1
stringlengths 13
42
⌀ | 2
stringlengths 14
40
⌀ | 3
stringlengths 14
43
| 4
stringlengths 14
40
⌀ |
|---|---|---|---|
อันกรุงไกรใหญ่ยาวสิบเก้าโยชน์
|
ภูเขาโขดเป็นกำแพงบุรีศรี
|
สะพรึบพร้อมไพร่ฟ้าประชาชี
|
ชาวบุรีหรรษาสถาวร
|
มีเอกองค์นงลักษณ์อัครราช
|
พระนางนาฏนามปทุมเกสร
|
สนมนางแสนสุรางคนิกร
|
ดังกินนรน่ารักลักขณา
|
มีโอรสสององค์ล้วนทรงลักษณ์
|
ประไพพักตร์เพียงเทพเลขา
|
ชื่ออภัยมณีเป็นพี่ยา
|
พึ่งแรกรุ่นชันษาสิบห้าปี
|
อันกุมารศรีสุวรรณนั้นเป็นน้อง
|
เนื้อดังทองนพคุณจำรูญศรี
|
พึ่งโสกันต์ชันษาสิบสามปี
|
พระชนนีรักใคร่ดังนัยนา
|
สมเด็จท้าวบิตุรงค์ดำรงราชย์
|
แสนสวาทลูกน้อยเสน่หา
|
จะเสกสองครองสมบัติขัตติยา
|
แต่วิชาสิ่งใดไม่ชำนาญ
|
จึงดำรัสเรียกพระโอรสราช
|
มาริมอาสน์แท่นสุวรรณแล้วบรรหาร
|
พ่อจะแจ้งเจ้าจงจำคำโบราณ
|
อันชายชาญเชื้อกษัตริย์ขัตติยา
|
ย่อมพากเพียรเรียนไสยศาสตร์เวท
|
สิ่งวิเศษสืบเสาะแสวงหา
|
ได้ป้องกันอันตรายนครา
|
ตามกษัตริย์ขัตติยาอย่างโบราณ
|
พระลูกรักจักสืบวงศ์กษัตริย์
|
จงรีบรัดเสาะแสวงแห่งสถาน
|
หาทิศาปาโมกข์ชำนาญชาญ
|
เป็นอาจารย์พากเพียรเรียนวิชา ฯ
|
บัดนั้นพี่น้องสองกษัตริย์
|
ประนมหัตถ์อภิวันท์ด้วยหรรษา
|
จึงทูลความตามจิตเจตนา
|
ลูกคิดมาจะประมาณก็นานครัน
|
หวังแสวงไปตำแหน่งสำนักปราชญ์
|
ซึ่งรู้สาตราเวทวิเศษขยัน
|
ก็สมจิตเหมือนลูกคิดทุกคืนวัน
|
พอแสงจันทร์แจ่มฟ้าจะลาจร
|
แล้วก้มกราบบิตุราชมาตุรงค์
|
ทั้งสององค์ลูบหลังแล้วสั่งสอน
|
จะเดินทางกลางป่าพนาดร
|
จงผันผ่อนตรึกจำคำโบราณ
|
จะพูดจาสารพัดบำหยัดยั้ง
|
จนลุกนั่งน้ำท่ากระยาหาร
|
แม้นหลับนอนผ่อนพ้นที่ภัยพาล
|
อดบันดาลโกรธขึ้งจึงสบาย
|
พระพี่น้องสององค์ทรงสดับ
|
เคารพรับบังคมด้วยสมหมาย
|
พระเชษฐาบัญชาชวนน้องชาย
|
มาสรงสายสาคเรศบนเตียงรอง
|
แล้วแต่งองค์สอดทรงเครื่องกษัตริย์
|
เนาวรัตน์เรืองศรีไม่มีสอง
|
แล้วลีลามาสถิตบนแท่นทอง
|
