltitz ให้เผาเมืองปารีสและหอทิ้ง แต่เขากลับฝืนคำสั่งไม่เผา หลังจากที่ฝ่ายพันธมิตรยึดปารีสคืนได้ ลิฟต์ก็ถูกซ่อมให้ใช้งานได้ในไม่กี่ชั่วโมง - พ.ศ. 2499 (ค.ศ. 1956) วันที่ 3 มกราคม ไฟไหม้ยอดของหอ และในปีเดียวกันนั้นก็ได้นำเสาอากาศวิทยุไปติดตั้งบนยอดหอ - ทศวรรษที่ 1980 ได้มีการเคลื่อนย้ายรื้อร้านอาหารที่เก่าแก่ในหอออก ไปสร้างใหม่ในเมืองนิวออร์ลีนส์ รัฐลุยเซียนา สหรัฐอเมริกาแทน - พ.ศ. 2543 (ค.ศ. 2000) ได้มีการติดตั้งโคมไฟบนยอดของหอ - พ.ศ. 2545 (ค.ศ. 2002) วันที่ 28 พฤศจิกายน หอไอเฟลต้อนรับแขกคนที่ 200 ล้าน - พ.ศ. 2546 (ค.ศ. 2003) วันที่ 22 กรกฎาคม ไฟไหม้ห้องเก็บของในยอดหอ ใช้เวลาดับไฟประมาณ 40 นาทีระเบียงภาพ
หอไอเฟลตั้งอยู่ที่ประเทศใด
{ "answer": [ "ฝรั่งเศส" ], "answer_begin_position": [ 205 ], "answer_end_position": [ 213 ] }
1,967
19,700
หอไอเฟล หอไอเฟล (, ตูร์แอแฟล) เป็นหอคอยโครงสร้างเหล็กตั้งอยู่บนช็องเดอมาร์ บริเวณแม่น้ำแซน ในกรุงปารีส เป็นสัญลักษณ์ของประเทศฝรั่งเศสที่เป็นที่รู้จักกันทั่วโลก ทั้งยังเป็นหนึ่งในสิ่งก่อสร้างที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลกอีกด้วย หอไอเฟลเป็นหนึ่งในสิ่งก่อสร้างที่โด่งดังที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ตั้งชื่อตามกุสตาฟ ไอเฟล สถาปนิกและวิศวกรชั้นนำของฝรั่งเศส ซึ่งเป็นผู้ออกแบบหอคอยนี้ หอไอเฟลสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นสัญลักษณ์ของงานแสดงสินค้าโลก ในปี ค.ศ. 1889 (Exposition universelle de Paris de 1889) เพื่อแสดงถึงความยิ่งใหญ่ของประเทศฝรั่งเศส ความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยี วิทยาศาสตร์ และความสวยทางศิลปะสถาปัตยกรรม หอคอยสูงงดงามแห่งนี้เป็นดาวเด่นที่สร้างความประทับใจแก่ผู้ร่วมงาน ซึ่งต่อมาได้รู้จักในนามหอไอเฟลและกลายมาเป็นสัญลักษณ์ของกรุงปารีส และใน ค.ศ. 2006 นักท่องเที่ยวกว่า 6,719,200 คนได้เข้าเยี่ยมชมสถานที่แห่งนี้ และกว่า 200,000,000 คนตั้งแต่เริ่มก่อสร้าง ส่งผลให้หอไอเฟลเป็นสิ่งก่อสร้างที่มีคนเข้าชมมากที่สุดต่อปีอีกด้วย หอไอเฟลสูง 324 เมตร (1,063 ฟุต) หรือสูงเท่ากับตึก 81 ชั้นประวัติ ประวัติ. ช่วงปลายศตวรรษที่ 19 กรุงปารีสได้เป็นเจ้าภาพจัดงานแสดงสินค้าโลกในปี ค.ศ. 1889 เพื่อฉลองการครบรอบ 100 ปีการปฏิวัติฝรั่งเศส ทางรัฐบาลฝรั่งเศสจึงได้จัดการประกวดออกแบบสิ่งก่อสร้างเพื่อใช้เป็นสัญลักษณ์ของงาน มีการส่งแบบเข้าประกวดถึง 100 บริษัท โดยบริษัทที่ได้รับเลือกจากทางกรรมการของปารีสคือแบบของบริษัทของนายกุสตาฟ ไอเฟล และได้ทำสัญญากับรัฐบาลในวันที่ 8 มกราคม ค.ศ. 1887 โดยทางรัฐบาลฝรั่งเศสกำหนดที่ก่อสร้างไว้ริมแม่น้ำแซน ปลายสวนสาธารณะช็องเดอมาร์ โดยนายกุสตาฟ ไอเฟลได้สัมปทานหอ 20 ปี โดยนับจากวันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 1890 จนถึงปี ค.ศ. 1910 ต่อจากนั้นจะเป็นกรรมสิทธิ์ของกรุงปารีส หอไอเฟลเริ่มสร้างในวันที่ 26 มกราคม ค.ศ. 1887 โดยเริ่มจากการทำฐานของหอลึกลงไปถึงชั้นดินแข็ง เนื่องจากดินริมฝั่งแม่น้ำแซนมีความอ่อนมากแล้วจึงเริ่มทำตัวหอต่อจากนั้น การก่อสร้างใช้คนงาน 300 คน มีคนงานเสียชีวิต 1 คน โดยใช้เวลาในการก่อสร้างทั้งหมด 2ปี 2เดือน 5วัน และมีพิธีเปิดหอไอเฟลอย่างเป็นทางการในวันที่ 31 มีนาคม ค.ศ. 1889 โดยในวันนั้น นายกุสตาฟ ไอเฟลได้นำธงฝรั่งเศสไปติดไว้บนยอดหอไอเฟล เมื่อหอไอเฟลสร้างเสร็จในปี พ.ศ. 2432 (ค.ศ. 1889) หอไอเฟลกลายเป็นสิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดในโลกแทนที่อนุสาวรีย์วอชิงตัน และได้ครองตำแหน่งนี้มาจนกระทั่งปี พ.ศ. 2473 (ค.ศ. 1930) ก็ได้เสียตำแหน่งให้แก่ตึกไครส์เลอร์ (319 เมตร หรือ 1,047 ฟุต) ที่เพิ่งสร้างเสร็จ หอไอเฟลมีความสูง 300 เมตร (986 ฟุต) ซึ่งไม่รวม เสาอากาศ 24 เมตร (72 ฟุต) ด้านบน ถ้าเปรียบเทียบกับตึกแล้วจะมีประมาณ 75 ชั้น หอไอเฟลเป็นสิ่งปลูกสร้างที่สูงสุดในกรุงปารีส และหากไม่นับรวมเสากระจายคลื่น หอไอเฟลเป็นสิ่งปลูกสร้างสูงที่สุดอันดับสองในฝรั่งเศส รองจากสะพานมีโย น้ำหนักเหล็กที่ใช้ก่อสร้างนั้นทั้งหมด 7,300-10,000 ตัน ส่วนจำนวนบันไดนั้นเปลี่ยนแปลงตลอด เมื่อแรกเริ่มนั้นมี 1710 ขั้น ในทศวรรษที่ 1980 มี 1920 ขั้น และในปัจจุบัน มี 1665 ชั้น โดยแรกเริ่มนั้นหอไอเฟลถูกค่อนแคะจากชาวปารีสในเชิงไม่เห็นด้วยกับการก่อสร้าง ด้วยถูกมองว่าไม่สวยงาม จนถูกเรียกขานไปต่าง ๆ ในเชิงติดลบ และถึงขนาดเคยมีความคิดที่จะรื้อโครงสร้างออกด้วยเมื่อปี ค.ศ. 1909เหตุการณ์เหตุการณ์. - 10 กันยายน พ.ศ. 2432 (ค.ศ. 1889) - โทมัส เอดิสันได้เข้าชมหอไอเฟล - พ.ศ. 2432 (ค.ศ. 1889) หอคอยได้สร้างเสร็จ และเป็น 1 ในสิ่งก่อสร้างในงาน EXPO - พ.ศ. 2445 (ค.ศ. 1902) ฟ้าผ่าหอไอเฟล จึงได้มีการซ่อมยอดของหอ สูง 100 เมตร (330 ฟุต) และเปลี่ยนดวงไฟที่เสียหาย - พ.ศ. 2473 (ค.ศ. 1930) หอเสียตำแหน่งสิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดในโลก ให้แก่ตึกไครส์เลอร์ - ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2468 - พ.ศ. 2477 (ค.ศ. 1925 - 1934) ประดับไฟ 3 ด้านใน 4 ด้านของหอ - พ.ศ. 2483 (ค.ศ. 1940) เมื่อนาซีเยอรมันสามารถยึดปารีสได้แล้ว ชาวฝรั่งเศสได้ตัดลิฟต์ออก ทำให้ฮิตเลอร์ต้องปีนบันได 1,665 ขั้น แต่เขาไม่ปีน เขาให้เอาธงเยอรมันไปปักไว้บนหอแทน แต่ธงผืนแรกนั้นใหญ่เกินไป ในเวลาไม่นานก็ถูกลมพัดตกลง เขาจึงเปลี่ยนให้เอาธงผืนเล็กกว่าไปปักแทน ส่วนการซ่อมลิฟต์เป็นไปได้ยากในเวลาสงคราม - พ.ศ. 2487 (ค.ศ. 1944) เดือนสิงหาคม เมื่อฝ่ายพันธมิตรใกล้เข้ามา ฮิตเลอร์สั่ง Dietrich von Choltitz ให้เผาเมืองปารีสและหอทิ้ง แต่เขากลับฝืนคำสั่งไม่เผา หลังจากที่ฝ่ายพันธมิตรยึดปารีสคืนได้ ลิฟต์ก็ถูกซ่อมให้ใช้งานได้ในไม่กี่ชั่วโมง - พ.ศ. 2499 (ค.ศ. 1956) วันที่ 3 มกราคม ไฟไหม้ยอดของหอ และในปีเดียวกันนั้นก็ได้นำเสาอากาศวิทยุไปติดตั้งบนยอดหอ - ทศวรรษที่ 1980 ได้มีการเคลื่อนย้ายรื้อร้านอาหารที่เก่าแก่ในหอออก ไปสร้างใหม่ในเมืองนิวออร์ลีนส์ รัฐลุยเซียนา สหรัฐอเมริกาแทน - พ.ศ. 2543 (ค.ศ. 2000) ได้มีการติดตั้งโคมไฟบนยอดของหอ - พ.ศ. 2545 (ค.ศ. 2002) วันที่ 28 พฤศจิกายน หอไอเฟลต้อนรับแขกคนที่ 200 ล้าน - พ.ศ. 2546 (ค.ศ. 2003) วันที่ 22 กรกฎาคม ไฟไหม้ห้องเก็บของในยอดหอ ใช้เวลาดับไฟประมาณ 40 นาทีระเบียงภาพ
หอไอเฟล ถูกเรียกตามชื่อของผู้ใด
{ "answer": [ "กุสตาฟ ไอเฟล" ], "answer_begin_position": [ 376 ], "answer_end_position": [ 388 ] }
1,973
792,875
แบล็กพิงก์ แบล็กพิงก์ (; , มักเขียน BLACKPINK หรือ BLΛƆKPIИK) เป็นเกิร์ลกรุปหญิงของประเทศเกาหลีใต้ สังกัดค่ายวายจีเอนเตอร์เทนเมนต์ในปี ค.ศ. 2016 ประกอบไปด้วยสมาชิกจำนวนสี่คนคือ จีซู, เจนนี, โรเซ และลิซา เปิดตัวครั้งแรกเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม ค.ศ. 2016 กับซิงเกิลอัลบัม สแควร์วันที่มาของชื่อ ที่มาของชื่อ. ก่อนหน้านี้ มีข่าวลือมากมายเกี่ยวกับชื่อเกิร์ลกรุปกลุ่มใหม่ของวายจีเอนเตอร์เทนเมนต์ไม่ว่าจะเป็น ทีแอลซี-เอฟ, แมกนัม และเบบีมอนสเตอร์ ในปี ค.ศ. 2012 เจนนีปรากฏในวิดีโอแนะนำเด็กฝึกทางช่องวายจีเอนเตอร์เทนเมนต์ในยูทูบ โดยมีคำว่า พิงก์พังก์ (Pink Punk) เป็นชื่อประชาสัมพันธ์ของกลุ่ม อย่างไรก็ตาม ชื่อเหล่านี้ไม่ได้ถูกยืนยันอย่างเป็นทางการว่าจะเป็นชื่อเกิร์ลกรุปกลุ่มใหม่นี้ จนกระทั่งวันที่ 29 มิถุนายน ค.ศ. 2016 วายจีเอนเตอร์เทนเมนต์ ได้ประกาศรายชื่อสมาชิกและชื่อกลุ่มอย่างเป็นทางการว่า แบล็กพิงก์ โดยชื่อกลุ่มตัวแทนจากวายจีกล่าวว่า "แบล็กพิงก์คือความตั้งใจให้ตรงกันข้าม สีชมพูสื่อถึงความงดงาม แต่ความสวยไม่ใช่ทุกอย่าง พวกเธอเป็นทีมที่ไม่ได้มีเพียงรูปร่างหน้าตาเท่านั้น แต่ยังมากไปด้วยพรสวรรค์" นอกจากนี้ สมาชิกทุกคนต่างมีความเป็นผู้นำในแต่ละด้านได้ แบล็กพิงก์และทางวายจีจึงตัดสินใจว่าจะไม่มีหัวหน้าวงประวัติ2012–2015: ก่อนเปิดตัว ประวัติ. 2012–2015: ก่อนเปิดตัว. หลังจากเปิดตัวทูเอนีวันในปี ค.ศ. 2009 วายจีเอนเตอร์เทนเมนต์กล่าวว่า ในปี ค.ศ. 2011 จะเปิดตัวเกิร์ลกรุปกลุ่มใหม่ ในปี ค.ศ. 2012 การประชาสัมพันธ์ของกลุ่มได้เริ่มต้นขึ้นทางช่องวายจีเอนเตอร์เทนเมนต์ในยูทูบ เมื่อวันที่ 6 เมษายน วิดีโอการฝึกซ้อมของคิม อึน-บีและยูนา คิมถูกเผยแพร่ ซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิกที่คาดว่าจะได้เปิดตัว ในวันที่ 10 พฤษภาคม วิดีโอชื่อ "Who's That Girl" ถูกเผยแพร่ต่อสาธารณชน ในวิดีโอเป็นการฝึกเต้นของเด็กฝึกหัดหญิงที่เกิดในปี ค.ศ. 1997 ซึ่งก็คือ ลลิษา มโนบาล เป็นชาวไทย อย่างไรก็ตาม ทางวายจีเอนเตอร์เทนเมนต์ไม่เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับตัวเธอมากนัก นอกจากรูปภาพ อายุ และวิดีโอการฝึกสั้น ๆ ในวันที่ 1 กรกฎาคม ปีเดียวกัน วายจีเอนเตอร์เทนเมนต์ได้เผยแพร่วิดีโอการฝึกฝนของเด็กฝึกหัดหญิงสี่คนภายใต้ชื่อ "Future 2NE1" ทางช่องอย่างเป็นทางการในยูทูบ แต่ก็ไม่ได้เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับเด็กฝึกในวิดีโอ ในวันที่ 29 สิงหาคม ค.ศ. 2012 วิดีโอการฝึกของเจนนี คิมถูกเผยแพร่ต่อสาธารณชน เธอเป็นเด็กฝึกคนแรกที่ทางวายจีเอนเตอร์เทนเมนต์เผยแพร่รูปภาพในบล็อกอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 10 เมษายน แต่ก็ยังไม่ได้เปิดเผยข้อมูลใด ๆ นอกจากวิดีโอการฝึก ชื่อ และอายุ ในปีเดียวกัน มิวสิกวิดีโอเพลง "แดตเซงกี" (That XX) ของจี-ดรากอน สมาชิกวงบิกแบง จากอัลบั้ม วันออฟอะไคนด์ ถูกปล่อยออกมาในวันที่ 1 กันยายน โดยมีเจนนีร่วมแสดงด้วย นอกจากนี้ ในเพลง "วิทเอาต์ยู" (Without You) จากอัลบั้มเดียวกัน มีนักร้องรับเชิญ ซึ่งก็คือ โรเซ แต่วายจีไม่เปิดเผยข้อมูล แต่ระบุว่าเป็นเกิร์ลกรุปหญิงกลุ่มใหม่ของวายจี ปีถัดมา ในวันที่ 15 มกราคม ภาพถ่ายของเด็กฝึกคนที่สามถูกเปิดเผยผ่านทางบล็อกของวายจี ซึ่งก็คือ จีซู เกิดในปี ค.ศ. 1995 แสดงให้เห็นถึงแผนของวายจีที่มีกำหนดจะเปิดตัวเกิร์ลกรุปกลุ่มใหม่ในช่วงครึ่งปีแรกของปี ค.ศ. 2013 ต่อจากนั้นวิดีโอการฝึกคลิปที่สองของเจนนีปล่อยออกมาในวันที่ 20 มกราคม ต่อมาในเดือนมีนาคม เจนนีร้องรับเชิญให้กับอี ฮา-อี ในเดือนสิงหาคม ให้กับซึงรี และในเดือนกันยายน ให้กับจี-ดรากอน เจนนียังได้ขึ้นแสดงในรายการเพลงร่วมกับจี-ดรากอน ทำให้เธอเริ่มกลายเป็นที่รู้จัก อย่างไรก็ตาม เกิร์ลกรุปกลุ่มใหม่ยังไม่มีข่าวเปิดตัวอย่างเป็นทางการ และการปล่อยข้อมูลเกี่ยวกับเด็กฝึกก็หยุดลงชั่วคราว หลังจากนั้น ยูนา คิม ได้ออกจากวายจีเพื่อไปศึกษาต่อที่ต่างประเทศ ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2014 จัง ฮันนา ผู้เข้าแข่งขันในรายการ เค-ป็อปสตาร์ 3 ได้เข้ามาเป็นเด็กฝึกของวายจีเอนเตอร์เทนเมนต์ และเป็นตัวเก็งของเกิร์ลกรุปกลุ่มใหม่ ในเดือนกันยายน ลลิษาปรากฏตัวในวิดีโอโปรโมตของ โนนากอน (Nonagon) ซึ่งเป็นแบรนด์เสื้อผ้าที่วายจีร่วมกับซัมซุง ต่อมาวายจีได้เปิดเผยอีกครั้งว่า เกิร์ลกรุปกลุ่มใหม่จะเปิดตัวในปีนี้ ในเดือนตุลาคม ค.ศ. 2014 วงดนตรีแนวฮิปฮอป อีพิกไฮ (Epik High) ได้ปล่อยเพลง "สปอยเลอร์" (Spoiler) โดยมีจีซูร่วมแสดงด้วย ในช่วงกลางเดือนตุลาคม วายจีเอนเตอร์เทนเมนต์ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า คิม อึน-บี ได้ออกจากบริษัทด้วยปัญหาสุขภาพ ในวันที่ 11 พฤศจิกายน วายจีได้เปิดตัวไฮ ซูฮย็อน มิวสิกวิดีโอเพลง "แอมดิฟเฟอเรนต์" (I'm Different) ปล่อยออกมาในเดือนพฤศจิกายน โดยมีจีซูร่วมแสดงมิวสิกวิดีโออีกครั้ง หลังจากสิ้นปี ค.ศ. 2014 การเปิดตัวเกิร์ลกรุปกลุ่มใหม่ก็ยังไม่มีข่าวคราว ในวันที่ 15 เมษายน ค.ศ. 2015 วงดนตรีฮิปฮอป จีนูฌอน ได้ปล่อยเพลง "เทลมีวันมอร์ไทม์" โดยได้เลือก จัง ฮันนา เป็นนักร้องสนับสนุน เธอยังร่วมแสดงมิวสิกวิดีโอและขึ้นแสดงในรายการเพลงด้วย ในเดือนพฤษภาคม ปีเดียวกัน ผู้บริหาร ยัง ฮย็อน-ซ็อก กล่าวกับสื่อว่า จัง ฮันนา จะไม่อยู่ในเกิร์ลกรุปกลุ่มใหม่ ในเดือนสิงหาคม ในรายการ อันพริตตีแร็ปสตาร์ 2 มีเด็กฝึกหัดหญิงจากวายจี มุน ซู-อา เข้าร่วมการแข่งขันด้วย นอกจากนี้ เธอยังเป็นหนึ่งในเด็กฝึกที่อยู่ในกลุ่ม "Future 2NE1" ปี ค.ศ. 2012 แต่ต่อมาวายจีได้ประกาศว่า มุน ซู-อา จะไม่อยู่ในเกิร์ลกรุปกลุ่มใหม่นี้2016: การเปิดตัวและซิงเกิลอัลบั้ม 2016: การเปิดตัวและซิงเกิลอัลบั้ม. หลังจากประชาสัมพันธ์ว่าจะมีเกิร์ลกรุปกลุ่มใหม่ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2012 ทำให้เด็กฝึกถูกคาดหวังอย่างมาก มีการเข้าและออกตลอดหลายปีผ่านมา จนในวันที่ 18 พฤษภาคม ค.ศ. 2016 ทางวายจีเอนเตอร์เทนเมนต์ยืนยันว่า เกิร์ลกรุปกลุ่มใหม่จะเปิดตัวในฤดูร้อนนี้ ต่อมาในวันที่ 30 พฤษภาคม มีการประกาศว่าจะเปิดเผยข้อมูลสมาชิกแต่ละคนในทุกวันพุธต่อจากนี้ สมาชิกคนแรกที่ถูกประกาศคือ เจนนี ในวันที่ 1 มิถุนายน ตามมาด้วย ลิซา (ลลิษา) สัญชาติไทย และ จีซู ในวันที่ 8 และ 15 ตามลำดับ และสมาชิกคนสุดท้ายที่ถูกประกาศในวันที่ 22 คือ โรเซ (โรซอนเน) สัญชาติเกาหลี-ออสเตรเลีย รวมสมาชิกทั้งหมดสี่คน ในวันที่ 29 มิถุนายน ชื่อกลุ่มถูกประกาศอย่างเป็นทางการว่า แบล็กพิงก์ และในวันที่ 29 กรกฎาคม มีการประกาศว่ากลุ่มจะถูกเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 8 สิงหาคม เวลา 20.00 น. (8.00 pm) ในวันที่ 8 สิงหาคม ค.ศ. 2016 เวลา 15.00 น. แบล็กพิงก์เปิดตัวครั้งแรกในงานโชว์เคสพร้อมกับซิงเกิลอัลบั้ม สแควร์วัน รวมไปถึงเบื้องหลังการถ่ายทำมิวสิกวิดีโอเพลง "บูมบายาห์" และ"วิสเซิล" ทั้งสองเพลงออกจำหน่ายในเวลา 20.00 น. บนเว็บไซต์เพลงดิจิทัลในเกาหลีใต้ และไอทูนส์ ทั่วโลก "บูมบายาห์" อำนวยการสร้างโดย เท็ดดี พัก และเขียนร่วมกับ เบกกา บูม มิวสิกวิดีโอกำกับโดย ซอ ฮย็อน-ซึง โดยเป็นเพลงแนว"มินิมัลฮิปฮอป" "วิสเซิล" อำนวยการสร้างโดย เท็ดดี พัก และ ฟิวเจอร์ เบานซ์ เขียนเพลงโดย เท็ดดี พัก และ เบกกา บูม เพลง "บูมบายาห์" และ "วิสเซิล" ขึ้นถึงอันดับ 1 และ 2 บนชาร์ตบิลบอร์ดเวิลด์ดิจิทัลซองส์ ด้วยภายในเวลาอันรวดเร็วทำให้แบล็กพิงก์เป็นศิลปินเกาหลีอันดับที่ 3 ถัดจากไซและบิกแบงที่ขึ้นถึง 2 อันดับแรกในชาร์ตได้ อัลบั้ม สแควร์วัน ประสบความสำเร็จเชิงพาณิชย์ เปิดตัวที่อันดับ 1 ในสิบสี่ประเทศบนชาร์ตอัลบั้มทั่วโลกของไอทูนส์ในปี ค.ศ. 2016 "วิสเซิล" ยังสามารถติดชาร์ตดิจิทัล, ดาวน์โหลด, สตรีมมิง และโมบายล์ บนแกออนชาร์ตประจำเดือนสิงหาคม วงยังได้อันดับ 1 ในชาร์ตวีกลี, ป็อปปูอาริตี, มิวสิกวิดีโอ และเคป็อปมิวสิกวิดีโอ รวมถึงชาร์ตเพลงสตรีมมิงบนคิวคิวมิวสิก ซึ่งเป็นเว็บฟังเพลงที่ใหญ่ที่สุดในจีน แบล็กพิงก์ขึ้นแสดงดนตรีครั้งแรกในรายการ อินกีกาโย ทางช่องเอสบีเอส เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม ค.ศ. 2016 วงยังทำลายสถิติเป็นเกิร์ลกรุปที่ได้รางวัลในรายการเพลงเร็วที่สุด หลังจากเปิดตัวได้เพียง 13 วัน และได้โปรโมตอัลบั้ม สแควร์วัน เป็นครั้งสุดท้ายในวันที่ 11 กันยายน ค.ศ. 2016 ด้วยการชนะ อินกีกาโย อีกหนึ่งครั้ง แบล็กพิงก์ได้วางจำหน่ายซิงเกิลอัลบั้มที่สองคือ สแควร์ทู กับเพลงหลัก "เพลย์อิงวิทไฟร์" และ "สเตย์" เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน ค.ศ. 2016 ทั้งสองเพลงอำนวยการสร้างโดย เท็ดดี ร่วมกับ อาร์.ที และ ซอ ว็อน จิน และได้แสดงบนคัมแบ็กสเตจในรายการ อินกีกาโย และ เอ็ม เคาต์ดาวน์ เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน ค.ศ. 2016 "เพลย์อิงวิทไฟร์" ขึ้นอันดับ 1 บนชาร์ต บิลบอร์ด เวิลด์ดิจิทัลซองส์ ในเกาหลีใต้ ขึ้นอันดับ 3 ในขณะที่เพลง "สเตย์" ติดอันดับ 10 การเปิดตัวของแบล็กพิงก์ประสบความสำเร็จ ด้วยการคว้ารางวัลศิลปินหน้าใหม่ยอดเยี่ยมหลายงาน เช่น เมลอนมิวสิกอะวอดส์, โกลเดนดิสก์อะวอดส์ และโซลมิวสิกอะวอดส์ นอกจากนี้ บิลบอร์ด ยังจัดอันดับวงให้อยู่อันดับ 2 ในรายชื่อ "กลุ่มศิลปินเคป็อปหน้าใหม่ยอดเยี่ยม" ประจำปี ค.ศ. 20162017–ปัจจุบัน: การเปิดตัวในญี่ปุ่น และ "แอสอิฟอิตส์ยัวร์ลาสต์" 2017–ปัจจุบัน: การเปิดตัวในญี่ปุ่น และ "แอสอิฟอิตส์ยัวร์ลาสต์". แบล็กพิงก์จะเปิดตัวที่ประเทศญี่ปุ่นในฤดูร้อนปี ค.ศ. 2017 โดยจัดการแสดงในวันที่ 20 กรกฎาคม ที่นิปปงบุโดกังในโตเกียว และออกเอกซ์เทนเดดเพลย์ประกอบด้วยเพลงฉบับภาษาญี่ปุ่นในวันที่ 9 สิงหาคม ตัวอย่างมิวสิกวิดีโอเพลง "บูมบายาห์" ออกอากาศทางทีวีในประเทศญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม ต่อมาวันที่จำหน่ายอัลบั้มถูกเลื่อนมาเป็นวันที่ 30 สิงหาคมแทน ในวันที่ 22 มิถุนายน แบล็กพิงก์ปล่อยซิงเกิล "แอสอิฟอิตส์ยัวร์ลาสต์" ซึ่งเป็นแนวเพลงที่ผสมผสานระหว่างเฮาส์, เร้กเก้ และมูมบาห์ตัน และเป็นเพลงที่มีจังหวะเร็วที่สุดกว่าเพลงก่อน ๆ "แอสอิฟอิตส์ยัวร์ลาสต์" เปิดตัวอันดับที่ 3 บนแกออนดิจิทัลชาร์ต และเป็นซิงเกิลที่สามที่ขึ้นอันดับ 1 บนชาร์ต บิลบอร์ด เวิลด์ดิจิทัลซองส์โฆษณา โฆษณา. ภายในสามสัปดาห์แรกของการเปิดตัว แบล็กพิงก์เป็นรองเพียงวงเอ็กโซ ของศิลปินเคป็อปผู้ทรงอิทธิพลในเดือนสิงหาคม จากการวิเคราะห์ของสถาบันวิจัยธุรกิจเกาหลี จากการศึกษาอีกกลุ่มเป้าหมายหนึ่งในหัวข้อ "เกิร์ลกรุปหญิงที่มีมูลค่าแบรนด์สูงที่สุดประจำเดือนกันยายน" ในปี ค.ศ. 2016 แบล็กพิงก์อยู่ในอันดับ 1 แซงวงไอโอไอและทไวซ์ ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2017 แบล็กพิงก์กลายเป็นทูตประชาสัมพันธ์ของศุลกากรสนามบินอินช็อน แบล็กพิงก์เป็นพรีเซนเตอร์ให้กับผลิตภัณฑ์รีบอค, เครื่องสำอางมูนช็อต กระเป๋าเซนต์สกอตต์ลอนดอน และเครื่องดื่มผสมโซดา ลอตเต้เทรวี พวกเธอยังได้ขึ้นหน้าปกในนิตยสารรายใหญ่อย่าง ไนลอนเจแปน, เฟิสต์ลุก ของประเทศเกาหลีใต้ และ ทีนเอจ ของประเทศสิงคโปร์สมาชิกสมาชิก. - จีซู (지수) หรือชื่อเกิดว่า คิม จี-ซู (김지수) เกิดเมื่อวันที่ ที่โซล ประเทศเกาหลีใต้ จีซูเข้าสังกัดวายจีในฐานะศิลปินฝึกหัดเมื่อเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2011 วันที่ 1 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2017 มีประกาศผ่านเอสบีเอสว่าจีซูจะรับหน้าที่เป็นพิธีกรใหม่ใน อินกีกาโย ตั้งแต่วันที่ 5 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2017 พร้อมกับจินย็อง วงก็อตเซเวน และโดย็อง วงเอ็นซีที ต่อมายุติการเป็นพิธีกรในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2018- เจนนี (제니) หรือชื่อเกิดว่า เจนนี คิม (김제니) เกิดเมื่อวันที่ ที่ประเทศเกาหลีใต้ เจนนีเติบโตและศึกษาในต่างประเทศที่ประเทศนิวซีแลนด์ เข้าสังกัดวายจีเมื่อเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2010 เจนนียังได้ไปร้องร่วมกับจี-ดรากอน ในเพลง "แบล็ก" (Black), "จีจีบี" (GG Be) ร่วมกับซึงรี และ "สเปเชียล" (Special) ร่วมกับอี ฮา-อี ก่อนได้เป็นสมาชิกของแบล็กพิงก์- โรเซ (로제) หรือชื่อเกิดว่า โรซอนเน พัก หรือ พัก แช-ย็อง (박채영) เกิดเมื่อวันที่ ที่ออกแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ เข้าสังกัดวายจีเมื่อเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2012 จากการออดิชันที่ประเทศออสเตรเลีย ก่อนได้เป็นสมาชิกนั้น เธอยังได้ร้องเพลง "วิทเอาต์ยู" (Without You) ร่วมกับจี-ดรากอน ในฐานะ "เกิร์ลกรุปหญิงกลุ่มใหม่ของวายจี"- ลิซา (리사) หรือชื่อเกิดว่า ปราณปรียา มโนบาล หรือ ลลิษา มโนบาล ชื่อเล่น ป๊อกแป๊ก เกิดเมื่อวันที่ ที่ประเทศไทย ลิซาเริ่มเต้นตั้งแต่วัยเด็กและเป็นส่วนหนึ่งของวงในการประกวดเต้น ชื่อทีม "We Za Cool" เคียงข้างกับ แบมแบม นักร้องวงก็อตเซเวน ลิซาเป็นคนเดียวที่เป็นที่ยอมรับในการออดิชันที่ประเทศไทยของวายจีเอนเตอร์เทนเมนต์ เมื่อปี ค.ศ. 2010 ต่อมาเข้าสังกัดวายจี เมื่อเดือนเมษายน ค.ศ. 2011 กลายเป็นศิลปินต่างชาติคนแรกของค่ายวายจีผลงานเพลงผลงานเพลง. - แบล็กพิงก์ (2017) - สแควร์อัป (2018)ผลงานการแสดงผลงานการแสดง. - แบล็กพิงก์เฮาส์ (2018)รางวัลและการเสนอชื่อ
