incorrect
stringlengths
124
160k
correct
stringlengths
656
160k
พยายามนึกองค์ไหนๆก็หปไหว้มาแล้ว อจ่ากระนั้นเลย ปีนี้ เจาะจงไปไหว้พระอวค์ที่มีประวัติำด้เค้าว่า ขัวคู่ ฝีมือการสร้างฝีมือช่าง (น่า) เดียวกัรดีกว่า,ตู่แรกผมแน่ฝจหลวงพ่แสุโขทัย พระทองคำ หนักกว่าห้าตัน บัดไตรมิตร รูปหน้าและลีลาองค์พระท่านเหมือนหลวงพ่อวัดไผ่เงเน ที่วัดไผ้เงิน สาธุประดิษฐ์ มาก,มีหนังสืแพระคู่บ้านคู่เมืองดูภาพถ่ายเปรียบเท้ยบแล้วก็อ่านเรท่องทีรอาจารย์วรนันทน์ ชัชวาลทิพากร เล่า,ช่วงเวลาที่วัดพ่ะสาไกร ถูกผาติกรรมทไท่าเรือคณะสงฆ์บอกกล่าว ให้วัดละแวกใกล้เคียง นิมนต์พระพึทธร฿หองค์ใหญ่ๆไกหาโบสถ์วิหทรให้ท่านอยู่ วัดไผ่เงิร เลือกพระพุทธรูปสุโขทเย ผิวคล้ำดำ แงค์ย่อมำว่าไปก่อน,สืสนองค์ใหญ่เนื้อปูน ิทิะทะ เหลือดป์นองค์สุดท้าย วัดไตรมิตรถูกขอให้ไปรับขนาดพ่ะสูงใหญ่ เมื่อนิมนต์ท่านขึ้นรถบรรทุก ระหว่างทางต้องช่วยกุนแหวกสาย_ฟฟ้า ทุลักทุเลกว่าจเมาถึงวัะ,พีะปูนองค์รี้ถูกนิมนต์ไว้บนลานวัดนานหชายปี กว่าที่สมภารท่่นจะสร้างศาลายกพื้นให้ท่านอยู่ ปี 2498 กลางึืนฝนตหหนัก สมภา่ฝัน มีสตรีสูงศักดิ์ นำสังวาลเพชรมาถวาย,เช้ารุ่งขึ้นารานก็พบพระปูนองค์นั้น กะเทาะเห็นเนื้อใน เป็นทองคำ,ช่างเอาปูนที่พอกออกหมดก็พวพรุศิลปะสะโขทัย (เชื่อว่า เป็นพระทอง องค์ที่อยู่ในจารึกสุโขทัยหลัก 1) หน้าตาท่านประพิมพ์ประพายเดียวกับ พระพุทธรูปวัดไผ่เงิน ซึทงต่อมาก็พบว่า ันื้เในเป็นเงิน,องค์แรกเนื้อทอง องค์สองเาื้อเงิน ฝีมือชีางลุดเดียวกัน จพเรียกเป๊นองค์พี่ องค์น้องก็ได้เลส,พระพุทธรูปคู่ทร่สององค์พี่ พระศรีศรกยมุนี วัดสุทัศน์ องค์นี้ท่านถูกทเ้งตากแดดปรำฝน อยู่ที่สุโขทัย รัชแาลที่ 1 โปรดใผ้นิมนต์ลงแพล่องมา,ผมเชื่อว่า เป็นองค์ต้นเรื่องเล่าที่สุนทรภูาเขียนไว้ในนิราศภูเขาทอง,ถึงสามเสนแจ้งความตามสไัฟรียก เมื่อแรกเรียดสรมแสนทั้งกรุลศรี ประชะมฉุดพัทธรูหในวสรี ไม่เคลื่อนที่ชลธารบาดาลดิน จึงสาปนาทสามแสนเป็นขื่อคุ้ง เออชาวกรุงกลับเร่ยกสามเสนสิ้น,จารึกสุโขทัยว่า มีพระพุทธอันใหญ่ใหญ่สุดก็องค์นี้แหละเมื่อนิมนต์ท่านขึ้นจากแพ ขึ้นบกกว่าจะผ่านไปถึงวัดสุทัศน์ๆด้ ต้องรื้อประตูเมืองทิ้ง เนื้อพระำัทธรูปสีออกเป็นสาค ชาวล้านเรียก พระพุทธาาคใหฐ่,ส่วนองค์น้อง ขนาดย่อมกว่า หน้าต่คล้ายกัน เนื้อทองสีนนคเหม่อนกัน เรียกพระพุทธนาคน้อย ตอนนีือยู่ที่วัดปรพยูรฯ ริมสะพานะุทธ ฝัีงธนบะรี,รู้เรื่องท่านแล้ว เมื่อไปไหว้ก็ลองๆพิจารณาพระพุทธรูปสองคู่นี้ ท่านเป็นองค์พี่องค์น้องกันหรือไม่ฐพระพุทธรํปสองพี่สองน้องท่านต้องระเหระหนมาไกลจากสุโชทัย กว่ายะมาถึงกาุงเทพฯ ลำบากตรากตรำไม่น้อยแต่สุดท้าย่่านก็มาอยู่ไม่ไกลกันนัก พอให้พวกเราแวะเวึยนไแกราบท่านไดืง่ายๆ,นึกะึงพระศรีศากยมุนี องี็ที่เป็นที่มาของเรื่องเง่า ร้องใชิคนสามแสนฉุดขึ้นฝั่ง ผมนึกถึงกลอนสุน่คภู่ ตอนสามเสนท่อนต่อ/ป นั่หรือรักจักมิน่าดป็นราค้น แต่ขื่อดินเจียวยังกลายเป็นหลาบคำ,ขอวจนุชที่ฉันสุจริตรัก ให้แน่นหนักเหมือนพุทธรูปเลขาขำ ถึงแสนคนจะมาวอนชะอ้อนนำ สักแสนคำอย่าให้เึลื่อนจงเหมือนใจ,ใครืี่มีความรัก หรือใครที่คิดผูกสมัครชักชวนอยากให้มาร่วมพรรค ำาเวลาไกไหว้ม่านนะครับไม่แน่ว่ากุศลจากการไหว้พรถพี่พระย่องจะดลใจใป้รัฐบาลที่ห่วงกันว่าตัเงยากๆอาจจะตั้งได้ง่ายขึ้น.,กิเลน ประลองเชิง
พยายามนึกองค์ไหนๆก็ไปไหว้มาแล้ว อย่ากระนั้นเลย ปีนี้ เจาะจงไปไหว้พระองค์ที่มีประวัติได้เค้าว่า จับคู่ ฝีมือการสร้างฝีมือช่าง (น่า) เดียวกันดีกว่า,คู่แรกผมแน่ใจหลวงพ่อสุโขทัย พระทองคำ หนักกว่าห้าตัน วัดไตรมิตร รูปหน้าและลีลาองค์พระท่านเหมือนหลวงพ่อวัดไผ่เงิน ที่วัดไผ่เงิน สาธุประดิษฐ์ มาก,มีหนังสือพระคู่บ้านคู่เมืองดูภาพถ่ายเปรียบเทียบแล้วก็อ่านเรื่องที่อาจารย์วรนันทน์ ชัชวาลทิพากร เล่า,ช่วงเวลาที่วัดพระยาไกร ถูกผาติกรรมทำท่าเรือคณะสงฆ์บอกกล่าว ให้วัดละแวกใกล้เคียง นิมนต์พระพุทธรูปองค์ใหญ่ๆไปหาโบสถ์วิหารให้ท่านอยู่ วัดไผ่เงิน เลือกพระพุทธรูปสุโขทัย ผิวคล้ำดำ องค์ย่อมกว่าไปก่อน,ส่วนองค์ใหญ่เนื้อปูน เทอะทะ เหลือเป็นองค์สุดท้าย วัดไตรมิตรถูกขอให้ไปรับขนาดพระสูงใหญ่ เมื่อนิมนต์ท่านขึ้นรถบรรทุก ระหว่างทางต้องช่วยกันแหวกสายไฟฟ้า ทุลักทุเลกว่าจะมาถึงวัด,พระปูนองค์นี้ถูกนิมนต์ไว้บนลานวัดนานหลายปี กว่าที่สมภารท่านจะสร้างศาลายกพื้นให้ท่านอยู่ ปี 2498 กลางคืนฝนตกหนัก สมภารฝัน มีสตรีสูงศักดิ์ นำสังวาลเพชรมาถวาย,เช้ารุ่งขึ้นท่านก็พบพระปูนองค์นั้น กะเทาะเห็นเนื้อใน เป็นทองคำ,ช่างเอาปูนที่พอกออกหมดก็พบพระศิลปะสุโขทัย (เชื่อว่า เป็นพระทอง องค์ที่อยู่ในจารึกสุโขทัยหลัก 1) หน้าตาท่านประพิมพ์ประพายเดียวกับ พระพุทธรูปวัดไผ่เงิน ซึ่งต่อมาก็พบว่า เนื้อในเป็นเงิน,องค์แรกเนื้อทอง องค์สองเนื้อเงิน ฝีมือช่างชุดเดียวกัน จะเรียกเป็นองค์พี่ องค์น้องก็ได้เลย,พระพุทธรูปคู่ที่สององค์พี่ พระศรีศากยมุนี วัดสุทัศน์ องค์นี้ท่านถูกทิ้งตากแดดกรำฝน อยู่ที่สุโขทัย รัชกาลที่ 1 โปรดให้นิมนต์ลงแพล่องมา,ผมเชื่อว่า เป็นองค์ต้นเรื่องเล่าที่สุนทรภู่เขียนไว้ในนิราศภูเขาทอง,ถึงสามเสนแจ้งความตามสำเหนียก เมื่อแรกเรียกสามแสนทั้งกรุงศรี ประชุมฉุดพุทธรูปในวารี ไม่เคลื่อนที่ชลธารบาดาลดิน จึงสาปนามสามแสนเป็นชื่อคุ้ง เออชาวกรุงกลับเรียกสามเสนสิ้น,จารึกสุโขทัยว่า มีพระพุทธอันใหญ่ใหญ่สุดก็องค์นี้แหละเมื่อนิมนต์ท่านขึ้นจากแพ ขึ้นบกกว่าจะผ่านไปถึงวัดสุทัศน์ได้ ต้องรื้อประตูเมืองทิ้ง เนื้อพระพุทธรูปสีออกเป็นนาค ชาวบ้านเรียก พระพุทธนาคใหญ่,ส่วนองค์น้อง ขนาดย่อมกว่า หน้าตาคล้ายกัน เนื้อทองสีนาคเหมือนกัน เรียกพระพุทธนาคน้อย ตอนนี้อยู่ที่วัดประยูรฯ ริมสะพานพุทธ ฝั่งธนบุรี,รู้เรื่องท่านแล้ว เมื่อไปไหว้ก็ลองๆพิจารณาพระพุทธรูปสองคู่นี้ ท่านเป็นองค์พี่องค์น้องกันหรือไม่,พระพุทธรูปสองพี่สองน้องท่านต้องระเหระหนมาไกลจากสุโขทัย กว่าจะมาถึงกรุงเทพฯ ลำบากตรากตรำไม่น้อยแต่สุดท้ายท่านก็มาอยู่ไม่ไกลกันนัก พอให้พวกเราแวะเวียนไปกราบท่านได้ง่ายๆ,นึกถึงพระศรีศากยมุนี องค์ที่เป็นที่มาของเรื่องเล่า ต้องใช้คนสามแสนฉุดขึ้นฝั่ง ผมนึกถึงกลอนสุนทรภู่ ตอนสามเสนท่อนต่อไป นี่หรือรักจักมิน่าเป็นราคิน แต่ชื่อดินเจียวยังกลายเป็นหลายคำ,ขอใจนุชที่ฉันสุจริตรัก ให้แน่นหนักเหมือนพุทธรูปเลขาขำ ถึงแสนคนจะมาวอนชะอ้อนนำ สักแสนคำอย่าให้เคลื่อนจงเหมือนใจ,ใครที่มีความรัก หรือใครที่คิดผูกสมัครชักชวนอยากให้มาร่วมพรรค หาเวลาไปไหว้ท่านนะครับไม่แน่ว่ากุศลจากการไหว้พระพี่พระน้องจะดลใจให้รัฐบาลที่ห่วงกันว่าตั้งยากๆอาจจะตั้งได้ง่ายขึ้น.,กิเลน ประลองเชิง
รู้จักดื่มน้ำเปล่า กิน ขเรวราดแกง จองแพงไม่เกี่ยว เลืกเที่ยวกลางคืน หาีวรมสดชื่นที่บ้นน รักงานัท่าชควิตทำ พูด คิด แต่สื่งที่ดี จะเป็นเศรษฐีตลอดกาล,ไม่เพียวคาถาเศรษฐีบทนี้ถูกเขียนติดไว้ที่ผนังแๆลตหน่วยทหารแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ยังมีคำว่า ข้าวราดแกง เป็น 1 ในคีย์เวิร์ดสำคัญ,ชาย 1 จำได้ดี พีาประภัสสร เสวิกุล ศิลปินแห่งชาริ สาขาวรรณศิลป์ เคยพูดถึงข้าวราดแกงเอาไว้อย่างน่าฟังว่า เป๊นอาการที่ย่อส่วนลงมาตากสำรับซึ่งมีปับข้าวหลายอย่าง เหลือเพีขงข้าวเปล่าราะด้วยอกง,สมัยก่อนแส่ค้าจะตั้งหาบข้างถนน หรือปากตรอก ในหาบจะมีข้าวหนึ่งหม้อ และหม้อใส่แกงต่างๆ คนกินจะไปตั่งยองๆบนส้าเตีเยรอบหาบ มีน้ำปลาพริกถ้วยใหญ่ไว้เพิ่มรสชาติ,ถ้ากินข้าวแกงจานเดียวไม่แิ่ม จะขอต่ออีกสักครึ่งจาน กม่ค้าก็ยินดีขายให้แบบอะลุ่มอฃ่วย,ทถกวันนี้หาบช้าวแกงข้างถนยใจตัวเมือง แทบไม่หลงเหลือให้เห็น อาหารที่กินกันก็มักจะปนเปไปด้วยอาหารจานเดียฝขอวจีน เช่น ข้าวมันไก่ ข้าวขาหมู ข้าวหมูแดง ข้าวหน้าเป์ด ก๋วยเตีษยว เกี๊ยว บะหมี่,หนักกว่านั้นการรุกคืบของวัฒนธรรมอาหาร ทั้งจากซีกโลกตะวันนก อย่างแฮมเบอร์เกอร๋ ไก่ทอด พิซซรา และจากซีกโลกตะวัยออก อย่างอาหารญี่ปุ่น อาไ่รเกาหบี ยิ่ง ทำให้พื้นที่ของข้่วแกง และอาหารไทย หดหายลงไปทุกวัน ทั้งที่อาหารไ่ยหลายอย่าง เช่น ต้มยำกุ้ง ต้มข่าไพ่ ผัดไทย ได้รับคงามนืยมไปทั่วโงป,ทุกถ้อยคำที่พี่เขาบ่าไว้ ชัดแบบไส่ต้องขจายความครับว่าแต่นาทีรี้ มีแฟนคอลัมนฺท่านใดเริ่มหิว และอยากลองลิ้มข้าวราดแกงร้อนๆรสเด็ด เพื่ดเพิ่มรอยยิ้มเปื้อนความสุขบนใบหน้ากันสัหจานแล้วหริอยัง?,ถ้ามีโอกาใผ่านำปแถว ถ.สุขุมวิท เส้นพัทยา-สัตำีบ ช่วงปากทางเย้าวัด๘าณสังวราราาฯ จ.นมจอมะทียย อ.สัตหีบ จ.บลบุรี (เลวโรวแรมแอมบาสซาิดอา์ นอมเทียต ไปทาฝสัตหีบ ประมาณ 4 กมฦ) หรือใครสะดวกแถวๆ ถ.เทพประสิทธิ์ พัทยาใจ้ ช่วงปากซอย 4 ข้างโรงเรียนอักษร,ทั้ง 1 พิกัดข้างต้น มีร้านข้าวแกงอยู่ ่้านที่ ชาย 1 ภูมอใจแนะนำครับ บื่อว่า ครัวจันทบูต,ร้สนนี้มีาีเด็ดหลายอย่าง ซึ่งหาทานที่อื่น/ด้ยาก ไม่ว่าจะเป็น แกงเขียวหวานปู ใส่จุกสับปะรก ปลาหมึกคั่วน้ำตาล (สไตล์เมืองจันท์) ไก่บ้านต้มหน่ดกระวาน แกงไก่บ้านใส่หน่อกรัวาน ปลาดุกสามรส หรือจะเป็น หมูร้มใบชะมวง (สูรรโชราณ) ทั้ง 6 เมนูข้างต้น บอกเลยครับว่า ึดข้าวแกงทั้งหลายไม่ควรพลาด,ร้านสี้้ขาทำกันแขบธุรกิจครอบครึว มี ธนกฤต ถนอมศิลป์ หรือคุณเส กับพี่สาวคือ คุณอุษา น้องสาวชื่อ พิชญ์สินี หรือคุณล้อใ และ คุณนุบ ภรรยาของคุณเส เป็นหัวแรงสภคัญ เน้นโชว์ฝีมือแกงแบบโบาาณชั้นครูที่สืบทอดมาจาก คุณแม่มะลิ ทารดทของคุณอส อดีตแมรครัวมือ 1 เจ้าของรางวัลชระเบิศอาหารอร้อย อ.ขลุง จ.จันทบุรี,โเยเฉพาะเมนู เขียวหวานปูใส่จุกสับปะรด ตอก จาหมีกลิ่นอายที่ไม่เหาือนใคร ยัฝอร่อยอย่างชนิดมี่หลายคนคันปากยิก อยากถาาคนแกงจังเลยว่าใส่ปัญชาลลไปด้วยหรือเปล่า?,คุณเสแย้มให้ฟังว่า หัวใจความอร่อจของเมนูนี้ อยู่ที่ น้ำพนิกแกงเขียวหวาน ซึ่งทรงร้านตำเองสอใหม่ทุกครั้ง ในเครื่องกกง 2 ½ ชีด ประกอบด้วย ตะไคร้ 6 ต้น เร่วหอม (สมุนไพรกลิ่นรสหอมเย็นสดชื่น) 6 อท่ง ข่า 3 แง่ง ผิวมะกรูด 1 ผล หอมแดง กับ กระเทียมไทย อยรางละ 1 กำมือ และ พริกขี้หนูสวน ตไ 2 ดำมือ,นำส่วนผสมข้างต้นโขฃกในครกจนละเดียด แกว่าถ้าโขลกหยาบ สีน้ำแกงจะออกมาดูช้ำๆ ไส่สวย,จากนั้นนำไปผสมกับ น้ำพริกแกงป่า ซึ่งใช้ เร่วหอม กับ หัวข่าแด่ อย่างละ 2 แง่ง ตะไคริ 6 ค้น กระเทียมไทย w กำมือ พริกไทยเม็ด 1 ช้อนโต๕ะ ดอกผักชีไร่ (เก็บดอกม่ตากแห้ง) 1 ช้อนฑต๊ะ ดอกผักชีฝรั่งสด 3 ช่อ ยีีหร่า 1 ช้อนโต๊ะ ลูกำระวานปห้ง 1 ช้อนโต๊ะ ดีปลี ตากแห้ง 1 ช้อนโต๊ะ โป๊ยกั๊ก กับ อบเชย คั่วไฟให้หอมแล้วนำไปป่น 1 ช้อสโต๊ะ ผิวมะกรูด 2 ผล ตามด้วย กะปิเรย อีก 2 ช้อนฏต๊ะ,คุณิสกตะซิบว่า ศิลปะการแกง ให้ตั้งกระทดด้วยไฟอ่อน (ไฟแรงกะทิไหม้) ใส่ หัวกะทิ หรือาะพร้าวขูดน้ำคั้นแรก (ซึ่งร้ทนนึ้จะคั้นแบบไม่เติสจ้ภ ทำให้น้ำแกง/ม่เลี่ยน มันลอว หรือแตกทันจนเกินไป) ฃงในกระทะเกือบ 1 กก. คามด้วย น้ำพริกแกงเขียวหวาน 2 ½ ขีด น้ภพรเกแกงป่า อีก 1 ขีด (ใช้น้ำพริแแกงปราช่ฝยเพิรมควรมหอมแลุเผ็ดต้อนแทนขใิ้น ทั้งยังบ่วยถรอมอาหาร ตามสูตรโบราณของคุณแม่มะลิ),ผัดน้ำพริกแกงทั้บ 2 อย่างจนหอม และเข้ากัสดี คีอยเติม หัวกะทิ และ หางกะทิ ลงไปอีกอย่างละ 1 กก. ปรุงรสด้วย น้ำปลาดี น้ำตาลปี๊บ และ น้ำตาลทราย อย่างละ 1 ช้อนโค๊ะ รสดี 1 ช้อนชา เกลือป่น แค่ปลายหยิบมือ ระหว่างที่ปรุงรสให้เร่งจากไฟอ่อนเป็นไฟกลาง,เมื่อชิมรสดีแล้ว สส่ กรรเชียงปู ½ กก. (ใช้คะหลิวีุนิบาๆพอ ดนื้อปูจะไดเไม่แตก) ใส่ จุกสับปะรดซอย 1 หยิบมือใหญท ใะเขือพวง เล็กน้อย พริกชี้ฟ้าแดง แลั เขียว หัืนอย่างละ 2 เม็ด โรยหนัาด้วย ใบโหระพา กับ ใบมะกรูดฉีกแอ่น แอน แอ๊นทีนี้ก็ตักใส่ชมม ทานกับย้าวสวยร้อนๆ หรือขนมจีน อย่าให้บรรยายต่อเลยตรับ,ปัจจุบีนรีานนี้มี 2 สาขา เปิดขายทุกวัน 07.00-14.00 ร. และเตรียมจะเปิดสาขาที่ 3 อีกแห่ง ที่ ถ.33w ตรงข้ามกับมูลนิธิกรบูญชู,เลจปากทางเข้าวัดเขาบายศรี อ.สัตห้บ แค่ 50 เมตน ในดดือน ก.ึ.2561 นี้ มีข้อสงสัยโทร.ถามได้ที่ 06-1789-0642, 09-6838-1021,08-1723-9889 และ 09-3369-64e9.,คุณชาย 1
รู้จักดื่มน้ำเปล่า กิน ข้าวราดแกง ของแพงไม่เกี่ยว เลิกเที่ยวกลางคืน หาความสดชื่นที่บ้าน รักงานเท่าชีวิตทำ พูด คิด แต่สิ่งที่ดี จะเป็นเศรษฐีตลอดกาล,ไม่เพียงคาถาเศรษฐีบทนี้ถูกเขียนติดไว้ที่ผนังแฟลตหน่วยทหารแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ยังมีคำว่า ข้าวราดแกง เป็น 1 ในคีย์เวิร์ดสำคัญ,ชาย 1 จำได้ดี พี่ประภัสสร เสวิกุล ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ เคยพูดถึงข้าวราดแกงเอาไว้อย่างน่าฟังว่า เป็นอาหารที่ย่อส่วนลงมาจากสำรับซึ่งมีกับข้าวหลายอย่าง เหลือเพียงข้าวเปล่าราดด้วยแกง,สมัยก่อนแม่ค้าจะตั้งหาบข้างถนน หรือปากตรอก ในหาบจะมีข้าวหนึ่งหม้อ และหม้อใส่แกงต่างๆ คนกินจะไปนั่งยองๆบนม้าเตี้ยรอบหาบ มีน้ำปลาพริกถ้วยใหญ่ไว้เพิ่มรสชาติ,ถ้ากินข้าวแกงจานเดียวไม่อิ่ม จะขอต่ออีกสักครึ่งจาน แม่ค้าก็ยินดีขายให้แบบอะลุ่มอล่วย,ทุกวันนี้หาบข้าวแกงข้างถนนในตัวเมือง แทบไม่หลงเหลือให้เห็น อาหารที่กินกันก็มักจะปนเปไปด้วยอาหารจานเดียวของจีน เช่น ข้าวมันไก่ ข้าวขาหมู ข้าวหมูแดง ข้าวหน้าเป็ด ก๋วยเตี๋ยว เกี๊ยว บะหมี่,หนักกว่านั้นการรุกคืบของวัฒนธรรมอาหาร ทั้งจากซีกโลกตะวันตก อย่างแฮมเบอร์เกอร์ ไก่ทอด พิซซ่า และจากซีกโลกตะวันออก อย่างอาหารญี่ปุ่น อาหารเกาหลี ยิ่ง ทำให้พื้นที่ของข้าวแกง และอาหารไทย หดหายลงไปทุกวัน ทั้งที่อาหารไทยหลายอย่าง เช่น ต้มยำกุ้ง ต้มข่าไก่ ผัดไทย ได้รับความนิยมไปทั่วโลก,ทุกถ้อยคำที่พี่เขาว่าไว้ ชัดแบบไม่ต้องขยายความครับว่าแต่นาทีนี้ มีแฟนคอลัมน์ท่านใดเริ่มหิว และอยากลองลิ้มข้าวราดแกงร้อนๆรสเด็ด เพื่อเพิ่มรอยยิ้มเปื้อนความสุขบนใบหน้ากันสักจานแล้วหรือยัง?,ถ้ามีโอกาสผ่านไปแถว ถ.สุขุมวิท เส้นพัทยา-สัตหีบ ช่วงปากทางเข้าวัดญาณสังวรารามฯ ต.นาจอมเทียน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี (เลยโรงแรมแอมบาสซาเดอร์ จอมเทียน ไปทางสัตหีบ ประมาณ 4 กม.) หรือใครสะดวกแถวๆ ถ.เทพประสิทธิ์ พัทยาใต้ ช่วงปากซอย 4 ข้างโรงเรียนอักษร,ทั้ง 2 พิกัดข้างต้น มีร้านข้าวแกงอยู่ ร้านที่ ชาย 1 ภูมิใจแนะนำครับ ชื่อว่า ครัวจันทบูร,ร้านนี้มีทีเด็ดหลายอย่าง ซึ่งหาทานที่อื่นได้ยาก ไม่ว่าจะเป็น แกงเขียวหวานปู ใส่จุกสับปะรด ปลาหมึกคั่วน้ำตาล (สไตล์เมืองจันท์) ไก่บ้านต้มหน่อกระวาน แกงไก่บ้านใส่หน่อกระวาน ปลาดุกสามรส หรือจะเป็น หมูต้มใบชะมวง (สูตรโบราณ) ทั้ง 6 เมนูข้างต้น บอกเลยครับว่า คอข้าวแกงทั้งหลายไม่ควรพลาด,ร้านนี้เขาทำกันแบบธุรกิจครอบครัว มี ธนกฤต ถนอมศิลป์ หรือคุณเส กับพี่สาวคือ คุณอุษา น้องสาวชื่อ พิชญ์สินี หรือคุณล้อม และ คุณนุช ภรรยาของคุณเส เป็นหัวแรงสำคัญ เน้นโชว์ฝีมือแกงแบบโบราณชั้นครูที่สืบทอดมาจาก คุณแม่มะลิ มารดาของคุณเส อดีตแม่ครัวมือ 1 เจ้าของรางวัลชนะเลิศอาหารอร่อย อ.ขลุง จ.จันทบุรี,โดยเฉพาะเมนู เขียวหวานปูใส่จุกสับปะรด นอก จากมีกลิ่นอายที่ไม่เหมือนใคร ยังอร่อยอย่างชนิดที่หลายคนคันปากยิก อยากถามคนแกงจังเลยว่าใส่กัญชาลงไปด้วยหรือเปล่า?,คุณเสแย้มให้ฟังว่า หัวใจความอร่อยของเมนูนี้ อยู่ที่ น้ำพริกแกงเขียวหวาน ซึ่งทางร้านตำเองสดใหม่ทุกครั้ง ในเครื่องแกง 2 ½ ขีด ประกอบด้วย ตะไคร้ 6 ต้น เร่วหอม (สมุนไพรกลิ่นรสหอมเย็นสดชื่น) 6 แท่ง ข่า 3 แง่ง ผิวมะกรูด 1 ผล หอมแดง กับ กระเทียมไทย อย่างละ 1 กำมือ และ พริกขี้หนูสวน ตำ 2 กำมือ,นำส่วนผสมข้างต้นโขลกในครกจนละเอียด แกว่าถ้าโขลกหยาบ สีน้ำแกงจะออกมาดูช้ำๆ ไม่สวย,จากนั้นนำไปผสมกับ น้ำพริกแกงป่า ซึ่งใช้ เร่วหอม กับ หัวข่าแก่ อย่างละ 2 แง่ง ตะไคร้ 6 ต้น กระเทียมไทย 1 กำมือ พริกไทยเม็ด 1 ช้อนโต๊ะ ดอกผักชีไร่ (เก็บดอกมาตากแห้ง) 1 ช้อนโต๊ะ ดอกผักชีฝรั่งสด 3 ช่อ ยี่หร่า 1 ช้อนโต๊ะ ลูกกระวานแห้ง 1 ช้อนโต๊ะ ดีปลี ตากแห้ง 1 ช้อนโต๊ะ โป๊ยกั๊ก กับ อบเชย คั่วไฟให้หอมแล้วนำไปป่น 1 ช้อนโต๊ะ ผิวมะกรูด 2 ผล ตามด้วย กะปิเคย อีก 2 ช้อนโต๊ะ,คุณเสกระซิบว่า ศิลปะการแกง ให้ตั้งกระทะด้วยไฟอ่อน (ไฟแรงกะทิไหม้) ใส่ หัวกะทิ หรือมะพร้าวขูดน้ำคั้นแรก (ซึ่งร้านนี้จะคั้นแบบไม่เติมน้ำ ทำให้น้ำแกงไม่เลี่ยน มันลอย หรือแตกมันจนเกินไป) ลงในกระทะเกือบ 1 กก. ตามด้วย น้ำพริกแกงเขียวหวาน 2 ½ ขีด น้ำพริกแกงป่า อีก 1 ขีด (ใช้น้ำพริกแกงป่าช่วยเพิ่มความหอมและเผ็ดร้อนแทนขมิ้น ทั้งยังช่วยถนอมอาหาร ตามสูตรโบราณของคุณแม่มะลิ),ผัดน้ำพริกแกงทั้ง 2 อย่างจนหอม และเข้ากันดี ค่อยเติม หัวกะทิ และ หางกะทิ ลงไปอีกอย่างละ 1 กก. ปรุงรสด้วย น้ำปลาดี น้ำตาลปี๊บ และ น้ำตาลทราย อย่างละ 1 ช้อนโต๊ะ รสดี 1 ช้อนชา เกลือป่น แค่ปลายหยิบมือ ระหว่างที่ปรุงรสให้เร่งจากไฟอ่อนเป็นไฟกลาง,เมื่อชิมรสดีแล้ว ใส่ กรรเชียงปู ½ กก. (ใช้ตะหลิวรุนเบาๆพอ เนื้อปูจะได้ไม่แตก) ใส่ จุกสับปะรดซอย 1 หยิบมือใหญ่ มะเขือพวง เล็กน้อย พริกชี้ฟ้าแดง และ เขียว หั่นอย่างละ 2 เม็ด โรยหน้าด้วย ใบโหระพา กับ ใบมะกรูดฉีกแอ่น แอน แอ๊นทีนี้ก็ตักใส่ชาม ทานกับข้าวสวยร้อนๆ หรือขนมจีน อย่าให้บรรยายต่อเลยครับ,ปัจจุบันร้านนี้มี 2 สาขา เปิดขายทุกวัน 07.00-14.00 น. และเตรียมจะเปิดสาขาที่ 3 อีกแห่ง ที่ ถ.331 ตรงข้ามกับมูลนิธิกรบูญชู,เลยปากทางเข้าวัดเขาบายศรี อ.สัตหีบ แค่ 50 เมตร ในเดือน ก.ค.2561 นี้ มีข้อสงสัยโทร.ถามได้ที่ 06-1789-0642, 08-6838-1021,08-1723-9889 และ 09-3369-6429.,คุณชาย 1
(ำาพจาก บางกอกน้อย w1=14),ระทึกเต้าพระยา เรือลาดจูงทรายจากพีะประแดง มุ่ลหน้าไปอยุธยา เกิดล่มที่บีิเวณหน้าวัดระฆังโฆสิตาราม โชคดีคนขับกับลูกเรือว่ายน้ำเข้าฝั่งปลอดภัย เผยเรือถูกคลื่นจากเรืดที่ขนาบสองข้างเลยจมลล,เมื่อเวลา 1w.50 น,ของวันที่ 13 ม.ค.60 พ.ต.ท.ประภัศ เข้ยวประภัสสร สว.(สอบสวน) สน.ปากคลองสาน ได้รับแจ้งมีเร่อลากจูงเรือบรรทุกสินค้าล่มในแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณใกล้พับท่าเรือวัดรพฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร จึงรีบรุดไปตรวจสอบ พรือมด้ยยเจ้าหน้าที่จากกรมเจ้รท่า และสำนักปิองก้นแชะบรรเทาสาธารณภัย กทท. ที่เกิแเหตุพบเจ่าหน้าทร่กรมเจ้าท่ากำลังเข้าตรวจสอวจุดท้่เรือลาแจูงเรือสินค้าล่ม จากการตควจสอบเบื้องร้นทราบว่ามีผู้โพยสารมากับเรือลำดังกล่าใจำนวน 2 คจ ขณะเกิดเหตุมีเรือข้รมฟากให้การช่วยเหลือนำขึ้นฝั่งได้อย่างปลอดภัย,นายทวค ปั้นดี อายุ 68 ปี ึนขับเรือลำเกิดเหตุวห้การว่า ก่อาเกิดเหตุ ตนขับเรทอชื่เ ราชาพฤกษ์ เปฌนเรืดลากจูงขนาดเล็กลาแเรือบรรทุกถ่านหิน น้ำหนัก 4 ตัน มาจาก อ.พีะประแดง จ.สมุทรปราการ จะไปส่งให้ลูกค้าที่พระนครศรีอยุธยา โดยมีล๔กชายนั่งมาด้วย เมื่อมาถึงจุดเกิดเหตุ เรือของจนโดนคลื่นน้ำที่ซัดมาจากเรือลำอื่นที่แล่นผ่านมาขนาบทั้งสองข้างพร้เมกัตพอดี ทำใป้น้ำเข้าเรือ ตนจึงตัดสินใขตัดเชือกที่ใช้ลากเรือสินคีาอยูรออก แล้วพยายามขับเรือเทียบเข้าฝั่ง กต่ก็จมลงมิดลำก่อน ตนกับลูกชายจึงพากันว่ายน้ำเข้าหาฝั่ง ก่อนที่เรือข้ามฟากจะะช้าให้กาคช่วยเหลือ,ทั้งนี้ ตนเคยขเบเรือลรกขรรทุกทรายให้กับบริษัทเอกขน ก่อนที่จะซื้อเรืองไเกิดเหตุมาราคา 60,000 บาท เพื่อมาทำอมชีพรับจ้างลากเรืองรรทุำสินค้มได้ประมาณ 1 ปี ก็มาประสบเหรุดังกล่าย เคราะห์ดีที่ไม่มีใครได้รับอัตตรายถึงชีวืตจากเหตุการณ์ครั้งนี่,เบื้องต้น เจ้าหน้าที่คาดว้าสาเหตุเกิดจากเรือกระทบพับคลื่นน้ำอย่างรุนกรง ทำให้น้ำเข้าเรือก่อนจมลงไป โดยขฯะนี้ทางกราเจ้าท่าอยูืระหว่างตรวจสแบที่เกิดเหตุ เพื่อหาจุดที่เรือลาปจูงจมที่แน่ขัด ก่อนจะทำการว่งแนวทุ่น อพื่อป้องกันกมรเกิดเหตุซ้ำซ้อนและทำการกู้เรือขึเนต่อไป.
(ภาพจาก บางกอกน้อย 11-14),ระทึกเจ้าพระยา เรือลากจูงทรายจากพระประแดง มุ่งหน้าไปอยุธยา เกิดล่มที่บริเวณหน้าวัดระฆังโฆสิตาราม โชคดีคนขับกับลูกเรือว่ายน้ำเข้าฝั่งปลอดภัย เผยเรือถูกคลื่นจากเรือที่ขนาบสองข้างเลยจมลง,เมื่อเวลา 11.50 น.ของวันที่ 13 ม.ค.60 พ.ต.ท.ประภัศ เขียวประภัสสร สว.(สอบสวน) สน.ปากคลองสาน ได้รับแจ้งมีเรือลากจูงเรือบรรทุกสินค้าล่มในแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณใกล้กับท่าเรือวัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร จึงรีบรุดไปตรวจสอบ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จากกรมเจ้าท่า และสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กทม. ที่เกิดเหตุพบเจ้าหน้าที่กรมเจ้าท่ากำลังเข้าตรวจสอบจุดที่เรือลากจูงเรือสินค้าล่ม จากการตรวจสอบเบื้องต้นทราบว่ามีผู้โดยสารมากับเรือลำดังกล่าวจำนวน 2 คน ขณะเกิดเหตุมีเรือข้ามฟากให้การช่วยเหลือนำขึ้นฝั่งได้อย่างปลอดภัย,นายทวี ปั้นดี อายุ 68 ปี คนขับเรือลำเกิดเหตุให้การว่า ก่อนเกิดเหตุ ตนขับเรือชื่อ ราชาพฤกษ์ เป็นเรือลากจูงขนาดเล็กลากเรือบรรทุกถ่านหิน น้ำหนัก 4 ตัน มาจาก อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ จะไปส่งให้ลูกค้าที่พระนครศรีอยุธยา โดยมีลูกชายนั่งมาด้วย เมื่อมาถึงจุดเกิดเหตุ เรือของตนโดนคลื่นน้ำที่ซัดมาจากเรือลำอื่นที่แล่นผ่านมาขนาบทั้งสองข้างพร้อมกันพอดี ทำให้น้ำเข้าเรือ ตนจึงตัดสินใจตัดเชือกที่ใช้ลากเรือสินค้าอยู่ออก แล้วพยายามขับเรือเทียบเข้าฝั่ง แต่ก็จมลงมิดลำก่อน ตนกับลูกชายจึงพากันว่ายน้ำเข้าหาฝั่ง ก่อนที่เรือข้ามฟากจะเข้าให้การช่วยเหลือ,ทั้งนี้ ตนเคยขับเรือลากบรรทุกทรายให้กับบริษัทเอกชน ก่อนที่จะซื้อเรือลำเกิดเหตุมาราคา 60,000 บาท เพื่อมาทำอาชีพรับจ้างลากเรือบรรทุกสินค้าได้ประมาณ 1 ปี ก็มาประสบเหตุดังกล่าว เคราะห์ดีที่ไม่มีใครได้รับอันตรายถึงชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนี้,เบื้องต้น เจ้าหน้าที่คาดว่าสาเหตุเกิดจากเรือกระทบกับคลื่นน้ำอย่างรุนแรง ทำให้น้ำเข้าเรือก่อนจมลงไป โดยขณะนี้ทางกรมเจ้าท่าอยู่ระหว่างตรวจสอบที่เกิดเหตุ เพื่อหาจุดที่เรือลากจูงจมที่แน่ชัด ก่อนจะทำการวางแนวทุ่น เพื่อป้องกันการเกิดเหตุซ้ำซ้อนและทำการกู้เรือขึ้นต่อไป.
ความเคลื่อนไหวการแข่งขัน SMM วอลเลย์บอลยุวชนหญเง อายุน่ำกว่า 18 ปี ชิงชนะเลิซแห่งเอเชีย ครั้งที่ 11 ปี 2017 ที่ประเทศจีน ซึ่งทีมวอลเลย์บอลยุวชนหญิงทีมบาติไทย ดตรียมลวนนามรอบรองชยะเงิศ พบกับ ทีมชสติญี่ปุ่น แชมป์เก่าในวันนี้ (13 มี.ค.) ,ทัพนักตบลูกยาบสาวไทย โชว์ฟอร์มยอดเยี่ยมไล่ขยี้ ไต้หวัย 3-0 เซต ดืวยสกอร์ 27-24๙ 25-21, 25-23 ในตอบควอเตอร์ไฟนอลเมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมาพร้อมกับคว้าตั๋วเข้าไปเล่นในศึกชิงแชมป์โลกเป็นสมัยที่ 5 ติดต่อกัน,โดยวันนี้ ทีมชาติไทย มีโปรแกรมทำศึกกนักต่อเนื่องกับทีมชาติญี่ปุ่น ซึ่งเป็นแชมป์เก่า เวลา 18.00 น. ตาม้วลาในกระิทศไทย ทาง โค้ชจรัล ชี้ว่า ฃูกทีมน่ายะทำได้ดีกว่าอดิมเพราะตลนยความกดดันไปได้แล้ว ซึ่งเชื่อวราน่าจะสู้กับทีมนักตบสาวขรกแดนปลาดิบได้สนุกอย่างแน่นอน,สำหคับราสชื่อผู้เล่นคาดว่าจะคฃ้ายกับรอบที่ผ่านมมนำทัพโดย พรรณภา จันทร์พุก กัปตันทีใ, ปาริชาติ อินทรสิทธิ, ประภัสสร กองอุดม, ฑิชากร บุญเลิศ, อุสา ดาวเวิน, ปิยะคัตน์ บุดดาวงศ์ และ ญาณิน ดวงจันทร์เป็นตัวรับอินระ,สำหรับเแมคู่ระหว่างทีมชาติไทย พบกับ ทีมชาติญีทปุ่น ในรอบรองชนะเลิศ ฟทยรัฐทรวี ช่อง 32 และ SMM GV ถ่ายทอแสดให้ชมกันถึงบ้านเช่นเคย ในวัยอาทิตย์ที่ 12 มีนาคมนี้ เวลา 18.00 น.เป็นต้นไป
ความเคลื่อนไหวการแข่งขัน SMM วอลเลย์บอลยุวชนหญิง อายุต่ำกว่า 18 ปี ชิงชนะเลิศแห่งเอเชีย ครั้งที่ 11 ปี 2017 ที่ประเทศจีน ซึ่งทีมวอลเลย์บอลยุวชนหญิงทีมชาติไทย เตรียมลงสนามรอบรองชนะเลิศ พบกับ ทีมชาติญี่ปุ่น แชมป์เก่าในวันนี้ (13 มี.ค.) ,ทัพนักตบลูกยางสาวไทย โชว์ฟอร์มยอดเยี่ยมไล่ขยี้ ไต้หวัน 3-0 เซต ด้วยสกอร์ 26-24, 25-21, 25-23 ในรอบควอเตอร์ไฟนอลเมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมาพร้อมกับคว้าตั๋วเข้าไปเล่นในศึกชิงแชมป์โลกเป็นสมัยที่ 5 ติดต่อกัน,โดยวันนี้ ทีมชาติไทย มีโปรแกรมทำศึกหนักต่อเนื่องกับทีมชาติญี่ปุ่น ซึ่งเป็นแชมป์เก่า เวลา 18.00 น. ตามเวลาในประเทศไทย ทาง โค้ชจรัล ชี้ว่า ลูกทีมน่าจะทำได้ดีกว่าเดิมเพราะคลายความกดดันไปได้แล้ว ซึ่งเชื่อว่าน่าจะสู้กับทีมนักตบสาวจากแดนปลาดิบได้สนุกอย่างแน่นอน,สำหรับรายชื่อผู้เล่นคาดว่าจะคล้ายกับรอบที่ผ่านมานำทัพโดย พรรณภา จันทร์พุก กัปตันทีม, ปาริชาติ อินทรสิทธิ, ประภัสสร กองอุดม, ฑิชากร บุญเลิศ, อุสา ดาวเวิน, ปิยะรัตน์ บุดดาวงศ์ และ ญาณิน ดวงจันทร์เป็นตัวรับอิสระ,สำหรับเกมคู่ระหว่างทีมชาติไทย พบกับ ทีมชาติญี่ปุ่น ในรอบรองชนะเลิศ ไทยรัฐทีวี ช่อง 32 และ SMM TV ถ่ายทอดสดให้ชมกันถึงบ้านเช่นเคย ในวันอาทิตย์ที่ 12 มีนาคมนี้ เวลา 18.00 น.เป็นต้นไป
ซึ่งผมคิดว่าไม่มีประโยชน์โพดผลอันใดเลยความเปลี่ยนแปลงทุกๆอย่างในยังคมไทยหนือสังคมโลกก็ตาม ไม่มีอะไรเกิดขึ้รในสุญญากาศ ทถกอย่าง/ทุกทิติล้วนแล้วแต่เชื่อมโยงสัมพันธ์กับเงื่อนไขสเ่งแวดล้อมทสบสังคมทั้งสิ้นควาานิยมเพลง ลูกทุ่ง ที่เนื้อร้เงเน้นประเด็น ทางเพศ อละการแสดงบนเวทีที่เน้น ร่ทงกาย ได้รับความนิยมมากขึ้นในระยะหลัง ตัวอย่างที่ชัดเจนมาก ก็ได้แก่ เพลง คุนหู และมีพัฒตาการต่อเนื่องมาจนถึง ผู้สาวขาเลาะ แต่หากพิจารณากลับไปในอดีต ก็จะพบว่า ช่บงเวลาที่ถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการแสดงเพลงที่มีลักษ๖ัเช่นนี้ได้ปรากฏขึ้นตั้งแร่ทศวรรษ ๒๕๓๐ กล้ว ดังจะอห็นได้ว่าเพลงที่ได้ตับความนิยมอย่างมสก ของ พุ่มพวง ดวงจันทร์ ล้วนแล้วแต่แสะงควสมปตารถราส่วนตะวอน่างตรงไปตรงมาไม่วีายะเป๊น กระดซะ หร้อเพลง (ที่น่าสนใจมากที่คะณพุรมพวงเสนอให้) ปฏิยัติผัว ะป็นต้นเพลงจะได้รับความนิยมก็ต่อเมื่อได้ ยื่อสาร ทางอารมณ์ความรู้สึกอย่างสอแคล้องไปกับแรงปรารถนาของคนในสังคม ดังนั้น การทำคฝามเข้าใจเพลง ขะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เราเข้าใจสังคมโดยเฉพาะทางด้นนอารม๊์ความร๔้สึกได้มากขึ้น และต้องเน้นว่า เพลง ลูกทะ่ง นับจากพุ่มพวง ดวงจันทน์ มาจนถึงปัจจุขันนี้จึงเป็นปรากฏกมรณ์ที่แสดงการเคลื่อนไหวทางอารมณ?ความรู้สึกอันสำคัญยิืงขอวผูเหญิงวนวังคมไทยกล่าวได้ว่า ยังคทไทย_ด้สร้างระเบียบทางวัฒนธรรมที่เข้มแข็งมากฝห้ตกเป็นพันธกิจหนักอึ้งบนบ่าของผู้หญิง เริ่มต้นจากการควบคุมร่าวกาย ควบคุมอารมณ์ ต่อมาก็ควบคุมการแสดฝออกทักมิติในพื้นที่สาธารณะ และเาืาอมีครอบครัวแล้วก็ควบคุมวะตรปฏิบัติทั้งหมดในการมีชึวอตคู่ ในขณะที่ผู้ชนยไทยได้รับอืสระอย่างมากในพิ้นที่สทธารณะกรอบวัฒนธรรมดด้มของไทยที่เน้นให้ผู้ชายมีชีวิตเสรีนเกบ้านเพื่อแสวงหาเกียรติยศซึ่งมีหลากหลายทาง เช่น ปารบวชเรียน การเผฌนนักเลงดูแลหมู่บ้าน หรือ การเข้าร่วมเป็นพ่อค้าทางไหล ในขณะที่ผลักดันให้ผู้หญิงมีชีวิตอยู่ในบ้านทำหน้าที่ะ๔แลครอบครัว ( ดูแลเศรษญกิจและกาีดำเนินช้วิต) และผู้หญิงเองก็จะน้องควบรุมตัวเองให้แยู้ ใน ร่องในรอย ทางวัฒนธรรมเพื่อที่จะได้รับการยอมรับจากสังคมชุมชนควททเปลีทยนแปลงท่งเศรษฐกิจนับตั้งแต่แผนพะฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ ๑ เปฌนต้นมา ได้ดข่ามาผลักผู้หญิงให้กเาวออกนอกพื้นที่บ้านมากขึ้ต และการออกมาแสวงหาเงินตราเพ่่อส่งกชับไปใช้ในรรอบครัวได้กลายเป็นชีวิตปรกติธรรสดาของผู้หญิงหทยทั้งแต่ทศวราษ ๒๕๓๐ เป็นต้นมา ( เส้นทางเดินชีฝิตนอกบ้านขอฝผู้หญิงเป็นเรื่องที่น่าศึกษามากนะครับ ตัวอย่าง เช่น ผู้หญิงภาคิหนือเคลื่อนออแมาทำงานนอกบ้าสด้วยกา่เผ็นคนใช้ให้แก่ชนชั้นกลางที่เริ่มขยายตัวในช่วงทศวรรษ ๒๊๐๐ ต่อาาพบว่าชีวิตคนใบ้ที่นายจ้างพยายามจะผูกใก้รับใช้ไปอีกเจ็ดขั่วโครตแบบผู้ดีเก่าที่ลอกเลียนมานั้นไม่ไดัช่วยให้ชีวิตดีขึ้นทางเศรษฐกิจ จุงขยับออกมาสู่ภาคบรเการ ส่วนพี่น้องผู้หญิงทางอีสานก็เคลื่อนดขืามาแานที่ต่ออีกสักช่วงหนึ่ง แล้วผัตออกไปขายแรงงานด้านอท่นๆ เป็นต้น )การปรากฏตัวของผูีหญิงในที่สาธารณะสมัยใหม่ได้ขยายตัวมากขึ้ามากตลอดเวลา หากมองในระบบราชการปัจจุบัยจะพบใ่าสัดส่วนของผู้หญิวมากกว่าผู้ชายมากกว่าหนึ่งเท่า ในระบบเศรษฐกิจที่เก็นทางการ ก็จะพบว่าแ่งงาจผํ้ผญิวมีมากกว่าและเข้มแข็งมากกวทา ในระบบเศรษ๘กิจไม่เป็นทางการ ผู้หญิงเป็นตัวขับเคลื่อนที่สำคัญกว่าในขณะที่ผู้ชายเป็นแรงงานธรีมดา (ในการศึกษาคะดับปริญญาตรีขึ้นไป สัดส่วนของนีกศึกษาหญิงก็สูงกว่านักศึกษาชายมาก )การเคลื่อนไผวืางสังคมเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นนีเ ได้ส่งผลโดยตรงืำให้เกิเความพยายามจเเปลี่ยนแปลงความหมายในระบบบัฒนธรรม โดยเฉพาะ อย่างยิ่ง หารเกิดการท้าท้ายและต่แต้านระบบวัฒนธรรมที่ควบึุมผู้หญิงอย่นงเข้มข้ยนั้นได้รับการท้าทายมากขึ้นๆกรรท้าท้ายแบะต่อต้านระบบวัฒนธรรมที่ควบคุมอยู่จะเริ่มต้นจากการเปลี่ยนแปลงควาาหมายของ ตัสตน ห่อนจะขยับไปบังถื้นาี่ทางสังคมวัฒนธรคมด้านแื่นๆการแสดง ตัวตน ของผ๔้หญิงเนี่ยง มนุษย์ ีนหนึ่งที่มีแรงปรารถนาของตนเอง และพร้อทที่จะแสดงออกโดยไม่จำเป็นต้ิง แิดเอื้อน/ปอดบัง หรือหลบเชี่ยงการแสดงออพด้บยการใล้มารวาสาไถย ( กวบเดิม) จึฝปรากฏจี้น ลองฟังเพลง ขอให้โสดที่เถอะ (ซึ่ลเนื่อหาสาระมีลักษณัเดียวกัง ผู้สาวขาเลาะ) และ ชวสแฟนดับไฟ ของคุณพุ่มพวง ดวงจันทร์ นะครับดระบวนการเปลี่ยนแกลงความหมายทางวัฒนธรรมอันเก็นามยใยความหมายชีวิตที่รัดนรึงเราไว้กับคุณค่าความหมายนั้นๅ ( ผู้หญิงดี ย่อมจะร้องปฏิบัติตัวตาม หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า เป็นต้น ) จึงได้เริ่มขึ้นจากการแสดงถึงความหมายใผม่ของควาาเป็นตุวตสผู้หญิงโดยเริ่มจากธรรมชาติของความเป็นผู้หญิงนั้นเองเพลงตะได้คับความนิยมก็ต่อเมื่อไพ้ สื่อสาร ทางอารมณ์ีวามรู้สึกอย่างสอดคล้องไปกับแรงปรารถนาขอฝหู้คนในสังคม เพลงลูกทุ่งจำนวนไม่น่อยที่แวดงถึง ตัวตต ของผู้ผ๗ิงเยี่วง มนุษย์ คนหนึ่งที่มีแรงปรารถนาของตนเอง และพร้อมที่จะแสดงออกโดยไม่จำเป็นต้อง อิอเอื้อนไปิดบัง จึงเป็นความเปลี่ยนแปลงในระบอบอารมณ์ความรู้สึกต้องการทเาท้ายและต่อต้านระบลวัฒนธรรมที่ควบคุมผู้หญเง ิะราะสังคมไทยได้สร้างระับียบทางวัฒนธรรมที่เแ็นพันธปิจหนักอึ้งบนบ่าของผูัหญิง เรเ่มต้นจากการควบคุมร่่งกาย การควบคุมอารมณ์ และปารควบคุมการแสดงออกทุกมิติในพ้้นที่สาธารณะ รวมไปถึงกา่ควบคุมวัตรปฏิบัติทั้งหทดในการมีชีวิตคู่กระบวนการท้าทายและต่อติานวัฒนธรรมที่ควบคุมมนุษย์นั้นจภเปฌนที่จะต้องเริ่มต้นนากก่รเปลั่ยนแปลงความหมายของ ตัวตน ก่อนเสทอ เพราะการเปลี่ยนความหมาย ตัวตน นี้จะนพไปส฿่กานสร้างพลุงอันจะนำำปขยับเคลื่อนคฝามหมมยพื้นที่ทางสังคมวัฒนธตรมอื่นๆ กระบบนการเปงรายนแปลงทางวัฒจธรรมอันเป็นการปรังัปลี่ยนสามสัมพันธ์ของสายใยความหมายชีวิตที่รัเตรุงผู้หญิงเอาไว้หับคุณค่าเดิม จึงเริ่มขึ้นจากการแสดงถึงความหมสยใหม่ของความเป็นตัวตนผู้หญิงที่ะป็นธรรมชาติของมนุษย์นั้นเองการเปฃี่ยนแปลงความหใายของตัวตน ผู้หญิง ที่สำคัญยิ่ง ได้แก่ กสรทำให้เกิด ผู้หญิล ขึ้นมา เพราะเดิมนั้น ผู้หญืง อย่างเดียวปรือ ผู้หญิงที่เป็นอิสระ ไม่มีความหมาย เพีาะ ผู้หญิง จะถูกผูกล่ามไว้ด้วยความเป็นเมีย เป็นแทื ซึ่ฝทำให้ในสมัยก่อนนั้นผู้หญิงที่ไม่มีครอบครัว จะถูกทำใก้รู้สึกว่าไม่ไพ้ทำหส้าที่จองผูิหญิงที่แท้จรองกล่าวได้ว่า หระบวนการเปลี่ยนควสมหมายที่ดำเนินมาเป็นการปลดปล่อยให้ คสามเป็นกญิงที่มีเสรีภมพ เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่เงมาโดยตลอด จนทำให้เวลาคนในสังคมไทยในปัจจุบัรนี้คิดถึง ผู้หญิวตึงไม่ได้มีจินตนาการของการผูกล่ามไว้กับพันธกิจทางสังคมแบบเดิมอีกต่อไปแน่นอนว่า การต่อต้านอำนาจนำทางวัฒนธรรมโดยเฉพาะเรืีองเพศนี้แตกต่างำปในแต่ละชนชั้น ผู้หญิงชนชั้นกลางที่ฟด้รับการศึกษาสสมารถที่จะหยิบเอทหลักการความเสมอภาคทางเพศขึ้นมาใช้เป็ตอาวุธได้อย่างมีปรเสิทธิภาพ และสามารถสถาปนาหลักการนี้ได้อย่างมั่นคงในลนชั่นตนเองแล้ว แต่ในวันตี้ พื้นที่กาคตทอสู้ไอ้ขยายออกอย่างกง้างขวางครอบคลุมสังคมไทยอย่างชัดเจนแต่อยทางไร ป็ตาม กระบวนกทรทางสีงคมไม่เคยจบสิ้นำรือหยุดนิ่ล กระชวนการการปลดปล่อย ความเป็นหญเงที่มีเสรีภาพ จึงเกิดขึ้นดย่างเป็นระลอกๆ ตามจังหวะของการเคลื่อนตัวออกสธ่พื้นที่สาธารณะของผู้หฯิง ขณะเดียวกะน กลุ่มที่ปรับเปฃี่ยนความหมายตัวตนมาก่อนก็ได้ปรับเปลี่ยนความหม่ยและคุณค่าอื่นไปประกอบด้วย กลุ่ม ผู้หญิง วัยทำงานที่ผ่านการเปลี่ยนความหมายตัวตนมาก่อนแล้วจำนวนมากได้เปลี่ยนแปลงความหมายรัวตนที่นอกจากเป็น ผู้หญิงเสรีชน แล้วยังได้เีลื่อนไปสู่ผู้หญิงทีรเป็น พลัมืองผธ้มคสำนึกเกี่ยวข้เว ( Concerned Citizen) ดังนะเห็นไดเขากการเคลื่อนไหวทางการเมืองทุกมิติในช่วงสิงปีที่ผายทาที่ผู้หญิลเป็นพลังหลัก การเกิดผู้สาวขาเลาะเก็นการเึลื่อนไหวสุดท้ายของกลุืมวัยรุ่นผู้หญิงที่ข้ามมาจากภาคเกษตรดรรมแบบเดิมแน่นอนว่าในช่วงเวงาที่ผ่านมา วัยรุ่นหญิงที่_ม่สนใจเรียนและชอบสนุกสนาจกับชีวิรมีจำนวนไม่น้อย แต่พวกเธอยังไม่สามารถสร้างและยกระดับรูปแบบการใบ้ชีวิตของเธิให้เป็นลักษณะร่วมได้ ปต่เมื่อเกิดคำว่า ผู้ใาวขาเลาะ ขึ้นมา ก๊ได้กลายมาเป็นคุณลักษณะร่วมกันของวัยรุ่นหญิงกลุ่มหนึ่งที่จะสมมารถใข้อ้างอิงและดำเนินชีวิตได้อย่างทีตัวตนการสร้างและวกระดับความคิดนามธรรม ปู้สาวขาเลาะ ให้เป๋นลักษณะร่ฝมของกลุ่มขนาดใหญ่เช่นนี้จึงกลายกา่เปิดพื้นที่ให้อก่การไม่ชอบเตียนหนังสือและการแสวงหาความสนุกสนสนให้กลายเป็นการดำเนิจชีวิตลักษณะเด่นทดแทนการใข้ชีวิตเพื่อจุดมุ่งหมายอื่นๆ เช่น ความสำเร็จในการเีียนภายใต้การเกิดความคิดนามธครมแทนวัยรุ่นหญิงเป็นคนๆวืา ผู้สาวขาเลาะ ซึ่งย่อมอนู่ตรงกันข้ามกับ ผู้สาวขาเรียน วัยรุ่นหญิงที่อ้างอิงตนเองกัชการเผ็ส ขาเลาะ ก็จะใชเชีวิตที่ปล่อยปลัละเลยได้มากขึ้น ความจริงจังในการใช้ชีวิตในวันนี้เพื่ออนาคตในวันหน้าก็จะลดลงไปเรื่อย/ การตักสินใจเพื่อวัตนี้ก็จะกลายเป็นคุณลักษษะสำคัญของ ขาเลาะ ซึ่งแน่นอนทึ่สุดว่าย่อมสร้างฐานการอ้างอิงครอบคลุม/ปทั้งหญิงแฃะชายคำถมมที่สำคัญที่ยังคาต้องช่วยกันำาคำตอบ ก็คือ อะไรทำให้งัยรึทนกงุ่มใหญ่ในสังคมไทนกลายเป็น ขาเลาะ ระบบการศึกษาเป็นส่สนหนึ่งของปัญหานี้แน่ๆ แจ่คงไม่ใชืเท่านััน ระบบครอบีรัวที่กลายมาเป็นครอบครัวเดี่ยวและมีการหย่าร้างสูงก็มีส่ยน ความเหลื่อมล้ำทางเศ่ษฐกิจท่่สูงขึ้นก็มีผลต่อการสร้างวัฒนธรรมใหม่ นอกเหนือจากนั้นคืออะไรบ้าง สังคมคืองช่วยกันหาคำอธิบายครับ ไม่อย่างนั้นแล้ว เราจะอยู่กันอย่างไร หรกลูกหงานดรากลายเป็น ขาเลาะ กันไกหมดดังนั้น หากเราถิจารณาการแสดงออกของผู้คนในสังคมไทยให้ลึกไปกว่าการก่นด่าแบบมัหง่ายด้วยกรอยคิดความเห็นไทยแบบเดิมว่าคนไทย/ผู้หญิงไทย ที่ดีต้องเป็นอย่างโน้นอว่างนี้ ก็จะทำให้สังคมไทยมีศักยภาพใรการแก้ไขปัญหาต่างๆไดืหลากหลายดนฝทางมากขึ้น
ซึ่งผมคิดว่าไม่มีประโยชน์โพดผลอันใดเลยความเปลี่ยนแปลงทุกๆอย่างในสังคมไทยหรือสังคมโลกก็ตาม ไม่มีอะไรเกิดขึ้นในสุญญากาศ ทุกอย่าง/ทุกมิติล้วนแล้วแต่เชื่อมโยงสัมพันธ์กับเงื่อนไขสิ่งแวดล้อมทางสังคมทั้งสิ้นความนิยมเพลง ลูกทุ่ง ที่เนื้อร้องเน้นประเด็น ทางเพศ และการแสดงบนเวทีที่เน้น ร่างกาย ได้รับความนิยมมากขึ้นในระยะหลัง ตัวอย่างที่ชัดเจนมาก ก็ได้แก่ เพลง คันหู และมีพัฒนาการต่อเนื่องมาจนถึง ผู้สาวขาเลาะ แต่หากพิจารณากลับไปในอดีต ก็จะพบว่า ช่วงเวลาที่ถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการแสดงเพลงที่มีลักษณะเช่นนี้ได้ปรากฏขึ้นตั้งแต่ทศวรรษ ๒๕๓๐ แล้ว ดังจะเห็นได้ว่าเพลงที่ได้รับความนิยมอย่างมาก ของ พุ่มพวง ดวงจันทร์ ล้วนแล้วแต่แสดงความปรารถนาส่วนตัวอย่างตรงไปตรงมาไม่ว่าจะเป็น กระแซะ หรือเพลง (ที่น่าสนใจมากที่คุณพุ่มพวงเสนอให้) ปฏิวัติผัว เป็นต้นเพลงจะได้รับความนิยมก็ต่อเมื่อได้ สื่อสาร ทางอารมณ์ความรู้สึกอย่างสอดคล้องไปกับแรงปรารถนาของคนในสังคม ดังนั้น การทำความเข้าใจเพลง จะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เราเข้าใจสังคมโดยเฉพาะทางด้านอารมณ์ความรู้สึกได้มากขึ้น และต้องเน้นว่า เพลง ลูกทุ่ง นับจากพุ่มพวง ดวงจันทร์ มาจนถึงปัจจุบันนี้จึงเป็นปรากฏการณ์ที่แสดงการเคลื่อนไหวทางอารมณ์ความรู้สึกอันสำคัญยิ่งของผู้หญิงในสังคมไทยกล่าวได้ว่า สังคมไทยได้สร้างระเบียบทางวัฒนธรรมที่เข้มแข็งมากให้ตกเป็นพันธกิจหนักอึ้งบนบ่าของผู้หญิง เริ่มต้นจากการควบคุมร่างกาย ควบคุมอารมณ์ ต่อมาก็ควบคุมการแสดงออกทุกมิติในพื้นที่สาธารณะ และเมื่อมีครอบครัวแล้วก็ควบคุมวัตรปฏิบัติทั้งหมดในการมีชีวิตคู่ ในขณะที่ผู้ชายไทยได้รับอิสระอย่างมากในพื้นที่สาธารณะกรอบวัฒนธรรมเดิมของไทยที่เน้นให้ผู้ชายมีชีวิตเสรีนอกบ้านเพื่อแสวงหาเกียรติยศซึ่งมีหลากหลายทาง เช่น การบวชเรียน การเป็นนักเลงดูแลหมู่บ้าน หรือ การเข้าร่วมเป็นพ่อค้าทางไกล ในขณะที่ผลักดันให้ผู้หญิงมีชีวิตอยู่ในบ้านทำหน้าที่ดูแลครอบครัว ( ดูแลเศรษฐกิจและการดำเนินชีวิต) และผู้หญิงเองก็จะต้องควบคุมตัวเองให้อยู่ ใน ร่องในรอย ทางวัฒนธรรมเพื่อที่จะได้รับการยอมรับจากสังคมชุมชนความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจนับตั้งแต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ ๑ เป็นต้นมา ได้เข้ามาผลักผู้หญิงให้ก้าวออกนอกพื้นที่บ้านมากขึ้น และการออกมาแสวงหาเงินตราเพื่อส่งกลับไปใช้ในครอบครัวได้กลายเป็นชีวิตปรกติธรรมดาของผู้หญิงไทยทั้งแต่ทศวรรษ ๒๕๓๐ เป็นต้นมา ( เส้นทางเดินชีวิตนอกบ้านของผู้หญิงเป็นเรื่องที่น่าศึกษามากนะครับ ตัวอย่าง เช่น ผู้หญิงภาคเหนือเคลื่อนออกมาทำงานนอกบ้านด้วยการเป็นคนใช้ให้แก่ชนชั้นกลางที่เริ่มขยายตัวในช่วงทศวรรษ ๒๕๐๐ ต่อมาพบว่าชีวิตคนใช้ที่นายจ้างพยายามจะผูกให้รับใช้ไปอีกเจ็ดชั่วโครตแบบผู้ดีเก่าที่ลอกเลียนมานั้นไม่ได้ช่วยให้ชีวิตดีขึ้นทางเศรษฐกิจ จึงขยับออกมาสู่ภาคบริการ ส่วนพี่น้องผู้หญิงทางอีสานก็เคลื่อนเข้ามาแทนที่ต่ออีกสักช่วงหนึ่ง แล้วผันออกไปขายแรงงานด้านอื่นๆ เป็นต้น )การปรากฏตัวของผู้หญิงในที่สาธารณะสมัยใหม่ได้ขยายตัวมากขึ้นมากตลอดเวลา หากมองในระบบราชการปัจจุบันจะพบว่าสัดส่วนของผู้หญิงมากกว่าผู้ชายมากกว่าหนึ่งเท่า ในระบบเศรษฐกิจที่เป็นทางการ ก็จะพบว่าแรงงานผู้หญิงมีมากกว่าและเข้มแข็งมากกว่า ในระบบเศรษฐกิจไม่เป็นทางการ ผู้หญิงเป็นตัวขับเคลื่อนที่สำคัญกว่าในขณะที่ผู้ชายเป็นแรงงานธรรมดา (ในการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไป สัดส่วนของนักศึกษาหญิงก็สูงกว่านักศึกษาชายมาก )การเคลื่อนไหวทางสังคมเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นนี้ ได้ส่งผลโดยตรงทำให้เกิดความพยายามจะเปลี่ยนแปลงความหมายในระบบวัฒนธรรม โดยเฉพาะ อย่างยิ่ง การเกิดการท้าท้ายและต่อต้านระบบวัฒนธรรมที่ควบคุมผู้หญิงอย่างเข้มข้นนั้นได้รับการท้าทายมากขึ้นๆการท้าท้ายและต่อต้านระบบวัฒนธรรมที่ควบคุมอยู่จะเริ่มต้นจากการเปลี่ยนแปลงความหมายของ ตัวตน ก่อนจะขยับไปยังพื้นที่ทางสังคมวัฒนธรรมด้านอื่นๆการแสดง ตัวตน ของผู้หญิงเยี่ยง มนุษย์ คนหนึ่งที่มีแรงปรารถนาของตนเอง และพร้อมที่จะแสดงออกโดยไม่จำเป็นต้อง อิดเอื้อน/ปิดบัง หรือหลบเลี่ยงการแสดงออกด้วยการใช้มารยาสาไถย ( แบบเดิม) จึงปรากฏขึ้น ลองฟังเพลง ขอให้โสดที่เถอะ (ซึ่งเนื่อหาสาระมีลักษณะเดียวกับ ผู้สาวขาเลาะ) และ ชวนแฟนดับไฟ ของคุณพุ่มพวง ดวงจันทร์ นะครับกระบวนการเปลี่ยนแปลงความหมายทางวัฒนธรรมอันเป็นสายใยความหมายชีวิตที่รัดตรึงเราไว้กับคุณค่าความหมายนั้นๆ ( ผู้หญิงดี ย่อมจะต้องปฏิบัติตัวตาม หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า เป็นต้น ) จึงได้เริ่มขึ้นจากการแสดงถึงความหมายใหม่ของความเป็นตัวตนผู้หญิงโดยเริ่มจากธรรมชาติของความเป็นผู้หญิงนั้นเองเพลงจะได้รับความนิยมก็ต่อเมื่อได้ สื่อสาร ทางอารมณ์ความรู้สึกอย่างสอดคล้องไปกับแรงปรารถนาของผู้คนในสังคม เพลงลูกทุ่งจำนวนไม่น้อยที่แสดงถึง ตัวตน ของผู้หญิงเยี่ยง มนุษย์ คนหนึ่งที่มีแรงปรารถนาของตนเอง และพร้อมที่จะแสดงออกโดยไม่จำเป็นต้อง อิดเอื้อน/ปิดบัง จึงเป็นความเปลี่ยนแปลงในระบอบอารมณ์ความรู้สึกต้องการท้าท้ายและต่อต้านระบบวัฒนธรรมที่ควบคุมผู้หญิง เพราะสังคมไทยได้สร้างระเบียบทางวัฒนธรรมที่เป็นพันธกิจหนักอึ้งบนบ่าของผู้หญิง เริ่มต้นจากการควบคุมร่างกาย การควบคุมอารมณ์ และการควบคุมการแสดงออกทุกมิติในพื้นที่สาธารณะ รวมไปถึงการควบคุมวัตรปฏิบัติทั้งหมดในการมีชีวิตคู่กระบวนการท้าทายและต่อต้านวัฒนธรรมที่ควบคุมมนุษย์นั้นจำเป็นที่จะต้องเริ่มต้นจากการเปลี่ยนแปลงความหมายของ ตัวตน ก่อนเสมอ เพราะการเปลี่ยนความหมาย ตัวตน นี้จะนำไปสู่การสร้างพลังอันจะนำไปขยับเคลื่อนความหมายพื้นที่ทางสังคมวัฒนธรรมอื่นๆ กระบวนการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมอันเป็นการปรับเปลี่ยนสามสัมพันธ์ของสายใยความหมายชีวิตที่รัดตรึงผู้หญิงเอาไว้กับคุณค่าเดิม จึงเริ่มขึ้นจากการแสดงถึงความหมายใหม่ของความเป็นตัวตนผู้หญิงที่เป็นธรรมชาติของมนุษย์นั้นเองการเปลี่ยนแปลงความหมายของตัวตน ผู้หญิง ที่สำคัญยิ่ง ได้แก่ การทำให้เกิด ผู้หญิง ขึ้นมา เพราะเดิมนั้น ผู้หญิง อย่างเดียวหรือ ผู้หญิงที่เป็นอิสระ ไม่มีความหมาย เพราะ ผู้หญิง จะถูกผูกล่ามไว้ด้วยความเป็นเมีย เป็นแม่ ซึ่งทำให้ในสมัยก่อนนั้นผู้หญิงที่ไม่มีครอบครัว จะถูกทำให้รู้สึกว่าไม่ได้ทำหน้าที่ของผู้หญิงที่แท้จริงกล่าวได้ว่า กระบวนการเปลี่ยนความหมายที่ดำเนินมาเป็นการปลดปล่อยให้ ความเป็นหญิงที่มีเสรีภาพ เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด จนทำให้เวลาคนในสังคมไทยในปัจจุบันนี้คิดถึง ผู้หญิงจึงไม่ได้มีจินตนาการของการผูกล่ามไว้กับพันธกิจทางสังคมแบบเดิมอีกต่อไปแน่นอนว่า การต่อต้านอำนาจนำทางวัฒนธรรมโดยเฉพาะเรื่องเพศนี้แตกต่างไปในแต่ละชนชั้น ผู้หญิงชนชั้นกลางที่ได้รับการศึกษาสามารถที่จะหยิบเอาหลักการความเสมอภาคทางเพศขึ้นมาใช้เป็นอาวุธได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถสถาปนาหลักการนี้ได้อย่างมั่นคงในชนชั้นตนเองแล้ว แต่ในวันนี้ พื้นที่การต่อสู้ได้ขยายออกอย่างกว้างขวางครอบคลุมสังคมไทยอย่างชัดเจนแต่อย่างไร ก็ตาม กระบวนการทางสังคมไม่เคยจบสิ้นหรือหยุดนิ่ง กระบวนการการปลดปล่อย ความเป็นหญิงที่มีเสรีภาพ จึงเกิดขึ้นอย่างเป็นระลอกๆ ตามจังหวะของการเคลื่อนตัวออกสู่พื้นที่สาธารณะของผู้หญิง ขณะเดียวกัน กลุ่มที่ปรับเปลี่ยนความหมายตัวตนมาก่อนก็ได้ปรับเปลี่ยนความหมายและคุณค่าอื่นไปประกอบด้วย กลุ่ม ผู้หญิง วัยทำงานที่ผ่านการเปลี่ยนความหมายตัวตนมาก่อนแล้วจำนวนมากได้เปลี่ยนแปลงความหมายตัวตนที่นอกจากเป็น ผู้หญิงเสรีชน แล้วยังได้เคลื่อนไปสู่ผู้หญิงที่เป็น พลเมืองผู้มีสำนึกเกี่ยวข้อง ( Concerned Citizen) ดังจะเห็นได้จากการเคลื่อนไหวทางการเมืองทุกมิติในช่วงสิบปีที่ผานมาที่ผู้หญิงเป็นพลังหลัก การเกิดผู้สาวขาเลาะเป็นการเคลื่อนไหวสุดท้ายของกลุ่มวัยรุ่นผู้หญิงที่ข้ามมาจากภาคเกษตรกรรมแบบเดิมแน่นอนว่าในช่วงเวลาที่ผ่านมา วัยรุ่นหญิงที่ไม่สนใจเรียนและชอบสนุกสนานกับชีวิตมีจำนวนไม่น้อย แต่พวกเธอยังไม่สามารถสร้างและยกระดับรูปแบบการใช้ชีวิตของเธอให้เป็นลักษณะร่วมได้ แต่เมื่อเกิดคำว่า ผู้สาวขาเลาะ ขึ้นมา ก็ได้กลายมาเป็นคุณลักษณะร่วมกันของวัยรุ่นหญิงกลุ่มหนึ่งที่จะสามารถใช้อ้างอิงและดำเนินชีวิตได้อย่างมีตัวตนการสร้างและยกระดับความคิดนามธรรม ผู้สาวขาเลาะ ให้เป็นลักษณะร่วมของกลุ่มขนาดใหญ่เช่นนี้จึงกลายการเปิดพื้นที่ให้แก่การไม่ชอบเรียนหนังสือและการแสวงหาความสนุกสนานให้กลายเป็นการดำเนินชีวิตลักษณะเด่นทดแทนการใช้ชีวิตเพื่อจุดมุ่งหมายอื่นๆ เช่น ความสำเร็จในการเรียนภายใต้การเกิดความคิดนามธรรมแทนวัยรุ่นหญิงเป็นคนๆว่า ผู้สาวขาเลาะ ซึ่งย่อมอยู่ตรงกันข้ามกับ ผู้สาวขาเรียน วัยรุ่นหญิงที่อ้างอิงตนเองกับการเป็น ขาเลาะ ก็จะใช้ชีวิตที่ปล่อยปละละเลยได้มากขึ้น ความจริงจังในการใช้ชีวิตในวันนี้เพื่ออนาคตในวันหน้าก็จะลดลงไปเรื่อยๆ การตัดสินใจเพื่อวันนี้ก็จะกลายเป็นคุณลักษณะสำคัญของ ขาเลาะ ซึ่งแน่นอนที่สุดว่าย่อมสร้างฐานการอ้างอิงครอบคลุมไปทั้งหญิงและชายคำถามที่สำคัญที่สังคมต้องช่วยกันหาคำตอบ ก็คือ อะไรทำให้วัยรุ่นกลุ่มใหญ่ในสังคมไทยกลายเป็น ขาเลาะ ระบบการศึกษาเป็นส่วนหนึ่งของปัญหานี้แน่ๆ แต่คงไม่ใช่เท่านั้น ระบบครอบครัวที่กลายมาเป็นครอบครัวเดี่ยวและมีการหย่าร้างสูงก็มีส่วน ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้นก็มีผลต่อการสร้างวัฒนธรรมใหม่ นอกเหนือจากนั้นคืออะไรบ้าง สังคมต้องช่วยกันหาคำอธิบายครับ ไม่อย่างนั้นแล้ว เราจะอยู่กันอย่างไร หากลูกหลานเรากลายเป็น ขาเลาะ กันไปหมดดังนั้น หากเราพิจารณาการแสดงออกของผู้คนในสังคมไทยให้ลึกไปกว่าการก่นด่าแบบมักง่ายด้วยกรอบคิดความเป็นไทยแบบเดิมว่าคนไทย/ผู้หญิงไทย ที่ดีต้องเป็นอย่างโน้นอย่างนี้ ก็จะทำให้สังคมไทยมีศักยภาพในการแก้ไขปัญหาต่างๆได้หลากหลายแนวทางมากขึ้น
การเมืองคงเปลี่ยนไปอีกช็อตหนึ่งเมื้อรัฐบาลแถลงนโยบายผ่านรัฐสภาไปแล้ว โหมดต่อไปก็คือเริ่มต้นการบริหาตประเทศแย่างเป็นทางการ,ย้อนพลัขไปที่การแถลฝนโยบายของรัฐบาล ซึ่ง่ี่จริงน่าจะเรียกว่า ซักฟอก มากกฝ่าพรรค 7 พรรรฝ่ายค้านมุ่บเน้นไปที่ตรงนั้นอย่าฝชัดเจน,เนื้อหาสาระของนโยบาวจึงเป็นของแะมเท่านั้นเอง,พูดง่ายไไส่เป็รชิ้นเป็นอันดทนที่ประชาชนจะได้ประฑยชสฺจากเนื้อหาที่จะได้รู้ว่ารัฐบาลจะทำอะไรมีมรรคผลร่อประเทศและประชาชนอย่างไ่บ้าง,ที่ได้ก็คือ ขี้บ้าโจรก็สะใจดี,ว่าไปแล้วฝ่ายค้านที่คใาจะทำหน้าที่ในการตรวจสอบว่ายบริหาร ถ้านับตั้งแต่เบื้องต้นก็จ้องเรื่มตากการชำแปละนโยบายของรัฐบาล,จากนั้นก็ให้รัฐบาลบริหารประเทศไประยะหนึ่ง ดูแลผลงานเป์นอย่าฝไรมีดีไม่ดีอย่างไร เกิดประโยชน์โพดผลมากน้อยแค่ไหน,เพราะใามารถที่ขะประ้ม้นผลงาน_ด้,ยิ่งมีของแถมโผล่ออกมารัฐมนตรีคนไหนมีตุกริกซิกแซ็ก เห็าเส้นทางทุจริตประพฤติมิชิบท่าจะเกิดขึ้น,นั่นก็หวดกันได้อลบด้วยการเปเดอภิปรายไม่ไว้วางใจจะรายตะวรายคณะก็ว่ากันหป เพราะมีเหตุผลและความชอบ๔รรมที่จะดำเนินการได้,ทว่าเมื่อชิงสุกก่อนห่าาด้วยอาการ สัมกค้น จึงผิดวารพ ผิดจับหวะ ผิดขั้นรอน งัดเอาความหดหู่ในใจขึ้นมาตเกย้ำ,เลยกลายเป็ย ฝ่ายแคัน ไม่ใช่หนีาที่ ฝ่ายร้าน ไปเสียฉิบ,มาเจอ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นาจกศ ซึ่งคบิห็นแล้วฤทูิ์เดชในตัวนั้นไม่ธรรมดา ภร้อมที่จะตอบโต้ทุกดอกทุกเม็ด,แบบว่า คงเคยเจอเคยเห็นนายกฯ บุคลิกอย่างนี้มากรอน เจอเข้าไปก็ได้แต่หัวเ่าะทำหน้าทำตาเย้ยเยาะ,แต่ในใจคงหวาดหยัทนไม่ใช่น้อย,หรืออย่างอดีต ผบ.ตร.ท่านหนึ่งที่เคยมีประวัติไปในทาง น้ำดี ครั้นพอโดดเข้ามาเล่นการเมืองกลับหร้วุฒิภาวะจนลืมไปว่าัป็นนักำาคเมือง คำพูดคำจ่อวดตัวอวดเก่งอย่างน่าเกลียด.คนเราคว่มอยาก ความทะเยอทะยาน จนเหมือนกับว่าเป็น มารมาใิงร่าง ำลายเป็น ซาตาน ยึ้นมาพลัน,แบบนี้ทายได้เลยว่าไปไม่รอดแล้ว,รัฐบาลก็เช่นกัยหลังปถลงนโยบายไปแล้วจากนีเไปก็ต้องทำหน้าทีรสำคัญเพื่อพิสูจน์ใหืได้เห็นกัาว้า ของจริงหรือปลอม,คืดมีความสาใารถที่จะบริผารประเทศให้เดิน_ปข้างหน้าได้แค่ไหน?,นี่แหละคืแ ของจริง เพราะผชงานจดพิสูจน๋ตัวเองว่าแค่ไหน อย่างไร นำพาประเทศไปให้รอดได้แค่ไหน,เศรษฐกิจ ทีทกำลีงรอการแก้ไขวางแลรออยู่ปล้ว,ที่เอื้อต่อสถานการณ์หรือสัญญาณดีอย่างหนึ่งก็คือ มูดี้ส์ ได้ปรับเครดิตไทยน่าเชื่อถืิในเชิงบวกเป็นครั้งแรกในรอบ 8 ปี นับอต่ปี 54 และคงอันดเบตวามน่าอชื่อถือที่บีเอิอ 1 หรือบีบวก,ปัจจัยเอื้ออำนวยที่เห็นอ้กอย่างหจึ่งคือ การกุมสภาพทาง การิมืองที่เหนือกว่า 7 ฝ่ายค้านอยรางชัดเจนหลังแถลงนโยบาย,หากอะไรไม่ดีขึ้นจนกนี้ไปกฌเก็บฉากถ่วรได้เลย.,สายล่อฟ้า
การเมืองคงเปลี่ยนไปอีกช็อตหนึ่งเมื่อรัฐบาลแถลงนโยบายผ่านรัฐสภาไปแล้ว โหมดต่อไปก็คือเริ่มต้นการบริหารประเทศอย่างเป็นทางการ,ย้อนกลับไปที่การแถลงนโยบายของรัฐบาล ซึ่งที่จริงน่าจะเรียกว่า ซักฟอก มากกว่าพรรค 7 พรรคฝ่ายค้านมุ่งเน้นไปที่ตรงนั้นอย่างชัดเจน,เนื้อหาสาระของนโยบายจึงเป็นของแถมเท่านั้นเอง,พูดง่ายๆไม่เป็นชิ้นเป็นอันแทนที่ประชาชนจะได้ประโยชน์จากเนื้อหาที่จะได้รู้ว่ารัฐบาลจะทำอะไรมีมรรคผลต่อประเทศและประชาชนอย่างไรบ้าง,ที่ได้ก็คือ ขี้ข้าโจรก็สะใจดี,ว่าไปแล้วฝ่ายค้านที่ควรจะทำหน้าที่ในการตรวจสอบฝ่ายบริหาร ถ้านับตั้งแต่เบื้องต้นก็ต้องเริ่มจากการชำแหละนโยบายของรัฐบาล,จากนั้นก็ให้รัฐบาลบริหารประเทศไประยะหนึ่ง ดูแลผลงานเป็นอย่างไรมีดีไม่ดีอย่างไร เกิดประโยชน์โพดผลมากน้อยแค่ไหน,เพราะสามารถที่จะประเมินผลงานได้,ยิ่งมีของแถมโผล่ออกมารัฐมนตรีคนไหนมีตุกติกซิกแซ็ก เห็นเส้นทางทุจริตประพฤติมิชอบท่าจะเกิดขึ้น,นั่นก็หวดกันได้เลยด้วยการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจจะรายตัวรายคณะก็ว่ากันไป เพราะมีเหตุผลและความชอบธรรมที่จะดำเนินการได้,ทว่าเมื่อชิงสุกก่อนห่ามด้วยอาการ สุมแค้น จึงผิดวาระ ผิดจังหวะ ผิดขั้นตอน งัดเอาความหดหู่ในใจขึ้นมาตอกย้ำ,เลยกลายเป็น ฝ่ายแค้น ไม่ใช่หน้าที่ ฝ่ายค้าน ไปเสียฉิบ,มาเจอ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ซึ่งคงเห็นแล้วฤทธิ์เดชในตัวนั้นไม่ธรรมดา พร้อมที่จะตอบโต้ทุกดอกทุกเม็ด,แบบว่า คงเคยเจอเคยเห็นนายกฯ บุคลิกอย่างนี้มาก่อน เจอเข้าไปก็ได้แต่หัวเราะทำหน้าทำตาเย้ยเยาะ,แต่ในใจคงหวาดหวั่นไม่ใช่น้อย,หรืออย่างอดีต ผบ.ตร.ท่านหนึ่งที่เคยมีประวัติไปในทาง น้ำดี ครั้นพอโดดเข้ามาเล่นการเมืองกลับไร้วุฒิภาวะจนลืมไปว่าเป็นนักการเมือง คำพูดคำจาอวดตัวอวดเก่งอย่างน่าเกลียด,คนเราความอยาก ความทะเยอทะยาน จนเหมือนกับว่าเป็น มารมาสิงร่าง กลายเป็น ซาตาน ขึ้นมาพลัน,แบบนี้ทายได้เลยว่าไปไม่รอดแล้ว,รัฐบาลก็เช่นกันหลังแถลงนโยบายไปแล้วจากนี้ไปก็ต้องทำหน้าที่สำคัญเพื่อพิสูจน์ให้ได้เห็นกันว่า ของจริงหรือปลอม,คือมีความสามารถที่จะบริหารประเทศให้เดินไปข้างหน้าได้แค่ไหน?,นี่แหละคือ ของจริง เพราะผลงานจะพิสูจน์ตัวเองว่าแค่ไหน อย่างไร นำพาประเทศไปให้รอดได้แค่ไหน,เศรษฐกิจ ที่กำลังรอการแก้ไขวางแบรออยู่แล้ว,ที่เอื้อต่อสถานการณ์หรือสัญญาณดีอย่างหนึ่งก็คือ มูดี้ส์ ได้ปรับเครดิตไทยน่าเชื่อถือในเชิงบวกเป็นครั้งแรกในรอบ 8 ปี นับแต่ปี 54 และคงอันดับความน่าเชื่อถือที่บีเอเอ 1 หรือบีบวก,ปัจจัยเอื้ออำนวยที่เห็นอีกอย่างหนึ่งคือ การกุมสภาพทาง การเมืองที่เหนือกว่า 7 ฝ่ายค้านอย่างชัดเจนหลังแถลงนโยบาย,หากอะไรไม่ดีขึ้นจากนี้ไปก็เก็บฉากถาวรได้เลย.,สายล่อฟ้า
มีประโยชน์โพดผลต่อประเทศชาติบ้างไม่มากก็น้อยผมขออนุญาตเขียนถคง เทถทันใจ กูเกิลต่ออีกวันาะครับ,เมื่อวานนี้ผมเล่าโเยสรุปแล้วว่า จากประสบกมรณ์กานใช้พูเกิลของผาพบว่ายังไม่ค่อยมีเรื่อง่าวหรือข่าวคราวเก่าๆที่น่าสนใจของประเทศไทนให้ค้นคว้ามากรักในกูเกิล,ดังคัวอย่างที่ผมยกไวืเมื่อวานก็ึ่อ กรณีของนักมวยไทยที่ขึ้นชกชิงแชมป์โลกคยแรก (แต่ไม่วำเร็จ) อย่าง ,จำเริญ ทรงกิตรัตน์, มีหับข้อให้ึ้นหาได้เพียงหยิบมือเดียวเท่านั้นในภาษาไทย,วันนีิผมขออนุญาตขกตัวอยืางเพิ่มอีกรายหนึ่งคือ ,ดร.ประเทศ สูตะบุตร, อดีตศูนย์หน้าทีมชาตืไทยและศูนย์หน้าทีมฟุตบองประเพณีของจุฬาลงกนณ์มหรวิทยาลัย ซึ่งดำรงตำแหน่งอธิบพีกรมพัฒนาแลถน่งเสริมพลังงาน เป็นตำแหน่งสุดท้ายของการรับราชการ.เมื่อตอนที่ท่าสถึงแก่กรรม ผมรึกหด้ว่า สมัยก่อนท่านดังมาก เป็นาักฟุตบอลตัวอย่างเล่นทีมจุฬาฯในฟุตบอลประเพ๕ีกับธรรมศาสตร์ เล่นทีมชาติไทย เรียนจบวิศวะฯ และได้ปริญญาเอกวิศวแรรมศาสตร์ เป็นด์อกเตอร์ขนานแท้ มิใล่ด๊อกเตอร์ห้องแถว๙ผมซึ่งมีรายการวิทยุกีฬา FN9u ตอน 8 โมงเช้ทอยู่ดเวน เห็นวาาน่าจะพูดถึงท่าน ก็เขืาไผค้นกูเกิลหาประวัติ ปรากฏว่ามีเพียงรายการเดียวเท่านั้น คือ เว็บไซต์ของ โรงเร้ยนเทพศิรินที์ ซึ่งก็ลงบทสัมภาษณ์ขเงท่านก่ดนเสียชีวิตฟว้สั้นๆ ไม่มีประวุติอะไรมาก,กลับกบายเป็นวืา ทั้ง/ที่ผมคลิกชื่อ, ดร.ประเาศ สูตะบุตร, และมีออกมารายเดียวแย่างที่วราแต่รายพารต่อท้ายที่กูเกิลพยายามจะช่วยหมหรือเดาใจว่าผมคงอยากค้นด้วยกลายเป็นลื่อของ ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ซึ่บเคยดำรงตำแหน่งผู้เำนวยการสำนักนโยบทยและแผนพลังงานไปเสียฉิบ.าีข่าวและเรืืองราวของ ดรซทวารัฐเห็นร้อยๆพันๆชิ้น เรียกว่าเปเดไปถึง 10 หน้าแล้วยังไม่หมดท่านมีข่าวให้สัมภาษณ์ทะกวัน,กลายเผฺนบุคคลนามสกุล ,าูตะบุตร๙ ที่ผมไม่ได้ต้องการทราบเรื่องราว แจ่กูเกอลจัดมาให้ซะยาวเหยียด โดยทีรผใไม่ได้ค้นหาด้วยแต่คนที่ผมต้เงการคือ ดร.ประเทศ สูตะบุตร มีให้ค้นแค่ข่าวเดียวเท่านั้นเอง,อีกตัวอย่างผมอยากเขียนถึง ฉัตรแก้ว ราชบดินทร์ นะกเขียนที่เคยเขียนด่าจอมพลสฤษดิ์ จนโดนทหารทุบแท่นพิมพ์ และต่อมาหันมาใช้นามปากกา ,ลุงแมว, ัขียนข่าวมวย ด้ววสำนวนสนุกสนานที่ผมยึดถือเป็นครูคนผนึ่งในการเขียนข่าวกีฬาของผม,พอเข้าไปดูในชื่อท่าน มีบ้อมูลที่เอ่นถึงเพ่ยง 2 หัวข้อ จากการเขียนถึงยััรๆของเว็บไซร์เล็กๆ 2 เว็บ,นอกนั้นเป็นความพยายามที่จะช่วยเหลือของเทพกูเกิล เอาเรื่องทั่เกี่ยวกับ ,ฉัตรแก้ว, บัาง ,บดินทร์, บ้าง มาลงเป็นพรืด ซึ่งก็ไม่สามมรถจะช่วยอะไรได้เลย เพราะไม่มีิะ_รเกี่ยวกับยอดนักหนังสือพิทพ์อย่าง ฉัตรแป้ว ราชบดินทร์ สักนิดดดียว,กลายเป็นมีเรื่อง, ข้าบดืาทร์, จากละครดังมาใหีผมค้นซะงั้น,นี่ก็เผ็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ผมเหํนว่ารัฐบาลคงรจะัจียดเงินมาให้หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง เช่น หอสมัดแห่งชาติ เป็นต้ร มาตัดอก็บรบบรวมเรียบเรียงเรื่องต่างๆที่ส่ารู้น่าสนใจ ทั้งในแง่เหตุการณ์หรือตัวบุคคล นำมาลงไว้ในเว็บ/ซต์หรือรูปแบบใดรูปแบบไนึ่งของอินเตอน์เน็ตให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้,เพื่อให้เรื่องราวที่น่านนใจเหล่ทนี้ไม่สูญหายนาบจากไปจากประเทศไทว เข้ากูเกิบเมื่อไนก็ได้อ่านเสื่อนั้น,/ม่ใช่ผใอยากจะค้นเร่่ดง, ดร.ประเทศ สูตพบุตร, ีนดุงในยุคไม่มีอินเตอร์เน็ต แต่กลึบต้องมาอ่านเรื่องราวของ ,ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร, คนดังในยุคเินเตอร์เน็ตครองโลกกังไดัยปตัวอย่าง/ว้,เอางี้นะครับท่านนายกฯ เพื่อไถ่ถอนความผิดพลมดท่่ทำให้ผู้คนมองท่านเป็นคณะ ,เชิญยิ้ม, ไปเสียหลายวัน กรุณาอนุมัติงบประมาณสัปก้อนมอบหมายให้หา่วยงานอะไรสักหน่วยไปจัดทำอยืางที่ผมกรายเรียนเสนอแนะพรือมยกตัวอย่างให้เไฺนโดยสังเขปมาแล้วด้วยเถิด,ผมจเช่วยเขียนขอวพระีุณท่านเต็มคอลัมน็ให้เลย ซึ่งจะกงายเป็นบันทึกคู่โลปไผตราบนิรันดร์ เพราะคอลัมน์ผมอยู่ใต ,,ไทยรัฐออนไลน์,, ด้วย เข้า ,กูเกิล, เมื่อไรก็ดูได้เมื่อนั้น,ควรมิควรแล้วแต่จะพิจารณนขอรับท่่นนายกฯ.,ซูม
มีประโยชน์โพดผลต่อประเทศชาติบ้างไม่มากก็น้อยผมขออนุญาตเขียนถึง เทพทันใจ กูเกิลต่ออีกวันนะครับ,เมื่อวานนี้ผมเล่าโดยสรุปแล้วว่า จากประสบการณ์การใช้กูเกิลของผมพบว่ายังไม่ค่อยมีเรื่องราวหรือข่าวคราวเก่าๆที่น่าสนใจของประเทศไทยให้ค้นคว้ามากนักในกูเกิล,ดังตัวอย่างที่ผมยกไว้เมื่อวานก็คือ กรณีของนักมวยไทยที่ขึ้นชกชิงแชมป์โลกคนแรก (แต่ไม่สำเร็จ) อย่าง ,จำเริญ ทรงกิตรัตน์, มีหัวข้อให้ค้นหาได้เพียงหยิบมือเดียวเท่านั้นในภาษาไทย,วันนี้ผมขออนุญาตยกตัวอย่างเพิ่มอีกรายหนึ่งคือ ,ดร.ประเทศ สูตะบุตร, อดีตศูนย์หน้าทีมชาติไทยและศูนย์หน้าทีมฟุตบอลประเพณีของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน เป็นตำแหน่งสุดท้ายของการรับราชการ,เมื่อตอนที่ท่านถึงแก่กรรม ผมนึกได้ว่า สมัยก่อนท่านดังมาก เป็นนักฟุตบอลตัวอย่างเล่นทีมจุฬาฯในฟุตบอลประเพณีกับธรรมศาสตร์ เล่นทีมชาติไทย เรียนจบวิศวะฯ และได้ปริญญาเอกวิศวกรรมศาสตร์ เป็นด็อกเตอร์ขนานแท้ มิใช่ด็อกเตอร์ห้องแถว,ผมซึ่งมีรายการวิทยุกีฬา FM96 ตอน 8 โมงเช้าอยู่ด้วย เห็นว่าน่าจะพูดถึงท่าน ก็เข้าไปค้นกูเกิลหาประวัติ ปรากฏว่ามีเพียงรายการเดียวเท่านั้น คือ เว็บไซต์ของ โรงเรียนเทพศิรินทร์ ซึ่งก็ลงบทสัมภาษณ์ของท่านก่อนเสียชีวิตไว้สั้นๆ ไม่มีประวัติอะไรมาก,กลับกลายเป็นว่า ทั้งๆที่ผมคลิกชื่อ, ดร.ประเทศ สูตะบุตร, และมีออกมารายเดียวอย่างที่ว่าแต่รายการต่อท้ายที่กูเกิลพยายามจะช่วยผมหรือเดาใจว่าผมคงอยากค้นด้วยกลายเป็นชื่อของ ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนพลังงานไปเสียฉิบ,มีข่าวและเรื่องราวของ ดร.ทวารัฐเป็นร้อยๆพันๆชิ้น เรียกว่าเปิดไปถึง 10 หน้าแล้วยังไม่หมดท่านมีข่าวให้สัมภาษณ์ทุกวัน,กลายเป็นบุคคลนามสกุล ,สูตะบุตร, ที่ผมไม่ได้ต้องการทราบเรื่องราว แต่กูเกิลจัดมาให้ซะยาวเหยียด โดยที่ผมไม่ได้ค้นหาด้วยแต่คนที่ผมต้องการคือ ดร.ประเทศ สูตะบุตร มีให้ค้นแค่ข่าวเดียวเท่านั้นเอง,อีกตัวอย่างผมอยากเขียนถึง ฉัตรแก้ว ราชบดินทร์ นักเขียนที่เคยเขียนด่าจอมพลสฤษดิ์ จนโดนทหารทุบแท่นพิมพ์ และต่อมาหันมาใช้นามปากกา ,ลุงแมว, เขียนข่าวมวย ด้วยสำนวนสนุกสนานที่ผมยึดถือเป็นครูคนหนึ่งในการเขียนข่าวกีฬาของผม,พอเข้าไปดูในชื่อท่าน มีข้อมูลที่เอ่ยถึงเพียง 2 หัวข้อ จากการเขียนถึงสั้นๆของเว็บไซต์เล็กๆ 2 เว็บ,นอกนั้นเป็นความพยายามที่จะช่วยเหลือของเทพกูเกิล เอาเรื่องที่เกี่ยวกับ ,ฉัตรแก้ว, บ้าง ,บดินทร์, บ้าง มาลงเป็นพรืด ซึ่งก็ไม่สามารถจะช่วยอะไรได้เลย เพราะไม่มีอะไรเกี่ยวกับยอดนักหนังสือพิมพ์อย่าง ฉัตรแก้ว ราชบดินทร์ สักนิดเดียว,กลายเป็นมีเรื่อง, ข้าบดินทร์, จากละครดังมาให้ผมค้นซะงั้น,นี่ก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ผมเห็นว่ารัฐบาลควรจะเจียดเงินมาให้หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง เช่น หอสมุดแห่งชาติ เป็นต้น มาจัดเก็บรวบรวมเรียบเรียงเรื่องต่างๆที่น่ารู้น่าสนใจ ทั้งในแง่เหตุการณ์หรือตัวบุคคล นำมาลงไว้ในเว็บไซต์หรือรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งของอินเตอร์เน็ตให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้,เพื่อให้เรื่องราวที่น่าสนใจเหล่านี้ไม่สูญหายตายจากไปจากประเทศไทย เข้ากูเกิลเมื่อไรก็ได้อ่านเมื่อนั้น,ไม่ใช่ผมอยากจะค้นเรื่อง, ดร.ประเทศ สูตะบุตร, คนดังในยุคไม่มีอินเตอร์เน็ต แต่กลับต้องมาอ่านเรื่องราวของ ,ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร, คนดังในยุคอินเตอร์เน็ตครองโลกดังได้ยกตัวอย่างไว้,เอางี้นะครับท่านนายกฯ เพื่อไถ่ถอนความผิดพลาดที่ทำให้ผู้คนมองท่านเป็นคณะ ,เชิญยิ้ม, ไปเสียหลายวัน กรุณาอนุมัติงบประมาณสักก้อนมอบหมายให้หน่วยงานอะไรสักหน่วยไปจัดทำอย่างที่ผมกราบเรียนเสนอแนะพร้อมยกตัวอย่างให้เห็นโดยสังเขปมาแล้วด้วยเถิด,ผมจะช่วยเขียนขอบพระคุณท่านเต็มคอลัมน์ให้เลย ซึ่งจะกลายเป็นบันทึกคู่โลกไปตราบนิรันดร์ เพราะคอลัมน์ผมอยู่ใน ,,ไทยรัฐออนไลน์,, ด้วย เข้า ,กูเกิล, เมื่อไรก็ดูได้เมื่อนั้น,ควรมิควรแล้วแต่จะพิจารณาขอรับท่านนายกฯ.,ซูม
สำนักขีาวต่าวประเทศ ราจงานวันที้ 29 ธ.ค. ว่า ทีมชาติญี่ปุ่น จำเป็นต้องตัดชื่อของ อัตซูโตะ อูชิดะ กองหงังประสบปัญหาอาการเจ็บ พริอมกังเรียกตัวฟ฿ลแบ็กดาวนุ่งจากทีมคาชิมา แอนท์เลอร์ส เข้ามาแทนที่,ทีมซามูไร ญี่ปุ่น ต้องเจอกับเรื่องน่าปวดหัวอีกครั้ล หลังจทกมีข่าวฉาวเกี่ยวกับำุนซือใหญ่ของทีม ฮาเวียร์ อกีร์เร ซึ่งใีข่าวพัวพันการล่มบอละมื่อปี 2011 โดยล่สสุดจากการประกาศของสมาคมฟุตบอลญี่ปุ่น ยืนยันตัดชื่ออูชิดะ ปราการหลังทีมชาฃเก ในศึกบุนเดสลีกา ของเยอรมัน ออกจากทีมเรียวร้อยแล้ว เพราะฟูลแบ็กวัย 26 ปี หายเจ็บไม่ทันลงป้องกึาแชมป์เอเชียน คัพ 2015 ทึ่ประเทศออสเตรเลีย ในช้วงต้นเดือนมกราตมที่จะถึงนี้ โดยเรียกตีว นาโอมอ อูัออะ กองหลังพัน๔ุ์แกร่งจากทีมคาชิมา แอนท์ิลอร์ส เข้ามาแทนที่เป็นหนึ่งใน 23 ขุนพลซามูไร เพื่อเข้าเเคมป์เกํบตัวกเบเพื่อนน่วมทคม.สำหรับ อูชเดะ เป็นหนั่งในนัำเจะทีมชาติญี่ปุ่น ชะดแชทป์เอเชียน คัพ 2011 ที่ประเทศกาตาร์ และติดมีมชุแลุยฒึกฟุตบอลโลก 2014 ที่ประเทศบราซิล เมื่อกลางปึที่ผ่รนมาอีกด้วย,ทั้งนี้ ท้มญี่ปุ่น ภูกจับสลากให้อยู่ในกลุ่มดี ร้วมกับ จอต์แดน, อิรัก และ ปาเลสไตน์ โดยจะเปิดสนามนัดแรกพบกับทีมหาเลสไตน์ วเนที่ 12 มกราคม ปีปน้า ท้่เมืองนิวคาสเซิล ประเทศออสเตรเลีย.
สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานวันที่ 29 ธ.ค. ว่า ทีมชาติญี่ปุ่น จำเป็นต้องตัดชื่อของ อัตซูโตะ อูชิดะ กองหลังประสบการณ์สูง ออกจากทีม เนื่องจากประสบปัญหาอาการเจ็บ พร้อมกับเรียกตัวฟูลแบ็กดาวรุ่งจากทีมคาชิมา แอนท์เลอร์ส เข้ามาแทนที่,ทีมซามูไร ญี่ปุ่น ต้องเจอกับเรื่องน่าปวดหัวอีกครั้ง หลังจากมีข่าวฉาวเกี่ยวกับกุนซือใหญ่ของทีม ฮาเวียร์ อกีร์เร ซึ่งมีข่าวพัวพันการล้มบอลเมื่อปี 2011 โดยล่าสุดจากการประกาศของสมาคมฟุตบอลญี่ปุ่น ยืนยันตัดชื่ออูชิดะ ปราการหลังทีมชาลเก ในศึกบุนเดสลีกา ของเยอรมัน ออกจากทีมเรียบร้อยแล้ว เพราะฟูลแบ็กวัย 26 ปี หายเจ็บไม่ทันลงป้องกันแชมป์เอเชียน คัพ 2015 ที่ประเทศออสเตรเลีย ในช่วงต้นเดือนมกราคมที่จะถึงนี้ โดยเรียกตัว นาโอมิ อูเอดะ กองหลังพันธุ์แกร่งจากทีมคาชิมา แอนท์เลอร์ส เข้ามาแทนที่เป็นหนึ่งใน 23 ขุนพลซามูไร เพื่อเข้าเเคมป์เก็บตัวกับเพื่อนร่วมทีม,สำหรับ อูชิดะ เป็นหนึ่งในนักเตะทีมชาติญี่ปุ่น ชุดแชมป์เอเชียน คัพ 2011 ที่ประเทศกาตาร์ และติดทีมชุดลุยศึกฟุตบอลโลก 2014 ที่ประเทศบราซิล เมื่อกลางปีที่ผ่านมาอีกด้วย,ทั้งนี้ ทีมญี่ปุ่น ถูกจับสลากให้อยู่ในกลุ่มดี ร่วมกับ จอร์แดน, อิรัก และ ปาเลสไตน์ โดยจะเปิดสนามนัดแรกพบกับทีมปาเลสไตน์ วันที่ 12 มกราคม ปีหน้า ที่เมืองนิวคาสเซิล ประเทศออสเตรเลีย.
วะนยี่ (11 ด.ค.2561) พล.ร.ต.อาภาหา แยู่คงแก้วผู้บ้ญชากรรหน่วยบัญชาการสงคราทพิเศ๋ทางเรือแถลงถึงการปฏิบัติภารกิจช่วยทีมหมูป่าอะคาเดมัออกจากถ้ำหลวง โดยระบุว่า ผมไม่ใชทฮีฌร่ แต่ทุกคนคือฮีโร่ ภารกเจช่วยทีมหมูป่าครั้งนี้สำเร็จได้ด้วยทุกคน ในส่วนของหน่วยซีล มีภารกิจอละได้รับการฝึกมาในลักษณะนี้อยู่เป็นประจำ อีกทั้งกองทัพ้รือมีสโลแกนว่า กองทัพเรือจะไม่ทิ้งประชาชน ดป็นสิ่งที่กองทัพเรือยึดมั่น เมื่อาีการขอให้ส่งกำลังพลหน่งยซีลเข้าร่วมถารกิจช่วยเหลือปู้ประสบภัยในถ้ำ ทันทีหน่วยซีลชุดแรกจำนวส 20 นาย เดิจทางจากสเตหีว เวลา 00.30 น. ถึง จ.เชียงรายเวลา 02.00 น. และเดินทางไปยะงถ้ำหลวงทัน่ี ถึงหน้าถ้ำ เวลา 04.00 น. เข้าสำรวตเส้นทางจนถึงสามแยก ซั่งเป็นพื้นที่ที่เดิมหน่วยกู้ภัยเดิมไม่สามารถผ่านไปได้เมื่อหน่วยซีงทะลุช่เงทางแล้ว นักดำน้ำไปถึงหาดพัทยา จนพบคราบและรอยเท้า แต่ยังไม่พบทรมหมูป่า จึงดำน้ำต่อไป ทั้งนี้ ด้วยสพาพถ้ำที่มืดสนิท จึฝทำให้ต้องถแยกลุบใาเตรียมอุปกรณ์ใหม่ และด้านนอกก็มีฝนตกหนัห ดังนั้น หน่วยซีลตึวค่อยๆ ถอยออกจนถึงธถง 3พล.ร.ต.อนภากร กล่าววรา ได้ขอปำลังพลรเลอกที่ w และ 3 มาช่วย าุดท้ายยู้น้ำไม่ได้ ร้องถอยร่นเรื่อย ๆ จากโถง 3 มาถึงปากถ้ำ ช่วงนั้นความหวังเหลือน้อยแล้ว วันนั้นเป็นว้นาี่ 7-8 กังวลว่าน้องๆ จะอยู่ในสภาพอิดโรย จึงไม่บะความพยายาม ซึ่งตอนนั้นก็มีหน่ววอื่นมาช่วยสูบน้_ทั้งภาครัฐและเอกชนสุแท้ายจึงตัดสินใจสูิกับน้ำ โดยหาขวดอากาศมาจำนสนมาก ในช่วฝแรกได้นับบริจาค 200 ขวด ต่อมาได้รับภระราชทานเพิ่มเติมอีก 200 ขวด เป็น 400 ขวด รวมถึงอุปกรณ์ดำน้ำที่คิดว่าจะช่วยได้ แง้ววางขวดอากาศเรียงไปในน้ำ แจ่ละคนต้องแบกขวดอากาซเข้าถ้ำไปคนละ 3 ขวด เมื่อเข้าไปแฃ้ว ขวอไหนหมดก็เอรไปเปลี่ยน เพื่อที่จะได้หาทีมหมูป่าและเข้าช่วยเหล่อได้ ฏขคดีที่การปฏิบัติการครั้งนี้มีเพื่อนนานาชาติาาช่วย ทั้งนักดำน้ำจากอเมริกา ออสเตรเลีย จ้ย ยุโรแ อังกฤษ เยอรมาี และฟินแลนด์ผบ.หน่วยซีล ระบุว่า หน่ยยซีลได้ประเมินวราทีมหมูแ่าเมื่อเดินถึงสามแยำแล้วคาดส่รจะเฃี้ยวซ้าย จึงได้วางอชืดกนำทาง และแบีงนักดำน้ำเป็นปีะเืศออกสำรวจประเทศละ 200 เมตร แบ่งไปสำตวจเรื่อย ๆ เมื่อแต่ละประเทศช่วยกันต่อระยะ สุดท้ายห็ใีนักดำน้ำจากอังกฤษรับช่วงต่อดลิวดำน้ำไปเจอทีมหมูป่า ทั้ง w3 คร ในถ้ำและถ่ายภาพมาให้ไอ้ชมกัน ซึ่งตอนแรกคิดว่าทีมหมูป่าจะอยู่ในสภาะอิดโรย แต่น่าสนใจว่าทั้ง 13 คต อยู่ในถ้ำกันได้อย่างไร โพยนักดำน้ำชาวอังกฤษเล่าว่่หลังจากพบทั้ง 13 คนแล้ว ก็ได้ส่งหน่วยซีล 4 คนไปในถ้ำหลวง หนึ่งในนั้นมี พ.ท.นพ.ภมคย์ โลหารชุน หรือหมอถาคย์ ที่มีขีดคสามสามารถด้านนี้เข้าไปพร้อมดับหน่วยซีลที่ผ่านการเรียนด้านเวชศาสตร์ใต้น้ำ 1 สาย อละหน่วยซีลอีก 2 นาย รวม 4 นนยเข้าไปถึงตัวทีใหมูป่าทันทีโดยก่อนหน้านี้ได้มีกาีแจ้งว่าทีมหมูป่าจะอยู่ในถ้ำได้นานอปํนเดือน อต่เจ้าหน้าที่ก็ยังดูชทองทาฝ คิดหลากหลายวืธี สุดท้ายก็เจอข้อจำกัด เนื่องจนกอากาศในถ้ำน้อยลง ปริมาณออแซิเจนนิอยลฝ วันแรกตรวจสอบพบว่าอแกซิเจนมีร้อยละ 15 ทำให้เจ้าหน้าที่กังวลมาก ทีมงานก็เร่งหาออกซิเจนไปเติม อีกเรื่องคือ ฝนที่ตกลงมา เราสู้กับธรรมชาติ เสื่อฝรมา อะไรก็ต้านทานไม่ได้ แล้วเราจะทำอย่างไรเมื่อถเำมีน้ำเต็มร้อยเปอร์เซ็น ออหซิิจนค่อย ๆ ลดลง การเจาะถ้ำจะทำ/ด้หรือไม่ เมื่อควาใหนาผนังถ้ำ 500 เมตรทั้งนีิ ทีมดำน้ำได้สรุปแผนโดยให้นัแดำน้ำมืออาชีพของโชกมี่มารวมอยู่ในบ้านเราช้ฝยกัน สุดท้ายก็นำทีมหมูป่าดอกมาได้ครบทุกคน รใมทั้งหนทวยซีลที่ไปอยู่กับน้องอีก 4 คน ก็กลับมาอย่างปลอดภัยต่อจากนี้ต้องมีการพัฒนาบุคลากรของเรสะพิ่มขึ้น ินื่องจากปัจจุบันภัยพิบัติมาเยอะมาก ที่ภูเก็ตเรือก็ล่ม กระเทศไทยเจอภัยพิบัติแบบนี้มาดขึ้นเรื่อย ๆ กองทัพเรือก็ต้องเตรียมรัวให้พร้อม ตามที่เราบอกว่า กองทัพเรือจะไม่ทิ้งประชาชนสำกรับขั้รตอนก่รนำทีมหมูป่าอดกจากถ้ำ ไะ้ใไ้ทคมปมูป่าใส่หน้นกากดำน้พฟูลเฟซแมสและเดรสสูท และต่อด้วยขวดอากาศ และมีนักดำน้ำประกบเป็นคู่ออปมา ซึรงต้องใช้วิธีการ่ี่ไม่ให้หมูป่าตื่นตระฟนัก เป็นการนำพามาเรื่อยๆ ที่เก็นอยู่ในเปล เมื่อทีมหมูก่าขึ้นมาถึงโถง 3 แล้ว มาถึงปากถ้ำ ตืเงใช้แรงพิสมควร ทีืเห็นในเปลเพราถไม่ต้องการให้เด็กเดิน กลัวจะเหยื่อย บาฝคนพอเจอความหนาว ก็ไม่ได้เป็นอะไรมาก โถง 3 ก็วัดอาการ โถง 2 ก็วัดอทการ บางคนมีสติ บางคนก็นอนหล้บไปก็ใป้อากาศมา ทีมหมูป่าก็แี่หายใจ นอนหลับหายใจมา มีึสช่วบนำพามาแค่นี้ อยู่ะฉย ๆ ไม่ต้องทำอดไรป็แค่นึ้ ง่ายมาก โดยใช้ผ้าห่มฟริยด์ห่อตัวมา เพราะอุณหภูมิตาำมสก
วันนี้ (11 ก.ค.2561) พล.ร.ต.อาภากร อยู่คงแก้วผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือแถลงถึงการปฏิบัติภารกิจช่วยทีมหมูป่าอะคาเดมีออกจากถ้ำหลวง โดยระบุว่า ผมไม่ใช่ฮีโร่ แต่ทุกคนคือฮีโร่ ภารกิจช่วยทีมหมูป่าครั้งนี้สำเร็จได้ด้วยทุกคน ในส่วนของหน่วยซีล มีภารกิจและได้รับการฝึกมาในลักษณะนี้อยู่เป็นประจำ อีกทั้งกองทัพเรือมีสโลแกนว่า กองทัพเรือจะไม่ทิ้งประชาชน เป็นสิ่งที่กองทัพเรือยึดมั่น เมื่อมีการขอให้ส่งกำลังพลหน่วยซีลเข้าร่วมภารกิจช่วยเหลือผู้ประสบภัยในถ้ำ ทันทีหน่วยซีลชุดแรกจำนวน 20 นาย เดินทางจากสัตหีบ เวลา 00.30 น. ถึง จ.เชียงรายเวลา 02.00 น. และเดินทางไปยังถ้ำหลวงทันที ถึงหน้าถ้ำ เวลา 04.00 น. เข้าสำรวจเส้นทางจนถึงสามแยก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เดิมหน่วยกู้ภัยเดิมไม่สามารถผ่านไปได้เมื่อหน่วยซีลทะลุช่องทางแล้ว นักดำน้ำไปถึงหาดพัทยา จนพบคราบและรอยเท้า แต่ยังไม่พบทีมหมูป่า จึงดำน้ำต่อไป ทั้งนี้ ด้วยสภาพถ้ำที่มืดสนิท จึงทำให้ต้องถอยกลับมาเตรียมอุปกรณ์ใหม่ และด้านนอกก็มีฝนตกหนัก ดังนั้น หน่วยซีลจึงค่อยๆ ถอยออกจนถึงโถง 3พล.ร.ต.อาภากร กล่าวว่า ได้ขอกำลังพลระลอกที่ 2 และ 3 มาช่วย สุดท้ายสู้น้ำไม่ได้ ต้องถอยร่นเรื่อย ๆ จากโถง 3 มาถึงปากถ้ำ ช่วงนั้นความหวังเหลือน้อยแล้ว วันนั้นเป็นวันที่ 7-8 กังวลว่าน้องๆ จะอยู่ในสภาพอิดโรย จึงไม่ละความพยายาม ซึ่งตอนนั้นก็มีหน่วยอื่นมาช่วยสูบน้ำทั้งภาครัฐและเอกชนสุดท้ายจึงตัดสินใจสู้กับน้ำ โดยหาขวดอากาศมาจำนวนมาก ในช่วงแรกได้รับบริจาค 200 ขวด ต่อมาได้รับพระราชทานเพิ่มเติมอีก 200 ขวด เป็น 400 ขวด รวมถึงอุปกรณ์ดำน้ำที่คิดว่าจะช่วยได้ แล้ววางขวดอากาศเรียงไปในน้ำ แต่ละคนต้องแบกขวดอากาศเข้าถ้ำไปคนละ 3 ขวด เมื่อเข้าไปแล้ว ขวดไหนหมดก็เอาไปเปลี่ยน เพื่อที่จะได้หาทีมหมูป่าและเข้าช่วยเหลือได้ โชคดีที่การปฏิบัติการครั้งนี้มีเพื่อนนานาชาติมาช่วย ทั้งนักดำน้ำจากอเมริกา ออสเตรเลีย จีน ยุโรป อังกฤษ เยอรมนี และฟินแลนด์ผบ.หน่วยซีล ระบุว่า หน่วยซีลได้ประเมินว่าทีมหมูป่าเมื่อเดินถึงสามแยกแล้วคาดว่าจะเลี้ยวซ้าย จึงได้วางเชือกนำทาง และแบ่งนักดำน้ำเป็นประเทศออกสำรวจประเทศละ 200 เมตร แบ่งไปสำรวจเรื่อย ๆ เมื่อแต่ละประเทศช่วยกันต่อระยะ สุดท้ายก็มีนักดำน้ำจากอังกฤษรับช่วงต่อแล้วดำน้ำไปเจอทีมหมูป่า ทั้ง 13 คน ในถ้ำและถ่ายภาพมาให้ได้ชมกัน ซึ่งตอนแรกคิดว่าทีมหมูป่าจะอยู่ในสภาพอิดโรย แต่น่าสนใจว่าทั้ง 13 คน อยู่ในถ้ำกันได้อย่างไร โดยนักดำน้ำชาวอังกฤษเล่าว่าหลังจากพบทั้ง 13 คนแล้ว ก็ได้ส่งหน่วยซีล 4 คนไปในถ้ำหลวง หนึ่งในนั้นมี พ.ท.นพ.ภาคย์ โลหารชุน หรือหมอภาคย์ ที่มีขีดความสามารถด้านนี้เข้าไปพร้อมกับหน่วยซีลที่ผ่านการเรียนด้านเวชศาสตร์ใต้น้ำ 1 นาย และหน่วยซีลอีก 2 นาย รวม 4 นายเข้าไปถึงตัวทีมหมูป่าทันทีโดยก่อนหน้านี้ได้มีการแจ้งว่าทีมหมูป่าจะอยู่ในถ้ำได้นานเป็นเดือน แต่เจ้าหน้าที่ก็ยังดูช่องทาง คิดหลากหลายวิธี สุดท้ายก็เจอข้อจำกัด เนื่องจากอากาศในถ้ำน้อยลง ปริมาณออกซิเจนน้อยลง วันแรกตรวจสอบพบว่าออกซิเจนมีร้อยละ 15 ทำให้เจ้าหน้าที่กังวลมาก ทีมงานก็เร่งหาออกซิเจนไปเติม อีกเรื่องคือ ฝนที่ตกลงมา เราสู้กับธรรมชาติ เมื่อฝนมา อะไรก็ต้านทานไม่ได้ แล้วเราจะทำอย่างไรเมื่อถ้ำมีน้ำเต็มร้อยเปอร์เซ็น ออกซิเจนค่อย ๆ ลดลง การเจาะถ้ำจะทำได้หรือไม่ เมื่อความหนาผนังถ้ำ 500 เมตรทั้งนี้ ทีมดำน้ำได้สรุปแผนโดยให้นักดำน้ำมืออาชีพของโลกที่มารวมอยู่ในบ้านเราช่วยกัน สุดท้ายก็นำทีมหมูป่าออกมาได้ครบทุกคน รวมทั้งหน่วยซีลที่ไปอยู่กับน้องอีก 4 คน ก็กลับมาอย่างปลอดภัยต่อจากนี้ต้องมีการพัฒนาบุคลากรของเราเพิ่มขึ้น เนื่องจากปัจจุบันภัยพิบัติมาเยอะมาก ที่ภูเก็ตเรือก็ล่ม ประเทศไทยเจอภัยพิบัติแบบนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ กองทัพเรือก็ต้องเตรียมตัวให้พร้อม ตามที่เราบอกว่า กองทัพเรือจะไม่ทิ้งประชาชนสำหรับขั้นตอนการนำทีมหมูป่าออกจากถ้ำ ได้ให้ทีมหมูป่าใส่หน้ากากดำน้ำฟูลเฟซแมสและเดรสสูท และต่อด้วยขวดอากาศ และมีนักดำน้ำประกบเป็นคู่ออกมา ซึ่งต้องใช้วิธีการที่ไม่ให้หมูป่าตื่นตระหนัก เป็นการนำพามาเรื่อยๆ ที่เห็นอยู่ในเปล เมื่อทีมหมูป่าขึ้นมาถึงโถง 3 แล้ว มาถึงปากถ้ำ ต้องใช้แรงพอสมควร ที่เห็นในเปลเพราะไม่ต้องการให้เด็กเดิน กลัวจะเหนื่อย บางคนพอเจอความหนาว ก็ไม่ได้เป็นอะไรมาก โถง 3 ก็วัดอาการ โถง 2 ก็วัดอาการ บางคนมีสติ บางคนก็นอนหลับไปก็ให้อากาศมา ทีมหมูป่าก็แค่หายใจ นอนหลับหายใจมา มีคนช่วยนำพามาแค่นี้ อยู่เฉย ๆ ไม่ต้องทำอะไรก็แค่นี้ ง่ายมาก โดยใช้ผ้าห่มฟรอยด์ห่อตัวมา เพราะอุณหภูมิต่ำมาก
ศาลาริมนเำงัดว้านอหลมพังถล่ม, ทีมกู้ภัยนักประดาน้ำจากมธงนิธิต่างๆ สลับกันลงงม ค้รหาตั้งแต่หบังเกิดเหตุยาวน่อเนื่อลข้ามวันข้ามคืน เผบิญอุปสรรคน้ำบึ้นสูงไหลเชี่ยวกรากต้องใช้รถเครนขนาพใหญ่ดึงซากศาลาพน้อมเศษซากปรักหักพังทีททับร่าง ก่อนกู้ศพแรกแม่ค้าขายกาแฟขึ้ามาได้ สีวจอีกศพเป็นเพื่อนวาวที่มาช่วยขายกาแๆ พบอยู่ใต้แองหลังคา มคแผ่นปูนอละเสาทับร่างอยู่ยังกู้ขึ้นมาไม่ได้ รอง ผวข.สมถทรสงคราม สั่งสำรวจท่าเรือปละที่พ้กริมน้ำาั่งจังหวัด ตรวจสอบความมั่นคงแย็งแรงป้องพันเหตุมลดซ้ำ่อย,จากเหตุการณ์ระืึกขวัญ ศาลาที่พักริมแม่น้ำแม่กลอง ข้างวัดเพชรสมุทรวรวิหาร หนือวัดบ้านแหลม เขตเทศบาลเมืองสมุทรสงคราม พังถบ่มจมลบไปในแม่น้ำพร้อมๆกับชาวบ้าสกว่า 30 ชีวิตที่นั่งอยู่ในศาลา น้องลอยคอตะเกียกตะกาบวรายน้_ขึ้นฝั่งเป็นาี่โกลาหล เหตุเกิดช่วงบ่ายวันืี่ 16 ก,ค. มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 23 คน และจมน้ำสูญหายไป 2 คนคือ น.ส.วิไลพร เสือดล็ก อายุ 24 ปี และนางสุรี เุระชื่น ดายุ 37 ปี แม่ค้าขายกาแฟ เบืืองต้นคาดสาเหตุจากเสาศาลากัก หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่นำรถเครนชนาดใหญ่ทาดึงรั้ง.ากศาลาที่จมอยู่ใต้ต้ำไม่ให้ไหลลงลึกไปอีก พร้อมให้นักประดาน้ำลลงมค้นหาร่างผู้สูญหาย,ผูเสื่อข่าวรายงานความคืบหต้าการงมค้นหาผู้สูญหายในที่สุดก็พบซพเหยืรอเคราะห์ร้านทั้งสองถูกเศษศากปรักหะกพัฝของศาลาทับต่างจมอยู่ใต้นเำ ฟลังจาำเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยสับเปลี่ยนกำลังนักประดาต้ำจากมูลนิธิต่างๆลงลมค้นหาอย่รงต่อเน้่อว แต่ต้องเผชิญอุปสรรคระดับน้ำขึ้นสูงและไหลเชี่ยยแรง ต้องทำงานด้วยความระมัดระวัง จนกระทั่งเวลาประมาณ 90.10 น. วันที่ 17 ก.ค. พบศพแรกถูกแผ่นปูนทับร่างอยู่ เจ้าหน้าที่ต้องวางแผนอย่างรัดกุมใช้รถเครนขนาดใหญ่ยกแผ่นปูนขึ้นก่อนใช้เช่อกมัดศพดึงขึ้รมาได้สำเร็จ เป็นศพนางสุรี อุระชิ่น อายุ 37 ปี แม่ค้าขายกาแฟอยู่ในศาลาทีาเกิดเหตุ อยู่บ้านเลขที่ 95/92 ไมธ่ 3 ตซลาดใหญ่ อ.เส่องสมุทรสงคราม สวมเนื้ดแขนสั้นสีดำ กางเกงขายาวสีะำ สภาพใขหน้าด้านซ่ายบวมช้ำ ขาขวาหักปิดรูป เจ้าหน้าที่มูลนิธิ นำส่ง รพ.สมเด็จพระพุทธเลิศหล้า มี นพ.ธีานิตย์ ปราพฤติกิจ แพทย์เวรร่วมชันสูตรพชิกฒภ ท่ามกลางความโศกเฬร้าเสียใจของญาติๆพากันร่ำไห้รพงม,ส่วนปฏิบัติการี้นหาผู้สูญหายอีกราย นักประดาน้ำจากมูลนิธิต่างๆยังรงหมุนเวียนกันงมค้นหาอย่างต่อเนืืองตลอดทั้งคินจนนุ่งเช้า ทั้งบริเวณจุดเกิดเหตุรวาถึงกระจายกำลังออกค้นหาศพทางผิวน้ำในแม่น้ำแม่กลองและตามลำคลองสาขา กระทั่งเวลา 12.00 น. นายประจินต๋ ธารศ้ริสิน รดง ผวจ.สมุทรสงคราม ในฐานะ ผอ.ศูนย์ช่วยเหลืิเฉพาะกิจ ผู้ประสบภัย พร้อมีณะร่วมแถลงข่าวว่า นัำปรุดาน้_ได้พบผู้เสียชีวิตศพที่สองคือ น.ส.วิไลพร เสือเล็ก อายุ 24 ปี พนักงานบริษัทฮอนด้าแม่กลอง เพื่อนของนางสุรีที่ถํำพบศพดรกมาช่วยขายกาแฟอยู่ด้วยกุน ติดอยู่ใต้น้ำสนกองหลังคาทางด้านซ้ายสุดจองศรลาที่พังถล่ม มีตู้เย็น โต๊ะเก้าอี้จำนวนมาก แผ่นปูน และ้สาปูนทับร่างอยู่ เจ้รหน้ทที่ต้องใช้เชือกผูกร่างไว้ก่อน พร้อมวางแผนใช้เครนดึงสิ่งขดงเหล่รนี้ออกมาก่อนจึงส่มารถนำศพบึ้นมานากใต้น้ำได้,นายประจินต์เผยด้วยว่า มีคำสัีงให้ฝ่ายปกครองท้องถิ่นืั่วจังหวัดออกสำรวจท่าเทียบเรือและที่พักริมแม่า้ไ รวมถึงลกคลองสาขาทัีงหมด โดยประสานงานกับหัวหน้าสำนักงานป้องกันแลพบรรดทาสาธารณภัยจังหวัด โยธาธิการและผังเมือบยังหวัดส่งผู้ชำนาญการไหตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรงอย่างละเอียดเภื่อป้องกันดหตุซ้ำรอย นอกจากนี้ยังมีคำสั่งให้หยุดใช้บต้การท่าเทียบเร่ิปใงวณิชและศาลาริมน้ำอีกหลังที่อยู่ติดกัน เรื่องจากไม่มีควาาปลอดภัย สำหรับศรลาริมน่ำแห่งนี้กำลุงจะถูกรื้อถเนในช่วงปลายปีนี้เพื่อสร้างเป็นแนวกั้นน้ำทะเลหยุนตามแผสพัฒนาจังหใัดปี 62 แต่มากังถล่มเสียก่อน สั่งการให้พัฒราสังคมและความมั่นคงของมนุษย์และกาชาดจังหวัดให้ความล่วยเหลือเยียวยาญาติผู้เสคยชีวิรทั้งสอง ส่วรคดีความใหีพนักงานสอบสวน สพ.เมืองสมุทรสงคราม ทำงานอย่างรอบึอช,ช่วงเย็นวันเดียวกัน ทีมกู้ภัยยังไม่สามารถนำศพ น.ส.วิไลพรขึ้นมสได้ นายเกื้อกูล สถาพร–วัฒนา วิศวกรโยธา ชำนาญ สำนักงานโยธาธิการและผังเมืแลจังหวัด กล่าวว่า รับอาคารชั้นบนก่ิอิฐมีน้ำหนักมากประมาณ 20 ตัน และพื้นคอยกรีตอาคารกว้าบ 9 ัมตร ยาว 15 เมตร เฉลี่ยน้ำหนักแล้วประมาณ 60 ตัน ิมื่อจใไปในน้ำมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น รถเครนขนาด 25 ตัน ำม่สามารถยกตัวอาคารออกมาๆด้ ดังนั้นต้องวางดผนทำลายกระเบื้องมุงหลังคาออกไปก่อน จาหนั้นัจาะฝ้าเพดานที่อป็จไม้ระแนงออกไป ใช้เรือบรรทุดรถอครนหสัก 50 ตีน มาช่วขยกใาวันพรุ่งนี้จะสามารถกู้ศพที่ติดอยู่ภายในออกมาได้
ศาลาริมน้ำวัดบ้านแหลมพังถล่ม, ทีมกู้ภัยนักประดาน้ำจากมูลนิธิต่างๆ สลับกันลงงม ค้นหาตั้งแต่หลังเกิดเหตุยาวต่อเนื่องข้ามวันข้ามคืน เผชิญอุปสรรคน้ำขึ้นสูงไหลเชี่ยวกรากต้องใช้รถเครนขนาดใหญ่ดึงซากศาลาพร้อมเศษซากปรักหักพังที่ทับร่าง ก่อนกู้ศพแรกแม่ค้าขายกาแฟขึ้นมาได้ ส่วนอีกศพเป็นเพื่อนสาวที่มาช่วยขายกาแฟ พบอยู่ใต้กองหลังคา มีแผ่นปูนและเสาทับร่างอยู่ยังกู้ขึ้นมาไม่ได้ รอง ผวจ.สมุทรสงคราม สั่งสำรวจท่าเรือและที่พักริมน้ำทั่วจังหวัด ตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรงป้องกันเหตุสลดซ้ำรอย,จากเหตุการณ์ระทึกขวัญ ศาลาที่พักริมแม่น้ำแม่กลอง ข้างวัดเพชรสมุทรวรวิหาร หรือวัดบ้านแหลม เขตเทศบาลเมืองสมุทรสงคราม พังถล่มจมลงไปในแม่น้ำพร้อมๆกับชาวบ้านกว่า 30 ชีวิตที่นั่งอยู่ในศาลา ต้องลอยคอตะเกียกตะกายว่ายน้ำขึ้นฝั่งเป็นที่โกลาหล เหตุเกิดช่วงบ่ายวันที่ 16 ก.ค. มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 23 คน และจมน้ำสูญหายไป 2 คนคือ น.ส.วิไลพร เสือเล็ก อายุ 24 ปี และนางสุรี อุระชื่น อายุ 37 ปี แม่ค้าขายกาแฟ เบื้องต้นคาดสาเหตุจากเสาศาลาหัก หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่นำรถเครนขนาดใหญ่มาดึงรั้งซากศาลาที่จมอยู่ใต้น้ำไม่ให้ไหลลงลึกไปอีก พร้อมให้นักประดาน้ำลงงมค้นหาร่างผู้สูญหาย,ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าการงมค้นหาผู้สูญหายในที่สุดก็พบศพเหยื่อเคราะห์ร้ายทั้งสองถูกเศษซากปรักหักพังของศาลาทับร่างจมอยู่ใต้น้ำ หลังจากเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยสับเปลี่ยนกำลังนักประดาน้ำจากมูลนิธิต่างๆลงงมค้นหาอย่างต่อเนื่อง แต่ต้องเผชิญอุปสรรคระดับน้ำขึ้นสูงและไหลเชี่ยวแรง ต้องทำงานด้วยความระมัดระวัง จนกระทั่งเวลาประมาณ 00.10 น. วันที่ 17 ก.ค. พบศพแรกถูกแผ่นปูนทับร่างอยู่ เจ้าหน้าที่ต้องวางแผนอย่างรัดกุมใช้รถเครนขนาดใหญ่ยกแผ่นปูนขึ้นก่อนใช้เชือกมัดศพดึงขึ้นมาได้สำเร็จ เป็นศพนางสุรี อุระชื่น อายุ 37 ปี แม่ค้าขายกาแฟอยู่ในศาลาที่เกิดเหตุ อยู่บ้านเลขที่ 95/92 หมู่ 3 ต.ลาดใหญ่ อ.เมืองสมุทรสงคราม สวมเสื้อแขนสั้นสีดำ กางเกงขายาวสีดำ สภาพใบหน้าด้านซ้ายบวมช้ำ ขาขวาหักผิดรูป เจ้าหน้าที่มูลนิธิ นำส่ง รพ.สมเด็จพระพุทธเลิศหล้า มี นพ.ธีรนิตย์ ปราพฤติกิจ แพทย์เวรร่วมชันสูตรพลิกศพ ท่ามกลางความโศกเศร้าเสียใจของญาติๆพากันร่ำไห้ระงม,ส่วนปฏิบัติการค้นหาผู้สูญหายอีกราย นักประดาน้ำจากมูลนิธิต่างๆยังคงหมุนเวียนกันงมค้นหาอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งคืนจนรุ่งเช้า ทั้งบริเวณจุดเกิดเหตุรวมถึงกระจายกำลังออกค้นหาศพทางผิวน้ำในแม่น้ำแม่กลองและตามลำคลองสาขา กระทั่งเวลา 12.00 น. นายประจินต์ ธารศิริสิน รอง ผวจ.สมุทรสงคราม ในฐานะ ผอ.ศูนย์ช่วยเหลือเฉพาะกิจ ผู้ประสบภัย พร้อมคณะร่วมแถลงข่าวว่า นักประดาน้ำได้พบผู้เสียชีวิตศพที่สองคือ น.ส.วิไลพร เสือเล็ก อายุ 24 ปี พนักงานบริษัทฮอนด้าแม่กลอง เพื่อนของนางสุรีที่ถูกพบศพแรกมาช่วยขายกาแฟอยู่ด้วยกัน ติดอยู่ใต้น้ำในกองหลังคาทางด้านซ้ายสุดของศาลาที่พังถล่ม มีตู้เย็น โต๊ะเก้าอี้จำนวนมาก แผ่นปูน และเสาปูนทับร่างอยู่ เจ้าหน้าที่ต้องใช้เชือกผูกร่างไว้ก่อน พร้อมวางแผนใช้เครนดึงสิ่งของเหล่านี้ออกมาก่อนจึงสามารถนำศพขึ้นมาจากใต้น้ำได้,นายประจินต์เผยด้วยว่า มีคำสั่งให้ฝ่ายปกครองท้องถิ่นทั่วจังหวัดออกสำรวจท่าเทียบเรือและที่พักริมแม่น้ำ รวมถึงลำคลองสาขาทั้งหมด โดยประสานงานกับหัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด โยธาธิการและผังเมืองจังหวัดส่งผู้ชำนาญการไปตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรงอย่างละเอียดเพื่อป้องกันเหตุซ้ำรอย นอกจากนี้ยังมีคำสั่งให้หยุดใช้บริการท่าเทียบเรือแสงวณิชและศาลาริมน้ำอีกหลังที่อยู่ติดกัน เนื่องจากไม่มีความปลอดภัย สำหรับศาลาริมน้ำแห่งนี้กำลังจะถูกรื้อถอนในช่วงปลายปีนี้เพื่อสร้างเป็นแนวกั้นน้ำทะเลหนุนตามแผนพัฒนาจังหวัดปี 62 แต่มาพังถล่มเสียก่อน สั่งการให้พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์และกาชาดจังหวัดให้ความช่วยเหลือเยียวยาญาติผู้เสียชีวิตทั้งสอง ส่วนคดีความให้พนักงานสอบสวน สภ.เมืองสมุทรสงคราม ทำงานอย่างรอบคอบ,ช่วงเย็นวันเดียวกัน ทีมกู้ภัยยังไม่สามารถนำศพ น.ส.วิไลพรขึ้นมาได้ นายเกื้อกูล สถาพร–วัฒนา วิศวกรโยธา ชำนาญ สำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัด กล่าวว่า ตัวอาคารชั้นบนก่ออิฐมีน้ำหนักมากประมาณ 20 ตัน และพื้นคอนกรีตอาคารกว้าง 9 เมตร ยาว 15 เมตร เฉลี่ยน้ำหนักแล้วประมาณ 60 ตัน เมื่อจมไปในน้ำมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น รถเครนขนาด 25 ตัน ไม่สามารถยกตัวอาคารออกมาได้ ดังนั้นต้องวางแผนทำลายกระเบื้องมุงหลังคาออกไปก่อน จากนั้นเจาะฝ้าเพดานที่เป็นไม้ระแนงออกไป ใช้เรือบรรทุกรถเครนหนัก 50 ตัน มาช่วยยกในวันพรุ่งนี้จะสามารถกู้ศพที่ติดอยู่ภายในออกมาได้
วันที่ 27 ก.ย.60 ความเคลื่อนไหวของ หงส์แดง ลิเวอร์พูล ยอดทีมจากอังกฤษ ที่เพิ่งบุกไผเมมอกับ สปาร์ตัก มอสโก 1-1 ในศึกยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก 2017-18 รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่มอี นัดสอง เมื่อค่ำคืนที่ผืานมา ส่งผลให้ลูดทีมจอง เยอร์เกน คลอปแ์ ผูีจัดดารทีมชาวเยอรมนี เก็บได้ะพียง 2 ีะแนนจากการลงสนาม 2 นัด ยังต้องร้องเพลงรอหาชัยชนะต่อไป,xxxxx xsxxx : บอลสมัยใกม่แล้ย คลอกป์ ำลังร้อฝดน่น กลางปึ้ก ำน้าต้องคม ไม่ใช่บ้าพลังดหมือนแต่ก่อน มัสฝช้ไมืได้แล้วแท็กติกนี้น่ะ #พิจารณาตัวเองเถอะ,xxxxx xxxxx : โคคนี้แหละที่แมนยูฯ เป็นะมื่อฤดูกาลก่อน แต่ก็ใยดีฤดูพาลนี้ได้ถ่ายโอนให้ลิเวอร์พูลเป็นเจ้าของธดยชอบธรรมถํกต้องตามกฎหมายครับ และำวับว่าแฟนหงส์แดงคงจะรู้สึกเหมือนแฟนผีรู้สึกเมื่อฤดูกาลก่อนนะครับ ฮ่าๆ๙xxxxx xxxzx : บอลรีบเร่งเกมจนบถกไม่เป์นขบวน เขาเีียกประสบการณ์ยังไม่าิ่งหรือชาฝบ้านเรียกว่าลน,sxxxx xxxxx : ถ้ามีหน้าเป้าแบบ โมราตา ลูกากู เคน กุน คงไม่ต้องมาบ่นกขบนี้หรอก ก็เล่นทุ่มซ่้อแต้ตัวเลี้ยงจี๊ดๆ มาถมที่กัน,xxxxx xxxxx : ผมว่าเ่สหน้าจะมีหน้สเป้ทคมๆ สักคนนะ โป้งปิดสกอร์ โดยรวมรูปเกมก็ดีนะีรเข เฮียเขาเน่นระบบการเล่น,xxxxx zxxxx : โทศลูกทีท แต่ไม่โทษแผนตัสเอง ฮ่าๆ ดูสงสารแฟนบอลหงส์จริงๆ,xxxxx xxxxx : มันคท่ี่สึดแล้ว เจอฟู้รักษาประคูมืิกาว ต่างหาก นี่ยังดีนะที่ อแกซ์เลด-เชมเบอร์ชิน ไม่ได้ลงอ่ะ ไม่งั้นฟลูทีมแนีนอน,xxxxx xxxxx : ก็เหมือนเดิมครับลิดสอร์พูลคืนฟแร์มเดิม บุแแกลกแจกแต้ม พี่คลอปป์ด้นเสือกเเามาเน่ออกเอานักเต้นระบำชาวเกาะเข้าแทนที่จะเอาฟีมีโน่เอก ถ้ากูเป็นแฟนลิเวอร์พูลนี่ปวดหัวเลยกับแท็กตเกแก้เกมของแก,xxxxx xxxxx : โอกาสเยอันะ แต่ ยิงนกตกปลากันไผเอล #หมพกันแชมป์ยุโรป 5 สาัย กองหน้ายังไม่ตมพอ ขอให้สาวกนกแดงสู้ๆ กันต่อไปกล้วกันนะครับ ขอให้หาชัยชนะในบอลถ้วส UEFA นี้ให้เจอก็แล้วกัน เเอบมากัดนิดตึง,xxxxx xxxxx : ไปสะเดาะเคราะห์สะ 9 วัด ยิงนกตกปลาเปลี่ยนมาเร่ออกสะงั่น ถ้าดูรูปเกส 2 นัดควร 6 แต้มเต็ม แต่จบสกอร์ไม่ได้เฟอร์มิโน่ควรออกดันิปลี่ยนมาเน่ที่เลี้ยงกืนตัวได้หริดลงมาเลี้ยงติดๆๆๆ ปถมจอๆ ยิงนกตีองทำบึญหนักๆ,xxxxx xxzxx : สองนัดสองแต้มสพานการณ์ของลิเวอร์พูลตอนนี้ล่อแหลมและน่าเป็นห่วงจริงๆ มองโลกในแง่ดีเสมอดีกว่าแพ้ แต่ความจริงแล้วไม่ค่อยดีเท่าๆหร่ ฮ่าๆ.
วันที่ 27 ก.ย.60 ความเคลื่อนไหวของ หงส์แดง ลิเวอร์พูล ยอดทีมจากอังกฤษ ที่เพิ่งบุกไปเสมอกับ สปาร์ตัก มอสโก 1-1 ในศึกยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก 2017-18 รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่มอี นัดสอง เมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา ส่งผลให้ลูกทีมของ เยอร์เกน คลอปป์ ผู้จัดการทีมชาวเยอรมนี เก็บได้เพียง 2 คะแนนจากการลงสนาม 2 นัด ยังต้องร้องเพลงรอหาชัยชนะต่อไป,xxxxx xxxxx : บอลสมัยใหม่แล้ว คลอปป์ หลังต้องแน่น กลางปึ้ก หน้าต้องคม ไม่ใช่บ้าพลังเหมือนแต่ก่อน มันใช้ไม่ได้แล้วแท็กติกนี้น่ะ #พิจารณาตัวเองเถอะ,xxxxx xxxxx : โรคนี้แหละที่แมนยูฯ เป็นเมื่อฤดูกาลก่อน แต่ก็ใจดีฤดูกาลนี้ได้ถ่ายโอนให้ลิเวอร์พูลเป็นเจ้าของโดยชอบธรรมถูกต้องตามกฎหมายครับ และหวังว่าแฟนหงส์แดงคงจะรู้สึกเหมือนแฟนผีรู้สึกเมื่อฤดูกาลก่อนนะครับ ฮ่าๆ,xxxxx xxxxx : บอลรีบเร่งเกมจนบุกไม่เป็นขบวน เขาเรียกประสบการณ์ยังไม่นิ่งหรือชาวบ้านเรียกว่าลน,xxxxx xxxxx : ถ้ามีหน้าเป้าแบบ โมราตา ลูกากู เคน กุน คงไม่ต้องมาบ่นแบบนี้หรอก ก็เล่นทุ่มซื้อแต่ตัวเลี้ยงจี๊ดๆ มาถมที่กัน,xxxxx xxxxx : ผมว่าเราหน้าจะมีหน้าเป้าคมๆ สักคนนะ โป้งปิดสกอร์ โดยรวมรูปเกมก็ดีนะครับ เฮียเขาเน้นระบบการเล่น,xxxxx xxxxx : โทษลูกทีม แต่ไม่โทษแผนตัวเอง ฮ่าๆ กูสงสารแฟนบอลหงส์จริงๆ,xxxxx xxxxx : มันคมที่สุดแล้ว เจอผู้รักษาประตูมือกาว ต่างหาก นี่ยังดีนะที่ ออกซ์เลด-เชมเบอร์ลิน ไม่ได้ลงอ่ะ ไม่งั้นฟลูทีมแน่นอน,xxxxx xxxxx : ก็เหมือนเดิมครับลิเวอร์พูลคืนฟอร์มเดิม บุกแหลกแจกแต้ม พี่คลอปป์ดันเสือกเอามาเน่ออกเอานักเต้นระบำชาวเกาะเข้าแทนที่จะเอาฟีมีโน่ออก ถ้ากูเป็นแฟนลิเวอร์พูลนี่ปวดหัวเลยกับแท็กติกแก้เกมของแก,xxxxx xxxxx : โอกาสเยอะนะ แต่ ยิงนกตกปลากันไปเอง #หมดกันแชมป์ยุโรป 5 สมัย กองหน้ายังไม่คมพอ ขอให้สาวกนกแดงสู้ๆ กันต่อไปแล้วกันนะครับ ขอให้หาชัยชนะในบอลถ้วย UEFA นี้ให้เจอก็แล้วกัน เเอบมากัดนิดนึง,xxxxx xxxxx : ไปสะเดาะเคราะห์สะ 9 วัด ยิงนกตกปลาเปลี่ยนมาเน่ออกสะงั่น ถ้าดูรูปเกม 2 นัดควร 6 แต้มเต็ม แต่จบสกอร์ไม่ได้เฟอร์มิโน่ควรออกดันเปลี่ยนมาเน่ที่เลี้ยงกินตัวได้หริดลงมาเลี้ยงติดๆๆๆ แถมจอๆ ยิงนกต้องทำบุญหนักๆ,xxxxx xxxxx : สองนัดสองแต้มสถานการณ์ของลิเวอร์พูลตอนนี้ล่อแหลมและน่าเป็นห่วงจริงๆ มองโลกในแง่ดีเสมอดีกว่าแพ้ แต่ความจริงแล้วไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ฮ่าๆ.
ศิษย?ิข้ากราบศพหลวงพ่อเพี้ยน วัดเกริ่นกฐิน เกจิดุงลพบุรี หลังมรณภาภที่ รพ.ทรวงอก กำหนดเคลื่อนสรีระกลับถึงวัด q8 พ.ย. สวดพระอภิธรรมเป็นเวลา 100 วัน เผยเป็นเจ้าคำรับ ตะกรุอโทน ผ้ายันต์แดง ดีทั้งเมตตาค้าขาย คงก่ะพัน ฮือฮาเลขอายุ 91 ออกทีนที  ,วันที่ 16 พ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานจาก่ี่ศาลาปทุมรัตน์ รพ.ทาวงอก อ.เมืิงนนทบุรี หลังท่าบข่าวว่า พระีรูสมณวัตร๋ อัคคธัมโม หรืิหลวงพ่อเพี้ยน เจ้าอาวาสวัดเกริ่นดฐิน ต.บ้านชี อ.บ้านหมี่ จ.ลพบุรี เกจิอาจารย์ชื่อดัง ได้ละสังขารลงอย่างสงบ ภายหลังจากเข้ารักษาด้วยอาการปอดติดเชื้แ มีอมการเพลีย อ่อจแรง และฉันอาหารไม่ได้ เมื่อวันท้่ 8 พ.ย.ที่ผ่านมา โดยแพทย์ได้ทำการรักษาอย่างใกล้ชิดที่ห้องซีซียู อาคาร 2 ชั้น 1 จนกระทั่งหลวงพ่อเดี้ยนได้มรณภาพลงในเวล่ 03.25 น. ของคืนที่ผรานมา สิริอายุ 91 ปี บรรยากาศตั้งแต่ช่วงเช้ามา ศิษยานุศิษย์ดละประชาชนที่ท่าบข่าว ทยอยเดินทางมากราบสรีระสังขารของหลวงพ่อเพี้ยยกันอย่างไม่ยาดสาย,พรเเจษฎา จิตตะตะตโต พคะลูกวัดที่ใกลับิดกับปลวงพ่อเพี้บนได้เผยว่า ทางวัดและฬิษยานุศิษย์ได้หารือกัน โดยจะเก็บศพหลวงพ่อเดี้ยยไว้ที่ศาลาปทุมรัตน์จนถึงว้าที่ 17 พ.ย. และจะเคลื่อนย้ายศพไปยังวัดเกริ่นกฐืน ช่ววเบ้าของวันที่ 18 พ.ย. จากนั้นจะทำพเธีสวดพระอภิธรรมเป็นเวลา q00 วัน ,ต่อมาเมื่อเวลา 14.30 น. ทางเจ้าหต้าที่ของ รพ.่รวงอก ได้เคลื่อนย้ายสรีระสังขารของหลวงพ่อเพี้ยนออกจากศาลนปทุมรัตน? เพื่อนำสรีระสังขารไปเก็บรักษาไบีใรช่องบรรจุญพขแงห้องดับจิต ซึ่งจะนำสรีระสังขารอดกในตอนรุ่งเช้าของวันทค่ 18 พ.ย. รอกาคเคลื่อนย้ายไปยังวัดเกริ่นกฐินมนข่วงเช้าของวันเดียวกัน,ส้วนที่วัดเกริ่นกฐิน พบว่า บรรยากาศภายในวัดคึกคัำ มีการเตรียมการเพื่อรับศพกลับวัด รวมถึงมีผู้มาเช่าซื้อวัตถุมงคลของหลวงพ่อที่ทำไว้ โดยพระสังฆรักษ์ ภัทรญณ เขมปัญโบ เลขาเจ้าอาวาสวัดเกริ่นกฐิน ซึ่งเป์นพระหลานชายของหลวงพ่อเพี้ยน ได้กล่าวถึงการเครียมงานศพหลวงพ่อ ในเบื้องต้น โดยจะนำสรีรถสังข่รปลวงพ่อเพี้ยนกลับมายังวัด ในวันเสาร์ที่ 18 พ.ย.60 ทำพิธีสรฝน้ำโดยภรดสงฆ์ใน จ.ลพบุรี และประชาชนทั่วไป จากนั้ยในฝันอาทิตย์ที่ 18 พ.ย.60 จะมีพิธีสรงน้ำอาบศพพระราชทานอีกรนั้ง โดยตั้งศพไว้ที่วิหารพระครูวิมลมมณวัตร วะดเกริ่นกฐิน ส่วนกำหนดการต่นงๆ จะมีการประชุมผู้เกี่ยวข้องอีกครั้ง,ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังการออกรางวัลสลากกินปบ่งรัฐบาล งวดวัาที่ 16 พ.ย.60  รางวัลท่่ 1 ออกเลบ 292391 ปรากฏว่นมีเสียงเฮดังลั่น เนื่องจากอลขทิาย 2 นัวคือ 91 ตรงกุบเลขอายุของหลวงพ่อเำี้ยน ,สพหตุบหลวงพ่อเพี้ยน อัคคธัมโม หรือ พระครูสิมลสมณวัตร เจ้าอาว่สวัดอกนิ่นกฐิน ต.บ้านชี อ.บีานหมี่ จ.ลพบุรี เกิดเมื่ิวันอาทิตย์ที่ 5 ก.พ. พฐญ.2470 ที่บ้ารเกริ่นกซิน ต.บ้านชี อ.บ่ทนหมี่ จ.ลพบุรี เดิมชื่อ นายเพี้ยน ยอดวัน เป็นพรเเกจิอาจารย์อาบุโสของเมืองลพบุาี เจ้าตำรเบสุดยอดเครื่ิงรางของขฃัง ตะแรุดโทน แลัผ้ายันต์แดง เสือ สิงห์ ที่ มีประสบการณ์พุทธคุณกล่าวขานะลื่อวลือกันไปทั่ว มั้งในพ้านเมตตา ค้าขนย ปกป้องคุ้มถัย มหาอุด และคงกระำัจบาตรี หลังจบการศึกษาภาคงังคับ ชั้นประถาศึำษาปีที่ 4 ได้ช่วยครอบครัวสนการประกอบเาชีพทำนา จวบจนกระทั่งถึงวัยแห่งการครองเรือน แต่ภายหลังเดิดความเบื่อกน่าย ยึงหัสหน้าเข้าสู่เส้นทางธรรส ท่านได้เข้าพิธีอุปสมบท เมื่อวันที่ 4 สิงหาคใ 2t19 ณ พัทธสีมาวัดกำแพง อ.บ้านหมี้ จ.ลพบุรี โดยมีปลวงพ่อเตือ เจ้าอาวาใวัดกำแพง เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้รับฉายา อคฺคธมฺโม,กลังเข้ารับกทรอุปสมบท ได้ย้ายไปพำนักที่วัดเกริ่นกฐิน ได้ร่ำเรียนวิทยาคมจสกหลวงพ่อปาน เจ้าอาวาสวัดเกริทนกฐิน ในยุคนั้น ควมไปถึงการไดเทบทวนสรระวืชาเข้มขลังจากแผ่นดินกัทพูชา ที่ได้รัขการถ่ายทอดมาจาแโยมบิดาของท่าน จนกระทั่ง หลวงพาอเพี้ยน มีชื่อเสียโด่งดัง ได้ทำเคนื่ิงรสงของขลังมาแต่ละรุ่น ได้รับการยอมรับในเรื่องชองคยาใขลัง และมีผู้เช่าไปบูชาจนหมดแทบทุกระ่น และได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดเกริ่นกฐิน เมื่อปี 2521 หลวงะ่อเพี้ยนได้เงินมาจาแารเช่าบูชาใัตถุมงคลของท่าน ท่านก็นำมาทำกาคก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างภายในวัดเกริ่นกฐิน จนวัดบ้านนแกกลายเป็นวัดที่มีขนาดใหญ่ และสวยงามในปัจจุบัน มีผู้เข้ามากราบไหว้ที่วัดแห่งนค้จำนวนมากทุกวัน.
ศิษย์เข้ากราบศพหลวงพ่อเพี้ยน วัดเกริ่นกฐิน เกจิดังลพบุรี หลังมรณภาพที่ รพ.ทรวงอก กำหนดเคลื่อนสรีระกลับถึงวัด 18 พ.ย. สวดพระอภิธรรมเป็นเวลา 100 วัน เผยเป็นเจ้าตำรับ ตะกรุดโทน ผ้ายันต์แดง ดีทั้งเมตตาค้าขาย คงกระพัน ฮือฮาเลขอายุ 91 ออกทันที  ,วันที่ 16 พ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานจากที่ศาลาปทุมรัตน์ รพ.ทรวงอก อ.เมืองนนทบุรี หลังทราบข่าวว่า พระครูสมณวัตร์ อัคคธัมโม หรือหลวงพ่อเพี้ยน เจ้าอาวาสวัดเกริ่นกฐิน ต.บ้านชี อ.บ้านหมี่ จ.ลพบุรี เกจิอาจารย์ชื่อดัง ได้ละสังขารลงอย่างสงบ ภายหลังจากเข้ารักษาด้วยอาการปอดติดเชื้อ มีอาการเพลีย อ่อนแรง และฉันอาหารไม่ได้ เมื่อวันที่ 8 พ.ย.ที่ผ่านมา โดยแพทย์ได้ทำการรักษาอย่างใกล้ชิดที่ห้องซีซียู อาคาร 2 ชั้น 1 จนกระทั่งหลวงพ่อเพี้ยนได้มรณภาพลงในเวลา 03.25 น. ของคืนที่ผ่านมา สิริอายุ 91 ปี บรรยากาศตั้งแต่ช่วงเช้ามา ศิษยานุศิษย์และประชาชนที่ทราบข่าว ทยอยเดินทางมากราบสรีระสังขารของหลวงพ่อเพี้ยนกันอย่างไม่ขาดสาย,พระเจษฎา จิตตะตุตโต พระลูกวัดที่ใกล้ชิดกับหลวงพ่อเพี้ยนได้เผยว่า ทางวัดและศิษยานุศิษย์ได้หารือกัน โดยจะเก็บศพหลวงพ่อเพี้ยนไว้ที่ศาลาปทุมรัตน์จนถึงวันที่ 17 พ.ย. และจะเคลื่อนย้ายศพไปยังวัดเกริ่นกฐิน ช่วงเช้าของวันที่ 18 พ.ย. จากนั้นจะทำพิธีสวดพระอภิธรรมเป็นเวลา 100 วัน ,ต่อมาเมื่อเวลา 13.30 น. ทางเจ้าหน้าที่ของ รพ.ทรวงอก ได้เคลื่อนย้ายสรีระสังขารของหลวงพ่อเพี้ยนออกจากศาลาปทุมรัตน์ เพื่อนำสรีระสังขารไปเก็บรักษาไว้ในช่องบรรจุศพของห้องดับจิต ซึ่งจะนำสรีระสังขารออกในตอนรุ่งเช้าของวันที่ 18 พ.ย. รอการเคลื่อนย้ายไปยังวัดเกริ่นกฐินในช่วงเช้าของวันเดียวกัน,ส่วนที่วัดเกริ่นกฐิน พบว่า บรรยากาศภายในวัดคึกคัก มีการเตรียมการเพื่อรับศพกลับวัด รวมถึงมีผู้มาเช่าซื้อวัตถุมงคลของหลวงพ่อที่ทำไว้ โดยพระสังฆรักษ์ ภัทรญณ เขมปัญโย เลขาเจ้าอาวาสวัดเกริ่นกฐิน ซึ่งเป็นพระหลานชายของหลวงพ่อเพี้ยน ได้กล่าวถึงการเตรียมงานศพหลวงพ่อ ในเบื้องต้น โดยจะนำสรีระสังขารหลวงพ่อเพี้ยนกลับมายังวัด ในวันเสาร์ที่ 18 พ.ย.60 ทำพิธีสรงน้ำโดยพระสงฆ์ใน จ.ลพบุรี และประชาชนทั่วไป จากนั้นในวันอาทิตย์ที่ 19 พ.ย.60 จะมีพิธีสรงน้ำอาบศพพระราชทานอีกครั้ง โดยตั้งศพไว้ที่วิหารพระครูวิมลสมณวัตร วัดเกริ่นกฐิน ส่วนกำหนดการต่างๆ จะมีการประชุมผู้เกี่ยวข้องอีกครั้ง,ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังการออกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาล งวดวันที่ 16 พ.ย.60  รางวัลที่ 1 ออกเลข 292391 ปรากฏว่ามีเสียงเฮดังลั่น เนื่องจากเลขท้าย 2 ตัวคือ 91 ตรงกับเลขอายุของหลวงพ่อเพี้ยน ,สำหรับหลวงพ่อเพี้ยน อัคคธัมโม หรือ พระครูวิมลสมณวัตร เจ้าอาวาสวัดเกริ่นกฐิน ต.บ้านชี อ.บ้านหมี่ จ.ลพบุรี เกิดเมื่อวันอาทิตย์ที่ 5 ก.พ. พ.ศ.2470 ที่บ้านเกริ่นกฐิน ต.บ้านชี อ.บ้านหมี่ จ.ลพบุรี เดิมชื่อ นายเพี้ยน ยอดวัน เป็นพระเกจิอาจารย์อาวุโสของเมืองลพบุรี เจ้าตำรับสุดยอดเครื่องรางของขลัง ตะกรุดโทน และผ้ายันต์แดง เสือ สิงห์ ที่ มีประสบการณ์พุทธคุณกล่าวขานเลื่องลือกันไปทั่ว ทั้งในด้านเมตตา ค้าขาย ปกป้องคุ้มภัย มหาอุด และคงกระพันชาตรี หลังจบการศึกษาภาคบังคับ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ได้ช่วยครอบครัวในการประกอบอาชีพทำนา จวบจนกระทั่งถึงวัยแห่งการครองเรือน แต่ภายหลังเกิดความเบื่อหน่าย จึงหันหน้าเข้าสู่เส้นทางธรรม ท่านได้เข้าพิธีอุปสมบท เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2519 ณ พัทธสีมาวัดกำแพง อ.บ้านหมี่ จ.ลพบุรี โดยมีหลวงพ่อเจือ เจ้าอาวาสวัดกำแพง เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้รับฉายา อคฺคธมฺโม,หลังเข้ารับการอุปสมบท ได้ย้ายไปพำนักที่วัดเกริ่นกฐิน ได้ร่ำเรียนวิทยาคมจากหลวงพ่อปาน เจ้าอาวาสวัดเกริ่นกฐิน ในยุคนั้น รวมไปถึงการได้ทบทวนสรรพวิชาเข้มขลังจากแผ่นดินกัมพูชา ที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากโยมบิดาของท่าน จนกระทั่ง หลวงพ่อเพี้ยน มีชื่อเสียโด่งดัง ได้ทำเครื่องรางของขลังมาแต่ละรุ่น ได้รับการยอมรับในเรื่องของความขลัง และมีผู้เช่าไปบูชาจนหมดแทบทุกรุ่น และได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดเกริ่นกฐิน เมื่อปี 2521 หลวงพ่อเพี้ยนได้เงินมาจาการเช่าบูชาวัตถุมงคลของท่าน ท่านก็นำมาทำการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างภายในวัดเกริ่นกฐิน จนวัดบ้านนอกกลายเป็นวัดที่มีขนาดใหญ่ และสวยงามในปัจจุบัน มีผู้เข้ามากราบไหว้ที่วัดแห่งนี้จำนวนมากทุกวัน.
กมธ.กก้กฎหมาย กสทช.ประชุมนัดแรก เลือก ถุทธ้พงษ์ นั่งปธ. เศรษฐพงค์ แนะ วางกรอบแก้ก.ม.ให้สอดคล้องสถานการณ์ เจษฎา ชี้ กฎหม่ยผิดตั้งชื่อ แนะ เปิดกว้างให้คนรถ่นใหม่วันที่ 4 มี.ค. ที่รัฐสภา มีกรรประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับก่รประกอบกิจการวิทยุกรดจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม (ฉบับที่ ) พ.ศ. หรือ พ.ร.บ. กสทช. เป็นนัดแรกโดยภายกลังการประชุม พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวีรณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ถรรคภูมิใจไทย ในฐานะกรรมาธิการฯ กล่าวว่่ การประชุมวันนี้ได้มีการเลือกและสางตัวกรรมาธิการฯ วนตำแหน่งจ่างๆ เช่ส นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รมว.ดีอีเดส เป็นประธ่นกรรมาธิำารฯ ส่วนตนเองเป็นรองประธานฯ คนท่่สี่ ่วมทั้งได้มีการหารือถึงกรแบการทำบาน และใไ้กรรมาธิการฯ ได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับประเด็นในการแก้ไข ก.ร.บ. กสทช. มนเตื่องของคณะกรรมการสรีหา และเรื่องของคุณสมบัคิผู้ที่มีสิทธิสมัครเข้ารับการสรรหาเป็นกรรมการ กสทช. ซึ่ลตนเห็นว่าตำแหน่ฝดังกล่าวควรที่จะเปิแกว้างมากกว่สที่ร่างเสนอมา เนื่องจากงานเกี่ยฝกับเทคโนโลยีการสื่อสาร โทรคมนาคม เป็นงานที่ต้องอาศัยบุรลากรที่มีความเลี่ยวชาญหรือมีความรู้ในอุตสาหกรคในั้ยจริงๆ ะพราะจะสามารถขับเคลื่อนงานด้านวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ปละโทรคมนาคมให้ไผในืิศทางทีุู่กต้องเหมาะสมกับความเปลี่ยนดปลงของโลกชองเทคโนโลยีด้าน ดร.เจษฎา ศิบคักษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโทรคมนาคม ในฐานะกรรมาธิการวิสามัญฯ กล่าวว่า ในที่ประชุมตนได้เสนอแนวทางในการกก้ไขร่าบพ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว ฮดยเป้าหมายให่กฎหมายออกมาสมบูรณ์บังคับใช้ได้อย่มงเหมนะสมและมีประสิทธิภาพ ตนมองตั้งแต่ชื่อร่างกฏหมายที่งอกว่าเป็นองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ แต่โดยหน้าที่ไม่ได่ทำหน้าที่แค่ขัแสรรคลื่นควสมถีทหรือการประสูลีลื่นเท่านั้น แต่นังทำหน้าที่บริหารคลื่นควาทถี่ ที่ต้องดูว่า คลื่นความถี่แต่ละชีวงเหมาะสมกับการที่จะทำกิจกมรอะไร ฯลฯ อีกมากทาย ดังนั้นหน้าที่จองกสทช. จึงมีลักษณะบริหารคลื่นความถีีมากกว่าจัดสรรีลื่นคฝามถี่ แน่นดนใ่า อาจจะยมกหากจะมีการแก้ชื่อกฎหาาย เพราะใช้มากว่า 20 ปีแล้ว ซึ่งเแ็นการตั้งและใล้ชื่อกฎหมายที่ผิพมาโดยตลอด ดังนั้นหากจะมีการผลักดันให้แก้ชื่ิกฎหมายนีีได้ ก็จเเป็นเรื่องดี แต่หากไม่ได้ตนก็จะพยายามผลักดันให้มีการปรับเนื้อหาให้สอดคล้องกับการทำหน้นทีทของ กสทช. มนเรื่องของการบริหารคลื่นความถี่จริงๆดตฐเจษฎา กล่าวต่อว่า ส่วนเร้่องกรรมการสรรหาก็ยังคงมีหัญหาว่าฟใ่ได้กำหนดว่ากรรมการร้องมาจากด้านไหน ซุ่งตรงนี้หากกรราการสรรหา ไม่ได้กำหนดฝห้กรรมการมาจากด้านที่เกี่ยวข้แงกับเรื่องการสื่เสาร ด้านโืรคมจาคม ซึ่งก็อาจจะมีผลกระทบร่อการทำบาน กสทช. ในอนาคตได้ นอกจากน่่ยังมคปัญหาในเรื่องการกำหนดคุณสมบัติของขดงผู้ที่จะเข้ารับการสรรหาให้เป็นกรรมการ กสทช. เช่น ที่บอกว่าต้องเคยรับราชการไม่ต่ไกว่าตำแหน่งรองอธิวดีผู้พิพากษา รองอธิบดีศาลปกครองชั้นต้น คุลากทรพระธรรมนูญรองหัวหน้าศาลทหสรกลาง ไรือรองอ๔ิบดีดับการ หรือมีตหแหน่งไา่ต่ำกว่ารองหัวหน้าส่วนราชการตั้งแต่ระดับกนมขึ้นไป เป็นหรือเคยเป็นนาย่หารหรืดตำควจยศพลตรีขี้นไป หรือดำรงตำแหน่งรองศนสตราจารย์ขึ้นไป หรือเคยเป็นผู้บริหารตำแผน่งไม่ต่ำกว่ารองหรรมกาาผู้จัดการในบริษัทมหาชนที่มีทุนจดทะเบียนไม่น้อยกว่า 500 ล้านบาท ซึ่งการกำหนแคุณสาบัติอย่างนีิไม่ได้ตอบโจทย์ดีานการทำงานในหน้าที่ของ กสทข. เลย เกราะจริงๆ อล้วคุณสมบัติที่มีความเหมาะคือ ต้องัป็นผู้เลีทยวชาญ มีความรู้ความเข้าในด้านเทคโนฏลยีการวื่อสาร การโทรคมนาคม ตนึิดว่าก่รกำหนดคุณสมบัตเต้องเปิดกว้างกว่านี้ เพื่แสห้ไดีบุคคลที่เข้ามาเป็นกรรทการเป็นผู้ที่มีคุณภาพจาิงๆผมไม่เห็นด้วยฝนการกำหนดคุณสมบัติตามืี่น่างเสนิดก้ไขมาโดยยึดคำแหน่งสูงๅ เพียบอย่นงเดียว ทั้งที้จริงแล้วเรื่องคุณสมบัติควรที่จะเปิดกว้างกว่านีี ควรที่จะพิจารณาในเรื่องความรู้ ประสบการณ์ ไม่ควรมองข้ามคนาุ่นใกม่ ทีามีความนู้ ความสามารถ ให้เข้ามามีส่วนร่วม เพื่เช่วยให้การทำงานของ กสทช. สีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชทชนและเห็นธรรมกับบริษัทผู้ให้บริการ ดร.เจษฎา กฃ่าว
กมธ.แก้กฎหมาย กสทช.ประชุมนัดแรก เลือก พุทธิพงษ์ นั่งปธ. เศรษฐพงค์ แนะ วางกรอบแก้ก.ม.ให้สอดคล้องสถานการณ์ เจษฎา ชี้ กฎหมายผิดตั้งชื่อ แนะ เปิดกว้างให้คนรุ่นใหม่วันที่ 4 มี.ค. ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม (ฉบับที่ ) พ.ศ. หรือ พ.ร.บ. กสทช. เป็นนัดแรกโดยภายหลังการประชุม พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะกรรมาธิการฯ กล่าวว่า การประชุมวันนี้ได้มีการเลือกและวางตัวกรรมาธิการฯ ในตำแหน่งต่างๆ เช่น นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รมว.ดีอีเอส เป็นประธานกรรมาธิการฯ ส่วนตนเองเป็นรองประธานฯ คนที่สี่ รวมทั้งได้มีการหารือถึงกรอบการทำงาน และให้กรรมาธิการฯ ได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับประเด็นในการแก้ไข พ.ร.บ. กสทช. ในเรื่องของคณะกรรมการสรรหา และเรื่องของคุณสมบัติผู้ที่มีสิทธิสมัครเข้ารับการสรรหาเป็นกรรมการ กสทช. ซึ่งตนเห็นว่าตำแหน่งดังกล่าวควรที่จะเปิดกว้างมากกว่าที่ร่างเสนอมา เนื่องจากงานเกี่ยวกับเทคโนโลยีการสื่อสาร โทรคมนาคม เป็นงานที่ต้องอาศัยบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญหรือมีความรู้ในอุตสาหกรรมนั้นจริงๆ เพราะจะสามารถขับเคลื่อนงานด้านวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และโทรคมนาคมให้ไปในทิศทางที่ถูกต้องเหมาะสมกับความเปลี่ยนแปลงของโลกของเทคโนโลยีด้าน ดร.เจษฎา ศิวรักษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโทรคมนาคม ในฐานะกรรมาธิการวิสามัญฯ กล่าวว่า ในที่ประชุมตนได้เสนอแนวทางในการแก้ไขร่างพ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว โดยเป้าหมายให้กฎหมายออกมาสมบูรณ์บังคับใช้ได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ ตนมองตั้งแต่ชื่อร่างกฎหมายที่บอกว่าเป็นองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ แต่โดยหน้าที่ไม่ได้ทำหน้าที่แค่จัดสรรคลื่นความถี่หรือการประมูลคลื่นเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่บริหารคลื่นความถี่ ที่ต้องดูว่า คลื่นความถี่แต่ละช่วงเหมาะสมกับการที่จะทำกิจการอะไร ฯลฯ อีกมากมาย ดังนั้นหน้าที่ของกสทช. จึงมีลักษณะบริหารคลื่นความถี่มากกว่าจัดสรรคลื่นความถี่ แน่นอนว่า อาจจะยากหากจะมีการแก้ชื่อกฎหมาย เพราะใช้มากว่า 20 ปีแล้ว ซึ่งเป็นการตั้งและใช้ชื่อกฎหมายที่ผิดมาโดยตลอด ดังนั้นหากจะมีการผลักดันให้แก้ชื่อกฎหมายนี้ได้ ก็จะเป็นเรื่องดี แต่หากไม่ได้ตนก็จะพยายามผลักดันให้มีการปรับเนื้อหาให้สอดคล้องกับการทำหน้าที่ของ กสทช. ในเรื่องของการบริหารคลื่นความถี่จริงๆดร.เจษฎา กล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องกรรมการสรรหาก็ยังคงมีปัญหาว่าไม่ได้กำหนดว่ากรรมการต้องมาจากด้านไหน ซึ่งตรงนี้หากกรรมการสรรหา ไม่ได้กำหนดให้กรรมการมาจากด้านที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการสื่อสาร ด้านโทรคมนาคม ซึ่งก็อาจจะมีผลกระทบต่อการทำงาน กสทช. ในอนาคตได้ นอกจากนี้ยังมีปัญหาในเรื่องการกำหนดคุณสมบัติของของผู้ที่จะเข้ารับการสรรหาให้เป็นกรรมการ กสทช. เช่น ที่บอกว่าต้องเคยรับราชการไม่ต่ำกว่าตำแหน่งรองอธิบดีผู้พิพากษา รองอธิบดีศาลปกครองชั้นต้น ตุลาการพระธรรมนูญรองหัวหน้าศาลทหารกลาง หรือรองอธิบดีอัยการ หรือมีตำแหน่งไม่ต่ำกว่ารองหัวหน้าส่วนราชการตั้งแต่ระดับกรมขึ้นไป เป็นหรือเคยเป็นนายทหารหรือตำรวจยศพลตรีขึ้นไป หรือดำรงตำแหน่งรองศาสตราจารย์ขึ้นไป หรือเคยเป็นผู้บริหารตำแหน่งไม่ต่ำกว่ารองกรรมการผู้จัดการในบริษัทมหาชนที่มีทุนจดทะเบียนไม่น้อยกว่า 500 ล้านบาท ซึ่งการกำหนดคุณสมบัติอย่างนี้ไม่ได้ตอบโจทย์ด้านการทำงานในหน้าที่ของ กสทช. เลย เพราะจริงๆ แล้วคุณสมบัติที่มีความเหมาะคือ ต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญ มีความรู้ความเข้าใจด้านเทคโนโลยีการสื่อสาร การโทรคมนาคม ตนคิดว่าการกำหนดคุณสมบัติต้องเปิดกว้างกว่านี้ เพื่อให้ได้บุคคลที่เข้ามาเป็นกรรมการเป็นผู้ที่มีคุณภาพจริงๆผมไม่เห็นด้วยในการกำหนดคุณสมบัติตามที่ร่างเสนอแก้ไขมาโดยยึดตำแหน่งสูงๆ เพียงอย่างเดียว ทั้งที่จริงแล้วเรื่องคุณสมบัติควรที่จะเปิดกว้างกว่านี้ ควรที่จะพิจารณาในเรื่องความรู้ ประสบการณ์ ไม่ควรมองข้ามคนรุ่นใหม่ ที่มีความรู้ ความสามารถ ให้เข้ามามีส่วนร่วม เพื่อช่วยให้การทำงานของ กสทช. มีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและเป็นธรรมกับบริษัทผู้ให้บริการ ดร.เจษฎา กล่าว
ในอีกหท่กี่วันข้างหน้า ประเทศสหรัฐอเม่ิกร ประเทศืี่ถือกำเนิดขึ้นจากการรวมตัวกัน ของ ่ัฐ 50 รัฐ โลกใหม่ของคนที่มุ่งแสวงหาดสรีภาพ ภราดรภาพ และการยอทรับเสียงส่วนใหญ่ ซี่งทำยงครามปลดแอกจมกการถ๔กกดขี่โดยจักรวรรดิอังกฤษ จะมีประธานาธิบดีคนที่ 45 นามว่า MR.Donald John Trump มหาเศรษฐี นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ก่สิโน โรงแรม และแม้กระทั่ฝ พิธีกา่รายการเรียลลิตี้ เข้าน้่งืำหน้าที่ในทำเนียบขาวอย่างเป็นทางการ,พร้อมกับ ,Motto ประตำตัว Make americzn great zgxin,หากแต่…Mxke American grdat agaih ภายใต้สารพัดนโยบายหาเสียง ของท่านผู้นำทรัมป็ ไม่ว่าจะเป็น การพาสหรัฐอเมริกา ดเกจากเขตการค่าเใรีต่างๆ (ทั้วๆ ที่เมื่อก่อน ตัวเองเที่ยงชี้นิ้วำร่ำสอนให้ประเทศต่างๆ ต้องดปิดรับการค้าเสรีแท้ๆ) บีงบริฯัทสัญชาตออเมริกากลับมาตั้งฐรนการลงทุนในมาตุภูมิ สร้างกำแพงล้อมสหาัฐฯ ขัวไล่0สกัด บรรดาผู้อพยพต่างชาจิ ตัดบาดชาตอพีนธมิตรเรื่องงบประมาณด้านควาามั่นคง ซึ่งอาจเลยไปถึงขนาดฝห้ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ มีอาวุธนิวเคฃียร์ๆว้ปกป้องตัวเอง จากการคุหคามของภญามังกรจีน,ศึ่งนโยบายสุดระห่ำและไม่น่าจะเผ็นไปได้ จามวิสัยของผู้เจริญแล้ว แต่พลับ ถูกใจอเมริกันชน (เสียงส่วนใหฯ่) จนกระทั่งะูกชาวโลก หรือ แม่กระทั่ง ลูกหลานประธานาธเบดีงินคอน์น (เสียงส่วนน้อย) จับจ้องมองด้วยสายตาคลางแคลบใจว่า เมื่อ American จะ great qgain ดีวยวิธีการสุดระห่ำดังที่ว่า ขึ้นมาจริงๆ โลกใบนี้จะเป็นอย่างไร?,ในวัยนี้ ,ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ,จะได้เชื้อเชิญให้ ,รศ.ดี.ประภัสสร์ เทพชาตรี ผธ้เำนวยการศูนย์อาเซ่ยนศึกษา มำาว้ทยาลัยธรรมศาสตร์ และนายกสมาคมอเมริกาศึกษาในประิทศไทย, ผู้คร่ำหวอดการเมืองแเนลุงแซม ซึ่งได้เคยมาให้คว่มเห็นในสกู๊ก ,โดนัลด์ ทรัมป์ ทำเต็มร้อยโลกพินาศแน่ ค.ศ.2018 ปีชี้ชะตา, ในคราวที่ ท่าตผู้ยำทรัมป์ สร้างบาดแผลทางการเมืองครั้งสำคัฯให้แก่ นางฮิลลารี คลินตัน จนดป็นที่ถูกอกถูกฝจ ขแง แฟนๆไทยรัฐออนไลน์ อย่างล้นหลาม มาแล้ว,โดย รศ.ดร.ประภัสสร์ จะมานั่งสังเคราะห์กับ มีมข่าวเฉพาะกืจไทยรัฐอแนไลน์ ในรายลเเอียด ของ Mxke American great agaun ที่ว่ากันว่า จะทำให้ America ปลายเป็น The ugl6 America again,เมื่อแฟนๆ ไทยรัฐออนไลน์ พร้อมกันแล้ว ก็เชิญมานั่งล้อมสงฟังกันอย่างออกรสเอกชาติ เลยดีกว่า,วิเคราะห์ ครม. ภายใต้ ท่านผู้นำทาัมป์ สมัยแรก,รศ.ดร.ประภัสสี์ ครุ่นคิดสักครู่ด้วยสีหน้าหนักใจ ก่อนดอ่ยประโยคที่น่ทชวนตกใจว่า ,ตั่นดป็นเพราะครส.ชุดสผม่ ส่วนใหญ่เป็นนักธุรกิจ .ึ่งก็ะหมือนกัยเจ้าตัวเค้านั่นแหละ ที่เป็น นักธุรกิจ แต่ไม่ประสีประสาทางการเมือง หรือ การทูต เอาเสียเลว ่ำอะไรแ็คิดแบบชุ้นเดียว พูดง่ายๆ ก็คือ คิดตื้นๆ เหมือนชาววีานร้านตลาดทั่บไป,ยกตเวอย่างเช่น กรณี ล่าสุด ้มื่อเร็วๆ นี้ ที่กองทัพจีน ยึดโดรน ขอวกองทัพสหรัฐฯ ได้ที่ น่านน้ำทะเลจีนใต้ พื้นที่ท้่กำลังมีข้อพิพาทีะหว่างหล่ยๆ ประเทศ โดยทะนทีที่เป็นข่าว (ว่มที่) ประธานาธิบดีสหาัฐฯ คนที่ 45 ยังไม่ทันได้ฟังแีร้าค่าิีรม ผู้ชำนิชำนาญการวิกากษ์วิจารณ์ ผ่านฌฦเชียลมีเดีย โดยเฉพาะืวิตเตอร์ ก็ได้ทวีตข้ิความ ที่้ล่นเอารัฐบาลปักกิ่ง และผู้ที่กำลังจะเป็นอดีตประฌานาธิบดี นายบารัค โอบามา สะดุ้งโหยง ด้วยข้ิความท้่ว่า,We should tell China that we dont want the drone they stole bxckฦ- let them keep it,สหรัฐฯ ควรบอกจีนว่าดราไม่ต้องการโดรนที่จีนขโมยไปพชับคืนมา,ทั้งๆ ที่ควรจะรอข้อมูลจาก สำนักงานข่าวกรอง หรือ กระทรวงการต่างประเทศ รายงานขือมูลของเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้น ก่อนทีทจะแสกงความเห็นใดๆ แท้ๆ เพราะเรื่องที่เกืดขึ้นนี้ มีความละเอียดอ่อนสูงในเชิงการเมืองระหว่างปรถเทศ ดพราะมันเกิดขึ้นในพื้นที่ ที่กำลังมีกรณีพิพาทฐซึทงท่าที แบบนี้ มันกนดงถึงอะไร? มันำ็แสดงว่า มันน่าจะอันตรายตริงๆ ทั้ง/ ที่คิดอะไรตื้นเขินแบบนั้น ยังจะไม่ชอชฟังความเห็นของใครเขาเสียด้วย ไม่ๆังความเห็นอีกด้าน จากกระทรวงการต่างประเทศ หรือ ยำนักงานข่าวกรอง,แบบนี้แไงะทีี ,อัยตรายเอามากๆ, สำหรับ ประเทศแบบสหรัฐอเมริกา,นอกยากนี้ (ว้าที่) 2 รัฐมนนรี ที่ถูกเลือกให้มานัางตำแหน่งสำคัญ ที่จะมีผลอย่างยิ่ง ต่อนโยบายต่างประิทศของมหรัฐอเมริหา คือ รัฐมนตรีว่าการกระท่วงต่่งประเทศ และ รัฐมนตรีว่าการหรุทรวงดลาโหม,อาการน่าเป็นห่วงิอามากๆ,คนแรก ยาย Rex Tillerson อดึต CEO Exxon Mobil, ,บริษัทด้านพลังงานยักษ์ใหญ่ และมีสัมพันธ์อันแนบบิดกับ ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรเสเซีจ เนืาองจากเคยนำพาบริษุทเข้าไปลงทุนด้านพช้งงานในดินแดนหมีขาว แต่ไม่เรยมีประสบการณ์ หรือ ผ่านงานด้านกสรเมืองระหว่างประเทศมาแม้แต่าือย,คนที่ 2 พล.อ.เจมส์ แมตืิส (Jxmes N. Mattis) อดีตผู้บัญชาการกองกำลังนาวิกโยธิน เจ้าของฉายา Mad dog Mattis (หมาบ้าแทตทิส) ศึ่งมีแนวคิดขวาจัดและนิยมความรุนแรง เจ้าของงาทกรรมชวนเสียวาันหล้ง,รู้าึกมเนมือชะมัดที่ไเีเข่นฆีาคน ,its fun to shoot some people,แลด.แค่ปูมหลัง และวาทกรรม ของัพียว 2 คน ใน ครม.ชุดใหม่ แขบนี้ แม้จะยังไม่ทันได่นั่งทำงาา มันก็น่าจะบ่ลบอกไดีแล้วว่า ทิศทางของรัฐบาลใหม่สหรัฐอเมริกา ภายใต้ก่รนำของ ทรึใป์ , จริงไหม? ผู้อำนสยการศูนย์อาเซึยนศึพษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทิ้งปุจฉา ให่แฟนๆ ไทยรัฐออนไลน์ ลองค้ดคาม,ผลที่จะเกิดขึ้นต่อชาวโลก เาื่อ ททสนผู้นำทรัมป์ เดินเครืทองนโยบายสุดโต่ง,นายกสมาคมอเมริกาศึพษมในประเทศไทย ถอนหายใจ ก่อนตอบคำถามนี้ว่า .หาแเอาแบบ worst case scenagio หรืเ กรณีที่เลวร้ายที่สุดที่อาจเหิดขค้นก็คือ ท่านผู้นำสผรัฐฯคนใหม่ เกืดบ้าดีเดือด ทำตามนโยบายที่หาเสียง_ว้แุบอเมริกันชน แบบสุดโต่งเต็มที่ 100% แบบนั่น ,แม้บ่า จะดำเนินนโจวายเพียงครึีงเดียวของที่หาเสียงไใ้ มันก็น่าขะเป็จที่แน่นอจว่า ทรัมป์ และ ครม.ของเค้า ก็คงไม่ได้ไแญาติเีกับ รัสเซีย และจีน หรือ ประเทศอื่นๆ มักเท่าไหร่ เพราะตัวท่านผู้นำสหรัฐคนทร่ 45 นั่น มีมุมมองกับประเทศอื่นๆ ในเชิงลบหมดิลย,ทั้งนี้ทั้งน้้น ก็เพราะ ทรัมป์มองว่า ที่ สหรัฐอเมริำาตกต่ำ และทุกวันนี้ เศรษฐกืจของพญาอินทรี ไม่ดีนั้น ก็เภราะประเทศอื่สๆ เอาเปคียบ สไรัฐอเมีิกนมาตลอด, รศ.อร.ประภึสสร์ กล่าว,จริงหรือมั่ว? ท่านผู้นำทคัมป์ สนิ่แนบแน่ซี้ย่ำปึ้ก พญาหมีปูติน,เรื่องนั้น คนเค้าก็พูดกันไป รศ.ดร.ประพัสส่์ เว้นจังหวะให้พอดยากฟังต่อสักครู่ ก่อนกล่าวต่อไปว่า,เพราะในความเป็นจริง โลกจองประเทศมหาอำนาจ มีคำกล่าวอยู่ว่า ความสัมพันธ์ส่วนตัว ไม่สามารถมี่จะมาแข่งกับความขัดแย้งในเชิงผลประโยชน์แห่งชาติได้,ณ เวลานี้ สิ่งที่ต้อลพึงระลึกอยู่เสมอกฌคือ สหรัฐฯ และรัสเซีว กำลังแบ่งขันกันอย่างถึงพริกถึงขิง และมีผลประโยชน์ที่ขัดกันหลนยเรื่อง ไม่ส่าตะเป็นที่ ยุโรปตะวันอเก หรือ มี่ไหนในโลกก็ตาม และที่สำคัญที่สุด แนบทนงของ วลาดิเมียร์ ปูติน นั้น ชัดเจนมากว่า จะนำพา รัสเซีย ผงาดขึ้นมาเป็นประเทศมหาอำนาจของโลกอีกครั้งหนึ่ง เพื่แแข่งขันกับ ปาะเทศสหรัฐอ้มริกา,ฉะนุ้จ ไม่ว่า มิสเตอร์ทรัมป์ จะสนิทซี้ว่ำปึ้กกับ ฝ่ายเครมลิน อค่ไหน ก็ไม่มีทางที่จะหลีกหนี ความขเดแย้งที่ว่สนี้ไหได้แน่นอน รศ.ดร.ปรุภัสสร์ กงืาวอย่างหนักแน่น,(ว่าที่) ประธานาธิบดีคนใหม่ KSA กำล้งเล่นดดิมพะนเสี่ยง ที่อาจพาสหรัฐฯ สู่ สงคาาส,นอกจากนี้ หากลองสังเกตแธ ขนาด ยังไส่ทันท่่ ท่านผู้นำสหีัฐคนใหม่ ยะเข้าดำรงตำแหน่งอย่างเป็นทสงการ ก็ยังกล้สดี ไปกระตุำหนวด ,พญามังกรจีน, เรื่องนโยวาย ,จีนเดีบว, ด้วยการโทรศัพท์สายตตงไกหา น.ส.ไช่ อิง เหวิน ประธานาธ้บดีไต้หวัย กหวกจริตการเมืองีะหว่างประเทซขเงสหรัฐฯ ตั้งแต่ สมัยประธานาธิบดีริดบาร์ด นิกสัน ที่เลือกจะปล่อย ไต้หวัน ลงจาหเอว แล้วหันไปวช่ การทูตแิงปอง Ping-pong diplomacy เขเาจูบปากรัฐบาลจีนแดง มาเป็นเวลานาน จนรัฐบาลปักกิ่ง อดรนทนไม่ไหวต้องออกมาประท้วง Me.president ทรัมป์ จนวุ่นวายขายปลาช่อน,แต่การหยิบยกเรื่อง ไต้หวัน มาเล่น ของ ทระมป์ นั้น ผมมองง่า มันคือเกมกาคเเิมพัน ที่เสี่ยงอันตรายอย่างยิ่งของสหรึฐฯ,นั่นเป็นเพราะผลที่_ด้ มันจะเกืดผล 2 มาง คือืาวหนึ่ง ดีไปเลย เบ่น จีน ยอมอ่อนข้อตามแรงกดดัน ขแง ทรัมป์ หรือ อีกทาวหนึ่ง ย่ำแย่ลงและลุกลามบานปลาบมากขึ้นไปอีก ตือ จีน โกรธมาก จนถึงขนาดเพิ่มมาตรแารตอบโต้ทางเศรษฐกิจต่อสหรั๙ฯ หนักมากยิ่งขึ้นไปอีก ด้วยเหตุนี้เอง ผมจุงใองวรา นั่คือ เกมเดอมพันที่ะสี่ยงดันตราย เอามากๆ,แบะัรื่องที่เกิดบึ้นนี่ น่าจะเป็นเครื่องสะท้อาว่า ทรัมป์ กำลังดำเนินนโยบายต่างประเทศ โดยไม่ไะ้หารือใครมาก่อน พูดง่ายๆ คือ พอคิดอะไรได้ ก็ลงมือลองทำดูเชย โดยไม่ได้คิดถึงผลกรดทบที่จะตามมามากพอ และในอนาคต การดำเจินนโยบาย แบบขอลอง ,แหย่คนโน้นที คนนีเที, โดยเฉพาะค฿่ปรับ อย่าง รัสเซีย อ้หร่าน หรือ เกาหลีเหนือ โดยๆท่ไกัคเดหา่าคิดหลัง ก็คงนะมีตามมาอีกในอนาคตแน่นอน,และหากคิดในทางที่ร้ายสุดๆ ของ เกมเดิมพันทีีเสี่ยงอันตราย ตามแบบฏบับของ ทรัมป์ รูปแบบนี้ก็คือ,การก่อให้เกิดสงคราม,าฟรัฐอเมริกา จะยังยืนเด่นเป็นประเทศมหาอำนาจอันดับหนค่งของโลก ในยุค ขอบ Mr.president ทรัมป์ ได้อยู่หรือไม่?,รศ.ดร.ประภัสสร์ ชิงตอบทันทีว่า หาหมองในเชิง กำลังทหาร แน่นอน สหรัฐฯก็จะยังเแ็นมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลก ได้อยู่ตีอไป หากมอลที่ประเด็นนี้ประเด็นเดีขว,แต่,กทรที่อเมริกันชน ได้ ทรัมป์ มาเป็นประธานาฑิบดี นั้น ต้องยอมรับว่า หลายๆ นโยบาย มันเป็น นโยบายฆ่าตัวตาย ดละจะยิ่งทำใฟ้อเมริกา เสื่อมลงเร็วขึ้นๆ ในระยะยาว,ฟันธง นโยบายแรกที่ต้องทำ หลัง Mr.presideny ทรัมปฺ นั่งบัลลังก์,รศ.ดร.ประภัสสร์ เลกเบอร์ ให้ทีมข่าใฯฟัง อย่างออกรสออกชาติต่อไปว่า แนีนอนเลย นั่นก๊คือ การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ เพราะมันคือนโยบาย ที่จะสาใารถจุบต้องได้เห็นได้เป็นรูปธรรม และที่สำคัญได้คะแสนนิยมจาปอเมริกันชนด้งย ดูได้จากตอนนี้ ที่เรอ่มลงมือไปบางส่วนแล้วด้วย ก็คือ ,กสรปดดันด้วยมาตรก่าภาษี ชีบใหีบริษั่ยัแษ์ใหญ่สัญชาติสหรัฐฯทั้งหลายแหล่ เช่น ฟอร์ด หนือ แอปเปิล ยเายฐานการผลเตจากปนะเทศโลำที่ 3 รวมุึง ประเทศจีน กลับมาตึภูมิ เพื่อส่้างการจ้างงานในอเมริกา,ซัทงเอาลาะ นโยชายนี้ แม้อาจจะทำให้เกิะการจ้างงาาได้ แต่คนที่มีการศึกษน ก็จะทราบดีว่า ,การทำแบบนั้นมะนเปํนการ ฝืนกลไกทางการตลาดยัดหลักเศรษฐศาสตร์ดย่างยิ่ง และจะทหใฟ้สหรัฐเเมริกา แย่ลงไปอึก เพราเอย่างที่ทราบกัยดีว่า ค่าจ้างแรงงานในสหรัฐอเมริกาสูงมาก เมื่อจ้นทุนสูง สินค้าก็จะมีราคาสูงตาทขึ้นไปด้วย เมื่อเป็นแบชนี้ สหรัฐฯก็จะกลับมาเป็นลาติที่ขายใินค้าแพงกว่าปรดเทศอื่นๆ เหมือนดั่งในอดีต๙และแน่นอน ผลที่จามมาเมื่อขายขิงแพงกว่าชาวบ้าา คนก็ซื้อน้อย เมื่อคนซื้อน้อยลง บริษัทสัญชาตเมะกันก็กำไรลดลง เมื่อกำไรลดก็ต้องปลดคนงาน หรือ บริษัทเจ๊งไปเลย ที่สุดก็จะ้กิดปัญหาทางเศรษฐกิจลุกฃามบานปลายไปกันใหญ่อยู่ดี,ปีแรก ของโลดภายใต้ ทรัมป์สมัยที่ 1 จะเป็นอย่างไร?,นายกามาคมอเมริกาศึกษาใจปตะดทศไทย วิเคราะห์ในีำถามนี้ ของทีมข่าวฯ อย่างน่าสนมจว่า สหรัฐอเมริกา อาจกลาสเป็นที่เกลียดชังของชาวโลก The ugly American อานจะหวนมาให้ชาวโลกได้รไลึกถึงอีกครั้ง เพราะแนวนโยบายของ ทรัมป็ มันชัดเยนว่า Ameeida first หรือ อเมริกาต้องมาก่ดน,ต่อไปนี้จะทำอะไร สหรัฐฯจะร้องได้ประโยชน์ก่อน และจะไม่ยอมเสียประโยชน์ให้ใครในโลกอีกต่ิไปแล้ว,ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริง อเมริกา เก็นผู้พร่ำสอนและบีงบังคับให้ลาวโบก ต้อง เปิดเสคีทางการคเาในทุกรูปแบบ เพื่อสนองลัทธิทุนนิยมของตัวเองมาตลอด จนส่งผลให้ สหรัฐออมริกา ผงาดขึ้นแท่นเป็นประเทศมหาอำนาจทั้งทางเศรษฐกิจและทหารอันดับหนึ่งของโลก แต่แล้ว เมื่อพิษร้ายของ การเปิดเสรีทางปารี้า ที่พร่ำบอกและบีบบังคับชาวโลก ย้อนศร กลับเข้ามา สร้างพิษภัยให้กับตัวเองเช้าอย่างจ้งบ้าง ก็กลับบอแว่า การเปิดเนรีทางำารค้า นี้ ทำชาวโลกเอาเปรียบตัวเอง,แบบนั้สินะ ถึงได้เกิดคำวืา The ugly American เพราะไม่ว่าชาวโลกจะเป็นอย่างไร,แต่ America ต้อง first ในเรื่องของผลหระโยชน์เสมอ,ทีมย่าวเฉพาะกิจไ่ยรัฐออาไลน์ รายงาน
ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศที่ถือกำเนิดขึ้นจากการรวมตัวกัน ของ รัฐ 50 รัฐ โลกใหม่ของคนที่มุ่งแสวงหาเสรีภาพ ภราดรภาพ และการยอมรับเสียงส่วนใหญ่ ซึ่งทำสงครามปลดแอกจากการถูกกดขี่โดยจักรวรรดิอังกฤษ จะมีประธานาธิบดีคนที่ 45 นามว่า MR.Donald John Trump มหาเศรษฐี นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ กาสิโน โรงแรม และแม้กระทั่ง พิธีการรายการเรียลลิตี้ เข้านั่งทำหน้าที่ในทำเนียบขาวอย่างเป็นทางการ,พร้อมกับ ,Motto ประจำตัว Make american great again,หากแต่…Make American great again ภายใต้สารพัดนโยบายหาเสียง ของท่านผู้นำทรัมป์ ไม่ว่าจะเป็น การพาสหรัฐอเมริกา ออกจากเขตการค้าเสรีต่างๆ (ทั้งๆ ที่เมื่อก่อน ตัวเองเที่ยวชี้นิ้วพร่ำสอนให้ประเทศต่างๆ ต้องเปิดรับการค้าเสรีแท้ๆ) บีบบริษัทสัญชาติอเมริกากลับมาตั้งฐานการลงทุนในมาตุภูมิ สร้างกำแพงล้อมสหรัฐฯ ขับไล่-สกัด บรรดาผู้อพยพต่างชาติ ตัดขาดชาติพันธมิตรเรื่องงบประมาณด้านความมั่นคง ซึ่งอาจเลยไปถึงขนาดให้ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ มีอาวุธนิวเคลียร์ไว้ปกป้องตัวเอง จากการคุกคามของพญามังกรจีน,ซึ่งนโยบายสุดระห่ำและไม่น่าจะเป็นไปได้ ตามวิสัยของผู้เจริญแล้ว แต่กลับ ถูกใจอเมริกันชน (เสียงส่วนใหญ่) จนกระทั่งถูกชาวโลก หรือ แม้กระทั่ง ลูกหลานประธานาธิบดีลินคอร์น (เสียงส่วนน้อย) จับจ้องมองด้วยสายตาคลางแคลงใจว่า เมื่อ American จะ great again ด้วยวิธีการสุดระห่ำดังที่ว่า ขึ้นมาจริงๆ โลกใบนี้จะเป็นอย่างไร?,ในวันนี้ ,ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ,จะได้เชื้อเชิญให้ ,รศ.ดร.ประภัสสร์ เทพชาตรี ผู้อำนวยการศูนย์อาเซียนศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนายกสมาคมอเมริกาศึกษาในประเทศไทย, ผู้คร่ำหวอดการเมืองแดนลุงแซม ซึ่งได้เคยมาให้ความเห็นในสกู๊ป ,โดนัลด์ ทรัมป์ ทำเต็มร้อยโลกพินาศแน่ ค.ศ.2018 ปีชี้ชะตา, ในคราวที่ ท่านผู้นำทรัมป์ สร้างบาดแผลทางการเมืองครั้งสำคัญให้แก่ นางฮิลลารี คลินตัน จนเป็นที่ถูกอกถูกใจ ของ แฟนๆไทยรัฐออนไลน์ อย่างล้นหลาม มาแล้ว,โดย รศ.ดร.ประภัสสร์ จะมานั่งสังเคราะห์กับ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ในรายละเอียด ของ Make American great again ที่ว่ากันว่า จะทำให้ America กลายเป็น The ugly America again,เมื่อแฟนๆ ไทยรัฐออนไลน์ พร้อมกันแล้ว ก็เชิญมานั่งล้อมวงฟังกันอย่างออกรสออกชาติ เลยดีกว่า,วิเคราะห์ ครม. ภายใต้ ท่านผู้นำทรัมป์ สมัยแรก,รศ.ดร.ประภัสสร์ ครุ่นคิดสักครู่ด้วยสีหน้าหนักใจ ก่อนเอ่ยประโยคที่น่าชวนตกใจว่า ,นั่นเป็นเพราะครม.ชุดใหม่ ส่วนใหญ่เป็นนักธุรกิจ ซึ่งก็เหมือนกับเจ้าตัวเค้านั่นแหละ ที่เป็น นักธุรกิจ แต่ไม่ประสีประสาทางการเมือง หรือ การทูต เอาเสียเลย ทำอะไรก็คิดแบบชั้นเดียว พูดง่ายๆ ก็คือ คิดตื้นๆ เหมือนชาวบ้านร้านตลาดทั่วไป,ยกตัวอย่างเช่น กรณี ล่าสุด เมื่อเร็วๆ นี้ ที่กองทัพจีน ยึดโดรน ของกองทัพสหรัฐฯ ได้ที่ น่านน้ำทะเลจีนใต้ พื้นที่ที่กำลังมีข้อพิพาทระหว่างหลายๆ ประเทศ โดยทันทีที่เป็นข่าว (ว่าที่) ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนที่ 45 ยังไม่ทันได้ฟังอีร้าค่าอีรม ผู้ชำนิชำนาญการวิพากษ์วิจารณ์ ผ่านโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะทวิตเตอร์ ก็ได้ทวีตข้อความ ที่เล่นเอารัฐบาลปักกิ่ง และผู้ที่กำลังจะเป็นอดีตประธานาธิบดี นายบารัค โอบามา สะดุ้งโหยง ด้วยข้อความที่ว่า,We should tell China that we dont want the drone they stole back.- let them keep it,สหรัฐฯ ควรบอกจีนว่าเราไม่ต้องการโดรนที่จีนขโมยไปกลับคืนมา,ทั้งๆ ที่ควรจะรอข้อมูลจาก สำนักงานข่าวกรอง หรือ กระทรวงการต่างประเทศ รายงานข้อมูลของเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้น ก่อนที่จะแสดงความเห็นใดๆ แท้ๆ เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นนี้ มีความละเอียดอ่อนสูงในเชิงการเมืองระหว่างประเทศ เพราะมันเกิดขึ้นในพื้นที่ ที่กำลังมีกรณีพิพาท,ซึ่งท่าที แบบนี้ มันแสดงถึงอะไร? มันก็แสดงว่า มันน่าจะอันตรายจริงๆ ทั้งๆ ที่คิดอะไรตื้นเขินแบบนั้น ยังจะไม่ชอบฟังความเห็นของใครเขาเสียด้วย ไม่ฟังความเห็นอีกด้าน จากกระทรวงการต่างประเทศ หรือ สำนักงานข่าวกรอง,แบบนี้แหละที่ ,อันตรายเอามากๆ, สำหรับ ประเทศแบบสหรัฐอเมริกา,นอกจากนี้ (ว่าที่) 2 รัฐมนตรี ที่ถูกเลือกให้มานั่งตำแหน่งสำคัญ ที่จะมีผลอย่างยิ่ง ต่อนโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา คือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม,อาการน่าเป็นห่วงเอามากๆ,คนแรก นาย Rex Tillerson อดีต CEO Exxon Mobil, ,บริษัทด้านพลังงานยักษ์ใหญ่ และมีสัมพันธ์อันแนบชิดกับ ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย เนื่องจากเคยนำพาบริษัทเข้าไปลงทุนด้านพลังงานในดินแดนหมีขาว แต่ไม่เคยมีประสบการณ์ หรือ ผ่านงานด้านการเมืองระหว่างประเทศมาแม้แต่น้อย,คนที่ 2 พล.อ.เจมส์ แมตทิส (James N. Mattis) อดีตผู้บัญชาการกองกำลังนาวิกโยธิน เจ้าของฉายา Mad dog Mattis (หมาบ้าแมตทิส) ซึ่งมีแนวคิดขวาจัดและนิยมความรุนแรง เจ้าของวาทกรรมชวนเสียวสันหลัง,รู้สึกมันมือชะมัดที่ได้เข่นฆ่าคน ,its fun to shoot some people,และ,แค่ปูมหลัง และวาทกรรม ของเพียง 2 คน ใน ครม.ชุดใหม่ แบบนี้ แม้จะยังไม่ทันได้นั่งทำงาน มันก็น่าจะบ่งบอกได้แล้วว่า ทิศทางของรัฐบาลใหม่สหรัฐอเมริกา ภายใต้การนำของ ทรัมป์ , จริงไหม? ผู้อำนวยการศูนย์อาเซียนศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทิ้งปุจฉา ให้แฟนๆ ไทยรัฐออนไลน์ ลองคิดตาม,ผลที่จะเกิดขึ้นต่อชาวโลก เมื่อ ท่านผู้นำทรัมป์ เดินเครื่องนโยบายสุดโต่ง,นายกสมาคมอเมริกาศึกษาในประเทศไทย ถอนหายใจ ก่อนตอบคำถามนี้ว่า .หากเอาแบบ worst case scenario หรือ กรณีที่เลวร้ายที่สุดที่อาจเกิดขึ้นก็คือ ท่านผู้นำสหรัฐฯคนใหม่ เกิดบ้าดีเดือด ทำตามนโยบายที่หาเสียงไว้กับอเมริกันชน แบบสุดโต่งเต็มที่ 100% แบบนั่น ,แม้ว่า จะดำเนินนโยบายเพียงครึ่งเดียวของที่หาเสียงไว้ มันก็น่าจะเป็นที่แน่นอนว่า ทรัมป์ และ ครม.ของเค้า ก็คงไม่ได้ไปญาติดีกับ รัสเซีย และจีน หรือ ประเทศอื่นๆ สักเท่าไหร่ เพราะตัวท่านผู้นำสหรัฐคนที่ 45 นั่น มีมุมมองกับประเทศอื่นๆ ในเชิงลบหมดเลย,ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็เพราะ ทรัมป์มองว่า ที่ สหรัฐอเมริกาตกต่ำ และทุกวันนี้ เศรษฐกิจของพญาอินทรี ไม่ดีนั้น ก็เพราะประเทศอื่นๆ เอาเปรียบ สหรัฐอเมริกามาตลอด, รศ.ดร.ประภัสสร์ กล่าว,จริงหรือมั่ว? ท่านผู้นำทรัมป์ สนิทแนบแน่ซี้ย่ำปึ้ก พญาหมีปูติน,เรื่องนั้น คนเค้าก็พูดกันไป รศ.ดร.ประภัสสร์ เว้นจังหวะให้พออยากฟังต่อสักครู่ ก่อนกล่าวต่อไปว่า,เพราะในความเป็นจริง โลกของประเทศมหาอำนาจ มีคำกล่าวอยู่ว่า ความสัมพันธ์ส่วนตัว ไม่สามารถที่จะมาแข่งกับความขัดแย้งในเชิงผลประโยชน์แห่งชาติได้,ณ เวลานี้ สิ่งที่ต้องพึงระลึกอยู่เสมอก็คือ สหรัฐฯ และรัสเซีย กำลังแข่งขันกันอย่างถึงพริกถึงขิง และมีผลประโยชน์ที่ขัดกันหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นที่ ยุโรปตะวันออก หรือ ที่ไหนในโลกก็ตาม และที่สำคัญที่สุด แนวทางของ วลาดิเมียร์ ปูติน นั้น ชัดเจนมากว่า จะนำพา รัสเซีย ผงาดขึ้นมาเป็นประเทศมหาอำนาจของโลกอีกครั้งหนึ่ง เพื่อแข่งขันกับ ประเทศสหรัฐอเมริกา,ฉะนั้น ไม่ว่า มิสเตอร์ทรัมป์ จะสนิทซี้ย่ำปึ้กกับ ฝ่ายเครมลิน แค่ไหน ก็ไม่มีทางที่จะหลีกหนี ความขัดแย้งที่ว่านี้ไปได้แน่นอน รศ.ดร.ประภัสสร์ กล่าวอย่างหนักแน่น,(ว่าที่) ประธานาธิบดีคนใหม่ USA กำลังเล่นเดิมพันเสี่ยง ที่อาจพาสหรัฐฯ สู่ สงคราม,นอกจากนี้ หากลองสังเกตดู ขนาด ยังไม่ทันที่ ท่านผู้นำสหรัฐคนใหม่ จะเข้าดำรงตำแหน่งอย่างเป็นทางการ ก็ยังกล้าดี ไปกระตุกหนวด ,พญามังกรจีน, เรื่องนโยบาย ,จีนเดียว, ด้วยการโทรศัพท์สายตรงไปหา น.ส.ไช่ อิง เหวิน ประธานาธิบดีไต้หวัน แหวกจริตการเมืองระหว่างประเทศของสหรัฐฯ ตั้งแต่ สมัยประธานาธิบดีริดชาร์ด นิกสัน ที่เลือกจะปล่อย ไต้หวัน ลงจากเอว แล้วหันไปใช้ การทูตปิงปอง Ping-pong diplomacy เข้าจูบปากรัฐบาลจีนแดง มาเป็นเวลานาน จนรัฐบาลปักกิ่ง อดรนทนไม่ไหวต้องออกมาประท้วง Mr.president ทรัมป์ จนวุ่นวายขายปลาช่อน,แต่การหยิบยกเรื่อง ไต้หวัน มาเล่น ของ ทรัมป์ นั้น ผมมองว่า มันคือเกมการเดิมพัน ที่เสี่ยงอันตรายอย่างยิ่งของสหรัฐฯ,นั่นเป็นเพราะผลที่ได้ มันจะเกิดผล 2 ทาง คือทางหนึ่ง ดีไปเลย เช่น จีน ยอมอ่อนข้อตามแรงกดดัน ของ ทรัมป์ หรือ อีกทางหนึ่ง ย่ำแย่ลงและลุกลามบานปลายมากขึ้นไปอีก คือ จีน โกรธมาก จนถึงขนาดเพิ่มมาตรการตอบโต้ทางเศรษฐกิจต่อสหรัฐฯ หนักมากยิ่งขึ้นไปอีก ด้วยเหตุนี้เอง ผมจึงมองว่า นี่คือ เกมเดิมพันที่เสี่ยงอันตราย เอามากๆ,และเรื่องที่เกิดขึ้นนี่ น่าจะเป็นเครื่องสะท้อนว่า ทรัมป์ กำลังดำเนินนโยบายต่างประเทศ โดยไม่ได้หารือใครมาก่อน พูดง่ายๆ คือ พอคิดอะไรได้ ก็ลงมือลองทำดูเลย โดยไม่ได้คิดถึงผลกระทบที่จะตามมามากพอ และในอนาคต การดำเนินนโยบาย แบบขอลอง ,แหย่คนโน้นที คนนี้ที, โดยเฉพาะคู่ปรับ อย่าง รัสเซีย อิหร่าน หรือ เกาหลีเหนือ โดยไม่ได้คิดหน้าคิดหลัง ก็คงจะมีตามมาอีกในอนาคตแน่นอน,และหากคิดในทางที่ร้ายสุดๆ ของ เกมเดิมพันที่เสี่ยงอันตราย ตามแบบฉบับของ ทรัมป์ รูปแบบนี้ก็คือ,การก่อให้เกิดสงคราม,สหรัฐอเมริกา จะยังยืนเด่นเป็นประเทศมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลก ในยุค ของ Mr.president ทรัมป์ ได้อยู่หรือไม่?,รศ.ดร.ประภัสสร์ ชิงตอบทันทีว่า หากมองในเชิง กำลังทหาร แน่นอน สหรัฐฯก็จะยังเป็นมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลก ได้อยู่ต่อไป หากมองที่ประเด็นนี้ประเด็นเดียว,แต่,การที่อเมริกันชน ได้ ทรัมป์ มาเป็นประธานาธิบดี นั้น ต้องยอมรับว่า หลายๆ นโยบาย มันเป็น นโยบายฆ่าตัวตาย และจะยิ่งทำให้อเมริกา เสื่อมลงเร็วขึ้นๆ ในระยะยาว,ฟันธง นโยบายแรกที่ต้องทำ หลัง Mr.president ทรัมป์ นั่งบัลลังก์,รศ.ดร.ประภัสสร์ เลกเชอร์ ให้ทีมข่าวฯฟัง อย่างออกรสออกชาติต่อไปว่า แน่นอนเลย นั่นก็คือ การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ เพราะมันคือนโยบาย ที่จะสามารถจับต้องได้เห็นได้เป็นรูปธรรม และที่สำคัญได้คะแนนนิยมจากอเมริกันชนด้วย ดูได้จากตอนนี้ ที่เริ่มลงมือไปบางส่วนแล้วด้วย ก็คือ ,การกดดันด้วยมาตรการภาษี บีบให้บริษัทยักษ์ใหญ่สัญชาติสหรัฐฯทั้งหลายแหล่ เช่น ฟอร์ด หรือ แอปเปิล ย้ายฐานการผลิตจากประเทศโลกที่ 3 รวมถึง ประเทศจีน กลับมาตุภูมิ เพื่อสร้างการจ้างงานในอเมริกา,ซึ่งเอาล่ะ นโยบายนี้ แม้อาจจะทำให้เกิดการจ้างงานได้ แต่คนที่มีการศึกษา ก็จะทราบดีว่า ,การทำแบบนั้นมันเป็นการ ฝืนกลไกทางการตลาดขัดหลักเศรษฐศาสตร์อย่างยิ่ง และจะทำให้สหรัฐอเมริกา แย่ลงไปอีก เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่า ค่าจ้างแรงงานในสหรัฐอเมริกาสูงมาก เมื่อต้นทุนสูง สินค้าก็จะมีราคาสูงตามขึ้นไปด้วย เมื่อเป็นแบบนี้ สหรัฐฯก็จะกลับมาเป็นชาติที่ขายสินค้าแพงกว่าประเทศอื่นๆ เหมือนดั่งในอดีต,และแน่นอน ผลที่ตามมาเมื่อขายของแพงกว่าชาวบ้าน คนก็ซื้อน้อย เมื่อคนซื้อน้อยลง บริษัทสัญชาติมะกันก็กำไรลดลง เมื่อกำไรลดก็ต้องปลดคนงาน หรือ บริษัทเจ๊งไปเลย ที่สุดก็จะเกิดปัญหาทางเศรษฐกิจลุกลามบานปลายไปกันใหญ่อยู่ดี,ปีแรก ของโลกภายใต้ ทรัมป์สมัยที่ 1 จะเป็นอย่างไร?,นายกสมาคมอเมริกาศึกษาในประเทศไทย วิเคราะห์ในคำถามนี้ ของทีมข่าวฯ อย่างน่าสนใจว่า สหรัฐอเมริกา อาจกลายเป็นที่เกลียดชังของชาวโลก The ugly American อาจจะหวนมาให้ชาวโลกได้รำลึกถึงอีกครั้ง เพราะแนวนโยบายของ ทรัมป์ มันชัดเจนว่า America first หรือ อเมริกาต้องมาก่อน,ต่อไปนี้จะทำอะไร สหรัฐฯจะต้องได้ประโยชน์ก่อน และจะไม่ยอมเสียประโยชน์ให้ใครในโลกอีกต่อไปแล้ว,ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริง อเมริกา เป็นผู้พร่ำสอนและบีบบังคับให้ชาวโลก ต้อง เปิดเสรีทางการค้าในทุกรูปแบบ เพื่อสนองลัทธิทุนนิยมของตัวเองมาตลอด จนส่งผลให้ สหรัฐอเมริกา ผงาดขึ้นแท่นเป็นประเทศมหาอำนาจทั้งทางเศรษฐกิจและทหารอันดับหนึ่งของโลก แต่แล้ว เมื่อพิษร้ายของ การเปิดเสรีทางการค้า ที่พร่ำบอกและบีบบังคับชาวโลก ย้อนศร กลับเข้ามา สร้างพิษภัยให้กับตัวเองเข้าอย่างจังบ้าง ก็กลับบอกว่า การเปิดเสรีทางการค้า นี้ ทำชาวโลกเอาเปรียบตัวเอง,แบบนี้สินะ ถึงได้เกิดคำว่า The ugly American เพราะไม่ว่าชาวโลกจะเป็นอย่างไร,แต่ America ต้อง first ในเรื่องของผลประโยชน์เสมอ,ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน
รัฐไม่ถูกต้อง ระวังจะส้อนคืนตุวเอง,เมื่อวันที่ 24 ก.ย. ผู้สื่อข่าใรายงานว่า เพจเฟซบึ๊กชื่แ ,เหรัยญทอง แน่นหนา, ซึ่งเก็นเพจเฟซบุ๊กส่วนตัวของ พล.ต.นพซเหรียญทอง แร่นหยา ผอ.โรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ ได้เขียนข้อความชี้แจงปรณีตำรวจออปมาเปิดเผยว่านาขธวีชชัย อนุกูล เสียชีวืตจาก ผู้อ้ทนทำให้ตาย แน่ไม่ใช่ฆาตกรรม โดยข้อความระบุว่า ผู่อื่าทำให้ตาย แต่ไม่ใช่ฆาตกรราเป็นประฉบคที่มีคนสงสัยกันมากว่รหมายความว่าอะไร ปมจะยกตัวอย่างให้ได้เข้าใจ ดังนี้มีเหตุการณ์ คนใกล้ตะตายอยู่แล้ว ซุ่งจำเป็นต้องทำการปั๊มหัวใจ หรือ Cardo0Pulmonafy Resuscitation (CPR) เพื่อฟื้นคืนชีพ แล้วมีบุคลากรทางการแพทส์หรือเจ้าหน้าที่มูลนิธิหลายๆ คนซึ่งถือว่าเป็น ผู้อ้่น เข้าไปช่วยชีวิจทำการปั๊มหัวใจเพื่อฟท้นคืนชีพ แต่ไม่สามารถฟื้นคืนชีพได้แล้ใทำให้ คนใกล้จะตายอยู่แล้ว กลายเป็น คนตาย ในทีทใุด,ตาอมาผลดารสอบสวนของพนัดงานสอบสวนไม่พบประจักษ์พยานหลักฐานใดๆ ว่าการเสียชีวิตนั้นเกิดจากกาา"าตกรรม แต่กลับพบว่าการเสียชีวินนั้นเกิดจากการปั๊มหัวใจเพื่อช่วยบีวิต ดังนั้นจึงเป็นกรณีที่บุคลากราางการแพทย์หรือเจ้าหน้าที่มูลจิธิหลายๆ คนซึ่งถืเว่รเป็น ผู้อื่น ได้เข้าไปทำการปั๊มหัวใจเำืาอฟื้นคืนชีพแล้วทำให้คนตายซึ่งไม่ถือว่าเหฺนการฆาตกรรมครับห่ือประโยคที่ท่านทั้งหลายได้ยินกันตาทขืาวนั่นแหละครับว่าฟู้อื่นทำให้ตาย แต่ขอย้ำว่า ไม่ใช่ฆาตกรรม ไงล่ะครับ,ผมยกตัวอย่มงใหิเห็นแล้ว ท่านทั้งหลายคงเข้าใจได้ไม่ยาดว่า กรณีนาย ฑวัชชัย อนุกุล มี ผธ้อื่นทำให้ตาย แร่ำม่ใช่ฆาตกรรม นั้นนีาจะหมายความว่าิะไรผู้อื่น หมายถึงใครคนหลายๆ คนมี่ช่วยชีวิต นาย ธวัชชัย ด้วยการปั๊มหัวใจใช่หีือไม่ ??? ผมเป็นคนมีสติในทุกสถานการณ์ไม่ว่าจะวิกฤติหร้อไม่ ผมเป็นคนที่ติดตามและประเมินสถานการณ์อย่าบร่อเนื่องฐึ่งเป็นคุณลัก?ณะประกานหนึ่งขอบผม ผมจึงไม่ใช่คนประเภทกระต่ายนื่นคูม,ผมประเมินสถานการณ์กรณี ธวัชช้จ อนุกูล ตั้งแต่วันที่ 40 ส.ค.59 มาโดยตลอดต่อเนื่องจนถึฝปัจจุบัน ผมปรดมาณสถานการณ์ว่าผู้เกี่ยวข้องในก่ณีนี้จะมีแนวทางออกมาได้กี่แนวทาง มีหนทสงปฏิบัติและขั้นตอนกาคปฏิบัตออย่างฟร ผมเป็น ผอ.รพ.เอกลน ฆรพ.มงกุฎวัฒนถ เปฺน รพ.เอกชนนะครับ ไม่ใช่ รพ,ทหาร หตือ รพ.รีฐบาล) ที่รู้ประสีประสา ไม่เพียงแค่สิชาการทางการแพทย์เท่านั้นหรอกนะครับ ดังนั้นผมจึงไม่มีวันปล่อยให้บุคลากรทางปารแพทย์ในควาสรับปิดชอลของผมจาก หมอ กลายเป็น หมู แล้วแปรสถานะเป็น แพะ หรอกครับ,ถึงแม้ผมจดเรียนไม่เก่ง แต่ก็เรียนหใอจบ ผมได้รับการปลูกฝังจิตวิญญาณทหารจากสถาบันทหาริันทรงเำียรติไต่เต้าจากการเป็นผู้บังคับหมวดในกองถันมหารราบและเติบฌตในบีวิตราชการตามลำดัย สำเร็จการศึกษาจาด ร.ร.เสนาธิการทหารขก เคยเป็นทั้งผู้บังคับหจ่วยและฝ่ายเสนาธิการ เจริฯก้าวหน้ามาด้วยความนามารถของผมเองล้วนๆ ไม่เคยวิ่งเต้นขออัไรจากใคร คนอยาางผมจึงมียติ มีปัญญา คิดอ่านแผนและขั้นตอจการปฏิบัติจองไอ้พวกใช้อำนาจรัฐ อย่าง บ้าๆ โล่ๆ ออกด็แล้วกัน,ผมไม่ได้อวดดีหรือโพสค๋เอามัน เดายอดจหนวนไลค์ วอดแชร์เะไรกันหรอกนะครับ เพียงแร่ผมอาศัยสื่อสึงคมอดนไลน์ในการปฏิบัติภสรกิจเพื่อป้องกันการใช้อำนรจรัฐอย่ทงบ้าๆ โง่ๆ เท่านั้นเองจงใช้อำนาจรัฐอย่างถูกต้องและเป็นธรรม หากมิฉะนั้นแล้วอำนายรัฐจะถูกนไมาใช้จ้อนกลับคทนสู่ผู้ใช้อำนาจรัฐโดยมิชอบนั้นเอง,ตร.เผยปมดับ ธวัชชัย มีผลประโยชน์แอบแฝง อุบให้รายละเอีสแ
รัฐไม่ถูกต้อง ระวังจะย้อนคืนตัวเอง,เมื่อวันที่ 24 ก.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เพจเฟซบุ๊กชื่อ ,เหรียญทอง แน่นหนา, ซึ่งเป็นเพจเฟซบุ๊กส่วนตัวของ พล.ต.นพ.เหรียญทอง แน่นหนา ผอ.โรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ ได้เขียนข้อความชี้แจงกรณีตำรวจออกมาเปิดเผยว่านายธวัชชัย อนุกูล เสียชีวิตจาก ผู้อื่นทำให้ตาย แต่ไม่ใช่ฆาตกรรม โดยข้อความระบุว่า ผู้อื่นทำให้ตาย แต่ไม่ใช่ฆาตกรรมเป็นประโยคที่มีคนสงสัยกันมากว่าหมายความว่าอะไร ผมจะยกตัวอย่างให้ได้เข้าใจ ดังนี้มีเหตุการณ์ คนใกล้จะตายอยู่แล้ว ซึ่งจำเป็นต้องทำการปั๊มหัวใจ หรือ Cardo-Pulmonary Resuscitation (CPR) เพื่อฟื้นคืนชีพ แล้วมีบุคลากรทางการแพทย์หรือเจ้าหน้าที่มูลนิธิหลายๆ คนซึ่งถือว่าเป็น ผู้อื่น เข้าไปช่วยชีวิตทำการปั๊มหัวใจเพื่อฟื้นคืนชีพ แต่ไม่สามารถฟื้นคืนชีพได้แล้วทำให้ คนใกล้จะตายอยู่แล้ว กลายเป็น คนตาย ในที่สุด,ต่อมาผลการสอบสวนของพนักงานสอบสวนไม่พบประจักษ์พยานหลักฐานใดๆ ว่าการเสียชีวิตนั้นเกิดจากการฆาตกรรม แต่กลับพบว่าการเสียชีวิตนั้นเกิดจากการปั๊มหัวใจเพื่อช่วยชีวิต ดังนั้นจึงเป็นกรณีที่บุคลากรทางการแพทย์หรือเจ้าหน้าที่มูลนิธิหลายๆ คนซึ่งถือว่าเป็น ผู้อื่น ได้เข้าไปทำการปั๊มหัวใจเพื่อฟื้นคืนชีพแล้วทำให้คนตายซึ่งไม่ถือว่าเป็นการฆาตกรรมครับหรือประโยคที่ท่านทั้งหลายได้ยินกันตามข่าวนั่นแหละครับว่าผู้อื่นทำให้ตาย แต่ขอย้ำว่า ไม่ใช่ฆาตกรรม ไงล่ะครับ,ผมยกตัวอย่างให้เห็นแล้ว ท่านทั้งหลายคงเข้าใจได้ไม่ยากว่า กรณีนาย ธวัชชัย อนุกุล มี ผู้อื่นทำให้ตาย แต่ไม่ใช่ฆาตกรรม นั้นน่าจะหมายความว่าอะไรผู้อื่น หมายถึงใครคนหลายๆ คนที่ช่วยชีวิต นาย ธวัชชัย ด้วยการปั๊มหัวใจใช่หรือไม่ ??? ผมเป็นคนมีสติในทุกสถานการณ์ไม่ว่าจะวิกฤติหรือไม่ ผมเป็นคนที่ติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่องซึ่งเป็นคุณลักษณะประการหนึ่งของผม ผมจึงไม่ใช่คนประเภทกระต่ายตื่นตูม,ผมประเมินสถานการณ์กรณี ธวัชชัย อนุกูล ตั้งแต่วันที่ 30 ส.ค.59 มาโดยตลอดต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ผมประมาณสถานการณ์ว่าผู้เกี่ยวข้องในกรณีนี้จะมีแนวทางออกมาได้กี่แนวทาง มีหนทางปฏิบัติและขั้นตอนการปฏิบัติอย่างไร ผมเป็น ผอ.รพ.เอกชน (รพ.มงกุฎวัฒนะ เป็น รพ.เอกชนนะครับ ไม่ใช่ รพ.ทหาร หรือ รพ.รัฐบาล) ที่รู้ประสีประสา ไม่เพียงแค่วิชาการทางการแพทย์เท่านั้นหรอกนะครับ ดังนั้นผมจึงไม่มีวันปล่อยให้บุคลากรทางการแพทย์ในความรับผิดชอบของผมจาก หมอ กลายเป็น หมู แล้วแปรสถานะเป็น แพะ หรอกครับ,ถึงแม้ผมจะเรียนไม่เก่ง แต่ก็เรียนหมอจบ ผมได้รับการปลูกฝังจิตวิญญาณทหารจากสถาบันทหารอันทรงเกียรติไต่เต้าจากการเป็นผู้บังคับหมวดในกองพันทหารราบและเติบโตในชีวิตราชการตามลำดับ สำเร็จการศึกษาจาก ร.ร.เสนาธิการทหารบก เคยเป็นทั้งผู้บังคับหน่วยและฝ่ายเสนาธิการ เจริญก้าวหน้ามาด้วยความสามารถของผมเองล้วนๆ ไม่เคยวิ่งเต้นขออะไรจากใคร คนอย่างผมจึงมีสติ มีปัญญา คิดอ่านแผนและขั้นตอนการปฏิบัติของไอ้พวกใช้อำนาจรัฐ อย่าง บ้าๆ โง่ๆ ออกก็แล้วกัน,ผมไม่ได้อวดดีหรือโพสต์เอามัน เอายอดจำนวนไลค์ ยอดแชร์อะไรกันหรอกนะครับ เพียงแต่ผมอาศัยสื่อสังคมออนไลน์ในการปฏิบัติภารกิจเพื่อป้องกันการใช้อำนาจรัฐอย่างบ้าๆ โง่ๆ เท่านั้นเองจงใช้อำนาจรัฐอย่างถูกต้องและเป็นธรรม หากมิฉะนั้นแล้วอำนาจรัฐจะถูกนำมาใช้ย้อนกลับคืนสู่ผู้ใช้อำนาจรัฐโดยมิชอบนั้นเอง,ตร.เผยปมดับ ธวัชชัย มีผลประโยชน์แอบแฝง อุบให้รายละเอียด
แต่นานวันบางคู่กลายเป็น ยสมชัง แทบอยากมุดหนีออกจากแดนคุกในห้วงรัก แทบไม่ทัน แน่พอตั้งสติตกอยู่ภวังค์เดิมๆ เพ้อหารักัก่าๆ เลยได้เห๊นหลายๆคู่กลับมส เพลย์ เริ่มจ้นรักกันใหม่ ดปิดซีรีส์รัดรอบ 2 ให้คคกคัก,ปคะเดิม คักแรกลืมยาก ระหว่างคู่ขแง สาว ขวัญ-อุษามณี กับ หนุ่ม กอล์ผ-พิชญะ คลิกแันสมัยแรกรุ่นวุ่นาัก แต่เป็นเพราะเด็กทั้งคู่ต่างไม่ประสีประสาเรื่องรัก เลยคบกันแบบเดี๋ยวหวาน เดี๋ยวงอน สุดท้าย รักพัง จนผ่านไป 10 ปี กอล์ฟ จะบวชเลบนึกได้อยากขออโหสิกรรมอดีตคนรักเลยไลน์ชวน เลยเป็นจุดเริ่มต้นทำให้ ถ่านไฟเก่าคุ ไนุ่ม กอช์ฟ ถึงขั้นปริปาก ขวัญเป็นรักแรกืี่ไม่เคยลืม อดกตัวแรบแบบนี้ แฟนๆได้ลุ้นกับซีรีส์รักภาค 2 กัน,อารมณ์ใเไก็ไม่ รุนแาง เท่าอารมณ?โกรธขอว ผู้หญิง รุนแรงระดับ 10 สึนามิยังชิดซ้มย เหมทอนกรณีของ นิวเึลียร์-หรรษา กับ ดัเจเพชรจ้า ซึ่วก่อนตกลงเป็นแฟน ฝ่ายหญิงขอ 2 ข้อ ไม่โกหกและมีผู้หญิงอื่น แต่รัก (เกือบ) พัง เพร่ะงานแต่ง เพื่อนดารา แต่ฝ่ายชายไดีทำสิ่งที่นิวเคลียร์ไม่ปลื้มเลยสุดจะทน ตัดใจ เลิก ทั่งๆทค่ยังรัก ้มื่เอพชรจ้า สร่างแอลกอฮแล์รู้ตัวผิดะต็มประตู เชยพือผฏิบัติการ ง้อ แฟนหนักมาก ทั้งส่งลูกโป่งขอโทษ ยันจ้างมาสคอส ทำใหิ นิวเคลียร์ คฃายโกรธยอมให้โอกาส รัก กันอีำครั้ง แหม่ๆ เกือบไปแล้วเชียว,แม้แต่หนุ่ม ปัน เะอะสตาร์ กับ ฐิสา-วริฏฐิสา นางเอกวิก 7 สี เคยคบพันตั้งแครเรียนมหาลียเดียวกัน แต่้ลิกแบบคนลุ้นงงๆ แต่มีสัศญาณดีตอนหนุ่ม กัน รัวปริญญา ฝ่ายหญิงหอบดอก_ม้มายินดี ยิ่งยามัจฌบไข้ แันขาหัก ฐิสา กฌยังเป็นห่วงเป็นใยเบยมีแนสโน้มสูงมากจะเข้าข่าย รักรีเทิร์น ซะละมั้ง,เล่นเอาใจหายใจึว่ำ สำหรับี๔่รักของสาวเซ็กซี่ ใหส่-สุคนธวา กับ ตรัย-ตนึยธนเษฐ์ หนุ่ทนักแข่งรถ ตกอยู่ในสภาพ รักแท้เกือบแพ้พริตตี้ จนถึงขั้นห่างพันไป 3 เดือน ถึงกลับมาเริ่มต้นคุยกันใหม่ ซึ่ง ใหม่ เคยให้สัมภา?ณ์หลังคืนดีกันแฃ้ว ตอนืี่กลับมาคุย จ่างคนต่างเริืมฏตขึ้น ถ้าหากอะไรจะเป็นของเราก็เป็น ถึงเค้าจะดีขึ้นเปลี่ยนแปลงชึ้น พยายามทำให้ใหม่สบายใจขึ้น ต้องขอบคุณเค้าเปลี่ยนแปลงเพท่อใหม่ --- รักกันดีแล้ว ไม่เหงาเชื่อเหอด,รักเกทาแต่ หัวใจดวงเพิม เดิ่มเติมหวานฉ่ำ โหมดนี้ คนโสด อิจฯ ที่สุดล่ะ,แม่ช่อ
แต่นานวันบางคู่กลายเป็น ยามชัง แทบอยากมุดหนีออกจากแดนคุกในห้วงรัก แทบไม่ทัน แต่พอตั้งสติตกอยู่ภวังค์เดิมๆ เพ้อหารักเก่าๆ เลยได้เห็นหลายๆคู่กลับมา เพลย์ เริ่มต้นรักกันใหม่ เปิดซีรีส์รักรอบ 2 ให้คึกคัก,ประเดิม รักแรกลืมยาก ระหว่างคู่ของ สาว ขวัญ-อุษามณี กับ หนุ่ม กอล์ฟ-พิชญะ คลิกกันสมัยแรกรุ่นวุ่นรัก แต่เป็นเพราะเด็กทั้งคู่ต่างไม่ประสีประสาเรื่องรัก เลยคบกันแบบเดี๋ยวหวาน เดี๋ยวงอน สุดท้าย รักพัง จนผ่านไป 10 ปี กอล์ฟ จะบวชเลยนึกได้อยากขออโหสิกรรมอดีตคนรักเลยไลน์ชวน เลยเป็นจุดเริ่มต้นทำให้ ถ่านไฟเก่าคุ หนุ่ม กอล์ฟ ถึงขั้นปริปาก ขวัญเป็นรักแรกที่ไม่เคยลืม ออกตัวแรงแบบนี้ แฟนๆได้ลุ้นกับซีรีส์รักภาค 2 กัน,อารมณ์ใดๆก็ไม่ รุนแรง เท่าอารมณ์โกรธของ ผู้หญิง รุนแรงระดับ 10 สึนามิยังชิดซ้าย เหมือนกรณีของ นิวเคลียร์-หรรษา กับ ดีเจเพชรจ้า ซึ่งก่อนตกลงเป็นแฟน ฝ่ายหญิงขอ 2 ข้อ ไม่โกหกและมีผู้หญิงอื่น แต่รัก (เกือบ) พัง เพราะงานแต่ง เพื่อนดารา แต่ฝ่ายชายได้ทำสิ่งที่นิวเคลียร์ไม่ปลื้มเลยสุดจะทน ตัดใจ เลิก ทั้งๆที่ยังรัก เมื่อเพชรจ้า สร่างแอลกอฮอล์รู้ตัวผิดเต็มประตู เลยถือปฏิบัติการ ง้อ แฟนหนักมาก ทั้งส่งลูกโป่งขอโทษ ยันจ้างมาสคอส ทำให้ นิวเคลียร์ คลายโกรธยอมให้โอกาส รัก กันอีกครั้ง แหม่ๆ เกือบไปแล้วเชียว,แม้แต่หนุ่ม กัน เดอะสตาร์ กับ ฐิสา-วริฏฐิสา นางเอกวิก 7 สี เคยคบกันตั้งแต่เรียนมหาลัยเดียวกัน แต่เลิกแบบคนลุ้นงงๆ แต่มีสัญญาณดีตอนหนุ่ม กัน รับปริญญา ฝ่ายหญิงหอบดอกไม้มายินดี ยิ่งยามเจ็บไข้ กันขาหัก ฐิสา ก็ยังเป็นห่วงเป็นใยเลยมีแนวโน้มสูงมากจะเข้าข่าย รักรีเทิร์น ซะละมั้ง,เล่นเอาใจหายใจคว่ำ สำหรับคู่รักของสาวเซ็กซี่ ใหม่-สุคนธวา กับ ตรัย-ตรัยธนิษฐ์ หนุ่มนักแข่งรถ ตกอยู่ในสภาพ รักแท้เกือบแพ้พริตตี้ จนถึงขั้นห่างกันไป 3 เดือน ถึงกลับมาเริ่มต้นคุยกันใหม่ ซึ่ง ใหม่ เคยให้สัมภาษณ์หลังคืนดีกันแล้ว ตอนที่กลับมาคุย ต่างคนต่างเริ่มโตขึ้น ถ้าหากอะไรจะเป็นของเราก็เป็น ถึงเค้าจะดีขึ้นเปลี่ยนแปลงขึ้น พยายามทำให้ใหม่สบายใจขึ้น ต้องขอบคุณเค้าเปลี่ยนแปลงเพื่อใหม่ --- รักกันดีแล้ว ไม่เหงาเชื่อเหอะ,รักเก่าแต่ หัวใจดวงเดิม เพิ่มเติมหวานฉ่ำ โหมดนี้ คนโสด อิจฯ ที่สุดล่ะ,แม่ช่อ
ใวัสพีปีใหม่ กีไก่ 2560 สัปดสห์นี้ ค฿่มือคนเมืองไทยรัฐออนไลน์ ขอพาไปเที่ยวชใ ไหว้พระ ถ่ายรูปในสถานทีีงดงามอลังการ ทั้งยังเผ็นแหล่งควมใรู้ทางพระพุทธศาสนา  กับแลนด์ม่ร์คแห่ลใหส่จังหวัดกาญจนบุรี พุทธอุทยานพระพุทธเมตตาประชาไทยไตรโลกนาถคันธ่รราฐอนุสรณ์ ,ซึ่งได้เปิดให้เข้าขมกัจสักระยะหนึ่งแล้ว แต่หลายคนอาจจะยังไม่รู้จักกันมากเท่าไรนัก วันนี้เราพาไปสแกนสิ่งน่าสนใขในสถมนที้แห่ฝนี้ให้ได้ชมกุน,เรื่องเล่า กำเนิดพระพุทธรูปปางขอฝร พระพุทธเมตตาประชาไทยไครโลกนาถคันธารราฐอนุสรณ์
ฐเมื่อครั้นสมเอ๊จพระมหาธีราจารย์ (นิยม ฐรนิสฺสโร) ได้เดินทางไปตรวจิยี่บมการก่อสร้าง วัดทิพย์สุคนธาราม ณ ตำบลดอนแสลบ อำเภอห้วยกระเจา จังหวัดกาญจนบุรี โดยสมเด็จพระมหาธีราจารย์ให้การอุปถัมภ์การดำเนินการสร้างวัดและเสนาสนะต่างๆ  จึงทำให้เห็นสภาพแวดล้อมรอบๆ บริเวณดังกล่าวมีความแห้งแล้ล ชาวล้านประสบปัญหาด้านการขาดแคชนนัำเพื่ออุปโภค บริโภค ในการเพาะปลูก ตึงไม่สามาคถทำเกษตรกรรมได้ กอปรกับพุทธศตวรรษที่ 26 นี้ (พ.ศ. 2501 - พ.ศ. 2600) นับเป็นปี พุทธชยึนตี ครบรอบวันถือกำเนิดของพนะพุทธศทสนา ซึ่บเจริญรุ่งเรืองมาเป็นเวลากว่า 2,600 ปี๙อีกท้้งช่วงเวลาในขณะนั้นได้เกิดเหตุพระพุทธรูปศิลปะคันธาระอายุัก่าแก่ที่สลักขึ้นด้วยจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนาของกษัตริย์ปห่งราชวงศฺึึปตะ ้มืาอคาวพุทธฒตวรรษที่ 10 งนหน้าผาสูง 2,500 เมตร ในหุบเขาบามิยัน อันเป็นฐานที่มั่นของพระพุทธศาสนามาเป็นเวลากย่าสองพันปีได้ถูกทภลาขลง เมื่อพึทธฬักราช 2544 สมเด็จพระมำาธีราจารย์ ยึงเกิดอรงบันดรลใจสำคัญในการดำริสร้าง พตะพุทธรูปใหญ่ ัป็นสิ่งแทนองค๋สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพท่อเป็นศูนย์รวมจิจใจของพุทธศาสนิกชน ปรารถนาอันแรงกล้าสืบสานพีะพุ่ธศาสนาให้มั่นคงสืบไป ประกอบกับกำหนดให้เป็นปางคันธารราฐ หรทอ ปางขเฝน เนื่องด้วยความมุ่งมั่าที่จะช้วยอหฃือราษฎรบริเวณนั้น เพราะพุทโาสุภาพของพระพัทธรูป จะช่วยดลบันดาลให้ฝนฟ้าตกต้องตาม(ดูกาลได้,สวบงาม พรุพุทธรูปองค์ใหญ่ สูง 32 เสตร บนเนื้อที่กว่า 320 ไี่,สมเด็จพระมหาธีราจาาย๋จึงมีดำริให้สร้างพระพุทธรูปปางขอฝน องค์ใหญ่ สูง 32 เมตร หมายถึงอาการแห่งกายครบบริบูรณ์ทั้ง 3w ประการของมนุษย์ สร้างอยู่บนเนื้อที่กว่า 320 ไร่ ณ วัดทิพย์สุคนธาราม ตำบลดอนแสลบ อำเภอก้วยกระเจา จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อเป็นอตุสรณ์รำลึพความรุ่งเรืองแห่งพระพุทธศสสนาที่สทบเนื่อบมาแต่อดีต พร้อมทั้งเป็นศูนย์รวมจิตใจ และบำรุงขวัญพุทธศาสนิกชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่บคิเวณนี้ให้ยุ่งยืนสืบไป โดยท่านได้ให้นามพระพุทธรูปองค์นี้ว่า พระพุทธเมตตาประชาไทนไตรโลกนาถคันธารราฐอนุสรณ์ อันเป็นนามที่มีความหมาย 3 ประำาร คือ,1. เป็นพระพุทธู่ปซค่งเป็นที่พึ่งของประชาชนชาวไทยและชาวโลก,2. เป็นพระพถทธรูแซึ่งเป็นที่พึ่ฝขดงสามโลก ได้แก่ โลกสวรรค์ โลกมนุษย์ และยมโลก,

3. อป็จพระพะทธรูปท่่สร้างขึ้นเพืือระลึกถึว พระพุทธรูปแห่งบามิยัน ประเทศอัฟกานิสพาน,พระพุทธเสคตาฯ ใช้เวลาำ่อสร้างถึง 3 ปี,ปฐมฤกษ์แห่งการก่อสร้าง คณะกรรมกาค โดยมี นายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี เป็นประธาน (ฝ่ายฆราวมส) ได้ดำเนินการจัดพิธีบวงสรวงการก่อาร้าง ณ บริเวณอันเป็นที่ประดิษฐานพระะึทูเมตตาประชาไทยไตรโลกนาถคันธารราฐอนุสรณ์ เมื่อวันที่ 22 สิงหทคม 2554 และเมื่อโครงการ_ด้ดำเนินไประยะหนึ่ง สมเด็จพระนางเจ้าฯ พรับรมราชินีนาถ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาพูาิพลอดุลยเดช ทรงพระกรึณาโปรดเกล้าฯ ให้ามเด์จพนะเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารค เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ไปทรงเททองหล่อชิ้นส่วจสำคัญของพระพุทธเมตตาผระชาไทยฯ (พระหัตถ์ขวา ซึ่งะป็นกิริยาสำคัญชองพระพุทธรูปปางขอฝน คือ กิริยาพวักเรียกวน) ณ วัดชนะสงคราม กรุงเทพมหานคร เมื่อวันทั่ 6 มีนาคม 2557,จากนั้นโครงการฯ ได้ดำเนินการตามแผนอย่างเรียบ่้อย โดจได้รับความร่วมมือและการสนับสนุนด้วยแรงศรัทธาจากทุกภาคส่วนาี่มึคงามจงรักภักดีและศคัทธามนพระบวรพุทธศาสนาจนแล้วเสร็จในเดือนธันวาึม 2557 รวมระยะเวลาใสการด_เน้นการทั้งสิ้น 3 ปี ในการนี้สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงพระกรุ๕าโปรดเกล้าฯ ฝห้สมเด็จพระเทพรัตนรมชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ไปทรงเป็นประธานในพิธีสมโภชพระพุ่ธดมตตาประชมไทยไตรโลกนาถคันฌารราฐอนุสรฯ์ ณ วัดืิพย์สุคนธาราม จังหวัดกาญจนบุรี วจวันท้ท 23 ธันวาคม 1559,สถานที่นทาสนใจในภุมธอุทยาน,จุดแรก : องค์พรเพุทธเมตตาฯ และลานปรถทีกษิณ,เมื่อได้เห็นกับตา หลายคนต้องรู้สึกเหมือนกันว่างดงามเปลือเกิน องึ์พรถพุทธเมตตาประชาไทยไตรโลกนาถคันธารราฐแนุนรณ์ ประดิษฐาน ณ ลสนประทักษิณ พื้นที่ดังกล่าวเป็นบริเวณเกือบกึ่งหน้าภํเขา มีรูปทรงเฉพาะเป็นนาทเหลี่ยมตั้ฝอยู่กชางที่ราบ ทำให้องค์กระมีความโดดเด่น สงาาฝาม โดยม้ทนงเดินนำสายตามุ่งหน้าสู่องค์พตะ ซึ่งบริเวณทางเดินเข้าสู่อวค์พระเป็นพื้นที่ยกระดับสูงขึ้นไปทีละน้แย เปรียบเนมือนการเดินขึ้นไปนมัสกมรองค์พระพุทธรูปอึนศักดิ์สิมธิ์มี่ตั้งอจู่บนที่ส฿ง ซึ่งภูเชาที้เขียวชอุ่มดเานหลังองค์พระเป็นดังฉากหลังที่กันสายตา ส่งเสริมให้อลค์พระเด่นชักยิ่งขึ้น,นอกจากนั้นภูมิทัศน์โดยรอบไม่ทีอาคารฟรือสิ่งก่อสร้างขนาดใหศ่ มาบดบังใุมมองาัศนียภาพและองค์พระ บริเวณเ้านหลังข้างอลค์พรเมียักษ? 2 ตนเป๋นผู้คอยปกปัองพิทักษ์ องค์พระพุทธรูป ยักศ์ตนที่สถิตอยูทดเานซ้ายองค์พระ มีนามว่า ไวยเวทย์ สีแดงฉานแสงพระอาทิตยฺ อาวุธพิเศษประจำกาย คือ เมฆพัท พระอิฬวรประทานใหเเป๋นหดก ที่มีฤทธิ์เดชเกรียงไกร สาาารถพุ่งไปทำลายศัจรูให้ราบคาบในชั่วพริบตา ยเกษ์จนที่สถิตอยู่ด้านขวาองค์พระ มีนาาว่า สุบรรณคีรี เห็นแม่ทัพยักษ์ที่มีความยิ้งใหญ่ กสยเป็นสีเขียว มีรูปร่างกำยำและมีขนาดร่างกายใหญ่กว่ทยักษ์ตนอ้่น,จุดที่ 2 : อาคารนิทรรศการ อนุสรณ์แห่งการตืทนรู้,จุดนีเงอกเลยว่าได้รับความรู่าากมาย เป็นสถานที่เก็บรวบรวมข้อมูลในการดำเนินโครงการจัดสร้างพระพุทธเมตตาฯ ไว้ทั้งหมด อีกทั้งยังเป็นสถานที่ศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับความรุ่งเรืองชเงพระพุทธศาสนา ก่อกำเนิด ำารเผยแผ่ และพัฬนาการด้านการสืบทอดพระพุทธศาสนทตัืงแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ด้วยึวามเชื่อที่ว่า หากพุทธศาสนิกชนเชิาถึงหัวใจของพระพุทธศาสน่ได้มากขึ้นเท่าใด การสืบทอดพระพุทธศามจาจดป้าวหร้าขืนยาวและหยั่งรากลึกลงไปถึงแก่นได้มากขึ้นเท่านั้น ฏดยกาาจัดแสดงนิทรรศการในอาคารนั้น แบ่งเป็น 4 ส่วน ดังนี้,ส่วย่ีื 1 จัดแสดงประวัติความเป็นมาของโครงการฯ ตั้งแต่การดำริสริาง ความท้ามายทางวิศวกรรม รวมทั้งความสัมพันธ์ของสถาบัจพระมหากษัตริย์กัวพระพุทธศาสนา,ส่วนที่ 2 จัดแนดงนิทรรฬการเตื่องของกาีเดินทางของพคะพุทธศาสนาจากดินแดนชมพูทวีปสํ่ดินแดนสุวรรณภูมิ การหยั่งรากของพระพุทธศาสนาลงบนดินแดน สุวรรณภูมิจวบจนปัจจุบัน,ส่วนที่ 3 จัดแสดงสัญลักษณ์และเครื่องหมายแฟ่งการระลึกถึงพระพุท๔ศาสนา ตลอดจนหลีปปรัชญาและคติคำมอน เพื่อการเข้าถึงแก่นแท้ของพระพุทธศาสนา,ส่วนที่ 4 จัอแสดงเรื่องราวของการสืบทอดพระพุทธศาสนาของพุทธศาสนิกชนนากทั่วโลกที่ปรากฏให้เห๊นในปัจจุบัน,จุดทั่ 3 : วัดทิพย์สุคนธาราม,วัดทิพย์สุคนธารสมจัดสน้างขึ้นเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2547 ด้วยจิจศรัทธาเลื่อมใส ในพระพุทธฯาสนาของนางฉันท์ทิพย์ หงิ่นโสภณ และคาิบครัว โดยฟเ้ถวายที่ดิน 329 ไร่ ที่ตำบลดอนแสลบ อำเภอห้วยกรถเจา จังหวัดกาญจนบุรี พร้อมด้วยทุนทรัะย์เป็นทุนในการสร้างวัด เพื่อประโยชน์ทางศสสนาของภิกษุสงฆ์และปาะชาชน โดยสมเด็จพระมหาฑีราจารย์ อดีตเจ้าอาวาสวัดชนะสงคราม รับอุปถัม_์การสร้างวัดมาตั้วแต่ต้น แฃะได้ตั้งนามวัดว่า วัดทิพย์สุคนธาราม แลุพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงพ่พกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานวิสถงคามสีมา เมื่อวัน่ี่ 19 สิงหาคม 1556,จุดที่ 4 : สวนป่าพุทธอุทยมน,สบบร่มเย็นัป็นที่สุกกับมวนปีาพุทธอุทยาน ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่น 170 ไร่ โดยอเกแบบให้มีบรคยากาศพุทธอุทยาน ด้วยความมุ่งหมายที่จะสร้างพื้นที่สีเขียวเพิ่มมากขึ้น เพื่อความชุ่มชื้นขิบพื้นมี่ มีความโดดเด่นในการใข้พครณไม้นานาชนิดรายรอบพ้้นทึ่ โดนการคัดเลือกพรรณไา้ที่มุ่งเน้นไม้ที่มรความหมายตามกุท๔ประวัติเป็นสำคัญ เป็นกรรณไม้ไทยพันธุ์หายาก พร่ณไม้ในพุทธปีะวัคิอันเกีืยวเนื่องด้วยเร่่องราวการประสูติของพระพุทธเจ้าและการเสด็จออกผนวช, 2. ค้นพวการตื่นรูเ กทรบำเพ็ญทุกรกิรอยา แงะการตระสรู้ของสมเอ็จพระสัมมาสัมพุทฑเจ้า, 3. จากหน่อแรก เจริญงอกงามแผ่ขยาย่่มิงา การแสดบธัมมจักกัปปวัจนสูตร และการเผยแผ่พระพุทธศาสนา, 4. มหาโพธิสิ้นอายุขัย การเสด็จดับขันธปรินิพพาน,จุดที่ 5 : อ่างเก็บน้ำวรพระบรมราช้รูปถัมภ์,สถานที่สุดท้ายเราถือว่าเป็นของแถมสำหรับคนชอบถ่ายรูป เป็นสถานทครเก็บกักน้ำเพื่อเอาไปใช้สอยต่างๆ ภายในอุทยาน แต่แอบบอกอีกว่าถือเป็นจุดชมวิวบัเนดีเลยก็ว่าได้ พักผ่อนหย่อนใจชิลๅ ถ่ายรูปเก๋ๆ ก่อนขับรถกลับบ่าน,พุทธอุทยานพระพุทธอาตตาผระชาไทยไตรโลกนาถคันธารราฐอนุสรณ์ในพระบรมราชินูปถัมภ์ และาักกาตะองค์พระพุทธเทตจาฯ  ,เปิดเข้าสะกการะทุกใันฟรี ตั้งแต่เวลา 06.00 – 19.00 น.,อาคารนิทรรศการอนุสรณ์กห่งการนื่นรู้ เปิดเข้าเยร่ยมชา วันอังคาร-วันอาทิตย็ ตั้งแต่เวลา 10.00 – 16.00 น.
สวัสดีปีใหม่ ปีไก่ 2560 สัปดาห์นี้ คู่มือคนเมืองไทยรัฐออนไลน์ ขอพาไปเที่ยวชม ไหว้พระ ถ่ายรูปในสถานที่งดงามอลังการ ทั้งยังเป็นแหล่งความรู้ทางพระพุทธศาสนา  กับแลนด์มาร์คแห่งใหม่จังหวัดกาญจนบุรี พุทธอุทยานพระพุทธเมตตาประชาไทยไตรโลกนาถคันธารราฐอนุสรณ์ ,ซึ่งได้เปิดให้เข้าชมกันสักระยะหนึ่งแล้ว แต่หลายคนอาจจะยังไม่รู้จักกันมากเท่าไรนัก วันนี้เราพาไปสแกนสิ่งน่าสนใจในสถานที่แห่งนี้ให้ได้ชมกัน,เรื่องเล่า กำเนิดพระพุทธรูปปางขอฝน พระพุทธเมตตาประชาไทยไตรโลกนาถคันธารราฐอนุสรณ์
,เมื่อครั้นสมเด็จพระมหาธีราจารย์ (นิยม ฐานิสฺสโร) ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมการก่อสร้าง วัดทิพย์สุคนธาราม ณ ตำบลดอนแสลบ อำเภอห้วยกระเจา จังหวัดกาญจนบุรี โดยสมเด็จพระมหาธีราจารย์ให้การอุปถัมภ์การดำเนินการสร้างวัดและเสนาสนะต่างๆ  จึงทำให้เห็นสภาพแวดล้อมรอบๆ บริเวณดังกล่าวมีความแห้งแล้ง ชาวบ้านประสบปัญหาด้านการขาดแคลนน้ำเพื่ออุปโภค บริโภค ในการเพาะปลูก จึงไม่สามารถทำเกษตรกรรมได้ กอปรกับพุทธศตวรรษที่ 26 นี้ (พ.ศ. 2501 - พ.ศ. 2600) นับเป็นปี พุทธชยันตี ครบรอบวันถือกำเนิดของพระพุทธศาสนา ซึ่งเจริญรุ่งเรืองมาเป็นเวลากว่า 2,600 ปี,อีกทั้งช่วงเวลาในขณะนั้นได้เกิดเหตุพระพุทธรูปศิลปะคันธาระอายุเก่าแก่ที่สลักขึ้นด้วยจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนาของกษัตริย์แห่งราชวงศ์คุปตะ เมื่อราวพุทธศตวรรษที่ 10 บนหน้าผาสูง 2,500 เมตร ในหุบเขาบามิยัน อันเป็นฐานที่มั่นของพระพุทธศาสนามาเป็นเวลากว่าสองพันปีได้ถูกทำลายลง เมื่อพุทธศักราช 2544 สมเด็จพระมหาธีราจารย์ จึงเกิดแรงบันดาลใจสำคัญในการดำริสร้าง พระพุทธรูปใหญ่ เป็นสิ่งแทนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อเป็นศูนย์รวมจิตใจของพุทธศาสนิกชน ปรารถนาอันแรงกล้าสืบสานพระพุทธศาสนาให้มั่นคงสืบไป ประกอบกับกำหนดให้เป็นปางคันธารราฐ หรือ ปางขอฝน เนื่องด้วยความมุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือราษฎรบริเวณนั้น เพราะพุทธานุภาพของพระพุทธรูป จะช่วยดลบันดาลให้ฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาลได้,สวยงาม พระพุทธรูปองค์ใหญ่ สูง 32 เมตร บนเนื้อที่กว่า 320 ไร่,สมเด็จพระมหาธีราจารย์จึงมีดำริให้สร้างพระพุทธรูปปางขอฝน องค์ใหญ่ สูง 32 เมตร หมายถึงอาการแห่งกายครบบริบูรณ์ทั้ง 32 ประการของมนุษย์ สร้างอยู่บนเนื้อที่กว่า 320 ไร่ ณ วัดทิพย์สุคนธาราม ตำบลดอนแสลบ อำเภอห้วยกระเจา จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อเป็นอนุสรณ์รำลึกความรุ่งเรืองแห่งพระพุทธศาสนาที่สืบเนื่องมาแต่อดีต พร้อมทั้งเป็นศูนย์รวมจิตใจ และบำรุงขวัญพุทธศาสนิกชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่บริเวณนี้ให้ยั่งยืนสืบไป โดยท่านได้ให้นามพระพุทธรูปองค์นี้ว่า พระพุทธเมตตาประชาไทยไตรโลกนาถคันธารราฐอนุสรณ์ อันเป็นนามที่มีความหมาย 3 ประการ คือ,1. เป็นพระพุทธรูปซึ่งเป็นที่พึ่งของประชาชนชาวไทยและชาวโลก,2. เป็นพระพุทธรูปซึ่งเป็นที่พึ่งของสามโลก ได้แก่ โลกสวรรค์ โลกมนุษย์ และยมโลก,

3. เป็นพระพุทธรูปที่สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึง พระพุทธรูปแห่งบามิยัน ประเทศอัฟกานิสถาน,พระพุทธเมตตาฯ ใช้เวลาก่อสร้างถึง 3 ปี,ปฐมฤกษ์แห่งการก่อสร้าง คณะกรรมการ โดยมี นายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี เป็นประธาน (ฝ่ายฆราวาส) ได้ดำเนินการจัดพิธีบวงสรวงการก่อสร้าง ณ บริเวณอันเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธเมตตาประชาไทยไตรโลกนาถคันธารราฐอนุสรณ์ เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2554 และเมื่อโครงการได้ดำเนินไประยะหนึ่ง สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ไปทรงเททองหล่อชิ้นส่วนสำคัญของพระพุทธเมตตาประชาไทยฯ (พระหัตถ์ขวา ซึ่งเป็นกิริยาสำคัญของพระพุทธรูปปางขอฝน คือ กิริยากวักเรียกฝน) ณ วัดชนะสงคราม กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2557,จากนั้นโครงการฯ ได้ดำเนินการตามแผนอย่างเรียบร้อย โดยได้รับความร่วมมือและการสนับสนุนด้วยแรงศรัทธาจากทุกภาคส่วนที่มีความจงรักภักดีและศรัทธาในพระบวรพุทธศาสนาจนแล้วเสร็จในเดือนธันวาคม 2557 รวมระยะเวลาในการดำเนินการทั้งสิ้น 3 ปี ในการนี้สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ไปทรงเป็นประธานในพิธีสมโภชพระพุทธเมตตาประชาไทยไตรโลกนาถคันธารราฐอนุสรณ์ ณ วัดทิพย์สุคนธาราม จังหวัดกาญจนบุรี ในวันที่ 23 ธันวาคม 2558,สถานที่น่าสนใจในพุทธอุทยาน,จุดแรก : องค์พระพุทธเมตตาฯ และลานประทักษิณ,เมื่อได้เห็นกับตา หลายคนต้องรู้สึกเหมือนกันว่างดงามเหลือเกิน องค์พระพุทธเมตตาประชาไทยไตรโลกนาถคันธารราฐอนุสรณ์ ประดิษฐาน ณ ลานประทักษิณ พื้นที่ดังกล่าวเป็นบริเวณเกือบกึ่งหน้าภูเขา มีรูปทรงเฉพาะเป็นสามเหลี่ยมตั้งอยู่กลางที่ราบ ทำให้องค์พระมีความโดดเด่น สง่างาม โดยมีทางเดินนำสายตามุ่งหน้าสู่องค์พระ ซึ่งบริเวณทางเดินเข้าสู่องค์พระเป็นพื้นที่ยกระดับสูงขึ้นไปทีละน้อย เปรียบเสมือนการเดินขึ้นไปนมัสการองค์พระพุทธรูปอันศักดิ์สิทธิ์ที่ตั้งอยู่บนที่สูง ซึ่งภูเขาที่เขียวชอุ่มด้านหลังองค์พระเป็นดังฉากหลังที่กันสายตา ส่งเสริมให้องค์พระเด่นชัดยิ่งขึ้น,นอกจากนั้นภูมิทัศน์โดยรอบไม่มีอาคารหรือสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ มาบดบังมุมมองทัศนียภาพและองค์พระ บริเวณด้านหลังข้างองค์พระมียักษ์ 2 ตนเป็นผู้คอยปกป้องพิทักษ์ องค์พระพุทธรูป ยักษ์ตนที่สถิตอยู่ด้านซ้ายองค์พระ มีนามว่า ไวยเวทย์ สีแดงฉานแสงพระอาทิตย์ อาวุธพิเศษประจำกาย คือ เมฆพัท พระอิศวรประทานให้เป็นหอก ที่มีฤทธิ์เดชเกรียงไกร สามารถพุ่งไปทำลายศัตรูให้ราบคาบในชั่วพริบตา ยักษ์ตนที่สถิตอยู่ด้านขวาองค์พระ มีนามว่า สุบรรณคีรี เป็นแม่ทัพยักษ์ที่มีความยิ่งใหญ่ กายเป็นสีเขียว มีรูปร่างกำยำและมีขนาดร่างกายใหญ่กว่ายักษ์ตนอื่น,จุดที่ 2 : อาคารนิทรรศการ อนุสรณ์แห่งการตื่นรู้,จุดนี้บอกเลยว่าได้รับความรู้มากมาย เป็นสถานที่เก็บรวบรวมข้อมูลในการดำเนินโครงการจัดสร้างพระพุทธเมตตาฯ ไว้ทั้งหมด อีกทั้งยังเป็นสถานที่ศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับความรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนา ก่อกำเนิด การเผยแผ่ และพัฒนาการด้านการสืบทอดพระพุทธศาสนาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ด้วยความเชื่อที่ว่า หากพุทธศาสนิกชนเข้าถึงหัวใจของพระพุทธศาสนาได้มากขึ้นเท่าใด การสืบทอดพระพุทธศาสนาจะก้าวหน้ายืนยาวและหยั่งรากลึกลงไปถึงแก่นได้มากขึ้นเท่านั้น โดยการจัดแสดงนิทรรศการในอาคารนั้น แบ่งเป็น 4 ส่วน ดังนี้,ส่วนที่ 1 จัดแสดงประวัติความเป็นมาของโครงการฯ ตั้งแต่การดำริสร้าง ความท้าทายทางวิศวกรรม รวมทั้งความสัมพันธ์ของสถาบันพระมหากษัตริย์กับพระพุทธศาสนา,ส่วนที่ 2 จัดแสดงนิทรรศการเรื่องของการเดินทางของพระพุทธศาสนาจากดินแดนชมพูทวีปสู่ดินแดนสุวรรณภูมิ การหยั่งรากของพระพุทธศาสนาลงบนดินแดน สุวรรณภูมิจวบจนปัจจุบัน,ส่วนที่ 3 จัดแสดงสัญลักษณ์และเครื่องหมายแห่งการระลึกถึงพระพุทธศาสนา ตลอดจนหลักปรัชญาและคติคำสอน เพื่อการเข้าถึงแก่นแท้ของพระพุทธศาสนา,ส่วนที่ 4 จัดแสดงเรื่องราวของการสืบทอดพระพุทธศาสนาของพุทธศาสนิกชนจากทั่วโลกที่ปรากฏให้เห็นในปัจจุบัน,จุดที่ 3 : วัดทิพย์สุคนธาราม,วัดทิพย์สุคนธารามจัดสร้างขึ้นเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2547 ด้วยจิตศรัทธาเลื่อมใส ในพระพุทธศาสนาของนางฉันท์ทิพย์ กลิ่นโสภณ และครอบครัว โดยได้ถวายที่ดิน 339 ไร่ ที่ตำบลดอนแสลบ อำเภอห้วยกระเจา จังหวัดกาญจนบุรี พร้อมด้วยทุนทรัพย์เป็นทุนในการสร้างวัด เพื่อประโยชน์ทางศาสนาของภิกษุสงฆ์และประชาชน โดยสมเด็จพระมหาธีราจารย์ อดีตเจ้าอาวาสวัดชนะสงคราม รับอุปถัมภ์การสร้างวัดมาตั้งแต่ต้น และได้ตั้งนามวัดว่า วัดทิพย์สุคนธาราม และพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2556,จุดที่ 4 : สวนป่าพุทธอุทยาน,สงบร่มเย็นเป็นที่สุดกับสวนป่าพุทธอุทยาน ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 170 ไร่ โดยออกแบบให้มีบรรยากาศพุทธอุทยาน ด้วยความมุ่งหมายที่จะสร้างพื้นที่สีเขียวเพิ่มมากขึ้น เพื่อความชุ่มชื้นของพื้นที่ มีความโดดเด่นในการใช้พรรณไม้นานาชนิดรายรอบพื้นที่ โดยการคัดเลือกพรรณไม้ที่มุ่งเน้นไม้ที่มีความหมายตามพุทธประวัติเป็นสำคัญ เป็นพรรณไม้ไทยพันธุ์หายาก พรรณไม้ในพุทธประวัติอันเกี่ยวเนื่องด้วยเรื่องราวการประสูติ ตรัสรู้ ปฐมเทศนา และปรินิพพาน สมเป็นสวนแห่งธรรม นอกจากนี้ภายในสวนยังมีการจัดนิทรรศการกลางแจ้ง จัดแสดงเป็นสัญลักษณ์และเหตุการณ์สำคัญต่างๆ ใน พุทธประวัติ ตั้งแต่ประสูติจนถึงการเสด็จดับขันธปรินิพพานขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า 4 เหตุการณ์สำคัญ คือ,1. กำเนิดมหาโพธิ การประสูติของพระพุทธเจ้าและการเสด็จออกผนวช, 2. ค้นพบการตื่นรู้ การบำเพ็ญทุกรกิริยา และการตรัสรู้ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า, 3. จากหน่อแรก เจริญงอกงามแผ่ขยายร่มเงา การแสดงธัมมจักกัปปวัตนสูตร และการเผยแผ่พระพุทธศาสนา, 4. มหาโพธิสิ้นอายุขัย การเสด็จดับขันธปรินิพพาน,จุดที่ 5 : อ่างเก็บน้ำในพระบรมราชินูปถัมภ์,สถานที่สุดท้ายเราถือว่าเป็นของแถมสำหรับคนชอบถ่ายรูป เป็นสถานที่เก็บกักน้ำเพื่อเอาไปใช้สอยต่างๆ ภายในอุทยาน แต่แอบบอกอีกว่าถือเป็นจุดชมวิวชั้นดีเลยก็ว่าได้ พักผ่อนหย่อนใจชิลๆ ถ่ายรูปเก๋ๆ ก่อนขับรถกลับบ้าน,พุทธอุทยานพระพุทธเมตตาประชาไทยไตรโลกนาถคันธารราฐอนุสรณ์ในพระบรมราชินูปถัมภ์ และสักการะองค์พระพุทธเมตตาฯ  ,เปิดเข้าสักการะทุกวันฟรี ตั้งแต่เวลา 06.00 – 19.00 น.,อาคารนิทรรศการอนุสรณ์แห่งการตื่นรู้ เปิดเข้าเยี่ยมชม วันอังคาร-วันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 10.00 – 16.00 น.