จนย่ำฆ้องสุริยนสนธยา
|
จึงชวนกันจรจรัลจากสถาน
|
ออกทวารเบื้องบูรพทิศา
|
ศศิธรจรแจ้งกระจ่างตา
|
ทั้งสองราเดินเรียงมาเคียงกัน ฯ
|
ล่วงตำบลชนบทไปหลายบ้าน
|
เข้าดอนด่านแดนไพรพอไก่ขัน
|
เสียงเสือกวางกลางเนินพนมวัน
|
ให้หวั่นหวั่นวังเวงหวาดฤทัย
|
จนแสงทองรองเรืองอร่ามฟ้า
|
พระสุริยาเยื้องเยี่ยมเหลี่ยมไศล
|
คณานกเริงร้องคะนองไพร
|
เสียงเรไรจักจั่นสนั่นเนิน
|
ทั้งสององค์เหนื่อยอ่อนเข้าผ่อนพัก
|
หยุดสำนักลำเนาภูเขาเขิน
|
ครั้นหายเหนื่อยเมื่อยล้าอุตสาห์เดิน
|
พิศเพลินมิ่งไม้ในไพรวัน
|
บ้างผลิดอกออกผลพวงระย้า
|
ปีบจำปาสุกรมนมสวรรค์
|
พระอภัยมณีศรีสุวรรณ
|
ต่างชิงกันเก็บพลางตามทางมา
|
พระพี่เก็บกาหลงส่งให้น้อง
|
เดินประคองเคียงกันด้วยหรรษา
|
พระน้องเก็บมะลุลีให้พี่ยา
|
ทั้งสองราเดินดมแล้วชมเชย
|
เห็นมะม่วงพวงผลพึ่งสุกห่าม
|
ทำไม้ง่ามน้อยน้อยสอยเสวย
|
อร่อยหวานปานเปรียบรสนมเนย
|
อิ่มแล้วเลยล่วงทางมากลางดง
|
ครั้นสิ้นแสงสุริยาทิพากร
|
สำนักนอนเนินผาป่าระหง
|
ทั้งสองแสนเหนื่อยยากลำบากองค์
|
บาทบงสุ์บวมบอบระบมตรม
|
พระเชษฐาอาลัยถึงไอศวรรย์
|
กับกำนัลน้อยน้อยนางสนม
|
น้องคะนึงถึงพี่เลี้ยงแลนางนม
|
กับบรมบิตุเรศพระมารดา ฯ
|
สิบห้าวันดั้นเดินในไพรสณฑ์
|
ถึงตำบลบ้านหนึ่งใหญ่หนักหนา
|
เรียกว่าบ้านจันตคามพราหมณ์พฤฒา
|
มีทิศาปาโมกข์อยู่สองคน
|
อาจารย์หนึ่งชำนาญในการยุทธ์
|
ถึงอาวุธซัดมาดั่งห่าฝน
|
รำกระบองป้องกันกายสกนธ์
|
รักษาตนมิให้ต้องคมศัสตรา
|
อาจารย์หนึ่งชำนาญในการปี่
|
ทั้งดีดสีแสนเสนาะเพราะหนักหนา
|
ผู้ใดฟังวังเวงในวิญญาณ์
|
เคลิ้มนิทราลืมกายดังวายปราณ
|
อันสองท่านราชครูนั้นอยู่ตึก
|
จดจารึกอักขราไว้หน้าบ้าน
|
เป็นข้อความตามมีวิชาการ
|
แสนชำนาญเลิศลบภพไตร
|
แม้ผู้ใดใครจะเรียนวิชามั่ง
|
จงอ่านหนังสือแจ้งแถลงไข
|
ถ้ามีทองแสนตำลึงมาถึงใจ
|
จึงจะได้ศึกษาวิชาการ ฯ
|
วันนั้นพระอภัยมณีศรีสุวรรณ
|
จรจรัลเข้ามาถึงหน้าบ้าน
|