แบล็กพิงก์ เกิร์ลกรุ๊ปจากประเทศเกาหลีใต้ เปิดตัวเมื่อปีค.ศ.ใด
{ "answer": [ "2016" ], "answer_begin_position": [ 225 ], "answer_end_position": [ 229 ] }
1,978
670,357
กฎหมายไทย กฎหมายไทยเป็นแบบซีวิลลอว์ แต่ก็ได้รับอิทธิพลจากคอมมอนลอว์ (ดูระบบกฎหมายโลก)บ่อเกิดแห่งกฎหมาย บ่อเกิดแห่งกฎหมาย. ราชอาณาจักรรัตนโกสินทร์และสี่ราชอาณาจักรก่อนหน้าซึ่งนับตามแบบ ที่เรียกรวม ๆ ว่าสยามนั้น มีรัฐธรรมนูญซึ่งมิได้จัดทำประมวลกฎหมายเป็นส่วนใหญ่จนปี 2475 ในคำปรารถถึงประมวลกฎหมายอาญาซึ่งประกาศใช้เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2451 และมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 21 กันยายน พระมหากษัตริย์ตรัสว่า "ในสมัยโบราณ พระมหากษัตริย์แห่งชาติสยามปกครองราษฎรของพระองค์ด้วยกฎหมายซึ่งเดิมมาจากมนูธรรมศาสตร์ ซึ่งขณะนั้นเป็นกฎหมายที่ใช้ทั่วไปในหมู่ชาวอินเดียและประเทศเพื่อนบ้าน" บ่อเกิดหลักของกฎหมายไทยมีดังนี้- รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย กฎหมายอื่นจะขัดหรือแย้งมิได้ - พระราชบัญญัติและบทกฎหมาย ซึ่งหลายฉบับสร้างและแก้ไขเพิ่มเติม 4 ประมวลกฎหมายพื้นฐาน ได้แก่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ปพพ.) ประมวลกฎหมายอาญา (ปอ.) ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ประมวลกฎหมายซึ่งใหม่กว่ามีประมวลกฎหมายที่ดินและประมวลรัษฎากร - พระราชกำหนดหรือพระบรมราชโองการ พระมหากษัตริย์เป็นผู้ตราตามคำแนะนำของคณะรัฐมนตรี เมื่อจำเป็นต้องมีกฎหมายใหม่เพื่อความมั่นคงของชาติ ความปลอดภัยสาธารณะ เสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศหรือเพื่อปัดป้องภัยพิบัติสาธารณะ - สนธิสัญญา - กฎหมายรอง หมายถึง ข้อบังคับ (ของกระทรวง) คำสั่ง ประกาศ พระราชกฤษฎีกาและกฎ - ความเห็นของศาลฎีกาและคำวินิจฉัยของศาลอื่น บรรทัดฐานเกี่ยวกับการศาลในประเทศไทยไม่ผูกพัน ศาลไม่ถูกผูกพันให้ยึดคำวินิจฉัยของศาลเอง ศาลระดับล่างไม่ถูกผูกพันให้ยึดบรรทัดฐานที่ศาลระดับสูงกว่ากำหนด ทว่า กฎหมายไทยได้รับอิทธิพลจากบรรทัดฐานคอมมอนลอว์ ฉะนั้น ศาลจึงได้รับอิทธิพลอย่างมากจากคำวินิจฉัยก่อน ๆ หรือคำวินิจฉัยของศาลระดับสูงกว่า ศาลฎีกาจัดพิมพ์คำวินิจฉัยของศาลเอง เรียก "คำพิพากษาศาลฎีกา" ซึ่งมักใช้เป็นอำนาจชั้นรองและกำหนดเลขตามปีที่ออก ศาลปกครองและศาลรัฐธรรมนูญยังจัดพิมพ์คำวินิจฉัยหรือคำวินิจฉัยชี้ขาดของตนด้วยกฎหมายมหาชนรัฐธรรมนูญ กฎหมายมหาชน. รัฐธรรมนูญ. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศไทยซึ่งอยู่เหนือกว่ากฎหมายที่รัฐสภาออก รัฐธรรมนูญฉบับล่าสุด คือ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ศาลรัฐธรรมนูญมีเขตอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดความชอบต่อรัฐธรรมนูญ (constitutionality) ของพระราชบัญญัติ พระราชกฤษฎีกา ร่างกฎหมาย การแต่งตั้งและถอดถอนข้าราชการของรัฐ และประเด็นเกี่ยวกับพรรคการเมืองกฎหมายอาญา กฎหมายอาญา. ความผิดอาญาระบุไว้ในประมวลกฎหมายอาญา ตลอดจนบทกฎหมายอื่นอีกมาก มีการวางเค้าโครงวิธีพิจารณาความอาญาในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา- มีบทกฎหมายหลายฉบับว่าด้วยความผิดอาญาเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 นิยามยาเสพติด จำแนกเป็นประเภท ให้รายละเอียดความผิดและวางกรอบการลงโทษ การลงโทษสำหรับการผลิต นำเข้าหรือส่งออกยาเสพติดอยู่ในมาตรา 65–102 ซึ่งรวมโทษปรับ จำคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิต กฎหมายยาเสพติดอื่นมีพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 และพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ. 2519 - พบความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งว่า "ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ปีถึง 15 ปี ถ้าได้กระทำโดยการโฆษณา ต้องระวางโทษเช่นกัน" (ดู ความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ไทย)กฎหมายปกครอง กฎหมายปกครอง. คดีปกครองอย่างการพิจารณาทบทวนในศาลอยู่ในอำนาจหน้าที่ของศาลปกครอง ซึ่งจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 เขตอำนาจของศาลมีการกระทำไม่ชอบด้วยกฎหมายของหน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่รัฐ (เช่น เกินอำนาจ แย้งกันกับกฎหมาย ไม่สุจริต เป็นต้น) ละเลยหรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าอย่างไม่มีเหตุผลอันสมควร การละเมิดหรือความรับผิดอื่นของหน่วยงานของรัฐ สัญญาทางปกครอง สั่งให้บุคคลกระทำบางสิ่งหรือคำสั่งห้ามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง กฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง. การตรวจลงตรา (visa) และกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองมีในพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 และการแก้ไขเพิ่มเติม สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองของตำรวจเป็นผู้ปฏิบัติกฎหมาย ขณะที่คณะกรรมการพิจารณาคนเข้าเมืองมีอำนาจหน้าที่วินิจฉัยสั่งการอย่างให้หรือเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่
ระบบกฎหมายของประเทศไทยคือระบบใด
{ "answer": [ "ซีวิลลอว์" ], "answer_begin_position": [ 110 ], "answer_end_position": [ 119 ] }
1,980
291,492
ดอนัลด์ ทรัมป์ ดอนัลด์ จอห์น ทรัมป์ (; เกิด 14 มิถุนายน ค.ศ. 1946) เป็นประธานาธิบดีสหรัฐคนที่ 45 และยังเป็นนักธุรกิจ, พิธีกรรายการโทรทัศน์ และนักแสดงรับเชิญในภาพยนตร์หลายเรื่อง เขาเป็นประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ของบริษัททรัมป์ออร์กาไนเซชัน ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในสหรัฐอเมริกา ทรัมป์ยังเป็นผู้ก่อตั้งทรัมป์เอนเตอร์เทนเมนต์รีสอร์ต ที่มีกิจการกาสิโนและโรงแรมหลายแห่งทั่วโลก และด้วยการใช้ชีวิตที่หรูหราและการพูดจาที่โผงผางทำให้เขามีชื่อเสียง ยังเป็นส่วนให้เขาประสบความสำเร็จในรายการเรียลลิตี้โชว์ทางช่องเอ็นบีซี ที่ชื่อ The Apprentice (ที่เขารับตำแหน่งพิธีกรและผู้อำนวยการสร้าง) ดอนัลด์เกิดและเติบโตในนครนิวยอร์ก เขาเป็นบุตรคนที่ 4 ใน 5 ของเฟรด ทรัมป์ เศรษฐีผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในนครนิวยอร์ก ดอนัลด์ได้รับอิทธิพลอย่างมากจากพ่อของเขาในเป้าหมายของอาชีพการเป็นนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และในครั้งจบการศึกษาจากโรงเรียนธุรกิจวอร์ตันแห่งมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย ในปี ค.ศ. 1963 ดอนัลด์ ทรัมป์ได้เข้าร่วมบริษัทของพ่อของเขา ทรัมป์ออร์กาไนเซชัน เริ่มงานโดยการปรับปรุงโรงแรมคอมมอดอร์เป็นแกรนด์ไฮแอตต์กับครอบครัวพริตซ์เกอร์ เขายังคงดำเนินงานทรัมป์ทาวเวอร์ในนิวยอร์ก และหลายโครงการที่พักอยู่อาศัย ต่อมาทรัมป์ยังขยับขยายธุรกิจสู่อุตสาหกรรมการบิน และธุรกิจกาสิโนแอตแลนติกซิตี รวมถึงการซื้อทัชมาฮาลคะซีโน จากครอบครัวครอสบี แต่ก็ประสบกับภาวะล้มละลาย ข่าวส่วนมากในช่วงต้นคริสต์ทศวรรษ 1990 ของเขามักเกี่ยวกับด้านปัญหาการเงิน ในปลายคริสต์ทศวรรษ 1990 หลังจากฟื้นด้านธุรกิจและชื่อเสียง ในปี ค.ศ. 2001 เขาสร้างทรัมป์เวิลด์ทาวเวอร์สำเร็จ เป็นอาคารที่อยู่อาศัย 72 ชั้น อยู่ตรงข้ามสำนักงานใหญ่ขององค์การสหประชาชาติ เขายังเริ่มสร้างทรัมป์เพลซ กลุ่มอาคารหลายหลังริมแม่น้ำฮัดสัน ทรัมป์ยังเป็นเจ้าของพื้นที่การค้าในทรัมป์อินเตอร์แนชนัลแอนด์ทาวเวอร์ อาคาร 44 ชั้น (โรงแรมและอาคารชุดรวมกัน) ทรัมป์ยังเป็นเจ้าของพื้นที่หลายล้านตารางฟุต อสังหาริมทรัพย์ในแมนแฮตตันและยังถือเป็นบุคคลสำคัญทางด้านอสังหาริมทรัพย์ในสหรัฐอเมริกาและเป็นคนมีชื่อเสียงสำคัญกับสื่อมวลชน ทรัมป์ยังเป็นเจ้าของกิจการการประกวดนางงามจักรวาล ทรัมป์ชนะการเลือกตั้งเป็นการทั่วไปเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน ค.ศ. 2016 โดยชนะฮิลลารี คลินตัน คู่แข่งจากพรรคเดโมแครต ด้วยวัย 70 ปี ทรัมป์เป็นบุคคลอายุมากที่สุดและมีทรัพย์สินมากที่สุดที่ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี เป็นบุคคลแรกที่ไม่เคยรับราชการทหารหรือข้าราชการมาก่อน และเป็นบุคคลที่สี่ที่ได้รับเลือกตั้งโดยไม่ได้คะแนนเสียงของผู้มีสิทธิเลือกตั้งข้างมากทั่วประเทศ แนวนโยบายของทรัมป์เน้นการเจราความสัมพันธ์สหรัฐ–จีนและความตกลงการค้าเสรีใหม่ เช่น นาฟตาและความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก การบังคับใช้กฎหมายการเข้าเมืองอย่างแข็งขัน การสร้างกำแพงใหม่ตามชายแดนสหรัฐ–เม็กซิโก จุดยืนอื่นของเขาได้แก่การมุ่งอิสระทางพลังงานขณะที่ค้านข้อบังคับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอื่น เช่น แผนพลังงานสะอาดและความตกลงปารีส ปฏิรูปกิจการทหารผ่านศึก แทนที่รัฐบัญญัติการบริบาลที่เสียได้ (Affordable Care Act) การเลิกมาตรฐานการศึกษาคอมมอนคอร์ (Common Core) การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การลดความยุ่งยากของประมวลรัษฎากร (ประมวลกฎหมายภาษี) ขณะที่ลดภาษีแก่ทุกคน และกำหนดภาษีนำเข้าต่อบริษัทที่จ้างงานนอกประเทศ ทรัมป์ส่งเสริมแนวนโยบายต่างประเทศที่ไม่แทรกแซงเสียส่วนใหญ่ ขณะที่เพิ่มรายจ่ายทางทหาร "การตรวจสอบภูมิหลังเต็มที่" ของคนเข้าเมืองมุสลิมเพื่อป้องกันการก่อการร้ายอิสลามในประเทศ และการปฏิบัติทางทหารอย่างก้าวร้าวต่อ ISIS นักวิชาการและนักวิจารณ์อธิบายจุดยืนของทรัมป์ว่าเป็นประชานิยม ลัทธิคุ้มครองและชาตินิยม หลังทรัมป์ปลดเจมส์ โคมีย์ ผู้อำนวยการเอฟบีไอใน ค.ศ. 2017 กระทรวงยุติธรรมแต่งตั้งรอเบิร์ต มอลเลอร์เป็นที่ปรึกษาพิเศษในการสืบสวนเรื่องการประสานงานหรือความเชื่อมโยงระหว่างการรณรงค์ทรัมป์และรัฐบาลรัสเซียเกี่ยวกับการแทรกแซงการเลือกตั้งสหรัฐของรัสเซีย พ.ศ. 2559 และประเด็นที่เกี่ยวข้องประวัติและชีวิตช่วงต้น ประวัติและชีวิตช่วงต้น. ทรัมป์เกิดเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน ค.ศ. 1946 ทีควีนส์, รัฐนิวยอร์ก เขาเป็นบุตรคนที่สี่จากทั้งหมดจำนวนห้าคน พ่อของทรัมป์ชื่อ เฟเดอริก คริส เฟรด ทรัมป์ (1905 -1999) และแม่ แมรี่ แอนนี่ ทรัมป์ (1912 - 2000) ทรัมป์ยังมีพี่น้องทางสายเลือด แมรี แอนนี , เฟรด จูเนียร์ , แอลิซาเบธ และ โรเบิร์ต เฟรด จูเนียร์เป็นน้องชายคนสุดท้องเสียชีวิตปี 1981 จากแอลกอฮอลล์ ซึ่งทรัมป์กล่าวว่านั้นเป็นสาเหตุทำให้เลิกแอลกฮอลล์รวมทั้งบุหรี่ด้วยบรรพบุรุษ บรรพบุรุษ. ทรัมป์มีบิดาที่มีเชื้อสายเยอรมัน และมารดาเชื้อสายสก็อตแลนด์ แม่ของทรัมป์และรวมทั้งปู่ย่าตายายเกิดในยุโรป ปู่ยาตายายของทรัมป์เป็นผู้อพยพมายัง คาลล์ชตัดท์ , เยอรมนี และพ่อของทรัมป์ที่เป็นนักอสังหาริมทรัพย์ในนิวยอร์ก เกิดใน ควีนส์ ส่วนแม่ของทรัมป์อพยพเข้านิวยอร์กในวันเกิดของเธอ จากเมือง Tong , Lewis สก็อตแลนด์ เฟรดและแมรี่พบกันในนิวยอร์กทั้งคู่ตกลงแต่งงานกันในปี 1936 และอพยพครอบครัวไปยังเมืองควีนส์ จอห์น เค ทรัมป์ ลุงของทรัมป์ เป็นอาจารย์ในสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ระหว่างปี ค.ศ. 1936 ถึง ค.ศ. 1973 ลุงของทรัมป์มีส่วนคิดค้นเรดาร์ให้กับฝ่ายสัมพันธมิตรในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และคิดค้นเครื่องเอ็กซเรย์เพื่อช่วยผู้ป่วยโรคมะเร็ง ในปี 1943 สำนักงานสอบสวนกลางมีคำสั่งให้จอห์น ทรัมป์ ตรวจสอบกระดาษและอุปกรณ์ของนิโคลา เทสลา เมื่อครั้งที่นิโคลาเสียชีวิตในห้องของเขาที่โรงแรมนิวยอร์กเกอร์ (New Yorker Hotel) เฟดริก ทรัมป์ ปู่ของทรัมป์ เปิดร้านอาหารในซีแอตเทิลและครอนไลค์ (แคนาดา) ครอบครัวทรัมป์แรกเริ่มนับถือนิกายลูเทอแรน แต่พ่อแม่ของทรัมป์นับถือนิกายคริสตจักรปฏิรูป ครอบครัวทรัมป์แรกเริ่มสะกดชื่อสกุลว่า Drumpf แต่ถูกเปลี่ยนเป็น Trumps ในช่วงสงครามสามสิบปี ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 17 ทรัมป์กล่าวเขารู้สึกภูมิใจสำหรับการมีเชื้อสายจากเยอรมัน และเคยเป็นผู้นำขบวนพาเหรดออเคสต้าปี 1999 German-American Steuben Parade นครนิวยอร์กการศึกษา การศึกษา. ทรัมป์จบการศึกษาโรงเรียน The Kew-Forest School ในวัย 13 เขาสมัครโรงเรียนนายร้อยนิวยอร์ก ที่คอร์นวอลล์ รัฐนิวยอร์ก ทรัมป์ศึกษาที่มหาวิทยาลัยฟอร์ดัมในเดอะบร็องซ์ เป็นเวลาสองปี หลังจากนั้นในเดือนสิงหาคม 1964 ทรัมป์ย้ายไปศึกษาที่มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียในฟิลาเดลเฟีย ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่สอนเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์เป็นแห่งแรก ๆ ในสหรัฐอเมริกา ขณะนั้น เขาทำงานในบริษัทของครอบครัว Elizabeth Trump & Son โดยชื่อบริษัทตั้งจากชื่อยายของทรัมป์ เขาจบการศึกษาจากฟิลาเดเฟียในพฤษภาคม 1968 ปริญญาวิทยาศาสตรบัณฑิตด้านเศรษฐกิจ ทรัมป์ไม่ได้เกณฑ์ทหารในช่วงสงครามเวียดนาม เขาได้รับการผ่อนผันเกณท์ทหาร 4 ครั้ง ในปี 1966 เขาได้รับการตรวจสอบทางการแพทย์ซึ่งมีความสำคัญที่จะทำให้เขาสามารถบรรจุเป็นทหารเกณฑ์ ปี 1968 ได้รับการตัดสินโดยคณะกรรมการท้องถิ่นซึ่งมีมติให้ผ่อนผัน ในตุลาคม 1968 ในบทสัมภาษณ์ชีวประวัติของทรัมป์ ปี 2015 เขาให้เหตุผลว่าที่เขาได้ใบผ่อนผันจากแพทย์เนื่องจากเขามีอาการปวดส้นเท้า.สื่อบันเทิงมวยปล้ำอาชีพ มวยปล้ำอาชีพ. ในปี ค.ศ. 2013 ดับเบิลยูดับเบิลยูอี ได้บรรจุชื่อทรัมป์เข้าสู่หอเกียรติยศดับเบิลยูดับเบิลยูอีประจำปี ค.ศ. 2013
ประธานาธิบดีสหรัฐคนที่ 45 คือใคร
{ "answer": [ "ดอนัลด์ ทรัมป์" ], "answer_begin_position": [ 89 ], "answer_end_position": [ 103 ] }
1,982
291,492
ดอนัลด์ ทรัมป์ ดอนัลด์ จอห์น ทรัมป์ (; เกิด 14 มิถุนายน ค.ศ. 1946) เป็นประธานาธิบดีสหรัฐคนที่ 45 และยังเป็นนักธุรกิจ, พิธีกรรายการโทรทัศน์ และนักแสดงรับเชิญในภาพยนตร์หลายเรื่อง เขาเป็นประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ของบริษัททรัมป์ออร์กาไนเซชัน ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในสหรัฐอเมริกา ทรัมป์ยังเป็นผู้ก่อตั้งทรัมป์เอนเตอร์เทนเมนต์รีสอร์ต ที่มีกิจการกาสิโนและโรงแรมหลายแห่งทั่วโลก และด้วยการใช้ชีวิตที่หรูหราและการพูดจาที่โผงผางทำให้เขามีชื่อเสียง ยังเป็นส่วนให้เขาประสบความสำเร็จในรายการเรียลลิตี้โชว์ทางช่องเอ็นบีซี ที่ชื่อ The Apprentice (ที่เขารับตำแหน่งพิธีกรและผู้อำนวยการสร้าง) ดอนัลด์เกิดและเติบโตในนครนิวยอร์ก เขาเป็นบุตรคนที่ 4 ใน 5 ของเฟรด ทรัมป์ เศรษฐีผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในนครนิวยอร์ก ดอนัลด์ได้รับอิทธิพลอย่างมากจากพ่อของเขาในเป้าหมายของอาชีพการเป็นนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และในครั้งจบการศึกษาจากโรงเรียนธุรกิจวอร์ตันแห่งมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย ในปี ค.ศ. 1963 ดอนัลด์ ทรัมป์ได้เข้าร่วมบริษัทของพ่อของเขา ทรัมป์ออร์กาไนเซชัน เริ่มงานโดยการปรับปรุงโรงแรมคอมมอดอร์เป็นแกรนด์ไฮแอตต์กับครอบครัวพริตซ์เกอร์ เขายังคงดำเนินงานทรัมป์ทาวเวอร์ในนิวยอร์ก และหลายโครงการที่พักอยู่อาศัย ต่อมาทรัมป์ยังขยับขยายธุรกิจสู่อุตสาหกรรมการบิน และธุรกิจกาสิโนแอตแลนติกซิตี รวมถึงการซื้อทัชมาฮาลคะซีโน จากครอบครัวครอสบี แต่ก็ประสบกับภาวะล้มละลาย ข่าวส่วนมากในช่วงต้นคริสต์ทศวรรษ 1990 ของเขามักเกี่ยวกับด้านปัญหาการเงิน ในปลายคริสต์ทศวรรษ 1990 หลังจากฟื้นด้านธุรกิจและชื่อเสียง ในปี ค.ศ. 2001 เขาสร้างทรัมป์เวิลด์ทาวเวอร์สำเร็จ เป็นอาคารที่อยู่อาศัย 72 ชั้น อยู่ตรงข้ามสำนักงานใหญ่ขององค์การสหประชาชาติ เขายังเริ่มสร้างทรัมป์เพลซ กลุ่มอาคารหลายหลังริมแม่น้ำฮัดสัน ทรัมป์ยังเป็นเจ้าของพื้นที่การค้าในทรัมป์อินเตอร์แนชนัลแอนด์ทาวเวอร์ อาคาร 44 ชั้น (โรงแรมและอาคารชุดรวมกัน) ทรัมป์ยังเป็นเจ้าของพื้นที่หลายล้านตารางฟุต อสังหาริมทรัพย์ในแมนแฮตตันและยังถือเป็นบุคคลสำคัญทางด้านอสังหาริมทรัพย์ในสหรัฐอเมริกาและเป็นคนมีชื่อเสียงสำคัญกับสื่อมวลชน ทรัมป์ยังเป็นเจ้าของกิจการการประกวดนางงามจักรวาล ทรัมป์ชนะการเลือกตั้งเป็นการทั่วไปเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน ค.