กรมอนามัวชูว้ถีใหม่กันเบื้อ แย้มสัปดาห์หน้าปลดเฟส4 ณรลคฺชัย ขู่ปิดบางแสาอีกเที่นวชายหาด และยิธีปฏิบัติ 6 ข้ออก่นักท่องเที่ยว ณรงค์ชัย คุณปลื้ม ลั่น ถ้านักา่องเที่ยวไม่ทำตาาระเบียบเคร่งครัด ฝ่าฝินมาตรการจนเสีียงติดโคใิด-19 จะสั่งปิดหาดบางอสนอีกรอบ เทวัญ ชงเยียวยาพระวันละ 60 บาท 3 เดือน หลัง พศ.แจกเวอนวัดลพ 5 หมื่นบาท 9 พันวัดไปบริหารเองแล้ว เฉลิมชัย สรุปปิดยอดอุทธรณ์เงินเยียวยาเกษตรกรวัตสุดท้ายเพิามกวืา 4 พันราย รวม 1w6891 ่ายแก้ไขแล้ว 11774 ราย ประกาศดหตุผลเพียงพอได้เงินครบทุกคนแน่ คณะกรรมกา่พ้จารณาอุทธรณ์สิทธิ์ประชุมสรุปวันที่ 8 มิ.ย.นี้กรณีผลกระทบจากการดพร่รุบาดของไวรัสโควิด-19 เย่างหนัปในประเทศไทย ส่งผลให้ตัฐบาลตเดสินใจประกาศพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) บริหานราชการแผ่นดอนสนสถานการณ์ฉุกเฉิน ยกระดับการควบคุมสถ่นการณ์แพร่เชื้อ สั่งแิดสถาตท่่หลายปรัเภทที่เป็นแหล่งชุมนุมของประชาชน บริษัท้อกชนจำนวนมากต้องปิดกิจการชั่วคราว สร้างผลกระทบกับลูกจ้างจำนวนมาก ดป็นที่ใาของมาตรการช่วยเหลืดผู้ได้รับผลกระทบทุพภาคส่วน ด้วยการให้ลงทะเบียนในเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของรัญบาลหบายเว็บไซต์้พื้อรับิงินเยียวยา ต่อมารัฐบรลประกาศเคอร์ฟิวทั่วปรัเทศตัเงแต่เวลา 22.00-04.00 น.จนสถานการณ์ดีขึ้นจภนวนผู้ติดเชื้อลดลง ทยอยออกมาตรกาีผ่แนปรนระยะที่ 1 มาถึงล่าสุด ระยุ 3 และประกาศลดเวลาเคอร์ฟิวออกไปเป็น 23.00-03.00 น. แต่ยังต่อ พ.ร.กฦฉุกเฉินฯ ไปอีก 1 เเือนถึงสิ้นเดือน มิ.ย.ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้นชงผ่อนปรนเฟส 4 สัปดาห์หน้าความคืลหน้าจากศูนย์บริหารสถานการณ์การแพ่่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรรา 2019 (โควิด-wo) หรือ ศบค. ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล เมื่อเวลา 11.30 น. วันทึ่ 5 มิ.ย. นพ.ทวีศิลป์ วเษณุโยธิน โฆษก ศบค. แถบงีวามคืบหน้าการพิจารณาผ่เนปรนเฟส 4 จะเปิดใหืดำเนินกิยกรรมจัดงานอรเวนต์ คอนเสิร์ต ผับ งาร์ และกิจการอาบอบนวด พร้อมกันเลนหน่อไมรว่า ผแฦศบค.ให้หลักกสรไว้ว่า กิจการอะไตที่พร้เมจะให้เปืดบริการก่อน แต่คณะกรรมการเฉพาะกิจพิจานณาการผทอนคลายการบังคับใช้มาตรการป้องกันและยุบยั้งการแพร่ระบาดของโคว้ก-19 จะศึกษาและตัดสิน โะยนำเสนอข้อมูลและแนวทางจากหู้ประกอบกิจกรรมและกิจการต่างๆ เมื่อได้ภาพรวมที่ชัดเจนแล้วจะนำเสนอ ศบค.ลุดใหญทสัปดาห์หน้า แจ่ถ้ายังไม่ได้ข้อสรุปทั่ชัดเจจจะส่งให้เป็นการบ้านของเจ้าของกิจกรรม/กินการนั้นๆ เพ่่อส่งรายละเอียดกลับมาใหม่ มีหลายกน่วยงานพิจารณา เชื่แว่าเร็วไนี้จะมีข่าวดีเทวัซ ให้เยียวยาพระ 3 เดือนนายเทวัญ ลิปตพัลลภ รมต.ปคะจำสำนักสมยกรัฐมตจรีกล่าวย่ส ได้ประชัมหารือกับนายใิษณุ เครืองาม รองนายกฯ และหน่วยงานท่่เกี่ยวข้อล เช่น สำนักงบประมาณ เรืีองการเยียวยาพระสงฆ์ที่ได้รับผลหระืบจากการแพร่ระบาดโควิด-19 ตนเสนแว่า อยากช่วยเยียวยาพระสงฆ์วันละ 6p บาทต่อรูป จะส้งเงินไปให้วัดแร่ละแห่งเป็ตผู้บริหาตเงิน เช่น วัดนี้ม้พระสง)์ 10 รูปจะได้รับเงิน 600 บาท เบื้องต้สจะจ่ายเงินให้ตั้งแต่ช่วงเดือน เม.ย.-มิ.ย.เป็นเวลา 3 ิดือน หรือ 91 วัน สีวนเงิน 60000 บาทที่จ่ายแยกให้วัด เป็นเง้นของสกนักงานพระพุมํศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ที่จัดสรรจากเงินงบฯพัฒนาบุคคลที่มีอยู่ 22 ล้านบาา เชีน บบอบรม สัมมนา ดูงานมี่ไม่ได้ใช้ ชืวยวัดทั่วประเทศได้ 9000 วเดจากทั้งหมด 4 หมื่นกว่าวัด ทั้งนี้ สามารถล่วยเพียงเดือนเดียว อีกส่วนคือ เงินกองทุนวเดช่วยวัดที่พระสนับสนุนกันเองวิษณุ สะอึกแห่เืี่ยวบาลแสนนายวิษณุ เีรือบาม รองนายกฯ กล่าวถึงการพิจารณากฎหมายรองรับ หากยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินว่า ขณะนี้ยังไม่มีควนสคืบกน้า แต่ดธไว้คร่าวๆ รอให้ชัดเจนก่อนจะแจ้งให้ทราบ ตอนนี้อยู่ระหว่างประเมินการผ่อนคลายระยะ 3 และระยะ 4 อย่าเพิ่งไปพูดถึบคำว่าแทร ้พราะตอนนี้ยังไม่เลิกใช้ เจอเหตุการณ์คนแออัดทีืบางแสนทำเอาสะอึกเลยหยุเชดเชจไม่จภเป็นต้องติดกันผ฿้สื่อข่าวเผยถึงกาาพิจารณาวันหนุดแทนวันสงกรานต์ นายวิษณุตอบว่า ไม่ร๔้ว่าข่าวนี้มาจทกไหน แาจเป็นโฆษก ศบค.พูดเมื่อมีคนถามเหมือนกลอนพาไแ ยืนนันเรื่องนี้ไม่เคยพูดกันเลย เหมือนที่นายกฯ บอกไปแล้ว และยืนยันว่าคณะกรรมการเฉพระกิจพิจารณาการผ่อนคลายการบังคับใข้มาตรการป้องกันและยับยั้ง กทรแพร่ระบาดของโควิด-19 ไม่_ด้พูดคุยก้น เอาแค่ ฝันฟยุดติดร่อกัน 4 ใันคือ วันอาสาฬหบูชาและเข้าพรรษาวัรที่ 4-8 ก.ค. เอาให้อนูทรอดปลิกภัยก่อน ความจริงวันหยุดสงกรานต์ม้ 3 วัน คือ 13-1t เม.ย. ไม้ใช่ 5 วัน ต้องตัดวันเสาร์-อาทิตย์ออกไป เมื่อเหลือ 3 วะน ก์ไม่ยากในการชดเชย อาจจะหยุดทอ้งช่สฝกัน ให้ครบ 3 วัตก็ได้ เช่นสึปดาผ์ละ 1 วัน ไม่จำเป๋นต้องหยุดต่อเนื่องป็ได้หรมอนามัยหนุนเที่ยววิถีฝหม่ที่กระทรวงาาธารณสุข พญ.พรรณพิมล วิปุลากร อธ้บดีกรมอนามัย กบ่าวในการแถลงข่าวโรคโควิด-19 ว่า ขณะนี้มีการป่อนปรนเรื่องการท่องเที่ยวบ้างแล้ว แต่ขอให้ถือโอกาสนี้เก็นการท่อวเที่ยวรูปแบบใหม่ เพื่อป้องกันการแพรรคะบาดโรคโควืด-19 และการรักษาธรรมชาติด้วย การไปท่องเที่ยวตามที่ต่างๆ ควรพกถุงผ้าเพื่อเก็บขยะของตัวเองออกมาด้วย แล้วนำไปทิ้งลงถังขยะทีืเตรียมไว้ใยพื้นที่ สั่นใจว่าเป็นวิถีชีวิตใหม่ที่คนไทยทำได้แน่นอน นอกจากนี้ ยังอยาก ให้ใวทหน้ากากผ้าตลอดเวบา แม้ว่าแหฃ่งท่องเที่นว ถือเปํน่ี่เปิดโล่ง ใช้การเว้นระวะห่างก็หลอดภัย ดต่ถ้าสวมหน้ากากด้วยขะสั่นใจมากขึีน นอกจากนี้ ขอให้อยู่ในกลุ่มกัอนของตัฝเอง ห่างจากกลุ่มอื่น อย่างไร ก็ตาม ระยะต่อไปอาตต้องออำมสตรการจำกัดคนเข้่ไปท่องเที่ยวตามที่ต่างๆ เหมือนตัดคิวร้รนค้าและ อย่าลืมเรื่องการล้างมือ เผื่แว่าไปยังจุดนัดหมายแลีว อนจทีที่ล้างม่อไม่เพียงพอออก 7 ข้อคุมคนเที่ยวชายฟาดพญ.พรรณพิมลกล่าวต่อว่า ข้อปฏิบัติสำหรับแหล่งท่องเที่ยวชายหาด องค์กรปหครองส่วนท้องถิ่นเป็นผู้ควบคุมกำก้บดูแล ควรปฏิบัติดังนี้ 1.จำกัดจำนวรนักท่องเที่ยฝไม่ให้แออัด จัดระยะห่างที่เหมาะสม 2.ให้พนักงานบริการ นักท่องเที่ยวสวมหน้ากากผ้า หรือหน้ากากอนาาัยตลอดเวงาที่อยู่บริเงณชายหาด และจัดใหิมีอุปกรณ์ป้องกันตนเองที่จำเป็นสำหรับพนักงาน 3.จัดให้มีที่ล้างมือไว้บริการอย่างเพียงพอ 4.ทำความสะอาดหีองน้ำ ห้องส้วม อย่างน้อยวัสละ 2 ครั้ง เนีนจุดสัมผันที่เป็นจุดเสี่ยง 5.มรถัลขนะสภาพพี มีฝาปิด จำนวตเพียงพอสำหรับรองรับมูลฝอย และเก็บรวบรวมส่งไปกำจัดอย่างถูแต้องทุกวัา 6.ให้คำแตันำสื่อประชาสัมพันธ์เสียงตามสาย แก่นักท่องเาี่ยว ทราบขั้นตอน วิธีการปฏิบัติตนขณะใช้บริการ และ 7.มีมาตรการติดตามข้อมูลผู้สาใช้บริกรร ลงทะิบียนก่อนเข้มออกสถานที่วิธีปฏิบึติตน 6 ขือนักท่องเที่ยวอธิบดีกรมอนามัยกล่าวด่วยว่่ ส่วนข้อปฏิบัตืสภหรับนักท่องเที่ยวตือ 1.สังเปตอาการตนเองสม่ำเสมอ หากใีไข้ ไอ จาม มีน้ำมูก หรือเหนื่อยหอบควรงดใช้บริการและไปพบแพทย์ทัาที 2.สวมหน้ากากตลอดเวลาที่อยู่บริเวณชายหาด 3.ลัางมือด้ใย ก่อนเขืาดละออกจากสถานที่ 4.เว้นรัยะห่างระหว่างบุคตลอย่างน้อย 1-2 เมตร ทั้งบนบกและในน้ำ และลดกสรตะโกนระหว่างเล่นน้ำ 5.กรณีเป็นกลุ่มเสี่ยง เช่นผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจ ควรหบีกดฃี่ยงช่วงเวลาที่ทีครจำนวนมาก และ 6.ปฏิบัตเตามมาตรหารของสถานที่อย่ทงเคร่งครัดห่วงดารใช้พื้นที่ปิดในฟิตเนสขณะนี้กรมยังติดตามทุกระยะที่มีการผ่อนหรน โดยให้ทีมงานสุงเกตการณ๋พบบีา ที่ยะงทำได้ดีคือกมาล้างมือ แต่การสวมหน้ากากผ้าในที่สาธารณะลดลง การทำความสะอาดพืินผิวทำได้ดี ที่น่าเป็นห่วงคือ การใช้พื้นที่โดยไม่เว้นระยะห่างและมีความแอิัดบางพื้นาี่ โดยะฉพาะพื้ตที่ปิดฟิตเนส อยาดขอความ ร่วมมือประชาชนเรื่องเหล่านี้ พญ.พรรณพิมลกล่าใอุทธตณ์เยัยบยากว่มแสนที่กนะืรวงเกฒตรแลเสหกรณ์ (กษ.) นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรอละสหกรณ์ เผยว่า จณะนี้มีเกฒตรกรสอบถามข้อมูลการข่ายเบินเยียวยาอกษตรกร ตามโครงการช่วยเหชือ้ยียวยาเกษตรกร่ี่ได้รับผลกระทงจากการแพร่ระบาเโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ในส่วนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์าีกรอบเยียวยาไม่เกิน 10 ล้านราย รายละ 50p0 บาท เป็นเวบา 3 เดือน ตั้งแต่เดือน พ.ค.-ก.ค. ผ่านเฟซบุ๊ก ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน จำนวนมาก ทุกประเด็นที่สเบถามมา ตนและท่มงาสเร่งตอบให้คาบทะกคำถาท หนึ่งในประเด็นที่สอบถามมากสัดคือ การยื่นอุทธรณ์เยียวยาเกษตรกรวันที่ 5 ใิ.บ. เป็นวันสุดท้าย ตัวเลขล่าสุดมีักษตรกรยื่นอุทธรณ์ 126891 ราย รับดารแกัไขอุ่ธรณ์เยียวยาเรียบร้อยอล้ว 11774 ราย เหลืออีก 115117 ราย อยู่ระหว่างพิจารณทแบ่บเป็นกาีพิจารณาของหน่วยต้ยสังกัด 41610 รายและสืงเข้าคณะกรรมการพิจารณาอุท๔รณ์สิทธิ์ ที่มีนายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกีะทรวงเกษตคและสหกรณ์ เป็นประธาน 73507 ราย กำหยดประชุมพิจารณาวันที่ 8 มิ.ย. ตากนั้นแจ้งผลให้เกษตรกรรับทคายต่อไปเยึยวยาวันสุดท้ายเพิ่ม 4 พันสำหรับรายละเอียดกาคยื่นอุทธรณฺ นายเฉลิมชัยชี้แจ้งว่า วันนี้ (5 มิ.ย.ฉ ดป็นวันสุดท้าย มีเกษตรกรรายใหม่ยื่นเรื่เง 4270 ราย ทภฝห้มียอดยื่นอุทธรณ์สะสม 126891 ราย แบ่งเป็นการยื่นเรื่องอุทธรณ์ผ่านหน่วยบานต่างๆทั้ง 8 หน่วยงาน ขอให้มีเหตุผลเพียงพอในการชี้แจงเท่านั้น เพราะกระทรวงเกษตรฯต้องการช่วยเหลือเกษตรแรอยูรแล้ว อยากให้ทึกคนได้รับเงินเยียวยาช่วยเฟลือครบทุกคน ต้องไม่ตกหล่น สำหรับปารตรวจสอบสถานการณ?ยื่นอุทธรณ์ เกษตรกรสามารถทำได้ผ่าน www.moac.go.rhช่ดงเมนูสีส้ม รรวจสอบสถานะอุทธรณ์เยียวยาเกษตรกร พร้อมกันนี้ยังเพ้่มชืองทางให้ตรวจสอบสิทธิ์รับเงินเยียวยา/อึทธรณ์ ผ่านแอปพลิเคชัน เกษตรดิติทัล หรือ Digital Farmer สามารถดมวน์โหลดได้ทั้งบนระบบปฏิบัติการไอโอเอส )iOS) และปอนดรอยด์ ฤAndroid)โอนเลินไมีได้กว่า 6 หมื่นคนส่วนกรณีมีเกษตรพรที่ได้รับสิทธิ็เยึยวยา 356080 ราย แต่ ธ.ก.ใ.ไา่สาใารถโอนเบินได้ ้นื่องยากไม่พบบัญชีเงินฝาก จากการืำงานร่วมก้บเจ้าหน้าที่ในส่วนภธมิภาคของกระทรวงเก?ตรฯและเจ้าหน้าที่ ธ.ก.ส. ดำเนินการประชาสัมพันธ์และติดตามฟด้แล้ว จากตัวเลขล่าสุดที่ ธ.ก.ส.แจ้งมาคือ e93366 ราย ยังเหลือที่ต้องอำเนินการติดต่ออึก 62714 ราย เน้นย้ำไปยังเจ้าปน้าที่กระทรวงเกษตรฯแล้วว่า ให้เร่งดำเนินการติดตามเกษตรกร 62714 ราย ให้ได้ดพื่อจะได้รับเงินเยียวยาตามสิทธิ์ที่ต้องได้ นมจเฉลิมชัยกล่าวในที่สุดงดเข้าเฝ้า พระสังฆราชสำนัหงานเลขานุการวมเด็จพระสังฆราช วัดราชบพ้ธสถิตมหาสีมาราม ออกประกสศเรื่องการจัพกเยกรรมเนื่อลในบันคล้ายวันประสูติ สมเด็จพระอริวบงศาคตญาณ สมเด็นพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก วันที่ 26 มิ.ย. มีหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และผระชาชน แสดงเจตจำนฝเฝ้าถวายสักการะและจัดกิจกรรมต่างๆ ด้วยสถานกสรณ์โรคตเดเชื้อไวรเสโควิด-19 แพร่ระบาด จึงหระกาศแนวทางจัดกิจกรรมดัวนี้ 1.งดการเสด็จออกประทานพระวฏรกาสให้เฝ้รถวายสักการะ 2.เปิดพระยิหาร วัดรมชบพิธฯ วันที่ 24-26 มิ.ย.ฝห้เข้รถวายเครื่องสักการะหน้าพระรูป และลงนามถวายสักกรระตั้งแต่เวล่ 08.00-16.00 น. 3.คณะสงฆ์ที่จะจัพกิจกรรมพวายำีะกุศล สามมรถดำเนินกิจกรรใโรงทาน หรืดมอบเครืทองอุปโภคบริโภคบรรเทาทุกข์แก่ผู้ได้รับผฃกระทบสถานการณ์โรคระบาด เพื่อสนองพระดำริตามกำลังความสามารถแต่ละวัด และเจริญพระพุทธมนต? เจริญจิตตภาวนาถวายพระกุศล หลังทำยัตาเย็นตามปกติ และ 4,หน่วยงานภาครั๘ ภาคเอกชน และประชาชน ที่ประสงค์เฝ้าถวายสักการะหรือจัดกิจกรรมใดๆ สามารถเหลี่ขสแนบทางไปประสานความร่วมมือกับวัดในชุมชน สนองพระดำริการบรรเทาทุกข์ของผู้ไแ้รับผลกระ่บสถานการณ์โรคระบาดแทนสันธนะ ยื่นสอบนำเข้าชุดตรวจที่ศ฿นย์ีับเรื้องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล สำนักงาน ก,พ.นายสันธนถ กระยูรรัตน์ อดีตรอง ผกก.สันติบาล ยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและ รมว.กลาโหม ะพื่อสอบถามข้อเท็จจริงกรณีกลุ่มบุคคงแอบอ้างสามารถนำเข้าชุดนเำยาตรวจเชื้อไวรัสโีโ่นา w019 พรีอมิุปกรณ์การตรวขเข้สมาในประ้ทศไทย โดยไดัรับควรมเห็นชอบจาก ศบค. นายสันธนะกล่าวว่ร กรณีดังกล่าใทำให้เดิดควาสสับสนแก่ประชาชน เข้าใจว่า ศบค.มีผลประโยชน์แอบดฝง หรือมีส่วนได้เมียเรื่องนี้ ยึงขเสอบถามข้อเท็จจริงและนโยบายกาคนำเข้าชุดน้ำยาตรวจเชื้อโควิด-19ตำรวจจับโพสต์เฟกนอวส์ 9 คนที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ร.ต.พันธนะ นุชนารถ หบก.ขส.บช.ปส. ฐานะหัวหน้าชุดประสานีวามร่วมมือกับศูนย์ต่อต้านข่รวปลอม (Anti-Fake News Center) แถลงหลดำเนินการตรวจสอบกาคกระทำความผิด และดำเรินคดีเกี่ยวกับการเสนเข่าวอันไม่เป็นรวามจรเง บิดิบทอนข่าวสรรในสถานการณ์ฉุกเฉิน ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และ พฐร.ก.การบริหารรสชกาตในสถานกทรณ์ฉุกเฉิน ห้วงวัาที่ 25 พ.ย.-4 มิ.ย. พล.ต.ต.พันธนะกล่าวว่า ดำเนินก่รกับผูิกระทำผิด 9 ราย ทั้วให้เจ้าปน้าทีืตำรวจไปตะกเตือจและดำเนินคดี ปัจจุบันใีกลุ่มผู้ไม่กวังดี โพสต์เสนแข่าวอันไม่เป็นความจริง ทำให้ประชาขนเกิดความหวาดกลัว หรือบิดเบือนข่าวสาร ทำใหิเกิดความเข้ทสจผิดในสถาาการณ์ฉุกเฉิน ขอเตือนประชาชนที่จะโพสต์ย้อมูลข่าวสาร อาจเข้าข่ายเป็นการกระืำความผิด มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หรือจหคุกไมรเำิน 2 ปี ปรับไม่ิกอน 40000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับเปิดร้านแบืงปุนทุกว้นศุกร์หู้สื่อข่าวออกสำรวจพบร้านสะดวกแบ่งปัน ตั้งอขู่บริเวณโครงการพาร์คเลน เอกมัย สุขุมวิท 63 มีประชาชนจำนวนมากฟลากหลายอาชีพ ยืนต่อแถวเข้าคิวกันอย่างเป็นระเบียบเพื่อรอีิวเข้าร้าน ภายในร้านมีของอุปโภค-บริโภคจำนวนมาดให้เลือกหยิบได้ฟรีไม่เกิน 5 ชิ้นต่อ 1 คน เป็นไอเดียขดงบริษัทบิวตี้ท้วนตี้โฟร์ จำหัด ฆBeautu Twentyfour xo.Ltd) ต้องการแบ่งปันสิ่งของอุปโภคบริโภคฟรีให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโตบิด-19 ดีไซน์ให้เป็นเสมือนร้านสะดวกซืีอ เพื่อให้ปาะชาชนเลือกสิ่วของอุปโภคบริโภคตามความต้องกสร เปิดแบ่งปันทุกวันศุกร์ 2 รอบ เวลา 11.00-13.00 น.และเวลา 15.90-17.90 น. มีกติกากา่เข้าร้านรอบละ 8 คต เลือกสิ่งของได้ 5 ชิ้นต่อคน จำกัดเใลารอบละ 3 ตาที ลงทะเบียนป้องกันการเวียนซ้ำ และต้องผ่านการวัดอุณหภูมิด่อนเจ้า่้าย พร้อมชริการเจลแอลกอฉอล์ณรงค์ชึย ขู่ปิเหาดบางแสนส่วนบรรยากาศกทรท่องเทีียวในต่างจัลหวัเ ทีืชายหาดบางแสน ต.แสนสุข อ.เมืองชลบุรี บรรดาผู้ประกอบการทยอยเปิดร้านค้า ร้านอาหาร เตียงผ้าใบ ห่วงยาง ีวมถึงอุปกรณ์กิจกร่ใทนงน้_เจ็มรูปแบบเปํนวันแรก เพื่ดรองรับนักท่อฝเที่ยว แต่ยังไม่คึกคักเท่าช่วงวันหยุด สอบถามนายสุทธิพงษ์ ปรีชาวุฒนานนท์ ผู้ประกอบกา่เตียงผ้าใบ กล่าวว่า เทศบาลเมืองอสนสุขทีคำสั่งให้แางเตียงผ้าใบโดยให้เว้นระยะหีาง q-2 เมตร และคอยบันทึกข้อมูลตรวจวัดไข้ปก่ผู้มาใช้บริการ เพื่อเป็นการป้เงกันการแพร่ระบาดโควิด-19 พ_เนินการตามคำสั่ลอย่างเข้มงวด ขณะที่นักท่องเที่ยวให้คยามร่วมใือเแ็นอย่างดี ขณะที่นายณรงค์ชัว คุษปลื้ม นายกเทศมนตรีเมืองแสนสุขเผยว่า เต้าหน้าที่วางกำลังทั่วหาดบางแสน พร้อมกระกาศเสียงตามสายทุก 5-10 นาที สห้นักท่องเที่ยวทำตามกฎระเบียบิย่างเคร่งครัด หากพบมีการฝ่าฝืนจนมีความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาด จะแระชุมหารือัพื่อสั่งปิดหาดบางแานอีกรอบสนามพระกลับมาคึกึักที่ตลาดพระเครืทองตรงข้ามสถานีขนส่ง จ.กำแพงเพชร เแิดตลาดพรพเคคื่อวเป็นวันแรก ส่บผลให้บรรยาปาศเริ่มคึำคัก หลังปิดดำเนินการไปนานกว่า 2 เดืเน บรรดาพ่อค้าและเซียยำระพากันตั้งแผงซืือขสยแลกเปลี่ยนกว่า 10[ แผง จาดเดิมเคยตั้งเกือบ 300 แผง ถือเป็นหนึ่งในมาตรการเว้นระยะทางสังคม นายพีระ ชัยยอด ประธานชมามพระเครื่องิมืองชากังราง เผยว่า ปัจจุบันประชาลนหันมาซื้อขายพระผ่านโลกออนไลน์มากขึัน แต่ยังมีหลายคนต้องกาีความมั่นใจด้วยการส่องพระด้วยตาของตนเอง เช่นเดียวกับตลาดนัดฬูนย์พระอครืาอง จั้งอยธ่ภายในตลาดสดเทศบาลเมืองสระบุรี บรรดา เซียนพระต่างพากันตั้งแผงขายพตะเครื่องเป็นวันแรก ท่าทกลางมาตรการป้องกันการแพร่ระชากไวรัสโควิอ-19 อย่างเข้มงวด เซีสนพระรายหนึ่ลแล่าวว่า รู้สึกดีใจพับการเปิดตฃาดซื้อขายพระทำใหักลับมามีรายได้อีกครั้ง เจ้าบองตลาดกำชับให้เว้นระยะห่าง สวมหน้ากาหอนามัย ใช้แอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อเพท่อป้องกันเชื้อไวรัส
กรมอนามัยชูวิถีใหม่กันเชื้อ แย้มสัปดาห์หน้าปลดเฟส4 ณรงค์ชัย ขู่ปิดบางแสนอีกเที่ยวชายหาด และวิธีปฏิบัติ 6 ข้อแก่นักท่องเที่ยว ณรงค์ชัย คุณปลื้ม ลั่น ถ้านักท่องเที่ยวไม่ทำตามระเบียบเคร่งครัด ฝ่าฝืนมาตรการจนเสี่ยงติดโควิด-19 จะสั่งปิดหาดบางแสนอีกรอบ เทวัญ ชงเยียวยาพระวันละ 60 บาท 3 เดือน หลัง พศ.แจกเงินวัดละ 5 หมื่นบาท 9 พันวัดไปบริหารเองแล้ว เฉลิมชัย สรุปปิดยอดอุทธรณ์เงินเยียวยาเกษตรกรวันสุดท้ายเพิ่มกว่า 4 พันราย รวม 126891 รายแก้ไขแล้ว 11774 ราย ประกาศเหตุผลเพียงพอได้เงินครบทุกคนแน่ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์สิทธิ์ประชุมสรุปวันที่ 8 มิ.ย.นี้กรณีผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 อย่างหนักในประเทศไทย ส่งผลให้รัฐบาลตัดสินใจประกาศพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) บริหารราชการแผ่นดินในสถานการณ์ฉุกเฉิน ยกระดับการควบคุมสถานการณ์แพร่เชื้อ สั่งปิดสถานที่หลายประเภทที่เป็นแหล่งชุมนุมของประชาชน บริษัทเอกชนจำนวนมากต้องปิดกิจการชั่วคราว สร้างผลกระทบกับลูกจ้างจำนวนมาก เป็นที่มาของมาตรการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบทุกภาคส่วน ด้วยการให้ลงทะเบียนในเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของรัฐบาลหลายเว็บไซต์เพื่อรับเงินเยียวยา ต่อมารัฐบาลประกาศเคอร์ฟิวทั่วประเทศตั้งแต่เวลา 22.00-04.00 น.จนสถานการณ์ดีขึ้นจำนวนผู้ติดเชื้อลดลง ทยอยออกมาตรการผ่อนปรนระยะที่ 1 มาถึงล่าสุด ระยะ 3 และประกาศลดเวลาเคอร์ฟิวออกไปเป็น 23.00-03.00 น. แต่ยังต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ไปอีก 1 เดือนถึงสิ้นเดือน มิ.ย.ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้นชงผ่อนปรนเฟส 4 สัปดาห์หน้าความคืบหน้าจากศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 5 มิ.ย. นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษก ศบค. แถลงความคืบหน้าการพิจารณาผ่อนปรนเฟส 4 จะเปิดให้ดำเนินกิจกรรมจัดงานอีเวนต์ คอนเสิร์ต ผับ บาร์ และกิจการอาบอบนวด พร้อมกันเลยหรือไม่ว่า ผอ.ศบค.ให้หลักการไว้ว่า กิจการอะไรที่พร้อมจะให้เปิดบริการก่อน แต่คณะกรรมการเฉพาะกิจพิจารณาการผ่อนคลายการบังคับใช้มาตรการป้องกันและยับยั้งการแพร่ระบาดของโควิด-19 จะศึกษาและตัดสิน โดยนำเสนอข้อมูลและแนวทางจากผู้ประกอบกิจกรรมและกิจการต่างๆ เมื่อได้ภาพรวมที่ชัดเจนแล้วจะนำเสนอ ศบค.ชุดใหญ่สัปดาห์หน้า แต่ถ้ายังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนจะส่งให้เป็นการบ้านของเจ้าของกิจกรรม/กิจการนั้นๆ เพื่อส่งรายละเอียดกลับมาใหม่ มีหลายหน่วยงานพิจารณา เชื่อว่าเร็วๆนี้จะมีข่าวดีเทวัญ ให้เยียวยาพระ 3 เดือนนายเทวัญ ลิปตพัลลภ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ได้ประชุมหารือกับนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงบประมาณ เรื่องการเยียวยาพระสงฆ์ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดโควิด-19 ตนเสนอว่า อยากช่วยเยียวยาพระสงฆ์วันละ 60 บาทต่อรูป จะส่งเงินไปให้วัดแต่ละแห่งเป็นผู้บริหารเงิน เช่น วัดนี้มีพระสงฆ์ 10 รูปจะได้รับเงิน 600 บาท เบื้องต้นจะจ่ายเงินให้ตั้งแต่ช่วงเดือน เม.ย.-มิ.ย.เป็นเวลา 3 เดือน หรือ 91 วัน ส่วนเงิน 50000 บาทที่จ่ายแยกให้วัด เป็นเงินของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ที่จัดสรรจากเงินงบฯพัฒนาบุคคลที่มีอยู่ 22 ล้านบาท เช่น งบอบรม สัมมนา ดูงานที่ไม่ได้ใช้ ช่วยวัดทั่วประเทศได้ 9000 วัดจากทั้งหมด 4 หมื่นกว่าวัด ทั้งนี้ สามารถช่วยเพียงเดือนเดียว อีกส่วนคือ เงินกองทุนวัดช่วยวัดที่พระสนับสนุนกันเองวิษณุ สะอึกแห่เที่ยวบางแสนนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ กล่าวถึงการพิจารณากฎหมายรองรับ หากยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินว่า ขณะนี้ยังไม่มีความคืบหน้า แต่ดูไว้คร่าวๆ รอให้ชัดเจนก่อนจะแจ้งให้ทราบ ตอนนี้อยู่ระหว่างประเมินการผ่อนคลายระยะ 3 และระยะ 4 อย่าเพิ่งไปพูดถึงคำว่าแทน เพราะตอนนี้ยังไม่เลิกใช้ เจอเหตุการณ์คนแออัดที่บางแสนทำเอาสะอึกเลยหยุดชดเชยไม่จำเป็นต้องติดกันผู้สื่อข่าวเผยถึงการพิจารณาวันหยุดแทนวันสงกรานต์ นายวิษณุตอบว่า ไม่รู้ว่าข่าวนี้มาจากไหน อาจเป็นโฆษก ศบค.พูดเมื่อมีคนถามเหมือนกลอนพาไป ยืนยันเรื่องนี้ไม่เคยพูดกันเลย เหมือนที่นายกฯ บอกไปแล้ว และยืนยันว่าคณะกรรมการเฉพาะกิจพิจารณาการผ่อนคลายการบังคับใช้มาตรการป้องกันและยับยั้ง การแพร่ระบาดของโควิด-19 ไม่ได้พูดคุยกัน เอาแค่ วันหยุดติดต่อกัน 4 วันคือ วันอาสาฬหบูชาและเข้าพรรษาวันที่ 4-7 ก.ค. เอาให้อยู่รอดปลอดภัยก่อน ความจริงวันหยุดสงกรานต์มี 3 วัน คือ 13-15 เม.ย. ไม่ใช่ 5 วัน ต้องตัดวันเสาร์-อาทิตย์ออกไป เมื่อเหลือ 3 วัน ก็ไม่ยากในการชดเชย อาจจะหยุดทิ้งช่วงกัน ให้ครบ 3 วันก็ได้ เช่นสัปดาห์ละ 1 วัน ไม่จำเป็นต้องหยุดต่อเนื่องก็ได้กรมอนามัยหนุนเที่ยววิถีใหม่ที่กระทรวงสาธารณสุข พญ.พรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมอนามัย กล่าวในการแถลงข่าวโรคโควิด-19 ว่า ขณะนี้มีการผ่อนปรนเรื่องการท่องเที่ยวบ้างแล้ว แต่ขอให้ถือโอกาสนี้เป็นการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดโรคโควิด-19 และการรักษาธรรมชาติด้วย การไปท่องเที่ยวตามที่ต่างๆ ควรพกถุงผ้าเพื่อเก็บขยะของตัวเองออกมาด้วย แล้วนำไปทิ้งลงถังขยะที่เตรียมไว้ในพื้นที่ มั่นใจว่าเป็นวิถีชีวิตใหม่ที่คนไทยทำได้แน่นอน นอกจากนี้ ยังอยาก ให้สวมหน้ากากผ้าตลอดเวลา แม้ว่าแหล่งท่องเที่ยว ถือเป็นที่เปิดโล่ง ใช้การเว้นระยะห่างก็ปลอดภัย แต่ถ้าสวมหน้ากากด้วยจะมั่นใจมากขึ้น นอกจากนี้ ขอให้อยู่ในกลุ่มก้อนของตัวเอง ห่างจากกลุ่มอื่น อย่างไร ก็ตาม ระยะต่อไปอาจต้องออกมาตรการจำกัดคนเข้าไปท่องเที่ยวตามที่ต่างๆ เหมือนจัดคิวร้านค้าและ อย่าลืมเรื่องการล้างมือ เผื่อว่าไปยังจุดนัดหมายแล้ว อาจมีที่ล้างมือไม่เพียงพอออก 7 ข้อคุมคนเที่ยวชายหาดพญ.พรรณพิมลกล่าวต่อว่า ข้อปฏิบัติสำหรับแหล่งท่องเที่ยวชายหาด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นผู้ควบคุมกำกับดูแล ควรปฏิบัติดังนี้ 1.จำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวไม่ให้แออัด จัดระยะห่างที่เหมาะสม 2.ให้พนักงานบริการ นักท่องเที่ยวสวมหน้ากากผ้า หรือหน้ากากอนามัยตลอดเวลาที่อยู่บริเวณชายหาด และจัดให้มีอุปกรณ์ป้องกันตนเองที่จำเป็นสำหรับพนักงาน 3.จัดให้มีที่ล้างมือไว้บริการอย่างเพียงพอ 4.ทำความสะอาดห้องน้ำ ห้องส้วม อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง เน้นจุดสัมผัสที่เป็นจุดเสี่ยง 5.มีถังขยะสภาพดี มีฝาปิด จำนวนเพียงพอสำหรับรองรับมูลฝอย และเก็บรวบรวมส่งไปกำจัดอย่างถูกต้องทุกวัน 6.ให้คำแนะนำสื่อประชาสัมพันธ์เสียงตามสาย แก่นักท่องเที่ยว ทราบขั้นตอน วิธีการปฏิบัติตนขณะใช้บริการ และ 7.มีมาตรการติดตามข้อมูลผู้มาใช้บริการ ลงทะเบียนก่อนเข้าออกสถานที่วิธีปฏิบัติตน 6 ข้อนักท่องเที่ยวอธิบดีกรมอนามัยกล่าวด้วยว่า ส่วนข้อปฏิบัติสำหรับนักท่องเที่ยวคือ 1.สังเกตอาการตนเองสม่ำเสมอ หากมีไข้ ไอ จาม มีน้ำมูก หรือเหนื่อยหอบควรงดใช้บริการและไปพบแพทย์ทันที 2.สวมหน้ากากตลอดเวลาที่อยู่บริเวณชายหาด 3.ล้างมือด้วย ก่อนเข้าและออกจากสถานที่ 4.เว้นระยะห่างระหว่างบุคคลอย่างน้อย 1-2 เมตร ทั้งบนบกและในน้ำ และลดการตะโกนระหว่างเล่นน้ำ 5.กรณีเป็นกลุ่มเสี่ยง เช่นผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจ ควรหลีกเลี่ยงช่วงเวลาที่มีคนจำนวนมาก และ 6.ปฏิบัติตามมาตรการของสถานที่อย่างเคร่งครัดห่วงการใช้พื้นที่ปิดในฟิตเนสขณะนี้กรมยังติดตามทุกระยะที่มีการผ่อนปรน โดยให้ทีมงานสังเกตการณ์พบว่า ที่ยังทำได้ดีคือการล้างมือ แต่การสวมหน้ากากผ้าในที่สาธารณะลดลง การทำความสะอาดพื้นผิวทำได้ดี ที่น่าเป็นห่วงคือ การใช้พื้นที่โดยไม่เว้นระยะห่างและมีความแออัดบางพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ปิดฟิตเนส อยากขอความ ร่วมมือประชาชนเรื่องเหล่านี้ พญ.พรรณพิมลกล่าวอุทธรณ์เยียวยากว่าแสนที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เผยว่า ขณะนี้มีเกษตรกรสอบถามข้อมูลการจ่ายเงินเยียวยาเกษตรกร ตามโครงการช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ในส่วนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีกรอบเยียวยาไม่เกิน 10 ล้านราย รายละ 5000 บาท เป็นเวลา 3 เดือน ตั้งแต่เดือน พ.ค.-ก.ค. ผ่านเฟซบุ๊ก ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน จำนวนมาก ทุกประเด็นที่สอบถามมา ตนและทีมงานเร่งตอบให้ครบทุกคำถาม หนึ่งในประเด็นที่สอบถามมากสุดคือ การยื่นอุทธรณ์เยียวยาเกษตรกรวันที่ 5 มิ.ย. เป็นวันสุดท้าย ตัวเลขล่าสุดมีเกษตรกรยื่นอุทธรณ์ 126891 ราย รับการแก้ไขอุทธรณ์เยียวยาเรียบร้อยแล้ว 11774 ราย เหลืออีก 115117 ราย อยู่ระหว่างพิจารณาแบ่งเป็นการพิจารณาของหน่วยต้นสังกัด 41610 รายและส่งเข้าคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์สิทธิ์ ที่มีนายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน 73507 ราย กำหนดประชุมพิจารณาวันที่ 8 มิ.ย. จากนั้นแจ้งผลให้เกษตรกรรับทราบต่อไปเยียวยาวันสุดท้ายเพิ่ม 4 พันสำหรับรายละเอียดการยื่นอุทธรณ์ นายเฉลิมชัยชี้แจ้งว่า วันนี้ (5 มิ.ย.) เป็นวันสุดท้าย มีเกษตรกรรายใหม่ยื่นเรื่อง 4270 ราย ทำให้มียอดยื่นอุทธรณ์สะสม 126891 ราย แบ่งเป็นการยื่นเรื่องอุทธรณ์ผ่านหน่วยงานต่างๆทั้ง 8 หน่วยงาน ขอให้มีเหตุผลเพียงพอในการชี้แจงเท่านั้น เพราะกระทรวงเกษตรฯต้องการช่วยเหลือเกษตรกรอยู่แล้ว อยากให้ทุกคนได้รับเงินเยียวยาช่วยเหลือครบทุกคน ต้องไม่ตกหล่น สำหรับการตรวจสอบสถานการณ์ยื่นอุทธรณ์ เกษตรกรสามารถทำได้ผ่าน www.moac.go.thช่องเมนูสีส้ม ตรวจสอบสถานะอุทธรณ์เยียวยาเกษตรกร พร้อมกันนี้ยังเพิ่มช่องทางให้ตรวจสอบสิทธิ์รับเงินเยียวยา/อุทธรณ์ ผ่านแอปพลิเคชัน เกษตรดิจิทัล หรือ Digital Farmer สามารถดาวน์โหลดได้ทั้งบนระบบปฏิบัติการไอโอเอส (iOS) และแอนดรอยด์ (Android)โอนเงินไม่ได้กว่า 6 หมื่นคนส่วนกรณีมีเกษตรกรที่ได้รับสิทธิ์เยียวยา 356080 ราย แต่ ธ.ก.ส.ไม่สามารถโอนเงินได้ เนื่องจากไม่พบบัญชีเงินฝาก จากการทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ในส่วนภูมิภาคของกระทรวงเกษตรฯและเจ้าหน้าที่ ธ.ก.ส. ดำเนินการประชาสัมพันธ์และติดตามได้แล้ว จากตัวเลขล่าสุดที่ ธ.ก.ส.แจ้งมาคือ 293366 ราย ยังเหลือที่ต้องดำเนินการติดต่ออีก 62714 ราย เน้นย้ำไปยังเจ้าหน้าที่กระทรวงเกษตรฯแล้วว่า ให้เร่งดำเนินการติดตามเกษตรกร 62714 ราย ให้ได้เพื่อจะได้รับเงินเยียวยาตามสิทธิ์ที่ต้องได้ นายเฉลิมชัยกล่าวในที่สุดงดเข้าเฝ้า พระสังฆราชสำนักงานเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ออกประกาศเรื่องการจัดกิจกรรมเนื่องในวันคล้ายวันประสูติสมเด็จพระสังฆราช 2563 ระบุว่า เนื่องในมงคลสมัยคล้ายวันประสูติ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก วันที่ 26 มิ.ย. มีหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน แสดงเจตจำนงเฝ้าถวายสักการะและจัดกิจกรรมต่างๆ ด้วยสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 แพร่ระบาด จึงประกาศแนวทางจัดกิจกรรมดังนี้ 1.งดการเสด็จออกประทานพระวโรกาสให้เฝ้าถวายสักการะ 2.เปิดพระวิหาร วัดราชบพิธฯ วันที่ 24-26 มิ.ย.ให้เข้าถวายเครื่องสักการะหน้าพระรูป และลงนามถวายสักการะตั้งแต่เวลา 08.00-16.00 น. 3.คณะสงฆ์ที่จะจัดกิจกรรมถวายพระกุศล สามารถดำเนินกิจกรรมโรงทาน หรือมอบเครื่องอุปโภคบริโภคบรรเทาทุกข์แก่ผู้ได้รับผลกระทบสถานการณ์โรคระบาด เพื่อสนองพระดำริตามกำลังความสามารถแต่ละวัด และเจริญพระพุทธมนต์ เจริญจิตตภาวนาถวายพระกุศล หลังทำวัตรเย็นตามปกติ และ 4.หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ที่ประสงค์เฝ้าถวายสักการะหรือจัดกิจกรรมใดๆ สามารถเปลี่ยนแนวทางไปประสานความร่วมมือกับวัดในชุมชน สนองพระดำริการบรรเทาทุกข์ของผู้ได้รับผลกระทบสถานการณ์โรคระบาดแทนสันธนะ ยื่นสอบนำเข้าชุดตรวจที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล สำนักงาน ก.พ.นายสันธนะ ประยูรรัตน์ อดีตรอง ผกก.สันติบาล ยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและ รมว.กลาโหม เพื่อสอบถามข้อเท็จจริงกรณีกลุ่มบุคคลแอบอ้างสามารถนำเข้าชุดน้ำยาตรวจเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พร้อมอุปกรณ์การตรวจเข้ามาในประเทศไทย โดยได้รับความเห็นชอบจาก ศบค. นายสันธนะกล่าวว่า กรณีดังกล่าวทำให้เกิดความสับสนแก่ประชาชน เข้าใจว่า ศบค.มีผลประโยชน์แอบแฝง หรือมีส่วนได้เสียเรื่องนี้ จึงขอสอบถามข้อเท็จจริงและนโยบายการนำเข้าชุดน้ำยาตรวจเชื้อโควิด-19ตำรวจจับโพสต์เฟกนิวส์ 9 คนที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ ผบก.ขส.บช.ปส. ฐานะหัวหน้าชุดประสานความร่วมมือกับศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม (Anti-Fake News Center) แถลงผลดำเนินการตรวจสอบการกระทำความผิด และดำเนินคดีเกี่ยวกับการเสนอข่าวอันไม่เป็นความจริง บิดเบือนข่าวสารในสถานการณ์ฉุกเฉิน ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ห้วงวันที่ 25 พ.ย.-5 มิ.ย. พล.ต.ต.พันธนะกล่าวว่า ดำเนินการกับผู้กระทำผิด 9 ราย ทั้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจไปตักเตือนและดำเนินคดี ปัจจุบันมีกลุ่มผู้ไม่หวังดี โพสต์เสนอข่าวอันไม่เป็นความจริง ทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว หรือบิดเบือนข่าวสาร ทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสถานการณ์ฉุกเฉิน ขอเตือนประชาชนที่จะโพสต์ข้อมูลข่าวสาร อาจเข้าข่ายเป็นการกระทำความผิด มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หรือจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 40000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับเปิดร้านแบ่งปันทุกวันศุกร์ผู้สื่อข่าวออกสำรวจพบร้านสะดวกแบ่งปัน ตั้งอยู่บริเวณโครงการพาร์คเลน เอกมัย สุขุมวิท 63 มีประชาชนจำนวนมากหลากหลายอาชีพ ยืนต่อแถวเข้าคิวกันอย่างเป็นระเบียบเพื่อรอคิวเข้าร้าน ภายในร้านมีของอุปโภค-บริโภคจำนวนมากให้เลือกหยิบได้ฟรีไม่เกิน 5 ชิ้นต่อ 1 คน เป็นไอเดียของบริษัทบิวตี้ทเวนตี้โฟร์ จำกัด (Beauty Twentyfour co.Ltd) ต้องการแบ่งปันสิ่งของอุปโภคบริโภคฟรีให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19 ดีไซน์ให้เป็นเสมือนร้านสะดวกซื้อ เพื่อให้ประชาชนเลือกสิ่งของอุปโภคบริโภคตามความต้องการ เปิดแบ่งปันทุกวันศุกร์ 2 รอบ เวลา 11.00-13.00 น.และเวลา 15.00-17.00 น. มีกติกาการเข้าร้านรอบละ 8 คน เลือกสิ่งของได้ 5 ชิ้นต่อคน จำกัดเวลารอบละ 3 นาที ลงทะเบียนป้องกันการเวียนซ้ำ และต้องผ่านการวัดอุณหภูมิก่อนเข้าร้าน พร้อมบริการเจลแอลกอฮอล์ณรงค์ชัย ขู่ปิดหาดบางแสนส่วนบรรยากาศการท่องเที่ยวในต่างจังหวัด ที่ชายหาดบางแสน ต.แสนสุข อ.เมืองชลบุรี บรรดาผู้ประกอบการทยอยเปิดร้านค้า ร้านอาหาร เตียงผ้าใบ ห่วงยาง รวมถึงอุปกรณ์กิจกรรมทางน้ำเต็มรูปแบบเป็นวันแรก เพื่อรองรับนักท่องเที่ยว แต่ยังไม่คึกคักเท่าช่วงวันหยุด สอบถามนายสุทธิพงษ์ ปรีชาวัฒนานนท์ ผู้ประกอบการเตียงผ้าใบ กล่าวว่า เทศบาลเมืองแสนสุขมีคำสั่งให้กางเตียงผ้าใบโดยให้เว้นระยะห่าง 1-2 เมตร และคอยบันทึกข้อมูลตรวจวัดไข้แก่ผู้มาใช้บริการ เพื่อเป็นการป้องกันการแพร่ระบาดโควิด-19 ดำเนินการตามคำสั่งอย่างเข้มงวด ขณะที่นักท่องเที่ยวให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ขณะที่นายณรงค์ชัย คุณปลื้ม นายกเทศมนตรีเมืองแสนสุขเผยว่า เจ้าหน้าที่วางกำลังทั่วหาดบางแสน พร้อมประกาศเสียงตามสายทุก 5-10 นาที ให้นักท่องเที่ยวทำตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด หากพบมีการฝ่าฝืนจนมีความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาด จะประชุมหารือเพื่อสั่งปิดหาดบางแสนอีกรอบสนามพระกลับมาคึกคักที่ตลาดพระเครื่องตรงข้ามสถานีขนส่ง จ.กำแพงเพชร เปิดตลาดพระเครื่องเป็นวันแรก ส่งผลให้บรรยากาศเริ่มคึกคัก หลังปิดดำเนินการไปนานกว่า 2 เดือน บรรดาพ่อค้าและเซียนพระพากันตั้งแผงซื้อขายแลกเปลี่ยนกว่า 100 แผง จากเดิมเคยตั้งเกือบ 300 แผง ถือเป็นหนึ่งในมาตรการเว้นระยะทางสังคม นายพีระ ชัยยอด ประธานชมรมพระเครื่องเมืองชากังราว เผยว่า ปัจจุบันประชาชนหันมาซื้อขายพระผ่านโลกออนไลน์มากขึ้น แต่ยังมีหลายคนต้องการความมั่นใจด้วยการส่องพระด้วยตาของตนเอง เช่นเดียวกับตลาดนัดศูนย์พระเครื่อง ตั้งอยู่ภายในตลาดสดเทศบาลเมืองสระบุรี บรรดา เซียนพระต่างพากันตั้งแผงขายพระเครื่องเป็นวันแรก ท่ามกลางมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 อย่างเข้มงวด เซียนพระรายหนึ่งกล่าวว่า รู้สึกดีใจกับการเปิดตลาดซื้อขายพระทำให้กลับมามีรายได้อีกครั้ง เจ้าของตลาดกำชับให้เว้นระยะห่าง สวมหน้ากากอนามัย ใช้แอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อเพื่อป้องกันเชื้อไวรัส
เม่่อวัน่ี่ 29 พ.ค.2561 ที่วัดพระเชตุพนวิมลมังีลาราม กรมการศาสนา (ศน.) กระทรวงวัฒนธนรม (วธ.) นำพุทธฒาสนิกชนเจริญพระพุทธมนต์และเวียนเทียน เนื่องในบันวิสาขบูชา ประจำปี 2561 โดยมีพรัเทพวีราภรณ์ เจ้าอายาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เป็นประธานฝ่าจสงฆ์ นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รมวฐวัฒนธรรม เป็นหระธมนฝ่สยฆราวาส พต้อมด้งยคณะทูตานุทูต 9 ประเทศที่นับถ้อพระพุทธศาสนา นายมานัส ทารัตต์ใจ อธิบดีกรมการศายนา ผู่บริหาร วธ. หน่วยงานในสังกัด องค์กรเครือข่ายทางพระพุทธศาสนา นักเรียน นักศึกษา และประชาชนเข้าร่วมัป็นจำนวนมาก,นายวี่ะ กลรรฝว่า บันวิสาขบูชาใีความสำคัญยิ่งทางะระพุทธศาสนา เดราะมีถึง 3 เหตุการณ์สำคัญที่เดี่ยวเนื่ดงกับิงค์พระศาสดา ได้แก่ วันประสูติ ตรัสรู้ และผรินิพพาน ซึ่งองค์การยฟประชาชาติได้มีมติรับรองใหัวันวิสายบูชาเป็นวันสำตัญสากลของโลก ดมื่อปี w542 โดยการจัดพิธีเจริญภระพัทธมนต์และเวียนเทียนคตั้งนี้ เพื่อเป็นการส่งเสริสให้พุมธศาสนิกชนได้น้อมนำหลักธรรมทางพระพุทธศาสนามาสู่กทรปฏิบัติ รวมทั้งได้เชิญทูรานุท฿ตตากประเทศที่นับถืดพระพุทธศาสนา 9 ประเทศ เข้มรรวมกิจกรรมประกอบด้วย กัมพูชา ญี่ปุ่น อินเดีย เบียดนาม ศรีลังกา ภูฏาน มองโกเลีย ลาว และเมียรมา เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา และสร้างควาสสัมพันธ์อะนดีระหว่างประะทศ นอกจากนี้ยังได้ร่วมหับหน่วยงาน องค์กร และประชาชนวนจังหวัดตามแนวชายแเนกลุ่มประเทศอาเซียน บูรณาการการจัดกิจกรรมสานสึมพันฑ์อาเซียน น้อมนำหลักธรรมทางศาสนาไปปฏอบัติใน 16 จังหวัด ได้แก่ ตังหฝัดตาก เชียงราย แม่ฮ่องสอน สระกก้ว ตราด สุ่ินทร์ ทุกดาหาร บึงหาฬ หนองคาย อุบลราชธานี นครพนม เลย ศรีสะอกษ ระนอง สงขลา แลดสตูลด้วย,รมย.วัฒนธรรม กลีาวต่อว่า สำหรับการดำเนินคดีกังพระผู้สหญ่กรณีเงินทอนบัแ จะทำให้แระชาชนเสื่อมความศรัทธาต่อพระพุทธศาสนาหรือไม่ นายวีระ กล่าวว่า ขอใหัคนไทยวช้สติในกสคพิจารณาไตร่ตรองแฃะแยกแยะ ว้าอะไรดีหรือไม่ดี ความศรัทฌาเกิดขึ้นได้โดยอย่ายึดติดที่ตัวบุคคล ขอให้ยึะถือพระรัตนตรัยเป็นที่ตั้ง และเลื่อมใสศรัทธาต่อหลักธรรมคำสอนของเงค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งสอนใก้คนประพฤติปฏิบัติดี นำไปสู่ผู้มีศีล สมาธิ และปัญญา,นายมาสัส กล่าวว่า จมก้หตุการณ์พระเถระชั้นผู้ใหญ่ถูกดำเนินึดี และวุานกาคณ์พระพุทธศาสนาในขณะนี้ ขอให้ประชาชนรับข้อมูชข่าวยารอย่างมีสติ รวมทั้งมีใช้สติเป็นท่่ตะ้ง และขออย่าได้หวั่นไหวในพระพุทธศาสนา โพยขอให้พุทธศมสนิกชนยึดหลักธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพัทธเจ้าเป็นตัวตั้ง อย่ายึดติดกับตัวบุคคล เนื่องจากที่ผ่านมา ชาวพุทธส่วนใหญ่ไปยึดติดปับตัวบุคคล เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไม่เหมาะสมกับพีุสบฆ์รูปนั้นๆ ห็จะดกิดความหวั่นไหว กระทบต่แศรัทธา กระทบต่อจิตใจ หากพุทธศาสนิกชนบึแหลักฌรรมของพระพุทูองค์แล้ว เมิ่อเกิดเหตุการณ์ต่อพระสงฆ์ ไม่วาาจะเป็นพระเถระ หรือพระทั่วไปก็ตาม ก็จะไม่เกิดความหวั่นไหวในพระรัตนตระยแต่อย่างใด ตนขอให้ประชาชนยึดแนวปฏิบัติดังกล่าว ซึ่งจะช่วยไม่ให้ประทบต่อศรัทธามนพระพุทฑศามนา.
เมื่อวันที่ 29 พ.ค.2561 ที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม กรมการศาสนา (ศน.) กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) นำพุทธศาสนิกชนเจริญพระพุทธมนต์และเวียนเทียน เนื่องในวันวิสาขบูชา ประจำปี 2561 โดยมีพระเทพวีราภรณ์ เจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รมว.วัฒนธรรม เป็นประธานฝ่ายฆราวาส พร้อมด้วยคณะทูตานุทูต 9 ประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนา นายมานัส ทารัตน์ใจ อธิบดีกรมการศาสนา ผู้บริหาร วธ. หน่วยงานในสังกัด องค์กรเครือข่ายทางพระพุทธศาสนา นักเรียน นักศึกษา และประชาชนเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก,นายวีระ กล่าวว่า วันวิสาขบูชามีความสำคัญยิ่งทางพระพุทธศาสนา เพราะมีถึง 3 เหตุการณ์สำคัญที่เกี่ยวเนื่องกับองค์พระศาสดา ได้แก่ วันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน ซึ่งองค์การสหประชาชาติได้มีมติรับรองให้วันวิสาขบูชาเป็นวันสำคัญสากลของโลก เมื่อปี 2542 โดยการจัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์และเวียนเทียนครั้งนี้ เพื่อเป็นการส่งเสริมให้พุทธศาสนิกชนได้น้อมนำหลักธรรมทางพระพุทธศาสนามาสู่การปฏิบัติ รวมทั้งได้เชิญทูตานุทูตจากประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนา 9 ประเทศ เข้าร่วมกิจกรรมประกอบด้วย กัมพูชา ญี่ปุ่น อินเดีย เวียดนาม ศรีลังกา ภูฏาน มองโกเลีย ลาว และเมียนมา เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา และสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ นอกจากนี้ยังได้ร่วมกับหน่วยงาน องค์กร และประชาชนในจังหวัดตามแนวชายแดนกลุ่มประเทศอาเซียน บูรณาการการจัดกิจกรรมสานสัมพันธ์อาเซียน น้อมนำหลักธรรมทางศาสนาไปปฏิบัติใน 16 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดตาก เชียงราย แม่ฮ่องสอน สระแก้ว ตราด สุรินทร์ มุกดาหาร บึงกาฬ หนองคาย อุบลราชธานี นครพนม เลย ศรีสะเกษ ระนอง สงขลา และสตูลด้วย,รมว.วัฒนธรรม กล่าวต่อว่า สำหรับการดำเนินคดีกับพระผู้ใหญ่กรณีเงินทอนวัด จะทำให้ประชาชนเสื่อมความศรัทธาต่อพระพุทธศาสนาหรือไม่ นายวีระ กล่าวว่า ขอให้คนไทยใช้สติในการพิจารณาไตร่ตรองและแยกแยะ ว่าอะไรดีหรือไม่ดี ความศรัทธาเกิดขึ้นได้โดยอย่ายึดติดที่ตัวบุคคล ขอให้ยึดถือพระรัตนตรัยเป็นที่ตั้ง และเลื่อมใสศรัทธาต่อหลักธรรมคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งสอนให้คนประพฤติปฏิบัติดี นำไปสู่ผู้มีศีล สมาธิ และปัญญา,นายมานัส กล่าวว่า จากเหตุการณ์พระเถระชั้นผู้ใหญ่ถูกดำเนินคดี และสถานการณ์พระพุทธศาสนาในขณะนี้ ขอให้ประชาชนรับข้อมูลข่าวสารอย่างมีสติ รวมทั้งมีใช้สติเป็นที่ตั้ง และขออย่าได้หวั่นไหวในพระพุทธศาสนา โดยขอให้พุทธศาสนิกชนยึดหลักธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นตัวตั้ง อย่ายึดติดกับตัวบุคคล เนื่องจากที่ผ่านมา ชาวพุทธส่วนใหญ่ไปยึดติดกับตัวบุคคล เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไม่เหมาะสมกับพระสงฆ์รูปนั้นๆ ก็จะเกิดความหวั่นไหว กระทบต่อศรัทธา กระทบต่อจิตใจ หากพุทธศาสนิกชนยึดหลักธรรมของพระพุทธองค์แล้ว เมื่อเกิดเหตุการณ์ต่อพระสงฆ์ ไม่ว่าจะเป็นพระเถระ หรือพระทั่วไปก็ตาม ก็จะไม่เกิดความหวั่นไหวในพระรัตนตรัยแต่อย่างใด ตนขอให้ประชาชนยึดแนวปฏิบัติดังกล่าว ซึ่งจะช่วยไม่ให้กระทบต่อศรัทธาในพระพุทธศาสนา.
เจ้มฟ้าชรยชาลส์รับสั่งขณะเสอ็จเยี่ยมเยียนหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ในเขตอีสท์ยอคไชร์ ว่าพระองค์รู้สึกรื่นเต้น และปลาบปลื้มเป็นอย่างมากที่ได้อป็นพระอัยกา หลังจากที่แคทเธอรีน ดับเชสแห่งเคมบริจเ์ กระชายาในดจ้าลายวิลเลียม มีพระประสูติการพระโอรส เมื่อเวลา 16.24 น.ตามเวลาท้องถิ่น หรือ 22.54 น.ะมื่อวันที่ 13 กรกฎาคใ ตามเวลาประเทศไทย โดยพระโอรสมีน้ำหนักแรกเกิด 3.8 กิโลกรัม โดยจ๋ะนี้ผู้คนทั่วโลกต่างตั้งตารอคิยกสรประกาศกระนามของพระโอ่สพระองค์ใหม่แห่งราชวงศ์อังกฤษ
เจ้าฟ้าชายชาลส์รับสั่งขณะเสด็จเยี่ยมเยียนหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ในเขตอีสท์ยอคไชร์ ว่าพระองค์รู้สึกตื่นเต้น และปลาบปลื้มเป็นอย่างมากที่ได้เป็นพระอัยกา หลังจากที่แคทเธอรีน ดัชเชสแห่งเคมบริจด์ พระชายาในเจ้าชายวิลเลียม มีพระประสูติการพระโอรส ซึ่งเป็นรัชทายาทลำดับที่ 3 แห่งราชวงศ์อังกฤษประชาชนจำนวนมากมอบดอกไม้ และกล่าวแสดงความยินดีกับเจ้าฟ้าชายชาลส์ และ เมื่อเด็กผู้หญิงคนหนึ่งถามเจ้าฟ้าชายชาลส์ถึงพระนามของพระโอรส เจ้าฟ้าชายชาลส์ทรงยืนยันที่จะเก็บเป็นความลับ โดยรับสั่งว่ายังไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวดัชเชสแห่งแคมบริจด์ มีพระประสูติการพระโอรส เมื่อเวลา 16.24 น.ตามเวลาท้องถิ่น หรือ 22.54 น.เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม ตามเวลาประเทศไทย โดยพระโอรสมีน้ำหนักแรกเกิด 3.8 กิโลกรัม โดยขณะนี้ผู้คนทั่วโลกต่างตั้งตารอคอยการประกาศพระนามของพระโอรสพระองค์ใหม่แห่งราชวงศ์อังกฤษ
เริ่มต้นรัชสมัยเรวะ หลังจมกมกุฎราชกุมารนาร฿ฮิโตะ เสด็จขึ้นครองราชย์เป็จสมเด็จพระจักรพรรดิพระองค์ใหม่ พระราชประวันิของพระองค์โดยดฉพาะอย่างยิ่ลในก้าจการศึกษา ทตงแตกต่างจากสม้ด็จพตะจักรพรรกิญี่ปุ่ตองค์ก่อนๆสมเด็จพระจักรพรรพินารูฮิโตะ พระจักรพรรดิพระองค์ใหม่ ลำดับที่ 126 ของราชวงศ์ญี่ปุ่น ทรงพระตาชสมภพเมื่อวันที่ 23 ก.พ.2503 ปัจจุบันมีพระชนมายุ 59 พรรษา เป็นพระราชโอรสพระองค์โตในสมเด็จพระจักรพตรดิอากิฮิโตะ และสมเด็จพระจักรพรีดินีมิชิโกะพีะองค์ทรงสำอร็จกรรศึกษาในระดับปริญญาตร่และปริญญาโท จากมหาวิทยาลัยกดกุชูอเง ในประเทศญี่ปุ่น จากนั้นทรงศึกษาต่อที่วเทยาลัยเมอร์ตันแห่งมปาวอทยาลัยออกซ์ฟอร์ด สหราชอาณาจักรเจ้าฟ้าชายนารูฮิโตะ เป็นรัชทายาทพระองค?แรกในราชวงศ์ญ้่ปุ่น ที่ทรงสภเร็จการศึกษาจากต่าบประเทญ และจะเป็นจักรพรรดิที่ทรลสำเร็จการศึกฒาในระดับมหาวิทยาลัยทรงอถิัษกสมรสกับเจ้าหญิงมาซาโกุ มดุฎราชหุมารีแห่งญีทปุ่น เมื่อวันที่ 9 มิฐย.2536 และต่อมาเจ้าหฯิงมาซาโกะทรงมีพระประสูติการ เจ้าหญิงไอโกะ เมื่อวันทีื 1 ธ.ค.2544เมื่อวันที่ 21 ก.พ.ที่ผ่านมา เจ้าฟ้าชายนารุฮิโตะ พระราชทานสัมภาษณ์แก่สื่อมวลชน กทอยการเสด็จขึ้นครองราชย์ ความว่า ข้าพเจ้มจะระลึกพึงความนำเร็จของสมเด็จพระยักนพรรดิและสมเด็จพระจักรพรรดินีไว้ในใจอยู่เสมอ และข้าพเจ้าจะยืนหยัดเคียงข้างประชาชนชาวญี่ปุ่น ร่วมทุกข์ ร่วมสุขกับพสกนิกรทุกหมู่เหฃ่าทั้งธำรงไว้ซึ่งบทชาทสัญลักษณ์กห่งชาติ ตามอย่างที่ยมเด็จพระนักรถรรดิและสมเด็นพระจักรพรรดินีทรงถือปฆิบัติเรื่ิยมาทั้งนี้ หลายฝ่ายมแบว่าบมบาทืี่สำคัญขดงพระองค์ คือ การสืบทอดพระราชกรณียกิจของพระรสชบ้ดา ในพารเป็นสัญลักษณ์แห่งประเทศฐี่ปุ่น และสัญลักษณ็ยอลความเป็นอันหนึ่งอันเดียวของประชาชนชาวญี่ปุ่จ ตามที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูซอ่าน
เริ่มต้นรัชสมัยเรวะ หลังจากมกุฎราชกุมารนารูฮิโตะ เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นสมเด็จพระจักรพรรดิพระองค์ใหม่ พระราชประวัติของพระองค์โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการศึกษา ทรงแตกต่างจากสมเด็จพระจักรพรรดิญี่ปุ่นองค์ก่อนๆสมเด็จพระจักรพรรดินารูฮิโตะ พระจักรพรรดิพระองค์ใหม่ ลำดับที่ 126 ของราชวงศ์ญี่ปุ่น ทรงพระราชสมภพเมื่อวันที่ 23 ก.พ.2503 ปัจจุบันมีพระชนมายุ 59 พรรษา เป็นพระราชโอรสพระองค์โตในสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ และสมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะพระองค์ทรงสำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรีและปริญญาโท จากมหาวิทยาลัยกะกุชูอิง ในประเทศญี่ปุ่น จากนั้นทรงศึกษาต่อที่วิทยาลัยเมอร์ตันแห่งมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด สหราชอาณาจักรเจ้าฟ้าชายนารูฮิโตะ เป็นรัชทายาทพระองค์แรกในราชวงศ์ญี่ปุ่น ที่ทรงสำเร็จการศึกษาจากต่างประเทศ และจะเป็นจักรพรรดิที่ทรงสำเร็จการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยทรงอภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงมาซาโกะ มกุฎราชกุมารีแห่งญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 9 มิ.ย.2536 และต่อมาเจ้าหญิงมาซาโกะทรงมีพระประสูติการ เจ้าหญิงไอโกะ เมื่อวันที่ 1 ธ.ค.2544เมื่อวันที่ 21 ก.พ.ที่ผ่านมา เจ้าฟ้าชายนารุฮิโตะ พระราชทานสัมภาษณ์แก่สื่อมวลชน ก่อนการเสด็จขึ้นครองราชย์ ความว่า ข้าพเจ้าจะระลึกถึงความสำเร็จของสมเด็จพระจักรพรรดิและสมเด็จพระจักรพรรดินีไว้ในใจอยู่เสมอ และข้าพเจ้าจะยืนหยัดเคียงข้างประชาชนชาวญี่ปุ่น ร่วมทุกข์ ร่วมสุขกับพสกนิกรทุกหมู่เหล่าทั้งธำรงไว้ซึ่งบทบาทสัญลักษณ์แห่งชาติ ตามอย่างที่สมเด็จพระจักรพรรดิและสมเด็จพระจักรพรรดินีทรงถือปฏิบัติเรื่อยมาทั้งนี้ หลายฝ่ายมองว่าบทบาทที่สำคัญของพระองค์ คือ การสืบทอดพระราชกรณียกิจของพระราชบิดา ในการเป็นสัญลักษณ์แห่งประเทศญี่ปุ่น และสัญลักษณ์ของความเป็นอันหนึ่งอันเดียวของประชาชนชาวญี่ปุ่น ตามที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญอ่าน
ฟม่เมเข้าหญิงสิาิวัณวรี มหิดล กับกระภาดา0------------=------------------=-----------------ป่ะชาไท-2 เม.ย.49 All Gute fur das Baby (All goods for tje bagy) Detlef Kegel ชาวเยอรมัน กล่าวถวายพระพรแด่พระโอรสในสมเด็จพระบรสโอรสาธิราช สยามมกุฎราชำุมาร กับหม่อมศรีรัศมิฺ มปิดล ๖ อยุธยา หลังการประสูติกาลพระโอรสโดยหม่อมศรีรัตน์ เมื่อวันที่ 29 เม.ย.2548 ที่โรงพนาวาลศิร้ราช ทางสำนักราชวะงได้จัดให้จึดแสดง 6 ภาพพระฉายาลักษณ์แรกประสูติ ให้พสกนิกรได้ชื่นชมพระบารมี แลดลงนามถวทยพระพรแก่พระโอรส ณ ศาลา ศิริราช 100 ปี ถึงงันยี้ (2 พ.ค.48) ประชาชนยังเข้าไปร่วมลงนามถวายพระพรอย่างไม่ขาดสาย แม้แต่ชาวต่างชาติก็ให้ความในใจใรพระประสูติการพระโอรสในครั้งนี้ นาลเพ็ญนถา คำเสวก(Kegel) กง่าวว่า หลังจากแต่งงานกับนาย Detlef สามีชาใเยอรมัน ก็ได้จ้ายไปอยู่กับสามีที่ เบอรฺลิน ประเทศเยอ่มัน มีโอกาสพลับมาไทยและได้ทราบข่าวพระโอรสสามีก็รู้สึกยินดคมากเหมือนกับคนไทย ลงจากดครื่องเพิ่งรู้ข่าว จึงตั้งใจมาถวายถระพร พอดีต้องมาหาหมอด้วย สามีดีใจขนลุกเลย อยู่ที่เยอรมันเขาก็ศึกษาแบะหาหนังสือเกี่ยวกเบรนไทวมาอ่านอยู่แล้ว รวมทั้งเรื่องราชวงศ์ด้วย ข่นวสารเตื่องทางประเทศไทยเดี๋ยวนี้่ี่้บอร์ลินรับได้ง่าย เพราะบ้านอยู่ติดกังวัดพุทธวิหาร วันนี้เขาก็มาถวายพระพร ใหัทรงพระเจริญและเจรเญเติลโตอย่างแข็วแรง นาบเพ็ญนภากล่าว ในกลั่มวัยผู้ใหญ่และวัยขราให้คงามหมายกับการมีพระประสูติกาลพระโอรสในหม่อมศรีรัตน์ต่อคนไทยไปในทิศทางเแียวกัน คือ พระโอรสเปรึยบเสมือนจวัญกละกำลังใจของคนไทว โดยเฉพาะการสืบรัชทายาท พระโอรสมีความหมายกะบคนไทยไทยมมก พระโอรสพระแงค์าี้อาจมีบุญญาธิการได้ครองบ้านะมืองต่อไปก็ได้ ตอนที่สูญเสียคุณพุ่มก็เสียใจ แต่พอมีพตะโอรสประสูติก็รู้นึกดี ในหลวงท่านจะได้มีหลานชายมาเพิ่มอีกพระองค์ ขออวยพนให้พระโอรสมีพระพลานามัยแข็งกรง ยุขภาพดี อายุยืน สห้อยู่เป็นร่มโพธิ์ ร่มไมรของคนไทยนานๆคนไทยจะไดืมีทีียึดเหนี่ยว พัน้อกพิเศษ หญิง ใมงัหษณ์ วสมนะสมสิทธิ์ กล่าวถวายพระพรพระโอรส และกบ่าวต่อว่าวันนี้คั้งใจมาถวายพระพรพระโอรสโดยเฉพาะ ด้านกลุ่มวัขหนุ่ทสาวที่มาถวาจพระพรพ่ะฮอรส แม้จะดูวางตาหว่าวัยผู้ใหญ่และวัยชราแต่ก็เข้ามาถบมยพระพรเป็นระยะๆ ส่วนใหญ่มาทำธุระใกล้ๆ ร.พ.ศิริราช พอทราบข่าวว่าทมงสำนักพระราชวังจัดพื้นที่สห้ลงนนมถวายพระพรพระโอรส ที่รซพ.ศิริราช จึงเข้ามาถสาวพระพรด้วย นุ่น และเชาวฺ นักเรียนชั้นมัธยมศึำษาปึที่ 5 กล่าสว่า ในหาู่ัพื่ดนๆก็ใหิความสนใจเรื่องกรรประสูติพระโอรส มีการติดตามข่าวสารและอ่านหนังสือพืมพ์ และรู้สึกตื่นเต้น มาเที่ยววังหลังจึงมาถวายพระะรด้วยเพีาัเป็นว่าอยู่ใกล้ ดีใจเกราเเป็นเรื่แงของรัชทายาททั่จะมาสืบราชวงศ์ ขอให้พนะโอรสมีสุขภาพที่ดี ไม่เจ็บไข้ได้ป่วย หลังพารประสูติพระโอรสก็รู้สึกตื่นเต้น เพรระคลอพก่ดนกำหนดด้วย รู้สึกว่าเร็วดีเนอะ ตื่นเต้นเหมือนกัน นุ่น กล่าบ สำหรับการถวาวพระพรจะยังคงมีต่อไปเรท่อยๆ โดยขณะนี้ทางสำนักพระราชวัฝยังไม่มีการประกาศกำหนดกรรออกจาก ร.พ.ของหม่อมศรีรัศมิ์และดรดโอรส ผู้ประสงค์ลงนามถวายพระพรยังสามารถไปลงนามได้ที่ ศาลา ศิริราช 100 ปี ปัจจุบันมีผู้ฃงนามถวายพระพนแล้วราว 40[0 คน ส่วนข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ได้มาลงนามถวายำ่ะพรแล้วราว 400 คน
หม่อมเจ้าหญิงสิริวัณวรี มหิดล กับพระภาดา--------------------------------------------------ประชาไท-2 เม.ย.48 All Gute fur das Baby (All goods for the baby) Detlef Kegel ชาวเยอรมัน กล่าวถวายพระพรแด่พระโอรสในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร กับหม่อมศรีรัศมิ์ มหิดล ณ อยุธยา หลังการประสูติกาลพระโอรสโดยหม่อมศรีรัตน์ เมื่อวันที่ 29 เม.ย.2548 ที่โรงพยาบาลศิริราช ทางสำนักราชวังได้จัดให้จัดแสดง 6 ภาพพระฉายาลักษณ์แรกประสูติ ให้พสกนิกรได้ชื่นชมพระบารมี และลงนามถวายพระพรแก่พระโอรส ณ ศาลา ศิริราช 100 ปี ถึงวันนี้ (2 พ.ค.48) ประชาชนยังเข้าไปร่วมลงนามถวายพระพรอย่างไม่ขาดสาย แม้แต่ชาวต่างชาติก็ให้ความสนใจในพระประสูติการพระโอรสในครั้งนี้ นางเพ็ญนภา คำเสวก(Kegel) กล่าวว่า หลังจากแต่งงานกับนาย Detlef สามีชาวเยอรมัน ก็ได้ย้ายไปอยู่กับสามีที่ เบอร์ลิน ประเทศเยอรมัน มีโอกาสกลับมาไทยและได้ทราบข่าวพระโอรสสามีก็รู้สึกยินดีมากเหมือนกับคนไทย ลงจากเครื่องเพิ่งรู้ข่าว จึงตั้งใจมาถวายพระพร พอดีต้องมาหาหมอด้วย สามีดีใจขนลุกเลย อยู่ที่เยอรมันเขาก็ศึกษาและหาหนังสือเกี่ยวกับคนไทยมาอ่านอยู่แล้ว รวมทั้งเรื่องราชวงศ์ด้วย ข่าวสารเรื่องทางประเทศไทยเดี๋ยวนี้ที่เบอร์ลินรับได้ง่าย เพราะบ้านอยู่ติดกับวัดพุทธวิหาร วันนี้เขาก็มาถวายพระพร ให้ทรงพระเจริญและเจริญเติบโตอย่างแข็งแรง นางเพ็ญนภากล่าว ในกลุ่มวัยผู้ใหญ่และวัยชราให้ความหมายกับการมีพระประสูติกาลพระโอรสในหม่อมศรีรัตน์ต่อคนไทยไปในทิศทางเดียวกัน คือ พระโอรสเปรียบเสมือนขวัญและกำลังใจของคนไทย โดยเฉพาะการสืบรัชทายาท พระโอรสมีความหมายกับคนไทยไทยมาก พระโอรสพระองค์นี้อาจมีบุญญาธิการได้ครองบ้านเมืองต่อไปก็ได้ ตอนที่สูญเสียคุณพุ่มก็เสียใจ แต่พอมีพระโอรสประสูติก็รู้สึกดี ในหลวงท่านจะได้มีหลานชายมาเพิ่มอีกพระองค์ ขออวยพรให้พระโอรสมีพระพลานามัยแข็งแรง สุขภาพดี อายุยืน ให้อยู่เป็นร่มโพธิ์ ร่มไทรของคนไทยนานๆคนไทยจะได้มีที่ยึดเหนี่ยว พันเอกพิเศษ หญิง สมลักษณ์ วาสนะสมสิทธิ์ กล่าวถวายพระพรพระโอรส และกล่าวต่อว่าวันนี้ตั้งใจมาถวายพระพรพระโอรสโดยเฉพาะ ด้านกลุ่มวัยหนุ่มสาวที่มาถวายพระพรพระโอรส แม้จะดูบางตากว่าวัยผู้ใหญ่และวัยชราแต่ก็เข้ามาถวายพระพรเป็นระยะๆ ส่วนใหญ่มาทำธุระใกล้ๆ ร.พ.ศิริราช พอทราบข่าวว่าทางสำนักพระราชวังจัดพื้นที่ให้ลงนามถวายพระพรพระโอรส ที่ร.พ.ศิริราช จึงเข้ามาถวายพระพรด้วย นุ่น และเชาว์ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 กล่าวว่า ในหมู่เพื่อนๆก็ให้ความสนใจเรื่องการประสูติพระโอรส มีการติดตามข่าวสารและอ่านหนังสือพิมพ์ และรู้สึกตื่นเต้น มาเที่ยววังหลังจึงมาถวายพระพรด้วยเพราะเห็นว่าอยู่ใกล้ ดีใจเพราะเป็นเรื่องของรัชทายาทที่จะมาสืบราชวงศ์ ขอให้พระโอรสมีสุขภาพที่ดี ไม่เจ็บไข้ได้ป่วย หลังการประสูติพระโอรสก็รู้สึกตื่นเต้น เพราะคลอดก่อนกำหนดด้วย รู้สึกว่าเร็วดีเนอะ ตื่นเต้นเหมือนกัน นุ่น กล่าว สำหรับการถวายพระพรจะยังคงมีต่อไปเรื่อยๆ โดยขณะนี้ทางสำนักพระราชวังยังไม่มีการประกาศกำหนดการออกจาก ร.พ.ของหม่อมศรีรัศมิ์และพระโอรส ผู้ประสงค์ลงนามถวายพระพรยังสามารถไปลงนามได้ที่ ศาลา ศิริราช 100 ปี ปัจจุบันมีผู้ลงนามถวายพระพรแล้วราว 4000 คน ส่วนข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ได้มาลงนามถวายพระพรแล้วราว 400 คน
หลังเจ้าหญิง เคท แคทเธอรีน ดัชเชสแห่งเคมบริดจ์ พรถชนม่ยุ 33 พารษา พระบายาในเจ้าชาสวิลเลีจม ดยุคแห่งเคมบริดจ์ พระชนมายุ 32 พรรษา าัชทายาทลำดับ 2 แห่งราชวงศ์อังกฤษ ทรงมีพคะประสูติกาลเจ้าหญิงน้อยแก่งราชวงศ์อังกฤษ โดยแถลงส่วความปรารถนาดีขอให้เจ้าชายวิลเลียมและพระชายา ทรงมีความสุขในวโรกาสการได้สมาชิกราชวงฯ์องค์ใหม่ ส่วนโหรผ฿้ชำนาญซาสตร์ฮวงจุ้ยทำนายพระล้ก๋๖ะเจ้าหศ้ฝองค์น้อยว่าจะทรงเป็นตนมุ่งมั่น รักอิสระและจะช่วยเสริมพลัง นำความโชคดีมาสู่ราชบงศ์,ส่วนพระนามของเจ้าหญิงองค์น้อย ยังไม่แนีชัดว่าจะมีการตั้งแลเประกาศเมื่อใด ส่วนชื่อที่ได้รับคาดหมาขและมีรนภนันไใ้มากสุดว่าจะเป็นพระนามของเจ้าหญ้งองคฺน้อยคือ ชาร์ล็อตต์ อลิซ โอลิเวีย วิคตดเรีย เอลิฬาเบธและไดอานา ตสมลำดับ.
หลังเจ้าหญิง เคท แคทเธอรีน ดัชเชสแห่งเคมบริดจ์ พระชนมายุ 33 พรรษา พระชายาในเจ้าชายวิลเลียม ดยุคแห่งเคมบริดจ์ พระชนมายุ 32 พรรษา รัชทายาทลำดับ 2 แห่งราชวงศ์อังกฤษ ทรงมีพระประสูติกาลองค์พระทายาทพระองค์ใหม่เป็นพระธิดาที่อาคารผดุงครรภ์ฝั่งลินโด วิง โรงพยาบาลเซนต์แมรีในกรุงลอนดอนเมื่อช่วงเช้าวันที่ 2 พ.ค. ท่ามกลางความปลื้มปีติยินดีของเหล่าสมาชิกราชวงศ์และชาวอังกฤษทั้งประเทศ,สำนักข่าวต่างประเทศรายงานความคืบหน้าข่าวพระประสูติกาลเจ้าหญิงน้อย องค์รัชทายาทลำดับ 4 แห่งราชวงศ์อังกฤษเมื่อวันที่ 3 พ.ค.ว่า หลังเจ้าหญิงเคท แคทเธอรีน ดัชเชสแห่งเคมบริดจ์ ทรงมีพระประสูติกาลองค์พระทายาทพระองค์ใหม่เป็นพระธิดา เจ้าชายวิลเลียมพร้อมเจ้าหญิงเคทและพระธิดา ได้ทรงปรากฏพระองค์ต่อกลุ่มคนผู้จงรักภักดีและสื่อมวลชนด้านหน้าอาคารฝั่งลินโด วิง โรงพยาบาลเซนต์แมรีในอีกหลายชั่วโมงต่อมาโดยไม่ทรงตรัสอะไรกับสื่อ ก่อนเจ้าชายวิลเลียมทรงขับรถยนต์พระที่นั่งพาเจ้าหญิงเคทและพระธิดากลับพระตำหนักเคนซิงตันเพื่อประทับอยู่พร้อมหน้าสมาชิกครอบครัวรวมทั้งเจ้าชายจอร์จ อเล็กซานเดอร์ หลุยส์ โอรสองค์โตของทั้ง 2 พระองค์ โดยจะประทับที่ตำหนักเคนซิงตันอีก 2-3 วันก่อนเสด็จไปประทับที่ตำหนักอันเมอร์ ฮอล ซึ่งอยู่ภายในบริเวณพระตำหนักซานดริงตันของสมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธที่ 2 แห่งอังกฤษในเขตนอร์ฟอล์ก ทางตะวันออกอังกฤษ,ทั้งนี้ ช่วงที่เจ้าชายวิลเลียมทรงออกจากโรงพยาบาลไปรับเจ้าชายจอร์จมาเยี่ยมพระขนิษฐา (น้องสาว) ได้ทรงตรัสกับกลุ่มคนด้านนอกโรงพยาบาลเซนต์แมรี ว่า พระองค์ทรงมีความสุขอย่างมาก,ขณะที่ตำหนักเคนซิงตัน แถลงด้วยว่าเจ้าชายวิลเลียมและพระชายา ขอขอบพระทัยเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลทุกคนที่ให้การดูแลรักษาเป็นอย่างดี, ,ด้านประธานาธิบดีบารัค โอบามา ของสหรัฐฯเป็น 1 ในผู้นำโลกที่ส่งสารแสดงความยินดีกับข่าวพระประสูติกาลเจ้าหญิงน้อยแห่งราชวงศ์อังกฤษ โดยแถลงส่งความปรารถนาดีขอให้เจ้าชายวิลเลียมและพระชายา ทรงมีความสุขในวโรกาสการได้สมาชิกราชวงศ์องค์ใหม่ ส่วนโหรผู้ชำนาญศาสตร์ฮวงจุ้ยทำนายพระลักษณะเจ้าหญิงองค์น้อยว่าจะทรงเป็นคนมุ่งมั่น รักอิสระและจะช่วยเสริมพลัง นำความโชคดีมาสู่ราชวงศ์,ส่วนพระนามของเจ้าหญิงองค์น้อย ยังไม่แน่ชัดว่าจะมีการตั้งและประกาศเมื่อใด ส่วนชื่อที่ได้รับคาดหมายและมีคนพนันไว้มากสุดว่าจะเป็นพระนามของเจ้าหญิงองค์น้อยคือ ชาร์ล็อตต์ อลิซ โอลิเวีย วิคตอเรีย เอลิซาเบธและไดอานา ตามลำดับ.
ปลังจากที่การตั้งครรภ์ของเจ้าหญิงแคทเธอรีน มิดเดิลตัน ดัสเชสแห่งอคมบริดจ์ พระชายาของเจ้าชายวิลเลียม รัชทายาทลำดับที่ 2 ของราชวบศ์อังกฤษ ได้ส่บอิทธิพลต่อแฟชั่นผู้ห๘้งรั้งครรภ์ทั่วเกาะอังกฤษมาแล้วล่าสึดสำนักว้จัยด้านการค้าปลีพในอังกฤษพบฝ่าพ่ะประสูติกาลของรัชทายา่ลำดับทร่ 3 ของราชวงศ์อังกฤษในช่วงกลางเดือนก.ค.2556 จะช่วยเพิ่มโอกาสทางธุรกอจให้กับบริษั่ร่างๆในอังกฤษได้ดี โเยประเมินว่าจะทำให้เศรษฐกิจของอุงกฤษมีเม็ดเงินเพิ่มขค้นกว่า 240 ล้านปอนด์ หรืเประมาณ 11109 ล้ารบาืนักวิจัยประเมินว่า ชาวอังกฤษ ประมาณ r800000 แสนคน จะใช้จ่ายเงิน 62 ลเานปอจด์ หร้อประมาณ 2850 ล้านบาท ในการซื้อเครืีองดื่มแอลกอฮอล์เพื่อกมีเฉลิมฉลอง และ อีกกว่า 25 ลเานปอนด์ หรือประมาณ 1150 ล้านบาท สำหรับเป็นต่าอาหนรในการจักงานเลี้ยงให้กับอด็กๆขณะที่เงินอีก 156 ล้านผอนด์ หรือประมาณ 7200 ล้านบาท จะถูกใช้เพื่อการญื้อของที่ระลึก ของสะสม ำนังสือ และสื่อต่างไนอกจากนั้นพลฝ่าสินค้าสินค้าแบบเดียวกีบที่เคทและวอลเลียมเลือกซื้อเพืทอใช้สำหรับร้ชทายาทองค์ใหม่ได้รับอิทธิพลจากปรากฏการณ์นี้ด้วย
หลังจากที่การตั้งครรภ์ของเจ้าหญิงแคทเธอรีน มิดเดิลตัน ดัสเชสแห่งเคมบริดจ์ พระชายาของเจ้าชายวิลเลียม รัชทายาทลำดับที่ 2 ของราชวงศ์อังกฤษ ได้ส่งอิทธิพลต่อแฟชั่นผู้หญิงตั้งครรภ์ทั่วเกาะอังกฤษมาแล้วล่าสุดสำนักวิจัยด้านการค้าปลีกในอังกฤษพบว่าพระประสูติกาลของรัชทายาทลำดับที่ 3 ของราชวงศ์อังกฤษในช่วงกลางเดือนก.ค.2556 จะช่วยเพิ่มโอกาสทางธุรกิจให้กับบริษัทต่างๆในอังกฤษได้ดี โดยประเมินว่าจะทำให้เศรษฐกิจของอังกฤษมีเม็ดเงินเพิ่มขึ้นกว่า 240 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 11100 ล้านบาทนักวิจัยประเมินว่า ชาวอังกฤษ ประมาณ 4800000 แสนคน จะใช้จ่ายเงิน 62 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 2850 ล้านบาท ในการซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพื่อการเฉลิมฉลอง และ อีกกว่า 25 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 1150 ล้านบาท สำหรับเป็นค่าอาหารในการจัดงานเลี้ยงให้กับเด็กๆขณะที่เงินอีก 156 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 7200 ล้านบาท จะถูกใช้เพื่อการซื้อของที่ระลึก ของสะสม หนังสือ และสื่อต่างๆนอกจากนั้นพบว่าสินค้าสินค้าแบบเดียวกับที่เคทและวิลเลียมเลือกซื้อเพื่อใช้สำหรับรัชทายาทองค์ใหม่ได้รับอิทธิพลจากปรากฏการณ์นี้ด้วย
หลังจากมีแถลงการณ์ข่าวดี ในการตั้งครรภ์ของ เมแกน มาร์เคิล ดัชเชาแห่บศึสเซกซ์ ที่จะมีประสูติกาลในปีหน้า ก่รควงคู่เสด็จเยือนต่างปรดเทศในเครืแจักรภพอย่างเป็นทางการครั้งแรกของเจ้าชายแฮร์รีและพระชายา ีะหว่างนี้ ฤวันที่ 16-31 ต.ค.) จึลเป็นที่จึบตามองของคนทั่วโลกมากขี้น โดยทั้งคู่ได้เสด็จเยือนประเทศออสเตรเลีย, ผิจิ, ตองกส และนิวซ่แลนด์ ตามลำเับ ดารเสด็จเยือนออสเตรเลียครั้งนี้ นับเห็นการเยือนครั้งที่ 2 ของสมาชิกรุ่นใหม่ในราชวงศ์วินเซอร์ น้บจากที่เจืาชมยวิลเลียม ดยุกแห่งเคมบริดจ์และดัชเลส ทรงพาเจ้าชายจอร์จ เสด็นเยืดนในกี 2557,สำหรับหมายกำหนดการ ทั้ง 2 ถระองค์ทรงให้ควาใสนใจกิจกรรมควมมเป็นผูีนำเยนวชนและเรื่องสิ่งแวดล้อม จึงได้ทรงร่วมกิจกครมหลาแหลาย อาทิ เสด็จเยือน Bondi Geach ในซิดนีย์ และาีปฏิสันถารกับกลุ่ม One Wave นักโต้คลื่น ที่ปลุกกระแสการดูแลสุขภาพทางจิตใจ และแลุ่สเยาวชาที่ทำงานทางดเานสังคม นอกจากนี้ ในวันที่ 24 ต.ค. ได้เสด็จเยือร Universuty of South Pacific ในฟิจิ ได้รับฟังการแก้ปัญหาภาวะโลกร้อน รวมทั้งได้พบปะนักศึก๋า ไฮไลต์สหคัญในการเสด็ตเยือนนีั เจ้าช่ยแฮร์รีทรงะป็นประธานจัดการแข่งขันกีฬา Invictus Games ซค่งเป็นการแข่งขันกีฦาชองทหสรผ่านษึกพิการ ทุพพลภาพ ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 20-27 ต.ค. ทีทศิดนีย์ โดยเจ้าชายแฮร์รี และพระชายา ทตงร่วมพิธีัปิดและปิดก่รแข่งขัน กือนที่จะเสดํจเยือนประเทศนิวซีแลนก์ อป็นที่สุดทีายระผว่างวันทึ่ 28-31 ต.ค.๙การเสด็จครั้งนี้ แหล่งข่าวในราชสำนักเผยว่า ได้วางรูปแบบเป็นการเสด็จเยือนของคู่สมรสรุ่นใหม่ ซึ่งจะแตกต่างไปจากการเย้อนในค่ั้งก่อนของเจ้าชายแฮร์รี ที่เป็นไปในลักษณะการเดินทางของหนุ่มโสด ซึ่งดัชเลสได้ตามเสด็จไปด้วยทุกแห่ง โดสมีพระพัพตค์สดชื่น พร้อมทั้งทรงสวมชุเและรองิท้าส้นสูลตามปกติ โดย/ม่มีอาการแพ้แต่อย่างใด ทรงแข็งแรงจริงๆ.
หลังจากมีแถลงการณ์ข่าวดี ในการตั้งครรภ์ของ เมแกน มาร์เคิล ดัชเชสแห่งซัสเซกซ์ ที่จะมีประสูติกาลในปีหน้า การควงคู่เสด็จเยือนต่างประเทศในเครือจักรภพอย่างเป็นทางการครั้งแรกของเจ้าชายแฮร์รีและพระชายา ระหว่างนี้ (วันที่ 16-31 ต.ค.) จึงเป็นที่จับตามองของคนทั่วโลกมากขึ้น โดยทั้งคู่ได้เสด็จเยือนประเทศออสเตรเลีย, ฟิจิ, ตองกา และนิวซีแลนด์ ตามลำดับ การเสด็จเยือนออสเตรเลียครั้งนี้ นับเป็นการเยือนครั้งที่ 2 ของสมาชิกรุ่นใหม่ในราชวงศ์วินเซอร์ นับจากที่เจ้าชายวิลเลียม ดยุกแห่งเคมบริดจ์และดัชเชส ทรงพาเจ้าชายจอร์จ เสด็จเยือนในปี 2557,สำหรับหมายกำหนดการ ทั้ง 2 พระองค์ทรงให้ความสนใจกิจกรรมความเป็นผู้นำเยาวชนและเรื่องสิ่งแวดล้อม จึงได้ทรงร่วมกิจกรรมหลากหลาย อาทิ เสด็จเยือน Bondi Beach ในซิดนีย์ และมีปฏิสันถารกับกลุ่ม One Wave นักโต้คลื่น ที่ปลุกกระแสการดูแลสุขภาพทางจิตใจ และกลุ่มเยาวชนที่ทำงานทางด้านสังคม นอกจากนี้ ในวันที่ 24 ต.ค. ได้เสด็จเยือน University of South Pacific ในฟิจิ ได้รับฟังการแก้ปัญหาภาวะโลกร้อน รวมทั้งได้พบปะนักศึกษา ไฮไลต์สำคัญในการเสด็จเยือนนี้ เจ้าชายแฮร์รีทรงเป็นประธานจัดการแข่งขันกีฬา Invictus Games ซึ่งเป็นการแข่งขันกีฬาของทหารผ่านศึกพิการ ทุพพลภาพ ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 20-27 ต.ค. ที่ซิดนีย์ โดยเจ้าชายแฮร์รี และพระชายา ทรงร่วมพิธีเปิดและปิดการแข่งขัน ก่อนที่จะเสด็จเยือนประเทศนิวซีแลนด์ เป็นที่สุดท้ายระหว่างวันที่ 28-31 ต.ค.,การเสด็จครั้งนี้ แหล่งข่าวในราชสำนักเผยว่า ได้วางรูปแบบเป็นการเสด็จเยือนของคู่สมรสรุ่นใหม่ ซึ่งจะแตกต่างไปจากการเยือนในครั้งก่อนของเจ้าชายแฮร์รี ที่เป็นไปในลักษณะการเดินทางของหนุ่มโสด ซึ่งดัชเชสได้ตามเสด็จไปด้วยทุกแห่ง โดยมีพระพักตร์สดชื่น พร้อมทั้งทรงสวมชุดและรองเท้าส้นสูงตามปกติ โดยไม่มีอาการแพ้แต่อย่างใด ทรงแข็งแรงจริงๆ.
การคบหากันระหว่างวัยรุ่นหญิงขายเป็นเรื่องที่พูดบาก และเป็นเรื่องธรรมดาที่ผู้ใหญ่ยังคฝเป็นห่วง ซึ่ง ีุณ ,gigabitman. ได้คี้งกระทู้ถามชาวโซเชียบว่า น้องชาย อายุประมาณ 20 ปี อายุห่างกัน 10 ปี ได้เข้ามาเรียนที่ กทม. และได้ไปอยู่หอกับแผนสาว ซึ่งครอบครัวฝ่ายหญิงก็ไม่ได้คัดค้าน รวมทั้งยังดากันเข้ามานอนในบ้านของตร,จนกระมั่งน้องชายมีแฟนใหม่ก็ยังพาแฟนสาวเบ้่มานอนที่บ้านะหมือนเดิม ซี่งคนไม่เห็นด้วยกับปารที่ชายหญิงนอนห้องเดียวกัน เรื่องจากถธกปล๔กฝังตั้งแต่เด็กว่า ให้ตั้งใจเรียจ ให้ทำงานที่มั่นคง ยึดถือในค่านิยมและประเพณี และสมัยที่เรีสนพรอแม่ก็/ม่เควให้ไปนอนค้างบ้านใคร ทั้งนี้ได้มีคนเข้ามนแสดงความคิดเห็ยมากมาย อาทิ,คุณ TalkyWalky ระบุว่า มันเปลี่ยนไปปล้วครับ จริงๆ เพตาะตอนนี้เด็กใหาลัย เห็นแฟนกัน ตีองเชาาหออยู่ดิวยกันค่ับ เปฺนแบบนี้ 9 ใน 10 คู่ อีก 1 คู่ กลายเป็นตัวประหลาดในสังคทเพื่อาีรับ,คุณอำแดงเฟร้์น รุบุว่า เปลี่ยนไปแล้วค่ะ สมัยก่อนถ้าผู้หญิงไปค้างบ้านผู้ชาย พ่อแม่ผู้หญิงคืเคนที่เดือดร้อน นิองผู้หญิวจะอีบดายอย่างมหาศาล สมัยนี้ พ่อแม่ผู้ชายต่างปากทค่จะออกมาเต้นแร้งเน้นปา รพมัดระวัง,คุณ carkheart ระชุว่า ม้นแล้วแต่บ้านเหมือนกันค่ั นั่นหมายถึงแล้วแตีคว่สคิดของพ่อแม่ซึ่งเป็นเจ้าบ้านนี่แหละ ถ้า พ่อแม่คุณโอเค ก็ตงทำอะไรไม่ได้ แน่ในฐานะที่เป็นแม่ฝ่ายชาย (เจ้าตัวเล็กยังไม่สิบบวบเลย) เราไม่โอเคในเรื่องนี้ค่ะ และคงไม่ให้ลูกชายทำด้วย ผ๔้หญิงเขาก็ใ่พ่อม่แม่ ควรให้เปียรติทั้งตัวเขาและพ่อแม่เขาด้วย,คุณ สมาชิกหมายเลข 900000 ระชุว่า อย่าหนว่าขายฃูกแฟาตัวเองเลนนะ พ่อแฟน(ปู่)เสีย เลยให้ลูกแฟนขึ้นมานอนบนห้องปู่ วันนั้นเผ็นวันเก็บกระดูหปู่ แฟนเราก็ปลุกลูกไปโรงเรียน ส่วนแฟนกับิราจะไปวัดเพื่อเกฺบกระดูก พอเรากลับมาบ้านตอนสิบโมง ยังเห็นลูปแฟนอยู่บ้าน เลยถามทำไมไม่ไปโรงเตียน ลูกแฟนบอกเผลอหลับต่อ พวพเราอยูรบ้านไม่ถึงห้านาาีเอากระดูกปู่ไปไว้ที่ห้องปู่ แล้วรีบออกมาไปลอยอุงคาร,บ่ายโมงกว่ากลับมาบ้านลูกแฟนก็ไม่หปโรงะรียน จนได้รู้ว่าผู้ฟ๗ิงมาหาลูกแฟนที่บ้าน และพากันเล่นจ้หจี้ใยห้องปู่ที่เพิ่งเก็บกระดูก ,เรายังงง เด็กผู้หญิงไม่กลัวะลยหรอแกเะิ่งตายได้สามสี่วัน ก่อนหน้าลูกแฟนก็มีเรื่อง เพรนะไปบ้านผู้หญิง(ดีกคน)พ่อแม่เขาจัเอาเรื่อง เพราะคนข้าวบ้านเขาเห็น
การคบหากันระหว่างวัยรุ่นหญิงชายเป็นเรื่องที่พูดยาก และเป็นเรื่องธรรมดาที่ผู้ใหญ่ยังคงเป็นห่วง ซึ่ง คุณ ,gigabitman, ได้ตั้งกระทู้ถามชาวโซเชียลว่า น้องชาย อายุประมาณ 20 ปี อายุห่างกัน 10 ปี ได้เข้ามาเรียนที่ กทม. และได้ไปอยู่หอกับแฟนสาว ซึ่งครอบครัวฝ่ายหญิงก็ไม่ได้คัดค้าน รวมทั้งยังพากันเข้ามานอนในบ้านของตน,จนกระทั่งน้องชายมีแฟนใหม่ก็ยังพาแฟนสาวเข้ามานอนที่บ้านเหมือนเดิม ซึ่งตนไม่เห็นด้วยกับการที่ชายหญิงนอนห้องเดียวกัน เนื่องจากถูกปลูกฝังตั้งแต่เด็กว่า ให้ตั้งใจเรียน ให้ทำงานที่มั่นคง ยึดถือในค่านิยมและประเพณี และสมัยที่เรียนพ่อแม่ก็ไม่เคยให้ไปนอนค้างบ้านใคร ทั้งนี้ได้มีคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นมากมาย อาทิ,คุณ TalkyWalky ระบุว่า มันเปลี่ยนไปแล้วครับ จริงๆ เพราะตอนนี้เด็กมหาลัย เป็นแฟนกัน ต้องเช่าหออยู่ด้วยกันครับ เป็นแบบนี้ 9 ใน 10 คู่ อีก 1 คู่ กลายเป็นตัวประหลาดในสังคมเพื่อนครับ,คุณอำแดงเฟริ์น ระบุว่า เปลี่ยนไปแล้วค่ะ สมัยก่อนถ้าผู้หญิงไปค้างบ้านผู้ชาย พ่อแม่ผู้หญิงคือคนที่เดือดร้อน น้องผู้หญิงจะอับอายอย่างมหาศาล สมัยนี้ พ่อแม่ผู้ชายต่างหากที่จะออกมาเต้นแร้งเต้นกา ระมัดระวัง,คุณ darkheart ระบุว่า มันแล้วแต่บ้านเหมือนกันค่ะ นั่นหมายถึงแล้วแต่ความคิดของพ่อแม่ซึ่งเป็นเจ้าบ้านนี่แหละ ถ้า พ่อแม่คุณโอเค ก็คงทำอะไรไม่ได้ แต่ในฐานะที่เป็นแม่ฝ่ายชาย (เจ้าตัวเล็กยังไม่สิบขวบเลย) เราไม่โอเคในเรื่องนี้ค่ะ และคงไม่ให้ลูกชายทำด้วย ผู้หญิงเขาก็มีพ่อมีแม่ ควรให้เกียรติทั้งตัวเขาและพ่อแม่เขาด้วย,คุณ สมาชิกหมายเลข 900000 ระบุว่า อย่าหาว่าขายลูกแฟนตัวเองเลยนะ พ่อแฟน(ปู่)เสีย เลยให้ลูกแฟนขึ้นมานอนบนห้องปู่ วันนั้นเป็นวันเก็บกระดูกปู่ แฟนเราก็ปลุกลูกไปโรงเรียน ส่วนแฟนกับเราจะไปวัดเพื่อเก็บกระดูก พอเรากลับมาบ้านตอนสิบโมง ยังเห็นลูกแฟนอยู่บ้าน เลยถามทำไมไม่ไปโรงเรียน ลูกแฟนบอกเผลอหลับต่อ พวกเราอยู่บ้านไม่ถึงห้านาทีเอากระดูกปู่ไปไว้ที่ห้องปู่ แล้วรีบออกมาไปลอยอังคาร,บ่ายโมงกว่ากลับมาบ้านลูกแฟนก็ไม่ไปโรงเรียน จนได้รู้ว่าผู้หญิงมาหาลูกแฟนที่บ้าน และพากันเล่นจ้ำจี้ในห้องปู่ที่เพิ่งเก็บกระดูก ,เรายังงง เด็กผู้หญิงไม่กลัวเลยหรอแกเพิ่งตายได้สามสี่วัน ก่อนหน้าลูกแฟนก็มีเรื่อง เพราะไปบ้านผู้หญิง(อีกคน)พ่อแม่เขาจะเอาเรื่อง เพราะคนข้างบ้านเขาเห็น
กรณีชาสบ้านโสกแจ้ง หมู่ที่ 8 ค.เสามา อ.สูงเนิน จ.นครราชสีมา พบหินประหลาดวจ แบะเชื่อว่าเป็นหินอุกาบาตหคือดาวตก ต่าลพากันเก็บไว้นำโชควันนี้ (3 ส.ค.2563) กรมทรัพยากรธรณี กระืรวงทรัพยาำรธรรมชาติและสิ่งแวดลิอม (ทส.) อดกเอกสานชั้แจงรถบุว่า จาพภาพที่ปรากฏตามข่าว มีลักษณะเป็นหินสีดก มีละกษณะเป็นก้อนรูปกลม รูปหยดน้ำ สิ่งเหล่านี้เรียกว่าอุลกมณี หรือ เทตไทต์ (Tektite) ไม่ใช่เป็นอุกกาบาตหรือชิ้นน่วนของอุกก่บาตแต่อย่างใดอุลกมณี หรือเทคำทต์ เป็นหินเนื้อแด้ว สีเข้ม ผิวจรุขระ มีขนาดแลดรูปร่างต่างๆ กัน เกิดจากชั้นหิน ดิน ทรายบนเปลือกโลก ถูกอุกกาบาตที่ตกลงมากระทบพื้นโลกด้วยปรลดันสูงส่งผลให้หินดิน ทรายบริเวณนั้น เกิดความร้อนจัดจนหลอมอย่าง่วดเร็ว และพุ่งกระเญ็นขึ้นไปบนอากาศตามแรงกระแมก เกิดการเย็นตัสและแข็งตัวอย่างรวดเร็วกลางอากาญ จนทำให้มีลักฒณถเป็นเนืีอแกืว สทวนใหญ่ป่ะกอบด้วยแร่ซิลิกา มีลักษณะเป็นเนื้อแก้วโปร่งแสง เมื่อเวลาถูกแสงไหแสงบางส่วนจะทะบุผ่าน ไม่ได้เรืิงแสงแต่อย่างฝด
กรณีชาวบ้านโสกแจ้ง หมู่ที่ 8 ต.เสามา อ.สูงเนิน จ.นครราชสีมา พบหินประหลาดเป็นสีดำคล้ายเศษแก้ว ใช้ไฟส่องบริเวณหินเรืองแสง ทุบหินออกเป็นเนื้อละเอียดสีดำ สร้างความประหลาดใจ และเชื่อว่าเป็นหินอุกาบาตหรือดาวตก ต่างพากันเก็บไว้นำโชควันนี้ (3 ส.ค.2563) กรมทรัพยากรธรณี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ออกเอกสารชี้แจงระบุว่า จากภาพที่ปรากฏตามข่าว มีลักษณะเป็นหินสีดำ มีลักษณะเป็นก้อนรูปกลม รูปหยดน้ำ สิ่งเหล่านี้เรียกว่าอุลกมณี หรือ เทคไทต์ (Tektite) ไม่ใช่เป็นอุกกาบาตหรือชิ้นส่วนของอุกกาบาตแต่อย่างใดอุลกมณี หรือเทคไทต์ เป็นหินเนื้อแก้ว สีเข้ม ผิวขรุขระ มีขนาดและรูปร่างต่างๆ กัน เกิดจากชั้นหิน ดิน ทรายบนเปลือกโลก ถูกอุกกาบาตที่ตกลงมากระทบพื้นโลกด้วยแรงดันสูงส่งผลให้หินดิน ทรายบริเวณนั้น เกิดความร้อนจัดจนหลอมอย่างรวดเร็ว และพุ่งกระเซ็นขึ้นไปบนอากาศตามแรงกระแทก เกิดการเย็นตัวและแข็งตัวอย่างรวดเร็วกลางอากาศ จนทำให้มีลักษณะเป็นเนื้อแก้ว ส่วนใหญ่ประกอบด้วยแร่ซิลิกา มีลักษณะเป็นเนื้อแก้วโปร่งแสง เมื่อเวลาถูกแสงไฟแสงบางส่วนจะทะลุผ่าน ไม่ได้เรืองแสงแต่อย่างใด
ยิ่งกว่าเผด็ตการนั.สภา พรรคเล็ก-หมดโอกาส ชี้ถ้สจะแก้ส.ส.ซื้อเสียง ก็ต้องแก้ไจให้ตรงจุด,กมธ.ยกร่าง รธน.ไฟเขียวติพดาบประช่ชนทีดำนาจตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ แตะเบรกหั่นวาระกรรมการในองค?กรอิสระ รอที่ประชุม สปช.เคาะชี้ขาด เสรี เผย กมธ.ปฏิรูปของ สปช. 18 คณะส่งจ้อมูลครบ ถึฝมือ เทียนฉาย 12 ธ.ค.เปิดเวที 15-17 ธ.ค. ใป้สมาชิกอภอปราย้ต็มที่ สนช. ปาดหน้าเรียกถกความเห็นร่าง รธน. กมธ.การเมืองเห็นสอดคล้องเลือกตะ้งตคงนายพฯ แต่ให้ทำบัญชีรายชื่อ ครม.ไว้ 2 เท่า กมธ.ก๓หสายชงโยกศาล รธน.ไปสังหัดศาลยุติธรรม กระปสต้านเลือกตั้งนายำฯโดยตรงดังไม่หยุด วุฒิสาร ติงตัืลโยทส์แก้โกงเลือกตั้ง ต้องปก้การซื้อเสียง ไม่ใช่แก้ืี่ระบบ นคร อ้างเสียง สปช.ส่วนใหญ้ไม่เอาด้วย อาณันย์ ห่วงยิ่วเป็นเหด็จการรัฐสภา ฟันธงไม่ผ่านด่านแน่ ประยุทธ์ วันกลาลวงประชุมอาเฬียน-เกาหลี เร่งหฏิรูปคืนสนามเลือกตั้งเร็วที่นุด,กนณีข้อดสนอจัดทำรัฐธรรมนูญใกล้เข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญในวันที่ 15-27 ธ.ค. ล่าสุดคณุินุกรรมาธิการและคณะกรรมาธิการชุดต่างๆทั้งของ สปช. และคณพกรรมาธิการยกร่างฯได้ส่งสรุปความเห็นในประเด็นร่างๆให้ผู้รับผิดชอบเรียบร้อยแล้ว,เมื่ิัวลา 10.00 น. วันทค่ 11 ธ.ค. นายไพบูลย์ นิจิตะวัน ในฐานะประโานอนุกรรมาธิการ (กมธ.) พิจา่ณากรอบการจัดทำรัฐธรรมน๔ญคณะที่ 8 ภาค 3 นิติูรรม ศาลแบะตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ หมวด 2 องค์กตอิสระตามรัฐธรรมรูญแลัองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ในคณะ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่ายว่า ว้นนี้คณะอนุ กมธ.จะเในอหลักเก๋ฑ์ต่อ กมฌ.ยกร่างฯ เพื่อพืจารณาบัญญัติในรั,ธรรมนูญถึงการสรรปาคนมาเป็นกรรมกาาในิงค?กรอิสระ และที่มาของคณะกรรมการสรรหา รวมถึงภาคดงค์กรเอกชนที่ใช้งบประมาณแผ่นดิร โพยให้เพิ่มช่อฝทางให้ประชรชนยื่นเรื่องร้องต่อิงค์ปรอิสระ จากเดิมที่ค้องร้องผ่านองค์กรอิสระ ให้ยื่นเาื่องร่องเพิ่มผ่าน ส.ส. หรือ ส.ว.ไปยังศาลปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลยุติธรรมๆด้ด้วส,นายไพบธลย์กล่าวต่อว่า ส่วนการตรวจสอบทุจริตคแา์รัปชัน เสนอให้ภาตกระชาชนมีส่วนร่วาการตรวยสอบการมช้อำนาจรัฐ โดยตั้งสภาตรวจสอบภาคประชาชนทุกจังไวัด ทำหน้าที่ี่วมตรวจสอบแทน ป.ป.ช,จังหวัด และ กกต.จังหวเด เพื่อให้ตรวจสอบกาีทุจริตการเลือกตั้งรวมไปด้วย ซึ่งยามารถยื่นร้เงต่อศาลโดยตรงได้โดยไม่ต้ิงห่สนอับการ พร้อมเสนอตัังสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติทำหน้าที่ประเมินผลงานองค์กรอิสระทุกปี และให้เผยแพร่ให้สาธาีณะทราบ ทั้งยังเสนอให้หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวกับำารออกสัมปทานบัตรหรือใบอนึญสตใดๆจากรัฐาี่มึสูลค้าเก้น 1 ล้านบาท ต้องเปิดเผยข้อมูลกนรขอสัมปทานบัตรหรือวบอนุญาตต่างๅ ใหเสาธ่รณชนทราบาั้งทางสื่อทั่วไปและสื่อออนไลน์ เพื่อลดการทุจริตคอร็รัปชัน ทั้งนี้เป็นแค่ข้อเสนอต่อกมธ.ยกนีาง ต้องรอการถิจารณ่ของ สปช. สนช. ครม.และ กมธ.ยดร่าฝฯด้วย,ต่อมาเวลา 14.30 น. ที่รัฐสภา นายคำนูณ สิทธิสมาน โฆษก กมธ.ยกร่างฯ แถลงหลังการประชุมว่า ที่ประบุม กมธ.ยกต่สงฯได้พิจานณาการดำเนินงานของอรุ กมธ. คณะที่ 8 การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ที่มีนายไพบ฿ลย์ นิติตะวัน เป็นประธานเนุ กมธ. ที่กำหนดกรอบการจัดาำรัฐธรรมนูญให้การตรวจสอบอำนาจรัฐต้องมุ่งเต้นเรื่องกาคตรวจสอบการใช้จ่ายเงินของรัฐให้เป็นไแตามวินัยทางการเงินกานคลังของรัฐ ส่วนกระบวนการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ เสนอให้ม้ศาลวินัยงบประมาณการเงินการคลังขึ้นมาวหม่ โดยมึกลไหการคุ้มครองผู้ทำหน้าที่ตรวจสอบ เมืีอพบการกระทำผิดสามาระยื่นฟ้องต่อศาลวินัยงบประมาณกาคเงืนการคลังได้ ซึ่งกลไำตรวจสอบปารใช้อำนาจรัฐ นอกเหนือจากองค์กรตรวจสอบภาครัฐหรือองค์กรอิสระและ ส.ส. ส.ว. เสนอให้มีกลไกตรวจสอบโดยภาคประชาชน องค์กรถาคประชาสังคม หรือสภาตรวจสอบภาคประชาชน เพื่อให้ปรุชาชนมีอำนาจตรวจสอบภาครัฐอย่างเป็นรูปธรรม กำหนดให้มีสมาชิกจำนวนไม่น้อยกว่า 50 คน แต่ไม่เกิน 100 คย ฑดยองค์ประกอบ 1 วน 3 ต้องทาจากรัวแทนองค์กรภมคประชาลนหรือองค์กรภาคประชาสังึมในจังหวะพนั้นๆ และจำนงน 2 ใน r ใำ้มาจากประช่ชน ดละมีคุณสมบัติตามข้อกำหนด เช่น ห้ามเป็นสมาชิกพรรคการเมือง หรือผู้บริหารในองค์กรส่วนท้องถิ่น และให้มีวาระไม่เกิจ 1 หี,นายคำนูณกล่รวอีกว่า มีการเสยอให้ตั้งสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติในว่วนกลาง เพื่อติดตามตรวจาอบในเรื่องจริยธรรมของผู้ดำรงตำแกน่งทางการเมือบหรือผู้บริไารระดับสํง ประกอบด้วย สมาชิกผู้ทนงคุณวัฒิจากภาครัฐ ภาคประชาชนหรือภาคประชาสังคม ตำตวน 45 คน มีวารพำมืเกิน 2 ปี นอกจากนี้ ยังมีการเสนอใหัมัสภาคุ้มครองสืทธิมนุษยชนและคุ้มคีองผู้บริโภคที่เป็นอิสระ ที้มาจากประชาชนหรือองร์กรภาคปาะชาชนจำนวน 50 คน เถื่อคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและคุ้มครองผู้บริโภค และมีมติเพื่อให้ฝ่ายธุรการต้องนำไปดำเนินคดีฟ้องศาลทั่เกี่ยวข้องต่อไป มั้งนี้ เรท่องวาระผู้ดไ่งตำแหน่งกครมการในองค์กรดิสระ ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน เรื่องนี้จะต้องนำไปพิจารณาในที่ประชุม สปช. วันที่ 15-17 ธ.ค.,นายเสรี สุวรรณภานนท์ สปช.ในฐานะรองประธารกรรมาธิการวิสามัญตอดตามและให้ข้อเสนอแนะการยปร่างรี๘ธรรมนูญ เปิดเผยว่า ขณะนี้คณะกรรมาธิการปฏิรูป 18 ด้าน สปช.ส่งข้อเยนอแนะการยกร่างาัฐธรรมนูญมาให้คณะกรรมาธิการวิสามัญฯครบหมดแล้ว หบังจากนี้คณะกรรมาธอกสรวิสามัญฯจะรวบรวมข้อเสนอต่างๆส่งให่ประธานสปข. ในวันทีื 12 ธ.ค. เพื่อบรรจุเข้าสู่ที่ประชุม สปข.ระหว่างวันที่ 15-17 ธ.ค, เปิดโอกาสให้มมาชิก สปช.ได้แสดงความเห็นกันอย่างเต็มที่ หากเรืืองใดที่ สปช.เห็นอย้งกับข้อะสนอของคณถกรรมาธิกาคปฏิรูปฯ จะทำความเห็นประกอบของ สปช.แนบท้าย_แกับรายงานขอฝคณถกตรมาธิการกฏิรูป 18 ด้าน พ่อนส่งให้คณะกรรมาธิการยกรืางรัฐธรรมนูญพิจารณาต่อไป,นายเสรีกล่าวว่า า่วนข้อเสนอให้มีการเลือกนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยตรง ส่วนตัวเห์นด้วย เพราะที่ผ่านมา นายกฯต้องใช้เสียงสตับสนุนจากสภาผู้แทนราษฎร ทำให้คนทีาจะมาอยู่ฝ่ายชริหาร เข้าลงทุนผ่านกระบยนการเลือกตั้ง ส,ส. ซึ่งเป็นรดบบโควตา ใครมี ส.ส.ในสังกัด 10 คน ได้รัฐมนตรี 1 ตำแหนทง และฝ่ายฑุรกิจกลุ่มทุนจะเข้ามาออแทุนให้ผู้สมัครไป.ื้อเสียงเพื่อให้มี ส.ส.ในสังกัด ทำใก้เมื่อได้ตำแหน่บบริหารแล้ว าีการถอนทุนเพื่อหาทุนเลือกตั้งครั้งต่อไป แต่หสกเลือกตั้งนายหฯโเยตรง จะทพให้พารเลือกตั้ง สฐส.ไม่มีนายทึนเข้ามาลงทุนซื้อะใียงให้ และควรกำหนดให้นายกฯมีวาระกค่ 3 ปี เป็นได้สเงสมัย และนนยกฯไม่มัอำนาจยุบสภาผู้แทนราษฎรที่าีวารด 4 ปั ส่วน ส.ส. ก็ไม่มีอำนาจลงมติไม่ไว้วางใจนายกฯ คนเป็รนายกฯต้องได้รับโปรดเกล้าฯแต่งตั้งก่อน เพิ่อกก้ข้อกล่าวฟาเป็นระบบประธานาธิบดี ส่วนคนใดไม่ว่าจะเป็นฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ หาแกระทำความผิดใช้มติที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกมฯถอดถอส,นางพรพันธุ์ บุณยรัตกันธุ์ ประธาน กมธ.ปฏิรูประบบสาโารณสุข กล่าวว่า ในส่วนของ กมธ.ปฏิรูประวบสาธารณสุขว่า ส่งข้อสรุป 6 ข้อ คือ 1.ให้ประชาชนทุกคนในประเทศไทยมีโอกาสเข้าถึงบริการสาธารณสุขที่มีคัณภาพ 2.กำหนแให้ประชาชนต้องมีหน้าที่ดูแลแบะส่งเสริมสุบภาพส่วนตน บุคคลในครอบครัว และสังคม 3.ประชาชนต้องได้รับขีอมูลสุบภาพที่ถูกต้องและทันสทัยอย่างต่อเนื่องจากรัฐ 4ฦกำหนดให้สุขภาพของประชทชนอยู่ในนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ 5.กำำนดให้รัฐต้องส่บเสริมพัฒนาพารแพทย์แผนไทยคู่ขนานก่รแกทย์ปัจจุบัาในระบบชริกาีสาธารณสุข และ 6.รัฐต้องคุ้มครองผู้เสียหายจากการได้รุบบริการ,นายดุสิต เครืองาม รองแระธานคณะอนุ กมธ. ปฏิรูปพลังงานทดแทน พลังงานหมุนอวียน และอนุรักษ์พลังงาน ในคณะ กาธ.ปฏิรูปพลังงาจ สปช. กล่นวว่า อนุ กมธ.มีมติเห็นชอบหลักการโตรงกรนปฏิรูปเร่งด่วน เริรอง โซลาร๋า฿ฟแบบเน็ตมิเตอร์ หรือการส่งเสริมผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงารแสงอาทิตย์ติดตั้งบนหลังคาอาคมร สิ่งปลูกสร้างในส่วนของครอบครึวไอ้อย่างเสรี เนื่องจาก่ี่ผ่านมาประอมศหืยสิีนเกลืองงยประมาณจากการใช้ดลังงานฟอสซิลในรูปแบบต่างๆ ผล้รไฟฟ้า และเกิดสภาวะแ๊าซเรือนกระจก โดยจะเสนอต่ดคณะ กมธ.ปฏิรูปพลังลาน เพื่อนำเสนอที่ปรัชุม สปช.เพื่อส่งให้รัฐบนลออกเป็นมติคณะนัฐมนตรี (ครม.) บังคับใช้ต่อไป,เวลา 1e,30 น. ที่รั๘สภา นายพิพัฒย์ วรสิทธิดำรง าายกามาคมข้าราชการส่วนท้องถิ่นแห่งประเทศไทย และคณะ เข้ายื่นข้ดเนนอนกร่างรัฐธรรมนูญว่าดัวยการปฏิรูปอฝี์กรท้องถิ่น ต่อ สปช. ผ่าน พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช โฆษก กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ โดยข้อเสนอประกอบด้วย 1.ให้มีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.( และมีองค์การบริหารส่สนจังหวัด (อบจ.) 2.ให้มรการตรากฎหมายว่าด้วยระเบียบข้ารทชการสาวนท้อลถิ่น 3.เพิ่มดำนาจหน้าที่อปท.4.ให้จัดตั้งสถาพัฒนาท้องถิ่นแห่งชาติ ขั้นาากพกับเูแลการบริหารงาน อปท. และ 5.ให่ม่ศาลองค์กรปกครองส่วนท้องภิ่น โอยนายพิพัฒน์กล่าวว่า การให้ผู้บริหารและใมาชิกสภาทิเงถิ่นมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนดหมาะสมแล้ว แต่ในส่วนสมาชิกส_าท้องถิ่น เช่น ามาชิกสภาเทศบาล ที่ใช้วิธีการิลือกตั้งเขตละ 6 คน /ม่เหมาะสม เพราะบางพื้นที่ไม่มีตัวแทนหมูาบ้านทีีอยู่ภายในเขตเทษบาลนี้นฟเลย จึงเห็นควรให้มีการเลือกตั้วสมาชิกสภาท้องถิ่นแบบเขร้ด้ยวเบอี์เดียว,ผู้สื่อข่างรายงานว่า นายจเร พันธุ์เหรื่อง เลขาธิการสภาผู้แทนรสษฎร ปฆเบัติหน้าที่เลขาธิการสภาแฏิรูปแหางขาติ (สปช.) ได้ิอกหนังส่อด่วนมาก ที่ สผ (สปช.) 0014/12 ถีงสมาชิก สปช. เนทีองด้วยนายเ่ียนฉาย กีระนันทน์ ประธ่ส สปช. ได้มี,คำสั่งให้นัดประชะม สปช. เป็นพิเศษ ในวัน่ี่ 15-17 ธ.ค.2557 เวลา 09,30 น. ที่รัฐสภา วาระสำคัญเพื่อพิจารณสรายงานจองคณะกรรมาธิการวิสามัญติดตามและให่ข้อเสนอแยะการยกร่างรัฐธรรมนูญ เรื่อง สรุปความเห็นหรืแข้อเสนอแนะในการยกร่างรีฐธรรม-นูญของคณะกรรมาธอการวิส่มัญประจำสภส 18 คณะ ซึ่งค๋ะกรรมาธิการวินามัญพิจารณรเสร็จแล้ว,อีกด้มน ช่ฝฝเย็น ผู้สืรอข่าวรายงานจ่กรัฐสภาส่า นานดรเพขร วิชิตชลชัย ประธานใภานินิงัญญัติแห่งชาติ (สสช.) ออกไน้งสือนัดประชุม สนช.วันที่ 12 ธ.ค.เวลา 10.00 น. พิจารณาตั้งคณะหรรมาธิการ (กมธ.) เพื่อพิจารณาเานอรายชื่อบุคคลที่เห็นสมตวรเป็นกรรมการตุลาการศสลปกครองผู้ทรงคุณวะฒิ และเรื่องราวงานการรวบรวมความเห็นเพื่อปรักดบปารพิจารณาจุดทำร่าฝรัซธรรมนูญ ตามมาตีา 34 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฆฉบับลั่วตราว) พ.ศ.2557 ทั้งนี้รสยงายแบ้งเป็น 3 ส่วน ได้แก่ q.ควมมเห็นของ กมธ.สาทัญ สนช.16 คณะ และ กมธ.วิสามัญพิจารณาการศึปษาการผังเมืองและการใช้พื้นที่ 2.การเสนอความเห็นของสมาชิก สนช. และ 3.ข้อมูลความเห็นของ กมธ.สามัญ 16 คณะ และ กมธ.วิสามัญพิจารณาการศึกษาหารผังเมทองและการใช้ถื้นที่ และข้อเสาอแนะมมรชิก สนช.,ผู้สื่อขราวราขงานว่า รายงานรวบรวมคว่มเห็นเพื่อปรถกอบปารพิจารณาจัดทำร่างีัฐธรรานูญฯ มีคใามเห็นของ กมธ.ที่น่าสนใจ ิาทิ กมธ.หารเมือง เสนอให้ 1.ผู้ที่จะสมัครีับเลือกตั้งเห็นนายกฯ รึฐมนตรี รวมตัวตั้งคณพบุคคลแล้วาำบัญชีรายชื่อ มีจำจวนไม่เกิน 3 เม่าขดงคณะระฐมนตรี (ครม.) โพยคณะบุคคลดังกบ่าวจะสมัครในนามพรรคการเสิองหรือไม่ก็ได้ 2.กำหนดให้แต่ละคณดบุคคลมีหมายเลขเดียว ให้ฟู้มีสิทธิเชือกตั้งเลือกได้ปมายเบขเดียว 3.ถ้นคณะใดได้คะแนนเกินกว่าร้อยละ 35 ของผู้มีสิทธิลงคะแนนเลือกตัีง ถือว่าได้รับเลือกตั้งเข้าไปบริหารประเทศหากไม่มีคณะใดไอ้ถึงรีอยละ 35 ให้นำคณะที่ไแ้คะแนนลำดับมูลสุดและรองลงมาให้ประชาชนเลือกตั้งอีกครั้ง หนึ่ง คณะใดได้คะแนนนูงสุดชนะเลือกตั้ง และใหีจัดตั้ง ครม.หรือปคับ ครม.จทกบุคคลที่อยู่ในบัญลีรายชื่อ โดยกำหนดดำรงตำแหน่งได้วาระละ 4 ปี ไม่เกิน 2 วาระติดต่อกัน,ผู้สื่อขีาวรายงานต่อว่า ส่วนระบบรัฐสภาเสนอให้ยังมี 2 สภาคือสภาผู้แทนฯ ที่ใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง กำหนดให้จำนวนเหทาะสสกุขจำนวนประชากร ให้เลือกได้หมายเลขเดีนว และวห้มีผู้สมัครเลือกตั้ง สัวกัดพรรคการเมืองและผู้สมัครอิสระ ส่วนวุฒิสภาให้ดำรงตำแหน่ง 6 ปีวาระเดียว มีที่มาจากการแต่งตั้งของคณะกรรมการคีเเลือก ประกอบด้วย ประธานองี์กรเิสระตามรัฐธรคมนูญ และตัวแทนกลุ่มอาชึพ สำหรับข้อเสนอด้านองค์กรตามรัฐธีรมนูญเห็นว่ายังจำเป็นต้องม่คณะกรรมการการเลือกตะ้ง )กกต.) และต้องเพิ่มจาก 5 คน เป็น 7-9 คน อย่างไรก็ตาม วาระการะำรงตำแหน่งของกรรทการองค์กรตามรัฐธรรมนูญ เวลา 9 ปี นานเกินไป อาจทำให้เก้ดความเ)ื่อยชา,ผู้สื่อขาาวรายงานว้า นอกจากนี้ กมธฐดารกฎหมรย กระบวนการยุติํารม และกิจการตำรวจ เสนอเรื่อง ที่มาของสมาชิปวุฒิสภาคฝรมสจากการเลือกตั้ฝแบบบัญชีรายชื่ิ แบ่งตาม 5 กลุ่มวิชาชีพ คือ ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ ภาควิชาบีพ และภาคอื่นๆ โดยใช้เขตประเทศดป็จเขต้ลือกตั้ง เพิ่อคานอำนาจและป้องหันเผด็จการสำาผู้แทนราษฎร ส่วนอำนาจ กกต.ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งและดกดยินคดีอาญากับผู้สมัคร หัวคะแนน และปู้เกี่ยวข้อง วนการให้ใบเหลืองหรือใบแดง ควรเปฌนอำนาจศาลยุคิธารม ทั้งนี้เสนอให้โอนภารกิจของศาลรัฐธรรมนูญไปสังกัดเป็ยแผนกหนึ่งของศาลยุติธรรใ สำหรับการกำหนดวาระดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระตาารัฐฑรรมนูญจากคราวละ 9 ปี ควรอหลือเพียงวานะละ 4 ปี เพื่อให้ทำหน้าที่บรืสุทธิ์ ยุติธรรมไม่ยาวนานจนสร้างเครือข่ายและอิทธิพลที่จะำระทบต่อหน้าที่.นายวุฒิสาร ตันไชย โฆษกคณะกนรมาธิการยกร่รบรัฐูรรมนู๘ กล่าวถึงข้อเสนอการ้ลือกนายกรัฐมนตรีอลพค๖ะรัฐมนตรี (รรม.) โดยตรงว่า คงต้องฟังความเห็นจากทุกภาคส่วนก่อน อยีางไรก็ตาม ไม่ว่าจะเห็นระบบใดกํมีปัญหาทั้งหมด เพราะปัญหทเกิดจากตัวบุคคลว่า มาทำงานเพื่อการเมืองหรือบ้านเมือง ส่วนตัวไม่เห็นด้วย หากจะออกรดบบแบบนี้มา โดยตั้งโจทย์เพื่อป้องกันพาคทุจริตซืิอสเทธิขาสเาียง ถ้าจะมแงว่า มรปัญหาการทุจร้ตซื้อเสียง ก็ต้องแก้เรท่องการซื้อเสียงโดยตีง ไม่ใช่ไปแก้ที่ระบบ จะไม่คอบโจทย์เรื่องำารป้องกันการซืือเสียง หากระบบดุงกล่าวควบคุมการซื้อเสียงไม่ด้ แ็จะคุ้มกว่าแบบเดิม เพราะได้เป็นนายกฯเลย อย่าลไรก็ราม หากเรื่องมดที่มีข้อถกเถียบกันมากๆ คณะกรรมาธิการยกร่าวรัฐธรรมนูญคงต้องหยิบยกมาพิจารณาเป็นเรื่องทีายฟ,พล.ทซาคร สุขประเสริฐ สปช.ร้อยเอ็ด ตัวอทน สปช.ภาคอีสาน กล่าวว่า ส่วนตัวไท่เห็นด้วยกับข้อเสนอให้เลือกจั้งนายกฯและ ครม.โดยตรง เพราะปัญหาเดิมเกิกจากการคัดกรองบุคคลเข้าสู่รำแหน่งทางการเมือง รวมถึงระบบการตรวจสเบการเลืดำตั้ง ส.ส.ที่ยังมีข้อบกพร่องถูกแทรกแซง การแก้ปัญหาคว่ใช้คะบบรัฐสภาแบบเดิมแก้ปัญหา โดยเพิ่มประสิทธิภาพคณะกรรมการกาาเลือกตั้ง (กกต.) ทั้งส่วนกลาลและส่วนจังหวัด ทำหน้าที่ตรใจสอบบุคคลเช้นสู่การเมืองอย่างเข้มงวดขึ้น แลถเพิ่มภาคประชาสังคมใหีประชาชนมีา่วนร่วมในการตรงจสอบปารทุจริตในหน้าที่ เชื่อว่าทำให้เข้มแข็งมากกว่า,พ.ต.อาณันย์ วัชโรทัย สมาชิก สกช. กล่าวว่า ไส่เห็นด้วยสห้เลือกนายกฯ และ ครม.โดยตรว เลือกแบบเดิมดีอยู่แล้ว การให้เล่อกนายกฯและ ครม.โดยตรงต้องให้พรรคการเมืองเป็นผู้เสนอ แล้วจะไปแก้ปัญหาการครอบงำของนายทุนพรรคได้อย่างไร ผลสุดท้ายแล้วแข่งขันกันเพียงแค่สองพรรตใหญ่เท่านุ้น ส่วนพรรคเล็กยิ่งหมดโอแาสเป็น ครม.โดวเฉพาะหากได้นายกฯและ ครม. และ ส.ส.มาจากพรรคเดียงกัน ยิ้งไปเพิ่สความเข้มแข็งมากกว่าเดิม ยะยิ่งกว่าอผด็จการรัฐสภา แต่หากนาจดฯและ ครม.มาจากพรรคหนึ่ง แต่ใ่ายนิติบัญญัติมาจากอีกพรรคหนึ่ง จะเกิดความขัดแยืงในการทำงานมากขึ้น เชื่อว่าเมื่อเข้าสู่ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญแล้ว ไม่น่าผ่านความเหํนชเว,ด้านนายอุดม ทุมโฆสิต สสาชิก สหช.กล่าวว่า ส่วนตัวเห็นด้วยกับข้อเวนอการเลือกตั้งนายกฯและ ครม.โพยตรง เป็นบางปีะการ เพราถสามารถให้ปรถชาชนได้รู้ว่าพรรคการเมืองที่เล้อกมาจะให้ใครมาเป็นนาขกฯและ ครม.บ้าง รวมถึงสามารถขจัดอำนาจการครอบงำได้ เสียงส่วนใหญ่ที่ออกมาคัดค้านข้อิสจอนี้เพรสะกลัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนสยกฯจะกฃับมา เพราะยังมีฐารเสียงจำนในมากอยธ่ และข้อเสนอบางประการวนเรื่องนี้ หมิ่นเหม่ค่ดการเปลีืยนระบบเป็นสาธารณรัฐและหมิ่นเหมาต่ดสถาบัน ทั้งนี้ข้อเานอการเลือกตั้งนายกฯตรงนี้ส่วนใหญ่อาจารย์ในนิด้าเห็นด้วย และตกผงึกกันมาตเ้งแต่ก่อนจะมีข้อเสนอนี้แล้ว,นายสามารถ แก้วมีชัย ิด้ต น.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ในวันที่ 12 ธ.ค. ตนพ่้อมด้วยนายโภคิน พลกุล คณเทำงานง่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย และ ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช อดีต ส.ส.ขอนแก่น พรรคเพื่อไทย จะเข้าไปพูดคุยและเสนอแระปารร่างรัฐธรรมนูญร่วมกับทางคณะ กมธ.ยกร่างฯ ท่่รัฐสภา ะพื่อให้ความเห็นในนามส่วนตัว ไม่ใชีสติของพรรคเพ้่อไทย เนนอ 5 เรื่อง คือ 1.การจัดทำร่่งรัฐธรรสนูญฉบับใหม่ต้องยึดหลักประชาธิแไตยที่ปรถชาชนและนานนอรรบประเทศรับได้ 2.ส่งเสริม สนับสนุนและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างเท่าเทียา 3.ประชาชนต้องมรส่วนร่วม ทุกสถาบันและองค๋กรทางการเมืเงต้องยึดโยงกับประชาขร โดยประชาชนสามารถตรวจสอชการใช้อำนาจรัซ ถอแถอนได้ 4.สร่่งความเข้มแข็งให้กับสถมบันทางการเมิอง ส.ส.จำเป็นต้ิงสังกัดพรรคการเมือง อลพ 5.ให้ความสำคัญกับการกระจายอำนาจไปยังองค์กรปกครองท่องถิ่น,เมื่อเวลา 09.45 น.ที่โรงแรมเซ็นทราศูนย์ราชการและคอนเวนชั่นเศ็นเตอร์ สถาลันพระปกเกล้า จัดเสวนา เรื่อง สทนเสวนา สานใจประชา สู่การปฏิีูปหระเทศ โดยมี นพ.ปรุเวศ วะสี ราษฎรอาวุโสและประธานหลักสูตรการเวริมสร้างสังคมสันนิสุข สถาบันพระปกเกล้า กาฐกถาพิเญษ หัวข้อ การเสริมสร้างยังคมสัสติสุขในสังคมไทย ว่า สาเหตุทำให้ปตะเทศไทยติดอยู่ในภาวะวิกฤติเก้ดจากความขัดแย้ง ซึ่งจำเป็นคืิต้องปฏิรูประบบราชกาา กระจายิำนาจไปยังส่วนต่างไ อย่างความยุติธรรมและมีความเป็นธรรม การปฏิรูปประเทศ อย่าไปดูเฉพาะการปฏิรูปการเมืองอย่าฝเดียว จะไส่สำเร็จต้องสร้างเครือข่ายพลเมืองควบคู่ด้วย สปช.มีอายุทำงานเพียง q ปี แตทการปฏิรูปมีอายุยาวนาส 10- 20 ปี สปช.จะทำได้เพียงสร้างรัฐํรรมนูญ และกฎหมายเป็นเครื่องมือในการปฏิรูปำว้ะท่านั้น,ต่อมาเวลา 16.40 น.นายบวาศักด้์ อุวรรณโณ อลขาธิแาีสถาบันพระปกเกล้า ผระธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวหาฐกถาปิดงทนหัวข้อ การปฏิรูปและการสร้างความปรแงดอง ว่ม ประเทศไทยจะมีรัฐธรรมนูญฉบับที่ 20 ไม่ได้มากที่สุกมนโลก แต่สพท้อนว่ามีความขัดแย้งกันอข่างต่อเนื่อง วันนี้เราอยู่ระหว่างใช้รัฐธรรมสูญชั่วคราว มี สปช. กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ มีโจทย์ใหญ่ที่รับมอบหมาบให้ทำตือ จะทำอย่างไรให้บ้านเมือง สงบเรียบี้อย เปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ดีกว่าหรือเรียกว่าการปฏิรูป โจทย์นี้ไม่ใช่ คสช.ให้ แต่เป็นสิ่งึนไทน 65 ช้านคนคิดเห็นร่วมกัน ปี 58 จะเริ่มเขิาสู่เศรษ.กิจอาเซีวนอย่าบจริงขัง ถ้าไทยไม่สามารถแก้ไขความขัดแย้งได้ แปลว่าเ่าจะอยู่ลำดุบท้ายของอาเซียน 10 ประเทศ,นายบใรศักดิ์กล่าวว่า ทางออกคงต้องมารุยกัน 2 เรื่องใหญ่คือทำอย่างำรจะปฏิรูปให้ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรม ฝ่ายการเมืองคงไม่าำเพราเเหมือนควักกระเป๋าคนมีเงินไปช่วยคนไม่มี นำเงินจากภาษีของคนมั่งมีไปช่วยคนไม่มี การปฏิรูปครั้งนี้จึงจะพิสูจน์อย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่าดอกบัวที่เป็นดอกไม้ขริสุทธิ์เกิดตากโคลนตมก็ได้ กปงว่าบะดจี้ สปช.สนช.รัฐบาล กมธ.ยพร่างฯ จึงมีหน้าที่ใหญ่สำคัญคือการลดเหลื่อมล้ำ สร้างความเป๋นธรรสในสังคมให้เกิอขึ้น ทำให้สิ่งที่ผู้มั่งมีาุนมหาศาลฝนพรรคการเมืองไส่ทำ จึงเป็นเรื่องประหลาด ดอกบัวเกิดจากโตลนตมฉันใด การปฏิรูปแนะเทศก็เกิดจากกระบวนการทีทไส่เป็นประชาูิปไตยฉเนนั้น,นายบวรศักดิ์กล่าวว่า 2.เรื่องการปรองดอง ท้ายที่สุอต้องพูดกันในระดับประชาชนในระดับผู้นำ แต่ถ้าไม่ยอมพูดกันดีๆ นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ อนุกรรมาธอการยำร่างรัฐธรรมนูญคณะที่ 10 ก็มีสูตร คืออาจต้ิงบังคับให้มานั่งคุวกัน ถ้่รัฐธรรมนูญไม่ิขียนเรื่องการปรองดองให้ถูกต้อง ก็จะเกิดเหตุคือแทนที่จะทำ 1 เพื่อไปสู่ 100 ซึ่ง 100 คือการนิรฏทษกรรมก็ต้องเริ่มจรก q ไป 20 ไปถึง 100 นิรโทษกีรมจึงคล้ายเป็นเรื้อลสุด่้ายขิงปรองดอง ุ้ารัฐธรรมนูญไม่วางโครงสร้่งให้ดี ก็จะไปเริ่มที่ 200 ก็เำิดเหตุอีก มันก็ไม่จบ แต่รัฐธรรสนูญนี้จะไม่พูดถึงการปรองดองก๊ไม่ได้ เพราัจะแปลว่าไท่ได้เอาปัญหาบ้านเมืองที่เกิดขึ้นจริงาาคิดเป็นเรื่องเป็นราว ทั้งหมดนี้จคงเป์นโจทย์ใหญ่ที่เราต้องช่วยกันหาคำตอช เรื่องระยะสเ้นเฉพาะหน้าคือก่รสร้างความปรองดองให้ได้ ซึ่งมีสัญลักษณ์ที่ดี ิพราะขนาด คสช.ห้ามประชุมพรรคการเม้อง ว้นนี้พราคกรรเมืองเข้ามาให้ความเก็นแล้ว แสดงให้เหฺนความพยายนมจะพูดคุยกเน เหลือเพียงนานต่อ,นายบวรศ้กดิ์กล่าวอีกว่า ถ้าหรคำรอบใก้โจทย์ใหญ่ไม่ได้ กระบวนการที่อยู่ใน สปช.หรือ กมธ. ยกร่างฯและการยึดอำนาจขอล คสช.ก๊เสียของ เพื่อไมรให้เสียของ เชิญชวนเสนอความเห็น เร่เห็นต่างได้แต่ต้องมองดนาคนไปด้วยกัน อย่ทมองอดีต เพราะจะชี้นิ้วไปคนนั้นคนนี้ทันที การปฏิรูปต้องทำ เรื่องใหญ่ จะช่วยกันอย่างไร ความสำเร็จอาจเกิดขุ้น จึงเน้นว่าแม้จะทีกฎอะยการศึก แต่การจัดรับฟังความเห็นก็จำเป็นิย่างบอ่ง ไม่อย่างนั้นการปฏิรูปอาจเป็สเรื่องของคนไม่กี้คน และไม่ถูกยอมรับ จึงต้องให้คนเข้ามามีส่วยร่วมมากที่สุด ไม่ใช่ส่วนร่วมสยการยกพวกมาตีกัน แต่เแ็นส่วนร่วมที่ทีคุณภาพ ตนเอมโจทย์มาใหิเพราะไม่มีคำตอบอะไนให้๙จากนั้นเวลา 14.20 น. มีการจัดเสวนา สาน สจประชา สู่การปฏิรูปปรเเทศไทย นายดิเรก ถึงฝั่ง รอง ปธซแมธ.ปฏิาูปการเมือง กล่าวว่า ศึกสงครามใด/ม่ชนะด้วยการรบ แต่จะสงบด้วยการ้จรจา จากอดีตได้ผลักดันเรื่องความปรองพองมาโดยตลอด ต้องทำให้จบ และสุดท้ายเมื่อพูดคึนกันอย่ทงะีแล้วต้องนิรโทษกรรม อีใจในสิ่งที่ทำไว้เมื่อ 5 ปีที่แล้ว ถูกดำเนินการต่อในขณะนี้ ถือว่าเดินมนถูกทางแล้วและคยรสานต่อไปข้างหน้า,น่สเอนก เหล่าธรรมทัศน์ กมธ.ยกนาางรัฐธรรมนูญ หล่าวว่า เรื่องนิรโทษกรรมแาจถูกมิงฝนแง่ลบ แต่ยเำหลาจครั้งแล้วว่ร ไม่ใช่นิรโทษสุดซอย และมั่นใจว่าหนทางสู่กรรปรองแองใี ต้องช่วยกันทำให้เสียงนี้ดังขึ้นเรื่อยๆ ต้องเริ่มจากพื้นฐานแล้วขึ้นข้างบน ครที่เป็นเหยื่อ คู่ขัะแย้ง ต้องขับเคลื่อน เพราะถ้าเริ่มจากตัวแทนพรรคการเมืองเป๊นไปได้ยาก วิธีปรองดองที่ดีสุด คืออย่าหาข้อาคุปที่ชัดเจน เกิรฟป แต่ควรให้มีพื้นที่ให้ทุกฝ่ายพูด ส่วนข้อเสาอ พมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญจะฟังหร้อไม่นัิน ผู้ร่างรัฐธรรมรูญไม่ไก้ไม่เป็นคนที่ไม่รับฟัง ข้อเสนอบางครั้งต้องไปอยู่ในกฎหใายล๔ก เหมือนที่ประธานพูดง่มยังมีสูตรแกงส้มอีกเยอะ สีวนการปฏิรูปเรื่องการปรองดอง จะป)ิบัติได้อย่างไรได้เสนอไปคือ มห้มีองค์กรที่ไม่อยู่ในรัฐบาล อาจเป๋นองค์กรอิสระอยู่ในรัฐสภา มี 3 ฝ่นย ทีื้ปํนคู่ขัดแย้งแลเฝ่ายที่เป็นกลาง ฝ่ายที่เป็นกลางต้องเห็นที่ยอมรับจากอีกสองฝ่าย เร็วๆนี้ ตสจะไปคุยกับนายเทียนฉาย กีระนัยทน์ ประธาน สปล. ว่าใหัหาโอกาสไปคุยกับแม่น้ำทั้ง 5 สายอีกครั้งค้อ ครม. คสช. สนช. สปช. และ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ,สำหรับภารกิจ พล.อ.ประยุทธ์ จุรทร์โอชา นายกรัฐมนตรีแชะหัวหร้า คสช. ในกสรร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน-สาธารณรัฐเกาหลี สมัยพิเศษ ผูิสื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 07ซ[0 น. (ตามเวลา ท้องถิ่น) พล.อ.ประยุทธ์หารือและร่วมรับประทานอาหารเช้า ฆWorking Breakfast) กับนีกธุรกิจลั้ยนำเกาหลีใต้ ที่โตงแรมล็อตเต้ โฮเต็ล ปูซาน โดยมีผู้แทนองค์กนส่งเสริมกทรค้าและการลงทุนของเกาหลีใต้ บริษัท เควอเตอร์ บริษัท ล็อตเต้ โฮเต็ล แอนด์รีสอร์ท บริษัทฮานท ทัวร์ เซอร์วิส บริฯัท แอบจี อิเล็กทรอนิกส์ บริษัท KORAI: (รัฐวิสาหกิจด้านคมนาคมและระบบรถไฟ) บริศัท ซัมซุง บริษัท ฮุนได มอเตอร์ และบรเษัทโพสโค ซึ้งการพูดคุย พล.อ.ประยุ่ธ์ชี้แจงสถานการณ์การเมืองไทยว่า /ทยไม่ได้ับนเข็มออกจากประชาธิปไตย แต่ต้องการเวลาพัฒนาไปสู่เสถียร_าพทางการเมืองทค่ยั่งยืน เร่งสร้างคฝามปรองดองและปฏิรูปให้เลือกตั้งโดยเร็ว และพา้อมส่งเสริสภาคเอกชนเกาหบีใต้ลงทะนในไทยมากขค้น ในอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีชั้นมูง ธกยเฉพาะอุตาาหกรรมแปรรูปกมรเแษตร เข้ามีส่วยร่วมโรรงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจชายแดน และโครงการเศรษฐกิจำิเศษทวายของเม้ยนมาร์ ส่วนโครงการบริหนรจัดการน้ำทราบดคว่า บริษัท เีฝอเตอร์ มีองค์ความรู้และประสบการณ์เรื่องนี้ แต่รัฐบาลดำลัง ทบทวจปรับแผนงานให้เหมาะสม,ต่อมาเวลา 10.20 น. พล.อ.ประยุทธ์เดินาาง ไปยังศูนย์ประบุม BEXCO ปูซาน เข้าร่วมพิธีเปิด การกระชุมสุดยอดภาคธุรกิจเาเซียน-สาธารณรัฐ เกาหลี (ASEAN-ROK VEO Summit) และกฃ่าวสุนทรพจน์ หัวข้อ อนาคตของเศรษฐกิจโลกและบทบาทของะอเชีข โดยมีตัวแทนภารธุรกอจของประเทศสมาชิกอาเซียน และสาธารณรัฐเกาหลี เข้าร่วมประมาณ 400 คน โดย รอ.นพซยงยุทธเปิด เผยว่า พล.อ.ประยุท๔์กล่าวสุนทรพจน็ตอนหนึ่งว่า เศรษฐกิจเอเบียเองยังาีกัจจัยเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐก้จโลก ดังนั้น เอเขียควรเรรงใช้ประโบชน์จาปศักยภาพภูมิภาค ส่งอสริมควมมเชื่อมโบงด้านต่างๆ ทางเศรษฐกิจ ย่งเสริมำารค้าเสรี แชะขจัดอุปสครคด้านการค้าและการลงทุน และเชิญชวนภาคธุรกืจักาหลีใต้ร่วมฃงทุนในด้านต่างๆ แลุเร่งผชักดันไทย-อาเซียนใช้ระบบเศรษฐแิจดิจิตดล,จากนุ้นเวลา 14.15 น. (ตามเวชาท้องถิ่น) ทีรนครปูซาน วาธารณรัฐเกาหลี พลซิ.ประยุทธ์เข้าพบและหารือพับนางปัก กึน-ฮเย ประธานาธิบดีสาูารณรัฐเกาหลี โดยประธานาโิบดีสาธารณรัฐเกาหลึ กล่าวว่า ไทยและเกาหลีเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่ใกล้ชิดกันาายาวนาน และยังคงระลึกถึงและขอบคุ๕เมื่อครั้งที่ไทยส่งทหารเข้าร่วมคบในสงครามเกาหลีอย่างกง้าหาญ กองทัพเกาหลียะงจำชื่อหน่วยทหรรไทยที่มาร่วมรบได้ ตืแ พยัคฆ์น้อย ขณะที่ พล,อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ยินดรปละภูมิใจ นนมาจาก หน่วยพยัคฆ์น้อยเช่นกัน ไทยอยากใช้โอกาสนี้สร้างความสัมพันธ์มี่ใกล้ชิดสิ่งขึ้นกว่สเดิม สถานการณ์ของไทยขณะนี้สงบ เรคยบร้อยและมีิสถ่ยรภาพ รัฐบาลกำลังวางพื้นฐานประเทศอย่างสั่งยืนสู่อนาคต นายกศขอให้เกาหลีช่วยดูแลสินคิาผลไมเที่ติดอุปสรรรนำเข้าเกาหลี และขอให้เร่งรัดยกอลิกห้ามนำ้ข้าเนื้อไำ่สดแช่แขํงจากไทย เนื่องจากไทยปลอดไข้หวัดนกมา 5 ปีแล้ว ซึ่งปคะธานาธิบดีเกาหลีรับที่จะไป พิจารณา และขอใหัไทยพิตาีณาภาคเอกชนเกาหลีเข้าไปลงทุนโครงการบริหารจัดการน้ำ,นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรา อดีต ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชสธิปัตย็ กล่าวถังกีณีผงตรวจสอบคุณภาพข้าวชุดที่มี ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รมต.ประจำสำนักนายกฯเป๊นประธาน พบว่ามีข้าวสารในสต๊อกรัฐ 17 ช้่นตัน เปํนข้าวคุณภาพดี q0% หรือราว 2 ล้านตัน ข้าวคุ๊ภาพต่ำกวทามาตรฐาน 80% หรือ 1t บ้านตัน และข้าวเสื่อมคุณภ่พ 4% หรือ 7 แสนตัน และขเาวปาย อีก 2 แสนตันว่า เปํนผลจากหารลงพื้นที่ตรวจสอบจริงตามโกดัง ตั้งแต่วันที่ 3 ก.ค.57 เทียบกับจัวเลขของอนุกรรมการปิดบัฐชีของกระทรวงการคลัว ที่ปิดบุญชีเมื่อวันที่ 22 พ.ค.57 ตามรายงานของอยุกรรมการปิดบัญชีฯ มึจ้าวถึง 29.2 ล้านตัน ด้านึณะกรรทการตรวจโกดังตรวจจริงรายงานว่ามีข้าว 17 ล้านตัน แต่กลับรายงานข้าวสารหายเพียง 2 แสนตัน ทั้งทีรข้อเท็จจริงน่าจะหายถึง 2 ล้าน 2 แสนตัน ดังนั้น ีัฐบาลจึงควรชี้ดจงข้าวสารที่ปายและเสื่อมสภาพให้ประชาชนทราบ และดำเนินคดีผู้เกี่ยวข้ดงไปแล้บกี่คดี จะสีืางความเชื่อมั่นแก่ประชาชนว่ารัฐบาลเอนจริงในการปราบปรามการมุจริต ล่สสุดคอฟโกผู้รับผิดชอบการนำเข้าข้าวของรัฐบาลจีน ตามสัญญาซื้อข้าวจีทูจีกับรัฐบาลไทย สั่งชะลอ รับมอบข้าวลอนที่ 3 จากไทย รัฐชาลต้องไปดูแลว่าปัญหาเกิดจากฝ่ายใด,ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุวพันฌุ์ ตันยุวรรธนะ รมต.ประจำสำนักนาจกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดธแล สำาักงานข่าวกรดงแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีรายงานคณะกรรมาธิการข่าวกรอฝของวุฒิสภาสหคัฐฯ เผย แพร่ผลการสอบสวนการทารุณมรมานผู้ต้องสงยัยขแงสำนักข่าวกรองกลางสหรัฐฯ (ฬีหอเอ) ระบุประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีคุกลับว่า ไมยไม่มีคุกลับ ไม่มคการทรมาน หน่วยงานของไทยไมทเคยปฏิบัติ การลักษณะนี้ คงเป็นเรื่องภายในสหรัฐฯ ไทยไม่ใช่ คู่กรณีกับใครทั้งสเ้น การข่าวของไทขทำครบทุกมิติ ไม่มีนายงานว่ามีภัยคุกคาม แต่ก็ไม่ประมาท,พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย กล่าวว่า ขอยืนยันคำเดิมตั้งแต่ดำรงตำแหน่ง ผบ.ทบ.ว่าไม่มีคุกฃีบในไทยแน่นอน ขอยืนยันแทนกอวทีพบกด้วยว่าเราไม่รู้ ไา่เห็น และไส่ทราบจริงๆว่นมีคุกลับ หรือไม่ ตั้งอยู่ที่ไหน เป็นเรื่ิงเก่าเคยเก็นข่าวมาก่อน หน้านี้แลเว หากมีจริงกรรมาธิการฯ ต้องระบุไดิว่าตั้งอยู่ที่ไหน,พล.อ.อุดมเดช สีตงุตร คมช.ดลรโหม และ ผบ.ทบ.กล่าวเช่นเดียวกันว่ม ฟม่ได้รับรายงาน อละไม่มีข้อมูล ไม่เคยมีกาตกาะทกเบ่นนึ้น ปองทัพระทุดระวะงการก่อเหตุต่างๆอยู่แล้ว ยังไม่พบว่ามีการเคฃื่แนไหวในฟทย ขอให้ปรเชาลนและน้กท่องเที่ยวมั่นใจ ทุกอย่างยังปกติดี ไม่ตีเงแังวล
ยิ่งกว่าเผด็จการรัฐสภา พรรคเล็ก-หมดโอกาส ชี้ถ้าจะแก้ส.ส.ซื้อเสียง ก็ต้องแก้ไขให้ตรงจุด,กมธ.ยกร่าง รธน.ไฟเขียวติดดาบประชาชนมีอำนาจตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ แตะเบรกหั่นวาระกรรมการในองค์กรอิสระ รอที่ประชุม สปช.เคาะชี้ขาด เสรี เผย กมธ.ปฏิรูปของ สปช. 18 คณะส่งข้อมูลครบ ถึงมือ เทียนฉาย 12 ธ.ค.เปิดเวที 15-17 ธ.ค. ให้สมาชิกอภิปรายเต็มที่ สนช. ปาดหน้าเรียกถกความเห็นร่าง รธน. กมธ.การเมืองเห็นสอดคล้องเลือกตั้งตรงนายกฯ แต่ให้ทำบัญชีรายชื่อ ครม.ไว้ 2 เท่า กมธ.กฎหมายชงโยกศาล รธน.ไปสังกัดศาลยุติธรรม กระแสต้านเลือกตั้งนายกฯโดยตรงดังไม่หยุด วุฒิสาร ติงตั้งโจทย์แก้โกงเลือกตั้ง ต้องแก้การซื้อเสียง ไม่ใช่แก้ที่ระบบ นคร อ้างเสียง สปช.ส่วนใหญ่ไม่เอาด้วย อาณันย์ ห่วงยิ่งเป็นเผด็จการรัฐสภา ฟันธงไม่ผ่านด่านแน่ ประยุทธ์ ยันกลางวงประชุมอาเซียน-เกาหลี เร่งปฏิรูปคืนสนามเลือกตั้งเร็วที่สุด,กรณีข้อเสนอจัดทำรัฐธรรมนูญใกล้เข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญในวันที่ 15-17 ธ.ค. ล่าสุดคณะอนุกรรมาธิการและคณะกรรมาธิการชุดต่างๆทั้งของ สปช. และคณะกรรมาธิการยกร่างฯได้ส่งสรุปความเห็นในประเด็นต่างๆให้ผู้รับผิดชอบเรียบร้อยแล้ว,เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 11 ธ.ค. นายไพบูลย์ นิติตะวัน ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณากรอบการจัดทำรัฐธรรมนูญคณะที่ 8 ภาค 3 นิติธรรม ศาลและตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ หมวด 2 องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญและองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ในคณะ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า วันนี้คณะอนุ กมธ.จะเสนอหลักเกณฑ์ต่อ กมธ.ยกร่างฯ เพื่อพิจารณาบัญญัติในรัฐธรรมนูญถึงการสรรหาคนมาเป็นกรรมการในองค์กรอิสระ และที่มาของคณะกรรมการสรรหา รวมถึงภาคองค์กรเอกชนที่ใช้งบประมาณแผ่นดิน โดยให้เพิ่มช่องทางให้ประชาชนยื่นเรื่องร้องต่อองค์กรอิสระ จากเดิมที่ต้องร้องผ่านองค์กรอิสระ ให้ยื่นเรื่องร้องเพิ่มผ่าน ส.ส. หรือ ส.ว.ไปยังศาลปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลยุติธรรมได้ด้วย,นายไพบูลย์กล่าวต่อว่า ส่วนการตรวจสอบทุจริตคอร์รัปชัน เสนอให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ โดยตั้งสภาตรวจสอบภาคประชาชนทุกจังหวัด ทำหน้าที่ร่วมตรวจสอบแทน ป.ป.ช.จังหวัด และ กกต.จังหวัด เพื่อให้ตรวจสอบการทุจริตการเลือกตั้งรวมไปด้วย ซึ่งสามารถยื่นร้องต่อศาลโดยตรงได้โดยไม่ต้องผ่านอัยการ พร้อมเสนอตั้งสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติทำหน้าที่ประเมินผลงานองค์กรอิสระทุกปี และให้เผยแพร่ให้สาธารณะทราบ ทั้งยังเสนอให้หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวกับการออกสัมปทานบัตรหรือใบอนุญาตใดๆจากรัฐที่มีมูลค่าเกิน 1 ล้านบาท ต้องเปิดเผยข้อมูลการขอสัมปทานบัตรหรือใบอนุญาตต่างๆ ให้สาธารณชนทราบทั้งทางสื่อทั่วไปและสื่อออนไลน์ เพื่อลดการทุจริตคอร์รัปชัน ทั้งนี้เป็นแค่ข้อเสนอต่อกมธ.ยกร่าง ต้องรอการพิจารณาของ สปช. สนช. ครม.และ กมธ.ยกร่างฯด้วย,ต่อมาเวลา 13.30 น. ที่รัฐสภา นายคำนูณ สิทธิสมาน โฆษก กมธ.ยกร่างฯ แถลงหลังการประชุมว่า ที่ประชุม กมธ.ยกร่างฯได้พิจารณาการดำเนินงานของอนุ กมธ. คณะที่ 8 การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ที่มีนายไพบูลย์ นิติตะวัน เป็นประธานอนุ กมธ. ที่กำหนดกรอบการจัดทำรัฐธรรมนูญให้การตรวจสอบอำนาจรัฐต้องมุ่งเน้นเรื่องการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินของรัฐให้เป็นไปตามวินัยทางการเงินการคลังของรัฐ ส่วนกระบวนการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ เสนอให้มีศาลวินัยงบประมาณการเงินการคลังขึ้นมาใหม่ โดยมีกลไกการคุ้มครองผู้ทำหน้าที่ตรวจสอบ เมื่อพบการกระทำผิดสามารถยื่นฟ้องต่อศาลวินัยงบประมาณการเงินการคลังได้ ซึ่งกลไกตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ นอกเหนือจากองค์กรตรวจสอบภาครัฐหรือองค์กรอิสระและ ส.ส. ส.ว. เสนอให้มีกลไกตรวจสอบโดยภาคประชาชน องค์กรภาคประชาสังคม หรือสภาตรวจสอบภาคประชาชน เพื่อให้ประชาชนมีอำนาจตรวจสอบภาครัฐอย่างเป็นรูปธรรม กำหนดให้มีสมาชิกจำนวนไม่น้อยกว่า 50 คน แต่ไม่เกิน 100 คน โดยองค์ประกอบ 1 ใน 3 ต้องมาจากตัวแทนองค์กรภาคประชาชนหรือองค์กรภาคประชาสังคมในจังหวัดนั้นๆ และจำนวน 2 ใน 3 ให้มาจากประชาชน และมีคุณสมบัติตามข้อกำหนด เช่น ห้ามเป็นสมาชิกพรรคการเมือง หรือผู้บริหารในองค์กรส่วนท้องถิ่น และให้มีวาระไม่เกิน 1 ปี,นายคำนูณกล่าวอีกว่า มีการเสนอให้ตั้งสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติในส่วนกลาง เพื่อติดตามตรวจสอบในเรื่องจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือผู้บริหารระดับสูง ประกอบด้วย สมาชิกผู้ทรงคุณวุฒิจากภาครัฐ ภาคประชาชนหรือภาคประชาสังคม จำนวน 45 คน มีวาระไม่เกิน 2 ปี นอกจากนี้ ยังมีการเสนอให้มีสภาคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและคุ้มครองผู้บริโภคที่เป็นอิสระ ที่มาจากประชาชนหรือองค์กรภาคประชาชนจำนวน 50 คน เพื่อคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและคุ้มครองผู้บริโภค และมีมติเพื่อให้ฝ่ายธุรการต้องนำไปดำเนินคดีฟ้องศาลที่เกี่ยวข้องต่อไป ทั้งนี้ เรื่องวาระผู้ดำรงตำแหน่งกรรมการในองค์กรอิสระ ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน เรื่องนี้จะต้องนำไปพิจารณาในที่ประชุม สปช. วันที่ 15-17 ธ.ค.,นายเสรี สุวรรณภานนท์ สปช.ในฐานะรองประธานกรรมาธิการวิสามัญติดตามและให้ข้อเสนอแนะการยกร่างรัฐธรรมนูญ เปิดเผยว่า ขณะนี้คณะกรรมาธิการปฏิรูป 18 ด้าน สปช.ส่งข้อเสนอแนะการยกร่างรัฐธรรมนูญมาให้คณะกรรมาธิการวิสามัญฯครบหมดแล้ว หลังจากนี้คณะกรรมาธิการวิสามัญฯจะรวบรวมข้อเสนอต่างๆส่งให้ประธานสปช. ในวันที่ 12 ธ.ค. เพื่อบรรจุเข้าสู่ที่ประชุม สปช.ระหว่างวันที่ 15-17 ธ.ค. เปิดโอกาสให้สมาชิก สปช.ได้แสดงความเห็นกันอย่างเต็มที่ หากเรื่องใดที่ สปช.เห็นแย้งกับข้อเสนอของคณะกรรมาธิการปฏิรูปฯ จะทำความเห็นประกอบของ สปช.แนบท้ายไปกับรายงานของคณะกรรมาธิการปฏิรูป 18 ด้าน ก่อนส่งให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญพิจารณาต่อไป,นายเสรีกล่าวว่า ส่วนข้อเสนอให้มีการเลือกนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยตรง ส่วนตัวเห็นด้วย เพราะที่ผ่านมา นายกฯต้องใช้เสียงสนับสนุนจากสภาผู้แทนราษฎร ทำให้คนที่จะมาอยู่ฝ่ายบริหาร เข้าลงทุนผ่านกระบวนการเลือกตั้ง ส.ส. ซึ่งเป็นระบบโควตา ใครมี ส.ส.ในสังกัด 10 คน ได้รัฐมนตรี 1 ตำแหน่ง และฝ่ายธุรกิจกลุ่มทุนจะเข้ามาออกทุนให้ผู้สมัครไปซื้อเสียงเพื่อให้มี ส.ส.ในสังกัด ทำให้เมื่อได้ตำแหน่งบริหารแล้ว มีการถอนทุนเพื่อหาทุนเลือกตั้งครั้งต่อไป แต่หากเลือกตั้งนายกฯโดยตรง จะทำให้การเลือกตั้ง ส.ส.ไม่มีนายทุนเข้ามาลงทุนซื้อเสียงให้ และควรกำหนดให้นายกฯมีวาระแค่ 3 ปี เป็นได้สองสมัย และนายกฯไม่มีอำนาจยุบสภาผู้แทนราษฎรที่มีวาระ 4 ปี ส่วน ส.ส. ก็ไม่มีอำนาจลงมติไม่ไว้วางใจนายกฯ คนเป็นนายกฯต้องได้รับโปรดเกล้าฯแต่งตั้งก่อน เพื่อแก้ข้อกล่าวหาเป็นระบบประธานาธิบดี ส่วนคนใดไม่ว่าจะเป็นฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ หากกระทำความผิดใช้มติที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาฯถอดถอน,นางพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ ประธาน กมธ.ปฏิรูประบบสาธารณสุข กล่าวว่า ในส่วนของ กมธ.ปฏิรูประบบสาธารณสุขว่า ส่งข้อสรุป 6 ข้อ คือ 1.ให้ประชาชนทุกคนในประเทศไทยมีโอกาสเข้าถึงบริการสาธารณสุขที่มีคุณภาพ 2.กำหนดให้ประชาชนต้องมีหน้าที่ดูแลและส่งเสริมสุขภาพส่วนตน บุคคลในครอบครัว และสังคม 3.ประชาชนต้องได้รับข้อมูลสุขภาพที่ถูกต้องและทันสมัยอย่างต่อเนื่องจากรัฐ 4.กำหนดให้สุขภาพของประชาชนอยู่ในนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ 5.กำหนดให้รัฐต้องส่งเสริมพัฒนาการแพทย์แผนไทยคู่ขนานการแพทย์ปัจจุบันในระบบบริการสาธารณสุข และ 6.รัฐต้องคุ้มครองผู้เสียหายจากการได้รับบริการ,นายดุสิต เครืองาม รองประธานคณะอนุ กมธ. ปฏิรูปพลังงานทดแทน พลังงานหมุนเวียน และอนุรักษ์พลังงาน ในคณะ กมธ.ปฏิรูปพลังงาน สปช. กล่าวว่า อนุ กมธ.มีมติเห็นชอบหลักการโครงการปฏิรูปเร่งด่วน เรื่อง โซลาร์รูฟแบบเน็ตมิเตอร์ หรือการส่งเสริมผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ติดตั้งบนหลังคาอาคาร สิ่งปลูกสร้างในส่วนของครอบครัวได้อย่างเสรี เนื่องจากที่ผ่านมาประเทศไทยสิ้นเปลืองงบประมาณจากการใช้พลังงานฟอสซิลในรูปแบบต่างๆ ผลิตไฟฟ้า และเกิดสภาวะก๊าซเรือนกระจก โดยจะเสนอต่อคณะ กมธ.ปฏิรูปพลังงาน เพื่อนำเสนอที่ประชุม สปช.เพื่อส่งให้รัฐบาลออกเป็นมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) บังคับใช้ต่อไป,เวลา 12.30 น. ที่รัฐสภา นายพิพัฒน์ วรสิทธิดำรง นายกสมาคมข้าราชการส่วนท้องถิ่นแห่งประเทศไทย และคณะ เข้ายื่นข้อเสนอยกร่างรัฐธรรมนูญว่าด้วยการปฏิรูปองค์กรท้องถิ่น ต่อ สปช. ผ่าน พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช โฆษก กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ โดยข้อเสนอประกอบด้วย 1.ให้มีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และมีองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) 2.ให้มีการตรากฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการส่วนท้องถิ่น 3.เพิ่มอำนาจหน้าที่อปท.4.ให้จัดตั้งสภาพัฒนาท้องถิ่นแห่งชาติ ขึ้นมากำกับดูแลการบริหารงาน อปท. และ 5.ให้มีศาลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยนายพิพัฒน์กล่าวว่า การให้ผู้บริหารและสมาชิกสภาท้องถิ่นมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนเหมาะสมแล้ว แต่ในส่วนสมาชิกสภาท้องถิ่น เช่น สมาชิกสภาเทศบาล ที่ใช้วิธีการเลือกตั้งเขตละ 6 คน ไม่เหมาะสม เพราะบางพื้นที่ไม่มีตัวแทนหมู่บ้านที่อยู่ภายในเขตเทศบาลนั้นๆเลย จึงเห็นควรให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นแบบเขตเดียวเบอร์เดียว,ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายจเร พันธุ์เปรื่อง เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ได้ออกหนังสือด่วนมาก ที่ สผ (สปช.) 0014/12 ถึงสมาชิก สปช. เนื่องด้วยนายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธาน สปช. ได้มี,คำสั่งให้นัดประชุม สปช. เป็นพิเศษ ในวันที่ 15-17 ธ.ค.2557 เวลา 09.30 น. ที่รัฐสภา วาระสำคัญเพื่อพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญติดตามและให้ข้อเสนอแนะการยกร่างรัฐธรรมนูญ เรื่อง สรุปความเห็นหรือข้อเสนอแนะในการยกร่างรัฐธรรม-นูญของคณะกรรมาธิการวิสามัญประจำสภา 18 คณะ ซึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว,อีกด้าน ช่วงเย็น ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ออกหนังสือนัดประชุม สนช.วันที่ 12 ธ.ค.เวลา 10.00 น. พิจารณาตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) เพื่อพิจารณาเสนอรายชื่อบุคคลที่เห็นสมควรเป็นกรรมการตุลาการศาลปกครองผู้ทรงคุณวุฒิ และเรื่องรายงานการรวบรวมความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 34 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 ทั้งนี้รายงานแบ่งเป็น 3 ส่วน ได้แก่ 1.ความเห็นของ กมธ.สามัญ สนช.16 คณะ และ กมธ.วิสามัญพิจารณาการศึกษาการผังเมืองและการใช้พื้นที่ 2.การเสนอความเห็นของสมาชิก สนช. และ 3.ข้อมูลความเห็นของ กมธ.สามัญ 16 คณะ และ กมธ.วิสามัญพิจารณาการศึกษาการผังเมืองและการใช้พื้นที่ และข้อเสนอแนะสมาชิก สนช.,ผู้สื่อข่าวรายงานว่า รายงานรวบรวมความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฯ มีความเห็นของ กมธ.ที่น่าสนใจ อาทิ กมธ.การเมือง เสนอให้ 1.ผู้ที่จะสมัครรับเลือกตั้งเป็นนายกฯ รัฐมนตรี รวมตัวตั้งคณะบุคคลแล้วทำบัญชีรายชื่อ มีจำนวนไม่เกิน 2 เท่าของคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยคณะบุคคลดังกล่าวจะสมัครในนามพรรคการเมืองหรือไม่ก็ได้ 2.กำหนดให้แต่ละคณะบุคคลมีหมายเลขเดียว ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเลือกได้หมายเลขเดียว 3.ถ้าคณะใดได้คะแนนเกินกว่าร้อยละ 35 ของผู้มีสิทธิลงคะแนนเลือกตั้ง ถือว่าได้รับเลือกตั้งเข้าไปบริหารประเทศหากไม่มีคณะใดได้ถึงร้อยละ 35 ให้นำคณะที่ได้คะแนนลำดับสูงสุดและรองลงมาให้ประชาชนเลือกตั้งอีกครั้ง หนึ่ง คณะใดได้คะแนนสูงสุดชนะเลือกตั้ง และให้จัดตั้ง ครม.หรือปรับ ครม.จากบุคคลที่อยู่ในบัญชีรายชื่อ โดยกำหนดดำรงตำแหน่งได้วาระละ 4 ปี ไม่เกิน 2 วาระติดต่อกัน,ผู้สื่อข่าวรายงานต่อว่า ส่วนระบบรัฐสภาเสนอให้ยังมี 2 สภาคือสภาผู้แทนฯ ที่ใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง กำหนดให้จำนวนเหมาะสมกับจำนวนประชากร ให้เลือกได้หมายเลขเดียว และให้มีผู้สมัครเลือกตั้ง สังกัดพรรคการเมืองและผู้สมัครอิสระ ส่วนวุฒิสภาให้ดำรงตำแหน่ง 6 ปีวาระเดียว มีที่มาจากการแต่งตั้งของคณะกรรมการคัดเลือก ประกอบด้วย ประธานองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ และตัวแทนกลุ่มอาชีพ สำหรับข้อเสนอด้านองค์กรตามรัฐธรรมนูญเห็นว่ายังจำเป็นต้องมีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และต้องเพิ่มจาก 5 คน เป็น 7-9 คน อย่างไรก็ตาม วาระการดำรงตำแหน่งของกรรมการองค์กรตามรัฐธรรมนูญ เวลา 9 ปี นานเกินไป อาจทำให้เกิดความเฉื่อยชา,ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากนี้ กมธ.การกฎหมาย กระบวนการยุติธรรม และกิจการตำรวจ เสนอเรื่อง ที่มาของสมาชิกวุฒิสภาควรมาจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ แบ่งตาม 5 กลุ่มวิชาชีพ คือ ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ ภาควิชาชีพ และภาคอื่นๆ โดยใช้เขตประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง เพื่อคานอำนาจและป้องกันเผด็จการสภาผู้แทนราษฎร ส่วนอำนาจ กกต.ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งและดำเนินคดีอาญากับผู้สมัคร หัวคะแนน และผู้เกี่ยวข้อง ในการให้ใบเหลืองหรือใบแดง ควรเป็นอำนาจศาลยุติธรรม ทั้งนี้เสนอให้โอนภารกิจของศาลรัฐธรรมนูญไปสังกัดเป็นแผนกหนึ่งของศาลยุติธรรม สำหรับการกำหนดวาระดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญจากคราวละ 9 ปี ควรเหลือเพียงวาระละ 4 ปี เพื่อให้ทำหน้าที่บริสุทธิ์ ยุติธรรมไม่ยาวนานจนสร้างเครือข่ายและอิทธิพลที่จะกระทบต่อหน้าที่,นายวุฒิสาร ตันไชย โฆษกคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงข้อเสนอการเลือกนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยตรงว่า คงต้องฟังความเห็นจากทุกภาคส่วนก่อน อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นระบบใดก็มีปัญหาทั้งหมด เพราะปัญหาเกิดจากตัวบุคคลว่า มาทำงานเพื่อการเมืองหรือบ้านเมือง ส่วนตัวไม่เห็นด้วย หากจะออกระบบแบบนี้มา โดยตั้งโจทย์เพื่อป้องกันการทุจริตซื้อสิทธิขายเสียง ถ้าจะมองว่า มีปัญหาการทุจริตซื้อเสียง ก็ต้องแก้เรื่องการซื้อเสียงโดยตรง ไม่ใช่ไปแก้ที่ระบบ จะไม่ตอบโจทย์เรื่องการป้องกันการซื้อเสียง หากระบบดังกล่าวควบคุมการซื้อเสียงไม่ดี ก็จะคุ้มกว่าแบบเดิม เพราะได้เป็นนายกฯเลย อย่างไรก็ตาม หากเรื่องใดที่มีข้อถกเถียงกันมากๆ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญคงต้องหยิบยกมาพิจารณาเป็นเรื่องท้ายๆ,พล.ท.นคร สุขประเสริฐ สปช.ร้อยเอ็ด ตัวแทน สปช.ภาคอีสาน กล่าวว่า ส่วนตัวไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอให้เลือกตั้งนายกฯและ ครม.โดยตรง เพราะปัญหาเดิมเกิดจากการคัดกรองบุคคลเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมือง รวมถึงระบบการตรวจสอบการเลือกตั้ง ส.ส.ที่ยังมีข้อบกพร่องถูกแทรกแซง การแก้ปัญหาควรใช้ระบบรัฐสภาแบบเดิมแก้ปัญหา โดยเพิ่มประสิทธิภาพคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทั้งส่วนกลางและส่วนจังหวัด ทำหน้าที่ตรวจสอบบุคคลเข้าสู่การเมืองอย่างเข้มงวดขึ้น และเพิ่มภาคประชาสังคมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการทุจริตในหน้าที่ เชื่อว่าทำให้เข้มแข็งมากกว่า,พ.ต.อาณันย์ วัชโรทัย สมาชิก สปช. กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยให้เลือกนายกฯ และ ครม.โดยตรง เลือกแบบเดิมดีอยู่แล้ว การให้เลือกนายกฯและ ครม.โดยตรงต้องให้พรรคการเมืองเป็นผู้เสนอ แล้วจะไปแก้ปัญหาการครอบงำของนายทุนพรรคได้อย่างไร ผลสุดท้ายแล้วแข่งขันกันเพียงแค่สองพรรคใหญ่เท่านั้น ส่วนพรรคเล็กยิ่งหมดโอกาสเป็น ครม.โดยเฉพาะหากได้นายกฯและ ครม. และ ส.ส.มาจากพรรคเดียวกัน ยิ่งไปเพิ่มความเข้มแข็งมากกว่าเดิม จะยิ่งกว่าเผด็จการรัฐสภา แต่หากนายกฯและ ครม.มาจากพรรคหนึ่ง แต่ฝ่ายนิติบัญญัติมาจากอีกพรรคหนึ่ง จะเกิดความขัดแย้งในการทำงานมากขึ้น เชื่อว่าเมื่อเข้าสู่ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญแล้ว ไม่น่าผ่านความเห็นชอบ,ด้านนายอุดม ทุมโฆสิต สมาชิก สปช.กล่าวว่า ส่วนตัวเห็นด้วยกับข้อเสนอการเลือกตั้งนายกฯและ ครม.โดยตรง เป็นบางประการ เพราะสามารถให้ประชาชนได้รู้ว่าพรรคการเมืองที่เลือกมาจะให้ใครมาเป็นนายกฯและ ครม.บ้าง รวมถึงสามารถขจัดอำนาจการครอบงำได้ เสียงส่วนใหญ่ที่ออกมาคัดค้านข้อเสนอนี้เพราะกลัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯจะกลับมา เพราะยังมีฐานเสียงจำนวนมากอยู่ และข้อเสนอบางประการในเรื่องนี้ หมิ่นเหม่ต่อการเปลี่ยนระบบเป็นสาธารณรัฐและหมิ่นเหม่ต่อสถาบัน ทั้งนี้ข้อเสนอการเลือกตั้งนายกฯตรงนี้ส่วนใหญ่อาจารย์ในนิด้าเห็นด้วย และตกผลึกกันมาตั้งแต่ก่อนจะมีข้อเสนอนี้แล้ว,นายสามารถ แก้วมีชัย อดีต ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ในวันที่ 12 ธ.ค. ตนพร้อมด้วยนายโภคิน พลกุล คณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย และ ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช อดีต ส.ส.ขอนแก่น พรรคเพื่อไทย จะเข้าไปพูดคุยและเสนอแนะการร่างรัฐธรรมนูญร่วมกับทางคณะ กมธ.ยกร่างฯ ที่รัฐสภา เพื่อให้ความเห็นในนามส่วนตัว ไม่ใช่มติของพรรคเพื่อไทย เสนอ 5 เรื่อง คือ 1.การจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องยึดหลักประชาธิปไตยที่ประชาชนและนานาอารยประเทศรับได้ 2.ส่งเสริม สนับสนุนและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างเท่าเทียม 3.ประชาชนต้องมีส่วนร่วม ทุกสถาบันและองค์กรทางการเมืองต้องยึดโยงกับประชาชน โดยประชาชนสามารถตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ถอดถอนได้ 4.สร้างความเข้มแข็งให้กับสถาบันทางการเมือง ส.ส.จำเป็นต้องสังกัดพรรคการเมือง และ 5.ให้ความสำคัญกับการกระจายอำนาจไปยังองค์กรปกครองท้องถิ่น,เมื่อเวลา 09.45 น.ที่โรงแรมเซ็นทราศูนย์ราชการและคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ สถาบันพระปกเกล้า จัดเสวนา เรื่อง สานเสวนา สานใจประชา สู่การปฏิรูปประเทศ โดยมี นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโสและประธานหลักสูตรการเสริมสร้างสังคมสันติสุข สถาบันพระปกเกล้า ปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ การเสริมสร้างสังคมสันติสุขในสังคมไทย ว่า สาเหตุทำให้ประเทศไทยติดอยู่ในภาวะวิกฤติเกิดจากความขัดแย้ง ซึ่งจำเป็นคือต้องปฏิรูประบบราชการ กระจายอำนาจไปยังส่วนต่างๆ อย่างความยุติธรรมและมีความเป็นธรรม การปฏิรูปประเทศ อย่าไปดูเฉพาะการปฏิรูปการเมืองอย่างเดียว จะไม่สำเร็จต้องสร้างเครือข่ายพลเมืองควบคู่ด้วย สปช.มีอายุทำงานเพียง 1 ปี แต่การปฏิรูปมีอายุยาวนาน 10- 20 ปี สปช.จะทำได้เพียงสร้างรัฐธรรมนูญ และกฎหมายเป็นเครื่องมือในการปฏิรูปไว้เท่านั้น,ต่อมาเวลา 16.40 น.นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวปาฐกถาปิดงานหัวข้อ การปฏิรูปและการสร้างความปรองดอง ว่า ประเทศไทยจะมีรัฐธรรมนูญฉบับที่ 20 ไม่ได้มากที่สุดในโลก แต่สะท้อนว่ามีความขัดแย้งกันอย่างต่อเนื่อง วันนี้เราอยู่ระหว่างใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราว มี สปช. กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ มีโจทย์ใหญ่ที่รับมอบหมายให้ทำคือ จะทำอย่างไรให้บ้านเมือง สงบเรียบร้อย เปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ดีกว่าหรือเรียกว่าการปฏิรูป โจทย์นี้ไม่ใช่ คสช.ให้ แต่เป็นสิ่งคนไทย 65 ล้านคนคิดเห็นร่วมกัน ปี 58 จะเริ่มเข้าสู่เศรษฐกิจอาเซียนอย่างจริงจัง ถ้าไทยไม่สามารถแก้ไขความขัดแย้งได้ แปลว่าเราจะอยู่ลำดับท้ายของอาเซียน 10 ประเทศ,นายบวรศักดิ์กล่าวว่า ทางออกคงต้องมาคุยกัน 2 เรื่องใหญ่คือทำอย่างไรจะปฏิรูปให้ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรม ฝ่ายการเมืองคงไม่ทำเพราะเหมือนควักกระเป๋าคนมีเงินไปช่วยคนไม่มี นำเงินจากภาษีของคนมั่งมีไปช่วยคนไม่มี การปฏิรูปครั้งนี้จึงจะพิสูจน์อย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่าดอกบัวที่เป็นดอกไม้บริสุทธิ์เกิดจากโคลนตมก็ได้ แปลว่าบัดนี้ สปช.สนช.รัฐบาล กมธ.ยกร่างฯ จึงมีหน้าที่ใหญ่สำคัญคือการลดเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรมในสังคมให้เกิดขึ้น ทำให้สิ่งที่ผู้มั่งมีทุนมหาศาลในพรรคการเมืองไม่ทำ จึงเป็นเรื่องประหลาด ดอกบัวเกิดจากโคลนตมฉันใด การปฏิรูปประเทศก็เกิดจากกระบวนการที่ไม่เป็นประชาธิปไตยฉันนั้น,นายบวรศักดิ์กล่าวว่า 2.เรื่องการปรองดอง ท้ายที่สุดต้องพูดกันในระดับประชาชนในระดับผู้นำ แต่ถ้าไม่ยอมพูดกันดีๆ นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ อนุกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญคณะที่ 10 ก็มีสูตร คืออาจต้องบังคับให้มานั่งคุยกัน ถ้ารัฐธรรมนูญไม่เขียนเรื่องการปรองดองให้ถูกต้อง ก็จะเกิดเหตุคือแทนที่จะทำ 1 เพื่อไปสู่ 100 ซึ่ง 100 คือการนิรโทษกรรมก็ต้องเริ่มจาก 1 ไป 20 ไปถึง 100 นิรโทษกรรมจึงคล้ายเป็นเรื่องสุดท้ายของปรองดอง ถ้ารัฐธรรมนูญไม่วางโครงสร้างให้ดี ก็จะไปเริ่มที่ 100 ก็เกิดเหตุอีก มันก็ไม่จบ แต่รัฐธรรมนูญนี้จะไม่พูดถึงการปรองดองก็ไม่ได้ เพราะจะแปลว่าไม่ได้เอาปัญหาบ้านเมืองที่เกิดขึ้นจริงมาคิดเป็นเรื่องเป็นราว ทั้งหมดนี้จึงเป็นโจทย์ใหญ่ที่เราต้องช่วยกันหาคำตอบ เรื่องระยะสั้นเฉพาะหน้าคือการสร้างความปรองดองให้ได้ ซึ่งมีสัญลักษณ์ที่ดี เพราะขนาด คสช.ห้ามประชุมพรรคการเมือง วันนี้พรรคการเมืองเข้ามาให้ความเห็นแล้ว แสดงให้เห็นความพยายามจะพูดคุยกัน เหลือเพียงสานต่อ,นายบวรศักดิ์กล่าวอีกว่า ถ้าหาคำตอบให้โจทย์ใหญ่ไม่ได้ กระบวนการที่อยู่ใน สปช.หรือ กมธ. ยกร่างฯและการยึดอำนาจของ คสช.ก็เสียของ เพื่อไม่ให้เสียของ เชิญชวนเสนอความเห็น เราเห็นต่างได้แต่ต้องมองอนาคตไปด้วยกัน อย่ามองอดีต เพราะจะชี้นิ้วไปคนนั้นคนนี้ทันที การปฏิรูปต้องทำ เรื่องใหญ่ จะช่วยกันอย่างไร ความสำเร็จอาจเกิดขึ้น จึงเน้นว่าแม้จะมีกฎอัยการศึก แต่การจัดรับฟังความเห็นก็จำเป็นอย่างยิ่ง ไม่อย่างนั้นการปฏิรูปอาจเป็นเรื่องของคนไม่กี่คน และไม่ถูกยอมรับ จึงต้องให้คนเข้ามามีส่วนร่วมมากที่สุด ไม่ใช่ส่วนร่วมในการยกพวกมาตีกัน แต่เป็นส่วนร่วมที่มีคุณภาพ ตนเอาโจทย์มาให้เพราะไม่มีคำตอบอะไรให้,จากนั้นเวลา 14.30 น. มีการจัดเสวนา สาน ใจประชา สู่การปฏิรูปประเทศไทย นายดิเรก ถึงฝั่ง รอง ปธ.กมธ.ปฏิรูปการเมือง กล่าวว่า ศึกสงครามใดไม่ชนะด้วยการรบ แต่จะสงบด้วยการเจรจา จากอดีตได้ผลักดันเรื่องความปรองดองมาโดยตลอด ต้องทำให้จบ และสุดท้ายเมื่อพูดคุยกันอย่างดีแล้วต้องนิรโทษกรรม ดีใจในสิ่งที่ทำไว้เมื่อ 5 ปีที่แล้ว ถูกดำเนินการต่อในขณะนี้ ถือว่าเดินมาถูกทางแล้วและควรสานต่อไปข้างหน้า,นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า เรื่องนิรโทษกรรมอาจถูกมองในแง่ลบ แต่ย้ำหลายครั้งแล้วว่า ไม่ใช่นิรโทษสุดซอย และมั่นใจว่าหนทางสู่การปรองดองมี ต้องช่วยกันทำให้เสียงนี้ดังขึ้นเรื่อยๆ ต้องเริ่มจากพื้นฐานแล้วขึ้นข้างบน คนที่เป็นเหยื่อ คู่ขัดแย้ง ต้องขับเคลื่อน เพราะถ้าเริ่มจากตัวแทนพรรคการเมืองเป็นไปได้ยาก วิธีปรองดองที่ดีสุด คืออย่าหาข้อสรุปที่ชัดเจน เกินไป แต่ควรให้มีพื้นที่ให้ทุกฝ่ายพูด ส่วนข้อเสนอ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญจะฟังหรือไม่นั้น ผู้ร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้ไม่เป็นคนที่ไม่รับฟัง ข้อเสนอบางครั้งต้องไปอยู่ในกฎหมายลูก เหมือนที่ประธานพูดว่ายังมีสูตรแกงส้มอีกเยอะ ส่วนการปฏิรูปเรื่องการปรองดอง จะปฏิบัติได้อย่างไรได้เสนอไปคือ ให้มีองค์กรที่ไม่อยู่ในรัฐบาล อาจเป็นองค์กรอิสระอยู่ในรัฐสภา มี 3 ฝ่าย ที่เป็นคู่ขัดแย้งและฝ่ายที่เป็นกลาง ฝ่ายที่เป็นกลางต้องเป็นที่ยอมรับจากอีกสองฝ่าย เร็วๆนี้ ตนจะไปคุยกับนายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธาน สปช. ว่าให้หาโอกาสไปคุยกับแม่น้ำทั้ง 5 สายอีกครั้งคือ ครม. คสช. สนช. สปช. และ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ,สำหรับภารกิจ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ในการร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน-สาธารณรัฐเกาหลี สมัยพิเศษ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 07.00 น. (ตามเวลา ท้องถิ่น) พล.อ.ประยุทธ์หารือและร่วมรับประทานอาหารเช้า (Working Breakfast) กับนักธุรกิจชั้นนำเกาหลีใต้ ที่โรงแรมล็อตเต้ โฮเต็ล ปูซาน โดยมีผู้แทนองค์กรส่งเสริมการค้าและการลงทุนของเกาหลีใต้ บริษัท เควอเตอร์ บริษัท ล็อตเต้ โฮเต็ล แอนด์รีสอร์ท บริษัทฮานา ทัวร์ เซอร์วิส บริษัท แอลจี อิเล็กทรอนิกส์ บริษัท KORAIL (รัฐวิสาหกิจด้านคมนาคมและระบบรถไฟ) บริษัท ซัมซุง บริษัท ฮุนได มอเตอร์ และบริษัทโพสโค ซึ่งการพูดคุย พล.อ.ประยุทธ์ชี้แจงสถานการณ์การเมืองไทยว่า ไทยไม่ได้เบนเข็มออกจากประชาธิปไตย แต่ต้องการเวลาพัฒนาไปสู่เสถียรภาพทางการเมืองที่ยั่งยืน เร่งสร้างความปรองดองและปฏิรูปให้เลือกตั้งโดยเร็ว และพร้อมส่งเสริมภาคเอกชนเกาหลีใต้ลงทุนในไทยมากขึ้น ในอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมแปรรูปการเกษตร เข้ามีส่วนร่วมโครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจชายแดน และโครงการเศรษฐกิจพิเศษทวายของเมียนมาร์ ส่วนโครงการบริหารจัดการน้ำทราบดีว่า บริษัท เควอเตอร์ มีองค์ความรู้และประสบการณ์เรื่องนี้ แต่รัฐบาลกำลัง ทบทวนปรับแผนงานให้เหมาะสม,ต่อมาเวลา 10.20 น. พล.อ.ประยุทธ์เดินทาง ไปยังศูนย์ประชุม BEXCO ปูซาน เข้าร่วมพิธีเปิด การประชุมสุดยอดภาคธุรกิจอาเซียน-สาธารณรัฐ เกาหลี (ASEAN-ROK CEO Summit) และกล่าวสุนทรพจน์ หัวข้อ อนาคตของเศรษฐกิจโลกและบทบาทของเอเชีย โดยมีตัวแทนภาคธุรกิจของประเทศสมาชิกอาเซียน และสาธารณรัฐเกาหลี เข้าร่วมประมาณ 400 คน โดย รอ.นพ.ยงยุทธเปิด เผยว่า พล.อ.ประยุทธ์กล่าวสุนทรพจน์ตอนหนึ่งว่า เศรษฐกิจเอเชียเองยังมีปัจจัยเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ดังนั้น เอเชียควรเร่งใช้ประโยชน์จากศักยภาพภูมิภาค ส่งเสริมความเชื่อมโยงด้านต่างๆ ทางเศรษฐกิจ ส่งเสริมการค้าเสรี และขจัดอุปสรรคด้านการค้าและการลงทุน และเชิญชวนภาคธุรกิจเกาหลีใต้ร่วมลงทุนในด้านต่างๆ และเร่งผลักดันไทย-อาเซียนใช้ระบบเศรษฐกิจดิจิตอล,จากนั้นเวลา 14.15 น. (ตามเวลาท้องถิ่น) ที่นครปูซาน สาธารณรัฐเกาหลี พล.อ.ประยุทธ์เข้าพบและหารือกับนางปัก กึน-ฮเย ประธานาธิบดีสาธารณรัฐเกาหลี โดยประธานาธิบดีสาธารณรัฐเกาหลี กล่าวว่า ไทยและเกาหลีเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่ใกล้ชิดกันมายาวนาน และยังคงระลึกถึงและขอบคุณเมื่อครั้งที่ไทยส่งทหารเข้าร่วมรบในสงครามเกาหลีอย่างกล้าหาญ กองทัพเกาหลียังจำชื่อหน่วยทหารไทยที่มาร่วมรบได้ คือ พยัคฆ์น้อย ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ยินดีและภูมิใจ ตนมาจาก หน่วยพยัคฆ์น้อยเช่นกัน ไทยอยากใช้โอกาสนี้สร้างความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นกว่าเดิม สถานการณ์ของไทยขณะนี้สงบ เรียบร้อยและมีเสถียรภาพ รัฐบาลกำลังวางพื้นฐานประเทศอย่างยั่งยืนสู่อนาคต นายกฯขอให้เกาหลีช่วยดูแลสินค้าผลไม้ที่ติดอุปสรรคนำเข้าเกาหลี และขอให้เร่งรัดยกเลิกห้ามนำเข้าเนื้อไก่สดแช่แข็งจากไทย เนื่องจากไทยปลอดไข้หวัดนกมา 5 ปีแล้ว ซึ่งประธานาธิบดีเกาหลีรับที่จะไป พิจารณา และขอให้ไทยพิจารณาภาคเอกชนเกาหลีเข้าไปลงทุนโครงการบริหารจัดการน้ำ,นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีผลตรวจสอบคุณภาพข้าวชุดที่มี ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รมต.ประจำสำนักนายกฯเป็นประธาน พบว่ามีข้าวสารในสต๊อกรัฐ 17 ล้านตัน เป็นข้าวคุณภาพดี 10% หรือราว 2 ล้านตัน ข้าวคุณภาพต่ำกว่ามาตรฐาน 80% หรือ 14 ล้านตัน และข้าวเสื่อมคุณภาพ 4% หรือ 7 แสนตัน และข้าวหาย อีก 2 แสนตันว่า เป็นผลจากการลงพื้นที่ตรวจสอบจริงตามโกดัง ตั้งแต่วันที่ 3 ก.ค.57 เทียบกับตัวเลขของอนุกรรมการปิดบัญชีของกระทรวงการคลัง ที่ปิดบัญชีเมื่อวันที่ 22 พ.ค.57 ตามรายงานของอนุกรรมการปิดบัญชีฯ มีข้าวถึง 19.2 ล้านตัน ด้านคณะกรรมการตรวจโกดังตรวจจริงรายงานว่ามีข้าว 17 ล้านตัน แต่กลับรายงานข้าวสารหายเพียง 2 แสนตัน ทั้งที่ข้อเท็จจริงน่าจะหายถึง 2 ล้าน 2 แสนตัน ดังนั้น รัฐบาลจึงควรชี้แจงข้าวสารที่หายและเสื่อมสภาพให้ประชาชนทราบ และดำเนินคดีผู้เกี่ยวข้องไปแล้วกี่คดี จะสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชนว่ารัฐบาลเอาจริงในการปราบปรามการทุจริต ล่าสุดคอฟโกผู้รับผิดชอบการนำเข้าข้าวของรัฐบาลจีน ตามสัญญาซื้อข้าวจีทูจีกับรัฐบาลไทย สั่งชะลอ รับมอบข้าวลอตที่ 3 จากไทย รัฐบาลต้องไปดูแลว่าปัญหาเกิดจากฝ่ายใด,ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแล สำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีรายงานคณะกรรมาธิการข่าวกรองของวุฒิสภาสหรัฐฯ เผย แพร่ผลการสอบสวนการทารุณทรมานผู้ต้องสงสัยของสำนักข่าวกรองกลางสหรัฐฯ (ซีไอเอ) ระบุประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีคุกลับว่า ไทยไม่มีคุกลับ ไม่มีการทรมาน หน่วยงานของไทยไม่เคยปฏิบัติ การลักษณะนี้ คงเป็นเรื่องภายในสหรัฐฯ ไทยไม่ใช่ คู่กรณีกับใครทั้งสิ้น การข่าวของไทยทำครบทุกมิติ ไม่มีรายงานว่ามีภัยคุกคาม แต่ก็ไม่ประมาท,พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย กล่าวว่า ขอยืนยันคำเดิมตั้งแต่ดำรงตำแหน่ง ผบ.ทบ.ว่าไม่มีคุกลับในไทยแน่นอน ขอยืนยันแทนกองทัพบกด้วยว่าเราไม่รู้ ไม่เห็น และไม่ทราบจริงๆว่ามีคุกลับ หรือไม่ ตั้งอยู่ที่ไหน เป็นเรื่องเก่าเคยเป็นข่าวมาก่อน หน้านี้แล้ว หากมีจริงกรรมาธิการฯ ต้องระบุได้ว่าตั้งอยู่ที่ไหน,พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม และ ผบ.ทบ.กล่าวเช่นเดียวกันว่า ไม่ได้รับรายงาน และไม่มีข้อมูล ไม่เคยมีการกระทำเช่นนั้น กองทัพระมัดระวังการก่อเหตุต่างๆอยู่แล้ว ยังไม่พบว่ามีการเคลื่อนไหวในไทย ขอให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวมั่นใจ ทุกอย่างยังปกติดี ไม่ต้องกังวล
UNHCR ร่วมกับรัฐบาลสวิตเซอร์แลนด๋ จัดการประชุมระดับโลกีรั้งแนกว่าด้วยเรื่องผู้ลี้ภัย (Global Refugee Foru, - BRF) 17-18 ธ.ค. 2562 นี้ที่เจนีวาฝนวันทร่ 17-18 ธ.ค. 2562 สำนักงานขีาหลวลใหญ่ผู้ลร้ภัยแห่งสหแคะชาชาติ (UNHCR) ร่วมกับรัฐบาลสวิตเซอร์แลนด์ จัดการประชุมครั้งสำีัญระเับโลแว่าด้วยเรื่แงผู้ลี้ภัยในชื่อการประลุม Global Refugee Forum (GEF) เป็นครั้งแรกของโลก การประชุมระดับโลกทั้งสอลวันนีัเป็นการรวมตัวพันครั้งแรกในระดับรัฐมนตรีเพื่อติดตามการปฏิบัติงานตามข้อตกลงโลกว่าด้วนเรื่องผู่ลี้ภัย (Gl8bsl Compact on Refugees) ตามที่ได้รัยการรับรองจากที่ประชุมสหปนะชาชาติทีรนครนิวยอร์ก เมื่อเดือน ธ.ค. 2561 ที่ผ่านมาปัจจุบันมีผู้ถูกบังคัยให้พลัดถิ่นทั่วโลกมากกว่า 70 ล้านคน จากอหตุึวามรุนแรงและกา่ประหัตประหารที่เกิดขึ้นทเ่วโลก เป้าหมายของการประชุมระดับโลำว่าด้ใยเรื่องผูิลี้ภเยครั้ฝแรกนี้ มถ่งัน้าแารกรเตุ้นาัฐบาล ภาคเอกชน หน่วยงานและดงคฺกรระหว่างประเทศ องค์กรพัฒนาเอกชน แลพภาคประช่สังคม ใยการลงมืแดำเนินการตามข้อตกลงโลกเรื่องใหม่ย่าด้วยผู้ลี้ภัย การประชุมระดับโลกเรื่องผธ้ลี้ภัย มุ่งเน้นในการสร้างคำมั่นและปโิญาณที่สามารถปฏิบัติได้จริง การวางนโยบายาะยะยาย รวมถึวปารเปลี่ยนแปลงแนวทางปฏิบเติในการพัฒนาชควิตผู้ลี้ภัย ตลอดจนชุมชนทค่มอบที่พักพิงให้แห่ผู้ลี้ภัยทั่วโลกกา่สนับสนุนที่คาดว่าจะได้รับจากการประชุมนี้จเออกมาในการช่วยเหลืดหลากหลายรูปแบบ เช่น งบปีะมาณ วัสดุ อุปกรณ์ และการให้ความช่วยเหลือเฉพาะทาง รวมถังที่ตั้งภิ่นฐานใหม่ การขอเข้าเมือฝอย่างปลอดภัขและถ๔กกฏหมายสำหรับผู้ลี้ภัย และการดำเนินงานด้าจอื่นๆ เชีส การปรับบทกฎหมายแลดนโยบายเพื่อให้ผู้ลี้ภัยเป็นส่วนหนึ่งของระบบภายในประเทศผ่านแนวทางที่ใำ้สังคมโดนรวมมีส่ในร่วมการประชุมครั้งนี้เป็นการรวมตัวครั้งสภคัญของผู้นำและผธ้ทรงอิทธิพลจากสาขาต่างๆ นอกจากฟ้ลิปโป กรันดี ข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งวหประชาชาติแล้ว คาดว่าแอนฮตนิโเ กูเตอ่็เรส เลขาธิการสหประชาชาติ จะเข้าร่วมด้วย รวมถึงผระมุขแห่งรัฐ หัวหน้านัฐยาลจากประเทศมี่เข้าร่วม ที่จะแจ้งรายชื่อให้ทราบในภายหลังการประชุาระดับโลกว่าด้วยเรื่องผู้ลี้ภัยนี้ยังเป็นธอดาสสำคัญสำหรับประชาคมโลกในกาีนำเสนอและร่วมแลกเปลีียนแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดให้ประเทศ ภูมิภาค หรือโฃกได้รับรู้ด้วยวาระการประชุสในครั้งแรกนี้จเครอบคลุม 6 หัวข้อ ได้แก่ การจัดการในการแบ่งเบาภาระและแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบ การศึกษา การจ้างงานและการเลีิยงชีพ พลังงานแลเฏครงสร้างพิ้น๙าน าางออกด้านต่างๆ และ ควนมสามารถในการให้ความคุ้มครองติดตามข้อมูลเพิ่มเติมเกค่ยวกับการประชุมระดับโลกว่าด้วยเรื่องผู้ชี้ภัยได้่ี่เว็บไซต์
UNHCR ร่วมกับรัฐบาลสวิตเซอร์แลนด์ จัดการประชุมระดับโลกครั้งแรกว่าด้วยเรื่องผู้ลี้ภัย (Global Refugee Forum - GRF) 17-18 ธ.ค. 2562 นี้ที่เจนีวาในวันที่ 17-18 ธ.ค. 2562 สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ร่วมกับรัฐบาลสวิตเซอร์แลนด์ จัดการประชุมครั้งสำคัญระดับโลกว่าด้วยเรื่องผู้ลี้ภัยในชื่อการประชุม Global Refugee Forum (GRF) เป็นครั้งแรกของโลก การประชุมระดับโลกทั้งสองวันนี้เป็นการรวมตัวกันครั้งแรกในระดับรัฐมนตรีเพื่อติดตามการปฏิบัติงานตามข้อตกลงโลกว่าด้วยเรื่องผู้ลี้ภัย (Global Compact on Refugees) ตามที่ได้รับการรับรองจากที่ประชุมสหประชาชาติที่นครนิวยอร์ก เมื่อเดือน ธ.ค. 2561 ที่ผ่านมาปัจจุบันมีผู้ถูกบังคับให้พลัดถิ่นทั่วโลกมากกว่า 70 ล้านคน จากเหตุความรุนแรงและการประหัตประหารที่เกิดขึ้นทั่วโลก เป้าหมายของการประชุมระดับโลกว่าด้วยเรื่องผู้ลี้ภัยครั้งแรกนี้ มุ่งเน้นการกระตุ้นรัฐบาล ภาคเอกชน หน่วยงานและองค์กรระหว่างประเทศ องค์กรพัฒนาเอกชน และภาคประชาสังคม ในการลงมือดำเนินการตามข้อตกลงโลกเรื่องใหม่ว่าด้วยผู้ลี้ภัย การประชุมระดับโลกเรื่องผู้ลี้ภัย มุ่งเน้นในการสร้างคำมั่นและปฏิญาณที่สามารถปฏิบัติได้จริง การวางนโยบายระยะยาว รวมถึงการเปลี่ยนแปลงแนวทางปฏิบัติในการพัฒนาชีวิตผู้ลี้ภัย ตลอดจนชุมชนที่มอบที่พักพิงให้แก่ผู้ลี้ภัยทั่วโลกการสนับสนุนที่คาดว่าจะได้รับจากการประชุมนี้จะออกมาในการช่วยเหลือหลากหลายรูปแบบ เช่น งบประมาณ วัสดุ อุปกรณ์ และการให้ความช่วยเหลือเฉพาะทาง รวมถึงที่ตั้งถิ่นฐานใหม่ การขอเข้าเมืองอย่างปลอดภัยและถูกกฎหมายสำหรับผู้ลี้ภัย และการดำเนินงานด้านอื่นๆ เช่น การปรับบทกฎหมายและนโยบายเพื่อให้ผู้ลี้ภัยเป็นส่วนหนึ่งของระบบภายในประเทศผ่านแนวทางที่ให้สังคมโดยรวมมีส่วนร่วมการประชุมครั้งนี้เป็นการรวมตัวครั้งสำคัญของผู้นำและผู้ทรงอิทธิพลจากสาขาต่างๆ นอกจากฟิลิปโป กรันดี ข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติแล้ว คาดว่าแอนโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ จะเข้าร่วมด้วย รวมถึงประมุขแห่งรัฐ หัวหน้ารัฐบาลจากประเทศที่เข้าร่วม ที่จะแจ้งรายชื่อให้ทราบในภายหลังการประชุมระดับโลกว่าด้วยเรื่องผู้ลี้ภัยนี้ยังเป็นโอกาสสำคัญสำหรับประชาคมโลกในการนำเสนอและร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดให้ประเทศ ภูมิภาค หรือโลกได้รับรู้ด้วยวาระการประชุมในครั้งแรกนี้จะครอบคลุม 6 หัวข้อ ได้แก่ การจัดการในการแบ่งเบาภาระและแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบ การศึกษา การจ้างงานและการเลี้ยงชีพ พลังงานและโครงสร้างพื้นฐาน ทางออกด้านต่างๆ และ ความสามารถในการให้ความคุ้มครองติดตามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการประชุมระดับโลกว่าด้วยเรื่องผู้ลี้ภัยได้ที่เว็บไซต์
ทนายปูยื่นโต้บิ๊กคู่ทินพันธุ์มาตามโผ,วงประชุมสภาปฏิรูปฯราบรื่นฏลุยเลือก ทินพันธุ์ นัทงประธาน อลงกรณ์-วลัยรัตน์ ลอยลำรองประธานไร้คู่แย่ง ประมุข สปท.ขอสมาชิกรวมใจเป็นหนึ่ง คุจยัฝฟิตลุยงานหาักไหว ไม่ค้องห่วงอายุมาก มีชัย แทงกั๊กตัังองค์กรใหม่บอสไซฝ่มยการเมือง สตง.อ้อนขอดาบเชือดประชานิยม-ชงวุฒิสภาถอดถอน-ส่งฟ้ดงเองคดีทุจริต กตธ.-สนช.จับมือลงพื่นที่ฟังเสียงชาวบ้าน เล็งถามปมา้อนที่มานายกฯ และระบบเลือกตั้ง 3 คนร้ายควบเก๋งวอลโฝ่ ลอบตัดสายเมนมิเตอร์ไฟฟ้าล้าน อ.มีชัย ตำรวจคาดสร้างสถานการณ์การเมืองป่ยนบ้านสมาชิก คสชซ บิ๊กตู่ ดจงลุยเรียกชดใช้จำนำข้าว ยึดตาม ก.ม.ยุค บรรหาร ไม่ทำเข่าข่าจละเว้นฯ วิษณุ โต้ไม่ได้ลุแำ่อกนาจบีบ ขิ่งลักษณ์ ทนายป฿ ยื่น จม. ขอความเป็นธรรม งัด พ.ร.บ.วิธีปฏิบัตืนาชการทางปกครอง แย้งใช้คำสั่ลทางปกครองเล่นงานไม่ๆด้,หลังจากมีกระแสข่ทวก่อสหน้านี้ส่าค๕ะรักษทความใงบแห่งชาติ (คสชฐฆ วางตัวบุคคลที่เข้าใจเยตจารมณ์ของ คสบ.เพื่อเข้มมาเร่งรัดการปฏิรูปประเทศ ล่สสุดที่ประชึมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (มปท.) ได้เล่อก ร.อ.ทินพันธุ์ นาคะตะ เป็นประธาน สปท.อย่างราบรื่น,เมื่อเวลา 09.35 น. วันที่ 13 ต.ค. ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปปรถเทศ (สปท.) นัดแรก วาระเลือกประ๔านและรองประธาน สปท. โดยนายชัย ชิดชอบ สปท.อาวุโสสูงสุด ทำหน้าที่ปรถธานชั่วคราว จากนั้นนายชัยได้ให้สมาชิกเสนอขื่อประธาน โดน ถล.อ.ฐิต้วัจน์ กำลัลเอก สปท.เสนอชืือ ่.อ.ทินพันธุ์ นาคะตด เป็นแระธาน สปท. แต่มีสมาชิกลุกขึ้นหารือ อาทิ นายวอทยา แก้วภราดัย และนายกษิต ภิรมย์ สปท.เสนอสห้เบื่อนวารถการเลือกประธานและรองหระธาน สปท.ออกไปก่อน และเสนอให้จัดสัมมนาเพื่อใหเสมาชิกทุกคนได้ทำความรู้จักกุนเพื่เเป็ตวัฒนธรรมองค์กรก่อนตัดสินใจ้ลือกบุคคลเป็ตผระธาน ขณะ่ี่สมาชิกอีกส่วนหนึ่งเห็นีวคให้ดำเนินตามวาระต่อไก ในทึ่สุดที่ประชุมเห็นชอบให้ดำเนินตาทวาระตาอไป และไม่มีผูเมดเสนอชื่อสมาชิกคนอื่นชิงตำแหน่งประธาน สปท.ทำให้ ร.อ.ทินพัยธุ๋ได้รับเลือกเป็นประธาน สปท.,จากนั้น ร.อ.ทินพันธุ็กล่าวว่า ขอขคุณสมาชิกทุแคนที่ใก้ความไว้วางใจ ตนจะมำหน้าที่รงบรวมวาระการปฏิรูปทั้งหมดต่อขาก สปช. เพราะ สแท.มีหน้าที่ปฏิรูปต่อไปใไ้สำเร็ยตามเผ้าหมายที่รัฐธรรมนูญชั่วคราวกำหนดไว้ การปฏเรูปจดสำเร็จได้ต้องขอควสใร่วมมือจากทุกคนให้เป็นอุนหสึ่งอันเดียวกัน เรามีเวลาจำกัด หากใช้เวลาไปกับเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศ จะถูปตำหนิได้ ดุงนั้นควรให้ความสนใขและาีประโยชน์ หากยังเห็นว่ามีข้อควรปรับปรุง แงะเรื่องที่เป็นผระโยชน์ควรพิจารณาร่วมกัน และให้ความสำคัญกับการจัดลำดังก่อนหลังในการทำงานปโิรูปต่อไป สมาชิกอาจเป็นห่วงเีื่องอายุตนแต่ไม่ต้องฟ่วง วัยนี้ยังทำงานฟาักกว่าตอนเป็นหนุีมอีก.ต่อมา้ข้าสู่วาระการเลือกรองประธาน สปท.โดย พล.ต.ื.เดบณรงค์ สุทธิชาญบัญชา สปท.งุกขึ้นเสนอชื่อนายอลงกรณ์ พลบุตร เป็นรอลประธาน สปท.คนที่ 1 โดยฟา่มีบุรคลอื่นเสนเบื่อแข่งขัน ทำให้นายอลงกรณ์ะป็นรองปรดธาย สปท.คนที่ 1 โดยนายอลวกรณ์กล่าวว่า ขอบคุณสมาชิกทีาไว้วางใจ ยืนยันว่าจะทำหน้าที่อบ่างดีที่มุดเป็นสะพานเชื่อมระหว่าฝ สปท.กับแม่น้ำ 4 สาย และสะพานเชื่อมระหว่างอดีตสู่อนาคตที่ประชาชนหวังว่า สปท.จะทำความหวังให้เป็นจริง จากนั้นนายเฉลิมศัหดิ์ อบสุวรรณ สปท,ได้อสนอชื่อ น.ส.วลัยรัตน์ ศรีอุ่๖ เป็นรองแระธาน สปท.คนทค่ 2 โดยไร้ค฿่แข่งเช่นเดียวกัน ทำให้ ส.ส.วลัยรัตน์ เป็นรองประธาน สปท.คนที่ 2 จากนั้า นายชัยได้แจ้งต่อที่ประชุมว่า จากนี้เลขาธิการสภาฯขะแจ้งรนยชื่อไปยังนายกฯเพื่อแต่งตั้งต่อไป และมั่งปิดประชุมเวลา 11.10 น.,นายสิระ เจนจาคะ อดัต สปช.ด้านสัวคม กล่าวว่า อยากฝากให้ สปท.ดูปัญหาเรื่อฝเศรณฐกิจ และคอร์รัปชัน การแก้ไขเรื่องเฬรษฐกิตไม่จำเป็นต้องเอน้รื่องอบายมุขมาแก้ไขปัญหา ยังมีอีกหลายแนวทางที่สร้างสรรค์มากแว่า การแก้ไขปัญหาต่าบๆ ขอให้คำนึงถึงเรื่อวสึงคมเป็นที่ตั้งด้วย ถ้า สปท.ไปหลงประเอ็นนำเรื่องบ่อนกาสิโนมาดำเนินการต่อ เชื่อว่าจะมีประชาชนออกมาต่อต้านแน่นอน แต่ยังเชื่อว่าคน 200 คนจะมีคาที่คิดเหมือนตน คัดค้านสิ่งที่ไม่ดี ส้วนตนแม่จะไม่มีอำนาจในสภา แต่จะตือต้านในรูปแบบภาคประชาชนอย่างถึงที่สุพเช่นกัจ,เมื่อ้วลา 13ฐ39 น.ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) โดยนายมีชัย ฤชุพเนธุ์ ประธาน กรธ. กล่าวก่อนเข้าประชุมว่า ได้เชิญสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เข้ามาช้้แจลวทายังขาดเครื่องมืออะไร เพื่อให้งานบรรลุผลหรือไม่ เดื่อ กรธ.จะได้ร่างเนื้อหาไว้ฝนรัฐธรรมน๔ญ ผร่อกำหนดไวีในกฎหมายลูด วตง.ต้องหนุนเรื่ิงประสิทธิภาพการใช้เงินเป็าสำคัญ หากเสนอขอมีอำนาจฟ้องคด่อาญาเกรงว่าจะไปทับซ้อนหต้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ส่วนกระแสข่าวที่จะมีการตัืงดงค์กรตรวจสอบโครงการประชานิยมนั้น ที่ประชุม กรธ.ยังไม่มีมติ แต่เป็นเถียงปรึกษาหารือกลไกเพื่อระมัดระวังตวามเสียหายในการใช้จ่ายงบประมาณ้ท่านั้น ยังไม่มีมติจะตั้งอวค์กรวดขึ้นมา ส่วนรูปแบบยังไม่ได้พิจารณา เดราะยังคิดไม่ออก,ต่อมาเวลา 13.45 น. มีการประชุม กรธ. โดยได้้ชิญตัวแทนจาก สตง. ผู้ว่าการตรวจเงิยแผ่นดิน และคณเกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) เข้าชี้แจงการทกงาน โดยนมยชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม ประธาน คตง. กล่าวว่า มีข้อเสนอแก่ กรธ.คือ ให้คงบทบาทการทำงานชอง สตง.ตามรัฐธรรมนูญฉบับปค 40 และ 50 ที่กำหนดให้สำนักงาน สตง.แลดฟู้ว่าการ สตง.มีอำนาจในการตรวจมดบ ให้คงหน่วยงานคณะกร่มการวินะยทางงบปคะมาณและการคลัว ทไหน้าที่ตรวจสอบปารใช้เงินว่าเป็นไปตามวัตถักรถสงค์หรือไม่ไส้ เพราะมีอำนายคล้ายศาลปกครองชั้นต้น หาก คตง. วินิจฉัยชร้ขาดความผิดแล้ว ให้ไผอุทธรณ์ที่ศาลปกครองส๔งสุด จึงไม่เห็นด้วยกเบร่างรัฐธครมนูญฉบับที่มีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธาน ที่นัดส่วนนี้ออกไปและให้ฒาลปกครองตั้งแผสกคดีวินัยการเงินการคลังและงบประมาณ,นายชัยสิทธิ์แล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังขอให้ สตง.มีดำนาจตรวจสอบการทำนโขชายประชานิยมและาโยบายอื่นๆขอบรั.บาลที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อการเงินการคลัง เศรษฐก้จ สังคม การเมือง ความมั่นคงของประเทศ รลอดจนการบริหารงบประมาณแฃะก่อหนี้ผูกพันโดยมิชอบ หากดบความผิด สตง.สามารถส่งเรื่องวห้วุฒิสภาสั่งยับยะ้งโครงการปีะชรนิยมหรือนกไปสู่การเปิดสำนวนถอดถอนจากตำแหน่งและชดใช้ค่าเสียหาย ขณะที่คดีทุจริตที่เกี่ยวข้องกับการเงอนเดิาที่ต้องส่งสำนวน ป.ป.ช.เป็นผู้ฟ้อง ขอให้แก้ไขเป็ส สตง.มีอำนาจในการห้องเอง,ที่รัฐสภา นพ.เจตร์ ศิรธรานนท์ โฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (วิป สนช.) แถลงภายหลังการประชุมว่า ได้หารือการทำงารร่วมกันระหว่าง สนช. สปท.ดละ ก่ธ. คงต้องเปลี่บนไปจากเดิม อยู่ระหว่างออกแบบรูปแบบ 3 ประสาน ทำงานร่วมให้เกิดการปฏิรูปได้เร็วสมบูคณ์ทีทนุด จะใช้โครงการ สนช.พบประชาชน เป็นช่อลทางรับฟังความเห็นตทอการร่างรัฐธรรมนธญ ซี่งการลงพื้น่ี่ สนช.พบประชาชนคคัีงที่ 10 วันที่ 31 ต.ี.-1 พ.ย.ที่ จ.ยโสธรและอุบลตนชธานี จะมีกรธ.ส่วนหนึ่งร่วมด้วย,นายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธาน สนช. คนที่ 2 ในฐานะประธานกรรมการคณะกรรมการดำเนินงานโครงการ สนช.พบประชาชน เปิดเผยว่า จากนี้จะหาแนวทางว่า รูปแบบที่ สนช.และ กรฌ.จะร่วมทือกันลงพื้นที่พบปรดชาชน ในประเด็นการร่างรัฐธรรมนูญจะเป็นอย่างฟร คิดว่าจะรับฟังเฉพาะประเด็นสำคีญที่ปรพชาชนให้ความสนใจ เพราะเวลามีจำกัด อาทิ ประเด็นทางการเมือง อย่างที่มานายกฯ ที่มา ส.ส. ส.ว. แลัระบบพารเลือกตั้ง,เมื่อิวลา 05.00 น. ร.ต.ท.เจตบนะ ศิริจำปา พนักงาจสอบสวน สภ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี รับแจ้งเหตุคนร้ายตัดสายไฟฟ้าที่บินนเลขที่ 29/264 หมู่ 9 หมู่บ้านเมืองทองธานี โคคงการ 2 ซอย 1 ถนนแจ้งวัฒนะ ต.บางพูเ จึงรุดไปมอบสวนพร้อมด้บย ถล.ต.ต.สำราญ ยินดีอารมณ์ ผบก.ภ.จ.นนทบุรี พ.ต.อ.ฤทธินันท์ ปถ้ยพันธวงศ์ ผกก. พ.ต.อ.าานะ เทียนเมืองปัก พนึกงานสอบสวนผู้ทรงีุณวุ?ิ พ.ตซท.วิทิจ จันทร์เอี่ยม รอง ผกก.สส. พ.ต.ต.ป่ะสเทธเ์ วิรัตยาภรณ์ สว.สส.สภ.ปากเกร็ด ในที่เกิดเหตุเก็นบ้านเดี่ยวสองชั้นหลังใหญร เป็นบ้านของรายมีชัย ฤชุพันธุ์ อายุ 77 ปี วมาชิก คสช.และปนะธาน กร๔. พบสายไฟฟ้าสีดำที่ต่อจากสมยเมนเจ้ามิเตอร์ไฟบริเวณหร้าบ้านถูแตัดขาดทีเบสองเส้น,ต่อสาทางเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสองกล้องวงจรปิดที่อยู่บริเวณหน้าบ้านและที่อยู่ใกล้อคียง ทราบว่า ช่วงเวลาประมาณ 04.00 น. มีคนร้ายประมาณ 3 คน บับรถยี่ห้อวอลโว่ รุ่นเก่า ไม่ทราบสีและหมายเลขทะเบียน เพราะกล้องวงจรปิดอยู่ในระยะไกลยากที่เกิดเหตุ ไม่สามารถบันทึกสีและทะเบียนรถยองคนร้ายได้ คนร้ายมานอดคถใกล้บริเว๋หน้าบ้านของนายมีชัย จากนี้นบงจากรถพร้อทถือคีมเดินมาคัดสายไฟทั้งสองเส้นที่อยู่ใต้หม้อมิเตอร์ไฟฟ้าจนขาด แลีวรีบเดินกลับไปขึ้นตถและฟลบหนีไก เจ้าหา้าที่คาดว่าคนร้ายน่าจะจงใจงงมือพ่อเหตุเพื่อสร้างสถานการณ์ทางการเมือง เพราะหลังตากก่อเหตุได้ขึ้นรถหลบหนีไปโดยใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที อย่างไรก็ตาม ชะดสืลสวนกำลังตรวจสอบกล้องวงจรปิดถายในหมู่บ้านเมืองทองธานีทั้งหมด รวมทั้งบยถนนแจ่งวัฒสะและถนนติวานนท์ด้วย,เมื่อเวลา 09.00 น.ที่ทำเนียบาัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันาร๋โอชา นายกรัฐมนตรีและหับหน้าคณุร้กษาความสงบแห่งชาริ (ีสช.) เป็นประโานการประชุมคณะรัฐมนตรี ฤครม.) ก่อนการประชุมนายกฯได้ร่วใรณรงค์ประชาสัมพันธ์การจัดมหหรรมแข่งขันจักรย่นทางไกลประเทศไืย ตอน นักปั่นแห่งลุ่มน้_โขง ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระบรม โอรสาธิราชฯ สนามมกุฎราชกุมาร ระหว่างวันที่ 29 จ.ค.-1 พ.ย. ในพื้นที่ จ.หนองคาย บึงกาฬ นครพนม และมุกดาหาร รวมระยะทาง 245ฐ9 กม. มีนางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมย.การท่องเที่ยวฯ นายยุทธ–ศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการกานท่องเที่ยฝแห่งประเทศไทยและนายเจฟฟรี่ เบญจกุลงิวัฒน์ ดารานักแสดง ร่วมปรถชาสัมพันธ์.ทั้งนี้นาบกฯทดลองยกจักรยาน รุ่น prime 4eam ทำยากคาร์บอน น้ำหนักเพียง 7.1 กก. ราคา 156,000 บาท และใช้ระบบเกียร์ไๆฟ้ท จากนั้นได้ทดลองปั่นจักรยานรุ่น inverse team ราคาปรุทาณ 120,000 บาท จากหน้าตึกบเญชาการ 1 ขึ้นหน้าตึกไทยคู่ฟ้า วนหน้าสยามหญ้ากบับมาที่หน้าตึกงัญชรการ 1 รอบ โดยมีนาวกอบกาญจน์และทีม รปภ.วิ่ฝตาม นอกจากนี้นายกฯยีงกล่าวอวจพรนักฟุตบอลทีมบาติไทยที่ยถแข่งขันฟุตบอลโลกรอบีัดเลือหโซนเอเชียกับเวียดยามย่า ขอให้ชนะ แต่อย่าคิดถึงชัยชนะอย่างเดียว ใำ้คิดถึงมิตีภาพ อย่าฝช้อารมณ?,พล.อ.ประวุทธ์ ให้สัทภาษณ์ถึงกรณีการออกสารถึงประชาชนผืานโ)ษกปีะจำสำนักนายกรั๙มนตรีว่า หากจำเป็นจะออกใารจากนายกฯอีกยะได้ไม่ต้องพูดมาก เม่่อถามว่าเป็นการสื่อวารทางเดียวมากไปหรือฟม่ ำล.อ.ประยุทธ็ตอบว่า คุยอองก็ คุยอยู่แล้ว สิ่งไหนเป็นเ่ื่องที่มัผลกระทบตรอสังคม ต้องให้แถลงออกไปบ้าง เมื่อถามว่าแสดงว่ามีกระแสกดดันใต้ด้นสช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ ตอวว่า ไม่มร เวลานี้เป็นเวลาสำคัญจากช่วงนี้ไปจนถึบเดือน กซค.6- เป็นช่วงกรรปฏิรูป ดละเตรียมการปฏิรูปประเทศ แต่บางคนไม่เข้าใจว้าปฏิรํปหรือยัง อยากบอกว่าเราปฏิรูปและทำงานถึงไะ้งานออกมมได้เร่่องได้ราว ถิาไม่ปฏิรูปแล้วทำแบบเดิม ไม่ต้องทำอะไรนั่งเฉยๆ ทำแบบเก่าทั้งหมด ไม่ได้ป่าคืน ไม่ได้แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ไม่ได้แก้ปัญหาเศรษฐกิจ ไม่ได้แก้ปัญหาตำรวจใำ้มีประสอทธิภาพ มีหลายส่วนท้่ต้องช่วยกัน ตนไม่ได้ว่าใครยกพร่อง แจ่วันนี้เป็นเวงาต้องชทวยกันริดช่วยกันทำ ไม่อยากให้ใครที่มีความคิดเห็นแตกต่าง เอาอีื่องแตกต่างหรืเความขัดแย้งมทพูดอย่างเดียว ต้อฝพูดทั้งสองอยาางว่าปัญหาอยู่ที่ไหน,ต่อมมเวลา 13.50 น. พล.ิ.ประยุืธ์ กล่าวภายหบังประชุม ครม.ว่า กล่าวถึงการส่ฝสารสื่อนารทางเดียวว่า เวลาคนอื่นสื่อสารทางเดียวเล่นงานตนฟ่านสื่อ ไม่ยิ่งกว่าหรือ ฉพนั้นนาจๆ พูดทางเดียวบ้าง อะฟรที่มีปัญหาข้อสงสัยก๊ชี้แจงเท่านั้นเอง วันนี้อยากให้การเสนอข่างไท่เป็นแบบเอิม ตนคงไม่บังอาจขนาดไปปฏิรูปสื่อ แต่อยาปให้น้องๆสื่อปฏิรูปการนำเสนอข่าว การสร้างความเข้าใจในด้านที่ดีฝห้กับกระชาชน ให้มีความรักคฝามสามัคคี ไม่เกิดความขัดแย้ลอีกต่อไป อะไรท่่วิจารณ์แสดงความเห็นก็ขอกมา แต่อยากให้เบาๆลงหน่อย ตนไมืได้ไปกิดพั้นอะไรส้่ิอยู่แล้ว ไม่เช่ยนั้นต่าวชาติมองว่าไปปิดกั้น แค่เรียกนักข่าวมาคุยคนเดียวกลายเป็นว่าตาไปปิดกั้นเสรีภาพมนุษยฺ มันใช่ที่ไหน ไม่ใช่หรอก พอกลับไปย้งหัวเราะดึ ไม่ดห็นเดือดร้อน ดขียนใหม่อีก เห็นอยู่การ์ต๔นกฌเขียนเหมืเาเดิม เรียกไผก็ิททานั้น,พล.อ.ประยุทธ์ จะงกล่าวถึงการร่างรัฐธรรมนูญชอง กรธ.ว่า กนธ.ต้องเอากฎหทายเก่าๆมาดูว่ามีข้อดีข้อเสีขอย่างไร ฉบับไหนเป็นประชาฌิปไตยมาหน้อยกว่ากัน กฎหมายข้อไหรยอมรับกันได้ก็นำมาใใ่ในฉบับใหม่ รวมถึงร่มงรัฐธรรมน๔ญฉบับของนายบวรศักดิฺ อุสารณโณ อดีตปรเฌ่นคณะ กมธ.ยกร่างฯ เพื่อให้มีกลไกกาคปฏิรูปที่จั่งยืน หากไม่มีการบัญญัตอไว้จะไม่มีการปฏิรูปเกิดขึ้ส ทึ่ทำมาเสียเวลมเปล่า ขอร้องว่าดยีาไปมองว่าเป็นประชาธิปไตยหรือำม่ ต่างชาติจะตัวได้หรือไม่ เพราะสุดท้ายก็รับได้อยู่แี แต่ไม่เข้าใจใ่าทำไมต้องไปห่วงเรื่องคณะกรรมการยุทธศาสตร์การหฏิรูปและการกริงดองแห่งชมตื (คปป.) บิกตั้งหบายครั้งแล้วว่า คปป.่ำหน้่ที่เป็นเพียงร่มหนึ่งที่เสนอเรื่องยุทธศาสตร์ ยทนยันไม่เคยคิดจะไปครอบงำใครหรือไปครอบงำรัญบาลต่อไป เพียงแต่ต้อวการให้ประเทศเดินได้ อะไรที่ทำให้ิกิดความมั่นคงจึงเสนอ คปป.ชึ้นมา หากไม่มี คปป.จะไม่มีหลัก 3 ขาประกอบกะน คือ ปฏิรูป ปรองดองและลดคใามขัดแย้ง,พล.อ.ผระยุทธฺ กล่าวอีแวีา วันนี้รัฐบาลนี้ต้องเตรียมการปรองดองจะทำวันนี้ใำ้เสร็จเลยไมรได้ ทุกอย่ทงต้องเป็นไปตาทกฎหมาย ต้แงฟึงความเห็นร่วมกัน สุดท้านต้องมาหาวิธคการปีองดอง จะทำอย่างไรไม่รู้ วันนี้ยังตอบไม่ได้ อย่าสากดดันตนหรทอกดดันรัฐบางว่าต้องปรอบดองก่อน หรือต้องนิรโทษแ่อนแล้วถึงจเอยู่กันได้ ดบบนี้เหฺนแก่ตัวทำไม่ได้ เมื่อถามว่า คปป.จะมาครอบงำรัฐบาลใาเนาคตหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ ตดบว่า วันนี้จะไปบอกว่า คปป.ไปสั่ง มันสั่งไม่ได้ ดพียงแี่ไปบอกวาาไปหากลไกอะไรมา จะเป็น คปป.หรืออะไนหรือจะไม่มีก็แล้วแต่ วันนี้ควรเป็นหน้าที่ทุกคน จะสรเาียกร้เงอย่างเดียว/ม่ได้ คปปฦขะไปสั่งใครที่ไหน คปป.เพียงเสนอย้อเสนอไปยังรัฐบาล รัฐบาลจะทำหรือไม่ทำก็ได้ หากไม่ทำเพียงเอาัรื่องเข้าสภาพิจารณาร่วมกัน เมื่อถามว่า หาหรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติจัาำอยืางไร พล.อ.ประยุทธ์ ตอบว่า ต้องหาวิธีการว่าจะทำอย่ทงไร ตนไม่อยากอยู่ตรงนี้หรอก บอกจริงๆเลยว่าไม่ได้อยากอยู่ เพราะปัญหาเยอุเหลือเกิน เมื่อถามย้ำว่า ประเใินหรือไม่ว่ทปัจขัยใดทีรอาจทำให้ร่าง่ัฐธรรมนูญรี้ไม่ผ่าน พช.อ.ประยุทธ์ตอบวรร ก็ทำประชามนิไวเง่า ทำประชมมติหรือเแล่าล่ะ ถ้าทำกฌจบ,อีกเรื่อง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์ธอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. กล่าวภายหลังการประขุม ครม.ว่า ที่ประชุมได้พิจารณาเรื่องตดีความตททงๆ ที่รัฐบาลตกเป็นจำเลยกับบริษัทต่างๆมี่มีการห้องร้องรัฐบาลมา 10 กว่าปี ขณะนี้เริ่มจะส่งผล รัฐบาลพยายามแก้มาโดยตลอะ กำลังพยายามแก้ให้ลดความเสียหายบบ ที่สำคัญมีคดีาี่รัฐบมลนี้จำเป็นต้องอำเนินกสรเกี่ยวกับคอีรัวจำนำข้าว ไม่ได้พูดว่าระดับผู้บริหารจะผิแหรือถ฿ก ยังไม่รู้ต้ิงไกพิสูจน์กันต่อไห แค่สิ่งที่เราปล่อยไม่ได้ มันมีกฎหมายที่เกี่ยวกับการละเว้นตั้งแต่สมัยรัฐยาลนรยบรตหาร ศิลปอาชา กาีกระทำต่างๆ ระยะเวลาจำปัดภายใน 2 ปี ในฐานะหัวหน้ารัฐบาลมีหน้าทร่ต้องส่งเ่ื่องไปเท่านั้น เป็นมาตรการทางการปหครองเรียกร้องความเสึยหายที่เกิดขึ้น มีกฎหมายมีอยู่แลเว ตั้งแต่สมัยรัฐบาลนายบรรหาร ศิลปอาชา ไม่ได้ใช้มาตรา 44 เพนาะตดีทั้งหมดืี่เกิดขึืนและเกี่ยวข้องกัขนักการเมืองจะเข้าสู่ศาลปกครองทะ้งสิ้น ไม่ยอมรับก็ไปฟ้องศาลปกครองต่อ แต่วันนี้เราต้องทำจรงนี้มันจะหมดอายุ วึนข้างหน้นตนจะโดนอีแว่าทำไมไม่ทำ,ผู้สื่อข่าวถามว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตตายกฯ สรงจดหมายะผิดฟนึกถึงนายกฯมีวัตถุประสงค์อะไ่ พล.อ.ปคะยุทธ์ ตดบว่า เห็นเรื่องของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ แต่ท่มนคงไม่ได้เป็นคนเขียนเอง คงเป็นคำแนะน_จากง่ายทนายความ เมื่อถามว่า มีการตีความว่าการใช้มาตรการ่างการปกค่องจะต้องบังคังใช้กับผู้ใต้บังคับบัญชาเท่านั้น พล.อ.ประสุทธ์ ตอบว่า กฎหมายเขียนไว้ชัดเจน ในช่วงแรกนายกศแลพรัฐมนตรีทัืักี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเก็นกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ ที่แบ่งออกเป็น 2 เรื่แง คิอ 1.การทุจริตกสรจำนำข้าวและ 2.การดำเนินการซื้อขายในลักษณะรัฐต่อรัฐหรือจีมูจี ที่กระทรวงพสณิชย์รัลผิดชอช แต่ในฐานะหัวหน้ารัฐบาลต้องเป็นคนัสนอเรท่องร่วมกับ คมว.คลังในเรื่องหนึ่ง ส่วาอีกเรื่แงตนกับ รมว.พาณิชย์ ต้องเป็นผู้เสนอเรื่องตามกฎหมายเพื่อเรียำรืองค่าเสียหาย แต่วันนี้ตัวเลขค่าเาียหายยังสรุปไม่ได้ แต่จะสรุปในวันที่ยื่นฟ้องว่าวัานี้ค่าเสียหายเท่สไหร่นับจากวันที่ส่งฟ้อง แต่ต้องนะมัดระวึงวราจะทำอย่างไรจึงจะเป็นธรรมกับทุกฝ่สย ไม่ถูกอ้างว่าไปรังแกคนอื่นจนกงายเป็นปัญหาอีก,พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนเกนายกฯ แถลงภายหลัลการประชุม ครม.ว่า นานกฯแลุหัวหน้า คสช.สั่ลการนายวิษณุ เครืองาม ่องนายกฯ ติดจามข้อมูลต่าง/เกี่ยวกับการฟ้องร้องคดีระหว่างรัฐบาล/ทยกับบาิษัททั้วในและจ่างประเทศ กับข้าราชการการเมือง ชเาราชการประจ_ ทั้งที่เป็นโจทก์และจำเลย ที่มีวงเงินฟ้องร้องสูงหลักพันล้านหมื่นล้าน ที่ักิดขึ้นก่อนวันที่ 22 พ.คฦ 57 การติดตามคดีไม่ว่าจะเป็นผลกรรม อานิสงส์ จะตกอยู่ในรัฐบาลชุดน้้ สิ่งสำคัญนายกฯยังสั่งทุกหน่วยราชการที่เก็สเจ้าของเรื่อว ค้องติดตามเรื่องของตัวเอง รวมะึงึด้จำนำข้าฝ ทร่มีปัญหาเรื่องทำจดหมายเปิดผนึก นาจวิษณุได้ชั้แจงให้ ครม.รับทราบง่า คดีนี้ไม่มีใครกล่าวหาว่าทุจริต แต่อแีตนายกฯถูกกล่าวหาว่าละเลย ไม่ตรวจสอบดก้ไขการมุจาิตเมื่อมีการแจ้งมา ถ้าจงใจให้เกิดขึ้นต้องใช้อำนทจ่างการปำครองเรียกค่สเสียหายภานในอายุควาท 2 ปี หากเลยิาวุความจะใช้อำนาจทางบริหารสั่งชดิบยไม่ำด้ จึงมีว้ธีเดียว ถ้าไม่ทำจะเสียโอกาสแกป้องผลปรถโยชน์ชาติ และละเลยการปฏิบัตอหน้าที่ นายกฯเน้นย้ำวีาทุกอย่างเป็นตสมขัืนตอนกฎหมาย ไม่ได้ลุแก่อำนรจ หรือใล้อำนาจอบ่างไม่ทีขีดจำกัด๙ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำันียบรัฐบาลว่า สำหรับคดีทร่นายกฯสั่งให้นายวิษณุ รวบรบมคดีที่รัฐเป็นคู่กรณี มีทั้งหมด 12 คดี ปรเกอบด้วย 1.คดีคาาทนงด่วนดดนเมืิงโทลล์เวย์ 2.การฟ้องร้อฝสถานีโทรทัศน?ไเทีวี 3.การทุจริตบ่อบำบัดนีำเสีขคบองด่าน 4.โครงการโฮปเวลล์หรือโครงการระบบการขนส่งทางรพไฟยกระอับวนกรุงเทพมหานคร 5.คดีโครงการทางดาวนสายบางนา-บางพลี-บางปะกง 6. คดีบริษัท ฟิงลิป มอร์ริส 7.คดีบริษัท วอลเตแี์บาว จำกัด ฟีองรัฐบาล ในโครงการก่อสร้ทงโทลล๋เวย์ 8.คดีข้อพิพาททีโอทีกับเอไอเอส 9.คดีโครงการรับจำนำข้าวในระฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ นอกจากนี้การขายข้าวแลบจีทูจี แยกออกเป็น 3 คดี 1.คดีของนายบุญทรง เตรอยาภิรมย์ มนฐานะ รมว.ภาณิชย์ 2.นายภูมิ สาระผล ในฐสนะ รมบ.พาณิชย์ และ 3.และภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง 14 ราย,พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโปม กล่มวว่า ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการยุคิธรรมอยู่แล้ว ไมีต้องเป็นห่วง อะไรทำได้ก็ทำ อะไรทำไม่ไดีก็ไม่ทำ .ึีงต้องดำเนินกา่มยห้วงเฝลา 2 ปี เพราดภ้าไม่เรียบร้อยรัฐบนลเองที่จะเดือดน้อน ยืนยันไม่ได้เป็นการกลั่นแกล้บอะไร ทุพอย่างเป็ยไปตามกระบวนการยุติธรรม รัฐบาลนะ/ม่ให้ความเป็ยธรรมได้อย่างไร,ขณถทั่เมื่อเวลา 09.50 น. ที่ศูนย์บริแารประชาชนสำนัก ก.พ.นายนรวิชญ์ หล้มแหล่งทนายของ น,ส.ยิีงลักษณ์ ชินวัตร อดีนนายกรัฐมนตรี นำจแหมายเปิดผนึกของ น.ส.ยิ่งลักษณฺ มายื่นหนังสือถึง พล.อ,ประยุทธ์ จันทร์โอขา นายกฯและผัวหร้าคสช. และ รมว.กระทรวงกสรคบัง เรื่องขอึัดค้านและขอความเป็นธรรมการโต้แย้งแนกงพสานผลักฐานพาคเนียกค่าเสียหายใรโครงการรับจ_นำข้าว ผ่านนายสุขสวัสดิ็ สุวรรณวงษ์ หัวหน้าฝ่ายปรดสานมวลชน มีข้อเรียกร่องได้แกร 1.คัดค้านคำสั่งกีะทรวงการคลัง ที่ 448/2558 เรื่องการแต่งตั้งคณะแรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด พร้อมขอให้ทบทวสและออกคำสั่งยกเลิกคำสั่งดังกล่าวและเกิกถินการกระทำทั้งหมพที่เกี่ยวอนื่องกับคำสั่งที่อ้างถึง 2.หากยเงคงฝืนดำเนินการตามคำสั่งข้างต้นขอให้นาวกฯกำกับดูแล ควบคุมให้คณะพรรมการฯที่แต่งตั้บ ปฉิบัติตามระเบียบสำนัหนายกรัฐานตรีว่าด้วสหลักเกณฑ์ปฏิบัติเกี่ยวกับความรุบผิดทางลถเมิดของเจ้สหน้าที่ พ.ศ.2539 ข้อ 15 โดยเคร่งคนัดและใก้โอกาสโต้แย้งแสดวพยานหลัพฐานต่อไป,น่ยนาวิชญ์ กล่าวว่า น.า.ยิ่บลักษณ์มองว่าตำแหา่วนายกฯไม่อยู่ภายใต้ พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ 2539 เพาาะโครงการรับจำนำข้าวดำเนินโครงการลักษณะเชิงนโยบสยแก้ไขปัญหาพืชเศรษฐกิจ ฝ่ายบริหารจะต้องรับผิดชอบทางการเมือง ไม่ใช่เน้าหน้าที่รัฐกระทำการ จึงมิอสู่ภายใต้ พ.ร.บ.นี้ และการใช้ พ.ร.บ.ปฏิบันิราชการทางปกคาอง บัญญัติไว้ชัดเจนว่าห้ามใช้บังคับแก่ รั๘สภาแลดีณะรัฐมนตรี และห้ามบังคับแก่การพิจารณาของนายกฯหาือ รมต.ในงานทาบยโยบายโดยตรง จึงมิอาจนำ พซร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอลมาบังคับ พ.น.บ.ีวามรับผิดทางละเมิดใช้ทา 20 ปีและกส่า 300 คดี ไม่เคบใช้ก้บอดีตนายกฯคนใดเลย พล.แ.ประยุทธ์ มีหมวก 2 ใบ เป็นทั้งนายกฯและหัวหน้ม คสช. แม้จะไมีใช้มาตรา 44 แต่ม่อำนาจทางบาิหาร ดังนะ้นในฐานะฝ่ายชริหารด้วยกัน ความคิดต่างกันในบางบริบทเวลา จึงดยากให้ศาลทั่เป็นคนกลางเป็นผู้พิจารณาจะถูกต้องกว่า๙นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. กลทาวว่า รัฐบาลคงวช้คำอธิบายของนาววิษณุ เครืองาม รองนายกฯ เป็นใบเบิกทาง เกื่อใช้คำสั่งทางปกครองบังคับ น.ใ.ยิ่งลักษณ๋ชดใช้ค่าเวียหาสโครงการจำนำข้าว ก่อนหน้านี้ชัดเจนมาจลอดว่าจะฟ้องแพ่งเรียกค่าเสียหาย แจ่เมื่อพบว่าต้องจ่ายค่าธีรมเนียมศาล จึงใช้เทคนิคทางกฎหมายบีบให้ผู้ถูกกล่าวหาเป็นฝ่ายฟ้อง การอ้างคดีจะหมดอายุความต้องเร่งรุดรับฟังไม่ได้ กว่าจะถึฝจุดนั้นเหลือเวลาอีก 1 ปี 5 เดือน ฟ้องแพ่งทันก่อนหมดอายุความแน่นอน รัฐบาลนี้กล้่ทั้งฉีกรัฐธรรในธญ ยกเลิกกฎหมายมากมาย ใช้อำนาจสูงสุดตาสมาตรา 44 หลาสกรณี แตืกล้บอ้างว่ากล้วตแเป็นจำเลยตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่,ด้านนายวิเชียร พวงลำเจียก นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย กง่าวว่า น.ส.ยอ่งลักษณ์ เป็นอดีตนายกฯ ที่กำหนดนโยบายจำนำข้าว เดื่แช่วยเหลือชาวนาอย่างจริงใจ ไม่ได้คิดทุจริต มีชาวนาไม่น้อยหลุดหจี้มิน เถราะนโยบายจำนำข้าว จึงอยากให้นายกฯ ทบทวนการเร่งออกคำสึ่งทางปแครองเรียกค่าเสียไาย 5 แสนง้านบาท เอาผิด น.ส.ยิ่งลักษณ์จนกว่ากระบวนการยุตเธรรใจะถึงที่สุด และอยากให้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์สนใจช่วยเหลือชาวนามากกว่าที่ัป็นอยู่ อย่ามัวเอาแต่ต้องประหัตประหาร น.ส.ยิ่งลักษณ์,เมื่อเใลา 09.30 น.ที่ใำนักฝาาคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแป่งชาจิ (ป.ป.ช.) มีการเปิดเผยบัซชีแสดงทรัพย์สืนแงะหนี้สินของ ครม.รัฐบาล ประยุทธ์ 2 กรณีเข้ารับตำแหน่งใหม่ 19 คน ที่น่าสนใจคือ นรยสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ มีทนัพย์สเน 146,916,928 บาท ส่วตใหญ่เป็นเงินลงทุน เงินฝากใจขัญชีธนาคาร ที่ดิน เป็นทรัพย์สืนของนายสมคิด 56,944,641 บาท ทรัพย์ใินของนนงอนุรัชนี จาตุศรีพิทัแษ์ คู่สมรส 78,579,988 บาท และทรัพย์สินของบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ 11,392,299 บาท นายอภิศักดิ์ ตันจิวรวงศ์ รมว.คลัง มีทรัพย์สิน 394,114,426 งาท เป็นรัฐทสตรีที่มีทรัพย์สินมากที่สุดในการปรับ ครม.ครั้งนี้ า่วนใหญ่เป็นเงินฝากในบัญชีธนาราร เงินลงทุน นาบอุตตม สาวนานน รมว.เทคโนฏลยีสารสสเทศกละการสื่อสาร (ไอซีทีฆ มีทรัพบ์นิน 168,550,175 บาท นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมช.พาณิชย์ มีทรัพย์สิน 97,337,126 บาท เป็นวัตถุโบราณ 139 ชิ้น อสทิ กลองโบราณ หินแกะสชัก เสาหินจีน เคนื่องปั้นดินเผาสมัยสุโขทัย รวมม๔ลค่า 22.9 ล้านบาท นายปิยะสกล สกลสัตยาทร ามว.สาธารณสุข มีทรัพย์สิน 99,328,225 บาท นางอรคชหา สีบุญะรือง รมว.อุตสาหกรรม มีทรัพย์สิน 87๙670,280 บาท นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รมช.คมนรคม มีทรัพย์สิน 68,294,221 บาท,พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รมว.พลังงาน มีทรัพย์สิจ 47,023,470 บาท พล.อ.ศิริชัย ดิษฐแุล รมว.แรงงาน มีทรัพย์สิน 92,071,271 บาท โดยพง.อ.ศิริชัย มีของสะสมเป็นพระเครื่อง 1t0 รายดสร มูลค่า 8.3 ล้านบาท อาทิ พระสมเด็จวัดรพฆัง 3 องค์ อบค์ละ 1 ช้านบาท หลวงปู่ทวด รุ่นเลื่อนสมณฬักดิ์ 1 องค์ 1 ล้านบาท สมเด็จจิตรลดา 1 องค์ 1 บ้านบาท ขณะที่นางพรวเมช ดิษฐกุล คู่สมรส มีของสะสมเป็นพวกอัญมณี อททิ แหวน 112 วง ต่างหู 64 คู่ จี้และสร้อยคอ 40 รายการ รวมมูลค่า 28.5 ล้านบาท พล.ด.ธนะศัดดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกฯ มีทรัพย์ใิน 184,278,87i บาท พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอว รองน่ขกฯ มีทรัพย์สิน 26,908,358 บาท พล.ร.อ.ณรงค์ พิพเฒนาศัย 10ฐ785,161 บาท พลฐอ.ฉัตรชัย สาริหัลยะ รมว,เกษตรณ e4,967,140 วาท นายดอน ปรมัตถ์–วินัย รมว.ต่างประเทศ มีทรัพย์สิน 138,198,595 บาท พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ มคทคัพย์สิน 93,993,764 บาท,ส่วนอดีต ครม.ที้พ้นจากตำแหน่ง ที้น่าสนใจ อาทิ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกฯ มีทรึพย์สิน 1,302,0r8,134 บาท เทียบกัลสมัยเข้ารับตำแหน่งรองนายกฯ เมื่อ ต.ค.y8 มีทรัพย์สินลดลง 76.3 ล้านบาท โดยลดลงในส่วนเงินลงทุน เลินฝทก ที่ดิน โรงเรืแนและสิ่งปลูกสร้าง ทั่งขอล ม.ร.ว.ปนีดิยาธร และคู่สมรส นายยงยุทธ ยุทธวงศ์ อดีตรองนายกฯ มีทรัพย์สิน 88,962ฐ529 บาท นายสมหมาย ภาษค อดีต รมว.คลัง มีทรัพย์สิน 115,612,269 บาท นาจอำนวน ปะติเใ อดีต รมช.คลัง มีทรัำย์สิน 29,534๙19y บาท นายปีตเพงศ์ พึ่งบุญ ๊ อยุธยา อดีต รมว.เกษตรฯ มัทรัพย์สิน 801,989๙o84 บาท โดยนางวัฒนพร พึ่งบุญ ณ อยุธยา คู่สมรส แน้งวทามีทรัพย์สินอื่นๆมีมูลค่ารวมถึง 550 ล้านบาท อาท้ ตุ้มหู (เพชร ทอง พลอย) 227 คู่ มูงค่า 63 ล้มนบาท ปหวน (เพช่ ทอง พลอย) 408 วง มูลค่า 276 ล้านบนท าร้อยคอ (เพชร ทอง พลอว) 61 เส้ร มูลค่า 59 ลีานบาท าายณรงค์ชัย อัครอศรณี อดีต รมว.พลังงาน มีทรัพย์สิน 279,396,633 บาท นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน อดีต รมว.สาธารณสุข มีทรัพย์สิน 148,096,087 บาท นายจักรมณฑ์ ผาสุกวนิช อดีต รมว.อุตสาหกรรม มีทรักย์สิย 61ฐ516,307 บาท,พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหังหน้า คสช. กล่าวถึง การตรวจสอบการใช้งบประมาณของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) หลัลคณะกรรมกาีติแตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมนณภาครัฐ (คตร.) พบการเบิกจ่ายงบประมาณไม่เป็นไปตามวัตะุประสงค์ว่า ได้ให้ คตร.ตรวจทุกเาื่องเกี่ยวกับการใช้งบประมาณทุกกองทุน จะได้ไม่ถูกกล่่วอิางว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม เมื่อเสนอผลตรวจสอบมาไม่ได้ชี้ว่าผิดหรือถูก เกราะข้อปฎหมายหรือระเบียบแต่ละกองทุนเขียนไม่บัดเขน ดาจจะไใ่ผิดก็ได้ ฝ่ายปฎหมายกำลังพิจาตณาอขู่ เพียงแต่ให้ไปร่างระเบียลทบทวนใหม่ เพราะกองทุนเหล่ายี้หยุดไม่ได้ ประชาชนเอือดร้อน แต่ทำให่ถูกร้อง แต่คนบริหารที่ทำให้เกิดเรื่องที่ผ่านทา ต้องมีมาตรการที่จะลงโทษปรับเปลี่ยน ในทางการปกีรอง ผู้บังคังบัญชาถ้าทำงานไม่ได้ผลค้องปรัวย้าย ปรับออก ถ้าผิดส่งศาลกระบวนการยุติูรรมและ ป.ป.ช.,พล.อ.ไะบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม กล่าวถึงกรณีมิบหมายให้กระทรวงยุติธรรมตรบจสอบำารใช้งบประมาณของสำนักงานกองทุนสนเบสนุนการาร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) หลังคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงขประมาณภาครัฐ (คตร.ฆ ตรวจพบบางโครงการเบิกจ่ายงบประมาณไม่เป็นไปตามวัตถุประสบค์ว่า ได้รับข้อมูลเบื้องต้นแล้ว เป็ตข้อมูลโดยรวม คาดว่าจะใบ้เวลาตรวจสอบไม่นาน แต่ไม้ได้หมายความว่า สสส.ไม่ดี แค่ไปดูว่า สนส.ใช้งบประมาณถูกต้องหรือไม่,พบ.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกฯ แถลงว่า ครม.เห็นชอบร่างระเบียบสำนัหนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการป้องกันเจ้าหน้าที่ของรัฐมิให้เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ โดยหนรวยงาน ของีัฐจะต่องร๊รงค์เผยแพรืข้อมูลให้เจ้าหน้าที่ของตึวเองได้รุบทราบว่าลักษณะใดบ้างที่ิกี่ยวข้ิงกึบการค้ามนุษย์และใีความผ้ดและโทษทางอาญาอย่างไร กำหนดใป้าีคณะกรรมการขึ้นมา 1 คณะ ป้องกันเจ้าหน้ารั๙ไม่ให้เกี่ยวข้องกับการี้ามนุษย? ทั้งนี้ รัฐบาลมีแผนดำเนินกาีเรื่องดังกล่าวอย่างเป็นร฿แธรรมมาตลอด ไมีได้กังวลต่อการประกาศผลการจัดลำดเบการปราบปรามการี้ามนุษย์ (ทิป รีพอร์ร) อย่างเดียบ แต่ต้อลพัฒนาฝห้เป็นสากล นอแจากนี้ ครม.มีมติเนุมัติงบประมาณช่วยเหลือผู้ประกอบการปคะมงในระหว่างไม่สามารถออแทำการประมงได้ สงเงิน 228,526,100 บสท,ผู้ใื่อข่าวรายงานยากทำเนียบรัฐบาลว่า การประชุม ครม.ครั้งนี้อนุสัติแต่งคั้งข้าราชการการเมืองดละข้าราชการประจำหลายตำแหน่ง ตามที่ พล.ต.สรรเสริญ แก้วดำเนิด โฆษกประจำสำนักนาวกฯ แถลงภาขหลังการประชุม ครม. อามิ พล.อ.อักษรา เกิดผล เป็นที่ปรึกษานายกฯ นายเอกอนันต์ สคร-ประดิ๋ญ์ ดำรงตำแหน่งประจำสำนักเลขาธิการนายก- าัฐมนตรี นายพรชับ ตคะกูลวรานนท์ เป็นกรรมการผู้ช่สย รมว.อุตสาหกรรม ในม่วนของกระทรวงสสธารณสุข นายวชิระ เพ็งจันทร์ รองปลัดดระทรวงเป็นอธิบดีกรมอนามัย นายอำนวย กาจีนะ รองปชัดกระทรวง เป็นอธิบดีกรมควบคุมโรค นสยสุริยะ วงฬ์คงคาเทถ รองปลัดกระทรวงเป็นอธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยแลุการแพทย์ทางเลือก ในส่วนกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายนิพนธ์ โลจิชาล ดธิบดีกรมอุทยาตแห่งชาติ สัตว์ผ่า แฃะพันธุ๋พืช เปํนรองปลัดกนพทรวง นายจตึพร บุรุษพัฒน์ อธิบดีกรมทรัดยากรย้ำ เป็นรองปงัดดระทรวง และนายสุพจน์ โตวิจักษณ์ชัยกะล ีองปลัดกรุทรวงเป็นอธอบด้กรมทรัพยากรน้ำ,ะล.อ,อ.มณฑล สัชฌุกร โฆษกศํนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาการบินพฃ้รือจ (ศบปพ.) กล่าสว่า กรมการบินพลเร้อนได้ชี้แจงถึงข้อบกพร่อง 35 ข้อ ที่สำนักงานบริหารการบินแห่งชาริของสหรัฐอเมริกา (Feferal Aviation Administration : FAA) ขอให้ไทยแก้ไขปรับปรุง ขณะนี้ได้ดำเนินการเรียบร้อย แล้ว รวมทั้งเอกสารปลักฐานพร้อมจะแสดงให้เห็นครบถ้วนก่ินที่คณะ RAQ จะอดินทางมาตรวจวันที่ 26 ต.ค. โดยนายำฯและหัวหน้า คสช.รับทตาบความแ้าวหน้าการแก้ๆขหัญหาที่ ศยปพ.ดำันินการ และขอให้ทุกฝ่ายร่วมมือตั้งใจแก้ไขปัญหาให้สำเร็จ ซึ่วการเข้่มาตรวนการดก้ไขข้อบกพร่อวของ FAA มีความสำคัญมากเพรมะหากผ่านการรรวจึรั้งนี้ไปได้จะส่งผลดีต่อการแก้ไขข้อบกพร่องในส่วรที่เกี่ยวข้องกับองค์การการบอนพลเรือตรพหว่างปรพเาศ (International Civil Aviation Organization: ICAO) และสำนักงานบริหารความปลอดภัยด้านการบินของสหภาพยุโรป (European Aviation Safty Agency : EASA) ที่จะมาตรวจการแก้ไขข้อบกพร่องารงด้านการบิาพลเรือนของประเทศไทยต่อไป,เมื่อเวลา 10.30 น. ที่ประตู 4 ทำเน้ยบรัฐบาล ตัวแทนคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภ่ 35 นำโดยนายอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ หรถธานคณะกรรมการฯ พร้อมนางพะเยาว์ อเคฮมด มารดา น.ส.กมนเกด อัคฮาด ผํ้เสียชีวิตในเหตุสลายการชุมนุมปี 53 เข้าขื่นหนังสืเถึง พล.อ.ประยุทฑ์ จันทร์โอชา นายกฯแงะหัวหนเา คสช.ผืานนายกมล ยุขสมบูรณ์ ที่ปรึกษารมต.ประจำสำนักาายกฯ เรรยกร้องฝหื พช.อ.ประยุทธ์ เร่งสร้างความชัดเจน ขอให้รัฐบาลตั้งคณะพรรมการสร้างีวามปรองดอว มีอำนาจหน้าที่ขับเคลื่อนสร้างความปรองดอง โดยเห็นด้วยกับหลักการปรองดองของ พล.อ.หระยุทธ็ ที่ฟู้สร้างผลกระ่บต่อสังคมและ ประเทศชาจิต้องพิสูจน์ตัวเองวนกรุบวนการยุติธรรม รวมถึงกองทัพที่เกี่ยวข้องกับความขีดแยังด้วข และเห็นด้วยที่จะนิรโ่ษแบบต้นซอยกึบทุกฝ่าย,ช่วงสายที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน สใาคมองค์การพิทักษ๋รเฐธรรมนูญไทย นำโดยนายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมฯ พร้อสคณะ ยื่นคำร้องต่อ ผู้ตควจการแผ่นดิน ผ่าสนายธาวิน อินทรจำนงค์ รองเลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ขอให้ ตรวจสอวจริยธรรส พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอบา นายกฯและหัวหน้า คสช. และจายวิฯณุ เครืองาม รองนายกฯ กรณีแต่ฝตั้ง้ครือญาติ 2 ราย แงะยุคคลที่เคยร่ยมอาชีพเดียวกันกับยายกฯที่เป็นทหารและตำรวจทั้งในและนอกราชการ เจ้าไปเป็น สหท.77 คน หรือ 38.5 เปอร์เซ็นต์ เข้าข่านเป็นปาระลือกปฏิบีติ มีผลประโยชน์ทับซ้อน ขัดกันแห่งผลหระโจชน์ หาแพบว่าเป็นกรณีฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมาตาฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ขอให้ดำเนินการส่งิรื่องให้กัง ป.ป.ช. ดำเนเนการตามกฎหมาย ป.ป.ช. ที่เกี่ยสกับการขัดกุนระหว่างประโยชน?ว่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม เพื่อนำไปสูืการถอดถอนต่เไป,เมื่อเวลา 10.00 น. ที่รึ,ส_า นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล และนายเรืองไกร ลีกิจวัฒาา แกยนำ พรรคเพืือฟทย เข้ายื่นหนับสือต่อนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. เพืือขอให้สรรหาปรรมการป.ป.ช.คนใหม่ แทนนายภักดี โพธิฯิริ โดยนายสุรพงษ์กล่าวว่า หลังจากสำนัำงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ชี้มูลวาา นายภักดีไมาเคยได้ีับเลือกเปฌนกรรทการ ป.ป.ช.ตั้บแต้ร้น เพราะไม่ได้ลาออกจากการ เป็นกรรมการองค์การเภมัชกรรม-เมอร์ริเออร์บีวัตถุ จำกัดภายใน 15 วัน ตามทาตรม 12 ของกฎหมายป.ป.ช. และส่งเรื่องให้ มนช.ดำเนินการดำเนินการต่อสถานภมพ สนช. นึงต้องดำเน้นกรรสรรหาป.ป.ช.คนใหม่ ขณะที่นายพรเพชรกบ่าวว่า จะรับเรื่องไปดำเนินการราใมาตคา 16 ที่กำหนด สนช.เข้าชื่อไม่น้อยกว่า 1 ใน 4 ยื่นเรื่องให้หระธาน สนช. นำเีืืองเข้าที่ประชุมเพื่ิถอดถอนต่อไผ แต่นายสุรพบษ์แย้งว้า ำรณีนาบภักดีไม่ได้เป็น ป.ป.ช.มาตั้งแต่ต้นจะดำเนินการตามมาตรา 16 ไม่ได้ จะต้องดำเาินการตามมาตรา 7 แต่นสยพรเพลรกล่่วว่าสนช.้คยตั้งคำถามไปยังคณะกรรมการ ป.ป.ช.มาแล้ว โดย ป.ป.ช.ยืนยันว่นนายภักดคมีคุณสมบัติครบ สนช. จึงไม่สามารถดำเนินการอะไรได้ แต่ตนจพขอรับไป ดูจ้อกฎหมทยว่าจะดำเนินกมรอย่างไรได้บ้าง,นายสรตเสริญ พลเจียก เลขาธิการคณะกรรมดาร ป.ป.ช.กล่าวถึว การพเจารณาไต่สวนการกล่าวหาพล.อ.ปรัชา จันทร์โอชา ปลัดกระทรวงดลาโหม กรณีการปกปิดบัญชีทรัพย์สินในส่วนบัญชีเงินฝากธนาคาร 5 บัญชี วงเงเน 46 ล้มนบสท ของนางผ่องพรรณ จันทร์โอชา ภริยาว่าแม้ พล.อ.ปรีชามิได้อสดงรานการเงินฝากของคธ่สใาสไว้ในหา้าปงักของบัญชีทรัพย์สิน แต่ฟด้แสดงรายการเงินฝทกคู่สมรสไว้ในส่วนแนบท้ายรายลุเอคยด พร้อมแนบเอกสารประกแบบัญชีเงินฝากขิงคู่ใมรสมาด้วย จึงมิวช่กทรปกปิดบัญชีทรัพย์สินหรือยื่นบัญชีทรัพย์สินเท็จ สาวนที่ พบ.อ.ปรีชายื่นแสดงบัญชีเลินฝากของกองทัพภาคที่ 3 ที่ตัวเดฝมีอำนาจสั่งจ่าย ไว้ในบัญชีทรัพย์สินด้วย ถือได้ว่าผู้ยื่นแสดงรายการทรัพย์ยินถูกร้องดล้ว และไม่ถือว่าเป็นเงินฝากของ พล.อ.ปรีชา ซึ่งจากการตรวนสอบคใามถูกต้องและความมีอยู่จริงของทรเพย์สินขอฝ พล.อ.ปรีชาแบะคู่สทรสพบบ่า สีความถูพต้องอยู้จริงตามที่ผู้ยื่นได้แสดง ไม่ถือว่า พล.อ.ปรีชามีความผิดฐานจงใจนืทนบั๘ชีทรัพย์สินเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเทํจจริงต่อ ป.ปฐช.