เห็นลิขิตปิดไว้กับใบทวาร
|
พระทรงอ่านแจ้งจิตในกิจจา
|
อันท่านครูอยู่ตึกตำแหน่งนี้
|
ฝีปากปี่เป่าเสนาะเพราะหนักหนา
|
จึงดำรัสตรัสแก่พระน้องยา
|
อันวิชาสิ่งนี้พี่ชอบใจ
|
แต่เที่ยวดูเสียให้รู้ทั้งย่านบ้าน
|
ท่านอาจารย์ยังจะมีอยู่ที่ไหน
|
ตรัสพลางย่างเยื้องครรไลไป
|
ถึงตึกใหญ่ที่ครูอยู่สำนัก
|
เห็นแผ่นผาจารึกลายลิขิต
|
เข้ายืนชิดอ่านดูรู้ประจักษ์
|
ท่านอาจารย์การกระบองก็คล่องนัก
|
ได้ทองหนักแสนตำลึงจึงได้เรียน
|
จึงบัญชาว่ากับพระน้องแก้ว
|
พ่อเห็นแล้วหรือที่ลายลิขิตเขียน
|
สองอาจารย์ปานดวงแก้ววิเชียร
|
เจ้ารักเรียนที่ท่านอาจารย์ใด
|
อนุชาว่าการกลศึก
|
น้องนี้นึกรักมาแต่ไหนไหน
|
ถ้าเรียนรู้รำกระบองได้ว่องไว
|
จะชิงชัยข้าศึกไม่นึกเกรง
|
พระเชษฐาว่าจริงแล้วเจ้าพี่
|
วิชามีแล้วใครไม่ข่มเหง
|
แต่ใจพี่นี้รักทางนักเลง
|
หมายว่าเพลงดนตรีนี้ดีจริง
|
ถึงการเล่นเป็นที่ประโลมโลก
|
ได้ดับโศกสูญหายทั้งชายหญิง
|
แต่ขัดสนจนจิตคิดประวิง
|
ด้วยทรัพย์สิ่งหนึ่งนี้ไม่มีมา ฯ
|
ศรีสุวรรณปัญญาฉลาดแหลม
|
จึงยิ้มแย้มเยื้อนตอบพระเชษฐา
|
ธำมรงค์เรือนมณีมีราคา
|
จะคิดค่าควรแสนตำลึงทอง
|
พอบูชาอาจารย์เอาต่างทรัพย์
|
เห็นจะรับสอนสั่งเราทั้งสอง
|
อันตัวน้องนี้จะอยู่ด้วยครูกระบอง
|
หัดให้คล่องเชี่ยวชาญชำนาญดี
|
ขอพระองค์จงเสด็จไปท้ายบ้าน
|
อยู่ศึกษาอาจารย์ข้างดีดสี
|
ครั้นเสร็จสมปรารถนาไม่ช้าที
|
จะตามพี่ไปหาที่อาจารย์
|
พระอภัยได้คิดถึงคำน้อง
|
ต่างยิ้มย่องปรีดิ์เปรมเกษมศานต์
|
เข้าหยุดยั้งสั่งเสียกันเสร็จการ
|
กลับไปหาอาจารย์ดังใจนึก
|
ศรีสุวรรณกุมารชาญฉลาด
|
ยุรยาตรเยื้องย่างมาข้างตึก
|
เห็นภูมิฐานเคหาโอฬารึก
|
ทั้งที่ฝึกสอนสานุศิษย์มี
|
มองเขม้นเห็นพราหมณ์พฤฒาเฒ่า
|
กระหมวดเกล้าเอนหลังนั่งเก้าอี้
|
ดูรูปร่างอย่างเยี่ยงพระโยคี
|
กระบองสี่ศอกวางไว้ข้างกาย
|
ก็แจ้งว่าอาจารย์เจ้าของตึก
|
เห็นสมนึกเหมือนจิตที่คิดหมาย
|
กระทั่งไอให้เสียงเป็นแยบคาย