ศ. 2016 โดยชนะฮิลลารี คลินตัน คู่แข่งจากพรรคเดโมแครต ด้วยวัย 70 ปี ทรัมป์เป็นบุคคลอายุมากที่สุดและมีทรัพย์สินมากที่สุดที่ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี เป็นบุคคลแรกที่ไม่เคยรับราชการทหารหรือข้าราชการมาก่อน และเป็นบุคคลที่สี่ที่ได้รับเลือกตั้งโดยไม่ได้คะแนนเสียงของผู้มีสิทธิเลือกตั้งข้างมากทั่วประเทศ แนวนโยบายของทรัมป์เน้นการเจราความสัมพันธ์สหรัฐ–จีนและความตกลงการค้าเสรีใหม่ เช่น นาฟตาและความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก การบังคับใช้กฎหมายการเข้าเมืองอย่างแข็งขัน การสร้างกำแพงใหม่ตามชายแดนสหรัฐ–เม็กซิโก จุดยืนอื่นของเขาได้แก่การมุ่งอิสระทางพลังงานขณะที่ค้านข้อบังคับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอื่น เช่น แผนพลังงานสะอาดและความตกลงปารีส ปฏิรูปกิจการทหารผ่านศึก แทนที่รัฐบัญญัติการบริบาลที่เสียได้ (Affordable Care Act) การเลิกมาตรฐานการศึกษาคอมมอนคอร์ (Common Core) การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การลดความยุ่งยากของประมวลรัษฎากร (ประมวลกฎหมายภาษี) ขณะที่ลดภาษีแก่ทุกคน และกำหนดภาษีนำเข้าต่อบริษัทที่จ้างงานนอกประเทศ ทรัมป์ส่งเสริมแนวนโยบายต่างประเทศที่ไม่แทรกแซงเสียส่วนใหญ่ ขณะที่เพิ่มรายจ่ายทางทหาร "การตรวจสอบภูมิหลังเต็มที่" ของคนเข้าเมืองมุสลิมเพื่อป้องกันการก่อการร้ายอิสลามในประเทศ และการปฏิบัติทางทหารอย่างก้าวร้าวต่อ ISIS นักวิชาการและนักวิจารณ์อธิบายจุดยืนของทรัมป์ว่าเป็นประชานิยม ลัทธิคุ้มครองและชาตินิยม หลังทรัมป์ปลดเจมส์ โคมีย์ ผู้อำนวยการเอฟบีไอใน ค.ศ. 2017 กระทรวงยุติธรรมแต่งตั้งรอเบิร์ต มอลเลอร์เป็นที่ปรึกษาพิเศษในการสืบสวนเรื่องการประสานงานหรือความเชื่อมโยงระหว่างการรณรงค์ทรัมป์และรัฐบาลรัสเซียเกี่ยวกับการแทรกแซงการเลือกตั้งสหรัฐของรัสเซีย พ.ศ. 2559 และประเด็นที่เกี่ยวข้องประวัติและชีวิตช่วงต้น ประวัติและชีวิตช่วงต้น. ทรัมป์เกิดเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน ค.ศ. 1946 ทีควีนส์, รัฐนิวยอร์ก เขาเป็นบุตรคนที่สี่จากทั้งหมดจำนวนห้าคน พ่อของทรัมป์ชื่อ เฟเดอริก คริส เฟรด ทรัมป์ (1905 -1999) และแม่ แมรี่ แอนนี่ ทรัมป์ (1912 - 2000) ทรัมป์ยังมีพี่น้องทางสายเลือด แมรี แอนนี , เฟรด จูเนียร์ , แอลิซาเบธ และ โรเบิร์ต เฟรด จูเนียร์เป็นน้องชายคนสุดท้องเสียชีวิตปี 1981 จากแอลกอฮอลล์ ซึ่งทรัมป์กล่าวว่านั้นเป็นสาเหตุทำให้เลิกแอลกฮอลล์รวมทั้งบุหรี่ด้วยบรรพบุรุษ บรรพบุรุษ. ทรัมป์มีบิดาที่มีเชื้อสายเยอรมัน และมารดาเชื้อสายสก็อตแลนด์ แม่ของทรัมป์และรวมทั้งปู่ย่าตายายเกิดในยุโรป ปู่ยาตายายของทรัมป์เป็นผู้อพยพมายัง คาลล์ชตัดท์ , เยอรมนี และพ่อของทรัมป์ที่เป็นนักอสังหาริมทรัพย์ในนิวยอร์ก เกิดใน ควีนส์ ส่วนแม่ของทรัมป์อพยพเข้านิวยอร์กในวันเกิดของเธอ จากเมือง Tong , Lewis สก็อตแลนด์ เฟรดและแมรี่พบกันในนิวยอร์กทั้งคู่ตกลงแต่งงานกันในปี 1936 และอพยพครอบครัวไปยังเมืองควีนส์ จอห์น เค ทรัมป์ ลุงของทรัมป์ เป็นอาจารย์ในสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ระหว่างปี ค.ศ. 1936 ถึง ค.ศ. 1973 ลุงของทรัมป์มีส่วนคิดค้นเรดาร์ให้กับฝ่ายสัมพันธมิตรในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และคิดค้นเครื่องเอ็กซเรย์เพื่อช่วยผู้ป่วยโรคมะเร็ง ในปี 1943 สำนักงานสอบสวนกลางมีคำสั่งให้จอห์น ทรัมป์ ตรวจสอบกระดาษและอุปกรณ์ของนิโคลา เทสลา เมื่อครั้งที่นิโคลาเสียชีวิตในห้องของเขาที่โรงแรมนิวยอร์กเกอร์ (New Yorker Hotel) เฟดริก ทรัมป์ ปู่ของทรัมป์ เปิดร้านอาหารในซีแอตเทิลและครอนไลค์ (แคนาดา) ครอบครัวทรัมป์แรกเริ่มนับถือนิกายลูเทอแรน แต่พ่อแม่ของทรัมป์นับถือนิกายคริสตจักรปฏิรูป ครอบครัวทรัมป์แรกเริ่มสะกดชื่อสกุลว่า Drumpf แต่ถูกเปลี่ยนเป็น Trumps ในช่วงสงครามสามสิบปี ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 17 ทรัมป์กล่าวเขารู้สึกภูมิใจสำหรับการมีเชื้อสายจากเยอรมัน และเคยเป็นผู้นำขบวนพาเหรดออเคสต้าปี 1999 German-American Steuben Parade นครนิวยอร์กการศึกษา การศึกษา. ทรัมป์จบการศึกษาโรงเรียน The Kew-Forest School ในวัย 13 เขาสมัครโรงเรียนนายร้อยนิวยอร์ก ที่คอร์นวอลล์ รัฐนิวยอร์ก ทรัมป์ศึกษาที่มหาวิทยาลัยฟอร์ดัมในเดอะบร็องซ์ เป็นเวลาสองปี หลังจากนั้นในเดือนสิงหาคม 1964 ทรัมป์ย้ายไปศึกษาที่มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียในฟิลาเดลเฟีย ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่สอนเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์เป็นแห่งแรก ๆ ในสหรัฐอเมริกา ขณะนั้น เขาทำงานในบริษัทของครอบครัว Elizabeth Trump & Son โดยชื่อบริษัทตั้งจากชื่อยายของทรัมป์ เขาจบการศึกษาจากฟิลาเดเฟียในพฤษภาคม 1968 ปริญญาวิทยาศาสตรบัณฑิตด้านเศรษฐกิจ ทรัมป์ไม่ได้เกณฑ์ทหารในช่วงสงครามเวียดนาม เขาได้รับการผ่อนผันเกณท์ทหาร 4 ครั้ง ในปี 1966 เขาได้รับการตรวจสอบทางการแพทย์ซึ่งมีความสำคัญที่จะทำให้เขาสามารถบรรจุเป็นทหารเกณฑ์ ปี 1968 ได้รับการตัดสินโดยคณะกรรมการท้องถิ่นซึ่งมีมติให้ผ่อนผัน ในตุลาคม 1968 ในบทสัมภาษณ์ชีวประวัติของทรัมป์ ปี 2015 เขาให้เหตุผลว่าที่เขาได้ใบผ่อนผันจากแพทย์เนื่องจากเขามีอาการปวดส้นเท้า.สื่อบันเทิงมวยปล้ำอาชีพ มวยปล้ำอาชีพ. ในปี ค.ศ. 2013 ดับเบิลยูดับเบิลยูอี ได้บรรจุชื่อทรัมป์เข้าสู่หอเกียรติยศดับเบิลยูดับเบิลยูอีประจำปี ค.ศ. 2013
ประธานาธิบดีสหรัฐคนที่ 45 นายดอนัลด์ ทรัมป์ เกิดเมื่อใด
{ "answer": [ "14 มิถุนายน ค.ศ. 1946" ], "answer_begin_position": [ 133 ], "answer_end_position": [ 154 ] }
1,987
441,521
เบเนดิกต์ คัมเบอร์แบตช์ เบเนดิกต์ ทิโมที คาร์ลตัน คัมเบอร์แบตช์ () เกิดเมื่อวันที่ 19 เดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1976 เป็นนักแสดงชาวอังกฤษที่มีผลงานทั้งทางโทรทัศน์ วิทยุ และโรงละคร ซึ่งได้รับรางวัลจากบทบาทที่แสดงมากมาย อาทิ Hawking (ภาพยนตร์โทรทัศน์) ปี 2004, Amazing Grace ปี 2006, Atonement ปี 2007, The Last Enemy ปี 2008, Small Island ปี 2009 และ เชอร์ล็อก ปี 2010-ปัจจุบัน ในส่วนภาพยนตร์ ปี 2011 Tinker Tailor Soldier Spy รับบทเป็นปีเตอร์ กวิลเลม ปี 2013 ได้รับบทเป็นข่าน ในเรื่อง Star Trek Into Darkness และมังกรสเมาก์ ในเรื่อง The Hobbit: The Desolation of Smaug ในปี 2014 ได้รับบทเป็นวิลเลียม ฟอร์ด ในเรื่อง 12 Years a Slave อลัน ทูริ่ง ในเรื่อง The Imitation Game ในปี 2015 เบเนดิกต์แสดงละครเวทีเรื่อง Hamlet ซึ่งเป็นหนึ่งในผลงานที่มีชื่อเสียงของเชคสเปียร์ โดยรับบทเป็น เจ้าชายแฮมเล็ต ที่โรงละคร Barbican ในกรุงลอนดอน บทบาทในการพากย์เสียงในภาพยนต์เรื่องต่าง ๆ ได้แก่ บท มังกรสม็อค และ the Necromancer ใน (2013), บท Classified ในเพนกวิน ออฟ มาดากัสกา (2014) จากค่ายดรีมเวิร์ก อนิเมชั่น ปัจจุบันเบเนดิกต์สวมบทบาทเป็นตัวละครใน มาร์เวล คอมมิค มีชื่อว่า ด็อกเตอร์สเตรนจ์ และมีภาพยนต์ออกมาภายใต้ชื่อเดียวกันในปี 2016 ด้านชีวิตส่วนตัว คัมเบอร์แบตช์สมรสกับโซฟี ฮันเตอร์ ผู้กำกับละครเวที เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2015 และบุตรคนแรกของทั้งคู่เกิดเมื่อเดือนมิถุนายน มีชื่อว่า คริสโตเฟอร์ คาร์ลตัน คัมเบอร์แบตช์ โดยชื่อ Carlton ได้เอามาจากนามสกุลของบิดาของคัมเบอร์แบตช์เอง ส่วนบุตรคนที่สองเกิดเมื่อเดือนมีนาคม ปี 2017 มีชื่อว่า ฮาล ออเดน คัมเบอร์แบตช์ โดยชื่อ Hal มาจากชื่อเล่นในวัยเด็กของพระเจ้าเฮนรี่ที่ 5 ในบทประพันธ์ของเช็คสเปียร์รางวัลรางวัลที่ได้รางวัล. รางวัลที่ได้. - Laurence Olivier Award for Best Actor - National Television Award for TV Detective - แซทเทิลไลท์ อวอร์ด สาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมใน มินิซีรีส์ / ภาพยนตร์สร้างสำหรับออกอากาศทางโทรทัศน์รางวัลที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิง. - เอ็มทีวีมูวีอะวอดส์ สาขาสุดยอดดาวร้าย - รางวัลสมาคมนักแสดงภาพยนตร์และโทรทัศน์ สาขาคัดเลือกนักแสดงยอดเยี่ยม - รางวัลเอ็มมี สาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมในมินิซีรีส์หรือภาพยนตร์โทรทัศน์ - บริติชอะแคเดมีเทเลวิชันอะวอดส์ สาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม - รางวัลลอเรนซ์ โอลิเวอร์ สาขานักแสดงสมทบยอดเยี่ยม - บริติชอินดิเพนเดนต์ฟิล์มอะวอดส์ สาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม - รางวัลลูกโลกทองคำ สาขารางวัลทางโทรทัศน์ - รางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยม ประเภทมินิซีรีส์หรือภาพยนตร์ที่ทำเพื่อฉายทางโทรทัศน์ - รางวัลแบฟตา สาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยม - แนชนัลเทเลวิชันอะวอดส์ สาขานักแสดงยอดเยี่ยม - เอ็มทีวีมูวีอะวอดส์ สาขา ตัวละครยอดนิยม - รางวัลอเคเดมี่ อวอร์ด หรือ ออสก้า สาขานักแสดงชายยอดเยี่ยม จากบทบาทของอลัน ทูริ่ง ในเรื่อง The Imitation Gameผลงานด้านการแสดง
เบเนดิกต์ คัมเบอร์แบตช์ นักแสดงชายชาวอังกฤษ เกิดเมื่อปีค.ศ.ใด
{ "answer": [ "1976" ], "answer_begin_position": [ 202 ], "answer_end_position": [ 206 ] }
2,498
441,521
เบเนดิกต์ คัมเบอร์แบตช์ เบเนดิกต์ ทิโมที คาร์ลตัน คัมเบอร์แบตช์ () เกิดเมื่อวันที่ 19 เดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1976 เป็นนักแสดงชาวอังกฤษที่มีผลงานทั้งทางโทรทัศน์ วิทยุ และโรงละคร ซึ่งได้รับรางวัลจากบทบาทที่แสดงมากมาย อาทิ Hawking (ภาพยนตร์โทรทัศน์) ปี 2004, Amazing Grace ปี 2006, Atonement ปี 2007, The Last Enemy ปี 2008, Small Island ปี 2009 และ เชอร์ล็อก ปี 2010-ปัจจุบัน ในส่วนภาพยนตร์ ปี 2011 Tinker Tailor Soldier Spy รับบทเป็นปีเตอร์ กวิลเลม ปี 2013 ได้รับบทเป็นข่าน ในเรื่อง Star Trek Into Darkness และมังกรสเมาก์ ในเรื่อง The Hobbit: The Desolation of Smaug ในปี 2014 ได้รับบทเป็นวิลเลียม ฟอร์ด ในเรื่อง 12 Years a Slave อลัน ทูริ่ง ในเรื่อง The Imitation Game ในปี 2015 เบเนดิกต์แสดงละครเวทีเรื่อง Hamlet ซึ่งเป็นหนึ่งในผลงานที่มีชื่อเสียงของเชคสเปียร์ โดยรับบทเป็น เจ้าชายแฮมเล็ต ที่โรงละคร Barbican ในกรุงลอนดอน บทบาทในการพากย์เสียงในภาพยนต์เรื่องต่าง ๆ ได้แก่ บท มังกรสม็อค และ the Necromancer ใน (2013), บท Classified ในเพนกวิน ออฟ มาดากัสกา (2014) จากค่ายดรีมเวิร์ก อนิเมชั่น ปัจจุบันเบเนดิกต์สวมบทบาทเป็นตัวละครใน มาร์เวล คอมมิค มีชื่อว่า ด็อกเตอร์สเตรนจ์ และมีภาพยนต์ออกมาภายใต้ชื่อเดียวกันในปี 2016 ด้านชีวิตส่วนตัว คัมเบอร์แบตช์สมรสกับโซฟี ฮันเตอร์ ผู้กำกับละครเวที เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2015 และบุตรคนแรกของทั้งคู่เกิดเมื่อเดือนมิถุนายน มีชื่อว่า คริสโตเฟอร์ คาร์ลตัน คัมเบอร์แบตช์ โดยชื่อ Carlton ได้เอามาจากนามสกุลของบิดาของคัมเบอร์แบตช์เอง ส่วนบุตรคนที่สองเกิดเมื่อเดือนมีนาคม ปี 2017 มีชื่อว่า ฮาล ออเดน คัมเบอร์แบตช์ โดยชื่อ Hal มาจากชื่อเล่นในวัยเด็กของพระเจ้าเฮนรี่ที่ 5 ในบทประพันธ์ของเช็คสเปียร์รางวัลรางวัลที่ได้รางวัล. รางวัลที่ได้. - Laurence Olivier Award for Best Actor - National Television Award for TV Detective - แซทเทิลไลท์ อวอร์ด สาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมใน มินิซีรีส์ / ภาพยนตร์สร้างสำหรับออกอากาศทางโทรทัศน์รางวัลที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิง. - เอ็มทีวีมูวีอะวอดส์ สาขาสุดยอดดาวร้าย - รางวัลสมาคมนักแสดงภาพยนตร์และโทรทัศน์ สาขาคัดเลือกนักแสดงยอดเยี่ยม - รางวัลเอ็มมี สาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมในมินิซีรีส์หรือภาพยนตร์โทรทัศน์ - บริติชอะแคเดมีเทเลวิชันอะวอดส์ สาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม - รางวัลลอเรนซ์ โอลิเวอร์ สาขานักแสดงสมทบยอดเยี่ยม - บริติชอินดิเพนเดนต์ฟิล์มอะวอดส์ สาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม - รางวัลลูกโลกทองคำ สาขารางวัลทางโทรทัศน์ - รางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยม ประเภทมินิซีรีส์หรือภาพยนตร์ที่ทำเพื่อฉายทางโทรทัศน์ - รางวัลแบฟตา สาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยม - แนชนัลเทเลวิชันอะวอดส์ สาขานักแสดงยอดเยี่ยม - เอ็มทีวีมูวีอะวอดส์ สาขา ตัวละครยอดนิยม - รางวัลอเคเดมี่ อวอร์ด หรือ ออสก้า สาขานักแสดงชายยอดเยี่ยม จากบทบาทของอลัน ทูริ่ง ในเรื่อง The Imitation Gameผลงานด้านการแสดง
นักแสดงชาวอังกฤษชื่อว่าเบเนดิกต์ คัมเบอร์แบตช์ สมรสกับใคร
{ "answer": [ "โซฟี ฮันเตอร์" ], "answer_begin_position": [ 1246 ], "answer_end_position": [ 1259 ] }
1,988
17,337
ประเทศเวเนซุเอลา ประเทศเวเนซุเอลา (, เบ-เน-ซเว-ลา) มีชื่อทางการว่า สาธารณรัฐโบลีวาร์แห่งเวเนซุเอลา (, ) เป็นประเทศบนชายฝั่งทางเหนือของทวีปอเมริกาใต้ มีอาณาเขตจรดประเทศโคลอมเบียทางทิศตะวันตก จรดบราซิลทางทิศใต้ และจรดกายอานาทางทิศตะวันออก เวเนซุเอลามีดินแดนราว 916,445 ตารางกิโลเมตร และมีประชากรโดยประมาณ 29,105,632 คน เวเนซุเอลาถูกพิจารณาว่าเป็นรัฐที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงอย่างยิ่ง โดยถิ่นที่อยู่มีตั้งแต่เทือกเขาแอนดีสทางตะวันตกไปถึงป่าฝนแอ่งแอมะซอนทางใต้ ผ่านที่ราบยาโนสอันกว้างใหญ่และชายฝั่งแคริบเบียนในตอนกลางและสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโอรีโนโกทางตะวันออก เวเนซุเอลาเป็นสหพันธรัฐที่มีประธานาธิบดีเป็นประมุข ประกอบด้วย 23 รัฐ, แคปิทอลดิสตริกท์ (Capital District) ซึ่งมีกรุงการากัส และเฟเดอรัลดีเพนเดนซี (Federal Dependency) ซึ่งประกอบด้วยหมู่เกาะนอกชายฝั่งเวเนซุเอลา เวเนซุเอลาอ้างสิทธิ์เหนือดินแดนทั้งหมดของกายอานาที่อยู่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเอสกวีโบ ซึ่งผืนดิน 159,500 ตารางกิโลเมตรนี้ถูกตั้งฉายาว่า กายอานาเอสกวีบา หรือ "เขตที่ถูกเรียกร้องคืน" เวเนซุเอลาเป็นหนึ่งในประเทศที่กลายเป็นเมืองที่สุดในละตินอเมริกา ชาวเวเนซุเอลาส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในนครทางเหนือ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กรุงการากัส เมืองหลวงของประเทศ ซึ่งเป็นนครใหญ่สุดเช่นกัน นับแต่การค้นพบน้ำมันในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 เวเนเซุเอลากลายเป็นหนึ่งในประเทศผู้ส่งออกน้ำมันของโลก และมีน้ำมันสำรองใหญ่ที่สุด จากเดิมที่เวเนซุเอลาเป็นประเทศด้อยพัฒนาที่ส่งออกโภคภัณฑ์ทางการเกษตร เช่น กาแฟและโกโก้ แต่น้ำมันขึ้นมาครองการส่งออกและรายได้ภาครัฐอย่างรวดเร็ว ปริมาณน้ำมันที่มากเกินความต้องการในคริสต์ทศวรรษ 1980 นำไปสู่วิกฤตหนี้สินภายนอกและวิกฤตเศรษฐกิจอันยาวนาน ซึ่งเงินเฟ้อแตะ 100% ในปี 2539 และอัตราความยากจนพุ่งแตะ 66% ในปี 2538 โดยที่ในปี 2541 จีดีพีต่อหัวร่วงลงอยู่ระดับเดียวกับปี 2506 หรือลดลงหนึ่งในสามจากจุดสูงสุดในปี 2521 การฟื้นตัวของราคาน้ำมันหลังปี 2544 กระตุ้นเศรษฐกิจเวเนซูเอลาและอำนวยการบริโภคทางสังคม แม้ผลกระทบจากวิกฤตการเงินโลกปี 2551 จะทำให้เกิดเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหม่ อย่างไรก็ดี จนถึงปี 2553 เศรษฐกิจเวเนซูเอลากลับมาเติบโตอีกครั้ง เวเนซุเอลายังได้อ้างว่าตนตั้งอยู่ในตะวันออกกลางและสันนิบาตอาหรับภูมิศาสตร์ ภูมิศาสตร์. ตามสภาพภูมิศาสตร์นั้น เวเนซุเอลาแบ่งออกได้เป็น 4 ตอน กล่าวคือ ตอนที่เป็นที่ราบต่ำรอบทะเลสาบมาราไคโบ (Maracaibo) ตอนที่ราบสูงทางเหนือ ตอนที่เป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำโอริโนโค (Orinoco) และที่ราบสูงเดียนา (Diana)ประวัติศาสตร์ยุคก่อนประวัติศาสตร์อาณานิคมสเปน ประวัติศาสตร์. อาณานิคมสเปน. คริสโตเฟอร์ โคลัมบัสได้เดินทางมาถึงเวเนซูเอลลาเมื่อปี ค.ศ. 1498 พื้นที่ตรงนี้มีคนพื้นเมือง หลายเผ่า อาศัยอยู่ เช่นเผ่า อาราวัก คาริบ และชิบชา โคลัมบัสได้ยึดดินแดนแห่งนี้เป็นเมืองขึ้นของสเปนและตั้ง ชื่อดินแดน ที่เดินทาง มาถึงนี้ว่า เวเนซูเอลลา ซึ่งแปลว่า เวนิสน้อยเพราะมีภูมิประเทศคล้ายกับเมืองเวนิส เมืองหลวงคาราคัสได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1567 ซิมอน โบลิวาร์เกิดในเมืองหลวงนี้ เมื่อปี ค.ศ. 1783 และเขาเป็นบุคคลแรกในทวีปอเมริกาใต้ที่จับอาวุธลุกขึ้นสู้เพื่อกู้เอกราชของชาวลาตินอเมริกาจากแอกของนักล่าอาณานิคมชาวสเปนในปี ค.ศ. 1818 และได้รับเอกราชในปี 1821 โดยใช้เวลาเพียง 11 ปีเท่านั้นประกาศเอกราช ประกาศเอกราช. เมื่อได้รับเอกราชเขาได้ประกาศเป็นสหภาพมหาโคลัมเบียโดยรวมประเทศเข้ากับประเทศโคลัมเบีย และ เอควาดอร์ แต่ต่อมาในปี 1830 ก็แยกประเทศออกมาเป็นประเทศสาธารณรัฐต่างหากมาจนถึงทุกวันนี้ศตวรรษที่ 19ศตวรรษที่ 20การเมืองการปกครอง การเมืองการปกครอง. รูปแบบการปกครอง สหพันธ์สาธารณรัฐ (Federal Republic) ประกอบด้วย 1 เขตนครหลวง (federal district) 2 federal territories และ 72 federal dependenciesบริหาร บริหาร. ประธานาธิบดีเป็นทั้งประมุขของรัฐและหัวหน้าคณะรัฐบาล รวมถึงเป็นผู้แต่งตั้งคณะรัฐมนตรี ประธานาธิบดีมาจากการเลือกตั้งในระบบคะแนนนิยม วาระการดำรงตำแหน่ง 6 ปี (ไม่กำหนดวาระ สามารถดำรงตำแหน่งได้หากได้รับการเลือกตั้งต่อไป) ที่ทำการประธานาธิบดี : ทำเนียบประธานาธิบดีมิราโฟลเรส (Miraflores Palace)นิติบัญญัติ นิติบัญญัติ. ระบบสภาเดียว (Unicameral National Assembly หริอ Asamblea Nacional) จำนวน 165 ที่นั่ง สมาชิกมาจากการเลือกตั้งระบบคะแนนนิยม วาระ 5 ปี อีก 3 ที่นั่งสำหรับชนพื้นเมืองของประเทศ)ตุลาการ ตุลาการ. ศาลสูงสุดเรียกว่า Supreme Tribunal of Justice หรือ Tribunal Supremo de Justicia มีผู้พิพากษา 32 คน มาจากการเลือกตั้งโดยรัฐสภา (National Assembly) วาระการดำรงตำแหน่ง 12 ปีการบังคับใช้กฎหมาย การบังคับใช้กฎหมาย. ระบบกฎหมาย : ระบบประมวลกฎหมาย ที่มีรากฐานมาจากระบบกฎหมายของสเปนสถานการณ์สำคัญสิทธิมนุษยชนการแบ่งเขตการปกครอง การแบ่งเขตการปกครอง. เวเนซุเอลาแบ่งเขตการปกครองออกเป็น- 23 รัฐ (states - estados) - แคพิทอลดิสตริกต์ (Capital District - Distrito Capital) ซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองหลวงการากัส และ - เฟเดอรัลดีเพนเดนซีส์* (Federal Dependencies - Dependencias Federales)นโยบายต่างประเทศความสัมพันธ์กับกลุ่มประเทศลาตินอเมริกาความสัมพันธ์ระหว่างไทยนโยบายต่างประเทศ. ความสัมพันธ์ระหว่างไทย. - การทูต - เศรษฐกิจ - ความร่วมมือทางวิชาการ - การเยือน- ฝ่ายไทย - ฝ่ายเวเนซุเอลากองทัพกองกำลังกึ่งทหารเศรษฐกิจโครงสร้างเศรษฐกิจเศรษฐกิจ. โครงสร้างเศรษฐกิจ. - ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) : 402.