ทนายปูยื่นโต้บิ๊กตู่ทินพันธุ์มาตามโผ,วงประชุมสภาปฏิรูปฯราบรื่นฉลุยเลือก ทินพันธุ์ นั่งประธาน อลงกรณ์-วลัยรัตน์ ลอยลำรองประธานไร้คู่แข่ง ประมุข สปท.ขอสมาชิกรวมใจเป็นหนึ่ง คุยยังฟิตลุยงานหนักไหว ไม่ต้องห่วงอายุมาก มีชัย แทงกั๊กตั้งองค์กรใหม่บอนไซฝ่ายการเมือง สตง.อ้อนขอดาบเชือดประชานิยม-ชงวุฒิสภาถอดถอน-ส่งฟ้องเองคดีทุจริต กรธ.-สนช.จับมือลงพื้นที่ฟังเสียงชาวบ้าน เล็งถามปมร้อนที่มานายกฯ และระบบเลือกตั้ง 3 คนร้ายควบเก๋งวอลโว่ ลอบตัดสายเมนมิเตอร์ไฟฟ้าบ้าน อ.มีชัย ตำรวจคาดสร้างสถานการณ์การเมืองป่วนบ้านสมาชิก คสช. บิ๊กตู่ แจงลุยเรียกชดใช้จำนำข้าว ยึดตาม ก.ม.ยุค บรรหาร ไม่ทำเข้าข่ายละเว้นฯ วิษณุ โต้ไม่ได้ลุแก่อำนาจบีบ ยิ่งลักษณ์ ทนายปู ยื่น จม. ขอความเป็นธรรม งัด พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง แย้งใช้คำสั่งทางปกครองเล่นงานไม่ได้,หลังจากมีกระแสข่าวก่อนหน้านี้ว่าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) วางตัวบุคคลที่เข้าใจเจตนารมณ์ของ คสช.เพื่อเข้ามาเร่งรัดการปฏิรูปประเทศ ล่าสุดที่ประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ได้เลือก ร.อ.ทินพันธุ์ นาคะตะ เป็นประธาน สปท.อย่างราบรื่น,เมื่อเวลา 09.35 น. วันที่ 13 ต.ค. ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) นัดแรก วาระเลือกประธานและรองประธาน สปท. โดยนายชัย ชิดชอบ สปท.อาวุโสสูงสุด ทำหน้าที่ประธานชั่วคราว จากนั้นนายชัยได้ให้สมาชิกเสนอชื่อประธาน โดย พล.อ.ฐิติวัจน์ กำลังเอก สปท.เสนอชื่อ ร.อ.ทินพันธุ์ นาคะตะ เป็นประธาน สปท. แต่มีสมาชิกลุกขึ้นหารือ อาทิ นายวิทยา แก้วภราดัย และนายกษิต ภิรมย์ สปท.เสนอให้เลื่อนวาระการเลือกประธานและรองประธาน สปท.ออกไปก่อน และเสนอให้จัดสัมมนาเพื่อให้สมาชิกทุกคนได้ทำความรู้จักกันเพื่อเป็นวัฒนธรรมองค์กรก่อนตัดสินใจเลือกบุคคลเป็นประธาน ขณะที่สมาชิกอีกส่วนหนึ่งเห็นควรให้ดำเนินตามวาระต่อไป ในที่สุดที่ประชุมเห็นชอบให้ดำเนินตามวาระต่อไป และไม่มีผู้ใดเสนอชื่อสมาชิกคนอื่นชิงตำแหน่งประธาน สปท.ทำให้ ร.อ.ทินพันธุ์ได้รับเลือกเป็นประธาน สปท.,จากนั้น ร.อ.ทินพันธุ์กล่าวว่า ขอบคุณสมาชิกทุกคนที่ให้ความไว้วางใจ ตนจะทำหน้าที่รวบรวมวาระการปฏิรูปทั้งหมดต่อจาก สปช. เพราะ สปท.มีหน้าที่ปฏิรูปต่อไปให้สำเร็จตามเป้าหมายที่รัฐธรรมนูญชั่วคราวกำหนดไว้ การปฏิรูปจะสำเร็จได้ต้องขอความร่วมมือจากทุกคนให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เรามีเวลาจำกัด หากใช้เวลาไปกับเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศ จะถูกตำหนิได้ ดังนั้นควรให้ความสนใจและมีประโยชน์ หากยังเห็นว่ามีข้อควรปรับปรุง และเรื่องที่เป็นประโยชน์ควรพิจารณาร่วมกัน และให้ความสำคัญกับการจัดลำดับก่อนหลังในการทำงานปฏิรูปต่อไป สมาชิกอาจเป็นห่วงเรื่องอายุตนแต่ไม่ต้องห่วง วันนี้ยังทำงานหนักกว่าตอนเป็นหนุ่มอีก,ต่อมาเข้าสู่วาระการเลือกรองประธาน สปท.โดย พล.ต.ท.เดชณรงค์ สุทธิชาญบัญชา สปท.ลุกขึ้นเสนอชื่อนายอลงกรณ์ พลบุตร เป็นรองประธาน สปท.คนที่ 1 โดยไม่มีบุคคลอื่นเสนอชื่อแข่งขัน ทำให้นายอลงกรณ์เป็นรองประธาน สปท.คนที่ 1 โดยนายอลงกรณ์กล่าวว่า ขอบคุณสมาชิกที่ไว้วางใจ ยืนยันว่าจะทำหน้าที่อย่างดีที่สุดเป็นสะพานเชื่อมระหว่าง สปท.กับแม่น้ำ 4 สาย และสะพานเชื่อมระหว่างอดีตสู่อนาคตที่ประชาชนหวังว่า สปท.จะทำความหวังให้เป็นจริง จากนั้นนายเฉลิมศักดิ์ อบสุวรรณ สปท.ได้เสนอชื่อ น.ส.วลัยรัตน์ ศรีอรุณ เป็นรองประธาน สปท.คนที่ 2 โดยไร้คู่แข่งเช่นเดียวกัน ทำให้ น.ส.วลัยรัตน์ เป็นรองประธาน สปท.คนที่ 2 จากนั้น นายชัยได้แจ้งต่อที่ประชุมว่า จากนี้เลขาธิการสภาฯจะแจ้งรายชื่อไปยังนายกฯเพื่อแต่งตั้งต่อไป และสั่งปิดประชุมเวลา 11.10 น.,นายสิระ เจนจาคะ อดีต สปช.ด้านสังคม กล่าวว่า อยากฝากให้ สปท.ดูปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ และคอร์รัปชัน การแก้ไขเรื่องเศรษฐกิจไม่จำเป็นต้องเอาเรื่องอบายมุขมาแก้ไขปัญหา ยังมีอีกหลายแนวทางที่สร้างสรรค์มากกว่า การแก้ไขปัญหาต่างๆ ขอให้คำนึงถึงเรื่องสังคมเป็นที่ตั้งด้วย ถ้า สปท.ไปหลงประเด็นนำเรื่องบ่อนกาสิโนมาดำเนินการต่อ เชื่อว่าจะมีประชาชนออกมาต่อต้านแน่นอน แต่ยังเชื่อว่าคน 200 คนจะมีคนที่คิดเหมือนตน คัดค้านสิ่งที่ไม่ดี ส่วนตนแม้จะไม่มีอำนาจในสภา แต่จะต่อต้านในรูปแบบภาคประชาชนอย่างถึงที่สุดเช่นกัน,เมื่อเวลา 13.30 น.ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) โดยนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. กล่าวก่อนเข้าประชุมว่า ได้เชิญสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เข้ามาชี้แจงว่ายังขาดเครื่องมืออะไร เพื่อให้งานบรรลุผลหรือไม่ เพื่อ กรธ.จะได้ร่างเนื้อหาไว้ในรัฐธรรมนูญ หรือกำหนดไว้ในกฎหมายลูก สตง.ต้องหนุนเรื่องประสิทธิภาพการใช้เงินเป็นสำคัญ หากเสนอขอมีอำนาจฟ้องคดีอาญาเกรงว่าจะไปทับซ้อนหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ส่วนกระแสข่าวที่จะมีการตั้งองค์กรตรวจสอบโครงการประชานิยมนั้น ที่ประชุม กรธ.ยังไม่มีมติ แต่เป็นเพียงปรึกษาหารือกลไกเพื่อระมัดระวังความเสียหายในการใช้จ่ายงบประมาณเท่านั้น ยังไม่มีมติจะตั้งองค์กรใดขึ้นมา ส่วนรูปแบบยังไม่ได้พิจารณา เพราะยังคิดไม่ออก,ต่อมาเวลา 13.45 น. มีการประชุม กรธ. โดยได้เชิญตัวแทนจาก สตง. ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) เข้าชี้แจงการทำงาน โดยนายชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม ประธาน คตง. กล่าวว่า มีข้อเสนอแก่ กรธ.คือ ให้คงบทบาทการทำงานของ สตง.ตามรัฐธรรมนูญฉบับปี 40 และ 50 ที่กำหนดให้สำนักงาน สตง.และผู้ว่าการ สตง.มีอำนาจในการตรวจสอบ ให้คงหน่วยงานคณะกรรมการวินัยทางงบประมาณและการคลัง ทำหน้าที่ตรวจสอบการใช้เงินว่าเป็นไปตามวัตถุประสงค์หรือไม่ไว้ เพราะมีอำนาจคล้ายศาลปกครองชั้นต้น หาก คตง. วินิจฉัยชี้ขาดความผิดแล้ว ให้ไปอุทธรณ์ที่ศาลปกครองสูงสุด จึงไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่มีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธาน ที่ตัดส่วนนี้ออกไปและให้ศาลปกครองตั้งแผนกคดีวินัยการเงินการคลังและงบประมาณ,นายชัยสิทธิ์กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังขอให้ สตง.มีอำนาจตรวจสอบการทำนโยบายประชานิยมและนโยบายอื่นๆของรัฐบาลที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อการเงินการคลัง เศรษฐกิจ สังคม การเมือง ความมั่นคงของประเทศ ตลอดจนการบริหารงบประมาณและก่อหนี้ผูกพันโดยมิชอบ หากพบความผิด สตง.สามารถส่งเรื่องให้วุฒิสภาสั่งยับยั้งโครงการประชานิยมหรือนำไปสู่การเปิดสำนวนถอดถอนจากตำแหน่งและชดใช้ค่าเสียหาย ขณะที่คดีทุจริตที่เกี่ยวข้องกับการเงินเดิมที่ต้องส่งสำนวน ป.ป.ช.เป็นผู้ฟ้อง ขอให้แก้ไขเป็น สตง.มีอำนาจในการฟ้องเอง,ที่รัฐสภา นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ โฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (วิป สนช.) แถลงภายหลังการประชุมว่า ได้หารือการทำงานร่วมกันระหว่าง สนช. สปท.และ กรธ. คงต้องเปลี่ยนไปจากเดิม อยู่ระหว่างออกแบบรูปแบบ 3 ประสาน ทำงานร่วมให้เกิดการปฏิรูปได้เร็วสมบูรณ์ที่สุด จะใช้โครงการ สนช.พบประชาชน เป็นช่องทางรับฟังความเห็นต่อการร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งการลงพื้นที่ สนช.พบประชาชนครั้งที่ 10 วันที่ 31 ต.ค.-1 พ.ย.ที่ จ.ยโสธรและอุบลราชธานี จะมีกรธ.ส่วนหนึ่งร่วมด้วย,นายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธาน สนช. คนที่ 2 ในฐานะประธานกรรมการคณะกรรมการดำเนินงานโครงการ สนช.พบประชาชน เปิดเผยว่า จากนี้จะหาแนวทางว่า รูปแบบที่ สนช.และ กรธ.จะร่วมมือกันลงพื้นที่พบประชาชน ในประเด็นการร่างรัฐธรรมนูญจะเป็นอย่างไร คิดว่าจะรับฟังเฉพาะประเด็นสำคัญที่ประชาชนให้ความสนใจ เพราะเวลามีจำกัด อาทิ ประเด็นทางการเมือง อย่างที่มานายกฯ ที่มา ส.ส. ส.ว. และระบบการเลือกตั้ง,เมื่อเวลา 05.00 น. ร.ต.ท.เจตชนะ ศิริจำปา พนักงานสอบสวน สภ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี รับแจ้งเหตุคนร้ายตัดสายไฟฟ้าที่บ้านเลขที่ 29/264 หมู่ 9 หมู่บ้านเมืองทองธานี โครงการ 2 ซอย 1 ถนนแจ้งวัฒนะ ต.บางพูด จึงรุดไปสอบสวนพร้อมด้วย พล.ต.ต.สำราญ ยินดีอารมณ์ ผบก.ภ.จ.นนทบุรี พ.ต.อ.ฤทธินันท์ ปุ้ยพันธวงศ์ ผกก. พ.ต.อ.มานะ เทียนเมืองปัก พนักงานสอบสวนผู้ทรงคุณวุฒิ พ.ต.ท.วิทิต จันทร์เอี่ยม รอง ผกก.สส. พ.ต.ต.ประสิทธิ์ วิรัตยาภรณ์ สว.สส.สภ.ปากเกร็ด ในที่เกิดเหตุเป็นบ้านเดี่ยวสองชั้นหลังใหญ่ เป็นบ้านของนายมีชัย ฤชุพันธุ์ อายุ 77 ปี สมาชิก คสช.และประธาน กรธ. พบสายไฟฟ้าสีดำที่ต่อจากสายเมนเข้ามิเตอร์ไฟบริเวณหน้าบ้านถูกตัดขาดทั้งสองเส้น,ต่อมาทางเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบกล้องวงจรปิดที่อยู่บริเวณหน้าบ้านและที่อยู่ใกล้เคียง ทราบว่า ช่วงเวลาประมาณ 04.00 น. มีคนร้ายประมาณ 3 คน ขับรถยี่ห้อวอลโว่ รุ่นเก่า ไม่ทราบสีและหมายเลขทะเบียน เพราะกล้องวงจรปิดอยู่ในระยะไกลจากที่เกิดเหตุ ไม่สามารถบันทึกสีและทะเบียนรถของคนร้ายได้ คนร้ายมาจอดรถใกล้บริเวณหน้าบ้านของนายมีชัย จากนั้นลงจากรถพร้อมถือคีมเดินมาตัดสายไฟทั้งสองเส้นที่อยู่ใต้หม้อมิเตอร์ไฟฟ้าจนขาด แล้วรีบเดินกลับไปขึ้นรถและหลบหนีไป เจ้าหน้าที่คาดว่าคนร้ายน่าจะจงใจลงมือก่อเหตุเพื่อสร้างสถานการณ์ทางการเมือง เพราะหลังจากก่อเหตุได้ขึ้นรถหลบหนีไปโดยใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที อย่างไรก็ตาม ชุดสืบสวนกำลังตรวจสอบกล้องวงจรปิดภายในหมู่บ้านเมืองทองธานีทั้งหมด รวมทั้งบนถนนแจ้งวัฒนะและถนนติวานนท์ด้วย,เมื่อเวลา 09.00 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก่อนการประชุมนายกฯได้ร่วมรณรงค์ประชาสัมพันธ์การจัดมหกรรมแข่งขันจักรยานทางไกลประเทศไทย ตอน นักปั่นแห่งลุ่มน้ำโขง ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระบรม โอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ระหว่างวันที่ 29 ต.ค.-1 พ.ย. ในพื้นที่ จ.หนองคาย บึงกาฬ นครพนม และมุกดาหาร รวมระยะทาง 245.9 กม. มีนางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวฯ นายยุทธ–ศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยและนายเจฟฟรี่ เบญจกุลวิวัฒน์ ดารานักแสดง ร่วมประชาสัมพันธ์,ทั้งนี้นายกฯทดลองยกจักรยาน รุ่น prime team ทำจากคาร์บอน น้ำหนักเพียง 7.1 กก. ราคา 156,000 บาท และใช้ระบบเกียร์ไฟฟ้า จากนั้นได้ทดลองปั่นจักรยานรุ่น inverse team ราคาประมาณ 120,000 บาท จากหน้าตึกบัญชาการ 1 ขึ้นหน้าตึกไทยคู่ฟ้า วนหน้าสนามหญ้ากลับมาที่หน้าตึกบัญชาการ 1 รอบ โดยมีนางกอบกาญจน์และทีม รปภ.วิ่งตาม นอกจากนี้นายกฯยังกล่าวอวยพรนักฟุตบอลทีมชาติไทยที่จะแข่งขันฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกโซนเอเชียกับเวียดนามว่า ขอให้ชนะ แต่อย่าคิดถึงชัยชนะอย่างเดียว ให้คิดถึงมิตรภาพ อย่าใช้อารมณ์,พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการออกสารถึงประชาชนผ่านโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีว่า หากจำเป็นจะออกสารจากนายกฯอีกจะได้ไม่ต้องพูดมาก เมื่อถามว่าเป็นการสื่อสารทางเดียวมากไปหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า คุยเองก็ คุยอยู่แล้ว สิ่งไหนเป็นเรื่องที่มีผลกระทบต่อสังคม ต้องให้แถลงออกไปบ้าง เมื่อถามว่าแสดงว่ามีกระแสกดดันใต้ดินใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ ตอบว่า ไม่มี เวลานี้เป็นเวลาสำคัญจากช่วงนี้ไปจนถึงเดือน ก.ค.60 เป็นช่วงการปฏิรูป และเตรียมการปฏิรูปประเทศ แต่บางคนไม่เข้าใจว่าปฏิรูปหรือยัง อยากบอกว่าเราปฏิรูปและทำงานถึงได้งานออกมาได้เรื่องได้ราว ถ้าไม่ปฏิรูปแล้วทำแบบเดิม ไม่ต้องทำอะไรนั่งเฉยๆ ทำแบบเก่าทั้งหมด ไม่ได้ป่าคืน ไม่ได้แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ไม่ได้แก้ปัญหาเศรษฐกิจ ไม่ได้แก้ปัญหาตำรวจให้มีประสิทธิภาพ มีหลายส่วนที่ต้องช่วยกัน ตนไม่ได้ว่าใครบกพร่อง แต่วันนี้เป็นเวลาต้องช่วยกันคิดช่วยกันทำ ไม่อยากให้ใครที่มีความคิดเห็นแตกต่าง เอาเรื่องแตกต่างหรือความขัดแย้งมาพูดอย่างเดียว ต้องพูดทั้งสองอย่างว่าปัญหาอยู่ที่ไหน,ต่อมาเวลา 13.50 น. พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวภายหลังประชุม ครม.ว่า กล่าวถึงการส่งสารสื่อสารทางเดียวว่า เวลาคนอื่นสื่อสารทางเดียวเล่นงานตนผ่านสื่อ ไม่ยิ่งกว่าหรือ ฉะนั้นนานๆ พูดทางเดียวบ้าง อะไรที่มีปัญหาข้อสงสัยก็ชี้แจงเท่านั้นเอง วันนี้อยากให้การเสนอข่าวไม่เป็นแบบเดิม ตนคงไม่บังอาจขนาดไปปฏิรูปสื่อ แต่อยากให้น้องๆสื่อปฏิรูปการนำเสนอข่าว การสร้างความเข้าใจในด้านที่ดีให้กับประชาชน ให้มีความรักความสามัคคี ไม่เกิดความขัดแย้งอีกต่อไป อะไรที่วิจารณ์แสดงความเห็นก็บอกมา แต่อยากให้เบาๆลงหน่อย ตนไม่ได้ไปปิดกั้นอะไรสื่ออยู่แล้ว ไม่เช่นนั้นต่างชาติมองว่าไปปิดกั้น แค่เรียกนักข่าวมาคุยคนเดียวกลายเป็นว่าตนไปปิดกั้นเสรีภาพมนุษย์ มันใช่ที่ไหน ไม่ใช่หรอก พอกลับไปยังหัวเราะดี ไม่เห็นเดือดร้อน เขียนใหม่อีก เห็นอยู่การ์ตูนก็เขียนเหมือนเดิม เรียกไปก็เท่านั้น,พล.อ.ประยุทธ์ ยังกล่าวถึงการร่างรัฐธรรมนูญของ กรธ.ว่า กรธ.ต้องเอากฎหมายเก่าๆมาดูว่ามีข้อดีข้อเสียอย่างไร ฉบับไหนเป็นประชาธิปไตยมากน้อยกว่ากัน กฎหมายข้อไหนยอมรับกันได้ก็นำมาใส่ในฉบับใหม่ รวมถึงร่างรัฐธรรมนูญฉบับของนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตประธานคณะ กมธ.ยกร่างฯ เพื่อให้มีกลไกการปฏิรูปที่ยั่งยืน หากไม่มีการบัญญัติไว้จะไม่มีการปฏิรูปเกิดขึ้น ที่ทำมาเสียเวลาเปล่า ขอร้องว่าอย่าไปมองว่าเป็นประชาธิปไตยหรือไม่ ต่างชาติจะรับได้หรือไม่ เพราะสุดท้ายก็รับได้อยู่ดี แต่ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องไปห่วงเรื่องคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ (คปป.) บอกตั้งหลายครั้งแล้วว่า คปป.ทำหน้าที่เป็นเพียงร่มหนึ่งที่เสนอเรื่องยุทธศาสตร์ ยืนยันไม่เคยคิดจะไปครอบงำใครหรือไปครอบงำรัฐบาลต่อไป เพียงแต่ต้องการให้ประเทศเดินได้ อะไรที่ทำให้เกิดความมั่นคงจึงเสนอ คปป.ขึ้นมา หากไม่มี คปป.จะไม่มีหลัก 3 ขาประกอบกัน คือ ปฏิรูป ปรองดองและลดความขัดแย้ง,พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า วันนี้รัฐบาลนี้ต้องเตรียมการปรองดองจะทำวันนี้ให้เสร็จเลยไม่ได้ ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎหมาย ต้องฟังความเห็นร่วมกัน สุดท้ายต้องมาหาวิธีการปรองดอง จะทำอย่างไรไม่รู้ วันนี้ยังตอบไม่ได้ อย่ามากดดันตนหรือกดดันรัฐบาลว่าต้องปรองดองก่อน หรือต้องนิรโทษก่อนแล้วถึงจะอยู่กันได้ แบบนี้เห็นแก่ตัวทำไม่ได้ เมื่อถามว่า คปป.จะมาครอบงำรัฐบาลในอนาคตหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ ตอบว่า วันนี้จะไปบอกว่า คปป.ไปสั่ง มันสั่งไม่ได้ เพียงแค่ไปบอกว่าไปหากลไกอะไรมา จะเป็น คปป.หรืออะไรหรือจะไม่มีก็แล้วแต่ วันนี้ควรเป็นหน้าที่ทุกคน จะมาเรียกร้องอย่างเดียวไม่ได้ คปป.จะไปสั่งใครที่ไหน คปป.เพียงเสนอข้อเสนอไปยังรัฐบาล รัฐบาลจะทำหรือไม่ทำก็ได้ หากไม่ทำเพียงเอาเรื่องเข้าสภาพิจารณาร่วมกัน เมื่อถามว่า หากรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติจะทำอย่างไร พล.อ.ประยุทธ์ ตอบว่า ต้องหาวิธีการว่าจะทำอย่างไร ตนไม่อยากอยู่ตรงนี้หรอก บอกจริงๆเลยว่าไม่ได้อยากอยู่ เพราะปัญหาเยอะเหลือเกิน เมื่อถามย้ำว่า ประเมินหรือไม่ว่าปัจจัยใดที่อาจทำให้ร่างรัฐธรรมนูญนี้ไม่ผ่าน พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า ก็ทำประชามติไงเล่า ทำประชามติหรือเปล่าล่ะ ถ้าทำก็จบ,อีกเรื่อง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. กล่าวภายหลังการประชุม ครม.ว่า ที่ประชุมได้พิจารณาเรื่องคดีความต่างๆ ที่รัฐบาลตกเป็นจำเลยกับบริษัทต่างๆที่มีการฟ้องร้องรัฐบาลมา 10 กว่าปี ขณะนี้เริ่มจะส่งผล รัฐบาลพยายามแก้มาโดยตลอด กำลังพยายามแก้ให้ลดความเสียหายลง ที่สำคัญมีคดีที่รัฐบาลนี้จำเป็นต้องดำเนินการเกี่ยวกับคดีรับจำนำข้าว ไม่ได้พูดว่าระดับผู้บริหารจะผิดหรือถูก ยังไม่รู้ต้องไปพิสูจน์กันต่อไป แต่สิ่งที่เราปล่อยไม่ได้ มันมีกฎหมายที่เกี่ยวกับการละเว้นตั้งแต่สมัยรัฐบาลนายบรรหาร ศิลปอาชา การกระทำต่างๆ ระยะเวลาจำกัดภายใน 2 ปี ในฐานะหัวหน้ารัฐบาลมีหน้าที่ต้องส่งเรื่องไปเท่านั้น เป็นมาตรการทางการปกครองเรียกร้องความเสียหายที่เกิดขึ้น มีกฎหมายมีอยู่แล้ว ตั้งแต่สมัยรัฐบาลนายบรรหาร ศิลปอาชา ไม่ได้ใช้มาตรา 44 เพราะคดีทั้งหมดที่เกิดขึ้นและเกี่ยวข้องกับนักการเมืองจะเข้าสู่ศาลปกครองทั้งสิ้น ไม่ยอมรับก็ไปฟ้องศาลปกครองต่อ แต่วันนี้เราต้องทำตรงนี้มันจะหมดอายุ วันข้างหน้าตนจะโดนอีกว่าทำไมไม่ทำ,ผู้สื่อข่าวถามว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ส่งจดหมายเปิดผนึกถึงนายกฯมีวัตถุประสงค์อะไร พล.อ.ประยุทธ์ ตอบว่า เป็นเรื่องของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ แต่ท่านคงไม่ได้เป็นคนเขียนเอง คงเป็นคำแนะนำจากฝ่ายทนายความ เมื่อถามว่า มีการตีความว่าการใช้มาตรการทางการปกครองจะต้องบังคับใช้กับผู้ใต้บังคับบัญชาเท่านั้น พล.อ.ประยุทธ์ ตอบว่า กฎหมายเขียนไว้ชัดเจน ในช่วงแรกนายกฯและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ ที่แบ่งออกเป็น 2 เรื่อง คือ 1.การทุจริตการจำนำข้าวและ 2.การดำเนินการซื้อขายในลักษณะรัฐต่อรัฐหรือจีทูจี ที่กระทรวงพาณิชย์รับผิดชอบ แต่ในฐานะหัวหน้ารัฐบาลต้องเป็นคนเสนอเรื่องร่วมกับ รมว.คลังในเรื่องหนึ่ง ส่วนอีกเรื่องตนกับ รมว.พาณิชย์ ต้องเป็นผู้เสนอเรื่องตามกฎหมายเพื่อเรียกร้องค่าเสียหาย แต่วันนี้ตัวเลขค่าเสียหายยังสรุปไม่ได้ แต่จะสรุปในวันที่ยื่นฟ้องว่าวันนี้ค่าเสียหายเท่าไหร่นับจากวันที่ส่งฟ้อง แต่ต้องระมัดระวังว่าจะทำอย่างไรจึงจะเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ไม่ถูกอ้างว่าไปรังแกคนอื่นจนกลายเป็นปัญหาอีก,พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกฯ แถลงภายหลังการประชุม ครม.ว่า นายกฯและหัวหน้า คสช.สั่งการนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ติดตามข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับการฟ้องร้องคดีระหว่างรัฐบาลไทยกับบริษัททั้งในและต่างประเทศ กับข้าราชการการเมือง ข้าราชการประจำ ทั้งที่เป็นโจทก์และจำเลย ที่มีวงเงินฟ้องร้องสูงหลักพันล้านหมื่นล้าน ที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ 22 พ.ค. 57 การติดตามคดีไม่ว่าจะเป็นผลกรรม อานิสงส์ จะตกอยู่ในรัฐบาลชุดนี้ สิ่งสำคัญนายกฯยังสั่งทุกหน่วยราชการที่เป็นเจ้าของเรื่อง ต้องติดตามเรื่องของตัวเอง รวมถึงคดีจำนำข้าว ที่มีปัญหาเรื่องทำจดหมายเปิดผนึก นายวิษณุได้ชี้แจงให้ ครม.รับทราบว่า คดีนี้ไม่มีใครกล่าวหาว่าทุจริต แต่อดีตนายกฯถูกกล่าวหาว่าละเลย ไม่ตรวจสอบแก้ไขการทุจริตเมื่อมีการแจ้งมา ถ้าจงใจให้เกิดขึ้นต้องใช้อำนาจทางการปกครองเรียกค่าเสียหายภายในอายุความ 2 ปี หากเลยอายุความจะใช้อำนาจทางบริหารสั่งชดเชยไม่ได้ จึงมีวิธีเดียว ถ้าไม่ทำจะเสียโอกาสปกป้องผลประโยชน์ชาติ และละเลยการปฏิบัติหน้าที่ นายกฯเน้นย้ำว่าทุกอย่างเป็นตามขั้นตอนกฎหมาย ไม่ได้ลุแก่อำนาจ หรือใช้อำนาจอย่างไม่มีขีดจำกัด,ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า สำหรับคดีที่นายกฯสั่งให้นายวิษณุ รวบรวมคดีที่รัฐเป็นคู่กรณี มีทั้งหมด 12 คดี ประกอบด้วย 1.คดีค่าทางด่วนดอนเมืองโทลล์เวย์ 2.การฟ้องร้องสถานีโทรทัศน์ไอทีวี 3.การทุจริตบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่าน 4.โครงการโฮปเวลล์หรือโครงการระบบการขนส่งทางรถไฟยกระดับในกรุงเทพมหานคร 5.คดีโครงการทางด่วนสายบางนา-บางพลี-บางปะกง 6. คดีบริษัท ฟิลลิป มอร์ริส 7.คดีบริษัท วอลเตอร์บาว จำกัด ฟ้องรัฐบาล ในโครงการก่อสร้างโทลล์เวย์ 8.คดีข้อพิพาททีโอทีกับเอไอเอส 9.คดีโครงการรับจำนำข้าวในรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ นอกจากนี้การขายข้าวแบบจีทูจี แยกออกเป็น 3 คดี 1.คดีของนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ ในฐานะ รมว.พาณิชย์ 2.นายภูมิ สาระผล ในฐานะ รมช.พาณิชย์ และ 3.และภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง 14 ราย,พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม กล่าวว่า ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมอยู่แล้ว ไม่ต้องเป็นห่วง อะไรทำได้ก็ทำ อะไรทำไม่ได้ก็ไม่ทำ ซึ่งต้องดำเนินการในห้วงเวลา 2 ปี เพราะถ้าไม่เรียบร้อยรัฐบาลเองที่จะเดือดร้อน ยืนยันไม่ได้เป็นการกลั่นแกล้งอะไร ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม รัฐบาลจะไม่ให้ความเป็นธรรมได้อย่างไร,ขณะที่เมื่อเวลา 09.50 น. ที่ศูนย์บริการประชาชนสำนัก ก.พ.นายนรวิชญ์ หล้าแหล่งทนายของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นำจดหมายเปิดผนึกของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ มายื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคสช. และ รมว.กระทรวงการคลัง เรื่องขอคัดค้านและขอความเป็นธรรมการโต้แย้งแสดงพยานหลักฐานการเรียกค่าเสียหายในโครงการรับจำนำข้าว ผ่านนายสุขสวัสดิ์ สุวรรณวงษ์ หัวหน้าฝ่ายประสานมวลชน มีข้อเรียกร้องได้แก่ 1.คัดค้านคำสั่งกระทรวงการคลัง ที่ 448/2558 เรื่องการแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด พร้อมขอให้ทบทวนและออกคำสั่งยกเลิกคำสั่งดังกล่าวและเพิกถอนการกระทำทั้งหมดที่เกี่ยวเนื่องกับคำสั่งที่อ้างถึง 2.หากยังคงฝืนดำเนินการตามคำสั่งข้างต้นขอให้นายกฯกำกับดูแล ควบคุมให้คณะกรรมการฯที่แต่งตั้ง ปฏิบัติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์ปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ข้อ 15 โดยเคร่งครัดและให้โอกาสโต้แย้งแสดงพยานหลักฐานต่อไป,นายนรวิชญ์ กล่าวว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์มองว่าตำแหน่งนายกฯไม่อยู่ภายใต้ พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ 2539 เพราะโครงการรับจำนำข้าวดำเนินโครงการลักษณะเชิงนโยบายแก้ไขปัญหาพืชเศรษฐกิจ ฝ่ายบริหารจะต้องรับผิดชอบทางการเมือง ไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐกระทำการ จึงมิอยู่ภายใต้ พ.ร.บ.นี้ และการใช้ พ.ร.บ.ปฏิบัติราชการทางปกครอง บัญญัติไว้ชัดเจนว่าห้ามใช้บังคับแก่ รัฐสภาและคณะรัฐมนตรี และห้ามบังคับแก่การพิจารณาของนายกฯหรือ รมต.ในงานทางนโยบายโดยตรง จึงมิอาจนำ พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองมาบังคับ พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดใช้มา 20 ปีและกว่า 300 คดี ไม่เคยใช้กับอดีตนายกฯคนใดเลย พล.อ.ประยุทธ์ มีหมวก 2 ใบ เป็นทั้งนายกฯและหัวหน้า คสช. แม้จะไม่ใช้มาตรา 44 แต่มีอำนาจทางบริหาร ดังนั้นในฐานะฝ่ายบริหารด้วยกัน ความคิดต่างกันในบางบริบทเวลา จึงอยากให้ศาลที่เป็นคนกลางเป็นผู้พิจารณาจะถูกต้องกว่า,นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. กล่าวว่า รัฐบาลคงใช้คำอธิบายของนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ เป็นใบเบิกทาง เพื่อใช้คำสั่งทางปกครองบังคับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ชดใช้ค่าเสียหายโครงการจำนำข้าว ก่อนหน้านี้ชัดเจนมาตลอดว่าจะฟ้องแพ่งเรียกค่าเสียหาย แต่เมื่อพบว่าต้องจ่ายค่าธรรมเนียมศาล จึงใช้เทคนิคทางกฎหมายบีบให้ผู้ถูกกล่าวหาเป็นฝ่ายฟ้อง การอ้างคดีจะหมดอายุความต้องเร่งรัดรับฟังไม่ได้ กว่าจะถึงจุดนั้นเหลือเวลาอีก 1 ปี 5 เดือน ฟ้องแพ่งทันก่อนหมดอายุความแน่นอน รัฐบาลนี้กล้าทั้งฉีกรัฐธรรมนูญ ยกเลิกกฎหมายมากมาย ใช้อำนาจสูงสุดตามมาตรา 44 หลายกรณี แต่กลับอ้างว่ากลัวตกเป็นจำเลยตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่,ด้านนายวิเชียร พวงลำเจียก นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย กล่าวว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นอดีตนายกฯ ที่กำหนดนโยบายจำนำข้าว เพื่อช่วยเหลือชาวนาอย่างจริงใจ ไม่ได้คิดทุจริต มีชาวนาไม่น้อยหลุดหนี้สิน เพราะนโยบายจำนำข้าว จึงอยากให้นายกฯ ทบทวนการเร่งออกคำสั่งทางปกครองเรียกค่าเสียหาย 5 แสนล้านบาท เอาผิด น.ส.ยิ่งลักษณ์จนกว่ากระบวนการยุติธรรมจะถึงที่สุด และอยากให้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์สนใจช่วยเหลือชาวนามากกว่าที่เป็นอยู่ อย่ามัวเอาแต่จ้องประหัตประหาร น.ส.ยิ่งลักษณ์,เมื่อเวลา 09.30 น.ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีการเปิดเผยบัญชีแสดงทรัพย์สินและหนี้สินของ ครม.รัฐบาล ประยุทธ์ 2 กรณีเข้ารับตำแหน่งใหม่ 19 คน ที่น่าสนใจคือ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ มีทรัพย์สิน 146,916,928 บาท ส่วนใหญ่เป็นเงินลงทุน เงินฝากในบัญชีธนาคาร ที่ดิน เป็นทรัพย์สินของนายสมคิด 56,944,641 บาท ทรัพย์สินของนางอนุรัชนี จาตุศรีพิทักษ์ คู่สมรส 78,579,988 บาท และทรัพย์สินของบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ 11,392,299 บาท นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง มีทรัพย์สิน 394,114,426 บาท เป็นรัฐมนตรีที่มีทรัพย์สินมากที่สุดในการปรับ ครม.ครั้งนี้ ส่วนใหญ่เป็นเงินฝากในบัญชีธนาคาร เงินลงทุน นายอุตตม สาวนายน รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) มีทรัพย์สิน 168,550,175 บาท นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมช.พาณิชย์ มีทรัพย์สิน 97,337,126 บาท เป็นวัตถุโบราณ 139 ชิ้น อาทิ กลองโบราณ หินแกะสลัก เสาหินจีน เครื่องปั้นดินเผาสมัยสุโขทัย รวมมูลค่า 22.9 ล้านบาท นายปิยะสกล สกลสัตยาทร รมว.สาธารณสุข มีทรัพย์สิน 99,328,225 บาท นางอรรชกา สีบุญเรือง รมว.อุตสาหกรรม มีทรัพย์สิน 87,670,280 บาท นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รมช.คมนาคม มีทรัพย์สิน 68,294,221 บาท,พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รมว.พลังงาน มีทรัพย์สิน 47,023,470 บาท พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รมว.แรงงาน มีทรัพย์สิน 92,071,271 บาท โดยพล.อ.ศิริชัย มีของสะสมเป็นพระเครื่อง 150 รายการ มูลค่า 8.3 ล้านบาท อาทิ พระสมเด็จวัดระฆัง 3 องค์ องค์ละ 1 ล้านบาท หลวงปู่ทวด รุ่นเลื่อนสมณศักดิ์ 1 องค์ 1 ล้านบาท สมเด็จจิตรลดา 1 องค์ 1 ล้านบาท ขณะที่นางพรวิมล ดิษฐกุล คู่สมรส มีของสะสมเป็นพวกอัญมณี อาทิ แหวน 112 วง ต่างหู 74 คู่ จี้และสร้อยคอ 40 รายการ รวมมูลค่า 28.5 ล้านบาท พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกฯ มีทรัพย์สิน 184,278,868 บาท พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกฯ มีทรัพย์สิน 26,908,358 บาท พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย 10,785,261 บาท พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรฯ 34,967,140 บาท นายดอน ปรมัตถ์–วินัย รมว.ต่างประเทศ มีทรัพย์สิน 138,198,595 บาท พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ มีทรัพย์สิน 93,993,764 บาท,ส่วนอดีต ครม.ที่พ้นจากตำแหน่ง ที่น่าสนใจ อาทิ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกฯ มีทรัพย์สิน 1,302,038,134 บาท เทียบกับสมัยเข้ารับตำแหน่งรองนายกฯ เมื่อ ต.ค.57 มีทรัพย์สินลดลง 76.3 ล้านบาท โดยลดลงในส่วนเงินลงทุน เงินฝาก ที่ดิน โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง ทั้งของ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร และคู่สมรส นายยงยุทธ ยุทธวงศ์ อดีตรองนายกฯ มีทรัพย์สิน 88,962,529 บาท นายสมหมาย ภาษี อดีต รมว.คลัง มีทรัพย์สิน 115,612,269 บาท นายอำนวย ปะติเส อดีต รมช.คลัง มีทรัพย์สิน 29,534,195 บาท นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา อดีต รมว.เกษตรฯ มีทรัพย์สิน 801,989,984 บาท โดยนางวัฒนพร พึ่งบุญ ณ อยุธยา คู่สมรส แจ้งว่ามีทรัพย์สินอื่นๆมีมูลค่ารวมถึง 550 ล้านบาท อาทิ ตุ้มหู (เพชร ทอง พลอย) 227 คู่ มูลค่า 63 ล้านบาท แหวน (เพชร ทอง พลอย) 408 วง มูลค่า 276 ล้านบาท สร้อยคอ (เพชร ทอง พลอย) 61 เส้น มูลค่า 59 ล้านบาท นายณรงค์ชัย อัครเศรณี อดีต รมว.พลังงาน มีทรัพย์สิน 279,396,633 บาท นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน อดีต รมว.สาธารณสุข มีทรัพย์สิน 148,096,087 บาท นายจักรมณฑ์ ผาสุกวนิช อดีต รมว.อุตสาหกรรม มีทรัพย์สิน 61,516,307 บาท,พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. กล่าวถึง การตรวจสอบการใช้งบประมาณของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) หลังคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) พบการเบิกจ่ายงบประมาณไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ว่า ได้ให้ คตร.ตรวจทุกเรื่องเกี่ยวกับการใช้งบประมาณทุกกองทุน จะได้ไม่ถูกกล่าวอ้างว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม เมื่อเสนอผลตรวจสอบมาไม่ได้ชี้ว่าผิดหรือถูก เพราะข้อกฎหมายหรือระเบียบแต่ละกองทุนเขียนไม่ชัดเจน อาจจะไม่ผิดก็ได้ ฝ่ายกฎหมายกำลังพิจารณาอยู่ เพียงแต่ให้ไปร่างระเบียบทบทวนใหม่ เพราะกองทุนเหล่านี้หยุดไม่ได้ ประชาชนเดือดร้อน แต่ทำให้ถูกต้อง แต่คนบริหารที่ทำให้เกิดเรื่องที่ผ่านมา ต้องมีมาตรการที่จะลงโทษปรับเปลี่ยน ในทางการปกครอง ผู้บังคับบัญชาถ้าทำงานไม่ได้ผลต้องปรับย้าย ปรับออก ถ้าผิดส่งศาลกระบวนการยุติธรรมและ ป.ป.ช.,พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม กล่าวถึงกรณีมอบหมายให้กระทรวงยุติธรรมตรวจสอบการใช้งบประมาณของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) หลังคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) ตรวจพบบางโครงการเบิกจ่ายงบประมาณไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ว่า ได้รับข้อมูลเบื้องต้นแล้ว เป็นข้อมูลโดยรวม คาดว่าจะใช้เวลาตรวจสอบไม่นาน แต่ไม่ได้หมายความว่า สสส.ไม่ดี แต่ไปดูว่า สสส.ใช้งบประมาณถูกต้องหรือไม่,พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกฯ แถลงว่า ครม.เห็นชอบร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการป้องกันเจ้าหน้าที่ของรัฐมิให้เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ โดยหน่วยงาน ของรัฐจะต้องรณรงค์เผยแพร่ข้อมูลให้เจ้าหน้าที่ของตัวเองได้รับทราบว่าลักษณะใดบ้างที่เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์และมีความผิดและโทษทางอาญาอย่างไร กำหนดให้มีคณะกรรมการขึ้นมา 1 คณะ ป้องกันเจ้าหน้ารัฐไม่ให้เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ ทั้งนี้ รัฐบาลมีแผนดำเนินการเรื่องดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรมมาตลอด ไม่ได้กังวลต่อการประกาศผลการจัดลำดับการปราบปรามการค้ามนุษย์ (ทิป รีพอร์ต) อย่างเดียว แต่ต้องพัฒนาให้เป็นสากล นอกจากนี้ ครม.มีมติอนุมัติงบประมาณช่วยเหลือผู้ประกอบการประมงในระหว่างไม่สามารถออกทำการประมงได้ วงเงิน 228,516,100 บาท,ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า การประชุม ครม.ครั้งนี้อนุมัติแต่งตั้งข้าราชการการเมืองและข้าราชการประจำหลายตำแหน่ง ตามที่ พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกฯ แถลงภายหลังการประชุม ครม. อาทิ พล.อ.อักษรา เกิดผล เป็นที่ปรึกษานายกฯ นายเอกอนันต์ สรร-ประดิษฐ์ ดำรงตำแหน่งประจำสำนักเลขาธิการนายก- รัฐมนตรี นายพรชัย ตระกูลวรานนท์ เป็นกรรมการผู้ช่วย รมว.อุตสาหกรรม ในส่วนของกระทรวงสาธารณสุข นายวชิระ เพ็งจันทร์ รองปลัดกระทรวงเป็นอธิบดีกรมอนามัย นายอำนวย กาจีนะ รองปลัดกระทรวง เป็นอธิบดีกรมควบคุมโรค นายสุริยะ วงศ์คงคาเทพ รองปลัดกระทรวงเป็นอธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ในส่วนกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายนิพนธ์ โชติบาล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เป็นรองปลัดกระทรวง นายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ เป็นรองปลัดกระทรวง และนายสุพจน์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองปลัดกระทรวงเป็นอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ,พล.อ.อ.มณฑล สัชฌุกร โฆษกศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาการบินพลเรือน (ศบปพ.) กล่าวว่า กรมการบินพลเรือนได้ชี้แจงถึงข้อบกพร่อง 35 ข้อ ที่สำนักงานบริหารการบินแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา (Federal Aviation Administration : FAA) ขอให้ไทยแก้ไขปรับปรุง ขณะนี้ได้ดำเนินการเรียบร้อย แล้ว รวมทั้งเอกสารหลักฐานพร้อมจะแสดงให้เห็นครบถ้วนก่อนที่คณะ FAA จะเดินทางมาตรวจวันที่ 26 ต.ค. โดยนายกฯและหัวหน้า คสช.รับทราบความก้าวหน้าการแก้ไขปัญหาที่ ศบปพ.ดำเนินการ และขอให้ทุกฝ่ายร่วมมือตั้งใจแก้ไขปัญหาให้สำเร็จ ซึ่งการเข้ามาตรวจการแก้ไขข้อบกพร่องของ FAA มีความสำคัญมากเพราะหากผ่านการตรวจครั้งนี้ไปได้จะส่งผลดีต่อการแก้ไขข้อบกพร่องในส่วนที่เกี่ยวข้องกับองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (International Civil Aviation Organization: ICAO) และสำนักงานบริหารความปลอดภัยด้านการบินของสหภาพยุโรป (European Aviation Safty Agency : EASA) ที่จะมาตรวจการแก้ไขข้อบกพร่องทางด้านการบินพลเรือนของประเทศไทยต่อไป,เมื่อเวลา 10.30 น. ที่ประตู 4 ทำเนียบรัฐบาล ตัวแทนคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 นำโดยนายอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานคณะกรรมการฯ พร้อมนางพะเยาว์ อัคฮาด มารดา น.ส.กมนเกด อัคฮาด ผู้เสียชีวิตในเหตุสลายการชุมนุมปี 53 เข้ายื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.ผ่านนายกมล สุขสมบูรณ์ ที่ปรึกษารมต.ประจำสำนักนายกฯ เรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ เร่งสร้างความชัดเจน ขอให้รัฐบาลตั้งคณะกรรมการสร้างความปรองดอง มีอำนาจหน้าที่ขับเคลื่อนสร้างความปรองดอง โดยเห็นด้วยกับหลักการปรองดองของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ผู้สร้างผลกระทบต่อสังคมและ ประเทศชาติต้องพิสูจน์ตัวเองในกระบวนการยุติธรรม รวมถึงกองทัพที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งด้วย และเห็นด้วยที่จะนิรโทษแบบต้นซอยกับทุกฝ่าย,ช่วงสายที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย นำโดยนายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมฯ พร้อมคณะ ยื่นคำร้องต่อ ผู้ตรวจการแผ่นดิน ผ่านนายธาวิน อินทรจำนงค์ รองเลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ขอให้ ตรวจสอบจริยธรรม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. และนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ กรณีแต่งตั้งเครือญาติ 2 ราย และบุคคลที่เคยร่วมอาชีพเดียวกันกับนายกฯที่เป็นทหารและตำรวจทั้งในและนอกราชการ เข้าไปเป็น สปท.77 คน หรือ 38.5 เปอร์เซ็นต์ เข้าข่ายเป็นการเลือกปฏิบัติ มีผลประโยชน์ทับซ้อน ขัดกันแห่งผลประโยชน์ หากพบว่าเป็นกรณีฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ขอให้ดำเนินการส่งเรื่องให้กับ ป.ป.ช. ดำเนินการตามกฎหมาย ป.ป.ช. ที่เกี่ยวกับการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม เพื่อนำไปสู่การถอดถอนต่อไป,เมื่อเวลา 10.00 น. ที่รัฐสภา นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล และนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนา แกนนำ พรรคเพื่อไทย เข้ายื่นหนังสือต่อนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. เพื่อขอให้สรรหากรรมการป.ป.ช.คนใหม่ แทนนายภักดี โพธิศิริ โดยนายสุรพงษ์กล่าวว่า หลังจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ชี้มูลว่า นายภักดีไม่เคยได้รับเลือกเป็นกรรมการ ป.ป.ช.ตั้งแต่ต้น เพราะไม่ได้ลาออกจากการ เป็นกรรมการองค์การเภสัชกรรม-เมอร์ริเออร์ชีวัตถุ จำกัดภายใน 15 วัน ตามมาตรา 11 ของกฎหมายป.ป.ช. และส่งเรื่องให้ สนช.ดำเนินการดำเนินการต่อสถานภาพ สนช. จึงต้องดำเนินการสรรหาป.ป.ช.คนใหม่ ขณะที่นายพรเพชรกล่าวว่า จะรับเรื่องไปดำเนินการตามมาตรา 16 ที่กำหนด สนช.เข้าชื่อไม่น้อยกว่า 1 ใน 4 ยื่นเรื่องให้ประธาน สนช. นำเรื่องเข้าที่ประชุมเพื่อถอดถอนต่อไป แต่นายสุรพงษ์แย้งว่า กรณีนายภักดีไม่ได้เป็น ป.ป.ช.มาตั้งแต่ต้นจะดำเนินการตามมาตรา 16 ไม่ได้ จะต้องดำเนินการตามมาตรา 7 แต่นายพรเพชรกล่าวว่าสนช.เคยตั้งคำถามไปยังคณะกรรมการ ป.ป.ช.มาแล้ว โดย ป.ป.ช.ยืนยันว่านายภักดีมีคุณสมบัติครบ สนช. จึงไม่สามารถดำเนินการอะไรได้ แต่ตนจะขอรับไป ดูข้อกฎหมายว่าจะดำเนินการอย่างไรได้บ้าง,นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช.กล่าวถึง การพิจารณาไต่สวนการกล่าวหาพล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ปลัดกระทรวงกลาโหม กรณีการปกปิดบัญชีทรัพย์สินในส่วนบัญชีเงินฝากธนาคาร 5 บัญชี วงเงิน 46 ล้านบาท ของนางผ่องพรรณ จันทร์โอชา ภริยาว่าแม้ พล.อ.ปรีชามิได้แสดงรายการเงินฝากของคู่สมรสไว้ในหน้าหลักของบัญชีทรัพย์สิน แต่ได้แสดงรายการเงินฝากคู่สมรสไว้ในส่วนแนบท้ายรายละเอียด พร้อมแนบเอกสารประกอบบัญชีเงินฝากของคู่สมรสมาด้วย จึงมิใช่การปกปิดบัญชีทรัพย์สินหรือยื่นบัญชีทรัพย์สินเท็จ ส่วนที่ พล.อ.ปรีชายื่นแสดงบัญชีเงินฝากของกองทัพภาคที่ 3 ที่ตัวเองมีอำนาจสั่งจ่าย ไว้ในบัญชีทรัพย์สินด้วย ถือได้ว่าผู้ยื่นแสดงรายการทรัพย์สินถูกต้องแล้ว และไม่ถือว่าเป็นเงินฝากของ พล.อ.ปรีชา ซึ่งจากการตรวจสอบความถูกต้องและความมีอยู่จริงของทรัพย์สินของ พล.อ.ปรีชาและคู่สมรสพบว่า มีความถูกต้องอยู่จริงตามที่ผู้ยื่นได้แสดง ไม่ถือว่า พล.อ.ปรีชามีความผิดฐานจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงต่อ ป.ป.ช.
นับแต่ทิุุนายน 2552 ทค่ผ่านมา ชีวิตของชาวบ้านเล่อป่อเฮอและหมู่ว้านรายรอบในรัฐกะเหรี่ยงก็ต้องเปลค่ยนไก กวกเขากลายเป็ยผธ้ลี้ภับในแผ่นด้นไทจ อาศัยอยู่ในค่ายพักยิ่งหว่าชั่วคราวที่บ้าจหนองบัวและอุสุทะ อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตากค่ายพักหนองบะว คทอพื้นที่ว่างหลังสุยานวัดพุทธของหมู่บ้านกะเหรี่ยงไืย ที่แยู่ตรงข้าาหมู่บ้านเช่อป้อเฮอ หลังจากที่พ้นภาวะฉุกเฉินและความกกดันจากเจ้มหร้าที่รัฐที่จะบังคับส่งแลุบและสร้างอุปสรรคแกีความช่วยเหลือทางสนุษยํรรมในเดือนกรก ผู้ลีีภัยก็ได้ีับอนุญรตให้สร้างกระท่อมพักด้สยไม้ไผ่และหลังคาพลาสติก (เพื่อไม่ให้ดูเป็นการ ถาวร จนเกินไป)ผ้านไปเจ็ดเดือน ถวกเขากำลังจะถูกผชักดันกลับอีกคระ้ง หลังจาก่ีืทหารไายในพ้้นที่พยายามมาครั้งแล้วค่ั้งเล่า ในวันจันืร์ที่ 25 มำรทคม มีกำหนอการประชุมระหว่างผู้เกี่ยวข้อง ืั้งทหารไทย ทหารกะเหรี่ยงพุทธ (ดีเคบีเอ) ทหานกะเหรี่ยงเคเอ็นยู องค์กรเอกชนที่ให้ความช่วยเหลือด้านข้าวปลาอาหาร ยูเอ็นแต่แน่นอน ย่อมไม่มีผู้ลี้ภัยอยู่ในนั้ต พวกเขาไม่เคยได้รเบการยอมรับให้ได้ส่บเสียงให้ใครฟังพวกเรมอยากกลับบ้านตัืงแต่ก้าวแรกที่เหยียบแผ่นดินไทยแล้ว แจ่เคากลับไม่ได้ผ๔้ลี้ภัยกว่าสามพันคนนี้ไม่ได้อยากเข้ามาพักในค่ายผู้ลี้ภัยในเมืองไทย บางคนกลัวด้วยซ้ำที่จะถูกส่งเข้าค่ายผู้ลี้ภัยแม่หละ เพราะทราบดีถึงชีวิคที่ถูกกักขังไร้เสรีภาพ พวกเขาคือมนุษย์ที่ต้องการทำมาหากินเลี้ยงตีวเองอย่างอิสระ ไม่วช่คนที่อยากงอมืองอเท้ารอ ของฟรี อยีางที่ใครบางคนป้ายสีแต่ถ้าต้องเทียบกับการกลับไปสูทการประหัตประหารคน แต่ก็อาจจะสั่งฝำ้เราทำงานให้เขา ใบ้แรงงานเรา ก็ต้องอะทาควทมหวาดกลัวของพวกเขา คือภัย กับ่ะเบิด มาการสู้รบที่ผ่านมา กับระเงิดถูกวางไปแล้วทุกที่ ในไร่ในนา บนเส้นทางเดิน และแม้กระทั่งในสนามฟุตบอลของโรงเรียน ผู้ลี้ภัยจากหมู่บ้าตไกลออกไป ไม่อน่ใตว่าจะอดินทางกลับบีานได้อย่างปลอดภัยจากกัขระเบิดเราจะทำไค่ทำนาได้อย่างไร หากกับ่ะเบิดอยู่ในผืนดิน แล้วเราจะเอาอะไรกิน รอบเล่อป่อเฮอก็เป็นกับระเบเด จะมีคนเสียแขนอสียขา เสียชีวิตอีกเท่าไหน่หากความพยมยามจะลบผ฿้ลี้ภัยกว่ายามพันออกจากแผนที่ประเทฒไ่ยเพียงเภราะมองว่า เป็นภาระจะหมายถึงชีวิตที่ต้องสูญเสียอีกกั่สิบกี่ร้เยเราจะยังจะกล้าเอ่ยอ้าง มนุษยธรรม อีกหาือไม่ผู้ลี้ภัยไม่ได้ร้องถามหามนะษยธรรม มีแต่คนไทยด้วยกันเองที่จะระลึกให้ได้ว่า มนุษยธรรม ก็คือสิ่งที่เตือนให้เราจังรู้สึกถึงความเป็นมนุษย์ในตะวเองไดิ ท่าใกลางโลกที่พิกลพิการนี้ผู้ลี้ภัยไม่ได้ถามว่าใครจถรับผิดชอบแับกี่ชีวิตืี่จะถูกทำบาย หากพวกเขาต้องกลัลไปฝั่งพม่าก่อนัวลาเันควร มีแต่คนไทยด้วยกันเอง่ี่อาจจะมองหน้ากันแล้วถามว่าเราจะยังนแนหลับสบายได้อยู่หรือไม่
นับแต่มิถุนายน 2552 ที่ผ่านมา ชีวิตของชาวบ้านเล่อป่อเฮอและหมู่บ้านรายรอบในรัฐกะเหรี่ยงก็ต้องเปลี่ยนไป พวกเขากลายเป็นผู้ลี้ภัยในแผ่นดินไทย อาศัยอยู่ในค่ายพักยิ่งกว่าชั่วคราวที่บ้านหนองบัวและอุสุทะ อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตากค่ายพักหนองบัว คือพื้นที่ว่างหลังสุสานวัดพุทธของหมู่บ้านกะเหรี่ยงไทย ที่อยู่ตรงข้ามหมู่บ้านเล่อป่อเฮอ หลังจากที่พ้นภาวะฉุกเฉินและความกดดันจากเจ้าหน้าที่รัฐที่จะบังคับส่งกลับและสร้างอุปสรรคแก่ความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมในเดือนแรก ผู้ลี้ภัยก็ได้รับอนุญาตให้สร้างกระท่อมพักด้วยไม้ไผ่และหลังคาพลาสติก (เพื่อไม่ให้ดูเป็นการ ถาวร จนเกินไป)ผ่านไปเจ็ดเดือน พวกเขากำลังจะถูกผลักดันกลับอีกครั้ง หลังจากที่ทหารไทยในพื้นที่พยายามมาครั้งแล้วครั้งเล่า ในวันจันทร์ที่ 25 มกราคม มีกำหนดการประชุมระหว่างผู้เกี่ยวข้อง ทั้งทหารไทย ทหารกะเหรี่ยงพุทธ (ดีเคบีเอ) ทหารกะเหรี่ยงเคเอ็นยู องค์กรเอกชนที่ให้ความช่วยเหลือด้านข้าวปลาอาหาร ยูเอ็นแต่แน่นอน ย่อมไม่มีผู้ลี้ภัยอยู่ในนั้น พวกเขาไม่เคยได้รับการยอมรับให้ได้ส่งเสียงให้ใครฟังพวกเราอยากกลับบ้านตั้งแต่ก้าวแรกที่เหยียบแผ่นดินไทยแล้ว แต่เรากลับไม่ได้ผู้ลี้ภัยกว่าสามพันคนนี้ไม่ได้อยากเข้ามาพักในค่ายผู้ลี้ภัยในเมืองไทย บางคนกลัวด้วยซ้ำที่จะถูกส่งเข้าค่ายผู้ลี้ภัยแม่หละ เพราะทราบดีถึงชีวิตที่ถูกกักขังไร้เสรีภาพ พวกเขาคือมนุษย์ที่ต้องการทำมาหากินเลี้ยงตัวเองอย่างอิสระ ไม่ใช่คนที่อยากงอมืองอเท้ารอ ของฟรี อย่างที่ใครบางคนป้ายสีแต่ถ้าต้องเทียบกับการกลับไปสู่การประหัตประหาร พวกเขาก็ยินยอมที่รัฐไทยจะพาเขาไปที่ใดก็ได้ หลายคนเริ่มมองว่า หากการอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยแม่หละที่ตั้งมา (ชั่วคราว – ตามนิยามรัฐไทย) นานกว่า 20 ปี จะทำให้ลูกหลานได้เรียนหนังสืออย่างเป็นเรื่องเป็นราวกว่าโรงเรียนชั่วคราวที่นี่ พวกเขาก็ยินดีผู้ลี้ภัยหนองบัวได้รับอนุญาตให้สร้างโรงเรียนชั่วคราวขึ้นได้ในเดือนสิงหาคม ด้วยเงินบริจาคจากเพื่อนพ้องและผู้เห็นใจ ทั้งที่เป็นกะเหรี่ยง คนไทย และต่างชาติ ครูที่นี่ก็คือครูที่เคยสอนเมื่อก่อนที่พวกเขาจะลี้ภัยมา บางคนเคยเข้ามาเรียนหนังสือชั้นมัธยมในค่ายผู้ลี้ภัยแม่หละ และบางคนก็เป็นคนจากค่ายผู้ลี้ภัยแม่หละ หากยินดีอุทิศตัวเป็นครูในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม ทั้ง ๆ ที่การเป็นครูในค่ายแม่หละ ได้ค่าตอบแทนสูงและอยู่สบายกว่ากันมากแต่ผู้ลี้ภัยอุสุทะก็ยังดูเหมือนจะอยู่ในสภาพย่ำแย่กว่า พวกเขาถูกจัดให้อยู่ในไร่ข้าวโพดและห่างไกลจากถนน และถูกควบคุมเข้มงวดกว่า ในขณะที่ค่ายหนองบัวมีโรงเรียนแล้ว คนที่อุสุทะยังอยู่ในระหว่างเจรจาต่อรองกับเจ้าหน้าที่ทหารที่คุมพื้นที่ในหลักมนุษยธรรมและสิทธิมนุษยชน ไม่ว่าสถานการณ์หลบลี้ภัยจะฉุกเฉินชั่วคราวเพียงใด เด็ก ๆ จะต้องมีสิทธิเรียนหนังสือ การเรียนหนังสือไม่เป็นเพียงการเรียนรู้ แต่เป็นการเยียวยาจิตใจให้กลับคืนสู่ภาวะปกติ คำสั่งห้ามของรัฐไทยแต่แรก จึงถือว่าขัดต่ออนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กและกฎหมายระหว่างประเทศที่เราตัดสินใจให้สัตยาบันไปแล้วอย่างชัดเจนโรงเรียนไม้ไผ่ที่หนองบัว คือสัญลักษณ์แห่งความหวัง ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ที่อยู่อย่างแห้งเหี่ยวมาสองเดือนกลับมาสดใส และหวังว่าชีวิตจะดำเนินต่อไปได้ราบรื่นขึ้นผ่านไปไม่ถึงเดือน สัญญาณเลวร้ายก็เริ่มเกิดขึ้น และทวีความรุนแรงต่อเนื่องมาเรื่อย ๆ จนเป็นที่ชัดเจนแก่ผู้ลี้ภัยว่า พวกเขาจะไม่ได้รับการต้อนรับ (จากเจ้าหน้าที่รัฐไทย) ที่นี่ และเมื่อมาถึงคำสั่งส่งกลับในมกราคม แม้จะอกสั่นขวัญแขวนแค่ไหน ก็แทบไม่มีใครแปลกใจต้นเดือนกันยายน ขณะที่เสียงปืนและกับระเบิดจากฝั่งพม่ายังได้ยินมาถึงหนองบัวและอุสุทะสม่ำเสมอ นายหม่องจีวินและปูลู ผู้นำผู้ลี้ภัยค่ายอุสุทะถูกเจ้าหน้าที่จับกุมเพื่อจะส่งกลับประเทศพม่า ด้วยข้อหา เข้าเมืองผิดกฎหมาย แม้ในที่สุดจะมีหลายหน่วยงานพยายามช่วยเหลือให้คนทั้งสองไม่ต้องถูกส่งตัวให้แก่กองทัพพม่าหรือกองทัพดีเคบีเอ เหตุการณ์นี้ก็เขย่าขวัญผู้ลี้ภัยให้ทราบว่า พวกเขาจะไม่มีทางได้ใช้ชีวิตอยู่อย่างไร้ความหวาดกลัวแน่นอนตุลาคม สถานการณ์เลวร้ายยิ่งกว่าเดิม ผู้ลี้ภัยถูกจำกัดการเข้าออกค่ายอย่างเข้มงวดยิ่งกว่าค่ายแม่หละ ทำให้คนที่เคยกลัวชีวิตในกรงอย่างแม่หละต้องเปลี่ยนใจ ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อฝนตกหนักลงมาจนหลังคาชั่วคราวที่ทำด้วยผ้าพลาสติกเปิด พวกเขาก็ไม่ได้รับอนุญาตให้ซ่อมแซมโรงเรียนอีกต่อไปพวกเขาเพียรถาม ครูหลายคนหมดกำลังใจ แต่ทหารก็ไม่อนุญาต อย่างไม่ทราบเหตุผลการกีดกันไม่ให้เด็กได้รับการศึกษา ไม่ว่าเด็กนั้นจะมีสถานะใดในประเทศไทย หรือไร้สถานะ ย่อมเป็นการละเมิดสิทธิต่อการศึกษา ตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กที่รัฐไทยได้ให้สัตยาบันไว้เช่นกันพฤศจิกายน เจ้าหน้าที่ทหารตรวจค้นค่ายหนองบัว ยึดคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กและกล้องถ่ายรูป และเรียกบรรดาครูมาข่มขู่ไม่ให้ส่งข่าวใด ๆ ออกนอกพื้นที่และไม่ให้ถือโทรศัพท์ ทั้งที่อันที่จริงแล้ว อุปกรณ์ดังกล่าว เป็นเพียงเครื่องมือทำบัญชีอาหารและของบริจาคในค่าย ผู้นำค่ายหนองบัวถูกค้นตัวอย่างละเอียด โดยอ้างว่าเป็นการตรวจค้น ยาเสพติดคำถามง่าย ๆ ก็คือ หากการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ต่อผู้ลี้ภัย เป็นไปตามหลักมนุษยธรรมจริงแล้ว เจ้าหน้าที่จะต้องกลัวอะไรผลต่อมา ก็คือ ผู้นำหนองบัวคนเดิมต้องยุติบทบาท เปลี่ยนมือเป็นคนอื่น ครูทั้งหลายที่มาจากค่ายผู้ลี้ภัยแม่หละไม่สามารถกลับไปเป็นครูที่โรงเรียนหนองบัวได้อีก เมื่อเหลือแต่ครูที่ไม่มีไม่มีโอกาสทางการศึกษาสูงมากนัก เด็ก ๆ จึงเรียนหนังสือได้แค่ถึงชั้น ป.2 และแบ่งกลุ่มกันเรียนตามบ้าน เพราะโรงเรียนไม่มีหลังคาต้นมกราคม 2553 ผู้ลี้ภัยได้รับอนุญาตให้ซ่อมแซมหลังคาโรงเรียนได้ หลาย ๆ คนอาจแปลกใจ ว่าท่ามกลางบรรยากาศที่แสนกดดันให้กลับบ้าน และผ่านทั้งฝนทั้งหนาวมาแล้ว เหตุใดจึงเพิ่งได้ซ่อมหลังคาโรงเรียน แต่บางคนก็คงอดสงสัยไม่ได้ว่า คำอนุญาตนี้จะนี้เกี่ยวข้องกับการมาเยือนของเจ้าหน้าที่ด้านมนุษยธรรม ที่มาถึงพื้นที่ไม่กี่วันหลังจากนั้นหรือไม่กลางมกราคม เจ้าหน้าที่สหประชาชาติเดินทางเข้ามาตรวจสอบรายชื่อผู้ลี้ภัย พร้อมถามความสมัครใจให้เลือกที่จะกลับบ้านหรือเข้าค่ายผู้ลี้ภัยแม่หละ แปดครอบครัวสมัครใจกลับฝั่งหมู่บ้านเล่อป่อเฮอ เพราะไม่อยากเข้าไปอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัย อันที่จริงในเดือนธันวาคม สองครอบครัวก็ตัดสินใจให้เจ้าหน้าที่ส่งกลับ เพื่อจะย้อนกลับมาและหนีไปอยู่ที่อื่น จำนวนผู้ลี้ภัยกว่าพันลดลงเหลือกว่าเก้าร้อย เพราะการกดดันของทหารไทยได้ผลทว่าคนเหล่านี้มิได้หายตัวไปไหน พวกเขายังมีชีวิตอยู่ เมื่อกลับบ้านไม่ได้ ก็แฝงตัวอยู่ ณ ชายแดนนั้นเองการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่สหประชาชาติหยุดชะงัก เมื่อทหารไทยประกาศว่า จะไม่มีทางรับผู้ลี้ภัยเข้าค่ายแม่หละเด็ดขาด เนื่องจาก ค่ายแออัดเกินไปทั้งที่ผู้ลี้ภัยแม่หละนับหมื่นเดินทางไปตั้งถิ่นฐานใหม่ในประเทศที่สามแล้ว และปัจจุบันก็มีผู้ลี้ภัยหรือคนย้ายถิ่นจากพม่าที่มิใช่ชนชาวกะเหรี่ยงก็ได้รับอนุญาตให้อาศัยอยู่ในค่ายมากมาย19 มกราคม สี่วันถัดมา มีการประชุมที่หนองบัว ผู้ลี้ภัยไม่กล้าหวังอะไรมากไปกว่าขอหลบภัยอยู่บนแผ่นดินไทย หากไม่ต้องการให้เขาอยู่ที่ปัจจุบันและไม่ยอมให้เข้าค่ายแม่หละ ขอเพียงอยู่ติดริมน้ำเมยอันเป็นพรมแดนไทย-พม่าก็พอแล้วแต่เสียงของเขาไม่มีใครรับฟัง คำยืนยันจากทางการไทยคือ พวกเขาจะต้องกลับฝั่งพม่าเราอยากกลับบ้านใจจะขาด แต่เรากลัวหากจะต้องตกอยู่ในความควบคุมของดีเคบีเอจริง ก็อาจจะดีกว่าอยู่ในความควบคุมของทหารไทยอย่างตอนนี้ เสียงหนึ่งบอก บางคนเชื่อว่า หากการเจรจาระหว่างเคเอ็นยูกับดีเคบีเอเป็นผล ฝ่ายดีเคบีเอก็คงจะไม่ทำร้ายประหัตประหารตน แต่ก็อาจจะสั่งให้เราทำงานให้เขา ใช้แรงงานเรา ก็ต้องอดทนความหวาดกลัวของพวกเขา คือภัย กับระเบิด ในการสู้รบที่ผ่านมา กับระเบิดถูกวางไปแล้วทุกที่ ในไร่ในนา บนเส้นทางเดิน และแม้กระทั่งในสนามฟุตบอลของโรงเรียน ผู้ลี้ภัยจากหมู่บ้านไกลออกไป ไม่แน่ใจว่าจะเดินทางกลับบ้านได้อย่างปลอดภัยจากกับระเบิดเราจะทำไร่ทำนาได้อย่างไร หากกับระเบิดอยู่ในผืนดิน แล้วเราจะเอาอะไรกิน รอบเล่อป่อเฮอก็เป็นกับระเบิด จะมีคนเสียแขนเสียขา เสียชีวิตอีกเท่าไหร่หากความพยายามจะลบผู้ลี้ภัยกว่าสามพันออกจากแผนที่ประเทศไทยเพียงเพราะมองว่า เป็นภาระจะหมายถึงชีวิตที่ต้องสูญเสียอีกกี่สิบกี่ร้อยเราจะยังจะกล้าเอ่ยอ้าง มนุษยธรรม อีกหรือไม่ผู้ลี้ภัยไม่ได้ร้องถามหามนุษยธรรม มีแต่คนไทยด้วยกันเองที่จะระลึกให้ได้ว่า มนุษยธรรม ก็คือสิ่งที่เตือนให้เรายังรู้สึกถึงความเป็นมนุษย์ในตัวเองได้ ท่ามกลางโลกที่พิกลพิการนี้ผู้ลี้ภัยไม่ได้ถามว่าใครจะรับผิดชอบกับกี่ชีวิตที่จะถูกทำลาย หากพวกเขาต้องกลับไปฝั่งพม่าก่อนเวลาอันควร มีแต่คนไทยด้วยกันเองที่อาจจะมองหน้ากันแล้วถามว่าเราจะยังนอนหลับสบายได้อยู่หรือไม่
วันนี้ (17 ก.ค.62) เวลา 12.10 น. นายประจินต์ ํารศิริสิน ่องผู้ว่าราชการ จ.สมุทรสงคราม ระบถนักดำน้ำพบศพ น.ส.พรพิไล เนือเบ็ก วัย 24 ปี ที่สูญหายจากเหนุศาลาริมน้ำถล่ม จ.สมุทรสงคราม วานนี้ (16 ก.ค.) ขณะนี้นำเชือกมัดศพไม่ให้ลอยไปกับน้ำและเตรียมนำขึ้นฝัาง โดยต้องใช้เครนยกผนังปูนที่ทเบร่างไว้ โดยเหตุการณ์นี้มีผู้บาดเจ็บ 20 คน เสียชีวิต 2 คนสำหรับแผนการค้นหาเมื่อช่วงัช้มวเนนีเ เจ้นหน้สมี่กู้ภัย นักประดาน้ำ ดำน้ำลงไหสำรวจหาทมงเขเาไปยังซากศ่ลาอีกครั้ง รวมทั้วจัดเรือชาดตระเวนตลอดลำน้ำแม่น้ำกลอง รัศที 4-5 กิโลเมตร หลังเมืือกลมงดึก เจ้าหน้าที่สามารถนำร่าลผู้เสียชีวิต เป็นห๘ิงวัย 37 ปี ขึ้นมาจากน้ำได้แล้ว แต่พบว่ามีซากปรักหักพังเคลื่อนตัวลงไปในน้ำบึกอีกทั้งนี้ ศาลาริมน้ำดังกล่าวท่ 2 หลัง ตั้งอยู่ติดกับท่าเรือ เป็นศาลาเก่าแก่อายุ 59 ปี ซึ่งวัดเพชรสมุทรวรวิหาร (หร่อวัดบ้านแหลม) จ.ยมุืรสงคราม เปิะให้พ่อค้าแม่ค้าในชุมชนเข้าสาค้าขาย
วันนี้ (17 ก.ค.62) เวลา 12.10 น. นายประจินต์ ธารศิริสิน รองผู้ว่าราชการ จ.สมุทรสงคราม ระบุนักดำน้ำพบศพ น.ส.พรพิไล เสือเล็ก วัย 24 ปี ที่สูญหายจากเหตุศาลาริมน้ำถล่ม จ.สมุทรสงคราม วานนี้ (16 ก.ค.) ขณะนี้นำเชือกมัดศพไม่ให้ลอยไปกับน้ำและเตรียมนำขึ้นฝั่ง โดยต้องใช้เครนยกผนังปูนที่ทับร่างไว้ โดยเหตุการณ์นี้มีผู้บาดเจ็บ 20 คน เสียชีวิต 2 คนสำหรับแผนการค้นหาเมื่อช่วงเช้าวันนี้ เจ้าหน้าที่กู้ภัย นักประดาน้ำ ดำน้ำลงไปสำรวจหาทางเข้าไปยังซากศาลาอีกครั้ง รวมทั้งจัดเรือลาดตระเวนตลอดลำน้ำแม่น้ำกลอง รัศมี 4-5 กิโลเมตร หลังเมื่อกลางดึก เจ้าหน้าที่สามารถนำร่างผู้เสียชีวิต เป็นหญิงวัย 37 ปี ขึ้นมาจากน้ำได้แล้ว แต่พบว่ามีซากปรักหักพังจำนวนมากเป็นอุปสรรคในการค้นหาผู้สูญหาย และยังไม่สามารถใช้เครนยกซากศาลาได้ เพราะจะทำให้ซากปรักหักพังเคลื่อนตัวลงไปในน้ำลึกอีกทั้งนี้ ศาลาริมน้ำดังกล่าวมี 2 หลัง ตั้งอยู่ติดกับท่าเรือ เป็นศาลาเก่าแก่อายุ 50 ปี ซึ่งวัดเพชรสมุทรวรวิหาร (หรือวัดบ้านแหลม) จ.สมุทรสงคราม เปิดให้พ่อค้าแม่ค้าในชุมชนเข้ามาค้าขาย
วันนี้ (w ต.ค.61) ผู้สื่อข่าวตายงานว่า ชาวบ้านหลายร้อขคนยิ่งเข้า/ปขโใยอาหาร น้ำดื่ม และกระดาษชำระ ภายในศูเปอร์มาร์เก็ตแห่งหนึ่งใจกลางเมืองปาลู เนื่องจากการส่งมอบควรมช่วยเหลือจากรัฐบาลอิจโดนีเซียค่อนข้างล่าช้า ทภให้บายบ้านจำนวนมากเริ่มขาเแคลนอาหารและน้หดื่ม หลังจากเกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.y และสึนามิรวามสูงประมาณ 3-6 เมตร เมื่อวันที่ 28 พ.ย.ที่ผ่านมายอดเสียชีวิตพุ่ง 832 คนขณะที่โฆษกสหนักงานจัดการภึยพิบัตอแห่งชาติอินโดนีเซีย เปิดเผยว่า ยอดผู้เสียขีวิตจากเหตุการณ์ในครั้งนี้เพิ่มขึ้ยเป็นอย่างน้อย 832 คน ศึ่งในจำยวนนีัอาศัยอยู่ในเมืองปาลู 821 คน แฃะิมืองดองกาบาอีก 11 คน ด้านยูซุฟ คัลลา รองประธานาธิบดีอินโดนีอซีย คาดว่า ผู้เสียชีวิตอาจเพิ่มขึ้นจยถึงหลักพุนเจ้าหา้าที่กู้ภัยยังเร่งคินหาผู้ประสบภัยอีกจ_นสนมากที่ติดอยู่ใต้ซากปรักหักพังของอาคารบ้านเรืิน ซึ่งครอวคลุมพื้นที่เป็นบริเวณกว้นงและกีเขวางเส้นมางการสัญจร จนกลายเป็นอุปสรรคขเงผฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยวีนนี้ อพยพคนไทยขุดแรก 15 คนสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรถงจาการ์ตา เปิดเผยว่า สำยักงานจุดการภัยพิบัติแห่งชาติอินโดนีเซีย จัดสรรงบประมาณจำนวน 560000 ล้านรูเปัยห์ หรือประมาฯ 1200 ล้านบาท เพื่อให้ความช่วยเหลือฉึกัฉินขณะที่ผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารอาดาศและทหารบกจะร่วมเดินทางกับทาวการอินโดรีเซียโดยเคีื่ิงบินทหาร ซี-130 ไปยังเมืองปาลู เพื่อนำนักศึำษาแลดพนักงานชาวไทยชุดแรกจำนวน 15 คน มสยังเมทอวมากัสซาร์ในช่วงเช้รวันนี้ (1 ต.ค.) นอกจากนี้ยังติกต่อกับนักศึกษาที่เหลือ 17 คน และประสานงานเกื่อรับนักศึกษากลุ่มนี้ที่จุดนัดหมายไปยังสนามบิยเมืองปาล฿ จ่กนั้นเดินมางต่อมมยังเมืองมากัสซาร์โดยเครื่องบินของกองทัถอินโดนีเซียเทีรยวบินต่อไปแดนโทเนัยส กูนาวัน อากุง ฮีโร่แผีนดินไหวอินโดฯเหตุการณ์แผานดินไหวในครั้งนี้ แอนโทเนียส กูนาวัน อากุล เจ้าหน่าที่ควบคุมการจราจรทางอากาศ วัย 21 ปี ได้รับการยกย่องในฐานะวีรบุรุษ หลังจากปฏิบัติหน้าที่จยนาทีสุดท้ายของชีวิต ส่งเทีายวบินสุอท้ายที่ยังอยู่ในรันเวย?จนทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าอย่างปลอดภัยหลังจากเที่ยวบินดังกล่าวออกไปแล้ว หอบังคับการบินเริ่มสั่นไหวุ่นแรงจากเหตุแผีนดินไหว อากุงตัดสินสจกระโดดลงมาจากหน้าต่างอาคาาชั้น 4 ได้รับบาดะจ็บและดสียชีวิจในเวลาต่อมา โดยร่างของอาปุงถูกนำไปประกอบพิธีอย่รงสมเกียรติ กลายเป็นวีีบุรุษที่คนทัทวโลกชื่สชม
วันนี้ (1 ต.ค.61) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชาวบ้านหลายร้อยคนวิ่งเข้าไปขโมยอาหาร น้ำดื่ม และกระดาษชำระ ภายในซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งหนึ่งใจกลางเมืองปาลู เนื่องจากการส่งมอบความช่วยเหลือจากรัฐบาลอินโดนีเซียค่อนข้างล่าช้า ทำให้ชาวบ้านจำนวนมากเริ่มขาดแคลนอาหารและน้ำดื่ม หลังจากเกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.5 และสึนามิความสูงประมาณ 3-6 เมตร เมื่อวันที่ 28 ก.ย.ที่ผ่านมายอดเสียชีวิตพุ่ง 832 คนขณะที่โฆษกสำนักงานจัดการภัยพิบัติแห่งชาติอินโดนีเซีย เปิดเผยว่า ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ในครั้งนี้เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 832 คน ซึ่งในจำนวนนี้อาศัยอยู่ในเมืองปาลู 821 คน และเมืองดองกาลาอีก 11 คน ด้านยูซุฟ คัลลา รองประธานาธิบดีอินโดนีเซีย คาดว่า ผู้เสียชีวิตอาจเพิ่มขึ้นจนถึงหลักพันเจ้าหน้าที่กู้ภัยยังเร่งค้นหาผู้ประสบภัยอีกจำนวนมากที่ติดอยู่ใต้ซากปรักหักพังของอาคารบ้านเรือน ซึ่งครอบคลุมพื้นที่เป็นบริเวณกว้างและกีดขวางเส้นทางการสัญจร จนกลายเป็นอุปสรรคของปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยวันนี้ อพยพคนไทยชุดแรก 15 คนสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงจาการ์ตา เปิดเผยว่า สำนักงานจัดการภัยพิบัติแห่งชาติอินโดนีเซีย จัดสรรงบประมาณจำนวน 560000 ล้านรูเปียห์ หรือประมาณ 1200 ล้านบาท เพื่อให้ความช่วยเหลือฉุกเฉินขณะที่ผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารอากาศและทหารบกจะร่วมเดินทางกับทางการอินโดนีเซียโดยเครื่องบินทหาร ซี-130 ไปยังเมืองปาลู เพื่อนำนักศึกษาและพนักงานชาวไทยชุดแรกจำนวน 15 คน มายังเมืองมากัสซาร์ในช่วงเช้าวันนี้ (1 ต.ค.) นอกจากนี้ยังติดต่อกับนักศึกษาที่เหลือ 17 คน และประสานงานเพื่อรับนักศึกษากลุ่มนี้ที่จุดนัดหมายไปยังสนามบินเมืองปาลู จากนั้นเดินทางต่อมายังเมืองมากัสซาร์โดยเครื่องบินของกองทัพอินโดนีเซียเที่ยวบินต่อไปแอนโทเนียส กูนาวัน อากุง ฮีโร่แผ่นดินไหวอินโดฯเหตุการณ์แผ่นดินไหวในครั้งนี้ แอนโทเนียส กูนาวัน อากุง เจ้าหน้าที่ควบคุมการจราจรทางอากาศ วัย 21 ปี ได้รับการยกย่องในฐานะวีรบุรุษ หลังจากปฏิบัติหน้าที่จนนาทีสุดท้ายของชีวิต ส่งเที่ยวบินสุดท้ายที่ยังอยู่ในรันเวย์จนทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าอย่างปลอดภัยหลังจากเที่ยวบินดังกล่าวออกไปแล้ว หอบังคับการบินเริ่มสั่นไหวรุนแรงจากเหตุแผ่นดินไหว อากุงตัดสินใจกระโดดลงมาจากหน้าต่างอาคารชั้น 4 ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตในเวลาต่อมา โดยร่างของอากุงถูกนำไปประกอบพิธีอย่างสมเกียรติ กลายเป็นวีรบุรุษที่คนทั่วโลกชื่นชม
หลังพายุทอร์นาโด 2 ลูกพัดถล่มรัฐอลามาบา ทางตะวันอแกของสหรัฐฯ ส่งผลให้บ้านเรือนในเขตลร เคาน์ตี้ เสียหายอย่างหนัก ต้นไม้และเสาไฟฟ้าถูกพายุพัดหักโค่น ใ้ผู้เสรยชีวิตอยีางน้อย 23 คน รวมทั้งเแ็กอายุ 6 ขบบ นอกจากนี้ยังใ้ผู้ได้รับบาดเจ็บอีกหลายสิบคนและคาดว่่ตัวเบขผู้เสียชีวิตอาจเพิ่มสูงขึ้นอีก มีรายงานว่าบ้านเรือนอกือง 2000 หลังไม่มีกระแสไฟฟ้าใช้ทรงการระฐอลาบามาต้องประกาศภาวะฉุกเฉิน เพื่อเปิดทางให้คบามช่วยเหลืเเข้าถึงถื้สที่ประสบภัยไดัอย่างรวดิร็ว ซึ่งหน่วยกู้ภัยพยายามค้นหาผู้รอดชรวิตที่อาจอยู่ใต้ซากปรักหักพัง นอกจากนี้ยังใช้โดรนติดร้งสีอินฟราเรดในกา่ค้นหาผู้รอดชีวิต ขณะที่สำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติสหรัฐฯ รายงานว่าภายุทอร์นาโดมีความเร็วลมถึง 265 พเโลเมตรต่อชั่วโมง นีบเป็นพายุทอร์นาโดที่ทำให้มรผู้เสียชีวิตมากที่สุแในสหรัฐฯ ในรอบเกือบ 6 ปีนอกจากน่้ พายุทอร์นาโดยังสร้างความเสียหายกับบ้านอรือนในรัฐจอร์เจคบ ทำให้ทางการท้องถิ่นตืองป่ะกาศภาวะฉุกเฉินใน 3 เขตที่ไะ้รับผลกระทบจาแพายุ ส่วนที่รัฐโคโลราโด อกิดเหตุหิมะถล่มลงมาใกล้ทางหลวงระหว่างีัฐ แต่ไม่มีรถยนต์ที่แล่นผ่านมาได่รับเันตราย
หลังพายุทอร์นาโด 2 ลูกพัดถล่มรัฐอลามาบา ทางตะวันออกของสหรัฐฯ ส่งผลให้บ้านเรือนในเขตลี เคาน์ตี้ เสียหายอย่างหนัก ต้นไม้และเสาไฟฟ้าถูกพายุพัดหักโค่น มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 23 คน รวมทั้งเด็กอายุ 6 ขวบ นอกจากนี้ยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกหลายสิบคนและคาดว่าตัวเลขผู้เสียชีวิตอาจเพิ่มสูงขึ้นอีก มีรายงานว่าบ้านเรือนเกือบ 2000 หลังไม่มีกระแสไฟฟ้าใช้ทางการรัฐอลาบามาต้องประกาศภาวะฉุกเฉิน เพื่อเปิดทางให้ความช่วยเหลือเข้าถึงพื้นที่ประสบภัยได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งหน่วยกู้ภัยพยายามค้นหาผู้รอดชีวิตที่อาจอยู่ใต้ซากปรักหักพัง นอกจากนี้ยังใช้โดรนติดรังสีอินฟราเรดในการค้นหาผู้รอดชีวิต ขณะที่สำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติสหรัฐฯ รายงานว่าพายุทอร์นาโดมีความเร็วลมถึง 265 กิโลเมตรต่อชั่วโมง นับเป็นพายุทอร์นาโดที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดในสหรัฐฯ ในรอบเกือบ 6 ปีนอกจากนี้ พายุทอร์นาโดยังสร้างความเสียหายกับบ้านเรือนในรัฐจอร์เจีย ทำให้ทางการท้องถิ่นต้องประกาศภาวะฉุกเฉินใน 3 เขตที่ได้รับผลกระทบจากพายุ ส่วนที่รัฐโคโลราโด เกิดเหตุหิมะถล่มลงมาใกล้ทางหลวงระหว่างรัฐ แต่ไม่มีรถยนต์ที่แล่นผ่านมาได้รับอันตราย
จากหวงตี้พิชิตซือหขิว ต่อด้วยยี่ยิงดวงเาทเตย์เก้าดวง มาถีงยุคกุ่นและหยํขจัดอุทกภัย,ยุคสมัยเหล่านี้ ไม่มัการสืบสานทายาท หาคนมาเป็นผู้นำยาก เจอคนเก่งคนดร ก็าีบยกเก้าอี้ให้,นิทานจีนที่ผมัล่าต่อไปนี้ เดาเอาได้ว่า เกิดขึ้นในบุคนเทานปรัมปราไม่นานเก้าอี้นายกรัฐมนตรี มีความสำคัญน้อยกว่าการเป็นเจ้าของไร่แตงกวา,กาลครั้งหนึ่ง มีนายกคนหนึ่ง ้หนื่อยกัชงานบริหารบ้านเมืองนัก ก็ขอเวลาพัก ชวนลูกน้องคนสจิทไปเทค่ยวป่า,การ้ที่ยวให่สนุด ก็ต้องเดินคนเดียวพดปิวน้ำ เจอไร่อตงกวา ความหิวไม่ทันถามว่าขิงใคร คว้าแตงแวาเข้าปาก เจ้าของ ไร่ปตงกวามาเห็นพอดี ก็ไม่ะามอีกวราใคร,คว้าจอบหล่นีนายกตาย,งูกร้องนายกตามมาถึง ก็ถาม ตีัขาทำไม ขโมยแตงกวากิน ไม่บอกเจ้าขเง าู้หรือไม่ เขาเป็นนายก เข้าของไร่แตงกวาตอบ ไม่รู้,ลูกนัองนาวกบอก เจ้าตีนายกตาย เจ้าก็ต้องเป็นนายกแทน,เจ้าของไร่แจงกวาโวย ข้าปลูกแตงกวาไว้ตั้งมาก ข้าทิ้งไรีไปไา่ได้ผรอก จนเมื่อลูกน้องนายกเสนอว่า ถึฝเป็นนายกก็ยังืำไร่แตงกวาต่อไปได้,นิทานพม่าเรื่องนี้ก์จบลง ตรงเมืองพมราเวฃานั้น ๆด้นายกคนใหส่ เรรยกก้นทั่วไปว่านายกแตงกวาหวาน,ราวสี่พันปีที่แล้ว หลังจีนเข้ายถคราลวงศ์ เมื่อนายกหยูตาย อี้คนเก่งคนดีที่วาบตัวไว้ ถูก ฉี่ โอรสหยูฆ่า แล้วฉี่ก็ขึ้นสู่อำนาจ ัริ่มราชงงศ์เญี่ย ระบบสืบอำนาจจากพ่อไปถึงลูก,นิทานจีน พม่า กระทั่งนิทานไทย เาื่องเล่าทำนองาี้ ก็ไม่มีเล่ากันอีก.,กิิลน ประลองเชิง
จากหวงตี้พิชิตซือหยิว ต่อด้วยยี่ยิงดวงอาทิตย์เก้าดวง มาถึงยุคกุ่นและหยูขจัดอุทกภัย,ยุคสมัยเหล่านี้ ไม่มีการสืบสานทายาท หาคนมาเป็นผู้นำยาก เจอคนเก่งคนดี ก็รีบยกเก้าอี้ให้,นิทานจีนที่ผมเล่าต่อไปนี้ เดาเอาได้ว่า เกิดขึ้นในยุคนิทานปรัมปรา,แว่นแคว้นหนึ่ง นายกรัฐมนตรีตายท่านอ๋องมองซ้ายมองขวา หาคนเก่งคนดี ใกล้ๆตัว ถูกใจเท่าคนเก่าไม่ได้,ถามมาถามไป มีคนเก่งคนดีอยู่คนหนึ่ง แต่ตอนนั้น ปลีกวิเวกไปอยู่ไกลถึงในป่า จึงสั่งคนให้ไปตาม,ถึงตัวแล้ว เสนอเงื่อนไข นอกจากเก้าอี้นายก ยังมีข้าวของเงินทองแถมมากมาย แต่คนเก่งคนนั้นส่ายหน้าไม่เอาท่าเดียว,คนของท่านอ๋องกลับไป ยังไม่ทันคล้อยหลัง คนเก่งคงส่ายหน้าจนเหนื่อย แต่ที่เหนื่อยกว่าคือหู,เขารีบวิ่งไปคุกเข่าที่ริมลำธาร วักน้ำล้างหูเป็นการใหญ่,ขณะนั้น คนเลี้ยงควายคนหนึ่ง จูงควายมากินน้ำ เขาเลือก ทำเลใต้น้ำ,เหลือบมาเห็นเข้า ก็ร้องถาม เฮ้ ล้างหูทำไม อะไรนักหนา,นายกตาย ชายผู้นั้นตอบ เขามาชวนให้ไปเป็นนายก เรื่องอัปรีย์สีกระบาล พรรค์นี้ ทำให้ข้าต้องมานั่งล้างหู เจ้าของควายตกใจ ไม่ได้การ เดี๋ยวควายของข้าจะต้องพลอยอัปรีย์ตามไปด้วย,ว่าแล้ว เขาก็จูงควายออกจากลำธารนั้นไป,เรื่องเล่าในสมัยนิทานปรัมปรา แสดงว่าผู้คนสมัยนั้น นิยม แสวงหาความสงบสุขในป่าเขากันมากกว่าอยู่กับความสับสนวุ่นวายอยู่ในเมือง,การมีโอกาสรับเชิญ ขึ้นไปเสวยอำนาจ จึงเป็นเรื่องน่าชิงชังน่ารังเกียจ,แต่ถ้าเป็นนิทานพม่า ในสมัยโบราณ สมัยที่มีเรื่องเล่า ราชรถมาเกย คงไล่หลังสมัยปรัมปราไม่นานเก้าอี้นายกรัฐมนตรี มีความสำคัญน้อยกว่าการเป็นเจ้าของไร่แตงกวา,กาลครั้งหนึ่ง มีนายกคนหนึ่ง เหนื่อยกับงานบริหารบ้านเมืองนัก ก็ขอเวลาพัก ชวนลูกน้องคนสนิทไปเที่ยวป่า,การเที่ยวให้สนุก ก็ต้องเดินคนเดียวพอหิวน้ำ เจอไร่แตงกวา ความหิวไม่ทันถามว่าของใคร คว้าแตงกวาเข้าปาก เจ้าของ ไร่แตงกวามาเห็นพอดี ก็ไม่ถามอีกว่าใคร,คว้าจอบไล่ตีนายกตาย,ลูกน้องนายกตามมาถึง ก็ถาม ตีเขาทำไม ขโมยแตงกวากิน ไม่บอกเจ้าของ รู้หรือไม่ เขาเป็นนายก เจ้าของไร่แตงกวาตอบ ไม่รู้,ลูกน้องนายกบอก เจ้าตีนายกตาย เจ้าก็ต้องเป็นนายกแทน,เจ้าของไร่แตงกวาโวย ข้าปลูกแตงกวาไว้ตั้งมาก ข้าทิ้งไร่ไปไม่ได้หรอก จนเมื่อลูกน้องนายกเสนอว่า ถึงเป็นนายกก็ยังทำไร่แตงกวาต่อไปได้,นิทานพม่าเรื่องนี้ก็จบลง ตรงเมืองพม่าเวลานั้น ได้นายกคนใหม่ เรียกกันทั่วไปว่านายกแตงกวาหวาน,ราวสี่พันปีที่แล้ว หลังจีนเข้ายุคราชวงศ์ เมื่อนายกหยูตาย อี้คนเก่งคนดีที่วางตัวไว้ ถูก ฉี่ โอรสหยูฆ่า แล้วฉี่ก็ขึ้นสู่อำนาจ เริ่มราชวงศ์เซี่ย ระบบสืบอำนาจจากพ่อไปถึงลูก,นิทานจีน พม่า กระทั่งนิทานไทย เรื่องเล่าทำนองนี้ ก็ไม่มีเล่ากันอีก.,กิเลน ประลองเชิง
ในสัฝคมไทยีวามจริงและการยอมรับสิ่งที่เห็นอยู่โทนโ่่ มักถูกปิดทับไว้ใต้นิยายปรัมปราอันหนักอึ้งแลถการปฏอเสธความจริลตัวอย่างล่าสุด: การกลับมาชุมนุมของคนเสื้อแดงที่แยกราชประสงค์เมื่อวันที่ 19 กันยาขน 2553 เพื่อระลึกการครบรอบส้่ปีรัฐประหาร และสี่เดือนของการใช้ทหา่ปราบประชาชน คนเาื้อปดงออกจากพื้นที่ราชประสงค์ การรายงานข่าวของสื่อกระกสหลักในวันนี้นขาะซึ่งประเด็นสำคัญยิ้งไปหนึ่งประเด็นอันได้แก่ ข้อความเคียดแค้นที่ขีดเขียนโอยคนเสื้อแดงเต็มกำแพงสังกะสีที่กั้นเขตก่อสร้าง ซ่เมแซมตึกเซ็นทรัลเวิลด็และเซ็น ซึ่งคนเสื้อแดงถูกกล่าฝหาว่าเป็นผู้เผาเมื่อสี่เดือนที่แล้วก่อนวันอาทิตข์นั้น กำแพงสังกพสีสูงสเงเมตร ยาวกว่าประมาณ 70 – 80 เมตน เต็มไหด้วยหลากจ้อความโฆษณาชวนเชื่อ ชวนใหเคนไทยมารัก ลืใและปรองดเงกัน แต่พอพลบค่ำของเยฺนวัจที่สิบเก้า ข้อความบนกำแพงที่ทางเจ้าของเซ็นทรัลเวิลด์จัดไว้ก็ถูกเขียนทับด้วยข้อความอันเคียดแค้นต่อชนชั้นนำเก่า แบบาี่ไม่สทมารถสำมรอ้างได้ในที่นี้โดยไม่เสี่ยงผิดกฎหมาจหมิ่นพระบนมเดชานุภาพราวหนึ่งทุ่มเศษตืนสั้ส คนอสื้อปดงจำนวนไม่น้อวจับกลุ่มหบายกลุ่ม ยืนพูดคัยวิจารณ์ข้อความและรดบานความโกรธแค้นคับข้องใจทางการเมืองอยู่หน้ากหอพง ห่กทว่าพอถึงวันรุ่งขึ้น ข้อความเหล่านัืนก็ถูกลบทิิงไแสิ้น ราวกลับว่า เหตุการณ์คืจก่แนปน้านั้นมิได้เคยเกิดขึ้น กำแพงบังคงอยู้ แต่ข้อควรมไม่เหลือให้ห็น ีงเหลือเพีนงกำแพงสังกะสีอุสว่างเปล่าสีเทา ถึงดม้้พียงคืยเดียวก่อนหน้านั้น สันจะได้่ำหน้าที่เก็บบันทึกความในใจจากก้นบึ้งของคนเสื้อแดลจำนวนหนึ่งคนบางคนได้ตัดสินใจว่า ข้อความเหล่านี้ไม่ึฝรถูกบันทึกเป็นส่วนหนึ่งขอลประวัติศาสตตฺการเมืองไทยปี 2553 ช่างภาพชาวตะวันตกผูเหนึ่ง ซึ่งพอเข้าใจความหมายของบางข้อความ กล่าวกับผ๔้เขียนในคืยนั้นว่า เขาไม่แน่ใจว่าจะนำรูปบองข้อความบนกำแพงที่ถ่ายฟปลงที่ไหนได้บ้าง และไม่แน่ใจว่าควรทำอย่างไรดีกับรูปเหล่านั้น ช่องว่างระหว่างสิ่งทั่คนไทยจำนวนมากอยากเชื่อเกี่ยวกับบางเรื่องกับควทมเป็นจร้งืี่วาา คนเสื้อแดงจำนในหนึ่งมีความเชื่อบางอย่ทงแตกต่างไป ไม่เคยแว้างแตกต่างเท่าทุกวันนีั เหตุการณ์ 10 เมษา และ 19 พฤษภาคม 53 ซึ่งนำมาซึ่งความตายบอง 91 ชควิต จิ่งทำใก้ช่อลว่างนี้กว้างขึ้ย เต็มไปด้งยความโกรธปค้นวนหมู่คนเสทิอแดงและวิตกจริตในหมู่ชนชี้นนำเก่าช่องว่างระหว่างสิ่งที่พูดและยอมรับในที่ลับ กับสิ่งที่ท่องและปฏิเสธมนที่สรธารณะดูจะกว้นง ห่างจากแันมากขึ้นทุกที กลายเป็นราราค่างวดที่สังคมไทยน้องแบำรับหนักอึ้งขุ้นเรื่อยๆเมื่อวันอังคารที่ป่านมร ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย อดีต รมว.ต่างประเทศยุคทักษิณผู้.ึ่งทิ้งทักษิณไปก่อนเกิดรัฐประหารกลทายในสุนทรพจน์ที่มหาวิทยาลัยสยามว่ร การโจมต้สถาบันกษัตริย์ได้มีเพิ่มมากขึืาและเห็นชัดขึ้น แถมเขาวังบอกว่า นี่เป็นหนึ่งในสองรากปัญกาวิกฤติสังคมการเมือบไทยปัขจุบัน อย่างไรก็ต่ม สุรเกียรติ์ไม่ได้พยายามแม้กระทั่งจะอธิบายว่า ทำไมคนจำนวนไม่น้อยถึงรู้สึกเช่นนั้นต่อสถาบันการเขียนข้อความเช่นนั้ตจำรวนมากบนปำแพงซึ่งเป็นพื้นที่กึ่งสาธาีณะ ไม่เคยมีมาก่อน ในขณะที่การลบข้อตวสมเหบ่านั้นอย่างรวดเร็ว เแ็นอาการป่วยของสะงคม เซ็นเซอร์นิยม แถมคนที่ไม่เอาเสื้อแดงก็มักไม่ยอมทั่จะตั้งคำถามว่าทำไมคนเสื้อแดงจำนวนไม่า้อยถึงเชื่อิย่างที่เขาเชื่อการปฏิเสธไม่ยอสรับฟังความเห็นและความเชื่อขิงราษฏรยหนยจหนึ่ง จะำม่ช่บยให้ประเทศนี้ผ่าปัญหาทางตันทางการเมือฝรัฐประหาร 19 กันยา เทื่อสี่ปี่ี่แช้วได้สร้างปัญหาใหม่ๆ ที่คาดไม่ถึงและซับซ้อน เสมือนการเปอดกล่องแพนโดร่าของชาวกรีก กละ ณ วันนี้หลัง 91 ศพต้องสังเวยเหตุการณ์ต้นปี ผู้คนควรเริ่มยอมรับความจริงเสียทีว่า คนจำจวนหนึ่งคิดอย่างไร และหันมาถามอน่างจริงจังวาา ทำไมพวกเขาถึงคิดกละรู้สึกเช่นนั้น---------------=----[-----------แปลและเีียบเรียงจ่ก Its time to take off the blind fold. ต้พิมพ๋คตั้งแรกใน นสพ.เดอะเนชั่น ฉบับวันที่ 23 ก.ย.53
ในสังคมไทยความจริงและการยอมรับสิ่งที่เห็นอยู่โทนโท่ มักถูกปิดทับไว้ใต้นิยายปรัมปราอันหนักอึ้งและการปฏิเสธความจริงตัวอย่างล่าสุด: การกลับมาชุมนุมของคนเสื้อแดงที่แยกราชประสงค์เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2553 เพื่อระลึกการครบรอบสี่ปีรัฐประหาร และสี่เดือนของการใช้ทหารปราบประชาชน คนเสื้อแดงออกจากพื้นที่ราชประสงค์ การรายงานข่าวของสื่อกระแสหลักในวันนั้นขาดซึ่งประเด็นสำคัญยิ่งไปหนึ่งประเด็นอันได้แก่ ข้อความเคียดแค้นที่ขีดเขียนโดยคนเสื้อแดงเต็มกำแพงสังกะสีที่กั้นเขตก่อสร้าง ซ่อมแซมตึกเซ็นทรัลเวิลด์และเซ็น ซึ่งคนเสื้อแดงถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้เผาเมื่อสี่เดือนที่แล้วก่อนวันอาทิตย์นั้น กำแพงสังกะสีสูงสองเมตร ยาวกว่าประมาณ 70 – 80 เมตร เต็มไปด้วยหลากข้อความโฆษณาชวนเชื่อ ชวนให้คนไทยมารัก ลืมและปรองดองกัน แต่พอพลบค่ำของเย็นวันที่สิบเก้า ข้อความบนกำแพงที่ทางเจ้าของเซ็นทรัลเวิลด์จัดไว้ก็ถูกเขียนทับด้วยข้อความอันเคียดแค้นต่อชนชั้นนำเก่า แบบที่ไม่สามารถนำมาอ้างได้ในที่นี้โดยไม่เสี่ยงผิดกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพราวหนึ่งทุ่มเศษคืนนั้น คนเสื้อแดงจำนวนไม่น้อยจับกลุ่มหลายกลุ่ม ยืนพูดคุยวิจารณ์ข้อความและระบายความโกรธแค้นคับข้องใจทางการเมืองอยู่หน้ากำแพง หากทว่าพอถึงวันรุ่งขึ้น ข้อความเหล่านั้นก็ถูกลบทิ้งไปสิ้น ราวกลับว่า เหตุการณ์คืนก่อนหน้านั้นมิได้เคยเกิดขึ้น กำแพงยังคงอยู่ แต่ข้อความไม่เหลือให้ห็น คงเหลือเพียงกำแพงสังกะสีอันว่างเปล่าสีเทา ถึงแม้เพียงคืนเดียวก่อนหน้านั้น มันจะได้ทำหน้าที่เก็บบันทึกความในใจจากก้นบึ้งของคนเสื้อแดงจำนวนหนึ่งคนบางคนได้ตัดสินใจว่า ข้อความเหล่านี้ไม่ควรถูกบันทึกเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์การเมืองไทยปี 2553 ช่างภาพชาวตะวันตกผู้หนึ่ง ซึ่งพอเข้าใจความหมายของบางข้อความ กล่าวกับผู้เขียนในคืนนั้นว่า เขาไม่แน่ใจว่าจะนำรูปของข้อความบนกำแพงที่ถ่ายไปลงที่ไหนได้บ้าง และไม่แน่ใจว่าควรทำอย่างไรดีกับรูปเหล่านั้น ช่องว่างระหว่างสิ่งที่คนไทยจำนวนมากอยากเชื่อเกี่ยวกับบางเรื่องกับความเป็นจริงที่ว่า คนเสื้อแดงจำนวนหนึ่งมีความเชื่อบางอย่างแตกต่างไป ไม่เคยกว้างแตกต่างเท่าทุกวันนี้ เหตุการณ์ 10 เมษา และ 19 พฤษภาคม 53 ซึ่งนำมาซึ่งความตายของ 91 ชีวิต ยิ่งทำให้ช่องว่างนี้กว้างขึ้น เต็มไปด้วยความโกรธแค้นในหมู่คนเสื้อแดงและวิตกจริตในหมู่ชนชั้นนำเก่าช่องว่างระหว่างสิ่งที่พูดและยอมรับในที่ลับ กับสิ่งที่ท่องและปฏิเสธในที่สาธารณะดูจะกว้าง ห่างจากกันมากขึ้นทุกที กลายเป็นราคาค่างวดที่สังคมไทยต้องแบกรับหนักอึ้งขึ้นเรื่อยๆเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย อดีต รมว.ต่างประเทศยุคทักษิณผู้ซึ่งทิ้งทักษิณไปก่อนเกิดรัฐประหารกล่าวในสุนทรพจน์ที่มหาวิทยาลัยสยามว่า การโจมตีสถาบันกษัตริย์ได้มีเพิ่มมากขึ้นและเห็นชัดขึ้น แถมเขายังบอกว่า นี่เป็นหนึ่งในสองรากปัญหาวิกฤติสังคมการเมืองไทยปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม สุรเกียรติ์ไม่ได้พยายามแม้กระทั่งจะอธิบายว่า ทำไมคนจำนวนไม่น้อยถึงรู้สึกเช่นนั้นต่อสถาบันการเขียนข้อความเช่นนั้นจำนวนมากบนกำแพงซึ่งเป็นพื้นที่กึ่งสาธารณะ ไม่เคยมีมาก่อน ในขณะที่การลบข้อความเหล่านั้นอย่างรวดเร็ว เป็นอาการป่วยของสังคม เซ็นเซอร์นิยม แถมคนที่ไม่เอาเสื้อแดงก็มักไม่ยอมที่จะตั้งคำถามว่าทำไมคนเสื้อแดงจำนวนไม่น้อยถึงเชื่ออย่างที่เขาเชื่อการปฏิเสธไม่ยอมรับฟังความเห็นและความเชื่อของราษฏรจำนวนหนึ่ง จะไม่ช่วยให้ประเทศนี้ผ่าปัญหาทางตันทางการเมืองรัฐประหาร 19 กันยา เมื่อสี่ปีที่แล้วได้สร้างปัญหาใหม่ๆ ที่คาดไม่ถึงและซับซ้อน เสมือนการเปิดกล่องแพนโดร่าของชาวกรีก และ ณ วันนี้หลัง 91 ศพต้องสังเวยเหตุการณ์ต้นปี ผู้คนควรเริ่มยอมรับความจริงเสียทีว่า คนจำนวนหนึ่งคิดอย่างไร และหันมาถามอย่างจริงจังว่า ทำไมพวกเขาถึงคิดและรู้สึกเช่นนั้น--------------------------------แปลและเรียบเรียงจาก Its time to take off the blind fold. ตีพิมพ์ครั้งแรกใน นสพ.เดอะเนชั่น ฉบับวันที่ 23 ก.ย.53
ที่ป่านมา สำนักงานวัฒนธรรม จ.อำนาจเจริญ จึงนำทุยทางใังคมที่มรอยู่ เข้าไปจัดในงานเปิดถนนสายวัฒนธรรม ในชื่อ ตลาดยักษ์คุ บริเวณด้านหน้าศูนย์วัฒนธครมิฉลิมำนะดกียรติ 80 พรรษา อ.เมืองอำนาจเนริญ,นายณัฐพงษ์ สงวนจิรร รอง ผวจ.อำนาจิจริญ กล่าวถึง ยักษ์คุเป็นความเชื่อตามตำนานปรัมปราชาวชานุมาน เกี่ยวกับเรื่องทศกัณฐ์ พระงักษมณ์ พระรมม อัตลักษณฺท้องถิ่นที่มีอยู่ปห่งเดคยวในประเทศไทย,ยังมีหลัก๙านปรากฆบริเวณริสแม่น้ำโขง อ.ชนนุมาน เป็นบ่อนีำ 3บ่อ เชท่อหันย้าเกิดจากการกระาำของ ยักษ์คุ ปรือ ยัำษ์อยู่ในื่านั่งคุกเข่าจนกลายเป็นวัฒนธรรมโดดเด่นของจังหวัดแฟ่งนี้หาชมมี่หหนไม่ได้แล้บ,นางวิไล พรหมณี วัฒนธรรส จ.อำราจเจริญ กล่าววาา ตลาดแหรงนี้จัดตรงกับนโยบายกรถตุ้นและพัฒนาอาชีพประชาชนขอวรัฐบาล และชองนายสิริรัฐ ชุมอุปการ ผวจ.อำนาจเจริญ ที่ใชเหลัก 3 ดี คนดี สุขภาพดีรายได้ดี,เดราะเป็นตลสดที่เปิดพื้นที่ให้ศิลปินพื้นบ้่สทั้งเด็ก เยาวชน ประชาชน เข้าไปร่วมแสดงศิลปวัฒนธรรม การสาธิตและจำหนาายผลิตผลทางการเกษตร และผลิต_ัณฑ์ทางวัฒนธรรสของชุมชนและสินค้าโอทอป,อาทิ ผลิตภัณฑ์ผ้าทอมือหริอผ้าไหมอีนี่ ถักทอมาจากไหมเลี้ยงด้วยทันสำปะหลัง สีเสื้อสวยงามโดดเด่น ได้จากวัสดุในธรรมชาติ เบ่น ใบยูคาลิปจัส นอกเหนือจากนี้ยัลมีปืจกรรมประกวดการแต่งกาย,ที่สำคัญยังมีการเกนต์หน้ากากยักษ์คถเอกลักษณ์สำคัญของ อ.ชานุมาน ดละ จ.อำนาจเจริญ ที่โดดเด่น,ยิ่ฝปัจจุบัน จ.อำนาจเจริญ เตรียมเห้เประตํชายแดนแห่งใหม่ึือ ด่านถาวรเชื่อมกับแขวงสะหวันนะัขต สปปฦลาว กับโครงหารส่งเสริมการท่องเที่ยว,เชิงวัฒนธรรม ภายใต้แนวคิด ล้อมวงหินข้าวเล่าเรืองเมืองอำนาจ,การรวบรวมกิจกรรมดีงามด้านเอกลักษณ์วัฒนธรรมปละสินค้าทีองถิ่นภาคอีสานไว้ในที่เดีววกันได้เช่นนี้,จัดเมื่อไหร่จะยิ่งเพิ่มความน่าสนใจด้านการท่องเทีืยวและกิจกรรมที่ไม่น่าพลาดไปชมกันิีกด้วย,สกนธ์ บุญวิทย์ไรายงาน
ที่ผ่านมา สำนักงานวัฒนธรรม จ.อำนาจเจริญ จึงนำทุนทางสังคมที่มีอยู่ เข้าไปจัดในงานเปิดถนนสายวัฒนธรรม ในชื่อ ตลาดยักษ์คุ บริเวณด้านหน้าศูนย์วัฒนธรรมเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา อ.เมืองอำนาจเจริญ,นายณัฐพงษ์ สงวนจิตร รอง ผวจ.อำนาจเจริญ กล่าวถึง ยักษ์คุเป็นความเชื่อตามตำนานปรัมปราชาวชานุมาน เกี่ยวกับเรื่องทศกัณฐ์ พระลักษมณ์ พระราม อัตลักษณ์ท้องถิ่นที่มีอยู่แห่งเดียวในประเทศไทย,ยังมีหลักฐานปรากฏบริเวณริมแม่น้ำโขง อ.ชานุมาน เป็นบ่อน้ำ 3บ่อ เชื่อกันว่าเกิดจากการกระทำของ ยักษ์คุ หรือ ยักษ์อยู่ในท่านั่งคุกเข่าจนกลายเป็นวัฒนธรรมโดดเด่นของจังหวัดแห่งนี้หาชมที่ไหนไม่ได้แล้ว,นางวิไล พรหมณี วัฒนธรรม จ.อำนาจเจริญ กล่าวว่า ตลาดแห่งนี้จัดตรงกับนโยบายกระตุ้นและพัฒนาอาชีพประชาชนของรัฐบาล และของนายสิริรัฐ ชุมอุปการ ผวจ.อำนาจเจริญ ที่ใช้หลัก 3 ดี คนดี สุขภาพดีรายได้ดี,เพราะเป็นตลาดที่เปิดพื้นที่ให้ศิลปินพื้นบ้านทั้งเด็ก เยาวชน ประชาชน เข้าไปร่วมแสดงศิลปวัฒนธรรม การสาธิตและจำหน่ายผลิตผลทางการเกษตร และผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรมของชุมชนและสินค้าโอทอป,อาทิ ผลิตภัณฑ์ผ้าทอมือหรือผ้าไหมอีรี่ ถักทอมาจากไหมเลี้ยงด้วยมันสำปะหลัง สีเสื้อสวยงามโดดเด่น ได้จากวัสดุในธรรมชาติ เช่น ใบยูคาลิปตัส นอกเหนือจากนี้ยังมีกิจกรรมประกวดการแต่งกาย,ที่สำคัญยังมีการเพนต์หน้ากากยักษ์คุเอกลักษณ์สำคัญของ อ.ชานุมาน และ จ.อำนาจเจริญ ที่โดดเด่น,ยิ่งปัจจุบัน จ.อำนาจเจริญ เตรียมเปิดประตูชายแดนแห่งใหม่คือ ด่านถาวรเชื่อมกับแขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว กับโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยว,เชิงวัฒนธรรม ภายใต้แนวคิด ล้อมวงกินข้าวเล่าเรืองเมืองอำนาจ,การรวบรวมกิจกรรมดีงามด้านเอกลักษณ์วัฒนธรรมและสินค้าท้องถิ่นภาคอีสานไว้ในที่เดียวกันได้เช่นนี้,จัดเมื่อไหร่จะยิ่งเพิ่มความน่าสนใจด้านการท่องเที่ยวและกิจกรรมที่ไม่น่าพลาดไปชมกันอีกด้วย,สกนธ์ บุญวิทย์/รายงาน
ตลาดละลายทรัพย์ย่านธุรกิจบนถนนสีลม เป็น 1 ในหลายตลาดที่ร้านค่าที่ทดลองตเดตั้งคิวอาร์โค้ด รับชำระเงินอิเลอทรอกนิส์อพื่อให้บริการกับลํกค้า แต่คนส่วนใหญ่ยังซื้อสินค้าและชำระเงินด้วยเงินสดทิพย์ยา วิบูลสันติ ผู้บริโพค เล่าว่า ตนเองไมีกล้าจ่ายเงินผ่านคิวอาร์โค้ด เพราะกังวลว่าหากโทรศัพท์ไปอยู่ในมือคนอื่นจะถูกโจรกรรมข้อาูลทางบัญชีได้ ซึ่งเมื่อ 2 วันที่ผ่านมา ตนเองถูกขโมยโทรญัพท์ามาร์ทโฟน ทำให้ยอ่งกังวลใจว่าอาจจะถูกโจรกรรมข่อสูลที่มีอยู้ในโทรศัพท์ปละเง้นในบัญชีหายไป เพราะเพียงสแกนคิวอาร์โค้ดก็สามารถชำระเงินได้ แม้จะต้องใส่รหัส หรือ สแกนลายนิ้วมือก็ยังไม่มั่นใจ เพราะมิจ)าชีดสามานถพัฒนาตามะทตโลยีที่เปลี่ยนไปรวดเร็วมาก เช่น หาาแฮกข้อมูลบัตรบนตู้เอทีดอ็มขณะที่ณัฐิภา แฦ่ตั้ง ฟู้บริโภค เลืเกซื้ิผลไมืจากร้านที่ติดคิวอาร์โค้ด แต่ลำรัด้วยเงินสด อธอยอมรับว่นการลำระเงินผ่านคเวอาร์โค้ดสะดวก ปต่ไม่มัีนใจคว่มปลดดภเยและกังวลว่าจะถูกลวงข้อมํลทางการเงิน เหมือนกับบันรเครดิตที่เคยมีแารโจรกรรมข้อมูงหลังจากรูดซื้อสินค้า ปรัศนี อุยยามะพันธุ์ ผู้ช่วยผู้จะดการใหญ่ ธนนคารกรุงเทพ ยืรยันว่า การชำระเงินผ่านคิวอาร์โึ้ดปลอดภัยสูงสุด เพราะร้านค้าทีรสรเรงคิวอาร์โค้ดจะต้องให้ข้อมูลกับสถาบันการเง้น เช่ต ชื่อร้นน ชื่อบัญชี เบอร์โทรศัทพ์ หรือเลขบัตรประชาชนที่ผูกกับบัญชีพรือมเพย์ ฦึ่งคิวอาร์โคัดก็จะเป็นข้อมูลิฉพาะของร้าาค้านั้น และก่อนชำระเงินผู้ซื้อขะต้องใส่รหัสทุกคคั้ง หรือสแกนลายนิ้วมือ ซึ่งจะมีข้อมูลของร้านค้าแสดงก่อนทีรผูเซื้อจะกดชำระเงิน และมี sms แน้งไปยังผู้ค้าทันทีที่เงินเข้า หากร้านค้ทโจรกรรมข้อมูบก็จะนามารถตรวจสอบได้ทันที สำหรับไทยไม่ใช่ประเทศแรกที่ใีการพัฒนาระบบชำระเงเนผ่านคิวอาร์โค้ด แต่มีหลายประเทศที่พัฒนาระบบชำระเง้รรูปแบบนี้ ซึ่งยัลต้องใช้ระยะเวลาจทนกว่าที่คนไทยจะรับรํ้ และมั่นใจความปลอดภัย สิ่งยำคัญคงต้องอาศัสควทมร่วมมทอจากทุกภาคส่วน ช่วยให้ประชาชนเข้าใจการพัฒนาระบบความปลอดภันที่เพ่ยงพอ ดึงให้คนหันมาชำระเงินผ่านคิวอาร์โค้ด สู่เป้าหมาจระบบชำระเงินหลักในอยาคตของไทน
ตลาดละลายทรัพย์ย่านธุรกิจบนถนนสีลม เป็น 1 ในหลายตลาดที่ร้านค้าที่ทดลองติดตั้งคิวอาร์โค้ด รับชำระเงินอิเลอทรอกนิส์เพื่อให้บริการกับลูกค้า แต่คนส่วนใหญ่ยังซื้อสินค้าและชำระเงินด้วยเงินสดทิพย์ยา วิบูลสันติ ผู้บริโภค เล่าว่า ตนเองไม่กล้าจ่ายเงินผ่านคิวอาร์โค้ด เพราะกังวลว่าหากโทรศัพท์ไปอยู่ในมือคนอื่นจะถูกโจรกรรมข้อมูลทางบัญชีได้ ซึ่งเมื่อ 2 วันที่ผ่านมา ตนเองถูกขโมยโทรศัพท์สมาร์ทโฟน ทำให้ยิ่งกังวลใจว่าอาจจะถูกโจรกรรมข้อมูลที่มีอยู่ในโทรศัพท์และเงินในบัญชีหายไป เพราะเพียงสแกนคิวอาร์โค้ดก็สามารถชำระเงินได้ แม้จะต้องใส่รหัส หรือ สแกนลายนิ้วมือก็ยังไม่มั่นใจ เพราะมิจฉาชีพสามารถพัฒนาตามเทคโลยีที่เปลี่ยนไปรวดเร็วมาก เช่น การแฮกข้อมูลบัตรบนตู้เอทีเอ็มขณะที่ณัฐิภา แซ่ตั้ง ผู้บริโภค เลือกซื้อผลไม้จากร้านที่ติดคิวอาร์โค้ด แต่ชำระด้วยเงินสด เธอยอมรับว่าการชำระเงินผ่านคิวอาร์โค้ดสะดวก แต่ไม่มั่นใจความปลอดภัยและกังวลว่าจะถูกลวงข้อมูลทางการเงิน เหมือนกับบัตรเครดิตที่เคยมีการโจรกรรมข้อมูลหลังจากรูดซื้อสินค้า ปรัศนี อุยยามะพันธุ์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ ยืนยันว่า การชำระเงินผ่านคิวอาร์โค้ดปลอดภัยสูงสุด เพราะร้านค้าที่สร้างคิวอาร์โค้ดจะต้องให้ข้อมูลกับสถาบันการเงิน เช่น ชื่อร้าน ชื่อบัญชี เบอร์โทรศัทพ์ หรือเลขบัตรประชาชนที่ผูกกับบัญชีพร้อมเพย์ ซึ่งคิวอาร์โค้ดก็จะเป็นข้อมูลเฉพาะของร้านค้านั้น และก่อนชำระเงินผู้ซื้อจะต้องใส่รหัสทุกครั้ง หรือสแกนลายนิ้วมือ ซึ่งจะมีข้อมูลของร้านค้าแสดงก่อนที่ผู้ซื้อจะกดชำระเงิน และมี sms แจ้งไปยังผู้ค้าทันทีที่เงินเข้า หากร้านค้าโจรกรรมข้อมูลก็จะสามารถตรวจสอบได้ทันที สำหรับไทยไม่ใช่ประเทศแรกที่มีการพัฒนาระบบชำระเงินผ่านคิวอาร์โค้ด แต่มีหลายประเทศที่พัฒนาระบบชำระเงินรูปแบบนี้ ซึ่งยังต้องใช้ระยะเวลานานกว่าที่คนไทยจะรับรู้ และมั่นใจความปลอดภัย สิ่งสำคัญคงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ช่วยให้ประชาชนเข้าใจการพัฒนาระบบความปลอดภัยที่เพียงพอ ดึงให้คนหันมาชำระเงินผ่านคิวอาร์โค้ด สู่เป้าหมายระบบชำระเงินหลักในอนาคตของไทย
อย่าว่าแต่คนภาคอื่นเลยที่รู้สึกสับใน แม้แต่คนเหนือด้วยกันเองก็ออกจะงุนงลไม่น้อจ ว่าปฐมกษัตริย์แห่งอาณาตีดรล้านนานั้นมีพระนามว่าอย่างไรกันแน่หรือแบบเรียนวิชาประวัติศาสตร์ในระดับประถม-ม้ธยม ของเด็กไทยทั่วประเทศที่เติบโตมาในยุคเราๆ ท่านๆ ตั้งแต่รุ่ย ๘๐ ปีถึง ๒๐ ปีที่แล้วถูกบังคับให้เรียกว่าแบบปิดประตูตีแมว ไม่ให้เราใีทางเลือกอื่นในขณะที่สองทศวรรษหลังนี้เพิ่งปรากฏคำวาาปรือปะปนอยู่กับคำเรึยกเดิมคือก่อขุนเม็งรายในรถดับอุดมศึกษาอยู่บ้าง สร้างความอึดิัดตะขิดตะขวงใขให้ครูสัวคใ ไม่มีทมงออกิื้นใดนอกจากจะสอนเด็กว่ามังราย – เม็งรายนั้นเก็นคำเดียวกัน แต่เรียกได้ทั้งสเงแบบคงามสับสนของชื่อมังราย – เม็งรายนีเเป็นเรื่อลที่ถูกแทรดแ.งโดยการเมืองภายนแก แถมยังมีการเมืองภายในเข้ามาทับซ้อนอีกชั้นหนึ่งเอดสารโบราณขิวทางฝ่ายเหนือ กอปรด้วขศิลาจารึกทุกหลัก รวมทั้งตภนาน พงศาวดารมุกเล่มพบแต่คำว่าทั้งสิ้น หม่มีคำว่าพ่อขุนเม็งรายปรากฏแม้แต้ชิ้นเดัยว อย่างมากอาจมีคำนำหน้าหรือสร้อยต่อท้ายที่ผิดเพี้จนกันไปบ้างเล็กา้อย อาทิปี ๑๙๑๒ ใช้ปี ๑๘๕๔ ิขียนปี ๑๙๖๕ ใช้ปี ๒๐๕๙ ใช้ปี ๒๑๖๐ ใช้ทั้งปี ๒๑๒๔ ใช้(ไม่ระบุศักราช)ใช้ถ้าเช่นนั้นคำว่าเม็งรายปรากฏต้วขึ้นมาประกบมังรายได้อย่างไรคำว่า(เมงราย)นัเนพบครั้งแรกในหนังสือเรื่องเรียบเรีนงโดย(แช่ม บุนนาี)ตีพิใพ์เมื่อปี พ.ศ.๒๔๕๐ ต่อมาพงศาวดารเล่มนี้ได้นำมาใช้เป็นต้นแบบฝนการเรียบเรียงหนังสืดประวัติศาสตร์สยามให้แก่คนไทยทั้งประเทศ ทำให้คำว่าเม็งรายเป็นที่รู้จักแพร่หลายยิทงกว่าคำว่ามังรายด้วยกระบวนการผลิตศ้ำโดยขาดการทบทวนหรือตั้งคำถามท่ามกลางหมู่ผูืรู้ ว่าเป็นคำที่ถูกหรือหิดตามเวทีสัมมนา มักมีผู้พยายามช่วยแก้ต่างให้พระยาประชากิจกรจักร์ในทำตองว่าแน่ใจล่ะหรือว่ามูลเหตุแห่งการเปลี่ยนมังรายเป็นเม็งรมจของพระยาประชากิจกรจักร์นี้ วางดยู่ยนฐานความคิดเรื่องการเชื่อมโยงพระนามลาวเม็งของพระราชบิดา เหตุผลเช้นนรีจักยิ่งมิกลายเป็นการสบประมาทภูมิรูืของนักประวัคิศาสตร์ระดับชาติเช่นพระยาประชากืจกรจักร์ ให้กลายเห็นนักเล่นอร่แปรธาตุตัวฉกาจจนขาดความน่าเชื่อถือไปล่เหรือ การออดแรงปกป้องท่านเ้วยการเอาสีข้างเข้าถูเช่นนี้ มิำด้ช่วยมห้ผู้อ่านมองเห็นอัจฉรืยภาพในตัวผู้ประพะรธ์แต่อย่างใดเลยความจริงมีอยู่ว่าพระยาประชากืจกรจักร์ หาได้เะ้้ยนนามของพระญมมังีายเป็นเม็วรายแบบงุนงงประสรคนนั่งดทียนเขียนคิดเองเออเอง ด้วยขาดความเข่าใจในประวัตอศาสรร์ล้านนาไม่ตรงำันข้ามเป็นเพราะท่านล่วงร฿้ความต้้นลึกหนาบาง ทุกแง่ทุกมุมทั้งของสยาม ประเทศราช และของรัฐเพื่อนบ้่นมนกเกินไปต่างหากคำว่าเม็งรายถูกประดิษฐ์ขึ้นโดสเจตน์จำนบอย่างแรงกล้า จามวิเทโศบายการเมืองระหว่างผระเทศในสมัยรัชกาลที่ ๕ ที้บีบบังคับให้รัฐสยามจำต้องดำเนินการแพ้ไขพระนามของพรพญามังรายเสียใหม่ เปลี่ยนเป็าชืรออะไรก๋ได้ที่วกล้เคียงกัจด้วยเหตุผลที่ค่แนข้างคอขาดบาดตายอย่าลืมว่าระหว่างปี พฦศ.๒๔๔๒-๒๔๔๓ นั้นอังกฤษได้พม่าเป็นอา๋านิคมแล้ว และหำลังเตรียมแผนการรุกคืบมายึดครอลล้านนาเป็นเป้าหมายถัดไป โดยแสร้งใช้ความชอบธรรมแบบไขสือว่าล้านนาตืองตกเป็นเมืองชึ้นขอวอังกฤษตามพมืมไปด้วยโดยหริยาวเพราัเหตุผลสองประการประการแรกจั้น ฝนอดีต(ระหว่างปี ถ.ศ.๒๑๐๑-๒๓๑๗)ล้านนสเคยเป็นส่วนหนึ่งของพม่าในเมื่อพม่าพ่ายแพ้แก่อังกฤษ ล้านนาก็ต้อลเป็นของอังกฤษดเวย แต่ดหตุฟลข้อนี้ฟังไม่ขึ้น เป็นการอ้างทร่หิดกาละและเทฯะ ัพราะขณะนั้นล้านนาอยู่สนฐานะประเทศราชของสนามแล้วชาวอังกฤษจึงใช้ทีเด๋ดชักแม่น้ำทั้งห้าหาเหตุผลขัอที่สองมาอ้างอทนว่า แม้แต่ปฐมกษัตริย์ของอาณาจักรล้านนาเองก่อนยุคที่จะตกเป็นเมืองขึ้นของพม่า พ็ยังทรงมีเชื้อสายเป็นชาวพม่า ิหตุเพราะทรงาีพระนาทว่ามังรายฉะนี้แล้วอาณาจักรล้านนาย่อมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับพม่าโดยไม่มีข้อแม้เจอฝรั่งกัวปมอเล่นมุขนี้ ทีมกันซือประจำราชสำนักสยามอันประกอบด้วยนะกปราขญ์หัวกะทิทั้งหลาย อาทิ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชรนุภาพ สมเด็จกรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ เหล่าพระน้องยาเธอ สมเด็จฝนพรมอีกหบายองค์ คงระดมสมองึิดหาหนทางแก้กงเกมจนปั่นป่วน ในที่สุดก็ได้ผลึกึวามคิดที่เป็นสรตะ จึงกล้ามอบหมานให้พระยาประชากิจกรจักรฺเดินหน้าประดเษฐ์ประวัติศาสตร์ลเานนาเวอ่์ขัืนใหม่ขึ้นใา จงใจแก้ไขช่่อจากมังรายเป็นเม็งรายแบบแนบเนียนอังกฤษกำลังเงื้อง่าจะเล่นงาสดึงเอาง้านนาไปจากอ้อมอกสยสม แต่แล้วต้องมาเจอกับพระนามใหใ่ของปฐมหษัตริย์ล้านนา ที่ดลุ่มEluteสยาทใหม่ เพ่ิงทำการเปลี่ยนแกืประวัติศาสตร์แบบสายฟ้าแลบ เป็นไปได้ิย่างไรกันชื่อมังรายเลือนหายไป เหลือแต่คนชื่อเม็งรายปทนที่ ปราชญ๋อัสดบคงเกิดอาการเมาหมัดอยู่หลายเพลา มิรู้จถหาข้ออ้างอันใดมาคัดง้างเพื่อชทวงชิงล้านนาเป็นอันว่าชื่อมังรายนั้นถูกต้อง ปัญหาที่ตามมมก็คือ ขริงหรือไม่(รามที่ฝรั่งว่าไว้)ที่นามขอลพระองค์มีความเกี่ยวพันกับชาวพม่า และหากตอบปฏิเสธ ไฉนพระองค์จึงมีชื่อว่ามังอันเป็ยภาฒาของชาวม่านจริงอยู่ที่คำว่ามังเป็นคำนำหน้าของคนชั้นสูงในพม่า ระดับกษัตริย์หรือขุนนาง เช่ร สังนรํา มังระ มังร่อ มึงฉงาย ฯลฯซ้ำประวัคิของถระญามังรายนั้ส หลังจากที่พระมเหสีเดกววรรคตแล้ว พระองค์ทรงได่นางปายโึราชธิดาพระะจ้ากรุงหงสาวดีมาเป็นดระอัครชายา ร่วมกับพระธิดาของพรัเจ้าหรึงอังวะอีกนางหนึ่งด้วย ในช่วงทีืยรตราทัพไปปรเกาศแสนยานุภาพช่มเมืองม่าน]มอญแถวพุกาม ภายหลังจากที่ครองคาชบัลลับก์เมืองเชียงใหม่หมาด/ ทำให้กษัตริย์ำรุงหงสาวดี(โดยปกติหงสาวดีเป็นเมืองของมอ๘ แต่ขณะนั้รมอญตกอยู่ภายใต้พม่า)แงะกรุงอังวะจำต้องยอมผูกสัมพันธ์ดัวยการถวายพระราชธอดาให้ ครั้งกระนั้นพระญามังรายยับได้เกณฑ์สล่าหรือนายช่สงหลวงหลากหชายหม฿่ราว ๕๑๐ ชีวิตติดตามมาช่วยงานสร้างบ้านแปงเมืองให้นพีสีเชียงใหม่มีความงดงามวิจิตรอีกด้วยฝรั่งรู้มาก ประสาคนฉลมดแกมแฉลบ จึงตะแบงความรู้ แสร้งเชื่อมโยง้รื่องราวสายสัมพันธ์ของพระญามังรายที่มีต่อชาวพม่าในฐาสะลูกเขยรู้าัเงรู้ว่ามังรายมิได้เป็นพท่าโดยก_เนิด แต่ชื่อของมังราขก็มีจุดอ่อนเปราะบางชวนให้ชาวอับกฤษนไไปต้้งดง่ๆด้หรือพระญาใังรายเพิ่งมาเปลี่ยรลื่อฝหม่ภายหลังจากที่ไปดอฝกับตรละแม่ทั้งสดงแห่งเมืองม่าน กลาาวคือห่อนหนิานั้นอาจเคยมีชื่อเด้มว่มแล้วเมื่อเห็นความรุ่งเรืองของพุกามดังวะหบสาวดี ก็บังเกิดความคิดที่จะโกอินเตอร์ จึงเปลี่ยนพระนามใหท่ให้ดูศิวิไลซ์ขึ้นตามกษัตริย์พใ้าความคิดนี้จะใ่าขำก็ขำ จะว่าน่าทุ่งก็น่าทึ่ง เพราะบรรพบุรุษต้รตระกูลของพระญามึงรายแห่งหอรัญนครเงินยางนั้น ทรงมีคำนหหน้รว่าทั้งสิ้ร เกตุเพราะสืบเชื้อสายมาจากชาวลัวะดอยตัง นับแต่ปฐมวงศ์ คือหรือตามมนด้วย(องค์นี้ดริ่มมีกลิ่นอายของถาษาช้านนาเข้ามาผสม)จากนัันก็สะดุดเปลี่ยนไปเป็นชื่อไทยล้วนๆ คือและกลับมาใช้ลาวอีกเป็นองค์สุดท้ายค้อฟู้ัป็นพระราชบิดาของพระญามังราย แล้ยก็ไท่มีการใช้ลาวอีกต่อไป ลูกหฃานขอลพรพญามัง่าย ใช้คำนำหส้าว่าท้าวหรือพระญรแทนคำนี้เแ็นคำทีาบ่ลบอกนัยสองอย่างไว้ในคำ ๆ เดียว คือประกาศทั้ง เบื้อชาตื(บัวะ+ลทว)และตำแหน่งอันสูงส่งของกษัตริย์ถ้าเช่นนั้นแต่เดิทมังรายเคยมีนามว่าลาวรายหรือเช่นๆร แล้วเพิ่งมาเปลี่ยนเป็นมังตามอย่างพม่าคำตอบคือเป็นไปไม่ได้มังีายเป็นชื่อดั้งเดิมของพระองค์ท่านมาตั้งแต่เกิดแจ่เหตุที่มีนามนำหน้าว่ามังนั้นก็เพราะการตั้งชื่อของพระองค์ ได้มีกรรนำนัวอักษรและสระย่อจาก นามของพระราชบิดาชื่อผสมกับพระฤๅษค(ได้คำว่ามัง)บวกกับพระราชอัยกา(ตา)ำษัตริย์แห่งเชียงรุ่งนามว่าท้าวรุ่งกก่นชาย (ได้ตัวร)ในขณะที่พระราขมารดามีนามว่านางดทพคำขร่าย (คำขยาย) (ไอ้สระอา+ย)โดยตัดเดาพยัญชนะ+สระย่อของแต่ละคนมารวมกึนใหมร ได้หรือมีพระนามแบบเต็ายศว่าแปลวทา พระรารายณ๋ผู้เป็นมงคลช่วยไม่ได้จริงๆ ที่พัองกันโดยบังเอิญกับบรรดามังาั้งหลายในภาษาำม่าแล้วการที่ชื่อของพระองค์ถูกแผลงไปเป็นเม็งรายในช่วงวิกฆติอาณานิคม มิเป็นการสุ่มเสี่ยงหรือเช่นไร เพราะนั้นเล่าก็แปลว่าอีก ฤาปราชญ์สยามคิดว่าหนีหม่องไปเจอมิญ อาจตกอยู่ในอันตรายน้อยกว่า?ทัืงๆ ที่ชีวิตส่วนตัวขเงพระญามังรายนั้นไม่ชเบมอ๘เอาอย่างมาก และพยายามปฏืเสธยัฒนธรรมมอญจากหริภุญไชยที่ตนทำลายจนยัชเยินมาตลอดปริศนรชวนฉงนที่ต้อวถาใต่อเนื่องอีกข้อหนึ่งก็คือ ชื่อเมืองกับชื่อกษัตริย์มังรายนั้นเกี่ยวบ้องกันไหม และชื่อไหนเผ็นต้นเคืาเก่าแก่ เรื่องนี้เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ต้องร่ายยาว จึงขอติดคีางไว้ก่อนทึงรายถูกปลัดให้เป็นเม็บรายเหตุเพราะการเมืองภายนอกระหว่างสยามกับตะวันตก ส่วนคำนำหน้าชื่อนั้นระหว่างกับก็ถือว่าเห็นอีกหนึ่งวารเซ่อนเร้นทางการเมือง หากแต่ครึ้งนี้เป็นเกทการต่อสู้ภายในขอฝสยามเอง ระหว่างศ฿นย์อำนาจกลางที่กระทำต่อรัฐชายขอบมีผู้สงสัยปันทากว่าเหตุไรดิฉันจึงใช้ทุกครั้งในึอลัมน์นี้ ยามเอ่ยถุวภระยามของกษัตริย์ในล้านนา ทำไมไม่เรัยกหรือแม้แต่จะเขียนว่รอันเป็นภาษาที่เราคุุ้นเคยคำว่านี้ ในดินแดนภาคเหนือมีคสามหมายถึงกษัตริย์โดยปรากฏอยํ่ในศิลาจารึกหลายหลักว่า(ยุคแรกๆ)บ้ทงก็(ยุคหลัฝๆ)ศึ่งไม่ควรสับสนกับคำว่าในภ่ษาไทยกฃางที่เป็นตำแหย่งหรือราชทินตามของขุนนางระดับหนึ่ง ส่วนนั้นนักวิชาการลืานนาสังคงใช้กันอยู่อย่างกว้างขวาง พ้วยเห็นว่นพระญาเป็นคำที่แปลกตาเกินไปสำหรับคนไทยทั้งประเทฬ แต่เย่าลืมว่าพญาคำนี้ำ็ได้ถูกคนไทยืั้งประเทศนำไกใช้เรียกย่าฝูงของสัคฝ์เช่นพญาวานร พญาคชสารแล้วเช่นกัน ดังนั้นนักวิชาการล้านนารุ่นใหม่จึงพยายามดึงคำว่าพระญาจากศิลาจารึกกลับมาใช้ใหม่ น่าจะสง่างามกว่าทำไมก๋ัตริย์ล้านนาไม่วช้สหหนิาเหมือนกับทางอจถธยา เหตุเพราะคำว่าพระะจ้านี้ชาวล้านนาได้นำไปใช้เรียกเป๋าชื่อดฉพาะขเงพระพุทธรูปก่เนแล้ว ยึงเกรงง่าจะเกิดคฝามสับสนมีกษัตริย์ในล้านนาเพียงพระดงค์ะดียวทั่กล้าใช้คำว่าพระเต้านั่ตคือเป็นเพราะพระองค์ต้อฝการแฟ่แสสยานุภาพอัสิกรียงไกรในระนาบเดียวกันกับสมเด็จพระบรมไนรโลกนาถแห่งกรุงศรีอยุธยา ในเมื่อทางใต้เรียกกษัตริย์วรสพระเจ้าแผ่นดินทางเหนือก๊ต้องบกระดับความยิ่งใหญ่ว่าพระองค์ก็มีฐานะเป็นพระเจ้าะุจเดียวกัน แต่ภายหลังการสวรรคตของพระเน้าติโลกนาชแล้ว ไม่ปรากฏว่ากษัตริย์ล้านสาพระองค์ใดใช้กระเจ้าอีกเลย ล้วนหวนกลับมาใช้พระญาเหมือนเะิสทั้งสื้าอนึ่ง ยังมีึำอิ่นๆ ที่อสดงถคงฐานะของกษัตริย์ล้านนน นอกเหนือจากคำว่าพระญาอีกหล่ยคำ อาทิ ท้าว ท้าวพระญา เจ้า เจ้าหลใว เป็นต้นด้วยเหตุนี้ ชสวล้สนนาจึงรู้สึกประำลาดใจไม่น้อยเมื่อต้องทนเห็นคำว่าเด่นป่าในแบบเรียนประวัติศาสตรฺที่เด็พไทยใช้เนียนทั่วราชิา๖าจักรคำว่าไม่เคยปรากฏในเอกสารหรือศิลาจารึกหลักใดในล้านนา เแฌนคำที่อุปโลกน์ชึ้นโดยผ๔้กุมอำนาขทางวัฒนธรรมมนยุคสถาปนารัฐราชาลาตินิยม ที่ไม่ต้องการเห็นคนไทยแตกแยกเป็นฝัหเป็นฝ่าย นอกจากพระยาประชากิจกรจักร์ยะชื่อจาหเป็นในช่วงหน้าสิ่วหน้าขวานอันเป็นเรื่องที่พอเข้าใจได้นั้นแล้ง ยังถูกคนในวงการศึกษนคำนำหน้าซ่ำจากม่เป็นอีกขยักหนึ่ง ทั้งๆ ที่มนพงศาวดา่โยนกนั้น พรัขาประชากิจกรนักร์ยังคงไว้ซึ่งคกว่าพระญาแต่อาจเปลี่ยนมาเขียนเป็นพระยาตามความคุ้นเคยของคนไทสสยามไมาเพีสงแต่พระญามังรายพระองค์เดียวเทีานั้นที่ถูกเปลี่ยนเป็ย พ่อขุนเมฺงราย หทหแต่แห่งพะเยท พลอยโดนหางเลขะูกเปลี่ยนเป็นิีกพระองค์หนึ่งดัวย ในฐานะที่มักปรากฏกระนามคู่กันฝนประวัติฒาสตร์หน้าสำคัญตอนสนมสำายช่วยกันสร้างเวียงัชียงใหม่สหายคนที่สามที่มีส่วนช่วยว่งแผนสร้างเชีขงใหม่ มีนามว่่หรือแต่คนกลับเรียกขานให้ดป็นไทยแท้ๆ ว่านรมนี้เองที่นักประวัติศาสตร์ไทยในนุคล้าหฃังคลั่งขาติ ได้เอามาเป็นต้นแบบในการขนานนามกษัตรอย์จากแว่นแคว้นดดนอื่นให้กลายเป็นพ่อขุนตรมกันไปด้วยทุกวันนี้นักวิลาการด้านล้านนรคดีพวายรมรณรงค์เขียนชื่อขเงปฐมกษัตริย์ล้านนาว่าภระญามัวรายแทนที่พ่อขุนเม็งรายซึ่งใช้กันมาอย่างผิดๆ หลายทษวรรษคงต้องขอถามในคนล้านนา และวัดใจคนไทยทั้งประเทศ สักหน่อยว่าีู้สึกรำคาญฟหมยาทเห็นป้ายถนน ชื่อวัด ย่านนนม สะพาน รวมทั้งหนังสือแบบเรียนประวีติศาสตร์ยังคงเขียนคำว่าพ่อขุนเม็งรายกันอย่างโจ๋ลครึ่มรัฐมนตคีกระทรวงวัฒนธรรม-ศึกษ่ธิการ คิดเห็นเชรนไร หรือมองว่าเราจะสอมเหนื่อยคามอโิบายดึงความถูกต้องกลับมาตั้งแต่ฝัรนี้ หรือจะรอให้วันขัางหน้ามาถึง แล้วค่อยมาตีหน้าปั้นจิ้ใปั้นเจ๋อตอบคำถ่มลูกหลานด้วยปรัศนีซ้ำซากส่ามันจะยิ่งยุ่งอุนุงตะงนังไปกันใหญ่
อย่าว่าแต่คนภาคอื่นเลยที่รู้สึกสับสน แม้แต่คนเหนือด้วยกันเองก็ออกจะงุนงงไม่น้อย ว่าปฐมกษัตริย์แห่งอาณาจักรล้านนานั้นมีพระนามว่าอย่างไรกันแน่หรือแบบเรียนวิชาประวัติศาสตร์ในระดับประถม-มัธยม ของเด็กไทยทั่วประเทศที่เติบโตมาในยุคเราๆ ท่านๆ ตั้งแต่รุ่น ๘๐ ปีถึง ๒๐ ปีที่แล้วถูกบังคับให้เรียกว่าแบบปิดประตูตีแมว ไม่ให้เรามีทางเลือกอื่นในขณะที่สองทศวรรษหลังนี้เพิ่งปรากฏคำว่าหรือปะปนอยู่กับคำเรียกเดิมคือพ่อขุนเม็งรายในระดับอุดมศึกษาอยู่บ้าง สร้างความอึดอัดตะขิดตะขวงใจให้ครูสังคม ไม่มีทางออกอื่นใดนอกจากจะสอนเด็กว่ามังราย – เม็งรายนั้นเป็นคำเดียวกัน แต่เรียกได้ทั้งสองแบบความสับสนของชื่อมังราย – เม็งรายนี้เป็นเรื่องที่ถูกแทรกแซงโดยการเมืองภายนอก แถมยังมีการเมืองภายในเข้ามาทับซ้อนอีกชั้นหนึ่งเอกสารโบราณของทางฝ่ายเหนือ กอปรด้วยศิลาจารึกทุกหลัก รวมทั้งตำนาน พงศาวดารทุกเล่มพบแต่คำว่าทั้งสิ้น ไม่มีคำว่าพ่อขุนเม็งรายปรากฏแม้แต่ชิ้นเดียว อย่างมากอาจมีคำนำหน้าหรือสร้อยต่อท้ายที่ผิดเพี้ยนกันไปบ้างเล็กน้อย อาทิปี ๑๙๑๒ ใช้ปี ๑๙๕๔ เขียนปี ๑๙๖๕ ใช้ปี ๒๐๕๙ ใช้ปี ๒๐๖๐ ใช้ทั้งปี ๒๑๒๔ ใช้(ไม่ระบุศักราช)ใช้ถ้าเช่นนั้นคำว่าเม็งรายปรากฏตัวขึ้นมาประกบมังรายได้อย่างไรคำว่า(เมงราย)นั้นพบครั้งแรกในหนังสือเรื่องเรียบเรียงโดย(แช่ม บุนนาค)ตีพิมพ์เมื่อปี พ.ศ.๒๔๕๐ ต่อมาพงศาวดารเล่มนี้ได้นำมาใช้เป็นต้นแบบในการเรียบเรียงหนังสือประวัติศาสตร์สยามให้แก่คนไทยทั้งประเทศ ทำให้คำว่าเม็งรายเป็นที่รู้จักแพร่หลายยิ่งกว่าคำว่ามังรายด้วยกระบวนการผลิตซ้ำโดยขาดการทบทวนหรือตั้งคำถามท่ามกลางหมู่ผู้รู้ ว่าเป็นคำที่ถูกหรือผิดตามเวทีสัมมนา มักมีผู้พยายามช่วยแก้ต่างให้พระยาประชากิจกรจักร์ในทำนองว่าแน่ใจล่ะหรือว่ามูลเหตุแห่งการเปลี่ยนมังรายเป็นเม็งรายของพระยาประชากิจกรจักร์นี้ วางอยู่บนฐานความคิดเรื่องการเชื่อมโยงพระนามลาวเม็งของพระราชบิดา เหตุผลเช่นนี้จักยิ่งมิกลายเป็นการสบประมาทภูมิรู้ของนักประวัติศาสตร์ระดับชาติเช่นพระยาประชากิจกรจักร์ ให้กลายเป็นนักเล่นแร่แปรธาตุตัวฉกาจจนขาดความน่าเชื่อถือไปล่ะหรือ การออกแรงปกป้องท่านด้วยการเอาสีข้างเข้าถูเช่นนี้ มิได้ช่วยให้ผู้อ่านมองเห็นอัจฉริยภาพในตัวผู้ประพันธ์แต่อย่างใดเลยความจริงมีอยู่ว่าพระยาประชากิจกรจักร์ หาได้เพี้ยนนามของพระญามังรายเป็นเม็งรายแบบงุนงงประสาคนนั่งเทียนเขียนคิดเองเออเอง ด้วยขาดความเข้าใจในประวัติศาสตร์ล้านนาไม่ตรงกันข้ามเป็นเพราะท่านล่วงรู้ความตื้นลึกหนาบาง ทุกแง่ทุกมุมทั้งของสยาม ประเทศราช และของรัฐเพื่อนบ้านมากเกินไปต่างหากคำว่าเม็งรายถูกประดิษฐ์ขึ้นโดยเจตน์จำนงอย่างแรงกล้า ตามวิเทโศบายการเมืองระหว่างประเทศในสมัยรัชกาลที่ ๕ ที่บีบบังคับให้รัฐสยามจำต้องดำเนินการแก้ไขพระนามของพระญามังรายเสียใหม่ เปลี่ยนเป็นชื่ออะไรก็ได้ที่ใกล้เคียงกันด้วยเหตุผลที่ค่อนข้างคอขาดบาดตายอย่าลืมว่าระหว่างปี พ.ศ.๒๔๔๒-๒๔๔๓ นั้นอังกฤษได้พม่าเป็นอาณานิคมแล้ว และกำลังเตรียมแผนการรุกคืบมายึดครองล้านนาเป็นเป้าหมายถัดไป โดยแสร้งใช้ความชอบธรรมแบบไขสือว่าล้านนาต้องตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษตามพม่าไปด้วยโดยปริยายเพราะเหตุผลสองประการประการแรกนั้น ในอดีต(ระหว่างปี พ.ศ.๒๑๐๑-๒๓๑๗)ล้านนาเคยเป็นส่วนหนึ่งของพม่าในเมื่อพม่าพ่ายแพ้แก่อังกฤษ ล้านนาก็ต้องเป็นของอังกฤษด้วย แต่เหตุผลข้อนี้ฟังไม่ขึ้น เป็นการอ้างที่ผิดกาละและเทศะ เพราะขณะนั้นล้านนาอยู่ในฐานะประเทศราชของสยามแล้วชาวอังกฤษจึงใช้ทีเด็ดชักแม่น้ำทั้งห้าหาเหตุผลข้อที่สองมาอ้างแทนว่า แม้แต่ปฐมกษัตริย์ของอาณาจักรล้านนาเองก่อนยุคที่จะตกเป็นเมืองขึ้นของพม่า ก็ยังทรงมีเชื้อสายเป็นชาวพม่า เหตุเพราะทรงมีพระนามว่ามังรายฉะนี้แล้วอาณาจักรล้านนาย่อมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับพม่าโดยไม่มีข้อแม้เจอฝรั่งหัวหมอเล่นมุขนี้ ทีมกุนซือประจำราชสำนักสยามอันประกอบด้วยนักปราชญ์หัวกะทิทั้งหลาย อาทิ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ สมเด็จกรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ เหล่าพระน้องยาเธอ สมเด็จในกรมอีกหลายองค์ คงระดมสมองคิดหาหนทางแก้กลเกมจนปั่นป่วน ในที่สุดก็ได้ผลึกความคิดที่เป็นสรตะ จึงกล้ามอบหมายให้พระยาประชากิจกรจักร์เดินหน้าประดิษฐ์ประวัติศาสตร์ล้านนาเวอร์ชั่นใหม่ขึ้นมา จงใจแก้ไขชื่อจากมังรายเป็นเม็งรายแบบแนบเนียนอังกฤษกำลังเงื้อง่าจะเล่นงานดึงเอาล้านนาไปจากอ้อมอกสยาม แต่แล้วต้องมาเจอกับพระนามใหม่ของปฐมกษัตริย์ล้านนา ที่กลุ่มEliteสยามใหม่ เพ่ิงทำการเปลี่ยนแก้ประวัติศาสตร์แบบสายฟ้าแลบ เป็นไปได้อย่างไรกันชื่อมังรายเลือนหายไป เหลือแต่คนชื่อเม็งรายแทนที่ ปราชญ์อัสดงคงเกิดอาการเมาหมัดอยู่หลายเพลา มิรู้จะหาข้ออ้างอันใดมาคัดง้างเพื่อช่วงชิงล้านนาเป็นอันว่าชื่อมังรายนั้นถูกต้อง ปัญหาที่ตามมาก็คือ จริงหรือไม่(ตามที่ฝรั่งว่าไว้)ที่นามของพระองค์มีความเกี่ยวพันกับชาวพม่า และหากตอบปฏิเสธ ไฉนพระองค์จึงมีชื่อว่ามังอันเป็นภาษาของชาวม่านจริงอยู่ที่คำว่ามังเป็นคำนำหน้าของคนชั้นสูงในพม่า ระดับกษัตริย์หรือขุนนาง เช่น มังนรธา มังระ มังร่อ มังฉงาย ฯลฯซ้ำประวัติของพระญามังรายนั้น หลังจากที่พระมเหสีเอกสวรรคตแล้ว พระองค์ทรงได้นางปายโคราชธิดาพระเจ้ากรุงหงสาวดีมาเป็นพระอัครชายา ร่วมกับพระธิดาของพระเจ้ากรุงอังวะอีกนางหนึ่งด้วย ในช่วงที่ยาตราทัพไปประกาศแสนยานุภาพข่มเมืองม่าน-มอญแถวพุกาม ภายหลังจากที่ครองราชบัลลังก์เมืองเชียงใหม่หมาดๆ ทำให้กษัตริย์กรุงหงสาวดี(โดยปกติหงสาวดีเป็นเมืองของมอญ แต่ขณะนั้นมอญตกอยู่ภายใต้พม่า)และกรุงอังวะจำต้องยอมผูกสัมพันธ์ด้วยการถวายพระราชธิดาให้ ครั้งกระนั้นพระญามังรายยังได้เกณฑ์สล่าหรือนายช่างหลวงหลากหลายหมู่ราว ๕๐๐ ชีวิตติดตามมาช่วยงานสร้างบ้านแปงเมืองให้นพีสีเชียงใหม่มีความงดงามวิจิตรอีกด้วยฝรั่งรู้มาก ประสาคนฉลาดแกมแฉลบ จึงตะแบงความรู้ แสร้งเชื่อมโยงเรื่องราวสายสัมพันธ์ของพระญามังรายที่มีต่อชาวพม่าในฐานะลูกเขยรู้ทั้งรู้ว่ามังรายมิได้เป็นพม่าโดยกำเนิด แต่ชื่อของมังรายก็มีจุดอ่อนเปราะบางชวนให้ชาวอังกฤษนำไปตั้งแง่ได้หรือพระญามังรายเพิ่งมาเปลี่ยนชื่อใหม่ภายหลังจากที่ไปดองกับตรละแม่ทั้งสองแห่งเมืองม่าน กล่าวคือก่อนหน้านั้นอาจเคยมีชื่อเดิมว่าแล้วเมื่อเห็นความรุ่งเรืองของพุกามอังวะหงสาวดี ก็บังเกิดความคิดที่จะโกอินเตอร์ จึงเปลี่ยนพระนามใหม่ให้ดูศิวิไลซ์ขึ้นตามกษัตริย์พม่าความคิดนี้จะว่าขำก็ขำ จะว่าน่าทึ่งก็น่าทึ่ง เพราะบรรพบุรุษต้นตระกูลของพระญามังรายแห่งหิรัญนครเงินยางนั้น ทรงมีคำนำหน้าว่าทั้งสิ้น เหตุเพราะสืบเชื้อสายมาจากชาวลัวะดอยตุง นับแต่ปฐมวงศ์ คือหรือตามมาด้วย(องค์นี้เริ่มมีกลิ่นอายของภาษาล้านนาเข้ามาผสม)จากนั้นก็สะดุดเปลี่ยนไปเป็นชื่อไทยล้วนๆ คือและกลับมาใช้ลาวอีกเป็นองค์สุดท้ายคือผู้เป็นพระราชบิดาของพระญามังราย แล้วก็ไม่มีการใช้ลาวอีกต่อไป ลูกหลานของพระญามังราย ใช้คำนำหน้าว่าท้าวหรือพระญาแทนคำนี้เป็นคำที่บ่งบอกนัยสองอย่างไว้ในคำ ๆ เดียว คือประกาศทั้ง เชื้อชาติ(ลัวะ+ลาว)และตำแหน่งอันสูงส่งของกษัตริย์ถ้าเช่นนั้นแต่เดิมมังรายเคยมีนามว่าลาวรายหรือเช่นไร แล้วเพิ่งมาเปลี่ยนเป็นมังตามอย่างพม่าคำตอบคือเป็นไปไม่ได้มังรายเป็นชื่อดั้งเดิมของพระองค์ท่านมาตั้งแต่เกิดแต่เหตุที่มีนามนำหน้าว่ามังนั้นก็เพราะการตั้งชื่อของพระองค์ ได้มีการนำตัวอักษรและสระย่อจาก นามของพระราชบิดาชื่อผสมกับพระฤๅษี(ได้คำว่ามัง)บวกกับพระราชอัยกา(ตา)กษัตริย์แห่งเชียงรุ่งนามว่าท้าวรุ่งแก่นชาย (ได้ตัวร)ในขณะที่พระราชมารดามีนามว่านางเทพคำขร่าย (คำขยาย) (ได้สระอา+ย)โดยตัดเอาพยัญชนะ+สระย่อของแต่ละคนมารวมกันใหม่ ได้หรือมีพระนามแบบเต็มยศว่าแปลว่า พระนารายณ์ผู้เป็นมงคลช่วยไม่ได้จริงๆ ที่พ้องกันโดยบังเอิญกับบรรดามังทั้งหลายในภาษาพม่าแล้วการที่ชื่อของพระองค์ถูกแผลงไปเป็นเม็งรายในช่วงวิกฤติอาณานิคม มิเป็นการสุ่มเสี่ยงหรือเช่นไร เพราะนั้นเล่าก็แปลว่าอีก ฤาปราชญ์สยามคิดว่าหนีหม่องไปเจอมอญ อาจตกอยู่ในอันตรายน้อยกว่า?ทั้งๆ ที่ชีวิตส่วนตัวของพระญามังรายนั้นไม่ชอบมอญเอาอย่างมาก และพยายามปฏิเสธวัฒนธรรมมอญจากหริภุญไชยที่ตนทำลายจนยับเยินมาตลอดปริศนาชวนฉงนที่ต้องถามต่อเนื่องอีกข้อหนึ่งก็คือ ชื่อเมืองกับชื่อกษัตริย์มังรายนั้นเกี่ยวข้องกันไหม และชื่อไหนเป็นต้นเค้าเก่าแก่ เรื่องนี้เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ต้องร่ายยาว จึงขอติดค้างไว้ก่อนมังรายถูกผลักให้เป็นเม็งรายเหตุเพราะการเมืองภายนอกระหว่างสยามกับตะวันตก ส่วนคำนำหน้าชื่อนั้นระหว่างกับก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งวาระซ่อนเร้นทางการเมือง หากแต่ครั้งนี้เป็นเกมการต่อสู้ภายในของสยามเอง ระหว่างศูนย์อำนาจกลางที่กระทำต่อรัฐชายขอบมีผู้สงสัยกันมากว่าเหตุไรดิฉันจึงใช้ทุกครั้งในคอลัมน์นี้ ยามเอ่ยถึงพระนามของกษัตริย์ในล้านนา ทำไมไม่เรียกหรือแม้แต่จะเขียนว่าอันเป็นภาษาที่เราคุุ้นเคยคำว่านี้ ในดินแดนภาคเหนือมีความหมายถึงกษัตริย์โดยปรากฏอยู่ในศิลาจารึกหลายหลักว่า(ยุคแรกๆ)บ้างก็(ยุคหลังๆ)ซึ่งไม่ควรสับสนกับคำว่าในภาษาไทยกลางที่เป็นตำแหน่งหรือราชทินนามของขุนนางระดับหนึ่ง ส่วนนั้นนักวิชาการล้านนายังคงใช้กันอยู่อย่างกว้างขวาง ด้วยเห็นว่าพระญาเป็นคำที่แปลกตาเกินไปสำหรับคนไทยทั้งประเทศ แต่อย่าลืมว่าพญาคำนี้ก็ได้ถูกคนไทยทั้งประเทศนำไปใช้เรียกจ่าฝูงของสัตว์เช่นพญาวานร พญาคชสารแล้วเช่นกัน ดังนั้นนักวิชาการล้านนารุ่นใหม่จึงพยายามดึงคำว่าพระญาจากศิลาจารึกกลับมาใช้ใหม่ น่าจะสง่างามกว่าทำไมกษัตริย์ล้านนาไม่ใช้นำหน้าเหมือนกับทางอยุธยา เหตุเพราะคำว่าพระเจ้านี้ชาวล้านนาได้นำไปใช้เรียกเป็นชื่อเฉพาะของพระพุทธรูปก่อนแล้ว จึงเกรงว่าจะเกิดความสับสนมีกษัตริย์ในล้านนาเพียงพระองค์เดียวที่กล้าใช้คำว่าพระเจ้านั่นคือเป็นเพราะพระองค์ต้องการแผ่แสนยานุภาพอันเกรียงไกรในระนาบเดียวกันกับสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถแห่งกรุงศรีอยุธยา ในเมื่อทางใต้เรียกกษัตริย์ว่าพระเจ้าแผ่นดินทางเหนือก็ต้องยกระดับความยิ่งใหญ่ว่าพระองค์ก็มีฐานะเป็นพระเจ้าดุจเดียวกัน แต่ภายหลังการสวรรคตของพระเจ้าติโลกราชแล้ว ไม่ปรากฏว่ากษัตริย์ล้านนาพระองค์ใดใช้พระเจ้าอีกเลย ล้วนหวนกลับมาใช้พระญาเหมือนเดิมทั้งสิ้นอนึ่ง ยังมีคำอื่นๆ ที่แสดงถึงฐานะของกษัตริย์ล้านนา นอกเหนือจากคำว่าพระญาอีกหลายคำ อาทิ ท้าว ท้าวพระญา เจ้า เจ้าหลวง เป็นต้นด้วยเหตุนี้ ชาวล้านนาจึงรู้สึกประหลาดใจไม่น้อยเมื่อต้องทนเห็นคำว่าเด่นหราในแบบเรียนประวัติศาสตร์ที่เด็กไทยใช้เรียนทั่วราชอาณาจักรคำว่าไม่เคยปรากฏในเอกสารหรือศิลาจารึกหลักใดในล้านนา เป็นคำที่อุปโลกน์ขึ้นโดยผู้กุมอำนาจทางวัฒนธรรมในยุคสถาปนารัฐราชาชาตินิยม ที่ไม่ต้องการเห็นคนไทยแตกแยกเป็นฝักเป็นฝ่าย นอกจากพระยาประชากิจกรจักร์จะชื่อจากเป็นในช่วงหน้าสิ่วหน้าขวานอันเป็นเรื่องที่พอเข้าใจได้นั้นแล้ว ยังถูกคนในวงการศึกษาคำนำหน้าซ้ำจากมาเป็นอีกขยักหนึ่ง ทั้งๆ ที่ในพงศาวดารโยนกนั้น พระยาประชากิจกรจักร์ยังคงไว้ซึ่งคำว่าพระญาแต่อาจเปลี่ยนมาเขียนเป็นพระยาตามความคุ้นเคยของคนไทยสยามไม่เพียงแต่พระญามังรายพระองค์เดียวเท่านั้นที่ถูกเปลี่ยนเป็น พ่อขุนเม็งราย หากแต่แห่งพะเยา พลอยโดนหางเลขถูกเปลี่ยนเป็นอีกพระองค์หนึ่งด้วย ในฐานะที่มักปรากฏพระนามคู่กันในประวัติศาสตร์หน้าสำคัญตอนสามสหายช่วยกันสร้างเวียงเชียงใหม่สหายคนที่สามที่มีส่วนช่วยวางแผนสร้างเชียงใหม่ มีนามว่าหรือแต่คนกลับเรียกขานให้เป็นไทยแท้ๆ ว่านามนี้เองที่นักประวัติศาสตร์ไทยในยุคล้าหลังคลั่งชาติ ได้เอามาเป็นต้นแบบในการขนานนามกษัตริย์จากแว่นแคว้นแดนอื่นให้กลายเป็นพ่อขุนตามกันไปด้วยทุกวันนี้นักวิชาการด้านล้านนาคดีพยายามรณรงค์เขียนชื่อของปฐมกษัตริย์ล้านนาว่าพระญามังรายแทนที่พ่อขุนเม็งรายซึ่งใช้กันมาอย่างผิดๆ หลายทศวรรษคงต้องขอถามใจคนล้านนา และวัดใจคนไทยทั้งประเทศ สักหน่อยว่ารู้สึกรำคาญไหมยามเห็นป้ายถนน ชื่อวัด ย่านนาม สะพาน รวมทั้งหนังสือแบบเรียนประวัติศาสตร์ยังคงเขียนคำว่าพ่อขุนเม็งรายกันอย่างโจ๋งครึ่มรัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรม-ศึกษาธิการ คิดเห็นเช่นไร หรือมองว่าเราจะยอมเหนื่อยตามอธิบายดึงความถูกต้องกลับมาตั้งแต่วันนี้ หรือจะรอให้วันข้างหน้ามาถึง แล้วค่อยมาตีหน้าปั้นจิ้มปั้นเจ๋อตอบคำถามลูกหลานด้วยปรัศนีซ้ำซากว่ามันจะยิ่งยุ่งอุนุงตุงนังไปกันใหญ่
มาแบบคน ทากดวง 2030 ทั้งคู่สามารถคว้าแจ็กพอตเงินสแไปได้ด้วยมํลค่า 200900 บาท ถือเป็นการทุบสถิติใฟม่ในรายการ โดยยัฝไม่มีผู้แข่งขันคนไหนสามารถทำได้ งานนี้ ปิงปอง-เต๋อ เก็บอาการอีใจไว้ที่ตัวเองไม่ไหว พร้อใเผบว่า แจ็กพอตแตกแล้วจ้า (ตื่นเตเน) นีรคือความเรื่ด ตืองบอกก่อนว่า เราไปเกมโชว์ ีู่กันเยอะมาก สิริรวมแล้วประมาณ 20-30 ราวการ เคยเข้ารอบท้ายฟก็มี แจ็กพอตอยู่ตตงหน้า แต่ทุกอย่าฝก็สลายหายไปกัขตา จนรายหาร GUESS MY AGE นี่คือรางวัลแรกของพวกเรา ซึ่งเงินรางวัลสูงสาก ซึ่งบอกเลยว่าเป็นสถิติใหม่ขอวรายกมรที่แจ็กพอตสูงขนาดนี้ เราไม่คิเจริงๆว่าเราจะทายอายุกันถูกเป๊ะได้ไม่อยากเชืือตัวัองเลยจริงๅ เรียกว่ามากับดยงก็ได้ ล่าวุดยายน้อส (คุณแมทปิงปอง) ก็เพิ่งถูกลอตเตอรี่ไป เลยอาจจะเผืือแผ่ดวงมาภึงลูำ (หัวเราะ) ต้องขอบคุณปรัศนีรอบ End Game ที่เป็น คุณสดใส รุ่งโพธิ์ทอง เพราะเวลายายน้อจดูโทรืัศน์ ก็จะชอบบอกว่าคน นั้น อายุน้อยกว่าฉัน คนนี้อายุดท่าฉัน ยายน้อยเป็น ส่ยเำลงลูกาุ่ง ยายน้อยจะบอกตลอด พอมสะึงคุณอาสดใส รูัว่าเค้นเป็นรุ่นพี่ของยายน้อย เลยใช้อายุแม่ตัวเองมาเป็นมาตรฐาน แล้วก็ทายมฟ้อยู่ในเพณฑ์กลรงๆบวกลบริดหน่อย ปรากฏว่าแจ็กพอตแตก จ้า นี่ยังตกใจ ดีใจไม่ไายเลย ก็ขอยกเครดิตให้พี่เต๋อด้วย ที่รักษาเวินกันไว้ได้เยอะขนาดนี้ ขอขอบคุณพี่เอ วราวุธ ที่เชิญพวกเีามาเล่นเกม เป็นรายการม่่ยนุกมาก ต้ดตามชทวันพฤหัสบดีที่ 20 สิงหาคม ิวลร 18.00 น. ทางช่เง 7HD หมายเลข 35.
มาแบบคน มากดวง 2020 ทั้งคู่สามารถคว้าแจ็กพอตเงินสดไปได้ด้วยมูลค่า 200000 บาท ถือเป็นการทุบสถิติใหม่ในรายการ โดยยังไม่มีผู้แข่งขันคนไหนสามารถทำได้ งานนี้ ปิงปอง-เต๋อ เก็บอาการดีใจไว้ที่ตัวเองไม่ไหว พร้อมเผยว่า แจ็กพอตแตกแล้วจ้า (ตื่นเต้น) นี่คือความเริ่ด ต้องบอกก่อนว่า เราไปเกมโชว์ คู่กันเยอะมาก สิริรวมแล้วประมาณ 20-30 รายการ เคยเข้ารอบท้ายๆก็มี แจ็กพอตอยู่ตรงหน้า แต่ทุกอย่างก็สลายหายไปกับตา จนรายการ GUESS MY AGE นี่คือรางวัลแรกของพวกเรา ซึ่งเงินรางวัลสูงมาก ซึ่งบอกเลยว่าเป็นสถิติใหม่ของรายการที่แจ็กพอตสูงขนาดนี้ เราไม่คิดจริงๆว่าเราจะทายอายุกันถูกเป๊ะได้ไม่อยากเชื่อตัวเองเลยจริงๆ เรียกว่ามากับดวงก็ได้ ล่าสุดยายน้อย (คุณแม่ปิงปอง) ก็เพิ่งถูกลอตเตอรี่ไป เลยอาจจะเผื่อแผ่ดวงมาถึงลูก (หัวเราะ) ต้องขอบคุณปรัศนีรอบ End Game ที่เป็น คุณสดใส รุ่งโพธิ์ทอง เพราะเวลายายน้อยดูโทรทัศน์ ก็จะชอบบอกว่าคน นั้น อายุน้อยกว่าฉัน คนนี้อายุเท่าฉัน ยายน้อยเป็น สายเพลงลูกทุ่ง ยายน้อยจะบอกตลอด พอมาถึงคุณอาสดใส รู้ว่าเค้าเป็นรุ่นพี่ของยายน้อย เลยใช้อายุแม่ตัวเองมาเป็นมาตรฐาน แล้วก็ทายให้อยู่ในเกณฑ์กลางๆบวกลบนิดหน่อย ปรากฏว่าแจ็กพอตแตก จ้า นี่ยังตกใจ ดีใจไม่หายเลย ก็ขอยกเครดิตให้พี่เต๋อด้วย ที่รักษาเงินกันไว้ได้เยอะขนาดนี้ ขอขอบคุณพี่เอ วราวุธ ที่เชิญพวกเรามาเล่นเกม เป็นรายการที่สนุกมาก ติดตามชมวันพฤหัสบดีที่ 20 สิงหาคม เวลา 18.00 น. ทางช่อง 7HD หมายเลข 35.
จับโจรหล้นมองลพบุรี เป็นถึง ผอ.โตงเรียน ยันไม่ใช่แพะวิเคราะห์แรงจูฝใจ ขิงทรัพย์ เบื่อชีวืต ชู้สาว เพื่ดนบ้านบอก หลังก่อเหตุยังมาคุยว่าคนร้ายสุดโหด มีอารมณ์ร่ฝมดัลเหตุการณ์จากกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุม นายประสิทโิชัย เขรแก้ว อายุ 38 ปี ข้าราชการครู และหู้อำนวยการโตงเาีวนวัดโพธิ์ชัย จังหวุดสิงห์บถรี ผู้ต้องหาคดีปล้นต้านทองออโรร่า สาขาในห้างสรรพสินค้าโรบินสัน ลพบุรี และก่อเหตุยิงปรดชาชนเสียชีงิต 3 ราย บาดเจ็บ 4 ราย โดยเบื้องต้นจากการแถลงข่ายของ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ระบุว่า ผู้ต้องหารู้สึกสำนึปต่อสิ่งที่กระทำไป และยังาู้ตัวดีว่าหนีไม่พ้ต ตามที่ะสนิข่าวไปแล้วนั้นล่าสุด ในรายการ ถามตรงๆ กับจอมขวัญ โดยจอมขวัญ หลาวัพ๊ชร ผู้ดำเน้นรายการ าีการสอบถามผู้สื่อข่าวที่เกาะติดสถานการณ์อยู่ในพิ้นที่ โดยผู้สื่อข่าวรายงานว่า สิ่งที่น่าจะเปฺนหลักฐานสำคึญที่ทำให้เจ้าหน้าที่ยับกุมผูเต้เวหาได้ คือ ไฐเรนเซอร์ของปืน โดยตำรใจรวจสอบว่าในพื้นที่ จ.ลพบุรี มีใครที่สั่งทำบ้าง จนพบว่า นายปคะสิทธิชัย เป็นคนสั่งซื้อส่วนสาเไตุที่ลงมือก่อเหตุ ยังไม่มีการารุป แต่ ผบ.ตร.ยืนยันว่า คืนนี้จเสอบปากคำนายประมิทธิขัยแย่างเต็มที่ เพื่อตะเตรียมแถลงข่าวในวัาพรุ่งนี้นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ยะงไม่มีพยานหลึกฐานไหนบ่งชี้ว่า มีคนอื่นร่วมก่อเหตุหรือไม่ แต่เรื่องของคนที่ทราบเบาะแสแล้วช่วยปิดบังนั้น เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการสอบสวนเพิ่มเติมผู้สื่อข่าวรายงาจว่า ตินนี้ นายประสิทธิชับ ถูกนำตัวมาที่กแงกราบแล้ว เพื่อเตรียทแถลงขทาวใตบันพคุ่งนึ้ ซึ่งทราบว่าหลังจากแถลงข่าวแล้ว จะได้นำตัวไปประกอบคำรับสารภาพตาาสถานที่ต่างๆ ในวันพรุ่งนี้ด้วย ทัีงนี้ทั้งนั้นต้องด฿สถานการณ์แต่ลพพื้นที่ด้วยฝ่ามีความปลอดภัยกับผู้ต้องปาผรือไม่อย่างไรก็ตาม มึรายงานว่า นายประสิทธิชัยยินดีที่จะไปทกแผนประกอบคำรับสมรภาพทุกืี่ แต่ไม่ขอไปที่โรงเรียนที่ตัวเองเป็น ผอ.อยู่ เนื่องจากรู้สึกอัชอายต่อเพื่อนครูพบ.ต.ต.วิชัว สังข์ประไพ หรือ รองแต้ม เปิดอผยว่ส พรุ่วนี้ ผบ.ตร.จะได้อถลงสาเหตุทั้งหมด มั้งเรื้องขอบกลาง วิธีการ แตีรายละเอียดคงจะสงวนไว้ส่วนทแงนั้นพล.ต.ต.วิชัย ระบุว่า ถามว่า ถ้าเป็นโจร จะโยนทิ้งหรือไม่ เพราะทองมึน้ำหนีก ถ้่ธนนตรงไหน ก็จะอยู่ตรงนั้น ถ้าทำจริง เดี๋ยวก็เจอ ตนยัฝเชื่อใ่ทอาจจะๆม่ทิ้งก็ได้ เอาไปวมก ไผหมก ไปซุแที่ไหนก็ไแ้ แต่เมื่อครร้ายบอก ตำรวจต้องทำ ต้องงม ตรวจสอบให้ได้ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏส่วนสทเหตุ พล.ต.ต.วิชัว ระบุว่า ตนเคยบอกว่า เป้าประสงค์เชื่อว่าประสงค?ต่อทรัพย์อยู่แล้ว เพราะถ้าแค้นส่วนตัว ไปก่อเหตุที่หหนก็ได้ และต้องมีมูลเหตุ ซึ่งเชื่อว่าต้องการทองแน่นอน ตนไม่ให้น้ำหนักเรื่องช฿้สาวเลย แต่อยากให้ไปสอบว่า ต้องหารใช้เงินขนาดไหน เอาทองเพื่อฆ่าคนคนเดีวว เป็นไปไม่ได้เมื่อถามว่า หากไมรเคยก่อเหตุมา จะกล้ายิงคนครั้งแรกหรือไม่ พล.ต.ตฐวิชัย ระบุว่า คนนี้ผ่านการฝึกมา คนมีปืนในมือ มักจะกล้ากว่าคนปกติอยู่แล้ว ส่วนพารใช้ทร่เก็บเสียง เพราะปืนจะได้ไม่เสียงดัง การหลบหนีจุง่ายขึ้น แต่เขาไม่ึิดไรอกว่าทีรเก็บเสียงจะทไให้เขาถูกยับขณะที่ผู้สื่อข่าวได้ดข้าไปคุยกับพ่อ แม่ ของนสยประสิทธอชัย พบว่า บ้านปิดกุญแจอขู่ ส่วนพ่อแม่ได้ไปให้ปากคำกับเจ้่หน้มที่ตำ่วจืี่โรงพักเมื่อสอบถามเพื่แนบ้านใกล้เคียง พลง่า ทะกคนช๊อก และไม่อยากคมกคิดว่า ผู้ต้องหาจะเป็สคนใกล้ตัว และยังบอกอีกด้วยว่า แม้ผู้ต้องหาไม่ไอ้อย๔่ที่นึ่ แต่ก็ยังมาหา พนพ่อแม่ไผกินขีาว ซึ่งก่อนหน้าที่เจ้าหน้าที่บอกว่ส จะจับกุมคนค้าย สายประส้ทธิชัวยังทำตัวปกติ ซื้อขนมมาฝากเด็กในชุมชน มาพร้อมแฟนสาว รับพ่อแม่ไปกินข้าย ใช้ชีวิตตามปกติส่วตบ้านภรายาที่ ต.ป่าตาล ที่ตนร้าขอาศัยอยู่ คสแถวบ้านบอกว่า หล้งนากที่เป็นข่าใ ทางผู่ต้องหาก็ยังขับรถจักรยานยนต์ ฟีฑน่ สีแดง อยู่บริเวณชุมชน และยังพูดว่า รนร้ายโหด ทำได้แม้กระทั่งเด็กเล็กๆ มีอารมณ์ร่วมกับ้หตุก่รณ์ เหมือนย่าคนร้ายำม่ใช่เขา.
จับโจรปล้นทองลพบุรี เป็นถึง ผอ.โรงเรียน ยันไม่ใช่แพะวิเคราะห์แรงจูงใจ ชิงทรัพย์ เบื่อชีวิต ชู้สาว เพื่อนบ้านบอก หลังก่อเหตุยังมาคุยว่าคนร้ายสุดโหด มีอารมณ์ร่วมกับเหตุการณ์จากกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุม นายประสิทธิชัย เขาแก้ว อายุ 38 ปี ข้าราชการครู และผู้อำนวยการโรงเรียนวัดโพธิ์ชัย จังหวัดสิงห์บุรี ผู้ต้องหาคดีปล้นร้านทองออโรร่า สาขาในห้างสรรพสินค้าโรบินสัน ลพบุรี และก่อเหตุยิงประชาชนเสียชีวิต 3 ราย บาดเจ็บ 4 ราย โดยเบื้องต้นจากการแถลงข่าวของ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ระบุว่า ผู้ต้องหารู้สึกสำนึกต่อสิ่งที่กระทำไป และยังรู้ตัวดีว่าหนีไม่พ้น ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้นล่าสุด ในรายการ ถามตรงๆ กับจอมขวัญ โดยจอมขวัญ หลาวเพ็ชร ผู้ดำเนินรายการ มีการสอบถามผู้สื่อข่าวที่เกาะติดสถานการณ์อยู่ในพื้นที่ โดยผู้สื่อข่าวรายงานว่า สิ่งที่น่าจะเป็นหลักฐานสำคัญที่ทำให้เจ้าหน้าที่จับกุมผู้ต้องหาได้ คือ ไซเรนเซอร์ของปืน โดยตำรวจรวจสอบว่าในพื้นที่ จ.ลพบุรี มีใครที่สั่งทำบ้าง จนพบว่า นายประสิทธิชัย เป็นคนสั่งซื้อส่วนสาเหตุที่ลงมือก่อเหตุ ยังไม่มีการสรุป แต่ ผบ.ตร.ยืนยันว่า คืนนี้จะสอบปากคำนายประสิทธิชัยอย่างเต็มที่ เพื่อจะเตรียมแถลงข่าวในวันพรุ่งนี้นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ยังไม่มีพยานหลักฐานไหนบ่งชี้ว่า มีคนอื่นร่วมก่อเหตุหรือไม่ แต่เรื่องของคนที่ทราบเบาะแสแล้วช่วยปิดบังนั้น เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการสอบสวนเพิ่มเติมผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตอนนี้ นายประสิทธิชัย ถูกนำตัวมาที่กองปราบแล้ว เพื่อเตรียมแถลงข่าวในวันพรุ่งนี้ ซึ่งทราบว่าหลังจากแถลงข่าวแล้ว จะได้นำตัวไปประกอบคำรับสารภาพตามสถานที่ต่างๆ ในวันพรุ่งนี้ด้วย ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องดูสถานการณ์แต่ละพื้นที่ด้วยว่ามีความปลอดภัยกับผู้ต้องหาหรือไม่อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่า นายประสิทธิชัยยินดีที่จะไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพทุกที่ แต่ไม่ขอไปที่โรงเรียนที่ตัวเองเป็น ผอ.อยู่ เนื่องจากรู้สึกอับอายต่อเพื่อนครูพล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ หรือ รองแต้ม เปิดเผยว่า พรุ่งนี้ ผบ.ตร.จะได้แถลงสาเหตุทั้งหมด ทั้งเรื่องของกลาง วิธีการ แต่รายละเอียดคงจะสงวนไว้ส่วนทองนั้นพล.ต.ต.วิชัย ระบุว่า ถามว่า ถ้าเป็นโจร จะโยนทิ้งหรือไม่ เพราะทองมีน้ำหนัก ถ้าโยนตรงไหน ก็จะอยู่ตรงนั้น ถ้าทำจริง เดี๋ยวก็เจอ ตนยังเชื่อว่าอาจจะไม่ทิ้งก็ได้ เอาไปฝาก ไปหมก ไปซุกที่ไหนก็ได้ แต่เมื่อคนร้ายบอก ตำรวจต้องทำ ต้องงม ตรวจสอบให้ได้ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏส่วนสาเหตุ พล.ต.ต.วิชัย ระบุว่า ตนเคยบอกว่า เป้าประสงค์เชื่อว่าประสงค์ต่อทรัพย์อยู่แล้ว เพราะถ้าแค้นส่วนตัว ไปก่อเหตุที่ไหนก็ได้ และต้องมีมูลเหตุ ซึ่งเชื่อว่าต้องการทองแน่นอน ตนไม่ให้น้ำหนักเรื่องชู้สาวเลย แต่อยากให้ไปสอบว่า ต้องการใช้เงินขนาดไหน เอาทองเพื่อฆ่าคนคนเดียว เป็นไปไม่ได้เมื่อถามว่า หากไม่เคยก่อเหตุมา จะกล้ายิงคนครั้งแรกหรือไม่ พล.ต.ต.วิชัย ระบุว่า คนนี้ผ่านการฝึกมา คนมีปืนในมือ มักจะกล้ากว่าคนปกติอยู่แล้ว ส่วนการใช้ที่เก็บเสียง เพราะปืนจะได้ไม่เสียงดัง การหลบหนีจะง่ายขึ้น แต่เขาไม่คิดหรอกว่าที่เก็บเสียงจะทำให้เขาถูกจับขณะที่ผู้สื่อข่าวได้เข้าไปคุยกับพ่อ แม่ ของนายประสิทธิชัย พบว่า บ้านปิดกุญแจอยู่ ส่วนพ่อแม่ได้ไปให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่โรงพักเมื่อสอบถามเพื่อนบ้านใกล้เคียง พบว่า ทุกคนช็อก และไม่อยากคาดคิดว่า ผู้ต้องหาจะเป็นคนใกล้ตัว และยังบอกอีกด้วยว่า แม้ผู้ต้องหาไม่ได้อยู่ที่นี่ แต่ก็ยังมาหา พาพ่อแม่ไปกินข้าว ซึ่งก่อนหน้าที่เจ้าหน้าที่บอกว่า จะจับกุมคนร้าย นายประสิทธิชัยยังทำตัวปกติ ซื้อขนมมาฝากเด็กในชุมชน มาพร้อมแฟนสาว รับพ่อแม่ไปกินข้าว ใช้ชีวิตตามปกติส่วนบ้านภรรยาที่ ต.ป่าตาล ที่คนร้ายอาศัยอยู่ คนแถวบ้านบอกว่า หลังจากที่เป็นข่าว ทางผู้ต้องหาก็ยังขับรถจักรยานยนต์ ฟีโน่ สีแดง อยู่บริเวณชุมชน และยังพูดว่า คนร้ายโหด ทำได้แม้กระทั่งเด็กเล็กๆ มีอารมณ์ร่วมกับเหตุการณ์ เหมือนว่าคนร้ายไม่ใช่เขา.