|
แล้วก้มกายเข้าไปหาท่านอาจารย์ ฯ
|
ฝ่ายพราหมณ์พรหมโบราณอาจารย์เฒ่า
|
เป็นพงศ์เผ่าพฤฒามหาศาล
|
ชำเลืองเนตรแลดูเห็นกุมาร
|
สีสัณฐานผุดผ่องดังทองทา
|
ดูแน่งน้อยรูปร่างเหมือนอย่างหุ่น
|
พึ่งแรกรุ่นน่ารักเป็นนักหนา
|
อร่ามเรืองเครื่องประดับระยับตา
|
ก็รู้ว่ากษัตริย์ขัตติย์วงศ์
|
จึงขยดลดเลื่อนลงนั่งใกล้
|
แล้วถามไถ่ข้อความตามประสงค์
|
มีธุระอะไรในใจจง
|
เจ้าจึงตรงมาหาจงว่าไป ฯ
|
หน่อกษัตริย์ขัตติย์วงศ์ทรงสดับ
|
น้อมคำนับเล่าแจ้งแถลงไข
|
พระบิดาข้าบำรุงซึ่งกรุงไกร
|
บัญชาให้เที่ยวหาวิชาการ
|
จึงดั้นเดินเนินป่ามาถึงนี่
|
พอเห็นมีอักขราอยู่หน้าบ้าน
|
รู้ว่าท่านพฤฒาเป็นอาจารย์
|
ขอประทานพากเพียรเรียนวิชา
|
แต่โปรดเกล้าคราวมาข้ายากแค้น
|
อันทองแสนตำลึงนั้นไม่ทันหา
|
ธำมรงค์เรือนมณีฉันมีมา
|
ตีราคาควรแสนตำลึงทอง
|
แล้วถอดแหวนวงน้อยที่ก้อยขวา
|
ให้พฤฒาทดแทนคุณสนอง
|
ตาพราหมณ์เฒ่าเอาสำลีประชีรอง
|
ขอดประคองไว้ในผมให้สมควร
|
แล้วไต่ถามนามวงศ์ถึงพงศา
|
สนทนาปรีดิ์เปรมเกษมสรวล
|
อยู่เคหาตาพราหมณ์ไม่ลามลวน
|
ครั้นค่ำชวนหน่อไทเข้าไสยา
|
ถึงยามดึกฝึกสอนในการยุทธ์
|
เพลงอาวุธดาบดั้งให้ตั้งท่า
|
กระบองกระบี่ถี่ถ้วนทุกวิชา
|
ค่อยศึกษาตั้งใจจะให้ดี ฯ
|
ฝ่ายเชษฐามาถึงที่ท้ายบ้าน
|
ก็เข้าหาอาจารย์ที่ดีดสี
|
เอาธำมรงค์ทรงนิ้วดัชนี
|
ให้พราหมณ์ตีค่าแสนตำลึงทอง ฯ
|
ฝ่ายครูเฒ่าพินทพราหมณ์รามราช
|
แสนสวาทรักใคร่มิได้หมอง
|
ให้ข้าไทใช้สอยคอยประคอง
|
เข้าในห้องหัดเพลงบรรเลงพิณ
|
แล้วพาไปยอดเขาให้เป่าปี่
|
ที่อย่างดีสิ่งใดก็ได้สิ้น
|
แต่เสือช้างกลางไพรถ้าได้ยิน
|
ก็ลืมกินน้ำหญ้าเข้ามาฟัง
|
ประมาณเสร็จเจ็ดเดือนโดยวิตถาร
|
พระกุมารได้สมอารมณ์หวัง
|
สิ้นความรู้ครูประสิทธิ์ไม่ปิดบัง
|
จึงสอนสั่งอุปเท่ห์เป็นเล่ห์กล
|
ถ้าแม้นว่าข้าศึกมันโจมจับ
|
จะรบรับสารพัดให้ขัดสน
|
เอาปี่เป่าเล้าโลมน้ำใจคน
|
ด้วยเล่ห์กลโลกาห้าประการ
|
