Upload 2 files
Browse files
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 109 1_2555.txt
ADDED
|
@@ -0,0 +1,109 @@
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
| 1 |
+
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 109 1/2555
|
| 2 |
+
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
|
| 3 |
+
อ1773/2548
|
| 4 |
+
บริษัทสามัคคีประกันภัย จำกัด (มหาชน)
|
| 5 |
+
บริษัท บี. ซี.ที. มอเตอร์เซลล์ จำกัด กับพวก
|
| 6 |
+
ป.พ.พ. มาตรา 420, 425, 883, 885, 886 (4)
|
| 7 |
+
โจทก์
|
| 8 |
+
จำเลยป.พ.พ. มาตรา 883 และมาตรา 885 ชี้ชัดถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายที่มุ่งประสงค์ให้วิธีการเฉพาะการ
|
| 9 |
+
ประกันภัยในการรับขนคุ้มถึงความวินาศภัยทุกอย่างซึ่งอาจจะเกิดแก่ของที่ขนส่งในระหว่างเวลาตั้งแต่ผู้ขนส่ง
|
| 10 |
+
ได้รับของไป จนได้ส่งมอบของนั้นแก่ผู้รับตราส่ง จึงได้กำหนดความคุ้มครองไว้ชัดแจ้ง เพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้
|
| 11 |
+
เอาประกันภัยและบังคับให้ผู้รับประกันภัยต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนอันจะส่งผลก่อเกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย
|
| 12 |
+
เมื่อมีบทบัญญัติกฎหมายกำหนดวิธีการเฉพาะการประกันภัยในการรับขนให้คุ้มถึงความวินาศภัยซึ่ง
|
| 13 |
+
อาจเกิดแก่ของที่ขนส่งในระหว่างเวลาตั้งแต่ผู้ขนส่งได้รับขนไปจนได้ส่งมอบของนั้นแก่ผู้รับตราส่ง จึงไม่อาจนำ
|
| 14 |
+
วิธีการประกันภัยซึ่งมีกำหนดเวลาในกรณีทั่วไปมาปรับใช้ เว้นแต่จะได้ระบุไว้ในสัญญาเป็นอย่างอื่น ดังนี้
|
| 15 |
+
ที่เกี่ยวข้องกรณีมีวินาศภัยเกิดขึ้น
|
| 16 |
+
สัญญาประกันภัยในการรับขนที่มีกำหนดเวลาย่อมคุ้มถึงความวินาศภัยทุกอย่างซึ่งอาจเกิดแก่ของที่ขนส่งตั้งแต่
|
| 17 |
+
เวลาที่รับของไปในกำหนดเวลาประกันภัย จนได้ส่งมอบของนั้นแก่ผู้รับตราส่ง หาได้มีความหมายว่าสัญญา
|
| 18 |
+
ประกันภัยสิ้นสุดลงเมื่อพ้นกำหนดเวลาประกันภัยทันทีดังเช่นสัญญาประกันวินาศภัยในกรณีทั่วไปที่มิได้มุ่งคุ้ม
|
| 19 |
+
ถึงความวินาศภัยซึ่งอาจเกิดแก่ของที่ขนส่งจนได้ส่งมอบของนั้นแก่ผู้รับตราส่ง
|
| 20 |
+
โจทก์รับประกันภัยรถ
|
| 21 |
+
แทรกเตอร์ที่ขนส่งตั้งแต่โกดังของผู้เอาประกันภัยจนถึงโกดังของลูกค้าของผู้เอาประกันภัย ถึงแม้สัญญาประกัน
|
| 22 |
+
ภัยพ้นกำหนดระหว่างเดินทางก็คุ้มครองของที่ขนส่งจนถึงปลายทาง ถือว่าการประกันภัยยังไม่สิ้นสุดจนได้ส่ง
|
| 23 |
+
มอบรถแทรกเตอร์นั้นแก่ผู้รับตราส่ง และกำหนดเวลาประกันภัยหาสิ้นสุดลงตามกำหนดระยะเวลาขนส่งตาม
|
| 24 |
+
ป.พ.พ. มาตรา 886 (4) ไม่ ทั้งนี้เพราะบทบัญญัติดังกล่าวเป็นเพียงแต่กำหนดให้ต้องเริ่มทำการขนส่งภายใน
|
| 25 |
+
กำหนดที่ระบุไว้เท่านั้น หาได้มีความหมายว่าการประกันภัยสิ้นสุดเ��ื่อพ้นกำหนดระยะเวลาขนส่งไม่
|
| 26 |
+
เมอรถ
|
| 27 |
+
แทรกเตอร์ได้รับความเสียหายระหว่างการขนส่ง และโจทก์ใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เอาประกันภัยแล้วย่อมรับ
|
| 28 |
+
ช่วงสิทธิมาฟ้องจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ทำละเมิดและจำเลยที่ 2 ในฐานะนายจ้างของจำเลยที่ 1 ซึ่งกระทำในการ
|
| 29 |
+
ทางที่จ้างของจําเลยที่ 2 ได้
|
| 30 |
+
ใบเสนอราคาค่าขนส่งเอกสารหมาย ป.ล. 1 จำเลยที่ 1 แสดงเจตนาเสนอราคาค่าขนส่งแก่บริษัท ส.
|
| 31 |
+
โดยระบุเพิ่มเติมว่า ราคาที่เสนอมานี้ไม่รวมค่าความเสียหายและสูญหายในระหว่างการขนส่ง เนื่องจากจำเลยที่
|
| 32 |
+
1 ไม่ได้ทำประกันภัยการขนส่งไว้ จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา และจำเลยที่ 1 หวังเป็นอย่างยิ่งว่าคงจะมี
|
| 33 |
+
โอกาสได้รับใช้ท่านเหมือนเช่นเคยนั้น เป็นเพียงข้อเสนอค่าขนส่งที่ไม่รวมค่าเบี้ยประกันภัย ข้อเท็จจริงไม่
|
| 34 |
+
ปรากฏว่าบริษัท ส. แสดงความตกลงเรื่องข้อยกเว้นความรับผิดโดยชัดแจ้ง ส่วนใบรับรถเอกสารหมาย ป.ล. 2
|
| 35 |
+
นั้น มีหลายใบแต่ไม่ปรากฏว่ามีใบรับในการขนส่งรถแทรกเตอร์ไปยังห้างหุ้นส่วนจำกัด ป. ลูกค้าของบริษัท ส.
|
| 36 |
+
ดังนี้ ใบเสนอราคาและใบรับตามเอกสารหมาย ป.ล. 1 และ ป.ล. 2 ดังกล่าว ไม่เป็นข้อตกลงยกเว้นความรับผิด
|
| 37 |
+
ของจําเลยที่ 1
|
| 38 |
+
โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 836,394.78 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5
|
| 39 |
+
ต่อปี ของต้นเงิน 806,563 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์
|
| 40 |
+
จําเลยที่ 1 ให้การและแก้ไขคําให้การขอให้ยกฟ้อง
|
| 41 |
+
จําเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคําให้การ
|
| 42 |
+
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 806,563 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5
|
| 43 |
+
ต่อปี นับแต่วันที่ 10 มกราคม 2543 จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (วันที่ 9 มิถุนายน
|
| 44 |
+
2543) ต้องไม่เกิน 29,381.78 บาท กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่า
|
| 45 |
+
ทนายความ 20,000 บาท
|
| 46 |
+
จำเลยที่ 1 อุทธรณ์สอง
|
| 47 |
+
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยทั้ง
|
| 48 |
+
โดยกำหนดค่าทนายความให้เฉพาะจำเลยที่ 1 รวม 25,000 บาท
|
| 49 |
+
โจทก์ฎีกา
|
| 50 |
+
ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า
|
| 51 |
+
โจทก์ได้รับช่วงสิทธิมาฟ้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดชำระหนี้หรือไม่ โดยโจทก์ฎ���กาว่า วินาศภัยในคดีนี้เกิดขึ้น
|
| 52 |
+
สัญญาประกันภัยจึง
|
| 53 |
+
ย่อมได้รับช่วงสิทธิมา
|
| 54 |
+
ก่อนที่ผู้ขนส่งจะส่งมอบรถแทรกเตอร์คันเกิดเหตุที่โจทก์รับประกันภัยไว้ให้แก่ผู้รับตราส่ง
|
| 55 |
+
ย่อมมีผลบังคับอยู่ ดังนั้น เมื่อโจทก์จ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัยไปแล้ว
|
| 56 |
+
ฟ้องให้จําเลยทั้งสองรับผิด เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 883 บัญญัติว่า "อันสัญญา
|
| 57 |
+
ประกันภัยในการรับขนนั้น ย่อมคุ้มถึงความวินาศภัยทุกอย่างซึ่งอาจเกิดแก่ของที่ขนส่ง ในระหว่างเวลาตั้งแต่ผู้
|
| 58 |
+
ขนส่งได้รับของไป จนได้ส่งมอบของนั้นแก่ผู้รับตราส่ง และจำนวนค่าสินไหมทดแทนนั้น ย่อมกำหนดตามที่ของ
|
| 59 |
+
ซึ่งขนส่งนั้นจะได้มีราคาเมื่อถึงตำบลอันกําหนดให้ส่ง" กับมาตรา 885 บัญญัติว่า "อันสัญญาประกันภัยในการ
|
| 60 |
+
รับขนนั้น ถึงแม้การขนส่งจะต้องสะดุดหยุดลงชั่วขณะหรือจะต้องเปลี่ยนทางหรือเปลี่ยนวิธีขนส่งอย่างหนึ่งอย่าง
|