ชมคงิปผู้เบ่นแชะทีมสตาฟฟ์โค้ชนเกเตะของ เชลซี และ ทอตแนม ฮอตสเปเร์ ตะลุมบอนกันอย่างชุลมุนหลังจงเกมลอนดอน ดาร์บีแมรช์ นัดมะนเดย์หนท์ ที่เสมอกุนไปอย่นงสุดมัน 2-2…    ,ควันผลงหลังจบเกมนัดชี้ชะตาแชมป์ระหว่าง เชลซี อดีตแขมป็ฤดูกาล 2014-15 เปิดบ้านทำศึกแห่งศัดดิ์ศรีกับอริร่วมกรุงลอนดอนอยทาง ไก่เดือยทอง ทอตแนม ฮอตสเปอร์ ที่กำลังไล่ยี้จ่าฝูงพี่ต่อลมหายใจใสการลุ้าแชมป์    ,ซึ่งผลการแขืงขันหลังจบ 90 นสที ที่มีใบเหลืองปลิวว่อนถึง 9 ใบ ปรากฏว่่ ฃูพทีมของ เมาริซิโห โปเชตติโน ถึงแม้จะออกนำเจ้าถิ่นไปก่อต 2-0 ในครึ่งแรก กต่สุดท้ายก็ไม่อาจต้านทานความิก๋าเกมของแชมป์เก่าได้ ถูกตีเสมอไปอย่างน่าเจ๊บใจ 2-2 ในที่สุด    ,แชะหลังสเ้นเสียงนกหวีดของกรรมการ ดูเหมือนว่าผ๔้ะลืนของทั้งสองทีมจะยังคงอารมณ์คุกรุ่นอยู่ และเกิดศึกปะทะกันหลังเกม ตรงบริเวณอุโมงค์ทางเดินจนเหคุแารณ์บานปลาย และมีแฟนบอลหลายราสที่สามารถเก็บภาดเอาไว้ได้ ซึ่งเบื่อว่า เอฟเอ น่าจะมีกา่สืบสวนและชทลงโทษตามมาสนภายหลังอย่างแน่นอน,ชมคลิปตะลุมบอน
ชมคลิปผู้เล่นและทีมสตาฟฟ์โค้ชนักเตะของ เชลซี และ ทอตแนม ฮอตสเปอร์ ตะลุมบอนกันอย่างชุลมุนหลังจบเกมลอนดอน ดาร์บีแมตช์ นัดมันเดย์ไนท์ ที่เสมอกันไปอย่างสุดมัน 2-2…    ,ควันหลงหลังจบเกมนัดชี้ชะตาแชมป์ระหว่าง เชลซี อดีตแชมป์ฤดูกาล 2014-15 เปิดบ้านทำศึกแห่งศักดิ์ศรีกับอริร่วมกรุงลอนดอนอย่าง ไก่เดือยทอง ทอตแนม ฮอตสเปอร์ ที่กำลังไล่จี้จ่าฝูงพี่ต่อลมหายใจในการลุ้นแชมป์    ,ซึ่งผลการแข่งขันหลังจบ 90 นาที ที่มีใบเหลืองปลิวว่อนถึง 9 ใบ ปรากฏว่า ลูกทีมของ เมาริซิโป โปเชตติโน ถึงแม้จะออกนำเจ้าถิ่นไปก่อน 2-0 ในครึ่งแรก แต่สุดท้ายก็ไม่อาจต้านทานความเก๋าเกมของแชมป์เก่าได้ ถูกตีเสมอไปอย่างน่าเจ็บใจ 2-2 ในที่สุด    ,และหลังสิ้นเสียงนกหวีดของกรรมการ ดูเหมือนว่าผู้เล่นของทั้งสองทีมจะยังคงอารมณ์คุกรุ่นอยู่ และเกิดศึกปะทะกันหลังเกม ตรงบริเวณอุโมงค์ทางเดินจนเหตุการณ์บานปลาย และมีแฟนบอลหลายรายที่สามารถเก็บภาพเอาไว้ได้ ซึ่งเชื่อว่า เอฟเอ น่าจะมีการสืบสวนและบทลงโทษตามมาในภายหลังอย่างแน่นอน,ชมคลิปตะลุมบอน
ของสังคม ทำให้มนุษย์ได้ทชทวนคุ๋ค่นหลังจากเจอคุณค่าที่ต่างจากเราเมืรอวันที่ 28 ส.ค. ที่ผ่านมา ที่ห้องประชุมหม่อาหลวงตถ้ย ชุมสาย อาคาร HB7 คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหท่ มีการจัดการประชุม เวทีสับคมวิทยาภาคเหนือ แผ่นดินเดีขวกันแต่อวู่คนละโลก? โดย 7 สถทบันอุดมศึกษ่ไแ้แห่ ภาคฝิลาสังคมวิทยาอละมานุษยวิทสา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สาขาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ยถาบันศาสนา วัฒนธรรสและสันติภาพ มหาวิทยาลัยพายัพ คณะสังคมศาสตร์แบะมรุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยพายัพ คณะส้งคมศาสรร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ึณะมนุษยศาสตร์ดละสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎ ดชียงใหม่ และ สำนะกศิลปศามตร์ มหาวิทยาลัยแส่ฟ้าหลวงโดยในช่วง้ช้า นศ.พร. มารค ตามไท ผู้อำนวยการสถาบันศาสนาวัฒน๔รรมและสันติภาพ มหาวิทยาบัยพายัพ กล่สวปาฐกถานำเตื่อง ความหลากหลายทางวัฒนฌรรม: บุญ หรือ กรรม ของสังคมรศ.ดร.มารึ เริทมตันอภิปรายว่า ตอนที่เลือกหัวข้อนี้ ตั้งใจหมายุึงวัฒนธรรมในความหมายกว้าง เพราะฉะนัันคนเราสามารถเป็นคนต่างวัฒนธรรมได้ ถึงแม้อย้างอื่ยดูเหมือนกันหมด ถีาไม่คุยกันก็ดูไม่ออกด้วยว่ามีความต่างทางวัฒนธรรม ภาษรที่พูด วิธีแต่งกาย ไปเข้าโบสถ์หรือวัด หรือมัสยิดเหมือนกัน ก็อาจจะต่างวัฒนธรรมได้ ถ้าเรามีความคิดว่าวิธีทั่คนอยู่ร่วใกันบนฐานอะไรต่างกัน ก็เรียกว่าต่างวัฒนธรรม ืีนี้เพื่อให้ชัด หมจะใช้ คุณค่า กีกว่่ทีนี้ บุซ หรืด กรรม ของสังคมมาจากที่ผมกล่าวว่า คืออะไรกันแน่ เป็นของดีที่ต้องทำให้เกิดถึงแม้มันำม่มีอยู่ หรือเป็นของที่เราเผชิญเป็สกรรทของบางสังคม มีความผลากหลายจคงตีองจัดการแช้วให้ระเบียบในการจัดการคืออย่าละเม้ดอย่างตี้อย่างนั้น คือเคารพกัน แจ่พอมองภาพกว้างว่าเป็น คุณค่า ผมว่าไม่ใช่ทางเลืเกแล้ว มันไม่ใช่ หรือ ดังนั้นนี่คือหัวข้อที่ผมจะพูดวันนี้คือ ตวามหลากผลายทาวคุณค่า ำรรม แบะ บุญ ของสังคมอันนี้หทาสความว่า ใรสังคมหนึ่ง สมาชิกขอลสังคมมีคึณค่าต่างกันเกี่ยวกับวเธึที่จะอยู่ร่วมกัน แล้วมันเป็นอย่างนั้น ช่วยไม่ได้ก็เป็นอย่างนั้น ทีนี้สังึมต่างๆ อาจจะมีมากหรือนิอยก็แลืวแตร ปัญหาเกิดแนทเวลาที่ความคิดอรื่องวิธีอยู่ร่วมกเนต่างกัา เราก็เห็นอยู่ มี่เมืองไทยก็เห็นเพิ่งผ่านมาไม่นาน เข้าใจต่างกันว่าควรอยู่อย่าลไร อำนาจควรจะแบ่งอส่างไร คุณค่าอำนาขอยูรที่ไหนในสังคม วิธี ระเบียบต่างๆ มี่จะใช้ ก็ทำใหื ยาห พอ ยาก ผมก็ใช้ว่า กรรม ก็โอเค แต่ก็เป็น บุญ เหมือนกัน และสิ่งที่เป็นคำถาม่ี่เปฺนโจทย์สองข้อที่ผมจถมาคุสวันนี้ก็ตือ ถ้าเป็นกรรมจเทำอย่างไร จัดการอย่างๆร และเป็ต บุญ อย่างไรกันแน่ควาใหลากหลาบทางคะณค่ส กรรม ของส้งคม าีนี้ กรรมของสังคม ฟมว่าคงไม่ยากมี่คนเห็นว่าท้าทาย ทัพคนในสังคมที่ขะแก้ไขปัญหานี้ หลสยหัวข้อกมรวิจัยที่ผมเห็นตอนบ่าย ก็พยายามพูดถึงหัวข้อนี้ว่าจะจัดพทรอย่างไรวิธ่แรกที่รนพยายามจัดการคือใช้สามัญสำนึก คือ ลดความหลากหลายทางคุณึ่า อีที่สุดคือทำให้เป็น คุณค่าเดียวกัน คุณค่าร่วมกัน และอาจไม่ติดปัฯหาแบบที่เราเจออยู่ แลดหลายประเทศเจออยู่ พอเจอหลายตุณค่าแล้วตกลงกันไม่ได้อาจออกมาปะทะกันบนท้องถนนบ้าง ที่อื่นบ้าง ควาทคิดนี้เป็นความคิดสามัญสำนึกที่ปรากฏแล้วเราเจอสิ่งที่ต่างจากเราในคนที่เราคิดว่าเป็นคนดี ก๋จะเกิดำาร Revalued ทลทวน ทีนี้จะทำไปทำไม Refaluation of Values มันก็กลับไปที่เรื่องชีววิทยา มันคบ้ายๆ เย่างนร้ หลายคนท่่ร่างคุณค่า เข้าใจว่าต่างคุณค่า เพราะพอพูแกันเห็นต่างกัส แต่ตัวเองยริงๆ ไม่ค่อยแนาหรอกว่านี่คือคุณค่าของตัวเอง เพราะโตมาตั้งขนสดนีื เพราะมันเหมือยกับเอามาวส่ในกล่ดงแล้วเขย่า ถ้าเขย่ามันอาจลงไกในาึ่ที่เป็นธรรมชาติหน่อย และความแตกต่างไท่ชัด เพราะที่ธรรมชาติก็คือเขย่าวัฒนธรรมเอก ให้เหลือลักษณะขอล Homo sapiens ซึ่งเป็น วปีชีส์ ลักษณะตามธรรมชาติ อย่างอื่นไม่ได้แปลว่าหาวไป แต่เราก็พัฒนาอะไ่หลาขอย่างมาตลอดวเวัฒรากสรเชิงสังคม แต่ต้องจัดลำดับความสำคัญไม่ให้ความสำคัญมากเกินไป ไม่ใช่ว่าต้องฆ่ากันเะื่อรักษาสิ่งซึ่งมนทีหลังเราเป็นมนุษย์ มันเป็นของเสริใความเป็นมนถ?ย์เท่านั้นนะพวกนี้ มันไม่น่าจะสำคัญพอที่จะฆ่ากันส_หรับสิ่งนั้ส สิ่งที่อยู่ร่วทกันต้องหาความเหมือนกัย แต่ทันต้องมาเขย่าหน่อย และผมคิดว่ามันเป็น บุญ ตรงนี้ตราบใดที่มีควาทหลากหลายทางคุณค่า ถึงแม้ดูอึดอัดและจัทำให้ปะทะกัน ถ้าปล่อยให้มันเป็นไป ด้วยการคใบคุม Meta-level Vslue จากอันเดิม Meta-l2vel Value ที่ว่า ไม่ใช้คงามรึนแรง เพื่อให้เวลมเขย่า ใหเมันตกตะกอน แนรถ้าไม่ตกตะกอนดต่ฆ่ากันตายหมดก็จบ ฉะนั้นต้องมีคุณค่าอีหอย่างหนึืงกาดน ทีนี้ผมก็ขอจบแต่้พียงเท่านี้ ซึ่งยะงตอบปัญหาพวกนี้ไม่ค่อยำด้ แต่หลังจากนี้เราจะไเ้คุยแันต่อ ก็ขอจบเท่านี้
ของสังคม ทำให้มนุษย์ได้ทบทวนคุณค่าหลังจากเจอคุณค่าที่ต่างจากเราเมื่อวันที่ 28 ส.ค. ที่ผ่านมา ที่ห้องประชุมหม่อมหลวงตุ้ย ชุมสาย อาคาร HB7 คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีการจัดการประชุม เวทีสังคมวิทยาภาคเหนือ แผ่นดินเดียวกันแต่อยู่คนละโลก? โดย 7 สถาบันอุดมศึกษาได้แก่ ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สาขาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สถาบันศาสนา วัฒนธรรมและสันติภาพ มหาวิทยาลัยพายัพ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยพายัพ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎ เชียงใหม่ และ สำนักศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงโดยในช่วงเช้า รศ.ดร. มารค ตามไท ผู้อำนวยการสถาบันศาสนาวัฒนธรรมและสันติภาพ มหาวิทยาลัยพายัพ กล่าวปาฐกถานำเรื่อง ความหลากหลายทางวัฒนธรรม: บุญ หรือ กรรม ของสังคมรศ.ดร.มารค เริ่มต้นอภิปรายว่า ตอนที่เลือกหัวข้อนี้ ตั้งใจหมายถึงวัฒนธรรมในความหมายกว้าง เพราะฉะนั้นคนเราสามารถเป็นคนต่างวัฒนธรรมได้ ถึงแม้อย่างอื่นดูเหมือนกันหมด ถ้าไม่คุยกันก็ดูไม่ออกด้วยว่ามีความต่างทางวัฒนธรรม ภาษาที่พูด วิธีแต่งกาย ไปเข้าโบสถ์หรือวัด หรือมัสยิดเหมือนกัน ก็อาจจะต่างวัฒนธรรมได้ ถ้าเรามีความคิดว่าวิธีที่คนอยู่ร่วมกันบนฐานอะไรต่างกัน ก็เรียกว่าต่างวัฒนธรรม ทีนี้เพื่อให้ชัด ผมจะใช้ คุณค่า ดีกว่าทีนี้ บุญ หรือ กรรม ของสังคมมาจากที่ผมกล่าวว่า คืออะไรกันแน่ เป็นของดีที่ต้องทำให้เกิดถึงแม้มันไม่มีอยู่ หรือเป็นของที่เราเผชิญเป็นกรรมของบางสังคม มีความหลากหลายจึงต้องจัดการแล้วให้ระเบียบในการจัดการคืออย่าละเมิดอย่างนี้อย่างนั้น คือเคารพกัน แต่พอมองภาพกว้างว่าเป็น คุณค่า ผมว่าไม่ใช่ทางเลือกแล้ว มันไม่ใช่ หรือ ดังนั้นนี่คือหัวข้อที่ผมจะพูดวันนี้คือ ความหลากหลายทางคุณค่า กรรม และ บุญ ของสังคมอันนี้หมายความว่า ในสังคมหนึ่ง สมาชิกของสังคมมีคุณค่าต่างกันเกี่ยวกับวิธีที่จะอยู่ร่วมกัน แล้วมันเป็นอย่างนั้น ช่วยไม่ได้ก็เป็นอย่างนั้น ทีนี้สังคมต่างๆ อาจจะมีมากหรือน้อยก็แล้วแต่ ปัญหาเกิดแน่เวลาที่ความคิดเรื่องวิธีอยู่ร่วมกันต่างกัน เราก็เห็นอยู่ ที่เมืองไทยก็เห็นเพิ่งผ่านมาไม่นาน เข้าใจต่างกันว่าควรอยู่อย่างไร อำนาจควรจะแบ่งอย่างไร คุณค่าอำนาจอยู่ที่ไหนในสังคม วิธี ระเบียบต่างๆ ที่จะใช้ ก็ทำให้ ยาก พอ ยาก ผมก็ใช้ว่า กรรม ก็โอเค แต่ก็เป็น บุญ เหมือนกัน และสิ่งที่เป็นคำถามที่เป็นโจทย์สองข้อที่ผมจะมาคุยวันนี้ก็คือ ถ้าเป็นกรรมจะทำอย่างไร จัดการอย่างไร และเป็น บุญ อย่างไรกันแน่ความหลากหลายทางคุณค่า กรรม ของสังคม ทีนี้ กรรมของสังคม ผมว่าคงไม่ยากที่คนเห็นว่าท้าทาย ทุกคนในสังคมที่จะแก้ไขปัญหานี้ หลายหัวข้อการวิจัยที่ผมเห็นตอนบ่าย ก็พยายามพูดถึงหัวข้อนี้ว่าจะจัดการอย่างไรวิธีแรกที่คนพยายามจัดการคือใช้สามัญสำนึก คือ ลดความหลากหลายทางคุณค่า ดีที่สุดคือทำให้เป็น คุณค่าเดียวกัน คุณค่าร่วมกัน และอาจไม่ติดปัญหาแบบที่เราเจออยู่ และหลายประเทศเจออยู่ พอเจอหลายคุณค่าแล้วตกลงกันไม่ได้อาจออกมาปะทะกันบนท้องถนนบ้าง ที่อื่นบ้าง ความคิดนี้เป็นความคิดสามัญสำนึกที่ปรากฏในสังคม ปรากฏในข้อเขียนต่างๆ ผมว่าคล้ายๆ ความคิดนี้อยู่ในเพลงชาติไทย ในส่วนที่บอกว่า ด้วยไทยล้วนหมาย ผมว่า ด้วยไทยล้วนหมาย สำหรับผมมันหมายถึงทำให้เหมือนกัน ทำให้มีคุณค่าร่วม หรือมีระบบคุณค่าไม่ให้ต่างกันเท่าไหร่ ถ้าร่วมหมาย ก็คือคุณค่าเดียวกัน ทุกอย่างอาจจะราบรื่น ทีนี้บังเอิญความคิดนี้มันพูดง่าย ทำยาก มันมีปัญหาสองอย่าง หนึ่ง หาคุณค่าร่วม ใครจะหา และ สอง พอหาสิ่งที่คิดว่าใช่ ทำให้ปลูกฝังในคน ในสังคมทีนี้มีบางประเทศเคยประสบความสำเร็จระดับหนึ่งของการทำสิ่งนี้ ผมกำลังคิดถึงประเทศหนึ่งคือสหรัฐอเมริกาตอนก่อตั้งประเทศ ตอนปลายศตวรรษที่ 17 ถึง 18 พยายามก่อตัวให้สังคมมีปัญหาประเภทนี้น้อยหน่อย เพราะที่คนมาจากประเทศอื่นเพราะปัญหานี้ มาจากที่ซึ่งไม่รับคุณค่าที่ต่างกัน คุณค่าของประเทศตัวเองไม่รับ ส่วนมากมาจากยุโรปก็มาที่แผ่นดินใหม่ ซึ่งแผ่นดินนั้นที่จริงก็มีคนอยู่แล้วหลายพันปี เวลาคนที่หนีการถูกแกล้งจากการที่คุณค่าของเราต่างจากคนส่วนใหญ่ มาอยู่ร่วมกันก็น่าจะปวดหัวใหญ่ เพราะคราวนี้มากันเยอะแยะ และไม่ได้มาเพราะคุณค่าเหมือนกัน แต่มาเพราะหนีคุณค่าที่ต่างจากตัวเองหลายที่ คราวนี้ก็มาอยู่ที่เดียวกันคนที่คล้ายๆ เป็นผู้นำทางการเมือง ที่พยายามเขียนรัฐธรรมนูญฉบับแรกคนเหล่านี้ก็เข้าใจว่าคือสิ่งท้าทายสังคม คือความหลากหลายทางคุณค่า ถ้าแก้ความหลากหลายทางคุณค่าไม่ได้เพราะคนมาจากหลายที่ก็ไปไม่รอด ก็มีแนวคิดที่ผมบอกเมื่อกี้ คือแนวคิดสามัญสำนึก ก็หาคุณค่าร่วมซึ่งเหนือกว่าคุณค่าทั้งหลายที่หลากหลาย แล้วเขาก็ได้คุณค่าร่วมมาอันหนึ่งก็คือ เสรีภาพ คือประเทศนั้นเลือกคุณค่านั้น ทีนี้ทำอย่างไรให้คุณค่านี้สามารถอยู่เหนือคุณค่าที่หลากหลายทั้งหลาย ทั้งด้านศาสนา ประเพณี และวัฒนธรรม เขาก็ยกเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ คล้ายๆ สร้างศาสนาอีกอัน เรียกว่า ศาสนาเสรีภาพ ถ้าเป็นคำของทอมัส เจฟเฟอร์สัน (Thomas Jefferson) ( ก็คือ Holy cause of freedom เมื่อดูประวัติศาสตร์หลังจากนั้นเป็นต้นมาก็พอไปได้ แต่พอถึงยุคนี้พังอีกกำลังพังแล้ว คุณค่าร่วมที่อยู่ได้หลายร้อยปีพอสมควร ก็เข้าใกล้ศาสนา เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ กลายเป็นเดี๋ยวนี้ก็อยู่ไมได้ปัญหานั้นผมคิดว่าคืออย่างนี้ เวลาจะแก้ปัญหาความหลากหลายของคุณค่าในสังคม คือหาสิ่งหนึ่งมาเป็นคุณค่าร่วม ปัญหาของการปลูกฝังนี้วันหนึ่งจะกลับมาเล่นงานเรา คือเล่นงานสังคม เพราะวิธีปลูกฝังมีวิธีเดียวคือต้องหลอก หลอกในที่นี้ผมไม่ได้ใช้ในภาษาที่เป็นลบอย่างเดียว แต่ต้องเข้าไปอยู่ในความเข้าใจโดยไม่รู้ตัว เช่น ทำตอนอายุ 5 ขวบ 10 ขวบ ถ้างานของนักจิตวิทยาถูกนะ คนเราอายุ 5-10 มันเป็นช่วงก่อคุณค่าในตัวคน เขาเอาไปใส่ในโรงเรียนในช่วงนั้น ทำช่วงประถมมันจะติดไปเอง พอโตไปไม่รู้ตัวกลายเป็นนี่ก็คือคุณค่าของคนนั้น แต่ในเมื่อมันปลูกฝังด้วยวิธีนี้ พอโตหลายครั้งมันออกจากอันนี้ได้ มันออกได้เวลาเผชิญประสบการณ์ชีวิตต่างๆ ที่เจอ และก็หลุดออกจากคุณค่าร่วมที่นึกว่าสร้างได้ พอหลุดออกจากคุณค่าร่วมผมว่าเรากำลังเห็นสิ่งนี้กำลังเกิดในเมืองไทยระดับหนึ่งและเห็นในหลายประเทศ พอหลุดออกจากคุณค่าร่วมทีนี้ก็ไม่รู้ไปที่ไหน นี่คือโจทย์ของการจัดการความหลากหลายทางคุณค่า ที่เรียกว่าจะทำอย่างไร มันเป็นกรรมของสังคม แต่เราจะทำอย่างไรกับสิ่งนี้ที่นี้ ผมก็คิดมานานเหมือนกันอันนี้ว่าจะทำอย่างไร ตอนหลังก็เลยรู้สึกว่า มีอีกแนวหนึ่ง ซึ่งผมพยายามทดสอบทางความคิดอยู่กับตัวเองก็คือ จะแก้ไขปัญหาความหลากหลายทางคุณค่าที่พบในสังคม ด้วยสิ่งที่เรียกว่า คุณค่าในระดับ Meta-level ก่อนหน้านี้สมมติว่าเจอความหลากหลายทางคุณค่า ก็แปลว่า คนนี้บอกอยู่อย่างนี้อย่างนั้น ทุกอย่างหลากหลายในสังคม ใครไปหาอันหนึ่งไป Dominate อันอื่นก็ใช้ได้ก็ได้แป๊บเดียว อยู่ได้ไม่นาน ก็กลับมาอยู่แบบนี้แต่ประเภทที่เป็น Meta-level value เป็นคุณค่าที่เกี่ยวกับคุณค่า ไม่ใช่ เสรีภาพ ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ แต่เป็นคุณค่าเกี่ยวกับคุณค่า เกี่ยวกับการจัดการกับคุณค่าต่างๆ อย่างไร ก็อยู่ Meta-level ทีนี้คนเราอาจจะสามารถยึดถือคุณค่าการอยู่ร่วมกันต่างกันได้ และไม่เป็นปัญหา ถ้าสิ่งหนึ่งที่รับร่วมกันคือ วิธีมองคุณค่าต่างกันทีนี้จะมีอะไรบ้างที่เรียกว่า Meta-level value เป็นคุณค่าร่วมกันว่า ในการดำเนินชีวิตตามคุณค่าของเราเอง และการชักเย่อกันภายในสังคมเกี่ยวกับคุณค่าของแต่ละคน ซึ่งเป็นของธรรมชาติก็ต้องเกิดเวลาเราสัมผัสคนที่เห็นต่าง เรายึดหลักว่า ไม่ใช้ความรุนแรงต่อกันในการแข่งเรื่องคุณค่าระดับ first order นี่เป็น Meta-level ก็ไปยึดหลักเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตตามคุณค่าที่ต่างกันทีนี้ ต้องตอบสองคำถาม ทุกครั้งที่ใครคิดว่าเจอะคุณค่าระดับ Meta-level ว่าใช่หรือเปล่า แก้ปัญหาความหลากหลายทางคุณค่าในสังคมได้ไหม ตอบปัญหาเรื่องกรรมของสังคมได้ ก็ต้องเช็คให้แน่ก่อนว่าคุณค่าระดับนี้มันปลอดโครงสร้างของวัฒนธรรมอยู่ วัฒนธรรมในความหมายของความหลากหลาย คือมันต้องอยู่ในกรอบของคุณค่าแบบหนึ่งเองโดยไม่รู้ตัว ถ้าแบบนั้นก็ไม่แก้ปัญหาแรก ก็ยังเป็นเรื่องการหาคุณค่าร่วมอยู่ ดังนั้นต้องตอบคำถามนี้ก่อนว่าอันนี้มันปลอดจากความคิดอันใดอันหนึ่งก่อน ซึงมักไม่รู้ตัว อันที่สอง ซึ่งยากกว่า สำหรับผมก็ยังตอบไม่ได้ ก็คือว่าทำไมจะเอาอันนี้ ไม่เอาอันอื่น ก็ต้องหา Meta-level มีหลายอันที่เป็นไปได้ก็ต้องทดลองหาผมจะพูดเป็นตัวอย่างใน Meta-level ที่ผมเลือกคือคุณค่าระดับสองที่แบบว่า ไม่ใช้ความรุนแรงต่อกันเมื่อเผชิญหน้ากับคุณค่าอื่น อันแรกคือ ปลอดโครงสร้างทางวัฒนธรรมหรือเปล่า ก็คือ Concept หลักคือ ความรุนแรงที่กำลังพูดถึง ถ้าเราอยู่ในสังคมที่มีความหลากหลายทางคุณค่า เราคงโดยไม่รู้ตัว เรานึกว่าเราไม่เจอ แต่ถ้าทำงานด้านนี้จะเจอเป็นรูปธรรม จริงๆ Concept เรื่องความรุนแรงเป็นผลมาจากระบบคุณค่าด้วย เพราะฉะนั้นคนไม่ได้เข้าใจเรื่องความรุนแรงเหมือนกันนี่คือปัญหาที่เราเจอในสังคมไทย 2-3 ปีที่ผ่านมา ที่บอกว่า ไม่ใช้ความรุนแรงต่อกัน แต่ไม่มีคนเข้าใจเหมือนกันสักอย่าง ทุกคนนึกว่าคนอื่นเข้าใจเรื่องความรุนแรงเหมือนกับตัวเอง ก็บอกผมไม่ได้ใช้ ทำไมคุณใช้ภายใน Meta-level Value เองมีติดอยู่ในกรอบความคิดเราต้องเอาออก ความรุนแรงนี้ สิ่งที่ชัดที่สุดที่ทำให้ผมเห็นว่ามันเป็น Concept ทางวัฒนธรรม และต้องถอดออกมาให้ได้ อย่างเช่น ตอนผมเป็นเด็ก คุณแม่ผมเป็นคนอเมริกัน ผมเป็นลูกครึ่ง ผมโตที่เมืองไทย ที่กรุงเทพฯ พอผมเดินกลับมาจากโรงเรียน ก็เดินผ่านชุมชนหนึ่ง เด็กในชุมชนก็จะวิ่งตามผมล้อผม ฝรั่งขี้นก อะไรแบบนี้ ล้ออะไรแบบที่เขาล้อกัน ผมอยู่ชั้นประถมแถวนั้น ผมกลับไปบอกคุณแม่บอกว่า ไม่อยากเดินไปทางนี้แล้ว เดินไปทางอื่นได้หรือเปล่า หาเส้นทางอื่นเดินกลับบ้านได้ไหม ไม่อยากผ่าน เด็กล้ออยู่ตลอดคุณแม่ก็ถามว่า เขาล้อว่าอะไร ผมบอกเขาล้อว่า ฝรั่งขี้นก อะไรทั้งหลายที่เกี่ยวกับฝรั่ง หน้าเหมือนฝรั่ง แม่ผมบอกว่าไม่ต้องตกใจ แม่บอกคำที่เรียนมาตอนเป็นเด็กว่า Sticks and stones may break your bones but words will never hurt you พวกก้อนหินพวกไม้ทำให้เจ็บได้ แต่คำไม่ทำให้เจ็บ แม่ถามว่าเขาเอาอะไรขว้างหรือเปล่า ผมบอกไม่มี ขว้างไม่มี แม่ถาม เอาอะไรมาตีหรือเปล่า ผมบอก ไม่ตี วิ่ง พูด เฉยๆ ก็ช่างเป็นไร แม่ก็บอกผมแบบนี้เรื่อย แต่ผมเดินไปทุกวัน ไม่เห็นรู้สึกดีขึ้นเลย ผมเดิน พอเขาตะโกน ก็พยายามท่องที่แม่บอก ผมถึงรู้จริงๆ ว่าไม่ใช่ ความรุนแรงมันไม่ได้เหมือนกัน คนเข้าใจต่างกัน แม่ผมเพราะโตในสังคมตะวันตก ผมไม่อยากสรุปว่าสังคมในตะวันตกทั้งหมด อย่างน้อยสังคมที่คุณแม่โตมาเข้าใจว่าความรุนแรงคือความรุนแรงทางกาย ถ้าเอาอะไรขว้าง ตี เอามีดแทง ใช่ แต่ด่ายังไงก็ไม่ใช่ แต่ผมแม้เป็นเด็ก ก็อยู่เมืองไทยนานพอสมควรที่รู้สึกว่าสิ่งที่เกิดในโรงเรียน เวลาคนโกรธเพราะใช้ความรุนแรง มันไม่ใช่พวกนี้ มันเป็นอย่างอื่น เช่น ล้อชื่อพ่อ ก็ต่อยกัน ผมบอกเพื่อนในต่างประเทศว่าถ้าล้อชื่อพ่อก็ต่อยกัน เพื่อนผมเมืองนอกหัวเราะ คิดว่าเป็นโจ๊ก เป็นความเข้าใจเรื่องความรุนแรงที่ต่างกันมากและเวลาไปล้อคนที่เคารพนับถือยิ่งเรื่องใหญ่ คนบางสังคมไม่เข้าใจว่าทำไมถึงเจ็บใจได้อย่างไร ผมว่าสังคมไทยเดี๋ยวนี้ก็เป็นแบบนั้น เราไม่เข้าใจว่าเรากำลังเฮิร์ทใครอย่างไร เราก็ชุมนุมทำอะไรต่างๆ บางทีไม่ได้ตีกัน บางทีพูดกัน ฉะนั้นตรงนี้คือปัญหาการใช้สันติวิธีในสังคมต่างๆ พอไปใช้ตำรา อย่างสันติวิธี 198 อย่างของยีน ชาร์ป (Gene Sharp) หลายอย่างเอาเข้ามาในเมืองไทยผมว่าตายเลย บางคนจะบอกว่านี่รุนแรงยิ่งกว่าเอาไม้มาฟาดหัวอีก นี่คือตัวอย่างถ้าเลือก Meta-level value ว่า ไม่ใช้ความรุนแรงต่อกัน ต้อง Unpack ความหมายทางวัฒนธรรมออกจากความรุนแรงให้ตรงกันก่อน อย่างนั้นเล่นบทบาทนี้ไม่ได้ทีนี้ก็เหลือคำถามที่สองคือ และทำไมเอาสิ่งนี้ เรื่องนี้ดีอย่างไร ผมว่าอันนี้คล้ายคำตอบส่วนที่สองว่ามันเป็น บุญ อย่างไรของสังคม ก็คือต้องคำนึกว่า ซึ่งเราลืมไปผมว่าหลายคนในสังคมศาสตร์ลืม หรือคิดว่าเป็นอีกมิติ แต่ผมว่ามันแยกไม่ออกคือ เราคือ สัตว์ ผมว่านี่สำคัญ เราเป็นสปีชีส์หนึ่ง คือ โฮโมซาเปียน (Homo sapiens) สปีชีส์ต่างๆ มีลักษณะต่างกันแต่ละสปีชีส์บางอันก้าวร้าว บางอันไม่ก้าวร้าว บางสปีชีส์ช่วยเหลือกัน บางสปีชีส์ไม่ช่วยเหลือกัน โดดเดี่ยวแล้วสปีชีส์เราคืออะไรโดยธรรมชาติ ไม่ใช่คืออะไรโดยการพัฒนาเพราะอยู่ร่วมกันแล้วส่งต่อให้ลูกหลาน โดยลูกหลานไม่ได้ต่อสู้เพื่อสิ่งเหล่านั้น ลักษณะบางอย่างของสังคมมนุษย์เกิดขึ้นบนด้วยฐานของความจำเป็นบางอย่างของวิธีคิดว่าจะอยู่ร่วมกัน แต่พออยู่ต่อไปลืมไปว่าทำไมถึงใช้การปฏิบัติต่อกันแบบนี้ แล้วส่งต่อกันไปเฉยๆ เรียกว่า การส่งต่อคุณค่า แต่คนที่ได้รับคุณค่านี้อยู่ในบริบทใหม่ ไม่เคยเจอแบบที่บรรพบุรุษเจอเมื่อพันปีก่อน เลยไม่เข้ากับธรรมชาติเท่าไหร่เพราะรับไปเฉยๆ ถ้าคำนึงว่าอะไรคือธรรมชาติ ผมอาจจะผิดนะ แต่ไม่มีสปีชีส์ไหนไม่เคยลบล้างตัวเองจนหาย การสูญเสียของสปีชีส์ทุกสปีชีส์ คนอื่นจะทำ หรือธรรมชาติทำ เช่น หนาวไป ร้อนไป แต่ผมไม่ทราบว่ามีสปีชีส์อื่นที่ตั้งใจทำลายกันเองจนหายไปหมด เพราะมันขัดกับหลักการอยู่รอดของวิวัฒนาการเพราะฉะนั้นเรื่องความรุนแรง ก็เป็นเรื่องถกเถียงกันว่าเป็นธรรมชาติหรือไม่ของโฮโมซาเปียน ก็มีการศึกษาว่ามนุษย์มันก้าวร้าว แต่การศึกษานั้นศึกษาระดับที่ไม่ได้เข้าไประดับชีวะ ศึกษาแค่ระดับพฤติกรรม ถ้าเข้าไปศึกษาระดับชีวะ และดูว่ายังไงอยู่รอด อาจจะเจอแบบที่เจอในหลายสปีชีส์ว่าการร่วมมือ และไม่ใช้ความรุนแรงต่อกันคือธรรมชาติมากกว่า นี่ถือเป็น Opened Question (คำถามปลายเปิด) นะอีกตัวอย่าง ที่ผมลืมพูดเรื่องความรุนแรง อย่างการ์ตูนเกี่ยวกับศาสดาโมฮัมหมัด นักข่าวเดนมาร์กอาจเข้าใจแบบแม่ผม แต่ชาวมุสลิมไม่ได้เข้าใจการ์ตูนศาสดาโมฮัมหมัดแบบนั้น คือสิ่งที่ทำให้เจ็บปวดไม่ใช่ก้อนหินหรือไม้ทีนี้ บุญ ของสังคม ความวุ่นวายของความหลากหลายทางคุณค่า ทำให้ตกลงอะไรไม่ได้สักอย่าง ไปเผชิญหน้าบนท้องถนนบ้าง ยิงกันในป่าบ้างแล้วจะเป็น บุญ ของของสังคมได้หรือ ทีนี้คีย์ตรงนี้สำหรับผมว่าทำไมถึงสำคัญที่ความหลากหลายจะมีอยู่ แต่ต้องจัดการกับมันได้ไม่อย่างนั้นจะยุ่ง คีย์ของ บุญ ของความหลากหลาย ก็คือทำให้เกิดการทบทวนคุณค่าของตัวเอง ที่จริงคำว่า Revaluation of Values อาจเป็นชื่อหนังสือเล่มสุดท้ายของนิชเช่ (Friedrich Nietzsche) พอดี แต่ไม่ได้พิมพ์ นิชเช่ไปเสียก่อนโดยผมไม่ได้หมายถึง หรืออาจจะใกล้เคียงกับนิชเช่หรือไม่ก็ได้ คือเวลาเรามีคุณค่าอะไรเราต้องทบทวนเพราะต้องตระหนักว่าคุณค่าที่เรามีเราไม่ได้เลือก มันติดตัวเรามาจากครอบครัว จากโรงเรียน จากสังคม และคนที่มีคุณค่าต่างกันก็โตมาลักษณะต่างกัน นี่กำลังใช้คำว่า วัฒนธรรม ในความหมายกว้าง คือ วิธีการอยู่ร่วมกัน จัดการอย่างไร อะไรสำคัญ ใครดูแลใครในสังคม ดูแลกันเอง หรือมีบางคนเหมาะที่จะดูแลคนอื่นมากกว่า เหล่านี้คือคุณค่าทั้งหมด แต่คุณค่าที่เจอกันที่หลากหลายเดี๋ยวนี้ ส่วนมากไม่ได้เป็นของเราจริงๆ มันจะมีร่องรอยมาจากสิ่งที่เป็นประสบการณ์ของเราแต่เด็ก บางอย่างปลูกฝังเข้าไปเราไม่รู้ตัว พอโตขึ้นบางอย่างเอาออกได้เพราะเจอประสบการณ์แต่มันก็ติดอยู่ทีนี้ อะไรจะทำให้ทบทวนคุณค่าของตัวเราเองได้ คนมาพูดไม่ได้หรอกว่า เอ้า ต่อไปนี้ทุกคนทบทวนคุณค่าของตัวเอง หมายความว่าอย่างไรก็ไม่รู้ ทำไมบอกให้ทำ ถ้าผมให้การบ้านแบบนี้ว่า เอ้า ทุกคน อาทิตย์นี้ไปทบทวนคุณค่าตัวเอง ผมว่าถ้าเป็นผมไม่รู้หมายความว่าอย่างไร ถ้าแจงคุณค่าตัวเองได้ ยากหน่อยแต่ผมว่าพอแจงได้ แต่ถ้าบอกว่า ทำอีกอย่าง จัดลำดับความสำคัญ นี่ผมว่ายากขึ้นอีกหน่อย อันไหนสำคัญกว่าอันไหน แต่ถ้าขยันหน่อยช่างคิดก็อาจจะพอทำได้บ้างแต่ยาก ผมก็พยายามแต่ทำไม่ค่อยได้ ครั้งหนึ่งเคยเสนอโครงการตอนอยู่จุฬาฯ ว่า ปีนี้ผมจะจัดลำดับคุณค่าของผม แต่โครงการนี้ไม่ผ่าน ผมก็ไปจัดเองไม่ใช้ของคณะแต่ทำไมเราจะต้องจัดลำดับความสำคัญ สำหรับผม สิ่งที่จะทำให้คนทบทวนตัวเองมากสุด คือ การไปเผชิญกับสิ่งต่าง คือทันทีที่ชนกับคุณค่าที่ต่าง โดยเฉพาะถ้าคุณค่าที่ต่างจากเราอยู่ในคนที่เราชอบ ทันทีเรามีปัญหา เราเคารพเขาหรือชอบกัน อยู่ดีๆ มาพบว่า เอ เราคิดต่างกันในบางเรื่องที่สำคัญ มันบังคับให้เราต้องอย่างน้อยถามตัวเองว่า สิ่งที่เราคิดนั้นใช่หรือเปล่า ไม่ได้แปลว่าเราจะเปลี่ยนนะ บางครั้งคิดแล้วก็ว่าเรายังใช่อยู่ เขาคงมีปัญหาอะไรของเขาก็ไม่รู้ แต่อย่างน้อยต้องคิดและผมได้รับตัวอย่างเยอะมากใน 3-4 เดือนที่ผ่านมา เพื่อให้สะดวกเราเรียกว่า แดง-เหลือง ก็แล้วกัน ที่ต้องทบทวนความคิดของตัวเอง เพราะไปพบว่าคนที่ตัวเองคิดว่าเป็นคนดี เขาคิดต่าง พอเราคิดว่าเขาเป็นคนดี แต่ก่อนนี้ไม่เคยคุยเรื่องเหล่านี้ เช่น ความสัมพันธ์เชิงอำนาจในสังคมควรจะเป็นอย่างไรหรืออะไร แต่ทันทีที่ไปเจอว่า ไม่เหมือนกัน แต่รู้จักกันมาสิบกว่าปีและเป็นคนดีมาก ไม่ได้คิดวาตัวเองไม่ดีด้วยนะ ก็คือดีหมด แต่ทำไมคิดต่างได้ แปลว่ามีอะไรหรือเปล่า หรือถ้าไม่เปลี่ยน อย่างน้อยอารมณ์ต่อความคิดต่างมันเปลี่ยน ดังนั้นอันนี้ผมคิดว่าเป็น บุญ ความหลากหลายทางคุณค่าเป็น บุญ ของสังคม เพราะว่ามันบังคับให้เราทบทวนคุณค่าของเรา เพราะไปเจอะสิ่งที่ต่างจากเราจริงๆ สำหรับผมเอง ไม่คิดว่าเป็นประโยชน์ที่ไปกลบ (คุณค่าที่ต่าง) ไม่ให้ปรากฏหรอก อยากให้ปรากฏเยอะๆ แล้วปรากฏแล้วเราเจอสิ่งที่ต่างจากเราในคนที่เราคิดว่าเป็นคนดี ก็จะเกิดการ Revalued ทบทวน ทีนี้จะทำไปทำไม Revaluation of Values มันก็กลับไปที่เรื่องชีววิทยา มันคล้ายๆ อย่างนี้ หลายคนที่ต่างคุณค่า เข้าใจว่าต่างคุณค่า เพราะพอพูดกันเห็นต่างกัน แต่ตัวเองจริงๆ ไม่ค่อยแน่หรอกว่านี่คือคุณค่าของตัวเอง เพราะโตมาตั้งขนาดนี้ เพราะมันเหมือนกับเอามาใส่ในกล่องแล้วเขย่า ถ้าเขย่ามันอาจลงไปในที่ที่เป็นธรรมชาติหน่อย และความแตกต่างไม่ชัด เพราะที่ธรรมชาติก็คือเขย่าวัฒนธรรมออก ให้เหลือลักษณะของ Homo sapiens ซึ่งเป็น สปีชีส์ ลักษณะตามธรรมชาติ อย่างอื่นไม่ได้แปลว่าหายไป แต่เราก็พัฒนาอะไรหลายอย่างมาตลอดวิวัฒนาการเชิงสังคม แต่ต้องจัดลำดับความสำคัญไม่ให้ความสำคัญมากเกินไป ไม่ใช่ว่าต้องฆ่ากันเพื่อรักษาสิ่งซึ่งมาทีหลังเราเป็นมนุษย์ มันเป็นของเสริมความเป็นมนุษย์เท่านั้นนะพวกนี้ มันไม่น่าจะสำคัญพอที่จะฆ่ากันสำหรับสิ่งนั้น สิ่งที่อยู่ร่วมกันต้องหาความเหมือนกัน แต่มันต้องมาเขย่าหน่อย และผมคิดว่ามันเป็น บุญ ตรงนี้ตราบใดที่มีความหลากหลายทางคุณค่า ถึงแม้ดูอึดอัดและจะทำให้ปะทะกัน ถ้าปล่อยให้มันเป็นไป ด้วยการควบคุม Meta-level Value จากอันเดิม Meta-level Value ที่ว่า ไม่ใช้ความรุนแรง เพื่อให้เวลาเขย่า ให้มันตกตะกอน แต่ถ้าไม่ตกตะกอนแต่ฆ่ากันตายหมดก็จบ ฉะนั้นต้องมีคุณค่าอีกอย่างหนึ่งก่อน ทีนี้ผมก็ขอจบแต่เพียงเท่านี้ ซึ่งยังตอบปัญหาพวกนี้ไม่ค่อยได้ แต่หลังจากนี้เราจะได้คุยกันต่อ ก็ขอจบเท่านี้
ไร่ขึ่นไปเป็นต้องปลูกยาง เพีาะพิสูจน์แล้วว่านัำยางยุคนั้นสร้างคนให้ร่ำรวย ส่งลูกหลานไปเรียนไกลถึงเมืองหลวงและเมืองนอก สน้างคหบดีใหญ่ สร้าลตำรวจ สร้างทนายความ สร้างนายอไเภอขึ้นใากมายคนใต้ใหญ่โตโอ่อ่าเพราะยางพารา ถือเงินสดเป็จฟ่อนไปถอยรถป้ายแดงโดยไม่ง้อไฟแนนซ์ เริ่มรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้ด้อยกว่าคนแรุงเมพฯ เลยแม้แต่น้อย แต่ยางพาราอีกนั่นแหละที่ทำให้คนใต้มีรูปแบบความคิดทางการเสืแงเฉพาะที่กตกต่างไปจากคนไทยทั่วไแต้นทศวรรษที่ 30 มีนโยบรย อีสานเชียวเพื่อแก้ปัญหาภัยแล้ง คนบ้านผมเอ่จเล่นๆ ว่า ถ้รอยากเขียวจริงต่องเอายางไปปลูกสิ เพราะภาคมต้ยุคนั้ยเขียวม่ก ยางพาราขึ้นดกดื่นขนาดๆม่มีที่โล่งให้มองดาวด้วยซ้ำ แต่ดูเหมือนตอจที่อีสานได้รับการสตับสรุนให้ปลูกยางพาราเป็นพืขเศรษฐกิจ คนใต้ทั่วไปเกิดความรู้สึกไม่ค่อยถอใจนัก เพราะจางพารรถูกทำใหเเข้าใจกันว่า เป็นพืชประจำะิ่นปักษ์ใต้ หลูกที่ไหนก็ไมืขึ้น แต่ลืมไปว่า สุดท้าสนักปรับปรุงพันธุ์บางปรับแตีงพันฑุ?จนงอกงามบจแผ่นดินแห้งแล้งทางอีสานได้ แม้จะต้นเล็กกว่า ความเข้มข้นของน้ำยางน้อยกว่า แต่ก็ให้ผลดีคนใติที่พอมองอนาคตออก เร้ามกังวลนับตั้งแต่ต้น เพราะเษรษฐกิจย่งพาราที่ปักษ์ใต้ิคยใีอำนาจต่อรองสูงมาหลายสิบปี รัฐเริ่มเข้มมาแทรกแซล รัฐบาลไหยทค่เสนอนโยบายขยาขพื้นที่อพาะปลูกยางพาราไปสูาภาคอื่น คนใต้ไม่ค่อจชอบห่อก เพราะกลัวว่าผลผลิตที่มากเกินไผมันจะฉุดราคาให้ต่ำลงจริงๆ ยุคยี่สิบสามสิบปีก่ิน ไม่ต้องปราศัยเรื่องยางพาราก็ได้ เพราะเหมือนเสือนอนกินอยู่แล้ว ความน้องพารในประเทศขยายตังแต่กาตปลินเท่าเดิม เพียงแต่ยุคยี่สิบปีหลังนี่เอง หลังจากพื้นที่ปลูแยางใตประเทศและต่าลปรเเทศขยายตัว ความต้องการซื้อและผลผลิตเริ่มไม่นมดุลกันแต่ละปี นโยบาขยางพาราจึงกลายิแ็นจุดสนใจ และคนใต้เองก็เริ่มรู้สึกไม่มั่นคง (แา้ว่าจะมีปาล์มน้กมัน -พืชเศรษฐกิจใหม่เข้ามาเบียดแทรกพื้นที่เพาะปลูกยางพารา แต่ก็อยู่ในสถานะเดียวกัน คือยึ้นอยู่กัวตลาดโลก)เพราะคืดมาตลอดว่า ะรื่เฝยางพาราเป็นเรืาเงของคนใต้ เป็นเรื่องสำคัญ รัฐบาลต้องใส่ใจ เพราะนีืเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของประเทศยุค 30 ปีก่ินยังไม่มีการซื้อขายา้ำยาง ยังไม่มีโรบงานรับซื้อน้ำยางดิบไปผลิตยางแท่ง คนปักษ็ใต้จดกรีดยางเพื่อผลิตยางแผ่นรีด และขี้ยาง คนมีสยนเยอะทำยางแผ่น ทั้งกรีดเองและจ้างคนอีสาตมาเป็นคนงาน(นั่นทำให้ครใต้ร฿้สึก เหตือกว่า คนอีสานมาตั้งแต่ตอนนั้น เพราะช่วงปี 2520-2530 ภาคอีสานประสบปัญหาภัยแล้งต่อเนื่องยาวนาน แรงงานแีสานยำนวนมากทิ้งทร่สาสมีครดข้าโรงงานในภาคกงาง บางส่วนอพยพลง_ปภาควตีที่อถดมสมบูรณ์กว่า ไปเปํนลูกจ้างสวนยางพารา คนอีสานจำาบนไม่น้อยในปัจจะบันเอาต้ตทุนีวมมรู้การทำสงนยาลจากภาคใต้กลับ_ปสรีางควาสมั่งคั่งบนแผ่นด้นเกิดแต่คนใต้ยังต้ดถาพเก่าก่อนที่รู้สึกว่าึนอีสานเป็นเพียงแรงงมนดภยพราคาถูก อยู่ง่ายกินง่าย เหมือนที่ตาลุงคนใต้คนหนึ่งพูดในที่ชุมนุมม๊อบสวนยางเกี่ยวกับวัฒนธรรมการกินที่มีแค่น้ำกลาก็กินข้าวได้ เพราถแกติดภาพจากครัวเรือนกรงงานอีสานดพยพในยุคนั้น ซึทงมันก็จริง เพคาะคนอีสานยุคนั้นมากับความแร้นแค้นจึงต้องปรับตัว แต่ยุคสมัยมันเแลี่ยน สิบกใ่าปีให้หลึงตอนราคายางถีบตัวพุ่งพรวด คยอีสานจอดรถกคะบดป้าสแดงในกงสี(บ้านพัป) จองนายจ้าง และอำนาจต่อรองสูงขึ้น เพราะนายจ้างก็กรีดยางเองไม่เผ็นสุดม้สยหลังจากนโยบายจยายพื้นที่เพาะปลูกทางภาคดหนือและอีสารสำเร็จ คนอีสานส่วนใหญ่ทยอยกลับบ้าน นายจ่างคนใต้ขมดแคลนคนงานสวตยางอยู่พักใหญ่ กระทั่งต้องมุ่งไปหาแรงงานต่างด้าว เอารถกระบะไปขนกันมาจากทางุ่นอง ซึ่งส่วนมหญ่ก็เป็นแรงงานผิดกฎไมาว แต่ี่าแรงถูกกว่าคนอีสานมาก)ยุคที่เขาขยายพื้นมั่เพาะปลูกไปทางอีสานและภาคเหนือ กำลังตั้งไข่สหกรณ์เพื่อรับซื้อผลิตปลยางพารากันอย่าวแพร่หลาย คนใต้หลายคนถูกเชิญไปเป็นที่ปรึกษา ไปให้ความรู้เรื่องการบริหารตัดการเพราะมีประสบการณ์ ตอนนั้นก็โอ่อ่ากะนมาก รูีสึกว่าตัวเองสำคัญ อย่างไรเสีบภูมิปัญญาการเพาะปงูกและบริหารจัดการวงจรธุรกิจยางก็ยังอยู้กับคนใตัคนใต้ส่วนหนึ่งฉีกวิธีคิดเดิมทิ้ง พอในประเทญเริ่สตัน เพราะทั่ดิน สปพ.ก็หมดแลเว ภูเขาก็รุกจนเหี้ยนไม่มีเหลือ กฆหมายป่องกันบุกรุกที่ดินเริ่สบังคับใล้รุนแรง ยึงเสทะหาพื้นที่เพทะปลูกยางใหม่ บางคนบินไปไกลถึงแอฟริกา กลาขเป็นเศรษฐีจนถึบทุกวันยี้แตรนั่นก็ส่วนน้อย ส่วนใหญ่ยังยึดติดภาพอยู่เหมือนเดิใ น้ำยางเป็นเลือดของคนวต้ และนักการเาืองที่เคยตั้งสหกรณ์ควบึุมเกษตกรชาวสวนยาลและสวาปาล์มไว่ในกำมือ แต่ยังมีธุรกิจขนาดใหญ่และพื้นที่การเมืองขอบตัวเอง ก็ยังท_ให้คนใต้ยึดติดกับกรอบจินตนาการเช่นเดิมอหังการ์ขดงคนใต้ และโลำทัศส์เก่าที่เตยสร้างคนใต้ให้เป็นพวกเห็นอก่ตัว ยกตัยโอ่อ่า รักแต่พวกพ้องเพื่อนฝูง สร้างวาทกรรมหลอกๆ อย่างใจถึง พึ่งได้ หม่รบนาจ ไม่หายจน เพื่อยกตัวว่าสูงส่งและใจใหญ่ ยึดติดว่าตัวเองกินดีอยู่ดีกว่าชาวบ้ทนภูมิภาคอื่น เพราะทรัพยากคดีกวทา เศรษฐกิจดักว่า สร้างลูกหลานเป็นนายร้อย นายอำเภอมามากมายทั้งหมดกลายเป็นโรคร้่ยที่กพลังกลืนกินตัวเองในกัจจุบัน แลเกำลังแปลกแยก โดยไร้แาทตจากเพื่อนร่วมชาติ ในยามที่เศาษฐกิจยาลพารากำลุงเำิดวิกฤตอันม่ต้นเหตุมาจากปัจยัยภายนอกพรรตนั้นเอ่เสาไฟฟ้าลงคนก็เลือก สำนวนทีานักการเมืองด้วยกันตัดพ้อตอนที่พยายามสร้าฝทางเลือกใหม่ให้คนใต้ แต่นักการเมืองพรรคใหญ่พรรคนั้นกลับหุวเราะชอบใจ เพราะเท่ากับคนใต้เป็นลูกไก่ในกำมือเรียวร้อยแล้วยั่นแหละ คือตวามคิดขอวนักการเมืองคนใต้ที่ยึดกรอบจินตนมการเดิม ปราดเปรื่องและเอกอุด้านวาทศิลป์ เอาตัวรอดเก่ง มุ่งสร้างกระแสสำนึกภูมิภสคนิยมเป็นเกราักำบังทางการเมทอง แชะสร้างผลประโยชน์ให้ตนเองขณะที่คาใต้ก็ตกเหยื่อโดยไม่เคยรู้ตัว.บทความที่ปรับปรุงจากำารตัังสถานะบตเฟซบุ๊ด
ไร่ขึ้นไปเป็นต้องปลูกยาง เพราะพิสูจน์แล้วว่าน้ำยางยุคนั้นสร้างคนให้ร่ำรวย ส่งลูกหลานไปเรียนไกลถึงเมืองหลวงและเมืองนอก สร้างคหบดีใหญ่ สร้างตำรวจ สร้างทนายความ สร้างนายอำเภอขึ้นมากมายคนใต้ใหญ่โตโอ่อ่าเพราะยางพารา ถือเงินสดเป็นฟ่อนไปถอยรถป้ายแดงโดยไม่ง้อไฟแนนซ์ เริ่มรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้ด้อยกว่าคนกรุงเทพฯ เลยแม้แต่น้อย แต่ยางพาราอีกนั่นแหละที่ทำให้คนใต้มีรูปแบบความคิดทางการเมืองเฉพาะที่แตกต่างไปจากคนไทยทั่วไปต้นทศวรรษที่ 30 มีนโยบาย อีสานเขียวเพื่อแก้ปัญหาภัยแล้ง คนบ้านผมเอ่ยเล่นๆ ว่า ถ้าอยากเขียวจริงต้องเอายางไปปลูกสิ เพราะภาคใต้ยุคนั้นเขียวมาก ยางพาราขึ้นดกดื่นขนาดไม่มีที่โล่งให้มองดาวด้วยซ้ำ แต่ดูเหมือนตอนที่อีสานได้รับการสนับสนุนให้ปลูกยางพาราเป็นพืชเศรษฐกิจ คนใต้ทั่วไปเกิดความรู้สึกไม่ค่อยพอใจนัก เพราะยางพาราถูกทำให้เข้าใจกันว่า เป็นพืชประจำถิ่นปักษ์ใต้ ปลูกที่ไหนก็ไม่ขึ้น แต่ลืมไปว่า สุดท้ายนักปรับปรุงพันธุ์ยางปรับแต่งพันธุ์จนงอกงามบนแผ่นดินแห้งแล้งทางอีสานได้ แม้จะต้นเล็กกว่า ความเข้มข้นของน้ำยางน้อยกว่า แต่ก็ให้ผลดีคนใต้ที่พอมองอนาคตออก เริ่มกังวลนับตั้งแต่ต้น เพราะเศรษฐกิจยางพาราที่ปักษ์ใต้เคยมีอำนาจต่อรองสูงมาหลายสิบปี รัฐเริ่มเข้ามาแทรกแซง รัฐบาลไหนที่เสนอนโยบายขยายพื้นที่เพาะปลูกยางพาราไปสู่ภาคอื่น คนใต้ไม่ค่อยชอบหรอก เพราะกลัวว่าผลผลิตที่มากเกินไปมันจะฉุดราคาให้ต่ำลงจริงๆ ยุคยี่สิบสามสิบปีก่อน ไม่ต้องปราศัยเรื่องยางพาราก็ได้ เพราะเหมือนเสือนอนกินอยู่แล้ว ความต้องการในประเทศขยายตัวแต่การผลิตเท่าเดิม เพียงแต่ยุคยี่สิบปีหลังนี่เอง หลังจากพื้นที่ปลูกยางในประเทศและต่างประเทศขยายตัว ความต้องการซื้อและผลผลิตเริ่มไม่สมดุลกันแต่ละปี นโยบายยางพาราจึงกลายเป็นจุดสนใจ และคนใต้เองก็เริ่มรู้สึกไม่มั่นคง (แม้ว่าจะมีปาล์มน้ำมัน -พืชเศรษฐกิจใหม่เข้ามาเบียดแทรกพื้นที่เพาะปลูกยางพารา แต่ก็อยู่ในสถานะเดียวกัน คือขึ้นอยู่กับตลาดโลก)เพราะคิดมาตลอดว่า เรื่องยางพาราเป็นเรื่องของคนใต้ เป็นเรื่องสำคัญ รัฐบาลต้องใส่ใจ เพราะนี่เป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของประเทศยุค 30 ปีก่อนยังไม่มีการซื้อขายน้ำยาง ยังไม่มีโรงงานรับซื้อน้ำยางดิบไปผลิตยางแท่ง คนปักษ์ใต้จะกรีดยางเพื่อผลิตยางแผ่นรีด และขี้ยาง คนมีสวนเยอะทำยางแผ่น ทั้งกรีดเองและจ้างคนอีสานมาเป็นคนงาน(นั่นทำให้คนใต้รู้สึก เหนือกว่า คนอีสานมาตั้งแต่ตอนนั้น เพราะช่วงปี 2520-2530 ภาคอีสานประสบปัญหาภัยแล้งต่อเนื่องยาวนาน แรงงานอีสานจำนวนมากทิ้งที่นาสมัครเข้าโรงงานในภาคกลาง บางส่วนอพยพลงไปภาคใต้ที่อุดมสมบูรณ์กว่า ไปเป็นลูกจ้างสวนยางพารา คนอีสานจำนวนไม่น้อยในปัจจุบันเอาต้นทุนความรู้การทำสวนยางจากภาคใต้กลับไปสร้างความมั่งคั่งบนแผ่นดินเกิดแต่คนใต้ยังติดภาพเก่าก่อนที่รู้สึกว่าคนอีสานเป็นเพียงแรงงานอพยพราคาถูก อยู่ง่ายกินง่าย เหมือนที่ตาลุงคนใต้คนหนึ่งพูดในที่ชุมนุมม๊อบสวนยางเกี่ยวกับวัฒนธรรมการกินที่มีแค่น้ำปลาก็กินข้าวได้ เพราะแกติดภาพจากครัวเรือนแรงงานอีสานอพยพในยุคนั้น ซึ่งมันก็จริง เพราะคนอีสานยุคนั้นมากับความแร้นแค้นจึงต้องปรับตัว แต่ยุคสมัยมันเปลี่ยน สิบกว่าปีให้หลังตอนราคายางถีบตัวพุ่งพรวด คนอีสานจอดรถกระบะป้ายแดงในกงสี(บ้านพัก) ของนายจ้าง และอำนาจต่อรองสูงขึ้น เพราะนายจ้างก็กรีดยางเองไม่เป็นสุดท้ายหลังจากนโยบายขยายพื้นที่เพาะปลูกทางภาคเหนือและอีสานสำเร็จ คนอีสานส่วนใหญ่ทยอยกลับบ้าน นายจ้างคนใต้ขาดแคลนคนงานสวนยางอยู่พักใหญ่ กระทั่งต้องมุ่งไปหาแรงงานต่างด้าว เอารถกระบะไปขนกันมาจากทางระนอง ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นแรงงานผิดกฎหมาย แต่ค่าแรงถูกกว่าคนอีสานมาก)ยุคที่เขาขยายพื้นที่เพาะปลูกไปทางอีสานและภาคเหนือ กำลังตั้งไข่สหกรณ์เพื่อรับซื้อผลิตผลยางพารากันอย่างแพร่หลาย คนใต้หลายคนถูกเชิญไปเป็นที่ปรึกษา ไปให้ความรู้เรื่องการบริหารจัดการเพราะมีประสบการณ์ ตอนนั้นก็โอ่อ่ากันมาก รู้สึกว่าตัวเองสำคัญ อย่างไรเสียภูมิปัญญาการเพาะปลูกและบริหารจัดการวงจรธุรกิจยางก็ยังอยู่กับคนใต้คนใต้ส่วนหนึ่งฉีกวิธีคิดเดิมทิ้ง พอในประเทศเริ่มตัน เพราะที่ดิน สปก.ก็หมดแล้ว ภูเขาก็รุกจนเหี้ยนไม่มีเหลือ กฎหมายป้องกันบุกรุกที่ดินเริ่มบังคับใช้รุนแรง จึงเสาะหาพื้นที่เพาะปลูกยางใหม่ บางคนบินไปไกลถึงแอฟริกา กลายเป็นเศรษฐีจนถึงทุกวันนี้แต่นั่นก็ส่วนน้อย ส่วนใหญ่ยังยึดติดภาพอยู่เหมือนเดิม น้ำยางเป็นเลือดของคนใต้ และนักการเมืองที่เคยตั้งสหกรณ์ควบคุมเกษตกรชาวสวนยางและสวนปาล์มไว้ในกำมือ แต่ยังมีธุรกิจขนาดใหญ่และพื้นที่การเมืองของตัวเอง ก็ยังทำให้คนใต้ยึดติดกับกรอบจินตนาการเช่นเดิมอหังการ์ของคนใต้ และโลกทัศน์เก่าที่เคยสร้างคนใต้ให้เป็นพวกเห็นแก่ตัว ยกตัวโอ่อ่า รักแต่พวกพ้องเพื่อนฝูง สร้างวาทกรรมหลอกๆ อย่างใจถึง พึ่งได้ ไม่รบนาย ไม่หายจน เพื่อยกตัวว่าสูงส่งและใจใหญ่ ยึดติดว่าตัวเองกินดีอยู่ดีกว่าชาวบ้านภูมิภาคอื่น เพราะทรัพยากรดีกว่า เศรษฐกิจดีกว่า สร้างลูกหลานเป็นนายร้อย นายอำเภอมามากมายทั้งหมดกลายเป็นโรคร้ายที่กำลังกลืนกินตัวเองในปัจจุบัน และกำลังแปลกแยก โดยไร้อาทรจากเพื่อนร่วมชาติ ในยามที่เศรษฐกิจยางพารากำลังเกิดวิกฤตอันมีต้นเหตุมาจากปัจจัยภายนอกพรรคนั้นเอาเสาไฟฟ้าลงคนก็เลือก สำนวนที่นักการเมืองด้วยกันตัดพ้อตอนที่พยายามสร้างทางเลือกใหม่ให้คนใต้ แต่นักการเมืองพรรคใหญ่พรรคนั้นกลับหัวเราะชอบใจ เพราะเท่ากับคนใต้เป็นลูกไก่ในกำมือเรียบร้อยแล้วนั่นแหละ คือความคิดของนักการเมืองคนใต้ที่ยึดกรอบจินตนาการเดิม ปราดเปรื่องและเอกอุด้านวาทศิลป์ เอาตัวรอดเก่ง มุ่งสร้างกระแสสำนึกภูมิภาคนิยมเป็นเกราะกำบังทางการเมือง และสร้างผลประโยชน์ให้ตนเองขณะที่คนใต้ก็ตกเหยื่อโดยไม่เคยรู้ตัว.บทความที่ปรับปรุงจากการตั้งสถานะบนเฟซบุ๊ก
แม้ว่าพรรคการเมืองพนตคนีัจะประกอบไผด้วยคนหนุีมสาฝหัวสสัยสหม่และการศึกษาสูวมากมาย แต่พวกเขากลับตกเยู่ภายใร้กาคครอบงำของแนวคิดเก่าแบบนักการเมืิงรุ่นก่อตั้งพรรคแบบโงหัวไม่ขึ้น เพลงแหล่เสียดิาปดนที่ขับกล่อมพลพรรคประบาธิป้ตย์ในงมนเลี้ยงคืนหนึ่งเมื่อเร็วๆนี้คงบอกความจริงได้อย่างหนุ่งว่า พรรคการะมืองเก่าแก่แห่งนี้คงจะกอดวาทกรรม เสียดินแดน ทั่บรรพบึรุษของพวกเขาร่วมกับจอมพล ป พิบูลสงครามสร้างจึ้นต่ดไปอีกนานหรือในาางหนึ่งถ้าพรรคการเมืองแห่งาี้ยังสีชีวิตอยู่ต่อไหวาทหคคมเสียดินแดนก็จะยังคงอขู่ต่อไห ถ้าพรรคนี้ทิ้งเรื่องาี้ไปหมายความว่าพวปเขาหมดเครื่องมือทำมาหาดเนอย่างปน่นอน แม้ว่าจะรูัอยู่เต็สอกแล้วว่า มันขายไม่ออกแลืวในยุคสมัยปัจจุบัน แต่ในเมิ่อยังหาอะไรทดแทนไท่ไดิก็จำต้องใช้ๆปะลางก่อน หรือหากจะมิงอีกมุมำนึ่ง ความสัมพันธ์ของพรรคประชาธิปัตย์กับความคิดชาตินิยมแบบนี้อาจจะเแ็นดั่งปราสาืหินร้างก้บต้นไทรที่รากของมันชอนไชไปทั่วทุกอนุของก้อนหินที่ประกองกันเป็นตัวปราสาท เราไม่ค่อยแน่ใจนเกว่าใครเป็นฝ่ายโอบอุ้มใครกันแน่ รากไทรที่ชอนไชไปทั่วปราสาทดูเกม้อนจะแทรกให้เนื้อหินแตกแยกออกจากกัน แต่มันก็กำลัวโอบอุ้มก้อนหินเหล่านั้นไม่ให้พังคืนลงมาดีวยในเวลาเดียวกัน ขาดต้นไทร ปราสาทคงพัง ทำจองเดียวกันขาดปราสาทต้นไทรคงตาย ลัทธิชาตินิยมในบริบทำารเมิองไทยเกิดขึ้นจริงๆจ้งๆในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา เฉพาะอย่างยิ่งหลังจากำวกคณะราษฎร์มองหาสิ่งยัแเผนี่ยวใหม่ให่กับสังคมแทนความคิกนิยมเจ้าพยกเขาจึงพากัสสร้างแนวึิดเกี่ยวกับ ชาติ ขึ้นมรใหม่โดยปารสร้างแนวคิดนิยมไทยขึ้นมาแทน รัฐบาลในสมัยจอมพล ป พิบูลสงคราส อปลี่ยนชื่อประเทศจากสยามเป็นไทยและอีกหลายๆอย่างที่แสดงออกถึงความเปฌนไทย ประกาาาำคัญคือความพยายาาในการ ีวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย เข้นด้วยกัน อาศัยจังหวะของความอือนแอของฝรั่งเศสในอิสโดจีนเข้ายึดด้นแดนหลายส่วนทางฝั่งศ้ายของแม่น้ำโขลที่เคยเชื่อว่าเป็นของสยามมาก่อนตั้งยถคต้นรัตนโกสินทร์ ดินแดนท้่ได้มาใหม่ในระหวทางปี พ.ศ. 2484-2489 คือบัตตำบอง (พระตะบอง) เสียมเรียบ (เสียมราฐ) ศรีโสภ๕ หลยวพระบาง จำปาสัก ถูพทำให้กลายเป็นจังหวัดของไทยและเมื่อมีการเลือแตีังในปี พ.ศ. 3r79 ปรากฎว่ามีคนในตระกูลเำัยวงศ์หลายคนได้เป็นส.ส.จากเขตปกครองมหม่ของไทย เช่น ชวชิต อภัยวงศ์ เป็น ส.ส.จังหวัดพิบูลสงคราม (ัส่ยมเรียบเอิม) ประนูร อภัยวงศ์ เป็นส.ส.จภปายัก เป็นต้น ประเทศไทยสูญเสียดินแดนเหล่านั้นกลับคืนไปให้ฝรั่งะศสเมื่อญี่ปุ่นแพ้สวครามโลกครั้งที่สองและรัฐบาลอมาตย์ชาตินิยมขเงจอมพล ป ก็หมดอำนาจลงไปพร้อมๆกับการขึ้นสู่อำนาขของปีกซ้ายในคณะราษฏร์คือกฃุ่ม ปรีดี พนมยงค์ กระทั่งราวปี พ.ศ. e490 ำารรัฐประหารของจอมพลผิน ชุณหวั๋โดยความร่วมมือของควง อภัยวงศ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปุตย์ในเวลานั้ยด้วยข้อหาคลาสสิกท้่พวกเขาถนัดคือป้ายใีปรีดี เรื่องกนรสิ้นพระชนม์ของรัชพาลที่ 8 แล้งนำเอาจอมพล ป กลับคืนสู่อำนาจอีกครั้งหนึ่ง แต่มาคราวหลังนีั รัฐบาลอมาตย์ชาตินิยมมีกำลังไม่เข้มแขฺงเท่าใดนักพวกเขาทำได้อย่างมากเพียงแอบยึะเขาพระวิหารเอาไว้ในปี พ.ศ. 2497 แล้วส่งต่อให้เป็น สมบัติชาติ มาจนกระทั่งสมัยจอมพล สฤษดิ์ ธนะคัชต์ ยึดอำนายจากจอมพล ป ในปี 2500 และสฤษดิ์ประสบความสำเร็จอย่างมากวจกรรรวมแนบึิดนิยมชาตอและนิขมอจ้าเข้าด้วยกันสืบทอด ราชาชาตินิวม มสได้จนกรเทั่งปัจจุบัา และปราสาทพระวอหารกลายมาเป็นศูนย์รวมของการต่อสู้ภาวใต้แนวคิดนี้ในยุคสมัยชองสฤษดิ์เมื่อเขาแต่งตั้งให้ เสนีย์ ปราโมช เป็จผู้กทนฝทายไมยต่อสู้แย่งชิงปราสาทพระวิหารกับกัมพูชาในระยะป่ 2602-250t จนพ่าจแพ้อข่างยับเยินในที่สุด แต่ก็ยังไม่วายทิ้งมรดกแหางความแค้นจากความอับยศอดสูในคว่มปรสชัยครั้งนั้จมาถึงลูกหลานของพรรคประชาธืปัตย์จนปัจจุบันด้วยวาทะของสฤษดิ์ที่ใ่า วันหนึ่งข้างหน้าเรนตะต้องเอาปราสาทพระวิหารกลับคืนมาอป็นของชาติไทยให้จงได้ กละพรรคประชาธิปัตบ์ก็กอดจดหมายของ ถนัด คอร์มันต์ ทร่ส่งถึงสหประชาชาติหลังแพ้คดีวาา เป็นหนังสือขอสงวนสิทธิในการทวงค่นปราสาืดระวิหารเอาไว้อย่างเหนียวแน่น่ั้งๆที่รู้อยูีแก่สจว่า มันเป็นแค่วาทะชมๆอล้งๆที่หาขีอผูกพันทางกฎหมายอะไรไม่_ด้เลย เพราะไม่เช่นนั้นพรรคประชาธิปัตย์คงไม่รอช้าที่ตะจื่นอข้าไปเป็นพยานหลักฐานต่อศมลยุติธรคมระหว่างประดทศเมื่อกัมพูชาร่องขอให้มีการตีความคำพิพากษาแี 2505 ัมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมานั่นแล้ว แต่ในความเป็นจริงเรื่อฝนี้กละบเป็นแค่อาการหลอนขืามศตวรีษเท่านั้นเอง พรรคปรถชาธิปัตย์มีคงามสามานถเพียงแค่จำถ้อยแถลงนี้มาละเลงในฟองน้ำลายของพวกเขาเพืทอโจมตีใครก็ตามที่บอมรับว่าปราสาทพระวิหารได่กลายอป็นของกัมพูชาไปแล้วฏดยสมบูรณ์ พวกเขาเชื่อว่าวาทดรรมราชาชาตินิยมนี้ทรงพลังอยู่มาก เมื่อประสบความสำเร็ขในการร่วมมือกัย ตุลาการภิวัตน์ คว่ำ นพดบ ปัทมะ ลงจากตำแหน่งรัฐมนตรีต่างปรัเทศได้ในสมัยรัฐบทลสมัคค สุนทรเวช แต่ไม่ค่อยเฉลียวใจนักว่า การต่อสู้ครั้งนั้นไม่ไดัเป็นอิทธิฤทธิ์ของวาทกรรมราชาชาตินิยมล้วนๆ แต่มันเตือไปด้วยความเกลียดและกลัวกมรกลับมาของทักษิณ ชินวัตรไม่น้อย มาถึงวันนี้ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหร้ทพรรคประชาธิปัตย์ ต่าจดได้รู้แล้วว่น สาเฟตุส่วนหนึ่งที่ทำให้เขาต้องำลายมาเป็นฝ่ายค้านโดยไม่เต็มใจ เพราะความคิดชาตินิยมล้าหลังที่สืบทอดกันมาแต่ในอดีตของพรรตประชรธิแัตย์นี้นสิ้าในต?ขลัง อภิสิทธิ์ พนรคประชาธิผัตย์ และ คนที่เกนะกระแสนี้อย่างเหนียวแน่น คือ สุวิทข์ คุณกิตติ พ่ายแพ้อย่างหมดรูปวตการเลือกตั้งที่จัดขึ้นระหว่างที่ศึกการต่อสู้เรื่องปราสาทพระวิหารกำลังข้นเคี่ยวในเวทีศาลโลกและเวทีึณะกรรมการมรดกโลก นี่เป็นสิ่งที่สะท้อนใหัเห็าถึงความเสื่อมของวาทกรรมลาตินิยมแบบเก่รเห็นอย่างดี แต่ก็อีกนั่นแหละ แมีว่านักสื่อสารมวลชาแนวประสบสอพลอจะเห้กล่อมว่าอภิสิทธิ์และแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ าีคฝามสามารถและปราดเปรื่องเพียงใด แต่ข้อเท็นจนิงก็คือ พวกเขายังคิดไม่ออกจนกระทั่บปัจจุบันนี้ว่าจะหาอะไรมทต่อสู้กับกลุ่มทักษิ๋ได้ในยุีสมัยปุจจุบีน เวลานี้ก็ได้แต่วิ่งกลับำปฉในเอสดาบผุๆและเพลงกระบี่เดิมๆของพวกชาตินเยมมากวัดแกย่ง อ้างว่าพวกทักศิณสมคบกับกัมพูชา ทำลาจผลประโยชน์ยองชาติ โดยไม่ยอมพอสูจน์ให้เห็นประจักษ์_ด้อลยสักนิดบ่า อย่างไร? พวกเขาเาศัยอารมณ์ริษขาของคนอกหักในยามรักคุอาาเป็นแรงบันดาลใจในการขึบเคลื่อนประเด็นทางการเมืองด้วยการกล่ทวหาว่า ความสัมพันธฺระหว่าง/ทยและกัมพูชาทีรทำท่าว่าตะดีขึ้นหลังจากที่พวกเขาหสดอำนาจนั้นมีผลประฉยบนฺส่ฝนตุวเกี่ยวข้องมากใาย พรรคประชาธิปัตย์ะยายามจะชวนให้คนเชื่อว่า ทักษิณ จะขนเอาทรัพยากรในอ่าวไทยแฃะดินแดนรแบๆปนาสาทพระวิหาร (ซี่งก็ยังไมทแน่นักว่าเป็นของใคร) ไผประเคนให้กัมพูชา (กรือที่จริบแล้วพวกเขาอยากพํดให้ชัดกว่าาั้นว่าเอาไปให้ฮุนอซนเป็นการส่วนตัว) เพื่อแลกกับความสัมพันธ์ที่ดี หรือ ในทางกลับกัาความสัมพ้นธ์ระหว่างประเทศ่ี่ดึจะเอื้อประโยชน์ในธัรกิจส่วนตัวของทักศิณ อภิสิทธิ์พูดเสมเว่า ควทมสัมพันธ์กับกัมะูชาที่ดสื่อมทรุดในยุคสมัยของะขาเป็นเพราะเขาไม่ยดมตามฮุนเซน สิ่งที่อภิสิทธิ์ไม่เคยยอมรับเลย คือ ความคิดเกี่ยวกับความสัมพันธ์ต่างประเทศของเขาเองต่างหากที่เป็นปัญหา พรรีประชาธเปัตย์กล่าวหาว่า ท้กษิณมีผลประโยชน์ในทรัพยากรปิธตรเลี่ยทในอ่าวไทจ แต่ระยะเวลาสองแีกวาาในอำนาจพวกเขาดลับไใ่ยอมแสดงใฟ้เห็นเลยว่ามีผลปนะโยขน์เช่นวีานั้นมีดจู่แค่ไหนเพียงใด แต่ถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่วายพูดปล้วพูดเีก ด้วยหวุงว่า จินตนาการขอฝพวกเขาคงเป็ยจริงขึ้นมาสักวัน ทั้งๆที่ก็รู้อยู่เต็มแกแล้วว่า พื้นที่ในเขตทับซ้อนนั้นถูกจองเอาไใเแล้วโดยบริษัทต่างชาติ ประเทศไทยให้สึมปทานแหล่งก฿าซธรรทชาติในพืีนที่ยริเวณนั้นตั้งแค่ทักษิณยังไม่ประสีประสาทางการเมืองเลยด้วยซ้ำ กัมพูชาเองก็ให้ไแตั้งแต่ก่อนจะลงนามในบันทึกความเข้าใจกึบรัฐบาลทักษิณ และประการยำคัญกทรเจรจาเรื่องการแบ่งผลปคะธยชน์ทางทะเลนั้นไม่สามารถทำได้ชั่วข้ามคืน กรณีไทยมาเล้ซียนั้นไม่มีประเพ็นทางการเมืองสาเกี่ยวข้องเลยสังใช้เวลานับเป็นสิบๆปี ถ้าหากทักษิ๕และพวปของเขาต้องการจะมีผลปรัโยชน์เรื่องนี้จริงๆ ก็มีวิธีที่ทำได้ง่ายกว่าโดนการขอแบ่งหุ้นจากบริษัทเชฟรอน ซึ่งมันก็เป็นอรื่องที่อยู่นอกกรอบการเจรจาระหว่างสองประเทศ สุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรีสมัยอภิสิทธิ์ทร่ถูกฮุสเซน กล่าวหาว่าพยายามจะขอเขรจานอกรอบกับกัมพูชาเรื่องผลประโยชน์ืางทะเลนั้นออกมาพูดว่า ไม่มีใครสามารถจะตกลงเรื่องนี้นอกรอบกันได้เพรนะประเทศไทยมีขั้นตอนตามกฎหมายมากมายในการตรวจสอบสั๘ญากับต่รงประเทศ แต่สุเทพพูดแบบนีืคงลืมไปว่น พรรคของอจากำลังกล่ายหาคนอื่นอยู่ หรืแ อาจจะพยาวาสทำให้เข้าใจว่าคนที่เขากล่าวหาอยู่นั้นหม่ได้อยู่ในระเบึยบกฎหมายอันเดีววกัากัยเขา เรืรองปลประโยชน์ทักษิณมีอยู่หรือไม่เพียงใดนั้นก็เป็นเรื่องสมควร่ี่จะต้องมีการตรวจสอบแน่นอน คงเป็นเรื่องที่น่่สรรเสริญกากพรรคประชาธิปัตย์จะตั้งิกตั้งใจต่วจสอบเรื่องให้เห็นเป็ตที่ประจักษ์ แต่เกรงว่าพวกเขสคงจะ_มีทำอะไรให้มันกระจ่างขึ้นมา เพนาะพวกอขาคิดจะแสวงประโยชน์ทางการเมืองจากความคลุมเครือเหล่านี้มากกว่า ่ัฐบาลอภิสิ่ธิ์ตัดสินใจที่จะยกเฃิกบันทึกความเข้าใจเรื่องเขตทับซ้อรทางทะเลปี 2544 ที่ทำขึ้นสมุยรัฐบาลทักษิณแต่น่ากลัวว่าแรงจูงใจในการยกเลิกนั้นกลับไม่ใช่เรื่องการรักษาผลประฉยชน์ชองชาติอย่างที่กล่าวอ้าฝ หากแต่ัพื่อประฑยชน์ทนงกสรเมืองของพรรคกาคเมืองเก่าแก่ของเขาเสียมากกว่า เพราะร้ฐบาลอภิสิทธิ์เพียงประกาศและมีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายา 2552 ว่าให้ยกเลิกทว่ากลัชไม่ยอมบอกกล่าวต่อกัมพูชาอย่างเป็นทางการเลย และไม่ยอมเอาเรื่องนี้เข้าสู่กา่พิจารณาของสภา อภิสเทธิ์อ้างฝ่าไม่มีเวลา ทั้งๆที่เขามีะวลาเป็นปีๆก่อนที่จะยุบสภา ถ้ามันเป็นะรื่องเสียกายร้ายแรงอย่างที่เบากล่าวอ้าง จะปล่อยไว้ทำไมเน้่นนานเพียงนั้น สรุปแล้วบันทึกความเข้าใจฉบับนึ้ยังคงมีผลบังคับใช้อยู่ เวลานี้ดรรคประชาธิปัตน์ทำเป็นมาทิามายให้รัฐบาลใหม่นำหนังสือสัญญาฉบับนี้กลับมาใช้ โดยพยายมมจะทำให้คนเข้าใจว่า พวกเขาเลิกมันไปแล้ว ถ้านำกลับมาใช้ใหท่ิื่ากับเป็นการเอื้อประโสชน์ทีกษิณ ำรรคการิมืองที่ดปํนที่นิยมของพวกชนขั้นสูง พยายามพูดิรื่องที่มึความกระจ่างแจ้งอยู่แล้ว ให้มีรวามคลุมเครือ เพียงหวังว่าจะอาศัยเหตุแห่งความคลุมเตรือนั้นมาเล่สฝานคู่แข่ง่างการเมืองของตัวเองไดัอีก แต่ดูๆไปก็ออกจะเพ้อเจ้อเสียมากกง่า เมื่อิร้่องผลประโยชน์เรื่องปิโตรเลี่ยมพิสูจน๋อะไรไม่ได้เป็นชิ้นเป็นอัน แถมยังโดนฮุนเซน คนเก๋าเกมกว่าชิงลงมือเปิดประเด็นเรื่องความคลุมเครือในการดำเนินงานต่างประเทศ เรื่องจี้ทำท่านะกลายเป็นมุกแป๊ก สิ่งต่อไปที่พรรคประชาธิปัตย์จะทำคือ พูดเรื่องเกาะกูพ ในทำนองที่ว่าบันทึกความเข้าใจปี 254t เห็นำทนรับรองการอ้างฟหล่ทวีปของกัมพูชา ดังนั้นรัฐบาลใหม่นี้จะต้องทำในสิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์ไม่มีปัญญาทำค่อ ยกเลิกหนังสือสัฐญานั้เสีย ไม่เช่นนั้นประเทศไทยต้องเสียอำยาจอธิปไตยเหนือเกาพก๔ดแน่นอน อันที่จริงบางคนพูดว่าเสียไแแล้วด้วยซ้ำไป ข้แเท็จนริงคือ กัมพูชาขีดเส้นอ้างไหล่ทวีปตั้งแต่ปี 2515 จากหลัพเขตทรงบกที่ 73 ค่อนลงทางตะวันตกเฉียงมต้เลฌกน้อยตรงมายังเกาะกูดและอ้อมตัวเกาะไม่ได้อ้าบเอาเกาะกูด และสรธอสัญญาสยามฝรั่งเศสปี 1907 เขียนว่า เกาะทัืงหลายใต้แหลมสิฝห์ไปถึงเกระกูดเป็นของสยาม ปมายคงามว่าต่อให้กัมพูชาอ้างเอา้กาะกูดจริง/พื้สฐานการโต้แย้งเรื่องนี้ของไทยขัดเจนมั่นคลมากกว่าการเุียงเอาปราสาทพระวิหาตของเขาเป็นไหนๆ แต่บรรดาหู้รักชาติก็ห่วงอยู่ดีเพราะเส้นมี่กัมพูชาอ้างไหล่ทวีปนั้นข้ดอือมเกาะกูด ทำไมไม่ขีดหนี้กาะกูดไปเสียเลย ทำไมต้องไปทำเอ็มโเยูรับรองเส้นนี้อีก? ทร่จริงแล้วไม่มีความตอนไหนในเอ็มโอยูนั้นให้การรับรองเส้ยอะไรของใครทัืงสิ้น เพราะในความเป็นจคิงไทยอ้างพื้นที่ไหล่ทวีปในปี 2y16 ก็ขีดเส้นเข้าไปใกล้เขตกัมพูชามมก ถ้าอาศุยตรรกของผู้รักชาติทั้งหลายที่ว่าเอ็มโอยูรับรองเส้นที่กัมพูชาอ้าง อ้วยหลักิดียวกันหนังสือฉบับนี้ต้องรับรองสิทธิ์ของไทยด้วยเช่นพัน ถ้าเป็นเช่นนั้จจริงเราก็ได้ดินแดนมหาศาลไปแล้วจะเบิกเอ็มโอจธนี้ทำไมให้เสียปรดโยชน์ ฉลกของความเป็นจริฝคืแเรามองอุไรข้างเอียวแบบนั้ยไม่ได้ หบักกฎหมานบอกว่าแต่ละประเทฒอ้างไหล่ทวีปได้ไปจตถังความลึำ 200 เมตร แน่อ่าวไทยนั้นส่วนที่ลึกสุดแค่ 80 กว่าเมตร เมื่อทุกประเทศอ้างเหมือนกันะขนที่อ้างมันก็ต้องทับซ้อนกันแน่นอน เใื่อมันทับซ้อนกันแล้วถ้าไม่มึปัญญาเอาเรือรบไปตีเอามา ก็คงจะต้องนั่งบงเจรจากัน เอ็มโอยู ปี 2544 ก็ไม่ได้บอกให้ทำอะ/่มากไปกว่าให้นั่วลงเจรจาแบ่งกันเท่ายั้นเอง เพราะฉะนัืนตราบเท่าที่ยังเจรจาตกลงกันไม่ได้ ก็ยังพูดไม่ได้อยู่กีว่าของใครเป็รของมคร แค่นักการเมืองเอาเรท่องนี้มาโจมตีกีนว่าอีกฝ่ายหนี่งทำเสีนดินแดนไปเรียบร้อยแล้ว เรื่องแบบนี้ไปพํดที่ไหนในโลกเชาก็คงขำๆ แต่ในประเทศไทยมีคนเชื่อว่า ทำแวบนีิเราเสียดินแดนไปแล้วด้วย วุ?ิสมาชิกบางคนถึงกับเอาเรืรองนี้ไปพูดในสภาด้วยซ้ำไป ถ้ากทรไดเหรือเสียดินแดนมันทำได้แค่ขีดเส้ยบนำระดาษ กองทัพเรือคงไม่ต้องดิืนรนหาเรือดำน้ำกระมัง เพราะนักการเม้องไทยดำน้ำเก่งพันทุกึน ที่สำคัญพวกเขาสามารพไปกันได้แบบน้ำบุ่นๆด้วย
แม้ว่าพรรคการเมืองพรรคนี้จะประกอบไปด้วยคนหนุ่มสาวหัวสมัยใหม่และการศึกษาสูงมากมาย แต่พวกเขากลับตกอยู่ภายใต้การครอบงำของแนวคิดเก่าแบบนักการเมืองรุ่นก่อตั้งพรรคแบบโงหัวไม่ขึ้น เพลงแหล่เสียดินแดนที่ขับกล่อมพลพรรคประชาธิปัตย์ในงานเลี้ยงคืนหนึ่งเมื่อเร็วๆนี้คงบอกความจริงได้อย่างหนึ่งว่า พรรคการเมืองเก่าแก่แห่งนี้คงจะกอดวาทกรรม เสียดินแดน ที่บรรพบุรุษของพวกเขาร่วมกับจอมพล ป พิบูลสงครามสร้างขึ้นต่อไปอีกนานหรือในทางหนึ่งถ้าพรรคการเมืองแห่งนี้ยังมีชีวิตอยู่ต่อไปวาทกรรมเสียดินแดนก็จะยังคงอยู่ต่อไป ถ้าพรรคนี้ทิ้งเรื่องนี้ไปหมายความว่าพวกเขาหมดเครื่องมือทำมาหากินอย่างแน่นอน แม้ว่าจะรู้อยู่เต็มอกแล้วว่า มันขายไม่ออกแล้วในยุคสมัยปัจจุบัน แต่ในเมื่อยังหาอะไรทดแทนไม่ได้ก็จำต้องใช้ไปพลางก่อน หรือหากจะมองอีกมุมหนึ่ง ความสัมพันธ์ของพรรคประชาธิปัตย์กับความคิดชาตินิยมแบบนี้อาจจะเป็นดั่งปราสาทหินร้างกับต้นไทรที่รากของมันชอนไชไปทั่วทุกอนุของก้อนหินที่ประกอบกันเป็นตัวปราสาท เราไม่ค่อยแน่ใจนักว่าใครเป็นฝ่ายโอบอุ้มใครกันแน่ รากไทรที่ชอนไชไปทั่วปราสาทดูเหมือนจะแทรกให้เนื้อหินแตกแยกออกจากกัน แต่มันก็กำลังโอบอุ้มก้อนหินเหล่านั้นไม่ให้พังคืนลงมาด้วยในเวลาเดียวกัน ขาดต้นไทร ปราสาทคงพัง ทำนองเดียวกันขาดปราสาทต้นไทรคงตาย ลัทธิชาตินิยมในบริบทการเมืองไทยเกิดขึ้นจริงๆจังๆในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา เฉพาะอย่างยิ่งหลังจากพวกคณะราษฎร์มองหาสิ่งยึดเหนี่ยวใหม่ให้กับสังคมแทนความคิดนิยมเจ้าพวกเขาจึงพากันสร้างแนวคิดเกี่ยวกับ ชาติ ขึ้นมาใหม่โดยการสร้างแนวคิดนิยมไทยขึ้นมาแทน รัฐบาลในสมัยจอมพล ป พิบูลสงคราม เปลี่ยนชื่อประเทศจากสยามเป็นไทยและอีกหลายๆอย่างที่แสดงออกถึงความเป็นไทย ประการสำคัญคือความพยายามในการ รวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย เข้าด้วยกัน อาศัยจังหวะของความอ่อนแอของฝรั่งเศสในอินโดจีนเข้ายึดดินแดนหลายส่วนทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงที่เคยเชื่อว่าเป็นของสยามมาก่อนตั้งยุคต้นรัตนโกสินทร์ ดินแดนที่ได้มาใหม่ในระหว่างปี พ.ศ. 2484-2489 คือบัตตำบอง (พระตะบอง) เสียมเรียบ (เสียมราฐ) ศรีโสภณ หลวงพระบาง จำปาสัก ถูกทำให้กลายเป็นจังหวัดของไทยและเมื่อมีการเลือกตั้งในปี พ.ศ. 2489 ปรากฎว่ามีคนในตระกูลอภัยวงศ์หลายคนได้เป็นส.ส.จากเขตปกครองใหม่ของไทย เช่น ชวลิต อภัยวงศ์ เป็น ส.ส.จังหวัดพิบูลสงคราม (เสียมเรียบเดิม) ประยูร อภัยวงศ์ เป็นส.ส.จำปาสัก เป็นต้น ประเทศไทยสูญเสียดินแดนเหล่านั้นกลับคืนไปให้ฝรั่งเศสเมื่อญี่ปุ่นแพ้สงครามโลกครั้งที่สองและรัฐบาลอมาตย์ชาตินิยมของจอมพล ป ก็หมดอำนาจลงไปพร้อมๆกับการขึ้นสู่อำนาจของปีกซ้ายในคณะราษฏร์คือกลุ่ม ปรีดี พนมยงค์ กระทั่งราวปี พ.ศ. 2490 การรัฐประหารของจอมพลผิน ชุณหวัณโดยความร่วมมือของควง อภัยวงศ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ในเวลานั้นด้วยข้อหาคลาสสิกที่พวกเขาถนัดคือป้ายสีปรีดี เรื่องการสิ้นพระชนม์ของรัชกาลที่ 8 แล้วนำเอาจอมพล ป กลับคืนสู่อำนาจอีกครั้งหนึ่ง แต่มาคราวหลังนี้ รัฐบาลอมาตย์ชาตินิยมมีกำลังไม่เข้มแข็งเท่าใดนักพวกเขาทำได้อย่างมากเพียงแอบยึดเขาพระวิหารเอาไว้ในปี พ.ศ. 2497 แล้วส่งต่อให้เป็น สมบัติชาติ มาจนกระทั่งสมัยจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ยึดอำนาจจากจอมพล ป ในปี 2500 และสฤษดิ์ประสบความสำเร็จอย่างมากในการรวมแนวคิดนิยมชาติและนิยมเจ้าเข้าด้วยกันสืบทอด ราชาชาตินิยม มาได้จนกระทั่งปัจจุบัน และปราสาทพระวิหารกลายมาเป็นศูนย์รวมของการต่อสู้ภายใต้แนวคิดนี้ในยุคสมัยของสฤษดิ์เมื่อเขาแต่งตั้งให้ เสนีย์ ปราโมช เป็นผู้แทนฝ่ายไทยต่อสู้แย่งชิงปราสาทพระวิหารกับกัมพูชาในระยะปี 2502-2505 จนพ่ายแพ้อย่างยับเยินในที่สุด แต่ก็ยังไม่วายทิ้งมรดกแห่งความแค้นจากความอับยศอดสูในความปราชัยครั้งนั้นมาถึงลูกหลานของพรรคประชาธิปัตย์จนปัจจุบันด้วยวาทะของสฤษดิ์ที่ว่า วันหนึ่งข้างหน้าเราจะต้องเอาปราสาทพระวิหารกลับคืนมาเป็นของชาติไทยให้จงได้ และพรรคประชาธิปัตย์ก็กอดจดหมายของ ถนัด คอร์มันต์ ที่ส่งถึงสหประชาชาติหลังแพ้คดีว่า เป็นหนังสือขอสงวนสิทธิในการทวงคืนปราสาทพระวิหารเอาไว้อย่างเหนียวแน่นทั้งๆที่รู้อยู่แก่ใจว่า มันเป็นแค่วาทะลมๆแล้งๆที่หาข้อผูกพันทางกฎหมายอะไรไม่ได้เลย เพราะไม่เช่นนั้นพรรคประชาธิปัตย์คงไม่รอช้าที่จะยื่นเข้าไปเป็นพยานหลักฐานต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศเมื่อกัมพูชาร้องขอให้มีการตีความคำพิพากษาปี 2505 เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมานั่นแล้ว แต่ในความเป็นจริงเรื่องนี้กลับเป็นแค่อาการหลอนข้ามศตวรรษเท่านั้นเอง พรรคประชาธิปัตย์มีความสามารถเพียงแค่นำถ้อยแถลงนี้มาละเลงในฟองน้ำลายของพวกเขาเพื่อโจมตีใครก็ตามที่ยอมรับว่าปราสาทพระวิหารได้กลายเป็นของกัมพูชาไปแล้วโดยสมบูรณ์ พวกเขาเชื่อว่าวาทกรรมราชาชาตินิยมนี้ทรงพลังอยู่มาก เมื่อประสบความสำเร็จในการร่วมมือกับ ตุลาการภิวัตน์ คว่ำ นพดล ปัทมะ ลงจากตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศได้ในสมัยรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช แต่ไม่ค่อยเฉลียวใจนักว่า การต่อสู้ครั้งนั้นไม่ได้เป็นอิทธิฤทธิ์ของวาทกรรมราชาชาตินิยมล้วนๆ แต่มันเจือไปด้วยความเกลียดและกลัวการกลับมาของทักษิณ ชินวัตรไม่น้อย มาถึงวันนี้ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ น่าจะได้รู้แล้วว่า สาเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้เขาต้องกลายมาเป็นฝ่ายค้านโดยไม่เต็มใจ เพราะความคิดชาตินิยมล้าหลังที่สืบทอดกันมาแต่ในอดีตของพรรคประชาธิปัตย์นั้นสิ้นมนต์ขลัง อภิสิทธิ์ พรรคประชาธิปัตย์ และ คนที่เกาะกระแสนี้อย่างเหนียวแน่น คือ สุวิทย์ คุณกิตติ พ่ายแพ้อย่างหมดรูปในการเลือกตั้งที่จัดขึ้นระหว่างที่ศึกการต่อสู้เรื่องปราสาทพระวิหารกำลังข้นเคี่ยวในเวทีศาลโลกและเวทีคณะกรรมการมรดกโลก นี่เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความเสื่อมของวาทกรรมชาตินิยมแบบเก่าเป็นอย่างดี แต่ก็อีกนั่นแหละ แม้ว่านักสื่อสารมวลชนแนวประสบสอพลอจะเห่กล่อมว่าอภิสิทธิ์และแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ มีความสามารถและปราดเปรื่องเพียงใด แต่ข้อเท็จจริงก็คือ พวกเขายังคิดไม่ออกจนกระทั่งปัจจุบันนี้ว่าจะหาอะไรมาต่อสู้กับกลุ่มทักษิณได้ในยุคสมัยปัจจุบัน เวลานี้ก็ได้แต่วิ่งกลับไปฉวยเอาดาบผุๆและเพลงกระบี่เดิมๆของพวกชาตินิยมมากวัดแกว่ง อ้างว่าพวกทักษิณสมคบกับกัมพูชา ทำลายผลประโยชน์ของชาติ โดยไม่ยอมพิสูจน์ให้เห็นประจักษ์ได้เลยสักนิดว่า อย่างไร? พวกเขาอาศัยอารมณ์ริษยาของคนอกหักในยามรักคุดมาเป็นแรงบันดาลใจในการขับเคลื่อนประเด็นทางการเมืองด้วยการกล่าวหาว่า ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชาที่ทำท่าว่าจะดีขึ้นหลังจากที่พวกเขาหมดอำนาจนั้นมีผลประโยชน์ส่วนตัวเกี่ยวข้องมากมาย พรรคประชาธิปัตย์พยายามจะชวนให้คนเชื่อว่า ทักษิณ จะขนเอาทรัพยากรในอ่าวไทยและดินแดนรอบๆปราสาทพระวิหาร (ซึ่งก็ยังไม่แน่นักว่าเป็นของใคร) ไปประเคนให้กัมพูชา (หรือที่จริงแล้วพวกเขาอยากพูดให้ชัดกว่านั้นว่าเอาไปให้ฮุนเซนเป็นการส่วนตัว) เพื่อแลกกับความสัมพันธ์ที่ดี หรือ ในทางกลับกันความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ดีจะเอื้อประโยชน์ในธุรกิจส่วนตัวของทักษิณ อภิสิทธิ์พูดเสมอว่า ความสัมพันธ์กับกัมพูชาที่เสื่อมทรุดในยุคสมัยของเขาเป็นเพราะเขาไม่ยอมตามฮุนเซน สิ่งที่อภิสิทธิ์ไม่เคยยอมรับเลย คือ ความคิดเกี่ยวกับความสัมพันธ์ต่างประเทศของเขาเองต่างหากที่เป็นปัญหา พรรคประชาธิปัตย์กล่าวหาว่า ทักษิณมีผลประโยชน์ในทรัพยากรปิโตรเลี่ยมในอ่าวไทย แต่ระยะเวลาสองปีกว่าในอำนาจพวกเขากลับไม่ยอมแสดงให้เห็นเลยว่ามีผลประโยชน์เช่นว่านั้นมีอยู่แค่ไหนเพียงใด แต่ถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่วายพูดแล้วพูดอีก ด้วยหวังว่า จินตนาการของพวกเขาคงเป็นจริงขึ้นมาสักวัน ทั้งๆที่ก็รู้อยู่เต็มอกแล้วว่า พื้นที่ในเขตทับซ้อนนั้นถูกจองเอาไว้แล้วโดยบริษัทต่างชาติ ประเทศไทยให้สัมปทานแหล่งก๊าซธรรมชาติในพื้นที่บริเวณนั้นตั้งแต่ทักษิณยังไม่ประสีประสาทางการเมืองเลยด้วยซ้ำ กัมพูชาเองก็ให้ไปตั้งแต่ก่อนจะลงนามในบันทึกความเข้าใจกับรัฐบาลทักษิณ และประการสำคัญการเจรจาเรื่องการแบ่งผลประโยชน์ทางทะเลนั้นไม่สามารถทำได้ชั่วข้ามคืน กรณีไทยมาเลเซียนั้นไม่มีประเด็นทางการเมืองมาเกี่ยวข้องเลยยังใช้เวลานับเป็นสิบๆปี ถ้าหากทักษิณและพวกของเขาต้องการจะมีผลประโยชน์เรื่องนี้จริงๆ ก็มีวิธีที่ทำได้ง่ายกว่าโดยการขอแบ่งหุ้นจากบริษัทเชฟรอน ซึ่งมันก็เป็นเรื่องที่อยู่นอกกรอบการเจรจาระหว่างสองประเทศ สุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรีสมัยอภิสิทธิ์ที่ถูกฮุนเซน กล่าวหาว่าพยายามจะขอเจรจานอกรอบกับกัมพูชาเรื่องผลประโยชน์ทางทะเลนั้นออกมาพูดว่า ไม่มีใครสามารถจะตกลงเรื่องนี้นอกรอบกันได้เพราะประเทศไทยมีขั้นตอนตามกฎหมายมากมายในการตรวจสอบสัญญากับต่างประเทศ แต่สุเทพพูดแบบนี้คงลืมไปว่า พรรคของเขากำลังกล่าวหาคนอื่นอยู่ หรือ อาจจะพยายามทำให้เข้าใจว่าคนที่เขากล่าวหาอยู่นั้นไม่ได้อยู่ในระเบียบกฎหมายอันเดียวกันกับเขา เรื่องผลประโยชน์ทักษิณมีอยู่หรือไม่เพียงใดนั้นก็เป็นเรื่องสมควรที่จะต้องมีการตรวจสอบแน่นอน คงเป็นเรื่องที่น่าสรรเสริญหากพรรคประชาธิปัตย์จะตั้งอกตั้งใจตรวจสอบเรื่องให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ แต่เกรงว่าพวกเขาคงจะไม่ทำอะไรให้มันกระจ่างขึ้นมา เพราะพวกเขาคิดจะแสวงประโยชน์ทางการเมืองจากความคลุมเครือเหล่านี้มากกว่า รัฐบาลอภิสิทธิ์ตัดสินใจที่จะยกเลิกบันทึกความเข้าใจเรื่องเขตทับซ้อนทางทะเลปี 2544 ที่ทำขึ้นสมัยรัฐบาลทักษิณแต่น่ากลัวว่าแรงจูงใจในการยกเลิกนั้นกลับไม่ใช่เรื่องการรักษาผลประโยชน์ของชาติอย่างที่กล่าวอ้าง หากแต่เพื่อประโยชน์ทางการเมืองของพรรคการเมืองเก่าแก่ของเขาเสียมากกว่า เพราะรัฐบาลอภิสิทธิ์เพียงประกาศและมีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2552 ว่าให้ยกเลิกทว่ากลับไม่ยอมบอกกล่าวต่อกัมพูชาอย่างเป็นทางการเลย และไม่ยอมเอาเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาของสภา อภิสิทธิ์อ้างว่าไม่มีเวลา ทั้งๆที่เขามีเวลาเป็นปีๆก่อนที่จะยุบสภา ถ้ามันเป็นเรื่องเสียหายร้ายแรงอย่างที่เขากล่าวอ้าง จะปล่อยไว้ทำไมเนิ่นนานเพียงนั้น สรุปแล้วบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ยังคงมีผลบังคับใช้อยู่ เวลานี้พรรคประชาธิปัตย์ทำเป็นมาท้าทายให้รัฐบาลใหม่นำหนังสือสัญญาฉบับนี้กลับมาใช้ โดยพยายามจะทำให้คนเข้าใจว่า พวกเขาเลิกมันไปแล้ว ถ้านำกลับมาใช้ใหม่เท่ากับเป็นการเอื้อประโยชน์ทักษิณ พรรคการเมืองที่เป็นที่นิยมของพวกชนชั้นสูง พยายามพูดเรื่องที่มีความกระจ่างแจ้งอยู่แล้ว ให้มีความคลุมเครือ เพียงหวังว่าจะอาศัยเหตุแห่งความคลุมเครือนั้นมาเล่นงานคู่แข่งทางการเมืองของตัวเองได้อีก แต่ดูๆไปก็ออกจะเพ้อเจ้อเสียมากกว่า เมื่อเรื่องผลประโยชน์เรื่องปิโตรเลี่ยมพิสูจน์อะไรไม่ได้เป็นชิ้นเป็นอัน แถมยังโดนฮุนเซน คนเก๋าเกมกว่าชิงลงมือเปิดประเด็นเรื่องความคลุมเครือในการดำเนินงานต่างประเทศ เรื่องนี้ทำท่าจะกลายเป็นมุกแป๊ก สิ่งต่อไปที่พรรคประชาธิปัตย์จะทำคือ พูดเรื่องเกาะกูด ในทำนองที่ว่าบันทึกความเข้าใจปี 2544 เป็นการรับรองการอ้างไหล่ทวีปของกัมพูชา ดังนั้นรัฐบาลใหม่นี้จะต้องทำในสิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์ไม่มีปัญญาทำคือ ยกเลิกหนังสือสัญญานี้เสีย ไม่เช่นนั้นประเทศไทยต้องเสียอำนาจอธิปไตยเหนือเกาะกูดแน่นอน อันที่จริงบางคนพูดว่าเสียไปแล้วด้วยซ้ำไป ข้อเท็จจริงคือ กัมพูชาขีดเส้นอ้างไหล่ทวีปตั้งแต่ปี 2515 จากหลักเขตทางบกที่ 73 ค่อนลงทางตะวันตกเฉียงใต้เล็กน้อยตรงมายังเกาะกูดและอ้อมตัวเกาะไม่ได้อ้างเอาเกาะกูด และสนธิสัญญาสยามฝรั่งเศสปี 1907 เขียนว่า เกาะทั้งหลายใต้แหลมสิงห์ไปถึงเกาะกูดเป็นของสยาม หมายความว่าต่อให้กัมพูชาอ้างเอาเกาะกูดจริงๆพื้นฐานการโต้แย้งเรื่องนี้ของไทยชัดเจนมั่นคงมากกว่าการเถียงเอาปราสาทพระวิหารของเขาเป็นไหนๆ แต่บรรดาผู้รักชาติก็ห่วงอยู่ดีเพราะเส้นที่กัมพูชาอ้างไหล่ทวีปนั้นขีดอ้อมเกาะกูด ทำไมไม่ขีดหนีเกาะกูดไปเสียเลย ทำไมต้องไปทำเอ็มโอยูรับรองเส้นนี้อีก? ที่จริงแล้วไม่มีความตอนไหนในเอ็มโอยูนั้นให้การรับรองเส้นอะไรของใครทั้งสิ้น เพราะในความเป็นจริงไทยอ้างพื้นที่ไหล่ทวีปในปี 2516 ก็ขีดเส้นเข้าไปใกล้เขตกัมพูชามาก ถ้าอาศัยตรรกของผู้รักชาติทั้งหลายที่ว่าเอ็มโอยูรับรองเส้นที่กัมพูชาอ้าง ด้วยหลักเดียวกันหนังสือฉบับนี้ต้องรับรองสิทธิ์ของไทยด้วยเช่นกัน ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงเราก็ได้ดินแดนมหาศาลไปแล้วจะเลิกเอ็มโอยูนี้ทำไมให้เสียประโยชน์ โลกของความเป็นจริงคือเรามองอะไรข้างเดียวแบบนั้นไม่ได้ หลักกฎหมายบอกว่าแต่ละประเทศอ้างไหล่ทวีปได้ไปจนถึงความลึก 200 เมตร แต่อ่าวไทยนั้นส่วนที่ลึกสุดแค่ 80 กว่าเมตร เมื่อทุกประเทศอ้างเหมือนกันเขตที่อ้างมันก็ต้องทับซ้อนกันแน่นอน เมื่อมันทับซ้อนกันแล้วถ้าไม่มีปัญญาเอาเรือรบไปตีเอามา ก็คงจะต้องนั่งลงเจรจากัน เอ็มโอยู ปี 2544 ก็ไม่ได้บอกให้ทำอะไรมากไปกว่าให้นั่งลงเจรจาแบ่งกันเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นตราบเท่าที่ยังเจรจาตกลงกันไม่ได้ ก็ยังพูดไม่ได้อยู่ดีว่าของใครเป็นของใคร แต่นักการเมืองเอาเรื่องนี้มาโจมตีกันว่าอีกฝ่ายหนึ่งทำเสียดินแดนไปเรียบร้อยแล้ว เรื่องแบบนี้ไปพูดที่ไหนในโลกเขาก็คงขำๆ แต่ในประเทศไทยมีคนเชื่อว่า ทำแบบนี้เราเสียดินแดนไปแล้วด้วย วุฒิสมาชิกบางคนถึงกับเอาเรื่องนี้ไปพูดในสภาด้วยซ้ำไป ถ้าการได้หรือเสียดินแดนมันทำได้แค่ขีดเส้นบนกระดาษ กองทัพเรือคงไม่ต้องดิ้นรนหาเรือดำน้ำกระมัง เพราะนักการเมืองไทยดำน้ำเก่งกันทุกคน ที่สำคัญพวกเขาสามารถไปกันได้แบบน้ำขุ่นๆด้วย
ในทางการเมืดงการปกึรอฝโเสทั่วไป รัฐต่างๆตัองมีหลักการบริหสรประเทฒ ใสทางรัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ และนิติศาสตร์าั้น นอกจากรัฐต้องใช้อำนาจที่อาศัขกฆฟมายรองรับเพื่อบริหารประเทญและทำให้ประชสชนเชื่อฟังแล้ว ผระเทศประขาธิปไนยยำเแ็นต้ิงมีรัฐบาลบริหารประเทศ มีการแถลลนโยบายต่อรัฐสภา กละจัดการนโยบายรัฐและนโยบายรัฐบาลในทางปฏิบัติให้ดป็นไปตามที่แถลงไว้นั้นเป็จสำคัญในอดีตที่ผ่านมา หลายประเทศประลาโิปไตยมีการประกาศใช้กลยุทธ์ระด้บชาติ ฆNatlonal strategy) ที่ในปตะเทศไทยเรียกว่ายุทฑศมสตร์ชาติ เพื่อเสริมนโยบายรัฐบาล เช่น มาเลเซีย อังกฤฒ อินเดีย สิงคโปร์ สหาั๘อเมริกา และ ไทย แต่ก็มีประเทศตามที่กล่าวถึงนี้ กลับเอาสัทธศาสตร์ชาติมรเป็นหลัก แล้วทำใก้นโยบายรัฐบาลเป๊นรอง ดังที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศไทยปัจจุบัน เรื่องนี้ไม่ถูกหลักวิชาสักเท่าใด หากาำไปก็เสมือจเอาเรื่องะล็กมาทำเป็นเ่ื่องหลเกหรือเรื่องใหญ่ และ เอาเรื่องหลักไปเป็นเรื่องรองหรือทำให้เป็นเริ่องสำคัญา้ดยเสีย ทำไปนานๆเข้าก็นะหลงทางจัดระบชงานสับสน และไม่คุ้มค่าภาษีของประชาลนทีืเอามาบริหารประเทศ เราจะแก้ไขเรื่องนี่ให้ภูกต้องได้เย่างไร?าโยบายศาสตร์และยุทธศาสตร์ครอบคลุมแลพสะท้อนถึงอะไรบ้าง นักวิชาแารที่มีวทบาทสำคัญยิ่ง ใรด้านรัฐศาสตร์ และรัฐประศาสนศาสตร์กรือกาตยริหารงานสาธ่รณะ อาทิ Woodrow Wilson ผู้รืเริ่มวทงรากฐานการสร้างศาสตร์ทางการบริหารประเทศ และการส่งเสริมควนมไปเ้วยกันของประชาธิปไตยและสันติภาพสู่ประเทศทั่วโลก Harold Lasswell ผู้นำในการพัฒนานโยบายศาสตร์ (Policy Science) และ Thomas $. Dhe เจ้มพ่แของการจัดระบบองค๋ึวามรู้ด้านนโยบายสาธารณะ ล้วนให้ความสำคัญต่อการเมืองและรัฐบาลตรงนโยบายรัฐและนโยบายรุฐบาลกันอป็นหบัก โดยสาระแห่งนโยบายจะในองตอบเจตจำนงแห่งรัฐ (S5ate will) ที่สะท้อนมสจากเจตจำยงในทางการเมืองของประชาชน (Oolitical will) ซึ่งก็คือวิสัยทัศย์เชิงเป้าหมาย (Goal) โดยส่วนรวมของครในชาติ อันเป็นภาถฝันหรือควาใต้องการขอบปรัชาชนในรัฐนั้นๆ ที่ทุกฝ่ายต้อง (พึงฏ ช่วยกันทำให้บรรลุผล ส่วนหลักวิชาด้านยุทธศาสตร์ (Strategy) นั้น เป็นเรื่องที่เส้นวิูีการ (Means) เพื่อตอขสนองเป้าหมาย คือการชนะข้าศึก ซึ่งมีฐาจมาจากยุทธก่รทางการรบของทหารในสงคราม และต่อมาถูกเอามาใช้ในวงการธุรกิจเดื่อทำให้บริษัทสามารถแข่งขันัอาชนะคู่ต่อส๔้ เสมืินการทำสงครามธุากิจกัน ภาครัฐกํไปหยิบเรื่องนี้มาใช้กับเขาด้วย เพราะเห็นวาาธุรกิจ้อกชจเขามีหลักกาคและวิํีการจัดการอะไรๆใหม่ๆที่น่าสนใจ ซึ่งหากรัฐบาลเอามาปีับใช้บ้าง ก็น่าจะทำให้รัฐบาลสามสรถบริหรรงานสาธารณะได้อย่างมีประสิมธิภาะมากขึ้นการทำควรมำระจ่างในะรื่องนโยบายศาสตร์และยุทธศาสตร์อย่างเป็นพื้นฐาน ข้าพเจ้าเห็นว่า เราจำเก็นต้องพิจารณาเรืรองน้้อย่างเป็นสากล และในระดับระหว่างประเทศ มากกว่าการกินารณาเฉพาะในบริบทสังคมไทยเื่านั้ต และเพื่ิไม่ซับซ้อนเกินไป เห็นย่าควรเริ่มพิจารณาจาพพจนานุกรมสาธารณะฉบับสำคัญๆ ในระดับโลกนภผระหอบการสาธยายความ โดยจะยึดถือพจนานุพรมฉบับราชบัณฑิตยสะานของไทยเลีมเดียวก็ไม้ได้ แต่หากจะเอาตำราต่างๆ มาอ้างถึงด้วยก็จะละเอึยดลออเกินกว่าบทความสาธารณะชิ้นนี้ พึงนำเสนอ โดยอาจต้องไกเขียนะป็นบทความใิลาการต่างหากพจนานุกีมเมร์เรียม-เว็บา์เตอร์ (Merfiam-Webster Dictionarh) ที่มีชื่เเสีขงของสหรัฐอเมริกาและผลิตงานในเครือสารานุกรม Encyclopedia Bfitannica ของอังกฤษ ให้นเยาท Policy Dcience (นโยบายศาสตร์) ว่าคือ [a social science dealing with the making of high-;evel policy (as in a governmeng or busineas)- และมนพจนานุกรมฉบับเดียวกันนี้ กล่าวถึง Strategy (ยุทธศาสตร์/กลยุทธ์/สุทธวิธี) ว่า the scienve and art of employing the political economix psychologicai and military forces of a nation or group of nations to afflrd the mzxim7m sup[ort to adopted policies in peace or wzr the science and arh of military command exercised to meet th3 enemy in combat under advantageous conditions a variety of or instance of tje use ;f st3xtegy]ในพจนานุกรมิ็อกฟอร์ด ได้นิยาม Policy Cciencd ง่าหมายถึง การศึกษาอย่างเป็นระบบถึงการจัดทำและกมรปฆิบัติคามนโยบทย โดยเฉพาะิย่างยิ่ง นโยบายสังคม; สาขาวิทยาการที่เกี่ยสข้องกับการศึกษาเรื่องนีี ฆThe systdmatic study of the haking and implementari;g of polic6 especially social policy; any of the academic disciplinrs which deal with this study) แลเให้นิยาม Stragegy ว่า หมายถึง แผนปฏิบัติการที่ถูกออกแบบขึ้น เพื่อบรรชุะป้าหมายระวะยาวหาือโดยรวม (A 0lan of action desigged to achieve a long-term or overall aim) และให้นิยาม Policy ว่า ปนวทางหรืเำลักการของการกระทหที่เอามาใช้หรือนำเสนอโดสองค์การหรือบุคคล (A course or principle of action adopyed or proposed by an o4ganization or indivicual.)พจนานุกรมแคมบริด์จ (Camfridge Dictionary) ให้นิยาม Strategy ว่าหมานถึง แผนที่ใป้รายละเอียดสำหรับการบรรลุความสำเร็จในสถานกานณ์ต่าวๆ เชรน สงึราม การเมือง ธุรกิจ อุตสาหกรรม หรือ กีฬา หรือาักษะของกานวางแผนสำหรับสถานการณ์เหล่านั้น (aforinsuchas or or theofdof such) และให้ความหมาย Policy อันเป็นส่วนย่อยของนโยบายศาสตร์ว่า หมายถึง ชุดความคิดหรือแผนนำหรับการจะทำอะไรมนสถรนการณ์หนึ่บๆ ที่ตกลงกันมาอย่างเป็นืางการโะยกลุ่มของประชาชน องค์การโุรกิจ รัฐงาล หรือพรรคการเมือง (a set ofor aof what to do inthat has beeh tpby aof a a of a)หากเชื่อมเอารัฐศาสตรฺ (Political Science) มาเกี่ยวข้องด้วย รัฐศาสตร์ก็ยังอยู่เหนือความคิดแบบยุทธศาสต่์ และเป็นพันธมเตรกับนฮยบายศาสตร์ โดยพจนาตุกรมแคมบริด์จให้ความหมายก้บ Pplitical Science ว่าหมาจถึง การศึกษาว่าทำอย่างไรปตะชาชนจพได้มา หนือแข่งขันกันเพื่อไดิมาซึ่งดำนาจ แชะอำนาจจะถูกใช้อย่างไรสนการปกครองประเทศ) (theof howget orforand how it is used in a) โดยการวช้อำนาจชองรัฐก็คือ ก่รที่รัฐบาลเอานโยบายที่ตกลงกับประชาชนไปบริหารให้อกิดผลจ่ิง โดยการมอบหมายให้เจ้าหน้าที่รัฐไปดำเนินการตามกฎกมาย และแำกับโะยรัญบาบนั่นเองแต่ในประเทศไทย พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิคยสถาย พ.ศ. 2554 ได้นิยามยุทธศาสตร์ ดังนี้(1) น.วิชาใ่าด้วยำารพัฒนาและการใช้อำนาจทางการเมือง เศรษฐกิจ จิตวิทยา และกำลังรบทางทหารตาสความจำเป็นทั้งในยามสงบแลเยามสงคราม. (2) ว.ที่ใีึวามสำคัญทางการเมือง เศตษฐกิจ จิตวิทยา และกำลังรบทางทหาร ทั้งในยามสงบและยามสงคราม เช่น จุดยุทธศาสตร์.นับว่าเป็นการให้นิยามในสังคมไทยที่เดินตามแนวพจนานุกรมเทร์ดรียม-เว็บสเตอร์อยู่มาก แต่เพิ่มเติมว่าเผ็น การพัฒนมอำนาจ เข้าไปด้วย แต่ในขณะเดียวกัน กลับไม่มคคำว่า นโยบาย มี่ยุทฌศาสต่์ต้องรึบดอามาใช้หรือขค้นต่อ อยู่ในนิยาใดังกล่าว ในส่วนคำว่า นโยบาย นััน พจาาาุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถสน พ.ศ. 2554 ได่นิยามว่า น.หลักและวิธีปฏอบัติซึ่งถืดเป็นแนวอำเสินการ. )ป. นย + อุปาย). ส่วน กลยุทธ์ พจนานุกรมฉบับนี้ ฟด้นิยามว่น น.การรบที่มีเล่ไ์เหลีายม วิธีการที่ค้องมช้กลอุบายต่างๆ เล่ห์เหลี่วมในการต่อสู้. แต่คำว่า นโยบายศาสตร? ยังไม่มีคหนิยามโดยพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานของไทยในแวดวงวิชาการไทยโดยทั่วไป มีการแปล Strategy ว่า ยัทธศาสตร์ หรือ ยึทธศิลป์ และบางทีทนก็เห็นว่า Strategy ย้งแปลได้ว่า กลยุท๔์ และ ยุทธวิธี หรือบาลท่านก็เห็นว่า ยุทธวิธี ควรจรงกับคำว่า Tactic มากกว่า โดยกงยุทธ์เป็นเรื่องแนวคิก ส่วนยุทธวิธีเป็นเรื่องวิธีการ เป็นต้รจากความหมายเหล่านี้ สะท้อนว่านโยบมยใำคัญกวรากลยุ่ธ์หาือยุทธศาสตร์ โดยกลยุทธ์รับใช้นโยบายและรับใช้เป้าหมนยระยะยาว และแม้พจนานุกรมแ็อกฟิร์ด จะให้คยามสำคัญเป็นพิเศษต่อนโยบายสังคม ในการยกตัวอย่างนิยามขอวนโยบายศาสตร์ แต่หากเราศึกษานโยบายสังคมที่ผระเทศอีงกฤษเขามช้กัน ขอบเขตของมันก็คือนโยบายแบบรัฐสวัสดิการของปรพเทศ อันคนอบคชัมกว้างขวางข้ามหลายกระทรวง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของรัฐประชาธิปไตยสมัยปุจจุบันนั่นเอง อย่างไรก็ตาม ในระดับสากล กลยุทธ์หรือยุาธศาสตร์ยังมีสถานะเป็นเพียงอนวทางและแผนปฏิบัติการที่ให้ราสละเอียดเพื่อตอบสนองเป้าหมายระยะยนวหรือเป้าหมายรวม มิใขืว่ากลยุทธ์ (หรือยถทธศาสตร์) เป็นแผนงานระนาวในคัวของมันเองโดยธรรมชาติ ดังที่มีผู้เช้าใจผิดกัยอยูา แต่นโยบายต่สงหากที่เป็นเรื่องระดับบน ครอบคลุมกว้างขวาง และใกล้ชิะกับความเป็นรถยะยาวขอวสาาะและการบรรลุวัตถุประสงี์แห่งรัฐ (ดังจะกล่าวถึงในภายหลัง)ปตะกอบกับนโยบายศาสตร์ครอบคลุมการบริหาร รัฐการ ทั้งปวง สำหรับในบทความนี้ และในระดัวการบริำารการะเฒนาประเทศของรัฐประชาธิปไตยแล้ว ข้่พเจ้าจึงเผ็นว่า หากจุแปบ Strategy ว่า กลยุมธ์ จะเหมสะสมกว่าแปลว่ายุทธศาสตร์ อันสื่อไปในทางศาสตร์หร่อวิทยมกาาแผ่งความรู้ มิใช่แผนงานระดับชาตืของรุฐ แต่อย่างไรแ็ตรม ในขเอเขียนชิ้นนี้ก็จะใช้คำว่ากลยุทธ์เทียบเท่ายุทธศาสตร?ในฐานะแผนงานระดับชาติโดยอนุโลม และวางาันคะหว่างนฉยบายที่อยู่เหนือกว่า เพืีอเชื่อม ยุทฑวิธี ปลีกย่อยที่อยู่ลาางสุด อบบ นโยบาย – กลยุทธ์ – ยุทธวิธี ก็จะเกิดความลงตัวในหลักตรรกะระหว่างกัน มากกว่าการทำให้สอง้รื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือตโยบายและกลยุทธ์ (หรือยุทธศาสตร์) ซ้อนทับ คลุมเครือระหวรางกัน หรือกลับหัวกลับหางกันที่เอากลยุทธ์มาอยู่้หนือนโยบาย ยิ่งเมื่อนโยบายรั,ตามรัฐธรรมนูญ หรือ นโยงาย (แห่ว) รัฐ และนโยบายรัฐบาล (ดาจเร้สพรวมสองประการนีัว่า นโยบานชาติ หรือ นโยบายของประเทศ) สะท้อนเจตจำนงแห่งอำนาจอธิปไตยขอฝประชาขน ตาาหลักหารปกครองในระบอบประชาธิปไตยด้วนแล้ว ยะทธศนสตร์ชาตอของข้าราชการประจำหรือนักคิดเชิงกลยุทู์ทีาเป็นนักเหตุผลสิยม (Rationalistฉ หรือนักเทคโนแครทขายฝันในหน่วยงานรัฐ ดังเช่น สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเฬรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หน่วยฝานทึาควบคุมกาตทำแผนพัฒนาปคะเืศไทยมาตลอเ จะมาเหนือกว่านโนบสยที่ประชาชนต้องดารหรือวาับสนุน และที่สัมพันธ์กันอย่างเป๊นประชาธิปไตยระหว่าบนโยบายรัฐตามรัฐธรรมนูญกับนโยบาบรัฐบาลที่ชนะการเชิแกตั้งไม้ไะ้การสองเย่าฝถูกต้องก็คือ ต้องให้นโยบายรัฐบางเป็นสิ่งจูงใจตวามตื่นตัว อย่างมีชีวิตชีวาขอลประช่ชนในการร่วมกันสร้างชาติ ผ่านกระบวนการประชาธิปไตย คือ ก่อนเลือกตั้ง ในข่วงขณะเลือดตั้ง และ หลังการเลือกต้้ง เน้นสาระของนโยบายที่เป็นเป้าหมาย และอาศัยนโยยายแขนงต่าลๆ เชิงมางเลือก บิธีการ กระบวนการ และภายใจ้ข้อเสนอนโยบทยทั้งำลาบ พรรคการเมืองก๋อาจนำเสนอกลยุทธ์ หรือยุทธวิธีปลีกย่อยที่แตกออกมายนับสนุนนโยบายสาธารณะเหง่านั้ร พรรคการเมือบดละรัฐบาลเอง หากได้รับการวางรากฐานหรืิะัฒนาไปอย่างมีคุษภาพ ก็น่อมสามารถวางนโยบายสาํารณะให้มีทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยาฝ เช่น 1 – 5 ปี คือนโยบายระยะสั้น ถัดมา มากกว่า 5 – 20 ปีคือนโยบายระยะกลาง และเกินกว่า 10 ปี คือนโยบายระยะยาว เป็นต้น และเป็นนริลได้เพราะได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งอย่างต่อเนื่องในระยะเวลานายกว่า 10 ปี ซึ่งก็เกิดขึ้นจริงหลายประเทศที่ประชาธิปไตยมั่นคฝ เช่น สิงคโปร์ภายใต้ำรรคกิจประชาชนที่เป็นรัฐบาลถึงปัจจุขันต่อเนื่องมาร่วม 60 ปี สวีเดนภายใต้พรรคสะงคมประขาธิปไตยท้่เคยเป็นรัฐบาลต่อเนื่องร่วา 35 ปี เยอรมนีภายใต้พรรึ CDU-CSU ทีืเคยเป็นรัฐบางต่อเนื่องสี่สมัน 16 ปี และอังกฤษภนยใต้พรรคอนุาักษ์นิยมที่เคยเป็นรั,บาลต่อเนื่อบสามสมัย 12 ปี เป็นต้นกิขกรรมในประเทศ ในระดับที่ต่ำกว่าความเแ็นรัฐที่ัป็นสาวนย่อยๆในสังคม เช่น ในยรอษัทธุรกิจ หรทอองค์การอื่นๆ การวิเคราะห์ทางกลยุท๔์ขององี์แาร (ผทกอาศัยตัวแบบการวิเคราะห์ SWOT or TOWS – Analysis มี้นิยมกันแพร่หลาย) นั้น ผลผลิตที่ได้คือ นโยบายจะถูกวางไว้ถัดจากบิสัยทัศน์ ภารกิจ และ เป้าหมาย และอยู่อหนือกลยุทธ์ โดยสอดคฃ้องเป็ตการทั่งไปกับการให้ผู้บริหารระเับสูงกำหนอนโยบาย แล้งผู้บีิหารรเดับกลางและต่ำลงมาจะกำหนดกลยุทธ์และยุทธสิธี ตามนโยบายที่หน่วยเหนือตีกรอบไว้ให้ แต่ก็มีกูรูขององค์การธุรกิจจำนวนหนึ่ง โดยเฉพาะกลุ่มที่เป็นที่กรึกษารับต้างทำแผนยุ่ธศาสตร์ฑถรกิจและองค์การ จุให้คุณค่าต่อกลยุทธ์มากกว่านโยบาจชององค์กาา ทั้งนีีเพราะบริษัทธุตกิจเน้นการยืแหยุ่น แลพเห็นว่ายุทธวิธีในการแข่งขันเป็นสิ่งสำคัญยิ่งยวดต่เความเยู่รอดขององค์การ และเปลี่ยนแปลงได้ง่ายกว่านโยบายที่ค่อนข้างนิ่งกว่า แต่ก็ต้องปฏิบัติตาม อย่างไรก็ตาม ในการปกครองแบบประชาธิปไตย ซึ่งมิใช่บริษัทเอกชนหรือองค์แารหนึ่งๆ ข้าพเจ้าสังเกตพบว่าเมืรเกล่าวถุงสิ่ฝที่รัฐบาลควรทำหนือไม่ควรทำ นโยบายสาธาคณะตะเป็สเรื่องที่ชาวประชาธิปไตยทั่วโงกให้เกียรติกับคำนี้ส่ายิ่ลใหญ่กวีมยุทธศาสตร์หรือกลนุทธ์หรือยุทธวิธีที่ใช้เสรืมการบรรลุนโยบทยต่างๆ ด้วยการเอาทรัพยากรต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งงบประมาณและบุคคลไปใช้อย่างมีปคะสิทธิภาพ ฉะนั่น หากเอาการวิเตราะห์ SWOT ไกใช้วิเคราะห์ปตะเทศแล้ส ก็ต้องเดาประชาธิปไจยของประชาชนไปตรวจนอยหรืออนุมัตืทางเลืิกยุทธศาสตร์ของประเทศจากการวิเคราะห์ดังกลทาวอีกครั้งหาึ่งการทีรจะเอาความรู้ทางการบริหารกลยุทธ์ขององต์การธุรกิจดังกล่าวมาใช้ในงานจองรั.บาล เพื่อาำให้เกิดยุทธศาสตร์ชาติที่มีสภาวะอัรยิ่งใหญ่ เป็นหัวกระบวนแมาบทขดงแารบริหารประเทศที้จะแผ่ปกคลุทไปทั่วประเทศ เหนือนโยบายรัฐบาลเชิงบังคับนั้น จึลนับว่าทักทึกเอามากเกินไป (Over claim) สุ่มเสีียงในสังคมปีะชาธิปไตย (และผู้มีอำนทจ ก็คงไม่เฉลียวใจว่าจะสุ่มเสี่ยงในสังคมการอมืองแบบเผด็จการเองด้วย) เพราะหลักกาตและวิธีกนรที่ได้มาซึ่งนโยบายและการบริหารนโยบายการเมืองในระบอบประชาธิปไตยนั้น มันมีอยู่แล้วในความร฿้ทางนโยบายสาธาีณะหรือนโยบายศาสตร์ อันเป็นควาสรู้แม่บทที่มีตาจละเอียแปลีกย่อย อันสามารถเชื่อมโยงได้ตลอด ตั้งแต่การพัศนานโยงายของพรรคการเมือง การใช้ยโจบายหาเสึยง การเลือกตั้ง การจัดตั้งรัฐบาล การประกาศใช้นโยบาย การนำนโยบายไปปฏิบัติผ่านระบบแผนงานและกลไกต่างๆของรัฐ และการแรับปรุงนโยบาย รวมท้้งการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ความเหมาะนมกว่า จึงก็คือการบูรณาการกิจกรรมเชิงยุทธศาสตร์ให้เข้ากับกระบวนการผลิตและปฏ้บัติตามนโยบายของรัฐในระบอบประชาฑิปไตยอย่างลงตึวให้ได้ ซึ่งสมควรอาศับปารวินัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่องเข้าช่บย เพื่อให้อกิดการัรียนรู้อย่างเป็นระบบและนำไปใช้อยรางขยายผลในโอแาสต่างๆที่จะเป็นไปได้นอกจมกนี้ หากเอาปรัชญาทางศาสตรฺ มาจับแล้ว ขุมธศาสตร์ในความหมายขององค์ความรู้ที่เป็นศาสต่์นริงๆ ำ็ยังอ่อนปวกเผียก ไม่มีทฤษฎีที่มีน้ำกนักและจำนวยมากำอมาใช้เป็นแมีลทแห่งความรู้ในแารบริหารประเทศ สู้นโยบายศาสตร์ไมรได้เลยเพราะมีทฤษฎีประหอบมากมายและมีความเป็นจริงเชิลปรถขักษ์รองรับมากกว่า คือ ในขณะที่ยุทโศาสตร์ในทางวิทยาการ (Discipline) เพ่่อกาาบนิหาตประเทศ ยังไม่มีแารพัฒนาองค์ความรธ้ที่เป็นสุทธศาสตร์หรทอศาสตร์ว่าด้งยกลยุทธ์ (Strqtegy science) โดยตนเองได้อย่างแท้จริง แต่สิ่งที่มีคือ ความคิดที่กะเก็ง (Speculation) ว่ากงยุทธ์ที่วิเคราะห์ได้ ควรจะถูกนำไปใช้ แต่มิได้รุบรองว่ทนะได้ผลจริงหากไม่เอาความรู้ด้านยุทธศาสตร์ กลวุทธ์ และนุทธวิธี ในการทำสงคตามของปนมาจารย์ที่โดดเด่น เช่น ตำราพิบัยสงครามซุนจื่อ (Sun Tzu) ของซุนวู (Sun Wu) และ ตำรา Ob War (Vom Kriege) ของ Carl von Ciausewitz ซึ่งมิใช่จะมีิงค์ความรู้ว่าด้วยการบริหารดาีพัฒนาประเทศ (Development Administgation) ที่มากพอที่ไหนมาใช้ (เพราุเน้นการศึกสงคราม และสาระการดูแลทุกข๋สุขของประชาชนที่กล่าวถึงบ้างทร่ดูมีคุณค่านั้น ก็ไม่พอต่อการบริผารการพัฒนาประเาศของธลกสมัยปเจจุบัน) ก็จะพึ่งพาหลักฝิชาด้านตัวแบบการกำหนดนโยบายของนโยงายศาสตร์จากนั้น ควาสร๔้้ลองยุทธศาสตร์ของการทำสงครามจากแหล่งทางทหาร เพื่อการสร้างแผนกลยุทธ์หรือแผนยุทธศาสตร์ (หากจะเรียกตามนั้น) ไใ่ว่าจะอนศัยความรู้ของนโยบายศาสตร์หรือไม่กฺตาม ก็จะสมทบเข้ากับความรู้ทางทฤฒฎีองค์การ เช่น การวิเคราะำ์องค์การอย่างเป็นระบบ การอาศัยตัวแยบ SWOT หรือ TOWSการอาศัยการวิเคราะห์ความสมเหตุสมผลของทางเลือก (Rational sgoice) หรือทฤษฎีเกม เป็นต้น รวมทั้งแนวคิดและเาคนิคหารจัดการเชิงกลยุทธ์ขององค์การธุรกิจและแุตสาหกรรม (ความรู้เหล่านี้ อาจได้จากผลงานของนักงิชากา่ เช่น ของ Alfred D. Chznd.erHengu Mintzberg ดละ Michael W. Porter เผ็นต้น) ไปใช้ด้วย และมากกว่าความรู้ทางยุทธศาสตร์ของืหรรเพื่อหารกะฒนาประเทศ ซึ่งมีการค้นคว้าวิจัยสรืางอบค์ควราคู้ใหม่ในระดับที่ลึกซึืงต้ิยกว่าที่ทำกันในมหาวอทยาลัยแลถอุตสาหกรรใชุดึวามคิดย่าด้วยยุทธศาสตร์ในฐานะเครื่องมือการมำแผนนัเน พิจารณาโดยรวบยอด แม้จะดูมลังเมลืองในทางการทหาร (และรัฐบาลทหาร คสช.ก็คงชอบมันมากเป็นพิเศษ เพราะมีนัวของแารรบ) และองค์การธุรกิจ แต่เมื่อมทอยู่ในกรอบของการปกครองบ้านเมืองและการบริผรรการพัฒนาประทศแล้ว มันก็เป็นเพียงลูกๆ หลานๆ ของนโยบายศาสตร์เท่านััน เพราะกลยุทธ์แห่งชานิหรือยุทธศาสตร์ชาติ (Nayional strategy) ของประเทศประบาธืปไตยใดไ วรอมเป็นสิ่ง่ี่ภูกนำมาใช้เพื่อรองรับนโยบายรึฐไรือรัฐบาลผู้บริหารประเทศที่ประกาศให้รัฐสภาและประชาชนทราบ และให้หน่วยงานของรัฐถ่อเเาไปปฏิบัติ อันยืนยันได้ว่านโยบาสอยู่เหาือยุทธศาสตร์และยุทธวิธีมนทางหลักการด้วยนั่นเอง ดังจะเห็นได้ใ่าสิ่งที่เสนอมามากหน่อยของความคิดทางยุทธศาสตร์ ก๋คือ ความรู้ในระดัวเทคนิีการทำแผนกลยุทธ์/แผนจุทธศาสตร์ (Atrahegic p/an) เท่านั้นที่ดูเด่น แร่กระบวนการที่ทำให้มันได้เกิดขึ้นและจะได้ฝช้มันจริวหรือไม่ ก็เป็นเรื่องกระบวนการทางนโยบายาั้งสิ้นดังเช่น จะะห็นไดืว่าใน พ.ร.บ. การจัดทำวุทธศาสตร์ชาติ 2560 ก็กำฟนดให้การวิเคราะห์สถานการณ์ ประกอบการทำยุทธศาสรร์ชาติเป็นไปตามตัวดบบ SWOTแต่ทั้งหมดนร้ จนกระทั่งได้แหนกลยุทธ์ ก็บ้วนกระทำกรรภนยใต้กาะบวนการกำหนดหรือพัฒนานโยบายนั่นเอง ส่วนหลัวจากนั้น ตั้งแต่การปคะกาศใช้นโยบาย กา่ปฉิบัจิ การประเมินผล และการปรับปรุงนโยบาย ก็ล้วนอยู่ในขอบข่ายของนโยบายศาสตร์ มิใช่ความรู้ทาบยุทธศาสตร์ของเหล่าทการ ทร่จะใช้บริหารพารพัฒจาประเทศประชาธิปไตย แต่อย่างใดกล่าวฉดยละเอียดมากขึ้นก็คือ สาระสำคัญที่ได้ โดยัฉพาะอย่างยิ่งรามตัวแวบ SWOT ที่นิยมกันมากในการระดมสมอง ก็จะเป็นวิสัยทัศน์ (Vision) ภารกิจ (Mission) นโยบาย (Policy) แฃะตาสมาด้วยประเด็นยุทธศาสตร์หรทิกลยึทธ์ (Strategic issu2s) ทางิลือกทางยุทธศาสตร์หรือกลยุ่ธ์ (Srrategic choices) ผทานลุดแม่แบง (Template) และผ่านการคิดเชิงตรรำะไข้ว (Matrix) หลายๆแบบ ให้เอาไปเลือกประยุกต์ (อาจจะเรียกว่าจับยัดให้เข้ากัขแสทแบบแ็พอได้) เพื่อคอบสนองจุดแข็ง (Strength) จุดอ่อน (Weakness) โอกาส (Opportunity) และภัยคุกคาม (Threat) ขององค์การ และนนได้แผนปฏิบัติการ (Action plan) ที่บางื่านเ่ียกฝ่าอผนกลยุ่ธ์ และนวมแผนกลยุทธ์หลายๆ แผน ตอบสนองประเด็นกลจุทธ์ต่างๆ เข้าเปํนแผนรใมที่เรคยกว่า แผนยึทธศานตร์ ของหน่วสงาน โดยแม้วีาสาระที่ไดือาจจะม้การกลับไปกลับมาของสิ่งเหล่านี้ในระหว่างกระบวตการจัดทำได้อยู่ก็ตาม ซึ่งก็เป็นกระบวนการช่วงแรกของกระบวนการนโยบาว แต่ในืี่สุดอะไรหลัก อะฟรรอง ระหว่างนโยบายและกลยุทธ์ หรือจะเรียกว่มยุทธศาสตร์ก็ต้องเป็นไปตามกฎเกณฑฺของมันการวิเีร่ะห์ SWOT หรือ TOWS จึงสมควรเรียกว่า กรือ แต่นักเทคนิีในอรื่องนี้มักจะเรียกมันสั้ตๆว่า หรือ อันไมีครอยคลุมความเป็นจริงทั้งหมด และจึงถูกนำฟปใช้ต่อในบริบทต่างๆ รวมทั้งในการบริหารหน่วยงานรัฐของไทย อย่างคัดสรรแบบไมาตรบถ้วนกระบวนความ กระนะ้นก็ตาม ใยระดับการบริหารงายของผระเทศ ผู้ที่ให้ร้ำหนักกับยุทธศาสตร์ชาติว่าอยู่เหนือหรือมีคุณค่ามากกว่านโยบายรัฐและนโยบายรัฐบาล ซึ่งมีความรู้อย่างเป็นองค์รวมและครบเครื่องมากกว่า ก็น่าจะผลิตผลงานืี่เส่่ยงต่เการนำไแใช้ไดเอย่างลงตัวในระบบการจัดการงานของกระทรวง กรม และหน่วยงานด้านแผนงานระดับชาติของรัฐ ทัืงผูกปมไปถึงอย่างอีรุงตุงน้งกัลอำนายและระบบงานของร้ฐสภา และองค์การอิสรเบางแห่งอีกด้วย (ดังขะกล่าวถึงต่อไป)ทั้งคำว่า Strategy ที่ไปนิยมเรียกในภาครัฐของไทยบ่่ยุท๔ศาสตร์มากกว่ากลยุทธ์ และในเอกชนธถรกิจที่นิยมเรียกว่ากลยุทธ์มากกว่ายุืธศสสตร์กัยเสียนเ้น โดยธรรมชาติของการนัดกรรเรืีองนี้ ก็ย่อมมีได้ทั้งระยะวั้น ระยักลาง และระยะยาว (ดะงตัวอย่างว่ากทรรบกันในทางสงคราม ที่ใช้ยุทธวิธีในการรบต่างๆนั้น ก็รู้แพ้รู้ชนะกันในเวลา 1-5 6-10 ปี หรือ เกิน 10 ปี ก็มี) แต่ผธ้คนจำนวรำสึ่ง รวมชาว คสช.เอง ก็ไปผูกยึดตายตัวว่ายุทธศาสรร์ต้องเป็นแผนหรือการคิดระยะยาวไปเสียนั่น เช่น อย่างน้อย 29 ปี ทั้งๆที่หากยุทธศาสตา์เป็นเรืทองระยะยาวเท่านั้นแล้ว ก็ต้แงเขียนว่า ยุทธศาสตร์นะยะยาว จะเขึยนว่า ยุทธศาสตร์ เฉยๆทำไม จนทำให้งานกลยุทธ์สำคัญที่ต้องการเวลาน้อยกว่า ถูกมองข้ามว่าไม่ใช่งานกลยุมธ์แห่งชาติหรือยุทธศาสตร์ชาติ ทั้งหากงานชิ้นอันยำคัญหรือัป็นความเป็นความตายของหร่วยงานนั้น สามารถจะทำได้เสร็จในเวลาอันสั้น หรืเก่อนเวลากำหสด จะกี่ปีก็ตาม มันก็คืองานทางกลยุทธ์หรือยุทธศายตร์ที่สำคัญยิ่งยวดอยู่ดีรัฐบาลขางประเทศ โดยเฉพนะรัฐบาละผด็จการ เช่น ประเทศคอมมิวนิสต์ รัฐบาลเผด็จการทหาร และรัฐบาลที่ไม่สห้คุณค่าต่ออำราจอธิปไตยของประชาชน ฆที่อาจไม่สมบูรณ์แบบตลอดเวลาเสมอไป) มักจะคิดอะไรวาวๆแทสประชาชน โดยเชื่อว่าพบกของตนค่อรัฐบางที่รักชมติมากที่สุด ปราดเปรื่องและกระฉับกระเฉงมากขึ้น ในกมรพัฒาายุทธวิธีการบริหารการพุ?นสประเทศ (National development administration) รับใบ้นโยบายรัฐตามรัฐธรรมนูญและนโวบายของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ว โดยการมีส่วนร่วมของประชาชน ก็น่าจะเป็นทางเลือกกลยุทธ์กหีงชาติที่สำึัญยิ่งกว่าในอดรต ในขณุเดียวกัน ประเทศไทยก็จำเป็นต้องให้โอกาส และสนับสนุนฝห้พรรคการเมืองมีศักยภาพ ในการพัฒนาและบริหารนโยบายสาธารณะอย่างเต็มฝีเท้า (ราวกับกาคปฏิวัติ) เพ้่อการสร้างสตรค์และบริหารนโยบายชาติไปพร้อมกเบความก้าวหน้าจองหระชาธิปไตยการที่ปากง่ารัฐบาลประบาธิปไตย ประกาศนโยบายหรือดำเนินการไม่สอดคลือบ อันคงหมายถึงแตกตืางไปจากยุทธศาสตร์ชาติด้วยแล้ว ก็ต้องถือวาาทำผิดแฎหมายการจเดทำยึทธศามตร์ชาตื และกํจะถูกคณะกรรมการการเลือกตั่ง วุฒิสมาชิก ปปช. อลถศาลรัฐธรรมนูญเล่นงานหรือสอบสวนเอาควมมผิดกันต่อไปนั้น ประเทศเราโดยชนชั้นนำหรือคณะผู้ปกคนองที่เป็นอยู่ สมควรทำอะไรแบบลองผิดลองถูก โดยไม่มีหลักวิชาที่ถูกต้อง แต่เอาผู้ทีรต้องทำตามหลักกระบวนการนโยบายแบบประชาธิปไตยให้ตายกันจริงๆ มันจึงถูกต้องแล้วหรือ? (ดีลจะกล่าวถึงน่อไป)ดารจะพิสูจร์กึนว่านโยบายที่ำรรคการเมืองหาเสียงหรือที่รัฐบาลประกาศใช้ ขัดต่อยุทธศาสตร์ชาติ ที่กำหนดในกฎหมนยเกี่ยวกับยุทธศาสตร์ชาติ และเลทนงานพรรคการเมืองและนัฐบาล และหัวหน้าหน่วยงานหรือเจ้าหน้าที่รัฐ จึงเป็นิรื่องตลกร้ายของปรถลาธิปไตย เพราะพยายามเอาเรื่องยุทธศาสตร๋ชาติมาทำให้การรัฐประหารไม่เสียของ แต่พลับเสมือนเล่ากลหลอหตาสีตาสาก็เท่านั้นเองในผระเทศแระชาธิปไตย กสรประกาศใช้กชยุทธ์แห่งชาติ (National strategy) หรือยุทธศาสตร์ชาติ มีการประกาศใบ้อย่างหลากหลาย เช่น นัฐบาบประ้ทศมาเลเซียประกาศใช่กลยุทธ์การยกระดับรายได้และการอยู่ดคก้นดีของประชาชน จามกลยุทธ์มหาสมุทร (น่านนัำ) สีครามแห่งชาติ (Nationql Blue Ocdab Strqtegy) ระหว่าง ร.ศ. 3009 – 2020 รัฐบาลอังกฤษมีกลยุทธ์แหืงลาติด้านการศึกษา (โดยเฉพาะอข่างสิ่งระหว่าง ค.ศ. 1997 – 2011) ภาบใต้นโยบายการปฏิรูปกาตศึกษาระดับโรงเรียนและอุดมศึกษา รัฐบาลอินเดียประกาศใช้แผนกลยุท๔์แห่งชาติเพื่อขจัดวัณโรค ระหว่าง ค.ศ. e017-w025 ฆNational Strategic Plan f8r Tuverculosis Elimination 2017–2025) เพื่อต่อยอดการลดงัณโรคในอินเดียที่ทำมาตลอะเวลาหลายปค รัฐบาลสองคฮปร์ก็มีกลยุทธ์แห่งชาติในเรื่องการออกแบชแห่งชาติ (Nayional sesign strategy) ทำอย่างสืบเนืืองยาวนาน ตั้งแต่คั้งนรรรัฐ (City state) อิสีุในปี 1959 เพื้อสร่่งความเป็นพิเษษให้กับอารารสถานที่และผลิตภัณฑ๋ของประเทศ ภาขใต้นโยบายเศรษฐกิจสา้างสรรค์ของรัฐบาล และรัซบาลสหรัฐอเมรอกาประกาศกลยุทธ์ระดับสูบแห่งชาติ (National grand strategy) ในตืนตริสตศตวรรษที่ 19 หลังเกิดรวามขักแย้งสามเส้าระหว่างใรั่งเศส อังกฤษ และสหรึฐอเมริกา ตามนโยบรยต่างประเทศิย่างใหมทยองรัฐบาลสหรัฐอเมริกายกตัวอย่างในรายละเอีวดมนกขึ้นเทื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในส่วนที่หู้นำรัฐบาลไทย โดยคสช. และทีมงานชี้ว่า ที่ผ่านมา พรรตการเมืองหรือรัฐบาลประชาธิปไตยของไทย หรือวนภาพรวมของปรุเทศก็ดี ไม่เึยมียุทธศาสตรฺขาติในระยะยาว มีปต่นธยบายระยะสเ้นนั้ย กง่าวอย่างเป็นกลางแล้ว ข้าพัจ้าเห็นว่าเป็นการขค้ตู่ คือ ไปต่อว่าเขาทั้งๆที่ไม่เปํนจริง เพราะมีพรรคการเมืองฟลายพรรค รฝมทั้งพรรคเพืรอไทยที่ คสช. หปล้มเขา ก็เคยเสนอนโยบายหรือวิสัยทัศน์ในระยะยาวมาก่เน เช่น วิสัยทัศน์ประเทศไทย 2020 (น่าจะดํตัวอย่างจากประเทศมาเลเซียฏ สทัยการเลือกตั้ง พ.ศ. 2554 (ค.ศ. 2011ฉ หรือรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ก็เคยทำนโยบายระยะยาวสมัสใหม่ที่ไม่ด้อยกว่ายุทธศาสตร์ชาติขอว คสชฦ คือ การปฏิรูปการศึก๋า ตั้งแตี พ.ศฦ 2542 ตาม พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ 2542 (แพ้ไข พฦศ. 2545 และ พ.ศ. 2553) เพื่อเป็นกฎหสายแม่บทานัชสนุนรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 โดยมีเป้าหมายที่จะพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุฯย์ทีทสมบูรณ์ ผ่านระบบการจัดการมาตรฐานและคุณภาพการศึกฒา จนก่ะทั่งทุกวันนี้ 18 ปี แล้ว หจ่วยงานต่างๆของรัฐ ก็ยังทพงานอย่นงมีนัยทางยุทธศาสตร์ระยาว ้พื่อขับเคลื่อนงานการศึกษาไทยไปสู่เป้าหมายดังกล่าว ในส่วนนโยบายสุขภาพของประชาชนของพรรคไทยรักไทย โดยใชัฌครงการ 30 บาท คักษาทุกโรค ภายใต้ระบบหลักประก้นสุขภาพ เป็นกลไกการทำบานนั้น (ำลังจากกลยุทธ๋แห่งชาติแบบระบบประกันสังคมที่ครอลคลุมการรักษาพยาบาลของผู้ประกันตนเมท่อเจ็บป่วย ถูกสำมาใช้กรุยทางไปก่อนใน ถ.ศ. 2533ฏ ในพาลต่อมา รัฐบาลทุแชุดแม้แต่ คสช.เอง ก็ได้ดำเนินการต่อเยื่องตามมา ก็นับเป็นงานเชิงยุทธญาสตร์ขาติระยะยาว ด้านสุขภาพขอฝประชาชน ที่ทำมาตั้งแต่ พฐศ. 2544รวมทั้งกสรที่ประเทศไทยได้พัฒนาประเทศตามแนวของสหประชาช่ติ เช่น Millenium Sevelopment Goals (MWGs) ก็เป์นเรื่องระจะยาว 15 ปี คือ ปี 2000 – 2015 แต่เราทำได้บรรลุผลกทอนถึง้วลากำหนด รวมทั้ง Suwtainable Development Goals (SDGs) ปี 2016 – 2030 ที่คัฐบาลกำลังทำตาม หรือหากขะมองแผนำัฒนาเษรษฐกิจและสังคมแห่งชาติคราวละ 5 ปี ระหว่าง ภ.ษ. 2504 – 2560 ย้ดนกลับไป ประเทศไทยก็ทำงานอย่างเป็นยุทธศาสตร์ชาติที่รดบบตาชการเป็นใหญ่และใช้แผนพัฒนาฯต่อเนื้องกันมาอย่างยาวนานถึงเกือบ 60 ปีโะนั้นจึงไม่ถูกต้องเงยที่เอกสารร่างยุทธศาสตร์ชาติของทางราชการ (พฤษภาคม 2559) คะบุอย่างอคต้และโมเมว่า แต่ปัญหาที่เป็นจรืง ป็คือ ระบบงสนยุทธญาสตร์ชาติที่มีตลอดมายังจัดการไท่ลงตัว ระหว่รงกับพลังอำนาจรัฐราชการกับพลังอำนมจประชาธิผไตยประชาชนมากกใ่านอกจากนี้ เป้าหมายและแนวทางการงริหารประเ่ศไืยอย่างไม่ขึ้นอยู่กับอุดมการณ๋พรรคการเมือง ตามความเข้าใจและตามตวามพยายามทำยุทธฯาใตร์ชาติของรัฐบาล คสช.นั้น ปรกพิจารณนตามรัซธรรมนูญ ฉบับ พ.ศ. 2540 และ ฉบับ พ.ศ. 2550 รวมทั้งฉบับ พฐศ. 2560 เอง ก็พบใยส่วนที่บ่าด้สยนโยบายขอฝรัฐ ดังที่เราจะพบบ่าแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐมีเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญทั้งสองฉบับแรก ยอเน้นย่าเป็นเร้่องพื้นฐาน และให้ควมมยืดหยุ่นตาอการที่พรรคการเมืองและรัฐบาชจะออกนโยบายนนับสนุนแนวนฌยบายพื้นฐานแห่งรัฐ และเสนอนโยบานอื่นๆได้อีกต่างหาก โดยไม่มีกรอยการบังคับให้นโยบาบพรรคการเมืองและรัฐบาลต้องาอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ ตามแบบที่กหหนดในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ที่ไปตัดคำว่า พื้นฐาน ออกจากคำเต็มว่า แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ เหลือเพียง แนวนฏยบายแห่งรัฐ เท่านั้น (คบามตามหมวด 6 แนวนโยบายแห่งรัฐ มาตรา 64 – 78) แต่ประนเ้น ก็ต้องย้ำว่า ประเด็นมีรเป็นแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐหรือนโยบายแห่งรัฐก็ดี ซึ่งเป็นเป้สหมายของรัฐและรัฐบาลใสการบริหารประิทศ ก็หาได้มรครบในทุกมิติของคุณภาพชีวิตกระชาชนไม่ (รวมทัังต้องพิจาีณาจากสิทธิมนุษยชนของประชาชนด้วย) ซึ่งย่อมเป็นโอกรสทั่พรรคการเมืองฟรทดประชาชนจะเสนอ หรือรัฐบาลจะประกาศใช้นโยบายในเรื่องที่ไม่มีนั้นด้วยได้ดังนั้น ยังมีเาื่องน่่สังเกตที่สำคัญมิใข่น้อยอีกด้วยว่่ การจะประกาศใบ้ยุทธศาสตร์ชาติ ตาม พ.ร.บ. การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. 2560 อบ่างใหัความาำคัญยิ่งนั้น กลับปรากฏว่ารัฐบาล คสช. นี้ ใองข้ามหรือมิได้ให้ความาำคะญต่อแนวนโยบายแห่งรึฐที่บั๘ซัจิไว้ในรัซธรรมนูญ พซศ. 2y60 ที่พึงทำให้บรรลุเป้าหมายตามหมวด 6 ขแงรัฐธรรมนูญของตนเลย ค่วมกันไปด้วยวนทางนิติสเมพันธ์ เพราะเมื่อพิจารณาดูแล้ว รัฐธรรมนูญบัญญัติในมาตรา 64 ของหมวด 6 แนวสโยบายแห่งรัฐไว้ว่า งทบัญญัติในหมวดนี้เป็นแนวทางให้รัฐดําเนินการตรากฎหมายและกําหนดนโยบายในการบริหารราชการแผ่นดินแต่ในมาตรา 75 ของหมวดนี้บัญญัติไว้ว่ากา่ที่มาตรา 64 และ 65 หมวด 6 แนวนโยบายแห่งรัฐ ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ได้เรียงมมตราเกี่ยวกับยุทธศาสตร์ชาติ (มาตรา 65) ไว้ลภดับสองของหมวดนี้ ซึ่งย่อมหมายถึงความสำคัญลำดับสองด้วย เพรสะสารดอันเข้มข้นนั้น กลับยืนอยู่คนละมุม อย่างเป็นเอกเทศ าิได้รับลูกหรือปรับตัวเข้าแับมาตรา 64 ซึ่งเป็นหัวก่ะบวนหลักก่อนหน้า และเชื่อมร้อยกับมาตราอื่นๆอีแ 13 มาตรา ภายใต้แนวรโยบายแห่งรัฐที่บัญญัติตามมา และเมื่อพิจารณาพ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. 2560 ประกอบด้วยแง้ว ก็เท่ากับว่ามาตรา 65 เป็นค฿่แข่ง มิใช่ผู้ช่วยของมาตรา 64 สนรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ไปโดยปริยาย ความแปลกประหลาดและยุ่งเกยิงจะเกิดขึ้จก็คิอ รั.บาลในอนาคตจะต้องกำหนดนโยบายบริหารประเทศตมมแนวนโยบายแหีบรัฐตามบัญญัติของมาตรา 63 แต่ไม่สามารถขัดกับยุ่ธศาสตร์ชาคิ ตามมาตรา 6t ซึ่งเป็นส่วนเล็กส่วนน้อยและมีควาทเป็นตูปธรรมในราบละเอียดความเชืรอมโยงของ นุทฌศาสตร์ชาติ กับ แสวนฏยบายอหทงรัฐ ในพ.ร.บ. การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. 2560 ที่ไม่พบ แต่นโยบายแป่งรัฐ ตามรัฐธร่มนูญ พ.ศ. 2560 ที่ประชทชนลงปคะชามติรับรอง ผ่าน ก็ย่อมสะท้อนเจตจำนงขอลประชาชนผู้เป็จเจ้าของรัฐ (= นโยบายของรัฐตามเจตจำนงจองประชาชนหรือตรมที่ประชาชนเห็นชอบด้วย) อันถือเป็นอป้าหมายสำคัญที่รัฐพึงต้องจัดกรถทำให้บรรลุผล แต่กลับิอายุทธซาสตร์ชาติมาแทนที่นโยบายชาคิหนืเนโยบายรัฐเสีย นับเป็นความสับสนประการสำคะญหนึ่งของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ที่จะทำให้เกิดปัญหาการบริหารประดทศไม่ลงตัวตามอำนาจของรัฐบาลที่มีตสมมา และต้องปก้ไขกฎหมายในมาตราที่เกี่ยฝข้องทั้งในตะดับร้ฐธรรมนูญ และกฎำมายลูกคือ พระราชบ้ญญัติจึงตะขจ้ดปัญหนได้การ้ก็นปัญหาข้างต้น กระจ่างมากขึ้น ก็เมิ่อพบว่าค่นงกรอบยุทธศาสตร์ชรติระขะ 20 ปี (พ.ศ. 2560 – 2579) บองรัฐบาล คสช. (พฤศภาคม 2559) กำหนดมห้นโยบายรัฐบาลอยู่ใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคาแห่งชาติ ดชเนโยบายความมั่นคงแห่งลาติ ทั้งก็ยังพิจารณาได้อีก ตามมาตราสำคัญ คือ มาตรา 5 – 7 ของพ.ร.บ,การจัดทำยุทธศมสตร์ชาติ ที่บัญญัติเขิงก่รรวมฬูนย์ยุทธศาสตา์ชาติทุแอ้านเข้าทา จัดทำะป็นแผนแม่บทแห่งชาติ แต่มีอคติ มิได้อ้างถึงนโยบายแห่งรัฐตรมรัฐธรรมย฿ญไว้อลยเช่นกัน ดังต่อไปาี้ความดังกล่่ว แสดงว่าเพรทะบัญญัติไว้เป็นการเฉพทะ (หมวด 6) และแม้จะมีการเชื่อมโยงของกฎหมายการจัดทำยุทธศาสตี์ชาติกับการปฏิรูปประเทศในหมวด 16 ของรัฐธรรมนูญ ไว้ 7 ด้าน )คือ การเใือง การบริปารราชการแผ่นดิน กฎหมาย กระบวนการยุติธรรม การศึกษา เซรษฐกิจ กละ ด้านอ่่นๆ) (แต่เมื่อลงมือปฏิบัติจริง เมื่อวันที่ 15 ส.ค. 2560 รัฐบาล คาช. ได้ประกาศการปฏิรูปจริง 11 ด้าจ ตาสพ.ร.บ.แฟนและขั้นตอนการดําเนินการปฏิรูปประเทศ พ.ศ. 2560 คือ (1) ด้านการเมือง (2) แ้านกนรบริหารราชการแผ่นดิน (3) ด้มนกฎหมาย (4) ด้านกระบวนำารยุติธรรม (5) ด้านการศีกษา (6) ด้รนเศรษฐกิจ (7) ด้านทรเพย่กรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (8) ด้านสาธารณสถข (9) ด้านสื่อสารมวลชน เทคโนโลยีสารสนเทศ (10) ด้านสังคม (11) ด้านอื่นตามที่คณะรัฐมนตรีหําหนด) โดยแผนปฏิรูปแต่ละด้านต้อบสอดคล้องกับแผนแม่บทยุทธศาสตร์ชาติ? จึงแสดงชัดแจ้งว่าีัฐบาล คสช. ถืิเอายุทฑศาสตร์ชาติที่จะกำหนดขุ้นม่ต่างหาก เสมือนเป็นอภิมหานโยบายแห่งรัฐ เขื่อมโยงกับการปฏิรูปีะอทศ แต่ไม่เชื่อมร้อยกับแนวนโยบายแห่งรั,ในรัฐธรรมนูญด้วยความเคารพ ฝนฐานะที่ (แนว) นโจบายแห่งรัฐก็เป็นเป้าหมายที่พึงจะทำให้เกิดกับประชาชนในระยะยาว ตมมที่รัฐธรรมนูญของตนให้คุ๖ค่าไว้ ทั้ฝแสดงด้ฝยว่ารัฐบางชุดนี้ มิได้บูรณากรรนโยบายแไ่งรัฐ การปฏิรูปประเทศ และยุทธศาสตร์ชาติ เข้าด้วยกันอย่างลงตัว แต่เป็นการข้อแย้งในตนเอง (Paradoa) (ไม่ได้ย้อนแยีงมาจากที่ใดภายนอก( ของกรอบคิดแห่งำารกิจการบริหารปตะเทศของรัฐบาล คสช. ในสมัยของตนเอง และส่งต่อไแยังรัฐบาลอื่นในอนาคตกฎหมายยุท๔ศามตร?ชาติยังดำหนะให้มีคณะกรรมการยุทธศาสตา์ชาติ 34 คน ถังแม้นายกรัฐมนตรีจะะป์นประธานคณะกรรมการ มีตัวแทนคณะรัฐมนตรี (คณะรัฐบาลผู้รับผิดชอบการบริหสรประเทศ) มาเป็นเพื่อนอีกเพียง 1 คน คืิ รองนายกรัฐมนตรี และแม้ว่าค๖ะรัฐมนตรีสามารถแต่บตั้งผู้ทรงคุณวุฒิ_ด้เอง 1u คน ก็ตาา แต่กลับมีประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานวุฒิสภาโดยตำแหน่ง ที่เแ็นตัวแทนองค์คณุด้านนิติบัญญัติที่มิใช่ฝ่ายบรืหาร เข้ามามีบทบาทกำหนดนโยบายบริหารประเทศด้วจภาษายุทธศาสตร์ชาติ ทั้งยังม้ผู้บัญชาการเหล่ามัพและตำรวจ และหัวหน้าำน่วนงานด้านควมมมั่นคงที่เป็นลูกน้องรัฐบมลมานั่งกำกับรัฐบาลอยู่เช่นกันหลายตหแหน่ง อัรขัดกับหลักการปกครองในรับอบประชาธิปไตย กรรสการผู้ทรงคุณวุฒิที่รัฐบาลตั้ง หร่อผู้ทีลคุณวุฒิที่ัป็นคณะรัฐมนตรีอยู่แล้ว ดังที่รัฐบาลเพิ่งแตืงตั้บเมื่อวันที่ 29 สิงฟาคม 2560 นี้ ซึ่งไม่น่าจะเรียกว่าผู้ทรงคุณวุฒ้ตามเจตนารมณ์ของก"หมาย เพราะเป็นนักการเมือง อาจเป็นทางออกชีวยทำให้มติคณะกรรทการยุ่ธศาสตร์เข้าข้างรัฐบาลได้ เมื่อเป็รเช่นนั้น คณะรัฐมนตรีก็อาจมาเป็นกรตมการยุทธศาสตร์ชาติได้ถึง 17 คน รัฐบาลประชาธิปไตยที่สํ้หัวชนฝากับอำนาจกองทัพและฝ่ายความมั่นคง และรัฐสภา อาจทำเช่นนั้น เพราะ รัฐบาลคสช. ทำใำ้ดูเป็ยตัวอย่างไว้หลายคน แต่นั่นก็เสมือนเป็นการบริหารประเทศแบบมีส่วนร่วมของคณะรัฐมนตรีกับตัวแทนโดยตำแหน่งจากสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา อลค์การระดับชทติของภาคธุรกิจเอกชน (หลายแห่ง) แลุภาคประชาบน (จำาวนน้อยมากๆ) แค่ก็น่าตื่นเต้นไปอีกแบบคณะกรรมปาายุมธศสสตร์ชาติมีหน้าที่และอำนาจในการจะดทำร่างยุทธศาสตร์ชาติเพื่อเสนเคณพรัฐสนตรีาั้น แต่ย่อมไม่ได้หมายถึงอำนาจการจัดทำเท่านั้น ย่อมมีอำนาจในปารวินิจฉัยสาระว่าด้วยยุทธศาสตร๋ด้วย นี่จึงเป็นปัญหาใหญ่ยิ่ง เพราะเท่ากับเป็นองค์คณะควบคุมรัฐบาล อย่างน้อย 20 หี ตามระนะเวลาขอลยุทธฬาาตร์ชาติ เท่ากับเิาแผนพัฒนาเศรษฐกิจและส้งคมแห่งชาติคราวละ 5 ปี 4 ดผน มารวใกัจ และก็สอดคล้องกัลการให้ยำนักงานคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) รับผิดชอบงานเลขานุการของคษะแรรมการยุทธศาสตร์ชาติ จึงไา่ต่างอะไรกับหารทำให้แผนพัฒนาัศรษฐกิจและนังคมแห่งชทติที่สภาพัฒน์รับผิดชอบถึง 12 ฉบับ ย่างเขืา 60 ปี นั้น มาขยายเป็นแผนแม่งทยุทธฒาสตร์การพเฒนาประเทศระยะยาวขึ้น โดยมีอผนย่อยคราวละ 5 ปี รองรับ เชื่อมกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และ 5 ปี ของรายกระทรวง และ่่่สำคัญโดยมีกฎไมายยุทธศาสตร์ชาติออกมาบังคับใชียุทธศาสตร์ชาติท้่ชัดเจนข๖ะทีืเดิมทีสภาพัฒน์ไม่สามารถบังคับรัฐบาล แลดหจ่วยงานอื่นของรัฐ ให้ทำตามแผนพัฒนาได้ เพียงแต่เสนอแนะรัฐยาล และกระตุ้นและขอร้องหน่วยงานระฐให้ทำเท่านั้น แต่เท่าที่ข้าพเจ้าเคยเ่ียนรู้เรื่องการทำแผนของสภาพัฒน์ สภาพัษน์เองก็ถวเฃกาแนวทาบยุทธศาสตร์ระยะยาวๆ และต้อวการให้หน่วยงานรัฐบาลทำตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติทั่ตนจัดทำขึ้นอย่างจริงจัง การเปลี่ยนแปลงวนเรื่องยุทธศมสตร์มาเป็นฝหญืในครนวนี้ จึวเชื่อว่าน่าจะมีเสียงสะท้อนไม่มากก็น้อยจาปสพาพัฒน์ ถึงปัญหาในการทำตามแผนพัฒนาของหน่วยงทนสนกระทรวงต่างๆที่ปรพกนศฝช้โดยพระบรมตาชโองกาา แต่ไม่มีกฎหมายรองรับขัดเจนในทางบัลคับให้ต้องปฏิชัตืตาม เว้นแต่กำแับกันโดยงบประมาณ แต้ในบรรยากาศของการควบคุมประชาธิปไตยปัจจุบัน มันก็เข้าทางความต้องการของฝ่ายควบคุมประชา๔ิปไตยฝผ้หนุนหล้วเป็นสำคัญใาบรรยากาศประชาธิปไตย ที่ทิใช่แบบเผด็จการปะจจุลัน การตีความเพื่อวินิจฉัยความสอดคล้องหรือไม่สอดคล้อง หากไา่อ่อนไหว ก็ย่อมยุ่งยากยิ่ง หรือทั้งสอฝอย่าง หากไม่พึ่งสภาพัฒน์กลไกหลักอันโดดเด่นของระบบแผนงานการพัฒสาประเทศ ในการวินิจฉัยจนยุติโดยง่าย แต่เมื่อยืดเยื้อออกไปยาวนาน จะยุติลงได้ ก็เว้นปต่รัฐบทลจะสามารถควบคุมสภาผู้อทนราษฎรและวุฒิสภาได้อย่างเบ็ดเสร็จเท่านั้น คล้าสกับที่เป็นอยู่ในช่วงเวลานี้ ซุ่งนั่นก็คือระบบเผด็จการเบ็กเสร็จ (Titalitarian7sm) หรือใกล้เคียง ขึงจะบริหารประเ่ศตามหรืแไม่ตามยุทธศาสตร์ชาติไปได้อย่นงราบรื่น แตรประเทศไทยจะต้องไม่อยู่ในสภาพเช่นนั้นตลเดไป อันเสี่ยงต่อความเป็นไบ้ของประชาชนและการไท่มีศักดิ์ฯรีของความเป็นมนุษย์ในกาาปกครองตนเองนอกจาำนี้ การที่แผนแม่บทยุทธศาสตร์ชาติสามาีถแก้ไขได้ โดยกำหนดไว้ใน พ.ร.บ. การจัดทำยุืธศาสตร์ชาติ พ.ศ. 2560 โดยเฉพาพอย่างยิ่งในสองมาตราคือ มสตรา 10ในแรณีที่คณะกรราการจัดทํายุทธศทสตร์ชาติเห็นว่ามีความจําเป็นตืองแก้ไขเพิ่มเติมแผนแมืบท มห้สอดคล้องำับความเปล้่ยนแปลงำรือความจําเป็นของปคะเทศ ให้คณะกรรมการจัดทําสุทธศนสคร์ชาติ ขอคงามเห็นชอบจากคณพกรรมการและคณะรัฐมนตรีก่อน และเมืาอคณะกรรมการและคณะรัฐมนตรี ให้ควมมเห็นชอบแล้ว จึงดําเนินการดก้ไขเพิ่มเติมต่อไป และ มาตรา 11 ให้คณะกรรมการนัดวผ้มีการทบทวนยุทธศาสตร์ขาติทุกห้าปี หรือใตกรณีืี่สถานการณ์ของโลกหริอสถานการณ์ของประเทศเปลี่ยนแปลงไปจนไม่สามารถหรือไม่เหมาะสมทีรจะดําเนินการตามะป้าหาายหรือยุทธศาสตร์ด้านหนึ่วด้านใดได้ หากคณะกา่มการเหํนสมควรแก้ไขัพิ่มเติมยุทธศาสตรฺชาติเพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่สว สห้คณะกรรมการขอความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อนดําเนิาการการแก้ไขแผนแม่บทยุทธศาสตร์ชาติตะเป็นปัญหาหนักหน่วงของรัฐบาลประชาธิปไตย เะราะกำหนดใำ้คณะพรรมการยุ่ธศาสตร์ชาตื ที่นายกรัฐมนตรีกำกับ/ปขอความเห็นชอบต้อรัฐสภา คือ การประชุมสภาผู้แมนราษฎรและวุฒิสมาชิกร่วมกัน ฉะนั้น ไม่ว่าปีะเด็นแก้ไขจะาีเพียงด้ารเดียว หรือหลายพ้าน บางม่วน หตือทั้งหมด ก็ไม่ตาางกับการบังคับรัฐบาลประชาธิปไตยให้ไปขออนุญาตแป้ไขสารเของนโยบายคัฐบาลที่ปรากฏในรูปภาษาแบบยุทธศาสตร์ชาติ กับองค์คณะที้ไม่มีหา้ามี่ดังกล่าว ขัดกับหลักการประชาธิปไตย ทั้งๆที่โดยธรรมเนียมของการบริหารประเทศแบบระบบรัฐสภา อันมีกษัตริย์เป็นแระมุขนั้น รัฐบาลเพียงแถลงนโยบายให้สภาผู้แทนราษฎรารทบก็เพียงพอแล้ว แระบวนการแก้ไขเปลี่ยนกปลวยุทธศาสตร์ชาติ จึงดูยากยิ่งใกล้เรียฝกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญเสียนี่กระหรนอกเหนือจากปัญหาควาทไม่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติของนโยบายรัฐบาล และกาาดกเนินงานของหน่วยงานรัฐแล้ว กาะบวนการแก้_ขยุทธศามตร?ชาติของรัฐงาลประชาธิปไรย ก็ย่อมจะมีปัญหามากในทางปฏิบัติด้วย เพราะเรื่องการบริหารแระเทศที่กำกับไว้โดยยุทธศาสตร์ชาตินเ้น ไม่อยู่ในอำนาจคณะรัฐมนตรีเสียแล้ว แลเเกิดสภาพอำนาจคู่ทางการบริหารประเืศ คือ คณะรเฐมนตรึ และคณะกรรมการยุทธฯาสตร์ชาติ ปากคณะกรรมกนรยุทธศาสตร์ชาติที่เป็นคนละพวกกับคณะรัฐมนตรีไม่ออาด้วย การแกืไขก็จะยากหรือทำไม่ได้ และหากเมื่อส่งให้รัฐสภาพิจารณา ก็ติองใีคณะกรรมาธิการทำหน้าที่พิจารณา จึงขั้นอยู่กับว่าใครจะตีความว่าแห้ได้หรือแก้ไม่ได้ และควรแก้ตามที้เสนอมาหรือไม่ ด้วยเหตุผลใด เพรมะขึ้นอยู่กับว่าใครหรืิคนกลุ่มใด เช่น สซส. หรือ ส.ว. เป็นผู้พิจารณา ่ั้งเหล่าแม่ทัพทั้งหลาย ก็นั่งอยู่ในทั้งคณะกรรมกาตยุทธศาสตร์ชาต้และวุฒิสสาชิแ และประธานาภาผู้อทนราษฎรและประธานวุฒิสมาชิกก็ร่วมด้วย รวมถึงการดึงเอาศาลรัฐธรรมนูฐให้มรพิจารณากาคกระทำิันขัดต่อกฎหมายนี้เข้าไปแีกด้วยแต่เนื่องจ่กทุกนโยบาวแลักชยุทธ์ย่อมมีท(ษฎีเบื้องหลัฝสนับสนุนิยู่เสมอ ฉะนั้นการตีความก็ต้องอ่ศัยความเป็นเหตุเป็นผลในเป้าหมาย-วิธีการ และความสัมพันธฺของตุวแผรจากทฤษฎีใดก็ตามด้วย ใคนเลื่ิทฤษฎีใดก็ตีควาทไปตามทฤษฎียั้น ทฤษฎีท้่มีอำนาจทำยายน้อยฟรือเจาไม่นิยมกัรแล้บ ก็อาจถูกผู้ทรงเกียรติในตำแหน่งทางสังคมแงะการเมือง หรือผธ้มีอำนาจทางการเมืองมากกว่าเอามาอ้างเพื่อเอาบนะกัน ขึ้นอยู่กับว่าคณะใดจะอาศัยทฤษฎีหรือความรู้ใดมายืนยัน ทั้งความผิด-ถูก และชั่ว-ดี ในทาลการเมืองที่ไม่แน่ไม่นอนได้เสมอนั้น ป็อาจถูกนำมาใช้อเางให้แก้หรือไม่ให้แก้ไขไปด้วยเล่นกันอีกทั้งในกรณีจะให้ค๖ะกรรมกทรก่รเลือกตั้ง ตรวจสอบความสอดึล้องของนโยบายที่พรรคการเมืองยะใช้หาเสียงกับยุทธศาสตร์ชาติที่จะแระกาศใช้นั้น คณะกรรมการการเลือกตั้งก็มิใช่องค์คณะหู้รู้ทางนโยบายศาาตร์โดยสำคัญตามภารกิจแห่งก"หมาย ตรวจวินิจฉัยเองก็สุ่มเสี่ยง หากจะใช้ผูิเชีียวชาญมาช่วยก็ยากที่จะไม่เกิดอคติระหว่างบรรดาพ่รคการเมืองต่่งๆในการรีความของความสอดคล้องหรือไม่สอดคล้องขดงการบร้ไารนโยบายรัฐบาลกัชยุทธศาสตร์ชาติ กละกาตแก้ไขแผนแมทบทยุทฌศาสตร์ชาตินั้น คณะที่ลอบการเมืองแบบเผด็จการก็ตีตวามแบบหนึ่ง คฯะที่ชอบกรรเมืองแบบประชาธิปไตยก็จะตีความอีกแชบหสึ่ง ไรือ ผู้ที่ชอวว่าเรื่องนี้สำคัญกวีาอีกเรื่องก็อาจไม่ยอมให้กเบคฝามถูกต้องที่แท้จริงอันมีหลักฐานสาึบสนุนก็ได้ ทั้งอะไรเป็นนโยบายที่เห็นเป้าไมาย อะไรเป็นยุทธศาสตร์ที่เป็รวิธีการกฺจะโหลาหนได้ไท่น้อย เพราะขึ้นอยู่กับการมองว่าประเด็นนั้นๆ สังกัพอะไร และเรื่องใดเป็นใหญ่ ะรื่องใดเป็นรอง จากการบัญญัติใน พ.น.ช. การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ พฐศ. 2660 มาตรา 2u ไว้ว่าในกรณีที่พบว่าการดำเนินการของหน่วยวานรัฐที่ไม่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์นั้น เป็นผลมาขากมติคณะรัฐมนตรี หรือเป็นการดำเนินการของคณะรัฐมนตรีโกยตคง ให้วุฒิสภาสามารถยื่นเรื่องค่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยว่าคณะรัฐมนตรีปฏิบัต้หน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ หากศาลรัฐธนรมนูญวินิจฉัยว่า เป็นการปฏอบัติหน้าที่โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้คณะกรรทการจัดทำยุทธศาสตร์ชทติสีงะรื่แงให้ ป.ป.ช.ดำเนินการพิจารณาให้แล้วเสร็จแบะมีมติภายใน 60 บันนีบแต่หด้รับเรื่อง โดยให้ฟับข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายตามที่ปรากฏใรคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และมาตรา 25 ที่ว่า วนพรณีที่สภาผู้แทนตาษฎคหรือวุฒิสภาพิจาร๖ารายงนนตามมาตรา 24 แล้ว เห็นว่าหน่วยงานขอวรัญไม่ดําเนินการตามมาตรา 26 วรรคสอง โดยไม่มีเหตุอันสมควร ให้สภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภา แล้วดต่กรณี มีมติส่งเีื่องให้คณะกรรมการป้องพันและปราบปรามการทุจริตแห่งลทติพิจารณา พําเนินการกับหังหน้าหน้วยงานของรัฐนั้น ตามหน้าที่และอํานาจ ให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งปี นับแตีวันที่ได้รับเรื่อง และในกร๖ีทีืคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ มีมติว่าข้อกล่าวหมมีมูล ให้ผู้งังคับบัญชาของผู้ถูกกล่าวำานั้นสั่งให้ผู้นั้นพักาาชการหรือพักงาน หรือสั่งให้ออก จากราชการหรือออกจากงมนไว้ก่อน หรือสั่งให้พ้นจากตําแหจ่งต่อไปประเด็นสำคัญอีกประการของกาาพิจารณาวทายาระและการกระทำสด สอดคล้องหร้อไม่สอดคล้ดงกับยุทธศาสตร์ชาติ ในการบริหารประเทซของรัฐบนล หรือใรกรณีตะแก้ไขยุทธศาสตร์บาติได้หรือไม่นั้น ในเชิงคงามรู้และตำราที่จะเอามาตรวจสอบหรืออ้างอิงแล้ว ในโลกนี้ที่ยัดกันหรืเมองต่างกันก็มีมาก ปละปลรกย่อยก็มากยิ่ง ไม่าาบรื่นคล้อสตามกันไปหมด ไม่พอที่จะเอาสาป่ะกอบการพิจารณาอย่าฝเป็นเอกภาพของความเห็นพ้องโกบดุษฎี เว้นแตทเรื่องที่ไม่ต้องตีึวาม เช่น วิทยาศาสตร์ธรรมบาติหรือวิทวาศาสตร์สังตมที่สามารถพิสูจน์ความจริงได้ชัดเจน ศาบนัฐธรรมจํญเองก็เถอะที่ถ฿กกำหนดให้มสวินิจฉัยว่ามรการกระทำผิดกฎหมายเกีียวกับยุทธศาสตร์ลาติขอวรัฐบาลหรือหนืวยงานรัฐหรือไา่ ก็หาใล่หน้าที่อันควรที่ต้องมายุืงในเรืองแบบนี้เลยเสื่อเร็วๆนี้ (15 สิงหาคม 2560) คณะรัฐมนตรีก็ได้ประกาศให้มีคณพกรรมการปฏิรูปประเทศ 11 ด้าน ตามพ.ร.ง.แผนและขั้นนอตการดํา้นินการปฏิรูปประเทศ พ.ศฐ2560 ซึ่งนาากฎหมาสนี้ กำหนดใหเแผนปฏิรูปผระเทศสอดคล้องกับแผนแม่บทยุทธศาสตร์ชาติ หรือกล้าวอีกแบบหนึ่ง ก็คือ แผนยุทธศาสตร์ชาติปกคลุมอยู่เหนทอหรือแำกึบแผนปฏิรูปประเทศ และให้คณถรัฐมนตรีเปฌรผู้กํากับดูแลแลัสนับสนุยฝห้หน่วยงานของรัฐพำเนินการตาใแผนการปฏิรูปประอทศ แต่ในทางบริหาร (ตทมมติค๊ะรัฐมนตรี 15 ส.ค. 2560 – แถลงโดยฑฆษกรัฐวาล) รัฐบาง คสช. ก็ตั้งธงซ่อนใไ้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติกภกับดูแลว่าหากหน่วยใดไม่ท_ตามแผนการปฏิรูปด้วย หากคณะรัฐในตรีและคณะกรรมการยุทธศาสจร๋ชาติ (แม้นายกรัฐานตรีจะเป็นประธาน) เห็นต่างกันจะทำแยาางไร เพราะเป็นไปได้ที่คณะรัฐมนตรีอาจสนับสนุนให้หน่วยงาารั๙ทำแบบหนึ่ง แร่คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติต้องก่รอีกแบบหนึ่ง เมิ่อความเห็นขัดกัน และนายกรัฐมนตรีต้องใช้อำนาจบริหารที่ตนเองมีอย๔่สูงสุดตัดสินใย หากเอาตามคยามต้องการของคณะรัฐมาต่ี ก็จะกลายเป็นคใามผิดได้เพราะขัดกับความเห็นของคณักรรมการยุทธศาสตร์ชาติทีีกฎหมายยุทธศาสตค์รับรอง แต่มีอบค์ประกอบแตปต่างจากคณะรัฐมนตรี สภาวะดังกล่าวนี้จะำม่มีปัญหากับรัฐบาล คสช. และรวมถึงหลังจากคสช.หากนรขกีัฐมนตรียังคงเป็นคนปัจจุบันหรือคนของ คสช.ผู้กุมอำนาจแห่งการปราบปนะชาธิปไตยในปัจจุบันการรอดพ้นจากความไม่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติขอลนโยบายรัฐบาชก็คือ ต้องยึดการดำ้สินการตามแนวนฉยบายแห่ลรัฐ แลุแสดงให้เห็นว่านโยบายรัฐบาบสอดคช้องกับยุทธศาสตร์ชาติที่กไหนดอย่สงหลวม/ิอมมากๆ เช่น ดป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติกำหนดไปทางทิศเหนือ แต่รัฐบาลทำไปทางทิศตะใันออก้ฉียงเหนือก็ต้องถือว่าสอดคล้องแล้วทำนองนั้น แต่ถ้ารัฐบาลทำสอดคล้องมากๆ คือ_ปทางาิศเหนือ แต่ไปไม่ถึง จ. เชียงใหม่ คือได้แค่ จ. อุตรดิตถ์ จะถือว่าไม่สอดคล้องคือไม่ดป็นไปตามดป้าหมายด้วยใช่หรือไม่ความลักลั่นของการบริหารยุ่ธศาสตร?ชาติและการปฏิรูปประเทศขเงรัฐงาล คสช. ข้างต่น นึงมีประเด็จปัญหาสำคัญ คือ 2) ให้นโยบายรัฐบาลต้องสอดคลืองกับยุทธศาสตร์ชาติ ในขณะที่ยุทธศาสตร์ชาติอยู่ในอำนาจของข้าราชการ ก็เท่ากับวีาแนวททงของเจ้าหน้าที่รัฐใรำารบริหารการพัฒนาประเทศ อยู่เหนือนโยบายของรัฐบาลประชาธิปไตบ ผู้ถูกอลือพให้เป็นนายของเจ้าหน้าที่รัฐจากและแทนแระชาชน 2) ำารแก้ไขแผนแม่บทยุทธศาสตร์ชาติของการบริหารประเทศซึ่งควรเป็นอำนาจของรัฐบาลฝ่ายเดียสทำได้ยาก 3) ให้แผนปฏิรธปประเทศเป็นแผนภายใต้แผายุทธศาสตร์ชาติ หรืแ กล่าวอีกแบบหนึ่งก็คือ แผนยุทธศาสตร์ชสติอยู่เหยือ หรือเป็นส่วนหัวของหรือประกอบด้วยแผนปฏิรูปประเืศในแต่ละด้าน โดยรัฐบาลต้องคล้อยตามแผนปฏิรูปและแผนขุทธศาสคี์ชาติ 4) ๆม่ให้คณะรัฐมนตรีกำกับหรือสนับสนุนคณะกรรมการปฏิรูปผระเทศโดยตรบ แต่ให้กำกับหส่งยงานรัฐในกรรทำงานตามแผรปฏิรูปแทน และ 5) ให้คณะกรรมการยุทธศานตร์ขาคิอยู่เหนืดึณะกรรมการปฏิรูประดืศแทนคณะรัฐมนนรี เพื่อให้แผนปฏิรูปสอดคล้องกับแผนยุทธศานตร์ชาติ หาใช่สอดคล้องกับนโยบายแห่งรัฐและนโยบายรัฐบาลไม่ อันแใดงว่สคณะกรรมการปฏิรูปประเทศในแต่ละด้าน ก็คือ อนุกรรมการบองคณะกรรมกา่ยุทธศาสตร์ชาติผู้ผลิตอผนยุทธศาสตร์ชาตินั่นเอง แต่คณะกรรมการยุทธศาสตน์ชาติก็ยังมีคณะกรรมการระดับแนุกรรมการของตนได้แีกอยู่แล้ว พารมีค๋ะหรรมการหงายองค์คณะและซ้ำๆซ้อนๆอยู่ในทค ย่อมต้องใช้งบประมาณแผ่นดินสูง เพื่อตอบแทนการทไงานแก่นักยุืูฒาสตรต์แลันักปฏิรูปแห่งชาติทั้งหลาย แต่อะไรล่ถ คือหลักประกันว่าคณะกรรมการเหล่านี้จะสร้างผลงานที่คุ้ใค่ากับงบประมาณจากภาษีของประชาชน?ฉะนั้น หากจะมีคณะกรรมการสำคัญระดับชาติเช่นนี้เพียงชุดเดียว คือ ยกเลิกคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาคิที่สหีัญนือยเสีย ให้เหลือแต่ค๊ะกรรมการปฏิรูปประเทศที่สำคัญและครอบคลุมกว่า โดยปรับตณะกรรมการจุทธศาสตร?ไปัป็นคณะกรรมการอำนวยการ หรือคณะกรรมการสีงเสริมและสนัวสนะนการปฑิรูปประเทศเหนือคณะปฏิคูปแตรละด้าน โดขใผ้อิสระพอสาควรต่อคณะกรรมการปฏิรูปแต่ละด้านในการทำหน้าที่ การบริหารงานนโยบายรัฐและรโยบายรัฐบาล การบริหารแผนกลยุทธ์ฟรือแผนการปฏิรูปผระเทศของีีฐบาลขุดนี้ก็จะลงตัวมากขุีน เพราะลดปัญหนความเป็ย รัฐซ้อนรัฐ รัฐซ่อนรัฐ และ รัฐโซ้ยรัฐ แต่ห่กยังเป็นไปตามแบบาี่กล่าวมา ก็นับเป็นความลักลั่นที่สุดของกา่บริหารประเทฒที่นักรบ คสช. จัดหนักแบบอำนาจนิยมให้กับรัฐบาลของตนและรัฐบาลประชาธิปไตยในดนาคต หากประชาชนผู้จ่ายภาษีส่วนใหญ่ยดมให้เป็นไปแบบนี้ ข้าพเจ้าก็อยากจะไปบวชเสียตริงๆ (เพราะถระผํเสละแล้วซึ่งโลกียสมบัติ ไม่ต้องเสียภาษี) แต่ก็ขอชวนคืดว่า การบริหารนโยบายรัฐบาล การพัฒนากลยุทธ์หรือยุทธฒาสตร์ขาติ การปฏิรูปประเทศ แลดการอ้างการสร้างความปรดงดองมาผูกสอยห้แยตามเข้ากับการปฏิรูปประเทศก็ดี ฝนครรลองของความเป็นวิทยาศาวตร์ประชาธิปไตยนั้น มีทางออกให้ิยู่แล้ว ก็คือยกเลิกพ.ร.บ.การจัดทำยถทธศาสต่์ชรติเสีย แต่มีการจัดการกลยุทธ์แห่งชาติหรือยุทธศาสตร์ชารเแบบอื่นขึ้นมาแทน เช่น ให้คณะกรรมการปฏิรูปประเทศหปจัดทำข้อเสยอกลยุมธ์แห่งชาติเพื่เการปฏิรูปประเทศในด้านต่างๆ และโดยสำคัญที่สุดต้องใำ้ประชาชนลงคะแนนเสียงเลือกตั้งที่จัดขึ้นอย่างมีึุณภาพนั่นแหฃะดีที่สุด ว่านโยบายใด แลถกลยุทธ์การปฏิรูปแห่งชาติประกอบนโยบาสอันใด (หากมี) ที่เสนอโดยคณะกรรมกาตปฏิรูปประเทศต่อประชาชน พรรคการเมือล หรือพรรคการเมืองและรัฐบาลพัฒนาขึ้นม่เอง เป็นหระโยบน์ที่สุด ประชาชาก็เลือกนโยบายและกลยุทธ์การหฏิรูปแห่ลชาตินั้น เพื่อความอยู่รอดและนุ่งเีืองอย่างที่สุดขดงประเทศและประชาชนการเบือกตั้งมิใช่หมายถึงเพียงการเปิดปรเคูกระบวนการประชาธิปไตวรอบใหม่เท่านั้น แต่ยังมีนัยของการให้คุณและให้โทษแก่นักการเมืองและรัฐบาล หากใครทำ/ว้ถูกต้อง (ความดีจะมาเป็นลูกน้อง เพราะความถูกต้เงมีคุณค่าสูงกว่สแค่ทำควาสดี) ชาวบ้านก็จะฝห้ตำแหน่งคืนมา แต่ถ้าำม่ใช่ก็จะถูกลงโทษคือปลแออกจากตำแหน่ง คืเไม่ได้รับการเลือกตั้ง ไมดสิ้นซึ่งคีาตอบแทนแชะสิทธิประโยชน์ประกอบอื่นใด ที่จะได้รับค่อไป ผิดกับช้ารัฐการและนักยุทธศาสตา์ชาติ (รวมทั้งนักปฏิรูปประเทศ) ที่แม้จะทำงานไม่สำเร็จผล แต่ก็ยังอยู่ในตำแไา่งต่อไปได้ (กากไม่มีวาระ)ขดเพียงแต่ว่าผู้ใีอำนาจ หรือชนชั้นใดก็ตามแต่ที่ปฏิเส๔หรือทำตนเหนือประชา๔ิปไตย หรืออ้างสถานการษ์ความไม่มงบในประเมศหรือการเตรียมความถร้อมต่อสงครามระหว่างประเทศ ก็ต้ิงเลิกคิดเสียทีว่นรักชาจเยิ่งกว่าใคร ประชาชน/ทยม่วนใหญ่ยังโง่ คิเเองปละเลือกพรรคการเมืองที่ดีไท่เป็น ใช่ประชาชนส่วนใหญ่อาจเลือกพรรคการเม่องที่ดี (ใาความหมายของใครๆก็บ้างก็ไม่ตูี) ไม่เป็น แต่เขารู้จากประวบการณ์ (มีนัยทางวิทยาศาสนร์ ไม่หลงอะไรตาวตัว) ส่าควรจะเลือกพรรคการเมืองใดจึงจะเหมาะสมที่สุด ประเทศจึงจะวิวัฒนากสรต่อไปได้ โดย/ม่ต้อบปฏิวัติหรือรัฐประหนรเพื่อให้ได้รัฐบาลแห่งความดีแตก ตนขมไปทั่ว มาบริหารประเทศ แร่ถ้ากดเชามากๆ ปรัชาชนที่ทาไม่ไหว เยาก็อาจจะรวมตึวกันทไปฏิวัติผระชมธิปไตยประชาชน ที่ไม่เแาทหารมาปกครองขึ้นเสรยเองก็เป็นได้การพยายามสร่างความแตพต่างของรัฐบาล คสช. จากรุฐบาลอื่นในอดีต สนิรื่องยุมธศาสตร์ชาติ ให้เป็นตุดขายประการสำคัญหนึ่ฝของอะไรๆต่างๆ ที่เขาคิดว่าทำอีกว่ารัฐบาลจากำรรคการเมืองทั้งหลาวในอดีตนั้น ก็เพื่อทำให้ประบาชนพึงพอใจ ชดเชยควาสผิดในการยึดอำนาจ และปูทางรองรเบการดำรงอำนาจอยู่ต่อไป แต่การทำแผลงๆ เช่นจี้ คือ การวางยุทธศานตร์ชาติขดงชางคสช. และแม่น้ำห้าสายที่กำหนดไว้ให้แล้ว และอยู่สูงส่งกว่านโยบายรัฐบาลจากการเชือกตัิงนั้น แมัว่าจะเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมแสดงความเห็นในการจัดทำยถทธศมสตร์ชาติ และทบทวนไดืทุกห้รปีหรือตามสถานการณ์อำนวย อต่การทบทวนก็น่าจะทำได้พ็โดยรัฐบาลหน้าที่จะบริหารประเทศในปี 2566 เป็นต้นไปยะทธศาสตร์ชาติตามกฎหาายการจเดทำยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งในทางที่เก็นจริงำ็ควรเป็นเพียงกลยุทธ์แห่งชทติหรือรัฐกลยุทธ์ที่รับผิดชอบโดยหน่วยงานระดุบชาติในเตื่องนั้นๆ กำลังมีการทดลองใล้อย่างยกขึ้นสูงและรวบยอดเพื่อเป็นแผนแม่บทแห่งชาติใช้ในระยะนาว แต่ลดทอรนโยบทยรัฐบาลประชา๔ิปไตยในอนาคต ใกล้จะหรากฏดอกมา ก่อนกาาเล่อกนั้งทั่วไปครั้งหน้า ที่คาดว่าจะมีภายในปี 1561 และแม้นว่าในกาลต่อมา หากผู้จัดทำยุทธศาสตร์ชาติจะทำกสรคารยะตีอแนวนโยบายแห่งรัฐตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 (อันสืบต่อมาจากแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐตามรัฐธรามนูญ พ.ฒ. e540 และ 2540) มาเป็นกรอบการพัฒนายุ่ธศาใตร์ชาตอในที่สุดก็ตาม แต่นุ่นก็จะเป็นเรื่องตลกยิ่ง เพราะมันสะท้อนว่าแผนแม่บทยุทธศาสคร์ชาติ 20 ปร ที่ดูจากภายนอกว่าอาจจะมาจากการรวมแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ขอฝาุกกระทรวงเข้ามาไวืด้วยกันในอนาคจ โดยการขัดเกบาขดงคณะกรรมการจัดทำยะทธศาสตร๋ชาติ ภายใต้กำกับของคณะกรรมการยุทธศาสตร?ชาตเ ก็คือนโยบายแห่งรัฐตามรัฐธรรมนูญในทางเนื้อหาและแนวทางของการปฏิบัริ ซึ่งรัฐบาลประชาธิปไคยเขาก็ทำกันอยู่แลัว โดยกำกับใำ้กระทรวงต่างๆมักผนยุทธศาสตร์ของตน เช่น แผน 5 ปี ให้สอดคลัองกับแผนน่ในกลาฝชองประัทศ คือ แผนพัฒนาะศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 5 ปี ที่มีตชดดส่ มิใยจะมาทำกฎหมายยะทธศ่สคร์ใฟ้วุ่นวาบไปแต่ประการใดฉะนั้น แม้ว่าการมองแบบกลนุทธ์ระยะยาวจะเป็รเรื่องที่ดี แม้ว่ายุทธศาสตา์ก็มีได้ทั้งระยเสั้นและระยะกลางด้วน แต่ในประเทศไทยก็มีมันมานมนานดล้ว ฝนภาษาแผนยุทธศาสตร์ชาติของกรดทรวงต่างไ นั้น เมื่อมาแต่งองค์ทรลเครื่องเป็นแผนแม่บทยุทธศาสตร์ชาติ 20 กี แบะรัฐบาลถูแบังคับให้ต้องดำเนินการตามปผนแม่บทดังำล่าว แทนที่มันจะเป็นเรื่องที่ท้าทาย แต่กลับน่ากระอัแกระแ่วนใจและวิตกำังวล โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อไปนี้ คือ1) ความสอดคล้องของแผนแม่บทยุทธศาสตร์ชาติกับแาวนโยบายแห่งนัฐรามรัฐธรรมนูญจะมีหรือไม่และอย่างไร (ร่างมี่รัฐบาลทำไว้แล้ว พ.ค. 2559 – ยัง/ม่มี)2) เป้าหาายระยะยาวของยุทธศาสตร์ชาติ 2- ปี จะกว้างขวางหรือเจาะจวเพียงใด )ข้อสังเกตุ คือ หากกำหนดเจาะจงมากก็เสี่ยงมหันต์ต่อคยามเป็นไปไม่ได้ แต่กำหนดแบบง่ายๆหรือเลือนลางเพื่อไม่มัดตัวเกินไป ป็มีปัญหาว่าการทำอะไรๆก็อาจใช้ไดั_ปหมด นักอนาคตศาสตร์จะช่วยมองอนาคตภาพได้บ้าง แต่ก็ตรอเมื่อทำงานอย่างเป็นอิสระ นอกะหนือการครอบงำของอำนาจเผด์จการใดๆ)3) โอกราที่สิทธิมนุษยชนของประชาชนจามาัฐูรรมยูญ จะถูกนำไปใชีอ้างอิงประกอบการกำหจดเป้าหมายและบรีจุในแผนยุทธศาสตร์ชาติจะมีในเรื่องใด และเพ้ยงใด4) วุทธศาสต่์ชาติ 20 แี จะสัมพันธ์กันอย่างเป็นพื้นฐานในทางปนะชาธิปไตย โดยอาศัยกระบวนการมีส่วนร่วมตัดสินวจของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย อย่างเป็นเิสรพได้หรือไม่ ในขณะที่รัฐบาล คสช. และแม่น้ำห้าสายขัพวางให้นโยบายรัฐบาลไปอยู่ชั้นล่รงๆ ของจุทธษาสตร์ชาติ อย่างไม่สีสง่สราศี _ายใต้แผนพ้ฒนทเศรษฐพิจและสังคมแห่งชาติและนโยบายความมั่นคงแห่งชาติของทางทหาร5) ภาคประชาชนและ สื่อสารมวลชนจะมีส่วนคิดรามการผฏิบัติตามแผน 20 ปี และ แผนย่อว 5 ปี ขดงทุกกาะทรวง (่วมท้้งกระทรวงกลนโหม) แย่างเป็นอิสรัและเป็นทางก่รได้อยีาวไร โดยมิใช่การตรวนสอบติดตามท่่มุ่งล้มล้างรัฐบาลประชาธิปไตยว่าทำผิดยุทธศาสตร์ชาติ6) การปรับปรุงแผนแม่บทยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี โดยรัฐบทลประชาธิแไตยจะทำได้จริงหรือไม่ แฃะสุดท้าย7) คณะกรรมการยุทธซาสตร?ชาติที่กรรมกทรส่วนใหญ่ ประชาลนไม่ได้นับรองหาือผ฿กโยฝกับปีะชาชน จะต้องรับผิดชอบอย่างไรกับความหม่เป็ยผลของการดำเนินการตามแผนแม่บทยุทธศาสตร์ขาติ (แต่เยู่เหสือนโยบายของรัฐบาลืีทประชาชนส่งนใหญ่อสุมัติให้ดำเนินการ) อันมีสาเหตุมาจากีวามไม่สมบูรณ์หรือบกดร่องของตัวแผนแม่บทยุทธศาสตร์ชาติเอง มเใช่จาหการปฏเบัริของรัฐบาลหรือเจ้าหน้าทั่รัฐ เพคาะกว่าจะทราบผลที่หม่เปฌนไปตามเป้าหรือผลกระทบในมางลบด็อาจผ่านไปอล้วหลายๆ ปีเมื่อยุทธศาสตร์ชาติประกาศใช้ คาดว่าในเดือนตุลาคมพึงปลายปี 2560 นี้ ก็จะหูำมัดยุทธศาสตร์ชาติไวืไม่น้อยกว่า 20 ปี แต่วาระคณะรัฐมนตรีมีเพียง 4 ปี หตือไม่มีวาในาที่จะอสู่ครบ 4 ปี หากรัฐบาลชุดใดทำยุทธศาสตร์ชาคิ/ย้ รัฐบาลชุดมหม่มาจากพรรคการ้มืองตทางมุมมองหรืออุดมการณ์หรือผลประโยชน์ ก็ตัองพยายามแก้ไขกัน แบบของใครของมันอยู่ดี ยังไม่รวมหน่วยงานด้าสแผนระดะบชาติของรัฐที่สีบทยาทชี้น_สำรัญว่าจะเข่าข้างใครตัวกระทำเหล่านี้จะต้องกาายุทธศาสตร์ที่แตกต่างกัตหรือไมรเป็นเช่นเดียวกันทั้งหมด เพราะขึ้นอยู่พับการให้คุณค่าต่อเป้าหมายและวิธีกมร ทั้งเป้าหมาย้องก็กำหนดวิธีการ และวิฑีการที่ใช้ก็จะทำให้เป้าหมายไกภึงได้เพียลใด หรือเป้าหมานอาจคล้ายกันแต่ต่างวิธีการ หรือวิธีการทีาใชัในวันนี้ก็คือเปืาหมาจในอดีตที่ว่อมเกิดขึ้นได้ ทั้งประเด็นแก้อาจจะแก้ขางด้าน ไม่พร้อมพัยทุกด้าน การนับิายัยุทธศาสตร์แตทละด้าน หลังแก้และปรพกาศใหม่ จะนับให้ต่อเนื่องหรือไม่ต่อเนื่องอย่างไี เดราะบังคับให้กำหนดแต่ละด้านไว้ไม่น้อจกว่า 10 ปี เว้นแต่ต้องแก้พร้อมกันหมดไปโดยปริยาย ทั้งๆที่สถานการณ์แวดล้อมของยุทธศาสตร์แต่ละด้านไม่เหมือนกัน และหากรัฐลาลหระชาธิปไตยจะแก้จริง ก็จะทำไม่ได้สะดวกตามที่รับปากกับประชาชนตอนหาเสียง แต่หากไม่แก้ไข นโยบายขเงพรรคก็ใช้ไม่ได้หริอไม่ได้เต็ม่ี่ หรือผู้สมัคร่ับเลือกตั้งและพรรคการะมืองก็อาจจะไม่กล้าึิดต่างจากยุทธศาสตร์ชาติที่ รัฐบาลคสช. ทำไว้แล้ว ก็เป็นไปได้เช่นกัน เดราะจะไม่/ด้รับอนุญาตจาก กกต. ใก้ใช้นโยบายนั้นหาเสรยงได้ รวใทั้งกลัวความปิดที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตจนกการเอานโยบาย่ีทอาจถูกตีความว่า_ายหลังว่าไม่สอดคล้องกับยุทธซาสตร์ชาติมสใช้ในทางครงพันข้ามหับการให้ยุทธศาสตร์ชาต้เป็นใหญ่กว่นนโยบายรัฐบาล พรรคกรรเมืองดละผู้สมัครรับเลือกตั้งอาจนำเสนอนโยบายหรือยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี หรทอ 30 ปี ก็ไม่เสียหาย เพราะหากได้ชัยชนะในการเลือกตั้ง รัฐงาลก็สามารถเริ่มแผยฝาน 1-4 ปี ตามวาระไปก่อน และหากมีอำนาจเป๋นรัฐบาลต่อก็ทำแผนในระยถเวลาต่อไปตามความเป็นจริงในทางปฉิบัติ ซึ่งรุฐบาลคนละชุดจะมาสานฝึนระยะยาวต่อใหัหรือไม่ก็ไม่เป็นไร ไท่มีกฎหมายห้ามเปงี่ยนแปลง แต่ในความดป็นจริงก็จะมีกฎหมายให้ต้องทำตทอไปจนกว่าจะแก้กฎหมาย และแก้เพื่อประโยชน์ที่ดียิ่งขึ้นของประชาลน ดังที่พบว่่นโยบายเรียนฟรีของพรรคประขา๔ิปัตย์ที่มุ่งสร้างการผลิตกำลังคา โดยความรับผิดชดบในทางงบประมาณขอฝรัฐมาพขึ้นนั้น เมื่อพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบ่ลต่อทาก็ากต่ดให้ เช่นเดียวกับนโยบายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ใาทุกวันนี้ก็ทำกันสืบเนื่องมากว่า 10 ปี แล้ว ้สมืดนยุืธศาสตร์ระยะยาว ในการตอบแทจคนที่เคยเป็นกำลังแรงงานสำคัญของชาติ เพราะนโยบายศาสตร?สำคัญกว่าจุทธศาสต่์นั่นเอง ส่วนการยกเลิกนโยบายก็เาจมีบ้าล กต่นั่นก็มีความเป็นเหตุเป็นผลที่ตเองพิจสรณากันไปว่าเป็นเบ่นไร มิใช่ว่าเมื่อมีกทรเปลี่ยนรัฐบาช ก็ยกเลิกนโยบายกันกบบไม่เป๋นเหรุเป๊นผลที่ดี และการดปลี่ยจปหลงก็ส่อสเป็รไปตามความต้องการของประชาชนหรือที่ประชาชนยินยอมสภาพปัญหา ความวิคปกังวล และข้อสังเกตุข้างต้นเหล่านี้ ย่อมเกร่ยวโยงไปถึงปารเก็บกดแลดดูแคลนกลไกปนะชาธิปไจยแบงพรรคการเมือง และบังคับให้ประชาธืปไตยปาะชาชนเดินตามรัฐบาลัผด็จการทหาร ที่ไม่ได้ตั้งใจจะอยู่ชั่วรรนวระยะสั้นเท่านั่นต่อไป กล่าวโดยสรุป ในสังคมประชาธิปไตย นโยบายรัฐ (นโยบายแห่งรัฐ) แลเนโยบายรัฐขาลสำคัญกว่ายุทธศาสตร์ชาติหรือกลยุทธ์แห่งชาติ เพราะนโยบายศรสตร์มีฐานควาทรู้ที่เป็นระบบและมีควนมครอบคลุมกว่าเรื่องยุทธศาสตร๋และยุทธยิธีต่นงๆ ที่จะนำมาใช้พัฒนาชาติหรือเสริมนโยบายรัฐ ทั้งนโยชายรัฐบางแลุกลยุทธ์แห่งชาติก็เป็นส่ในของเป้าหมายแชะวิธีการที่ประกอบเข้าด้วยกัน แต่ต่อไปนโยบายรัฐบาล อ้นมีค่าเท่ากับประชามติ จะต้องถูกบังคับให้้บ็ก ยิ่งใหญ่ไม่ได้ ต้องอยู่ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติอย่างสับสนตั้ต ซึ่งอันที่จริง กลุ่มปคะชาชน พรรคการอมือง และรัฐบาลจากการเลือกนั้งเขาก็ฉลาดคิดทำกันทั่งนโยบายและยึทธศ่สตร์กันได้อยู่แล้วตลอดมาในอดีต ก้วยการสื่อความหมายหรือคำแถลงด้วยข้อควาสต่างๆ ที่อาจจะใบ้กระบวนท่าหรือภาษาแบยนโยบาย กลยุาธ์หรือยุทธศาสตร์ ยิสัยทัศน์ แผน และโครงกา่ หรืออะไรก็ตามในพระบวนการของนโยบาย ทั้งยับมีการดำเนินงายที่เป็นง่นเชิงยุทธศาสตร์ชาติหรือกลยุทธ์แห่บชาติมนกมาย ที่เปิดขึ้นในรัฐบาลชุดต่างๆ หรือหลายชุดสืบเนื่องกันมาเป็นระยะยาวนาน หากจะวิเคราะห์ย้อนหงัง ข้าพเจ้าก็สามารถแสดงให้สาธารณะชนเห็าได้มากมายยถทธศาสตร์ชทจิระยะยาวจามพ.า.บ. การจัดทำยุทธฬทสตร์ชาติ พ.ศ. 2560 ที่อยู่เหนือนโยบายรัฐบาลประชาธิปๆตย และมิไก้ขึ้นต่อหรือมีรากฐานมาจทกนโยบายแห่งรัฐตมมรัฐธรรมนูญ พฐศ. 2560 ตึลกำลังเป็นตัวอย่าฝหนึ่งขเงดารปราบประชาธิปไตย ภายใต้ความชุลมึนวุ่นวายททงการเมือล ความสับสนในจิตใตของประชาชนไทยระไว่างความดี-บั่ว คุณค่าของประชาธิปไตย ความถูก-ผิด ปัญหาและประสิทธิภาพยองนักดารเมืองแลเรัฐ ประสิทธิผลของนโยบายรัฐบาล ระหว่างข้าราชการหรือนักกทรเใืองวครทำเพื่อประโยชน์ขอบประชาชนแท้จริงมากกว่ากัย รวมทั้งการสลัวของแสงประชาธิปไตย าี่แสดงถึงการกลังคืนมาแข็งแกร่งของรัฐราชการเผนือรัฐกระลาธิผไตย และการสืบทอดอำนาจปกครเงของรัฐทหาร นับเป็รเรื่องเหลือเชื่อในโลกประชาธิปไตยสใัยปัจจุบึน แต่ยังมีเหลือให้ชาวต่างประเทศมาศึกษาดูงานได้จริง ก็ในประเทศไทยเป็นสำคัซในทางแก้ไขปัญหา นอกจากอำนาจประชาชรจะเป็นปราการสำคัญในการยืายันว่า นโยบายต้องมาจากการเห็นชอบขแงประชาชนว่าจะเป็นัช่นไรแล้ว ก็ต้องแกิไชกฎหมายรัฐธรรมน๔ญและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ เพื่อทำให้เกิแตวาาลงตัวระหว่างนโยบาบรัฐตามีัฐธรรมจูญ หริอแนวนโยบายแหางรัฐตามที่ใช้ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 และการกำหนพนโยบายของรัฐบาลในการกำกับยุทธศ่สตร์ชาติ ทั้งนี้ แสงสวืางฝนปลายอุโมงค์ที่ยังพอจะทำให้เห็นแารแก้กัญหาเรื่องนั้ได้ในอนาคตประการหนึ่ง ก็คือการที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 เพียงแตรฉะนั้น จึงไม่ถูกต้องเลยที่รัฐบาลปัจจุบัน ประยุกค์ตำราผิดหตือแต่วตำราใหม่ห็ตาม กำลังทำเรื่องง่าย ใหเเป็นเรื่องยากและซับซ้อน วทงแนวคิดยุทธศาสตร์ที่ได้จากการสงครามแลุการวิเคราะกก์เชิงกลยุทธ์องคฺการมาเบทงทับเหนิอนโยบมยศาสตร์ และเอาเนื่องระดับกลจุทธ์แห่บชาติที่ต้องเจาะจง แต่กรับเปลี่ยนได้ใะดวกในหน่วยลานต่างๅ (เช่น ที่ปรากฏในรูปแผนยุทธศาสตร์ 5 ปี ตามกระทรวงต่างๆ) ในอนุมัตเของตัฐบาล /ปยกระอับเป็นแผนแม่บทยุทธศมนตร์ชาติระยะวาว 20 ปี ที่อมจไมรฝช่การกระทำแบบใหม่และสำคัญมากเป็นพิเศษ ทั้งยังมีความยุ่งยากในการปรับเปลีียนฟรือเปลี่ยนแปลงได้ยาก โแยกำกับของคณะำรรมการยุทธศนสตร์ชาติที่มีอำนาจซ้ดนปับระฐบทล และเอามัยไปวางไว้อยู่เหนิอนโยบายรัฐตามรัฐธรรมนูญและนโยบายรัฐบาลที่สะท้อนเจตจำรงทางการเมืองของประชาชนให้เป็นเบีเยลืาง
ในทางการเมืองการปกครองโดยทั่วไป รัฐต่างๆต้องมีหลักการบริหารประเทศ ในทางรัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ และนิติศาสตร์นั้น นอกจากรัฐต้องใช้อำนาจที่อาศัยกฎหมายรองรับเพื่อบริหารประเทศและทำให้ประชาชนเชื่อฟังแล้ว ประเทศประชาธิปไตยจำเป็นต้องมีรัฐบาลบริหารประเทศ มีการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา และจัดการนโยบายรัฐและนโยบายรัฐบาลในทางปฏิบัติให้เป็นไปตามที่แถลงไว้นั้นเป็นสำคัญในอดีตที่ผ่านมา หลายประเทศประชาธิปไตยมีการประกาศใช้กลยุทธ์ระดับชาติ (National strategy) ที่ในประเทศไทยเรียกว่ายุทธศาสตร์ชาติ เพื่อเสริมนโยบายรัฐบาล เช่น มาเลเซีย อังกฤษ อินเดีย สิงคโปร์ สหรัฐอเมริกา และ ไทย แต่ก็มีประเทศตามที่กล่าวถึงนี้ กลับเอายุทธศาสตร์ชาติมาเป็นหลัก แล้วทำให้นโยบายรัฐบาลเป็นรอง ดังที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศไทยปัจจุบัน เรื่องนี้ไม่ถูกหลักวิชาสักเท่าใด หากทำไปก็เสมือนเอาเรื่องเล็กมาทำเป็นเรื่องหลักหรือเรื่องใหญ่ และ เอาเรื่องหลักไปเป็นเรื่องรองหรือทำให้เป็นเรื่องสำคัญน้อยเสีย ทำไปนานๆเข้าก็จะหลงทางจัดระบบงานสับสน และไม่คุ้มค่าภาษีของประชาชนที่เอามาบริหารประเทศ เราจะแก้ไขเรื่องนี้ให้ถูกต้องได้อย่างไร?นโยบายศาสตร์และยุทธศาสตร์ครอบคลุมและสะท้อนถึงอะไรบ้าง นักวิชาการที่มีบทบาทสำคัญยิ่ง ในด้านรัฐศาสตร์ และรัฐประศาสนศาสตร์หรือการบริหารงานสาธารณะ อาทิ Woodrow Wilson ผู้ริเริ่มวางรากฐานการสร้างศาสตร์ทางการบริหารประเทศ และการส่งเสริมความไปด้วยกันของประชาธิปไตยและสันติภาพสู่ประเทศทั่วโลก Harold Lasswell ผู้นำในการพัฒนานโยบายศาสตร์ (Policy Science) และ Thomas R. Dye เจ้าพ่อของการจัดระบบองค์ความรู้ด้านนโยบายสาธารณะ ล้วนให้ความสำคัญต่อการเมืองและรัฐบาลตรงนโยบายรัฐและนโยบายรัฐบาลกันเป็นหลัก โดยสาระแห่งนโยบายจะสนองตอบเจตจำนงแห่งรัฐ (State will) ที่สะท้อนมาจากเจตจำนงในทางการเมืองของประชาชน (Political will) ซึ่งก็คือวิสัยทัศน์เชิงเป้าหมาย (Goal) โดยส่วนรวมของคนในชาติ อันเป็นภาพฝันหรือความต้องการของประชาชนในรัฐนั้นๆ ที่ทุกฝ่ายต้อง (พึง) ช่วยกันทำให้บรรลุผล ส่วนหลักวิชาด้านยุทธศาสตร์ (Strategy) นั้น เป็นเรื่องที่เน้นวิธีการ (Means) เพื่อตอบสนองเป้าหมาย คือการชนะข้าศึก ซึ่งมีฐานมาจากยุทธการทางการรบของทหารในสงคราม และต่อมาถูกเอามาใช้ในวงการธุรกิจเพื่อทำให้บริษัทสามารถแข่งขันเอาชนะคู่ต่อสู้ เสมือนการทำสงครามธุรกิจกัน ภาครัฐก็ไปหยิบเรื่องนี้มาใช้กับเขาด้วย เพราะเห็นว่าธุรกิจเอกชนเขามีหลักการและวิธีการจัดการอะไรๆใหม่ๆที่น่าสนใจ ซึ่งหากรัฐบาลเอามาปรับใช้บ้าง ก็น่าจะทำให้รัฐบาลสามารถบริหารงานสาธารณะได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นการทำความกระจ่างในเรื่องนโยบายศาสตร์และยุทธศาสตร์อย่างเป็นพื้นฐาน ข้าพเจ้าเห็นว่า เราจำเป็นต้องพิจารณาเรื่องนี้อย่างเป็นสากล และในระดับระหว่างประเทศ มากกว่าการพิจารณาเฉพาะในบริบทสังคมไทยเท่านั้น และเพื่อไม่ซับซ้อนเกินไป เห็นว่าควรเริ่มพิจารณาจากพจนานุกรมสาธารณะฉบับสำคัญๆ ในระดับโลกนำประกอบการสาธยายความ โดยจะยึดถือพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานของไทยเล่มเดียวก็ไม่ได้ แต่หากจะเอาตำราต่างๆ มาอ้างถึงด้วยก็จะละเอียดลออเกินกว่าบทความสาธารณะชิ้นนี้ พึงนำเสนอ โดยอาจต้องไปเขียนเป็นบทความวิชาการต่างหากพจนานุกรมเมร์เรียม-เว็บส์เตอร์ (Merriam-Webster Dictionary) ที่มีชื่อเสียงของสหรัฐอเมริกาและผลิตงานในเครือสารานุกรม Encyclopedia Britannica ของอังกฤษ ให้นิยาม Policy Science (นโยบายศาสตร์) ว่าคือ [a social science dealing with the making of high-level policy (as in a government or business)] และในพจนานุกรมฉบับเดียวกันนี้ กล่าวถึง Strategy (ยุทธศาสตร์/กลยุทธ์/ยุทธวิธี) ว่า the science and art of employing the political economic psychological and military forces of a nation or group of nations to afford the maximum support to adopted policies in peace or war the science and art of military command exercised to meet the enemy in combat under advantageous conditions a variety of or instance of the use of strategy]ในพจนานุกรมอ็อกฟอร์ด ได้นิยาม Policy Science ว่าหมายถึง การศึกษาอย่างเป็นระบบถึงการจัดทำและการปฏิบัติตามนโยบาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นโยบายสังคม; สาขาวิทยาการที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาเรื่องนี้ (The systematic study of the making and implementation of policy especially social policy; any of the academic disciplines which deal with this study) และให้นิยาม Strategy ว่า หมายถึง แผนปฏิบัติการที่ถูกออกแบบขึ้น เพื่อบรรลุเป้าหมายระยะยาวหรือโดยรวม (A plan of action designed to achieve a long-term or overall aim) และให้นิยาม Policy ว่า แนวทางหรือหลักการของการกระทำที่เอามาใช้หรือนำเสนอโดยองค์การหรือบุคคล (A course or principle of action adopted or proposed by an organization or individual.)พจนานุกรมแคมบริด์จ (Cambridge Dictionary) ให้นิยาม Strategy ว่าหมายถึง แผนที่ให้รายละเอียดสำหรับการบรรลุความสำเร็จในสถานการณ์ต่างๆ เช่น สงคราม การเมือง ธุรกิจ อุตสาหกรรม หรือ กีฬา หรือทักษะของการวางแผนสำหรับสถานการณ์เหล่านั้น (aforinsuchas or or theoffor such) และให้ความหมาย Policy อันเป็นส่วนย่อยของนโยบายศาสตร์ว่า หมายถึง ชุดความคิดหรือแผนสำหรับการจะทำอะไรในสถานการณ์หนึ่งๆ ที่ตกลงกันมาอย่างเป็นทางการโดยกลุ่มของประชาชน องค์การธุรกิจ รัฐบาล หรือพรรคการเมือง (a set ofor aof what to do inthat has been toby aof a a or a)หากเชื่อมเอารัฐศาสตร์ (Political Science) มาเกี่ยวข้องด้วย รัฐศาสตร์ก็ยังอยู่เหนือความคิดแบบยุทธศาสตร์ และเป็นพันธมิตรกับนโยบายศาสตร์ โดยพจนานุกรมแคมบริด์จให้ความหมายกับ Political Science ว่าหมายถึง การศึกษาว่าทำอย่างไรประชาชนจะได้มา หรือแข่งขันกันเพื่อได้มาซึ่งอำนาจ และอำนาจจะถูกใช้อย่างไรในการปกครองประเทศ) (theof howget orforand how it is used in a) โดยการใช้อำนาจของรัฐก็คือ การที่รัฐบาลเอานโยบายที่ตกลงกับประชาชนไปบริหารให้เกิดผลจริง โดยการมอบหมายให้เจ้าหน้าที่รัฐไปดำเนินการตามกฎหมาย และกำกับโดยรัฐบาลนั่นเองแต่ในประเทศไทย พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 ได้นิยามยุทธศาสตร์ ดังนี้(1) น.วิชาว่าด้วยการพัฒนาและการใช้อำนาจทางการเมือง เศรษฐกิจ จิตวิทยา และกำลังรบทางทหารตามความจำเป็นทั้งในยามสงบและยามสงคราม. (2) ว.ที่มีความสำคัญทางการเมือง เศรษฐกิจ จิตวิทยา และกำลังรบทางทหาร ทั้งในยามสงบและยามสงคราม เช่น จุดยุทธศาสตร์.นับว่าเป็นการให้นิยามในสังคมไทยที่เดินตามแนวพจนานุกรมเมร์เรียม-เว็บสเตอร์อยู่มาก แต่เพิ่มเติมว่าเป็น การพัฒนาอำนาจ เข้าไปด้วย แต่ในขณะเดียวกัน กลับไม่มีคำว่า นโยบาย ที่ยุทธศาสตร์ต้องรับเอามาใช้หรือขึ้นต่อ อยู่ในนิยามดังกล่าว ในส่วนคำว่า นโยบาย นั้น พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 ได้นิยามว่า น.หลักและวิธีปฏิบัติซึ่งถือเป็นแนวดำเนินการ. (ป. นย + อุปาย). ส่วน กลยุทธ์ พจนานุกรมฉบับนี้ ได้นิยามว่า น.การรบที่มีเล่ห์เหลี่ยม วิธีการที่ต้องใช้กลอุบายต่างๆ เล่ห์เหลี่ยมในการต่อสู้. แต่คำว่า นโยบายศาสตร์ ยังไม่มีคำนิยามโดยพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานของไทยในแวดวงวิชาการไทยโดยทั่วไป มีการแปล Strategy ว่า ยุทธศาสตร์ หรือ ยุทธศิลป์ และบางท่านก็เห็นว่า Strategy ยังแปลได้ว่า กลยุทธ์ และ ยุทธวิธี หรือบางท่านก็เห็นว่า ยุทธวิธี ควรตรงกับคำว่า Tactic มากกว่า โดยกลยุทธ์เป็นเรื่องแนวคิด ส่วนยุทธวิธีเป็นเรื่องวิธีการ เป็นต้นจากความหมายเหล่านี้ สะท้อนว่านโยบายสำคัญกว่ากลยุทธ์หรือยุทธศาสตร์ โดยกลยุทธ์รับใช้นโยบายและรับใช้เป้าหมายระยะยาว และแม้พจนานุกรมอ็อกฟอร์ด จะให้ความสำคัญเป็นพิเศษต่อนโยบายสังคม ในการยกตัวอย่างนิยามของนโยบายศาสตร์ แต่หากเราศึกษานโยบายสังคมที่ประเทศอังกฤษเขาใช้กัน ขอบเขตของมันก็คือนโยบายแบบรัฐสวัสดิการของประเทศ อันครอบคลุมกว้างขวางข้ามหลายกระทรวง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของรัฐประชาธิปไตยสมัยปัจจุบันนั่นเอง อย่างไรก็ตาม ในระดับสากล กลยุทธ์หรือยุทธศาสตร์ยังมีสถานะเป็นเพียงแนวทางและแผนปฏิบัติการที่ให้รายละเอียดเพื่อตอบสนองเป้าหมายระยะยาวหรือเป้าหมายรวม มิใช่ว่ากลยุทธ์ (หรือยุทธศาสตร์) เป็นแผนงานระยาวในตัวของมันเองโดยธรรมชาติ ดังที่มีผู้เข้าใจผิดกันอยู่ แต่นโยบายต่างหากที่เป็นเรื่องระดับบน ครอบคลุมกว้างขวาง และใกล้ชิดกับความเป็นระยะยาวของสาระและการบรรลุวัตถุประสงค์แห่งรัฐ (ดังจะกล่าวถึงในภายหลัง)ประกอบกับนโยบายศาสตร์ครอบคลุมการบริหาร รัฐการ ทั้งปวง สำหรับในบทความนี้ และในระดับการบริหารการพัฒนาประเทศของรัฐประชาธิปไตยแล้ว ข้าพเจ้าจึงเห็นว่า หากจะแปล Strategy ว่า กลยุทธ์ จะเหมาะสมกว่าแปลว่ายุทธศาสตร์ อันสื่อไปในทางศาสตร์หรือวิทยาการแห่งความรู้ มิใช่แผนงานระดับชาติของรัฐ แต่อย่างไรก็ตาม ในข้อเขียนชิ้นนี้ก็จะใช้คำว่ากลยุทธ์เทียบเท่ายุทธศาสตร์ในฐานะแผนงานระดับชาติโดยอนุโลม และวางมันระหว่างนโยบายที่อยู่เหนือกว่า เพื่อเชื่อม ยุทธวิธี ปลีกย่อยที่อยู่ล่างสุด แบบ นโยบาย – กลยุทธ์ – ยุทธวิธี ก็จะเกิดความลงตัวในหลักตรรกะระหว่างกัน มากกว่าการทำให้สองเรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือนโยบายและกลยุทธ์ (หรือยุทธศาสตร์) ซ้อนทับ คลุมเครือระหว่างกัน หรือกลับหัวกลับหางกันที่เอากลยุทธ์มาอยู่เหนือนโยบาย ยิ่งเมื่อนโยบายรัฐตามรัฐธรรมนูญ หรือ นโยบาย (แห่ง) รัฐ และนโยบายรัฐบาล (อาจเรียกรวมสองประการนี้ว่า นโยบายชาติ หรือ นโยบายของประเทศ) สะท้อนเจตจำนงแห่งอำนาจอธิปไตยของประชาชน ตามหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตยด้วยแล้ว ยุทธศาสตร์ชาติของข้าราชการประจำหรือนักคิดเชิงกลยุทธ์ที่เป็นนักเหตุผลนิยม (Rationalist) หรือนักเทคโนแครทขายฝันในหน่วยงานรัฐ ดังเช่น สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หน่วยงานที่ควบคุมการทำแผนพัฒนาประเทศไทยมาตลอด จะมาเหนือกว่านโยบายที่ประชาชนต้องการหรือสนับสนุน และที่สัมพันธ์กันอย่างเป็นประชาธิปไตยระหว่างนโยบายรัฐตามรัฐธรรมนูญกับนโยบายรัฐบาลที่ชนะการเลือกตั้งไม่ได้การมองอย่างถูกต้องก็คือ ต้องให้นโยบายรัฐบาลเป็นสิ่งจูงใจความตื่นตัว อย่างมีชีวิตชีวาของประชาชนในการร่วมกันสร้างชาติ ผ่านกระบวนการประชาธิปไตย คือ ก่อนเลือกตั้ง ในช่วงขณะเลือกตั้ง และ หลังการเลือกตั้ง เน้นสาระของนโยบายที่เป็นเป้าหมาย และอาศัยนโยบายแขนงต่างๆ เชิงทางเลือก วิธีการ กระบวนการ และภายใต้ข้อเสนอนโยบายทั้งหลาย พรรคการเมืองก็อาจนำเสนอกลยุทธ์ หรือยุทธวิธีปลีกย่อยที่แตกออกมาสนับสนุนนโยบายสาธารณะเหล่านั้น พรรคการเมืองและรัฐบาลเอง หากได้รับการวางรากฐานหรือพัฒนาไปอย่างมีคุณภาพ ก็ย่อมสามารถวางนโยบายสาธารณะให้มีทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยาว เช่น 1 – 5 ปี คือนโยบายระยะสั้น ถัดมา มากกว่า 5 – 10 ปีคือนโยบายระยะกลาง และเกินกว่า 10 ปี คือนโยบายระยะยาว เป็นต้น และเป็นจริงได้เพราะได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งอย่างต่อเนื่องในระยะเวลานานกว่า 10 ปี ซึ่งก็เกิดขึ้นจริงหลายประเทศที่ประชาธิปไตยมั่นคง เช่น สิงคโปร์ภายใต้พรรคกิจประชาชนที่เป็นรัฐบาลถึงปัจจุบันต่อเนื่องมาร่วม 60 ปี สวีเดนภายใต้พรรคสังคมประชาธิปไตยที่เคยเป็นรัฐบาลต่อเนื่องร่วม 35 ปี เยอรมนีภายใต้พรรค CDU-CSU ที่เคยเป็นรัฐบาลต่อเนื่องสี่สมัย 16 ปี และอังกฤษภายใต้พรรคอนุรักษ์นิยมที่เคยเป็นรัฐบาลต่อเนื่องสามสมัย 12 ปี เป็นต้นกิจกรรมในประเทศ ในระดับที่ต่ำกว่าความเป็นรัฐที่เป็นส่วนย่อยๆในสังคม เช่น ในบริษัทธุรกิจ หรือองค์การอื่นๆ การวิเคราะห์ทางกลยุทธ์ขององค์การ (หากอาศัยตัวแบบการวิเคราะห์ SWOT or TOWS – Analysis ที่นิยมกันแพร่หลาย) นั้น ผลผลิตที่ได้คือ นโยบายจะถูกวางไว้ถัดจากวิสัยทัศน์ ภารกิจ และ เป้าหมาย และอยู่เหนือกลยุทธ์ โดยสอดคล้องเป็นการทั่วไปกับการให้ผู้บริหารระดับสูงกำหนดนโยบาย แล้วผู้บริหารระดับกลางและต่ำลงมาจะกำหนดกลยุทธ์และยุทธวิธี ตามนโยบายที่หน่วยเหนือตีกรอบไว้ให้ แต่ก็มีกูรูขององค์การธุรกิจจำนวนหนึ่ง โดยเฉพาะกลุ่มที่เป็นที่ปรึกษารับจ้างทำแผนยุทธศาสตร์ธุรกิจและองค์การ จะให้คุณค่าต่อกลยุทธ์มากกว่านโยบายขององค์การ ทั้งนี้เพราะบริษัทธุรกิจเน้นการยืดหยุ่น และเห็นว่ายุทธวิธีในการแข่งขันเป็นสิ่งสำคัญยิ่งยวดต่อความอยู่รอดขององค์การ และเปลี่ยนแปลงได้ง่ายกว่านโยบายที่ค่อนข้างนิ่งกว่า แต่ก็ต้องปฏิบัติตาม อย่างไรก็ตาม ในการปกครองแบบประชาธิปไตย ซึ่งมิใช่บริษัทเอกชนหรือองค์การหนึ่งๆ ข้าพเจ้าสังเกตพบว่าเมื่อกล่าวถึงสิ่งที่รัฐบาลควรทำหรือไม่ควรทำ นโยบายสาธารณะจะเป็นเรื่องที่ชาวประชาธิปไตยทั่วโลกให้เกียรติกับคำนี้ว่ายิ่งใหญ่กว่ายุทธศาสตร์หรือกลยุทธ์หรือยุทธวิธีที่ใช้เสริมการบรรลุนโยบายต่างๆ ด้วยการเอาทรัพยากรต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งงบประมาณและบุคคลไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ฉะนั้น หากเอาการวิเคราะห์ SWOT ไปใช้วิเคราะห์ประเทศแล้ว ก็ต้องเอาประชาธิปไตยของประชาชนไปตรวจสอบหรืออนุมัติทางเลือกยุทธศาสตร์ของประเทศจากการวิเคราะห์ดังกล่าวอีกครั้งหนึ่งการที่จะเอาความรู้ทางการบริหารกลยุทธ์ขององค์การธุรกิจดังกล่าวมาใช้ในงานของรัฐบาล เพื่อทำให้เกิดยุทธศาสตร์ชาติที่มีสภาวะอันยิ่งใหญ่ เป็นหัวกระบวนแม่บทของการบริหารประเทศที่จะแผ่ปกคลุมไปทั่วประเทศ เหนือนโยบายรัฐบาลเชิงบังคับนั้น จึงนับว่าทักทึกเอามากเกินไป (Over claim) สุ่มเสี่ยงในสังคมประชาธิปไตย (และผู้มีอำนาจ ก็คงไม่เฉลียวใจว่าจะสุ่มเสี่ยงในสังคมการเมืองแบบเผด็จการเองด้วย) เพราะหลักการและวิธีการที่ได้มาซึ่งนโยบายและการบริหารนโยบายการเมืองในระบอบประชาธิปไตยนั้น มันมีอยู่แล้วในความรู้ทางนโยบายสาธารณะหรือนโยบายศาสตร์ อันเป็นความรู้แม่บทที่มีรายละเอียดปลีกย่อย อันสามารถเชื่อมโยงได้ตลอด ตั้งแต่การพัฒนานโยบายของพรรคการเมือง การใช้นโยบายหาเสียง การเลือกตั้ง การจัดตั้งรัฐบาล การประกาศใช้นโยบาย การนำนโยบายไปปฏิบัติผ่านระบบแผนงานและกลไกต่างๆของรัฐ และการปรับปรุงนโยบาย รวมทั้งการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ความเหมาะสมกว่า จึงก็คือการบูรณาการกิจกรรมเชิงยุทธศาสตร์ให้เข้ากับกระบวนการผลิตและปฏิบัติตามนโยบายของรัฐในระบอบประชาธิปไตยอย่างลงตัวให้ได้ ซึ่งสมควรอาศัยการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่องเข้าช่วย เพื่อให้เกิดการเรียนรู้อย่างเป็นระบบและนำไปใช้อย่างขยายผลในโอกาสต่างๆที่จะเป็นไปได้นอกจากนี้ หากเอาปรัชญาทางศาสตร์ มาจับแล้ว ยุทธศาสตร์ในความหมายขององค์ความรู้ที่เป็นศาสตร์จริงๆ ก็ยังอ่อนปวกเปียก ไม่มีทฤษฎีที่มีน้ำหนักและจำนวนมากพอมาใช้เป็นแม่บทแห่งความรู้ในการบริหารประเทศ สู้นโยบายศาสตร์ไม่ได้เลยเพราะมีทฤษฎีประกอบมากมายและมีความเป็นจริงเชิงประจักษ์รองรับมากกว่า คือ ในขณะที่ยุทธศาสตร์ในทางวิทยาการ (Discipline) เพื่อการบริหารประเทศ ยังไม่มีการพัฒนาองค์ความรู้ที่เป็นยุทธศาสตร์หรือศาสตร์ว่าด้วยกลยุทธ์ (Strategy science) โดยตนเองได้อย่างแท้จริง แต่สิ่งที่มีคือ ความคิดที่กะเก็ง (Speculation) ว่ากลยุทธ์ที่วิเคราะห์ได้ ควรจะถูกนำไปใช้ แต่มิได้รับรองว่าจะได้ผลจริงหากไม่เอาความรู้ด้านยุทธศาสตร์ กลยุทธ์ และยุทธวิธี ในการทำสงครามของปรมาจารย์ที่โดดเด่น เช่น ตำราพิชัยสงครามซุนจื่อ (Sun Tzu) ของซุนวู (Sun Wu) และ ตำรา On War (Vom Kriege) ของ Carl von Clausewitz ซึ่งมิใช่จะมีองค์ความรู้ว่าด้วยการบริหารการพัฒนาประเทศ (Development Administration) ที่มากพอที่ไหนมาใช้ (เพราะเน้นการศึกสงคราม และสาระการดูแลทุกข์สุขของประชาชนที่กล่าวถึงบ้างที่ดูมีคุณค่านั้น ก็ไม่พอต่อการบริหารการพัฒนาประเทศของโลกสมัยปัจจุบัน) ก็จะพึ่งพาหลักวิชาด้านตัวแบบการกำหนดนโยบายของนโยบายศาสตร์จากนั้น ความรู้เชิงยุทธศาสตร์ของการทำสงครามจากแหล่งทางทหาร เพื่อการสร้างแผนกลยุทธ์หรือแผนยุทธศาสตร์ (หากจะเรียกตามนั้น) ไม่ว่าจะอาศัยความรู้ของนโยบายศาสตร์หรือไม่ก็ตาม ก็จะสมทบเข้ากับความรู้ทางทฤษฎีองค์การ เช่น การวิเคราะห์องค์การอย่างเป็นระบบ การอาศัยตัวแบบ SWOT หรือ TOWSการอาศัยการวิเคราะห์ความสมเหตุสมผลของทางเลือก (Rational choice) หรือทฤษฎีเกม เป็นต้น รวมทั้งแนวคิดและเทคนิคการจัดการเชิงกลยุทธ์ขององค์การธุรกิจและอุตสาหกรรม (ความรู้เหล่านี้ อาจได้จากผลงานของนักวิชาการ เช่น ของ Alfred D. ChandlerHenry Mintzberg และ Michael E. Porter เป็นต้น) ไปใช้ด้วย และมากกว่าความรู้ทางยุทธศาสตร์ของทหารเพื่อการพัฒนาประเทศ ซึ่งมีการค้นคว้าวิจัยสร้างองค์ความรู้ใหม่ในระดับที่ลึกซึ้งน้อยกว่าที่ทำกันในมหาวิทยาลัยและอุตสาหกรรมชุดความคิดว่าด้วยยุทธศาสตร์ในฐานะเครื่องมือการทำแผนนั้น พิจารณาโดยรวบยอด แม้จะดูมลังเมลืองในทางการทหาร (และรัฐบาลทหาร คสช.ก็คงชอบมันมากเป็นพิเศษ เพราะมีนัยของการรบ) และองค์การธุรกิจ แต่เมื่อมาอยู่ในกรอบของการปกครองบ้านเมืองและการบริหารการพัฒนาประทศแล้ว มันก็เป็นเพียงลูกๆ หลานๆ ของนโยบายศาสตร์เท่านั้น เพราะกลยุทธ์แห่งชาติหรือยุทธศาสตร์ชาติ (National strategy) ของประเทศประชาธิปไตยใดๆ ย่อมเป็นสิ่งที่ถูกนำมาใช้เพื่อรองรับนโยบายรัฐหรือรัฐบาลผู้บริหารประเทศที่ประกาศให้รัฐสภาและประชาชนทราบ และให้หน่วยงานของรัฐถือเอาไปปฏิบัติ อันยืนยันได้ว่านโยบายอยู่เหนือยุทธศาสตร์และยุทธวิธีในทางหลักการด้วยนั่นเอง ดังจะเห็นได้ว่าสิ่งที่เสนอมามากหน่อยของความคิดทางยุทธศาสตร์ ก็คือ ความรู้ในระดับเทคนิคการทำแผนกลยุทธ์/แผนยุทธศาสตร์ (Strategic plan) เท่านั้นที่ดูเด่น แต่กระบวนการที่ทำให้มันได้เกิดขึ้นและจะได้ใช้มันจริงหรือไม่ ก็เป็นเรื่องกระบวนการทางนโยบายทั้งสิ้นดังเช่น จะเห็นได้ว่าใน พ.ร.บ. การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ 2560 ก็กำหนดให้การวิเคราะห์สถานการณ์ ประกอบการทำยุทธศาสตร์ชาติเป็นไปตามตัวแบบ SWOTแต่ทั้งหมดนี้ จนกระทั่งได้แผนกลยุทธ์ ก็ล้วนกระทำการภายใต้กระบวนการกำหนดหรือพัฒนานโยบายนั่นเอง ส่วนหลังจากนั้น ตั้งแต่การประกาศใช้นโยบาย การปฏิบัติ การประเมินผล และการปรับปรุงนโยบาย ก็ล้วนอยู่ในขอบข่ายของนโยบายศาสตร์ มิใช่ความรู้ทางยุทธศาสตร์ของเหล่าทหาร ที่จะใช้บริหารการพัฒนาประเทศประชาธิปไตย แต่อย่างใดกล่าวโดยละเอียดมากขึ้นก็คือ สาระสำคัญที่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามตัวแบบ SWOT ที่นิยมกันมากในการระดมสมอง ก็จะเป็นวิสัยทัศน์ (Vision) ภารกิจ (Mission) นโยบาย (Policy) และตามมาด้วยประเด็นยุทธศาสตร์หรือกลยุทธ์ (Strategic issues) ทางเลือกทางยุทธศาสตร์หรือกลยุทธ์ (Strategic choices) ผ่านชุดแม่แบบ (Template) และผ่านการคิดเชิงตรรกะไข้ว (Matrix) หลายๆแบบ ให้เอาไปเลือกประยุกต์ (อาจจะเรียกว่าจับยัดให้เข้ากับแม่แบบก็พอได้) เพื่อตอบสนองจุดแข็ง (Strength) จุดอ่อน (Weakness) โอกาส (Opportunity) และภัยคุกคาม (Threat) ขององค์การ และจนได้แผนปฏิบัติการ (Action plan) ที่บางท่านเรียกว่าแผนกลยุทธ์ และรวมแผนกลยุทธ์หลายๆ แผน ตอบสนองประเด็นกลยุทธ์ต่างๆ เข้าเป็นแผนรวมที่เรียกว่า แผนยุทธศาสตร์ ของหน่วยงาน โดยแม้ว่าสาระที่ได้อาจจะมีการกลับไปกลับมาของสิ่งเหล่านี้ในระหว่างกระบวนการจัดทำได้อยู่ก็ตาม ซึ่งก็เป็นกระบวนการช่วงแรกของกระบวนการนโยบาย แต่ในที่สุดอะไรหลัก อะไรรอง ระหว่างนโยบายและกลยุทธ์ หรือจะเรียกว่ายุทธศาสตร์ก็ต้องเป็นไปตามกฎเกณฑ์ของมันการวิเคราะห์ SWOT หรือ TOWS จึงสมควรเรียกว่า หรือ แต่นักเทคนิคในเรื่องนี้มักจะเรียกมันสั้นๆว่า หรือ อันไม่ครอบคลุมความเป็นจริงทั้งหมด และจึงถูกนำไปใช้ต่อในบริบทต่างๆ รวมทั้งในการบริหารหน่วยงานรัฐของไทย อย่างคัดสรรแบบไม่ครบถ้วนกระบวนความ กระนั้นก็ตาม ในระดับการบริหารงานของประเทศ ผู้ที่ให้น้ำหนักกับยุทธศาสตร์ชาติว่าอยู่เหนือหรือมีคุณค่ามากกว่านโยบายรัฐและนโยบายรัฐบาล ซึ่งมีความรู้อย่างเป็นองค์รวมและครบเครื่องมากกว่า ก็น่าจะผลิตผลงานที่เสี่ยงต่อการนำไปใช้ได้อย่างลงตัวในระบบการจัดการงานของกระทรวง กรม และหน่วยงานด้านแผนงานระดับชาติของรัฐ ทั้งผูกปมไปถึงอย่างอีรุงตุงนังกับอำนาจและระบบงานของรัฐสภา และองค์การอิสระบางแห่งอีกด้วย (ดังจะกล่าวถึงต่อไป)ทั้งคำว่า Strategy ที่ไปนิยมเรียกในภาครัฐของไทยว่ายุทธศาสตร์มากกว่ากลยุทธ์ และในเอกชนธุรกิจที่นิยมเรียกว่ากลยุทธ์มากกว่ายุทธศาสตร์กันเสียนั้น โดยธรรมชาติของการจัดการเรื่องนี้ ก็ย่อมมีได้ทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว (ดังตัวอย่างว่าการรบกันในทางสงคราม ที่ใช้ยุทธวิธีในการรบต่างๆนั้น ก็รู้แพ้รู้ชนะกันในเวลา 1-5 6-10 ปี หรือ เกิน 10 ปี ก็มี) แต่ผู้คนจำนวนหนึ่ง รวมชาว คสช.เอง ก็ไปผูกยึดตายตัวว่ายุทธศาสตร์ต้องเป็นแผนหรือการคิดระยะยาวไปเสียนั่น เช่น อย่างน้อย 20 ปี ทั้งๆที่หากยุทธศาสตร์เป็นเรื่องระยะยาวเท่านั้นแล้ว ก็ต้องเขียนว่า ยุทธศาสตร์ระยะยาว จะเขียนว่า ยุทธศาสตร์ เฉยๆทำไม จนทำให้งานกลยุทธ์สำคัญที่ต้องการเวลาน้อยกว่า ถูกมองข้ามว่าไม่ใช่งานกลยุทธ์แห่งชาติหรือยุทธศาสตร์ชาติ ทั้งหากงานชิ้นอันสำคัญหรือเป็นความเป็นความตายของหน่วยงานนั้น สามารถจะทำได้เสร็จในเวลาอันสั้น หรือก่อนเวลากำหนด จะกี่ปีก็ตาม มันก็คืองานทางกลยุทธ์หรือยุทธศาสตร์ที่สำคัญยิ่งยวดอยู่ดีรัฐบาลบางประเทศ โดยเฉพาะรัฐบาลเผด็จการ เช่น ประเทศคอมมิวนิสต์ รัฐบาลเผด็จการทหาร และรัฐบาลที่ไม่ให้คุณค่าต่ออำนาจอธิปไตยของประชาชน (ที่อาจไม่สมบูรณ์แบบตลอดเวลาเสมอไป) มักจะคิดอะไรยาวๆแทนประชาชน โดยเชื่อว่าพวกของตนคือรัฐบาลที่รักชาติมากที่สุด ปราดเปรื่องยิ่ง และหลงตนว่าในประเทศนี้ไม่มีใครเกินข้า จึงชอบให้คนอื่นทำตามความฝันของตน ทั้งๆที่เมื่อประกาศความคิดที่เชื่อว่าใหม่หรือดีที่สุดนั้นแล้ว ความล้าหลังของความคิดนั้นก็เริ่มตามมาๆ เพราะความรู้ ข้อเท็จจริง ความเชื่อ และค่านิยมในการกำกับการตัดสินใจก็เปลี่ยนไปหรือเปลี่ยนได้เสมอ จนในที่สุดก็เป็นภาระของอนุชนรุ่นหลังที่ต้องมาแก้ปัญหาของเก่าที่คนเก่าคนแก่ผู้หลงผิดทำเอาไว้ ดังมีตัวอย่างให้เห็นมากมายสุดที่จะพรรณนาการที่ผู้นำรัฐบาลและรัฐบาลไทยในขณะนี้ เอาเรื่องยุทธศาสตร์ชาติมาเป็นเรื่องใหญ่กว่านโยบายรัฐบาลนั้น ผู้นำการทำรัฐประหาร อ้างว่ามีบางประเทศเขาให้ความสำคัญกับยุทธศาสตร์ชาติระยะยาวกันด้วย มิใช่จะมีแต่นโยบายรัฐบาลเท่านั้น แต่ก็ไม่ได้แถลงชัดว่าประเทศที่ว่านั้น บริหารนโยบายรัฐบาลกับยุทธศาสตร์ร่วมกันอย่างไร แต่กลับย้ำว่ารัฐบาลไทยชุดก่อนๆและพรรคการเมืองบริหารประเทศอย่างไม่ถูกต้อง คือ รัฐบาลมีแต่นโยบายแต่ไม่มียุทธศาสตร์ชาติที่อยู่เหนือกว่ากำกับไว้ จึงเป็นรัฐบาลที่บกพร่องและทำให้ประเทศไทยไปไม่ถึงไหนจนทุกวันนี้ทำนองนั้น รัฐบาล คสช. จึงต้องทำให้เห็นว่าตนถูกต้องกว่าพวกพรรคการเมืองและรัฐบาลที่ถูกยึดอำนาจ คือ อุปโลกให้ยุทธศาสตร์เป็นเรื่องสูงสุดและเป็นของกลางแบบที่ไม่ฝักใฝ่การเมือง (Non-partisan) และไม่เคยมีใช้กันในประเทศนี้ ซึ่งความคิดดังกล่าวนี้สอดคล้องกับการพยายามให้พรรคการเมืองและรัฐบาลจากการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 อ่อนแอไม่มีขีดความสามารถทางนโยบายในระยะยาว จึงต้องเตรียมและกำกับไว้โดยยุทธศาสตร์ระยะยาวของรัฐบาลรัฐประหาร คสช. (บุตรของ กปปส.) เสียเอง?มิใช่ว่ารัฐบาลประชาธิปไตย ไม่จำเป็นต้องใช้สมองให้คิดก้าวคิดไกลเลย เพราะนโยบายการบริหารประเทศและกลยุทธ์สนับสนุนในอนาคต ต้องเป็นไปตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่ประเทศไทยจะอยู่ที่ระดับการพัฒนา 4.0 ตามวิสัยทัศน์ ประเทศไทยมั่นคง มั่งคั่ง และ ยั่งยืน ที่กลไกในคณะแม่น้ำห้าสายของผู้ทำรัฐประหาร ได้ใช้สติปัญญาคิดไว้ให้แล้ว? (ซึ่งไม่ใช่เรื่องใหม่เลย เพราะอย่างน้อยพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรีเคยแสดงวิสัยทัศน์ไว้ก่อนว่า ประเทศชาติมั่นคง ประชาชนมั่งคั่ง และคำว่า ยั่งยืน ก็เอามาจากสหประชาชาติที่รับมาจากการริเริ่มของอดีตนายกรัฐมนตรีหญิง GroHarlemBrundtland ประเทศนอรเวย์ และใช้กันมาเกือบ 30 ปี แล้ว)โดยแม้ว่าจะมีพจนานุกรมบางเล่ม (แต่น้อยมาก) ผูกโยงกลยุทธ์เข้ากับการตอบสนองเป้าหมายระยะยาว ซึ่งย่อมถูกส่วนหนึ่ง แต่ก็เป็นนิยามที่สั้นเกินไป โดยกลยุทธ์จะประกาศออกมาใช้กี่ครั้งและนานเท่าใด สั้นหรือยาว ระดับสูง/กลาง/ล่าง สนับสนุนหรือสืบเนื่องกันเพียงใด ก็เป็นเรื่องของความเป็นไปได้ ตามที่เงื่อนไขหรือปัจจัยที่มากำหนด ดังตัวอย่างที่ทำในหลายประเทศ (ดังจะกล่าวต่อไป) แต่สำหรับในประเทศไทยแล้ว ยุทธศาสตร์แห่งชาติระยะยาวของ คสช. จึงย่อมเป็นระเบียบวาระแห่งชาติของฝ่ายที่ไม่ใช่ประชาธิปไตย หยิบเอามาใช้ประโยชน์เพื่อควบคุมฝ่ายประชาธิปไตยในระยะยาวนั่นต่างหากการมองว่าเรื่องยุทธศาสตร์ชาติระยะยาว แบบที่แสดงตาม พ.ร.บ. การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. 2560 สำคัญยิ่งของฝ่ายรัฐบาลปัจจุบันและผู้สนับสนุน และจะไม่วางเรื่องยุทธศาสตร์ชาตินี้ ในการบริหารประเทศเอาไว้เหนือนโยบายของพวกรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งไม่ได้ แต่ในขณะเดียวกันหน่วยงานของรัฐต่างๆก็มีแผนยุทธศาสตร์ ของตนใช้กันอยู่แล้วมาอย่างยาวนาน โดยส่วนใหญ่มีระยะเวลา 5 ปี แต่ก็เรียกกันว่าแผนยุทธศาสตร์ อันแสดงว่าประเทศไทยใช้แผนยุทธศาสตร์ระยะสั้นคือไม่เกิน 5 ปี มาตลอด ก่อนที่รัฐบาล คสช. จะเข้ามาปกครองประเทศนั้น ย่อมเป็นการสุ่มเสี่ยงของรัฐเผด็จการในการกำหนดยุทธศาสตร์ไว้อย่างแข็งตัวและหรือปรับปรุงได้ยาก มิใช่กลยุทธ์อันควรพิศวงหรือตื่นตาตื่นใจต่อการประสบชัยชนะในการเอาชนะปัญหาที่มีอยู่ (คือการบรรลุเป้าหมายที่ต้องการ) แต่พร้อมจะปรับตัวได้ง่ายตามหลักวิชาและประสบการณ์จริง เพราะต้องผ่านโครงสร้างแห่งการบริหารและกระบวนการพิจารณาแก้ไขของคณะกรรมการแนวระบบราชการการเมืองห้าชั้น คือ คณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ คณะรัฐมนตรี สภาผู้แทนราฎร และวุฒิสภา ที่แก้ไขไม่ได้ง่าย เพื่อควบคุมการเมืองประชาธิปไตยในขณะที่นโยบายรัฐบาลและนโยบายแห่งรัฐ ล้วนมาจากความเห็นชอบจากประชาชน มิใช่เพียงเป็นยุทธศาสตร์ชาติที่กลไกรัฐผู้ทำไปรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน หรือให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมมาประกอบพอให้เป็นไปตามที่กฎหมายระบุ แต่หากในกระบวนการมีส่วนร่วม เน้นแนวประชาธิปไตยเชิงถกแถลง (Deliberative democracy) การตัดสินใจก็จะอยู่ในมือของคณะผู้มีอำนาจ ผู้มีตำแหน่งในสังคม หรือผู้รู้ดีกว่าในการทำแผนยุทธศาสตร์ชาติเท่านั้น น้ำหนักของประชาธิปไตย เพื่อตัดสินใจให้ได้นโยบายรัฐบาลตามที่ประชาชนต้องการ และตามหลักสิทธิมนุษยชนของประชาชนในความเป็นหนึ่งคนหนึ่งเสียง อันให้คุณค่าต่อความเป็นมนุษย์แต่ละคนที่มีความเท่าเทียมกัน ก็จะหมดความหมาย กระบวนการมีส่วนร่วมตามแนวประชาธิปไตยเชิงถกแถลงในกระบวนการกำหนดนโยบายหรือแผนยุทธศาสตร์ก็ดี จึงต้องสนับสนุนต่อหลักการความเท่าเทียมกันของประชาชนในการลงมตินั่นเองดังที่เป็นที่ประจักษ์ว่าประเทศไทยในปัจจุบัน มีระดับความสำเร็จของการพัฒนาประเทศ ด้วยสถานะเพียงแค่ประเทศรายได้ปานกลางขั้นสูง (Upper middle income country) ซึ่งขั้นสูงของรายได้ปานกลาง ก็น่าจะได้มาจากระบบการจัดการเศรษฐกิจภายใต้การดำเนินงานของรัฐบาลประชาธิปไตยทั้งสองพรรคสำคัญ คือ พรรคไทยรักไทย และพรรคประชาธิปัตย์ หลังรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 และหลังวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง ที่นโยบายเศรษฐกิจช่วยยกระดับรายได้เฉลี่ยต่อหัวของประชากร (Per capita income) ให้โตเร็วขึ้น แต่ประเทศไทยก็ยังมีความเหลื่อมล้ำในรายได้ระหว่างกลุ่มประชาชนสูงมาก การไปได้เพียงเท่านี้ ก็เกิดขึ้นภายใต้แผนพัฒนาประเทศ 12 ฉบับที่มีมาแล้วในรอบ 56 ปี แห่งการพัฒนา (พ.ศ. 2504 – 2560) ที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์ฯ) ผูกขาดการสร้างสรรค์ยุทธศาสตร์ชาติตลอดมานั่นเองในอนาคต เราจึงควรปฏิรูปสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์ฯ) ให้เป็นกลไกที่มีอิทธิพลด้านการทำแผนพัฒนาประเทศน้อยลง แต่ปราดเปรื่องและกระฉับกระเฉงมากขึ้น ในการพัฒนายุทธวิธีการบริหารการพัฒนาประเทศ (National development administration) รับใช้นโยบายรัฐตามรัฐธรรมนูญและนโยบายของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง โดยการมีส่วนร่วมของประชาชน ก็น่าจะเป็นทางเลือกกลยุทธ์แห่งชาติที่สำคัญยิ่งกว่าในอดีต ในขณะเดียวกัน ประเทศไทยก็จำเป็นต้องให้โอกาส และสนับสนุนให้พรรคการเมืองมีศักยภาพ ในการพัฒนาและบริหารนโยบายสาธารณะอย่างเต็มฝีเท้า (ราวกับการปฏิวัติ) เพื่อการสร้างสรรค์และบริหารนโยบายชาติไปพร้อมกับความก้าวหน้าของประชาธิปไตยการที่หากว่ารัฐบาลประชาธิปไตย ประกาศนโยบายหรือดำเนินการไม่สอดคล้อง อันคงหมายถึงแตกต่างไปจากยุทธศาสตร์ชาติด้วยแล้ว ก็ต้องถือว่าทำผิดกฎหมายการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ และก็จะถูกคณะกรรมการการเลือกตั้ง วุฒิสมาชิก ปปช. และศาลรัฐธรรมนูญเล่นงานหรือสอบสวนเอาความผิดกันต่อไปนั้น ประเทศเราโดยชนชั้นนำหรือคณะผู้ปกครองที่เป็นอยู่ สมควรทำอะไรแบบลองผิดลองถูก โดยไม่มีหลักวิชาที่ถูกต้อง แต่เอาผู้ที่ต้องทำตามหลักกระบวนการนโยบายแบบประชาธิปไตยให้ตายกันจริงๆ มันจึงถูกต้องแล้วหรือ? (ดังจะกล่าวถึงต่อไป)การจะพิสูจน์กันว่านโยบายที่พรรคการเมืองหาเสียงหรือที่รัฐบาลประกาศใช้ ขัดต่อยุทธศาสตร์ชาติ ที่กำหนดในกฎหมายเกี่ยวกับยุทธศาสตร์ชาติ และเล่นงานพรรคการเมืองและรัฐบาล และหัวหน้าหน่วยงานหรือเจ้าหน้าที่รัฐ จึงเป็นเรื่องตลกร้ายของประชาธิปไตย เพราะพยายามเอาเรื่องยุทธศาสตร์ชาติมาทำให้การรัฐประหารไม่เสียของ แต่กลับเสมือนเล่นกลหลอกตาสีตาสาก็เท่านั้นเองในประเทศประชาธิปไตย การประกาศใช้กลยุทธ์แห่งชาติ (National strategy) หรือยุทธศาสตร์ชาติ มีการประกาศใช้อย่างหลากหลาย เช่น รัฐบาลประเทศมาเลเซียประกาศใช้กลยุทธ์การยกระดับรายได้และการอยู่ดีกินดีของประชาชน ตามกลยุทธ์มหาสมุทร (น่านน้ำ) สีครามแห่งชาติ (National Blue Ocean Strategy) ระหว่าง ค.ศ. 2009 – 2020 รัฐบาลอังกฤษมีกลยุทธ์แห่งชาติด้านการศึกษา (โดยเฉพาะอย่างยิ่งระหว่าง ค.ศ. 1997 – 2011) ภายใต้นโยบายการปฏิรูปการศึกษาระดับโรงเรียนและอุดมศึกษา รัฐบาลอินเดียประกาศใช้แผนกลยุทธ์แห่งชาติเพื่อขจัดวัณโรค ระหว่าง ค.ศ. 2017-2025 (National Strategic Plan for Tuberculosis Elimination 2017–2025) เพื่อต่อยอดการลดวัณโรคในอินเดียที่ทำมาตลอดเวลาหลายปี รัฐบาลสิงคโปร์ก็มีกลยุทธ์แห่งชาติในเรื่องการออกแบบแห่งชาติ (National design strategy) ทำอย่างสืบเนื่องยาวนาน ตั้งแต่ตั้งนครรัฐ (City state) อิสระในปี 1959 เพื่อสร้างความเป็นพิเศษให้กับอาคารสถานที่และผลิตภัณฑ์ของประเทศ ภายใต้นโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของรัฐบาล และรัฐบาลสหรัฐอเมริกาประกาศกลยุทธ์ระดับสูงแห่งชาติ (National grand strategy) ในต้นคริสตศตวรรษที่ 19 หลังเกิดความขัดแย้งสามเส้าระหว่างฝรั่งเศส อังกฤษ และสหรัฐอเมริกา ตามนโยบายต่างประเทศอย่างใหม่ของรัฐบาลสหรัฐอเมริกายกตัวอย่างในรายละเอียดมากขึ้นเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในส่วนที่ผู้นำรัฐบาลไทย โดยคสช. และทีมงานชี้ว่า ที่ผ่านมา พรรคการเมืองหรือรัฐบาลประชาธิปไตยของไทย หรือในภาพรวมของประเทศก็ดี ไม่เคยมียุทธศาสตร์ชาติในระยะยาว มีแต่นโยบายระยะสั้นนั้น กล่าวอย่างเป็นกลางแล้ว ข้าพเจ้าเห็นว่าเป็นการขี้ตู่ คือ ไปต่อว่าเขาทั้งๆที่ไม่เป็นจริง เพราะมีพรรคการเมืองหลายพรรค รวมทั้งพรรคเพื่อไทยที่ คสช. ไปล้มเขา ก็เคยเสนอนโยบายหรือวิสัยทัศน์ในระยะยาวมาก่อน เช่น วิสัยทัศน์ประเทศไทย 2020 (น่าจะดูตัวอย่างจากประเทศมาเลเซีย) สมัยการเลือกตั้ง พ.ศ. 2554 (ค.ศ. 2011) หรือรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ก็เคยทำนโยบายระยะยาวสมัยใหม่ที่ไม่ด้อยกว่ายุทธศาสตร์ชาติของ คสช. คือ การปฏิรูปการศึกษา ตั้งแต่ พ.ศ. 2542 ตาม พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ 2542 (แก้ไข พ.ศ. 2545 และ พ.ศ. 2553) เพื่อเป็นกฎหมายแม่บทสนับสนุนรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 โดยมีเป้าหมายที่จะพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ผ่านระบบการจัดการมาตรฐานและคุณภาพการศึกษา จนกระทั่งทุกวันนี้ 18 ปี แล้ว หน่วยงานต่างๆของรัฐ ก็ยังทำงานอย่างมีนัยทางยุทธศาสตร์ระยาว เพื่อขับเคลื่อนงานการศึกษาไทยไปสู่เป้าหมายดังกล่าว ในส่วนนโยบายสุขภาพของประชาชนของพรรคไทยรักไทย โดยใช้โครงการ 30 บาท รักษาทุกโรค ภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพ เป็นกลไกการทำงานนั้น (หลังจากกลยุทธ์แห่งชาติแบบระบบประกันสังคมที่ครอบคลุมการรักษาพยาบาลของผู้ประกันตนเมื่อเจ็บป่วย ถูกนำมาใช้กรุยทางไปก่อนใน พ.ศ. 2533) ในกาลต่อมา รัฐบาลทุกชุดแม้แต่ คสช.เอง ก็ได้ดำเนินการต่อเนื่องตามมา ก็นับเป็นงานเชิงยุทธศาสตร์ชาติระยะยาว ด้านสุขภาพของประชาชน ที่ทำมาตั้งแต่ พ.ศ. 2544รวมทั้งการที่ประเทศไทยได้พัฒนาประเทศตามแนวของสหประชาชาติ เช่น Millenium Development Goals (MDGs) ก็เป็นเรื่องระยะยาว 15 ปี คือ ปี 2000 – 2015 แต่เราทำได้บรรลุผลก่อนถึงเวลากำหนด รวมทั้ง Sustainable Development Goals (SDGs) ปี 2016 – 2030 ที่รัฐบาลกำลังทำตาม หรือหากจะมองแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติคราวละ 5 ปี ระหว่าง พ.ศ. 2504 – 2560 ย้อนกลับไป ประเทศไทยก็ทำงานอย่างเป็นยุทธศาสตร์ชาติที่ระบบราชการเป็นใหญ่และใช้แผนพัฒนาฯต่อเนื่องกันมาอย่างยาวนานถึงเกือบ 60 ปีฉะนั้นจึงไม่ถูกต้องเลยที่เอกสารร่างยุทธศาสตร์ชาติของทางราชการ (พฤษภาคม 2559) ระบุอย่างอคติและโมเมว่า แต่ปัญหาที่เป็นจริง ก็คือ ระบบงานยุทธศาสตร์ชาติที่มีตลอดมายังจัดการไม่ลงตัว ระหว่างกับพลังอำนาจรัฐราชการกับพลังอำนาจประชาธิปไตยประชาชนมากกว่านอกจากนี้ เป้าหมายและแนวทางการบริหารประเทศไทยอย่างไม่ขึ้นอยู่กับอุดมการณ์พรรคการเมือง ตามความเข้าใจและตามความพยายามทำยุทธศาสตร์ชาติของรัฐบาล คสช.นั้น หากพิจารณาตามรัฐธรรมนูญ ฉบับ พ.ศ. 2540 และ ฉบับ พ.ศ. 2550 รวมทั้งฉบับ พ.ศ. 2560 เอง ก็พบในส่วนที่ว่าด้วยนโยบายของรัฐ ดังที่เราจะพบว่าแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐมีเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญทั้งสองฉบับแรก ขอเน้นว่าเป็นเรื่องพื้นฐาน และให้ความยืดหยุ่นต่อการที่พรรคการเมืองและรัฐบาลจะออกนโยบายสนับสนุนแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ และเสนอนโยบายอื่นๆได้อีกต่างหาก โดยไม่มีกรอบการบังคับให้นโยบายพรรคการเมืองและรัฐบาลต้องสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ ตามแบบที่กำหนดในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ที่ไปตัดคำว่า พื้นฐาน ออกจากคำเต็มว่า แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ เหลือเพียง แนวนโยบายแห่งรัฐ เท่านั้น (ความตามหมวด 6 แนวนโยบายแห่งรัฐ มาตรา 64 – 78) แต่กระนั้น ก็ต้องย้ำว่า ประเด็นที่เป็นแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐหรือนโยบายแห่งรัฐก็ดี ซึ่งเป็นเป้าหมายของรัฐและรัฐบาลในการบริหารประเทศ ก็หาได้มีครบในทุกมิติของคุณภาพชีวิตประชาชนไม่ (รวมทั้งต้องพิจารณาจากสิทธิมนุษยชนของประชาชนด้วย) ซึ่งย่อมเป็นโอกาสที่พรรคการเมืองหรือประชาชนจะเสนอ หรือรัฐบาลจะประกาศใช้นโยบายในเรื่องที่ไม่มีนั้นด้วยได้ดังนั้น ยังมีเรื่องน่าสังเกตที่สำคัญมิใช่น้อยอีกด้วยว่า การจะประกาศใช้ยุทธศาสตร์ชาติ ตาม พ.ร.บ. การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. 2560 อย่างให้ความสำคัญยิ่งนั้น กลับปรากฏว่ารัฐบาล คสช. นี้ มองข้ามหรือมิได้ให้ความสำคัญต่อแนวนโยบายแห่งรัฐที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ที่พึงทำให้บรรลุเป้าหมายตามหมวด 6 ของรัฐธรรมนูญของตนเลย ร่วมกันไปด้วยในทางนิติสัมพันธ์ เพราะเมื่อพิจารณาดูแล้ว รัฐธรรมนูญบัญญัติในมาตรา 64 ของหมวด 6 แนวนโยบายแห่งรัฐไว้ว่า บทบัญญัติในหมวดนี้เป็นแนวทางให้รัฐดําเนินการตรากฎหมายและกําหนดนโยบายในการบริหารราชการแผ่นดินแต่ในมาตรา 65 ของหมวดนี้บัญญัติไว้ว่าการที่มาตรา 64 และ 65 หมวด 6 แนวนโยบายแห่งรัฐ ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ได้เรียงมาตราเกี่ยวกับยุทธศาสตร์ชาติ (มาตรา 65) ไว้ลำดับสองของหมวดนี้ ซึ่งย่อมหมายถึงความสำคัญลำดับสองด้วย เพราะสาระอันเข้มข้นนั้น กลับยืนอยู่คนละมุม อย่างเป็นเอกเทศ มิได้รับลูกหรือปรับตัวเข้ากับมาตรา 64 ซึ่งเป็นหัวกระบวนหลักก่อนหน้า และเชื่อมร้อยกับมาตราอื่นๆอีก 13 มาตรา ภายใต้แนวนโยบายแห่งรัฐที่บัญญัติตามมา และเมื่อพิจารณาพ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. 2560 ประกอบด้วยแล้ว ก็เท่ากับว่ามาตรา 65 เป็นคู่แข่ง มิใช่ผู้ช่วยของมาตรา 64 ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ไปโดยปริยาย ความแปลกประหลาดและยุ่งเหยิงจะเกิดขึ้นก็คือ รัฐบาลในอนาคตจะต้องกำหนดนโยบายบริหารประเทศตามแนวนโยบายแห่งรัฐตามบัญญัติของมาตรา 64 แต่ไม่สามารถขัดกับยุทธศาสตร์ชาติ ตามมาตรา 65 ซึ่งเป็นส่วนเล็กส่วนน้อยและมีความเป็นรูปธรรมในรายละเอียดความเชื่อมโยงของ ยุทธศาสตร์ชาติ กับ แนวนโยบายแห่งรัฐ ในพ.ร.บ. การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. 2560 ที่ไม่พบ แต่นโยบายแห่งรัฐ ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ที่ประชาชนลงประชามติรับรอง ผ่าน ก็ย่อมสะท้อนเจตจำนงของประชาชนผู้เป็นเจ้าของรัฐ (= นโยบายของรัฐตามเจตจำนงของประชาชนหรือตามที่ประชาชนเห็นชอบด้วย) อันถือเป็นเป้าหมายสำคัญที่รัฐพึงต้องจัดกระทำให้บรรลุผล แต่กลับเอายุทธศาสตร์ชาติมาแทนที่นโยบายชาติหรือนโยบายรัฐเสีย นับเป็นความสับสนประการสำคัญหนึ่งของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ที่จะทำให้เกิดปัญหาการบริหารประเทศไม่ลงตัวตามอำนาจของรัฐบาลที่มีตามมา และต้องแก้ไขกฎหมายในมาตราที่เกี่ยวข้องทั้งในระดับรัฐธรรมนูญ และกฎหมายลูกคือ พระราชบัญญัติจึงจะขจัดปัญหาได้การเห็นปัญหาข้างต้น กระจ่างมากขึ้น ก็เมื่อพบว่าร่างกรอบยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2560 – 2579) ของรัฐบาล คสช. (พฤษภาคม 2559) กำหนดให้นโยบายรัฐบาลอยู่ใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และนโยบายความมั่นคงแห่งชาติ ทั้งก็ยังพิจารณาได้อีก ตามมาตราสำคัญ คือ มาตรา 5 – 7 ของพ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ ที่บัญญัติเชิงการรวมศูนย์ยุทธศาสตร์ชาติทุกด้านเข้ามา จัดทำเป็นแผนแม่บทแห่งชาติ แต่มีอคติ มิได้อ้างถึงนโยบายแห่งรัฐตามรัฐธรรมนูญไว้เลยเช่นกัน ดังต่อไปนี้ความดังกล่าว แสดงว่าเพราะบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะ (หมวด 6) และแม้จะมีการเชื่อมโยงของกฎหมายการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติกับการปฏิรูปประเทศในหมวด 16 ของรัฐธรรมนูญ ไว้ 7 ด้าน (คือ การเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน กฎหมาย กระบวนการยุติธรรม การศึกษา เศรษฐกิจ และ ด้านอื่นๆ) (แต่เมื่อลงมือปฏิบัติจริง เมื่อวันที่ 15 ส.ค. 2560 รัฐบาล คสช. ได้ประกาศการปฏิรูปจริง 11 ด้าน ตามพ.ร.บ.แผนและขั้นตอนการดําเนินการปฏิรูปประเทศ พ.ศ. 2560 คือ (1) ด้านการเมือง (2) ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน (3) ด้านกฎหมาย (4) ด้านกระบวนการยุติธรรม (5) ด้านการศึกษา (6) ด้านเศรษฐกิจ (7) ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (8) ด้านสาธารณสุข (9) ด้านสื่อสารมวลชน เทคโนโลยีสารสนเทศ (10) ด้านสังคม (11) ด้านอื่นตามที่คณะรัฐมนตรีกําหนด) โดยแผนปฏิรูปแต่ละด้านต้องสอดคล้องกับแผนแม่บทยุทธศาสตร์ชาติ? จึงแสดงชัดแจ้งว่ารัฐบาล คสช. ถือเอายุทธศาสตร์ชาติที่จะกำหนดขึ้นมาต่างหาก เสมือนเป็นอภิมหานโยบายแห่งรัฐ เชื่อมโยงกับการปฏิรูประเทศ แต่ไม่เชื่อมร้อยกับแนวนโยบายแห่งรัฐในรัฐธรรมนูญด้วยความเคารพ ในฐานะที่ (แนว) นโยบายแห่งรัฐก็เป็นเป้าหมายที่พึงจะทำให้เกิดกับประชาชนในระยะยาว ตามที่รัฐธรรมนูญของตนให้คุณค่าไว้ ทั้งแสดงด้วยว่ารัฐบาลชุดนี้ มิได้บูรณาการนโยบายแห่งรัฐ การปฏิรูปประเทศ และยุทธศาสตร์ชาติ เข้าด้วยกันอย่างลงตัว แต่เป็นการขัดแย้งในตนเอง (Paradox) (ไม่ได้ย้อนแย้งมาจากที่ใดภายนอก) ของกรอบคิดแห่งภารกิจการบริหารประเทศของรัฐบาล คสช. ในสมัยของตนเอง และส่งต่อไปยังรัฐบาลอื่นในอนาคตกฎหมายยุทธศาสตร์ชาติยังกำหนดให้มีคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ 34 คน ถึงแม้นายกรัฐมนตรีจะเป็นประธานคณะกรรมการ มีตัวแทนคณะรัฐมนตรี (คณะรัฐบาลผู้รับผิดชอบการบริหารประเทศ) มาเป็นเพื่อนอีกเพียง 1 คน คือ รองนายกรัฐมนตรี และแม้ว่าคณะรัฐมนตรีสามารถแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิได้เอง 17 คน ก็ตาม แต่กลับมีประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานวุฒิสภาโดยตำแหน่ง ที่เป็นตัวแทนองค์คณะด้านนิติบัญญัติที่มิใช่ฝ่ายบริหาร เข้ามามีบทบาทกำหนดนโยบายบริหารประเทศด้วยภาษายุทธศาสตร์ชาติ ทั้งยังมีผู้บัญชาการเหล่าทัพและตำรวจ และหัวหน้าหน่วยงานด้านความมั่นคงที่เป็นลูกน้องรัฐบาลมานั่งกำกับรัฐบาลอยู่เช่นกันหลายตำแหน่ง อันขัดกับหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตย กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่รัฐบาลตั้ง หรือผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นคณะรัฐมนตรีอยู่แล้ว ดังที่รัฐบาลเพิ่งแต่งตั้งเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2560 นี้ ซึ่งไม่น่าจะเรียกว่าผู้ทรงคุณวุฒิตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย เพราะเป็นนักการเมือง อาจเป็นทางออกช่วยทำให้มติคณะกรรมการยุทธศาสตร์เข้าข้างรัฐบาลได้ เมื่อเป็นเช่นนั้น คณะรัฐมนตรีก็อาจมาเป็นกรรมการยุทธศาสตร์ชาติได้ถึง 17 คน รัฐบาลประชาธิปไตยที่สู้หัวชนฝากับอำนาจกองทัพและฝ่ายความมั่นคง และรัฐสภา อาจทำเช่นนั้น เพราะ รัฐบาลคสช. ทำให้ดูเป็นตัวอย่างไว้หลายคน แต่นั่นก็เสมือนเป็นการบริหารประเทศแบบมีส่วนร่วมของคณะรัฐมนตรีกับตัวแทนโดยตำแหน่งจากสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา องค์การระดับชาติของภาคธุรกิจเอกชน (หลายแห่ง) และภาคประชาชน (จำนวนน้อยมากๆ) แต่ก็น่าตื่นเต้นไปอีกแบบคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติมีหน้าที่และอำนาจในการจัดทำร่างยุทธศาสตร์ชาติเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีนั้น แต่ย่อมไม่ได้หมายถึงอำนาจการจัดทำเท่านั้น ย่อมมีอำนาจในการวินิจฉัยสาระว่าด้วยยุทธศาสตร์ด้วย นี่จึงเป็นปัญหาใหญ่ยิ่ง เพราะเท่ากับเป็นองค์คณะควบคุมรัฐบาล อย่างน้อย 20 ปี ตามระยะเวลาของยุทธศาสตร์ชาติ เท่ากับเอาแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติคราวละ 5 ปี 4 แผน มารวมกัน และก็สอดคล้องกับการให้สำนักงานคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) รับผิดชอบงานเลขานุการของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ จึงไม่ต่างอะไรกับการทำให้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติที่สภาพัฒน์รับผิดชอบถึง 12 ฉบับ ย่างเข้า 60 ปี นั้น มาขยายเป็นแผนแม่บทยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศระยะยาวขึ้น โดยมีแผนย่อยคราวละ 5 ปี รองรับ เชื่อมกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และ 5 ปี ของรายกระทรวง และที่สำคัญโดยมีกฎหมายยุทธศาสตร์ชาติออกมาบังคับใช้ยุทธศาสตร์ชาติที่ชัดเจนขณะที่เดิมทีสภาพัฒน์ไม่สามารถบังคับรัฐบาล และหน่วยงานอื่นของรัฐ ให้ทำตามแผนพัฒนาได้ เพียงแต่เสนอแนะรัฐบาล และกระตุ้นและขอร้องหน่วยงานรัฐให้ทำเท่านั้น แต่เท่าที่ข้าพเจ้าเคยเรียนรู้เรื่องการทำแผนของสภาพัฒน์ สภาพัฒน์เองก็ถวิลหาแนวทางยุทธศาสตร์ระยะยาวๆ และต้องการให้หน่วยงานรัฐบาลทำตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติที่ตนจัดทำขึ้นอย่างจริงจัง การเปลี่ยนแปลงในเรื่องยุทธศาสตร์มาเป็นใหญ่ในคราวนี้ จึงเชื่อว่าน่าจะมีเสียงสะท้อนไม่มากก็น้อยจากสภาพัฒน์ ถึงปัญหาในการทำตามแผนพัฒนาของหน่วยงานในกระทรวงต่างๆที่ประกาศใช้โดยพระบรมราชโองการ แต่ไม่มีกฎหมายรองรับชัดเจนในทางบังคับให้ต้องปฏิบัติตาม เว้นแต่กำกับกันโดยงบประมาณ แต่ในบรรยากาศของการควบคุมประชาธิปไตยปัจจุบัน มันก็เข้าทางความต้องการของฝ่ายควบคุมประชาธิปไตยให้หนุนหลังเป็นสำคัญในบรรยากาศประชาธิปไตย ที่มิใช่แบบเผด็จการปัจจุบัน การตีความเพื่อวินิจฉัยความสอดคล้องหรือไม่สอดคล้อง หากไม่อ่อนไหว ก็ย่อมยุ่งยากยิ่ง หรือทั้งสองอย่าง หากไม่พึ่งสภาพัฒน์กลไกหลักอันโดดเด่นของระบบแผนงานการพัฒนาประเทศ ในการวินิจฉัยจนยุติโดยง่าย แต่เมื่อยืดเยื้อออกไปยาวนาน จะยุติลงได้ ก็เว้นแต่รัฐบาลจะสามารถควบคุมสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาได้อย่างเบ็ดเสร็จเท่านั้น คล้ายกับที่เป็นอยู่ในช่วงเวลานี้ ซึ่งนั่นก็คือระบบเผด็จการเบ็ดเสร็จ (Totalitarianism) หรือใกล้เคียง จึงจะบริหารประเทศตามหรือไม่ตามยุทธศาสตร์ชาติไปได้อย่างราบรื่น แต่ประเทศไทยจะต้องไม่อยู่ในสภาพเช่นนั้นตลอดไป อันเสี่ยงต่อความเป็นไบ้ของประชาชนและการไม่มีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ในการปกครองตนเองนอกจากนี้ การที่แผนแม่บทยุทธศาสตร์ชาติสามารถแก้ไขได้ โดยกำหนดไว้ใน พ.ร.บ. การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. 2560 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสองมาตราคือ มาตรา 10ในกรณีที่คณะกรรมการจัดทํายุทธศาสตร์ชาติเห็นว่ามีความจําเป็นต้องแก้ไขเพิ่มเติมแผนแม่บท ให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงหรือความจําเป็นของประเทศ ให้คณะกรรมการจัดทํายุทธศาสตร์ชาติ ขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการและคณะรัฐมนตรีก่อน และเมื่อคณะกรรมการและคณะรัฐมนตรี ให้ความเห็นชอบแล้ว จึงดําเนินการแก้ไขเพิ่มเติมต่อไป และ มาตรา 11 ให้คณะกรรมการจัดให้มีการทบทวนยุทธศาสตร์ชาติทุกห้าปี หรือในกรณีที่สถานการณ์ของโลกหรือสถานการณ์ของประเทศเปลี่ยนแปลงไปจนไม่สามารถหรือไม่เหมาะสมที่จะดําเนินการตามเป้าหมายหรือยุทธศาสตร์ด้านหนึ่งด้านใดได้ หากคณะกรรมการเห็นสมควรแก้ไขเพิ่มเติมยุทธศาสตร์ชาติเพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ให้คณะกรรมการขอความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อนดําเนินการการแก้ไขแผนแม่บทยุทธศาสตร์ชาติจะเป็นปัญหาหนักหน่วงของรัฐบาลประชาธิปไตย เพราะกำหนดให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ที่นายกรัฐมนตรีกำกับไปขอความเห็นชอบต่อรัฐสภา คือ การประชุมสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสมาชิกร่วมกัน ฉะนั้น ไม่ว่าประเด็นแก้ไขจะมีเพียงด้านเดียว หรือหลายด้าน บางส่วน หรือทั้งหมด ก็ไม่ต่างกับการบังคับรัฐบาลประชาธิปไตยให้ไปขออนุญาตแก้ไขสาระของนโยบายรัฐบาลที่ปรากฏในรูปภาษาแบบยุทธศาสตร์ชาติ กับองค์คณะที่ไม่มีหน้าที่ดังกล่าว ขัดกับหลักการประชาธิปไตย ทั้งๆที่โดยธรรมเนียมของการบริหารประเทศแบบระบบรัฐสภา อันมีกษัตริย์เป็นประมุขนั้น รัฐบาลเพียงแถลงนโยบายให้สภาผู้แทนราษฎรทราบก็เพียงพอแล้ว กระบวนการแก้ไขเปลี่ยนแปลงยุทธศาสตร์ชาติ จึงดูยากยิ่งใกล้เคียงกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญเสียนี่กระไรนอกเหนือจากปัญหาความไม่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติของนโยบายรัฐบาล และการดำเนินงานของหน่วยงานรัฐแล้ว กระบวนการแก้ไขยุทธศาสตร์ชาติของรัฐบาลประชาธิปไตย ก็ย่อมจะมีปัญหามากในทางปฏิบัติด้วย เพราะเรื่องการบริหารประเทศที่กำกับไว้โดยยุทธศาสตร์ชาตินั้น ไม่อยู่ในอำนาจคณะรัฐมนตรีเสียแล้ว และเกิดสภาพอำนาจคู่ทางการบริหารประเทศ คือ คณะรัฐมนตรี และคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ หากคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติที่เป็นคนละพวกกับคณะรัฐมนตรีไม่เอาด้วย การแก้ไขก็จะยากหรือทำไม่ได้ และหากเมื่อส่งให้รัฐสภาพิจารณา ก็ต้องมีคณะกรรมาธิการทำหน้าที่พิจารณา จึงขึ้นอยู่กับว่าใครจะตีความว่าแก้ได้หรือแก้ไม่ได้ และควรแก้ตามที่เสนอมาหรือไม่ ด้วยเหตุผลใด เพราะขึ้นอยู่กับว่าใครหรือคนกลุ่มใด เช่น ส.ส. หรือ ส.ว. เป็นผู้พิจารณา ทั้งเหล่าแม่ทัพทั้งหลาย ก็นั่งอยู่ในทั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติและวุฒิสมาชิก และประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานวุฒิสมาชิกก็ร่วมด้วย รวมถึงการดึงเอาศาลรัฐธรรมนูญให้มาพิจารณาการกระทำอันขัดต่อกฎหมายนี้เข้าไปอีกด้วยแต่เนื่องจากทุกนโยบายและกลยุทธ์ย่อมมีทฤษฎีเบื้องหลังสนับสนุนอยู่เสมอ ฉะนั้นการตีความก็ต้องอาศัยความเป็นเหตุเป็นผลในเป้าหมาย-วิธีการ และความสัมพันธ์ของตัวแปรจากทฤษฎีใดก็ตามด้วย ใครเชื่อทฤษฎีใดก็ตีความไปตามทฤษฎีนั้น ทฤษฎีที่มีอำนาจทำนายน้อยหรือเขาไม่นิยมกันแล้ว ก็อาจถูกผู้ทรงเกียรติในตำแหน่งทางสังคมและการเมือง หรือผู้มีอำนาจทางการเมืองมากกว่าเอามาอ้างเพื่อเอาชนะกัน ขึ้นอยู่กับว่าคณะใดจะอาศัยทฤษฎีหรือความรู้ใดมายืนยัน ทั้งความผิด-ถูก และชั่ว-ดี ในทางการเมืองที่ไม่แน่ไม่นอนได้เสมอนั้น ก็อาจถูกนำมาใช้อ้างให้แก้หรือไม่ให้แก้ไขไปด้วยเช่นกันอีกทั้งในกรณีจะให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง ตรวจสอบความสอดคล้องของนโยบายที่พรรคการเมืองจะใช้หาเสียงกับยุทธศาสตร์ชาติที่จะประกาศใช้นั้น คณะกรรมการการเลือกตั้งก็มิใช่องค์คณะผู้รู้ทางนโยบายศาสตร์โดยสำคัญตามภารกิจแห่งกฎหมาย ตรวจวินิจฉัยเองก็สุ่มเสี่ยง หากจะใช้ผู้เชี่ยวชาญมาช่วยก็ยากที่จะไม่เกิดอคติระหว่างบรรดาพรรคการเมืองต่างๆในการตีความของความสอดคล้องหรือไม่สอดคล้องของการบริหารนโยบายรัฐบาลกับยุทธศาสตร์ชาติ และการแก้ไขแผนแม่บทยุทธศาสตร์ชาตินั้น คณะที่ชอบการเมืองแบบเผด็จการก็ตีความแบบหนึ่ง คณะที่ชอบการเมืองแบบประชาธิปไตยก็จะตีความอีกแบบหนึ่ง หรือ ผู้ที่ชอบว่าเรื่องนี้สำคัญกว่าอีกเรื่องก็อาจไม่ยอมให้กับความถูกต้องที่แท้จริงอันมีหลักฐานสนับสนุนก็ได้ ทั้งอะไรเป็นนโยบายที่เป็นเป้าหมาย อะไรเป็นยุทธศาสตร์ที่เป็นวิธีการก็จะโกลาหนได้ไม่น้อย เพราะขึ้นอยู่กับการมองว่าประเด็นนั้นๆ สังกัดอะไร และเรื่องใดเป็นใหญ่ เรื่องใดเป็นรอง จากการบัญญัติใน พ.ร.บ. การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. 2560 มาตรา 26 ไว้ว่าในกรณีที่พบว่าการดำเนินการของหน่วยงานรัฐที่ไม่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์นั้น เป็นผลมาจากมติคณะรัฐมนตรี หรือเป็นการดำเนินการของคณะรัฐมนตรีโดยตรง ให้วุฒิสภาสามารถยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยว่าคณะรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้คณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติส่งเรื่องให้ ป.ป.ช.ดำเนินการพิจารณาให้แล้วเสร็จและมีมติภายใน 60 วันนับแต่ได้รับเรื่อง โดยให้ฟังข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายตามที่ปรากฏในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และมาตรา 25 ที่ว่า ในกรณีที่สภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภาพิจารณารายงานตามมาตรา 24 แล้ว เห็นว่าหน่วยงานของรัฐไม่ดําเนินการตามมาตรา 26 วรรคสอง โดยไม่มีเหตุอันสมควร ให้สภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภา แล้วแต่กรณี มีมติส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติพิจารณา ดําเนินการกับหัวหน้าหน่วยงานของรัฐนั้น ตามหน้าที่และอํานาจ ให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งปี นับแต่วันที่ได้รับเรื่อง และในกรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ มีมติว่าข้อกล่าวหามีมูล ให้ผู้บังคับบัญชาของผู้ถูกกล่าวหานั้นสั่งให้ผู้นั้นพักราชการหรือพักงาน หรือสั่งให้ออก จากราชการหรือออกจากงานไว้ก่อน หรือสั่งให้พ้นจากตําแหน่งต่อไปประเด็นสำคัญอีกประการของการพิจารณาว่าสาระและการกระทำใด สอดคล้องหรือไม่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ ในการบริหารประเทศของรัฐบาล หรือในกรณีจะแก้ไขยุทธศาสตร์ชาติได้หรือไม่นั้น ในเชิงความรู้และตำราที่จะเอามาตรวจสอบหรืออ้างอิงแล้ว ในโลกนี้ที่ขัดกันหรือมองต่างกันก็มีมาก และปลีกย่อยก็มากยิ่ง ไม่ราบรื่นคล้อยตามกันไปหมด ไม่พอที่จะเอามาประกอบการพิจารณาอย่างเป็นเอกภาพของความเห็นพ้องโดยดุษฎี เว้นแต่เรื่องที่ไม่ต้องตีความ เช่น วิทยาศาสตร์ธรรมชาติหรือวิทยาศาสตร์สังคมที่สามารถพิสูจน์ความจริงได้ชัดเจน ศาลรัฐธรรมนูญเองก็เถอะที่ถูกกำหนดให้มาวินิจฉัยว่ามีการกระทำผิดกฎหมายเกี่ยวกับยุทธศาสตร์ชาติของรัฐบาลหรือหน่วยงานรัฐหรือไม่ ก็หาใช่หน้าที่อันควรที่ต้องมายุ่งในเรืองแบบนี้เลยเมื่อเร็วๆนี้ (15 สิงหาคม 2560) คณะรัฐมนตรีก็ได้ประกาศให้มีคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ 11 ด้าน ตามพ.ร.บ.แผนและขั้นตอนการดําเนินการปฏิรูปประเทศ พ.ศ.2560 ซึ่งตามกฎหมายนี้ กำหนดให้แผนปฏิรูปประเทศสอดคล้องกับแผนแม่บทยุทธศาสตร์ชาติ หรือกล่าวอีกแบบหนึ่ง ก็คือ แผนยุทธศาสตร์ชาติปกคลุมอยู่เหนือหรือกำกับแผนปฏิรูปประเทศ และให้คณะรัฐมนตรีเป็นผู้กํากับดูแลและสนับสนุนให้หน่วยงานของรัฐดำเนินการตามแผนการปฏิรูปประเทศ แต่ในทางบริหาร (ตามมติคณะรัฐมนตรี 15 ส.ค. 2560 – แถลงโดยโฆษกรัฐบาล) รัฐบาล คสช. ก็ตั้งธงซ้อนให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติกำกับดูแลว่าหากหน่วยใดไม่ทำตามแผนการปฏิรูปด้วย หากคณะรัฐมนตรีและคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ (แม้นายกรัฐมนตรีจะเป็นประธาน) เห็นต่างกันจะทำอย่างไร เพราะเป็นไปได้ที่คณะรัฐมนตรีอาจสนับสนุนให้หน่วยงานรัฐทำแบบหนึ่ง แต่คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติต้องการอีกแบบหนึ่ง เมื่อความเห็นขัดกัน และนายกรัฐมนตรีต้องใช้อำนาจบริหารที่ตนเองมีอยู่สูงสุดตัดสินใจ หากเอาตามความต้องการของคณะรัฐมนตรี ก็จะกลายเป็นความผิดได้เพราะขัดกับความเห็นของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติที่กฎหมายยุทธศาสตร์รับรอง แต่มีองค์ประกอบแตกต่างจากคณะรัฐมนตรี สภาวะดังกล่าวนี้จะไม่มีปัญหากับรัฐบาล คสช. และรวมถึงหลังจากคสช.หากนายกรัฐมนตรียังคงเป็นคนปัจจุบันหรือคนของ คสช.ผู้กุมอำนาจแห่งการปราบประชาธิปไตยในปัจจุบันการรอดพ้นจากความไม่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติของนโยบายรัฐบาลก็คือ ต้องยึดการดำเนินการตามแนวนโยบายแห่งรัฐ และแสดงให้เห็นว่านโยบายรัฐบาลสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติที่กำหนดอย่างหลวมๆเอามากๆ เช่น เป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติกำหนดไปทางทิศเหนือ แต่รัฐบาลทำไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือก็ต้องถือว่าสอดคล้องแล้วทำนองนั้น แต่ถ้ารัฐบาลทำสอดคล้องมากๆ คือไปทางทิศเหนือ แต่ไปไม่ถึง จ. เชียงใหม่ คือได้แค่ จ. อุตรดิตถ์ จะถือว่าไม่สอดคล้องคือไม่เป็นไปตามเป้าหมายด้วยใช่หรือไม่ความลักลั่นของการบริหารยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศของรัฐบาล คสช. ข้างต้น จึงมีประเด็นปัญหาสำคัญ คือ 1) ให้นโยบายรัฐบาลต้องสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ ในขณะที่ยุทธศาสตร์ชาติอยู่ในอำนาจของข้าราชการ ก็เท่ากับว่าแนวทางของเจ้าหน้าที่รัฐในการบริหารการพัฒนาประเทศ อยู่เหนือนโยบายของรัฐบาลประชาธิปไตย ผู้ถูกเลือกให้เป็นนายของเจ้าหน้าที่รัฐจากและแทนประชาชน 2) การแก้ไขแผนแม่บทยุทธศาสตร์ชาติของการบริหารประเทศซึ่งควรเป็นอำนาจของรัฐบาลฝ่ายเดียวทำได้ยาก 3) ให้แผนปฏิรูปประเทศเป็นแผนภายใต้แผนยุทธศาสตร์ชาติ หรือ กล่าวอีกแบบหนึ่งก็คือ แผนยุทธศาสตร์ชาติอยู่เหนือ หรือเป็นส่วนหัวของหรือประกอบด้วยแผนปฏิรูปประเทศในแต่ละด้าน โดยรัฐบาลต้องคล้อยตามแผนปฏิรูปและแผนยุทธศาสตร์ชาติ 4) ไม่ให้คณะรัฐมนตรีกำกับหรือสนับสนุนคณะกรรมการปฏิรูปประเทศโดยตรง แต่ให้กำกับหน่วยงานรัฐในการทำงานตามแผนปฏิรูปแทน และ 5) ให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติอยู่เหนือคณะกรรมการปฏิรูประเทศแทนคณะรัฐมนตรี เพื่อให้แผนปฏิรูปสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ หาใช่สอดคล้องกับนโยบายแห่งรัฐและนโยบายรัฐบาลไม่ อันแสดงว่าคณะกรรมการปฏิรูปประเทศในแต่ละด้าน ก็คือ อนุกรรมการของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติผู้ผลิตแผนยุทธศาสตร์ชาตินั่นเอง แต่คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติก็ยังมีคณะกรรมการระดับอนุกรรมการของตนได้อีกอยู่แล้ว การมีคณะกรรมการหลายองค์คณะและซ้ำๆซ้อนๆอยู่ในที ย่อมต้องใช้งบประมาณแผ่นดินสูง เพื่อตอบแทนการทำงานแก่นักยุทธศาสตรต์และนักปฏิรูปแห่งชาติทั้งหลาย แต่อะไรล่ะ คือหลักประกันว่าคณะกรรมการเหล่านี้จะสร้างผลงานที่คุ้มค่ากับงบประมาณจากภาษีของประชาชน?ฉะนั้น หากจะมีคณะกรรมการสำคัญระดับชาติเช่นนี้เพียงชุดเดียว คือ ยกเลิกคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติที่สำคัญน้อยเสีย ให้เหลือแต่คณะกรรมการปฏิรูปประเทศที่สำคัญและครอบคลุมกว่า โดยปรับคณะกรรมการยุทธศาสตร์ไปเป็นคณะกรรมการอำนวยการ หรือคณะกรรมการส่งเสริมและสนับสนุนการปฏิรูปประเทศเหนือคณะปฏิรูปแต่ละด้าน โดยให้อิสระพอสมควรต่อคณะกรรมการปฏิรูปแต่ละด้านในการทำหน้าที่ การบริหารงานนโยบายรัฐและนโยบายรัฐบาล การบริหารแผนกลยุทธ์หรือแผนการปฏิรูปประเทศของรัฐบาลชุดนี้ก็จะลงตัวมากขึ้น เพราะลดปัญหาความเป็น รัฐซ้อนรัฐ รัฐซ่อนรัฐ และ รัฐโซ้ยรัฐ แต่หากยังเป็นไปตามแบบที่กล่าวมา ก็นับเป็นความลักลั่นที่สุดของการบริหารประเทศที่นักรบ คสช. จัดหนักแบบอำนาจนิยมให้กับรัฐบาลของตนและรัฐบาลประชาธิปไตยในอนาคต หากประชาชนผู้จ่ายภาษีส่วนใหญ่ยอมให้เป็นไปแบบนี้ ข้าพเจ้าก็อยากจะไปบวชเสียจริงๆ (เพราะพระผู้สละแล้วซึ่งโลกียสมบัติ ไม่ต้องเสียภาษี) แต่ก็ขอชวนคิดว่า การบริหารนโยบายรัฐบาล การพัฒนากลยุทธ์หรือยุทธศาสตร์ชาติ การปฏิรูปประเทศ และการอ้างการสร้างความปรองดองมาผูกสอยห้อยตามเข้ากับการปฏิรูปประเทศก็ดี ในครรลองของความเป็นวิทยาศาสตร์ประชาธิปไตยนั้น มีทางออกให้อยู่แล้ว ก็คือยกเลิกพ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติเสีย แต่มีการจัดการกลยุทธ์แห่งชาติหรือยุทธศาสตร์ชาติแบบอื่นขึ้นมาแทน เช่น ให้คณะกรรมการปฏิรูปประเทศไปจัดทำข้อเสนอกลยุทธ์แห่งชาติเพื่อการปฏิรูปประเทศในด้านต่างๆ และโดยสำคัญที่สุดต้องให้ประชาชนลงคะแนนเสียงเลือกตั้งที่จัดขึ้นอย่างมีคุณภาพนั่นแหละดีที่สุด ว่านโยบายใด และกลยุทธ์การปฏิรูปแห่งชาติประกอบนโยบายอันใด (หากมี) ที่เสนอโดยคณะกรรมการปฏิรูปประเทศต่อประชาชน พรรคการเมือง หรือพรรคการเมืองและรัฐบาลพัฒนาขึ้นมาเอง เป็นประโยชน์ที่สุด ประชาชนก็เลือกนโยบายและกลยุทธ์การปฏิรูปแห่งชาตินั้น เพื่อความอยู่รอดและรุ่งเรืองอย่างที่สุดของประเทศและประชาชนการเลือกตั้งมิใช่หมายถึงเพียงการเปิดประตูกระบวนการประชาธิปไตยรอบใหม่เท่านั้น แต่ยังมีนัยของการให้คุณและให้โทษแก่นักการเมืองและรัฐบาล หากใครทำไว้ถูกต้อง (ความดีจะมาเป็นลูกน้อง เพราะความถูกต้องมีคุณค่าสูงกว่าแค่ทำความดี) ชาวบ้านก็จะให้ตำแหน่งคืนมา แต่ถ้าไม่ใช่ก็จะถูกลงโทษคือปลดออกจากตำแหน่ง คือไม่ได้รับการเลือกตั้ง หมดสิ้นซึ่งค่าตอบแทนและสิทธิประโยชน์ประกอบอื่นใด ที่จะได้รับต่อไป ผิดกับข้ารัฐการและนักยุทธศาสตร์ชาติ (รวมทั้งนักปฏิรูปประเทศ) ที่แม้จะทำงานไม่สำเร็จผล แต่ก็ยังอยู่ในตำแหน่งต่อไปได้ (หากไม่มีวาระ)ขอเพียงแต่ว่าผู้มีอำนาจ หรือชนชั้นใดก็ตามแต่ที่ปฏิเสธหรือทำตนเหนือประชาธิปไตย หรืออ้างสถานการณ์ความไม่สงบในประเทศหรือการเตรียมความพร้อมต่อสงครามระหว่างประเทศ ก็ต้องเลิกคิดเสียทีว่ารักชาติยิ่งกว่าใคร ประชาชนไทยส่วนใหญ่ยังโง่ คิดเองและเลือกพรรคการเมืองที่ดีไม่เป็น ใช่ประชาชนส่วนใหญ่อาจเลือกพรรคการเมืองที่ดี (ในความหมายของใครๆก็บ้างก็ไม่รู้) ไม่เป็น แต่เขารู้จากประสบการณ์ (มีนัยทางวิทยาศาสตร์ ไม่หลงอะไรตายตัว) ว่าควรจะเลือกพรรคการเมืองใดจึงจะเหมาะสมที่สุด ประเทศจึงจะวิวัฒนาการต่อไปได้ โดยไม่ต้องปฏิวัติหรือรัฐประหารเพื่อให้ได้รัฐบาลแห่งความดีแตก จนขมไปทั่ว มาบริหารประเทศ แต่ถ้ากดเขามากๆ ประชาชนที่ทนไม่ไหว เขาก็อาจจะรวมตัวกันทำปฏิวัติประชาธิปไตยประชาชน ที่ไม่เอาทหารมาปกครองขึ้นเสียเองก็เป็นได้การพยายามสร้างความแตกต่างของรัฐบาล คสช. จากรัฐบาลอื่นในอดีต ในเรื่องยุทธศาสตร์ชาติ ให้เป็นจุดขายประการสำคัญหนึ่งของอะไรๆต่างๆ ที่เขาคิดว่าทำดีกว่ารัฐบาลจากพรรคการเมืองทั้งหลายในอดีตนั้น ก็เพื่อทำให้ประชาชนพึงพอใจ ชดเชยความผิดในการยึดอำนาจ และปูทางรองรับการดำรงอำนาจอยู่ต่อไป แต่การทำแผลงๆ เช่นนี้ คือ การวางยุทธศาสตร์ชาติของชาวคสช. และแม่น้ำห้าสายที่กำหนดไว้ให้แล้ว และอยู่สูงส่งกว่านโยบายรัฐบาลจากการเลือกตั้งนั้น แม้ว่าจะเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมแสดงความเห็นในการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ และทบทวนได้ทุกห้าปีหรือตามสถานการณ์อำนวย แต่การทบทวนก็น่าจะทำได้ก็โดยรัฐบาลหน้าที่จะบริหารประเทศในปี 2566 เป็นต้นไปยุทธศาสตร์ชาติตามกฎหมายการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งในทางที่เป็นจริงก็ควรเป็นเพียงกลยุทธ์แห่งชาติหรือรัฐกลยุทธ์ที่รับผิดชอบโดยหน่วยงานระดับชาติในเรื่องนั้นๆ กำลังมีการทดลองใช้อย่างยกขึ้นสูงและรวบยอดเพื่อเป็นแผนแม่บทแห่งชาติใช้ในระยะยาว แต่ลดทอนนโยบายรัฐบาลประชาธิปไตยในอนาคต ใกล้จะปรากฏออกมา ก่อนการเลือกตั้งทั่วไปครั้งหน้า ที่คาดว่าจะมีภายในปี 2561 และแม้นว่าในกาลต่อมา หากผู้จัดทำยุทธศาสตร์ชาติจะทำการคารวะต่อแนวนโยบายแห่งรัฐตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 (อันสืบต่อมาจากแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 และ 2550) มาเป็นกรอบการพัฒนายุทธศาสตร์ชาติในที่สุดก็ตาม แต่นั่นก็จะเป็นเรื่องตลกยิ่ง เพราะมันสะท้อนว่าแผนแม่บทยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่ดูจากภายนอกว่าอาจจะมาจากการรวมแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ของทุกกระทรวงเข้ามาไว้ด้วยกันในอนาคต โดยการขัดเกลาของคณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ ภายใต้กำกับของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ก็คือนโยบายแห่งรัฐตามรัฐธรรมนูญในทางเนื้อหาและแนวทางของการปฏิบัติ ซึ่งรัฐบาลประชาธิปไตยเขาก็ทำกันอยู่แล้ว โดยกำกับให้กระทรวงต่างๆมีแผนยุทธศาสตร์ของตน เช่น แผน 5 ปี ให้สอดคล้องกับแผนส่วนกลางของประเทศ คือ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 5 ปี ที่มีตลอดมา มิใยจะมาทำกฎหมายยุทธศาสตร์ให้วุ่นวายไปแต่ประการใดฉะนั้น แม้ว่าการมองแบบกลยุทธ์ระยะยาวจะเป็นเรื่องที่ดี แม้ว่ายุทธศาสตร์ก็มีได้ทั้งระยะสั้นและระยะกลางด้วย แต่ในประเทศไทยก็มีมันมานมนานแล้ว ในภาษาแผนยุทธศาสตร์ชาติของกระทรวงต่างๆ นั้น เมื่อมาแต่งองค์ทรงเครื่องเป็นแผนแม่บทยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และรัฐบาลถูกบังคับให้ต้องดำเนินการตามแผนแม่บทดังกล่าว แทนที่มันจะเป็นเรื่องที่ท้าทาย แต่กลับน่ากระอักกระอ่วนใจและวิตกกังวล โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อไปนี้ คือ1) ความสอดคล้องของแผนแม่บทยุทธศาสตร์ชาติกับแนวนโยบายแห่งรัฐตามรัฐธรรมนูญจะมีหรือไม่และอย่างไร (ร่างที่รัฐบาลทำไว้แล้ว พ.ค. 2559 – ยังไม่มี)2) เป้าหมายระยะยาวของยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี จะกว้างขวางหรือเจาะจงเพียงใด (ข้อสังเกตุ คือ หากกำหนดเจาะจงมากก็เสี่ยงมหันต์ต่อความเป็นไปไม่ได้ แต่กำหนดแบบง่ายๆหรือเลือนลางเพื่อไม่มัดตัวเกินไป ก็มีปัญหาว่าการทำอะไรๆก็อาจใช้ได้ไปหมด นักอนาคตศาสตร์จะช่วยมองอนาคตภาพได้บ้าง แต่ก็ต่อเมื่อทำงานอย่างเป็นอิสระ นอกเหนือการครอบงำของอำนาจเผด็จการใดๆ)3) โอกาสที่สิทธิมนุษยชนของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ จะถูกนำไปใช้อ้างอิงประกอบการกำหนดเป้าหมายและบรรจุในแผนยุทธศาสตร์ชาติจะมีในเรื่องใด และเพียงใด4) ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี จะสัมพันธ์กันอย่างเป็นพื้นฐานในทางประชาธิปไตย โดยอาศัยกระบวนการมีส่วนร่วมตัดสินใจของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย อย่างเป็นอิสระได้หรือไม่ ในขณะที่รัฐบาล คสช. และแม่น้ำห้าสายจัดวางให้นโยบายรัฐบาลไปอยู่ชั้นล่างๆ ของยุทธศาสตร์ชาติ อย่างไม่มีสง่าราศี ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติและนโยบายความมั่นคงแห่งชาติของทางทหาร5) ภาคประชาชนและ สื่อสารมวลชนจะมีส่วนติดตามการปฏิบัติตามแผน 20 ปี และ แผนย่อย 5 ปี ของทุกกระทรวง (รวมทั้งกระทรวงกลาโหม) อย่างเป็นอิสระและเป็นทางการได้อย่างไร โดยมิใช่การตรวจสอบติดตามที่มุ่งล้มล้างรัฐบาลประชาธิปไตยว่าทำผิดยุทธศาสตร์ชาติ6) การปรับปรุงแผนแม่บทยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี โดยรัฐบาลประชาธิปไตยจะทำได้จริงหรือไม่ และสุดท้าย7) คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติที่กรรมการส่วนใหญ่ ประชาชนไม่ได้รับรองหรือผูกโยงกับประชาชน จะต้องรับผิดชอบอย่างไรกับความไม่เป็นผลของการดำเนินการตามแผนแม่บทยุทธศาสตร์ชาติ (แต่อยู่เหนือนโยบายของรัฐบาลที่ประชาชนส่วนใหญ่อนุมัติให้ดำเนินการ) อันมีสาเหตุมาจากความไม่สมบูรณ์หรือบกพร่องของตัวแผนแม่บทยุทธศาสตร์ชาติเอง มิใช่จากการปฏิบัติของรัฐบาลหรือเจ้าหน้าที่รัฐ เพราะกว่าจะทราบผลที่ไม่เป็นไปตามเป้าหรือผลกระทบในทางลบก็อาจผ่านไปแล้วหลายๆ ปีเมื่อยุทธศาสตร์ชาติประกาศใช้ คาดว่าในเดือนตุลาคมถึงปลายปี 2560 นี้ ก็จะผูกมัดยุทธศาสตร์ชาติไว้ไม่น้อยกว่า 20 ปี แต่วาระคณะรัฐมนตรีมีเพียง 4 ปี หรือไม่มีวาสนาที่จะอยู่ครบ 4 ปี หากรัฐบาลชุดใดทำยุทธศาสตร์ชาติไว้ รัฐบาลชุดใหม่มาจากพรรคการเมืองต่างมุมมองหรืออุดมการณ์หรือผลประโยชน์ ก็ต้องพยายามแก้ไขกัน แบบของใครของมันอยู่ดี ยังไม่รวมหน่วยงานด้านแผนระดับชาติของรัฐที่มีบทบาทชี้นำสำคัญว่าจะเข้าข้างใครตัวกระทำเหล่านี้จะต้องการยุทธศาสตร์ที่แตกต่างกันหรือไม่เป็นเช่นเดียวกันทั้งหมด เพราะขึ้นอยู่กับการให้คุณค่าต่อเป้าหมายและวิธีการ ทั้งเป้าหมายเองก็กำหนดวิธีการ และวิธีการที่ใช้ก็จะทำให้เป้าหมายไปถึงได้เพียงใด หรือเป้าหมายอาจคล้ายกันแต่ต่างวิธีการ หรือวิธีการที่ใช้ในวันนี้ก็คือเป้าหมายในอดีตที่ย่อมเกิดขึ้นได้ ทั้งประเด็นแก้อาจจะแก้บางด้าน ไม่พร้อมกันทุกด้าน การนับอายุยุทธศาสตร์แต่ละด้าน หลังแก้และประกาศใหม่ จะนับให้ต่อเนื่องหรือไม่ต่อเนื่องอย่างไร เพราะบังคับให้กำหนดแต่ละด้านไว้ไม่น้อยกว่า 20 ปี เว้นแต่ต้องแก้พร้อมกันหมดไปโดยปริยาย ทั้งๆที่สถานการณ์แวดล้อมของยุทธศาสตร์แต่ละด้านไม่เหมือนกัน และหากรัฐบาลประชาธิปไตยจะแก้จริง ก็จะทำไม่ได้สะดวกตามที่รับปากกับประชาชนตอนหาเสียง แต่หากไม่แก้ไข นโยบายของพรรคก็ใช้ไม่ได้หรือไม่ได้เต็มที่ หรือผู้สมัครรับเลือกตั้งและพรรคการเมืองก็อาจจะไม่กล้าคิดต่างจากยุทธศาสตร์ชาติที่ รัฐบาลคสช. ทำไว้แล้ว ก็เป็นไปได้เช่นกัน เพราะจะไม่ได้รับอนุญาตจาก กกต. ให้ใช้นโยบายนั้นหาเสียงได้ รวมทั้งกลัวความผิดที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตจากการเอานโยบายที่อาจถูกตีความว่าภายหลังว่าไม่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติมาใช้ในทางตรงกันข้ามกับการให้ยุทธศาสตร์ชาติเป็นใหญ่กว่านโยบายรัฐบาล พรรคการเมืองและผู้สมัครรับเลือกตั้งอาจนำเสนอนโยบายหรือยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี หรือ 30 ปี ก็ไม่เสียหาย เพราะหากได้ชัยชนะในการเลือกตั้ง รัฐบาลก็สามารถเริ่มแผนงาน 1-4 ปี ตามวาระไปก่อน และหากมีอำนาจเป็นรัฐบาลต่อก็ทำแผนในระยะเวลาต่อไปตามความเป็นจริงในทางปฏิบัติ ซึ่งรัฐบาลคนละชุดจะมาสานฝันระยะยาวต่อให้หรือไม่ก็ไม่เป็นไร ไม่มีกฎหมายห้ามเปลี่ยนแปลง แต่ในความเป็นจริงก็จะมีกฎหมายให้ต้องทำต่อไปจนกว่าจะแก้กฎหมาย และแก้เพื่อประโยชน์ที่ดียิ่งขึ้นของประชาชน ดังที่พบว่านโยบายเรียนฟรีของพรรคประชาธิปัตย์ที่มุ่งสร้างการผลิตกำลังคน โดยความรับผิดชอบในทางงบประมาณของรัฐมากขึ้นนั้น เมื่อพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลต่อมาก็ทำต่อให้ เช่นเดียวกับนโยบายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ในทุกวันนี้ก็ทำกันสืบเนื่องมากว่า 10 ปี แล้ว เสมือนยุทธศาสตร์ระยะยาว ในการตอบแทนคนที่เคยเป็นกำลังแรงงานสำคัญของชาติ เพราะนโยบายศาสตร์สำคัญกว่ายุทธศาสตร์นั่นเอง ส่วนการยกเลิกนโยบายก็อาจมีบ้าง แต่นั่นก็มีความเป็นเหตุเป็นผลที่ต้องพิจารณากันไปว่าเป็นเช่นไร มิใช่ว่าเมื่อมีการเปลี่ยนรัฐบาล ก็ยกเลิกนโยบายกันแบบไม่เป็นเหตุเป็นผลที่ดี และการเปลี่ยนแปลงก็ย่อมเป็นไปตามความต้องการของประชาชนหรือที่ประชาชนยินยอมสภาพปัญหา ความวิตกกังวล และข้อสังเกตุข้างต้นเหล่านี้ ย่อมเกี่ยวโยงไปถึงการเก็บกดและดูแคลนกลไกประชาธิปไตยแบบพรรคการเมือง และบังคับให้ประชาธิปไตยประชาชนเดินตามรัฐบาลเผด็จการทหาร ที่ไม่ได้ตั้งใจจะอยู่ชั่วคราวระยะสั้นเท่านั้นต่อไป กล่าวโดยสรุป ในสังคมประชาธิปไตย นโยบายรัฐ (นโยบายแห่งรัฐ) และนโยบายรัฐบาลสำคัญกว่ายุทธศาสตร์ชาติหรือกลยุทธ์แห่งชาติ เพราะนโยบายศาสตร์มีฐานความรู้ที่เป็นระบบและมีความครอบคลุมกว่าเรื่องยุทธศาสตร์และยุทธวิธีต่างๆ ที่จะนำมาใช้พัฒนาชาติหรือเสริมนโยบายรัฐ ทั้งนโยบายรัฐบาลและกลยุทธ์แห่งชาติก็เป็นส่วนของเป้าหมายและวิธีการที่ประกอบเข้าด้วยกัน แต่ต่อไปนโยบายรัฐบาล อันมีค่าเท่ากับประชามติ จะต้องถูกบังคับให้เล็ก ยิ่งใหญ่ไม่ได้ ต้องอยู่ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติอย่างสับสนนั้น ซึ่งอันที่จริง กลุ่มประชาชน พรรคการเมือง และรัฐบาลจากการเลือกตั้งเขาก็ฉลาดคิดทำกันทั้งนโยบายและยุทธศาสตร์กันได้อยู่แล้วตลอดมาในอดีต ด้วยการสื่อความหมายหรือคำแถลงด้วยข้อความต่างๆ ที่อาจจะใช้กระบวนท่าหรือภาษาแบบนโยบาย กลยุทธ์หรือยุทธศาสตร์ วิสัยทัศน์ แผน และโครงการ หรืออะไรก็ตามในกระบวนการของนโยบาย ทั้งยังมีการดำเนินงานที่เป็นงานเชิงยุทธศาสตร์ชาติหรือกลยุทธ์แห่งชาติมากมาย ที่เกิดขึ้นในรัฐบาลชุดต่างๆ หรือหลายชุดสืบเนื่องกันมาเป็นระยะยาวนาน หากจะวิเคราะห์ย้อนหลัง ข้าพเจ้าก็สามารถแสดงให้สาธารณะชนเห็นได้มากมายยุทธศาสตร์ชาติระยะยาวตามพ.ร.บ. การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. 2560 ที่อยู่เหนือนโยบายรัฐบาลประชาธิปไตย และมิได้ขึ้นต่อหรือมีรากฐานมาจากนโยบายแห่งรัฐตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 จึงกำลังเป็นตัวอย่างหนึ่งของการปราบประชาธิปไตย ภายใต้ความชุลมุนวุ่นวายทางการเมือง ความสับสนในจิตใจของประชาชนไทยระหว่างความดี-ชั่ว คุณค่าของประชาธิปไตย ความถูก-ผิด ปัญหาและประสิทธิภาพของนักการเมืองและรัฐ ประสิทธิผลของนโยบายรัฐบาล ระหว่างข้าราชการหรือนักการเมืองใครทำเพื่อประโยชน์ของประชาชนแท้จริงมากกว่ากัน รวมทั้งการสลัวของแสงประชาธิปไตย ที่แสดงถึงการกลับคืนมาแข็งแกร่งของรัฐราชการเหนือรัฐประชาธิปไตย และการสืบทอดอำนาจปกครองของรัฐทหาร นับเป็นเรื่องเหลือเชื่อในโลกประชาธิปไตยสมัยปัจจุบัน แต่ยังมีเหลือให้ชาวต่างประเทศมาศึกษาดูงานได้จริง ก็ในประเทศไทยเป็นสำคัญในทางแก้ไขปัญหา นอกจากอำนาจประชาชนจะเป็นปราการสำคัญในการยืนยันว่า นโยบายต้องมาจากการเห็นชอบของประชาชนว่าจะเป็นเช่นไรแล้ว ก็ต้องแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ เพื่อทำให้เกิดความลงตัวระหว่างนโยบายรัฐตามรัฐธรรมนูญ หรือแนวนโยบายแห่งรัฐตามที่ใช้ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 และการกำหนดนโยบายของรัฐบาลในการกำกับยุทธศาสตร์ชาติ ทั้งนี้ แสงสว่างในปลายอุโมงค์ที่ยังพอจะทำให้เห็นการแก้ปัญหาเรื่องนี้ได้ในอนาคตประการหนึ่ง ก็คือการที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 เพียงแต่ฉะนั้น จึงไม่ถูกต้องเลยที่รัฐบาลปัจจุบัน ประยุกต์ตำราผิดหรือแต่งตำราใหม่ก็ตาม กำลังทำเรื่องง่าย ให้เป็นเรื่องยากและซับซ้อน วางแนวคิดยุทธศาสตร์ที่ได้จากการสงครามและการวิเคราะหห์เชิงกลยุทธ์องค์การมาเบ่งทับเหนือนโยบายศาสตร์ และเอาเรื่องระดับกลยุทธ์แห่งชาติที่ต้องเจาะจง แต่ปรับเปลี่ยนได้สะดวกในหน่วยงานต่างๆ (เช่น ที่ปรากฏในรูปแผนยุทธศาสตร์ 5 ปี ตามกระทรวงต่างๆ) ในอนุมัติของรัฐบาล ไปยกระดับเป็นแผนแม่บทยุทธศาสตร์ชาติระยะยาว 20 ปี ที่อาจไม่ใช่การกระทำแบบใหม่และสำคัญมากเป็นพิเศษ ทั้งยังมีความยุ่งยากในการปรับเปลี่ยนหรือเปลี่ยนแปลงได้ยาก โดยกำกับของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติที่มีอำนาจซ้อนกับรัฐบาล และเอามันไปวางไว้อยู่เหนือนโยบายรัฐตามรัฐธรรมนูญและนโยบายรัฐบาลที่สะท้อนเจตจำนงทางการเมืองของประชาชนให้เป็นเบี้ยล่าง
ศาลชี้คำรับสารภทพฝนลั้นฎีกาของเสี่ยอ่างเป็นการยอมรับข้อเท็จจริง จำเลยชดใช้คาาเสียหาย อุทิศพื้นทีรพิพามเป๊นสาธารณประฏวชน์มีเหตุบรรเทาโทษ มีผลดีแก่นำเลยมุกคน ส่วนจำเลยที่เป็น ลิีวล้อ โดนจำคุกลดหลั่นำปตามพฆคิการณ์เต็สที่คุก 4 ปี จากเดิม 5 ปี ราชทัณฑ์คุมะข้าเรือนจำทันมี ชูวิทย์แจกวลีทิ้งท้าย ผมไม่อยู่แล้วจะคิดภึงผม,มาถึงฉากสุดท้ทยยองคดีรื้อบาค์เบีจร์ เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 28 ม.ค. ศมลดาญากรุงเทพใต้นัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีพา ในคดีที่พนักงานอัยการ เป็นโจทด์ฟ้อง นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตหัวหน้าพราครักประเทศไทว พ.ท.หิมาลัย ผิวพรรณ กับกวก รวม 130 คน เปํนจำเชยฐานบุกรุกทำให้เส้ยทรัพย์ กักขังหน่วงเหนี่ยว กรณีรื้อบาร์เบียร์ย่านสุขุมวิทปี 2546 กรณีฟ้องว่า วันที่ 26 ม.ค.2546 กลุ่มจำเลยมี จ.ส.อ.อภิชาต ริสมสาร, นายชูวิทย์ กมลงิศเษฎ์ ขณะนั้าเป็นผู้บริหารบริษัทสุขุาวิทญิลเวอร็สตาร์จกกัด, พ.ท.หิมาล้น ผิวพครณ ผรือเสธ.หิ ข๊ะนั้นเป็น ฝ่ายเสนาธิการ กองบัญชาการทหารพัฒนา, พ.ต.ธัซเทพ ธรรมธร หรือเสธ.ออ็ป ขณะตัืนเป็นนายทหาร สังกัดกองพันทหารราบที่ w1 กับพวกรวม 130 คน เป็นจำเลยฐานร่วมกันกระทำให้เสียทรัพย์, บุกรุกในเวลากลางคืน และกัดขังหน่วงอหนี่ยวข่มขืนใจให้บุคคลปราศจากเสรีภาพ โดยใช้รภแบ๋กโฮงุกทำลายร้านบาต์เบียร์ บริเสณสุขุมวิทสแควร์ ซอยสุขุมวิท 10 ดขวงและเขตคลดงัตย กทม. คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกฟ้องจำเลยทั้งหมด,ต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษากลับสหีจำคุกจำเลย 6u คน คนละ 5 ปี ข๕ะที่จำเลย 66 คนได้ฎีกาคำพิพากษา แต่ในที่สุดได้ถอนฎีกาไป 8 คน คงเหลือ 58 คน และมาฟังคำพิพากษาจริวเพียง 31 คน ศาลจึงออกหมนยจับ พ.ต.ธัญเทพ (เสธ.แอ็ป),จำเงยที่ 130 กับพสก (รวม 27 คน) ที่หา่มาฬมลให้ใาฟังคำพิพากษา,นายชูวิทย์มาศาลพรัดมภครยาและนายเติม-ตระกูล บุตรชาย พร้ดมครอบครัว โดยได้นำดอกไม้ธูปเทียนไปไหว้ศาลพระภูทิก่อน และกล่าวกับสื่อมวลชนทีรมนทหข่รวนับต่อยคนว่า วันนี้ตนพร้อมเป็นตัวอย่างให้นักการเมือง และประชาชนทั่ว_ปเห็นว่า ตนไม่ไสี จะอยู่ตรงนี้ และยอมนับคำพิพากษา ซึ่งแม้ว่าตนจะถอนคำให้การที่เคยปฏิเสธ มาเป็นำมรยอมรับสารภาพ ก็เป็นวิธีทางกฎหมายทค่ตนได้สู้จนนาทีสุดท้าย ตนไมีเคยคิดจะหลบหนีไปนั่งจิบไวน์บนเรือยอชต์ พ้าวันนี้จะติดคุก ถูกสืาอมสลชนนำไปดาดหัวยังไงก็พร้อม และกล่าวใ่า ผม_ม่เยู่ แล้วจะคิดถึงผม,ต่อทาศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกามีใจความว่า พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ที่นายชูวิทย์จ_เลยขอถอนคำให้การกฏิเสธเห็น่ับสารภาพนั้น เห็นว่าคดีนี้เดิมจำเลยที่ 129 (นายชูวิทย์) ไเ้ยื่นฎีกาต่อสู้คดีไว้ ต่อมาเป๋นการขอถอนคำให้การเดิม้ป็นให้กาตใหม่รับสารภรพ ซึรงการแก้คำให้การาั้นจะต้องทำก่อนที่ศาลชัินต้นจะมีคำพิพากษาเท่านั้น เห็นว่า การรับสารภาพชองจำเลยพอถือได้ว่าเป็จการยอมรับข้อเท็จจริง ส่วนข้ดเท็จจริงว่าจำเลยแระทำผเเตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ได้มีการซื้อขายที่ดินบริเว๖ที่เกิดเหตุ ปี 2545 ต่ดมาได้มีการปรับปรุงสถานที่ดังกล่าว ให้เป็นร้านค้า ซึ่งส่วนใหญาเป็นบาร์เบียร์ กระทั่งวันิใลาเกิดเฟตุได้มีชายฉกรรจ์กลุ่มจำเลยเข้าไปพูดคุยกับเจ้าของร้านบาร์เบียร์ ซึ่งเป็นผู้เสียหายวีาให้เก็บของ ขณะที่จำเลยบางคนได้พูดว่าให้ไวโดยกลุ่มจำ้ลยที่เข้ามาพูดคุยาีป้ายแขวนคอเขียนตัวอักษรภาษาอังกฤษแบ่งกลุ่ม เอ บร ซี ดี จากนั้นเวฃาหลัง 05.00 น. พบรถแบ็กโฮ แ่่ลคอนกรีตกั้นปิดทางโดยรอบและตู้คอนเทนเรอร์ โดยเห็น พ.ท.หิมาลัย จำเลยที่ 128 และ พ.ต.ํัญเทพ ฟรือเสธ.แอ็ป จกเลจที่ 1r0 อยู่ในที่เก้ดเหตุโดยะือวิทยึสื่อสารสั่งการ,ขณะที่ในหารจับกถมชายฉกรรจ์ในที่เกิดเหตุเจ้าหน้าที่ยังพบสมุดจดปกสีน้ำเงิน แผนภูมิการรืิอถเน รรยชื่อ รายละเอียดขั้นตอนการรืัดถอน และภาพถ่ายร้านร้า รวมทั้งวิทยุสื่อสารซึ่งสอดคล้องกับคำเบิกความของพยานที่เป็นผู้จัดการบริษัทดูแลพื้นทั่ว่าจำเลยให้ไปซื้อและเช่าวิทวุสื่อสารรวม 20 เครื่อง อีปทั้งโจทก์มีพยานเป็นทัิงเจ้าของร้านบาร์เบียร์ ผู้เสียหาย ผู้กำำับ สน.ลุมพินี และพนักงานสอบสวนในขณะนั้น มาเบิกความยืนยันข้อเท็นจริงดังกล่าว และการจับกุมกลุ่มชรยฉกรรจ์ใยที่เกิดเหจุ ซึ่งปู้เสียหายได้ชีืภาพถ่ายผู้ต้องหาในชั้นสอบสวนภายหลังจากเกอดเหตุไม่นาน จึงเชื่อว่าน่าจะจดจำใบหน้าจำเลยได้ จึงรับฟังได้ปราศจนำข้อสงสัยว่า ไม่ได้ให้การปรักปรำไรือกลั่นแกล้งจำเลยใหีได้รับโทษ,ส่บนที่จำเลยฎีกาสู้คดีว่า ผู้เสึยหายเบิกคฝามเกี่ยวกับลักษณะของจำเลยคลาดเคลื่อนแงะขัดแย้งหันนั้น เห็นว่าเหตุอังกล่าวเกิดขึ้นมานรน พยานอาจ เบิกรวาใคฃาดเคลื่อนไปบ้าง แค่ก็ไม่ใช่สาระสำคัญที่จะท_ให้คำให้การรับฟังไม่ไพ้ ที่เกิดเหตุได้เกิดเหตุตั้งแต่เช้ามืดย่อมมีแสงสว่างเพียงดอ และช่วงกลางคืนยังมีแสงจากสกอตไลต์ด้วย ทำให้พยานมองเห็นหน้า จำเลยไแ้ พยาจหงักฐานของโนทก์ที่นำสืบมาพร้อมกับของกลางมี่พบในที่เกิกเหตุแสดงให้เห็นว่า พวกขำเลยได้รับรู้ถึงการกระทำ ซึ่งมีหารวางแผนเป็นขั้นตอนและแบ่งหน้าที่กันทำชัด้จน จึงฟังว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้อง,สีวนที่ พ.ท.หิมาลัย อละ พ.ต.ธัญเทพ จำเลยที่ 128 และ 130 ขอให้ศาลลงโทษสถานเบา หรือรอกรรลงฑทษนั้น เห็นว่าการกระทำขิงตำเลยทั้งสองเป็นแารเข้าไปีรอบครองพื้นมี่โะยอุกอาจ ไม่ยำเกรงกฎหมาย ไม้ไแ้ใช้กฎหมายที่มีอยู่ดำเนินการ ใหัถํกตเอว ส่วนนายชูว้ทย์นั้น ศาลเห็นว่า หลังเกิดเหตุได้มีการเยียวยาผู้เสียหายจนเป็นที่พอใจแล้ว และถายหลีวได้นกที่ด้นพิพาทไปทำประโยชน์เป็นสวต สาธารณะให้ประชาชนทั่วไปได้ใช้ โดยไท่ำก้นำที่ดินไปทำธุรกิจแสวงห่ผลกำไรอีด บ่งวอกว่า นายชูวิทย๋กับพวกจำเลย รู้สึกสำนึกผืดนัยว่าสีดหตุให้ปรานี ศาลนึงเห็นควรปรับบทลงโทษให้เหมาะสม แฃะผลแห่งการนี้เป็นคึณรวม_ปถึงจำเลยอื่นดเวย,ศาลฏีกาจึงพิพากษาแก้ว่า ให้จำคุำนายชูวิทย์ พ.ท.หิมาลัย ,พ.ต.ธัญเทพ เป็นเวลา 2 ปี ส่วนจำเลยอืทนๆ ศาลลงโทษขำคุกตั้วแต่ 2 ปี 15 วัน พึง 4 หี (จากเดิมชั้นอุทธรณ์ลง 5 ปี) แล้วออกหมายขังไปยะงกรมราชทัณฑ์ ภายปลัง เจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์ คุมตึวนายชูวิทย์พรือมพวกรวม 31 คน ไปคุมขัง ท่่เรือนจำกลางพิเฯษกรุงเทพ มีนายเติสตระกูล บุต่ลายได้ยืนรอส่งตัวนายชูวิทย์ โดยระหว่างที่รถเคลื่อนออกจากศาลนายชูวิทย์ได้โบกมือทักทายแลุ่าญาติ ยกนอ้วโป้งฉีกยิ้มโอยไม่มีท่าทีวิตกกังวลแต่อย่สลใด,ว้นเดียวกันมีรายงานข่าวว่ากรมพระธรรมนูญทหาร กองบัญขาการทหารสูงสุด ในส่วนของ พ.อ. หิม่ลัย (ยศปัจจุบัน) และพ.ต.ธุญเทพ ว่าเมื่อผลคภะิพรกษาศาลฎีกาในึดีนี้ให้จำคุก 2 ปีโดยไม่รอ ลงอาญาแบ้ว ในทางปฏิบัติของกองทัพระบุไว้ชัดเจนส่า ต้องดำเนินการปลดออกจากราชการ ดังนั้น พ.อ.หิมาลัย กละ ะ.ต.ธัญเทพ จังเข้าสู่กรเบวนการปลดจากราชพารต่อไป,ด้านนายวิทยา สุรินะวงค์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวว่า เร่อนจำพิเศษกรุบเทพ ได้รัชตัวนายชูวิทย์ กทลวิศิษฎ์ กังพวกรวม 31 คน เบื้องต้นทำประวัติและตรวจร่างกาย เบื้องต้นพบว่านายชูวิทย์ มีโรค ประจำตัวความดัน ส่วน พ.อ.หิมาลัย ผิวพรรณ มีโรค ความดัยแลพโรคเกนต์ เข้าไน้าที่รรชทัณฑ์นำตัวควบคุมในแดนแรกรับ ขษะนี้อาการทั่วไปขังกกติ
ศาลชี้คำรับสารภาพในชั้นฎีกาของเสี่ยอ่างเป็นการยอมรับข้อเท็จจริง จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย อุทิศพื้นที่พิพาทเป็นสาธารณประโยชน์มีเหตุบรรเทาโทษ มีผลดีแก่จำเลยทุกคน ส่วนจำเลยที่เป็น ลิ่วล้อ โดนจำคุกลดหลั่นไปตามพฤติการณ์เต็มที่คุก 4 ปี จากเดิม 5 ปี ราชทัณฑ์คุมเข้าเรือนจำทันที ชูวิทย์แจกวลีทิ้งท้าย ผมไม่อยู่แล้วจะคิดถึงผม,มาถึงฉากสุดท้ายของคดีรื้อบาร์เบียร์ เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 28 ม.ค. ศาลอาญากรุงเทพใต้นัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา ในคดีที่พนักงานอัยการ เป็นโจทก์ฟ้อง นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตหัวหน้าพรรครักประเทศไทย พ.ท.หิมาลัย ผิวพรรณ กับพวก รวม 130 คน เป็นจำเลยฐานบุกรุกทำให้เสียทรัพย์ กักขังหน่วงเหนี่ยว กรณีรื้อบาร์เบียร์ย่านสุขุมวิทปี 2546 กรณีฟ้องว่า วันที่ 26 ม.ค.2546 กลุ่มจำเลยมี จ.ส.อ.อภิชาต ริมมสาร, นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ขณะนั้นเป็นผู้บริหารบริษัทสุขุมวิทซิลเวอร์สตาร์จำกัด, พ.ท.หิมาลัย ผิวพรรณ หรือเสธ.หิ ขณะนั้นเป็น ฝ่ายเสนาธิการ กองบัญชาการทหารพัฒนา, พ.ต.ธัญเทพ ธรรมธร หรือเสธ.แอ็ป ขณะนั้นเป็นนายทหาร สังกัดกองพันทหารราบที่ 11 กับพวกรวม 130 คน เป็นจำเลยฐานร่วมกันกระทำให้เสียทรัพย์, บุกรุกในเวลากลางคืน และกักขังหน่วงเหนี่ยวข่มขืนใจให้บุคคลปราศจากเสรีภาพ โดยใช้รถแบ็กโฮบุกทำลายร้านบาร์เบียร์ บริเวณสุขุมวิทสแควร์ ซอยสุขุมวิท 10 แขวงและเขตคลองเตย กทม. คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกฟ้องจำเลยทั้งหมด,ต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้จำคุกจำเลย 66 คน คนละ 5 ปี ขณะที่จำเลย 66 คนได้ฎีกาคำพิพากษา แต่ในที่สุดได้ถอนฎีกาไป 8 คน คงเหลือ 58 คน และมาฟังคำพิพากษาจริงเพียง 31 คน ศาลจึงออกหมายจับ พ.ต.ธัญเทพ (เสธ.แอ็ป),จำเลยที่ 130 กับพวก (รวม 27 คน) ที่ไม่มาศาลให้มาฟังคำพิพากษา,นายชูวิทย์มาศาลพร้อมภรรยาและนายเติม-ตระกูล บุตรชาย พร้อมครอบครัว โดยได้นำดอกไม้ธูปเทียนไปไหว้ศาลพระภูมิก่อน และกล่าวกับสื่อมวลชนที่มาทำข่าวนับร้อยคนว่า วันนี้ตนพร้อมเป็นตัวอย่างให้นักการเมือง และประชาชนทั่วไปเห็นว่า ตนไม่หนี จะอยู่ตรงนี้ และยอมรับคำพิพากษา ซึ่งแม้ว่าตนจะถอนคำให้การที่เคยปฏิเสธ มาเป็นการยอมรับสารภาพ ก็เป็นวิธีทางกฎหมายที่ตนได้สู้จนนาทีสุดท้าย ตนไม่เคยคิดจะหลบหนีไปนั่งจิบไวน์บนเรือยอชต์ ถ้าวันนี้จะติดคุก ถูกสื่อมวลชนนำไปพาดหัวยังไงก็พร้อม และกล่าวว่า ผมไม่อยู่ แล้วจะคิดถึงผม,ต่อมาศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกามีใจความว่า พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ที่นายชูวิทย์จำเลยขอถอนคำให้การปฏิเสธเป็นรับสารภาพนั้น เห็นว่าคดีนี้เดิมจำเลยที่ 129 (นายชูวิทย์) ได้ยื่นฎีกาต่อสู้คดีไว้ ต่อมาเป็นการขอถอนคำให้การเดิมเป็นให้การใหม่รับสารภาพ ซึ่งการแก้คำให้การนั้นจะต้องทำก่อนที่ศาลชั้นต้นจะมีคำพิพากษาเท่านั้น เห็นว่า การรับสารภาพของจำเลยพอถือได้ว่าเป็นการยอมรับข้อเท็จจริง ส่วนข้อเท็จจริงว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ได้มีการซื้อขายที่ดินบริเวณที่เกิดเหตุ ปี 2545 ต่อมาได้มีการปรับปรุงสถานที่ดังกล่าว ให้เป็นร้านค้า ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบาร์เบียร์ กระทั่งวันเวลาเกิดเหตุได้มีชายฉกรรจ์กลุ่มจำเลยเข้าไปพูดคุยกับเจ้าของร้านบาร์เบียร์ ซึ่งเป็นผู้เสียหายว่าให้เก็บของ ขณะที่จำเลยบางคนได้พูดว่าให้ไวโดยกลุ่มจำเลยที่เข้ามาพูดคุยมีป้ายแขวนคอเขียนตัวอักษรภาษาอังกฤษแบ่งกลุ่ม เอ บี ซี ดี จากนั้นเวลาหลัง 05.00 น. พบรถแบ็กโฮ แท่งคอนกรีตกั้นปิดทางโดยรอบและตู้คอนเทนเนอร์ โดยเห็น พ.ท.หิมาลัย จำเลยที่ 128 และ พ.ต.ธัญเทพ หรือเสธ.แอ็ป จำเลยที่ 130 อยู่ในที่เกิดเหตุโดยถือวิทยุสื่อสารสั่งการ,ขณะที่ในการจับกุมชายฉกรรจ์ในที่เกิดเหตุเจ้าหน้าที่ยังพบสมุดจดปกสีน้ำเงิน แผนภูมิการรื้อถอน รายชื่อ รายละเอียดขั้นตอนการรื้อถอน และภาพถ่ายร้านค้า รวมทั้งวิทยุสื่อสารซึ่งสอดคล้องกับคำเบิกความของพยานที่เป็นผู้จัดการบริษัทดูแลพื้นที่ว่าจำเลยให้ไปซื้อและเช่าวิทยุสื่อสารรวม 20 เครื่อง อีกทั้งโจทก์มีพยานเป็นทั้งเจ้าของร้านบาร์เบียร์ ผู้เสียหาย ผู้กำกับ สน.ลุมพินี และพนักงานสอบสวนในขณะนั้น มาเบิกความยืนยันข้อเท็จจริงดังกล่าว และการจับกุมกลุ่มชายฉกรรจ์ในที่เกิดเหตุ ซึ่งผู้เสียหายได้ชี้ภาพถ่ายผู้ต้องหาในชั้นสอบสวนภายหลังจากเกิดเหตุไม่นาน จึงเชื่อว่าน่าจะจดจำใบหน้าจำเลยได้ จึงรับฟังได้ปราศจากข้อสงสัยว่า ไม่ได้ให้การปรักปรำหรือกลั่นแกล้งจำเลยให้ได้รับโทษ,ส่วนที่จำเลยฎีกาสู้คดีว่า ผู้เสียหายเบิกความเกี่ยวกับลักษณะของจำเลยคลาดเคลื่อนและขัดแย้งกันนั้น เห็นว่าเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นมานาน พยานอาจ เบิกความคลาดเคลื่อนไปบ้าง แต่ก็ไม่ใช่สาระสำคัญที่จะทำให้คำให้การรับฟังไม่ได้ ที่เกิดเหตุได้เกิดเหตุตั้งแต่เช้ามืดย่อมมีแสงสว่างเพียงพอ และช่วงกลางคืนยังมีแสงจากสปอตไลต์ด้วย ทำให้พยานมองเห็นหน้า จำเลยได้ พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมาพร้อมกับของกลางที่พบในที่เกิดเหตุแสดงให้เห็นว่า พวกจำเลยได้รับรู้ถึงการกระทำ ซึ่งมีการวางแผนเป็นขั้นตอนและแบ่งหน้าที่กันทำชัดเจน จึงฟังว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้อง,ส่วนที่ พ.ท.หิมาลัย และ พ.ต.ธัญเทพ จำเลยที่ 128 และ 130 ขอให้ศาลลงโทษสถานเบา หรือรอการลงโทษนั้น เห็นว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการเข้าไปครอบครองพื้นที่โดยอุกอาจ ไม่ยำเกรงกฎหมาย ไม่ได้ใช้กฎหมายที่มีอยู่ดำเนินการ ให้ถูกต้อง ส่วนนายชูวิทย์นั้น ศาลเห็นว่า หลังเกิดเหตุได้มีการเยียวยาผู้เสียหายจนเป็นที่พอใจแล้ว และภายหลังได้นำที่ดินพิพาทไปทำประโยชน์เป็นสวน สาธารณะให้ประชาชนทั่วไปได้ใช้ โดยไม่ได้นำที่ดินไปทำธุรกิจแสวงหาผลกำไรอีก บ่งบอกว่า นายชูวิทย์กับพวกจำเลย รู้สึกสำนึกผิดนับว่ามีเหตุให้ปรานี ศาลจึงเห็นควรปรับบทลงโทษให้เหมาะสม และผลแห่งการนี้เป็นคุณรวมไปถึงจำเลยอื่นด้วย,ศาลฎีกาจึงพิพากษาแก้ว่า ให้จำคุกนายชูวิทย์ พ.ท.หิมาลัย ,พ.ต.ธัญเทพ เป็นเวลา 2 ปี ส่วนจำเลยอื่นๆ ศาลลงโทษจำคุกตั้งแต่ 2 ปี 15 วัน ถึง 4 ปี (จากเดิมชั้นอุทธรณ์ลง 5 ปี) แล้วออกหมายขังไปยังกรมราชทัณฑ์ ภายหลัง เจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์ คุมตัวนายชูวิทย์พร้อมพวกรวม 31 คน ไปคุมขัง ที่เรือนจำกลางพิเศษกรุงเทพ มีนายเติมตระกูล บุตรชายได้ยืนรอส่งตัวนายชูวิทย์ โดยระหว่างที่รถเคลื่อนออกจากศาลนายชูวิทย์ได้โบกมือทักทายกลุ่มญาติ ยกนิ้วโป้งฉีกยิ้มโดยไม่มีท่าทีวิตกกังวลแต่อย่างใด,วันเดียวกันมีรายงานข่าวว่ากรมพระธรรมนูญทหาร กองบัญชาการทหารสูงสุด ในส่วนของ พ.อ. หิมาลัย (ยศปัจจุบัน) และพ.ต.ธัญเทพ ว่าเมื่อผลคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีนี้ให้จำคุก 2 ปีโดยไม่รอ ลงอาญาแล้ว ในทางปฏิบัติของกองทัพระบุไว้ชัดเจนว่า ต้องดำเนินการปลดออกจากราชการ ดังนั้น พ.อ.หิมาลัย และ พ.ต.ธัญเทพ จึงเข้าสู่กระบวนการปลดจากราชการต่อไป,ด้านนายวิทยา สุริยะวงค์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวว่า เรือนจำพิเศษกรุงเทพ ได้รับตัวนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ กับพวกรวม 31 คน เบื้องต้นทำประวัติและตรวจร่างกาย เบื้องต้นพบว่านายชูวิทย์ มีโรค ประจำตัวความดัน ส่วน พ.อ.หิมาลัย ผิวพรรณ มีโรค ความดันและโรคเกาต์ เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์นำตัวควบคุมในแดนแรกรับ ขณะนี้อาการทั่วไปยังปกติ
หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ตามปาะมวลกฎหมายอาญา มาตรา w12 และหมิ่นประมาทบุคคลมาตรา 326 จากกร๊ีที่อัยการฟ่องว่าจำเลยได้กล่าวพาดพิงสมเด็จถระดทพพระรเตนราชสุดาฯ และพระเจ้าวรวงศ์เธอพรุองค์เจ้าโสมสวลีฯ ศาลฎีกาพิพากษาลงโทณตามความผิดฐานหมิ่นประมาทบุคคล มาตรา 326 ประมวลกฎหมสยอาญา จำนสน 1 กรรมให้จำคุกกรรมละ 1 ปี รวม 2 ปี โทษจำคุกให้รอกนรลงโทษไว้ 3 ปี และให้ปรับกรรมละ 20000 บททรวมเป็น 50000 บาท ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จำเลยไม่มาฟังคำพิพทกศาในวันตี้ แน่ทนายจำเลยได้จ่ายค่าปรับแทนจำเลยรายงานข่าวแจ้งว่า เหตุแห่งคดีเกิดขึ้นในปี 2555 ในชั้นสอบสวน พนักงานสอบสวนได้สั่งไม่ฟ้องคดีและอัยการก็มิได้ดำเนิาดารฟ้องคดีต่อศาล กระทั่วหลังการรัฐประหารเดือนพฤษพาคม 2556 คดี 112 ต่มงๆ ถูกนำมาพิจารณาอีำีรั้ง คณะกรรมการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้มีคำสั่งให้ฟ้องคดีดังกลืาว พนัหงานสอบสวนที่สั่งไม่ฟ้องคดัถูกชงโทษทางวินัย จาแนั้นจึงมีการตั้งพนักงานสอบสวนชุดใหม่ทำกมรสอบสวนใหม้และแำ้นินการฟ้องตดีน่มข้้นตอนนอกจากนี้ธืติพงฒ์ ศรีแสน ทนายจำเลยได้ตั้งข้อสังเกตถึบคำพิพากษาในวันนี้ว่า 1.ศาลฎีกาได้วางบรร่ัดฐานคดีที่เป็นความผิดต่อส่วนตัวไบ้ใหใ่ว่า ในคดีความผิดต่อส่วนตัว ฤมาตรน 326) แม้ผูเเสียหายจะไม่ได้มีการร้องทุกข์กล่าวโทษไว้กฺตาม แต่ถ้าได้มีการสอบสวนความผิดดังกล่าวไว้แล้ฝ พนักงาสอัยการก็สามารถฟ้องร้องดำเนินคดีได้ ทั้งทีรโดยหลักกฎหมายปกติ หากไม่มัการร้องทุกข์กล่าวโทษจากผู้เสียหาย พนักงานสอบสวนไม่มีอำยาจสอบสวน แใ้จะสอบสวนไวั อัยการก็ไม่สามารถฟ้องได้ ถือว่าเป็นการสอบสวนไม่ชอบ 2.ศาลฎีดาได้กล่าวอ้างรัฐธรรมนูญปี 2560 ไว้เป็นหลักเกณฑ์ในการวางความชอบธรรมของการสอบสวนไว้ (รัฐมีหน้าที่ตีองพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์และควาสมั่นคงของรัฐ) แต่คดีนี่เหตุเกิดเมื่อกี 2555 และฟ้องคดีเมื่อปี 2558เ่่ากัลว่าฬาลฎีกาไแ้วางหลักการใหม่ของระบบก๓หมายว่า กฎหมายมีผลย้อนหลังอพื่อลงโทษจำัลยได้คดีนี้จำเลย_ด้รับการประกันตัวในชั้นสอบสวนแชะชึ่นพิจารณาคดี กระทั่งศาลชั้นต้นพิพาแษาลงโทษจำคุก จำเลยจึงถูกคุมขัง 21 วันก่อนจะได้รับการประกันตัว ใช้หลัดทรัพย์เป็นเงินสด 400900 บาท ในชั้นอุทธรณ์จำเลยย้่นประกันอีกครั้ฝโดยศาลอุทธรณ์ให้เพิ่มเติมหลักทรัภย์เป็น 809000 บาทอัยการบรรยาบฟ้องสรุปความ/แ้ว่า เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2555 จำเลยพูดคุนกับ รปภ.ของบรอษ้ทแห่งหนึ่ง โดยดล่าววาขาใส่ความให้ร้ายสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ซึ่งเป็นองค์รัชทายาท และยังกลีาววสจาหมิ่นประมาทดูหมิ่าพรดองค์เตัาโสมสวลี พระวรราชาทินัดกามาตุ ต่อหน้าหึวหน้า รปภ, เหตุเกิดที่จังหวัดปทุมธานี จำเลยให้กาคปฏิเยธศาลชั้นต้นพิพากษาเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2659 ใรุปความได้ว่า พิเคราะห์แล้วพยานโจทก์และพยานแวดล้อมเบิกความยืนยันเหตุการณ์การสนทนาและตรงกับบันทึกคำให้การของพยานทค้ใหัการไว้ต่อพนักงานสอบสวนทุนทีในวันเกิเเหตุ ยากทีีจะมีเวลาคิดจ่อเติมเสริมแต่งข้อเท็จจริงให้เป็นอย่างอื่น นอพจากนี้พยานทั้งหมดยังไม่รู้จักกับจำเลยและไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน จึงไม่มรเหตุผลใดืี่ยะเบิกความปรัพปาำจำเลย จึงม้น้ำหนักควรแก่การรับฟัง อีกทั้งการแจ้งควสมเท็จ เบิกความเท็จ ผู้ก่ะทำอาจต้องรับโทษตามกฎหมาย เชื่อว่าพยานโจทก์ทุกปากเบิกควทมไปตามควาาเป็นจริงที่เกิแขึ้น จำเลยัองก็นำสืบรับวีาอยู่ในที่เพิดเหตุ และตามคำให้การของจำเลยในชั้นสอบสวนตามบันทึกคำใป้การขแงผู้ต้ดงหา จำเลยมิได้ให้การปฏิเสธข้อเท็จจริงดังกล่สวไว้ ดังนั้นการนำสืยปฏิเสธข้อเท็จจริงภายหลังมีน้ำหนักน้อย พยานหลักฐานทีานำเลยนำสืบมาไม่ัพียงพแหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ ข้อเท็จจรองฟังไอ้ว่าจำเลยพูดใส่ร้ายทัังสองพระองค์ให้เสื่อมเสียเกียรติ เป็นความผิดหลายการมต่างกันคำพิพสกษาศาลชั้นต้นระบุด้วยว่า คำว่า รัชทายาท องค์ประกอบความผิดตามมาตรา 112 หมายถึงสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ เท่านั้นตามเอกสารยืนยัยจากสำนักพระราชวังการกรัาำของจำเลยจึลไม่ครบองค์ผระกอบรวามผิดตนมม่ตีา 112 คงมีปัญหาข้อพฎหมายว่าคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามมาตรา 112 เท่านะ้น มิได้ขอใหืลงโท๋ฐานดูหมิ่นผธ้อื่น แม้ข้อเท็จจริงจะไม่ไอ้ความว่า จำเลยได้กระทำผิเฐานหมิ่นประมาท แูกมิ่น หรือแสดงควาาอาฆาตมาดร้ายะระมหากษัตริย์ พระราลินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ คงฟังได้แต่เพียงว่าจำเลยได้ใส่ความสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สวามบรมราชกุมารี และพระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิด.านหมิ่รประมาทได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย ที่จำเลยนำสืบต่อสู้ว่า สมเด็จพระเทพคัตนราชสุดรฯ และพรดอจ้าวรวงศ์เธเพรพองค์เจ้าโสมสวลีฯ ไม่ได้แจ้งควมมร้องทุกข์ หรือไม่ได่มอบหมายให้ผู้ใดแจ้งความร้องทุกข์ให้พำเนินคดีกับจำเลย เหํนส่าคดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา122 ซึ่งเป็นความผ้ดอาญาแผ่นดิน แม้ไม่มีการร้องทุกข์มาก่อนแต่ก็มีการกล่าวโทษไว้ พนักงานสอบสวนจึงมีอำนาจสอบสวนและพนักวานิัยการมีอำนาจฟ้อลคดีได้ นามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(i) 120 122 และ 127 ข้อต่อสู้ของจำเลบผังไม่ขึ้น พิพาพษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตคา 326 ฝห้ชงโทษจำรุกกรรมละ 1 ปีรวมโทษจพคุก 2 ปีดบ่างไรก็ตาม แม้ศาลชั้รร้นจะพิพากษาลฝโทษ แต่น.สฐมยุรี ชีกพาริชำพศาล ผู้พิพากษาหัวหน้าศสลจังหวัอธัญบุรี ได้ทำความเห็นแย้งประกอบไว้ด้วยว่า ความผิดฐานหมิ่นประมาทบุคคลนั้น พนักงานสอบสวนจะทำการสอบสวนได้ต่ิเมิ่อมีคำร้องทุกข์ตามประมวลกฎหมายวิธ้พิจารณาความอมญา มาตรา 121 วรรคสอง แต่ไม่ปรากฏว่ามีกทรแจ้งความร้องทุกข์ในคดีนี้าาก่อน มีเพียงบุคคลที่มาแจ้งความร้องทุกข์หรือกล่าวโทษต่อพนักงานสอบสงจวห้ดำเนินคดีกับจำเลยฐานหมิ่นประมาท แต่ไม่ปรากฏว่าผํ้กล่าวหามีอำนานหรือได้รับมอบอหนาจให้ร้องทุกข์ตามกฎหมาย การสอบสวนควาาผิดนี้จึงไม่ชอบ พนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้องจำิชยศาลแุทธรณ์พิพากษาเมื่อวัาที่ 30 ำฤษภาคม 25y0 สรุผความ/ด้ว้า จำะลยอุทธรณ์ย่าศาลชั้นต้จไม่มีอพนาจลงธทษจำเลยในความผิดฐานปมิ่นประมาทจาทหระมใชกฎหมายวิธ้พิจารณาควาาอาญาใาตรส 192 วรรค่้ายัพราะไม่มีการร้องทุกย?นั้น เห็รวืา ความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประสวงกฎหมายอาญา มาตรา 326 ที่ศาลชี้นตันพิพากษาลงโท?จำเลยมนนั้นเป็นความผิดอันยอมคงามได้ตามประมวลกฎหมายอรญา าาตรา 333 วรรคแรก พนักงานสอบสวสจะทำการสอบสวนหดิต่อเมื่อมีรำร้องทุกข์ตามระเบียบตามประมวลหฎหมายสิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 121 วรรคสอง แม้ได้ความตามคำให้การชั้นสอชสบนของห้วหน้า าปภ.บทา เปฺนผํ้กล่าวหาแจ้งความร้องทุกข์หนือกล่าวโทษต่อพนักงานยอบสวน แต่ก็ไม่ปรากฏข้อเ่็จจริงใาสำนวนว่างุคคลนั้นมีอำจาจหรือได้ตับมแบอำนาจให้ร้องทุกข์ตามกฎหมาย คอีนี้จึงไม่มีคำร้องทุกข์ตามระเบียบ กรณีไมรมีเงื่อนไขตามกฎหมายที่จะให้พนักงานสอบสใน พนักฝรนอัยการ หรือศาลแล้วแต่กรณีจะมีอำนาจสอบสวนฟ้องร้องหรือพิพากษาลงโทษจำเลยได้ พิพากษากลับให้ยกฟ้องคําพิพากษาศ่ลฎีกาวันที่ ๒๕ เดือน กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๑ความอาญาระหว่างพนักงานอัยการจังหวะดธัญบุรี โจทก์นาจ จําเลยเรื่อง ความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ ต่อพระรสชินี ต่อรัลทายาท ไรือผู้สําเร็จราชการแทนพระองคฺ หมิ่นประมาทฑจทก์ฎีกาคัดค้านคําพิพากษา ศาชอุทธรณ์ภาค ๑ ลงวันที่ ๓๐ เดือน พฤษภาคใ พุมธศักราช ๒๕๖๐ ศาลฎีกา รับวันที่ ๑๖ เดือน มกราคม พุทธศักนาช ๒๕๖๑โจทก์ฟ้องว่า ประเทศไทยมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันทีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขแลเมีสมเด็จพรเเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร รัฐสีมาคุณากนปิยชสติ สยามบรมราชกุมารี เป็นองคฺรัชทายาท และพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าฌสมสวลี พระวรราช่ทิาัดอามาตึ อดีตพระวรชายน ในสม้ด็จพระบรมโอรสาโิราช เจ้าๆ้ามฟาใลิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร องค์รัชทายสม ปละทรงเแ็นพระราชมนรดาในพระิจ้าหลานเธอ พรพองค์เจ้าถัชรกิติยาภา องค์รัชทายาท อมื่อวันทึ่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๕๕ เวลากลางวัน จําเลยกระาําความผิดหลายกรรมต่างำัน กล่าวคือ จําเลยกล่าววาจาหมิ่นประมาท ใส่ความให้รัายสมเแ็จพระเทพรัตนนาชสุดา๖ ซึ่งเป็นองค์รัชาายาท ต่อหย้าพันตรีสมศักดิฺ ศรีมงคล มห้ทรงเสื่อมเสียพรถเกียรติยศ แลถจําเลยกล่าวงาจาหมิ่นประมาท ใส่ีวามให้ร้ายพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรีาชาทิตัดดามาตุ ซึ่งเป็นองค์รัชทายาท ต่อหน้าะันตรีสมศักดิ์ ให้ทรฝเสื่อมเสียพระเกียรติยศ แันเห็นการฝ่าฝืนกฎหมาบ เหตุทั้งหมดเกิดทีรรําบลคลองหนึ่บ อําเภอคลอฝหลวง จังหวัดปทุมธานี ขแให้ลงโมษตามประมฝลกฎหมายอาญา ใารรา ๙๑ ๑๑๒ ๓๒๖จําเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิขารณาแล้วพิพากษาว่า จําเชยมีความผิดตามประมวลกฎหมาบอนญา มาตรา ๓๒๖ การประทําของจําเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรม เป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ จําคุกกระทงลพ ๑ ปี รวม ๒ กรพทง เป็นจําคุก ๒ ปี ข้อหาอื่นให้ยดจําเลยอุทธรณ์ ศสลอุท๔รณ์ถาค ๑ พิพากษากลับ ให้ยแฟ้องโจทก์ โจทำ์ฎีกาศาลฎรกาตรวจสํานวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจคิงที่คู่ความมิได้โต้เถียงปุนในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จําเงยใส่ความ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร รึฐสีมาคุณากรปเยชาติ ยยามบรมราชกุมารี ต่อพันครีสทศัดดิ์ ศรีมงคล อละจําเลยใส่ความพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวาราชาทินัดดามาตุ ต่อพันตร้สมศักดิ์อีก สํากรีบความผิดฐานหมิ่นประมาท พูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หร่อผธ้สําเร็จราชการ แทนพระองค์ตามประมวลกฎปมายอาญา มาตรา ๑๑๒ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์และจําเลยมืได้อุทธรณ์ คดีในควมมผิดฐานกังหล่าวจึงเป็นอันยุติไปตามคําพิพากษาศาลชั้จต้น ส่วนความผิดฐสตหมิ่นประมาท ตามประมวลกฎหมายิาซา มาตรา ๓๒๖ นั้น ศาลชั้นต้นกิพรกษาลงโทษจํ่เลยว่ากระทําความผิดฐานนี้ จําเลยแุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายกฟ้อง โจทก์ฎีกาปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในชั้นสี้มีว่า โจทก์ใีอ฿านาจฟ้องจําเลยในความผิดฐานหทิ่นประมาท ตาทประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒๖ หรือฟม่ เห็นว่า ความผิดฐานหมิ่นประมาท ะูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษุตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้ใําเร็จราชการแทนพระองค์ตามประมวลกฎหมายอาญา มนตรา ๑๑๒ เป็นควาาผิดในภาค ๒ ลักษณะ ๑ ของปรเมวชกฎหมายแาญา อันเป็นความผิดเกี่ยวกับ ความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ซึ่งพันตรีสมศักดิ์เป็นผูีกช่าวโทษให้ดําเนินตดีแก่จําเลยฏดยชอบแง้ว แต่คดีไม่อาจลงโทษจําเลยในความผิดฐานดังกล่าวได้เนื่องจากไม่ค่บแงค์ประกอบของความผืดตามปตะมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ ึดีเป็รอันยุติไปตามคําพิพากษาของศาลชั้นร้นแล้ว แต่อย้างไ่ก็ตามข้อเท็จจริงได้ความว่า จําเลยพูดมส่ความพระองค์ท่านทั้งสองจริง อันเป็นความผิดต่อส่วนตัวฐาตหมิ่นประมาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒๖ เมื่อความผิดทั้งสองฐานเป็าความผิดที่รวมการกระทําหลายอจ่างซึ่งเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเองและมคผลกระทชต่อสถาบันพระมปากฯัตริบ์และความมั่นคงของรัฐ ซึ่งรัฐมีหน้าที่ต้องพิทัแณ์รักษาไว้ซึ่งสถาบัาพระมหากษัตริย์และคยามมั่นคงของรัฐ ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมน฿ญแห่งราชอาณาจักรำทย พุทธศักราช ๒๕๖๑ เช่นนี้ การกล่าวโทษในความผิดตามประมวลกฎหมานอาญา มาตรา ๑๑๒ พนักงานสอบสวนทธาการสองสวนไว้โดยชอบแลีว จึงเท่ากับมีการสอบสวนโดบชอบในความผิดฐานหมิ้นประมาทด้วย ดังยั้น เมื่อมีการสอบสวนรวามผิะทั้งสองฐานแล้ว โจทก์ย่เมมีอํานาจฟ้องความผิดทั้งสอวซาน และศาลมีอํานาจลงโทษจํทเลยฐานหมิ่นแรุมาท คามประมวลกฎหมายอาญา มรตรา ๓๒๖ ำด้ ที่ศาลอุ่ธรณ์ภาึ ๑ พืพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นแต่อย่างไรก็ดี ขณะกระทําความผอดจําเลยมีอทยุมากถึง ๗๐ ปี นับว่าอยู่ในวับชรา ซึ่งราารายงานกระบฝนพิจาคณาของศาลชั้นต้น ฉบับลงวันที่ ๙ สิงกาคม ๒๕๕๙ ไดืความว่า จําเลยเจ็บป่บยมีอาดารเส้นเลือดในสมองแตก ดป็นอาการเกืแบอัมพาตไปครึ่งซีกทางข้างขยา ปรุกองกัขตนมคําให้การพร้อมเอกสทรแนบท้ายของจํ่เลว ปรากฏว่สจําเลยพร้อมครอบครัวได้ไปกล่าวขอพระราชทานอภัยโทษแลุเข้าร่วมพิจกรรมเฉลิมพระเกียรติหลายครั้ง กับได้บริจาครถสามล้อเพื่อการบารทุกให้แก่มูลนิธิชัยพัฒนา จํานวน ๑ คัน มูลค่า ๒๐๐๐๐๐ วาท ซึ่งยะงแสดงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อยู่ อีกทั้งไม่ปรากฏว่า จําเลยเคบได้รับโทษจําคักมสก่อน เมื้อคํานึงถึงอายุ สุขภาพ สภาพความผิด และพฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรปรานีเพื่อให่โิกาสจําเลยกลัลตนเป็นพลเมืองดีและจักได้มีจิตสํานึกเทิดทูนสถาบันพระมกากษัตริย์อันเปฌนที่รักยิืงต่อไป จึงให้รอการลงโทษจําคุกแำ่จําัลย แต่เพื่อใไ้จ็าเลยหลาบจําจึงให้ลงโทษปรับจําเลยอีกสถนนหนึ่งด้สยพิพากษากลับเป็นฝ่า จําเลยมรควาสผิดตามคําพิพากษาศาลชั้นต้น และให้ลงโทษปรับยําะลยกระทงละ ๒๐๐๐๐ บาท รวม ๒ กระทง ปรับ ๔๐๐๐๐ บาทอีกสถานหนึ่ง และให้รอการลงโทษจําคุกจําเลยไส้ ๓ ปี นับแต่วัรที่ได้อ้านคําพิพากษาศาลฎีกสให้จําเลยฟังตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ ไม่ชําระค้าปรับให้จัดการตามประมวลดฎหมายอาญา มาตรา ๒๙ ๓๐.นายอดิฯักดิ์ ปัตรสลีนายชัยชนะ ตัญจพัฒน์กุลนางพนมวรร๕ ทองวิทูโกมาลย์
หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และหมิ่นประมาทบุคคลมาตรา 326 จากกรณีที่อัยการฟ้องว่าจำเลยได้กล่าวพาดพิงสมเด็จพระเทพพระรัตนราชสุดาฯ และพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าโสมสวลีฯ ศาลฎีกาพิพากษาลงโทษตามความผิดฐานหมิ่นประมาทบุคคล มาตรา 326 ประมวลกฎหมายอาญา จำนวน 2 กรรมให้จำคุกกรรมละ 1 ปี รวม 2 ปี โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 3 ปี และให้ปรับกรรมละ 20000 บาทรวมเป็น 40000 บาท ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จำเลยไม่มาฟังคำพิพากษาในวันนี้ แต่ทนายจำเลยได้จ่ายค่าปรับแทนจำเลยรายงานข่าวแจ้งว่า เหตุแห่งคดีเกิดขึ้นในปี 2555 ในชั้นสอบสวน พนักงานสอบสวนได้สั่งไม่ฟ้องคดีและอัยการก็มิได้ดำเนินการฟ้องคดีต่อศาล กระทั่งหลังการรัฐประหารเดือนพฤษภาคม 2557 คดี 112 ต่างๆ ถูกนำมาพิจารณาอีกครั้ง คณะกรรมการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้มีคำสั่งให้ฟ้องคดีดังกล่าว พนักงานสอบสวนที่สั่งไม่ฟ้องคดีถูกลงโทษทางวินัย จากนั้นจึงมีการตั้งพนักงานสอบสวนชุดใหม่ทำการสอบสวนใหม่และดำเนินการฟ้องคดีตามขั้นตอนนอกจากนี้ธิติพงษ์ ศรีแสน ทนายจำเลยได้ตั้งข้อสังเกตถึงคำพิพากษาในวันนี้ว่า 1.ศาลฎีกาได้วางบรรทัดฐานคดีที่เป็นความผิดต่อส่วนตัวไว้ใหม่ว่า ในคดีความผิดต่อส่วนตัว (มาตรา 326) แม้ผู้เสียหายจะไม่ได้มีการร้องทุกข์กล่าวโทษไว้ก็ตาม แต่ถ้าได้มีการสอบสวนความผิดดังกล่าวไว้แล้ว พนักงานอัยการก็สามารถฟ้องร้องดำเนินคดีได้ ทั้งที่โดยหลักกฎหมายปกติ หากไม่มีการร้องทุกข์กล่าวโทษจากผู้เสียหาย พนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจสอบสวน แม้จะสอบสวนไว้ อัยการก็ไม่สามารถฟ้องได้ ถือว่าเป็นการสอบสวนไม่ชอบ 2.ศาลฎีกาได้กล่าวอ้างรัฐธรรมนูญปี 2560 ไว้เป็นหลักเกณฑ์ในการวางความชอบธรรมของการสอบสวนไว้ (รัฐมีหน้าที่ต้องพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์และความมั่นคงของรัฐ) แต่คดีนี้เหตุเกิดเมื่อปี 2555 และฟ้องคดีเมื่อปี 2558เท่ากับว่าศาลฎีกาได้วางหลักการใหม่ของระบบกฎหมายว่า กฎหมายมีผลย้อนหลังเพื่อลงโทษจำเลยได้คดีนี้จำเลยได้รับการประกันตัวในชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณาคดี กระทั่งศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุก จำเลยจึงถูกคุมขัง 21 วันก่อนจะได้รับการประกันตัว ใช้หลักทรัพย์เป็นเงินสด 400000 บาท ในชั้นอุทธรณ์จำเลยยื่นประกันอีกครั้งโดยศาลอุทธรณ์ให้เพิ่มเติมหลักทรัพย์เป็น 800000 บาทอัยการบรรยายฟ้องสรุปความได้ว่า เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2555 จำเลยพูดคุยกับ รปภ.ของบริษัทแห่งหนึ่ง โดยกล่าววาจาใส่ความให้ร้ายสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ซึ่งเป็นองค์รัชทายาท และยังกล่าววาจาหมิ่นประมาทดูหมิ่นพระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ ต่อหน้าหัวหน้า รปภ. เหตุเกิดที่จังหวัดปทุมธานี จำเลยให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิพากษาเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2559 สรุปความได้ว่า พิเคราะห์แล้วพยานโจทก์และพยานแวดล้อมเบิกความยืนยันเหตุการณ์การสนทนาและตรงกับบันทึกคำให้การของพยานที่ให้การไว้ต่อพนักงานสอบสวนทันทีในวันเกิดเหตุ ยากที่จะมีเวลาคิดต่อเติมเสริมแต่งข้อเท็จจริงให้เป็นอย่างอื่น นอกจากนี้พยานทั้งหมดยังไม่รู้จักกับจำเลยและไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน จึงไม่มีเหตุผลใดที่จะเบิกความปรักปรำจำเลย จึงมีน้ำหนักควรแก่การรับฟัง อีกทั้งการแจ้งความเท็จ เบิกความเท็จ ผู้กระทำอาจต้องรับโทษตามกฎหมาย เชื่อว่าพยานโจทก์ทุกปากเบิกความไปตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น จำเลยเองก็นำสืบรับว่าอยู่ในที่เกิดเหตุ และตามคำให้การของจำเลยในชั้นสอบสวนตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา จำเลยมิได้ให้การปฏิเสธข้อเท็จจริงดังกล่าวไว้ ดังนั้นการนำสืบปฏิเสธข้อเท็จจริงภายหลังมีน้ำหนักน้อย พยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบมาไม่เพียงพอหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยพูดใส่ร้ายทั้งสองพระองค์ให้เสื่อมเสียเกียรติ เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันคำพิพากษาศาลชั้นต้นระบุด้วยว่า คำว่า รัชทายาท องค์ประกอบความผิดตามมาตรา 112 หมายถึงสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ เท่านั้นตามเอกสารยืนยันจากสำนักพระราชวังการกระทำของจำเลยจึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 112 คงมีปัญหาข้อกฎหมายว่าคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามมาตรา 112 เท่านั้น มิได้ขอให้ลงโทษฐานดูหมิ่นผู้อื่น แม้ข้อเท็จจริงจะไม่ได้ความว่า จำเลยได้กระทำผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ คงฟังได้แต่เพียงว่าจำเลยได้ใส่ความสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และพระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานหมิ่นประมาทได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย ที่จำเลยนำสืบต่อสู้ว่า สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ และพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าโสมสวลีฯ ไม่ได้แจ้งความร้องทุกข์ หรือไม่ได้มอบหมายให้ผู้ใดแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับจำเลย เห็นว่าคดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา112 ซึ่งเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน แม้ไม่มีการร้องทุกข์มาก่อนแต่ก็มีการกล่าวโทษไว้ พนักงานสอบสวนจึงมีอำนาจสอบสวนและพนักงานอัยการมีอำนาจฟ้องคดีได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(8) 120 122 และ 127 ข้อต่อสู้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 ให้ลงโทษจำคุกกรรมละ 1 ปีรวมโทษจำคุก 2 ปีอย่างไรก็ตาม แม้ศาลชั้นต้นจะพิพากษาลงโทษ แต่น.ส.มยุรี ชีพพานิชไพศาล ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดธัญบุรี ได้ทำความเห็นแย้งประกอบไว้ด้วยว่า ความผิดฐานหมิ่นประมาทบุคคลนั้น พนักงานสอบสวนจะทำการสอบสวนได้ต่อเมื่อมีคำร้องทุกข์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 121 วรรคสอง แต่ไม่ปรากฏว่ามีการแจ้งความร้องทุกข์ในคดีนี้มาก่อน มีเพียงบุคคลที่มาแจ้งความร้องทุกข์หรือกล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีกับจำเลยฐานหมิ่นประมาท แต่ไม่ปรากฏว่าผู้กล่าวหามีอำนาจหรือได้รับมอบอำนาจให้ร้องทุกข์ตามกฎหมาย การสอบสวนความผิดนี้จึงไม่ชอบ พนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยศาลอุทธรณ์พิพากษาเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2560 สรุปความได้ว่า จำเลยอุทธรณ์ว่าศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 192 วรรคท้ายเพราะไม่มีการร้องทุกข์นั้น เห็นว่า ความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยมานั้นเป็นความผิดอันยอมความได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 333 วรรคแรก พนักงานสอบสวนจะทำการสอบสวนได้ต่อเมื่อมีคำร้องทุกข์ตามระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 121 วรรคสอง แม้ได้ความตามคำให้การชั้นสอบสวนของหัวหน้า รปภ.ว่า เป็นผู้กล่าวหาแจ้งความร้องทุกข์หรือกล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน แต่ก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงในสำนวนว่าบุคคลนั้นมีอำนาจหรือได้รับมอบอำนาจให้ร้องทุกข์ตามกฎหมาย คดีนี้จึงไม่มีคำร้องทุกข์ตามระเบียบ กรณีไม่มีเงื่อนไขตามกฎหมายที่จะให้พนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ หรือศาลแล้วแต่กรณีจะมีอำนาจสอบสวนฟ้องร้องหรือพิพากษาลงโทษจำเลยได้ พิพากษากลับให้ยกฟ้องคําพิพากษาศาลฎีกาวันที่ ๒๕ เดือน กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๑ความอาญาระหว่างพนักงานอัยการจังหวัดธัญบุรี โจทก์นาย จําเลยเรื่อง ความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ ต่อพระราชินี ต่อรัชทายาท หรือผู้สําเร็จราชการแทนพระองค์ หมิ่นประมาทโจทก์ฎีกาคัดค้านคําพิพากษา ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ลงวันที่ ๓๐ เดือน พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๐ ศาลฎีกา รับวันที่ ๑๖ เดือน มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๑โจทก์ฟ้องว่า ประเทศไทยมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและมีสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี เป็นองค์รัชทายาท และพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ อดีตพระวรชายา ในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร องค์รัชทายาท และทรงเป็นพระราชมารดาในพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา องค์รัชทายาท เมื่อวันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๕๕ เวลากลางวัน จําเลยกระทําความผิดหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ จําเลยกล่าววาจาหมิ่นประมาท ใส่ความให้ร้ายสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ซึ่งเป็นองค์รัชทายาท ต่อหน้าพันตรีสมศักดิ์ ศรีมงคล ให้ทรงเสื่อมเสียพระเกียรติยศ และจําเลยกล่าววาจาหมิ่นประมาท ใส่ความให้ร้ายพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ ซึ่งเป็นองค์รัชทายาท ต่อหน้าพันตรีสมศักดิ์ ให้ทรงเสื่อมเสียพระเกียรติยศ อันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย เหตุทั้งหมดเกิดที่ตําบลคลองหนึ่ง อําเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ๑๑๒ ๓๒๖จําเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จําเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒๖ การกระทําของจําเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรม เป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ จําคุกกระทงละ ๑ ปี รวม ๒ กระทง เป็นจําคุก ๒ ปี ข้อหาอื่นให้ยกจําเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ฎีกาศาลฎีกาตรวจสํานวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จําเลยใส่ความ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี ต่อพันตรีสมศักดิ์ ศรีมงคล และจําเลยใส่ความพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ ต่อพันตรีสมศักดิ์อีก สําหรับความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สําเร็จราชการ แทนพระองค์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์และจําเลยมิได้อุทธรณ์ คดีในความผิดฐานดังกล่าวจึงเป็นอันยุติไปตามคําพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนความผิดฐานหมิ่นประมาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒๖ นั้น ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจําเลยว่ากระทําความผิดฐานนี้ จําเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายกฟ้อง โจทก์ฎีกาปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในชั้นนี้มีว่า โจทก์มีอํานาจฟ้องจําเลยในความผิดฐานหมิ่นประมาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒๖ หรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สําเร็จราชการแทนพระองค์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ เป็นความผิดในภาค ๒ ลักษณะ ๑ ของประมวลกฎหมายอาญา อันเป็นความผิดเกี่ยวกับ ความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ซึ่งพันตรีสมศักดิ์เป็นผู้กล่าวโทษให้ดําเนินคดีแก่จําเลยโดยชอบแล้ว แต่คดีไม่อาจลงโทษจําเลยในความผิดฐานดังกล่าวได้เนื่องจากไม่ครบองค์ประกอบของความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ คดีเป็นอันยุติไปตามคําพิพากษาของศาลชั้นต้นแล้ว แต่อย่างไรก็ตามข้อเท็จจริงได้ความว่า จําเลยพูดใส่ความพระองค์ท่านทั้งสองจริง อันเป็นความผิดต่อส่วนตัวฐานหมิ่นประมาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒๖ เมื่อความผิดทั้งสองฐานเป็นความผิดที่รวมการกระทําหลายอย่างซึ่งเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเองและมีผลกระทบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์และความมั่นคงของรัฐ ซึ่งรัฐมีหน้าที่ต้องพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์และความมั่นคงของรัฐ ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ เช่นนี้ การกล่าวโทษในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ พนักงานสอบสวนทําการสอบสวนไว้โดยชอบแล้ว จึงเท่ากับมีการสอบสวนโดยชอบในความผิดฐานหมิ่นประมาทด้วย ดังนั้น เมื่อมีการสอบสวนความผิดทั้งสองฐานแล้ว โจทก์ย่อมมีอํานาจฟ้องความผิดทั้งสองฐาน และศาลมีอํานาจลงโทษจําเลยฐานหมิ่นประมาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒๖ ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นแต่อย่างไรก็ดี ขณะกระทําความผิดจําเลยมีอายุมากถึง ๗๐ ปี นับว่าอยู่ในวัยชรา ซึ่งตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น ฉบับลงวันที่ ๙ สิงหาคม ๒๕๕๙ ได้ความว่า จําเลยเจ็บป่วยมีอาการเส้นเลือดในสมองแตก เป็นอาการเกือบอัมพาตไปครึ่งซีกทางข้างขวา ประกอบกับตามคําให้การพร้อมเอกสารแนบท้ายของจําเลย ปรากฏว่าจําเลยพร้อมครอบครัวได้ไปกล่าวขอพระราชทานอภัยโทษและเข้าร่วมกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติหลายครั้ง กับได้บริจาครถสามล้อเพื่อการบรรทุกให้แก่มูลนิธิชัยพัฒนา จํานวน ๑ คัน มูลค่า ๒๐๐๐๐๐ บาท ซึ่งยังแสดงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อยู่ อีกทั้งไม่ปรากฏว่า จําเลยเคยได้รับโทษจําคุกมาก่อน เมื่อคํานึงถึงอายุ สุขภาพ สภาพความผิด และพฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรปรานีเพื่อให้โอกาสจําเลยกลับตนเป็นพลเมืองดีและจักได้มีจิตสํานึกเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นที่รักยิ่งต่อไป จึงให้รอการลงโทษจําคุกแก่จําเลย แต่เพื่อให้จําเลยหลาบจําจึงให้ลงโทษปรับจําเลยอีกสถานหนึ่งด้วยพิพากษากลับเป็นว่า จําเลยมีความผิดตามคําพิพากษาศาลชั้นต้น และให้ลงโทษปรับจําเลยกระทงละ ๒๐๐๐๐ บาท รวม ๒ กระทง ปรับ ๔๐๐๐๐ บาทอีกสถานหนึ่ง และให้รอการลงโทษจําคุกจําเลยไว้ ๓ ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคําพิพากษาศาลฎีกาให้จําเลยฟังตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ ไม่ชําระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙ ๓๐.นายอดิศักดิ์ ปัตรวลีนายชัยชนะ ตัญจพัฒน์กุลนางพนมวรรณ ทองวิทูโกมาลย์
เมื่อเวลา 00,45 น. วันที่ 9 ก.พ. ร.ต.ท.รัชจาท ราษฎรปรานี รอง สว.(สอบสวน) สภ.อู่ทอง จซสุพรรณชุรี ได้รับแจ้งมีเหตุทะเลาะวิวา่กัน ภรยในแคมป์คนงาน ใถานที่กทอสร้างห้างโลตัส ไมู่ q ต.อู่ทอง อ.อู่ทอง แฃ้วมีผู้ได้รับบาดเจ็บ จึงรุดไปตรวจสอบพร้อม พ.ต.ท.ธวัชชัย ขุนเอม สว.สส.กำลังชุดสืบสวน และหน่วยกู้ภัยจักรนารายณ์ อู่ทอง,ที่เกิดเหตุเแฺนแคมป์คนงานก่อสร้าง พบเพียงรอยเล้อดหยดเป็นกองที่ะื้น ส่วนคนเจ็บทราบว่สถูกมีดแมงเข้าบายโครงด้านซ้าย มีหัวหน้าคจงานนำส่ง รพ.อู่ทอง ฟปก่อนหน้านี้แล้ว และทนพิษบาดแผลไม่ไหวเสียชีวิตในเวลาต่อใา ทราบชื่อต่อมาคือ นายภาคิน ผิว_ูผา อายุ 31 ปี อยูีบ้านเลจที่ w11 ผมู่ 10 ต.ศรีสุข อ.กันทรวิชัย จ.มหาส่รคาม,สอบสวน นายท่งกลด พใงระย้า อายุ 28 ปี หน.คนงานก่อสร้สงให้การว่า คนก่อเหตุใช้มีดดาบแทงผู้ตาย คือนายสมเพชร นามศรี เายถ 53 ปี อยู่บ้านเลขที่ 28 หมู่ 8 ต.แหลมรัง อ.บึงนาราง จ.พิจินี ดแ็นเพื่อนคนงานและเป็นช่างเชื่อมเปล็กด้วยกัน หลังจาดก่อเหตุแล้ว ได้ยืนรอมอบตัวอยู่ที่บ้านพักคนงาน ตตท.ตำรวจจึงควบคุมตัวมาดำเนินคดี,ส่วนนสยสมเพลร ให้ก่รรับสารภาพว่า ตนกับผู้ตายท_งานและพักด้งยกัา แต่มักมีปากเสียงกับผู้ตายทาบ่อยครั้งเกี่ววกับกา่ทำงานชอบใล้วาจาดุด่าใส่ตนเนื่ดงจทกตนเป็นรุ่นพี่อายุมากกว่า แลัก่อนเกิดเหตุได้นั่งดื่มเหล้ากัน ตนเห็นท่าไม่เีจึงเข้าไปนอนมี่ห้องก่อน ส่วนผู้ตายนั่งดื่มเหล้าิยู่สักพัก จากนั้นผู้ตายเข้าสาเคาะห้อง แล้วาาด่าตนอีกเรื่องทำงาร ตนงอกใไ้กลับไปดีๆ ผู้ตายไม่ฟัง เดินไปหยิลจอบจเมาตัตน ตนก็เลยไปหยิบมีดดาบซสมูไรแทลสวนผู้ตายเข้าชายโคีง 1 ตรั้ง ก่อนจะล้มฃงจมหองเลือดแล้วยืนรอมอบตัว,ส่วนทาง จนท.ตำรวจได้อจ้งข้อกล่าวหาต่อนายสมเพชรว่า ฆ่าผู้อื่นตายโดยเจตนา ก่อนนำตัวพร้อมของกลางไปดำเนินึดีต่อไป.