คือรูปรสกลิ่นเสียงเคียงสัมผัส
|
เกิดกำหนัดลุ่มหลงในสงสาร
|
ให้ใจอ่อนนอนหลับดังวายปราณ
|
จึงคิดอ่านเอาชัยเหมือนใจจง
|
แล้วให้ปี่ที่เพราะเสนาะเสียง
|
ยินสำเนียงถึงไหนก็ใหลหลง
|
อวยพรพลางทางหยิบธำมรงค์
|
คืนให้องค์กุมาราแล้วว่าพลัน
|
ซึ่งดนตรีตีค่าไว้ถึงแสน
|
เพราะหวงแหนกำชับไว้ขับขัน
|
ใช่ประสงค์ตรงทรัพย์สิ่งสุวรรณ
|
จะป้องกันมิให้ไพร่ได้วิชา
|
ต่อกษัตริย์เศรษฐีที่มีทรัพย์
|
มาคำนับจึงได้ดังปรารถนา
|
จงคืนเข้าบุรีรักษ์นครา
|
ให้ชื่นจิตพระบิดาแลมารดร ฯ
|
หน่อกษัตริย์โสมนัสด้วยสมนึก
|
จดจารึกคำท่านอาจารย์สอน
|
พิไรร่ำอำลาด้วยอาวรณ์
|
แล้วบทจรจากบ้านอาจารย์ตน ฯ
|
ฝ่ายว่านฤบดีศรีสุวรรณ
|
ก็เข้มขันกลศึกที่ฝึกฝน
|
ทั้งโล่เขนเจนจัดหัดประจญ
|
ในการกลอาวุธสุดทำนอง
|
จนหมดสิ้นความรู้ท่านครูเฒ่า
|
จึงเรียกเจ้าเข้านั่งสองต่อสอง
|
เลือกล้วนเหล็กมะลุลีตีกระบอง
|
ให้เป็นของคู่หัตถ์กษัตรา
|
ทั้งธำมรงค์วงนั้นก็คืนให้
|
แถลงไขข้อความตามปริศนา
|
เหมือนอาจารย์คนนั้นที่พรรณนา
|
แล้วพฤฒาอวยชัยไปจงดี
|
หน่อกษัตริย์สุริย์วงศ์ทรงสดับ
|
น้อมคำนับปรีดิ์เปรมเกษมศรี
|
ครรไลลาอาจารย์จรลี
|
ตามวิถีแถวทางถนนมา
|
พอมาพบพี่ชายที่ท้ายบ้าน
|
สองสำราญสรวลสันต์แล้วหรรษา
|
ต่างเล่าความตามที่เรียนรู้วิชา
|
แล้วพี่พาน้องเดินดำเนินไป
|
ออกจากบ้านจันตคามข้ามทิวทุ่ง
|
หมายตรงกรุงรัตนาเข้าป่าใหญ่
|
สิบห้าวันบรรลุถึงเวียงชัย
|
พอท้าวไทสุทัศน์กษัตรา
|
ออกแท่นทองท้องพระโรงจำรูญศรี
|
แสนเสนีเฝ้าแหนอยู่แน่นหนา
|
พระพี่น้องสององค์ก็ตรงมา
|
เฝ้าบิดาที่ท้องพระโรงชัย ฯ
|
กรุงกษัตริย์สุริย์วงศ์พระทรงยศ
|
เห็นโอรสยินดีจะมีไหน
|
เรียกมานั่งข้างแท่นทองประไพ
|
แล้วถามไถ่ทุกข์ยากเมื่อจากวัง
|
หนึ่งพี่น้องสองเสาะแสวงหา
|
ได้วิชาเสร็จสมอารมณ์หวัง
|
หรือปลอดเปล่าเล่าให้บิดาฟัง
|
พ่อนี้นั่งคอยท่าทุกราตรี ฯ
|
พระพี่น้องสององค์ทรงสวัสดิ์
|
ประสานหัตถ์น้อมประณตบทศรี
|
พระเชษฐาทูลแถลงแจ้งคดี
|
ลูกเรียนกลดนตรีชำนาญชาญ
|
ศรีสุวรรณนั้นเรียนในการยุทธ์
|
เพลงอาวุธเข้มแข็งกำแหงหาญ
|
ทั้งสองสิ่งยิ่งยวดวิชาการ
|
ใครจะปานเปรียบได้นั้นไม่มี ฯ
|
ท้าวสุทัศน์ฟังอรรถโอรสราช
|
บรมนาถขัดข้องให้หมองศรี
|
โกรธกระทืบบาทาแล้วพาที
|
อย่าอวดดีเลยกูไม่พอใจฟัง
|
อันดนตรีปี่พาทย์ตะโพนเพลง
|
เป็นนักเลงเหล่าโลนเล่นโขนหนัง
|
แต่พวกกูผู้หญิงที่ในวัง
|
มันก็ยังเรียนร่ำได้ชำนาญ
|
อันวิชาอาวุธแลโล่เขน
|
ชอบแต่เกณฑ์ศึกเสือเชื้อทหาร
|
เป็นกษัตริย์จักรพรรดิพิสดาร
|
มาเรียนการเช่นนั้นด้วยอันใด
|
ลูกกาลีมีแต่จะขายหน้า
|
ช่างชั่วช้าทุจริตผิดวิสัย
|
จะให้อยู่เวียงวังก็จังไร
|
ชอบมาไสคอส่งเสียจากเมือง
|
ไปเที่ยวเล่นเป็นปีแล้วมิสา
|
มาพูดจาให้กูคันหูเหือง
|
พระพิโรธโกรธตรัสด้วยขัดเคือง
|
แล้วย่างเยื้องจากบัลลังก์เข้าวังใน ฯ
|
แสนสงสารพี่น้องสองกษัตริย์
|
บิดาตรัสโกรธาไม่ปราศรัย
|
อัปยศอดสูเสนาใน
|
ทั้งน้อยใจผินหน้าปรึกษากัน
|
พระเชษฐาว่าโอ้พ่อเพื่อนยาก
|
สู้ลำบากบุกป่าพนาสัณฑ์
|
มาถึงวังยังไม่ถึงสักครึ่งวัน
|
ยังไม่ทันทดลองทั้งสองคน
|
พระกริ้วกราดคาดโทษว่าโฉดเขลา
|
พี่กับเจ้านี้ก็เห็นไม่เป็นผล
|
อยู่ก็อายไพร่ฟ้าประชาชน
|
ผิดก็ด้นดั้นไปในไพรวัน
|
แล้วสวมสอดกอดน้องประคองหัตถ์
|
สองกษัตริย์โศกทรงกันแสงศัลย์
|
พระอภัยมณีศรีสุวรรณ
|
ก็พากันซวนซบสลบไป
|
ฝ่ายมหาเสนาพฤฒามาตย์
|
เห็นหน่อนาถนิ่งแน่เข้าแก้ไข
|
ทั้งสองตื่นฟื้นกายระกำใจ
|
ชลนัยน์แนวนองทั้งสององค์ ฯ
|
พระเชษฐาว่ากรรมแล้วน้องเอ๋ย
|
อย่าอยู่เลยเรามาไปไพรระหง
|
มิทันสั่งอำมาตย์ญาติวงศ์
|
ทั้งสององค์ออกจากจังหวัดวัง
|
พระพี่ชายชวนเดินดำเนินหน้า
|
อนุชาโฉมงามมาตามหลัง
|
พระออกนอกนคราเข้าป่ารัง
|
ครั้นเหนื่อยนั่งสนทนาปรึกษากัน
|
อันตัวเราพี่น้องทั้งสองนี้
|
ไม่มีที่พึ่งใครในไพรสัณฑ์
|
ทั้งโภชนาอาหารกันดารครัน
|
ยังนับวันก็แต่กายจะวายปราณ ฯ
|
พระอนุชาว่าพี่นี้ขี้ขลาด