| 61 |
+
ใดโดยเหตุจำเป็นในระหว่างเดินทางก็ดี ท่านว่าสัญญานั้นก็ย่อมคงเป็นอันสมบูรณ์อยู่ เว้นแต่จะได้ระบุไว้ใน
|
| 62 |
+
สัญญาเป็นอย่างอื่น" บทบัญญัติทั้งสองมาตราดังกล่าวชี้ชัดถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายที่มุ่งประสงค์ให้วิธีการ
|
| 63 |
+
เฉพาะการประกันในการรับขนคุ้มถึงความวินาศภัยทุกอย่างซึ่งอาจจะเกิดแก่ของที่ขนส่งในระหว่างเวลาตั้งแต่ผู้
|
| 64 |
+
ขนส่งได้รับของไป จนได้ส่งมอบของนั้นแก่ผู้รับตราส่ง จึงได้กำหนดความคุ้มครองไว้ชัดแจ้ง เพื่อคุ้มครองสิทธิ
|
| 65 |
+
ของผู้เอาประกันภัยและบังคับให้ผู้รับประกันภัยต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนอันจะส่งผลก่อเกิดความเป็นธรรมแก่
|
| 66 |
+
ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกรณีมีวินาศภัยเกิดขึ้น เมื่อมีบทบัญญัติกฎหมายกำหนดวิธีการเฉพาะการประกันภัยในการ
|
| 67 |
+
รับขนให้คุ้มถึงความวินาศภัยซึ่งอาจเกิดแก่ของที่ขนส่งในระหว่างเวลาตั้งแต่ผู้ขนส่งได้รับขนไป จนได้ส่งมอบ
|
| 68 |
+
ของนั้นแก่ผู้รับตราส่ง จึงไม่อาจนำวิธีการประกันภัยซึ่งมีกำหนดเวลาในกรณีทั่วไปมาปรับใช้ เว้นแต่จะได้ระบุ
|
| 69 |
+
ไว้ในสัญญาเป็นอย่างอื่น ดังนี้ สัญญาประกันภัยในการรับขนที่มีกำหนดเวลาย่อมคุ้มถึงความวินาศภัยทุกอย่าง
|
| 70 |
+
ซึ่งอาจเกิดแก่ของที่ขนส่งตั้งแต่เวลาที่รับของไปในกำหนดเวลาประกันภัย จนได้ส่งมอบของนั���นแก่ผู้รับตราส่ง
|
| 71 |
+
หาได้มีความหมายว่าสัญญาประกันภัยสิ้นสุดลงเมื่อพ้นกำหนดเวลาประกันภัยทันทีดังเช่นสัญญาประกัน
|
| 72 |
+
วินาศภัยในกรณีทั่วไปที่มิได้มุ่งคุ้มถึงความวินาศภัยซึ่งอาจเกิดแก่ของที่ขนส่งจนได้ส่งมอบของนั้นแก่ผู้รับตรา
|
| 73 |
+
ส่ง และทางนำสืบของโจทก์ปรากฏว่า โจทก์รับประกันภัยของที่ขนส่งตั้งแต่โกดังของผู้เอาประกันภัยจนถึงโกดัง
|
| 74 |
+
ของลูกค้าของผู้เอาประกันภัย ถึงแม้สัญญาประกันภัยพ้นกำหนดระหว่างเดินทางก็คุ้มครองของที่ขนส่งจนถึง
|
| 75 |
+
ปลายทาง โจทก์จึงจ่ายค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เอาประกันภัย แสดงว่าจำเลยที่ 1 รับของที่ขนส่งอันได้แก่รถ
|
| 76 |
+
แทรกเตอร์ไปภายในกำหนดเวลาประกันภัยและกรมธรรม์ประกันภัยมิได้ระบุเงื่อนไขเกี่ยวกับการรับประกันภัย
|
| 77 |
+
ไว้เป็นอย่างอื่น การปรับใช้กฎหมายจึงต้องอนุวัตให้ต้องตามเจตนารมณ์ที่บัญญัติกฎหมายนั้นตามที่ได้วินิจฉัย
|
| 78 |
+
มาแล้วในเบื้องต้น จึงต้องถือว่าการประกันภัยยังไม่สิ้นสุดจนได้ส่งมอบรถแทรกเตอร์นั้นแก่ผู้รับตราส่ง และ
|
| 79 |
+
กำหนดเวลาประกันภัยหาสิ้นสุดลงตามกำหนดระยะเวลาขนส่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา
|
| 80 |
+
886 (4) ไม่ ทั้งนี้เพราะบทบัญญัติดังกล่าวเป็นเพียงแต่กำหนดให้ต้องเริ่มทำการขนส่งภายในกำหนดที่ระบุไว้
|
| 81 |
+
เท่านั้น หาได้มีความหมายว่าการประกันภัยสิ้นสุดเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาขนส่งไม่ เมื่อรถแทรกเตอร์ได้รับ
|
| 82 |
+
ความเสียหายระหว่างการขนส่ง และโจทก์ใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เอาประกันภัยแล้วย่อมรับช่วงสิทธิมาฟ้อง
|
| 83 |
+
จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ทำละเมิดและจำเลยที่ 2 ในฐานะนายจ้างของจำเลยที่ 1 ซึ่งกระทำในการทางที่จ้างของ
|
| 84 |
+
จำเลยที่ 2 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า กรมธรรม์ประกันภัยกำหนดระยะเวลาขนส่งตั้งแต่วันที่ 1
|
| 85 |
+
มิถุนายน 2542 ถึงวันที่ 11 มิถุนายน 2542 และให้กรมธรรม์ประกันภัยมีผลคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน
|
| 86 |
+
2542 ถึงวันที่ 11 มิถุนายน 2542 เมื่อเหตุเกิดในวันที่ 12 มิถุนายน 2542 ซึ่งพ้นกำหนดเวลาประกันภัย โจทก์
|
| 87 |
+
จึงไม่มีหน้าที่ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เอาประกันภัยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น
|
| 88 |
+
ปัญหาต้องวินิจฉัยตามคำแก้ฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ว่า จำเลยที่ 1 และบริษัทสยาม-ฮิตาชิ คอนสตรัคชั่น
|
| 89 |
+
แมชีเนอรี จำกัด ผู้ส่ง มีข้อตกลงยกเว้นความรับผิดของผู้ขนส่งไว้ จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ขนส่งจึงไม่ต้องรับผิดต่อ
|
| 90 |
+
บริษัทสยาม-ฮิตาชิ คอนสตรัคชั่น แมเนอรี่ จำกัด โจทก์ไม่อาจรับช่วงสิทธิมาฟ้องได้ เห็นว่า ใบเสนอราคาค่า1 แสดงเจตนาเสนอราคาค่าขนส่งแก่บริษัทสยาม-ฮิตาชิ คอน
|
| 91 |
+
ขนส่งฉบับลงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2541 จำเลยที่
|
| 92 |
+
สตรัคชั่น แมเนอรี่ จำกัด โดยระบุเพิ่มเติมว่า ราคาที่เสนอมานี้ ไม่รวมค่าเสียหายและสูญหายในระหว่างการ
|
| 93 |
+
ขนส่ง เนื่องจากจำเลยที่ 1 ไม่ได้ทำประกันภัยการขนส่งไว้ จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา และจำเลยที่ 1 หวัง
|
| 94 |
+
เป็นอย่างยิ่งว่าคงจะมีโอกาสได้รับใช้ท่านเหมือนเช่นเคย จึงเป็นเพียงข้อเสนอค่าขนส่งที่ไม่รวมค่าประกันภัยซึ่ง
|
| 95 |
+
ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าบริษัทสยาม-ฮิตาชิ คอนสตรัคชั่น แมเนอรี่ จำกัด แสดงความตกลงเรื่องข้อยกเว้น
|
| 96 |
+
ความรับผิดโดยชัดแจ้ง ส่วนใบรับรถนั้น มีหลายใบแต่ไม่ปรากฏว่ามีใบรับในการขนส่งรถแทรกเตอร์ตามฟ้อง
|
| 97 |
+
ไปยังห้างหุ้นส่วนจำกัด เปรมประชา เอ็นจิเนียริ่ง ลูกค้าของบริษัทสยาม-ฮิตาชิ คอนสตรัคชั่น แมชีเนอรี่ จำกัด
|
| 98 |
+
ดังนี้ ใบเสนอราคาและใบรับรถดังกล่าวไม่เป็นข้อตกลงยกเว้นความรับผิดของจำเลยที่ 1 คำแก้ฎีกาข้อนี้ของ
|
| 99 |
+
จําเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น
|
| 100 |
+
พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้
|
| 101 |
+
เป็นพับ
|
| 102 |
+
(พินิจ สุเสารัจ-มานัส เหลืองประเสริฐ-สมชาย สินเกษม)
|
| 103 |
+
ศาลจังหวัดจันทบุรี - นายกิจจา สมะวรรธนะ
|
| 104 |
+
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 - นายประพัฒน์ ไพทยาภรณ์
|
| 105 |
+
แหล่งที่มา
|
| 106 |
+
แผนก
|
| 107 |
+
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
|
| 108 |
+
หมายเหตุ
|
| 109 |
+
คำ
|
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 74_2555.txt
ADDED
|
@@ -0,0 +1,63 @@
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
| 1 |
+