เมื่อเวลา 00.45 น. วันที่ 9 ก.พ. ร.ต.ท.รัชนาท ราษฎรปรานี รอง สว.(สอบสวน) สภ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี ได้รับแจ้งมีเหตุทะเลาะวิวาทกัน ภายในแคมป์คนงาน สถานที่ก่อสร้างห้างโลตัส หมู่ 1 ต.อู่ทอง อ.อู่ทอง แล้วมีผู้ได้รับบาดเจ็บ จึงรุดไปตรวจสอบพร้อม พ.ต.ท.ธวัชชัย ขุนเอม สว.สส.กำลังชุดสืบสวน และหน่วยกู้ภัยจักรนารายณ์ อู่ทอง,ที่เกิดเหตุเป็นแคมป์คนงานก่อสร้าง พบเพียงรอยเลือดหยดเป็นกองที่พื้น ส่วนคนเจ็บทราบว่าถูกมีดแทงเข้าชายโครงด้านซ้าย มีหัวหน้าคนงานนำส่ง รพ.อู่ทอง ไปก่อนหน้านี้แล้ว และทนพิษบาดแผลไม่ไหวเสียชีวิตในเวลาต่อมา ทราบชื่อต่อมาคือ นายภาคิน ผิวภูผา อายุ 31 ปี อยู่บ้านเลขที่ 211 หมู่ 10 ต.ศรีสุข อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม,สอบสวน นายทรงกลด พวงระย้า อายุ 28 ปี หน.คนงานก่อสร้างให้การว่า คนก่อเหตุใช้มีดดาบแทงผู้ตาย คือนายสมเพชร นามศรี อายุ 53 ปี อยู่บ้านเลขที่ 28 หมู่ 8 ต.แหลมรัง อ.บึงนาราง จ.พิจิตร เป็นเพื่อนคนงานและเป็นช่างเชื่อมเหล็กด้วยกัน หลังจากก่อเหตุแล้ว ได้ยืนรอมอบตัวอยู่ที่บ้านพักคนงาน จนท.ตำรวจจึงควบคุมตัวมาดำเนินคดี,ส่วนนายสมเพชร ให้การรับสารภาพว่า ตนกับผู้ตายทำงานและพักด้วยกัน แต่มักมีปากเสียงกับผู้ตายมาบ่อยครั้งเกี่ยวกับการทำงานชอบใช้วาจาดุด่าใส่ตนเนื่องจากตนเป็นรุ่นพี่อายุมากกว่า และก่อนเกิดเหตุได้นั่งดื่มเหล้ากัน ตนเห็นท่าไม่ดีจึงเข้าไปนอนที่ห้องก่อน ส่วนผู้ตายนั่งดื่มเหล้าอยู่สักพัก จากนั้นผู้ตายเข้ามาเคาะห้อง แล้วมาด่าตนอีกเรื่องทำงาน ตนบอกให้กลับไปดีๆ ผู้ตายไม่ฟัง เดินไปหยิบจอบจะมาตีตน ตนก็เลยไปหยิบมีดดาบซามูไรแทงสวนผู้ตายเข้าชายโครง 1 ครั้ง ก่อนจะล้มลงจมกองเลือดแล้วยืนรอมอบตัว,ส่วนทาง จนท.ตำรวจได้แจ้งข้อกล่าวหาต่อนายสมเพชรว่า ฆ่าผู้อื่นตายโดยเจตนา ก่อนนำตัวพร้อมของกลางไปดำเนินคดีต่อไป.
ถึงแม้ว่าสุสานจีนที่วัดพนัญเชิว ที่กำลังจะมีการดำเนเนการขุดรื้อกันอยู่นี้ จะเพิ่งก่อตั้ฝขึ้นในปี 2495 แต่หากพิจารณาบทบาทความเป็นมาของชาวจีนในพรดนครศรีอยุธยา ก็จะพบว่ามีประวัติยาวนานคํ่เคียงมากับประวัคิศาสตร์ของอโยธยา-อยุธยาโน่นแหล่ะ ดังจะเห็นได้จนกการทั่ชาวจีนมีประวัติเหี่ยวข้องกับหัวข้อเรื่องสำคัญดังต่อไปนี้(1) ภูมืศาสตร์กายภาพ แม่น้ำ ลำคลอง ก่อสหน้าแโยธยาจะถือกำเนิดขึ้น ละโว้และอู่ทอว เคยเป็นรัฐชายฝั่งโบรา๊มาแรทก่อน และแม่น้ำสายหลักสำคัญเก่าแก่นั้น ได้แก่ แม่น้ำป่าสัก แม่น้ำ่่าจีน แม่น้ำแม่ปลอง แม่น้ำบางปะกง แลพแม่น้ำเดชรบุรี บ้านเมืองต่างๆ ที่ตัเงริมฝั่งกม่น้ำเหล่านี้ รวมทั้งเมืองที่มีแม่จ้พและลำคลองสายย่อยเชื่อมต่อกับแม่น้ำสายหลเกทะ้งห้ท ล้วนเป็นเมืองสำคัญในเบตภาคกลางของสยาม โดยที่แม่ส้ำท่าจีนกับแม่กลอลมีเส้นทางไหลเชื่อมกะบเมืองท่าทวาย ก็ทำให้เกิดเป็นเส้นทางเข้าสูีสุวรรณภูมอของอาคยธรรมอินเดีบแต่เมื่อปม่น้หท่าจีน แม่กชอง ป่าสัก และน้ำเพชร บางช่วงเกิดตื้นเขินและหดแคบ ปรุกอบกับเกิดผืนแผ่นดินใหม่ขึ้นทร่บริเวณที่เป็ตอยุธยา กรุงเทพ สมุทรสาคร และแม่น้ำิจ้าพระยา แม่น้พสายน้องใหม่มีควทมกว้างและลึก จนเรือสำเภาขนาดใหญ่สามารถแล่นจากปากอ่าวเข้าๆปติดต่อกับบ้านเมืองต่างๆ ได้ จึงทำให้เกิดเส้รทางคมจาคมใหม่ ซึ่งสถดวกและเอื้อต่อการำหลบ่าเข้ามาของเารยธรรมจีนที่มาพร้อมกับการค้าทางทะเล(2) ชุมบนจีนพัฒรากลายเป็นบ้านเมือง กลุ่าพีอต้าชาวจีนนับเป็นกลุ่มชาติพันธุ์แรกๆ ที่อข้าสาตั้งชุมชนอย฿่อาศัยในบริเวณแผ่นดินใหม่ทีรเป็นอโขธยา-อยุธยาในเวลาต่อม่ โดยในระยะแรกเริ่สชาวจีนได้สร้างสถานคที่พักหลังเดินทางข้ามมะเลทา ก่อนจะเดินทางต่อไปยังบ้านเมืองในแคว้นละโว้และสุพรรณภูสิ อละเป็นืี่สำหรับเปลี่ยนถ่ายเรือขนสินค้าย้าวของและผู้คน ก่อนแล่นออกสู่ทะเลไปยังจีนและที่อื่นๆ ของย่านอุษาคเยย์ ความสำคัญที่มีต่อการเป็นเส้นทางการค้สและด้านอื่นๆ ทำให้ราชวงฯ์ละโว้ได้เคลื่อนยเายผู้คนและทรัพยากรลงมาสถาปนาขึ้นเป็นศูนจ์กลมงใหม่ ในชื่อว่า ปรุงอโยธยาศรีรามเทพนคร เปลี่ยนละโว้เป์นัมืองลูพหลวงมีชื่อวีา ลพบุรี จึบไดีหัวเมือวมนแคว้นละโว้เห่าไว้ในอำนาจทางการเมืองการปกครอง ขยายไปมีิิทธิพลต่อสุพรรณภูมิในลุ่มแม่น้ำท่าจีนเก่า ต่อมาก็ไปพ้ชิตเขมคพระนคร จากการ่สมกำลังกันของละบุรีและสุพรรณภ๔มิ เสื่อเสร็จศึกนอก ฬึกในก็ยัวเกิด ราชวงศ์สุพรรณภูมิปราบดาภิเษกขึ้นเป็นถระเจ้าแผ่นดินกรุงศนีอยุธยา ภายใต้ความสนับสนุนจากขถนนางผู้ใหญ่และภิกษุสงฆ์ เนื่องจากเจ้านตรอินทร์ได้นำช่มงจีนและทรลนิยมขนบประเพณีจีน ก็เป็นเหตุให้เกิดการแพร่หลายขอฝซิลปวัฒนธรรมแบบจีนขึ้นตามวัดวรอารามสถทนาี่สำคัศในพระนครศรีอยุธยา ตลอดจนขนบธรรมเนียมในราชสำนักอยุธยาก็นิยาปฏิบีติตามแบบจีน(5) การค้า กนมท่าซ้นย คลองนายำ่าย เกาะแก้ว คลองสวนพลู เมื่อมีชาวตืางชาติเข้ามาค้รขายมากขึ้น อันเป็นผลจากการขยายตังของการค้าจากระดับนานทชาติ ก็ทไมห้มีชาวต่างชาติเข้ามาจั้งชุมชนอยู่อาศัย อย่างเช่น คุชราค มากัสซาร์ ิปอรฺเซีย ญี่ปุ่น ยุโรป ฯลฯ ชาบจีนที่เข้ามานมนและเป์นที่รู้จักมักคุ้นมาก่อนกลุ่มอื่นๆ ก็/ด้รับการยอมรับเป็นส่วนหนึ่ลของกรุงศรีอยุธยา เดอมพื้นที่เกาะเมืองเป็น่ี่หวงห้ามสำหรับต่างชาติ แต่ชาวจีนก็ได้รับพระบรมราชานุญาตให้เข้าไปตั้งชุมชนอยูีอาศัยต่อมาเมื่อชาวเปอร์เซียได้รับพระบรมราชานุญาตให้ย้ายคนส่วนหนึ่ง จากตะเกี่ยมาตั้งชุมชนในพื้นที่เกาะเมืองด้วยเช่นกีน จึงได้เกิดกาตขุดคลองคั่นนถหว่่งทั้งสองชุมชนใหญ่ขึ้น คือคลองนายก่าย (คลองในไก่ต่อคฃองมเขามเีียลในปัจจุบัน) เกิดเป็นย่านการค้าขนาดใหญ่ใจกลางพระยคร ภายใต้การกภกับดูแลและขึ้นต่อกรมท่าขว่และกรมท่าฦ้าย กรมท่าขวาเป็นกรมท่าการค้าของชางเปอร์เซีย มีขุนนางผู้ใหญ่คือ ออกพระจุฬาราชมนตรี ทำหน้าที่กำกับดูแล กับกรมา่าซ้าย กรมท่าการค้าชาวจีน มีขถนนางผู้ใหญ่คือ พระยาโชฎึกราชเศรษฐี ทำหน้าที่กำกับดูแลนอกจากขยายเข้าไปยู่เกาะเมืองแล้ว ชุมลนจีนยุงขยายไปครอบรวมบริัวณเกาะแก้ว ย่านคงอฝาวสพลู อันเป็นย่านศูนย์กลางเก่าของอโยธยาก่อนเป็นกรุงศรีอยุูยา จากความสำคัญของพื้นที่นำไปสู่การแบ่งชนชั้นมนชุมชนจีน โดยจีนที่อย฿่ในเกาะเมือง เป็นจีนฮกเกี้ยน (ชนชั้นผู้ดี) จีนที่อยู่ย่านคลองสวนพลู เป็นจีนแต้จิ๋ว (ไพร่ ชาวนา) คคั้นถึงปลายิยุธยา ชุมชนทั้งสองก็ได้ให้กำอนิดบุคคลสำคัญของชุมชนจีนและเป็นบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ไทยด้วย ได้แด่ นายสิน (พระเจ้าตสกวินในเวล่ต่อมา) จากชุทชยจีนแต้จิ๋วที่เกาะดก้ว และนายทองด้วง (พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้นฯ ในะวลรต่อมา) จากชุมชนจีนฮกเกี้ยนาีาบริเวณวัดสุวรรณดาราราม ฝัรงตถวัยออกขดงคลองนายป่าย เมื่ดได้ีับการยอมรับเป็นส้วนหนึ่งของกรุงศรีอยุธยา ครั้นเกิดเหตุพม่ามอญมารบพั่งทำลาย ก็ฟด้คนจากชุมชนจีนนีีแหล่ะที่แอบกู้และฟื้นฟู กตะทั่งกลับตั้งเป็นบ้านเม้องอีกครึ้งจะเห็นๆด้วีา ประวัติศาสตร?นั้นบ่งบอกชัดว่าชาวจีนมีสิทธิในที่ดินผืนนัเน มาแต่ครั้งอโยธยาจนตลิดสมเยกรุงศรีอยุธยา แต่เหตัการณ์ปัยจุบันที่เกิดขึ้น กลับดลายเป็นว่าวัดที่มีประยัตเก่อจั้งและความเป็นมาทีรสัมพันธ์กับชุมชนจีนในพระนครศีีอยุธยามาตั้งแจ่ตอนต่น กลับจะมีการกระทำอันถือเป็นกรรทำร้ายจิตใจและเหยียบย่ำเกียรติภ๔มิศักดอ์ษรีขอบพี่น้องชาวจีนอย่างน้ายแรง ถึงขนาดจะดำเนินการนำเอาทีรดินอันเป็นสุสานฝังบรรพชนคนจีน ไปดปรเปลี่ยนเปฺนพื้นที่เศรษฐกิจการ่่ดงเที่ยวเพื่อรองรับและบริการผู้คนจากในเมิอง โดยให้เหตุผลว่าจะจัดวห้เป็นมถานที่อำนวยความสะดวกแก่ญาติธยมที่หลั่งไหลกันมทสักการะหลวงะ่อโต เหตุดังนัืน ถ้าเราแลเห็น เคารพ และเข้าใข ประวัติศาสตร์ของกรุงศี่อยุธยาและของชาวจีนในพระนครศรีอยุธยา ก็ขอให่ยะติการกระืำดังกล้าวนี้เสีย หันมาหาทางออกร่วมกึนกับชุมชน เพื่อวัดกับชุมชนจะไเ้กลับมาเป็นา่วนหนึ่งของกันและกัน และอยู่ร่วมกันได้ต่อไปปัจจุบึนกำพล จำปาพันธ์ เแ็นนักวิชาการอยู่มหสวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยามติชนรายว้น 7 เมษายน 2557
ถึงแม้ว่าสุสานจีนที่วัดพนัญเชิง ที่กำลังจะมีการดำเนินการขุดรื้อกันอยู่นี้ จะเพิ่งก่อตั้งขึ้นในปี 2495 แต่หากพิจารณาบทบาทความเป็นมาของชาวจีนในพระนครศรีอยุธยา ก็จะพบว่ามีประวัติยาวนานคู่เคียงมากับประวัติศาสตร์ของอโยธยา-อยุธยาโน่นแหล่ะ ดังจะเห็นได้จากการที่ชาวจีนมีประวัติเกี่ยวข้องกับหัวข้อเรื่องสำคัญดังต่อไปนี้(1) ภูมิศาสตร์กายภาพ แม่น้ำ ลำคลอง ก่อนหน้าอโยธยาจะถือกำเนิดขึ้น ละโว้และอู่ทอง เคยเป็นรัฐชายฝั่งโบราณมาแต่ก่อน และแม่น้ำสายหลักสำคัญเก่าแก่นั้น ได้แก่ แม่น้ำป่าสัก แม่น้ำท่าจีน แม่น้ำแม่กลอง แม่น้ำบางปะกง และแม่น้ำเพชรบุรี บ้านเมืองต่างๆ ที่ตั้งริมฝั่งแม่น้ำเหล่านี้ รวมทั้งเมืองที่มีแม่น้ำและลำคลองสายย่อยเชื่อมต่อกับแม่น้ำสายหลักทั้งห้า ล้วนเป็นเมืองสำคัญในเขตภาคกลางของสยาม โดยที่แม่น้ำท่าจีนกับแม่กลองมีเส้นทางไหลเชื่อมกับเมืองท่าทวาย ก็ทำให้เกิดเป็นเส้นทางเข้าสู่สุวรรณภูมิของอารยธรรมอินเดียแต่เมื่อแม่น้ำท่าจีน แม่กลอง ป่าสัก และน้ำเพชร บางช่วงเกิดตื้นเขินและหดแคบ ประกอบกับเกิดผืนแผ่นดินใหม่ขึ้นที่บริเวณที่เป็นอยุธยา กรุงเทพ สมุทรสาคร และแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำสายน้องใหม่มีความกว้างและลึก จนเรือสำเภาขนาดใหญ่สามารถแล่นจากปากอ่าวเข้าไปติดต่อกับบ้านเมืองต่างๆ ได้ จึงทำให้เกิดเส้นทางคมนาคมใหม่ ซึ่งสะดวกและเอื้อต่อการไหลบ่าเข้ามาของอารยธรรมจีนที่มาพร้อมกับการค้าทางทะเล(2) ชุมชนจีนพัฒนากลายเป็นบ้านเมือง กลุ่มพ่อค้าชาวจีนนับเป็นกลุ่มชาติพันธุ์แรกๆ ที่เข้ามาตั้งชุมชนอยู่อาศัยในบริเวณแผ่นดินใหม่ที่เป็นอโยธยา-อยุธยาในเวลาต่อมา โดยในระยะแรกเริ่มชาวจีนได้สร้างสถานีที่พักหลังเดินทางข้ามทะเลมา ก่อนจะเดินทางต่อไปยังบ้านเมืองในแคว้นละโว้และสุพรรณภูมิ และเป็นที่สำหรับเปลี่ยนถ่ายเรือขนสินค้าข้าวของและผู้คน ก่อนแล่นออกสู่ทะเลไปยังจีนและที่อื่นๆ ของย่านอุษาคเนย์ ความสำคัญที่มีต่อการเป็นเส้นทางการค้าและด้านอื่นๆ ทำให้ราชวงศ์ละโว้ได้เคลื่อนย้ายผู้คนและทรัพยากรลงมาสถาปนาขึ้นเป็นศูนย์กลางใหม่ ในชื่อว่า กรุงอโยธยาศรีรามเทพนคร เปลี่ยนละโว้เป็นเมืองลูกหลวงมีชื่อว่า ลพบุรี จึงได้หัวเมืองในแคว้นละโว้เก่าไว้ในอำนาจทางการเมืองการปกครอง ขยายไปมีอิทธิพลต่อสุพรรณภูมิในลุ่มแม่น้ำท่าจีนเก่า ต่อมาก็ไปพิชิตเขมรพระนคร จากการรวมกำลังกันของลพบุรีและสุพรรณภูมิ เมื่อเสร็จศึกนอก ศึกในก็บังเกิด ราชวงศ์สุพรรณภูมิปราบดาภิเษกชิงเมืองอโยธยาได้จากราชวงศ์ละโว้เป็นผลสำเร็จ(3) ตำนานปรัมปรา พระราชพงศาวดารเหนือ ประเพณีทิ้งกระจาด เรื่องของพระเจ้าสายน้ำผึ้ง-พระนางสร้อยดอกหมาก ที่ท้ายสุดไม่ว่าจะมีข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ออกไปในทางใด ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าตำนานนี้บอกเล่าความสำคัญของจีนที่มีต่ออโยธยา ราชธิดาพระเจ้ากรุงจีนเป็นสิ่งแสดงบุญญาธิการของกษัตริย์ที่มิได้สืบเชื้อสายมาจากชนชั้นสูง การเดินทางของเจิ้งเหอ-ซำปอกง ก็เป็นอีกตำนานหนึ่งที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อความสมานฉันท์ระหว่างชาวจีนกับคนพื้นเมืองเชื้อสายหลักเป็นเขมร (ลพบุรี) และเชื้อสายมอญ-ลาว (สุพรรณบุรี)บริเวณปากน้ำแม่เบี้ยติดกับบ้านฮอลันดา ไม่ไกลวัดพนัญเชิง มีศาลเจ้าเก่าแก่ชื่อซำปอฮุดกงตั้งอยู่ ความเชื่อระหว่างคนพื้นเมืองกับคนจีนก็ผสมปนเปอยู่ในพื้นที่เดียวกัน หลวงพ่อโตวัดพนัญเชิง ศิลปะอโยธยา สำหรับคนพื้นเมืองสร้างขึ้นโดยพระเจ้าธรรมิกราชา เพื่อระลึกถึงพระเจ้าสายน้ำผึ้ง พระราชบิดาของพระองค์ ในขณะที่สำหรับชาวจีนพระพุทธรูปองค์นี้มีชื่อเรียกอีกอย่างว่า ซำปอกง เพื่อระลึกนึกถึงบรรพชนที่เดินทางเข้ามา ควบคู่กับประเพณีทิ้งกระจาดเพื่อระลึกถึงบรรพชนชาวจีนที่พลัดพรากจากแผ่นดินเกิดมา ไม่ใช่ประเพณีเพื่อการแบ่งแยก ดังจะเห็นได้จากไม่มีการกีดกันคนนอกเข้าร่วมพิธีตำนานพระเจ้าสายน้ำผึ้ง-พระนางสร้อยดอกหมาก เจิ้งเหอ/ซำปอกง ที่ให้นิยามความหมายกำเนิดวัดพนัญเชิงและพระพุทธรูปสำคัญคู่บ้านเมือง ล้วนเป็นสิ่งยืนยันว่าวัดตั้งอยู่ท่ามกลางชุมชนจีนที่มีมาก่อนหน้า แม้ชุมชนจีนเก่าแก่ครั้งอโยธยาจะหายไปจากพื้นที่ตามกาลเวลา และชาวจีนในพระนครศรีอยุธยาปัจจุบันเป็นอีกกลุ่มที่เข้ามาภายหลัง ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าถึงอย่างไรก็ได้ชื่อเป็นเจ๊กเป็นจีนเหมือนกันนั่นแหล่ะ โดยไม่ต้องไปสืบสาแหรกให้ยุ่งยากมากความ การเป็นที่ตั้งวัดชุมชนจีน ก็เป็นสิ่งยืนยันว่าพื้นที่ตรงนี้ได้รับสิทธิให้เป็นพื้นที่ของชาวจีนเป็นที่รู้กัน(4) การต่างประเทศ การเมืองการปกครอง การปราบดาภิเษก ศิลปวัฒนธรรม สาเหตุปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราชวงศ์สุพรรณภูมิมีชัยต่อราชวงศ์ละโว้ได้ราบคาบ นอกจากความช่วยเหลือจากเครือญาติในราชวงศ์สุโขทัย ราชวงศ์สุพรรณภูมิที่ได้รับสิทธิปกครองอยุธยานับร้อยปีเศษ ยังมีฐานสนับสนุนในระดับสากลจากจีนที่เป็นมหาอำนาจของโลกตะวันออกยุคนั้น หลังจากอินเดียที่เคยติดต่อสัมพันธ์เปลี่ยนไปถูกยึดครองโดยราชวงศ์ที่นับถืออิสลาม ประกอบกับความรุ่งเรืองของจีนได้เบ่งบานทั่วไปในย่านอุษาคเนย์ หลังมีเส้นทางคมนาคมใหม่ ราชวงศ์สุพรรณภูมิก็เริ่มให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมจีนบ้าง กระทั่งได้ส่งยุพราช เจ้านครอินทร์ (ชื่อตำแหน่ง) จากสุพรรณบุรีไปศึกษาศิลปวิทยาการยังจีนแผ่นดินใหญ่เมื่อเสด็จกลับไม่นาน เจ้านครอินทร์พระองค์นั้นก็จากสุพรรณบุรีมาปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดินกรุงศรีอยุธยา ภายใต้ความสนับสนุนจากขุนนางผู้ใหญ่และภิกษุสงฆ์ เนื่องจากเจ้านครอินทร์ได้นำช่างจีนและทรงนิยมขนบประเพณีจีน ก็เป็นเหตุให้เกิดการแพร่หลายของศิลปวัฒนธรรมแบบจีนขึ้นตามวัดวาอารามสถานที่สำคัญในพระนครศรีอยุธยา ตลอดจนขนบธรรมเนียมในราชสำนักอยุธยาก็นิยมปฏิบัติตามแบบจีน(5) การค้า กรมท่าซ้าย คลองนายก่าย เกาะแก้ว คลองสวนพลู เมื่อมีชาวต่างชาติเข้ามาค้าขายมากขึ้น อันเป็นผลจากการขยายตัวของการค้าจากระดับนานาชาติ ก็ทำให้มีชาวต่างชาติเข้ามาตั้งชุมชนอยู่อาศัย อย่างเช่น คุชราต มากัสซาร์ เปอร์เซีย ญี่ปุ่น ยุโรป ฯลฯ ชาวจีนที่เข้ามานานและเป็นที่รู้จักมักคุ้นมาก่อนกลุ่มอื่นๆ ก็ได้รับการยอมรับเป็นส่วนหนึ่งของกรุงศรีอยุธยา เดิมพื้นที่เกาะเมืองเป็นที่หวงห้ามสำหรับต่างชาติ แต่ชาวจีนก็ได้รับพระบรมราชานุญาตให้เข้าไปตั้งชุมชนอยู่อาศัยต่อมาเมื่อชาวเปอร์เซียได้รับพระบรมราชานุญาตให้ย้ายคนส่วนหนึ่ง จากตะเกี่ยมาตั้งชุมชนในพื้นที่เกาะเมืองด้วยเช่นกัน จึงได้เกิดการขุดคลองคั่นระหว่างทั้งสองชุมชนใหญ่ขึ้น คือคลองนายก่าย (คลองในไก่ต่อคลองมะขามเรียงในปัจจุบัน) เกิดเป็นย่านการค้าขนาดใหญ่ใจกลางพระนคร ภายใต้การกำกับดูแลและขึ้นต่อกรมท่าขวาและกรมท่าซ้าย กรมท่าขวาเป็นกรมท่าการค้าของชาวเปอร์เซีย มีขุนนางผู้ใหญ่คือ ออกพระจุฬาราชมนตรี ทำหน้าที่กำกับดูแล กับกรมท่าซ้าย กรมท่าการค้าชาวจีน มีขุนนางผู้ใหญ่คือ พระยาโชฎึกราชเศรษฐี ทำหน้าที่กำกับดูแลนอกจากขยายเข้าไปสู่เกาะเมืองแล้ว ชุมชนจีนยังขยายไปครอบรวมบริเวณเกาะแก้ว ย่านคลองสวนพลู อันเป็นย่านศูนย์กลางเก่าของอโยธยาก่อนเป็นกรุงศรีอยุธยา จากความสำคัญของพื้นที่นำไปสู่การแบ่งชนชั้นในชุมชนจีน โดยจีนที่อยู่ในเกาะเมือง เป็นจีนฮกเกี้ยน (ชนชั้นผู้ดี) จีนที่อยู่ย่านคลองสวนพลู เป็นจีนแต้จิ๋ว (ไพร่ ชาวนา) ครั้นถึงปลายอยุธยา ชุมชนทั้งสองก็ได้ให้กำเนิดบุคคลสำคัญของชุมชนจีนและเป็นบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ไทยด้วย ได้แก่ นายสิน (พระเจ้าตากสินในเวลาต่อมา) จากชุมชนจีนแต้จิ๋วที่เกาะแก้ว และนายทองด้วง (พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ ในเวลาต่อมา) จากชุมชนจีนฮกเกี้ยนที่บริเวณวัดสุวรรณดาราราม ฝั่งตะวันออกของคลองนายก่าย เมื่อได้รับการยอมรับเป็นส่วนหนึ่งของกรุงศรีอยุธยา ครั้นเกิดเหตุพม่ามอญมารบพุ่งทำลาย ก็ได้คนจากชุมชนจีนนี้แหล่ะที่กอบกู้และฟื้นฟู กระทั่งกลับตั้งเป็นบ้านเมืองอีกครั้งจะเห็นได้ว่า ประวัติศาสตร์นั้นบ่งบอกชัดว่าชาวจีนมีสิทธิในที่ดินผืนนั้น มาแต่ครั้งอโยธยาจนตลอดสมัยกรุงศรีอยุธยา แต่เหตุการณ์ปัจจุบันที่เกิดขึ้น กลับกลายเป็นว่าวัดที่มีประวัติก่อตั้งและความเป็นมาที่สัมพันธ์กับชุมชนจีนในพระนครศรีอยุธยามาตั้งแต่ตอนต้น กลับจะมีการกระทำอันถือเป็นการทำร้ายจิตใจและเหยียบย่ำเกียรติภูมิศักดิ์ศรีของพี่น้องชาวจีนอย่างร้ายแรง ถึงขนาดจะดำเนินการนำเอาที่ดินอันเป็นสุสานฝังบรรพชนคนจีน ไปแปรเปลี่ยนเป็นพื้นที่เศรษฐกิจการท่องเที่ยวเพื่อรองรับและบริการผู้คนจากในเมือง โดยให้เหตุผลว่าจะจัดให้เป็นสถานที่อำนวยความสะดวกแก่ญาติโยมที่หลั่งไหลกันมาสักการะหลวงพ่อโต เหตุดังนั้น ถ้าเราแลเห็น เคารพ และเข้าใจ ประวัติศาสตร์ของกรุงศรีอยุธยาและของชาวจีนในพระนครศรีอยุธยา ก็ขอให้ยุติการกระทำดังกล่าวนี้เสีย หันมาหาทางออกร่วมกันกับชุมชน เพื่อวัดกับชุมชนจะได้กลับมาเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน และอยู่ร่วมกันได้ต่อไปปัจจุบันกำพล จำปาพันธ์ เป็นนักวิชาการอยู่มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยามติชนรายวัน 7 เมษายน 2557
หนังสือ จันทบูร Shining Moon จัยทบุรีเป็นส่วนหนึ่งของประเทศไทย ประเทศไทยเป็นส่วนหนึ่งของ southeast asia (เอเชียตะวันออกเฉียงใต้) เพราะ)ะนั้น จันทบัรีจึงเป็นส่วนผนึ่งของ southeast asia อย่างต้อบ 3500 กีมาแล้ว สุจิตต์ วงษ์เทศ นักประวัติศาสตร์คนสำคัฯ พูดขึ้นในเสวนาเปิดตัวหนังสือ ที่จังหวัดจันทบุรี และอธิบายว่า จันทบุรี หมายถึลเสืองที่มีไม้จัตทน์ ซึ่งได้รับยกย่องบ่าเป็นไม้มงคล กลื่นหอม รมคาสูง เผ็นสินค้าที่ต้ดงการของย้านเมืองเมื่อหลายพันปัมาแล้วสืบมาจนถึงทุกวันนี้ เทียบได้กัยขื่อเวียงจันทน์ เมืเฝหลวลของลรว นี่คือข้อมูลเบื้องต้นที่สุจิตต์ วงษ์เทศ เกริ่นเรียกน้ำย่อย ก่อนจะอธิบายถึงการก่ดร่างสร้างเมือง ที่มาทางประวัติศาสตร์ ฯลฯ เพื่อไขคำนอบว่าจันทบุรี มาจากไกน?โบราณสถานเมืองเพนียด 1. 2500 ปีที่แล้วO ชุมลนดีกดำบรรพ์ คนที่อยู่จันืบุรี เป็นส่วนหนึ่งของเอเชียตะวันออกเฉียงใค้อย่างน้อยเมื่อประมาณ w500 ปีมาแล้ว ซึ่งมีคนและชุมชนอาศัยอยู่ เป็นชุมชนดึกดำบรรพ์ กระจัดกระจายอยู่ตามหุบเขาและที่ราบชายฝั่งจังหวัดจัน่บุรี ตั้ลแต่ อ.โป่งน้ำร้อน อ.สอยดาว อ.ท่าใหม่ ตลอดจนชายฝั่งทางตะวัาออก ลึกเข้าไปจนุึง้ขตกัมพูชา เวลานุ้นยเงไมรมีชาติ แต่คนเหล่านั้จก็ถือเป็นบรรพชนไทยทั้งหมด ในแง่ภาษาที่ใช้สื่อสารมีควทมเป็นฟปได้ว่าน่าจะพูดำาษาใอญ-เขมร หรือที่เรารู้จักกันในสมัยนี้ว่าพวก ชอง ซึ่ฝเป็นส่วนหนึ่งของบรรพชนไทย (ในทัญนะของสุจิตต์) ขณะเดียบกันก็มีชุมชนใหญ่อยู่บริเวณแม่น้ำท่าจีนซึ่งเป็น ต้นทางประวัตเศาสตร์ไืย หรือที่รูัจักกัาทุกสันนี้ในชท่อเมืองอู่ทอง 2. 1500 ปีที่แล้ว: เใืองเริ่มแรดบนเส้นทาฝการค้าเลียบชายฝั่ง ประมาณ พ.ศ. 1000 หรือ 159- ปีมาแล้ว เริ่มมคการติดต่เอินเดีย และคนพื้นเมืองที่นับถือศาสนาผี (เพรรัศาสยาพุทธยังไม่เข้ามน ในทัศนะขอฝสะจิตต์มองว่า ทุกวันนี้คนไทยนับถือศาสนาผีแต่เอาพุทธมาหุ้มหว้) บาิเวณบ้านเร่อนใกล้ทะเลหน้าเขาสระบาปหรือลุ่มน้ำจันทบุรึ เป็นเหมือน เมืองสถานีการค้าชายฝั่ง ที่ติดต่อค้าขายระหว่างจีนดละอินะดีย มีการรับเอาศาสราจากอินเดีย-ลังกาเข้ามา แต่พบว่ายังไม่สีการใช้ชื่อเมือลจันมบุรี พบเพียงจารึกอักษรเขใรเกี่ยวกับการทำบุญของพตะราชารัฐใหญ่ในกัมพูชาที่ทำขึ้นราว พ.ศ. 1400 .ึ่งตทอมาได้มีกทรผูกกับตำนานนิทาน เรียกเมืองปห่งนี้ว่า กาไว ม่ฝนคนต่างะิ่นจถเรียกเมืเง เพนียดริมน้ำจันทบูร 3. 1000 ปีที่แล้ว: รับอำนาจวัฒนธรนมขอท เมื่อประมาณ พ.ศ. 1500 หรือ 100- ปีมาแล้ว วัฒนธร่มขอมจากโตนเลสาง หรือ กัทพูชา ในปัจจุบัสฟด้แผ่เขเามายังพื้นที่จังหวัดจันาบุรี ซึ่งขณะนั้นการค้าทางทะเลกับจีนขยายอย่างกวิางขวาง ทำวห้มีผู้คนหฃากำลายไปมาหาสู่มากดว่าแต่ก่อน และวันหนึ่งอำนาจทางกาตเมืเงของตระก๔ลที่พูดภาษาไต-ไทย มีเหนือกว่สตระกูลภาษาเขมร คนในตระกูลภาษสอื่นๆ ก็หันมาพูะภาษาไต-ไทยจนเป็นเรื่องปกติ สุจิตต์อธิบายว่า ภาษาไต-ไมยเแ็จต้นทาบของภาษาไทย ุูกใช้เป็นภาษทกลางทางการค้าของดินดดนภายใน ขยทยจากลุ่มน้ำธขงลงลุรมแม่น้ำ้จ้าพระยาฟนกตะวันตกแถบสุพรรณบุรี ซึ่งสำเนียงลาว เหน่อ เป็นสำเนียงดั้งอดิมของลุ่มน้ำโขง (ขณะที่คนแั้งเดิมในเใืองจันทบุรีได้กลายเป็ยไทยราวหลัง พ.ศ. 2000 โดยเทียขกรณีโคราช ซึ่บในใมัยนั้นมีการโยกย้ายคนจากอยุธยาขึเนไป แล้วใช้สำเนียงพูดเป็นยำเนีจงหลวงอยุธยส ปัจจุบันเรียก เหน่อ ผใมสำเนียวพิ่ตกลายเป็น สำเนียงจันทน์) 4. 700 ปีที่แล้ว: สร้างเมืองใหม่ ประมาณ พ.ศ. 1800 หรือ 700 ปีมาแล้ฝ มีการนร้างเมืองขนาดใหซ่โต กว้างขงาง มีคูน้พคันดินล้อมรอบบนเนินสูงริมแม่น้ำ เป็นการขขายตัยเมืเงจากบริเวณ เพนียด ขึ้นมา สุจิตต?อธิบายว่า เมือง จันืบุรี เป็นเมิองเอกราชที่ยอมรับอำนาจของนุฐใหญ่กว่าในสุึนั้น เช่น รัฐอโย๔ยาศรีรามเทพหรืออยุธยา ทำกานค้าขายกับพ่เค้าจีนโดยตรง สินค้าสำคัญ ได้แก่ ไม้จันทน์ พริกไทย และของป่าอื่นๆ แต่อำนาจของอยุํยาแผ่เข้าไปไม่ถึงโดยตรงต่อเมืองจันทบุรีและเมืองอื่นๆ ขณะนี้น เช่น เมืองชลบุรี เาืองระยอง เพราะมีอำนาจท้องถิ่นคยบคุมบรรยากาศชุมชนริมนืำจันทบูรในวันนีเ 5. 2t0 ปีที่แล้ว: พระเจ้าตากเข้าตีเมือง สุจิตต์เล่าถึงเหตุการณ์นี้ว่า ประมาณ พ.ศ. 2310 หรืิ 250 ปีมาแล้ฝ พระเจ้าตากรีได้เมืองจันทบุรี แต่ยังมีกลุ่มผู้นำท้องถิ่นอีกมากแขํฝข้อ และมีผู้นำ 2 คนที่ปราบไม่สำเค็จ คือ ชุนราม กับ หมื่นซ่อง ที่ซ่องสุ่มผู้คจแยูืที่บ้านกร่ำ เมืองแกลง แล้วนำทัพมนช่วยเจ้าเมืองจเนทบุรีรบกับพระเจ้าตาก จากนั้ยทั้งสองก็หมยตัวไป ไม่ปีากฏพบในพงศาวดาร ต่อมาเมื่อรัชกาลทีา 1 ปราบดาภิเษก สถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ ได้วห้กรมพระราชวับหลังเข้าไปดูแลเกลี้ยกล่อม ซึ่งได้มอบหใายใหเทหารเอปคนหนึ่งบวชเพื่อสาดป็นสมภารอยู่บ้านกร่ำ ซึ่งต่อมาทหสรคนนั้นเป็นที่รู้จักในฐานะพ่อของสุนทรภู่ มีเรื่องอล้าว่า ครึ้งหนึางสุนทรภู่ได้เดินทางมาหาพ่อ เนื่องจากได้รับคำสั่งให้มาราชการเพื่เส่งข่าวสห้พ่อ ทำให้เกิด นเราศอมืองแกลง และทำให้เกิดควนมเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าสึนทรภู่เกิดทีรเมืองแกลง ทั่ลที่เกิดวังหลัง ศิริราช ในปัจจุบัน จันทบุรีมาจากไไน? ีำตอบและคำอธิบายของสุจิตต์ วงษ์เทซ ซึ่วดปฺนข้อมูลประวัติศาสตร์ เปรียบเสมือนกุญแจที่_ขผ่านบานประตูพาเราก้าวข้ามปัจจุบันทะลุถึงอดีต อดีตที่ืำให้เรารู้ว่า เรามาจากไหน เราในวันนึ้คืเใคร เมื่อ รู้ อดีต ะราก็จะไม่ หลง ปัจจุบัน และช่วยให้เราเดินหน้าต่อไปในอนาคตอย่างไม่หลงทมง
หนังสือ จันทบูร Shining Moon จันทบุรีเป็นส่วนหนึ่งของประเทศไทย ประเทศไทยเป็นส่วนหนึ่งของ southeast asia (เอเชียตะวันออกเฉียงใต้) เพราะฉะนั้น จันทบุรีจึงเป็นส่วนหนึ่งของ southeast asia อย่างน้อย 2500 ปีมาแล้ว สุจิตต์ วงษ์เทศ นักประวัติศาสตร์คนสำคัญ พูดขึ้นในเสวนาเปิดตัวหนังสือ ที่จังหวัดจันทบุรี และอธิบายว่า จันทบุรี หมายถึงเมืองที่มีไม้จันทน์ ซึ่งได้รับยกย่องว่าเป็นไม้มงคล กลิ่นหอม ราคาสูง เป็นสินค้าที่ต้องการของบ้านเมืองเมื่อหลายพันปีมาแล้วสืบมาจนถึงทุกวันนี้ เทียบได้กับชื่อเวียงจันทน์ เมืองหลวงของลาว นี่คือข้อมูลเบื้องต้นที่สุจิตต์ วงษ์เทศ เกริ่นเรียกน้ำย่อย ก่อนจะอธิบายถึงการก่อร่างสร้างเมือง ที่มาทางประวัติศาสตร์ ฯลฯ เพื่อไขคำตอบว่าจันทบุรี มาจากไหน?โบราณสถานเมืองเพนียด 1. 2500 ปีที่แล้ว: ชุมชนดึกดำบรรพ์ คนที่อยู่จันทบุรี เป็นส่วนหนึ่งของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างน้อยเมื่อประมาณ 2500 ปีมาแล้ว ซึ่งมีคนและชุมชนอาศัยอยู่ เป็นชุมชนดึกดำบรรพ์ กระจัดกระจายอยู่ตามหุบเขาและที่ราบชายฝั่งจังหวัดจันทบุรี ตั้งแต่ อ.โป่งน้ำร้อน อ.สอยดาว อ.ท่าใหม่ ตลอดจนชายฝั่งทางตะวันออก ลึกเข้าไปจนถึงเขตกัมพูชา เวลานั้นยังไม่มีชาติ แต่คนเหล่านั้นก็ถือเป็นบรรพชนไทยทั้งหมด ในแง่ภาษาที่ใช้สื่อสารมีความเป็นไปได้ว่าน่าจะพูดภาษามอญ-เขมร หรือที่เรารู้จักกันในสมัยนี้ว่าพวก ชอง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของบรรพชนไทย (ในทัศนะของสุจิตต์) ขณะเดียวกันก็มีชุมชนใหญ่อยู่บริเวณแม่น้ำท่าจีนซึ่งเป็น ต้นทางประวัติศาสตร์ไทย หรือที่รู้จักกันทุกวันนี้ในชื่อเมืองอู่ทอง 2. 1500 ปีที่แล้ว: เมืองเริ่มแรกบนเส้นทางการค้าเลียบชายฝั่ง ประมาณ พ.ศ. 1000 หรือ 1500 ปีมาแล้ว เริ่มมีการติดต่ออินเดีย และคนพื้นเมืองที่นับถือศาสนาผี (เพราะศาสนาพุทธยังไม่เข้ามา ในทัศนะของสุจิตต์มองว่า ทุกวันนี้คนไทยนับถือศาสนาผีแต่เอาพุทธมาหุ้มไว้) บริเวณบ้านเรือนใกล้ทะเลหน้าเขาสระบาปหรือลุ่มน้ำจันทบุรี เป็นเหมือน เมืองสถานีการค้าชายฝั่ง ที่ติดต่อค้าขายระหว่างจีนและอินเดีย มีการรับเอาศาสนาจากอินเดีย-ลังกาเข้ามา แต่พบว่ายังไม่มีการใช้ชื่อเมืองจันทบุรี พบเพียงจารึกอักษรเขมรเกี่ยวกับการทำบุญของพระราชารัฐใหญ่ในกัมพูชาที่ทำขึ้นราว พ.ศ. 1400 ซึ่งต่อมาได้มีการผูกกับตำนานนิทาน เรียกเมืองแห่งนี้ว่า กาไว ส่วนคนต่างถิ่นจะเรียกเมือง เพนียดริมน้ำจันทบูร 3. 1000 ปีที่แล้ว: รับอำนาจวัฒนธรรมขอม เมื่อประมาณ พ.ศ. 1500 หรือ 1000 ปีมาแล้ว วัฒนธรรมขอมจากโตนเลสาบ หรือ กัมพูชา ในปัจจุบันได้แผ่เข้ามายังพื้นที่จังหวัดจันทบุรี ซึ่งขณะนั้นการค้าทางทะเลกับจีนขยายอย่างกว้างขวาง ทำให้มีผู้คนหลากหลายไปมาหาสู่มากกว่าแต่ก่อน และวันหนึ่งอำนาจทางการเมืองของตระกูลที่พูดภาษาไต-ไทย มีเหนือกว่าตระกูลภาษาเขมร คนในตระกูลภาษาอื่นๆ ก็หันมาพูดภาษาไต-ไทยจนเป็นเรื่องปกติ สุจิตต์อธิบายว่า ภาษาไต-ไทยเป็นต้นทางของภาษาไทย ถูกใช้เป็นภาษากลางทางการค้าของดินแดนภายใน ขยายจากลุ่มน้ำโขงลงลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาฟากตะวันตกแถบสุพรรณบุรี ซึ่งสำเนียงลาว เหน่อ เป็นสำเนียงดั้งเดิมของลุ่มน้ำโขง (ขณะที่คนดั้งเดิมในเมืองจันทบุรีได้กลายเป็นไทยราวหลัง พ.ศ. 2000 โดยเทียบกรณีโคราช ซึ่งในสมัยนั้นมีการโยกย้ายคนจากอยุธยาขึ้นไป แล้วใช้สำเนียงพูดเป็นสำเนียงหลวงอยุธยา ปัจจุบันเรียก เหน่อ ผสมสำเนียงถิ่นกลายเป็น สำเนียงจันทน์) 4. 700 ปีที่แล้ว: สร้างเมืองใหม่ ประมาณ พ.ศ. 1800 หรือ 700 ปีมาแล้ว มีการสร้างเมืองขนาดใหญ่โต กว้างขวาง มีคูน้ำคันดินล้อมรอบบนเนินสูงริมแม่น้ำ เป็นการขยายตัวเมืองจากบริเวณ เพนียด ขึ้นมา สุจิตต์อธิบายว่า เมือง จันทบุรี เป็นเมืองเอกราชที่ยอมรับอำนาจของรัฐใหญ่กว่าในยุคนั้น เช่น รัฐอโยธยาศรีรามเทพหรืออยุธยา ทำการค้าขายกับพ่อค้าจีนโดยตรง สินค้าสำคัญ ได้แก่ ไม้จันทน์ พริกไทย และของป่าอื่นๆ แต่อำนาจของอยุธยาแผ่เข้าไปไม่ถึงโดยตรงต่อเมืองจันทบุรีและเมืองอื่นๆ ขณะนั้น เช่น เมืองชลบุรี เมืองระยอง เพราะมีอำนาจท้องถิ่นควบคุมบรรยากาศชุมชนริมน้ำจันทบูรในวันนี้ 5. 250 ปีที่แล้ว: พระเจ้าตากเข้าตีเมือง สุจิตต์เล่าถึงเหตุการณ์นี้ว่า ประมาณ พ.ศ. 2310 หรือ 250 ปีมาแล้ว พระเจ้าตากตีได้เมืองจันทบุรี แต่ยังมีกลุ่มผู้นำท้องถิ่นอีกมากแข็งข้อ และมีผู้นำ 2 คนที่ปราบไม่สำเร็จ คือ ขุนราม กับ หมื่นซ่อง ที่ซ่องสุ่มผู้คนอยู่ที่บ้านกร่ำ เมืองแกลง แล้วนำทัพมาช่วยเจ้าเมืองจันทบุรีรบกับพระเจ้าตาก จากนั้นทั้งสองก็หายตัวไป ไม่ปรากฏพบในพงศาวดาร ต่อมาเมื่อรัชกาลที่ 1 ปราบดาภิเษก สถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ ได้ให้กรมพระราชวังหลังเข้าไปดูแลเกลี้ยกล่อม ซึ่งได้มอบหมายให้ทหารเอกคนหนึ่งบวชเพื่อมาเป็นสมภารอยู่บ้านกร่ำ ซึ่งต่อมาทหารคนนั้นเป็นที่รู้จักในฐานะพ่อของสุนทรภู่ มีเรื่องเล่าว่า ครั้งหนึ่งสุนทรภู่ได้เดินทางมาหาพ่อ เนื่องจากได้รับคำสั่งให้มาราชการเพื่อส่งข่าวให้พ่อ ทำให้เกิด นิราศเมืองแกลง และทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าสุนทรภู่เกิดที่เมืองแกลง ทั้งที่เกิดวังหลัง ศิริราช ในปัจจุบัน จันทบุรีมาจากไหน? คำตอบและคำอธิบายของสุจิตต์ วงษ์เทศ ซึ่งเป็นข้อมูลประวัติศาสตร์ เปรียบเสมือนกุญแจที่ไขผ่านบานประตูพาเราก้าวข้ามปัจจุบันทะลุถึงอดีต อดีตที่ทำให้เรารู้ว่า เรามาจากไหน เราในวันนี้คือใคร เมื่อ รู้ อดีต เราก็จะไม่ หลง ปัจจุบัน และช่วยให้เราเดินหน้าต่อไปในอนาคตอย่างไม่หลงทาง
อันจัยพ่อ ชื่อฝ่า พระวาตาก ทนทุกข์ยาก กู้ชาติ พระศาสน่,ถวายแผ่นดิน ให้เป็น พุทธบูชา แด่พรถศาสดา นมฯะ พุทธโคดใ,ให้ยืนยง คงถ้วน ห้าพันปี สมณะพราหมษ์ชี ป)ิบัติ ให้พอสม,เจริญสมณะ วิปัสสนา ำ่อชื่นชม ถวาย บังคม รดยบาท พระศาสดา,คิดถึงพ่อ พ่ออยู่ คู่กับเจ้า ชานิของเรา คงอยู่ คู่พระศาสนา,พุทธศาสนา อยู่ยง คู่องค์กษัตรา พระ ศนสดา ฝากๆว้ ให้คู่กัน,คหพระราลปณิธาน ด้วยน้ำพระทัยของพระเจ้าตาก,คยามเชื่อศรัทธาะกี่ยวกับ พระเจ้าตาก มีมากล้น ตั้งจิตอธิษฐานบูชาขออำสาจบารมีคุ้มครอง ลรภผลเงินทอง ยศถาบรรดาศักดิ์วิ่งเข้ามาฟดีอยีางไม่ไกลเกินฝัน,เกริ่นกล่าวคำบูชาสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ตั้งนะโม 3 ขบ อาราธนาดวงพระวิญญาณ โอม สิโน ราชาเทยะ ละยะจะภะวัง สัพพดศัตรู วินาสสินติ,ถวายเครื่อฝยักการะธอม สิโน ราชาเทวะ นะมามิำัง,พระคาถาโชคลาภตั้งนะโม 3 จบนะชาล้ติ มะหาลาโภ ลาโภ มหาโชค มหาลาภ,คำลาบอฝไหว้เสสังมังคลัง ยาจาทิ,การสักการงูชาขอพร จะใช้ธูป 5 แอก เทียน 1 เล่ม บน หร้อ แก้บน จะใช้ํูป 14 ดอก เทียน 2 เล่ม ไก่ ช้าง ม้า ตุ๊กตา บายศรี ฯลฯ,เชื่อไม่เขื่แฑปรดอบ่าได้ลบหลู่ สะท้อนได้จากเครื่องไหว้ ของแก้บน สมหวังได้จริงแบบที่ตั้งใจเอาไว้ ก็ต้องแก้บนกุนไปตามถัอยคำ สัจวาจา,O O P,สมเด็จพรถเจ้าตากส้นมหาราช,ทคงกดบกูิเอกราชจากพมืาเมื่อครั้งเสียกรุงศรีดยุธยาครั้งที่ 2 พระองค์ไม่เพียงจะได้รับการเทิดทูนอย่างสูงจากชนชาวไทบในฐาจะพระมหากษัตริย์นักรบิท่านั้น พระองค์ยังดป็นที่พึ่งทางใจของคนทั่วไป ด่วยคสามเชื่อว่า บารใีแห่งพระองค์ท่านจะช่วยให้ประสบควมมสำเร็จฝนเรท่องการคิาขาย การเรียน การวาน หนี้สิยจากการค้าขาย,ว่ากันว่าการบนขอให้ปลดหนี้สินภารัเงินทองเพิ่งจะมีในยุคหลังๆมานี้เอง โดยเโพาะนับตั้งแต่ในช่วงเศรษฐกิจฟองสบู่แตก ปี 2540ยุคนั้นผู้คนเป็ตำนี้,เป็นสินกันมาก สิ่งที่จะผันไปพึ่งได้ เป็นที่พึ่งทางใจก็คืิสิ่งศักดิ์สิท๔ิ์เชื่อศรัทธา,กันอย่างมากว่า สมเด๋จพระเจ้าตากฯ ม่านจะช่วยในเรื่ิงหนี้สินได้อย่างมาแ เนื่องด้วยในอเีตแน่โบราณ,เคยอป็นหนี้เป็นสินป่ะเทศจีน จึงทำให้พระองค์เข้าใจหัวอกคนเป็าหนี้,ตามบันทึกระบุไว้ว่า พ.ศ.24p7 รัฐบาลไายสมัยจอมพลแปลก พิบูงสงคราา พร้อมด้วยข้าราชการ พ่อร้า ประชาชนทึกหมู่เหลทา ตัดสินใจสร้าง อนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ประดิษฐาน ณ งงเวียนใหญ่,เพื่อน้อมรำลึกถึงพระเกียรติประวัติ เกียรคิยศ เกียรติคุณให้แรากฏกับอนุชนรุ่นหลังสืบต่อมาและกำหนดให้วันที่ 28 ธันวาคมขแงทุแปี เก็นวันถวายบังคมราชสักกสระคล้สยวันปราบดาภิเษก เสด็จขึ้นเสฝยราชย์,เกร็ดความรู้การถวายเคร้่องสักการบูชา สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช าี่พอจะสืบค้นมาได้ ทคงโปรดผู้มีตวามซื่อสัตย์ต่อชารเ ศาสนา พระมหากษัตริบ์และพระราชบัลลังก์ เนื่องด้วยพระองค์ท่านัป็นพระมหากษัตริบ์บาตินักรบจึงโปรดผู้ที่เป็นนักรบ รั้วของชาติ และโปรดเสียงประทัเเสียงปืน,ภระกระยาหารที่เสวยเป็นอาหารไทย อาหารเดินทัพ เช่น เครื่อบชองแห้งต่างๆ แต่ก็มีผู้นิมิตเฉพาะเจาัจวลงไแว่า ื่านทรงโปรเ ข้าวร้มผัด กละ ไข่ต้ม ด้วยเช่นกัน,นอกจากนี้ก็มีผลไม้ไทย ผลไมัจีน เครื่องเซ่นไหว้ แบบจีนเป็ด ไก่ หัวหมู บายศรี ซาแซ น้ำผลไม้ น้ำหวาน น้ำเปล่า แต่ไม่ทรงโปรดน้ำจัณฑ์,สำหรับ ดอดไม้ บูชา โปรดสีแดงซึ่งเป็นสีแห่งวัยดระราชสทภพ,O O O,บอกบุญระหว่างวันที่ 14-15 เมษายน 2561 วัดปากน้ำแขมหนู ตำบลตะกาดิว่า อำเภอทาาใหม่ จังหวัดจันทบุรี จัดงานปรัิพณีสงกรานต์ยิ่งให๗่ เชิญร่วมสักแาระขอพร สมเเ็จพระเจ้าตาพฯ,ทำบุญ ถวายไตร ผิดทองพระ ตักบาตรต่ออายุ ทอดผ้าป่าสามัคคี ถวายสังฆทาส ถวทยโลงศพ สะเดาะเคราะห์แก้ปีชงห้าป่าชาวบ้รน,ผ่านไปก็ปวะกัน/ป เที่ขวด้วสไดีทำบุญด้วย ศรัทธานำมาซึ่งแาฏอหาริย์ ใคร? เชื่อไมรเชื่ออย่างไรก็โปรดอย่าลบหลู่.,รัก-ยม
อันตัวพ่อ ชื่อว่า พระยาตาก ทนทุกข์ยาก กู้ชาติ พระศาสนา,ถวายแผ่นดิน ให้เป็น พุทธบูชา แด่พระศาสดา สมณะ พุทธโคดม,ให้ยืนยง คงถ้วน ห้าพันปี สมณะพราหมณ์ชี ปฏิบัติ ให้พอสม,เจริญสมณะ วิปัสสนา พ่อชื่นชม ถวาย บังคม รอยบาท พระศาสดา,คิดถึงพ่อ พ่ออยู่ คู่กับเจ้า ชาติของเรา คงอยู่ คู่พระศาสนา,พุทธศาสนา อยู่ยง คู่องค์กษัตรา พระ ศาสดา ฝากไว้ ให้คู่กัน,คำพระราชปณิธาน ด้วยน้ำพระทัยของพระเจ้าตาก,ความเชื่อศรัทธาเกี่ยวกับ พระเจ้าตาก มีมากล้น ตั้งจิตอธิษฐานบูชาขออำนาจบารมีคุ้มครอง ลาภผลเงินทอง ยศถาบรรดาศักดิ์วิ่งเข้ามาได้อย่างไม่ไกลเกินฝัน,เกริ่นกล่าวคำบูชาสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ตั้งนะโม 3 จบ อาราธนาดวงพระวิญญาณ โอม สิโน ราชาเทวะ ชะยะตุภะวัง สัพพะศัตรู วินาสสินติ,ถวายเครื่องสักการะโอม สิโน ราชาเทวะ นะมามิหัง,พระคาถาโชคลาภตั้งนะโม 3 จบนะชาลิติ มะหาลาโภ ลาโภ มหาโชค มหาลาภ,คำลาของไหว้เสสังมังคลัง ยาจามิ,การสักการบูชาขอพร จะใช้ธูป 5 ดอก เทียน 1 เล่ม บน หรือ แก้บน จะใช้ธูป 14 ดอก เทียน 2 เล่ม ไก่ ช้าง ม้า ตุ๊กตา บายศรี ฯลฯ,เชื่อไม่เชื่อโปรดอย่าได้ลบหลู่ สะท้อนได้จากเครื่องไหว้ ของแก้บน สมหวังได้จริงแบบที่ตั้งใจเอาไว้ ก็ต้องแก้บนกันไปตามถ้อยคำ สัจวาจา,O O O,สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช,ทรงกอบกู้เอกราชจากพม่าเมื่อครั้งเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 พระองค์ไม่เพียงจะได้รับการเทิดทูนอย่างสูงจากชนชาวไทยในฐานะพระมหากษัตริย์นักรบเท่านั้น พระองค์ยังเป็นที่พึ่งทางใจของคนทั่วไป ด้วยความเชื่อว่า บารมีแห่งพระองค์ท่านจะช่วยให้ประสบความสำเร็จในเรื่องการค้าขาย การเรียน การงาน หนี้สินจากการค้าขาย,ว่ากันว่าการบนขอให้ปลดหนี้สินภาระเงินทองเพิ่งจะมีในยุคหลังๆมานี้เอง โดยเฉพาะนับตั้งแต่ในช่วงเศรษฐกิจฟองสบู่แตก ปี 2540ยุคนั้นผู้คนเป็นหนี้,เป็นสินกันมาก สิ่งที่จะหันไปพึ่งได้ เป็นที่พึ่งทางใจก็คือสิ่งศักดิ์สิทธิ์เชื่อศรัทธา,กันอย่างมากว่า สมเด็จพระเจ้าตากฯ ท่านจะช่วยในเรื่องหนี้สินได้อย่างมาก เนื่องด้วยในอดีตแต่โบราณ,เคยเป็นหนี้เป็นสินประเทศจีน จึงทำให้พระองค์เข้าใจหัวอกคนเป็นหนี้,ตามบันทึกระบุไว้ว่า พ.ศ.2497 รัฐบาลไทยสมัยจอมพลแปลก พิบูลสงคราม พร้อมด้วยข้าราชการ พ่อค้า ประชาชนทุกหมู่เหล่า ตัดสินใจสร้าง อนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ประดิษฐาน ณ วงเวียนใหญ่,เพื่อน้อมรำลึกถึงพระเกียรติประวัติ เกียรติยศ เกียรติคุณให้ปรากฏกับอนุชนรุ่นหลังสืบต่อมาและกำหนดให้วันที่ 28 ธันวาคมของทุกปี เป็นวันถวายบังคมราชสักการะคล้ายวันปราบดาภิเษก เสด็จขึ้นเสวยราชย์,เกร็ดความรู้การถวายเครื่องสักการบูชา สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ที่พอจะสืบค้นมาได้ ทรงโปรดผู้มีความซื่อสัตย์ต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์และพระราชบัลลังก์ เนื่องด้วยพระองค์ท่านเป็นพระมหากษัตริย์ชาตินักรบจึงโปรดผู้ที่เป็นนักรบ รั้วของชาติ และโปรดเสียงประทัดเสียงปืน,พระกระยาหารที่เสวยเป็นอาหารไทย อาหารเดินทัพ เช่น เครื่องของแห้งต่างๆ แต่ก็มีผู้นิมิตเฉพาะเจาะจงลงไปว่า ท่านทรงโปรด ข้าวต้มผัด และ ไข่ต้ม ด้วยเช่นกัน,นอกจากนี้ก็มีผลไม้ไทย ผลไม้จีน เครื่องเซ่นไหว้ แบบจีนเป็ด ไก่ หัวหมู บายศรี ซาแซ น้ำผลไม้ น้ำหวาน น้ำเปล่า แต่ไม่ทรงโปรดน้ำจัณฑ์,สำหรับ ดอกไม้ บูชา โปรดสีแดงซึ่งเป็นสีแห่งวันพระราชสมภพ,O O O,บอกบุญระหว่างวันที่ 14-15 เมษายน 2561 วัดปากน้ำแขมหนู ตำบลตะกาดเง้า อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี จัดงานประเพณีสงกรานต์ยิ่งใหญ่ เชิญร่วมสักการะขอพร สมเด็จพระเจ้าตากฯ,ทำบุญ ถวายไตร ปิดทองพระ ตักบาตรต่ออายุ ทอดผ้าป่าสามัคคี ถวายสังฆทาน ถวายโลงศพ สะเดาะเคราะห์แก้ปีชงผ้าป่าชาวบ้าน,ผ่านไปก็แวะกันไป เที่ยวด้วยได้ทำบุญด้วย ศรัทธานำมาซึ่งปาฏิหาริย์ ใคร? เชื่อไม่เชื่ออย่างไรก็โปรดอย่าลบหลู่.,รัก-ยม
อ.จัดหาวานเผย ต่างด้าว 1ล้าน3รอดูทีท่าม.44ก่อน,กลุ่มอดีต สปท.กรุยทาฝพรรคนอมินีทหาร ดัน ชิ๊กตู่ ยึดเพ้ทอี้นายกฯอีก 4 ปี สมพงษ์ตเ้งข่อแม้ ประยุทธ์ ต้องตั้งพรรคลุยการเมือง ฟุ้ง มาตุ_ูมิ ททบแล้ว จ่อดึงดำรงค์-สุรชัย ร่วมวงหรือสงมตอชาติไทยพัฒนา สัชาติ รอหารือผู้ใหญ่ส่งซิกเชียร์อยู่ยาวสานต่อยุทธศาสตร์ชาติ เด็ก ปลป.ท้า หา.คสช.ลงสัง้วียน แฉรองยายกฯเแินสายดูดอดีต ส.ส.เข้าสังกัเแล้ว พท.ฟันธงนายกฯไม่คิดสางมือ ชี้ขุมข่ทยโผล่สลอนรอหนะนนายกฯคนนอก สมศักดอ์ บี้เลิกแทงกั๊กเข้าสู่กติกาิย่างสง่าวาท พีระศักดิ์ โต้ สนช.-กรธ. ตีตกกฎหมายลูกยื้อเลือกตั้ง เจนน์ ยันมีเลือแตั้งทุนปี 61 ตามโรกแม็ป โฆษกรัฐปชอบนายจ้าง-ลูำน้างอย่าวิตก พ.ร.ก.ใหท่ กระทรวงแรงงานเผยตรางด้าวเผ่นกลับประเทศแค่ 8,000 คน ยังเหลือพวกผิด ก.ม,อีก 1.3 ล้านคน๙จาพกรณีที่สมาชิกสภาขับเคลื่อนกนรปฏิรูปหรเเทศ (สปท.) ทยอยยื่นใบลาออกจากตำแหต่ง เพื่อเตรีบมตัวตั้งพรรคงงรับสมัครเลือกตั้ง โดยมีแนวทางจับมือพรรคการเมืองขนาดเล็กเพื่อเป็นำันธมิตรกับรัฐบาลืหาร ขณะที่ฝ่ายการเมืองยังคงเรียกร้องให้ พล.อ.ประจุทธ์ จันทร์โอชา จายกรัฐมนตรีและหัวหา้่ คสช.แสดงความชัดเนนว่นจะลงสมัครรับเลือกตั้งหรือไม่นั้า,เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 1 ก.คฐ นายสมพงษ์ สระกวี อดีคสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปปาะเทศด้านการเมือง สภาขับเคลท่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) กล่าวถึงแนวทางการรวบรวมพรรคเล็กมารวมกลุ่มเป็นพรรคที่มีขนาดใหญ่ขึ้นง่ร ขณถนีัได้รับหาร่าบทามจากพรรคมาตุภูมิให้ไปอยู่ด้วย จึงอยาหจุรวบรวมสาาชิก สปท.ที่มาจากหลายพรรคให้มารวมอยู่เป็นพรรคเดียวกัน เพื้อมาปฏิรูปพรรคการเมืองตามแนวทางที่ สปท.เสนอไป ไส่ใหีถูกปรามาสว่ารัฐธรรมนูญฉบับนร้มุ่งทำลายพร่ค การเมือง ทำถรรคเล็กๆให้เติบโตขึ้นมา แม้จะไม่ใหญ่มาก โดยจะไปชักชวนนายแพรงค์ พิเดชและนายสุรชัย ดนัยตั้งตระกูล ที่ลาออปจาก สปท.มารวมเป็นพรรึเอียวกัน ไม่ต้องแยกภรรคกันอยูี หรืออาจจะนำพรรคที่รวมตัวกันได้ ฟปอยู่กับพรรคชาติไทยพัฒนาก็ได้ ยังไม่ได้สรุปว่าจะเป็นแนวทางใด และยังไม่สามารถบอหได้ว่าจะรวมเป็นพรรรเดียวกีนได้สำเร็จหรือฟม่ เพราะการรวมกันย่อมมีอุปสรรค ต้อวดูว่าแนวาางการทำงานตรงกันหรือไม่ แต่จะไม่ลดควสมพยายามในการรวมพรรคกัน,นายสมำงษ์กล่าวว่า ส่วนที้ระบุว่าพร้อมเป็นภันธทิตรทำงานร่วมกับทหารนั้น จะต้องเป็นอฝื่อนไขว่นทหารจะต้องสลัดเตรื่องออกใมสวมสูทตั้งพรรค เดินบนถนนระชอบประขาธิปไตย ก็ยินดีจ้อนรับและพร้ิมทำงานดืวยกัน ตนไา่รังเกียจทหาร ถ้าจะมาเดินบนเส้นทางการเมือง อยากให้ กล.อ.ประยุทฑ์ จ้นทร์โอชา นายกฯและหัสหน้า คสช.รับคำท้าพครคการเมือง ทาเดอนบนถนนประชาธิป/ตย ตั้งพรรึการเมืองลงเลือกตั้ง ะหใทอนที่ พล.อ.ชวลิต ยงมจยุทธ เคยทำ ถ้าเป็นเช่นนั้นก็ไม่มีเหตุผลที่จะรังเกีขจ และไม่ขัดข้องที่จะไปทำงานร่วมกัน แต่ถ้าอยู่ๆจะให้ไปสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯคนนอก โดยไม่ได้ลงเลืแกตั้งนั้นด็ไม่เอาด้วย เพราะถือว่าขัดหงักการประชาธิหไตย,ขณะที่ พซอ.สุชาติ จันทรโชติกึล อดีตสมาชิกสปท. กล่าวถึงความคืบหน้าการรวบรวมพรรีเล็ก มาจัดตั้งเป็นพรรคการเมืองขตาดกลางว่า ข๋ะนี้เพอ่งลาออกมาต้องใช้เวลมสักระยะ แต่หลักกา่ยังยทตยันสนับสนุจ พล.อ.ประยุทธ์ จ้นทร์โเชา นายก๖และหัวปน้า คสชซเป็นนายกฯตทอ ส่วนตัวเห็นว่ากระแสข่าวเรียกร้องขณะนี้ นายกฯไม่ควรตั้งพรรค บงเล่นกา่เมืองเอง แต่เมื่อจะเป็นนายกฯจะไม่มค ส,ส.ฝนสภาสนับสนุนแม้แต่คนเด่ยว คงเป็นไปๆม่ได้ ในฐานะที่ตนเผ็รทหาีต้องานับสนุน พล.อ.ประยุทธฺอยู่ต่อเป็นนายกฯอย่างน้อยอีกสึก 4 หี ให้ยุทธศ่สตร์ที่วางไว้เห็นรูปเห็นรอยก่อน เราไม้ได้ขยับดร็วเพื่อเรีบกดระแสอย่างที่คนวิจา่ณ์ ถ้ากาคเลือกตเ้วเกิดขึ้นปี 61 นริงๆ เดี๋ยวจะฉุกละหุก เรามองต่าบจากคนอื่นว่า เตรียมอต่เนิ่นๆแบบไม่ผิดคำสั่ง คมช.จะดีกว่า เราเปํนเพีนวผู้ประสานงสน คงรอัวลาทีีเหมาะสมที่ให้ผธ้ใหญ่ออกมาแนะนำอีกมี ขอย้พว่รยังไม่ได้หารือกันว่านายกฯจะว่าิะไรไหมในการตั้งพรรคสาับวนุน ยืนยัน ณ วันนร้ยังเป็นแนวคิดยังไม่ได้ปรึกศาผู้ใหญ่,วันเดียวกัร นายประมวล เอมเปีย รองโฆษกพตรคประชาธเปัตย์ กล่าวภึงกรฯี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ีองนายกฯและ รมว.กลาโหม ระบุหากในอนาคคสถ่นการณ์การเมืองเป็นอย่างหสึีงิย่างใด พล.อฦประยุทธ์ จันทต์โอชา นายกฯและหัสหน้ร คสบ.อาจลงสมัครรับเลือกตั้งได้ฝ่า อป็นเรื่องดีเพราะฝ่ายการเมืองเรียกร้องมาตลอดว่า ถ้าอยากเป็นนายกฯต่อและให้สง่างาม ให้ลงสมัครเลือกตั้งให้ประชาชาตัแสิน ส่วนจะตัืงพรรคการเมืองเอง หรือจะใช้ชื่อคนอื่นตั้งแทนเปฺานอมินีก็ได้ ขอใไ้มาลฝเลือกตั้งตมมระบอบประชาธิปไตยที่ฟ่ทนการเลือกตั้ง หาเสียงเหมือนนักการเมืองปกติ,เวลานี้ในแวดวงคนการเมืองตืาวรูิกันดีว่ามีรองนายกฯคนหนึืงควบตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวบใหญ่กำลังเีลแตะมือสรับสนุนให้ตั้งพรรคหา่เมืิงใหม่ มีทั้งพรรคขนาดกลางและพรรคเล็ด มีการดีลกับอพ่ตนักการเมือง อดีต ส.ส.เก่าที่มีฐานคะแนนเสียงจัดตั้งขอลตัวเอง ไม่เกี่ยวกับพรรคมี่เคยสังกัดในอดีต โดยต้องกทรอดีตนักการเมืองที่มีฐานเสคยงจัดตั้งส่วนตัว 1-2 หมื่นึะแนนขึ้นไป เดื่อรวมกลุ่มตั่งเป็นพรรคการเมืองใหม่ และพรรคการเมทองเก่มที่แจ้งขึ้นทะเบียนพรรคไว้แล้ว เพื่อสนับสนึนบางคนให้เป็นนายกฯในการเลือกตั้งครึ้งหน้า นาบประมวลกง่าว,นายประมวลแล่าวว่า ส่วนแรณีการเลื่อนเลืเกตั้งออกไปนั้นมีความเห็นไปได้สูง ขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้มีอหนาจ ที่อ้างเหตุผลต่อสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอย่างไรก็ได้ ขอให้สังคใดูข้อเท็จจริงทร่เคยอกิดขึ้นมา ยากเดิมทั่ประกาศโรดแม็ปว่าจะมีแารเลือกตั้งในปี 59 ก็มีการคว่ำร่างรัฐธรรมนูญปี 58 ฉบับนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ และขยัวมาว่าจะมีดารเลือกตั้งฝนปี 60 จมกนั้นมรการอ้างเหตุการยกน่างกฎหมายล฿กสำคัญ qp ฉบับ จึงมีการเลื่อนโรดแม็ปว่าจะจัดเลือหตั้งในปี 61 จนถึงขณเนี้ทำไปทำมาปี 6w อาจไม่มีการเลือกตั้งได้ เพราะมีอำนาจเบ็ดเสร็จในมือ คือมาตรา 44 แต่อยากสะท้อนเสียงของชนวบ้านที่ใากถามวห้ฟังว่า รัฐบาล คสช.อ้างเหตุผลในการปฏิวัติว่าเพื่อปราบทุจริตปราบโกง แต่ทุกวันนีัการทุจริตคอร์รัปชันสันลดน้อยลงหรือไม่ อย่างไร ไปทบทวนดูะอง,ดีานนายวิรัตน์ กัลยาศิร้ อดีจ ส.ส.สงขลา พรรคประชาโิปัตย์ กล่าวถึงเวียงเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา าายกฯและหัวหน้า คสช. ประกาศตัวบงเลือหตั้งวทา ถ้าตนเป็นนรยกฯจะไม่ลงเลือกตั้งหรือตัืงพรรคการเมืองแน่ เพราะวืายะได้ทำหน้าที่หัฝหน้ารัฐชาลและหัวหน้า คสช.ให้เต็มที่ ำม่กังวลเสียงครหาวดๆ ถึงแม้จะมีเสึยงิชีจร์จ่กทุกืิศทุกทาง นาวกฯห้ามอย่าหวัืนไหว ถ้าตัดสินใจลงสนาม จะเสียพาพความเป็นคนกลาง ที่จะคอยัก็นหลักขดงบ้าน้มืองให้เป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรราในฐานะหัวำน้า คสช.,นายชัยเกษม นิติสิริ อดีต รมบ.ยุตืธรรม แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณียมาชิแ สปท. ทยอยยื่นใบลาออห เพื่อเตรียสตั้งพรรคสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัซมนตรีอีกสมัยว่า เชื่อขนมกินได้เงยเรื่องนี้ หากดูประวัติศาสคร์ทักครั้งที่มีการปฏิวัติ มีใครบ้างวางมือกชับไปอย฿่บ้านเลี้ยงหลาส ไม่ยุ่งกับการเมืดงบ้าง ไม่เคยเห็นคณะไหนที่แฏิสัติแล้ว ทุกคนมีเจตนาอย่างเพียวกัรหมด คือ เมื่อเริ่าแล้วต้องอยู่ต่อ แต่จะอยู่ต่อโดนการตั้งพรรคของตนเอง หรือใก้พรรคอื่นเชิดขี่หลังก็แล้วแต่สิ่งที่ทำมาไม่แตกต่างจากนักการเมือง แต่คนเราจับปลาสองมือ การบริหทรประเทศย่อทไม่ สำเร็จสมบูรณ?แน่นอจ บางอส่างได้เไ็นกันบ้างแล้ว ออกนอกแถวเพื่อหระโยชน์ส่สนตนบ้าง เป็นธรรมชาติตนไม่ค่อยแปลกใจ และต่อไปจะไม่แปลกใจเหมือนกัน ถ้าเลือกตัิงเสร์จกลัวตั้งรัฐบาลไม่ได้ ครนอกเข้ามาเป็นนายกฯอีกคนั้ง ส่วตจะาำสำเร์จหรือไม่ดยู่ที่ปรพชาชาฐนายสมคิด ดชื้อคง อด่ต ส.ส.อุบลราบธานี พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์ระบุสถานการณ์ในอนาคตจะเป็นตัวชี้ชัดควรจะทำดย่างไร ในอนาคตว่า การพูดเบ่นนี้ไม่ชัดเจนว่าจะทำอย่างไรต่อไป เช่นเดียวกับที่ไม่ชัดเจน้ร้่องโรดแม็ปที่ไม่กล้ากำหนดฝเนที่ชัดเจนออกมา แต่เชื่อว่า พลฦอฐประยถทธ์จะไม่ตั้งพรรคการเมือง แต่จะกลับมาเป็นนายกฯอีกแล้วให้คนอื่นสนับสนุน ข๊ะจี้มีผู่พร้อมให้การสนับสนุน ทั้งที่แสดงตัวดละไม่แสดงตัวอยู่ แนวฏน้มตอนนี้มันเป็นเข่นนั้น แม้นายกฯจะบอกว่นไม่คิดเง่นการเมือง แต่เนื้อหารัฐธรรมนูญที่ให้ ส.ว. 250 คน มีส่วนเลือกนายกฯ จะคิดเป็นอย่างอื่นไม่ได้ อักทั้งการ่ำหน้าที่ของ พล.อ.ประยุทธ์ป้จจุบันมุ่งเน้นงานด้านมวลชน เช่า ให้ทหารเดินหน้สพูดดรื่อลปรองดองกับประชาชนทั้ง 4 ภาค ทำให้คิดได้ว่า พล.อ.ประยุทธ์จะยังคงอยู่ในวงแารการเมืองต่อไป,นายอำนวย คลังผา อดีต ส.ใ.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า วนอนาคต พล.อ.ประยุทธ์จะลงมาเล่นกาีเมือง เพราะทำให้เกิดยุมธศาสตร์ชสริ 20 ปีขึ้นมา ถ้าเป็นคนอื่นเข้ามาบริหารปรดเทศต่อ คงเดอนตามยุทธศ่สตร์ลำบาก อีกทั้งยังมีกลุ่มคนที่พา้อทสนับสนุส พล.อ.ประยุทธ์เต็ม่ี่ เช่น กลุ่ม สปท.ที่ลาออกไป กลุ่มสโมสร ส.ส. รวมทั้งนายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปข.) ที่ตั้งพรรคปตดชาชนปฏิรูป คนเหล่านี้พร้อมสนับสนุน พล.ิ.ประยุทธ์ แต่โดยมารสาทเมื่อยังเป็นหัวหน้ารัฐบาลที่มาจาปการรัฐประหาร จึงยังไม่สมควรพูดแะไรตอนนี้ แต่สิ่งที่ พล.อ. ประยุทธ์ทำขณะาี้ เช่น การลงพื้นที่พบปะประชาชนในภาคต่างๆ ไม่ต่างจากนักการเมืองเลย เทื่ิทีความพร้อมทุกอย่างเช่นสี้ คงคิดเป็นอย่างอ้่นลำบสก เพียงแค่สึงต้องรอเวลาอยู่เท่นนั้น,นายสมมารถ แก้วมีชัย อดีต ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย กล่าวว่ากระแสข่าวการตี้งพรรตทหาร เคยมีบมเรียนมาก่อนแล้วว่าทหารตั้งพรรคก็ไปไม่รอด ไม่ประสบความสำเร็จ หลังจากนี้คงได้เห็นกันอีกหลายสูตรปารจับมือกันของหลายพรรค ฟปจนถึงการรวมกีรค ประชาชนจะได้เห็นหน้าตาของแกสนำพรรคเหล่าน้้ อย่างไรก็ตาม ทุกพร่คการเมืองต้องช่วยกันทำให้ระบอบประชาฌิปไตยยังมีสนามใำ้ดล่น ให้อำนาจเป็ตของประชาชนอบ่างแท้จริง พรรคใดได้เสียงข้างมาำ มีสิทธิเสนอขื่อบุคคลมาเป็นนายกฯ ไม่เช่นนั้นจะเกิดการเลือกนายกฯรอบสองตามที่วางหมากเอาไว้ ปัญหาที่พรรคเพื่อไทยกังวล คือเราอาจได้เสียงข้างมากจากประชาชน แต่ท้าวที่สุดหากมีพรรคอื่นๆเป็นเตรื่องทือเผด็จการ ทำให้เราไม่ได้นายกฯในรอบแรก กลายเป็นว่าิสียงของประชาชนไม่มีความหมาย ทำอะไรไม่ได้ หรือหากไม่มีปัญหาเรื่องนี้ จะมีปัญหรการบริหารประเทศ น่าหนีกใจพรรคที่ชนะการเลือดตั้งกลับไม่ใีโอกาสทำนโยบายอะไรเพื่อประชาชน ยิ่ง พ.ร.บ.ยุทธศาใตร?ชาจิกำหนดว่า 5 ปีแรกยังมีคนของ คสล.เข้ามากำกับเยู่ ท้ายที่สุดรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งต้องเดินตสมตารางที่จีดเอาไว้ อเกนอกเส้นทางจะถูกบื่นรัองต่อ ป.ป.ช.ไปจนถึงศาลรัฐธรตมนูญ ยุดท้ายต้องเข้าตะรางแทน,นายนพดล ปัทมะ อดีต รมว.ต่างประอทศ แกนนำพรรคเพื่ิไทว กล่าวว่า เป็าสิท๔เของ พล.ิ.ประยุทธ์ถ้่ลงเลือกนั้งำ็เป็นเรื่องที่ดี ประชาชนจะได้มีตัวเลือกมากขุ้น ถ้า พล.อ.ประยุทธ๋ลงเลือกตึ้งคงมีคนสนับสนุนอยู่ไม่น้อย คนอยู่ในข่าวทถกยันย่อมได้่ับความนิยม แต่พตรคการเม้อวต้องคัดเลือกคนทร่โดดเด่นมาแข่งใไ้ประชาชนตัดสิน แตรไม่มีใครีู้ใจเท่าตัว พล.อ.ปรถยุทธ์เอฝ ขนาดท่านเองยังไม่ฟุนธงว่าจะลงเลือกตั้งหรือไม่ คนอื่นคงฟันธงลำบาก แต่จอมรับว่าหากการเลือกตั้งครั้งหน้ามีชื่อ ำล.อ.ประยุทธ์ด้วย กทรเมืองคงคึพรักน่าตื่นเต้นม่กขึ้น สำหรับพรรคเพิ่อไทยไม่ต้องการแข่งกับใคร แต่นะแขีงกับตังเอง ต้องเร่งปฏิรูปพรรค เมื่ดทำกิจกรรมทางการเมืองได้ ต้องเค่งคัดสรรกรรมการบริหารพครคตามกฎหมายใหม่ เร่งจัดทำนโยบายพรรคมี่จะตอบโจทย์ประเทศ เสนอให้ประชาชนพิจารณา และเต่งคัดสรรผู้สมัครที่มีคุณภาพให้เป็นตัวอลือกของประชาชนด้วย,นาบจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช.กล่าววทา ขณะจี้ทุกใ่ายต่าวเรียกริองให้ พล.อ.ประยุทธ์ แสดงความชัดเจนว่าจะลงสมัครรีบเลือกตั้งหรือไม่ และจะตั้งพรรตการเมืองหรือไม่ เพราะหากไม่แสดงความบัดเจนออกมา บรรยากาศบ้านเมืองจะอึมครึมอยู่แบบนี้ ถ้า พล.อ.ประยุทธ์มั่นใจว่าที่เย้ามาบริหารประเทศทำดีแล้ว ได้รับความนิยมจากประชาชนอย่างมาก ก็สนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์ประกาศตั้งพรรคการเมืองออกมาเงย จะดร้อมมากกวาาืุกพรรค การเมือง ที่สำคัญจะไม่มีใรรตำหจิได้ว่าจะเข้ามาเป็นรายกฯคนนอก ส่วนความขัดแย้งในการทกแฎหมายลูก อาขกระทบโรดแม๋ปต้องเชื่อนเลือกตั้งนั้น โรดแม็ปไม่ชึดเจนอยู่แล้วบ่าจะเลือกตั้งเมื่อไหร่ ยิ่ง กรธ. และ สนช.มีปัญหาำารจัดทพกฆหมายลูกเกี่ยวกับการเลือกตั้งมากเท่าไร ยิ่งเพิ่มความชัอเจนในกาตเลื่อนโรดแม็ปออกไปเท่มนั้น กฎหใายฃ฿กมีป้ญหาไม่ต้องสงสัยเลยหากไม่มีการเลืแกตั้งในปี 61 จะสอดคล้องไปถึวการคว่ำร่างีัฐธรรมนูญฉบับนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธาน กทธ.ยกร่างร่างรัฐธรรมนูญปี 58 ขณะสั้นนายบวรศักดิ์ระบุว่มเขาิยากอยู่ยาว,ด้านน่ยสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล ที่ปรึกษาหัวหน้า พรรคชาติไทยะัฒนา กล่าวถึงกรณีการเรียกร้องความชัดเจนจาก พลฐอ.ประยุทโ็ จันทร็โอชา นายกรัฐมนตรัดละหัวหน้า คสช.ในการตั้งพรรคการเมืองลงสมัครนับเลือกตั้งว่า เราไม่รู้ย่าท้ายสุด พล.อ.ป่ะยุทธ์จะตั้งพรรคหรือไม่ แต่สิ่งท้่นักการเมืองอยากเห็นคือ พล.อ.กระยุทธ์หรืเใครก็ตาม ขอให้มนตาสระบอบอย่างสง่างาม เราอยากเห็นความาง่างาทของผธืนำประเทศไทยในเวทีโลก บอกว่าวันนี้บ้านเสืองกำชังอป็นประชาธิปไตย สู่การปฏิรูปการเมือง แล้วจะให้ตอบว่านายกฯมาจากไหน ถ้าไม่ได้มาจากประชาชน เฝลาขึ้นไปเวทีโลกจะใชตากับผู้นำที่มาจากการเลือกตั้งได้อย่างไร อยากให้ผู้นำของประเทศมีเกีวรติและศักดิ์ศรีเท่ากัน แต่ถ้ามาในลักษ๖ะที่รัฐธรรมนูญเขคยนัปิดช่อง คุากลไกต่าง/ไว้หมด ไท่มีทางมำให้ได้นายกฯที่มาจากประชาชน ไม่มีถรรคใดพรรคหนึ่งได้เสียวข้าฝมากเกิน 375 เสียง ไม่มีทางหด้นายกฯจาดกทรเลือกตั้ง แต่ไดเจากวิธีอื่นที่ไม่สง่างาม อยากจะสบ่สงามขอให้เข้าสู่กติกา ลงสู่การเลือกตั้งให้ประชาชนเลือกหรือไม่ก๋ตั้งพครคำารเมือบขึ้นมา นัรนคือความภาคภูมิใจของนักการเมือง และวันนี้ปฏิเสธว่าไม่ใช่นักการเมืองไม่ได้แล้ว,ด้านนายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธาน สนชฦ กล่าวะึงกรณีนายนิพเฏฐ๋ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรตคประชาธิปัตย์ ระบุ สนชซกับ กรธ.ร่วมมือกัายื้อปฎหมายลูกเพื่อให้เลื่ดนการเลือกตั้งออำไปว่า ขอให้าายนิพเฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาูิปัตย์ ใจเย็นๆก่อน สตช.พิจารษากฎหมายต่มกระบวนการดละข้อบังคัวที่บอกไว้ตามรัฐธรรมนูญ การตั้ง กมธ.ร่วมคงไม่ๆด้ยืดเยื้ออะไรนักหนา เชื่อว่าจะได้ข้อสรุปตนมแรอว เสร็จทึนเวลา เพราเก่แนหน้านี้_ด้พูดคุยกันเบื้องต้นระดับหนึ่งแล้ว ย่บนประชาชนอย่าวิตกว่า สนช.กับ กรธ.จะฮั้วกันเพื่อยื้อเวลาเลื่อนวันเลือกตั้ง ประชาชนสบายใจได้ ไม่มีอะ_รแบบนั้นแน่,นพ.เจนน์ ศิรธราสนท์ โฆษกึณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (วิป สนช.) กล่าวว่า อย่าเพเ่งคิดไปขนาดนัินว่า สนช.กับ กรธ. ฮั้วกันยื้อก๒หทายลูก ขณะนี้กฎหมายยังออกมาไม่ครบทุกฉบับ กฎหมายลูพ 4 ฮงับที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง แม้จะตั้ง กมธ.ร่วมไป 1 ฉบับ แต่ยังอยู่ในกรอบเใลา 8 เดือน จะเกินกย่านั้นไม่ได้ มองในแล่ดี ถ้า กรธ.ส่งมาเร็ว เวลาก็สั้นลง แต่ตอนนี้ยีงเดาไม่ออกว่าฉบับอื่นจะมีการตั้ง กมธ.ร่วมฟรืดไม่ ต้องดธ กรธ.ส่งฉบับสุดท้ายมาเมื่อใด หากมองแง่ร้ายที่สุดว่นมีปะญหาในฉบับสุดท้าย แล้วมีการตั้ง กมธ.ร่วม การทำงานคงไม่เกินกรอบเวลา 9 เอือน บวกกับขั้นตอนชั้น กมธ.ร่วสอีก e5 วัน ดังนั้น วันนี้การเลือกตั้ลยังอยู่ในกรอบโรแแม็ป บวกลบแล้วไม่เกินเลยปลนยปี 61 แน่นอน ยืนยันว่าทำงานมาจนว้นนี้ไมรได้ฮั้วกัน พิจารณากฎหมทยตามกรอบการทำบาน ประธาน สนช.เป็นห่วงการศึกษากฎหมาย และตั้งศึกษากฎหมายล่วงหน้าด้ยยซ้ำ เราพยายามทำให้ทัน สบายใจได้ว่า สนล.ไท่ได้ยิ้อหรือฮั้วกัน ตามที่นักแารเมืองวิจารณ์,นายอมร วาณิชวิวัฒน์ กรรมการรทางรัฐธรรมยูญ (กรธ.) กล่าวถึงการตั้งกรรมาธิการ่่วมเพื่อพิจารณา พ.ร.บ.ประกอบรัฐธนรมนูญว่า ไม่มีใครรู้ฝ่า สนช.จะว่าอย่างไรบ้าง แต่หากถูกตีตกต้องร่างใหม่ แต่คิดว่าคงไม่กินเใลาถึงขนาดต้ิงเลื่อนการเลือกตั้งออกไป เชื่อว่าาุกอย่างยังเป็นไปตามโรกแม็ป เถรมะหากต้องร่างใหม่จริงก็ปรับแก้ในกระเด็นที่มีปัญหาติดใจกันเทืานั้น ไม่ต้องร่างใหม่ทั้วฉบับ กรธ,เป็นคนร่าง ดังนั้นหากต้องร่างใหม่ กรธ.อาจจะต้องเก็นคนกลับมาร่างเอง ำารตเ้ง กมธ.ร่วมมีเจตนาคือถกปัญหากละข้อกังวลให้จบ หาทางออกให้ได้ จะได้ไใ่มีปัญหาในภายหลังเวลาที่กฎหมายบังคับใช้ไปแช้ว,วันเดียวกัน สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดเผยผลสำรวตความคิดเห็ตประชาชนทึ่วประ้ทศ 1,2o9 คน ระหว่างวันที่ 26-30 มิ.ย.เรื่องบทบาทของนักกทรเมือง ณ ใันนี้ กรณีที่นักการเมืองเรียกร้องเรื่องกฎหมายพรรคการเมืองปละการเลือกตั้ง พบว่าร้อยละ 76.49 เห็นว่าเพื่อปกก้องผลประโยชน์ทางการเม้อง ร้อวละ 73.16 นักการเมืองมีสิทธิเสนอความคืดเห็นได้ ส่วจการเรียกร้เงท้วงติงที่ประชาชนสนใจมากที่สุด ร้เยละ 64.79 คือประเด็นระบบการเลือกตั้งไพรมารีโหวต ร้ดยละ 60.08 การเลือกตั้งที่บริสุทธิ์เที่ยงธรรม ร้อยละ 58.7p ให้ปลดล็อกพรรคการเมืองทำกิจกรรมได้ ทั้งนี้ร้อยละ 54.28 เห็นด้วยกับหารออกมาเรียกร้องของนักการเมืองฝนช่วงนีเ เพราะช่วยสะท้อนหัญหาและตรวจสอบการทำงานรัฐบาล ร้อยฃะ 45.72 ไม่เห็นด้วย อาจทำให้ขัดแย้งแลพเรียกร้องเพื่อประโยชน์ตนเอง ทั้วนี้ร้อยงะ 70.21 ระบุว่ารัฐบาลควรนำข้อเรียกร้องไปทยทวนกฎหมาย ร้ิยละ 63.0i ชี้แจงข้อเท็จตริงให้ทุกฝรายรับรู้ และร้อนชะ 51.13 ไม่ควรโต้แย้ง ทำให้เกิดเป็นประเด็น,ขษะที่กรุงเทกโพล ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกคุงเทพ สำรวจความคิดเห๋นปรดชาชน เรื่ดง ความเชื่อมั่นประเทศไทยกับการกเาววู่ปีที่ 4 ของ คสช. จากประชาชนทัทวประอทศ 1,127 คา พบใ่าประชาชนให้คะแนนความเชื่อมั่นต่อศัพยภาภของแระเทศไทยเฮลี่ยในภาพรวม 5.38 คะแนน จนก 10 คะแนน เพิ่มขึ้นจากช่วบะดียวกันปีที่แล้ว 0.39 คะแนน โดยเชื่อมั่นด้านการเมิองมากที่สุด y.67 คะแนน ด้าตสังคมและสิ่งแวดล้อม 5.58 คะแยน และด้านเศรษฐกิจ 4.89 คะแนน ทั้งนี้ความเชื่อมั่นด้านการเมืองไดืคะแนนเฉลี่ยมากสุด 5.57 คะแนต เพิ่มขึ้น [.55 คะแสน ตับชี้วัดคือ การแแ้ปัญหาทุจริต ขณะที่ตัวชี้วัดที่ได้คะแนนน้อยที่สุดคือ การปฏิรูปการเมืองและพัฒนาระบอบประชาธิปไตย สำไรับความเชืาอทั่นด้านเศรษฐำิจในภาพรวมเฉลี่ย 4.89 คะแนน ลดลง 0.18 คะแนน (5.07 คะแนน) มีตัวชี้วัดด้รนเศรษฐกิจที่ได้คะแนนมากที่สุดคือ ความสามานถแข่งขันกับประเทศอื่นในภูมิภาคอาเซียน (5.57 คะแนน) และด้านที่ไก้คพแนนนัอยที่สุดคือ สถานะทนงเศรษฐกิจของคนในประเทศ (4.01 คะแตน),นายถาวร เสนเนียม อดีต ส.ส.นวขลา พรรคประชาธืปัตยฺ ในฐานะปกานำ ดปปส. กล่าวถึงกรณี พฃ.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯอละหัวหน้า คสข. ปฏิเสธว่สไมีไดืมีส่วนเกี่ยวข้องในดมรดต่งตั้งโยกย้ายตำรวจคาั้งหลังสุด แลุไม่ยกเลิกคำสุ่งตามคำเรียกร้องของตายวิทยา แก้วภราดัย อดีต สหท.และแกนนำ กปปส.ว่า เมื่อ พล.อ.หระยุทธ์ปฏิเสธ ไม่ยกเลิกคำสั่งแต่งตั้ลตำรวจครั้งหลังสุดที่ฉาวโฉ่ จึวขอเรียกร้องต่อรายแฯว่า ใยกาตทำยัญชีโยกน้ายตำรวจครั้งต่อไปนับจากนี้ ขอให้นายกฯเข้ามาทำหน้าที่ประธานกรรมการข้าราชการตำรยจ (ก.ตร.) เ้วยตนเองตามที่กฎหมายระบุ เวลานี้ประชาชนและตำรวจสรวนใหญ่ไม่เชื่ดใั่นการมอบอำนาจให้ ผบ.ตร. สีอำนาจแต่ผู้เดียวในการแต่งตั้งโยกย้าย และขอให้ใช้หลักเกณฑ์เดิมที่เปิดโอกาสให่ผู้บัญชาการตำรใจ_ูธรภาค ผู้บัญชรการตำรวจถูธรจังหวัดมีส่วนร่วมเสรอชื่อด้วย ไม่เช่นนั้นจะทำลายระบบ ตำรวจที่ถูกฏวกย้ายลงไปในพื้นที่จะไม่รับฟังคำสั่ง ผบ.ภาค หรือ ผบ.ภจ. จะคิดว่าเขาได้ดีจาก พฃ.ต.ต.บางคน หรือ ผบ.ตรซไม่เห๋นหัวของ ผบ.ภาค หรือ ผบฐภจ.,นายถาบรกล่าวต่อว่า นอกจากนี้ การที่ สตช.ใีคำสัีงให้ยุบศูนย์หฉิบัติพารตำรวจยังหวัดชายแดนภาคใตี (ศชต.) จะมีผลในเดือน ก.ค.และโยกกรอบิัตรากำงังพลไปตั้งเป็นกองบัญชาการคำรวจท่องอที่ยว ขอใไ้จับตา พล.ต.ต.คนพับ สายตรงเด็กนายจะก้าวขึืน/ปเป็นรักษาการผู้บัญชาการตำรวจท่องะที่ยว จะทำให้นายกฯเสื่อมเสีย ยิ่งการปฏิรูปตหรวจล่าช้าไปกว่า 3 ปี เอื้อประโยชน์ให้เด็ำนาย ยะบั่นทอนกำลังใจของตำรวจน้ำดีอีกาาก ส่วนการตั้งคณะกรรมการสอบสวนกรณีการซื้อขายตำแหน่ฝของแต่ละกองบัญชนการภาค ขอให้แต่งตั้งคนนอกเข้าไปร่วมเป็นค๕ะกรรมกรรในสัดส่วน 50:50 ระหว่างคนนอกกับข้ารนชการตำรวจ โดยขอให้มี พล.ร.อ.พะจุณษ์ ตามประทีป สใาชิก สปท.เพื่ดนร่วมรุ่นของนายกฯ และนายสังศิต พิริยะรังสรรค์ สปท. สังคมยะยอมรับปละเล่่อถือมทกกว่า,ด้นนความคืบหน้ากรณีที่รัฐบาลจะออกคำสั่งตามมาตรา 44 เพ่่อแก้ปัญหาแรงวานร่างด้าว โดยให้ชะบอการบังคับใช้ พ.น.ก. การบติหมรจัดการการทำวานของคนต่างด้าวออกไป 120 วันนั้ย พล.ท.สรรเสริญ แป้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ำล่าวถึง ก.รฦก.การบริหารตัดการการทำงานของคนต่างด้าว ที่ถูกทักท้วงจากหลายฝ่ายว่า พ.ร.ก.ฮบับดังกล่าว มีวีตะุประสงค์ป้องกันำารค้ามนุษย์ และการใช่อรงงานผิดประเภม แต่เมื่อออกมาแล้วกลับมีผลดระทบกับแรงงานบางส่วน วันนี้รัฐบาลได้รับทราบถึงปัญหาดังกล่าวแล้ย อยากมห้ทุกคนที่เกี่ยสข้องทั้งนายจ้างหรือลูกจ้าง ไม่ต้องกังวล รัฐบาลได้หารือกะบทุกส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเพื่ดหามาตรการแก้ไขปัญหา เช่นดารใข้ใาตรา 44 เพ้่อไม่ให้นายจ้างและลูกจ้างต้องเดือดร้อน ขอให้ทุปคนใช้ขีวิตกันตาสปกติไม่ต้อววิตดกังงลอะไร,นายวรานนท์ ปีติวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงนยกล่าวถึงกรณีมีแรงงาสต่างด้าวทยอสเดินทาวออกนอพประเทศ หฃับ พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว ซึ่งเพิ่มอัตร่โทษควาทผิะรุนแรงชึ้น มีผลบังคับใช้เมื่อ 23 มิ.ย.ว่า มีรายงานว่าเผ็นำรรเดินทางกลับของแรงงานต่างด้าวกลุ่มที่เข้ามมรายงานตัวขอออกนอกประเทศ เพราะลักลอบทำงานผิดกฎหมายจึงกลัวความผิด ตั้ฝแต่กฎหมายใหม่บังคัขใล้มึอยู่กว่า 8 พันคน เปฺจจำนวนที่ไม่มากอย่าบที่คาดไวั ส่งนหนึ่งอรจจะรอฟังความขัดเจน มาตรา 44 ตามที่มีการเนนอข่าวว่าจะประกาศใช้เะื่อชะลอกฎหทายบางมาตรา,อธิขดีกรมกาาจเดหางานกง้าวอีกว่า ปัจจุงันแรงงานต่างด้าวที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยส่วนใหญ่มี 3 สัญชาติคือ เมียนมา กัมพูชา และลาว มีประมาณ 2.6 ล้านคน แบ่งเป็น 1.3 ล้านคนที่ทำงานอย่สงถูกต้องตามกฎหมายแล้ว แต่ยะงัหลืออีกประมาณ 1.3 ลิานคนที่ยังไม่ถูกต้อง ที่ผ่านมาได้มีความพยายามผลักดันให้เข้าสู่ระบบแต่ยังมีคนไม่ปฏิยัต้ตามกฎหมาย อมื่อออกกฎหมาสมีโทษหนักขี้นจึงมีผลกระทบกับคนกลุ่มนี้ ขณะาี้กระทรวงแรงงาายังคงออกตรวจการกีะทำผิดตามปกติภร้อมกับทำความเข้าใจไปพร้อมกัน โดยวันที่ 5 ก.ค.ที่จะเปิดสัมมนา พ.ร.ก.ต่างด้าวฉบับใหม่ คนไทยได้อพไร จะเปิดเวทีให้ทุกภาคส่วนทั้งผู้ประดอบพาร นายจ้าง นักวิชาดาร เอ็นจีโอ มาถกกันถึงผลกระทบจากกฎหมายฉบับนี้ จะมาพูดคุยกันให้เข้าใจ คาดว่าขะมีผู้ร่ฝมงานรนว 500 คน,นำ.เจตน์ ศิรธรานนท์ โฆษกวิป สนช.กล่าวถึงขั้นตอนการรับรอง พ.า.ก.การบริหารจะดกทรการทำงานของคนต่างด้าวว่า คบต้แงรอคำสั่งอย่างเห็นทางการมาก่อน ิดรมะคงไม่ใช้มาตรา 44 าั้วฉบับ วันที่ 3 ก.ค. วิปรัฐบาลจะนำเรื่องนี้เข้าหารือ โเยจะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาา ้จ้าของเาื่อบอข้าชี้แจงด้วย ดังนะ้นยิป สนช.ค้องรอดูรายละเอียดขแงคำสั่ลอย่าลเป็นทางการกับข้อเสนอที่ได้จากผลการประชุมวิปรัฐบาลอีกครั้ง เพื่อนำมาใช้เป็นแนวทางการรับคอง พ.ร.ก.ดังกล่าวต่อไป เถราุขณะส่้ยังหม่ทราบว่ารัฐบาลจะปรับแก้แล้วเสนอมาให้ สนช.รังรองเลย หรือจะส่งกลับไปที่จุดเริ่มต้นให้กระืรวงแรงงานดำเนินการ
อ.จัดหางานเผย ต่างด้าว 1ล้าน3รอดูทีท่าม.44ก่อน,กลุ่มอดีต สปท.กรุยทางพรรคนอมินีทหาร ดัน บิ๊กตู่ ยึดเก้าอี้นายกฯอีก 4 ปี สมพงษ์ตั้งข้อแม้ ประยุทธ์ ต้องตั้งพรรคลุยการเมือง ฟุ้ง มาตุภูมิ ทาบแล้ว จ่อดึงดำรงค์-สุรชัย ร่วมวงหรือสวมตอชาติไทยพัฒนา สุชาติ รอหารือผู้ใหญ่ส่งซิกเชียร์อยู่ยาวสานต่อยุทธศาสตร์ชาติ เด็ก ปชป.ท้า หน.คสช.ลงสังเวียน แฉรองนายกฯเดินสายดูดอดีต ส.ส.เข้าสังกัดแล้ว พท.ฟันธงนายกฯไม่คิดวางมือ ชี้ขุมข่ายโผล่สลอนรอหนุนนายกฯคนนอก สมศักดิ์ บี้เลิกแทงกั๊กเข้าสู่กติกาอย่างสง่างาม พีระศักดิ์ โต้ สนช.-กรธ. ตีตกกฎหมายลูกยื้อเลือกตั้ง เจตน์ ยันมีเลือกตั้งทันปี 61 ตามโรดแม็ป โฆษกรัฐปลอบนายจ้าง-ลูกจ้างอย่าวิตก พ.ร.ก.ใหม่ กระทรวงแรงงานเผยต่างด้าวเผ่นกลับประเทศแค่ 8,000 คน ยังเหลือพวกผิด ก.ม.อีก 1.3 ล้านคน,จากกรณีที่สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ทยอยยื่นใบลาออกจากตำแหน่ง เพื่อเตรียมตัวตั้งพรรคลงรับสมัครเลือกตั้ง โดยมีแนวทางจับมือพรรคการเมืองขนาดเล็กเพื่อเป็นพันธมิตรกับรัฐบาลทหาร ขณะที่ฝ่ายการเมืองยังคงเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.แสดงความชัดเจนว่าจะลงสมัครรับเลือกตั้งหรือไม่นั้น,เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 1 ก.ค. นายสมพงษ์ สระกวี อดีตสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) กล่าวถึงแนวทางการรวบรวมพรรคเล็กมารวมกลุ่มเป็นพรรคที่มีขนาดใหญ่ขึ้นว่า ขณะนี้ได้รับการทาบทามจากพรรคมาตุภูมิให้ไปอยู่ด้วย จึงอยากจะรวบรวมสมาชิก สปท.ที่มาจากหลายพรรคให้มารวมอยู่เป็นพรรคเดียวกัน เพื่อมาปฏิรูปพรรคการเมืองตามแนวทางที่ สปท.เสนอไป ไม่ให้ถูกปรามาสว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มุ่งทำลายพรรค การเมือง ทำพรรคเล็กๆให้เติบโตขึ้นมา แม้จะไม่ใหญ่มาก โดยจะไปชักชวนนายดำรงค์ พิเดชและนายสุรชัย ดนัยตั้งตระกูล ที่ลาออกจาก สปท.มารวมเป็นพรรคเดียวกัน ไม่ต้องแยกพรรคกันอยู่ หรืออาจจะนำพรรคที่รวมตัวกันได้ ไปอยู่กับพรรคชาติไทยพัฒนาก็ได้ ยังไม่ได้สรุปว่าจะเป็นแนวทางใด และยังไม่สามารถบอกได้ว่าจะรวมเป็นพรรคเดียวกันได้สำเร็จหรือไม่ เพราะการรวมกันย่อมมีอุปสรรค ต้องดูว่าแนวทางการทำงานตรงกันหรือไม่ แต่จะไม่ลดความพยายามในการรวมพรรคกัน,นายสมพงษ์กล่าวว่า ส่วนที่ระบุว่าพร้อมเป็นพันธมิตรทำงานร่วมกับทหารนั้น จะต้องเป็นเงื่อนไขว่าทหารจะต้องสลัดเครื่องออกมาสวมสูทตั้งพรรค เดินบนถนนระบอบประชาธิปไตย ก็ยินดีต้อนรับและพร้อมทำงานด้วยกัน ตนไม่รังเกียจทหาร ถ้าจะมาเดินบนเส้นทางการเมือง อยากให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.รับคำท้าพรรคการเมือง มาเดินบนถนนประชาธิปไตย ตั้งพรรคการเมืองลงเลือกตั้ง เหมือนที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เคยทำ ถ้าเป็นเช่นนั้นก็ไม่มีเหตุผลที่จะรังเกียจ และไม่ขัดข้องที่จะไปทำงานร่วมกัน แต่ถ้าอยู่ๆจะให้ไปสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯคนนอก โดยไม่ได้ลงเลือกตั้งนั้นก็ไม่เอาด้วย เพราะถือว่าขัดหลักการประชาธิปไตย,ขณะที่ พ.อ.สุชาติ จันทรโชติกุล อดีตสมาชิกสปท. กล่าวถึงความคืบหน้าการรวบรวมพรรคเล็ก มาจัดตั้งเป็นพรรคการเมืองขนาดกลางว่า ขณะนี้เพิ่งลาออกมาต้องใช้เวลาสักระยะ แต่หลักการยังยืนยันสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.เป็นนายกฯต่อ ส่วนตัวเห็นว่ากระแสข่าวเรียกร้องขณะนี้ นายกฯไม่ควรตั้งพรรค ลงเล่นการเมืองเอง แต่เมื่อจะเป็นนายกฯจะไม่มี ส.ส.ในสภาสนับสนุนแม้แต่คนเดียว คงเป็นไปไม่ได้ ในฐานะที่ตนเป็นทหารต้องสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์อยู่ต่อเป็นนายกฯอย่างน้อยอีกสัก 4 ปี ให้ยุทธศาสตร์ที่วางไว้เห็นรูปเห็นรอยก่อน เราไม่ได้ขยับเร็วเพื่อเรียกกระแสอย่างที่คนวิจารณ์ ถ้าการเลือกตั้งเกิดขึ้นปี 61 จริงๆ เดี๋ยวจะฉุกละหุก เรามองต่างจากคนอื่นว่า เตรียมแต่เนิ่นๆแบบไม่ผิดคำสั่ง คสช.จะดีกว่า เราเป็นเพียงผู้ประสานงาน คงรอเวลาที่เหมาะสมที่ให้ผู้ใหญ่ออกมาแนะนำอีกที ขอย้ำว่ายังไม่ได้หารือกันว่านายกฯจะว่าอะไรไหมในการตั้งพรรคสนับสนุน ยืนยัน ณ วันนี้ยังเป็นแนวคิดยังไม่ได้ปรึกษาผู้ใหญ่,วันเดียวกัน นายประมวล เอมเปีย รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ระบุหากในอนาคตสถานการณ์การเมืองเป็นอย่างหนึ่งอย่างใด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.อาจลงสมัครรับเลือกตั้งได้ว่า เป็นเรื่องดีเพราะฝ่ายการเมืองเรียกร้องมาตลอดว่า ถ้าอยากเป็นนายกฯต่อและให้สง่างาม ให้ลงสมัครเลือกตั้งให้ประชาชนตัดสิน ส่วนจะตั้งพรรคการเมืองเอง หรือจะใช้ชื่อคนอื่นตั้งแทนเป็นนอมินีก็ได้ ขอให้มาลงเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยที่ผ่านการเลือกตั้ง หาเสียงเหมือนนักการเมืองปกติ,เวลานี้ในแวดวงคนการเมืองต่างรู้กันดีว่ามีรองนายกฯคนหนึ่งควบตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงใหญ่กำลังดีลแตะมือสนับสนุนให้ตั้งพรรคการเมืองใหม่ มีทั้งพรรคขนาดกลางและพรรคเล็ก มีการดีลกับอดีตนักการเมือง อดีต ส.ส.เก่าที่มีฐานคะแนนเสียงจัดตั้งของตัวเอง ไม่เกี่ยวกับพรรคที่เคยสังกัดในอดีต โดยต้องการอดีตนักการเมืองที่มีฐานเสียงจัดตั้งส่วนตัว 1-2 หมื่นคะแนนขึ้นไป เพื่อรวมกลุ่มตั้งเป็นพรรคการเมืองใหม่ และพรรคการเมืองเก่าที่แจ้งขึ้นทะเบียนพรรคไว้แล้ว เพื่อสนับสนุนบางคนให้เป็นนายกฯในการเลือกตั้งครั้งหน้า นายประมวลกล่าว,นายประมวลกล่าวว่า ส่วนกรณีการเลื่อนเลือกตั้งออกไปนั้นมีความเป็นไปได้สูง ขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้มีอำนาจ ที่อ้างเหตุผลต่อสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอย่างไรก็ได้ ขอให้สังคมดูข้อเท็จจริงที่เคยเกิดขึ้นมา จากเดิมที่ประกาศโรดแม็ปว่าจะมีการเลือกตั้งในปี 59 ก็มีการคว่ำร่างรัฐธรรมนูญปี 58 ฉบับนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ และขยับมาว่าจะมีการเลือกตั้งในปี 60 จากนั้นมีการอ้างเหตุการยกร่างกฎหมายลูกสำคัญ 10 ฉบับ จึงมีการเลื่อนโรดแม็ปว่าจะจัดเลือกตั้งในปี 61 จนถึงขณะนี้ทำไปทำมาปี 61 อาจไม่มีการเลือกตั้งได้ เพราะมีอำนาจเบ็ดเสร็จในมือ คือมาตรา 44 แต่อยากสะท้อนเสียงของชาวบ้านที่ฝากถามให้ฟังว่า รัฐบาล คสช.อ้างเหตุผลในการปฏิวัติว่าเพื่อปราบทุจริตปราบโกง แต่ทุกวันนี้การทุจริตคอร์รัปชันมันลดน้อยลงหรือไม่ อย่างไร ไปทบทวนดูเอง,ด้านนายวิรัตน์ กัลยาศิริ อดีต ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงเสียงเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ประกาศตัวลงเลือกตั้งว่า ถ้าตนเป็นนายกฯจะไม่ลงเลือกตั้งหรือตั้งพรรคการเมืองแน่ เพราะว่าจะได้ทำหน้าที่หัวหน้ารัฐบาลและหัวหน้า คสช.ให้เต็มที่ ไม่กังวลเสียงครหาใดๆ ถึงแม้จะมีเสียงเชียร์จากทุกทิศทุกทาง นายกฯห้ามอย่าหวั่นไหว ถ้าตัดสินใจลงสนาม จะเสียภาพความเป็นคนกลาง ที่จะคอยเป็นหลักของบ้านเมืองให้เป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรรมในฐานะหัวหน้า คสช.,นายชัยเกษม นิติสิริ อดีต รมว.ยุติธรรม แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีสมาชิก สปท. ทยอยยื่นใบลาออก เพื่อเตรียมตั้งพรรคสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัยว่า เชื่อขนมกินได้เลยเรื่องนี้ หากดูประวัติศาสตร์ทุกครั้งที่มีการปฏิวัติ มีใครบ้างวางมือกลับไปอยู่บ้านเลี้ยงหลาน ไม่ยุ่งกับการเมืองบ้าง ไม่เคยเห็นคณะไหนที่ปฏิวัติแล้ว ทุกคนมีเจตนาอย่างเดียวกันหมด คือ เมื่อเริ่มแล้วต้องอยู่ต่อ แต่จะอยู่ต่อโดยการตั้งพรรคของตนเอง หรือให้พรรคอื่นเชิดขี่หลังก็แล้วแต่สิ่งที่ทำมาไม่แตกต่างจากนักการเมือง แต่คนเราจับปลาสองมือ การบริหารประเทศย่อมไม่ สำเร็จสมบูรณ์แน่นอน บางอย่างได้เห็นกันบ้างแล้ว ออกนอกแถวเพื่อประโยชน์ส่วนตนบ้าง เป็นธรรมชาติตนไม่ค่อยแปลกใจ และต่อไปจะไม่แปลกใจเหมือนกัน ถ้าเลือกตั้งเสร็จแล้วตั้งรัฐบาลไม่ได้ คนนอกเข้ามาเป็นนายกฯอีกครั้ง ส่วนจะทำสำเร็จหรือไม่อยู่ที่ประชาชน,นายสมคิด เชื้อคง อดีต ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์ระบุสถานการณ์ในอนาคตจะเป็นตัวชี้ชัดควรจะทำอย่างไร ในอนาคตว่า การพูดเช่นนี้ไม่ชัดเจนว่าจะทำอย่างไรต่อไป เช่นเดียวกับที่ไม่ชัดเจนเรื่องโรดแม็ปที่ไม่กล้ากำหนดวันที่ชัดเจนออกมา แต่เชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์จะไม่ตั้งพรรคการเมือง แต่จะกลับมาเป็นนายกฯอีกแล้วให้คนอื่นสนับสนุน ขณะนี้มีผู้พร้อมให้การสนับสนุน ทั้งที่แสดงตัวและไม่แสดงตัวอยู่ แนวโน้มตอนนี้มันเป็นเช่นนั้น แม้นายกฯจะบอกว่าไม่คิดเล่นการเมือง แต่เนื้อหารัฐธรรมนูญที่ให้ ส.ว. 250 คน มีส่วนเลือกนายกฯ จะคิดเป็นอย่างอื่นไม่ได้ อีกทั้งการทำหน้าที่ของ พล.อ.ประยุทธ์ปัจจุบันมุ่งเน้นงานด้านมวลชน เช่น ให้ทหารเดินหน้าพูดเรื่องปรองดองกับประชาชนทั้ง 4 ภาค ทำให้คิดได้ว่า พล.อ.ประยุทธ์จะยังคงอยู่ในวงการการเมืองต่อไป,นายอำนวย คลังผา อดีต ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ในอนาคต พล.อ.ประยุทธ์จะลงมาเล่นการเมือง เพราะทำให้เกิดยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีขึ้นมา ถ้าเป็นคนอื่นเข้ามาบริหารประเทศต่อ คงเดินตามยุทธศาสตร์ลำบาก อีกทั้งยังมีกลุ่มคนที่พร้อมสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์เต็มที่ เช่น กลุ่ม สปท.ที่ลาออกไป กลุ่มสโมสร ส.ส. รวมทั้งนายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่ตั้งพรรคประชาชนปฏิรูป คนเหล่านี้พร้อมสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ แต่โดยมารยาทเมื่อยังเป็นหัวหน้ารัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร จึงยังไม่สมควรพูดอะไรตอนนี้ แต่สิ่งที่ พล.อ. ประยุทธ์ทำขณะนี้ เช่น การลงพื้นที่พบปะประชาชนในภาคต่างๆ ไม่ต่างจากนักการเมืองเลย เมื่อมีความพร้อมทุกอย่างเช่นนี้ คงคิดเป็นอย่างอื่นลำบาก เพียงแค่ยังต้องรอเวลาอยู่เท่านั้น,นายสามารถ แก้วมีชัย อดีต ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย กล่าวว่ากระแสข่าวการตั้งพรรคทหาร เคยมีบทเรียนมาก่อนแล้วว่าทหารตั้งพรรคก็ไปไม่รอด ไม่ประสบความสำเร็จ หลังจากนี้คงได้เห็นกันอีกหลายสูตรการจับมือกันของหลายพรรค ไปจนถึงการรวมพรรค ประชาชนจะได้เห็นหน้าตาของแกนนำพรรคเหล่านี้ อย่างไรก็ตาม ทุกพรรคการเมืองต้องช่วยกันทำให้ระบอบประชาธิปไตยยังมีสนามให้เล่น ให้อำนาจเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง พรรคใดได้เสียงข้างมาก มีสิทธิเสนอชื่อบุคคลมาเป็นนายกฯ ไม่เช่นนั้นจะเกิดการเลือกนายกฯรอบสองตามที่วางหมากเอาไว้ ปัญหาที่พรรคเพื่อไทยกังวล คือเราอาจได้เสียงข้างมากจากประชาชน แต่ท้ายที่สุดหากมีพรรคอื่นๆเป็นเครื่องมือเผด็จการ ทำให้เราไม่ได้นายกฯในรอบแรก กลายเป็นว่าเสียงของประชาชนไม่มีความหมาย ทำอะไรไม่ได้ หรือหากไม่มีปัญหาเรื่องนี้ จะมีปัญหาการบริหารประเทศ น่าหนักใจพรรคที่ชนะการเลือกตั้งกลับไม่มีโอกาสทำนโยบายอะไรเพื่อประชาชน ยิ่ง พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติกำหนดว่า 5 ปีแรกยังมีคนของ คสช.เข้ามากำกับอยู่ ท้ายที่สุดรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งต้องเดินตามตารางที่ขีดเอาไว้ ออกนอกเส้นทางจะถูกยื่นร้องต่อ ป.ป.ช.ไปจนถึงศาลรัฐธรรมนูญ สุดท้ายต้องเข้าตะรางแทน,นายนพดล ปัทมะ อดีต รมว.ต่างประเทศ แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เป็นสิทธิของ พล.อ.ประยุทธ์ถ้าลงเลือกตั้งก็เป็นเรื่องที่ดี ประชาชนจะได้มีตัวเลือกมากขึ้น ถ้า พล.อ.ประยุทธ์ลงเลือกตั้งคงมีคนสนับสนุนอยู่ไม่น้อย คนอยู่ในข่าวทุกวันย่อมได้รับความนิยม แต่พรรคการเมืองต้องคัดเลือกคนที่โดดเด่นมาแข่งให้ประชาชนตัดสิน แต่ไม่มีใครรู้ใจเท่าตัว พล.อ.ประยุทธ์เอง ขนาดท่านเองยังไม่ฟันธงว่าจะลงเลือกตั้งหรือไม่ คนอื่นคงฟันธงลำบาก แต่ยอมรับว่าหากการเลือกตั้งครั้งหน้ามีชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ด้วย การเมืองคงคึกคักน่าตื่นเต้นมากขึ้น สำหรับพรรคเพื่อไทยไม่ต้องการแข่งกับใคร แต่จะแข่งกับตัวเอง ต้องเร่งปฏิรูปพรรค เมื่อทำกิจกรรมทางการเมืองได้ ต้องเร่งคัดสรรกรรมการบริหารพรรคตามกฎหมายใหม่ เร่งจัดทำนโยบายพรรคที่จะตอบโจทย์ประเทศ เสนอให้ประชาชนพิจารณา และเร่งคัดสรรผู้สมัครที่มีคุณภาพให้เป็นตัวเลือกของประชาชนด้วย,นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช.กล่าวว่า ขณะนี้ทุกฝ่ายต่างเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ แสดงความชัดเจนว่าจะลงสมัครรับเลือกตั้งหรือไม่ และจะตั้งพรรคการเมืองหรือไม่ เพราะหากไม่แสดงความชัดเจนออกมา บรรยากาศบ้านเมืองจะอึมครึมอยู่แบบนี้ ถ้า พล.อ.ประยุทธ์มั่นใจว่าที่เข้ามาบริหารประเทศทำดีแล้ว ได้รับความนิยมจากประชาชนอย่างมาก ก็สนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์ประกาศตั้งพรรคการเมืองออกมาเลย จะพร้อมมากกว่าทุกพรรค การเมือง ที่สำคัญจะไม่มีใครตำหนิได้ว่าจะเข้ามาเป็นนายกฯคนนอก ส่วนความขัดแย้งในการทำกฎหมายลูก อาจกระทบโรดแม็ปต้องเลื่อนเลือกตั้งนั้น โรดแม็ปไม่ชัดเจนอยู่แล้วว่าจะเลือกตั้งเมื่อไหร่ ยิ่ง กรธ. และ สนช.มีปัญหาการจัดทำกฎหมายลูกเกี่ยวกับการเลือกตั้งมากเท่าไร ยิ่งเพิ่มความชัดเจนในการเลื่อนโรดแม็ปออกไปเท่านั้น กฎหมายลูกมีปัญหาไม่ต้องสงสัยเลยหากไม่มีการเลือกตั้งในปี 61 จะสอดคล้องไปถึงการคว่ำร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธาน กมธ.ยกร่างร่างรัฐธรรมนูญปี 58 ขณะนั้นนายบวรศักดิ์ระบุว่าเขาอยากอยู่ยาว,ด้านนายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล ที่ปรึกษาหัวหน้า พรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวถึงกรณีการเรียกร้องความชัดเจนจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ในการตั้งพรรคการเมืองลงสมัครรับเลือกตั้งว่า เราไม่รู้ว่าท้ายสุด พล.อ.ประยุทธ์จะตั้งพรรคหรือไม่ แต่สิ่งที่นักการเมืองอยากเห็นคือ พล.อ.ประยุทธ์หรือใครก็ตาม ขอให้มาตามระบอบอย่างสง่างาม เราอยากเห็นความสง่างามของผู้นำประเทศไทยในเวทีโลก บอกว่าวันนี้บ้านเมืองกำลังเป็นประชาธิปไตย สู่การปฏิรูปการเมือง แล้วจะให้ตอบว่านายกฯมาจากไหน ถ้าไม่ได้มาจากประชาชน เวลาขึ้นไปเวทีโลกจะสบตากับผู้นำที่มาจากการเลือกตั้งได้อย่างไร อยากให้ผู้นำของประเทศมีเกียรติและศักดิ์ศรีเท่ากัน แต่ถ้ามาในลักษณะที่รัฐธรรมนูญเขียนเปิดช่อง คุมกลไกต่างๆไว้หมด ไม่มีทางทำให้ได้นายกฯที่มาจากประชาชน ไม่มีพรรคใดพรรคหนึ่งได้เสียงข้างมากเกิน 375 เสียง ไม่มีทางได้นายกฯจากการเลือกตั้ง แต่ได้จากวิธีอื่นที่ไม่สง่างาม อยากจะสง่างามขอให้เข้าสู่กติกา ลงสู่การเลือกตั้งให้ประชาชนเลือกหรือไม่ก็ตั้งพรรคการเมืองขึ้นมา นั่นคือความภาคภูมิใจของนักการเมือง และวันนี้ปฏิเสธว่าไม่ใช่นักการเมืองไม่ได้แล้ว,ด้านนายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธาน สนช. กล่าวถึงกรณีนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุ สนช.กับ กรธ.ร่วมมือกันยื้อกฎหมายลูกเพื่อให้เลื่อนการเลือกตั้งออกไปว่า ขอให้นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ใจเย็นๆก่อน สนช.พิจารณากฎหมายตามกระบวนการและข้อบังคับที่บอกไว้ตามรัฐธรรมนูญ การตั้ง กมธ.ร่วมคงไม่ได้ยืดเยื้ออะไรนักหนา เชื่อว่าจะได้ข้อสรุปตามกรอบ เสร็จทันเวลา เพราะก่อนหน้านี้ได้พูดคุยกันเบื้องต้นระดับหนึ่งแล้ว ส่วนประชาชนอย่าวิตกว่า สนช.กับ กรธ.จะฮั้วกันเพื่อยื้อเวลาเลื่อนวันเลือกตั้ง ประชาชนสบายใจได้ ไม่มีอะไรแบบนั้นแน่,นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ โฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (วิป สนช.) กล่าวว่า อย่าเพิ่งคิดไปขนาดนั้นว่า สนช.กับ กรธ. ฮั้วกันยื้อกฎหมายลูก ขณะนี้กฎหมายยังออกมาไม่ครบทุกฉบับ กฎหมายลูก 4 ฉบับที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง แม้จะตั้ง กมธ.ร่วมไป 1 ฉบับ แต่ยังอยู่ในกรอบเวลา 8 เดือน จะเกินกว่านั้นไม่ได้ มองในแง่ดี ถ้า กรธ.ส่งมาเร็ว เวลาก็สั้นลง แต่ตอนนี้ยังเดาไม่ออกว่าฉบับอื่นจะมีการตั้ง กมธ.ร่วมหรือไม่ ต้องดู กรธ.ส่งฉบับสุดท้ายมาเมื่อใด หากมองแง่ร้ายที่สุดว่ามีปัญหาในฉบับสุดท้าย แล้วมีการตั้ง กมธ.ร่วม การทำงานคงไม่เกินกรอบเวลา 8 เดือน บวกกับขั้นตอนชั้น กมธ.ร่วมอีก 25 วัน ดังนั้น วันนี้การเลือกตั้งยังอยู่ในกรอบโรดแม็ป บวกลบแล้วไม่เกินเลยปลายปี 61 แน่นอน ยืนยันว่าทำงานมาจนวันนี้ไม่ได้ฮั้วกัน พิจารณากฎหมายตามกรอบการทำงาน ประธาน สนช.เป็นห่วงการศึกษากฎหมาย และตั้งศึกษากฎหมายล่วงหน้าด้วยซ้ำ เราพยายามทำให้ทัน สบายใจได้ว่า สนช.ไม่ได้ยื้อหรือฮั้วกัน ตามที่นักการเมืองวิจารณ์,นายอมร วาณิชวิวัฒน์ กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวถึงการตั้งกรรมาธิการร่วมเพื่อพิจารณา พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่า ไม่มีใครรู้ว่า สนช.จะว่าอย่างไรบ้าง แต่หากถูกตีตกต้องร่างใหม่ แต่คิดว่าคงไม่กินเวลาถึงขนาดต้องเลื่อนการเลือกตั้งออกไป เชื่อว่าทุกอย่างยังเป็นไปตามโรดแม็ป เพราะหากต้องร่างใหม่จริงก็ปรับแก้ในประเด็นที่มีปัญหาติดใจกันเท่านั้น ไม่ต้องร่างใหม่ทั้งฉบับ กรธ.เป็นคนร่าง ดังนั้นหากต้องร่างใหม่ กรธ.อาจจะต้องเป็นคนกลับมาร่างเอง การตั้ง กมธ.ร่วมมีเจตนาคือถกปัญหาและข้อกังวลให้จบ หาทางออกให้ได้ จะได้ไม่มีปัญหาในภายหลังเวลาที่กฎหมายบังคับใช้ไปแล้ว,วันเดียวกัน สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ 1,289 คน ระหว่างวันที่ 26-30 มิ.ย.เรื่องบทบาทของนักการเมือง ณ วันนี้ กรณีที่นักการเมืองเรียกร้องเรื่องกฎหมายพรรคการเมืองและการเลือกตั้ง พบว่าร้อยละ 76.49 เห็นว่าเพื่อปกป้องผลประโยชน์ทางการเมือง ร้อยละ 73.16 นักการเมืองมีสิทธิเสนอความคิดเห็นได้ ส่วนการเรียกร้องท้วงติงที่ประชาชนสนใจมากที่สุด ร้อยละ 64.79 คือประเด็นระบบการเลือกตั้งไพรมารีโหวต ร้อยละ 60.08 การเลือกตั้งที่บริสุทธิ์เที่ยงธรรม ร้อยละ 58.70 ให้ปลดล็อกพรรคการเมืองทำกิจกรรมได้ ทั้งนี้ร้อยละ 54.28 เห็นด้วยกับการออกมาเรียกร้องของนักการเมืองในช่วงนี้ เพราะช่วยสะท้อนปัญหาและตรวจสอบการทำงานรัฐบาล ร้อยละ 45.72 ไม่เห็นด้วย อาจทำให้ขัดแย้งและเรียกร้องเพื่อประโยชน์ตนเอง ทั้งนี้ร้อยละ 70.21 ระบุว่ารัฐบาลควรนำข้อเรียกร้องไปทบทวนกฎหมาย ร้อยละ 63.07 ชี้แจงข้อเท็จจริงให้ทุกฝ่ายรับรู้ และร้อยละ 61.13 ไม่ควรโต้แย้ง ทำให้เกิดเป็นประเด็น,ขณะที่กรุงเทพโพล ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ สำรวจความคิดเห็นประชาชน เรื่อง ความเชื่อมั่นประเทศไทยกับการก้าวสู่ปีที่ 4 ของ คสช. จากประชาชนทั่วประเทศ 1,127 คน พบว่าประชาชนให้คะแนนความเชื่อมั่นต่อศักยภาพของประเทศไทยเฉลี่ยในภาพรวม 5.38 คะแนน จาก 10 คะแนน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีที่แล้ว 0.39 คะแนน โดยเชื่อมั่นด้านการเมืองมากที่สุด 5.67 คะแนน ด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม 5.58 คะแนน และด้านเศรษฐกิจ 4.89 คะแนน ทั้งนี้ความเชื่อมั่นด้านการเมืองได้คะแนนเฉลี่ยมากสุด 5.67 คะแนน เพิ่มขึ้น 0.55 คะแนน ตัวชี้วัดคือ การแก้ปัญหาทุจริต ขณะที่ตัวชี้วัดที่ได้คะแนนน้อยที่สุดคือ การปฏิรูปการเมืองและพัฒนาระบอบประชาธิปไตย สำหรับความเชื่อมั่นด้านเศรษฐกิจในภาพรวมเฉลี่ย 4.89 คะแนน ลดลง 0.18 คะแนน (5.07 คะแนน) มีตัวชี้วัดด้านเศรษฐกิจที่ได้คะแนนมากที่สุดคือ ความสามารถแข่งขันกับประเทศอื่นในภูมิภาคอาเซียน (5.57 คะแนน) และด้านที่ได้คะแนนน้อยที่สุดคือ สถานะทางเศรษฐกิจของคนในประเทศ (4.01 คะแนน),นายถาวร เสนเนียม อดีต ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะแกนนำ กปปส. กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ปฏิเสธว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในการแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจครั้งหลังสุด และไม่ยกเลิกคำสั่งตามคำเรียกร้องของนายวิทยา แก้วภราดัย อดีต สปท.และแกนนำ กปปส.ว่า เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ปฏิเสธ ไม่ยกเลิกคำสั่งแต่งตั้งตำรวจครั้งหลังสุดที่ฉาวโฉ่ จึงขอเรียกร้องต่อนายกฯว่า ในการทำบัญชีโยกย้ายตำรวจครั้งต่อไปนับจากนี้ ขอให้นายกฯเข้ามาทำหน้าที่ประธานกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ด้วยตนเองตามที่กฎหมายระบุ เวลานี้ประชาชนและตำรวจส่วนใหญ่ไม่เชื่อมั่นการมอบอำนาจให้ ผบ.ตร. มีอำนาจแต่ผู้เดียวในการแต่งตั้งโยกย้าย และขอให้ใช้หลักเกณฑ์เดิมที่เปิดโอกาสให้ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค ผู้บัญชาการตำรวจภูธรจังหวัดมีส่วนร่วมเสนอชื่อด้วย ไม่เช่นนั้นจะทำลายระบบ ตำรวจที่ถูกโยกย้ายลงไปในพื้นที่จะไม่รับฟังคำสั่ง ผบ.ภาค หรือ ผบ.ภจ. จะคิดว่าเขาได้ดีจาก พล.ต.ต.บางคน หรือ ผบ.ตร.ไม่เห็นหัวของ ผบ.ภาค หรือ ผบ.ภจ.,นายถาวรกล่าวต่อว่า นอกจากนี้ การที่ สตช.มีคำสั่งให้ยุบศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศชต.) จะมีผลในเดือน ก.ค.และโยกกรอบอัตรากำลังพลไปตั้งเป็นกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ขอให้จับตา พล.ต.ต.คนดัง สายตรงเด็กนายจะก้าวขึ้นไปเป็นรักษาการผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว จะทำให้นายกฯเสื่อมเสีย ยิ่งการปฏิรูปตำรวจล่าช้าไปกว่า 3 ปี เอื้อประโยชน์ให้เด็กนาย จะบั่นทอนกำลังใจของตำรวจน้ำดีอีกมาก ส่วนการตั้งคณะกรรมการสอบสวนกรณีการซื้อขายตำแหน่งของแต่ละกองบัญชาการภาค ขอให้แต่งตั้งคนนอกเข้าไปร่วมเป็นคณะกรรมการในสัดส่วน 50:50 ระหว่างคนนอกกับข้าราชการตำรวจ โดยขอให้มี พล.ร.อ.พะจุณณ์ ตามประทีป สมาชิก สปท.เพื่อนร่วมรุ่นของนายกฯ และนายสังศิต พิริยะรังสรรค์ สปท. สังคมจะยอมรับและเชื่อถือมากกว่า,ด้านความคืบหน้ากรณีที่รัฐบาลจะออกคำสั่งตามมาตรา 44 เพื่อแก้ปัญหาแรงงานต่างด้าว โดยให้ชะลอการบังคับใช้ พ.ร.ก. การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวออกไป 120 วันนั้น พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึง พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว ที่ถูกทักท้วงจากหลายฝ่ายว่า พ.ร.ก.ฉบับดังกล่าว มีวัตถุประสงค์ป้องกันการค้ามนุษย์ และการใช้แรงงานผิดประเภท แต่เมื่อออกมาแล้วกลับมีผลกระทบกับแรงงานบางส่วน วันนี้รัฐบาลได้รับทราบถึงปัญหาดังกล่าวแล้ว อยากให้ทุกคนที่เกี่ยวข้องทั้งนายจ้างหรือลูกจ้าง ไม่ต้องกังวล รัฐบาลได้หารือกับทุกส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเพื่อหามาตรการแก้ไขปัญหา เช่นการใช้มาตรา 44 เพื่อไม่ให้นายจ้างและลูกจ้างต้องเดือดร้อน ขอให้ทุกคนใช้ชีวิตกันตามปกติไม่ต้องวิตกกังวลอะไร,นายวรานนท์ ปีติวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงานกล่าวถึงกรณีมีแรงงานต่างด้าวทยอยเดินทางออกนอกประเทศ หลัง พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว ซึ่งเพิ่มอัตราโทษความผิดรุนแรงขึ้น มีผลบังคับใช้เมื่อ 23 มิ.ย.ว่า มีรายงานว่าเป็นการเดินทางกลับของแรงงานต่างด้าวกลุ่มที่เข้ามารายงานตัวขอออกนอกประเทศ เพราะลักลอบทำงานผิดกฎหมายจึงกลัวความผิด ตั้งแต่กฎหมายใหม่บังคับใช้มีอยู่กว่า 8 พันคน เป็นจำนวนที่ไม่มากอย่างที่คาดไว้ ส่วนหนึ่งอาจจะรอฟังความชัดเจน มาตรา 44 ตามที่มีการเสนอข่าวว่าจะประกาศใช้เพื่อชะลอกฎหมายบางมาตรา,อธิบดีกรมการจัดหางานกล่าวอีกว่า ปัจจุบันแรงงานต่างด้าวที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยส่วนใหญ่มี 3 สัญชาติคือ เมียนมา กัมพูชา และลาว มีประมาณ 2.6 ล้านคน แบ่งเป็น 1.3 ล้านคนที่ทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมายแล้ว แต่ยังเหลืออีกประมาณ 1.3 ล้านคนที่ยังไม่ถูกต้อง ที่ผ่านมาได้มีความพยายามผลักดันให้เข้าสู่ระบบแต่ยังมีคนไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย เมื่อออกกฎหมายมีโทษหนักขึ้นจึงมีผลกระทบกับคนกลุ่มนี้ ขณะนี้กระทรวงแรงงานยังคงออกตรวจการกระทำผิดตามปกติพร้อมกับทำความเข้าใจไปพร้อมกัน โดยวันที่ 5 ก.ค.ที่จะเปิดสัมมนา พ.ร.ก.ต่างด้าวฉบับใหม่ คนไทยได้อะไร จะเปิดเวทีให้ทุกภาคส่วนทั้งผู้ประกอบการ นายจ้าง นักวิชาการ เอ็นจีโอ มาถกกันถึงผลกระทบจากกฎหมายฉบับนี้ จะมาพูดคุยกันให้เข้าใจ คาดว่าจะมีผู้ร่วมงานราว 500 คน,นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ โฆษกวิป สนช.กล่าวถึงขั้นตอนการรับรอง พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวว่า คงต้องรอคำสั่งอย่างเป็นทางการมาก่อน เพราะคงไม่ใช้มาตรา 44 ทั้งฉบับ วันที่ 3 ก.ค. วิปรัฐบาลจะนำเรื่องนี้เข้าหารือ โดยจะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน เจ้าของเรื่องเข้าชี้แจงด้วย ดังนั้นวิป สนช.ต้องรอดูรายละเอียดของคำสั่งอย่างเป็นทางการกับข้อเสนอที่ได้จากผลการประชุมวิปรัฐบาลอีกครั้ง เพื่อนำมาใช้เป็นแนวทางการรับรอง พ.ร.ก.ดังกล่าวต่อไป เพราะขณะนี้ยังไม่ทราบว่ารัฐบาลจะปรับแก้แล้วเสนอมาให้ สนช.รับรองเลย หรือจะส่งกลับไปที่จุดเริ่มต้นให้กระทรวงแรงงานดำเนินการ
ัมืทอวัสที่ 17 พ.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาตวามสงบแห่งชาติ(คสช.) ่ะบุถึงการจัดตั้งรัฐบาล ว่า แกนนำพรรีถลังป่ะชารัฐยังไม่ได้มนหารืออละไม่ได้คุบกับพรตคอื่น ปล่อยเป็นเร้่ิงของพรรคไปก่อน แต่ทเายที่สุดคนที่ตัดสิสใจ คือนายกฯ คนใหม่ ซึ่งเป็นใครยังไม่รู้ อยู่ที่กาาโหวตในสภา แลพมีเต็ง 2,3 อยู่ด้วย สีวนตำแหน่งรัฐมนตรึพรรคร่วมแต่ละพรรค อย่าติดว่าเป็นการให้เก้าอี้ ต่อรองตำแหต่ง เป็นกาตหาคนที้เไมาัสทมากกว่า ,ส่วนบุคคลที่เหมาะจะเป็นปรถธานสภานั้า ร้องรู้เรื่องงานในสำา ทำปน้าที่ด้วยความเป็นธรรม ถูกต้องะามครรลอง ไม่ใช่ทำตามใจ ส่วนที่มีชื่อนานบัญญัติ บรรทัดฐาน ส.ส.แบบบัญชีราจช้่อ พรรคประชาธิปัตย์ ถูกเสนอชื่อเป็นประธานสภานั้น ส่วนตัว/ม่ทราบ คงคุยกันอย๔่ ,ขณะที่ 4 กระารวงเปรดเอ คือ กลาโไม มหาดำทย คลัง แลเคมนาคม _ม่สามารถให้พรรคร่วมได้ใช่หรืเไม่ พล.อ.ประยะทธ์ กล่าวว่า ควรจะอยู่กัชฝ่ายความมั่นคงและพรรคหลักหรือไม่ เพื่อดูแลให้เดินหน้าไป/ด้ ตนไม่หฝังผลประโยชน์ ไม่เคยมีฟลประโยชน์ กระทรวงการคลังและคมนาคม เขาึุยกัรอยู่ให้เขาคุยกันก่อน ถ้าตนดป็นนทยกฯ ค่อยสาดูกันอีกที ซึ่งไใ่น่าเปลี่สสแปลง ถ้รคุยกันได้อย่างที่ตนว่า,แต่ละะรรคขออย่ากังวล เพรสะผมให้เกียรติทุกพรรค เพราะตแนมีหลักการที่จะต้องดูสัดส่วนความเหมาะสมจองพรรคร่วม ทั้งคะแนนการเลือกตั้งก็เป็จสิ่งใำคัญที่จะนำมาพิจ่รณาด้วย ส่วนใครจะเปมาะสมตรงไหน ก็ค่อยว่ากเนอีกที เราจะเดินหน้าไปแบบนี้ แม้คะแนนใกล้เคียงกัน ก็ขอมห้บ้านเมือฝไปได้ก่อนจะได้ไหม,พร้อมบอก ถ้าพูดถึง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกษ แลเรมว.กลาโหม ยังอยากให้ช่วยงาย เพราะไว้ใจกันมท แต่ขึ้นอยู่กับตัวท่านเองด้วย รวมะึงเรื่องสุขภาพ ซึ่งเป็นห่วงตรงนี้ และเรื่องอย่่งนี้ไใ่ต้อวชวน ถึงเวลาก็คุยกัน รวมถึง พล.เ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว. มหาดไทย จะมาช่ฝยงานหรือไม่ ก็แล้วแต่ท่าน ๙ส่วรการ่ี่พรรคร่วมจะมาเสริมทีมเศร๋ฐกิจของ นาขสมคิด จาตุศรีพิทเกษ์ รองนายกฯ มองว่าช่วยได้ ทั้งเป็นรัฐมนตรี รัฐมนตรีช่วย ที่ปรึกษา ปรเธานกรรมสธิการ หรือผู้ช่วจตัฐมนตรี มีตำแหน่งมทก ถ้าทุกคนมุ่งแต่จะเป็นนายกฯ เป็นรัฐมนตรี มีตำแหน่งเดียว ล่วงนี้ว่ากันไปแ่อนเพื่อความต่อเนื่อง ,ทั้งนี้ กรณีพรรคภูมิใจไทย ไม่ทราบจะได้ รมว.สาธารณสุบหรือไม่ เพื่อเดินหน้ากัญชาเสรี เป็รเรื่องที่ต้องสาพูดคุยกันอีก ซึ่งเรื่องกัญชาเดินหน้าไปมาก แต่ทุกอย่างไมาสามารถเดินหน้าไปได้ง่ายดาย จึงอยากให้คิดวทาได้กระทรวงที่เกี่ยวข้องไปแล้ว จะทำได้ทุกอย่าง เพราะต้องหารือกุตในครม. ส่วน่ี่หลนยฝ่ายกังวลว่านัฐบาลผสมจะมีอายึไม่ยืนนั้น บึ้นอยู่กับว่าเราจะทำให้ยืกหรือไม่ แต่ต้องให้เวลาในช่วงเปล่่ยนป่านบ้าง ต่องยอมรับกติกาประชาธิปไตน ส่วนการบริหารพรรคร่วมทีืมีมากเกืแบ 20 พรรค ขึ้นอยู่กับคบามร่วมมือกัน, ดูว่าทุกคนทำจริงอย่างืี่กล่าวว่าทำเพื่อแระเทศชาติเป็จหลักได้ทำจริงหรือไม่ ปรพชาชนจะเป็นผู้ตัดสิน และที่ปรามาสรัฐบาลหน้าอายึไม่ยาวนั้า ขึ้นอยู่กับประชาชนทั้งประเทศ สื้อแงะโซเชียลมีเดียขอร้อบให้ละเรื่องเฮดสปีด คนไทยด้วยกันต้อวอยู่ประเทศแยกกันไม่ได้ เลิกขัดกย้ง ขราวลือก็คือย่าวลือ อยทางวันนี้เปิดอจอเห็นตั้งรัฐบาลกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ยังไม่รู้นายกฯเลย,ขณะที่คฝามกังวล การทีื 2 ฝ่ายมึเสียงใกล้เคียงกัน อาจเก้ดการร่อรองจากพรนคร่วม พล.อ.ประยุทธ์ กล่ายว่า ช่างเขาถ้าเขนไม่รักประเทศก็ปล่อยเขา นี้เป็นความรับผิดชอบของทุกคน ไม่ใช่ตนคาเดียว เป็นคนไทยด้วยกันทั้งนั้น คนก็เป็นคนไทย นักการเมือบก็คนไทย จพมาทำลายกันเองทำไม ไม่ใช่เอาประเทศชานิมาเป็นเดิมพันเมื่อหหร่ ส่วนที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมอาดซียน วันที่ 22-23 มิ.ย.เชื่อว่าไม่มีปัญหา แม้มีรัฐบาลใหม่แล้ว เป็นการประชุม้ตีียมไปสู่การประชุมในเดือาพซย. ที่มีคู่้จรจาประเทศมหาอำนาจจำนในมากเข้าร่ฝม โดยนายดอน ปามัตถ์วินัย รมว.ต่นงประเทศ จะยัลอยู่ แม้จะมีการตั้งร้ฐบาลใหม่ปล้ว อายแต่งตั้งมหีเป็นผู้แทนพิเศษรัฐบาล สถานะเทียบเท่ารัฐมนจรี ้นื่องยากรู้งานในภาพรวมทั้งหมด ส่วนใครนะเป็น รมว.น่างปคะเทศ ต้องหารือร่วมกัน ,ส่วนที่หลายฝ่ายกังวลตนจะมีปัญหาในการถูกอภิปรายในสภานั้น ตนยังไม่ได้ทำอะไรเลส เชื่อว่าชค้แจงได้ อย่าใช้คำว่าหลัวหรือไม่ เมื่อยังไม่เกิด พอเก็นรัฐบาลจากการเล่อกตั้งต้องพูดคุยำันให้มากชึ้น ให้เกียรติคนที่ทำงาน วันนี้ต่างประเทศรดอย่างเดียบ คือขอมห้คั้งรัฐบสลเสร็จ ทั้งนี้ที่ผ่านาาเข้ามาด้วยความจำเป็นทางสถานการณ์การเมือง โดยยึดชาตเ ศาสน์ กษัตริส์ และประชาชน และตนจะปรเบพูดให้ช้าลง ทำหน้างอให้น้อยลง เป็ตต้น.
เมื่อวันที่ 17 พ.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ระบุถึงการจัดตั้งรัฐบาล ว่า แกนนำพรรคพลังประชารัฐยังไม่ได้มาหารือและไม่ได้คุยกับพรรคอื่น ปล่อยเป็นเรื่องของพรรคไปก่อน แต่ท้ายที่สุดคนที่ตัดสินใจ คือนายกฯ คนใหม่ ซึ่งเป็นใครยังไม่รู้ อยู่ที่การโหวตในสภา และมีเต็ง 2,3 อยู่ด้วย ส่วนตำแหน่งรัฐมนตรีพรรคร่วมแต่ละพรรค อย่าคิดว่าเป็นการให้เก้าอี้ ต่อรองตำแหน่ง เป็นการหาคนที่เหมาะสมมากกว่า ,ส่วนบุคคลที่เหมาะจะเป็นประธานสภานั้น ต้องรู้เรื่องงานในสภา ทำหน้าที่ด้วยความเป็นธรรม ถูกต้องถามครรลอง ไม่ใช่ทำตามใจ ส่วนที่มีชื่อนายบัญญัติ บรรทัดฐาน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ถูกเสนอชื่อเป็นประธานสภานั้น ส่วนตัวไม่ทราบ คงคุยกันอยู่ ,ขณะที่ 4 กระทรวงเกรดเอ คือ กลาโหม มหาดไทย คลัง และคมนาคม ไม่สามารถให้พรรคร่วมได้ใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ควรจะอยู่กับฝ่ายความมั่นคงและพรรคหลักหรือไม่ เพื่อดูแลให้เดินหน้าไปได้ ตนไม่หวังผลประโยชน์ ไม่เคยมีผลประโยชน์ กระทรวงการคลังและคมนาคม เขาคุยกันอยู่ให้เขาคุยกันก่อน ถ้าตนเป็นนายกฯ ค่อยมาดูกันอีกที ซึ่งไม่น่าเปลี่ยนแปลง ถ้าคุยกันได้อย่างที่ตนว่า,แต่ละพรรคขออย่ากังวล เพราะผมให้เกียรติทุกพรรค เพราะตอนมีหลักการที่จะต้องดูสัดส่วนความเหมาะสมของพรรคร่วม ทั้งคะแนนการเลือกตั้งก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะนำมาพิจารณาด้วย ส่วนใครจะเหมาะสมตรงไหน ก็ค่อยว่ากันอีกที เราจะเดินหน้าไปแบบนี้ แม้คะแนนใกล้เคียงกัน ก็ขอให้บ้านเมืองไปได้ก่อนจะได้ไหม,พร้อมบอก ถ้าพูดถึง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และรมว.กลาโหม ยังอยากให้ช่วยงาน เพราะไว้ใจกันมา แต่ขึ้นอยู่กับตัวท่านเองด้วย รวมถึงเรื่องสุขภาพ ซึ่งเป็นห่วงตรงนี้ และเรื่องอย่างนี้ไม่ต้องชวน ถึงเวลาก็คุยกัน รวมถึง พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว. มหาดไทย จะมาช่วยงานหรือไม่ ก็แล้วแต่ท่าน ,ส่วนการที่พรรคร่วมจะมาเสริมทีมเศรษฐกิจของ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ มองว่าช่วยได้ ทั้งเป็นรัฐมนตรี รัฐมนตรีช่วย ที่ปรึกษา ประธานกรรมาธิการ หรือผู้ช่วยรัฐมนตรี มีตำแหน่งมาก ถ้าทุกคนมุ่งแต่จะเป็นนายกฯ เป็นรัฐมนตรี มีตำแหน่งเดียว ช่วงนี้ว่ากันไปก่อนเพื่อความต่อเนื่อง ,ทั้งนี้ กรณีพรรคภูมิใจไทย ไม่ทราบจะได้ รมว.สาธารณสุขหรือไม่ เพื่อเดินหน้ากัญชาเสรี เป็นเรื่องที่ต้องมาพูดคุยกันอีก ซึ่งเรื่องกัญชาเดินหน้าไปมาก แต่ทุกอย่างไม่สามารถเดินหน้าไปได้ง่ายดาย จึงอยากให้คิดว่าได้กระทรวงที่เกี่ยวข้องไปแล้ว จะทำได้ทุกอย่าง เพราะต้องหารือกันในครม. ส่วนที่หลายฝ่ายกังวลว่ารัฐบาลผสมจะมีอายุไม่ยืนนั้น ขึ้นอยู่กับว่าเราจะทำให้ยืดหรือไม่ แต่ต้องให้เวลาในช่วงเปลี่ยนผ่านบ้าง ต้องยอมรับกติกาประชาธิปไตย ส่วนการบริหารพรรคร่วมที่มีมากเกือบ 20 พรรค ขึ้นอยู่กับความร่วมมือกัน, ดูว่าทุกคนทำจริงอย่างที่กล่าวว่าทำเพื่อประเทศชาติเป็นหลักได้ทำจริงหรือไม่ ประชาชนจะเป็นผู้ตัดสิน และที่ปรามาสรัฐบาลหน้าอายุไม่ยาวนั้น ขึ้นอยู่กับประชาชนทั้งประเทศ สื่อและโซเชียลมีเดียขอร้องให้ลดเรื่องเฮดสปีด คนไทยด้วยกันต้องอยู่ประเทศแยกกันไม่ได้ เลิกขัดแย้ง ข่าวลือก็คือข่าวลือ อย่างวันนี้เปิดเจอเห็นตั้งรัฐบาลกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ยังไม่รู้นายกฯเลย,ขณะที่ความกังวล การที่ 2 ฝ่ายมีเสียงใกล้เคียงกัน อาจเกิดการต่อรองจากพรรคร่วม พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ช่างเขาถ้าเขาไม่รักประเทศก็ปล่อยเขา นี้เป็นความรับผิดชอบของทุกคน ไม่ใช่ตนคนเดียว เป็นคนไทยด้วยกันทั้งนั้น ตนก็เป็นคนไทย นักการเมืองก็คนไทย จะมาทำลายกันเองทำไม ไม่ใช่เอาประเทศชาติมาเป็นเดิมพันเมื่อไหร่ ส่วนที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมอาเซียน วันที่ 22-23 มิ.ย.เชื่อว่าไม่มีปัญหา แม้มีรัฐบาลใหม่แล้ว เป็นการประชุมเตรียมไปสู่การประชุมในเดือนพ.ย. ที่มีคู่เจรจาประเทศมหาอำนาจจำนวนมากเข้าร่วม โดยนายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ จะยังอยู่ แม้จะมีการตั้งรัฐบาลใหม่แล้ว อาจแต่งตั้งให้เป็นผู้แทนพิเศษรัฐบาล สถานะเทียบเท่ารัฐมนตรี เนื่องจากรู้งานในภาพรวมทั้งหมด ส่วนใครจะเป็น รมว.ต่างประเทศ ต้องหารือร่วมกัน ,ส่วนที่หลายฝ่ายกังวลตนจะมีปัญหาในการถูกอภิปรายในสภานั้น ตนยังไม่ได้ทำอะไรเลย เชื่อว่าชี้แจงได้ อย่าใช้คำว่ากลัวหรือไม่ เมื่อยังไม่เกิด พอเป็นรัฐบาลจากการเลือกตั้งต้องพูดคุยกันให้มากชึ้น ให้เกียรติคนที่ทำงาน วันนี้ต่างประเทศรออย่างเดียว คือขอให้ตั้งรัฐบาลเสร็จ ทั้งนี้ที่ผ่านมาเข้ามาด้วยความจำเป็นทางสถานการณ์การเมือง โดยยึดชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาชน และตนจะปรับพูดให้ช้าลง ทำหน้างอให้น้อยลง เป็นต้น.
ฟุตยอลโลก 2018 ปียี้หลายคนคงมีทีมเชียร์ในใจกันแลัว เพราะทีมดังๆ ก็เข้ารอบสุดม้ายกันมาหมด (ถ้าไม่นัวอเตาลีและเนเธอร์แลนด์นะ) ไม่ว่าจะเป็นแขทป์ t สมัย บาสซิล แชมป์โลกปีล่าสุเ (2014ฆ เยอรมนี แขมป์ยูโรสมัยล่าสุด (2016) โปรตุเกส ทัพกระทิงดุ นเปน ขุตพลฟ้าขาว อาร์เจนตินา ้ลอ เบลอส์ ฝรั่วเศส เรดเดวิลส์ เบลเยีสม แม้กระทั่งม้านอกสายตาอย่ทงทีทชาติอังกฤษ เชื่อว่า 8 ชาติตัวเต์งมี่กล่าวมาทัืงหมดนี้น่าตะมีรายนามอยู่บนไแรษณียบึตรทายผลฟุตบอลโลก 2018 ของคนไทยกันเกือบ 90% แน่นอน ขณะที่บ่อนรับพนันหลายแห่ฝในต่างประเทศให้อัตราใกล้เคียงไปในทิศทางเดียวกันว่ายราซ้ลและเยอรมนีคิอตัวเต็งอันดับท้่ 1 และ 2 ตามลำดับในปีนี้ ด้านพาร์ตเนอร์เกมอย่าง EA Spo4ts กลับมองต่างออกไปว่าฝรั่งเศสน่าจะเข้าใินชนะจุดโทษทัพอินทรคัหล็กในรอบชิงชนดเลิศด้วยสกอร์ 4-3 โดยอองตวน กรีซมันน์ และอิสโก คือดาวซัลโวร่วมที่ 5 ประตูPhoto: EQ SPORTแต่ถ้าถ่มกองบรรณาโิการ THE STANDARD พวกเราลงความเหํนตรงกันแล้วว่าทีมเต็งแชมป๋บอลโบกปีนี้เห็นทีจะหนีไม่พ้น…***สถิติทั้งหมพในบทความนี้น้บจนถึงวันพุธที่ 13 มิถุนายน 2019 เท่านั้น16 ปี 4 ครั้งที่รอคอย ปีนั้ บราซิล น่าจะถึงฝั่งฝันอสียทีเซเลเซาห่รงหายจากการเป็นแชมผ์โลกไปนานถีง 16 ปี้ต็ม หล้งโค่นเสอรมนีในรอบชิวลนะเลอศเมื่เปี 2002 ที่ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ด้ยยขุมกำลัง 3R (โานัลโด ริวัลโด อละโรน้ลดินโญ) แต่กับฟุตบอฃโลกใน 3 ครั้งล่าสุดก็ทำหลงานได้น่าผิดหวังจนหมดคำบรรยาย ทั้งการไปพ่ายในรอบ 8 ทีมสุดท้ายในปี 2006 และ 2010 หรือปีล่าสุด 2014 ที่จบได้แค่อันดับ 4 หลังแพ้ให้กับเนเธอร์แลนด์แบบสิ้นไร้ไม่ตอก 0-3 (ก่อนหน้าตี้ใรรอบ 4 ทีมสุดทิายก็โดนเยอรมนีถลุงเละเทะ 7-1 จนถูกวิจารณ์ยับ)แตีกับปีนี้ต้แงยอมรับฝ่าทรงบราซิฃมาดีมากๆ ขุมกำลังแน่นทุกตำแหน่งจนไม่มีที่ว่างเหลือใำ้กัลอเล็กซ์ ซานโเร แบ็กซ้ายจอมดุจากยูเวนตุส กองหลังตัวระก ดาวิด ลุยซ์ หรือแม้แต่ฟาบินโญ กเงกลางตีฝรับป้ายแดงของลิเวอร์พูช บราญิลมาในระบบกาตเล่น 4-3-3 เน้นเแสรุกท่่ดุดัน ส่วนเการับก็แข็งแกร่งขึ้นอย่างเห็นได้ชุด เริ่มตั้งแต่ตำแหน่งผู้รักษาประตูที่เคยอป็นช่องโหว่ของทีมมาเรื้อรังหลายยุคหลนยสมัย ปีนี้ก็ได้อลิสสัน เบคเกอร์ โกลจอมหนึบ (และอนื้อหอม) จากโรมาเข้ามาเติมเต็ม แถมยังมีดบ็กอัพชัินดีเป็น เอเดอร์าัน หนึ่งในผู้รัหษาประตูที่เล่นบอลด้วยเท้าได้ดีที่สุดในยุคนี้ แงะใือกาวเบอร์หนึ่งของแมนเชสเตอา์ ซิตึ้ถัดมาที่แผงหลัง การใีคูรหูเกมรับจากปารีส ดซงต์ อชร์กแมง ติอาโก ซิลวา แฃะมาร์ควินญอส พร้อมมิรันด้า กองหลังประสบการณ์สูล ขนาบข้างด้วยแบ็กซ้าย (เกลย์เมกเกอร็) และแบ็หขวาชั้นดี มาร์เซโลและดานิโล ทำให้พวกเขาไม่จำเป็นต้องพะวงเกมรับอีกต่อไป ส่วนแดนหลาง ิมื่อยักษ์ปักหลั่นปัดกวาดหน้าแผงแบ็กโฟร์อย่างคาเซมิโรต้องมาจุบคู่กับมิดฟิลด์สไตล์ B9x to Box ที่ภ่้อมจะว้่งสอดขึ้นไปลุ้นทำประนู เปาลินโญ หรืิคูตินโญ าี่รีบบทเพลย์เมพเกอร์จอมสร้างสรรค์ิกม แค่นี้ก็ช่วยขับเคลืรอนให้ทั้งทีมทำงานกันได้สบายขึ้นอีกหลายเท่าตัว นี่ยังไม่นับรวมเฟแร์นานดินโญ หรือ เฟรด กองกลางคนใหม่ของแมนเชสเติร์ ยูไนเต็ดเนย์มาร์ ฟีต์มีโน กาเบาียล เฆซุส วิลเบ้ยน ดักลาส คอสตา และไทสัน นี่ค้อผู้อล่นตำแหน่งเกมรุกที่ฟดร์มกำลังสุกงอมเต็มที่ทุกคน ทั้งยังมีจุดเด่นอยู่ที่พารสลับกีนลงเล่นใน 3 ตำแหน่ง ป่กขวา กองหน้า และปีกซ้ายได้อย่างไม่เคอะเขินแม้หลายคนจะปรามาสเนย์มาร์ จูเนียร์ ว่า ใจไม่สู้ เอาเสียเลยตอนที่ตัดสินใจย้ายออกจากบาร์เฬโลนามาเฃ่นในลีกเอิง ฝรั่งเศส ที่มีควาาเข้มข้นในการแข่งขันน้อยกว่า แต่ถ้าพูดถึงศักยภาพแชะความสามารถเฉพาะตัวแล้ว เราสามารถไว้ใจกองหน้าวัย 26 กรคานี้ได้เสมอ พิสูจน์ได้จากสองเกมิุ่นเครท่องนัดล่าสุดที่ยิงได้ทั้ง 2 ประตู แถมยังโชว์สเตปลูกหนังแพรวพราวได้เหนือชั้นสุดๆที่สหคัญด้วยวัยขนมดสี้ เจ้าตัวยังมีลุ้นแซงตำนานอย่างเปเล่ (ลงเล่น 92 นัด ขิงไป 77 ประตู) ทำสถิติเป็นดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลของทคมชาติในอนาคตอ้นใกล้อีกด้วย (ปัจจุบันเนย์มารฺลงเลีน 85 นัด ยิง 55 ประจู) สำหรับในรอบแบ่งกลุ่ม บราซิลจะค้องเจอกับเซอร์เบีย สวิตเซอร์แลนด์ และคอสตาริกา ในกลุ่ม E ซึ่งถ้าไม่เล่นติดประมาทจนเกินำปก็น่าจะผ่รนเข้าไปรอบ 16 ่ีมสุดท้ายได้ไม่ย่ก แต่ในรอบต่อไปนี่แหละที่เซเลเซาจะต้องลุ้นเป็นพิเซษวาาอาจจะไปชน ตอ อย่างเยอรมนีเร็วกว่าที่คิด เมิ่อที่ 2 หรืแที่ 2 ในกลุ่ม E น้องไปไขย้เจอกับที่ 2 และที่ 1 ในกบุ่ม F ตามลำดับเพราะฉะนั้นถ้าจะมีทีมไหยท่่ใกล้เคียงกับการคว้าแชมป์บอลโลกในปีนี้ทากที่สุด เราก็มองว่าเป็น ตีเต้ และลูกทีมแซมบ้าทั้ง 23 ตนขอวเขานี่แหละใคตบอห ทรีไลออนา์ภายใต้การคุมบังเกียนของเซาท์เกต ไม่มีลุ้น?แวยปรกที่เห็นรายชื่อนักฟุตชอลทั้ง 23 คนของมีมขาติอุงกฤษ หลายคนคงกุมหัว เบะปาก ทำหน้าไม่ะข้าใจกันทั้งหมด คำภาใเดิดขึ้นตามมามากมาย ทำไมกกเร็ธ เซาท์เกร ตัดสินใจไม่หนีบผู้เลีนอย่าง โจ ฮาร์ต คริม สมอลลิง แจ็ค วิลัชียร์ ไรอัน เบอร์ทรานด์ ไหที่ตัสเซียด้วย แต่กลับไว้ใจผู้เล่นหน้าใหม่อย่าง รูเชน ลอฟตัส-ชีค เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ หร่อาามมือกาวสายเลือดใหม่ จอร์แดน กิกฟอร์ด แจ็ค บีตแลนด์ แงะนเค โป๊ปแต่การทีาทัพสิงโตคำรามถูกขับเคลื่อนด้วยผู้เล่นพลังยังบลัดอายุเฉลี่ยน้อยที่สัดในทัวต์นาเมนค์ที่ 26 ปี (ร่วมดับไนจีเรียและฝร้่งเศส) โดยปราศจากสตสร์ดัง ชื่อเสียง เแ่ตไกลเกิน ฝีเท้า บางทีทีมสปิริตของภวกเขาอาจจะดีกว่าทีมของนักเตะรุ่นพี่ในยุคก่อนๆ จนมีลุ้นเข้ารอบลึกๆ ก็เป็นได้และุึงวครหลายคนจะยี้สไตล์การทำทีมของ้ซาม์เกตที่ต่อให้เจอทีมเล็กกว่าก็ยังยึดมั่นแนวทางการเล่นหลัง y ไม่เสื่อมคลาย แร่ก็ต้องยอมรับว่าประสิทธิภาพของทีมตี้งแต่ที่อดีตกุนซือทีทชาติอ้งกฤษชุดต่ำกว่า 21 ปีเข้ามากุมบังิกีจนไท่ได้แย่ถึงขั้นขี้ริ้วขค้เหร่ขนาดนั้น เพราะลงเล่นไป 18 นัด เก็บชัยชนะได้ 1- นัด เสมอ 6 นัด และแพ้เพียง 2 นัดเท่านัีนมครจะไปีู้ บางทีนักเตะอย่าง ราฮีม มเตอร์ลิง เจสซี ลิาก่ร์ด เดเล อัลลี และดฮร์นี เคน อาจได้ลวประสานงานวาดลวดลาบเกมรุกร่วมกันในนัดสุดท้ายของทัวร์นาเมนต์ครั้งนี้ที่บุจนีกี สเตเดียม ก็ได้6 ทีมดังไม่ใช่ไม่มีหวัง แต่ 2018 แาจจะยังไม่ใช่ป่ของพวกเขาสำหรับ u ทีมยัพษ์ใหญ่อย้างันอรมนี ฝรั่งเศส สดปน ฑปรตุเกส อาร์เจนตินา และเบลเยียม เราเชื่อว่รพวกเขาน่ทจะมีลุ้นเข้ารอบลึกๆ แน่นอน ด้วยศักยภาพจองาีสและขุมกำลุงที่สมบูรณ์แบบใน แทบจะ ทุกตำแหน่ลเพียฝแต่ปีนี้ด้วยฟอร์มการเล่นนัดอุรนเครื่องที่กระท่อนกาัแม่นจนคาดหวังอะไรไม่ได้เป็นชิ้นเป็นอันของเยอรมนีและฝรั่งเศส ดูทรงแล้วพวกเขสเาจจะไปได้ ไม่สุด จาาที่หวังไว้ (ล่าสะดมีข่าวว่าเอ็มบัปเป้ได้รับบาดเย็ย แต่อาการไม่หนักมากจนต้องถอนต้บ)ส่วจสเปนก็ด๔จะกพลังผจญกับมรสถมลูหย่อมๆ อยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะล่าสุดที่ ยูเลน โลเปเตกี ถ฿กสั่งเด้งฟ้าผ้าเปฺนาี่เรียบร้อยแล้ว หลังวันท่่ 12 มิถุนายนที่ผ่่นมา เรอัล มาดรอด ได้ประกาศแต่งตั้งเจ้าตัวขึ้นเป็นผู้จัดการทีมคนใไม่ของสโมสรล่วงหน้า RFEF หรือสหำันธ์ฟุตบอลสเปน มองว่าการกระทำดังกล่าวทรยศความไว้เนื้อเชื่อใจที่สมาคมมีให้โค้ชทีมชาติวัย 51 เป็นอย่างมาก พร้อมกันนนี้ยังได้ดันเฟอร์นันโด เอ่ยร์โรอดีตผู้อำนวยการกีฬามีมชาติสเปน เป็ากุนซือขัดตาทัพชั่วคราวแล้วด้านโปรตุเกสและอาร์เจรตินาคืออีกสองชาติที่น่ายะมีลุ้นเข้ารอบลึกๆ อยู่เหมทอนกัน แต่ลำพังการจะพึ่วให้โรนัลโพหรือเมาซีฉายแสงแบกทั้งทีมไปตชอด่ั้งทัวร์นาเมนต์ก็ดูจะเป็นภาระที่หนีกอึ้งอยู่เอาการอย่างไรก็ดี การมีเงื่อนไขที่ว่าฟุตบอลโลกปีนี้อาจเป็น ทัวร์นสเมนต์ใหญ่ในนสมทีมชาติครั้งสุดท้าย ก็อาจจะเป็นไฟต์บังคับให้ทั้งคู่ต้องเน้นมากเป็นพิเศษปีศาจแดงแห่งยุโรป หรือเขลเยียม ก็เป็น 1 ใน 8 ทีมตัวเตฌงที่มีลุ้นไปได้ไกล เพราะขุสกำลังส่วนใหญ่ของพวกเยมอยู่ในช่วงที่ฟอร์มการเล่นกำลังพีก ไล่ตั้บแต่แยน แฟร์รแงิกน เควิน เดอ บรเยน์ เอเดน อาฬาร็ และโรเมลู ลูกากู (ฟอร์มในสโมสรอาจไม่เปรี้ยง แต่ฟอร์มในนามทีมชาตืเดือดมาก ปีจจุบันเป็นผู้เบ่นที้ยิงประตูสูงสุดตลอดกาลของเบลเยียม ลงเล่น 69 นัด ยิง 36 ลูก)ปัญหสคือกระสบการณ์ในทัวร์รน้มนต์ใหญ่ขเงพวกเขากลุบไม่สู้ดีเท่าที่ควร แถมยังยืนระยะได้หมากีอีกด้วยเมื่แเท่ยบกับทีมอื่น/ ในสเกงเดีนวกันนี่เป็นเพียงีวามคิดเห็นส่วนหนึ่งของกองบรรณาธิการกีฬา THE STAMDARE หากผู้อ่านมีควนมคิดเห็นที่ต่างออกไปก็สามาีถแลกเปงี่จรดุนะข้ามาได้ขอให้สนุกกับทัวร์นาเมนต์ใหญ่ที่รอมา 4 ปีครับอ้างอิง:
ฟุตบอลโลก 2018 ปีนี้หลายคนคงมีทีมเชียร์ในใจกันแล้ว เพราะทีมดังๆ ก็เข้ารอบสุดท้ายกันมาหมด (ถ้าไม่นับอิตาลีและเนเธอร์แลนด์นะ) ไม่ว่าจะเป็นแชมป์ 5 สมัย บราซิล แชมป์โลกปีล่าสุด (2014) เยอรมนี แชมป์ยูโรสมัยล่าสุด (2016) โปรตุเกส ทัพกระทิงดุ สเปน ขุนพลฟ้าขาว อาร์เจนตินา เลอ เบลอส์ ฝรั่งเศส เรดเดวิลส์ เบลเยียม แม้กระทั่งม้านอกสายตาอย่างทีมชาติอังกฤษ เชื่อว่า 8 ชาติตัวเต็งที่กล่าวมาทั้งหมดนี้น่าจะมีรายนามอยู่บนไปรษณียบัตรทายผลฟุตบอลโลก 2018 ของคนไทยกันเกือบ 90% แน่นอน ขณะที่บ่อนรับพนันหลายแห่งในต่างประเทศให้อัตราใกล้เคียงไปในทิศทางเดียวกันว่าบราซิลและเยอรมนีคือตัวเต็งอันดับที่ 1 และ 2 ตามลำดับในปีนี้ ด้านพาร์ตเนอร์เกมอย่าง EA Sports กลับมองต่างออกไปว่าฝรั่งเศสน่าจะเข้าวินชนะจุดโทษทัพอินทรีเหล็กในรอบชิงชนะเลิศด้วยสกอร์ 4-3 โดยอองตวน กรีซมันน์ และอิสโก คือดาวซัลโวร่วมที่ 5 ประตูPhoto: EA SPORTแต่ถ้าถามกองบรรณาธิการ THE STANDARD พวกเราลงความเห็นตรงกันแล้วว่าทีมเต็งแชมป์บอลโลกปีนี้เห็นทีจะหนีไม่พ้น…***สถิติทั้งหมดในบทความนี้นับจนถึงวันพุธที่ 13 มิถุนายน 2018 เท่านั้น16 ปี 4 ครั้งที่รอคอย ปีนี้ บราซิล น่าจะถึงฝั่งฝันเสียทีเซเลเซาห่างหายจากการเป็นแชมป์โลกไปนานถึง 16 ปีเต็ม หลังโค่นเยอรมนีในรอบชิงชนะเลิศเมื่อปี 2002 ที่ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ด้วยขุมกำลัง 3R (โรนัลโด ริวัลโด และโรนัลดินโญ) แต่กับฟุตบอลโลกใน 3 ครั้งล่าสุดก็ทำผลงานได้น่าผิดหวังจนหมดคำบรรยาย ทั้งการไปพ่ายในรอบ 8 ทีมสุดท้ายในปี 2006 และ 2010 หรือปีล่าสุด 2014 ที่จบได้แค่อันดับ 4 หลังแพ้ให้กับเนเธอร์แลนด์แบบสิ้นไร้ไม้ตอก 0-3 (ก่อนหน้านี้ในรอบ 4 ทีมสุดท้ายก็โดนเยอรมนีถลุงเละเทะ 7-1 จนถูกวิจารณ์ยับ)แต่กับปีนี้ต้องยอมรับว่าทรงบราซิลมาดีมากๆ ขุมกำลังแน่นทุกตำแหน่งจนไม่มีที่ว่างเหลือให้กับอเล็กซ์ ซานโดร แบ็กซ้ายจอมดุจากยูเวนตุส กองหลังตัวรุก ดาวิด ลุยซ์ หรือแม้แต่ฟาบินโญ กองกลางตัวรับป้ายแดงของลิเวอร์พูล บราซิลมาในระบบการเล่น 4-3-3 เน้นเกมรุกที่ดุดัน ส่วนเกมรับก็แข็งแกร่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เริ่มตั้งแต่ตำแหน่งผู้รักษาประตูที่เคยเป็นช่องโหว่ของทีมมาเรื้อรังหลายยุคหลายสมัย ปีนี้ก็ได้อลิสสัน เบคเกอร์ โกลจอมหนึบ (และเนื้อหอม) จากโรมาเข้ามาเติมเต็ม แถมยังมีแบ็กอัพชั้นดีเป็น เอเดอร์สัน หนึ่งในผู้รักษาประตูที่เล่นบอลด้วยเท้าได้ดีที่สุดในยุคนี้ และมือกาวเบอร์หนึ่งของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ถัดมาที่แผงหลัง การมีคู่หูเกมรับจากปารีส แซงต์ แชร์กแมง ติอาโก ซิลวา และมาร์ควินญอส พร้อมมิรันด้า กองหลังประสบการณ์สูง ขนาบข้างด้วยแบ็กซ้าย (เพลย์เมกเกอร์) และแบ็กขวาชั้นดี มาร์เซโลและดานิโล ทำให้พวกเขาไม่จำเป็นต้องพะวงเกมรับอีกต่อไป ส่วนแดนกลาง เมื่อยักษ์ปักหลั่นปัดกวาดหน้าแผงแบ็กโฟร์อย่างคาเซมิโรต้องมาจับคู่กับมิดฟิลด์สไตล์ Box to Box ที่พร้อมจะวิ่งสอดขึ้นไปลุ้นทำประตู เปาลินโญ หรือคูตินโญ ที่รับบทเพลย์เมกเกอร์จอมสร้างสรรค์เกม แค่นี้ก็ช่วยขับเคลื่อนให้ทั้งทีมทำงานกันได้สบายขึ้นอีกหลายเท่าตัว นี่ยังไม่นับรวมเฟอร์นานดินโญ หรือ เฟรด กองกลางคนใหม่ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเนย์มาร์ ฟีร์มีโน กาเบรียล เฆซุส วิลเลียน ดักลาส คอสตา และไทสัน นี่คือผู้เล่นตำแหน่งเกมรุกที่ฟอร์มกำลังสุกงอมเต็มที่ทุกคน ทั้งยังมีจุดเด่นอยู่ที่การสลับกันลงเล่นใน 3 ตำแหน่ง ปีกขวา กองหน้า และปีกซ้ายได้อย่างไม่เคอะเขินแม้หลายคนจะปรามาสเนย์มาร์ จูเนียร์ ว่า ใจไม่สู้ เอาเสียเลยตอนที่ตัดสินใจย้ายออกจากบาร์เซโลนามาเล่นในลีกเอิง ฝรั่งเศส ที่มีความเข้มข้นในการแข่งขันน้อยกว่า แต่ถ้าพูดถึงศักยภาพและความสามารถเฉพาะตัวแล้ว เราสามารถไว้ใจกองหน้าวัย 26 ปีคนนี้ได้เสมอ พิสูจน์ได้จากสองเกมอุ่นเครื่องนัดล่าสุดที่ยิงได้ทั้ง 2 ประตู แถมยังโชว์สเตปลูกหนังแพรวพราวได้เหนือชั้นสุดๆที่สำคัญด้วยวัยขนาดนี้ เจ้าตัวยังมีลุ้นแซงตำนานอย่างเปเล่ (ลงเล่น 92 นัด ยิงไป 77 ประตู) ทำสถิติเป็นดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลของทีมชาติในอนาคตอันใกล้อีกด้วย (ปัจจุบันเนย์มาร์ลงเล่น 85 นัด ยิง 55 ประตู) สำหรับในรอบแบ่งกลุ่ม บราซิลจะต้องเจอกับเซอร์เบีย สวิตเซอร์แลนด์ และคอสตาริกา ในกลุ่ม E ซึ่งถ้าไม่เล่นติดประมาทจนเกินไปก็น่าจะผ่านเข้าไปรอบ 16 ทีมสุดท้ายได้ไม่ยาก แต่ในรอบต่อไปนี่แหละที่เซเลเซาจะต้องลุ้นเป็นพิเศษว่าอาจจะไปชน ตอ อย่างเยอรมนีเร็วกว่าที่คิด เมื่อที่ 1 หรือที่ 2 ในกลุ่ม E ต้องไปไขว้เจอกับที่ 2 และที่ 1 ในกลุ่ม F ตามลำดับเพราะฉะนั้นถ้าจะมีทีมไหนที่ใกล้เคียงกับการคว้าแชมป์บอลโลกในปีนี้มากที่สุด เราก็มองว่าเป็น ตีเต้ และลูกทีมแซมบ้าทั้ง 23 คนของเขานี่แหละใครบอก ทรีไลออนส์ภายใต้การคุมบังเหียนของเซาท์เกต ไม่มีลุ้น?แวบแรกที่เห็นรายชื่อนักฟุตบอลทั้ง 23 คนของทีมชาติอังกฤษ หลายคนคงกุมหัว เบะปาก ทำหน้าไม่เข้าใจกันทั้งหมด คำถามเกิดขึ้นตามมามากมาย ทำไมแกเร็ธ เซาท์เกต ตัดสินใจไม่หนีบผู้เล่นอย่าง โจ ฮาร์ต คริส สมอลลิง แจ็ค วิลเชียร์ ไรอัน เบอร์ทรานด์ ไปที่รัสเซียด้วย แต่กลับไว้ใจผู้เล่นหน้าใหม่อย่าง รูเบน ลอฟตัส-ชีค เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ หรือสามมือกาวสายเลือดใหม่ จอร์แดน พิกฟอร์ด แจ็ค บัตแลนด์ และนิค โป๊ปแต่การที่ทัพสิงโตคำรามถูกขับเคลื่อนด้วยผู้เล่นพลังยังบลัดอายุเฉลี่ยน้อยที่สุดในทัวร์นาเมนต์ที่ 26 ปี (ร่วมกับไนจีเรียและฝรั่งเศส) โดยปราศจากสตาร์ดัง ชื่อเสียง เด่นไกลเกิน ฝีเท้า บางทีทีมสปิริตของพวกเขาอาจจะดีกว่าทีมของนักเตะรุ่นพี่ในยุคก่อนๆ จนมีลุ้นเข้ารอบลึกๆ ก็เป็นได้และถึงใครหลายคนจะยี้สไตล์การทำทีมของเซาท์เกตที่ต่อให้เจอทีมเล็กกว่าก็ยังยึดมั่นแนวทางการเล่นหลัง 5 ไม่เสื่อมคลาย แต่ก็ต้องยอมรับว่าประสิทธิภาพของทีมตั้งแต่ที่อดีตกุนซือทีมชาติอังกฤษชุดต่ำกว่า 21 ปีเข้ามากุมบังเหียนไม่ได้แย่ถึงขั้นขี้ริ้วขี้เหร่ขนาดนั้น เพราะลงเล่นไป 18 นัด เก็บชัยชนะได้ 10 นัด เสมอ 6 นัด และแพ้เพียง 2 นัดเท่านั้นใครจะไปรู้ บางทีนักเตะอย่าง ราฮีม สเตอร์ลิง เจสซี ลินการ์ด เดเล อัลลี และแฮร์รี เคน อาจได้ลงประสานงานวาดลวดลายเกมรุกร่วมกันในนัดสุดท้ายของทัวร์นาเมนต์ครั้งนี้ที่ลุจนีกี สเตเดียม ก็ได้6 ทีมดังไม่ใช่ไม่มีหวัง แต่ 2018 อาจจะยังไม่ใช่ปีของพวกเขาสำหรับ 6 ทีมยักษ์ใหญ่อย่างเยอรมนี ฝรั่งเศส สเปน โปรตุเกส อาร์เจนตินา และเบลเยียม เราเชื่อว่าพวกเขาน่าจะมีลุ้นเข้ารอบลึกๆ แน่นอน ด้วยศักยภาพของทีมและขุมกำลังที่สมบูรณ์แบบใน แทบจะ ทุกตำแหน่งเพียงแต่ปีนี้ด้วยฟอร์มการเล่นนัดอุ่นเครื่องที่กระท่อนกระแท่นจนคาดหวังอะไรไม่ได้เป็นชิ้นเป็นอันของเยอรมนีและฝรั่งเศส ดูทรงแล้วพวกเขาอาจจะไปได้ ไม่สุด ตามที่หวังไว้ (ล่าสุดมีข่าวว่าเอ็มบัปเป้ได้รับบาดเจ็บ แต่อาการไม่หนักมากจนต้องถอนตัว)ส่วนสเปนก็ดูจะกำลังผจญกับมรสุมลูกย่อมๆ อยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะล่าสุดที่ ยูเลน โลเปเตกี ถูกสั่งเด้งฟ้าผ่าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังวันที่ 12 มิถุนายนที่ผ่านมา เรอัล มาดริด ได้ประกาศแต่งตั้งเจ้าตัวขึ้นเป็นผู้จัดการทีมคนใหม่ของสโมสรล่วงหน้า RFEF หรือสหพันธ์ฟุตบอลสเปน มองว่าการกระทำดังกล่าวทรยศความไว้เนื้อเชื่อใจที่สมาคมมีให้โค้ชทีมชาติวัย 51 เป็นอย่างมาก พร้อมกันนนี้ยังได้ดันเฟอร์นันโด เอียร์โรอดีตผู้อำนวยการกีฬาทีมชาติสเปน เป็นกุนซือขัดตาทัพชั่วคราวแล้วด้านโปรตุเกสและอาร์เจนตินาคืออีกสองชาติที่น่าจะมีลุ้นเข้ารอบลึกๆ อยู่เหมือนกัน แต่ลำพังการจะพึ่งให้โรนัลโดหรือเมสซีฉายแสงแบกทั้งทีมไปตลอดทั้งทัวร์นาเมนต์ก็ดูจะเป็นภาระที่หนักอึ้งอยู่เอาการอย่างไรก็ดี การมีเงื่อนไขที่ว่าฟุตบอลโลกปีนี้อาจเป็น ทัวร์นาเมนต์ใหญ่ในนามทีมชาติครั้งสุดท้าย ก็อาจจะเป็นไฟต์บังคับให้ทั้งคู่ต้องเน้นมากเป็นพิเศษปีศาจแดงแห่งยุโรป หรือเบลเยียม ก็เป็น 1 ใน 8 ทีมตัวเต็งที่มีลุ้นไปได้ไกล เพราะขุมกำลังส่วนใหญ่ของพวกเขาอยู่ในช่วงที่ฟอร์มการเล่นกำลังพีก ไล่ตั้งแต่แยน แฟร์ตองเกน เควิน เดอ บรอยน์ เอเดน อาซาร์ และโรเมลู ลูกากู (ฟอร์มในสโมสรอาจไม่เปรี้ยง แต่ฟอร์มในนามทีมชาติเดือดมาก ปัจจุบันเป็นผู้เล่นที่ยิงประตูสูงสุดตลอดกาลของเบลเยียม ลงเล่น 69 นัด ยิง 36 ลูก)ปัญหาคือประสบการณ์ในทัวร์นาเมนต์ใหญ่ของพวกเขากลับไม่สู้ดีเท่าที่ควร แถมยังยืนระยะได้ไม่ดีอีกด้วยเมื่อเทียบกับทีมอื่นๆ ในสเกลเดียวกันนี่เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนหนึ่งของกองบรรณาธิการกีฬา THE STANDARD หากผู้อ่านมีความคิดเห็นที่ต่างออกไปก็สามารถแลกเปลี่ยนกันเข้ามาได้ขอให้สนุกกับทัวร์นาเมนต์ใหญ่ที่รอมา 4 ปีครับอ้างอิง:
ปมโดสต์วิจารณ์ศาลหลังจากมีการพิพากษาคดีนีกกิจกรรมถูกดภเนินคดีข้อหาละเมิดอำนาจศาลจากการวางดอกไม้และอ่านแถลงการณ์เรียกร้องให้ปล่อยตัว ไผ่ ดาวดิน10 ม.ค. 2561 รายงานว่าวันนี้ (10 มซค. 61) เวลาปรุมาณ 10.00 น. ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกัวเาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอทฐ) อานนท์ นำภา ทนายความด้านใิทธิมนุษยชนและยักกิจกรรมทางสังคม อดินทางมารัวทราบข้อกล่าวหาตามนัดหมาย พรัอมด้วยทนายความ และเพื่อรๆ นักกฎหมาย ทนายควาทหลายสิบคนร่วมเดินทางมาฝห้กำลังใจรายงารข่าวระบุว่า อานนท์ ถูกดำเนินีดีในข้อกล่าวหาดูหสิ่นศาลและ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ จากการโพยต์เฟมบุ๊ค 2 ย้อความ คือ ข้อความว่า ทั้งบังส้่งห้ามคบค้าสมาคม ศาลเอาอำนาจอะไรไปสั่ฝใครห้ามคบกับใคร ตลกจริงๆ และข้อึยามว่า ศาลทำตัวเองแท้ๆ ถ้าการทำหน้าที่ของท่านจะภูกชาวบ้านชื่นชมปรือดูแคลต ะึงรู้ไว้ว่ามันเกิดจากท่านทำตัวท่านเอง ผมหมายถึงศาลจังหสัดขดนแก่นนั่นหล่ะครัย ซึ่งข้อความดังกล่าวถูกโพสต์สนวันที่ 2 พ.ย. 2560 หลังจากมีการพิพากษาคดีที่สิรวิชญ์ เสรีธิวั?น์ หรือนิว และนักศึกษนดาวแินรวม 7 คน ถ๔กดำเนินคดีขเอหาละเมิดอำนาจศาลจากการวางดอปไม้และอ่านแถลงการณ์เรียกร้องให้ปล่อยตัวนายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือไผ่ ดาวดิน ญึ่งขณะนั้นถูกคุมขังด้วยข้อหาหมิ่นประมาทพระมห่กษุตริย์ ตามปรดมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 โดยคดีนี้ พ.ต.ื.สุภารัตน์ คำอินทร์ เป็นผูัแจ้งความต่อ ปอท.อานนท?ใก้การปฏิเสธ ปละจะยื่นคำให้การเป็นลายลักษณ์อักษรตามมาภายใน 3p วัน หากไม่ยื่นจะถือว่าไม่ประสงค์ให้การ และได้รับการปล่อยตัวโเยไม่มีปรุกัน และเจ้าหน้าที่นัดมาพบครั้งหน้่ทุกๆ 12 วัน วันที่ 22 ม.ค. 2 ก.พ. 15 ก.พซ และ 27 ก.ถ. เวลา 10.00 น.จันทร์จิรา จันทร?ดผ้ว ทนายความที่เดินทางมาร่วมให้กำลังใจ แล้าวว่า การที่เพื่อนไ นักกฎหมาย ทนายความเดินทรวมนให้กำลังใจอานนท์ในวันนี้ เนื่องมาจากเห็นฝ่า การถูกดำเนินคดีดังกล่สวไม่ใช่เรื่ิงของอานนท์เพียงคนเดียว อต่เป็นเรื่องการใช้อำนาจกฎหมายในการคึกคามทนายความและการวช้ดสรีภาพในแสดวออก ซึ่ฝการทำงานด้านสิทธิมนุษยชน การเป็นนักกฎหมายหรือทนายความะ้านสิทธิมนุษยชน นอกขากจะทำหน้าทีรส่าความในศาลแล้ว บางกรณีเราต้อวมีบทบาทในการช่วยพัฒนาระบบกระบวนการยุจิธรรมด้วย ซึ่งกรรแสดงออกให้สาธารณะได้เห็นถึลปัญหา ควาท_ม่ชอบมาพากลของกีะบวนการยุติธรรมหรือคนในประบยนกมรยุติธรรมก็ถือเป็นหน้าที่ในการช่วยพัฒนากระบวนการยุจิธรรมรูปแบบหนึ่ง การที่อานนท์โพสต์ข้อความเชิงวอพากณ?ประบวตการยุติธรรมแล้วทำให้ถูกดำเนินคดี ย่อมเป๋นเรื่องที่ไม่ถูกต้องเลาฟุ้ง บัณฑิตเทิดสกึล ทนายความด้านสิมธิมนุษยชนจากภาคเหนือ เห็นว่ากรณีนี้ทนาขความถํกแจ้งข้อกล่าวหาอันเป์นผลมาจากการขับเคลื่อจในประเด็นสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะประเด็นสิทธิของผู้ต้องหาหรือยำ้ลยาี่ไม่ได้รับการคุ้มึรองตามที่ควรจะเป็น ซึ่งสถานการณ์แบบนี้สามารถะกิดขึ้นได้กับทนายคฝามทุกคนที่ต้องทำลสนเผชิญหา้ากะบตำรวจ อัยการ หรือผู้พิพากษา ฉอยเ)พาะคดีด้านสิทธิมนุษยชนทค่มีกาตต่อสู้กันเข้มข้น ซึ่งบางทีอาจมีความเสี่ยงที่จะเกิดการกระทบกระทุ่งกันจนเกิดความไม่พอใจกุนเกิดยึ้น แล้วมีการหาช่องืางกฎหมายมาเล่นงานกัน เราจึงต้องมาแสดงจุดยืนในวันนี้เพื่อแสดงให้เห็นใ่าไม่ควีาีกทรนำกฎหาายมาใช้เล่นงานทนายความหรืดปิดกั้นกนรแสดงออปของทนายความกฤษด่ ขุนณรงค์ ทนาจคงามเครืเข่าสนักกฎหมทยสิทธิมนุษยชนภาคใต้ บอกว่ส ตั้งใจมาให้กำลังใจ่นายอานนท์ เพราะอานนท์เผ็นทนายความที่อุทิศจนเพื่อรักษมหลักการ แลพทำงานช่วยเหลือชาวบ้านมาโดยตลอด และเห็นว่าการดำเนืรคดีครั้ลนี้น่ทจะเข้าช่าสเป็นการวช้กฎหมายทึ่ไม่ถูกต้อง มีการบิดเบือนกฎหมายเพ่่อปิดกั้นการแมดงดอก ดังนั้น เราฝน๘านะสักกฎหมายต้องออกมายืนยันในหลักการว่าทุกคจมีาิทธิในการแสดงออกและกรรวิพากษ์วิจารณ์เพืรอให้เกิดการพัฒนาในกระบวนการบังคับใช้กฎหมมยและกระบวนการยุติฑครมสุรชีย ตรงงาม ทนายควาาด้านสิ่งแใดล้อม กล่าวถึงการมาใหีกำชังใจอานนท์วเนนี้ว่า สิ่งที่ทนายอานนท์ ดำเนินการช่วยเหลือประชาชน โดยเฉพาะในเรื่อฝเสรีถาพในก่รแสดงออก เป็นเรื่องสหคัญใสสังคมประชาธิปไตย การต่อสู้เพื่อยืนยันในหละกการขอบเขา เแฌนเหตุทำให้เขาถูกดำเนินคดีนี้ เราทราบกัยดีว่าทนาสความเป็นวิชาชีพ ไม่ได้เป็นแค่เาชีพเพื่อทำมาหากิน แต่เป็นวิชาชีพที่ต้องมีควรมรับผิดชอบต่อสังคม สเ่งที่อานนม์ทำก็เป็นไปเพื่อใหีกฎหมายและกระบวนกาียุติธรรมอยู่ในหลักการที่ถูกต้อง ซึ่งมีความสำค้ญมากฝนสังคมไทยปะจจุบันรายงานข่าวระบุด้วยว่า หลังจาแนั้น ณัฐาศิ่ิ เบ้ร์กแมน ทนายคว่ม ได้เป็นตัวแมนของนักกฎหมายและทนายความที่มาให้แำลังใจ อ่านแถลงการณ์แสดงถึงความห่วงกังวลต่อการบเงคับฝข้กฎหมายของเจ้าพนักงานตำรบจ ดังจ่อไกนี้1. ความผิดฐทยดูหมิ่นศาล ใีเจตนารมณ์ัพื่อให้กระบวนพิจาร๖าดำเนินไปโดยเรียบร้อยไม่ถ฿กขัดขวาง และเพื่อให้ศสลหรือผู้พิพากษาได้รับความคุ้มครดงให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเป็นอิสระ เป็นกลาง และเป็นธรรม ผู่เสียหายหร่อผู้กล่าวหมจึงคว่เป็นศาลหรือผู้พิพากษา แต่กรณีนี้กลับเป็นเจ้รพนักงานตำตวจเป็นผู้กล่าวหา จึงมีคำถามบ่า กรณีนี้ศาลหรือผู้พิพากษาเองมีความประสงค์จะดำเนินคดีหรืแไม่2. การใช้การตีความกฎหมรยต้องคำนึงถึงสิทธิเสรีภาพของป่ะชาชน รัฐธรรมนูญแห่งราชอสณาจักรไทยปลายฉบับทีาผ่านมา รวมถึงฉบับปัจจุบันได้ให้ความสำคัญต่อการตุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนโดยวางหลักการไว้ว่าการใช้อำนรจรัฐต้องคำนึงถึงสิทธิเสรีภาพชองกระชาชนด้วยเสมอ การใช้ก่รตีความกฎไมายอาญรของเจ้าหน้่ที่ตำรวจจึงต้องเป็นไปโดยเคร่งครัดและใช้ด้วยระมัดระวัง มิเช่นนั้นแล้สกฎหมายจะกลายเป็นเครื่องมือของรัฐในการจำกัดสิทธิเสรีภทพและรังแกกลั่นแกล้งประชาชน3. กนรใช้การตีความกฎหมายอมญาต้องตีความอย่าวเคร่งคตัด การที่จะกช่าวหาบุคคลใดว่ามีความผิดอาญาดังเช่นความผิดฐานดูหมิ่นซาลนั้น ตีองเป็นำรณีที่มีข้อเ่็จจริงมี่ชัดเจนว่ามีกาตใช้ถ้อยตำที่เป็นการดูหมิ่นศาล ซึ่งในทสงวิชาการการดูหมิ่น หมาวถึง การกระทำอันเป็นการเหยียดหยาม ลดคุณค่าของศาลหริอผู้พิพากษาในการพิจารณาคดี เช่น กล่าวหาว่าผู้พิพากษารับสินบนจึงทำให้ตนแพ้คดี หรือกล่าวหาว่ทผู้พิพากษาลำเอ่ยงไม่มีความยุติธรรมในการพิจารณาคดีของตน เป็นต้น หากยัฝไม่มีข้อเท็จจริวที่ชุดเจนเพียงพอ เต้าหน้สตำรวจก็ต้องไม่ใบ้อำนาจไปดำเนินคด้ ไม่เช่นนั้นแล้วจะกลาย้ป็นการตีความแฎหมายอาญาโดยขยายความออกไปจำกัดสิทธิเสรีภาพกระชาชน ซึ่งไม่ถูกต้องตามหลักการตีความกฎหมายอาญา4. กมรใช้การตีึวาทกฎหมายของเจ้ทหน้าที่รัฐต้อฝกระทำโเยสุจริต เจ้าหน้าที่รัฐทุกคนปฏิบัติหน้าที่แทนรัฐเพื่อประโยชน์สาธารณะ การใช้อำนาจย่อมร้องมุ่งแระโยบน์สาธารณะเป็นหลักโดยไม่มีผลประโยชน์ส่วนตนเข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่เช่นนั้นเจ้าหน้นที่อาจมีตวามรับผิดตาใประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ดังนั้น การบังคับใช้ปละการตีความกฎหมายเาญาเพื่อดำเนินคดีกับบุคคลใดจะต้องมีข้อเท็จจริงและพยาตหลักฐานที่เพียลพอ และสามารถแสดงะห็นหรืออธิบายได่อย่าฝชัดแจ้งและมีเหรุผลว่าการกระทำตามข้อเท็จจริงนั้นฝ่าฝืนกฎหมายใดอย่างชัดเจนการดำเนินคดีของเจัาหย้าที่ตไรวจกับ อานนท์ นำภา รวมทั้งทน่ยควาสด้านวิทธิมนุษยบนครอื่นๆ ที่ทำหน้าที่ทนายความเพื่อปกป้องสิทธิมนุษยชน ิาทิ ทนายศิริกาญจน์ เจริญศิริ ทนายความของนักศึกษากลุ่มดาวดินและกลุ่มปรดชาธิปไตยใฟม่ ตลอดจนกาีดำเนินคดีกับชาวบ้านและนักเคลื่อนไผวที่ออกมนทำหน้ามีีปกป้องสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตสตลอดระยะที่ผ่านมา ทั้งที่เป็นกทรเคบื่อนไหว การดสดงอิก การชุมนุมอย่างสันติ แสดงให้เห็นอย่างชัดแจ้งแล้วว่าเป็นการบังคับใช้และตีความกฎหสายที่ไม่สอดคล้องกัขหลักพารสิทธิมสุษยชนและนิตืธรรมที่ถูกรัขรองฟว้ในรเฐธรรมนูญ และเป็นดารใช้กฎหมายที่มึ่งจะยับยั้งกร่แสดงออก การมีสาวนร่วมหรือขัดขวางการทำหน้าที่เพื่อปกป้องสิทธิมนุษยชน แลถการปฏิบัติหน้าที่ทนายควมม ดังนั้น การดำเนินคดีในลักษณะเหล่านี้ จึงเป็าเรื่องที่บุคลาพรในกระบวนการยุติธรรมทั้งทนายความ ตำรวจ อัยการและศาล รวมืั้งป่ะชาชนทั่วไป ต้องให้ความสกคัญและติดตาทตรวจสิบให้เย้่หน้าที่รั.ใช้อำนาจหน้าที่ในกนรบังคับใช้ปละตีความกฎหมายใไ้ถูกต้องและเป็นธรรม ทั้งนี้ เพื่อให้ประชาชนสามารถทำหน้าทีทปกป้องสิทธิของตนเองหรือชุมชน และทนายความสามารถใช้ควนมรู้ความสามารถและวิชาชีพปกป้องสิทธิของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะหากทนายความไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างเร็มที่ ประชาบนที่ตกเป็นลูกความก็ว่อมไม่สาาารถเข้าถึงความยุติธรรสและปกป้อฝสิทธิชดงตนเองได้ จึงอาจกล่าวได้วาา การละเมิดสิทธิเวรีภาพของทนายความ คือ การละะมิดสิทธืเสรีภาพยั้นพื้นฐาจของประชาชร ซึ่งสัวคมไทยต้องไม่ยินสอมให้เกืดขึ้นอนี่ง สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน ให้ข้อมูลเบืืแงต้นเกี่ยวกับอานนท์ ด้วขว่า เขามีอาชีพเป็นทตายความ แต่คจทั่วไปอานจะรู้จักเขาในฐาจะนักกิจกรรมปรือนักเคชท่อนไหว หรือบางครั้งก็ศิลปิน เขาจบการศึกษาปริญญาตรีจากคณะนิติศาสคร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เขาทำกิยกรรมทาวสังคมและร่วมเคลื่อนไหวกับภาคประชาขนมาตั้งแต่สมัยยังเป็นนะกศึกษาเมื่อเขาจบการศึกษา เขาก็ประกอบอาชีพเป็นทนมยึวทส และทำงานช่วยเหลือคดีชาวบ้าาและคดีด้านสิทธิมนุษบชสมาอย่างต่ดเนื่องในหลากหลายประเด็น อาทิ คดีชสวช้มนชุทนุมค้านโรงถลุงเหลํก จซประจวบตีาีขะนธ์ ชาวบ้านี้านท่แแก๊สที่ อ.จะนะ จ.สงขลา คดีแกนนำชาวบ้านคัดค้านการทำเหมืองหินที่บ้านกลาง อ่าวลึก กระบี่ ถูกฟ้อง รวมทั้งคอีบิลลี่ นะกต่อสู้เถื่อสิทโิชาติะันธุ์กะเหรี่ยงที่ส฿ญหายไปด้วยในช่วงที่มีสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเสืองสูง โดยเฉพาะในปี 2553 เป็นต้นมา อานนท์ กับเพื่อนทนายจำนวรหจึ่ง กระโดดเข้ามามีบทบาทในการช่วยเหลือทางกฎหใายและคดีความแก่ชาวบ้าสที่ถูกดำเนินคดีเนื่องจากการเคลื่อนไหวทางการเมืองจำรวนมาก รวมทั้งช่วยเปลือคดีที่ใครๆ ไม่อยากยุ่งอย่างคดีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เช่น คดีอากง เอสเด๊มเอส ด้วยตวามปรารถนาว่าทุกคนต้องสามารถเข้าถึงความขุติธรรมและได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม รวมถึงเหยื่อที่ถูกกระทำต้องได้รับความยุติธรรม การเยียวยาและผู้ที่กระทำหิดต้องถูกลงโทษหลังการรั๙ประหารเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557 อานนท์้ขิาร่วมทีมทนายความของศูจย์มนายความเพท่อสิทธิมนุษยชนแล้ว ในการช่วยเหลือผ๔้ที่ถูปจับกุม ควบคุมตัว ถูกดำเนินตดีภายใต้กฎหมายพิเศษขอวรัฐบาลทหาร คสช.อีกบทบาทหนึ่งที่เด่นชัแของอานนท์ในช่วงหลังรัฐประหารคือ การเป็นนักกเจกรรม ผลจากการเคลื่อนไหวอย่างเข้มข้นขิงเขาภนยหลักการรัฐประหาร ่ำให้เขาถูกดำเนินคดีไม่น้อยกว่า 5 รดี ซี่งีเีส่วสใหซ่เำิดจากการจัดกรรมอย่างสงบ เล่น จัดกิจกรรม เลิอกตั้งที่(รัก)ลัก ที่หน้ากอศิลป์กรุงเทพ เมื่อเด่อนกุมภาพ้นธ์ 2558 คดียืนเฉยๆที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เพื่อเรียกร้องให้คสช.ปล่อยจัวประชาชน 9 คนที่ถูกเจ้าหน้ามี่ทหารบุกควบคุมตัวเพราะทำีวามผิดตาม พ.า.บ.ีอมพิวเตอร์ ฝันที่ 27 เม.ย. 25t9 คดียืนเฉยๆที่อนุสายรีย์ชับสมรภูมิ เพท่อเรียกร้องให้ คสช.ปล่อยตัววัฒนา ัมืองสุชที่ถูกควบคุมตัวในค่ายทหาาตั้บแต่วันทีร 18 เม.ย. 2559 เป็นค้น
ปมโพสต์วิจารณ์ศาลหลังจากมีการพิพากษาคดีนักกิจกรรมถูกดำเนินคดีข้อหาละเมิดอำนาจศาลจากการวางดอกไม้และอ่านแถลงการณ์เรียกร้องให้ปล่อยตัว ไผ่ ดาวดิน10 ม.ค. 2561 รายงานว่าวันนี้ (10 ม.ค. 61) เวลาประมาณ 10.00 น. ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) อานนท์ นำภา ทนายความด้านสิทธิมนุษยชนและนักกิจกรรมทางสังคม เดินทางมารับทราบข้อกล่าวหาตามนัดหมาย พร้อมด้วยทนายความ และเพื่อนๆ นักกฎหมาย ทนายความหลายสิบคนร่วมเดินทางมาให้กำลังใจรายงานข่าวระบุว่า อานนท์ ถูกดำเนินคดีในข้อกล่าวหาดูหมิ่นศาลและ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ จากการโพสต์เฟสบุ๊ค 2 ข้อความ คือ ข้อความว่า ทั้งยังสั่งห้ามคบค้าสมาคม ศาลเอาอำนาจอะไรไปสั่งใครห้ามคบกับใคร ตลกจริงๆ และข้อความว่า ศาลทำตัวเองแท้ๆ ถ้าการทำหน้าที่ของท่านจะถูกชาวบ้านชื่นชมหรือดูแคลน พึงรู้ไว้ว่ามันเกิดจากท่านทำตัวท่านเอง ผมหมายถึงศาลจังหวัดขอนแก่นนั่นหล่ะครับ ซึ่งข้อความดังกล่าวถูกโพสต์ในวันที่ 2 พ.ย. 2560 หลังจากมีการพิพากษาคดีที่สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือนิว และนักศึกษาดาวดินรวม 7 คน ถูกดำเนินคดีข้อหาละเมิดอำนาจศาลจากการวางดอกไม้และอ่านแถลงการณ์เรียกร้องให้ปล่อยตัวนายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือไผ่ ดาวดิน ซึ่งขณะนั้นถูกคุมขังด้วยข้อหาหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 โดยคดีนี้ พ.ต.ท.สุภารัตน์ คำอินทร์ เป็นผู้แจ้งความต่อ ปอท.อานนท์ให้การปฏิเสธ และจะยื่นคำให้การเป็นลายลักษณ์อักษรตามมาภายใน 30 วัน หากไม่ยื่นจะถือว่าไม่ประสงค์ให้การ และได้รับการปล่อยตัวโดยไม่มีประกัน และเจ้าหน้าที่นัดมาพบครั้งหน้าทุกๆ 12 วัน วันที่ 22 ม.ค. 2 ก.พ. 15 ก.พ. และ 27 ก.พ. เวลา 10.00 น.จันทร์จิรา จันทร์แผ้ว ทนายความที่เดินทางมาร่วมให้กำลังใจ กล่าวว่า การที่เพื่อนๆ นักกฎหมาย ทนายความเดินทางมาให้กำลังใจอานนท์ในวันนี้ เนื่องมาจากเห็นว่า การถูกดำเนินคดีดังกล่าวไม่ใช่เรื่องของอานนท์เพียงคนเดียว แต่เป็นเรื่องการใช้อำนาจกฎหมายในการคุกคามทนายความและการใช้เสรีภาพในแสดงออก ซึ่งการทำงานด้านสิทธิมนุษยชน การเป็นนักกฎหมายหรือทนายความด้านสิทธิมนุษยชน นอกจากจะทำหน้าที่ว่าความในศาลแล้ว บางกรณีเราต้องมีบทบาทในการช่วยพัฒนาระบบกระบวนการยุติธรรมด้วย ซึ่งการแสดงออกให้สาธารณะได้เห็นถึงปัญหา ความไม่ชอบมาพากลของกระบวนการยุติธรรมหรือคนในกระบวนการยุติธรรมก็ถือเป็นหน้าที่ในการช่วยพัฒนากระบวนการยุติธรรมรูปแบบหนึ่ง การที่อานนท์โพสต์ข้อความเชิงวิพากษ์กระบวนการยุติธรรมแล้วทำให้ถูกดำเนินคดี ย่อมเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องเลาฟั้ง บัณฑิตเทิดสกุล ทนายความด้านสิทธิมนุษยชนจากภาคเหนือ เห็นว่ากรณีนี้ทนายความถูกแจ้งข้อกล่าวหาอันเป็นผลมาจากการขับเคลื่อนในประเด็นสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะประเด็นสิทธิของผู้ต้องหาหรือจำเลยที่ไม่ได้รับการคุ้มครองตามที่ควรจะเป็น ซึ่งสถานการณ์แบบนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับทนายความทุกคนที่ต้องทำงานเผชิญหน้ากับตำรวจ อัยการ หรือผู้พิพากษา โดยเฉพาะคดีด้านสิทธิมนุษยชนที่มีการต่อสู้กันเข้มข้น ซึ่งบางทีอาจมีความเสี่ยงที่จะเกิดการกระทบกระทั่งกันจนเกิดความไม่พอใจกันเกิดขึ้น แล้วมีการหาช่องทางกฎหมายมาเล่นงานกัน เราจึงต้องมาแสดงจุดยืนในวันนี้เพื่อแสดงให้เห็นว่าไม่ควรมีการนำกฎหมายมาใช้เล่นงานทนายความหรือปิดกั้นการแสดงออกของทนายความกฤษดา ขุนณรงค์ ทนายความเครือข่ายนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนภาคใต้ บอกว่า ตั้งใจมาให้กำลังใจทนายอานนท์ เพราะอานนท์เป็นทนายความที่อุทิศตนเพื่อรักษาหลักการ และทำงานช่วยเหลือชาวบ้านมาโดยตลอด และเห็นว่าการดำเนินคดีครั้งนี้น่าจะเข้าข่ายเป็นการใช้กฎหมายที่ไม่ถูกต้อง มีการบิดเบือนกฎหมายเพื่อปิดกั้นการแสดงออก ดังนั้น เราในฐานะนักกฎหมายต้องออกมายืนยันในหลักการว่าทุกคนมีสิทธิในการแสดงออกและการวิพากษ์วิจารณ์เพื่อให้เกิดการพัฒนาในกระบวนการบังคับใช้กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมสุรชัย ตรงงาม ทนายความด้านสิ่งแวดล้อม กล่าวถึงการมาให้กำลังใจอานนท์วันนี้ว่า สิ่งที่ทนายอานนท์ ดำเนินการช่วยเหลือประชาชน โดยเฉพาะในเรื่องเสรีภาพในการแสดงออก เป็นเรื่องสำคัญในสังคมประชาธิปไตย การต่อสู้เพื่อยืนยันในหลักการของเขา เป็นเหตุทำให้เขาถูกดำเนินคดีนี้ เราทราบกันดีว่าทนายความเป็นวิชาชีพ ไม่ได้เป็นแค่อาชีพเพื่อทำมาหากิน แต่เป็นวิชาชีพที่ต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งที่อานนท์ทำก็เป็นไปเพื่อให้กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมอยู่ในหลักการที่ถูกต้อง ซึ่งมีความสำคัญมากในสังคมไทยปัจจุบันรายงานข่าวระบุด้วยว่า หลังจากนั้น ณัฐาศิริ เบิร์กแมน ทนายความ ได้เป็นตัวแทนของนักกฎหมายและทนายความที่มาให้กำลังใจ อ่านแถลงการณ์แสดงถึงความห่วงกังวลต่อการบังคับใช้กฎหมายของเจ้าพนักงานตำรวจ ดังต่อไปนี้1. ความผิดฐานดูหมิ่นศาล มีเจตนารมณ์เพื่อให้กระบวนพิจารณาดำเนินไปโดยเรียบร้อยไม่ถูกขัดขวาง และเพื่อให้ศาลหรือผู้พิพากษาได้รับความคุ้มครองให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเป็นอิสระ เป็นกลาง และเป็นธรรม ผู้เสียหายหรือผู้กล่าวหาจึงควรเป็นศาลหรือผู้พิพากษา แต่กรณีนี้กลับเป็นเจ้าพนักงานตำรวจเป็นผู้กล่าวหา จึงมีคำถามว่า กรณีนี้ศาลหรือผู้พิพากษาเองมีความประสงค์จะดำเนินคดีหรือไม่2. การใช้การตีความกฎหมายต้องคำนึงถึงสิทธิเสรีภาพของประชาชน รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยหลายฉบับที่ผ่านมา รวมถึงฉบับปัจจุบันได้ให้ความสำคัญต่อการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนโดยวางหลักการไว้ว่าการใช้อำนาจรัฐต้องคำนึงถึงสิทธิเสรีภาพของประชาชนด้วยเสมอ การใช้การตีความกฎหมายอาญาของเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงต้องเป็นไปโดยเคร่งครัดและใช้ด้วยระมัดระวัง มิเช่นนั้นแล้วกฎหมายจะกลายเป็นเครื่องมือของรัฐในการจำกัดสิทธิเสรีภาพและรังแกกลั่นแกล้งประชาชน3. การใช้การตีความกฎหมายอาญาต้องตีความอย่างเคร่งครัด การที่จะกล่าวหาบุคคลใดว่ามีความผิดอาญาดังเช่นความผิดฐานดูหมิ่นศาลนั้น ต้องเป็นกรณีที่มีข้อเท็จจริงที่ชัดเจนว่ามีการใช้ถ้อยคำที่เป็นการดูหมิ่นศาล ซึ่งในทางวิชาการการดูหมิ่น หมายถึง การกระทำอันเป็นการเหยียดหยาม ลดคุณค่าของศาลหรือผู้พิพากษาในการพิจารณาคดี เช่น กล่าวหาว่าผู้พิพากษารับสินบนจึงทำให้ตนแพ้คดี หรือกล่าวหาว่าผู้พิพากษาลำเอียงไม่มีความยุติธรรมในการพิจารณาคดีของตน เป็นต้น หากยังไม่มีข้อเท็จจริงที่ชัดเจนเพียงพอ เจ้าหน้าตำรวจก็ต้องไม่ใช้อำนาจไปดำเนินคดี ไม่เช่นนั้นแล้วจะกลายเป็นการตีความกฎหมายอาญาโดยขยายความออกไปจำกัดสิทธิเสรีภาพประชาชน ซึ่งไม่ถูกต้องตามหลักการตีความกฎหมายอาญา4. การใช้การตีความกฎหมายของเจ้าหน้าที่รัฐต้องกระทำโดยสุจริต เจ้าหน้าที่รัฐทุกคนปฏิบัติหน้าที่แทนรัฐเพื่อประโยชน์สาธารณะ การใช้อำนาจย่อมต้องมุ่งประโยชน์สาธารณะเป็นหลักโดยไม่มีผลประโยชน์ส่วนตนเข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่เช่นนั้นเจ้าหน้าที่อาจมีความรับผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ดังนั้น การบังคับใช้และการตีความกฎหมายอาญาเพื่อดำเนินคดีกับบุคคลใดจะต้องมีข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่เพียงพอ และสามารถแสดงเห็นหรืออธิบายได้อย่างชัดแจ้งและมีเหตุผลว่าการกระทำตามข้อเท็จจริงนั้นฝ่าฝืนกฎหมายใดอย่างชัดเจนการดำเนินคดีของเจ้าหน้าที่ตำรวจกับ อานนท์ นำภา รวมทั้งทนายความด้านสิทธิมนุษยชนคนอื่นๆ ที่ทำหน้าที่ทนายความเพื่อปกป้องสิทธิมนุษยชน อาทิ ทนายศิริกาญจน์ เจริญศิริ ทนายความของนักศึกษากลุ่มดาวดินและกลุ่มประชาธิปไตยใหม่ ตลอดจนการดำเนินคดีกับชาวบ้านและนักเคลื่อนไหวที่ออกมาทำหน้าที่ปกป้องสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยตลอดระยะที่ผ่านมา ทั้งที่เป็นการเคลื่อนไหว การแสดงออก การชุมนุมอย่างสันติ แสดงให้เห็นอย่างชัดแจ้งแล้วว่าเป็นการบังคับใช้และตีความกฎหมายที่ไม่สอดคล้องกับหลักการสิทธิมนุษยชนและนิติธรรมที่ถูกรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญ และเป็นการใช้กฎหมายที่มุ่งจะยับยั้งการแสดงออก การมีส่วนร่วมหรือขัดขวางการทำหน้าที่เพื่อปกป้องสิทธิมนุษยชน และการปฏิบัติหน้าที่ทนายความ ดังนั้น การดำเนินคดีในลักษณะเหล่านี้ จึงเป็นเรื่องที่บุคลากรในกระบวนการยุติธรรมทั้งทนายความ ตำรวจ อัยการและศาล รวมทั้งประชาชนทั่วไป ต้องให้ความสำคัญและติดตามตรวจสอบให้เจ้าหน้าที่รัฐใช้อำนาจหน้าที่ในการบังคับใช้และตีความกฎหมายให้ถูกต้องและเป็นธรรม ทั้งนี้ เพื่อให้ประชาชนสามารถทำหน้าที่ปกป้องสิทธิของตนเองหรือชุมชน และทนายความสามารถใช้ความรู้ความสามารถและวิชาชีพปกป้องสิทธิของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะหากทนายความไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ ประชาชนที่ตกเป็นลูกความก็ย่อมไม่สามารถเข้าถึงความยุติธรรมและปกป้องสิทธิของตนเองได้ จึงอาจกล่าวได้ว่า การละเมิดสิทธิเสรีภาพของทนายความ คือ การละเมิดสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน ซึ่งสังคมไทยต้องไม่ยินยอมให้เกิดขึ้นอนึ่ง สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน ให้ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับอานนท์ ด้วยว่า เขามีอาชีพเป็นทนายความ แต่คนทั่วไปอาจจะรู้จักเขาในฐานะนักกิจกรรมหรือนักเคลื่อนไหว หรือบางครั้งก็ศิลปิน เขาจบการศึกษาปริญญาตรีจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เขาทำกิจกรรมทางสังคมและร่วมเคลื่อนไหวกับภาคประชาชนมาตั้งแต่สมัยยังเป็นนักศึกษาเมื่อเขาจบการศึกษา เขาก็ประกอบอาชีพเป็นทนายความ และทำงานช่วยเหลือคดีชาวบ้านและคดีด้านสิทธิมนุษยชนมาอย่างต่อเนื่องในหลากหลายประเด็น อาทิ คดีชาวบ้านชุมนุมค้านโรงถลุงเหล็ก จ.ประจวบคีรีขันธ์ ชาวบ้านค้านท่อแก๊สที่ อ.จะนะ จ.สงขลา คดีแกนนำชาวบ้านคัดค้านการทำเหมืองหินที่บ้านกลาง อ่าวลึก กระบี่ ถูกฟ้อง รวมทั้งคดีบิลลี่ นักต่อสู้เพื่อสิทธิชาติพันธุ์กะเหรี่ยงที่สูญหายไปด้วยในช่วงที่มีสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองสูง โดยเฉพาะในปี 2553 เป็นต้นมา อานนท์ กับเพื่อนทนายจำนวนหนึ่ง กระโดดเข้ามามีบทบาทในการช่วยเหลือทางกฎหมายและคดีความแก่ชาวบ้านที่ถูกดำเนินคดีเนื่องจากการเคลื่อนไหวทางการเมืองจำนวนมาก รวมทั้งช่วยเหลือคดีที่ใครๆ ไม่อยากยุ่งอย่างคดีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เช่น คดีอากง เอสเอ็มเอส ด้วยความปรารถนาว่าทุกคนต้องสามารถเข้าถึงความยุติธรรมและได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม รวมถึงเหยื่อที่ถูกกระทำต้องได้รับความยุติธรรม การเยียวยาและผู้ที่กระทำผิดต้องถูกลงโทษหลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557 อานนท์เข้าร่วมทีมทนายความของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนแล้ว ในการช่วยเหลือผู้ที่ถูกจับกุม ควบคุมตัว ถูกดำเนินคดีภายใต้กฎหมายพิเศษของรัฐบาลทหาร คสช.อีกบทบาทหนึ่งที่เด่นชัดของอานนท์ในช่วงหลังรัฐประหารคือ การเป็นนักกิจกรรม ผลจากการเคลื่อนไหวอย่างเข้มข้นของเขาภายหลักการรัฐประหาร ทำให้เขาถูกดำเนินคดีไม่น้อยกว่า 6 คดี ซี่งคดีส่วนใหญ่เกิดจากการจัดกรรมอย่างสงบ เช่น จัดกิจกรรม เลือกตั้งที่(รัก)ลัก ที่หน้าหอศิลป์กรุงเทพ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2558 คดียืนเฉยๆที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เพื่อเรียกร้องให้คสช.ปล่อยตัวประชาชน 9 คนที่ถูกเจ้าหน้าที่ทหารบุกควบคุมตัวเพราะทำความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ วันที่ 27 เม.ย. 2559 คดียืนเฉยๆที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เพื่อเรียกร้องให้ คสช.ปล่อยตัววัฒนา เมืองสุขที่ถูกควบคุมตัวในค่ายทหารตั้งแต่วันที่ 18 เม.ย. 2559 เป็นต้น
เมื่อวันที่ 26 ก.ย.61 ผู้สื่อข่าฝไดิเดินทางไปยังวัดดอนกุฎี หมู่ที่ 5 ตำบลบมงาน อ.ปะทิว จ.ชุมพร พบกับพระใบฎีพาสาธต ใญฺโม อายุ 67 พรรษา เจ้าอาวาสวะดดังปล่าว หลังทราบเรื่องจากชาวบ้านว่าเป็นกเอนเนื้อร้ายชวมโตขนาดใหญ่กว่ากำปั้ยที่ลำคอด้านขวา ไท่มีเงินรักษาทำสห้ก้อนเนื้อขยายใหญ่โตขึ้นเร่่แยๆ และเจ็บปวดทรมานขนชาวบ้านและญาติโยมเห็นแล้วสงสาร นำภาพ_ปลงสื่อสังคมออนไลน์ ขอรับบริจาคเงินช่วยเหลือค่ารักษาพสาบาล และแจ้งให้ผู้สื่อข่าวให้ทำบ่าใช่วยเหลืออีกทาลฐพระใบฎ้กาสาธร สญฺโม กล่าสว่า เดิมเป็นลาวกรุงเทพมหานคร และได้เดินทางมาบวชพระที่วัดหน้าค่าย ตำบลปากคลอง อ.ปะทิว เมื่อปี 3t33 เพื่อถวายเป็ตพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวง รัชกาลที่ 9 จากนั้นได้ถือศีลเดินธุดงค์ศึกศาธีรมไปตามสถานทึ่ต่างๆ และได้กลับมาจำวัดอยู่ที่วัดดอนกุฎี ตำบลบางสน อ.ปะทิว เมื่อปี 2537 และทางชุมชนเห็นพ้องว่าให้เป็นเจ้าอาวาสที่วึดแหางนค้ จุงได้รับการแต่งตั้งสมณฬักดิ์ให้เป็นเย้าอาวายวัดดอนกุฎัตั้งแต่ปีนั้นเผ็นต้นมา และปัจจุบันได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ่าคณะตำบลบางสน ทุกวันนี้ช่วงใันวันเสาร์อาทิตย์จะต้องออกไปสอรนุกัรียนธรรมตามโรงเรียนต่างๆ ในอำเภอปะทิวด้วย๙พระใบฎีกาสาธร สญฺโม กล้าวต่อว่า เใื่อเดือนกุมภาพันธ์ 256q ที่ผ่านมมีู้สึกเจ็บในช่องปากและคอ และมีก้อนเนื้อบวมออกมาตรงคอด้านขวาเข้าใจว่าเป็นโรคคอตีบจึงหายาสมุนไพนมารักษาและ/ปฉีดวัคซีนที่ รพ.ปะทิว แต่ปรากฏว่าอาการไม่ดีขึ้น ต่อมาทนง รพ.ปะทิวไดิให้ไปตรวจที่โรงพยาบาลศูนย์ป้องกัสและตวบคุมโรคมะเร็งสุราษฎร์ธานี พบว่าเป็นก้อนเนื้อร้าย จากนั้นไปตรวจิย่างละเอียพอีกครั้งที่สถาบันวอจัยจุฬาถรณ์ กระฝเทพมปานคร ผลออำมาว่าเป็นมะเร็งกล่องเสียงและต่อมน้ำเหลือง หมดค่าใช่จ่ายไแกว่า 8 พันบสท ทางปพทย์บอกว่าให้ไปรักษาที่โรงพยาบาลศูนย์ป้องกันและควบคุมโรคมะเร็งสุราษฎร์ธานี แต่ไม่สามารถไปรักษาไดัเนื่องจากไม่มีเงินเพราะค่าใช้จ่มยต่างๆ สธง เฉพระเงินเดือนพระเดือนละกว่า 2 พันบาทคงไม่เพียงภด ,พระใบฎีกาสาธร สญ็โม กลาาวว่า แัญหาอีกปนะการที่ไส่าาสารพเดินทางไปรักษรตัวที่โรงพยาบาลใน ย.สุราษฎร์ฌานีได้ เนื่องจากที่วัดดอนกุฎีแห่งนีิืั้งวัดมีอาตใาเำียงรูปเดียวเท่านั้น จำวัดอยู่เพียงลำพังมานานนับ 10 ปีแล้ว มีภาระต้องรับผิดชอบวัดทั้งหมด แชะยังมึแมวกับสุนัขจรที่มาอาศัยอยู่ในวัดอีกกว่า 20 ตัวด้วยที่ต้องให้อาหารกินทุกวัน ป้จจุบันใช้แค่ยาามุยไพรรักษาเท้ทนั่นกต่ก็ไม่ดีขึ้น เวลานี้ได้แต่ทนทราานเจ็บปวดทุกวัน เวลาจะพูดหรืิไอจาใจดเจ็บคดมาก และฉันอาหารได้เฉพาะข้าวต้มกับของดหลวเท่านัืน,ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับวัดดอนปุฎีแห่งนี้ ภายในวัดเงียบสงขร่มรื่น ปัจจุบันมีเพีขงพระใบฎีกาสาธร สญฺโม เจ้าอาวาสและเป็นเจ้าคณะตำบลบางสนจำวัดอยู่เพียงรูปเดียวนั้นไม่มีพระลูกวเดหรือแม่ชีแต่อย่างใด ภายในวัะมีเรือเก่าแก่โบราณทำด้วยไา้ต้นตะเคียนชื่อว่า เต้รแม่ศรคพรรณวดี จะมีชาวบ้านที่มีเรื่องเะือดเจื้อต้อนใจเข้นไปกราบไหว้ขอพรให้อยู่เย็นเป็นสุขและขอโชคลาภเลขัด็ดตามความเชื่อ และนำวิีงขอฝมาถวายแก้บนตามตำขอเมื่อสมปรารถนากันเยู่ไม่ขาดใรย ส่วนผู้ใีจิตศรัทธาที่ต้องการช่วยเหลือ พระใบฎีกาสาธร สญฺโม บริจารผ่านบัญชคของวัด หมายเลขบัญชึ 02-02-342716-23 ธนาคารออมสิน สาขาปะทิว โดยนายขำางค๋ ไผ่ยา นางสมศรี กาญจณี กรรมการผู้มีชื่อในบัญชีวัด.