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ค่าประมาณ พ.ศ. 2555)- GDP รายบุคคล : 13,200 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ค่าประมาณ พ.ศ. 2555)- อัตราการเจริญเติบโต GDP : 5.7% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2555)- GDP แยกตามภาคการผลิต : ภาคการเกษตร 3.7%, ภาคอุตสาหกรรม 35.3%, ภาคการบริการ 61.1% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2555)- อัตราการว่างงาน : 8% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2555)- อัตราเงินเฟ้อ (Consumer Prices) : 20.9% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2555)- ผลผลิตทางการเกษตร : ข้าวโพด ข้าวฟ่าง อ้อย ข้าว กล้วย ผัก กาแฟ เนื้อวัว เนื้อหมู นม ไข่ ปลา- อุตสาหกรรม : ปิโตรเลียม วัสดุก่อสร้าง อาหาร สิ่งทอ เหมืองแร่เหล็ก เหล็ก อะลูมิเนียม ชิ้นส่วนมอเตอร์ยานพาหนะ- อัตราการเติบโตภาคอุตสาหกรรม : 3.4% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2554)- หนี้สาธารณะ : 49% ของ GDP (ค่าประมาณ พ.ศ. 2555)- ดุลบัญชีเดินสะพัด : 20.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ค่าประมาณ พ.ศ. 2555)- มูลค่าการส่งออก : 96.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ค่าประมาณ พ.ศ. 2555)- สินค้าส่งออก : ปิโตรเลียม บอคไซต์และอะลูมิเนียม เหล็ก เคมีภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์เกษตร สิ่งประดิษฐ์ง่ายๆ- ประเทศคู่ค้า (ส่งออก)ที่สำคัญ : สหรัฐอเมริกา 40.2% จีน 10.5% อินเดีย 5.5% คิวบา 4% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2554)- มูลค่าการนำเข้า : 56.69 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ค่าประมาณ พ.ศ. 2555)- สินค้านำเข้า : วัสดุที่ยังไม่ได้แปรรูป เครื่องจักรและอุปกรณ์ อุปกรณ์การขนส่ง วัสดุก่อสร้าง- ประเทศคู่ค้า (นำเข้า)ที่สำคัญ : สหรัฐอเมริกา 28.6% บราซิล 10.6% จีน 15.1% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2554)- สกุลเงิน : โบลีวาร์ (bolivars) , สัญลักษณ์เงิน : VEBอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม อุตสาหกรรมและเกษตรกรรม. สำหรับภาคอุตสาหกรรมการผลิต (manufacturing) (คิดเป็นร้อยละ 17 ของ GDP ของเวเนซุเอลา) ยังไม่อยู่ในสภาพแข่งขันได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการผลิตเพื่อการส่งออก ยกเว้นอุตสาหกรรมการลงทุนภาครัฐที่ใช้เงินทุนสูง แม้ว่าในปี ค.ศ. 2005 มีอัตราการเจริญเติบโตร้อยละ 9 แต่ยังคงขาดแคลนการลงทุนจากภาคเอกชน ทั้งนี้ ผลิตผลที่สำคัญ ได้แก่ เหล็กกล้า อลูมินั่ม สิ่งทอ เสื้อผ้า เครื่องดื่ม และอาหาร สำหรับภาคอุตสาหกรรมการเกษตรคิดเป็นร้อยละ 5 ของ GDP และร้อยละ 10 ของการจ้างงาน โดยผลิตผลทางการเกษตรที่สำคัญได้แก่ ข้าว ยาสูบ ปลา ผลไม้เมืองร้อน (tropical fruits) กาแฟ โกโก้ (ในช่วงทศวรรษที่ 1960s และ 1970s เวเนซุเอลาเคยเป็นประเทศผู้ผลิตกาแฟ และโกโก้รายใหญ่ของโลก แต่ในปัจจุบันเวเนซุเอลาผลิตกาแฟเพียงประมาณร้อยละ 1 ของปริมาณกาแฟโลกและส่วนมากเพื่อการบริโภคภายในประเทศ) ทั้งนี้ เนื่องจากการหันเหความสนใจมายังอุตสาหกรรมน้ำมันที่สร้างรายได้หลักให้กับประเทศ อย่างไรก็ดี ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาได้มีความพยายามที่จะฟื้นฟูการปลูกและผลิตโกโก้ในเวเนซุเอลา (โกโก้ของเวเนซุเอลาบางชนิดได้ชื่อว่าเป็นโกโก้ที่ดีและมีกลิ่นหอมที่สุดในโลก และใช้สำหรับการผลิตช็อคโกแลตแท้ชั้นดีเท่านั้น) เวเนซุเอลายังไม่สามารถผลิตสินค้าเกษตรได้พอเพียงกับความต้องการภายในประเทศ ยังคงต้องนำเข้าสินค้าเกษตร เช่น ข้าวสาลี ข้าวโพด ถั่วเหลือง อาหารที่ทำจากถั่วเหลือง ฝ้าย ไขมันจากสัตว์ น้ำมันพืช ส่วนใหญ่นำเข้าจากสหรัฐฯ และโคลอมเบีย นอกจากนั้น การพึ่งพาการส่งออกน้ำมันทำให้เวเนซุเอลาได้รับผลกระทบจากความผันผวนทางเศรษฐกิจโลก หากราคาน้ำมันสูง นโยบายการใช้จ่ายงบประมาณจะมากขึ้นด้วย รัฐบาลเวเนซุเอลามีนโยบายไม่เห็นด้วยกับการจัดทำ Free Trade Area of the Americas (FTAA) แต่มีนโยบายส่งเสริมบูรณาการภายในภูมิภาคอเมริกาใต้ ทั้งนี้ เวเนซุเอลาได้ลงนามในความตกลง Agreement for the Application of the Bolivarian Alternative for the Peoples of Our America and the Peoples’ Trade Agreements (ALBA) กับคิวบาและโบลิเวียเมื่อเดือนธันวาคม ค.ศ. 2005 และเมื่อวันที่ 29 เมษายน ค.ศ. 2006 ตามลำดับ โดยหวังว่า ความตกลง ALBA จะเป็นแนวทางการรวมตัวทางเศรษฐกิจและความร่วมมือในภูมิภาคตามแนวความคิดแบบสังคมนิยมและจะเป็นทางเลือกแทนการจัดทำความตกลงการค้าเสรีของภูมิภาคอเมริกาใต้ซึ่งมีสหรัฐฯ เป็นผู้สนับสนุนที่สำคัญแหล่งพลังงานน้ำมัน และ ปิโตรเลียมการท่องเที่ยวโครงสร้างพื้นฐานการคมนาคม และ โทรคมนาคมเส้นทางคมนาคมโครงสร้างพื้นฐาน. การคมนาคม และ โทรคมนาคม. เส้นทางคมนาคม. - เส้นทางรถไฟ : ระยะทางรวม 682 กิโลเมตร ระยะทางเส้นทางรถไฟความกว้างมาตรฐาน (Standard Gauge) : ความกว้าง 1.435 เมตร : 682 กิโลเมตร- เส้นทางรถยนต์ : รวม 96,155 กิโลเมตร เส้นทางปรับพื้นผิวถนนแล้ว : 32,308 กิโลเมตร เส้นทางที่ไม่ได้ปรับพื้นผิวถนน : 63,847 กิโลเมตร- เส้นทางน้ำ : 7,100กิโลเมตร หมายเหตุ:แม่น้ำโอริโนโค( Rio Orinoco )และทะเลสาบ เลคเด มาราไคโบ( Lake de Maracaibo )สามารถใช้เป็นเส้นทางลำเลียงทางน้ำไปสู่มหาสมุทรได้ แม่น้ำโอริโนโคยาว 400กิโลเมตร- การค้าทางทะเล : เรือสินค้า 59 ลำ, เรือต่างชาติ 12ลำ, เรือจดทะเบียนในต่างประเทศ 12ลำ- ท่าอากาศยาน375แห่งวิทยาศาสตร์ และ เทคโนโลยีการศึกษา การศึกษา. ก่อนยุคชาเวซจะขึ้นสู่อำนาจการศึกษาในประเทศเวเนวุเอลา นั้นด้อยมาตรฐานประชากรส่วนใหญ่แทบอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้เพราะรัฐบาลในขณะนั้นมีการทุจริตคอรัปชั่นสูงมาก หลังฮูโก้ ชาเวซขึ้นสู่อำนาจชาเวซได้ทุ่มงบนโยบายการศึกษาด้วยงบจากการขายนํ้ามันมาพัฒนาการศึกษาในประเทศทำให้ชาวเวเนซุเอลาสามารถอ่านออกเขียนออกได้รู้หนังสือมากขึ้นสาธารณสุขประชากรศาสตร์เชื้อชาติชนพื้นเมืองภาษาศาสนาวัฒนธรรมสถาปัตยกรรมวรรณกรรมดนตรีอาหารสื่อสารมวลชนวันหยุดกีฬามวยสากลฟุตบอลบาสเกตบอลเบสบอลรถสูตร 1
ประเทศเวเนซุเอลาตั้งอยู่ในทวีปใด
{ "answer": [ "อเมริกาใต้" ], "answer_begin_position": [ 227 ], "answer_end_position": [ 237 ] }
1,989
927,755
รอมแพง รอมแพง เป็นนามปากกาของ จันทร์ยวีร์ สมปรีดา (ชื่อเล่น: อุ้ย; เกิด พ.ศ. 2520 อำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช) เป็นนักประพันธ์ชาวไทย เธอมีผลงานมาแล้วมากกว่า 20 งานเขียนด้วยกันอย่าง ดาวเกี้ยวเดือน, บุพเพสันนิวาส, มิติรักข้ามดวงดาว, คีตโลกา, เรือนพะยอม และส่วนใหญ่ก็จะเป็นนวนิยายแนวรักตลก งานของเธอมีเอกลักษณ์ทั้งสำนวนภาษา และบทพรรณาโวหารที่บรรยายสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมในสมัยนั้น บุคลิกตัวละคร โดยเฉพาะนางเอกให้มีบุคลิกที่สดใสร่าเริง มีความเป็นตัวของตัวเองสูง ชื่อนามปากกา ใช้ตามชื่อตัวละคร รอมแพง ในเรื่อง เวียงกุมกาม ของทมยันตี แปลว่า "ผู้เป็นที่รัก" หรือ "หญิงผู้เป็นที่รัก" เธอสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนวัดประทุมทายการาม ในระดับประถมศึกษา และมัธยมศึกษาจากโรงเรียนกัลยาณีศรีธรรมราช ระดับปริญญาตรีจากคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร เอกประวัติศาสตร์ศิลปะ โทภาษาไทย ทำงานประจำหลายงาน ตั้งแต่ขายเครื่องสำอาง เซลล์ขายบ้าน เลขานุการทนายความ ธุรการ พนักงานประมาณราคาของบริษัทตกแต่งภายใน พนักงานพิสูจน์อักษร ภัณฑารักษ์ (ผู้ดูแลพิพิธภัณฑ์) จนเธอเริ่มเขียนหนังสือประมาณปี พ.ศ. 2549 และได้รวมเล่มในปีถัดมา ขณะนั้นเธอประกอบอาชีพอื่นอยู่ จึงลาออกมาทำงานเขียนเป็นงานประจำ นวนิยายเรื่องแรกเลยก็คือ มิติรักข้ามดวงดาว ที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก การเล่นเกมมังกรหยก ด้วยความที่เธอพิมพ์ค่อนข้างรวดเร็ว จึงตอบโต้กับเพื่อนในเกมได้ทันที แถมภาษาที่ใช้ก็ทำให้เพื่อนในเกมประทับใจ จนมีแฟนคลับคอยติดตามการสนทนาในเกมของเธอ จนเมื่อมีคนทักว่าเธอควรเขียนนิยาย จึงฉุกคิดและเริ่มเขียนนวนิยายเรื่องแรก โดยลงในพันทิปก่อน ก็ได้รับเสียงตอบรับที่ดี ในปี พ.ศ. 2553 ตีพิมพ์นวนิยายแนวรักตลกอิงประวัติศาสตร์เรื่อง บุพเพสันนิวาส เธอใช้เวลาในการหาข้อมูล 3 ปี จนมาเขียนต้นฉบับเสร็จในเดือนเดียว ซึ่งต่อมาได้มาทำเป็นละครโทรทัศน์ในปี พ.ศ. 2561 โดยก่อนละครจะออกอากาศ ก็ตีพิมพ์ซ้ำครั้งที่ 27 ผลงานของรอมแพงที่เคยนำมาสร้างเป็นละครโทรทัศน์อื่น ๆ เช่น ดาวเกี้ยวเดือน, คีตโลกา, เรือนพะยอม, พรายพยากรณ์ ฯลฯผลงานผลงาน. - สายลับลิปกลอส (2549) - ปักษานาคา (2549) - ลูกทุ่งโมดิฟายด์ (2550) - พรายพรหม (2550) - มิติรักข้ามดวงดาว (2550) - พรายพยากรณ์ (2550) - พรายเนตรทิพย์ (2550) - ยมธิดา (2551) - ป่วนรัก สลับร่าง (2552) - เรือนพะยอม (2552) - ดาวเกี้ยวเดือน (2552) - บุพเพสันนิวาส (2553) - ดาวเกี้ยวเดือน (ภาคพิเศษ) - สายลับไวท์โรส (2554) - สายลับอายแชโดว์ (2554) - โภคีธรา (2554) - คีตโลกา (2554) - มินตรา (2556) - ตำรารักยอดพธู (2557) - เจ้าแม่กวนอิม (2557) - มณีรัตนะ (2558) - ตำรารักยอดดวงใจ (2559)
รอมแพง นักประพันธ์ชาวไทยเจ้าของผลงานนวนิยายบุพเพสันนิวาสเป็นนามปากกาของใคร
{ "answer": [ "จันทร์ยวีร์ สมปรีดา" ], "answer_begin_position": [ 111 ], "answer_end_position": [ 130 ] }
1,990
927,755
รอมแพง รอมแพง เป็นนามปากกาของ จันทร์ยวีร์ สมปรีดา (ชื่อเล่น: อุ้ย; เกิด พ.ศ. 2520 อำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช) เป็นนักประพันธ์ชาวไทย เธอมีผลงานมาแล้วมากกว่า 20 งานเขียนด้วยกันอย่าง ดาวเกี้ยวเดือน, บุพเพสันนิวาส, มิติรักข้ามดวงดาว, คีตโลกา, เรือนพะยอม และส่วนใหญ่ก็จะเป็นนวนิยายแนวรักตลก งานของเธอมีเอกลักษณ์ทั้งสำนวนภาษา และบทพรรณาโวหารที่บรรยายสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมในสมัยนั้น บุคลิกตัวละคร โดยเฉพาะนางเอกให้มีบุคลิกที่สดใสร่าเริง มีความเป็นตัวของตัวเองสูง ชื่อนามปากกา ใช้ตามชื่อตัวละคร รอมแพง ในเรื่อง เวียงกุมกาม ของทมยันตี แปลว่า "ผู้เป็นที่รัก" หรือ "หญิงผู้เป็นที่รัก" เธอสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนวัดประทุมทายการาม ในระดับประถมศึกษา และมัธยมศึกษาจากโรงเรียนกัลยาณีศรีธรรมราช ระดับปริญญาตรีจากคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร เอกประวัติศาสตร์ศิลปะ โทภาษาไทย ทำงานประจำหลายงาน ตั้งแต่ขายเครื่องสำอาง เซลล์ขายบ้าน เลขานุการทนายความ ธุรการ พนักงานประมาณราคาของบริษัทตกแต่งภายใน พนักงานพิสูจน์อักษร ภัณฑารักษ์ (ผู้ดูแลพิพิธภัณฑ์) จนเธอเริ่มเขียนหนังสือประมาณปี พ.ศ. 2549 และได้รวมเล่มในปีถัดมา ขณะนั้นเธอประกอบอาชีพอื่นอยู่ จึงลาออกมาทำงานเขียนเป็นงานประจำ นวนิยายเรื่องแรกเลยก็คือ มิติรักข้ามดวงดาว ที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก การเล่นเกมมังกรหยก ด้วยความที่เธอพิมพ์ค่อนข้างรวดเร็ว จึงตอบโต้กับเพื่อนในเกมได้ทันที แถมภาษาที่ใช้ก็ทำให้เพื่อนในเกมประทับใจ จนมีแฟนคลับคอยติดตามการสนทนาในเกมของเธอ จนเมื่อมีคนทักว่าเธอควรเขียนนิยาย จึงฉุกคิดและเริ่มเขียนนวนิยายเรื่องแรก โดยลงในพันทิปก่อน ก็ได้รับเสียงตอบรับที่ดี ในปี พ.ศ. 2553 ตีพิมพ์นวนิยายแนวรักตลกอิงประวัติศาสตร์เรื่อง บุพเพสันนิวาส เธอใช้เวลาในการหาข้อมูล 3 ปี จนมาเขียนต้นฉบับเสร็จในเดือนเดียว ซึ่งต่อมาได้มาทำเป็นละครโทรทัศน์ในปี พ.ศ. 2561 โดยก่อนละครจะออกอากาศ ก็ตีพิมพ์ซ้ำครั้งที่ 27 ผลงานของรอมแพงที่เคยนำมาสร้างเป็นละครโทรทัศน์อื่น ๆ เช่น ดาวเกี้ยวเดือน, คีตโลกา, เรือนพะยอม, พรายพยากรณ์ ฯลฯผลงานผลงาน. - สายลับลิปกลอส (2549) - ปักษานาคา (2549) - ลูกทุ่งโมดิฟายด์ (2550) - พรายพรหม (2550) - มิติรักข้ามดวงดาว (2550) - พรายพยากรณ์ (2550) - พรายเนตรทิพย์ (2550) - ยมธิดา (2551) - ป่วนรัก สลับร่าง (2552) - เรือนพะยอม (2552) - ดาวเกี้ยวเดือน (2552) - บุพเพสันนิวาส (2553) - ดาวเกี้ยวเดือน (ภาคพิเศษ) - สายลับไวท์โรส (2554) - สายลับอายแชโดว์ (2554) - โภคีธรา (2554) - คีตโลกา (2554) - มินตรา (2556) - ตำรารักยอดพธู (2557) - เจ้าแม่กวนอิม (2557) - มณีรัตนะ (2558) - ตำรารักยอดดวงใจ (2559)
ผู้ใดเป็นผู้ประพันธ์นวนิยายเรื่องบุพเพสันนิวาส
{ "answer": [ "รอมแพง" ], "answer_begin_position": [ 88 ], "answer_end_position": [ 94 ] }
1,991
61,736
วงดนตรีสุนทราภรณ์ วงดนตรีสุนทราภรณ์ ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2482 โดยมีศิลปินยุคต้นๆ ดังนี้คือ เอื้อ สุนทรสนาน, มัณฑนา โมรากุล, เลิศ ประสมทรัพย์, สุภาพ รัศมิทัต, สุปาณี พุกสมบุญ, จันทนา โอบายวาทย์, จุรี โอศิริ, วินัย จุลละบุษปะ, เพ็ญศรี พุ่มชูศรี, ชวลี ช่วงวิทย์, พูลศรี เจริญพงษ์, วรนุช อารีย์, ศรีสุดา รัชตะวรรณ, สมศักดิ์ เทพานนท์, รวงทอง ทองลั่นธม, หม่อมราชวงศ์ถนัดศรี สวัสดิวัตน์, อ้อย อัจฉรา, มาริษา อมาตยกุล, บุษยา รังสี เป็นต้น การรวมกลุ่มของนักดนตรีวงสุนทราภรณ์ เกิดขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2479 โดยเอื้อ สุนทรสนานกับเพื่อนๆ ร่วมกันตั้งวงดนตรีไทยฟิล์ม ของบริษัท ภาพยนตร์ไทยฟิล์ม จำกัด โดยพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธ์ยุคล เมื่อบริษัทเลิกกิจการในปี พ.ศ. 2482 ประจวบกับวิลาศ โอสถานนท์ อธิบดีกรมโฆษณาการ ดำริให้มีวงดนตรีประจำกรม เอื้อและเพื่อนนักดนตรีวงไทยฟิล์ม จึงเข้ามาประจำเป็นวงหัสดนตรีกรมโฆษณาการ และเปลี่ยนชื่อเป็นวงดนตรีกรมประชาสัมพันธ์ ในเวลาต่อมา โดยนักดนตรีชุดเดียวกันนี้ เมื่อรับงานของทางราชการ จะใช้ชื่อว่าวงดนตรีกรมโฆษณาการ แต่เมื่อใช้รับงานส่วนตัว นอกเวลาราชการ จะใช้ชื่อว่าวงดนตรีสุนทราภรณ์ โดยมีที่มาจาก นามสกุลของเอื้อ (สุนทรสนาน) สนธิคำกับชื่อคนรักของเอื้อ (อาภรณ์) ทว่าในยุคต่อมาจนถึงปัจจุบัน วัตถุประสงค์ของการใช้ชื่อทั้งสองเปลี่ยนไป กล่าวคือวงสุนทราภรณ์ เป็นสิทธิมรดกตามกฎหมายของอติพร เสนะวงศ์ บุตรสาวของเอื้อกับอาภรณ์ (สกุลเดิม: กรรณสูต) ส่วนวงดนตรีกรมประชาสัมพันธ์ มีโฉมฉาย อรุณฉาน (นิตยา อรุณวงศ์) เป็นหัวหน้ารายชื่อนักร้องสุนทราภรณ์ยุคต้นรายชื่อนักร้องสุนทราภรณ์. ยุคต้น. - สุนทราภรณ์ - มัณฑนา โมรากุล - เลิศ ประสมทรัพย์ - สุภาพ รัศมิทัต - สุปาณี พุกสมบุญ - จันทนา โอบายวาทย์ - จุรี โอศิริ - วินัย จุลละบุษปะ - เพ็ญศรี พุ่มชูศรี - ชวลี ช่วงวิทย์ยุคกลางยุคกลาง. - พูลศรี เจริญพงษ์ - วรนุช อารีย์ - ศรีสุดา รัชตะวรรณ - สมศักดิ์ เทพานนท์ - รวงทอง ทองลั่นธม - ม.ร.ว.ถนัดศรี สวัสดิวัตน์ - อ้อย อัจฉรา - มาริษา อมาตยกุล - บุษยา รังสียุคดาวรุ่งพรุ่งนี้ยุคดาวรุ่งพรุ่งนี้. - พันธ์พร วัฒนเรืองไร - ช่อฉัตร รัตนกมล - ช่อชบา ชลายลนาวิน - โสม อุษา - นพดฬ ชาวไร่เงิน - ยรรยง เสลานนท์ - สุวณีย์ เนื่องนิยม - อรณี กานต์โกศล - ดำรง สุทธิพงษ์ - เพ็ญจันทร์ รักประยูร - รุ่งฤดี แพ่งผ่องใส - ศรวณี โพธิเทศ - ธรรมรัตน์ นวะมะรัตน์ - รัตน์สุดา วสุวัต - อโศก สุขศิริพรฤทธิ์ - จินตนา สุวรรณศิลป์ - อาภา สวนขวัญ - สมคิด เกษมศรี - ศันสนีย์ - พรเทพ สุขขะ - จั่นทิพย์ สุฐินบุตร - พรรณี สกุลชาคร - วิรุณ สุขขะ - โกมล โลกะกะลิน - จันทรา โลกะกะลิน - พิมผกา วันดี - ธิดารัตน์ วรินทราคม - สุรพล วรรณประเสริฐ - กอบบุญ บุญเอื้อ - ถวัลย์ พุกาธร - โฉมฉาย อรุณฉาน - ศรีสวาท เจริญวงษ์ - ฉัตรแก้ว พรภัทร - อรพร บงกช - ปราโมทย์ มนชน - มานพ ภาณุมาศ - วัฒนา ศโรภาส - ผจงพิศ พุฒพล - วิศณุ มหามิตร - จิตราภรณ์ บุญญขันธ์ - ภูรี ภูมินารถ - ทรงวุฒิ จรูญเรืองฤทธิ์ - ดาริกา หลิมรัตน์ - มยุรินทร์ สุขยิ่งยุคหลังยุคหลัง. - ชาญชัย อินทรสุนานนท์ - ชำนิ พวงมณี - มนู กังวาลพล - รัชตพันธ์ พงศบุตร - ทิพย์รักษ์ แสงเงิน - รัตนพล จินตกานนท์ - บรรจงจิตต์ พัฒนาสันต์ - กัญญาวรรณ พัฒนาสันต์ - ทิพามน เปรมมงคล - กรองกาญจน์ ไชยรัชต์ - สุพรรณิกา ฉายาพรรณ - อรดี วิชเวชนักร้องปัจจุบันวงสุนทราภรณ์นักร้องปัจจุบันวงสุนทราภรณ์. - เจือนศักดิ์ น้อยสุวรรณ - พรศุลี วิชเวช - จิตนภา จิตอารีรุ่นปัจจุบันนักร้องคลื่นลูกใหม่สุนทราภรณ์รุ่นปัจจุบัน. นักร้องคลื่นลูกใหม่สุนทราภรณ์. - เชี่ยวชาญ กิจสมบัติชัย (เอ็ม) - บัญชา รักษาจันทร์ (จิมมี่) - ณัฐวุฒิ เนตรเจริญ (ดุ๊ก) - พรชัย เอกศิริพงษ์ (โน้ต) - วิรัช ศรีพงษ์ (วิ) - พิเชษฐ์ จิรารัตนาศิริ (ต๊ะ) - สุทธิพงศ์ อยู่สำราญ (ทิ) - นิธิมา วิชเวช (ปาน) - สุบงกช ทองช่วง (นุ่น) - นลินรัตน์ กาญจนคเชนท์ (โบว์) - แพรวทิพย์ สุทธนนท์ (เพลง) - พรวลี เอกศิริพงษ์ (แนน) - วิสสุดา วัณโณ (น้ำหวาน, น้ำตาล) - ปิยวรรณ สงวนทรัพย์ (ยุ้ย) - ณัฏฐ์นรี มะลิทอง (มีน) - ชาตรี ชุ่มจิตร (ซัน) - นฤดล ผิวอ่อน (แจ็ป) - ศราวิน วงษ์สุวรรณ (โอ๋) - สุรีย์พร เครือภู่ (เบนซ์) - หนึ่งฤทัย สิงห์ทอง (หนึ่ง) - ศศิพิมพ์ อาทยะกุล (มะเหมี่ยว) - อัมพาพร ตั้งจิตวิทยาคุณ (พลอย) - สรวิชญ์ ครมวิชิต (หลุยส์) - ชณัฐศิกาญ แจ่มแจ้ง (ขวัญ) - เจนิเฟอร์ อัมพรพา (เมย์) - เจนิสต้า อัมพรพา (มาย) - นันทพร ค้าผล (แจน) - พชระ สุวรรณรัตน์ (ปาล์ม) - ณัฐภพ รัมกิตติคุณ (บุ๊ค) - คุณานันท์ หลิมพานิช (กีตาร์)
วงดนตรีสุนทราภรณ์ของไทย ก่อตั้งขึ้นเมื่อปีพ.ศ.ใด
{ "answer": [ "2482" ], "answer_begin_position": [ 167 ], "answer_end_position": [ 171 ] }
1,992
5,483
ลอนดอน ลอนดอน (, ลันเดิน) เป็นเมืองหลวงของประเทศอังกฤษ และสหราชอาณาจักร และเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของสหภาพยุโรป เป็นเมืองที่มีศูนย์กลางทางธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลก ลอนดอนเป็นหนึ่งในศูนย์กลางสำคัญทางธุรกิจ การเมือง วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ของโลก เป็นผู้นำด้านการเงิน การเมือง การสื่อสาร การบันเทิง แฟชั่น และศิลปะ ในอดีตเป็นเมืองหลวงของโลก เป็นเมืองที่เจริญที่สุดในโลก ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เป็นเมืองที่มีอิทธิพลไปทั่วโลก ถือกันว่าเป็นเมืองสากลหลักของโลก จีดีพีของลอนดอน คิดเป็นร้อยละ 19.5 ของสหราชอาณาจักร ลอนดอนมีประชากรประมาณ 7.5 ล้านคน (ข้อมูลเมื่อปี พ.ศ. 2549) และประมาณ 12 - 14 ล้านคนถ้ารวมนครหลวงลอนดอนและปริมณฑล ลอนดอนเป็นเมืองที่ประกอบด้วยหลายชนชาติอย่างมาก ประชากรมีความหลากหลายทั้งด้านเชื้อชาติ วัฒนธรรม ศาสนา และภาษา ซึ่งประมาณว่ามีมากกว่า 300 ภาษา เราเรียกชาวลอนดอนว่า ลอนดอนเนอร์ () ลอนดอนเป็นศูนย์กลางการคมนาคมในระดับนานาชาติ และเป็นเมืองท่องเที่ยวสำคัญของทวีปยุโรป โดยสนามบินที่ใหญ่ที่สุดในลอนดอน คือ ท่าอากาศยานนานาชาติฮีทโธรว์ประวัติศาสตร์ ประวัติศาสตร์. ชื่อ ลอนดอน นักประวัติศาสตร์คาดว่าน่าจะมาจากชื่อกรุงลอนดอนในสมัยโรมันว่า ลอนดีนิอุม () ซึ่งเป็นภาษาละติน และเพี้ยนมาเป็นชื่อ "ลอนดอน" ในภายหลัง ถึงแม้ว่าชาวโรมันจะพิชิตอังกฤษได้ก็ตาม ลอนดิเนียมแห่งนี้อยู่เพียงสิบเจ็ดปีเท่านั้น ในปี ค.ศ. 61 ชาวเผ่าไอซินี นำโดยราชินีโบดิก้า บุกเข้ายึดลอนดึเนียม เผาทั้งเมือง และเข่นฆ่าชาวโรมันอย่างเหี้ยมโหด แต่ในเวลาถัดมา ชาวโรมันสามารถยึดเมืองกลับคืนมาได้ และชนะการรบกับราชินีโบดิก้า ในราวศตวรรษที่ 2 ลอนดิเนียมรุ่งเรืองถึงขีดสุด และลอนดอนโรมันมีประชากรประมาณ 60,000 คน ลอนดอนประสบอัคคีภัยครั้งใหญ่ในปี พ.ศ. 2209 (ค.ศ. 1666) ส่งผลให้ผู้คนเชื่อว่าเลข 666 เป็นเลขแห่งความโชคร้าย การสร้างเมืองใหม่ใช้เวลาถึง 10 ปีด้วยกัน แต่ลอนดอนยังคงเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลกถึงคริสต์ศตวรรษที่ 19 ในเดือน มิถุนายน พ.ศ. 2560 กรุงลอนดอนนอกจากประสบกับเหตุก่อการร้ายยังประสบอัคคีภัย มีคนเสียชีวิต รวม 20 ราย หากรวมผู้ก่อการร้ายด้วยจะเป็น 24รายภูมิอากาศเศรษฐกิจ เศรษฐกิจ. ลอนดอนถูกจัดอับดับโดย Mastercard Worldwide (มาสเตอร์การ์ด เวิรลด์ไวด์) ว่าเป็นศูนย์กลางการพาณิชย์ อันดับหนึ่งของโลก
เมืองหลวงของประเทศอังกฤษมีชื่อว่าอะไร
{ "answer": [ "ลอนดอน" ], "answer_begin_position": [ 84 ], "answer_end_position": [ 90 ] }
1,993
121,055
ช่องแคบอังกฤษ ช่องแคบอังกฤษ (; ) เป็นช่องแคบในมหาสมุทรแอตแลนติกที่แยกระหว่างเกาะบริเตนใหญ่กับแผ่นดินทวีปยุโรป โดยระยะทางของช่องแคบเริ่มตั้งแต่ฝรั่งเศสทางตอนเหนือไปจนถึงทะเลเหนือที่อยู่ในมหาสมุทรแอตแลนติกเช่นกัน โดยช่องแคบมีความยาวประมาณ 560 กิโลเมตร และมีความกว้างที่แตกต่างกันระหว่าง 240 กิโลเมตรซึ่งกว้างที่สุด จนไปถึงส่วนที่แคบที่สุดที่มีความกว้างเพียง 34 กิโลเมตรบริเวณช่องแคบโดเวอร์ ช่องแคบอังกฤษถือเป็นทะเลน้ำตื้นที่เล็กที่สุดในบริเวณไหล่ทวีปยุโรป โดยครอบคลุมพื้นที่เพียง 75,000 ตารางกิโลเมตร เท่านั้นลักษณะทางภูมิศาสตร์ ลักษณะทางภูมิศาสตร์. ส่วนใหญ่แล้ว ความยาวของช่องแคบมักถูกกำหนดให้เริ่มตั้งแต่แลนด์สเอนด์และเกาะอูชงที่อยู่ตรงสุดช่องแคบฝั่งตะวันตก ไปจนถึงช่องแคบโดเวอร์ที่อยู่สุดฝั่งตะวันออก ช่องแคบโดเวอร์ยังเป็นบริเวณที่แคบที่สุดของช่องแคบอังกฤษ ในขณะที่บริเวณที่กว้างที่สุดอยู่ระหว่างอ่าวไลม์และอ่าวแซงมาโลที่ตั้งอยู่ใกล้จุดระหว่างกลางของช่องแคบ ช่องแคบมีระดับน้ำทะเลที่ค่อนข้างตื้น ด้วยความลึกเฉลี่ยประมาณ 120 เมตร เมื่อวัดจากบริเวณที่กว้างที่สุด ซึ่งลดลงมาเหลือประมาณ 45 เมตร เมื่อวัดจากบริเวณระหว่างเมืองโดเวอร์และกาเล ซึ่งจากบริเวณนี้ไปทางตะวันออก น้ำทะเลตื้นลงจนมีความลึกเพียงแค่ 26 ม. เมื่อวัดจากบริเวณบรอดโฟร์ทีนส์ที่ในสมัยก่อนประวัติศาสตร์เคยเป็นสะพานดินระหว่างแองเกลียตะวันออกกับบริเวณที่ราบลุ่มในยุโรป
ช่องแคบอังกฤษ เป็นช่องแคบในมหาสมุทรใด
{ "answer": [ "แอตแลนติก" ], "answer_begin_position": [ 142 ], "answer_end_position": [ 151 ] }
1,994
121,055
ช่องแคบอังกฤษ ช่องแคบอังกฤษ (; ) เป็นช่องแคบในมหาสมุทรแอตแลนติกที่แยกระหว่างเกาะบริเตนใหญ่กับแผ่นดินทวีปยุโรป โดยระยะทางของช่องแคบเริ่มตั้งแต่ฝรั่งเศสทางตอนเหนือไปจนถึงทะเลเหนือที่อยู่ในมหาสมุทรแอตแลนติกเช่นกัน โดยช่องแคบมีความยาวประมาณ 560 กิโลเมตร และมีความกว้างที่แตกต่างกันระหว่าง 240 กิโลเมตรซึ่งกว้างที่สุด จนไปถึงส่วนที่แคบที่สุดที่มีความกว้างเพียง 34 กิโลเมตรบริเวณช่องแคบโดเวอร์ ช่องแคบอังกฤษถือเป็นทะเลน้ำตื้นที่เล็กที่สุดในบริเวณไหล่ทวีปยุโรป โดยครอบคลุมพื้นที่เพียง 75,000 ตารางกิโลเมตร เท่านั้นลักษณะทางภูมิศาสตร์ ลักษณะทางภูมิศาสตร์. ส่วนใหญ่แล้ว ความยาวของช่องแคบมักถูกกำหนดให้เริ่มตั้งแต่แลนด์สเอนด์และเกาะอูชงที่อยู่ตรงสุดช่องแคบฝั่งตะวันตก ไปจนถึงช่องแคบโดเวอร์ที่อยู่สุดฝั่งตะวันออก ช่องแคบโดเวอร์ยังเป็นบริเวณที่แคบที่สุดของช่องแคบอังกฤษ ในขณะที่บริเวณที่กว้างที่สุดอยู่ระหว่างอ่าวไลม์และอ่าวแซงมาโลที่ตั้งอยู่ใกล้จุดระหว่างกลางของช่องแคบ ช่องแคบมีระดับน้ำทะเลที่ค่อนข้างตื้น ด้วยความลึกเฉลี่ยประมาณ 120 เมตร เมื่อวัดจากบริเวณที่กว้างที่สุด ซึ่งลดลงมาเหลือประมาณ 45 เมตร เมื่อวัดจากบริเวณระหว่างเมืองโดเวอร์และกาเล ซึ่งจากบริเวณนี้ไปทางตะวันออก น้ำทะเลตื้นลงจนมีความลึกเพียงแค่ 26 ม. เมื่อวัดจากบริเวณบรอดโฟร์ทีนส์ที่ในสมัยก่อนประวัติศาสตร์เคยเป็นสะพานดินระหว่างแองเกลียตะวันออกกับบริเวณที่ราบลุ่มในยุโรป
ช่องแคบใดในมหาสมุทรแอตแลนติกที่แยกระหว่างเกาะบริเตนใหญ่กับแผ่นดินทวีปยุโรป
{ "answer": [ "ช่องแคบอังกฤษ" ], "answer_begin_position": [ 102 ], "answer_end_position": [ 115 ] }
1,995
203,681
แรกรัตติกาล แรกรัตติกาล () เป็นนิยายความรักเกี่ยวกับแวมไพร์ ประพันธ์โดย สเตเฟนี เมเยอร์ แรกเดิมทีพิมพ์เป็นปกแข็ง ในปี 2005 เป็นนิยายเล่มแรกของซีรีส์ Twilight ที่มีเนื้อหาแนะนำ อิซซาเบลลา สวอน หญิงสาวอายุ 17 ปี ที่ย้ายที่อยู่จากฟินิกซ์ แอริโซน่า ไปฟอร์กส วอชิงตัน เธอตกหลุมรักแวมไพร์หนุ่ม เอ็ดเวิร์ด คัลเลน ภาคต่อของนิยายเรื่องนี้คือ นวจันทรา (New Moon) , คราสสยุมพร (Eclipse) และ รุ่งอรุโณทัย (Breaking Dawn)เนื้อเรื่อง เนื้อเรื่อง. อิซซาเบลลา "เบลล่า" สวอนต้องย้ายจากบ้านเดิมอันร้อนระอุในฟีนิกซ์ แอริโซน่า มาสู่ฟอร์คเมืองเล็กๆในรัฐวอชิงตัน เมืองที่มีปริมาณฝนตกมากที่สุดในสหรัฐอเมริกาเพื่ออยู่กับพ่อของเธอ ชาร์ลี สวอน ขณะที่แม่ของเธอ เรเน่ ไดเยอร์ ออกท่องเที่ยวกับสามีใหม่ ฟิล ไดเยอร์ ผู้เล่นเบสบอลลีกรอง เบลล่าเป็นที่ดึงดูดความสนใจอย่างมากที่โรงเรียนใหม่ของเธอ ทำให้เธอมีเพื่อนอย่างรวดเร็ว และมากจนน่าตกใจที่มีผู้ชายหลายคนมาแย่งกันเรียกร้องความสนใจจากผู้หญิงขี้อายอย่างเบลล่า เมื่อเบลล่าได้นั่งติดกับ เอ็ดเวิร์ด คัลเลน ในชั้นเรียนในวันแรกของเธอที่โรงเรียน เอ็ดเวิร์ดดูเหมือนจะรังเกียจเธอยังเหลือแสน วันรุ่งขึ้นและตลอดสัปดาห์นั้นเอ็ดเวิร์ดก็ได้หายไปจากโรงเรียน และความสัมพันธ์ระหว่างเขาและเธอก็ดีขึ้นเมื่อเขากลับมา เหตุมาจากอุบัตติเหตุ เมื่อรถแวนของเพื่อนร่วมชั้นเสียหลักเพราะความลื่นของถนน และกำลังพุ่งเข้าชนเบลล่า ดูเหมือนว่ามันจะขัดกับหลักฟิสิกส์ทั้งปวง เอ็ดเวิร์ดได้ช่วยชีวิตเธอไว้ด้วยการมาปรากฏตัวอยู่ข้างเธอในพริบตาและหยุดรถแวนด้วยมือเพียงข้างเดียว เบลล่าพยายามคาดเดาว่าเอ็ดเวิร์ดช่วยเธอได้อย่างไรและสร้างความยุ่งยากใจให้กับเขาทุกครั้งที่พบด้วยคำถามต่างๆนาๆ หลังจากเธอหลอกให้ลูกชายของเพื่อนพ่อ เจคอบ แบล็ค เล่าเรื่องตำนานของเผ่าควิลยูตแห่งลาพุชให้ฟัง เบลล่าจึงรู้ว่าเอ็ดเวิร์ดและครอบครัวเป็นแวมไพร์ซึ่งต่างจากแวมไพร์ทั่วไป ครอบครัวเขาละเว้นการดื่มเลือดมนุษย์แต่ดื่มเลือดของสัตว์แทน เอ็ดเวิร์ดสับสนเป็นอย่างมากเพราะแต่แรกที่เขาหลีกหนีเบลล่านั้น สาเหตุมาจากกลิ่นเลือดของเธอที่เย้ายวนเขาเป็นอย่างมาก ต่อมาทั้งเธอและเขาต่างตกหลุมรักซึ่งกันและกัน ความสัมพันธ์ของพวกเขากลับเลวร้ายลงเมื่อแวมไพร์ชั่วร้ายกลุ่มอื่นได้เดินทางเข้ามาในฟอร์ค เจมส์ แวมไพร์ตนหนึ่งในกลุ่มรู้สึกแปลกใจในความสัมพันธ์ของครอบครัวคัลเลนกับมนุษย์ ต้องการจะล่าเบลล่าเพื่อความบันเทิงของตน พวกคัลเลนพยายามสร้างความไข้วเขวให้กับเจมส์ โดยการแยกเบลล่าและเอ็ดเวิร์ดออกจากกัน และให้เบลล่าไปซ่อนตัวที่โรงแรมในฟีนิกซ์ ที่นั่น เบลล่าได้รับโทรศัพท์จากเจมส์ว่าได้จับแม่ของเธอไว้และให้เธอเดินทางมาหาเพียงคนเดียว เมื่อเบลล่าเดินทางไปถึงเจมส์ได้พยายามฆ่าเธอแต่เอ็ดเวิร์ดและพวกคัลเลนบางตนได้เดินทางมาช่วยไว้ทันและฆ่าเจมส์ตาย แต่เบลล่าได้ถูกกัดที่มือ เอ็ดเวิร์ดได้ดูดพิษออกจากร่างกายเธอได้ทันก่อนที่เธอจะเปลี่ยนเป็นแวมไพร์และนำตัวเธอไปส่งโรงพยาบาล เมื่อเดินทางกลับไปฟอร์ก ที่งานพรอมเบลล่าบอกความปรารถนาของเธอแก่เอ๊ดเวิร์ดว่าเธอต้องการเป็นแวมไพร์ แต่เอ็ดเวิร์ดแย้งว่ายังไม่ถึงเวลาการแปลเป็นภาษาอื่นและรางวัลที่ได้รับการแปลเป็นภาษาอื่นและรางวัลที่ได้รับ. - หนังสือแนะนำจาก เดอะนิวยอร์กไทมส์ - หนังสือดีแห่งปีจาก พับบลิสเชอร์ วีกลี่ - หนึ่งในสิบหนังสือดีสำหรับวรรณกรรมเยาวชนและนักอ่านหน้าใหม่จาก สมาคมห้องสมุดแห่งอเมริกา - ถูกแปลเป็นภาษาอื่นมากกว่า 20 ภาษา - หนังสือขายดีของนิวยอร์กไทมส์ - หนังสือขายดีประจำปี 2008 จาก ยูเอสเอ ทูเดย์กระแสตอบรับ กระแสตอบรับ. เมื่อ แรกรัตติกาล ได้รับการตีพิมพ์ กระแสตอบรับจากนักวิจารณ์นั้นเป็นไปในทางบวก- เดอะไทมส์ กล่าวชมหนังสือเรื่องนี้ไว้ว่า "สมบูรณ์แบบในความรู้สึกของวัยรุ่นในเรื่องของตึงเครียดทางเพศและความห่างเหิน" - แอมะซอน.คอมพูดถึงหนังสือเล่มนี้ไว้ดังนี้ "โรแมนติกมากและชวนติดตาม" - ฮิลเลียส เจ. มาร์ติน แห่ง วารสารห้องสมุดโรงเรียน กล่าวว่า, "สมจริง, ลึกลับ, รวบรัด, ชวนให้ติดตาม, แรกรัตติกาล จะทำให้ผู้อ่านแทบตายด้วยคมเขี้ยวของมัน" - นอร่า ไพล์ แห่ง ทีนรีดส์ เขียนว่า "แรกรัตติกาล เป็นส่วนผสมของความโรแมนติกและสยองขวัญที่น่าติดตาม" - บทวิจารณ์ของ พับบลิสเชอร์ วีกลี่ พูดถึงเบลล่าว่า "เธอหลงใหลเพียงเปลือกนอกของเอ็ดเวิร์ด", ทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่อยู่ในสภาวะเสี่ยง, และ "ความขัดแย้งในตัวเอ็ดเวิร์ด" เปรียบเหมือนความผิดหวังทางเพศที่มาจากช่วงวัยรุ่น - บุ๊กลิส์ต เขียนว่า "มีข้อบกพร่องอยู่บ้างในเนื้อเรื่องที่สามารถทำให้กระชับได้, การอาศัยคำวิเศษณ์และคำกริยาวิเศษณ์หนุนบทสนทนาที่มากเกิน แต่ก็โรแมนติก มืดมนจนถึงวิญญาณ" - บทวิจารณ์ของ คีร์คูส เขียนว่า "แรกรัตติกาล ยังห่างไกลจากความสมบูรณ์แบบ: เอ็ดเวิร์ดเป็นฮีโร่สัตว์ประหลาดที่มืดมนยิ่งกว่าไบรอน และคำวิงวอนของเบลล่าอยู่บนพื้นพื้นฐานของเวทมนตร์มากกว่าอุปนิสัย ถึงกระนั้น การเขียนถึงความอันตรายในรักก็ยังตรงจุด ทำให้แฟนๆที่ชอบความโรแมนติกแบบดำมืดนั้นยากต้านทาน" แรกรัตติกาล ได้รับรางวัลพีชบุ๊ค 2008ภาพยนตร์ ภาพยนตร์. แรกรัตติกาล ถูกนำไปทำเป็นภาพยนตร์โดยซัมมิตเอนเตอร์เทนเมนต์ กำกับโดย แคเธอรีน ฮาร์ดวิก และได้คริสเตน สจ๊วตและโรเบิร์ต แพตตินสันมาแสดงเป็นเบลล่า สวอนและเอ็ดเวิร์ด คัลเลนโดยลำดับ บทภาพยนตร์เขียนโดยเมลิซซา โรเซนเบิร์ก
นวนิยายแฟนตาซีเกี่ยวกับแวมไพร์ชื่อ แรกรัตติกาล หรือ Twilight ประพันธ์โดยใคร
{ "answer": [ "สเตเฟนี เมเยอร์" ], "answer_begin_position": [ 158 ], "answer_end_position": [ 173 ] }
1,996
111,616
บ็อบ มาร์เลย์ โรเบิร์ต บ็อบ เนสตา มาร์เลย์ () (6 กุมภาพันธ์ 1945 - 11 พฤษภาคม 1981) เป็นนักร้องเร็กเก้ชาวจาเมกา , นักร้อง , นักแต่งเพลง , และโปรดิวเซอร์ ที่ประสบความสำเร็จและมีชื่อเสียง เริ่มมีผลงานในปีค.ศ. 1963 กับกลุ่มเวลเลอร์ (The Wallers) เขาลอกเลียนแบบการแต่งเพลงที่โดดเด่นและสะท้อนมายังผู้ชมทั่วโลก , เวลเลอร์ไปพบกับ Lee Scratch Perry ซึ่งถือเป็นผู้ผลิตและผู้ปล่อยแนวเพลงเร็กเก้ออกสู่แนวตลาดในยุคแรก6 หลังจากที่ทางกลุ่มเวลเลอรืได้ยกเลิกลงในปีค.ศ. 1974 บ็อบ มาร์เลย์ ได้ทำให้การลุล่วงด้วยการทำให้ถึงจุดสุดยอดด้วยการเปิดตัวอัลบั้ม Exodus ในปีค.ศ. 1977 และทำให้เขาได้เป็นที่ยอมรับแล้วมีชื่อเสียงไปทั่วโลกและเขาก็ได้รับให้เป็นศิลปินที่ขายดีที่สุดในโลกตลอดกาลด้วยยอดขายมากกว่า 75 ล้านอัลบั้มและซิงเกิ้ล เขาเป็นคนที่ตีแพร่คำว่า Rastafari และการร้องผสมผสานดนตรีของเขากับที่มีความรู้สึกถึงจิตวิญญาณได้อย่างดีชีวิตและอาชีพ ชีวิตและอาชีพ. โรเบิร์ต บ็อบ เนสตา มาร์เลย์เกิดในฟาร์มของปู่ของเขาในหมู่บ้านเล็ก Nine Mile , Saint Ann Parish, ประเทศจาเมกา โดยมี Norval Sinclair Marley (พ่อ) และ Cedella Booker (แม่). Norval Marley เป็นชาวยุโรปกึ่งจาเมกาและมีมรดกจากอังกฤษNorval อ้างว่าตนเป็นกัปตันอยู่ในกองนาวิกโยธิน , ในเวลาเดียวกันเขาก็ได้แต่งงานกับ Cedella Booker ชาวแอฟริกากึ่งจาเมกา หลังจากนั้นเมื่อเขาอายุได้ 18 ปี , เขาถูกว่าจ้างให้เป็นผู้ดูแลสวน บ็อบ มาร์เลย์ถูกตั้งชื่อว่า Nesta Robert Marley พาสปอร์ตอย่างเป็นทางการของชาวจาเมกามักจะดูชื่อแรกเกิดและชื่อกลาง Norval ให้การสนับสนุนทางการเงินแก่ภรรยาและลูกๆของเขา แต่ไม่ค่อยเห็นพวกเขาในขณะที่เขาก็มักจะออกไป และไม่ค่อยเห็นพวกเขาในขณะที่เขาเองก็มักจะออกไป บ็อบ มาร์เลย์ ศึกษาที่ โรงเรียนประถมศึกษา (Stepney Primary) และโรงเรียนมัธยมศึกษา (Junior High School) ซึ่งอยู่ใกล้ที่กักเก็บน้ำบริเวณเซนต์ แอน ในปีค.ศ. 1955 ขณะที่บ็อบ มาร์เลย์มีอายุได้ 10 ขวบ , พ่อของเขาเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจขณะอายุ 70 ปี บ็อบ มาร์เลย์กับ เนวิลลิ ลิววิลสตอง (Neville Livingston) (ภายหลังคือบันนี่ วอลเตอร์ (Bunny Wailer) สมาชิกจากวงวอลเตอร์) เป็นเพื่อนกันในละแวกไนท์ ไมล์ พวกเขาเล่นดนตรีกันตั้งแต่ในโรงเรียนประถมศึกษาจนถึงโรงเรียนมัธยมศึกษา บ็อบ มาร์เลย์ ได้ย้ายที่อยู่กับแม่ของเขาตอนเขาอายุ 12 ขวบไปยังย่าน Trechtown , เมืองคิงส์ตัน (ประเทศจาเมกา)
บ็อบ มาร์เลย์ เป็นนักร้องเร็กเก้จากประเทศอะไร
{ "answer": [ "จาเมกา" ], "answer_begin_position": [ 193 ], "answer_end_position": [ 199 ] }
1,997
111,616
บ็อบ มาร์เลย์ โรเบิร์ต บ็อบ เนสตา มาร์เลย์ () (6 กุมภาพันธ์ 1945 - 11 พฤษภาคม 1981) เป็นนักร้องเร็กเก้ชาวจาเมกา , นักร้อง , นักแต่งเพลง , และโปรดิวเซอร์ ที่ประสบความสำเร็จและมีชื่อเสียง เริ่มมีผลงานในปีค.ศ. 1963 กับกลุ่มเวลเลอร์ (The Wallers) เขาลอกเลียนแบบการแต่งเพลงที่โดดเด่นและสะท้อนมายังผู้ชมทั่วโลก , เวลเลอร์ไปพบกับ Lee Scratch Perry ซึ่งถือเป็นผู้ผลิตและผู้ปล่อยแนวเพลงเร็กเก้ออกสู่แนวตลาดในยุคแรก6 หลังจากที่ทางกลุ่มเวลเลอรืได้ยกเลิกลงในปีค.ศ. 1974 บ็อบ มาร์เลย์ ได้ทำให้การลุล่วงด้วยการทำให้ถึงจุดสุดยอดด้วยการเปิดตัวอัลบั้ม Exodus ในปีค.ศ. 1977 และทำให้เขาได้เป็นที่ยอมรับแล้วมีชื่อเสียงไปทั่วโลกและเขาก็ได้รับให้เป็นศิลปินที่ขายดีที่สุดในโลกตลอดกาลด้วยยอดขายมากกว่า 75 ล้านอัลบั้มและซิงเกิ้ล เขาเป็นคนที่ตีแพร่คำว่า Rastafari และการร้องผสมผสานดนตรีของเขากับที่มีความรู้สึกถึงจิตวิญญาณได้อย่างดีชีวิตและอาชีพ ชีวิตและอาชีพ. โรเบิร์ต บ็อบ เนสตา มาร์เลย์เกิดในฟาร์มของปู่ของเขาในหมู่บ้านเล็ก Nine Mile , Saint Ann Parish, ประเทศจาเมกา โดยมี Norval Sinclair Marley (พ่อ) และ Cedella Booker (แม่). Norval Marley เป็นชาวยุโรปกึ่งจาเมกาและมีมรดกจากอังกฤษNorval อ้างว่าตนเป็นกัปตันอยู่ในกองนาวิกโยธิน , ในเวลาเดียวกันเขาก็ได้แต่งงานกับ Cedella Booker ชาวแอฟริกากึ่งจาเมกา หลังจากนั้นเมื่อเขาอายุได้ 18 ปี , เขาถูกว่าจ้างให้เป็นผู้ดูแลสวน บ็อบ มาร์เลย์ถูกตั้งชื่อว่า Nesta Robert Marley พาสปอร์ตอย่างเป็นทางการของชาวจาเมกามักจะดูชื่อแรกเกิดและชื่อกลาง Norval ให้การสนับสนุนทางการเงินแก่ภรรยาและลูกๆของเขา แต่ไม่ค่อยเห็นพวกเขาในขณะที่เขาก็มักจะออกไป และไม่ค่อยเห็นพวกเขาในขณะที่เขาเองก็มักจะออกไป บ็อบ มาร์เลย์ ศึกษาที่ โรงเรียนประถมศึกษา (Stepney Primary) และโรงเรียนมัธยมศึกษา (Junior High School) ซึ่งอยู่ใกล้ที่กักเก็บน้ำบริเวณเซนต์ แอน ในปีค.ศ. 1955 ขณะที่บ็อบ มาร์เลย์มีอายุได้ 10 ขวบ , พ่อของเขาเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจขณะอายุ 70 ปี บ็อบ มาร์เลย์กับ เนวิลลิ ลิววิลสตอง (Neville Livingston) (ภายหลังคือบันนี่ วอลเตอร์ (Bunny Wailer) สมาชิกจากวงวอลเตอร์) เป็นเพื่อนกันในละแวกไนท์ ไมล์ พวกเขาเล่นดนตรีกันตั้งแต่ในโรงเรียนประถมศึกษาจนถึงโรงเรียนมัธยมศึกษา บ็อบ มาร์เลย์ ได้ย้ายที่อยู่กับแม่ของเขาตอนเขาอายุ 12 ขวบไปยังย่าน Trechtown , เมืองคิงส์ตัน (ประเทศจาเมกา)
นักร้องชาวจาเมกา บ็อบ มาร์เลย์ เป็นนักร้องที่มีชื่อเสียงจากเพลงประเภทใด
{ "answer": [ "เร็กเก้" ], "answer_begin_position": [ 183 ], "answer_end_position": [ 190 ] }
1,998
270,054
คิม แท-ฮี คิม แท-ฮี (; เกิด: 29 มีนาคม 2523) เป็นนักแสดงและนางแบบหญิงชาวเกาหลี มีน้องชายเป็นนักแสดงวัยรุ่นชื่อลี วัน (Lee Wan) คิม แท-ฮีสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยโซล ด้านชีวิตส่วนตัวเธอสมรสกับ เรน (นักร้อง) วันที่ 19 มกราคม ค.ศ. 2017ชีวิตส่วนตัว ชีวิตส่วนตัว. ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2555 แตฮีเริ่มต้นความสัมพันธ์กับนักร้องนักแสดงซุปเปอร์สตาร์ชื่อดังของเกาหลี เรน กระทั่งเวลาผ่านไป 5 ปีหลังจากที่คบกันทั้งสองคนจึงตัดสินใจประกาศข่าวดีเรื่องงานวิวาห์อย่างกระทันหันซึ่งแม้แต่นักข่าวยังไม่ทันตั้งตัวและเข้าสู่ประตูวิวาห์เมื่อวันที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2560 กระทั่งวันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2560 Lua Entertainment ต้นสังกัดของแตฮีก็ได้ออกมาประกาศข่าวดีว่าแตฮีกำลังตั้งครรภ์ลูกคนแรกของพวกเขาด้วยอายุครรภ์ 15 สัปดาห์ และในเวลานี้ก็ได้เกิดมาแล้ว เป็นลูกสาวอัลบั้มผลงานซีรีส์เกาหลีผลงาน. ซีรีส์เกาหลี. - 2015: ยงพัล (SBS) - 2013: Jang Ok Jung (SBS) - 2011: My Princess (MBC) - 2009: Iris (KBS) - 2004: Love Story in Harvard (SBS) - 2004: Forbidden Love (KBS) - 2003: Stairway to Heaven (SBS) - 2003: A Problem At My Younger Brother's House (SBS) - 2003: Screen (SBS) - 2002: Let's Go (SBS)ภาพยนตร์ภาพยนตร์. - 2010: Grand Prix - 2007: Venus and Mars - 2006: The Restless - 2002: New Citizen (short film) - 2001: Last Present (short appearance)โฆษณาโฆษณา. - Allerman - 12Plus Colorista - Cyon - Paris Baguette - LG - iriver - Hera - Ohui - Vivian - Daewoo Matiz - Klasse - Samsung - Beans Avenue - Coupang - Toyota - Olympus - My House/Root - Crencia - KT Smard Card - Calli - ZEC - BC Card - Maxwell House - S-Oil - Corn Silk Tae - Prugio - Black Smith - French Cafe - Celltrion Skincureรางวัลรางวัล. - 2015 Korea Drama Awards : Top Excellence Award, Actress ( Yongpal ) - 2009 KBS: Drama Series Excellence Award for Actress (IRIS) - 2009 KBS: Best Couple Award, Kim Tae Hee and Lee Byung-hun (IRIS) - 2007 Daejong Film Awards: Overseas Popularity Award-Female (The Restless) - 2007 Paeksang Arts Awards: Movie section Popularity Award-Actress (The Restless) - 2005 Paeksang Arts Awards: TV section Popularity Award (Love Story in Harvard) - 2004 SBS: Highest Popularity Award for actress (Love Story in Harvard) - 2004 SBS: 10 Stars Award - 2004 KBS: New Actress Award (Forbidden Love) - 2003 SBS: New Star Award (Screen & Stairway to Heaven)
นักแสดงหญิงชาวเกาหลีใต้ คิม แท-ฮี สมรสกับใครในปีค.ศ. 2017
{ "answer": [ "เรน" ], "answer_begin_position": [ 279 ], "answer_end_position": [ 282 ] }
1,999
270,054
คิม แท-ฮี คิม แท-ฮี (; เกิด: 29 มีนาคม 2523) เป็นนักแสดงและนางแบบหญิงชาวเกาหลี มีน้องชายเป็นนักแสดงวัยรุ่นชื่อลี วัน (Lee Wan) คิม แท-ฮีสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยโซล ด้านชีวิตส่วนตัวเธอสมรสกับ เรน (นักร้อง) วันที่ 19 มกราคม ค.ศ. 2017ชีวิตส่วนตัว ชีวิตส่วนตัว. ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2555 แตฮีเริ่มต้นความสัมพันธ์กับนักร้องนักแสดงซุปเปอร์สตาร์ชื่อดังของเกาหลี เรน กระทั่งเวลาผ่านไป 5 ปีหลังจากที่คบกันทั้งสองคนจึงตัดสินใจประกาศข่าวดีเรื่องงานวิวาห์อย่างกระทันหันซึ่งแม้แต่นักข่าวยังไม่ทันตั้งตัวและเข้าสู่ประตูวิวาห์เมื่อวันที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2560 กระทั่งวันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2560 Lua Entertainment ต้นสังกัดของแตฮีก็ได้ออกมาประกาศข่าวดีว่าแตฮีกำลังตั้งครรภ์ลูกคนแรกของพวกเขาด้วยอายุครรภ์ 15 สัปดาห์ และในเวลานี้ก็ได้เกิดมาแล้ว เป็นลูกสาวอัลบั้มผลงานซีรีส์เกาหลีผลงาน. ซีรีส์เกาหลี. - 2015: ยงพัล (SBS) - 2013: Jang Ok Jung (SBS) - 2011: My Princess (MBC) - 2009: Iris (KBS) - 2004: Love Story in Harvard (SBS) - 2004: Forbidden Love (KBS) - 2003: Stairway to Heaven (SBS) - 2003: A Problem At My Younger Brother's House (SBS) - 2003: Screen (SBS) - 2002: Let's Go (SBS)ภาพยนตร์ภาพยนตร์. - 2010: Grand Prix - 2007: Venus and Mars - 2006: The Restless - 2002: New Citizen (short film) - 2001: Last Present (short appearance)โฆษณาโฆษณา. - Allerman - 12Plus Colorista - Cyon - Paris Baguette - LG - iriver - Hera - Ohui - Vivian - Daewoo Matiz - Klasse - Samsung - Beans Avenue - Coupang - Toyota - Olympus - My House/Root - Crencia - KT Smard Card - Calli - ZEC - BC Card - Maxwell House - S-Oil - Corn Silk Tae - Prugio - Black Smith - French Cafe - Celltrion Skincureรางวัลรางวัล. - 2015 Korea Drama Awards : Top Excellence Award, Actress ( Yongpal ) - 2009 KBS: Drama Series Excellence Award for Actress (IRIS) - 2009 KBS: Best Couple Award, Kim Tae Hee and Lee Byung-hun (IRIS) - 2007 Daejong Film Awards: Overseas Popularity Award-Female (The Restless) - 2007 Paeksang Arts Awards: Movie section Popularity Award-Actress (The Restless) - 2005 Paeksang Arts Awards: TV section Popularity Award (Love Story in Harvard) - 2004 SBS: Highest Popularity Award for actress (Love Story in Harvard) - 2004 SBS: 10 Stars Award - 2004 KBS: New Actress Award (Forbidden Love) - 2003 SBS: New Star Award (Screen & Stairway to Heaven)
นักแสดงชาวเกาหลีใต้ คิม แท-ฮี สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยใด
{ "answer": [ "มหาวิทยาลัยโซล" ], "answer_begin_position": [ 237 ], "answer_end_position": [ 251 ] }
2,000
2,519
ประเทศเกาหลีเหนือ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี (; ) หรือชื่อโดยทั่วไปว่า เกาหลีเหนือ (; ) เป็นประเทศในเอเชียตะวันออก กินพื้นที่ครึ่งเหนือของคาบสมุทรเกาหลี เมืองหลวงและนครใหญ่สุดคือ เปียงยาง เขตปลอดทหารเกาหลีเป็นเขตกันชนระหว่างประเทศเกาหลีใต้กับเกาหลีเหนือ แม่น้ำอัมนกหรือยาลู่ และตูเมนเป็นพรมแดนระหว่างประเทศจีนกับเกาหลีเหนือ แม่น้ำตูเมนส่วนที่ห่างไปทางตะวันออกเฉียงเหนือเป็นพรมแดนกับประเทศรัสเซีย คาบสมุทรเกาหลีถูกจักรวรรดิเกาหลีปกครองเรื่อยมากระทั่งถูกผนวกเข้ากับญี่ปุ่นหลังสงครามรัสเซีย-ญี่ปุ่น พ.ศ. 2448 และถูกแบ่งเป็นเขตยึดครองโซเวียตและอเมริกาใน พ.ศ. 2488 หลังสงครามโลกครั้งที่สองยุติ เกาหลีเหนือปฏิเสธจะเข้าร่วมการเลือกตั้งที่สหประชาชาติอำนวยการ ซึ่งจัดที่กรุงโซลใน พ.ศ. 2491 และนำไปสู่การสถาปนารัฐบาลเกาหลีแยกในเขตยึดครองทั้งสอง ทั้งเกาหลีเหนือและใต้ต่างอ้างอธิปไตยเหนือคาบสมุทรเกาหลีทั้งหมด และนำไปสู่สงครามเกาหลีใน พ.ศ. 2493 ความตกลงสงบศึกชั่วคราว พ.ศ. 2496 ยุติการสู้รบ อย่างไรก็ดี ทั้งสองยังถือว่าอยู่ในภาวะสงครามต่อกันและกันอย่างเป็นทางการ เนื่องจากยังไม่มีการลงนามสนธิสัญญาสันติภาพแต่อย่างใด ทั้งสองรัฐได้รับการยอมรับเข้าสู่สหประชาชาติใน พ.ศ. 2534 เกาหลีเหนือเป็นรัฐพรรคการเมืองเดียวภายใต้สหแนวร่วมนำโดยพรรคแรงงานเกาหลี รัฐบาลของประเทศเจริญตามอุดมการณ์จูเช (Juche) ว่าด้วยการพึ่งพาตนเอง พัฒนาโดยประธานาธิบดีของประเทศ คิม อิล-ซ็อง หลังเขาถึงแก่อสัญกรรม คิม อิล-ซ็องถูกประกาศให้เป็นประธานาธิบดีตลอดกาลของประเทศ จูเชจึงกลายมาเป็นอุดมการณ์ของรัฐอย่างเป็นทางการ เมื่อประเทศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ใน พ.ศ. 2515 แม้คิม อิล-ซ็องจะใช้ร่างเป็นนโยบายอย่างน้อยตั้งแต่ พ.ศ. 2498 หลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียตและภัยพิบัติทางธรรมชาติหลายครั้ง ได้เกิดทุพภิกขภัยขึ้นในประเทศ เป็นเหตุให้มีประชาชนเสียชีวิตถึงระหว่าง 9 แสนถึง 2 ล้านคน โดยเผชิญกับสถานการณ์เหล่านี้ ผู้นำ คิม จ็อง-อิลประกาศใช้นโยบายซอนกุน (Songun) หรือ "ทหารมาก่อน" เพื่อเสริมสร้างประเทศและรัฐบาล องค์การต่างชาติหลายแห่งอธิบายเกาหลีเหนือว่าเป็นเผด็จการลัทธิสตาลินแบบเบ็ดเสร็จ โดยมีลัทธิบูชาบุคคลประณีตรอบครอบครัวคิมและเป็นหนึ่งในประเทศที่มีบันทึกสิทธิมนุษยชนต่ำที่สุดในโลก รัฐบาลเกาหลีเหนือปฏิเสธความเชื่อมโยงนี้ เกาหลีเหนือเป็นชาติติดอาวุธมากที่สุดของโลก โดยมีกำลังพลประจำการ สำรองและกึ่งทหารรวม 9,495,000 นาย ทั้งเป็นรัฐที่มีอาวุธนิวเคลียร์ไว้ในครอบครองและมีโครงการอวกาศที่ยังดำเนินอยู่ภูมิศาสตร์ ภูมิศาสตร์. คาบสมุทรเกาหลีทอดตัวไปทางทิศใต้ทางด้านตะวันออกของทวีปเอเชีย มีความยาว 1,020 กิโลเมตร และกว้าง 300 กิโลเมตร ณ จุดที่แคบที่สุดของคาบสมุทรเกาหลี พื้นที่ 70% ของประเทศเป็นเทือกเขา จึงจัดเป็นประเทศที่มีภูมิประเทศเป็นเทือกเขามากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ความเปลี่ยนแปลงทางกายภาพของแผ่นดินที่เป็นหินแกรนิตและหินปูน ทำให้เกิดภูมิประเทศที่สวยงาม ประกอบด้วยเทือกเขาและหุบเขา เทือกเขาตลอดชายฝั่งด้านตะวันออกสูงชันและทอดตัวลงสู่ทะเลตะวันออก ในขณะที่ชายฝั่งทางด้านใต้และตะวันตก เทือกเขาค่อย ๆ ลาดลงต่ำสู่ที่ราบชายฝั่ง ซึ่งเป็นแหล่งเกษตรกรรมที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในเกาหลี โดยเฉพาะในด้านการผลิตข้าว คาบสมุทรเกาหลีถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ณ เส้นขนานที่ 38 เหนือ คือ สาธารณรัฐเกาหลีอยู่ทางตอนใต้ และเกาหลีเหนือ โดยถูกคั่นกลางโดยเขตปลอดทหารประวัติศาสตร์ยุคประวัติศาสตร์ ประวัติศาสตร์. ยุคประวัติศาสตร์. ในประวัติศาสตร์เกาหลี แบ่งเป็นราชอาณาจักรทั้งสาม คือราชอาณาจักรโคกูรยอ ราชอาณาจักรแพ็กเจ และราชอาณาจักรชิลลา ซึ่งปกครองคาบสมุทรเกาหลีและบางส่วนของแมนจูเรีย ตั้งแต่ศตวรรษที่ 1 ก่อนคริสตกาลถึงคริสต์ศตวรรษที่ 7 ในช่วงหนึ่งศตวรรษก่อนคริสต์ศักราช คาบสมุทรเกาหลีทั้งหมด และดินแดนส่วนใหญ่ของประเทศแมนจูอยู่ภายใต้การปกครองของสามอาณาจักรหลังสงครามโลกครั้งที่สอง หลังสงครามโลกครั้งที่สอง. ปลายสงครามโลกครั้งที่สอง กองกำลังของสหภาพโซเวียตและสหรัฐอเมริกาได้เข้าไปปลดอาวุธกองทัพญี่ปุ่นในคาบสมุทรเกาหลี แต่ทั้งสหภาพโซเวียตและสหรัฐอเมริกาไม่สามารถตกลงเรื่องการรวมเกาหลีกันได้ แต่ละฝ่ายจึงประกาศสนับสนุนดินแดนในส่วนยึดครองของตน โดยเกาหลีใต้เรียกชื่อประเทศว่า "สาธารณรัฐเกาหลี" ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกา ส่วนเกาหลีเหนือเรียกชื่อประเทศว่า "สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี" ได้รับการสนับสนุนจากสหภาพโซเวียตยุคเอกราช ยุคเอกราช. หลังจากเกาหลีเหนือได้แยกออกมาเป็นเอกราชแล้ว นาย คิม อิล-ซ็อง ก็ได้มีบทบาทสำคัญของการบริหารประเทศตลอดมา ในระหว่าง พ.ศ. 2491-2515 เขาได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และต่อจากนั้นก็ได้ตำแหน่งประธานาธิบดีจนถึงแก่อสัญกรรมใน พ.ศ. 2537 แล้วบุตรชาย คิม จ็อง-อิล จึงได้ดำรงตำแหน่งสืบมาจนถึงแก่อสัญกรรมใน พ.ศ. 2554 คิม จ็อง-อึน ผู้เป็นบุตรชายคนสุดท้องได้สืบทอดอำนาจเป็นผู้นำคนปัจจุบันการเมืองการปกครองบริหาร การเมืองการปกครอง. บริหาร. เกาหลีเหนือปกครองโดย เกาหลีเหนือเป็นรัฐคอมมิวนิสต์ ภายใต้การปกครองโดยพรรคแรงงานแห่งเกาหลี มีประธานคณะกรรมาธิการป้องกันประเทศเป็นผู้นำสูงสุดของประเทศ และมี คิม อิล-ซ็องและผู้นำสูงสุดคนปัจจุบันคือนายคิม จ็อง-อึน เป็นผู้นำประเทศ เกาหลีเหนือปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์ตามแนวทางของอดีตสหภาพโซเวียต ระบบการเมืองของเกาหลีเหนือตั้งอยู่บนพื้นฐานของลัทธิจูเช่ (Juche) ซึ่งอดีตประธานาธิบดี คิม อิล-ซ็อง ได้บัญญัติขึ้นเมื่อ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2498 ประกอบด้วยหลักการสำคัญ คือเอกราชทางการเมืองอย่างแท้จริง การพึ่งพาตนเองทางเศรษฐกิจ และการป้องกันประเทศด้วยตนเอง เกาหลีเหนือมีการปกครองระบบพรรคเดียวมาโดยตลอด นับตั้งแต่มีการก่อตั้งประเทศเมื่อ 9 กันยายน พ.ศ. 2491 โดยมีพรรคแรงงานแห่งเกาหลี (Workers Party of Korea) เป็นองค์กรที่มีบทบาทและอิทธิพล สูงสุดในทางการเมืองที่คอยควบคุมหน่วยงานของรัฐบาลในการบริหารประเทศ ตามที่รัฐธรรมนูญปกครองประเทศของเกาหลีเหนือบัญญัติไว้ว่า อำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศเป็นของสมัชชาประชาชนสูงสุด ซึ่งมีสมาชิก 687 คน มาจากการเลือกตั้งและมีวาระการดำรงตำแหน่ง 5 ปี สถานการณ์การเมืองภายในของเกาหลีเหนือได้เข้าสู่ความไม่แน่นอน ภายหลังจากการถึงแก่อสัญกรรมของประธานาธิบดีคิม อิล-ซ็อง ในปี พ.ศ. 2537 ซึ่งทำให้ประชาคมระหว่างประเทศกังวลว่าเกาหลีเหนือจะประสบปัญหาวุ่นวาย อย่างไรก็ตาม การเข้ารับตำแหน่งผู้นำประเทศของนายคิม จ็อง-อิล ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2541 แสดงให้เห็นว่านายคิม จ็อง-อิล สามารถกุมอำนาจการปกครองประเทศได้อย่างเบ็ดเสร็จ โดยนายคิม จ็อง-อิล ก็ได้มีท่าทีที่ต้องการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศในโลกเสรีมากขึ้น คาดว่าเพราะต้องการได้รับเงินตราต่างประเทศ เพื่อนำมาปรับปรุงและฟื้นฟูสภาพเศรษฐกิจของประเทศ เมื่อ 5 กันยายน 2541 การประชุมสภาประชาชนสูงสุดครั้งที่ 10 มีมติให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยระบุว่า- นายคิม อิล-ซ็อง เป็นผู้ก่อตั้งเกาหลีเหนือ และเป็นบรรพบุรุษแห่งสังคมนิยมของเกาหลี ดังนั้น จึงยกย่องให้เป็นประธานาธิบดีตลอดกาล (Eternal President) - ยกเลิกระบบประธานาธิบดีเป็นประมุข ให้ประธานคณะกรรมการป้องกันประเทศ (Chairman of the National Defense Commission) เป็นตำแหน่งสูงสุดของประเทศ โดยมีอำนาจปกครองด้าน การเมือง การทหาร และเศรษฐกิจ - ให้สภาบริหารสูงสุด (Presidium) ของสภาประชาชนสูงสุดเกาหลีเหนือ (Supreme People's Assembly) เป็นองค์กรนิติบัญญัติสูงสุดของประเทศ อนึ่ง สภาประชาชนสูงสุดมีมติแต่งตั้งนายคิม ย็อง-นัม ให้ดำรงตำแหน่งประธานสภาบริหารสูงสุดของสภาประชาชนสูงสุดเกาหลีเหนือ รับผิดชอบงานด้านการดำเนินความสัมพันธ์ทางการทูตกับต่างประเทศ ได้แก่ทุกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเรื่องพิธีการทูต การให้และยกเลิกสัตยาบัน การแต่งตั้งและเรียกกลับผู้แทนทางการทูตในต่างประเทศ การรับสาส์นตราตั้งทูตต่างประเทศ การเป็นผู้แทนประเทศพบบุคคลสำคัญจากต่างประเทศที่ไปเยือนเกาหลีเหนือ รวมทั้งเป็นผู้แทนประเทศเดินทางไปเยือนประเทศอื่นๆ เมื่อ 3 กันยายน 2546 ได้มีการประชุมสภาประชาชนสูงสุดของเกาหลีเหนือ โดยที่ประชุมฯ มีมติดังนี้1. นาย คิม จ็อง-อิล ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือ ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการกลาโหม (Chairman of the National Defense Commission) 2. นาย คิม ย็อง-นัม ดำรงตำแหน่งประธานสภาบริหารสูงสุดของสภาประชาชนสูงสุด (President of the Presidium of the DPRK Supreme People's Assembly) 3. นาย ปาร์ก ปงจู รมว.อุตสาหกรรมเคมี ดำรงตำแหน่ง นรม. สืบแทนนาย Hong Song Nam 4. นาย แพ็ก นัมซุน ดำรงตำแหน่ง รมว.กต.ต่อไปทั้งนี้ นรม.คนใหม่มีนโยบายส่งเสริมการพัฒนาด้านเศรษฐกิจของประเทศให้มากยิ่งขึ้น สนับสนุนด้านการทหารอย่างเต็มที่ และส่งเสริมการรวมประเทศเกาหลีทั้งสอง อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2554 นายคิม จ็อง-อิล ได้ถึงแก่อสัญกรรมขณะอยู่บนขบวนรถไฟเตรียมเดินทางไปตรวจพื้นที่ภาคสนาม จากอาการกล้ามเนื้อหัวใจตาย และหัวใจวายในที่สุด ทำให้นาย คิม จอง อึน บุตรชายคนที่ 3 จะขึ้นเป็นผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือในฐานะทายาททางการเมืองต่อไปบริหารตุลาการต่างประเทศความสัมพันธ์กับประเทศเกาหลีใต้ความสัมพันธ์กับประเทศไทยกองทัพตำรวจการแบ่งเขตการปกครอง การแบ่งเขตการปกครอง. ในปี พ.ศ. 2547 ประเทศเกาหลีเหนือแบ่งเขตการปกครองออกเป็น 9 จังหวัด (provinces) 3 เขตพิเศษ (special regions) และ 2 เมืองที่ได้รับการปกครองโดยตรง (directly-governed cities) ได้แก่จังหวัดจังหวัด. - คังว็อน (Kangwŏndo: คังว็อนโด 강원도; 江原道) - ชากัง (Chagang-do: ชากัง-โด; 자강도; 慈江道) - พย็องอันใต้ (P'yŏngan-namdo: พย็องอัน-นัมโด; 평안남도; 平安南道) - พย็องอันเหนือ (P'yŏngan-bukto: พย็องอัน-บุกโต; 평안북도; 平安北道) - รยังกัง (Ryanggang-do: รยังกัง-โด; 량강도; 兩江道) - ฮวังแฮใต้ (Hwanghae-namdo: ฮวังแฮ-นัมโด; 황해남도; 黃海南道) - ฮวังแฮเหนือ (Hwanghae-bukto: ฮวังแฮ-บุกโต; 황해북도; 黃海北道) - ฮัมกย็องใต้ (Hamgyŏng-namdo: ฮัมกย็อง-นัมโด; 함경남도; 咸鏡南道) - ฮัมกย็องเหนือ (Hamgyŏng-bukto: ฮัมกย็อง-บุกโต; 함경북도; 咸鏡北道)เมืองที่ได้รับการปกครองโดยตรงเมืองที่ได้รับการปกครองโดยตรง. - เปียงยาง (P'yŏngyang Chik'alshi: พย็องยังชีคัลชี; 평양직할시; 平壤直轄市) - ราซ็อน (ราจิน-ซ็อนบง) (Rasŏn (Rajin-Sŏnbong) Chik'alshi: ราซ็อน (ราจิน-ซ็อนบง) ชีคัลชี; 라선(라진-선봉)특별시; 羅先(羅津-先鋒)特別市)เมืองใหญ่สุด 10 อันดับแรกเศรษฐกิจ เศรษฐกิจ. เกาหลีเหนือมีการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจในลักษณะวางแผนเศรษฐกิจจากส่วนกลาง โดยเกาหลีเหนือได้ยึดถืออุดมการณ์ตามลัทธิชูเช (Juche) ของพรรคแรงงานเกาหลีมาเป็นแนวทางในการพัฒนาประเทศ โดยเน้นความเป็นเอกภาพ การพึ่งพาตนเอง เกียรติภูมิของชาติ และการสร้างความเจริญให้กับประเทศ พร้อมกับประกาศ "ขบวนการม้าบิน" (Chollima Movement) ในปี พ.ศ. 2501 ที่กระตุ้นให้ประชาชนขยันขันแข็งในการทำงาน เร่งเพิ่มผลผลิตโดยเฉพาะทางด้านการเกษตร เกาหลีเหนือมีระบบการค้าผูกขาดโดยภาครัฐ ทั้งการค้าในประเทศและต่างประเทศ โดยกระทรวงพาณิชย์ควบคุมการค้าภายในประเทศ และกระทรวงการค้าต่างประเทศควบคุมการค้าระหว่างประเทศ โดยได้จัดตั้งบริษัทการค้าของรัฐหรือสหกรณ์การค้าของรัฐ เป็นผู้ดำเนินการเกี่ยวกับการค้า รัฐบาลเกาหลีเหนือพยายามขยายการค้ากับต่างประเทศให้มากขึ้น โดยได้เน้นการผลิตสินค้าที่ตลาดต่างประเทศมีความต้องการเพิ่มขึ้น พยายามปรับปรุงความน่าเชื่อถือของเกาหลีเหนือ ส่งเสริมสินค้าออกทั้งแบบ merchant trade และ barter trade ส่งเสริมการร่วมลงทุนกับต่างประเทศ นอกจากนี้ เกาหลีเหนือได้จัดตั้งคณะกรรมการส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (Commission for the Promotion of Foreign Trade) เพื่อสนับสนุนการค้ากับประเทศที่ยังไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตกับเกาหลีเหนือ ในปี 2538 และ 2539 ได้ประสบอุทกภัยครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 10 ปี ซึ่งได้สร้างความเสียหายให้กับพื้นที่เกษตรกรรมและโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจของประเทศ ต่อมาในปี 2540 เกาหลีเหนือประสบกับภาวะภัยแล้งและพายุในช่วงฤดูใบไม้ร่วง ซึ่งได้สร้างความเสียหายให้พื้นที่เพาะปลูกข้าวทางฝั่งตะวันตกของประเทศ ทำให้ไม่สามารถผลิตอาหารให้เพียงพอกับความต้องการภายในประเทศ ก่อให้เกิดภาวะขาดแคลนอาหาร ประชาชนเจ็บป่วยและล้มตายเป็นจำนวนมาก รัฐบาลเกาหลีเหนือจึงได้เริ่มขอรับความช่วยเหลือจากประชาคมโลกมาตั้งแต่ปี 2538 ทั้งนี้ ก่อนการล่มสลายของคอมมิวนิสต์ในปี 2532-2533 ประเทศที่เคยเป็นคู่ค้าที่สำคัญของเกาหลีเหนือคือ สหภาพโซเวียตและกลุ่มประเทศยุโรปตะวันออก แต่หลังจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียต มูลค่าการค้ากับประเทศรัสเซียได้ลดน้อยลงอย่างมาก และประเทศยุโรปตะวันออกก็ไม่มีกำลังซื้อ นอกจากนี้ สินค้าส่งออกของเกาหลีเหนือ ก็ไม่สามารถแข่งขันกับสินค้าประเภทเดียวกันจากประเทศอื่น ๆ ทั้งทางด้านคุณภาพและราคาได้ รวมทั้ง เกาหลีเหนือยังประสบปัญหาการขาดเแคลนเงินตราต่างประเทศ เพื่อนำไปซื้อวัตถุดิบต่าง ๆ เพื่อนำไปใช้ในการผลิตสินค้าอีกด้วย รัฐบาลเกาหลีเหนือได้พยายามหาเงินตราจากต่างประเทศ โดยไม่ต้องการเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจภายในประเทศ ดังนี้- ในปี 2534 ได้พยายามทดลองเปิดเขตเศรษฐกิจพิเศษในลักษณะเดียวกับจีน บริเวณใกล้พรมแดนจีนและรัสเซีย เรียกว่า Rajin-Sonbong Free Trade Zone (FTZ) เพื่อเป็นเขตผ่อนผันให้กับนักลงทุนต่างชาติผ่านเข้าออกได้ โดยไม่ต้องขอรับการตรวจลงตรา มีการลดภาษีศุลกากร และมีสิ่งจูงใจอื่น ๆ เพื่อดึงดูดให้นักลงทุนต่างชาติเข้าไปลงทุนในเขตดังกล่าว อย่างไรก็ตาม เขตเศรษฐกิจพิเศษดังกล่าวได้รับความสนใจน้อยมาก เนื่องจากค่าจ้างแรงงานที่สูง การแทรกแซงจากเจ้าหน้าที่ของรัฐในการดำเนินงาน นอกจากนี้ นักลงทุนต่างชาติ ยังไม่ค่อยแน่ใจในสถานการณ์ทางการเมืองภายในเกาหลีเหนือ ตลอดจนปัญหาเรื่องนโยบายคุ้มครองการลงทุน รวมทั้งความไม่พร้อมในด้านโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ อาทิ สนามบิน ท่าเรือ และการขาดพื้นฐานทางอุตสาหกรรม - ในปี 2541 ได้เปิดให้บริษัทฮุนไดของเกาหลีใต้เข้าไปลงทุนโดยการนำนักท่องเที่ยวเข้าชมบริเวณเทือกเขา Kumgang โดยบริษัทฮุนไดต้องจ่ายค่าสัมปทานให้กับรัฐบาลเกาหลีเหนือ เดือนละ 12 ล้านดอลลาร์สหรัฐอเมริกา แต่ปรากฏว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจากเกาหลีใต้น้อยเกินคาด คือน้อยกว่า 4,000 คนต่อเดือนทำให้บริษัทฮุนไดขาดทุนอย่างนัก จนเมื่อเดือน มกราคม 2545 รัฐบาลเกาหลีใต้ประกาศให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่โครงการดังกล่าว เพราะเห็นว่าเป็นโครงการที่ส่งเสริมนโยบายปรองดองระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ - เมื่อเดือนกันยายน 2545 เกาหลีเหนือได้ประกาศให้เมืองชินอึยจู ซึ่งเป็นเมืองใหญ่ติดชายแดนจีนตรงข้ามเมืองตานตงของมณฑลเหลียวหนิงมีแม่น้ำยาลูเป็นเส้นกั้นพรมแดนให้เป็นเขตบริหารพิเศษขึ้นตรงต่อรัฐบาลกลางโดยสามารถบัญญัติกฎหมายมีอำนาจบริหารและอำนาจตุลาการ - นับตั้งแต่การประชุมสุดยอดผู้นำเกาหลีเหนือ-เกาหลีใต้ ระหว่างนายคิม จอง-อิล ผู้นำเกาหลีเหนือกับนายคิม แด-จุง อดีตประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ในปี 2543 เกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ได้มีความพยายามร่วมกันในการส่งเสริมโครงการนิคมอุตสาหกรรมแกซอง (Gaeseong Industrial Complex- GIC) อย่างไรก็ตาม การทดลองขีปนาวุธและอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การลงทุนและการค้าต่างประเทศชะงักงัน โดยเฉพาะผลกระทบจากข้อมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ที่ 1718 (2006) หากปัญหาต่างๆ ดังกล่าวได้รับการแก้ไข รวมทั้งมีการปรับเปลี่ยนมาตรฐานทางการเงินให้เป็นสากลมากขึ้น ก็อาจทำให้การลงทุนในเขตเศรษฐกิจดังกล่าวได้รับความสนใจจากต่างประเทศมากขึ้นกว่าในปัจจุบัน เมื่อ 2 สิงหาคม 2545 เกาหลีเหนือได้เริ่มทดลองมาตรการปฏิรูประบบเศรษฐกิจ โดยลดการปันส่วนอาหาร และให้ประชาชนซื้ออาหารจากตลาดมากขึ้นแทน และเพิ่มค่าแรงเพื่อให้ประชาชนมีกำลังซื้ออาหารจากตลาดเอง รัฐบาลเกาหลีเหนือจะใช้ family production system ในพื้นที่เกษตรกรรมซึ่งคล้ายกับระบบที่จีนใช้เมื่อเริ่มการปฏิรูปเศรษฐกิจใหม่ ๆ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรเพิ่มผลผลิต รัฐบาลเกาหลีเหนือจะลดการซื้อธัญพืชสำหรับการปันส่วนของรัฐ และจะปล่อยให้เกษตรกรสามารถขายพืชผลได้เองมากขึ้น นอกจากนี้ รัฐบาลเกาหลีเหนือจะลดค่าเงินของเกาหลีเหนือจาก 2.2 วอนต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ เป็น 200 วอนต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อให้สอดคล้องกับการปรับตัวเข้าสู่ระบบตลาดต่อไปในอนาคต การปฏิรูประบบเศรษฐกิจของเกาหลีเหนือมีความคืบหน้าที่ดีขึ้น ถือว่าประสบผลสำเร็จในระดับหนึ่ง โดยเกาหลีเหนือสามารถรับมือกับปัญหาอุปสรรคต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการปฏิรูปได้ มีการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง มีการปรับปรุงการจัดสรรอุปทานพลังงานเพื่อรองรับความต้องการได้ดีขึ้น มีความพยายามเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมากขึ้นทั้งในภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม และการค้าระหว่างประเทศ ในปี 2546 ภาคเกษตรมีผลผลิตเพิ่มขึ้นเป็นจำนวน 4.156 ล้านตันจากความต้องการบริโภค 5.1 ล้านตัน ภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นร้อยละ 12 และภาคการค้าระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นเป็นจำนวน 2,390 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นมูลค่าสูงสุดในรอบ 11 ปี ปัจจุบัน รัฐบาลเกาหลีเหนือได้ให้อิสระมากขึ้นแก่ประชาชน รัฐวิสาหกิจ และบริษัทต่างๆ ในการเลือกประกอบอาชีพ การบริหารจัดการ การจัดทำข้อตกลงการค้าได้ นอกจากนี้ รัฐบาลยังจัดตั้งตลาดซื้อขายสินค้าเพิ่มอีกกว่า 300 แห่ง เพื่อรองรับการขยายตัวของการเข้าไปมีส่วนร่วมของประชาชนในระบบเศรษฐกิจการตลาด ในขณะที่สตรีเกาหลีเหนือก็เข้าไปมีบทบาทในการหารายได้เลี้ยงครอบครัวเพิ่มขึ้นด้วย ล่าสุด จากการประชุมสภาประชาชนสูงสุด เมื่อ 11 เมษายน 2549 นโยบายทางเศรษฐกิจของเกาหลีเหนือจะเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจ และการพัฒนาวิทยาศาตร์และเทคโนโลยี อันเป็นยุทธศาสตร์ของเกาหลีเหนือในการเพิ่มความสามารถในการผลิตและเสริมสร้างระบบเศรษฐกิจที่พึ่งพาตนเองได้ตามหลักจูเช่ และเชื่อว่าเกาหลีเหนือจะเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีสูง และอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี 2541 เป็นต้นมา เกาหลีเหนือประกาศว่าการสร้าง ”ประเทศที่เข้มแข็งและมั่งคั่ง” (Kangsong Taeguk-) จะต้องตั้งอยู่บนเสาหลักสำคัญ 3 ประการคือ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี อุดมการณ์ และการทหารการเกษตร การเกษตร. เกาหลีเหนือจัดพื้นที่การเกษตรเป็นคอมมูนเช่นเดียวกับจีน และมอบพื้นที่ขนาดเล็กใกล้คอมมูนให้เป็นแปลงเกษตรส่วนตัว ผลผลิตทางการเกษตรของเกาหลีเหนือ ได้แก่ ข้าว ข้าวโพด ข้าวสาลี โค และสัตว์ปีก แต่เกือบทุกชนิดไม่พอเลี้ยงประชากรในประเทศ ส่วนใหญ่จึงต้องสั่งเข้าจากอดีตสหภาพโซเวียต พื้นที่ ของเกาหลีเหนือเพาะปลูกได้แค่ 20 เปอร์เซนต์ของประเทศใน 1 ปีสามารถเพาะปลูกได้แค่ 6เดือน ส่วน 6 เดือนที่เหลือไม่สามารถเพาะปลูกได้เพราะอากาศหนาวติดลบการทำเหมืองแร่ การทำเหมืองแร่. เกาหลีเหนืออุดมสมบูรณ์ไปด้วยถ่านหิน ซึ่งเป็นผลผลิตที่ส่งเป็นสินค้าส่งออกทำรายได้ให้ประเทศอันดับหนึ่งนอกจากนี้ยังมี ตะกั่ว สังกะสี และเหล็กอุตสาหกรรม อุตสาหกรรม. เกาหลีเหนือมีอุตสาหกรรมหนักอยู่หลายชนิด เช่น เครื่องจักรกล เหล็กกล้า เคมีภัณฑ์ และปุ๋ย เกาหลีเหนือสามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้เพียงร้อยละ 26 ของปริมาณความต้องการใช้ไฟฟ้าภายในประเทศเท่านั้น ภาวะการขาดแคลนพลังงานของเกาหลีเหนือ ส่งผลให้ภาคอุตสาหกรรมสามารถทำการผลิตได้เพียงร้อยละ 20 ของความสามารถในการผลิต ทั้งนี้ มีรายงานว่าระบบการสื่อสารและคมนาคมขนส่งของเกาหลีเหนืออยู่ในสภาพย่ำแย่ ซึ่งหากสภาวะเช่นนี้ดำรงต่อไป อาจส่งผลให้ระบบเศรษฐกิจเกาหลีเหนือล่มสลายได้ และนำไปสู่การอพยพของชาวเกาหลีเหนือไปสู่จีนและเกาหลีใต้การท่องเที่ยว การท่องเที่ยว. การท่องเที่ยวในประเทศเกาหลีเหนือเริ่มเปิดให้กับชาวต่างชาติมากขึ้น เพื่อนำเสนอเรื่องราวต่าง ๆ ของประเทศนี้ โดยเฉพาะธรรมชาติและวิถีชีวิตที่งดงาม แต่อย่างไรก็ตามการเดินทางเพื่อไปท่องเที่ยวในเกาหลีเหนือนั้น ต้องเดินทางไปกับเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลเท่านั้น โดยจะต้องซื้อทัวร์ผ่านบริษัทตัวแทน ก่อนจะไปยังประเทศนี้ได้สถานที่ท่องเที่ยวประชากรเชื้อชาติ ประชากร. เชื้อชาติ. ส่วนใหญ่เป็นชาวเกาหลี แต่ก็มีชาวจีน 162,000 คน ชาวมองโกล 6,900 คน ชาวอังกฤษ 5,500 คน ชาวฝรั่งเศส 5,000 คน ชาวรัสเซีย 4,600 คนและชาวญี่ปุ่นอาศัยอยู่ศาสนา ศาสนา. ในอดีตดินแดนเกาหลีเหนืออบอวลไปด้วยวัฒนธรรมของศาสนาพุทธ และลัทธิขงจื๊อ แม้ภายหลังจะมีการเข้ามาของศาสนาอื่นอย่างศาสนาคริสต์ และลัทธิชอนโดเกียว แต่ทุกศาสนาจะต้องได้รับการอนุญาตก่อน ส่วนใหญ่ประชากรของเกาหลีเหนือจะยินดีที่จะไม่นับถือศาสนาใด ส่วนใหญ่ศาสนาจะถูกให้นิยามอยู่เสมอว่าเป็นอคติต่อสังคม และวัฒนธรรมทางศาสนาดั้งเดิมอย่างศาสนาพุทธ และลัทธิขงจื๊อจึงได้รับผลกระทบจากการดำเนินชีวิตในปัจจุบันของชาวเกาหลีเหนือ แต่อย่างไรก็ตาม กลุ่มผู้ที่นับถือศาสนาพุทธในเกาหลีเหนือได้รับการจัดการที่ดีกว่ากลุ่มที่นับถือศาสนาอื่นในประเทศ โดยเฉพาะศาสนาคริสต์ที่มักจะถูกรังแกโดยทางการ ในขณะที่ศาสนาพุทธได้รับทุนจากรัฐบาลไปส่งเสริมศาสนา เนื่องจากศาสนาพุทธมีบทบาทสำคัญต่อวัฒนธรรมของเกาหลีเป็นอย่างมาก จากการเฝ้าดูขององค์กรสิทธิมนุษยชน พบว่าเกาหลีเหนือได้ให้อิสระต่อกิจกรรมทางศาสนา ขณะที่รัฐบาลจะอุปถัมภ์กลุ่มศาสนาเท่านั้น สร้างความเข้าใจผิดเกี่ยวกับอิสระการนับถือศาสนาของเกาหลีเหนือมีการประมาณการกลุ่มผู้นับถือศาสนาต่างๆจากหน่วยข่าวกรองตามสภาพของเกาหลีเหนือในปัจจุบันดังนี้- ไม่นับถือศาสนา ประมาณ 15,460,000 คน (64.31% ของประชากร โดยส่วนใหญ่นับถือตามปรัชญาลัทธิจูเช) - ผู้ศรัทธาตามขนบธรรมเนียมประเพณีดั้งเดิม ประมาณ 3,846,000 คน (16% ของประชากร) - ลัทธิชอนโดเกียว ประมาณ 3,245,000 คน (13.50% ของประชากร) - ศาสนาพุทธ ประมาณ 1,082,000 คน (4.50% ของประชากร) - ศาสนาคริสต์ ประมาณ 406,000 คน (1.69% ของประชากร) ในกรุงเปียงยาง ถือเป็นศูนย์กลางกิจกรรมทางศาสนาคริสต์ของเกาหลีเหนือก่อนสงครามเกาหลี ปัจจุบันมีโบสถ์เพียงสี่โบสถ์ที่ได้รับอนุญาตให้เปิดทำศาสนกิจได้ เพื่อเป็นจุดเด่นแสดงให้ชาวต่างชาติเห็นเท่านั้น ตัวเลขอย่างเป็นทางการของชาวคริสต์ในเกาหลีเหนือ ได้แก่ นิกายโปรเตสแตนต์มีจำนวนมากที่สุด 10,000 รองลงมาคือนิกายโรมันคาทอลิก 4,000 คน ตามที่องค์กร Open Door ซึ่งเป็นองค์กรที่ให้ความช่วยเหลือแก่ชาวคริสต์ ได้ให้ข้อมูลว่าทางการเกาหลีเหนือได้ทำการกลั่นแกล้งชาวคริสต์มากจนน่าแปลก องค์กรเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน เช่น องค์กรนิรโทษกรรมสากล ได้พุ่งความสนใจเกี่ยวกับการก่อกวนทางศาสนาในเกาหลีเหนือวัฒนธรรม วัฒนธรรม. เดิมเกาหลีเหนือสมัยอาณาจักรนั้นได้ติดต่อกับจีน และญี่ปุ่น หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองชีวิตความเป็นอยู่ของผู้หญิงคือ จะต้องออกไปทำงานนอกบ้าน ช่วยเพิ่มรายได้แก่ครอบครัว ทั้งนี้เพราะมาจากอิทธิพลจากส่วนอื่นโลกสถาปัตยกรรมการแต่งกายอาหารสื่อมวลชนกีฬาวันหยุด
เมืองหลวงของประเทศเกาหลีเหนือมีชื่อว่าอะไร
{ "answer": [ "เปียงยาง" ], "answer_begin_position": [ 274 ], "answer_end_position": [ 282 ] }
2,001
2,519
ประเทศเกาหลีเหนือ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี (; ) หรือชื่อโดยทั่วไปว่า เกาหลีเหนือ (; ) เป็นประเทศในเอเชียตะวันออก กินพื้นที่ครึ่งเหนือของคาบสมุทรเกาหลี เมืองหลวงและนครใหญ่สุดคือ เปียงยาง เขตปลอดทหารเกาหลีเป็นเขตกันชนระหว่างประเทศเกาหลีใต้กับเกาหลีเหนือ แม่น้ำอัมนกหรือยาลู่ และตูเมนเป็นพรมแดนระหว่างประเทศจีนกับเกาหลีเหนือ แม่น้ำตูเมนส่วนที่ห่างไปทางตะวันออกเฉียงเหนือเป็นพรมแดนกับประเทศรัสเซีย คาบสมุทรเกาหลีถูกจักรวรรดิเกาหลีปกครองเรื่อยมากระทั่งถูกผนวกเข้ากับญี่ปุ่นหลังสงครามรัสเซีย-ญี่ปุ่น พ.ศ. 2448 และถูกแบ่งเป็นเขตยึดครองโซเวียตและอเมริกาใน พ.ศ. 2488 หลังสงครามโลกครั้งที่สองยุติ เกาหลีเหนือปฏิเสธจะเข้าร่วมการเลือกตั้งที่สหประชาชาติอำนวยการ ซึ่งจัดที่กรุงโซลใน พ.ศ. 2491 และนำไปสู่การสถาปนารัฐบาลเกาหลีแยกในเขตยึดครองทั้งสอง ทั้งเกาหลีเหนือและใต้ต่างอ้างอธิปไตยเหนือคาบสมุทรเกาหลีทั้งหมด และนำไปสู่สงครามเกาหลีใน พ.ศ. 2493 ความตกลงสงบศึกชั่วคราว พ.ศ. 2496 ยุติการสู้รบ อย่างไรก็ดี ทั้งสองยังถือว่าอยู่ในภาวะสงครามต่อกันและกันอย่างเป็นทางการ เนื่องจากยังไม่มีการลงนามสนธิสัญญาสันติภาพแต่อย่างใด ทั้งสองรัฐได้รับการยอมรับเข้าสู่สหประชาชาติใน พ.ศ. 2534 เกาหลีเหนือเป็นรัฐพรรคการเมืองเดียวภายใต้สหแนวร่วมนำโดยพรรคแรงงานเกาหลี รัฐบาลของประเทศเจริญตามอุดมการณ์จูเช (Juche) ว่าด้วยการพึ่งพาตนเอง พัฒนาโดยประธานาธิบดีของประเทศ คิม อิล-ซ็อง หลังเขาถึงแก่อสัญกรรม คิม อิล-ซ็องถูกประกาศให้เป็นประธานาธิบดีตลอดกาลของประเทศ จูเชจึงกลายมาเป็นอุดมการณ์ของรัฐอย่างเป็นทางการ เมื่อประเทศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ใน พ.ศ. 2515 แม้คิม อิล-ซ็องจะใช้ร่างเป็นนโยบายอย่างน้อยตั้งแต่ พ.ศ. 2498 หลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียตและภัยพิบัติทางธรรมชาติหลายครั้ง ได้เกิดทุพภิกขภัยขึ้นในประเทศ เป็นเหตุให้มีประชาชนเสียชีวิตถึงระหว่าง 9 แสนถึง 2 ล้านคน โดยเผชิญกับสถานการณ์เหล่านี้ ผู้นำ คิม จ็อง-อิลประกาศใช้นโยบายซอนกุน (Songun) หรือ "ทหารมาก่อน" เพื่อเสริมสร้างประเทศและรัฐบาล องค์การต่างชาติหลายแห่งอธิบายเกาหลีเหนือว่าเป็นเผด็จการลัทธิสตาลินแบบเบ็ดเสร็จ โดยมีลัทธิบูชาบุคคลประณีตรอบครอบครัวคิมและเป็นหนึ่งในประเทศที่มีบันทึกสิทธิมนุษยชนต่ำที่สุดในโลก รัฐบาลเกาหลีเหนือปฏิเสธความเชื่อมโยงนี้ เกาหลีเหนือเป็นชาติติดอาวุธมากที่สุดของโลก โดยมีกำลังพลประจำการ สำรองและกึ่งทหารรวม 9,495,000 นาย ทั้งเป็นรัฐที่มีอาวุธนิวเคลียร์ไว้ในครอบครองและมีโครงการอวกาศที่ยังดำเนินอยู่ภูมิศาสตร์ ภูมิศาสตร์. คาบสมุทรเกาหลีทอดตัวไปทางทิศใต้ทางด้านตะวันออกของทวีปเอเชีย มีความยาว 1,020 กิโลเมตร และกว้าง 300 กิโลเมตร ณ จุดที่แคบที่สุดของคาบสมุทรเกาหลี พื้นที่ 70% ของประเทศเป็นเทือกเขา จึงจัดเป็นประเทศที่มีภูมิประเทศเป็นเทือกเขามากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ความเปลี่ยนแปลงทางกายภาพของแผ่นดินที่เป็นหินแกรนิตและหินปูน ทำให้เกิดภูมิประเทศที่สวยงาม ประกอบด้วยเทือกเขาและหุบเขา เทือกเขาตลอดชายฝั่งด้านตะวันออกสูงชันและทอดตัวลงสู่ทะเลตะวันออก ในขณะที่ชายฝั่งทางด้านใต้และตะวันตก เทือกเขาค่อย ๆ ลาดลงต่ำสู่ที่ราบชายฝั่ง ซึ่งเป็นแหล่งเกษตรกรรมที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในเกาหลี โดยเฉพาะในด้านการผลิตข้าว คาบสมุทรเกาหลีถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ณ เส้นขนานที่ 38 เหนือ คือ สาธารณรัฐเกาหลีอยู่ทางตอนใต้ และเกาหลีเหนือ โดยถูกคั่นกลางโดยเขตปลอดทหารประวัติศาสตร์ยุคประวัติศาสตร์ ประวัติศาสตร์. ยุคประวัติศาสตร์. ในประวัติศาสตร์เกาหลี แบ่งเป็นราชอาณาจักรทั้งสาม คือราชอาณาจักรโคกูรยอ ราชอาณาจักรแพ็กเจ และราชอาณาจักรชิลลา ซึ่งปกครองคาบสมุทรเกาหลีและบางส่วนของแมนจูเรีย ตั้งแต่ศตวรรษที่ 1 ก่อนคริสตกาลถึงคริสต์ศตวรรษที่ 7 ในช่วงหนึ่งศตวรรษก่อนคริสต์ศักราช คาบสมุทรเกาหลีทั้งหมด และดินแดนส่วนใหญ่ของประเทศแมนจูอยู่ภายใต้การปกครองของสามอาณาจักรหลังสงครามโลกครั้งที่สอง หลังสงครามโลกครั้งที่สอง. ปลายสงครามโลกครั้งที่สอง กองกำลังของสหภาพโซเวียตและสหรัฐอเมริกาได้เข้าไปปลดอาวุธกองทัพญี่ปุ่นในคาบสมุทรเกาหลี แต่ทั้งสหภาพโซเวียตและสหรัฐอเมริกาไม่สามารถตกลงเรื่องการรวมเกาหลีกันได้ แต่ละฝ่ายจึงประกาศสนับสนุนดินแดนในส่วนยึดครองของตน โดยเกาหลีใต้เรียกชื่อประเทศว่า "สาธารณรัฐเกาหลี" ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกา ส่วนเกาหลีเหนือเรียกชื่อประเทศว่า "สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี" ได้รับการสนับสนุนจากสหภาพโซเวียตยุคเอกราช ยุคเอกราช. หลังจากเกาหลีเหนือได้แยกออกมาเป็นเอกราชแล้ว นาย คิม อิล-ซ็อง ก็ได้มีบทบาทสำคัญของการบริหารประเทศตลอดมา ในระหว่าง พ.ศ. 2491-2515 เขาได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และต่อจากนั้นก็ได้ตำแหน่งประธานาธิบดีจนถึงแก่อสัญกรรมใน พ.ศ. 2537 แล้วบุตรชาย คิม จ็อง-อิล จึงได้ดำรงตำแหน่งสืบมาจนถึงแก่อสัญกรรมใน พ.ศ. 2554 คิม จ็อง-อึน ผู้เป็นบุตรชายคนสุดท้องได้สืบทอดอำนาจเป็นผู้นำคนปัจจุบันการเมืองการปกครองบริหาร การเมืองการปกครอง. บริหาร. เกาหลีเหนือปกครองโดย เกาหลีเหนือเป็นรัฐคอมมิวนิสต์ ภายใต้การปกครองโดยพรรคแรงงานแห่งเกาหลี มีประธานคณะกรรมาธิการป้องกันประเทศเป็นผู้นำสูงสุดของประเทศ และมี คิม อิล-ซ็องและผู้นำสูงสุดคนปัจจุบันคือนายคิม จ็อง-อึน เป็นผู้นำประเทศ เกาหลีเหนือปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์ตามแนวทางของอดีตสหภาพโซเวียต ระบบการเมืองของเกาหลีเหนือตั้งอยู่บนพื้นฐานของลัทธิจูเช่ (Juche) ซึ่งอดีตประธานาธิบดี คิม อิล-ซ็อง ได้บัญญัติขึ้นเมื่อ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2498 ประกอบด้วยหลักการสำคัญ คือเอกราชทางการเมืองอย่างแท้จริง การพึ่งพาตนเองทางเศรษฐกิจ และการป้องกันประเทศด้วยตนเอง เกาหลีเหนือมีการปกครองระบบพรรคเดียวมาโดยตลอด นับตั้งแต่มีการก่อตั้งประเทศเมื่อ 9 กันยายน พ.ศ. 2491 โดยมีพรรคแรงงานแห่งเกาหลี (Workers Party of Korea) เป็นองค์กรที่มีบทบาทและอิทธิพล สูงสุดในทางการเมืองที่คอยควบคุมหน่วยงานของรัฐบาลในการบริหารประเทศ ตามที่รัฐธรรมนูญปกครองประเทศของเกาหลีเหนือบัญญัติไว้ว่า อำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศเป็นของสมัชชาประชาชนสูงสุด ซึ่งมีสมาชิก 687 คน มาจากการเลือกตั้งและมีวาระการดำรงตำแหน่ง 5 ปี สถานการณ์การเมืองภายในของเกาหลีเหนือได้เข้าสู่ความไม่แน่นอน ภายหลังจากการถึงแก่อสัญกรรมของประธานาธิบดีคิม อิล-ซ็อง ในปี พ.ศ. 2537 ซึ่งทำให้ประชาคมระหว่างประเทศกังวลว่าเกาหลีเหนือจะประสบปัญหาวุ่นวาย อย่างไรก็ตาม การเข้ารับตำแหน่งผู้นำประเทศของนายคิม จ็อง-อิล ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2541 แสดงให้เห็นว่านายคิม จ็อง-อิล สามารถกุมอำนาจการปกครองประเทศได้อย่างเบ็ดเสร็จ โดยนายคิม จ็อง-อิล ก็ได้มีท่าทีที่ต้องการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศในโลกเสรีมากขึ้น คาดว่าเพราะต้องการได้รับเงินตราต่างประเทศ เพื่อนำมาปรับปรุงและฟื้นฟูสภาพเศรษฐกิจของประเทศ เมื่อ 5 กันยายน 2541 การประชุมสภาประชาชนสูงสุดครั้งที่ 10 มีมติให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยระบุว่า- นายคิม อิล-ซ็อง เป็นผู้ก่อตั้งเกาหลีเหนือ และเป็นบรรพบุรุษแห่งสังคมนิยมของเกาหลี ดังนั้น จึงยกย่องให้เป็นประธานาธิบดีตลอดกาล (Eternal President) - ยกเลิกระบบประธานาธิบดีเป็นประมุข ให้ประธานคณะกรรมการป้องกันประเทศ (Chairman of the National Defense Commission) เป็นตำแหน่งสูงสุดของประเทศ โดยมีอำนาจปกครองด้าน การเมือง การทหาร และเศรษฐกิจ - ให้สภาบริหารสูงสุด (Presidium) ของสภาประชาชนสูงสุดเกาหลีเหนือ (Supreme People's Assembly) เป็นองค์กรนิติบัญญัติสูงสุดของประเทศ อนึ่ง สภาประชาชนสูงสุดมีมติแต่งตั้งนายคิม ย็อง-นัม ให้ดำรงตำแหน่งประธานสภาบริหารสูงสุดของสภาประชาชนสูงสุดเกาหลีเหนือ รับผิดชอบงานด้านการดำเนินความสัมพันธ์ทางการทูตกับต่างประเทศ ได้แก่ทุกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเรื่องพิธีการทูต การให้และยกเลิกสัตยาบัน การแต่งตั้งและเรียกกลับผู้แทนทางการทูตในต่างประเทศ การรับสาส์นตราตั้งทูตต่างประเทศ การเป็นผู้แทนประเทศพบบุคคลสำคัญจากต่างประเทศที่ไปเยือนเกาหลีเหนือ รวมทั้งเป็นผู้แทนประเทศเดินทางไปเยือนประเทศอื่นๆ เมื่อ 3 กันยายน 2546 ได้มีการประชุมสภาประชาชนสูงสุดของเกาหลีเหนือ โดยที่ประชุมฯ มีมติดังนี้1. นาย คิม จ็อง-อิล ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือ ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการกลาโหม (Chairman of the National Defense Commission) 2. นาย คิม ย็อง-นัม ดำรงตำแหน่งประธานสภาบริหารสูงสุดของสภาประชาชนสูงสุด (President of the Presidium of the DPRK Supreme People's Assembly) 3. นาย ปาร์ก ปงจู รมว.อุตสาหกรรมเคมี ดำรงตำแหน่ง นรม. สืบแทนนาย Hong Song Nam 4. นาย แพ็ก นัมซุน ดำรงตำแหน่ง รมว.กต.ต่อไปทั้งนี้ นรม.คนใหม่มีนโยบายส่งเสริมการพัฒนาด้านเศรษฐกิจของประเทศให้มากยิ่งขึ้น สนับสนุนด้านการทหารอย่างเต็มที่ และส่งเสริมการรวมประเทศเกาหลีทั้งสอง อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2554 นายคิม จ็อง-อิล ได้ถึงแก่อสัญกรรมขณะอยู่บนขบวนรถไฟเตรียมเดินทางไปตรวจพื้นที่ภาคสนาม จากอาการกล้ามเนื้อหัวใจตาย และหัวใจวายในที่สุด ทำให้นาย คิม จอง อึน บุตรชายคนที่ 3 จะขึ้นเป็นผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือในฐานะทายาททางการเมืองต่อไปบริหารตุลาการต่างประเทศความสัมพันธ์กับประเทศเกาหลีใต้ความสัมพันธ์กับประเทศไทยกองทัพตำรวจการแบ่งเขตการปกครอง การแบ่งเขตการปกครอง. ในปี พ.ศ. 2547 ประเทศเกาหลีเหนือแบ่งเขตการปกครองออกเป็น 9 จังหวัด (provinces) 3 เขตพิเศษ (special regions) และ 2 เมืองที่ได้รับการปกครองโดยตรง (directly-governed cities) ได้แก่จังหวัดจังหวัด. - คังว็อน (Kangwŏndo: คังว็อนโด 강원도; 江原道) - ชากัง (Chagang-do: ชากัง-โด; 자강도; 慈江道) - พย็องอันใต้ (P'yŏngan-namdo: พย็องอัน-นัมโด; 평안남도; 平安南道) - พย็องอันเหนือ (P'yŏngan-bukto: พย็องอัน-บุกโต; 평안북도; 平安北道) - รยังกัง (Ryanggang-do: รยังกัง-โด; 량강도; 兩江道) - ฮวังแฮใต้ (Hwanghae-namdo: ฮวังแฮ-นัมโด; 황해남도; 黃海南道) - ฮวังแฮเหนือ (Hwanghae-bukto: ฮวังแฮ-บุกโต; 황해북도; 黃海北道) - ฮัมกย็องใต้ (Hamgyŏng-namdo: ฮัมกย็อง-นัมโด; 함경남도; 咸鏡南道) - ฮัมกย็องเหนือ (Hamgyŏng-bukto: ฮัมกย็อง-บุกโต; 함경북도; 咸鏡北道)เมืองที่ได้รับการปกครองโดยตรงเมืองที่ได้รับการปกครองโดยตรง. - เปียงยาง (P'yŏngyang Chik'alshi: พย็องยังชีคัลชี; 평양직할시; 平壤直轄市) - ราซ็อน (ราจิน-ซ็อนบง) (Rasŏn (Rajin-Sŏnbong) Chik'alshi: ราซ็อน (ราจิน-ซ็อนบง) ชีคัลชี; 라선(라진-선봉)특별시; 羅先(羅津-先鋒)特別市)เมืองใหญ่สุด 10 อันดับแรกเศรษฐกิจ เศรษฐกิจ. เกาหลีเหนือมีการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจในลักษณะวางแผนเศรษฐกิจจากส่วนกลาง โดยเกาหลีเหนือได้ยึดถืออุดมการณ์ตามลัทธิชูเช (Juche) ของพรรคแรงงานเกาหลีมาเป็นแนวทางในการพัฒนาประเทศ โดยเน้นความเป็นเอกภาพ การพึ่งพาตนเอง เกียรติภูมิของชาติ และการสร้างความเจริญให้กับประเทศ พร้อมกับประกาศ "ขบวนการม้าบิน" (Chollima Movement) ในปี พ.ศ. 2501 ที่กระตุ้นให้ประชาชนขยันขันแข็งในการทำงาน เร่งเพิ่มผลผลิตโดยเฉพาะทางด้านการเกษตร เกาหลีเหนือมีระบบการค้าผูกขาดโดยภาครัฐ ทั้งการค้าในประเทศและต่างประเทศ โดยกระทรวงพาณิชย์ควบคุมการค้าภายในประเทศ และกระทรวงการค้าต่างประเทศควบคุมการค้าระหว่างประเทศ โดยได้จัดตั้งบริษัทการค้าของรัฐหรือสหกรณ์การค้าของรัฐ เป็นผู้ดำเนินการเกี่ยวกับการค้า รัฐบาลเกาหลีเหนือพยายามขยายการค้ากับต่างประเทศให้มากขึ้น โดยได้เน้นการผลิตสินค้าที่ตลาดต่างประเทศมีความต้องการเพิ่มขึ้น พยายามปรับปรุงความน่าเชื่อถือของเกาหลีเหนือ ส่งเสริมสินค้าออกทั้งแบบ merchant trade และ barter trade ส่งเสริมการร่วมลงทุนกับต่างประเทศ นอกจากนี้ เกาหลีเหนือได้จัดตั้งคณะกรรมการส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (Commission for the Promotion of Foreign Trade) เพื่อสนับสนุนการค้ากับประเทศที่ยังไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตกับเกาหลีเหนือ ในปี 2538 และ 2539 ได้ประสบอุทกภัยครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 10 ปี ซึ่งได้สร้างความเสียหายให้กับพื้นที่เกษตรกรรมและโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจของประเทศ ต่อมาในปี 2540 เกาหลีเหนือประสบกับภาวะภัยแล้งและพายุในช่วงฤดูใบไม้ร่วง ซึ่งได้สร้างความเสียหายให้พื้นที่เพาะปลูกข้าวทางฝั่งตะวันตกของประเทศ ทำให้ไม่สามารถผลิตอาหารให้เพียงพอกับความต้องการภายในประเทศ ก่อให้เกิดภาวะขาดแคลนอาหาร ประชาชนเจ็บป่วยและล้มตายเป็นจำนวนมาก รัฐบาลเกาหลีเหนือจึงได้เริ่มขอรับความช่วยเหลือจากประชาคมโลกมาตั้งแต่ปี 2538 ทั้งนี้ ก่อนการล่มสลายของคอมมิวนิสต์ในปี 2532-2533 ประเทศที่เคยเป็นคู่ค้าที่สำคัญของเกาหลีเหนือคือ สหภาพโซเวียตและกลุ่มประเทศยุโรปตะวันออก แต่หลังจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียต มูลค่าการค้ากับประเทศรัสเซียได้ลดน้อยลงอย่างมาก และประเทศยุโรปตะวันออกก็ไม่มีกำลังซื้อ นอกจากนี้ สินค้าส่งออกของเกาหลีเหนือ ก็ไม่สามารถแข่งขันกับสินค้าประเภทเดียวกันจากประเทศอื่น ๆ ทั้งทางด้านคุณภาพและราคาได้ รวมทั้ง เกาหลีเหนือยังประสบปัญหาการขาดเแคลนเงินตราต่างประเทศ เพื่อนำไปซื้อวัตถุดิบต่าง ๆ เพื่อนำไปใช้ในการผลิตสินค้าอีกด้วย รัฐบาลเกาหลีเหนือได้พยายามหาเงินตราจากต่างประเทศ โดยไม่ต้องการเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจภายในประเทศ ดังนี้- ในปี 2534 ได้พยายามทดลองเปิดเขตเศรษฐกิจพิเศษในลักษณะเดียวกับจีน บริเวณใกล้พรมแดนจีนและรัสเซีย เรียกว่า Rajin-Sonbong Free Trade Zone (FTZ) เพื่อเป็นเขตผ่อนผันให้กับนักลงทุนต่างชาติผ่านเข้าออกได้ โดยไม่ต้องขอรับการตรวจลงตรา มีการลดภาษีศุลกากร และมีสิ่งจูงใจอื่น ๆ เพื่อดึงดูดให้นักลงทุนต่างชาติเข้าไปลงทุนในเขตดังกล่าว อย่างไรก็ตาม เขตเศรษฐกิจพิเศษดังกล่าวได้รับความสนใจน้อยมาก เนื่องจากค่าจ้างแรงงานที่สูง การแทรกแซงจากเจ้าหน้าที่ของรัฐในการดำเนินงาน นอกจากนี้ นักลงทุนต่างชาติ ยังไม่ค่อยแน่ใจในสถานการณ์ทางการเมืองภายในเกาหลีเหนือ ตลอดจนปัญหาเรื่องนโยบายคุ้มครองการลงทุน รวมทั้งความไม่พร้อมในด้านโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ อาทิ สนามบิน ท่าเรือ และการขาดพื้นฐานทางอุตสาหกรรม - ในปี 2541 ได้เปิดให้บริษัทฮุนไดของเกาหลีใต้เข้าไปลงทุนโดยการนำนักท่องเที่ยวเข้าชมบริเวณเทือกเขา Kumgang โดยบริษัทฮุนไดต้องจ่ายค่าสัมปทานให้กับรัฐบาลเกาหลีเหนือ เดือนละ 12 ล้านดอลลาร์สหรัฐอเมริกา แต่ปรากฏว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจากเกาหลีใต้น้อยเกินคาด คือน้อยกว่า 4,000 คนต่อเดือนทำให้บริษัทฮุนไดขาดทุนอย่างนัก จนเมื่อเดือน มกราคม 2545 รัฐบาลเกาหลีใต้ประกาศให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่โครงการดังกล่าว เพราะเห็นว่าเป็นโครงการที่ส่งเสริมนโยบายปรองดองระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ - เมื่อเดือนกันยายน 2545 เกาหลีเหนือได้ประกาศให้เมืองชินอึยจู ซึ่งเป็นเมืองใหญ่ติดชายแดนจีนตรงข้ามเมืองตานตงของมณฑลเหลียวหนิงมีแม่น้ำยาลูเป็นเส้นกั้นพรมแดนให้เป็นเขตบริหารพิเศษขึ้นตรงต่อรัฐบาลกลางโดยสามารถบัญญัติกฎหมายมีอำนาจบริหารและอำนาจตุลาการ - นับตั้งแต่การประชุมสุดยอดผู้นำเกาหลีเหนือ-เกาหลีใต้ ระหว่างนายคิม จอง-อิล ผู้นำเกาหลีเหนือกับนายคิม แด-จุง อดีตประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ในปี 2543 เกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ได้มีความพยายามร่วมกันในการส่งเสริมโครงการนิคมอุตสาหกรรมแกซอง (Gaeseong Industrial Complex- GIC) อย่างไรก็ตาม การทดลองขีปนาวุธและอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การลงทุนและการค้าต่างประเทศชะงักงัน โดยเฉพาะผลกระทบจากข้อมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ที่ 1718 (2006) หากปัญหาต่างๆ ดังกล่าวได้รับการแก้ไข รวมทั้งมีการปรับเปลี่ยนมาตรฐานทางการเงินให้เป็นสากลมากขึ้น ก็อาจทำให้การลงทุนในเขตเศรษฐกิจดังกล่าวได้รับความสนใจจากต่างประเทศมากขึ้นกว่าในปัจจุบัน เมื่อ 2 สิงหาคม 2545 เกาหลีเหนือได้เริ่มทดลองมาตรการปฏิรูประบบเศรษฐกิจ โดยลดการปันส่วนอาหาร และให้ประชาชนซื้ออาหารจากตลาดมากขึ้นแทน และเพิ่มค่าแรงเพื่อให้ประชาชนมีกำลังซื้ออาหารจากตลาดเอง รัฐบาลเกาหลีเหนือจะใช้ family production system ในพื้นที่เกษตรกรรมซึ่งคล้ายกับระบบที่จีนใช้เมื่อเริ่มการปฏิรูปเศรษฐกิจใหม่ ๆ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรเพิ่มผลผลิต รัฐบาลเกาหลีเหนือจะลดการซื้อธัญพืชสำหรับการปันส่วนของรัฐ และจะปล่อยให้เกษตรกรสามารถขายพืชผลได้เองมากขึ้น นอกจากนี้ รัฐบาลเกาหลีเหนือจะลดค่าเงินของเกาหลีเหนือจาก 2.2 วอนต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ เป็น 200 วอนต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อให้สอดคล้องกับการปรับตัวเข้าสู่ระบบตลาดต่อไปในอนาคต การปฏิรูประบบเศรษฐกิจของเกาหลีเหนือมีความคืบหน้าที่ดีขึ้น ถือว่าประสบผลสำเร็จในระดับหนึ่ง โดยเกาหลีเหนือสามารถรับมือกับปัญหาอุปสรรคต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการปฏิรูปได้ มีการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง มีการปรับปรุงการจัดสรรอุปทานพลังงานเพื่อรองรับความต้องการได้ดีขึ้น มีความพยายามเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมากขึ้นทั้งในภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม และการค้าระหว่างประเทศ ในปี 2546 ภาคเกษตรมีผลผลิตเพิ่มขึ้นเป็นจำนวน 4.156 ล้านตันจากความต้องการบริโภค 5.1 ล้านตัน ภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นร้อยละ 12 และภาคการค้าระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นเป็นจำนวน 2,390 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นมูลค่าสูงสุดในรอบ 11 ปี ปัจจุบัน รัฐบาลเกาหลีเหนือได้ให้อิสระมากขึ้นแก่ประชาชน รัฐวิสาหกิจ และบริษัทต่างๆ ในการเลือกประกอบอาชีพ การบริหารจัดการ การจัดทำข้อตกลงการค้าได้ นอกจากนี้ รัฐบาลยังจัดตั้งตลาดซื้อขายสินค้าเพิ่มอีกกว่า 300 แห่ง เพื่อรองรับการขยายตัวของการเข้าไปมีส่วนร่วมของประชาชนในระบบเศรษฐกิจการตลาด ในขณะที่สตรีเกาหลีเหนือก็เข้าไปมีบทบาทในการหารายได้เลี้ยงครอบครัวเพิ่มขึ้นด้วย ล่าสุด จากการประชุมสภาประชาชนสูงสุด เมื่อ 11 เมษายน 2549 นโยบายทางเศรษฐกิจของเกาหลีเหนือจะเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจ และการพัฒนาวิทยาศาตร์และเทคโนโลยี อันเป็นยุทธศาสตร์ของเกาหลีเหนือในการเพิ่มความสามารถในการผลิตและเสริมสร้างระบบเศรษฐกิจที่พึ่งพาตนเองได้ตามหลักจูเช่ และเชื่อว่าเกาหลีเหนือจะเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีสูง และอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี 2541 เป็นต้นมา เกาหลีเหนือประกาศว่าการสร้าง ”ประเทศที่เข้มแข็งและมั่งคั่ง” (Kangsong Taeguk-) จะต้องตั้งอยู่บนเสาหลักสำคัญ 3 ประการคือ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี อุดมการณ์ และการทหารการเกษตร การเกษตร. เกาหลีเหนือจัดพื้นที่การเกษตรเป็นคอมมูนเช่นเดียวกับจีน และมอบพื้นที่ขนาดเล็กใกล้คอมมูนให้เป็นแปลงเกษตรส่วนตัว ผลผลิตทางการเกษตรของเกาหลีเหนือ ได้แก่ ข้าว ข้าวโพด ข้าวสาลี โค และสัตว์ปีก แต่เกือบทุกชนิดไม่พอเลี้ยงประชากรในประเทศ ส่วนใหญ่จึงต้องสั่งเข้าจากอดีตสหภาพโซเวียต พื้นที่ ของเกาหลีเหนือเพาะปลูกได้แค่ 20 เปอร์เซนต์ของประเทศใน 1 ปีสามารถเพาะปลูกได้แค่ 6เดือน ส่วน 6 เดือนที่เหลือไม่สามารถเพาะปลูกได้เพราะอากาศหนาวติดลบการทำเหมืองแร่ การทำเหมืองแร่. เกาหลีเหนืออุดมสมบูรณ์ไปด้วยถ่านหิน ซึ่งเป็นผลผลิตที่ส่งเป็นสินค้าส่งออกทำรายได้ให้ประเทศอันดับหนึ่งนอกจากนี้ยังมี ตะกั่ว สังกะสี และเหล็กอุตสาหกรรม อุตสาหกรรม. เกาหลีเหนือมีอุตสาหกรรมหนักอยู่หลายชนิด เช่น เครื่องจักรกล เหล็กกล้า เคมีภัณฑ์ และปุ๋ย เกาหลีเหนือสามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้เพียงร้อยละ 26 ของปริมาณความต้องการใช้ไฟฟ้าภายในประเทศเท่านั้น ภาวะการขาดแคลนพลังงานของเกาหลีเหนือ ส่งผลให้ภาคอุตสาหกรรมสามารถทำการผลิตได้เพียงร้อยละ 20 ของความสามารถในการผลิต ทั้งนี้ มีรายงานว่าระบบการสื่อสารและคมนาคมขนส่งของเกาหลีเหนืออยู่ในสภาพย่ำแย่ ซึ่งหากสภาวะเช่นนี้ดำรงต่อไป อาจส่งผลให้ระบบเศรษฐกิจเกาหลีเหนือล่มสลายได้ และนำไปสู่การอพยพของชาวเกาหลีเหนือไปสู่จีนและเกาหลีใต้การท่องเที่ยว การท่องเที่ยว. การท่องเที่ยวในประเทศเกาหลีเหนือเริ่มเปิดให้กับชาวต่างชาติมากขึ้น เพื่อนำเสนอเรื่องราวต่าง ๆ ของประเทศนี้ โดยเฉพาะธรรมชาติและวิถีชีวิตที่งดงาม แต่อย่างไรก็ตามการเดินทางเพื่อไปท่องเที่ยวในเกาหลีเหนือนั้น ต้องเดินทางไปกับเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลเท่านั้น โดยจะต้องซื้อทัวร์ผ่านบริษัทตัวแทน ก่อนจะไปยังประเทศนี้ได้สถานที่ท่องเที่ยวประชากรเชื้อชาติ ประชากร. เชื้อชาติ. ส่วนใหญ่เป็นชาวเกาหลี แต่ก็มีชาวจีน 162,000 คน ชาวมองโกล 6,900 คน ชาวอังกฤษ 5,500 คน ชาวฝรั่งเศส 5,000 คน ชาวรัสเซีย 4,600 คนและชาวญี่ปุ่นอาศัยอยู่ศาสนา ศาสนา. ในอดีตดินแดนเกาหลีเหนืออบอวลไปด้วยวัฒนธรรมของศาสนาพุทธ และลัทธิขงจื๊อ แม้ภายหลังจะมีการเข้ามาของศาสนาอื่นอย่างศาสนาคริสต์ และลัทธิชอนโดเกียว แต่ทุกศาสนาจะต้องได้รับการอนุญาตก่อน ส่วนใหญ่ประชากรของเกาหลีเหนือจะยินดีที่จะไม่นับถือศาสนาใด ส่วนใหญ่ศาสนาจะถูกให้นิยามอยู่เสมอว่าเป็นอคติต่อสังคม และวัฒนธรรมทางศาสนาดั้งเดิมอย่างศาสนาพุทธ และลัทธิขงจื๊อจึงได้รับผลกระทบจากการดำเนินชีวิตในปัจจุบันของชาวเกาหลีเหนือ แต่อย่างไรก็ตาม กลุ่มผู้ที่นับถือศาสนาพุทธในเกาหลีเหนือได้รับการจัดการที่ดีกว่ากลุ่มที่นับถือศาสนาอื่นในประเทศ โดยเฉพาะศาสนาคริสต์ที่มักจะถูกรังแกโดยทางการ ในขณะที่ศาสนาพุทธได้รับทุนจากรัฐบาลไปส่งเสริมศาสนา เนื่องจากศาสนาพุทธมีบทบาทสำคัญต่อวัฒนธรรมของเกาหลีเป็นอย่างมาก จากการเฝ้าดูขององค์กรสิทธิมนุษยชน พบว่าเกาหลีเหนือได้ให้อิสระต่อกิจกรรมทางศาสนา ขณะที่รัฐบาลจะอุปถัมภ์กลุ่มศาสนาเท่านั้น สร้างความเข้าใจผิดเกี่ยวกับอิสระการนับถือศาสนาของเกาหลีเหนือมีการประมาณการกลุ่มผู้นับถือศาสนาต่างๆจากหน่วยข่าวกรองตามสภาพของเกาหลีเหนือในปัจจุบันดังนี้- ไม่นับถือศาสนา ประมาณ 15,460,000 คน (64.31% ของประชากร โดยส่วนใหญ่นับถือตามปรัชญาลัทธิจูเช) - ผู้ศรัทธาตามขนบธรรมเนียมประเพณีดั้งเดิม ประมาณ 3,846,000 คน (16% ของประชากร) - ลัทธิชอนโดเกียว ประมาณ 3,245,000 คน (13.50% ของประชากร) - ศาสนาพุทธ ประมาณ 1,082,000 คน (4.50% ของประชากร) - ศาสนาคริสต์ ประมาณ 406,000 คน (1.69% ของประชากร) ในกรุงเปียงยาง ถือเป็นศูนย์กลางกิจกรรมทางศาสนาคริสต์ของเกาหลีเหนือก่อนสงครามเกาหลี ปัจจุบันมีโบสถ์เพียงสี่โบสถ์ที่ได้รับอนุญาตให้เปิดทำศาสนกิจได้ เพื่อเป็นจุดเด่นแสดงให้ชาวต่างชาติเห็นเท่านั้น ตัวเลขอย่างเป็นทางการของชาวคริสต์ในเกาหลีเหนือ ได้แก่ นิกายโปรเตสแตนต์มีจำนวนมากที่สุด 10,000 รองลงมาคือนิกายโรมันคาทอลิก 4,000 คน ตามที่องค์กร Open Door ซึ่งเป็นองค์กรที่ให้ความช่วยเหลือแก่ชาวคริสต์ ได้ให้ข้อมูลว่าทางการเกาหลีเหนือได้ทำการกลั่นแกล้งชาวคริสต์มากจนน่าแปลก องค์กรเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน เช่น องค์กรนิรโทษกรรมสากล ได้พุ่งความสนใจเกี่ยวกับการก่อกวนทางศาสนาในเกาหลีเหนือวัฒนธรรม วัฒนธรรม. เดิมเกาหลีเหนือสมัยอาณาจักรนั้นได้ติดต่อกับจีน และญี่ปุ่น หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองชีวิตความเป็นอยู่ของผู้หญิงคือ จะต้องออกไปทำงานนอกบ้าน ช่วยเพิ่มรายได้แก่ครอบครัว ทั้งนี้เพราะมาจากอิทธิพลจากส่วนอื่นโลกสถาปัตยกรรมการแต่งกายอาหารสื่อมวลชนกีฬาวันหยุด
ประเทศเกาหลีเหนือปกครองด้วยระบอบใด
{ "answer": [ "คอมมิวนิสต์" ], "answer_begin_position": [ 4315 ], "answer_end_position": [ 4326 ] }