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 74/2555
|
| 2 |
+
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
|
| 3 |
+
ป.อ. มาตรา 83, 86, 339 วรรค ท้าย
|
| 4 |
+
อ171/2551
|
| 5 |
+
ไม่
|
| 6 |
+
พนักงานอัยการจังหวัดระยอง
|
| 7 |
+
นายสัญญาลักษณ์หรือกานต์ บุญหยวก กับพวก
|
| 8 |
+
โจทก์
|
| 9 |
+
จำเลย
|
| 10 |
+
จำเลยที่ 2 ร่วมวางแผนกับจำเลยที่ 1 และ ส. มาก่อนเกิดเหตุเพื่อที่จะมากระทำความผิด แต่ขณะที่
|
| 11 |
+
จําเลยที 1 และ ส. กระทำความผิดเอาทรัพย์ของผู้ตายไป จำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์แยกทางออกไปก่อน
|
| 12 |
+
ไม่ได้รออยู่ใกล้กับที่เกิดเหตุที่จะมีเวลาเพียงพอที่จะช่วยเหลือจำเลยที่ 1 และ ส. ในขณะกระทำความผิดได้ จึง
|
| 13 |
+
ไม่ใช่เป็นการแบ่งหน้าที่กันทำอันจะเป็นตัวการในการกระทำความผิดกับจําเลยที่ 1 และ ส. ได้ จำเลยที่ 2 คงมี
|
| 14 |
+
ความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายเท่านั้น หาใช่ร่วม
|
| 15 |
+
กันเป็นตัวการกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์ด้วยกันตั้งแต่สามคนขึ้นไป อันจะเป็นความผิดฐานปล้นทรัพย์ด้วย
|
| 16 |
+
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 289, 340, 340 ตรี,
|
| 17 |
+
83,
|
| 18 |
+
33 บรถจักรยานยนต์ยี่ห้อยามาฮ่าและมีดปลายแหลมของกลาง และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนนาฬิกาข้อมือ
|
| 19 |
+
หรือใช้ราคาทรัพย์ 3,000 บาท แก่ผู้เสียหาย
|
| 20 |
+
จําเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ
|
| 21 |
+
จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์แยกฟ้องจำเลยที่ 2 เป็นคดีใหม่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (6) (7), 340
|
| 22 |
+
ทวิ, 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ใช้กฎหมายบทที่มีโทษ
|
| 23 |
+
หนักที่สุดลงโทษจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่ทั้งสองบทมีโทษเท่ากัน จึงให้ลงโทษ
|
| 24 |
+
ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (6) (7) ลงโทษประหารชีวิต จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็น
|
| 25 |
+
ประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา
|
| 26 |
+
ประกอบมาตรา 52 (2) คงจำคุกตลอดชีวิต บรถจักรยานยนต์ยี่ห้อยามาฮ่าและมีดปลายแหลมของกลาง ให้
|
| 27 |
+
จำเลยที่ 1 ร่วมกันคืนนาฬิกาข้อมือหรือใช้ราคาทรัพย์ 3,000 บาท แก่ผู้เสียหาย
|
| 28 |
+
78
|
| 29 |
+
โจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างไม่อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นส่งสำนวนมายังศาลอุทธรณ์ภาค 2 ตามประมวล
|
| 30 |
+
กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง
|
| 31 |
+
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็���ว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289
|
| 32 |
+
(6) (7), 339 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 83 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตาม
|
| 33 |
+
มาตรา 289 (6) (7) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำเลยที่ 1
|
| 34 |
+
อายุกว่าสิบเจ็ดปีแต่ยังไม่เกินยี่สิบปี เห็นสมควรลดมาตราส่วนโทษที่กำหนดไว้ สำหรับความผิดนั้นลงกึ่งหนึ่ง
|
| 35 |
+
ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ประกอบมาตรา 52 (2) จำคุก 50 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 25
|
| 36 |
+
ปี คืนเงิน 320 บาท ของกลางแก่จำเลยที่ 1 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษา
|
| 37 |
+
ศาลชั้นต้น
|
| 38 |
+
โจทก์ฎีกา
|
| 39 |
+
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีกาฟังว่า จำเลยที่ 1 กับนายสมชายร่วม
|
| 40 |
+
กันซึ่งเอารถจักรยานยนต์ 1 คัน โทรศัพท์เคลื่อนที่ 1 เครื่อง นาฬิกาข้อมือ 1 เรือน และเงิน 500 บาท ของผู้
|
| 41 |
+
ตายแล้วใช้มีดเชือดคอผู้ตายจนถึงแก่ความตาย
|
| 42 |
+
มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในข้อแรกว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์ตามที่ศาล
|
| 43 |
+
ชั้นต้นมีคำพิพากษาหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาอ้างว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ตามทางนำสืบของโจทก์ว่าจำเลยที่ 2 ร่วม
|
| 44 |
+
วางแผนการกระทำความผิดโดยมอบมีดให้นายสมชายไปใช้ในการกระทำความผิด แม้จำเลยที่ 2 จะขับรถ
|
| 45 |
+
จักรยานยนต์แยกทางกลับไปก่อน แต่การกระทำของจําเลยที่ 2 เป็นการร่วมมือก่อนเกิดการกระทำความผิดขึ้น
|
| 46 |
+
จึงเป็นการกระทำโดยใกล้ชิดกับเหตุการณ์และนายสมชายกับจำเลยที่ 1 ได้ลงมือกระทำความผิดต่อเนื่องกันไป
|
| 47 |
+
อันเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำ ถือได้ว่าจําเลยที่ 2 เป็นตัวการในการทําความผิดด้วยนั้น เห็นว่า แม้จำเลยที่ 2 จะ
|
| 48 |
+
ร่วมวางแผนกับจำเลยที่ 1 และนายสมชายมาก่อนเกิดเหตุเพื่อที่จะมากระทำความผิดก็ตาม แต่ขณะที่จำเลยที่
|
| 49 |
+
1 และนายสมชายกระทำความผิดเอาทรัพย์ของผู้ตายไป จำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์แยกทางออกไปก่อน
|
| 50 |
+
ไม่ได้รออยู่ใกล้กับที่เกิดเหตุที่จะมีเวลาเพียงพอ ที่จะช่วยเหลือจำเลยที่ 1 และนายสมชายในขณะกระทำความ
|
| 51 |
+
ผิดได้ จึงไม่ใช่เป็นการแบ่งหน้าที่กันทำอันจะเป็นตัวการในการกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 และนายสมชายได้
|
| 52 |
+
จำเลยที่ 2 คงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 และนายสมชายเท่านั้น หาใช่
|
| 53 |
+
ร่วมกันเป็นตัวการกระทำความผิดชิงทรัพย์ด้วยกันตั้งแต่สามคนขึ้นไป อันจะเป็นความผิดฐานปล้นทรัพย์ด้วย
|
| 54 |
+
ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ฟังในส่วนนี้ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความ
|
| 55 |
+
ตายจึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
|
| 56 |
+
พิพากษายืน
|
| 57 |
+
(วิกร อังคณาวิศัลย์ ณรงค์พล ทองจีน-วิวรรต นิ่มละมัย)
|
| 58 |
+
ศาลจังหวัดระยอง - นายสุพาทน์ สุชาตานนท์ศาลอุทธรณ์ภาค 2 - นายภพพิสิษฐ สุขะพิสิษฐ์
|
| 59 |
+
แหล่งที่มา
|
| 60 |
+
แผนก
|
| 61 |
+
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
|
| 62 |
+
หมายเหตุ
|
| 63 |
+
คํา
|