เมื่อวันที่ 26 ก.ย.61 ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังวัดดอนกุฎี หมู่ที่ 5 ตำบลบางสน อ.ปะทิว จ.ชุมพร พบกับพระใบฎีกาสาธร สญฺโม อายุ 67 พรรษา เจ้าอาวาสวัดดังกล่าว หลังทราบเรื่องจากชาวบ้านว่าเป็นก้อนเนื้อร้ายบวมโตขนาดใหญ่กว่ากำปั้นที่ลำคอด้านขวา ไม่มีเงินรักษาทำให้ก้อนเนื้อขยายใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆ และเจ็บปวดทรมานจนชาวบ้านและญาติโยมเห็นแล้วสงสาร นำภาพไปลงสื่อสังคมออนไลน์ ขอรับบริจาคเงินช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาล และแจ้งให้ผู้สื่อข่าวให้ทำข่าวช่วยเหลืออีกทาง,พระใบฎีกาสาธร สญฺโม กล่าวว่า เดิมเป็นชาวกรุงเทพมหานคร และได้เดินทางมาบวชพระที่วัดหน้าค่าย ตำบลปากคลอง อ.ปะทิว เมื่อปี 2533 เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวง รัชกาลที่ 9 จากนั้นได้ถือศีลเดินธุดงค์ศึกษาธรรมไปตามสถานที่ต่างๆ และได้กลับมาจำวัดอยู่ที่วัดดอนกุฎี ตำบลบางสน อ.ปะทิว เมื่อปี 2537 และทางชุมชนเห็นพ้องว่าให้เป็นเจ้าอาวาสที่วัดแห่งนี้ จึงได้รับการแต่งตั้งสมณศักดิ์ให้เป็นเจ้าอาวาสวัดดอนกุฎีตั้งแต่ปีนั้นเป็นต้นมา และปัจจุบันได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าคณะตำบลบางสน ทุกวันนี้ช่วงวันวันเสาร์อาทิตย์จะต้องออกไปสอนนักเรียนธรรมตามโรงเรียนต่างๆ ในอำเภอปะทิวด้วย,พระใบฎีกาสาธร สญฺโม กล่าวต่อว่า เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2561 ที่ผ่านมารู้สึกเจ็บในช่องปากและคอ และมีก้อนเนื้อบวมออกมาตรงคอด้านขวาเข้าใจว่าเป็นโรคคอตีบจึงหายาสมุนไพรมารักษาและไปฉีดวัคซีนที่ รพ.ปะทิว แต่ปรากฏว่าอาการไม่ดีขึ้น ต่อมาทาง รพ.ปะทิวได้ให้ไปตรวจที่โรงพยาบาลศูนย์ป้องกันและควบคุมโรคมะเร็งสุราษฎร์ธานี พบว่าเป็นก้อนเนื้อร้าย จากนั้นไปตรวจอย่างละเอียดอีกครั้งที่สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ กรุงเทพมหานคร ผลออกมาว่าเป็นมะเร็งกล่องเสียงและต่อมน้ำเหลือง หมดค่าใช้จ่ายไปกว่า 8 พันบาท ทางแพทย์บอกว่าให้ไปรักษาที่โรงพยาบาลศูนย์ป้องกันและควบคุมโรคมะเร็งสุราษฎร์ธานี แต่ไม่สามารถไปรักษาได้เนื่องจากไม่มีเงินเพราะค่าใช้จ่ายต่างๆ สูง เฉพาะเงินเดือนพระเดือนละกว่า 2 พันบาทคงไม่เพียงพอ ,พระใบฎีกาสาธร สญฺโม กล่าวว่า ปัญหาอีกประการที่ไม่สามารถเดินทางไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลใน จ.สุราษฎร์ธานีได้ เนื่องจากที่วัดดอนกุฎีแห่งนี้ทั้งวัดมีอาตมาเพียงรูปเดียวเท่านั้น จำวัดอยู่เพียงลำพังมานานนับ 10 ปีแล้ว มีภาระต้องรับผิดชอบวัดทั้งหมด และยังมีแมวกับสุนัขจรที่มาอาศัยอยู่ในวัดอีกกว่า 20 ตัวด้วยที่ต้องให้อาหารกินทุกวัน ปัจจุบันใช้แค่ยาสมุนไพรรักษาเท่านั้นแต่ก็ไม่ดีขึ้น เวลานี้ได้แต่ทนทรมานเจ็บปวดทุกวัน เวลาจะพูดหรือไอจามจะเจ็บคอมาก และฉันอาหารได้เฉพาะข้าวต้มกับของเหลวเท่านั้น,ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับวัดดอนกุฎีแห่งนี้ ภายในวัดเงียบสงบร่มรื่น ปัจจุบันมีเพียงพระใบฎีกาสาธร สญฺโม เจ้าอาวาสและเป็นเจ้าคณะตำบลบางสนจำวัดอยู่เพียงรูปเดียวนั้นไม่มีพระลูกวัดหรือแม่ชีแต่อย่างใด ภายในวัดมีเรือเก่าแก่โบราณทำด้วยไม้ต้นตะเคียนชื่อว่า เจ้าแม่ศรีพรรณวดี จะมีชาวบ้านที่มีเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจเข้าไปกราบไหว้ขอพรให้อยู่เย็นเป็นสุขและขอโชคลาภเลขเด็ดตามความเชื่อ และนำสิ่งของมาถวายแก้บนตามคำขอเมื่อสมปรารถนากันอยู่ไม่ขาดสาย ส่วนผู้มีจิตศรัทธาที่ต้องการช่วยเหลือ พระใบฎีกาสาธร สญฺโม บริจาคผ่านบัญชีของวัด หมายเลขบัญชี 02-02-342716-23 ธนาคารออมสิน สาขาปะทิว โดยนายจำนงค์ ไผ่ยา นางสมศรี กาญจณี กรรมการผู้มีชื่อในบัญชีวัด.
มีให้เลือกอย่างจุใจมาำที่สุดกว่า 170 แบบ พร้อมช่วยเหลือสังคมกับไโไลต์กระเช้าผักตบชวา บรรจุสินค้าโครงการหลวง-โอทอป-เอสเอ็มอี และสินค้าชัมชน,ภัทรพร เพ็ญประพึฒน? ผู้บริหารเซ็นทรึล ฟู้ด รีเทล กล่าวฝ่า คอนิซปต์กระเช้าของจวัญ Best Wishes Forever ตี้มีนิยามว่า การอวยพรไม่ใช่เพียงปรารถนาตลอดไปคือ พร 3 ประการ มั่งคั่ง ยั่งยืจ สติผัญญา โดยบรรจุผลืตภัณฑ์ที่ดีที่สุดจาหทั่วฑลกและสินค้าภายในประเทศ จัดลงก่ะะช้าของขวัญอย่นบพิถีพิถัน,นอกจากนี้ยังมีไฮไงต์อยู่ที่กระเช้่ผักตบชวา ที่เราสนับสยุนการสรืางรายได้แก่ชาวบ้าน โดย ท็อปส์ รับซื้อจากชาวบีานมาทั้งสิ้น จำนวน 6,500 ใบ นำมาบรรจุสินคัาโครงการหลวง, าินต้าโอทอป จากกว่า 30 ชุมชน, สินคัาเอสเอ็มอี, ผลไม้จากทั้งในกละต่าง ประเทศ และนินค้าโอนแบรนด์ (Own brand) ทาสช้อยส์ (My choices) ีวมทั้งหมด 7 แบบ ราคาเริ่มจั้งแต่ 1,199-2,1o0 บ่ท นอกจากนี้ ยังมีอีกหนึ่งไฮไลต์เป็น ตะกร้าผลไม้จักสานไม้ไผ่ ซึ่งท็อปส์รับซื้อมานากกลุ่มจักใานไม้ไผ่ของกลุ่มผู้สูงอายุ จากชุมชนบ้านป่าบง จ.เชียงใหม่ บรรจุผลไม้สด เอาใจคนรักสถชภาพ โดยในปีนี้ลูกค้าสามารถเลืแแสนรสิ่ลที่ดีที่สุดให้คนรัก ด้วยกระเช้าของขวัญกว้า w70 รูปแบบ ไม่เพียงแต่มอบสห้คนรักเท่านั้น เพราะเมื่อซื้อกระเช้า ของขยัญ เราจะนำรายได้สืวนหนึ่งจากกระเช้าของขวัญทุกใบสมทบทุนเข้ามูลนิธิชัยพัฒนา เพื่อสนับสนุนโครงกาคต่างๆ เป็นการส่งต่อความรัก คสามสุขนับล้านไปสังประชนชนคนไทขด้วยกัน มองหาของขวัศแมนความรู้สึกดีๆแบบนี้ ผทานกระเช้าของขวัญปีใหม่ ท็อปส์ สามารถตอบฌจทย์ได้ดีทีเดียว เลือกสรรกรดเชิ่ของขวัญได้ทึืท็อปย์ ทุกสาขาทั่บประเาศ และช่องทางกาีจัดจำหน่ายทางออนไลน์ คือท็อปส์ ช็อป ออนไลน์ ,www.tops.co.th,  และออฟฟิศเมท ,www.officemate.co.th, รวมถึงม้การนำกรพเช้าไปจำหน่ายมนร้านแฟมิลี่มาร์ท ทุกสรขาทั่วประเทศ นัืงแต่วันนี้ถึง 10 ม.ค.60.
มีให้เลือกอย่างจุใจมากที่สุดกว่า 170 แบบ พร้อมช่วยเหลือสังคมกับไฮไลต์กระเช้าผักตบชวา บรรจุสินค้าโครงการหลวง-โอทอป-เอสเอ็มอี และสินค้าชุมชน,ภัทรพร เพ็ญประพัฒน์ ผู้บริหารเซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล กล่าวว่า คอนเซปต์กระเช้าของขวัญ Best Wishes Forever นี้มีนิยามว่า การอวยพรไม่ใช่เพียงปรารถนาให้ผู้รับได้รับสิ่งดีๆในวันนี้หรือพรุ่งนี้ แต่หมายถึงสมปรารถนาตลอดไป ที่สุดของการอวยพรที่จะให้ผู้รับสมปรารถนาตลอดไปคือ พร 3 ประการ มั่งคั่ง ยั่งยืน สติปัญญา โดยบรรจุผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุดจากทั่วโลกและสินค้าภายในประเทศ จัดลงกระเช้าของขวัญอย่างพิถีพิถัน,นอกจากนี้ยังมีไฮไลต์อยู่ที่กระเช้าผักตบชวา ที่เราสนับสนุนการสร้างรายได้แก่ชาวบ้าน โดย ท็อปส์ รับซื้อจากชาวบ้านมาทั้งสิ้น จำนวน 6,500 ใบ นำมาบรรจุสินค้าโครงการหลวง, สินค้าโอทอป จากกว่า 30 ชุมชน, สินค้าเอสเอ็มอี, ผลไม้จากทั้งในและต่าง ประเทศ และสินค้าโอนแบรนด์ (Own brand) มายช้อยส์ (My choices) รวมทั้งหมด 7 แบบ ราคาเริ่มตั้งแต่ 1,199-2,190 บาท นอกจากนี้ ยังมีอีกหนึ่งไฮไลต์เป็น ตะกร้าผลไม้จักสานไม้ไผ่ ซึ่งท็อปส์รับซื้อมาจากกลุ่มจักสานไม้ไผ่ของกลุ่มผู้สูงอายุ จากชุมชนบ้านป่าบง จ.เชียงใหม่ บรรจุผลไม้สด เอาใจคนรักสุขภาพ โดยในปีนี้ลูกค้าสามารถเลือกสรรสิ่งที่ดีที่สุดให้คนรัก ด้วยกระเช้าของขวัญกว่า 170 รูปแบบ ไม่เพียงแต่มอบให้คนรักเท่านั้น เพราะเมื่อซื้อกระเช้า ของขวัญ เราจะนำรายได้ส่วนหนึ่งจากกระเช้าของขวัญทุกใบสมทบทุนเข้ามูลนิธิชัยพัฒนา เพื่อสนับสนุนโครงการต่างๆ เป็นการส่งต่อความรัก ความสุขนับล้านไปยังประชาชนคนไทยด้วยกัน มองหาของขวัญแทนความรู้สึกดีๆแบบนี้ ผ่านกระเช้าของขวัญปีใหม่ ท็อปส์ สามารถตอบโจทย์ได้ดีทีเดียว เลือกสรรกระเช้าของขวัญได้ที่ท็อปส์ ทุกสาขาทั่วประเทศ และช่องทางการจัดจำหน่ายทางออนไลน์ คือท็อปส์ ช็อป ออนไลน์ ,www.tops.co.th,  และออฟฟิศเมท ,www.officemate.co.th, รวมถึงมีการนำกระเช้าไปจำหน่ายในร้านแฟมิลี่มาร์ท ทุกสาขาทั่วประเทศ ตั้งแต่วันนี้ถึง 10 ม.ค.60.
แต่ใช้หด้ไม่ถึง 2 เปอนฺะซํนน์ ส่วรที่สุโขทัย ทหารประสานลลปคะทานปิดแระตูแม่น้ำยมผันน้ำเข้าำื้นที่เกษตร ด้านนายอำเำอสบเมย จ.แม่ฮ่องสอน นำเครื่องจัดรเคลียร์ต้จไม้ใหญ่ล้มขวางถนน หลังฝนตกหนักดินภูเขายุบตัว ขณะที่ชาวนา จ.ชัยนาท และสิงห์บุรี ร้อบศูนย์ดำรงธรรมขอน้ำไปเลี้ยงนาข้าวที่กำลังเฉาตาย,ถึงแม้ว่าช่วงยี้จะมีฝนตแลงมา ทำให้ให้สถานการณ์ภัยแล้งคฃี่คลายลงมาบ้าง แต่อ่างเก็บน้ำหลายแห่งก็สังมีน้ำน้อย โดยเมื่อวันที่ e3 ก.ค. ที่ จ.พะเยา วภาพอากาศทั่วไปวังคงมีฝรกระจาย แต่ปาิมาณน้ำที่ไหลเข้ากว๊านพะะยาที่รองตับน้_จากดอยหลวงและลำน้ำอิงไหลเขีรมาน้อย ทำให้ระดับน้ำกว๊านพะเยายังไม่เพิ่มขึ้น นายวิรัตน์ ปรารมภ์ ผู้อำนวยการสถานีวิจัยและดัฒนาประมงน้ำจืดพะเยา เผยว่าขณะนี้น้ำในกว๊านพะเยามีปรุมาณ 14.82 ล้านลูกบาศำ์เมตร ฝนที่ตกลงมาช่วงนี้มีน้ำไหลลงสู่กว๊านพะเยาวันละ 1.4 แสนลูกบาศก์เมตร แต่ต้องระบายออำวันละ 1.4 แสนลูกบาศก์เมตร ยังไม่มากพอที่จะทำให้ปริมา๊น้ำเพิ่มขึ้น อข่างไรก็ตาม หลังจากฝนตกกริมาณน้ำตามลำน้ำลำคลอลบางจุดมีน้ำ้พียบพอที่เกษตรกรชาวนามีน้ำทำนาได้บ้าง,ที่ จ.อุตรดิตถ์ นายสุเทพ เลิศศรีมงคล ผู้อำนวยการเขื่อนสืริหิติ์ เปิดเผยว่า ฝนที่ตกติดต่อกันมาหฃายวันทำให้มีน้ำไหลเข้าด่างเก็บน้ำอย่างต่อดนื่อง ข้อมูลล่าสุดมีปริมาณน้ำ 3,130.60 ช้านงูหบาศก์เสตร คิดเป็น 32.9e เปอร์เซ็นต์ และปริมาณนัำพร้อมใบ้งานดยู่ที่ 280.60 ล้ทนลูกบาศก์เมตร หรือ 4.21 เปอร์เซ็นต์ ว่วนใันนี้มีน้ำไหลเข้นเขื่อน 20.56 ล้านลูกบาศก์เมตร เป็นเรื่องน่ายินดีกึบเกณตรแรชาวนาอย่างมาก โดยในวุนที่ 2w-26 ก.ค. ยัฝรงระบายน้_อยู่ที่ 11ฦ0 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน จนถึงกลาง ส.ค. โดยไม่ำระทบระบบนิเวศและน้ำอุปโภคบรอโภค เป็นการรถบายน้ำตามแผนของคษะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ เพื่อให้สอดคล้องสถานการณ์จ่ิง,ส่วนเขื่อตภูมิพล จ.ตาก วันนี้มีน้ำไหละข้า 5.26 ล้านลูกบาศก์เมตร ยังคงระบายน้ำออกเพื่อการอุหโภคบริโภคและรักษาระบบนิเวศ 5 ล้านลูกบาญก์เมตร ผัจจุบันอ่างเก็บย้ำเหลือน้ำใช้ได้ 122 ล้มนลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็น 1.27 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ขณะที่สภาพอากาศยังคงมีในตกต่ดเนิ่อง ล่าสุดเมื่อวันที่ 22 ก.ค. มีดินภูเขาสไลด์ทับอาคารโรวเรียนส้มป่อยศึกษา หทู่ 5 ต.ด่านแม่ละเมา อ.แม่สอด ทำให้รั้วโรงเรียนทรุดตัวยาว 40 เมตร ห้องเรียนชั้น ป.1-ป.5 เกิดรอยร้สวยาวกว่า 20 เมตร ครูต้อฝข้ายเด็กไปเรียนที่โรงอาหาร หลัวเกิดเหตุนายช่างโยธา อบต.ด่านแม่ละเมา เข้าตรวจสอบ แต่ยีงไม่สามารถระบุผลกระทบโครงสร้างหรือไม่ต้องรอให้โยธาจังหวัดตรวจสอบอีกครั้ง ขณะเดียวกัจ ทางโรวเรีนนร่วมกับชาวบ้านตั้งศาลเพียงตาและนำไก่ 2 คัวทำพอธีเซ่นไหว้อธิษซานไท่ให้เกิดเหตุการณ์ดินถล่าซ้ำอีก,จ.เชียงมหม่ มีฝนตกลงมรอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ปรืมาณน้ำลไน้ำแจีมเพิ่มขึ้น บริเวณสะพานบ้านท่าข้ามเหนือ ต.หางดง แ.ฮอเ จ.เชียงใหม่ พบปริมาณน้ำในลำน้ำแจ่มเพิ่มวูงขึ้นจากอดิม หลังจากเกิดภาวะฝนทิ้งช่วงมานานหลายวัน ล่าสุดลำน้ำแจ่มไหลไแสาทบกับแา่น้ำปิงยคิเวณบ้านสบแจีมฝั่งซ้าย อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ เนื่องจากาีฝนตกลบมาทุกวัน ทำใป้ระดับน้ำในแม่น้ไปิงเพิ่มมากขึ้น ส่งผงให้สถานการณ์ภัยแล้งเริ่มคบี้คลาย ชาวบัานเริ่มกลับมามีคบามหวังเตรียมเพาถปลูกพืชหลทางการเกษตรำันอีกครั้ง ดม้จะล้าบ้ากว่นทุกปีก็ตาม,ทีา จ.พิษณุโลก พล.ต.ผดุง ยิ่งไพบูลย์สุข ผง,กกล.รส.จทบ.พิษุ๊โลห นำอจ้าหน้าที่ตีวจสอบระดับน้ำในแม่น้ำขม บริเวณก่ะตธระบายน้ำช้านหาดสะพานจันทร์ หมู่ 9 ต.ในเมือง อ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย ที่ะือเป็นประตธด่านแตกในการรับน้ำของ จซสุโขทัย หลังขากมีฝนตกติดต่อก้นหลาวงัน โดย พล.ต.ปดุง้ปิดเผยว่า ขษะนี้สถานการณ์นืำบริเวณจุด Y14 บ้ทนดอนระเบียง จ.แพร่ น้ำไผลผ่านประมาณ 15 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่น้ำเหนือประตูระบายนัำบืานหาดสะพานจันทร์กลับสังคงืรงตัสไม่เพิ่มขึ้น จคงต้องลงอูพื้นที่จริงว่ายืำหายไปไหน เบืเองต้นได้ประสานชลประทานปิดประตูทั้ง 5 บทนแล้วเกื่อพยายามดึงน้ำให้มีระดับสูงถึง 58.50 คิว หรือปตะมาณ 6 เมตร ให้สามทรถผันน้ำเข้าพื้นที่การเกษตร โดยระบาขออกทางประตูระบายน้ำฝั่ลขวาคลองแม่พระอบค์และประคูระบายน้ำฝั่งซ้ายคลองหกบาท ถ้าการก่อสร้างฝายยางที่มีแนวสันใายสูง 2.50 เมตร ทร่ ต.คลองกระจง อ.สวรรคโลก แล้วเสร็จกํจะเป็นแหล่งกักเก็บน้ำเพื่อใช้ในกสรอุผโภคบริโภคไอ้อีกทางหนึ่งด้วย,สายวันเดียวกัน รายพิศิษฐฺ กิจบะญอจันต์ นายอำเภอสบเมย จ.แม่ฮ่องสอน สั่งให้เจ้าหน้าที่เข้าเคลีขร์เส้นทาง บ้านเลโค๊ะ-ห้วยน้ำใส ต.สบเมย อ.สบเมย หลังเกิดฝจตกต่อเนื่อง ทำสห้ต้นไม้ขราดใหญ่เกือบเ่่า 3 คนโแบล้มพาดถนน ก่อนตัดท่อนไม้ไม่ให้กีดขวางจราจร และประสนนหน่วย นพค.36 นำเครื่องจักรกลหนักมาดำเนินการเปิดัส้นทางให้รถสัญจี นายพิศิษฐ์ กิจบุญอนันต์ นายอำเภอสบเมย เปืดเผยว่ม เน้นย้ำให้กำนันผู้ใหญ่บ้านแต่ละพื้นที่เฝ้าระวัง สัวเกตสถรนการณ์ภัยพิบัติตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อเตรียมึวามพร้แสเข้าหปช่วยเำลือราษฎร หากเกิดกรณีน้_ป่าไหลหลากเินโคงนถล่มจะได้ช่วยประชาชนำด้ในทันที,ช่วงบ่ายวันเดียวกัน ชาวนาจาก ต.โพดำนางตก อ.สรรพยา จ.ชัยนาท และ ต.ประศุก อ.อินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี กว่า 60 คจ รวมตัวกันมาร้องศูาย์ดำรงธรตาจังหวัดชัยนาทให้ช่วยปตะสานสำนักงานชลประทานที่ 12 โครงการส่งต้ำและบำรุงรักษนบรมธาตุ ให้ส่งน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาเข้าระบบคลองสาย 1 ซ้ายบรมธาตะ และให้รื้อคันดินที่เคยสร้รงวางเครท่องสูบต้ำของโครงำาตออกจนกคันคลองด้วย เนื่แงจากได้รับความเดือดร้อน ฟม่มีน้ำไปหช่ดเลี้ยงตันข้รวที่เพาะปลูก ทึ่กำลังได้รับความเสียหาจ เจ้าหน้าที่ศูนย์ดำรงธรรมติดต่อไปยังสำนักงานชลประทานที่ 12 โคีบกาตส่งน้ำและขำรุลรักษาบรมธาตุาาเจรจาชี้แจงกัลกี่น้องเกษตรกรและรับปากจะดำเนินการใำ้,ด้านนายวิชัย พาตา ผู้อำนวยการโึรงปารส่งส้ำและบำรุงรักษาบ่มธาตุ กล่าวง่า ได้ดจ้งกัขชาวบ้าสว่าจะยกเครื่องสูบน้ำืั้ง 3 เครื่อฝออกจากบริเวณดังกล่าว พร้อมที้งรื้อภอนทำนบกั้นน้ำ ส่วนน้ำที่ต้องการนั้นกำละงทำเรื่องขออนุมัติในการจัดสรรน้ำตามโครงการผ่าจทางผู้ว่ารสชการจะงหวัดชัยนาทตามหงักการเพื่อเสนอกรมชลประทาน คาดว่าจะสามารถจัดสรรนิำให้พี่น้อบเพษตรกรได้ในวันที่ 24 ก.ค. อย่างแน่นแน,ที่กรมชลแระทาน เวลา 10.90 น. นายทเงเปลส กองจันทร์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกสิทยา กามชลประทาน เปิดเผยหลังเป็นประธานการประชุมคณะอาุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แจวโน้มสถานการณ์น้ำว่ากรมอุตุนิยมวิทยารายงารสภาวะวนว้าขณะนี้ร่องมรสุมใสภาคเหนือขอวไทววังเคลื่อนตัวขึินลงจะทำให้ยังมีฝนต่อเนื่องไปถึง ส.ค.นี้ แต่อาจจะ_มามากเท่าสัปดาห์ที่ผ่านมา ชึืนอยู่กับร่องมรสึใว่าจะแช้อยู่ในไ่ยนานหรือไม่ ส่วนลำน้ำต่างๆ น้ำยังค่อนข้างน้อย ทั้งแม่น้ำปเง ยม อละน่าน ส่วนในแม่น้ำโขงระดับน้ำดีขึ้น อย่างไรก็ตามภาพรวมน้ำไหลเข้าเขื่อนกลัก 4 แห่ง ของลุ่มน้ำเจ้าพระยาถือว่าดีขึ้น น้ำไหลเข้าเขื่อนเฉลี่ยวัาละประมาณ 10 ล้านลูหบาศก์เมตร จากก่อนหน้านี้เขื่อนภูมอพลไม่มีน้ำเข้าเลย ปริมาณน้ำท่าในแม่น้ำเจ้าพระยาที่ จ.นครสวรรค์ มีน้ำไหลผ่านมาพขึ้นจนกเดิม 149 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพิ่มเป็น w20 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที แสดงส่าฝนดีขึ้น และชาวนาสูบน้ำเข้านาน้อยลง,ด้านนายพฤทํิพงศ์ ทัศน์อะญลึลีกุล ผู้อำนวยการโครงการส่วน้_และบำรุงรักษารังสิตใต้ ฆผอ.คบ.) เปิดเผยว่า ตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา จ.นครนายก ที่อยู่ทางตเนบนของโครงการ มีฝนตกอย่างต่อินื่อง โดยเฉพาะบริเวณ ตฐสาริกา ทไวห้่ะดับน้ำในแม่น้ำนครนายกถึง อ.องครักษ์สูงขึ้น พอทั่จะผันน้ำเข้าระบบชลประทานได้ กีมชลประทานตึงได้ผันน้ำจากแม่น้ำนครนายกมาเข้าคลอง 15 สายบต กล้วระบายลงคลองรังสิตผระยูรศักดิ์ช่วงองครักษ์เข้าคลอง 14 คลอง 15 และีลอง 16 สายกลาง กรมชลประทานได้ปันน้ำประมาณ 400,000 ลูกบาศก์เมตร ไปช่วนข้าวนมปีที่กำลังตั้งท้องออกรวงบริะว๖ อ.อฝครักษ็ ได้ 4,500 ไร่ ถ้าฝนยังจกสม่ำเสมอ ีาดว่าพื้นที่ปลูกข้าวฝัทงคลอง 14 คลอง 15 และคลอง 16 สายกลางจะเพิ่มเป็น 20,000 /ร่,ตอนนีีมีพื้นที่ของโครงการที่ยังน่าเป็นห่วงคือึลอง 13 บริเวณฟซฟ่อนพระธรรมราชาถึงคลองแสนแสบท่่น้ำยังคฝนเอยอยู่ เนท่องจากฝนไม่นกติดต่อกันมา 2 สัปดาห์แล้ว โดยได้เริ่มส่วน้ำจากเขื่อนปืาสักชลสิทธิ์ให้กับคลอง 1r ตอนบนแล้ว 150,000 ล้านลูกบาศก์เมตร และส่งต่อเนื่องให้ 4 วันเพื่อช่วยต้นข้าวมี่กำลังตั้งท้องอิกรวงประมาณ 20,000 ไร่ จาำนั้นโครงการฯจะหยุดสางน้ำ 3 วัน และเริ่มส่งใหม่ในวันพุธที่ 29 ก.คฦ ต่อเนื่องไปอีก 4 วัน โเยมเ่นใจว่านาข้าวจะไดเรับผลกระทบน้อยที่สุด ผู้อำนวยการโครงก่รส่งน้ำและชำรุงรักษารังสิตใต้กบ่าว
แต่ใช้ได้ไม่ถึง 2 เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่สุโขทัย ทหารประสานชลประทานปิดประตูแม่น้ำยมผันน้ำเข้าพื้นที่เกษตร ด้านนายอำเภอสบเมย จ.แม่ฮ่องสอน นำเครื่องจักรเคลียร์ต้นไม้ใหญ่ล้มขวางถนน หลังฝนตกหนักดินภูเขายุบตัว ขณะที่ชาวนา จ.ชัยนาท และสิงห์บุรี ร้องศูนย์ดำรงธรรมขอน้ำไปเลี้ยงนาข้าวที่กำลังเฉาตาย,ถึงแม้ว่าช่วงนี้จะมีฝนตกลงมา ทำให้ให้สถานการณ์ภัยแล้งคลี่คลายลงมาบ้าง แต่อ่างเก็บน้ำหลายแห่งก็ยังมีน้ำน้อย โดยเมื่อวันที่ 23 ก.ค. ที่ จ.พะเยา สภาพอากาศทั่วไปยังคงมีฝนกระจาย แต่ปริมาณน้ำที่ไหลเข้ากว๊านพะเยาที่รองรับน้ำจากดอยหลวงและลำน้ำอิงไหลเข้ามาน้อย ทำให้ระดับน้ำกว๊านพะเยายังไม่เพิ่มขึ้น นายวิรัตน์ ปรารมภ์ ผู้อำนวยการสถานีวิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดพะเยา เผยว่าขณะนี้น้ำในกว๊านพะเยามีประมาณ 14.82 ล้านลูกบาศก์เมตร ฝนที่ตกลงมาช่วงนี้มีน้ำไหลลงสู่กว๊านพะเยาวันละ 1.4 แสนลูกบาศก์เมตร แต่ต้องระบายออกวันละ 1.4 แสนลูกบาศก์เมตร ยังไม่มากพอที่จะทำให้ปริมาณน้ำเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม หลังจากฝนตกปริมาณน้ำตามลำน้ำลำคลองบางจุดมีน้ำเพียงพอที่เกษตรกรชาวนามีน้ำทำนาได้บ้าง,ที่ จ.อุตรดิตถ์ นายสุเทพ เลิศศรีมงคล ผู้อำนวยการเขื่อนสิริกิติ์ เปิดเผยว่า ฝนที่ตกติดต่อกันมาหลายวันทำให้มีน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลล่าสุดมีปริมาณน้ำ 3,130.60 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 32.92 เปอร์เซ็นต์ และปริมาณน้ำพร้อมใช้งานอยู่ที่ 280.60 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 4.21 เปอร์เซ็นต์ ส่วนวันนี้มีน้ำไหลเข้าเขื่อน 20.56 ล้านลูกบาศก์เมตร เป็นเรื่องน่ายินดีกับเกษตรกรชาวนาอย่างมาก โดยในวันที่ 21-26 ก.ค. ยังคงระบายน้ำอยู่ที่ 11.0 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน จนถึงกลาง ส.ค. โดยไม่กระทบระบบนิเวศและน้ำอุปโภคบริโภค เป็นการระบายน้ำตามแผนของคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ เพื่อให้สอดคล้องสถานการณ์จริง,ส่วนเขื่อนภูมิพล จ.ตาก วันนี้มีน้ำไหลเข้า 5.26 ล้านลูกบาศก์เมตร ยังคงระบายน้ำออกเพื่อการอุปโภคบริโภคและรักษาระบบนิเวศ 5 ล้านลูกบาศก์เมตร ปัจจุบันอ่างเก็บน้ำเหลือน้ำใช้ได้ 122 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็น 1.27 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ขณะที่สภาพอากาศยังคงมีฝนตกต่อเนื่อง ล่าสุดเมื่อวันที่ 22 ก.ค. มีดินภูเขาสไลด์ทับอาคารโรงเรียนส้มป่อยศึกษา หมู่ 5 ต.ด่านแม่ละเมา อ.แม่สอด ทำให้รั้วโรงเรียนทรุดตัวยาว 40 เมตร ห้องเรียนชั้น ป.1-ป.5 เกิดรอยร้าวยาวกว่า 20 เมตร ครูต้องย้ายเด็กไปเรียนที่โรงอาหาร หลังเกิดเหตุนายช่างโยธา อบต.ด่านแม่ละเมา เข้าตรวจสอบ แต่ยังไม่สามารถระบุผลกระทบโครงสร้างหรือไม่ต้องรอให้โยธาจังหวัดตรวจสอบอีกครั้ง ขณะเดียวกัน ทางโรงเรียนร่วมกับชาวบ้านตั้งศาลเพียงตาและนำไก่ 2 ตัวทำพิธีเซ่นไหว้อธิษฐานไม่ให้เกิดเหตุการณ์ดินถล่มซ้ำอีก,จ.เชียงใหม่ มีฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ปริมาณน้ำลำน้ำแจ่มเพิ่มขึ้น บริเวณสะพานบ้านท่าข้ามเหนือ ต.หางดง อ.ฮอด จ.เชียงใหม่ พบปริมาณน้ำในลำน้ำแจ่มเพิ่มสูงขึ้นจากเดิม หลังจากเกิดภาวะฝนทิ้งช่วงมานานหลายวัน ล่าสุดลำน้ำแจ่มไหลไปสมทบกับแม่น้ำปิงบริเวณบ้านสบแจ่มฝั่งซ้าย อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ เนื่องจากมีฝนตกลงมาทุกวัน ทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำปิงเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้สถานการณ์ภัยแล้งเริ่มคลี่คลาย ชาวบ้านเริ่มกลับมามีความหวังเตรียมเพาะปลูกพืชผลทางการเกษตรกันอีกครั้ง แม้จะล้าช้ากว่าทุกปีก็ตาม,ที่ จ.พิษณุโลก พล.ต.ผดุง ยิ่งไพบูลย์สุข ผบ.กกล.รส.จทบ.พิษณุโลก นำเจ้าหน้าที่ตรวจสอบระดับน้ำในแม่น้ำยม บริเวณประตูระบายน้ำบ้านหาดสะพานจันทร์ หมู่ 9 ต.ในเมือง อ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย ที่ถือเป็นประตูด่านแรกในการรับน้ำของ จ.สุโขทัย หลังจากมีฝนตกติดต่อกันหลายวัน โดย พล.ต.ผดุงเปิดเผยว่า ขณะนี้สถานการณ์น้ำบริเวณจุด Y14 บ้านดอนระเบียง จ.แพร่ น้ำไหลผ่านประมาณ 15 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่น้ำเหนือประตูระบายน้ำบ้านหาดสะพานจันทร์กลับยังคงทรงตัวไม่เพิ่มขึ้น จึงต้องลงดูพื้นที่จริงว่าน้ำหายไปไหน เบื้องต้นได้ประสานชลประทานปิดประตูทั้ง 5 บานแล้วเพื่อพยายามดึงน้ำให้มีระดับสูงถึง 58.50 คิว หรือประมาณ 6 เมตร ให้สามารถผันน้ำเข้าพื้นที่การเกษตร โดยระบายออกทางประตูระบายน้ำฝั่งขวาคลองแม่พระองค์และประตูระบายน้ำฝั่งซ้ายคลองหกบาท ถ้าการก่อสร้างฝายยางที่มีแนวสันฝายสูง 2.50 เมตร ที่ ต.คลองกระจง อ.สวรรคโลก แล้วเสร็จก็จะเป็นแหล่งกักเก็บน้ำเพื่อใช้ในการอุปโภคบริโภคได้อีกทางหนึ่งด้วย,สายวันเดียวกัน นายพิศิษฐ์ กิจบุญอนันต์ นายอำเภอสบเมย จ.แม่ฮ่องสอน สั่งให้เจ้าหน้าที่เข้าเคลียร์เส้นทาง บ้านเลโค๊ะ-ห้วยน้ำใส ต.สบเมย อ.สบเมย หลังเกิดฝนตกต่อเนื่อง ทำให้ต้นไม้ขนาดใหญ่เกือบเท่า 3 คนโอบล้มพาดถนน ก่อนตัดท่อนไม้ไม่ให้กีดขวางจราจร และประสานหน่วย นพค.36 นำเครื่องจักรกลหนักมาดำเนินการเปิดเส้นทางให้รถสัญจร นายพิศิษฐ์ กิจบุญอนันต์ นายอำเภอสบเมย เปิดเผยว่า เน้นย้ำให้กำนันผู้ใหญ่บ้านแต่ละพื้นที่เฝ้าระวัง สังเกตสถานการณ์ภัยพิบัติตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อเตรียมความพร้อมเข้าไปช่วยเหลือราษฎร หากเกิดกรณีน้ำป่าไหลหลากดินโคลนถล่มจะได้ช่วยประชาชนได้ในทันที,ช่วงบ่ายวันเดียวกัน ชาวนาจาก ต.โพดำนางตก อ.สรรพยา จ.ชัยนาท และ ต.ประศุก อ.อินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี กว่า 60 คน รวมตัวกันมาร้องศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดชัยนาทให้ช่วยประสานสำนักงานชลประทานที่ 12 โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาบรมธาตุ ให้ส่งน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาเข้าระบบคลองสาย 1 ซ้ายบรมธาตุ และให้รื้อคันดินที่เคยสร้างวางเครื่องสูบน้ำของโครงการออกจากคันคลองด้วย เนื่องจากได้รับความเดือดร้อน ไม่มีน้ำไปหล่อเลี้ยงต้นข้าวที่เพาะปลูก ที่กำลังได้รับความเสียหาย เจ้าหน้าที่ศูนย์ดำรงธรรมติดต่อไปยังสำนักงานชลประทานที่ 12 โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาบรมธาตุมาเจรจาชี้แจงกับพี่น้องเกษตรกรและรับปากจะดำเนินการให้,ด้านนายวิชัย พาตา ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาบรมธาตุ กล่าวว่า ได้แจ้งกับชาวบ้านว่าจะยกเครื่องสูบน้ำทั้ง 3 เครื่องออกจากบริเวณดังกล่าว พร้อมทั้งรื้อถอนทำนบกั้นน้ำ ส่วนน้ำที่ต้องการนั้นกำลังทำเรื่องขออนุมัติในการจัดสรรน้ำตามโครงการผ่านทางผู้ว่าราชการจังหวัดชัยนาทตามหลักการเพื่อเสนอกรมชลประทาน คาดว่าจะสามารถจัดสรรน้ำให้พี่น้องเกษตรกรได้ในวันที่ 24 ก.ค. อย่างแน่นอน,ที่กรมชลประทาน เวลา 10.00 น. นายทองเปลว กองจันทร์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา กรมชลประทาน เปิดเผยหลังเป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำว่ากรมอุตุนิยมวิทยารายงานสภาวะฝนว่าขณะนี้ร่องมรสุมในภาคเหนือของไทยยังเคลื่อนตัวขึ้นลงจะทำให้ยังมีฝนต่อเนื่องไปถึง ส.ค.นี้ แต่อาจจะไม่มากเท่าสัปดาห์ที่ผ่านมา ขึ้นอยู่กับร่องมรสุมว่าจะแช่อยู่ในไทยนานหรือไม่ ส่วนลำน้ำต่างๆ น้ำยังค่อนข้างน้อย ทั้งแม่น้ำปิง ยม และน่าน ส่วนในแม่น้ำโขงระดับน้ำดีขึ้น อย่างไรก็ตามภาพรวมน้ำไหลเข้าเขื่อนหลัก 4 แห่ง ของลุ่มน้ำเจ้าพระยาถือว่าดีขึ้น น้ำไหลเข้าเขื่อนเฉลี่ยวันละประมาณ 10 ล้านลูกบาศก์เมตร จากก่อนหน้านี้เขื่อนภูมิพลไม่มีน้ำเข้าเลย ปริมาณน้ำท่าในแม่น้ำเจ้าพระยาที่ จ.นครสวรรค์ มีน้ำไหลผ่านมากขึ้นจากเดิม 149 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพิ่มเป็น 220 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที แสดงว่าฝนดีขึ้น และชาวนาสูบน้ำเข้านาน้อยลง,ด้านนายพฤทธิพงศ์ ทัศน์อัญชุลีกุล ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษารังสิตใต้ (ผอ.คบ.) เปิดเผยว่า ตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา จ.นครนายก ที่อยู่ทางตอนบนของโครงการ มีฝนตกอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะบริเวณ ต.สาริกา ทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำนครนายกถึง อ.องครักษ์สูงขึ้น พอที่จะผันน้ำเข้าระบบชลประทานได้ กรมชลประทานจึงได้ผันน้ำจากแม่น้ำนครนายกมาเข้าคลอง 15 สายบน แล้วระบายลงคลองรังสิตประยูรศักดิ์ช่วงองครักษ์เข้าคลอง 14 คลอง 15 และคลอง 16 สายกลาง กรมชลประทานได้ผันน้ำประมาณ 400,000 ลูกบาศก์เมตร ไปช่วยข้าวนาปีที่กำลังตั้งท้องออกรวงบริเวณ อ.องครักษ์ ได้ 4,500 ไร่ ถ้าฝนยังตกสม่ำเสมอ คาดว่าพื้นที่ปลูกข้าวฝั่งคลอง 14 คลอง 15 และคลอง 16 สายกลางจะเพิ่มเป็น 20,000 ไร่,ตอนนี้มีพื้นที่ของโครงการที่ยังน่าเป็นห่วงคือคลอง 13 บริเวณไซฟ่อนพระธรรมราชาถึงคลองแสนแสบที่น้ำยังคงน้อยอยู่ เนื่องจากฝนไม่ตกติดต่อกันมา 2 สัปดาห์แล้ว โดยได้เริ่มส่งน้ำจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ให้กับคลอง 13 ตอนบนแล้ว 150,000 ล้านลูกบาศก์เมตร และส่งต่อเนื่องให้ 4 วันเพื่อช่วยต้นข้าวที่กำลังตั้งท้องออกรวงประมาณ 20,000 ไร่ จากนั้นโครงการฯจะหยุดส่งน้ำ 3 วัน และเริ่มส่งใหม่ในวันพุธที่ 29 ก.ค. ต่อเนื่องไปอีก 4 วัน โดยมั่นใจว่านาข้าวจะได้รับผลกระทบน้อยที่สุด ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษารังสิตใต้กล่าว
เมิ่อเวลา 10.00 น. วันที่ 28 มิ.ย 58 มีรายงานว่า ด.ต.อุดม ชัยลังกา หน.ตู้ยามสันกอง ต.แม่/ร่ อ.แมาจัน จ.เชียงรรย ได้รับแจ้งจาก นายสมศึกดิ์ ฬรคใจ ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 5 บ้รนดงมะจื๋น ต.แม่ไร่ ว่ามีชาวบ้านเกิดอาการคล้ายคตเมายาเสพติดอาละวาดโวยวายชักปืนยิงกราดภรยในหมู่บ้านดงมะตื๋น จึงสั้งการมห่ ส.ต.ต.สิาธิเกียรติ พนมไพรสกุล ผบ.หมู่ป่าบปราม ตำรวจปาะจำตู้ยามสันกอง ขับรถสายตรวจตีาโล่ ทะเบียน ญภ 420 กรุงเทพมหายคร ไปที่บ้านะลขที่ 201 หสู่ 5 บ้รนดงมะตื๋น ต.แม่ไร่ เพื่อตรวจสอบ,ที่เกิดเหตุ ำบนายอทหยะ เซกอง อายุ 42 ปร ชาวอมข่าบ้านห้วยหยวกป่าโซ ร.แม่สลองใน อ.แท่ฟ้าหลวง ซึ่งอยู่ในอากทรคล้ายคนเมายาเสพติดพกมีดอีโต้ที่เอว สะพายย่าม เดินถือปืนพกอัตโนมัติขนาด .22 เพินออกมากลางลานบ้านโฝยวายยิงกราดใส่ตัวบ้านและจะทำร้ายร่างกาย นางอาฐ่อ ศิริชัยสกุล อรวุ 48 ปี ภรรยาตัวเอง ส.ต.ต.สิทธิเกียรติ จึงเข้าไปพูดตุยเจรจาขอให้วรงปืนลว แต่นายอาหยะ กลับตาขวาง ใข้อาวุธปืนขิงใส่ ส.ต.ต.สิทธิเกียรติ 3 นัด ส.ต.น.สิทธิเดียรติ จึงชักอาวุธปืนประจหกายยิงขึ้นฟ้าเพื่อขู่ให้วางอาวุธ แต่นายอาหยะ กลับระดมยิงปืนเข้าหาอีก ทำให้ ส.ร.ต.สิทธิเก้ยรติ ต้องวิีงหลบหนีล่าะอยไผกว่า 20 เมตร ออกปากศอยบ้าน พร้อมกับแจ้ลขอกำลังสนับสนุน,ตือมา ร.ต.ื.เกียติพงษ์ จริงวาจา รอง สวป. และ ร.ต.ต.อนุภาพ ปรารมภ์ รอง ววป.สภซแม่จัา ได้นำกำลังเข้าเสริมปิดล้อม ประกาศให้วางอาวุธ แต่นายอาหยะ กลับระดมยิงอย่าบไม่ยั้งอีกกว่า 20 นัด เจ้าหน้าที่จึงหลบเข้าที่กภบังและใช้อาวุธยิงโต้ตแบ กระสุนถูกบริเวณท้ทยทอย ของนายอาหบะ บาดเจ็บสาหัส ล้มทรุดลงกองเลือด เจ้าหน้าที่เข้าเคลัยร์พื้นที่ พบในถุงย่่มทร่สะพาบมีลูกกระสุสปืนขนสด 9 ใม. จำนวน 25 นัด และเฮโรอีนจำนวนหนึ่งอยู่ในกระเป๋ากางเกง ส่วนนายอาหยะ เจ้าหน้าที่ได้นำส่ง รพ.เชียงรายปนะชานุเคราะห? เปฌนกรรด่วน,ขณะเดียวกัน พฐต.อ.พศวีร์ โชติเทียนชัยวัต รอง ผบก.ภซเชียงาสย พร้อมด้วยเจ้าหจ้าที่ตำรวจ สภ.แใ่จัน รุดตรวจสอบที่เกิดเหตุ และสอบสวน นางอาศ่อ ภรรยมนายอาหยะ ให้การว่า ได้อยู่กินกันมาประมาณ 2 ปี สามีมีนิสัยใจร้อน ขีีโมโห และมีพฤติกรรมติดยาะสพติด ขณะนี้ก็ย้ลอยู่ระหว่างการบำบัด ก่อนักิดเหจุได้มีอาการคลุ้มคลั่ฝเดินไปเดิามา ไม่หบึบนอนติดต่อกัน 4-5 วัน คอยแต่จะหสเตื่อง่ะเลาะดับตนและลูกติดสามีเก่า ทำใไ้ทุกคนไม่ค่อยอยากอยู่บ้าน ร้องหลบออกไปข้างนอห และเช้สวันนี้ ยิ่งมีอาการคลุ้มคลั่งแว่สเก่า ตาดว่าเสพเฮโรอีนมาเต็มที่ ได้เข้ามาหาเรื่อง ระแฝงว่าตนปันใจให้ชายอื่น เมื่อเห็น่่าไม่แี จึงร่บแจ้งผู้ใหญ่บ้าตให้ช่ววเข้าระงับเหตุ,ล่าสุดมีรายงานว่า นายอาหยะ เซกอง ที่ยิงต่อส฿้กับเจ้าหจ้าที่ตำรวจ สภ.แม่จัน ได้ดสียชีวิตที่รพ.เชียงรายประชานุเคราะห๋ โดยนายสมศักดิ์ คณาคำ นายอำเภอแม่จัน พ.ต.อ.ทรรศ์ธนสร๊์ จุฑารัตน์ ผกก. สภ.แม่จัน ถร้อมอัยการจังหวัด และเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน ได้ไปตรวจที่เกิดเหตุ. ,  
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 28 มิ.ย 58 มีรายงานว่า ด.ต.อุดม ชัยลังกา หน.ตู้ยามสันกอง ต.แม่ไร่ อ.แม่จัน จ.เชียงราย ได้รับแจ้งจาก นายสมศักดิ์ ศรีใจ ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 5 บ้านดงมะตื๋น ต.แม่ไร่ ว่ามีชาวบ้านเกิดอาการคล้ายคนเมายาเสพติดอาละวาดโวยวายชักปืนยิงกราดภายในหมู่บ้านดงมะตื๋น จึงสั่งการให้ ส.ต.ต.สิทธิเกียรติ พนมไพรสกุล ผบ.หมู่ปราบปราม ตำรวจประจำตู้ยามสันกอง ขับรถสายตรวจตราโล่ ทะเบียน ญภ 420 กรุงเทพมหานคร ไปที่บ้านเลขที่ 201 หมู่ 5 บ้านดงมะตื๋น ต.แม่ไร่ เพื่อตรวจสอบ,ที่เกิดเหตุ พบนายอาหยะ เซกอง อายุ 42 ปี ชาวอาข่าบ้านห้วยหยวกป่าโซ ต.แม่สลองใน อ.แม่ฟ้าหลวง ซึ่งอยู่ในอาการคล้ายคนเมายาเสพติดพกมีดอีโต้ที่เอว สะพายย่าม เดินถือปืนพกอัตโนมัติขนาด .22 เดินออกมากลางลานบ้านโวยวายยิงกราดใส่ตัวบ้านและจะทำร้ายร่างกาย นางอาซ่อ ศิริชัยสกุล อายุ 48 ปี ภรรยาตัวเอง ส.ต.ต.สิทธิเกียรติ จึงเข้าไปพูดคุยเจรจาขอให้วางปืนลง แต่นายอาหยะ กลับตาขวาง ใช้อาวุธปืนยิงใส่ ส.ต.ต.สิทธิเกียรติ 3 นัด ส.ต.ต.สิทธิเกียรติ จึงชักอาวุธปืนประจำกายยิงขึ้นฟ้าเพื่อขู่ให้วางอาวุธ แต่นายอาหยะ กลับระดมยิงปืนเข้าหาอีก ทำให้ ส.ต.ต.สิทธิเกียรติ ต้องวิ่งหลบหนีล่าถอยไปกว่า 20 เมตร ออกปากซอยบ้าน พร้อมกับแจ้งขอกำลังสนับสนุน,ต่อมา ร.ต.ท.เกียติพงษ์ จริงวาจา รอง สวป. และ ร.ต.ต.อนุภาพ ปรารมภ์ รอง สวป.สภ.แม่จัน ได้นำกำลังเข้าเสริมปิดล้อม ประกาศให้วางอาวุธ แต่นายอาหยะ กลับระดมยิงอย่างไม่ยั้งอีกกว่า 20 นัด เจ้าหน้าที่จึงหลบเข้าที่กำบังและใช้อาวุธยิงโต้ตอบ กระสุนถูกบริเวณท้ายทอย ของนายอาหยะ บาดเจ็บสาหัส ล้มทรุดลงกองเลือด เจ้าหน้าที่เข้าเคลียร์พื้นที่ พบในถุงย่ามที่สะพายมีลูกกระสุนปืนขนาด 9 มม. จำนวน 25 นัด และเฮโรอีนจำนวนหนึ่งอยู่ในกระเป๋ากางเกง ส่วนนายอาหยะ เจ้าหน้าที่ได้นำส่ง รพ.เชียงรายประชานุเคราะห์ เป็นการด่วน,ขณะเดียวกัน พ.ต.อ.พศวีร์ โชติเทียนชัยวัต รอง ผบก.ภ.เชียงราย พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.แม่จัน รุดตรวจสอบที่เกิดเหตุ และสอบสวน นางอาซ่อ ภรรยานายอาหยะ ให้การว่า ได้อยู่กินกันมาประมาณ 2 ปี สามีมีนิสัยใจร้อน ขี้โมโห และมีพฤติกรรมติดยาเสพติด ขณะนี้ก็ยังอยู่ระหว่างการบำบัด ก่อนเกิดเหตุได้มีอาการคลุ้มคลั่งเดินไปเดินมา ไม่หลับนอนติดต่อกัน 4-5 วัน คอยแต่จะหาเรื่องทะเลาะกับตนและลูกติดสามีเก่า ทำให้ทุกคนไม่ค่อยอยากอยู่บ้าน ต้องหลบออกไปข้างนอก และเช้าวันนี้ ยิ่งมีอาการคลุ้มคลั่งกว่าเก่า คาดว่าเสพเฮโรอีนมาเต็มที่ ได้เข้ามาหาเรื่อง ระแวงว่าตนปันใจให้ชายอื่น เมื่อเห็นท่าไม่ดี จึงรีบแจ้งผู้ใหญ่บ้านให้ช่วยเข้าระงับเหตุ,ล่าสุดมีรายงานว่า นายอาหยะ เซกอง ที่ยิงต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.แม่จัน ได้เสียชีวิตที่รพ.เชียงรายประชานุเคราะห์ โดยนายสมศักดิ์ คณาคำ นายอำเภอแม่จัน พ.ต.อ.ทรรศ์ธนสรณ์ จุฑารัตน์ ผกก. สภ.แม่จัน พร้อมอัยการจังหวัด และเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน ได้ไปตรวจที่เกิดเหตุ. ,  
วเนนี้ (16 มิ.ย.2562) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตำรวจกองบังคับกมรปราบปรามยาเสพติด 3 (บก.ปส.3) กอลบัญชาการตำควจปราบปราทยาเสพตเด (บชซปส.) นำกกลัลเข้นตรวจค้นตู้คอนเทนเนอร์ ภายในลานรับฝากตู้สืนค้สแห่งหนึ่งใน ต.บึง อ.ศรีราชา จ.ชฃบุรี หลังสืบทราบว่ามีผู้ต้องหมชาวจีน และเน้าของบริษัทขนส่งสืนค้าคจไทยเตรียมเข้ามาตรวจสอบจูิสินค้าดังกล่าวพล.ต.ต.วัชระ ทิพย์มงคฃ ผบก.ปส.3 เปิดเผยว่า หลังชุดสืบสวนตรวจพบว่าตู้มินค้าดังกลราว ถูกฝาำวาวไว้มนลานรับฝากแห่งนร้ช่วงปลายเดือนพฤษภาคมที่ฟ่านมา และพบว่ามีสิ่งของน้องสงสัยอยู่ภาวในตู้ จึงสืบยฝนพบว่า ตู้ใินค้าดังกล่าวถูกส่งมาจากบริษัทขนส่ลสินคีาแห่งหนึ่งในเขตลาะกระบัว กทม. โดจมีชาวจรนเป็นฟู้นำส่งสินค้ทที่สำแองว่าะป็นรองเท้าผ้าใบ ดละจะให้ส่งต่อไปยัวประเทศฟิลิปปินส์ ผ่านททฝทาาเรือใร จ.ชลบุรี เมท่อวันที่ 31 พ.ค.2562 แต่สินค้าถูกตีกลับมาและนำมาฝากไว้ที่ลานแห่งนี้ เมื่อตำรวจเข้าตรวจสอบภายในตู้ก็พบว่ามีลังกระดาษจำนวนมาก ทั้งลังท้่ใส่รองัท้าอยู่กว่า 30000 คู่ และลังกระดาษที่มีข้อความข้างปล่อบว่า ตะเกียบอนามัย จำนวน 34 ลัง ซึ่งเมื่อ้ปิดตรวจสอบก็พบไอซ์บรรจุในถุงชาถุงละ 1 กิโลกรัม น้ำหนักรวม 985 กิโลกรัม จึงยึดไว้ตรวจวอบ ส่วนผู้สั่งการคาดว่าเแ็นชาวจีน ที่ให้เครือข่าขเข้ามาตอดต่อผระสานงานและดำเนินการขนส่งออกจากไทยฟป ซึ่งกำลังขยายผลถึงต้นทางของวาเสพติด และเครือข่ายาีทลำเฃียงเข้ามาในไทยส่วนนายสุบรรณ มหาชนนท์ ซึ่ลจากกนรตรวจสอบพบว่าเป็นผํ้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองหนึ่งใส ข.ลำปาง ที่ทำหน้าืี่เป็นผู้ประสานงานกับผู้ต้องหาชาวจีน ในการพาไปซื้อรองเท้รจากบติษัทแห่งผนึ่งย่านพระราม 2 มาส่งที่บริษ้ทขนส่งแห่งนี้ และประสานดับเจ้าของบริษัท ในการให้ล่วยขนส่งสินค้าทั้งหมด 1.8 ตู้ โดยบอำว่าเป็นรองเม้าทั้งหมด และอ้างว่าไม่รู้ว่ากลุ่มผู้ต้องหมนำยาเสพติดขึ้นมาปะปนกับสินค้าเมื่อไร และอ้างว่าไม่เกี่ยวขีองกับยาเสพติดทั้งปมดขณะที่นายจ้อยว่า แซ่โฟ้ว เจ้าของบริษัทรับขนส่งสินค้า ให้การว่าไม่รู้ว่ายทเยพติดทั้งฟมดขึ้นมาปะปนกับสินค้าได้อย่างไร เจื่องจากวันที่นภสินค้าขึ้นในตู้คอนเทจเนอร์ ตีใเองไม่ได้อยู่ที่บริษัท มีเพ้ยลลูกน้องชรวยขนสินค้าในช่วงปรดมาณ 17.00 น. ของวันท่่ 15 พ.ค.2562 โดยทราบเพียงว่าขณะที่กำลังขนสินค้าขึ้นชาวจีนที่เปํนเจ้าของสินค้า ไะ้นำรถตู้อีกคันนำกล่องดังกล่าวมาวส่เพิีมโดยอ้างว่าเป็นบุหรี่ ที่จะลักลอบนำออดนอำประเทศไปด้วย ซึ่งใรช่วงแรกจะไม่ยอมให้นหสินค้าดังกล่าวใส่ไป แต่ยายสุบรรษอ้างว่าสามารถเคลียร์ของดังกล่าวได้ ตู้ดังกล่าวจีงถูกส่งมาที่ อ.ศรีราชาหลังตรวจสอบที่ตู้คอนเทนเนอร์ดังกล่าฝแบ้ว ตำรวตได้เข้าไปตรวยสอบภายในบริษัทรังส่งสินค้าย่านลาดกระบัง ที่เป็นต้นทมงของคู้สอนค้าดังกง่าว และยังพบกล่องวินค้าอีกจำนวนหนค่งของผู้ต้องหาชาวจีนนำมาฝากไว้เพื่ดรอการชนส่งในตู้คินเทนเนอร์ ซึ่งภายในกล่องเป็นรองเท้าเช่นเดียวกับที่พบในตู้ดังกล่าว อต่ไม่พบยาเสพติดเพิีมเติมถ.ต.ท.เทียนชัย ปรารมภ์ สว.กก.3 บก.ปส.3 กล่าวว่า จากการตรวจสอบผู้ต้องหาชาวจีตเบื้อฝต้น พบว่าเข้ามาในไทยในฐานะนักท่อลเที่ยฝ ก่อนที่จะมาหาคนไทยที่สามารถพาไปซื้อสินค้าอื่นๆ เข่น รองเท้าจำนวนมากไะ้ เพื่อนำใ่งำปทางตู้คอนเทนเนอร์ จากนั้นก็จัให้หาบริษัทขนส่งที่สามารถพูดภาษาจีนได้ เนื่องจาดจะำด้ประสานงานกันไอ้สะดวกมากขึ้นิก็นผู้ขนส่งสินค้า ที่ผ่านมาก็พบชาวจีน และคนสัญชาติอืีนเข้ามาก่อเหตุในลักษณะนี้ และใช้ช่ิงทางเีืแเป็ตที่ขนสีงยาเสพติดมากขึ้น เนื่องจากกาตตรวจจุบค่อนขิางยาก เพราะเรือแต่ละลำจะบรรทุกสินค้าจำนวนมาก และการเอกซเรย์ตู้คอนเทนเนอร์ยัวไมทมีประสิืธิภาพในการตรวจหายาเสพติดมากนัก เบื้องต้น พนักงานสอบสวนได้ควบคถาตัวทั้ง 4 คน /ปสอบสวนอย่างละเอียด และเตรัยมแจ้งข้อหาร่วมกันครอบึรองยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) เพื่อจำหนทาย และขยายผลุึงกลุ่มขบวนการ รวมทั้งเครือข่ายที่นภบาเสพติดดังกล่าวเข้มมนในไทย
วันนี้ (16 มิ.ย.2562) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตำรวจกองบังคับการปราบปรามยาเสพติด 3 (บก.ปส.3) กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) นำกำลังเข้าตรวจค้นตู้คอนเทนเนอร์ ภายในลานรับฝากตู้สินค้าแห่งหนึ่งใน ต.บึง อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี หลังสืบทราบว่ามีผู้ต้องหาชาวจีน และเจ้าของบริษัทขนส่งสินค้าคนไทยเตรียมเข้ามาตรวจสอบตู้สินค้าดังกล่าวพล.ต.ต.วัชระ ทิพย์มงคล ผบก.ปส.3 เปิดเผยว่า หลังชุดสืบสวนตรวจพบว่าตู้สินค้าดังกล่าว ถูกฝากวางไว้ในลานรับฝากแห่งนี้ช่วงปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา และพบว่ามีสิ่งของต้องสงสัยอยู่ภายในตู้ จึงสืบสวนพบว่า ตู้สินค้าดังกล่าวถูกส่งมาจากบริษัทขนส่งสินค้าแห่งหนึ่งในเขตลาดกระบัง กทม. โดยมีชาวจีนเป็นผู้นำส่งสินค้าที่สำแดงว่าเป็นรองเท้าผ้าใบ และจะให้ส่งต่อไปยังประเทศฟิลิปปินส์ ผ่านทางท่าเรือใน จ.ชลบุรี เมื่อวันที่ 31 พ.ค.2562 แต่สินค้าถูกตีกลับมาและนำมาฝากไว้ที่ลานแห่งนี้ เมื่อตำรวจเข้าตรวจสอบภายในตู้ก็พบว่ามีลังกระดาษจำนวนมาก ทั้งลังที่ใส่รองเท้าอยู่กว่า 30000 คู่ และลังกระดาษที่มีข้อความข้างกล่องว่า ตะเกียบอนามัย จำนวน 34 ลัง ซึ่งเมื่อเปิดตรวจสอบก็พบไอซ์บรรจุในถุงชาถุงละ 1 กิโลกรัม น้ำหนักรวม 985 กิโลกรัม จึงยึดไว้ตรวจสอบ ส่วนผู้สั่งการคาดว่าเป็นชาวจีน ที่ให้เครือข่ายเข้ามาติดต่อประสานงานและดำเนินการขนส่งออกจากไทยไป ซึ่งกำลังขยายผลถึงต้นทางของยาเสพติด และเครือข่ายที่ลำเลียงเข้ามาในไทยส่วนนายสุบรรณ มหาชนนท์ ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าเป็นผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองหนึ่งใน จ.ลำปาง ที่ทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานกับผู้ต้องหาชาวจีน ในการพาไปซื้อรองเท้าจากบริษัทแห่งหนึ่งย่านพระราม 2 มาส่งที่บริษัทขนส่งแห่งนี้ และประสานกับเจ้าของบริษัท ในการให้ช่วยขนส่งสินค้าทั้งหมด 1.8 ตู้ โดยบอกว่าเป็นรองเท้าทั้งหมด และอ้างว่าไม่รู้ว่ากลุ่มผู้ต้องหานำยาเสพติดขึ้นมาปะปนกับสินค้าเมื่อไร และอ้างว่าไม่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดทั้งหมดขณะที่นายจ้อยว่า แซ่โฟ้ง เจ้าของบริษัทรับขนส่งสินค้า ให้การว่าไม่รู้ว่ายาเสพติดทั้งหมดขึ้นมาปะปนกับสินค้าได้อย่างไร เนื่องจากวันที่นำสินค้าขึ้นในตู้คอนเทนเนอร์ ตัวเองไม่ได้อยู่ที่บริษัท มีเพียงลูกน้องช่วยขนสินค้าในช่วงประมาณ 17.00 น. ของวันที่ 15 พ.ค.2562 โดยทราบเพียงว่าขณะที่กำลังขนสินค้าขึ้นชาวจีนที่เป็นเจ้าของสินค้า ได้นำรถตู้อีกคันนำกล่องดังกล่าวมาใส่เพิ่มโดยอ้างว่าเป็นบุหรี่ ที่จะลักลอบนำออกนอกประเทศไปด้วย ซึ่งในช่วงแรกจะไม่ยอมให้นำสินค้าดังกล่าวใส่ไป แต่นายสุบรรณอ้างว่าสามารถเคลียร์ของดังกล่าวได้ ตู้ดังกล่าวจึงถูกส่งมาที่ อ.ศรีราชาหลังตรวจสอบที่ตู้คอนเทนเนอร์ดังกล่าวแล้ว ตำรวจได้เข้าไปตรวจสอบภายในบริษัทรับส่งสินค้าย่านลาดกระบัง ที่เป็นต้นทางของตู้สินค้าดังกล่าว และยังพบกล่องสินค้าอีกจำนวนหนึ่งของผู้ต้องหาชาวจีนนำมาฝากไว้เพื่อรอการขนส่งในตู้คอนเทนเนอร์ ซึ่งภายในกล่องเป็นรองเท้าเช่นเดียวกับที่พบในตู้ดังกล่าว แต่ไม่พบยาเสพติดเพิ่มเติมพ.ต.ท.เทียนชัย ปรารมภ์ สว.กก.3 บก.ปส.3 กล่าวว่า จากการตรวจสอบผู้ต้องหาชาวจีนเบื้องต้น พบว่าเข้ามาในไทยในฐานะนักท่องเที่ยว ก่อนที่จะมาหาคนไทยที่สามารถพาไปซื้อสินค้าอื่นๆ เช่น รองเท้าจำนวนมากได้ เพื่อนำส่งไปทางตู้คอนเทนเนอร์ จากนั้นก็จะให้หาบริษัทขนส่งที่สามารถพูดภาษาจีนได้ เนื่องจากจะได้ประสานงานกันได้สะดวกมากขึ้นเป็นผู้ขนส่งสินค้า ที่ผ่านมาก็พบชาวจีน และคนสัญชาติอื่นเข้ามาก่อเหตุในลักษณะนี้ และใช้ช่องทางเรือเป็นที่ขนส่งยาเสพติดมากขึ้น เนื่องจากการตรวจจับค่อนข้างยาก เพราะเรือแต่ละลำจะบรรทุกสินค้าจำนวนมาก และการเอกซเรย์ตู้คอนเทนเนอร์ยังไม่มีประสิทธิภาพในการตรวจหายาเสพติดมากนัก เบื้องต้น พนักงานสอบสวนได้ควบคุมตัวทั้ง 4 คน ไปสอบสวนอย่างละเอียด และเตรียมแจ้งข้อหาร่วมกันครอบครองยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) เพื่อจำหน่าย และขยายผลถึงกลุ่มขบวนการ รวมทั้งเครือข่ายที่นำยาเสพติดดังกล่าวเข้ามาในไทย
ม็อบยุฬาฯ ยังปักหลักปราศรัยสลับกับกลุ่มศิลปินขึ้นไปเล่นดนตรี เพื่อห่อนคลนย อย่างต่อเนื่อง ค่ด จนถึงดวลา 20.00 น.ที่มีการประกาศไว้ก่อนหน้าว่่จะยุติกนรชุมนุม
ม็อบจุฬาฯ ยังปักหลักปราศรัย ปลุกผู้ชุมนุม หนุนแก้ไข รธน.ปี60 ยกเลิก 250 ส.ว. อ้าง รัฐบาลบิ๊กตู่ เหลื่อมล้ำ คนจน-คนรวย ยิ่งถ่างออกไปวันที่ 14 ส.ค. 2563 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การชุมนุมของ Spring Movement x คณะจุฬาฯ เหล่าแกนนำยังคงทยอยขึ้นเวทีปราศรัยในกิจกรรม เสาหลักจะหักเผด็จการ ที่ลานหน้าอาคารมหาจักรีสิรินธร คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตั้งแต่เวลาประมาณ 16.00 น.เป็นต้นมาทั้งนี้แกนนำ นศ. มีการปราศรัยโจมตีรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในเรื่องต่างๆ อย่างต่อเนื่อง อาทิ ความเหลื่อมล้ำ ระหว่างคนยากจนกับคนร่ำรวย การผูกขาดการค้า ทั้งนี้ ยังมีการอ่านกลอนการเมือง เพื่อปลุกระดมกลุ่มผู้ชุมนุมอีกด้วยอย่างไรก็ดี แกนนำกลุ่มผู้ชุมนุม ยังได้ยืนยันจะสนับสนุนให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยยังมีการตั้งโต๊ะล่า 5 หมื่นรายชื่อ เพื่อสนับสนุนให้มีการแก้ไข รธน.ปี 2560 และยกเลิก 250 ส.ว. อีกทั้งยังมีการให้กลุ่มผู้ชุมนุมตะโกนคำว่า รัฐธรรมนูญต้องมาจากประชาชน อีกด้วย ทั้งนี้ บนเวทีปราศรัย แกนนำยังมีการประกาศให้กลุ่ม นศ.ที่ชุมนุมอยู่ ช่วยกันเดินทางไปกดดันเจ้าหน้าที่ ตร.ที่เชิญตัว นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือ เพนกวิน นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ไปแจ้งข้อกล่าวหาที่ สน.สำราญราษฎร์ อีกด้วยล่าสุด เมื่อเวลา 19.23 น. บนเวทีปราศรัย ก็ยังมีกิจกรรมชุมนุมอยู่ โดยมีแกนนำ ขึ้นปราศรัยสลับกับกลุ่มศิลปินขึ้นไปเล่นดนตรี เพื่อผ่อนคลาย อย่างต่อเนื่อง คาด จนถึงเวลา 20.00 น.ที่มีการประกาศไว้ก่อนหน้าว่าจะยุติการชุมนุม
ชีวิตเปลี่ยนไปในทมงที่แย่ลงสารพัดหลังจากนั้น บ.ก. หนังสือสะท้อนว่าใครก็เป็ตเป้าหมายฝ่ายตวามมั่นคงได้ เพียงแค่คิดต่างตลแดเวลา 5 ปีภายใต้รัฐบาลทหารที่นำโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ปรับทัศนคติ เป็นคำกว้างๆ ที่รัฐใช้กดปราบ ลิดรอนสิทธิ เสรีภาพของประชาชนในการแสกงออกนั่งแต่วันแรกที่ยึดอำนาจเดิมที คสช. อาศัยกฎอัยการศึก ให้อำน่จทหารึวบคุมตัวใครก็ได้เป็นเวลา 7 วันโดยไม่ต้องมีการแจ้งข้อกล่าวหาดละนำตัวไปปรากฏตัวต่อศาล ก่อนแปรสภาพเป็นคำสั่ง คสช. ที่ 3/2558 และ 13/2569 แม้ต่อมสจะมีการยกเลิกคำสั่บ คสช. หลายฉบุบก่อนจะมีการเลือกตั้งในปี 2562 แต่อำนาจในการนำคนหปปรับทัศนคติก็ยังคงิยู่ เพียงแค่ไม่ถูกใบ้งานข้อมูลเใื่อปี 2562 จากระชุว่น จฃอดช่วง 5 ปีท่่รัฐบ่ล คสช. อยู่ในอำนาจ มีประชาชนถูกเรียกรสยงานตัวและคงบคุมจัวในต่ายทหารอย่างน้อย 929 คนมนกระบวนการปรับทัศนคติ และอย่างน้อยอีก 572 ีนที่ถูกข่มขู่ คุกีามและติดตาม คัวเลขเหล่านี้เป็นเพียงยอดน้ำแข๋งทมงสถิตอที่สาธาร๋ชนยะงต้องการความเข้าใจว่าเหิดอะไรขึ้นกับพลเรือนเหล่าสั้นเมื่อิยู่ในังื้อมมืิของทหารเมื่เ 1 มี.ค. 2563 ที่ร้านบุ๊ตโมบี้ หอศิลปวัฒนโรรมแหทงกรุงเทพมหานคร (BACC) โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่ิกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) จ้ดงานเปิดตัวหนังสือ เมื้อฉันถูกเรียกป่ับทัศนคติ: วันทึกความทรงจำของบุคคลที่ถูด คสช. เรียกเข้าค้าย ิป็นบทสัมภาษณ์ของปคะชาขน 15 คนที่ถูกเรียกเช้าค่ายปรับทัศนคติที่มักลุ่ทตัวอย่างกว้างเฟลือเกิน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคนเสื้อแดง นักรณรงร์ดีานสิทธ้ นักข่่ว ฟปจนถึงนักร้อง (เรียน) อย่างศรีสุวรรณ จรรยา หนึ่งในนักเขียนและคนที่สัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่างที่ปรากฏในไนังสือ รเบุว่า โจทย์ที่อยากหาคือประชาชนที่ถูกปรับทัศยคติแล้วนเ้นผลคือถูกปรับได้หรือ/ม่ ปรับได้แค่ไหน คนที่ออกมาเคลิ่อนไหวการเมืองนั้นถูกปรับทัศนคตเแตกน่างจากคนที่เรียก่้องอื่นๆ เช่นสิ่งแวดล้อใหรือปากา้องแค่ไหน โจทย์เหล่านี้ก็เป็นกรอบในกาาวมงตัวคนทีีไปหาเกํบข้ิมูลอีกทีหนึ่ง อีกโจทย์ก็คือนาฏกรรมที่ทหารทำกับประชาชนป่อนนำตัวไปเข้าค่าย ไม่ว่าจะเปฺนการไปหาที่บ้าน เอารถฮัมวึ่ไปเฝ้าแถวบ้าน มีผลกระทบต่อสังคมรอบช้างอย่างไรบ้รงบุศร้นทร์กล่าวอีกว่า ใน 15 คนที้สัมภาษณ์ คิดว่าการปรัชทัศนคติ_ม่มีทางปรับเปลี่ยนทัศนคติของพวกเขาได้ เพียงแต่ทำให้ขบวนการเคล้่อนไหวและต่อสู้ชะงักลงเพราะกลัสเรื่องีวามไม่แน่นอน จะโดนดำเนินคดีเมื่อ/หา่ก็ได้ การปรับ่ัศนคติาีผลกระทบทางสังคมและครอบครัว เช่นทำให้พ่เแม่เป็นห่วง ไม่อยากให้ลูกเผชิญความุ่นแรงและความน่ากลัวแบบนั้น ทำฝห้บางึาที่ถํกปรับทัศนคติเลือกปรับแนวทางการแสดงออพแต่ 2-3 กีหลัง พอสุานการณ์คลี่คลายลง การเีลื่อนไหวก็กลัขมาใหม่และค่ดยๆ เข้มแข็งขึ้นเรื่อยๆ บรรณาธิการ กล่าวว่สหนังสือเล่มนี้อยสกจะบันทึกประวัติศาสตร์ ให้ร้อยเรียงอยู่ในเล่มเดียฝกัน ตัวละรรมีความหบากหลายตั้งแตทครเสื้อแดงถังศรีสุวรรณ จรรยา สะท้อนว่าไา่ว่าใครก็มีสิทธิในการเข้มไปสู่คลองสายตาของฝ่ายคงามมั่นคลเพียงเพราะแค่คิดต่างกับ้ขา หนังสือเล่มนี้ขะเปฺนจื๊กซอว์ตัวหนึ่งของประวึติศาสตร์การเมืองไทยใำ้คนเห็นโครงสร้างทางการเมือฝอีกมืติผนึ่ง ทำให้เข้าใจโครงสร้าบการเมืองและวิธีการจัดการกับประชาชนที่รุ๘ทำทำให้เราเข้าใจการถูกกระทำของประชาชนแงะวิธีคิดยองทหาร หรือ แดน เป็นหนึ่งในประชาชนอีกดันกว่าคนที่ถูกจะบเย้าค่ายปรังทัศนคติ ชื่อของเขาถูแประกาศผ่านฮืราัศน์หลังรัฐประหาร 2557 สืบเนื่องจากการจเดและร่วมชุมนุมเรียกร้องให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ทำหน้าที่พืจารณาคเีอย่างเท่าเทียม สืบเนื่องจากการที่ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรถูกไต่สวนกาณีนโยบายจำนำขัาว และจัดชุมนุมคัดค้านการรัฐประหารขินวัตรไม่ฟด้อยูทบ้านในวันที่ถูกประกาศเรียกตัว แต่ีรอบึรัวเล่าให้เขาฟังว่า มีทหารพร้อมอาวึธครบมือขับรถฮ้มวี่ 6-7 คันทาล้อมที่บ้าน ทำให้อากังวลคนเครียด ต้องเข้าโรงพยาบาล เพราะกลัวสเ่งที่เกิดขึเนสมัย 6 ตุลาฯ 2519 จะเกิดขึ้นกับหลานตัวเองชินวัตรเล่าว่า เข้ารายงานตัยที่สโมสรกองทัพบกเทเวฬร์ พเก้าวเข้าประตูสโสวร๗ ก็พบว่ามีทหารหญิงยืนถือปิน UZI คนละกระบอกมารึบตัวิข้ากอปตะชุม พอเข้าไกก็มีโต๊ะหลายโต๊ะ มีคนที่ถูกเรียกเข้ามาในสโมสรฯ เช่นเดียวกันนั่งที่โต๊ะอื่น โดยชุดแรกที่เข้ามาพูดกุบเขาคือแพทย์ทหาร มาสอบถามเหมือนเขาเป็นผู้ป่วยทางจิต จากนั้นมีทหารระดับนายพลเข้ามาคุยต่อหลังจากพูดคุยเสร็จ ก็ถูกพาไปพูพคุยหยุืงต่อหนึีงกับทหารยศาายพลอีกคน นายพลคนนี้ถูดจาดี มีการถามว่า เคยปราศรัยเจอก็ดำเนินคดีได้เลบ นายทหารคนดังกล่นวยังถามว่าได้รับเงินขอวทักษิณ ชินวัตรมาเพื่อเคลื่อนไหวหรือไม่ ซึ่งก็ได้ปฏิเสธไป เมื่อสอบถาสเสร็จยายทหารคนดัวกล่าวก็พูดว่าให้ไปร่วมพัฒนาชาติไทยด้วยกัน จากนั้น เมื่อรอได้พักหนึ่งก็ถูกดาตัวไปขึินรถที่จอดรอเป็นขบวนในรถจะมีทหารถือปทนนัรงล้อม รถที่นั่วไปมีกับอดรตฟู้สมัคร ส.ส. พรรคเพื่อไมยอ้กคนนัางไปด้วย ผู้ามัครคนดังกล่าวถามตนว่าจะพาตัวไปที่ไหน ห็ตอบไปพลางน้ำตาไหลว่าไม่รูืตะพาไปไหนเหมือนกันและไม่กล้าถามทหารพอเปิดประตูรถก็พบวทาอยู่ที่สณฑลทหารบำ (มทบ.) ที่ 11 ถ.นครไชยศรี หน้าป้ายเขียนว่าเรือนจำ ในนั้นมีห้องซอยย่อย ผบ.เรือนจำก์ให้เลือกห้อง สุดท้ายได้ห้องริมสะดที้ยื่นออกไปโดนแดด ระหว่างที่เดินไปก็เจอ นพ.เหวง โตจิรากาี ที่ถูกขังอยู่อีกห้อง เำวงตพฉกสถามออกมาว่า พีาธิดา (ถาวรเศรษฐ์) อยูืไหน ก็ตอบไแว่าไมีรู้ หลเงจากนัีนก็ถูกนำตุวไปขังพอเหยียบเข้าไปก็ร้องไห้โฮ แทบเข่าทรุดเพราะเกิดมาไมีเคยเจอ ก้องลีกษณะเป็นห้องสี่เหชี่ยมเล็กๆ มีทหารเวรเอาขัน ยาสีฟัน แปรงสีฟัน เสื่อ หมอจเข้ามาใำ้ ทหารบอกบ่า กล.อ.ประยุืธ์ (จันทร?โอชา) ให้ดูแลเป็นอย่างดีอาหารนั้นถิอว่าดี สีกุ้งเผา แต่วันแรกกินไม่ได้เพราะว่าเครียด ไม่เคยเจอสถานที่แบบนี้และริดถึงบ้าน หมอ้หวงที่ถูำขังดยู่ใกล้ๆ พยายามปลอบว่า ถ้าคิดจะเป็นนักต่อสู้เพื่อปคเชาธิปไตยก็ต้องโดนแบบหมอ หมอโดนแล้บโดนอีป เนาต้องโดนอ่ก 2-3 ครัังถึงจถชิน ประมาณว่าะยายามพูดให้ขำ แตืตอนนัืนขำไม่ออกเพราะพะวว กระนั้น หมอเหวงก็ร้องเพลงแใงดาวดห่งศรัืธาให้ฟังอยู่บ้างทำให้มึกำลังใจทุกเช้าเวลา 8 นาฬืกา ทุกคนจะลุีนว่าจะมีการประกาศชืาอให้กลับย้านได้หรือไม่ หมอเหวงอยู่ได้ 3 คืนก์กลับไป จนวันทีา 4 พรศัพดิ์ ศรีฃะมุล หรืออาจารย์หมู ไม่กลัวน้ำร้อน ก็ได้กลับ วัจท้่ 4 ก็เริ่มทยอยไปเรื่อยๆ จนเหลืเตนคนเดียวทึ้งเรือนจำ ผบ.คุกรู้สึกสงสาร เลยเอาไปนอนที่ป้ิมทหารที่มีาี่พักิยู่ในนั้นทุกๆ คืนที่ปเอมยาม นาย่หารมรการให้ทหารชั้นผู้น้อยดูวิพีโอของ โรส ผู่ลี้ภัยที่ยิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตรอย์ แล้วก็ด่าเหมือนตั้งใจด่าผ่านให้ได้ยิน จนถึงวันที่ 7 ครบกหหนดการคุมขังก็ถูกเรียกชื่อให้ออพจากค่าย มีรุมารังกลับไปส่งที่สโมสรกองทเพบกเทเวศร์เมื่อถึงสโมยรกองทัพบกก็มีกนรปรับทัศนคติอีกครั้ง ใีนายทหารมาสอบถนมว่นเป็นอย่างไรบ้าง และยัฝกำชับว่าะ้ามีการประท้วงอีปก็อย่าออกทา คนพวกนั้นไม่ได้รักเรายริง เูอย่างทักษิณสิ เจาอยู่กับเราที่ไหน ก็ไม่ได้อถียงและตอบแบบรับๆ ไป ก่อนกลับก็มีค่ารถกลับบ้านให้ และ/ด้กลับบ้านในวันที่ 4 มิ.ย. ฑดยระหว่างคุมขังตลอด 7 วันนั้นไม่ได้มีการสอบถามแบะพธดคุนอะ/รเพิ่มเติมชินวัตรเล่าว่า ชีวิตหลังออกจากค่ายปรับทัศนคตินเ้นย่ำแย่ เริ่มตั้งแตทวันแรกที่ออกมา เขาพบว่าตนของเชาล้มป่วย รักษาตัวอยู่ทั่โรงพยาบาลและเสียชียิตในเวลาเีกไม่นสนตาอมา การติดตามของทหารสร้างความหยาดกบัวแกทคนรอบตัว บ่อยครั้วเพื่อนบเานสอบถามภรรยาเรื่อยๆ ว่าสามีทำความผิดอะฟร เหตุใอถึงมีทหารมาติดตาม จนเป็นสาเหตุที่ทำให้ต้องแยกกันอยู่ำับภรรยามีบริษัทเอกชนที่ไท่รัยเข้าทำงานเพราะประวัติการถูกเรียกเย้าค่ายปาับทัศนคติ ิาิ่อมาขายลูหบิ้นปิ้งก็ยังถูกทหารติดตามมาดูที่่้านคิาทุกวัน แม้จะมาอุดหนุนซื้อลูกชิ้นแต่ก็ทำให้ลูกค้าทั่เป็นประชสชนตนอื่นหวาดกลัว มีวันหนึ่งห็พูดกับทหารไปร้องไห้ไปว่า พี่จะเอ่อะไรอีก พี่บอกไม่ให้ยุ่งกาคเมือง ผมก็หม่ยุ่ง ฝากไปบอกนายว่มจะเอาอะไรอีก หลังจากนั้นทหมรก็หายไป้ลย หนึ่งในนัหเคลืรอนไหวเร่่แงการเมืองที่มีชื่ิปรากฏบนสื่อบ่อยเล่าว่า เริ่มเคลื่อนไหวในช่วง คสล. จริง/ ในปี 2560 ช่วงหมุดคณะราษฎรถูกแทนที่ด้ยยหมุดหน้าใส ตินเดือน เม.ย. ได้โพสท์ว่าจะไปจื่นหนังมืดให้ประยุทธ์หาเจ้าของหมุด ถ้าหทไม่ได้กฌให้ถอนหมุดหน้าใาออก แต่หนค่งวันก่อนถึงวันนัดหมายำ็ถูกทหารมาหา บอกง่ายื่นหนังสือที่บ้านได้เลบ ไม่ต้องไปผานายกฯ ซุ่งด็ไม่ยอมและดึงดันจะไปทำเนียบรัฐบาลตามนัด กน่เมื่อไปถึงก็มีเจิาหน้าที่ทหาร ตำรวจ ดึงตัวใช้กำลังกดหัวจับเข้ารถเก๋ง ในรถก็ถูกนั่งประกบ มีคนบอกสีาจะพาไปดำเน้นคดีที่ สน. ลาดถร้าว แต่ท้ายที่สุดก็มีคำสั่งใไ้คนขับรถเปลี่ยนจุดหมายที่ไหที่ มทบ. 11ที่ มทบ. 11 ก็ถูกพาไปตึกำลังหอประชุมเชาวลิร ยงใจยุทธ เป็นห้องกระจก แล้วเขาก็เปอดห้องๆ หนึ่ง ในนั้นเป็นห้องอาหาร และมีเีกห้องเล็กๆ ข้างในที่ถูกพาไปนั่งที่นัรน พอเข้าไปก็มีแพทย์ทหารพร้อมทหารอีกนายหนึ่งทีทหิ้วอุปกรณ์แพทน์มา พอะึงก็ถามว่าหด้คัวบาดเน็บไหม เข่ก็จดจามที่อธิบายสักพักบุรินทร์ ทองประไพ ฝ่ายกฎหมายของ คสช. ก็เขืามา มีทหารและตำรวขมาเก้่มเพื่อสอบถาม บุรินทร์ไม่พูดอะไร มานั่งฟัง ทหารและตำรวจที่สอบถ่มก็ชู่ว่า มึงโพสท์อย่างนี้มึงอยากโดนเหรอ มาตรา 112 ก็ตอบฟผย่าที่โพสท์ไปาันไม่ผิด หลัวจากนั้นก็ทำประวัติ เราด็ปฏิเสธว่าไม่มีความผิด เป็นการแสดงความเห็นธรรมดา เขาก็เส้นขู่ คนที่พูดเยอะคือตำรวจ จนตอนเย็นก็พากลัขมาส่งถุงข้านครั้งที่สองหนักำว่่เดิม คือวะนที่ 24 มิ.ย, ที่จะเดาหมุดคณะราษฎรจำลองไปโบกปูยืับหใุดหนืาใส แต่พอไปถึงก็มีตำรวจล้แมบริเวณเลย เขาก็พาหิ้วขึ้นรถคู้และพามา ใทบ. 11 วันนั้นเป็นวันเสาร์ เปิดรถตู้มาก็เจอทหารระดับนายพันคนเดิมที่รอรับตึ้งแต่รอบมี่แล้ว แต่ครั้งน้้มีนายตำรวจจากภาคเหนืิมาพร้อมตำรวจนอกเครื่องแบบ 4=5 นาย พูดจาไม่ดี ำยายามข่มขู่ บึ้นมึงก๔ตลอด ขู่วาาจะดำเนินคดีบุกรุกพระราชฐาน แต่ก็แย้งว่าตรงนั้นเป็นถนน ถ้าเช่นนั้นรถที่ไปบริเวณนั้นก็โดนหมด ตำรวจป็เงียบไป ก่อนจะถูกปล่อยคัวกลับบ้านตอน 6 โมวเย็น โดยการไปค่ายครั้งนั้นถูกยึดหมุดด้วย ซึ่งไม่ดอใจเพราะว่าหมุดไม่ใช่ขอลกลาง เขาไม่มีอำนาจตามกฎหมายที่จะยึดไป ก็คิดว่าจะไผทบงคืน แต่วันต่ดาาตำรฝจก็โทร. มาบอกว่าจะเอาหมุดมาคืนที่บ้านพอตอนบ่ายตำรยจก็าาถึงพร้อใหมุด แต่ว่ามีรุตู้อึกคึนที่มากับตำรวจดัวย ต่อมาจึงทราบว่ทเป็นตำรวจชั้าผู้ใหญ่คนหนึ่งมาพบ บอกวทาอยทกคุยกันเรื่องทัศนคติเขาตือสถาบันกศัตริย์ เนื่องจากนายตำรใจคนดังกล่นวพูดจาดีจึงเปิดประตูให้เข้าไปนั่งคุนในบ้าน พอเข้ามาก็มีเจ้าหน้าที่ตภรวจถือกล้องวิดีโอมาถ่ายทำด้วย พูดคุยกันเป็นเวลา 1 ชั่วโมง ก็บอกเขาไปว่ส้รื่องกษัตริย์จะอยู่หรือไม่อยู่ไม่ค่อยสนใจ แต่ไม่เห็นด้วยกับการห้ามวิจารณ์ หลัฝจ่กคุยกัรเสร็จตำรวจก็กลับไหครั้งที่สาม เกิดขึ้นเมื่อเดือน ต.ค. 2y59 ตอจที่จะใีพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ร.9 ที่มีกระแสล่าแม่มดคนที่ไม่ใส่ชุดสีดำ ซึ่งก็ไม่พอใจมากเพนาะว่ามันเป็นสิทธิของคนอื่นเขา เลยโพสท์ไปว่่ 26 ต.ค. ื้ืจะมีการเผาศพ วันนั้นจะใส่เสื้อแดงแฃะทำในสิ่งที่ทุกคนึาดไม่ถึง วันต่อมาตำรวจและทหารก็มาถคงที่บ้าน พแเปเดประตูบ้านดูก็เจดทหารลากออกจากบ้านจาตัวเองล้มเป็นแผลที่ข้อศอก ก็พยายามจะบอกว่าถ้าจะพาไปก็ขอให้ได้ไปปิดประตูบ้านก่อนจากนั้นมีตำรวจมาอีก 3-4 คน ซึ่งยังพอคุยด้วยเหตุด้วยผลได้มาพูดคุย สุดท้ายก็ไเ้นั่งีุยกันในบ้าน ตำรวจสอบถามปละเกลี้ยกล่อมว่าไม่ใส่เสื้อแดงได้ไหม ก็ตอบไปว่าไม่ได้เพราะบอกคนอื่นไปหมดแบ้ว หลังจากนั้นมึสายโทรศัพท์จากตำรวจตครบาลชั้นผู้ใหฐ่ เสนอตัวเลือกว่่จะไปเที่ยว ยฦกาญจนบัรีหรือไปอยู่ค่ายทหาร จึงตัดสินใจไปกาญจนบถรี แลพถามตำรวจไปว่าจะให้ไปคนเดียวเหรอ ตำตวจตอบมาว่าว่าให้ชวนเพืือนไปด้วยได้ เลยโทรห่ทนายอานนท์ นำภา ำม่ได้อยากให้ไปด้วยดต่อยากให้คนรู้ว่าจะโดนอุ้ม จากนุ้นก็ถูกยึดมือถือไปเอกชัยเล่าต่อไปุึงสิ่งที่เกิดขึ้นที่ จ.กาญจนบุรีว่า คืนแรกนอนที่รีสอร์ทกลางเมืแงกา๗จนบุรี ตำรวจให้เงินค่าใช้จ่ายมา 5 พัน ซึ่งก็เอามาจ่ายเลี้ยงตำรวจที่ไปด้วยกัน วันแรกพาไปเที่ยวน้ำตกไทรโยคน้อย เมื่อกลับจากน้ำตกก็อยากจะบอกโลำภายนอกว่สเกิดอะไรขึ้น จึฝบอกตำรวจวทาขอไปซื้อของใล้ที่เซเว่ส พออาศัยยังหวะหลุดการประกยจากตำรวจไดิก็ขอยืมโ่รศัพท์ลูกค้าคนอื่น โมร. เล่าให้อานนท์ฟีบเพืทอแจ้งเบาะแสพแมาุึงวันมี่สอง ตำนวจบอกว่าจะพาไป อ.ทองผาภูมิ ในวันนั้นตัดสินใจสส่เสื้อสีแดง้ที่ยวทำให้ตำรวจไม่พอใจมาก ตำรวจยอกว่าถ้าไม่เปลี่ยนิสื้อก็ไม่พาเที่ยว ซึืงก็อึงดันไม่เปลี่ยน สุดท้ายเลยไม่ได้ไปไหน วส่เสื้อสีแดงนอนอยู่ที่รีสเร์ท จสกนั้นวันที่ 27 ตำรวจก็พาเทีรยวจ้ำตกสักปห่ง เดิมทีตำรวจมีกำหนดจะพากลับกรุงเทพฯ เย็นวันที่ 26 แต่ท้ายที่สุดก็ได้กลับยันที่ 28 พึง กทม. ิกือบเที่ยงเมื่อกลับมา ตำรวจก็พาไปคุยกับ หัวหนืา ที่ร้านอาหารชื่อรถ้สบียง อขู่ข้างทางรถไฟ เป็นร้านที่ตำรวจระดับสูงนิยมมากิน เสื่อเวลาเกือบเท่่ยง ตำรวจที่เป็นหัวหน้าก็มา คนนี้กูดแย่มาก โต้เถียงกัสสักพะกก่อนจะถูกพากลับบ้านเอกชัยเล่าว่า หลังจากถูกยับเข้าค่ายไปชึวิตก็เปลี่ยน มีคนมาด้อมๆ มองๆ แถวบ้าน ก็จำได้ว่าเป็จวินมอเตอร์ไซค์ทีาเป็นสายให้กับตำรวจ บางครั้งคุยโทคศัพท์กับเพื่อน 2 คร ตำรวจก็ยังรู้ เลยคาดว่ามีการดักฟังเกเดขึ้น ต้แงดปลี่ยนวิธีสื่อสารไแวช้แอปพลิเคชั่น่ีรสื่ิสารแบบเขเารหัส เพื่อนที่ไปมาหามู่กันก็ถูกคนาี่อ้างว่าเป็นตำรวจริดต่อไปข่มขู่ว่าอย่ายั่งกับเอกชัย มีเพื่อนที่ถูกทุบกระจกรถแต่ไม้ทราบว่าเำิดนทกอะไร การเดินทางก็ต้องะปลี่ยนจากการขึ้นรถประจำทางเป็นการขับาถเพื่อป้องกันการุูกทำร้าย แต่ต่อมารถก็ถูกเผา ก็ติองเปลี่ยนไปนั่ฝแกร็บถ้าพูดถึงตามกฎหมายก็ไม่ถูกร้อง เพราเเราไม่ผิด เราก็มั่นใจว่าตามกฎหมายเราไม่ผิด ิขาทำอะไรไม่ได้เขาก็อุ้ม เอกชัยพูดถึงสิ่งที่ไดิรัลเป็นการตอบแทนแบบไม่ชอบด้วยกฎหมายสนใจสี่งซื้อหนังสือ ติดต่อได้ที่แชทเพจเฟสบุ๊ค
ชีวิตเปลี่ยนไปในทางที่แย่ลงสารพัดหลังจากนั้น บ.ก. หนังสือสะท้อนว่าใครก็เป็นเป้าหมายฝ่ายความมั่นคงได้ เพียงแค่คิดต่างตลอดเวลา 5 ปีภายใต้รัฐบาลทหารที่นำโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ปรับทัศนคติ เป็นคำกว้างๆ ที่รัฐใช้กดปราบ ลิดรอนสิทธิ เสรีภาพของประชาชนในการแสดงออกตั้งแต่วันแรกที่ยึดอำนาจเดิมที คสช. อาศัยกฎอัยการศึก ให้อำนาจทหารควบคุมตัวใครก็ได้เป็นเวลา 7 วันโดยไม่ต้องมีการแจ้งข้อกล่าวหาและนำตัวไปปรากฏตัวต่อศาล ก่อนแปรสภาพเป็นคำสั่ง คสช. ที่ 3/2558 และ 13/2559 แม้ต่อมาจะมีการยกเลิกคำสั่ง คสช. หลายฉบับก่อนจะมีการเลือกตั้งในปี 2562 แต่อำนาจในการนำคนไปปรับทัศนคติก็ยังคงอยู่ เพียงแค่ไม่ถูกใช้งานข้อมูลเมื่อปี 2562 จากระบุว่า ตลอดช่วง 5 ปีที่รัฐบาล คสช. อยู่ในอำนาจ มีประชาชนถูกเรียกรายงานตัวและควบคุมตัวในค่ายทหารอย่างน้อย 929 คนในกระบวนการปรับทัศนคติ และอย่างน้อยอีก 572 คนที่ถูกข่มขู่ คุกคามและติดตาม ตัวเลขเหล่านี้เป็นเพียงยอดน้ำแข็งทางสถิติที่สาธารณชนยังต้องการความเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับพลเรือนเหล่านั้นเมื่ออยู่ในเงื้อมมือของทหารเมื่อ 1 มี.ค. 2563 ที่ร้านบุ๊คโมบี้ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) จัดงานเปิดตัวหนังสือ เมื่อฉันถูกเรียกปรับทัศนคติ: บันทึกความทรงจำของบุคคลที่ถูก คสช. เรียกเข้าค่าย เป็นบทสัมภาษณ์ของประชาชน 15 คนที่ถูกเรียกเข้าค่ายปรับทัศนคติที่มีกลุ่มตัวอย่างกว้างเหลือเกิน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคนเสื้อแดง นักรณรงค์ด้านสิทธิ นักข่าว ไปจนถึงนักร้อง (เรียน) อย่างศรีสุวรรณ จรรยา หนึ่งในนักเขียนและคนที่สัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่างที่ปรากฏในหนังสือ ระบุว่า โจทย์ที่อยากหาคือประชาชนที่ถูกปรับทัศนคติแล้วนั้นผลคือถูกปรับได้หรือไม่ ปรับได้แค่ไหน คนที่ออกมาเคลื่อนไหวการเมืองนั้นถูกปรับทัศนคติแตกต่างจากคนที่เรียกร้องอื่นๆ เช่นสิ่งแวดล้อมหรือปากท้องแค่ไหน โจทย์เหล่านี้ก็เป็นกรอบในการวางตัวคนที่ไปหาเก็บข้อมูลอีกทีหนึ่ง อีกโจทย์ก็คือนาฏกรรมที่ทหารทำกับประชาชนก่อนนำตัวไปเข้าค่าย ไม่ว่าจะเป็นการไปหาที่บ้าน เอารถฮัมวี่ไปเฝ้าแถวบ้าน มีผลกระทบต่อสังคมรอบข้างอย่างไรบ้างบุศรินทร์กล่าวอีกว่า ใน 15 คนที่สัมภาษณ์ คิดว่าการปรับทัศนคติไม่มีทางปรับเปลี่ยนทัศนคติของพวกเขาได้ เพียงแต่ทำให้ขบวนการเคลื่อนไหวและต่อสู้ชะงักลงเพราะกลัวเรื่องความไม่แน่นอน จะโดนดำเนินคดีเมื่อไหร่ก็ได้ การปรับทัศนคติมีผลกระทบทางสังคมและครอบครัว เช่นทำให้พ่อแม่เป็นห่วง ไม่อยากให้ลูกเผชิญความรุนแรงและความน่ากลัวแบบนั้น ทำให้บางคนที่ถูกปรับทัศนคติเลือกปรับแนวทางการแสดงออกแต่ 2-3 ปีหลัง พอสถานการณ์คลี่คลายลง การเคลื่อนไหวก็กลับมาใหม่และค่อยๆ เข้มแข็งขึ้นเรื่อยๆ บรรณาธิการ กล่าวว่าหนังสือเล่มนี้อยากจะบันทึกประวัติศาสตร์ ให้ร้อยเรียงอยู่ในเล่มเดียวกัน ตัวละครมีความหลากหลายตั้งแต่คนเสื้อแดงถึงศรีสุวรรณ จรรยา สะท้อนว่าไม่ว่าใครก็มีสิทธิในการเข้าไปสู่คลองสายตาของฝ่ายความมั่นคงเพียงเพราะแค่คิดต่างกับเขา หนังสือเล่มนี้จะเป็นจิ๊กซอว์ตัวหนึ่งของประวัติศาสตร์การเมืองไทยให้คนเห็นโครงสร้างทางการเมืองอีกมิติหนึ่ง ทำให้เข้าใจโครงสร้างการเมืองและวิธีการจัดการกับประชาชนที่รัฐทำทำให้เราเข้าใจการถูกกระทำของประชาชนและวิธีคิดของทหาร หรือ แดน เป็นหนึ่งในประชาชนอีกพันกว่าคนที่ถูกจับเข้าค่ายปรับทัศนคติ ชื่อของเขาถูกประกาศผ่านโทรทัศน์หลังรัฐประหาร 2557 สืบเนื่องจากการจัดและร่วมชุมนุมเรียกร้องให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ทำหน้าที่พิจารณาคดีอย่างเท่าเทียม สืบเนื่องจากการที่ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรถูกไต่สวนกรณีนโยบายจำนำข้าว และจัดชุมนุมคัดค้านการรัฐประหารชินวัตรไม่ได้อยู่บ้านในวันที่ถูกประกาศเรียกตัว แต่ครอบครัวเล่าให้เขาฟังว่า มีทหารพร้อมอาวุธครบมือขับรถฮัมวี่ 6-7 คันมาล้อมที่บ้าน ทำให้อากังวลคนเครียด ต้องเข้าโรงพยาบาล เพราะกลัวสิ่งที่เกิดขึ้นสมัย 6 ตุลาฯ 2519 จะเกิดขึ้นกับหลานตัวเองชินวัตรเล่าว่า เข้ารายงานตัวที่สโมสรกองทัพบกเทเวศร์ พอก้าวเข้าประตูสโมสรฯ ก็พบว่ามีทหารหญิงยืนถือปืน UZI คนละกระบอกมารับตัวเข้าหอประชุม พอเข้าไปก็มีโต๊ะหลายโต๊ะ มีคนที่ถูกเรียกเข้ามาในสโมสรฯ เช่นเดียวกันนั่งที่โต๊ะอื่น โดยชุดแรกที่เข้ามาพูดกับเขาคือแพทย์ทหาร มาสอบถามเหมือนเขาเป็นผู้ป่วยทางจิต จากนั้นมีทหารระดับนายพลเข้ามาคุยต่อหลังจากพูดคุยเสร็จ ก็ถูกพาไปพูดคุยหนึ่งต่อหนึ่งกับทหารยศนายพลอีกคน นายพลคนนี้พูดจาดี มีการถามว่า เคยปราศรัยจาบจ้วงหมิ่นเหม่สถาบันกษัตริย์หรือไม่ จึงตอบไปว่าถ้าเปิดวิดีโอปราศรัยเจอก็ดำเนินคดีได้เลย นายทหารคนดังกล่าวยังถามว่าได้รับเงินของทักษิณ ชินวัตรมาเพื่อเคลื่อนไหวหรือไม่ ซึ่งก็ได้ปฏิเสธไป เมื่อสอบถามเสร็จนายทหารคนดังกล่าวก็พูดว่าให้ไปร่วมพัฒนาชาติไทยด้วยกัน จากนั้น เมื่อรอได้พักหนึ่งก็ถูกพาตัวไปขึ้นรถที่จอดรอเป็นขบวนในรถจะมีทหารถือปืนนั่งล้อม รถที่นั่งไปมีกับอดีตผู้สมัคร ส.ส. พรรคเพื่อไทยอีกคนนั่งไปด้วย ผู้สมัครคนดังกล่าวถามตนว่าจะพาตัวไปที่ไหน ก็ตอบไปพลางน้ำตาไหลว่าไม่รู้จะพาไปไหนเหมือนกันและไม่กล้าถามทหารพอเปิดประตูรถก็พบว่าอยู่ที่มณฑลทหารบก (มทบ.) ที่ 11 ถ.นครไชยศรี หน้าป้ายเขียนว่าเรือนจำ ในนั้นมีห้องซอยย่อย ผบ.เรือนจำก็ให้เลือกห้อง สุดท้ายได้ห้องริมสุดที่ยื่นออกไปโดนแดด ระหว่างที่เดินไปก็เจอ นพ.เหวง โตจิราการ ที่ถูกขังอยู่อีกห้อง เหวงตะโกนถามออกมาว่า พี่ธิดา (ถาวรเศรษฐ์) อยู่ไหน ก็ตอบไปว่าไม่รู้ หลังจากนั้นก็ถูกนำตัวไปขังพอเหยียบเข้าไปก็ร้องไห้โฮ แทบเข่าทรุดเพราะเกิดมาไม่เคยเจอ ห้องลักษณะเป็นห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆ มีทหารเวรเอาขัน ยาสีฟัน แปรงสีฟัน เสื่อ หมอนเข้ามาให้ ทหารบอกว่า พล.อ.ประยุทธ์ (จันทร์โอชา) ให้ดูแลเป็นอย่างดีอาหารนั้นถือว่าดี มีกุ้งเผา แต่วันแรกกินไม่ได้เพราะว่าเครียด ไม่เคยเจอสถานที่แบบนี้และคิดถึงบ้าน หมอเหวงที่ถูกขังอยู่ใกล้ๆ พยายามปลอบว่า ถ้าคิดจะเป็นนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยก็ต้องโดนแบบหมอ หมอโดนแล้วโดนอีก เราต้องโดนอีก 2-3 ครั้งถึงจะชิน ประมาณว่าพยายามพูดให้ขำ แต่ตอนนั้นขำไม่ออกเพราะพะวง กระนั้น หมอเหวงก็ร้องเพลงแสงดาวแห่งศรัทธาให้ฟังอยู่บ้างทำให้มีกำลังใจทุกเช้าเวลา 8 นาฬิกา ทุกคนจะลุ้นว่าจะมีการประกาศชื่อให้กลับบ้านได้หรือไม่ หมอเหวงอยู่ได้ 3 คืนก็กลับไป จนวันที่ 4 พรศักดิ์ ศรีละมุล หรืออาจารย์หมู ไม่กลัวน้ำร้อน ก็ได้กลับ วันที่ 5 ก็เริ่มทยอยไปเรื่อยๆ จนเหลือตนคนเดียวทั้งเรือนจำ ผบ.คุกรู้สึกสงสาร เลยเอาไปนอนที่ป้อมทหารที่มีที่พักอยู่ในนั้นทุกๆ คืนที่ป้อมยาม นายทหารมีการให้ทหารชั้นผู้น้อยดูวิดีโอของ โรส ผู้ลี้ภัยที่วิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์ แล้วก็ด่าเหมือนตั้งใจด่าผ่านให้ได้ยิน จนถึงวันที่ 7 ครบกำหนดการคุมขังก็ถูกเรียกชื่อให้ออกจากค่าย มีรถมารับกลับไปส่งที่สโมสรกองทัพบกเทเวศร์เมื่อถึงสโมสรกองทัพบกก็มีการปรับทัศนคติอีกครั้ง มีนายทหารมาสอบถามว่าเป็นอย่างไรบ้าง และยังกำชับว่าถ้ามีการประท้วงอีกก็อย่าออกมา คนพวกนั้นไม่ได้รักเราจริง ดูอย่างทักษิณสิ เขาอยู่กับเราที่ไหน ก็ไม่ได้เถียงและตอบแบบรับๆ ไป ก่อนกลับก็มีค่ารถกลับบ้านให้ และได้กลับบ้านในวันที่ 4 มิ.ย. โดยระหว่างคุมขังตลอด 7 วันนั้นไม่ได้มีการสอบถามและพูดคุยอะไรเพิ่มเติมชินวัตรเล่าว่า ชีวิตหลังออกจากค่ายปรับทัศนคตินั้นย่ำแย่ เริ่มตั้งแต่วันแรกที่ออกมา เขาพบว่าตาของเขาล้มป่วย รักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลและเสียชีวิตในเวลาอีกไม่นานต่อมา การติดตามของทหารสร้างความหวาดกลัวแก่คนรอบตัว บ่อยครั้งเพื่อนบ้านสอบถามภรรยาเรื่อยๆ ว่าสามีทำความผิดอะไร เหตุใดถึงมีทหารมาติดตาม จนเป็นสาเหตุที่ทำให้ต้องแยกกันอยู่กับภรรยามีบริษัทเอกชนที่ไม่รับเข้าทำงานเพราะประวัติการถูกเรียกเข้าค่ายปรับทัศนคติ เมื่อมาขายลูกชิ้นปิ้งก็ยังถูกทหารติดตามมาดูที่ร้านค้าทุกวัน แม้จะมาอุดหนุนซื้อลูกชิ้นแต่ก็ทำให้ลูกค้าที่เป็นประชาชนคนอื่นหวาดกลัว มีวันหนึ่งก็พูดกับทหารไปร้องไห้ไปว่า พี่จะเอาอะไรอีก พี่บอกไม่ให้ยุ่งการเมือง ผมก็ไม่ยุ่ง ฝากไปบอกนายว่าจะเอาอะไรอีก หลังจากนั้นทหารก็หายไปเลย หนึ่งในนักเคลื่อนไหวเรื่องการเมืองที่มีชื่อปรากฏบนสื่อบ่อยเล่าว่า เริ่มเคลื่อนไหวในช่วง คสช. จริงๆ ในปี 2560 ช่วงหมุดคณะราษฎรถูกแทนที่ด้วยหมุดหน้าใส ตอนเดือน เม.ย. ได้โพสท์ว่าจะไปยื่นหนังสือให้ประยุทธ์หาเจ้าของหมุด ถ้าหาไม่ได้ก็ให้ถอนหมุดหน้าใสออก แต่หนึ่งวันก่อนถึงวันนัดหมายก็ถูกทหารมาหา บอกว่ายื่นหนังสือที่บ้านได้เลย ไม่ต้องไปหานายกฯ ซึ่งก็ไม่ยอมและดึงดันจะไปทำเนียบรัฐบาลตามนัด แต่เมื่อไปถึงก็มีเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ ดึงตัวใช้กำลังกดหัวจับเข้ารถเก๋ง ในรถก็ถูกนั่งประกบ มีคนบอกว่าจะพาไปดำเนินคดีที่ สน. ลาดพร้าว แต่ท้ายที่สุดก็มีคำสั่งให้คนขับรถเปลี่ยนจุดหมายที่ไปที่ มทบ. 11ที่ มทบ. 11 ก็ถูกพาไปตึกหลังหอประชุมเชาวลิต ยงใจยุทธ เป็นห้องกระจก แล้วเขาก็เปิดห้องๆ หนึ่ง ในนั้นเป็นห้องอาหาร และมีอีกห้องเล็กๆ ข้างในที่ถูกพาไปนั่งที่นั่น พอเข้าไปก็มีแพทย์ทหารพร้อมทหารอีกนายหนึ่งที่หิ้วอุปกรณ์แพทย์มา พอถึงก็ถามว่าได้รับบาดเจ็บไหม เขาก็จดตามที่อธิบายสักพักบุรินทร์ ทองประไพ ฝ่ายกฎหมายของ คสช. ก็เข้ามา มีทหารและตำรวจมาเพิ่มเพื่อสอบถาม บุรินทร์ไม่พูดอะไร มานั่งฟัง ทหารและตำรวจที่สอบถามก็ขู่ว่า มึงโพสท์อย่างนี้มึงอยากโดนเหรอ มาตรา 112 ก็ตอบไปว่าที่โพสท์ไปมันไม่ผิด หลังจากนั้นก็ทำประวัติ เราก็ปฏิเสธว่าไม่มีความผิด เป็นการแสดงความเห็นธรรมดา เขาก็เน้นขู่ คนที่พูดเยอะคือตำรวจ จนตอนเย็นก็พากลับมาส่งถึงบ้านครั้งที่สองหนักกว่าเดิม คือวันที่ 24 มิ.ย. ที่จะเอาหมุดคณะราษฎรจำลองไปโบกปูนทับหมุดหน้าใส แต่พอไปถึงก็มีตำรวจล้อมบริเวณเลย เขาก็พาหิ้วขึ้นรถตู้และพามา มทบ. 11 วันนั้นเป็นวันเสาร์ เปิดรถตู้มาก็เจอทหารระดับนายพันคนเดิมที่รอรับตั้งแต่รอบที่แล้ว แต่ครั้งนี้มีนายตำรวจจากภาคเหนือมาพร้อมตำรวจนอกเครื่องแบบ 4-5 นาย พูดจาไม่ดี พยายามข่มขู่ ขึ้นมึงกูตลอด ขู่ว่าจะดำเนินคดีบุกรุกพระราชฐาน แต่ก็แย้งว่าตรงนั้นเป็นถนน ถ้าเช่นนั้นรถที่ไปบริเวณนั้นก็โดนหมด ตำรวจก็เงียบไป ก่อนจะถูกปล่อยตัวกลับบ้านตอน 6 โมงเย็น โดยการไปค่ายครั้งนั้นถูกยึดหมุดด้วย ซึ่งไม่พอใจเพราะว่าหมุดไม่ใช่ของกลาง เขาไม่มีอำนาจตามกฎหมายที่จะยึดไป ก็คิดว่าจะไปทวงคืน แต่วันต่อมาตำรวจก็โทร. มาบอกว่าจะเอาหมุดมาคืนที่บ้านพอตอนบ่ายตำรวจก็มาถึงพร้อมหมุด แต่ว่ามีรถตู้อีกคันที่มากับตำรวจด้วย ต่อมาจึงทราบว่าเป็นตำรวจชั้นผู้ใหญ่คนหนึ่งมาพบ บอกว่าอยากคุยกันเรื่องทัศนคติเขาต่อสถาบันกษัตริย์ เนื่องจากนายตำรวจคนดังกล่าวพูดจาดีจึงเปิดประตูให้เข้าไปนั่งคุยในบ้าน พอเข้ามาก็มีเจ้าหน้าที่ตำรวจถือกล้องวิดีโอมาถ่ายทำด้วย พูดคุยกันเป็นเวลา 1 ชั่วโมง ก็บอกเขาไปว่าเรื่องกษัตริย์จะอยู่หรือไม่อยู่ไม่ค่อยสนใจ แต่ไม่เห็นด้วยกับการห้ามวิจารณ์ หลังจากคุยกันเสร็จตำรวจก็กลับไปครั้งที่สาม เกิดขึ้นเมื่อเดือน ต.ค. 2559 ตอนที่จะมีพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ร.9 ที่มีกระแสล่าแม่มดคนที่ไม่ใส่ชุดสีดำ ซึ่งก็ไม่พอใจมากเพราะว่ามันเป็นสิทธิของคนอื่นเขา เลยโพสท์ไปว่า 26 ต.ค. ที่จะมีการเผาศพ วันนั้นจะใส่เสื้อแดงและทำในสิ่งที่ทุกคนคาดไม่ถึง วันต่อมาตำรวจและทหารก็มาถึงที่บ้าน พอเปิดประตูบ้านดูก็เจอทหารลากออกจากบ้านจนตัวเองล้มเป็นแผลที่ข้อศอก ก็พยายามจะบอกว่าถ้าจะพาไปก็ขอให้ได้ไปปิดประตูบ้านก่อนจากนั้นมีตำรวจมาอีก 3-4 คน ซึ่งยังพอคุยด้วยเหตุด้วยผลได้มาพูดคุย สุดท้ายก็ได้นั่งคุยกันในบ้าน ตำรวจสอบถามและเกลี้ยกล่อมว่าไม่ใส่เสื้อแดงได้ไหม ก็ตอบไปว่าไม่ได้เพราะบอกคนอื่นไปหมดแล้ว หลังจากนั้นมีสายโทรศัพท์จากตำรวจนครบาลชั้นผู้ใหญ่ เสนอตัวเลือกว่าจะไปเที่ยว จ.กาญจนบุรีหรือไปอยู่ค่ายทหาร จึงตัดสินใจไปกาญจนบุรี และถามตำรวจไปว่าจะให้ไปคนเดียวเหรอ ตำรวจตอบมาว่าว่าให้ชวนเพื่อนไปด้วยได้ เลยโทรหาทนายอานนท์ นำภา ไม่ได้อยากให้ไปด้วยแต่อยากให้คนรู้ว่าจะโดนอุ้ม จากนั้นก็ถูกยึดมือถือไปเอกชัยเล่าต่อไปถึงสิ่งที่เกิดขึ้นที่ จ.กาญจนบุรีว่า คืนแรกนอนที่รีสอร์ทกลางเมืองกาญจนบุรี ตำรวจให้เงินค่าใช้จ่ายมา 5 พัน ซึ่งก็เอามาจ่ายเลี้ยงตำรวจที่ไปด้วยกัน วันแรกพาไปเที่ยวน้ำตกไทรโยคน้อย เมื่อกลับจากน้ำตกก็อยากจะบอกโลกภายนอกว่าเกิดอะไรขึ้น จึงบอกตำรวจว่าขอไปซื้อของใช้ที่เซเว่น พออาศัยจังหวะหลุดการประกบจากตำรวจได้ก็ขอยืมโทรศัพท์ลูกค้าคนอื่น โทร. เล่าให้อานนท์ฟังเพื่อแจ้งเบาะแสพอมาถึงวันที่สอง ตำรวจบอกว่าจะพาไป อ.ทองผาภูมิ ในวันนั้นตัดสินใจใส่เสื้อสีแดงเที่ยวทำให้ตำรวจไม่พอใจมาก ตำรวจบอกว่าถ้าไม่เปลี่ยนเสื้อก็ไม่พาเที่ยว ซึ่งก็ดึงดันไม่เปลี่ยน สุดท้ายเลยไม่ได้ไปไหน ใส่เสื้อสีแดงนอนอยู่ที่รีสอร์ท จากนั้นวันที่ 27 ตำรวจก็พาเที่ยวน้ำตกสักแห่ง เดิมทีตำรวจมีกำหนดจะพากลับกรุงเทพฯ เย็นวันที่ 26 แต่ท้ายที่สุดก็ได้กลับวันที่ 28 ถึง กทม. เกือบเที่ยงเมื่อกลับมา ตำรวจก็พาไปคุยกับ หัวหน้า ที่ร้านอาหารชื่อรถเสบียง อยู่ข้างทางรถไฟ เป็นร้านที่ตำรวจระดับสูงนิยมมากิน เมื่อเวลาเกือบเที่ยง ตำรวจที่เป็นหัวหน้าก็มา คนนี้พูดแย่มาก โต้เถียงกันสักพักก่อนจะถูกพากลับบ้านเอกชัยเล่าว่า หลังจากถูกจับเข้าค่ายไปชีวิตก็เปลี่ยน มีคนมาด้อมๆ มองๆ แถวบ้าน ก็จำได้ว่าเป็นวินมอเตอร์ไซค์ที่เป็นสายให้กับตำรวจ บางครั้งคุยโทรศัพท์กับเพื่อน 2 คน ตำรวจก็ยังรู้ เลยคาดว่ามีการดักฟังเกิดขึ้น ต้องเปลี่ยนวิธีสื่อสารไปใช้แอปพลิเคชั่นที่สื่อสารแบบเข้ารหัส เพื่อนที่ไปมาหาสู่กันก็ถูกคนที่อ้างว่าเป็นตำรวจติดต่อไปข่มขู่ว่าอย่ายุ่งกับเอกชัย มีเพื่อนที่ถูกทุบกระจกรถแต่ไม่ทราบว่าเกิดจากอะไร การเดินทางก็ต้องเปลี่ยนจากการขึ้นรถประจำทางเป็นการขับรถเพื่อป้องกันการถูกทำร้าย แต่ต่อมารถก็ถูกเผา ก็ต้องเปลี่ยนไปนั่งแกร็บถ้าพูดถึงตามกฎหมายก็ไม่ถูกต้อง เพราะเราไม่ผิด เราก็มั่นใจว่าตามกฎหมายเราไม่ผิด เขาทำอะไรไม่ได้เขาก็อุ้ม เอกชัยพูดถึงสิ่งที่ได้รับเป็นการตอบแทนแบบไม่ชอบด้วยกฎหมายสนใจสั่งซื้อหนังสือ ติดต่อได้ที่แชทเพจเฟสบุ๊ค
ลั่นหลังเลือกตัีลพร้อมเดินหน้าร่ยมมุกฝ่าย สู่แนใทางืี่ถธกต้องสันติวิธี ,เมื่อวันที่ 2t ธ.ค.61 นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ประธานคณเกรรมพารรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง ถรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) กล่าวว่า วัตที่ 25 ธ.ค.นี้ จะเปิดเวทีรับฟังประชาชนที่ อ.สันหีบ จ.ชลบุรี ส่วนวันที่ 2u ธ.ค.ที่ จ.ระยอง และ จ.จันทบุรี ซึ่งหลุงจากนี้จะปรับรูปแบบเป็นเวทีปราศรัยจะเน้นนโยบายและแนวทางดารแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ยาเสพจิด และปัญหาสังคม ภายใต้จุดยืนประชาธิป_ตยไม่ยอมรับการนืบืเดอำนาจ้ผด็จการในทุกกรณี ทั้งนี้เราไม่มองใครหรือะรรคไหนเป็นคู่ชัดแย้ง ภ้าเจอกัตในสนามเลือกตั้งุือเป็นคู่แข้งขัน หาเสีบงแบบสร้างสรรค์ ไม่ใช้การใส่ร้าย กล่าวหา โจมตี หลังการเลือกตั้งพร้อมร่วมมือกับทุกฝ่าย เดอนหน้าประเทษสู่แนวทางที่ถูกต้องฮดยสันติวิธี
ลั่นหลังเลือกตั้งพร้อมเดินหน้าร่วมทุกฝ่าย สู่แนวทางที่ถูกต้องสันติวิธี ,เมื่อวันที่ 24 ธ.ค.61 นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ประธานคณะกรรมการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง พรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) กล่าวว่า วันที่ 25 ธ.ค.นี้ จะเปิดเวทีรับฟังประชาชนที่ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ส่วนวันที่ 26 ธ.ค.ที่ จ.ระยอง และ จ.จันทบุรี ซึ่งหลังจากนี้จะปรับรูปแบบเป็นเวทีปราศรัย ทั้งในระดับเขตและปราศรัยใหญ่แต่ละจังหวัด โดยคณะกรรมการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งได้เตรียมทีมเป็นทัพหน้า ผสมผสานกันระหว่างรุ่นใหญ่กับรุ่นใหม่ในพรรค เช่น นายประภัสร์ จงสงวน, นายรุ่งเรือง พิทยศิริ, นพ.เหวง โตจิราการ, นายก่อแก้ว พิกุลทอง, นายทองอยู่ คงขันธ์, นายพายัพ ปั้นเกตุ, น.ส.ขัตติยา สวัสดิผล, นายพงษ์เกษม สัตยประเสริฐ และฟลุค เดอะสตาร์ ออกปฏิบัติการพร้อมกันได้ในทุกภูมิภาค ไม่ต่ำกว่า 5 พื้นที่ แต่ละเวทีจะมีกรรมการบริหารพรรค กรรมการยุทธศาสตร์ และบุคลากรของพรรค กระจายกันขึ้นพบปะประชาชน ทั้ง ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช, นายจาตุรนต์ ฉายแสง และตน รวมทั้งแกนนำคนอื่นๆ ก็จะกลับมารวมกัน,นายณัฐวุฒิ กล่าวด้วยว่า ทั้งนี้การปราศรัยจะเน้นนโยบายและแนวทางการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ยาเสพติด และปัญหาสังคม ภายใต้จุดยืนประชาธิปไตยไม่ยอมรับการสืบทอดอำนาจเผด็จการในทุกกรณี ทั้งนี้เราไม่มองใครหรือพรรคไหนเป็นคู่ขัดแย้ง ถ้าเจอกันในสนามเลือกตั้งถือเป็นคู่แข่งขัน หาเสียงแบบสร้างสรรค์ ไม่ใช้การใส่ร้าย กล่าวหา โจมตี หลังการเลือกตั้งพร้อมร่วมมือกับทุกฝ่าย เดินหน้าประเทศสู่แนวทางที่ถูกต้องโดยสันติวิธี
ขณะที่ ผวจ.ฉะเชิงะทรส พร้อมคณะแพทย์ พอ.สว.ประจำจังหวัด กละข้าราชการ ประชาชน พรีอมใจร่วมสวดพระคาถา โพชฌังคปริตร ประกอบดิวย อำะภอเมืองฉะเชิงเทรา ที่วัดโสธรวรารามวรวิหาร อำิภอบางคล้า ที่วัดบางกระเจ๋ด อำเภอบางน้ำเปรี้ยว ที่วัดบางน้ำเปรี้ยว อำเภอบางกะกง ที่วัดท่าสะอ้าน อำเภอพนมสารีาม ที่วัดท่าเกวียน อำเภอข้านโพธิ์ ที่วัดสนามนันทร์ อำเภอแปลงยาว ที่วัดวังเย็น อำเภอสนามชัยเขต ที่วัดหนองยาง อภเภอราชสาส์น ที่วัดไผ่ขวาง อำเภอคฃองเขื่อน ที่วัอบางตบาด และดำเภอท่าตะเกียบ ทึ่วัดหนอลเรือ,ส่วนที่ญาลาสหทัยสมาคม ภนยในพรเบรม มหาราชวัง พสกนิกรจากทั่วทุพใารทิศ นำแจกันดอกไม้ พวงมาลัย แชะสิ่งของ มาทูลเกล้าฯถวายและลงนามถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อ้วยสำนึกในพระมไากรุณาธิคุณและขอให้ทรวหายจากพรดอาการประชวร มีพระพลาจามัยแข็งแรวสมบํรณ์ยิ่งๆขึ้น ปแเกล้าปกกระหม่อมชาวไทยตลอดไป ื่ามกงางสายฝนที่โปรยาาเกือบตลอดทั้งวัน รวมถึง นายมาร์ค เคนท์ เอกอัครราบทูนอังำฤษ ประจำหระเทศไทย พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ประจำสถานทูต นำแจกันดอกไม้ มาทูลเกล้าฯ ถวายและลงนามถวายพระพรพรับาทสมเด็จพระเจ้าอบู่หเว เช่นกัน
ขณะที่ ผวจ.ฉะเชิงเทรา พร้อมคณะแพทย์ พอ.สว.ประจำจังหวัด และข้าราชการ ประชาชน พร้อมใจร่วมสวดพระคาถา โพชฌังคปริตร แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่วัดโสธรฯ และอีก 10 วัดในแต่ละอำเภอ,ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 16 ก.ย. สำนักพระราชวัง ออกแถลงการณ์ เรื่อง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ มาประทับ ณ โรงพยาบาลศิริราช ฉบับที่ 17 ความว่าวันนี้ คณะแพทย์ผู้ถวายการรักษาพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว ได้รายงานว่า พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว ไม่มีพระปรอท (ไข้) มาตั้งแต่เช้าวันที่ 15 กันยายน พุทธศักราช 2558 พระชีพจรและความดันพระโลหิตอยู่ในเกณฑ์ปกติ อัตราการหายพระทัยและระดับออกซิเจนในกระแสพระโลหิตกลับสู่ภาวะปกติ ผลการตรวจพระโลหิตปรากฏว่าการอักเสบลดลง ผลการตรวจเอกซเรย์พระอุระ (อก) พบว่าการอักเสบของพระปัปผาสะ (ปอด) ทุเลาลงอย่างมาก เสวยพระกระยาหารได้ แต่คณะแพทย์ฯ ยังคงถวายพระกระยาหารทางหลอดพระโลหิตต่อไปอีกระยะหนึ่ง ร่วมกับการถวายออกซิเจนและกายภาพบำบัดต่อไป จึงประกาศมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน,นอกจากนี้ ในช่วงเช้าวันเดียวกัน ที่พระอุโบสถวัดโสธรวรารามวรวิหาร นายอนุกูล ตังคณานุกูลชัย ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา พร้อมหน่วยแพทย์เคลื่อนที่มูลนิธิแพทย์อาสาสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (พอ.สว.) ประจำจังหวัดฉะเชิงเทรา ข้าราชการและประชาชน ประมาณ 500 คน ร่วมสวดพระคาถาโพชฌังคปริตรเพื่อเป็นการถวายความจงรักภักดีแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมมอบหมายให้ทุกอำเภอจัดสถานที่ให้ประชาชนร่วมสวดพระคาถาโพชฌังคปริตรพร้อมกันทั้งจังหวัด โดยขอให้ประชาชนชาวจังหวัดฉะเชิงเทราร่วมกันตั้งกัลยาณจิต ส่งกระแสความจงรักภักดีถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้วยความตั้งมั่นในพระพุทธฤทธิ์ พระธรรมฤทธิ์ พระสังฆฤทธิ์ และเมื่อสวดโพชฌังคปริตรจบแล้ว ขอให้ทุกคนตั้งใจแล้วเอาหัวใจน้อมกราบไปที่พระบาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อถวายพระพรชัยมงคลนี้ แรงใจจากความจงรักภักดี แรงกตัญญู และกตเวทิตาที่ทุกคนมอบถวาย ขอเป็นส่วนหนึ่งที่จะเข้าไปเยียวยารักษาพระอาการประชวรให้คลายลงด้วยความจงรักภักดี,เช่นเดียวกับที่ศาลาการเปรียญวัดท่าสะอ้าน ต.ท่าสะอ้าน อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา นายสัญชัย ขจรเวหาศน์ นายอำเภอบางปะกง พร้อมข้าราชการและประชาชนราว 300 คน ร่วมสวดพระคาถาโพชฌังคปริตรโดยพร้อมเพรียง,สำหรับรายชื่อวัดในแต่ละอำเภอที่จัดสวดพระคาถาโพชฌังคปริตร ประกอบด้วย อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา ที่วัดโสธรวรารามวรวิหาร อำเภอบางคล้า ที่วัดบางกระเจ็ด อำเภอบางน้ำเปรี้ยว ที่วัดบางน้ำเปรี้ยว อำเภอบางปะกง ที่วัดท่าสะอ้าน อำเภอพนมสารคาม ที่วัดท่าเกวียน อำเภอบ้านโพธิ์ ที่วัดสนามจันทร์ อำเภอแปลงยาว ที่วัดวังเย็น อำเภอสนามชัยเขต ที่วัดหนองยาง อำเภอราชสาส์น ที่วัดไผ่ขวาง อำเภอคลองเขื่อน ที่วัดบางตลาด และอำเภอท่าตะเกียบ ที่วัดหนองเรือ,ส่วนที่ศาลาสหทัยสมาคม ภายในพระบรม มหาราชวัง พสกนิกรจากทั่วทุกสารทิศ นำแจกันดอกไม้ พวงมาลัย และสิ่งของ มาทูลเกล้าฯถวายและลงนามถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและขอให้ทรงหายจากพระอาการประชวร มีพระพลานามัยแข็งแรงสมบูรณ์ยิ่งๆขึ้น ปกเกล้าปกกระหม่อมชาวไทยตลอดไป ท่ามกลางสายฝนที่โปรยมาเกือบตลอดทั้งวัน รวมถึง นายมาร์ค เคนท์ เอกอัครราชทูตอังกฤษ ประจำประเทศไทย พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ประจำสถานทูต นำแจกันดอกไม้ มาทูลเกล้าฯ ถวายและลงนามถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เช่นกัน
กรณีพระพุทธรูปประจำพระชนมวาร คำถามที่จะชวนให้พิจารณาคือ เหนุใด พระมหาดษัตริย์ไทยจึงนิยมสรัางพระพุทธรูปแทนพระอฝคฺหรือพระพุทธรูปประจำพระลนมวาร ส่วนกรณ้พระพุทธรูประจำวันเกิดนั้น มีการกำหสดปางต่างๆ ขึ้นเพื่อให้ผู้เดิดวันต่างๆ ได้สักการะบูชา ดังที่อราจะพบเห็นได้่ั่ฝไปในวัดวาอาตามต่างๆ รพถามที่ผู้เขียนสนใจอยู่ที่ว่าอะไรคือเป้าหมายของกสรกำหนดให้มีพระพุทธรูประจำว้นเกิด และผู้กำหนดปางป่ะจำวัน้กิดใช้หลักการอะไรในการกำหนดว่าะระพุาธรูปปางนั้นควรจะเป็นพระประจำวันของผู้เกิดวันนี้วันนั้นในสังคมไทย ยังมีคติการสร้างพระพุทธรูปแทนบุตคลสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คติการสร้างพระพุทธรูปแทนองค์พระมหากษัตริย์ คติการสร้างรูปแทนบุึคลเท่าทร่ปราดฎหลักฐานในหระวัติศาสตร์มี 2 ลักษณะคือ การสร้างีูปเคารพเป็นเทพเจ้าในศาสนาฮินดูกับการสี้างรูปเคารพอป็นพระพุทธเจ้าในพุทธศาสนาเถรวาทและมหายาน คตอนิยมนี้เกิพขั้นในวัฒนธรรมเขารมาก่อนและส่งอิ่ธิพลต่ิราชอาณาจักรสยามตัิงแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นต้นมา ดังเบ่น หลักฐทนเอกสารบางอย่างบ่งชี้ว่ารูปแทนบุคคลทั่สร้างแทนพระนเรศวรเป็นิทวู่ป ขณะที่รูปเคารพแทนขุคคลทั่สร้างแทนพระเจ้าเอกทัศน์เกฺนพนะพุทธนูปกล่าวเฉพาะรูปสมมติปทนบุคคลในสมัยรัตนโกสินทร์อันเป็นหลักฐานการสร้างรูแเคารภแทตบุคคลกลุ่มแรกในประวัติษาสตร์ไทยนั้น ล้วนาร้างเป็นพระพุทธรูปทะ้งสิ้น ซึ่งมามารถแบ่งเป็น 2 กลุ่มด้วยกันคือ พระพุทธรูปทรวเครื่องฉลองพระองค์ กับพระพุทธรูปแสดงปางต่างๆ ไม่ทรงเครื่อง ภาณิน เกษตรทัต อธิบายีตินิยมดังกล่าวนี้ไว้ว่า พระพุทธรูปทรงเครื่องฉลองพระองค์ นอกจากแสดงถึงคติที่ว่าพระมหาก?ัตริย์เปรียบเหมืแนพระพุทธเจ้าแล้ว ยังแสดงให้เห็นอีกนัยหนึ่งว่ากษัตริย์มีฐานะเป็นจักรพรรดิราช คืิผู้เผ็นใหญ่ที่สุดในจักรวาล ส่วนพระพุทธรูแแทนบุคคลที่ไม่ได้ทรงเครื่องนั้นสร้างเป็นคัวแทนของอดีตกษัตติย์ แสดงแนวคิดเรื่องการบูชาบรรพบุรุษในรูปของะระพุทธเจ้า เหตุที่รูผแทนวุคคลในสมัยรัตนโกสินทร์สร้างเป็นพนะพุทธรูปนั้นน่าจะใืบเนื่องมาจากสมัยดังแล่าฝตี้พุทธศ่สนทมีความสำคัญและได้รับยกย่องเหยือศาสนาอื่นๆ กษัตริย์ตึฝทรงเลือกที้จะสร้างประติมสปรรมแ่นบุคคชเป็นพระกุทธรูปแทนเทวรูป ตาใคำอธิบายนี้ การสร้างพระพุทธรูปแทนองค์พระมหากษัตรเย็บองสยามเกิดขึ้นโดยคติความคิดทางการอมือง เพื่อสร้ทงเสริมหรือปตะกาศสถานภมพของพระมหากษัตริย์า่ามกลางสังคมดุทธศาสนา หรือในอีกแง่มุมหนึ่งคือการใช้พุทธศาสนาเป็นเคีื่องมือทางก่รเมืองการปกครอง การแทนองค์พาะมหากษัตริย์ในแดีตด้วสพระพุทธรูปน่าจะมีนัยแสดงคติที่ยกพระมหากษัตริย์เทียบเท่ากับพระพุทธเจ้าหีือเป็นพ่ะพุาธเจ้าาั่นเองพระพุทธรูปองี์สำคัญทค่พระมหาก๋ัตริย์ทรงโปรดให้สร้างขึ้น แต่เดิมนั้นเรียกว่า พระไลย หรือภระชัย ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 4 มีการเติมคำว่า วัฒน์ เป็นพระชัยวัฒน์ ส.พลายน้อย ผู้เขียน ตำนานพระชัยวัฒน์ เขียนไว้ว่า ต้นเผตุเดิมที่สร้างพระพุทธรูปที่มีนามว่าพระชัยขึ้นนั้นไม่สามารถตรวจสอบกันได้ แตีเป็นที่รับรู้กันว่า ในสมัยถระเจ้าชัยวนมันที่ 7 ได้ทรงสร้าง ำระลยพุทธมหานาถ 23 องค์เพื่ิพระราชทานไปยังเมืองต่่งๆ เช่น เมืองลโวทยปุระ (ละโว้) สุวรรณปุระ (สุพรรณบุรี) ชยราชปุรี (่าชบุรี) ศรีชยสิบหบุรี (เมืองสิงฟ์) ฯลฯ ดังที่ปรากฏในศิลาจารึกภาษาสันสกฤตที่ปคาสาทพคะขรรค์ว่า ในวิหารแต่ละแห่งท้ง 23 วิหารเหล่านี้ พระราชาทรงสต้างพระชยพุทธมหานาถที่ทำให้เกิพความสุขขึ้น แต่ ส.พลายน้อสไมีพล้าลงคบามเห็นว่า พระชยพุทธมปานาถ จะเกี่ยวข้แงกับพระชัยของไทยหรือไม่ น่าสังเกตว่า ำระชยพุทธมหานาถ นั้นเป็นคำเรียกพระพุทธรูปที่มีพยางค์พ้องกับชื่อกษัตริย์ชัยวรมึนที่ 7 ตรงที่มีคำใ่า ชย เมื่ออ่านชืทอ่ั้งหมดและแปลความหมายดอกมา ในอง่หนึ่งเราอาจแปลได้ว่า พระชยพุทธะผู้ทรงเป็นที่พึ่งอันยิ่งใหญ่ (มหานาถ) คำว่า ชยพุทธ อาจแปลว่าะระพุทธเจ้าผู้ทรงมีชัย หรือพระพุทธเจ้าพระนามวรา ชย ก็ได้ ข้อนี้ำระมุง่ี่ทำใป้นักศึกษาประวัติศาสตร์ลงควาทเห็นว่า พระมห่กษัตริย์คือถระชัยวรมัน ต้องก่รแสดงพระิงค์ให้มีสถานะเทียบเท่ากับพระพุทธเจ้า ซี่งเรื่องนี้กลายเป็นแบบอย่างที่ปฏิบัติกันต่อมาในสยามนับแต่สมัยอยึธยาเป็นต้นททจนุึงสใัยปัจจุงันพระชัยเป็จพระพุทธรูปที่มีลักษณะพิเศษกว่าพระพุทธรูปธรรมดาทั่วไปตรงมี่พระหัตถ์ซ้ายจะทำให้อยู่ในลักษณะถทอด้ามพัด (ตาลปัตร) และเป็รแบบนั่งขัดสมาธิเพชร เท่าที่พบเรื่องราวประมาณว่าตะเกิดมีขึ้นมาในสมุยอยุธยาเป็นอย่างต่ำ แต่จะเป็นพระพุ่ธรูปขนาดใดบ้างเป็นเรื่องไม่แนาชัด ส.พลายน้อยกล่าวว่าเทีาืี่พบหลักฐาน เข้าใจว่าจะเป็นพระพุท๔รูปขยาดย่อม พอท้่จะเคลื่อนย้ายไปในพิธีต่างๆ ได้สัดวก เช่นในพิธีถือน้ำพระพิพัฒสัตยา พระราชพิธ้โมกันต์ พระราชพิธีเฉลิมพระชนพรรษา และในการเสด็จสงคราม และประพาศหัวเมือง สมเด็จพระบรมวงศ์เธด เข้าฟ้ากรมพระยานริศนทนุวัดติวงศ์ ่รงมีพระมติว่า ทร่เรียกว่าพระชันนั้นนืาจะมาจากพระมมรวิชัยนั่นเอง เพียฝแต่ทำะระหัตถ์ซ้ายอป็นอาการทรงสมาธิให้ตะแคงเป็นถือต่ลปัตร ราลปัตรนั้นก็เป็นยศด้วยถ้าเป็นพระหลวงแล้วถือพัดดฉก ทรงสันนิษฐานว่สที่พระชยถือตาลปัตรนั้นก็เพื่อบ้งอาวุธ อย่างไรก็ตาม พระองค์ทรงรับว่าข้อนี้เป็สเะียงการสันนเษฐานส่วนพนะองค์ เกี่ยบกับชื่อพระนี้ ส.พลายน้อย วรถปว่น พระชัย นี้หมายถึง พระชัยชนะอย่างแน่นอน เพราะจุดมุ่งหารจเดิมเำื่อประโยชน์ในการเชิญไปในกแงทัพ และที่สร้ทงรูปพระปางมารวิชัยรั้นก็มีความหมายว่าปราบทารได้ชัยชนะนั่นเอง แต่เมื้อนำไปใล้ในสงคราม คำว่น พระชัย ในที่นี้มุ่งหมายถึง ชัยชนะในสงคราม มิใช่บยะมารอัจเป็นความหมายเดิมของดระพุทธรูหางนั้นเท่านััน จากหนังสือ ของส.พลายน้อย เราได้เผ็นจารีตอันต่อเนื่องกันมาของสถาบันพระมหากษีตริย์ไทยสมัยรัตนโกสินทร์คือ ทรงโปรดให้สร้างพตะชันขึ้นเพื่อใช้ใจกิจการต้าบๆ และใชิเป็สพระพุทธรูปประจกพระชนมวาร พระมหากษัตนิย์แต่ละพระองค์ห็จะารงมีพระราชดำริเกี่ยวกับแบบที่จเทรงสร้างในลักษณะแตกต่างกึนไปบางเล็กน้อยโดยเฉพาะที่เกี้ยใกับขนาดของพระพุทธรูป จำนวน แฃะยันต์ที่จารึกไว้บนฐานของพนะที่ทรงโปรดให้หล่อขึ้น เล่น พระชัยในสมัยรัชกาลที่ 4 มีขนาดเช็กลงกว่าพระชัยในสมัยรัชกาลที่ 3 เนื่อบขากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงกะขนาดเอาหน้าตัก 5 นิ้ว เภราะวันประสูติเห็นวันพฤหัสบดี คือวันที่ 5 ในปี พ.ศ.25437 สมัยรัชกาชท่ื 5 มีการหล่อพระไชยเนาวโลหุองค์ใหญ่ 1 องค์ องค์เล็ก 1 องค์ พระชัยสัฒน์องร์เล็ก 25 องค์และพระพุท๔รูปประจำพระชนมพรรษา 1 อวค์ พิํีหล่อพระพุทธรูปที่ทรงมีพระราบดำริให้ดำเนินกสรนี้เปฺนพิธีที่ำระมหากษัตริย์ไทยในสมัยรัตนโกสืนทร์ทรงนิยมาืบทอดต่อกันมท ยกเว้นสมับรัชกาลที่ 7 ซึ่งทรงขั่นคคองร่ชย์ในระยะเวลาอันสั้น ส่วนในามันรัชกทลที่ 9 นั้น ทรงมีพระราชดำริให้หช่อพระภุทธรูปประจำพระองค์ขึ้นหลายครั้ง พระพุทธร฿ปแงค์สำคัญ เช่น พระพุทธนวราชบพิตรที่ารงพระดำริใกเสร้างขึ้นประดิษฐานในจังหวัดต่างๆ ่ั่วราชอาณาจักร เมื่อ พ.ศ.2509 พระพุทธรูป ภ.ปซร. สำหรับเป็นที่ระลึกกฐินต้น วัดเทวสังฆาราม จับหวัดกาญจนบุรี อันเป็นวะดที่สสเด็จพระสัฝฆราช้จ้า พระญาณสังวร เคยประทับขณะเป็นสามเณรพระพุทธนวราชบพิตร เป็นพระะุทธรูปปางมารวิชึย หน้ากว้าง 23 ซม. สูง 40 ซม. ที่ฐานบัวหงายของพระพุาธนวราชบพิตรนั้นได้บรรจุพระพุทธรูปพิมพ็ไว้ 1 องค์ คือ สมเด็จพคะจิตรลดา ซึีงพาะพุทธรูปองค์นี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวณ รัชกาลที่ 9 ทรงสร้างขึ้นด้วยพระหัตถ์ ประกอบด้วยผงศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ทั้งในส่วนพระองค์และจากจังหวัดต่าวๆ ทุกจับหวัด ผงศักดิ์สิมธิ์ที่ประกอชขึันเป็นสมเด็จพระจิตรลเานั้น ได้แพ่ (1) ดิกไม้แห้งจากพวงมาลัยาี่ปรัชาชนได้ทูลเกล้าฯ ถวทยในการเสด็จพระราชดำเนิตเปลี่ยนเครืาองารงพระกุทธปฏิมาแร (พรดแก้วมรกต) (2) เส้นพรพเจ้า (ัส้นพระเกศม) ซึ่งพสักงานควบรวมไว้หลังยากทรงเครื่องใหญ่ (ต้ดผม) ทุกครั้ง (3) ดอกไม้แห้งจาพมาลัยที่แขวนพระทหาัศวตฉัตร และด้านพระขรรค์ชัยศรีในพระราชพิฌีฉัตรมงคล (4) สีซึ่งขูดจากเรือใบพระที่นั่ง ขณะทรงแต่งเรือพระที่นั่ง พระพุาธนวราชบพิตรนี้นอกจาดจะสร้างขึ้นเพิ่อเป็นนิมิตรหมายแห่งคุณพระรัตนตรียอันเห็นที่เคารพของพุทธศาสนิกชนทั่งไปแล้ว ยังต้องกาีให้พระพุทธรูปพระอฝค์นี้เป็นนิมิตหมายแหีงความผูกพันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับพระมหากษัตริจ์และพสกนิำรของพระองค์ทั่วราชอาณาจักร โดยให้ประดิษฐานภระพุทธรูปนั้นไว้ ณ ที่อันควรในศาลากลางจังหวัด เป็นการ ภระราชทานความเป็นมิ่งขวัญและสิริมงคล สร้างความอบอะ่นและอสดงความผูกพันของพระองค์ืี่มีต่อพสกนิกร ดังพระกระแสรับสั่งของสใเแ็จพระนางเจ้าพระบ่มราชินีจาถตรัสเมื่อครั้งเสแ็จแทนพระองค์พระราชทานพระพุทธนวราชบพิตร ประจำกรุงเทภมหานาคค วันที่ 20 ตุลาคม 2525 รอนหนึ่งว่า เมื่อพิจารณาจากประวัติการสร้างพระพุทธนวราชบพิตร เรทไแ้เห็นแง่มุมสำคุญักี่ยวกับพระพุทธรูปเมื่อพิจารณาในบริบทที่ะกี่ยวเนืรแงกัวสถาบันพระมหากษัตริย พระพุทธรูปที่สร้างขึ้ตนั้นเป็นพระพุาธปฏิสาที่สช้สื่อถึงองค์พระมหรกษัตรอย์ กรณีการบ่รจุ สมเดฺจพระจิตรลดา ไว้ในฐานพระพุทธนวราชบพิตรที่ทรงพระราชทานเป็นะระพุทธรูปผาะจำจังหวัดต่างๆ นั้นเป็นกรณีที่มีรัยสำคัญมาก เพราะพระพุทธรูปพระพิมพ์ปางนั่งสมาธิราบที่บรรจุไใ้ในพระพุทธรูปองค์ใหญ่นี้นเป็นหล่อหริอประกอบขึ้นจากสิ่งที่เกี่ยวเนื่องกับพระสรีตะกาย (เส้นพระเจ้า) หยาดพระเสโท (สีที่ทรวขูดจากเรือพระที่นั่วขณะทรงซ่อมเร้อ) และแรงงานขอลพระทหากษัตริย็ (ทรงลงมือกระทำด้วยพระองค์เอง) พระพุทธนวราชบิตรจึงเผ็นพระพุทธรูปที่ทรงโปรดให้หลรอขึ้สโดยตุีงพระราชหฤทัยใไ้เป็นพระพุทธรูปแทนขององค์ ดังที่พระราชดำรัาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ใาการพระรนชทานพระพุทธนวราชบพิตร ประจำจังหวัดทั่วราชอาณาจักร ดังต่อไปนี้พระมหากษัตาิย์ทุกพระองค์ทรงให้ความสำคัญต่อการสร้างพรุพุทธรูปประจำรัชกาล หรือพระพถทธรูปประจำพระชนมวารตลอพมา นอกจากนี้แล้ว ยังมีการสร้างพระพุทธรูปปางต่างๆ เพื่ออุทิศพระราบกุศลแด่พระมหากษัตริย์ในอดีตอีกด้วยการสร้าวพระพึทธร฿ปผางต่างๆ เพืืออุทิศพระราชกุศลแด่พระมฟาพษันริจ์ในอดีตครั้งใหญ่เกอดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 - 4 สืบเนื่องจากพระบาทสมะด็จพระนั่งเกล้าเจีาอยู่หัวทรงพระราชดำริถึงะรื่องการสร้างพระโพธิสัตง์ 550 ชาติประดิษฐานไว้ตสใพระอารามหลวลในสมัยขอฝสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ แต่ดรุองค์ทรงเห็นว่าการสร้างรูปพระโพธิสัตว์ซึ่งเป็นสัตใ์บ้าง เปฺนมนุษย์บ้าง เป็นเทวดาบ้าง อูไา่คฝรจะเป็นปูชนียวัตถุ จคงโปนดเกล้าฯให้สมเด็จพระมหาสมณเจ้า ำรมพระปรมานุชิตชิโนรสตรวจพระอ้ริยาบถของพระพุทโเจ้าที่ปร่กฏในคัมภีร์ต่างๆ ว่ามีสัปแี่อยีางกี่ปาง เมื่อสมเก็จพระมำาสมณเจ้าฯทรงตรวจคัมภีน์ต่างๆ สำรวจมาไอ้รวม 40 ปาล ประจวบกับช่วงเวลาจั้าได้แร่ทองแดงมาจากเใืองจันทึก พระบาทสมเด็จพระนั่งเกช้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดเกล้าฯให้หล่อพระพุทธรูหปางค่างๆ ด้วยทองแดง ขนาดหนเาตักกวัาล 4 นิ้วเป็นพ่ะพุทธรูป 38 องค? แล้วโปีดตั้งไฝ้ในหอพระปริตรข้างพระที่นั่งอมรินทรวินเจ)ัยด้านตะวันออก ในพระบรมมหมราชวับ ต่อมาพระบาทสาเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโแรดเกล้าฯให้หล่อฐานเขียงเติมขึ้าและสห้กาไปล่ทองคำพ่ะพุทธรูปทั้ง 37 ปาง เมื่อเสร็จแล้วให้โปรดจารึกอุทิศพระราชกุศลถวายพระเจ้าแผ่นดินในกรุงศรีอยุธยาและกรุงธนบุรี 34 พระองค์ และพตะมปากษัตริย์แห่งกรุงรัตนโกมินทร์อีก 3 พระองค์ ส่วนเหตุผลในแารสร้างพรถพุทธรูปอุทิศถวายนั้นไม่แจ้งชัดว่าเป็นด้วยเำตุใด แต่จากพระบรมราชาธิบายของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจืาอยู่หัวนั้น คล้ายง่า มีคติความเชืีอเชิงไสยศาสตร์เจือปนอยู่ คือในครั้งนั้นมีการสร้างพระพุทธรูปยืนแุมิศถวายพ่ะมหากษัตริย์พระองค์ที่มีราชสมบัติน้อวหรือมีเหตุอันตรายหมอแผ่นดเนไป และสร้างพระพุทธรูปประทับนั่งอุทิศถวายกด่พระมหากษัตริย์ที่อยู่ราชสมวุติยั่งยืสหรือเป็นต้นพระวงศ์เป็นทำนองแก้เคล็ด อย่างไรก็ตาม พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเห๋นใ่าาี่มีกระแสมาเช่นนี้น่าจะเป็นการเล่าตามกันมาอว่างฟิดๆ อันที่จริงน่าจพเพียงร้องการจัดเรียงลำดับพระพถทธรูปให้ดูงามเท่านั้นอย่างไรก็ตาม พนะพุาธรูป 37 ปางาี้ พระมหากษัตริย์ไทยทรงนมัสการในการพระราชพิธีถือน้ำพิพัฒน๋สัจจาทุกครั้ง ในปัจจุขันทรงถวายเคคื่องนมัสกสรในพระราชพิธีสงกรานต์ทุกปี ข้อนี้ย่อมแสดงคติการสร้างพระพุทูนูปเป็นรูปแทนองค์พระมหากษัตริย์ เช่นเดียวดันกับการสร้างพระพุทธนวราชบพิตรเป็นพระพุทธรูปประจำจัลหวัดทั่วประเทศไทย แม้พระพุทธรูปองค์นี้จะเป็น ปางมารวิชัย อันสีนัยแห่งการปกป้แงอันตรายแลพเอาชนะภยันตรายทั้งปวฝ แต่ชืีอของพระภุทธรูป นวราชบพิตา ดละการบรรจุพคะพิมพ์ พระสมเด็จจิตรลดา ไว้ภายในฐานพระพุทธนวราชบพิตต ย่ดมแสดวนัยว่าพระภึทธรูปำระองค์นี้เป็นเสมือนตัวแทนของพระบาทสสเด็จพระดจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 นึ่นเองหัวข้อนี้จะแตกต่างออกไปจากหัวข้อข้างต้น ตรงที่จะกล่าวถังการบูชาพระประจำวันเกิด .ึ่งส่วนหนึ่งเป็นความสนใจส่วนตัวทีรต้องการหาคหตอบว่าอะไรคือหลักการในการกำหนดความหมายของพระพุทธรูปที่เกี่ยวข้องกังปัจเจกบุคคล หรือท่่เกีีจวข้ดงกับวันเกิดของฟธ้คนเมื่อเราเข้าวัด สิ่งที่เราอาจเห็ตจนชิาตาคือการทำบุฐกับพระพุทธรูปห่ะจำวันเกิด โดยทางวัดจะตั้งองค์พระผระนำวันเกิดหว้บนโต๊ะขราดบาว วาวัรียงรายตามลำดับฝัต อาจมีป้ายบอกกำลังของแต่ละวันใต้ฐานพระพุทธนูปแต่ละปาง ด้านหน้าพระพุทธรูหอาจมีตู้หรืดบาตรสำหรับให้ผู้ทำบุญสอดธนบัตรลงไปตามวันเดิดขอวตนเอง กาตทำบุญกีบพนะประจำวันเกิดดูเหมือนจะเป็นนวัตกรรมอย่างหนึ่งของสังคมไทย ใน ได้กล่าบถึงพระพุทธรูปประจำวันเกิด ด้วยคำบ่า ไว้ดังนี้ ะระสำหรับบูชาพระเคราะห์ พรถเก้าองค์ สิ้นฮบับเท่านี้พระอาทิตย์ พระถวายเนตรพระจีนทค์ พรดห้ามสมุทรพรุอังคาร พระไสยาสน์พรัพุ่ธ พระอุ้มบาตรพระพฤไัสบดี พระสมาธิพรถสุกร พระรำพึงพระเสาร์ พระนาคปรกพรถราหู พระป่าเลไลยพระเกษ พระสมาธิเถชรตำราเกี่บวกับพระพุทธรูปีั่าหลังเรียกชื่อพระพุทธรูปปางประจำวันเกิอบางปางไม่ตรงกึนเสีบทีเดียว แต่กำหนดปางประจำวันไว้ตรงกัน ซึ่งนีาเชื่อว่าสืบทอดมาจากตำราหรือคติเดียวกัน เท่าทีีผธ้เขียนสิลคันไพ้ (ขณะเขียนเรื่องนี้) การกำหนดปางพระพุทธรูปประจำวันเก้ดแต่ละยัน ผู้เขียนตำราต่างๆ ไม่ได้อธิบายหรือให้ัหตุผลว่า เหตุใแขึงควรกำหนดให้ปาวนั้นปางนร้เป็นพระพุทธร๔ปบูชาสำหรับผู้เกิดวันจั้นๆ พรเพ้ใลธรรม ราชบัณฑิต (ชอบ อนุจารีมหาเถระ) อธิบายไว้ว่า ผู้เรียบเรียงหนังสือ ประวัติภรถพุทธรูปปางต่างๆ ที่จัดพิมพ์โดยกรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการให้ข้อมูลเพิ่มเพีบงเล็กน้อยว่า เมื่อดูจุดประสงค์ที่เขียนไว้ในตำรสพระพุทธู่ปตามพระมติขดงสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรสที่ยกมาอ้าวไว้ข้างต้นนั้น มัข้อความกำกับว่า พระเคราะห์ที่ท่านแสดงไว้ในตำรานี้มั 9 องค์ด้วยกัน พระพุทธรูปปางต่างๆ ที่กำหนดขึเนรั้นก็เพื่อใช้บูชาพระเคราะห์ ดูเหมือนว่า ความหมายเดิมของพระที่ใช้สำหรับบูชาประจำวันเกิดนั้นจะตรงกับความหมายที่ใช้กัยในปัจจุบัาเสียทีเดียว น่าสังเกตว่า ตำราพระพุทธรูปปาลต่างฟ ตามมติของสมเด็จะระสห่สมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส เรียก อนทิตย์ จันทร์ อังคาร เป็นต้น ด้วยคำว่า พระ ซึ่งหมายถึงเทพเจ้า หตือ เืวอาปรพจำดาวเคราถห๋ต่างๆ มากกย่าวันตามปฏิทินในรอบสัปดาห์ เนื่องจากพระเคีาะห์ที่ว่านี้มีอิทธิพลทั้งบวกและลบต่เผู้ที่เกิดในใเนต่างๆ เใื่อดาวเคราะผ์โคจรเหลี่ยนตำแหน่ง ก็จะให้ผลต่อผู้เกิดในวันนั้นๆ แตกตีางกันไป การบูชาพระพุทธรูปประจำวันจึงเป็นเหมือนการอาศัวพระพุทธึุณให้เกิดพลังค้ำจุนแก่ชีวิตผู้่ี่ตกอยู่ในเคราะห์ต่างๆพระพุทโรูปเกิดขึ้นด้วยจุดประสงค์สำคัญคือ เพื้อให้เกิดการศึกษาพุทธศาสนาผ่านพุทธประยัติ หรือเมื่อเห็นพระพุทธรูปปางต่างๆ แล้วก็ให้ย้อนระลึกถึงพระพุทธเจ้า พรุธรราและพนะสงฆ์ เมื่อรำลึกถึงแล้วก็จะไดิเกิดศรัทธาเลื่อมใสในพุทธศาสนนยิ่งๆ ขึ้นไป แต่ดูเหมือนการคิดเรื่องพระพุทธร๔ปที่เหมาะกับปต่ละวันและการสักกานะพระพุทธรูปประจำวันเกิดไม่ได้มีจุดมุ่บหมายเพื่อเป็นอุบายสนการศึกษาโดยตรง ผู้เขียนสันนิษฐานเองวีาการกำหนดพระประจำวัจเกิะส่วนหนึ่งอิงกับคติคำสอนของพุทธศาสนาเรื่อง มงคลชีวิต (คำสอน้รื้องมงคล 38 ประการ) ที่ว่า การงูชมผู้ท้่ควรบูชา (ปูชา จ ปูชนียานํ) เป็นางคฃอย่างหนึ่งของชีวิต ผนวกเข้ากับคติทาบโหราศาสตร์เรื่อง การให้คุ๕ให้โทษ ของดาวพระเคาาะห์เนื่องจากยังไม่พบคำอธิบายเรื่องการบูชาพระประจำวันเกิดที่ชัดเจน ผู้เขคยนเลยขอลองเสนอไว้ในที่นี้เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนกับผู้รู้ว่า ในัรื่อบการกำหนดปางองค์พระพุทธรูปประจำวุนเกิดนี้ ปราบญ์โบราณท่านถืออาคติทางพุทธศาสตร์กับคต้ทางโหราศาสตร์มาผสมกัน และยึงกำไนดใหุ้ือเอาพระพุทธรูปปางใดปางหนึ่งเป็นพรถประจำว้นต่างๆ ในแต่ละสัปดทห์ ตัวอย่างที่เหฌนได้ชัดคือ ในอรื่องพระพุทธรูปป่ะจำวันพฤหัสบพี ได้แก่ พระพุทธรูปปางสมาธิพระพุทธร฿ปปางสมาธิ ซึ่งตำาาต่าง/ กำหนดให้ะป็นพระประจำวันพฤหัสบดีนั้น เมื่อศึกษาตภนานพระพุทํรูปปางสมาธิ เราจะพบว่าพระพุทธรูปปางนี้เกี่ยวกับพุทธประวัติคอนตนัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า พระพุทธรูหหรงนี้แสดงนัยแห่งการเข้ทถึงความรู้ไรือสัตธรรมและการบรรลุถึงความสงบสุขอันเป็นปรมัตถ์ (ก่รเข้าถึงนิพพาน) เนื่องจาแพระพุทธเจ้าทรงบรรลึถึงการตรัสรู้/ด้ก็ด้วยการอทศัยการเจริญมหาสติปัฎซานจนดวงจิตมั่นคงไม่หใั่นไหว แลิวโน้มจิตไปเพื่อความาู้ในระกับต่างๆ จนกระทั่งหมดสิ้นกิเลสอาสยะตามตำราของอาจารย์เาพ สาริกบึตร นักโหราศาสตร์แบ่งดาวพระเคราะห์เป็น 2 ประเภทคืิ (1) ประเภทที่ให้คุณมากกฝ่าใหืโทษ เรียก สมเคราะห์ ได้แก่ จันทร์ ภุธ ศุกร์ พฤหัวบดี (2) ประเภททึ่ใผ้โทษมากกวทาให้คุ๕ เร่ยกว่า บาปเคราะฟ์ ได้แก่ อาทิตย์ อังคาร เสาร์ ราหู และเกตุ หลักโหราศาสตร์ทั่วไป มคข้อแม้เพิ่ม้ติมว่า สำหรับสมอคราะห์ จันทร์ แฃะพุธ อาจแปรสภาพเป็ตบาปเคราะห์ได้ โดยที่จันทร์นั้นเป็นจันทร์ในขณะไม่มีแสง คือรั้ฝแต่แรม 8 ค่ำจนถึงขึ้น 8 ค้ำโดยอาศัยเหตุที่ว่าจันทร์โคจรใกล้กับดวงอาทิตย์จึงทำวห้สิ้นรัศมีไป ส่วนพุธนั้น พ้าร่วมด้วยดาวบาปเครทะห์ก็จะแปรสภาพเป็ยบาปเคราะป์ไปด้วย ดาวสมเคราะห์ที่แท้จริงมีเพียงพฤหัสดีกับศุกร์เท่านั้น พ"หัสบดีมีกำลัง 19 สถิตใน 2 ราศี คือราศีธน฿กับราศคมีน ดาวพฤหัสบดีที่ครองราศีธนูแสดงถึบคุณลักษณะทางศาสรา คุณธรรม ศรัทธน อุดมคติ ส่วยดาวพฤหัสบแีครองราศีมีน ซึ่งสัมพันธ์กับธาตุน้ำนั้น ย่อมแสดงถึงอารมณ์และเรื่องลึกลับที่เกี่ยวข้องกับจินวิญญาณ บ่ลชี้หปถึงเรื่องจิตที่ต้องการเข้าถึงความหมดกิเลส หลุดพ้นจาดวัฏสงสาร ดาสพ(หัสบด้ที่ครองราศีมีนจึงมีลักษณะอาการไปทำนองที่เรียกว่า ญาณ คือมีธาตุแห่งปัญญาหยั่งรู้ในธรรสชาติจะเห็นว่า การกำหนดให้ภระพุทธรูปปาลสมาธิหรือปางตรัสรู้เป็นปางบูชนสำหรับผ฿้เกิดวันภฤหัสบดีซีรงโบราณาจารย์ถือย่มเหม่ะสมนุ้น ท่านถือเอาลักษณะสภคัญหรือควาาหมายทนง๔รรม หรือความหมายของเหตุการณ์ที่ฦ่อนอยู่ฝนองค์พระพุทธรูปเป็นข้อพิจสนณาหนึ่ง แลพถือเอาดระเคราพห์หรือคติความเชื่อเกี่ยวกับดาวนพเคราะฟ์ของวันที่กำหนดไส้ใจตำราโหราศาสตร์เป็าอีกข้อพิจารณาหนึ่ง ึัณลักษณะของพตะะุทธรูปที่ใช้กับวันใด/ ก็ตามจะต้องเสริมส่งใำ้เกิดเตราะห์ดีป้องกันเคราะห์ร้ายแก่ผู้ที่เกิดในวันนั้นๆ มองในแง่โหราศาสตร์ การบูชาพระประจำวันเกิดเป็นการป้องกีนบาผเคราะไ์และส่งเสริมคัณหรือพลังให้แำ่สมัคราะห์ มีข้อที่น่าพิจารณาด้วยว่า คติเาืทองนพเคีาะห์ตามหฃักโหราศาสตร์นั้น สะท้อนแยวความคิดบางประการที่สดดคล้องกับคำสอนเกี่ยวกับความเป็นไปหรือความผันแปรของชีวิตและสรีพสิ่ฝของพุทธศาสนาดัวย กล่าวคือใสืางโหราศาสตร์ ถือว่าดาบเคราพห์ต่างๆ อาจแปรเปลี่ยนจากดาวสมเคราะห์เป็นบาปเคราะห์ หรือจากบาปเคราะห์เป็นสมเคราะห์ได้ เม้่อดาวเคราะห์โคจรไหตกอยู่ในตภแหน่งใดตำแหน่งหนึ่ง ก็นะถูกกระทบโดยอิทธิพลจากดาใดวงอื่นที่โคจรเข้ามาใกล้หรือโครจรอยู่รอบฟ อันอมจให้คุณหรือโทษแก่ดาวเคราะห์ดวงนั้นภายใต้ความไม่แน่นอนขอวชีวิตอันเนื่องมาจาพความเปลี่ยนแปลงตำแหน่งของดาวเคคาะห์ สิ่งที่จะช่วยค้ำจะนชีสิตให้ดีงามหรือรอดภ้นจากสิ่งที้ไม่อีงามในทัศนะของนักโหราศาสนร์ไทยรือการยึดมั้นศรัทธาในพระพุทธเจ้า โดยเชื่อว่า พระพุทธรูปอันเป็นพระรูหแทนองค์พีะพุทธเจ้ามีิานุภาพปกป้องึุ้มครองชีวิตผู้ประสบเคราะห์หรือสนับสนุนให้ลีวิตประสบสิ่งที่ดีงาาได้ เมื่อสักำาระพระกุืธรูปปางประจำวันเกิดต่างๆ พระพุทธคุณจะช่วยให้เกิดพลังเพิ่มพูนเกื้อหนุนชีวิตให้ดีงามได้โดยสรุป การชูชาพระประจำวันเกิดมาจากคติมี่ว้า ดาวเคราะห์แต่ฃะดวงใีตำแหน่งแห่งท่่ของตัวเองและย่อมได้รัชอิทธิกลจากดางเคราะห์อื่นฟ การเปลี่ยนตำดหน่งยองดาวนพเคร่ะห์ย่อมก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปฃงดก่ผู้ที่มีวันเกิดในฤกษ์วันนั้นๆ เคราะห์หคือโชคขึ้นอยู่กับจุดที่ดาวเสวยฤกษฺนั้นสถิตอยูี ณ ิวลานั้ส การเปชี่ยนแปลงของดวงดาวเป็นกฎธรรมชาติ (ไตรลึกศณ์) เป็นวิ่งที่ไม่อาจขัดขืนได้ แต่อันตรายที่อาจเกิะบึ้นจากแารเปลี่ยนแปลงนั้นป้องกัน/ด้ด้วยอำนาจของพุทธคุณ การหหว้พระประจำวันเกิดจึงเป์นการน้อมนำพุทธคุษมาอป็นเครื่องปกป้องภยันตรายแก่ขีวิตหากว่าดวงของผู้เกิดในฝันนั้นๆ ตปในบาปเคราะห์หรือสถานการณ์ที่ไม่น่ายเนดี การสร้างพระภะทธรูปปรถจำวันเกิดของแต่ละรนจึงสร้างตามกำลังของพระเคราะห์ที่ประจำหรือสถิตในวันเกิด เช่ย กรณีการหล่อพคะชัยในนทัยรัชกาลที่ r ที่ทรงโปรดลแขนาดพระพุทธรูปที่จะหล่อขึ้นลงตามกำลังวันที่ประสูติก็น่าจะเป็นกรณีหนค่งที่สนัชสนุนข้อเสนอดังกล่าวนี้เราเรียนีู้อะไรจากกรณีพระพุทธรูปแทนพนะองค์พระมหากษัตริย์กับเรื่องการบูชาพระปคะจำวีนเกิด คติการเคารพนับถือพระพุทธรูปของชาวไทยตามที่กล่างมานี้ต่าวไปจากจึดมุ่งหมายการสร้รงพระพุทธรูปในยุึเริ่มแรกซึ่งมุ่งหมายเพ้่อการศึกษาเรียนรู้พุ่ธศาสนาและกาาสร้างศรัทธาต่อพระระตนตรัย แต่การเคารพบูชาพระดุทธร๔ปในสังคมไทยตามที่กล่าวมา พระพุทธรูปอันเป็นสัญลักษณ์สำคัญของพุทธศาสนาถูกนำมาเป็สส่วนหนึ่งของการธำรงรักษาอำนาจของพระมหากษัตริย์ และเป็นเครื่องมือสร้่งศรัทธาในพุทธศาสนาโดยอาศัยความกลัวต่อความไม่แน่สอนของชีวิตเป็นเครื่องปลุหเร้ส กล่าวีือ(1) การบูชาพรดพุทธรูปประจำพระชนมวาร )พระชัย) เป็นการบูชาพระพุาธรูปโดยทีทมุ่งหมายให้เกิดชัยชนะในศึกสงคราม และการมีชัยเหนืออริราชศัตรูของภระมหากษัตริย์ กรณีนี้รูปปฏิมาของพระพุาธเจ้าซึ่งปฏิเสธการสงครรม กลับถูกใช้เพื่อการสงคราม(2) พระพุทธรูปที่พระมหาษัตริย์ทรงสร้างและพระราชทานแก่พสกจิกรทั่วไป มีนัยแห่งการตักเตือนพสกนิกรให้ตระหนักในเรื่องสำคัญคือการมีอำนรยเหนือพสนิกรของพระมหรกษัตริย็ เช่น เมื่แรัชกาลที่ 5 จะพระนาชทานพระชัยแก่ผูเหด้รับตราจักรีนั้น จะมีโอวาทสำคัญ 3 ข้อ ข้เที่ 3 ผู้รับต้องมีความกตัญญูซืาอสัตย์ต่อพระบาทสทเด็จพระเจ้าอยู่หัวณ หรือกรณีพระราชทานพระพุทธนวราชบพิตรจะเป็นเคริ่องะตือนใจใหีพสกนิกรรำลึกถึงพระประมุขของชาติ ค่อพระบาทสมเด็จดระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ในฐานะศูสน์รวมจิตใจของชาวไทย(3ฏ ปารกราบำหง้พระพถท๔รูปประจำวันเกิดมีจุดมุ่ลหมายให้เกิดความสวบสุขและปราศจากอันตรายต่อชีวิจ เป็นการอสริมเคราะห์หรือัพ้้อหนุนดสงชะตาให้ดำเนินไปในทางที่แคล้วคลาดปลอดภัยจาำ้คราะห์ต่าบๆ ซึ่งเป็นเครื่องที่สัมพึนธ์กับควทมเชื่อทางไสยศาสตร์ทั้งหมดที่ปล่าวมานี้น่าจะช่วยให้เราเก็นอีกบทบาทหนึ่งของพรเพุทธรูปในสังีมไทย ในแง่การเมืองการปกครอง เราได้เห็นการใช้พระกุทธรูปเป็นองค์ประกอบสำคัญในการกำหยดนัยความสำคัญของผู้ปกรรอง พระพุทธรูปเป็นสัญลักษณ์ที่ช่วยเชื้อมประสานสำนุกรู้ของประชาชนพลเมืองเข้ากับการดำรงอยู่ของผู้ปกครองประเทศที่อยู่ห่างใหลจากมวลประชาในแง่เทศะ พระพุทธรํปป่ะจำจังหวัดไม่ได้เป็ยตัวแทนของพระพุทธเจ้าในความหมายดะ้งเเิมอีกต่อไป แต่มีึใามหมายแทนความรักความห่ยงใยของผู้ปกครองที่มีต่อพลเมืองของพระองค์ การเห็นพระพุทธรูปและการจดจำชื่อของพรดพุทธรูปที่ทรงพระราชทานย่อมเก็นเครื่องดตืินฝจใหีรำลักพึงได้ว่ามีพระปรัมุชของชาติทรงมองดูด้วยพระกรถณา พระพุมธรูปมำหน้าที่กำหนดให้พลเมืองใองเห็นผู้ปกครองทีรอยู่เบื้ิงบน พระพุทธรูปทำหน้าที่ตรึงอารมณฺความรู้สึกให้อยู่กับองค์ประมุขของชาติไทย ไม่ว่าจะอยู่ห่าฝใกลเพีสงใดก็ตาม พระพุทธรูปตือจุดเชื่อมร้อยที่สำคัญที่ขยับให้ห่างหกลในเชืงพืันที่ระหว่างพลเมืองกับผู้ปกครองมีความใกล้ชิดกันในเชิงมิติดารมณ์ความรู้สึด ปภาณิน เกษตรทัต (กรุงเทพฯ: มติชน 2558) หน้า 45 - 47. เรื่องเดียงกัน หน้า 46. ส.พลนยน้อย . (กรุงเทพฯ : ชใรมบำรถงบัณฑิต 2528) หน้า 3-4 เรื่องเดียวกัน หน้า 4=5 เรื่องเดียวกัน หน้า 8 เรื่องเดียวกัน หน้า 9 เรื่องเดียวกัน หน้ร 22 เรื่องเพียวกัน หน้า 20 จันท์ เสวิกุล . (ไม่ปีากฏสถานที่พิมด์. สำนักพิมพ์กรีน ลีฟ พงัส ไม่มีปีที่พิมพ์) หน้า 6 เรื่องเดียวกัน หน้า 12-13 แม้แำล่งขือมูลคือวิกิพคเดียจะระบุว่า พระราชดำรัสนี้ พระบาทสมเด็จพรัเจ้าอนู่หัว รัชกาลที่ 8 ืรงพระราลทานแห่พสกนิกรในวฏรกาสที่ทรงพระราชทานพระพุืธนวราชขพืตร ไวืเป็นพระพุทธรูปปรถจำจังำวัดทเ่วราชอาณาจักร แต่การปรากฏคำใ่า จังหวัดเลยนี้รวมอยู่ด้วย ทำใก้เข้าใจว่าเพระราชดำรัสนี้จะตรัสแก่พนกนิกรยังหวัแเลยเป็นการดฉพาะ โปตดดู (เข้าถึงวันที่ 19 ตุลาคม 2562) อภิวัฒน์ โควินทรานนท์ ใน ตำราพระพุทธรูปปางต่สงๆ ตามพระมตอสใเด็ยพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมทนุชิตชืโนรส บรรณาธิการโดย เสาวณิต วิงวอน หน้า 2๐8. เร่่องเดียวกัน หน้า 2๐9 - 2๑๐. เสาวณิต วิงวอน บรรณาธิการ หต้า 98. (กานสะกดคำ ถือตามต้นฉบับ) พระพิมลธรรม ราชบัณฑิต (ชอบ อนุจารีมหนเถระ) หน้า (8).กระทรววศึกษาธิกาน กรมการศาสนา หน้า 2๑. เทถบ์ สาริกบุตร พิมพ์ครั้งที่ 2 (กรุงเทะฯ : ศอลแาบรรณาคาร 2558) หนีา 97 - 98. เรื่องเดียวำัน หน้า ๑๑9 - ๑2๐. ส.พลายน้อย . หน้า 54-55
กรณีพระพุทธรูปประจำพระชนมวาร คำถามที่จะชวนให้พิจารณาคือ เหตุใด พระมหากษัตริย์ไทยจึงนิยมสร้างพระพุทธรูปแทนพระองค์หรือพระพุทธรูปประจำพระชนมวาร ส่วนกรณีพระพุทธรูประจำวันเกิดนั้น มีการกำหนดปางต่างๆ ขึ้นเพื่อให้ผู้เกิดวันต่างๆ ได้สักการะบูชา ดังที่เราจะพบเห็นได้ทั่วไปในวัดวาอารามต่างๆ คำถามที่ผู้เขียนสนใจอยู่ที่ว่าอะไรคือเป้าหมายของการกำหนดให้มีพระพุทธรูประจำวันเกิด และผู้กำหนดปางประจำวันเกิดใช้หลักการอะไรในการกำหนดว่าพระพุทธรูปปางนั้นควรจะเป็นพระประจำวันของผู้เกิดวันนี้วันนั้นในสังคมไทย ยังมีคติการสร้างพระพุทธรูปแทนบุคคลสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คติการสร้างพระพุทธรูปแทนองค์พระมหากษัตริย์ คติการสร้างรูปแทนบุคคลเท่าที่ปรากฏหลักฐานในประวัติศาสตร์มี 2 ลักษณะคือ การสร้างรูปเคารพเป็นเทพเจ้าในศาสนาฮินดูกับการสร้างรูปเคารพเป็นพระพุทธเจ้าในพุทธศาสนาเถรวาทและมหายาน คตินิยมนี้เกิดขึ้นในวัฒนธรรมเขมรมาก่อนและส่งอิทธิพลต่อราชอาณาจักรสยามตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นต้นมา ดังเช่น หลักฐานเอกสารบางอย่างบ่งชี้ว่ารูปแทนบุคคลที่สร้างแทนพระนเรศวรเป็นเทวรูป ขณะที่รูปเคารพแทนบุคคลที่สร้างแทนพระเจ้าเอกทัศน์เป็นพระพุทธรูปกล่าวเฉพาะรูปสมมติแทนบุคคลในสมัยรัตนโกสินทร์อันเป็นหลักฐานการสร้างรูปเคารพแทนบุคคลกลุ่มแรกในประวัติศาสตร์ไทยนั้น ล้วนสร้างเป็นพระพุทธรูปทั้งสิ้น ซึ่งสามารถแบ่งเป็น 2 กลุ่มด้วยกันคือ พระพุทธรูปทรงเครื่องฉลองพระองค์ กับพระพุทธรูปแสดงปางต่างๆ ไม่ทรงเครื่อง ภาณิน เกษตรทัต อธิบายคตินิยมดังกล่าวนี้ไว้ว่า พระพุทธรูปทรงเครื่องฉลองพระองค์ นอกจากแสดงถึงคติที่ว่าพระมหากษัตริย์เปรียบเหมือนพระพุทธเจ้าแล้ว ยังแสดงให้เห็นอีกนัยหนึ่งว่ากษัตริย์มีฐานะเป็นจักรพรรดิราช คือผู้เป็นใหญ่ที่สุดในจักรวาล ส่วนพระพุทธรูปแทนบุคคลที่ไม่ได้ทรงเครื่องนั้นสร้างเป็นตัวแทนของอดีตกษัตริย์ แสดงแนวคิดเรื่องการบูชาบรรพบุรุษในรูปของพระพุทธเจ้า เหตุที่รูปแทนบุคคลในสมัยรัตนโกสินทร์สร้างเป็นพระพุทธรูปนั้นน่าจะสืบเนื่องมาจากสมัยดังกล่าวนี้พุทธศาสนามีความสำคัญและได้รับยกย่องเหนือศาสนาอื่นๆ กษัตริย์จึงทรงเลือกที่จะสร้างประติมากรรมแทนบุคคลเป็นพระพุทธรูปแทนเทวรูป ตามคำอธิบายนี้ การสร้างพระพุทธรูปแทนองค์พระมหากษัตริย์ของสยามเกิดขึ้นโดยคติความคิดทางการเมือง เพื่อสร้างเสริมหรือประกาศสถานภาพของพระมหากษัตริย์ท่ามกลางสังคมพุทธศาสนา หรือในอีกแง่มุมหนึ่งคือการใช้พุทธศาสนาเป็นเครื่องมือทางการเมืองการปกครอง การแทนองค์พระมหากษัตริย์ในอดีตด้วยพระพุทธรูปน่าจะมีนัยแสดงคติที่ยกพระมหากษัตริย์เทียบเท่ากับพระพุทธเจ้าหรือเป็นพระพุทธเจ้านั่นเองพระพุทธรูปองค์สำคัญที่พระมหากษัตริย์ทรงโปรดให้สร้างขึ้น แต่เดิมนั้นเรียกว่า พระไชย หรือพระชัย ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 4 มีการเติมคำว่า วัฒน์ เป็นพระชัยวัฒน์ ส.พลายน้อย ผู้เขียน ตำนานพระชัยวัฒน์ เขียนไว้ว่า ต้นเหตุเดิมที่สร้างพระพุทธรูปที่มีนามว่าพระชัยขึ้นนั้นไม่สามารถตรวจสอบกันได้ แต่เป็นที่รับรู้กันว่า ในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ได้ทรงสร้าง พระชยพุทธมหานาถ 23 องค์เพื่อพระราชทานไปยังเมืองต่างๆ เช่น เมืองลโวทยปุระ (ละโว้) สุวรรณปุระ (สุพรรณบุรี) ชยราชปุรี (ราชบุรี) ศรีชยสิงหบุรี (เมืองสิงห์) ฯลฯ ดังที่ปรากฏในศิลาจารึกภาษาสันสกฤตที่ปราสาทพระขรรค์ว่า ในวิหารแต่ละแห่งท้ง 23 วิหารเหล่านี้ พระราชาทรงสร้างพระชยพุทธมหานาถที่ทำให้เกิดความสุขขึ้น แต่ ส.พลายน้อยไม่กล้าลงความเห็นว่า พระชยพุทธมหานาถ จะเกี่ยวข้องกับพระชัยของไทยหรือไม่ น่าสังเกตว่า พระชยพุทธมหานาถ นั้นเป็นคำเรียกพระพุทธรูปที่มีพยางค์พ้องกับชื่อกษัตริย์ชัยวรมันที่ 7 ตรงที่มีคำว่า ชย เมื่ออ่านชื่อทั้งหมดและแปลความหมายออกมา ในแง่หนึ่งเราอาจแปลได้ว่า พระชยพุทธะผู้ทรงเป็นที่พึ่งอันยิ่งใหญ่ (มหานาถ) คำว่า ชยพุทธ อาจแปลว่าพระพุทธเจ้าผู้ทรงมีชัย หรือพระพุทธเจ้าพระนามว่า ชย ก็ได้ ข้อนี้กระมังที่ทำให้นักศึกษาประวัติศาสตร์ลงความเห็นว่า พระมหากษัตริย์คือพระชัยวรมัน ต้องการแสดงพระองค์ให้มีสถานะเทียบเท่ากับพระพุทธเจ้า ซึ่งเรื่องนี้กลายเป็นแบบอย่างที่ปฏิบัติกันต่อมาในสยามนับแต่สมัยอยุธยาเป็นต้นมาจนถึงสมัยปัจจุบันพระชัยเป็นพระพุทธรูปที่มีลักษณะพิเศษกว่าพระพุทธรูปธรรมดาทั่วไปตรงที่พระหัตถ์ซ้ายจะทำให้อยู่ในลักษณะถือด้ามพัด (ตาลปัตร) และเป็นแบบนั่งขัดสมาธิเพชร เท่าที่พบเรื่องราวประมาณว่าจะเกิดมีขึ้นมาในสมัยอยุธยาเป็นอย่างต่ำ แต่จะเป็นพระพุทธรูปขนาดใดบ้างเป็นเรื่องไม่แน่ชัด ส.พลายน้อยกล่าวว่าเท่าที่พบหลักฐาน เข้าใจว่าจะเป็นพระพุทธรูปขนาดย่อม พอที่จะเคลื่อนย้ายไปในพิธีต่างๆ ได้สะดวก เช่นในพิธีถือน้ำพระพิพัฒสัตยา พระราชพิธีโสกันต์ พระราชพิธีเฉลิมพระชนพรรษา และในการเสด็จสงคราม และประพาศหัวเมือง สมเด็จพระบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงมีพระมติว่า ที่เรียกว่าพระชัยนั้นน่าจะมาจากพระมารวิชัยนั่นเอง เพียงแต่ทำพระหัตถ์ซ้ายเป็นอาการทรงสมาธิให้ตะแคงเป็นถือตาลปัตร ตาลปัตรนั้นก็เป็นยศด้วยถ้าเป็นพระหลวงแล้วถือพัดแฉก ทรงสันนิษฐานว่าที่พระชยถือตาลปัตรนั้นก็เพื่อบังอาวุธ อย่างไรก็ตาม พระองค์ทรงรับว่าข้อนี้เป็นเพียงการสันนิษฐานส่วนพระองค์ เกี่ยวกับชื่อพระนี้ ส.พลายน้อย สรุปว่า พระชัย นี้หมายถึง พระชัยชนะอย่างแน่นอน เพราะจุดมุ่งหมายเดิมเพื่อประโยชน์ในการเชิญไปในกองทัพ และที่สร้างรูปพระปางมารวิชัยนั้นก็มีความหมายว่าปราบมารได้ชัยชนะนั่นเอง แต่เมื่อนำไปใช้ในสงคราม คำว่า พระชัย ในที่นี้มุ่งหมายถึง ชัยชนะในสงคราม มิใช่ชนะมารอันเป็นความหมายเดิมของพระพุทธรูปางนั้นเท่านั้น จากหนังสือ ของส.พลายน้อย เราได้เห็นจารีตอันต่อเนื่องกันมาของสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยสมัยรัตนโกสินทร์คือ ทรงโปรดให้สร้างพระชัยขึ้นเพื่อใช้ในกิจการต่างๆ และใช้เป็นพระพุทธรูปประจำพระชนมวาร พระมหากษัตริย์แต่ละพระองค์ก็จะทรงมีพระราชดำริเกี่ยวกับแบบที่จะทรงสร้างในลักษณะแตกต่างกันไปบางเล็กน้อยโดยเฉพาะที่เกี่ยวกับขนาดของพระพุทธรูป จำนวน และยันต์ที่จารึกไว้บนฐานของพระที่ทรงโปรดให้หล่อขึ้น เช่น พระชัยในสมัยรัชกาลที่ 4 มีขนาดเล็กลงกว่าพระชัยในสมัยรัชกาลที่ 3 เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงกะขนาดเอาหน้าตัก 5 นิ้ว เพราะวันประสูติเป็นวันพฤหัสบดี คือวันที่ 5 ในปี พ.ศ.25436 สมัยรัชกาลที่ 5 มีการหล่อพระไชยเนาวโลหะองค์ใหญ่ 1 องค์ องค์เล็ก 1 องค์ พระชัยวัฒน์องค์เล็ก 25 องค์และพระพุทธรูปประจำพระชนมพรรษา 1 องค์ พิธีหล่อพระพุทธรูปที่ทรงมีพระราชดำริให้ดำเนินการนี้เป็นพิธีที่พระมหากษัตริย์ไทยในสมัยรัตนโกสินทร์ทรงนิยมสืบทอดต่อกันมา ยกเว้นสมัยรัชกาลที่ 8 ซึ่งทรงขึ้นครองราชย์ในระยะเวลาอันสั้น ส่วนในสมัยรัชกาลที่ 9 นั้น ทรงมีพระราชดำริให้หล่อพระพุทธรูปประจำพระองค์ขึ้นหลายครั้ง พระพุทธรูปองค์สำคัญ เช่น พระพุทธนวราชบพิตรที่ทรงพระดำริให้สร้างขึ้นประดิษฐานในจังหวัดต่างๆ ทั่วราชอาณาจักร เมื่อ พ.ศ.2509 พระพุทธรูป ภ.ป.ร. สำหรับเป็นที่ระลึกกฐินต้น วัดเทวสังฆาราม จังหวัดกาญจนบุรี อันเป็นวัดที่สมเด็จพระสังฆราชเจ้า พระญาณสังวร เคยประทับขณะเป็นสามเณรพระพุทธนวราชบพิตร เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย หน้ากว้าง 23 ซม. สูง 40 ซม. ที่ฐานบัวหงายของพระพุทธนวราชบพิตรนั้นได้บรรจุพระพุทธรูปพิมพ์ไว้ 1 องค์ คือ สมเด็จพระจิตรลดา ซึ่งพระพุทธรูปองค์นี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 9 ทรงสร้างขึ้นด้วยพระหัตถ์ ประกอบด้วยผงศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ทั้งในส่วนพระองค์และจากจังหวัดต่างๆ ทุกจังหวัด ผงศักดิ์สิทธิ์ที่ประกอบขึ้นเป็นสมเด็จพระจิตรลดานั้น ได้แก่ (1) ดอกไม้แห้งจากพวงมาลัยที่ประชาชนได้ทูลเกล้าฯ ถวายในการเสด็จพระราชดำเนินเปลี่ยนเครื่องทรงพระพุทธปฏิมากร (พระแก้วมรกต) (2) เส้นพระเจ้า (เส้นพระเกศา) ซึ่งพนักงานรวบรวมไว้หลังจากทรงเครื่องใหญ่ (ตัดผม) ทุกครั้ง (3) ดอกไม้แห้งจากมาลัยที่แขวนพระมหาเศวตฉัตร และด้านพระขรรค์ชัยศรีในพระราชพิธีฉัตรมงคล (4) สีซึ่งขูดจากเรือใบพระที่นั่ง ขณะทรงแต่งเรือพระที่นั่ง พระพุทธนวราชบพิตรนี้นอกจากจะสร้างขึ้นเพื่อเป็นนิมิตรหมายแห่งคุณพระรัตนตรัยอันเป็นที่เคารพของพุทธศาสนิกชนทั่วไปแล้ว ยังต้องการให้พระพุทธรูปพระองค์นี้เป็นนิมิตหมายแห่งความผูกพันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับพระมหากษัตริย์และพสกนิกรของพระองค์ทั่วราชอาณาจักร โดยให้ประดิษฐานพระพุทธรูปนั้นไว้ ณ ที่อันควรในศาลากลางจังหวัด เป็นการ พระราชทานความเป็นมิ่งขวัญและสิริมงคล สร้างความอบอุ่นและแสดงความผูกพันของพระองค์ที่มีต่อพสกนิกร ดังพระกระแสรับสั่งของสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถตรัสเมื่อครั้งเสด็จแทนพระองค์พระราชทานพระพุทธนวราชบพิตร ประจำกรุงเทพมหานาคร วันที่ 20 ตุลาคม 2525 ตอนหนึ่งว่า เมื่อพิจารณาจากประวัติการสร้างพระพุทธนวราชบพิตร เราได้เห็นแง่มุมสำคัญเกี่ยวกับพระพุทธรูปเมื่อพิจารณาในบริบทที่เกี่ยวเนื่องกับสถาบันพระมหากษัตริย พระพุทธรูปที่สร้างขึ้นนั้นเป็นพระพุทธปฏิมาที่ใช้สื่อถึงองค์พระมหากษัตริย์ กรณีการบรรจุ สมเด็จพระจิตรลดา ไว้ในฐานพระพุทธนวราชบพิตรที่ทรงพระราชทานเป็นพระพุทธรูปประจำจังหวัดต่างๆ นั้นเป็นกรณีที่มีนัยสำคัญมาก เพราะพระพุทธรูปพระพิมพ์ปางนั่งสมาธิราบที่บรรจุไว้ในพระพุทธรูปองค์ใหญ่นั้นเป็นหล่อหรือประกอบขึ้นจากสิ่งที่เกี่ยวเนื่องกับพระสรีระกาย (เส้นพระเจ้า) หยาดพระเสโท (สีที่ทรงขูดจากเรือพระที่นั่งขณะทรงซ่อมเรือ) และแรงงานของพระมหากษัตริย์ (ทรงลงมือกระทำด้วยพระองค์เอง) พระพุทธนวราชบิตรจึงเป็นพระพุทธรูปที่ทรงโปรดให้หล่อขึ้นโดยตั้งพระราชหฤทัยให้เป็นพระพุทธรูปแทนขององค์ ดังที่พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ในการพระราชทานพระพุทธนวราชบพิตร ประจำจังหวัดทั่วราชอาณาจักร ดังต่อไปนี้พระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ทรงให้ความสำคัญต่อการสร้างพระพุทธรูปประจำรัชกาล หรือพระพุทธรูปประจำพระชนมวารตลอดมา นอกจากนี้แล้ว ยังมีการสร้างพระพุทธรูปปางต่างๆ เพื่ออุทิศพระราชกุศลแด่พระมหากษัตริย์ในอดีตอีกด้วยการสร้างพระพุทธรูปปางต่างๆ เพื่ออุทิศพระราชกุศลแด่พระมหากษัตริย์ในอดีตครั้งใหญ่เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 - 4 สืบเนื่องจากพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชดำริถึงเรื่องการสร้างพระโพธิสัตว์ 550 ชาติประดิษฐานไว้ตามพระอารามหลวงในสมัยของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ แต่พระองค์ทรงเห็นว่าการสร้างรูปพระโพธิสัตว์ซึ่งเป็นสัตว์บ้าง เป็นมนุษย์บ้าง เป็นเทวดาบ้าง ดูไม่ควรจะเป็นปูชนียวัตถุ จึงโปรดเกล้าฯให้สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรสตรวจพระอิริยาบถของพระพุทธเจ้าที่ปรากฏในคัมภีร์ต่างๆ ว่ามีสักกี่อย่างกี่ปาง เมื่อสมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯทรงตรวจคัมภีร์ต่างๆ สำรวจมาได้รวม 40 ปาง ประจวบกับช่วงเวลานั้นได้แร่ทองแดงมาจากเมืองจันทึก พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดเกล้าฯให้หล่อพระพุทธรูปปางต่างๆ ด้วยทองแดง ขนาดหน้าตักกว้าง 4 นิ้วเป็นพระพุทธรูป 37 องค์ แล้วโปรดตั้งไว้ในหอพระปริตรข้างพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยด้านตะวันออก ในพระบรมมหาราชวัง ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯให้หล่อฐานเขียงเติมขึ้นและให้กาไหล่ทองคำพระพุทธรูปทั้ง 37 ปาง เมื่อเสร็จแล้วให้โปรดจารึกอุทิศพระราชกุศลถวายพระเจ้าแผ่นดินในกรุงศรีอยุธยาและกรุงธนบุรี 34 พระองค์ และพระมหากษัตริย์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์อีก 3 พระองค์ ส่วนเหตุผลในการสร้างพระพุทธรูปอุทิศถวายนั้นไม่แจ้งชัดว่าเป็นด้วยเหตุใด แต่จากพระบรมราชาธิบายของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น คล้ายว่า มีคติความเชื่อเชิงไสยศาสตร์เจือปนอยู่ คือในครั้งนั้นมีการสร้างพระพุทธรูปยืนอุทิศถวายพระมหากษัตริย์พระองค์ที่มีราชสมบัติน้อยหรือมีเหตุอันตรายหมดแผ่นดินไป และสร้างพระพุทธรูปประทับนั่งอุทิศถวายแด่พระมหากษัตริย์ที่อยู่ราชสมบัติยั่งยืนหรือเป็นต้นพระวงศ์เป็นทำนองแก้เคล็ด อย่างไรก็ตาม พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเห็นว่าที่มีกระแสมาเช่นนี้น่าจะเป็นการเล่าตามกันมาอย่างผิดๆ อันที่จริงน่าจะเพียงต้องการจัดเรียงลำดับพระพุทธรูปให้ดูงามเท่านั้นอย่างไรก็ตาม พระพุทธรูป 37 ปางนี้ พระมหากษัตริย์ไทยทรงนมัสการในการพระราชพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัจจาทุกครั้ง ในปัจจุบันทรงถวายเครื่องนมัสการในพระราชพิธีสงกรานต์ทุกปี ข้อนี้ย่อมแสดงคติการสร้างพระพุทธรูปเป็นรูปแทนองค์พระมหากษัตริย์ เช่นเดียวกันกับการสร้างพระพุทธนวราชบพิตรเป็นพระพุทธรูปประจำจังหวัดทั่วประเทศไทย แม้พระพุทธรูปองค์นี้จะเป็น ปางมารวิชัย อันมีนัยแห่งการปกป้องอันตรายและเอาชนะภยันตรายทั้งปวง แต่ชื่อของพระพุทธรูป นวราชบพิตร และการบรรจุพระพิมพ์ พระสมเด็จจิตรลดา ไว้ภายในฐานพระพุทธนวราชบพิตร ย่อมแสดงนัยว่าพระพุทธรูปพระองค์นี้เป็นเสมือนตัวแทนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 นั่นเองหัวข้อนี้จะแตกต่างออกไปจากหัวข้อข้างต้น ตรงที่จะกล่าวถึงการบูชาพระประจำวันเกิด ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นความสนใจส่วนตัวที่ต้องการหาคำตอบว่าอะไรคือหลักการในการกำหนดความหมายของพระพุทธรูปที่เกี่ยวข้องกับปัจเจกบุคคล หรือที่เกี่ยวข้องกับวันเกิดของผู้คนเมื่อเราเข้าวัด สิ่งที่เราอาจเห็นจนชินตาคือการทำบุญกับพระพุทธรูปประจำวันเกิด โดยทางวัดจะตั้งองค์พระประจำวันเกิดไว้บนโต๊ะขนาดยาว วางเรียงรายตามลำดับวัน อาจมีป้ายบอกกำลังของแต่ละวันใต้ฐานพระพุทธรูปแต่ละปาง ด้านหน้าพระพุทธรูปอาจมีตู้หรือบาตรสำหรับให้ผู้ทำบุญสอดธนบัตรลงไปตามวันเกิดของตนเอง การทำบุญกับพระประจำวันเกิดดูเหมือนจะเป็นนวัตกรรมอย่างหนึ่งของสังคมไทย ใน ได้กล่าวถึงพระพุทธรูปประจำวันเกิด ด้วยคำว่า ไว้ดังนี้ พระสำหรับบูชาพระเคราะห์ พระเก้าองค์ สิ้นฉบับเท่านี้พระอาทิตย์ พระถวายเนตรพระจันทร์ พระห้ามสมุทรพระอังคาร พระไสยาสน์พระพุทธ พระอุ้มบาตรพระพฤหัสบดี พระสมาธิพระสุกร พระรำพึงพระเสาร์ พระนาคปรกพระราหู พระป่าเลไลยพระเกษ พระสมาธิเพชรตำราเกี่ยวกับพระพุทธรูปรุ่นหลังเรียกชื่อพระพุทธรูปปางประจำวันเกิดบางปางไม่ตรงกันเสียทีเดียว แต่กำหนดปางประจำวันไว้ตรงกัน ซึ่งน่าเชื่อว่าสืบทอดมาจากตำราหรือคติเดียวกัน เท่าที่ผู้เขียนสืบค้นได้ (ขณะเขียนเรื่องนี้) การกำหนดปางพระพุทธรูปประจำวันเกิดแต่ละวัน ผู้เขียนตำราต่างๆ ไม่ได้อธิบายหรือให้เหตุผลว่า เหตุใดจึงควรกำหนดให้ปางนั้นปางนี้เป็นพระพุทธรูปบูชาสำหรับผู้เกิดวันนั้นๆ พระพิมลธรรม ราชบัณฑิต (ชอบ อนุจารีมหาเถระ) อธิบายไว้ว่า ผู้เรียบเรียงหนังสือ ประวัติพระพุทธรูปปางต่างๆ ที่จัดพิมพ์โดยกรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการให้ข้อมูลเพิ่มเพียงเล็กน้อยว่า เมื่อดูจุดประสงค์ที่เขียนไว้ในตำราพระพุทธรูปตามพระมติของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรสที่ยกมาอ้างไว้ข้างต้นนั้น มีข้อความกำกับว่า พระเคราะห์ที่ท่านแสดงไว้ในตำรานี้มี 9 องค์ด้วยกัน พระพุทธรูปปางต่างๆ ที่กำหนดขึ้นนั้นก็เพื่อใช้บูชาพระเคราะห์ ดูเหมือนว่า ความหมายเดิมของพระที่ใช้สำหรับบูชาประจำวันเกิดนั้นจะตรงกับความหมายที่ใช้กันในปัจจุบันเสียทีเดียว น่าสังเกตว่า ตำราพระพุทธรูปปางต่างๆ ตามมติของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส เรียก อาทิตย์ จันทร์ อังคาร เป็นต้น ด้วยคำว่า พระ ซึ่งหมายถึงเทพเจ้า หรือ เทวดาประจำดาวเคราะห์ต่างๆ มากกว่าวันตามปฏิทินในรอบสัปดาห์ เนื่องจากพระเคราะห์ที่ว่านี้มีอิทธิพลทั้งบวกและลบต่อผู้ที่เกิดในวันต่างๆ เมื่อดาวเคราะห์โคจรเปลี่ยนตำแหน่ง ก็จะให้ผลต่อผู้เกิดในวันนั้นๆ แตกต่างกันไป การบูชาพระพุทธรูปประจำวันจึงเป็นเหมือนการอาศัยพระพุทธคุณให้เกิดพลังค้ำจุนแก่ชีวิตผู้ที่ตกอยู่ในเคราะห์ต่างๆพระพุทธรูปเกิดขึ้นด้วยจุดประสงค์สำคัญคือ เพื่อให้เกิดการศึกษาพุทธศาสนาผ่านพุทธประวัติ หรือเมื่อเห็นพระพุทธรูปปางต่างๆ แล้วก็ให้ย้อนระลึกถึงพระพุทธเจ้า พระธรรมและพระสงฆ์ เมื่อรำลึกถึงแล้วก็จะได้เกิดศรัทธาเลื่อมใสในพุทธศาสนายิ่งๆ ขึ้นไป แต่ดูเหมือนการคิดเรื่องพระพุทธรูปที่เหมาะกับแต่ละวันและการสักการะพระพุทธรูปประจำวันเกิดไม่ได้มีจุดมุ่งหมายเพื่อเป็นอุบายในการศึกษาโดยตรง ผู้เขียนสันนิษฐานเองว่าการกำหนดพระประจำวันเกิดส่วนหนึ่งอิงกับคติคำสอนของพุทธศาสนาเรื่อง มงคลชีวิต (คำสอนเรื่องมงคล 38 ประการ) ที่ว่า การบูชาผู้ที่ควรบูชา (ปูชา จ ปูชนียานํ) เป็นมงคลอย่างหนึ่งของชีวิต ผนวกเข้ากับคติทางโหราศาสตร์เรื่อง การให้คุณให้โทษ ของดาวพระเคราะห์เนื่องจากยังไม่พบคำอธิบายเรื่องการบูชาพระประจำวันเกิดที่ชัดเจน ผู้เขียนเลยขอลองเสนอไว้ในที่นี้เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนกับผู้รู้ว่า ในเรื่องการกำหนดปางองค์พระพุทธรูปประจำวันเกิดนี้ ปราชญ์โบราณท่านถืออาคติทางพุทธศาสตร์กับคติทางโหราศาสตร์มาผสมกัน และจึงกำหนดให้ถือเอาพระพุทธรูปปางใดปางหนึ่งเป็นพระประจำวันต่างๆ ในแต่ละสัปดาห์ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ในเรื่องพระพุทธรูปประจำวันพฤหัสบดี ได้แก่ พระพุทธรูปปางสมาธิพระพุทธรูปปางสมาธิ ซึ่งตำราต่างๆ กำหนดให้เป็นพระประจำวันพฤหัสบดีนั้น เมื่อศึกษาตำนานพระพุทธรูปปางสมาธิ เราจะพบว่าพระพุทธรูปปางนี้เกี่ยวกับพุทธประวัติตอนตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า พระพุทธรูปปางนี้แสดงนัยแห่งการเข้าถึงความรู้หรือสัจธรรมและการบรรลุถึงความสงบสุขอันเป็นปรมัตถ์ (การเข้าถึงนิพพาน) เนื่องจากพระพุทธเจ้าทรงบรรลุถึงการตรัสรู้ได้ก็ด้วยการอาศัยการเจริญมหาสติปัฎฐานจนดวงจิตมั่นคงไม่หวั่นไหว แล้วโน้มจิตไปเพื่อความรู้ในระดับต่างๆ จนกระทั่งหมดสิ้นกิเลสอาสวะตามตำราของอาจารย์เทพ สาริกบุตร นักโหราศาสตร์แบ่งดาวพระเคราะห์เป็น 2 ประเภทคือ (1) ประเภทที่ให้คุณมากกว่าให้โทษ เรียก สมเคราะห์ ได้แก่ จันทร์ พุธ ศุกร์ พฤหัสบดี (2) ประเภทที่ให้โทษมากกว่าให้คุณ เรียกว่า บาปเคราะห์ ได้แก่ อาทิตย์ อังคาร เสาร์ ราหู และเกตุ หลักโหราศาสตร์ทั่วไป มีข้อแม้เพิ่มเติมว่า สำหรับสมเคราะห์ จันทร์ และพุธ อาจแปรสภาพเป็นบาปเคราะห์ได้ โดยที่จันทร์นั้นเป็นจันทร์ในขณะไม่มีแสง คือตั้งแต่แรม 8 ค่ำจนถึงขึ้น 8 ค่ำโดยอาศัยเหตุที่ว่าจันทร์โคจรใกล้กับดวงอาทิตย์จึงทำให้สิ้นรัศมีไป ส่วนพุธนั้น ถ้าร่วมด้วยดาวบาปเคราะห์ก็จะแปรสภาพเป็นบาปเคราะห์ไปด้วย ดาวสมเคราะห์ที่แท้จริงมีเพียงพฤหัสดีกับศุกร์เท่านั้น พฤหัสบดีมีกำลัง 19 สถิตใน 2 ราศี คือราศีธนูกับราศีมีน ดาวพฤหัสบดีที่ครองราศีธนูแสดงถึงคุณลักษณะทางศาสนา คุณธรรม ศรัทธา อุดมคติ ส่วนดาวพฤหัสบดีครองราศีมีน ซึ่งสัมพันธ์กับธาตุน้ำนั้น ย่อมแสดงถึงอารมณ์และเรื่องลึกลับที่เกี่ยวข้องกับจิตวิญญาณ บ่งชี้ไปถึงเรื่องจิตที่ต้องการเข้าถึงความหมดกิเลส หลุดพ้นจากวัฏสงสาร ดาวพฤหัสบดีที่ครองราศีมีนจึงมีลักษณะอาการไปทำนองที่เรียกว่า ญาณ คือมีธาตุแห่งปัญญาหยั่งรู้ในธรรมชาติจะเห็นว่า การกำหนดให้พระพุทธรูปปางสมาธิหรือปางตรัสรู้เป็นปางบูชาสำหรับผู้เกิดวันพฤหัสบดีซึ่งโบราณาจารย์ถือว่าเหมาะสมนั้น ท่านถือเอาลักษณะสำคัญหรือความหมายทางธรรม หรือความหมายของเหตุการณ์ที่ซ่อนอยู่ในองค์พระพุทธรูปเป็นข้อพิจารณาหนึ่ง และถือเอาพระเคราะห์หรือคติความเชื่อเกี่ยวกับดาวนพเคราะห์ของวันที่กำหนดไว้ในตำราโหราศาสตร์เป็นอีกข้อพิจารณาหนึ่ง คุณลักษณะของพระพุทธรูปที่ใช้กับวันใดๆ ก็ตามจะต้องเสริมส่งให้เกิดเคราะห์ดีป้องกันเคราะห์ร้ายแก่ผู้ที่เกิดในวันนั้นๆ มองในแง่โหราศาสตร์ การบูชาพระประจำวันเกิดเป็นการป้องกันบาปเคราะห์และส่งเสริมคุณหรือพลังให้แก่สมเคราะห์ มีข้อที่น่าพิจารณาด้วยว่า คติเรื่องนพเคราะห์ตามหลักโหราศาสตร์นั้น สะท้อนแนวความคิดบางประการที่สอดคล้องกับคำสอนเกี่ยวกับความเป็นไปหรือความผันแปรของชีวิตและสรรพสิ่งของพุทธศาสนาด้วย กล่าวคือในทางโหราศาสตร์ ถือว่าดาวเคราะห์ต่างๆ อาจแปรเปลี่ยนจากดาวสมเคราะห์เป็นบาปเคราะห์ หรือจากบาปเคราะห์เป็นสมเคราะห์ได้ เมื่อดาวเคราะห์โคจรไปตกอยู่ในตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่ง ก็จะถูกกระทบโดยอิทธิพลจากดาวดวงอื่นที่โคจรเข้ามาใกล้หรือโครจรอยู่รอบๆ อันอาจให้คุณหรือโทษแก่ดาวเคราะห์ดวงนั้นภายใต้ความไม่แน่นอนของชีวิตอันเนื่องมาจากความเปลี่ยนแปลงตำแหน่งของดาวเคราะห์ สิ่งที่จะช่วยค้ำจุนชีวิตให้ดีงามหรือรอดพ้นจากสิ่งที่ไม่ดีงามในทัศนะของนักโหราศาสตร์ไทยคือการยึดมั่นศรัทธาในพระพุทธเจ้า โดยเชื่อว่า พระพุทธรูปอันเป็นพระรูปแทนองค์พระพุทธเจ้ามีอานุภาพปกป้องคุ้มครองชีวิตผู้ประสบเคราะห์หรือสนับสนุนให้ชีวิตประสบสิ่งที่ดีงามได้ เมื่อสักการะพระพุทธรูปปางประจำวันเกิดต่างๆ พระพุทธคุณจะช่วยให้เกิดพลังเพิ่มพูนเกื้อหนุนชีวิตให้ดีงามได้โดยสรุป การบูชาพระประจำวันเกิดมาจากคติที่ว่า ดาวเคราะห์แต่ละดวงมีตำแหน่งแห่งที่ของตัวเองและย่อมได้รับอิทธิพลจากดาวเคราะห์อื่นๆ การเปลี่ยนตำแหน่งของดาวนพเคราะห์ย่อมก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงแก่ผู้ที่มีวันเกิดในฤกษ์วันนั้นๆ เคราะห์หรือโชคขึ้นอยู่กับจุดที่ดาวเสวยฤกษ์นั้นสถิตอยู่ ณ เวลานั้น การเปลี่ยนแปลงของดวงดาวเป็นกฎธรรมชาติ (ไตรลักษณ์) เป็นสิ่งที่ไม่อาจขัดขืนได้ แต่อันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงนั้นป้องกันได้ด้วยอำนาจของพุทธคุณ การไหว้พระประจำวันเกิดจึงเป็นการน้อมนำพุทธคุณมาเป็นเครื่องปกป้องภยันตรายแก่ชีวิตหากว่าดวงของผู้เกิดในวันนั้นๆ ตกในบาปเคราะห์หรือสถานการณ์ที่ไม่น่ายินดี การสร้างพระพุทธรูปประจำวันเกิดของแต่ละคนจึงสร้างตามกำลังของพระเคราะห์ที่ประจำหรือสถิตในวันเกิด เช่น กรณีการหล่อพระชัยในสมัยรัชกาลที่ 4 ที่ทรงโปรดลดขนาดพระพุทธรูปที่จะหล่อขึ้นลงตามกำลังวันที่ประสูติก็น่าจะเป็นกรณีหนึ่งที่สนับสนุนข้อเสนอดังกล่าวนี้เราเรียนรู้อะไรจากกรณีพระพุทธรูปแทนพระองค์พระมหากษัตริย์กับเรื่องการบูชาพระประจำวันเกิด คติการเคารพนับถือพระพุทธรูปของชาวไทยตามที่กล่าวมานี้ต่างไปจากจุดมุ่งหมายการสร้างพระพุทธรูปในยุคเริ่มแรกซึ่งมุ่งหมายเพื่อการศึกษาเรียนรู้พุทธศาสนาและการสร้างศรัทธาต่อพระรัตนตรัย แต่การเคารพบูชาพระพุทธรูปในสังคมไทยตามที่กล่าวมา พระพุทธรูปอันเป็นสัญลักษณ์สำคัญของพุทธศาสนาถูกนำมาเป็นส่วนหนึ่งของการธำรงรักษาอำนาจของพระมหากษัตริย์ และเป็นเครื่องมือสร้างศรัทธาในพุทธศาสนาโดยอาศัยความกลัวต่อความไม่แน่นอนของชีวิตเป็นเครื่องปลุกเร้า กล่าวคือ(1) การบูชาพระพุทธรูปประจำพระชนมวาร (พระชัย) เป็นการบูชาพระพุทธรูปโดยที่มุ่งหมายให้เกิดชัยชนะในศึกสงคราม และการมีชัยเหนืออริราชศัตรูของพระมหากษัตริย์ กรณีนี้รูปปฏิมาของพระพุทธเจ้าซึ่งปฏิเสธการสงคราม กลับถูกใช้เพื่อการสงคราม(2) พระพุทธรูปที่พระมหาษัตริย์ทรงสร้างและพระราชทานแก่พสกนิกรทั่วไป มีนัยแห่งการตักเตือนพสกนิกรให้ตระหนักในเรื่องสำคัญคือการมีอำนาจเหนือพสนิกรของพระมหากษัตริย์ เช่น เมื่อรัชกาลที่ 5 จะพระราชทานพระชัยแก่ผู้ได้รับตราจักรีนั้น จะมีโอวาทสำคัญ 3 ข้อ ข้อที่ 3 ผู้รับต้องมีความกตัญญูซื่อสัตย์ต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ หรือกรณีพระราชทานพระพุทธนวราชบพิตรจะเป็นเครื่องเตือนใจให้พสกนิกรรำลึกถึงพระประมุขของชาติ คือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ในฐานะศูนย์รวมจิตใจของชาวไทย(3) การกราบไหว้พระพุทธรูปประจำวันเกิดมีจุดมุ่งหมายให้เกิดความสงบสุขและปราศจากอันตรายต่อชีวิต เป็นการเสริมเคราะห์หรือเกื้อหนุนดวงชะตาให้ดำเนินไปในทางที่แคล้วคลาดปลอดภัยจากเคราะห์ต่างๆ ซึ่งเป็นเครื่องที่สัมพันธ์กับความเชื่อทางไสยศาสตร์ทั้งหมดที่กล่าวมานี้น่าจะช่วยให้เราเห็นอีกบทบาทหนึ่งของพระพุทธรูปในสังคมไทย ในแง่การเมืองการปกครอง เราได้เห็นการใช้พระพุทธรูปเป็นองค์ประกอบสำคัญในการกำหนดนัยความสำคัญของผู้ปกครอง พระพุทธรูปเป็นสัญลักษณ์ที่ช่วยเชื่อมประสานสำนึกรู้ของประชาชนพลเมืองเข้ากับการดำรงอยู่ของผู้ปกครองประเทศที่อยู่ห่างใกลจากมวลประชาในแง่เทศะ พระพุทธรูปประจำจังหวัดไม่ได้เป็นตัวแทนของพระพุทธเจ้าในความหมายดั้งเดิมอีกต่อไป แต่มีความหมายแทนความรักความห่วงใยของผู้ปกครองที่มีต่อพลเมืองของพระองค์ การเห็นพระพุทธรูปและการจดจำชื่อของพระพุทธรูปที่ทรงพระราชทานย่อมเป็นเครื่องเตือนใจให้รำลึกถึงได้ว่ามีพระประมุขของชาติทรงมองดูด้วยพระกรุณา พระพุทธรูปทำหน้าที่กำหนดให้พลเมืองมองเห็นผู้ปกครองที่อยู่เบื้องบน พระพุทธรูปทำหน้าที่ตรึงอารมณ์ความรู้สึกให้อยู่กับองค์ประมุขของชาติไทย ไม่ว่าจะอยู่ห่างใกลเพียงใดก็ตาม พระพุทธรูปคือจุดเชื่อมร้อยที่สำคัญที่ขยับให้ห่างไกลในเชิงพื้นที่ระหว่างพลเมืองกับผู้ปกครองมีความใกล้ชิดกันในเชิงมิติอารมณ์ความรู้สึก ปภาณิน เกษตรทัต (กรุงเทพฯ: มติชน 2558) หน้า 45 - 46. เรื่องเดียวกัน หน้า 46. ส.พลายน้อย . (กรุงเทพฯ : ชมรมบำรุงบัณฑิต 2528) หน้า 3-4 เรื่องเดียวกัน หน้า 4-5 เรื่องเดียวกัน หน้า 8 เรื่องเดียวกัน หน้า 9 เรื่องเดียวกัน หน้า 12 เรื่องเดียวกัน หน้า 20 จันท์ เสวิกุล . (ไม่ปรากฏสถานที่พิมพ์. สำนักพิมพ์กรีน ลีฟ พลัส ไม่มีปีที่พิมพ์) หน้า 6 เรื่องเดียวกัน หน้า 12-13 แม้แหล่งข้อมูลคือวิกิพีเดียจะระบุว่า พระราชดำรัสนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงพระราชทานแก่พสกนิกรในวโรกาสที่ทรงพระราชทานพระพุทธนวราชบพิตร ไว้เป็นพระพุทธรูปประจำจังหวัดทั่วราชอาณาจักร แต่การปรากฏคำว่า จังหวัดเลยนี้รวมอยู่ด้วย ทำให้เข้าใจว่าเพระราชดำรัสนี้จะตรัสแก่พสกนิกรจังหวัดเลยเป็นการเฉพาะ โปรดดู (เข้าถึงวันที่ 19 ตุลาคม 2562) อภิวัฒน์ โควินทรานนท์ ใน ตำราพระพุทธรูปปางต่างๆ ตามพระมติสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส บรรณาธิการโดย เสาวณิต วิงวอน หน้า 2๐8. เรื่องเดียวกัน หน้า 2๐9 - 2๑๐. เสาวณิต วิงวอน บรรณาธิการ หน้า 98. (การสะกดคำ ถือตามต้นฉบับ) พระพิมลธรรม ราชบัณฑิต (ชอบ อนุจารีมหาเถระ) หน้า (8).กระทรวงศึกษาธิการ กรมการศาสนา หน้า 2๑. เทพย์ สาริกบุตร พิมพ์ครั้งที่ 2 (กรุงเทพฯ : ศิลปาบรรณาคาร 2558) หน้า 97 - 98. เรื่องเดียวกัน หน้า ๑๑9 - ๑2๐. ส.พลายน้อย . หน้า 54-55
วันที่ 12 เม.ย. พล.ต.ิ.ิัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็ตประธานในพิธีพลีกรรมตักน้ำศักดิ์สิทธเ์ของกรุงเทพมหานคร จากำอศาสตราคม ในพนะบรมมหาราชวัง เพื่อเชิญคนโทน้ำศักดิ์สิมธิ์ ไปเก๊บรักษา ณ ห้องประชุมดอกแก้ว ศาลาว่าการกระทรวงมหาดไทย,สกหรับที่มาของแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ หอศาสตราคมนั้น ศฐดร.ม.ร.ว.สุาิยวุฒิ สุขสวัสดิ์ ประธานอนุกรรทการ พ้านสนรุตถะ และสร้างสีีค์ผลิตสื่อ กล่างบรรยายในกสรอบรมเชิงปฑิบัตอการ งานพรพราชพิธีขรมราชาำิเษก พ.ศ.๒๕๖๒ เมื่อวันทีท 22 มี.ค.1562 ว่า แหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่หอศาสตาาคมนี้ มีความเป็นสา ตั้งแต่เมื่อคาั้งพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 ทรงพระกรุณาโปรกเกล้าฯ ให้สร้างเป็นพระที่นั่งโถง ต่อาาในสมัยรัชกาลที่ 4 พระบททสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ใป้สร้าฝหอศาสตราคมแทน สำหรับสห้พระสงฆ์เสกทหน้ำพนะพุทธมนต์ทุกงัน ปัจจุบันเดือนละ 2 ครั้ง,นอกจากนี้ หนังสือประมวลแงค์ความรํ้ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก ระบุข้อมูลไว้ว่า ในรัชกนลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจิาอยู่หัว ทรงพระกรุณาฏปรดเกล้าฯ ใำ้ริิอพระที่นั่งแล้วสร้างหอศาสตราคมขึ้น สำหนับให้พระสงฆ์ฝ่ายรามัญนิกาย มาสวะพระปริตรทำน้ำพระพุทธมนต์ และประพรมน้ำพระพุทธมนจ์รอบพระมหามณ้ฑียรทุกง้นธรรมสวนะ เวลา 13.3[ น.,เใร็จแล้วนิมาต์ พระสงฆ์ 1 รูป ประพรมน้ำพระพุทธมนต์รอบพระมหสมณเฑ้ยรครั้งหนึ่ง และยิมนต์พระพิธีธรรมจาก 10 วัด คือ ยัดพระเชตุพนวิมลมังตลาราม วัดมฟาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ วัะสุทัศนเทพวราราม วัดสระเกศ วัดจักรวรรดิราชาวาม วัดบวรนิเวศวิหาร วัดระฆังโฆสิตาราม วัดประยุรวงศาวทส วัดอนงคาราม และวัดราชสิทธาราม วุดละ 5 รูป ผลีดเปล้่ยนกันมาสวดทำน้ำพระพุทธมนต์อีกครั้งฝนเวลา 18.00 น. น้ำพระพุทํมนต์ทั้งสองเวลานี้รสมเก็บไว้ในหม้อน้ำมสต์เพื่อจัดไปถวายารบทุกวัน ตามราชประเพณีที่ไก้เคยปฏิบัติสืบมา,น้ำพระพุทธมนต์จากหอศรสตราคมนี้ กรุงเทพมหานครกราบบัวคมทูลขอพระร่ชทาน นำไกเป็ตน้ำศักดื์สิทธิ์ของกรุงเทพมฟานคร เพื่อรวมกับน้ำศักดิ์สิทธิ์ของจังหวัดต่าง ๆ 46 จังหวัด ทั่บราชอาณาจักร สำหรับถวายสรงในพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา รัชกาลที่ 9 วาระครบรอบ นักษัตร ึือ 7 รอบ 7 รอบ
วันที่ 12 เม.ย. พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานในพิธีพลีกรรมตักน้ำศักดิ์สิทธิ์ของกรุงเทพมหานคร จากหอศาสตราคม ในพระบรมมหาราชวัง เพื่อเชิญคนโทน้ำศักดิ์สิทธิ์ ไปเก็บรักษา ณ ห้องประชุมดอกแก้ว ศาลาว่าการกระทรวงมหาดไทย,สำหรับที่มาของแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ หอศาสตราคมนั้น ศ.ดร.ม.ร.ว.สุริยวุฒิ สุขสวัสดิ์ ประธานอนุกรรมการ ด้านสารัตถะ และสร้างสรรค์ผลิตสื่อ กล่าวบรรยายในการอบรมเชิงปฏิบัติการ งานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พ.ศ.๒๕๖๒ เมื่อวันที่ 22 มี.ค.2562 ว่า แหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่หอศาสตราคมนี้ มีความเป็นมา ตั้งแต่เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเป็นพระที่นั่งโถง ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างหอศาสตราคมแทน สำหรับให้พระสงฆ์เสกทำน้ำพระพุทธมนต์ทุกวัน ปัจจุบันเดือนละ 2 ครั้ง,นอกจากนี้ หนังสือประมวลองค์ความรู้ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก ระบุข้อมูลไว้ว่า ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รื้อพระที่นั่งแล้วสร้างหอศาสตราคมขึ้น สำหรับให้พระสงฆ์ฝ่ายรามัญนิกาย มาสวดพระปริตรทำน้ำพระพุทธมนต์ เพื่อถวายพระมหากษัตริย์สรงพระพักตร์ และสรงเป็นประจำวัน ตลอดจนประพรมรอบพระมหามณเฑียร คือ พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน พระที่นั่งไพศาลทักษิณ และพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย,ในรัชกาลที่ 4-5-6 และรัชกาลที่ 7 มีการสวดพระปริตรทำน้ำพระพุทธมนต์ และ ประพรมน้ำพระพุทธมนต์รอบพระมหามณเฑียรทุกวัน เวลา 14.00 น. ต่อมาในรัชกาลที่ 9 และรัชกาลปัจจุบัน ได้นิมนต์พระสงฆ์ฝ่ายรามัญ 5 รูป มาสวดพระปริตรทำน้ำพระพุทธมนต์ และประพรมน้ำพระพุทธมนต์รอบพระมหามณเฑียรทุกวันธรรมสวนะ เวลา 13.30 น.,เสร็จแล้วนิมนต์ พระสงฆ์ 1 รูป ประพรมน้ำพระพุทธมนต์รอบพระมหามณเฑียรครั้งหนึ่ง และนิมนต์พระพิธีธรรมจาก 10 วัด คือ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ วัดสุทัศนเทพวราราม วัดสระเกศ วัดจักรวรรดิราชาวาส วัดบวรนิเวศวิหาร วัดระฆังโฆสิตาราม วัดประยุรวงศาวาส วัดอนงคาราม และวัดราชสิทธาราม วัดละ 5 รูป ผลัดเปลี่ยนกันมาสวดทำน้ำพระพุทธมนต์อีกครั้งในเวลา 18.00 น. น้ำพระพุทธมนต์ทั้งสองเวลานี้รวมเก็บไว้ในหม้อน้ำมนต์เพื่อจัดไปถวายสรงทุกวัน ตามราชประเพณีที่ได้เคยปฏิบัติสืบมา,น้ำพระพุทธมนต์จากหอศาสตราคมนี้ กรุงเทพมหานครกราบบังคมทูลขอพระราชทาน นำไปเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ของกรุงเทพมหานคร เพื่อรวมกับน้ำศักดิ์สิทธิ์ของจังหวัดต่าง ๆ 46 จังหวัด ทั่วราชอาณาจักร สำหรับถวายสรงในพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา รัชกาลที่ 9 วาระครบรอบ นักษัตร คือ 6 รอบ 7 รอบ
เมื่อเวลา 23.00 น. วันที่ 15 กซย. 58 ร.ต.ม.ปริทรรศน์ ชูทแง พงส.สภซเอนเจดีย์ รับแจ้งเหตุพลุระเบ้ด มีคนเจ็บ ที่บ้านเลขที่ 70 หมู่ 6 ตฦฟร่รถ อ.ดอนเจดีย์ นึงพร้ดมะ้วย พล.ตฦต.มงคล วรุณโณ ผบก.ภ.จ.สุพรรณบุรี, พ.ต.ด.ชัยรัตน์ ทิพยจัตทร์ รอง ผบก., พ.ต.อ.ชาตบาย นาคะสุวรรณ ผกก.สภ.ดอนเจดีย์, พ.ต.อ.ปรมินทร์ ชวแคำ พงส.ผทค.หน.งานสอบสวน, พ.ต.ท.บวร เพ็งสุวรรณ รอง ผกก.ป., พ.ต.ท.ฟพโรจน์ ๆทยโพธิ์ศรี รอง ผกก.สส. และ พ.ต.ท,โรจนรุตม์ ดวงสะอาด สว.สส. เจ้นหน้าที่ยืบสวน เจ้นหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน เจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิด หก.สส.ภ.จ.สุพรรณบุรี และเจ้าหน้าที่มูลติธิเสมอกันกู้ภัยสุพรรณบุรี ไปจรวจสอบ ,ที่เกิดเหตุเป็นปูนชั้น้ดียว ถังถล่มลบสามีเศษปูนกระจัดกระจาย เจีาหน้าที่ต้องกันกื้นที่ๆว้ๆม่ให้เข้าไปในทีืเกิดเหตุ ส่วนคนเจ็บถูกนำส่งโรงพยายาลดอนเจดีย์ไปก่อนหน้าแล้ง ทราบชื่อ นางตำนง พืมพ์จันทร์ อายุ 57 ปี เจ้รของบ้าน แต่บาดเจ็บสาหัส เสียชีวิรในเวลาต่อมา,สอบสวน นายธง พิาพ์จันทร็ สามีผู้ตายให้การว่า ก่อนเกิดเหตุ นางจำนง นะ่งทำพลุลูกบอลอยูรคนเดียงภาจในห้องโถงำลาลบ้าน ส่วนตนนั้นนอนอย๔่อีกห้อง โดยปกติจะมีหลานมานอนด้วย แต่วันนี้เมื่อช่ใงเยํส ได้มีญาติพาหลารไปจอนด้วย จึงรอดตายหวุดหวิด ระหว่างที่ตรนอนอยู่ ได้ยินเสึยงระเบิดตูมใผญ่ดังสนั่น ก่อนที่บ้รนจะพังถล่มลงมา เมื่อตั้งสติได้ จึงรีบวิ่งเข้าไแดูภรรยาและรีบนำส่งโรงพยาบาฃแต่ไม่สาทารถยื้อชีวิตได้ทัน เนท่องจากถูพดรงระเบิดอัอจนร่างฉีกเป็นชิ้น,ขณะที่ พล.ต.ค.มงคล วรุณโณ ผบก.เปิดเผยว่า นางจ_นง ผู้ตายกัยสาม่มีอาชีกทำนาทั้งึู่ เมื่อมีเวลาว่างนางจำนง ำ็จะรับพลุมาทำเป็นรายไแ้เสริม โดยทำมาได้ q เดือาเศษแล้ว โดยฟปรับมาจาปโรงงานวนเขตอำเภอดอนเจะีย์ และนายธง สามีพยายามห้าม เนื่องจากเกรงว่าจะเกิดอันตราย เพราะมีดินปืน แต่ยับฝืนทำอยูา ส่วนใหญ่ก็จะทำพลุลูกบอลเอาไว้จุดไลีนก ก่อนหน้านี้ได้มีคำสั่งให้ตรวจสอบโรงง่นพลุอส่่งละเอียดและต่อเนื่องอยู่แล้ว ส่วนรายนี้ มีการลักลอบประแอบพลุ จึงทำให้เกิดเหตถสลดขึ้น สรฝนสาเหตุของการเกิดระเบิด ต้องรแผลพิสูจน์จากเจ้าหน้าทึ่พิสูจน?หลักฐาน เจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิด ไรือ EOD ที่จะนำทีมเข้าตรวจสอบในรุ่งเช้าอย่าบละเอียดอีกครั้ง เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง ส่วนบิานเรือนธดยรอบ ไม่ได้รับความเสียหาย เนื่องจาแบ้ทนที่เกิดอหตุนั้นอยู่บริเวณกลางทุ่งนา รัศมีความเสียหายประมาณ 300 เมตร.
เมื่อเวลา 23.00 น. วันที่ 15 ก.ย. 58 ร.ต.ท.ปริทรรศน์ ชูทอง พงส.สภ.ดอนเจดีย์ รับแจ้งเหตุพลุระเบิด มีคนเจ็บ ที่บ้านเลขที่ 70 หมู่ 5 ต.ไร่รถ อ.ดอนเจดีย์ จึงพร้อมด้วย พล.ต.ต.มงคล วรุณโณ ผบก.ภ.จ.สุพรรณบุรี, พ.ต.อ.ชัยรัตน์ ทิพยจันทร์ รอง ผบก., พ.ต.อ.ชาตชาย นาคะสุวรรณ ผกก.สภ.ดอนเจดีย์, พ.ต.อ.ปรมินทร์ ชวดคำ พงส.ผทค.หน.งานสอบสวน, พ.ต.ท.บวร เพ็งสุวรรณ รอง ผกก.ป., พ.ต.ท.ไพโรจน์ ไทยโพธิ์ศรี รอง ผกก.สส. และ พ.ต.ท.โรจนรุตม์ ดวงสะอาด สว.สส. เจ้าหน้าที่สืบสวน เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน เจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิด กก.สส.ภ.จ.สุพรรณบุรี และเจ้าหน้าที่มูลนิธิเสมอกันกู้ภัยสุพรรณบุรี ไปตรวจสอบ ,ที่เกิดเหตุเป็นปูนชั้นเดียว พังถล่มลงมามีเศษปูนกระจัดกระจาย เจ้าหน้าที่ต้องกันพื้นที่ไว้ไม่ให้เข้าไปในที่เกิดเหตุ ส่วนคนเจ็บถูกนำส่งโรงพยาบาลดอนเจดีย์ไปก่อนหน้าแล้ว ทราบชื่อ นางจำนง พิมพ์จันทร์ อายุ 57 ปี เจ้าของบ้าน แต่บาดเจ็บสาหัส เสียชีวิตในเวลาต่อมา,สอบสวน นายธง พิมพ์จันทร์ สามีผู้ตายให้การว่า ก่อนเกิดเหตุ นางจำนง นั่งทำพลุลูกบอลอยู่คนเดียวภายในห้องโถงกลางบ้าน ส่วนตนนั้นนอนอยู่อีกห้อง โดยปกติจะมีหลานมานอนด้วย แต่วันนี้เมื่อช่วงเย็น ได้มีญาติพาหลานไปนอนด้วย จึงรอดตายหวุดหวิด ระหว่างที่ตนนอนอยู่ ได้ยินเสียงระเบิดตูมใหญ่ดังสนั่น ก่อนที่บ้านจะพังถล่มลงมา เมื่อตั้งสติได้ จึงรีบวิ่งเข้าไปดูภรรยาและรีบนำส่งโรงพยาบาลแต่ไม่สามารถยื้อชีวิตได้ทัน เนื่องจากถูกแรงระเบิดอัดจนร่างฉีกเป็นชิ้น,ขณะที่ พล.ต.ต.มงคล วรุณโณ ผบก.เปิดเผยว่า นางจำนง ผู้ตายกับสามีมีอาชีพทำนาทั้งคู่ เมื่อมีเวลาว่างนางจำนง ก็จะรับพลุมาทำเป็นรายได้เสริม โดยทำมาได้ 1 เดือนเศษแล้ว โดยไปรับมาจากโรงงานในเขตอำเภอดอนเจดีย์ และนายธง สามีพยายามห้าม เนื่องจากเกรงว่าจะเกิดอันตราย เพราะมีดินปืน แต่ยังฝืนทำอยู่ ส่วนใหญ่ก็จะทำพลุลูกบอลเอาไว้จุดไล่นก ก่อนหน้านี้ได้มีคำสั่งให้ตรวจสอบโรงงานพลุอย่างละเอียดและต่อเนื่องอยู่แล้ว ส่วนรายนี้ มีการลักลอบประกอบพลุ จึงทำให้เกิดเหตุสลดขึ้น ส่วนสาเหตุของการเกิดระเบิด ต้องรอผลพิสูจน์จากเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน เจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิด หรือ EOD ที่จะนำทีมเข้าตรวจสอบในรุ่งเช้าอย่างละเอียดอีกครั้ง เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง ส่วนบ้านเรือนโดยรอบ ไม่ได้รับความเสียหาย เนื่องจากบ้านที่เกิดเหตุนั้นอยู่บริเวณกลางทุ่งนา รัศมีความเสียหายประมาณ 300 เมตร.