|
เป็นชายชาติช้างงาไม่กล้าหาญ
|
แม้นชีวันยังไม่บรรลัยลาญ
|
ก็เซซานซอกซอนสัญจรไป
|
เผื่อพบพานบ้านเมืองที่ไหนมั่ง
|
พอประทังกายาอยู่อาศัย
|
มีความรู้อยู่กับตัวกลัวอะไร
|
ชีวิตไม่ปลดปลงคงได้ดี ฯ
|
พระเชษฐาว่าจริงแล้วน้องรัก
|
เจ้าแหลมหลักตักเตือนสติพี่
|
กระนั้นแต่งองค์ไปทำไมมี
|
ให้เป็นที่กังขาประชาชน
|
เราปลอมแปลงแต่งกายเป็นชายไพร่
|
เหมือนยากไร้แรมทางมากลางหน
|
สองกษัตริย์ตรัสคิดเห็นชอบกล
|
จึงปลดเปลื้องเครื่องต้นออกจากกาย
|
เอาภูษาผ้าห่มห่อกระหวัด
|
แล้วคาดรัดเอวไว้มิให้หาย
|
ศรีสุวรรณนั้นคุมกระบองกราย
|
พระพี่ชายถือปี่แล้วลีลา
|
ค่อนดั้นเดินเนินพนมพนาเวศ
|
สีขเรศห้วยธารละหานผา
|
ครั้นค่ำค้างกลางวันก็ไคลคลา
|
กินผลาผลไม้ในดงดอน
|
แต่เดินทางกลางเถื่อนได้เดือนเศษ
|
ออกพ้นเขตเขาไม้ไพรสิงขร
|
ถึงเนินทรายชายทะเลชโลธร
|
ในสาครคลื่นลั่นสนั่นดัง
|
ค่อยย่างเหยียบเลียบริมทะเลลึก
|
ถึงร่มพฤกษาไทรดังใจหวัง
|
ทั้งสองราล้าเลื่อยเหนื่อยกำลัง
|
ลงหยุดนั่งนอนเล่นเย็นสบาย ฯ
|
จะจับบทบุตรพราหมณ์สามมาณพ
|
ได้มาพบคบกันเล่นเป็นสหาย
|
คนหนึ่งชื่อโมราปรีชาชาย
|
มีแยบคายชำนาญในการกล
|
เอาฟางหญ้ามาผูกสำเภาได้
|
แล้วแล่นไปในจังหวัดไม่ขัดสน
|
คนหนึ่งมีวิชาชื่อสานน
|
ร้องเรียกฝนลมได้ดังใจจง
|
คนหนึ่งนั้นมีนามพราหมณ์วิเชียร
|
เที่ยวร่ำเรียนสงครามตามประสงค์
|
ถือธนูสู้ศึกนึกทะนง
|
หมายจะปลงชีวาปัจจามิตร
|
ธนูนั้นลั่นทีละเจ็ดลูก
|
หมายให้ถูกที่ตรงไหนก็ไม่ผิด
|
ล้วนแรกรุ่นร่วมรู้คู่ชีวิต
|
เคยไปเล่นเป็นนิจที่เนินทราย
|
พอแดดร่มลมตกลงชายเขา
|
ขึ้นสำเภายนต์ใหญ่ดังใจหมาย
|
ออกจากบ้านอ่านมนต์เรียกพระพาย
|
แสนสบายบุกป่ามาบนดิน
|
ถึงทะเลเล่นตรงลงในน้ำ
|
เที่ยงลอยลำเล่นมหาชลาสินธุ์
|
มาใกล้ไทรสาขาริมวาริน
|
ก็ได้ยินสุรเสียงสำเนียงคน
|
End of preview. Expand
in Data Studio
README.md exists but content is empty.
- Downloads last month
- 6