Dataset Viewer
Auto-converted to Parquet Duplicate
text
stringlengths
122
139k
# รำไทย -เพลงช้าเพลงเร็ว หมวดหมู่ › ศิลปะและการบันเทิง (699) › นาฏศิลป์ (25) keyword: นาฏศิลป์ รำไทย เพลงช้าเพลงเร็ว วันที่เอกสารถูกสร้าง: 04/04/2008 ที่มา: บ้านรำไทย http://www.banramthai.com/ แม่ท่าเพลงช้า-เพลงเร็ว มีมาแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา และได้จดจำสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบันนี้  เพลงช้า-เพลงเร็ว เป็นเพลงประเภทหน้าพาทย์ จัดอยู่ในประเภทเพลงหน้าพาทย์อัญเชิญครูโขน ละคร พระ นาง มาร่วมในพิธีให้ลูกศิษย์ได้คารวะในวันไหว้ครู  เมื่อนำมาใช้สำหรับหลักสูตรบทเรียนนาฎศิลป์ จัดอยู่ในประเภทเพลงฝึกหัดการรำนาฎศิลป์เบื้องต้น โดยเฉพาะผู้ฝึกหัดได้รับคัดเลือกให้เป็นตัวพระ-นาง ต้องผ่านการฝึกหัดเบื้องต้นการรำเพลงช้า-เพลงเร็วก่อน  ถ้าต้องการฝึกเพื่อเป็นศิลปินหรือครูผู้สอนนาฎศิลป์ ซึ่งทำหน้าที่ผลิตศิลปิน จำเป็นต้องฝึกในรูปแบบเพลงช้า-เพลงเร็วอย่างเต็ม  ท่ารำในเพลงช้า-เพลงเร็ว เป็นการนำเอาแม่ท่ามาเรียงลำดับโดยมีลีลาเชื่อมท่ารำต่อเนื่องกันไป ถือว่าเป็นเพลงบูชาครู ดังนั้น ก่อนที่เรียนรำเพลงอื่นๆ ผู้เรียนควรจะต้องรำเพลงช้าเพลงเร็วก่อนทุกครั้ง ผู้เรียนรำจะต้องฝึกหัดรำเพลงบูชาครูให้คล่องแคล่วแม่นยำ เพื่อเป็นพื้นฐานในการเรียนเพลงอื่นๆ ต่อไป
# ชนเผ่าอาข่า - กฏหรือข้อห้าม หมวดหมู่ › วัฒนธรรม (3270) › ประเพณี (780) › ประเพณีเกี่ยวกับชีวิตและจารีตประเพณี (132) keyword: ประเพณีเกี่ยวกับชีวิตและจารีตประเพณี อาข่า ภาคเหนือ วิถีชีวิต อาข่า วันที่เอกสารถูกสร้าง: 09/01/2008 ที่มา: มูลนิธิกระจกเงา โครงการพิพิธภัณฑ์ชาวเขาออนไลน์ http://www.hilltribe.org **ชนเผ่าอาข่า : กฏ หรือ ข้อห้าม** **กฎ หรือข้อห้ามที่สำคัญของชาวอ่าข่า** **1. การเห็นงูแล้วไม่ประกอบพิธีกรรมใดๆ** **2. การไม่เอามีดฟันในสถานที่ดังต่อไปนี้** 2.3 ศาลพระภูมิเจ้าที่ของหมู่บ้าน (มิ๊ซ้อง)เป็นสถานที่สร้างขึ้นมาพร้อมกับการสร้างหมู่บ้าน สร้างขึ้นเพื่อให้ความคุ้มครองจากสิ่งไม่ดีให้หมู่บ้าน ชาวอ่าข่าทุกคนจึงไม่เอามีดหรือของมีคมไปฟันสถานที่ดังกล่าว เพราะเป็นการไม่ให้เกียรติเจ้าที่ ซึ่งอาจทำอันตรายกับคนในชุมชนได้ และหากผู้ใดทำผิดก็ต้องเอาหมูและเหล้าไปขอขมา 2.4 บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ (อีซ้อล้อเขาะ)ในการประกอบพิธีกรรมนั้น เมื่อต้องการใช้น้ำบริสุทธิ์ก็ต้อง มาตักในบ่อน้ำนี้ เพื่อนำไปใช้ในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาของอ่าข่า การตักน้ำในบ่อก็มีจารีตกฎเกณฑ์บางตัว เช่น เมื่อไปถึงก่อนตักน้ำต้องมีการล้างหน้า มือ และขา เพราะมีความเชื่อว่าการประกอบพิธีกรรมต้องใช้น้ำบริสุทธิ์ จึงให้สิ่งสกปรกตกข้างในไม่ได้ และการตักน้ำก็ต้องตักตามลำดับมาก่อนหลัง เพราะเป็นการควบคุมสังคมไม่ให้เกิดความวุ่นวายในสังคมอ่าข่า โดยผ่านมิติวัฒนธรรม บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ในหมู่บ้านอ่าข่ามีเพียงแห่งเดียว แต่ในชุมชนที่ประกอบพิธีกรรมทุกครัวเรือน เมื่อไปถึงถ้าไม่เรียงลำดับก่อนหลัง ก็จะเกิดการแย่งน้ำในสถานที่ตรงนี้ และไม่สามารถเอาของมีคมไปฟันได้ ผู้เอาของมีคมไปฟันต้องเสียหมูและเหล้าเพื่อขอขมาเช่นกัน2.5 ป่าช้า (หล่อ บยุ้ม)ป่าช้าเป็นสถานที่ที่คนอ่าข่าให้ความเคารพมากอีกสถานที่หนึ่งเนื่องจากว่าป่าช้า เป็นป่าเยอะและครึมๆ และไม่เอาของมีคมไปฟันรวมถึงการไม่นำของมาจากป่าช้า เช่น หน่อ ฟืน ฯลฯ ถ้าทำผิดขึ้นมาก็ต้องเอาหมูไปเลี้ยงและเหล้า เพื่อขอขมาด้วยเช่นกัน2.6 ลานวัฒนธรรม (แต ห่อง)สถานที่ตรงนี้เป็นสถานที่เดียวกับที่คนไทยทั่วไปรู้จักในนาม ลานสาวกอด ที่ผ่านมาสถานที่ตรงนี้แปลและตีความหมายผิดมาโดยตลอด เนื่องจากผู้ที่มาสะท้อนวัฒนธรรมอ่าข่า ไม่ใช่คนอ่าข่า ซึ่งอาจสื่อคลาดเคลื่อนด้วยเหตุผลต่างๆ เช่น ภาษา ฯลฯ ทำให้ผู้มาสะท้อนออกมาผิดจากความเป็นจริง จากการที่สอบถามผู้รู้และมีอายุไม่มีใครตอบว่าเป็นลานสาวกอด แต่ตอบเป็นลานวัฒนธรรม ซึ่งมาจากภาษาอ่าข่าว่า แต ห่อง แยกศัพท์ได้ดังนี้ แต แปลว่าที่เที่ยว ห่อง แปลว่าสถานที่ ซึ่งแปลคือ สถานที่ท่องเที่ยว สถานที่ตรงนี้ในอดีตผู้มีความรู้ใช้เป็นสถานที่ถ่ายทอดองค์ความรู้สู่อนุชน แบบทำให้เห็น ชวนทำตาม เพื่อทำเป็น เทียบได้กับของคนเมืองคือ เติ๋นผญา ไม่ควรทำการใดๆที่เป็นการลบหลู่สถานที่นี้ เพราะถือเป็นสถานที่ศักดิ์ของอ่าข่า **3. การไม่ตัดผมและไม่ซักผ้าในวันที่มีงานศพในชุมชน**
# พุทธังสะระนัง หมวดหมู่ › ศาสนาและจิตวิญญาณ (7090) › พุทธศาสนา (6481) keyword: พุทธศาสนา Music งานมงคล บทสวดมนต์ พุทธังสะระนัง ระฆังโฆษิตาราม วัด วันที่เอกสารถูกสร้าง: 07/02/2008 ที่มา: วัดระฆังโฆษิตาราม
# หนุนหมอนไม้ (หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ) หมวดหมู่ › ศาสนาและจิตวิญญาณ (7090) › พุทธศาสนา (6481) keyword: พุทธศาสนา e-book คัดลอกจาก http://www.mindcyber.com/content/data/10/0012-1.html หนุนหมอนไม้ เอกสาร หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ วันที่เอกสารถูกสร้าง: 17/03/2008 ที่มา: http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=10246 หนุนหมอนไม้โดย หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ สวนพุทธธรรม วัดอุโมงค์ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๐๐ ครั้งหนึ่งพระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่กูฎาคารศาลาป่ามหาวันใกล้เมืองเวลาลีได้ตรัสเตือนภิกษุทั้งหลายที่มาประชุมกันเพื่อรับโอวาทอย่างน่าฟังว่า “ภิกษุทั้งหลาย ในบัดนี้ เจ้าลิจฉวีทั้งหลายมีทอนไม้เป็นหมอนหนุน เป็นอยู่อย่างไม่ประมาทมีความเพียรเข้มแข็งในการฝึกวิชาใช้ศรพระราชาแห่งมคธ นามว่าอชาตศัตรูผู้เวเทหิบุตรยอมหาช่องทำลายล้างมิได้หาโอกาสทำตามอำเภอพระทัยแก่เจ้าลิจฉวีเหล่านั้นมิได้ ภิกษุทั้งหลาย แต่ในกาลฝ่ายอนาคตเจ้าลิจฉวีทั้งหลายจักทำตนเป็นสุขุมาลชาติจนมีฝ่ามือและฝ่าเท้าอ่อนนิ่ม มีหมอนใหญ่ๆ หนุนบรรทมจนพระอาทิตย์ขึ้น คราวนั้นพระราชามคธนามว่าอชาตศัตรูผู้เวเทหิบุตรจักได้ช่องทำลายล้างจักได้โอกาสทำตามอำเภอพระทัยแก่เจ้าลิจฉวีเหล่านั้น ภิกษุทั้งหลาย ในบัดนี้ ภิกษทั้งหลายมีท่อนไม้เป็นหมอนหนุนเป็นอยู่อย่างไม่ประมาท มีความเพียรเผากิเลสในชั้นความเพียรที่เป็นหลักเป็นประธานมารผู้ใจบาปจึงหาช่องทำลายมิได้หาโอกาสที่จะทำตามอำเภอใจแก่ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น มิได้ ภิกษุทั้งหลาย ในกาลยืดยาวฝ่ายอนาคตจักมีภิกษุทั้งหลายที่ทำตนเป็นสุขุมาลชาติจนมีฝ่ามือและฝ่าเท้าอ่อนนิ่มภิกษุเหล่านั้นจะสำเร็จการนอนบนที่นอนอันอ่อนนุ่มมีหมอนใหญ่ๆ หนุน นอนจนกระทั่งพระอาทิตย์ขึ้นคราวนั้นเองมารผู้ใจบาปจักทำลายล้างจักได้โอกาสที่จักทำตามอำเภอใจแก่ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น ภิกษุทั้งหลาย เพราะฉะนั้นในเรื่องนี้พวกเธอทั้งหลายพึงสำเหนียกใจไว้ว่าเราทั้งหลายจักใช้ท่อนไม้ เป็นหมอนหนุนเป็นอยู่อย่างไม่ประมาทมีความเพียรเผากิเลส ในชั้นความเพียรที่เป็นหลักเป็นประธาน ดังนี้ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอทั้งหลายพึงสำเหนียกใจไว้อย่างนี้แล ข้อความข้างบนนี้คัดจากหนังสือ“ขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์”ของคณะธรรมทาน ไชยา เป็นคำสอนที่เตือนใจให้ทุกคนเป็นผู้ไม่ประมาทในกิจการทุกอย่างจักเป็นการป้องกันมิให้ความเสื่อมเกิดขึ้น เป็นเรื่องที่ควรสนใจศึกษาและปฏิบัติตามเป็นอย่างมากสกุลใหญ่ทั่วๆ ไปมักประสบความล่มจมเมื่อประมุขของสกุลถึงแก่กรรมไปทำไมถึงเป็นเช่นนั้น เป็นเรื่องน่าคิด ค้นหาเหตุผล จีนคนหนึ่งเดินทางมาจากเมืองจีนเพื่อแสวงหาโชคลาภในประเทศไทยเขามาอย่างคนเปล่า ไม่มีสมบัติติดตัวนอกจากเสื่อผืนหมอนใบ แต่เขามีสมบัติภายในคือ ความรักงาน ทำจริงและมีความคิดก้าวหน้าอยู่เสมอ พอถึงประเทศไทยเขาก็เริ่มมองหาอาชีพอันตนพึงประกอบเมื่อไม่ได้งานที่ดีไปกว่า ก็ทำงานเป็นลูกจ้างแบกหามบ้างขายของเล็กๆ น้อยๆ บ้าง ไปทำสวนผักบ้างอาศัยการทำจริงและคิดขยายงานไม่ช้านักก็ได้เลื่อนฐานะขึ้นไปเรื่อยๆจนกลายเป็นคนมั่งคั่งในเมืองไทย ในขณะที่ยังเป็นคนลำบากใช้แรงงานของตนแลกกับอาหารพอยังชีพการกินการอยู่ไม่ฟุ่มเฟือยอะไรส่วนมากก็มีข้าวต้มกับผักกาดดอง มีเนื้อบ้างเล็กน้อยเขาก็ทำงานดำรงชีพสร้างตนได้เสมอ พอมีฐานะดีขึ้น การกินก็เปลี่ยนไปการนุ่งห่มก็เปลี่ยนไปการเที่ยวเตร่แสวงหาความสบายก็มีขึ้นครั้นได้เป็นคนมั่งมี มีลูกจ้างช่วยทำงานฐานะการครองชีพไดัเปลี่ยนไปมากกลายเป็นคนมีการกินการอยู่อย่างฟุ่มเฟือยอยู่ผิดจากฐานะเดิมไปไกลลิบ แต่เพราะบทเรียนของความลำบากที่ตนได้รับในชีวิตมีอยู่ถึงแม้จะเป็นคนกินดีอยู่ดีอย่างไรก็ยังคิดถึงความหลังอยู่เสมอฐานะของตนจึงยังมั่นคงดีอยู่ตลอดเวลา ส่วนลูกๆ ที่เกิดมาจากพ่อแม่ที่มีฐานะดีพอเกิดมาก็พบความมั่งมีของพ่อแม่เสียแล้วได้เห็นแต่ความสมบูรณ์พูนสุขต้องการอะไรก็ได้อย่างใจทุกอย่างมีคนใช้คอยปรนนิบัติให้มีความสะดวกเสมอเขาไม่เคยเห็นความลำบากเลยกินของดีๆ นอนบนเบาะอันอ่อนนุ่มและนุ่งผ้าชนิดดีๆ เท่านั้นเขาภูมิใจในความเป็นอยู่ของเขา เขาไม่รู้จักหมอนไม้ของพ่อแล้วไม่เคยรู้จักผักกาดดองชีอิ๊วราดข้าวต้มแล้วถ้าเห็นก็นึกว่าเป็นของเสียไม่น่ากินเขาไม่เห็นคุณค่าของสิ่งนั้นชีวิตของเขามีความสะดวกสบายมากเกินไปเงินมีในกระเป๋าจะใช้จะกินเมื่อไรก็ได้เขาเป็นลูกของท่านเศรษฐีไปแล้วคำว่า“ไม่มี ความลำบากยากเข็ญ”ก็ไม่รู้จักเขาไม่เป็นคนที่อดทน ก้าวหน้ารักงานเหมือนพ่อของเขาเสียแล้ว ในบางครอบครัว พื้นบ้านเป็นคนที่สร้างตัวจากความลำบากจนได้รับผลจากการงานเป็นอย่างดีมีฐานะมั่นคงในทุกอย่างแต่เขามีความบกพร่องที่สำคัญอยู่ประการหนึ่งคือเป็นคนมักมากในทางกามมีเมียหลายคน ไม่อิ่มดัวยกามคุณ เมื่อมีเมียมากก็มีลูกมาก เขามีหน้าที่ทำลูกให้เกิดออกมาเท่านั้นการเลี้ยงเป็นเรื่องของแม่ของเขาแม่คนใดมีลูกแล้วก็หมดความงามขาดความยั่วยวนในทางกาม เขาก็ไม่สนใจไม่แยแสต่อไปถ้าแม่มีลูก ก็ได้รับการดูแลบ้างตามสมควรด้วยให้อาหารกิน มีบ้านให้อยู่ มีเงินให้ใช้บ้างนิดหน่อย ลูกของเขาโตขึ้นในสภาพที่ขาดการเอาใจใส่และเป็นลูกหลายแม่ ความรักใคร่สนิทสนมกันไม่เหมือนลูกพ่อเดียวแม่เดียวความบาดหมางในครัวเรือนก็เกิดขึ้นแก่ลูกๆ ก่อนต่อมาก็เกิดระหว่างแม่ๆ ต่อไปสวนพ่อนั้นยังทำตนเป็นหนุ่มอยู่ตลอดเวลาหญิงที่เป็นเมียหลวงอายุรุ่นราวคราวเดียวกับตนกลายเป็นคนแก่เกินงามเสียแล้วปลดออกจากตำแหน่งให้ดำรงตนเป็นแม่บ้านอย่างเดียว ส่วนพ่อบ้าน แม้จะแก่อายุหกสิบปีแล้วก็ยังหายอมเป็นคนแก่ไม่ ยังทำตนเป็นเด็กเสมอยังเมาในกามและแสวงหาเด็กหญิงสาวมาทำเมียต่อไปแม้คนใช้ภายในบ้านถ้ารูปร่างหน้าตาดี ก็จัดการเสียด้วยในบ้านของเขามีสภาพคล้ายฮาเร็มน้อยๆพวกผู้หญิงที่อยู่กันมากๆ ไม่ต้องทำอะไรมีการแต่งตัวให้งามพูดจา ทำท่าดัดจริตให้พ่อบ้านชอบใจเป็นพอคนไหนบำเรอพ่อบ้านให้เป็นที่พอใจก็ได้รับรางวัลมากเมื่อไดัรับรางวัลแล้วก็เอาไปเล่นไพ่กันหาได้คิดก้าวหน้าแต่อย่างใดไม่ ต่อมาพ่อบ้านถึงแก่กรรม ภายหลังการทำศพแล้วเมียทุกคนมองหน้ากันไม่ได้และขาดความเห็นอกเห็นใจต่อกันแล้วลูกๆ ทุกคนก็ตั้งข้อเข้าหากันต่างคนต่างก็จะขอแบ่งทรัพย์สมบัติของสกุลเมื่อไม่ตกลงกันก็ฟ้องร้องกันในศาลต้องแบ่งทรัพย์ให้แก่ทนายเสียบ้าง จึงสบายใจเมื่อได้แบ่งกันแลัวได้มามากบ้างน้อยบ้างตามควรแก่หน้าที่เขา ทุกคนเคยแต่ความสบายเคยนอนหนุนหมอนใบใหญ่รับประทานข้าวที่ขัดจนขาวดื่มน้ำใสๆ มานานแล้ว ความสบายผู้ทำให้เขาเป็นคนอ่อนแอไม่มีความอดทนเพียงพอในการที่จะทำมาหากิน อีกประการหนึ่ง ตนเคยแสดงตนเป็นคนมั่งมีมาเสียนานไม่ทำอะไรก็มีกินมีใช้ จะไปทำงานต่ำๆหรือก็ละอายแก่เพื่อนบ้าน เป็นคนประเภท จมไม่ลงจะไปทำงานเบาๆ เช่น ค้าขายหรืออะไรอื่นตนก็ไม่เคยทำผลที่สุดก็นั่งกินนอนกิน ขายสิ่งที่ตนมีอยู่กินไปอยู่ไปไม่เท่าใดก็หมด ผลสุดท้ายก็ต้องขายบ้านที่ตนอยู่แก่คนอื่นไป สกุลนั้นมีความล่มจมไปแล้วเพราะความสบายเกินไปของคนในสกุลความสบายจึงเป็นสารที่คอยทำลายทุกสิ่งทุกอย่างให้ย่อยยับไปสิ้นคนที่คิดจะเป็นคนดีเป็นคนเจริญขออย่าได้กลัวต่อความลำบากเลยแต่จงกลัวต่อความสบายให้มากเถิดความลำบากไม่เคยทำลายคนความลำบากยากเข็ญเป็นสิ่งประเสริฐแท้ความลำบากเป็นศัตรูแล้วกลายเป็นมิตรในภายหลังส่วนความสบายนั้นเป็นมิตรก่อน แล้วกลายเป็นศัตรูในภายหลังจงคบแต่สิ่งที่เป็นมิตรกันดีกว่า อย่าคบสิ่งที่เป็นศัตรูของตนเลย ทำไม ชาติญี่ปุ่น ซึ่งเป็นชาวเอเชียเหมือนกับคนไทยรูปร่างหน้าตาก็แบบเดียวกับคนไทยอาหารการบริโภคก็แบบเดียวกับคนไทยในสมัยเมื่อ ๗๐ ที่มาแล้ว ชาวญี่ปุ่นกับชาวไทยมีความเป็นอยู่ในระดับเดียวกันเป็นประเทศที่ล้าหลังกว่าประเทศยุโรปและอเมริกามากแต่ต่อมาญี่ปุ่นได้ถีบตัวขึ้นไปถึงขั้นเป็นประเทศมหาอำนาจมีความเจริญในด้านต่างๆ ทุกด้าน ทิ้งพี่ไทยไวไกลลิบทีเดียว การที่ได้เป็นไปเช่นนี้ ก็เพราะชาวญี่ปุ่นเป็นคนประเภทหนุนหมอนไม้กินข้าวกล้อง นอนบนเสื่อผืนเดียวเขามิได้เป็นอยู่อย่างสบายและสะดวกเลยเขาคิดถึงงาน คิดถึงประเทศชาติคิดถึงประโยชน์ส่วนรวมของเขาเสมอ ชีวิตในครอบครัวของชาวญี่ปุ่นเป็นชีวิตที่มีระเบียบดีมากเขามีความเคารพกันตามลำดับอาวุโสพ่อบ้านเป็นใหญ่ที่สุดในครอบครัวทุกคนต้องเคารพเชื่อฟังคำของพ่อบ้านลูกคนหัวปีก็เป็นที่เคารพของน้องๆ ทุกคนเวลารับประทานอาหารแม่บัานจักเป็นคนตักอาหารให้แก่พ่อบ้านเป็นคนแรกต่อมาตัวเอง ต่อไปก็ถึงลูกคนหัวปี และตามลำดับลงไปถึงลูกคนสุดท้อง นี่คือ ระเบียบการเคารพกันในครัวเรือน อาหารการกินของเขาก็กินเท่าที่จำเป็นเท่าที่ร่างกายต้องการเท่านั้นหาได้กินกันเพื่อสนุกเมื่อมัวเมาอะไรไม่ถ้าเขาจะต้มเผือกมันกินกัน และในครอบครัวมี ๕ คนเขาก็ต้มกินกันเพียง ๕ ชั้นเท่านั้นสุกแล้วก็แบ่งกันกินพอหมดพอดีเขาไม่กินแบบ “ท้องแตกดีกว่าของเสีย”อันเป็นการทำให้ทุกคนเสียนิสัยและเป็นคนเห็นแก่ปากแก่ท้องกลายเป็นคนกินมากและกินไม่เลือกโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่อาจกินทุกอย่างแม้กระทั่งแกลบ รำ จอบเสยม รถถัง เรือบิน กินแม้ในป่าก็ยังได้นี่เป็นจากผลการกินแบบฟุ่มเฟือย จึงทำให้เสียคน ทหารญี่ปุ่นในคราวยกทัพมารบกันเมื่อเดินทางผ่านประเทศไทยเราได้เห็นความอดทน ความแข็งแกร่งและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในการปฏิบัติงานสิ่งเหล่านั้นเป็นผลจากการอบรมในครอบครัวทั้งนั้นพ่อแม่ที่รักครอบครัว รัถสกุลและประเทศชาติจึงควรฝึกทุกคนให้เป็นอยู่แบบง่ายๆ และมีใจสูงจึงจะสมควรกัน เราชาวไทยนับถือพุทธศาสนาธรรมะในพุทธศาสนาสอนเราให้เป็นคนมีความเพียรมีความอดทน รักความอดทน รักความก้าวหน้าไม่เป็นคนเห็นแก่การกินอยู่แบบฟุ่มเฟือยไม่เป็นคนตกเป็นทาสของความอยากมันทำให้ใจของตนต้องตกต่ำไปอยูภายใต้ของกิเลสถ้าเราศึกษาและนำธรรมะของพุทธศาสนามาใช้ในชีวิตประจำวันกันอย่างแท้จริงแล้วเราจะเป็นคนก้าวหน้าไปมากกว่านี้แล้วญี่ปุ่นเขานับถือพุทธศาสนาเหมือนกับเราเมื่อเขาใช้ศาสนากันมากกว่าพวกเราใช้เขาจึงมีความเจริญก้าวหน้ามากกว่าเราเสียอีก บางคนกล่าวอย่างงมงายว่า“พุทธศาสนาทำให้ชาติไทยไม่ก้าวหน้า”การกล่าวเช่นนี้เป็นการกล่าวที่ไม่ตรงกับความจริงเลยแต่ควรจะกล่าวว่า“คนไทยเรานับถือพุทธศาสนากันแต่เพียงชื่อเราจึงไม่เจริญก้าวหน้า”ในสมัยนี้เป็นสมัยของการสร้างตนให้เป็นคนก้าวหน้าให้มากด้วยการปฏิบัติตนตามหลักธรรมในพระพุทธศาสนา ชาวตะวันตกเขากล่าวว่า คนไทยเป็นคนเกียจคร้านเป็นอยู่อย่างแบบหาเช้ากินค่ำพอใจในการเป็นอยู่ที่ไม่ก้าวหน้าเสียเลยคำกล่าวเช่นนี้เราคนไทยอาจนึกว่าเป็นการกล่าวที่ดูถูกกันมากไปหน่อยแต่ความจริงก็เป็นเช่นนั้นสวนมากคนไทยมักขี้เกียจทำอะไร ทำอะไรแต่พอกินพอใช้การครองชีพจึงอยู่ในระดับต่ำมากสิ่งที่พวกเรากินกันอยู่ทุกวันๆ นั้นกินกันเพียงมิให้ตายเท่านั้นหาได้กินพอให้เป็นประโยชน์แก่ร่างกายไม่การที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะเราไม่มีอะไรจะกิน ที่ไม่มีกินก็เพราะเราไม่ทำงานเราเห็นแก่ตัวความสุขที่เกิดจากการนอน การเที่ยวการทำอะไรที่เป็นเหตุให้ตนไม่เป็นคนก้าวหน้าสิ่งที่ดีและมีประโยชน์ทั้งหลายจึงตกอยู่ในมือของคนอื่นเขาหมดเราได้รับแต่เพียงกากเดนนิดหน่อยเท่านั้นเราเป็นเจ้าของบ้าน แต่ของในบ้านไม่มีอะไรเป็นของเรามันเป็นของคนอื่นเขาทั้งนั้น อย่างนี้เรียกว่าเป็นไทยแต่ในนาม เนื้อแท้หาได้เป็นกันไม่ ขอท่านพี่น้องทั้งหลายจงตื่นขื้นมาดูรอบๆ ตัวท่านบ้างเถิดมองดูอย่างแยบคายและถามตัวเองว่า “ตนเป็นใคร”“ตนควรทำอะไร” “ตนควรก้าวหน้าใปทางไหน”จึงจะทัดเทียมกับชนเหล่าอื่นเขาอย่าหลงในความสบายเล็กน้อยเพราะความสบายเพียงเล็กๆ น้อยๆ นั้นหาได้ช่วยให้ท่านเป็นคนดีขึ้นไม่ ถ้าหากว่าเจ้าชายสิทธัตถะท่านจะอยู่หาความสุขสบายในวังหลวงนอนบนเตียงหนุนหมอนใบใหญ่ยัดด้วยนุ่นและสำลีประพรมน้ำอบหอม กินอาหารมีรสอร่อยมีฝ่ามือฝ่าเท้าอันอ่อนนิ่มชื่อของท่านก็คงหายไปพร้อมกับความตายของท่านแล้วโลกจะไม่รู้จักท่านในฐานะเป็นพระพุทธเจ้าเลย แต่พระของค์มิไดัเห็นแก่ความสุขแบบนั้นหาได้นอนแบบคนมั่งมีทั้งหลายไม่ทรงทิ้งหมดทุกอย่าง ไปนอนบนพื้นดิน ไม่มีหมอนไม่มีเบาะ ไม่มีคนรับใช้คอยปฏิบัติพระองค์ท่านไม่อาลัยในความสุขทางกายแต่ทรงแสวงหาความสุขในทางใจ ผลที่สุดก็ได้เป็นพระบรมครูของชาวโลกความสำรวยในวังหลวงหาได้ช่วยพระองค์ไม่ความลำบากเท่านั้นช่วยพระองค์เราผู้ปฏิญาณตนเป็นศิษย์ของพระองค์ท่านก็ควรอดทนและไม่กลัวต่อความลำบากคิดก้าวหน้าไปเสมอเถิด ภิกษุในสมัยก่อนท่านนอนหนุนหมอนไม้ท่านนอนแต่น้อยๆ ใช้เวลาส่วนมากในการภาวนาเพื่อเอาชนะความคิดชั่วที่เกิดขึ้นรบกวนใจของท่านผลที่สุดก็ชนะ และเป็นผู้บริสุทธิ์ได้อย่างแท้จริง ในยุคต่อมา พระต้องเรียนหนังลือในเวลากลางคืนไม่มีตะเกียงตาม ท่านกวาดใบไม้แห้งมากองไว้เวลาต้องการแสงก็เผาใบไม้แห้งอ่านหนังสือท่องจำขึ้นใจ เวลานอนท่านก็หนุนมะพร้าวแห้งพอรู้สึกตัวตื่นทันทีและไม่ยอมนอนต่อไปท่านเรียนด้วยความยากลำบากแต่ท่านมีความรู้ดีกว่าพวกเราท่านรักษาพุทธศาสนามาให้พวกเราได้ศึกษากันจนกระทั่งทุกวันนี้นี่เป็นผลของความเพียรพยายามโดยแท้ ถ้าพวกนักบวชยังไม่เห็นแก่ความสุขอย่างแบบชาวบ้านความก้าวหน้าก็ยังคงมีอยู่แต่ถ้านักบวชมีการกินอยู่ นุ่งห่มอย่างชาวบ้านเมื่อใดใจของเขาก็ห่างจากทางของพระนิพพานเมื่อนั้นจึงขอให้พวกเราทั้งหลายมาดำรงชีพอยู่อย่างพระกันเถิดจงหนุนหมอนไม้ คือ ความเพียรในทางที่ถูกที่ชอบกันเถิด สถานการณ์ของบ้านเมืองสอนได้อย่างดีพวกที่ขันอาสาเข้าทำการเปลี่ยนระบบการปกครองมักอ้างว่าระบบเก่า ผู้ปกครองชุดเก่าเป็นพวกเห็นแก่ตัวเห็นแกพวกพ้อง มีการทุจริตในวงการงานมากทำให้ประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศต้องเดือดร้อนเขาจะเข้าไปแก้ไขสถานการณ์ให้ดีขึ้นและทำการเปลี่ยนโดยวิธีต่างๆตามที่โลกเขาทำกันเมื่อเปลี่ยนมาแล้วผู้ทำการทุกคนยังคงถืออุดมคติคือไม่เห็นแก่ตัวแก่พวก ทำงานตรงไปตรงมาเขาก็ไดัรับความนิยมจากมหาชนว่าเป็นผู้มาโปรดอย่างแท้จริง แต่วิสัยของปุถุชนผู้ยังมีกิเลสเขาทำดีได้เพียงพักเดียวเท่านั้นความอยากก็เกิดขึ้น และความสบายในการมีอำนาจยั่วใจเขาเขามีอำนาจแล้วก็อยากมีเรื่อยไปต้องการมีความสบายมากขึ้นเมื่อก่อนอยู่บ้านน้อย นั่งรถคันน้อยแต่งตัวพอประมาณ พอมีอำนาจขึ้น สร้างบ้านใหม่มีรถคันใหม่ ใหญ่ และราคาแพงจนสามารถเอามาสร้างโรงเรียนไดัสักหลังแต่งตัวโก้ขึ้น กินของดีทุกประเภทเมียคนเก่าไม่ทันสมัย จึงบอกเลิก หาใหม่คนเดียวไม่พอต้องสอง สามรายจ่ายมากขึ้นเงินเดือนที่ประชาชนให้ไม่พอจึงหาวิธีโกงประชาชนโดยอุบายต่างๆที่ตนนึกว่าคงไม่มีใครรู้ ไม่มีใครจับได้แต่ความลับไม่มีในโลกในที่สุด “น้ำลดตอผุด” ความชั่วปรากฏแก่มหาชน แต่ตนมีพวกที่ร่วมโกงกันมาก มีอำนาจมาก ใครทำอะไรไม่ได้ถึงกระนั้นความเสื่อมเสียแก่เขาแล้วความนิยมหมดไปเขาเป็นใหญ่อยู่อย่างลำบากนี่เป็นผลจากความสุขในทุกทางมาทำลายเขา จึงขอให้ผู้ที่จะเป็นใหญ่ พึงระวังให้มากขอให้ใหญ่ในการปฏิบัติงาน ในการเสียสละเพื่อส่วนรวมและไม่เห็นแก่ตนเถิด ไม่มีใครทำลายท่านดอก ถ้าท่านดีจริงแต่ความดีที่ไม่จริงของท่านนั่นแหละทำลายตัวท่านเอง ดังคำที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า“ใจที่ตั้งไว้ผิดเป็นศัตรูที่ร้ายแรงกว่าอะไรๆ ทั้งหมด” ทุกคนจึงควรระวังศัตรูภายในของตนให้มากสักหน่อยเพราะศัตรูภายในมีโอกาสเกิดได้มากกว่าศัตรูภายนอกศัตรูภายในนำศัตรูภายนอกมาสู่ตัวท่านและพรรคพวกท่าน คนหนุนหมอนไม้ คือ คนที่ไม่ลืมตนเป็นคนตื่นตัวอยู่เสมอในการที่จะก้าวหน้าไปในทางที่เป็นคุณแก่ตนแก่ท่านคนประเภททิ้งหมอนไม้ไปหนุนหมอนยัดนุ่นหนุนแขนคนที่ตนรักใคร่พึงใจฟังคำพูดที่ฉอเลาะเพราะพริ้ง เป็นบุคคลประเภทลืมตนเองลืมการงาน ลืมหมดทุกอย่างนอกจากความเมาในความสุขของตนเองเท่านั้นคนชนิดนี้เอาตัวไม่รอด จะต้องถึงวันล่มจมในวันหนึ่งโดยแท้ ใครปรารถนาความเป็นใหญ่ ปรารถนาเกียรติยศและชื่อเสียงปรารถนาในทรัพย์สมบัติ จงแสวงหาสิ่งที่ตนใครจะได้นั้นโดยธรรมเกิดอย่าแสวงหามาโดยอธรรมเลยเพราะวิธีการที่สกปรกโสมมจักทำท่านให้เสียหายโดยแท้ ใครปรารถนาจะเป็นใหญ่ จงทำตนให้ใหญ่ในความดีให้มีความรู้ผิดชอบประจำใจตนเดินตามทางที่ถูกต้องเสมอ ความคิดที่ผิดการกระทำที่ผิดอย่าไดัเกิดแก่ท่านขอความเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมจงตั้งมั่นในใจของท่านเสมออย่าได้เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนเลยถ้าหากท่านดำรงตำแหน่งไว้ในธรรมกินอยู่และทำสิ่งที่จะให้ตนสบายแต่เพียงเล็กน้อยพอสมควรที่ร่างกายพึงมีพึงได้อย่าทำอะไรตามใจกิเลสเพราะกิเลสไม่เคยปรานีต่อใครไม่เคยทำอะไรให้ใครดีขึ้นนอกจากทำลายเขาเท่านั้น ฉะนั้นผู้ใคร่ต่อความเป็นใหญ่ จงได้ทำตนให้เป็นใหญ่จริงๆ เถิดใหญ่จริงๆ นั้นมิใช่อยู่ที่ยศฐาบรรดาศักดิ์สายสะพายเหรียญตราอะไรทั้งนั้นแต่อยู่ที่เขาเป็นคนปกครองตัวเองได้บังคับตนเองไว้ให้เดินไปในทางธรรมเสมอไม่ยอมให้อธรรมเข้าครอบงำตนเป็นอันขาดคนเช่นนี้เป็นคนใหญ่และใหญ่ได้นานเพราะความดีรักษา ชาวไทย ชาวพุทธทั้งหลาย จงตื่นตนเถิดอย่ามัวเมาในการหลับสบายที่ทำให้ท่านไม่เป็นไทยกันเลยประเทศชาติบ้านเมืองของเรายังไม่ดีพอยังไม่ก้าวหนัาพอ จงช่วยกันตื่นและลืมตาให้กว้างองไปข้างหน้าให้ไกล แล้วจงทำกิจที่ควรทำกันเถิด จงใช้ไม้คือความเพียร ความไม่ประมาทความอดทนความชื่อสัตย์ ความข่มใจ ความเสียสละเป็นหมอนหนุนหัวใจของท่าน ให้ใจของท่านจงตื่นตัวอยู่เสมอหลักชัยก็จะเป็นของท่านได้สมหมาย
# เครื่องมือของใช้ล้านนา - เป้ง หมวดหมู่ › วัฒนธรรม (3270) › ภูมิปัญญาไทย (1652) › อุปกรณ์หากินและของใช้ (154) keyword: อุปกรณ์หากินและของใช้ ภาคเหนือ ของพื้นเมือง ภูมิปัญญาท้องถิ่น ลานนา ล้านนา วิถีชีวิตพื้นบ้าน วันที่เอกสารถูกสร้าง: 27/10/2008 ที่มา: เว็บไซต์ล้านนาคดี http://lanna.mju.ac.th/ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ "ทุกภาพ ทุกตัวอักษร มอบเป็นวิทยาทานแด่ทุกท่าน" **เป้ง** ลักษณะ ของลูกเป้งส่วนใหญ่จะทำเป็นรูปสัตว์ต่างๆ เช่น ช้าง ม้า ฯลฯ นอกจากนี้ลูกเป้งอาจมีลักษณะเป็นลูกกลมๆ มีฐานแบนคล้ายกับผลชนิดหนึ่งที่ชื่อว่าลูกประคำ และมีน้ำหนักขนาดต่างๆ เป็นชุดเพื่อใช้เทียบน้ำหนักกับวัตถุที่ต้องการชั่งการทำลูกเป้งเป็นรูป ลักษณะต่างๆ เหล่านี้ มักจะเป็นการทำเพื่อความสวยงามมากกว่าอย่างอื่น
# นิทานลาหู่ - เหยี่ยวกับแมวป่า หมวดหมู่ › วัฒนธรรม (3270) › ภูมิปัญญาไทย (1652) › ภาษาและวรรณกรรม (290) › นิทาน เรื่องเล่า (116) keyword: นิทาน เรื่องเล่า มูเซอ (ลาหู่) ภาคเหนือ นิทาน ลาหู่ วันที่เอกสารถูกสร้าง: 14/01/2008 ที่มา: มูลนิธิกระจกเงา โครงการพิพิธภัณฑ์ชาวเขาออนไลน์ **นิทานลาหู่-เหยี่ยวกับแมวป่า**
# พิธีกรรมภาคใต้ - กวนข้าวยาคู (ข้าวมธุปายาสยาคู) หมวดหมู่ › วัฒนธรรม (3270) › ประเพณี (780) › พิธีกรรม ความเชื่อ (362) keyword: พิธีกรรม ความเชื่อ ภาคใต้ พิธีกรรม วิถีชีวิตไทย เอกลักษณ์ไทย วันที่เอกสารถูกสร้าง: 22/12/2008 ที่มา: ประเพณีไทยดอทคอม http://www.prapayneethai.com/ **กวนข้าวยาคู (ข้าวมธุปายาสยาคู)** ภาค     ภาคใต้จังหวัด  นครศรีธรรมราช เป็นความเชื่อเกี่ยวเนื่องกับพุทธประวัติ ตอนนางสุชาดาถวายข้าวมธุปายาสยาคู เมื่อพระพุทธเจ้าเสวยแล้วก็ทรงบรรลุอภิสัมโพธิญาณ พุทธศาสนิกชนชาวนครศรีธรรมราชมีความเชื่อว่า ข้าวยาคูเป็นอาหารทิพย์ ผู้ได้รับประทานจะมีสมองดีเกิดปัญญา มีอายุยืนยาวลานามัยสมบูรณ์ ผิวพรรณผ่องใส และเป็นยาขนานเอกที่สามารถขจัดโรคร้ายได้ทุกชนิด ทั้งยังบันดาลความสำเร็จสมความปรารถนาในสิ่งที่คิดด้วย ๑. การเตรียมบุคลากรที่สำคัญ๑.๑ สาวพรหมจารี นุ่งขาวห่มขาว ต้องรับสมาทานเบญจศีลก่อนเข้าพิธีกวน เพื่อความบริสุทธิ์ และความเป็นสิริมงคล๑.๒ พระสงฆ์ สำหรับสวดชัยมงคลคาถา เตรียมด้ายสายสิญจน์โยงจากพระสงฆ์ผูกไว้ที่ไม้กวน (ไม้พาย)๒. พิธีกวน สาวพรหมจารีจับไม้กวน มีการลั่นฆ้องชัยตั้งอีโหย้ (โห่สามลา) พระสงฆ์จะสวดชยันโตตั้งแต่เริ่มกวน จนสวดจบถือว่าเสร็จพิธี ซึ่งต่อไปชาวบ้านใครจะกวนก็ได้๓. วิธีกวน ข้าวยาคูจะกวนประมาณ ๘-๙ ชั่วโมง จึงแล้วเสร็จ และจะต้องกวนอยู่ตลอดเวลา เมื่อเริ่มเหนียวจะใช้น้ำมันมะพร้าวที่เคี่ยวไว้เติมลงในกระทะ ข้าวยาคูจะเปลี่ยนเป็นสีคล้ำเมื่อกวนเสร็จ และมีกลิ่นหอมเครื่องเทศ พิธีกรรมกวนข้าวยาคูให้สาระสำคัญดังนี้๑. ความสามัคคีของชาวบ้านในการกวนข้าวยาคู ซึ่งข้าวยาคูจะทำสำเร็จได้ด้วยความสามัคคี การปรองดอง พร้อมเพรียงกัน ในการตระเตรียมเครื่องใช้และเครื่องปรุงซึ่งมีมากกว่า ๕๐ ชนิด ซึ่งต้องใช้เวลาอย่างน้อย ๓ วัน แต่ละครั้งจะกวนข้าวยาคูประมาณ ๑๐ กระทะ เตาไฟขุด ๑๐ เตา และต้องมีคนกวนข้าวยาคูอยู่ตลอดเวลาประมาณ ๙ ชั่วโมง เมื่อข้าวยาคูเริ่มเหนียวหนืดจะหนักมากต้องใช้แรงผู้ชายกวน ชาวบ้านจึงต้องร่วมมือกันอย่างเข้มแข็ง การกวนข้าวยาคูจึงสำเร็จ๒. การแบ่งปันข้าวยาคู โดยตักใส่ถาดเกลี่ยให้บาง ๆ ตัดเป็นชิ้นนำไปถวายพระในวัดแจกจ่ายญาติมิตรที่มาร่วมในพิธีให้ทั่วทุกคน ที่เหลือจัดส่งไปยังวัดต่าง ๆ และนำไปฝากญาติมิตร การแบ่งปันข้าวยาคูนี้แสดงให้เห็นว่าทุกคนมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อกัน เกิดความห่วงใยซึ่งกันและกัน แม้ไม่ได้มาร่วมกวนข้าวยาคู ก็จะได้รับข้าวยาคูเป็นของฝากให้ได้รับประทานทั่วถึงทุกคน
# ประวัติศาสตร์มอญ - มอญ เข้าสู่ประเทศไทยในสมัยใด? หมวดหมู่ › วัฒนธรรม (3270) › ชาติพันธุ์ (531) › มอญ (Mon) (160) keyword: มอญ (Mon) ชาวไทยเชื้อสายมอญ ประวัติศาสตร์มอญ มอญ มอญโบราณ วันที่เอกสารถูกสร้าง: 16/02/2009 ที่มา: http://www.monstudies.com **มอญ เข้าสู่ประเทศไทยในสมัยใด?** **** **ชนชาติมอญ - ประวัติศาสตร์มอญ** ทุกวันนี้ ชนชาติมอญ ไม่มีอาณาเขตประเทศปกครองตนเอง เนื่องจากในอดีตบ้านเมืองตกอยู่ในภาวะสงครามมาโดยตลอด ทั้งการแย่งชิงราชสมบัติกันเอง และจากการรุกรานของข้าศึกสำคัญอย่าง “พม่า” เมื่อบ้านเมืองตกเป็นของศัตรู ชาวมอญจึงเป็นอยู่อย่างแสนสาหัส ถูกกดขี่รีดไถ การเกณฑ์แรงงานก่อสร้าง ทำไร่นาหาเสบียงเพื่อการสงคราม และเกณฑ์เข้ากองทัพ โดยเฉพาะสงครามในปี พ.ศ.๒๓๐๐ เป็นสงครามครั้งสุดท้าย ที่คนมอญพ่ายแพ้แก่พม่าอย่างเด็ดขาด ไม่สามารถทวงคืนแผ่นดินกลับมาได้อีกเลยจนทุกวันนี้ ชาวมอญส่วนหนึ่งจึงอพยพโยกย้ายเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนในเมืองไทย ชาวมอญ ได้อพยพจากบ้านเมืองของตน เข้ามายังแผ่นดินไทยหลายต่อหลายครั้ง เท่าที่มีการจดบันทึกเอาไว้รวมทั้งสิ้น ๙ ครั้ง ดังนี้ **ครั้งที่ ๑** **ครั้งที่ ๒** **ครั้งที่ ๓** **ครั้งที่ ๔** **ครั้งที่ ๕** การอพยพของชาวมอญในระลอกนี้เป็นต้นมานี้ ที่สืบทอดเชื้อสายโดยตรง คนที่นับตัวเองเป็น มอญ ในปัจจุบันล้วนอพยพเข้ามาจากระลอกนี้ หรือหลังจากนี้ทั้งนั้น ส่วน มอญ ที่อพยพก่อนหน้านี้กลืนหายเป็นไทยไปหมด แม้แต่กลุ่มที่อยู่ตามชายแดนแถบเมืองกาญจนบุรี **ครั้งที่ ๘ พ.ศ.๒๓๓๖** **ครั้งสุดท้าย ครั้งที่ ๙ พ.ศ.๒๓๕๗** ชาวมอญได้ตั้งบ้านเรือนอยู่ทั่วไปตามที่ราบลุ่มริมน้ำภาคกลาง ได้แก่  ลพบุรี สระบุรี อยุธยา นครปฐม กาญจนบุรี ราชบุรี สุพรรณบุรี อ่างทอง นครนายก ปทุมธานี นนทบุรี สมุทรสงคราม สมุทรปราการ สมุทรสาคร กรุงเทพฯ ฉะเชิงเทรา เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ (โดยมากเป็นแหล่งที่พระเจ้แผ่นดินทรงโปรดฯ พระราชทานที่ดินทำกินให้แต่แรกอพยพเข้ามา) และบางส่วนตั้งภูมิลำเนาอยู่แถบภาคเหนือ ได้แก่ เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง ตาก กำแพงเพชร นครสวรรค์ อุทัยธานี  (เขตเมืองที่อยู่ติดชายแดนไทย) ทางอีสาน ได้แก่ นครราชสีมา มีบ้างเล็กน้อยที่อพยพลงใต้ อย่าง ชุมพร สุราษฎร์ธานี
# พิธีกรรมเกี่ยวกับพิธีศพมอญ คัมภีร์กาละกาลี หมวดหมู่ › วัฒนธรรม (3270) › ประเพณี (780) › พิธีกรรม ความเชื่อ (362) keyword: พิธีกรรม ความเชื่อ มอญ (Mon) คนไทยเชื้อสายมอญ ชาวไทยรามัญ ประเพณีมอญ พิธีศพมอญ มอญ มอญเมืองไทย มอญในเมือง ไทย วัฒนธรรมมอญ เอกลักษณ์มอญ วันที่เอกสารถูกสร้าง: 05/03/2009 ที่มา: http://www.monstudies.com **พิธีกรรมเกี่ยวกับพิธีศพมอญ คัมภีร์กาละกาลี** ปราสาทงานพระราชทานเพลิงศพพระครูสาครกิจโกศล วัดเจ็ดริ้ว จ.สมุทรสาคร **คัมภีร์กาละกาลี [ พิธีศพมอญ ]** พระมหาจรูญ ญาณจารี มีมาณพคนหนึ่งชื่อว่า กาละ ภรรยาชื่อว่า กาลี ทั้งสองอาศัยอยู่ที่ใกล้ป่าช้าแห่งหนึ่ง ด้วยประสงค์ที่จะเก็บเผาศพที่เขานำมาทิ้งป่าช้า ทั้งคู่ได้ช่วยกันปัดกวาด ทำความสะอาดแล้วเผาศพที่เขานำมายังป่าช้านั้นแลท่านพระกาลเถระได้จาริกมาถึงยังป่าช้านั้นแล้วได้พิจารณาซากศพบรรลุเป็นพระ โสดาบนั กาละกาลีสองผัวเมียเห็นท่านแล้ว เกิดความศรัทธาเลื่อมใสในพระเถระเป็นอย่างมาก ได้บอกกิจ (หน้าที่) ที่บุคคลผู้อยู่ในป่าช้าต้องปฏิบัติแก่พระเถระ ข้าแต่พระกาลเถระในสถานที่อยู่นี้มีอันตรายมากเป็นที่หลบอาศัยของพวกโจร หากท่านจะพักอาศัยอยู่ที่นี่ท่านต้องแจ้งให้ผู้นำหมู่บ้านทราบ จึงจะอยู่อาศัยได้ แล้วได้สอบถามพระกาลเถระว่าข้าแต่ท่านพระกาลเถระ ท่านอาศัยอยู่ในป่าช้านี้ ด้วยกิจธุระอันใดหรือ    พระเถระจึงได้ตอบแก่สามีภรรยานั้นว่า แน่ะกาละกาลี พระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งผู้เที่ยวแสวงหาผ้าบังสุกุลใน ป่าช้าก็ดี ผู้บำเพ็ญภาวนาในป่าช้าก็ดีจะได้บรรลุธรรมวิเศษในสถานที่นี้แล กาละกาลได้ยินอย่างนั้นแล้วเกิดศรัทธาอย่างแรงกล้า จึง ได้นิมนต์ให้พระกาลเถระพักอาศัย อยู่ในป่าช้าแห่งนั้น ได้ยินมาว่ามีเศรษฐีคนหนึ่งชื่อว่า ธัมมจิตระ ภรรยาชื่อว่า เขมี มีลูกสาวคนหนึ่ง ชื่อว่า เขมา และนางได้ถึงแก่กรรมไปแล้ว ๓ วัน กาละกาลี  ปรึกษากันแล้ว กล่าวแก่พระเถระว่า ข้าแต่ท่านพระกาลเถระเราจะไปแจ้งให้เศรษฐีทราบ และเพื่อให้เกิดเป็นกิจ คือการพิจารณาซากศพแก่พระเถระในสถานที่นี้ จึงได้ไปบอกแก่เศรษฐีว่า ข้าแต่ท่านเศรษฐีมีพระสงฆ์องค์หนึ่งมาอาศัยอยู่ที่ป่าช้า พวกเราเคารพนับถือท่านมากมีอมาตย์คนหนึ่งได้อยู่รวมกับเศรษฐีได้ยินคำพูดนาง กาลีพูดกับเศรษฐ ี ตริตรองดูกันแล้วปลาบปลื้มปีติเป็นอย่างยิ่ง อมาตย์ได้นำเอาคำที่นางพูด ไปกราบทูลให้พระเจ้าปเสนทิโกศลทราบ พระองค์ทรงทราบแล้วทรงโสมนัสเป็นอย่างยิ่ง พระองค์พร้อมด้วยหมู่พลเสนาเสด็จไปถึงที่อยู่ของพระกาลเถระ ในกาลนั้นได้เสด็จเข้าไปนมัสการพระเถระด้วยเบญจังคประดิษฐ์ ได้ประทับนั่งในสถานอันสมควรแล้วได้ตรัสถามข่าวคราวของพระพุทธเจ้าต่อพระ เถระว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญพระพุทธองค์ประทับอยู่ที่ไหนหรือ?  พระกาลเถระทูลว่า  ประทับอยู่ที่กรุงราชคฤห์ มหาบพิตร พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงขอโอกาสแล้วตรัสกับพระเถระว่า ธัมมจิตรเศรษฐีสองสามีภรรยามีลูกสาวคนหนึ่ง ชื่อว่า เขมา มีรูปร่างสดสวยงดงามยิ่งนัก ยิ่งด้วยทรัพย์สมบัติ ยิ่งด้วยสิริโฉม เป็นที่รัก ใคร่ชอบพอของผู้คนทั้งหลาย ทรงโฉมเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาผู้คนทั่วไป  ได้ถึงแก่อนิจกรรม เศรษฐีผู้เป็นบิดามารดาได้จัดแจงสิ่งของประดับประดานางเขมาผู้เป็นลูกสาว แล้วร้องไห้ครํ่าครวญอย่างที่สุด ข้าวปลาอาหารก็ไม่เป็นอันรับประทาน ประหนึ่งว่าจะสิ้นลมหายใจตายตามไปด้วย พระกาลเถระจึงตรัสกับพระราชาอีกว่า    ดูกรมหาบพิตร เราจะต้องชี้แจงทำให้ปรากฎขึ้นในโลก เพื่อให้สำเร็จประโยชน์แก่สัตว์โลกทั้งพระสงฆ์พราหมณ์และหญิงชายทั้งหลายให้ เขาเหล่านั้นได้ยินได้ฟังได้เห็นได้ประจักษ์จะได้เกิดความสังเวชใจ จะได้กำจัดโลภะโทสะและโมหะเสีย ให้ตั้งความปรารถนาทั้งในโลกนี้และโลกหน้า จะได้เรียนได้รู้แล้วนำมาพิจารณาธรรม 3 ประการนี้แล้วจะได้บรรลุมรรคผลตามความต้องการของตน พระราชาครั้นได้สดับดังนั้นแล้ว จึงขอโอกาสตรัสถามพระกาลเถระอีกว่า การจัดแจงศพนั้นทำอย่างไร ขอพระคุณเจ้าได้แสดงแก่ข้าพเจ้าด้วยเถิดลำดับนั้น พระกาลเถระ ได้ชี้แจงขั้นตอนของการจัดแจงศพดังนี้ว่า    ข้าแต่มหาบพิตร พึงต้มน้ำให้เดือดแล้วยกลงปล่อยให้เย็นลงแล้วอาบศพนั้น ให้เคี้ยวหมากให้ละเอียดแล้วใส่ลงไปในปาก ให้ใส่เงินทองลงไปในปากให้เอาด้ายผูกที่หัวแม่มือหัวแม่เท้า  ให้เอาไม้ไผ่ซีก 2 อัน ยาวเท่าตัวศพวางขนาบไว้ทั้ง 2 ข้าง สิ่งนี้เรียกว่า ตุ่นจะเน็าแจฺวะ เมื่อจะยกศพลงจากบ้าน ให้ตักน้ำไว้ 1 หม้อ เรียกว่า เหฺนิงโมมัง  ให้ถือกระจกบานหนึ่ง มีดเล่มหนึ่ง แล้วให้ขีด สกัดทางเดินที่นำศพออกไป ให้มองแต่ข้างหน้า อย่าให้หันกลับมาดูข้างหลังให้ดูแต่ในกระจกกับมีดเท่านั้น ครั้นศพไปถึงป่าช้าแล้วให้เวียนรอบป่าช้า ๓ รอบแล้วนำเอาศพไปวางไว้ที่เชิงตะกอน ให้ตั้งเสาขึ้น ๖ ต้น ให้ใส่น้ำไว้ในที่นั้น เรียกว่า  แต็ะหยฺางแหล็ะหงฺ ิ่ม  นํ้าขัน ๑ กับมะพร้าวผลหนึ่งให้ตั้งไว้ข้างหน้า ในเวลาที่เคลื่อนศพไปนั้น มหาบพิตรโปรดแจ้งให้ผู้คนทั้งหลายพร้อมทั้งหมู่พระสงฆ์ได้ทราบโดยพร้อม เพรียงกัน พระราชาได้ทรงสดับคำของพระเถระแล้ว ทรงสงบนิ่งเงียบอยู่ พระราชาได้สดับถ้อยคำ(การจัดศพ)อย่างนั้นแล้ว จึงกราบลาพระเถระ เสด็จกลับพระราชวัง ครั้นแล้วได้ตรัสสั่งมาตย์คนหนึ่งให้ไปบอกแจ้งแก่เศรษฐี สามีภรรยาถึงวิธีจัดการศพเขมาผู้ธิดาตามคำแนะนำของพระกาลเถระในเวลาที่เคลื่อนศพไปนั้นพระราชาอมาตย์และพระสงฆ์หมู่ใหญ่ก็ได้เสด็จนำศพส่ง จนถึงป่าช้า พระกาลเถระสั่งให้ตักน้ำไว้ ๑ ขัน กับมะพร้าว ๑ ผลวางไว้ข้างหน้าแล้วให้พระสงฆ์ทั้งหลายเข้าไปพิจารณาดูศพนางเขมาธิดาเศรษฐี ซึ่งเขาได้ประดบั ประดาตกแต่งไว้ด้วยเครื่องใช้ไม้สอยเสื้อผ้าอาภรณ์ พระสงฆ์เห็นแล้วพากันสรรเสริญพระกาลเถระให้นำน้ำ ๑ ขันกับนํ้ามะพร้าวพรมใส่ศพ แล้วให้ตัดด้ายที่ผูกมือเท้าศพออก ให้จุดไฟขึ้น แล้วให้หมู่พระสงฆ์เข้าไปพิจารณาดูศพนั้นอีก ด้วยสาเหตุเช่นนั้น เราท่านทั้งหลายจึงต้องเข้าไปดูศพ จนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้แล พระราชาตรัสถามว่า ข้าแต่พระกาลเถระ ด้วยเหตุผลกลใด ท่านจึงให้จัดการศพอย่างนี้เล่า ขอให้ข้าพเจ้าได้รู้อย่างแจ่มแจ้ง ด้วยข้าพเจ้ามีความรู้น้อยด้อยปัญญา ท่านโปรดเมตตาช่วยชี้แจงให้กระจ่างด้วยเถิด พระกาลเถระจึงได้อธิบายชี้แจงขึ้นอีกว่า    ดูกรมหาบพิตร คนทั้งหลายที่เกิดขึ้นในสังสารวัฏนี้ บุญกับบาป ๒ อย่างนี้ เป็นเช่นกับฟืนกับไฟกล่าวคือกุศุลกรรมและอกุศลกรรมซึ่งเผาผลาญคนทั้งหลาย ตั้งแต่เกิดจนถึงพระนิพพาน หากได้สร้างสมกุศลกรรมไว้ก็สามารถ ประคับประคอง รักษากายใจไว้ได้หากสร้างสมอกุศลกรรมไว้มากก็จะต้องเดือดเนื้อร้อนใจ เป็นกำลังเหมือนอย่างน้ำร้อนนั้นแหละ ด้วยพิจารณาเห็นดังนี้จึงต้องใช้น้ำร้อนแล ข้าแต่พระกาลเถระ เต้าเตา ๓ เต้านั้น จะชี้แจงประการใดเล่าพระกาลเถระถวายพระพรว่า ดูกรมหาบพิตร เต้าเตา ๓ เต้านั้น ได้แก่ ภพ ๓ คือ กามภพ กล่าวคือ เปรต นรก เดรัจฉาน อสุรกาย เทวดา สวรรค์ ๖ ชั้น รูปภพ กล่าวคือ พรหม ๑๖ ชั้น อรูปภพ กล่าวคือ อรูปพรหม ๔ ชั้น คนทั้งหลายตายแล้วต้องเกิด เกิดแล้วต้องตาย ต้องวนเวียนอยู่ในภพ ๓ นี้ ขอให้ผู้คนทั้งหลายได้ตัดขาดจากภพภูมิทั้ง ๓ นี้แล้วมุ่งไปสู่นิพพานอันเป็นสถานบรมสุขไม่ต้องพบประสบทุกข์อีก จึงต้องวางเต้าเตา ๓ เต้าไว้ดังนี้แล ข้าแต่พระกาลเถระ หม้อที่ตั้งไว้บนเต้าเตานั้น อย่างไรเล่าพระกาลเถระถวายพระพรว่ารูปกายสังขารของเราทั้งหลายที่ปรากฏขึ้นมานี้ ก็เหมือนกับหม้อเพราะมัน เปราะบางแตกง่าย นํ้าที่เดือดอยู่นี้ ก็ได้แก่ โลภะโทสะโมหะที่เดือดอยู่เพราะอารมณ์ทั้ง ๖ คืออตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ผู้คนจะต้องหมกอยู่ในอารมณ์ทั้งหลายตลอดระยะเวลาไม่รู้จักสิ้น เวลาที่ฟืนหมดไปไฟดับลงได้แก่เวลาที่บุคคลถึงความเป็นพระอรหันต์ เหตุนั้นแหละจึงต้องตั้งหม้อบนเต้าเตาไว้ ข้าพระกาลเถระ ด้ายที่ผูกมือเท้าศพนั้น เหตุอันใดเล่าพระกาลเถระถวายพระพรว่า ดูกรมหาบพิตรด้ายที่ผูกมือเท้าศพนั้น เรียกว่า บ่วงสาม ได้แก่ ลูกคือบ่วงคล้องคอ ทรัพย์สมบัติคือ บ่วงคล้องเท้า สามีภรรยาคือ บ่วงคล้องมือลักษณะทั้ง ๓ นี้แก้ออกยาก บ่วงทั้ง ๓ น ี้จะตัดด้วยมีดที่แหลมคมก็หาขาดไม่ แม้เอาไฟมาเผาก็ตาม เอาน้ำมาแช่ไว้ต่อนานแสนนานชั่วกัปป์ร้อยกัปป์หรือพันกัปป์ก็ตาม สภาพที่บ่วง ๓ จะขาดไปหามีไม่ ท่านผู้มีปัญญาพิจารณาดู แล้วให้สดับตรับฟังธรรม ไหว้พระ รักษาศีลเจริญภาวนา มุ่งทำกุศลสร้างสมความดีแล้ว ปัญญาเปรียบได้กับมีดที่คมสามารถที่จะตัดด้ายที่มือเท้าศพเสียลงได้แล้วเข้า ถึงพระนิพพานแล ข้าแต่พระเถระ ไม้ไผ่ซีกยาวเท่าศพที่วางไว้นั้น จะชี้แจงประการใดเล่าพระกาลเถระถวายพระพรว่า ไม้ไผ่ขนาบศพที่วางไว้ข้างศพนั้นดุจดังพระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ทรงกรุณา สั่งสอนไว้ ให้บุคคลกระทำตามพระดำรัสของพระพุทธองค์ให้ละทิ้งความประพฤติที่ผิดใน บาปอกุศล ให้พินิจพิจ ารณาอยู่เสมอว่าเราต้องตาย คนอื่นนก็ต้องตาย ไม้ไผ่เหมือนกับหลักปฏิบัติทำความเห็นของมนุษย์ให้ตรง เพื่อให้มนุษย์ทั้งหลายพิจารณาดูและฝึกจิตของตน ไม้ไผ่ ๒ ซีกนี้ได้แก่ กฎเกณฑ์หรือหลักปฏิบัติ จึงต้องวางไว้แล (จ่อง=เตียง แหนฺ ะฮ ์ น่าจะเพียนนจากคำว่า แจะหนู่= ที่พักหมายถึงเตียงพัก(ร่าง) ข้าแต่พระกาลเถระ ที่ต้องวางลงบนแท่นวางศพนี้ จะชี้แจงประการใดเล่าพระมหาเถระถวายพระพรว่า ขั้นของแท่นวางศพ ๔ ขั้น ได้แก่ ภูมิ ๔ คือ อบายภูมิ ๑ สุคติภูมิ ๗ รูปภูมิ ๑๕ และอรูปภูมิ ๑๔ ให้พิจารณาจะได้พ้นจากทุกข์ในวัฏฏสงสารให้มุ่งถึงนิพพานอันเป็นที่พักของ โบราณบัณฑิตไม่ต้อ งกลับมาเห็นความทุกข์ทั้ง ๒ วาระนั้น จึงต้องวางไว้บนแท่นวางศพอย่างนี้แล ข้าแต่พระเถระ ให้หุงข้าวป้อนข้าว จะชี้แจงประการใดเล่าดูกรมหาบพิตร ถ้ามีคนมาถามว่า หุงข้าวไว้แล้วจะให้พวกญาติของเราให้มาดูข้าวดูฟืนไฟให้หรือจะได้ตอบว่าบัด นี้หาได้เป็นญาติของเราไม่เป็นเศษเนื้อไปแล้ว ให้บัณฑิตชนพิจารณาถึงรูปขันธ์ของตัวเองจะได้บรรลุถึงสุคติ ให้พิจารณาว่าสังขารของเราทั้งหลายไม่แน่น่อน ดังนั้น แล้วจึงต้องหุงข้าวป้อนข้าว กระทั่งจนถึงปัจจุบันนี้ ข้าแต่พระเถระ การไม่ให้นำศพออกทางประตูนั้น จะชี้แจงประการใดแลพระเถระถวายพระพรว่า ด้วยให้ความสำคัญแก่พระเจ้าสุทโธธนะซึ่งเป็นศากยวงศ์ ประตูเป็นที่เข้าออกของพวกทาสทั้งหลาย ด้วยเหตุที่พระองค์เป็นศากยวงศ์ จึงไม่ให้นำศพออกทางประตู ให้รื้อฝาเรือนแล้วนำศพออกไปแล ข้าแต่พระกาลเถระ เหตุใดเล่าเวลานำศพออกจึงให้หันเท้าไปข้างหน้าพระเถระถวายพระพรว่า ดูกรมหาบพิตร ก่อนหน้านั้นได้หันศีรษะศพไปข้างหน้า แต่ด้วยเหตุแห่งพระศพของพระเจ้าสุทโธทนะ ซึ่งพระพุทธเจ้าได้ทรงดำเนินส่งพระศพ ด้วยอำนาจบารมีของพระพุทธองค์ เหล่าเทวดาทั้งหลายจึงต้องหันพระบาทพระศพของพระเจ้าสุทโธทนไปข้างหน้า ด้วยเหตุนี้จึงหันเท้าไปข้างหน้า จนกระทั่งในปัจจุบันนี้ ข้าแต่พระกาลเถระ เมื่อถึงป่าช้าแล้ว บอกกับศพว่า ฟังธรรม ฟังธรรมดังนี้ เหตุอันใดจึงกล่าวเช่นนั้นพระเถระถวายพระพรว่า ดูกรมหาบพิตร ด้วยสาเหตุที่พระโพธิสัตว์เสวยชาติเป็นช้างฉัททันต์ พระปัจเจกพุทธเจ้าประมาณ ๕๐๐ รูปเห็นพระยาช้างฉัททันต์ล้มตายลงจึงได้เข้าไปสวดมาติกาพร้อมกับกล่าวว่า โยมทายกท่านจงฟังธรรม แล้วได้สืบต่อมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้ ข้าแต่พระกาลเถระ เวลาเผาศพให้เอาผ้าห่อศพโยนข้ามศพไปมา ๓ ครั้ง จะชี้แจงประการใดเล่าพระเถระถวายพระพรว่า  ดูกรมหาบพิตร ภพทั้ง ๓ นี้ไหม้อยู่ด้วยไฟ โลภะ โทสะ และโมหะ ให้ผู้คนทั้งหลายได้เห็นได้พิจารณาดู หากมีกุศลก็หนีพ้นได้ถ้ากุศลไม่มีก็ต้องเสวยทุกข์ในอบาย ๔ แน่นอน เหมือนผ้าซึ่งไม่ไหม้ไฟ ประสงค์ให้ผู้คนทั้งหลายได้พิจารณาดู จึงต้องโยนผ้าเหนือไฟไปมา ๓ ครั้งแล **** ข้าแต่กาลพระเถระ ไม่ให้คนที่หามแคร่หามหันดูข้างหลัง ให้ดูแต่ในกระจก จะชี้แจงประการใดเล่าพระกาลเถระถวายพระพรว่า อันนี้ได้แก่สัตว์โลกที่เกิดมาแล้วนี้ ถ้าเป็นมนุษย์ดำรงชีพอยู่พ่อแม่สามีภรรยาพี่น้องก็จะเป็นที่รักใคร่ของกัน และกันอย่างยิ่ง ครั้นตายแล้วก็จะเป็นที่รังเกียจเป็นที่หวาดกลัวอย่างมาก กลับกลายเป็นที่รังเกียจของผู้คนทั้งหลาย เหตุนั้นแหละแคร่หามที่ห่ามไปข้างหน้า  จึงไม่ให้หันดูข้างหลังให้พิจารณาดูคนที่หามแคร่หามไปข้างหน้า อย่าให้จิตใจหวนกลับมาสู่บาปอีกอย่าสั่งสมไว้ในอนาคต อย่าให้ต้องเวียนว่ายตายเกิดในภพ ๓ นี้อีก ให้มุ่งสู่พระนิพพานสถานบรมสุข ไม่ต้องหันมากลับเห็นความทุกข์ในภายหลัง ให้ตั้งใจไว้ในภายภาคหน้าว่าจะได้ทำทานรักษาศีลเจริญภาวนานำพาตนเองไปเพื่อ จะได้พ้นจากอบาย ๔ จะได้ถึงพระนิพพานสถานบรมสุขซึ่งสว่างไสวโชติช่วงประดุจกระจก ที่ถือไว้นั้น ด้วยเหตุนี้จึงไม่ให้หันกลับมาดูข้างหลังให้ดูแต่ในกระจกฉะนี้แล ข้าแต่พระเถระ เหตุใดเล่าจึงเวียนศพ ๓ รอบพระกาลเถระถวายพระพรว่า ดูกรมหาบพิตร การกระทำอย่างนี้เพื่อให้ผู้คนทั้งหลายได้เห็นว่า เกิดแล้วต้องตาย ตายแล้วเกิดอีก ต้องวนเวียนอยู่ในสังสารวัฏไม่รู้จบสิ้นให้สัตว์โลกทั้งหลายพิจารณาทำเป็น อารมณ์ อย่าปรารถนากลับมายังโลกนี้อีก อย่าให้ต้องเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏในโลกทั้ง ๓ นี้อีกให้ พิจารณารู้ถึงโทษของสังสารวัฏ ดังนั้นจึงต้องให้เวียนศพ ๓ รอบแล **** ข้าแต่พระเถระ เอาเงินทองใส่ในปากศพนั้น จะชี้แจงประการใดแลพระกาลเถระถวายพระพรว่า  ข้าแต่มหาบพิตร การเอาเงินทองใสลงในปากศพนั้น ได้แก่การที่คนทั้งหลายเมื่อยังมีชีวิตอยู่โลภในทรัพย์อยากจะร่ำรวยทำไรไถนา ลำบากกายแล้วได้ทรพัย์จำนวนมากก็มีบ้าง บางคนใช้เล่ห์เหลี่ยมคดโกง เอาข้าวของคนอื่นซึ่งไม่ชอบธรรมก็มีบ้าง แล้วเอาทรัพย์เหล่านั้นมาบริโภคดำรงชีพทุกคืนวันอันไม่ชอบธรรรม แม้นมีใจศรัทธา เลื่อมใสในพระพุทธศาสนาเอาทรัพย์เหล่านั้นมาทำบุญให้ทานก็หาเป็นกุศลไม่ เมื่อถึงเวลาตายเช่นนี้แล้วอย่าป่วยกล่าว ไปไยเลย แค่เงินทองเท่าปีกแมลงวันที่เขาใส่ไว้ในปากยังเอาไปไม่ได้เลย ให้สาธุชนทั้ง หลายพึงชำระจิตใจเสีย ใหกำจัด ความโลภ อย่าหลงไหลในทรัพย์สินเงินทอง ให้พิจารณาถึงโทษของมัน ให้มุ่งแสวงหาโดยชอบธรรมทำบุญ ให้ทานสมาทาน ศีล เจริญภาวนาซึ่งงเป็นทรัพย์อันประเสริฐกว่าเงินทองอันเป็นที่รักทรัพย์สมบัติ อันเป็นที่หวง เพื่อจะชำระจิตใจของผู้คนทั้งหลายจึงต้องใส่เงินทองไว้ในปากแล ข้าแต่พระกาลเถระ ที่ให้ใส่หมาก(เคี้ยวละเอียด)ในปากนั้น จะชี้แจงประการใดเล่าพระกาลเถระถวายพระพรว่า สิ่งนี้ได้แก่ผู้คนทั้งหลายผู้มีจิตใจบาปหยาบช้า คำพูดร้ายกาจ เบียดเบียนขัดขวางข่มขู่ผู้อื่น  โกหกมดเท็จมีบอกว่าไม่มี  ไม่มีบอกว่ามี คำพูดเชื่อถือไม่ได้ ฉลาดแกมโกง ยุยงส่งเสริมให้เขาเสียทรัพย์ทำลายเขา ทำให้เขาใจเสีย ล้มเลิกความตั้งใจของเขา พูดอย่างใจอย่าง ไม่คำนึงถึงข้างหน้าข้างหลัง จิตใจถ่อยสถุลไม่เกรงกลัวบาปไม่อายบาป เมื่อถึงเวลาตายเช่น นี้แล้ว แค่หมากที่เคี้ยวละเอียดแล้วในปากยังเคี้ยวไม่ได้ เคี้ยวไม่ไหว คนอื่นต้องเคี้ยวใส่ในปากให้ ขอสาธุชนทั้งหลายพึงพิจารณาดูให้มาก ให้กำจัดคำพูดที่เลวทรามเสียทั้งหมด สิ่งอันเป็นโทษให้เว้นเสียให้พูดแต่คำที่เป็นจริง แล คว่ำภาชนะเครื่องสาน (ประเภทกระบงุ กระจาด) ข้าแต่พระเถระ เมื่อคนทั้งหลายลุกกลับ คว่ำกระบุงทิ้งนั้น จะชี้แจงประการใดเล่าพระกาลเถระถวายพระพรว่า ข้าแต่มหาบพิตร ญาติของเราต้องคว่ำหน้าลงกับแม่ธรณีแล้ว พูดอย่างนี้แล้วให้คว่ำกระบุงนั้นแลให้พิจารณาดูให้แจ้งชัดจะได้เข้าถึงสุคต ภูมิ  หากไม่พิจารณาอย่างนี้จะต้องเสวยทุกข์ในอบาย ๔ คือ เปรต นรก สัตวเดรัจฉาน อสุรกายอย่างแน่นอน เห็นอย่างนี้แล้วให้นึกถึงกุศลจะได ้ ไปถึงพระนิพพานสถานอำมฤตกำจัดทุกข์ในสังสารวัฎเสีย จึงต้องคว่ำกระบุงแล ผลานิสงส์การเผาศพ ผู้ใดได้เผาศพพ่อแม่อุปัชฌาย์อาจารย์และญาติผู้ใหญ่ ทำเชิงตะกอนเผาศพมีอานิสงส์มาก บุคคลนั้นจะได้ความสุขในโลกนี้อย่างแน่นอนผู้ใดนิมนต์พระสงฆ์มาพิจารณาศพ จะได้รับอานิสงส์ ๒,๐๐๐ผู้ใดนำส่งศพชาวบ้าน จะได้อานิสงส์ ๒๐,๐๐๐เก็บกระดูกวัวควายเผา จะได้รับอานิสงส์ ๕๐๐ เก็บศพที่ลอยน้ำเผาชักผ้าบังสุกุล จะได้รับอานิสงส์ ๗๐๐ได้แบกศพคนไร้ญาติคนกำพร้าจะไดรับอานิสงส ์๒,๐๐๐เก็บศพที่เขาหาตัดทิ้ง จะได้รับอานิสงส์  ๑,๐๐๐ ได้แบกศพญาติพี่น้องและญาติผู้ใหญ่ จะได้รับ อานิสงส์ ๘๐,๐๐๐ได้แบกศพคนมีศีล ๕ ศีล ๘ จะได้รับอานิสงส์ ๒๐,๐๐๐ ได้แบกศพพระสงฆ์ จะได้รับอานิสงส์๑๐๐,๐๐๐ ผู้ใดได้จัดการการงานนั้นด้วยตนเอง จะได้รับ อานิสงส์ ๙๐๐,๐๐๐ได้แบกศพพ่อแม่ จะได้รับอานิสงส์ ๗,๐๐๐,๐๐๐ได้แบกศพอุปัชฌาย์ อาจารย์จะได้รับอานิสงส์ ๙๐๐,๐๐๐ได้แบกศพพระอรหันต์ จะได้รับอานิสงส์ ๑๐ อสงไขยกัปป์ได้แบกศพพระปัจเจกพุทธเจ้า จะได้อานิสงส์ ๑,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐หญิงชายทั้งหลายที่ได้แบกพระศพของพระพุทธเจ้า จะได้รับอานิสงส์เป็นอนันต์นับประมาณมิได้ พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้อย่างนี้แล พระมหาจรูญ ญาณจารี  แปลจากคัมภีร์ใบลานมอญของวัดคงคาราม จ. ราชบุรี
# เสวนา "เขียนทำไม? เขียนอย่างไร?" (Audio) หมวดหมู่ › วัฒนธรรม (3270) › ภูมิปัญญาไทย (1652) › ภาษาและวรรณกรรม (290) › ภาษาไทย (ภาษาราชการ) (17) keyword: ภาษาไทย (ภาษาราชการ) เขียนทำไม เขียนอย่างไร วันที่เอกสารถูกสร้าง: 20/02/2008 ที่มา: คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, www.econ.tu.ac.th
# ผ้าไทยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ - จังหวัดกาฬสินธุ์ หมวดหมู่ › วัฒนธรรม (3270) › ภูมิปัญญาไทย (1652) › งานช่างฝีมือพื้นบ้าน (385) › ผ้าทอ (300) keyword: ผ้าทอ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผ้า ผ้าจังหวัดกาฬสินธุ์ ผ้าภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผ้าแต่ละภูมิภาค ผ้าไทย วันที่เอกสารถูกสร้าง: 26/04/2009 ที่มา: เว็บไซต์ฅนไทยดอทคอม http://www.khonthai.com/Vitithai/B1.HTML ผ้าแพรวาPrae-Wa cloth **Kalasin** The weaving heritage of this province lies in the northeastern portion of the province. Kalasin's renowned handwork goes by the name Prae-Wa. This is a long piece of cloth, patterned skillfully by using the Khid and Jok weaving methods. Prae-Wa in flower, animal, goods and creative patterns was woven at Khao Wong District. Plain silk and Mud-Mee are also seen in Mueang, Na Mon, Sahatsakhan and Sam Chai Districts. กลับไปยังหน้ารวม link ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับผ้าไทยทั้งสี่ภูมิภาค
# แง่คิดจากมาตรา 1299 หมวดหมู่ › สังคม (2814) › นิติศาสตร์ (399) keyword: นิติศาสตร์ วันที่เอกสารถูกสร้าง: 29/01/2008 ที่มา: บัญญัติ สุชีวะ ธรรมศาสตร์บัณฑิต เนติบัณฑิตอังกฤษ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา www.lawonline.co.th แง่คิดจากมาตรา 1299 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 เป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ หรือทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ และการได้มาเช่นว่านั้น ตามมาตรา 1299 แบ่งออกเป็น 2 กรณี คือ การได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ หรือทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ โดยนิติกรรมการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรมสำหรับการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ หรือทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ โดยนิติกรรมนั้น ได้มีบัญญัติไว้ในวรรคแรกของ มาตรา 1299 ว่าต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนกับพนักงานเจ้าหน้าที่มิฉะนั้นไม่บริบูรณ์ ส่วนการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ หรือทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรมนั้น ได้มีบัญญัติไว้ในวรรคสองของมาตรา 1299 ว่าถ้ายังมิได้จดทะเบียน จะมีการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนมิได้ และจะยกเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทน และโดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้วไม่ได้ การได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ หรือทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ โดยนิติกรรมนั้นมีความหมายกว้างมาก เพราะไม่ว่าจะเป็นการได้มาโดยการซื้อขาย แลกเปลี่ยน ให้ จำนอง หรือตีใช้หนี้ก็ถือเป็นการได้มาโดยนิติกรรมทั้งสิ้น แต่การได้มาดังกล่าวนั้นมิใช่ว่าจะนำมาตรา 1299 วรรคแรกไปใช้ได้เสมอไป ต้องพิจารณาถึงบทบัญญัติที่บังคับไว้เกี่ยวกับวิธีการได้มาเป็นเรื่อง ๆ ไป เช่น หากเป็นการได้มาโดยการซื้อขายก็ดูตามมาตรา 456 ได้มาโดยการแลกเปลี่ยนก็ดูตามมาตรา 519 และ 456 ได้มาโดยการให้ก็ดูตามมาตรา 525 ได้มาโดยการจำนองก็ดูตามมาตรา 714 ดังนี้เป็นต้น ซึ่งเมื่อบทบัญญัติดังกล่าวบัญญัติว่า หากมิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ การได้มานั้นย่อมเป็นโมฆะหรือไม่ สมบูรณ์แล้วก็ต้องเป็นไปตามนั้น จะอ้างว่าการได้มานั้นเพียงไม่บริบูรณ์ตามมาตรา 1299 วรรคแรกหาได้ไม่ หากไม่มีบทกฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะ เช่น การได้อสังหาริมทรัพย์โดยลูกหนี้ตีใช้หนี้ก็ดี การได้ทรัพยสิทธิในบรรพ 4 ทั้งหมด เช่น การได้มาซึ่งภารจำยอม สิทธิอาศัย สิทธิเก็บกิน หรือสิทธิเหนือพื้นดินก็ดี ย่อมจะต้องอยู่ภายใต้บังคับของมาตรา 1299 วรรคแรกทั้งสิ้น ข้อควรสังเกตสำหรับมาตรา 1299 วรรคแรก ก็คือ การได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ หรือทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์นั้น หากมิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่แล้ว ย่อมทำให้การได้มานั้นเพียงไม่บริบูรณ์ ในฐานะเป็นทรัพย์สิทธิที่จะใช้ยันต่อบุคคลภายนอกเท่านั้น แต่ยังคงบริบูรณ์ในฐานะเป็นบุคคลสิทธิที่จะบังคับกันได้ในระหว่างคู่สัญญาอยู่ (คำพิพากษาฎีกาที่ 367/2495, 914/2503, 760/2507 และ 655/2508) เช่น ก. ยอมให้ ข. เดินผ่านที่ดินของตนไปสู่ถนนหลวงโดยไม่มีกำหนดเวลา แต่มิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ดังนี้ถือว่า ข. ไม่ได้ทรัพยสิทธิ เป็นการจำยอมในที่ดินของ ข. แต่ ข. ก็ยังมีบุคคลสิทธิตามสัญญาในอันที่จะเดินผ่านที่ดินของ ก. อยู่ เพียงแต่ว่าเมื่อข้อตกลงมิได้กำหนดเวลาไว้ ก. จะบอกเลิกข้อตกลงนั้นเสียเมื่อใดก็ได้ หรือหาก ก. โอนที่ดินต่อไปให้ ค. ค. จะไม่ยอมให้ ข. เดินผ่านที่ดินนั้นเลยก็ได้ โดยไม่ต้องคำนึงว่า ค. สุจริตหรือไม่ หรือเสียค่าตอบแทนหรือไม่ เพราะสิทธิที่ ข. จะเดินผ่านที่ดินของ ก. นั้น เมื่อมิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ย่อมเป็นเพียงบุคคลสิทธิใช้บังคับบุคคลภายนอกมิได้เลย แม้ว่าบุคคลภายนอกจะไม่สุจริตหรือไม่เสียค่าตอบแทนก็ตาม แต่ทายาทหรือผู้สืบสิทธิ (คำพิพากษาฎีกาที่ 442/2486) และเจ้าหนี้สามัญ (คำพิพากษาฎีกาที่ 456 ถึง 458/2491) ของคู่สัญญาหาใช่บุคคลภายนอกไม่ ฉะนั้น ทายาทผู้สืบสิทธิหรือเจ้าหนี้สามัญของคู่สัญญาจึงย่อมถูกบังคับตามสิทธิและหน้าที่ ซึ่งมีอยู่ตามสัญญาอันเป็นบุคคลสิทธินั้นด้วย มาตรา 1299 วรรคแรก นี้ น่าจะใช้แต่เฉพาะการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ หรือทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ โดยนิติกรรมระหว่างเอกชนด้วยกันเท่านั้น เพราะหากเป็นการที่รัฐหรือองค์การของรัฐ เช่น เทศบาลเป็นผู้ได้มาแล้ว แม้จะเป็นการได้มาโดยนิติกรรม ก็มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยอยู่หลายเรื่องว่า หาจำต้องจดทะเบียนไม่ (คำพิพากษาฎีกาที่ 506/2490, 1042/2484 และ 583/2483) เช่น การยกที่ดินให้เป็นทางสาธารณะไม่ว่าจะยกให้แก่รัฐหรือเทศบาลก็ไม่จำต้องจดทะเบียนอย่างการโอนให้เอกชน สำหรับการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ หรือทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรมนั้น หากจะให้บริบูรณ์ก็ต้องจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้ที่เช่นกัน แต่ถ้ามิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก็หาใช่จะไม่บริบูรณ์เสียเลยไม่ ยังถือว่าการได้มานั้นบริบูรณ์ใช้ยันระหว่างคู่กรณีได้ และบริบูรณ์ใช้ยันบุคคลภายนอกผู้ซึ่งได้อสังหาริมทรัพย์หรือทรัพยสิทธิเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์นั้นไปโดยไม่สุจริต หรือโดยไม่เสียค่าตอบแทนได้ เพียงแต่มีส่วนไม่บริบูรณ์อยู่บ้างเฉพาะจะเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนมิได้ และจะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้ได้อสังหาริมทรัพย์ หรือทรัพยสิทธิเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์นั้นไปโดยสุจริต และเสียค่าตอบแทนทั้งได้จดทะเบียนสิทธินั้นโดยสุจริตมิได้เท่านั้น มาตรา 1299 วรรคสองนี้ ประสงค์จะคุ้มครองบุคคลภายนอกผู้สุจริต เสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนสิทธิการได้มาโดยสุจริต ให้มีสิทธิดีกว่าผู้ที่ได้อสังหาริมทรัพย์ หรือทรัพยสิทธิเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม ซึ่งมิได้จดทะเบียนการได้มาเท่านั้น มิได้ประสงค์จะคุ้มครองให้มีสิทธิดีกว่าเจ้าของอันแท้จริงในอสังหาริมทรัพย์ หรือในทรัพยสิทธิเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ เพราะอำนาจกรรมสิทธิ์ของเจ้าของนั้นย่อมจะยิ่งใหญ่กว่าอำนาจอื่น เป็นอำนาจที่มีอยู่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 ในอันที่จะใช้สอย จำหน่าย ได้ดอกผล ติดตามและเอาคืนจากผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ ขัดขวางมิให้ผู้ใดเข้ามาเกี่ยวข้องโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ฉะนั้นผู้ที่ไมาซึ่งทรัพย์สินหรือทรัพยสิทธิเกี่ยวแก่ทรัพย์สินจากผู้ที่มิใช่เจ้าของ หรือผู้ที่ไม่มีอำนาจโอนให้ได้แล้ว ผู้นั้นย่อมไม่มีสิทธิดีกว่าเจ้าของ เหตุนี้จึงเกิดหลักกฎหมายว่าผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน กล่าวคือ หากผู้โอนไม่มีอำนาจที่จะโอนให้ได้แล้ว ผู้รับโอนก็ไม่ได้อะไรมา ทั้งนี้โดยไม่ต้องพิจารณาว่า ผู้รับโอนจากผู้ไม่มีอำนาจโอนนั้นจะสุจริต หรือเสียค่าตอบแทนหรือไม่ เว้นแต่กรณีจะเข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 1329 ถึง มาตรา 1332 แม้มาตรา 1299 วรรคสองจะเป็นข้อยกเว้นอันหนึ่งของหลักกฎหมายที่ว่าผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอนก็ตาม แต่ก็เป็นข้อยกเว้นที่ใช้เฉพาะกับผู้ได้มาโดยทางอื่น นอกจากนิติกรรมเท่านั้น หาได้เป็นข้อยกเว้นที่จะนำมาใช้กับเจ้าของอันแท้จริงไม่ ดังจะเห็นได้จากคำพิพากษาฎีกาต่อไปนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ 1315/2493 มีผู้ปลอมโฉนดที่ดินของเขา แล้วเอาไปจำนองโดยเจ้าของที่ดินมิได้ประมาทเลินเล่อ ดังนี้ผู้รับจำนองไม่ได้ทรัพยสิทธิอย่างใดในที่ดินนั้น จะยกมาตรา 1299 มาอ้างอิงมิได้ เจ้าของที่ดินมีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมจำนองได้ คำพิพากษาฎีกาที่ 230/2501 จำเลยเอาโฉนดของโจทก์โอนเป็นของตน โดยโจทก์มิได้รู้เห็นยินยอม กรรมสิทธิ์ยังเป็นของโจทก์อยู่ จำเลยไม่มีสิทธิเอาไปจำนอง ผู้รับจำนองไม่มีสิทธิตามสัญญาจำนอ คำพิพากษาฎีกาที่ 683/2507 โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินมือเปล่าได้ให้จำเลยที่ 1 ดูแลจัดให้คนเช่า จำเลยที่ 1 เอาที่ดินนั้นไปขายให้จำเลยที่ 2 โดยทำสัญญาซื้อขายกันที่อำเภอ จำเลยที่ 2 รับโอนไว้โดยสุจริต ดังนี้จำเลยที่ 2 ก็ไม่ได้สิทธิในที่ดินตามมาตรา 1299, 1300 คำพิพากษาฎีกาที่ 996 – 997/2509 ขอออกโฉนดทับที่ดินของผู้อื่น และเจ้าพนักงานที่ดินได้ออกโฉนดให้โดยไม่มีอำนาจ โฉนดที่ออกมาจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้มีชื่อในโฉนดไม่ได้กรรมสิทธิ์ตามโฉนดนั้น แม้จะโอนให้ผู้ใดต่อไป ผู้รับโอนก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์ เมื่อโฉนดออกมาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ได้กรรมสิทธิ์ทางทะเบียนจะนำมาตรา 1299 วรรคสองมาใช้ยันเจ้าของเดิมมิได้ คำพิพากษาฎีกาที่ 325/2514 จำเลยเอาที่ดินมือเปล่าของผู้ร้องไปออก น.ส. 3 เป็นของตน แล้วจำนองไว้กับโจทก์ เมื่อศาลพิพากษาให้เพิกถอน น.ส. 3 โดยฟังว่าที่ดินเป็นของผู้ร้องแล้วเช่นนี้ แม้ศาลจะมิได้พิพากษาให้เพิกถอนจำเลย และแม้จะฟังว่าโจทก์รับจำนองไว้โดยสุจริตก็ตาม โจทก์ก็ไม่มีสิทธิบังคับจำนอง มีผู้เข้าใจว่า มาตรา 1299 วรรคสอง นี้ใช้เฉพาะสำหรับได้อสังหาริมทรัพย์ หรือทรัพยสิทธิเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ที่มีชื่อทางทะเบียนเท่านั้น แต่ถ้อยคำตามตัวบทหาเป็นเช่นนั้นไม่ อสังหาริมทรัพย์ไม่ว่าประเภทใด หรือทรัพยสิทธิเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ชนิดใดก็ตามย่อมจะต้องอยู่ในความหมายของมาตรา 1299 ทั้งสิ้น ดังจะเห็นได้จากคำพิพากษาฎีกาที่ 1101/2504 ที่ว่าที่ดินมือเปล่า ถ้าผู้โอนและผู้รับโอนประสงค์จะทำการโอนโดยผลของนิติกรรมก็ต้องทำนิติกรรมให้ถูกต้องตามแบบดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1299 วรรคแรก และคำพิพากษาฎีกาที่ 326/2495 ที่ว่าการได้ที่นามือเปล่ามาโดยการครอบครอง ถ้าไม่จดทะเบียนการได้มาซึ่งสิทธิครอบครอง จะยกเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนโดยสุจริต และจดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้วไม่ได้ การได้มาโดยทางอื่นนอกจากนิติกรรมนั้น หมายถึงการได้มาโดยมิได้เกิดจากนิติกรรม ตามแนวคำพิพากษาฎีกาพอจะวางหลักได้ว่า หมายถึงการได้มาโดยผลแห่งกฎหมายประการหนึ่ง เช่น การได้กรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์โดยการครอบครองปรปักษ์ตามมาตรา 1382 หรือ การได้ภารจำยอมโดยอายุความตามมาตรา 1401 และ 1382 และหมายถึงการได้มาโดยการรับมรดกไม่ว่าจะเป็นการรับมรดกในฐานะเป็นทายาทโดยธรรม หรือเป็นผู้รับพินัยกรรมประการหนึ่ง และหมายถึงการได้มาโดยคำพิพากษาของศาลอีกประการหนึ่ง สำหรับการได้มาโดยการรับรองมรดกนั้น ได้มีคำพิพากษาฎีกาที่ 1619/2506 วินิจฉัยว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599 ทายาทย่อมได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์มรดกตั้งแต่เจ้ามรดกตาย แม้จะยังไม่ได้จดทะเบียนสิทธินั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 ก็ตาม ก็มีสิทธิฟ้องขับไล่ผู้เช่าทรัพย์มรดกนั้นได้ และคำพิพากษาฎีกาที่ 1812/2506 วินิจฉัยว่า เมื่อผู้ทำพินัยกรรมตายที่ดินที่ระบุไว้ในพินัยกรรมย่อมตกได้แก่ผู้รับพินัยกรรมทันทีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1673 โดยมิต้องทำการรับมรดกและเข้าครอบครองที่ดินนั้น โดยเหตุนี้เจ้าของที่ดินเช่นว่านี้จึงมีอำนาจฟ้องให้ศาลสั่งแสดงกรรมสิทธิ์และขับไล่ผู้อาศัยได้ การได้มาในฐานะเป็นผู้รับพินัยกรรมนั้น มีความเห็นแย้งว่าน่าจะเป็นการได้มาโดยนิติกรรม เพราะเป็นการได้มาจากพินัยกรรมซึ่งเป็นนิติกรรมอย่างหนึ่ง แต่เป็นนิติกรรมฝ่ายเดียว ความเห็นเช่นนี้ก็มีเหตุผลอยู่ แต่การรับมรดกในฐานะเป็นผู้รับพินัยกรรมนี้ แม้จะเริ่มต้นด้วยนิติกรรมแต่ผลที่ได้รับย่อมเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ กล่าวคือ ผู้รับพินัยกรรมจะได้รับมรดกก็ต่อเมื่อผู้ทำพินัยกรรมตายแล้วเท่านั้น ผู้ทำพินัยกรรมจะให้ทรัพย์มรดกตกได้แก่ผู้รับพินัยกรรมก่อนคนตายหาได้ไม่ ผลแห่งการที่ได้รับทรัพย์มรดกของผู้รับพินัยกรรมจึงน่าจะถือว่าเป็นผลตามกฎหมายมากกว่า ถ้าถือว่าเป็นการได้มาโดยนิติกรรมแล้ว หากเป็นอสังหาริมทรัพย์ก็ต้องจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 1299 วรรคแรก มิฉะนั้นไม่บริบูรณ์ ใช้ยันต่อบุคคลภายนอกไม่ได้เลย เช่นจะฟ้องขับไล่ผู้ที่อยู่ในที่ดินอันเป็นมรดกก็มิได้ แต่ก็ได้มีคำพิพากษาฎีกาที่ 1619/2506 และ 1812/2506 วินิจฉัยไว้แล้วว่า มีสิทธิฟ้องขับไล่ผู้เช่าหรือผู้อาศัยซึ่งที่ดินอันเป็นมรดกนั้นได้ จึงน่าจะปรับเข้ากับมาตรา 1299 วรรคสอง คือใช้ยันบุคคลภายนอกได้ เว้นแต่บุคคลภายนอกนั้นจะสุจริต เสียค่าตอบแทน และได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว การได้มาโดยคำพิพากษานั้นได้มีคำพิพากษาฎีกาที่ 352/2488 วินิจฉัยว่า คำพิพากษาซึ่งแสดงให้บุคคลได้สิทธิหรือมีสิทธิอย่างใดนั้น บุคคลนั้นย่อมได้สิทธิหรือมีสิทธิตามคำพิพากษาโดยบริบูรณ์ แม้เป็นอสังหาริมทรัพย์ก็ไม่ต้องจดทะเบียนเสียก่อน การจดทะเบียนเป็นแต่เพียงทรัพยสิทธิที่จะใช้ยันบุคคลภายนอกได้เท่านั้น สำหรับการได้มาโดยคำพิพากษาของศาลนี้น่าจะต้องเป็นคำพิพากษาที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดโดยศาลเอง มิใช่โดยคำพิพากษาที่พิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ เพราะคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นเป็นเพียงการยอมรับบังคับตามสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งเป็นนิติกรรมเท่านั้น จึงถือว่าการได้มาโดยคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นเป็นการได้มาโดยนิติกรรม มิใช่โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม มีข้อสังเกตว่า สำหรับการได้มาทางอื่นนอกจากนิติกรรมนั้น หากเป็นการได้ภารจำยอมโดยการครอบครองตามมาตรา 1401 และ 1382 แล้ว แม้จะมิได้จดทะเบียนการได้มาตามมาตรา 1299 วรรคสอง ก็ใช้ยันบุคคลผู้ได้รับโอนกรรมสิทธิ์ในภารยทรัพย์นั้นได้ แม้ว่าบุคคลภายนอกนั้นจะสุจริตและเสียค่าตอบแทนก็ตาม ทั้งนี้ตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ 800/2502 ซึ่งให้เหตุผลว่ามาตรา 1299 วรรคสอง ใช้เฉพาะกับทรัพยสิทธิของบุคคลภายนอกซึ่งเป็นทรัพยสิทธิอันเดียวกับสิทธิที่ยังมิได้จดทะเบียนเท่านั้น ภารจำยอมเป็นการโอนสิทธิ แต่ทรัพยสิทธิในภารยทรัพย์ที่บุคคลภายนอกได้ไปเป็นกรรมสิทธิ์ อันถือว่าเป็นทรัพยสิทธิต่างประเภทกัน แต่อย่างไรก็ตาม หลักตามคำพิพากษาฎีกาที่ 800/2502 นี้ก็ยังมีผู้ไม่เห็นด้วยอยู่เหมือนกัน. -------------------------------------------------------------------------------- ขอขอบคุณข้อมุลจาก www.lawonline.co.thบัญญัติ สุชีวะ ธรรมศาสตร์บัณฑิต เนติบัณฑิตอังกฤษ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ประเภทของหน้า: บทความกฎหมาย
# แหล่งโบราณคดีภาคเหนือ - กำแพงเมืองแพร่ หมวดหมู่ › วัฒนธรรม (3270) › เครือข่ายทางวัฒนธรรม (204) › สถานที่ทางวัฒนธรรม (197) › แหล่งโบราณคดี (191) keyword: แหล่งโบราณคดี ภาคเหนือ สถานที่ประวัติศาสตร์ เมืองโบราณ แหล่งโบราณคดี วันที่เอกสารถูกสร้าง: 05/01/2009 ที่มา: ประเพณีไทยดอทคอม http://www.prapayneethai.com **กำแพงเมืองแพร่** ภาค     ภาคเหนือจังหวัด  แพร่ กำแพงเมืองแพร่สร้าง         ปางบรรพ์เป็นขอบเขตคูคัน             โอบล้อมพูนดินก่อเป็นสัน              เสริมอิฐบรรพบุรุษเตรียมการพร้อม    ปิดกั้น อันตราย นอกเมืองทิศเหนือตก    ยามอุทกภัยไหลล้นฝั่งน้ำยมเซาะตลิ่งพัง        ถาโถมถั่งหลั่งเนืองนองบ่อาจท่วมเมืองได้       น้ำไหลคืนสู่คูคลองกำแพงเป็นเขตป้อง      กันน้ำหลากเวียงพ้นภัยแม้มีไพรีรุก                มิอาจบุกเข้าเมืองได้คงยากจะชิงชัย           สมัยโบราณประโยชน์มีหลักฐานประวัติศาสตร์   สมบัติชาติอย่าย่ำยีกำแพงเมืองเป็นศักดิ์ศรี  คูเมืองชี้แหล่งอารยธรรม(วรพร บำบัด ......ประพันธ์) ไม่ปรากฎแน่ชัดว่าสร้างในสมัยใด แต่มีอายุมากกว่า ๑,๑๐๐ ปี คือมีหลักฐานจากประวัติวัดหลวง ที่กล่าวว่า " ....พ.ศ. ๑๓๗๔ ท้าวพหุสิงห์ ราชโอรสของพ่อขุนหลวงพล ขึ้นครองเมืองพลทรงรับสั่งให้ขุนพระวิษณุวังไชย เป็นแม่งานทำการบูรณะอารามวัดหลวง มีการหุ้มทองพระเจ้าแสนหลวงทั้งองค์ ขยายกำแพงวัดออกไปถมกำแพงเมือง ก่ออิฐให้สูงขึ้นเพื่อป้องกันน้ำขุนยมไหลเอ่อท่วมเวียง แล้วฉลองสมโภช ๕วัน ๕ คืน..." แสดงว่ากำแพงเมืองมีการสร้างมาก่อนแล้ว **** ในปัจจุบันยังมีแนวกำแพงเมืองปรากฎหลักฐานให้เห็นอย่างเด่นชัดและมีความ สมบูรณ์อยู่มาก ช่วยป้องกันน้ำแม่ยมท่วมในเมืองไว้ได้จนตราบเท่าทุกวันนี้ แม้ว่าบางส่วนจะถูกบุกรุกตัดเป็นถนน และมีการสร้างบ้านเรือนอาศัยอยู่บ้าง ปัจจุบันชาวบ้านเรียกคูน้ำว่า "คือเมือง" หรือ "น้ำคือ" และเรียกกำแพงเมืองว่า"เมฆ" เส้นทางที่ ๑ ถนนสายเจริญเมือง เข้าทางประตูชัยเส้นทางที่ ๒ ถนนบ้านใหม่ เข้าทางประตูใหม่เส้นทางที่ ๓ เข้าทางสามแยกบ้านในเวียงทางประตูมานเส้นทางที่ ๔ เข้าบ้านสุพรรณ และมหาโพธิ์ ข้ามสะพานน้ำยมเข้าประตูศรีชุม
# ธรรมะฉบับเรียนลัด - หลักการทั่วไปของการปฏิบัติธรรม ชุดที่ ๑ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) หมวดหมู่ › ศาสนาและจิตวิญญาณ (7090) › พุทธศาสนา (6481) keyword: พุทธศาสนา e-book คัดลอกจากหนังสือธรรมะฉบับเรียนลัด หลักการทั่วไปของการปฏิบัติธรรม ชุดที่ ๑ เอกสาร พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต) วันที่เอกสารถูกสร้าง: 16/03/2008 ที่มา: http://www.dhammajak.net/book/dhamma1/page03.php
# พระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2521 หมวดหมู่ › สังคม (2814) › นิติศาสตร์ (399) keyword: นิติศาสตร์ พระราชบัญญัติ วันที่เอกสารถูกสร้าง: 07/01/2008 ที่มา: พระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2521 พระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2521__________ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.ให้ไว้ ณ วันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2521เป็นปีที่ 33 ในรัชกาลปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยการทำงานของคนต่างด้าว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ดังต่อไปนี้ มาตรา 1 พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า พระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2521 มาตรา 2(1) พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป มาตรา 3 ให้ยกเลิกประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 322 ลงวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2515 มาตรา 4 พระราชบัญญัตินี้ไม่ใช้บังคับแก่การปฏิบัติหน้าที่ในราชอาณาจักรของคนต่างด้าว เฉพาะในฐานะดังต่อไปนี้ มาตรา 5 ในพระราชบัญญัตินี้ คนต่างด้าว หมายความว่า บุคคลธรรมดาซึ่งไม่มีสัญชาติไทย ทำงาน หมายความว่า การทำงานโดยใช้กำลังกายหรือความรู้ด้วยประสงค์ค่าจ้างหรือประโยชน์อื่นใดหรือไม่ ก็ตาม ใบอนุญาต หมายความว่า ใบอนุญาตทำงาน ผู้รับใบอนุญาต หมายความว่า คนต่างด้าวซึ่งได้รับใบอนุญาต คณะกรรมการ หมายความว่า คณะกรรมการพิจารณาการทำงานของคนต่างด้าว พนักงานเจ้าหน้าที่ หมายความว่า ผู้ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ นายทะเบียน หมายความว่า ผู้ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งให้เป็นนายทะเบียนการทำงานของคนต่างด้าว อธิบดี หมายความว่า อธิบดีกรมแรงงาน รัฐมนตรี หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ มาตรา 6 ภายใต้บังคับมาตรา 12 งานใดที่ห้ามคนต่างด้าวทำในท้องที่ใด เมื่อใด โดยห้ามเด็ดขาด หรือห้ามโดยมีเงื่อนไขอย่างใดเพียงใดให้กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา มาตรา 7 ภายใต้บังคับมาตรา 10 งานใดที่มิได้ห้ามไว้ในพระราชกฤษฎีกาซึ่งออกตามความในมาตรา 6 คนต่างด้าวจะทำได้ต่อเมื่อได้รับใบอนุญาตจากอธิบดีหรือเจ้าพนักงานซึ่งอธิบดีมอบหมาย เว้นแต่คนต่างด้าวที่เข้ามาในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองเพื่อทำงานอันจำเป็นและเร่งด่วนมีระยะการทำงานไม่เกินสิบห้าวัน แต่คนต่างด้าวนั้นจะทำงานนั้นได้เมื่อได้มีหนังสือแจ้งให้อธิบดีหรือเจ้าพนักงานซึ่งอธิบดีมอบหมายทราบ ตามแบบที่อธิบดีกำหนด มาตรา 8 ภายใต้บังคับกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง บุคคลใดประสงค์จะให้คนต่างด้าวเข้ามาทำงานในกิจการของตนในราชอาณาจักรจะยื่นคำขอรับใบอนุญาตแทนคนต่างด้าวนั้นต่ออธิบดีหรือเจ้าพนักงานซึ่งอธิบดีมอบหมายก็ได้ อธิบดีหรือเจ้าพนักงานซึ่งอธิบดีมอบหมาย จะออกใบอนุญาตให้แก่คนต่างด้าวตามวรรคหนึ่งได้ต่อเมื่อคนต่างด้าวนั้นเข้ามาในราชอาณาจักรแล้ว มาตรา 9 ในการอนุญาตให้คนต่างด้าวทำงานตามมาตรา 7 และมาตรา 8 อธิบดีหรือเจ้าพนักงานซึ่งอธิบดีมอบหมายจะกำหนดเงื่อนไขอย่างใดเพื่อให้คนต่างด้าวปฏิบัติก็ได้ ในกรณีเช่นนั้น ต้องให้คนต่างด้าวให้คำรับรองก่อนว่าจะสามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขนั้นได้ และถ้าเป็นกรณีตามมาตรา 8 คนต่างด้าวนั้นต้องให้คำรับรองก่อนเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักร มาตรา 10 คนต่างด้าวซึ่งได้รับอนุญาตให้เข้ามาทำงานในราชอาณาจักรตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุนหรือตามกฎหมายอื่นให้ยื่นคำขอรับใบอนุญาตต่ออธิบดีหรือเจ้าพนักงานซึ่งอธิบดีมอบหมายภายในสามสิบวันนับแต่วันที่คนต่างด้าวนั้นเข้ามาในราชอาณาจักร แต่ถ้าคนต่างด้าวนั้นอยู่ในราชอาณาจักรแล้ว ระยะเวลาสามสิบวัน ให้นับแต่วันที่ทราบการได้รับอนุญาตให้ทำงานตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุนหรือตามกฎหมายอื่น ในระหว่างรอรับใบอนุญาต ให้ผู้ยื่นคำขอทำงานไปพลางก่อนได้ เมื่ออธิบดีหรือเจ้าพนักงานซึ่งอธิบดีมอบหมายได้รับคำขอแล้วให้ออกใบอนุญาตให้โดยมิชักช้า มาตรา 11 คนต่างด้าวซึ่งจะขอรับใบอนุญาตตามมาตรา 7 ต้องมีลักษณะดังต่อไปนี้ มาตรา 12 คนต่างด้าวดังต่อไปนี้จะทำงานใดได้เฉพาะที่รัฐมนตรีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา ในประกาศดังกล่าวรัฐมนตรีจะกำหนดเงื่อนไขอย่างใดไว้ก็ได้ตามที่เห็นสมควร คนต่างด้าวจะทำงานใดที่รัฐมนตรีกำหนดตามวรรคหนึ่งได้ต่อเมื่อได้รับใบอนุญาตจากอธิบดีหรือเจ้าพนักงานซึ่งอธิบดีมอบหมาย มาตรา 13 ใบอนุญาตที่ออกให้ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้มีอายุหนึ่งปีนับแต่วันออกเว้นแต่ มาตรา 14 ในกรณีที่ผู้รับใบอนุญาตตามมาตรา 10 ได้รับการขยายระยะเวลาการทำงานตามกฎหมายนั้น ๆ ให้ผู้รับใบอนุญาตแจ้งต่อนายทะเบียนภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับการขยายระยะเวลาและให้นายทะเบียนจดแจ้งการขยายระยะเวลานั้นลงในใบอนุญาต มาตรา 15 ก่อนใบอนุญาตสิ้นอายุและผู้รับใบอนุญาตประสงค์จะทำงานนั้นต่อไปให้ยื่นคำขอต่ออายุใบอนุญาตต่อนายทะเบียน ในกรณีเช่นนี้ให้ผู้ขอต่ออายุใบอนุญาตทำงานไปพลางก่อนได้จนกว่านายทะเบียนจะมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ต่ออายุ การต่ออายุใบอนุญาตให้ต่อได้ครั้งละหนึ่งปี เว้นแต่ มาตรา 16 รัฐมนตรีมีอำนาจออกกฎกระทรวงกำหนดแบบหลักเกณฑ์และวิธีการในกรณีดังต่อไปนี้ มาตรา 17 ในกรณีที่ไม่ออกใบอนุญาตหรือไม่อนุญาตตามมาตรา 7 มาตรา 8 มาตรา 10 มาตรา 12 หรือไม่ให้ต่ออายุใบอนุญาตตามมาตรา 15 หรือไม่อนุญาตให้ทำงานอื่นหรือเปลี่ยนท้องที่หรือสถานที่ในการทำงานตามมาตรา 21 ผู้ขอมีสิทธิอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีโดยทำเป็นหนังสือยื่นต่ออธิบดีหรือเจ้าพนักงานซึ่งอธิบดีมอบหมาย หรือนายทะเบียน แล้วแต่กรณี ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้ทราบคำสั่งไม่อนุญาต เมื่อได้รับอุทธรณ์แล้ว ให้ผู้รับอุทธรณ์นำส่งคณะกรรมการภายในสิบห้าวัน ให้คณะกรรมการพิจารณาเสนอความเห็นต่อรัฐมนตรีภายในสิบห้าวันและให้รัฐมนตรีวินิจฉัยคำอุทธรณ์ภายในสามสิบวัน คำวินิจฉัยของรัฐมนตรีให้เป็นที่สุด ในกรณีอุทธรณ์คำสั่งไม่ให้ต่ออายุใบอนุญาตตามมาตรา 15 ที่กล่าวในวรรคหนึ่ง ผู้อุทธรณ์มีสิทธิทำงานไปพลางก่อนได้ จนกว่าจะมีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของรัฐมนตรี มาตรา 18 ผู้รับใบอนุญาตต้องมีใบอนุญาตอยู่กับตัวหรืออยู่ ณ ที่ทำงานในระหว่างทำงาน เพื่อแสดงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่หรือนายทะเบียนได้เสมอ มาตรา 19 ถ้าใบอนุญาตชำรุดในสาระสำคัญหรือสูญหาย ให้ผู้รับใบอนุญาตยื่นคำขอรับใบแทนต่อนายทะเบียนภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ทราบการชำรุดหรือสูญหาย มาตรา 20 ในกรณีที่คนต่างด้าวเลิกทำงานตามที่ระบุไว้ในใบอนุญาตให้ส่งมอบใบอนุญาตคืนให้แก่นายทะเบียนในท้องที่จังหวัดที่ตั้งสถานที่ทำงานภายในเจ็ดวัน นับแต่วันที่เลิกทำงานนั้น มาตรา 21 ห้ามมิให้ผู้รับใบอนุญาตทำงานอื่นใดนอกจากงานที่ระบุไว้ในใบอนุญาตหรือเปลี่ยนท้องที่หรือสถานที่ในการทำงานให้แตกต่างไปจากที่กำหนดไว้ในใบอนุญาต เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน มาตรา 22 ห้ามมิให้บุคคลใดรับคนต่างด้าวซึ่งไม่มีใบอนุญาตเข้าทำงานหรือรับคนต่างด้าวเข้าทำงานที่มีลักษณะหรือเงื่อนไขในการทำงานแตกต่างไปจากที่กำหนดไว้ในใบอนุญาต มาตรา 23 บุคคลใดรับคนต่างด้าวเข้าทำงานหรือให้คนต่างด้าวย้ายไปทำงานในท้องที่อื่นนอกจากที่ระบุไว้ในใบอนุญาต หรือมีคนต่างด้าวออกจากงาน ให้บุคคลนั้นแจ้งต่อนายทะเบียนภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่รับคนต่างด้าวเข้าทำงานหรือวันที่คนต่างด้าวนั้นย้ายหรือออกจากงานแล้วแต่กรณี การแจ้งตามวรรคหนึ่งให้ทำตามแบบที่อธิบดีกำหนด มาตรา 24 ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่ง เรียกว่า คณะกรรมการพิจารณาการทำงานของคนต่างด้าว ประกอบด้วยปลัดกระทรวงมหาดไทยหรือผู้ซึ่งปลัดกระทรวงมหาดไทยมอบหมายเป็นประธาน ผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศ ผู้แทนกระทรวงอุตสาหกรรม ผู้แทนกรมการปกครอง ผู้แทนกรมตำรวจ ผู้แทนกรมประชาสงเคราะห์ ผู้แทนกรมอัยการ ผู้แทนกรมทะเบียนการค้า ผู้แทนกรมการค้าภายใน ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และกรรมการอื่นซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งไม่เกินสามคนเป็นกรรมการ และผู้แทนกรมแรงงานเป็นกรรมการและเลขานุการ มาตรา 25 กรรมการซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งอยู่ในตำแหน่งคราวละสองปี กรรมการซึ่งพ้นจากตำแหน่งอาจได้รับแต่งตั้งอีกได้ มาตรา 26 กรรมการซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งพ้นจากตำแหน่งก่อนถึงคราวออกตามวาระเมื่อ ในกรณีที่มีการแต่งตั้งกรรมการในระหว่างที่กรรมการซึ่งแต่งตั้งไว้แล้ว ยังมีวาระอยู่ในตำแหน่ง ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตั้งเพิ่มขึ้นหรือแต่งตั้งซ่อม ให้ผู้ได้รับแต่งตั้งนั้นอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการซึ่งแต่งตั้งไว้แล้วนั้น มาตรา 27 คณะกรรมการมีหน้าที่วินิจฉัย ให้คำแนะนำหรือคำปรึกษาแก่รัฐมนตรีดังต่อไปนี้ มาตรา 28 การประชุมคณะกรรมการต้องมีกรรมการมาประชุมไม่ต่ำกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมด จึงเป็นองค์ประชุม ถ้าประธานกรรมการไม่อยู่ในที่ประชุม หรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้กรรมการซึ่งมาประชุมเลือกกรรมการด้วยกันคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม มติของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก กรรมการคนหนึ่งมีเสียงหนึ่งในการลงคะแนน ถ้าคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด มาตรา 29 คณะกรรมการมีอำนาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อให้ทำกิจการหรือพิจารณาเรื่องใดอันอยู่ในขอบเขตแห่งหน้าที่ของคณะกรรมการ ให้นำความในมาตรา 28 มาใช้บังคับแก่การประชุมคณะอนุกรรมการโดยอนุโลม มาตรา 30 ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ อธิบดีหรือเจ้าพนักงานซึ่งอธิบดีมอบหมาย นายทะเบียน หรือพนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจ ในการปฏิบัติหน้าที่ตาม (2) ให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองสถานที่ดังกล่าว หรือบุคคลผู้รับผิดชอบหรือเกี่ยวข้องซึ่งอยู่ในสถานที่ดังกล่าวอำนวยความสะดวกตามสมควร มาตรา 31 นายทะเบียนและพนักงานเจ้าหน้าที่ต้องมีบัตรประจำตัว ในการปฏิบัติการตามหน้าที่ นายทะเบียนและพนักงานเจ้าหน้าที่ต้องแสดงบัตรประจำตัวเมื่อบุคคลซึ่งเกี่ยวข้องร้องขอ มาตรา 32 ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้อธิบดีหรือเจ้าพนักงานซึ่งอธิบดีมอบหมาย นายทะเบียน หรือพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 คนต่างด้าวผู้ใดทำงานโดยฝ่าฝืนพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามมาตรา 6 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ มาตรา 34 คนต่างด้าวผู้ใดทำงานโดยฝ่าฝืนมาตรา 7 หรือฝ่าฝืนเงื่อนไขที่กำหนดตามมาตรา 9 หรือทำงานโดยไม่ได้รับใบอนุญาตหรือฝ่าฝืนเงื่อนไขที่รัฐมนตรีกำหนดตามมาตรา 12 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามเดือน หรือปรับไม่เกินห้าพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ มาตรา 35 คนต่างด้าวผู้ใดทำงานโดยฝ่าฝืนมาตรา 10 หรือมาตรา 18 หรือมาตรา 20 ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท มาตรา 36 ผู้รับใบอนุญาตผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา 14 หรือมาตรา 19 ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท มาตรา 37 คนต่างด้าวผู้ใดทำงานเมื่อใบอนุญาตสิ้นอายุแล้วโดยมิได้ยื่นคำขอต่ออายุใบอนุญาตก่อนใบอนุญาตสิ้นอายุหรือได้ยื่นคำขอแล้วแต่นายทะเบียนมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ต่ออายุใบอนุญาตตามมาตรา 15 และคนต่างด้าวผู้นั้นมิได้อุทธรณ์คำสั่งของนายทะเบียนหรือได้อุทธรณ์แล้วแต่รัฐมนตรีมีคำวินิจฉัยไม่อนุญาตให้ต่ออายุใบอนุญาตตามมาตรา 17 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามเดือน หรือปรับไม่เกินห้าพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ มาตรา 38 ผู้รับใบอนุญาตผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 21 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ มาตรา 39 ผู้ใดรับคนต่างด้าวเข้าทำงานโดยฝ่าฝืนมาตรา 22 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ มาตรา 40 ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 23 หรือมาตรา 42 ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท มาตรา 41 ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามหนังสือสอบถามหรือหนังสือเรียกหรือไม่ยอมให้ข้อเท็จจริงหรือไม่ส่งเอกสาร หรือหลักฐาน หรือขัดขวาง หรือไม่อำนวยความสะดวกแก่อธิบดีหรือเจ้าพนักงานซึ่งอธิบดีมอบหมาย หรือนายทะเบียน หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 30 ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสามพันบาท มาตรา 42 บุคคลใดมีคนต่างด้าวทำงานในธุรกิจของตนก่อนวันที่ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 322 ลงวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2515 ใช้บังคับและยังมิได้แจ้งรายการเกี่ยวกับคนต่างด้าวที่ทำงานอยู่กับตนตามข้อ 35 แห่งประกาศของคณะปฏิวัติดังกล่าวจนถึงวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับให้บุคคลนั้นแจ้งรายการดังกล่าวตามแบบที่อธิบดีกำหนดภายในสี่สิบห้าวัน นับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ มาตรา 43 ใบอนุญาตที่ออกให้ตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 322 ลงวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2515 ให้ใช้ได้ต่อไปตราบเท่าที่ใบอนุญาตยังไม่สิ้นอายุ และผู้รับใบอนุญาตยังทำงานที่ได้รับอนุญาตนั้น มาตรา 44 คนต่างด้าวซึ่งมีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง และทำงานอยู่แล้วก่อนวันที่ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 322 ลงวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2515 ใช้บังคับ และได้ยื่นคำขอรับใบอนุญาตต่ออธิบดี หรือเจ้าพนักงานซึ่งอธิบดีมอบหมายตามข้อ 34 วรรคหนึ่ง แห่งประกาศของคณะปฏิวัติดังกล่าว และอธิบดีหรือเจ้าพนักงานซึ่งอธิบดีมอบหมายได้ออกใบอนุญาตแล้วแต่คนต่างด้าวผู้นั้นยังมิได้ไปรับใบอนุญาตและยังคงทำงานอยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ไปรับใบอนุญาตภายในหกสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัติใช้บังคับ หากไม่ไปขอรับใบอนุญาตภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ให้ถือว่าใบอนุญาตนั้นสิ้นผลเมื่อครบกำหนดเวลาเช่นว่านั้น มาตรา 45 คนต่างด้าวตามมาตรา 12 ซึ่งทำงานใดอยู่แล้วในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ทำงานนั้นต่อไปได้จนกว่าจะมีประกาศของรัฐมนตรีตามมาตรา 12 เมื่อมีประกาศของรัฐมนตรีตามมาตรา 12 แล้ว ในกรณีที่งานที่คนต่างด้าวดังกล่าวทำอยู่เป็นงานที่รัฐมนตรีได้ประกาศให้ทำได้ ให้ทำงานนั้นได้ต่อไปแต่ต้องยื่นคำขอรับใบอนุญาตภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ประกาศของรัฐมนตรีดังกล่าวใช้บังคับ ในกรณีที่งานที่คนต่างด้าวดังกล่าวทำอยู่นั้นมิใช่เป็นงานที่รัฐมนตรีได้ประกาศให้ทำได้ ให้ทำงานนั้นต่อไปได้อีกหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ มาตรา 46 บรรดาพระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง และประกาศหรือคำสั่งของรัฐมนตรีหรืออธิบดี หรือใบอนุญาตซึ่งได้ออกหรือสั่งโดยอาศัยอำนาจตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 322 ลงวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2515 เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับบทแห่งพระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับได้ต่อไปและให้ถือเสมือนเป็นพระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง และประกาศหรือคำสั่งของรัฐมนตรีหรืออธิบดีหรือใบอนุญาตที่ออกตามความในพระราชบัญญัตินี้ มาตรา 47 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจแต่งตั้งนายทะเบียนและพนักงานเจ้าหน้าที่ออกกฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมไม่เกินอัตราท้ายพระราชบัญญัตินี้ ยกเว้นค่าธรรมเนียม และกำหนดกิจการอื่นเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ กฎกระทรวงนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้ใช้บังคับได้ หมายเหตุ:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 322 ลงวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2515 มีหลักการใช้บังคับเฉพาะคนต่างด้าวซึ่งได้รับอนุญาตให้เข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองเท่านั้น ส่วนคนต่างด้าวบางประเภทที่เข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่มีหลักฐานการได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง เช่น ญวนอพยพ เป็นต้น ไม่อยู่ในข่ายบังคับของกฎหมายนี้ และปัจจุบันบุคคลเหล่านี้ได้มาประกอบอาชีพหรือทำงานอยู่ในท้องที่จังหวัดต่าง ๆ โดยเสรี ทำให้ดูเสมือนว่าเป็นผู้มีอภิสิทธิ์เหนือคนต่างด้าวอื่น ๆ ที่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาอยู่โดยถูกต้องตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง จึงจำต้องเพิ่มบทบัญญัติเพื่อใช้บังคับแก่คนต่างด้าวเหล่านี้ด้วยนอกจากนี้ถ้อยคำในประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 322 หลายแห่งไม่ชัดแจ้งทำให้เป็นปัญหาขัดข้องในทางปฏิบัติอยู่หลายเรื่อง เนื่องจากได้ออกมาใช้บังคับโดยกระทันหันตามภาวะความจำเป็นในสมัยนั้น จึงจำต้องแก้ไขปรับปรุงเสียใหม่ให้เหมาะสมกับภาวะการณ์ในปัจจุบัน
# พิธีกรรมภาคเหนือ - การทรงเจ้าศาลเจ้าโกมินทร์ หมวดหมู่ › วัฒนธรรม (3270) › ประเพณี (780) › พิธีกรรม ความเชื่อ (362) keyword: พิธีกรรม ความเชื่อ ภาคเหนือ พิธีกรรม วิถีชีวิตไทย เอกลักษณ์ไทย วันที่เอกสารถูกสร้าง: 15/12/2008 ที่มา: ประเพณีไทยดอทคอม http://www.prapayneethai.com/ **การทรงเจ้าศาลเจ้าโกมินทร์** **** งานวันเกิดเจ้าพ่อโกมินทร์ (นาจา) งานไหว้ครูประจำปี เทศกาลกินเจ นอกจากนั้นจะทรงทุกวันที่ ๑๕ของเดือน หวังการชี้นำจากเจ้าพ่อโกมินทร์ ซึ่งเชิญมาสิงร่างทรงในการแก้ปัญหาในการดำรงชีพหรือแก้ปัญหาในชีวิต หรือให้เจ้าพ่อโกมินทร์ช่วยในเรื่องต่าง ๆ **** การทรงเจ้าเป็นพิธีกรรมที่เกิดจากความเชื่อ ซึ่งไม่เป็นเหตุผลที่พิสูจน์ได้หรือมีความถูกต้องเสมอไป
# เครือข่ายพลเมืองเปลี่ยนกรุงเทพ [The Bangkok Citizen for change] Part3/6 หมวดหมู่ › ศาสนาและจิตวิญญาณ (7090) › จิตอาสา (274) keyword: จิตอาสา กรุงเทพ พลเมือง เครือข่าย เครือข่ายพลเมืองเปลี่ยนกรุงเทพ วันที่เอกสารถูกสร้าง: 11/12/2008 ที่มา: V2D ชุด เครือข่ายพลเมืองเปลี่ยนกรุงเทพ [The Bangkok Citizen for change]
# การละเล่นพื้นบ้านภาคเหนือ - เตยหรือหลิ่น หมวดหมู่ › วัฒนธรรม (3270) › ภูมิปัญญาไทย (1652) › การละเล่นพื้นบ้านและนาฏศิลป์ (381) › การละเล่นพื้นบ้าน (141) keyword: การละเล่นพื้นบ้าน ภาคเหนือ การละเล่นพื้นบ้าน วิถีชีวิตไทย เอกลักษณ์ไทย วันที่เอกสารถูกสร้าง: 04/12/2008 ที่มา: ประเพณีไทยดอทคอม http://www.prapayneethai.com/ **เตยหรือหลิ่น** ภาค     ภาคเหนือจังหวัด     ตาก สถานที่เล่น ลานกว้าง ที่โล่งแจ้ง อุปกรณ์ ไม่มี จำนวนผู้เล่น ๖-๑๒ คน ขีดเส้นเป็นตารางจำนวนเท่ากับผู้เล่น (สมมติว่ามี ๖ คน) แล้วแบ่งผู้เล่นออกเป็น ๒ ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งยืนประจำเส้น (ตามขวาง) อีกฝ่ายจะวิ่งผ่านแต่ละเส้นไปโดยไม่ให้เจ้าของเส้นแตะได้ เมื่อเริ่มเล่นคนที่ยืนประจำเส้นแรก พูดว่า ไหล หรือ หลิ่น ฝ่ายตรงข้ามก็เริ่มวิ่งผ่านเส้นแรกไปจนถึงเส้นสุดท้ายแล้ววิ่งกลับ ถ้าวิ่งกลับถึงเส้นแรกโดยไม่ถูกฝ่ายตรงข้ามแตะได้ก็พูดว่า เตย ก็จะเป็นฝ่ายชนะ เป็นการละเล่นพื้นบ้านที่เด็ก ๆ เล่นกันโดยทั่วไป
End of preview. Expand in Data Studio
README.md exists but content is empty.
Downloads last month
16