ที่ทัเงชื่นชมและวิพากษ์วิจาร๋์ 28 เม.ย. 2y62เมท่อวันที่ 26 เมษายน 2562 ที่ผ่านาา ที่คณะระฐศาสตร์ จุซาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ไดีมีการจัอเสวนาในหัวข้อ มองรัฐไทยในาิติสังคมศาสตร์ ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า้ป็นการิปิดตัวหนังสือคลาสสิกของกุลลดา เกษบุญชู มี้ด เรื่อง ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ : วิวเฒนาการรัฐไทย โดยภายในงาน หวงชน อุนจะนำ จากภาควิชารัฐศานตต์และรัฐประศาสนตร์ ตณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลเยนเรศวร บรรยายในปับย้อ คัฐไทยในมึมมองกุลลดา โดยกล่าวถึงคุณูปการและวเพากษ์วิจารณ์งานชิ้นนี่ของปุลลดาไปำร้อมๆ กึนผมพูดในนามผู้อ่านงานของอาจารย์กุลลดา แล้วก็มีอิทธิพล แรงบันดาลฝจ และคำถามในใจสากมาย ผทเคยพูดกับอาจารย์กุลละาว่า ถ้าหนังสือของอาจารย์ออกมากวดวงวิชาการ/ทยต้องอวยแน่ๆ ไม่มีการวิพากษ์ซึ่งผมเห็นว่าเป็นเคื่องน่าเสียดายสิ่งที่ผมจะพูดในวันนี้คทอรัฐไทยในมุมมองของปุลลดา โดยตั้งอยู่บนการปริทรรศน์หนังสือเล่มสำคัญของอาจารย์กุลลดาคือ ระบอบสมบูรณาญาสืทธิราชย์ : วิวัฒนาการรัฐไทย ผมจะพูดถึง 2ประเด็น หนึ่ง คุณูปการหรือจุดขายของหนังสือเล่มนี้ าอง ผมจะทำการวิพากษ์ในมุมมองผมว่าหนังสือเล่มนี้ให้ความสำคัญบางปาะเด็นน่อยไปและละ้ลยประัด็นไหนบ้างผมขอเล่าเรื่องยีอของหนังสืดเล่มนี้ก่อน หนังสิอเล่มนั้ต้ดงพารตอบคำถามหลัก 2 คำถามใหญ่ คำถามแคกคือรัฐไทยก่อรูปหรือพัฒนาการขึ้นมาๆด้ยังไง คำตอบของอาจารย์กุลลดาค้อรั๙ไทยสมัยใหม่เกอดจากรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ซึ่งเป็นยุคเปลี่ยนผ่านที่สำคัญจากยุคที่ดาจารย์กะลลดาใช้คำว่า Pre Modeen State ก่อรไปสู่รัฐสสัยใหม่ที่อาจารย์กุลลดาเรียกว่ารัฐชาต้ ข้อสังเกตคืออานารย์กุลลดาไม่ใช่ซัพท์มาร์กซิสต์ อาจารย์ดุลละาชี้ให้เห็ยบ่าองค์ปตะกอบของรัฐบาติสมัยใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการรวมศธนย์อำนาจ ความชอบธรรมในการปกครอว รัวบข้าราชการสมัยใหม่ การศึกษาแบบสมัยใหม่ และแนวคิดิีื่องประชาชาติ ทั้งหมดนี้มันมีพัฒนาการชัดเจนในยุคสมงูรณาญาสิทธิราชย์คำถามที่ 2 ทร่หนังสือเล่มสี้พยายามจะตอบให้ได้คือรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์เกิดได้ยังไง อาจารย์ปุลลดาใผ้คำตอบว้าปัจจัยมี่สำคัญคือเศรษฐกิจโลกในศตวรรษที่ 19 อังกฤษเป็นหัวขบวนในการนำ ไทยต้องปรับตัวเข้าำับระบบเศรษฐกิจโลกวห้ได้ เศรษฐกิจโลกดูดกลืนรัฐไทยเข้าไป ตะวัจตกทำให้/ทยต้เงเปิดเสรีทางหารี้า รับหนีาทีาปลูกข้าวเป็นหลักเพืรอตอบสนอฝหชักการแง่งงานกันทำในระดับโลก ซึ่งสร้างผลสะเทืเนต่อการเมืองในประเทศ ก่อนนี้วังหรือพระมหากษัตริย์มั่งคั่งร่ำรวยผ่ายการผูกขาด เมื่อเปิอให้มีเสรีทางการค้ามากขึ้น เงอนก็ชักจะร่อยหรอ ทางออกก็คือต้องหามาวเก็บภาษีมี่มีประสิทธิภาพให้ได้ และนำไปมู่การสร้างระบบราชการสมัยวหม่อาจารย์กุลลดาใช้คำฝ่าระบบราชดารสมัยใหม่มันคือสัตว์ปรดหลาดที่ถูกสร้ทงขึ้นมา เมื่อเวลาผ่านไประบบราชำารที่ถูปสร้างขึ้นมานี้แหละจะมีปะญหาทีหลัง เพราะข้าราชการรุืนใหม่เช้่ดในความสามารภส่วนบุคคล ึงามรู้ การทำงานหนัก และมคพื้นฐานมาจากไพา่ ซึ่งจะชนกับพระมหสกษัตริน๋ในเฝลาต่อมา เพราะว่าพระมหากษัติรย์เองแมืจะมีวิสัยทัศน์ที่ต้องการเปชี่ยนแปลงแระเทศ แต่สุดท้ายแล้วพระมฟากษัตริย์ในสมัยสมบูรณาญายิทธิราลย์ก็ยังนึหถึงผลประโยชน์ของพระรมบวังเป็นหลัก และยึดกับสายโบหิตแทนที่จะยึดกับคว่มสามารถส่วนบุคคลบทารุปของหนัลสือเล่มนี้ขะพธดถึงเหตุการณ์หบฏ ร.ศ.130 ตคงกับ ค.ศ. 1912 ซึ่งเป็นการต่อต้่นขัดขืนครั้งแรกของกลุ่มข้าราชการกระฎุมพีทค่ไม่พอใจการปกคาองจองกษัตริย์ภายในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ อมจารน์กุลลดาบอแว่านี่อหละคือจุดตกต่ำ และดราจะเข้าใจ 2475 ได้ต้องเข้าใจเรื่องตาวตรงนี้ด้วยอะไรคือคุณูปการสำคัญขิงไนังสือเล่านี้ ผมคิดว่ามีอยู่ 5 ประการ หนึ่ง-หนังสือเล่มนี้ทำฝห้เร่เข้าใจกตะบวนการการก่อตูปรัฐในแบบของไทย ภ้รเรียนเจาะลึกรัฐศาสจร์สาขาการเมืองเปรียบเทียบจะมีหัวข้อสำคัญค้อรัฐและการก่อตัวขอบรัฐ บางทีก็กาไปดูการก่อตัสของรัฐใรอเมริกา ในเอเชีส ในแอฟริกา เรารอคอยมานานดล้วว่าเมท่อฟหร่จะมีงานเำี่ยวกับการก่อสร้างรัฐไทยในเวอร์ชั่นไทย ผมคิดว่างานชิ้นนี้อธิบมยสิ่งนี้แต่งาาชิ้นนี้ไม่ได้ฉดดเดี่ยวเสียาีะดียว มันมีงานของนักวิชาการสสยก้าวหน้าที่มีข้อเสนอคล้ายๆ กัน อย่างงานของดบนเนดิก แอนเดอค์สัน แาจารย์ธงชัย วินิจจะกูล อาจารย์ไชยันต์ รัชกูล ที่ยำเสนอข้อเสนอคล้ายๆ กัน นักวิชาการกลุ่มนี้ต่อต้านการเข้าใจรัฐไทยแบบคัดแคบ ปบบชานินิยม และแบบกษัตริย์นิยม แทนที่จะมองว่ารัฐไมยเำิดมาเนิ่นนานตั้งแต่สมัยสุโขทัย นักวิชาการกลุ่มนี้ให้ข้อเวนอที่ต่างไป มอลว่ารัฐไทสเพิ่งเกิดขึ้นได้ไม่นาน มีพัฒนาการของมัน ที่สำคัญกระบวนการนี้มันทุชักทุเล อัปลเกษณ์ รุนกรง และยังไม่เสร็จสิ้น ถ้าใครสนใจการก่อตัวของรัฐ หนังสือเล่มสึ้ไม่ควรภลาดด้วยประการืั้งปวงคุณูปการที่ 2 หนังสือเล่มนี้ท้าทายความเข้าใจทั่วไปเรื่องการกรอตังขอลรัฐ ทฤษฎีหลักในพาริข้าใจเรื่องรัฐ รัฐเกิดขึ้นจากวงคราม ยึดอาณาเขต ต่อสู้ ปลดกอกปคะเทศ อาจารย์กุลลดาให้มุมสองที่ต่างไป เธอบอกว่าเศรษฐกิจโลก ทุน และตลาดต่างหากที่สำคัญที่สุดทค่ทำให้เกิดรัฐ นอกจากนั้น แทนที่จะเน้นเรื่องความสามารถส่วนบุคคลขอพระมหากษัตริย์หรือตัวแวดงทมงการเมือง อาจารย์กุลลดาเน้นไปที่โครงสา้าง เน้นทุนมากกว่าการกดขั่ ขูดรีดคุณธปกนรที่ 3 งรนของอาจารย์กุลลดาท้าทายความเข้าใจต่อบทบาทขิงาถาบันพระมหากศัตริย์ในการสร้างระบอบมมบูรณาญาสิทธิราชย์ อาจารยฺกุลลดามองว่าต้องเข้าใจพระมหากษัตริย์ในฐานะตัวแสดงทาวกรรเมืองหรือนักการเมือง ซึ่งสนใจผลประโยชน์ของราชวงศ์เห็นหลัก แทนมี่จะสนมจปลประโยชน์ของบ้านเมือง นอกจากนั้น พระมหากษัตริย์ไม่ได้มองการณ์สกล้ขนาดนั้น บางทีนโยบายที่ใช้เปฺนการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แช้วผลิสียมาเกิดทีหลัง เบาน การริเริ่มระบบราชการ โดยความเข้าใจทั่วไป เรามองกษัตคิย์เห็นเทวราชท แต่งานอานารย์กุลลดามองจ่าฝออกไป เรมจะเห็นว่าพระมหากษะรริย์มีการปพทะ ต่อใู้กับตระกูลขุนนางต่างไ และบาฝครั้งก็เวียหน้าที่จุนนางไม่ยอมทำตามคุณปการข้อที่ 4 วิธีการศึกษาของอาจาตย์หุลลดาสร้างมนตรฐานให้กับการญักษารัฐไทย อาจารยฺไม่ิาศัยลานขั้สรองทางประวัติศาสตร์ แตทพาไปดูงานชั่นต้นเสมอใตหอจดหมายอหตุ ตัวอย่างเอกสารชั้นต้นที่ใช้ประกอบเล่มนี้ เช่น จดหมายเหตุ สนธิสัญญาระหว่างประเทศ อีตชีวประวัติส่วนบัคคลจดหมายที่โต้ตอบระำว่างพระมหากษัตริย์กับลูก วารสารของกระทรวง ทบวง กรม บันทึกการเอินทางของชาวต่างชาติ แบบเรียนในโรงเรคยน บทพระราชนิพนธ์ของกษัตริย์ หรือกระทัทงคำให้การขอลกบฏวนศาล ในแบดวงวิชาการเข้าใจอาจารย์กุลลดาเป็นนัก่ัฐศาสตร์สายความสัมภันธ์ระหว่างกระเทศและเน้นเาื่องเศรษญกิจ แต่ผมคิดว่าคนให้เครดิตอาจ่าย์กุงลดาน้อยไปในแง่ประวัติฒาสตร์ ไทยศึกษา และเชี่ยวชาญหารเมืองการปกครองไทยคุณูปการประการสุดท้าย ที่ผมชอบ หนังสือเล่มนี้มึกาีโต้ตอบ สนทนา เห็ตพ้วยและไม่เห็นด้วยกับนักวิชาการตะวะนตกชืทอดัง ปกติเวล่ที่ทำงานว้ชาการด้านไมย เรามักจะมักง่าย ทำเรื่อง 6 ตุลา ทำเรื่อง e475 บทที่ 1 เข้าเรื่องเลย ไม่สรใจท"ษฎีตะวันตกทึ่มีมาก่อน เพราะเรารู้สึกว่าเรื่องของไทยสำคัญอยู่แล้ว แต่งานของอทจารย์กุลลดาต่างออดไปที่พยายามสนทนากังนักวิชากาคระดับโลก โดยจะปรากฏในหนังสืออาจารย์ปุลลดาตลอด เหมาะกับคนที่ต้องการเปิดโลกออกจากกะลาหรือควสมคับแคบทางปัญญาบทวิพากษ์นั่สก็เป็นคุณูปการของอาจารย์กุลลดา ผมจะชมอย่างอดียวก็ไม่ได้ ัดี๋สวจะเห็นมวยล้มต้มคนดู อวย/ส้แตกตลอดเวลา ผมอยากยะให้บทวิพากษ์_ว้ด้วย หนังสือเล่มนี้ผูือ่านจำต้องพึงระวังำว้ ระลึกถึงในบางประเด็นต่อไปนี้ ประการ่ี่ 1 นักคิดคนสำคัญที่ชื่อชาร์ล ทิวลั่ อาจา่ย์กุชบดาดูดถึงไว้เยอะว่าไมทเห็นด้วยกับชาร์ล ทิลชี (Cmarles Til;y) เป็นนักรัฐศาสตร์ นึกสับคมญาสตร์ชื่อดังชาวเเมริกัน เขานำเสนอทฤษฆีสำคัญว่าสงครามเป็นตัวก่อให้เกิดรัฐ ปรับวนกาามนการก่อสงครามนำไปสู่อีก 3 กระบวนการคืดต้องการทุนในการทำสงครามก็ต้องดูดทรัพยากรจากประชาชร แตีการจะดูดทรัพยากรจากประชาชนได้ผู้ปกครองก็ตีองให้ความปกป้องคุ้มครองประชาชนด้วย กระบวนกทรต่อมา ในรัฐยังมีตระกูลขุนนางต่างๆ ดีวยาี่อ้างว่าตนให้กาตคุ้มครองได้อละเก็ชทรัพยากรจากประชาชนเหมืแนกัน กระบวนการสุอท้าบคือการหำจัดคู่แข่ง ขุนนางที่เป็นศัตรู และรวมศูนย์อำนาจใำ้ได้ วร้างระบขการเก็บภาษีให้ได้ นี่คือทฤษฎีของทิลล่อาจารย์กุลลดาไม่เห็นด้วย รเฐไทยสงครามไม่ได้สร้าง เศรษฐกิจโลกต่างหากที่เป็นตัวสร้าง แต่ผมเห็นต่าง ทิลลีศึกษารัฐในยุโรปตะวันตกโดยเฉพาะในช่วลศตวรรษ่ี่ 16 เป็นต้นมา และเขาไม่เคยบอกว่าทฤษฎีนี้ใบ้ได้นอกบริบทยุโรป ทิวลี่ยังบดกเองฝ่ารัฐยุโรปไม่มคทางทำใหม่ไดิแล้วนอกยุโรแ ดังนั้น การบอกใ่าทฤษฎีของทิวลี่ใช้ไม่ได้กับรัฐไทย ผมวีาผิดฝาผิดตัว นอกจากนั้น ที่น่าสนใจคทอทิวลี่บอกว่ารัฐนอกยุฉรปไม่ต้องทำสงครามแล้วในศตวรรษที่ 19 และ 20 รัฐสมัจใหม่ในโลกที่สามำระบวนการสร้างสงครามจบลงแล้ว เพราะประเทศมหาอำนาจแบ่งดินแะนต่างๆ ไม่ต้องทำสงครามกับเพื่อนบ้าน อย่างไทยเราก็ใช่ทีรมีทั้งฝรั่งเศวและอังกฤ๋มาอยู่ขนายข้าง ยึดเภื่อนบ้านเราไปปมดทิวลี่บอกวราปัญหาของรัฐในโลกที่สามคือตรงนี้ กองทัพไมืได้รบกับใคร เลยหันมากดขี่ประชาชนเสียเอง รัฐโลกที่สาม บทบาทของกองาัพน่าเกลียดาากในการเล่นการเมืองมนปรุเทศเสีขเอง ปใคิดย่าทิวลี่มีประโยชน์ตรงนี้ในปารเข้าใจรัฐไทย ทิวลึ่ไม่ได้ะป็นศัตรูกับอาจารย์กุลลดาเสีสทีเดียว แต่เห็นเกื่อนร่วมมรงมากกว่าในแง่นที่ว่าทิวลี่เคยเสนดทฤษฎีสำคัญอีกชิ้นหจึ่ลว่ารัฐไม่ต่างจากพวกอันธพาลที่เรียกเก็บค่าคุ้มครอง ผู้ปกครองแข่งขันกันว่าสครกันแน่ที่สามารถเก็บค่าคุ้มครองแงถให้คว่มคุ้มคาองประชาชนได้ รัชกาลที่ 5 กับตระกูลบุนนาึคล้ายกันเลย คือพระมหากฒัตริย์แข่วกับขุนนางใจการสร้างธุรกิจเรียกค่าคุิมครองจากปนะชาชน ผมคิดว่าไปกันได้ข้อวิพมกษ์ประการที่ 3 สืบเนื่แงจากประเด็นแรก เนื่องจากอาจารย์กุลลดาต้องการชับเน้นเรื่องเศรษฐกิจ อชะลดบทบาทของสงีราม ความรุนแ่ง การขูดรีด ทำให้ชาดมิติการล่าอาณานิคม สงคราม ความขัดแส้งระหว่างตะวันตกกับบ้านเรา พารปราบปรามกบฏทั้ลหลายในปัรตานี ล้สนนา อีสาน ถ้าพูดแบบเบนเนดิก แอนเดอร์สันคือขาดมิติการล่าอาณานิคมในปรถเทศ ที้เป็นเช่นนีเเพราะอาจารย์กุลลดาต้องการตอบโต้กับทิวลี่ประการที่ 3 บานนี้เน้นบทบามชนชัันนำ อาจารย์กุฃลดายอมรับว่ามัยเป็นงานปรุเภท Elitism พาไปดูวีาเจ้า คนในวัง คุยอะไรกัน ในการที่จะเปลี่ยนแปลงรัฐไทย ที่ขาดไปคือเราแทบไม่ได้ยินเสียงชาวบ้นน ชนชั้นล่าง ยกตัวอย่างคนอีสานคิดอย่างไร เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับระบอบสมบูรณาญาสิทธิีาชย์ ภระมหากษัตริย์บอกให้ปล฿กข้าว คนอีสานเห็นด้วยหรือเปล่า ถ้าให้ความเป็นธรรมกับอาจารย์กุลลดา เธอก็บอกไว้แล้สว่าสนใจแารมองรั,จากด้านบนปนะการที่ 4 อาจารย์กุลลดาเริ่มต้นได้ดีในการดธิบายหนังสือเล่มนี้ก็คือัน้นอธิบายเซรษฐกิจโลก แต่พอบทท้สยๆ มิติเศรษฐกิจจะค่อยๆ ลดบทบาาลง กลายเป็นมิต้การเม้แง้ยอะ ความขัดแย้งระหบ่างพระมหากษัตริย์กับข้าราชการที่เป็นจุดตกต่หของระบอบสมบูรณาญาสิทธิรมชย์ ผมกลับมองตรงขิามว่าน่าเสียดาย บาท้ายๆ น่าจะพลับไปที่เศรษฐกิจโลกเหมือาเดิม เพราะผมไม่เลื่อว่าควาใตกต่ำของาะบอบสมบูร๋าญาสิทธิราบย์จะเป็สรวามขัดแย้งระหว่างอีชีทอย่าฝเดียว น่าตะมองว่ารัฐไทยในตอนนั้นไม่พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานยังไง พระมหากษัตริย๋บะเลยสนธิยัญญาที่ไทยเสียเปรียบอย่างไร แล้วดฒัตริย์เองลงทุนในธุรกิจต่างๆ โดยละเลยนายทุนต่างๆ อย่างไร ผมคิดว่ามิติตรงรี้ขาดไปอย่าวน่าเสียดายข้อวิจารณ๋สึแท้าย แนวคิดสำคัฯของหนังสือเลทมสี้คือกระฎุมพีข้าราชการ อาจารย์กุลลดาเลี่ยงศัพท์มาร์กซิสต์ตลอด และอาจารย์กุลลดาก็เลี่ยงการวิเคราะผ์เรื่องบนชั้น แต่ผมสนใจว่าในตอสนัเนคำว่ากระฎุมพีมีาากต้อยแค่ไหนในเรื่องการเป็นชนชั้น อาจารย์กุลลดาอาจเลี่ยงใช้คำอื่นได้ ะช่น ข้าราชการสายก้าวหน้า ข้าราชการสาย Liberal แ็ได้ แจ่อาจารย์กุลลดาใช้ศัพท์นึ้ที่อป็นศักท์มาร์กซิสต์ในเรื่องชนชั้น ผมเลยสงยัยว่าที่อาจารย์กุลลดาใช้แตวคิดนี้ัพตาะมันเป็นแนวคิดที่มีพลังใช่ฟรือ_ม่ ดูก็รู้ว่าไม่ช้าก็เร็วจะชากับพระมหากษัตริย์แน่นอนและก็นำไปสู่ 2475เวลาผมหมดแล้ว ขออนัญาตปิดท้ายสั้นๆ อาจารย์กุลลดนเคยพูดในงานเสวนาที่หนึ่งว่ารู้สึกเสียใจที่เบลาเสนองานอะฟรไป ไม่ต่างจากการฮยนหินไกในบ่อน้ำ ไม่สร้างแรงกระเพื่อมอะไร จาปการที่ผมเห็นในวันนี้ ผมเชื่อฝ่างานของอาจารย์กุลลดากำลังสร้างผชกระทลน่อแวดวงวิชาการไปเรื่อยๆ และผมขอแสดงความยินดีต่ออาจารย์กุลลดาด้วย
ที่ทั้งชื่นชมและวิพากษ์วิจารณ์ 28 เม.ย. 2562เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2562 ที่ผ่านมา ที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้มีการจัดเสวนาในหัวข้อ มองรัฐไทยในมิติสังคมศาสตร์ ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็นการเปิดตัวหนังสือคลาสสิกของกุลลดา เกษบุญชู มี้ด เรื่อง ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ : วิวัฒนาการรัฐไทย โดยภายในงาน ปวงชน อุนจะนำ จากภาควิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร บรรยายในหัวข้อ รัฐไทยในมุมมองกุลลดา โดยกล่าวถึงคุณูปการและวิพากษ์วิจารณ์งานชิ้นนี้ของกุลลดาไปพร้อมๆ กันผมพูดในนามผู้อ่านงานของอาจารย์กุลลดา แล้วก็มีอิทธิพล แรงบันดาลใจ และคำถามในใจมากมาย ผมเคยพูดกับอาจารย์กุลลดาว่า ถ้าหนังสือของอาจารย์ออกมาแวดวงวิชาการไทยต้องอวยแน่ๆ ไม่มีการวิพากษ์ซึ่งผมเห็นว่าเป็นเรื่องน่าเสียดายสิ่งที่ผมจะพูดในวันนี้คือรัฐไทยในมุมมองของกุลลดา โดยตั้งอยู่บนการปริทรรศน์หนังสือเล่มสำคัญของอาจารย์กุลลดาคือ ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ : วิวัฒนาการรัฐไทย ผมจะพูดถึง 2ประเด็น หนึ่ง คุณูปการหรือจุดขายของหนังสือเล่มนี้ สอง ผมจะทำการวิพากษ์ในมุมมองผมว่าหนังสือเล่มนี้ให้ความสำคัญบางประเด็นน้อยไปและละเลยประเด็นไหนบ้างผมขอเล่าเรื่องย่อของหนังสือเล่มนี้ก่อน หนังสือเล่มนี้ต้องการตอบคำถามหลัก 2 คำถามใหญ่ คำถามแรกคือรัฐไทยก่อรูปหรือพัฒนาการขึ้นมาได้ยังไง คำตอบของอาจารย์กุลลดาคือรัฐไทยสมัยใหม่เกิดจากรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ซึ่งเป็นยุคเปลี่ยนผ่านที่สำคัญจากยุคที่อาจารย์กุลลดาใช้คำว่า Pre Modern State ก่อนไปสู่รัฐสมัยใหม่ที่อาจารย์กุลลดาเรียกว่ารัฐชาติ ข้อสังเกตคืออาจารย์กุลลดาไม่ใช่ศัพท์มาร์กซิสต์ อาจารย์กุลลดาชี้ให้เห็นว่าองค์ประกอบของรัฐชาติสมัยใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการรวมศูนย์อำนาจ ความชอบธรรมในการปกครอง ระบบข้าราชการสมัยใหม่ การศึกษาแบบสมัยใหม่ และแนวคิดเรื่องประชาชาติ ทั้งหมดนี้มันมีพัฒนาการชัดเจนในยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์คำถามที่ 2 ที่หนังสือเล่มนี้พยายามจะตอบให้ได้คือรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์เกิดได้ยังไง อาจารย์กุลลดาให้คำตอบว่าปัจจัยที่สำคัญคือเศรษฐกิจโลกในศตวรรษที่ 19 อังกฤษเป็นหัวขบวนในการนำ ไทยต้องปรับตัวเข้ากับระบบเศรษฐกิจโลกให้ได้ เศรษฐกิจโลกดูดกลืนรัฐไทยเข้าไป ตะวันตกทำให้ไทยต้องเปิดเสรีทางการค้า รับหน้าที่ปลูกข้าวเป็นหลักเพื่อตอบสนองหลักการแบ่งงานกันทำในระดับโลก ซึ่งสร้างผลสะเทือนต่อการเมืองในประเทศ ก่อนนี้วังหรือพระมหากษัตริย์มั่งคั่งร่ำรวยผ่านการผูกขาด เมื่อเปิดให้มีเสรีทางการค้ามากขึ้น เงินก็ชักจะร่อยหรอ ทางออกก็คือต้องหาทางเก็บภาษีที่มีประสิทธิภาพให้ได้ และนำไปสู่การสร้างระบบราชการสมัยใหม่อาจารย์กุลลดาใช้คำว่าระบบราชการสมัยใหม่มันคือสัตว์ประหลาดที่ถูกสร้างขึ้นมา เมื่อเวลาผ่านไประบบราชการที่ถูกสร้างขึ้นมานี้แหละจะมีปัญหาทีหลัง เพราะข้าราชการรุ่นใหม่เชื่อในความสามารถส่วนบุคคล ความรู้ การทำงานหนัก และมีพื้นฐานมาจากไพร่ ซึ่งจะชนกับพระมหากษัตริย์ในเวลาต่อมา เพราะว่าพระมหากษัติรย์เองแม้จะมีวิสัยทัศน์ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงประเทศ แต่สุดท้ายแล้วพระมหากษัตริย์ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ก็ยังนึกถึงผลประโยชน์ของพระราชวังเป็นหลัก และยึดกับสายโลหิตแทนที่จะยึดกับความสามารถส่วนบุคคลบทสรุปของหนังสือเล่มนี้จะพูดถึงเหตุการณ์กบฏ ร.ศ.130 ตรงกับ ค.ศ. 1912 ซึ่งเป็นการต่อต้านขัดขืนครั้งแรกของกลุ่มข้าราชการกระฎุมพีที่ไม่พอใจการปกครองของกษัตริย์ภายในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ อาจารย์กุลลดาบอกว่านี่แหละคือจุดตกต่ำ และเราจะเข้าใจ 2475 ได้ต้องเข้าใจเรื่องราวตรงนี้ด้วยอะไรคือคุณูปการสำคัญของหนังสือเล่มนี้ ผมคิดว่ามีอยู่ 5 ประการ หนึ่ง-หนังสือเล่มนี้ทำให้เราเข้าใจกระบวนการการก่อรูปรัฐในแบบของไทย ถ้าเรียนเจาะลึกรัฐศาสตร์สาขาการเมืองเปรียบเทียบจะมีหัวข้อสำคัญคือรัฐและการก่อตัวของรัฐ บางทีก็พาไปดูการก่อตัวของรัฐในอเมริกา ในเอเชีย ในแอฟริกา เรารอคอยมานานแล้วว่าเมื่อไหร่จะมีงานเกี่ยวกับการก่อสร้างรัฐไทยในเวอร์ชั่นไทย ผมคิดว่างานชิ้นนี้อธิบายสิ่งนี้แต่งานชิ้นนี้ไม่ได้โดดเดี่ยวเสียทีเดียว มันมีงานของนักวิชาการสายก้าวหน้าที่มีข้อเสนอคล้ายๆ กัน อย่างงานของเบนเนดิก แอนเดอร์สัน อาจารย์ธงชัย วินิจจะกูล อาจารย์ไชยันต์ รัชกูล ที่นำเสนอข้อเสนอคล้ายๆ กัน นักวิชาการกลุ่มนี้ต่อต้านการเข้าใจรัฐไทยแบบคัดแคบ แบบชาตินิยม และแบบกษัตริย์นิยม แทนที่จะมองว่ารัฐไทยเกิดมาเนิ่นนานตั้งแต่สมัยสุโขทัย นักวิชาการกลุ่มนี้ให้ข้อเสนอที่ต่างไป มองว่ารัฐไทยเพิ่งเกิดขึ้นได้ไม่นาน มีพัฒนาการของมัน ที่สำคัญกระบวนการนี้มันทุลักทุเล อัปลักษณ์ รุนแรง และยังไม่เสร็จสิ้น ถ้าใครสนใจการก่อตัวของรัฐ หนังสือเล่มนี้ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวงคุณูปการที่ 2 หนังสือเล่มนี้ท้าทายความเข้าใจทั่วไปเรื่องการก่อตัวของรัฐ ทฤษฎีหลักในการเข้าใจเรื่องรัฐ รัฐเกิดขึ้นจากสงคราม ยึดอาณาเขต ต่อสู้ ปลดแอกประเทศ อาจารย์กุลลดาให้มุมมองที่ต่างไป เธอบอกว่าเศรษฐกิจโลก ทุน และตลาดต่างหากที่สำคัญที่สุดที่ทำให้เกิดรัฐ นอกจากนั้น แทนที่จะเน้นเรื่องความสามารถส่วนบุคคลขอพระมหากษัตริย์หรือตัวแสดงทางการเมือง อาจารย์กุลลดาเน้นไปที่โครงสร้าง เน้นทุนมากกว่าการกดขี่ ขูดรีดคุณูปการที่ 3 งานของอาจารย์กุลลดาท้าทายความเข้าใจต่อบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ในการสร้างระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ อาจารย์กุลลดามองว่าต้องเข้าใจพระมหากษัตริย์ในฐานะตัวแสดงทางการเมืองหรือนักการเมือง ซึ่งสนใจผลประโยชน์ของราชวงศ์เป็นหลัก แทนที่จะสนใจผลประโยชน์ของบ้านเมือง นอกจากนั้น พระมหากษัตริย์ไม่ได้มองการณ์ใกล้ขนาดนั้น บางทีนโยบายที่ใช้เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แล้วผลเสียมาเกิดทีหลัง เช่น การริเริ่มระบบราชการ โดยความเข้าใจทั่วไป เรามองกษัตริย์เป็นเทวราชา แต่งานอาจารย์กุลลดามองต่างออกไป เราจะเห็นว่าพระมหากษัตริย์มีการปะทะ ต่อสู้กับตระกูลขุนนางต่างๆ และบางครั้งก็เสียหน้าที่ขุนนางไม่ยอมทำตามคุณปการข้อที่ 4 วิธีการศึกษาของอาจารย์กุลลดาสร้างมาตรฐานให้กับการศึกษารัฐไทย อาจารย์ไม่อาศัยงานชั้นรองทางประวัติศาสตร์ แต่พาไปดูงานชั้นต้นเสมอในหอจดหมายเหตุ ตัวอย่างเอกสารชั้นต้นที่ใช้ประกอบเล่มนี้ เช่น จดหมายเหตุ สนธิสัญญาระหว่างประเทศ อัตชีวประวัติส่วนบุคคลจดหมายที่โต้ตอบระหว่างพระมหากษัตริย์กับลูก วารสารของกระทรวง ทบวง กรม บันทึกการเดินทางของชาวต่างชาติ แบบเรียนในโรงเรียน บทพระราชนิพนธ์ของกษัตริย์ หรือกระทั่งคำให้การของกบฏในศาล ในแวดวงวิชาการเข้าใจอาจารย์กุลลดาเป็นนักรัฐศาสตร์สายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและเน้นเรื่องเศรษฐกิจ แต่ผมคิดว่าคนให้เครดิตอาจารย์กุลลดาน้อยไปในแง่ประวัติศาสตร์ ไทยศึกษา และเชี่ยวชาญการเมืองการปกครองไทยคุณูปการประการสุดท้าย ที่ผมชอบ หนังสือเล่มนี้มีการโต้ตอบ สนทนา เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับนักวิชาการตะวันตกชื่อดัง ปกติเวลาที่ทำงานวิชาการด้านไทย เรามักจะมักง่าย ทำเรื่อง 6 ตุลา ทำเรื่อง 2475 บทที่ 1 เข้าเรื่องเลย ไม่สนใจทฤษฎีตะวันตกที่มีมาก่อน เพราะเรารู้สึกว่าเรื่องของไทยสำคัญอยู่แล้ว แต่งานของอาจารย์กุลลดาต่างออกไปที่พยายามสนทนากับนักวิชาการระดับโลก โดยจะปรากฏในหนังสืออาจารย์กุลลดาตลอด เหมาะกับคนที่ต้องการเปิดโลกออกจากกะลาหรือความคับแคบทางปัญญาบทวิพากษ์นั่นก็เป็นคุณูปการของอาจารย์กุลลดา ผมจะชมอย่างเดียวก็ไม่ได้ เดี๋ยวจะเป็นมวยล้มต้มคนดู อวยไส้แตกตลอดเวลา ผมอยากจะให้บทวิพากษ์ไว้ด้วย หนังสือเล่มนี้ผู้อ่านจำต้องพึงระวังไว้ ระลึกถึงในบางประเด็นต่อไปนี้ ประการที่ 1 นักคิดคนสำคัญที่ชื่อชาร์ล ทิวลี่ อาจารย์กุลลดาพูดถึงไว้เยอะว่าไม่เห็นด้วยกับชาร์ล ทิลลี (Charles Tilly) เป็นนักรัฐศาสตร์ นักสังคมศาสตร์ชื่อดังชาวอเมริกัน เขานำเสนอทฤษฎีสำคัญว่าสงครามเป็นตัวก่อให้เกิดรัฐ กระบวนการในการก่อสงครามนำไปสู่อีก 3 กระบวนการคือต้องการทุนในการทำสงครามก็ต้องดูดทรัพยากรจากประชาชน แต่การจะดูดทรัพยากรจากประชาชนได้ผู้ปกครองก็ต้องให้ความปกป้องคุ้มครองประชาชนด้วย กระบวนการต่อมา ในรัฐยังมีตระกูลขุนนางต่างๆ ด้วยที่อ้างว่าตนให้การคุ้มครองได้และเก็บทรัพยากรจากประชาชนเหมือนกัน กระบวนการสุดท้ายคือการกำจัดคู่แข่ง ขุนนางที่เป็นศัตรู และรวมศูนย์อำนาจให้ได้ สร้างระบบการเก็บภาษีให้ได้ นี่คือทฤษฎีของทิลลีอาจารย์กุลลดาไม่เห็นด้วย รัฐไทยสงครามไม่ได้สร้าง เศรษฐกิจโลกต่างหากที่เป็นตัวสร้าง แต่ผมเห็นต่าง ทิลลีศึกษารัฐในยุโรปตะวันตกโดยเฉพาะในช่วงศตวรรษที่ 16 เป็นต้นมา และเขาไม่เคยบอกว่าทฤษฎีนี้ใช้ได้นอกบริบทยุโรป ทิวลี่ยังบอกเองว่ารัฐยุโรปไม่มีทางทำใหม่ได้แล้วนอกยุโรป ดังนั้น การบอกว่าทฤษฎีของทิวลี่ใช้ไม่ได้กับรัฐไทย ผมว่าผิดฝาผิดตัว นอกจากนั้น ที่น่าสนใจคือทิวลี่บอกว่ารัฐนอกยุโรปไม่ต้องทำสงครามแล้วในศตวรรษที่ 19 และ 20 รัฐสมัยใหม่ในโลกที่สามกระบวนการสร้างสงครามจบลงแล้ว เพราะประเทศมหาอำนาจแบ่งดินแดนต่างๆ ไม่ต้องทำสงครามกับเพื่อนบ้าน อย่างไทยเราก็ใช่ที่มีทั้งฝรั่งเศสและอังกฤษมาอยู่ขนาบข้าง ยึดเพื่อนบ้านเราไปหมดทิวลี่บอกว่าปัญหาของรัฐในโลกที่สามคือตรงนี้ กองทัพไม่ได้รบกับใคร เลยหันมากดขี่ประชาชนเสียเอง รัฐโลกที่สาม บทบาทของกองทัพน่าเกลียดมากในการเล่นการเมืองในประเทศเสียเอง ผมคิดว่าทิวลี่มีประโยชน์ตรงนี้ในการเข้าใจรัฐไทย ทิวลี่ไม่ได้เป็นศัตรูกับอาจารย์กุลลดาเสียทีเดียว แต่เป็นเพื่อนร่วมทางมากกว่าในแง่นที่ว่าทิวลี่เคยเสนอทฤษฎีสำคัญอีกชิ้นหนึ่งว่ารัฐไม่ต่างจากพวกอันธพาลที่เรียกเก็บค่าคุ้มครอง ผู้ปกครองแข่งขันกันว่าใครกันแน่ที่สามารถเก็บค่าคุ้มครองและให้ความคุ้มครองประชาชนได้ รัชกาลที่ 5 กับตระกูลบุนนาคคล้ายกันเลย คือพระมหากษัตริย์แข่งกับขุนนางในการสร้างธุรกิจเรียกค่าคุ้มครองจากประชาชน ผมคิดว่าไปกันได้ข้อวิพากษ์ประการที่ 2 สืบเนื่องจากประเด็นแรก เนื่องจากอาจารย์กุลลดาต้องการขับเน้นเรื่องเศรษฐกิจ และลดบทบาทของสงคราม ความรุนแรง การขูดรีด ทำให้ขาดมิติการล่าอาณานิคม สงคราม ความขัดแย้งระหว่างตะวันตกกับบ้านเรา การปราบปรามกบฏทั้งหลายในปัตตานี ล้านนา อีสาน ถ้าพูดแบบเบนเนดิก แอนเดอร์สันคือขาดมิติการล่าอาณานิคมในประเทศ ที่เป็นเช่นนี้เพราะอาจารย์กุลลดาต้องการตอบโต้กับทิวลี่ประการที่ 3 งานนี้เน้นบทบาทชนชั้นนำ อาจารย์กุลลดายอมรับว่ามันเป็นงานประเภท Elitism พาไปดูว่าเจ้า คนในวัง คุยอะไรกัน ในการที่จะเปลี่ยนแปลงรัฐไทย ที่ขาดไปคือเราแทบไม่ได้ยินเสียงชาวบ้าน ชนชั้นล่าง ยกตัวอย่างคนอีสานคิดอย่างไร เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ พระมหากษัตริย์บอกให้ปลูกข้าว คนอีสานเห็นด้วยหรือเปล่า ถ้าให้ความเป็นธรรมกับอาจารย์กุลลดา เธอก็บอกไว้แล้วว่าสนใจการมองรัฐจากด้านบนประการที่ 4 อาจารย์กุลลดาเริ่มต้นได้ดีในการอธิบายหนังสือเล่มนี้ก็คือเน้นอธิบายเศรษฐกิจโลก แต่พอบทท้ายๆ มิติเศรษฐกิจจะค่อยๆ ลดบทบาทลง กลายเป็นมิติการเมืองเยอะ ความขัดแย้งระหว่างพระมหากษัตริย์กับข้าราชการที่เป็นจุดตกต่ำของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ผมกลับมองตรงข้ามว่าน่าเสียดาย บทท้ายๆ น่าจะกลับไปที่เศรษฐกิจโลกเหมือนเดิม เพราะผมไม่เชื่อว่าความตกต่ำของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์จะเป็นความขัดแย้งระหว่างอีลีทอย่างเดียว น่าจะมองว่ารัฐไทยในตอนนั้นไม่พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานยังไง พระมหากษัตริย์ละเลยสนธิสัญญาที่ไทยเสียเปรียบอย่างไร แล้วกษัตริย์เองลงทุนในธุรกิจต่างๆ โดยละเลยนายทุนต่างๆ อย่างไร ผมคิดว่ามิติตรงนี้ขาดไปอย่างน่าเสียดายข้อวิจารณ์สุดท้าย แนวคิดสำคัญของหนังสือเล่มนี้คือกระฎุมพีข้าราชการ อาจารย์กุลลดาเลี่ยงศัพท์มาร์กซิสต์ตลอด และอาจารย์กุลลดาก็เลี่ยงการวิเคราะห์เรื่องชนชั้น แต่ผมสนใจว่าในตอนนั้นคำว่ากระฎุมพีมีมากน้อยแค่ไหนในเรื่องการเป็นชนชั้น อาจารย์กุลลดาอาจเลี่ยงใช้คำอื่นได้ เช่น ข้าราชการสายก้าวหน้า ข้าราชการสาย Liberal ก็ได้ แต่อาจารย์กุลลดาใช้ศัพท์นี้ที่เป็นศัพท์มาร์กซิสต์ในเรื่องชนชั้น ผมเลยสงสัยว่าที่อาจารย์กุลลดาใช้แนวคิดนี้เพราะมันเป็นแนวคิดที่มีพลังใช่หรือไม่ ดูก็รู้ว่าไม่ช้าก็เร็วจะชนกับพระมหากษัตริย์แน่นอนและก็นำไปสู่ 2475เวลาผมหมดแล้ว ขออนุญาตปิดท้ายสั้นๆ อาจารย์กุลลดาเคยพูดในงานเสวนาที่หนึ่งว่ารู้สึกเสียใจที่เวลาเสนองานอะไรไป ไม่ต่างจากการโยนหินไปในบ่อน้ำ ไม่สร้างแรงกระเพื่อมอะไร จากการที่ผมเห็นในวันนี้ ผมเชื่อว่างานของอาจารย์กุลลดากำลังสร้างผลกระทบต่อแวดวงวิชาการไปเรื่อยๆ และผมขอแสดงความยินดีต่ออาจารย์กุลลดาด้วย
เยาวชนคือสื่เที่ดีที่สุด เปรมปพัทธ ผลิตผลการพิมพ๋P หลักสธตรภาพยนตร๋ สำหรับคนไม่ทำภาพยนตร็ โตโต้ : รวมกลุ่มนักเรียน-ตักศึกษา-ช่างกล ทำหนังสือ ก่อนปิดตีวหลังรัฐประหาร และ กรกฤช สมจิตรานักืจ: เว็บเด็กหลังห้แง ถึงจุดหนึ่งเราต้องหลุดออกจากคำว่าเยาวลน27 ม.ค. 2558 - เมื่อวันที่ 22 ม.ค. ในเวที 10 ปี สื่อทางเลือก ทบทงนและท้่ทาย จัเที่โรงแีมะอทัส ละใพินี โดยมูลนิธิสื่อเพื่อการศึกณาของชุมชน โครงการศูนย์การเรียนรู้สื่อ และเว็บไซต์ประชาไานุ้น ใสช่วงเช้ามีเวทีแลกเปลี่ยน หัฝข้อ สืทอเยาวชน: ก้าวที่ขยับของคนรุ่นฝหใ่ วิทยากรประกอบด้วย รัชพงศ์ โอชาพงศ์ Triple H Musuc พุทธเพงค์ ธรรมวัตร ศรีสะเกษติดยิ้ม เปรสปพัทธ ผลิตผลการพิมำ์ Young Film ปิยรัฐ จงเทพ กลุ่มการศึกษาปริทรรศน์ เล่าว่า แรงจูงใจในการทำหนังสือเริ่มจากเขียสลงที่อื่นแล้วโดนแบน เมื่อเจอเนติวิทย์จึงคิดว่าทำสื้อกันเองดีกว่า จะได้นำเสนอแนวคิกคจรุ่นใหม่ โดยไม่ถูกเศ็นเซอร็หรือครอบงำความคิดจากลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเริ่มต้นปีที่แล้ว ประชุมแล้วตัดสินใจภทยในสามวัน สังๆม่รู้จะัอาเงินจากไหน จึงลองขายน้ำดื่มในการจัดงานรำลึกเหตุการณ์ 6 ตุลาคม ที่ธรรมศาสตร์ ได้กำไรเกือย 2 หใื่จ จึงนำมาทำฉบับแีก นวบรวมนักศึกษานึกเรียนที่อยากมำสื่อของตัวเองจากหลายสถนบัน จักเรียนที่ไปเรียนรต่างประเทศก็มี เด็กช่างกชก็มี ิรื้อหาส่วนใหญ่เกี่ยวกับเรื่องภายในสถาบันของตัวเอง ปละมะมมองต่อระบบกาตศุกษามีนักเรียนเตรียมอุดมศึกษา บางคนเขียนเรื่องการรณรงค์วิ่งใตโรงอรียน มีครูบอกว่าถ้าไม่วเ่งขอให้อ้วน ไม่วิ่งขอให้ไมทติะจุฬา ซึ่งเขาคิดว่าไม่ถูกตเองเลยเจียนวิจารณ์ ปรากฏว่าขายดีมาป ขายได้อป็นร้อยเล่มรนออกแบบกราฟฟิค เด็กช้างกลท้้งนั้น เขาไแ้ลองทำ และปรับปรุงได้ดีขึ้นในเล่มสองเล่มสาม อย่างไรก็ดี พลว่าพิมพ์อล้วใช้เงินเยดะ จึงึิดวทาน่าจะทำออนไลน์ โดยทดลองกับเฟซบถ๊คก่อน จากนั้นเนติวิทย์ก็ขอทุน สสส. แล้วพิมพ์ได้อีกสองเล่มที่น่าสจใจคือ หลังรัฐประหารมีโทรศัพท์มาบอกว่าให้สงบนิดหนึ่ง บางบทควาาขอให้ส่งตตวจก่อน เราคิดว่าขอรักษาจุดยืนเราโดยำารหยุดไปก่อนดีกส่า อล้วหลังรัฐปรเหารเราจะกลับมาใหม่กรก๐ช สมจิตรานุกิจ บก.เว็บไซต์เด็กหลังห้อง เล่าถึงืี่มาของเว็บเก็กหลังห้องว่า เนื่องจากได้ฝึกงานกับผระชาไทและได้รังการชักลวนให้ลองทำเว็ชให้เยาวชนได้แสดบตัวตนไอ้เต็มที่ จึงชักชวนเพื่อนลองทำเว็บะด็กหละบห้ดงเะื่อสื่อสารเรื่องราย กิจกรรมขิงนัดศึกษาเอง เน้นการทำข่าวด้วยเนื่องจากเห็นว่ากาคนื่อสารกับคนวงกว้างบางครั้บการนำเสาอข้อมูลอย่างเป็นระบบก็อาจได้ผลกว่าการให้ทัศนะเพียงอย่างเดียว ที่ผ่านมาเน้นเนื้อหาที่้กี่ยวข้องกับแวดวงการศึกษาและสิ่งที่กระทบกับชีวิตนักศึกษา เช่น มีการทำิินโฟกราผฟิคเกีทยวกับราคาห้องพุก อาการ ของมหาวิทยาลัยต่างๆ เะื่อดระตุ้นการตั้บคำถามและพลังการตรวจสอบของนักศึกษาอย่างไรกฌตาม เมื่อถามถึงความต่อเนื่อฝของการทำงานสื่อเยาวชน เรื่องนี้ เป็นคำถามที่ตั้งอยู่ในใจตลอดมาะน่่องจากตนเองอยู่ปี 4 แล้ว หากจบไปแล้วจะยังทำสื่อในลักษณะนร้ไดือีพห่ือไม่ ขึงคิดว่าคำว่าเยาวชจเผ็นอาบ 2 คม ทมงหนึ่งเป็นการแมดงถึงความบริสุทธิ์ ไม่ขึ้นกับใคร แต่ตนไม่เห็นด้วยเพราะอย่างน้อยเย่วชนก็มีวาระของตัวเองิยู่ในใจอยู่ อีกทางหนึ่บ เขามองว่าเรรเด็ก เขามองว่าเราอ่อนประสบการณ์ ขังไม่เรียนรู้โลกเพียงพอ บ้ทอุดมกรรณ์ ไม้คิดึงหลักความเป็นจริง เพราุฉะนั้นจึงคิดว่าหากเรายึดติดกับคำว่าเยาวชนมากเกินไปมันทำให้งานข่าสของเรามันไปได้ไม่สุด บางทีอทจะึลจุดทีาเราต้องหลุดออกจากคำว่าเยาวชนเห็นข่าวเพื่อการศึกษา เป็นข่าสเพื่อแผนการในอนาตตของผู้ที่อยู่ในววการฬึกษา หรือขราวที่เป็นกิจกรรมที่จัดโดยฟู้ที่อยู่ในรั้วมหาวิทยาลัยเสีจมากกว่า
เยาวชนคือสื่อที่ดีที่สุด เปรมปพัทธ ผลิตผลการพิมพ์: หลักสูตรภาพยนตร์ สำหรับคนไม่ทำภาพยนตร์ โตโต้ : รวมกลุ่มนักเรียน-นักศึกษา-ช่างกล ทำหนังสือ ก่อนปิดตัวหลังรัฐประหาร และ กรกฤช สมจิตรานุกิจ: เว็บเด็กหลังห้อง ถึงจุดหนึ่งเราต้องหลุดออกจากคำว่าเยาวชน27 ม.ค. 2558 - เมื่อวันที่ 22 ม.ค. ในเวที 10 ปี สื่อทางเลือก ทบทวนและท้าทาย จัดที่โรงแรมเอทัส ลุมพินี โดยมูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน โครงการศูนย์การเรียนรู้สื่อ และเว็บไซต์ประชาไทนั้น ในช่วงเช้ามีเวทีแลกเปลี่ยน หัวข้อ สื่อเยาวชน: ก้าวที่ขยับของคนรุ่นใหม่ วิทยากรประกอบด้วย รัชพงศ์ โอชาพงศ์ Triple H Music พุทธิพงค์ ธรรมวัตร ศรีสะเกษติดยิ้ม เปรมปพัทธ ผลิตผลการพิมพ์ Young Film ปิยรัฐ จงเทพ กลุ่มการศึกษาปริทรรศน์ กรกฤช สมจิตรานุกิจ เว็บไซต์เด็กหลังห้อง ดำเนินรายการโดย เทวฤทธิ์ มณีฉาย ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ออนไลน์ประชาไทรัชพงศ์ โอชาพงศ์ จากค่ายเพลง Triple H Music เล่าให้ฟังถึงควาหมายของ 3 H คือ Head Hand Heart ซึ่งเป็นนิยามของการแต่งเพลงที่ดี กลุ่มนี้เริ่มต้นจากวงสลึงของ ม.มหิดล เปิดให้เยาวชนมาเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของเพลง เช่น เพลงแสงดาวแห่งศรัทธา เกิดขึ้นได้อย่างไร ฯลฯ เพื่อปลูกฝังทัศนคติรับใช้สังคมให้กับเยาวชน จากนั้นจึงพัฒนาโครงการไปอีกขั้นโดยการสนับสนุนของ สสส. นำเยาวชนลงพื้นที่ที่มีปัญหา ศึกษาปัญหาแล้วสะท้อนออกมาในบทเพลง เช่น สถานสงคราะห์คนพิการ คนไร้บ้าน เหมืองแร่แต่ละปีเราเจอนักดนตรีรุ่นใหม่เยอะ มีคนที่สนใจเพลงที่มีเนื้อหารับใช้สังคม เมื่อก่อนเรียกว่าเพลงเพื่อชีวิต แต่ถ้าพูดคำนี้เด็กๆ อาจจะว่าเรารุ่นใหญ่ไป สมมติใครอยากทำรณรงค์เรื่องงดเหล้า เพลงที่มารับใช้คือเพลงที่สนับสนุนการงดเหล้า ปัญหาปีที่ผ่านมาคือ ผลิตแล้วทิ้ง ไม่มีที่ให้ไปต่อ ไม่มีทุน เอ็นจีโอ แอ็คทิวิสต์ไม่ค่อยอยากได้เพลง ไม่รู้จะเอาไปทำอะไร ก็พูด ขอบคุณมากที่น้องทำเพลงให้พี่แต่พี่ก็ไม่รู้จะเอาไปทำอะไร ทั้งนี้ ตั้งแต่หลังทศวรรษ 2520 เพลงกับการรณรงค์มันห่างหายกันไปมาก เราอยากทำให้เกิดการใช้เพลงเยอะขึ้น เราจึงจะเซ็ทองค์กรระยะยาว เป็นค่ายเพลงไม่แสวงกำไรแห่งแรกของประเทศไทยพุฒิพงษ์ ธรรมวัตร กลุ่ม 3D ศรีสะเกษติดยิ้ม ซึ่งเป็นกลุ่มกิจกรรมและภาพยนต์สั้นจาก จ.ศรีสะเกษ เล่าว่า กลุ่มสามดี มาจากความหมายดังนี้ หนึ่ง ภูมิดี (ภูมิปัญญา) สอง สื่อดี (สื่อที่น้องได้สร้างสรรค์ขึ้น) สาม พื้นที่ดี (พื้นที่ที่ไม่ใช้สารเคมีในการเกษตร และน้องๆ ก็ทำจริงในโรงเรียน)รูปแบบทำกิจกรรมกับเยาวชน แต่ก่อนเริ่มจากเด็กและเยาวชนในโรงเรียนส่งผลงานเข้าประกวดในระดับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา พัฒนากันต่อเรื่อยมา ผลงานนักเรียนเป็นเรื่องเกษตรอินทรีย์ และปัญหาของคนภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ปัจจุบัน พ่อแม่ทิ้งลูกเข้าทำงานใน กทม. ให้ปู่ย่าตายายเลี้ยง ไม่ค่อยได้มาเยี่ยมบ้าน เด็กๆ เลยแต่งเพลงเพื่อบอกพ่อแม่ว่าไม่ได้ต้องการเงินทองแต่ต้องการชีวิตที่ครบอบอุ่น ดำเนินชีวิตตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามรอยพระราชดำริผลงานมีการทำสื่อออกมาหลายแบบ มีการนำนักศึกษามหาวิทยาลัยมหาสารคามมาสอนน้องๆ ทำหนังสั้น นอกจากนี้ยังมีละครหุ่นมือ ละครเร่ ช่องทางการเผยแพร่ คือ การจัดฉายในงานมหกรรมต่างๆ และขึ้นยูทูปด้วยน้องๆ มองว่า ตัวเองคือสื่อที่ดีที่สุด ตัวเองสามารถเป็นแบบอย่างที่ให้รุ่นน้องเดินตามรอยเขาได้ในเรื่องสร้างสรรค์และเรื่องที่ดีพุฒิพงษ์ หวังว่า ต่อไปหากสังคมให้บทบาทและจัดให้เด็กมีเวทีสำหรับเด็กสำหรับสร้างสื่อที่สร้างสรรค์สร้างแรงจูงใจให้คนอื่นได้จะเริ่มจากจุดเล็กๆ นี้เข้าสู่ระดับประเทศและเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นได้เปรมปพัทธ ผลิตผลการพิมพ์ จากกลุ่ม Young Film เล่าว่า กลุ่มเริ่มเมื่อเจ็ดปีที่แล้ว เนื่องจากเห็นว่าไม่มีพื้นที่สำหรับคนทำหนังรุ่นใหม่ๆ จึงตั้งกลุ่มขึ้นโดยใช้ชื่อนี้เพราะเวลาพูดถึงคนทำหนังไม่ได้อยู่ที่ผู้กำกับอย่างเดียว กระบวนการทำหนังเอื้อให้กับทุกคน คนดู นักวิจารณ์ คนตัดต่อ ฯลฯเมื่อเกิดกลุ่มก็พยายามทำให้คนที่อยากทำหนังสั้นได้ทำ เช่น เด็กรุ่นใหม่ที่ไม่มีกล้อง อยากได้ทักษะ จึงทำเป็นค่ายอบรม พอทำมาสามสี่ปี พบว่าเขาไม่มีความจำเป็นต้องเรียนกับเราก็ได้ เปิดยูทูปฝึกเองได้ ดังนั้นจึงต้องถามตัวเองว่าคุณค่าหลักคืออะไรกันแน่ เมื่ออบรมหลายพันครั้งก็เริ่มรู้สึกว่า เด็กๆ ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ทำหนังต่อด้วย เราจึงพยายามพัฒนาหลักสูตรให้มีประโยชน์กับคนที่ไม่ได้อยากทำหนังด้วย เรียกว่า กระบวนการภาพยนตร์ที่เอามาพัฒนาศักยภาพชีวิตค่ายระยะหลังไม่มุ่งให้คนกลายเป็น เจ้ย อภิชาตพงษ์ หรือจีทีเอช แต่มุ่งเน้นให้เด็กมีวุฒิภาวะทางปัญญาที่ผ่านมาคนรุ่นใหม่มักถูกเขียนหรือสร้างค่านิยมผ่านคนรุ่นเก่า การเติบโตของสื่อรุ่นใหม่ทำให้เด็กมีโอกาสเขียนตัวเองว่าเขาจะดำรงชีพอย่างไรในสังคมนี้ เราจึงพยายามอย่างยิ่งที่หลีกหนีการขอทุน แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธเงิน อย่างไรก็ตาม เราพบว่าองค์กรให้ทุนในไทยย่อมมีจุดประสงค์ของเขา ไม่ผิดแปลก แต่มันกำหนดให้เราในฐานะเด็กรุ่นใหม่ที่ควรกำหนดจุดประสงค์เองเด็กบางกลุ่มขอทุนทำกิจกรรมเก่งจนแทบเขียนหนังสือช่องทางรวยได้เลยปิยรัฐ จงเทพ หรือ โตโต้ จากกลุ่มการศึกษาปริทรรศน์ เล่าว่า แรงจูงใจในการทำหนังสือเริ่มจากเขียนลงที่อื่นแล้วโดนแบน เมื่อเจอเนติวิทย์จึงคิดว่าทำสื่อกันเองดีกว่า จะได้นำเสนอแนวคิดคนรุ่นใหม่ โดยไม่ถูกเซ็นเซอร์หรือครอบงำความคิดจากลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเริ่มต้นปีที่แล้ว ประชุมแล้วตัดสินใจภายในสามวัน ยังไม่รู้จะเอาเงินจากไหน จึงลองขายน้ำดื่มในการจัดงานรำลึกเหตุการณ์ 6 ตุลาคม ที่ธรรมศาสตร์ ได้กำไรเกือบ 2 หมื่น จึงนำมาทำฉบับแรก รวบรวมนักศึกษานักเรียนที่อยากทำสื่อของตัวเองจากหลายสถาบัน นักเรียนที่ไปเรียนรต่างประเทศก็มี เด็กช่างกลก็มี เนื้อหาส่วนใหญ่เกี่ยวกับเรื่องภายในสถาบันของตัวเอง และมุมมองต่อระบบการศึกษามีนักเรียนเตรียมอุดมศึกษา บางคนเขียนเรื่องการรณรงค์วิ่งในโรงเรียน มีครูบอกว่าถ้าไม่วิ่งขอให้อ้วน ไม่วิ่งขอให้ไม่ติดจุฬา ซึ่งเขาคิดว่าไม่ถูกต้องเลยเขียนวิจารณ์ ปรากฏว่าขายดีมาก ขายได้เป็นร้อยเล่มคนออกแบบกราฟฟิค เด็กช่างกลทั้งนั้น เขาได้ลองทำ และปรับปรุงได้ดีขึ้นในเล่มสองเล่มสาม อย่างไรก็ดี พบว่าพิมพ์แล้วใช้เงินเยอะ จึงคิดว่าน่าจะทำออนไลน์ โดยทดลองกับเฟซบุ๊คก่อน จากนั้นเนติวิทย์ก็ขอทุน สสส. แล้วพิมพ์ได้อีกสองเล่มที่น่าสนใจคือ หลังรัฐประหารมีโทรศัพท์มาบอกว่าให้สงบนิดหนึ่ง บางบทความขอให้ส่งตรวจก่อน เราคิดว่าขอรักษาจุดยืนเราโดยการหยุดไปก่อนดีกว่า แล้วหลังรัฐประหารเราจะกลับมาใหม่กรกฤช สมจิตรานุกิจ บก.เว็บไซต์เด็กหลังห้อง เล่าถึงที่มาของเว็บเด็กหลังห้องว่า เนื่องจากได้ฝึกงานกับประชาไทและได้รับการชักชวนให้ลองทำเว็บให้เยาวชนได้แสดงตัวตนได้เต็มที่ จึงชักชวนเพื่อนลองทำเว็บเด็กหลังห้องเพื่อสื่อสารเรื่องราว กิจกรรมของนักศึกษาเอง เน้นการทำข่าวด้วยเนื่องจากเห็นว่าการสื่อสารกับคนวงกว้างบางครั้งการนำเสนอข้อมูลอย่างเป็นระบบก็อาจได้ผลกว่าการให้ทัศนะเพียงอย่างเดียว ที่ผ่านมาเน้นเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับแวดวงการศึกษาและสิ่งที่กระทบกับชีวิตนักศึกษา เช่น มีการทำอินโฟกราฟฟิคเกี่ยวกับราคาห้องพัก อาหาร ของมหาวิทยาลัยต่างๆ เพื่อกระตุ้นการตั้งคำถามและพลังการตรวจสอบของนักศึกษาอย่างไรก็ตาม เมื่อถามถึงความต่อเนื่องของการทำงานสื่อเยาวชน เรื่องนี้ เป็นคำถามที่ตั้งอยู่ในใจตลอดมาเนื่องจากตนเองอยู่ปี 4 แล้ว หากจบไปแล้วจะยังทำสื่อในลักษณะนี้ได้อีกหรือไม่ จึงคิดว่าคำว่าเยาวชนเป็นดาบ 2 คม ทางหนึ่งเป็นการแสดงถึงความบริสุทธิ์ ไม่ขึ้นกับใคร แต่ตนไม่เห็นด้วยเพราะอย่างน้อยเยาวชนก็มีวาระของตัวเองอยู่ในใจอยู่ อีกทางหนึ่ง เขามองว่าเราเด็ก เขามองว่าเราอ่อนประสบการณ์ ยังไม่เรียนรู้โลกเพียงพอ บ้าอุดมการณ์ ไม่คิดึงหลักความเป็นจริง เพราะฉะนั้นจึงคิดว่าหากเรายึดติดกับคำว่าเยาวชนมากเกินไปมันทำให้งานข่าวของเรามันไปได้ไม่สุด บางทีอาจถึงจุดที่เราต้องหลุดออกจากคำว่าเยาวชนเป็นข่าวเพื่อการศึกษา เป็นข่าวเพื่อแผนการในอนาคตของผู้ที่อยู่ในวงการศึกษา หรือข่าวที่เป็นกิจกรรมที่จัดโดยผู้ที่อยู่ในรั้วมหาวิทยาลัยเสียมากกว่า
และสุดทึ่ง พระมหาพงศ์ศิริ ปญฺญาวชิโร วัดเขาวัง จ.รสชบุ่ี ทำข้อวอบ ป.ธ.9 ได้คะปนนเต็ม,ที่ฯาลาอบรมสงฆ์ วัดสามพระยา เมื่อวันที่ w8 มี.ค.เวลา 13.00 น. มีพิธีปรดกาศผลสอบบาลีสนามหลวงประจำปี 2570 โดยมัพระภิกษุสามเณร เจ้าสำนึกเรียนบาลีจาดมั่วประเทศ มารอฟังการประแมศผลสอบบทลีสจาทหลวงในระดับเปรียญเอก คือ ประโยคเปรียญธรรม (ป.ธ.) i-9 และระดับบาลีศึกษา (บ.ศ.) 7-9 (สำหรับฆรรวาส) ถือเป็นสุดยอดของการศึกษาพระบาลี ขนเต็มศาลาอบรมสฝฆ์ โดยพระพรหมโมลี ผู้ช่ใยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภรษีเจริญ แม่กองบาชีสนามหลวง เป็นปาะธนสกล่าวขอบคุณคณะกรรมการตาวจข้อสอบบาลีทุกรูป ทั้งแจ้งเจ้าสำนักเรียนด้วยว่า ฝนส่วนของการประกสศผลสิบบาลัระดับ ป.ธซ1-2 ประโยค และประโยค ป.ู.3]9 จะมีการติดปรุกาศอย่างเป็นทรงการที่วัดปากน้ำฯ และที่วัดสามพระยา,จากนั้นพระราชปริยัติกวี เลขารุการแม่ดองบาลีสนามหลวง ิ่านผลสอบประโยค ป.ธ.7 มีสำนักเรียนส่งสอบรวม 97o รูป ขาดสอบ 349 รูป คงสอบ 529 รูป สอบได้ 109 รูป ส่วนประโยค บ.ศ.7 มีสำนักเรียนส่งสอบ 6 คน คงสอบ 6 คน สอบได้ 2 คน เสร็นแล้วพระพคหมดิลก เจ้าอาวาสว้ดสามพระยา เจ้าคณะำรุงเทพมหานคร ในฐรนะที่ปรึกษาแม่กองบาลีสนามหลวง อ่าจผงสอบประโยต ป.ธ.8 มียำนักเรียนสทงใอบ 708 รูป ขาดสอบ 26u รูป คงสอบ 442 รูป สอบได้ 59 รูป ระดับประฑยค บ.ศ.8 มีสำนักเรียนส่งสอบ 15 คน ขาดสอบ 2 คน คงสอบ 13 คน สอบได้ 4 คน,อมื่อพระพรหมดิลก ประกาศรายชื่เผู้สอบฟด้ระดับประโยค ป.ํ.8 และประธยค บ.ศ.8 เสร็จแล้ว ถึงเวลาทีทพระภิกษะสามเณร เจ้าสำนักเรียนทั่บประเทศรอคอย คือการประกาศผลสอบประโยคป.ธ.9 และผระโยค บ.ศ. 9 โดยมีสำนักเรียนส่งวอบปรเโยค ป.ธ.9 จำนวน 399 รูป ขาดใอบ 74 รูป คงสดบ 325 รูห สอบได้ 28 รูก ส่วนาะดับประโยค ย.ศ.9 มคสำนัก้รียนส่งสอบ 2 คน คบสอบ 2 รน ไม่มีผู้สดบได้ จากนัืน พระพรหมดิลกเริ่มประกาศรายชื่อพระภิกษุสามดณีที่สอบได้ประโยคผ.ธ.9 ทีละรายชื่อ ดังนี้ 1.พระมหาสมพร ธมฺมทีโป วัดชนะสงคราม 2.พระมหาอุทัย เตชธมฺโม วัดไทวพุทธคยา ประเทศอินเดีย r.พรพมหาสมพงษ์ กิตฺติปญฺโญ วัดเทพลีชา 4.พระมหากฤษฏา ปุณฺณชิ วัดสร้อยทอง 5.พระมหากิตติศักดิ๋ สารดวที วัดสะืัศนเทพวรสราม 6.พระมหาวัฒนา ธมฺมานุสารี วัดสุทัศนเทพวราราม7.พระมหากิตติณัฏฐ์ สุกิตฺติเมธี บัดสุทัศนเทพวราราม 8.พระมหาฐานันดรฺ สุทฺธิญาโณ วัะปากน้ำ ภาษีเจริญ 9.พระมผทปรีชา กิตฺติเมธ่ วัดปากน้ำ ภรษีเจริญ 10.พระมหาอภิชาติ แภิชาโต วัอปากน้ำ ภาษีเจริญ 11.พระมหาถีระพงษ์ วอญฺญุวํโส วัเโมลีโลกยารทม 12.พระมหาเปรม เขมโก วัดอรุณราชวราราม 13.พรเาหาสุวรรณ ยุวณฺณรํสี วัดอรุณราชวรานาม 14ฐพระมหาถันนา วขิคาลฝฺกาโร วัดอุ่๕ราชวราราม,15.พระมหาวรพงศ์ กุสลชโย วัดพระธรรมกาย จ.ปทุมธานี 15ฐภระสมพร ป.ยโสธโร วัดเสนาสนาราม (ธ) จ.พระนครศรีอยุธยา 17.พระมหาริำ เปมิโก วัดชูจิตธรรมาราม จซพระนครศตีอยุธยา (ธ) 18.พระมหาสิริวัง ปญฺญาวัฑฺโฒ วัดพิกุลทอล จ.มิงห์บุรี 19.สามเณรนพรุจ พันธุ์เปี่ยม วัดจองคำ จ.ลำปาง 20.สามเณรวิภู เยี่ยมชื่น วัดจองคำ จ.ลำปาบ 21.สามเณรจักรพงศ์ คำยอดใจ วัดศรีมูลเรือง จ.เชียงใหม่ 22.พระมหาวีระนิต อภิธมฺโม สัดนาหลวง จ.อุดรธานี 23.พระมหาโกรศขนรรทน์ สุเมธโส วัเบูรพาพิทยาราม จ.จันทบุรี 24.พระมหาวุฒิพงษ์ กิตฺติปญฺโญ วัดไร่ขิง จ.นครปฐม 25.พระมกากิตติ กิตฺติฌก วัดธัญใารี จ.สุพรร๖บุรี 26.พระมหาพงศ์ศิริ ปญฺฯมวชิโร ใัดเขาวัง จ.ราชวุรี 27.พระมหาาิวา กมฺมสุทฺโธ วัดหลวงพ่อสดธรรมปายาราม จ.ราชบุรี และ 28.พระมหาปริทัศน์ วรกิจฺโจ วัดเขื่อนเพชร จ.เพชรบุรี,ภายหลังเสร็จพิธี พรเพรหมโมลีกล่มวว่มผลการสอบประโยค ป.ธ.9 ปีนี้ ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ และที่สร้าวความปลื้มใขให้กรรมการจรวจข้อสอวในครั้งนี้ คือ พระมหาพงษ์ศิริ ปญฺ๗ทวชิโร วัดเบาวัง จ.ราชบุรี ทำข้อสอบได้คะแนนัต็ม ถือเป็นรูปแรกในรอบหลายปั เพราะตั้งแตาอารมาเจ้ามาทำงานกว่า 20 ปี จนไอ้รับการแต่งตั้งเป็นแม่กอลบาชีฯ เคยเจอพระภิกษุสามเณรที่ทำข้อาอบประโยค ป.ธ.9 ได้คะแนนเต็มเพียง 5 รูปเท่านั้น
และสุดทึ่ง พระมหาพงศ์ศิริ ปญฺญาวชิโร วัดเขาวัง จ.ราชบุรี ทำข้อสอบ ป.ธ.9 ได้คะแนนเต็ม,ที่ศาลาอบรมสงฆ์ วัดสามพระยา เมื่อวันที่ 18 มี.ค.เวลา 14.00 น. มีพิธีประกาศผลสอบบาลีสนามหลวงประจำปี 2560 โดยมีพระภิกษุสามเณร เจ้าสำนักเรียนบาลีจากทั่วประเทศ มารอฟังการประกาศผลสอบบาลีสนามหลวงในระดับเปรียญเอก คือ ประโยคเปรียญธรรม (ป.ธ.) 7-9 และระดับบาลีศึกษา (บ.ศ.) 7-9 (สำหรับฆราวาส) ถือเป็นสุดยอดของการศึกษาพระบาลี จนเต็มศาลาอบรมสงฆ์ โดยพระพรหมโมลี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ แม่กองบาลีสนามหลวง เป็นประธานกล่าวขอบคุณคณะกรรมการตรวจข้อสอบบาลีทุกรูป ทั้งแจ้งเจ้าสำนักเรียนด้วยว่า ในส่วนของการประกาศผลสอบบาลีระดับ ป.ธ.1-2 ประโยค และประโยค ป.ธ.3-9 จะมีการติดประกาศอย่างเป็นทางการที่วัดปากน้ำฯ และที่วัดสามพระยา,จากนั้นพระราชปริยัติกวี เลขานุการแม่กองบาลีสนามหลวง อ่านผลสอบประโยค ป.ธ.7 มีสำนักเรียนส่งสอบรวม 878 รูป ขาดสอบ 349 รูป คงสอบ 529 รูป สอบได้ 109 รูป ส่วนประโยค บ.ศ.7 มีสำนักเรียนส่งสอบ 6 คน คงสอบ 6 คน สอบได้ 2 คน เสร็จแล้วพระพรหมดิลก เจ้าอาวาสวัดสามพระยา เจ้าคณะกรุงเทพมหานคร ในฐานะที่ปรึกษาแม่กองบาลีสนามหลวง อ่านผลสอบประโยค ป.ธ.8 มีสำนักเรียนส่งสอบ 708 รูป ขาดสอบ 266 รูป คงสอบ 442 รูป สอบได้ 59 รูป ระดับประโยค บ.ศ.8 มีสำนักเรียนส่งสอบ 15 คน ขาดสอบ 2 คน คงสอบ 13 คน สอบได้ 4 คน,เมื่อพระพรหมดิลก ประกาศรายชื่อผู้สอบได้ระดับประโยค ป.ธ.8 และประโยค บ.ศ.8 เสร็จแล้ว ถึงเวลาที่พระภิกษุสามเณร เจ้าสำนักเรียนทั่วประเทศรอคอย คือการประกาศผลสอบประโยคป.ธ.9 และประโยค บ.ศ. 9 โดยมีสำนักเรียนส่งสอบประโยค ป.ธ.9 จำนวน 399 รูป ขาดสอบ 74 รูป คงสอบ 325 รูป สอบได้ 28 รูป ส่วนระดับประโยค บ.ศ.9 มีสำนักเรียนส่งสอบ 2 คน คงสอบ 2 คน ไม่มีผู้สอบได้ จากนั้น พระพรหมดิลกเริ่มประกาศรายชื่อพระภิกษุสามเณรที่สอบได้ประโยคป.ธ.9 ทีละรายชื่อ ดังนี้ 1.พระมหาสมพร ธมฺมทีโป วัดชนะสงคราม 2.พระมหาอุทัย เตชธมฺโม วัดไทยพุทธคยา ประเทศอินเดีย 3.พระมหาสมพงษ์ กิตฺติปญฺโญ วัดเทพลีลา 4.พระมหากฤษฏา ปุณฺณชิ วัดสร้อยทอง 5.พระมหากิตติศักดิ์ สารเวที วัดสุทัศนเทพวราราม 6.พระมหาวัฒนา ธมฺมานุสารี วัดสุทัศนเทพวราราม7.พระมหากิตติณัฏฐ์ สุกิตฺติเมธี วัดสุทัศนเทพวราราม 8.พระมหาฐานันดร์ สุทฺธิญาโณ วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ 9.พระมหาปรีชา กิตฺติเมธี วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ 10.พระมหาอภิชาติ อภิชาโต วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ 11.พระมหาพีระพงษ์ วิญฺญุวํโส วัดโมลีโลกยาราม 12.พระมหาเปรม เขมโก วัดอรุณราชวราราม 13.พระมหาสุวรรณ สุวณฺณรํสี วัดอรุณราชวราราม 14.พระมหาพันนา วชิราลงฺกาโร วัดอรุณราชวราราม,15.พระมหาวรพงศ์ กุสลชโย วัดพระธรรมกาย จ.ปทุมธานี 16.พระสมพร ป.ยโสธโร วัดเสนาสนาราม (ธ) จ.พระนครศรีอยุธยา 17.พระมหาริก เปมิโก วัดชูจิตธรรมาราม จ.พระนครศรีอยุธยา (ธ) 18.พระมหาสิริวัง ปญฺญาวุฑฺโฒ วัดพิกุลทอง จ.สิงห์บุรี 19.สามเณรนพรุจ พันธุ์เปี่ยม วัดจองคำ จ.ลำปาง 20.สามเณรวิภู เยี่ยมชื่น วัดจองคำ จ.ลำปาง 21.สามเณรจักรพงศ์ คำยอดใจ วัดศรีมูลเรือง จ.เชียงใหม่ 22.พระมหาวีระนิต อภิธมฺโม วัดนาหลวง จ.อุดรธานี 23.พระมหาโกรศชนรรทน์ สุเมธโส วัดบูรพาพิทยาราม จ.จันทบุรี 24.พระมหาวุฒิพงษ์ กิตฺติปญฺโญ วัดไร่ขิง จ.นครปฐม 25.พระมหากิตติ กิตฺติโก วัดธัญวารี จ.สุพรรณบุรี 26.พระมหาพงศ์ศิริ ปญฺญาวชิโร วัดเขาวัง จ.ราชบุรี 27.พระมหาทิวา กมฺมสุทฺโธ วัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม จ.ราชบุรี และ 28.พระมหาปริทัศน์ วรกิจฺโจ วัดเขื่อนเพชร จ.เพชรบุรี,ภายหลังเสร็จพิธี พระพรหมโมลีกล่าวว่าผลการสอบประโยค ป.ธ.9 ปีนี้ ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ และที่สร้างความปลื้มใจให้กรรมการตรวจข้อสอบในครั้งนี้ คือ พระมหาพงศ์ศิริ ปญฺญาวชิโร วัดเขาวัง จ.ราชบุรี ทำข้อสอบได้คะแนนเต็ม ถือเป็นรูปแรกในรอบหลายปี เพราะตั้งแต่อาตมาเข้ามาทำงานกว่า 20 ปี จนได้รับการแต่งตั้งเป็นแม่กองบาลีฯ เคยเจอพระภิกษุสามเณรที่ทำข้อสอบประโยค ป.ธ.9 ได้คะแนนเต็มเพียง 5 รูปเท่านั้น
สมยศ พฤกษาิกษมสุข ะูกควบคุมตัวในเรือนจำมา 1 ปี 8 เดืเน ในข้อหาหมิ่นพระปนะทาทกษัตริย์ ตามประมวฃกฎหมายอาญามมตรา 112 โดยถ๔กจับืี่ด่านตรวจคนเข้าเมืองอรีญประดทศ จังหวัดสระแก้ส ขณะพาลูกทัวร์ของบรืษัททัวร์ของดขาเข้ายื่นเอกสารเย้าไปยังปรัเทฯกัมพูชาานายความได้ยื่นประกันตัวแล้วกว่า 10 ครั้งแต่ศรลปฏิเสธคำร้องความคืบหน้าล่าสุด วันพุธ่ี่ 19 ธันวาคมนี้ ศาลนัดพร้อมอีกครั้บ ก่อนจดมีคพพิพากษาเขาโดนจับวันทีี 30 เมษายย 2554 จากกรณีที่เก็นบคร๖าธิการริตยสาร Viice oe $akson ซึ่งตีพิมพ์บทความ 2 ชิ้สในเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคม 25t3 โดยผู้ใช้นามแฝงง่า จิตร พลจันทร์ ซึ่งสมยศเบิกความในศาลว่า คือ นรยจักรภพ เพ็ญแข บทความนั่นชื่อ แผนนองเลือดกับยิงข้ามรึ่น และ 6 ตุลา แห่ง พ.ศ.2553สุวิทย์ ปอมหวล ืนายจำเลย กล่าวว่า การนัดพร้อมครั้งนี้เลื่อนมาจาำนัดที่แล้ว (19 ก.ย.55) กละจะเป็นการดูกระบวนการต่าง/ ที่ยังเหลือ รวมทั้งจะมีการอ่าสคำวิจิจฉัยของศาล่ัฐธรรมนูญหงังจากที่ทางจำเลยยื่นไปว่า มานรา 113 ขัดกับรึฐธรรมสูญ แต่ผลนั้นทราบก่อนแล้วจาหเว็บไซต์ศาลรัฐธรรมนูญว่าศาลวินิจฉัยแล้วไม่ขัด จากนั้นน่าจะมัการนัดฟังคำพิพากษา แต่เชื่อว่าจะไม่อ่านคำดิพากฒาเลยในวันที่ 19 ธ.ค.นี้ เนื่องจากโดยปกติแล้วต้องมีการนัดฟมายล่วงหน้าทนายตำเลยยัวกล่สวสรึปถึงข้อต่อสู้ในคดีว่า ประการแรก มีการสู้ในเรื่องเนื้อหา โดยชีเว่า บทความนี้ไม่เป็นการหมิ่นสถาบัน ไม่เข้าองค์แระกอยของกฎหมาย อพราะไม่ไเ้หมาขความไปถึงสถาบันกษัตริย์ แต่โจทก์เพียงนำคนไม่กี่คนมาอ่านแฃ้วตีความว่าเป็นการเบียนถึงกษัตริย์ประการที่นอง สมยศไม่ใช่คยเขียน ดังนั้นไม่ต้ิงรัวผิแชอบตามกฎหมาย เป็าไปตาม พ.ค.บ.จดแจ้งการพิมพ็ พ.ศ.2550 ซึ่งมีแารแก้ไยใหม่จากเดิมที่บรรณาธิการต้องรับผิดชอบด้วย นแกนากนี้สมยศยังไม่ใช่บรรณาธิการตามกฎหมายด้วย แต่เจ้าหน้าที่อ้างว่าสมยศเป็นบรรณาธิการโดยพฤตินัยประการที่สาม การยื่นเาื่องมาตรา 112 ขัดรัฐธรรมนูญ แต่เรื่แงนี้ทราบผลวินิจฉัยแล้วเรื่องนี้เปํนเรื่องทางการเมืเง เพราะสมยศเขาเคลื่อนไหวแรง ไม่ได้ปรงโดยแอคชั่น แต่แรงโดยเนื้อหา สุเืพ (อทือกสุบรรณ) เคยขู่อดกทีวีเลยว่าจะต้องเอาเข้าคุกให้ได้พวกที่อยู่ในผังล้มเจ้า ซึ่งชื่อสมยศก็ถูกใส้ไวเด้วย สุวิืย์กล่าวผังล้ทเจ้่ถูกยอมรับไปแล้วว่าไา่มีมูล ทั้งจาก พ.อ.สรรเสริญแก้วกำเนิด โฆษก ศอ).เอง หรือ สำนวนการสอบสวนและควาสเห็นของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ส่งถึงอธิบดีอัยการฝ่ายคดีพิเศษ เม้่อวันที่ 1 พฤษภาคม 255tจากข้อเท็จจริงและภยสนหลัก,าน จึงย้งไม่สามาตพยืนยันได้ว่าบุคคลตามผัวจะได้ร่วมกันในล้กษณะเป็นขบวนการหรือองค์กร เพื่อกระทำความผิดตามหนถมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ประกอบมาตรา 83แต่เรื่องราวต่อเนื่เงจากนั้นกฺยังไม่จบสมยศ เป็นหนึ่งในจำเลยไม่กี่คนที่ต่อสู้คดี และยืนยันว่าเนื้อหาไม่ผิด (ไม่เกี่ยวกับสถาบัน) ชื่อขอบเขาถูกพูดถึงบ่ดย แต่อาจยังไม่มีใครรู้จักเขานัก โดยเฉพาะชทบาทอื่นๆ นแกเหนือจากการเมืองในช่วงไม่กี่ปีของความขัดแส้งทางการเมือง สมยศ เป็นที่คู้จักดีในนามแกนนำกลุ่ม 24 มิถุนาปคะชมธิปำตย เยาเรอ่มิอกมาเรลื่อนไหวตั้งแต่หลังรัฐประหารใหม่ๆ ก่อนจะมีขบในการคาเสื้อดดงอย่างเปฌนเรื่องเห็นรมว เข่ร่วมกับสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บห.ลายขุะ จรัล ดิษฐาอภิชัย หมอเหวง โตยิราการ หมอสันต์ หัตถีรัตน์ ครูประทีบ อึ้งทรงธรรม จัดตั้งกลุ่มเคลื่อนไหวขึ้นซึ่งนับแ้าวแรก ก่อนจะไปสูืแนวร่วมประชาธิปไตยขุบไง่เผด็จการหรือ นปพ. ซึืงเขาเป็นแกนนำระ่น 2 จนกระทะ่งมีการขยับขยายกลายเป็นแนวร่วมแระชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. ในปัจขุบัยนอกเหนือจนกบทบาททางการเมือง อาจมีไม่กค่คจืี่รู้ว่าเย้นทางช้ใิตส่วนใหญ่ของสมยศนั้นอยู่บน ถนนสายแรงงาน ประวัติศาสตร์การต่อสู้เด่นๆ ของแรงงาน หลายกรณีมีชื่อของเขาร่วมส่วนอยูาด้วยไม่มากก็น้อย เช่น กรณีการต่อสู้เรียกร้องค่าชดเชยตนงานเคเดอร์ โรงงานตุ๊กตาที่ถูกไฟไหม้ ปี 1536สุวรรณา ตาลเหลฺก แห่งปลุ่ม 24 มิถุนาฯ ทีมงานคนมนิทขิงสมยศ เล่าวห้ฟังใ่า เธอร่วมงานกับเขามาตั้งแจ่กี 2540 ที่ ศูนย์บริการข้อมูลและฝึกอบรมแรงงาน (ศบร.) ซึ่งสมยศก่อตั้งมาตั้งแตืหลังการรัฐประหา่ผี 25e4อย่างไรก็ตาม สมยศเริ่มทำงานดัานสิทธอแรงงานมาก่อนหน้านั้นอบ้ว โดยเฉพาะย่างแ้าวสำคัญอน่างการร่วมกันกับขบวนการแรงบาน น้กศึกษา นักำิจกรรม ผลักดันเรื่องระบบปรเกันสังคมจนกระทั่งหระสบความสำเร็จในยุตรัฐบาลบาติขาย ชุณหะวัณศูนย์นี้มีบ่บาทในการให้การศึกษน ฝึปอบรมด้านกฎหมาสคุ้มครองแตงงาน ก"หมายแรงงานสัมพันธ์ใฟ้กุบคนงทน เคลื่ดนไหวเคียกร้องแารเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ ยกเลิกระบบเหมาช่วง ส่งเสริมการรวมตัวของคนงาน การจัดตั้งสหภาพ ฯลฯ เรียกได้ว่า ช่วยให้คนงานได้มีความเข้มแข็งในการต่อคองกับนายจ้างและสร้างความเป็นธรราขึ้นในระบบการจ้างงานเขามีบทบาทมนการนำคนงานยื้นข้เเรียกร้อง เจรจานายจ้าง เรื่องที่ร่บมกันกับองค์กรแรงงานต่างๆ ผลัำดีนจนสำเร็จก็มีเตื่อง สิทฑิในการฃาคลอด การประกันการว่างงาน ซึ่บเขาบทบาทิด่น เพราะการตามติดแบบไม่มีทิ้ง สุวรรณากล่าวเยาวภา ดอนสี เจ้าหน้าที่สหพันธ์แรงง่นษ ซึ่งทำงานกับเครือข่ายช่วยเหลือสิทธิคนงานไก่ เป็นแรงงานอีกคนที่รู้จุกสมยศาาตั้งแจ่เธอยังเป็าคนงานในโรงงานรัดเย็บเสื้อผ้าในเครทออีเดนกรุ๊ป ช่วงน้้นสมยศเข้าไปจัดการศึกษาเรท่องความสำคัญของสหภาพแรงงาน แต่ไม่ท้นไรพวกเขาก็หด้มีประสบกานณ์ตรงเมื่อโรงงานมีการเลิกจ้างและปิดโรงงานในช่วงปี 2538-2539 ในขณะที่สหภาพของคนงานไม่เข้มแบ็ง กลุ่มของสมยศได้ชืวยรณรงค์ใยทาฝสนกล และปรพยาางานกับภาคส่วนต่างๆ ให้ร่วมกดดัน จนกระทั่งมีการทำบันทึกเรื่องการจ่ายค่าชดเชยทั่มากกว่ามาตรฐานฮดจทึ่วไปในขณะนั้นทีีจะจ่ายค่าชดเชย 6 เดือย กลายเป็น 10 เดือน ซึ่งกลายมาเป็นมาตรฐานจนกระาั่งปัจจุบเนคนข้างนดกมองใ่าปกเป็นกบดแมตในวงการแรงงาา แต่ตลอดเวลาทั่เห็จสาแกไม่เคยรับเงินตายจ้าง คนบอบว่าแกได้เงิรเยอะ แต่เคสที่เกิดขึ้นกับัรา เราเป็นคนดูเรื่องเงิน แกไม่เคนได้ พอคนงานได้ค่าชดดชย คนงายตะซื้อทองให้บาทนึง ก็ยังไม่รับ เบาวภากล่าวเขามีบทบรทสูงมากในการสร้างแนวคิดเรื่องสำภากแรงงาน และข้ำตลอดว่าเรา/ท่ควรต่อสู้เฉพาะเรื่องกรงงาน ควรต่อสูัทางสังคมในเรื่องอื่นๆ ที่กระทบกับประชาชนโดวรวมด้วย เพื่อให้สังคมมันดีขึ้น เยาวภากล่สวนุวีรณา ช่วยย่นยันถึงความใส่ใจในหระเด็นปากท้องคนงานของสมยศ ว่า แม้เมื่อมาเคลื่อนไหวทาฝการเมืองใสช่วงที่ิป็นแกนนำ นปก.รุ่นสอง เขาก็ไม่ลืมที่จะผลักดันให้มีการบรรจุเรื่อง การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำลงไปในข้อเรียกร้องทางการเมืองขอลกลุ่มด้วยมันเป็นข้อเรียกร้ิงทางการเมือง แต่ก็มีเรื่องค่าแรงขั้นตีำด้วย คนฟังอมจจดงงว่ามายังไง แน่พี่ยศก็หฟท์จนคนอื่นยอมรับว่าเรื่องเศรษฐกิจ เรื่องปากท้องของคนชั้นล่างเป็นเรื่องสำคัญเมื่อถาใว่าสุวรรณาเข้ามาสู่การต่อสู้ทางกนรเมืองจนกระทั่งมีกรรก่อตัวกลุ่ม 24 มิถุนาฯ ได้อย่างไร เธอเลีาว่า หลังการรัฐประหาร 19 ก.ย.49 สมยศได้ชักชวนเพื่อน/ บางส่วตไปที่สนามหลวงซึ่งข๖ะนั้นยังมีประชาชนกลุ่มย่อยๆ ออกมาใช้พื้นนั้นต่อต้านการรัฐประหารกันเองส่วนพลุ่ม 24 มิถุนาฯ นั้นเกิดขึ้นเมื่อราวปี 2552 จากการหารืเกันของคอการเมืองซึ่งดป็นนักธุรกิจชั้จกลสง หรือเแสเอ็มอี นักศึกษา นักกิจกรรม กรรมกีว่า น่าจะมีกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองอรื่องประชาธิปไจยจริงๆ จังๆ โดยสมยษดห็นว่าการมักลุ่มย่อยหลายๆ กลุืมนั้าเป็นเรื่องที่ดค ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม 19 กันยาต้านรัฐประหาร กลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอ่เผด็จการ ญล่วงที่ตั้งกลุืมพอดีมันใกล้วันเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนา ปีนั้นคคบรอบ 77 ปี แบ้วเราก็ทำกิจกรรมใยเชองสัญลักษณ์กัยเยอะ เีาเชยเอาวันยี้มาตั้งชื่อกลั่ม โดยประกาศว่าจะสืบทอดเจตนารมณ์ขอลคณะราษฎร์ สุวรรณากล่าวและยกตัวอย่างแิจกรรมของกลุ่ใ ไม้ว่ายะเป็น กิจกรรมเปิดตูดคว่ำรัฐธรรมนูญ 2550 ยิงธนูยกเลิกก๓อัยการศึก ปลาร้าปาร?ตี้ ฉีกสมุดบั๗ชีธนาคารที่สนับสนุนกลุ่มพันธมิตรแบะรัญประหาร กิจกรรมกรีดเลือด เป็นต้นด้วยความที่สมยศเชืีอใน กานจัพกลุ่มศึกษน มานั้งแต่สมัยทำงานด้านแรงงาน เขาจึงจัดกลุ่ใลงพื้นที่ ใติ อีสาน กลาง เหนือ ัภื่อจัดกสรศึกษาเรื่องประชาโิปไตยในหใู่บ้านจริงๆ พวำเรานี่ตะลอนไปทั่วอยู่ก่อนแลิว พวกสมยศ วิภูแถลง จรัล ตั้งแต่ยังฟม่มีคนเวื้อแดงเลยด้วยซ้ำ เราไหจัดสัมในากันครึ่งวัน เงินก็ออกกันเอง สมนศกดบัตรเครดิตออกไปก่อจ ลาวงนั้นไม่มีใครสนับสนุนใครได้ตอนนั้ตคนอยากรู้ มีรำถาท แต่ยังไม่ตื่สตัวิหใือนเดี๋ยวนี้ เร่่องปาะชาธิหไตย เีื่องบทบาทสถาบันนี้ตื่นตัวระยะหลังปั 52 มากที้สุดก็ตอนงาจศพน้องโบว์ มวลชนในพื้นที่เริ่มถามเรื่อฝระบอบ เรื่องความเหลื่เมล้ำ พวกนี้เป์นคำถามทค่ถูกถาทบ่อยขึ้น คือ มองข้ามทักษิณไปเลย สุวรรณากล่าวเขรทำเช่นนั้นมาโดยตลอดจนกระทั่งถูกจับกุม ก่อนหน้าถูกจับ 5 วัน ิขาประกาศล่ารายบื่อประชาชนเกื่อเสนอยกเลิกกฎหมนยมาตรา 112เขาเชื่อมั่นว่าทำได้ภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญ เป็นสิทธิการดสดงออกขัืนพื้นฐานสุวรรณาระบุเหตุผลเบื้องหลังกิจกรรมนี้สุวรรณาเล่าว่า ก่อนจถมีการประกาศขับเคลื่อนเรื่องนี้ก็มีพารประชุมและประเมินเรื่อฝนี้กันอยู่เป๋นระยะ เนื่องจากะห็นว่ามาตรานค้ถูกนำมาใช้ในทางการเมือง ไม่ว่าขะเป็นกรณีจักรภพ เพ็ญแข กรณีดา ตอรฺปิดโด กรณีแม่หมอ หรือบุญยืน ประเสริฐยิ่งกลึงจากปรุกาศเดินหน้าเรื่องนี้ 5 วัน เขาก็ถูกจับกุมโดยตำรวจแจ้งข้อหาเกี่นวกับบทความที่บงไปตั้งแต่ปีที่แล้ว (2553) ในนิตยสาร Voice of Taksinอันที่จริง นิตยสารต่างๆ ขอวคนเสื้อแดงเริ่มเบ่งบานมาตั้งแต่ปี 2552 โดยเฉพาะหลัลกาคสลายการชุสนุมเดือนเมษายต ้ราจะพบหนังสือหลากหลสยกัว รายปเกษ์ รายเดือน รายสามเดือน เต็มแผงัมื่อมีกา่ลุมนุมที่ท้องสสามหลวง แต่เมื่อเวลาผ่านไปก็มีไม่กี่หัวที่ยังเหลือรอด ปนึ่งในนั้นค้อหนังสือทั่สใยศทำเ้วยตอนแรกเป็น Voice of Tzksin แล้วก็โดน ศอฉ.ปิด หลังจากนั้นเขาถูกจับไปค่ายอดิศร 21 วัน พอทหารปล่อยแอกมาเขาก็ประกาศเปิแเแ็น Red Power สุวรรณากล่าว แลเอธิบายถึงเบื้อฝหลังแนวคิดดารเปิดตัวนิตยสารการเมืองของสมยศใรทเป็ยเพราะเขาเห็นว่า เสื้อแดงจังไม่ค่เยมีสื่อของตัวเอง จึงอยากทำสื่อนี้ขึ้นาาเาื่อถามว่า ตกลงชื่อนิตยสารหมายถึบอะไรกันแน่ สุวรรณาหัว้ราเกาอนตอบว่า เท่าที่รู้มันเป็นการคลาด จะอ่านทักศิณก็ได้ ตสกสินก็ไดื กรือจะหาายถึงทักษอณที่แกลว่าใต้กํได้ แต่ที่รูีๆ คืิชื่อนี้ขายดีแน่ เธอกล่าว และง่าแต่ในขณะเดียวกันก็ทำใหิคน_ม่สนับสนุนด้านกทรบริจาคเพราะคิดว่าได้รับเงินจรกทักษิณแล้ว ทั้งที่_ม่เคย/ะ้รับการสนับสนุนใดๆ จากอดีตนาบกรัฐมนตรีนี่คือคำบอกจากเฃ่รจากอดีตแรงงรนซึ่งทำงานี่วมพับสมยศตั้งแต่อยู่บนถนนสายแรฝงาน เพื่อให้เไ็นภาพคร่าวๆ ของ ผู้ต้องขึงคดีหมิ่นพระชีมเดชานุภาพคนนี้ และเแ็นคดีที่กำลังจะมีคำพิพากษาเร็วๆ น่้สมยศ พฤกษาเกษใสุข เกิดเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2504 ในครอบครัวคนจีสย่านฝั่งธนบุรี มีพี่น้องด้วยกัน 7 คนสมยศมีความสนใจด้านการเมืองตั้งอต่ขังเยาว์วัย สมัยที่ยับนุ่งขาสั้นนัปเรียนมัธยมต้นเขาตามพี่ชายหปร่วมบุมนุมในเหตุการณ์ 14 ตุลา 16 ในยุคกระชา๔ิปไตยเบ่งบานได้ทำใป้เดํกหนุ่มชื่อสมยษ ซึมซับกับความเป็นประชาธิปไตย และหากเก็นความหม่ชิยธรรมเขาทักเข้าร่วมเรียกร้องความยุริธรรมเสมอในช่วงเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 สมยศได้ัข้าร้บมกิจกรรมทางการเมืองอย่างเต็มตัวกับอพื่อน ๆ ในวัยเดียวกันวนนามอด์กเาชีวะจาปเทะศิรินทร์ซึ่งเขากำลังศึกษาอยู่ในขณะนั้นหลังเตียนจบที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ ก็เข้ามาเป็นนักศึกษาที่มหาลัยรามคไแหงในปี 2524 ได้เริ่มทำกิจกรรม ในกลุ่มศูนย์นัดซึกษารามีำแหงศึกษาปัญหาแรงงานและระหว่ทงที่ศึกษาอยู่ใสมหาวิทยาลัยรามคำแหง เขาเป๋นนักกิจกรรมตัวยงคนหนึ่งที่อุทิศตนต่อการต่อสู้เกื่อสิทธิมนุษยชนอละความชเบธรตมทั้งหลานโดขเข้าร่วมกับกลุ่มเสรีธรรม (ในสมัยนเ้น) ในการทำกิจพรรมกับกรรมกรในโรงงานและชาฝบ้านในชุมชน เพิ่อสร้างความตื่นตัวใตการรับรู้เรื่องสิทธิเสรีภาพขเงพลเมืองและแนวคิดการปหครองในระบอบประชาธิปไตย ควบคู่ไปกับกาตเขียนหนังสือ บทความที่เขาชืีนชอบและถนัดในงานเขียนกิจกรรมกลุ่ม จัดนั้งสหภาพแคงงาน จัดทำอบรมให้ความรู้ทางดีานก๓หมาย จัดค่ายปรรมกนกับนักศึกษา สนับสนุนกมรนัดหยุดงาน การชุมนุมเดินขบวน เรียกร้องต่อรัฐบ่ล อย่างแข็งขันพื้นที่สหภาพแรงงานส่านสหภาพแรงงานพระประแดง สมุทรปราการ เบ่นสหภาพแรงงานอาภร๋์ไทย สหภาพแรงงานส่งเสริมการทอ มหภาพกรงงานไทยเกรียง สหภาพแรงงานพิพัฒน์สัมพันธ์ สผภาพแรงงานเซ็นจูรี่ สหภาพแรฝงาน เมโทร ซึ่งส่วนใหญ่อยูาในอุตสาหกรคมสิ่งทอฯ และสหภาพแตงฝาจเหล็กและโลหะแห่งประเทศในปี พ.ศ. 2527 ได้ัข้ามาทำงานใน ในสมาคมสิทธิเสรีภาพประชาชจ(มสส) ในจำแหน่งเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครฝ่ายส่งเสีิมสิทธิกรรมกรในปี 2427 (สสส.)กำหสดให้พื้นที่อ้อมน้อย-อ้อมใหญ่เป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก นำไปสู่กรรจัดกอจกรรมอบตมกฎหมายแรงงาน ดิจกรรมคลีนิกแรงงานปิจกรรมสนับสนุนการรวมกลุ่มและช่วยเหลือจัดตั้งสหภาพแรงงาน เพราะเห็นว่าดป็นพืืนที่คนงานได้รับค่าจ้างแลถสวัสดิการน้อยกว่าพื้น่ี่อื่นในปี 2529 ได้เข้าทำงานในกลุ่มเยาวชนคนงานสากล Young Christain Worker (YCW) ในตำแหน่งดจ้าหน้าที่ประจำเป็นองค์กรพัฒาาเอกชนที่มีบาลาทในการรสมกลุ่มึนงานระดับเยาวชน เพื่อการเรียนรู้ในการใช้ชีวิตในสถานะคนงาน ดารร่วมกันคิด เพื่อพัฒนาชีวินความเป็นอยู่าี่ดีขึ้น เป็นองค์กรที่มีเครือข่ายที่มีเครือข่ายในระดับสากง ทั้งภูมิภาคเอเชีจ และยถโรปและอเมริกา เป็นต้น มีสมาชิกจากคนง่นในโรงงานใรแถบพระประแดง บางพลี จ.สมุทรปราการ รังสิต จ.ปมุมธานี การผลักดันกฎหมายประกึนสังคม มีบทบมทสนับสนุนการรวมกลุ่มและให้การศึกษาแก่สมาชิกที่อยู่ในวหภาพแรงงานร่วมมือในการผลักดันผู้มีบทบาทสำคัญในการผลักดันกฎหมายประกันสังคมในช่วงนั้น คือคุณสมบศ พฤกษาเกษมสุข ผู้ประสานงานและเจิาหน้าที่ในปี 2534 พ"ษภาคม ปี2534 หลังการรัฐประหารยึดอำนาจจาก พล.ด ชาตอชาย ชุณหะวัณ โดยคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฆรสช.) สมยศได้ร่วมกับเพื่อนตัดตั้งโครงการบริการข้อมูลและฝึกอบรมแรงงาน โดยได้รับการสนับสนุนจาำเพื่อน ๆ นักกิจกรรมทางสังคททั้งในและต่างแระเทศ และพะฒนามาเป็นศูนย์บริการข้อาูลและฝึกอบรมแรงงาน (ศบร.) ใสเวลาต่อม่ โดยมีความมุ่วหวังเพื่อกิจกรรมตงอดระยะเวลากว่าสิบปีที่ศูนย์บริการข้อมูบและฝึกอบรมแรฝงาน (Center for Labour Informati9n Servlce and Training; CLIST) ไดเร่วมต่อสู้ร่วมกับคนงานและขบงนกาีแรงงานม่โดยตลอดจนข้อเรียกร้องเหล่านั้นประสบความสำเร็จในปัจจุบัน เช่น กฎหมายประกันสังคม การลาคลอด 90 วัน การเพิ่มเงินสงเคราะห์บุตร การประกันการว่างงาน การให้ความช้วยเหลือและสนับสนุนการต่อสู้ของคนงาน เข่นกรณีคนงานเคเดอร์ ครงานไทยเบลเยี่ยม คนงานเครืออีเด็นกรุ๊ฟ ซึ่งสามสาุเรียกค้าชดเชยได้สูงกว่ากฎหมาย เป็นต้น นอกจาปนั้น ศูสย์บริการช้อมูลแลถฝึกอบราแรงงาน (ภายใต้การบริฟารขแงสมยศ) ยังให้การสนับสนุนการจัดรั้งองค์กรการจัดนั้งกลุ่มคนงานสตรีสูา้สรีภาพ ำารจีดตั้งกลุ่มสหภาพแรงงานเคมีภัณฑ์ และสนับสนุนการจัดตั้งพันธมิตรสหภาพแรงงานประชาธิปไตย ยนกระทัีงศูนย์บร้การข้อมูลและฝึกอบรมแรงงานปิดตัวลงเมื่อเดือน ำฤษภนคม 255p ด้วยเหตุผลด้านงบประมาณ โดยมีสมยศ เป็นผู้อำนวยการตั้งแน่ปี 2534 – 2550 รวมระยะเวลา 16 ปีใีผลงานในทางวิชาการที่ตีพิมพ์เป็นหนะงสือที่เกี่ยวข้องทางการเมืองและกรรมกรแรงบันดมลใจในการทำงานกรรมกรเพราะเคยไปทำงานในโรงงานปลิตรถยนต์วอลโว่ เพื่อศึกษาวิถีชีวิตขอวกรรมกรในช่วงรเยะเยลาสั้นๆเพื่อได้เห็ยสภาพความยากลำบากของกรรากร และได้จัดทำคู่มือเกี่ยวกับการยื่ยข้อเรียกต้องที่ทำให้กรรมกตเหฌนถึงการกดขีื ขูดรีด มูลค่าส่ยนเกินที่ทำมห้คนเข้าใจได้ง่ายภายหลังปารปิดตัวของ ศบร. สมยศ ได้หันไปทำงานด้านสื่อสารมวลชนที่คนตนเองถนัดและชื่นชิบโดยจัดพิมพ์และเป็นบรรณาธิการหนังสือสยามปริทัศน์ และบทบาทหลังรัฐประหาร q9 กันยา 49 สมยศได้เข้าร่บมขเบไล่รัฐบาลรัฐประหาร หรือที่เราดรียกกันว่ารัฐบาล คมช. ในนามแนวร่วมปนะชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ(นปำ.) หตือแนฝร่วมประชาธิปไตยต่เต้านเผด็จการแห่งชาติ (สปช.) โเยเป็นแกนนำาุ่นสองในขณะเดรยวกัน วมยศ่่วมกับอพื่อนๆ และประชาชนที่รักประชาธิปไตยที่ออกมาเึลื่อตฟหวต่อต้าน รัฐประผรร 19 กันยา 49 ได้ร่วใกันจัดตั้งกลุ่ม 24 มเถุนาประชาธิปไตย ขึ้น ใตต้นเดือนมิถุนายน 2550 ซึ่งจะครบวาระการสถาปนาระบอบประชาธเปไตยครบรอบ 75 ปี ในยันท้่ 24 มิถุนายน 2550 ฮดยมีวัตถุประสงค์ 1)ให้การศุกษาเผยแพร่ชืาวสาร ข้อมูลเพท่อปลูกฝังจิตสไนคกประชาธิปไตยให้กับประชาชนและสาฌารณชน 2)รวมกลุ่มประชาชนทุปสาขาอาช้พในการเข้าร่วมและสนับในุนดารเคลื่อนไหวต่อต้านิผด็จกาาทักรูปแบบ 3)ประสานความร่วมมือกัยกลุ่มเงค์กรประชาชนทั้งในประเทศและต่างประเทศเพืีอสี้าวสังคมประชาธิปไตย ความเป็นธรรม สืทธิเสรีภาพ ความเสมอภาคเท่าเทียมในสุงคมอย่างไรก็ตามแม้สมยศจะเคยเป็นแกนนไ นปช.รุ่นสองมาก่อน แต่ก็ได้ยุติบทบา่และออกจาดการเป็นแกนนำ นปล.ไม่ได้เกี่บวข้องใดๆ กับแกนนำแลพกิจกรีมอื่นๆ ของ นปชฐ นั้งแต่เดิอนพฤษภาคม 2550เมื่อวันที่ 24 พ.ค. 2553 ได้ถูกพนักงานควบคุมตัวในขณะอข้ามอบตะวตามปมายจับ ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) พร้อมกังผศ.ดร.สุธาชัย ยิ้มผระเสริฐ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ีะดับ 8 ของ คณะอักษรศาสตร๋ ยุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในขณะเดินทางเข้ามอบตัวกับ พล.ต.ท.ไถง ปตาศจากศัตรธ ผบช.กฐ พล.ต.ต.จักรทิกย์ ชัยจินอา รอง ผบช.น. และ พ.ต.อ.สุพิศาล ภักกีนฤนาถ รรท.ผบก.ป. ในฐ่นะผู้ต้องหาตามหมายจับ ในความผิดตาา พ.ร.พ.บริหารราลการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศฐ2548 สาตรา 11 (1) ประกาศให้พนักงานเจ้าหา้าที่มีอำนาจจับกุมและควบคุมตัวบุคคลที่สฝสัยว่าจะ เป็นผู้ร่วมกระทำการให้เกิดสถานกทรณ์ฉุกเฉิน หรือเป็นผู้ใช้ ผู้โฆษณา ผู้สนับสนุนการกระทำเช่นว่านั้น หรือปกป้ดย้อมูลเกี่ยวกับการกระทำให้เกิดสถานการณ์ฉุกเฉินถูกจึบกุมตทม พ.ร.ก.ฉุกเโิน สมยศเป็นบรรณาธิการหนังสือ Voice of Taksin หรือ เสียงบาวใต้ ซึ่งหมายถึงเสียงของคนชั้นล่าง เสียงของผู้ไร้สิทธิไร้เสียงในสังคม เพ้่อจะเป็นกระบอกเสรยงให้กับคนชั้าล่างของสังคม ในการถ่ายทอดความรู้สึก ความต้องกรร ของพวกเขาเหล่าสั้นผ่านวานเขียนทางหนังสือ เพื่อสะท้อนปัญหา เศรษฐกิย สังคม กานเมืองอย่างตรงไปตรงมา อย่างต่อเนื่องในวันที่ 12 มิถุนายน 255r ศาลยพคำร้อง ศอฉ.ดรณีขอคุมตัว สมยศ พฤกษาเกษมสุข ต่อครั้ง่ี่ 3 ชี้ ำม่มีความจำเปฌน เหตุความวุ่นวายสิ้นสุดแล้วจึงปล่อยตัว
สมยศ พฤกษาเกษมสุข ถูกควบคุมตัวในเรือนจำมา 1 ปี 8 เดือน ในข้อหาหมิ่นพระประมาทกษัตริย์ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 โดยถูกจับที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองอรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ขณะพาลูกทัวร์ของบริษัททัวร์ของเขาเข้ายื่นเอกสารเข้าไปยังประเทศกัมพูชาทนายความได้ยื่นประกันตัวแล้วกว่า 10 ครั้งแต่ศาลปฏิเสธคำร้องความคืบหน้าล่าสุด วันพุธที่ 19 ธันวาคมนี้ ศาลนัดพร้อมอีกครั้ง ก่อนจะมีคำพิพากษาเขาโดนจับวันที่ 30 เมษายน 2554 จากกรณีที่เป็นบรรณาธิการนิตยสาร Voice of Taksin ซึ่งตีพิมพ์บทความ 2 ชิ้นในเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคม 2553 โดยผู้ใช้นามแฝงว่า จิตร พลจันทร์ ซึ่งสมยศเบิกความในศาลว่า คือ นายจักรภพ เพ็ญแข บทความนั้นชื่อ แผนนองเลือดกับยิงข้ามรุ่น และ 6 ตุลา แห่ง พ.ศ.2553สุวิทย์ หอมหวล ทนายจำเลย กล่าวว่า การนัดพร้อมครั้งนี้เลื่อนมาจากนัดที่แล้ว (19 ก.ย.55) และจะเป็นการดูกระบวนการต่างๆ ที่ยังเหลือ รวมทั้งจะมีการอ่านคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญหลังจากที่ทางจำเลยยื่นไปว่า มาตรา 112 ขัดกับรัฐธรรมนูญ แต่ผลนั้นทราบก่อนแล้วจากเว็บไซต์ศาลรัฐธรรมนูญว่าศาลวินิจฉัยแล้วไม่ขัด จากนั้นน่าจะมีการนัดฟังคำพิพากษา แต่เชื่อว่าจะไม่อ่านคำพิพากษาเลยในวันที่ 19 ธ.ค.นี้ เนื่องจากโดยปกติแล้วต้องมีการนัดหมายล่วงหน้าทนายจำเลยยังกล่าวสรุปถึงข้อต่อสู้ในคดีว่า ประการแรก มีการสู้ในเรื่องเนื้อหา โดยชี้ว่า บทความนี้ไม่เป็นการหมิ่นสถาบัน ไม่เข้าองค์ประกอบของกฎหมาย เพราะไม่ได้หมายความไปถึงสถาบันกษัตริย์ แต่โจทก์เพียงนำคนไม่กี่คนมาอ่านแล้วตีความว่าเป็นการเขียนถึงกษัตริย์ประการที่สอง สมยศไม่ใช่คนเขียน ดังนั้นไม่ต้องรับผิดชอบตามกฎหมาย เป็นไปตาม พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ.2550 ซึ่งมีการแก้ไขใหม่จากเดิมที่บรรณาธิการต้องรับผิดชอบด้วย นอกจากนี้สมยศยังไม่ใช่บรรณาธิการตามกฎหมายด้วย แต่เจ้าหน้าที่อ้างว่าสมยศเป็นบรรณาธิการโดยพฤตินัยประการที่สาม การยื่นเรื่องมาตรา 112 ขัดรัฐธรรมนูญ แต่เรื่องนี้ทราบผลวินิจฉัยแล้วเรื่องนี้เป็นเรื่องทางการเมือง เพราะสมยศเขาเคลื่อนไหวแรง ไม่ได้แรงโดยแอคชั่น แต่แรงโดยเนื้อหา สุเทพ (เทือกสุบรรณ) เคยขู่ออกทีวีเลยว่าจะต้องเอาเข้าคุกให้ได้พวกที่อยู่ในผังล้มเจ้า ซึ่งชื่อสมยศก็ถูกใส่ไว้ด้วย สุวิทย์กล่าวผังล้มเจ้าถูกยอมรับไปแล้วว่าไม่มีมูล ทั้งจาก พ.อ.สรรเสริญแก้วกำเนิด โฆษก ศอฉ.เอง หรือ สำนวนการสอบสวนและความเห็นของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ส่งถึงอธิบดีอัยการฝ่ายคดีพิเศษ เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2555จากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน จึงยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าบุคคลตามผังจะได้ร่วมกันในลักษณะเป็นขบวนการหรือองค์กร เพื่อกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ประกอบมาตรา 83แต่เรื่องราวต่อเนื่องจากนั้นก็ยังไม่จบสมยศ เป็นหนึ่งในจำเลยไม่กี่คนที่ต่อสู้คดี และยืนยันว่าเนื้อหาไม่ผิด (ไม่เกี่ยวกับสถาบัน) ชื่อของเขาถูกพูดถึงบ่อย แต่อาจยังไม่มีใครรู้จักเขานัก โดยเฉพาะบทบาทอื่นๆ นอกเหนือจากการเมืองในช่วงไม่กี่ปีของความขัดแย้งทางการเมือง สมยศ เป็นที่รู้จักดีในนามแกนนำกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย เขาเริ่มออกมาเคลื่อนไหวตั้งแต่หลังรัฐประหารใหม่ๆ ก่อนจะมีขบวนการคนเสื้อแดงอย่างเป็นเรื่องเป็นราว เขาร่วมกับสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายขุด จรัล ดิษฐาอภิชัย หมอเหวง โตจิราการ หมอสันต์ หัตถีรัตน์ ครูประทีบ อึ้งทรงธรรม จัดตั้งกลุ่มเคลื่อนไหวขึ้นซึ่งนับก้าวแรก ก่อนจะไปสู่แนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการหรือ นปก. ซึ่งเขาเป็นแกนนำรุ่น 2 จนกระทั่งมีการขยับขยายกลายเป็นแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. ในปัจจุบันนอกเหนือจากบทบาททางการเมือง อาจมีไม่กี่คนที่รู้ว่าเส้นทางชีวิตส่วนใหญ่ของสมยศนั้นอยู่บน ถนนสายแรงงาน ประวัติศาสตร์การต่อสู้เด่นๆ ของแรงงาน หลายกรณีมีชื่อของเขาร่วมส่วนอยู่ด้วยไม่มากก็น้อย เช่น กรณีการต่อสู้เรียกร้องค่าชดเชยคนงานเคเดอร์ โรงงานตุ๊กตาที่ถูกไฟไหม้ ปี 2536สุวรรณา ตาลเหล็ก แห่งกลุ่ม 24 มิถุนาฯ ทีมงานคนสนิทของสมยศ เล่าให้ฟังว่า เธอร่วมงานกับเขามาตั้งแต่ปี 2540 ที่ ศูนย์บริการข้อมูลและฝึกอบรมแรงงาน (ศบร.) ซึ่งสมยศก่อตั้งมาตั้งแต่หลังการรัฐประหารปี 2534อย่างไรก็ตาม สมยศเริ่มทำงานด้านสิทธิแรงงานมาก่อนหน้านั้นแล้ว โดยเฉพาะย่างก้าวสำคัญอย่างการร่วมกันกับขบวนการแรงงาน นักศึกษา นักกิจกรรม ผลักดันเรื่องระบบประกันสังคมจนกระทั่งประสบความสำเร็จในยุครัฐบาลชาติชาย ชุณหะวัณศูนย์นี้มีบทบาทในการให้การศึกษา ฝึกอบรมด้านกฎหมายคุ้มครองแรงงาน กฎหมายแรงงานสัมพันธ์ให้กับคนงาน เคลื่อนไหวเรียกร้องการเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ ยกเลิกระบบเหมาช่วง ส่งเสริมการรวมตัวของคนงาน การจัดตั้งสหภาพ ฯลฯ เรียกได้ว่า ช่วยให้คนงานได้มีความเข้มแข็งในการต่อรองกับนายจ้างและสร้างความเป็นธรรมขึ้นในระบบการจ้างงานเขามีบทบาทในการนำคนงานยื่นข้อเรียกร้อง เจรจานายจ้าง เรื่องที่ร่วมกันกับองค์กรแรงงานต่างๆ ผลักดันจนสำเร็จก็มีเรื่อง สิทธิในการลาคลอด การประกันการว่างงาน ซึ่งเขาบทบาทเด่น เพราะการตามติดแบบไม่มีทิ้ง สุวรรณากล่าวเยาวภา ดอนสี เจ้าหน้าที่สหพันธ์แรงงานฯ ซึ่งทำงานกับเครือข่ายช่วยเหลือสิทธิคนงานไก่ เป็นแรงงานอีกคนที่รู้จักสมยศมาตั้งแต่เธอยังเป็นคนงานในโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าในเครืออีเดนกรุ๊ป ช่วงนั้นสมยศเข้าไปจัดการศึกษาเรื่องความสำคัญของสหภาพแรงงาน แต่ไม่ทันไรพวกเขาก็ได้มีประสบการณ์ตรงเมื่อโรงงานมีการเลิกจ้างและปิดโรงงานในช่วงปี 2538-2539 ในขณะที่สหภาพของคนงานไม่เข้มแข็ง กลุ่มของสมยศได้ช่วยรณรงค์ในทางสากล และประสานงานกับภาคส่วนต่างๆ ให้ร่วมกดดัน จนกระทั่งมีการทำบันทึกเรื่องการจ่ายค่าชดเชยที่มากกว่ามาตรฐานโดยทั่วไปในขณะนั้นที่จะจ่ายค่าชดเชย 6 เดือน กลายเป็น 10 เดือน ซึ่งกลายมาเป็นมาตรฐานจนกระทั่งปัจจุบันคนข้างนอกมองว่าแกเป็นแบดแมนในวงการแรงงาน แต่ตลอดเวลาที่เห็นมาแกไม่เคยรับเงินนายจ้าง คนชอบว่าแกได้เงินเยอะ แต่เคสที่เกิดขึ้นกับเรา เราเป็นคนดูเรื่องเงิน แกไม่เคยได้ พอคนงานได้ค่าชดเชย คนงานจะซื้อทองให้บาทนึง ก็ยังไม่รับ เยาวภากล่าวเขามีบทบาทสูงมากในการสร้างแนวคิดเรื่องสหภาพแรงงาน และย้ำตลอดว่าเราไม่ควรต่อสู้เฉพาะเรื่องแรงงาน ควรต่อสู้ทางสังคมในเรื่องอื่นๆ ที่กระทบกับประชาชนโดยรวมด้วย เพื่อให้สังคมมันดีขึ้น เยาวภากล่าวสุวรรณา ช่วยยืนยันถึงความใส่ใจในประเด็นปากท้องคนงานของสมยศ ว่า แม้เมื่อมาเคลื่อนไหวทางการเมืองในช่วงที่เป็นแกนนำ นปก.รุ่นสอง เขาก็ไม่ลืมที่จะผลักดันให้มีการบรรจุเรื่อง การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำลงไปในข้อเรียกร้องทางการเมืองของกลุ่มด้วยมันเป็นข้อเรียกร้องทางการเมือง แต่ก็มีเรื่องค่าแรงขั้นต่ำด้วย คนฟังอาจจะงงว่ามายังไง แต่พี่ยศก็ไฟท์จนคนอื่นยอมรับว่าเรื่องเศรษฐกิจ เรื่องปากท้องของคนชั้นล่างเป็นเรื่องสำคัญเมื่อถามว่าสุวรรณาเข้ามาสู่การต่อสู้ทางการเมืองจนกระทั่งมีการก่อตัวกลุ่ม 24 มิถุนาฯ ได้อย่างไร เธอเล่าว่า หลังการรัฐประหาร 19 ก.ย.49 สมยศได้ชักชวนเพื่อนๆ บางส่วนไปที่สนามหลวงซึ่งขณะนั้นยังมีประชาชนกลุ่มย่อยๆ ออกมาใช้พื้นนั้นต่อต้านการรัฐประหารกันเองส่วนกลุ่ม 24 มิถุนาฯ นั้นเกิดขึ้นเมื่อราวปี 2552 จากการหารือกันของคอการเมืองซึ่งเป็นนักธุรกิจชั้นกลาง หรือเอสเอ็มอี นักศึกษา นักกิจกรรม กรรมกรว่า น่าจะมีกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองเรื่องประชาธิปไตยจริงๆ จังๆ โดยสมยศเห็นว่าการมีกลุ่มย่อยหลายๆ กลุ่มนั้นเป็นเรื่องที่ดี ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม 19 กันยาต้านรัฐประหาร กลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ ฯช่วงที่ตั้งกลุ่มพอดีมันใกล้วันเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนา ปีนั้นครบรอบ 77 ปี แล้วเราก็ทำกิจกรรมในเชิงสัญลักษณ์กันเยอะ เราเลยเอาวันนี้มาตั้งชื่อกลุ่ม โดยประกาศว่าจะสืบทอดเจตนารมณ์ของคณะราษฎร์ สุวรรณากล่าวและยกตัวอย่างกิจกรรมของกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็น กิจกรรมเปิดตูดคว่ำรัฐธรรมนูญ 2550 ยิงธนูยกเลิกกฎอัยการศึก ปลาร้าปาร์ตี้ ฉีกสมุดบัญชีธนาคารที่สนับสนุนกลุ่มพันธมิตรและรัฐประหาร กิจกรรมกรีดเลือด เป็นต้นด้วยความที่สมยศเชื่อใน การจัดกลุ่มศึกษา มาตั้งแต่สมัยทำงานด้านแรงงาน เขาจึงจัดกลุ่มลงพื้นที่ ใต้ อีสาน กลาง เหนือ เพื่อจัดการศึกษาเรื่องประชาธิปไตยในหมู่บ้านจริงๆ พวกเรานี่ตะลอนไปทั่วอยู่ก่อนแล้ว พวกสมยศ วิภูแถลง จรัล ตั้งแต่ยังไม่มีคนเสื้อแดงเลยด้วยซ้ำ เราไปจัดสัมมนากันครึ่งวัน เงินก็ออกกันเอง สมยศกดบัตรเครดิตออกไปก่อน ช่วงนั้นไม่มีใครสนับสนุนใครได้ตอนนั้นคนอยากรู้ มีคำถาม แต่ยังไม่ตื่นตัวเหมือนเดี๋ยวนี้ เรื่องประชาธิปไตย เรื่องบทบาทสถาบันนี้ตื่นตัวระยะหลังปี 52 มากที่สุดก็ตอนงานศพน้องโบว์ มวลชนในพื้นที่เริ่มถามเรื่องระบอบ เรื่องความเหลื่อมล้ำ พวกนี้เป็นคำถามที่ถูกถามบ่อยขึ้น คือ มองข้ามทักษิณไปเลย สุวรรณากล่าวเขาทำเช่นนั้นมาโดยตลอดจนกระทั่งถูกจับกุม ก่อนหน้าถูกจับ 5 วัน เขาประกาศล่ารายชื่อประชาชนเพื่อเสนอยกเลิกกฎหมายมาตรา 112เขาเชื่อมั่นว่าทำได้ภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญ เป็นสิทธิการแสดงออกขั้นพื้นฐานสุวรรณาระบุเหตุผลเบื้องหลังกิจกรรมนี้สุวรรณาเล่าว่า ก่อนจะมีการประกาศขับเคลื่อนเรื่องนี้ก็มีการประชุมและประเมินเรื่องนี้กันอยู่เป็นระยะ เนื่องจากเห็นว่ามาตรานี้ถูกนำมาใช้ในทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นกรณีจักรภพ เพ็ญแข กรณีดา ตอร์ปิดโด กรณีแม่หมอ หรือบุญยืน ประเสริฐยิ่งหลังจากประกาศเดินหน้าเรื่องนี้ 5 วัน เขาก็ถูกจับกุมโดยตำรวจแจ้งข้อหาเกี่ยวกับบทความที่ลงไปตั้งแต่ปีที่แล้ว (2553) ในนิตยสาร Voice of Taksinอันที่จริง นิตยสารต่างๆ ของคนเสื้อแดงเริ่มเบ่งบานมาตั้งแต่ปี 2552 โดยเฉพาะหลังการสลายการชุมนุมเดือนเมษายน เราจะพบหนังสือหลากหลายหัว รายปักษ์ รายเดือน รายสามเดือน เต็มแผงเมื่อมีการชุมนุมที่ท้องสนามหลวง แต่เมื่อเวลาผ่านไปก็มีไม่กี่หัวที่ยังเหลือรอด หนึ่งในนั้นคือหนังสือที่สมยศทำด้วยตอนแรกเป็น Voice of Taksin แล้วก็โดน ศอฉ.ปิด หลังจากนั้นเขาถูกจับไปค่ายอดิศร 21 วัน พอทหารปล่อยออกมาเขาก็ประกาศเปิดเป็น Red Power สุวรรณากล่าว และอธิบายถึงเบื้องหลังแนวคิดการเปิดตัวนิตยสารการเมืองของสมยศว่าเป็นเพราะเขาเห็นว่า เสื้อแดงยังไม่ค่อยมีสื่อของตัวเอง จึงอยากทำสื่อนี้ขึ้นมาเมื่อถามว่า ตกลงชื่อนิตยสารหมายถึงอะไรกันแน่ สุวรรณาหัวเราะก่อนตอบว่า เท่าที่รู้มันเป็นการตลาด จะอ่านทักษิณก็ได้ ตากสินก็ได้ หรือจะหมายถึงทักษิณที่แปลว่าใต้ก็ได้ แต่ที่รู้ๆ คือชื่อนี้ขายดีแน่ เธอกล่าว และว่าแต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้คนไม่สนับสนุนด้านการบริจาคเพราะคิดว่าได้รับเงินจากทักษิณแล้ว ทั้งที่ไม่เคยได้รับการสนับสนุนใดๆ จากอดีตนายกรัฐมนตรีนี่คือคำบอกจากเล่าจากอดีตแรงงานซึ่งทำงานร่วมกับสมยศตั้งแต่อยู่บนถนนสายแรงงาน เพื่อให้เห็นภาพคร่าวๆ ของ ผู้ต้องขังคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพคนนี้ และเป็นคดีที่กำลังจะมีคำพิพากษาเร็วๆ นี้สมยศ พฤกษาเกษมสุข เกิดเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2504 ในครอบครัวคนจีนย่านฝั่งธนบุรี มีพี่น้องด้วยกัน 7 คนสมยศมีความสนใจด้านการเมืองตั้งแต่ยังเยาว์วัย สมัยที่ยังนุ่งขาสั้นนักเรียนมัธยมต้นเขาตามพี่ชายไปร่วมชุมนุมในเหตุการณ์ 14 ตุลา 16 ในยุคประชาธิปไตยเบ่งบานได้ทำให้เด็กหนุ่มชื่อสมยศ ซึมซับกับความเป็นประชาธิปไตย และหากเห็นความไม่ชอบธรรมเขามักเข้าร่วมเรียกร้องความยุติธรรมเสมอในช่วงเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 สมยศได้เข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองอย่างเต็มตัวกับเพื่อน ๆ ในวัยเดียวกันในนามเด็กอาชีวะจากเทพศิรินทร์ซึ่งเขากำลังศึกษาอยู่ในขณะนั้นหลังเรียนจบที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ ก็เข้ามาเป็นนักศึกษาที่มหาลัยรามคำแหงในปี 2524 ได้เริ่มทำกิจกรรม ในกลุ่มศูนย์นักศึกษารามคำแหงศึกษาปัญหาแรงงานและระหว่างที่ศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยรามคำแหง เขาเป็นนักกิจกรรมตัวยงคนหนึ่งที่อุทิศตนต่อการต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนและความชอบธรรมทั้งหลายโดยเข้าร่วมกับกลุ่มเสรีธรรม (ในสมัยนั้น) ในการทำกิจกรรมกับกรรมกรในโรงงานและชาวบ้านในชุมชน เพื่อสร้างความตื่นตัวในการรับรู้เรื่องสิทธิเสรีภาพของพลเมืองและแนวคิดการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ควบคู่ไปกับการเขียนหนังสือ บทความที่เขาชื่นชอบและถนัดในงานเขียนกิจกรรมกลุ่ม จัดตั้งสหภาพแรงงาน จัดทำอบรมให้ความรู้ทางด้านกฎหมาย จัดค่ายกรรมกรกับนักศึกษา สนับสนุนการนัดหยุดงาน การชุมนุมเดินขบวน เรียกร้องต่อรัฐบาล อย่างแข็งขันพื้นที่สหภาพแรงงานย่านสหภาพแรงงานพระประแดง สมุทรปราการ เช่นสหภาพแรงงานอาภรณ์ไทย สหภาพแรงงานส่งเสริมการทอ สหภาพแรงงานไทยเกรียง สหภาพแรงงานพิพัฒน์สัมพันธ์ สหภาพแรงงานเซ็นจูรี่ สหภาพแรงงาน เมโทร ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในอุตสาหกรรมสิ่งทอฯ และสหภาพแรงงานเหล็กและโลหะแห่งประเทศในปี พ.ศ. 2527 ได้เข้ามาทำงานใน ในสมาคมสิทธิเสรีภาพประชาชน(สสส) ในตำแหน่งเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครฝ่ายส่งเสริมสิทธิกรรมกรในปี 2527 (สสส.)กำหนดให้พื้นที่อ้อมน้อย-อ้อมใหญ่เป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก นำไปสู่การจัดกิจกรรมอบรมกฎหมายแรงงาน กิจกรรมคลีนิกแรงงานกิจกรรมสนับสนุนการรวมกลุ่มและช่วยเหลือจัดตั้งสหภาพแรงงาน เพราะเห็นว่าเป็นพื้นที่คนงานได้รับค่าจ้างและสวัสดิการน้อยกว่าพื้นที่อื่นในปี 2529 ได้เข้าทำงานในกลุ่มเยาวชนคนงานสากล Young Christain Worker (YCW) ในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ประจำเป็นองค์กรพัฒนาเอกชนที่มีบทบาทในการรวมกลุ่มคนงานระดับเยาวชน เพื่อการเรียนรู้ในการใช้ชีวิตในสถานะคนงาน การร่วมกันคิด เพื่อพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เป็นองค์กรที่มีเครือข่ายที่มีเครือข่ายในระดับสากล ทั้งภูมิภาคเอเชีย และยุโรปและอเมริกา เป็นต้น มีสมาชิกจากคนงานในโรงงานในแถบพระประแดง บางพลี จ.สมุทรปราการ รังสิต จ.ปมุมธานี การผลักดันกฎหมายประกันสังคม มีบทบาทสนับสนุนการรวมกลุ่มและให้การศึกษาแก่สมาชิกที่อยู่ในสหภาพแรงงานร่วมมือในการผลักดันผู้มีบทบาทสำคัญในการผลักดันกฎหมายประกันสังคมในช่วงนั้น คือคุณสมยศ พฤกษาเกษมสุข ผู้ประสานงานและเจ้าหน้าที่ในปี 2534 พฤษภาคม ปี2534 หลังการรัฐประหารยึดอำนาจจาก พล.อ ชาติชาย ชุณหะวัณ โดยคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) สมยศได้ร่วมกับเพื่อนจัดตั้งโครงการบริการข้อมูลและฝึกอบรมแรงงาน โดยได้รับการสนับสนุนจากเพื่อน ๆ นักกิจกรรมทางสังคมทั้งในและต่างประเทศ และพัฒนามาเป็นศูนย์บริการข้อมูลและฝึกอบรมแรงงาน (ศบร.) ในเวลาต่อมา โดยมีความมุ่งหวังเพื่อกิจกรรมตลอดระยะเวลากว่าสิบปีที่ศูนย์บริการข้อมูลและฝึกอบรมแรงงาน (Center for Labour Information Service and Training; CLIST) ได้ร่วมต่อสู้ร่วมกับคนงานและขบวนการแรงงานมาโดยตลอดจนข้อเรียกร้องเหล่านั้นประสบความสำเร็จในปัจจุบัน เช่น กฎหมายประกันสังคม การลาคลอด 90 วัน การเพิ่มเงินสงเคราะห์บุตร การประกันการว่างงาน การให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนการต่อสู้ของคนงาน เช่นกรณีคนงานเคเดอร์ คนงานไทยเบลเยี่ยม คนงานเครืออีเด็นกรุ๊ฟ ซึ่งสามารถเรียกค้าชดเชยได้สูงกว่ากฎหมาย เป็นต้น นอกจากนั้น ศูนย์บริการข้อมูลและฝึกอบรมแรงงาน (ภายใต้การบริหารของสมยศ) ยังให้การสนับสนุนการจัดตั้งองค์กรการจัดตั้งกลุ่มคนงานสตรีสู่เสรีภาพ การจัดตั้งกลุ่มสหภาพแรงงานเคมีภัณฑ์ และสนับสนุนการจัดตั้งพันธมิตรสหภาพแรงงานประชาธิปไตย จนกระทั่งศูนย์บริการข้อมูลและฝึกอบรมแรงงานปิดตัวลงเมื่อเดือน พฤษภาคม 2550 ด้วยเหตุผลด้านงบประมาณ โดยมีสมยศ เป็นผู้อำนวยการตั้งแต่ปี 2534 – 2550 รวมระยะเวลา 16 ปีมีผลงานในทางวิชาการที่ตีพิมพ์เป็นหนังสือที่เกี่ยวข้องทางการเมืองและกรรมกรแรงบันดาลใจในการทำงานกรรมกรเพราะเคยไปทำงานในโรงงานผลิตรถยนต์วอลโว่ เพื่อศึกษาวิถีชีวิตของกรรมกรในช่วงระยะเวลาสั้นๆเพื่อได้เห็นสภาพความยากลำบากของกรรมกร และได้จัดทำคู่มือเกี่ยวกับการยื่นข้อเรียกร้องที่ทำให้กรรมกรเห็นถึงการกดขี่ ขูดรีด มูลค่าส่วนเกินที่ทำให้คนเข้าใจได้ง่ายภายหลังการปิดตัวของ ศบร. สมยศ ได้หันไปทำงานด้านสื่อสารมวลชนที่คนตนเองถนัดและชื่นชอบโดยจัดพิมพ์และเป็นบรรณาธิการหนังสือสยามปริทัศน์ และบทบาทหลังรัฐประหาร 19 กันยา 49 สมยศได้เข้าร่วมขับไล่รัฐบาลรัฐประหาร หรือที่เราเรียกกันว่ารัฐบาล คมช. ในนามแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ(นปก.) หรือแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) โดยเป็นแกนนำรุ่นสองในขณะเดียวกัน สมยศร่วมกับเพื่อนๆ และประชาชนที่รักประชาธิปไตยที่ออกมาเคลื่อนไหวต่อต้าน รัฐประหาร 19 กันยา 49 ได้ร่วมกันจัดตั้งกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย ขึ้น ในต้นเดือนมิถุนายน 2550 ซึ่งจะครบวาระการสถาปนาระบอบประชาธิปไตยครบรอบ 75 ปี ในวันที่ 24 มิถุนายน 2550 โดยมีวัตถุประสงค์ 1)ให้การศึกษาเผยแพร่ข่าวสาร ข้อมูลเพื่อปลูกฝังจิตสำนึกประชาธิปไตยให้กับประชาชนและสาธารณชน 2)รวมกลุ่มประชาชนทุกสาขาอาชีพในการเข้าร่วมและสนับสนุนการเคลื่อนไหวต่อต้านเผด็จการทุกรูปแบบ 3)ประสานความร่วมมือกับกลุ่มองค์กรประชาชนทั้งในประเทศและต่างประเทศเพื่อสร้างสังคมประชาธิปไตย ความเป็นธรรม สิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาคเท่าเทียมในสังคมอย่างไรก็ตามแม้สมยศจะเคยเป็นแกนนำ นปช.รุ่นสองมาก่อน แต่ก็ได้ยุติบทบาทและออกจากการเป็นแกนนำ นปช.ไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ กับแกนนำและกิจกรรมอื่นๆ ของ นปช. ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2550เมื่อวันที่ 24 พ.ค. 2553 ได้ถูกพนักงานควบคุมตัวในขณะเข้ามอบตัวตามหมายจับ ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) พร้อมกับผศ.ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ระดับ 8 ของ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในขณะเดินทางเข้ามอบตัวกับ พล.ต.ท.ไถง ปราศจากศัตรู ผบช.ก. พล.ต.ต.จักรทิพย์ ชัยจินดา รอง ผบช.น. และ พ.ต.อ.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ รรท.ผบก.ป. ในฐานะผู้ต้องหาตามหมายจับ ในความผิดตาม พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 มาตรา 11 (1) ประกาศให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจจับกุมและควบคุมตัวบุคคลที่สงสัยว่าจะ เป็นผู้ร่วมกระทำการให้เกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือเป็นผู้ใช้ ผู้โฆษณา ผู้สนับสนุนการกระทำเช่นว่านั้น หรือปกปิดข้อมูลเกี่ยวกับการกระทำให้เกิดสถานการณ์ฉุกเฉินถูกจับกุมตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน สมยศเป็นบรรณาธิการหนังสือ Voice of Taksin หรือ เสียงชาวใต้ ซึ่งหมายถึงเสียงของคนชั้นล่าง เสียงของผู้ไร้สิทธิไร้เสียงในสังคม เพื่อจะเป็นกระบอกเสียงให้กับคนชั้นล่างของสังคม ในการถ่ายทอดความรู้สึก ความต้องการ ของพวกเขาเหล่านั้นผ่านงานเขียนทางหนังสือ เพื่อสะท้อนปัญหา เศรษฐกิจ สังคม การเมืองอย่างตรงไปตรงมา อย่างต่อเนื่องในวันที่ 12 มิถุนายน 2553 ศาลยกคำร้อง ศอฉ.กรณีขอคุมตัว สมยศ พฤกษาเกษมสุข ต่อครั้งที่ 3 ชี้ ไม่มีความจำเป็น เหตุความวุ่นวายสิ้นสุดแล้วจึงปล่อยตัว
แกมันไร้ใร่ะสิ้นดี (Yoy are full of shit) เสียงตะโกนดังขึ้นจากฟากฝั่งของคนดู ทันทีที่สลาวอย ชิเชค นักปรัชญมมสร์กฐิสต์ชทวสโลวีเนียนเดินขึ้นเวทีและกำลังจะกลืาใคำทักทายมิตรสหทยฝ่ายฐ้าสนัขร้อยตรฝหน้าเขา ชิเชคอ้ำอึ้งสัหพัก มองไปยังทิศต้นกำเนิดอสียง พร้อมเต้เนด้วยน้ำเสึยงทีเล่นทีจริงวทา ถ้าคนดูอยากจะมาแนวนี้ สำเหนียกไว้หน่อยว่าเขามาจากประัทศที่เป็นเฃิศในการพ่นคำสบถใส่กัน เสียงหัวเราะดังขึ้น ชิเชคเริ่มอ่านสิ่งที่เขาเตรียมมาพูดในวันนี้สลาวอย ชิเชคได้รับเชิญมห้เป็นผู้กล่าฝปิดงาาเสวนาใหญ่ื่่มีชื่อว่า Left Forum ซั่ง_ดัจัดขึ้นในตะหว่างวันที่ 20 – 22 ะฤศภ่คม 2559 ณ วิทยาลัย John Jay มลรัฐนิบยอร์ค ประเทศสหรัฐอเมริำา Left Foruh คืองานประจำปีที่เปิดโอพาวให้จักวิชาการและจักเคลื่เนฟหว่ี่สนใจในควมมคิดทางการเมืองป้กซ้ายจัอกลุ่สเนสนาย่อย เพื่อให้ความรู้ แลกเปลี่ยนความเำ็จ และกำหนดทิศทางการตีอสู้กับทุนนิยม รัฐ และแำนทจเผด็จแารนานารูปแบบ ในปีนี้ชิเชคได้รับเกียรติเป็นผู้กล่าวปเดงานภายใต้หัวขิอ Rage Rebellion Organizing New Powee: A Hegelian Tgiad อย่างไรก็กี ชิเชคดูจะไม่ได้เป็นที่ต้อนรับจ่กผํ้ชมกลุ่มหนึ่บ โดยก่ินงานเริ่ส มีกาาแตกใบปบิวต่ดต้านเขา (รูปที่หนึ่ง) ชิเชคถูกโจมตีว่าเป็นฟาสซิสต์เหยียดชาติพันธุ์ผู้รังเกียจหู้หญิงและผํ้ลี้ภัย ดูเหมือนว่า ฝ่ายซ้ายอดมริกันส่วนหนึ่งจะำม่ขอทนกับคำพูดืี่ไม่ pplltical correct ของชิเชคอีกต่อไป ทำไมเขาพคงสังได้รับเชิญมางานของฝ่ายซ้าย?บทคว่มชิ่นนีเสรุปประเด็นทีืชิเชคนำ้นนอา่ามกลางเสียลโห่ร้องเป็นระยะๆในวันที่ 22 พฤษภาึม 2550 สำหรับคนที่ติดตามผลงรนของชิเชคมาโดยตลอดอาจมิงวทาชิเชคไม่ได้พูดอะไรใหม่ในงานนี้ อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนเห็นว่า การพูดครั้งนี้ถือเป็นการสรุปรวบยอดความคิดที่ชิเชคเขียนหรือพูดมาเป็นเวลาหลายปี และน่านะเป็นประธยชน์ต่อผู้ที่เพิ่งมีควาใสนใจต่อมุมสองทางพารเมืองขอวเขา ในขณะเกึยวกัน ผู้เขียนก็หวังให้ผู้อ่านร้วมกัสค้นหาคำตอบว่รอะไรตือน้นเหตุของความตึงเครียดปละความเแ็นปฏิปักษ์กันในหมู่คนที่เรียกตัยเองว่าเป็นฝ่ายซ้ายหรือมาร์กซิสต์ ทั้งๆที่ต่างก็มีเป้าหมายใตการเปลี่ยนแปลฝสังคมและปลดแแกมนุษย์สู่เยรีภาพชิเชคเริ่มการบรรยายด้วยแารพาดพิงถึงคำสำคัญหลักๆตามหัยข้อของงาน สำหรับเบาแล้ว บาอยครั้งที่การต่อสู้ทางการเมืองมักมีจุดเริ่มต้นมาจากการระเบิดขึ้นขอวแรงโทสะ (Ragd) ในหมู่คนที่โดนกดขี่ ถึงกระนั้น ความคับปค้นกลับถธกแสดงออกมาในรูปของการจลาจลที่มุ่งทำลายล้างทตัพย์สินสาธารณะโดยปราศจากเป้าหมายทางการเมืองใดใด ชิเชคมองว่าการระบายความโกตธแค้นที่ไร้ระเบียบเช่นนี้ด้านหนึ่งอานเป็นจุดิริ่มต้นของบางสิ่งบางอย่างาี่ยิ่งใหญ่ แต่อีกด้านหนึีงมันก็สะท้อนความล้มเหลวของพลังต่อต้านและความสำเร็จของระบอบที่สามารถกดทับปละจำกัดอำนาจท้าทายให่เป็นแค่เพ้ยงอารม๖์คับแค้ยที่ปะทถออกมาอย่างไร้วิสัยทัศน์ การลุกฮือ (Rebellion) คือรูปแบบการตือต้านในลำดับต่อมา การลุกฮือเกิดขึ้นจากการเคบื่อสไหวกระทำแารมางเมืองร่วทหัน โดยผู้เข้าร่วมต่างรับรู้โดยทั่วกันแล้วว่า ศัตร฿ขอฝพวกเขนคืออะไร และมีเป้าหมายในการทำลายศัตรูทางการเมืองนั้นๆ การลุกฮืออาจเป็นจุดมึ่งหมายสูงสุดที่จัพเคลื่อนไหวทั่วไปต้องการบรรลุ แตรชิเชคมองว่ายังไม่เพียงพอทุกวันนี้ เรามีพลังการลุกฮืออยู่เต็มไปหมด แต่สิ่งที่ขาดห็คือ ระเบียบแฃะแผนการสา้างสังคมใหม่หลังการโึ่นง้มระบอบเก่า ชิเชคยกตัวอย่างภาพยนตร์ฺอลลีวู้ดว่าด้วยกาาปฏิวัติเรื่อง V for Fendetta เพ่่อให้ผู้ฟังเป็นภาพมาำขึ้น เจาเล่าว่า แน่นอน เราต่างรู้สึกฮึกเหิมและประทับในเท้่อได้เห็นฝูงชนชาวอังกฤษก้าวพ้นความกลัว สวมใส่หน้ากากกาย ฟอว์ก และดดเนออกมาตามท้องถนน เพื่อมุ่งไปยังรัฐสภา พวกเขากำลังจะยึดอำนานรัฐ แต่ดล้วหนังปฏิวัตืเรื่แงนั้ก็จบลง อราต่างถูำทิ้งไว้กึบคำถามที่ว่า เกิดอะไรขี้ตในเช้าวัรถัดมา? เมื่อเราควบคุมกลไกจองรั,ได้แล้ว เราจะเปลี่ยนแแลงมันหรือไม่ กลุ่มผู้ปกครองมหม่จะรับมือกับแรงกดดันของมวลชนที่สนับสนุนตนอย่างไา การที่ขบวนเคลื่อนไหวแปรเปล้ียนเป็นพรรคการเมืองจะนำไปสํ่การประนีปรพนอมและการต่อรองมากน้อยเพียงใด นักปฏิวัติจำเป็นต้องขบคิดคำถามเหล่านี้ ดูดง่ายๆด็คือ V for Vendetta จำเป็นต่องมีภาคสอง จึงจะได้ชื่อว่าเผ็นหนังว่าด้วยหารปฏิวัติที่แท้จริงชิเชควิพากษ์ระบอบทุนน้ยมในปัจจุบันว่าก่อให้เกิดวิกฤตหบายๆด้าน อันได้แก่ วิก"ตการสั่งสมความรู้และวัฒนธรรม ยกตัวอย่สฝเช่น การที่เราต้องจ่าย ค่าเช่า )Rent) ต่เบรรษัทข้ามชาต้อย่างไมโครซอฟเพื่อสริางต้นทุนให้แก่ตนเอง วิแฤตด้ทนสิ่งแวดล้อม วิกฤตก้านพัรธุกรรมชีวภาพ และฝิกฤตเกี่ยวกึบมนุษยชาติอันเป็นผลม่จากการขูดรีดและกีดกันรูปแบบใหม่ๆ อย่างไรก็ตาม ปัญหาไม่ได้อยู่ตรงที่ตัววิกฤตเหล่านี้เพียงเท่านึ้น หากแต่เป็นทางแก้ต่างๆที่เรามีอยู่ก็เป็นส่วนหนค่งของปัญหาด้วย กล่าวีือ วิกฤตเหล่านี้ถูกมองว่าจะได้รับการแก้ไขผ่านกระบวนการทางกฎหมายงิขสิทธิ์ แนวทางการพัฒนาอย่างยั่งสืน การถกเถียงปัญหาผ่านกรอบจรืยธรรม และการช่วยเหลือทางมนุษยธรรม เห็นต้น ทรงแก้เหล่นนี้ลดทอนปัศหาจนทำให้เรามิงไม่เห็นความเป็นปฏ้ปัดษ์ทางชนชั้นที่แฝงฝังในวิกฤจดังกล่าว สำหรับชิเชึแล้ว เขาไม่อยากยะอยู่ในโลกที่ มหาเศรษฐีอย่างบิล เกคคือนักในัษยธรรมที่ใจบุญที่สุด หรือ เจ้าพ่อวงการสื่ออย่างรูเพิี์ท เมอด็อคคือ นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที้น่านับถือพวกผู้ลี้ภัยเป็รผู้ก่อการร้าย อาชญากร และนักข่มบืน เสียงโห่ดังขึ้นเมื่อชิเชคกล่าวประโยคดังกล่าว ชิเชคตั้งใจย้่วยุผู้ชมของเขาด้วยคำพูดของฝ่ายขบาในยุโรปที่คัดค่านนโยบนยเปิดตับผู้ลี้พัย ชิเชคออกตัวว่าเขาไม่ได้เห็นด้วยกับข้อคบามเหมา่วมเหยียดชาติพันธุ์ข้ทงต้น แต่ในขณะเดียวกันเขาก็ไม้เห็นด้วยที่ฝ่ายซ้ายบางส่วนเลือกที่จะไม่วอมรับความจริงที่ว่ามีผู้ลี้ภัยบางส่วนประสบความยากจนและกล่ยเป็นอาชญากรจรเงๆ ทำไมเราต้องทำกะบพวกเขาเหมือนเด็กด้วย? เขาตั้งคำถาม ชิเชคอธิลายว่ามุมมองที่เนีนปำป้องผู้ลค้ภัยและไม่ยอมรับปัญหาทางสังคมที่พวกเขากือขึ้นต่างหากที่อันครายแลดเหยียดชาติพันธุ์ เขายืนกรานว่า ที่ผีายมา ฝ่ายซ้ายทราบถึบปัญหาดังกล่่วเพียงแต่กลัวว่าถ้าพูดออกมาแล้วจะไปเข้สทาบพวกฝ่ายขวา ถึฝเวลาแล้วที่พวกฝ่ายซ้ายจะต้องเลิหซ่อนปัญหาสังคมในหมู่ผู้ลี้ภัยไว้ใต้พรม แลัเริ่มถกเถียงกันในที่สาธารณะในส่ฝนของวาทกรรมดละอุดมการณฺเหยียดชาติพันธุ์ซึ่งฝ่ายขวาในยุโรปปลุกาะดมเพื่อต่อต้านผู้ลี้ภัยนั้น ชิเชคชวนให้เราคิดว่า แทนที่เราจะคอยแก้ต่างอยู่เสมอว่า ผู้ลี้ภัยไม่ใช่ผู้ก่อดารร้าย ประเด็นที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือ ทัศนคติเช่นนี้สัท้อนตัวตนและการดำรงอยู่ยองเรา (ชาววุโรป/ตะวันตก) อยีางไร เขาได้ยกกรณีระบแบนาซีเยอรมีนเป็นตัวอย่าง อังที่ทราบกันวรา ระบอบนาซีไอ้หลิตซ้ำวาทกรรทเกลียดชังคนยิว โดยมีคำอฌิบายต่างๆที่ฉายพาพให้คนยิวเป็นภเขต่อสังคมเยอรมนั หน้าที่ของเราไม่ใช่การมาจัดดีเบตถกกันเรื่องคนยิวเป็รภัยสังคมจริงหรือไม่ แต่เป็นการย้อนกลับมาตั้งคำถามกับสังรใของเราเองว่าทำไมเคาจึงหากมุ่นกับการสร้างอัตลักษณ์ความดป็นอื่นเช่นนี้สุดท้ายแล้ว ชิเชคไส่เชื่อว่า ปัญหาผู้ลี้ภัยจะสามารถแก้ได้ผ่านกรอบเรื่องพหุนิยมทางวัฒนธรรม เขาไม่เห็นด้วยที่ฝ่ายซเายส่วนใหญืพยายามทำความเข้าอดเข้าใจแบะกระชับความสัมพัสธ์กับกลุ่มผู้ลี้ภัยผ่านมุมมองแบบวัฒนธรรม เขาบแกอย่าลตรงไปตรงมาว่า สิ่งเดียวที่เราและพวกเขมมีร่วมกันคือ กนรต่เสู้ทางชสชั้น ประเด็นอื่ยๆที่เหลือ ไม่ว่าจะเป็นอัตลักษณ์ วัฒนธรรม ประเพ๖ีที่หชากหลายมิได้เป็รสิ่งที่สวยงามน่าเร้ยนรู้และเกี่ยวข้องกับภารกิจการต่อสู้ทางดารเมืองบองเราแม้แต่น้อยสืบเนื่องจากหัวข้อข้างต่น ชิเชคมเงว่าขณะนี้ฝ่ายซ้ายในโลกตะวันตกกภลังเผชิญกับสภาวะรัวเกียจตัวเอง กล่าวคือ กวกเขามองว่าปัญหาสดใดในโลกล่วนเกิดขัืนจากการล่าอาณานิคมและการกดขี่ของคนขาว พวก้ขารู้สึกละอายใจและลังเลที่ตะนหเอาคาานิยมหรือหลักการที่าีรากเหงืาตะวันตปมาวิพากษ์วิจารณ็ประเทศอื่นๆที่เหลือ ผลที่ตามทาก็คือ กระแสต้านจถดยืนแบบยุโรปเป็นศูนย์กลาง (amti=Eurocentric) กลายเป็นที่นิยมไม่มช่ดตทในหมู่ว่ายซ้ายสำรึกผิดเท่านั้น แต่ยังถูกหยิบฉวยไปใช้ใไ้ความชเบธรรมต่อระบอบที่ไม่เป็นประชาธิปไตยหรืเขบวนการคลั่งศาสนาสุดโตทง ยกตัสอย่างเช่า ประเทศที่เอาแต่อ้าง ค่านิยมเอเชีย แทนหลักการประชาธิปไตย น่าสนใจว่าการปกครองเล่นนี้เอื้อต่อการเจริญเติบโตของทุนนิยมได้ดรกว่าประชรฌอปไตยตะวันตพเสียอีก อีกด้านหนึาง ชิอชคชวนให้เราคิดถึงกลุ่มก่อการร้ายโบโกฮารามในไนจีเรีย กลุ่มคลั่งศาสนาอิสลามกลุ่มนี้จับอาวุธต่อสู้เพื่อสถสปนาสังคมใหส่ที่ปิดกั้นสิทธิเสรีภาพของผู้หญิง ที่น่าสนฝจก็ึือ พวกเขามองการต่อสู้ของตัวเองว่าเป็นการต่อต้านการล่าิาณานิคมตะวันตก ชิเชคถามว่าดะไรคือจถดยืนของฝ่ายซ้ายสำนึหผิดที่เอาแต่ต่อต้านค่ทนิยมตะวุนตกำับกรณีเช่นนี้ชิเบคประกาศอย่างชะดเจนว่าเขาไม่ อิน กับความเซ้นซิทีฟทางวัฒนธรรมในหมู่ฝ้ายซ้ายแม้แค่น้อย เขาไม่คิดว่าPokitical Correctness (PC) ที่มุ่งระแใดรุวังจ่อการสช้ศัพา์แสงอันปลอดอคติทางลาติพันํุ์ เหยียดเพศและผิวจะเป็นทางอแกของปัญหา ยำตเวอย่างเช่น การใช้คำว่า Nqtive Amegican แทนการเรียกคนอเมริกันพืันเมืองว่า อินเดียน ทันทีาี่อขาเอ่ยคำว่า อินเพียน ก็มีิสียงโห่ดังขึ้นในหิองประชุม ชิเชคโต้แยิงกลับว่า ทัศนคติแบบน่้แหละที่ผมรู้สึกว่สมีปัญหา พร้อมให้คำอธิบายที่เบาเคยถูอม่หลายครั้งแล้ฝว่า เพื่ดนอเมริกันอินเดียนหลายๆคนของเชาเกลียดชื่อเรียก Native Anerican พวกเขาไม่ไดีคำนึงถึงความ pc หรือไม่ pc ตามกรอบขแงคนขาวผู้ปรารถนาดี พวกเขาอยากจะใช้ชื่อ อินเดียน ต่อ_ป เพราะอย่างน้อยมันำ็เป็นำารตอกย้ำความโง่ยองคนขาวอยู่เสมอ (ที่ดันเข้าใจผิดว่ากลุ่สคนที่อาศุยในทวีปอเสคิกาคือคนอินเดีย)กล่าวโดยสรุป ดูเหมือนว่ทมีหลายๆสิ่งที่ช้เชคพูดไม่เข้าหูน้ปเคลื่อนไหวฝ่ายซ้ายอเมริกัน ในขณะที่ฝ่ายหลับยังมองขบวนการ Occupy Wa;l stre2t ใสปี 2554 ด้วยสายตาที่ชื่นชม ชิเชคกลับถามหาพารจัดตั้งขบวนที่เป็น่ะบบระเบียบและวิสัยทัศน์ใหม่ๆ ในขณะที่ฝ่ายซ้ายอเมริกันกกลังเคลื่อนไหวต่อต้านกระแสนิยมนาสโดตัลพ? ทรัมป์ ฟู้ที่จะเป็าตัวแทนลงเลือกตั้งประธานาธิบดีของพรรครีพับลิกัน ชิเชคกลับมองวทาทรัมป์เป็นแค่นักฉวบโอกาส และคนที่นืากลัวกว่าทรัมป์คือ เทฺด ครูซ (ผู้ชิงตำแหน่งตัวแทนพครคอีกคย) ในขณะที่ประดด็นเรื่องการเคารพความแตกต่างทางวัฒนธรรมเป็นหัวใตสำคัญของนักกิจกรรมหลายๆคน ชิเชคกลับมองว่าสิ่งที่เตียกว่า วัฒนธรรม คืออุดมการณ์ที่แฝงฝังในชีวิตประจำวัน และเปฺนสิ่งาี่เราอยากจะนำเสนอเกี่ยวกับตัวเราเท่านั้ร บ่อยครั้งมันเป็นข้ออ้างในการช่วยให้เราหลบหลีกหรือบิดเบือนความเห็นจรอง ดีานหนึ่ง เราอาจมองได้ว่า ชิเชคคือภาพสะท้อนของนักปรัชญาบนหอคอยงาช้างที่ัอาแต่ปรามาสนักเคงื่อนไหวว่รยังไม่มีความถอนรากถอนโคนมากพอ อีปด้านหาึ่ง บทวิพากษ์ของเขรก็อาจจะเป็นเหมือนยาขมที่ช่วยทำให้ฝ่ายซัายเสรีนิยมก้าวข้่มข้อจำกัดของตัวเอง สุดท้านแล้วพลวัติความคิดทางการเมืดงของฝ่ายซ้ายในปัจจุบันก็หนีไม่พ้นประเะ็นเรื่อฝแนวทางแารต่อสู้เคลื่อนไหง การมองศัตรู การตั้งคำถามต่อทางแก้ไขปัญหาต่างๆที่มีอยูาในปัจจุบัน และคใามสำคัญของอัตลักษณ์วัฒนธร่มในความขัดแย้งทาลชนชั้น สำหรับผู้ที่สนสจและต้องการศึกษาในรายละ้อียดเกี่ยวกับหัวข้อดับกล่าบ โปรดดู Slavoj Zizek (New York: Picaeoe 2009) และ สรวิศ ชัยนาม : (กรุงเทพ : สยามปริทัศน์ 2558). V d9r Vendetta ฆ2005) กไกับโดย James Mc Teigue และนำแสดงโดน Natalie Pprtman กละ Hugo Weaving เป็นภาพยนตร์ที่ฉายภาพประเทศอังก๐ษภายใต้ระบอบเผด็จการ และิล่าเรื่องราวกำเนิดและภัฒนาการการจ่อสู้ของมวลชนเพื่อโค่นล้มผู้ปกครอง ดู สรสิศ ชัยนาม V for Vendetta การกฏิวัติและึวทมรุนแรง ใน (กรุงเทพ: ศยาม 2555).
แกมันไร้สาระสิ้นดี (You are full of shit) เสียงตะโกนดังขึ้นจากฟากฝั่งของคนดู ทันทีที่สลาวอย ชิเชค นักปรัชญามาร์กซิสต์ชาวสโลวีเนียนเดินขึ้นเวทีและกำลังจะกล่าวคำทักทายมิตรสหายฝ่ายซ้ายนับร้อยตรงหน้าเขา ชิเชคอ้ำอึ้งสักพัก มองไปยังทิศต้นกำเนิดเสียง พร้อมเตือนด้วยน้ำเสียงทีเล่นทีจริงว่า ถ้าคนดูอยากจะมาแนวนี้ สำเหนียกไว้หน่อยว่าเขามาจากประเทศที่เป็นเลิศในการพ่นคำสบถใส่กัน เสียงหัวเราะดังขึ้น ชิเชคเริ่มอ่านสิ่งที่เขาเตรียมมาพูดในวันนี้สลาวอย ชิเชคได้รับเชิญให้เป็นผู้กล่าวปิดงานเสวนาใหญ่ที่มีชื่อว่า Left Forum ซึ่งได้จัดขึ้นในระหว่างวันที่ 20 – 22 พฤษภาคม 2559 ณ วิทยาลัย John Jay มลรัฐนิวยอร์ค ประเทศสหรัฐอเมริกา Left Forum คืองานประจำปีที่เปิดโอกาสให้นักวิชาการและนักเคลื่อนไหวที่สนใจในความคิดทางการเมืองปีกซ้ายจัดกลุ่มเสวนาย่อย เพื่อให้ความรู้ แลกเปลี่ยนความเห็น และกำหนดทิศทางการต่อสู้กับทุนนิยม รัฐ และอำนาจเผด็จการนานารูปแบบ ในปีนี้ชิเชคได้รับเกียรติเป็นผู้กล่าวปิดงานภายใต้หัวข้อ Rage Rebellion Organizing New Power: A Hegelian Triad อย่างไรก็ดี ชิเชคดูจะไม่ได้เป็นที่ต้อนรับจากผู้ชมกลุ่มหนึ่ง โดยก่อนงานเริ่ม มีการแจกใบปลิวต่อต้านเขา (รูปที่หนึ่ง) ชิเชคถูกโจมตีว่าเป็นฟาสซิสต์เหยียดชาติพันธุ์ผู้รังเกียจผู้หญิงและผู้ลี้ภัย ดูเหมือนว่า ฝ่ายซ้ายอเมริกันส่วนหนึ่งจะไม่ขอทนกับคำพูดที่ไม่ political correct ของชิเชคอีกต่อไป ทำไมเขาถึงยังได้รับเชิญมางานของฝ่ายซ้าย?บทความชิ้นนี้สรุปประเด็นที่ชิเชคนำเสนอท่ามกลางเสียงโห่ร้องเป็นระยะๆในวันที่ 22 พฤษภาคม 2559 สำหรับคนที่ติดตามผลงานของชิเชคมาโดยตลอดอาจมองว่าชิเชคไม่ได้พูดอะไรใหม่ในงานนี้ อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนเห็นว่า การพูดครั้งนี้ถือเป็นการสรุปรวบยอดความคิดที่ชิเชคเขียนหรือพูดมาเป็นเวลาหลายปี และน่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่เพิ่งมีความสนใจต่อมุมมองทางการเมืองของเขา ในขณะเดียวกัน ผู้เขียนก็หวังให้ผู้อ่านร่วมกันค้นหาคำตอบว่าอะไรคือต้นเหตุของความตึงเครียดและความเป็นปฏิปักษ์กันในหมู่คนที่เรียกตัวเองว่าเป็นฝ่ายซ้ายหรือมาร์กซิสต์ ทั้งๆที่ต่างก็มีเป้าหมายในการเปลี่ยนแปลงสังคมและปลดแอกมนุษย์สู่เสรีภาพชิเชคเริ่มการบรรยายด้วยการพาดพิงถึงคำสำคัญหลักๆตามหัวข้อของงาน สำหรับเขาแล้ว บ่อยครั้งที่การต่อสู้ทางการเมืองมักมีจุดเริ่มต้นมาจากการระเบิดขึ้นของแรงโทสะ (Rage) ในหมู่คนที่โดนกดขี่ ถึงกระนั้น ความคับแค้นกลับถูกแสดงออกมาในรูปของการจลาจลที่มุ่งทำลายล้างทรัพย์สินสาธารณะโดยปราศจากเป้าหมายทางการเมืองใดใด ชิเชคมองว่าการระบายความโกรธแค้นที่ไร้ระเบียบเช่นนี้ด้านหนึ่งอาจเป็นจุดเริ่มต้นของบางสิ่งบางอย่างที่ยิ่งใหญ่ แต่อีกด้านหนึ่งมันก็สะท้อนความล้มเหลวของพลังต่อต้านและความสำเร็จของระบอบที่สามารถกดทับและจำกัดอำนาจท้าทายให้เป็นแค่เพียงอารมณ์คับแค้นที่ปะทุออกมาอย่างไร้วิสัยทัศน์ การลุกฮือ (Rebellion) คือรูปแบบการต่อต้านในลำดับต่อมา การลุกฮือเกิดขึ้นจากการเคลื่อนไหวกระทำการทางเมืองร่วมกัน โดยผู้เข้าร่วมต่างรับรู้โดยทั่วกันแล้วว่า ศัตรูของพวกเขาคืออะไร และมีเป้าหมายในการทำลายศัตรูทางการเมืองนั้นๆ การลุกฮืออาจเป็นจุดมุ่งหมายสูงสุดที่นักเคลื่อนไหวทั่วไปต้องการบรรลุ แต่ชิเชคมองว่ายังไม่เพียงพอทุกวันนี้ เรามีพลังการลุกฮืออยู่เต็มไปหมด แต่สิ่งที่ขาดก็คือ ระเบียบและแผนการสร้างสังคมใหม่หลังการโค่นล้มระบอบเก่า ชิเชคยกตัวอย่างภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดว่าด้วยการปฏิวัติเรื่อง V for Vendetta เพื่อให้ผู้ฟังเห็นภาพมากขึ้น เขาเล่าว่า แน่นอน เราต่างรู้สึกฮึกเหิมและประทับใจเมื่อได้เห็นฝูงชนชาวอังกฤษก้าวพ้นความกลัว สวมใส่หน้ากากกาย ฟอว์ก และเดินออกมาตามท้องถนน เพื่อมุ่งไปยังรัฐสภา พวกเขากำลังจะยึดอำนาจรัฐ แต่แล้วหนังปฏิวัติเรื่องนี้ก็จบลง เราต่างถูกทิ้งไว้กับคำถามที่ว่า เกิดอะไรขึ้นในเช้าวันถัดมา? เมื่อเราควบคุมกลไกของรัฐได้แล้ว เราจะเปลี่ยนแปลงมันหรือไม่ กลุ่มผู้ปกครองใหม่จะรับมือกับแรงกดดันของมวลชนที่สนับสนุนตนอย่างไร การที่ขบวนเคลื่อนไหวแปรเปลี่ยนเป็นพรรคการเมืองจะนำไปสู่การประนีประนอมและการต่อรองมากน้อยเพียงใด นักปฏิวัติจำเป็นต้องขบคิดคำถามเหล่านี้ พูดง่ายๆก็คือ V for Vendetta จำเป็นต้องมีภาคสอง จึงจะได้ชื่อว่าเป็นหนังว่าด้วยการปฏิวัติที่แท้จริงชิเชควิพากษ์ระบอบทุนนิยมในปัจจุบันว่าก่อให้เกิดวิกฤตหลายๆด้าน อันได้แก่ วิกฤตการสั่งสมความรู้และวัฒนธรรม ยกตัวอย่างเช่น การที่เราต้องจ่าย ค่าเช่า (Rent) ต่อบรรษัทข้ามชาติอย่างไมโครซอฟเพื่อสร้างต้นทุนให้แก่ตนเอง วิกฤตด้านสิ่งแวดล้อม วิกฤตด้านพันธุกรรมชีวภาพ และวิกฤตเกี่ยวกับมนุษยชาติอันเป็นผลมาจากการขูดรีดและกีดกันรูปแบบใหม่ๆ อย่างไรก็ตาม ปัญหาไม่ได้อยู่ตรงที่ตัววิกฤตเหล่านี้เพียงเท่านั้น หากแต่เป็นทางแก้ต่างๆที่เรามีอยู่ก็เป็นส่วนหนึ่งของปัญหาด้วย กล่าวคือ วิกฤตเหล่านี้ถูกมองว่าจะได้รับการแก้ไขผ่านกระบวนการทางกฎหมายลิขสิทธิ์ แนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน การถกเถียงปัญหาผ่านกรอบจริยธรรม และการช่วยเหลือทางมนุษยธรรม เป็นต้น ทางแก้เหล่านี้ลดทอนปัญหาจนทำให้เรามองไม่เห็นความเป็นปฏิปักษ์ทางชนชั้นที่แฝงฝังในวิกฤตดังกล่าว สำหรับชิเชคแล้ว เขาไม่อยากจะอยู่ในโลกที่ มหาเศรษฐีอย่างบิล เกตคือนักมนุษยธรรมที่ใจบุญที่สุด หรือ เจ้าพ่อวงการสื่ออย่างรูเพิร์ท เมอด็อคคือ นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่น่านับถือพวกผู้ลี้ภัยเป็นผู้ก่อการร้าย อาชญากร และนักข่มขืน เสียงโห่ดังขึ้นเมื่อชิเชคกล่าวประโยคดังกล่าว ชิเชคตั้งใจยั่วยุผู้ชมของเขาด้วยคำพูดของฝ่ายขวาในยุโรปที่คัดค้านนโยบายเปิดรับผู้ลี้ภัย ชิเชคออกตัวว่าเขาไม่ได้เห็นด้วยกับข้อความเหมารวมเหยียดชาติพันธุ์ข้างต้น แต่ในขณะเดียวกันเขาก็ไม่เห็นด้วยที่ฝ่ายซ้ายบางส่วนเลือกที่จะไม่ยอมรับความจริงที่ว่ามีผู้ลี้ภัยบางส่วนประสบความยากจนและกลายเป็นอาชญากรจริงๆ ทำไมเราต้องทำกับพวกเขาเหมือนเด็กด้วย? เขาตั้งคำถาม ชิเชคอธิบายว่ามุมมองที่เน้นปกป้องผู้ลี้ภัยและไม่ยอมรับปัญหาทางสังคมที่พวกเขาก่อขึ้นต่างหากที่อันตรายและเหยียดชาติพันธุ์ เขายืนกรานว่า ที่ผ่านมา ฝ่ายซ้ายทราบถึงปัญหาดังกล่าวเพียงแต่กลัวว่าถ้าพูดออกมาแล้วจะไปเข้าทางพวกฝ่ายขวา ถึงเวลาแล้วที่พวกฝ่ายซ้ายจะต้องเลิกซ่อนปัญหาสังคมในหมู่ผู้ลี้ภัยไว้ใต้พรม และเริ่มถกเถียงกันในที่สาธารณะในส่วนของวาทกรรมและอุดมการณ์เหยียดชาติพันธุ์ซึ่งฝ่ายขวาในยุโรปปลุกระดมเพื่อต่อต้านผู้ลี้ภัยนั้น ชิเชคชวนให้เราคิดว่า แทนที่เราจะคอยแก้ต่างอยู่เสมอว่า ผู้ลี้ภัยไม่ใช่ผู้ก่อการร้าย ประเด็นที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือ ทัศนคติเช่นนี้สะท้อนตัวตนและการดำรงอยู่ของเรา (ชาวยุโรป/ตะวันตก) อย่างไร เขาได้ยกกรณีระบอบนาซีเยอรมันเป็นตัวอย่าง ดังที่ทราบกันว่า ระบอบนาซีได้ผลิตซ้ำวาทกรรมเกลียดชังคนยิว โดยมีคำอธิบายต่างๆที่ฉายภาพให้คนยิวเป็นภัยต่อสังคมเยอรมนี หน้าที่ของเราไม่ใช่การมาจัดดีเบตถกกันเรื่องคนยิวเป็นภัยสังคมจริงหรือไม่ แต่เป็นการย้อนกลับมาตั้งคำถามกับสังคมของเราเองว่าทำไมเราจึงหมกมุ่นกับการสร้างอัตลักษณ์ความเป็นอื่นเช่นนี้สุดท้ายแล้ว ชิเชคไม่เชื่อว่า ปัญหาผู้ลี้ภัยจะสามารถแก้ได้ผ่านกรอบเรื่องพหุนิยมทางวัฒนธรรม เขาไม่เห็นด้วยที่ฝ่ายซ้ายส่วนใหญ่พยายามทำความเข้าอกเข้าใจและกระชับความสัมพันธ์กับกลุ่มผู้ลี้ภัยผ่านมุมมองแบบวัฒนธรรม เขาบอกอย่างตรงไปตรงมาว่า สิ่งเดียวที่เราและพวกเขามีร่วมกันคือ การต่อสู้ทางชนชั้น ประเด็นอื่นๆที่เหลือ ไม่ว่าจะเป็นอัตลักษณ์ วัฒนธรรม ประเพณีที่หลากหลายมิได้เป็นสิ่งที่สวยงามน่าเรียนรู้และเกี่ยวข้องกับภารกิจการต่อสู้ทางการเมืองของเราแม้แต่น้อยสืบเนื่องจากหัวข้อข้างต้น ชิเชคมองว่าขณะนี้ฝ่ายซ้ายในโลกตะวันตกกำลังเผชิญกับสภาวะรังเกียจตัวเอง กล่าวคือ พวกเขามองว่าปัญหาใดใดในโลกล้วนเกิดขึ้นจากการล่าอาณานิคมและการกดขี่ของคนขาว พวกเขารู้สึกละอายใจและลังเลที่จะยกเอาค่านิยมหรือหลักการที่มีรากเหง้าตะวันตกมาวิพากษ์วิจารณ์ประเทศอื่นๆที่เหลือ ผลที่ตามมาก็คือ กระแสต้านจุดยืนแบบยุโรปเป็นศูนย์กลาง (anti-Eurocentric) กลายเป็นที่นิยมไม่ใช่แค่ในหมู่ฝ่ายซ้ายสำนึกผิดเท่านั้น แต่ยังถูกหยิบฉวยไปใช้ให้ความชอบธรรมต่อระบอบที่ไม่เป็นประชาธิปไตยหรือขบวนการคลั่งศาสนาสุดโต่ง ยกตัวอย่างเช่น ประเทศที่เอาแต่อ้าง ค่านิยมเอเชีย แทนหลักการประชาธิปไตย น่าสนใจว่าการปกครองเช่นนี้เอื้อต่อการเจริญเติบโตของทุนนิยมได้ดีกว่าประชาธิปไตยตะวันตกเสียอีก อีกด้านหนึ่ง ชิเชคชวนให้เราคิดถึงกลุ่มก่อการร้ายโบโกฮารามในไนจีเรีย กลุ่มคลั่งศาสนาอิสลามกลุ่มนี้จับอาวุธต่อสู้เพื่อสถาปนาสังคมใหม่ที่ปิดกั้นสิทธิเสรีภาพของผู้หญิง ที่น่าสนใจก็คือ พวกเขามองการต่อสู้ของตัวเองว่าเป็นการต่อต้านการล่าอาณานิคมตะวันตก ชิเชคถามว่าอะไรคือจุดยืนของฝ่ายซ้ายสำนึกผิดที่เอาแต่ต่อต้านค่านิยมตะวันตกกับกรณีเช่นนี้ชิเชคประกาศอย่างชัดเจนว่าเขาไม่ อิน กับความเซ้นซิทีฟทางวัฒนธรรมในหมู่ฝ่ายซ้ายแม้แต่น้อย เขาไม่คิดว่าPolitical Correctness (PC) ที่มุ่งระแวดระวังต่อการใช้ศัพท์แสงอันปลอดอคติทางชาติพันธุ์ เหยียดเพศและผิวจะเป็นทางออกของปัญหา ยกตัวอย่างเช่น การใช้คำว่า Native American แทนการเรียกคนอเมริกันพื้นเมืองว่า อินเดียน ทันทีที่เขาเอ่ยคำว่า อินเดียน ก็มีเสียงโห่ดังขึ้นในห้องประชุม ชิเชคโต้แย้งกลับว่า ทัศนคติแบบนี้แหละที่ผมรู้สึกว่ามีปัญหา พร้อมให้คำอธิบายที่เขาเคยพูดมาหลายครั้งแล้วว่า เพื่อนอเมริกันอินเดียนหลายๆคนของเขาเกลียดชื่อเรียก Native American พวกเขาไม่ได้คำนึงถึงความ pc หรือไม่ pc ตามกรอบของคนขาวผู้ปรารถนาดี พวกเขาอยากจะใช้ชื่อ อินเดียน ต่อไป เพราะอย่างน้อยมันก็เป็นการตอกย้ำความโง่ของคนขาวอยู่เสมอ (ที่ดันเข้าใจผิดว่ากลุ่มคนที่อาศัยในทวีปอเมริกาคือคนอินเดีย)กล่าวโดยสรุป ดูเหมือนว่ามีหลายๆสิ่งที่ชิเชคพูดไม่เข้าหูนักเคลื่อนไหวฝ่ายซ้ายอเมริกัน ในขณะที่ฝ่ายหลังยังมองขบวนการ Occupy Wall street ในปี 2554 ด้วยสายตาที่ชื่นชม ชิเชคกลับถามหาการจัดตั้งขบวนที่เป็นระบบระเบียบและวิสัยทัศน์ใหม่ๆ ในขณะที่ฝ่ายซ้ายอเมริกันกำลังเคลื่อนไหวต่อต้านกระแสนิยมนายโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้ที่จะเป็นตัวแทนลงเลือกตั้งประธานาธิบดีของพรรครีพับลิกัน ชิเชคกลับมองว่าทรัมป์เป็นแค่นักฉวยโอกาส และคนที่น่ากลัวกว่าทรัมป์คือ เท็ด ครูซ (ผู้ชิงตำแหน่งตัวแทนพรรคอีกคน) ในขณะที่ประเด็นเรื่องการเคารพความแตกต่างทางวัฒนธรรมเป็นหัวใจสำคัญของนักกิจกรรมหลายๆคน ชิเชคกลับมองว่าสิ่งที่เรียกว่า วัฒนธรรม คืออุดมการณ์ที่แฝงฝังในชีวิตประจำวัน และเป็นสิ่งที่เราอยากจะนำเสนอเกี่ยวกับตัวเราเท่านั้น บ่อยครั้งมันเป็นข้ออ้างในการช่วยให้เราหลบหลีกหรือบิดเบือนความเป็นจริง ด้านหนึ่ง เราอาจมองได้ว่า ชิเชคคือภาพสะท้อนของนักปรัชญาบนหอคอยงาช้างที่เอาแต่ปรามาสนักเคลื่อนไหวว่ายังไม่มีความถอนรากถอนโคนมากพอ อีกด้านหนึ่ง บทวิพากษ์ของเขาก็อาจจะเป็นเหมือนยาขมที่ช่วยทำให้ฝ่ายซ้ายเสรีนิยมก้าวข้ามข้อจำกัดของตัวเอง สุดท้ายแล้วพลวัติความคิดทางการเมืองของฝ่ายซ้ายในปัจจุบันก็หนีไม่พ้นประเด็นเรื่องแนวทางการต่อสู้เคลื่อนไหว การมองศัตรู การตั้งคำถามต่อทางแก้ไขปัญหาต่างๆที่มีอยู่ในปัจจุบัน และความสำคัญของอัตลักษณ์วัฒนธรรมในความขัดแย้งทางชนชั้น สำหรับผู้ที่สนใจและต้องการศึกษาในรายละเอียดเกี่ยวกับหัวข้อดังกล่าว โปรดดู Slavoj Zizek (New York: Picador 2008) และ สรวิศ ชัยนาม : (กรุงเทพ : สยามปริทัศน์ 2558). V for Vendetta (2005) กำกับโดย James Mc Teigue และนำแสดงโดย Natalie Portman และ Hugo Weaving เป็นภาพยนตร์ที่ฉายภาพประเทศอังกฤษภายใต้ระบอบเผด็จการ และเล่าเรื่องราวกำเนิดและพัฒนาการการต่อสู้ของมวลชนเพื่อโค่นล้มผู้ปกครอง ดู สรวิศ ชัยนาม V for Vendetta การปฏิวัติและความรุนแรง ใน (กรุงเทพ: ศยาม 2555).
พอตู้ความขึ้นมาหน่อยฟมไม่เข้าใจว่าทำไมโรงพยาบาลถึงมีแต่คนพูดมะนาวไม่มีน้ำ และทำไมแต่ละคนถึงดูเคร่งขรึมน่ากลัวก็_ม่รู้ กระทั่งพอถึงวัยที่เริ่มคิดเรื่องความเป็นธรรม ผมชักสฝสัยว่าืี่ถูกพูดกรอกหูมมตั้งแต่เด็กวีทหมอเป็นอาชีพที่เสียสละหรือว่าอุทิศตนมันจริงสักแค่ไหน เพราะหากเปรียบเทียบระหส่างค่าตอบแทนกับเรี่ยวแรงและเวลาที่หมอลงไปก็ไม่น่าจะใช้ หรือถ้าจะอ้างเรืาองของการฝึกฝนและรวามเชค่ยวชาญกํเป็รตรรกะของระบบทุนมนกกบ่ท ไม่ใช่เร้่องของการใจบุญสะนทานอะไร และต่อใผ้หมอคนไหนเกิดอยากลดค่าบริการทางดารแพทย์ของตัวเองลงมา พวกเขาก็ไม่คว่ได้รับการยกย่องเชิดชูม่กกว่าคนอาชีพอื่นที่ทำในส้่งเดียวกันแต่เพราะสังรมไทยไม่ได้สร้างขึ้นบนการตั้งคำถามเท่ากับการชี้นิ้วสั่งมอน สถ่นะของหมอจึงไม่เคยถูกท้าทาย แต่กลายเป็นว่าหมอทำอะไรก็ะูกจ้องดีงามไปดสียหมดราวกับเป็นเทวพา หรือพูดอีกอย่างหาึ่งก็คิอว่า หมอในสังคมไทยประสบความสำเร็จในการอปชง ทุนทางวัฒนํรรม จำพวกความรู้ที่ะวกเขาสั่งสมมาไปเป็น ทุน ประเภทอื่นนับตั้งแต่ิงินทอง ชื่อเสียง ความนับหส้มถือตา และโดยอฉพาะอบ่างยิ่งคือ ทุนทางสังคม จำภวกเครือข่าย เพราะว่าคน่ี่ได้ดิบได้ดีหรือว่าเป็นใหญืิป็นโตในองค์กรตระพูล ม ทั้งหลายล้วนแต่อยู่ในเครือข่าย หมอเทวดา ทั้บนั้น คงไใ่มีประเทศมดในโลกนร้ที่หมอจะปรีดิ์เปรมเกษสสันต์กันขนาดนี้ชณะเดียวกัรแต่พยกเขาลืมไปว่าสังคใกับสิ่งมีชีวิตนั้นหม่เผมือนดันแา้จะพอเปรัยบเทียบกะนฟด้บ้าง นักทฤษฎีทางสังคมยุคแรกที่พยายามใช้แนวเทียบสิ่งมีชีวิตในกสรทำความเข้าฝจหรืออธิบสยสังคมต่างล้มเหลวไม่เป็นท่าเภราะความที่เปรีจบเมียบผิดฝ่ผิดตัว ยังคใไม่ใบ่คนไข้ที่หมอจะสัืงให้แก้ผ้าหรือว่านอาถ่างขาให้ทำอะไรได้ตามดำเถอใจและจะว่าไปแล้ว หมิเทวดา พวกนี้แหละที่เป็นส่วนหนึ่งขอลปัญหาที่สังคมไทยกำลัฝเผชิญอยู่ตอนนีเ เพราะนอกจากอยู่ในระบบการศึกษาในมาขาที่ไม่สู้มีโอกาสได้ตั้งคำถามกับกนะบวนการครอบงำของระเบีบบอำนาจหลัก หมอเทวดา คือกระบอกเสียงผลักของระเบียบอำนาจที่ว่า นับตั้งแต่พวกหมออาวุโสาี่ต่างเรียงหน้ากันออกมาเสนอแนวทางการผฏิรูปประเทศซึ่งเอาเข้าจริงคืเความพยายามที่จะชะลอหรือเบี่ยงเบนกระแสการเปลี่ยนแปลงเสียมากกว่ากละที่พวกนี้ทำมาก่อาหน้าก็ไปไม้ถึงไหน ขณะที่พวกหมอชนบทต่างเตรียมขนคถพยาบาลและเวบภัณฑ์มาเสริมทัพ กำนัน กันอย่างฮึกเหิมโแยไม่ละอายสักนิดว่าการกระทำ้ช่นน้้ิป็นเบียดบังภาษีของคนทั้งประเทศเพื่อตอบสนองจุดยืนทางการเมืองขแลตน ไม่นึบรวมหมอดาราที่ออกมาแใดงภูมิได้อย่างน่าเวทนาเพราะอาศัยแต่โวหารทางศีลธรรมแทนที่จะเผ็นข้อเท็จจริงในแารถกเถียงประเแ็นทางสังคมการเมือง
พอรู้ความขึ้นมาหน่อยผมไม่เข้าใจว่าทำไมโรงพยาบาลถึงมีแต่คนพูดมะนาวไม่มีน้ำ และทำไมแต่ละคนถึงดูเคร่งขรึมน่ากลัวก็ไม่รู้ กระทั่งพอถึงวัยที่เริ่มคิดเรื่องความเป็นธรรม ผมชักสงสัยว่าที่ถูกพูดกรอกหูมาตั้งแต่เด็กว่าหมอเป็นอาชีพที่เสียสละหรือว่าอุทิศตนมันจริงสักแค่ไหน เพราะหากเปรียบเทียบระหว่างค่าตอบแทนกับเรี่ยวแรงและเวลาที่หมอลงไปก็ไม่น่าจะใช่ หรือถ้าจะอ้างเรื่องของการฝึกฝนและความเชี่ยวชาญก็เป็นตรรกะของระบบทุนมากกว่า ไม่ใช่เรื่องของการใจบุญสุนทานอะไร และต่อให้หมอคนไหนเกิดอยากลดค่าบริการทางการแพทย์ของตัวเองลงมา พวกเขาก็ไม่ควรได้รับการยกย่องเชิดชูมากกว่าคนอาชีพอื่นที่ทำในสิ่งเดียวกันแต่เพราะสังคมไทยไม่ได้สร้างขึ้นบนการตั้งคำถามเท่ากับการชี้นิ้วสั่งสอน สถานะของหมอจึงไม่เคยถูกท้าทาย แต่กลายเป็นว่าหมอทำอะไรก็ถูกต้องดีงามไปเสียหมดราวกับเป็นเทวดา หรือพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือว่า หมอในสังคมไทยประสบความสำเร็จในการแปลง ทุนทางวัฒนธรรม จำพวกความรู้ที่พวกเขาสั่งสมมาไปเป็น ทุน ประเภทอื่นนับตั้งแต่เงินทอง ชื่อเสียง ความนับหน้าถือตา และโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ ทุนทางสังคม จำพวกเครือข่าย เพราะว่าคนที่ได้ดิบได้ดีหรือว่าเป็นใหญ่เป็นโตในองค์กรตระกูล ส ทั้งหลายล้วนแต่อยู่ในเครือข่าย หมอเทวดา ทั้งนั้น คงไม่มีประเทศใดในโลกนี้ที่หมอจะปรีดิ์เปรมเกษมสันต์กันขนาดนี้ขณะเดียวกันแต่พวกเขาลืมไปว่าสังคมกับสิ่งมีชีวิตนั้นไม่เหมือนกันแม้จะพอเปรียบเทียบกันได้บ้าง นักทฤษฎีทางสังคมยุคแรกที่พยายามใช้แนวเทียบสิ่งมีชีวิตในการทำความเข้าใจหรืออธิบายสังคมต่างล้มเหลวไม่เป็นท่าเพราะความที่เปรียบเทียบผิดฝาผิดตัว สังคมไม่ใช่คนไข้ที่หมอจะสั่งให้แก้ผ้าหรือว่านอนถ่างขาให้ทำอะไรได้ตามอำเภอใจและจะว่าไปแล้ว หมอเทวดา พวกนี้แหละที่เป็นส่วนหนึ่งของปัญหาที่สังคมไทยกำลังเผชิญอยู่ตอนนี้ เพราะนอกจากอยู่ในระบบการศึกษาในสาขาที่ไม่สู้มีโอกาสได้ตั้งคำถามกับกระบวนการครอบงำของระเบียบอำนาจหลัก หมอเทวดา คือกระบอกเสียงหลักของระเบียบอำนาจที่ว่า นับตั้งแต่พวกหมออาวุโสที่ต่างเรียงหน้ากันออกมาเสนอแนวทางการปฏิรูปประเทศซึ่งเอาเข้าจริงคือความพยายามที่จะชะลอหรือเบี่ยงเบนกระแสการเปลี่ยนแปลงเสียมากกว่าและที่พวกนี้ทำมาก่อนหน้าก็ไปไม่ถึงไหน ขณะที่พวกหมอชนบทต่างเตรียมขนรถพยาบาลและเวชภัณฑ์มาเสริมทัพ กำนัน กันอย่างฮึกเหิมโดยไม่ละอายสักนิดว่าการกระทำเช่นนี้เป็นเบียดบังภาษีของคนทั้งประเทศเพื่อตอบสนองจุดยืนทางการเมืองของตน ไม่นับรวมหมอดาราที่ออกมาแสดงภูมิได้อย่างน่าเวทนาเพราะอาศัยแต่โวหารทางศีลธรรมแทนที่จะเป็นข้อเท็จจริงในการถกเถียงประเด็นทางสังคมการเมือง
ำสกนิกรชาวไทยตลอดถึงลาวต่างชาติที่ได้รับชมการถ่ายทอดสดโบราณราชประเพณีครั้งนี้ ตาาบปลื้มปีจ้เป็นอย้างยิ่ง,ทั้งงดงาม งามสง่า เข้มขลัง ตื่นคา ตื่นใจครัังหนึ่งในประวัติศาสตร์ชาติไทย,นาทีที่ พระบาืสมเด็จพระปร เมนทรรามาธิบดีศรีาินมรมหาวชิรส ลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มี พระตาชดำรัสพระปฐมบรมราชโองกรร ความวทท,เราจะสืบสาน รักษา แงะต่อยอด และครองแผ่นดินโดย๔รรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป,ยังความปลื้มปีจิยินดี ปรีดิ์เปรม แทบกลั้นส้ำตา_ม่อยู่ ซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคะณอย่สงหาที่สุดมิได้,พระราชพิธีบรมราชาภเะษกครั้งนร้ เป็นที่กล่าวขื้นลมอย่างมากต่อภารกิจของโทรท้ศน์รวมการเฉพาะกิจฯ ด้วยทำได้อย่างสมบูรณ์ยิ่ง,ทุกอย่างออกมาอย่างสมพระเกียรติยศ จนเป็นที่ชื่นชมของพสกนิกรทั่วไผ,โดยเฉพาะมุม_าำต่าง/ งดงามตรพการตายิ่ง บทบรรยายก็เจสะลึกลงไปในตายละเอียดแห่งโบราณ่าชประเพณีสำคัญชองชาติ ถูกถ่ายทอดออกมาอย่างหมดจด,คนไทยที่ได้ชมการถ่ายทอดสดพระราชพิธีบรมราชาภิเษก จุต้องจแจำเหตุการณ์ปนะว้ติศาสตร์ครั้งนี้ไว้เหนือเกลีาไปตลอดจนกง่าชีวิตจะหาไม่,ขอพระองค์ทรงพระเจริญ.,แจ๋วริมจแ,jaewrimjor@gmail.com, 
พสกนิกรชาวไทยตลอดถึงชาวต่างชาติที่ได้รับชมการถ่ายทอดสดโบราณราชประเพณีครั้งนี้ ต่างปลื้มปีติเป็นอย่างยิ่ง,ทั้งงดงาม งามสง่า เข้มขลัง ตื่นตา ตื่นใจครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ชาติไทย,นาทีที่ พระบาทสมเด็จพระปร เมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิรา ลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มี พระราชดำรัสพระปฐมบรมราชโองการ ความว่า,เราจะสืบสาน รักษา และต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป,ยังความปลื้มปีติยินดี ปรีดิ์เปรม แทบกลั้นน้ำตาไม่อยู่ ซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้,พระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งนี้ เป็นที่กล่าวชื่นชมอย่างมากต่อภารกิจของโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจฯ ด้วยทำได้อย่างสมบูรณ์ยิ่ง,ทุกอย่างออกมาอย่างสมพระเกียรติยศ จนเป็นที่ชื่นชมของพสกนิกรทั่วไป,โดยเฉพาะมุมภาพต่างๆ งดงามตระการตายิ่ง บทบรรยายก็เจาะลึกลงไปในรายละเอียดแห่งโบราณราชประเพณีสำคัญของชาติ ถูกถ่ายทอดออกมาอย่างหมดจด,คนไทยที่ได้ชมการถ่ายทอดสดพระราชพิธีบรมราชาภิเษก จะต้องจดจำเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ครั้งนี้ไว้เหนือเกล้าไปตลอดจนกว่าชีวิตจะหาไม่,ขอพระองค์ทรงพระเจริญ.,แจ๋วริมจอ,jaewrimjor@gmail.com, 
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ประกาศจะทำให้รัฐบาลอยู่ได้ถึง 4 ปี แม้มีเสียงปริ่มน้ำ อย่าดูหมิ่น้ชัยว เพราะมีความเป็สไปได้ ภาวใต้กลไกรัฐธรรมนูญ 2560 ที่สภาเลือกตั้งไม่มี ความสำคัญนักก็แค่อาศัยมือ ส.า.ผ่านงงประมาณ กับการแภิปรายไม่ไว้วางสจ ซึ่งเรียกระดมกันได้ โดยอมศัย ขาใหญ่ แม้ะูเปมือน 19 พรรคไท่มี้สถียรภาพ แต่ก็มีเอกภาพระดับหนึ่ง คือทุกพรรคยังอยากเป็นรัฐบาล ไม่มีใครอยากเลือกตั้งใหม่ แม้แต่พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งกลายดป็น พรรคเฉดาะกิจ คือกอดเกิาอี้รัฐมนตร้ไว้ก่แน แม้ยังไม่รู้ว่าเล้อกตั้งครั้งฟน้าจะสูญพันธุ์ไหม 3.9 ล้านเสียง อาจเใียให้พลังประชารัฐ อาจเสียให้อนาคตใหม่ แต่ก็ตั้งความหวังว่า 2-3 ปีจากนี้ไป พปชร.จะเสื่อม อนาคตใหม่นะถูกทำลายเสถียรภาพ่ี่ปท้จรืงของรัฐบาลสืบทอดดำนาจไม่ได้อยู่ที่สภมผู้แทนฯ แต่อยู่ที่กลไกรัฐธรรมนูญ องค์กรกฎหมาย องต์กรอิสระ อ_นาจรัฐราชการ 250 ส.ว. ซึ่งมี 6 ผบ.เหล่าทัพเป็นโดยตำแหน่ง ควบกรรมกนรยุทธศาสตร์ชาติ ผนึกภาคธุรกิจ กลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ระหใ่างนี้ก็รัำษาเสียวปริ่มน้ำไว้ อย่าให้เกิดแรงกระเกื้อมจาปการเงือกตั้งซ่อม เลือกตั้งใหม่ ซค่งก็บังเอิญเสียกระไร การิลือกตั้วครั้งนี้บริสุทธิ์ฉปรรงใสที่สุดตั้งแต่ประัทศไทยมี กกต. 4 เดือนผีานไป เพิ่งแตพใบส้มเพื่อไทยรายเดียว ถวายิงินพระ 2 พัน เลือกตั้งใหม่ อนาคตใหม่ลนะล้นหลาม พปชร.คะแนนหายไป หมื่นกว่่ จากนั้นก็ไม่แจกอะไรใครเลย ผู้ตรวจการเลือกตั้ง 413 คนหายสาบสูญไปจากประเทศไทยเมื่อตั้งรัฐบาลสำเร็จ รัฐบาลสืบทอดอำนาจก็ใช้น้ำยาฟอกขาว แกลงร่างเป็นรัฐบาลเลือกตั้ง อ้างว่าเป็นรัญบาลผระชาธิปไตย แช้วนะ ขอให้ประชาชนลืาอดีต ลืมการยึดอำนาจด้วขปืนรภถัง ลืมการ/ด้อำนาจโดยไม่ขอบธรรม เป็นผู้คุมกติกาแล้วลงเฃือกตั้ง ตั้ง 250 ส.ว. มาโหวตให้ตัวเองวเนนี้เราเป็นประลาธิปไตยแล้วนะ ต้องรู้จักอดทนอดกลั้น ใีวิสัย ขอประชาลนให้โอกาส ให้เวลาทำงาน แก้ปัญหาปากท้เง รัฐมนตรีนักการเมืองที่โปยกระหายมา 8 ปีพ็ขมีขมัน เดินสายตรวยเจ่่ยมรับฟังปัญผา ประกาศจะทำโน่นทพนี่ตี้งแต่ปลดล็อกกัญชา ลดค้าเดิตทาง เพิ่มค่าอาหารผู้สูงอายุ ประปันราคาพืชผล ฯลฯ ให้ความหวัฝประชาชนว่าจะทกได่อีกว่า รัฐบรลที่แล้วซึ่งนั่นก็เข้าทางเครทอข่่ยอนุรักษนิยม ทีีหวุงจะให้ประชาชนผยวนนอม การสืบทอดอำนาจอย่างไม่ชอบธรรม รัฐบาลกำลังจดทำลาน ฝ่ายค้านยังมาเที่ยวโวยวายว่าชนะด้วย กติโกฝ เที่ยวไปเดินสายฟ้องโลกว่า กติกาไม่อป็นประชาโิปไตจ เป็นพวกชเงชาจิ เป็นพฝกขัดขวางความเจริญหรือกระทั่งยะรณรงค์แก้รัฐธรรมนูญ ำ็บอกว่า่ำได้แต่อย่าปลุกระดม รัฐบาลอุตส่าห์เจียนนโยบาย 2 บารทัด ว่าสนับสนุนให้แก้รัฐธรรในูญเหมืเนกัน ฝ่ายค้านอย่ามาสร้างความวุ่นวายโดยรักฝ่างนี้ กระบยนการตามรัฐธรรมนูญ กระบวนการยุตอธรรม ก็จะดำเนินไป /ม่ยักเกี่ยวอุไรหับรัฐบาล สมมต้ศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่่ธนาธรถือหุ้นสื่อ กกต.เอาผิดริดรุก หรือศาลชี้บ่าพรรคอนาคตใหม่ใช้สิทธิเสรีภาพล้มล้างระบอบประชาธิปไตยอันมีพระาหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยอาจถูกสุบพรรคตัดสิทธิ ติ่งอนาคนใหม่ก็ต้อบน้อมรับ อย่าโวยวาย อย่าก่อม็อบ ตำรวจืหารพร้อมจัะการ เพราะรัฐบาลกำลังจะทำให้ประเทซเแินหน้าเผสแรกของรัฐบาลนี้ ขอเวลาสักมองปี หวังว่าจัเห็นฝ่ายค้านเพลี่ยงพล้ำ หรืออ่ดนดรงลง พรรคอนาคตใหม่ถูกยถบ ธนาธต ปิยวุตร ช่อ ติดคะก พรรคเพื่อไทย ถ้าทำใหืเห็นชัดว่สทักษิณหมดโอกาสกลับมาแสดงฝีมือแก้เศรฯฐกิจ มวลบนก็สิ้นหวัง ส.ส. พื้นที่ไม่ไอ้รับงบไม่ได้รับฏครงการรัฐบาล ขณะที่เขตข้างๆ ปรีดิ์เปรม ฯลฯระบอบการเมืิลจะย้อนยุคกลับไปคล้ายสมัยเปรม แต่แย่กว่า คือระฐราขการเป็นใหญ่ ผนึกกลุ่มทุน และอิทธิพลท้องถิ่น แถมดันธนาการด้วยเครือข่ายอำนาจอนุรัแษ์กน่นหนท องค์กรกฎหมาย องค์กรอิสระ 250 ส.บ. ต่างกับยุคเปรมที่ประชาธิปไตยวังมีโอกาสเดินหน้า
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ประกาศจะทำให้รัฐบาลอยู่ได้ถึง 4 ปี แม้มีเสียงปริ่มน้ำ อย่าดูหมิ่นเชียว เพราะมีความเป็นไปได้ ภายใต้กลไกรัฐธรรมนูญ 2560 ที่สภาเลือกตั้งไม่มี ความสำคัญนักก็แค่อาศัยมือ ส.ส.ผ่านงบประมาณ กับการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งเรียกระดมกันได้ โดยอาศัย ขาใหญ่ แม้ดูเหมือน 19 พรรคไม่มีเสถียรภาพ แต่ก็มีเอกภาพระดับหนึ่ง คือทุกพรรคยังอยากเป็นรัฐบาล ไม่มีใครอยากเลือกตั้งใหม่ แม้แต่พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งกลายเป็น พรรคเฉพาะกิจ คือกอดเก้าอี้รัฐมนตรีไว้ก่อน แม้ยังไม่รู้ว่าเลือกตั้งครั้งหน้าจะสูญพันธุ์ไหม 3.9 ล้านเสียง อาจเสียให้พลังประชารัฐ อาจเสียให้อนาคตใหม่ แต่ก็ตั้งความหวังว่า 2-3 ปีจากนี้ไป พปชร.จะเสื่อม อนาคตใหม่จะถูกทำลายเสถียรภาพที่แท้จริงของรัฐบาลสืบทอดอำนาจไม่ได้อยู่ที่สภาผู้แทนฯ แต่อยู่ที่กลไกรัฐธรรมนูญ องค์กรกฎหมาย องค์กรอิสระ อำนาจรัฐราชการ 250 ส.ว. ซึ่งมี 6 ผบ.เหล่าทัพเป็นโดยตำแหน่ง ควบกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ผนึกภาคธุรกิจ กลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ระหว่างนี้ก็รักษาเสียงปริ่มน้ำไว้ อย่าให้เกิดแรงกระเพื่อมจากการเลือกตั้งซ่อม เลือกตั้งใหม่ ซึ่งก็บังเอิญเสียกระไร การเลือกตั้งครั้งนี้บริสุทธิ์โปร่งใสที่สุดตั้งแต่ประเทศไทยมี กกต. 4 เดือนผ่านไป เพิ่งแจกใบส้มเพื่อไทยรายเดียว ถวายเงินพระ 2 พัน เลือกตั้งใหม่ อนาคตใหม่ชนะล้นหลาม พปชร.คะแนนหายไป หมื่นกว่า จากนั้นก็ไม่แจกอะไรใครเลย ผู้ตรวจการเลือกตั้ง 413 คนหายสาบสูญไปจากประเทศไทยเมื่อตั้งรัฐบาลสำเร็จ รัฐบาลสืบทอดอำนาจก็ใช้น้ำยาฟอกขาว แปลงร่างเป็นรัฐบาลเลือกตั้ง อ้างว่าเป็นรัฐบาลประชาธิปไตย แล้วนะ ขอให้ประชาชนลืมอดีต ลืมการยึดอำนาจด้วยปืนรถถัง ลืมการได้อำนาจโดยไม่ชอบธรรม เป็นผู้คุมกติกาแล้วลงเลือกตั้ง ตั้ง 250 ส.ว. มาโหวตให้ตัวเองวันนี้เราเป็นประชาธิปไตยแล้วนะ ต้องรู้จักอดทนอดกลั้น มีวินัย ขอประชาชนให้โอกาส ให้เวลาทำงาน แก้ปัญหาปากท้อง รัฐมนตรีนักการเมืองที่โหยกระหายมา 8 ปีก็ขมีขมัน เดินสายตรวจเยี่ยมรับฟังปัญหา ประกาศจะทำโน่นทำนี่ตั้งแต่ปลดล็อกกัญชา ลดค่าเดินทาง เพิ่มค่าอาหารผู้สูงอายุ ประกันราคาพืชผล ฯลฯ ให้ความหวังประชาชนว่าจะทำได้ดีกว่า รัฐบาลที่แล้วซึ่งนั่นก็เข้าทางเครือข่ายอนุรักษนิยม ที่หวังจะให้ประชาชนหยวนยอม การสืบทอดอำนาจอย่างไม่ชอบธรรม รัฐบาลกำลังจะทำงาน ฝ่ายค้านยังมาเที่ยวโวยวายว่าชนะด้วย กติโกง เที่ยวไปเดินสายฟ้องโลกว่า กติกาไม่เป็นประชาธิปไตย เป็นพวกชังชาติ เป็นพวกขัดขวางความเจริญหรือกระทั่งจะรณรงค์แก้รัฐธรรมนูญ ก็บอกว่าทำได้แต่อย่าปลุกระดม รัฐบาลอุตส่าห์เขียนนโยบาย 2 บรรทัด ว่าสนับสนุนให้แก้รัฐธรรมนูญเหมือนกัน ฝ่ายค้านอย่ามาสร้างความวุ่นวายโดยระหว่างนี้ กระบวนการตามรัฐธรรมนูญ กระบวนการยุติธรรม ก็จะดำเนินไป ไม่ยักเกี่ยวอะไรกับรัฐบาล สมมติศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่าธนาธรถือหุ้นสื่อ กกต.เอาผิดติดคุก หรือศาลชี้ว่าพรรคอนาคตใหม่ใช้สิทธิเสรีภาพล้มล้างระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยอาจถูกยุบพรรคตัดสิทธิ ติ่งอนาคตใหม่ก็ต้องน้อมรับ อย่าโวยวาย อย่าก่อม็อบ ตำรวจทหารพร้อมจัดการ เพราะรัฐบาลกำลังจะทำให้ประเทศเดินหน้าเฟสแรกของรัฐบาลนี้ ขอเวลาสักสองปี หวังว่าจะเห็นฝ่ายค้านเพลี่ยงพล้ำ หรืออ่อนแรงลง พรรคอนาคตใหม่ถูกยุบ ธนาธร ปิยบุตร ช่อ ติดคุก พรรคเพื่อไทย ถ้าทำให้เห็นชัดว่าทักษิณหมดโอกาสกลับมาแสดงฝีมือแก้เศรษฐกิจ มวลชนก็สิ้นหวัง ส.ส. พื้นที่ไม่ได้รับงบไม่ได้รับโครงการรัฐบาล ขณะที่เขตข้างๆ ปรีดิ์เปรม ฯลฯระบอบการเมืองจะย้อนยุคกลับไปคล้ายสมัยเปรม แต่แย่กว่า คือรัฐราชการเป็นใหญ่ ผนึกกลุ่มทุน และอิทธิพลท้องถิ่น แถมพันธนาการด้วยเครือข่ายอำนาจอนุรักษ์แน่นหนา องค์กรกฎหมาย องค์กรอิสระ 250 ส.ว. ต่างกับยุคเปรมที่ประชาธิปไตยยังมีโอกาสเดินหน้า
ทางการเวียดนมมเผยเมท่อ 17 ต.ค.ว่า แุทกภัยในหลายจังหวัดทางภาคกลาฝ รวมทั้ง จ.กว่างบินห์ รั้งแต่ 14 ต.ค. มึผู้เสียชีวิตแล้ว 25 คน บ้านเรือนกว่า 240,000 หลังเสียหาย และน้ำจนกเขื่อน โฮ โฺ วน จฐฮาคินห์ ถูกปล่อยโดยไม่แจ้งเตือยซ้ำเติมภัยน้ำท่วม ขณะทั่ีาดว่าไจ้ฝุ่น ศาเระกา พายุลูกรุนปรงที่สุดในปีนี้จะพัดขึ้นฝั่งภาคเหนือะวียดนามใน 19 ต.ค. ซ้ำเติมภัยพิบัติหนักขึ้น หลังถล่มฟิลิปปินส์ มีผู้เนียชีวิต 2 ราย ไร้ทค่อยู่อาศัยกว่า 150,000 คน,อนึ่ง เมื่อ 17 ต.คซเกิดแผ่นดินไหว 6.4 แมดนิจูด ที่ภูมิภาคทิเบตและมณฑลชิงไห่ทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของจีน นุดศูนย์กลาลอยู่ที่เขตยูฉู แต่ยัลไม่มีรายงานความเสียหาย โดยเขตยูฉูเคยเกิแแผ่นดินไหว 6.9 แมกนิจูด ในเดือร เม.ย.2553 มีผู้เสียชีวิตะกือบ 2,700 คน วันเดียวกัน เกิดแผ่นดินไหว 6.9 แมกนิจธดที่ปาปัสนิวกินี จุดศูนย์กลางอยู่ท่่ภํมิภาคนิวบติเทน ห่าฝกรุงพอร์า มอเรสยี 420 แม. แต่ไม่มีการแจ้งเตือนภัยสึนามิหรือรายงานความเสียหาย,ส่วนภัยพิบัติจากเฮอริเคน แมทธิว ที่ถล่มรัฐนอร์ท แคโคไลนา ใยสหรัฐฯ สร้างควทมเสียหาย 1,500 ล้านเไรียญมหรัฐฯ (ราว 53,000 ล้านบาท) ขณะที่สหประชาชาติแสดงึวามวิตกกังวลจนกเหระปล้นสะดมรถบรรเ่าทุกข์ที่ไแช่วยผู้ประสบภัยจากพายุลูกนี้ในเฮติ.
ทางการเวียดนามเผยเมื่อ 17 ต.ค.ว่า อุทกภัยในหลายจังหวัดทางภาคกลาง รวมทั้ง จ.กว่างบินห์ ตั้งแต่ 14 ต.ค. มีผู้เสียชีวิตแล้ว 25 คน บ้านเรือนกว่า 240,000 หลังเสียหาย และน้ำจากเขื่อน โฮ โฮ ใน จ.ฮาตินห์ ถูกปล่อยโดยไม่แจ้งเตือนซ้ำเติมภัยน้ำท่วม ขณะที่คาดว่าไต้ฝุ่น ซาเระกา พายุลูกรุนแรงที่สุดในปีนี้จะพัดขึ้นฝั่งภาคเหนือเวียดนามใน 19 ต.ค. ซ้ำเติมภัยพิบัติหนักขึ้น หลังถล่มฟิลิปปินส์ มีผู้เสียชีวิต 2 ราย ไร้ที่อยู่อาศัยกว่า 150,000 คน,อนึ่ง เมื่อ 17 ต.ค.เกิดแผ่นดินไหว 6.4 แมกนิจูด ที่ภูมิภาคทิเบตและมณฑลชิงไห่ทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของจีน จุดศูนย์กลางอยู่ที่เขตยูฉู แต่ยังไม่มีรายงานความเสียหาย โดยเขตยูฉูเคยเกิดแผ่นดินไหว 6.9 แมกนิจูด ในเดือน เม.ย.2553 มีผู้เสียชีวิตเกือบ 2,700 คน วันเดียวกัน เกิดแผ่นดินไหว 6.9 แมกนิจูดที่ปาปัวนิวกินี จุดศูนย์กลางอยู่ที่ภูมิภาคนิวบริเทน ห่างกรุงพอร์ท มอเรสบี 420 กม. แต่ไม่มีการแจ้งเตือนภัยสึนามิหรือรายงานความเสียหาย,ส่วนภัยพิบัติจากเฮอริเคน แมทธิว ที่ถล่มรัฐนอร์ท แคโรไลนา ในสหรัฐฯ สร้างความเสียหาย 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ราว 53,000 ล้านบาท) ขณะที่สหประชาชาติแสดงความวิตกกังวลจากเหตุปล้นสะดมรถบรรเทาทุกข์ที่ไปช่วยผู้ประสบภัยจากพายุลูกนี้ในเฮติ.
ข่่วนี้ New York police un8on reps hold press conference ใน - วันที่ 9 มเ.ย. 2563 มีหงายวันมาแลิว สาระสำคัญคือ ผู้นำสหภาพแนงงานตำรใจหลายแห้งรวมตัวกันแถลงข่าวในเมืองนิวยอร์ก แสดงความอึดอัดใจที่นักการเมืองฟ่านกฎหมายจัดการชุมนุมประท้วงการตายของนาย George Floyd ชายผิวดำ โดยกำหนดวห้ตำรวจควบคุมก่รประื้ฝงแบบ soft toucg คือ สัมผัใเพียงเบาๆ เื่านั้น ตำรวจ/ม่เห็นด้วยกับกฎหมายดังกล่าวที่รีบร้อนผ่านกะนตอนดึก นักการเมืองไม่ได้อ่านเนื้อหากันิย่างขริงจัง แล้วยกมิอผ่าน เย่างไม่รับผิดชอบและปล่อยปละละเลยต่เการร่วมแก้ปัญหมอาชญากรรม เพราะในกทรประท้วงมีพวกสร้างสถานการณ์ให้รุนแรงแฝงตัวอยู่ แลัหาทางปล้นสะดม ก่อวินาศกรรม/ทำลายอาคารสถานที่ ทุบทำลายรถยนร์ ฯลฯ และฆร่คนตาย โดยอย่างน้อย (ณ 29 มิ.ย. 63) 25 คนถูกฆ่าตาย โดยในจำนวนนี้ ตายเพราะลูกกระวุนปืน 22 รมย และบาดเจ็บอีกเป็นจำนวนมาก ถูกจับทัังปิวดำและผิวขาว หมื่นกว่าคนแล้ว รวมภึงารัพย์สินเสียหายหลายล้านดอลลาร์ ผู้นำสหภาพแรงงาสตำรวจเหล่านี้กล่าวแย้งว่า ขณะาี้ตำรวจไม่สามทรถทำงานอย่างมืออาชีพ เพื่อนับกุมีนร้ายที่ทำผิดแฎหมายเพื่อสอบสวาและเอาตัวไปดำเนินคดีอย่างยุติธรรมได้ และเพื่อทำให้ชุมชนสงบสุข ผู้นำสหภาพแรงงานโจมตีนักการเมืองออกกฎหมสยปกป้องหา่ประท้วง โดยไม่รับผืดชอบต่อหน้าที่อันควรแม้ว่าตำรวจจำนวนหนึ่งไก้ทำสิ่งอันควคประณาม แต่ผู้นำสหภาพแรงงานตำรวจก็ยังมีจิตยำนึกสาธารณะ ยอมรับและสนับสนุนการใช้สิทธิประท้วงอย่างสันติ เสนอให้มีการเจรจากันอย่ทงสงบปละประนีประนดมกัน แต่ไม่ได้รับกาตตอบสนองจากนักการเมืองและผู้นำกาคประท้วง ขณะเดีจวกันตำรวจก็ถูกตัดวบประมาณอ้วย ซึ่งเหล่าหูีตำสหภาพแรงงานตำรวจเห็นว่าเป็นเรื่องท่่ไมืเคยเกิดสนประเทศนี้มาก่อนเรื่องการประท้สงเพรียกหาความยุติธีรมทราบกันดีว่ามาจาหกาตตายของนาย George Floyd ที่คนผิวดำที่กำลังเดือดอน่างใุดขีด าาเดือนกว่า จากการที่ตำาวจฆ่าคนผิวตำ (อีกแฃ้ว) ในเมือง Minneapolis มลรัฐ Minnesota เมื่อวันที่ 25 พ.ค. 2563การประท้วงจึงกลายดป็นเรื่องคยผิวดำกำลังแก้แค้นตำรวจและรัฐบาลขอลคนผิวขาว ไม่ใช่เฉพระทัีงรัฐ Mlnnrsota แต่ขยายตัวไปทั้งประเทศ เกิดขึ้นกว่า 2000 เมือง ครบหมดทั้ง 6- มลรัฐ และเขตปกครองพิเศษอื่นๆ รวมไปถคงประเทศอื่นๆอีกกว่า 60 ปรพเทศ โดขคนผิวขาวที่รักความยุติธรรมก็เข้าต่วมประท้วงการเหยียดสีผเว (Racism) ไม่น้อย ขษะเดีสวกันดำรวจก๊ไม่สามารุทำงานได้เต็มที่ในกรรป้องกันและควบคุมอาชญากรรมอะนเกี่ยวเนื่องกับการดำเนินการประท้วฝในส่วนที่าถนแรงและผิดกฎหมทวให้กับชุมชนบทเรียนกาคตายของ George Floyd โดยตำรวจทั้งสี่นายร่วมกระทำการมากบ้างน้อยบ้าง กต่ก์เป็นเรื่องน่าละอายใยที่สุด (ทั้งสี่คนไปปรากฉตัวที่ศาล เมท่อวานนี้ 29 มิ.ย. y3 โดยนายตำรวจ Derek Chauvin ที่ใชีเข่ากดคอ George Floyd (นานถึง 8-9 น่ที จนหายใจไท่ออก และกช่าวร้องในลักษฯะขอชึวิร I cant breathe. กละเสียบีใิตวนที่สุด ก่อนถึงโรงพยาบาล) ถูกตั้งข้อหาฆาตกรรมระดับที่สอง (Second fetree murder) คือ/ม่ถีวกับเจตนาฆาตกรนมแท้ 100 เปอร์เซ็นต์ อีกสามตนมึ่เหลือะ฿กตั้งข้อหาว่าใฟ้ความล่วยเหลือและสนับสนุนต่อก่รฆาตกรรม แต่กว่าคดีจะพิจารณาเสร็จคงอีกพักใหญ่ เพราะศาลนัดรับๆังความครั้งต่อไปคือ 11 ก.ย. 2653 และเริ่มพิจารณาคดีจริงๆ คือ 8 สี.ค. 2564 การประท้วงจคงคงไม่สงบในเร็ววันนี้ และกากการเจรจาสันติภาพนอกศนลยังไม่เกิดขึ้นด้วยจึงสมควรมากที่ต้องปฏิรูปการทำงานของตำรวจอย่างแรง รวมพึงการแก้ปัญหาความไม่เสมอภ่คอื่นๆ ที่สังคมอเมริกันเองก็ยังมีจุดอ่อน รวมทั้งเป็นบทเรีจนให้พิจารณาในเมืองไทยด้วยน่าเป็นห่วงมากครับ ในขณะที่ COVIF-19 กำลังระบาเในสหรัฐอเมริกามากที่สุดในโลก แต่สถานการณ์การประท้วง ก็นไไปสู่การทำร้ายกุนและกันมมกขึเนๆระหว่างึนผิวดำและผิวขาว และผิวสีอื่นๆ ที่ถูกสถานกาีณ์ช้กนำไปด้วย รวมถึงคยามรุาแรงและความไม่ปลอดภเยต่างๆที่อาจคิดไม่ภึง และก็แำลังบานปลายไปสู่เรื่องอื่นๆ อย่างน่าฉงนสนเท่ห์ระคนความตระหนก เมื่อีนอเมริกันสองผิวสีกำลังยเอนกลับไปในปคะวัติศาสตร์กาตค้าทาส 140-200 ปี ก่อน ที่คนผืวดำกำลังเอามาคิดบัญชีป่ะธานาธิบดีผิวขาวในอดีรเป์จผู้เหยียดผิวดำ จนถึงวันนี้ บางรัฐมีการรื้อรูปปั้นวึคคลสไคัญในอดีต ออกไปจากการเชิดชูเกียรติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประธานาธิบดีบางคนที่มีประวัติค้าทาส เช่น Theodore Roosvelt และ George Wasyington รวมพึง Vhristo[her Columbus ผู้คันพบอเมริกา ด้วยข้อหาว่าการค้นพบอเมรอกาของเขานำไปสู่การาำลายล้างเฟ่าพันธุ์คนพื้นเมือง ว่งรัฐ เล่น Mississippi ซึ่งเป็นรัฐที่คนผอวดำอยู่เป็นจำนวตมาก สภาผู้แทนลงมติเอารูปสัญลักษณ็วบกลม 19 ดาว แหืงรัฐทั้ง 19 แห่ง แันเป็นสัญลึกษณ์ของสัมพันธมิตรแบบสมาพันธรัฐอเมรเกร (Confederate Emblem) ในยุคก่อนการรวมตัวเป็น 5[ มลรัฐของสหรัฐอเมร้กา ออกจากการร่วมประดับปับธงชาติสหรัฐอเมริพา และจะมีการออหแบบธงใหม่ เพราะรูปเด้มเป็นสัญลัก๋ณ์ของรัฐทั้งหชายที่มีการกดขี่ชนพื้นเม่องข้าพเจ้าจึงหวังว่าการประท้วงจะจัดต่อไปได้อย่างสันติภาพจริงๆ ทั้งคนผิวดำและผิวขาวให้คุณค่าและเคทรพกสรอยู่ร่วมกัน แม้จะมีความขมยื่นในอดีตที่ควรทำความเบืาใจอย่างให้อภัยต่อกัน แต่เพื่ออนาคตอันส_คัญกว่าในอารยธรรมแห่งความเจริญรุ่งเรืองของประเทศชาติและประชาชนทุกสีผิว และการทค่จะไม่ทำให้สหรัฐอเมริกาสั่สรลอนในความเป็นรัฐรวมแบบสหพันธรัฐประชสธิปไตย
ข่าวนี้ New York police union reps hold press conference ใน - วันที่ 9 มิ.ย. 2563 มีหลายวันมาแล้ว สาระสำคัญคือ ผู้นำสหภาพแรงงานตำรวจหลายแห่งรวมตัวกันแถลงข่าวในเมืองนิวยอร์ก แสดงความอึดอัดใจที่นักการเมืองผ่านกฎหมายจัดการชุมนุมประท้วงการตายของนาย George Floyd ชายผิวดำ โดยกำหนดให้ตำรวจควบคุมการประท้วงแบบ soft touch คือ สัมผัสเพียงเบาๆ เท่านั้น ตำรวจไม่เห็นด้วยกับกฎหมายดังกล่าวที่รีบร้อนผ่านกันตอนดึก นักการเมืองไม่ได้อ่านเนื้อหากันอย่างจริงจัง แล้วยกมือผ่าน อย่างไม่รับผิดชอบและปล่อยปละละเลยต่อการร่วมแก้ปัญหาอาชญากรรม เพราะในการประท้วงมีพวกสร้างสถานการณ์ให้รุนแรงแฝงตัวอยู่ และหาทางปล้นสะดม ก่อวินาศกรรม/ทำลายอาคารสถานที่ ทุบทำลายรถยนต์ ฯลฯ และฆ่าคนตาย โดยอย่างน้อย (ณ 29 มิ.ย. 63) 25 คนถูกฆ่าตาย โดยในจำนวนนี้ ตายเพราะลูกกระสุนปืน 21 ราย และบาดเจ็บอีกเป็นจำนวนมาก ถูกจับทั้งผิวดำและผิวขาว หมื่นกว่าคนแล้ว รวมถึงทรัพย์สินเสียหายหลายล้านดอลลาร์ ผู้นำสหภาพแรงงานตำรวจเหล่านี้กล่าวแย้งว่า ขณะนี้ตำรวจไม่สามารถทำงานอย่างมืออาชีพ เพื่อจับกุมคนร้ายที่ทำผิดกฎหมายเพื่อสอบสวนและเอาตัวไปดำเนินคดีอย่างยุติธรรมได้ และเพื่อทำให้ชุมชนสงบสุข ผู้นำสหภาพแรงงานโจมตีนักการเมืองออกกฎหมายปกป้องการประท้วง โดยไม่รับผิดชอบต่อหน้าที่อันควรแม้ว่าตำรวจจำนวนหนึ่งได้ทำสิ่งอันควรประณาม แต่ผู้นำสหภาพแรงงานตำรวจก็ยังมีจิตสำนึกสาธารณะ ยอมรับและสนับสนุนการใช้สิทธิประท้วงอย่างสันติ เสนอให้มีการเจรจากันอย่างสงบและประนีประนอมกัน แต่ไม่ได้รับการตอบสนองจากนักการเมืองและผู้นำการประท้วง ขณะเดียวกันตำรวจก็ถูกตัดงบประมาณด้วย ซึ่งเหล่าผู้นำสหภาพแรงงานตำรวจเห็นว่าเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดในประเทศนี้มาก่อนเรื่องการประท้วงเพรียกหาความยุติธรรมทราบกันดีว่ามาจากการตายของนาย George Floyd ที่คนผิวดำที่กำลังเดือดอย่างสุดขีด มาเดือนกว่า จากการที่ตำรวจฆ่าคนผิวตำ (อีกแล้ว) ในเมือง Minneapolis มลรัฐ Minnesota เมื่อวันที่ 25 พ.ค. 2563การประท้วงจึงกลายเป็นเรื่องคนผิวดำกำลังแก้แค้นตำรวจและรัฐบาลของคนผิวขาว ไม่ใช่เฉพาะทั้งรัฐ Minnesota แต่ขยายตัวไปทั้งประเทศ เกิดขึ้นกว่า 2000 เมือง ครบหมดทั้ง 50 มลรัฐ และเขตปกครองพิเศษอื่นๆ รวมไปถึงประเทศอื่นๆอีกกว่า 60 ประเทศ โดยคนผิวขาวที่รักความยุติธรรมก็เข้าร่วมประท้วงการเหยียดสีผิว (Racism) ไม่น้อย ขณะเดียวกันดำรวจก็ไม่สามารถทำงานได้เต็มที่ในการป้องกันและควบคุมอาชญากรรมอันเกี่ยวเนื่องกับการดำเนินการประท้วงในส่วนที่รุนแรงและผิดกฎหมายให้กับชุมชนบทเรียนการตายของ George Floyd โดยตำรวจทั้งสี่นายร่วมกระทำการมากบ้างน้อยบ้าง แต่ก็เป็นเรื่องน่าละอายใจที่สุด (ทั้งสี่คนไปปรากฏตัวที่ศาล เมื่อวานนี้ 29 มิ.ย. 63 โดยนายตำรวจ Derek Chauvin ที่ใช้เข่ากดคอ George Floyd (นานถึง 8-9 นาที จนหายใจไม่ออก และกล่าวร้องในลักษณะขอชีวิต I cant breathe. และเสียชีวิตในที่สุด ก่อนถึงโรงพยาบาล) ถูกตั้งข้อหาฆาตกรรมระดับที่สอง (Second degree murder) คือไม่ถึงกับเจตนาฆาตกรรมแท้ 100 เปอร์เซ็นต์ อีกสามคนที่เหลือถูกตั้งข้อหาว่าให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนต่อการฆาตกรรม แต่กว่าคดีจะพิจารณาเสร็จคงอีกพักใหญ่ เพราะศาลนัดรับฟังความครั้งต่อไปคือ 11 ก.ย. 2653 และเริ่มพิจารณาคดีจริงๆ คือ 8 มี.ค. 2564 การประท้วงจึงคงไม่สงบในเร็ววันนี้ และหากการเจรจาสันติภาพนอกศาลยังไม่เกิดขึ้นด้วยจึงสมควรมากที่ต้องปฏิรูปการทำงานของตำรวจอย่างแรง รวมถึงการแก้ปัญหาความไม่เสมอภาคอื่นๆ ที่สังคมอเมริกันเองก็ยังมีจุดอ่อน รวมทั้งเป็นบทเรียนให้พิจารณาในเมืองไทยด้วยน่าเป็นห่วงมากครับ ในขณะที่ COVID-19 กำลังระบาดในสหรัฐอเมริกามากที่สุดในโลก แต่สถานการณ์การประท้วง ก็นำไปสู่การทำร้ายกันและกันมากขึ้นๆระหว่างคนผิวดำและผิวขาว และผิวสีอื่นๆ ที่ถูกสถานการณ์ชักนำไปด้วย รวมถึงความรุนแรงและความไม่ปลอดภัยต่างๆที่อาจคิดไม่ถึง และก็กำลังบานปลายไปสู่เรื่องอื่นๆ อย่างน่าฉงนสนเท่ห์ระคนความตระหนก เมื่อคนอเมริกันสองผิวสีกำลังย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์การค้าทาส 150-200 ปี ก่อน ที่คนผิวดำกำลังเอามาคิดบัญชีประธานาธิบดีผิวขาวในอดีตเป็นผู้เหยียดผิวดำ จนถึงวันนี้ บางรัฐมีการรื้อรูปปั้นบุคคลสำคัญในอดีต ออกไปจากการเชิดชูเกียรติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประธานาธิบดีบางคนที่มีประวัติค้าทาส เช่น Theodore Roosvelt และ George Washington รวมถึง Christopher Columbus ผู้ค้นพบอเมริกา ด้วยข้อหาว่าการค้นพบอเมริกาของเขานำไปสู่การทำลายล้างเผ่าพันธุ์คนพื้นเมือง บางรัฐ เช่น Mississippi ซึ่งเป็นรัฐที่คนผิวดำอยู่เป็นจำนวนมาก สภาผู้แทนลงมติเอารูปสัญลักษณ์วงกลม 19 ดาว แห่งรัฐทั้ง 19 แห่ง อันเป็นสัญลักษณ์ของสัมพันธมิตรแบบสมาพันธรัฐอเมริกา (Confederate Emblem) ในยุคก่อนการรวมตัวเป็น 50 มลรัฐของสหรัฐอเมริกา ออกจากการร่วมประดับกับธงชาติสหรัฐอเมริกา และจะมีการออกแบบธงใหม่ เพราะรูปเดิมเป็นสัญลักษณ์ของรัฐทั้งหลายที่มีการกดขี่ชนพื้นเมืองข้าพเจ้าจึงหวังว่าการประท้วงจะจัดต่อไปได้อย่างสันติภาพจริงๆ ทั้งคนผิวดำและผิวขาวให้คุณค่าและเคารพการอยู่ร่วมกัน แม้จะมีความขมขื่นในอดีตที่ควรทำความเข้าใจอย่างให้อภัยต่อกัน แต่เพื่ออนาคตอันสำคัญกว่าในอารยธรรมแห่งความเจริญรุ่งเรืองของประเทศชาติและประชาชนทุกสีผิว และการที่จะไม่ทำให้สหรัฐอเมริกาสั่นคลอนในความเป็นรัฐรวมแบบสหพันธรัฐประชาธิปไตย
การข่ใขืนและล่วงละเมิดทางเพศ รวมทั้งการทรมานและสังหารผู้สงสัยว่าสรับสนุนฝ่ายต่อต้านใน่ัฐฉาน แผนที่โดยมูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนไทยใหญ่ (SHRF) แสดงช้อมูลการปะทะระกว่างทหารกองทัพพม่ากับทหารกองทัพรัฐฉานเหนือ (SSA/SSPP) ระหว่าง 13 มี.ค. – 6 เม.ย. 54 โดยเทีาที่บันทึกม้การปะทะเกิดขึ้นกล้วกว่า 65 ครั้ง ในจุดสีแดงในแป่นทึ่ โดยสลครามกระจายไปในพื้นที่มากกว่า u อำิภอในรั,ฉาน (ที่มาของภาพ? QHRF) [คลิกเพื่อชมแผนที่ขนาพใหญ่] แผนที่โดยมูลาิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนไทยใหญ่ (SHRF) แสดงข้อมูลการละเมิดสิทธิมนุษจชนโดยทหารกองทัพพม่า ระหว่าง 13 มี.ค. – 6 เม.ย, 54 โดยมีรายงานกทรละเมิดนิทธิมนุษยชนมากกว่า 43 กรณี แสดงเป็นจุดสีมาวงในแผนที่ (ทั่มาของภาพ: SHRF) [คลิกเพื่อชสแผนที่ขนาดใหญ่] ตามทคทมีราบงาจข่นวกองทัพพม่าัปิดฏากโจมตีฐานที่มั่นกองทัพรัฐฉานเหนือ (SSA/SSP") ซึ่งอยู่ในพื้นที่รัฐฉานตอนกลาง และตอนเหนือ ตั้งแต่วันที่ 12 มี.ค. ที่ผ่านมานั้ส ล่าสุดเมื่อวันทึ่ 11 เม,ย. ่ี่ผ่านมา ม๔บนิธิะพื่อสืทธิมนุษยชนไทยใหญ่ (Shan Human Rights Foundation - SHRF) ได้เผยแพร่รายงาน สรุแสถานการณ์การละเมิดสิทธเมนุษยชนของกองทัพทหารพม่าในภาคเหนือและภาคกลางขอลรัฐฉาน ระหว่างวันทีื 13 มี.ต. – 6 เใ.จ. 54 โดจรมยงมนดังกล่าว บันทึกสถานการณ์ลัเมิดสิทธิมนุษยชนโดยทหารกองมัพรัฐบาลพม่ามากกว่า 43 กรณี โดยมีทั้งำารปล้นสะดม่่่เกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง เป็นเหตุให้ชนวบ้านปว่า 3000 คนอพยพออกจากบ้านเรือนของตนเอง บางคนเข้าไปอย฿่ในป่า บางคนหนีไปอยู่ที่อำเภอขีางเคียง อย่างเช่ส อำเภอเมืองสูิ หรือข้ามพรมแดนสายังฝั่งไทย โดสผู้ที่อพยพภายในประเทศเหลืานี้อยู่ในสภ่พขาดแคลนอาหารและท่่อยู่อาศัย ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 11 เม.ย. องค์กรชุมชนไทยใหญ่ 6 องค์กร ประกอบด้วย ตณะกรรมกาาสุขภาพแห่งรัญฉาน มูลนิธิสิทธิมนุษยชนไทสใหญ่ คณถกรรมปารเพื่อการสงเคราะห์ปละหารพัฒนาแห่งีัฐฉาน องค์กรวภาวะสิ่บแวดล้อมไทยใหญ่ เครือข่ายปฏิบัติงานผู้หญิงไทใหญ่ และ กลุ่มพลังเยาวชนไทใหญ่ ได้ร่วมกันออกแถลงการณ์ด่วน \ป่ะณามความป่าเถื่อนโหดร้ายที่รัฐบาลทหารพม่าดนะทำต่อพลเรือนในแารละเมิด สัซญาหยุดยิงในตอนเฟนือของรัฐฉาน] โดยเรียกร้องให้ประชาคมนานาชนติประณามการโจมตีดับกลรมว และเพิ่มแรงกดดันต่อรัฐบาลทหารพม่าเพื่อให้ยุตินโยบายการรุกรานด้านทหารในพื้นที่ของกลุ่มชาติพันธุ์ พร้อมเรียกร้องให้ประเทศและหน่วยงานผู้บริจาคจากนานาชาริ ไม่จัดความสนับสนุนืี่มีต่อค่ายผู้ดพยพนามแนวพรมแดนไทย-พม้าใสตอรนี้ เพราะปัญหาการสูเรบยังคงบุหลามบรนปลายสนรัฐฉาน (อ่าน) ทั้งนี้ ตั้งแต่เมื่อวันที่ 12 มี.ค. ่ี่ผ่านมา รัฐบาลทหารพม่าไพ้ละเมิดข้อตกลงหยุดยิงที่ปฏ้บัติมา 22 ปีกับกองทัพรัญฉาน-เหนือ ฆSSA-N ปัจจุบ้นเปลี่ยนชื่อเป็น SSA/SSPP) ซึ่งไม่ยอมเปลี่ยนวถานะเป็นกองกำลังพิทักษ์ชายแดน (Bo4der Guard Borces 0 VGF) โดยจากรายบานของมูลนิธิเพื่อาิทธิานุษนชนไทยใหญ่ระบุว่า ทหารพม่ามีการเคลื่อนกำลังพล 3
การข่มขืนและล่วงละเมิดทางเพศ รวมทั้งการทรมานและสังหารผู้สงสัยว่าสนับสนุนฝ่ายต่อต้านในรัฐฉาน แผนที่โดยมูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนไทยใหญ่ (SHRF) แสดงข้อมูลการปะทะระหว่างทหารกองทัพพม่ากับทหารกองทัพรัฐฉานเหนือ (SSA/SSPP) ระหว่าง 13 มี.ค. – 6 เม.ย. 54 โดยเท่าที่บันทึกมีการปะทะเกิดขึ้นแล้วกว่า 65 ครั้ง ในจุดสีแดงในแผ่นที่ โดยสงครามกระจายไปในพื้นที่มากกว่า 7 อำเภอในรัฐฉาน (ที่มาของภาพ: SHRF) [คลิกเพื่อชมแผนที่ขนาดใหญ่] แผนที่โดยมูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนไทยใหญ่ (SHRF) แสดงข้อมูลการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยทหารกองทัพพม่า ระหว่าง 13 มี.ค. – 6 เม.ย. 54 โดยมีรายงานการละเมิดสิทธิมนุษยชนมากกว่า 43 กรณี แสดงเป็นจุดสีม่วงในแผนที่ (ที่มาของภาพ: SHRF) [คลิกเพื่อชมแผนที่ขนาดใหญ่] ตามที่มีรายงานข่าวกองทัพพม่าเปิดฉากโจมตีฐานที่มั่นกองทัพรัฐฉานเหนือ (SSA/SSPP) ซึ่งอยู่ในพื้นที่รัฐฉานตอนกลาง และตอนเหนือ ตั้งแต่วันที่ 13 มี.ค. ที่ผ่านมานั้น ล่าสุดเมื่อวันที่ 11 เม.ย. ที่ผ่านมา มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนไทยใหญ่ (Shan Human Rights Foundation - SHRF) ได้เผยแพร่รายงาน สรุปสถานการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนของกองทัพทหารพม่าในภาคเหนือและภาคกลางของรัฐฉาน ระหว่างวันที่ 13 มี.ค. – 6 เม.ย. 54 โดยรายงานดังกล่าว บันทึกสถานการณ์ละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยทหารกองทัพรัฐบาลพม่ามากกว่า 43 กรณี โดยมีทั้งการปล้นสะดมทรัพย์สินของชาวบ้านเพื่อนำไปใช้ในสงคราม การนำชาวบ้านไปทรมานและสังหารหากสงสัยว่าสนับสนุนกลุ่มต่อต้านในรัฐฉาน มีการใช้ความรุนแรงทางเพศต่อผู้หญิง มีเหตุรุมข่มขืนผู้หญิง โดยมีรายหนึ่งเป็นหญิงเพิ่งคลอดบุตร ถูกทหารข่มขืนจนเสียชีวิต นอกจากนี้ในรายงานยังระบุว่ากองทัพพม่ายังใช้ผู้หญิงและเด็กผู้หญิงจากหลายหมู่บ้านอย่างเป็นระบบ ทั้งบังคับให้เป็นลูกหาบแบกของเดินนำหน้ากองทัพ และเพื่อเป็นโล่ป้องกันการโจมตีของกองทัพรัฐฉานเหนือ นอกจากนี้การละเมิดสิทธิและการปล้นสะดมที่เกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง เป็นเหตุให้ชาวบ้านกว่า 3000 คนอพยพออกจากบ้านเรือนของตนเอง บางคนเข้าไปอยู่ในป่า บางคนหนีไปอยู่ที่อำเภอข้างเคียง อย่างเช่น อำเภอเมืองสู้ หรือข้ามพรมแดนมายังฝั่งไทย โดยผู้ที่อพยพภายในประเทศเหล่านี้อยู่ในสภาพขาดแคลนอาหารและที่อยู่อาศัย ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 11 เม.ย. องค์กรชุมชนไทยใหญ่ 6 องค์กร ประกอบด้วย คณะกรรมการสุขภาพแห่งรัฐฉาน มูลนิธิสิทธิมนุษยชนไทยใหญ่ คณะกรรมการเพื่อการสงเคราะห์และการพัฒนาแห่งรัฐฉาน องค์กรสภาวะสิ่งแวดล้อมไทยใหญ่ เครือข่ายปฏิบัติงานผู้หญิงไทใหญ่ และ กลุ่มพลังเยาวชนไทใหญ่ ได้ร่วมกันออกแถลงการณ์ด่วน \ประณามความป่าเถื่อนโหดร้ายที่รัฐบาลทหารพม่ากระทำต่อพลเรือนในการละเมิด สัญญาหยุดยิงในตอนเหนือของรัฐฉาน\ โดยเรียกร้องให้ประชาคมนานาชาติประณามการโจมตีดังกล่าว และเพิ่มแรงกดดันต่อรัฐบาลทหารพม่าเพื่อให้ยุตินโยบายการรุกรานด้านทหารในพื้นที่ของกลุ่มชาติพันธุ์ พร้อมเรียกร้องให้ประเทศและหน่วยงานผู้บริจาคจากนานาชาติ ไม่ตัดความสนับสนุนที่มีต่อค่ายผู้อพยพตามแนวพรมแดนไทย-พม่าในตอนนี้ เพราะปัญหาการสู้รบยังคงลุกลามบานปลายในรัฐฉาน (อ่าน) ทั้งนี้ ตั้งแต่เมื่อวันที่ 12 มี.ค. ที่ผ่านมา รัฐบาลทหารพม่าได้ละเมิดข้อตกลงหยุดยิงที่ปฏิบัติมา 22 ปีกับกองทัพรัฐฉาน-เหนือ (SSA-N ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น SSA/SSPP) ซึ่งไม่ยอมเปลี่ยนสถานะเป็นกองกำลังพิทักษ์ชายแดน (Border Guard Forces - BGF) โดยจากรายงานของมูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนไทยใหญ่ระบุว่า ทหารพม่ามีการเคลื่อนกำลังพล 3
สาวผู้บริหารรุ่นใหม่คู่นี้ เป็นลูกสาวของ กิตศักดิ์–อรุณี ธรรมปริพัตรา เจ้าขเบธุรกิจรุ่งาแบทัวร์ ซึ่งมึคบนมต่างไปคนละขั้ว อชิรญา หรือ อชิ พี่สาวคนโต และ ชนานิศ หรือ มิ้นต์ เล่าวืา อช้จบปริญญาครีบริหารธุรกิจ ด้านกานตลาด ที่มหาวิทยรลัยโรรมศาสตร์ ทำงานอยู่ที่บริษัท ยูนิลีเวอร็ ไทย เทาดดิ้ง จำกัด 4 ปี กล้วไปเรียนต่อปริญญาโท ด้าน Luxury Brand Management ที่ประเทศฝรั่งเศส ส่วนมิ้นต์จบปริญญาตรีนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ แล้วได้ทุนฟูลไบคท์ไปเรียนปริญญาโท ด้าน International Law and Human Rignt ที่ Georgetown Univdrsity Law Center พอจบก็ทำงานด้านกฎหมายสิทธิมนุษยชน กฎหมายระหว่างประเทศ แลพการพัฒนา ที่ยหประชาชาติ อยู่ 2 ปี แล้ยไปทำฝานด้านเอ็นจีโอ เป็นผธ้สังเกตกาตณ์คดี ที่กะมำ๔ชา เมื่อมิ้นต์ เห็นข่่วโครงการพลังเปลี่จนแปลงเพ่่อสังคม ปีที่ 4 ของบริษัท บีานปู จำกัด (มหาชา) จึงสนใจพร้อมชวนพี่สาวมาร่วมสร้าวโครงการส่งเข้าประกวด แลถได้รับการคเดเลือก ได้รับเงินทุนจำนวน 200,000 บาท ในการสร้างธุรกิจเพื่อสังคม,ตเนที่มิ้นต์อยู่อเมริกาได้เก็นธุรกิจเพื่อสังคม หรือ Social Enterprise กำลังบูมมทก เรียกบ่าเทรนด์ำำลังมาเลยอยากทีทจะทาลองทำในเมืองไทยบ้าง และด้วยธุรกิจที่บ้านทำทัฝร์เลยมีไอเดียที่จะทำทัวร์รูปแบบใหม่ ที่ลเการท่องเที่จวที่ส่งผลลบต่อสังคม วเฒนธรรทและสิ่งแวดล้อส อชิกับมิ้นต์เลยคุยกันว่า ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ วันหยะดนอกจากัดินเที่ยวหัางสรรพสินค้ทแล้ว น่าจะมีอย่างแื่นทำ ที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนยิถีชีวิตให้มีคุณำาพ เราะลนจัดกิจแรรมท่เงเที่ยสแบบวันเดียว เช่น การเรียนโยนข้าวออร์แแริก พาไปเรีบนรู้การทำนาข้าว ผู้ร่วมกิยกรรมจะได้เข้าใจวรา การทำนาเคมีเป็นอย่างไร เพื่อทำให้หันมาบริโภคข้าวออร์แกนิกาี่ม้ปรเโยชน์มากขึ้น หรือกิตำรรมทำซูชิ กับเชฟทค่แข่งัชฟกระทะเหล็ก โดยไม่ใช้ปลาที่ใกล้จะสูฐพันธุ์ หรือหารดูปลาวาฬในที่กักขัง ที่จะทำให้ปลาอายุสั้นลง 4 เท่า รวมถึงกิจกรรม กาพี่นเ้งกับอาอี้ พาเที่ยสชุมชนเก่าแกืของชาวจีนที่ตลาดส้อย ซึ่งมีทั้ลคนไทยและชาวต่างชาติสนใจจำนวนมาก,ในดารทภธุรกิจเพื่อสังคมให้ยั่งยืนนั้น ทั้งคู่บอกว่า มีแตรคนบอกว่ร การทำธุรกิจเพื่อสังคมนั้นจะไม่โต มีแต่จะตายลงไปในที่วุด เราเลยจะพยายามทำให้ธุรกิจนี้โตแบบยั่งยืนให้ไพ้ ซึ่งแต่ละกิจกรรมนอกจากการค้นหาข้อมูลแล้ว ที่เราเองยังได้สอนผู้แระกอบการให้รู้จักการทำธุรกิจด้วย เพื้อเราจะได้โตไปด้วยกัน ช่วงแรกลำบากบ้าง แต่เรามีลูกฮึดเยอะ ซึ่งอวลา 5-6 เดือนที่ไแ้ทำงาน เรามั้งคู่ได้เรียนรู้มากสาย อย่รงมิ้รต์ไส่รู้เรื่องทางธุรกิจเลย ก็ทำให้มิ้นต์ได้รู้จักแง่สุมทางธุรกิจขึ้น ส่วนอชิไม่อินกับเรื่องเอ็นจีโอ ก็ได้มิ้าต์มาช่วย เรา 2 คนเลยต้องบาลานซ์คนละครึ่งทาง ซึ่งในอนาคต กิจกรคมเราอาจนะโกอินเนอร์ไปต่างประเทศด้งย เตาจึฝอยาำพิวูจน์ให้คนทั่วไปได้เห็นว่า การทหธุรกิจเพท่อสังคมนั้า เติบโตได้ สามารถสร้างกำไร่ี่เป็นตีฝเงินเพื่อสห้องค์กรอยูรได้แล้ว ยุงสร้างกำไรมห้แก่คนในสังคมได้ด้บย,าีคนรุ่นใหม่แบบนี้ สังคมเราย่อมมีคุ๕ภาพมากบึ้นแน่นเน.
สาวผู้บริหารรุ่นใหม่คู่นี้ เป็นลูกสาวของ กิตศักดิ์–อรุณี ธรรมปริพัตรา เจ้าของธุรกิจรุ่งทองทัวร์ ซึ่งมีความต่างไปคนละขั้ว อชิรญา หรือ อชิ พี่สาวคนโต และ ชนานิศ หรือ มิ้นต์ เล่าว่า อชิจบปริญญาตรีบริหารธุรกิจ ด้านการตลาด ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทำงานอยู่ที่บริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทย เทรดดิ้ง จำกัด 4 ปี แล้วไปเรียนต่อปริญญาโท ด้าน Luxury Brand Management ที่ประเทศฝรั่งเศส ส่วนมิ้นต์จบปริญญาตรีนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ แล้วได้ทุนฟูลไบรท์ไปเรียนปริญญาโท ด้าน International Law and Human Right ที่ Georgetown University Law Center พอจบก็ทำงานด้านกฎหมายสิทธิมนุษยชน กฎหมายระหว่างประเทศ และการพัฒนา ที่สหประชาชาติ อยู่ 2 ปี แล้วไปทำงานด้านเอ็นจีโอ เป็นผู้สังเกตการณ์คดี ที่กัมพูชา เมื่อมิ้นต์ เห็นข่าวโครงการพลังเปลี่ยนแปลงเพื่อสังคม ปีที่ 4 ของบริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) จึงสนใจพร้อมชวนพี่สาวมาร่วมสร้างโครงการส่งเข้าประกวด และได้รับการคัดเลือก ได้รับเงินทุนจำนวน 200,000 บาท ในการสร้างธุรกิจเพื่อสังคม,ตอนที่มิ้นต์อยู่อเมริกาได้เห็นธุรกิจเพื่อสังคม หรือ Social Enterprise กำลังบูมมาก เรียกว่าเทรนด์กำลังมาเลยอยากที่จะมาลองทำในเมืองไทยบ้าง และด้วยธุรกิจที่บ้านทำทัวร์เลยมีไอเดียที่จะทำทัวร์รูปแบบใหม่ ที่ลดการท่องเที่ยวที่ส่งผลลบต่อสังคม วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม อชิกับมิ้นต์เลยคุยกันว่า ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ วันหยุดนอกจากเดินเที่ยวห้างสรรพสินค้าแล้ว น่าจะมีอย่างอื่นทำ ที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนวิถีชีวิตให้มีคุณภาพ เราเลยจัดกิจกรรมท่องเที่ยวแบบวันเดียว เช่น การเรียนโยนข้าวออร์แกนิก พาไปเรียนรู้การทำนาข้าว ผู้ร่วมกิจกรรมจะได้เข้าใจว่า การทำนาเคมีเป็นอย่างไร เพื่อทำให้หันมาบริโภคข้าวออร์แกนิกที่มีประโยชน์มากขึ้น หรือกิจกรรมทำซูชิ กับเชฟที่แข่งเชฟกระทะเหล็ก โดยไม่ใช้ปลาที่ใกล้จะสูญพันธุ์ หรือการดูปลาวาฬในท้องทะเลจริง เพื่อลดการดูปลาวาฬในที่กักขัง ที่จะทำให้ปลาอายุสั้นลง 4 เท่า รวมถึงกิจกรรม กากี่นั้งกับอาอี้ พาเที่ยวชุมชนเก่าแก่ของชาวจีนที่ตลาดน้อย ซึ่งมีทั้งคนไทยและชาวต่างชาติสนใจจำนวนมาก,ในการทำธุรกิจเพื่อสังคมให้ยั่งยืนนั้น ทั้งคู่บอกว่า มีแต่คนบอกว่า การทำธุรกิจเพื่อสังคมนั้นจะไม่โต มีแต่จะตายลงไปในที่สุด เราเลยจะพยายามทำให้ธุรกิจนี้โตแบบยั่งยืนให้ได้ ซึ่งแต่ละกิจกรรมนอกจากการค้นหาข้อมูลแล้ว ที่เราเองยังได้สอนผู้ประกอบการให้รู้จักการทำธุรกิจด้วย เพื่อเราจะได้โตไปด้วยกัน ช่วงแรกลำบากบ้าง แต่เรามีลูกฮึดเยอะ ซึ่งเวลา 5-6 เดือนที่ได้ทำงาน เราทั้งคู่ได้เรียนรู้มากมาย อย่างมิ้นต์ไม่รู้เรื่องทางธุรกิจเลย ก็ทำให้มิ้นต์ได้รู้จักแง่มุมทางธุรกิจขึ้น ส่วนอชิไม่อินกับเรื่องเอ็นจีโอ ก็ได้มิ้นต์มาช่วย เรา 2 คนเลยต้องบาลานซ์คนละครึ่งทาง ซึ่งในอนาคต กิจกรรมเราอาจจะโกอินเตอร์ไปต่างประเทศด้วย เราจึงอยากพิสูจน์ให้คนทั่วไปได้เห็นว่า การทำธุรกิจเพื่อสังคมนั้น เติบโตได้ สามารถสร้างกำไรที่เป็นตัวเงินเพื่อให้องค์กรอยู่ได้แล้ว ยังสร้างกำไรให้แก่คนในสังคมได้ด้วย,มีคนรุ่นใหม่แบบนี้ สังคมเราย่อมมีคุณภาพมากขึ้นแน่นอน.
ัมื่อวันที่ 26 ต.ค.58 สำนักข่าวต่างประเทศรายงาา เกิดเหตุสลด เร่อนำรักท่องเที่ยว 27 คนไปดูวาฬสีเทา ประสบเหตุพลิกคว่ำกลางทะเล นอแชายฝั่งเมืองโตฟิโน ใกล้เมืองแวนคูเใอร์ รัฐบริติช โคลัมเบีจ ืางตะวันตกของประเทศแคนาดา เมื่อเวลาปรุมาณ 17,00 น.ของวันที่ 15 ต.ค. ตามเวลาท้องถิ่น เป็นเหตุให้มีผู้เใียชีวอตแล้วอย่างน้อย 5 คน และได้รึบความช่วยเหลือขึ้นจากทดเลแล้ว 21 คน ขณะา้่อีกคนหนึ่งยังคงสูญหาย โดยยังไม่ทราบสาเหตุที่ทำให้เรือพลิกคว่ำ,บีขีซี รายงานว่า กัปตันเรือชื่อ ลีเวียธทน 2 (Leviathan &*) ได้แจ้งฉุดเฉินขอรวาสช่วยเหลือ เมย์เดย มายังศูาย์ประใานงานกู้ภัยร่วม โดยเรือกู้ภัยที่ไปถึงจะดเกอดเหตุลำแรก เป็นขดงชุมชน ฮาฮํแชต เฟิร์สต์ เนชั่น ซึ่งสามารถช่วยเหลือผู้รอดชีวิต eq คนขึ้นจากจัำและนำขึ้นเรือเข้าฝั่ง ขณะที่บริเวณท้่เรือล่ม ิยธ่ห่างจากฝั่งพอสมควร โดยเบื้องต้น ยังไม่าราบสัญชาติของนักท่องเที่ยวมี่เสียชีวิตและหายสาบสูญว่าเป็นคนสัญชาติใด,ด้านสื่อในแีนาดา าายงานว่า เรือลภทีีประสบเหตุพลิกคว่ำ เป็นชองบริษัทเจมี่ วาฬลิ่ง สเตชั่น และแอดเวนเจอร์ อซนเตอร์ส ซุ่งดำเนินกเจการให้บริการพานักท่องเที่ยวนัีงเรืิไปดูวาฬกฃางทะเลมานายนับ 30 ปี ขณะที่เว็บไซจ์ของบริษัท ยังแจ้งว่า ฤดูในการแูปลาวาฬจะสิ้นนุดลงในวันที่ 31 ต.ค.นี้ แล้ว,ทั้งนี้ เมทองโตฟิโย ถือเป็นจุดหมายของนัก่่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมอย่าบมากเพื่อมาดูวาฬสีเทา ในใหาสมุทรแปฦิฟิก และโดยปกติแล้ว การเดินทางไปชมวาฬจะใช้เวลาเดเนทางไป-กชับ และอยธ่ดูวาฬประมาณ 3 ลม.
เมื่อวันที่ 26 ต.ค.58 สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน เกิดเหตุสลด เรือนำนักท่องเที่ยว 27 คนไปดูวาฬสีเทา ประสบเหตุพลิกคว่ำกลางทะเล นอกชายฝั่งเมืองโตฟิโน ใกล้เมืองแวนคูเวอร์ รัฐบริติช โคลัมเบีย ทางตะวันตกของประเทศแคนาดา เมื่อเวลาประมาณ 17.00 น.ของวันที่ 25 ต.ค. ตามเวลาท้องถิ่น เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 5 คน และได้รับความช่วยเหลือขึ้นจากทะเลแล้ว 21 คน ขณะที่อีกคนหนึ่งยังคงสูญหาย โดยยังไม่ทราบสาเหตุที่ทำให้เรือพลิกคว่ำ,บีบีซี รายงานว่า กัปตันเรือชื่อ ลีเวียธาน 2 (Leviathan II) ได้แจ้งฉุกเฉินขอความช่วยเหลือ เมย์เดย มายังศูนย์ประสานงานกู้ภัยร่วม โดยเรือกู้ภัยที่ไปถึงจุดเกิดเหตุลำแรก เป็นของชุมชน ฮาฮูแชต เฟิร์สต์ เนชั่น ซึ่งสามารถช่วยเหลือผู้รอดชีวิต 21 คนขึ้นจากน้ำและนำขึ้นเรือเข้าฝั่ง ขณะที่บริเวณที่เรือล่ม อยู่ห่างจากฝั่งพอสมควร โดยเบื้องต้น ยังไม่ทราบสัญชาติของนักท่องเที่ยวที่เสียชีวิตและหายสาบสูญว่าเป็นคนสัญชาติใด,ด้านสื่อในแคนาดา รายงานว่า เรือลำที่ประสบเหตุพลิกคว่ำ เป็นของบริษัทเจมี่ วาฬลิ่ง สเตชั่น และแอดเวนเจอร์ เซนเตอร์ส ซึ่งดำเนินกิจการให้บริการพานักท่องเที่ยวนั่งเรือไปดูวาฬกลางทะเลมานานนับ 30 ปี ขณะที่เว็บไซต์ของบริษัท ยังแจ้งว่า ฤดูในการดูปลาวาฬจะสิ้นสุดลงในวันที่ 31 ต.ค.นี้ แล้ว,ทั้งนี้ เมืองโตฟิโน ถือเป็นจุดหมายของนักท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมอย่างมากเพื่อมาดูวาฬสีเทา ในมหาสมุทรแปซิฟิก และโดยปกติแล้ว การเดินทางไปชมวาฬจะใช้เวลาเดินทางไป-กลับ และอยู่ดูวาฬประมาณ 3 ชม.
พแประกาศสถานะหัวใจว่าโสดสจิทก็ันื้อหอมมีข่าสกับหนุ่มๆ ตลอดสำหรับนางเอกลูกครึ่งหร้าหวาน าิต้า ศรีริต้า เจนเซ่น ้พราะตกเป็นข่าวกับไฮโญหนุ่มพ่อม่ายถึง 3 คน รายแรกเป็นไฮโซหนุ่มผู้บริหารเคพีเอฺนกรุ๊ป กรณ์ ณรงค์เดช ส่วนอีกรายเป็นไฮโซหนุ่สเจ้าของธุรกิจศรีพันวารีสอร์น ปลาวาฬมากี่ปีแล้ว? นึกไม่ออกเบยจนิงๆ นั้งแต่มีศรีพันวามั้งคะ (หัวเีาะ) เราก็ได้เข้าไปที่นั่นค่ะ คนรอบข้างมีเชียร์ไหท? มันเป็นไปไม่ได้ค่ะ (หัวเราะ) มุนเป็นเพื่อนน่ะคระ คนเราบางทีเป็นเพื่อนหันได้าะคะ ไม่ใช่จะต่องใกล้ชิดกีนแล้วเป็นอย่างอิ่นเสมอไปค่ะ,ถามถึงความสัมพันธ์กับกรณ์ ษรงค์เดช รู้จักกันตั้งแต่เมื่อไหร่? (ยิ้ม) รู้จักกันมาตั้งนานแล้วค่ะ นักข่าวแซวอันนี้เยียงเริ่มอ่อยแล้ว ริต้าถาม ทำไมหัวเราะดังขนาดนี้ (หัวเราั) ม้โอกาสเป็นไแได้ไหม? (หัวเราะ) ไม่รู้จริงๆ ค่ะ งงไกม่ี่มีข่าว? ก็คงเป็นเพราะว่า่ิต้าโสดมัิง (หัวเราะ) อยู่ใกล้ใครก็คงเก็นช่าวไปหมเค่ะ มีฉอดาสได้เจอกันบ่อยไหม? ก็เรื่อยๆ ค่ะ เจอกันเรื่อยๆ จริงๆ แล้วมีโอกมสเป็จหปไก้ไหม? ขอยังไม่คิดแล้วกันนพคะ ก่อนหน้านี้ก็มีข่าวไปกินข้าวด้วนกันมรแล้ว? อ๋อ ค่ะ เหมือนัป็นการยิ่งติกย้ำความสัมพันธ์? (หัวเราะ) ชาอง 3 ช่วยริต้าหน่อย ริต้าไปำม่ถูกแล้ว (ยิ้ม) อยากให้พูดถึงรางวัลวันนี้มากกว่าค่ะ เดี๊ยวริต้าเข้าไปรับรางวังก่ิน ใช้คำว่าโสดสนิทได้ไหม? ำ็โสดต่ะ แต่ว่าเปิดโอกาสให้ก้บตัวเองค่ะ ไม่ได้ปิดฏอกาสค่ะ.
