text
stringlengths
122
139k
# รำไทย -เพลงช้าเพลงเร็ว หมวดหมู่ › ศิลปะและการบันเทิง (699) › นาฏศิลป์ (25) keyword: นาฏศิลป์ รำไทย เพลงช้าเพลงเร็ว วันที่เอกสารถูกสร้าง: 04/04/2008 ที่มา: บ้านรำไทย http://www.banramthai.com/ แม่ท่าเพลงช้า-เพลงเร็ว มีมาแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา และได้จดจำสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบันนี้  เพลงช้า-เพลงเร็ว เป็นเพลงประเภทหน้าพาทย์ จัดอยู่ในประเภทเพลงหน้าพาทย์อัญเชิญครูโขน ละคร พระ นาง มาร่วมในพิธีให้ลูกศิษย์ได้คารวะในวันไหว้ครู  เมื่อนำมาใช้สำหรับหลักสูตรบทเรียนนาฎศิลป์ จัดอยู่ในประเภทเพลงฝึกหัดการรำนาฎศิลป์เบื้องต้น โดยเฉพาะผู้ฝึกหัดได้รับคัดเลือกให้เป็นตัวพระ-นาง ต้องผ่านการฝึกหัดเบื้องต้นการรำเพลงช้า-เพลงเร็วก่อน  ถ้าต้องการฝึกเพื่อเป็นศิลปินหรือครูผู้สอนนาฎศิลป์ ซึ่งทำหน้าที่ผลิตศิลปิน จำเป็นต้องฝึกในรูปแบบเพลงช้า-เพลงเร็วอย่างเต็ม  ท่ารำในเพลงช้า-เพลงเร็ว เป็นการนำเอาแม่ท่ามาเรียงลำดับโดยมีลีลาเชื่อมท่ารำต่อเนื่องกันไป ถือว่าเป็นเพลงบูชาครู ดังนั้น ก่อนที่เรียนรำเพลงอื่นๆ ผู้เรียนควรจะต้องรำเพลงช้าเพลงเร็วก่อนทุกครั้ง ผู้เรียนรำจะต้องฝึกหัดรำเพลงบูชาครูให้คล่องแคล่วแม่นยำ เพื่อเป็นพื้นฐานในการเรียนเพลงอื่นๆ ต่อไป
# ชนเผ่าอาข่า - กฏหรือข้อห้าม หมวดหมู่ › วัฒนธรรม (3270) › ประเพณี (780) › ประเพณีเกี่ยวกับชีวิตและจารีตประเพณี (132) keyword: ประเพณีเกี่ยวกับชีวิตและจารีตประเพณี อาข่า ภาคเหนือ วิถีชีวิต อาข่า วันที่เอกสารถูกสร้าง: 09/01/2008 ที่มา: มูลนิธิกระจกเงา โครงการพิพิธภัณฑ์ชาวเขาออนไลน์ http://www.hilltribe.org **ชนเผ่าอาข่า : กฏ หรือ ข้อห้าม** **กฎ หรือข้อห้ามที่สำคัญของชาวอ่าข่า** **1. การเห็นงูแล้วไม่ประกอบพิธีกรรมใดๆ** **2. การไม่เอามีดฟันในสถานที่ดังต่อไปนี้** 2.3 ศาลพระภูมิเจ้าที่ของหมู่บ้าน (มิ๊ซ้อง)เป็นสถานที่สร้างขึ้นมาพร้อมกับการสร้างหมู่บ้าน สร้างขึ้นเพื่อให้ความคุ้มครองจากสิ่งไม่ดีให้หมู่บ้าน ชาวอ่าข่าทุกคนจึงไม่เอามีดหรือของมีคมไปฟันสถานที่ดังกล่าว เพราะเป็นการไม่ให้เกียรติเจ้าที่ ซึ่งอาจทำอันตรายกับคนในชุมชนได้ และหากผู้ใดทำผิดก็ต้องเอาหมูและเหล้าไปขอขมา 2.4 บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ (อีซ้อล้อเขาะ)ในการประกอบพิธีกรรมนั้น เมื่อต้องการใช้น้ำบริสุทธิ์ก็ต้อง มาตักในบ่อน้ำนี้ เพื่อนำไปใช้ในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาของอ่าข่า การตักน้ำในบ่อก็มีจารีตกฎเกณฑ์บางตัว เช่น เมื่อไปถึงก่อนตักน้ำต้องมีการล้างหน้า มือ และขา เพราะมีความเชื่อว่าการประกอบพิธีกรรมต้องใช้น้ำบริสุทธิ์ จึงให้สิ่งสกปรกตกข้างในไม่ได้ และการตักน้ำก็ต้องตักตามลำดับมาก่อนหลัง เพราะเป็นการควบคุมสังคมไม่ให้เกิดความวุ่นวายในสังคมอ่าข่า โดยผ่านมิติวัฒนธรรม บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ในหมู่บ้านอ่าข่ามีเพียงแห่งเดียว แต่ในชุมชนที่ประกอบพิธีกรรมทุกครัวเรือน เมื่อไปถึงถ้าไม่เรียงลำดับก่อนหลัง ก็จะเกิดการแย่งน้ำในสถานที่ตรงนี้ และไม่สามารถเอาของมีคมไปฟันได้ ผู้เอาของมีคมไปฟันต้องเสียหมูและเหล้าเพื่อขอขมาเช่นกัน2.5 ป่าช้า (หล่อ บยุ้ม)ป่าช้าเป็นสถานที่ที่คนอ่าข่าให้ความเคารพมากอีกสถานที่หนึ่งเนื่องจากว่าป่าช้า เป็นป่าเยอะและครึมๆ และไม่เอาของมีคมไปฟันรวมถึงการไม่นำของมาจากป่าช้า เช่น หน่อ ฟืน ฯลฯ ถ้าทำผิดขึ้นมาก็ต้องเอาหมูไปเลี้ยงและเหล้า เพื่อขอขมาด้วยเช่นกัน2.6 ลานวัฒนธรรม (แต ห่อง)สถานที่ตรงนี้เป็นสถานที่เดียวกับที่คนไทยทั่วไปรู้จักในนาม ลานสาวกอด ที่ผ่านมาสถานที่ตรงนี้แปลและตีความหมายผิดมาโดยตลอด เนื่องจากผู้ที่มาสะท้อนวัฒนธรรมอ่าข่า ไม่ใช่คนอ่าข่า ซึ่งอาจสื่อคลาดเคลื่อนด้วยเหตุผลต่างๆ เช่น ภาษา ฯลฯ ทำให้ผู้มาสะท้อนออกมาผิดจากความเป็นจริง จากการที่สอบถามผู้รู้และมีอายุไม่มีใครตอบว่าเป็นลานสาวกอด แต่ตอบเป็นลานวัฒนธรรม ซึ่งมาจากภาษาอ่าข่าว่า แต ห่อง แยกศัพท์ได้ดังนี้ แต แปลว่าที่เที่ยว ห่อง แปลว่าสถานที่ ซึ่งแปลคือ สถานที่ท่องเที่ยว สถานที่ตรงนี้ในอดีตผู้มีความรู้ใช้เป็นสถานที่ถ่ายทอดองค์ความรู้สู่อนุชน แบบทำให้เห็น ชวนทำตาม เพื่อทำเป็น เทียบได้กับของคนเมืองคือ เติ๋นผญา ไม่ควรทำการใดๆที่เป็นการลบหลู่สถานที่นี้ เพราะถือเป็นสถานที่ศักดิ์ของอ่าข่า **3. การไม่ตัดผมและไม่ซักผ้าในวันที่มีงานศพในชุมชน**
# พุทธังสะระนัง หมวดหมู่ › ศาสนาและจิตวิญญาณ (7090) › พุทธศาสนา (6481) keyword: พุทธศาสนา Music งานมงคล บทสวดมนต์ พุทธังสะระนัง ระฆังโฆษิตาราม วัด วันที่เอกสารถูกสร้าง: 07/02/2008 ที่มา: วัดระฆังโฆษิตาราม
# หนุนหมอนไม้ (หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ) หมวดหมู่ › ศาสนาและจิตวิญญาณ (7090) › พุทธศาสนา (6481) keyword: พุทธศาสนา e-book คัดลอกจาก http://www.mindcyber.com/content/data/10/0012-1.html หนุนหมอนไม้ เอกสาร หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ วันที่เอกสารถูกสร้าง: 17/03/2008 ที่มา: http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=10246 หนุนหมอนไม้โดย หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ สวนพุทธธรรม วัดอุโมงค์ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๐๐ ครั้งหนึ่งพระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่กูฎาคารศาลาป่ามหาวันใกล้เมืองเวลาลีได้ตรัสเตือนภิกษุทั้งหลายที่มาประชุมกันเพื่อรับโอวาทอย่างน่าฟังว่า “ภิกษุทั้งหลาย ในบัดนี้ เจ้าลิจฉวีทั้งหลายมีทอนไม้เป็นหมอนหนุน เป็นอยู่อย่างไม่ประมาทมีความเพียรเข้มแข็งในการฝึกวิชาใช้ศรพระราชาแห่งมคธ นามว่าอชาตศัตรูผู้เวเทหิบุตรยอมหาช่องทำลายล้างมิได้หาโอกาสทำตามอำเภอพระทัยแก่เจ้าลิจฉวีเหล่านั้นมิได้ ภิกษุทั้งหลาย แต่ในกาลฝ่ายอนาคตเจ้าลิจฉวีทั้งหลายจักทำตนเป็นสุขุมาลชาติจนมีฝ่ามือและฝ่าเท้าอ่อนนิ่ม มีหมอนใหญ่ๆ หนุนบรรทมจนพระอาทิตย์ขึ้น คราวนั้นพระราชามคธนามว่าอชาตศัตรูผู้เวเทหิบุตรจักได้ช่องทำลายล้างจักได้โอกาสทำตามอำเภอพระทัยแก่เจ้าลิจฉวีเหล่านั้น ภิกษุทั้งหลาย ในบัดนี้ ภิกษทั้งหลายมีท่อนไม้เป็นหมอนหนุนเป็นอยู่อย่างไม่ประมาท มีความเพียรเผากิเลสในชั้นความเพียรที่เป็นหลักเป็นประธานมารผู้ใจบาปจึงหาช่องทำลายมิได้หาโอกาสที่จะทำตามอำเภอใจแก่ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น มิได้ ภิกษุทั้งหลาย ในกาลยืดยาวฝ่ายอนาคตจักมีภิกษุทั้งหลายที่ทำตนเป็นสุขุมาลชาติจนมีฝ่ามือและฝ่าเท้าอ่อนนิ่มภิกษุเหล่านั้นจะสำเร็จการนอนบนที่นอนอันอ่อนนุ่มมีหมอนใหญ่ๆ หนุน นอนจนกระทั่งพระอาทิตย์ขึ้นคราวนั้นเองมารผู้ใจบาปจักทำลายล้างจักได้โอกาสที่จักทำตามอำเภอใจแก่ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น ภิกษุทั้งหลาย เพราะฉะนั้นในเรื่องนี้พวกเธอทั้งหลายพึงสำเหนียกใจไว้ว่าเราทั้งหลายจักใช้ท่อนไม้ เป็นหมอนหนุนเป็นอยู่อย่างไม่ประมาทมีความเพียรเผากิเลส ในชั้นความเพียรที่เป็นหลักเป็นประธาน ดังนี้ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอทั้งหลายพึงสำเหนียกใจไว้อย่างนี้แล ข้อความข้างบนนี้คัดจากหนังสือ“ขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์”ของคณะธรรมทาน ไชยา เป็นคำสอนที่เตือนใจให้ทุกคนเป็นผู้ไม่ประมาทในกิจการทุกอย่างจักเป็นการป้องกันมิให้ความเสื่อมเกิดขึ้น เป็นเรื่องที่ควรสนใจศึกษาและปฏิบัติตามเป็นอย่างมากสกุลใหญ่ทั่วๆ ไปมักประสบความล่มจมเมื่อประมุขของสกุลถึงแก่กรรมไปทำไมถึงเป็นเช่นนั้น เป็นเรื่องน่าคิด ค้นหาเหตุผล จีนคนหนึ่งเดินทางมาจากเมืองจีนเพื่อแสวงหาโชคลาภในประเทศไทยเขามาอย่างคนเปล่า ไม่มีสมบัติติดตัวนอกจากเสื่อผืนหมอนใบ แต่เขามีสมบัติภายในคือ ความรักงาน ทำจริงและมีความคิดก้าวหน้าอยู่เสมอ พอถึงประเทศไทยเขาก็เริ่มมองหาอาชีพอันตนพึงประกอบเมื่อไม่ได้งานที่ดีไปกว่า ก็ทำงานเป็นลูกจ้างแบกหามบ้างขายของเล็กๆ น้อยๆ บ้าง ไปทำสวนผักบ้างอาศัยการทำจริงและคิดขยายงานไม่ช้านักก็ได้เลื่อนฐานะขึ้นไปเรื่อยๆจนกลายเป็นคนมั่งคั่งในเมืองไทย ในขณะที่ยังเป็นคนลำบากใช้แรงงานของตนแลกกับอาหารพอยังชีพการกินการอยู่ไม่ฟุ่มเฟือยอะไรส่วนมากก็มีข้าวต้มกับผักกาดดอง มีเนื้อบ้างเล็กน้อยเขาก็ทำงานดำรงชีพสร้างตนได้เสมอ พอมีฐานะดีขึ้น การกินก็เปลี่ยนไปการนุ่งห่มก็เปลี่ยนไปการเที่ยวเตร่แสวงหาความสบายก็มีขึ้นครั้นได้เป็นคนมั่งมี มีลูกจ้างช่วยทำงานฐานะการครองชีพไดัเปลี่ยนไปมากกลายเป็นคนมีการกินการอยู่อย่างฟุ่มเฟือยอยู่ผิดจากฐานะเดิมไปไกลลิบ แต่เพราะบทเรียนของความลำบากที่ตนได้รับในชีวิตมีอยู่ถึงแม้จะเป็นคนกินดีอยู่ดีอย่างไรก็ยังคิดถึงความหลังอยู่เสมอฐานะของตนจึงยังมั่นคงดีอยู่ตลอดเวลา ส่วนลูกๆ ที่เกิดมาจากพ่อแม่ที่มีฐานะดีพอเกิดมาก็พบความมั่งมีของพ่อแม่เสียแล้วได้เห็นแต่ความสมบูรณ์พูนสุขต้องการอะไรก็ได้อย่างใจทุกอย่างมีคนใช้คอยปรนนิบัติให้มีความสะดวกเสมอเขาไม่เคยเห็นความลำบากเลยกินของดีๆ นอนบนเบาะอันอ่อนนุ่มและนุ่งผ้าชนิดดีๆ เท่านั้นเขาภูมิใจในความเป็นอยู่ของเขา เขาไม่รู้จักหมอนไม้ของพ่อแล้วไม่เคยรู้จักผักกาดดองชีอิ๊วราดข้าวต้มแล้วถ้าเห็นก็นึกว่าเป็นของเสียไม่น่ากินเขาไม่เห็นคุณค่าของสิ่งนั้นชีวิตของเขามีความสะดวกสบายมากเกินไปเงินมีในกระเป๋าจะใช้จะกินเมื่อไรก็ได้เขาเป็นลูกของท่านเศรษฐีไปแล้วคำว่า“ไม่มี ความลำบากยากเข็ญ”ก็ไม่รู้จักเขาไม่เป็นคนที่อดทน ก้าวหน้ารักงานเหมือนพ่อของเขาเสียแล้ว ในบางครอบครัว พื้นบ้านเป็นคนที่สร้างตัวจากความลำบากจนได้รับผลจากการงานเป็นอย่างดีมีฐานะมั่นคงในทุกอย่างแต่เขามีความบกพร่องที่สำคัญอยู่ประการหนึ่งคือเป็นคนมักมากในทางกามมีเมียหลายคน ไม่อิ่มดัวยกามคุณ เมื่อมีเมียมากก็มีลูกมาก เขามีหน้าที่ทำลูกให้เกิดออกมาเท่านั้นการเลี้ยงเป็นเรื่องของแม่ของเขาแม่คนใดมีลูกแล้วก็หมดความงามขาดความยั่วยวนในทางกาม เขาก็ไม่สนใจไม่แยแสต่อไปถ้าแม่มีลูก ก็ได้รับการดูแลบ้างตามสมควรด้วยให้อาหารกิน มีบ้านให้อยู่ มีเงินให้ใช้บ้างนิดหน่อย ลูกของเขาโตขึ้นในสภาพที่ขาดการเอาใจใส่และเป็นลูกหลายแม่ ความรักใคร่สนิทสนมกันไม่เหมือนลูกพ่อเดียวแม่เดียวความบาดหมางในครัวเรือนก็เกิดขึ้นแก่ลูกๆ ก่อนต่อมาก็เกิดระหว่างแม่ๆ ต่อไปสวนพ่อนั้นยังทำตนเป็นหนุ่มอยู่ตลอดเวลาหญิงที่เป็นเมียหลวงอายุรุ่นราวคราวเดียวกับตนกลายเป็นคนแก่เกินงามเสียแล้วปลดออกจากตำแหน่งให้ดำรงตนเป็นแม่บ้านอย่างเดียว ส่วนพ่อบ้าน แม้จะแก่อายุหกสิบปีแล้วก็ยังหายอมเป็นคนแก่ไม่ ยังทำตนเป็นเด็กเสมอยังเมาในกามและแสวงหาเด็กหญิงสาวมาทำเมียต่อไปแม้คนใช้ภายในบ้านถ้ารูปร่างหน้าตาดี ก็จัดการเสียด้วยในบ้านของเขามีสภาพคล้ายฮาเร็มน้อยๆพวกผู้หญิงที่อยู่กันมากๆ ไม่ต้องทำอะไรมีการแต่งตัวให้งามพูดจา ทำท่าดัดจริตให้พ่อบ้านชอบใจเป็นพอคนไหนบำเรอพ่อบ้านให้เป็นที่พอใจก็ได้รับรางวัลมากเมื่อไดัรับรางวัลแล้วก็เอาไปเล่นไพ่กันหาได้คิดก้าวหน้าแต่อย่างใดไม่ ต่อมาพ่อบ้านถึงแก่กรรม ภายหลังการทำศพแล้วเมียทุกคนมองหน้ากันไม่ได้และขาดความเห็นอกเห็นใจต่อกันแล้วลูกๆ ทุกคนก็ตั้งข้อเข้าหากันต่างคนต่างก็จะขอแบ่งทรัพย์สมบัติของสกุลเมื่อไม่ตกลงกันก็ฟ้องร้องกันในศาลต้องแบ่งทรัพย์ให้แก่ทนายเสียบ้าง จึงสบายใจเมื่อได้แบ่งกันแลัวได้มามากบ้างน้อยบ้างตามควรแก่หน้าที่เขา ทุกคนเคยแต่ความสบายเคยนอนหนุนหมอนใบใหญ่รับประทานข้าวที่ขัดจนขาวดื่มน้ำใสๆ มานานแล้ว ความสบายผู้ทำให้เขาเป็นคนอ่อนแอไม่มีความอดทนเพียงพอในการที่จะทำมาหากิน อีกประการหนึ่ง ตนเคยแสดงตนเป็นคนมั่งมีมาเสียนานไม่ทำอะไรก็มีกินมีใช้ จะไปทำงานต่ำๆหรือก็ละอายแก่เพื่อนบ้าน เป็นคนประเภท จมไม่ลงจะไปทำงานเบาๆ เช่น ค้าขายหรืออะไรอื่นตนก็ไม่เคยทำผลที่สุดก็นั่งกินนอนกิน ขายสิ่งที่ตนมีอยู่กินไปอยู่ไปไม่เท่าใดก็หมด ผลสุดท้ายก็ต้องขายบ้านที่ตนอยู่แก่คนอื่นไป สกุลนั้นมีความล่มจมไปแล้วเพราะความสบายเกินไปของคนในสกุลความสบายจึงเป็นสารที่คอยทำลายทุกสิ่งทุกอย่างให้ย่อยยับไปสิ้นคนที่คิดจะเป็นคนดีเป็นคนเจริญขออย่าได้กลัวต่อความลำบากเลยแต่จงกลัวต่อความสบายให้มากเถิดความลำบากไม่เคยทำลายคนความลำบากยากเข็ญเป็นสิ่งประเสริฐแท้ความลำบากเป็นศัตรูแล้วกลายเป็นมิตรในภายหลังส่วนความสบายนั้นเป็นมิตรก่อน แล้วกลายเป็นศัตรูในภายหลังจงคบแต่สิ่งที่เป็นมิตรกันดีกว่า อย่าคบสิ่งที่เป็นศัตรูของตนเลย ทำไม ชาติญี่ปุ่น ซึ่งเป็นชาวเอเชียเหมือนกับคนไทยรูปร่างหน้าตาก็แบบเดียวกับคนไทยอาหารการบริโภคก็แบบเดียวกับคนไทยในสมัยเมื่อ ๗๐ ที่มาแล้ว ชาวญี่ปุ่นกับชาวไทยมีความเป็นอยู่ในระดับเดียวกันเป็นประเทศที่ล้าหลังกว่าประเทศยุโรปและอเมริกามากแต่ต่อมาญี่ปุ่นได้ถีบตัวขึ้นไปถึงขั้นเป็นประเทศมหาอำนาจมีความเจริญในด้านต่างๆ ทุกด้าน ทิ้งพี่ไทยไวไกลลิบทีเดียว การที่ได้เป็นไปเช่นนี้ ก็เพราะชาวญี่ปุ่นเป็นคนประเภทหนุนหมอนไม้กินข้าวกล้อง นอนบนเสื่อผืนเดียวเขามิได้เป็นอยู่อย่างสบายและสะดวกเลยเขาคิดถึงงาน คิดถึงประเทศชาติคิดถึงประโยชน์ส่วนรวมของเขาเสมอ ชีวิตในครอบครัวของชาวญี่ปุ่นเป็นชีวิตที่มีระเบียบดีมากเขามีความเคารพกันตามลำดับอาวุโสพ่อบ้านเป็นใหญ่ที่สุดในครอบครัวทุกคนต้องเคารพเชื่อฟังคำของพ่อบ้านลูกคนหัวปีก็เป็นที่เคารพของน้องๆ ทุกคนเวลารับประทานอาหารแม่บัานจักเป็นคนตักอาหารให้แก่พ่อบ้านเป็นคนแรกต่อมาตัวเอง ต่อไปก็ถึงลูกคนหัวปี และตามลำดับลงไปถึงลูกคนสุดท้อง นี่คือ ระเบียบการเคารพกันในครัวเรือน อาหารการกินของเขาก็กินเท่าที่จำเป็นเท่าที่ร่างกายต้องการเท่านั้นหาได้กินกันเพื่อสนุกเมื่อมัวเมาอะไรไม่ถ้าเขาจะต้มเผือกมันกินกัน และในครอบครัวมี ๕ คนเขาก็ต้มกินกันเพียง ๕ ชั้นเท่านั้นสุกแล้วก็แบ่งกันกินพอหมดพอดีเขาไม่กินแบบ “ท้องแตกดีกว่าของเสีย”อันเป็นการทำให้ทุกคนเสียนิสัยและเป็นคนเห็นแก่ปากแก่ท้องกลายเป็นคนกินมากและกินไม่เลือกโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่อาจกินทุกอย่างแม้กระทั่งแกลบ รำ จอบเสยม รถถัง เรือบิน กินแม้ในป่าก็ยังได้นี่เป็นจากผลการกินแบบฟุ่มเฟือย จึงทำให้เสียคน ทหารญี่ปุ่นในคราวยกทัพมารบกันเมื่อเดินทางผ่านประเทศไทยเราได้เห็นความอดทน ความแข็งแกร่งและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในการปฏิบัติงานสิ่งเหล่านั้นเป็นผลจากการอบรมในครอบครัวทั้งนั้นพ่อแม่ที่รักครอบครัว รัถสกุลและประเทศชาติจึงควรฝึกทุกคนให้เป็นอยู่แบบง่ายๆ และมีใจสูงจึงจะสมควรกัน เราชาวไทยนับถือพุทธศาสนาธรรมะในพุทธศาสนาสอนเราให้เป็นคนมีความเพียรมีความอดทน รักความอดทน รักความก้าวหน้าไม่เป็นคนเห็นแก่การกินอยู่แบบฟุ่มเฟือยไม่เป็นคนตกเป็นทาสของความอยากมันทำให้ใจของตนต้องตกต่ำไปอยูภายใต้ของกิเลสถ้าเราศึกษาและนำธรรมะของพุทธศาสนามาใช้ในชีวิตประจำวันกันอย่างแท้จริงแล้วเราจะเป็นคนก้าวหน้าไปมากกว่านี้แล้วญี่ปุ่นเขานับถือพุทธศาสนาเหมือนกับเราเมื่อเขาใช้ศาสนากันมากกว่าพวกเราใช้เขาจึงมีความเจริญก้าวหน้ามากกว่าเราเสียอีก บางคนกล่าวอย่างงมงายว่า“พุทธศาสนาทำให้ชาติไทยไม่ก้าวหน้า”การกล่าวเช่นนี้เป็นการกล่าวที่ไม่ตรงกับความจริงเลยแต่ควรจะกล่าวว่า“คนไทยเรานับถือพุทธศาสนากันแต่เพียงชื่อเราจึงไม่เจริญก้าวหน้า”ในสมัยนี้เป็นสมัยของการสร้างตนให้เป็นคนก้าวหน้าให้มากด้วยการปฏิบัติตนตามหลักธรรมในพระพุทธศาสนา ชาวตะวันตกเขากล่าวว่า คนไทยเป็นคนเกียจคร้านเป็นอยู่อย่างแบบหาเช้ากินค่ำพอใจในการเป็นอยู่ที่ไม่ก้าวหน้าเสียเลยคำกล่าวเช่นนี้เราคนไทยอาจนึกว่าเป็นการกล่าวที่ดูถูกกันมากไปหน่อยแต่ความจริงก็เป็นเช่นนั้นสวนมากคนไทยมักขี้เกียจทำอะไร ทำอะไรแต่พอกินพอใช้การครองชีพจึงอยู่ในระดับต่ำมากสิ่งที่พวกเรากินกันอยู่ทุกวันๆ นั้นกินกันเพียงมิให้ตายเท่านั้นหาได้กินพอให้เป็นประโยชน์แก่ร่างกายไม่การที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะเราไม่มีอะไรจะกิน ที่ไม่มีกินก็เพราะเราไม่ทำงานเราเห็นแก่ตัวความสุขที่เกิดจากการนอน การเที่ยวการทำอะไรที่เป็นเหตุให้ตนไม่เป็นคนก้าวหน้าสิ่งที่ดีและมีประโยชน์ทั้งหลายจึงตกอยู่ในมือของคนอื่นเขาหมดเราได้รับแต่เพียงกากเดนนิดหน่อยเท่านั้นเราเป็นเจ้าของบ้าน แต่ของในบ้านไม่มีอะไรเป็นของเรามันเป็นของคนอื่นเขาทั้งนั้น อย่างนี้เรียกว่าเป็นไทยแต่ในนาม เนื้อแท้หาได้เป็นกันไม่ ขอท่านพี่น้องทั้งหลายจงตื่นขื้นมาดูรอบๆ ตัวท่านบ้างเถิดมองดูอย่างแยบคายและถามตัวเองว่า “ตนเป็นใคร”“ตนควรทำอะไร” “ตนควรก้าวหน้าใปทางไหน”จึงจะทัดเทียมกับชนเหล่าอื่นเขาอย่าหลงในความสบายเล็กน้อยเพราะความสบายเพียงเล็กๆ น้อยๆ นั้นหาได้ช่วยให้ท่านเป็นคนดีขึ้นไม่ ถ้าหากว่าเจ้าชายสิทธัตถะท่านจะอยู่หาความสุขสบายในวังหลวงนอนบนเตียงหนุนหมอนใบใหญ่ยัดด้วยนุ่นและสำลีประพรมน้ำอบหอม กินอาหารมีรสอร่อยมีฝ่ามือฝ่าเท้าอันอ่อนนิ่มชื่อของท่านก็คงหายไปพร้อมกับความตายของท่านแล้วโลกจะไม่รู้จักท่านในฐานะเป็นพระพุทธเจ้าเลย แต่พระของค์มิไดัเห็นแก่ความสุขแบบนั้นหาได้นอนแบบคนมั่งมีทั้งหลายไม่ทรงทิ้งหมดทุกอย่าง ไปนอนบนพื้นดิน ไม่มีหมอนไม่มีเบาะ ไม่มีคนรับใช้คอยปฏิบัติพระองค์ท่านไม่อาลัยในความสุขทางกายแต่ทรงแสวงหาความสุขในทางใจ ผลที่สุดก็ได้เป็นพระบรมครูของชาวโลกความสำรวยในวังหลวงหาได้ช่วยพระองค์ไม่ความลำบากเท่านั้นช่วยพระองค์เราผู้ปฏิญาณตนเป็นศิษย์ของพระองค์ท่านก็ควรอดทนและไม่กลัวต่อความลำบากคิดก้าวหน้าไปเสมอเถิด ภิกษุในสมัยก่อนท่านนอนหนุนหมอนไม้ท่านนอนแต่น้อยๆ ใช้เวลาส่วนมากในการภาวนาเพื่อเอาชนะความคิดชั่วที่เกิดขึ้นรบกวนใจของท่านผลที่สุดก็ชนะ และเป็นผู้บริสุทธิ์ได้อย่างแท้จริง ในยุคต่อมา พระต้องเรียนหนังลือในเวลากลางคืนไม่มีตะเกียงตาม ท่านกวาดใบไม้แห้งมากองไว้เวลาต้องการแสงก็เผาใบไม้แห้งอ่านหนังสือท่องจำขึ้นใจ เวลานอนท่านก็หนุนมะพร้าวแห้งพอรู้สึกตัวตื่นทันทีและไม่ยอมนอนต่อไปท่านเรียนด้วยความยากลำบากแต่ท่านมีความรู้ดีกว่าพวกเราท่านรักษาพุทธศาสนามาให้พวกเราได้ศึกษากันจนกระทั่งทุกวันนี้นี่เป็นผลของความเพียรพยายามโดยแท้ ถ้าพวกนักบวชยังไม่เห็นแก่ความสุขอย่างแบบชาวบ้านความก้าวหน้าก็ยังคงมีอยู่แต่ถ้านักบวชมีการกินอยู่ นุ่งห่มอย่างชาวบ้านเมื่อใดใจของเขาก็ห่างจากทางของพระนิพพานเมื่อนั้นจึงขอให้พวกเราทั้งหลายมาดำรงชีพอยู่อย่างพระกันเถิดจงหนุนหมอนไม้ คือ ความเพียรในทางที่ถูกที่ชอบกันเถิด สถานการณ์ของบ้านเมืองสอนได้อย่างดีพวกที่ขันอาสาเข้าทำการเปลี่ยนระบบการปกครองมักอ้างว่าระบบเก่า ผู้ปกครองชุดเก่าเป็นพวกเห็นแก่ตัวเห็นแกพวกพ้อง มีการทุจริตในวงการงานมากทำให้ประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศต้องเดือดร้อนเขาจะเข้าไปแก้ไขสถานการณ์ให้ดีขึ้นและทำการเปลี่ยนโดยวิธีต่างๆตามที่โลกเขาทำกันเมื่อเปลี่ยนมาแล้วผู้ทำการทุกคนยังคงถืออุดมคติคือไม่เห็นแก่ตัวแก่พวก ทำงานตรงไปตรงมาเขาก็ไดัรับความนิยมจากมหาชนว่าเป็นผู้มาโปรดอย่างแท้จริง แต่วิสัยของปุถุชนผู้ยังมีกิเลสเขาทำดีได้เพียงพักเดียวเท่านั้นความอยากก็เกิดขึ้น และความสบายในการมีอำนาจยั่วใจเขาเขามีอำนาจแล้วก็อยากมีเรื่อยไปต้องการมีความสบายมากขึ้นเมื่อก่อนอยู่บ้านน้อย นั่งรถคันน้อยแต่งตัวพอประมาณ พอมีอำนาจขึ้น สร้างบ้านใหม่มีรถคันใหม่ ใหญ่ และราคาแพงจนสามารถเอามาสร้างโรงเรียนไดัสักหลังแต่งตัวโก้ขึ้น กินของดีทุกประเภทเมียคนเก่าไม่ทันสมัย จึงบอกเลิก หาใหม่คนเดียวไม่พอต้องสอง สามรายจ่ายมากขึ้นเงินเดือนที่ประชาชนให้ไม่พอจึงหาวิธีโกงประชาชนโดยอุบายต่างๆที่ตนนึกว่าคงไม่มีใครรู้ ไม่มีใครจับได้แต่ความลับไม่มีในโลกในที่สุด “น้ำลดตอผุด” ความชั่วปรากฏแก่มหาชน แต่ตนมีพวกที่ร่วมโกงกันมาก มีอำนาจมาก ใครทำอะไรไม่ได้ถึงกระนั้นความเสื่อมเสียแก่เขาแล้วความนิยมหมดไปเขาเป็นใหญ่อยู่อย่างลำบากนี่เป็นผลจากความสุขในทุกทางมาทำลายเขา จึงขอให้ผู้ที่จะเป็นใหญ่ พึงระวังให้มากขอให้ใหญ่ในการปฏิบัติงาน ในการเสียสละเพื่อส่วนรวมและไม่เห็นแก่ตนเถิด ไม่มีใครทำลายท่านดอก ถ้าท่านดีจริงแต่ความดีที่ไม่จริงของท่านนั่นแหละทำลายตัวท่านเอง ดังคำที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า“ใจที่ตั้งไว้ผิดเป็นศัตรูที่ร้ายแรงกว่าอะไรๆ ทั้งหมด” ทุกคนจึงควรระวังศัตรูภายในของตนให้มากสักหน่อยเพราะศัตรูภายในมีโอกาสเกิดได้มากกว่าศัตรูภายนอกศัตรูภายในนำศัตรูภายนอกมาสู่ตัวท่านและพรรคพวกท่าน คนหนุนหมอนไม้ คือ คนที่ไม่ลืมตนเป็นคนตื่นตัวอยู่เสมอในการที่จะก้าวหน้าไปในทางที่เป็นคุณแก่ตนแก่ท่านคนประเภททิ้งหมอนไม้ไปหนุนหมอนยัดนุ่นหนุนแขนคนที่ตนรักใคร่พึงใจฟังคำพูดที่ฉอเลาะเพราะพริ้ง เป็นบุคคลประเภทลืมตนเองลืมการงาน ลืมหมดทุกอย่างนอกจากความเมาในความสุขของตนเองเท่านั้นคนชนิดนี้เอาตัวไม่รอด จะต้องถึงวันล่มจมในวันหนึ่งโดยแท้ ใครปรารถนาความเป็นใหญ่ ปรารถนาเกียรติยศและชื่อเสียงปรารถนาในทรัพย์สมบัติ จงแสวงหาสิ่งที่ตนใครจะได้นั้นโดยธรรมเกิดอย่าแสวงหามาโดยอธรรมเลยเพราะวิธีการที่สกปรกโสมมจักทำท่านให้เสียหายโดยแท้ ใครปรารถนาจะเป็นใหญ่ จงทำตนให้ใหญ่ในความดีให้มีความรู้ผิดชอบประจำใจตนเดินตามทางที่ถูกต้องเสมอ ความคิดที่ผิดการกระทำที่ผิดอย่าไดัเกิดแก่ท่านขอความเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมจงตั้งมั่นในใจของท่านเสมออย่าได้เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนเลยถ้าหากท่านดำรงตำแหน่งไว้ในธรรมกินอยู่และทำสิ่งที่จะให้ตนสบายแต่เพียงเล็กน้อยพอสมควรที่ร่างกายพึงมีพึงได้อย่าทำอะไรตามใจกิเลสเพราะกิเลสไม่เคยปรานีต่อใครไม่เคยทำอะไรให้ใครดีขึ้นนอกจากทำลายเขาเท่านั้น ฉะนั้นผู้ใคร่ต่อความเป็นใหญ่ จงได้ทำตนให้เป็นใหญ่จริงๆ เถิดใหญ่จริงๆ นั้นมิใช่อยู่ที่ยศฐาบรรดาศักดิ์สายสะพายเหรียญตราอะไรทั้งนั้นแต่อยู่ที่เขาเป็นคนปกครองตัวเองได้บังคับตนเองไว้ให้เดินไปในทางธรรมเสมอไม่ยอมให้อธรรมเข้าครอบงำตนเป็นอันขาดคนเช่นนี้เป็นคนใหญ่และใหญ่ได้นานเพราะความดีรักษา ชาวไทย ชาวพุทธทั้งหลาย จงตื่นตนเถิดอย่ามัวเมาในการหลับสบายที่ทำให้ท่านไม่เป็นไทยกันเลยประเทศชาติบ้านเมืองของเรายังไม่ดีพอยังไม่ก้าวหนัาพอ จงช่วยกันตื่นและลืมตาให้กว้างองไปข้างหน้าให้ไกล แล้วจงทำกิจที่ควรทำกันเถิด จงใช้ไม้คือความเพียร ความไม่ประมาทความอดทนความชื่อสัตย์ ความข่มใจ ความเสียสละเป็นหมอนหนุนหัวใจของท่าน ให้ใจของท่านจงตื่นตัวอยู่เสมอหลักชัยก็จะเป็นของท่านได้สมหมาย
# เครื่องมือของใช้ล้านนา - เป้ง หมวดหมู่ › วัฒนธรรม (3270) › ภูมิปัญญาไทย (1652) › อุปกรณ์หากินและของใช้ (154) keyword: อุปกรณ์หากินและของใช้ ภาคเหนือ ของพื้นเมือง ภูมิปัญญาท้องถิ่น ลานนา ล้านนา วิถีชีวิตพื้นบ้าน วันที่เอกสารถูกสร้าง: 27/10/2008 ที่มา: เว็บไซต์ล้านนาคดี http://lanna.mju.ac.th/ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ "ทุกภาพ ทุกตัวอักษร มอบเป็นวิทยาทานแด่ทุกท่าน" **เป้ง** ลักษณะ ของลูกเป้งส่วนใหญ่จะทำเป็นรูปสัตว์ต่างๆ เช่น ช้าง ม้า ฯลฯ นอกจากนี้ลูกเป้งอาจมีลักษณะเป็นลูกกลมๆ มีฐานแบนคล้ายกับผลชนิดหนึ่งที่ชื่อว่าลูกประคำ และมีน้ำหนักขนาดต่างๆ เป็นชุดเพื่อใช้เทียบน้ำหนักกับวัตถุที่ต้องการชั่งการทำลูกเป้งเป็นรูป ลักษณะต่างๆ เหล่านี้ มักจะเป็นการทำเพื่อความสวยงามมากกว่าอย่างอื่น
# นิทานลาหู่ - เหยี่ยวกับแมวป่า หมวดหมู่ › วัฒนธรรม (3270) › ภูมิปัญญาไทย (1652) › ภาษาและวรรณกรรม (290) › นิทาน เรื่องเล่า (116) keyword: นิทาน เรื่องเล่า มูเซอ (ลาหู่) ภาคเหนือ นิทาน ลาหู่ วันที่เอกสารถูกสร้าง: 14/01/2008 ที่มา: มูลนิธิกระจกเงา โครงการพิพิธภัณฑ์ชาวเขาออนไลน์ **นิทานลาหู่-เหยี่ยวกับแมวป่า**
# พิธีกรรมภาคใต้ - กวนข้าวยาคู (ข้าวมธุปายาสยาคู) หมวดหมู่ › วัฒนธรรม (3270) › ประเพณี (780) › พิธีกรรม ความเชื่อ (362) keyword: พิธีกรรม ความเชื่อ ภาคใต้ พิธีกรรม วิถีชีวิตไทย เอกลักษณ์ไทย วันที่เอกสารถูกสร้าง: 22/12/2008 ที่มา: ประเพณีไทยดอทคอม http://www.prapayneethai.com/ **กวนข้าวยาคู (ข้าวมธุปายาสยาคู)** ภาค     ภาคใต้จังหวัด  นครศรีธรรมราช เป็นความเชื่อเกี่ยวเนื่องกับพุทธประวัติ ตอนนางสุชาดาถวายข้าวมธุปายาสยาคู เมื่อพระพุทธเจ้าเสวยแล้วก็ทรงบรรลุอภิสัมโพธิญาณ พุทธศาสนิกชนชาวนครศรีธรรมราชมีความเชื่อว่า ข้าวยาคูเป็นอาหารทิพย์ ผู้ได้รับประทานจะมีสมองดีเกิดปัญญา มีอายุยืนยาวลานามัยสมบูรณ์ ผิวพรรณผ่องใส และเป็นยาขนานเอกที่สามารถขจัดโรคร้ายได้ทุกชนิด ทั้งยังบันดาลความสำเร็จสมความปรารถนาในสิ่งที่คิดด้วย ๑. การเตรียมบุคลากรที่สำคัญ๑.๑ สาวพรหมจารี นุ่งขาวห่มขาว ต้องรับสมาทานเบญจศีลก่อนเข้าพิธีกวน เพื่อความบริสุทธิ์ และความเป็นสิริมงคล๑.๒ พระสงฆ์ สำหรับสวดชัยมงคลคาถา เตรียมด้ายสายสิญจน์โยงจากพระสงฆ์ผูกไว้ที่ไม้กวน (ไม้พาย)๒. พิธีกวน สาวพรหมจารีจับไม้กวน มีการลั่นฆ้องชัยตั้งอีโหย้ (โห่สามลา) พระสงฆ์จะสวดชยันโตตั้งแต่เริ่มกวน จนสวดจบถือว่าเสร็จพิธี ซึ่งต่อไปชาวบ้านใครจะกวนก็ได้๓. วิธีกวน ข้าวยาคูจะกวนประมาณ ๘-๙ ชั่วโมง จึงแล้วเสร็จ และจะต้องกวนอยู่ตลอดเวลา เมื่อเริ่มเหนียวจะใช้น้ำมันมะพร้าวที่เคี่ยวไว้เติมลงในกระทะ ข้าวยาคูจะเปลี่ยนเป็นสีคล้ำเมื่อกวนเสร็จ และมีกลิ่นหอมเครื่องเทศ พิธีกรรมกวนข้าวยาคูให้สาระสำคัญดังนี้๑. ความสามัคคีของชาวบ้านในการกวนข้าวยาคู ซึ่งข้าวยาคูจะทำสำเร็จได้ด้วยความสามัคคี การปรองดอง พร้อมเพรียงกัน ในการตระเตรียมเครื่องใช้และเครื่องปรุงซึ่งมีมากกว่า ๕๐ ชนิด ซึ่งต้องใช้เวลาอย่างน้อย ๓ วัน แต่ละครั้งจะกวนข้าวยาคูประมาณ ๑๐ กระทะ เตาไฟขุด ๑๐ เตา และต้องมีคนกวนข้าวยาคูอยู่ตลอดเวลาประมาณ ๙ ชั่วโมง เมื่อข้าวยาคูเริ่มเหนียวหนืดจะหนักมากต้องใช้แรงผู้ชายกวน ชาวบ้านจึงต้องร่วมมือกันอย่างเข้มแข็ง การกวนข้าวยาคูจึงสำเร็จ๒. การแบ่งปันข้าวยาคู โดยตักใส่ถาดเกลี่ยให้บาง ๆ ตัดเป็นชิ้นนำไปถวายพระในวัดแจกจ่ายญาติมิตรที่มาร่วมในพิธีให้ทั่วทุกคน ที่เหลือจัดส่งไปยังวัดต่าง ๆ และนำไปฝากญาติมิตร การแบ่งปันข้าวยาคูนี้แสดงให้เห็นว่าทุกคนมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อกัน เกิดความห่วงใยซึ่งกันและกัน แม้ไม่ได้มาร่วมกวนข้าวยาคู ก็จะได้รับข้าวยาคูเป็นของฝากให้ได้รับประทานทั่วถึงทุกคน
# ประวัติศาสตร์มอญ - มอญ เข้าสู่ประเทศไทยในสมัยใด? หมวดหมู่ › วัฒนธรรม (3270) › ชาติพันธุ์ (531) › มอญ (Mon) (160) keyword: มอญ (Mon) ชาวไทยเชื้อสายมอญ ประวัติศาสตร์มอญ มอญ มอญโบราณ วันที่เอกสารถูกสร้าง: 16/02/2009 ที่มา: http://www.monstudies.com **มอญ เข้าสู่ประเทศไทยในสมัยใด?** **** **ชนชาติมอญ - ประวัติศาสตร์มอญ** ทุกวันนี้ ชนชาติมอญ ไม่มีอาณาเขตประเทศปกครองตนเอง เนื่องจากในอดีตบ้านเมืองตกอยู่ในภาวะสงครามมาโดยตลอด ทั้งการแย่งชิงราชสมบัติกันเอง และจากการรุกรานของข้าศึกสำคัญอย่าง “พม่า” เมื่อบ้านเมืองตกเป็นของศัตรู ชาวมอญจึงเป็นอยู่อย่างแสนสาหัส ถูกกดขี่รีดไถ การเกณฑ์แรงงานก่อสร้าง ทำไร่นาหาเสบียงเพื่อการสงคราม และเกณฑ์เข้ากองทัพ โดยเฉพาะสงครามในปี พ.ศ.๒๓๐๐ เป็นสงครามครั้งสุดท้าย ที่คนมอญพ่ายแพ้แก่พม่าอย่างเด็ดขาด ไม่สามารถทวงคืนแผ่นดินกลับมาได้อีกเลยจนทุกวันนี้ ชาวมอญส่วนหนึ่งจึงอพยพโยกย้ายเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนในเมืองไทย ชาวมอญ ได้อพยพจากบ้านเมืองของตน เข้ามายังแผ่นดินไทยหลายต่อหลายครั้ง เท่าที่มีการจดบันทึกเอาไว้รวมทั้งสิ้น ๙ ครั้ง ดังนี้ **ครั้งที่ ๑** **ครั้งที่ ๒** **ครั้งที่ ๓** **ครั้งที่ ๔** **ครั้งที่ ๕** การอพยพของชาวมอญในระลอกนี้เป็นต้นมานี้ ที่สืบทอดเชื้อสายโดยตรง คนที่นับตัวเองเป็น มอญ ในปัจจุบันล้วนอพยพเข้ามาจากระลอกนี้ หรือหลังจากนี้ทั้งนั้น ส่วน มอญ ที่อพยพก่อนหน้านี้กลืนหายเป็นไทยไปหมด แม้แต่กลุ่มที่อยู่ตามชายแดนแถบเมืองกาญจนบุรี **ครั้งที่ ๘ พ.ศ.๒๓๓๖** **ครั้งสุดท้าย ครั้งที่ ๙ พ.ศ.๒๓๕๗** ชาวมอญได้ตั้งบ้านเรือนอยู่ทั่วไปตามที่ราบลุ่มริมน้ำภาคกลาง ได้แก่  ลพบุรี สระบุรี อยุธยา นครปฐม กาญจนบุรี ราชบุรี สุพรรณบุรี อ่างทอง นครนายก ปทุมธานี นนทบุรี สมุทรสงคราม สมุทรปราการ สมุทรสาคร กรุงเทพฯ ฉะเชิงเทรา เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ (โดยมากเป็นแหล่งที่พระเจ้แผ่นดินทรงโปรดฯ พระราชทานที่ดินทำกินให้แต่แรกอพยพเข้ามา) และบางส่วนตั้งภูมิลำเนาอยู่แถบภาคเหนือ ได้แก่ เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง ตาก กำแพงเพชร นครสวรรค์ อุทัยธานี  (เขตเมืองที่อยู่ติดชายแดนไทย) ทางอีสาน ได้แก่ นครราชสีมา มีบ้างเล็กน้อยที่อพยพลงใต้ อย่าง ชุมพร สุราษฎร์ธานี
# พิธีกรรมเกี่ยวกับพิธีศพมอญ คัมภีร์กาละกาลี หมวดหมู่ › วัฒนธรรม (3270) › ประเพณี (780) › พิธีกรรม ความเชื่อ (362) keyword: พิธีกรรม ความเชื่อ มอญ (Mon) คนไทยเชื้อสายมอญ ชาวไทยรามัญ ประเพณีมอญ พิธีศพมอญ มอญ มอญเมืองไทย มอญในเมือง ไทย วัฒนธรรมมอญ เอกลักษณ์มอญ วันที่เอกสารถูกสร้าง: 05/03/2009 ที่มา: http://www.monstudies.com **พิธีกรรมเกี่ยวกับพิธีศพมอญ คัมภีร์กาละกาลี** ปราสาทงานพระราชทานเพลิงศพพระครูสาครกิจโกศล วัดเจ็ดริ้ว จ.สมุทรสาคร **คัมภีร์กาละกาลี [ พิธีศพมอญ ]** พระมหาจรูญ ญาณจารี มีมาณพคนหนึ่งชื่อว่า กาละ ภรรยาชื่อว่า กาลี ทั้งสองอาศัยอยู่ที่ใกล้ป่าช้าแห่งหนึ่ง ด้วยประสงค์ที่จะเก็บเผาศพที่เขานำมาทิ้งป่าช้า ทั้งคู่ได้ช่วยกันปัดกวาด ทำความสะอาดแล้วเผาศพที่เขานำมายังป่าช้านั้นแลท่านพระกาลเถระได้จาริกมาถึงยังป่าช้านั้นแล้วได้พิจารณาซากศพบรรลุเป็นพระ โสดาบนั กาละกาลีสองผัวเมียเห็นท่านแล้ว เกิดความศรัทธาเลื่อมใสในพระเถระเป็นอย่างมาก ได้บอกกิจ (หน้าที่) ที่บุคคลผู้อยู่ในป่าช้าต้องปฏิบัติแก่พระเถระ ข้าแต่พระกาลเถระในสถานที่อยู่นี้มีอันตรายมากเป็นที่หลบอาศัยของพวกโจร หากท่านจะพักอาศัยอยู่ที่นี่ท่านต้องแจ้งให้ผู้นำหมู่บ้านทราบ จึงจะอยู่อาศัยได้ แล้วได้สอบถามพระกาลเถระว่าข้าแต่ท่านพระกาลเถระ ท่านอาศัยอยู่ในป่าช้านี้ ด้วยกิจธุระอันใดหรือ    พระเถระจึงได้ตอบแก่สามีภรรยานั้นว่า แน่ะกาละกาลี พระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งผู้เที่ยวแสวงหาผ้าบังสุกุลใน ป่าช้าก็ดี ผู้บำเพ็ญภาวนาในป่าช้าก็ดีจะได้บรรลุธรรมวิเศษในสถานที่นี้แล กาละกาลได้ยินอย่างนั้นแล้วเกิดศรัทธาอย่างแรงกล้า จึง ได้นิมนต์ให้พระกาลเถระพักอาศัย อยู่ในป่าช้าแห่งนั้น ได้ยินมาว่ามีเศรษฐีคนหนึ่งชื่อว่า ธัมมจิตระ ภรรยาชื่อว่า เขมี มีลูกสาวคนหนึ่ง ชื่อว่า เขมา และนางได้ถึงแก่กรรมไปแล้ว ๓ วัน กาละกาลี  ปรึกษากันแล้ว กล่าวแก่พระเถระว่า ข้าแต่ท่านพระกาลเถระเราจะไปแจ้งให้เศรษฐีทราบ และเพื่อให้เกิดเป็นกิจ คือการพิจารณาซากศพแก่พระเถระในสถานที่นี้ จึงได้ไปบอกแก่เศรษฐีว่า ข้าแต่ท่านเศรษฐีมีพระสงฆ์องค์หนึ่งมาอาศัยอยู่ที่ป่าช้า พวกเราเคารพนับถือท่านมากมีอมาตย์คนหนึ่งได้อยู่รวมกับเศรษฐีได้ยินคำพูดนาง กาลีพูดกับเศรษฐ ี ตริตรองดูกันแล้วปลาบปลื้มปีติเป็นอย่างยิ่ง อมาตย์ได้นำเอาคำที่นางพูด ไปกราบทูลให้พระเจ้าปเสนทิโกศลทราบ พระองค์ทรงทราบแล้วทรงโสมนัสเป็นอย่างยิ่ง พระองค์พร้อมด้วยหมู่พลเสนาเสด็จไปถึงที่อยู่ของพระกาลเถระ ในกาลนั้นได้เสด็จเข้าไปนมัสการพระเถระด้วยเบญจังคประดิษฐ์ ได้ประทับนั่งในสถานอันสมควรแล้วได้ตรัสถามข่าวคราวของพระพุทธเจ้าต่อพระ เถระว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญพระพุทธองค์ประทับอยู่ที่ไหนหรือ?  พระกาลเถระทูลว่า  ประทับอยู่ที่กรุงราชคฤห์ มหาบพิตร พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงขอโอกาสแล้วตรัสกับพระเถระว่า ธัมมจิตรเศรษฐีสองสามีภรรยามีลูกสาวคนหนึ่ง ชื่อว่า เขมา มีรูปร่างสดสวยงดงามยิ่งนัก ยิ่งด้วยทรัพย์สมบัติ ยิ่งด้วยสิริโฉม เป็นที่รัก ใคร่ชอบพอของผู้คนทั้งหลาย ทรงโฉมเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาผู้คนทั่วไป  ได้ถึงแก่อนิจกรรม เศรษฐีผู้เป็นบิดามารดาได้จัดแจงสิ่งของประดับประดานางเขมาผู้เป็นลูกสาว แล้วร้องไห้ครํ่าครวญอย่างที่สุด ข้าวปลาอาหารก็ไม่เป็นอันรับประทาน ประหนึ่งว่าจะสิ้นลมหายใจตายตามไปด้วย พระกาลเถระจึงตรัสกับพระราชาอีกว่า    ดูกรมหาบพิตร เราจะต้องชี้แจงทำให้ปรากฎขึ้นในโลก เพื่อให้สำเร็จประโยชน์แก่สัตว์โลกทั้งพระสงฆ์พราหมณ์และหญิงชายทั้งหลายให้ เขาเหล่านั้นได้ยินได้ฟังได้เห็นได้ประจักษ์จะได้เกิดความสังเวชใจ จะได้กำจัดโลภะโทสะและโมหะเสีย ให้ตั้งความปรารถนาทั้งในโลกนี้และโลกหน้า จะได้เรียนได้รู้แล้วนำมาพิจารณาธรรม 3 ประการนี้แล้วจะได้บรรลุมรรคผลตามความต้องการของตน พระราชาครั้นได้สดับดังนั้นแล้ว จึงขอโอกาสตรัสถามพระกาลเถระอีกว่า การจัดแจงศพนั้นทำอย่างไร ขอพระคุณเจ้าได้แสดงแก่ข้าพเจ้าด้วยเถิดลำดับนั้น พระกาลเถระ ได้ชี้แจงขั้นตอนของการจัดแจงศพดังนี้ว่า    ข้าแต่มหาบพิตร พึงต้มน้ำให้เดือดแล้วยกลงปล่อยให้เย็นลงแล้วอาบศพนั้น ให้เคี้ยวหมากให้ละเอียดแล้วใส่ลงไปในปาก ให้ใส่เงินทองลงไปในปากให้เอาด้ายผูกที่หัวแม่มือหัวแม่เท้า  ให้เอาไม้ไผ่ซีก 2 อัน ยาวเท่าตัวศพวางขนาบไว้ทั้ง 2 ข้าง สิ่งนี้เรียกว่า ตุ่นจะเน็าแจฺวะ เมื่อจะยกศพลงจากบ้าน ให้ตักน้ำไว้ 1 หม้อ เรียกว่า เหฺนิงโมมัง  ให้ถือกระจกบานหนึ่ง มีดเล่มหนึ่ง แล้วให้ขีด สกัดทางเดินที่นำศพออกไป ให้มองแต่ข้างหน้า อย่าให้หันกลับมาดูข้างหลังให้ดูแต่ในกระจกกับมีดเท่านั้น ครั้นศพไปถึงป่าช้าแล้วให้เวียนรอบป่าช้า ๓ รอบแล้วนำเอาศพไปวางไว้ที่เชิงตะกอน ให้ตั้งเสาขึ้น ๖ ต้น ให้ใส่น้ำไว้ในที่นั้น เรียกว่า  แต็ะหยฺางแหล็ะหงฺ ิ่ม  นํ้าขัน ๑ กับมะพร้าวผลหนึ่งให้ตั้งไว้ข้างหน้า ในเวลาที่เคลื่อนศพไปนั้น มหาบพิตรโปรดแจ้งให้ผู้คนทั้งหลายพร้อมทั้งหมู่พระสงฆ์ได้ทราบโดยพร้อม เพรียงกัน พระราชาได้ทรงสดับคำของพระเถระแล้ว ทรงสงบนิ่งเงียบอยู่ พระราชาได้สดับถ้อยคำ(การจัดศพ)อย่างนั้นแล้ว จึงกราบลาพระเถระ เสด็จกลับพระราชวัง ครั้นแล้วได้ตรัสสั่งมาตย์คนหนึ่งให้ไปบอกแจ้งแก่เศรษฐี สามีภรรยาถึงวิธีจัดการศพเขมาผู้ธิดาตามคำแนะนำของพระกาลเถระในเวลาที่เคลื่อนศพไปนั้นพระราชาอมาตย์และพระสงฆ์หมู่ใหญ่ก็ได้เสด็จนำศพส่ง จนถึงป่าช้า พระกาลเถระสั่งให้ตักน้ำไว้ ๑ ขัน กับมะพร้าว ๑ ผลวางไว้ข้างหน้าแล้วให้พระสงฆ์ทั้งหลายเข้าไปพิจารณาดูศพนางเขมาธิดาเศรษฐี ซึ่งเขาได้ประดบั ประดาตกแต่งไว้ด้วยเครื่องใช้ไม้สอยเสื้อผ้าอาภรณ์ พระสงฆ์เห็นแล้วพากันสรรเสริญพระกาลเถระให้นำน้ำ ๑ ขันกับนํ้ามะพร้าวพรมใส่ศพ แล้วให้ตัดด้ายที่ผูกมือเท้าศพออก ให้จุดไฟขึ้น แล้วให้หมู่พระสงฆ์เข้าไปพิจารณาดูศพนั้นอีก ด้วยสาเหตุเช่นนั้น เราท่านทั้งหลายจึงต้องเข้าไปดูศพ จนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้แล พระราชาตรัสถามว่า ข้าแต่พระกาลเถระ ด้วยเหตุผลกลใด ท่านจึงให้จัดการศพอย่างนี้เล่า ขอให้ข้าพเจ้าได้รู้อย่างแจ่มแจ้ง ด้วยข้าพเจ้ามีความรู้น้อยด้อยปัญญา ท่านโปรดเมตตาช่วยชี้แจงให้กระจ่างด้วยเถิด พระกาลเถระจึงได้อธิบายชี้แจงขึ้นอีกว่า    ดูกรมหาบพิตร คนทั้งหลายที่เกิดขึ้นในสังสารวัฏนี้ บุญกับบาป ๒ อย่างนี้ เป็นเช่นกับฟืนกับไฟกล่าวคือกุศุลกรรมและอกุศลกรรมซึ่งเผาผลาญคนทั้งหลาย ตั้งแต่เกิดจนถึงพระนิพพาน หากได้สร้างสมกุศลกรรมไว้ก็สามารถ ประคับประคอง รักษากายใจไว้ได้หากสร้างสมอกุศลกรรมไว้มากก็จะต้องเดือดเนื้อร้อนใจ เป็นกำลังเหมือนอย่างน้ำร้อนนั้นแหละ ด้วยพิจารณาเห็นดังนี้จึงต้องใช้น้ำร้อนแล ข้าแต่พระกาลเถระ เต้าเตา ๓ เต้านั้น จะชี้แจงประการใดเล่าพระกาลเถระถวายพระพรว่า ดูกรมหาบพิตร เต้าเตา ๓ เต้านั้น ได้แก่ ภพ ๓ คือ กามภพ กล่าวคือ เปรต นรก เดรัจฉาน อสุรกาย เทวดา สวรรค์ ๖ ชั้น รูปภพ กล่าวคือ พรหม ๑๖ ชั้น อรูปภพ กล่าวคือ อรูปพรหม ๔ ชั้น คนทั้งหลายตายแล้วต้องเกิด เกิดแล้วต้องตาย ต้องวนเวียนอยู่ในภพ ๓ นี้ ขอให้ผู้คนทั้งหลายได้ตัดขาดจากภพภูมิทั้ง ๓ นี้แล้วมุ่งไปสู่นิพพานอันเป็นสถานบรมสุขไม่ต้องพบประสบทุกข์อีก จึงต้องวางเต้าเตา ๓ เต้าไว้ดังนี้แล ข้าแต่พระกาลเถระ หม้อที่ตั้งไว้บนเต้าเตานั้น อย่างไรเล่าพระกาลเถระถวายพระพรว่ารูปกายสังขารของเราทั้งหลายที่ปรากฏขึ้นมานี้ ก็เหมือนกับหม้อเพราะมัน เปราะบางแตกง่าย นํ้าที่เดือดอยู่นี้ ก็ได้แก่ โลภะโทสะโมหะที่เดือดอยู่เพราะอารมณ์ทั้ง ๖ คืออตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ผู้คนจะต้องหมกอยู่ในอารมณ์ทั้งหลายตลอดระยะเวลาไม่รู้จักสิ้น เวลาที่ฟืนหมดไปไฟดับลงได้แก่เวลาที่บุคคลถึงความเป็นพระอรหันต์ เหตุนั้นแหละจึงต้องตั้งหม้อบนเต้าเตาไว้ ข้าพระกาลเถระ ด้ายที่ผูกมือเท้าศพนั้น เหตุอันใดเล่าพระกาลเถระถวายพระพรว่า ดูกรมหาบพิตรด้ายที่ผูกมือเท้าศพนั้น เรียกว่า บ่วงสาม ได้แก่ ลูกคือบ่วงคล้องคอ ทรัพย์สมบัติคือ บ่วงคล้องเท้า สามีภรรยาคือ บ่วงคล้องมือลักษณะทั้ง ๓ นี้แก้ออกยาก บ่วงทั้ง ๓ น ี้จะตัดด้วยมีดที่แหลมคมก็หาขาดไม่ แม้เอาไฟมาเผาก็ตาม เอาน้ำมาแช่ไว้ต่อนานแสนนานชั่วกัปป์ร้อยกัปป์หรือพันกัปป์ก็ตาม สภาพที่บ่วง ๓ จะขาดไปหามีไม่ ท่านผู้มีปัญญาพิจารณาดู แล้วให้สดับตรับฟังธรรม ไหว้พระ รักษาศีลเจริญภาวนา มุ่งทำกุศลสร้างสมความดีแล้ว ปัญญาเปรียบได้กับมีดที่คมสามารถที่จะตัดด้ายที่มือเท้าศพเสียลงได้แล้วเข้า ถึงพระนิพพานแล ข้าแต่พระเถระ ไม้ไผ่ซีกยาวเท่าศพที่วางไว้นั้น จะชี้แจงประการใดเล่าพระกาลเถระถวายพระพรว่า ไม้ไผ่ขนาบศพที่วางไว้ข้างศพนั้นดุจดังพระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ทรงกรุณา สั่งสอนไว้ ให้บุคคลกระทำตามพระดำรัสของพระพุทธองค์ให้ละทิ้งความประพฤติที่ผิดใน บาปอกุศล ให้พินิจพิจ ารณาอยู่เสมอว่าเราต้องตาย คนอื่นนก็ต้องตาย ไม้ไผ่เหมือนกับหลักปฏิบัติทำความเห็นของมนุษย์ให้ตรง เพื่อให้มนุษย์ทั้งหลายพิจารณาดูและฝึกจิตของตน ไม้ไผ่ ๒ ซีกนี้ได้แก่ กฎเกณฑ์หรือหลักปฏิบัติ จึงต้องวางไว้แล (จ่อง=เตียง แหนฺ ะฮ ์ น่าจะเพียนนจากคำว่า แจะหนู่= ที่พักหมายถึงเตียงพัก(ร่าง) ข้าแต่พระกาลเถระ ที่ต้องวางลงบนแท่นวางศพนี้ จะชี้แจงประการใดเล่าพระมหาเถระถวายพระพรว่า ขั้นของแท่นวางศพ ๔ ขั้น ได้แก่ ภูมิ ๔ คือ อบายภูมิ ๑ สุคติภูมิ ๗ รูปภูมิ ๑๕ และอรูปภูมิ ๑๔ ให้พิจารณาจะได้พ้นจากทุกข์ในวัฏฏสงสารให้มุ่งถึงนิพพานอันเป็นที่พักของ โบราณบัณฑิตไม่ต้อ งกลับมาเห็นความทุกข์ทั้ง ๒ วาระนั้น จึงต้องวางไว้บนแท่นวางศพอย่างนี้แล ข้าแต่พระเถระ ให้หุงข้าวป้อนข้าว จะชี้แจงประการใดเล่าดูกรมหาบพิตร ถ้ามีคนมาถามว่า หุงข้าวไว้แล้วจะให้พวกญาติของเราให้มาดูข้าวดูฟืนไฟให้หรือจะได้ตอบว่าบัด นี้หาได้เป็นญาติของเราไม่เป็นเศษเนื้อไปแล้ว ให้บัณฑิตชนพิจารณาถึงรูปขันธ์ของตัวเองจะได้บรรลุถึงสุคติ ให้พิจารณาว่าสังขารของเราทั้งหลายไม่แน่น่อน ดังนั้น แล้วจึงต้องหุงข้าวป้อนข้าว กระทั่งจนถึงปัจจุบันนี้ ข้าแต่พระเถระ การไม่ให้นำศพออกทางประตูนั้น จะชี้แจงประการใดแลพระเถระถวายพระพรว่า ด้วยให้ความสำคัญแก่พระเจ้าสุทโธธนะซึ่งเป็นศากยวงศ์ ประตูเป็นที่เข้าออกของพวกทาสทั้งหลาย ด้วยเหตุที่พระองค์เป็นศากยวงศ์ จึงไม่ให้นำศพออกทางประตู ให้รื้อฝาเรือนแล้วนำศพออกไปแล ข้าแต่พระกาลเถระ เหตุใดเล่าเวลานำศพออกจึงให้หันเท้าไปข้างหน้าพระเถระถวายพระพรว่า ดูกรมหาบพิตร ก่อนหน้านั้นได้หันศีรษะศพไปข้างหน้า แต่ด้วยเหตุแห่งพระศพของพระเจ้าสุทโธทนะ ซึ่งพระพุทธเจ้าได้ทรงดำเนินส่งพระศพ ด้วยอำนาจบารมีของพระพุทธองค์ เหล่าเทวดาทั้งหลายจึงต้องหันพระบาทพระศพของพระเจ้าสุทโธทนไปข้างหน้า ด้วยเหตุนี้จึงหันเท้าไปข้างหน้า จนกระทั่งในปัจจุบันนี้ ข้าแต่พระกาลเถระ เมื่อถึงป่าช้าแล้ว บอกกับศพว่า ฟังธรรม ฟังธรรมดังนี้ เหตุอันใดจึงกล่าวเช่นนั้นพระเถระถวายพระพรว่า ดูกรมหาบพิตร ด้วยสาเหตุที่พระโพธิสัตว์เสวยชาติเป็นช้างฉัททันต์ พระปัจเจกพุทธเจ้าประมาณ ๕๐๐ รูปเห็นพระยาช้างฉัททันต์ล้มตายลงจึงได้เข้าไปสวดมาติกาพร้อมกับกล่าวว่า โยมทายกท่านจงฟังธรรม แล้วได้สืบต่อมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้ ข้าแต่พระกาลเถระ เวลาเผาศพให้เอาผ้าห่อศพโยนข้ามศพไปมา ๓ ครั้ง จะชี้แจงประการใดเล่าพระเถระถวายพระพรว่า  ดูกรมหาบพิตร ภพทั้ง ๓ นี้ไหม้อยู่ด้วยไฟ โลภะ โทสะ และโมหะ ให้ผู้คนทั้งหลายได้เห็นได้พิจารณาดู หากมีกุศลก็หนีพ้นได้ถ้ากุศลไม่มีก็ต้องเสวยทุกข์ในอบาย ๔ แน่นอน เหมือนผ้าซึ่งไม่ไหม้ไฟ ประสงค์ให้ผู้คนทั้งหลายได้พิจารณาดู จึงต้องโยนผ้าเหนือไฟไปมา ๓ ครั้งแล **** ข้าแต่กาลพระเถระ ไม่ให้คนที่หามแคร่หามหันดูข้างหลัง ให้ดูแต่ในกระจก จะชี้แจงประการใดเล่าพระกาลเถระถวายพระพรว่า อันนี้ได้แก่สัตว์โลกที่เกิดมาแล้วนี้ ถ้าเป็นมนุษย์ดำรงชีพอยู่พ่อแม่สามีภรรยาพี่น้องก็จะเป็นที่รักใคร่ของกัน และกันอย่างยิ่ง ครั้นตายแล้วก็จะเป็นที่รังเกียจเป็นที่หวาดกลัวอย่างมาก กลับกลายเป็นที่รังเกียจของผู้คนทั้งหลาย เหตุนั้นแหละแคร่หามที่ห่ามไปข้างหน้า  จึงไม่ให้หันดูข้างหลังให้พิจารณาดูคนที่หามแคร่หามไปข้างหน้า อย่าให้จิตใจหวนกลับมาสู่บาปอีกอย่าสั่งสมไว้ในอนาคต อย่าให้ต้องเวียนว่ายตายเกิดในภพ ๓ นี้อีก ให้มุ่งสู่พระนิพพานสถานบรมสุข ไม่ต้องหันมากลับเห็นความทุกข์ในภายหลัง ให้ตั้งใจไว้ในภายภาคหน้าว่าจะได้ทำทานรักษาศีลเจริญภาวนานำพาตนเองไปเพื่อ จะได้พ้นจากอบาย ๔ จะได้ถึงพระนิพพานสถานบรมสุขซึ่งสว่างไสวโชติช่วงประดุจกระจก ที่ถือไว้นั้น ด้วยเหตุนี้จึงไม่ให้หันกลับมาดูข้างหลังให้ดูแต่ในกระจกฉะนี้แล ข้าแต่พระเถระ เหตุใดเล่าจึงเวียนศพ ๓ รอบพระกาลเถระถวายพระพรว่า ดูกรมหาบพิตร การกระทำอย่างนี้เพื่อให้ผู้คนทั้งหลายได้เห็นว่า เกิดแล้วต้องตาย ตายแล้วเกิดอีก ต้องวนเวียนอยู่ในสังสารวัฏไม่รู้จบสิ้นให้สัตว์โลกทั้งหลายพิจารณาทำเป็น อารมณ์ อย่าปรารถนากลับมายังโลกนี้อีก อย่าให้ต้องเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏในโลกทั้ง ๓ นี้อีกให้ พิจารณารู้ถึงโทษของสังสารวัฏ ดังนั้นจึงต้องให้เวียนศพ ๓ รอบแล **** ข้าแต่พระเถระ เอาเงินทองใส่ในปากศพนั้น จะชี้แจงประการใดแลพระกาลเถระถวายพระพรว่า  ข้าแต่มหาบพิตร การเอาเงินทองใสลงในปากศพนั้น ได้แก่การที่คนทั้งหลายเมื่อยังมีชีวิตอยู่โลภในทรัพย์อยากจะร่ำรวยทำไรไถนา ลำบากกายแล้วได้ทรพัย์จำนวนมากก็มีบ้าง บางคนใช้เล่ห์เหลี่ยมคดโกง เอาข้าวของคนอื่นซึ่งไม่ชอบธรรมก็มีบ้าง แล้วเอาทรัพย์เหล่านั้นมาบริโภคดำรงชีพทุกคืนวันอันไม่ชอบธรรรม แม้นมีใจศรัทธา เลื่อมใสในพระพุทธศาสนาเอาทรัพย์เหล่านั้นมาทำบุญให้ทานก็หาเป็นกุศลไม่ เมื่อถึงเวลาตายเช่นนี้แล้วอย่าป่วยกล่าว ไปไยเลย แค่เงินทองเท่าปีกแมลงวันที่เขาใส่ไว้ในปากยังเอาไปไม่ได้เลย ให้สาธุชนทั้ง หลายพึงชำระจิตใจเสีย ใหกำจัด ความโลภ อย่าหลงไหลในทรัพย์สินเงินทอง ให้พิจารณาถึงโทษของมัน ให้มุ่งแสวงหาโดยชอบธรรมทำบุญ ให้ทานสมาทาน ศีล เจริญภาวนาซึ่งงเป็นทรัพย์อันประเสริฐกว่าเงินทองอันเป็นที่รักทรัพย์สมบัติ อันเป็นที่หวง เพื่อจะชำระจิตใจของผู้คนทั้งหลายจึงต้องใส่เงินทองไว้ในปากแล ข้าแต่พระกาลเถระ ที่ให้ใส่หมาก(เคี้ยวละเอียด)ในปากนั้น จะชี้แจงประการใดเล่าพระกาลเถระถวายพระพรว่า สิ่งนี้ได้แก่ผู้คนทั้งหลายผู้มีจิตใจบาปหยาบช้า คำพูดร้ายกาจ เบียดเบียนขัดขวางข่มขู่ผู้อื่น  โกหกมดเท็จมีบอกว่าไม่มี  ไม่มีบอกว่ามี คำพูดเชื่อถือไม่ได้ ฉลาดแกมโกง ยุยงส่งเสริมให้เขาเสียทรัพย์ทำลายเขา ทำให้เขาใจเสีย ล้มเลิกความตั้งใจของเขา พูดอย่างใจอย่าง ไม่คำนึงถึงข้างหน้าข้างหลัง จิตใจถ่อยสถุลไม่เกรงกลัวบาปไม่อายบาป เมื่อถึงเวลาตายเช่น นี้แล้ว แค่หมากที่เคี้ยวละเอียดแล้วในปากยังเคี้ยวไม่ได้ เคี้ยวไม่ไหว คนอื่นต้องเคี้ยวใส่ในปากให้ ขอสาธุชนทั้งหลายพึงพิจารณาดูให้มาก ให้กำจัดคำพูดที่เลวทรามเสียทั้งหมด สิ่งอันเป็นโทษให้เว้นเสียให้พูดแต่คำที่เป็นจริง แล คว่ำภาชนะเครื่องสาน (ประเภทกระบงุ กระจาด) ข้าแต่พระเถระ เมื่อคนทั้งหลายลุกกลับ คว่ำกระบุงทิ้งนั้น จะชี้แจงประการใดเล่าพระกาลเถระถวายพระพรว่า ข้าแต่มหาบพิตร ญาติของเราต้องคว่ำหน้าลงกับแม่ธรณีแล้ว พูดอย่างนี้แล้วให้คว่ำกระบุงนั้นแลให้พิจารณาดูให้แจ้งชัดจะได้เข้าถึงสุคต ภูมิ  หากไม่พิจารณาอย่างนี้จะต้องเสวยทุกข์ในอบาย ๔ คือ เปรต นรก สัตวเดรัจฉาน อสุรกายอย่างแน่นอน เห็นอย่างนี้แล้วให้นึกถึงกุศลจะได ้ ไปถึงพระนิพพานสถานอำมฤตกำจัดทุกข์ในสังสารวัฎเสีย จึงต้องคว่ำกระบุงแล ผลานิสงส์การเผาศพ ผู้ใดได้เผาศพพ่อแม่อุปัชฌาย์อาจารย์และญาติผู้ใหญ่ ทำเชิงตะกอนเผาศพมีอานิสงส์มาก บุคคลนั้นจะได้ความสุขในโลกนี้อย่างแน่นอนผู้ใดนิมนต์พระสงฆ์มาพิจารณาศพ จะได้รับอานิสงส์ ๒,๐๐๐ผู้ใดนำส่งศพชาวบ้าน จะได้อานิสงส์ ๒๐,๐๐๐เก็บกระดูกวัวควายเผา จะได้รับอานิสงส์ ๕๐๐ เก็บศพที่ลอยน้ำเผาชักผ้าบังสุกุล จะได้รับอานิสงส์ ๗๐๐ได้แบกศพคนไร้ญาติคนกำพร้าจะไดรับอานิสงส ์๒,๐๐๐เก็บศพที่เขาหาตัดทิ้ง จะได้รับอานิสงส์  ๑,๐๐๐ ได้แบกศพญาติพี่น้องและญาติผู้ใหญ่ จะได้รับ อานิสงส์ ๘๐,๐๐๐ได้แบกศพคนมีศีล ๕ ศีล ๘ จะได้รับอานิสงส์ ๒๐,๐๐๐ ได้แบกศพพระสงฆ์ จะได้รับอานิสงส์๑๐๐,๐๐๐ ผู้ใดได้จัดการการงานนั้นด้วยตนเอง จะได้รับ อานิสงส์ ๙๐๐,๐๐๐ได้แบกศพพ่อแม่ จะได้รับอานิสงส์ ๗,๐๐๐,๐๐๐ได้แบกศพอุปัชฌาย์ อาจารย์จะได้รับอานิสงส์ ๙๐๐,๐๐๐ได้แบกศพพระอรหันต์ จะได้รับอานิสงส์ ๑๐ อสงไขยกัปป์ได้แบกศพพระปัจเจกพุทธเจ้า จะได้อานิสงส์ ๑,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐หญิงชายทั้งหลายที่ได้แบกพระศพของพระพุทธเจ้า จะได้รับอานิสงส์เป็นอนันต์นับประมาณมิได้ พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้อย่างนี้แล พระมหาจรูญ ญาณจารี  แปลจากคัมภีร์ใบลานมอญของวัดคงคาราม จ. ราชบุรี
# เสวนา "เขียนทำไม? เขียนอย่างไร?" (Audio) หมวดหมู่ › วัฒนธรรม (3270) › ภูมิปัญญาไทย (1652) › ภาษาและวรรณกรรม (290) › ภาษาไทย (ภาษาราชการ) (17) keyword: ภาษาไทย (ภาษาราชการ) เขียนทำไม เขียนอย่างไร วันที่เอกสารถูกสร้าง: 20/02/2008 ที่มา: คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, www.econ.tu.ac.th
# ผ้าไทยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ - จังหวัดกาฬสินธุ์ หมวดหมู่ › วัฒนธรรม (3270) › ภูมิปัญญาไทย (1652) › งานช่างฝีมือพื้นบ้าน (385) › ผ้าทอ (300) keyword: ผ้าทอ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผ้า ผ้าจังหวัดกาฬสินธุ์ ผ้าภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผ้าแต่ละภูมิภาค ผ้าไทย วันที่เอกสารถูกสร้าง: 26/04/2009 ที่มา: เว็บไซต์ฅนไทยดอทคอม http://www.khonthai.com/Vitithai/B1.HTML ผ้าแพรวาPrae-Wa cloth **Kalasin** The weaving heritage of this province lies in the northeastern portion of the province. Kalasin's renowned handwork goes by the name Prae-Wa. This is a long piece of cloth, patterned skillfully by using the Khid and Jok weaving methods. Prae-Wa in flower, animal, goods and creative patterns was woven at Khao Wong District. Plain silk and Mud-Mee are also seen in Mueang, Na Mon, Sahatsakhan and Sam Chai Districts. กลับไปยังหน้ารวม link ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับผ้าไทยทั้งสี่ภูมิภาค
# แง่คิดจากมาตรา 1299 หมวดหมู่ › สังคม (2814) › นิติศาสตร์ (399) keyword: นิติศาสตร์ วันที่เอกสารถูกสร้าง: 29/01/2008 ที่มา: บัญญัติ สุชีวะ ธรรมศาสตร์บัณฑิต เนติบัณฑิตอังกฤษ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา www.lawonline.co.th แง่คิดจากมาตรา 1299 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 เป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ หรือทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ และการได้มาเช่นว่านั้น ตามมาตรา 1299 แบ่งออกเป็น 2 กรณี คือ การได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ หรือทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ โดยนิติกรรมการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรมสำหรับการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ หรือทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ โดยนิติกรรมนั้น ได้มีบัญญัติไว้ในวรรคแรกของ มาตรา 1299 ว่าต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนกับพนักงานเจ้าหน้าที่มิฉะนั้นไม่บริบูรณ์ ส่วนการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ หรือทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรมนั้น ได้มีบัญญัติไว้ในวรรคสองของมาตรา 1299 ว่าถ้ายังมิได้จดทะเบียน จะมีการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนมิได้ และจะยกเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทน และโดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้วไม่ได้ การได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ หรือทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ โดยนิติกรรมนั้นมีความหมายกว้างมาก เพราะไม่ว่าจะเป็นการได้มาโดยการซื้อขาย แลกเปลี่ยน ให้ จำนอง หรือตีใช้หนี้ก็ถือเป็นการได้มาโดยนิติกรรมทั้งสิ้น แต่การได้มาดังกล่าวนั้นมิใช่ว่าจะนำมาตรา 1299 วรรคแรกไปใช้ได้เสมอไป ต้องพิจารณาถึงบทบัญญัติที่บังคับไว้เกี่ยวกับวิธีการได้มาเป็นเรื่อง ๆ ไป เช่น หากเป็นการได้มาโดยการซื้อขายก็ดูตามมาตรา 456 ได้มาโดยการแลกเปลี่ยนก็ดูตามมาตรา 519 และ 456 ได้มาโดยการให้ก็ดูตามมาตรา 525 ได้มาโดยการจำนองก็ดูตามมาตรา 714 ดังนี้เป็นต้น ซึ่งเมื่อบทบัญญัติดังกล่าวบัญญัติว่า หากมิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ การได้มานั้นย่อมเป็นโมฆะหรือไม่ สมบูรณ์แล้วก็ต้องเป็นไปตามนั้น จะอ้างว่าการได้มานั้นเพียงไม่บริบูรณ์ตามมาตรา 1299 วรรคแรกหาได้ไม่ หากไม่มีบทกฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะ เช่น การได้อสังหาริมทรัพย์โดยลูกหนี้ตีใช้หนี้ก็ดี การได้ทรัพยสิทธิในบรรพ 4 ทั้งหมด เช่น การได้มาซึ่งภารจำยอม สิทธิอาศัย สิทธิเก็บกิน หรือสิทธิเหนือพื้นดินก็ดี ย่อมจะต้องอยู่ภายใต้บังคับของมาตรา 1299 วรรคแรกทั้งสิ้น ข้อควรสังเกตสำหรับมาตรา 1299 วรรคแรก ก็คือ การได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ หรือทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์นั้น หากมิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่แล้ว ย่อมทำให้การได้มานั้นเพียงไม่บริบูรณ์ ในฐานะเป็นทรัพย์สิทธิที่จะใช้ยันต่อบุคคลภายนอกเท่านั้น แต่ยังคงบริบูรณ์ในฐานะเป็นบุคคลสิทธิที่จะบังคับกันได้ในระหว่างคู่สัญญาอยู่ (คำพิพากษาฎีกาที่ 367/2495, 914/2503, 760/2507 และ 655/2508) เช่น ก. ยอมให้ ข. เดินผ่านที่ดินของตนไปสู่ถนนหลวงโดยไม่มีกำหนดเวลา แต่มิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ดังนี้ถือว่า ข. ไม่ได้ทรัพยสิทธิ เป็นการจำยอมในที่ดินของ ข. แต่ ข. ก็ยังมีบุคคลสิทธิตามสัญญาในอันที่จะเดินผ่านที่ดินของ ก. อยู่ เพียงแต่ว่าเมื่อข้อตกลงมิได้กำหนดเวลาไว้ ก. จะบอกเลิกข้อตกลงนั้นเสียเมื่อใดก็ได้ หรือหาก ก. โอนที่ดินต่อไปให้ ค. ค. จะไม่ยอมให้ ข. เดินผ่านที่ดินนั้นเลยก็ได้ โดยไม่ต้องคำนึงว่า ค. สุจริตหรือไม่ หรือเสียค่าตอบแทนหรือไม่ เพราะสิทธิที่ ข. จะเดินผ่านที่ดินของ ก. นั้น เมื่อมิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ย่อมเป็นเพียงบุคคลสิทธิใช้บังคับบุคคลภายนอกมิได้เลย แม้ว่าบุคคลภายนอกจะไม่สุจริตหรือไม่เสียค่าตอบแทนก็ตาม แต่ทายาทหรือผู้สืบสิทธิ (คำพิพากษาฎีกาที่ 442/2486) และเจ้าหนี้สามัญ (คำพิพากษาฎีกาที่ 456 ถึง 458/2491) ของคู่สัญญาหาใช่บุคคลภายนอกไม่ ฉะนั้น ทายาทผู้สืบสิทธิหรือเจ้าหนี้สามัญของคู่สัญญาจึงย่อมถูกบังคับตามสิทธิและหน้าที่ ซึ่งมีอยู่ตามสัญญาอันเป็นบุคคลสิทธินั้นด้วย มาตรา 1299 วรรคแรก นี้ น่าจะใช้แต่เฉพาะการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ หรือทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ โดยนิติกรรมระหว่างเอกชนด้วยกันเท่านั้น เพราะหากเป็นการที่รัฐหรือองค์การของรัฐ เช่น เทศบาลเป็นผู้ได้มาแล้ว แม้จะเป็นการได้มาโดยนิติกรรม ก็มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยอยู่หลายเรื่องว่า หาจำต้องจดทะเบียนไม่ (คำพิพากษาฎีกาที่ 506/2490, 1042/2484 และ 583/2483) เช่น การยกที่ดินให้เป็นทางสาธารณะไม่ว่าจะยกให้แก่รัฐหรือเทศบาลก็ไม่จำต้องจดทะเบียนอย่างการโอนให้เอกชน สำหรับการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ หรือทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรมนั้น หากจะให้บริบูรณ์ก็ต้องจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้ที่เช่นกัน แต่ถ้ามิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก็หาใช่จะไม่บริบูรณ์เสียเลยไม่ ยังถือว่าการได้มานั้นบริบูรณ์ใช้ยันระหว่างคู่กรณีได้ และบริบูรณ์ใช้ยันบุคคลภายนอกผู้ซึ่งได้อสังหาริมทรัพย์หรือทรัพยสิทธิเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์นั้นไปโดยไม่สุจริต หรือโดยไม่เสียค่าตอบแทนได้ เพียงแต่มีส่วนไม่บริบูรณ์อยู่บ้างเฉพาะจะเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนมิได้ และจะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้ได้อสังหาริมทรัพย์ หรือทรัพยสิทธิเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์นั้นไปโดยสุจริต และเสียค่าตอบแทนทั้งได้จดทะเบียนสิทธินั้นโดยสุจริตมิได้เท่านั้น มาตรา 1299 วรรคสองนี้ ประสงค์จะคุ้มครองบุคคลภายนอกผู้สุจริต เสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนสิทธิการได้มาโดยสุจริต ให้มีสิทธิดีกว่าผู้ที่ได้อสังหาริมทรัพย์ หรือทรัพยสิทธิเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม ซึ่งมิได้จดทะเบียนการได้มาเท่านั้น มิได้ประสงค์จะคุ้มครองให้มีสิทธิดีกว่าเจ้าของอันแท้จริงในอสังหาริมทรัพย์ หรือในทรัพยสิทธิเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ เพราะอำนาจกรรมสิทธิ์ของเจ้าของนั้นย่อมจะยิ่งใหญ่กว่าอำนาจอื่น เป็นอำนาจที่มีอยู่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 ในอันที่จะใช้สอย จำหน่าย ได้ดอกผล ติดตามและเอาคืนจากผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ ขัดขวางมิให้ผู้ใดเข้ามาเกี่ยวข้องโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ฉะนั้นผู้ที่ไมาซึ่งทรัพย์สินหรือทรัพยสิทธิเกี่ยวแก่ทรัพย์สินจากผู้ที่มิใช่เจ้าของ หรือผู้ที่ไม่มีอำนาจโอนให้ได้แล้ว ผู้นั้นย่อมไม่มีสิทธิดีกว่าเจ้าของ เหตุนี้จึงเกิดหลักกฎหมายว่าผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน กล่าวคือ หากผู้โอนไม่มีอำนาจที่จะโอนให้ได้แล้ว ผู้รับโอนก็ไม่ได้อะไรมา ทั้งนี้โดยไม่ต้องพิจารณาว่า ผู้รับโอนจากผู้ไม่มีอำนาจโอนนั้นจะสุจริต หรือเสียค่าตอบแทนหรือไม่ เว้นแต่กรณีจะเข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 1329 ถึง มาตรา 1332 แม้มาตรา 1299 วรรคสองจะเป็นข้อยกเว้นอันหนึ่งของหลักกฎหมายที่ว่าผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอนก็ตาม แต่ก็เป็นข้อยกเว้นที่ใช้เฉพาะกับผู้ได้มาโดยทางอื่น นอกจากนิติกรรมเท่านั้น หาได้เป็นข้อยกเว้นที่จะนำมาใช้กับเจ้าของอันแท้จริงไม่ ดังจะเห็นได้จากคำพิพากษาฎีกาต่อไปนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ 1315/2493 มีผู้ปลอมโฉนดที่ดินของเขา แล้วเอาไปจำนองโดยเจ้าของที่ดินมิได้ประมาทเลินเล่อ ดังนี้ผู้รับจำนองไม่ได้ทรัพยสิทธิอย่างใดในที่ดินนั้น จะยกมาตรา 1299 มาอ้างอิงมิได้ เจ้าของที่ดินมีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมจำนองได้ คำพิพากษาฎีกาที่ 230/2501 จำเลยเอาโฉนดของโจทก์โอนเป็นของตน โดยโจทก์มิได้รู้เห็นยินยอม กรรมสิทธิ์ยังเป็นของโจทก์อยู่ จำเลยไม่มีสิทธิเอาไปจำนอง ผู้รับจำนองไม่มีสิทธิตามสัญญาจำนอ คำพิพากษาฎีกาที่ 683/2507 โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินมือเปล่าได้ให้จำเลยที่ 1 ดูแลจัดให้คนเช่า จำเลยที่ 1 เอาที่ดินนั้นไปขายให้จำเลยที่ 2 โดยทำสัญญาซื้อขายกันที่อำเภอ จำเลยที่ 2 รับโอนไว้โดยสุจริต ดังนี้จำเลยที่ 2 ก็ไม่ได้สิทธิในที่ดินตามมาตรา 1299, 1300 คำพิพากษาฎีกาที่ 996 – 997/2509 ขอออกโฉนดทับที่ดินของผู้อื่น และเจ้าพนักงานที่ดินได้ออกโฉนดให้โดยไม่มีอำนาจ โฉนดที่ออกมาจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้มีชื่อในโฉนดไม่ได้กรรมสิทธิ์ตามโฉนดนั้น แม้จะโอนให้ผู้ใดต่อไป ผู้รับโอนก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์ เมื่อโฉนดออกมาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ได้กรรมสิทธิ์ทางทะเบียนจะนำมาตรา 1299 วรรคสองมาใช้ยันเจ้าของเดิมมิได้ คำพิพากษาฎีกาที่ 325/2514 จำเลยเอาที่ดินมือเปล่าของผู้ร้องไปออก น.ส. 3 เป็นของตน แล้วจำนองไว้กับโจทก์ เมื่อศาลพิพากษาให้เพิกถอน น.ส. 3 โดยฟังว่าที่ดินเป็นของผู้ร้องแล้วเช่นนี้ แม้ศาลจะมิได้พิพากษาให้เพิกถอนจำเลย และแม้จะฟังว่าโจทก์รับจำนองไว้โดยสุจริตก็ตาม โจทก์ก็ไม่มีสิทธิบังคับจำนอง มีผู้เข้าใจว่า มาตรา 1299 วรรคสอง นี้ใช้เฉพาะสำหรับได้อสังหาริมทรัพย์ หรือทรัพยสิทธิเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ที่มีชื่อทางทะเบียนเท่านั้น แต่ถ้อยคำตามตัวบทหาเป็นเช่นนั้นไม่ อสังหาริมทรัพย์ไม่ว่าประเภทใด หรือทรัพยสิทธิเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ชนิดใดก็ตามย่อมจะต้องอยู่ในความหมายของมาตรา 1299 ทั้งสิ้น ดังจะเห็นได้จากคำพิพากษาฎีกาที่ 1101/2504 ที่ว่าที่ดินมือเปล่า ถ้าผู้โอนและผู้รับโอนประสงค์จะทำการโอนโดยผลของนิติกรรมก็ต้องทำนิติกรรมให้ถูกต้องตามแบบดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1299 วรรคแรก และคำพิพากษาฎีกาที่ 326/2495 ที่ว่าการได้ที่นามือเปล่ามาโดยการครอบครอง ถ้าไม่จดทะเบียนการได้มาซึ่งสิทธิครอบครอง จะยกเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนโดยสุจริต และจดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้วไม่ได้ การได้มาโดยทางอื่นนอกจากนิติกรรมนั้น หมายถึงการได้มาโดยมิได้เกิดจากนิติกรรม ตามแนวคำพิพากษาฎีกาพอจะวางหลักได้ว่า หมายถึงการได้มาโดยผลแห่งกฎหมายประการหนึ่ง เช่น การได้กรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์โดยการครอบครองปรปักษ์ตามมาตรา 1382 หรือ การได้ภารจำยอมโดยอายุความตามมาตรา 1401 และ 1382 และหมายถึงการได้มาโดยการรับมรดกไม่ว่าจะเป็นการรับมรดกในฐานะเป็นทายาทโดยธรรม หรือเป็นผู้รับพินัยกรรมประการหนึ่ง และหมายถึงการได้มาโดยคำพิพากษาของศาลอีกประการหนึ่ง สำหรับการได้มาโดยการรับรองมรดกนั้น ได้มีคำพิพากษาฎีกาที่ 1619/2506 วินิจฉัยว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599 ทายาทย่อมได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์มรดกตั้งแต่เจ้ามรดกตาย แม้จะยังไม่ได้จดทะเบียนสิทธินั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 ก็ตาม ก็มีสิทธิฟ้องขับไล่ผู้เช่าทรัพย์มรดกนั้นได้ และคำพิพากษาฎีกาที่ 1812/2506 วินิจฉัยว่า เมื่อผู้ทำพินัยกรรมตายที่ดินที่ระบุไว้ในพินัยกรรมย่อมตกได้แก่ผู้รับพินัยกรรมทันทีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1673 โดยมิต้องทำการรับมรดกและเข้าครอบครองที่ดินนั้น โดยเหตุนี้เจ้าของที่ดินเช่นว่านี้จึงมีอำนาจฟ้องให้ศาลสั่งแสดงกรรมสิทธิ์และขับไล่ผู้อาศัยได้ การได้มาในฐานะเป็นผู้รับพินัยกรรมนั้น มีความเห็นแย้งว่าน่าจะเป็นการได้มาโดยนิติกรรม เพราะเป็นการได้มาจากพินัยกรรมซึ่งเป็นนิติกรรมอย่างหนึ่ง แต่เป็นนิติกรรมฝ่ายเดียว ความเห็นเช่นนี้ก็มีเหตุผลอยู่ แต่การรับมรดกในฐานะเป็นผู้รับพินัยกรรมนี้ แม้จะเริ่มต้นด้วยนิติกรรมแต่ผลที่ได้รับย่อมเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ กล่าวคือ ผู้รับพินัยกรรมจะได้รับมรดกก็ต่อเมื่อผู้ทำพินัยกรรมตายแล้วเท่านั้น ผู้ทำพินัยกรรมจะให้ทรัพย์มรดกตกได้แก่ผู้รับพินัยกรรมก่อนคนตายหาได้ไม่ ผลแห่งการที่ได้รับทรัพย์มรดกของผู้รับพินัยกรรมจึงน่าจะถือว่าเป็นผลตามกฎหมายมากกว่า ถ้าถือว่าเป็นการได้มาโดยนิติกรรมแล้ว หากเป็นอสังหาริมทรัพย์ก็ต้องจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 1299 วรรคแรก มิฉะนั้นไม่บริบูรณ์ ใช้ยันต่อบุคคลภายนอกไม่ได้เลย เช่นจะฟ้องขับไล่ผู้ที่อยู่ในที่ดินอันเป็นมรดกก็มิได้ แต่ก็ได้มีคำพิพากษาฎีกาที่ 1619/2506 และ 1812/2506 วินิจฉัยไว้แล้วว่า มีสิทธิฟ้องขับไล่ผู้เช่าหรือผู้อาศัยซึ่งที่ดินอันเป็นมรดกนั้นได้ จึงน่าจะปรับเข้ากับมาตรา 1299 วรรคสอง คือใช้ยันบุคคลภายนอกได้ เว้นแต่บุคคลภายนอกนั้นจะสุจริต เสียค่าตอบแทน และได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว การได้มาโดยคำพิพากษานั้นได้มีคำพิพากษาฎีกาที่ 352/2488 วินิจฉัยว่า คำพิพากษาซึ่งแสดงให้บุคคลได้สิทธิหรือมีสิทธิอย่างใดนั้น บุคคลนั้นย่อมได้สิทธิหรือมีสิทธิตามคำพิพากษาโดยบริบูรณ์ แม้เป็นอสังหาริมทรัพย์ก็ไม่ต้องจดทะเบียนเสียก่อน การจดทะเบียนเป็นแต่เพียงทรัพยสิทธิที่จะใช้ยันบุคคลภายนอกได้เท่านั้น สำหรับการได้มาโดยคำพิพากษาของศาลนี้น่าจะต้องเป็นคำพิพากษาที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดโดยศาลเอง มิใช่โดยคำพิพากษาที่พิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ เพราะคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นเป็นเพียงการยอมรับบังคับตามสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งเป็นนิติกรรมเท่านั้น จึงถือว่าการได้มาโดยคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นเป็นการได้มาโดยนิติกรรม มิใช่โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม มีข้อสังเกตว่า สำหรับการได้มาทางอื่นนอกจากนิติกรรมนั้น หากเป็นการได้ภารจำยอมโดยการครอบครองตามมาตรา 1401 และ 1382 แล้ว แม้จะมิได้จดทะเบียนการได้มาตามมาตรา 1299 วรรคสอง ก็ใช้ยันบุคคลผู้ได้รับโอนกรรมสิทธิ์ในภารยทรัพย์นั้นได้ แม้ว่าบุคคลภายนอกนั้นจะสุจริตและเสียค่าตอบแทนก็ตาม ทั้งนี้ตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ 800/2502 ซึ่งให้เหตุผลว่ามาตรา 1299 วรรคสอง ใช้เฉพาะกับทรัพยสิทธิของบุคคลภายนอกซึ่งเป็นทรัพยสิทธิอันเดียวกับสิทธิที่ยังมิได้จดทะเบียนเท่านั้น ภารจำยอมเป็นการโอนสิทธิ แต่ทรัพยสิทธิในภารยทรัพย์ที่บุคคลภายนอกได้ไปเป็นกรรมสิทธิ์ อันถือว่าเป็นทรัพยสิทธิต่างประเภทกัน แต่อย่างไรก็ตาม หลักตามคำพิพากษาฎีกาที่ 800/2502 นี้ก็ยังมีผู้ไม่เห็นด้วยอยู่เหมือนกัน. -------------------------------------------------------------------------------- ขอขอบคุณข้อมุลจาก www.lawonline.co.thบัญญัติ สุชีวะ ธรรมศาสตร์บัณฑิต เนติบัณฑิตอังกฤษ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ประเภทของหน้า: บทความกฎหมาย
# แหล่งโบราณคดีภาคเหนือ - กำแพงเมืองแพร่ หมวดหมู่ › วัฒนธรรม (3270) › เครือข่ายทางวัฒนธรรม (204) › สถานที่ทางวัฒนธรรม (197) › แหล่งโบราณคดี (191) keyword: แหล่งโบราณคดี ภาคเหนือ สถานที่ประวัติศาสตร์ เมืองโบราณ แหล่งโบราณคดี วันที่เอกสารถูกสร้าง: 05/01/2009 ที่มา: ประเพณีไทยดอทคอม http://www.prapayneethai.com **กำแพงเมืองแพร่** ภาค     ภาคเหนือจังหวัด  แพร่ กำแพงเมืองแพร่สร้าง         ปางบรรพ์เป็นขอบเขตคูคัน             โอบล้อมพูนดินก่อเป็นสัน              เสริมอิฐบรรพบุรุษเตรียมการพร้อม    ปิดกั้น อันตราย นอกเมืองทิศเหนือตก    ยามอุทกภัยไหลล้นฝั่งน้ำยมเซาะตลิ่งพัง        ถาโถมถั่งหลั่งเนืองนองบ่อาจท่วมเมืองได้       น้ำไหลคืนสู่คูคลองกำแพงเป็นเขตป้อง      กันน้ำหลากเวียงพ้นภัยแม้มีไพรีรุก                มิอาจบุกเข้าเมืองได้คงยากจะชิงชัย           สมัยโบราณประโยชน์มีหลักฐานประวัติศาสตร์   สมบัติชาติอย่าย่ำยีกำแพงเมืองเป็นศักดิ์ศรี  คูเมืองชี้แหล่งอารยธรรม(วรพร บำบัด ......ประพันธ์) ไม่ปรากฎแน่ชัดว่าสร้างในสมัยใด แต่มีอายุมากกว่า ๑,๑๐๐ ปี คือมีหลักฐานจากประวัติวัดหลวง ที่กล่าวว่า " ....พ.ศ. ๑๓๗๔ ท้าวพหุสิงห์ ราชโอรสของพ่อขุนหลวงพล ขึ้นครองเมืองพลทรงรับสั่งให้ขุนพระวิษณุวังไชย เป็นแม่งานทำการบูรณะอารามวัดหลวง มีการหุ้มทองพระเจ้าแสนหลวงทั้งองค์ ขยายกำแพงวัดออกไปถมกำแพงเมือง ก่ออิฐให้สูงขึ้นเพื่อป้องกันน้ำขุนยมไหลเอ่อท่วมเวียง แล้วฉลองสมโภช ๕วัน ๕ คืน..." แสดงว่ากำแพงเมืองมีการสร้างมาก่อนแล้ว **** ในปัจจุบันยังมีแนวกำแพงเมืองปรากฎหลักฐานให้เห็นอย่างเด่นชัดและมีความ สมบูรณ์อยู่มาก ช่วยป้องกันน้ำแม่ยมท่วมในเมืองไว้ได้จนตราบเท่าทุกวันนี้ แม้ว่าบางส่วนจะถูกบุกรุกตัดเป็นถนน และมีการสร้างบ้านเรือนอาศัยอยู่บ้าง ปัจจุบันชาวบ้านเรียกคูน้ำว่า "คือเมือง" หรือ "น้ำคือ" และเรียกกำแพงเมืองว่า"เมฆ" เส้นทางที่ ๑ ถนนสายเจริญเมือง เข้าทางประตูชัยเส้นทางที่ ๒ ถนนบ้านใหม่ เข้าทางประตูใหม่เส้นทางที่ ๓ เข้าทางสามแยกบ้านในเวียงทางประตูมานเส้นทางที่ ๔ เข้าบ้านสุพรรณ และมหาโพธิ์ ข้ามสะพานน้ำยมเข้าประตูศรีชุม
# ธรรมะฉบับเรียนลัด - หลักการทั่วไปของการปฏิบัติธรรม ชุดที่ ๑ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) หมวดหมู่ › ศาสนาและจิตวิญญาณ (7090) › พุทธศาสนา (6481) keyword: พุทธศาสนา e-book คัดลอกจากหนังสือธรรมะฉบับเรียนลัด หลักการทั่วไปของการปฏิบัติธรรม ชุดที่ ๑ เอกสาร พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต) วันที่เอกสารถูกสร้าง: 16/03/2008 ที่มา: http://www.dhammajak.net/book/dhamma1/page03.php
# พระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2521 หมวดหมู่ › สังคม (2814) › นิติศาสตร์ (399) keyword: นิติศาสตร์ พระราชบัญญัติ วันที่เอกสารถูกสร้าง: 07/01/2008 ที่มา: พระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2521 พระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2521__________ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.ให้ไว้ ณ วันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2521เป็นปีที่ 33 ในรัชกาลปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยการทำงานของคนต่างด้าว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ดังต่อไปนี้ มาตรา 1 พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า พระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2521 มาตรา 2(1) พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป มาตรา 3 ให้ยกเลิกประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 322 ลงวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2515 มาตรา 4 พระราชบัญญัตินี้ไม่ใช้บังคับแก่การปฏิบัติหน้าที่ในราชอาณาจักรของคนต่างด้าว เฉพาะในฐานะดังต่อไปนี้ มาตรา 5 ในพระราชบัญญัตินี้ คนต่างด้าว หมายความว่า บุคคลธรรมดาซึ่งไม่มีสัญชาติไทย ทำงาน หมายความว่า การทำงานโดยใช้กำลังกายหรือความรู้ด้วยประสงค์ค่าจ้างหรือประโยชน์อื่นใดหรือไม่ ก็ตาม ใบอนุญาต หมายความว่า ใบอนุญาตทำงาน ผู้รับใบอนุญาต หมายความว่า คนต่างด้าวซึ่งได้รับใบอนุญาต คณะกรรมการ หมายความว่า คณะกรรมการพิจารณาการทำงานของคนต่างด้าว พนักงานเจ้าหน้าที่ หมายความว่า ผู้ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ นายทะเบียน หมายความว่า ผู้ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งให้เป็นนายทะเบียนการทำงานของคนต่างด้าว อธิบดี หมายความว่า อธิบดีกรมแรงงาน รัฐมนตรี หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ มาตรา 6 ภายใต้บังคับมาตรา 12 งานใดที่ห้ามคนต่างด้าวทำในท้องที่ใด เมื่อใด โดยห้ามเด็ดขาด หรือห้ามโดยมีเงื่อนไขอย่างใดเพียงใดให้กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา มาตรา 7 ภายใต้บังคับมาตรา 10 งานใดที่มิได้ห้ามไว้ในพระราชกฤษฎีกาซึ่งออกตามความในมาตรา 6 คนต่างด้าวจะทำได้ต่อเมื่อได้รับใบอนุญาตจากอธิบดีหรือเจ้าพนักงานซึ่งอธิบดีมอบหมาย เว้นแต่คนต่างด้าวที่เข้ามาในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองเพื่อทำงานอันจำเป็นและเร่งด่วนมีระยะการทำงานไม่เกินสิบห้าวัน แต่คนต่างด้าวนั้นจะทำงานนั้นได้เมื่อได้มีหนังสือแจ้งให้อธิบดีหรือเจ้าพนักงานซึ่งอธิบดีมอบหมายทราบ ตามแบบที่อธิบดีกำหนด มาตรา 8 ภายใต้บังคับกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง บุคคลใดประสงค์จะให้คนต่างด้าวเข้ามาทำงานในกิจการของตนในราชอาณาจักรจะยื่นคำขอรับใบอนุญาตแทนคนต่างด้าวนั้นต่ออธิบดีหรือเจ้าพนักงานซึ่งอธิบดีมอบหมายก็ได้ อธิบดีหรือเจ้าพนักงานซึ่งอธิบดีมอบหมาย จะออกใบอนุญาตให้แก่คนต่างด้าวตามวรรคหนึ่งได้ต่อเมื่อคนต่างด้าวนั้นเข้ามาในราชอาณาจักรแล้ว มาตรา 9 ในการอนุญาตให้คนต่างด้าวทำงานตามมาตรา 7 และมาตรา 8 อธิบดีหรือเจ้าพนักงานซึ่งอธิบดีมอบหมายจะกำหนดเงื่อนไขอย่างใดเพื่อให้คนต่างด้าวปฏิบัติก็ได้ ในกรณีเช่นนั้น ต้องให้คนต่างด้าวให้คำรับรองก่อนว่าจะสามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขนั้นได้ และถ้าเป็นกรณีตามมาตรา 8 คนต่างด้าวนั้นต้องให้คำรับรองก่อนเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักร มาตรา 10 คนต่างด้าวซึ่งได้รับอนุญาตให้เข้ามาทำงานในราชอาณาจักรตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุนหรือตามกฎหมายอื่นให้ยื่นคำขอรับใบอนุญาตต่ออธิบดีหรือเจ้าพนักงานซึ่งอธิบดีมอบหมายภายในสามสิบวันนับแต่วันที่คนต่างด้าวนั้นเข้ามาในราชอาณาจักร แต่ถ้าคนต่างด้าวนั้นอยู่ในราชอาณาจักรแล้ว ระยะเวลาสามสิบวัน ให้นับแต่วันที่ทราบการได้รับอนุญาตให้ทำงานตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุนหรือตามกฎหมายอื่น ในระหว่างรอรับใบอนุญาต ให้ผู้ยื่นคำขอทำงานไปพลางก่อนได้ เมื่ออธิบดีหรือเจ้าพนักงานซึ่งอธิบดีมอบหมายได้รับคำขอแล้วให้ออกใบอนุญาตให้โดยมิชักช้า มาตรา 11 คนต่างด้าวซึ่งจะขอรับใบอนุญาตตามมาตรา 7 ต้องมีลักษณะดังต่อไปนี้ มาตรา 12 คนต่างด้าวดังต่อไปนี้จะทำงานใดได้เฉพาะที่รัฐมนตรีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา ในประกาศดังกล่าวรัฐมนตรีจะกำหนดเงื่อนไขอย่างใดไว้ก็ได้ตามที่เห็นสมควร คนต่างด้าวจะทำงานใดที่รัฐมนตรีกำหนดตามวรรคหนึ่งได้ต่อเมื่อได้รับใบอนุญาตจากอธิบดีหรือเจ้าพนักงานซึ่งอธิบดีมอบหมาย มาตรา 13 ใบอนุญาตที่ออกให้ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้มีอายุหนึ่งปีนับแต่วันออกเว้นแต่ มาตรา 14 ในกรณีที่ผู้รับใบอนุญาตตามมาตรา 10 ได้รับการขยายระยะเวลาการทำงานตามกฎหมายนั้น ๆ ให้ผู้รับใบอนุญาตแจ้งต่อนายทะเบียนภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับการขยายระยะเวลาและให้นายทะเบียนจดแจ้งการขยายระยะเวลานั้นลงในใบอนุญาต มาตรา 15 ก่อนใบอนุญาตสิ้นอายุและผู้รับใบอนุญาตประสงค์จะทำงานนั้นต่อไปให้ยื่นคำขอต่ออายุใบอนุญาตต่อนายทะเบียน ในกรณีเช่นนี้ให้ผู้ขอต่ออายุใบอนุญาตทำงานไปพลางก่อนได้จนกว่านายทะเบียนจะมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ต่ออายุ การต่ออายุใบอนุญาตให้ต่อได้ครั้งละหนึ่งปี เว้นแต่ มาตรา 16 รัฐมนตรีมีอำนาจออกกฎกระทรวงกำหนดแบบหลักเกณฑ์และวิธีการในกรณีดังต่อไปนี้ มาตรา 17 ในกรณีที่ไม่ออกใบอนุญาตหรือไม่อนุญาตตามมาตรา 7 มาตรา 8 มาตรา 10 มาตรา 12 หรือไม่ให้ต่ออายุใบอนุญาตตามมาตรา 15 หรือไม่อนุญาตให้ทำงานอื่นหรือเปลี่ยนท้องที่หรือสถานที่ในการทำงานตามมาตรา 21 ผู้ขอมีสิทธิอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีโดยทำเป็นหนังสือยื่นต่ออธิบดีหรือเจ้าพนักงานซึ่งอธิบดีมอบหมาย หรือนายทะเบียน แล้วแต่กรณี ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้ทราบคำสั่งไม่อนุญาต เมื่อได้รับอุทธรณ์แล้ว ให้ผู้รับอุทธรณ์นำส่งคณะกรรมการภายในสิบห้าวัน ให้คณะกรรมการพิจารณาเสนอความเห็นต่อรัฐมนตรีภายในสิบห้าวันและให้รัฐมนตรีวินิจฉัยคำอุทธรณ์ภายในสามสิบวัน คำวินิจฉัยของรัฐมนตรีให้เป็นที่สุด ในกรณีอุทธรณ์คำสั่งไม่ให้ต่ออายุใบอนุญาตตามมาตรา 15 ที่กล่าวในวรรคหนึ่ง ผู้อุทธรณ์มีสิทธิทำงานไปพลางก่อนได้ จนกว่าจะมีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของรัฐมนตรี มาตรา 18 ผู้รับใบอนุญาตต้องมีใบอนุญาตอยู่กับตัวหรืออยู่ ณ ที่ทำงานในระหว่างทำงาน เพื่อแสดงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่หรือนายทะเบียนได้เสมอ มาตรา 19 ถ้าใบอนุญาตชำรุดในสาระสำคัญหรือสูญหาย ให้ผู้รับใบอนุญาตยื่นคำขอรับใบแทนต่อนายทะเบียนภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ทราบการชำรุดหรือสูญหาย มาตรา 20 ในกรณีที่คนต่างด้าวเลิกทำงานตามที่ระบุไว้ในใบอนุญาตให้ส่งมอบใบอนุญาตคืนให้แก่นายทะเบียนในท้องที่จังหวัดที่ตั้งสถานที่ทำงานภายในเจ็ดวัน นับแต่วันที่เลิกทำงานนั้น มาตรา 21 ห้ามมิให้ผู้รับใบอนุญาตทำงานอื่นใดนอกจากงานที่ระบุไว้ในใบอนุญาตหรือเปลี่ยนท้องที่หรือสถานที่ในการทำงานให้แตกต่างไปจากที่กำหนดไว้ในใบอนุญาต เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน มาตรา 22 ห้ามมิให้บุคคลใดรับคนต่างด้าวซึ่งไม่มีใบอนุญาตเข้าทำงานหรือรับคนต่างด้าวเข้าทำงานที่มีลักษณะหรือเงื่อนไขในการทำงานแตกต่างไปจากที่กำหนดไว้ในใบอนุญาต มาตรา 23 บุคคลใดรับคนต่างด้าวเข้าทำงานหรือให้คนต่างด้าวย้ายไปทำงานในท้องที่อื่นนอกจากที่ระบุไว้ในใบอนุญาต หรือมีคนต่างด้าวออกจากงาน ให้บุคคลนั้นแจ้งต่อนายทะเบียนภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่รับคนต่างด้าวเข้าทำงานหรือวันที่คนต่างด้าวนั้นย้ายหรือออกจากงานแล้วแต่กรณี การแจ้งตามวรรคหนึ่งให้ทำตามแบบที่อธิบดีกำหนด มาตรา 24 ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่ง เรียกว่า คณะกรรมการพิจารณาการทำงานของคนต่างด้าว ประกอบด้วยปลัดกระทรวงมหาดไทยหรือผู้ซึ่งปลัดกระทรวงมหาดไทยมอบหมายเป็นประธาน ผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศ ผู้แทนกระทรวงอุตสาหกรรม ผู้แทนกรมการปกครอง ผู้แทนกรมตำรวจ ผู้แทนกรมประชาสงเคราะห์ ผู้แทนกรมอัยการ ผู้แทนกรมทะเบียนการค้า ผู้แทนกรมการค้าภายใน ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และกรรมการอื่นซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งไม่เกินสามคนเป็นกรรมการ และผู้แทนกรมแรงงานเป็นกรรมการและเลขานุการ มาตรา 25 กรรมการซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งอยู่ในตำแหน่งคราวละสองปี กรรมการซึ่งพ้นจากตำแหน่งอาจได้รับแต่งตั้งอีกได้ มาตรา 26 กรรมการซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งพ้นจากตำแหน่งก่อนถึงคราวออกตามวาระเมื่อ ในกรณีที่มีการแต่งตั้งกรรมการในระหว่างที่กรรมการซึ่งแต่งตั้งไว้แล้ว ยังมีวาระอยู่ในตำแหน่ง ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตั้งเพิ่มขึ้นหรือแต่งตั้งซ่อม ให้ผู้ได้รับแต่งตั้งนั้นอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการซึ่งแต่งตั้งไว้แล้วนั้น มาตรา 27 คณะกรรมการมีหน้าที่วินิจฉัย ให้คำแนะนำหรือคำปรึกษาแก่รัฐมนตรีดังต่อไปนี้ มาตรา 28 การประชุมคณะกรรมการต้องมีกรรมการมาประชุมไม่ต่ำกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมด จึงเป็นองค์ประชุม ถ้าประธานกรรมการไม่อยู่ในที่ประชุม หรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้กรรมการซึ่งมาประชุมเลือกกรรมการด้วยกันคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม มติของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก กรรมการคนหนึ่งมีเสียงหนึ่งในการลงคะแนน ถ้าคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด มาตรา 29 คณะกรรมการมีอำนาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อให้ทำกิจการหรือพิจารณาเรื่องใดอันอยู่ในขอบเขตแห่งหน้าที่ของคณะกรรมการ ให้นำความในมาตรา 28 มาใช้บังคับแก่การประชุมคณะอนุกรรมการโดยอนุโลม มาตรา 30 ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ อธิบดีหรือเจ้าพนักงานซึ่งอธิบดีมอบหมาย นายทะเบียน หรือพนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจ ในการปฏิบัติหน้าที่ตาม (2) ให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองสถานที่ดังกล่าว หรือบุคคลผู้รับผิดชอบหรือเกี่ยวข้องซึ่งอยู่ในสถานที่ดังกล่าวอำนวยความสะดวกตามสมควร มาตรา 31 นายทะเบียนและพนักงานเจ้าหน้าที่ต้องมีบัตรประจำตัว ในการปฏิบัติการตามหน้าที่ นายทะเบียนและพนักงานเจ้าหน้าที่ต้องแสดงบัตรประจำตัวเมื่อบุคคลซึ่งเกี่ยวข้องร้องขอ มาตรา 32 ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้อธิบดีหรือเจ้าพนักงานซึ่งอธิบดีมอบหมาย นายทะเบียน หรือพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 คนต่างด้าวผู้ใดทำงานโดยฝ่าฝืนพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามมาตรา 6 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ มาตรา 34 คนต่างด้าวผู้ใดทำงานโดยฝ่าฝืนมาตรา 7 หรือฝ่าฝืนเงื่อนไขที่กำหนดตามมาตรา 9 หรือทำงานโดยไม่ได้รับใบอนุญาตหรือฝ่าฝืนเงื่อนไขที่รัฐมนตรีกำหนดตามมาตรา 12 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามเดือน หรือปรับไม่เกินห้าพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ มาตรา 35 คนต่างด้าวผู้ใดทำงานโดยฝ่าฝืนมาตรา 10 หรือมาตรา 18 หรือมาตรา 20 ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท มาตรา 36 ผู้รับใบอนุญาตผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา 14 หรือมาตรา 19 ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท มาตรา 37 คนต่างด้าวผู้ใดทำงานเมื่อใบอนุญาตสิ้นอายุแล้วโดยมิได้ยื่นคำขอต่ออายุใบอนุญาตก่อนใบอนุญาตสิ้นอายุหรือได้ยื่นคำขอแล้วแต่นายทะเบียนมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ต่ออายุใบอนุญาตตามมาตรา 15 และคนต่างด้าวผู้นั้นมิได้อุทธรณ์คำสั่งของนายทะเบียนหรือได้อุทธรณ์แล้วแต่รัฐมนตรีมีคำวินิจฉัยไม่อนุญาตให้ต่ออายุใบอนุญาตตามมาตรา 17 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามเดือน หรือปรับไม่เกินห้าพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ มาตรา 38 ผู้รับใบอนุญาตผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 21 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ มาตรา 39 ผู้ใดรับคนต่างด้าวเข้าทำงานโดยฝ่าฝืนมาตรา 22 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ มาตรา 40 ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 23 หรือมาตรา 42 ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท มาตรา 41 ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามหนังสือสอบถามหรือหนังสือเรียกหรือไม่ยอมให้ข้อเท็จจริงหรือไม่ส่งเอกสาร หรือหลักฐาน หรือขัดขวาง หรือไม่อำนวยความสะดวกแก่อธิบดีหรือเจ้าพนักงานซึ่งอธิบดีมอบหมาย หรือนายทะเบียน หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 30 ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสามพันบาท มาตรา 42 บุคคลใดมีคนต่างด้าวทำงานในธุรกิจของตนก่อนวันที่ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 322 ลงวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2515 ใช้บังคับและยังมิได้แจ้งรายการเกี่ยวกับคนต่างด้าวที่ทำงานอยู่กับตนตามข้อ 35 แห่งประกาศของคณะปฏิวัติดังกล่าวจนถึงวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับให้บุคคลนั้นแจ้งรายการดังกล่าวตามแบบที่อธิบดีกำหนดภายในสี่สิบห้าวัน นับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ มาตรา 43 ใบอนุญาตที่ออกให้ตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 322 ลงวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2515 ให้ใช้ได้ต่อไปตราบเท่าที่ใบอนุญาตยังไม่สิ้นอายุ และผู้รับใบอนุญาตยังทำงานที่ได้รับอนุญาตนั้น มาตรา 44 คนต่างด้าวซึ่งมีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง และทำงานอยู่แล้วก่อนวันที่ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 322 ลงวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2515 ใช้บังคับ และได้ยื่นคำขอรับใบอนุญาตต่ออธิบดี หรือเจ้าพนักงานซึ่งอธิบดีมอบหมายตามข้อ 34 วรรคหนึ่ง แห่งประกาศของคณะปฏิวัติดังกล่าว และอธิบดีหรือเจ้าพนักงานซึ่งอธิบดีมอบหมายได้ออกใบอนุญาตแล้วแต่คนต่างด้าวผู้นั้นยังมิได้ไปรับใบอนุญาตและยังคงทำงานอยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ไปรับใบอนุญาตภายในหกสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัติใช้บังคับ หากไม่ไปขอรับใบอนุญาตภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ให้ถือว่าใบอนุญาตนั้นสิ้นผลเมื่อครบกำหนดเวลาเช่นว่านั้น มาตรา 45 คนต่างด้าวตามมาตรา 12 ซึ่งทำงานใดอยู่แล้วในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ทำงานนั้นต่อไปได้จนกว่าจะมีประกาศของรัฐมนตรีตามมาตรา 12 เมื่อมีประกาศของรัฐมนตรีตามมาตรา 12 แล้ว ในกรณีที่งานที่คนต่างด้าวดังกล่าวทำอยู่เป็นงานที่รัฐมนตรีได้ประกาศให้ทำได้ ให้ทำงานนั้นได้ต่อไปแต่ต้องยื่นคำขอรับใบอนุญาตภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ประกาศของรัฐมนตรีดังกล่าวใช้บังคับ ในกรณีที่งานที่คนต่างด้าวดังกล่าวทำอยู่นั้นมิใช่เป็นงานที่รัฐมนตรีได้ประกาศให้ทำได้ ให้ทำงานนั้นต่อไปได้อีกหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ มาตรา 46 บรรดาพระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง และประกาศหรือคำสั่งของรัฐมนตรีหรืออธิบดี หรือใบอนุญาตซึ่งได้ออกหรือสั่งโดยอาศัยอำนาจตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 322 ลงวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2515 เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับบทแห่งพระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับได้ต่อไปและให้ถือเสมือนเป็นพระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง และประกาศหรือคำสั่งของรัฐมนตรีหรืออธิบดีหรือใบอนุญาตที่ออกตามความในพระราชบัญญัตินี้ มาตรา 47 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจแต่งตั้งนายทะเบียนและพนักงานเจ้าหน้าที่ออกกฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมไม่เกินอัตราท้ายพระราชบัญญัตินี้ ยกเว้นค่าธรรมเนียม และกำหนดกิจการอื่นเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ กฎกระทรวงนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้ใช้บังคับได้ หมายเหตุ:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 322 ลงวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2515 มีหลักการใช้บังคับเฉพาะคนต่างด้าวซึ่งได้รับอนุญาตให้เข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองเท่านั้น ส่วนคนต่างด้าวบางประเภทที่เข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่มีหลักฐานการได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง เช่น ญวนอพยพ เป็นต้น ไม่อยู่ในข่ายบังคับของกฎหมายนี้ และปัจจุบันบุคคลเหล่านี้ได้มาประกอบอาชีพหรือทำงานอยู่ในท้องที่จังหวัดต่าง ๆ โดยเสรี ทำให้ดูเสมือนว่าเป็นผู้มีอภิสิทธิ์เหนือคนต่างด้าวอื่น ๆ ที่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาอยู่โดยถูกต้องตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง จึงจำต้องเพิ่มบทบัญญัติเพื่อใช้บังคับแก่คนต่างด้าวเหล่านี้ด้วยนอกจากนี้ถ้อยคำในประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 322 หลายแห่งไม่ชัดแจ้งทำให้เป็นปัญหาขัดข้องในทางปฏิบัติอยู่หลายเรื่อง เนื่องจากได้ออกมาใช้บังคับโดยกระทันหันตามภาวะความจำเป็นในสมัยนั้น จึงจำต้องแก้ไขปรับปรุงเสียใหม่ให้เหมาะสมกับภาวะการณ์ในปัจจุบัน
# พิธีกรรมภาคเหนือ - การทรงเจ้าศาลเจ้าโกมินทร์ หมวดหมู่ › วัฒนธรรม (3270) › ประเพณี (780) › พิธีกรรม ความเชื่อ (362) keyword: พิธีกรรม ความเชื่อ ภาคเหนือ พิธีกรรม วิถีชีวิตไทย เอกลักษณ์ไทย วันที่เอกสารถูกสร้าง: 15/12/2008 ที่มา: ประเพณีไทยดอทคอม http://www.prapayneethai.com/ **การทรงเจ้าศาลเจ้าโกมินทร์** **** งานวันเกิดเจ้าพ่อโกมินทร์ (นาจา) งานไหว้ครูประจำปี เทศกาลกินเจ นอกจากนั้นจะทรงทุกวันที่ ๑๕ของเดือน หวังการชี้นำจากเจ้าพ่อโกมินทร์ ซึ่งเชิญมาสิงร่างทรงในการแก้ปัญหาในการดำรงชีพหรือแก้ปัญหาในชีวิต หรือให้เจ้าพ่อโกมินทร์ช่วยในเรื่องต่าง ๆ **** การทรงเจ้าเป็นพิธีกรรมที่เกิดจากความเชื่อ ซึ่งไม่เป็นเหตุผลที่พิสูจน์ได้หรือมีความถูกต้องเสมอไป
# เครือข่ายพลเมืองเปลี่ยนกรุงเทพ [The Bangkok Citizen for change] Part3/6 หมวดหมู่ › ศาสนาและจิตวิญญาณ (7090) › จิตอาสา (274) keyword: จิตอาสา กรุงเทพ พลเมือง เครือข่าย เครือข่ายพลเมืองเปลี่ยนกรุงเทพ วันที่เอกสารถูกสร้าง: 11/12/2008 ที่มา: V2D ชุด เครือข่ายพลเมืองเปลี่ยนกรุงเทพ [The Bangkok Citizen for change]
# การละเล่นพื้นบ้านภาคเหนือ - เตยหรือหลิ่น หมวดหมู่ › วัฒนธรรม (3270) › ภูมิปัญญาไทย (1652) › การละเล่นพื้นบ้านและนาฏศิลป์ (381) › การละเล่นพื้นบ้าน (141) keyword: การละเล่นพื้นบ้าน ภาคเหนือ การละเล่นพื้นบ้าน วิถีชีวิตไทย เอกลักษณ์ไทย วันที่เอกสารถูกสร้าง: 04/12/2008 ที่มา: ประเพณีไทยดอทคอม http://www.prapayneethai.com/ **เตยหรือหลิ่น** ภาค     ภาคเหนือจังหวัด     ตาก สถานที่เล่น ลานกว้าง ที่โล่งแจ้ง อุปกรณ์ ไม่มี จำนวนผู้เล่น ๖-๑๒ คน ขีดเส้นเป็นตารางจำนวนเท่ากับผู้เล่น (สมมติว่ามี ๖ คน) แล้วแบ่งผู้เล่นออกเป็น ๒ ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งยืนประจำเส้น (ตามขวาง) อีกฝ่ายจะวิ่งผ่านแต่ละเส้นไปโดยไม่ให้เจ้าของเส้นแตะได้ เมื่อเริ่มเล่นคนที่ยืนประจำเส้นแรก พูดว่า ไหล หรือ หลิ่น ฝ่ายตรงข้ามก็เริ่มวิ่งผ่านเส้นแรกไปจนถึงเส้นสุดท้ายแล้ววิ่งกลับ ถ้าวิ่งกลับถึงเส้นแรกโดยไม่ถูกฝ่ายตรงข้ามแตะได้ก็พูดว่า เตย ก็จะเป็นฝ่ายชนะ เป็นการละเล่นพื้นบ้านที่เด็ก ๆ เล่นกันโดยทั่วไป
# พระราชบัญญัติความรับผิดทางแพ่งและค่าเสียหายจากเรือโดนกัน พ.ศ. 2548 หมวดหมู่ › สังคม (2814) › นิติศาสตร์ (399) keyword: นิติศาสตร์ วันที่เอกสารถูกสร้าง: 10/01/2008 ที่มา: สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา พระราชบัญญัติความรับผิดทางแพ่งและค่าเสียหายจากเรือโดนกัน พ.ศ. 2548 พระราชบัญญัติความรับผิดทางแพ่งและค่าเสียหายจากเรือโดนกัน พ.ศ. 2548ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.ให้ไว้ ณ วันที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2548เป็นปีที่ 60 ในรัชกาลปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ ให้ ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายว่าด้วยความรับผิดทางแพ่งและค่าเสียหายจากเรือโดนกัน จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของ รัฐสภา ดังต่อไปนี้ มาตรา 1 พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า "พระราชบัญญัติความรับผิดทางแพ่งและค่าเสียหายจากเรือ โดนกัน พ.ศ. 2548" มาตรา 2 พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดเก้าสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป มาตรา 3 บรรดากฎหมาย กฎ และข้อบังคับอื่น ในส่วนที่มีบัญญัติไว้แล้วในพระราชบัญญัตินี้ หรือซึ่งขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ ให้ใช้พระราชบัญญัตินี้แทน มาตรา 4 ในพระราชบัญญัตินี้ "เรือ" หมายความว่า ยานพาหนะทางน้ำทุกชนิด "เรือเดินทะเล" หมายความว่า เรือที่มีลักษณะสำหรับใช้ในทะเลตามกฎข้อบังคับสำหรับการตรวจเรือ ตามกฎหมายว่าด้วยการเดินเรือในน่านน้ำไทย "เรือโดนกัน" หมายความว่า การปะทะกันระหว่างเรือเดินทะเล หรือการที่เรือเดินทะเลปะทะกับ เรือลำอื่น ทำให้เกิดความเสียหายแก่เรือ ทรัพย์สินหรือบุคคลบนเรือที่ปะทะกันลำหนึ่งลำใดหรือทุกลำ และให้หมายความรวมถึงการที่เรือเดินทะเลได้ก่อหรือได้รับความเสียหายดังกล่าว โดยมีสาเหตุจากการ ปฏิบัติการหรืองดเว้นปฏิบัติการเกี่ยวกับการบังคับหรือการควบคุมเรือ หรือการฝ่าฝืนกฎข้อบังคับ เกี่ยวกับการเดินเรือ แม้ว่าเรือจะมิได้มีการปะทะกัน ทั้งนี้ ไม่ว่าเหตุจะเกิดขึ้นในน่านน้ำใดก็ตาม มาตรา 5 พระราชบัญญัตินี้ไม่ใช้บังคับแก่เรือสำหรับใช้ในการสงคราม หรือเรือของรัฐที่ใช้ในการปฏิบัติการเพื่อสาธารณประโยชน์ มาตรา 6 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ มาตรา 7 ความรับผิดกรณีเรือโดนกัน ให้เป็นไปตามส่วนแห่งความผิดของเรือแต่ละลำ มาตรา 8 ในการพิสูจน์ความผิดกรณีเรือโดนกัน ห้ามมิให้นำบทสันนิษฐานความผิดที่บัญญัติไว้ ในกฎหมายอื่นมาใช้บังคับ มาตรา 9 ถ้าเรือโดนกันเกิดจากเหตุดังต่อไปนี้ ความเสียหายย่อมตกเป็นพับแก่เรือแต่ละลำ (1) อุบัติเหตุ โดยพิสูจน์ได้ว่าเรือแต่ละลำที่เป็นคู่กรณีได้ใช้ความระมัดระวังและความสามารถ ในการเดินเรืออย่างเต็มที่แล้ว และไม่ได้ละเมิดกฎข้อบังคับใด ๆ เกี่ยวกับการเดินเรือ (2) เหตุสุดวิสัย หรือ (3) ไม่อาจรู้ได้ว่าเรือโดนกันเกิดจากสาเหตุใด มาตรา 10 ถ้าเรือโดนกันเกิดจากความผิดของเรือลำเดียว เรือลำนั้นต้องรับผิดต่อความเสียหาย ที่เกิดขึ้น มาตรา 11 ถ้าเรือโดนกันเกิดจากความผิดของเรือตั้งแต่สองลำขึ้นไป และไม่อาจกำหนดส่วน แห่งความผิดของเรือแต่ละลำได้ เรือลำที่ผิดแต่ละลำต้องรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นเท่า ๆ กัน ความเสียหายที่เกิดแก่เรือและทรัพย์สินบนเรือ เรือลำที่ผิดแต่ละลำต้องรับผิดต่อความเสียหายที่ เกิดขึ้นไม่เกินส่วนแห่งความผิดของตน ความเสียหายที่เกิดแก่ชีวิต ร่างกายหรืออนามัยของบุคคลบนเรือ เรือลำที่ผิดแต่ละลำ ต้องรับผิด ต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างลูกหนี้ร่วมกัน มาตรา 12 กรณีเรือโดนกันเนื่องจากความผิดของผู้นำร่องเรือลำที่ผิดจะปฏิเสธความรับผิดต่อ ความเสียหายที่เกิดขึ้นมิได้ และให้นำบทบัญญัติเกี่ยวกับความรับผิดกรณีเรือโดนกันตามพระราชบัญญัตินี้ มาใช้บังคับแก่กรณีดังกล่าว มาตรา 13 ความรับผิดกรณีเรือโดนกันตามพระราชบัญญัตินี้ไม่เปลี่ยนแปลงสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลหนึ่งบุคคลใดในหนี้ที่เกิดจากสัญญารับขนหรือสัญญาอื่น และไม่กระทบกระเทือนบทบัญญัติแห่งกฎหมายเกี่ยวกับการจำกัดความรับผิดกรณีเรือโดนกัน มาตรา 14 ค่าเสียหายอันพึงเรียกได้นั้น ได้แก่ ค่าเสียหายซึ่งคำนวณได้จากความเสียหาย อันเป็นผลโดยตรงจากเรือโดนกันตามที่บัญญัติไว้ในหมวดนี้ มาตรา 15 ในกรณีที่เรือเสียหายโดยสิ้นเชิง หรือเรือได้รับความเสียหายจนค่าใช้จ่ายใน การทำให้เรือกลับคืนสู่สภาพเดิมสูงกว่ามูลค่าของเรือในเวลาที่เรือโดนกัน ค่าเสียหายอันพึงเรียกได้ให้รวมถึงราคาเรือตามมูลค่าในเวลาที่เรือโดนกัน ทั้งนี้ โดยคำนึงถึงประเภท อายุ สภาพ ลักษณะการใช้งาน ราคาแห่งมูลประกันภัย ราคาเรือที่มีสภาพคล้ายคลึงกัน และปัจจัยอย่างอื่นที่เกี่ยวข้องกับเรือนั้น นอกจากค่าเสียหายตามวรรคหนึ่ง ค่าเสียหายอันพึงเรียกได้ ให้รวมถึงค่าใช้จ่ายดังต่อไปนี้ (1) ค่าใช้จ่ายที่ได้จ่ายไปเพื่อการช่วยเหลือกู้ภัยทางทะเล การเฉลี่ยความเสียหายทั่วไป ค่าภาระและค่าใช้จ่ายอันควรอย่างอื่นที่เกิดขึ้นเพราะเรือโดนกัน (2) ค่าใช้จ่ายที่ได้จ่ายให้แก่บุคคลภายนอกตามสัญญา โดยผลของกฎหมายหรือหนี้ตามกฎหมายอย่างอื่นเพราะเรือโดนกัน (3) ค่าใช้จ่ายที่ได้จ่ายไปเป็นค่าเชื้อเพลิงบนเรือและอุปกรณ์ประจำเรือที่สูญหายหรือเสียหาย จากเรือโดนกันที่ไม่ได้รวมอยู่ในการประเมินราคาเรือตามวรรคหนึ่ง (4) ค่าใช้จ่ายจากการขาดรายได้ในค่าระวาง ค่าเช่า ค่าโดยสารหรือค่าตอบแทนอย่างอื่นที่จะได้รับตามสัญญาหรือจากการที่ไม่สามารถใช้ประโยชน์จากเรือ ทั้งนี้ ให้หักค่าใช้จ่ายอันจะเกิดขึ้นหากมีการปฏิบัติตามสัญญาหรือใช้ประโยชน์จากเรือนั้นออกเสียก่อน มาตรา 16 ในกรณีที่เรือเสียหายแต่เพียงบางส่วน ค่าเสียหายอันพึงเรียกได้ให้รวมถึงค่าซ่อมแซมชั่วคราวที่ได้กระทำขึ้นตามสมควรเพื่อให้เรืออยู่ในสภาพที่สามารถเดินทะเลได้อย่าง ปลอดภัยและค่าซ่อมแซมถาวรเพื่อให้เรือกลับคืนสู่สภาพเช่นก่อนเรือโดนกัน และค่าใช้จ่ายอันจำเป็น อย่างอื่นที่เกี่ยวกับการซ่อมแซม เช่น ค่าไล่แก๊ส ค่าทำความสะอาดถัง ค่าภาระท่าเรือ ค่าควบคุมดูแล การซ่อมแซม ค่าตรวจและยืนยันมาตรฐานเรือ ค่าใช้อู่ ค่าเทียบท่าหรือค่าบริการอย่างอื่นที่เรียกเก็บ ตามระยะเวลาที่ใช้ในการซ่อมแซม เป็นต้น นอกจากค่าเสียหายตามวรรคหนึ่ง ค่าเสียหายอันพึงเรียกได้ ให้รวมถึงค่าใช้จ่ายดังต่อไปนี้ (1) ค่าใช้จ่ายที่ได้จ่ายไปเพื่อการช่วยเหลือกู้ภัยทางทะเล การเฉลี่ยความเสียหายทั่วไป ค่าภาระและค่าใช้จ่ายอันควรอย่างอื่นที่เกิดขึ้นเพราะเรือโดนกัน (2) ค่าใช้จ่ายที่ได้จ่ายให้แก่บุคคลภายนอกตามสัญญา โดยผลของกฎหมายหรือหนี้ตามกฎหมาย อย่างอื่นเพราะเรือโดนกัน (3) ค่าใช้จ่ายที่ได้จ่ายไปเป็นค่าเชื้อเพลิงบนเรือและอุปกรณ์ประจำเรือที่สูญหายหรือเสียหายจากเรือ โดนกันที่ไม่ได้รวมอยู่ในค่าซ่อมแซมตามวรรคหนึ่ง (4) ค่าใช้จ่ายจากการขาดรายได้ในค่าระวาง ค่าเช่า ค่าโดยสารหรือค่าตอบแทนอย่างอื่นที่จะได้รับ ตามสัญญา หรือจากการที่ไม่สามารถใช้ประโยชน์จากเรือในระหว่างการซ่อมแซม ทั้งนี้ ให้หักค่าใช้จ่าย อันจะเกิดขึ้นหากมีการปฏิบัติตามสัญญาหรือใช้ประโยชน์จากเรือนั้นออกเสียก่อน ในกรณีที่เรือได้รับการซ่อมแซมความเสียหายอันเกิดจากเรือโดนกันพร้อมกับการบำรุงรักษา ตามปกติที่มีขึ้นตามรอบระยะเวลาหรือพร้อมกับการซ่อมแซมความเสียหายที่เกิดขึ้นจากกรณีอื่น ความเสียหายอันพึงเรียกได้ ให้รวมถึงค่าใช้อู่ ค่าเทียบท่า หรือค่าบริการอย่างอื่นที่เรียกเก็บตามระยะเวลาเฉพาะในส่วนที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากการซ่อมแซมจากเรือโดนกัน และค่าเสียหายจากการขาดรายได้หรือการที่ไม่สามารถใช้ประโยชน์จากเรือในระหว่างการซ่อมแซมเฉพาะในส่วนของระยะเวลาที่ เพิ่มขึ้นเพราะการซ่อมแซมความเสียหายจากเรือโดนกัน มาตรา 17 ในกรณีที่การซ่อมแซมเรือจำเป็นต้องนำวัสดุที่มีสภาพดีกว่าหรือมีมูลค่าสูงกว่ามาเปลี่ยนส่วนที่เสียหาย ให้ประโยชน์ดังกล่าวตกแก่เรือนั้น มาตรา 18 ในกรณีที่ทรัพย์สินบนเรือเป็นสินค้า ค่าเสียหายอันพึงเรียกได้มีดังนี้ (1) กรณีทรัพย์สินนั้นสูญหาย ความเสียหายคำนวณจากการใช้ราคาท้องตลาดในเวลาและ ณ ท่าปลายทางที่ทรัพย์สินควรจะได้มาถึง หักด้วยค่าใช้จ่ายใด ๆ ที่จะเกิดขึ้นหากทรัพย์สินนั้นไปถึง ท่าปลายทาง ถ้าไม่สามารถกำหนดราคาท้องตลาดดังกล่าวได้ มูลค่าของทรัพย์สินคำนวณจากราคาที่บรรทุกลงเรือ บวกด้วยค่าระวางและค่าใช้จ่ายในการประกันภัยที่ฝ่ายที่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายได้จ่ายไปบวกด้วย ส่วนเพิ่มซึ่งประเมินในอัตราไม่เกินร้อยละ 10 ของมูลค่าทรัพย์สินตามที่คำนวณข้างต้น (2) กรณีทรัพย์สินนั้นเสียหาย ความเสียหายคำนวณจากผลต่างระหว่างมูลค่าทรัพย์สิน ณ ท่าปลายทางในสภาพปกติกับมูลค่าในสภาพที่เสียหาย (3) กรณีทรัพย์สินนั้นเสื่อมสภาพอันเนื่องมาจากความล่าช้าของการเดินทางหลังจากที่เรือโดนกัน ความเสียหายอันพึงเรียกได้อันเป็นผลจากเรือโดนกันให้คำนวณตาม (2) แต่ไม่รวมถึง ความเสียหายจากการสูญเสียที่เกิดจากการที่ราคาท้องตลาดตกต่ำลงในระหว่างความล่าช้าดังกล่าว ในกรณีที่ทรัพย์สินบนเรือเป็นทรัพย์สินอย่างอื่น ค่าเสียหายอันพึงเรียกได้ รวมถึง (1) กรณีทรัพย์สินสูญหายหรือไม่อาจซ่อมแซมได้ ความเสียหายคำนวณจากมูลค่าของทรัพย์สิน หรือค่าใช้จ่ายอันสมควรในการหาทรัพย์สินมาทดแทน (2) กรณีทรัพย์สินเสียหายและสามารถซ่อมแซมได้ ความเสียหายคำนวณจากค่าใช้จ่ายอันสมควร ในการซ่อมแซมซึ่งต้องไม่เกินมูลค่าของทรัพย์สินหรือค่าใช้จ่ายอันสมควรในการหาทรัพย์สินมาทดแทน มาตรา 19 กรณีเรือโดนกันเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ชีวิต ร่างกายหรืออนามัยของบุคคลบนเรือ ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยค่าสินไหมทดแทนเพื่อละเมิดตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาใช้บังคับโดยอนุโลม มาตรา 20 ในกรณีที่ความเสียหายจากเรือโดนกันเกิดจากความผิดของเรือตั้งแต่สองลำขึ้นไป การคำนวณค่าเสียหายอันพึงเรียกได้ ให้นำค่าเสียหายทั้งหมดของเรือแต่ละลำรวมเข้าด้วยกัน และให้คำนวณจำนวนค่าเสียหายที่เรือแต่ละลำต้องรับผิดตามส่วนแห่งความผิดของเรือ เรือที่ได้รับความเสียหายเกินกว่าที่ต้องรับผิดตามวรรคหนึ่ง ให้ได้รับชดใช้ค่าเสียหาย ในส่วนที่เกินความรับผิดนั้นจากเรือลำอื่นที่รับผิดไม่ครบตามส่วนแห่งความผิดของเรือลำนั้น มาตรา 21 สิทธิเรียกร้องในค่าเสียหายอันพึงเรียกได้ ให้มีกำหนดอายุความสองปีนับแต่วันที่เรือทรัพย์สินบนเรือ ชีวิต ร่างกายหรืออนามัยของบุคคลบนเรือเกิดความเสียหาย สิทธิไล่เบี้ยระหว่างเรือทุกลำที่มีส่วนผิดตามมาตรา 11 วรรคสาม ให้มีกำหนดอายุความหนึ่งปีนับแต่วันที่ผู้ใช้สิทธิไล่เบี้ยได้ใช้ค่าสินไหมทดแทน ในการฟ้องคดี หากปรากฏว่ามีเหตุสุดวิสัย หรือมีเหตุให้เจ้าหนี้ไม่สามารถกักเรือลำหนึ่งลำใดของลูกหนี้ตามกฎหมายว่าด้วยการกักเรือได้ภายในกำหนดอายุความตามวรรคหนึ่ง หรือวรรคสองให้อายุความนั้นยังไม่ครบกำหนดจนกว่าจะครบสามปีนับแต่วันที่เกิดความเสียหายหรือสองปีนับแต่วันที่ผู้ใช้สิทธิไล่เบี้ยได้ใช้ค่าสินไหมทดแทน แล้วแต่กรณี ถ้าเจ้าหนี้ได้กักเรือของลูกหนี้แล้ว แต่มีเหตุสุดวิสัยทำให้เจ้าหนี้ไม่สามารถฟ้องคดีได้ก่อนครบกำหนดอายุความตามวรรคหนึ่ง วรรคสองหรือวรรคสาม ให้อายุความนั้นยังไม่ครบกำหนดจนกว่าจะครบสามสิบวันนับแต่วันที่เจ้าพนักงานบังคับคดีปิดหมายกักเรือ มาตรา 22 คดีเกี่ยวกับความรับผิดทางแพ่งและค่าเสียหายจากเรือโดนกันตามพระราชบัญญัตินี้ ให้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ มาตรา 23 พระราชบัญญัตินี้ไม่ใช้บังคับแก่กรณีเรือโดนกันที่เกิดขึ้นก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ และให้ใช้กฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในวันที่เกิดเรือโดนกันบังคับแก่คดีดังกล่าวจนกว่าคดีจะถึงที่สุด หมายเหตุ : - เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่ปัจจุบันการค้าระหว่างประเทศได้ขยายตัวอย่างรวดเร็วและกว้างขวาง ทำให้การคมนาคมและการขนส่งทางทะเลขยายตัวเพิ่มขึ้นและเกิดกรณีเรือโดนกันมากขึ้น ความเสียหายจากเรือโดนกันมีเรือเดินทะเลเกี่ยวข้องเป็นกรณีที่มีลักษณะเฉพาะ โดยอาจมีสาเหตุและผลที่เป็นความเสียหายต่างออกไปจากกรณีละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จึงสมควรมีกฎหมายพิเศษที่วางหลักเกี่ยวกับเรื่องความรับผิดทางแพ่งและการคำนวณค่าเสียหายจากเรือโดนกัน โดยเฉพาะและเพื่อให้เป็นการสอดคล้องกับมาตรฐานระหว่างประเทศ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี
# วิธีฝึกจิตให้มีพลัง, หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร หมวดหมู่ › ศาสนาและจิตวิญญาณ (7090) › พุทธศาสนา (6481) keyword: พุทธศาสนา mp3 วิธีฝึกจิตให้มีพลัง หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร วันที่เอกสารถูกสร้าง: 13/09/2008 ที่มา: http://www.fungdham.com/sound/viriyong.html
# กิจกรรมสร้างสรรค์คุณธรรมและเยาวชน ตอนชีวิตที่เปลี่ยนแปลง หมวดหมู่ › ศาสนาและจิตวิญญาณ (7090) › พุทธศาสนา (6481) keyword: พุทธศาสนา movie กิจกรรม คุณธรรม ชีวิตที่เปลี่ยนแปลง ศูนย์คุณธรรม ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นดินเชิงคุณธรรม สร้างสรรค์ เยาวชน วันที่เอกสารถูกสร้าง: 18/01/2008 ที่มา: ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นดินเชิงคุณธรรม (ศูนย์คุณธรรม) สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้
# นิทานลาหู่ - พี่น้องชิงแผ่นดิน หมวดหมู่ › วัฒนธรรม (3270) › ภูมิปัญญาไทย (1652) › ภาษาและวรรณกรรม (290) › นิทาน เรื่องเล่า (116) keyword: นิทาน เรื่องเล่า มูเซอ (ลาหู่) ภาคเหนือ นิทาน ลาหู่ วันที่เอกสารถูกสร้าง: 14/01/2008 ที่มา: มูลนิธิกระจกเงา โครงการพิพิธภัณฑ์ชาวเขาออนไลน์ **นิทานลาหู่-พี่น้องชิงแผ่นดิน** กาลครั้งหนึ่งนานามาแล้ว มีชายหนุ่มคู่หนึ่งเป็นพี่น้องกัน วันหนึ่งพวกเขาออกไปล่าสัตว์ในป่า แล้วบังเอิญไปเจอเทพเจ้า ชื่อว่า “ ซัดจ๊ะ ” ทั้งสองบอกกับเทพเจ้าว่าไม่มีเครื่องเซ่นไหว้ มีแต่ข้าวเพียงอย่างเดียวที่จะถวาย หลังจากที่ทั้งคู่ถวายข้าวเสร็จ เทพเจ้าซัดจ๊ะก็อวยพร พร้อมกับคืนข้าวที่พวกเขานำมาถวายด้วย แต่ชายหนุ่มทั้งสองก็ปฏิเสธที่จะรับคืนเพราะว่าพวกเขาตั้งใจ ที่จะถวายแล้ว เมื่อเป็นดังนั้นเทพเจ้าซัดจ๊ะจึงบอกให้สองพี่น้องนำข้าวไปให้สุนัขเจ็ดตัวที่พวกเขานำมาล่าสัตว์ด้วยกินข้าวนั้น เสีย หลังจากที่ให้ข้าวสุนัขทั้งเจ็ดตัวแล้ว สุนัขก็ทะเลาะกัดกันอย่างรุนแรง แม้แต่เจ้าของก็ไม่สามารถที่จะห้ามได้ เมื่อพวกเขา จนปัญญาจึงไปบอกเทพเจ้าให้ช่วยห้ามสุนัขที เพียงแค่พูดว่า ” หยุด !” สุนัขทุกตัวก็หยุดทันที แล้วเทพเจ้าซัดจ๊ะก็บอกให้ทั้งสอง เดินทางไปที่เมืองเมืองหนึ่งซึ่งมีผีดุมากจนชาวบ้านอยู่ไม่ได้ ว่าแล้วเทพจ้าก็ให้ทั้งสองเสี่ยงทายว่าใครจะได้เป็นเจ้าเมือง โดยการ ให้เอาสากไปปักไว้ตรงพื้นดินของเมืองแล้วดูว่าสากของใครออกดอก ถ้าของใครออกดอกผู้นั้นจะได้เป็นเจ้าเมือง รุ่งเช้าหลังจาก ที่ปักสากเสร็จ ปรากฏว่าสากของผู้พี่ออกดอก แต่น้องชายไปเห็นก่อนเลยเด็ดดอกขอกพี่ชายมาปักไว้ที่สากขอกตน เมื่อชาวบ้าน มาดูผล ต่างก็คิดว่าน้องชายเด็ดดอกมาปักเอง แล้วก็ไม่ยอมรับเป็นเจ้าเมือง แม้ว่าน้องชายจะบอกว่าเขาไม่ได้ทำเอง แต่ไม่มีใคร เชื่อ สุดท้ายก็ไม่ได้เป็นเจ้าเมืองแล้วยังต้องออกจากเมืองไป จากนั้นจนบัดนี้ ชาวลาหู่เลยไม่มีเมืองเป็นของตัวเอง เพราะการ แก่งแย่งชิงดีของคนในเผ่า
# ชุดภาพพิธีไหว้ครูโนรา (5) หมวดหมู่ › วัฒนธรรม (3270) › ภูมิปัญญาไทย (1652) › การละเล่นพื้นบ้านและนาฏศิลป์ (381) › การแสดงพื้นบ้านและนาฏศิลป์ (141) keyword: การแสดงพื้นบ้านและนาฏศิลป์ ภาคใต้ พิธีไหว้ครู มโนราห์ โนรา วันที่เอกสารถูกสร้าง: 23/01/2009 ที่มา: นักศีกษาวิชาเอกเทคโนโลยีการศึกษา รุ่น 19,20 ชมรมเทคโนโปรเจครุ่น 2 ภาควิชาเทคโนโลยีการศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
# ชาติพันธุ์ล้านนา - ลานแตน หมวดหมู่ › วัฒนธรรม (3270) › ชาติพันธุ์ (531) › ลานแตน (1) keyword: ลานแตน ภาคเหนือ ลานนา ลานแตน ล้านนา วันที่เอกสารถูกสร้าง: 03/10/2008 ที่มา: เว็บไซต์ล้านนาคดี http://lanna.mju.ac.th/ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ "ทุกภาพ ทุกตัวอักษร มอบเป็นวิทยาทานแด่ทุกท่าน" **ลานแตน** **ลานแตน** เผ่าลานแตนมีถิ่นฐานดั้ง เดิมอยู่ทางตอนใต้ของจีนแถบมณฑลกวางสี ไฮนาน กวางตุ้ง และมณฑลใกล้เคียง ต่อมาได้อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่ทางตอนเหนือของเวียดนาม และภาคเหนือของลาวในตอนปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 เนื่องจากเกิดกบฎฮ่อ อีกส่วนหนึ่งได้อพยพเข้ามาเพิ่มเติมในยุคปฏิวัติวัฒนธรรมในช่วงทศวรรษ 1960 ส่วนใหญ่จะอพยพเข้ามาอยู่ในแขวงหลวงน้ำทา จำนวน 17 หมู่บ้าน ได้แก่ บ้านน้ำลือ น้ำหลี น้ำจาง น้ำกอย น้ำตุ๊ด หาดตาด ตาลาน น้ำก๋อน ตาหวาน น้ำแดง นมแกใหญ่ นมแกน้อย โองเลย หาดยาว เปนห้อ น้ำดี และบ้านสุนยา เขตเมืองสิงมี 3 หมู่บ้าน ได้แก่ บ้านป่าคา น้ำม้า และป่างอ่าน แขวงอุดมไซ 3 หมู่บ้าน ได้แก่ บ้านน้ำแดด น้ำแพง และน้ำตอง แขวงบ่อแก้ว 1 หมู่บ้าน ได้แก่ บ้านน้ำจ้าง ด้านเศรษฐกิจ ชนเผ่าลานแตนมีอาชีพหลักคือการทำไร่ปลูกข้าวเจ้าเพื่อยังชีพ และปลูกพืชอื่น ๆ ไว้บริโภคในครอบครัว เช่น ข้าวโพด แตง ถั่งต่าง ๆ เผือก ส่วนอาชีพรองลงไป คือการเลี้ยงสัตว์ เช่น หมู เป็ด ไก่ โดยปกติครอบครัวของลานแตนจะเลี้ยงหมู 6-10 ตัว เพื่อใช้ประกอบพิธีกรรมเกี่ยวกับผี เช่น เลี้ยงผีเรือนใช้หมู 6 ตัว บวชลูกนาคใช้หมู 11 ตัว เป็นต้น นอกจากนี้ยังปลูกฝิ่นไว้สูบเอง และนำไปแลกเปลี่ยนสิ่งของกับชนเผ่าอื่น ๆ เผ่าอีก้อ เผ่าม้ง เป็นต้น ระบบสังคม ชนเผ่าลานแตนนิยมปลูกเรือนชั้นเดียวอยู่ติดกับพื้นดิน หลังคามุงด้วยใบหวายหรือใบต๋าว ฝาทำด้วยไม้ไผ่นำมาสับเป็นฟากล้อมรอบตัวเรือน เรือนของลานแตน 1 หลัง จะอยู่รวมกัน 2-3 ครอบครัว แต่ละครอบครัวแยกกันอยู่คนละส่วน ไม่เกี่ยวข้องใกล้ชิดสนิดสนมกันมาก ประตูเข้าออกด้านหน้าสู่บริเวณที่รับแขกเรียกประตูชาย ส่วนประตูออกด้านหลังเรียกว่าประตูหญิง เข้าสู่บริเวณหุงหาอาหาร ประตูที่สามเรียกว่าประตูใหญ่ อยู่ตรงข้ามกับหอบูชาผีเรือนเป็นประตูสำคัญ จะใช้เฉพาะในเวลาที่ประกอบพิธีกรรมบูชาผีเรือน จำนวนห้องนอนขึ้นอยู่กับจำนวนสมาชิกของครอบครัวหญิงสาว ในเวลาเลือกคู่จะมีห้องนอนพิเศษใกล้ประตูเรือน เพื่อเปิดโอกาสให้หนุ่มคนรักเข้ามาเยี่ยมเยือนในเวลากลางคืน การแต่งกาย ชนเผ่าลานแตนจะผลิตเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มใช้เองจากฝีมือของหญิงสาว หรือแม่บ้าน โดยปลูกฝ้ายเองนำมาแยกเมล็ดปั่นเป็นเส้นด้าย ย้อมสีด้วยเปลือกไม้หรือใบห้อมเป็นสีคราม แล้วนำไปทอและตัดเย็บเป็นเสื้อผ้าสวมใส่ หญิงชนเผ่าลานแตนจะสวมกางเกงขายาวรัดรูปถึงครึ่งน่อง สวมเสื้อยาวคลุมถึงหัวเข้าทับด้านนอกอีกชั้นหนึ่ง นิยมสวมปลอกคอและตุ้มหูเป็นเครื่องประดับซึ่งทำด้วยเงิน ส่วนชายนุ่งกางเกงหัวป้าย สวมเสื้อคอมนผ่าด้านข้าง ใช้กระดุมทำด้วยไม้กลัดติดด้านข้างเบื้องซ้าย **** ตามธรรมเนียมของชนเผ่า ลานแตนจะเก็บศพไว้ 3 คืน แล้วนำไปฝังที่ป่าช้า พอถึงกำหนดบรรดาเขยจะช่วยกันหามศพออกทางประตูด้านทิศตะวันออกของเรือน โดยเอาเท้าไปก่อนการเลือกสถานที่ฝังศพจะต้องเสี่ยงทายโดยโยนไข่ไก่ลงบนพื้น ดิน ถ้าไข่แตกตรงจุดใดก็ขุดหลุมฝังตรงนั้น ใช้ไม้ปักไว้ที่ด้านหัวและเท้า เมื่อกลบดินเสร็จแล้วจึงถอนไม้ดังกล่าวขึ้น แล้วทำพิธีเรียกขวัญของผู้ตายกลับคืนสู่เหย้า เพื่อเป็นผีเรือนผู้ไปร่วมงานศพ เมื่อกลับถึงบ้านจะต้องล้างมือที่นอกประตูก่อนจะเข้าบ้าน ส่วนจอบเสียมที่ใช้ขุดหลุมทิ้งไว้นอกบ้านประมาณ 1 สัปดาห์จึงนำไปไว้ในบ้าน หลังจากนั้นฆ่าหมู 2 ตัว ตัวหนึ่งสำหรับสู่ขวัญหมองกและผู้ที่ไปร่วมงาน อีก 1 ตัว สำหรับบูชาผีเรือน ถ้าผู้ตายเป็นชายจะใช้หมูตัวเมีย ถ้าเป็นหญิงจะใช้หมูตัวผู้ หลังจากนั้นเมื่อครบหนึ่งปี บรรดาลูกหลานจะทำบุญทานปราสาทให้แก่ผู้ตาย โดยทำเป็นปราสาทหรือบ้านจำลอง ในพิธีกรรมนี้ลูกหลานจะแต่งกายด้วยเสื้อผ้าขาวสวมหมวกขาว ฆ่าหมู 2 ตัว จัดเป็นสำรับและเครื่องเซ่นอุทิศส่วนกุศลให้ผู้ตาย หมองกจะทำพิธีเชิญขวัญผู้ตายเข้าไปอยู่ในปราสาท เมื่อเสร็จพิธีแล้วหมองกจะจุดไฟเผาปราสาทที่นอกหมู่บ้าน ตามธรรมเนียมของเผ่าลานแตนถือว่าไม่มีการทำบุญปราสาทให้ผู้ตายแล้ว ในงานพิธีกรรมต่าง ๆ จะบูชาผีเรือนไม่ได้ เพราะอัปมงคล กวายยัง เป็นงานบุญเทศกาลปีใหม่ของเผ่าลานแตนจัดขึ้นในวันที่ 29 เดือนสิบสอง ของชนเผ่าลานแตน ซึ่งตรงกับเดือนมกราคมของทุกปี ระยะเวลาของเทศกาลถวายยังใช้เวลา 6-7 วัน ในวันแรกทุกครอบครัวจะฆ่าหมูบูชาผีเรือนในเวลาประมาณตี 2-3 แต่ละครอบครัวจะยิงปืนหนึ่งนัด เป็นขับไล่วิญญาณร้ายที่แฝงอยู่ให้ออกจากครอบครัวและหมู่บ้าน เพื่อให้ทุกคนในครอบครัวมีความสุขปราศจากโรคภัยไข้เจ็บทั้งปวง รวมทั้งสัตว์เลี้ยงให้ปลอดภัยจากพยาธิทั้งปวงในวันนี้ห้ามปัดกวาดบ้านเรือน ห้ามนำของจากป่าเข้ามาบ้านเพราะถือว่าต้องห้าม ส่วนชาวบ้านก็ห้ามเข้าป่าโดยเด็ดขาดเพราะเชื่อว่าผีร้ายจะมาเอาตัวไป วันที่สอง เป็นวันขึ้นปีใหม่ ประชาชนทั้งหมู่บ้านจะกินดื่มสนุกสนานม่วนชื่นเพื่อฉลองปีใหม่ ทุกครอบครัวจะจัดเตรียมสุราอาหารไว้รับแขกที่มาเยือน วันที่สาม ในเวลาเย็นทุกครอบครัวจะนำไก่ 1 ตัวมาชุมนุมกันที่บ้านของผู้นำในการประกอบพิธีในหมู่บ้านเพื่อฆ่าบูชาผีบ้าน เริ่มต้นด้วยการยิงปืน 3 นัด ถวายเครื่องเซ่นและเหล้า 3 ขวด ครั้งที่สองยิงปืน 7 นัด เหล้า 7 ขวด ครั้งที่สามยิงปืน 12 นัด เหล้า 12 ขวด เพื่อให้ผีบ้านคุ้มครองทุกคนในหมู่บ้าน ผลผลิตและสัตว์เลี้ยงให้อยู่เย็นเป็นสุขปราศจากโรคภัยไข้เจ็บทั้งปวง หลังจากนั้นเชิญให้หมอกงมาสวดพร้อมทั้งอวยพรให้ทุกคนมีความสุข เคราะห์ร้ายให้หนี โชคดีให้เข้ามาสู่ ทำนาให้ได้ข้าว ทำเหล้าให้ได้เงิน ความเจ็บอย่าให้มี ความดีให้อยู่ แล้วยิงปืนขึ้น 12 นัด เพื่อขับไล่ผีร้ายให้หนีไปหลังจากนั้นผู้มาร่วมพิธีอวยพรให้ซึ่งกันและกัน ร่วมกันกินดื่มเฉลิมฉลองกันตลอดคืน วันที่สี่ถึงวันที่หก ทุกครอบครัวจะอยู่บ้าน ห้ามซักเสื้อผ้า ตำข้าว ตัดไม้ หรือออกจากหมู่บ้านเพราะเกรงว่าผีฟ้าจะพิโรธ เพราะชาวเผ่าลานแตนเชื่อว่าผีฟ้าเป็นผู้ให้ความคุ้มครองพืชพรรณธัญญาหาร และสัตว์เลี้ยง รวมทั้งชีวิตของทุกคน บุญข้าวลาย ประกอบพิธีกรรมในเดือนสาม ราวเดือนเมษายน โดยนำเอาข้าวเหนียวมาย้อมเป็นสีเขียว สีเหลือง และสีแดง เคล้าคลุกปนกันแล้วนำไปนึ่งให้สุก ฆ่าไก่ 3 ตัว จัดเป็นสำรับบูชาผีเรือน เพื่อบูชาผีพ่อแม่เป็นการแสดงความกตัญญูต่อพ่อแม่ที่ลวงลับไปแล้ว สับเผียะ หรือ บุญสิบสี่ จัดขึ้นในวันที่ 14 เดือนเจ็ด ราวเดือนสิงหาคมของทุกปี แต่ละครอบครัวจะฆ่าหมู 1 ตัว ไก่ 3 ตัว และทำข้าวต้มขนมจัดแต่งเป็นสำรับเพื่อบูชาผีพ่อแม่ เป็นการรำลึกถึงบุญคุณพ่อแม่เช่นเดียวกับบุญเดือนสาม **ข้อห้ามต่าง ๆ ชนเผ่าลานแตนมีข้อห้ามที่เป็นจารีตสำคัญได้แก่** เดือนหนึ่ง บ่ให้สับฟากเรือน เดือนเจ็ด บ่ให้ตำขี้เจี้ย ( ดินปืน ) เดือนเก้า บ่ให้เฮ็ด ( ทำ ) ปืน บ่ให้เฮ็ดรางหมู วันที่ 15 เดือนเจ็ดของทุกปี ผีหลวงจะเปิดการประชุมไม่ให้ทุกคนออกไปนอกหมู่บ้าน เพราะกลัวว่าผีจะพาไป วันที่ 20 เดือนเจ็ดของทุกปี ผีฟ้าจะกลับไปเมืองฟ้า ห้ามผู้ชายออกไปนอกหมู่บ้าน เพราะจะถูกผีฟ้า ( ผู้หญิง ) พาไปเป็นผัว วันที่ 20 เดือนแปดของทุกปี ผีฟ้า ( ผู้ชาย ) จะกลับคืนไปเมืองฟ้า ห้ามผู้หญิงออกไปนอกหมูบ้าน เพราะเกรงว่าจะถูกผีฟ้าพาไปเป็นเมีย
# นิทานปกาเกอะญอ - คนขี้ขโมย หมวดหมู่ › วัฒนธรรม (3270) › ชาติพันธุ์ (531) › กะเหรี่ยง (79) keyword: กะเหรี่ยง ภาษาถิ่น ภาคเหนือ นิทาน ปกาเกอะญอ วันที่เอกสารถูกสร้าง: 17/01/2008 ที่มา: มูลนิธิกระจกเงา โครงการพิพิธภัณฑ์ชาวเขาออนไลน์ **นิทานปกาเกอะญอ-คนขี้ขโมย**
# ความเชื่อภาคใต้ - ห้ามเดินทางก่อนวิกาล หมวดหมู่ › วัฒนธรรม (3270) › ประเพณี (780) › พิธีกรรม ความเชื่อ (362) keyword: พิธีกรรม ความเชื่อ ภาคใต้ พิธีกรรม วิถีชีวิตไทย เอกลักษณ์ไทย วันที่เอกสารถูกสร้าง: 26/12/2008 ที่มา: ประเพณีไทยดอทคอม http://www.prapayneethai.com/ **ห้ามเดินทางก่อนวิกาล** ภาค     ภาคใต้จังหวัด  กระบี่ เป็นความเชื่อเกี่ยวกับการห้ามเดินทางในเวลาก่อนย่ำค่ำต้องรอให้มืดเสียก่อน จึงจะเดินทางต่อไป เพราะเชื่อว่าเวลาดังกล่าวเป็นย่ำยามของภูตผีปีศาจ ความเชื่อของชาวบ้านในเรื่องนี้ผูกพันกับเรื่องราวของโชคลาง เล่ากันว่าครั้งหนึ่งมียักษ์ตนหนึ่งบำเพ็ญตบะอยู่ช้านาน จนร้อนไปถึงพระผู้เป็นเจ้ามาปรากฏพร้อมได้ถามยักษ์ว่าเจ้าต้องการสิ่งใด ยักษ์ทูลขอพร ๓ ประการว่า ๑. ขอไม่ให้ใครฆ่าตายไม่ว่าจะเป็นคน เทวดา สัตว์ ก็ตาม๒. ขอให้ไม่ตายไม่ว่านอกบ้านหรือในบ้าน๓. ขอให้ไม่ตายไม่ว่ากลางวันหรือกลางคืน พระผู้เป็นเจ้าก็อนุญาต หลังจากนั้นยักษ์ก็ไปประพฤติตนเป็นพาล ทำความเดือดร้อนให้เกิดขึ้นทั่วไป เทวดาและมนุษย์ก็ไปฟ้องพระผู้เป็นเจ้า แต่พระองค์ตรัสให้ไปหาพระนารายณ์มาปราบยักษ์ มนุษย์และเทวดาก็ไปหาพระนารายณ์ตามเทวบัญชา พระนารายณ์มาปราบยักษ์โดยการแปลงตัวมาเป็น "ครึ่งคนครึ่งสัตว์" พร้อมกับจับยักษ์มาวางที่ตรงธรณีประตู แล้วถามยักษ์ว่ารู้ไหมว่าเป็นใคร ยักษ์ตอบไม่ได้เพราะไม่เคยเห็นคนครึ่งสัตว์มาก่อน พระนารายณ์ถามต่อไปว่าเวลานี้นอนอยู่ที่ไหน ยักษ์ตอบไม่ถูกว่านอนอยู่ในบ้านหรือนอกบ้าน เพราะเป็นธรณีประตู พระนารายณ์จึงถามต่อไปว่าเวลานี้เป็นเวลาเท่าใดแล้ว ยักษ์ตอบไม่ถูกว่ากลางวันหรือกลางคืน เพราะเข้าย่ำสนธยาสลัวยังไม่มืดไม่สว่าง ยักษ์จึงถูกฆ่าตาย ชาวบ้านเชื่อว่าช่วงเวลาดังกล่าวจะปลอดความคุ้มกัน เป็นเวลาที่ยักษ์ตายห้ามเดินทาง สมัยก่อนการเดินทางมักเดินทางด้วยเท้า ผ่านป่าเขาหรือที่กันดาร ไม่มีพาหนะเหมือนทุกวันนี้ ผู้ใหญ่จึงบอกเด็ก ๆ ว่าให้หยุดพักรอให้มืดเสียก่อนแล้วค่อยเดินทางต่อได้ ข้อความดังกล่าวเกิดขึ้นเนื่องจากการเดินทางในสมัยก่อนเป็นการเดินทางด้วย เท้า จึงไม่ปลอดภัย เพราะช่วงเวลาก่อนมืดเป็นเวลาที่บรรดาสัตว์ต่าง ๆ ทั้งดีและร้าย เริ่มออกหากินหรือไม่ก็กลับรวงรัง เช่น นกบินกลับรัง เสือเริ่มออกหากิน งูเงี้ยวสัตว์มีพิษน้อยใหญ่ออกจากรู ทำให้เกิดอันตรายกับผู้เดินทางได้ จึงให้หยุดเสียก่อนรอให้ทุกอย่างคืนสู่สภาพปกติจึงค่อยเดินทางต่อไป เป็นการสอนคนให้รู้จักระมัดระวังเพื่อความปลอดภัยของชีวิต
# ประเพณีท้องถิ่นเหนือ - งานสมโภชพระพุทธชินราช วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดพิษณุโลก หมวดหมู่ › วัฒนธรรม (3270) › ประเพณี (780) › ประเพณีเกี่ยวกับเทศกาล (267) keyword: ประเพณีเกี่ยวกับเทศกาล ภาคเหนือ ประเพณีไทย วิถีชีวิตไทย เอกลักษณ์ไทย วันที่เอกสารถูกสร้าง: 03/12/2008 ที่มา: ประเพณีไทยดอทคอม http://www.prapayneethai.com/ **งานสมโภชพระพุทธชินราช วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดพิษณุโลก** ภาค     ภาคเหนือจังหวัด  พิษณุโลก **** **** พิธีกรรมจะมี ๒ ช่วง คือ พิธีเปิดงาน และพิธีไหว้พระพุทธชินราชของ ประชาชนพิธีเปิดงาน จะจัดงานในตอนเย็นของวันก่อนวันงาน โดยนิมนต์พระสงฆ์ ผู้ใหญ่ทำพิธีทางศาสนา และเชิญผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานในพิธี ผู้ร่วมงานได้แก่ ข้าราชการ พ่อค้า ประชาชนทั่วไป โดยมีพิธีการดังนี้๑. สวดมนต์ไหว้พระรับศีล และพระสงฆ์สวดมนต์๒. ทำพิธีเปิดงาน (เหมือนพิธีเปิดงานทั่วไป) โดยผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลกเป็นผู้กล่าวเปิดงาน๓. พระสงฆ์สวดชัยมงคลคาถา๔. ถวายจตุปัจจัยไทยทานแด่พระสงฆ์๕. พระสงฆ์สวดให้พรเป็นจบพิธีช่วงแรก หลังจากนั้นวันรุ่งขึ้น ซึ่งเป็นวันงานประชาชนจะเข้านมัสการโดยมีพิธีการดังนี้- จุดธูปเทียน และนำดอกไม้มาบูชาพระ- กราบไหว้พระพุทธชินราชในวิหาร อธิษฐานขอความสวัสดี และความเป็นมงคลให้เกิดแก่ตน- หลังจากนั้นอาจจะมีการปล่อยนก ปล่อยปลา ปล่อยเต่า ตามความเชื่อการจัดงานสมโภชนอกจากพิธีทางศาสนาแล้ว ยังมีมหรสพทั้งดนตรี ภาพยนตร์ ลิเก การละเล่นพื้นเมือง และการออกร้านจำหน่ายสินค้า เครื่องอุปโภค บริโภค ของที่ระลึก สินค้าพื้นเมืองจากกลุ่มแม่บ้านหน่วยงานเอกชน จากจังหวัดพิษณุโลก และจังหวัดอื่น ๆ ในทุกภาคของประเทศไทย การสมโภชพระพุทธชินราช เป็นการเฉลิมฉลองพระคู่บ้านคู่เมืองของเมือง และเป็นที่เคารพสักการะของชาวเมืองพิษณุโลก และพุทธศาสนิกชนทั่วไป แสดงถึงความยึดมั่นศรัทธาในพระพุทธศาสนา และเป็นการพักผ่อนหย่อนใจของชาวนาชาวไร่หลังฤดูกาลเก็บเกี่ยว
# เรือน - คติความเชื่อของภาคใต้ หมวดหมู่ › วัฒนธรรม (3270) › ภูมิปัญญาไทย (1652) › ที่อยู่อาศัย (99) keyword: ที่อยู่อาศัย พิธีกรรม ความเชื่อ ภาคเหนือ บ้าน บ้านเรือน บ้านเรือนไทย บ้านไทย เรือน เรือนไทย วันที่เอกสารถูกสร้าง: 23/03/2009 ที่มา: เว็บไซต์ฅนไทยดอทคอม http://www.khonthai.com **เรือน - คติความเชื่อของภาคใต้** ในการปลูกเรือนของคนภาคใต้เชื่อถือโชคลางเช่นกันเช่นห้ามปลูกเรือนบนจอมปลวกห้ามปลูกบ้านคร่อมตอไม้ห้ามสร้างบ้านบนทางสัญจร จากทิศใต้ลงสู่ทิศเหนือจะทำให้ผู้อยู่อาศัยเจริญด้วยลาภยศบริวารอีกประเภทคือ พื้นที่สูงทางทิศตะวันตก แล้วค่อยลาดเอียง ไปทางทิศตะวันออก ดินสะอาด หรือมีสีขาว สีเหลือง สีแดง ไม่มีรส ไม่มีกลิ่น ซึ่งจะทำให้ผู้อยู่อาศัยมีความสุขปราศจากโรคภัย  ส่วนประเภทที่สามได้แก่พื้นภูมิบ้านที่มี ลักษณะราบเรียบเสมอดินสะอาดและปราศจากกลิ่นรสเป็นทำเลที่ไม่ให้คุณและโทษใช้เป็น ที่อยู่อาศัยได้ ห้ามปลูกบ้านเดือน 4 ให้ปลูกบ้านเดือน 10 การทำบันไดบ้านต้องหันไปทางทิศเหนือหรือทิศตะวันออกจำนวนบันไดต้องเป็นเลขคี่ ห้ามปลูกเรือนคร่อมคู คลองหรือแอ่งน้ำ เป็นต้น ภาคกลางและภาคเหนือ กล่าวคือ เสาเอก ต้องไม่มีตำหนิ มีตา ไม่ตกน้ำมัน นำมาตกแต่ง ด้วยผ้าแดง หรือด้ายดิบสามสี (แดง เหลือง ขาว) คาดติดไว้กึ่งกลางเสาพร้อมด้วยกล้ามะพร้าว และต้นอ้อย บางท้องถิ่นใช้รวงข้าว ขวดน้ำกล้ามะพร้าว หน่อกล้วยผูกติดกับเสา ไปทางทิศตะวันออกหรือตกไม่ดี คนอยู่จะไม่มีสุข มักเป็นเหตุให้เสียตา เพราะไปขวางหน้าตะวัน ถ้าจะปลูกเรือนให้ปลูก   " ตามตะวัน" คือ หันข้างเรือนไปทางทิศเหนือหรือทิศใต้ จึงจะเป็นมงคล อยู่เย็นเป็นสุขสบายดี ถ้าเนื้อที่บ้านคับแคบ ปลูกเรือน   ให้หันข้างเรือนไปตามดวงตะวันไม่ได้ ก็ต้องหาทางปลุกให้เฉียงตะวัน   คือ อย่าหันข้างเรือนตรงกับตะวันนักก็ใช้ได้ เช่นกัน คตินี้ถือปฏิบัติกันในภาคกลาง และใต้ ส่วนภาคเหนือ     จะวางเรือนขวางตะวันแตกต่างจากภาคอื่น ๆ อ้างอิงต้นฉบับ :http://www.khonthai.com/Vitithai/home6.htm ต้องการอ่านเนื้อหาทั้งหมด ไปหน้ารวม link เรือนไทยสี่ภาค คลิ๊กเลยจ้า!
# ดอกไม้ให้ครู - vdo โรงเรียนวิถีพุทธ หมวดหมู่ › ศาสนาและจิตวิญญาณ (7090) › จิตอาสา (274) keyword: จิตอาสา โรงเรียนวิถีพุทธ วันที่เอกสารถูกสร้าง: 03/02/2009 ที่มา: โรงเรียนวิถีพุทธ
# วันพระ คือ วันฟังธรรม (หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม) หมวดหมู่ › ศาสนาและจิตวิญญาณ (7090) › พุทธศาสนา (6481) keyword: พุทธศาสนา e-book คัดลอกจากหนังสือกฎแห่งกรรม - ธรรมปฏิบัติ เล่มที่ 3 http://www.jarun.org วันพระ คือ วันฟังธรรม หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม วันที่เอกสารถูกสร้าง: 16/03/2008 ที่มา: http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=11723" วันพระ คือ วันฟังธรรมโดย หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม วันพระเรามาแสวงหาพระ เรามาพบพระสักวันหนึ่งท่านจะใจประเสริฐในการพบพระ ในการปฏิบัติหน้าที่ของท่านโดยเฉพาะในกรอบของสติสัมปชัญญะธรรมที่พระพุทธเจ้าสอน คือ สติสัมปชัญญะบางคนขาดสติมาก ไม่มีโอกาสที่จะแสวงหาธรรมะได้แล้วพลาดทั้งโอกาสอันดีงาม ท่านจะเสียดายเวลาของท่านที่เกิดมาในสากลโลกนี้อย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นในวันพระ คือ วันฟังธรรม ฟังให้เกิดประโยชน์ ฟังธรรมเหมือนสร้างถ้ำให้จิตใจของเราเองทำให้จิตใจเรามีสติสัมปชัญญะ ฟังให้เกิดความรู้ใจเปรียบเหมือนเสือ เสียงธรรมะเปรียบเหมือนถ้ำคอยกำบังหูเราฟังใจเราคิด จิตจะได้สบาย เกิดความรู้ ความดี มีพลังและปัญญา อานิสงส์หรือผลดีอันเกิดจากการฟังนั้นมีประโยชน์มากมายหลายสถาน เช่น ๑. ทำให้ได้ฟังเรื่องใหม่ ฟังเรื่องที่ยังไม่เคยได้ยินไม่เคยได้ฟังมาก่อน๒. ได้ใส่ใจในเรื่องเก่า ทบทวนหวนคิดถึงอดีตชีวิตที่ผ่านมาศรัทธาฟัง สนใจฟัง ทบทวน จดหัวข้อ ปฏิบัติทันที่อย่ารอรีแต่ประการใด๓. บรรเทาความกังขา ปิดประตูความกังวลสงสัยเสียได้๔. เป็นสัมมาทิฏฐิ ไม่เข้าใจสิ่งใดในทางที่ผิด๕. มีสติมั่นคง มีสติดี จริตไม่แปรปรวนทวนกระแส สิ่งสำคัญที่สุด การฟังต้องมีหลัก ๓ ประการ คือ ๑. ตั้งใจฟัง๒. ตั้งใจทำ๓. ตั้งใจนำไปปฏิบัติ ท่านจะได้ประโยชน์โสถิผลของท่านโดยเฉพาะแต่บางคนก็ไม่ตั้งใจจำ ไม่ตั้งใจฟัง ไม่ตั้งใจปฏิบัติจำได้บ้างไม่ได้บ้างก็ทิ้งไป ถ้าฟังได้ประโยชน์โทษไม่มี ฟังดีย่อมมีปัญญาบางท่านพูดถึงการฟังแปลกแตกต่างจากผู้อื่นซึ่งมีทั้งประเภท ฟังได้ฟังเสีย บางคนฟังได้ บางคนก็ฟังเสียเอาดีไม่ได้แล้วแต่ทัศนคติในการฟังว่าจะเป็นไปในทางใด เช่น ๑. ฟังเล่นบางเรื่องไม่จริงจัง สักแต่ว่าฟังหรือ ฟังแบบเสียไม่ได้ ก็ฟังส่งเดชไปอย่างนี้ ไม่ได้เรื่องได้ราว ๒. ฟังลองเป็นการฟังเพื่อเปรียบเทียบลองดูลองความรู้ ลองพื้นความรู้ และ ลองภูมิว่าผู้นี้จะสู้ผู้นั้นได้หรือไม่หรือ ใครจะเก่งกว่ากัน ๓. ฟังเอาเรื่องพระสงฆ์จะได้สาระ หรือ อรรถรสแห่งธรรม และ ข้อปฏิบัตินั้น ๔. ฟังหาเรื่องเป็นการฟังเพื่อจับผิด ฟังด้วยจิตเป็นอกุศลไม่ได้สนใจในการฟังแต่ประการใดจิตเป็นอกุศลกรรม คนนั้นจะดีไม่ได้แน่นอน ๔. ฟังไม่รู้เรื่องฟังไปหลับไป หรือคุยกัน ผลสุดท้ายไม่รู้เรื่อง จำไม่ได้และไม่รู้จะเอาอะไรเป็นข้อปฏิบัติ ขอเจริญพรว่าผู้ที่ฟังได้ผลไม่เท่ากันบางคนตั้งแต่ต้นกำหนดจดจำนำไปปฏิบัติแน่นอนบางคนก็สับสนชนปลาย ไม่เข้าใจในการฟังนี่แหละท่านสาธุชนทั้งหลาย ไม่ใช่จะเข้าใจทุกคน ไม่ใช่รู้ทุกคนหมั่นฟัง หมั่นจำ หมั่นจด มั่นจำสิ่งใดงามอย่าได้งด หมั่นจดหมั่นจำเป็นตำราเอาตาชั่งเข้ามาดู เอาตราชูขึ้นมาชั่ง ไม่ใช่ฟังแล้วทิ้งไป เลยไม่ได้เรื่อง จุดประสงค์ของการฟังก็เพื่อ รู้แล้วนำไปคิดเพื่อใคร่ครวญด้วยปัญญาเห็นว่าถูกต้องสอดคล้องด้วยเหตุผลก็นำไปใช้ได้นำเอาไปใช้ได้ประโยชน์ หลีกเลี่ยงที่เป็นโทษต่อชีวิตดังบัณฑิตท่านกล่าวไว้ว่า “รู้แล้วคิดพิชิตศัตรูรู้แล้วเงียบได้เปรียบศัตรูรู้แล้วปฏิบัติขจัดศัตรูรู้แล้วทำหยิ่งจะยิ่งด้วยศัตรู” พูดเท่านี้บางคนไม่รู้ไม่เข้าใจ โง่เป็นคุณ ฉลาดเป็นภัยเสนียดจัญไรสำหรับคนฉลาด ไม่เอาการเอางานคนฉลาดไม่เอาการเอางาน รู้มากไม่ปฏิบัติธรรมไม่มีกิจกรรมที่มีประโยชน์ต่อชีวิตแต่ประการใด ขอเจริญพระท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลายเอ๋ยเราจะรู้ได้อย่างไรว่า คนที่กำลังพนมมือว่าเป็นชาวพุทธเป็นพระภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกาจะรู้ได้ข้อเดียวว่า เขาปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าหรือเปล่าถ้าปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าก็เรียกว่าเขาเป็นชาวพุทธพนมมือเรียบร้อย แต่ไม่เคยปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าเลยจะเรียกว่าชาวพุทธได้อย่างไร เป็นชาวพุทธแบบปลอมหาทำนองคลองธรรมไม่ได้เลย ขอฝากไว้
# แผ่นดินไทย - ข้อมูลภูมิแผ่นดินไทย ของบริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด หมวดหมู่ › วัฒนธรรม (3270) › ความรู้พื้นฐานทางวัฒนธรรม (19) › ความหมาย ลักษณะ คุณค่า (4) keyword: ความหมาย ลักษณะ คุณค่า กรุงธนบุรี กรุงรัตนโกสินทร์ กรุงศรีอยุธยา กรุงสุโขทัย วัฒนธรรมไทย วันที่เอกสารถูกสร้าง: 28/06/2009 ที่มา: บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด http://www.thailife.com/thaiwisdom/poompandin/book1/default.aspx **แผ่นดินไทย** สารบัญ - [ปกหน้า](https://www.openbase.in.thhttp://www.thailife.com/thaiwisdom/poompandin/book1/images/cover_front.pdf) ขอขอบคุณและอ้างอิงแหล่งที่มา : บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด* หมายเหตุ ข้อมูลนี้เว็บไซต์ openbase เพียงทำหน้าที่ link นำผู้ใช้ไปยังแหล่งข้อมูล หากท่านประสงค์นำข้อมูลไปใช้ต่อโปรดขออนุญาตไปยังเจ้าของข้อมูลตามระบุแหล่ง ที่มา และปฏิบัติตามที่เจ้าของข้อมูลระบุเงื่อนไขในการเผยแพร่
# ปาฐกถาป๋วย อึ๊งภากรณ์ ครั้งที่ 10 "จารีตรัฐธรรมนูญไทยกับสันติประชาธรรม หมวดหมู่ › สังคม (2814) keyword: สังคม Music การสัมนา คณะเศรษฐศาสตร์ จารีตรัฐธรรมนูญไทยกับสันติประชาธรรม ปาฐกถาป๋วย อึ๊งภากรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ วันที่เอกสารถูกสร้าง: 25/02/2008 ที่มา: คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
# ฤกษ์ยามสร้างเรือนไทยความเชื่อแต่โบราณ หมวดหมู่ › วัฒนธรรม (3270) › ภูมิปัญญาไทย (1652) › ที่อยู่อาศัย (99) keyword: ที่อยู่อาศัย ภาคกลาง บ้าน บ้านไทย บ้านไทยภาคกลาง เรือน เรือนไทย เรือนไทยภาคกลาง วันที่เอกสารถูกสร้าง: 28/04/2009 ที่มา: บ้านทรงไทยดอทคอม www.bansongthai.com **4. ฤกษ์ยามและวิธีการก่อสร้างตามความเชื่อถือแต่โบราณ** 1. ผู้ใดปลูกเรือนในเดือนอ้าย ย่อมจักได้เป็นเศรษฐี ทรัพย์สินเพิ่มพูนมี เพราะเดือนนี้อุดมผล 2. ผู้ใดปลูกเรือนในเดือนยี่ ทรัพย์สินมีมากผล เมื่อดิถีดูชอบกล ข้าศึกและแสนกล มามากล้นพ้นศัตรู 3. ผู้ใดปลูกเรือนในเดือนสาม ภัยติดตามงามน่าดู คนใจร้ายมันสู้ เมื่อถึง ฤดูจักเกิดอันตราย 4. ผู้ใดปลูกเรือนในเดือนสี่ ลาภมากมีสุขสบาย ทุกข์โศกโรคบรรเทาหาย ความสบายเพิ่มพูนมา 5. ผู้ใดปลูกเรือนในเดือนห้า ทุกข์เท่าฟ้ามาถึงตน ปลูกเดือนนี้ไม่มีผล ทุกข์ล้นพ้นภัย มีมา 6. ผู้ใดปลูกเรือนในเดือนหก ท่านหยิบยกไว้เหลือหลาย ทรัพย์ศฤงคารบันดาล มากมาย อยู่สุขสบายทรัพย์เนืองนอง 7. ผู้ใดปลูกเรือนในเดือนเจ็ด ทรัพย์จะระเห็จสิ้นทั้งผอง ทรัพย์สินที่ตนครอง อัคคีภัยผยองมาเผาผลาญ 8. ผู้ใดปลูกเรือนในเดือนแปด จะร้อนแผดระทมหาญ ทรัพย์สินและบริวารจะทรยศหมดไปเอง 9. ผู้ใดปลูกเรือนในเดือนเก้า ใจไม่เศร้าเกิดบรรเลงยศศักดิ์เกิดขึ้นเองทั้งทรัพย์สิน เพิ่มพูนมา 10. ผู้ใดปลูกเรือนในเดือนสิบ จักฉิบหายต้องขื่อคา โรคภัยร้ายก้าวหน้า อันตราย จะมาปะปน 11. ผู้ใดปลูกเรือนในเดือนสิบเอ็ด อันความเท็จจักมาสู่ตน ปลูกเดือนนี้ไม่มีผล ต้อง ผจญกับทุกข์ภัย 12. ผู้ใดปลูกเรือนในเดือนสิบสอง เงินแลทอง จักเหลือหลายสรรพสัตว์แลวัวควาย บริวารมากมายไหลมาเทมา ย้อนกลับไปอ่านรวมบทความเรือนไทยภาคกลางบทความน่ารู้จากเว็บไซต์ บ้านทรงไทยดอทคอม
# ความเพียร ๒ ,หลวงปู่สิม หมวดหมู่ › ศาสนาและจิตวิญญาณ (7090) › พุทธศาสนา (6481) keyword: พุทธศาสนา mp3 ความเพียร ๒ หลวงปู่สิม วันที่เอกสารถูกสร้าง: 16/06/2008 ที่มา: http://fungdham.com/sound/sim.html
# เพลงเราเป็นลูกเสือ หมวดหมู่ › ศิลปะและการบันเทิง (699) › ดนตรี (384) keyword: ดนตรี Music ลูกเสือ สโมสรลูกเสือสมเด็จพระศรีนครินทร์ฯ เพลง เราเป็นลูกเสือ วันที่เอกสารถูกสร้าง: 29/01/2008 ที่มา: สโมสรลูกเสือสมเด็จพระศรีนครินทร์ฯ
# ยุวชนจิตอาสา หมวดหมู่ › ศาสนาและจิตวิญญาณ (7090) › จิตอาสา (274) keyword: จิตอาสา movie ยุวชนจิตอาสา ศูนย์คุณธรรมฯ (องค์การมหาชน) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ วันที่เอกสารถูกสร้าง: 16/05/2008 ที่มา: สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ, สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ, ศูนย์คุณธรรมฯ (องค์การมหาชน)
# ผ้าไทยภาคเหนือ - จังหวัดสุโขทัย หมวดหมู่ › วัฒนธรรม (3270) › ภูมิปัญญาไทย (1652) › งานช่างฝีมือพื้นบ้าน (385) › ผ้าทอ (300) keyword: ผ้าทอ ภาคเหนือ ผ้า ผ้าจังหวัดสุโขทัย ผ้าภาคเหนือ ผ้าแต่ละภูมิภาค ผ้าไทย วันที่เอกสารถูกสร้าง: 26/04/2009 ที่มา: เว็บไซต์ฅนไทยดอทคอม http://www.khonthai.com/Vitithai/A15.HTML ผ้าซิ่นต่อตีนจกลาย 16 ตะขอTin-Jok "Pha-sin" in 16-Tar-Kor pattern ผ้าที่มีชื่อเสียงของจังหวัดสุโขทัย ได้แก่ ผ้าตีนจกตำบลหาดเสี้ยว อำเภอศรีสัชนาลัย มีลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์สวยงาม ฝีมือในการทอ ประณีต พิถีพิถัน น้ำหนักในการทอสม่ำเสมอ อาทิ ลายเครือน้อย ลายเครือกลาง ลายเครือใหญ่ ลายสิบหกหน่วยตัด ลายสิบสองหน่วยตัด ลาย 8 ตะขอ ลาย 4 ตะขอ ลายน้ำอ่าง ลายสองห้อง และลาย 16 ตะขอ นอกจากนี้ ยังมีผ้าทอดอกไม้สุโขทัยที่บ้านคลองสะเกษ ตำบลวังน้ำขาว อำเภอบ้านด่าน ลานหอยอีกด้วย **Sukhothai** Sukhothai's most well-known fabric is Tin-Jok from Had-Seaw Sub-district in Si Satchanalai District that is particularly beautiful and striking. This beautiful and unique pattern requires skilled craftsmanship and consistent weaving tension. The patterns include Krua-Noy, Krua-Krang, Krua-Yai, Sixteen-cut, Twelve-cut, Eight-Hook, Four-Hook, Nam-Ang. Song-Hong and 16-Hook. There is a Sukhothai flower fabric at Ban Klong Sa Kes of Wang Namkaow Sub-district in Ban Dan Lan Hoi District. กลับไปยังหน้ารวม link ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับผ้าไทยทั้งสี่ภูมิภาค
# พิธีโกนผมไฟ หมวดหมู่ › วัฒนธรรม (3270) › ชาติพันธุ์ (531) › ไทย (6) keyword: ไทย ประเพณีเกี่ยวกับชีวิตและจารีตประเพณี ประเพณี ประเพณีไทย พิธีโกนผมไฟ วันที่เอกสารถูกสร้าง: 31/03/2009 ที่มา: เว็บไซต์ฅนไทยดอทคอม http://www.khonthai.com **พิธีโกนผมไฟ** **อุปกรณ์ที่ใช้ในพิธี** **วิธีปฏิบัติ** **อ้างอิงต้นฉบับ :http://www.khonthai.com/Vitithai/hair.html**
# Wise Consume Case - vdo โครงงานคุณธรรมปี 2549 หมวดหมู่ › ศาสนาและจิตวิญญาณ (7090) › จิตอาสา (274) keyword: จิตอาสา โครงงานคุณธรรม วันที่เอกสารถูกสร้าง: 03/02/2009 ที่มา: โครงงานคุณธรรม
# วิเคราะห์ข้อกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา หมวดหมู่ › สังคม (2814) › การเมือง (74) keyword: การเมือง วันที่เอกสารถูกสร้าง: 21/01/2008 ที่มา: ผศ.ดร. วรเจตน์ ภาคีรัตน์ Dr. Jur. (summa cum laude, Goettingen – Germany), อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ www.lawonline.co.th วิเคราะห์ข้อกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาเมื่อวันที่ 4 มีนาคม ที่ผ่านมา ซึ่งนับเป็นการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาเป็นครั้งแรกในประเทศไทยนั้น แม้ในเบื้องแรกจะนำมาซึ่งความรู้สึกยินดี โดยทั่วไปที่ประชาชนออกมาใช้สิทธิอย่างล้นหลาม และมีบุคคลที่สังคมเห็นว่ามี “คุณภาพ” ได้รับเลือกตั้งหลายคน แต่เมื่อปรากฎว่าผู้สมัครรับเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยไม่ปฎิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้ง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งเป็นองค์กรที่ดำเนินการจัดการเลือกตั้งในครั้งนี้ จึงประกาศไม่รับรองผลการเลือกตั้งของผู้ที่ได้คะแนนอันอยุ่ในเกณฑ์ที่จะได้รับเลือกตั้งเป็นวุฒิสมาชิกจำนวน 78 คน โดยรับรองผลการเลือกตั้งของผู้สมัครรับเลือกตั้งเพียง 122 คน และสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ในจังหวัดที่มีปัญหา 35 จังหวัด การดำเนินการ โดย กกต. ดังกล่าว แต่ในอีกด้านหนึ่งก็ก่อให้ประเด็นปัญหาในทางกฎหมายติดตามมาหลายประเด็นทั้งในส่วนที่เกี่ยวข้องกับอำนาจของ กกต. เอง และการเริ่มต้นทำงานของวุฒิสภาชุดใหม่ บทความนี้มุ่งแสดงทัศนะทางกฎหมายเฉพาะประเด็นที่สำคัญ เพื่อความเข้าใจร่วมกันอันจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น โดยแยกพิจารณาเป็น 3 ประเด็น ดังนี้ [แก้ไข] 1. อำนาจของคณะกรรมการการเลือกตั้งในการที่จะไม่ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งและสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่อำนาจของ กกต. ในการสั่งให้เลือกตั้งใหม่ และในการประกาศผลการเลือกตั้งนั้นได้รับการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญมาตรา 145 (4) และ (5) และ พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง มาตรา 10 (7) และ (8) โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสั่งให้เลือกตั้งใหม่ในหน่วยเลือกตั้งใดหน่วยเลือกตั้งหนึ่งหรือทุกหน่วยเลือกตั้ง กกต. สามารถกระทำได้เมื่อมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าการเลือกตั้งในหน่วยเลือกตั้งนั้นมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ประเด็นที่จะต้องพิจารณาก็คือ อำนาจของ กกต. ในการสั่งให้เลือกตั้งใหม่นั้นมีอยู่โดยไม่มีข้อจำกัดหรือไม่ หากพิจารณากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาแล้ว จะพบว่ากฎหมายกำหนดวิธีการคัดค้านการเลือกตั้งที่มิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมเอาไว้ในมาตรา 94 - 96 ซึ่งเป็นกระบวนการคัดค้านการเลือกตั้งภายหลังจากที่ กกต. ประกาศผลการเลือกตั้งแล้ว กล่าวคือ หาก กกต. เห็นว่าสมาชิกวุฒิสภาท่านใดได้รับการเลือกตั้งมาโดยไม่สุจริต กกต. อาจกำหนดให้มีการนับคะแนนใหม่ หรือเลือกตั้งใหม่ได้ และหาก กกต. มีคำสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ สมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาซึ่งถูกคัดค้านก็ย่อมสิ้นสุดลง อำนาจในการดำเนินการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงของ กกต. ในกรณีนี้มีอยู่ค่อนข้างกว้างขวาง ดังจะเห็นได้จากบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ฯ มาตรา 147 สำหรับการสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ก่อนประกาศผลการเลือกตั้งนั้น อำนาจที่ กกต. มีอยู่ชัดเจนที่สุด คือ อำนาจตามมาตรา 73 แห่ง พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งเป็นกรณีที่ผลการนับคะแนนไม่ตรงกับรายงานการใช้สิทธิเลืกตั้งของคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง เว้นแต่คะแนนที่ไม่ตรงกับรายงานนั้นจะไม่ทำให้ผลการเลือกตั้งเปลี่ยนแปลงไป กฎหมายห้ามมิให้คณะกรรมการการเลือกตั้งจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ นอกจากนี้มาตรา 77 และ 78 ประกอบกับมาตรา 90 วรรค 3 แห่ง พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าได้วกการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภายังกำหนดเป็นหน้าที่ว่าเมื่อได้ผลการนับคะแนนของการเลือกตั้งแล้ว ให้ กกต. ประกาศว่าบุคคลใดเป็นผู้ได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภา และให้รีบดำเนินการแจ้งผลไปยังรัฐสภา เพื่อทราบและเพื่อจะได้นำผลการเลือกตั้งนี้นลงพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษา อย่างไรก็ดีอาจมีประเด็นสงสัยได้ว่า การที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 145 (5) ให้อำนาจ กกต. ในการสั่งให้เลือกตั้งใหม่โดยไม่ได้กำหนดไว้ว่าจะต้องเป็นการสั่งก่อนหรือหลังการประกาศผลการเลือกตั้งเท่านั้นน่าจะมีความหมายในทางที่วา กกต. เป็นผู้มีอำนาจโดยสิทธิขาดที่จะประกาศรับรองผลหรือไม่รับรองผลการเลือกตั้งไม่ถูกจำกัดโดยเงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้น เนื่องจากรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดที่ไม่มีกฎหมายใดมาลบล้างได้ การตีความรัฐธรรมนูญไปในลักษณะตัดสิทธิหรือกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของบุคคลเช่นนี้เป็นสิ่งที่พึงระมัดระวังอย่างยิ่ง แม้ว่าการกระทำที่กระทบสิทธิโดยการไม่รับรองผลการเลือกตั้งของผู้ที่น่าสงสัยว่าโกงการเลือกตั้งจะสอดคล้องกับมติมหาชนก็ตาม บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญมาตรา 145 (5) เป็นบทบัญญัติวางกรอบอำนาจกว้าง ๆ ของ กกต. เท่านั้น และการที่มีบทบัญญัติมาตราดังกล่าวในรัฐธรรมนูญ ก็เนื่องจากรัฐธรรมนูญไม่ต้องการให้รัฐสภาออกกฎหมายยกเลิกตัดทอนอำนาจเช่นนี้ได้โดยง่าย แต่หาได้หมายความไปไกลถึงขนาดที่ว่า กกต. จะใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญได้อย่างเต็มที่ โดยไม่มีขั้นตอนหรือกระบวนการที่ประกาศให้ประชาชนทราบล่วงหน้าเลยไม่ บทบัญญัติมาตรา 10 (7) แห่งพระราชยัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้งก็กำหนดเอาไว้อย่างชัดเจนให้ กกต. กำหนดหลักเกณฑ์ และวิธีพิจารณาสำหรับการเลือกตั้งให้เมาเพราะเหตุที่การเลือกตั่งไม่เป็นไปโดยสุจริต และเที่ยงธรรมแต่ กกต. มิได้กำหนดหลักเกณฑ์ดังกล่าวเอาไว้ การที่กฎหมายกำหนดให้ กกต. ต้องประกาศผลการเลือกตั้งนั้น ก็เพราะในการเลือกตั้งแต่ละครั้ง ประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยได้ออกมาแสดงเจตจำนง “แต่งตั้ง” บุคคลเข้าดำรงตำแหน่งเป็นองค์กรเจ้าหหน้าที่ของรัฐโดยการลงคะแนนเสียง กกต. ซึ่งเป็นองค์กรของรัฐมีหน้าที่ที่จะต้องแสดงผลของเจตจำนงนี้ให้เห็นประจักษ์ เว้นแต่เห็นได้ชัดเจนว่าผลของการเลือกตั้งไม่ใช่เจตจำนงอันแท้จริงของประชาชน เช่น กรณีที่ผลการนับคะแนนไม่ตรงกับรายงานการใช้สิทธิเลือกตั้งของคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งหรือปรากฎอย่างชัดแจ้งปราศจากข้อสงสัยว่ากระบวนการเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ซึ่งการลงให้เลือกตั้งใหม่ในกรณีเช่นนี้ กกต. ต้องทำโดยเร็วหากไม่ต้องด้วยกรณีเช่นนี้แล้ว กกต. ต้องประกาศผลการเลือกตั้งเพื่อให้บุคคลที่ได้รับการเลือกตั้งได้เข้าดำรงตำแหน่งเป็นองค์กรเจ้าหน้าที่ของรัฐไปก่อน หากปรากฎว่าบุคคลนั้นได้รับเลือกตั้งมาโดยไม่สุจริตจะโดยวิธีการใดก็ตาม กกต. ก็ทรงไว้ซึ่งอำนาจที่จะเพิกถอนสมาชิกภาพของบุคคลนั้นโดยการสั่งให้เลือกตั้งใหม่ได้อยู่แล้ว ซึ่งในกรณีนี้ถือว่าเป็นการเลือกตั้งซ่อมที่จะต้องเปิดโอกาสให้บุคคลอื่นที่ไม่ได้สมัครรับเลือกตั้งในคราวแรกลงสมัครรับเลือกตั้งได้ด้วย โดยระบบดังกล่าวนี้จะทำให้การเกิดขึ้นของวุฒิสภาเป็นไปได้โดยรวดเร็ว เพราะหากฟังคำกล่าวหาหรือข้อคัดค้านการเลือกตั้งทุกรณีก่อนประกาศผลการเลือกตั้งแล้วคงจะต้องมีการเลือกตั้งใหม่ในลักษณะที่เป็นการเลือกตั้งซ้ำหลายครั้ง นอกจากนี้การประกาศผลการเลือกตั้งไปก่อนยังถือเป็นการเคารพเจตจำนงของผู้เลือกตั้งในระดับหนึ่งในขณะที่ยังไม่ชัดเจนว่าบุคคลที่ได้รับเลือกตั้งทุจริตการเลือกตั้งหรือไม่ ในขณะเดียวกัน กกต. เองก็มีเวลาในการพิจารณาพยานหลักฐานต่าง ๆ อย่างถี่ถ้วน ก่อนที่จะเพิกถอนสมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาที่ได้รับการเลือกตั้งมาโดยมิชอบอีกด้วย โดยเหตุดังกล่าว และโดยอาศัยพื้นฐานทางกฎหมาย อันเป็นกติกาที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนี้ จึงเห็นว่าแม้อำนาจของ กกต. ในการสั่งให้เลือกตั้งใหม่ก่อนประกาศผลการเลือกตั้งมีอยู่ แต่มิใช่มีอยู่ แต่มิใช่มีอยู่อย่างกว้างขวาง อำนาจดังกล่าวถูกจำกัดโดยหลักเกณฑ์ที่ต้องประกาศล่วงหน้า ซึ่งต้องสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญด้วย [แก้ไข] 2. อำนาจของคณะกรรมการการเลือกตั้งในการห้ามมิให้บุคคลลงสมัครรับเลือกตั้งใหม่อย่างไรก็ตาม กกต. ได้ตีความรัฐธรรมนูญ มาตรา 145 (5) และ พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง มาตรา 10 (7) ไปในทางที่ให้ตนมีอำนาจในการไม่ประกาศผลการเลือกตั้ง และกำหนดให้มีการเลือกตั้งใหม่ก่อนที่จะประกาศผลการเลือกตั้งได้อย่างกว้างขวาง จึงมีประเด็นที่จะต้องพิจารณาว่า กกต. จะมีอำนาจตัดสิทธิบุคคลที่ได้รับการเลือกตั้ง แต่ไม่ได้รับการรับรองผลการเลือกตั้งมิให้ลงสมัครรับเลือกตั้งใหม่โดยอาศัยเหตุที่ว่าบุคคลนั้นทุจริตการเลือกตั้งได้หรือไม่ คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของบุคคลที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภานั้นได้รับการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 125 และ 126 ทั้งนี้โดยมาตรา 87 แห่ง พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา บัญญัติตอกย้ำหลักการดังกล่าวให้เห็นอย่างชัดเจนอีกทางหนึ่ง การเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งอันจะมีผลให้บุคคลนั้นไม่สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งได้ จะต้องเกิดจากคำพิพากษาของศาลเท่านั้น รัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้อง ไม่ได้มอบอำนาจให้ กกต. ในการที่จะไปตัดสิทธิบุคคลในการลงสมัครรับเลือกตั้งแต่ประการใดทั้งสิ้น ถึงแม้ว่าจะมีบทบัญญัติบางมาตราให้อำนาจ กกต. ในการออกประกาศกำหนดเรื่องระเบียบเกี่ยวกับการเลือกตั้งโดยเฉพาะอย่างยิ่ง มาตรา 10 (7) แห่ง พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้งการให้อำนาจดังกล่าวก็เป็นการให้อำนาจเฉพาะการกำหนดขั้นตอน กระบวนการทำงานต่าง ๆ เพื่อให้การเลือกตั้งสำเร็จลุล่วงไปโดยเรียบร้อยเท่านั้น มิได้หมายความเลยไปถึงขนาดว่า กกต. จะเพิกถอนสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้งของบุคคลได้แต่อย่างใดไม่ หาก กกต. เห็นว่าบุคคลนั้นทุจริตการเลือกตั้งจริง กกต. ก็เป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาที่สามารถจะดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย ฟ้องร้องผู้กระทำความผิดได้อยู่แล้ว ส่วนการสมัครรับเลือกตั้งย่อมเป็นสิทธิทางการเมืองที่บุคคลมีอยู่โดยสมบูรณ์ หาก กกต. มีคำสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของบุคคลที่ กกต. มีหลักฐานว่าทุจริตการเลือกตั้งคำสั่งนั้นย่อมขัดต่อรัฐธรรมนูญ หาก กกต. ออกระเบียบกำหนดการตัดสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของบุคคลดังกล่าว ระเบียบที่ว่านี้ก็ย่อมขัดต่อรัฐธรรมนูญเช่นกัน เพราะเป็นคำสั่งและระเบียบที่นอกจากจะสั่งหรือกำหนดขึ้นโดยไม่มีหลักฐานทางกฎหมายรองรับแล้ว ยังละเมิดสิทธิทางการเมืองของบุคคลอีกด้วย ทั้งนี้ไม่ว่า กกต. จะมีมูลเหตุชักจูงใจที่ประเสริฐเพียงใดก็ตาม [แก้ไข] 3. การเริ่มต้นของวุฒิสภาชุดใหม่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับปัจจุบัน มาตรา 315 วรรค 5 (1) กำหนดว่าในกรณีที่สมาชิกภาพของวุฒิสภาชุดปัจจุบันสิ้นสุดลงเมื่อครบสี่ปีนับแต่วันที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง ให้ดำเนินการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จภายในหกสิบวันก่อนวันครบสี่ปี ในกรณีเช่นนี้ให้อายุของวุฒิสภาและสมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาที่ได้รับเลือกตั้ง เริ่มนับตั้งแต่วันที่สมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาชุดปัจจุบันสิ้นสุดลง สมาชิกภาพของวุฒิสภาชุดปัจจุบันสิ้นสุดลงในวันที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2543 และ กกต. ได้จัดให้มีการเลือกตั้งในวันที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2543 (ก่อนครบกำหนดสี่ปีภายในหกสิบวัน) หากพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่กล่าวมานี้ย่อมถือได้ว่า สมาชิกภาพของวุฒิสมาชิกที่ได้รับการเลือกตั้งและอายุของวุฒิสภาใหม่เริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2543 อย่างไรก็ตามเนื่องจาก กกต.ประกาศผลการเลือกตั้งวุฒิสมาชิกเพียงบางส่วน คือ 122 คน จากจำนวนวุฒิสมาชิกที่พึงมี 200 คน จึงเกิดปัญหาตามมาว่า สมาชิกภาพของวุฒิสมาชิกที่ได้รับการประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง เริ่มต้นไปก่อนแล้วในวันที่ 22 มีนาคม ส่วนสมาชิกภาพของวุฒิสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งใหม่จะเริ่มต้นในภายหลังหรือไม่ และหากกรณีเป็นเช่นนี้อายุของวุฒิสภาจะเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 22 มีนาคม หรือไม่? รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับปัจจุบัน บัญญัติไว้ในมาตรา 121 ว่าวุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิกซึ่งราษฎรเลือกตั้งจำนวนสองร้อยคน ในกรณีที่ตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาว่างลงไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ และยังมิได้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาขึ้นแทนตำแหน่งที่ว่างให้วุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิกวุฒิสภาเท่าที่มีอยู่ จำนวนวุฒิสมาชิก 200 คน ที่บัญญัติเอาไว้ในมาตรา 121 นั้น เป็นสิ่งที่เรียกกันในทางกฎหมายว่า “องค์ประกอบ” ซึ่งเป็นเงื่อนไขแห่งการเกิดขึ้นของ “องค์กรกลุ่ม” การที่ กกต. ประกาศผลการเลือกตั้งไม่ครบ 200 คน ย่อมถือไม่ได้ว่า “วุฒิสภา” ได้เกิดมีขึ้นแล้วบทบัญญัติดังกล่าวเป็นบทบัญญัติที่มีลักษณะเคร่งครัดไม่เปิดช่องให้ตีความเป็นอย่างอื่นต่อเมื่อง “วุฒิสภา” ได้เกิดขึ้นแล้ว แม้ในภายหลังตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาจะว่างลง เช่น สมาชิกวุฒิสภาบางส่วนถูกเพิกถอนสมาชิกภาพ บางคนถึงแก่กรรม ก็ไม่มีผล ทำลายความเป็นวุฒิสภาแต่อย่างใด หากพิจารณาตามหลักประชาธิปไตยแล้ว รัฐธรรมนูญกำหนดผู้แทนของประชาชนที่เป็นวุฒิสมาชิกไว้ 200 คน เมือ่ประชาชนยังส่งผู้แทนของตนมาไม่ครบย่อมจะถือว่ามีวุฒิสภายังไม่ได้ เมือวุฒิสภายังไม่เกิดขึ้นเพราะเหตุที่ยังมีจำนวนสมาชิกซึ่งราษฎรเลือกตั้งไม่ครบ 200 คน สมาชิกภาพแห่งความเป็นสมาชิกวุฒิสภาย่อมจะเกิดมีขึ้นไม่ได้อยู่เองตามเหตุผลของเรื่อง นอกจากนี้หากพิเคราะห์ถ้อยคำมาตรา 315 วรรค 5 (1) แล้วอายุของวุฒิสภาและสมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาจะเริ่ในับตั้งแต่วันที่สมาชิกภาพของอายุของสภาชุดเดิมสิ้นสุดลงได้ ก็ต่อเมื่อได้มีการดำเนินการเลือกตั้งแล้วเสร็จการที่ กกต.ประกาศผลการเลือกตั้งเพียงบางส่วนย่อยจะถือว่าการดำเนินการเลือกตั้งได้กระทำเสร็จสิ้นลงแล้วไม่ได้ การดำเนินการเลือกตั้งใน 35 จังหวัด เพื่อตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาจำนวน 78 คน ที่จะได้จัดขึ้นนั้น ไม่ถือว่าเป็นการเลือกตั้งซ่อมเพราะไม่ได้เป็นการเลือกตั้งวุฒิสภาชิกแทนตำแหน่งที่ว่างลง แต่เป็นการตั้งที่สืบเนื่องจากการเลือกกตั้งครั้งเดิมที่ยังไม่เสร็จสิ้นลง โดยเหตุผลเช่นนี้ มาตรา 315 วรรค 5 (1) จึงไม่อาจใช้บังคับกับการเริ่มต้นอายุวุฒิสภาและสมาชิกภาพของวุฒิสมาชิกได้ อายุของวุฒิสภาและสมาชิกภาพของวุฒิสมาชิกจะเริ่มต้นรับเมื่อมีสมาชิกครบ 200 คน ในระหว่างนี้วุฒิสภาชุดเดิมย่อมทำหน้าที่วุฒิสภาต่อไป กกต. เป็นองค์กรอิสระที่เกิดขึ้นตามรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน เป็นกลไกสำคัญในอันที่จะทำให้การปฏิรูปการเมืองบรรลุผล เท่าที่ผ่านมา กกต. ได้แสดงให้สาธารณชนเห็นถึงความตั้งใจจริงในการทำงานซึ่งเป็นงานที่ไม่ง่ายเลยในประเทศที่ประชาธิปไตยยังไม่หยั่งลากลึกลงเช่นประเทศไทยนี้ ความตั้งใจในการทำงานของ กกต. ย่อมเป็นสิ่งที่น่าสรรเสริญและชมเชย อย่างไรก็ตาม กกต. เป็นองค์กรหนึ่งของรัฐ แม้จะเป็นองค์กรอิสระก็ไม่ได้หมายความว่า กกต. มีอำนาจเต็มที่ ที่จะกระทำในสิ่งที่กระแสของมหาชนเรียกร้องโดยมิคำนึงถึงกฎเกณฑ์ กติกาต่างๆ ที่ได้บัญญัติเป็นกฎหมายเท่าที่ควรจะเป็น ในประเทศที่เป็น ” นิติรัฐ” ปกครองโดยอาศัยหลัก ”นิติธรรม” การกระทำขององค์กรของรัฐทุกองค์กรต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของกฎหมาย ต้องอธิบายและให้เหตุผลได้ การปฏิรูปการเมืองแม้นับเป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วนสำหรับสังคมไทย แต่จะต้องกระทำอย่างโปร่งใส และมั่นคงบนรากฐานทางกฎหมาย การขจัดคนชั่วออกจากสังคมการเมืองก็เช่นกัน การกระทำในสิ่งที่ “ ถูกต้อง ” อาจไม่เป็นที่ “ พึงพอใจ ” ของมหาชนชั่วระยะเวลาหนึ่งแต่ถ้าการกระทำดังกล่าวมีเหตุผลอธิบายได้มหาชนก็จะเข้าใจได้ในไม่ช้า ในทางตรงกันข้ามเพราะในการกระทำในสิ่งที่มหาชนพึงพอใจ โดยมิได้ตรวจสอบบรรทัดฐานทางกฎหมายให้ถี่ถ้วนเพียงพอ ปัญหาทางกฎหมายก็จะเกิดขึ้นตามมามิรู้จักหยุดหย่อน น่าสงสัยยิ่งว่าการกระทำในลักษณะเช่นนี้ จะส่งผลดีในภาพรวมต่อการปฏิรูปการเมืองจริงหรือ -------------------------------------------------------------------------------- ขอขอบคุณข้อมูลจาก www.lawonline.co.thผศ.ดร. วรเจตน์ ภาคีรัตน์ Dr. Jur. (summa cum laude, Goettingen – Germany), อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประเภทของหน้า: บทความกฎหมาย
# ค้นหาความสงบ IMS สหรัฐอเมริกา หมวดหมู่ › ศาสนาและจิตวิญญาณ (7090) › พุทธศาสนา (6481) keyword: พุทธศาสนา ค้นหาความสงบ IMS สหรัฐอเมริกา ปล่อยวาง ว่างสบาย วัดหนองป่าพง เอกสาร หลวงปู่ชา สุภทฺโท ธรรมเทศนา วันที่เอกสารถูกสร้าง: 02/05/2008 ที่มา: พระโพธิญาณเถร (ชา สุภทฺโท) วัดหนองป่าพง ตำบลโนนผึ้ง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี โทร 04526-7563
# การละเล่นพื้นบ้านภาคใต้ - จับปูลม หมวดหมู่ › วัฒนธรรม (3270) › ภูมิปัญญาไทย (1652) › การละเล่นพื้นบ้านและนาฏศิลป์ (381) › การละเล่นพื้นบ้าน (141) keyword: การละเล่นพื้นบ้าน ภาคใต้ การละเล่นพื้นบ้าน วิถีชีวิตไทย เอกลักษณ์ไทย วันที่เอกสารถูกสร้าง: 11/12/2008 ที่มา: ประเพณีไทยดอทคอม http://www.prapayneethai.com/ **จับปูลม** **** อุปกรณ์๑. บริเวณที่เป็นทรายขาวนวลและคลื่นสาดไม่ถึง๒. ปูลม **วิธีการเล่น** การจับปูลมนิยมกันในตอนบ่ายหรือเย็น ซึ่งเป็นเวลาเหมาะที่จะไปเที่ยวเล่นตามชายหาด ๑. การจับปูลมเป็นการเล่นเพื่อความสนุกสนานของเด็กๆ๒. เป็นการออกกำลังกายที่ดี ฝึกความว่องไว และเสริมสร้างความรัก ความสามัคคีในกลุ่มเพื่อน
# นาฏดุริยการล้านนา - กลองหลวง (4) การทำกลองหลวง หมวดหมู่ › วัฒนธรรม (3270) › ภูมิปัญญาไทย (1652) › การละเล่นพื้นบ้านและนาฏศิลป์ (381) › เครื่องดนตรีพื้นบ้าน (77) keyword: เครื่องดนตรีพื้นบ้าน ภาคเหนือ การละเล่นพื้นบ้าน ดนตรีพื้นบ้าน ดนตรีล้านนา ลานนา วัฒนธรรมล้านนา เครื่องดนตรีพื้นบ้าน วันที่เอกสารถูกสร้าง: 20/10/2008 ที่มา: สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ http://art-culture.chiangmai.ac.th/ **นาฏดุริยการล้านนา วันอังคารที่ 21  มิถุนายน  2548 - กลองหลวง (4)** การสร้างกลองหลวงได้เสนอรายละเอียดมาโดยลำดับ ยังมีสิ่งที่จะต้องกล่าวถึงอีกคือ เรื่องของ “ขุกก้น” และ “หนัง” ซึ่งเป็นส่วนสำคัญ ที่ทำให้กลองมีเสียงดัง 3.6 ทำขุกก้น **ขุกก้น  เป็นส่วนโพรงก้นกลองหลวงด้านใด  มี 3 ลักษณะคือ** 1. ขุกก้นแบบโบราณ มีลักษณะเป็นรูปกรวย ขุกก้นลักษณะนี้ มีผลทำให้เสียงกลองมีเสียงลูกปลายมาก (เสียงยาว)2. ขุกก้นรังนก มีลักษณะคล้ายรูปรังนกหรือรูปถ้วย ขุกก้นลักษณะนี้มีผลทำให้เสียงกลองออกมารวดเร็ว  และมีเสียงลูกปลายน้อย (เสียงสั้น)  ช่างกลองนิยมใช้กลองหลวงขนาดเล็ก3. ขุกก้นแบบผสม  มีลักษณะผสมผสานระหว่างแบบโบราณกับแบบรังนก  มีผลทำให้เสียงกลองดังกังวานไปไกลแต่มีเสียงลูกปลายน้อย 3.7 ทำหนังหน้ากลอง **การทำหนังหน้ากลองหลวงมีขั้นตอนดังนี้** 1. หมักหนัง  โดยใช้หัว "ปู-เลย" คือ ไพลทุบผสมน้ำขยำกับหนังให้เข้ากันดีแล้วหมักไว้ประมาณ 1 คืน 2. นำหนังที่หมักแล้วไปขึงตากแดดให้แห้ง 3. นำหนังที่แห้งแล้วมาทุบหรือตำในครกกระเดื่องโดยตำผสมน้ำมะพร้าวและหัวข่า  เพื่อให้หนังนิ่มและอยู่ตัวหนังสด  ขึงแผ่นหนังแล้วนำไปตากแดด 4. เจาะรูหูหิ่งโดยรอบ  โดยเจาะให้ได้จำนวนเท่ากับ  “รูไท่เข้าสาร” (อ่าน "ฮูไต้เข้าสาน") **นอกจากนี้ยังต้องทำ  หูหิ่ง คร่าวหูหิ่ง  หนังขิน  และไท่เข้าสาร (ไถ้ใส่ข้าวสาร)  ดังนี้** 1. หูหิ่ง  คือ เส้นหนังใช้ร้อยถักไปตามรูโดยรอบของขอบหนังหน้ากลอง  นิยมใช้หนังควาย2. คร่าวหูหิ่ง  คือ เส้นหนังที่ร้อยเข้าในรูห่วงของหูหิ่งเพื่อเป็นเส้นยึดระหว่างหนังขินกับหูหิ่ง3. หนังขิน  คือ เส้นหนังที่ร้อยโยงระหว่าง คร่าวหูหิ่ง  กับ รูไท่เข้าสาร  เพื่อขึงหรือเร่งเสียงกลอง4. ไท่เข้าสาร คือ ส่วนอยู่บริเวณส่วนล่างของไหกลอง มีรูโดยรอบ  ซึ่งเจาะเป็นระยะโดยมีจำนวนรูเท่ากับจำนวนหูหิ่ง  ใช้สำหรับร้อยหนังขินเข้ากับคร่าวหูหิ่ง5. เล็บช้าง (อ่าน "เล็บจ๊าง") คือส่วนที่อยู่สลับกับไท่เข้าสาน **กล่าวโดยรวมก็คือ** **การเจาะรูเพื่อร้อยหูหิ่งนั้น** หลังจากเจาะรูแล้ว  ก็ต้องหาช่วงระยะเวลาในการหุ้มหน้ากลอง  ตำราของวัดศรีดอนชัย  อำเภอสารภี ได้กล่าวถึงช่วงของการหุ้มกลองไว้ว่า เดือน 12เดือนเจียงเดือนยี่เดือนสามเดือนสี่เดือนห้าเดือนหกเดือนเจ็ดเดือนแปดเดือน 9, 10, 11     จักได้เข้าของอันดี อันจำเริญใจอยู่เย็นใจจักชำนะแก่ข้าเสิก (ข้าศึก)ไฟจักไหม้จักมีเข้าของมากจักมีโสกทุกข์ ร้อนใจจักได้เข้าของเพิงใจ (ได้ข้าวของอันพึงใจ)บ่ดี  จักเสียเข้าของมีงัวฅวายเตมฅอกในสามเดือนนี้อย่าหุ้ม บ่ดี  จักฉิบหาย” เมื่อหุ้มหน้ากลองเสร็จ อาจมีการตีเพื่อปรับเสียงพร้อมปรับความตึงหย่อนให้เข้าที่ต่อไป **สนั่น   ธรรมธิ สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่(ภาพประกอบโดยจรัสพันธ์  ตันตระกูลและเสาวณีย์  คำวงค์)** ขอบคุณข้อมูลจาก สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ต้นฉบับ :http://art-culture.chiangmai.ac.th/academic/natha/2548/06/21/
# เพลงบอกสร้อย เสียงเสนาะ หมวดหมู่ › วัฒนธรรม (3270) › ภูมิปัญญาไทย (1652) › การละเล่นพื้นบ้านและนาฏศิลป์ (381) › เพลงพื้นบ้าน (21) keyword: เพลงพื้นบ้าน ภาคใต้ เพลงบอก วันที่เอกสารถูกสร้าง: 05/02/2009 ที่มา: มรดกใต้ดอทคอม http://www.moradokthai.com
# ปาฏิโมกข์ หมวดหมู่ › ศาสนาและจิตวิญญาณ (7090) › พุทธศาสนา (6481) keyword: พุทธศาสนา Music บทสวดมนต์ ปาฏิโมกข์ ปาฏิโมกข์มคธ ระฆังโฆษิตาราม วัด วันที่เอกสารถูกสร้าง: 05/02/2008 ที่มา: วัดระฆังโฆษิตาราม
# การละเล่นพื้นบ้านภาคใต้ - เพลงนา หมวดหมู่ › วัฒนธรรม (3270) › ภูมิปัญญาไทย (1652) › การละเล่นพื้นบ้านและนาฏศิลป์ (381) › การละเล่นพื้นบ้าน (141) keyword: การละเล่นพื้นบ้าน ภาคใต้ การละเล่นพื้นบ้าน วิถีชีวิตไทย เอกลักษณ์ไทย วันที่เอกสารถูกสร้าง: 09/12/2008 ที่มา: ประเพณีไทยดอทคอม http://www.prapayneethai.com/ **เพลงนา** **** ในการเล่นเพลงนาใช้ผู้เล่น ๑ คู่ ถ้าจะมีมากกว่านี้ก็ต้องเป็นจำนวนคู่แต่ที่นิยมกันมักไม่เกิน ๒ คู่ แต่ละคู่จะมีแม่เพลงคนหนึ่งทำหน้าที่ร้องนำ เรียกว่า "แม่คู่" มีผู้รับหรือ "ทอย" คนหนึ่งเรียกว่า "ท้ายไฟ" ถ้าผู้เล่นมีคู่เดียว บทที่ร้องมักเป็นบทชมบทเกี้ยวและบอกกล่าวเรื่องราวต่าง ๆ แต่ถ้าเล่น ๒ คู่ มักจะเป็น "กลอนรบ" หรือ บท "ฉะฟัน" คือร้องเพลงโต้ตอบกัน โดยต่างฝ่ายต่างหยิบยกเอาปมด้อยของฝ่ายตรงข้ามขึ้นมาว่าและว่ากันอย่างเจ็บ แสบ การร้องโต้ตอบนี้ท้ายไฟของฝ่ายใดก็จะทำหน้าที่รับทอยของฝ่ายนั้นการเล่นเพลงนาจะเล่นกันเป็นกลอนสดหรือกลอนปฏิภาณ ผู้เล่นจะต้องมีสติปัญญาและไหวพริบดี การเล่นไม่มีดนตรีใด ๆ ประกอบ ลักษณะบทกลอนที่ใช้เป็นกลอนสิบคือวรรคหนึ่ง ๆ นิยมบรรจุให้ได้ ๑๐ คำ แต่อาจยืดหยุ่นเป็น ๘-๑๑ คำก็ได้ กลอนเพลงนาจะบังคับคณะ โดยให้กลอนสามวรรคเป็น "หนึ่งลง" กลอนหกลงเป็น "หนึ่งลาง" คือจบ ๑ กระทู้ เว้นแต่บทไหว้พระ ซึ่งจะจบเพียงสามลงเท่านั้น คือไหว้พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ สำหรับลักษณะบังคับสัมผัสเขียนเป็นแบบบังคับได้ดังนี้ (ลงที่ ๑) ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ (เสียงสูง)๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ (เสียงต่ำ)(ลงที่ ๒) ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ (เสียงสูง)๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐(ลงที่ ๓) ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ (เสียงสูง)๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ (เสียงต่ำ)(ลงที่ ๔) ฯลฯ ตัวอย่างบทร้องเกี้ยวชมสาวบรรดาหญิงสาวสาวมาเก็บเกี่ยวข้าวนานี้ สาวคนโน้นอยู่ดีผิวฉวีสดใสขาวตลอดมือตีนเหมือนพ่อจีนแม่ไทยแม่หญิงสาวขาวสวยที่มาทั้งไกลแค่ น้องคนโน้นสวยแท้พี่เหลียวแลตะลึงไหลตาต่อตามองกันเกิดสัมพันธ์ถึงใจผิวเนื้อสาวขาวแล้วยังไม่แคล้วทาแป้ง สวยแล้วยังชั่งแต่งต้องตามแบบสมัยบรรดาสาวชาวนาน้องสวยกว่าใครใคร ฯลฯสำหรับการรับทอยของท้ายไฟ เมื่อแม่คู่ร้องส่งกลอนวรรคที่ ๑ จบแล้วท้ายไฟก็จะรับทอย โดยร้องซ้ำวรรคแรกอีกครั้งหนึ่ง เพื่อเปิดโอกาสให้แม่คู่คิดผูกกลอนวรรคที่ ๒ และที่ ๓ ต่อไป และการรับทอยก็จะรับเพียงวรรคที่ ๑ เพียงวรรคเดียวเท่านั้น เดิมการร้องเพลงนาร้องเล่นกันในฤดูเก็บเกี่ยวข้าว เป็นทำนองเกี้ยว แต่ในปัจจุบันร้องเล่นในงานต่าง ๆ เช่น สงกรานต์ บวชนาค ขึ้นบ้านใหม่ ปีใหม่ งานแต่งงานและงานศพ เพลงนาเป็นเพลงพื้นเมืองของจังหวัดชุมพร ที่แสดงให้เห็นถึงความสามารถในเชิงภาษาและมรดกทางวัฒนธรรมท้องถิ่นที่สร้าง ชื่อเสียงให้กับจังหวัดชุมพรมานานนับร้อยปี
# ชาติพันธุ์ล้านนา - ยาง หมวดหมู่ › วัฒนธรรม (3270) › ชาติพันธุ์ (531) › กะเหรี่ยง (79) keyword: กะเหรี่ยง ภาคเหนือ ยาง ลานนา ล้านนา วันที่เอกสารถูกสร้าง: 03/10/2008 ที่มา: เว็บไซต์ล้านนาคดี http://lanna.mju.ac.th/ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ "ทุกภาพ ทุกตัวอักษร มอบเป็นวิทยาทานแด่ทุกท่าน" **ยาง (อ่าน “ ญาง ” )** ปัจจุบันยางหรือ กะเหรี่ยงอยู่ด้านจังหวัดชายแดน ไทย-พม่า ส่วนใหญ่อยู่ในมณฑลตะนาวศรีของพม่า เหตุที่กระจายไปอยู่หลายแห่ง เนื่องจากสมัยโบราณกาลได้เกิดสงครามระหว่างไทยกับพม่า แต่ละครั้งพวกกะเหรี่ยงได้หลบหนีภัยไปอยู่ถิ่นอื่นบ้าง ถูกพม่ากวาดต้อนเอาไปเป็นเชลศึกบ้าง พวกที่ถูกกวาดต้อนเอาไปเป็นเชลย ช่วงประมาณ พ.ศ. 2490 มีถิ่นฐานบ้านเรือนอยู่แถบตะโก้ง (ร่างกุ้ง) หงสาวดี อังวะ ตองอูและมณฑลตะนาวศรี สหภาพพม่า ที่ตกค้างอยู่ในประเทศไทยมีจำนวนน้อย และต่างกระจายกันอยู่ไม่รวมกันเป็นกลุ่มก้อน เช่น ภาคเหนือมีอยู่ที่อำเภอลี้ อำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน เป็นส่วนมาก จังหวัดเชียงราย อยู่ที่อำเภอแม่สรวย อำเภอเวียงป่าเป้า อำเภอเมือง อำเภอแม่จัน นอกจากนี้ยังพบว่ามีอยู่ตามจังหวัดต่าง ๆ ในภาคอื่น เช่น กาญจนบุรี ตาก เชียงใหม่ ลำปาง แม่ฮ่องสอน ฯลฯ แต่โดยเหตุที่ชนชาติยางหรือกะเหรี่ยงนี้ได้กระจายกันไปอยู่หลายแห่งเป็นเวลา นานแล้ว ขนบธรรมเนียมประเพณีต่าง ๆ ตลอดจนภาษาและเครื่องแต่งกายของชาวยางในแต่ละถิ่นจึงแตกต่างกันไปบ้างยางหรือกะเหรี่ยงเป็น ชนกลุ่มใหญ่ และมีประชากรอยู่เป็นจำนวนมากในเขตพม่า ชนกลุ่มนี้ได้ก่อความยุ้งยากแก่ทางพม่า โดยทำการสู้รบกับกองทหารของรัฐบาลอย่างเรื้อรัง โดยอาศัยธรรมชาติที่เป็นป่าเขาทำการต่อสู้กับทหารพม่าแบบกองโจร แต่ชนกลุ่มนี้รวมกันเป็นกลุ่มก้อนไม่ได้นานก็จะแตกแยกไป เพรามีความคิดเห็นในทางศาสนาจารีตประเพณีต่างกัน **ยางหรือกะเหรี่ยงพวกต่าง ๆ ที่สำคัญมีดังนี้** **ยางกะเลอ** **ยางกะเลอ** ส่วนที่มาแห่งตระกูล “ ก้างยาง ” นั้น คือเมื่อประมาณ พ.ศ. 2490 พระแสนสิทธิเขตร นายอำเภอแม่จัน ไปตรวจราชการและได้แวะเยี่ยมเยียนหมู่บ้านยางกะเลอแห่งนี้ ท่านได้ถามถึงชื่อนามสกุล ปรากฏว่าทุกคนต่างไม่มีนามสกุล ท่านจึงตั้งให้ว่า “ ก้างยาง ” โดยถือเอาชื่อของ บิดาหมื่นพรหม ซึ่งชื่อว่านายก้างเป็นต้นตระกุล พวกยางกะเลอ 2 หมู่บ้านนี้จึงใช้นามสกุล “ ก้างยาง ” นับแต่นั้นเป็นต้นมา ชาวยางกะเลอชอบตั้งบ้าน เรือนอยู่ในที่สูง เป็นเนินเตี้ย รอบบ้านเป็นป่าโปร่ง ไม่มีรั้วรอบหมู่บ้าน ทุกหมู่บ้านจะมีศาลเจ้าอันเป็นที่ประทับของดวงวิญญาณผีหมู่บ้านอยู่ข้าง ต้นไม้นอกหมู่บ้าน ในการเลือกทำเลที่ตั้งหมู่บ้านนั้นจะให้หมอผีหรืออาจารย์ประจำหมู่บ้านทำ พิธีเสี่ยงทายโดยการปักกระดูกไก่ ว่าที่ตรงนั้นควรจะตั้งหมู่บ้านหรือไม่ ถ้าปักกระดูกไก่ส่อแสดงไปในทางไม่ดี ก็ไปหาทำเลตั้งบ้านในที่ใหม่ ถึงแม้พื้นที่ตรงนั้นจะอุดมสมบูรณ์ไปด้วยน้ำและดินเหมาะแก่การเพาะปลูกก็ตามบ้านของชาวยางกะเลอ มีแบบแปลนคล้ายคลึงกับบ้านชาวเหนือตามชนบท คนที่มีฐานะดีก็ทำบ้านด้วยพื้นไม้ฝากระดาน หลังคามุ้งด้วยกระเบื้องไม้สัก (แป้นเกล็ด) ส่วนที่ฐานะรองลงมาก็ปลูกบ้านเรือนด้วยเสาไม้แก่นพท้น ฟากฝาสานขัดแตะ หลังคามุงด้วยใบคาที่กรองเป็นตับ ๆ ห้องครัวนิยมทำไว้ห้องเดียวกันกับห้องนอน เล้าไก่ และคอกหมูทำให้แข็งแรงเป็นพิเศษ เพื่อป้องกันสัตว์ร้าย เช่น เสือ เสือปลา งู ฯลฯ ส่วนหมูนั้นจะปล่อยให้หากินตามลำพังในป่ากลางวัน เวลากลางคืนต้องขังไว้ในคอก อาชีพของยางกะเลอ คือการทำนา ทำไร่ ปลูกพืช เช่น พริก ฝ้าย ข้าวโพด ข้าง ฟัก แตง ผักกาด ฯลฯ และเลี้ยงสัตว์เพื่อใช้ภายในครอบครัว เพราะตำบลที่ชาวยางกะเลออยู่กันดารและห่างไกลจากถนน ไม่ค่อนมีการติดต่อกับตำบลอื่น ๆ การทำนา ทำไร่ ทำสวนและเลี้ยงสัตว์ทำกันแต่พอกิน การเลี้ยงสัตว์ มี วัว ควาย หมู กลางคืนเอาหมูใส่คอกไม้ขังไว้อย่างแน่นหนา เพราะเกรงสัตว์ร้ายมารบกวนทำอันตราย ในเวลากลางวัน เมื่อให้อาหารแล้วก็ปล่อยให้ไปหากิน การล่าสัตว์ของชาวยางกะเลอใช้หน้าไม้ ปืนแก๊ป ปืนคาบศิลา เป็นอาวุธ ตามปกติผู้หญิงมีหมูแม่ เล้าอยู่ 1 ตัว ถ้าตัวหนึ่งตายลงก็ต้องหามาเลี้ยงแทนใหม่ ถ้าเจ้าของตายก็จะเอาหมูตัวนั้นเซ่นศพแล้วนำมาเลี้ยงแก่ชาวบ้าน เหลือจากชาวบ้านรับประทานก็เอาไปทิ้งในป่าพร้อมกับศพ ไม่เอาหมูส่วนที่เหลือไว้ในบ้านเพราะถือว่าเป็นสมบัติของผู้ตาย การเลี้ยงหมูนั้น จะเลี้ยงไว้ 3 อย่าง คือเลี้ยงไว้เพื่อแต่งงาน เลี้ยงไว้เพื่อเป็นเพื่อนตายและเลี้ยงเพื่อไว้ฆ่ารับประทาน เครื่องแต่งตัวตามขนบ ธรรมเนียมดั้งเดิมของเขา ผู้ชายนุ่งโสร่งตาขาวสลับแดงเป็นตารางเล็ก ๆ ส่วนเสื้อมีสองแบบ แบบหนึ่งเป็นผ้าพื้นเมืองสีน้ำเงินเข้ม ย้อมด้วยใบห้อมเป็นสีคราม เสื้อผ่าอก มีคอกปกเสื้อลักษณะคล้าย ๆ กึ่งเสื้อกุยเฮง เสื้อเชิ้ตแขนสั้น อีกแบบหนึ่งใช้ผ้าขาวพื้นเมืองสองชิ้นเย็บต่อกันเป็นรูปเสื้อ แล้วผ่าตรงรอยเย็บพอสวมลงไปได้ คล้ายเสื้อแฟชั่นของสตรีสมัยโบราณที่ผ่าอกผ่าหลัง แต่มาในปัจจุบันนิยมนุ่งแบบไทย สำหรับเครื่องแต่งตัวของ ผู้หญิงที่มีสองแบบ คือหญิงโสดตามประเพณีของเขาสวมเสื้อมีลักษณะคล้ายกระโปรงยาวเพียงแต่ไม่มี รอยจีบหรือคาดด้วยเข็มขัดหรือรัดด้วยผ้า ทั้งเสื้อและผ้านุ่งเป็นชิ้นเดียวกัน ปลายแขนและคอขลิบด้วยด้ายสีแดง เครื่องแต่งกายของ ผู้หญิงที่มีสามี หรือหญิงที่ผ่านการมีสามีมาแล้ว ตามประเพณีบังคับให้สวมซิ่นสีแดงสลับขาวสลับสีน้ำเงินเข้มเป็นลายขวาง ส่วนเสื้อใช้ผ่าคอแบบชายแต่ประดัยด้วยลูกเดือยหิน ซึ่งมีรูปร่างลักษณะคล้ายเมล็ดข้าวสารแต่ขนาดโตและยาวกว่าร้อยด้วยเส้นด้าย และเย็บติดเสื้อตั้งแต่ข้างล่างขึ้นไปถึงราวนม เย็บเป็นตาสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนเล็ก ๆ ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ตอนบนขึ้นไปปล่อยทิ้งไว้ ส่วนปลายแขนและคอขลิบด้วยเส้นด้ายสีแดงเครื่องแต่งตัว ของเด็กทั้งหญิงหรือชาย เมื่อยังเล็กอยู่สวมเครื่องแต่งกายแบบสาวพรหมจารี เว้นแต่เด็กผู้ชายมีอายุสูงกว่า 7-8 ขวบขึ้นไป มักแต่งกายแบบไทย เครื่องประดับกายอย่างอื่นนิยมสวมกำไลมือโลหะเงิน มีลักษณะเป็นวงกลมเป็นเกลียวโตขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2-3 เซนติเมตร ที่หูใส่ห่วงหรือต่างหูซึ่งชาวเหนือเรียกว่า “ ลาน ” ตรงรอยเจาะหรือบางทีใส่ปิ่นหรือลานหู ผู้ชายไม่นิยมใช้ ชอบทัดแต่ดอกไม้ผู้หญิงใช้ดอกไม้เหน็บแซมผม ยางหรือกะเหรี่ยงมีอยู่ หลายพวกด้วยกัน แต่ละพวกมีภาษาเป็นของตนเองคล้ายกัน พวกยางกะเลอภาษาพูดคล้ายภาษาพม่า ดังจะยกมาเป็นตัวอย่าง คือ อ่อเหมาะซ้องย่อ แปลว่า สบายดีหรือ, อ่อป่อเหมอะเอ๊ แปลว่า ไม่ค่อยสบาย, หนี่คะแหล่ละไก่ แปลว่า ไปที่ไหนมา, หรี่กะเผ่า แปลว่า ไปตลาด, หรี่อำเภอ แปลว่า ไปอำเภอ, หรี่ใจ่ออซะกู่มือเนาะ แปลว่าไปเที่ยวสาว, หรี่ลุภาษีใช้ แปลว่า ไปเสียภาษีนา, หรี่ใช่เผ่าอะไถ่ แปลว่า ไปท้องนามา, อะหมี่ก่องหยั่ว แปลว่า รับประทานอาหารแล้วหรือยัง, อะหมี่ก่องละเอ๊ะ แปลว่า รับประทานอาหารยังไม่เสร็จ, หรี่ควะแล่ก๊วะท้าย แปลว่า ไปไหนมา, อามี่ แปลว่า กินอาหาร, อาหลู่ที้ แปลว่า อาบน้ำ, มหน่า แปลว่านอน, หรี่จาย แปลว่า ไปเที่ยว, ลำมะซ้า แปลว่า กลางคืน ลำมาซ้า แปลว่า กลางวัน, หว่า แปลว่า สามี, ม๊า แปลว่าภรรยา, ปู่ส่าคว้า แปลว่า เด็กผู้ชาย, อะมี แปลว่า เด็กผู้หญิง ชื่อของผู้ชาย มีดังนี้ กิลิ จ่อเป นู มีพ้อ แซขั่ง พาแซ ดอพ้อ จังหลี่ สือเมือง จ่อบี้ เมืองคังชานู่ จัมเป่ง จ้างแก่ว ส้งจี่ โปหวี่ จั้งดี ชื่อของผู้หญิงมีดังนี้คือ ขั่งคิ้ว จั่งจี่ จั่งถี่ ด่าจี่ จังผู่ ก่างแว้ ข่าเอ้ย จ่อส่าง เซอพอ น่ำเบ่ะเซ้า ยาพอ มิแหล่ว ผ่าแหว่ สั้งแก่ว ฯลฯ ชื่อลิ่งของและสัตว์ เช่น มือ(ข้าว) ที้ (น้ำ) มี (ไฟ) รังคู (ดิน) หรี่(ลม) ชั้ง(ไก่) โกะ (หมู) จี่(เงิน) ท้อง (ทองคำ) ยาพู (ปลา) ฯลฯ พวกยางกะเลอมีนิสัย มัธยัสถ์ อาหารการกิน และความเป็นอยู่อย่างง่าย ๆ ไม่ฟุ่มเฟือย วิธีปรุงอาหารและเครื่องปรุงก็ง่าย เนื้อที่บริโภค เช่น เนื้อกวาง อีเก้ง กระจง ที่เขาล่ามาได้หรือไก่ ปลา หมูซึ่งเป็นสัตว์เลี้ยง นอกจากนั้นก็มีเผือกมัน และพืชไร่ ไม่ชอบบริโภคกะปิน้ำปลาหรือกุ้งแห้ง การรับประทานใช้ถาดวางกับพื้น รับประทานโดยใช้มือเปิบข้าว แต่บางคนก็ใช้โต๊ะแล้วแต่ฐานะของบุคคล เวลาทำนาต่างห่อข้าวเหนียวกับเกลือและพริกสด 2-3 เม็ด ไปรับประทานกลางวันที่นาหรือเป็นอาหารกลางวัน เวลาเข้าป่าไปตัดฟื้นตัดไม้เป็นต้น ชาวยางกะเลอมีนิสัยประหยัดในการกินอยู่ สิ่งเสพย์ติดมีหมาก บุหรี่ เมี่ยง ผู้หญิงแทบทุกคนนิยมสูบยาเส้นจากกล้องยาสูบ ชาวยางกะเลอมีสุขภาพ อนามัยดี ไม่ค่อยเป็นโรคภัยไข้เจ็บ ที่เป็นบ้างก็มีเพียงปวดหัว ตัวร้อน หรือไข้เล็ก ๆ น้อย ๆ การรักษาพยาบาลนิยมใช้เครื่องยาสมุมไพรและยากลางบ้านส่วนโรคติดต่อนั้นนาน ๆ จะมีครั้งหนึ่ง เช่น ปี พ.ศ. 2487-2488 พวกชาวยางกะเลอเป็นไข้ทรพิษระบาดอยู่ทั้งสองหมู่บ้าน มีผู้คนเสียชีวิตประมาณ 200 คน เหตุที่มีผู้เสียชีวิตมากเช่นนี้เป็นเพราะการคมนามคมไม่สะดวก การป้องกันรักษาพยาบาลไม่ถูกต้องตามหลัก และวิธีการแพทย์แผนปัจจุบันซึ่งขณะนั้น (พ.ศ. 2490) ยังไม่มี ส่วนแพทย์ประจำหมู่บ้านและประจำตำบลก็เป็นแพทย์แผนโบราณ ใช้รักษาโดยวิธีการเป่าเวทย์คาถา สะเดาะเคราะห์หรือรักษาด้วยยาสมุนไพรจึงไม่เกิดผลดีในการรักษาโรค ชาวยางกะเลอเป็นคนมี อัธยาศัยใจคอดี เอื้ออารีต่อเพื่อนบ้านและบรรดาแขกต่างถิ่น เมื่อเวลามีแขกไปเยี่ยมเยียนพวกเขาจะต้อนรับเป็นอย่างดี บรรดาเพื่อนบ้านใกล้เคียงไปเยี่ยมเยียน สนทนาวิสาสะด้วยแม้จะไม่รู้จักกันมาก่อน การต้อนรับมีการจัดหมากพลู พานบุหรี่ น้ำเย็น มาต้อนรับ ถ้าเป็นแขกสำคัญ เช่น กำนันหรือข้าราชการ ก็จะนำสุราอาหารมาต้อนรับ ชาวบ้านต่างกุลีกุจอมาช่วยกันทำอาหารรับแขกเป็นพิเศษ เจ้าของบ้านให้ความสะดวกแก่แขกในเรื่องที่พักอาศัยหลับนอนชีวิตความเป็น อยู่ประจำวันของชาวยางกะเลอไม่ผิดกับคนไทยตามชนบท คือหลังอาหารเช้า ผู้หญิงก็เข้าป่าหาผักผลไม้ ช้อนปลาหรือไปไร่สวนแล้วแต่ความจำเป็นของแต่ละคนส่วนผู้ชายเข้าป่าหาของป่า ล่าสัตว์หรือแผ้วถางป่าเพื่อทำนา ทำสวนหรือทำไร่ ส่วนพวกเด็ก ๆ หรือคนแก่ ถ้าไม่ช่วยบิดามารดาหรือบุตรหลายทำการงานก็อยู่กับบ้าน การทำไร่ทำสวน ช่วยกันทำทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ถ้าเป็นฤดูทำนาผู้ชายไปทำนา ผู้หญิงอยู่บ้านทำงานบ้าน วิธีปลูกดำไถหว่านหรือเก็บเกี่ยวข้าว นิยมวิธี “ หลั่ง ” คือลงแขกช่วยกันทำ เหมาให้เสร็จเป็นเจ้า ๆ ไป เครื่องใช้ในบ้านและการทำสวน หรือการประกอบอาชีพอื่น ๆ ทุกอย่างเหมือนกับเครื่องมือเครื่องใช้ของคนไทยตามชนบททั่วไป ชาวยางกะเลอนับถือศาสนา พุทธควบคู่กับการถือผีมีวัดตั้งอยู่ที่บ้านห้วยสัก หมู่ที่ 7 ตำบลปงน้อย อำเภอแม่จัน เรียกว่า “ วัดห้วยสัก ” เจ้าอธิการวัดขณะนั้นเป็นยางกะเลอเป็นนักธรรมโท ชาวบ้านมักไปวัดในวันธรรมสวนะเทศกาลเข้าพรรษา พ้นจากเวลานั้นแล้วไม่ค่อยไปกัน เว้นแต่ผู้เฒ่าที่มีศรัทธาแก่กล้าจึงไปวัดอยู่เสมอ ชาวยางกะเลอมีนิสัย เอื้อะเฟื้อเผื่อแผ่ เมื่อผู้ใดมีงานอย่างหนึ่งอย่างใดเขาไม่ต้องออกปากขอร้องไหว้วานหรือจ้าง ด้วยสิ่งของเงินทอง เพียงแต่เกริ่นข่าวให้รู้ว่าวันนี้ เวลานั้นผู้นั้นจะปลูกบ้าน พวกเพื่อนบ้านจะถือมีดพร้าจอบเสียมมาช่วยงานคนละไม้คนละมือจนเสร็จ ชาวบ้านต่างพร้อมกันช่วยงานตั้งแต่ตัดฟันไม้เสา เลื่อยไม้กระดาน ทำกระเบื้อง “ ลฯ หรือไม่ก็เอาไม้ไผ่มาสับเป็นแผ่นเรียกว่า “ ไม้ฟาก ” กรองแฝกตามฐานะของแต่ละบุคคล ช่วยเหลืองานปลูกสร้างบ้านเรือนจนเสร็จเป็นหลัง ด้วยเหตุนี้บ้านเรือนของชาวยางกะเลอจึงค่อนข้างแน่นหนากว่าบ้านคนไทยซึ่ง อยู่ในตำบลเดียวกัน เพราะเขาช่วยเหลือกันด้วยความเต็มใจ และไม่คิดค่าจ้างรางวัลอีกทั้งระหว่างเวลาปลูกบ้านยังไม่เสร็จนั้น เจ้าของบ้านไม่ต้องคอยเป็นห่วงจัดหาสุราอาหารไปเตรียมต้อนรับเพื่อนบ้านเลย เพราะบุตรภรรยาของผู้ที่ไปช่วยงาน จะนำเอาข้าวปลาอาหาร บุหรี่ เมี่ยง ไปส่งให้แก่บิดาหรือสามีของตนเอง หรือถ้าเจ้าของบ้านใจดีเลี้ยงสุราอาหารบ้างเล็กน้อยเขาก็ไม่ขัดข้อง ส่วนมากนิยมเลี้ยวกันเพียงอาหาร ส่วนข้าวนั้นผู้ช่วยงานทุกคนนำมาจากบ้านของตน เมื่อเสร็จการปลูกบ้านแล้ว มีพิธีขึ้นบ้านใหม่บางคนนิมนต์พระสงฆ์มาสวดมนต์เย็นหรือมีเทศน์ 1 กัณฑ์ บางคนไม่มีพิธีแต่อย่างใด พอบ้านเสร็จแล้ว ก็ขนของขึ้นไปอยู่ทันทีก็มี ชาวยางกะเลอทำพิธีการมัด มือเรียกขวัญ คล้ายคลึงชาวเหนือตามชนบท ต้นเหตุแห่งการมัดมือเรียกขวัญมี 2 อย่าง คือเมื่อผู้เจ็บป่วย และได้ทำการบวงสรวงเซ่นเครื่องสังเวยแก่ผีสางเทวดานั้นเสร็จแล้ว จึงมัดมือเรียกขวัญอย่างหนึ่ง นอกจากนี้จะมัดมือให้แก่คู่สมรสในพิธีอีกอย่างหนึ่ง เครื่องใช้ในการมัดมือไม่มีอะไรมาก มีข้าวสุก 1 ก้อน กล้วยน้ำว้าสุก 1 ผล ดอกไม้ธูปเทียนและสายสิญจน์สีขาว ผู้ที่ประกอบพิธีได้แก่ คนมีอาวุโสหรือหมอผีในหมู่บ้านนั้น การเลี้ยวผีหมู่บ้าน หรือเรียกว่า “ เสื้อบ้าน ” มีอยู่ 2 ระยะ คือ 3 ปีต่อหนึ่งครั้ง และเลี้ยงทุก ๆ ปีอีกตอนหนึ่งการเลี้ยงผีบ้าน 3 ปีต่อครั้งนั้น จะฆ่าหมูเป็นเครื่องเซ่นสังเวย ส่วนการเลี้ยงทุกปีหรือประจำปีใช้ไก่เป็นเครื่องสังเวย เมื่อถึงเทศกาลเดือน 5 เหนือ (เดือนยี่) กับเดือน 9 ทุก ๆ ปี ผู้เป็นหัวหน้าในพิธีเซ่นผีจะประกาศเกณฑ์เก็บข้าวสารครัวเรือนคนละหนึ่งกอบ (2 กำมือ) ข้าวที่เก็บได้นี้นำเอาไปหมักเป็นสุรา ส่วนแป้งเชื้อสุราทีใช้หมักเป็นสุรา ส่วนแป้งเชื้อสุราที่ใช้หมัก ใช้หญิงสาวพรหมจารีเป็นผู้ทำ พิธีทำแป้งเชื้อ คือให้สาปแช่งใส่แป้งเชื้อสุรา ซึ่งล้วนแต่เป็นถ้อยคำหยาบคายลามก แป้งเชื้อสุรานั้น มิได้ใส่หรือเติมเครื่องอื่นใดลงไปอีก เพียงแต่คำสาปแช่งของสาวน้อยพรหมจารีกับแป้งข้าวเหนียวเปล่า ๆ ก็ใช้เป็นเชื้อหมักสุราได้ผู้เป็นหัวหน้าเซ่นผีนำเอาไปทำสุรา ในระหว่างที่หมักดองเป็นกะแช่ตลอดจนถึงระยะต้มกลั่น ผู้ใดจะชิมรสดูไม่ได้เป็นอันขาด นัยว่าผีสางเทวดาจะโกรธเคืองและจะบันดาลให้เป็นอันตรายแก่ชาวบ้าน ผู้เป็นหัวหน้าเกณฑ์ไม่ครอบครัวละ 1 ตัว เพื่อนำไปเซ่นผี เมื่อเซ่นเสร็จแล้ว ไก่นั้นต้องรับประทานกันกลางป่าริมหมู่บ้าน เพราะผีประจำหมู่บ้านจองพวกยางกะเลอจะมีศาลคล้ายศาลพระภูมิเจ้าที่อยู่ที่ ต้นไม้ใหญ่ริมป่านอกหมู่บ้าน เครื่องเซ่นมีสุรา ไก่ หรือหมู นอกจากนี้มีไม้ดอกธูป เทียน แต่มีแปลกอยู่อย่างหนึ่ง คือผู้เป็นหัวหน้าครอบครัวจะต้องนำเอาขาไก่กลับบ้านด้วย 2 ขา ให้บุตรภรรยาที่อยู่บ้านรับประทานทุกคน คนในครอบครัวมีอยู่กี่คนต้องรับประทานให้ทั่วถึง ระหว่างที่มีการเช่นผี หรือเทพารักษ์นี้ เขาห้ามบุคคลภายในออกจากหมู่บ้านไปทำงานนอกหมู่บ้าน และห้ามไม่ให้คนภายนอกหรือคนต่างหมู่บ้านเข้าออกผ่านเขตหมู่บ้านของเขามี กำหนด 3 วัน เขาเรียกการปิดหมู่บ้านนี้ว่า เข้ากำบ้าน หากมีผู้ฝ่าผืนเขาถือว่าเป็น “ เสนียด ” แกหมู่บ้าน ต้องเรียกปรับไหมเป็นเงิน 2 บาท มีด้วยกันกี่คนก็ตาม เขาเรียกปรับเพียง 2 บาทเท่านั้น และเงินนี้นำไปขมาต่อผีหมู่บ้านหรือเรียก ส้อมผี แล้วนำไปซื้อสิ่งของที่จะได้จำนวนมากที่สุด เช่นเกลือ แล้วนำเอาแบ่งปันแจกจ่ายกันไปทั่วทุกหลังคาเรือน การเลี้ยงผีชนิด 3 ปีต่อครั้งนั้น มีพิธีเซ่นผีอย่างเดียวกันกับพิธีประจำปี ผิดแต่เรียกเก็บเงินครอบครัวละ 2 บาท รวบรวมไปซื้อหมูเป็นเครื่องเซ่นสังเวยแทนไก่ ในระหว่างมีงานพิธี ทุกคนต้องไม่จ่ายเงิน ไม่ให้ชาวหมู่บ้านไปค้างแรมบ้านหลังอื่นหรือหมู่บ้านอื่น นอกจากไปค้างแรมนานมเกินกว่า 3 คืน การเลี้ยงผีบ้านก็เช่น เดียวกับการเลี้ยงผีหมู่บ้าน ผิดกันแต่ต้องทำบุญบ้านเรือนของตน มีพิธีหุงข้าวทำอาหาร ระหว่างทำกับข้าวและหุงข้าวนี้ จะพูดจากับคนแปลกหน้าหรือคนอื่น นอกจากครอบครัวเดียวกันไม่ได้ เมือทำอาหารเสร็จจึงพูดจาปราศรัยกันได้ ตามปกติมี อยู่กำบ้าน 3 วัน เหมือนกัน คือระหว่างนี้ คนอื่น ๆ จะไปขอหรือหาซื้ออะไรภายในเขตรั้วบ้านของเขาไม่ได้ทั้งสิ้น ไม่ว่าการซื้อขายนั้น ผู้ซื้อจะให้ราคางามถึงสิบเท่าร้อยเท่าตัวของราคาที่ซื้อขายธรรมดาก็ตามการ เลี้ยงผีบ้านและผีหมู่บ้านเป็นประเพณีดั้งเดิมของพวกยางกะเลอ พวกยางกะเลอไม่ยอมเรียกผีต่าง ๆ ของเขาว่า “ ผี ” เป็นอันขาด เขาถือว่าเป็นพระเจ้าไม่ใช่ผี และใช้เรียก “ จารีตดั้งเดิม ” แทน ถ้าผู้ใดไปเรียกว่าพวกยางกะเลอนับถือผีแล้ว พวกเขาจะไม่พอใจ งานปีใหม่ของชาวยางกะเลอ เช่นเดียวกับงานตรุษสงกรานต์ของชาวเหนือ มีการเที่ยวเล่นรดน้ำสาดน้ำโดยเฉพาะในพวกหนุ่มสาว มีการเลี้ยงสุราอาหารอย่างสนุกรื่นเริง พวกผู้เฒ่าที่ศรัทธาในศาสนาก็ไปวัดฟังเทศน์ พวกที่ไม่ค่อยศรัทธาทางศาสนาก็จับกลุ่มพูดคุยกันเป็นหมู่ ๆ ไม่มการทำบุญตักบาตรและปล่อยนอก การบวชนาคก่อนหรือภายหลังพิธีปีใหม่ไม่มีกัน เพราะพวกยางกะเลอเพิ่งเริ่มหันมานับถือศาสนาพุทธเมื่อไม่นานมานี้เอง การเกี้ยวสาวนั้น ชายหนุ่มไปเยือนหญิงสาวถึงเรือนและเมื่อมีใจสมัครรักใคร่กันแล้ว ชาวหนุ่มจะไปล้วงที่ช่องใต้ถุนตรงที่นอนของหญิงสาวกลางคืน การล้วงนั้นล้วงได้แต่เฉพาะมือ เพราะผู้หญิงเมื่อเติบโตเป็นนางสาวแล้วทุกคนต้องไปทำช่องเล็ก ๆ ไว้สำหรับคู่รักมาล้วง หญิงที่มีคู่รักแล้วไม่ปั่นฝ้ายอยู่ระเบียงนอกชายคาเรือนในเวลากลางคืน เว้นแต่เมื่อได้ห่างเหินขาดรักกันไป จึงออกมานั่งปั่นฝ้ายอยู่ข้างนอกเพื่อจะได้มีชายหนุ่มมาสนทนาเกี้ยวพาราสี ด้วยจนกว่าตนจะพอใจรักใคร่ชายหนุ่มคนใหม่ หญิงสาวเมื่อถูกล้วงแล้วถ้าทราบว่าเป็นคู่รักของตนมาล้วง จะออกไปสนทนากันตรงระเบียงนอกโดยลำพังในที่มืด ๆ แต่ถ้าผู้ที่มาล้วงไม่ใช่คู่รักของตนหรือเป็นผู้ที่ตนไม่พอใจรักใคร่ ก็ไม่ออกไปสนทนาด้วย ถ้าชายหนุ่มหญิงสาวตกลง ปลงใจจะร่วมเรียงเคียงหมอนเป็นคู่ทุกข์คู่ยากกันตลอดชั่วชีวิต ต้องมีการแต่งงานตามจารีตประเพณี แต่การได้เสียเป็นคู่สมีภรรยากันก่อนพิธีแต่งงานก็มีอยู่มาก ราย ถ้าชายได้เสียหญิงสาวแล้วไม่เอาเป็นภรรยาหญิงสาวจะแจ้งแก่บิดามารดาของตน ฝ่ายชายจะถูกปรับไหมค่าทอดทิ้งเป็นเงินประมาณ 100 บาท อัตราเหล่านี้แตกต่างกันไปไม่เหมือนกันทุกหมู่บ้าน ก่อนแต่งงานจะมีการสู่ขอ คือเมื่อชายหญิงต่างผูกสมัครรักใคร่ตกลงปลงใจร่วมหอร่วมเรือนกันแล้ว ผู้ใหญ่ฝ่ายหญิงจะแจ้งให้แก่ผู้ใหญ่ฝ่ายชายทราบ แล้วผู้ใหญ่ฝ่ายชายก็ไปสู่ขอ การสู่ขอนี้ไม่มีสินสอดทองหมั้นแต่ประการใด นอกจากมีข้าวตอกดอกไม้ธูปเทียนและเงินสำหรับคารวะผีบ้านผีเรือนฝ่ายหญิง อย่างมากเป็นจำนวนเงินไม่เกิน 15 บาท แล้วพูดจาตกลงกันเพื่อให้หนุ่มสาวได้อยู่กินเป็นสามีภรรยากัน ทั้งนี้พบว่ามีการให้สินสอดทองหมั้นเหมือนกัน แต่ก็เป็นไร่นา หรือถ้าหากเป็นเงินก็ไม่เกิน 300 บาท แล้วแต่ฐานะของผู้ชายถ้ามีฐานะดีก็เสียมาก เมื่อตกลงแต่งงานกันต้อง แจ้งให้ชาวบ้านทราบ ในวันแต่งงานชาวบ้านต่างนำสุรามาช่วยงานคนละขวดสองขวดเส้นด้ายที่ปั่นแล้ว คละ 1-2 กลุ่ม มีการเชิญบุคคลสำคัญในตำบล เช่น กำนัน ครู ผู้ใหญ่บ้านและผู้เฒ่าผู้แก่มาร่วมอวยพรให้ด้วย อนึ่ง ตามธรรมเนียมหญิงสาวทุกคนต้องเลี้ยงหมูไว้ตัวหนึ่ง เพื่อใช้ทำอาหารเลี้ยงแขกในวันแต่งงานของตนในอนาคต หมูที่เลี้ยงนั้นแม้แก่ชราหรือโตเกินขนาดเพียงไรก็จะนำเอาไปขายไม่ได้ ถ้าหมูที่เตรียมไว้นี้ตายลงก็ต้องหามาเปลี่ยนใหม่แทนทันที ทางฝ่ายชายก็ต้องจัดเตรียมไว้เช่นเดียวกัน พิธีแต่งงานทำกันสองตอน คือทำที่บ้านฝ่ายชายตอนหนึ่งฝ่ายหญิงตอนหนึ่ง พิธีแต่งงานที่บ้านฝ่ายชายนั้นเจ้าสาวแต่งกายด้วยชุดที่แสดงว่าเป็นสาว พรหมจารี คือสวมกระโปรงยาวสีขาว ทัดดอกไม้แห่กันมาบ้านฝ่ายชาย มีการกินเลี้ยงแขกที่มาในงาน รับประทานกันข้างนอก เจ้าบ่าวเจ้าสาวนั่งป้อนข้าวกันอยู่ในห้องนอนสองต่อสอง การป้อนข้าวนั้น คือเจ้าบ่าวป้อนเจ้าสาวคำหนึ่ง เจ้าสาวป้อนให้เจ้าบ่าวคำหนึ่ง สุราคนละจิบสลับกันไป ขณะนั้นจะมีการร้องเพลงขับกันเป็นพวก ๆ ประมาณ 5-6 คน หญิงฝ่ายหนึ่งชายฝ่ายหนึ่งนั่งล้อมวงร้องเพลงทำนองคล้ายลำตัด มีลูกคู่ กล่าวแก้และถามกัน เช่น ฝ่ายชายว่า “ จะผู้หม่อควาถุเพาะโหม่กว่าคะยาซะหยี่โหย่ ” แปลว่า “ เมื่อเธอยังเป็นสาว เราเคยเล่นหัวกันอยู่บัดนี้จะได้คู่เป็นคนอื่น น่าเสียดายจริงหนอ ” ฝ่ายหญิงแก้ว่า “ มาหมี่ตาพูหม่อหล่อรีดุถ่อ เลอะขี่อะแมะควี่ ” แปลว่า “ จะมามัวเสียดายอะไรกับคนเก่า คนใหม่ยังมีเหลือเป็นสาวเป็นแส้อีกตั้งมากมาย ” บทเพลงเหล่านี้ ใช้ขับร้องเมื่อมีพิธีแต่งงาน หรือเมื่อมีผู้ตาย แต่ร้องเนื้อเพลงทำนองไว้ทุกข์ล้อมรอบศพ เครื่องดนตรีที่ใช้ประกอบพิธีรื่นเริงมี ฆ้อง กลอง สำหรับตีประโคมในงานแห่หรืองานวัดนอกจากนี้มี ซึง ซออู้ ซึ่งมีรูปร่างคล้ายซออู้จีน การร้องเพลงในพิธีแต่งงานทำนองหยอกเย้าอวยพรและเกี้ยวพาราสีเมื่อเจ้าบ่าว เจ้าสาวป้อนอาหารกันเสร็จแล้ว ก็ถึงเวลาทำพิธีผูกเส้นด้ายที่ข้อมือให้แก่เจ้าบ่าวเจ้าสาว การผูกมือนั้นก็ต้องให้พ่อสื่อแม่หมอเป็นผู้ผูกก่อน พ่อสื่อแม่หมอนี้ คือคู่สามีภรรยาที่เป็นผู้ที่มีอายุน้อย ไม่เคยมีประวัติการหย่าร้างมาก่อน เมื่อพ่อสื่อแม่หมอผูกมือให้แล้ว ต่อไปจึงให้ผู้เฒ่าและญาติมิตรผูกต่อ ๆ กันไป เสร็จพิธีแล้วก็แห่กันมาทำพิธีที่บ้านเจ้าสาวอีก เจ้าบ่าวแต่งตัวด้วยชุดใหม่และดีที่สุดมีผ้าแพรแถบแดงกว้างประมาณ 4 นิ้วฟุต พาดเฉียงผ่านไหล่ซ้ายแบละมีผ้าชนิดหนึ่งขนาดเดียวกันคาดเอว สามหมวกทัดดอกไม้และแซมดอกไม้ตามยอดหมวกแลดูคล้ายนาค ชาวบ้านพากันแห่เจ้าบ่าวไปส่งบ้านเจ้าสาว จะถูกฝ่ายเจ้าสาวรดน้ำ 1 ถัง ผู้ที่จะเป็นแม่ยายเดินลงมาล้างมือล้างเท้าให้แก่ผู้เป็นเขยในอนาคตแล้วจูง เจ้าบ่าวไปในห้องที่จัดเตรียมไว้ ซึ่งมีเจ้าสาวแต่งตัวงดงามนั่งคอยอยู่บนที่นอน ตรงหน้ามีสุรา 1 ขวดกับไก่ต้ม 2 ตัว วางอยู่ในถาด เจ้าบ่าวรินสุราใส่ถ้วย 1 ใบ ตนเองจิบก่อนแล้วยื่นให้เจ้าสาวจิบ เจ้าสาวรินให้เจ้าบ่าวตอบแทนกัน ต่อจากนั้นรินส่งให้แก่บรรดาญาติของเจ้าสาวและญาติเจ้าบ่าวจิบเพียงเล็กน้อย ให้ทั่วถึงกัน ผู้ที่ไม่ได้เป็นญาติจะไม่รินสุราให้ดื่ม เจ้าบ่าวหยิบข้าวสุกกับเนื้อไก่ต้มป้อนเจ้าสาว 1 ครั้ง เจ้าสาวป้อนตอบ 1 ครั้ง แล้เพื่อนเจ้าบ่าวเพื่อนเจ้าสาวที่เป็นพ่อสื่อแม่หมอฝ่ายละ 1 คน ผู้ซึ่งมีเรือนแล้วและไม่เคยทะเลาะวิวาทหรือเคยหย่าร้าง จะป้อนข้าวกับไก่ให้แก่กัน อย่างเดียวกับเจ้าบ่าวเจ้าสาว การทำพิธีที่บ้านฝ่ายหญิงก็เช่นเดียวกับที่บ้านฝ่ายชาย การแต่งงานสำหรับหญิงแม่ หม้าย มักแต่งงานในเดือน 4 บ่าวสาวแต่งงานเดือน 6,8, 9 การแต่งงานแม่หม้ายไม่สู้มีพิธีรีตองมาก เพียงมีสุรา 1 ขวด ไก่ 2 ตัว สำหรับเซ่นผีแต่สำหรับคู่บ่าวสาวแล้ว ต้องแจ้งข่าวให้บรรดาญาติพี่น้องเพื่อนบ้านทั้งใกล้ไกลทราบทั่วถึงกัน ฆ่าหมูทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิงฝ่ายละ 2-3 ตัว แล้วแต่ฐานะของทั้งสองฝ่าย และญาติพี่น้องฝ่ายใดมีมากกว่าก็ฆ่ามาก รับประทานกันตลอดวันตลอดคืน แขกที่มาร่วมงานนำเอาเงิน สุรา ยาสูบ บุหรี่ พริก เกลือ มาช่วยคนละเล็กละน้อย และมาร่วมงานจนเสร็จพิธี เมื่อเสร็จพิธีแล้ว ก่อนที่แขกลากลับ ญาติของเจ้าบ่าวเจ้าสาวนำช่อดอกไม้ปักกระเป๋าเสื้อให้แก่แขกและมีเส้นด้ายสี ขาวประมาณ 1 ไจ ไปผูกข้อมือให้แก่ผู้เป็นแขก เจ้าบ่าวต้องนอนที่บ้านเจ้าสาวจนครบ 3 วัน 3 คืน ต่อจากนั้นฝ่ายหญิงต้องมานอนที่บ้านฝ่ายชายอีก 3 วัน 3 คืน หลังจากพิธีแต่งงานแล้ว หญิงจะไปอยู่บ้านชายหรือชายไปอยู่บ้านผู้หญิงก็ได้ แล้วแต่ความจำเป็นของแต่ละฝ่ายที่ตกลงกันไว้ การอยู่หมายความถึงอยู่กับบ้านบิดามารดาฝ่ายหญิง จะอยู่ให้นานเท่าไรก็ได้ จนกว่าจะสามารถแยกเป็นครอบครัว แต่ถ้าฝ่ายหญิงไปอยู่กับบิดามารดาหรือผู้ปกครองฝ่ายชายแล้ว ต้องแยกครอบครัวภายใน 1 เดือน ถ้าสามีภรรยาอยู่บ้านฝ่ายหญิง ก็ต้องจัดเตรียมเครื่องปลูกสร้างบ้านไว้คราวละเล็กละน้อย เช่น ระยะแรกจะเตรียมเสาก่อน ต่อไปเตรียมไม้กระดานไม้ไผ่หรือไม้ฟาก ถ้าเตรียมพร้อมเมื่อใดจึงแยกไปปลูกบ้านอยู่ใหม่ต่างหาก การปรนนิบัติระหว่างสามี ภรรยา สะใภ้ต่อพ่อผัวแม่ผัวหรือลูกเขยพ่อตาแม่ยายคงเป็นไปอย่างคนไทยทั่วไป แต่หญิงผู้เป็นสะใภ้ต้องเคารพนับถือพ่อผัวแม่ผัวเสมอเป็นบิดามารดาบังเกิด เกล้าของตน เมื่อมีการทะเลาะวิวาทระหว่างครอบครัวถึงขั้นแตกหักอันควรหย่าร้างหรือไม่ก็ ตาม จะทำการตกลงกันระหว่างญาติหรือผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย อย่างมากก็พาไปถึงกำนันไม่ปรากฏว่ามีเรื่องมาถึงอำเภอหรือโรงศาลเลย ขณะที่หญิงตั้งครรภ์ก็คง ทำงานตามปกติ เมื่อถึงกำหนดคลอดก็เรียกหมอตำแยประจำหมู่บ้านมาทำคลอด ตัดสายสะดือโดยใช้คมไม้รวก ส่วนรกบางคนใช้ฝังไว้ใต้ฐานบันได บางคนเอาใส่กระบอกไม้ซางไปแขวนไว้อย่างหมิ่นเหม่ที่ต้นไม้ บางคนใช้ไม่ปักเป็นสามเส้าแล้วเอารกใส่กระบกไม้ซางหรือไม้ไผ่ไปตั้งบนนั้น เหตุที่เอารกไปแขวนกิ่งไม้ไว้นั้น เพราะเชื่อว่าเวลาเด็กเติบโตขึ้นจะปีนต้นไม้เก่ง การอยู่ไฟ เขาอยู่กันโดยสุมฟืนตลอด เมื่อเด็กคลอดแล้วมีแม่มดหรือแม่ช่างมาแกว่งข้าวเสี่ยงทายดูว่าผู้ใดมาเกิด เป็นเด็กนั้น สมมติว่าลุงที่ตายไปแล้วนั้นมาเกิดใหม่ เขาจะให้ป้าที่ยังมีชีวิตอยู่มาผูกข้อมือให้ หรือญาติข้างฝ่ายลุงที่ชอบพอรักใคร่กันมาในขณะยังมีชีวิตอยู่นั้นมาผูกข้อ มือ การผูกข้อมือรับขวัญเด็กเมื่อแรกเกิดมีข้าวสุก 3 ก้อน กับก้อนกรวด 1 ก้อน เป็นเครื่องรับขวัญ และกล่าวคำให้พรตามสมควร คลอดมาได้ประมาณ 2-3 วัน ก็ป้อนข้าวให้กินนมเรื่อยไป จะหย่านมเมื่อเห็นเวลาสมควร เช่น เวลาเมื่อมารดาตั้งครรภ์ใหม่ ชาวยางกะเลอนับถือศาสนา พุทธ นิยมไปจัดเฉพาะวันธรรมสวนะในเทศกาลเข้าพรรษา พ้นช่วงนั้นแล้วไม่ค่อยไปเว้นแต่ผู้เฒ่าผู้แก่ที่มีศรัทธาทางพระพุทธศาสนา เพราะชาวยางกะเลอส่วนมากไม่ใผ่ใจเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริงเพียง เริ่มนับถือเท่านั้น เพราะเขาเคยนับถือผีสางเทพารักษ์มาแต่โบราณกาล ถ้าปรากฏว่ามีผู้ตายใน หมู่บ้านจะมีการ อยู่กำบ้าน หนึ่งวันคือเมื่อศพยังอยู่ในบ้านนั้น ชาวบ้านไปทำการงานนอกหมู่บ้านไม่ได้ ต้องอยู่ช่วยงานศพจนกว่าจะเสร็จ และศพเก็บไว้ภายในบ้านเพียง 1 คืน หรือบางที 3 คืนเป็นอย่างมาก เวลามีงานชุก เช่น ฤดูทำนา ก็เอาศพไว้เพียงคืนเดียว ทั้งนี้เหมือนกันทั้งศพเด็กและผู้ใหญ่ พิธีทำศพไม่ยุ่งยาก ใช้ผ้าห่มของผู้ตายคลุมศพแล้วห่อด้วยเสื่อและตราสัง แล้วนำศพนั้นไปวางไว้ใกล้หัวบันไดถ้าเป็นศพผู้ใหญ่จะมีขบวนแห่นักร้องเพลงมา นั่งล้อมวงร้องเพลงไว้อาลัยแก่ศพ คล้ายพระสวดมนต์อภิธรรมหน้าศพครั้งแรกเขาให้ผู้เฒ่าร้องเพลง ถัดมาเอาชายหนุ่มร้อง ครั้งที่ 3 เอาหญิงสาวร้อง และครั้งต่อ ๆ ไปก็เอาหนุ่มสาวเปลี่ยนเวรกันร้องเพลงทีละครั้งรอบ ๆ ศพ เนื้อเพลงจะกล่าวคำระลึกถึงดวงวิญญาณ และบอกทางไปสวรรค์ให้แก่ผู้ตาย ถ้าศพนั้นเป็นศพเด็กทารก หรือเด็กเล็ก ๆ ก็ไม่มีพิธีอะไรมากมาย ไม่มีคนร้องเพลงไว้อาลัย การ้องไห้รำพันก็มีเป็นธรรมดาสำหรับญาติผู้ตาย การปลงศพใช้วิธีฝัง เวลาฝังนั้น ญาติพี่น้องของผู้ตายจะจัดหม้อข้าวหม้อแกง จอบ เสียม มีด พร้า และของใช้สอยที่จำเป็นในการครองชีพกับเงินอีกเล็กน้อย แต่เงินนี้นำเอาใส่ปากใส่มือ ไม่ใส่ไว้ในโลง ใช้เสื่อห่อศพและฝังลงไปกับศพ มีคติเชื่อถือกันว่า สิ่งของทุกชิ้นที่ฝังลงไปกับศพนี้ ผู้ตายจะเอาไปใช้ในเมืองสวรรค์ การนำศพจากเรือนไปสู่ ป่าช้า จะนำไปเวลาก่อนเที่ยงเสมอ ไม่ขบวนแห่ ไม่มีพระสงฆ์คอยนำหรือทำพิธีอื่นใดอีกมีเพียงญาติพี่น้องผู้ตาย และผู้มาช่วยไปส่งเท่านั้น เมื่อฝังศพแล้วก็พากันกลับบ้าน บางคนมีฐานะดี เวลาตายญาตินำเงินไปฝังให้ถึง 200-300 บาท หรือมากกว่านั้น เพื่อเอาไปใช้จ่ายในระหว่างเดินทางไปสวรรค์ และไม่เคยปรากฏว่าศพเหล่านี้ถูกผู้ร้ายขุดค้นหาทรัพย์เลย เมื่อฝังศพเสร็จเรียบร้อยแล้วจะมีการไว้ทุกข์ คือ อยู่กำบ้าน ให้ แก่ผู้ตายอีก 3 วัน แต่การอยู่กำบ้านครั้งนี้ คงทำเฉพาะที่บ้านผู้ตายเท่านั้น การทำบุญอุทิศส่วนกุศลถึงผู้ตายจะทำเมื่อถึงโอกาสอันสมควร การเดินทางไป เที่ยวบ้านยางกะเลอที่ตำบลปงน้อย ในสมัย พ.ศ. 2490 นั้น เริ่มจากอำเภอแม่จัน ผ่านตำบลสันทราย ตำบลท่าข้าวเปลือก ตำบลปงน้อย ไปสู่บ้านยาง หมู่ที่ 5 บ้านดอย ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกของบ้านปงน้อย ประมาณระยะทาง 37 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางในฤดูแล้ง 12 ชั่วโมง ถ้าฤดูฝนประมาณ 18 ชั่วโมง การคมนาคมไม่สะดวก ต้องเดินทางด้วยเท้า อีกทางหนึ่งคือเดินทางด้วยเรือถ่อล่องไปตามลำน้ำกก ออกจากตัวอำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ไปตำบลท่าข้าวเปลือก แล้วไปตำบลปงน้อย จังหวัดเชียงราย
# นิทานอาข่า - ผีกะหัง หมวดหมู่ › วัฒนธรรม (3270) › ภูมิปัญญาไทย (1652) › ภาษาและวรรณกรรม (290) › นิทาน เรื่องเล่า (116) keyword: นิทาน เรื่องเล่า อาข่า ภาคเหนือ นิทาน อาข่า วันที่เอกสารถูกสร้าง: 14/01/2008 ที่มา: มูลนิธิกระจกเงา โครงการพิพิธภัณฑ์ชาวเขาออนไลน์ **นิทานอาข่า- ผีกะหัง** หลังจากนั้นพวกเขาก็วางแผนฆ่าลูกทั้งสองคนกิน พ่อแม่ทราบข่าวก็เสียใจมาก พ่อกับแม่จึงรื้อบ้านแล้วสร้างบ้านใหม่โดยสร้างแบบไม่มีช่องว่างให้แม้แต่แมลงวันก็ยังไม่สามารถบินเข้ามาได้ เมื่อมาถึงวันขึ้นบ้านใหม่ พวกเขาก็หลอกชาวบ้านให้เข้าไปอยู่ข้างในบ้านจากนั้นก็ล็อกประตู แล้วจุดไฟเผาบ้าน หลังจากไฟมอดลงแล้วกลับมีเมล็ดน้ำเต้างอกขึ้นมา และถ้าใครนำเมล็ดน้ำเต้านั้นมากินก็จะเป็นผีกระหังตนต่อไป
# สวดนพเคราะห์นอกใน หมวดหมู่ › ศาสนาและจิตวิญญาณ (7090) › พุทธศาสนา (6481) keyword: พุทธศาสนา Music บทสวดมนต์ ระฆังโฆษิตาราม วัด สวดนพเคราะห์นอกใน เสดาะเคราะห์ วันที่เอกสารถูกสร้าง: 06/02/2008 ที่มา: วัดระฆังโฆษิตาราม
# กุสะลา หมวดหมู่ › ธรรมชาติ (286) keyword: ธรรมชาติ Music กุสะลา บทสวดมนต์ บำเพ็ญกุศล ระฆังโฆษิตาราม วัด วันที่เอกสารถูกสร้าง: 08/02/2008 ที่มา: วัดระฆังโฆษิตาราม
# สติและปัญญาตามรักษาจิต 20 ก.พ. 32, หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ หมวดหมู่ › ศาสนาและจิตวิญญาณ (7090) › พุทธศาสนา (6481) keyword: พุทธศาสนา mp3 สติและปัญญาตามรักษาจิต 20 ก.พ. 32 เอกสาร หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ วันที่เอกสารถูกสร้าง: 11/08/2008 ที่มา: http://fungdham.com/sound/rein.html
# หลวงพ่อเงิน หมวดหมู่ › ศาสนาและจิตวิญญาณ (7090) › พุทธศาสนา (6481) keyword: พุทธศาสนา หลวงพ่อเงิน พระสงฆ์ วันที่เอกสารถูกสร้าง: 31/01/2008 ที่มา: ประตูสู่ธรรม www.geocities.com/Tokyo/Courtyard/9898/praprawatluangporngern.html http://p.moohin.com/032.shtml ศูนย์พระดอทคอม หลวงพ่อเงิน หลวงพ่อเงิน (พุทฺธโชติ) หรือ พุทธโชติ วัดหิรัญญาราม บางคลาน วัดวังตะโก และวัดท้ายน้ำ จ.พิจิตร เป็นพระเกจิอาจารย์ ผู้เลื่องชื่อ ด้านไสยเวทเยี่ยมยอดที่สุดของเมืองพิจิตร และได้ชื่อว่าเป็นเทพเจ้าแห่งอำเภอโพทะเลและเพชรน้ำเอกของจังหวัดพิจิตร[แก้ไข] พระประวัติหลวงพ่อเงินหลวงพ่อเงินมีนามเดิมว่า เงิน (สมัยนั้นยังไม่มีนามสกุล) เกิดวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2353 ตรงกับวันศุกร์ เดือน 10 ปีฉลู บิดาชื่อ อู๋ เป็นชาวบ้านบางคลาน จ. พิจิตร มารดาชื่อ ฟัก ชาวอำเภอขาณุวรลักษณ์บุรี (เดิมเป็นอำเภอแสนตอ) จังหวัดกำแพงเพชร ท่านมีพี่น้องร่วมท้องเดียวกันทั้งหมด 6 คน คนที่ 1 ชื่อพรม ชายคนที่ 2 ชื่อทับ หญิงคนที่ 3 ชื่อทอง(ขุนภุมรา) ชายคนที่ 4 ชื่อเงิน(หลวงพ่อเงิน)คนที่ 5 ชื่อหล่ำ ชายคนที่ 6 รอด หญิงตั้งแต่อายุ 3 ขวบ ได้ไปอยู่กับลุง ชื่อนายช่วง ที่กรุงเทพฯ และได้เข้าเรียนที่ บ้านตองปุ (วัดชนะสงคราม) จังหวัดพระนคร เมื่ออายุได้ 12 (พ.ศ. 2365) ก็ได้บรรพชาเป็นสามเณรได้ศึกษาธรรมวินัย เวทย์วิทยาการต่างๆ จนแตกฉาน พออายุใกล้อุปสมบทท่านได้สึกจากสามเณรและหลังจาก ได้อุปสมบทแล้วได้จำพรรษาอยู่ที่วัดตองปุ (วัดชนะสงคราม) ได้ร่ำเรียนวิปัสสนาอยู่ 3 พรรษา แล้วมาอยู่วัดคงคาราม (วัดบางคลานใต้) ได้ 1 พรรษา ขณะนั้นหลวงพ่อพระอุปัชฌาย์ให้เป็นเจ้าอาวาสอยู่ ท่านเป็นพระเรืองวิชา ชอบเล่นแร่ แปลธาตุ แต่หลวงพ่อเงินท่านเคร่ง ธรรมวินัย ชอบความสงบ ท่านจึงได้ย้ายไปอยู่หมู่บ้านวังตะโก ลึกเข้าไปทางลำน้ำเก่า กล่าวกันว่า....เดิมที่ท่านจากวัดคงคารามไปแล้ว ก็มาปลูกกุฏิด้วยไม่ไผ่มุงหลังคาด้วยแฝกอยู่องค์เดียว และพร้อมกันนั้นได้นำกิ่งโพธิ์มาปักไว้ที่ริมตลิ่ง (หน้าพระอุโบสถ) แล้วอธิษฐานว่าถ้าท้องถิ่นนี้จะเจริญรุ่งเรืองเป็นอารามต่อไป ก็ขอให้โพธิ์ต้นนี้งอกงามแผ่กิ่งก้านสาขาเป็นนิมิตดีต่อไปด้วย และเหตุการณ์ก็เป็นจริงดังอธิษฐานไว้ ซึ่งต่อมาพื้นที่แถบนั้นก็ได้ปรากฏเป็น "วัดวังตะโก" เกิดขึ้น พระอารามแห่งนี้ "หลวงพ่อเงิน" ได้เป็นผู้สร้างไว้เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2377 ต่อมาวัดวังตะโก หรือวัดหิรัญญารามก็เจริญอย่างรวดเร็ว มีผู้คนเคารพนับถือและถวายตัวเป็นศิษย์ ขอมาฟังธรรม ขอเครื่องรางของขลัง และขอให้หลวงพ่อช่วยรักษาโรคให้ ท่านได้รับแต่งตั้งให้เป็นพระอุปัชฌาย์และสมณศักดิ์เป็นเจ้าคุณฝ่ายวิปัสสนา "หลวงพ่อเงิน" นับเป็นพระเกจิอาจารย์ ผู้เลื่องชื่อ ด้านไสยเวทเยี่ยมยอดที่สุดของเมืองพิจิตร จนเมื่อมาอยู่วัดวังตะโกและได้พัฒนาวัดจนรุ่งเรือง เป็นที่รู้จักกันไปทั่วว่า หลวงพ่อเงินสามารถรู้ผู้มาเยือนด้วยญาณวิเศษได้อย่างมหัศจรรย์ และยังเป็นหมอที่เชี่ยวชาญในการรักษาโรคภัยไข้เจ็บให้แก่ชาวบ้านได้อย่างชะงัดอีกด้วย เคยมีผู้ไปลองดีกับท่าน ท่านก็แอ่นอกให้ยิง แต่กระสุนไม่ยอมออกจากลำกล้อง ความศักดิ์สิทธิ์เยี่ยงอัจฉริยะของ "หลวงพ่อเงิน" บางคลาน นับว่าร่ำลือกันไปไกลมาก จนถึงขนาดเสด็จในกรม "กรมหลวงชุมพร เขตอุดมศักดิ์" ก็ยังเสด็จไปฝากตัวเป็นศิษย์ด้วย [แก้ไข] วัตถุมงคลที่ได้รับความนิยมหลวงพ่อเงิน ท่านได้สร้างและปลูกเสกวัตถุมงคลเอาไว้หลายชนิดทั้งพระรูปหล่อ เหรียญหล่อ พระเนื้อดิน และตะกรุด ที่ได้รับความนิยมสูงสุด และพระที่นิยมในวงการปัจจุบัน คือ รูปหล่อ และเหรียญหล่อ รูปหล่อหลวงพ่อเงิน เป็นพระเนื้อโลหะผสมประเภททองเหลือง มี 2 พิมพ์ คือ พิมพ์นิยม และพิมพ์ขี้ตา สร้างเมื่อประมาณ ปี พ.ศ.2460 ส่วนเหรียญหล่อหรือเหรียญจอบมีทั้งพิมพ์จอบใหญ่และพิมพ์จอบเล็ก [แก้ไข] พุทธคุณที่เล่าสืบทอดกันมาวัตถุมงคลท่านเด่นทางด้าน เมตตามหานิยมและแคล้วคลาด ขอขอบคุณข้อมูลจาก ประตูสู่ธรรมwww.geocities.com/Tokyo/Courtyard/9898/praprawatluangporngern.htmlhttp://p.moohin.com/032.shtmlศูนย์พระดอทคอม ประเภทของหน้า: พระสงฆ์
# ศิลป์สร้างชีวิต - สารคดียิ้มสู้ หมวดหมู่ › ศาสนาและจิตวิญญาณ (7090) › จิตอาสา (274) keyword: จิตอาสา สารคดียิ้มสู้ วันที่เอกสารถูกสร้าง: 16/08/2010 ที่มา: สารคดียิ้มสู้
# อาสาสมัครอ่านหนังสือเสียงสำหรับผู้พิการทางสายตา หมวดหมู่ › ศาสนาและจิตวิญญาณ (7090) › จิตอาสา (274) keyword: จิตอาสา ฅนจิตอาสา นวดเด็ก ศูนย์คุณธรรม สถาบันอาศรมศิลป์ สบร. อาสาสมัครอ่านหนังสือเสียงสำหรับผู้พิการทางสายตา โครงการกลไกส่งเสริมความดี วันที่เอกสารถูกสร้าง: 09/07/2008 ที่มา: ฅนจิตอาสา ศูนย์คุณธรรม สถาบันอาศรมศิลป์ สบร.
# ปาราชิก4 หมวดหมู่ › ศาสนาและจิตวิญญาณ (7090) › พุทธศาสนา (6481) keyword: พุทธศาสนา Music บทสวดมนต์ ภิกขุปาฏิโมกข์ไทย ระฆังโฆษิตาราม วัด วันที่เอกสารถูกสร้าง: 05/02/2008 ที่มา: วัดระฆังโฆษิตาราม
# ประเพณีท้องถิ่นใต้ - ประเพณีตักบาตรธูปเทียน หมวดหมู่ › วัฒนธรรม (3270) › ประเพณี (780) › ประเพณีเกี่ยวกับเทศกาล (267) keyword: ประเพณีเกี่ยวกับเทศกาล ภาคใต้ ประเพณีไทย พิธีกรรม วัฒนธรรมไทย วิถีชีวิต วันที่เอกสารถูกสร้าง: 25/11/2008 ที่มา: ประเพณีไทยดอทคอม http://www.prapayneethai.com/ **ประเพณีตักบาตรธูปเทียน** ช่วงเวลา ระยะเวลาของการประกอบพิธีตักบาตรธูปเทียนมีขึ้นในวันแรม ๑ ค่ำเดือนแปด เวลาประมาณ ๑๖ นาฬิกา ใช้ลานภายในวัดเป็นสถานที่ตักบาตรธูปเทียน เป็นการทำบุญด้วยธูปเทียนและดอกไม้ เนื่องในเทศกาลเข้าพรรษาเพื่อให้พระสงฆ์ที่จำพรรษา ได้นำธูปเทียนใช้บูชาพระรัตนตรัยตลอดพรรษา ๓ เดือน วันประกอบพิธีตักบาตรธูปเทียน เป็นวันที่พระสงฆ์เริ่มพิธีเข้าพรรษา พิธีการตักบาตรธูปเทียนจึงเริ่มในตอนบ่าย โดยพระภิกษุสงฆ์และสามเณร ต่างพากันมายืนเรียงแถวในบริเวณลานวัด โดยมีย่ามคล้องแขนทุกรูป เพื่อเตรียมบิณฑบาต เมื่อถึงเวลาบ่ายประมาณ ๑๖ นาฬิกา พุทธศาสนิกชนจะนำธูปเทียน ไม้ขีดไฟ และดอกไม้ มาใส่ย่ามถวายพระสงฆ์เป็นอันเสร็จพิธี ความศรัทธาในพระพุทธศาสนามีความสำคัญต่อประเพณีตักบาตรธูปเทียน เป็นประเพณีที่ควรแก่การส่งเสริมให้คงอยู่ การตักบาตรธูปเทียนให้สาระสำคัญดังนี้๑. สะท้อนให้เห็นถึงความยึดมั่นและศรัทธาในการนับถือพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีงามควรรักษาประเพณีไว้สืบไป ชาวนครศรีธรรมราชจึงเตรียมมัดธูป ๓ ดอกและเทียน ๑ เล่มไว้ด้วยกัน เพื่อสะดวกในการตักบาตร แต่คนส่วนใหญ่จะใช้ธูปและเทียนมัดใหญ่ เพื่อให้พระสงฆ์มีธูปเทียนใช้ตลอดพรรษา และสิ่งที่ขาดเสียไม่ได้คือไม้ขีดไฟ เป็นของเสริม เพื่อให้พระสงฆ์มีอุปกรณ์ครบ รวมทั้งดอกไม้สดชนิดต่าง ๆ๒. เป็นการอบรมให้ลูกหลานที่ไปร่วมพิธีตักบาตรธูปเทียนได้มีความรู้ความเข้าใจ ในประเพณีท้องถิ่น และให้ความสุขใจจากบุญกุศลที่ได้ทำ
# พระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. ๒๕๔๗ หมวดหมู่ › สังคม (2814) › นิติศาสตร์ (399) keyword: นิติศาสตร์ วันที่เอกสารถูกสร้าง: 13/01/2008 ที่มา: สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา พระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. ๒๕๔๗ พระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. ๒๕๔๗ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.ให้ไว้ ณ วันที่ ๓๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๗เป็นปีที่ ๕๙ ในรัชกาลปัจจุบันพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยโรงแรม พระราชบัญญัตินี้มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา ๒๙ ประกอบกับมาตรา ๓๕ และมาตรา ๕๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของรัฐสภา ดังต่อไปนี้ มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. ๒๕๔๗” มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป มาตรา ๓ ให้ยกเลิก (๑) พระราชบัญญัติโรงแรม พุทธศักราช ๒๔๗๘ (๒) พระราชบัญญัติโรงแรม (ฉบับที่ ๒) พุทธศักราช ๒๔๘๔ (๓) พระราชบัญญัติโรงแรม (ฉบับที่ ๓) พุทธศักราช ๒๔๙๕ (๔) พระราชบัญญัติโรงแรม (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๐๓ บรรดากฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับอื่นใดในส่วนที่บัญญัติไว้แล้วในพระราชบัญญัตินี้ หรือซึ่งขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ ให้ใช้พระราชบัญญัตินี้แทน มาตรา ๔ ในพระราชบัญญัตินี้ “โรงแรม” หมายความว่า สถานที่พักที่จัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ในทางธุรกิจเพื่อให้บริการที่พักชั่วคราวสำหรับคนเดินทางหรือบุคคลอื่นใดโดยมีค่าตอบแทน ทั้งนี้ ไม่รวมถึง (๑) สถานที่พักที่จัดตั้งขึ้นเพื่อให้บริการที่พักชั่วคราวซึ่งดำเนินการโดยส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ หรือเพื่อการกุศล หรือการศึกษา ทั้งนี้ โดยมิใช่เป็นการหาผลกำไรหรือรายได้มาแบ่งปันกัน (๒) สถานที่พักที่จัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้บริการที่พักอาศัยโดยคิดค่าบริการเป็นรายเดือนขึ้นไปเท่านั้น (๓) สถานที่พักอื่นใดตามที่กำหนดในกฎกระทรวง “ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรม” หมายความว่า ผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมตามพระราชบัญญัตินี้ “ผู้จัดการ” หมายความว่า ผู้จัดการโรงแรมตามพระราชบัญญัตินี้ “ผู้พัก” หมายความว่า คนเดินทางหรือบุคคลอื่นใดที่ใช้บริการที่พักชั่วคราวของโรงแรม “ใบอนุญาต”หมายความว่า ใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรม “นายทะเบียน” หมายความว่า ผู้ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งให้เป็นนายทะเบียนตามพระราชบัญญัตินี้ “พนักงานเจ้าหน้าที่” หมายความว่า ผู้ซึ่งนายทะเบียนแต่งตั้งให้ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ โดยแต่งตั้งจาก (๑) ข้าราชการตำรวจตั้งแต่ชั้นสัญญาบัตรขึ้นไป หรือ (๒) ข้าราชการพลเรือนตั้งแต่ระดับสามขึ้นไป หรือ (๓) ข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นตั้งแต่ระดับสามขึ้นไป “คณะกรรมการ” หมายความว่า คณะกรรมการส่งเสริมและกำกับธุรกิจโรงแรม “รัฐมนตรี” หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ มาตรา ๕ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้และให้มีอำนาจแต่งตั้งนายทะเบียน ออกกฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมไม่เกิน อัตราท้ายพระราชบัญญัตินี้ ยกเว้นค่าธรรมเนียม และกำหนดกิจการอื่นหรือออกประกาศเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ กฎกระทรวงและประกาศนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้ [แก้ไข]หมวด ๑ คณะกรรมการส่งเสริมและกำกับธุรกิจโรงแรมมาตรา ๖ ให้มีคณะกรรมการส่งเสริมและกำกับธุรกิจโรงแรมคณะหนึ่งประกอบด้วย ปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นประธานกรรมการ เลขาธิการคณะกรรมการส่ง เสริมการลงทุน ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ อธิบดีกรมการปกครอง อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น อธิบดีกรมอนามัย ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ผู้แทนกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ผู้แทนกระทรวงวัฒนธรรม นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ นายกสมาคมโรงแรมไทย ผู้แทนสมาคมโรงแรมไทย ผู้แทนสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนห้าคน ซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งจากผู้ทรงคุณวุฒิภาคเอกชนซึ่งมีความรู้และประสบการณ์ด้านโรงแรมหรือด้านการท่องเที่ยว โดยคำนึงถึงการกระจายผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งมีความรู้และประสบการณ์ด้านโรงแรมไปตามประเภทของโรงแรมที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงที่ออกตามมาตรา ๑๓ เป็นกรรมการ ให้ผู้แทนกรมการปกครองเป็นเลขานุการ ผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติและผู้แทนการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยเป็นผู้ช่วยเลขานุการ มาตรา ๗ ให้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งมีวาระอยู่ในตำแหน่งคราวละสองปี ในกรณีที่กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ ให้คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิในประเภทเดียวกันเป็นกรรมการแทน และ ให้ผู้ได้รับแต่งตั้งอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของผู้ซึ่งตนแทน ในกรณีที่กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งดำรงตำแหน่งครบวาระแล้ว แต่ยังมิได้มีการแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิขึ้นใหม่ ให้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระปฏิบัติหน้าที่ไปพลางก่อนจนกว่าจะได้แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิใหม่ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระอาจได้รับการแต่งตั้งอีกได้ แต่ต้องไม่เกินสองคราวติดต่อกัน มาตรา ๘ นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งพ้นจากตำแหน่งเมื่อ (๑) ตาย (๒) ลาออก (๓) คณะรัฐมนตรีให้ออกเพราะไม่สุจริตต่อหน้าที่หรือมีความประพฤติเสื่อมเสีย (๔) เป็นบุคคลล้มละลาย (๕) เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ (๖) ได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาท หรือความผิดลหุโทษ มาตรา ๙ การประชุมคณะกรรมการต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมด จึงจะเป็นองค์ประชุม ในกรณีที่ประธานกรรมการไม่อยู่ในที่ประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้กรรมการที่มาประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม การวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก กรรมการคนหนึ่งให้มีเสียงหนึ่งในการลงคะแนน ถ้าคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด มาตรา ๑๐ ให้คณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้ (๑) ให้คำแนะนำแก่รัฐมนตรีในการออกกฎกระทรวงตามมาตรา ๑๓ (๒) ให้คำแนะนำแก่รัฐมนตรีในการออกประกาศกำหนดเขตท้องที่หนึ่งท้องที่ใดเป็นเขตงดออกใบอนุญาตตามมาตรา ๑๔ (๓) พิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่งของนายทะเบียนตามพระราชบัญญัตินี้ (๔) เสนอแผนและมาตรการต่างๆ เกี่ยวกับการส่งเสริมและการกำกับดูแลธุรกิจโรงแรม (๕) เสนอความเห็นต่อรัฐมนตรีเกี่ยวกับการปรับปรุงแก้ไขกฎกระทรวงหรือประกาศตามพระราชบัญญัตินี้ (๖) ปฏิบัติการอื่นใดตามที่พระราชบัญญัตินี้หรือกฎหมายอื่นบัญญัติให้เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการหรือตามที่รัฐมนตรีมอบหมาย มาตรา ๑๑ ให้คณะกรรมการมีอำนาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาหรือปฏิบัติการอย่างหนึ่งอย่างใดแทนคณะกรรมการหรือตามที่คณะกรรมการมอบหมายได้ ในกรณีที่คณะกรรมการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาหรือปฏิบัติการในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใด คณะกรรมการต้องแต่งตั้งผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นเป็นอนุกรรมการในเรื่องดังกล่าวด้วย เว้นแต่กรณีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาตามมาตรา ๑๐ (๓) ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นมีส่วนได้เสียหรือประโยชน์เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว ให้นำความในมาตรา ๙ มาใช้บังคับแก่การประชุมของคณะอนุกรรมการโดยอนุโลม มาตรา ๑๒ ในการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา ๑๐ หรือมาตรา ๑๑ ให้คณะกรรมการหรือคณะอนุกรรมการมีอำนาจเรียกบุคคลใดมาให้ถ้อยคำหรือให้ส่งเอกสาร หลักฐานหรือวัตถุใดๆ มาเพื่อประกอบการพิจารณาได้ตามที่เห็นสมควร [แก้ไข]หมวด ๒ การประกอบธุรกิจโรงแรมมาตรา ๑๓ เพื่อประโยชน์ในการกำหนดและควบคุมมาตรฐานของโรงแรม ส่งเสริมการประกอบธุรกิจโรงแรม และส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม ความมั่นคงแข็งแรง สุขลักษณะหรือความปลอดภัยของโรงแรม รัฐมนตรีโดยคำแนะนำของคณะกรรมการมีอำนาจออกกฎกระทรวงกำหนดประเภทของโรงแรม และกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขเกี่ยวกับสถานที่ตั้ง ขนาด ลักษณะ สิ่งอำนวยความสะดวก หรือมาตรฐานการประกอบธุรกิจของโรงแรม ทั้งนี้ เงื่อนไขดังกล่าวให้รวมถึงการห้ามประกอบกิจการอื่นใดในโรงแรมด้วย กฎกระทรวงตามวรรคหนึ่ง รัฐมนตรีจะกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขเกี่ยวกับสถานที่ตั้ง ขนาด ลักษณะ สิ่งอำนวยความสะดวก และมาตรฐานการประกอบธุรกิจของโรงแรมแต่ละประเภทให้แตกต่างกันก็ได้ ทั้งนี้ โดยคำนึงถึงลักษณะของท้องที่ที่โรงแรมตั้งอยู่หรือความจำเป็นในการควบคุมดูแลโรงแรมในแต่ละประเภท หรือความเหมาะสมกับลักษณะของโรงแรม แต่ละประเภท มาตรา ๑๔ ในกรณีที่จำเป็นเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือสภาพแวดล้อม รัฐมนตรีโดยคำแนะนำของคณะกรรมการมีอำนาจออกประกาศกำหนดเขตท้องที่หนึ่งท้องที่ใดเป็นเขตงดออกใบอนุญาตได้ ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับแก่ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมที่ได้รับใบอนุญาตอยู่ก่อนวันประกาศดังกล่าวมีผลใช้บังคับและจะประกอบธุรกิจโรงแรมที่ได้รับอนุญาตต่อไปเมื่อประกาศดังกล่าวใช้บังคับแล้ว มาตรา ๑๕ ห้ามมิให้ผู้ใดประกอบธุรกิจโรงแรม เว้นแต่จะได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียน การขอใบอนุญาตและการออกใบอนุญาต ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด มาตรา ๑๖ ผู้ขอรับใบอนุญาต ต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้ (๑) มีอายุไม่ต่ำกว่ายี่สิบปีบริบูรณ์ (๒) มีภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรไทย (๓) ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย (๔) ไม่เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ (๕) ไม่เคยได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ (๖) ไม่เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดว่าเป็นผู้กระทำผิดในความผิดเกี่ยวกับเพศตามประมวลกฎหมายอาญา ความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก หรือความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี (๗) ไม่เป็นผู้อยู่ในระหว่างถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาต (๘) ไม่เคยถูกเพิกถอนใบอนุญาต หรือเคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตโดยเหตุอื่นที่มิใช่เหตุตาม (๖) แต่เวลาได้ล่วงพ้นมาแล้วไม่น้อยกว่าสามปี ถ้าผู้ขอรับใบอนุญาตเป็นห้างหุ้นส่วนหรือนิติบุคคล ผู้เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ผู้จัดการหรือผู้แทนของนิติบุคคลนั้นต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามวรรคหนึ่ง และต้องไม่เคยเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ผู้จัดการหรือผู้แทนของนิติบุคคลที่เคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตตาม (๘) มาตรา ๑๗ ในการยื่นคำขอรับใบอนุญาตตามมาตรา ๑๕ ผู้ขอรับใบอนุญาตอาจยื่นคำขอรับใบอนุญาตตามกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจโรงแรมต่อนายทะเบียนในคราวเดียวกัน เมื่อนายทะเบียนได้รับคำขอรับใบอนุญาตตามวรรคหนึ่งแล้ว ให้นายทะเบียนตรวจสอบความถูกต้องและความสมบูรณ์ของคำขอ หากคำขอดังกล่าวไม่ถูกต้องหรือไม่สมบูรณ์ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดไว้ในประกาศที่ออกตามมาตรา ๑๕ ให้นายทะเบียนแจ้งผลการตรวจสอบให้ผู้ขอรับใบอนุญาตทราบภายในห้าวันทำการนับแต่วันยื่นคำขอ พร้อมทั้งกำหนดระยะเวลาให้ผู้ขอรับใบอนุญาตแก้ไข หากพ้นกำหนดระยะเวลาดังกล่าวแล้วผู้ขอรับใบอนุญาตไม่ดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้อง ให้นายทะเบียนคืนคำขอแก่ผู้ขอรับใบอนุญาต ในกรณีที่นายทะเบียนพิจารณาแล้วเห็นว่า คำขอรับใบอนุญาตตามวรรคหนึ่งถูกต้องและสมบูรณ์ ให้นายทะเบียนแจ้งเป็นหนังสือพร้อมทั้งส่งคำขอรับใบอนุญาตตามกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจโรงแรมไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยไม่ชักช้า หากหน่วยงานที่รับผิดชอบพิจารณาแล้วเห็นว่า คำขอรับใบอนุญาตไม่ถูกต้องหรือไม่สมบูรณ์ตามหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการนั้น ให้หน่วยงานที่รับผิดชอบแจ้งต่อผู้ขอรับใบอนุญาตถึงความไม่ถูกต้องหรือความไม่สมบูรณ์ดังกล่าว พร้อมทั้งกำหนดระยะเวลาให้ผู้ขอรับใบอนุญาตแก้ไข และให้หน่วยงานที่รับผิดชอบแจ้งให้นายทะเบียนทราบโดยไม่ชักช้า เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาตามวรรคสี่ หากผู้ขอรับใบอนุญาตไม่ดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้อง ให้นายทะเบียนคืนคำขอแก่ผู้ขอรับใบอนุญาต ให้ถือว่าคำขอรับใบอนุญาตตามกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจโรงแรมที่ผู้ขอรับใบอนุญาตยื่นต่อนายทะเบียนตามวรรคหนึ่งเป็นคำขอรับใบอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น และให้นำความในมาตรานี้ไปใช้บังคับกับกรณีที่ต้องมีการยื่นเอกสารอื่นที่มิใช่คำขอหรือเพื่อประกอบคำขอรับใบอนุญาตตามกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจโรงแรมด้วยโดยอนุโลม ทั้งนี้ ในการยื่นคำขอรับใบอนุญาตตามกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจโรงแรมต่อนายทะเบียนนั้น หากมีกรณีที่ผู้ขอรับใบอนุญาตต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข หรือต้องชำระค่าธรรมเนียมใดๆ ตามที่กฎหมายดังกล่าวกำหนด ก็ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น มาตรา ๑๘ นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้แก่ผู้ขอรับใบอนุญาตได้ เมื่อเห็นว่าสถานที่ตั้ง ขนาด ลักษณะ สิ่งอำนวยความสะดวก หรือมาตรฐานการประกอบธุรกิจของโรงแรมแต่ละประเภทเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงที่ออกตามมาตรา ๑๓ ให้นายทะเบียนมีหนังสือแจ้งการออกใบอนุญาต หรือไม่ออกใบอนุญาตพร้อมด้วยเหตุผลให้ผู้ขอรับใบอนุญาตทราบภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับผลการพิจารณาจากหน่วยงานตามมาตรา ๑๗ มาตรา ๑๙ ใบอนุญาตฉบับหนึ่งให้ใช้กับโรงแรมที่ระบุชื่อไว้ในใบอนุญาตเท่านั้น และให้มีอายุห้าปีนับแต่วันที่ออกใบอนุญาต มาตรา ๒๐ ชื่อโรงแรมต้องเป็นอักษรไทยที่มองเห็นได้ชัดเจน แต่จะมีอักษรต่างประเทศกำกับไว้ท้ายหรือใต้ชื่ออักษรไทยด้วยก็ได้ และจะต้อง (๑) ไม่พ้องหรือมุ่งหมายให้คล้ายกับพระปรมาภิไธย หรือพระนามของพระราชินีหรือองค์พระรัชทายาท (๒) ไม่ซ้ำหรือพ้องกับชื่อโรงแรมอื่นที่ได้รับอนุญาตไว้แล้ว เว้นแต่จะได้รับความยินยอมจากผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมนั้น (๓) ไม่มีคำหรือความหมายหยาบคาย มาตรา ๒๑ การขอต่ออายุใบอนุญาต ให้ยื่นคำขอก่อนวันที่ใบอนุญาตสิ้นอายุ เมื่อได้ยื่นคำขอแล้วให้ถือว่าผู้ยื่นคำขออยู่ในฐานะผู้รับใบอนุญาตจนกว่าจะมีคำสั่งถึงที่สุดไม่อนุญาตให้ต่ออายุใบอนุญาต ถ้าผลการตรวจสอบปรากฏว่าโรงแรมมีลักษณะถูกต้องตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงที่ออกตามมาตรา ๑๓ ให้นายทะเบียนต่ออายุใบอนุญาตให้ หากมีกรณีที่ไม่ถูกต้อง ให้นายทะเบียนสั่งให้แก้ไขให้ถูกต้องภายในระยะเวลาที่กำหนด เมื่อแก้ไขแล้วให้ต่ออายุใบอนุญาตได้ ถ้าหากไม่แก้ไขภายในระยะเวลาที่กำหนดให้มีคำสั่งไม่ต่ออายุใบอนุญาต ผู้ที่ยื่นคำขอต่ออายุใบอนุญาตไม่ทันกำหนดเวลาตามวรรคหนึ่ง ถ้าประสงค์จะประกอบธุรกิจโรงแรมต่อไป และได้มายื่นคำขอต่ออายุใบอนุญาตภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ใบอนุญาตสิ้นอายุให้ถือว่าได้ยื่นคำขอต่ออายุภายในระยะเวลาที่กำหนดและการประกอบธุรกิจโรงแรมในระหว่างนั้นให้ถือเสมือนว่าเป็นการดำเนินการของผู้รับใบอนุญาต แต่เมื่อได้รับอนุญาตให้ต่ออายุใบอนุญาต ผู้นั้นจะต้องเสียค่าปรับเพิ่มอีกร้อยละยี่สิบของค่าธรรมเนียมต่ออายุใบอนุญาต หากพ้นกำหนดหกสิบวันต้องดำเนินการเสมือนขออนุญาตใหม่ การขอต่ออายุใบอนุญาตและการอนุญาตให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด มาตรา ๒๒ ห้ามมิให้ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมดำเนินการดังต่อไปนี้ เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน (๑) เปลี่ยนแปลงประเภทของโรงแรม (๒) เพิ่มหรือลดจำนวนห้องพักในโรงแรมอันมีผลกระทบถึงโครงสร้างของโรงแรม (๓) เปลี่ยนชื่อโรงแรม การขอและการอนุญาตให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด มาตรา ๒๓ ในกรณีที่ใบอนุญาตสูญหายหรือถูกทำลายในสาระสำคัญให้ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมยื่นคำขอรับใบแทนใบอนุญาตจากนายทะเบียนภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับทราบการสูญหายหรือถูกทำลายดังกล่าว มาตรา ๒๔ การโอนใบอนุญาตให้แก่บุคคลซึ่งมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๑๖ ให้กระทำได้เมื่อได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน การขอโอนใบอนุญาตและการอนุญาตให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด มาตรา ๒๕ ในกรณีผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมถึงแก่ความตาย และทายาทมีความประสงค์จะดำเนินธุรกิจโรงแรมต่อไป ให้ผู้จัดการมรดกหรือทายาทซึ่งมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๑๖ หรือในกรณีที่มีทายาทหลายคนให้ทายาทด้วยกันนั้นตกลงตั้งทายาทคนหนึ่งซึ่งมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๑๖ ยื่นคำขอต่อนายทะเบียนเพื่อขอรับโอนใบอนุญาตภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมตาย ถ้ามิได้ยื่นคำขอภายในระยะเวลาที่กำหนดให้ถือว่าใบอนุญาตสิ้นอายุ ถ้าผลการตรวจสอบปรากฏว่าผู้ยื่นคำขอมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๑๖ ให้นายทะเบียนอนุญาตแก่ผู้ยื่นคำขอ ในระหว่างระยะเวลาตามวรรคหนึ่ง ให้ทายาทหรือผู้จัดการมรดกซึ่งเป็นผู้ยื่นคำขอรับโอนใบอนุญาตตามวรรคหนึ่งเข้าประกอบธุรกิจโรงแรมโดยมีอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบเสมือนผู้ประกอบธุรกิจโรงแรม ทั้งนี้ จนกว่านายทะเบียนจะมีคำสั่งไม่อนุญาต การขอรับโอนและการอนุญาตให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด มาตรา ๒๖ ในกรณีที่ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมเป็นห้างหุ้นส่วนหรือนิติบุคคล ให้ใบอนุญาตสิ้นอายุนับแต่วันที่มีการเลิกห้างหุ้นส่วน หรือนิติบุคคลนั้นสิ้นสภาพ มาตรา ๒๗ ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมผู้ใดประสงค์จะเลิกกิจการในระหว่างอายุใบอนุญาตหรือเมื่อใบอนุญาตหมดอายุ จะต้องแจ้งให้นายทะเบียนทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสิบห้าวัน ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด เมื่อได้รับแจ้งตามวรรคหนึ่ง ให้นายทะเบียนพิจารณาและมีคำสั่งว่าจะควรอนุญาตให้เลิกได้เมื่อใด ภายใต้เงื่อนไขและวิธีการอย่างใด ทั้งนี้ โดยให้พิจารณาถึงประโยชน์และส่วนได้เสียของผู้พักเป็นสำคัญ มาตรา ๒๘ ในกรณีที่โรงแรมได้รับความเสียหายเนื่องจากเหตุอัคคีภัยหรือภยันตรายร้ายแรงอื่นๆ ให้ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมหรือผู้จัดการแจ้งให้นายทะเบียนทราบภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่เหตุนั้นสิ้นสุดลง หากนายทะเบียนพิจารณาแล้วเห็นว่า ความเสียหายของโรงแรมดังกล่าวมีสภาพขัดต่อหลักเกณฑ์ที่กำหนดในกฎกระทรวงที่ออกตามมาตรา ๑๓ ให้นายทะเบียนมีอำนาจออกคำสั่งเป็นหนังสือให้ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมดำเนินการแก้ไขสภาพเช่นว่านั้นให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนด และในกรณีที่เห็นว่าจำเป็นอาจมีคำสั่งให้ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมหยุดดำเนินกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนจนกว่านายทะเบียนจะเห็นว่าผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมได้ดำเนินการแก้ไขสภาพเช่นว่านั้นให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงที่ออกตามมาตรา ๑๓ แล้ว ในกรณีที่โรงแรมได้รับความเสียหายจนมีสภาพที่ไม่อาจแก้ไขได้ ให้ถือว่าใบอนุญาตสำหรับโรงแรมดังกล่าวสิ้นอายุนับแต่วันที่ได้รับความเสียหาย มาตรา ๒๙ ให้นำความในมาตรา ๒๗ วรรคสอง รวมทั้งบทกำหนดโทษที่เกี่ยวข้องมาใช้บังคับกับกรณีใบอนุญาตสิ้นอายุตามมาตรา ๒๖ และมาตรา ๒๘ วรรคสาม และกรณีมีคำสั่งให้หยุดดำเนินกิจการตามมาตรา ๒๘ วรรคสอง โดยอนุโลม [แก้ไข]หมวด ๓ การบริหารจัดการโรงแรมมาตรา ๓๐ ให้ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมจัดให้มีผู้จัดการคนหนึ่งเป็นผู้มีหน้าที่จัดการโรงแรม ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมและผู้จัดการในโรงแรมหนึ่งๆ จะเป็นบุคคลคนเดียวกันก็ได้ มาตรา ๓๑ ห้ามมิให้ผู้ใดเป็นผู้จัดการ เว้นแต่จะเป็นผู้มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๓๓ ที่ได้รับแต่งตั้งจากผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมและได้แจ้งให้นายทะเบียนทราบตามแบบที่รัฐมนตรีกำหนด ถ้าผู้แจ้งมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๓๓ ให้นายทะเบียนออกใบรับแจ้งตามแบบที่รัฐมนตรีกำหนดเพื่อเป็นหลักฐานการแจ้งให้แก่ผู้นั้นภายในวันที่ได้รับแจ้งและให้ผู้แจ้งเริ่มต้นเป็นผู้จัดการได้ตั้งแต่วันที่ได้รับใบรับแจ้ง ในกรณีที่นายทะเบียนตรวจพบในภายหลังว่า ผู้แจ้งได้แจ้งข้อมูลหรือยื่นเอกสารไว้ไม่ถูกต้องหรือไม่ครบถ้วนตามแบบที่รัฐมนตรีกำหนดไว้ในวรรคหนึ่ง ให้นายทะเบียนมีอำนาจสั่งให้ผู้แจ้งมาดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้องหรือครบถ้วนภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่งดังกล่าว มาตรา ๓๒ ในกรณีที่ผู้จัดการไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้เกินเจ็ดวัน ให้ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมหรือบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๓๓ ที่ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมหรือผู้จัดการมอบหมายเป็นผู้จัดการแทนได้ไม่เกินเก้าสิบวัน ในกรณีเช่นว่านี้ให้บุคคลดังกล่าวแจ้งเป็นหนังสือให้นายทะเบียนทราบภายในสามวันนับแต่วันที่เข้าดำเนินการแทน ในกรณีที่ผู้จัดการพ้นจากหน้าที่ ให้ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมแต่งตั้งบุคคลคนหนึ่งเป็นผู้จัดการแทนและให้ผู้จัดการที่ได้รับแต่งตั้งนั้นแจ้งให้นายทะเบียนทราบตามมาตรา ๓๑ เว้นแต่ในกรณีที่ผู้นั้นได้เคยแจ้งการเป็นผู้จัดการไว้แล้ว ให้ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมแจ้งการเปลี่ยนแปลงผู้จัดการให้นายทะเบียนทราบตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด ทั้งนี้ ในกรณีที่ไม่อาจแต่งตั้งผู้จัดการได้ภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ผู้จัดการเดิมพ้นจากหน้าที่ ให้นำความในวรรคหนึ่ง รวมทั้งบทกำหนดโทษที่เกี่ยวข้องมาใช้บังคับโดยอนุโลม ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมหรือผู้ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้จัดการแทนตามวรรคหนึ่งให้มีหน้าที่และความรับผิดชอบเช่นเดียวกับผู้จัดการ มาตรา ๓๓ ผู้จัดการต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามดังต่อไปนี้ (๑) มีอายุไม่ต่ำกว่ายี่สิบปีบริบูรณ์ (๒) เป็นผู้ได้รับวุฒิบัตรหรือมีประสบการณ์ตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนดหรือมีหนังสือรับรองว่าได้ผ่านการฝึกอบรมวิชาการบริหารจัดการโรงแรมตามหลักสูตรที่คณะกรรมการรับรอง (๓) ไม่เป็นโรคพิษสุราเรื้อรัง ติดยาเสพติดให้โทษ หรือเป็นโรคติดต่อที่คณะกรรมการกำหนด (๔) ไม่เป็นผู้วิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบหรือเป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ (๕) ไม่เคยได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ (๖) ไม่เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดว่าเป็นผู้กระทำผิดในความผิดเกี่ยวกับเพศตามประมวลกฎหมายอาญา ความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด ความผิดตาม กฎหมายว่าด้วยมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก หรือความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี (๗) ไม่เคยถูกเพิกถอนใบรับแจ้งเป็นผู้จัดการ หรือเคยถูกเพิกถอนใบรับแจ้งเป็นผู้จัดการโดยเหตุอื่นซึ่งมิใช่เหตุตาม (๖) แต่เวลาได้ล่วงพ้นมาแล้วไม่น้อยกว่าสามปี มาตรา ๓๔ ให้ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมและผู้จัดการมีหน้าที่และความรับผิดชอบร่วมกัน ดังต่อไปนี้ (๑) จัดให้มีป้ายชื่อโรงแรมตามมาตรา ๒๐ ติดไว้หน้าโรงแรม (๒) จัดให้มีการแสดงใบอนุญาตไว้ในที่เปิดเผยเห็นได้ง่ายในโรงแรม (๓) จัดให้มีเลขที่ประจำห้องพักติดไว้ที่หน้าห้องพักทุกห้อง (๔) จัดให้มีเอกสารแสดงอัตราค่าที่พักไว้ในที่เปิดเผยเห็นได้ง่ายในโรงแรม (๕) จัดให้มีแผนผังแสดงทางหนีไฟไว้ในแต่ละชั้นของโรงแรมและห้องพักทุกห้อง และป้ายทางออกฉุกเฉินไว้ในแต่ละชั้นของโรงแรม (๖) จัดให้มีเอกสารแสดงข้อจำกัดความรับผิดตามที่มาตรา ๖๗๕ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บัญญัติตามแบบที่คณะกรรมการประกาศกำหนด ไว้ในโรงแรมและห้องพักทุกห้อง (๗) ดูแลรักษาความสะอาดด้านสุขลักษณะและอนามัยของโรงแรมให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการสาธารณสุขและคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นหรือเจ้าพนักงานสาธารณสุข (๘) ดูแลรักษาสภาพของโรงแรมให้มีความมั่นคงแข็งแรง และระบบการป้องกันอัคคีภัยให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคารและคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น (๙) ดูแลรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (๑๐) ดูแลและอำนวยความสะดวกให้กับผู้พักในกรณีเกิดอัคคีภัย อุทกภัย หรือเกิดอันตรายใดๆ ขึ้นในโรงแรม การดำเนินการใดที่ผู้จัดการต้องได้รับอนุมัติจากผู้ประกอบธุรกิจโรงแรม หากผู้จัดการมีหนังสือขออนุมัติแล้วผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมเพิกเฉยหรือไม่ดำเนินการ ผู้จัดการไม่ต้องรับผิด มาตรา ๓๕ ผู้จัดการต้องจัดให้มีการบันทึกรายการต่างๆ เกี่ยวกับผู้พักและจำนวนผู้พักในแต่ละห้องลงในบัตรทะเบียนผู้พักในทันทีที่มีการเข้าพัก โดยให้ผู้พักคนใดคนหนึ่งเป็นผู้ลงลายมือชื่อในบัตรทะเบียนผู้พัก หากผู้พักมีอายุต่ำกว่าสิบแปดปีบริบูรณ์และเข้าพักตามลำพัง ให้ผู้จัดการหรือผู้แทนลงลายมือชื่อกำกับไว้ด้วย และนำไปบันทึกลงในทะเบียนผู้พักให้แล้วเสร็จภายในยี่สิบสี่ชั่วโมงหลังจากมีการลงทะเบียนเข้าพัก ถ้ารายการซึ่งจะต้องบันทึกลงในทะเบียนผู้พักตามวรรคหนึ่งซ้ำกับรายการวันก่อนให้บันทึกรายการดังกล่าวว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลง การบันทึกรายการต่างๆ เกี่ยวกับผู้เข้าพักลงในบัตรทะเบียนผู้พักและทะเบียนผู้พักต้องบันทึกทุกรายการให้ครบถ้วน ห้ามมิให้ปล่อยช่องว่างไว้โดยไม่มีเหตุผลสมควร ผู้จัดการต้องเก็บรักษาบัตรทะเบียนผู้พักและทะเบียนผู้พักไว้เป็นเวลาอย่างน้อยหนึ่งปี และต้องให้อยู่ในสภาพที่ตรวจสอบได้ บัตรทะเบียนผู้พักและทะเบียนผู้พัก ให้เป็นไปตามแบบที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด มาตรา ๓๖ ผู้จัดการต้องส่งสำเนาทะเบียนผู้พักในแต่ละวันไปให้นายทะเบียนทุกสัปดาห์แล้วให้นายทะเบียนทำใบรับมอบให้ไว้เป็นสำคัญ หากโรงแรมใดอยู่ห่างไกลหรือไม่สามารถส่งได้ตามกำหนดดังกล่าว ให้นายทะเบียนพิจารณากำหนดระยะเวลาส่งสำเนาดังกล่าวแล้วแจ้งให้ผู้จัดการทราบ มาตรา ๓๗ ในกรณีที่ทะเบียนผู้พักที่เก็บรักษาไว้ในโรงแรมสูญหายหรือถูกทำลาย ผู้จัดการต้องดำเนินการขอคัดลอกสำเนาทะเบียนผู้พักนั้นจากนายทะเบียนมาเก็บรักษาไว้แทน มาตรา ๓๘ ผู้จัดการมีหน้าที่ (๑) ดูแลไม่ให้บุคคลใดหลบซ่อนหรือมั่วสุมในเขตโรงแรมในลักษณะอันควรเชื่อว่าจะก่อความไม่สงบขึ้นในบ้านเมือง หรือจะมีการกระทำความผิดอาญาขึ้นในโรงแรม (๒) แจ้งให้พนักงานฝ่ายปกครองหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจท้องที่ทราบโดยทันที ในกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยว่าอาจมีหรือได้มีการหลบซ่อนหรือมั่วสุมหรือการกระทำความผิดอาญาขึ้นในโรงแรมตาม (๑) มาตรา ๓๙ ผู้จัดการอาจปฏิเสธไม่รับบุคคลที่ประสงค์จะเข้าพักในโรงแรมได้ในกรณี ดังต่อไปนี้ (๑) มีเหตุอันควรสงสัยได้ว่าบุคคลนั้นจะเข้าไปหลบซ่อน มั่วสุม หรือกระทำการใด อันเป็นความผิดอาญาขึ้นในโรงแรม หรือก่อให้เกิดความรำคาญแก่ผู้พักอื่นในโรงแรม (๒) มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าบุคคลนั้นไม่สามารถจ่ายค่าห้องพักได้ (๓) มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าบุคคลนั้นเป็นโรคติดต่ออันตรายหรือโรคติดต่อตามกฎหมายว่าด้วยโรคติดต่อ (๔) มีเหตุอันสมควรประการอื่นตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนด ในกรณีตาม (๓) ถ้าผู้จัดการรับบุคคลนั้นเข้าพักจะต้องแจ้งให้เจ้าพนักงานสาธารณสุขหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยโรคติดต่อทราบด้วย [แก้ไข]หมวด ๔ การควบคุมและการอุทธรณ์มาตรา ๔๐ เมื่อความปรากฏต่อนายทะเบียนว่า ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมหรือผู้จัดการผู้ใดกระทำการดังต่อไปนี้ให้นายทะเบียนมีอำนาจสั่งให้ระงับการกระทำนั้นหรือดำเนินการแก้ไขได้ตามที่เห็นสมควร (๑) ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้หรือกฎกระทรวงหรือประกาศที่ออกตามพระราชบัญญัตินี้ (๒) ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของคณะกรรมการ นายทะเบียน หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งสั่งตามพระราชบัญญัตินี้ ในกรณีที่ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมหรือผู้จัดการไม่ระงับการกระทำหรือดำเนินการแก้ไขตามคำสั่งของนายทะเบียนตามวรรคหนึ่ง ให้นายทะเบียนมีหนังสือแจ้งให้ บุคคลดังกล่าวปฏิบัติให้ถูกต้องภายในเวลาที่กำหนด ซึ่งต้องไม่เกินสามสิบวัน ถ้าไม่มีการปฏิบัติตามคำเตือนให้ดำเนินการดังต่อไปนี้ (๑) ในกรณีเป็นผู้ประกอบธุรกิจโรงแรม ให้นายทะเบียนมีอำนาจสั่งพักใช้ใบอนุญาตได้ครั้งละไม่เกินสิบห้าวัน ซึ่งจะต้องไม่เกินสี่ครั้ง ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด (๒) ในกรณีเป็นผู้จัดการ ให้นายทะเบียนมีหนังสือแจ้งให้ปฏิบัติให้ถูกต้องอีกครั้งหนึ่งภายในเวลาที่กำหนดซึ่งต้องไม่เกินสามสิบวัน ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมซึ่งถูกพักใช้ใบอนุญาต จะประกอบธุรกิจโรงแรมในระหว่างที่ถูกพักใช้ใบอนุญาตไม่ได้ ในกรณีที่นายทะเบียนสั่งพักใช้ใบอนุญาต ให้นายทะเบียนมีอำนาจสั่งให้ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมจัดหาโรงแรมที่มีมาตรฐานใกล้เคียงกันให้แก่ผู้พักหรือกำหนดวิธีการอื่นตามที่เห็นสมควร ทั้งนี้ โดยพิจารณาถึงประโยชน์และส่วนได้เสียของผู้พักเป็นสำคัญ มาตรา ๔๑ เมื่อความปรากฏต่อนายทะเบียนว่า ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมหรือผู้จัดการผู้ใดมีพฤติการณ์อย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้ (๑) เป็นผู้ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๑๖ หรือมาตรา ๓๓ แล้วแต่กรณี ยกเว้นลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๑๖ (๗) (๒) เคยถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตตามมาตรา ๔๐ วรรคสอง (๑) หรือเคยได้รับคำเตือนตามมาตรา ๔๐ วรรคสอง (๒) มาแล้ว และฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๔๐ วรรคหนึ่ง วรรคสามหรือวรรคสี่อีก (๓) ใช้หรือยินยอมให้ใช้โรงแรมเป็นสถานที่กระทำความผิดเกี่ยวกับเพศตามประมวลกฎหมายอาญา ความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการพนัน ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก หรือความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี ให้นายทะเบียนมีอำนาจสั่งเพิกถอนใบอนุญาตหรือใบรับแจ้งเป็นผู้จัดการ แล้วแต่กรณี และผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมหรือผู้จัดการต้องเลิกประกอบธุรกิจโรงแรมหรือจัดการโรงแรม ทั้งนี้ ในกรณีตาม (๒) นายทะเบียนไม่ต้องมีหนังสือเตือนให้บุคคลดังกล่าวปฏิบัติให้ถูกต้องตามมาตรา ๔๐ วรรคสองอีก ในกรณีที่ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมและผู้จัดการเป็นบุคคลคนเดียวกันและมีพฤติการณ์ตาม (๒) หรือ (๓) ให้นายทะเบียนสั่งเพิกถอนทั้งใบอนุญาตและใบรับแจ้งเป็นผู้จัดการ ในกรณีที่ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมเป็นห้างหุ้นส่วนหรือนิติบุคคลและผู้เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ผู้จัดการ หรือผู้แทนนิติบุคคลมีพฤติการณ์ตามวรรคหนึ่ง ให้นายทะเบียนมีหนังสือแจ้งให้ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมทราบ และแต่งตั้งบุคคลอื่นเข้าดำรงตำแหน่งแทนภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้ง หากผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมไม่ปฏิบัติตามภายในระยะเวลาที่กำหนดดังกล่าว ให้นายทะเบียนดำเนินการสั่งเพิกถอนใบอนุญาต ให้นำความในมาตรา ๔๐ วรรคสี่ รวมทั้งบทกำหนดโทษที่เกี่ยวข้องมาใช้บังคับกับการเพิกถอนใบอนุญาต โดยอนุโลม มาตรา ๔๒ คำสั่งพักใช้ใบอนุญาตและคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาตหรือใบรับแจ้งเป็นผู้จัดการให้ทำเป็นหนังสือส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับให้ ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมหรือผู้จัดการ แล้วแต่กรณี ณ โรงแรมที่บุคคลดังกล่าวประกอบธุรกิจหรือจัดการ และ ให้ถือว่าผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมหรือผู้จัดการได้ทราบคำสั่งนั้นแล้วเมื่อครบกำหนดเจ็ดวันนับแต่วันส่ง เว้นแต่จะมีการพิสูจน์ได้ว่าไม่มีการได้รับหรือได้รับก่อนหรือหลังจากวันนั้น มาตรา ๔๓ ผู้ขอรับใบอนุญาตซึ่งนายทะเบียนไม่ออกใบอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้ต่ออายุใบอนุญาต หรือผู้ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการซึ่งนายทะเบียนไม่ออกใบรับแจ้งเป็นผู้จัดการ หรือผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมหรือผู้ขอรับโอนใบอนุญาต ซึ่งนายทะเบียนไม่อนุญาตตามมาตรา ๒๒ มาตรา ๒๔ หรือมาตรา ๒๕ หรือผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมซึ่งนายทะเบียนไม่อนุญาตให้เลิกกิจการหรือให้เลิกกิจการภายใต้เงื่อนไขและวิธีการอย่างใดตามมาตรา ๒๗ หรือผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมซึ่งถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตตามมาตรา ๔๐ หรือผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมหรือผู้จัดการซึ่งถูกสั่งเพิกถอนใบอนุญาตหรือใบรับแจ้งเป็นผู้จัดการตามมาตรา ๔๑ มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งของนายทะเบียนต่อคณะกรรมการภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งหรือรับทราบคำสั่งของ นายทะเบียน ให้คณะกรรมการพิจารณาและมีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ตามวรรคหนึ่งภายในสี่สิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับอุทธรณ์ แล้วแจ้งคำวินิจฉัยพร้อมด้วยเหตุผลเป็นหนังสือไปยังผู้อุทธรณ์และนายทะเบียน คำวินิจฉัยของคณะกรรมการให้เป็นที่สุด ในกรณีที่มีการอุทธรณ์คำสั่งของนายทะเบียน ในระหว่างที่มีการอุทธรณ์ดังกล่าวให้ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรม ผู้จัดการ หรือผู้ขอรับโอนใบอนุญาตตามมาตรา ๒๕ แล้วแต่กรณีดำเนินกิจการต่อไปได้ เว้นแต่การอุทธรณ์ตามคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาตหรือใบรับแจ้งเป็นผู้จัดการเพราะมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๑๖ (๕) หรือ (๖) หรือมาตรา ๓๓ (๕) หรือ (๖) หรือมีพฤติการณ์ตามมาตรา ๔๑ (๓) ไม่เป็นการทุเลาการบังคับตามคำสั่งของนายทะเบียน และให้นำความในมาตรา ๔๐ วรรคสี่ หรือมาตรา ๓๒ แล้วแต่กรณี รวมทั้งบทกำหนดโทษที่เกี่ยวข้อง มาใช้บังคับโดยอนุโลม มาตรา ๔๔ ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมต้องชำระค่าธรรมเนียมรายปีตามหลักเกณฑ์ วิธีการและอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวงตลอดเวลาที่ยังประกอบธุรกิจ ถ้ามิได้เสียค่าธรรมเนียมภายในเวลาที่กำหนดให้เสียเงินเพิ่มอีกร้อยละห้าต่อเดือน และถ้ายังไม่ยินยอมเสียค่าธรรมเนียมโดยไม่มีเหตุอันสมควรให้นายทะเบียนมีอำนาจสั่งให้ผู้นั้นหยุดดำเนินกิจการไว้จนกว่าจะได้เสียค่าธรรมเนียมและเงินเพิ่มครบจำนวน และให้นำความในมาตรา ๔๐ วรรคสี่ รวมทั้งบทกำหนดโทษที่เกี่ยวข้อง มาใช้บังคับโดยอนุโลม [แก้ไข]หมวด ๕ พนักงานเจ้าหน้าที่มาตรา ๔๕ ในการปฏิบัติหน้าที่ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายเป็นหนังสือจากนายทะเบียนมีอำนาจ ดังต่อไปนี้ (๑) เข้าไปในโรงแรมในระหว่างเวลาพระอาทิตย์ขึ้นจนถึงพระอาทิตย์ตกเพื่อตรวจสอบใบอนุญาต ทะเบียนผู้พัก บัตรทะเบียนผู้พัก สภาพและลักษณะของโรงแรม หรือตรวจสอบห้องพักที่ว่างหรือส่วนหนึ่งส่วนใดของโรงแรมที่เปิดใช้ร่วมกันหรือเข้าไปในโรงแรมในเวลาทำการเพื่อตรวจสอบจำนวนและประวัติของพนักงานโรงแรม ทั้งนี้ เพื่อควบคุมให้การเป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้ (๒) มีหนังสือเรียกผู้ประกอบธุรกิจโรงแรม ผู้จัดการ หรือเจ้าหน้าที่ของโรงแรมมาให้ถ้อยคำหรือชี้แจงหรือส่งเอกสารหรือหลักฐานที่เกี่ยวข้องมาเพื่อประกอบการพิจารณา เมื่อได้เข้าไปและลงมือทำการตรวจสอบตาม (๑) แล้ว ถ้ายังดำเนินการไม่เสร็จจะกระทำต่อไปในเวลากลางคืนหรือนอกเวลาทำการของโรงแรมนั้นก็ได้ ทั้งนี้ เฉพาะในกรณีที่การตรวจสอบใกล้จะเสร็จสิ้นหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าหากเนิ่นช้าในการตรวจสอบจะมีการปกปิดหรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงเอกสารหรือหลักฐานไปจากเดิม มาตรา ๔๖ ในการปฏิบัติหน้าที่ พนักงานเจ้าหน้าที่ต้องแสดงบัตรประจำตัวและหนังสือมอบหมายจากนายทะเบียนแก่บุคคลซึ่งเกี่ยวข้อง บัตรประจำตัวพนักงานเจ้าหน้าที่ ให้เป็นไปตามแบบที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด มาตรา ๔๗ ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้กรรมการส่งเสริมและกำกับธุรกิจโรงแรม นายทะเบียน และพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา [แก้ไข]หมวด ๖ บทกำหนดโทษ[แก้ไข]ส่วนที่ ๑ บททั่วไปมาตรา ๔๘ ในกรณีที่ผู้กระทำความผิดเป็นนิติบุคคล ถ้าการกระทำความผิดของนิติบุคคลนั้นเกิดจากการกระทำการหรืองดเว้นไม่กระทำการอันเป็นหน้าที่ของกรรมการผู้จัดการหรือบุคคลใดซึ่งรับผิดชอบในการประกอบธุรกิจโรงแรมของนิติบุคคลนั้น ผู้นั้นต้องรับโทษตามที่บัญญัติไว้สำหรับความผิดนั้นๆ ด้วย [แก้ไข]ส่วนที่ ๒ โทษปรับทางปกครองมาตรา ๔๙ ให้นายทะเบียนมีอำนาจลงโทษปรับทางปกครองตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้ ในการลงโทษปรับทางปกครอง ให้นายทะเบียนคำนึงถึงความร้ายแรงแห่งพฤติกรรมที่กระทำผิด และในกรณีที่เห็นสมควร นายทะเบียนอาจมีคำสั่งให้ผู้นั้นดำเนินการใดๆ เพื่อแก้ไขให้ถูกต้องหรือเหมาะสมได้ หลักเกณฑ์ในการพิจารณาโทษทางปกครองให้เป็นไปตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด และถ้าผู้ถูกลงโทษปรับทางปกครองไม่ยอมชำระค่าปรับทางปกครอง ให้นำบทบัญญัติเกี่ยวกับการบังคับทางปกครองตามกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองมาใช้บังคับโดยอนุโลม และในกรณีไม่มีเจ้าหน้าที่ดำเนินการบังคับตามคำสั่ง ให้นายทะเบียนมีอำนาจฟ้องคดีต่อศาลปกครองเพื่อบังคับชำระค่าปรับ ในการนี้ ถ้าศาลปกครองเห็นว่าคำสั่งให้ชำระค่าปรับนั้นชอบด้วยกฎหมายก็ให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาและบังคับให้มีการยึดหรืออายัดทรัพย์สินขายทอดตลาดชำระค่าปรับได้ มาตรา ๕๐ ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมหรือผู้ขอรับโอนใบอนุญาตตามมาตรา ๒๕ ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๒๒ (๑) หรือ (๒) มาตรา ๒๔ วรรคหนึ่ง หรือมาตรา ๓๐ วรรคหนึ่ง ต้องระวางโทษปรับทางปกครองไม่เกินห้าแสนบาท และปรับอีกวันละไม่เกินสองหมื่นบาทตลอดเวลาที่ยังมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง มาตรา ๕๑ ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมหรือผู้ขอรับโอนใบอนุญาตตามมาตรา ๒๕ ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๒๒ (๓) ต้องระวางโทษปรับทางปกครองไม่เกินหนึ่งแสนบาท และปรับอีกวันละไม่เกินห้าพันบาทตลอดเวลาที่ยังมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง มาตรา ๕๒ ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมหรือผู้ขอรับโอนใบอนุญาตตามมาตรา ๒๕ ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๒๓ มาตรา ๒๗ วรรคหนึ่ง หรือมาตรา ๒๘ วรรคหนึ่ง ต้อง ระวางโทษปรับทางปกครองตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงห้าหมื่นบาท มาตรา ๕๓ ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมหรือผู้ขอรับโอนใบอนุญาตตามมาตรา ๒๕ ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของนายทะเบียนตามมาตรา ๒๗ วรรคสอง มาตรา ๒๘ วรรคสอง มาตรา ๔๐ วรรคสี่ หรือมาตรา ๔๔ ต้องระวางโทษปรับทางปกครองไม่เกินสองแสนบาทและปรับอีกวันละไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทตลอดเวลาที่ยังมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง มาตรา ๕๔ ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรม ผู้ขอรับโอนใบอนุญาตตามมาตรา ๒๕ หรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายเป็นผู้จัดการผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๓๒ วรรคหนึ่ง หรือวรรคสอง ต้องระวางโทษปรับทางปกครองตั้งแต่ห้าพันบาทถึงสองหมื่นบาท มาตรา ๕๕ ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรม ผู้ขอรับโอนใบอนุญาตตามมาตรา ๒๕ ผู้จัดการหรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายหรือแต่งตั้งเป็นผู้จัดการตามมาตรา ๓๒ ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๓๔ (๑) (๒) (๓) (๔) (๕) หรือ (๖) ต้องระวางโทษปรับทางปกครองตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงห้าหมื่นบาทและปรับอีกวันละไม่เกินหนึ่งพันบาทตลอดเวลาที่ยังมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง มาตรา ๕๖ ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรม ผู้ขอรับโอนใบอนุญาตตามมาตรา ๒๕ ผู้จัดการหรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายหรือแต่งตั้งเป็นผู้จัดการตามมาตรา ๓๒ ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๓๔ (๑๐) มาตรา ๓๕ วรรคหนึ่งหรือวรรคสี่ มาตรา ๓๖ มาตรา ๓๗ หรือมาตรา ๓๘ ต้องระวางโทษปรับทางปกครองตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท มาตรา ๕๗ ผู้จัดการหรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายหรือแต่งตั้งเป็นผู้จัดการตามมาตรา ๓๒ ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๓๕ วรรคสาม ต้องระวางโทษปรับทางปกครองไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท มาตรา ๕๘ ผู้จัดการหรือผู้ซึ่งได้มอบหมายหรือแต่งตั้งเป็นผู้จัดการตามมาตรา ๓๒ ผู้ใดปฏิเสธไม่รับบุคคลที่ประสงค์จะเข้าพักในโรงแรมโดยไม่มีเหตุตามมาตรา ๓๙ ต้องระวางโทษปรับทางปกครองตั้งแต่ห้าพันบาทถึงสองหมื่นบาท [แก้ไข]ส่วนที่ ๓ โทษอาญามาตรา ๕๙ ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และปรับอีกวันละไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่ มาตรา ๖๐ ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๓๑ วรรคหนึ่ง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ มาตรา ๖๑ ผู้ใดแจ้งรายการเท็จลงในบัตรทะเบียนผู้พักหรือทะเบียนผู้พัก หรือขัดขวางหรือไม่อำนวยความสะดวกให้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา ๔๕ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ [แก้ไข]บทเฉพาะกาลมาตรา ๖๒ ใบอนุญาตให้เปิดดำเนินกิจการโรงแรมตามพระราชบัญญัติโรงแรม พุทธศักราช ๒๔๗๘ ให้ถือว่าเป็นใบอนุญาตตามพระราชบัญญัตินี้ และให้ใช้ได้จนกว่าจะสิ้นอายุใบอนุญาต มาตรา ๖๓ ผู้ใดประกอบธุรกิจโรงแรมโดยไม่ได้รับใบอนุญาตอยู่ก่อนหรือในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ถ้าประสงค์จะประกอบธุรกิจโรงแรมต่อไป ต้องยื่นคำขอรับใบอนุญาตต่อนายทะเบียนภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่กฎกระทรวงซึ่งออกตามมาตรา ๑๓ ใช้บังคับ เมื่อได้ยื่นคำขอรับใบอนุญาตแล้วให้นายทะเบียนรับคำขอดังกล่าวเพื่อดำเนินการต่อไปตามพระราชบัญญัตินี้ และให้ผู้นั้นประกอบธุรกิจโรงแรมต่อไปได้จนกว่าจะได้รับแจ้งการไม่อนุญาตจากนายทะเบียน ในกรณีที่กฎกระทรวงซึ่งออกตามมาตรา ๑๓ กำหนดให้โรงแรมต้องมีสถานที่จอดรถเพียงพอสอดคล้องกับจำนวนห้องพัก หรือกำหนดมิให้โรงแรมตั้งอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกับสถานที่ใดก็ตาม ในกรณีนี้มิให้นำหลักเกณฑ์ดังกล่าวมาใช้บังคับกับโรงแรมตามวรรคหนึ่ง ผู้ขอรับใบอนุญาตซึ่งได้รับแจ้งการไม่อนุญาตจากนายทะเบียนตามวรรคหนึ่ง ต้องเลิกประกอบธุรกิจโรงแรมภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งการไม่อนุญาต ในกรณีดังกล่าว นายทะเบียนมีอำนาจสั่งให้ผู้ขอรับใบอนุญาตจัดหาโรงแรมที่มีมาตรฐานใกล้เคียงให้แก่ผู้พักหรือกำหนดวิธีการอื่นตามที่เห็นสมควร ทั้งนี้ โดยให้พิจารณาถึงประโยชน์และส่วนได้เสียของผู้พักเป็นสำคัญ ผู้ขอรับใบอนุญาตซึ่งไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของนายทะเบียนตามวรรคสาม ต้องระวางโทษตามที่กำหนดไว้ในมาตรา ๕๓ มาตรา ๖๔ ผู้ใดควบคุมและจัดการโรงแรมตามพระราชบัญญัติโรงแรม พุทธศักราช ๒๔๗๘ หรือจัดการโรงแรมตามพระราชบัญญัตินี้อยู่แล้วก่อนหรือในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ถ้าประสงค์จะเป็นผู้จัดการต่อไป ให้แจ้งต่อนายทะเบียนภายในสามสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ เมื่อได้แจ้งแล้วให้เป็นผู้จัดการต่อไปได้จนกว่าจะถูกเพิกถอนใบรับแจ้งเป็นผู้จัดการ ในกรณีนี้มิให้นำมาตรา ๓๓ (๒) มาใช้บังคับ มาตรา ๖๕ คำขออนุญาตเปิดดำเนินกิจการโรงแรมที่ได้ยื่นไว้ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับและยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของนายทะเบียน และการอนุญาตให้เปลี่ยนชื่อหรือยี่ห้อ ให้ย้ายสถานที่ หรือให้เพิ่มหรือลดจำนวนห้องสำหรับพักที่ได้ให้ไว้ตามพระราชบัญญัติโรงแรม พุทธศักราช ๒๔๗๘ ให้ถือว่าเป็นคำขออนุญาตและการอนุญาตตามพระราชบัญญัตินี้โดยอนุโลม ในกรณีที่การขออนุญาตหรือการพิจารณาอนุญาตให้เปิดดำเนินกิจการโรงแรมตามวรรคหนึ่งมีข้อแตกต่างไปจากการขออนุญาตหรือการพิจารณาอนุญาตให้ประกอบธุรกิจโรงแรมตามพระราชบัญญัตินี้ ให้การขออนุญาตหรือการพิจารณาอนุญาตนั้นเป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้ และให้นายทะเบียนมีคำสั่งให้ผู้ขอรับใบอนุญาตปฏิบัติตามให้ถูกต้องภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคำสั่ง ถ้าผู้ขอรับใบอนุญาตไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของนายทะเบียนภายในกำหนดเวลาดังกล่าวให้คำขอรับใบอนุญาตนั้นเป็นอันตกไป มาตรา ๖๖ บรรดากฎกระทรวง คำสั่งหรือประกาศที่ออกตามพระราชบัญญัติโรงแรม พุทธศักราช ๒๔๗๘ ให้ยังคงใช้บังคับได้ต่อไปเพียงเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับพระราชบัญญัตินี้ จนกว่าจะมีกฎกระทรวง คำสั่งหรือประกาศตามพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ซึ่งต้องไม่เกินหนึ่งปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี อัตราค่าธรรมเนียม๑. ใบอนุญาต ฉบับละ ๕๐,๐๐๐ บาท ๒. ใบแทนใบอนุญาต ฉบับละ ๒๐๐ บาท ๓. การต่ออายุใบอนุญาตครั้งละกึ่งหนึ่งของค่าธรรมเนียมใบอนุญาตประเภทนั้นๆ แต่ละฉบับ ๔. ค่าธรรมเนียมประกอบธุรกิจโรงแรม ปีละ๘๐ บาทต่อห้อง โดยให้คิดค่าธรรมเนียมตามจำนวนห้องพักของโรงแรม ในการออกกฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมจะกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมให้แตกต่างกันโดยคำนึงถึง ขนาด ลักษณะหรือประเภทของโรงแรมก็ได้ หมายเหตุ : - เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจากพระราชบัญญัติโรงแรม พุทธศักราช ๒๔๗๘ ได้ใช้บังคับมาเป็นเวลานานและบทบัญญัติ ที่ไม่เหมาะสมกับสภาวการณ์ในปัจจุบัน ซึ่งสภาพเศรษฐกิจและการประกอบธุรกิจโรงแรมได้พัฒนาและขยายตัวมากขึ้น ดังนั้น เพื่อส่งเสริมและยกมาตรฐานการประกอบธุรกิจโรงแรมและกำหนดหลักเกณฑ์ในการประกอบ ธุรกิจให้เหมาะสมกับสภาพของการประกอบธุรกิจโรงแรมแต่ละประเภท จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ ประเภทของหน้า: พระราชบัญญัติ
# ปลดคนอย่างเป็นธรรม หมวดหมู่ › สังคม (2814) › งานวิจัย (335) keyword: งานวิจัย บทความกฎหมาย ปลดคน เป็นธรรม ลีลา LAW วันที่เอกสารถูกสร้าง: 25/01/2008 ที่มา: www.siamlaw.com โดย ลีลา LAW ปลดคนอย่างเป็นธรรม การตกงานเป็นสถานการณ์ลำบากของเหล่าลูกจ้าง เนื่องเพราะมีผลต่อเนื่องในการสร้างหนี้สิน ความอดอยากในครอบครัว ลูกจ้างจึงพยายามหลีกเลี่ยงการตกงานเต็มที่ด้วยการตั้งใจทุ่มเทต่องานของนายจ้าง บางครั้งลูกจ้างอาจต้องพบความเสียใจเมื่อเป็นคนที่ถูกเลือกให้ออกจากงานด้วยสาเหตุแตกต่างกัน ทำให้กลายเป็นความแค้นในเวลาต่อมา กรณีพิพาทระหว่างลูกจ้างกับนายจ้างซึ่งฝ่ายหนึ่งไม่พอใจที่ถูกปลดออกจากงาน จึงฟ้องคดีต่อศาลเพื่อเรียกร้องค่าเสียหายจากนายจ้างด้วยคิดว่าเป็นการเลิกจ้างอย่างไม่เป็นธรรม เพราะเขามิได้ทำละเมิดระเบียบหรือสร้างความเสียหายแก่นายจ้างเลย ทั้งสองฝ่ายต่อสู้กันยาวนานจนกระทั่งศาลตัดสินคดีถึงที่สุดไว้ใน คำพิพากษาฎีกาที่ 362/2548 พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 123 กำหนดเหตุแห่งการเลิกจ้างซึ่งถือว่าเป็นการเลิกจ้างอันไม่เป็นธรรมซึ่งนายจ้างทำไม่ได้ กฎหมายคุ้มครองลูกจ้างที่เกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องหรือเป็นสหภาพแรงงานมิให้ถูกนายจ้างกลั่นแกล้งด้วยการเลิกจ้างงานในระหว่างที่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลใช้บังคับ ส่วนกรณีพิพาทนั้นเกิดขึ้นจากสาเหตุที่รัฐบาลประกาศลดค่าเงินบาทเมื่อปีพ.ศ. 2540 ทำให้บริษัทประสบการขาดทุนจำนวนมากอย่างต่อเนื่อง จำต้องลดค่าใช้จ่ายด้วยการลดขนาดขององค์กรให้เล็กลง โดยยุบหน่วยงานและลดพนักงานในหน่วยงานของ นายยาจก ลง บริษัทสั่งย้าย นายยาจก ไปทำงานอีกหน่วยงานหนึ่ง แต่เขาไม่ยอมไปทำงานที่หน่วยงานใหม่ บริษัทจึงเลิกจ้างนายยาจก อันถือว่าเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุผลและมีความจำเป็นโดยมิได้กลั่นแกล้งลูกจ้างเลย และมิใช่เป็นการเลิกจ้างเพราะนายยาจกเป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน ศาลเห็นว่า การเลิกจ้างครั้งนี้มิใช่เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม นายยาจกย่อมไม่มีสิทธิ์ได้รับค่าเสียหายตามที่ร้องขอไว้ อันที่จริงแล้วสถานภาพลูกจ้างมิได้มีความมั่นคงตามความเชื่อดั้งเดิมอีกแล้ว เราควรดำรงตนอย่างไม่ประมาทด้วยการหมั่นเก็บออมเงินให้มากที่สุด รู้จักเลือกใช้จ่ายอย่างเหมาะสม การปลดออกจากงานมีได้ตลอดเวลาโดยเฉพาะภาวะเศรษฐกิจผันผวน ตกต่ำ หรือซบเซาลง อันทำให้เจ้าของบริษัทต้องแบกภาระหนักโดยเฉพาะเงินเดือนของลูกจ้างซึ่งถือเป็นต้นทุนหลักของธุรกิจ ดังนั้น เพื่อให้รอดผ่านวิกฤติได้หลายบริษัทจึงเลือกปลดคนที่มีคุณภาพน้อยออกก่อน แล้วเก็บคนที่มีประสิทธิภาพสูงไว้ ลูกจ้างจึงควรหมั่นพัฒนาตัวเองให้มีคุณภาพสูงต่อเนื่องและสร้างประโยชน์สูงสุดแก่องค์กรเพื่อมิให้ กลายเป็นตัวเลือกให้ถูกปลดออก นอกจากนั้นพึงระลึกไว้เสมอว่า อายุการทำงานของลูกจ้างไม่ยาวนานและไม่แน่นอน จึงควรเตรียมตัวรับการปลดออกจากงานอย่างมีสติไว้ตลอดเวลา -------------------------------------------------------------------------------- ขอขอบคุณข้อมูลจาก www.siamlaw.comโดย ลีลา LAW ประเภทของหน้า: บทความกฎหมาย
# พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 หมวดหมู่ › สังคม (2814) › บุคคลสำคัญตามสัญชาติ (174) keyword: บุคคลสำคัญตามสัญชาติ รัชกาลที่ 5 วันที่เอกสารถูกสร้าง: 06/12/2007 ที่มา: พระราชประวัติ พระมหากษัตย์ 9 รัชกาล / ศิวรรณ คุ้มโห **พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว** พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นพระราชโอรสองค์ที่ 4 ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระนางเจ้าฟ้ารำเพยภมราภิรมย์ (สมเด็จพระเทพศิรินทรา บรมราชินี) ทรงพระราชสมภพเมื่อวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2396 มีพระนามเดิมว่า “สมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์” ได้ทรงได้รับการศึกษาขั้นแรกจากสำนักพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าบุตรี ได้ทรงศึกษาด้านวิชาการและโบราณราชประเพณีต่างๆ นอกจากนั้นพระบรมชนกนาถทรงจ้างครูซึ่งเป็นสตรีชาวอังกฤษมาสอนภาษาอังกฤษ ด้วยพระบรมชนกนาถเห็นว่าต่อไปในกาลข้างหน้าจะจำเป็นอย่างมาก รวมถึงพระบรมชนกนาถได้สั่งสอนวิชาการด้านต่าง ๆ เช่น วิชารัฐศาสตร์ โหราศาสตร์เป็นต้น ด้วยพระองค์เองอีกด้วย ในปี พ.ศ. 2411พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเสด็จออกทอดพระเนตรสุริยุปราคา ณ บ้านหว้ากอ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ระหว่างการเสด็จพระราชดำเนินกลับพระบรมมหาราชวัง ทรงพระประชวรด้วยโรคไข้ป่าอย่างรุนแรง และเมื่อถึงพระบรมมหาราชวังก็ทรงเสด็จสวรรคต เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตในวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2411 เหล่าพระราชวงศ์เสนาบดีและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ได้ประชุมกันและตกลงถวายพระราชสมบัติแก่รัชทายาทของพระองค์ คือสมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ แต่ในขณะนั้นทรงมีพระชนมายุเพียง 15 พรรษา เท่านั้นเกรงว่าจะไม่สามารถทรงบริหารบ้านเมืองให้สู่ความสงบเรียบร้อยได้ กรมหลวงเทเวศน์ จึงเสนอว่า ขอให้พระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ไปก่อนเป็นเวลา 5 ปี เมื่อพระองค์ทรงผนวชและเมื่อพระองค์บรรลุนิติภาวะแล้ว ก็ให้ทรงขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติต่อในโอกาสต่อไป สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ ทรงเสด็จขึ้นครองราชสมบัติในวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2411เป็นพระมหากษัตริย์องค์ที่ ๕ แห่งราชวงศ์จักรี นับเป็นพระมหากษัตริย์องค์แรกในราชวงศ์จักรีที่ขึ้นครองราชย์ในขณะที่ทรงพระเยาว์เช่นนี้ และเป็นพระมหากษัตริย์องค์แรกที่มีผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เมื่อมีผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ จึงทรงมีโอกาสศึกษาศิลปวิทยาการต่าง ๆ มากมาย และด้วยสายพระเนตรที่ยาวไกล ในปี พ.ศ. 2413 หลังจากที่ขึ้นครองราชย์ได้ 2 ปี ทรงได้เสด็จประพาสต่างประเทศเป็นครั้งแรก ทรงเลือกที่จะไปเยือนประเทศสิงคโปร์และขวา (อินโอนีเซีย) ต่อจากนั้นก็ได้เสด็จไปเยือนประเทศอินเดียและพม่า พระองค์ได้ทงพบเห็นและศึกษาแบบแผนการปกครองแบบอย่างตะวันตก และได้ทรงนำข้อดีและข้อเสียมาใช้ในการปรับปรุงพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้า และนับเป็นครั้งแรกท่พระมหากษัตริย์ เสด็จประพาสประเทศเพื่อนบ้าน และทรงได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระอัครมเหสี พระนามว่า “สมเด็จพระศรีพัชรินทรา พระบรมราชินีนาถ” ประสูติเมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2406 ในพระบรมมหาราชวัง มีพระนามเดิมว่า “พระองคืเจ้าเสาวภาผ่องศรี” เป็นพระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและเจ้าคุณจอมมารดาเปี่ยม พระสนมเอก พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชโอรสและพระราชธิดารวมทั้งสิ้น 97 พระองค์ประสูติในพระอัครมเหสี มี 9 พระองค์ 1. สมเด็จเจ้าฟ้าหญิงพาหุหรัดมณีมัย กรมพระเทพนารีรัตน์ ประสูติเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2421 สิ้นพระชนม์เมื่อพระชนมายุได้ 10 พรรษา 2. สมเด็จเจ้าฟ้าชายวชิราวุธ ประสูติเมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2423 ต่อมาได้รับการสถาปนาขึ้นเป็น พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 3. สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ พระเจ้าตรีเพชรตมธำรง ประสูติเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2424 สิ้นพระชนม์เมื่อพระชนมายุได้ 7 พรรษา 4. สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนารถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานารถประสูติเมื่อวันที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2425 สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2463 5. สมเด็จเจ้าฟ้าศิริราชกกุธภัณฑ์ ประสูติเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ.2428 6. สมเด็จเจ้าฟ้าหญิง สิ้นพระชนม์มในวันที่ประสูติ 7. สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าห้าอัษฎางค์เดชากุล กรมหลวงนครราชสีมา ประสูติเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2432 สิ้นพระชนม์ในวันที่ 8 กรกฏาคม พ.ศ.2466 8. สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าจุฑารุธราดิลก กรมขุนเพชรบูรรือินทราชัย ประสุติเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2435 สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2466 9. สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดช กรมขุนสุโขทัยธรรมธิราช ประสูติเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2436 ต่อมาได้รับการสถาปนาขึ้นเป็น พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงประชวรเนื่องด้วยทรงพระชราภาพมากและทรงตรากตรำพระราชภารกิจมากมาย พระองค์ทรงเสด็จสวรรคตเมื่อวนที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2453 รวมพระชนมายุได้ 58 พรรษานับว่าเป็นความสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ ด้วยทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่เพียบพร้อมไปด้วยพระคุณธรรม พระปรีชาสามารถในด้านต่าง ๆ มากมาย เป็นเอนกอนันต์ ทาสตามกฎหมายโบราณ แยกทาสเอาไว้ทั้งหมด 7 ชนิดด้วยกันคือ 1.ทาสสินไถ่ 2.ทาสในเรือนเบี้ย 3.ทาสได้มาแต่บิดามารดา 4.ทาสท่านให้ 5.ทาสช่วยมาแต่ทัณฑ์โทษ 6.ทาสที่เลี้ยงไว้เมื่อเกิดทุพภิกขภัย 7.ทาสเชลยศึก ประเทศไทยนั้นมีการใช้ทาสมาเป็นเวลานานเพื่อใช้ทำกิจการต่าง ๆ ในบ้านเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ที่สูงศักดิ์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงทอดพระเนตรเห็นทาสนี้มีมาตั้งแต่สมัยโบราณจนถือเป็นประเพณีแล้ว เจ้านายหรือขุนนาง เสนาบดีที่เป็นใหญ่ในแผ่นดินมักมีทาสเป็นข้ารับใช้ที่มไอาจสร้างความเป็นไทแก่ตัวเอง พระองค์ทรงใช้พระวิริยะอุตสาหะที่จะทำให้สิ่งเหล่านี้หมดไปพระองค์ทรงใช้ระยะเวลาอันยาวนานกับการเลิกทาส ด้วยทรงพระราชดำริกับเสนาบดีและข้าราชบริพารเกี่ยวกับเรื่องทาส พระองค์ทรงคิดหาวิธีที่จะปลดปล่อยทาสให้ได้รับความเป็นไท ด้วยวิธีการละมุนละม่อม ทำตามลำดับขั้นตอน จนกระทั่งประสบความสำเร็จในการเลิกทาสในที่สุด ในปี พ.ศ. 2417 โปรดให้ตราพระราชบัญญัติพิกัดเกษียณอายุของลูกทาสโดยกำหนดเอาไว้ว่าลูกทาสที่เกิดแต่ปีมะโรง พ.ศ. 2441 อันเป็นปีแรกที่พระองค์ทรงขึ้นครองราชย์ ก็ให้ใช้อัตราค่าตัวเสียใหม่ตามที่ระบุไว้ในพระราชบัญญัตินี้ พออายุครบ 8 ปี ก็ให้ตีค่าออกมาให้เต็มตัว จนกว่าจะครบ 20 ปีบริบูรณ์ ให้กลับเป็นไทแก่ตัว เมื่อก้าวพ้นเป็นอิสระแล้วห้ามกลับมาเป็นทาสอีก ทรงระบุเรื่องโทษของการเป็นทางทั้งแก่ผู้ซื้อและผู้ขายเอาไว้ด้วย เป็นการป้องกันมิให้เกิดการกลับมาเป็นทาสอีก ด้วยพระเมตตาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ด้วยทรงห่วงใยต่อพสกนิกรของพระองค์เอง การดำริเรื่องการเลิกทาสนั้น พระองค์ทรงเริ่มการปลดปล่อยทาสตั้งแต่ทรงขึ้นครองราชย์ใหม่ๆ พระองค์ท่านใช้ความวิริยะอุตสาหะ ที่จะออกกฎหมายมาบังคับให้เจ้านายชั้นผู้ใหญ่ที่เป็นนายเงิน ให้ปลดปล่อยทาสให้ได้รับอิสระเป็นไทแก่ตัว พระองค์ท่านต้องใช้เวลากว่า 30 ปี ในการที่จะไม่ให้มีทาสเหลือยู่ในพระราชอาราจักรของพระองค์ท่านอีก โดยที่มิต้องสูญเสียเลือดเนื้อในการเลิกทาสแม้แต่หยดเดียว ซึ่งแตกต่างกับต่างชาติที่เมื่อประกาสเลิกทาส ก็เกิดการคัดค้านต่อต้านขึ้นจนทำให้เกิดเหตุการณ์นองเลือดขึ้น ประเทศไทยได้สมัครเข้าร่วมเป็นสมาชิดภาคีสหภาพสากลไปรษณีย์เมื่อปี พ.ศ. 2428 เพื่อนำวิทยาการทางการสื่อสารเข้ามาใช้ปรับปรุงแก้ไขการสื่อสารทางไปรษณีย์ ที่มีการก่อตั้งขึ้นมาก่อนหน้านี้มาได้ 2 ปีแล้ว โดยที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงทอดพระเนตรเห็นความสำคัญของการสื่อสารทางไปรษณีย์ โดยใช้จังหวัดนครปฐมเป็นที่เริ่มต้นการไปรษณีย์เป็นครั้งแรกของเมืองไทยจนการไปรษณีย์ได้ดำเนินมาจนทุกวันนี้ เมื่อการไปรษณีย์เปิดดำเนินการแล้วสิ่งที่ตามมาก็คือ การโทรเลข การโทรเลขทำการทดลองใช้เมื่อปี พ.ศ. 2412 โดยให้วิศวกรชาวอังกฤษ 2 นาย ช่วยกันประกอบขึ้นมา แต่ว่าการทำงานของท่านทั้งสองไม่สามารถทำได้อย่างเต็มที่ เนื่องมาจากเมืองไทยในขณะนั้นยังมีป่าไม้อยู่เป็นจำนวนมาก การสื่อสารทางโทรเลขสมัยนั้นจึงยังไม่เป็นผลสำเร็จ ต่อจากนั้นทางกระทรวงกลาโหม จึงได้รับงานนี้มาทำเองซึ่งต้องใช้เวลานานถึง 6 ปี โทรเลขสายแรกจึงสัมฤทธิ์ผลเปิดดำเนินการได้ โดยส่งสายระหว่างกรุงเทพฯกับสมุทรปราการ ด้วยระยะทาง 45 กิโลเมตร พร้อมกันนี้ยังวางท่อสายเคเบิลไปถึงประภาคารที่ปากแม่น้ำเจ้าพระยา สำหรับบอกร่องน้ำเมื่อเรือเดินทางเข้าออก ต่อมาในปี พ.ศ. 2420 โปรดเกล้าฯ ให้ขยายงานโทรเลขขึ้นอีกสายหนึ่ง คือสายกรุงเทพฯ – บางปะอิน เมื่อสร้างเสร็จแล้วเปิดดำเนินการได้ไม่นานก็ทรงโปรดให้สร้างต่อจนถึงพระนครศรีอยุธยา เมื่อความเจริญทางโทรเลขมีมากขึ้นตามลำดับ ทรงโปรดให้ขยายเส้นทางออกไปโดยไม่สิ้นสุดอีกหลายสายและทรงโปรดเกล้าฯ ให้การไปรษณีย์ และโทรเลขรวมเข้าด้วยกัน เรียกว่า กรมไปรษณีย์โทรเลข นับตั้งแต่บัดนั้นมา เมื่อมีความเจริญทางไปรษณีย์และโทรเลขมากขึ้น การโทรศัพท์ก็ได้เริ่มขึ้น โดยกระทรวงกลาโหมยังเป็นผู้ดำเนินการต่อไป โดยกระทรวงกลาโหมได้นำวิทยาการสมัยใหม่ ที่เรียกว่า โทรศัพท์ เข้ามาทดลองใช้ในปี พ.ศ. 2424 โดยการติดตั้งทดลองใช้เป็นครั้งแรก ตั้งแต่กรุงเทพฯ ถึงเมืองสมุทรปราการใช้เวลาในการก่อสร้างนาน 3 ปี ก็เป็นอันสำเร็จ ในปี พ.ศ. 2429 พร้อมเปิดให้ประชาชนได้ใช้ทั่วกันจนกระทั่งทุกวันนี้การสื่อสารแห่งประเทศไทยก็ได้ก้าวหน้าด้วยวิทยาการที่เริ่มต้นขึ้นจากสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและเจริญมาจนทุกวันนี้ ในปี พ.ศ. 2431 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเปลี่ยนแปลงแบบแผนการปกครองจากเดิมที่ยึดการบริหารจากเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ เมื่อบ้านเมืองมีความเจริญก้าวหน้าขึ้น การปกครองจึงมีความจำเป็นที่ต้องเปลี่ยนแปลงไป เพื่อให้เกิดความเหมาะสมกับกาลสมัย โดยมอบหมายงานให้ละเอียดมากขึ้นด้วยการเพิ่มกรมต่าง ๆ ให้มีมากถึง 12 กรม 1. กรมมหาดไทย มีหน้าที่ดูแลบังคับบัญชาหัวเมืองฝ่ายเหนือและเมืองลาวซึ่งเป็นประเทศราช 2. กรมพระกลาโหม มีหน้าที่บังคับบัญชาหัวเมืองปักษ์ใต้ ฝ่ายตะวันออกและตะวันตกและเมืองมลายู การที่ให้กรมทั้งสองบังคับหัวเมืองคนละด้านนั้น เพื่อเป็นการง่ายต่อการควบคุมดูแลพื้นที่นั้น ๆ ให้ได้ผลเต็มที่ 3. กรมท่า มีหน้าที่ดูแลงานที่เกี่ยวข้องกับการต่างประเทศ เนื่องด้วยในขณะนั้นประเทศไทยมีการติดต่อด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นทางด้านการค้าขาย หรือการเจริญสัมพันธ์ไมตรีทางการทูต 4. กรมวัง มีหน้าที่ดูแลรักษาการต่าง ๆ ในพระบรมมหาราชวัง 5. กรมเมือง มีหน้าที่ดูแลรักาากฎหมายอาญาที่เกี่ยวกับผู้กระทำผิด กรมนี้มีโปลิศหรือตำรวจทำหน้าที่ในการดูแลรักษาความสงบและจับกุมผู้กระทำผิดมาลงโทษ 6. กรมนา มีหน้าที่คล้ายคลึงกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในปัจจุบันคือ มีหน้าที่ในการดูแล ควบคุมการเพราะปลูก ค้าขาย ป่าไม้ เพราะเมืองไทยเป็นเมืองเกษตรกรรม 7. กรมพระคลัง มีหน้าที่ดูแลเกี่ยวกับการเก็บภาษีรายได้จากประชาชน และนำมาบริหารใช้ในงานต่าง ๆ 8. กรมยุติธรรม มีหน้าที่ดูแลเกี่ยวกับคดีความที่ต้องตัดสินคดีต่าง ๆ ที่เป็นทั้งคดีอาญา คดีแพ่งและควบคุมดูแลศาลอาญา ศาลแพ่งและศาลอุทธรณ์ ทั่วทั้งแผ่นดิน 9. กรมยุทธนาธิการ มีหน้าที่ตรวจตรารักษาการในกรมทหารบก ทหารเรือ และควบคุมดูแลส่วนที่เป็นกิจกรรมเกี่ยวกับทหาร 10. กรมธรรมการ มีหน้าที่ดูแลเกี่ยวกับกิจการของพระสงฆ์ คือ หน้าที่ในการสั่งสอนอบรมพระสงฆ์ สอนหนังสือให้กับประชาชนทั่วไป 11. กรมโยธาธิการ มีหน้าที่ดูแลตรวจตราการก่อสร้าง การทำถนน ขุดลอกคูคลอง และงานช่างที่เกี่ยวกับการก่อสร้างทั้งการไปรษณีย์และโทรเลข เป็นต้น แม้แต่การสร้างทางรถไฟ 12. กรมมุรธธิการ มีหน้าที่ดูแลรักษาพระราชลัญจกร รักษาพระราชกำหนดกฎหมายและหนังสือที่เกี่ยวกับงานราชการทั้งหมด พระองค์ทรงดำริที่จะสร้างโรงพยาบาล เพื่อใช้เป็นที่รักษาประชาชน ด้วยการรักษาแบบยากลางบ้านนั้นล้าสมัย ไม่สามารถช่วยคนได้อย่างทันท่วงที ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากมายในสมัยก่อนเมื่อเกิดโรคระบาด พระองค์ทรงแต่งตั้งกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่งเพื่อดำเนินการเกี่ยวกับการจัดสร้างโรงพยาบาลขึ้นทรงเล็งเห็นที่บริเวณริมคลองบางกอกน้อย เหมาะสำหรับการสร้างโรงพยาบาล ด้วยสามารถไปมาได้สะดวกไม่ว่าจะเป็นทางบกหรือทางน้ำ จึงโปรดเกล้าฯให้สร้างโรงพยาบาล ณ ที่นั้น และพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์จำนวน 200 ชั่ง ประเดิมการสร้างโรงพยาบาล เพื่อเปิดทำการรักษาแก่ประชาชนทั่วไปเรียกว่า โรงพยาบาลวังหลัง เปิดดำเนินการเมื่อวันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2431 โดยมีสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าสิริราชกกุธภัณฑ์ เป็นผู้ดำเนินการก่อสร้างแต่ยังไม่ทันเสร็จก็ทรงเสด็จทิวงคตเสียก่อน จึงได้มีการเปลี่ยนชื่อโรงพยาบาลจากเดิมเป็น โรงพยาบาลศิริราช เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติและด้วยพระองค์ได้บริจาคเงินในการก่อสร้างโรงพยาบาลแห่งนี้ถึง 56,000 บาท เพื่อเป็นการก่อสร้งตึกสำหรับสอนวิชาการแพทย์ และพระราชทานสิ่งก่อสร้างในงานพระเมรุพระศพของเจ้าฟ้ามาเป็นสิ่งปลูกสร้างเรือนคนไข้ในโรงพยาบาลแห่งนี้ การชำระกฎหมายในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีการสร้างประมวลกฎหมายอาญาขึ้นมาเพื่อให้มีความทันสมัย ให้ทัดเทียมกับนานาอารยประเทศ โดยอาศัยผู้เชี่ยวชาญกฎหมายจากต่างประเทศมาดำเนินการให้ ในปี พ.ศ. 2451 มีกฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. 127 อันเป็นลักษณะกฎหมายอาญาฉบับแรกที่นำขึ้นมาใช้ อีกทั้งยังทรงโปรดเกล้าฯ ใหม่มีการตั้งกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่ง พิจารณาทำกฎหมายประมวลอาญาแผ่นดินและการพาณิชย์ ประมวลกฎหมายว่าด้วยพิจารณาความแพ่งและพระธรรมมูญแห่งศาลยุติธรรม แต่ยังมิทันสำเร็จดี ก็สิ้นรัชกาลเสียก่อน โปรดให้จัดตั้งโรงเรียนสอนกฎหมายขึ้นในปี พ.ศ. 2440 โดยมีพระเจ้าลูกเธอ กรมหลวงราชบุรีพิเราะฤทธิ์ ผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยออกเฟอร์เมียมเป็นผู้อำนวยการ เมื่อสร้างประมวลกฎหมายขึ้นมาใช้แล้ว บทลงโทษแบบจารีตดั้งเดิมจึงถูกยกเลิกโดยสิ้นเชิงในรัชกาลของพระองค์เอง เพราะมีกฎหมายใหม่เป็นบทลงโทษที่เป็นหลักการพิจารณาที่ดีกว่าเดิมและทันสมัยกว่าเดิมและทันสมัยกว่าด้วย ในปี พ.ศ. 2431 โปรดให้คณะเสนาบดีและกรมโยธาธิการสำรวจ เพื่อวางรากฐานการสร้างทางรถไฟ จกกรุงเทพฯ – เชียงใหม่ มีการวางแผนให้ทางรถไฟสายนี้ตัดเข้าเมืองใหญ่ๆ ในบริเวณภาคกลางของประเทศ แล้วแยกเป็นชุมสายตัดเข้าสู่ยังจังหวัดใหญ่ทางแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เนื่องจากเป็นเมืองที่เป็นศูนย์กลางธุรกิจการค้า การสำรวจเส้นทางในการวางเส้นทางรถไฟนี้ เสร็จสิ้นเมือปี พ.ศ.2434 และในวันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2434 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดำเนินไปขุดดินก่อพระฤกษ์เพื่อประเดิมการสร้างทางรถไฟไปนครราชสีมา นับว่าเป็นการสร้างทางรถไปครั้งแรกที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ทางรถไฟสายนี้เป็น “รถไฟหลวง” แห่งแรกของไทย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเล็งเห็นว่า ไฟฟ้าเป็นพลังงานที่สำคัญและมีประโยชน์อย่างมาก ด้วยสายพระเนตรที่ยาวไกล เมื่อทรงมีโอกาสไปประพาสตางประเทศได้ทรงทอดพระเนตรกิจการไฟฟ้า และทรงเห็นถึงประโยชน์มหาศาลที่จะเกิดจากการมีไฟฟ้า พระองค์ได้ทรงมอบหมายให้ กรมหมื่นไวยวรนารถ เป็นผู้ริเริ่มในการจ่ายกระแสไฟฟ้าขึ้นในปี พ.ศ. 2533 เป็นการเปิดใช้ไฟฟ้าครั้งแรก ต่อมาเพื่อให้กิจการไฟฟ้าก้าวหน้ายิ่งขึ้น ทรงโอนกิจการเหล่านี้ให้กับผู้ที่มีความชำนาญด้านนี้ ได้แก่ บริษัทอเมริกันชื่อ แบงค้อคอีเลคตริกซิตี้ ชินดิเคท เข้ามาดำเนินงานต่อไป ต่อมาในปี พ.ศ. 2437 บริษัทเดนมาร์กได้เข้ามาตั้งโรงงานไฟฟ้าเพื่อใช้กับรถรางอีกด้วย ต่อมาทั้ง 2 บริษัทได้ร่วมกันจัดสร้างโรงไฟฟ้าขึ้นมาอีกด้วย นับเป็นการบุกเบิกไฟฟ้าครั้งสำคัญของประวัติศาสตร์ไทย ในการเริ่มมีไฟฟ้าใช้เป็นครั้งแรก ในปี พ.ศ. 2417 โปรดพระราชทานให้ทำธนบัตรขึ้นใช้เรียกว่า “อัฐ” เป็นกระดาษมีมูลค่าเท่ากับเหรียญทองแดง 1 อัฐ แต่ใช้เพียง 1 ปี ก็เลิกไปเพราะประชาชนไม่นิยมใช้ ต่อมาทรงตั้งกรมธนบัตรขึ้นมาเพื่อจัดทำเป็นตั๋วสัญญาขึ้นใช้แทนเงิน กรมธนบัตรได้เริ่มใช้ตั๋วสัญญาเมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2445 เป็นครั้งแรกเนื่องในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษาของสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในปี พ.ศ. 2441 ได้มีการผลิตธนบัตรรุ่นแรกออกมา 5 ชนิด คือ 1,000 บาท 100 บาท 20บาท 10 บาท 5 บาท ส่วนภายหลังมีธนบัตรใบละ 1 บาทออกมาด้วย รวมถึงโปรดเกล้าฯ ให้กำหนดหน่วยเงินตรา โดยใช้หน่วยทศนิยม เรียนว่า สตางค์ กำหนดให้ 100 สตางค์ เท่ากับ 1 บาท พร้อมกับผลิตเหรียญสตางค์ขึ้นมาใช้เป็นครั้งแรก เรียกว่า เบี้ยสตางค์ มีอยู่ด้วยกัน 4 ชนิด คือ ราคม 20 สตางค์ 10 สตางค์ 4 สตางค์ 2 สตางค์ครึ่งใช้ปนกับเหรียญเสี้ยว อิฐ เพื่อความเจริญรุ่งเรืองของประเทศ และเพื่อทำให้การเก็บภาษีอากร เพื่อบำรุงประเทศชาติ มีประสิทธิภาพมากขึ้น และให้ความเป็นธรรมแก่ผู้เสียภาษี พระองค์โปรดให้สร้าง พอรัษฎากรพิพัฒน์ ขึ้นในพระบรมมหาราชวัง เพื่อเก็บรวบรวมเงินรายได้ของแผ่นดินให้เป็นที่เป็นทาง ไม่กระจัดกระจายไปอยู่ตามกรมกองต่าง ๆ มีพนักงานบัญชี คอยดูแลตรวจสอบ ทางกฎหมายภาษีอากร ตราไว้เป็นพระราชบัญญัติเป็นการวางหลักเกณฑ์การเรียกเก็บภาษีอากรแบบใหม่ตามสากลนิยม เพื่อตราพระราชบัญญัติการเก็บภาษีแบบใหม่ ก็ทรงค่อย ๆ ยกเลิกภาษีแบบเก่า ยกเลิกเจ้าภาษีนายอากร โดยโปรดเกล้าฯ ให้เทศาภิบาลเป็นผู้จัดเก็บ จึงทำให้การเก็บภาษีดีขึ้นและเพิ่มขึ้นอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงระบบการเก็บภาษี ทรงเปลี่ยนระบบการคลังเสียใหม่ด้วยเพื่อให้เกิดความเหมาะสมและเป็นเอกเทศ แยกพระคลังออกจากกระทรวงการต่างประเทศ และยกหอรัษฎากรพิพัฒน์ขึ้นมาเป็นกระทรวงการคลัง พร้อมโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติสำหรับกรมพระคลังมหาสมบัติ เพื่อเป็นหลักในการจับจ่ายใช้สอยเงินของแผ่นดินอย่างถูกต้อง พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นมหิศรราชหฤทัย (พระองค์เจ้าไชยยันตมงคล) เสนาบดีกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ ได้รวบรวมกลุ่มนักวิชาการที่มีความรู้ด้านการเงิน มาร่วมกันจัดตั้งธนาคารที่เป็นของคนไทยขึ้นมาครั้งแรก ในปี พ.ศ. เรียกว่ากลุ่ม บุคคลัภย์ ดำเนินกิจการธนาคารไปด้วยดีตลอดระยะเวลา 2 ปี ต่อมากลุ่มของพระเจ้าน้องยาเธอ ทรงขอพระบรมราชาอนุญาต จดทะเบียนเป็น บริษัท แบงค์สยามกัมมาจลทุน จำกัด โดยดำเนินกิจการแบบสากลแต่บริหารงานโดยคนไทยทั้งสิ้นซึ่งทำให้มีธนาคารของคนไทยแห่งแรกเกิดขึ้นมาและดำเนินกิจการโดยคไทยทั้งสิ้น พระองค์ท่านทรงเห็นว่าประเทศไทยควรมีน้ำสะอาดเพื่อใช้ในการอุปโภคและบริโภค เนื่องจากการใช้น้ำในแม่น้ำลำคลองอาจก่อให้เกิดโรคระบาดดังที่เป้นมาในอดีตได้ จึงโปรดเกล้าฯ ให้กักกันน้ำจากแม่น้ำเชียงรากน้อย จ.ปทุมธานี ทำการขุดคลองเพื่อส่งน้ำเข้ามายังสามเสน พร้อมทั้งฝังท่อเอกติดตั้งอุปกรณ์สำหรับการทำน้ำประปาขึ้นในเดือน กรกฎาคม พ.ศ. 2452 ขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกเรื่องน้ำประปาให้แก่ประชาชน แต่การประปายังมิทันได้เสร็จสมบูรณ์ก็สิ้นรัชกาลเสียก่อน วัดที่สำคัญในพระพุทะศาสนาของเมืองไทยในปัจจุบันนี้ มีหลายวัดที่โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว วัดที่ทรงสร้างขึ้นมาใหม่รวมทั้งวัดที่ทรงบูรณะปฏิสังขรณ์ได้แก่ วัดเบญจมบพิธฯ วัดเทพศิรินทราวาส วัดราชาธิวาส วัดนิเวศน์ธรรมประวัติ (บางปะอิน) วัดอัษฎางค์นิมิตร วัดจุฑาทิศธรรมสภาราม (เกาะสีชัง จ.ชลบุรี) เมื่อพระองค์ทรงสร้างวัดใหม่ขึ้นมาและวัดเก่าแก่ที่เสื่อมโทรมนั้นพระองค์ก็ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ทำการบูรณะปฏิสังขรณ์ เช่น วัดพระศรีรัตนศาสดาราม วัดมหาธาตุยุวราษฎร์รังสฤษฎ์ วัดมกุฎกษัตริยาราม วัดพระพุทธบาท จ.สระบุรี วัดสุวรรณดาราม และพระปฐมเจดีย์ ทรงสร้างต่อจากสมเด็จพระบรมราชชนกจนแล้วเสร็จในรัชกาลของพระองค์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงใฝ่พระทัยในการศึกษารูปแบบใหม่ โปรดเกล้าฯ ให้มีการตั้งโรงเรียนขึ้นเพื่อเปิดสอนให้กับประชาชนทั่วไปให้ได้รับการศึกษากันโดยทั่วไป เพราะการศึกษาในสมัยนั้นส่วนใหญ่ยังอยู่ในวัด จึงไม่ทั่วถึง เมื่อมีการสร้างโรงเรียนและเมื่อการศึกษาเจริญก้าวหน้าเท่ากับเป็การบ่งบอกถึงความเจริญทางด้านวัฒนธรรมอย่างหนึ่ง จึงทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างโรงเรียนหลวงแห่งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2444 โดยมีหลวงสารประเสริฐเป็นอาจารย์ใหญ่ สอนวิชาให้กับผู้เข้ารับราชการ จะได้มีความรู้ในการทำงานและบริหารประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อการศึกษาได้กว้างไกลไปสู่ความนิยมของประชาชน รวมถึงได้นำความรู้ที่ได้ศึกษามาประกอบอาชีพได้หลายทาง เมื่อการศึกษาได้เจริญมากขึ้น ทรงโปรดเกล้าฯ ให้มีการสร้างโรงเรียนเพื่อสอนภาษาอังกฤษเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก เมื่อมีโรงเรียนหลวงเกิดขึ้นหลายแห่งจึงมีพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระยาศรีสุนทรโวหาร(น้อย อาจารยางกูร) เป็นผู้เขียนตำราเรียนขึ้นมา เรียกว่า แบบเรียนหลวง 6 เล่ม คือมูลบรรณกิจ วาหนิติริกร อักษรประโยค สังโยคพิธาน ไวพจน์พิจารณ์ พิศาลการันต์ ตำราทั้ง 6 เล่มนี้พระยาศรีสุนทรโวหารเขียนขึ้นมาในปี พ.ศ. 2427 และโปรดให้มีการสอบไล่สามัญศึกษาขึ้นอีกด้วยเพื่อเป็นการทดสอบความรู้ที่ได้ศึกษาเล่าเรียนมา และทรงโปรดให้จัดสร้างโรงเรียนหลวงขึ้นอีกหลายแห่งกระจัดกระจายไปตามวัดต่างๆ ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค โรงเรียนหลวงแห่งแรกที่สร้างขึ้นในวัดคือ โรงเรียนวัดมหรรณพาราม โรงเรียนหลวงที่ตั้งขึ้นมาเพื่อให้บุตรหลานของประชาชนทั่วไปได้มีโอกาสได้ศึกษาหาความรู้กัน การศึกษาขยายตัวเจริญขึ้นตามลำดับด้วยความสนใจของประชาชนที่ต้องการมีความรู้มากขึ้น จึงโปรดให้โอนโรงเรียนเหล่านี้ให้อู่ภายใต้การควบคุมของกระทรวงศึกษาธิการ มีการพิมพ์ตำราสอนพระราชทาน เพื่อเป็นตำราในการเรียนการสอนด้วย ส่วนการศึกษาของสตรีนั้น พระองค์ทรงโปรดให้ตั้งโรงเรียนหลวงสตรี ชื่อว่า โรงเรียนบำรุงสตรีวิทยา ในปีพ.ศ. 2444 ซึ่งเป็นโรงเรียนเพื่อสตรีแห่งแรกของประเทศไทย และสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินี ได้โปรดให้ตั้งโรงเรียนสตรีอีกหลายแห่งไม่ว่าจะเป็นในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ด้วยทรงเห็นว่การศึกษาของสตรีนั้นเป็นเรื่องจำเป็นมากขึ้นเพราะโลกได้เจริญขึ้นไปมากแล้ว การเรียนจึงจำเป็นสำหรับทุกคนไม่ว่าบุรุษหรือสตรี พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงชื่นชอบการเสด็จประพาสยิ่งนัก พระองค์ทรงเสด็จประพาสทั้งเป็นทางกาและไม่เป็นทางการ บางครั้งทรงปลอมพระองค์ทรงปลอมพระองค์เป็นสามัญชนบ้าง ปลอมเป็นขุนนางบ้าง เพื่อเสด็จดูแลทุกข์สุขของประชาชนในหัวเมืองต่าง ๆ มากมาย การเสด็จประพาสบ่อยครั้งทำให้ทรงได้ทอดพระเนตรเห็นสิ่งต่าง ๆ มากมายทั้งที่ดีและไม่ดี สิ่งเหล่านี้พระองค์ท่านได้นำมาพัฒนาบ้านเมืองให้เกิดความเจริญขึ้น จะเห็นได้จากที่พระองค์ทรงพระราชดำริในการเสด็จประพาสในแต่ละครั้ง ในปี พ.ศ. 2413 ทรงเสด็จพระราชดำเนินไปเยือนประเทศเพื่อนบ้านเป็นครั้งแรก ทรงเลือกที่จะเสด็จพระราชดำเนินไปในประเทศเพื่อบ้านใกล้เคียง คือ ประเทศสิงคโปร์ และประเทศชวา ด้วยทรงต้องการที่จะเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศเพื่อนบ้านในแถบอินโดจีนด้วย และเพื่อเรียนรู้การปกครองเนื่องด้วยประเทศทั้งสองนี้ต่างก็เป็นเมืองขึ้นของประเทศอังกฤษ ต่อมาในปี พ.ศ. 2415 ทรงได้เสด็จเยือนประเทศเพื่อนบ้านอีก 2 ประเทศ คือประเทศอินเดีย และประเทศพม่า และเมื่อที่เสด็จไปประเทศอินเดียนั้น ทรงได้รับการถวายพระบรมสารีริกธาตุและพันธุ์พระศรีมหาโพธิ์จากพุทธคยาอินเดีย เพื่อนำกลับมาปลูกในประเทศไทย ทั้งนี้เป็นการทำนุบำรุงพระศาสนาให้เกิดความศรัทธาเลื่อมใสมากขึ้น ด้วยในขณะนั้นประเทศในแถบอินโดจีนได้รับการรุกรานจากประเทศมหาอำนาจจากตะวันตกและด้วยประเทศในแถบอินโดจีนนั้นเป็นปรเทศที่ด้วยพัฒนา ทำให้ตกเป็นเมืองขึ้นของประเทศมหาอำนาจได้โดยง่า รวมถึงประเทศไทยก็กำลังต้องเผชิญกับสภาวะนี้อยู่เช่นกัน ด้วยสายพระเนตรที่ยาวไกลของพระองค์ในกาลนี้ พระองค์จึงตั้งพระทัยที่จะเสด็จประพาสยุโรปเพื่อเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศมหาอำนาจเหล่านั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเสด็จประพาสยุโรปเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2440 โดยประเทศที่ได้เสด็จประพาส คือ ประเทศอังกฤษ ฝรั่งเศส เดนมาร์ก สวีเดน เบลเยี่ยม อิตาลี ออกสเตรเลีย ฮังการี สเปน เนเธอร์แลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ อียิปต์และเยอรมัน ทั้งนี้มีเหตุผลอยู่หลายประการในการเสด็จประพาสครั้งนี้ คือ เพื่อเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศมหาอำนาจ และร่วมปรึกษาหารือในการแก้ไขปัญหาบ้านเมือง ซึ่งในขณะนั้นมีปัญหาการสู้รบกันอยู่ การเสด็จประพาสของพระองค์ในครั้งนี้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้รับการต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่และสมพระเกียรติของพระมากษัตริย์ไทย ในปี พ.ศ 2449 พระองค์ได้เสด็จประพาสยุโรปอีกเป็นครั้งที่ 2 การเสด็จประพาสครั้งนี้ นำความเจริญมาสู่บ้านเมืองอย่างมากมาย ทั้งนี้มีความประสงค์ที่จะพัฒนาประเทศไทยให้ได้รับความเจริญก้าวหน้าให้ทัดเทียมกับนานาประเทศ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แต่พระองค์ทรงมิได้ปฏิบัติพระองค์แบบผูกขาดอำนาจแต่เพียงผู้เดียวไม่ พระองค์ทรงให้อิสระทางความคิดและทรงแต่งตั้งบุคคลเพื่อถวายความคิดเห็นแก่พระองค์ ไม่ว่าจะเป็นองคมนตรีสภาเสนาบดีสภา และรัฐมนตรีสภา พระองค์ทรงแต่งตั้งสภาเหล่านี้ เพื่อเป็นการถวายความคิดเป็นที่ปรึกษาเป็นแบบอย่างที่จะนำพาประเทศชาติให้พบกับความเจริญรุ่งเรือง นับว่าเป็นพื้นฐานของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่พระองค์ทรงดำริและริเริ่มในแผ่นดินทั้งยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงน้ำพระทัยที่มุ่งหวังให้ประเทศชาติได้รับการพัฒนาให้เท่าเทียมกับประเทศที่เจริญแล้ว แต่มิได้ทรงเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยทันที ด้วยทรงพระกังวลว่าประชาชนยังอาจไม่สามารถรับได้ด้วยยังไม่พัฒนามากนักในด้านการศึกษา ด้วยมีสองฝ่ายที่มีความคิดเห็นไม่ตรงกัน แต่ก็มีความคิดของข้าราชการแตกออกเป็น 2 ฝ่าย โดยที่ฝ่ายหนึ่งเห็นชอบกับความทันสมัยในรูปแบบของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย แต่อีกกลุ่มหนึ่งยังคงยึดถือหลักการปกครองในแบบเก่า และได้ทรงเตือนสติให้แก่บรรดาเหล่าข้าราชการที่เข้าถวายความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ว่า “ในเมื่อมีสองฝักสองฝ่ายเกิดขึ้น จะเป็นอุปสรรคต่อสิ่งสำคัญกว่าหรือไม่ และจะเหมาะสมถึงกาลเทศะแค่ไหน โดยต้องคำนึงถึงความสามัคคีเป็นหลัก พวกที่ติดราชการในยุโรปนั้น ๆ มาถือเป็นความติดตัว มาจัดการในเมืองไทย ที่ไม่เป็นการถูกกันเลย ด้วยพื้นเพการงานทั้งปวงไม่เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมและประเพณีก็ต่างกันเหมือนกับการที่จะไปลอกเอาตำราทำนาปลูกข้าวสาลีในเมืองยุดรป มาปลูกข้าวเหนียว ข้าเจ้าในเมืองไทย ก็ไม่อาจได้ผลอันใด หากเราไม่พิจารณาให้รอบคอบเสียก่อน หรือว่าจะเป็นความคิดอีกส่วนหนึ่ง เห็นว่าธรรมเนียมแบบอย่างอันใด จำเป็นต้องเอาธรรมเนียมทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อจะให้เป็นที่นับถือของคนในประเทศยุโรปว่าเป็นคนมีชาติมีธรรมเนียมเสมอกัน และเป็นการง่ายที่จะจัดเพราะไม่ต้องคิดแบบอย่างอันใด ยกแต่ตำราของเขามาแปลงเป็นไทย จัดการไปตามนั้นคงจะได้ผลเหมือนกับที่เขาเห็นผลมาแล้ว ถ้าหากผู้ซึ่งเข้ารับราชการปกครองรักษาแผ่ดินจะพร้อมใจกันเห็นควรจะจัดการเปลี่ยนแปลงโดยความหักโหมนี้หมดไปด้วยกันก็นับว่าเป็นการสามัคคี แต่สามัคคีอย่างนี้ก็ไม่เป็นเครื่องไม้เครื่องมือให้บ้านเมืองมีความเจริญโดยเร็วนัก เพราะเหตุว่าจะถูกขัดขวางต่าง ๆ กีดกันอยู่มากเป็นต้นว่า ถ้าจะเลิกศาสนาที่นับถือกันมาหลายชั่วอายุคนให้หันไปนับถือศาสนาคริสต์ ซึ่งติดอยู่ในน้ำใจของผู้ที่ตามมา แต่จะเริ่มเบื้องต้นขึ้นเท่านั้น ก็จะเป็นเหตุการณ์ใหญ่ ๆ จนบางทีจะไม่ได้ทันจัดการอันใดสิ่งเดียว ผู้ปกครองที่เป็นสามัคคีหมู่นั้นจะลับไปเสียก่อน บ้านเมืองมีความเจริญแล้ว เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าเห็นว่าความสามัคคีที่ต้องการในเมืองไทยเวลานี้มีอยู่ทางเดียวที่จะพร้อมในกันโดยทางกลาง…….” ด้วยเช่นนี้จึงควรเตรียมความพร้อมให้กับบ้านเมืองและประชาชนเสียก่อน จึงค่อยดำเนินการใดใดลงไป พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นกวีเอกที่ยิ่งใหญ่พระองหนึ่งในแผ่นดินสยาม พระองค์ทรงพระราชนิพนธ์วรรณกรรมไว้อย่างมากมาย พระราชนิพนธ์ของพระองค์ท่าน ที่ได้รับความนิยมและใช้เป็นส่วนหนึ่งของแบบเรียนคือ 1. ลิลิตนิทราชาคริต ทรงพระราชนิพนธ์ในปี พ.ศ.2421 โดยใช้ทำนองแต่งด้วยโครงสี่สุภาพ อาศัยเค้าโครงเรื่องจากนิทานอาหรับโบราณ ทรงพระราชนิพนธ์งานชิ้นนี้เพื่อ พระราชทานให้กับพระบรมวงศานุวงศ์ในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ 2. พระราชพิธีสิบสองเดือน ทรงพระราชนิพนธ์เมื่อปี พ.ศ.2431 ลงพิมพ์เป็นตอนๆในหนังสือวชิรญาณ ใช้สำนวนร้อยแก้ว เป็นหนังสือเกี่ยวกับพระราชพิธีต่างๆที่เกิดขึ้นในแต่ละเดือน 3. บทละครเรื่อง เงาะป่า ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นในปี พ.ศ.2448 ในขณะที่ทรงพระประชวรพระราชนิพนธ์เรื่องนี้เป็นบทละคร พระราชนิพนธ์เรื่องนี้เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายมาจนทุกวันนี้ 4. ไกลบ้าน ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2449 เป็นพระราชหัตถเลขาส่วนพระองค์ ถึงสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้านิภานพดล เมื่อครั้งเสด็จประพาสยุโรปในครั้งที่ 2 ทรงพระราชนิพนธ์เป็นร้อยแก้วโดยเรื่องราวส่วนใหญ่เป็นบันทึกเรื่องราวต่างๆ ที่ได้มีโอกาสได้ทอดพระเนตรในระหว่าง 9 เดือน ที่เสด็จประพาสยุโรป 5. พระราชวิจารณ์ ทรงพระราชนิพนธ์เป็นร้อยแก้ว โดยจุดประสงค์ในการพระราชนิพนธ์งานชิ้นนี้เพื่อพระราชทานเป็นความรู้แก่นักวิชาการ ที่ต้องการค้นคว้าเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่านในเรื่องด้านต่างๆ ลักษณะของงานพระราชนิพนธ์ฉบับนี้ มีลักษณะคล้ายกับจดหมายเหตุ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นงานศิลปที่ได้รับอิทธิพลมาจากตะวันตกด้วยเหตุผลที่ว่าจะประหยัดค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างเนื่องด้วยสถาปัตยกรรมตะวันตกไม่สลับซับซ้อนเท่าไรอีกทั้งยังทรงได้มีการเสด็จประพาสยุโรป พระองค์จึงนำสถาปัตยกรรมตะวันตกมาผสมผสานกับสถาปัตยกรรมไทยได้อย่างงดงาม ดังจะเห็นได้จากงานสถาปัตยกรรม ดังต่อไปนี้ 1. พระที่นั่งอนันตสมาคม เป็นศิลปกรรมอิตาลี ใช้เป็นสถานที่ในการออกท้องพระโรงว่าราชการเมือง 2. วัดนิเวศน์ธรรมประวัติ เป็นงานศิลปะไทยที่ผสมผสานกับตะวันตกได้อย่างงดงามลงตัว วัดแห่งนี้อยู่ฝั่งตรงข้ามกับ พระราชวังบางปะอิน 3. พระที่นั่งจักกรีมหาปราสาท เป็นงานที่ผสมผสานระหว่างศิลปะไทยและตะวันตกอีกชี้นหนึ่งที่มีความงดงาม ตั้งอยู่ในบริเวณพระบรมราชวัง 4. พระราชวังดุสิต 5. พระบรมราชนิเวศน์ 6. ศาลาว่าการกระทรวงกลาโหม รัชสมัยอันยาวนานในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เป็นระยะที่แนวความคิดทางการเมือง การทหาร และวัฒนธรรมทางตะวันตกกำลังหลั่งไหลเข้ามาอย่างไม่ขาดระยะ จะเห็นได้ว่ามีการเปลี่ยนแปลงประเพณีหลายอย่างเกิดขึ้น ทรงยกเลิกและปรับปรุงแนวความคิดบางอย่างที่ไม่ดีแต่เดิม ให้เป็นแนวความคิดที่ก้าวหน้าขึ้น การที่พระองค์ได้ทรงเสด็ตประพาสไปตามสถานที่ต่างๆไม่ว่าจะเป็นในพระราชอาณาจักร หรือในต่างประเทศทั้งในแถบเอเซียและยุโรป ทรงไดนำสิ่งที่พบเห็นต่างๆไม่ว่าจะเป็นวิทยาการสมัยใหม่ วัฒนธรรมประเพณี การปกครอง เหล่านี้ มาปรับปรุงแก้ไขสร้างความเจริญให้กับประเทศไทยอย่างยิ่ง พระองค์ทรงได้รับการยกย่องจากชาวต่างประเทศในพระปรีชาสามารถว่า ทรงเป็นนักปกคลองและนักการทูตที่ยิ่งใหญ่ ทรงตัดสินพระทัยด้วยสายพระเนตรที่ยาวไกลถึงแม้ว่าวัฒนธรรมตะวันตกกำลังคุกคามประเทศไทยอยู่ในขณะนั้นก็ตาม ทรงยอมรับถึงการเปลี่ยนแปลงของความเจริญในประเทศตะวันตก ด้วยการยอมรับแบบแผนที่เรียกว่า ศิวิไลซ์ พระองค์ทรงใช้วิจารณญาณในการประยุกต์อารยธรรมตะวันตกให้ผสมผสานเข้ากับสังคมไทยอย่างมีชั้นเชิง ทั้งนี้พระองค์ทรงยึดถือประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก **“พระปิยะมหาราช”** และในวโรกาสที่ทรงคลองราชย์ครบ 40 ปี เสนาบดีได้ปรึกษาหารือในการสร้างถาวรวัตถุขึ้นมาถวาย โดยสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ขึ้นเพื่อถวาย โดยสร้างเป็นพระบรมรูปทรงม้า ประดิษฐานอยู่ ณ ลานพระบรมราชวัง โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเสด็จเป็นประธานในพิธี เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2451 ซึ่งเป็นวันรัชมังคลาภิเษกด้วย **แหล่งอ้างอิง** - [รักบ้านเกิด.คอม](https://www.openbase.in.thhttp://www.rakbankerd.com/)
# พิธีกรรมภาคใต้ - การสวดมาลัย (ยักมาลัย) หมวดหมู่ › วัฒนธรรม (3270) › ประเพณี (780) › พิธีกรรม ความเชื่อ (362) keyword: พิธีกรรม ความเชื่อ ภาคใต้ พิธีกรรม วิถีชีวิตไทย เอกลักษณ์ไทย วันที่เอกสารถูกสร้าง: 22/12/2008 ที่มา: ประเพณีไทยดอทคอม http://www.prapayneethai.com/ **การสวดมาลัย (ยักมาลัย)** **** การสวดมาลัยเป็นการสวดเพื่อสรรเสริญพระรัตนตรัย อันเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมทาง พุทธศาสนา การสวดมาลัยเป็นประเพณีประจำงานศพ แต่เดิมพระสงฆ์เป็นผู้สวดโดยจะสวดหลังจากที่สวดพระธรรมเสร็จแล้ว พระที่สวดมีจำนวน ๔ รูป หรือ ๑ เตียง ใช้ตาลปัตรบังหน้า ใช้บทสวดจากหนังสือพระมาลัยหรือที่เรียกว่าพระมาลัยคำสวด (คำสอน) เนื้อหาเป็นธรรมะสั่งสอนให้ผู้ฟังเกรงกลัวต่อบาป กลัวอกุศลกรรม การสวดมาลัยนอกจากเพื่อสั่งสอนสาธุชนแล้วยังเป็นวิธีการแก้ความเงียบเหงาใน ขณะเฝ้าศพ และเพื่อให้เจ้าภาพหรือญาติผู้ตายทุเลาความเศร้าโศกด้วย สำหรับผู้สวดมาลัยที่เป็นคฤหัสถ์ คณะหนึ่งเรียกว่า "วงมาลัย" วงมาลัยวงหนึ่ง ๆ ควรจะมีประมาณ ๔-๖ คน เป็นแม่เพลง ๒ คน เรียกว่า "แม่คู่" หรือ "ต้นเพลง" ส่วนที่เหลือเป็นลูกคู่ หรือ "คู่หู" ลูกคู่มีหน้าที่ร้องรับการสวดของแม่เพลงและจะมีการแสดงท่าทางประกอบด้วย โดยทุกคนในวงจะร่วมกันแสดงท่าทางและเสียงประกอบให้เข้ากันกับบทที่สวด อาจมีขลุ่ยและรำมะนาเป็นเครื่องดนตรีประกอบ การแต่งกายส่วนใหญ่จะแต่งกายตามปกติ แต่บางวงจะแต่งกายตามเนื้อเรื่อง การสวดมาลัยจะเริ่มขึ้นหลังจากที่พระสวดพระอภิธรรมเสร็จแล้ว โดยเริ่ม "ตั้งนะโม" เพื่อเป็นการสรรเสริญคุณพระรัตนตรัย และ "ไหว้คุณ" คือไหว้ครูอาจารย์และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เคารพนับถือต่อจากนั้นจึงสวดบท "ในกาล" อันเป็นบทเริ่มเนื้อเรื่องในหนังสือพระมาลัย ที่เรียกว่าบทในกาลนั้นเพราะคำขึ้นต้นของบทสวดในตอนนี้ขึ้นต้นว่า "ในกาลอันลับล้น" เป็นการเล่าประวัติของพระมาลัยในการที่ได้โปรดสัตว์ทั้งหลายในสวรรค์และนรก ผู้ร้องบทนี้จะเป็นผู้ชาย เมื่อจบบทในกาลแล้วก็จะขึ้นบท "ลำนอก" หรือเรียกว่า "เรื่องเบ็ดเตล็ด" คือจะเป็นเรื่องจากวรรณคดีต่าง ๆ เช่น ขุนช้างขุนแผน สังข์ทอง พระอภัยมณี อิเหนา จันทโครพ เป็นต้น การแทรก "ลำนอก" เข้ามาก็เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศให้เกิดความสนุกสนาน ในบทลำนอกนี้อาจร้องเป็นทำนองเพลงลำตัด เพลงนา หรือเพลงฉ่อย ก็ได้ แต่ส่วนมากนิยมว่าเป็นเป็นเพลง "ลำตัด" ชาวบ้านมักเรียกบทนี้ว่า "บทยักมาลัย" คือถือเป็นการพลิกแพลงตามความถนัดของผู้เล่น แต่เดิมไม่มีการเล่นลำนอก หรือเล่นเบ็ดเตล็ด เพิ่งจะมีขึ้นในภายหลัง เพื่อที่จะให้การสวดมาลัยมีความสนุกสนานเพิ่มขึ้น ในสมัยก่อนการฝึกหัดหรือการซ้อมสวดมาลัยมีปัญหามาก เพราะการสวดมาลัยทำกันเฉพาะใน งานศพ หากฝึกหัดหรือซ้อมสวดมาลัยในบ้านถือว่าไม่เป็นมงคล ผู้ฝึกหัดหรือวงมาลัยจึงต้องไปซ้อมหรือฝึกหัดกันที่ขนำกลางทุ่งนา ชายป่าช้า ในวัด หรือในโรงนา ไม่เป็นที่สะดวกนัก จึงทำให้ประเพณีการสวดมาลัยค่อย ๆ เสื่อมหายไปในปัจจุบัน ๑. เป็นการสั่งสอนหลักธรรมะเพื่อให้ตระหนักถึงบาปบุญคุณโทษตามหลักคำสอนของพระพุทธศาสนา๒. ใช้คลายความโศกเศร้าในงานศพ
# ชนเผ่าเมี่ยน(เย้า) - หมู่บ้านหนองเตา หมวดหมู่ › วัฒนธรรม (3270) › ชาติพันธุ์ (531) › เมี่ยน (เย้า) (50) keyword: เมี่ยน (เย้า) ภาคเหนือ หมู่บ้านหนองเตา เมี่ยน วันที่เอกสารถูกสร้าง: 19/12/2007 ที่มา: มูลนิธิกระจกเงา โครงการพิพิธภัณฑ์ชาวเขาออนไลน์ http://www.hilltribe.org ชนเผ่าเมี่ยน :หมู่บ้านหนองเตา **บ้านหนองเตา** วิถีชีวิตความเป็นอยู่ยึดอาชีพหลักคือการ ทำไร่เลื่อยลอย ปลูกข้าวและข้าวโพดเป็นส่วนใหญ่ และหาของป่าบ้าง "เศษฐกิจมีผลต่อการดำรงชีวิตอยู่" จึงทำให้เกิดอาชีพหลายหลากยิ่งขึ้นในหมู่บ้าน อาชีพที่เข้ามาและรุ่งเรืองคือ การทำสวน ผลไม้(ส้ม) ซึ่งหนึ่งในของดีประจำอำเภอเวียงแก่น คือส้มโอหวาน และ การปลูกหอมใหญ่ ซึ่งเป็นการทำเกษตรที่มีรายได้ดี แต่ลงทุนก็สูงใช่น้อย อาจจะเป็นเพราะภูมิอากาศทางแถบหมอกหนาวด้วย รูปแบบบ้านก็ยังเป็นแบบดั่งเดิมคือหญ้าคา แต่ก็มีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้นแล้ว ซึ่งส่วนหนึ่งเมี่ยนอาจเป็นพวกที่ว่า ชาวเมี่ยนเป็นกลุ่มชนที่ปรับตัวให้เข้ากับสมัยนิยมได้ง่ายทีเดียว หรือบางครั้งในบางทีอาจมากจนไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าผลที่ตามมาจะเป็นยังไง... กิจกรรมส่วนร่วม/เอกลักษณ์
# โครงการการประมวลองค์ความรู้เกี่ยวกับพืชพื้นเมืองที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศไทย (ตาราง2.7พืชพื้นเมืองอาหาร2) หมวดหมู่ › สังคม (2814) › งานวิจัย (335) keyword: งานวิจัย ดร. จุไรรัตน์ ดวงเดือน พืชพื้นเมือง สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย เศรษฐกิจ MS Excel (xls) วันที่เอกสารถูกสร้าง: 14/01/2008 ที่มา: ดร. จุไรรัตน์ ดวงเดือน
# ชนเผ่าม้ง - วิถีชีวิต การนับวัน นับเดือนของม้ง หมวดหมู่ › วัฒนธรรม (3270) › ภูมิปัญญาไทย (1652) › ภาษาและวรรณกรรม (290) › ภาษาถิ่น (127) keyword: ภาษาถิ่น ม้ง (แม้ว) การนับวัน นับเดือน ความเชื่อ ม้ง วันที่เอกสารถูกสร้าง: 06/12/2007 ที่มา: มูลนิธิกระจกเงา โครงการพิพิธภัณฑ์ชาวเขาออนไลน์ http://www.hilltribe.org **ชนเผ่าม้ง : การนับวัน เดือน ปีของม้ง** ตามวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของม้งส่วนใหญ่จะอยู่ตามภูเขาสูง ดังนั้นบรรพบุรุษ ของม้งได้อาศัยธรรมชาติในการนับวันเพื่อเป็นฤดูการเพาะปลูกต่างๆ เช่นช่วง เดือนที่มีเสียงแมลงร้องทั้งวันจะบอกเป็นลางว่าฝนจะตกแล้วต้องทำการเผาป่า เพื่อจะได้ทำการเพาะปลูก ไม่เพียงแต่การเพาะปลูกเท่านั้น ยังมีการนับวันของ การเดินทางด้วย เนื่องจากม้งมีความเชื่อเรื่องโชคลาง หากว่าการเดินมีการ เสี่ยงทายดูก่อนที่จะเดินทาง เพื่อให้การติดต่อหรือการสื่อสารประสบ ความสำเร็จ และมีโชดในการเดินทางอีกด้วย หากจะเดินทางนั้นจะ ต้องมีการดูเวลาที่เหมาะสมในการเดินซึ่งการนับเดือนของม้งนั้น ในหนึ่งปีจะมี 12 เดือน แต่ม้งจะนับเดือนธันวาคมเป็นเดือนที่1 แล้วเรี่ยงตามลำดับ **1. การนับเดือนของม้ง** **2. การนับวันของม้ง**
# สถาปัตยกรรมเรือนกาแล เรื่อง "รางลิน" (อ่าน ฮางลิน) หมวดหมู่ › วัฒนธรรม (3270) › ภูมิปัญญาไทย (1652) › ที่อยู่อาศัย (99) keyword: ที่อยู่อาศัย ภาคเหนือ บ้านไทยภาคเหนือ ลานนา ล้านนา วัฒนธรรมล้านนา เรือนพื้นบ้าน เรือนโบราณ วันที่เอกสารถูกสร้าง: 01/11/2008 ที่มา: สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ http://art-culture.chiangmai.ac.th/ **สถาปัตยกรรมเรือนกาแล เรื่อง "รางลิน" (อ่าน ฮางลิน)** ราง(ฮาง)ลิน เป็นรางน้ำที่ทำจากท่อนไม้ขนาดใหญ่ ขุดเป็นร่องตรงกลาง ส่วนปลายของราง(ฮาง)ลินจะเปิดให้น้ำไหลผ่าน และราง(ฮาง)ลิน จะเชื่อมระหว่างหลังคาบ้านทั้งสองบ้าน เพื่อรับน้ำฝนจากหลังคาทั้งสองฝั่ง โดย นักศึกษาสาขาวิชาสื่อและการผลิตสื่อ 2549 ขอบคุณข้อมูลจาก  สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ข้อมูลต้นฉบับ :http://art-culture.chiangmai.ac.th/museum/26.php **สถาปัตยกรรมเรือนกาแลล้านนา** 1.แวง2.ต๋ง3.พื้นเรือน/ไม้แป้นต้อง4.ขื่อ5.แป๋-แป๋ป้าง6.ดั้ง/ดั้งแขวน/ใบดั้ง7.ตั้งโย้8.แป๋จ๋อง9.ก้าบ10.ก๋อน11.ไม้กั้นฝ้า12.แป๋ลอย13.น้ำย้อย14.ยาง15.ยางก้ำ16.ตะพานหนู17.ไม้ตะเฆ้18.ก๋อนก้อย19.ขั้วหย่าง20.ควั่น21.แหนบ22.ไขรา23.ปั้นลม24.หลังคา25.รางริน26.ฝา **ข้อมูลโดย** พิพิธภัณฑ์เรือนโบราณ สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
# มีศีล มีปัญญา วัดหนองป่าพง หมวดหมู่ › ศาสนาและจิตวิญญาณ (7090) › พุทธศาสนา (6481) keyword: พุทธศาสนา มีศีล มีปัญญา วัดหนองป่าพง วัดหนองป่าพง อยู่เพื่ออะไร เอกสาร หลวงปู่ชา สุภทฺโท ธรรมเทศนา วันที่เอกสารถูกสร้าง: 28/04/2008 ที่มา: พระโพธิญาณเถร (ชา สุภทฺโท) วัดหนองป่าพง ตำบลโนนผึ้ง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี โทร 04526-7563
# ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง - วิกิพีเดีย หมวดหมู่ › วัฒนธรรม (3270) › ภูมิปัญญาไทย (1652) › ภาษาและวรรณกรรม (290) › ภาษาไทย (ภาษาราชการ) (17) keyword: ภาษาไทย (ภาษาราชการ) ความรู้ภาษาไทย ที่มาภาษาไทย พยัญชนะ ภาษาไทย ระบบเสียงภาษาไทย วรรณยุกต์ ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง สระ หลักภาษาไทย อักษรไทย วันที่เอกสารถูกสร้าง: 27/03/2009 ที่มา: วิกิพีเดีย - ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%A3%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2 **ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง** - [บทความศิลาจารึก เว็บจังหวัดสุโขทัย](https://www.openbase.in.thhttp://www.sukhothai.go.th/history/hist_08.htm)
# อาหารล้านนา - ลาบ หมวดหมู่ › วัฒนธรรม (3270) › ภูมิปัญญาไทย (1652) › อาหาร (203) › อาหารไทย (135) keyword: อาหารไทย ภาคเหนือ ลานนา ลาบ ล้านนา วิถีไทย อาหารพื้นเมือง วันที่เอกสารถูกสร้าง: 08/10/2008 ที่มา: เว็บไซต์ล้านนาคดี http://lanna.mju.ac.th/ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ "ทุกภาพ ทุกตัวอักษร มอบเป็นวิทยาทานแด่ทุกท่าน" **อาหารล้านนา : ลาบ** **ลาบ** อย่างในกรณีที่เกิดสานหรือโรคอย่างมะเร็งขึ้นแก่คนนั้น หมออาจใช้วิธีการรักษาด้วยการลาบหรือสับให้ละเอียด หมอจะใช้มีดที่ไม่คม โดยมากถ้าเป็นหมออาชีพก็มักจะมีมีดหมอไว้ใช้รักษาโรคหรือขับผีโดยเฉพาะ แต่ถ้าเป็นหมอสมัครเล่นก็อาจจะใช้มีดที่ใช้งานขนาดเล็ก เช่น มีดซุยคือมีดพก หรือมีดเหลา คือมีดตอกก็ได้ โดยหมอจะเสกเป่าคาถาไปที่คมมีดแล้วลาบที่ก้อนสานเบา ๆ ๖ - ๗ ครั้ง รักษาประมาณ ๑ - ๒ อาทิตย์ ก้อนสานก็จะค่อย ๆ ยุบเล็กลงจนกระทั่งหาย แต่ถ้าเป็นสานหิน และปล่อยไว้นานหลายปีจึงรับการรักษานั้น จะต้องใช้เวลาในการรักษานานสักหน่อย บางคนเป็นปีๆ กว่าจะหายในระหว่างการักษาหมอจะใช้ยาและเสกน้ำมนต์น้ำให้คนไข้ได้กินทุกวัน ด้วย **ลาบ / ลาบชิ้น / ชิ้นลาบ** ลาบ เป็นกิริยาหมายถึงการสับให้ละเอียด ทั้งนี้เห็นว่าน่าจะเป็นศัพท์ใหม่ เพราะในวรรณกรรมยุคก่อนๆ มักใช้คำว่า ฟัก เสมอ ยกเว้นที่ปรากฎใน เวสสันดรชาดกฉบับสร้อยสังกร กัณฑ์มหาราชแต่โดยทั่วไปแล้ว ลาบ เป็นที่รู้จักในฐานะของอาหารประเภทหนึ่งซึ่งเป็นอาหารยอดนิยมและถือกันว่าเป็นอาหารชั้นสูง ชื่อเต็มว่า ลาบชิ้น หรือบ้างเรียก ชิ้นลาบ แต่มักเรียกกันสั้น ๆ ว่า ลาบ คน ล้านนามีการทำลาบกินมานาน แต่ไม่ปรากฎบันทึกชัดเจนว่าเริ่มมีขึ้นเมื่อใด ซึ่งหากจะประเมินตามระยะเวลาที่เริ่มมีเครื่องเทศเข้ามาในภูมิภาคนี้ประเมิน ได้ประมาณ ๓๐๐ กว่าปี คนไทใหญ่และไทลื้อเรียกลาบว่า “ เน้อส้า ” ส่งนคนขมุเรียก “ ปลา ” ลาบ เป็นอาหารที่นิยมทำกันกินในโอกาสพิเศษหรืองานเลี้ยงในเทศกาลต่าง ๆ เช่น งานแต่งงาน ขึ้นบ้านใหม่ สงกรานต์ หรืองานศพ เป็นต้น ส่วนประกอบหลักของลาบคือ เนื้อสัตว์สด เช่น เนื้อหมู เนื้อวัว เนื้อควาย ซึ่งนำมาสับให้ละเอียดคลุกเคล้ากับเลือดสดและเครื่องในต้มหั่นซอย ปรุงด้วย เครื่องปรุงอันประกอบด้วยพริกแห้งผิงไฟให้เกรียมและเครื่องเทศต่าง ๆ เรียกเครื่องปรุงนี้ว่า “ น้ำพริกลาบ ” การกินลาบจะกินกับผักสดนานาชนิด โดยเฉพาะประเภทสมุนไพรที่มีกลิ่นหอมแรงและเรียกผักที่นำมากินกับลาบว่า “ ผักกับลาบ ” การเรียกชื่อลาบจะเรียกตามชนิดของเนื้อสัตว์ที่นำมาเป็นส่วนประกอบหลัก เช่น ลาบหมู ลาบงัว ลาบควาย ลาบไก่ ลาบปลา ลาบฟาน ( เก้ง ) เป็นต้น นอกจากนี้แล้วลาบยังเรียกชื่อตามลักษณะการปรุงอีกด้วย ดังนี้ลาบดิบ เป็นลาบที่ปรุงเสร็จแล้วโดยไม่ผ่านความร้อนให้สุก ซึ่งคำว่า “ ลาบ ” โดยทั่วไปจะหมายถึงลาบดิบนี้ลาบขั้ว หรือลาบคั่ว เป็นลาบดิบที่ปรุงเสร็จและนำไปผัดให้สุก ซึ่งการ ขั้ว หรือผัดนี้ ในยุคก่อนไม่ใช้น้ำมัน โดยจะใส่น้ำเล็กน้อยลงในหม้อหรือกระทะแล้วนำไปลงผัดให้สุกลาบเหนียว เป็น ลาบที่มีลักษณะเหนียว ( คล้ายผลไม้กวน ) เนื่องจากในขณะปรุงนั้นจะใส่น้ำเลือดหรือน้ำที่ได้จากการต้มเครื่องในให้พอ ดีกับเนื้อ ซึ่งบางคนนิยมเอามะเขือขื่นแก่ ๆ เผาไฟ เปลือกต้นลำไย เปลือกต้นมะกอก หรือเปลือกต้นเพกา โขลกผสมลงไปด้วยเพื่อจะทำให้ลาบเหนียวยิ่งขึ้นลาบน้ำโทม ( อ่าน ” ลาบน้ำโตม ”) เป็นลาบที่ใส่น้ำเลือดหรือน้ำต้มเครื่องในผสมกับลาบให้มีลักษณะข้น ( โทม หมายถึง ท่วม ) ลาบหมี่ เป็น ลาบที่เน้นใส่เครื่องใน หอม และกระเทียมที่เจียวกรอบแล้วลงไปผสมให้มากซึ่งเครื่องเจียวเหล่านี้เรียกว่า “ หมี่ ” โดยทั่วไปแล้วลาบหมี่มักจะทำด้วยเนื้อหมูลาบลอ เป็นลาบที่ทำจากเนื้อหมูผสมกับเนื้อวัวหรือเนื้อควายอย่างละครึ่งลาบขโมย เป็น ลาบที่มีการหั่นหรือสับเนื้ออย่างเร่งรีบเนื้อบางส่วนจึงถูกสับขาดจากกัน บ้าง ไม่ขาดจากกันบ้าง เมื่อตักขึ้นมาจะติดกันเป็นพวงเรียกว่าพวงสะบันงา ซึ่งสืบเนื่องมาจากพวกขโมยที่ไปลักวัวควายผู้อื่นไปฆ่ากิน แล้วเกรงว่าเจ้าของจะตามมาพบเข้า จึงทำลาบกินกันในบริเวณที่ฆ่าวัวควายนั้นอย่างรีบร้อน อุปกรณ์ เช่น เขียงไม่ได้นำติดตัวไป จึงสับเนื้อบนหนังวัวควายที่ชำแหละออกมาดังนั้นเนื้อที่สับหรือลาบที่ได้จึง ไม่ละเอียดลาบเค้า ( อ่าน ” ลาบเก๊า ”) เป็นลาบที่ทำเป็นครั้งแรกของงานเลี้ยงแต่ละครั้ง โดยทำจากเนื้อสัตว์ที่เพิ่งผ่านการฆ่าชำแหละมาใหม่ ๆ สด ๆ ถือเป็นเนื้อที่ทำลาบได้อร่อย หากเป็นการทำ ส้าชิ้น ( อ่าน ” ส้าจิ๊น ”) คือปรุงอย่างลาบแต่ไม่สับเนื้อ เพียงแต่หั่นเป็นชิ้น ๆ จะเรียก “ ส้าเดิก็ ” คือ การส้าเนื้อในตอนดึก เพราะการฆ่าชำแหละวัวควายสำหรับการเตรียมงานต่าง ๆ มักทำกันในตอนกลางคืนดึก ๆ หรือเช้าตรู่ของวันงานมักทำกินกันในกลุ่มผู้ที่มาช่วยกันฆ่าแหละสัตว์ และเนื่องจากทำกันในตอนดึกใกล้รุ่งจึงมักจะเรียกว่า ลาบใกล้แจ้ง อีกด้วยลาบแม่ คือลาบที่ผู้หญิงเป็นคนปรุง **ส่วนประกอบของการทำลาบ** ในการทำลาบจะต้องเตรียมส่วนประกอบต่าง ๆ ดังนี้ **๑ . ชิ้นลาบ ( อ่าน ” จิ๊นลาบ ”)** **ชิ้นลาบ** **เนื้อแดง** **เลือดเป็นเลือดสด** **๒ . น้ำพริกลาบ** น้ำพริกลาบ คือ เครื่องปรุงลาบ มีส่วนประกอบดังนี้ส่วนประกอบทั่วไป ได้แก่ พริกแห้ง หอมเทียม หรือ หอมขาว ( กระเทียม ) หอมบั่ว หรือ หอมแดง ( หัวหอม ) เกลือ ส่วนประกอบพิเศษ เป็นเครื่องเทศที่มีกลิ่นหอม มีคุณสมบัติช่วยดับกลิ่นคาวสดเลือดสด แก่น ผักป้อม ( ลูกผักชี ) ,พริกน้อย ( พริกไทยดำ ),ดีปล,บ่าแขวน ( หมากมาด / กำจัด ),จักไค ( ตะไคร้ ),ข่า,หมากอี้ ( เร่ว ),เทียนแกลบ ( ยี่หร่า ),ดอกจันทน์ ,กระวาน **ขั้นตอนการทำลาบ** **๑ . การเตรียมชิ้นลาบ** **๒ . การเตรียมน้ำพริกลาบ** นำหอม กระเทียม ข่า ตะไคร้ ไปหมกในขี้เถ้าร้อนหรือถ่านไฟให้สุก นิยมนำเครื่องเทศต่าง ๆ ไปคั่วให้มีกลิ่นหอม ส่วนพริกแห้งนั้นนำไปผิงไฟให้เกรียม นำเครื่องปรุงทุกอย่างตำในครกรวมกันจนละเอียด ก็จะได้น้ำพริกลาบ ซึ่งบางคนเรียกว่า “ น้ำพริกดำ ” เพราะมีสีดำของพริกแห้งไหม้เกรียมนั่นเองปัจจุบันมีน้ำพริกลาบที่ทำสำเร็จ แล้วจำหน่ายทั่วไป ตามแผงจำหน่ายเนื้อสัตว์ในตลาดหรือตามร้านขายของชำในหมู่บ้านทั่วไป **๓ . การปรุงลาบ** การปรุงลาบ เรียกว่า “ ยำลาบ ” หรือ “ โสะลาบ ” เป็น การผสมน้ำพริกลาบและชิ้นลาบที่เตรียมไว้ทุกอย่างมาคลุกเคล้าเข้าด้วยกัน โดยการนำเอาน้ำพริกลาบมาละลายในน้ำ ต้มเครื่องในจนเข้ากันดี ( นำต้มเครื่องในใช้ปริมาณเล็กน้อย ถ้าใส่มาก ลาบจะเฉะ ) แล้วนำเนื้อเครื่องในตลอดจนผักบาง ชนิด ได้แก่ ผักชี ผักชีฝรั่ง และผักไผ่หั่นฝอยลงไปด้วย ( บางครั้งอาจสับผสมลงไปตั้งแต่ขั้นตอนสับเนื้อ ) ใช้ทัพพีคนโดยยกกดให้ส่วนผสมต่าง ๆ เข้ากันได้ดี ซึ่งบางคนอาจใช้มือขยำก็ได้ แล้วเติมเครื่องปรุงให้มีรสตามที่ต้องการ สำหรับลาบวัวและลาบควายนิยมให้มีรสขม โดยการใช้น้ำเพี้ยละลายน้ำพริกลาบแทนน้ำต้มเครื่องในและอาจเติมน้ำดีลงไป ด้วยก็ได้ สำหรับผู้ทำหน้าที่ลาบ หากผู้ร่วมสังสรรค์มีความสนิทสนมเป็นกันเองแก่กัน มักจะช่วยกันทำคนละไม้คนละมือบ้างลาบเนื้อ บ้างไปเก็บผักกับลาบ บ้างเตรียมน้ำพริกลาบและในขณะที่ช่วยกันทำลาบมักจะมีการสังสรรค์ด้วยการดื่ม เหล้าพูดคุยหยอกล้อสนุกสนานเฮฮากันไปด้วย ซึ่งในอดีตมักเป็นการสังสรรค์กันเฉพาะผู้ชาย และผู้หญิงไม่ค่อยได้มีส่วนร่วมเพราะถือว่าลาบเป็นอาหารดิบ ทำจากเนื้อสดและเลือดสดซึ่งผู้หญิงมักรังเกียจ ผู้หญิงก็ไม่มีความชำนาญในการทำลาบเท่าผู้ชาย โดยเฉพาะในผู้ที่ถือคาถาอาคมมักจะไม่ให้ผู้หญิงเข้ามาเกี่ยวข้องกับการทำลาบ เพราะเชื่อว่าหากประจำเดือนของผู้หญิงปนเปื้อนลงในลาบ ( การทำลาบบางขั้นตอนใช้มือสัมผัสปนเปื้อนได้ง่าย และประจำเดือนผู้หญิงเป็นเลือดสดสีแดงเหมือนลาบ เพื่อให้หมดข้อกังขาจึงห้ามผู้หญิงเกี่ยวข้องกับการทำลาบ ) จะทำให้คาถาอาคมต่าง ๆ เสื่อมลงได้ แต่ปัจจุบันนี้ความเชื่อดังกล่าวลดลง ผู้หญิงมีบทบาทในสังคมมากขึ้นสามารถดื่มเหล้าและกินลาบได้เช่นเดียวกับ ผู้ชาย จึงสามารถร่วมสังสรรค์กับผู้ชายได้และยังมีฝีมือทำลาบได้ดีเช่นกัน ปัจจุบันจะพบว่าผู้หญิงมักเป็นผู้ทำลาบทั้งในครัวเรือนและในงานเลี้ยงต่าง ๆรวมทั้งเป็นแม่ค้าขายลาบตามตลาดหรือร้านอาหารด้วย
# คำทำนายของพระพุทธเจ้า หมวดหมู่ › ศาสนาและจิตวิญญาณ (7090) › พุทธศาสนา (6481) keyword: พุทธศาสนา พระพุทธเจ้า วันที่เอกสารถูกสร้าง: 04/12/2007 ที่มา: อมรรัตน์ เทพกำปนาท สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม **คำทำนายของพระพุทธเจ้า** **“พุทธทำนาย”** วันหนึ่งพระเจ้าปเสนทิโกศล ผู้ครองกรุงสาวัตถี ได้เสด็จเข้าสู่นิทรารมย์ในราตรีกาล ครั้นล่วงปัจฉิมยามใกล้รุ่ง ได้ทอดพระเนตรเห็น พระสุบินนิมิตอันใหญ่หลวง ถึง 16 ประการ อันเป็นพระสุบินที่แปลกประหลาด จึงทรงตกพระทัยตื่นบรรทม และครั้นรุ่งเช้า ก็ได้ให้พวกพราหมณ์ปุโรหิตประจำราชสำนักทำนาย พวกพราหมณ์ปุโรหิต ก็พากันทำนายว่าเป็นพระสุบินที่ร้าย และว่าพระองค์จะต้องประสบภัยอันตราย 3 ประการ ไม่เสียราชทรัพย์ ก็จะมีโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียน หรือไม่ก็ต้องสวรรคต อย่างใดอย่างหนึ่ง และแนะให้พระองค์ทำพิธีบูชายัญสัตว์ เพื่อสะเดาะห์เคราะห์ เมื่อพระนางมัลลิกา พระมเหสีทราบเรื่องเข้า จึงทูลให้ไปขอคำแนะนำจากพระพุทธเจ้า ซึ่งพระพุทธองค์ก็ได้ทรงทำนายว่า เหตุร้ายนั้นจะมีแน่นอน เพียงแต่มิใช่เกิดแก่พระเจ้าปเสนทิโกศล หรือแว่นแคว้นของพระองค์ แต่เหตุร้ายเหล่านี้จะเกิดแก่สัตว์โลกทั่วๆ ไป และแก่พระศาสนาของพระพุทธองค์ในภายภาคหน้า เมื่อล่วงเลยพุทธกาลไปแล้ว 2500 ปี เมื่อศาสนาเสื่อมลง (กล่าวกันว่า อายุของพุทธศาสนาในกัลป์นี้ ยืนยาวเพียง 5,000 ปี หลังจากนั้น ต้องรอยุคของพระศรีอาริยเมตตไตรย์ พระพุทธเจ้าองค์ต่อไปเสด็จมาโปรดสัตว์) **พระพุทธเจ้าได้ทรงทำนายว่า** **พระพุทธองค์ทรงทำนายว่า** **ทรงทำนายว่า** **ทรงทำนายว่า** **ทรงทำนายว่า** **ทรงทำนายว่า** **ทรงทำนายว่า** **ทรงทำนายว่า** **ทรงทำนายว่า** **ทรงทำนายว่า** **ทรงทำนายว่า** **ทรงทำนายว่า** **ทรงทำนายว่า** **ทรงทำนายว่า** **ทรงทำนายว่า** **ทรงทำนายว่า** **เมื่อพิจารณาความฝัน จะเห็นว่าหลายข้อในความฝัน เป็นสิ่งที่ผิดไปจากธรรมชาติ** **ในปัจจุบัน เหตุการณ์หลายๆ อย่างที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ** **ศิลาจารึก เชตมหาวิหาร สวนมฤคทายวัน ประเทศอินเดีย** “....เมื่อศาสนาตถาคตล่วงเลยไปถึงกึ่งพุทธกาล สัตว์โลกทั้งหลายที่เกิดในยุคนั้น จะพบกับความลำบากทุกชาติทุกศาสนา ตามธรรมชาติอันหมุนเวียนของโลก ที่หมุนเวียนไปใกล้ความแตกทำลาย แผ่นดินแผ่นน้ำจะลุกเป็นไฟ มนุษย์และสัตว์จะได้รับภัยพิบัติสารพัดทั่วทิศ คนในสมัยนั้น(ปัจจุบัน) จะมีวิสัยโหดดุจกำเนิดจากสัตว์ป่าอำมหิต จะรบราฆ่าฟันกันถึงเลือดนองแผ่นดินแผ่นน้ำ ส่วนเวไนยสัตว์ผู้ขวนขวายในกุศลตามวัจนะของตถาคต ก็จะระงับร้อนไม่รุนแรง บ้านเมืองใดมีความเคารพยำเกรงในพระรัตนตรัย และคุณบิดามารดา เหตุร้ายภัยพิบัติจักเบาบาง แต่ก็จะหนีกฎธรรมชาติไม่พ้น...ในระยะนั้นศาสนาของตถาคตเสื่อมลงมาก เพราะพุทธบริษัทไม่ตั้งอยู่ในศีลธรรม เชื่อคำของคนโกง กล่าวคำเท็จ ไม่เคารพหลักธรรมนิยม คนประจบสอพลอได้รับการเชื่อถือในสังคม ผู้มีศีลธรรมประพฤติชอบ กลับไม่มีคนเคารพยำเกรง พระธรรมจะเริ่มเปล่งแสงรัศ มีฉายส่องโลกอีกวาระหนึ่ง เมื่อมีธรรมิกราชโพธิญาณบังเกิดขึ้น อยู่ในความอุปถัมภ์ของพระเถระผู้ทรงธรรมฤทธิ์ (น่าจะหมายถึงพระศรีอาริยเมตตไตรย์)....จะเสด็จมาเสริมสร้างพระศาสนา ของตถาคตให้รุ่งเรืองสืบไปอีก 5,000 พระวรรษา…คำทำนายของตถาคตนี้ ย่อมยังเวไนยสัตว์ให้ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท ผู้ใดรู้แล้วไม่เชื่อ นับเป็นกรรมของสัตว์โลกที่ต้องสิ้นสุดไปตามกรรมชั่วของตน ผู้ใดปรารถนารอดพ้นจากภัยพิบัติ ให้รักษาศีลห้าประการ เจริญเมตตากรุณา ประกอบสัมมาอาชีพ มีใจสันโดษ รู้จักพอ ไม่หลงมัวเมาในอำนาจและลาภยศ ตั้งใจประพฤติตนตามคำสอนของตถาคตให้มั่นคง จึงจะพ้นอันตรายในยุคกึ่งพุทธกาล” นี่คือพุทธทำนายที่ทรงตรัสไว้ กว่า 2500 ปีล่วงมาแล้ว ส่วนใครจะเชื่อ จะปฏิบัติหรือไม่อย่างไร ก็คงเป็นไปตามกรรม ของแต่ละคนดังพระพุทธองค์ว่าไว้ **ขอขอบคุณข้อมูลข่าว** ที่มา -www.palungjit.com
# ฐานข้อมูลผ้าไทครั่ง - ลำดับที่ 00046 ถุงย่ามดำ (1) หมวดหมู่ › วัฒนธรรม (3270) › ภูมิปัญญาไทย (1652) › งานช่างฝีมือพื้นบ้าน (385) › ผ้าทอ (300) keyword: ผ้าทอ ภาคเหนือ ซิ่นหมี่ ฐานข้อมูลผ้าไทครั่ง ผ้า ผ้าซิ่น ผ้าทอ ผ้าฝ้าย ผ้ามัดหมี่ ผ้าไทครั่ง ผ้าไทย ผ้าไหม ลายผ้า วันที่เอกสารถูกสร้าง: 29/08/2008 ที่มา: พิพิธภัณฑ์ผ้า มหาวิทยาลัยนเรศวร http://www.thaitextilemuseum.com
# ประเพณีท้องถิ่นเหนือ - แหล่ส่างลอง (แห่ลูกแก้ว) หมวดหมู่ › วัฒนธรรม (3270) › ประเพณี (780) › ประเพณีเกี่ยวกับเทศกาล (267) keyword: ประเพณีเกี่ยวกับเทศกาล ภาคเหนือ ประเพณีไทย วิถีชีวิตไทย เอกลักษณ์ไทย วันที่เอกสารถูกสร้าง: 03/12/2008 ที่มา: ประเพณีไทยดอทคอม http://www.prapayneethai.com/ **แหล่ส่างลอง (แห่ลูกแก้ว)** **** ๑. เป็นการอนุรักษ์ประเพณีที่มีมาแต่เดิม๒. ให้เด็กนักเรียนได้ใช้เวลาระหว่างปิดภาคเรียนได้ศึกษาพระธรรมคำสั่งสอนทางพระพุทธศาสนา๓. พ่อแม่ผู้ปกครองที่ส่งบุตรหลานเข้าบวชถือเป็นอานิสงส์ที่ยิ่งใหญ่ **๑. แบบข่านหลิบ (บวชเรียบง่าย)** เมื่อมาถึงวัดก็จะนำส่างลองไปโกนผม อาบน้ำแต่งตัวด้วยผ้าขาว แล้วจัดสำรับกับข้าวด้วยอาหาร ๑๒ อย่าง ขาดเกินไม่ได้ เสร็จแล้วจึงมีการทำขวัญแล้วทำการบวชเณร การบวชมักนิยมบวชกันตอนเย็น หรือไม่ก็ตอนเช้า เมื่อบวชเณรแล้วก็จะมีการฉลองโดยการถวายภัตตาหารแก่พระใหม่และพระภิกษุของ วัดทั้งหมด ตลอดจนมีการเลี้ยงผู้มาร่วมงานอย่างเต็มที่รับฟังธรรมะ จึงเป็นอันเสร็จพิธี แหล่ เป็นภาษาไทยใหญ่ว่าหมายถึง แห่ ส่างลอง หมายถึง ลูกแก้ว ชาวไทยใหญ่และชาวไทยผู้นับถือพุทธศาสนาในเขตอำเภอแม่สอด มักจะบวชเณรลูกหรือหลานของตนเองในช่วงปิดภาคเรียนระหว่างเดือนมีนาคม-เมษายน ของทุกๆ ปี เนื่องจากว่างจากการทำงานและลูกหลานไม่ได้ไปโรงเรียน ทั้งต้องการให้ลูกหลานมีโอกาสศึกษาพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าในช่วงปิดเทอม การจัดงานบวชลูกแก้ว(แหล่ส่างลอง)นั้น ถือว่าผู้ที่บวชลูกชายตนเองจะได้บุญหรืออานิสงส์มากถึง ๗ กัลป์ ถ้าบวชลูกชายคนอื่นจะได้บุญ ๔ กัลป์ และถ้าได้บวชลูกชายตนเองเป็นพระภิกษุ จะได้บุญ ๑๖ กัลป์ ถ้าบวชลูกชายคนอื่นเป็นภิกษุจะได้บุญ ๘ กัลป์ จึงมักจะมีผู้ที่มีฐานะดีหลายคนนิยมหาเด็กผู้ชายมาบวช โดยจะไปทาบทามจากผู้ปกครองที่มีฐานะยากจนและถือเป็นการสร้างบุญกุศลร่วมกัน
# พลจักรกล่าวนำ หมวดหมู่ › ศาสนาและจิตวิญญาณ (7090) › พุทธศาสนา (6481) keyword: พุทธศาสนา Music บทสวดมนต์ พลจักรกล่าวนำ ระฆังโฆษิตาราม วัด สวดพลจักร วันที่เอกสารถูกสร้าง: 06/02/2008 ที่มา: วัดระฆังโฆษิตาราม
# สานใจไทยสู่ใจใต้ ครั้งที่ 3 หมวดหมู่ › ศิลปะและการบันเทิง (699) › ภาพยนตร์ (8) keyword: ภาพยนตร์ movie สานใจไทยสู่ใจใต้ วันที่เอกสารถูกสร้าง: 19/12/2007 ที่มา: มูลนิธิรัฐบุรุษ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์, มูลนิธิรักเมืองไทย, มูลนิธิพิทักษ์อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่
# กรณียเมตตา หมวดหมู่ › ศาสนาและจิตวิญญาณ (7090) › พุทธศาสนา (6481) keyword: พุทธศาสนา Music กรณียเมตตา บทสวดมนต์ ระฆังโฆษิตาราม วัด เสริมมงคล วันที่เอกสารถูกสร้าง: 05/02/2008 ที่มา: วัดระฆังโฆษิตาราม
# ความฝัน หมวดหมู่ › ศิลปะและการบันเทิง (699) › ดนตรี (384) keyword: ดนตรี Music ความฝัน จากรากสู่ผล ดนตรีสร้างสุข สสส. อมร สตูดิโอ alternative วันที่เอกสารถูกสร้าง: 26/05/2008 ที่มา: สสส., ดนตรีสร้างสุข, จากรากสู่ผล, alternative, อมร สตูดิโอ
# นาฏดุริยการล้านนา - ฟ้อนเมืองกลายลาย (๒) หมวดหมู่ › วัฒนธรรม (3270) › ภูมิปัญญาไทย (1652) › การละเล่นพื้นบ้านและนาฏศิลป์ (381) › การแสดงพื้นบ้านและนาฏศิลป์ (141) keyword: การแสดงพื้นบ้านและนาฏศิลป์ ภาคเหนือ การละเล่นพื้นบ้าน การแสดงพื้นบ้าน การแสดงพื้นเมือง ดนตรีพื้นบ้าน ลานนา ล้านนา วัฒนธรรมล้านนา วันที่เอกสารถูกสร้าง: 30/10/2008 ที่มา: สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ http://art-culture.chiangmai.ac.th/ **บทความ นาฏดุริยการล้านนา วันอังคารที่  21  กุมภาพันธ์  2549 - ฟ้อนเมืองกลายลาย (๒)** **ฟ้อนเมืองกลายลาย (๒)** จากการให้สัมภาษณ์แม่ชื่อ กาวิละ กท่านเล่าให้ฟังว่า ในสมัยแม่หม่อนดี การฟ้อนเมืองกลายลายเป็นที่นิยมกันพอสมควร และมีกิตติศัพท์เลื่องลือไปถึงในเมืองเชียงใหม่ด้วย ในคราวที่ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่  ๗  เสด็จเลียบมณฑลพายัพ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๙ แม่หม่อนดีและคณะยังมีโอกาสได้ไปฟ้อนถวายรับเสด็จด้วย ท่าฟ้อนการฟ้อนชนิดนี้ แท้จริงแล้วไม่ได้กำหนดท่า หรือลีลาฟ้อนว่าต้องเหมือนกัน หรือเรียงลำดับก่อนหลังทุกท่า ผู้ฟ้อนแต่ละคนฟ้อนท่าไหนก่อนก็ได้ แต่ถึงท่าที่จะต้อง “แลกลาย” คือแลกลีลาซึ่งกันและกันจะต้องในท่าเดียวกัน แต่กระนั้นเพื่อให้เป็นระเบียบสวยงาม ภายหลังจึงมีการจัดกระบวนเป็นแถว และฟ้อนในท่าเดียวกัน ท่าฟ้อนต่าง ๆ มีดังนี้ **๑.   ไหว้๒.   บิดบัวบาน๓.   เสือลากหาง๔.   ลากลง๕.   แทงบ่วง๖.   กาตากปีก๗.  ใต้ศอก๘.   เท้าแอว (อ่าน – เต๊าแอว)๙.   ยกเข่า๑๐.  ยกแอว๑๑. เต็กลาย  (แลกลาย)๑๒.  เล่นศอก๑๓.  เต็กลายลุกยืน๑๔.  บัวบานกว้าง** **๑.   ไหว้๒.   บิดบัวบาน๓.   เสือลากหาง๔.   แทงบ่วง๕.  กาตากปีก๖.   ใต้ศอก๗.  ไล่ศอก๘.   จีบข้างเอวหมุน๙.   บัวบานคว่ำหงาย๑๐.  ยกเอวสูง๑๑.  แลกลาย๑๒.  ใต้ศอก (นั่ง – ยืน)๑๓.  แลกลาย๑๔.  ยกเอวต่ำ๑๕. บัวบานคว่ำหงาย๑๖.  ม้วนไหม (เข่า)๑๗. ใต้ศอกลงนั่ง๑๘.  ตวัดเกล้า๑๙.  ใต้ศอกลุก๒๐.  ไหว้** การแต่งกาย การฟ้อนในสมัยโบราณไม่ปรากฏรูปแบบที่แน่นอน คงแต่งกายตามปกติสำหรับหญิงสาวที่ไปงานบุญ ต่อมามีการแต่งการให้เหมือนกัน โดยเกล้าผมมวยทัดดอกไม้ สวมเสื้อแขนกระบอกนุ่งผ้าซิ่นตามแบบล้านนา และระยะหลังนี้มีการแต่งกายแบบไทลื้อ เพราะคิดว่าชุมชนบ้านแสนตอง ส่วนใหญ่มีเชื้อสายไทลื้อ ควรแต่งกายแบบไทลื้อตามเชื้อสาย แต่อย่างไรเสียก็พบว่า ผู้ฟ้อนหลายคนในปัจจุบัน แต่งกายแปลกแยกแตกต่างกันไปไม่มีแบบแผนที่แน่นอน **สนั่น ธรรมธิสำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่(ภาพประกอบโดย เนติ   พิเคราะห์ และพิชัย  แสงบุญ)**
# เรือนไทยภาคเหนือ - เรือนไม้บั่ว หมวดหมู่ › วัฒนธรรม (3270) › ภูมิปัญญาไทย (1652) › ที่อยู่อาศัย (99) keyword: ที่อยู่อาศัย ภาคเหนือ บ้าน บ้านเรือน บ้านเรือนไทย บ้านไทย เรือน เรือนไทย เรือนไม้บั่ว วันที่เอกสารถูกสร้าง: 25/03/2009 ที่มา: เว็บไซต์ฅนไทยดอทคอม http://www.khonthai.com **เรือนไทยภาคเหนือ - เรือนไม้บั่ว** **เรือนเครื่องผูก** ฝาเรือนเครื่องผูกแบบหนึ่งนิยมทำกันในภาคเหนือ โดยเฉพาะชาวเขาเผ่าต่าง ๆ และชาวไทยใหญ่ เพราะภูมิอากาศทางเหนืออุดมสมบูรณ์ด้วยไม้ไผ่บง ซึ่งเป็นไผ่ลำโต ปล้องยาว เนื้อของไม้บางอ่อนตัว สะดวกใน การขัด เหมาะสำหรับนำมาทำฟากลับไม้ไผ่บงสามารถทำฟากได้ตลอดทั้งต้นการทำฝานิยมขัดตามนอนฝาเรือนที่ทำด้วยฟากชนิดนี้จะมีความมิดชิดเป็นส่วนตัวมากกว่าฝาขัดแตะชนิดอื่น นิยมใช้ใบตองตึง เป็นชื่อต้นไม้ชนิดหนึ่งที่ใบมีความหนา นำมาเย็บกับตับไม้ด้วยตอกไม้ไผ่ เรียกว่า ตับพลวง ตับตั้ง ใช้เป็นวัสดุมุงหลังคา เป็นที่นิยมมากในเรือนไม้บั่ว ของชาวเหนือ ลักษณะฝาไม้ไผ่ขัดจริงกับไม้จริงเรียกฝาขี้ล่ายสมัยก่อนมีข้อห้ามไม่ไห้สร้างด้วยไม้จริงหมดทั้งหลังพื้นบางส่วนต้องปูฟากสลับฝาเรือนต้องมีไม้ไผ่ขัดแตะมีกรอบเป็นไม้กระดาน ยุ้งข้าวตามคติการดำรงชีพของชาวล้านนาถือว่าเมื่อมีหลวงข้าวในบ้าน จึงถือเป็นบ้านที่สมบูรณ์หลองข้าว ในเรือนไม้บั่วจะมีทั้งชนิดอยู่ภายใน และภายนอกตัวเรือนลักษณะเป็นไม้ไผ่สานรูปกลม ๆ ตั้งอยู่บนแคร่ ยกลอยใต้แคร่อาจเรียงฟืนไว ขั้นบันไดใช้จำนวนขั้นเป็นเลขคี่ตามคติโบราณ คือ 3, 5, 7 บันไดเรือนไม้บั่วใช้ไม้ไผ่จำพวก ตง สีสุก เป็นไม้แก่ อ้างอิงต้นฉบับ :http://www.khonthai.com/Vitithai/north1.htm ต้องการอ่านเนื้อหาทั้งหมด ไปหน้ารวม link เรือนไทยสี่ภาค คลิ๊กเลยจ้า!
# พิธีกรรมภาคใต้ - เช่งเม้ง (ไหว้หลุมฝังศพบรรพบุรุษ) หมวดหมู่ › วัฒนธรรม (3270) › ประเพณี (780) › พิธีกรรม ความเชื่อ (362) keyword: พิธีกรรม ความเชื่อ ภาคใต้ พิธีกรรม วิถีชีวิตไทย เอกลักษณ์ไทย วันที่เอกสารถูกสร้าง: 22/12/2008 ที่มา: ประเพณีไทยดอทคอม http://www.prapayneethai.com/ **เช่งเม้ง (ไหว้หลุมฝังศพบรรพบุรุษ)** ภาค     ภาคใต้จังหวัด  ภูเก็ต **** อาหารที่ใช้ในการประกอบพิธีมีดังนี้ คือ๑. ไก่ต้ม ๑ ตัว๒. หมูสามชั้น ต้ม ๑ ชิ้น (โดยประมาณขนาด ๑/๒ ก.ก. ขึ้นไป)๓. เส้นบะหมี่สด๔. ขนม ๓ อย่าง คือ เต่เหลี่ยว ข้าวเหนียวกวน ขนมเต่า (ขนมกู้)๕. ขนมถ้วยฟู (ฮวดโก้ย)๖. สับปะรด ๒ ลูก (ใช้ทั้งก้านและหัวจุก)๗. น้ำชา๘. ธูปเทียน, กระดาษเงิน, กระดาษทอง, ประทัดการประกอบพิธีกรรม มีดังนี้ คือ๑. นำอาหาร ขนม และผลไม้ ใส่ภาชนะเป็น ๒ ชุด (เล็ก- ใหญ่)๒. ให้นำไก่ต้ม, หมูต้มและเส้นบะหมี่สดใส่ถาดเดียวกัน๓. นำขนมแต่ละชนิดใส่จานแยกเป็นแต่ละชนิด๔. สับปะรดใส่จานละ ๑ ลูก๕. น้ำชาทีละ ๒ ถ้วยชาเล็ก (ถ้วยตะไล)๖. อาหารชุดใหญ่ให้วางไว้หน้าหลุมฝังศพบรรพบุรุษ ชุดเล็กไว้สำหรับเจ้าที่๗. จุดธูป-เทียนสำหรับบูชา (เทียน ๒ เล่ม, ธูป ๒ เล่ม ตั้งใช้บูชาบรรพบุรุษและเจ้าที่)๘. เมื่อธูปหมดไปประมาณ ๑/๒ เล่ม ให้เผากระดาษเงินให้แก่บรรพบุรุษและเผากระดาษทองที่เคารพแก่เจ้าหน้าที่๙. ให้เอากระดาษเงินวางบนหลุมฝังศพของบรรพบุรุษ๑๐. ให้จุดประทัดเป็นอันเสร็จพิธีกรรม เช่งเม้ง (ไหว้หลุมฝังศพบรรพบุรุษ) เป็นพิธีกรรมที่ชาวภูเก็ตเชื้อสายจีนกระทำเพื่อแสดงความกตัญญูต่อบรรพบุรุษ ที่ล่วงลับไปแล้ว และยังเป็นการ\123456ได้รวมเครือญาติและสร้างความรักใคร่สามัคคีกันอีกด้วย
# ประเพณีท้องถิ่นใต้ - การแต่งงานมุสลิม หมวดหมู่ › วัฒนธรรม (3270) › ประเพณี (780) › ประเพณีเกี่ยวกับชีวิตและจารีตประเพณี (132) keyword: ประเพณีเกี่ยวกับชีวิตและจารีตประเพณี ภาคใต้ ประเพณีการแต่งงาน ประเพณีไทย พิธีกรรม วัฒนธรรมไทย วิถีชีวิต วันที่เอกสารถูกสร้าง: 26/11/2008 ที่มา: ประเพณีไทยดอทคอม http://www.prapayneethai.com/ **การแต่งงานมุสลิม** ภาค     ภาคใต้จังหวัด     สตูลช่วงเวลา ไม่จำกัดเวลา การแต่งงานของมุสลิมถือว่ามีความสำคัญมากเพราะได้บัญญัติไว้ในหลักศาสนา การแต่งงานของมุสลิมต้องมีองค์ประกอบ ดังนี้๑. เจ้าบ่าว๒. เจ้าสาว๓. ผู้ปกครองของฝ่ายหญิงเป็นผู้ให้ความยินยอม๔. มีการกล่าวบอกและกล่าวรับรู้โดยผู้ปกครองของฝ่ายหญิง เป็นผู้กล่าวบอกคำนิกะฮ การนิกะฮ นิยมทำที่บ้านเจ้าสาว ก่อนนิกะฮให้มีการอ่านคุฏบะฮ เพื่ออบรมเกี่ยวกับการครองเรือนเสร็จแล้วจึงทำการนิกะฮว่า "(ขานชื่อเจ้าบ่าว) ฉันจะนิกะฮเธอกับ (ชื่อเจ้าสาว) บุตร…….ซึ่งบิดาของเจ้าสาวได้มอบให้ฉันเป็นผู้ ทำพิธีนิกะฮแทน โดยสินสอด …………บาท" เจ้าบ่าวต้องรับด้วยวาจาทันทีโดยบอกกล่าวรับว่า "ฉันรับนิกะฮดังกล่าวด้วยสินสอด…………….. บาท" เมื่อเสร็จการถามตอบดังกล่าวแล้ว ก็ถือว่าการแต่งงานครั้งนั้นสมบูรณ์แล้ว และหากต้องการเอกสารเพื่อยืนยันการสมรส ก็จะขอให้โต๊ะอีหม่ามเป็นผู้ออกเอกสารนั้น การแต่งงานแบบมุสลิมนี้มีความเรียบง่าย เมื่อหญิงชายพร้อมที่จะอยู่ร่วมกันก็เพียงแต่ให้ผู้ใหญ่อนุญาตและมีพยานรับ รู้เท่านั้น หากชายหญิงคู่ใดไม่ปฏิบัติก็ถือว่าผิดต่อหลักศาสนาและจะไม่เป็นที่ยอมรับของ สังคมมุสลิม
# แหล่งโบราณคดีภาคตะวันออกเฉียงเหนือ - แหล่งโบราณคดีโนนเมือง หมวดหมู่ › วัฒนธรรม (3270) › เครือข่ายทางวัฒนธรรม (204) › สถานที่ทางวัฒนธรรม (197) › แหล่งโบราณคดี (191) keyword: แหล่งโบราณคดี ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สถานที่สำคัญ แหล่งโบราณคดี วันที่เอกสารถูกสร้าง: 11/01/2009 ที่มา: ประเพณีไทยดอทคอม http://www.prapayneethai.com **แหล่งโบราณคดีโนนเมือง** ภาค     ภาคตะวันออกเฉียงเหนือจังหวัด  ขอนแก่น **** จากการสำรวจและขุดค้นโดยหน่วยศิลปากรที่ ๗ จังหวัดขอนแก่น เมื่อ พ.ศ ๒๕๒๕-๒๕๒๖ พบว่าบ้านโนนเมืองมีความเก่าแก่ถึง ๓ ช่วงสมัยติดต่อกัน คือ สมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายอายุราว ๓,๐๐๐ ปี สมัยประวัติศาสตร์ตอนต้นเรียกว่าสมัยทวาราวดี ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๓-๑๖ และสมัยประวัติศาสตร์เรียกว่า ลพบุรี ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๖-๑๙ **** ใบเสมาหินทรายกระจายอยู่ทั่วไป คูเมืองขนาดใหญ่แสดงให้เห็นชุมชนซึ่งเป็นศูนย์กลาง และชุมชนย่อยกระจายอยู่โดยรอบ ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของคนสมัยก่อนประวัติศาสตร์และสมัยประวัติศาสตร์ มีโครงกระดูกมนุษย์โบราณฝังอยู่เป็นระเบียบและสมบูรณ์ มีเครื่องใช้ กำไลมือ กำไลเท้าที่อุทิศให้แก่ศพ และเครื่องปั้นดินเผาแบบต่าง ๆ มีใบเสมาสมัยทวาราวดีเป็นจำนวนมาก หนึ่งในนั้นได้นำไปทำเป็นเสาหลักเมืองของเทศบาลนครขอนแก่น เดินทางจากจังหวัดขอนแก่น ตามเส้นทางถนนมะลิวัลย์ (ถนนสายขอนแก่น-ชุมแพ) กิโลเมตรที่ ๘๔ เลี้ยวซ้ายผ่านถนนทหารพรานที่ ๒๕ มีทางแยกเข้าสู่แหล่งโบราณคดี
# สู่ขวัญควาย หมวดหมู่ › วัฒนธรรม (3270) › ประเพณี (780) › พิธีกรรม ความเชื่อ (362) keyword: พิธีกรรม ความเชื่อ ภาคเหนือ ความเชื่อ ควาย ชาวนา ทำนา สู่ขวัญ วันที่เอกสารถูกสร้าง: 10/02/2009 ที่มา: เว็บไซต์วิถีชาวบ้านของ ครูศรีจันทรัตน์ กันทะวัง http://school.obec.go.th/phifo/index.html **สู่ขวัญควาย** ควาย เป็นสัตว์เลี้ยงที่อยู่คู่ชาวไร่ชาวนามาช้านานตั้งแต่อดีตกาล เป็นสัตว์ให้คุณเป็นกำลังหลัก ของชาวนาในการปลูกข้าวเลี้ยงผู้คนมาโดยตลอด ปัจจุบันควายถูกใช้งานน้อยลงเพราะวิถีชีวิตเกษตรกร เปลี่ยนไปจากใช้แรงงานควายหันไปใช้แรงงานจากเครื่องจักรแทน ในสมัยก่อนการทำนากว่าจะแล้วเสร็จต้องใช้เวลานานถึง 3 เดือน ไม่เร่งรีบเหมือนปัจจุบัน ในการ ใช้ควายไถนา ถ้าพื้นที่ประมาณ 1 งาน จะใช้เวลา 1-2 วัน ชาวนาจะใช้เวลาทำงานในตอนเช้าและเย็น เท่านั้น เพราะตอนกลางวันอากาศร้อน ทั้งคนและควายจะได้พักผ่อนเอาแรงก่อน ควายให้คุณแก่ผู้เป็นเจ้าของอย่างมากมาย นอกจากจะช่วยในการไถคราดแล้ว มูลควายยังนำมา ใช้ประโยชน์ได้อีก ชาวบ้านจะนำมาทำเสวียน เป็นอุปกรณ์ใส่เก็บข้าวเปลือกชนิดหนึ่งสานด้วยไม้ไผ่รูป ทรงกลมเป็นแท่งยาว ขนาดตามความต้องการ หลังสานเสร็จแล้วเอามูลควายผสมดินเหนียว ทาผิว ไม้ไผ่ทั้งด้านนอกและด้านในตากให้แห้ง เป็นเสวียนที่แข็งแรงทนทานใช้งาน ได้ตลอดไปจนกว่า ไม้ไผ่จะผุ มูลควายเป็นปุ๋ยบำรุงดินในนาข้าว นอกจากนี้ มูลควายยังเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของแมงจู้จี้ เด็ก ๆ จะชอบไปขุดในช่วงหน้าหนาว ในเรือกสวนไร่นาก็ประหยัดไม่ต้องใช้เครื่องตัดหญ้า หรือ ยาฆ่าแมลง แต่จะอาศัยให้ควายกินหญ้าทำให้ไม่รก คนมีความผูกพันกับควายถือว่าควายเปรียบเสมือนเป็นสมาชิกผู้หนึ่งในครอบครัว เช่นเดียวกับ หมาแมวของคนในสมัยนี้ ควายยังเป็นเพื่อนเล่นของลูก เด็ก ๆ ในชนบทจะชอบขี่หลังควาย ช่วยหา เห็บหาเหาให้ควาย อาบน้ำให้ควาย ควายก็ให้ความเป็นมิตร สัตว์ทุกชนิดถ้าเราใส่ใจให้ความรัก มันก็ทอนคืนความรักให้เราเช่นเดียวกัน ในชนบท เวลา 3-4 โมงเย็น ก่อนเอาควายเข้าแหล่ง (คอก) เจ้าของโดยเฉพาะเด็ก ๆ จะอาบน้ำ ให้ควาย โดยขี่หลังควายลงในแหล่งน้ำ ม่ว่าจะเป็นแม่น้ำ หนองบึงต่าง ๆ ควายก็จะชอบดำผุดดำว่าย เด็กจะใช้แปรงจากกาบมะพร้าว ลูกบวบแห้ง ฟางข้าว หรือหญ้าแห้งถูทำความสะอาดหลังควาย จนเป็น สีดำมันเงา สบายตัวสบายใจทั้งคนและควาย ในฤดูทำนาหน้าฝน เป็นช่วงใช้แรงงานควาย ชาวนาจะเลี้ยงควายไว้ใต้ถุนบ้าน พอย่ำค่ำใช้ฟืน สุมไฟให้ควายกันยุง ได้ทั้งควายใต้ถุนและคนบนบ้าน เช้ามืดชาวนาจะจูงควายและแบกไถออกไปนา จะไถนาโดยเวียนซ้ายวนเข็มนาฬิกาเพื่อให้ขี้ไถ ออกจากไถเพราะเวลาไถนา ขี้ไถจะออกทางด้านขวา ชาวนาจึงต้องเดินเวียนซ้ายและ ขี้ไถจะช่วยกลบ หญ้าให้เป็นปุ๋ยในนาได้อีก ชาวนาจะไถนาและหมักไว้ 1 เดือน เรียกว่า ดองนา รอจนกระทั่งดินร่วนซุย หญ้าเน่า หลังการไถดองจะมีไส้เดือนขึ้นอยู่ตามขี้ไถ เป็นไส้เดือนสีแดง เด็ก ๆ จะใช้ไส้เดือน เป็น เหยื่อล่อปลา ชาวนาจะสังเกตถ้ามีไส้เดือนปริมาณมากแสดงว่าดินเน่าได้ที่ เหมาะสำหรับการปลูกข้าว แล้วจึงเริ่ม คราดนา สมัยก่อนไม่ต้องใช้ปุ๋ย ไส้เดือน กาลเวลา และหญ้า จะช่วยปรับปรุงดินเองตาม ธรรมชาติ ในช่วงที่หมักนาทิ้งไว้นี้จะมีพวกปลาชนิดต่าง ๆ มาอาศัยและเจริญเติบโต ดังนั้น ตอนคราดนา เด็ก ๆ จะชอบเดินตาม หลังผู้ใหญ่เพื่อจับปลาที่กระโดดหนีเนื่องจากเมาขี้โคลน เด็กจะเอาข้องมัด ตรงเอว ปลาที่จับได้ส่วนมากจะเป็นปลาช่อน ปลาปก ปลาสะเด็ด จะนิยมนำมาทำแหนมปลา คือเอาปลา คลุกเคล้าเครื่องเทศ ได้แก่ ขมิ้น ตะไคร้ เกลือ พริกขี้หนูซอย ห่อใบตองปิ้งบนไฟ ตอนไถหรือคราดนา จะมีการเทียมแอก เพื่อยึดคอควายกับไถ มีทั้งแอกคู่และแอกเดี่ยว แอกคู่ จะใช้ควาย 2 ตัว เทียมแอก การใช้เทียมคู่จะทำให้ควายเหนื่อยน้อยลง ส่วนแอกเดี่ยวจะใช้ควายเพียง ตัวเดียว การใช้ควายไถและคราดนาจะมีคำสั่งเฉพาะ ได้แก่ หย่อ (หยุด) หน (ถอย) ฮุ่ย (เดินหน้า อ่อย (ค่อย ๆ หยุด) ซ้าย ขวา บางครั้งเมื่อควายไม่ทำตามคำสั่งจึงถูกลงโทษ โดยการดุด่า หรือเฆี่ยนตี ควายหงาน ควายที่แข็งแรงได้แรงงานเยอะ เป็นควายหนุ่มฉกรรจ์ กล้ามเนื้อเป็นมัด มีหนอกใหญ่ ใช้เป็นพ่อพันธุ์ ควายหงาน เมื่ออยู่กันเป็นกลุ่มจะแย่งชิงความเป็นผู้นำจ่าฝูง โดยจะต่อสู้หรือชนกันเพื่อ แย่งชิงตัวเมีย เมื่อชนะก็ได้ผสมพันธุ์กับตัวเมีย ควายจะอยู่กับคนถูกเลี้ยงจนเชื่องและมีความเป็นมิตรกับคน คนจะเลี้ยงควายด้วยความรัก เมื่อเลี้ยงสิ่งใดก็รักและผูกพันสิ่งนั้น การสู่ขวัญควาย เป็นการเตือนสติ เตือนจิตเตือนใจ ให้คนมีความกตัญญูกตเวทีรำลึกถึงบุญคุณ ของผู้ที่ได้ช่วยเหลือเกื้อกูลแก่ตน ว่าเมื่อได้รับผลประโยชน์จากผู้อื่นแล้ว ก็มากระทำการ หรือแสดงการ ตอบแทนบุญคุณที่ผู้อื่นได้ทำแก่ตน อย่างเช่น "ควาย" คนได้ใช้แรงงานในการไถคราด พลิกแผ่นดิน อันเป็นของหนักให้ เพื่อหว่าน เพาะปลูกข้าว ปลูกพืชผักในพื้นแผ่นดิน จนคนได้รับผลประโยชน์จาก แรงงานของควาย คือได้ข้าวมาสำหรับบริโภค เลี้ยงชีวิตตนและครอบครัว ในขณะที่คนได้ไถคราดนั้น บางทีได้ดุด่า เฆี่ยนตีควายซึ่งทำไม่ได้ดั่งใจ ทั้งที่กำลังมีแอกต่างคออยู่หนักแสนหนักเหนื่อยแสนเหนื่อย เมื่อคนระลึกนึกถึงบุญคุณของควาย ซึ่งเป็นสัตว์ที่มีบุญคุณไม่มีส่วนที่ได้รับผลประโยชน์อันใด ชาวนาจึงมีการหาวิธีที่จะ ตอบแทนบุญคุณของควายขึ้น โดยวิธี "สู่ขวัญควาย" ขออโหสิกรรมต่อควาย ชาวนาจะทำบายศรี 1 ชุด ขนม ข้าวต้ม เหล้าไห ไก่คู่ ไข่ต้ม 1 คู่ เอี้ยงหมายนา 1 ต้น (ดอกไม้จำ พวกไพล ขิง ข่า มีเหง้าในดิน สูงประมาณ 1 เมตร ดอกสีขาว หน่อในดินกินลวกหรือต้มจิ้ม น้ำพริก) ข้าวตอกดอกไม้ หมากพลู ด้ายสายสิญจน์ผูกเขาควาย หญ้าอย่างดี 1 หาบ ข้าวเปลือก ข้าวสาร ถั่วงา กล้วยสุก บางแห่งจะมีสะตวง (กระทงที่ทำจากกาบกล้วย) 1 อัน มีขันปู่อาจารย์ ผ้าขาว ผ้าแดง เงิน 10 สลึง ปัจจุบันใส่ 12 บาท โดยมีปู่อาจารย์ผู้ทำพิธีสู่ขวัญควาย คล้ายกับพิธีฮ้องขวัญหรือสู่ขวัญของคนเมืองเหนือ เนื้อหา จะกล่าวเป็นค่าวฮ่ำ ทำนองเสนาะเมืองเสียงจ้อยซอ มีการสัมผัสคำในภาษาที่ใช้พรรณนาถึงคุณความดี ของควายที่มีต่อเจ้าของ ในการทำไร่ไถนาซึ่งเป็นภาระอันหนักทั้งคนและควาย ต้องทำงานร่วมกัน ตลอด ระยะเวลา 3 เดือน ในฤดูหว่านไถจนกระทั่งปลูกเสร็จ ดังนั้น เพื่อความเป็น สิริมงคลในครอบครัวและเป็น การเตือนสติให้เป็นคนมีความกตัญญูกตเวที รักสัตว์ และรักษาสัตว์ไว้เพื่อใช้งานต่อไป มองเห็นคุณค่า ของสิ่งที่ตนมีอยู่ว่าเป็นสิ่งมีประโยชน์ เมื่อปู่อาจารย์กล่าวจบ ผู้เป็นเจ้าของควายจะนำกรวยดอกไม้ไปผูกกับเขาควาย ให้ควายกินปลาย กล้าข้าว หรือหญ้าอย่างดีที่เตรียมไว้ เพื่อแสดงความรักและเมตตาต่อควาย ควายเองก็เป็นสัตว์ที่รู้ ภาษามนุษย์ และเข้าใจความเมตตาที่ชาวนาแสดงออกอย่างเป็นมิตร เหมือนช้าง ม้า และสัตว์อื่น ๆ ที่มนุษย์ชอบเลี้ยงไว้เป็นเพื่อนและใช้แรงงาน คนกับควายวิถีชีวิตชาวชนบท ผูกพันลึกซึ้ง มีความรักและเอื้ออาทรต่อกัน ไม่ว่าคนหรือสัตว์ มิตรภาพที่จะดำรงอยู่ได้เนิ่นนาน สายใยผูกรัดไม่ให้ขาด คือ น้ำใจ
# กินข้าวให้หมดจาน - vdo โรงเรียนวิถีพุทธ หมวดหมู่ › ศาสนาและจิตวิญญาณ (7090) › จิตอาสา (274) keyword: จิตอาสา โรงเรียนวิถีพุทธ วันที่เอกสารถูกสร้าง: 03/02/2009 ที่มา: โรงเรียนวิถีพุทธ
# ผ้าไทยภาคกลาง - จังหวัดสระแก้ว หมวดหมู่ › วัฒนธรรม (3270) › ภูมิปัญญาไทย (1652) › งานช่างฝีมือพื้นบ้าน (385) › ผ้าทอ (300) keyword: ผ้าทอ ภาคกลาง ผ้า ผ้าจังหวัดสระแก้ว ผ้าภาคกลาง ผ้าแต่ละภูมิภาค ผ้าไทย วันที่เอกสารถูกสร้าง: 27/04/2009 ที่มา: เว็บไซต์ฅนไทยดอทคอม http://www.khonthai.com/Vitithai/C11.HTML ผ้าไหมมัดหมี่ลายโซ่So pattern silk กลุ่มอนุรักษ์ทอผ้าไหมไทยบ้านเขาน้อยพรมสุวรรณ ตำบลแซร์ออ อำเภอวัฒนานคร รับเส้นไหม จากศูนย์ศิลปาชีพฯ สวนจิตรลดา นำเส้นไหมมาทอเป็นผืนผ้าแล้วส่งให้ศูนย์ศิลปาชีพฯ เพื่อจำหน่าย ส่วนกลุ่มทอผ้าบ้านใหม่ไทยวัฒนา ตำบลหนองตะเคียนบอน อำเภอวัฒนานคร ทอผ้าพื้นเรียบและ ลายมัดหมี่ นอกจากนี้ มีกลุ่มทอผ้าบ้านโนนสาวเอ้ ตำบลทุ่งมหาเจริญ อำเภอวังน้ำเย็น และกลุ่มทอผ้าบ้านหันทราย ตำบลหันทราย อำเภออรัญประเทศ ทอผ้าฝ้ายและผ้าไหมมัดหมี่ อาทิ ลายคมห้าหมู่ ลายโซ่ เป็นต้น **Sa Kaeo** The Thai Silk Weaving Association at Ban Khao Noi Phromsuwan of Sae-Or Sub-district in Watthana Nakhon District takes silk thread from the SUPPORT Foundation, Jitralada center, to weave into cloth and send back to the Foundation for marketing. The Ban Mai Thai Pattana weaving group at Nong Ta Kean Bon Sub-district in Watthana Nakhon District produce largely plain silk and Mud-Mee. There are two more weaving groups, at Ban None-Sao-Ei of Thung-Maha-Mek Sub-district in Wang Nam Yen District and at Ban Han-Sai of Han-Sai Sub-district in Aranyaprathet District; these associations weave cotton Mud-Mee in Kom-Ha-Moo and So patternss. กลับไปยังหน้ารวม link ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับผ้าไทยทั้งสี่ภูมิภาค
# ธ้มมจักกัปปวัตตนสูตร หมวดหมู่ › ศาสนาและจิตวิญญาณ (7090) › พุทธศาสนา (6481) keyword: พุทธศาสนา Music คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ธ้มมจักกัปปวัตตนสูตร พระไตรปิฏกเสียง วันที่เอกสารถูกสร้าง: 23/06/2008 ที่มา: คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
# พิธีกรรมภาคกลาง - บายศรีพระ หมวดหมู่ › วัฒนธรรม (3270) › ประเพณี (780) › พิธีกรรม ความเชื่อ (362) keyword: พิธีกรรม ความเชื่อ ภาคกลาง พิธีกรรม วิถีชีวิตไทย เอกลักษณ์ไทย วันที่เอกสารถูกสร้าง: 15/12/2008 ที่มา: ประเพณีไทยดอทคอม http://www.prapayneethai.com/ **บายศรีพระ** **** **** **** ชาวบ้านจะนำอาหารคาวหวานมาทำบุญเลี้ยงพระในตอนเช้า เตรียมบายศรีใส่อาหารคาวหวานเพื่อมาถวายพระพุทธและพระสงฆ์ โดยช่วยกันเตรียมมา ในบายศรีใส่อาหารคาวหวาน ผลไม้ และยอดเสียบไข่ต้ม หลังเวลานัดหมาย ชาวบ้านสรงน้ำพระก่อน หลังจากนั้นจึงนิมนต์พระให้นั่งบนอาสนะที่เตรียมไว้ ชาวบ้านทำบายศรีตั้งหน้าพระพุทธรูป และหน้าพระสงฆ์ จากนั้นหมอพรกล่าวคำสู่ขวัญ พระพุทธรูปและพระสงฆ์จบแล้ว จึงถวายไข่ต้มแด่พระสงฆ์เพื่อฉันเป็นการแสดงความเคารพนับถือของชาวบ้านที่มี ต่อพระสงฆ์เป็นอันเสร็จพิธี ๑. เป็นการแสดงความเคารพและความกตัญญูกตเวทีต่อผู้สืบทอดทางศาสนา เพื่อความเป็นสิริมงคล๒. มีความเชื่อว่าการสู่ขวัญจะเป็นการบำรุงขวัญพระสงฆ์ให้ประพฤติปฏิบัติดีปฏิบัติชอบสู่พระนิพพาน๓. เป็นพิธีกรรมที่แสดงถึงความสัมพันธ์ของชุมชน ระหว่างพระสงฆ์และประชาชนที่มีพระพุทธศาสนาเป็นสื่อกลาง
# ผ้าไทยภาคกลาง - จังหวัดสุพรรณบุรี หมวดหมู่ › วัฒนธรรม (3270) › ภูมิปัญญาไทย (1652) › งานช่างฝีมือพื้นบ้าน (385) › ผ้าทอ (300) keyword: ผ้าทอ ภาคกลาง ผ้า ผ้าจังหวัดสุพรรณบุรี ผ้าภาคกลาง ผ้าแต่ละภูมิภาค ผ้าไทย วันที่เอกสารถูกสร้าง: 27/04/2009 ที่มา: เว็บไซต์ฅนไทยดอทคอม http://www.khonthai.com/Vitithai/C13.HTML ผ้าฝ้ายลายสายฟ้าSai Fa pattern cotton **Suphan Buri** Using skills and patterns passed on from their ancestors,people is Suphan Buri continue their cotton weaving and dyeing in the old style, soaking the threads in the jackfruit core. In B.E. 2520, people started to weave using polyester thread and Italian silk and in 2524 the Office of Textile Industry helped train the villagers to use looms for weaving. The cloth produced included cloth with the English/Thai alphabet, Mud-Mee, dress cloth, Sai-Pla-Lai, striped patterns and plain synthetic silk.Other cloth produced in this province is equally well known, including Don-Mue cloth and cotton in various patterns such as Sai-Fa from the U thong District, Lao-She Lao-Krang cloth from the Doem Bang Nang Buat District (Pa Sa Kae, Bor Gru and Nong Kratum Sub-districts) and silk from Nong Ya Sai District. กลับไปยังหน้ารวม link ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับผ้าไทยทั้งสี่ภูมิภาค
# สาแหรก สกุล พนมยงค์ และญาติ จากสมคิด พนมยงค์ 2-1-07 หมวดหมู่ › สังคม (2814) keyword: สังคม ปรีดี พนมยงค์ วันที่เอกสารถูกสร้าง: 10/06/2009 ที่มา: หอสมุดป๋วย อึ๊งภากรณ์ (ศูนย์รังสิต)
# หัวใจพุทธศาสนา หมวดหมู่ › ศาสนาและจิตวิญญาณ (7090) › พุทธศาสนา (6481) keyword: พุทธศาสนา วัดหนองป่าพง หัวใจพุทธศาสนา เอกสาร หลวงปู่ชา สุภทฺโท ธรรมเทศนา วันที่เอกสารถูกสร้าง: 23/04/2008 ที่มา: พระโพธิญาณเถร (ชา สุภทฺโท) วัดหนองป่าพง ตำบลโนนผึ้ง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี โทร 04526-7563
# นิทานลีซู - ตำนานนกเขา หมวดหมู่ › วัฒนธรรม (3270) › ชาติพันธุ์ (531) › ลีซู (47) keyword: ลีซู ภาคเหนือ นิทาน ลีซู วันที่เอกสารถูกสร้าง: 18/01/2008 ที่มา: มูลนิธิกระจกเงา โครงการพิพิธภัณฑ์ชาวเขาออนไลน์ **นิทานลีซู-ตำนานนกเขา** กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีครอบครัวหนึ่งซึ่งมีแม่ผัวนิสัยไม่ค่อยดี ชอบกลั่นแกล้งลูกสะใภ้ของตนอยู่เสมอ บางครั้งก็ใช้ให้ทำงานหนักๆบ้าง ดุด่าว่ากล่าวบ้างสารพัด อยู่มาวันหนึ่งแม่ผัวไม่ยอมให้ลูกสะใภ้ของตนกินข้าว ลูกสะใภ้หิวเป็นอย่างมากจึงไปหักกินต้นอ้อยแก้หิว แต่สามีของเธอไม่เห็นและไม่รู้ว่าเป็นเมียของตนคิดว่าเป็นวัวจึงใช้ปืนยิงเธอ ก่อนตายเธอได้ตะโกนเรียกแม่ผัวว่า “จั้มเมาๆ”จนสิ้นลมหายใจ เมื่อตายเธอไปเกิดเป็นนกเขาตัวเมียร้อง “จั้มเมาๆ” ส่วนสามีเมื่อยิงภรรยาของตนเองตายก็เกิดความเสียใจเป็นอย่างมากและร้องว่า “เค้าว เค้าว” (ดีแล้ว ดีแล้ว) คล้ายกับประชดตนเอง ในที่สุดก็ตรอมใจตายและไปเกิดเป็นนกเขาตัวผู้ ร้อง “เค้าว เค้าว “(กลายเป็นตำนานนกเขาสืบต่อมา)
# กระบวย หมวดหมู่ › ศิลปะและการบันเทิง (699) › พิพิธภัณฑ์ (16) keyword: พิพิธภัณฑ์ กระบวย วันที่เอกสารถูกสร้าง: 08/12/2007 ที่มา: พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม
# ที่ธรณีสงฆ์ หมวดหมู่ › สังคม (2814) › นิติศาสตร์ (399) keyword: นิติศาสตร์ บทความกฎหมาย วันที่เอกสารถูกสร้าง: 07/12/2007 ที่มา: สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ธรณีสงฆ์ เป็นที่ดินที่มีพระราชบัญญัติกำหนดเงื่อนไขการโอนกรรมสิทธิ์หรือเปลี่ยนสภาพไว้เป็นการเฉพาะ ซึ่งจะต้องดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้เป็นการตราเป็นพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกาเท่านั้น การนำหลักเกณฑ์ในหลักกฎหมายเอกชนมาปรับใช้กับที่ดินที่ได้รับการคุ้มครองโดยกฎหมายมหาชนจึงไม่อาจกระทำได้ **คำวินิจฉัยที่อ้างอิง** ขอขอบคุณข้อมูลจาก - [สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา](https://www.openbase.in.thhttp://www.krisdika.go.th/data/lawabout/lawabout11/30.htm)
# สมาธิแก้ความเครียด, หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร หมวดหมู่ › ศาสนาและจิตวิญญาณ (7090) › พุทธศาสนา (6481) keyword: พุทธศาสนา mp3 สมาธิแก้ความเครียด หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร วันที่เอกสารถูกสร้าง: 15/09/2008 ที่มา: http://www.fungdham.com/sound/viriyong.html
# นิทานชาดก (สาลิเกทารชาดก: พญานกแขกเต้ายอดกตัญญู) หมวดหมู่ › ศาสนาและจิตวิญญาณ (7090) › พุทธศาสนา (6481) keyword: พุทธศาสนา e-book พระมหาสุนทร สุนฺทรธฺมโม (เสนาซุย) หนังสือนิทานชาดก เอกสาร นิทานชาดก วันที่เอกสารถูกสร้าง: 09/03/2008 ที่มา: www.dhammathai.org ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถีทรงปรารภภิกษุผู้เลี้ยงโยมหญิงอุปัฏฐากรูปหนึ่ง ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า... กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ หมู่บ้านพราหมณ์ชื่อสาลินทิยะ ในเมืองราชคฤห์ โกลิยพราหมณ์มีไร่ข้าวสาลีประมาณ ๑,๐๐๐ ไร่ มอบให้ลูกจ้างกั้นรั้วดูแลรักษาอยู่ทั้งกลางวันกลางคืน ในที่ไม่ไกลจากไร่นั้น ภูเขาลูกหนึ่งไป มีป่างิ้วใหญ่อยู่แห่งหนึ่ง พระโพธิสัตว์เกิดเป็นพญานกแขกเต้ามีบริวารหลายร้อยตัวอาศัยอยู่ในป่างิ้วนั้น พญานกแขกเต้ามีพ่อแม่ที่แก่เฒ่าอยู่คู่หนึ่งเมื่อพาบริวารออกหากินอิ่มแล้ว ก็จะคาบอาหารกลับมาให้พ่อแม่กินด้วยเป็นประจำ อยู่มาวันหนึ่ง พวกนกแขกเต้าบอกว่า "ปีก่อนฤดูนี้ชาวบ้านจะปลูกข้าวสาลีไว้ที่ไร่ฝั่งโน้น ปีนี้จะยังทำอยู่หรือไม่หนอ" พญานกแขกเต้าจึงใช้ให้นกแขกเต้า ๒ ตัวไปสืบดูก่อน ไม่นานนักนก ๒ ตัวนั้นกลับมาพร้อมกับรวงข้าวสาลีพร้อมกับรายงานว่ามีข้าวสาลีอยู่เต็มไร่ วันรุ่งขึ้น พญานกแขกเต้าจึงพาบริวารบินไปลงกินข้าวสาลีในไร่นั้น คนเฝ้าไร่พยายามวิ่งไล่นกให้หนีไปก็ทำไม่สำเร็จ พญานกแขกเต้ากินอิ่มแล้ว ก็คาบรวงข้าวสาลีไปด้วย ตั้งแต่วันนั้นมานกแขกเต้าก็พากันลงกินข้าวสาลีในไร่นั้นเป็นประจำ จนข้าวสาลีถูกทำลายไปเป็นไร่ คนเฝ้าไร่จึงนำเรื่องไปบอกโกลิยพราหมณ์ให้ทราบว่า "เจ้านาย..ผมไล่มันไม่ไหวแล้วละ ขอคืนไร่ให้ท่านจ้างคนอื่นไปดูแลแทน นกแขกเต้านับร้อยตัว มีนกแขกเต้าคอแดงเท้าแดงตัวหนึ่งนำมา เมื่อขากลับมันยังคาบข้าวสาลีไปอีกด้วย" "เจ้าสามารถจับมันเป็นๆ ได้ไหมล่ะ" เมื่อเขารับคำว่า "ได้ขอรับ" จึงบอกว่า "ถ้าเช่นนั้นเจ้าก็ไม่ต้องออกละ ความเสียหายของข้าวสาลีข้าไม่ว่า ขอเพียงเจ้าจับมันมาให้ได้ก็แล้วกัน" คนเฝ้าไร่รับคำแล้วสบายใจที่เจ้านายไม่ด่าว่า จึงทำบ่วงดักไว้แต่เช้าตรู่แล้วเข้ากระท่อมแอบดูอยู่ ไม่นานพญานกแขกเต้าก็พาบริวารมาลงกินข้าวสาลีเช่นเคยและได้ติดบ่วงที่เขาดักไว้ตั้งแต่แรกลงแต่ก็ต้องอดทนไว้ไม่ร้องอะไรออกมาด้วยเกรงว่าบริวารจะแตกตื่นไม่ได้กินข้าว พอรู้ว่านกทุกตัวกินอิ่มแล้วจึงร้องขึ้น ๓ ครั้ง ฝูงนกได้แตกตื่นบินหนีขึ้นไป ทิ้งไว้แต่พญานกแขกเต้าตัวเดียว คนเฝ้าสวนพอได้ยินเสียงนกแขกแตกตื่นขึ้น ออกจากกระท่อมมาดูเห็นพญานกแขกเต้าติดบ่วงของตน ก็ดีใจจับมัดขาแล้วนำไปให้พราหมณ์ผู้เป็นเจ้าของไร่ โกลิยพราหมณ์จับพญานกแขกเต้าด้วยสองมือวางไว้บนตักด้วยความเอ็นดูถามมันว่า "เจ้านกแขกเต้า ท้องของเจ้าคงจะใหญ่กว่านกตัวอื่นกระมัง เจ้าจึงคาบข้าวสาลีข้าไปมากมาย เจ้าทำฉางข้าวไว้ที่ป่างิ้ว หรือว่าเจ้ากับเรามีเวรแก่กัน"พญานกแขกเต้าพูดเป็นภาษามนุษย์ที่ไพเราะว่า "ข้าพเจ้ากับท่านไม่ได้มีเวรแก่กัน ฉางของข้าพเจ้าก็ไม่มี ข้าพเจ้านำข้าวสาลีไปเพื่อเปลื้องหนี้ีเก่า ให้เขากู้หนี้ใหม่ แล้วฝังขุมทรัพย์ไว้"พราหมณ์ "การเปลื้องหนี้เก่า กู้หนี้และวิธีฝังขุมทรัพย์ของท่านเป็นอย่างไร?"พญานกแขกเต้า "ข้าพเจ้านำข้าวสาลีไปมอบให้บิดามารดาผู้แก่เฒ่าเพื่อเปลื้องหนี้เก่าที่ท่านเลี้ยงข้าพเจ้ามา มอบข้าวสาลีให้ลูกน้อยเพื่อกู้หนี้เมื่อเขาเติบโตแล้วจะได้เลี้ยงข้าพเจ้าตอบ และให้แก่นกผู้พิการทุพพลภาพออกไปหากินไม่ได้ บุญที่ให้ข้าวสาลีแก่นกเหล่านั้น เป็นการฝังขุนทรัพย์ไว้"พราหมณ์พอฟังจบแล้วมีจิตเลื่อมใสยิ่งนักจึงพูดว่า "เจ้าดีจริง ๆ เป็นนกมีคุณธรรม ยอดกตัญญู มนุษย์บางคนยังไม่มีคุณธรรมเหมือนกับเจ้าเลย ข้าขอยกข้าวสาลีทั้งหมดให้เจ้าและพวกญาติได้กินเป็นอาหารอย่างเพียงพอเลยนะ" ว่าแล้วก็แก้เชือกที่ขาพญานกแขกเต้าทาน้ำมันให้แล้วนำข้าวคลุกน้ำผึ้งมาเลี้ยงพญานกนั้น พญานกแขกเต้าให้โอวาทพราหมณ์ว่า "พราหมณ์ ขอท่านจงเป็นผู้ไม่ประมาทเถิด ให้ทานเลี้ยงดูมารดาบิดาผู้แก่เฒ่าเถิด" กล่าวจบก็คืนไร่ข้าสาลีแก่พราหมณ์ ขอรับไว้เพียง ๘ ไร่เท่านั้นแล้วบินกลับคืนป่างิ้วไป เมื่อกลับถึงป่างิ้วพญานกแขกเต้ารับวางรวงข้าวสาลีไว้ต่อหน้าบิดามารดาผู้ลุกขึ้นหัวเราะยินดีได้ทั้งน้ำตานองหน้า ฝูงนกแขกเต้าต่างเข้ามาแสดงความยินดีได้ทั้งน้ำตานองหน้า ฝูกนกแขกเต้าต่างเข้ามาแสดงความยินดีด้วยและถามเป็นเสียงเดียวกันว่า "ท่านรอดมาได้อย่างไร ? ขอรับนาย" พญานกแขกเต้าจึงเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฝูกนกฟัง ฝ่ายโกลิยพราหมณ์ก็ตั้งอยู่ในโอวาทของพญานกแขกเต้าตั้งโรงบริจากทานแก่สมณพราหมณ์ผู้ทรงธรรมและผู้ยากจนทั่วไปประพฤติธรรมจนตราบสิ้นชีวิต นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า :บุตรธิดาควรเลี้ยงดูบิดามารดายามแก่ชรา เพื่อปลดเปลื้องหนี้ที่ตนเคยได้รับการเลี้ยงดูจากท่านในวัยเด็ก
# นิทานม้ง - เก้าปั่งซั่ง หมวดหมู่ › วัฒนธรรม (3270) › ภูมิปัญญาไทย (1652) › ภาษาและวรรณกรรม (290) › นิทาน เรื่องเล่า (116) keyword: นิทาน เรื่องเล่า ม้ง (แม้ว) ภาคเหนือ นิทาน ปกาเกอะญอ วันที่เอกสารถูกสร้าง: 18/01/2008 ที่มา: มูลนิธิกระจกเงา โครงการพิพิธภัณฑ์ชาวเขาออนไลน์ **นิทานม้ง-เก้าปั่งซั่ง** นูไพล้เป็นเด็กกำพร้า พ่อแม่ของเขาตายตั้งแต่ยังเด็ก คนอื่นจึงเรียกเขาว่าตู๊นฉั่ว(เด็กกำพร้า)เขาเป็นคนยากจนมากแต่เขาเป็นคนฉลาด มีไหวพริบและมีวิชา ความรู้ด้านการต่อสู้ เขาหาเลี้ยงชีพด้วยการเลี้ยงวัว เวลาที่เขาเลี้ยงวัวเขามักจะเป่าแคนไปด้วย ณ ใต้บาดาล เจ้าครองบาดาลมีลูกสาวคนหนึ่งชื่อว่าอึ่นเก้าอึ่นจะซึ่งมีหน้าตางดงามมาก เธอเป็นที่หมายปองของบรรดาหนุ่ม ๆ ทั้งบนสวรรค์ และในนรก ลูกชายของ มัจจุราชก็เช่นกัน แต่เจ้าเมืองรู้ว่าเขาเป็นคนไม่ดีจึงไม่ยอมยกลูกสาวให้ ทำให้เขาแค้นใจมากยกทัพมารบกับเมือง บาดาล เจ้าเมืองรู้ว่าเมืองของตนไม่เข้มแข็งพอจึง มีความคิดว่าจะเอามนุษย์มาช่วย เลยส่งคนขึ้นมาตามหา เมื่อขึ้นมาถึงเมืองมนุษย์ก็เห็นว่า ตู๊นฉั่วเป็นคนมีความสามารถ และมีพรสวรรค์ด้านการต่อสู้ จึงพาตัวไป เมืองบาดาล เมื่อการต่อสู้เริ่มขึ้นตู๊นฉั่วต้องสู้กับลูกชายของมัจจุราชและเขาก็เป็นฝ่ายชนะ เจ้าครองบาดาลจึงยกลูกสาวให้ แต่ตอนนั้นเธออยู่ในสภาพ ที่เป็นแม่ไก่ ตู๊นฉั่วไม่รู้ว่า นี่เป็นลูกสาวของเจ้าเมือง เมื่อขึ้นมาถึงโลกมนุษย์จึงรู้ว่าเธอเป็นลูกสาวเจ้าเมือง เขากลับตกหลุมรักทันที ทั้งสอง ใช้ชีวิตด้วยกัน หลายปีผ่านไปเจ้าเมืองส่งคนมา สร้างบ้านให้ลูกสาว ก่อนกลับเจ้าเมืองได้สั่งว่าถ้าหากวันไหนลูกเขยทำให้ลูกสาวเสียใจ จนกลับเมืองบาดาล บ้านและสิ่งต่าง ๆ ที่สร้างไว้จะถูกนำกลับไปด้วย ณ เมืองสวรรค์ ลูกชายของเจ้าครองสวรรค์ทราบว่า อึ่นเก้าอึ่นจะ แต่งงานกับมนุษย์ก็โกรธมาก เขาวางอุบายที่จะนำตัวเธอกลับมาโดยการ ส่งผู้หญิงคนหนึ่งชื่อว่า เก้ากุ๊กเกิ่ง มาหลอกให้ตู๊นฉั่วหลงรัก เก้ากุ๊กเกิ่งชอบมาชวนตู๊นฉั่วออกไปข้างนอกทำให้ อึ่นเก้าอึ่นจะ น้อยใจมาก วันหนึ่ง เก้ากุ๊กเกิ่งใส่ร้ายอึ่นเก้าอึ่นจะว่าเป็นผีไม่ใช่เทพ ชอบดูดเลือดคนแต่ต๊นฉั่วไม่เชื่อ เก้ากุ๊กเกิ่งจึงวางแผน ตอนกลางคืนนางแอบเอาเลือดไปป้าย ปากของอึ่นเก้าอึ่นจะ รุ่งเช้าตู๊นฉั่วเห็นเลือดที่ปากของภรรยาเขาจึงเชื่อ เก้ากุ๊กเกิ่ง วันหนึ่งอึ่นเก้าอึ่นจะไปหาเก้ากุ๊กเกิ่งขอร้องว่าให้เก้ากุ๊กเกิ่งเลิก กับตู๊นฉั่วแต่เธอไม่ยอม วันหนึ่งเก้ากุ๊กเกิ่งบอกกับตู๊นฉั่วว่าให้เขาไล่ภรรยาออกจากบ้านไปแล้วเธอจะมาแต่งงานอยู่กินกับเขา เมื่อตู๊นฉั่วกลับมาบ้านจึงไล่ภรรยาทันที ด้วยความที่เขาคิดว่า อึ่นเกาอึ่นจะเป็นผีดูดเลือด อึ่นเก้าอึ่นจะจึงถามเขาว่า “ พี่จำไม่ได้แล้วเหรอ ถ้าน้องกลับไปบ้านและทรัพย์สินต่าง ๆ จะถูกนำกลับไปด้วย แล้วพี่อยากกลับไปเป็น อย่างเดิมเหรอ ” ตู๊นฉั่วบอกว่าเขาพอใจที่จะเป็นแบบนี้ดีกว่าอยู่กับผู้หญิงใจร้าย หลังจากนั้น อึ่นเก้าอึ่นจะ จึงเดินลงไปยังสระน้ำหลังภูเขา ทันทีที่ลงน้ำทุกสิ่งทุกอย่าง ที่บ้านก็หายไปหมดเลย เหลือแต่กระท่อม ตู๊นฉั่วจึงบอกกับเก้ากุ๊กเกิ่ง ว่าเขาไล่ภรรยากลับไปแล้ว เก้ากุ๊กเกิ่งจึงบอกว่าที่เธอมาที่นี่ต้องการเพียงแค่ให้ทั้งสองคนทะเลา กันเพราะลูกชายเจ้าสวรรค์สั่งเธอมา และตอนนี้ เธอทำงานเสร็จแล้วเธอจะกลับสวรรค์ไปรับรางวัล ตู๊นฉั่วจึงเสียใจมากที่รู้ความจริง เขาจึงกินเหล้าเมาแล้วลงไปที่สระ-น้ำเรียกหาภรรยา ณ เมืองบาดาล เมื่ออึ่นเก้าอึ่นกลับมาถึง เจ้าเมืองบาดาลตกใจมากที่เห็นลูกสาวกลับมาจึงรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นแต่ทำได้แค่ปลอบใจลูกสาว วันหนึ่ง ลูกชายของเจ้าครอง สวรรค์ได้ส่งคนมาสู่ขอเธอ โดยบอกว่าเขารู้ข่าวว่าอึ่นเก้าอึ่นจะกลับมาจากโลกมนุษย์แล้ว เขาต้องการจะแต่งงานกับเธอ เมื่ออึ่นเก้าอึ่นรู้ก็เสียใจมาก เธอจึงบอกคนรับใช้ว่านำเสื้อผ้าของเธอไปไว้ที่ริมสระ เมื่อขึ้นไปถึงก็ได้พบกับตู๊นฉั่ว เขาขอร้องคนรับใช้ทั้งสองให้ ช่วยให้เขาและภรรยาได้พบกัน เขาร้องไห้เสียใจมากจนคนรับใช้ ยอมใจอ่อน โดยคนรับใช้จะช่วยโดยการแปลงร่างเป็นกบแล้วกระโดดลงสระน้ำ แล้วดูดน้ำเพื่อให้ท่านได้พบกัน แต่ระหว่างที่ดูดน้ำ ท่านห้ามหัวเราะโดยเด็ดขาด ถ้าท่านหัวเราะเราจะปล่อยน้ำออกมาเหมือนเดิม ตู๊นฉั่ว รับปาก เมื่อคนรับใช้แปลงร่างเป็นกบแล้วดูดน้ำในสระจนเกือบหมด ตู๊นฉั่วเห็นท้องของทั้งสองใหญ่มาก จึงหลุดหัวเราะออกมา ทั้งสองลอง ดูดน้ำอยู่หลายครั้งจนนางทั้งสองกลับไปยังเมืองบาดาล วันรุ่งขึ้นนางทั้งสองก็ได้เจอตู๊นฉั่วอีกครั้ง คราวนี้สามารถช่วยเขาได้สำเร็จ คนรับใช้ จึงไปแจ้งอึ่นเก้าอึ่นจะรู้ว่าตู๊นฉั่วมาหา นางดีใจมาก เมื่อพบกันนางบอกกับเขาว่า เขามาสายไปเสียแล้วเพราะลูกชายเทวดามาสู่ขอนาง วันสิบห้าค่ำเดือน หน้าเขาจะมารับนางไปอยู่ด้วยแล้ว ขอให้ตู๊นฉั่วคิดว่าเราไม่ใช่เนื้อคู่กัน ตู๊นฉั่วได้ยินดังนั้นก็ไม่ยอม นางบอกว่าถ้าอยากเจอ นางอีกครั้งให้นำโอ่ง9ใบตักน้ำใส่ให้เต็ม แล้วให้มองดูในโอ่งทั้ง 9ใบจะได้เห็น อึ่นเก้าอึ่นจะ พูดจบแล้วนางก็จากไป ตู๊นฉั่วก็กลับมาโลกมนุษย์ วันขึ้นสิบห้าค่ำเดือนต่อมา ตู๊นฉั่วตื่นมาแล้วตักน้ำใส่โอ่งจนเต็ม แต่ด้วยความเหนื่อยทำให้เขาเผลอหลับไป เมื่อตื่นมาอีกครั้งเขาเห็น อึ่นเก้า-อึ่นจะกับลูกชายเทวดา เดินผ่านไปในโอ่งที่หนึ่ง เขาก็วิ่งไปดูใบที่สองจนถึงใบที่เก้า ก่อนจะครบทุกใบ อึ่นเก้าอึ่นจะบอกตู๊นฉั่วว่าเธอตั้งครรภ์ กับเขา ถ้าลูกออกมาเป็นหญิงถือว่าเราไม่ใช่ เนื้อคู่กันแต่ถ้าลูกออกมาเป็นชายก็จะเป็นเนื้อคู่กันและจะได้อยู่ร่วมกัน เวลาผ่านไปนางได้คลอดลูก เป็นผู้ชาย นางส่งคนไปบอกตู๊นฉั่วให้รู้ ตู๊นฉั่วจึงไปขอร้องพ่อตา ให้ช่วย เขาจึงได้ขึ้นไปบนสวรรค์แล้วต่อสู้กับลูกชายเทวดาจนเขาชนะ แล้ว ทั้งสองคนจึงอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขบนโลกมนุษย์
# ความเชื่อภาคตะวันออกเฉียงเหนือ - สิ่งมงคลในบ้าน หมวดหมู่ › วัฒนธรรม (3270) › ประเพณี (780) › พิธีกรรม ความเชื่อ (362) keyword: พิธีกรรม ความเชื่อ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พิธีกรรม วิถีชีวิตไทย เอกลักษณ์ไทย วันที่เอกสารถูกสร้าง: 25/12/2008 ที่มา: ประเพณีไทยดอทคอม http://www.prapayneethai.com/ **สิ่งมงคลในบ้าน** ภาค     ภาคตะวันออกเฉียงเหนือจังหวัด  กาฬสินธุ์ **** **** การปลูกต้นไม้ในบ้าน- ปลูกต้นมะขามหน้าบ้าน เชื่อว่าคนจะเกรงขาม- ปลูกต้นมะยม เชื่อว่าคนจะนิยมชมชอบ- ปลูกต้นเงิน ต้นทอง เชื่อว่าจะมีเงิน มีทอง ฯลฯการจัดที่นอนการจัดที่นอน หรือการนอน ต้องวางหมอน หรือศรีษะไปทางทิศตะวันออกสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในบ้านในบ้านต้องมีพระพุทธรูปกราบไหว้ เพื่อเป็นศิริมงคลสำหรับชาวพุทธทุกครัวเรือน
# อบรมฆราวาส 29, พระอาจารย์สมชาติ ธัมมโชโต หมวดหมู่ › ศาสนาและจิตวิญญาณ (7090) › พุทธศาสนา (6481) keyword: พุทธศาสนา mp3 พระอาจารย์สมชาติ ธัมมโชโต อบรมฆราวาส 29 วันที่เอกสารถูกสร้าง: 21/06/2008 ที่มา: http://fungdham.com/sound/somchart.html
# นายจ้าง/ผู้บังคับบัญชาจะเปิดดู e-mail ของเราได้หรือเปล่า? หมวดหมู่ › วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (172) › อินเทอร์เน็ต (3) keyword: อินเทอร์เน็ต บทความกฎหมาย นายจ้าง ผู้บังคับบัญชา e-mail วันที่เอกสารถูกสร้าง: 25/01/2008 ที่มา: Lawyerthai.com นายจ้าง/ผู้บังคับบัญชาจะเปิดดู e-mail ของเราได้หรือเปล่า? ทุกวันนี้บริษัทห้างร้านหรือหน่วยงานของรัฐต่าง ๆ นอกจากจะมีเว็บไซต์เป็นของตัวเองแล้ว พนักงานของบริษัทหรือหน่วยงานก็ยังสมัครเพื่อขอมี e-mail address ที่เป็นชื่อบริษัทหรือหน่วยงานได้ด้วย ดูโก้ไม่เบาเลยใช่ไหมครับ เวลาส่งเมล์ไปให้ใครเขาดูแล้วก็เห็นว่าเราเป็นคนมีสังกัด ไม่ใช่ลงท้ายด้วย @ hotmail.com หรือ @ yahoo.com นะ แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่าบางหน่วยงานเวลาเขาให้ e-mail address กับพนักงาน เขาก็กำหนด user name กับ password มาให้ด้วยสิครับเสร็จสรรพเลย มีปัญหามันอยู่ตรงนี้ล่ะครับว่าถ้านายจ้าง-ผู้บังคับบัญชารู้ password กับ user name ของเราแล้วเขาจะมาเปิดดู e-mail ของเราจาก e-mail address ของหน่วยงานได้หรือเปล่า ตามกฎหมายของอเมริกาเขากำหนดไว้ชัดเจนเลยครับว่าถ้าเป็น e-mail account ของหน่วยงานน่ะ นายจ้างจะเปิดดู เช็คดูยังไงก็ได้ เพราะเขาถือว่า e-mail account ที่เขาให้กับพนักงานนั้นก็เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติงานครับ การที่นายจ้างไปเปิดดูไม่ใช่การละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัว รวมไปถึงการตรวจดูแฟ้มข้อมูลในฮาร์ดดิสก์คอมพิวเตอร์ของบริษัทด้วยนะครับ นายจ้างจะเปิดดูยังไงก็ได้ แต่ถ้าเป็น e-mail account อื่น นายจ้างจะไปเปิดดูสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้นะครับ อาจจะถูกลูกจ้างฟ้องเอาได้ สำหรับกฎหมายบ้านเราตอนนี้นั้น ยังไม่มีเรื่องเกิดขึ้นเป็นคดีความครับ ผู้เขียนไม่แน่ใจว่าถ้ามีคดีเกิดขึ้นมาศาลจะเอากฎหมายใดมาปรับใช้ เพราะตอนนี้กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลก็ยังเป็นร่างอยู่ครับ คงอีกนานกว่าจะออกที่คิดไว้ตอนนี้ก็คือ ลูกจ้างอาจจะไปฟ้องร้องนายจ้างให้ชดใช้ค่าเสียหายทางแพ่งในฐานละเมิด ซึ่งก็อาจจะต้องรอดูคำพิพากษาของศาลล่ะครับ ว่าศาลท่านจะว่ายังไงในกรณีนี้ ส่วนคดีอาญานั้นยังมองไม่เห็นฐานความผิดใดเลยครับที่จะไปเอาผิดกับนายจ้างได้ -------------------------------------------------------------------------------- ขอขอบคุณข้อมูลจาก Lawyerthai.com ประเภทของหน้า: บทความกฎหมาย
# การละเล่นพื้นบ้านภาคกลาง - รำโทน จ.อ่างทอง หมวดหมู่ › วัฒนธรรม (3270) › ภูมิปัญญาไทย (1652) › การละเล่นพื้นบ้านและนาฏศิลป์ (381) › การแสดงพื้นบ้านและนาฏศิลป์ (141) keyword: การแสดงพื้นบ้านและนาฏศิลป์ ภาคกลาง การละเล่นพื้นบ้าน วิถีชีวิตไทย เอกลักษณ์ไทย วันที่เอกสารถูกสร้าง: 08/12/2008 ที่มา: ประเพณีไทยดอทคอม http://www.prapayneethai.com/ **รำโทน** ภาค     ภาคกลางจังหวัด  อ่างทอง ว่า "รำโทน" สันนิษฐานว่าเรียกเลียนเสียง ตามเครื่องดนตรีที่ใช้ประกอบจังหวะ คือ "โทน" การรำโทน เป็นการละเล่นพื้นบ้านที่ชาวไทยนิยมเล่นกันในเทศกาลต่างๆ **อุปกรณ์การเล่น** **วิธีการเล่น** **ตัวอย่างบทร้อง** **** การเล่นรำโทนเล่นตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ เพื่อเป็นการผ่อนคลายความตึงเครียด หลังจากสิ้นภาวะสงคราม ในหมู่บ้านในเขตอำเภอสามโก้ จังหวัดอ่างทอง ปัจจุบัน คือแหล่งสืบสานเพลง "รำโทน" ในปี พ.ศ. ๒๔๘๓ มีผู้คิดแต่งบทร้องประดิษฐ์ทำนองเพลงให้เข้ากับจังหวะหน้าทับของโทนที่ใช้ เดิมบทร้องจะเป็นบทเชิญชวน สัพยอก หยอกเย้า และบทชมโฉม บทรำพันรักระหว่างหนุ่มสาว บทพรอดพร่ำร่ำลา เป็นบทร้องที่สัมผัสง่าย ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ ๒ ประชาชนนิยมเล่นรำโทนกันมาก โดยดัดแปลงเนื้อเพลงให้เข้ากับสภาวะสงคราม ทำให้เกิดความรักใคร่สามัคคีในกลุ่มชน รวมทั้งเกิดความสนุกสนาน
# พิจารณาอศุภะละจนหลุดพ้น, หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร หมวดหมู่ › ศาสนาและจิตวิญญาณ (7090) › พุทธศาสนา (6481) keyword: พุทธศาสนา mp3 พิจารณาอศุภะละจนหลุดพ้น หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร วันที่เอกสารถูกสร้าง: 12/09/2008 ที่มา: http://www.fungdham.com/sound/viriyong.html
# การละเล่นพื้นบ้านภาคใต้ - สะบ้า หมวดหมู่ › วัฒนธรรม (3270) › ภูมิปัญญาไทย (1652) › การละเล่นพื้นบ้านและนาฏศิลป์ (381) › การละเล่นพื้นบ้าน (141) keyword: การละเล่นพื้นบ้าน ภาคใต้ การละเล่นพื้นบ้าน วิถีชีวิตไทย เอกลักษณ์ไทย วันที่เอกสารถูกสร้าง: 12/12/2008 ที่มา: ประเพณีไทยดอทคอม http://www.prapayneethai.com/ **สะบ้า** **อุปกรณ์** **** **** ๑. ฝึกความแม่นยำในการยิงเป้าหมาย๒. ฝึกความระมัดระวังและกะระยะไม่ให้เกินขอบเขตที่กำหนด๓. ฝึกสายตาเป็นอย่างดี
# นิทานเมี่ยน - พ่อตากับลูกเขย หมวดหมู่ › วัฒนธรรม (3270) › ภูมิปัญญาไทย (1652) › ภาษาและวรรณกรรม (290) › นิทาน เรื่องเล่า (116) keyword: นิทาน เรื่องเล่า เมี่ยน (เย้า) ภาคเหนือ นิทาน เมี่ยน วันที่เอกสารถูกสร้าง: 14/01/2008 ที่มา: มูลนิธิกระจกเงา โครงการพิพิธภัณฑ์ชาวเขาออนไลน์ **นิทานเมี่ยน-พ่อตากับลูกเขย** ลูกเขยบ้านหนึ่งเป็นคนขี้โกหก ชอบไปหลอกคนอื่น พวกเขาพากันหลงเชื่อ พ่อตารู้จึงหมั่นไส้ก็เลยท้าทายลูกเขยว่า “ ใคร ๆ ก็ว่า เอ็ง ขี้โกหกแล้ววันนี้ ลองมาโกหกฉันดูซิ ”“ ใคร ๆ ก็ชอบว่าผมว่าผมขี้โกหก พ่อแม่ผมรุมด่าว่าผม ถ้าพ่ออยากให้ผมโกหกพ่อช่วยดู ต้นทางให้หน่อยสิ ” พ่อตาก็เลยปีนขึ้นไปบนต้นไม้ แล้วบอกลูกเขยว่า “ ถ้าพ่อแม่เอ็งมา ข้าจะบอกเอ็งให้รู้ ” “ ผมยังไม่ทันโกหกเลย พ่อรีบปีนขึ้นไปบนนั้นทำไม ” พ่อตาไม่ยอมแพ้บอกว่า “ เขาบอกว่านอกจากเอ็งจะโกหกเก่งแล้วยังขี้ขโมยอีกด้วย ข้ามีแพะกับห่านอย่างละตัว เอ็งลองไปขโมยดูสิ ” "แพะกับห่านอยู่ตรงไหนล่ะ ” ลูกเขยถาม “ ห่านนะเราจับขังไว้ที่นอน ส่วนแพะจับขังไว้ที่ข้างขอบเตียง ” ลูกเขยจึงวางแผนว่าจะไปขโมยเอาแพะ กับห่านที่แม่ยายจับไว้ในตอนกลางคืน พ่อตาหลับเพลินไม่รู้ว่าลูกเขยเข้ามาขโมยห่าน เขาเอาเชือกที่ผูกห่านออกไปแล้ว เอามือแม่ยายมา วางไว้แทน เอาสุนัขมาเฝ้าไว้ตรงประตูออกไปแล้วเอาหม้อสีดำมาวางไว้แทนที่แล้วเอาไส้แพะมาห้อยที่ตู้กับข้าว แม่ยายสะดุ้งตื่นขึ้นมาดู พ่อตาก็เตรียมค้อนไว้ทุบลูกเขย พอเหลือบเห็นไส้แพะแขวนไว้ที่ตู้กับข้าวก็ตกใจนึกว่างู จึงทุบทำให้ข้าวของถ้วยชามแตกเสียหาย ทั้งสองคน ก็นึกแปลกใจว่าทำไมสุนัขไม่เห่า พอจะตีสุนัขให้ตื่นก็ไปโดนหม้อ หม้อก็แตกอีก รุ่งเช้า ลูกเขยยังหลอกพ่อตาอีกว่ามีปลาในลำห้วยเยอะ ทั้งสองจึงตกลงไปจับปลาด้วยกัน เมื่อไปถึงลำห้วย ลูกเขยบอกให้พ่อตาไปหาเก็บใบตอง มามุงหลังคาไว้ทำที่หลบฝน พอพ่อตาออกไปเก็บใบตองลูกเขยก็เดินทางกลับบ้านไปหลอกแม่ยายว่า เขาไปจับปลากับพ่อตาแล้วจู่ๆ พ่อตาก็ ตกน้ำหายไปเลย แม่ยายรู้จึงเตรียมเสื้อผ้าเพื่อเอาไปเปลี่ยนให้ศพ แม่ยายกำลังเก็บของอยู่ ลูกเขยก็กลับไปบอกพ่อตาว่าที่บ้านไฟไหม้ หมดแล้ว พ่อตาตกใจรีบกลับบ้าน พ่อตากับแม่ยายจึงวิ่งสวนทางกัน เลยได้รู้ว่าโดนลูกเขยหลอก ตั้งแต่นั้นมาลูกเขยกับพ่อตาต่างคนต่างไม่ไว้ใจยัง