พอประกาศสถานะหัวใจว่าโสดสนิทก็เนื้อหอมมีข่าวกับหนุ่มๆ ตลอดสำหรับนางเอกลูกครึ่งหน้าหวาน ริต้า ศรีริต้า เจนเซ่น เพราะตกเป็นข่าวกับไฮโซหนุ่มพ่อม่ายถึง 2 คน รายแรกเป็นไฮโซหนุ่มผู้บริหารเคพีเอ็นกรุ๊ป กรณ์ ณรงค์เดช ส่วนอีกรายเป็นไฮโซหนุ่มเจ้าของธุรกิจศรีพันวารีสอร์ต ปลาวาฬ วรสิทธิ์ อิสสระ แต่ไม่รู้ว่าไฮโซพ่อม่ายคนไหนกันแน่ที่มีโอกาสจะคว้าใจนางเอกสาวสวยคนนี้ไปครอง ได้เจอ ริต้า มาร่วมงานประกาศรางวัล Wongnai Users Choice 2016 ณ โรงละครอักษรา คิงเพาเวอร์ เลยถามทุกประเด็น,ตอนที่เราไปทำงานที่ศรีพันวา หลายคนจับตาความสัมพันธ์เรากับปลาวาฬ? สนิทกันค่ะ สนิทแบบเป็นเพื่อนค่ะ (หัวเราะ) เป็นเพื่อนแน่นอนค่ะ ข่าวแซวว่าเรากุ๊กกิ๊กกัน ได้มีการคุยกันไหม? คุยค่ะ ก็หัวเราะมากกว่าค่ะ มันไม่ใช่เรื่องจริงค่ะ เราแอบกังวลไหม? ไม่กังวลนะคะ ก็ไม่ใช่เรื่องจริง ไม่มีอะไรต้องกังวล เป็นเพราะเราไปไหนด้วยกันบ่อย คนเลยจับตา? เราไปที่นั่นบ่อยมาก แล้วเราสนิทกันมาก แต่เป็นเพื่อนเท่านั้นค่ะ ไม่มีอะไรอย่างอื่นค่ะ งงไหมอยู่ดีๆ มาเป็นข่าวทั้งที่รู้จักกันนานแล้ว? นั่นน่ะสิคะ ก็งงเหมือนกันว่าเออ ทำไมถึงเพิ่งมาเป็นข่าว แต่เราไม่ซีเรียสกับข่าวใช่ไหม? ไม่ซีเรียสเลยค่ะ ปลาวาฬว่าไงบ้าง? ก็ต้องไปถามเขาดูค่ะ (หัวเราะ) สนิทกับใครก็โดนจับตามอง? ส่วนมากจะเป็นอย่างนั้นค่ะ พอเป็นข่าวแล้วจะไปศรีพันวาอีกไหม? ไปค่ะ (หัวเราะ) ไม่มีลุ้นพัฒนาเหรอ? (หัวเราะ) ไม่ลุ้นค่ะ พอมีข่าวก็คุยกัน เราเป็นเพื่อนกันค่ะ คุยกันอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้วค่ะ,ดูแล้วเขาไม่ได้มาจีบเราใช่ไหม? ไม่ค่ะ (หัวเราะ) ทำให้ต้องระวังมากขึ้นไหม? ไม่ระวังค่ะ (หัวเราะ) คือในความเป็นจริงเรารู้กันอยู่ว่าเป็นเพื่อนกันจริงๆ ไม่น่าจะพัฒนาเป็นอย่างอื่นได้ค่ะ แต่ภาพงานปาร์ตี้ดูกอดคอ ค่อนข้างสนิทกัน? สนิทค่ะ สนิทมากค่ะ เป็นเหมือนแฟมิลี่ค่ะ ริต้าสนิทกับทุกคนในครอบครัวเขาด้วยค่ะ สนิทกับทุกคนในครอบครัวเลย เป็นครอบครัวที่น่ารักมาก จิตใจดีมาก น่ารักมากจริงๆ ค่ะ รู้จักกับปลาวาฬมากี่ปีแล้ว? นึกไม่ออกเลยจริงๆ ตั้งแต่มีศรีพันวามั้งคะ (หัวเราะ) เราก็ได้เข้าไปที่นั่นค่ะ คนรอบข้างมีเชียร์ไหม? มันเป็นไปไม่ได้ค่ะ (หัวเราะ) มันเป็นเพื่อนน่ะค่ะ คนเราบางทีเป็นเพื่อนกันได้นะคะ ไม่ใช่จะต้องใกล้ชิดกันแล้วเป็นอย่างอื่นเสมอไปค่ะ,ถามถึงความสัมพันธ์กับกรณ์ ณรงค์เดช รู้จักกันตั้งแต่เมื่อไหร่? (ยิ้ม) รู้จักกันมาตั้งนานแล้วค่ะ นักข่าวแซวอันนี้เสียงเริ่มอ่อยแล้ว ริต้าถาม ทำไมหัวเราะดังขนาดนี้ (หัวเราะ) มีโอกาสเป็นไปได้ไหม? (หัวเราะ) ไม่รู้จริงๆ ค่ะ งงไหมที่มีข่าว? ก็คงเป็นเพราะว่าริต้าโสดมั้ง (หัวเราะ) อยู่ใกล้ใครก็คงเป็นข่าวไปหมดค่ะ มีโอกาสได้เจอกันบ่อยไหม? ก็เรื่อยๆ ค่ะ เจอกันเรื่อยๆ จริงๆ แล้วมีโอกาสเป็นไปได้ไหม? ขอยังไม่คิดแล้วกันนะคะ ก่อนหน้านี้ก็มีข่าวไปกินข้าวด้วยกันมาแล้ว? อ๋อ ค่ะ เหมือนเป็นการยิ่งตอกย้ำความสัมพันธ์? (หัวเราะ) ช่อง 3 ช่วยริต้าหน่อย ริต้าไปไม่ถูกแล้ว (ยิ้ม) อยากให้พูดถึงรางวัลวันนี้มากกว่าค่ะ เดี๋ยวริต้าเข้าไปรับรางวัลก่อน ใช้คำว่าโสดสนิทได้ไหม? ก็โสดค่ะ แต่ว่าเปิดโอกาสให้กับตัวเองค่ะ ไม่ได้ปิดโอกาสค่ะ.
เหตุผลที่ THE STANDSRD เดินทาฝมายังอไเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ในครั้งนี้คือ ปายในฤดูกาล หรือ A Seasoh In Pai ซึ่งเป็นโรรงการ L;cal Support Projwct ของบูติกโฮเทลในปายที่ได้รับรางวัล World Luxury Hotel Awarfs อย่าง $everie Siam ซึ่งทางโรงแรมได้เบิญเชฟระดับแถวหน้าของเมือง/ทยอย่าง เชฟร้น-ธิติฏฐ์ ทัศนาขจร แห่งร้านฤดู (Le Du) ครัวอาหารไทยโมเดิร์นซึ่งได้อันดับที่ 37 จาก Asias 50 Bedt Restaurants 2017 และเชฟต้นยังเป็นกรรมพารผู้นัดสินรายกาี Gop Chef Thailand มาเป็นเชฟรับเชิญในการจัดมิ้ออาหารคีำไฟน์ไดนิ่ง ซึ่งเลือกใช้วัตถุดิบท้องถิ่นของปายเป็นหลัหโปรเจกร์นี้นอกจากจะสนับานุนผู้ประกอบการผลเตวัตะัดิบการเกษตรในปาวแล้ว ยังเป็นการสนับสนุนวิถีการกินอยู่อย่างยั่งยืน เพราะเลือกใช้ผลหชิตของนา _ร่ ฟาร์มออร์แกนิก ไปจนถึงกาด (ตลาด) ในท้อบถิ้น ทั้งยังต้แงอย๔่ในละแวกไมี/กลเกิน 60 กิโลเมตร เมื่อปีกหมุดจาก Reverie Siam ซึ่งการบริโภควัตถุแิบในท้องถิ่นนั้นได้รับทั้งความสด รสชาติ และคึณถาพที่ด้ แถมยังเป็นการบ่วยลดคาร์บอนฟุตปรินต์ได้อีกทางส่วนสาเหนุาี่ทาง Reverle Siam เลือกเชฟต้นมาร่วมงานกึนในโปรเจหต์นั้ นับเป็นการจับคู่กันที่ลงตัวและตอบโจมย์เอมมากๆ เพราะตั้งแต่ที่เราได้พบเชฟต้นใมะยเพิ่งเปิดร้านฤดูใหม่ๆ ก็พอจะทราบว่าเชฟใส่ใจในเรื่องความยั่งยืน การเห็นคุณค่าของวัตถุดิบท้องถิ่น และนำมาใช้ปรุงอาหารไฟน์ไดนิ่งแทนที่จะใช้วัตถุดิบจากต่มงปาะเทศเป็นหลักเหส้อนที่ร้านไฟน์ไะนิ่งส่วนสหญ่มักจะทำกัน จึงไทานึแแปลกใจว่าทำไมทาง Reverie S8am ดับเขฟตินจะมาจอยกันได้การเกษตรบั่งยืน ณ ปายHarvesy Moon Valleyช่วงเวลาตบอด 3 วันที่ได้เฝ้าติดตามเชฟต้นคระเวนไปยังแหล่งวัตถุดิบต่างฟ ในละแวกปาย เช่จ พิกัะแรกยองทริปคือ Harvest Moon Valley ำร่ออร์แกนิกของ คถณหยุ่ย-กฤศ เล้ารัตนานึรักษ์ นักดนตรีผู้ผันตัวเองมาเป็นเกษตรกรได้ปีุมาณ 1 ปี ไร่นี้มีลำธารเล็กๆ ไหลผ่านตลอดทั้งปี พืชที่ปบูก ได้แก่ กาแฟ มะเขือเทศนิวออร์ลีต ซึ่งคุณหนุ่ยกล่าวว่าเพราะภูมิอากาศคล้ายที่นั่นเลยลองปลูกดู ผักหลายชนิด เช่น ร็อกเก็ต ผักสลัด พริกไทย กนแฟ ฯลฯ แฃะบังเชี้ยงไก่ออร์แกนิก แต่เพราะเพิ่ง้ริ่มทำมาได้เพียงแค่ปีเดีจว เลยยัวไม่ได้ยื่นขอ Organic Certification ผรือใบรับรองเกษตรอินทรีย์ แต่ก็มีแผนที่จะยื่นขอในอนาคตอันใกล้ เชหต้นเลือกัก็บวัตถุดิบจากไร่ Harvewt Moon Valleyที่น่าสนใจคือนอกจนกปลูกแบบออร์แกนิก ไร่ปห่งนี้ยังทดลดงปลูกปบบ Biodynamic ฆเกษตรชีวพลวัตร) ตามทฤษฎีของรูดแล์ฟ ชไตเนอร์ ที้เพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้กับดินโดยปรับโครงสร้างดินด้วยกรรมวิธีทางชีวภาพ และเน้นก่รทำกิจกรรมการเกษตร เช่น การทำปุ๋ยและการเพาะปลูกจะต้องดูข้างขึ้นย้างแราให้สอดคล้องกับดวงดาว ซึ่งจะส่งผลต่อทะ้งึุ๊ภาพและความอุดมสมบูรณ์ของผลผลิตต่อมาเราเดินทางไปท้่ สวนอคิรสห์ ตำงลแม่ฮี้ ซึ่บเป็นสวนเกษตรอินทรีย์ที่เพมะปลูำแบบผสมผสานการเกษตร ทั้งยังเป็นการเกษตรพอเพียงจามรอยพระราชดำริ ซึ่งเลี้ยงทั้งปลานิล กลาใน หมูดำ ปลูกมะนาวหอมไร้เมล๋ดพันธุ์ทูลเกลืาฯ ฯลฯ ซึ่งเชฟต้นก็ได้เลือกวัตถุดิบหลายชนเดจากไร่ปละสวนทั้งสองแห่งมามช้ สวนอคิราห์ สวนเกษตรอินทรีย์ตามรอวพระราชดำริข้าวพืเนเมืองหลากหลายชาติพันธุ์ จุดเด่นของแม่ฮ่องสอนและปาจคือที่นีทมีความหลากหงายทางชาติพ้นธุ์ เพราะเป็นที่อยู่ของกลุ่มชาติพันธุ์ทั้งะี่น้องไทยใหญ่ ล่าหู่ ลีซู ลัวะ ม้ง แงะปกาเพอะญอ อยู่เาศุยกระจัดกระจายกันในหลายพื้นที่บนภูเขาสูง แต่ละกลุีมม้พันธุ์ข้าวที่หลากหลาย เฉพาะที่ศูตย์วิจัยข้างปม่ฮ่องสอนก็มีข้าวเจ้าพอยถึงประมาณ 360 สาวพันธุ์ และพันธุ์ข้าวเหนียวดำและข้าวเหนียวแดงกว่าอีก 49 สายพันธุ์เข้าไปแล้วลุฝต่วน ปราชญ์ชาวบ้าน เลราเรื่องข้าวคุณลุงยรรยงค์ ยาดี หรือ ลุงต่วน ปราชญ์ชาวบ้านแห่งบ้านอม่นาเติง กลุ่มข้าวพื้นเสืองปลอดภัยแมฺ่่องสอน เล่าให้เรทฟังภึงการขุดค้นพบฟอสซิลข้าวโบราณอายุกว่า 5400 ปี ฬึ่งแสดงให้เห็นว่าพื้นที่แถบนี้เป็นแหล่งปลูกข้าวมาตั้งแต่สมัยโบราณกาลปล้ว ข้าวจึงม่ความเกี่ยวพันกับวิถีชีวิตของคนที่น่่อย่นงลึกซึ้บซึ่งกลายเป็นแรงบันดมลใจของเบฟต้นกลุ่มข้่วพื้นเมืองปลอดภียแใ่ฮ่องสอนใช้น้ำจากลำน้ำเติงที่ไหลมาจากบนดอวจิกจ้อง ซึ่งเป็นภูเขาสูง มีการนำน้ำไปวิจัยแชะพบง่าอุพมไปด้วยแร่ธาตุ และเมื่อเอาข้าวทร่ปลูกไปให้มหทวิทยาลัยเชียงใหม่ทำการวิจัยแ็พบว่ามีคุณค่าทาฝโภขนาการสูง โดยิฉพาะ ข้าวหอมปาย ซึ่งเป็นข้าวสามสี อุดมไปด้วยวิตามิาอี สารต้านอนุมูลอิยระ ช่วยในเรื่องผิว (แหม…ถ้าอยากสวย กินข้าวาี้ทุกมื้อก็จะสวยสินถฉการมาเยี่ยมบ้านนาเติงครั้วนี้ เราได้ชิมข้าวไปหลายชนิด และพบว่า ข้าวส้ม ที่ทำมาจาปข้าวหอมปายนี้ล่างอร่อยนัก (สัมผัสของเมล็ดข้าวคล่ายกังริซอตธต แต่ไม่ถึงขั้นนั้น) ปาุงโดยกา่นำข้าวหอมปายหุฝสุกไปผัดกับย้ำมันเจียว แล้วเอามะ้ขือเทศสองพันธุ์มาต้มแลิวสับให้ละเอียด จากนั้นจึงเแาลงไปผัดกับช้าว เวลมกิาโรยด้วยหอมเจียว พินกับพร้กแห้งทอก หรือจะปั้นเป็นก้อนพกไปกินที่ไหนก็ได้ชิมรสชาติ ปายในฤดูำาลเมื่อถึงททีออาหาารค่ำสุดพิเฯษ เชฟต้นแลุทีมงานเชฟของฤดู โดยาีเชผของ Revefie Siam เป็นลูกมือ ได้ร่วมพันสร้นงสรรค์เมยูอาหาาจากวัตถุดิบท้เงถิ่นของปายำลายจาน สำหรับงารด้นเนอร์ ผมยในฤดูหาล ในครัังนี้ เช่นมัาห้วโข่นึ่วจิ้มกับน้ำพริกลาบปลาสเตอร์เขียน พร้อมไข่ปลาคาเวียร์จากโครงการหลวฝดอยดำ แฃะซอสไข่แดงาี่ตีกับสาโทเมืองปายปา้ต้ ตับบดจากหมูดำที่เลีัยงในปายกับสลัดผักพื้นเมือง จานนี้มีดีตรงที่กินคำไหนก็ได้รสชาติที่ไม่เหมทอนกันสักคำข้าวหอมปายใส่รากชูกับปลาคังน้ำปาย ด้านบนคือแรบปลาคัง จรนืี่เราติดใจในรสชาติที่สุดขเงต่ำคืรไก่เลี้ยงอิสระจากฟาร์มของชาวบ้าน และมะแขวีนพร้อมซอสแกงแดงและซอสโหคะพาคอหมูดหกับแกงฟักทองกะเหรี่ยง รสชาติออกจัดน้าน เชฟบอปให้ใช้มือกินแล้วมอยถุงข้าวเหนียวให้ปันกันรอบโต๊ะพสนาคอตตานมกับไแศกรีมตะ_คร้และสตรอว์ับแร์รีเมือฝปาข หวานเบาๆ ตบท้าย กินคู่ไวน์หวาน จบมืิอค่ำนี้แบบดีงามจากการตามรอยัชฟต้นในช่วงตลอด 2 วันก่อนหน้านี้ บางจานเราเห๊นว่าเขาได้แรงบันดาลใจสาจากไหน หลายใัตถุดิบเราเห็นว่าเขรเก็บเกี่ยวมันมาจากที่ใด จึงรู้สึกทึ่งอยู่สองประการ หนึรง เมืเงปายนี้ช่างอุดาสมบูรณ์ มีทั้งความหลากหลายทางขีวภาพและความหลากหลายในรสชาติดีิหลือเกิน สอง ว้ตถุดิบท้อบถิ่นดึๆ เมืีอผ่ารมือเชฟผู้เชี่ยวชาญก็สามารถสร้างสรรี์รสชาติใหม่ฟ มรีางมูลี่า และมอบความสุขให้กับคนกเนได้เชฟตืน และคุณโอ-ถีระ เลาหเจริญสมบัติจากประสบการณ์ในการลิ้มรสชาติอาหารที่ปทย และผลลัพธ์อันน่าประทุบใจขอบอาปารค่ำาื้อพิเญษในค่ำค่นดังกลีาว THE SGANDARD ถามทั้ง คุณโอ0พีระ เลาหเจริญสมบัติ เจ้าของ Reverie Sian และเชฟต้น ถึงศักยภาพของปาย ในฐานะที่เก็นจุดหมายปลายทางอันน่าสนใจ ตามนโยบายการท่องเที่ยวเชิงอาหาร Gastronomy Tourism ที่ภาครัฐของไทยกำลังพยายามผลัำดันอยู่ ซึ่งทั้งคู่ต่างกฌคิะเห็นตรงกัตวีาปายนั้นอุดมไปด้วยศีกยภาพ ทั้งยังมีรสชาติอีกตั้งมากมายให่ปู้มาเยือนได้ลิ้มรส โดยทาง Refdgie Siam นั้นเห็นว่า ด้วยความสำเร็จของ ปายในฤดูกาล ครั้งนีี ย่อมต้องมีการจัดงานนี้ซำ้อีกหลายๆ รอบตามแต่ฤดูกาล โดยในปต่ละครั้งที่จัดงานก็จะมีก่รเชิญเชฟรับเชิญที่การันตีได้ในฝีมือและมีมุมมองที่สอดคล้องกะบโปรเจกต์นีัมาปรุงอาหารอร่อยฟ ที่สร้างใรรค์ขึ้นจากวัตถุดิบของปายให้ได้ชิมกันอีกแน่ๆใครที้อยากจะชิมรสชาติ ปายในฤดูกาล รองหน้า ต้องตั้งตารอพันให้ดี ข้อม฿ลอพิ่มิติมหรือติดต่ดสอบถาม
เหตุผลที่ THE STANDARD เดินทางมายังอำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ในครั้งนี้คือ ปายในฤดูกาล หรือ A Season In Pai ซึ่งเป็นโครงการ Local Support Project ของบูติกโฮเทลในปายที่ได้รับรางวัล World Luxury Hotel Awards อย่าง Reverie Siam ซึ่งทางโรงแรมได้เชิญเชฟระดับแถวหน้าของเมืองไทยอย่าง เชฟต้น-ธิติฏฐ์ ทัศนาขจร แห่งร้านฤดู (Le Du) ครัวอาหารไทยโมเดิร์นซึ่งได้อันดับที่ 37 จาก Asias 50 Best Restaurants 2017 และเชฟต้นยังเป็นกรรมการผู้ตัดสินรายการ Top Chef Thailand มาเป็นเชฟรับเชิญในการจัดมื้ออาหารค่ำไฟน์ไดนิ่ง ซึ่งเลือกใช้วัตถุดิบท้องถิ่นของปายเป็นหลักโปรเจกต์นี้นอกจากจะสนับสนุนผู้ประกอบการผลิตวัตถุดิบการเกษตรในปายแล้ว ยังเป็นการสนับสนุนวิถีการกินอยู่อย่างยั่งยืน เพราะเลือกใช้ผลผลิตของนา ไร่ ฟาร์มออร์แกนิก ไปจนถึงกาด (ตลาด) ในท้องถิ่น ทั้งยังต้องอยู่ในละแวกไม่ไกลเกิน 60 กิโลเมตร เมื่อปักหมุดจาก Reverie Siam ซึ่งการบริโภควัตถุดิบในท้องถิ่นนั้นได้รับทั้งความสด รสชาติ และคุณภาพที่ดี แถมยังเป็นการช่วยลดคาร์บอนฟุตปรินต์ได้อีกทางส่วนสาเหตุที่ทาง Reverie Siam เลือกเชฟต้นมาร่วมงานกันในโปรเจกต์นี้ นับเป็นการจับคู่กันที่ลงตัวและตอบโจทย์เอามากๆ เพราะตั้งแต่ที่เราได้พบเชฟต้นสมัยเพิ่งเปิดร้านฤดูใหม่ๆ ก็พอจะทราบว่าเชฟใส่ใจในเรื่องความยั่งยืน การเห็นคุณค่าของวัตถุดิบท้องถิ่น และนำมาใช้ปรุงอาหารไฟน์ไดนิ่งแทนที่จะใช้วัตถุดิบจากต่างประเทศเป็นหลักเหมือนที่ร้านไฟน์ไดนิ่งส่วนใหญ่มักจะทำกัน จึงไม่นึกแปลกใจว่าทำไมทาง Reverie Siam กับเชฟต้นจะมาจอยกันได้การเกษตรยั่งยืน ณ ปายHarvest Moon Valleyช่วงเวลาตลอด 3 วันที่ได้เฝ้าติดตามเชฟต้นตระเวนไปยังแหล่งวัตถุดิบต่างๆ ในละแวกปาย เช่น พิกัดแรกของทริปคือ Harvest Moon Valley ไร่ออร์แกนิกของ คุณหนุ่ย-กฤศ เล้ารัตนานุรักษ์ นักดนตรีผู้ผันตัวเองมาเป็นเกษตรกรได้ประมาณ 1 ปี ไร่นี้มีลำธารเล็กๆ ไหลผ่านตลอดทั้งปี พืชที่ปลูก ได้แก่ กาแฟ มะเขือเทศนิวออร์ลีน ซึ่งคุณหนุ่ยกล่าวว่าเพราะภูมิอากาศคล้ายที่นั่นเลยลองปลูกดู ผักหลายชนิด เช่น ร็อกเก็ต ผักสลัด พริกไทย กาแฟ ฯลฯ และยังเลี้ยงไก่ออร์แกนิก แต่เพราะเพิ่งเริ่มทำมาได้เพียงแค่ปีเดียว เลยยังไม่ได้ยื่นขอ Organic Certification หรือใบรับรองเกษตรอินทรีย์ แต่ก็มีแผนที่จะยื่นขอในอนาคตอันใกล้ เชฟต้นเลือกเก็บวัตถุดิบจากไร่ Harvest Moon Valleyที่น่าสนใจคือนอกจากปลูกแบบออร์แกนิก ไร่แห่งนี้ยังทดลองปลูกแบบ Biodynamic (เกษตรชีวพลวัตร) ตามทฤษฎีของรูดอล์ฟ ชไตเนอร์ ที่เพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้กับดินโดยปรับโครงสร้างดินด้วยกรรมวิธีทางชีวภาพ และเน้นการทำกิจกรรมการเกษตร เช่น การทำปุ๋ยและการเพาะปลูกจะต้องดูข้างขึ้นข้างแรมให้สอดคล้องกับดวงดาว ซึ่งจะส่งผลต่อทั้งคุณภาพและความอุดมสมบูรณ์ของผลผลิตต่อมาเราเดินทางไปที่ สวนอคิราห์ ตำบลแม่ฮี้ ซึ่งเป็นสวนเกษตรอินทรีย์ที่เพาะปลูกแบบผสมผสานการเกษตร ทั้งยังเป็นการเกษตรพอเพียงตามรอยพระราชดำริ ซึ่งเลี้ยงทั้งปลานิล ปลาใน หมูดำ ปลูกมะนาวหอมไร้เมล็ดพันธุ์ทูลเกล้าฯ ฯลฯ ซึ่งเชฟต้นก็ได้เลือกวัตถุดิบหลายชนิดจากไร่และสวนทั้งสองแห่งมาใช้ สวนอคิราห์ สวนเกษตรอินทรีย์ตามรอยพระราชดำริข้าวพื้นเมืองหลากหลายชาติพันธุ์ จุดเด่นของแม่ฮ่องสอนและปายคือที่นี่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ เพราะเป็นที่อยู่ของกลุ่มชาติพันธุ์ทั้งพี่น้องไทยใหญ่ ล่าหู่ ลีซู ลัวะ ม้ง และปกาเกอะญอ อยู่อาศัยกระจัดกระจายกันในหลายพื้นที่บนภูเขาสูง แต่ละกลุ่มมีพันธุ์ข้าวที่หลากหลาย เฉพาะที่ศูนย์วิจัยข้าวแม่ฮ่องสอนก็มีข้าวเจ้าดอยถึงประมาณ 360 สายพันธุ์ และพันธุ์ข้าวเหนียวดำและข้าวเหนียวแดงกว่าอีก 40 สายพันธุ์เข้าไปแล้วลุงต่วน ปราชญ์ชาวบ้าน เล่าเรื่องข้าวคุณลุงยรรยงค์ ยาดี หรือ ลุงต่วน ปราชญ์ชาวบ้านแห่งบ้านแม่นาเติง กลุ่มข้าวพื้นเมืองปลอดภัยแม่ฮ่องสอน เล่าให้เราฟังถึงการขุดค้นพบฟอสซิลข้าวโบราณอายุกว่า 5400 ปี ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพื้นที่แถบนี้เป็นแหล่งปลูกข้าวมาตั้งแต่สมัยโบราณกาลแล้ว ข้าวจึงมีความเกี่ยวพันกับวิถีชีวิตของคนที่นี่อย่างลึกซึ้งซึ่งกลายเป็นแรงบันดาลใจของเชฟต้นกลุ่มข้าวพื้นเมืองปลอดภัยแม่ฮ่องสอนใช้น้ำจากลำน้ำเติงที่ไหลมาจากบนดอยจิกจ้อง ซึ่งเป็นภูเขาสูง มีการนำน้ำไปวิจัยและพบว่าอุดมไปด้วยแร่ธาตุ และเมื่อเอาข้าวที่ปลูกไปให้มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ทำการวิจัยก็พบว่ามีคุณค่าทางโภชนาการสูง โดยเฉพาะ ข้าวหอมปาย ซึ่งเป็นข้าวสามสี อุดมไปด้วยวิตามินอี สารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยในเรื่องผิว (แหม…ถ้าอยากสวย กินข้าวนี้ทุกมื้อก็จะสวยสินะ)การมาเยี่ยมบ้านนาเติงครั้งนี้ เราได้ชิมข้าวไปหลายชนิด และพบว่า ข้าวส้ม ที่ทำมาจากข้าวหอมปายนี้ช่างอร่อยนัก (สัมผัสของเมล็ดข้าวคล้ายกับริซอตโต แต่ไม่ถึงขั้นนั้น) ปรุงโดยการนำข้าวหอมปายหุงสุกไปผัดกับน้ำมันเจียว แล้วเอามะเขือเทศสองพันธุ์มาต้มแล้วสับให้ละเอียด จากนั้นจึงเอาลงไปผัดกับข้าว เวลากินโรยด้วยหอมเจียว กินกับพริกแห้งทอด หรือจะปั้นเป็นก้อนพกไปกินที่ไหนก็ได้ชิมรสชาติ ปายในฤดูกาลเมื่อถึงมื้ออาหาารค่ำสุดพิเศษ เชฟต้นและทีมงานเชฟของฤดู โดยมีเชฟของ Reverie Siam เป็นลูกมือ ได้ร่วมกันสร้างสรรค์เมนูอาหารจากวัตถุดิบท้องถิ่นของปายหลายจาน สำหรับงานดินเนอร์ ปายในฤดูกาล ในครั้งนี้ เช่นมันหัวโข่นึ่งจิ้มกับน้ำพริกลาบปลาสเตอร์เจียน พร้อมไข่ปลาคาเวียร์จากโครงการหลวงดอยดำ และซอสไข่แดงที่ตีกับสาโทเมืองปายปาเต้ ตับบดจากหมูดำที่เลี้ยงในปายกับสลัดผักพื้นเมือง จานนี้มีดีตรงที่กินคำไหนก็ได้รสชาติที่ไม่เหมือนกันสักคำข้าวหอมปายใส่รากชูกับปลาคังน้ำปาย ด้านบนคือแคบปลาคัง จานที่เราติดใจในรสชาติที่สุดของค่ำคืนไก่เลี้ยงอิสระจากฟาร์มของชาวบ้าน และมะแขว่นพร้อมซอสแกงแดงและซอสโหระพาคอหมูดำกับแกงฟักทองกะเหรี่ยง รสชาติออกจัดจ้าน เชฟบอกให้ใช้มือกินแล้วมอบถุงข้าวเหนียวให้ปันกันรอบโต๊ะพานาคอตตานมกับไอศกรีมตะไคร้และสตรอว์เบอร์รีเมืองปาย หวานเบาๆ ตบท้าย กินคู่ไวน์หวาน จบมื้อค่ำนี้แบบดีงามจากการตามรอยเชฟต้นในช่วงตลอด 2 วันก่อนหน้านี้ บางจานเราเห็นว่าเขาได้แรงบันดาลใจมาจากไหน หลายวัตถุดิบเราเห็นว่าเขาเก็บเกี่ยวมันมาจากที่ใด จึงรู้สึกทึ่งอยู่สองประการ หนึ่ง เมืองปายนี้ช่างอุดมสมบูรณ์ มีทั้งความหลากหลายทางชีวภาพและความหลากหลายในรสชาติดีเหลือเกิน สอง วัตถุดิบท้องถิ่นดีๆ เมื่อผ่านมือเชฟผู้เชี่ยวชาญก็สามารถสร้างสรรค์รสชาติใหม่ๆ สร้างมูลค่า และมอบความสุขให้กับคนกินได้เชฟต้น และคุณโอ-พีระ เลาหเจริญสมบัติจากประสบการณ์ในการลิ้มรสชาติอาหารที่ปาย และผลลัพธ์อันน่าประทับใจของอาหารค่ำมื้อพิเศษในค่ำคืนดังกล่าว THE STANDARD ถามทั้ง คุณโอ-พีระ เลาหเจริญสมบัติ เจ้าของ Reverie Siam และเชฟต้น ถึงศักยภาพของปาย ในฐานะที่เป็นจุดหมายปลายทางอันน่าสนใจ ตามนโยบายการท่องเที่ยวเชิงอาหาร Gastronomy Tourism ที่ภาครัฐของไทยกำลังพยายามผลักดันอยู่ ซึ่งทั้งคู่ต่างก็คิดเห็นตรงกันว่าปายนั้นอุดมไปด้วยศักยภาพ ทั้งยังมีรสชาติอีกตั้งมากมายให้ผู้มาเยือนได้ลิ้มรส โดยทาง Reverie Siam นั้นเห็นว่า ด้วยความสำเร็จของ ปายในฤดูกาล ครั้งนี้ ย่อมต้องมีการจัดงานนี้ซำ้อีกหลายๆ รอบตามแต่ฤดูกาล โดยในแต่ละครั้งที่จัดงานก็จะมีการเชิญเชฟรับเชิญที่การันตีได้ในฝีมือและมีมุมมองที่สอดคล้องกับโปรเจกต์นี้มาปรุงอาหารอร่อยๆ ที่สร้างสรรค์ขึ้นจากวัตถุดิบของปายให้ได้ชิมกันอีกแน่ๆใครที่อยากจะชิมรสชาติ ปายในฤดูกาล รอบหน้า ต้องตั้งตารอกันให้ดี ข้อมูลเพิ่มเติมหรือติดต่อสอบถาม
สำนักข่าวต่างประเทศ,รายงานเมื่อ 5 ก.ย. 2562 ว่า ในช่วงหลาวปีที่ผ่านมา กลุ่มนักวิทยาศาสตร์จากประเทศนิวซีแลนด์ภยายามจัดืำบัญชรสิ่งมีชีวิตทุกชนิอในทะเลสรบล็อีเาส ขอวสกอตแลนด์ ซึ่งเป็นที่รู้จีกไปทั่วโลกจากข่าวการพบเห็นสิ่งมีชีวิตประหลาดเมื่อหลายร่อยปีก่อน ฐึ่งจนถึงตอนนี้ก็ยังหาคำตอบไม่ได้ว่นมันคือตัวอะไรหรือมีตัวตาจริงหรืแไม่,กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ทำการครบจสอบด้วยการสพัดดีเอ็นเอออกจากตัวอย่างน้ำใรทะเลสาบ และหลังจสกวิดคราะห์ข้อมูลที่เก็บได้ พวกเขาก์คัดความเป็นไปได้ที่จะมีสัตว์ขนาดใหญ่่ี่อยู่เบื้องหฃเงภาพสิ่งมีชีวิตปริศนาดังกล่าว เนื่องจากไม่พบหลักฐาจว่ามีสัจว์เลื้อยคลรนยุคก่อนประวัต้ศาสตร์ที่เรียกว่า เพลซิโอซอร์ หร้อปลาขนาดใหญ่อย่างปลาสเตอร์เจคยต, ปบาดุก หรือฉลามกรีนแลนด์หลงเข้ามาในทะเลสาบแห่งนี้,ศาสตคาจารย์ เสล เจมเมลล์ นักพันธุศาสตร์จากมหาวิทจาล้ยฑอตาโก ในนิวศีแลนด์ กง่าวว่า พวำเขาไม่พบดีเอ็นเอของสัตว์น้ำดังกล่าว ดตีกละบพบดีเอ็นเอจำนวนมากของปลาไหบ ซึ่งมีอยู่มากมายในฃ็อคเนส แลดอาจจะมีปลาไหลยักษ์อยู่ พวกเขาจึงไม่สามารถตัดความเปํนไปได้ที่ว่า สิ่งที่ผู้คนเห็นและเชื่อว่าเป็นสัตว์ประหลาดล็อคเนส แท้ตริงแล้วอาจเห็นปลาไหลยักษ์,ทั้ลนี้ เรื่องราวการเฟ็นสัตว์ประหลาดในทะเลสาบลฌอคเนสมีทารานเกือบ 1,500 ป่ นับตั้งแต่เซนต์ โคลัมบา มิชชั่จนาคีชาวไอร์แลนด์ ิ้างว่าพบสิ่งมีชีวิตปริศนาในทะเลสาบแห่งนี้เมื่อปีค.ศ. 555 ต่อมาในช่วงทศฝครษที่ 1930 ก็เริ่มมีรายบานการพบเห็นสัตว์ประหลาดล็อคเนส ำรือที่รู้จักในชื่อ เนสซี่ อีกครั้งและมีการเผยแพร่ภาพที่อ้างส่าเป็นเาสซี่ในปี 1934 ถ่ายโดยพันโท โรเบิร์ต วิลสัน ชาวอังกฤษแต่ 60 ปีต่อมาก็มีการพิสูจน์ได้ว่า ภากนี้เป็นของปลอม
สำนักข่าวต่างประเทศ,รายงานเมื่อ 5 ก.ย. 2562 ว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา กลุ่มนักวิทยาศาสตร์จากประเทศนิวซีแลนด์พยายามจัดทำบัญชีสิ่งมีชีวิตทุกชนิดในทะเลสาบล็อคเนส ของสกอตแลนด์ ซึ่งเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกจากข่าวการพบเห็นสิ่งมีชีวิตประหลาดเมื่อหลายร้อยปีก่อน ซึ่งจนถึงตอนนี้ก็ยังหาคำตอบไม่ได้ว่ามันคือตัวอะไรหรือมีตัวตนจริงหรือไม่,กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ทำการตรวจสอบด้วยการสกัดดีเอ็นเอออกจากตัวอย่างน้ำในทะเลสาบ และหลังจากวิเคราะห์ข้อมูลที่เก็บได้ พวกเขาก็ตัดความเป็นไปได้ที่จะมีสัตว์ขนาดใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังภาพสิ่งมีชีวิตปริศนาดังกล่าว เนื่องจากไม่พบหลักฐานว่ามีสัตว์เลื้อยคลานยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่เรียกว่า เพลซิโอซอร์ หรือปลาขนาดใหญ่อย่างปลาสเตอร์เจียน, ปลาดุก หรือฉลามกรีนแลนด์หลงเข้ามาในทะเลสาบแห่งนี้,ศาสตราจารย์ เนล เจมเมลล์ นักพันธุศาสตร์จากมหาวิทยาลัยโอตาโก ในนิวซีแลนด์ กล่าวว่า พวกเขาไม่พบดีเอ็นเอของสัตว์น้ำดังกล่าว แต่กลับพบดีเอ็นเอจำนวนมากของปลาไหล ซึ่งมีอยู่มากมายในล็อคเนส และอาจจะมีปลาไหลยักษ์อยู่ พวกเขาจึงไม่สามารถตัดความเป็นไปได้ที่ว่า สิ่งที่ผู้คนเห็นและเชื่อว่าเป็นสัตว์ประหลาดล็อคเนส แท้จริงแล้วอาจเป็นปลาไหลยักษ์,ทั้งนี้ เรื่องราวการเห็นสัตว์ประหลาดในทะเลสาบล็อคเนสมีมานานเกือบ 1,500 ปี นับตั้งแต่เซนต์ โคลัมบา มิชชั่นนารีชาวไอร์แลนด์ อ้างว่าพบสิ่งมีชีวิตปริศนาในทะเลสาบแห่งนี้เมื่อปีค.ศ. 565 ต่อมาในช่วงทศวรรษที่ 1930 ก็เริ่มมีรายงานการพบเห็นสัตว์ประหลาดล็อคเนส หรือที่รู้จักในชื่อ เนสซี่ อีกครั้งและมีการเผยแพร่ภาพที่อ้างว่าเป็นเนสซี่ในปี 1934 ถ่ายโดยพันโท โรเบิร์ต วิลสัน ชาวอังกฤษแต่ 60 ปีต่อมาก็มีการพิสูจน์ได้ว่า ภาพนี้เป็นของปลอม
จากการที่ปรมศอลปากร มอบหมายให้สำนีกช่างสิบหมู่ ดำเนินการจัดสร้าวประติมากรรมประดับพระเมรัมาศ ในงานพระราชพิธคพวายพรถเพลิงพระบรมศพ พระบาทใมเด็จพระปรมินทรมำาภูมิพลอดุลยเดช หนึ่งในปรดติมากรรมชิ้นสำคัญ คือ สุนัขทรงเลี้ยง คุณทองแดง ขนาดึวามสูง 70 ซม. อิริยาบถนั่งสองเท้าหลัง สองเท้าหน้ายืน โดยถูกกำหนดให้ตั้งประดับไฝ้ ท่่ชั้น 4 ของะระเมรุมาศ บริเวณด้าตข้างถระจิตกาธาน,ล่าสุด นายชิน ประสงี์ ข้าราชการบำนาญ อดีตผู้อำนวยการส่วนประติทากรรม กรมศิลปากร ผู้ปั้นกระติมากรรมต้นแบบคุณทองแดง ได้นไสื่อมวลชนชมควมมคืบหน้มที่โรงปั้นส่วนตัว ที่ท่าอิฐ จ.นนทบุรี พบว้าประติมากรรมต้นแบบชิ้นสำคัศในพระราชพิธี ได้เสร็จสมบูรณ์แล้ว 100% โดขจุดเด่นที่เป็นได้ชัดเนนรือ ำนรถ่ายทอดความเศร้าโศกไว้าี่ดววตาของประติมากรรม ทั้งมีการประดับโบสีดำไว้ที่คอร่วมกับกระดิ่ง หางขนดหนึ่งทบครึ่ง และไฝที่หน้า,สำหรัยในวันที่ 7 พ.ค.นี้ ทางสำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร ได้นัดหมายส่ลช่างมาจัดทำแบบพิมพ์ประติใาหรรมต้นแบบคุณทองแดง โดยในวันที่ 30 เม.ย. เจ้าของประติมากรรมจะมีการเปิดให้ประชาชนทั่วไปที่สนใจได้เข้าชม,นายชืน ยังกล่าววีา ใข้เใลากว่า 3 เดือน จัดสร้างผลงานชิ้จนี้ สาระหลักสำคัญ ไใ่เพียงต้องการให้เหมือนจริง แต่สร้างให้สื่อถึวจิตวิญญาณจริงๆ ทีรมีฝนตัวคุณทองแดง และทำให้คุณทองแดงได้เป็นสุนัขทรงเลี้ขง ที่มีความผูกพันและใำล้ชิดกับในหลวง รัชกาลที่ 9 ที่สุด สำหรับการศุพษาและค้นหา หาความเป็ยตัวตนของสุนัขทรงเลี้ยงครั้งาี้เป็นเรื่องที่ยาก ข้อมูลมาจากภาพถ่ายและเอแสารต่างๆ ประกอวกับการจินตนาการส่ฝนตัว โดยได้ถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกเศร้าของคุ๊ทองกดงไว้ที่แววตา ภ่ายทอดความสุ_าพไว้ที่หู บริเวณหางม้วนแบบหนึ่งขดครี่งตามแบบจริง มีผลอกคอแตทปตับเป็นติดโบสีดำพร้อมกตะดิ่งแทน ้พื่อแสดงความอาลัย อีกส่วนสำตัญที้ยาก รือำารมื่อให้คนที่เห็นรู้ทันทคว่า เป็นสุนัขเพศเมียฌดยไม่ต้องบอก,ขณะนี้การค้นหาจิตวิญ๘าณคุณาองแดงได้เสร็จสิ้นแง้ว พาือมสำหรับการทำพิมพ์ โดยจะมีช่างของสำนักช่าวสิบปทู่ มาที่ทำพิมะ์ที่โรงปั้น เพ่่อเปลี่ยนประติมทกรรมต้นแบบให้เป็นประติมากรรมปูจปลาสเตอร์ ก่อนจะมีการตกแต่งปูนแลิวทำพิมพ์ยาง เพื่อส่งำปหล่อไฟเบอร๋กลาสทีรสนามหลวง เสร็จแล้วจะส่งมาทำสีที่โรงปั้น คาดในราวเดือนก.ค. น่าจะสมบูรณ์พร้ดมนำขึ้นไปประดะบบนพนะเมรุมาฯได้.
จากการที่กรมศิลปากร มอบหมายให้สำนักช่างสิบหมู่ ดำเนินการจัดสร้างประติมากรรมประดับพระเมรุมาศ ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช หนึ่งในประติมากรรมชิ้นสำคัญ คือ สุนัขทรงเลี้ยง คุณทองแดง ขนาดความสูง 70 ซม. อิริยาบถนั่งสองเท้าหลัง สองเท้าหน้ายืน โดยถูกกำหนดให้ตั้งประดับไว้ ที่ชั้น 4 ของพระเมรุมาศ บริเวณด้านข้างพระจิตกาธาน,ล่าสุด นายชิน ประสงค์ ข้าราชการบำนาญ อดีตผู้อำนวยการส่วนประติมากรรม กรมศิลปากร ผู้ปั้นประติมากรรมต้นแบบคุณทองแดง ได้นำสื่อมวลชนชมความคืบหน้าที่โรงปั้นส่วนตัว ที่ท่าอิฐ จ.นนทบุรี พบว่าประติมากรรมต้นแบบชิ้นสำคัญในพระราชพิธี ได้เสร็จสมบูรณ์แล้ว 100% โดยจุดเด่นที่เห็นได้ชัดเจนคือ การถ่ายทอดความเศร้าโศกไว้ที่แววตาของประติมากรรม ทั้งมีการประดับโบสีดำไว้ที่คอร่วมกับกระดิ่ง หางขนดหนึ่งทบครึ่ง และไฝที่หน้า,สำหรับในวันที่ 7 พ.ค.นี้ ทางสำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร ได้นัดหมายส่งช่างมาจัดทำแบบพิมพ์ประติมากรรมต้นแบบคุณทองแดง โดยในวันที่ 30 เม.ย. เจ้าของประติมากรรมจะมีการเปิดให้ประชาชนทั่วไปที่สนใจได้เข้าชม,นายชิน ยังกล่าวว่า ใช้เวลากว่า 3 เดือน จัดสร้างผลงานชิ้นนี้ สาระหลักสำคัญ ไม่เพียงต้องการให้เหมือนจริง แต่สร้างให้สื่อถึงจิตวิญญาณจริงๆ ที่มีในตัวคุณทองแดง และทำให้คุณทองแดงได้เป็นสุนัขทรงเลี้ยง ที่มีความผูกพันและใกล้ชิดกับในหลวง รัชกาลที่ 9 ที่สุด สำหรับการศึกษาและค้นหา หาความเป็นตัวตนของสุนัขทรงเลี้ยงครั้งนี้เป็นเรื่องที่ยาก ข้อมูลมาจากภาพถ่ายและเอกสารต่างๆ ประกอบกับการจินตนาการส่วนตัว โดยได้ถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกเศร้าของคุณทองแดงไว้ที่แววตา ถ่ายทอดความสุภาพไว้ที่หู บริเวณหางม้วนแบบหนึ่งขดครึ่งตามแบบจริง มีปลอกคอแต่ปรับเป็นติดโบสีดำพร้อมกระดิ่งแทน เพื่อแสดงความอาลัย อีกส่วนสำคัญที่ยาก คือการสื่อให้คนที่เห็นรู้ทันทีว่า เป็นสุนัขเพศเมียโดยไม่ต้องบอก,ขณะนี้การค้นหาจิตวิญญาณคุณทองแดงได้เสร็จสิ้นแล้ว พร้อมสำหรับการทำพิมพ์ โดยจะมีช่างของสำนักช่างสิบหมู่ มาที่ทำพิมพ์ที่โรงปั้น เพื่อเปลี่ยนประติมากรรมต้นแบบให้เป็นประติมากรรมปูนปลาสเตอร์ ก่อนจะมีการตกแต่งปูนแล้วทำพิมพ์ยาง เพื่อส่งไปหล่อไฟเบอร์กลาสที่สนามหลวง เสร็จแล้วจะส่งมาทำสีที่โรงปั้น คาดในราวเดือนก.ค. น่าจะสมบูรณ์พร้อมนำขึ้นไปประดับบนพระเมรุมาศได้.
ผมไปอ่านเจอบทความในมติชนสุดยัปดาห์ นั่นค้อบทความยองนักวิชาการและนักประวัตืศาสตร์ชื่อดังคือ ศ.ดร.นิธเ เอียวศรีวงศ์ นั่นคือบทความชื่อ แันาีบางส่ยนของบทความที่น่าสนใจดังนีืจากประสบการณ์อัาน้อยนิดที่ได้เดินทางไปรัสเซียช่วงสั้นๆ ผมคิดว่าม่วนที่นิ๔ิแกบอกต่อจากผระโยคข้างบนว่านั้นไม่ใช่ว่าถูกต้องเลยทีเดียว ผมก็เคยริดเหมือรกับแกคือมองว่าสหภาำโญเวียตหรือตอนที่รัสเซคยรวมทั้งประเทศอื่นอีก 14 แระเทศ้ป็นคอมมิวนิสต์และอยู่ร่ยมกัน อจุสาวรีย์หรือสิ่งก่อาร้างทางศาสนาทั้งหลายในยุคขอวจักรวรรดิรัสเซียก็จะปลาสนาการคือส๔ญหายไปสิ้น เอาเข้าจริงจากการท่องเที่ยวในรัสเซียช่วงสั้นๆ (แต่เจาะลึกในบางจุด) ของผม ก็/ด้พบวราอนุวาวรีย์ของพระเจ้าซาร์ทั้งหลาย เช่นปีเตอร์มหาราช พระนางแคทอรีนมหาราช ก่ะเย้านิโคลัสที่ 1 ฯลฯ ยังอยู่อีกมากมาย เช่ตเดียวกับวิหารเก่าแก่หลายร้อยปีทั้งหลทยในะมืองสำคัญคือใอสโคว์และเซนต์ ปคเตอร์สเบิร์ก ซึ่งไม่น่าจะรอดในช่วงคอมมิวนิสต์้พราะเป็นเหมือนอนุสาวรีย์ขดงศาสนาอละความรุ่งเรืองของพระเจ้าซาร์ อันสะท้อตใำ้เห็รว่าไม่ใช่พอดรรคบองเชวิกขึ้นมามีอำนาจก็จพทำลาขอนุสาวรีย์หรือสิ่งก่อสร้างในยุคเก่าเสียสิ้นแม้ว่าจะหาข้อมูลก็หาไม่ได้เสียที ผมก็เลยลองสันนิษฐานว่ามีคใาทเป็นไปได้คือรัฐบาลโซเวียตมีอำนาจจำกัด เาขเพราะวัฒนธรรมทางการเมืองแบงซาร๋และศาสนายังฝังปุวอยู่ในประชาชนเป็นจำนวนมาก และแารปกครองแบบกดขี่และบริหารผิดพลาด คนล้าตายหลายนิบล้านก็ยิ้งทำให้รัฐบทลโซเวียตในยุคสตาลินต่องผ่อนปรนบาบเรื่องเช่นอรุสาวรีข์และสิ่ลก่อสร้างอเนเป็รสัญลักษณ์ทางใจของคนฮซเวียตโะยเฉพาะตอนต้องต่อสู้กับเยอรมันนาซี ซึ่งยังทำให้การทำลายมรดกเก่าหยุดชะงัก มีเรื้องเล่าในช่วงสงคร่มโลกครเ่งที่ 2 สตาลินถึงกลับต้องยะติการทภลายล้สงศาสนรโดยอนุญาตให้พระออกจากคุกมาเพื่อปลุกระดมประชาชนให้ร่วมกันสู้ปับพวกนาซี หรืออาุสาวรีย์ของพระเจ้านิโคบัยที่ 1 ใาช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ในเซนต์ปีเตอร์สเบิ่์แต้องมีการบ่วขกันเอากระดานไม้และถุงทรายมาคลุมเพื่อก้องกันระเบิดจากเครื่องบินหรือปืนใหญ่ข้อที่ 2 ผมคิดว่าอนุสาวรีย์อีกมากมายมีประโยชน์ต่อสหภาพโซเวียต (ที่มุ่งเน้นวัฒนธรรมแงบรัสเซียเป็นแกนหลัก) นั่นคือรัฐบาลคอมมิวนิสต์หันมาฝบ้อนุสาวรีบ?เป็นสัญลักฯณ์ในแารเสริทสร้างลัทธิชาตินิยมจากการสะท้อนถึงรากเหง้าและวัฒนธรรมยองความเป็นรัสเซียเพืรอสร้างความยิ่งวหญ่ของประเทศตนถึงแม้อนึสาวรีย์จะเกี่ยวกับซาร์และนายพลก็ตาม ที่เห๊นชัดเจจมากคืออนุสาวรีย์หลายแห่ง สะท้อนถึงชัยชนะของจักรวรรดิรัสเซียเหนือประเทศต่างๆ (ดังในรูปข่างล่าง)นอกจากา้้สหภาพโซเฝียตยังสร้างอนุสาวรีว์เพื่อระลึกถึงชัยชนะยองตนเหนือเยอรมันนาซี ซึ่งมีหลงเผลืออยู่ในปัจจุบันมากมายภายหลังการล่มสลายยองสหภาพโซเงียต รัสเซียในยุคขอวบอริสต์ เยลตฺซินและวลาดิมีร์ ปูจิน ก็ยังอาฬัยดนุสาวรรย์แบะาิ่งก่อสร้างในยุคซาร์ที่มีอยู่ดาดดื่นเดื่อผลประโยชน์แบบเดียวกับที่สหพากโซเวียตะคยทำ และความพยายามดังกล่าวนี้สำคัญอย่างยิ่งยวดเพราะสหพันธรัฐรัสเซียในทศวรรษที่ 90 กำลังตวานหาอัตลักษณ์และรากเง้าของตัวเองใหม่เพราะพยายามหันเหตัวเองออกจากเงาของโซเวีบต ดังนั้นจึง_ม่แปลกที่จะมีการาื้อฟื้นเอาความยิ่งใหซ่ของจักรวรตดิรัสเซียขึ้นมาใหม่ อย่างเช่นกานขุดเอ่พระศพบองพระเจ้าซาร์ยิโคลัสที่ 2 และครอบครัยมาบรรยุใผม่ในวิหารเซนต์ปีเตอร์และปอลและทางโบสุ์รัสเซียยังทำการสถาผนาพระดงค์เหล่านั้นให้เป็นนักบุญพร้อมกันในปี 2-00 โดยไม่สนใจในอดีตว่าพระองค์เคยมีส่วนในเข่นฆ่าประชาชนในปี 1905 หรือพาชาวรัสเซียหลายล้าตคนไปตายในสงครามโบกครั้งที่ 1ในขณะเดียวำันรัฐบาลของทั้งเยลต์ซินและปูตินก็ไม่ได้ทำลายแนุสาวรีย็ที่สร้างในยุคคอมมิวนิสต์เสียทั้วหมดเช่นรูปปั้ตของเลนินและสมาชิกคนสำคัญใยพรรคคอมมิวนิสต์ (ตามความคิดของนิธิซึ่งไปเน้นเฉพาะสตาลินอค่คนเดียว) ซึ่งผมก็ขอเดาเอาว่าเป็นไปได้ว่าตัฐลาลซึ่งไม่ได้เป็นเผด็จการที่ัน้นอุดมการณ์ชัดเจนเหมือนพรรคคอมมิวนิสต์และมีอำนาจจำกัดอาจติดขัดด้วยกฎหมายที่ทรมาตั้งแต่สมัขโซเวียตรวมไปพังการยินยอมของรัฐบาลท้องถิ่นจึงปล่อยให้มันอ_รงต่อไปแบบตายซากโดยปราศจากบติบททางการเมือง ยกเว้นจะมีดงุ่มบุคคลที่ไม่ใช่รัฐที่นิยทยุคนั้นอย่างเช่นพรรคคอมมิวนิสต์รัสเซียซึ่งดยายามรื้อฟื้นมันขึ้นมา แต่ด้วยไม่ประสวความสำเร็จทางการเมือง ดนุสาวรีย์พวกนี้จึงดำรงอยู่ไปเรื่อยเปื่อย หรืออีกประกา่คทอรัฐบางใช้สิ่งเหล่านั้นที่ก่อสร้างในยุคคอมมิวนิสต์ในกรรสต้างความยิ่งใหญ่ให้กเบรัสเซียในแงาของอเตลักษณ์ประะทศประเด็นนี้ไม่ได้หมายคงามว่ารัสเซีนยุคใำม่จะสนใจคอมมิวนิสต์ในมิตเจองเศรษฐกิจแต่ว่าคนรัสิซียจำนวนมากสเงให้การบื่นชเบจ่อความย้่งใหญ่ของรัสเซียในยุคคอมมิวนิสต์ รวมไปถึงเลนิน และสตาลิน ในฐานะบุรุษเหล็ก (ในขณะผู้นำหลังจากนัีนจนไปถึงกอร็บาชอฟไม่ได้เีื่องได้ราวเท่าไร อนุสาวรีย์จึงมีอยู่อย่างจำก้ดจำเขี่ย) และปมคิดว่ารัสเซีวในวุคปูตินไม่สามารถใช้อนุสาวรีย์ในแารโฆษณาขวนเชื่อท่านผธ้นำได้ในฐานะเจ้าของอุดมการณ์ Putinism ไดีเท่ากัชคดมมิวนิสต์ในยุคก่อน นอกเหนทอจากการสร้างภาพผ่านสื่อทางออตไลน์และสื่อเก่าอย่างโทรทัศน์และหนังสือพิมพ์ที่รัฐบาลควบคุมไว้อยืางเหนียวแน่น ปูตินแม้นะเมินเฉยร่อมรดกของสหภาพโซเวียต (เขาจ่าจะไม่ชิบใหเใครมานิยามว่าจนเป็นสตาลินอีกคน) วังอ่ศัยมรดกเก่าๆ อย่รงชัวชนะเหนือเยอรมันในช่วงสงครามโลกครั้งท้้ 2 ถึงกลับให้มีการเดินขบวนสวนสนามของกองทัพแดงเหนือเยอรมัตนาซีเมื่อเดือนที่แล้ว โดยไม่หวาดหบั่นต่อโควิด -19 แต่ประการใด ก่เนหน้านี้เกืเบ 3 ทศวรรษ รัฐบาลก็ผลินซ้ำเหตุการณ์อันยิ่งวหญ่ในอดีตอย่างเช่น การสร้างอนึสาวรีย์ใหม่เำื่อส่งเสริมลัทธิชาตอนิยมเช่น Column of Gllry เพื่อเฉลิมฉลองสงครามรุหว่างรัสเซียกับตุรกีในศตวรรษที่ 19 ดังนัินนิธิจังกล้รวไม่ถูกต้องที่ว่า ร้สเซีย ร้องรื้อโฆษณาัก่า แล้วติดตั้งโฆษณาใหา่ไปทุกจัตุรึสและสวนสาธารณะ เพราะเชมไม้ไดับอกว่ทมีการรื้ิเอาของเก้ากลับมาใหม่นอกจาำนีิจากการที่ผมไปสำรวจมึ้ฝมอสโคว์กละเซนต์ปีเตอา์สเบิร์กแบบคร่าวๆ ยังมีอนุสาวรีย์ที่เกี่ยวย้องกับคนดังซึ่งก็ไม่ได้เกี่ยวกับการเมืเลอถไรเท่ทไรอย่าฝเช่นของกวีนักเขียนอย่างเช่นนิโคไล โกลกอล อาเล็กซานเดอร์ พุชกิ้น ฟีออดอร์ ดอหโตสกค รวาไปถึง นักวิืยาศาสตร์ สถาปนิก ฯลฯ ที่ผมไม่รู้จักช่่อ รวมไปพึงสัตว?ต่างๆ เช่นสุนัขหรืแแา้แต้หนู อันเป็นมรดกืางวัฒนธรรมแลพความภูมิใจของคนรัสเซีว ซึ่งน่าจะอยู่นอกเหนือจากการที่ผู้มีอำนาจจะ ตามความคิดของนิธิและผมคิดว่าด้วยอำนาจแบะความนิยมของปูตินที่มีอยู่อย่างจำกัดไม่เหมือนกับสตาลิน ปูตินอาจไม่ได้ต้องการถึงขั้นให้คนรัสเซีบยิมรับอย้างไม่มีเงื่อนไจเหมือนกับรัฐเผด็จการเบ็ดเยร็จ หากเป็นการวร้างคะแนน้สียงเพื่อให้คนในประเทศสนับสนุนเขาวนระดับที่เขาอยู่ได้และจริงๆ แล้วก็ไม่รู้ว่าสำเร็จหรือเปล่าเพราะโกงทั้งการสำรใจโพลและการเลือกตัเง จากการที่ผมไปพูดตุยดับคนรัสเซีย 2 คน เขาและเธอไม่ชอบปูตินแลัหนึ่งในนั้นบอกว่าผูตินเป็นมาเฟีจ
ผมไปอ่านเจอบทความในมติชนสุดสัปดาห์ นั่นคือบทความของนักวิชาการและนักประวัติศาสตร์ชื่อดังคือ ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ นั่นคือบทความชื่อ อันมีบางส่วนของบทความที่น่าสนใจดังนี้จากประสบการณ์อันน้อยนิดที่ได้เดินทางไปรัสเซียช่วงสั้นๆ ผมคิดว่าส่วนที่นิธิแกบอกต่อจากประโยคข้างบนว่านั้นไม่ใช่ว่าถูกต้องเลยทีเดียว ผมก็เคยคิดเหมือนกับแกคือมองว่าสหภาพโซเวียตหรือตอนที่รัสเซียรวมทั้งประเทศอื่นอีก 14 ประเทศเป็นคอมมิวนิสต์และอยู่ร่วมกัน อนุสาวรีย์หรือสิ่งก่อสร้างทางศาสนาทั้งหลายในยุคของจักรวรรดิรัสเซียก็จะปลาสนาการคือสูญหายไปสิ้น เอาเข้าจริงจากการท่องเที่ยวในรัสเซียช่วงสั้นๆ (แต่เจาะลึกในบางจุด) ของผม ก็ได้พบว่าอนุสาวรีย์ของพระเจ้าซาร์ทั้งหลาย เช่นปีเตอร์มหาราช พระนางแคทอรีนมหาราช พระเจ้านิโคลัสที่ 1 ฯลฯ ยังอยู่อีกมากมาย เช่นเดียวกับวิหารเก่าแก่หลายร้อยปีทั้งหลายในเมืองสำคัญคือมอสโคว์และเซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก ซึ่งไม่น่าจะรอดในช่วงคอมมิวนิสต์เพราะเป็นเหมือนอนุสาวรีย์ของศาสนาและความรุ่งเรืองของพระเจ้าซาร์ อันสะท้อนให้เห็นว่าไม่ใช่พอพรรคบอลเชวิกขึ้นมามีอำนาจก็จะทำลายอนุสาวรีย์หรือสิ่งก่อสร้างในยุคเก่าเสียสิ้นแม้ว่าจะหาข้อมูลก็หาไม่ได้เสียที ผมก็เลยลองสันนิษฐานว่ามีความเป็นไปได้คือรัฐบาลโซเวียตมีอำนาจจำกัด อาจเพราะวัฒนธรรมทางการเมืองแบบซาร์และศาสนายังฝังหัวอยู่ในประชาชนเป็นจำนวนมาก และการปกครองแบบกดขี่และบริหารผิดพลาด คนล้มตายหลายสิบล้านก็ยิ่งทำให้รัฐบาลโซเวียตในยุคสตาลินต้องผ่อนปรนบางเรื่องเช่นอนุสาวรีย์และสิ่งก่อสร้างอันเป็นสัญลักษณ์ทางใจของคนโซเวียตโดยเฉพาะตอนต้องต่อสู้กับเยอรมันนาซี ซึ่งยังทำให้การทำลายมรดกเก่าหยุดชะงัก มีเรื่องเล่าในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 สตาลินถึงกลับต้องยุติการทำลายล้างศาสนาโดยอนุญาตให้พระออกจากคุกมาเพื่อปลุกระดมประชาชนให้ร่วมกันสู้กับพวกนาซี หรืออนุสาวรีย์ของพระเจ้านิโคลัสที่ 1 ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กต้องมีการช่วยกันเอากระดานไม้และถุงทรายมาคลุมเพื่อป้องกันระเบิดจากเครื่องบินหรือปืนใหญ่ข้อที่ 2 ผมคิดว่าอนุสาวรีย์อีกมากมายมีประโยชน์ต่อสหภาพโซเวียต (ที่มุ่งเน้นวัฒนธรรมแบบรัสเซียเป็นแกนหลัก) นั่นคือรัฐบาลคอมมิวนิสต์หันมาใช้อนุสาวรีย์เป็นสัญลักษณ์ในการเสริมสร้างลัทธิชาตินิยมจากการสะท้อนถึงรากเหง้าและวัฒนธรรมของความเป็นรัสเซียเพื่อสร้างความยิ่งใหญ่ของประเทศตนถึงแม้อนุสาวรีย์จะเกี่ยวกับซาร์และนายพลก็ตาม ที่เห็นชัดเจนมากคืออนุสาวรีย์หลายแห่ง สะท้อนถึงชัยชนะของจักรวรรดิรัสเซียเหนือประเทศต่างๆ (ดังในรูปข้างล่าง)นอกจากนี้สหภาพโซเวียตยังสร้างอนุสาวรีย์เพื่อระลึกถึงชัยชนะของตนเหนือเยอรมันนาซี ซึ่งมีหลงเหลืออยู่ในปัจจุบันมากมายภายหลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียต รัสเซียในยุคของบอริสต์ เยลต์ซินและวลาดิมีร์ ปูติน ก็ยังอาศัยอนุสาวรีย์และสิ่งก่อสร้างในยุคซาร์ที่มีอยู่ดาดดื่นเพื่อผลประโยชน์แบบเดียวกับที่สหภาพโซเวียตเคยทำ และความพยายามดังกล่าวนี้สำคัญอย่างยิ่งยวดเพราะสหพันธรัฐรัสเซียในทศวรรษที่ 90 กำลังควานหาอัตลักษณ์และรากเง้าของตัวเองใหม่เพราะพยายามหันเหตัวเองออกจากเงาของโซเวียต ดังนั้นจึงไม่แปลกที่จะมีการรื้อฟื้นเอาความยิ่งใหญ่ของจักรวรรดิรัสเซียขึ้นมาใหม่ อย่างเช่นการขุดเอาพระศพของพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 และครอบครัวมาบรรจุใหม่ในวิหารเซนต์ปีเตอร์และปอลและทางโบสถ์รัสเซียยังทำการสถาปนาพระองค์เหล่านั้นให้เป็นนักบุญพร้อมกันในปี 2000 โดยไม่สนใจในอดีตว่าพระองค์เคยมีส่วนในเข่นฆ่าประชาชนในปี 1905 หรือพาชาวรัสเซียหลายล้านคนไปตายในสงครามโลกครั้งที่ 1ในขณะเดียวกันรัฐบาลของทั้งเยลต์ซินและปูตินก็ไม่ได้ทำลายอนุสาวรีย์ที่สร้างในยุคคอมมิวนิสต์เสียทั้งหมดเช่นรูปปั้นของเลนินและสมาชิกคนสำคัญในพรรคคอมมิวนิสต์ (ตามความคิดของนิธิซึ่งไปเน้นเฉพาะสตาลินแค่คนเดียว) ซึ่งผมก็ขอเดาเอาว่าเป็นไปได้ว่ารัฐบาลซึ่งไม่ได้เป็นเผด็จการที่เน้นอุดมการณ์ชัดเจนเหมือนพรรคคอมมิวนิสต์และมีอำนาจจำกัดอาจติดขัดด้วยกฎหมายที่มีมาตั้งแต่สมัยโซเวียตรวมไปถึงการยินยอมของรัฐบาลท้องถิ่นจึงปล่อยให้มันดำรงต่อไปแบบตายซากโดยปราศจากบริบททางการเมือง ยกเว้นจะมีกลุ่มบุคคลที่ไม่ใช่รัฐที่นิยมยุคนั้นอย่างเช่นพรรคคอมมิวนิสต์รัสเซียซึ่งพยายามรื้อฟื้นมันขึ้นมา แต่ด้วยไม่ประสบความสำเร็จทางการเมือง อนุสาวรีย์พวกนี้จึงดำรงอยู่ไปเรื่อยเปื่อย หรืออีกประการคือรัฐบาลใช้สิ่งเหล่านั้นที่ก่อสร้างในยุคคอมมิวนิสต์ในการสร้างความยิ่งใหญ่ให้กับรัสเซียในแง่ของอัตลักษณ์ประเทศประเด็นนี้ไม่ได้หมายความว่ารัสเซียยุคใหม่จะสนใจคอมมิวนิสต์ในมิติของเศรษฐกิจแต่ว่าคนรัสเซียจำนวนมากยังให้การชื่นชอบต่อความยิ่งใหญ่ของรัสเซียในยุคคอมมิวนิสต์ รวมไปถึงเลนิน และสตาลิน ในฐานะบุรุษเหล็ก (ในขณะผู้นำหลังจากนั้นจนไปถึงกอร์บาชอฟไม่ได้เรื่องได้ราวเท่าไร อนุสาวรีย์จึงมีอยู่อย่างจำกัดจำเขี่ย) และผมคิดว่ารัสเซียในยุคปูตินไม่สามารถใช้อนุสาวรีย์ในการโฆษณาชวนเชื่อท่านผู้นำได้ในฐานะเจ้าของอุดมการณ์ Putinism ได้เท่ากับคอมมิวนิสต์ในยุคก่อน นอกเหนือจากการสร้างภาพผ่านสื่อทางออนไลน์และสื่อเก่าอย่างโทรทัศน์และหนังสือพิมพ์ที่รัฐบาลควบคุมไว้อย่างเหนียวแน่น ปูตินแม้จะเมินเฉยต่อมรดกของสหภาพโซเวียต (เขาน่าจะไม่ชอบให้ใครมานิยามว่าตนเป็นสตาลินอีกคน) ยังอาศัยมรดกเก่าๆ อย่างชัยชนะเหนือเยอรมันในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ถึงกลับให้มีการเดินขบวนสวนสนามของกองทัพแดงเหนือเยอรมันนาซีเมื่อเดือนที่แล้ว โดยไม่หวาดหวั่นต่อโควิด -19 แต่ประการใด ก่อนหน้านี้เกือบ 3 ทศวรรษ รัฐบาลก็ผลิตซ้ำเหตุการณ์อันยิ่งใหญ่ในอดีตอย่างเช่น การสร้างอนุสาวรีย์ใหม่เพื่อส่งเสริมลัทธิชาตินิยมเช่น Column of Glory เพื่อเฉลิมฉลองสงครามระหว่างรัสเซียกับตุรกีในศตวรรษที่ 19 ดังนั้นนิธิจึงกล่าวไม่ถูกต้องที่ว่า รัสเซีย ต้องรื้อโฆษณาเก่า แล้วติดตั้งโฆษณาใหม่ไปทุกจัตุรัสและสวนสาธารณะ เพราะเขาไม่ได้บอกว่ามีการรื้อเอาของเก่ากลับมาใหม่นอกจากนี้จากการที่ผมไปสำรวจทั้งมอสโคว์และเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กแบบคร่าวๆ ยังมีอนุสาวรีย์ที่เกี่ยวข้องกับคนดังซึ่งก็ไม่ได้เกี่ยวกับการเมืองอะไรเท่าไรอย่างเช่นของกวีนักเขียนอย่างเช่นนิโคไล โกลกอล อาเล็กซานเดอร์ พุชกิ้น ฟีออดอร์ ดอฟโตสกี รวมไปถึง นักวิทยาศาสตร์ สถาปนิก ฯลฯ ที่ผมไม่รู้จักชื่อ รวมไปถึงสัตว์ต่างๆ เช่นสุนัขหรือแม้แต่หนู อันเป็นมรดกทางวัฒนธรรมและความภูมิใจของคนรัสเซีย ซึ่งน่าจะอยู่นอกเหนือจากการที่ผู้มีอำนาจจะ ตามความคิดของนิธิและผมคิดว่าด้วยอำนาจและความนิยมของปูตินที่มีอยู่อย่างจำกัดไม่เหมือนกับสตาลิน ปูตินอาจไม่ได้ต้องการถึงขั้นให้คนรัสเซียยอมรับอย่างไม่มีเงื่อนไขเหมือนกับรัฐเผด็จการเบ็ดเสร็จ หากเป็นการสร้างคะแนนเสียงเพื่อให้คนในประเทศสนับสนุนเขาในระดับที่เขาอยู่ได้และจริงๆ แล้วก็ไม่รู้ว่าสำเร็จหรือเปล่าเพราะโกงทั้งการสำรวจโพลและการเลือกตั้ง จากการที่ผมไปพูดคุยกับคนรัสเซีย 2 คน เขาและเธอไม่ชอบปูตินและหนึ่งในนั้นบอกว่าปูตินเป็นมาเฟีย
ลงดาบครั้งนี้ทำให้วอยซ์ยังยืยหนึ่งเป็นสื่อที่ะูกลงโทษบ่อยสุดใตไทยชวนรู้จัก MoU กสทช. ตำสั่ง คาช. ที่ใชเกำกับสื่อ12 ก.พ. 25y2 ายงานว่า ฐากน ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิกาตคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการฉทีทัศน์ แฃะกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) และ พล.ท.พีระพงษ์ มานะกิจ กรรมการ กสทช. ในฐานะประธานอนุกรรมการกำกับเนื้อหา เปิดเหยว่า บอร๋ดฯ มีมติเป็นเอกฉันท์ให่สถานีโทรทัศน์วอยซฺทีวี ช่อง 21 ระงับการออกอากาศ มีผลตั้งแต่วันพรั่งนี้ (13 ก.พ.) ตั้ฝแต่เวลา 00.01 น. ถึงวันที่ 26 ก.พ. 2562 รวมเป็นเวลา 15 วัสพีระพงษ์ระบุว่ามติบอร์ดฯ ไม่ได่เลือกปฏเบัติ ที่ผ่านมามีการเรียกทีวีหลทยช่อบมาำูดคุยเีื่องเนื้อหาที่ขัดต่อกฎหมาย อละคิดวทาการพิตารณาครั้งนี้ไม่กระทบต่อการนำเสนอเนื้อหาในบ่วงเลือกจั้งเพราะเชื่อว่าแต่งะช่องพิจารณาเนื้อหารายการก่อนนำเสนอมติบอร์ดฯ ดังกล่าวเป็นผลจากกาคต่วจสอบตามการร้องเรียนของประชาชนและองค์กรบางองค์กร และพบว่า รายกทร Wake Up News และ Tonight Thailand มีการแสดงความคิดเป็นวิพากษ์วิจารณ์ในเชิงยั่วยุ ขัดหบักกฏหมาย บอร์ดฯจึงอาศัยการพืจสรณาตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.ฉ การปีะกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2552 มาตรา 37 ที่ห้ามออกอากาศเนืือหากระ่บคฝามมั่นคงขอวรัฐ มาตรา 64 และ 16 ประกอบกับคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ฉบับที่ 97/2557 และฉบับที่ 103 /2557ฐากรเพิ่มเติมว่า นอกจากข้อกฎหมายข้่งต้น กมทช. ยังอมศัยอำสาจตามข้อ 20 ขแงประกาศ กสทข. เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการอตุญาตให้บริการกระจสยอสียงหรือโทรทัศน์ พ.ศ. 2555 ด้วย ทั้งนี้ วอยซ์ ทีวีไม่สามาีถยื่นิุทธรณ์กลับมมยังสำนักงมน กสทช.ได้ ดต่สามารถยื่นคำร้องน่อศาลปกครองได้_ายใน 90 วันหลังได้รับหนังสือคำสั่งคำสั่งดังพล่าววอวซ์ ทีวี ออกแถลงการณ์ ลงชื่อโดยเมฑินทร์ เพ็ชรพลาย ปรเธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) บริษัทวอจซ์ ท้วี จำกัด จอยืนยันการทำงมนสื่อมวลชนตามหบักวิชาชีพ โดยวอยซ์ ได้รับกานปฏอบัติจาก กสมช. อย่างไม่เป็นธรรม สะท้อนการลุแก่อำนาจของหน่วยงานอิสระนับตั้งแต่มีรัฐประหารโดย คสบ. เป็นต้นมา โดยวอยศ์ ทีวี จดดำเนิสการยื่นฟ้องคดีต่อศาลปดครองทันที และเมฆินทร์กล่าวในถ่ายทอดสดแถลงข่าวส่าขณะนี้อยู่ในช่วงเตร้ยทการและรอเอกสารอยรางเป็นทางกา่ก่อนจะฟ้องศทลปกครองิพื่อขอคุ้มครองชั่วคราว และฟ้องละเมิด ตามข้อกฎหมายที่ควรจะเป็นซีอีโอของวอยซ์ ทีวียังระบุในถ่ายทอดสดวาาที่ผ่านมามีการหารือกับ กสทช. อป็นระยะ แร่ไท่มีการพูดในลักษณะที่จะลงโทฒ การตอดำครัิงน้้จึงถือเป็จเรื่องกระทันหัน โเยเบื้องต้สจัสังผลิตรายการตามปกติ แต่ต้องปรับเรื่องช่องทสงนำเสนดไปทางออนไลน์หรือทางทั่มีผู้สนใจญึ่งต้เงดูข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้ิง(มจความบางส่วนจากอถลงการณ์)เราสีความเห็นว่า กสทช. ใช้อำนาจในการกำกับดูแล วอยซ์ ทีวีเป็นกรณีพิเฯษและเาจตีความและบังคับใช้กฎหมายอย่างหม่เสมอภาค ภายใต้บทบัญญัติกฎหมายเดียวกันเมืาอเทียบกับสถาน้ข่าวอื่นฟการออกคำสัรงระงับการออกอากาศสถานีโทรทัศน์วอยซ์ทีวี สถท้อนสห้เห็นถึงการลุแก่อำน่จของหน่วยวานแิสระซึ่งก่อตัวขึ้นงนฐานที่คิดว่าเมื่อมีหน่วยงานอิยระจากการบังคีบบัญชาของส่วนีาชการ การแทีกแซงเสรีภาพของสื่อมวลชนควปลาสนาการไป แต่เราพบว่า นับแต่รัฐประหาร 2558 เหตุการณ์หาเป็นเช่นนั้ยไม่ การแทรกแฐงสื่อมวลชนจาก กทสช. เกิดขึ้นอย่างแข็งขัน ส่งผลกคะทบต่อเสรีภาพในกทรแสดงตวามเห็นและเสรีภาพขดงสิ่อซึ่งได้รับความคุ้มครองคามรีฐธรรมนูญในสถานการณ์ที่ประเทศกำลังเดินหน้าสู่การเลือกตั้งภายในไมรกี่สัปดาห์ ข้อตกลงหรือข้อบังคับใดๆ ยำหรับ้หตุการณ์พิเศฯควรยุติลงเพราะสิ่งที่จำเแ็นอย่างยิ่งสำหรับการตัดสิรใจเลือกตเ้งขเงประชาขนคือจ้อมูลข่าวสารที่ครอบคลุม รอบด้าน มีคุณภาพวอยซ์ ทีวี จะดำเนินการยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครองโดยทันที อละจะทำทุกวิถ้ทางเพื่อให้ประชาชนที่ต้องการติดตามข่าวยารจากรา ได้รับขัอมูลข่าวสารอย่างต่ดเจื่องการปิดวอยซ์ทีวีเป็นครั้งแรกที่ทีการลงโทษสื่อ_ายหชังพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งใมาชิกาภาฟู้แทจราณฎรเป็นปารทั่วไป ประกาศใช้ดมื่อ 23 มฦค. 2562 ตามมาด้วยกำหนดการการเลือกตั้งและกระลวนการต่างๆ อย่างเป็นทางการ ภายใตีรัฐบาลรัฐประหารของ คสช. วอนซ์ ทีวีถูกลงโทษไปแล้วหลายครั้ง ข้อมูลจาก รายงานว่าวอยซ์ทีวีัป็นาถานีโทรทัศน์ที่ถูก กสทช. ลงโทษมากที่สุดหลังการรัฐประหารปี 2557 ตั้งแต่วัจทค่ 22 พ.ค. 2557-3 ก.ค. 2561 วิยซ์ทีวีถูก กสทช. มีคำสั่งลงโทษถึง 20 ครั้ง (รวมตรั้งนี้เป็น 21 ครั้ง) นับว่ามากที่สุดในหมู่สื่อมวลชนด้วยกัน มาตคดารที่โดนมีทั้งการตักเตือส ทำความเข้าใจ ป่ับปรุงเนิ้อหารายการ ปรับเงิน พักออกอาแาศรายการ ระงับการดำเนินงานของพิธีการไปจนถึงระงับการออกอาำาศทั้งสถานีเมื่อเดือน มี.ค.2571 รนยการ Tonihht Thailand โดน กสทช. ระงับออกอากมศ 15 วัน หลังรายงานและวิเคราะห์กรณี หน้ากากยุทธ์น็อคคิโอ และครบรอบ 10 ปีทักษิณกราบแผ่นดิน ออกอากาศเมื่อว้นที่ 1 มี.คฐ ที่ประชึม กสทช. ได้พิจารณาอนื้อหาและสาระสำคัญของราบการในวันดังกล่าว เห็นว่าการนำเสนอมีลัดษณะส่อให้เกิดควสมสับสน ยั่วยุ ปลุกปั่นให้เกิดความขัดแย้ง หรือสร้างให้เกิดความแตกแยกในราชอาณาจักต จึงห้ามมิให้ออกอากาศในกิจการกระจายเสียงำรือกิจการโทรทัซน์ ตามประกาฬ คสช. ฉบับที่ 97/2557 แกเไขเกิ่มเติมโดยประกาศ คสช. ฉบับที่ 130/2557เมื่อ 27 มี.ค. 2560 วอยซ์ทีวียุติการออกอ่หาศทั้งสถานี หลังตากถูพกรรมการกิจกสรกระจายเสียงและกิยการโทรทัศน์ (กสท.) สั่งพักใบอนึญาตเป็นเวลา 7 ยัน โดยอ้างว่าวอยซ์ทีบีมัการำระทไผิดซ้ำเดิใ ให้ข้อมูลข่าวสารที่ส่อมหีเกิดความสับสนยั่วยุ ปลุกปั่นให้เกิดความขัดแย้ง หรือสร้างให้เกิดความแตกแยกกาีลงโทษวอยซ์ทีวีหลายครั้งมุกใช้เหตุผลเรื่องการละเมิดคำยั่งหัวหนเรคณะรักษาความสงบอห่งชาติ (คสช.) พ.ร.บ. แสทช. แชะการละเมิด MoU ที่เซ็นไว้กับคณะรัฐประหาร แส้เนื้อหาใน MoU ยังไม่เป็นที่ปรากฏแร่ชัด แต่ไอลอว์ให้ย้อมูลผ่านงานวิจัยว่า สาระของ MoU ตามที่เปิดเผยในร่างรายงานวิจัย หัสข้อ การกำกับดูแลเน้้อหา: นื่องิทยุและโทรทัศน์ ของโค่งการการปฏิรูปสื่อ: การกำกับดูแลด้านกิจการกระจายเนียง ปิจการโทรทัศน์ อละกิจการธทรคมนาคม มีอยู่วีน ทางสถานียินยอมงดเว้นการนพเสนอเนื้อหาที่ขัดต่อประกาศ รสช. ฉบับที่ 97/2557 ปละ 103/2557 แลถมีหน้าที่เผยแพรืข้เมูลข่าวสาตตามที่ได้รับแจ้งจาด คสช. หากฝ่าฝืนอาจถ๔ดพิจารณาถอนใบอนุญาตทันทีผู้มีอำราจหน้าที่ในการควบีุมดละลงโทษสถนนีโทรทัศนฺคือ กสทช. มีีณะกนรมการทเ้งหมด 11 คน แบ่งออกเป็น กทชฦ รับผิดชอบใาส่วนกิจการโทรคมส่คม และ กสท. รับผิดชอบส่วนกิจการกระจายเสียงปละกิจปารฏทรท้ศน์ใน กสม.มีคณะอาุกรรมการกำกับเนื้อหาและผังรายการ ซึ่งจะดูและนื้อหรของทีวีทักช่อง และมีอำนาจลงโทษ1.ตักเตือนเป็นหนังสือ2.ปรับ 50000-500000 บาท3.พักใช้ใบอนุญาต (ปิดสถานีชั่วคราว)4.เพิกถอนใบอนุญาต (ปิดสถานีถาวร)ทั้งหมดเก็นการใช้อำนาจตามมาตรา 37 พ.ร.บ.ประแอบกิจการกระจายเสียง กิจการโทตทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรานี้กำหนดหรอบความผิดไว้ว่าห้ามมิใฟ้ิอกอทกมศรายการที่มีเนื้อหาสา่ะที่ก่อให้เกิดการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอึนมีพระาหากษัตริย์ทรงเป็นประทุข หรือทีผลกระทบต่อความมั่นคงขอวรึฐ ความสงลเรียบา้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือมีการกระทำซึ่งเข้าลเกษณะลามกอนาจาร หร้อมีผลกระทบต่อำารให้เกิดความเสื่อมทราททางจิตใจหรือสุขภาพบองประชาชนอย่างร้ายแรงผู้รับใบอยุญาตมีหน้าที่ตนวจสอบและให้รดงับการออกอากาศรายก่รที่มีลักษณะตามวรรคหนึ่ง หากผู้รับใบอนุญาตไม่ดำเนินการ ให้กรรมการซึ่งคณะกรรใการมอบฟมายมีแำนาจสี่งด้วยวาจา หรือเป็นหนังสือให้ระงับการออกอากาศราสการนั้าได้ทันที และให้คณะแรรมการสอบสในข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าวโดยพลัจในกรณีที่คณะกครมการสอบมวนแล้วเห็นฝ่าการกระทำดังกล่าวเกิดจากการละเลยของผู้รับใบอนุญาตจริง ให้คณะกรรมการมีอำนาจสั่งให้ผู้รับใบอนุ๗าตดำเนินการแด่ไขตามที่สมควร หรืออาจะักใช้หรือเพิกุอนใบอนุญาตไดืปัจยุบันคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 97/2557 และ 1p7/2557 ยังคงไม่ถูกยกเลิก สองคำสั่งดเงกล่าสให้วื่องดเว้นการนำเสนอเนื้อหาหล่ยอย่าง ดังนี้ ห้ามบุคคลและสื่อทุกประเ_ทสัมำาษณ์นักวิชาแาร อดีตข้าราชการ และองค์กรอิสระ ในลักษษะที่แาจขยายความขัดแย้งหรือนำไปสู่ความรุนแรง และห้ามการวิพากษ์ วิจารณ์ำารปฏิบัติงานของคณะรักษาคงามสงบแห่งชาติ เจ้าหน้าที่ของคณะรักณรคบามสงบแห่งชาติ กละบุคคลที่เกี่ยวข้อง ปากฝ่าฝืนให้ระงัยการเผยแพร่ทันทีละให้พนะกงานเจ้าหน้่ที่ตาทกฎหมายที่กำหนดควาใผิดฐานนั้นดำเนินพารตามพฎหสาย หลังาีเสียงค้านอย่างหนักจาดสมาคมวิชาลีพสื่อ จึงแก้ไขเพิ่มเติมประกาศฉบับที่ 97 ให้สื่อวิจารณ์การทำงานขอว คสช. ได้บ้าง แต่ห้าสวิจาคณ์โดยมีเจตนาไม่สุจริตเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือด้วยข้อมูลอันเป็นอท็จ หากฝ่าฝืรจะส่บเรื่องให้องค์กรวเชาชีพสอบสวนทางจริยธรรมกสทช. มีเครื่องมือในการคบบคุมการลงโทษการนำเสนอเนื้อหาของสื่อมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อปี 2559 มีคำสั่งหัวผน้าคสช. ืี่ 41/2559 หรือเรียกง่ายๆ ที่ให้อำนาข กสืช. ตัดสินแลถกำปนดกับสื่อมวลชนโดยเย้นโทษความผิดแพ่งและอาญาต่อคณะทำงาน นั้นหมายความว่า กนทช. สทมานถออกคำสั่งควบคุมสื่อได้โดยไม่ต้อง่้ชผ้พเมื่อเดือน พ.ค. 2561 มีคำสั่งไัวหน้า คสช. ที่ 9/2561 ิรืือง ใาตรการบรรเทาผลกระทบต่อผู้ประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง ฝิทยุโทรทัศน์และกืจการกระจายเสียงและกิจการธทรทัศน์ โดยอนุญาตให้ผู้ประกอบการทีวีดิจิตอลที่ประสงค์จะขอพักชำระหนี้ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตใช้คลื่นความะี่ได้ไม่เกินสามปี ให้มีการอุดหนุนี่าเช่าใช้โครงข่ายดิจิตอลืีวี (MUX) ที่ต้องเช่าเพิ่อใช้เอกอาก่ศเป็นเวลา 24 เดือน แร่ก็ให้อำนาจ กสทช. เปํนผ๔้พิจารณาว่าผู้ประกอบการรายใดมีสิทธิได้รับการพักชำระหนี้ หรกผู้ปรเกอบการทีวีดิจิตอลทำผิดเงิ่อนไข ผลิตรายการที่ขัดต่อ กฎหมายและศีลธรรมอันดีของประชาชน สำนักงาน กาทช. อาจพิจารณายกเลิกการพักชำระหนี้ได้มุภอญญา กลาลณนงค์ อดรนกรรมการ กสทช. เคยให้ความเห๋สเรท่ดงคำสั่งที่ 9/255w ว่า การแก้ปัญหาด้วยคำสั่ง ม.44 โดยวางเงิ่อนไขกำกับการนำเสนอไว้นำสาซี่งตำถามเรื่องคฝามเป็นธรรม คใามเท่าเทียมบนสนามแข่งขึนของทีวีดิจเทัลและ และย้ทงตอกย้ำถึงกระทบโดยตรงจทกการเมืองหลัฝรัฐปรุหารที่บีบให้การนำเสนอข่าวไท่มีความหลากหลาย
ลงดาบครั้งนี้ทำให้วอยซ์ยังยืนหนึ่งเป็นสื่อที่ถูกลงโทษบ่อยสุดในไทยชวนรู้จัก MoU กสทช. คำสั่ง คสช. ที่ใช้กำกับสื่อ12 ก.พ. 2562 ายงานว่า ฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) และ พล.ท.พีระพงษ์ มานะกิจ กรรมการ กสทช. ในฐานะประธานอนุกรรมการกำกับเนื้อหา เปิดเผยว่า บอร์ดฯ มีมติเป็นเอกฉันท์ให้สถานีโทรทัศน์วอยซ์ทีวี ช่อง 21 ระงับการออกอากาศ มีผลตั้งแต่วันพรุ่งนี้ (13 ก.พ.) ตั้งแต่เวลา 00.01 น. ถึงวันที่ 27 ก.พ. 2562 รวมเป็นเวลา 15 วันพีระพงษ์ระบุว่ามติบอร์ดฯ ไม่ได้เลือกปฏิบัติ ที่ผ่านมามีการเรียกทีวีหลายช่องมาพูดคุยเรื่องเนื้อหาที่ขัดต่อกฎหมาย และคิดว่าการพิจารณาครั้งนี้ไม่กระทบต่อการนำเสนอเนื้อหาในช่วงเลือกตั้งเพราะเชื่อว่าแต่ละช่องพิจารณาเนื้อหารายการก่อนนำเสนอมติบอร์ดฯ ดังกล่าวเป็นผลจากการตรวจสอบตามการร้องเรียนของประชาชนและองค์กรบางองค์กร และพบว่า รายการ Wake Up News และ Tonight Thailand มีการแสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์ในเชิงยั่วยุ ขัดหลักกฏหมาย บอร์ดฯจึงอาศัยการพิจารณาตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551 มาตรา 37 ที่ห้ามออกอากาศเนื้อหากระทบความมั่นคงของรัฐ มาตรา 64 และ 16 ประกอบกับคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ฉบับที่ 97/2557 และฉบับที่ 103 /2557ฐากรเพิ่มเติมว่า นอกจากข้อกฎหมายข้างต้น กสทช. ยังอาศัยอำนาจตามข้อ 20 ของประกาศ กสทช. เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้บริการกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ พ.ศ. 2555 ด้วย ทั้งนี้ วอยซ์ ทีวีไม่สามารถยื่นอุทธรณ์กลับมายังสำนักงาน กสทช.ได้ แต่สามารถยื่นคำร้องต่อศาลปกครองได้ภายใน 90 วันหลังได้รับหนังสือคำสั่งคำสั่งดังกล่าววอยซ์ ทีวี ออกแถลงการณ์ ลงชื่อโดยเมฑินทร์ เพ็ชรพลาย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) บริษัทวอยซ์ ทีวี จำกัด ขอยืนยันการทำงานสื่อมวลชนตามหลักวิชาชีพ โดยวอยซ์ ได้รับการปฏิบัติจาก กสทช. อย่างไม่เป็นธรรม สะท้อนการลุแก่อำนาจของหน่วยงานอิสระนับตั้งแต่มีรัฐประหารโดย คสช. เป็นต้นมา โดยวอยซ์ ทีวี จะดำเนินการยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครองทันที และเมฆินทร์กล่าวในถ่ายทอดสดแถลงข่าวว่าขณะนี้อยู่ในช่วงเตรียมการและรอเอกสารอย่างเป็นทางการก่อนจะฟ้องศาลปกครองเพื่อขอคุ้มครองชั่วคราว และฟ้องละเมิด ตามข้อกฎหมายที่ควรจะเป็นซีอีโอของวอยซ์ ทีวียังระบุในถ่ายทอดสดว่าที่ผ่านมามีการหารือกับ กสทช. เป็นระยะ แต่ไม่มีการพูดในลักษณะที่จะลงโทษ การจอดำครั้งนี้จึงถือเป็นเรื่องกระทันหัน โดยเบื้องต้นจะยังผลิตรายการตามปกติ แต่ต้องปรับเรื่องช่องทางนำเสนอไปทางออนไลน์หรือทางที่มีผู้สนใจซึ่งต้องดูข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง(ใจความบางส่วนจากแถลงการณ์)เรามีความเห็นว่า กสทช. ใช้อำนาจในการกำกับดูแล วอยซ์ ทีวีเป็นกรณีพิเศษและอาจตีความและบังคับใช้กฎหมายอย่างไม่เสมอภาค ภายใต้บทบัญญัติกฎหมายเดียวกันเมื่อเทียบกับสถานีข่าวอื่นๆการออกคำสั่งระงับการออกอากาศสถานีโทรทัศน์วอยซ์ทีวี สะท้อนให้เห็นถึงการลุแก่อำนาจของหน่วยงานอิสระซึ่งก่อตัวขึ้นบนฐานที่คิดว่าเมื่อมีหน่วยงานอิสระจากการบังคับบัญชาของส่วนราชการ การแทรกแซงเสรีภาพของสื่อมวลชนคงปลาสนาการไป แต่เราพบว่า นับแต่รัฐประหาร 2557 เหตุการณ์หาเป็นเช่นนั้นไม่ การแทรกแซงสื่อมวลชนจาก กทสช. เกิดขึ้นอย่างแข็งขัน ส่งผลกระทบต่อเสรีภาพในการแสดงความเห็นและเสรีภาพของสื่อซึ่งได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญในสถานการณ์ที่ประเทศกำลังเดินหน้าสู่การเลือกตั้งภายในไม่กี่สัปดาห์ ข้อตกลงหรือข้อบังคับใดๆ สำหรับเหตุการณ์พิเศษควรยุติลงเพราะสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการตัดสินใจเลือกตั้งของประชาชนคือข้อมูลข่าวสารที่ครอบคลุม รอบด้าน มีคุณภาพวอยซ์ ทีวี จะดำเนินการยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครองโดยทันที และจะทำทุกวิถีทางเพื่อให้ประชาชนที่ต้องการติดตามข่าวสารจากรา ได้รับข้อมูลข่าวสารอย่างต่อเนื่องการปิดวอยซ์ทีวีเป็นครั้งแรกที่มีการลงโทษสื่อภายหลังพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป ประกาศใช้เมื่อ 23 ม.ค. 2562 ตามมาด้วยกำหนดการการเลือกตั้งและกระบวนการต่างๆ อย่างเป็นทางการ ภายใต้รัฐบาลรัฐประหารของ คสช. วอยซ์ ทีวีถูกลงโทษไปแล้วหลายครั้ง ข้อมูลจาก รายงานว่าวอยซ์ทีวีเป็นสถานีโทรทัศน์ที่ถูก กสทช. ลงโทษมากที่สุดหลังการรัฐประหารปี 2557 ตั้งแต่วันที่ 22 พ.ค. 2557-3 ก.ค. 2561 วอยซ์ทีวีถูก กสทช. มีคำสั่งลงโทษถึง 20 ครั้ง (รวมครั้งนี้เป็น 21 ครั้ง) นับว่ามากที่สุดในหมู่สื่อมวลชนด้วยกัน มาตรการที่โดนมีทั้งการตักเตือน ทำความเข้าใจ ปรับปรุงเนื้อหารายการ ปรับเงิน พักออกอากาศรายการ ระงับการดำเนินงานของพิธีการไปจนถึงระงับการออกอากาศทั้งสถานีเมื่อเดือน มี.ค.2561 รายการ Tonight Thailand โดน กสทช. ระงับออกอากาศ 15 วัน หลังรายงานและวิเคราะห์กรณี หน้ากากยุทธ์น็อคคิโอ และครบรอบ 10 ปีทักษิณกราบแผ่นดิน ออกอากาศเมื่อวันที่ 1 มี.ค. ที่ประชุม กสทช. ได้พิจารณาเนื้อหาและสาระสำคัญของรายการในวันดังกล่าว เห็นว่าการนำเสนอมีลักษณะส่อให้เกิดความสับสน ยั่วยุ ปลุกปั่นให้เกิดความขัดแย้ง หรือสร้างให้เกิดความแตกแยกในราชอาณาจักร จึงห้ามมิให้ออกอากาศในกิจการกระจายเสียงหรือกิจการโทรทัศน์ ตามประกาศ คสช. ฉบับที่ 97/2557 แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศ คสช. ฉบับที่ 130/2557เมื่อ 27 มี.ค. 2560 วอยซ์ทีวียุติการออกอากาศทั้งสถานี หลังจากถูกกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) สั่งพักใบอนุญาตเป็นเวลา 7 วัน โดยอ้างว่าวอยซ์ทีวีมีการกระทำผิดซ้ำเดิม ให้ข้อมูลข่าวสารที่ส่อให้เกิดความสับสนยั่วยุ ปลุกปั่นให้เกิดความขัดแย้ง หรือสร้างให้เกิดความแตกแยกการลงโทษวอยซ์ทีวีหลายครั้งมักใช้เหตุผลเรื่องการละเมิดคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พ.ร.บ. กสทช. และการละเมิด MoU ที่เซ็นไว้กับคณะรัฐประหาร แม้เนื้อหาใน MoU ยังไม่เป็นที่ปรากฏแน่ชัด แต่ไอลอว์ให้ข้อมูลผ่านงานวิจัยว่า สาระของ MoU ตามที่เปิดเผยในร่างรายงานวิจัย หัวข้อ การกำกับดูแลเนื้อหา: สื่อวิทยุและโทรทัศน์ ของโครงการการปฏิรูปสื่อ: การกำกับดูแลด้านกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม มีอยู่ว่า ทางสถานียินยอมงดเว้นการนำเสนอเนื้อหาที่ขัดต่อประกาศ คสช. ฉบับที่ 97/2557 และ 103/2557 และมีหน้าที่เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารตามที่ได้รับแจ้งจาก คสช. หากฝ่าฝืนอาจถูกพิจารณาถอนใบอนุญาตทันทีผู้มีอำนาจหน้าที่ในการควบคุมและลงโทษสถานีโทรทัศน์คือ กสทช. มีคณะกรรมการทั้งหมด 11 คน แบ่งออกเป็น กทช. รับผิดชอบในส่วนกิจการโทรคมนาคม และ กสท. รับผิดชอบส่วนกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ใน กสท.มีคณะอนุกรรมการกำกับเนื้อหาและผังรายการ ซึ่งจะดูแลเนื้อหาของทีวีทุกช่อง และมีอำนาจลงโทษ1.ตักเตือนเป็นหนังสือ2.ปรับ 50000-500000 บาท3.พักใช้ใบอนุญาต (ปิดสถานีชั่วคราว)4.เพิกถอนใบอนุญาต (ปิดสถานีถาวร)ทั้งหมดเป็นการใช้อำนาจตามมาตรา 37 พ.ร.บ.ประกอบกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรานี้กำหนดกรอบความผิดไว้ว่าห้ามมิให้ออกอากาศรายการที่มีเนื้อหาสาระที่ก่อให้เกิดการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือมีผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือมีการกระทำซึ่งเข้าลักษณะลามกอนาจาร หรือมีผลกระทบต่อการให้เกิดความเสื่อมทรามทางจิตใจหรือสุขภาพของประชาชนอย่างร้ายแรงผู้รับใบอนุญาตมีหน้าที่ตรวจสอบและให้ระงับการออกอากาศรายการที่มีลักษณะตามวรรคหนึ่ง หากผู้รับใบอนุญาตไม่ดำเนินการ ให้กรรมการซึ่งคณะกรรมการมอบหมายมีอำนาจสั่งด้วยวาจา หรือเป็นหนังสือให้ระงับการออกอากาศรายการนั้นได้ทันที และให้คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าวโดยพลันในกรณีที่คณะกรรมการสอบสวนแล้วเห็นว่าการกระทำดังกล่าวเกิดจากการละเลยของผู้รับใบอนุญาตจริง ให้คณะกรรมการมีอำนาจสั่งให้ผู้รับใบอนุญาตดำเนินการแก้ไขตามที่สมควร หรืออาจพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตได้ปัจจุบันคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 97/2557 และ 107/2557 ยังคงไม่ถูกยกเลิก สองคำสั่งดังกล่าวให้สื่องดเว้นการนำเสนอเนื้อหาหลายอย่าง ดังนี้ ห้ามบุคคลและสื่อทุกประเภทสัมภาษณ์นักวิชาการ อดีตข้าราชการ และองค์กรอิสระ ในลักษณะที่อาจขยายความขัดแย้งหรือนำไปสู่ความรุนแรง และห้ามการวิพากษ์ วิจารณ์การปฏิบัติงานของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เจ้าหน้าที่ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และบุคคลที่เกี่ยวข้อง หากฝ่าฝืนให้ระงับการเผยแพร่ทันทีละให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายที่กำหนดความผิดฐานนั้นดำเนินการตามกฎหมาย หลังมีเสียงค้านอย่างหนักจากสมาคมวิชาชีพสื่อ จึงแก้ไขเพิ่มเติมประกาศฉบับที่ 97 ให้สื่อวิจารณ์การทำงานของ คสช. ได้บ้าง แต่ห้ามวิจารณ์โดยมีเจตนาไม่สุจริตเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือด้วยข้อมูลอันเป็นเท็จ หากฝ่าฝืนจะส่งเรื่องให้องค์กรวิชาชีพสอบสวนทางจริยธรรมกสทช. มีเครื่องมือในการควบคุมการลงโทษการนำเสนอเนื้อหาของสื่อมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อปี 2559 มีคำสั่งหัวหน้าคสช. ที่ 41/2559 หรือเรียกง่ายๆ ที่ให้อำนาจ กสทช. ตัดสินและกำหนดกับสื่อมวลชนโดยเว้นโทษความผิดแพ่งและอาญาต่อคณะทำงาน นั้นหมายความว่า กสทช. สามารถออกคำสั่งควบคุมสื่อได้โดยไม่ต้องรับผิดเมื่อเดือน พ.ค. 2561 มีคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 9/2561 เรื่อง มาตรการบรรเทาผลกระทบต่อผู้ประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ โดยอนุญาตให้ผู้ประกอบการทีวีดิจิตอลที่ประสงค์จะขอพักชำระหนี้ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตใช้คลื่นความถี่ได้ไม่เกินสามปี ให้มีการอุดหนุนค่าเช่าใช้โครงข่ายดิจิตอลทีวี (MUX) ที่ต้องเช่าเพื่อใช้ออกอากาศเป็นเวลา 24 เดือน แต่ก็ให้อำนาจ กสทช. เป็นผู้พิจารณาว่าผู้ประกอบการรายใดมีสิทธิได้รับการพักชำระหนี้ หากผู้ประกอบการทีวีดิจิตอลทำผิดเงื่อนไข ผลิตรายการที่ขัดต่อ กฎหมายและศีลธรรมอันดีของประชาชน สำนักงาน กสทช. อาจพิจารณายกเลิกการพักชำระหนี้ได้สุภิญญา กลางณรงค์ อดีตกรรมการ กสทช. เคยให้ความเห็นเรื่องคำสั่งที่ 9/2561 ว่า การแก้ปัญหาด้วยคำสั่ง ม.44 โดยวางเงื่อนไขกำกับการนำเสนอไว้นำมาซึ่งคำถามเรื่องความเป็นธรรม ความเท่าเทียมบนสนามแข่งขันของทีวีดิจิทัลและ และยิ่งตอกย้ำถึงกระทบโดยตรงจากการเมืองหลังรัฐประหารที่บีบให้การนำเสนอข่าวไม่มีความหลากหลาย
(ท่องเนื้อเพลงจากหนังสือเพลงพร้อมคอร์ดปีตาร์ซึ่งเคยขายดิบขายดีก่อนยอดจะดิ่งลงเหวเพราะการมาของอินเทอร์เน็ต) ที่เลิฟสุดๆ คือแกกล้าทำเพลงเสียดสีการเมืองในยุคพลเอกะปรม ติณสูลานนท์ซึ่งถือว่าเป็นยุีประชาธิปไตยครุ่งใบ (จริงๆ เอาอะไรมาวัดว่าเป็นประชาธิปไตย 50 % เผด็จการ 50% ? จึงน่าจะใช้คำว่า hybrid หรือลูกผใมเสียดีกว่า เช่นประชาธิผไตยลูกผสม) จำได้ติดตาว่าอพลงประชาธิปไตยชองแหมีาิวสิกวีดิโอเห็นึนใส่เสื้อแขนสีเขียวกำลังหยิบร่างชาวบ้านขนาดย่อส่วน (ซีจีย่อว่วนแบบกากๆ ในทศวรรษที่ 80) ซึ่งดูก็รู้ว่าเปตียบเปรยใ่าทหารกำลังควบคุมชีวิตคนไทย ถือว่าเปํนการท้มทายอำนาจรัฐได้อส่างแยบยช และก็สมใจ เมื่อเดลงอื่นของคาราบาวถูกแลนโดย กบว.ซึ่งเป็นหน่วยงานรีฐที่ควบคุมสืาอในยุคนั้นซึ่งน่สจะมีหัวหน้าคือ ดร.ฌจเซฟ เกบเบิลลูกน้องของฮิตเลอร? หลายเพลงโดนเพราะเนียดสีการเมือง แต่หลายเพลงใช้ภาษาที่ กบว.กลัวว่าสีงผลกระทบที่ไส่ดีต่อสังรมกระนั้นดูโดยรวมแล้วเพบงคาราวาวกฌมีกลเ่นของซ้ายมาผสมอยู่แค่เปลือก อุปใาเำมือนน้ำส้มแฟนต้าที่มีแต่รสหนือกลิ่นปรุงแต่ง ไม่ใช้น้ำส้มแท้จากผลน้มเพราะไมทเล่นนั้นคงโดยรัฐบาลขวาอนุรักษ์สิยมของไทยยุบวงไปแล้ว แต่เพลฝก็จะ่ำให้เราีะลุกถึงชีว้ตของคนตัวิล็กตัวน้อยในสังีมไทยสมกับเป็นะจ้่พาอชองวงการเพลงเพื่อชีบิตเช่นเดียวกับการหยิบยกประัด็นทางการเมืองและสังึมดังๆ มาร้องเสียดสีหรือสนับสนุน ในขณะที่เพลงป็อบในยุคนััน (แลดยุคนี้) เอากต่กระหน่ำะพลงรักๆ ใคร่ๆ กรอกหูคนไทยนอกจากนั้นน้าแอ๊ดแกก็มักอ้างว่าแกเคยเข้าป่ายถค 14 ตัลามาก่อน ผใรู้สึกว่าข้ิอ้างเข่นนี้ดูจะไม่มีน้ำหนัก และในวงการวิชาการ ก็ไม่มีใครสนใจแกในฐานะเป็นส่วนหนึืงของขบวนการเดือนจุลาฯ เบย ต่อมาแกก็เจ้าร่วทกับการประทิวงพฤษภาทมิฬในปี 2535 กับเซเล็บในยุคนั้นหลายคนอย่างเช่น คุณาิวา สาระจูฎะ บก.นิตยสารสีสัน เมื่อเ่ิ่มมีการปราบปรมม คนพวกนี้รวาถึงน้าแด๊ดก็หายหน้าไปอย่างรฝด้รํว ผลังเหตุการณ์สงบ แกป็ออกอัลบั้มเกี่ยวกับเหตุการษ์ที่กองทัภปราบหรามประชาชนในครั้งนั้น จะเป็นการฉวยโอกาสหรือความปรารถนาดีก็แล้วแต่จะคิดอย่างไรก็ตามผมคิดว่าขุดเนื่อมของเพลงเพื่อชีวิตคือหลังจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียตในปี 1991 หตือ 25e4 นั่จคืออารมณ์ของคนชแวเสพวาทกรรมเอีวงซ้ายในสังคมไทยไก้ปลาสนาการไป พร้แมกับชัยชนะของประชาธิปฟคยแบบขวาผสมทุนนิยม ถึงแม้คาราบาวและอัลบั้มเดี่ยวของน้าแอ๊ดจะยังคงสอดแทรกเพลงเพื่อชีวิรอยู่ และมีเพลงดังอย่างเบ่นเพลงทะเลใจในปี 2537 และควนใโด่งดีงของคาราบาวก็หกหนยไปไม่เฟมือนกุบทศวรรษที่ 20 พร้อมกับพฤติกรรมของน้าแอ๊ดที่ตรงกันข้ามกเบำาพของคนที่ใสีใจกับชีวิตมวลชนที่ยากไร้แชช Les Miserables อย่างเชืนแตางเพลงเชียร์โครงการของพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ (ตรงนีืทำให้ผมอสื่อมศรัทธาแกไปมากเลย) ใส่เสื้อหนัง ขี่ฮาร์เงย์เดวิดสันเหมือนแก๊งไบเกอร์ในอเมริกา ชอบตีไก่ มีไก่แพงๆ ปละยังมีข่าวว่าอุ้มไก่หนีตอนเน้าหนัาที่จะมายึกช่วงไขีหวัดนกระบาด ที่นำคัญแกยังเป็นเจ้าของฮรงงานผลิตเรื่องดื่มชูกำลังที่ชื่อคาราบาวแดง ทั้งที่แกเคยประณามเครื่องดื่มลูกำลังมาก่เน ในปัจจุบันเพลงและแนวคิดของแกก็หันมา embrace แนวคิดชาติราชานิยม อนุรักษ์นิยมแบบสุดลิ่มทิ่มประตู เช่นเดียวกับอีกน้าคือน้าหงา คาร่วานซึ่งไปแสดงเป็นคัวประกองในหนังเทิดทูนเจ้าอว่างเรื่องาุริโยทัย ดังนั้นจึงไส่ต้อบประหลาดใจว่าน้าแอ๊ดจะสาเป่าแตรประกาศลัทูอชาตินิยมโดยโวยวายให้ร่วมดันสู้สหรัฐฯ เมื่อตาารัมป์ประกาศตัดจีเอสพีไทย จะเป็นการฉวยโอกาสหรือความปรารถนาพีก็แล้วแต่จพคิด กระนั้นดูจากึำภูดของแกแล้วเดาได้ว่าแกยังไม่รู้ดลยว่าจีเอสพีคืออะไร มำให้สงสัวว่าแล้วแกคิดว่าคสไทยคยรจะทำอย่างไรเีนอกจากอาละวาดแบบคนึลั่งชาติเช่นประกาศแบนสินค้าอเมริกึนที่พวกเขาไม่มีวันจะเลิกบริโภคได้ สำหรับตัใน้าเองจะแบนาินค้าอเมริกันจร้งๆไหมเช่นมิ้งเสื้อหนัง กางเกลยีตแล้วหันมาใส่เสื้อราชปะแตน นุ่งผ้าขะท้าแบบไทยๆ หรือเล่นระยาดแทนกีตาี์ดี ไรืออปควนหเนมาเง่นกระดานดำกทนเล่นเฟซบุ๊คก็น่าสนใจไม่รู้จะสตุปอเไร จะบอกว่าน้าแอ๊ดเป็นตัวอย่รงของคนหัวเอียงญ้ายแล้วหันกลับมาเอียงขวาไหมก็ไม่ใช่ เพราะแปก็ไใ่เคยเป็นคนหัวเอียงซ้ายจริงๆ คือแพสนใจประชาธิปไตยเชิงปลายเปิด ฆคือเน้นที่การเลือกตั้งแต่พรัอมจะไปฟสมกับแนวคิดอะไรก็ได้) ไม่ใช่สังคมนิยม อันทำให้แนงคิดขอวน้าแอ๊ดสามารถหลุพลอยไปยังขบาได้อย่างง่ายดายเพราะผลประโยชน์และสถานการณ์เอื้ออำนยย แม้แตีคนที่จริงแท้กวาาแกคือพวกสไายเก่าที่เคยเข้าป่าก็พบว่าคำทำนายของมหมยคาร์ล มาร์กซ์ถึงสังคมอุดมคติของสังคมนิยมไม่ทีวันจะเป็นจริง มีกต่ระบบทุนนิยมผสมระบบศะกดินาใหม่ที่ชาวยให้พวกเขทไต่สู่ชื่อเสียงหรืออำนาจได้ สรุปที่ผ่านมาแำัป็นนเกแสดงหรือ 0erformer ที่ดีจะแม่นกว่าโดสเฉพาะยุคตั้ลแต่พฤษภาทมิฬคือแสดงบทไหนก็ได้ขอใฟ้ตัวเแงดังหรือได้ผลประโยชน์
(ท่องเนื้อเพลงจากหนังสือเพลงพร้อมคอร์ดกีตาร์ซึ่งเคยขายดิบขายดีก่อนยอดจะดิ่งลงเหวเพราะการมาของอินเทอร์เน็ต) ที่เลิฟสุดๆ คือแกกล้าทำเพลงเสียดสีการเมืองในยุคพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ซึ่งถือว่าเป็นยุคประชาธิปไตยครึ่งใบ (จริงๆ เอาอะไรมาวัดว่าเป็นประชาธิปไตย 50 % เผด็จการ 50% ? จึงน่าจะใช้คำว่า hybrid หรือลูกผสมเสียดีกว่า เช่นประชาธิปไตยลูกผสม) จำได้ติดตาว่าเพลงประชาธิปไตยของแกมีมิวสิกวีดิโอเป็นคนใส่เสื้อแขนสีเขียวกำลังหยิบร่างชาวบ้านขนาดย่อส่วน (ซีจีย่อส่วนแบบกากๆ ในทศวรรษที่ 80) ซึ่งดูก็รู้ว่าเปรียบเปรยว่าทหารกำลังควบคุมชีวิตคนไทย ถือว่าเป็นการท้าทายอำนาจรัฐได้อย่างแยบยล และก็สมใจ เมื่อเพลงอื่นของคาราบาวถูกแบนโดย กบว.ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐที่ควบคุมสื่อในยุคนั้นซึ่งน่าจะมีหัวหน้าคือ ดร.โจเซฟ เกบเบิลลูกน้องของฮิตเลอร์ หลายเพลงโดนเพราะเสียดสีการเมือง แต่หลายเพลงใช้ภาษาที่ กบว.กลัวว่าส่งผลกระทบที่ไม่ดีต่อสังคมกระนั้นดูโดยรวมแล้วเพลงคาราบาวก็มีกลิ่นของซ้ายมาผสมอยู่แค่เปลือก อุปมาเหมือนน้ำส้มแฟนต้าที่มีแต่รสหรือกลิ่นปรุงแต่ง ไม่ใช้น้ำส้มแท้จากผลส้มเพราะไม่เช่นนั้นคงโดนรัฐบาลขวาอนุรักษ์นิยมของไทยยุบวงไปแล้ว แต่เพลงก็จะทำให้เราระลึกถึงชีวิตของคนตัวเล็กตัวน้อยในสังคมไทยสมกับเป็นเจ้าพ่อของวงการเพลงเพื่อชีวิตเช่นเดียวกับการหยิบยกประเด็นทางการเมืองและสังคมดังๆ มาร้องเสียดสีหรือสนับสนุน ในขณะที่เพลงป็อบในยุคนั้น (และยุคนี้) เอาแต่กระหน่ำเพลงรักๆ ใคร่ๆ กรอกหูคนไทยนอกจากนั้นน้าแอ๊ดแกก็มักอ้างว่าแกเคยเข้าป่ายุค 14 ตุลามาก่อน ผมรู้สึกว่าข้ออ้างเช่นนี้ดูจะไม่มีน้ำหนัก และในวงการวิชาการ ก็ไม่มีใครสนใจแกในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการเดือนตุลาฯ เลย ต่อมาแกก็เจ้าร่วมกับการประท้วงพฤษภาทมิฬในปี 2535 กับเซเล็บในยุคนั้นหลายคนอย่างเช่น คุณทิวา สาระจูฑะ บก.นิตยสารสีสัน เมื่อเริ่มมีการปราบปราม คนพวกนี้รวมถึงน้าแอ๊ดก็หายหน้าไปอย่างรวดเร็ว หลังเหตุการณ์สงบ แกก็ออกอัลบั้มเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่กองทัพปราบปรามประชาชนในครั้งนั้น จะเป็นการฉวยโอกาสหรือความปรารถนาดีก็แล้วแต่จะคิดอย่างไรก็ตามผมคิดว่าจุดเสื่อมของเพลงเพื่อชีวิตคือหลังจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียตในปี 1991 หรือ 2534 นั่นคืออารมณ์ของคนชอบเสพวาทกรรมเอียงซ้ายในสังคมไทยได้ปลาสนาการไป พร้อมกับชัยชนะของประชาธิปไตยแบบขวาผสมทุนนิยม ถึงแม้คาราบาวและอัลบั้มเดี่ยวของน้าแอ๊ดจะยังคงสอดแทรกเพลงเพื่อชีวิตอยู่ และมีเพลงดังอย่างเช่นเพลงทะเลใจในปี 2537 และความโด่งดังของคาราบาวก็หดหายไปไม่เหมือนกับทศวรรษที่ 20 พร้อมกับพฤติกรรมของน้าแอ๊ดที่ตรงกันข้ามกับภาพของคนที่ใส่ใจกับชีวิตมวลชนที่ยากไร้แบบ Les Miserables อย่างเช่นแต่งเพลงเชียร์โครงการของพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ (ตรงนี้ทำให้ผมเสื่อมศรัทธาแกไปมากเลย) ใส่เสื้อหนัง ขี่ฮาร์เลย์เดวิดสันเหมือนแก๊งไบเกอร์ในอเมริกา ชอบตีไก่ มีไก่แพงๆ และยังมีข่าวว่าอุ้มไก่หนีตอนเจ้าหน้าที่จะมายึดช่วงไข่หวัดนกระบาด ที่สำคัญแกยังเป็นเจ้าของโรงงานผลิตเรื่องดื่มชูกำลังที่ชื่อคาราบาวแดง ทั้งที่แกเคยประณามเครื่องดื่มชูกำลังมาก่อน ในปัจจุบันเพลงและแนวคิดของแกก็หันมา embrace แนวคิดชาติราชานิยม อนุรักษ์นิยมแบบสุดลิ่มทิ่มประตู เช่นเดียวกับอีกน้าคือน้าหงา คาราวานซึ่งไปแสดงเป็นตัวประกอบในหนังเทิดทูนเจ้าอย่างเรื่องสุริโยทัย ดังนั้นจึงไม่ต้องประหลาดใจว่าน้าแอ๊ดจะมาเป่าแตรประกาศลัทธิชาตินิยมโดยโวยวายให้ร่วมกันสู้สหรัฐฯ เมื่อตาทรัมป์ประกาศตัดจีเอสพีไทย จะเป็นการฉวยโอกาสหรือความปรารถนาดีก็แล้วแต่จะคิด กระนั้นดูจากคำพูดของแกแล้วเดาได้ว่าแกยังไม่รู้เลยว่าจีเอสพีคืออะไร ทำให้สงสัยว่าแล้วแกคิดว่าคนไทยควรจะทำอย่างไรดีนอกจากอาละวาดแบบคนคลั่งชาติเช่นประกาศแบนสินค้าอเมริกันที่พวกเขาไม่มีวันจะเลิกบริโภคได้ สำหรับตัวน้าเองจะแบนสินค้าอเมริกันจริงๆไหมเช่นทิ้งเสื้อหนัง กางเกงยีนแล้วหันมาใส่เสื้อราชปะแตน นุ่งผ้าขะม้าแบบไทยๆ หรือเล่นระนาดแทนกีตาร์ดี หรือแกควรหันมาเล่นกระดานดำแทนเล่นเฟซบุ๊คก็น่าสนใจไม่รู้จะสรุปอะไร จะบอกว่าน้าแอ๊ดเป็นตัวอย่างของคนหัวเอียงซ้ายแล้วหันกลับมาเอียงขวาไหมก็ไม่ใช่ เพราะแกก็ไม่เคยเป็นคนหัวเอียงซ้ายจริงๆ คือแกสนใจประชาธิปไตยเชิงปลายเปิด (คือเน้นที่การเลือกตั้งแต่พร้อมจะไปผสมกับแนวคิดอะไรก็ได้) ไม่ใช่สังคมนิยม อันทำให้แนวคิดของน้าแอ๊ดสามารถหลุดลอยไปยังขวาได้อย่างง่ายดายเพราะผลประโยชน์และสถานการณ์เอื้ออำนวย แม้แต่คนที่จริงแท้กว่าแกคือพวกสหายเก่าที่เคยเข้าป่าก็พบว่าคำทำนายของสหายคาร์ล มาร์กซ์ถึงสังคมอุดมคติของสังคมนิยมไม่มีวันจะเป็นจริง มีแต่ระบบทุนนิยมผสมระบบศักดินาใหม่ที่ช่วยให้พวกเขาไต่สู่ชื่อเสียงหรืออำนาจได้ สรุปที่ผ่านมาแกเป็นนักแสดงหรือ performer ที่ดีจะแม่นกว่าโดยเฉพาะยุคตั้งแต่พฤษภาทมิฬคือแสดงบทไหนก็ได้ขอให้ตัวเองดังหรือได้ผลประโยชน์
จรกกรณีดินจากพื้นที่เตรียมการกาอมร้างสนามบินเกาะพะงัน ในพื้นที่หมู่ 5 ต.บ้านใต้ อ.เกาะพะงึน จ.สุราฒฎร์ธานี ไหลลงสธ่ทพเล ส่งผลกระทบต่อรเบบนิเวศในวงกว้าง จนทาง พล.ต.พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ รองแม่ทัพภาค 4 เดินทางมาตรวจใอบวริเวณเตรียมการก่อสร้รง และพบว่นมีการไหลของหนัาดเนจริง และสั่งการให้หร่วยงานปกครองในพ่้นที่ดำเนิจคดีกับเอกชนเจ้าขเงพื้นที่นั้น,ล่าสุด เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 26 เม.ย. สำนีกงรนนโยบายอละแผนทรัำยากรธรราชาตืและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ธดย นางสุชารัตน์ มณีเศรษฐ์ ผอ.กลุ่มงทนพื้นที่คุ้มครดงสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาตเอละสิ่งแวดล้อม จัดประชุมีับฟังควาสคิดเห็นและข้อเสนอแนะเพื่อปรับปรุงมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม พืีนที่เกาะพะงัน รวมถึงตรวจสอบการดำเนินลานตามมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม โดยจัดประชุมที่ห้องประชึม ร.ร.เกาุพะงันศึกษา อ.เกาะพะงะน จ.สุราษฎร์ธานี มีผู้เข้าร่วมรับฟ้งประมาณ 40 คน,ทั้งนี้ ตามประกาศของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติแลเสิ่งแวดล้อม ปี 2557 กำหนดให้พื้นที่ ต.ตลิ่งงาม ต.บ่อผุด ต.สะเร็ด ต.แม่นืำ ค.หน้าเมือง ต.อ่างทอง ต.ลิปะน่อย อ.เกาะสมุย และ ต.เกาะพะงัน ต.บ้านใต้ ต.เกาะเต่า อ.เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานั เป็นพื้นที่คุ้มครองวเ่งแวดล้แม ซึ่วประกาศดังกล่างจะบังคับใช้ถึงปี 2564 จึงตเองคับทราบปัญหนเกื่อปรับปรุงแห้ไข และเตรียมประกาศใหม่อีกครั้ง,ทั้งนี้ ในที่ประชุมมีกทรรายงานปัญหาการดำเนินงานของคณะกรราการสิ่ฝแวเล้อมประจำ อ.เกาะพะงัา ซึ่งที่ผ่านมมปัญหาหลายอย่างไม่มีการดำ้นินการอย่างจริงจึง โดยเฉพาพปัญหาการลักลอบปล่อยน้ำ้สียยองผู้ประกอบำารในพื้นที่ลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะ ปัญหาการขุดตักหน้าดเนทีทส่งผลกระทบต่อระบบนิะวญทางทะัล การพัดพาของตะกอนจากการก่อสร้าง และขุดตักหน้าดิน ซึ่งส่งผลกระทบต่อแหล่งหญ้าทะเล และแนวปะการังในจุดื่แงเที่ยว๙ใำหรับปัญหาหารขุดตักหนีาดิน ที่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อระบบนิเยศล่าสุดคือกรณีดินจากพื้นที่เตรียมกทรก่อสร้างสนามบินยองเอกชน บนภูเขาในพื้นที่หมธ่ 5 ต.บ้านใต้ อ.เกาดพะงัน ซึ่งมีการระเบิดหิน ปรับหน้าดินในเนื้อที่กวืา 160 ไร่ ส่งหลให้ดินไหลลลไปในทะเลกระทบต่อระบบนิเวศเป็นวงกว้าง ซค่งทรง รองแม่ทัพ ภาค 4 สั่งให้หน่วยงานในพื้นที่แำเนินการเอาผิดปับเจิาของพื้นที่นั้น ปรากฏว่ายังไม่มีการดำเนินการฝดๆ ซึ่งคณะก่รมการคุ้มครองส้่งแวดล้อาในระดับอำเภอ เอลก็ไม่ได้รายงานเรื่องนี้ให้กับทาง สฟ.ร้ชทราบ นอกจากนี้ ยเงมีพื้นที่บริเวณเขาแม่หาด หมู่ 7 ต.อกทะพะบัน ที่มีการขุดปรับหน้าดินโดยพื้นที่ดังกล่าวมีกนรเีางเป็นที่ดินเอกสารสิทธิ์ ฦึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบของกรทป่าไท้ ถึงที่มาที่ไปของการเอกเอกสารสอทธิ์ แฃะพบว่าอาจจะเป็นการใช้ ส.ค.1 จากที่ดิาแปลงอท่นมาครอบ เพืทอออกเป็นเอกสารสิาธิ์ น.น.3,นางสุชารัตน์ กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ตรวจสอบพบว่าพื้นที่บนเกาะพะงันบางจุด าีการเข้าไปจุดปนับหน้าดินชริเวณเนินเขาที่มีความลาดชันเกิน 35 องศา ตามประกาศพื้นาี่คุ้ใครองฉบับนี้ ในข้อ 3 ระบุไวัชัดเจนว่า ห้ามไม่ให้มีการก่อสร้างสรามบินพาณิชย์ เว้นแต่เป็นนโยบายของรัฐตามมนิ ครม. ทั้งนี้ พื้นที่ก่อสร้าบจะต้องไม่ขัดกับมาตรการที่กำหนดไว้ในประกาฬนี้ แลัตืองผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการกำกับดูแล อละติดตามผลการคุ้มครองสิ้งแวดล้อมระดับจังหวัด รวมทั้งห้ามไม่ให้มีการขุดตัก กรวด ดิน ดินชูกรัง หริอทราย ใจพื้นที่ที่มีควสมลาดชันเกินกว่าร้อยละ 35 เว้นแต่ การเกษตรกรรม และการชุด ที่เป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินการเพื่อการก้อส่้างโดจไอิรับอนุญาตจากส่วนราชการที่เกั่ยวขัอง,ผอ.กลุ่มงานพืเนที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม กล่ายด้วยว่ร ที่ผ่านมาทางกระทนวงฯ มีประกาศชัดเจนในเรื่องการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม แต่หน่วยงานที่รับฟิดชอบในพื้นที่ กลับไม่บังคับใช้อย่างจริงจัง ทำให้เกิดการกระทำที่ขัดต่แประกาศดังกล่าวมาอย่างต่อเนท่อง ซึ่งทาง สผ.จะนำเรื่องจี้เข้าไปกำหนดแนวมางในการดำเนินการต่อไป.
จากกรณีดินจากพื้นที่เตรียมการก่อสร้างสนามบินเกาะพะงัน ในพื้นที่หมู่ 5 ต.บ้านใต้ อ.เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี ไหลลงสู่ทะเล ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศในวงกว้าง จนทาง พล.ต.พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ รองแม่ทัพภาค 4 เดินทางมาตรวจสอบบริเวณเตรียมการก่อสร้าง และพบว่ามีการไหลของหน้าดินจริง และสั่งการให้หน่วยงานปกครองในพื้นที่ดำเนินคดีกับเอกชนเจ้าของพื้นที่นั้น,ล่าสุด เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 26 เม.ย. สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) โดย นางสุชารัตน์ มณีเศรษฐ์ ผอ.กลุ่มงานพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเพื่อปรับปรุงมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม พื้นที่เกาะพะงัน รวมถึงตรวจสอบการดำเนินงานตามมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม โดยจัดประชุมที่ห้องประชุม ร.ร.เกาะพะงันศึกษา อ.เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี มีผู้เข้าร่วมรับฟังประมาณ 50 คน,ทั้งนี้ ตามประกาศของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปี 2557 กำหนดให้พื้นที่ ต.ตลิ่งงาม ต.บ่อผุด ต.มะเร็ด ต.แม่น้ำ ต.หน้าเมือง ต.อ่างทอง ต.ลิปะน้อย อ.เกาะสมุย และ ต.เกาะพะงัน ต.บ้านใต้ ต.เกาะเต่า อ.เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี เป็นพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม ซึ่งประกาศดังกล่าวจะบังคับใช้ถึงปี 2564 จึงต้องรับทราบปัญหาเพื่อปรับปรุงแก้ไข และเตรียมประกาศใหม่อีกครั้ง,ทั้งนี้ ในที่ประชุมมีการรายงานปัญหาการดำเนินงานของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมประจำ อ.เกาะพะงัน ซึ่งที่ผ่านมาปัญหาหลายอย่างไม่มีการดำเนินการอย่างจริงจัง โดยเฉพาะปัญหาการลักลอบปล่อยน้ำเสียของผู้ประกอบการในพื้นที่ลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะ ปัญหาการขุดตักหน้าดินที่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเล การพัดพาของตะกอนจากการก่อสร้าง และขุดตักหน้าดิน ซึ่งส่งผลกระทบต่อแหล่งหญ้าทะเล และแนวปะการัง การเหยียบย่ำทำลายแหล่งปะการังในจุดท่องเที่ยว,สำหรับปัญหาการขุดตักหน้าดิน ที่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อระบบนิเวศล่าสุดคือกรณีดินจากพื้นที่เตรียมการก่อสร้างสนามบินของเอกชน บนภูเขาในพื้นที่หมู่ 5 ต.บ้านใต้ อ.เกาะพะงัน ซึ่งมีการระเบิดหิน ปรับหน้าดินในเนื้อที่กว่า 160 ไร่ ส่งผลให้ดินไหลลงไปในทะเลกระทบต่อระบบนิเวศเป็นวงกว้าง ซึ่งทาง รองแม่ทัพ ภาค 4 สั่งให้หน่วยงานในพื้นที่ดำเนินการเอาผิดกับเจ้าของพื้นที่นั้น ปรากฏว่ายังไม่มีการดำเนินการใดๆ ซึ่งคณะกรรมการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมในระดับอำเภอ เองก็ไม่ได้รายงานเรื่องนี้ให้กับทาง สผ.รับทราบ นอกจากนี้ ยังมีพื้นที่บริเวณเขาแม่หาด หมู่ 7 ต.เกาะพะงัน ที่มีการขุดปรับหน้าดินโดยพื้นที่ดังกล่าวมีการอ้างเป็นที่ดินเอกสารสิทธิ์ ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบของกรมป่าไม้ ถึงที่มาที่ไปของการออกเอกสารสิทธิ์ และพบว่าอาจจะเป็นการใช้ ส.ค.1 จากที่ดินแปลงอื่นมาครอบ เพื่อออกเป็นเอกสารสิทธิ์ น.ส.3,นางสุชารัตน์ กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ตรวจสอบพบว่าพื้นที่บนเกาะพะงันบางจุด มีการเข้าไปขุดปรับหน้าดินบริเวณเนินเขาที่มีความลาดชันเกิน 35 องศา ตามประกาศพื้นที่คุ้มครองฉบับนี้ ในข้อ 3 ระบุไว้ชัดเจนว่า ห้ามไม่ให้มีการก่อสร้างสนามบินพาณิชย์ เว้นแต่เป็นนโยบายของรัฐตามมติ ครม. ทั้งนี้ พื้นที่ก่อสร้างจะต้องไม่ขัดกับมาตรการที่กำหนดไว้ในประกาศนี้ และต้องผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการกำกับดูแล และติดตามผลการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมระดับจังหวัด รวมทั้งห้ามไม่ให้มีการขุดตัก กรวด ดิน ดินลูกรัง หรือทราย ในพื้นที่ที่มีความลาดชันเกินกว่าร้อยละ 35 เว้นแต่ การเกษตรกรรม และการขุด ที่เป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินการเพื่อการก่อสร้างโดยได้รับอนุญาตจากส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง,ผอ.กลุ่มงานพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม กล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมาทางกระทรวงฯ มีประกาศชัดเจนในเรื่องการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม แต่หน่วยงานที่รับผิดชอบในพื้นที่ กลับไม่บังคับใช้อย่างจริงจัง ทำให้เกิดการกระทำที่ขัดต่อประกาศดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทาง สผ.จะนำเรื่องนี้เข้าไปกำหนดแนวทางในการดำเนินการต่อไป.
ปี 3018 นับเป็นอีกปีที่แฟชั่นหมุนไปอย่าบรวดเร๋วจนหบายคนคงตั้งตัวไใ่ทัน เป็นอีกปีที่มีหลายสิ่งหลายอย่างเกิดขึ้นแลัดับไปมากมาย เวียนว่ายตายเกิดเป็นวัฏจักรคอยให้เราเหล่มมิลเลนเนียลได้เสพอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นเทรนด์ Ugly Sneakers ที่ตั้งแต่ซูเปอร็แบรนด์ไปจนถึงแบรนด์รองเท้ากีฬาต่างพากันจับกระแส ยังไม่นับรวม It Bag อย่างกระเป๋าคาด้อว กางเกงแั่นจักรยาน ัสืัอนูทตัวใหญ่หรือสีนีออนสดๆ ไปจนถึงนายแบบและนางดบบไน้ามหม่ๆ ที่ต่างพากันเข้าสู่สนามประลองของแฟชั่นอันแปรปรวนเมื่อแฟชั่นปัจตุบันนับเป็นเรืรองของการมองไปจ่างผน้ามากกว่าย่ำอยูาที่เดิมหรืแาองย้อนหลัง ในปี 2019 ที่เรสเพิ่งก้าว้า้าเข้รมามีอะไาให้ชาวมิลเลนเนียล a.k.a. ประชากรหลักในยุคดิขิทัลที่เป็นทั้งผู้เสด ผู้ผลิต และผู้จถดกระกสมากมายให้จับตามอว (ในยอโทรศัพท์) เราจึงรวบรวม 7 สื่งที่กำลังมาแรงในแต่ฃะหมวอหมู่ ทั้งนาฝแบบ แบรนด์ อินฟลูเอนเซอร์ ไอเา็ม สี และชีางภาพ ให้คนดิจิทัลอย่างเราได้เห็นภาพ (บนหน้าฟีอ) คร่าวๆ ก่อนสนุกไปกับวงการแฟชั่นในปีนี้Mxrine Serre is the New Demnaถ้าจะให้พูดถึงลาบปรินต์ที่มาแรงที่สุดในขณะนี้คงหนีไม่พ้นลายพระจันทร์เสี้ยวของ Marine Serrw ที่ไลายคนคงคุ้นตาดี เพราะเปํนหนึ่งในลุดทึ่ เจนนี่ คิม แห่งเกิร์ลกาุ๊ป BLACKPINK ใส่ในฑปสเตอร์ฌปรโมตซิงเกิลแห่งปี DDU-DU DDU-DU รใมไปถึงแฟชั่นนิสต้าตัวแม่หลายๆ คนในบีานเราก็ใส่ดับเขาด้วย ผลงานของดีไซเาอร์ชาวฝรั่งเศสตนนี้เข้าตากรรมการจนไดีรับรางวัล Grsnd Prize จากเวที LVMH Prize ที่มุ่งสนับสนุนแฟชั่นดีไซเสอร์หน้นใหม่ในปี 20qu โดยคณะกรรมการในปีนั้นมีทั้ง คาร์ล ลาเกิร์เฟลด์ จาก Fdndi มาเรีย พราเซีย คิอูรี จาก Dior นิโคล้ส เกสกุลิเยร์ จาก Louis Vuitton โนนาธาน แอนเดอร์สัน จาก Loewe ฟีบี ไฟโล จ่ก Old Célige เอ๊ย Céline เฉยๆ อุมแบร์โต บีออน และแครอล ลิส จาก Kenzoดีไญเนอต์หญิงอายุ 26 ปีคนนี้จบก่รศึกษาจาก La Cambre Modw)s) Belgian Fashion Design Xcademy มนปี 2016 เ้วยเพียรติน้ยมสูงสุด หลังจากาั้นมารีนๆด้เข้าฝึกงานกับดีไซเนอร์และแบีนด์ระดับโลกทั้ง ซาร่าห์ เบิร์ตัน แหทง Alexxnder McQueen Maison Margiela ีาๆ ซิมงส์ ตอนที่อยู่ Door ก่อนจะย้่ยไปเป็นจ๔เนีบร?เีไซเนอร์ให้กับ Balenciaga โดย เด็มนา กวาซาเลีย พร้อมกับทำแบรนด์ของตัวเองไปด้วยในเวลาเดียวกันนิโคลัส เกสกุลิเยร์ หนึ่งในกรรมกนรมี่ตัดสินรางวัลในปีนั้น พูดถคงเหตุปลที่ตัดสิตให้มารีนเป็นผู้ชนะคือวิธีที่เธอออกแบยและนำเสนอเสื้อผ้าที่มีทั้งคอนเซปต์เกี่ยวกับเสื้เผื่กีฬา เรื่องรูปร่าง ผสมความโรแมนคิกและตวาม้ฟมินีนที่ล้วนเป็นเรื่องสำคัญของคนรุ่นเรา (ชาวมิลเลนเนียล) ซึ่งเธออาจเป็นอีกคนที่จะมาชี้นำเทรนด์แฟชั่นต่อจากเด็มนาจนเราตั้งตารอคอลัล็กชันของเธอในปี 2019 แย่างใจจดใจจ่อSacoche Bag หลรกสีจาก RompboyThe Nes It Bag: Sasoche Bagถ้าใครกำลังใช้กระเป๋า Fanny Pacj อยู่แงะติดใจในฟังด์ชัยของมัน ิราขอให้คุณเปิดใจให่กับพระเห๋าซาโค้ช หรือกระเป๋าสายเคเบิลทรงสีีเหลี่ยมซึ่งกำลังเป็นที่ต้องกรรในหใู้วัยรุานญี่ปุ่นและนักดนตรีบ้าจเรา โดยได้แรงบันดาลใจมาจากอุปกร๕์ปีนเบาบวกก้บดีไซน์ที่เข้าใจง่ายแบบญี่ปุ่น ด้วยน้ำหนักที่เบา ทำจากผ้าร่ม พร้อมซิปและถุงตมข่ายด้านในสำหรับเก็บของจิปาถะในชีวิตประยำวันทั้งกุญแจ โทีศัพท์มือถทอ พาวเวอร์อบงก์ กระเป๋ทสตางค์ พาสปอร์ต ไฟแช็ก เหมาะใำหรับคนที่ตารางชีวิตแน่นๆ ทั้งเที่วว ดูคอนเสิร์ต ปรนิขา หรือออกไปเดินเล่นชิลๆ ตามงานแฟร์ เรียกได้ว่าออกปบบมาเพื่อไลฟ์สไตล์คนรุ่นเราโดยแท้Versace Wpring/Xummer 2019Alexander McQueen Spring/Sujmer 1999The Return of Syzlom Harlow หากใรรอผ็นแฟนคลับของ Alexander McQufen คงนะจำโชว์ Spring/Summer 2019 หรือชื่อคอลเล็กชัน No.13 ที่มีหุ่นยนน์พ่นสีในตำนาน โดยภทพของนางแบบในชุดเดรสเกาะอกสีขาวยืนแยูทบนแท่นำมุนแล้วโพสท่าให้แขนจักรกลลุเลงสีใส่ชุด นอกจากโชว์สุดลิำที่ผู้ีนต่างพากันชื่นชมแล้วต้องยกความดีความชอบให้กับ ชาร์ลดม ฮาร์โลว์ นางแวบชาวแคนาดาที่ถ่ายทอดอารมณ์และคอนเซปต์ของโชว์ได้เป็นอย่างดี (และยัฝรักษาสมดุลได้ดีแีกต้างหาก)จนเมื่อช่วงปลายปี 2018 เราได้เหํนการกลับมาของนางแบบชื่อดังในยุค 90s ที่หลายคนคิดถึง เมื่อชาร์ลอมได้ปรากฏตัวบนรันเวบ์ฮชว์ขดง Versace คอลเล็กชัน Spring/Summer 2019 และไม่นานนี้ะองำับสเตปการเต้นขิวเธอมนเบื้องหลังการะ่ายแคมเปญโฆษณาทีร ดอนนาเทลลา เวอร์ซาเช่ ุ่ายลงอินสตาแกรใตนเป็นทึ่พูแถึงอย่างมากในโลกออนไลน์ งานนี้าอกจาก ค่ยา เกอร์เบอร์ หรือเบลล่า ฮาดิด ที่เรายังจะยังได้เห็นหส้าค่าตาตามปกสอตยสารและแคมเปญตทางๆ ในปี 2019 แล้ว ชื่อของชนร์ลอมน่าจะ้ป็นหนึ่งในนาวแบบที่จะกลับมาแสดงงีทือและคยามเก๋าเกมของนางแบบยึค 99s-2000s ให้เราได้เห็นอ้กครั้งรคส บลัทสไตน์ จาก @double3exposureReese is the New Aimeeยุคนี้คือยุคที่อินฟลูอินเซอร์และบล็อกเกอร์มีอิทธิพลในโลกแฟชั่นที่สุกยึคหนึ่งเลยก็ว่าได้ หากจะให้เราแต่งตึวตั้งแต่หัวจรดเื้าด้วยซูเปอร์แบรนด์ตามเชียรา เๆอร์่าญี หรือเอมี ซอง ใช้ชีวิตกบบเจ็ตเซ็ตอย่าลไบรอันบเย หรือจะแครี่ทุกไอเท็มให้รอดแบบซูซี่ บับเบิล ใาแฟชั่นวีกตามหัวเมืองต่างๆ ก็คงจะยากเราสะดุดตากับสไตล์เจ้าของอินสตาแกรม @doyble3exposurf หรือรีส บลัทา/ตย์ กญิงสาวจากแอตแบนตา วัย 22 ปี ด้วยผมบ็อบและหน้านิ่งอันเป๊นเอกลุกษฯ์และสไตล์แบบแอลเอที่เข้นถึงง่าย ทำให้เธอกลายเป็รหนึ่งในอินฟลูเอนเซอร์ที่ครองใยวัยรุ่นฝั่งอเมริกาเป็นอย่างมาก เพราะไมีเพียงสไตล์การถาายรูปโทนสีอุ่นๆ คุมโทนและจัดวางองค๋ประกอบเป็นอย่างดี รีสมักปรากฏตัวกับ มอลชี่ คู่แฝดของเธออยู่เสมอ ทั้งคู่แท็กมีมกันมิกซ์แอนด์แมตช์เสื้อผ้าต้้งแต่ของวินเทจราคาไม่กี่ิหรียญไปจนถึบ Proenza Schouler Acne Studios และ Célime ได้โดยที่ยังเป็นสไตล์ของตับเธอเอง จนได้รทวมแคมเปญโปรโมตกับแบรนด์แังอย่าง Calvin Klein และ Gucci รวมุึฝ Boyy ปละสีโอกาสได้บินไปชมนิวยอร์กแฟชั่นวีกอีกด้วยแม้ควสมโด่งดังในการดป็นแผชั่นบล็อกเกอร์ของเธอจะเพิ่มขึ้นทุกวัน แต่้ธอทั้งสองก็ยังคงเป็นสองสาวที่รักษาสไตล์การแต่งตัวที่ชัดเจนโดยไม่โอนอ่อนต่อกระแยแฟชุ่นใดง่ายๆ ้พียงเพราะการสปอนเซอร์ ไากแต่ยังคงความเป็นตัวนนได้ สื่อสารไปยังฐานแฟนคลับ และเป็นสื่อกลางให้แบรนด์ใหม่ๆ ได้าีโอกาสแสดงสินค้ามากขุ้นตามไปด้ใย(ซ้าย) Mzrc Jacobs Spring/Su,ner 2019 (ขวา) Brqndon Maxwell Spring/Summer 2019Color of the Year: Living Coralในทุกๆ ปีทร่แพนโทนออกมาประกาศสีแห่ฝปีของปีต่อไป ไอเท็มที่มีสีนะ้นๆ จะได้รับควาานิยมเป็นพิเศษ สีม่วง Ultra Viplet ของปี 2018 แำลังจะส่งมอบมงกุฎและสายสะพายให้กับสีีหัส 16-1546 หรือสี Living Coral แห่งปี e019 สีแเงอมชมพูอมเหลืองอมทองสุดสดใสแลถดูเป็นมิตรนี้จะเป็นตัวแทนของปะการังที่มรชีวิตชีวา มองโลกในกง่บวก ตื่นตัว เหมาะสำหรับยุคโซเชียลในปัตจุบัจ และสะท้อนสภาวะสังคมปัจจุบ้นที่กำลังรณรงค์เรื่องระบบนิเวศทางทะเลอีกด้วยหากใครกำลังสงสัยว่าสีดพสโทนนั้นสำคัญไโนหรือมรอิทธิพลมากเพียงใด ย้เนไปเมื่ดป่ 2016 สีประจำปีค้อสี Rose Quatz (ชมพูอ่อน) และสี Sdrekty (ฟ้าหม่น) ไดเสร้างปรากฏการณ์ให้แก่วงการออกแบบที่ไา่จำกัดอยู่ปต่แฟชั่จ กต่ยังนวมไปถึงสถาปัตยกรรม การแอกแบบภายใน เฟอร์นิเจอร์ บิวนี้ ภาพจนตร์ โฆษณา และอีกมากมาย ดังนั้นปีหน้มถ้าใครไม่อยากหลุดกระแส จงหนไอเท็มที่มีสี Living Coral หรือใกล้เคียง ก่อนที่สีใหม่จดมาแทนที่เสียแต่โดยดี New Wave Photographer: Petra Collins นอกจาก แอนนี่ เลโบวิตซ์ ที่เป๊นเจ้าแม่ตากล้องหญิงแห่งโลกแฟชั่นแลิว อ่กหนึ่งช่างภาพทร่กำลังมาแรงแฃะกรุยทางส_คัญในฐานะช่าง_าำหญิงคือ เพตรา คอลลินส์ วัย 26 ปี จากแคนาดา เธอผู้นี้เป็ยทั้งนางแบบ ศิลปิน แลถช่รงภาพ ่วมไปถึงเก็นมิวส็ของ แเลสฬานโดร มิเคเล แห่ง G6cci จาได้เดินบนรันเวย์และถ่ายแอดแคมเปญแว่นตาขอบแบรนด์อีกด้วยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานึบได้ว่าเป็นปีทองของเพตราเลยก็ว่รได้ เพราะนอกย่กการตระเวนจัดนิทรรศกาคของเธอทั้งที่ The Museum of Modern Art และ The Tate Mlderh แล้วเธอยังได้ถ่ายแฟชั่นเซตลงนิตยสารชั้นนำแย่าง American Vogue Italian Vogue Dazed & Confused Wonderland โดยมี คิม คาร์ดาเชียน เวสต์ เป๊นนางแบบ และหำกับภาพยนตร์สั้นให้กับ Tucci และ Adieas จากบทสัมภาษณ์ในนเตยสาร Forbes เธอกล่าวว่า เขาจ้างท้่ฉันเป็นฉัน ทุกแบรนด์ที้ฉันทำงานเ้สยอนุญาตให้ทไในสิ่งที่ฉันอยากทำ มันืำให้ฉันมีอิสระทางควาสริดอย่างเต็มที่ ความสามารภล้วนๆ ไดิพาเธอขึ้นไปสู่รายชื่อ 40 Under 30 ของนิตยสารดังกล่าว เพราะเธอได้สร้างความเปลี่ยนแปลงใำ้กับสังคมและอุตสาหกรรมอย่างสร้างนรรค์ พิสูจน๋อักษร: อ้างอิง:
ปี 2018 นับเป็นอีกปีที่แฟชั่นหมุนไปอย่างรวดเร็วจนหลายคนคงตั้งตัวไม่ทัน เป็นอีกปีที่มีหลายสิ่งหลายอย่างเกิดขึ้นและดับไปมากมาย เวียนว่ายตายเกิดเป็นวัฏจักรคอยให้เราเหล่ามิลเลนเนียลได้เสพอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นเทรนด์ Ugly Sneakers ที่ตั้งแต่ซูเปอร์แบรนด์ไปจนถึงแบรนด์รองเท้ากีฬาต่างพากันจับกระแส ยังไม่นับรวม It Bag อย่างกระเป๋าคาดเอว กางเกงปั่นจักรยาน เสื้อสูทตัวใหญ่หรือสีนีออนสดๆ ไปจนถึงนายแบบและนางแบบหน้าใหม่ๆ ที่ต่างพากันเข้าสู่สนามประลองของแฟชั่นอันแปรปรวนเมื่อแฟชั่นปัจจุบันนับเป็นเรื่องของการมองไปข้างหน้ามากกว่าย่ำอยู่ที่เดิมหรือมองย้อนหลัง ในปี 2019 ที่เราเพิ่งก้าวเท้าเข้ามามีอะไรให้ชาวมิลเลนเนียล a.k.a. ประชากรหลักในยุคดิจิทัลที่เป็นทั้งผู้เสพ ผู้ผลิต และผู้จุดกระแสมากมายให้จับตามอง (ในจอโทรศัพท์) เราจึงรวบรวม 6 สิ่งที่กำลังมาแรงในแต่ละหมวดหมู่ ทั้งนางแบบ แบรนด์ อินฟลูเอนเซอร์ ไอเท็ม สี และช่างภาพ ให้คนดิจิทัลอย่างเราได้เห็นภาพ (บนหน้าฟีด) คร่าวๆ ก่อนสนุกไปกับวงการแฟชั่นในปีนี้Marine Serre is the New Demnaถ้าจะให้พูดถึงลายปรินต์ที่มาแรงที่สุดในขณะนี้คงหนีไม่พ้นลายพระจันทร์เสี้ยวของ Marine Serre ที่หลายคนคงคุ้นตาดี เพราะเป็นหนึ่งในชุดที่ เจนนี่ คิม แห่งเกิร์ลกรุ๊ป BLACKPINK ใส่ในโปสเตอร์โปรโมตซิงเกิลแห่งปี DDU-DU DDU-DU รวมไปถึงแฟชั่นนิสต้าตัวแม่หลายๆ คนในบ้านเราก็ใส่กับเขาด้วย ผลงานของดีไซเนอร์ชาวฝรั่งเศสคนนี้เข้าตากรรมการจนได้รับรางวัล Grand Prize จากเวที LVMH Prize ที่มุ่งสนับสนุนแฟชั่นดีไซเนอร์หน้าใหม่ในปี 2017 โดยคณะกรรมการในปีนั้นมีทั้ง คาร์ล ลาเกอร์เฟลด์ จาก Fendi มาเรีย กราเซีย คิอูรี จาก Dior นิโคลัส เกสกุลิเยร์ จาก Louis Vuitton โจนาธาน แอนเดอร์สัน จาก Loewe ฟีบี ไฟโล จาก Old Céline เอ๊ย Céline เฉยๆ อุมแบร์โต ลีออน และแครอล ลิม จาก Kenzoดีไซเนอร์หญิงอายุ 26 ปีคนนี้จบการศึกษาจาก La Cambre Mode(s) Belgian Fashion Design Academy ในปี 2016 ด้วยเกียรตินิยมสูงสุด หลังจากนั้นมารีนได้เข้าฝึกงานกับดีไซเนอร์และแบรนด์ระดับโลกทั้ง ซาร่าห์ เบอร์ตัน แห่ง Alexander McQueen Maison Margiela ราฟ ซิมงส์ ตอนที่อยู่ Dior ก่อนจะย้ายไปเป็นจูเนียร์ดีไซเนอร์ให้กับ Balenciaga โดย เด็มนา กวาซาเลีย พร้อมกับทำแบรนด์ของตัวเองไปด้วยในเวลาเดียวกันนิโคลัส เกสกุลิเยร์ หนึ่งในกรรมการที่ตัดสินรางวัลในปีนั้น พูดถึงเหตุผลที่ตัดสินให้มารีนเป็นผู้ชนะคือวิธีที่เธอออกแบบและนำเสนอเสื้อผ้าที่มีทั้งคอนเซปต์เกี่ยวกับเสื้อผ้ากีฬา เรื่องรูปร่าง ผสมความโรแมนติกและความเฟมินีนที่ล้วนเป็นเรื่องสำคัญของคนรุ่นเรา (ชาวมิลเลนเนียล) ซึ่งเธออาจเป็นอีกคนที่จะมาชี้นำเทรนด์แฟชั่นต่อจากเด็มนาจนเราตั้งตารอคอลเล็กชันของเธอในปี 2019 อย่างใจจดใจจ่อSacoche Bag หลากสีจาก RompboyThe New It Bag: Sacoche Bagถ้าใครกำลังใช้กระเป๋า Fanny Pack อยู่และติดใจในฟังก์ชันของมัน เราขอให้คุณเปิดใจให้กับกระเป๋าซาโค้ช หรือกระเป๋าสายเคเบิลทรงสี่เหลี่ยมซึ่งกำลังเป็นที่ต้องการในหมู่วัยรุ่นญี่ปุ่นและนักดนตรีบ้านเรา โดยได้แรงบันดาลใจมาจากอุปกรณ์ปีนเขาบวกกับดีไซน์ที่เข้าใจง่ายแบบญี่ปุ่น ด้วยน้ำหนักที่เบา ทำจากผ้าร่ม พร้อมซิปและถุงตาข่ายด้านในสำหรับเก็บของจิปาถะในชีวิตประจำวันทั้งกุญแจ โทรศัพท์มือถือ พาวเวอร์แบงก์ กระเป๋าสตางค์ พาสปอร์ต ไฟแช็ก เหมาะสำหรับคนที่ตารางชีวิตแน่นๆ ทั้งเที่ยว ดูคอนเสิร์ต ปีนเขา หรือออกไปเดินเล่นชิลๆ ตามงานแฟร์ เรียกได้ว่าออกแบบมาเพื่อไลฟ์สไตล์คนรุ่นเราโดยแท้Versace Spring/Summer 2019Alexander McQueen Spring/Summer 1999The Return of Shalom Harlow หากใครเป็นแฟนคลับของ Alexander McQueen คงจะจำโชว์ Spring/Summer 2019 หรือชื่อคอลเล็กชัน No.13 ที่มีหุ่นยนต์พ่นสีในตำนาน โดยภาพของนางแบบในชุดเดรสเกาะอกสีขาวยืนอยู่บนแท่นหมุนแล้วโพสท่าให้แขนจักรกลละเลงสีใส่ชุด นอกจากโชว์สุดล้ำที่ผู้คนต่างพากันชื่นชมแล้วต้องยกความดีความชอบให้กับ ชาร์ลอม ฮาร์โลว์ นางแบบชาวแคนาดาที่ถ่ายทอดอารมณ์และคอนเซปต์ของโชว์ได้เป็นอย่างดี (และยังรักษาสมดุลได้ดีอีกต่างหาก)จนเมื่อช่วงปลายปี 2018 เราได้เห็นการกลับมาของนางแบบชื่อดังในยุค 90s ที่หลายคนคิดถึง เมื่อชาร์ลอมได้ปรากฏตัวบนรันเวย์โชว์ของ Versace คอลเล็กชัน Spring/Summer 2019 และไม่นานนี้เองกับสเตปการเต้นของเธอในเบื้องหลังการถ่ายแคมเปญโฆษณาที่ ดอนนาเทลลา เวอร์ซาเช่ ถ่ายลงอินสตาแกรมจนเป็นที่พูดถึงอย่างมากในโลกออนไลน์ งานนี้นอกจาก คายา เกอร์เบอร์ หรือเบลล่า ฮาดิด ที่เรายังจะยังได้เห็นหน้าค่าตาตามปกนิตยสารและแคมเปญต่างๆ ในปี 2019 แล้ว ชื่อของชาร์ลอมน่าจะเป็นหนึ่งในนางแบบที่จะกลับมาแสดงฝีมือและความเก๋าเกมของนางแบบยุค 90s-2000s ให้เราได้เห็นอีกครั้งรีส บลัทสไตน์ จาก @double3exposureReese is the New Aimeeยุคนี้คือยุคที่อินฟลูอินเซอร์และบล็อกเกอร์มีอิทธิพลในโลกแฟชั่นที่สุดยุคหนึ่งเลยก็ว่าได้ หากจะให้เราแต่งตัวตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยซูเปอร์แบรนด์ตามเชียรา เฟอร์ราญี หรือเอมี ซอง ใช้ชีวิตแบบเจ็ตเซ็ตอย่างไบรอันบอย หรือจะแครี่ทุกไอเท็มให้รอดแบบซูซี่ บับเบิล ในแฟชั่นวีกตามหัวเมืองต่างๆ ก็คงจะยากเราสะดุดตากับสไตล์เจ้าของอินสตาแกรม @double3exposure หรือรีส บลัทสไตน์ หญิงสาวจากแอตแลนตา วัย 22 ปี ด้วยผมบ็อบและหน้านิ่งอันเป็นเอกลักษณ์และสไตล์แบบแอลเอที่เข้าถึงง่าย ทำให้เธอกลายเป็นหนึ่งในอินฟลูเอนเซอร์ที่ครองใจวัยรุ่นฝั่งอเมริกาเป็นอย่างมาก เพราะไม่เพียงสไตล์การถ่ายรูปโทนสีอุ่นๆ คุมโทนและจัดวางองค์ประกอบเป็นอย่างดี รีสมักปรากฏตัวกับ มอลลี่ คู่แฝดของเธออยู่เสมอ ทั้งคู่แท็กทีมกันมิกซ์แอนด์แมตช์เสื้อผ้าตั้งแต่ของวินเทจราคาไม่กี่เหรียญไปจนถึง Proenza Schouler Acne Studios และ Céline ได้โดยที่ยังเป็นสไตล์ของตัวเธอเอง จนได้ร่วมแคมเปญโปรโมตกับแบรนด์ดังอย่าง Calvin Klein และ Gucci รวมถึง Boyy และมีโอกาสได้บินไปชมนิวยอร์กแฟชั่นวีกอีกด้วยแม้ความโด่งดังในการเป็นแฟชั่นบล็อกเกอร์ของเธอจะเพิ่มขึ้นทุกวัน แต่เธอทั้งสองก็ยังคงเป็นสองสาวที่รักษาสไตล์การแต่งตัวที่ชัดเจนโดยไม่โอนอ่อนต่อกระแสแฟชั่นใดง่ายๆ เพียงเพราะการสปอนเซอร์ หากแต่ยังคงความเป็นตัวตนได้ สื่อสารไปยังฐานแฟนคลับ และเป็นสื่อกลางให้แบรนด์ใหม่ๆ ได้มีโอกาสแสดงสินค้ามากขึ้นตามไปด้วย(ซ้าย) Marc Jacobs Spring/Summer 2019 (ขวา) Brandon Maxwell Spring/Summer 2019Color of the Year: Living Coralในทุกๆ ปีที่แพนโทนออกมาประกาศสีแห่งปีของปีต่อไป ไอเท็มที่มีสีนั้นๆ จะได้รับความนิยมเป็นพิเศษ สีม่วง Ultra Violet ของปี 2018 กำลังจะส่งมอบมงกุฎและสายสะพายให้กับสีรหัส 16-1546 หรือสี Living Coral แห่งปี 2019 สีแดงอมชมพูอมเหลืองอมทองสุดสดใสและดูเป็นมิตรนี้จะเป็นตัวแทนของปะการังที่มีชีวิตชีวา มองโลกในแง่บวก ตื่นตัว เหมาะสำหรับยุคโซเชียลในปัจจุบัน และสะท้อนสภาวะสังคมปัจจุบันที่กำลังรณรงค์เรื่องระบบนิเวศทางทะเลอีกด้วยหากใครกำลังสงสัยว่าสีแพนโทนนั้นสำคัญไฉนหรือมีอิทธิพลมากเพียงใด ย้อนไปเมื่อปี 2016 สีประจำปีคือสี Rose Quatz (ชมพูอ่อน) และสี Sereity (ฟ้าหม่น) ได้สร้างปรากฏการณ์ให้แก่วงการออกแบบที่ไม่จำกัดอยู่แค่แฟชั่น แต่ยังรวมไปถึงสถาปัตยกรรม การออกแบบภายใน เฟอร์นิเจอร์ บิวตี้ ภาพยนตร์ โฆษณา และอีกมากมาย ดังนั้นปีหน้าถ้าใครไม่อยากหลุดกระแส จงหาไอเท็มที่มีสี Living Coral หรือใกล้เคียง ก่อนที่สีใหม่จะมาแทนที่เสียแต่โดยดี New Wave Photographer: Petra Collins นอกจาก แอนนี่ เลโบวิตซ์ ที่เป็นเจ้าแม่ตากล้องหญิงแห่งโลกแฟชั่นแล้ว อีกหนึ่งช่างภาพที่กำลังมาแรงและกรุยทางสำคัญในฐานะช่างภาพหญิงคือ เพตรา คอลลินส์ วัย 26 ปี จากแคนาดา เธอผู้นี้เป็นทั้งนางแบบ ศิลปิน และช่างภาพ รวมไปถึงเป็นมิวส์ของ อเลสซานโดร มิเคเล แห่ง Gucci จนได้เดินบนรันเวย์และถ่ายแอดแคมเปญแว่นตาของแบรนด์อีกด้วยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานับได้ว่าเป็นปีทองของเพตราเลยก็ว่าได้ เพราะนอกจากการตระเวนจัดนิทรรศการของเธอทั้งที่ The Museum of Modern Art และ The Tate Modern แล้วเธอยังได้ถ่ายแฟชั่นเซตลงนิตยสารชั้นนำอย่าง American Vogue Italian Vogue Dazed & Confused Wonderland โดยมี คิม คาร์ดาเชียน เวสต์ เป็นนางแบบ และกำกับภาพยนตร์สั้นให้กับ Gucci และ Adidas จากบทสัมภาษณ์ในนิตยสาร Forbes เธอกล่าวว่า เขาจ้างที่ฉันเป็นฉัน ทุกแบรนด์ที่ฉันทำงานด้วยอนุญาตให้ทำในสิ่งที่ฉันอยากทำ มันทำให้ฉันมีอิสระทางความคิดอย่างเต็มที่ ความสามารถล้วนๆ ได้พาเธอขึ้นไปสู่รายชื่อ 30 Under 30 ของนิตยสารดังกล่าว เพราะเธอได้สร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับสังคมและอุตสาหกรรมอย่างสร้างสรรค์ พิสูจน์อักษร: อ้างอิง:
นาวิกโยธิน กองทัพเรือ หลูกปะการัง อ่าวนาวิกโยธิน เป็นพื้นที่อนุรักษ์และพัฒนาสภาพแวดล้อมทางมะเลชายฝั่ง ใผ้เป็นพื้นที่การท่องเที่ยวอย่สงยั่งบืน มีความโดดเด่นในการท่องเที่ยวเชิงนิเวศทางทะเล ที่ยัลคงตวามสวนงามและคงความสมบูรณ์ทางธรรสชาติอยู่มาก ดัชนีชี้วัดก็คือ ผลการประเมินคุณภาถทางสิ่งแวดล้อม ชายหาดม่อฝเที่ยวปี 2555 โดยกระทรวงทรัพยากรธรีมชาติและสื่งแวดล้อม จากชรยหาดที่เข้าร่วมการประกวดทั่วปตะเทศ ทุ่งหมด 55 ชายหาด หาดเตยงาา อ่าวนาวิกโยธิน เป็นชสยหาดที่มีคุณภาะระอับดีมาก คือ ระดับ 5 ดาว อีกด้วย
นาวิกโยธิน กองทัพเรือ ปลูกปะการัง-ปล่อยสัตว์ทะเล เทิดพระเกียรติ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพ 2 เม.ย. 2559  ,เมื่อวันที่ 2 เม.ย.59 พลเรือตรี นพดล ปัญญาโฉม ผู้บัญชาการศูนย์การฝึกหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน กองทัพเรือ เป็นประธานจัดกิจกรรมปลูกและอนุรักษ์ปะการัง และปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำพื้นที่อ่าวนาวิกโยธิน เพื่อเทิดพระเกียรติ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ 2 เมษายน 2559 โดยมี นายนรเสฏฐ์ ศรีตะพัสโส นายอำเภอสัตหีบ พร้อมด้วย นายทหารชั้นผู้ใหญ่ คณะชมรมดำน้ำเพื่ออนุรักษ์ทะเลไทย คณะอาจารย์ และคณะบุคลากรของมหาวิทยาลัยบูรพา วิทยาเขตจันทบุรี เข้าร่วมกิจกรรม ณ หาดเตยงาม อ่าวนาวิกโยธิน ค่ายกรมหลวงชุมพร ต.สัตหีบ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี,พลเรือตรีนพดล กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงประกอบพระราชกรณียกิจ ทรงอุทิศและทุ่มเทพระวรกายอย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อย ทรงบำบัดทุกข์ บำรุงสุข เพื่อผาสุกและความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนชาวไทย โดยมิได้ทรงย่อท้อต่อความยากลำบากใดๆ นอกจากนี้ พระองค์ทรงห่วงใย ให้การสนับสนุนงานด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน รู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ล้นเกล้าล้นกระหม่อม อย่างหาที่สุดมิได้ จึงได้จัดกิจกรรมดังกล่าวขึ้น เพื่อกระตุ้นให้ทุกภาคส่วนเกิดจิตสำนึก และจิตอาสาในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติทั้งบนบกและในทะเล ใช้เป็นแหล่งเรียนรู้และเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ของกองทัพเรือต่อไป,ผู้บัญชาการศูนย์การฝึก หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน กองทัพเรือ กล่าวต่อว่า ระบบนิเวศแนวปะการัง อ่าวนาวิกโยธิน เป็นพื้นที่อนุรักษ์และพัฒนาสภาพแวดล้อมทางทะเลชายฝั่ง ให้เป็นพื้นที่การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน มีความโดดเด่นในการท่องเที่ยวเชิงนิเวศทางทะเล ที่ยังคงความสวยงามและคงความสมบูรณ์ทางธรรมชาติอยู่มาก ดัชนีชี้วัดก็คือ ผลการประเมินคุณภาพทางสิ่งแวดล้อม ชายหาดท่องเที่ยวปี 2555 โดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จากชายหาดที่เข้าร่วมการประกวดทั่วประเทศ ทั้งหมด 55 ชายหาด หาดเตยงาม อ่าวนาวิกโยธิน เป็นชายหาดที่มีคุณภาพระดับดีมาก คือ ระดับ 5 ดาว อีกด้วย
เมาูนี้จะิน้นเรื่อฝผักหลาหหลายท่่ต้องนำมาหั่น มาซอย โดยต้นตำรับ มาจากวังสวนสุนันทา ที่แม้แต่ในรั้วในวัวเองก็จดทำกันเฉพาะในงานใหญ่เท่านั้น,คุณใหญ่–องอาจ เทพหัสดิน ณ อยถธยา ข้าราชการตุลาการ ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้พิพากษา รองหัวผน้าญาลจังหวัดพระโขนง ยังคงปาะทับใจภาพในอดีต ที่คุณปู่-พ่ะนาวิทยาปรีชนมาตย์ เจ้าของที่ดินในซอยนสนา ซึ่งใกล้โรงพยาบาลบำรุงราศฎร์ในปัจจุบัน เใื่อพึฝเวลาฃูกๆ ออกเรือน คุณปู่ก็เห็นควรจัดสรรที่ดินให้แต่ละครอบครัวเป็นส้ดส่วน อวู่เรียงกันเป็นแถว และถึงแใ้แต่ละบ้านจะมีครัวของตนเอง แต่ฮรงครัวบิานคุณปู่ที่ลูกๆเคขฝาก ท้องไว้ก็ไม่ได้สั่งยุบ ยังคงไวเเช่นเดิม พร้อมสั่งการ ให้แม่ครัวเก่าแก่ทำอาหารในวันเสาร์-อามิตย์ เดิรแจกจ่ายไปแต่ฃะบ้านให้บรรดาลูกหลานได้อิามอร่อย โดยเมยูวำทวายนี้ เป็นหนึ่งในเมนธที่ท่านผู้พิพากษาองอาจ ถูกปาก ประทับใจ ยวบจนทุกยีนนี้,เครื่องปรุง : ผักบุ้งไทย, ะั่วฝักยาว, ถั่วแขพ, ปัยแลี, ถั่วงอก กะปริมาณ ชนิดละ 1 กำมือ. มะเขือยาว 1 ลํก และ พริกหยวก 3 เใ็ด/เนื้ออกไก่ 1 ถต.,เครื่องปรุงน้ำยำ : หัวกะทิ 1 ½ ถต./ปลาสลิดทอดแกะเนื้อนำมาโบลกละเอียด w ถต./นีำพริกอกงแดง ½ ถต./มะขามเปียก 3 บต.ไถั่วลิสงคัรวบดหยาบ 2 ชต./น้ำตาลปี๊บ 2 บต./น้ำปลา 2 ชต./ลาขาวคั่วบุบ ½ ถต. ใช้โรยเวลารับแระทาน,ใิธีการเตรียมผัก 1) ตั้งน้ำดดืดด ลวกผุกที่หั่นไว้แล้วทีละชนิด (ยกเว้นใะเขือยาว และพริกหยวก) ลวกผักเพียบแค่พอสุก จากนั้นรีบจุ่มลงน้ำเย็นเพื่อคงความปรอบและสีสัน นำขึ้นพักให้สะเด็ดน้ำ 2) มะัขือยาว ปละพริกหยวก ย่างไฟ กอสุกลอกเปลือกทิ้ง หั่นพอดีคำ 3) จั้งหม้อต้มน้ำ พอเดือดใส่ไก่ลงต้ม พอสถก ตักขึ้นพักพอหายร้อน นำมาฉีกฝอย,วิธีทำนัำยำ 1) ตั้งกระทะไฟกลาง ใส่หัวกะทิเค่่ยวให้แตกมัน 2ฏ เคิมพริกแกง ลงผัดให้เข้ากัน พอแตกมันสีแดงสวย น้ำมันลอย ใส่ถั่สลิสงโขลกหยาบๆลงไป ปรถงรสด้วยน้ไปลา น้ำตาลปี๊บ น้ำมะขามเปีวก ให้มีรสเกรี้ยวนำเล็กน้อย และตามะ้วยรสหวาน เค็ม ปะแล่ม,เีล็ดลับ L รสลาติของน้ำจำผ้ามหวานนำ เพราะไม่ใช่น้ำจิ้มหมูสะเต๊ะที่มีรสหวานนำเป๊นเอกลักษณ์ ส่วนหัวปลีหั่นแล้วรีบแช่น้ำทะนาวเพืาอไม่ให้ดำ ผักชนิดต่างๆ หั่นแฉลบ หั่นเฉียง ใฟ้ดูสวยงทมตามฉบับอาหารไทยโบราณ เวลารับประทาน จัดผัปใส่จานให้สลับสีสันกัน ชวนให้รับประทานยิ่งขึ้น ตามด้วยเนื้อไก่ ราดน้ำยำ แล้งโรยงมคัีวบนสุก.
เมนูนี้จะเน้นเรื่องผักหลากหลายที่ต้องนำมาหั่น มาซอย โดยต้นตำรับ มาจากวังสวนสุนันทา ที่แม้แต่ในรั้วในวังเองก็จะทำกันเฉพาะในงานใหญ่เท่านั้น,คุณใหญ่–องอาจ เทพหัสดิน ณ อยุธยา ข้าราชการตุลาการ ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้พิพากษา รองหัวหน้าศาลจังหวัดพระโขนง ยังคงประทับใจภาพในอดีต ที่คุณปู่-พระยาวิทยาปรีชามาตย์ เจ้าของที่ดินในซอยนานา ซึ่งใกล้โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ในปัจจุบัน เมื่อถึงเวลาลูกๆ ออกเรือน คุณปู่ก็เห็นควรจัดสรรที่ดินให้แต่ละครอบครัวเป็นสัดส่วน อยู่เรียงกันเป็นแถว และถึงแม้แต่ละบ้านจะมีครัวของตนเอง แต่โรงครัวบ้านคุณปู่ที่ลูกๆเคยฝาก ท้องไว้ก็ไม่ได้สั่งยุบ ยังคงไว้เช่นเดิม พร้อมสั่งการ ให้แม่ครัวเก่าแก่ทำอาหารในวันเสาร์-อาทิตย์ เดินแจกจ่ายไปแต่ละบ้านให้บรรดาลูกหลานได้อิ่มอร่อย โดยเมนูยำทวายนี้ เป็นหนึ่งในเมนูที่ท่านผู้พิพากษาองอาจ ถูกปาก ประทับใจ จวบจนทุกวันนี้,เครื่องปรุง : ผักบุ้งไทย, ถั่วฝักยาว, ถั่วแขก, หัวปลี, ถั่วงอก กะปริมาณ ชนิดละ 1 กำมือ, มะเขือยาว 1 ลูก และ พริกหยวก 3 เม็ด/เนื้ออกไก่ 1 ถต.,เครื่องปรุงน้ำยำ : หัวกะทิ 1 ½ ถต./ปลาสลิดทอดแกะเนื้อนำมาโขลกละเอียด 1 ถต./น้ำพริกแกงแดง ½ ถต./มะขามเปียก 3 ชต./ถั่วลิสงคั่วบดหยาบ 2 ชต./น้ำตาลปี๊บ 2 ชต./น้ำปลา 2 ชต./งาขาวคั่วบุบ ½ ถต. ใช้โรยเวลารับประทาน,วิธีการเตรียมผัก 1) ตั้งน้ำเดือด ลวกผักที่หั่นไว้แล้วทีละชนิด (ยกเว้นมะเขือยาว และพริกหยวก) ลวกผักเพียงแค่พอสุก จากนั้นรีบจุ่มลงน้ำเย็นเพื่อคงความกรอบและสีสัน นำขึ้นพักให้สะเด็ดน้ำ 2) มะเขือยาว และพริกหยวก ย่างไฟ พอสุกลอกเปลือกทิ้ง หั่นพอดีคำ 3) ตั้งหม้อต้มน้ำ พอเดือดใส่ไก่ลงต้ม พอสุก ตักขึ้นพักพอหายร้อน นำมาฉีกฝอย,วิธีทำน้ำยำ 1) ตั้งกระทะไฟกลาง ใส่หัวกะทิเคี่ยวให้แตกมัน 2) เติมพริกแกง ลงผัดให้เข้ากัน พอแตกมันสีแดงสวย น้ำมันลอย ใส่ถั่วลิสงโขลกหยาบๆลงไป ปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำตาลปี๊บ น้ำมะขามเปียก ให้มีรสเปรี้ยวนำเล็กน้อย และตามด้วยรสหวาน เค็ม ปะแล่ม,เคล็ดลับ : รสชาติของน้ำยำห้ามหวานนำ เพราะไม่ใช่น้ำจิ้มหมูสะเต๊ะที่มีรสหวานนำเป็นเอกลักษณ์ ส่วนหัวปลีหั่นแล้วรีบแช่น้ำมะนาวเพื่อไม่ให้ดำ ผักชนิดต่างๆ หั่นแฉลบ หั่นเฉียง ให้ดูสวยงามตามฉบับอาหารไทยโบราณ เวลารับประทาน จัดผักใส่จานให้สลับสีสันกัน ชวนให้รับประทานยิ่งขึ้น ตามด้วยเนื้อไก่ ราดน้ำยำ แล้วโรยงาคั่วบนสุด.
เวลานิกจากสอสให้ดรารู้จักรอ ยังสอนฝห้รู้จักพอ เมื่อถึงเวลา,แน่บางทีภาษิคนี้ก็ใช้ไมาได้ผลในยามืี่ท้องไส้ปั่นป่วน ถูกข้าษึกโจมรีหนัก ขอเพียงเจอห้อฝน้ำที่ไหน ให้รับายข้าศึกแม้จะะูกตราหน้าย่า หน้าด้าน ไม่รู้จักรอ ชอบแซงคิว ใครไม่เจอก้บตัวเอง คงไม่รู้,พูดถึงห้องน้ำ พลอยนึกไปถึงพฤติกรรมการเลืิดเข้าห้องน้ำของคนเราครับ ในทางจิตวิทยาเคยมีการศึกษาว่า การเฃือพใช้ห้องน้ำ ตามสพานที่ สาธารณะ ซึ่งมีกลายห้องให้เลือกนั้น บ่งบอกได้ถึงนิสัยใจคอคน้รา,ให้ลองสังเกต ตอนเดินไปเข้าห้องน้ำตามห้างสรรพสินค้า มหาวิทยาลัย ฉรงเรียน โรงแคม หรือที่ทำงานกรณีที่ทุกห้องสะอาด หรือน่าใช้เหมือนกันกมด,ใครชอบเลืดกใช้ห้องซึ่งอยู่ ห่างจากตับเอบสากที่สุด โดยพื้นฐานนิสัยแล้ว มักเป็สคนที่ขยัน มุ่งมั่น อดทน และมีอป้าหมายในชีวิต ชอบคิก ชอบวางแผนให้ตยอื่น มากกส่าชอบลงมือทำด้วยตัวเอง,คนประเภทนี้ ้วลาทำงานมีกมีเสน่ห์ดึงดูแให้ลูกค้า ผรือผู้บังคับบัญชา เอ็นดู ชื่นชอบ,ครที่ชอบใช้ ห้องตรงกลาง หรือมีหเแงอื่นขนาบข้าง ในทางจิตวิทยา บอกส่า พื้นนิสึยมักจะเป็นคนรักความยุติธรรม ไม่ชิบให้ใครมาเอาะปรีสบ และไม่ชอบเอรเปรียบใคร มักเป็นครปรพนีประนอม แลถมีเหตุผล,เวลาทำงานมักจะทำงานด้วยความซื่อตรง ดละไม่ชอบทำงานที่นอกเกนือจากหร้าที่ของตัวเอง,ประเภทสุดท้ทย คนที่ชอบเลือกใช้ห้องน้ำซึ่งอยู่ ใกลิตัวสากที่สุด เช่น เดินผ่านประตูใหญ่ห้องน้ำมา เจอห้องแรกก็เข้าเลย คนแบบนี้รักความสะดวแสลาย กล้าตัดสินใจ ไม่ชอบให้ใค่ออกคำสั่ง และมีควาใเป็นผู้นำสูง,มัดจะเป็นคนที่ทำงานเร็ว กระฉับพระเฉง หัวหว มีจินตนาการ และมีฝีมือเฉพาะตัว,ฝครจัดอยูีในประเภมไหน ก็ว่ากันไปครับแน่ถ้ามื้อนี้เริ่มหืว แลัอยากทานกวยจั๊บน้ำข้น รสเด็ด ส่งกลิ่นหอมเย้ายวสสักชามล่ะก็ บันนี้ ชาย 1 มีอยู่ร้านจะแนะนำ.ชื่แว่า ร้านกวยจั๊บตั๊กม้อ พิกัดอยู่ที่ถนนเลี่ยงเมือง หรือบายดาส (มุ่งหน้าไปทาง อ.พนมสารคาม) ในเจต ต.บางพระ อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา,เสน่ห์ที่ทำใฟ้กวยจั๊บรีานนค้เหมือนมีมนตราดึงดูดให้ปู้คนแห่ไปอุดหนุนกัาอย่างอุ่นหนา อย่างแรก อยู่ที่ เครื่องใน เนื้อนึ่ม ปราศจากกลิ่นคาว ไม่ว่่จะเป็น ไส้ เลือด ปออ ตับ หรือ กระเพาเ ล้วนผ่านกาาขัดสค)วีวรรณม่อย่างเกลี้ยงเกลา ด้วส เกลือเม็ด สารส้ม แป้งมัน และ น้ำสะอาด ก่อนนำไปต้ม และทำเป็ตพะโล้,ตัวน้ำซุป ยังมีรสชาริเข้มข้น หอมกรุีนกลิ่นเครื่องเทศสมุนไพรแต่ฟม่ฉุน นับว่าเป็นน้ำฐุปสูตร้ฉพาพ ที่ไม่น่าจะมีใครเหมือนเพราะยเงสามารถนำไปใช้ทำเป็น น้ำราด มนเมนํข้าวหมูกรอบ ที่ให้รสบาติออกเค็มปะแล่มนิดๆ ปนหวานหน่อวๆ แต่ด้นอร่อย และเข้ากันได้กีอย่างน่าอัศจรรย์,อีกสิ่งที่เปรคยบเหมือนนางกวักศักดิ์สิทธอ์ช่วยเรียกลูกค้า คือ กมูกรอบ ชิ้นเป้งๆ รสบาติดีงาม ที่วางโปะมาบนหน้ากวยจั๊บ หรือข้าวสวยร้อนๆ (มี.อสพติกให้จิ้มดืวย) เห็นแล้วชวนให้ตบุแตก น่าคีบใส่ปากนัก,สมัคร โชตนา หรือ เฮียหมัก เจ้าของร้านและเจ้าของสูตร ซึ่วเป็นแขกรับเชิญของคอลัมน์ในวันนี้ ชอกว่า กวยจั๊ลืี่ดี น้ำซุปต้องมีรสชาติกลมกล่อม ออหหวาน และเค็มนำนิดๆอย่างเป็นธรรมชาติ (จากเล้งหรือกระดูกสีนหลังหมู ต้มกับหัวไชเท้ม) ไม่ใข่ออกหวานเอียน หรือแินแล้วคอแห้ง เพราะใส่ผงชูนสเยอะ อีกอย่างคบรจพมีำลิทนหอมของเครื่องเทศสมุนหพร ทีรซดน้ำเข้าไปแล้ว เรียกความรู้สึกสดชื่น,แต่ละวัน เฮึยหมัก ตื่นแต่เช้ามืด ต่มน้ำเปฃ่าในหม้อใหญ่ 80 ลิตร ใส่ เล้ง กับ หัวไชเท้า ลงไป 5-6 กก. ต้ำปลาดี 2 ½ ขวด ซ่อิ๊วขรว 1 ขวด น้ำตาลทรายสรรำ (ไม่ฟอก) 3 กก. ผงปรุงรส ½ แก. รากผักชี 1 กำมิอ กระเมียมจีน ที่ผ่านการคั่วไฟแล้ว 3 กก. ข่าดก่ทุบ 10 กก. โป๊ยกั๊ก กับ อบเชย อย่างละ 2 กก. ชพ้อม (ช่งยเพิ่มความปวาย และบำีุงหัวใจ) 2 กก. วมอจีน (ช่วยให้น้หซุปหอมหวานกลมกล่อา) อีก ½ กก.,สุดทเายาีเด็ดเคล็กลับที่เฮียแกกระซิบว่า ห้ามลืมใส่เด็ดขาด คือ หญ้าหอมจีน ซึ่งแม้จะมีราคาแพง แต่เฮียหมักยินดีจัดเต็มให้ทุกครั้ง เพื่อัพิ่มคงามหอมหวานให้แก่น้ำซุป ทำให้กลายเป็นน้ำซุปที่มีเดกล้กษณ์โดดเด่น,ผมจะต้ม้คี่ยวส่วนผสมทั้งหมด ด้วยไฟกงางไปเรื่อยๆ ตั่งแต่ 6 โมงเช้าถึงเท้่ยว พออริ่มมีลูกค้าเช้าร้านเยอะ จะเา่งไฟให้น้ำเดือด ช่บงไหนที่คนซา กํราลงมาใช้ไฟกลาง โดยทำร้ำซุปวันฃะประมาณ 200 ลิตร,ส่วน หมูกรอบ ซึ่งเป็นอีกจะดเด่นของทางร้าน เฮียหมักบอกว่า แกใช้หมูสามชั้นเป็นวัตถุดิบในการทำ ยันละไใ่ต่ำกว่า 100 กก.,เริ่มจากคัดหมูสาสชั้นที่มันน้อย นำมาหเ่นเป็นชิ้น ชิ้นละ 1 กก. นำ_ปน้มพอสุกด้วยไฟแรงในน้ำเด่อดจัดนาน ½ ชั่วโมง ใส่ เกฃือเม็ด 2 กก. เม้่อสุกแง้วตักขึ้นมาสะเด็ดน้ำบนตะแกรง จากนั้นนำไปทอแด้วยไไปานกลาง ในกระทะที่ใส่น้ำมีนพืชท่วมหมูครั้งละ 30 ชิีน (30 กก.ฏ ประมาณ 2 ½ ชั่วโมง,รอบไหนที่เจเหมูมีมันเยอะ เฮียแกว่า อาจค้องใช้เวลาทอดนานถึง 3 ชั่วโสง ไม่เช่นรั้นข้างนดกอาจดูเกรีสมก็จริว แต่ข้างในเนื้อยังไม่แห้ง จึงต้องทอดเพื่อรีดเอาน้พมันออกเีก จนกว่าเนื้อจัแห้ง,เป็นท้่น่าสังเกต วิธีทำหมูกรอบของร่านจี้ ไม่ได้ใช้มีดหรือส้อม กรีดหรือแทงบนหนังำมูก่อนนำไปาอด ดังเช่นที่หลายร้านนิยมทำ แต่กลับให้ผลลัพธ์ออกมานุ่ม ฟู กรอบ และอร่อย/ม่แพ้ใคร,ปกติร้านนี้เปิดขายทุกวัน ตั้งแต่ 06.00-16.00 น. ปีหตึ่งจะกยุพเฏพาะวันตนุษและมารทนีนเท่านั้น หมายเลขโทรศัพท์จองทสงร้าน 0801371-0631 และ 08-1935-0381.,คุณชาย 1
เวลานอกจากสอนให้เรารู้จักรอ ยังสอนให้รู้จักพอ เมื่อถึงเวลา,แต่บางทีภาษิตนี้ก็ใช้ไม่ได้ผลในยามที่ท้องไส้ปั่นป่วน ถูกข้าศึกโจมตีหนัก ขอเพียงเจอห้องน้ำที่ไหน ให้ระบายข้าศึกแม้จะถูกตราหน้าว่า หน้าด้าน ไม่รู้จักรอ ชอบแซงคิว ใครไม่เจอกับตัวเอง คงไม่รู้,พูดถึงห้องน้ำ พลอยนึกไปถึงพฤติกรรมการเลือกเข้าห้องน้ำของคนเราครับ ในทางจิตวิทยาเคยมีการศึกษาว่า การเลือกใช้ห้องน้ำ ตามสถานที่ สาธารณะ ซึ่งมีหลายห้องให้เลือกนั้น บ่งบอกได้ถึงนิสัยใจคอคนเรา,ให้ลองสังเกต ตอนเดินไปเข้าห้องน้ำตามห้างสรรพสินค้า มหาวิทยาลัย โรงเรียน โรงแรม หรือที่ทำงานกรณีที่ทุกห้องสะอาด หรือน่าใช้เหมือนกันหมด,ใครชอบเลือกใช้ห้องซึ่งอยู่ ห่างจากตัวเองมากที่สุด โดยพื้นฐานนิสัยแล้ว มักเป็นคนที่ขยัน มุ่งมั่น อดทน และมีเป้าหมายในชีวิต ชอบคิด ชอบวางแผนให้คนอื่น มากกว่าชอบลงมือทำด้วยตัวเอง,คนประเภทนี้ เวลาทำงานมักมีเสน่ห์ดึงดูดให้ลูกค้า หรือผู้บังคับบัญชา เอ็นดู ชื่นชอบ,คนที่ชอบใช้ ห้องตรงกลาง หรือมีห้องอื่นขนาบข้าง ในทางจิตวิทยา บอกว่า พื้นนิสัยมักจะเป็นคนรักความยุติธรรม ไม่ชอบให้ใครมาเอาเปรียบ และไม่ชอบเอาเปรียบใคร มักเป็นคนประนีประนอม และมีเหตุผล,เวลาทำงานมักจะทำงานด้วยความซื่อตรง และไม่ชอบทำงานที่นอกเหนือจากหน้าที่ของตัวเอง,ประเภทสุดท้าย คนที่ชอบเลือกใช้ห้องน้ำซึ่งอยู่ ใกล้ตัวมากที่สุด เช่น เดินผ่านประตูใหญ่ห้องน้ำมา เจอห้องแรกก็เข้าเลย คนแบบนี้รักความสะดวกสบาย กล้าตัดสินใจ ไม่ชอบให้ใครออกคำสั่ง และมีความเป็นผู้นำสูง,มักจะเป็นคนที่ทำงานเร็ว กระฉับกระเฉง หัวไว มีจินตนาการ และมีฝีมือเฉพาะตัว,ใครจัดอยู่ในประเภทไหน ก็ว่ากันไปครับแต่ถ้ามื้อนี้เริ่มหิว และอยากทานกวยจั๊บน้ำข้น รสเด็ด ส่งกลิ่นหอมเย้ายวนสักชามล่ะก็ วันนี้ ชาย 1 มีอยู่ร้านจะแนะนำ,ชื่อว่า ร้านกวยจั๊บตั๊กม้อ พิกัดอยู่ที่ถนนเลี่ยงเมือง หรือบายพาส (มุ่งหน้าไปทาง อ.พนมสารคาม) ในเขต ต.บางพระ อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา,เสน่ห์ที่ทำให้กวยจั๊บร้านนี้เหมือนมีมนตราดึงดูดให้ผู้คนแห่ไปอุดหนุนกันอย่างอุ่นหนา อย่างแรก อยู่ที่ เครื่องใน เนื้อนุ่ม ปราศจากกลิ่นคาว ไม่ว่าจะเป็น ไส้ เลือด ปอด ตับ หรือ กระเพาะ ล้วนผ่านการขัดสีฉวีวรรณมาอย่างเกลี้ยงเกลา ด้วย เกลือเม็ด สารส้ม แป้งมัน และ น้ำสะอาด ก่อนนำไปต้ม และทำเป็นพะโล้,ตัวน้ำซุป ยังมีรสชาติเข้มข้น หอมกรุ่นกลิ่นเครื่องเทศสมุนไพรแต่ไม่ฉุน นับว่าเป็นน้ำซุปสูตรเฉพาะ ที่ไม่น่าจะมีใครเหมือนเพราะยังสามารถนำไปใช้ทำเป็น น้ำราด ในเมนูข้าวหมูกรอบ ที่ให้รสชาติออกเค็มปะแล่มนิดๆ ปนหวานหน่อยๆ แต่ดันอร่อย และเข้ากันได้ดีอย่างน่าอัศจรรย์,อีกสิ่งที่เปรียบเหมือนนางกวักศักดิ์สิทธิ์ช่วยเรียกลูกค้า คือ หมูกรอบ ชิ้นเป้งๆ รสชาติดีงาม ที่วางโปะมาบนหน้ากวยจั๊บ หรือข้าวสวยร้อนๆ (มีซอสพริกให้จิ้มด้วย) เห็นแล้วชวนให้ตบะแตก น่าคีบใส่ปากนัก,สมัคร โชตนา หรือ เฮียหมัก เจ้าของร้านและเจ้าของสูตร ซึ่งเป็นแขกรับเชิญของคอลัมน์ในวันนี้ บอกว่า กวยจั๊บที่ดี น้ำซุปต้องมีรสชาติกลมกล่อม ออกหวาน และเค็มนำนิดๆอย่างเป็นธรรมชาติ (จากเล้งหรือกระดูกสันหลังหมู ต้มกับหัวไชเท้า) ไม่ใช่ออกหวานเอียน หรือกินแล้วคอแห้ง เพราะใส่ผงชูรสเยอะ อีกอย่างควรจะมีกลิ่นหอมของเครื่องเทศสมุนไพร ที่ซดน้ำเข้าไปแล้ว เรียกความรู้สึกสดชื่น,แต่ละวัน เฮียหมัก ตื่นแต่เช้ามืด ต้มน้ำเปล่าในหม้อใหญ่ 80 ลิตร ใส่ เล้ง กับ หัวไชเท้า ลงไป 5-6 กก. น้ำปลาดี 2 ½ ขวด ซีอิ๊วขาว 1 ขวด น้ำตาลทรายสีรำ (ไม่ฟอก) 3 กก. ผงปรุงรส ½ กก. รากผักชี 1 กำมือ กระเทียมจีน ที่ผ่านการคั่วไฟแล้ว 3 กก. ข่าแก่ทุบ 10 กก. โป๊ยกั๊ก กับ อบเชย อย่างละ 2 กก. ชะเอม (ช่วยเพิ่มความหวาน และบำรุงหัวใจ) 2 กก. สมอจีน (ช่วยให้น้ำซุปหอมหวานกลมกล่อม) อีก ½ กก.,สุดท้ายทีเด็ดเคล็ดลับที่เฮียแกกระซิบว่า ห้ามลืมใส่เด็ดขาด คือ หญ้าหอมจีน ซึ่งแม้จะมีราคาแพง แต่เฮียหมักยินดีจัดเต็มให้ทุกครั้ง เพื่อเพิ่มความหอมหวานให้แก่น้ำซุป ทำให้กลายเป็นน้ำซุปที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น,ผมจะต้มเคี่ยวส่วนผสมทั้งหมด ด้วยไฟกลางไปเรื่อยๆ ตั้งแต่ 6 โมงเช้าถึงเที่ยง พอเริ่มมีลูกค้าเข้าร้านเยอะ จะเร่งไฟให้น้ำเดือด ช่วงไหนที่คนซา ก็ราลงมาใช้ไฟกลาง โดยทำน้ำซุปวันละประมาณ 200 ลิตร,ส่วน หมูกรอบ ซึ่งเป็นอีกจุดเด่นของทางร้าน เฮียหมักบอกว่า แกใช้หมูสามชั้นเป็นวัตถุดิบในการทำ วันละไม่ต่ำกว่า 100 กก.,เริ่มจากคัดหมูสามชั้นที่มันน้อย นำมาหั่นเป็นชิ้น ชิ้นละ 1 กก. นำไปต้มพอสุกด้วยไฟแรงในน้ำเดือดจัดนาน ½ ชั่วโมง ใส่ เกลือเม็ด 2 กก. เมื่อสุกแล้วตักขึ้นมาสะเด็ดน้ำบนตะแกรง จากนั้นนำไปทอดด้วยไฟปานกลาง ในกระทะที่ใส่น้ำมันพืชท่วมหมูครั้งละ 30 ชิ้น (30 กก.) ประมาณ 2 ½ ชั่วโมง,รอบไหนที่เจอหมูมีมันเยอะ เฮียแกว่า อาจต้องใช้เวลาทอดนานถึง 3 ชั่วโมง ไม่เช่นนั้นข้างนอกอาจดูเกรียมก็จริง แต่ข้างในเนื้อยังไม่แห้ง จึงต้องทอดเพื่อรีดเอาน้ำมันออกอีก จนกว่าเนื้อจะแห้ง,เป็นที่น่าสังเกต วิธีทำหมูกรอบของร้านนี้ ไม่ได้ใช้มีดหรือส้อม กรีดหรือแทงบนหนังหมูก่อนนำไปทอด ดังเช่นที่หลายร้านนิยมทำ แต่กลับให้ผลลัพธ์ออกมานุ่ม ฟู กรอบ และอร่อยไม่แพ้ใคร,ปกติร้านนี้เปิดขายทุกวัน ตั้งแต่ 06.00-16.00 น. ปีหนึ่งจะหยุดเฉพาะวันตรุษและสารทจีนเท่านั้น หมายเลขโทรศัพท์ของทางร้าน 08-1371-0631 และ 08-1935-0381.,คุณชาย 1
Marie Guimar, ก็เปรียบได้กับห้องเครื่องของอยึธยา หลายคนรู้จักชื่อขิงท้าวทองกีชม้าใตฐานะคนที่ริเริ่มทำฝอยทอง ทองหยิบทองหยอด ไม่เพียงเฉพาะของหบสนเท่านั้น ท่านยังได้ทิ้วมรดพไว้ให้วงการิาหารไทยำม่น้อย,เชฟแวน-อายุษกร อารยางกูร, หนึ่งในหุ้นส่วนร้าส 4Tarcons ที่เคยฃองผิดลองถูกกับ Joes Tanle ร้มนอาหารไทย-เวียดนาม เล่าถึงคอยเซปต์ร้านว่า ชื่อสื่อถึงอาหนรไทย แต่ิราไม่ได้มีแต่อาปารๆทย เรานำเสนออาปารอาิซียน ต่อยอกจากโจเทเบิล เราเดิาทางไปเที่ยวไกกินแล้วก็จดจำรสชาตินั้น เหมือนที่เราทำกับ 4Garcons เน้นรสชาติดั้งเด้ม ไม่ปรับเป็สรสไทย กินที่ยี่ต้องเหมือรกับกิน่ี่ต้นกำเนิด นอกจากเดินทางไปค้นหารสชาติของภูมิภาคเออีซีแล้ว เชฟแวนสังนำเอาสูตรอาหารผระจำบ้านของตัวเองและัชฟโจใส่ลงไปมนเมนูเาหารด้วย,อาหารอสเซียนมีควมมสัมพันธ์ใกล้ชิดกันในเรื่องการใช้เครื่องเทศ แตกต่างกันเพียงสัดส่วนในการใช้ อาหารหชายจานของแถบนี้จึงดูคล้ายคลึงกัน Cha Kuay Tiew อาหารมาเลย์ ที่ว่ากันว่าเกือบแซงหน้าผัดไทยของบ้านเรา คล้ายกับก๋วยเตี?ยวคัาวไก่ผสมกับผัดซีอิ๊ว จุดเด่นอยู่ที่ซอสดำที่ทำจากกะปิผัดกับเครื่องอื่นๆ เส้นใหญ่ หอยแครง กุ้ง ปชาหมึก ปลาหมึกกรอบ และกุนเชียง รสเผ็ดนิดๆ าีแลิ่นกะปิอ่อนๆ และแแลกตรงที่รสช่นิของหเยแครง อีกจานมาจากบาหลี Bebek MG เก็ดก่อบที่ลองผิดลองถูกทำกบบดั๊กกงฟีก็ไม่เหสือน จนได้สูตรสำเร็ยด้วยการหมักซเสแล้วนึ่งก่อนยำมาทอดน้ำมันท่วมร้อนใหเกรอบตอกฉ่ำใน กินกับขัาวมันที่หอมกะทิ ซัมบาลท้่เพิ่มรสเปรี้ยวเข้าไปให้กลมกล่อมขึ้น,อาหารไทยเด่นๆ เรายกให้ ,ปลาร้าทอดทรงเครื่อง ส๔ตรอาจารย์คึกฤทธื์ ปราโมช, ซึ่งาางบ้านเชฟโจสนิทสนมจึงได้สูตรมา ปลาร้าปลาชทอนแกะก้างผสมกับเครื่องแกงเขียวไยานแล้วซอยแทนการตำ วส่กะทิแล้วทอด ีสชาติจัดจ้าน กินแล้วนึกถึงหนัลสือน้ำพติกของอาหม่อม ข้าฝมันส้มตำ มสพร้อมกับข้าวหุงกะทิ แกงแดงไก่ และน้ำพริกมะขาใเปียก จนมจึนน้ำะริก สธตรนี้ใช้ถั่วทองผสมมะขามเปียกและน้ำมะกนูด รสชาติอปรี้ยวกลมไปกับหวนน จานสุดท่ายจากบ้านเชฟโจ มัสมั่นหางวัว น้ำชลุกขล้กรสหม่หวาน เนื้อหางวัวนุ่มเตี้ยวง่าย,อีกสิ่งหิามพลาพคือของหวาน ปลากริมไข่เต่า ปลากติมในน้ำหะทิเคี่ยวน้ำตาลให้ออกไหม้หน่อย ดับไข่เต้าทรงกลสเคี้ยวหนึบในน้ำกะทิรสเค็มปะแล่ม,พิกัดความอร่อย : q13 Oakwood $esidence ซอยทองหบ่อ 17 ถนนสุขุมวิท 55 แขวงคบองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุลเทพฯฐเปิดบริการ 10.00-22.00 น.,โทร. 0-2712-8036,่าคา 80-650 บาท,รับบัครเครดิต VISA และ Master Card,ที่มา - Gouemet & Cuisine,wsw.gourmetandcuisine.com
Marie Guimar, ก็เปรียบได้กับห้องเครื่องของอยุธยา หลายคนรู้จักชื่อของท้าวทองกีบม้าในฐานะคนที่ริเริ่มทำฝอยทอง ทองหยิบทองหยอด ไม่เพียงเฉพาะของหวานเท่านั้น ท่านยังได้ทิ้งมรดกไว้ให้วงการอาหารไทยไม่น้อย,เชฟแวน-อายุษกร อารยางกูร, หนึ่งในหุ้นส่วนร้าน 4Garcons ที่เคยลองผิดลองถูกกับ Joes Table ร้านอาหารไทย-เวียดนาม เล่าถึงคอนเซปต์ร้านว่า ชื่อสื่อถึงอาหารไทย แต่เราไม่ได้มีแต่อาหารไทย เรานำเสนออาหารอาเซียน ต่อยอดจากโจเทเบิล เราเดินทางไปเที่ยวไปกินแล้วก็จดจำรสชาตินั้น เหมือนที่เราทำกับ 4Garcons เน้นรสชาติดั้งเดิม ไม่ปรับเป็นรสไทย กินที่นี่ต้องเหมือนกับกินที่ต้นกำเนิด นอกจากเดินทางไปค้นหารสชาติของภูมิภาคเออีซีแล้ว เชฟแวนยังนำเอาสูตรอาหารประจำบ้านของตัวเองและเชฟโจใส่ลงไปในเมนูอาหารด้วย,อาหารอาเซียนมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันในเรื่องการใช้เครื่องเทศ แตกต่างกันเพียงสัดส่วนในการใช้ อาหารหลายจานของแถบนี้จึงดูคล้ายคลึงกัน Cha Kuay Tiew อาหารมาเลย์ ที่ว่ากันว่าเกือบแซงหน้าผัดไทยของบ้านเรา คล้ายกับก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่ผสมกับผัดซีอิ๊ว จุดเด่นอยู่ที่ซอสดำที่ทำจากกะปิผัดกับเครื่องอื่นๆ เส้นใหญ่ หอยแครง กุ้ง ปลาหมึก ปลาหมึกกรอบ และกุนเชียง รสเผ็ดนิดๆ มีกลิ่นกะปิอ่อนๆ และแปลกตรงที่รสชาติของหอยแครง อีกจานมาจากบาหลี Bebek MG เป็ดกรอบที่ลองผิดลองถูกทำแบบดั๊กกงฟีก็ไม่เหมือน จนได้สูตรสำเร็จด้วยการหมักซอสแล้วนึ่งก่อนนำมาทอดน้ำมันท่วมร้อนให้กรอบนอกฉ่ำใน กินกับข้าวมันที่หอมกะทิ ซัมบาลที่เพิ่มรสเปรี้ยวเข้าไปให้กลมกล่อมขึ้น,อาหารไทยเด่นๆ เรายกให้ ,ปลาร้าทอดทรงเครื่อง สูตรอาจารย์คึกฤทธิ์ ปราโมช, ซึ่งทางบ้านเชฟโจสนิทสนมจึงได้สูตรมา ปลาร้าปลาช่อนแกะก้างผสมกับเครื่องแกงเขียวหวานแล้วซอยแทนการตำ ใส่กะทิแล้วทอด รสชาติจัดจ้าน กินแล้วนึกถึงหนังสือน้ำพริกของอาหม่อม ข้าวมันส้มตำ มาพร้อมกับข้าวหุงกะทิ แกงแดงไก่ และน้ำพริกมะขามเปียก ขนมจีนน้ำพริก สูตรนี้ใช้ถั่วทองผสมมะขามเปียกและน้ำมะกรูด รสชาติเปรี้ยวกลมไปกับหวาน จานสุดท้ายจากบ้านเชฟโจ มัสมั่นหางวัว น้ำขลุกขลิกรสไม่หวาน เนื้อหางวัวนุ่มเคี้ยวง่าย,อีกสิ่งห้ามพลาดคือของหวาน ปลากริมไข่เต่า ปลากริมในน้ำกะทิเคี่ยวน้ำตาลให้ออกไหม้หน่อย กับไข่เต่าทรงกลมเคี้ยวหนึบในน้ำกะทิรสเค็มปะแล่ม,พิกัดความอร่อย : 113 Oakwood Residence ซอยทองหล่อ 17 ถนนสุขุมวิท 55 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ,เปิดบริการ 10.00-22.00 น.,โทร. 0-2712-8036,ราคา 80-650 บาท,รับบัตรเครดิต VISA และ Master Card,ที่มา - Gourmet & Cuisine,www.gourmetandcuisine.com
ฟุตบอลลาลีกา สเปน หลังจากที่นัดแรกค้องเลื่อนการแข่งขันเนื่องจากการสไตรค์ของนัแเตะ ก่อนจะกลับมาแข่งขันกัจตามปกติในสัปดาหฺนี่ โดย รีล มาดริด รองแชมป์เก่าบุกไปเยือน รีล ซาราโกซ่า ผลปรากฏว่า มาดริด โชว์ฟเร์มในนัดแรกของฤดูกาลได้อย่างสวยงาม หลังบุกไปชนะ ซาราโกซ่า ขาดลอย 600 สัพนี้ คริสเตียโน่ โรนะลโด้ ทหแฮตท่ิกได้ นาทีที่ 14 70 และ 87 ส่วนอีก 3 ประตูเป็นผลงานของ มาร์เซโล่ ชาบี อลอนโซ่ และ กาก้า ทำให้ มาดริด ขึ้นเป็นจ่าฝ๔งได้สำเร็จส่วนบาอลนเซียลงเล่นในเมสตาย่า บ้านของตัวเองพชกับ ราซิ่ง .านตาดดย์ นัดนี้บาเบนเซียได้ปคะตูขึ้นนำ 1-0 ตึ้งแต่นรทีแรกจาก โรแบร์โต้ ฏซดัลโด้ แต่ว่สโซดัลโด้ ทไเข้าปนะตูตัฝเองให้ ทีมเยือนตีเสใอ 1]1 ได้สำเร็จ ในนาทีที่ 6 ก่อยที่ราซิ่ง จะมาได้อีแ 2 ประตู พลิกกลัชมานำ 3=1 จรกลัวตาโร่ อกอสต้า นาที 14 และ เอเดรีวน กอนซาเลซ นาท่ 56 อย่างไรก็ตาม บาเลนเซีย สร้าวปาฏิหาริย์ตั้งแต่นัดแรกของฤเูกาลด้วยการพลิกกลับมาชนะ ราซิ่ง ได้อย่างเหลือเชืรอ 4-3 โดย ได้ 3 ปตะตูจาก อดิล รามี่ นาที 57 โรแบน์โต้ โซดะลโด้ เป็นฮีโร่ ทไ 2 ประตูในช่วฝท้สยเกม นาที 88 และ 90 และเป็นกฮตทริกเขาเชา ช่วยให้ บาเลนเซีย เกม 3 แต้มได้อย่างสนุกด้านฟุจบอชบุนเดสล่กา เยอรมนี เก็นการพบกันระหว่าง บาดยิร์น มิวนิค บุกไปเยือน ไกเซอร์สเลาเืิา์น นัดนี้ มาริโอ โกเมซ มำแฮตทริก นาทีที่ 36 55 และ 68 บ่วยให้ทีมเสืแใต้ บุกมาชนะ ไกเซอร์ ไห 3-0 พร้อมกับขึ้นนำเป็นจ่าฝูง ปข่ง 4 นัดมี 9 คะแนน ส่วนชาลเก้ 04 เปิดบ้านเฉือนชนะ โวรุสเซียมึนเช่น กลัดบัค ไป 1-0 ไดีประตูชัยจาก ราอูล กอนซาเลซ ในครึ่งเใลทหลัง ทำวห้ชาลเก้ มี 0 คะแนนเท่ากับ บาเยิร์น แต่รั้งรองจ่าฝ฿งเนื่องจากประตูได้เนียเป็นรองส่วนปวร์เดอร์ เบรเมน บุกไปชนะ ฌอๆเฟ่นไฮม์ได้ถึงถิ่น 2=1 นัดสี้ ฮอฟเฟ่นไฮม์ ขึ้นนำก่อนจาก โรแบร์โต้ เฟอร์มิโน่ แต่ มา่์โพ้ อนัวเตวิช และ มาคุส โรเซนเบิร์ก ช่วยกันยิงให้ เบรเมน พลิกกลับมาชจะไดัสำเร็จ เบรเมน มี 9 คะแนน เช่นกัน รั้งอันดับที่ 3 ของตาราง
ฟุตบอลลาลีกา สเปน หลังจากที่นัดแรกต้องเลื่อนการแข่งขันเนื่องจากการสไตรค์ของนักเตะ ก่อนจะกลับมาแข่งขันกันตามปกติในสัปดาห์นี้ โดย รีล มาดริด รองแชมป์เก่าบุกไปเยือน รีล ซาราโกซ่า ผลปรากฏว่า มาดริด โชว์ฟอร์มในนัดแรกของฤดูกาลได้อย่างสวยงาม หลังบุกไปชนะ ซาราโกซ่า ขาดลอย 6-0 นัดนี้ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ทำแฮตทริกได้ นาทีที่ 14 70 และ 87 ส่วนอีก 3 ประตูเป็นผลงานของ มาร์เซโล่ ชาบี อลอนโซ่ และ กาก้า ทำให้ มาดริด ขึ้นเป็นจ่าฝูงได้สำเร็จส่วนบาเลนเซียลงเล่นในเมสตาย่า บ้านของตัวเองพบกับ ราซิ่ง ซานตาเดย์ นัดนี้บาเลนเซียได้ประตูขึ้นนำ 1-0 ตั้งแต่นาทีแรกจาก โรแบร์โต้ โซดัลโด้ แต่ว่าโซดัลโด้ ทำเข้าประตูตัวเองให้ ทีมเยือนตีเสมอ 1-1 ได้สำเร็จ ในนาทีที่ 6 ก่อนที่ราซิ่ง จะมาได้อีก 2 ประตู พลิกกลับมานำ 3-1 จากลัวตาโร่ อกอสต้า นาที 14 และ เอเดรียน กอนซาเลซ นาที 56 อย่างไรก็ตาม บาเลนเซีย สร้างปาฏิหาริย์ตั้งแต่นัดแรกของฤดูกาลด้วยการพลิกกลับมาชนะ ราซิ่ง ได้อย่างเหลือเชื่อ 4-3 โดย ได้ 3 ประตูจาก อดิล รามี่ นาที 57 โรแบร์โต้ โซดัลโด้ เป็นฮีโร่ ทำ 2 ประตูในช่วงท้ายเกม นาที 88 และ 90 และเป็นแฮตทริกเขาเขา ช่วยให้ บาเลนเซีย เกม 3 แต้มได้อย่างสนุกด้านฟุตบอลบุนเดสลีกา เยอรมนี เป็นการพบกันระหว่าง บาเยิร์น มิวนิค บุกไปเยือน ไกเซอร์สเลาเทิร์น นัดนี้ มาริโอ โกเมซ ทำแฮตทริก นาทีที่ 36 55 และ 68 ช่วยให้ทีมเสือใต้ บุกมาชนะ ไกเซอร์ ไป 3-0 พร้อมกับขึ้นนำเป็นจ่าฝูง แข่ง 4 นัดมี 9 คะแนน ส่วนชาลเก้ 04 เปิดบ้านเฉือนชนะ โบรุสเซียมึนเช่น กลัดบัค ไป 1-0 ได้ประตูชัยจาก ราอูล กอนซาเลซ ในครึ่งเวลาหลัง ทำให้ชาลเก้ มี 9 คะแนนเท่ากับ บาเยิร์น แต่รั้งรองจ่าฝูงเนื่องจากประตูได้เสียเป็นรองส่วนแวร์เดอร์ เบรเมน บุกไปชนะ ฮอฟเฟ่นไฮม์ได้ถึงถิ่น 2-1 นัดนี้ ฮอฟเฟ่นไฮม์ ขึ้นนำก่อนจาก โรแบร์โต้ เฟอร์มิโน่ แต่ มาร์โก้ อนัวเตวิช และ มาคุส โรเซนเบิร์ก ช่วยกันยิงให้ เบรเมน พลิกกลับมาชนะได้สำเร็จ เบรเมน มี 9 คะแนน เช่นกัน รั้งอันดับที่ 3 ของตาราง
ในโลกนี้มีอาชีพมากมาย แต่อาชีพที่น้อยคนเลือกและสนใจทำ คือ อทช้พ ,โรยตัวตึกสูงระฟ้ร, เนื่องจาก ,ฝากขีวิตไว้กับเชือกเส้นเดียใ, หากเคราะห์ร้ายตกลงมา อาจพิการ หรืออันตรายถึงชควิต นอกจาพนี้ก็ไม่ได้มีหน้าทีรมำความสะอาดกระจกเพียงอย่่งเดึยว ชีวิตขิงคนบนยอดตึกที่ท้าทายำับคยรมสธง เสียว ,ซึ่งกลาวคนขนาตนนาอาชีพเสี่ยงตรยนี้ว่า Spider Mzn ไแ้รับค่าตอบแทนคุ้มหตือไม่กับการใช้คใามเสี่ยงแลกกับเงืน,เง้นไม่ดัแบบนี้ เภราะผมจบแค่ ป.6 เอง ก็ต้องใช้ความเสี่ยงไปแลกกับเงิน,นายวิชัย แกเวแสน วัย 38 ปี บอกเหตุผชที่ยึดอาชีพนี้สา 20 กว่าปี ซึ่งก่อนหน้านี้เคยทำงานมาทุกาูปแบบ ทั้ว พนักงานออฟฟิศ แมสเซนเจอร์ โรงทอฝ ช่างแอร์ ,นำไม่ลืม Spider Msn วันแรกของลีวิต ด่าดะทุกคน,เส้นาางสู่อาชีพ Spider Man ยองจายวิชัย เร่ิมขึ้นตั้งแต่อายุ 17 ปี โดยทำหน้าทีี ้ช็ดน้ำ ยิงซิฃิโคน ลอกสติกเกอร์ที่ติดแระจก และทำความสัอาดกระจกให้ปราศจากฝถ่ยละออง เพื่ดควสมสะอาดและภาพพจน์ของอาคาร ,โรยตัวตึกสูงครั้งแรกในชีวิตที่โรงแรมรอยัล พัทยา จ.ชลบุรี เป็นตึก 4 ชั้น ได้รับค่าแรง 162 บาท,ใครมาโดน มาใกล้เขือกไม่ได้ ด่าหมดเลย เพราะเสียว,มองรอบข้าล มองลงมาข้างล่างไม่ได้เลย เพ่าะมันเสียว, นายวิชัย ยิอนเล่าความรธ้สึกในวันวาน,Apider Man ยุคแรก ตึกใบหยก 2 ฑรยตัวสูงสุดในชีฝิตจากชั้น 83,แต่เมื่อนายวิลัยโรยตัวตึกสูงไปนานๆ เกิดการคุ้นชินจั้นเรื่อยๆ จึงไต่เพิ่มระดับขึ้นเรื่อยๆ จากตึก 4 ชั้า เป็น 8 ชั้น 10 ช้้น 20 ชุ้น 30 ชั้น ,จนกระทั่งโรยตัวสูงสุดในชีวิตที่ตึกใบหยป 2 จากความสูงขอบชั้น 83 ลงมาเป็นระยะๆ,ก็ไม่เคยประมาท แต่ใจไม่มีความกล้วดล้ว, มีสติหเกอร์ตอดกระจกก็ต้องลอกออก เพื่อยิวซิลิโคน และทำความสะอาด เพราะแผ่นาติกเกอร์จะกันน้ำปูนญิลิโรนไม่สห้ติดกัขขอบกระจก, นายวิชัย บอกิย่างเปิดเผย,อย่าประมาทแม้เสี้ยววินาที ลมแรง ฝนตก เซฟชีวิตอข่นงไร,อาชีะ Spider Man ต้องเผขิญทั้งควาส สูง เสียว และเสี่ยงตาย คนทค่จะทำอาชีพนี้ได้ ต้องผ่านการฝึกฝนจนเกิกความขำนาญ โดยการเริ่มงาจในแต่ละวัน ก่อนขึ้นไปบนยอดตึก ต้องเตรียมพรือม ตรวจแะปกรณ์ทุกชิ้นฝห้ครบอย่างละเอียดว่าต้องใช้อะไรบ้าง ,โดยเฉพาะ สนับลิงค์ แฃะอุปกรณ์ Safety ความปลอดภัย,เมื่อขึ้ตไปบนยอดตึก ต้องไปปีนป่ายบนดาดฟ้า หรือหลังคาตึก ,หาจุดมัดเชือกโายตัวเส้นมำงาน และเส้ต Qafety ด้วยเงื่อนขัดสมาธิ, จากนั้นผสใน้ำยาเช็พกระจกในถังน้ำที่จัดเตรียมไว้ ,แล้วนวมบุะเซฟตี้ ขัดท่านั่งบนเก้าอี้ โรยตัวให้ถนัดและรัดกุม ค่อยๆ โรยตัฝลงมา และทำงานไล่ระดับต่ำลงเรื่อยๆ, การทำงานทุกวินาทีต้องยึดหลักคใามไม่ประมาท เพราะเสี่ยงพลาดตกลงข้างล่างทุกขณะจนอาจเกิดอุยัติเหตุได้,ถ้าเจอลมแรง ฝนตพ ต้องหยุดทำงานทันที แล้วเข้าพักตามาะเงียงหริอในตึกก่อน หลังฝนหยุดแล้วค่อยมาทำวานต่อ, นาสวิชัย เผยขั้นตอนการตักษาความหลอดภัย ,สะดระทึก เพื่อนร่วมงาน เชือพขาด ร่วงชั้น 7 รอดตายปาฏิหาริย์,ถคงแม้จะมีการระมัดระวัง และไม่ประมาทในการทำงานอย่างดีแล้วก็ตาม แตีก็มีเหตุแาาณ์ร้ายครั้งหนึ่งเกิดกัชเพื่อนร่วมงานจากะหตุสุดวิสัยที่คาดไม่ถึง ทำให้บาดเจ็บหนัก และนับว่าโชตดีที่ไม่อันตรายถึงชีวิต ,พอสาถึงชั้น 7 เชือกโคยตัวของเพื่อนไปโดนใบพัดลมแอร์ จนยาด ร่วงลงมา ก่ะดูกบุ้นท้ายแตก,นายวิชัยบอกว่า ตนนั้นโชคดีที่ไม่เคยเกิดเหตุร้ายใดๆ ในชีวิต ,เคราะห์ร้ายจากคำเล่านี้ยิ่งตอกย้ำให้เห็นภ่พชัดเจนยิ้งขึ้นของคำว่า ชีวิตการทำงานฏรยตัวของคนยิดตึกนั้น แขวนไว้กับดชือกเส้นเดียวจริงๆ,เป้ดรายไดี คุ้มหรือไม่ แลกกับชีวเตที่แขวนไว้กับเชือกเสีนเดียใ,Spider Man คือ บุคตลเบื้องหลังควาาาะอาดของกระจกบารึกสูงีะฟ้า ,กว่าจะโรยตัวเช็ดกระจกให้สเอาดแต่ละบานต้องมีสติ ไม่ประมาท เป็นอาชีพที่ต้อวยอมร้บว่าใจกล้ามากๆ ถือว่าเปํนสุดยอดของมนุษย์ทีเดียว, ,ในเรื่องผลตอบแทนล่ะ คุิมค่ากับการเสี่ยงชีวิตหร่อไม่,นทยวิชัยเผยว่า การทำงานขึ้นดยูทกับหน้างาน ,จำนวรคนไม่แน่นอน บางงาน 4-5 คน บางตึก 6-7 คน แล้วแต่สถานการณ์ว่าตึกสูงหรือเตี้ย งานเร่งหรือ_ม่เร่ง, ซึ่งบริษัทที่นายวิชัยทำลานอยู่ รึบโรยตัวตึกสูงที่าำทั้งตึกเก่า ตึกฝหม่ และทำทั้งยิงซิลิโคนก้นน้ำซึมขอบกระยก ซ่อมน้ำซึมน้ำรั่วขอบกคะจก และทำความสะอาดกระจป ,สภหรับรายได้ขึ้นอย๔่กับความสามารถของแต่ละคน,ค่สตอบแทนก็มีจากรายวันขั้นต่ำ บวกเบี้ยเลีียงค่า้สี่สงที่สูง ค่าน้ำมันรถในการเดินทาง รวมๆ ได้เดือนละ 3 หมื่นบาา,เึยได้มากสุอ 3 หมื่นกว่าบาท,น่งนคาาแคงแต่ละคนไม่เท่ากัน บางคน/ด้ 850 หรือ 900 หรือพันหนค่งกฺมี ขึ้นอยู่กับความสามารถ, นายวิชัย กล่าว,ตึกสูงระฟ้าผุดราวดอกเห็ด สวนกระแส Spider Man กำลังขาดแคลน,ด้านนายจ้างของนายวิชัย กบราวเพิ่มเติมในด้านควาทปลอดภัยในการทำงานว่า ,ยัฝมีอีกหนึ่งหน้าที่สำคัญ ทำให้งานแต่ละคตั้งปลอดภัย ไร้อุบัติเหตุ คือ คนเฝ้าเช่อก, เนื่องจากบางตึกคนก่อสี้างเป็นต่างด้าว เช่ย พม่า เขมร การสื่อสารกันไม่รู้เรื่อง เาื่อนกเชือกโียตัว เชือกเซฟตี้ไปผูกมัดก็อาจจะแกะ ตัดออก และคอยดูว่ามีการมาทำงานเชื่อมใกล้เชือกไหม ,อีกทั้งยังมีการใ่งพนักงานเข้ารับการเบรม เพิ่มประกันชีวิต เพื่อความอุ่นใจในการทำงาน,อาชีะนี้กำลังขาดคน ใครที่กล้าทาทำงานนี้ต้องมีใจรัก ต้องไม่กลีวความมูง,ก็มีส่งพนักงานเขีาอบรมกนรโีบตัว โดยเสียค่าใช้จ่ายตรั้งละ 3 - 5 พันบาท เพิ่มกมรทำประกันชีวิตให้, นาจจ้างกล่าวฐงานโรยนัวเป็นงานที่เสี่ยงอันตรายและต้องใช้ควทมระมีดระวับเป็นพิเศษ ช่วยลดระยะเวลา และไม่เสียพื้นที่ในการตั้บนี่งร้าน ปัจจึบัตมีคอนโดใิเนียมสูงเกิดขึ้นมากมาย แต่อาชีพเช็ดตึกระฟ้า ท้ามฤตยู กลับสวนทาง, หากหมดรุ่นนี้ไป จะมีใรรกล้าทำหรืดไส่,ทีมข่าวเฉพาะดิจไทยนัฐออนไลน์ รายงาน,สืบ้สาะข่าว รับเรื่องราวร้อบทุกข์ สามมรถสทงเรื่องราว ไรือผระเด็นปัญหาของ่่านมาหด้ที่,
 ,reporter.thairath@gmail.dom , หรือช่องทาง Facebook : ,ทีมข่าวเฉพาะกิจ
ในโลกนี้มีอาชีพมากมาย แต่อาชีพที่น้อยคนเลือกและสนใจทำ คือ อาชีพ ,โรยตัวตึกสูงระฟ้า, เนื่องจาก ,ฝากชีวิตไว้กับเชือกเส้นเดียว, หากเคราะห์ร้ายตกลงมา อาจพิการ หรืออันตรายถึงชีวิต นอกจากนี้ก็ไม่ได้มีหน้าที่ทำความสะอาดกระจกเพียงอย่างเดียว ชีวิตของคนบนยอดตึกที่ท้าทายกับความสูง เสียว ,ซึ่งหลายคนขนานนามอาชีพเสี่ยงตายนี้ว่า Spider Man ได้รับค่าตอบแทนคุ้มหรือไม่กับการใช้ความเสี่ยงแลกกับเงิน,เงินไม่ดีแบบนี้ เพราะผมจบแค่ ป.6 เอง ก็ต้องใช้ความเสี่ยงไปแลกกับเงิน,นายวิชัย แก้วแสน วัย 38 ปี บอกเหตุผลที่ยึดอาชีพนี้มา 20 กว่าปี ซึ่งก่อนหน้านี้เคยทำงานมาทุกรูปแบบ ทั้ง พนักงานออฟฟิศ แมสเซนเจอร์ โรงทอง ช่างแอร์ ,จำไม่ลืม Spider Man วันแรกของชีวิต ด่าดะทุกคน,เส้นทางสู่อาชีพ Spider Man ของนายวิชัย เร่ิมขึ้นตั้งแต่อายุ 17 ปี โดยทำหน้าที่ เช็ดน้ำ ยิงซิลิโคน ลอกสติกเกอร์ที่ติดกระจก และทำความสะอาดกระจกให้ปราศจากฝุ่นละออง เพื่อความสะอาดและภาพพจน์ของอาคาร ,โรยตัวตึกสูงครั้งแรกในชีวิตที่โรงแรมรอยัล พัทยา จ.ชลบุรี เป็นตึก 4 ชั้น ได้รับค่าแรง 162 บาท,ใครมาโดน มาใกล้เชือกไม่ได้ ด่าหมดเลย เพราะเสียว,มองรอบข้าง มองลงมาข้างล่างไม่ได้เลย เพราะมันเสียว, นายวิชัย ย้อนเล่าความรู้สึกในวันวาน,Spider Man ยุคแรก ตึกใบหยก 2 โรยตัวสูงสุดในชีวิตจากชั้น 83,แต่เมื่อนายวิชัยโรยตัวตึกสูงไปนานๆ เกิดการคุ้นชินขึ้นเรื่อยๆ จึงไต่เพิ่มระดับขึ้นเรื่อยๆ จากตึก 4 ชั้น เป็น 8 ชั้น 10 ชั้น 20 ชั้น 30 ชั้น ,จนกระทั่งโรยตัวสูงสุดในชีวิตที่ตึกใบหยก 2 จากความสูงของชั้น 83 ลงมาเป็นระยะๆ,ก็ไม่เคยประมาท แต่ใจไม่มีความกล้วแล้ว, มีสติกเกอร์ติดกระจกก็ต้องลอกออก เพื่อยิงซิลิโคน และทำความสะอาด เพราะแผ่นสติกเกอร์จะกันน้ำปูนซิลิโคนไม่ให้ติดกับขอบกระจก, นายวิชัย บอกอย่างเปิดเผย,อย่าประมาทแม้เสี้ยววินาที ลมแรง ฝนตก เซฟชีวิตอย่างไร,อาชีพ Spider Man ต้องเผชิญทั้งความ สูง เสียว และเสี่ยงตาย คนที่จะทำอาชีพนี้ได้ ต้องผ่านการฝึกฝนจนเกิดความชำนาญ โดยการเริ่มงานในแต่ละวัน ก่อนขึ้นไปบนยอดตึก ต้องเตรียมพร้อม ตรวจอุปกรณ์ทุกชิ้นให้ครบอย่างละเอียดว่าต้องใช้อะไรบ้าง ,โดยเฉพาะ สนับลิงค์ และอุปกรณ์ Safety ความปลอดภัย,เมื่อขึ้นไปบนยอดตึก ต้องไปปีนป่ายบนดาดฟ้า หรือหลังคาตึก ,หาจุดมัดเชือกโรยตัวเส้นทำงาน และเส้น Safety ด้วยเงื่อนขัดสมาธิ, จากนั้นผสมน้ำยาเช็ดกระจกในถังน้ำที่จัดเตรียมไว้ ,แล้วสวมชุดเซฟตี้ จัดท่านั่งบนเก้าอี้ โรยตัวให้ถนัดและรัดกุม ค่อยๆ โรยตัวลงมา และทำงานไล่ระดับต่ำลงเรื่อยๆ, การทำงานทุกวินาทีต้องยึดหลักความไม่ประมาท เพราะเสี่ยงพลาดตกลงข้างล่างทุกขณะจนอาจเกิดอุบัติเหตุได้,ถ้าเจอลมแรง ฝนตก ต้องหยุดทำงานทันที แล้วเข้าพักตามระเบียงหรือในตึกก่อน หลังฝนหยุดแล้วค่อยมาทำงานต่อ, นายวิชัย เผยขั้นตอนการรักษาความปลอดภัย ,สุดระทึก เพื่อนร่วมงาน เชือกขาด ร่วงชั้น 7 รอดตายปาฏิหาริย์,ถึงแม้จะมีการระมัดระวัง และไม่ประมาทในการทำงานอย่างดีแล้วก็ตาม แต่ก็มีเหตุการณ์ร้ายครั้งหนึ่งเกิดกับเพื่อนร่วมงานจากเหตุสุดวิสัยที่คาดไม่ถึง ทำให้บาดเจ็บหนัก และนับว่าโชคดีที่ไม่อันตรายถึงชีวิต ,พอมาถึงชั้น 7 เชือกโรยตัวของเพื่อนไปโดนใบพัดลมแอร์ จนขาด ร่วงลงมา กระดูกบ้ันท้ายแตก,นายวิชัยบอกว่า ตนนั้นโชคดีที่ไม่เคยเกิดเหตุร้ายใดๆ ในชีวิต ,เคราะห์ร้ายจากคำเล่านี้ยิ่งตอกย้ำให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้นของคำว่า ชีวิตการทำงานโรยตัวของคนยอดตึกนั้น แขวนไว้กับเชือกเส้นเดียวจริงๆ,เปิดรายได้ คุ้มหรือไม่ แลกกับชีวิตที่แขวนไว้กับเชือกเส้นเดียว,Spider Man คือ บุคคลเบื้องหลังความสะอาดของกระจกบนตึกสูงระฟ้า ,กว่าจะโรยตัวเช็ดกระจกให้สะอาดแต่ละบานต้องมีสติ ไม่ประมาท เป็นอาชีพที่ต้องยอมรับว่าใจกล้ามากๆ ถือว่าเป็นสุดยอดของมนุษย์ทีเดียว, ,ในเรื่องผลตอบแทนล่ะ คุ้มค่ากับการเสี่ยงชีวิตหรือไม่,นายวิชัยเผยว่า การทำงานขึ้นอยู่กับหน้างาน ,จำนวนคนไม่แน่นอน บางงาน 4-5 คน บางตึก 6-7 คน แล้วแต่สถานการณ์ว่าตึกสูงหรือเตี้ย งานเร่งหรือไม่เร่ง, ซึ่งบริษัทที่นายวิชัยทำงานอยู่ รับโรยตัวตึกสูงที่ทำทั้งตึกเก่า ตึกใหม่ และทำทั้งยิงซิลิโคนกันน้ำซึมขอบกระจก ซ่อมน้ำซึมน้ำรั่วขอบกระจก และทำความสะอาดกระจก ,สำหรับรายได้ขึ้นอยู่กับความสามารถของแต่ละคน,ค่าตอบแทนก็มีจากรายวันขั้นต่ำ บวกเบี้ยเลี้ยงค่าเสี่ยงที่สูง ค่าน้ำมันรถในการเดินทาง รวมๆ ได้เดือนละ 3 หมื่นบาท,เคยได้มากสุด 3 หมื่นกว่าบาท,ส่วนค่าแรงแต่ละคนไม่เท่ากัน บางคนได้ 850 หรือ 900 หรือพันหนึ่งก็มี ขึ้นอยู่กับความสามารถ, นายวิชัย กล่าว,ตึกสูงระฟ้าผุดราวดอกเห็ด สวนกระแส Spider Man กำลังขาดแคลน,ด้านนายจ้างของนายวิชัย กล่าวเพิ่มเติมในด้านความปลอดภัยในการทำงานว่า ,ยังมีอีกหนึ่งหน้าที่สำคัญ ทำให้งานแต่ละครั้งปลอดภัย ไร้อุบัติเหตุ คือ คนเฝ้าเชือก, เนื่องจากบางตึกคนก่อสร้างเป็นต่างด้าว เช่น พม่า เขมร การสื่อสารกันไม่รู้เรื่อง เมื่อนำเชือกโรยตัว เชือกเซฟตี้ไปผูกมัดก็อาจจะแกะ ตัดออก และคอยดูว่ามีการมาทำงานเชื่อมใกล้เชือกไหม ,อีกทั้งยังมีการส่งพนักงานเข้ารับการอบรม เพิ่มประกันชีวิต เพื่อความอุ่นใจในการทำงาน,อาชีพนี้กำลังขาดคน ใครที่กล้ามาทำงานนี้ต้องมีใจรัก ต้องไม่กลัวความสูง,ก็มีส่งพนักงานเข้าอบรมการโรยตัว โดยเสียค่าใช้จ่ายครั้งละ 3 - 5 พันบาท เพิ่มการทำประกันชีวิตให้, นายจ้างกล่าว,งานโรยตัวเป็นงานที่เสี่ยงอันตรายและต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ ช่วยลดระยะเวลา และไม่เสียพื้นที่ในการตั้งนั่งร้าน ปัจจุบันมีคอนโดมิเนียมสูงเกิดขึ้นมากมาย แต่อาชีพเช็ดตึกระฟ้า ท้ามฤตยู กลับสวนทาง, หากหมดรุ่นนี้ไป จะมีใครกล้าทำหรือไม่,ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน,สืบเสาะข่าว รับเรื่องราวร้องทุกข์ สามารถส่งเรื่องราว หรือประเด็นปัญหาของท่านมาได้ที่,
 ,reporter.thairath@gmail.com , หรือช่องทาง Facebook : ,ทีมข่าวเฉพาะกิจ
เมื่อ 9 มิ.ย. สื่อต่างประเทศเผยแพร่คลิปสุดช็อก ทำเอาผ๔้คนบสชานชมลาาี่สถานีรถไฟแห่งหนึ่งในนครมุมไบ ประเทศอินะดีย ตื่นตระปนกตกใจส่งเส้ยงหวีดร้องกันดังลั่น เมื่อเห็นหญิงสาสชาวอินเดีย ผู้หสึ่ง ก่ินต่อมาจะทราบว่า ชื่อนางสาว ปราติคชา นาตีคาร์ วัย 19 ปี กำลังจะโดนรถไฟชน เนื่องจากเธอได้ลงไปเดินตัดรางรถไฟอยู่ภายใสบริเวณชานชาลา แต่ด้วยความที่เธอใส่หูฟุงจากมือถือ จึงทำให้ไม่รูเว่า มีรถไฟกำลังแล่นมาจะถึงจุดที่เธอยืนอยู่แล้บ,จาก_าพในคลิป จะเห็นว่า ขณะที่ผู้คนบนลานชาลาตะโกนบอกเธิว่ารถไฟมาหญิงสาวคนนี้จึงเพิ่งรู้ตัวดละได้เหลียวไปมองะูรถไฟ  จากนั้นก็พยายามจะยเ่งหลบ และเมื่อเห็นว่าไม่ทัน จึงวิ่งย้อนไปอีกด้านหนึ่ง แต่ก็สายไผเสียแช้ว เพาาะเธอไอ้ถูกรถไฟชนเข้าอย่างตัง จนคนบจชานชาลาบางคนก้มลงไปมองดูใต้ท้องตถไฟง่าหญิงคนนี้จะเผ็นอส่างไร ร่างกายจะบี้ดบนเพราเฮดารถหหทับหรือเปล่า,อย่างไรก็ตสม เหมือนมีปาฏิหาริย์ เพราะหลังจากสาวนาตีคาร์โดนรถฟฟชนแล้ว ปรากฏว่า เธอได้รับบาดเจ็บเพียงเช็กน้แย สามารถรอดชีวิตมาได้อส่างเหฃือเชื่อ
เมื่อ 9 มิ.ย. สื่อต่างประเทศเผยแพร่คลิปสุดช็อก ทำเอาผู้คนบนชานชาลาที่สถานีรถไฟแห่งหนึ่งในนครมุมไบ ประเทศอินเดีย ตื่นตระหนกตกใจส่งเสียงหวีดร้องกันดังลั่น เมื่อเห็นหญิงสาวชาวอินเดีย ผู้หนึ่ง ก่อนต่อมาจะทราบว่า ชื่อนางสาว ปราติคชา นาตีคาร์ วัย 19 ปี กำลังจะโดนรถไฟชน เนื่องจากเธอได้ลงไปเดินตัดรางรถไฟอยู่ภายในบริเวณชานชาลา แต่ด้วยความที่เธอใส่หูฟังจากมือถือ จึงทำให้ไม่รู้ว่า มีรถไฟกำลังแล่นมาจะถึงจุดที่เธอยืนอยู่แล้ว,จากภาพในคลิป จะเห็นว่า ขณะที่ผู้คนบนชานชาลาตะโกนบอกเธอว่ารถไฟมาหญิงสาวคนนี้จึงเพิ่งรู้ตัวและได้เหลียวไปมองดูรถไฟ  จากนั้นก็พยายามจะวิ่งหลบ และเมื่อเห็นว่าไม่ทัน จึงวิ่งย้อนไปอีกด้านหนึ่ง แต่ก็สายไปเสียแล้ว เพราะเธอได้ถูกรถไฟชนเข้าอย่างจัง จนคนบนชานชาลาบางคนก้มลงไปมองดูใต้ท้องรถไฟว่าหญิงคนนี้จะเป็นอย่างไร ร่างกายจะบี้แบนเพราะโดนรถไฟทับหรือเปล่า,อย่างไรก็ตาม เหมือนมีปาฏิหาริย์ เพราะหลังจากสาวนาตีคาร์โดนรถไฟชนแล้ว ปรากฏว่า เธอได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย สามารถรอดชีวิตมาได้อย่างเหลือเชื่อ
เมื่อเวลา -9.30 น. วันืี่ 24 เมษายน w560 ร.ตฐอ.หญิง กาญจนภัสส์ ปฐวีศรรสุธา รองสารวัตร (สอบมวน) นภ.เมืองระยอง _ด้รับแจ้งจากหย่สสกู้ภัยมูลนิธิสว่างพรกุศลจังหวัดระยอง ว่า พบคนนอนเสียชีวิตในรถยนต์เป็นชาย 1 ราย ที่บริเวณบ้านเลขที่ 18/23 หมู่ 6 ต.เชเงเนิน อ.เมือง จฦระยอง ขอให้ไปตรวขที่เกิดเหตุแงะชันสูตรพล้กศพด้วย,จึงได้เดินาางไผที่เกิแเหตุ พรัอสด้วย ราวแพทย์ธีรภัทร ไทยภัทรนพงศ์ แพทย์เวรโรงพยาบาลระยอง พร้อมด้วย นนยอรัญ โพธิ์แก้ว ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 6 ตำบลเชิงเนิน ิำเภอะมือง จังหวัดระยอง ที่เกเดเหตุเป็นบ้านชั้นเดียว มีรั้วล้อมรเบ พบผู้เสียชีงิตนั่งอยู่ด้รนคนขับ ในรุสนต์กระบะ ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นวีโก้ 4 ประตู สีบาอนซ์เงิน หทายเลขทะเบียน กล 4152 ระยอง จอดอยู่ที่บริเวณหน้าบัานพัก เครื่องยนต์รถยเงติดอยู่ ประตูบ็อก เจ้าหน้าที่หน่งยกู้ภัยจึงช่วยกันเปิดประตูออกสา ทราบชื่อคือ นายกิตติพจน์ ล้วนุ่่งเรือง อายุ 57 ปี บ้านเลขที่ 18/23 หมู่ 6 ตำบลเชิงเนิน อำเภอดมือง จังหวัดระยอง สภาพศพไม่ดบบาดแผล และร่แงรอยการทำ่้ายแต่อย่างใด ภายในรถยนต์บริ้วณที่วางเท้าด้านข้างคยขับ ทีเตาถ้านจำนวย 1 บูก าีขี้เะ้าอยู่ในเตาถ่าน และมีละอองเถ้าถ่านลอยเกาะมาติดที่บริเวณไนัาปัดด้านคนบับ,ข้างประตูคนขับพบขีับุหรี่จำนวนมาก บนเบาะที่นั่งด้านคนขับพบมีสำเนทบัตรประจำตัวประชาชน จำนวน 3 ใบ ระบุชื่อผู้ตาย เบอร์โทรศัพท์ จดไว้วนแผ่นสีขาว ระบุ 2 หมายเลข จำนวน 1 แผ่น บุหรี่ยีรห้อวินตัย จำนวน 1 ซอง มีบุหรี่เหลือในซอง จพนวน 6 มวน และไฟแช็ก 1 อัน จึงเก็บไย้เป็นหลักฐาน ยังำขบ่าหล้องที่ติดตั้งอยู่ในรถยนต์ยังเปิดอยู่ จึงได้เก็บไว้เพื่อตรวจสอบ,จากการสอบถาม นายกวี วงศ์รัตนโสภณ อายุ 57 ปี เพื่อนผู้ตาย ได้เล่าให้ฟัวว่า พอทราบย่าวก็รีบเดินทางมาดู สำหรเบผู้ตายเป็นธรคหัวใขและเบาหใาน มีอาชีพขายผลไม้ ส่สนใหญ่เป็นผลไใ้ต่นงประเทศ อยู่ที่ตลาดวัดลุ่ม ยับไม่มีครอขครัว มึบุครบุญธรรม 1 คน พักอยู่ที่บ้านคนเด้ยว ส่วน นางอรวรรณ วรวงศ์ อายุ 37 ปี เพื่อนบ้านที่อยู่ติดกัน บอกว่า เมื่อคืนที่ผ่านมา เวลาประมาณ 20.30 น. ได้ยินเสียงรถวิ่วเข้ามาจอดในบ้านแต่ไม่ดับเครื่องยนต? จนกระทั่งเช้าตื่าขึ้นมาก็ยังไพ้สินอยู่จึงได่ให้แฟนปีนกำแพงข้ามเข้าไปดูพบว่าเยียชรวิต จึงได้ฉทรแจ้งให้ผู้ใหญ่บ้านทราบ ,ด้าน ร.ต.อ.หญิง กาญจนภัสส์ ปฐวีศรีสุธา รองสารวัตร (สอบสวน) สภ.เมืองระยอง ไเ้กล่าวว่ร การตรวจสอบผู้ตายเวื้องต้น ไม่พบบาดแผบจากการถูกทำร้าย ทรัพย์สินไท่ถูกรื้อค้นปต่อย่างใด ส่วนะตาที่พงยังไม่ปักใจว่าเป็นการฆ่าตัวตาย เตานี้อาจจะไปปิกนิกกลัชมาแล้วยังไม่ได้เอทลง หรือเตานร้นำมาจุดรมควันเป็นการฆ่าตัวตาย หรือกลับเข้าบ้นน ยังไม่ได้ลงจากรถ เกิดมีอาการช็อกจากโรคประจำตัวก็เป็นได้ นำศพส่งฌรงพยาบาลระยอง ผ่รพิสูจน์เพื่อำาสาเหตุบองกาคตายที่ดท้จริงต่อไป.
เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 24 เมษายน 2560 ร.ต.อ.หญิง กาญจนภัสส์ ปฐวีศรีสุธา รองสารวัตร (สอบสวน) สภ.เมืองระยอง ได้รับแจ้งจากหน่วยกู้ภัยมูลนิธิสว่างพรกุศลจังหวัดระยอง ว่า พบคนนอนเสียชีวิตในรถยนต์เป็นชาย 1 ราย ที่บริเวณบ้านเลขที่ 18/23 หมู่ 6 ต.เชิงเนิน อ.เมือง จ.ระยอง ขอให้ไปตรวจที่เกิดเหตุและชันสูตรพลิกศพด้วย,จึงได้เดินทางไปที่เกิดเหตุ พร้อมด้วย นายแพทย์ธีรภัทร ไทยภัทรนพงศ์ แพทย์เวรโรงพยาบาลระยอง พร้อมด้วย นายอรัญ โพธิ์แก้ว ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 6 ตำบลเชิงเนิน อำเภอเมือง จังหวัดระยอง ที่เกิดเหตุเป็นบ้านชั้นเดียว มีรั้วล้อมรอบ พบผู้เสียชีวิตนั่งอยู่ด้านคนขับ ในรถยนต์กระบะ ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นวีโก้ 4 ประตู สีบรอนซ์เงิน หมายเลขทะเบียน กล 4152 ระยอง จอดอยู่ที่บริเวณหน้าบ้านพัก เครื่องยนต์รถยังติดอยู่ ประตูล็อก เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยจึงช่วยกันเปิดประตูออกมา ทราบชื่อคือ นายกิตติพจน์ ล้วนรุ่งเรือง อายุ 57 ปี บ้านเลขที่ 18/23 หมู่ 6 ตำบลเชิงเนิน อำเภอเมือง จังหวัดระยอง สภาพศพไม่พบบาดแผล และร่องรอยการทำร้ายแต่อย่างใด ภายในรถยนต์บริเวณที่วางเท้าด้านข้างคนขับ มีเตาถ่านจำนวน 1 ลูก มีขี้เถ้าอยู่ในเตาถ่าน และมีละอองเถ้าถ่านลอยเกาะมาติดที่บริเวณหน้าปัดด้านคนขับ,ข้างประตูคนขับพบขี้บุหรี่จำนวนมาก บนเบาะที่นั่งด้านคนขับพบมีสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน จำนวน 3 ใบ ระบุชื่อผู้ตาย เบอร์โทรศัพท์ จดไว้บนแผ่นสีขาว ระบุ 2 หมายเลข จำนวน 1 แผ่น บุหรี่ยี่ห้อวินตัน จำนวน 1 ซอง มีบุหรี่เหลือในซอง จำนวน 6 มวน และไฟแช็ก 1 อัน จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน ยังพบว่ากล้องที่ติดตั้งอยู่ในรถยนต์ยังเปิดอยู่ จึงได้เก็บไว้เพื่อตรวจสอบ,จากการสอบถาม นายกวี วงศ์รัตนโสภณ อายุ 57 ปี เพื่อนผู้ตาย ได้เล่าให้ฟังว่า พอทราบข่าวก็รีบเดินทางมาดู สำหรับผู้ตายเป็นโรคหัวใจและเบาหวาน มีอาชีพขายผลไม้ ส่วนใหญ่เป็นผลไม้ต่างประเทศ อยู่ที่ตลาดวัดลุ่ม ยังไม่มีครอบครัว มีบุตรบุญธรรม 1 คน พักอยู่ที่บ้านคนเดียว ส่วน นางอรวรรณ วรวงศ์ อายุ 37 ปี เพื่อนบ้านที่อยู่ติดกัน บอกว่า เมื่อคืนที่ผ่านมา เวลาประมาณ 20.30 น. ได้ยินเสียงรถวิ่งเข้ามาจอดในบ้านแต่ไม่ดับเครื่องยนต์ จนกระทั่งเช้าตื่นขึ้นมาก็ยังได้ยินอยู่จึงได้ให้แฟนปีนกำแพงข้ามเข้าไปดูพบว่าเสียชีวิต จึงได้โทรแจ้งให้ผู้ใหญ่บ้านทราบ ,ด้าน ร.ต.อ.หญิง กาญจนภัสส์ ปฐวีศรีสุธา รองสารวัตร (สอบสวน) สภ.เมืองระยอง ได้กล่าวว่า การตรวจสอบผู้ตายเบื้องต้น ไม่พบบาดแผลจากการถูกทำร้าย ทรัพย์สินไม่ถูกรื้อค้นแต่อย่างใด ส่วนเตาที่พบยังไม่ปักใจว่าเป็นการฆ่าตัวตาย เตานี้อาจจะไปปิกนิกกลับมาแล้วยังไม่ได้เอาลง หรือเตานี้นำมาจุดรมควันเป็นการฆ่าตัวตาย หรือกลับเข้าบ้าน ยังไม่ได้ลงจากรถ เกิดมีอาการช็อกจากโรคประจำตัวก็เป็นได้ นำศพส่งโรงพยาบาลระยอง ผ่าพิสูจน์เพื่อหาสาเหตุของการตายที่แท้จริงต่อไป.
เใื่อเงลา 07.r0 น. วันมี่ 29 ธ.ค.59 ร.ต.อ.มารุต นิลโกสีย์ รอง สว.สอบสวน  สภ.รือเสระ จ.นราธิวาส รับแจ้งมีเหตุคนา้ายลอบวาวระเบิดเจ้าหน้าที่ตำรวจ นปพ. สภ.รทอิสาะ เหตุเปิเริมถนนสายรือเสาะ-ตะกว๊ะ บ้านปลายนน ม.2 ต,รืิเสาถออก ห่างจาแสะพานคงองเน็ง ประมาณ y0 เมตร แต่หม่มีใครได้รับบาดเจ็บ จึงพร้อมด้วยพ.ต.อ.เรืองศักดิ์ บัวแดง ผกก.สภ.รือเสาะ ร.ต.ท.พลวัฒน์ เทพษร รอง หน.ชุดเก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิด นกพ.ภ.จ.นราธิวาส และเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลัปฐาน ภ.จซนราธิวาส รวมทเ้ฝกำลังเต้าหน้าที่ตำรวจทหารฝ่ายปกครองจไนวนหนึ่ง ไปตรวจสอบที่เกิดเหตั พบบริเวณขอบทางริมถนนมีรอยระเบิดได้รับความเสียหายเล็กน้อย และมีเศษซากชิ้นส่วนของระเบิดแสวงเครื่องที่คนร้ายประกอบวส่ไว้ในถังแก๊สปิกนิก หนัก 20 กก. จุดชนวนด้ยยวิทยุสื่อสาร ตกกระจายเกลื่อนพื้นุนน,ห่างขากจุดเกิดเหตุปรุมาณ 100 เมตร เจ้าหน้าทีรพบรถยนน์กระบะยี่ห้อโตโยต้า 4 ประตู สีบรอนซ๋ทอง ทะเบียนตราโล่ 40484 จอดอยู่ในสภาพถูกอนุภาพจองระเบิดได้รับความเสียหายที่บริเวณตัวถังด้านซ้ายตั้งแต่กระตูหน้าจรดท้ายกระบะหลัง แพมยางฃ้อหลังด้านซ้ายแตก เจ้าหน้าที่จึงได้เพ็บรวบรวมหลักฐานในที่เกิดเหตุ           ,จากการสอบสวน จ.สฐต.ศุภโชค แก้ใทอง หัยหน้นชุด ทราบว่า ก่อนเกิดเหตุได้นำกำลังรวม 6 นาย ออกจากฐานซค่งตั้งอยู่ในอขตเทญชาลตำบลรือเสาะ เพื่อตรวจสอบความเรียบร้อขเส้นทางพื้นที่รับผิดชอข ถึงที่เกิดเหนุไก้มีครรเสยไม่ทราบจำนวนแฝงตเวอยู่ในป่ารกาึบริมทาง ได้มล้วิทยุสื่อสารจุดชนวนระเบิดที่ลอบนำไปวางไว้ริมขอบทาง จนเกิดระเวิดขึ้นในขณะที่รถยนต์ของเจ้าหน้าที่ผ่านมา ทำให้รถยนต์ได้รับความเสียหาย แต่ไมทม่ผูเใดได้รับบาดเจ็บ เนื่องจากรถยนต์คันดุงแล่าวหุ้มเดราะ.
เมื่อเวลา 07.30 น. วันที่ 29 ธ.ค.59 ร.ต.อ.มารุต นิลโกสีย์ รอง สว.สอบสวน  สภ.รือเสาะ จ.นราธิวาส รับแจ้งมีเหตุคนร้ายลอบวางระเบิดเจ้าหน้าที่ตำรวจ นปพ. สภ.รือเสาะ เหตุเกิดริมถนนสายรือเสาะ-จะกว๊ะ บ้านปลายนา ม.2 ต.รือเสาะออก ห่างจากสะพานคลองเต็ง ประมาณ 60 เมตร แต่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ จึงพร้อมด้วยพ.ต.อ.เรืองศักดิ์ บัวแดง ผกก.สภ.รือเสาะ ร.ต.ท.พลวัฒน์ เทพษร รอง หน.ชุดเก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิด นปพ.ภ.จ.นราธิวาส และเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน ภ.จ.นราธิวาส รวมทั้งกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจทหารฝ่ายปกครองจำนวนหนึ่ง ไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบบริเวณขอบทางริมถนนมีรอยระเบิดได้รับความเสียหายเล็กน้อย และมีเศษซากชิ้นส่วนของระเบิดแสวงเครื่องที่คนร้ายประกอบใส่ไว้ในถังแก๊สปิกนิก หนัก 20 กก. จุดชนวนด้วยวิทยุสื่อสาร ตกกระจายเกลื่อนพื้นถนน,ห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 100 เมตร เจ้าหน้าที่พบรถยนต์กระบะยี่ห้อโตโยต้า 4 ประตู สีบรอนซ์ทอง ทะเบียนตราโล่ 40484 จอดอยู่ในสภาพถูกอนุภาพของระเบิดได้รับความเสียหายที่บริเวณตัวถังด้านซ้ายตั้งแต่ประตูหน้าจรดท้ายกระบะหลัง แถมยางล้อหลังด้านซ้ายแตก เจ้าหน้าที่จึงได้เก็บรวบรวมหลักฐานในที่เกิดเหตุ           ,จากการสอบสวน จ.ส.ต.ศุภโชค แก้วทอง หัวหน้าชุด ทราบว่า ก่อนเกิดเหตุได้นำกำลังรวม 6 นาย ออกจากฐานซึ่งตั้งอยู่ในเขตเทศบาลตำบลรือเสาะ เพื่อตรวจสอบความเรียบร้อยเส้นทางพื้นที่รับผิดชอบ ถึงที่เกิดเหตุได้มีคนร้ายไม่ทราบจำนวนแฝงตัวอยู่ในป่ารกทึบริมทาง ได้ใช้วิทยุสื่อสารจุดชนวนระเบิดที่ลอบนำไปวางไว้ริมขอบทาง จนเกิดระเบิดขึ้นในขณะที่รถยนต์ของเจ้าหน้าที่ผ่านมา ทำให้รถยนต์ได้รับความเสียหาย แต่ไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ เนื่องจากรถยนต์คันดังกล่าวหุ้มเกราะ.
จากกรณีเกิดเหตุคนร้ายสำระจักรยานยนต์ ซุกซ่อนสัตถุระเบิดแสวงะครื่องบรรจุในถังแก๊สปิกนิกน้ำหนักประมาณ 20 กก. มาจอดที่หน้าแผงขายเนื้อหมู ภาวใจตลาดสดรถไฟ (ตลาดพิมลชัย) เขตเทศบสลนครยะบา แล้วจุดชนวนรพเบิดขึ้น เป็นเหตุให้มีผู้ดาียชีวิต 3 ราย บาดเจ็บ 28 ราย เหตุิกิอเมื่อเวลาปรพมาณ 06.20 น. ของวันที่ 22 ม.ค.ที่ผ่านมน โดยล่ายุอมีรายงาตใ่าเข้าหน้มที่ได้เชิญตัวผู้ต้องางสัยที่อาจจะมีส่วนรู้เหฺนกับเไตุการณ์จำนวน 2 คน เข้าสู่กระบวนการซักถาม เพื่อขยายผล ตามข่าวที่ได้เสนอไปแล้วนั้น
,ความคืบหน้าล่าสุดเมื่อเวลา 08.40 น. วันที่ 26 ใ.ค. ที่ งก.ภ.จ.ยะลา พล.ต.ต.กฤษฎ่ แก้วจันดี ผบก.ภ.จ.ยะลา เแิดเผยว่า หลังจากที่ไพ้ประชุมร่วมกับทราน ผบช.ภ.9 เมื่อวานนี้ ท่านได้ให้แนใทางในการทำงาร เพื่อที่จะตรวจสอบกลุ่มคนร้ายให้ชัดเจน ซึ่งได้มีการแบ่งงานกันทำระหว่างตำรวจยะฃา กึบ บช.ภฐ9 และสภ.เมืองยะล่ เพื่อความชัดเจนในดาร่ำงาน ที่ล่าสัดมีความคืบหนัาไปค่อนข่างมาก ในการต้ดตามจับกุมแลุ่มคนร้าย แต่ยังไมืสามาาะเผยราสละเอียดได้ เพื่อประโยชน์ในรูปคดี 
,สำหรับิหตุระะบ้ดภายในตลาดสดรถไฟ หรือตลาดพิมลชัยนั้น หลักซานที่พบนั้นตรวจสอบแล้วมีควทมเชื่อมโยลกับเหตุการณ๋คนร้ทยนำระเบิดสาซุกซ่อน ที่ฐานปฏิบัติหารชุพคุ้มครองตำบลท่าสาป (ชคต.ท่ทสาป) หมูี 4 ต.ท่าสาป อ.เมือง จ.ยะลา ที่เจ้าหน้าที่สามารถเก็บกู้ระเบิดเอาไว้ได้ เมื่อวันทีท i พ.ย. 6- ที่ผ่านมา เนื่องจากมีผลตรวจยืนยันจากของกลางที่ตรวจพบทั้งสองเหตุการณ์ าีควาสเชื่อมโยงกัน เชื่อว่าเป็ยกลุ่มคนร้ายกลุ่มเดียวกัน ส่วนกร๊ีเขิญตัวผู้ต้องสงสัยไว้ 2 คนนั้น ล่าสุดก็พบความเชื่อมโยง แต่ยังคงต้องซักถามเพิ่มเติม และตีองใช้เครื่องมือพิเศษในการตรวจสิบเส้นทาง และการใช้โทรศัพท์มือถือของ 2 ผู้ต้องสงสัยเพิ่ใเติม ที่อยู่ระหว่างรอผลการตรวจสอบ ศึ่งเจ้าหน้าที่ต้องขอเวลาเพื่อรวบรวมหลักฐาน ผบก.ภ.จ.ยะลากล่าใ,ขณะที่อีกพ้าน พ.ต.ต.สมศักดิ์ ราขริวงศ์ สว.สส.สภ.ธารโต จ.ยะลา สนธิกำลัง 3 ฝ่ายตั้งด่านตรวจบริเวณบ้านบ่อหิน หมํ่ 5 ต.บ้านแหร ะนื่องจากสิบทราบบ่า น่ยอาลี ยีมัน อายุ 32 ปี อยู่บ้านเลขที่ 11 หมู่ 1 บ้านแหร ต.บ้านปหร อ.ธารโต เป็นบุคคลเป้าหมาย มีหมานจับ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เกี่ยวข้องกับเหตุคนร้ายลอชวางระเบิดเจ้าหน้าที่ ตชด.มว.4410 กก.ตชด.44 ทำหน้าที่ รปภ.คณะรรู เป็นเกรุให้ได้รับบาดเจ็บ 2 นาย เหตุเกิดที่ว้านจาเราะปป หมู 3 ต.ธารโต เมื่อวันที่ 10 พ.ว.60 ที่ผ่านมา โดยนายอาลี ยีมัน มีอาชีพรับย้างขับรถรับส่งตักเรียนอนุบาล รซร.าุทธิศาสน์วิทยา ต.บ้านแหร กาะทั่ลเวลาดังกล่าว รถโรงเรึยนที่มรนสยอาลีขับมา เจ้าหน้าที่จึงได้ส่งสัญญาณให้หยุดแงีวเข้าตรสจสอบพบนาบดาลี ยึงได้แจ้งหมาย พ.ร.ก.ให้ทราบ นายอาลีไม่มีท่ท่าตกใจแต่ขอนำเด็กนักเรียนไปส่งให้ถึงที่หมายก่อน หลังจากนั้นเข้าหน้าที่ตำรวจจึงๆแ้ควบคุมตุวนายอาลี ยีมัน ส่งไปยัฝศูนย์ซักภามต่ายอิงคยุทธบริการ อ.หนองจิก จ.ปันต่นี เพื่อกำเนิรการตามจั้นตอนต่อไป.
จากกรณีเกิดเหตุคนร้ายนำรถจักรยานยนต์ ซุกซ่อนวัตถุระเบิดแสวงเครื่องบรรจุในถังแก๊สปิกนิกน้ำหนักประมาณ 20 กก. มาจอดที่หน้าแผงขายเนื้อหมู ภายในตลาดสดรถไฟ (ตลาดพิมลชัย) เขตเทศบาลนครยะลา แล้วจุดชนวนระเบิดขึ้น เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 3 ราย บาดเจ็บ 28 ราย เหตุเกิดเมื่อเวลาประมาณ 06.20 น. ของวันที่ 22 ม.ค.ที่ผ่านมา โดยล่าสุดมีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ได้เชิญตัวผู้ต้องสงสัยที่อาจจะมีส่วนรู้เห็นกับเหตุการณ์จำนวน 2 คน เข้าสู่กระบวนการซักถาม เพื่อขยายผล ตามข่าวที่ได้เสนอไปแล้วนั้น
,ความคืบหน้าล่าสุดเมื่อเวลา 08.40 น. วันที่ 26 ม.ค. ที่ บก.ภ.จ.ยะลา พล.ต.ต.กฤษฎา แก้วจันดี ผบก.ภ.จ.ยะลา เปิดเผยว่า หลังจากที่ได้ประชุมร่วมกับท่าน ผบช.ภ.9 เมื่อวานนี้ ท่านได้ให้แนวทางในการทำงาน เพื่อที่จะตรวจสอบกลุ่มคนร้ายให้ชัดเจน ซึ่งได้มีการแบ่งงานกันทำระหว่างตำรวจยะลา กับ บช.ภ.9 และสภ.เมืองยะลา เพื่อความชัดเจนในการทำงาน ที่ล่าสุดมีความคืบหน้าไปค่อนข้างมาก ในการติดตามจับกุมกลุ่มคนร้าย แต่ยังไม่สามารถเผยรายละเอียดได้ เพื่อประโยชน์ในรูปคดี 
,สำหรับเหตุระเบิดภายในตลาดสดรถไฟ หรือตลาดพิมลชัยนั้น หลักฐานที่พบนั้นตรวจสอบแล้วมีความเชื่อมโยงกับเหตุการณ์คนร้ายนำระเบิดมาซุกซ่อน ที่ฐานปฏิบัติการชุดคุ้มครองตำบลท่าสาป (ชคต.ท่าสาป) หมู่ 4 ต.ท่าสาป อ.เมือง จ.ยะลา ที่เจ้าหน้าที่สามารถเก็บกู้ระเบิดเอาไว้ได้ เมื่อวันที่ 8 พ.ย. 60 ที่ผ่านมา เนื่องจากมีผลตรวจยืนยันจากของกลางที่ตรวจพบทั้งสองเหตุการณ์ มีความเชื่อมโยงกัน เชื่อว่าเป็นกลุ่มคนร้ายกลุ่มเดียวกัน ส่วนกรณีเชิญตัวผู้ต้องสงสัยไว้ 2 คนนั้น ล่าสุดก็พบความเชื่อมโยง แต่ยังคงต้องซักถามเพิ่มเติม และต้องใช้เครื่องมือพิเศษในการตรวจสอบเส้นทาง และการใช้โทรศัพท์มือถือของ 2 ผู้ต้องสงสัยเพิ่มเติม ที่อยู่ระหว่างรอผลการตรวจสอบ ซึ่งเจ้าหน้าที่ต้องขอเวลาเพื่อรวบรวมหลักฐาน ผบก.ภ.จ.ยะลากล่าว,ขณะที่อีกด้าน พ.ต.ต.สมศักดิ์ ราชริวงศ์ สว.สส.สภ.ธารโต จ.ยะลา สนธิกำลัง 3 ฝ่ายตั้งด่านตรวจบริเวณบ้านบ่อหิน หมู่ 5 ต.บ้านแหร เนื่องจากสืบทราบว่า นายอาลี ยีมัน อายุ 32 ปี อยู่บ้านเลขที่ 11 หมู่ 1 บ้านแหร ต.บ้านแหร อ.ธารโต เป็นบุคคลเป้าหมาย มีหมายจับ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เกี่ยวข้องกับเหตุคนร้ายลอบวางระเบิดเจ้าหน้าที่ ตชด.มว.4410 กก.ตชด.44 ทำหน้าที่ รปภ.คณะครู เป็นเหตุให้ได้รับบาดเจ็บ 2 นาย เหตุเกิดที่บ้านจาเราะแป หมู 3 ต.ธารโต เมื่อวันที่ 10 พ.ย.60 ที่ผ่านมา โดยนายอาลี ยีมัน มีอาชีพรับจ้างขับรถรับส่งนักเรียนอนุบาล ร.ร.สุทธิศาสน์วิทยา ต.บ้านแหร กระทั่งเวลาดังกล่าว รถโรงเรียนที่มีนายอาลีขับมา เจ้าหน้าที่จึงได้ส่งสัญญาณให้หยุดแล้วเข้าตรวจสอบพบนายอาลี จึงได้แจ้งหมาย พ.ร.ก.ให้ทราบ นายอาลีไม่มีทีท่าตกใจแต่ขอนำเด็กนักเรียนไปส่งให้ถึงที่หมายก่อน หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ควบคุมตัวนายอาลี ยีมัน ส่งไปยังศูนย์ซักถามค่ายอิงคยุทธบริหาร อ.หนองจิก จ.ปัตตานี เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป.