law_code
stringclasses 36
values | law_name
stringclasses 36
values | section_num
stringlengths 1
23
| section_content
stringlengths 31
6.7k
| reference
listlengths 0
51
|
|---|---|---|---|---|
ป0003-1D-0002
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
|
1454
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1454
ผู้เยาว์จะทำการสมรสให้นำความในมาตรา 1436 มาใช้บังคับโดยอนุโลม
|
[
{
"include": true,
"law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
"section_num": "1436"
}
] |
ป0003-1D-0002
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
|
1455
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1455
การให้ความยินยอมให้ทำการสมรสจะกระทำได้แต่โดย
(1) ลงลายมือชื่อในทะเบียนขณะจดทะเบียนสมรส
(2) ทำเป็นหนังสือแสดงความยินยอมโดยระบุชื่อผู้จะสมรสทั้งสองฝ่ายและลงลายมือชื่อของผู้ให้ความยินยอม
(3) ถ้ามีเหตุจำเป็น จะให้ความยินยอมด้วยวาจาต่อหน้าพยานอย่างน้อยสองคนก็ได้
ความยินยอมนั้น เมื่อให้แล้วถอนไม่ได้
|
[] |
ป0003-1D-0002
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
|
1456
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1456
ถ้าไม่มีผู้ที่มีอำนาจให้ความยินยอมตามมาตรา 1454 หรือมีแต่ไม่ให้ความยินยอมหรือไม่อยู่ในสภาพที่อาจให้ความยินยอม หรือโดยพฤติการณ์ผู้เยาว์ไม่อาจขอความยินยอมได้ ผู้เยาว์อาจร้องขอต่อศาลเพื่ออนุญาตให้ทำการสมรส
|
[
{
"include": true,
"law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
"section_num": "1454"
}
] |
ป0003-1D-0002
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
|
1457
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1457
การสมรสตามประมวลกฎหมายนี้จะมีได้เฉพาะเมื่อได้จดทะเบียนแล้วเท่านั้น
|
[] |
ป0003-1D-0002
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
|
1458
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1458
การสมรสจะทำได้ต่อเมื่อชายหญิงยินยอมเป็นสามีภริยากันและต้องแสดงการยินยอมนั้นให้ปรากฏโดยเปิดเผยต่อหน้านายทะเบียนและให้นายทะเบียนบันทึกความยินยอมนั้นไว้ด้วย
|
[] |
ป0003-1D-0002
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
|
1459
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1459
การสมรสในต่างประเทศระหว่างคนที่มีสัญชาติไทยด้วยกัน หรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีสัญชาติไทย จะทำตามแบบที่กำหนดไว้ตามกฎหมายไทยหรือกฎหมายแห่งประเทศนั้นก็ได้
ในกรณีที่คู่สมรสประสงค์จะจดทะเบียนตามกฎหมายไทย ให้พนักงานทูตหรือกงสุลไทยเป็นผู้รับจดทะเบียน
|
[] |
ป0003-1D-0002
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
|
1460
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1460
เมื่อมีพฤติการณ์พิเศษซึ่งไม่อาจทำการจดทะเบียนสมรสต่อนายทะเบียนได้เพราะชายหรือหญิงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่ายตกอยู่ในอันตรายใกล้ความตาย หรืออยู่ในภาวะการรบหรือสงคราม ถ้าชายและหญิงนั้นได้แสดงเจตนาจะสมรสกันต่อหน้าบุคคลซึ่งบรรลุนิติภาวะที่อยู่ ณ ที่นั้น แล้วให้บุคคลดังกล่าวจดแจ้งการแสดงเจตนาขอทำการสมรสของชายและหญิงนั้นไว้เป็นหลักฐาน และต่อมาชายหญิงได้จดทะเบียนสมรสกันภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่อาจทำการจดทะเบียนต่อนายทะเบียนได้ โดยแสดงหลักฐานต่อนายทะเบียนและให้นายทะเบียนจดแจ้งวัน เดือน ปี สถานที่ที่แสดงเจตนาขอทำการสมรส และพฤติการณ์พิเศษนั้นไว้ในทะเบียนสมรส ให้ถือว่าวันแสดงเจตนาขอทำการสมรสต่อบุคคลดังกล่าวเป็นวันจดทะเบียนสมรสต่อนายทะเบียนแล้ว
ความในมาตรานี้มิให้ใช้บังคับถ้าหากจะมีการสมรสในวันแสดงเจตนาขอทำการสมรส การสมรสนั้นจะตกเป็นโมฆะ
|
[] |
ป0003-1D-0002
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
|
1461
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1461
สามีภริยาต้องอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยา
สามีภริยาต้องช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูกันตามความสามารถและฐานะของตน
|
[] |
ป0003-1D-0002
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
|
1462
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1462
ในกรณีที่สามีภริยาไม่สามารถที่จะอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาโดยปกติสุขได้ หรือถ้าการอยู่ร่วมกันจะเป็นอันตรายแก่กายหรือจิตใจหรือทำลายความผาสุกอย่างมาก สามีหรือภริยาฝ่ายที่ไม่สามารถที่จะอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาโดยปกติสุขได้หรือฝ่ายที่จะต้องรับอันตรายหรือถูกทำลายความผาสุก อาจร้องต่อศาลเพื่อให้มีคำสั่งอนุญาตให้ตนอยู่ต่างหากในระหว่างที่เหตุนั้น ๆ ยังมีอยู่ก็ได้ ในกรณีเช่นนี้ศาลจะกำหนดจำนวนค่าอุปการะเลี้ยงดูให้ฝ่ายหนึ่งจ่ายให้แก่อีกฝ่ายหนึ่งตามควรแก่พฤติการณ์ก็ได้
|
[] |
ป0003-1D-0002
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
|
1463
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1463
ในกรณีที่ศาลสั่งให้สามีหรือภริยาเป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ ภริยาหรือสามีย่อมเป็นผู้อนุบาลหรือผู้พิทักษ์ แต่เมื่อผู้มีส่วนได้เสียหรืออัยการร้องขอ และถ้ามีเหตุสำคัญ ศาลจะตั้งผู้อื่นเป็นผู้อนุบาลหรือผู้พิทักษ์ก็ได้
|
[] |
ป0003-1D-0002
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
|
1464
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1464
ในกรณีที่คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นคนวิกลจริต ไม่ว่าศาลจะได้สั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือไม่ ถ้าคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งไม่อุปการะเลี้ยงดูฝ่ายที่วิกลจริตตามมาตรา 1461 วรรคสอง หรือกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใด อันเป็นเหตุให้ฝ่ายที่วิกลจริตอยู่ในภาวะอันน่าจะเกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ หรือตกอยู่ในภาวะอันน่าจะเกิดความเสียหายทางทรัพย์สินถึงขนาด บุคคลตามที่ระบุไว้ในมาตรา 28 หรือผู้อนุบาลอาจฟ้องคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูให้แก่ฝ่ายที่วิกลจริต หรือขอให้ศาลมีคำสั่งใด ๆ เพื่อคุ้มครองฝ่ายที่วิกลจริตนั้นได้
ในกรณีฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูตามวรรคหนึ่ง ถ้ายังมิได้มีคำสั่งของศาลว่าคู่สมรสซึ่งวิกลจริตเป็นคนไร้ความสามารถก็ให้ขอต่อศาลในคดีเดียวกันให้ศาลมีคำสั่งว่าคู่สมรสซึ่งวิกลจริตนั้นเป็นคนไร้ความสามารถ โดยขอให้ตั้งตนเองหรือผู้อื่นที่ศาลเห็นสมควรเป็นผู้อนุบาล หรือถ้าได้มีคำสั่งของศาลแสดงว่าคู่สมรสซึ่งวิกลจริตเป็นคนไร้ความสามารถอยู่แล้ว จะขอให้ถอดถอนผู้อนุบาลคนเดิม และแต่งตั้งผู้อนุบาลคนใหม่ก็ได้
ในการขอให้ศาลมีคำสั่งใด ๆ เพื่อคุ้มครองคู่สมรสฝ่ายที่วิกลจริตโดยมิได้เรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูด้วยนั้น จะไม่ขอให้ศาลมีคำสั่งให้คู่สมรสฝ่ายที่วิกลจริตนั้นเป็นคนไร้ความสามารถ หรือจะไม่ขอเปลี่ยนผู้อนุบาลก็ได้ แต่ถ้าศาลเห็นว่าวิธีการคุ้มครองที่ขอนั้นจำต้องมีผู้อนุบาลหรือเปลี่ยนผู้อนุบาล ให้ศาลมีคำสั่งให้จัดการทำนองเดียวกับที่บัญญัติไว้ในวรรคสอง แล้วจึงมีคำสั่งคุ้มครองตามที่เห็นสมควร
|
[
{
"include": true,
"law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
"section_num": "1461"
},
{
"include": true,
"law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
"section_num": "28"
}
] |
ป0003-1D-0002
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
|
1464/1
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1464/1
ในระหว่างการพิจารณาคดีตามมาตรา 1464 ถ้ามีคำขอศาลอาจกำหนดวิธีการชั่วคราวเกี่ยวกับการอุปการะเลี้ยงดูหรือการคุ้มครองคู่สมรสฝ่ายที่วิกลจริตได้ตามที่เห็นสมควร และหากเป็นกรณีฉุกเฉินให้นำบทบัญญัติเรื่องคำขอในเหตุฉุกเฉินตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับ
|
[
{
"include": true,
"law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
"section_num": "1464"
}
] |
ป0003-1D-0002
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
|
1465
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1465
ถ้าสามีภริยามิได้ทำสัญญากันไว้ในเรื่องทรัพย์สินเป็นพิเศษก่อนสมรส ความสัมพันธ์ระหว่างสามีภริยาในเรื่องทรัพย์สินนั้น ให้บังคับตามบทบัญญัติในหมวดนี้
ถ้าข้อความใดในสัญญาก่อนสมรสขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือระบุให้ใช้กฎหมายประเทศอื่นบังคับเรื่องทรัพย์สินนั้น ข้อความนั้น ๆ เป็นโมฆะ
|
[] |
ป0003-1D-0002
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
|
1466
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1466
สัญญาก่อนสมรสเป็นโมฆะ ถ้ามิได้จดแจ้งข้อตกลงกันเป็นสัญญาก่อนสมรสนั้นไว้ในทะเบียนสมรสพร้อมกับการจดทะเบียนสมรส หรือมิได้ทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อคู่สมรสและพยานอย่างน้อยสองคนแนบไว้ท้ายทะเบียนสมรสและได้จดไว้ในทะเบียนสมรสพร้อมกับการจดทะเบียนสมรสว่าได้มีสัญญานั้นแนบไว้
|
[] |
ป0003-1D-0002
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
|
1467
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1467
เมื่อสมรสแล้วจะเปลี่ยนแปลงเพิกถอนสัญญาก่อนสมรสนั้นไม่ได้ นอกจากจะได้รับอนุญาตจากศาล
เมื่อได้มีคำสั่งของศาลถึงที่สุดให้เปลี่ยนแปลงเพิกถอนสัญญาก่อนสมรสแล้ว ให้ศาลแจ้งไปยังนายทะเบียนสมรสเพื่อจดแจ้งไว้ในทะเบียนสมรส
|
[] |
ป0003-1D-0002
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
|
1468
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1468
ข้อความในสัญญาก่อนสมรสไม่มีผลกระทบกระเทือนถึงสิทธิของบุคคลภายนอกผู้ทำการโดยสุจริตไม่ว่าจะได้เปลี่ยนแปลงเพิกถอนโดยคำสั่งของศาลหรือไม่ก็ตาม
|
[] |
ป0003-1D-0002
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
|
1469
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1469
สัญญาที่เกี่ยวกับทรัพย์สินใดที่สามีภริยาได้ทำไว้ต่อกันในระหว่างเป็นสามีภริยากันนั้น ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะบอกล้างเสียในเวลาใดที่เป็นสามีภริยากันอยู่หรือภายในกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันที่ขาดจากการเป็นสามีภริยากันก็ได้ แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงสิทธิของบุคคลภายนอกผู้ทำการโดยสุจริต
|
[] |
ป0003-1D-0002
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
|
1470
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1470
ทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา นอกจากที่ได้แยกไว้เป็นสินส่วนตัวย่อมเป็นสินสมรส
|
[] |
ป0003-1D-0002
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
|
1471
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1471
สินส่วนตัวได้แก่ทรัพย์สิน
(1) ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีอยู่ก่อนสมรส
(2) ที่เป็นเครื่องใช้สอยส่วนตัว เครื่องแต่งกาย หรือเครื่องประดับกายตามควรแก่ฐานะ หรือเครื่องมือเครื่องใช้ที่จำเป็นในการประกอบอาชีพหรือวิชาชีพของคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
(3) ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาระหว่างสมรสโดยการรับมรดกหรือโดยการให้โดยเสน่หา
(4) ที่เป็นของหมั้น
|
[] |
ป0003-1D-0002
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
|
1472
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1472
สินส่วนตัวนั้น ถ้าได้แลกเปลี่ยนเป็นทรัพย์สินอื่นก็ดี ซื้อทรัพย์สินอื่นมาก็ดี หรือขายได้เป็นเงินมาก็ดี ทรัพย์สินอื่นหรือเงินที่ได้มานั้นเป็นสินส่วนตัว
สินส่วนตัวที่ถูกทำลายไปทั้งหมดหรือแต่บางส่วน แต่ได้ทรัพย์สินอื่นหรือเงินมาทดแทน ทรัพย์สินอื่นหรือเงินที่ได้มานั้นเป็นสินส่วนตัว
|
[] |
ป0003-1D-0002
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
|
1473
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1473
สินส่วนตัวของคู่สมรสฝ่ายใดให้ฝ่ายนั้นเป็นผู้จัดการ
|
[] |
ป0003-1D-0002
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
|
1474
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474
สินสมรสได้แก่ทรัพย์สิน
(1) ที่คู่สมรสได้มาระหว่างสมรส
(2) ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาระหว่างสมรสโดยพินัยกรรมหรือโดยการให้เป็นหนังสือเมื่อพินัยกรรมหรือหนังสือยกให้ระบุว่าเป็นสินสมรส
(3) ที่เป็นดอกผลของสินส่วนตัว
ถ้ากรณีเป็นที่สงสัยว่าทรัพย์สินอย่างหนึ่งเป็นสินสมรสหรือมิใช่ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นสินสมรส
|
[] |
ป0003-1D-0002
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
|
1475
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1475
ถ้าสินสมรสใดเป็นจำพวกที่ระบุไว้ในมาตรา 456 แห่งประมวลกฎหมายนี้ หรือที่มีเอกสารเป็นสำคัญ สามีหรือภริยาจะร้องขอให้ลงชื่อตนเป็นเจ้าของรวมกันในเอกสารนั้นก็ได้
|
[
{
"include": true,
"law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
"section_num": "456"
}
] |
ป0003-1D-0002
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
|
1476
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1476
สามีและภริยาต้องจัดการสินสมรสร่วมกันหรือได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่งในกรณีดังต่อไปนี้
(1) ขาย แลกเปลี่ยน ขายฝาก ให้เช่าซื้อ จำนอง ปลดจำนอง หรือโอนสิทธิจำนอง ซึ่งอสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์ที่อาจจำนองได้
(2) ก่อตั้งหรือกระทำให้สุดสิ้นลงทั้งหมดหรือบางส่วนซึ่งภาระจำยอม สิทธิอาศัย สิทธิเหนือพื้นดิน สิทธิเก็บกิน หรือภาระติดพันในอสังหาริมทรัพย์
(3) ให้เช่าอสังหาริมทรัพย์เกินสามปี
(4) ให้กู้ยืมเงิน
(5) ให้โดยเสน่หา เว้นแต่การให้ที่พอควรแก่ฐานานุรูปของครอบครัวเพื่อการกุศล เพื่อการสังคม หรือตามหน้าที่ธรรมจรรยา
(6) ประนีประนอมยอมความ
(7) มอบข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการวินิจฉัย
(8) นำทรัพย์สินไปเป็นประกันหรือหลักประกันต่อเจ้าพนักงานหรือศาล
การจัดการสินสมรสนอกจากกรณีที่บัญญัติไว้ในวรรคหนึ่ง สามีหรือภริยาจัดการได้โดยมิต้องได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่ง
|
[] |
ป0003-1D-0002
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
|
1476/1
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1476/1
สามีและภริยาจะจัดการสินสมรสให้แตกต่างไปจากที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1476 ทั้งหมดหรือบางส่วนได้ก็ต่อเมื่อได้ทำสัญญาก่อนสมรสไว้ตามที่บัญญัติในมาตรา 1465 และมาตรา 1466 ในกรณีดังกล่าวนี้ การจัดการสินสมรสให้เป็นไปตามที่ระบุไว้ในสัญญาก่อนสมรส
ในกรณีที่สัญญาก่อนสมรสระบุการจัดการสินสมรสไว้แต่เพียงบางส่วนของมาตรา 1476 การจัดการสินสมรสนอกจากที่ระบุไว้ในสัญญาก่อนสมรสให้เป็นไปตามมาตรา 1476
|
[
{
"include": true,
"law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
"section_num": "1476"
},
{
"include": true,
"law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
"section_num": "1465"
},
{
"include": true,
"law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
"section_num": "1466"
}
] |
ป0003-1D-0002
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
|
1477
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1477
สามีภริยาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีสิทธิฟ้อง ต่อสู้ หรือดำเนินคดีเกี่ยวกับการสงวนบำรุงรักษาสินสมรส หรือเพื่อประโยชน์แก่สินสมรส หนี้อันเกิดแต่การฟ้อง ต่อสู้ หรือดำเนินคดีดังกล่าว ให้ถือว่าเป็นหนี้ที่สามีภริยาเป็นลูกหนี้ร่วมกัน
|
[] |
ป0003-1D-0002
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
|
1478
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1478
เมื่อฝ่ายใดต้องให้ความยินยอมหรือลงชื่อกับอีกฝ่ายหนึ่งในเรื่องจัดการทรัพย์สินแต่ไม่ให้ความยินยอมหรือไม่ยอมลงชื่อโดยปราศจากเหตุผล หรือไม่อยู่ในสภาพที่อาจให้ความยินยอมได้ อีกฝ่ายหนึ่งอาจร้องขอต่อศาลให้สั่งอนุญาตแทนได้
|
[] |
ป0003-1D-0002
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
|
1479
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1479
การใดที่สามีหรือภริยากระทำ ซึ่งต้องรับความยินยอมร่วมกัน และถ้าการนั้นมีกฎหมายบัญญัติให้ทำเป็นหนังสือหรือให้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ความยินยอมนั้นต้องทำเป็นหนังสือ
|
[] |
ป0003-1D-0002
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
|
1480
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480
การจัดการสินสมรสซึ่งต้องจัดการร่วมกันหรือต้องได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่งตามมาตรา 1476 ถ้าคู่สมรสฝ่ายหนึ่งได้ทำนิติกรรมไปแต่เพียงฝ่ายเดียว หรือโดยปราศจากความยินยอมของคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งอาจฟ้องให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมนั้นได้ เว้นแต่คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งได้ให้สัตยาบันแก่นิติกรรมนั้นแล้ว หรือในขณะที่ทำนิติกรรมนั้นบุคคลภายนอกได้กระทำโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน
การฟ้องให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมตามวรรคหนึ่งห้ามมิให้ฟ้องเมื่อพ้นหนึ่งปี นับแต่วันที่ได้รู้เหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอน หรือเมื่อพ้นสิบปีนับแต่วันที่ได้ทำนิติกรรมนั้น
|
[
{
"include": true,
"law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
"section_num": "1476"
}
] |
ป0003-1D-0002
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
|
1481
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1481
สามีหรือภริยาไม่มีอำนาจทำพินัยกรรมยกสินสมรสที่เกินกว่าส่วนของตนให้แก่บุคคลใดได้
|
[] |
ป0003-1D-0002
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
|
1482
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1482
ในกรณีที่สามีหรือภริยามีอำนาจจัดการสินสมรสแต่ฝ่ายเดียวคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งก็ยังมีอำนาจจัดการบ้านเรือนและจัดหาสิ่งจำเป็นสำหรับครอบครัวตามสมควรแก่อัตภาพได้ ค่าใช้จ่ายในการนี้ย่อมผูกพันสินสมรสและสินส่วนตัวของทั้งสองฝ่าย
ถ้าสามีหรือภริยาจัดการบ้านเรือนหรือจัดหาสิ่งจำเป็นสำหรับครอบครัวเป็นที่เสียหายถึงขนาด อีกฝ่ายหนึ่งอาจร้องขอให้ศาลสั่งห้ามหรือจำกัดอำนาจนี้เสียได้
|
[] |
ป0003-1D-0002
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
|
1483
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1483
ในกรณีที่สามีหรือภริยามีอำนาจจัดการสินสมรสแต่ฝ่ายเดียว ถ้าสามีหรือภริยาจะกระทำ หรือกำลังกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งในการจัดการสินสมรสอันพึงเห็นได้ว่าจะเกิดความเสียหายถึงขนาด อีกฝ่ายหนึ่งอาจร้องขอให้ศาลสั่งห้ามมิให้กระทำการนั้นได้
|
[] |
ป0003-1D-0002
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
|
1484
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1484
ถ้าสามีหรือภริยาฝ่ายซึ่งมีอำนาจจัดการสินสมรส
(1) จัดการสินสมรสเป็นที่เสียหายถึงขนาด
(2) ไม่อุปการะเลี้ยงดูอีกฝ่ายหนึ่ง
(3) มีหนี้สินล้นพ้นตัว หรือทำหนี้เกินกึ่งหนึ่งของสินสมรส
(4) ขัดขวางการจัดการสินสมรสของอีกฝ่ายหนึ่งโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร
(5) มีพฤติการณ์ปรากฏว่าจะทำความหายนะให้แก่สินสมรส
อีกฝ่ายหนึ่งอาจร้องขอให้ศาลสั่งอนุญาตให้ตนเป็นผู้จัดการสินสมรสแต่ผู้เดียวหรือสั่งให้แยกสินสมรสได้
ในกรณีตามวรรคหนึ่ง ถ้ามีคำขอ ศาลอาจกำหนดวิธีคุ้มครองชั่วคราวเพื่อจัดการสินสมรสได้ตามที่เห็นสมควร และหากเป็นกรณีฉุกเฉินให้นำบทบัญญัติเรื่องคำขอในเหตุฉุกเฉินตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับ
|
[] |
ป0003-1D-0002
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
|
1484/1
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1484/1
ในกรณีที่ศาลได้มีคำสั่งห้ามหรือจำกัดอำนาจในการจัดการสินสมรสของสามีหรือภริยาตามมาตรา 1482 มาตรา 1483 หรือมาตรา 1484 ถ้าต่อมาเหตุแห่งการนั้นหรือพฤติการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไป สามีหรือภริยาอาจร้องขอต่อศาลให้ยกเลิกหรือเปลี่ยนแปลงคำสั่งที่ห้ามหรือจำกัดอำนาจจัดการสินสมรสนั้นได้ ในการนี้ศาลจะมีคำสั่งใด ๆ ตามที่เห็นสมควรก็ได้
|
[
{
"include": true,
"law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
"section_num": "1482"
},
{
"include": true,
"law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
"section_num": "1483"
},
{
"include": true,
"law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
"section_num": "1484"
}
] |
ป0003-1D-0002
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
|
1485
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1485
สามีหรือภริยาอาจร้องขอต่อศาลให้ตนเป็นผู้จัดการสินสมรสโดยเฉพาะอย่างใดอย่างหนึ่งหรือเข้าร่วมจัดการในการนั้นได้ ถ้าการที่จะทำเช่นนั้นจะเป็นประโยชน์ยิ่งกว่า
|
[] |
ป0003-1D-0002
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
|
1486
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1486
เมื่อศาลได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดตามความในมาตรา 1482 วรรคสอง มาตรา 1483 มาตรา 1484 มาตรา 1484/1 หรือมาตรา 1485 อันเป็นคุณแก่ผู้ร้องขอ หรือตามมาตรา 1491 มาตรา 1492/1 หรือมาตรา 1598/17 หรือเมื่อสามีหรือภริยาพ้นจากการเป็นบุคคลล้มละลาย ให้ศาลแจ้งไปยังนายทะเบียนเพื่อจดแจ้งไว้ในทะเบียนสมรส
|
[
{
"include": true,
"law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
"section_num": "1482"
},
{
"include": true,
"law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
"section_num": "1483"
},
{
"include": true,
"law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
"section_num": "1484"
},
{
"include": true,
"law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
"section_num": "1484/1"
},
{
"include": true,
"law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
"section_num": "1485"
},
{
"include": true,
"law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
"section_num": "1491"
},
{
"include": true,
"law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
"section_num": "1492/1"
},
{
"include": true,
"law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
"section_num": "1598/17"
}
] |
ป0003-1D-0002
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
|
1487
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1487
ในระหว่างที่เป็นสามีภริยากัน ฝ่ายใดจะยึดหรืออายัดทรัพย์สินของอีกฝ่ายหนึ่งไม่ได้ เว้นแต่เป็นการยึดหรืออายัดทรัพย์สินในคดีที่ฟ้องร้องเพื่อการปฏิบัติหน้าที่หรือรักษาสิทธิระหว่างสามีภริยาตามที่บัญญัติไว้โดยเฉพาะในประมวลกฎหมายนี้หรือที่ประมวลกฎหมายนี้บัญญัติไว้โดยเฉพาะให้สามีภริยาฟ้องร้องกันเองได้ หรือเป็นการยึด หรืออายัดทรัพย์สินสำหรับค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าฤชาธรรมเนียมที่ยังมิได้ชำระตามคำพิพากษาของศาล
|
[] |
ป0003-1D-0002
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
|
1488
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1488
ถ้าสามีหรือภริยาต้องรับผิดเป็นส่วนตัวเพื่อชำระหนี้ที่ก่อไว้ก่อนหรือระหว่างสมรส ให้ชำระหนี้นั้นด้วยสินส่วนตัวของฝ่ายนั้นก่อน เมื่อไม่พอจึงให้ชำระด้วยสินสมรสที่เป็นส่วนของฝ่ายนั้น
|
[] |
ป0003-1D-0002
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
|
1489
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1489
ถ้าสามีภริยาเป็นลูกหนี้ร่วมกัน ให้ชำระหนี้นั้นจากสินสมรสและสินส่วนตัวของทั้งสองฝ่าย
|
[] |
ป0003-1D-0002
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
|
1490
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1490
หนี้ที่สามีภริยาเป็นลูกหนี้ร่วมกันนั้นให้รวมถึงหนี้ที่สามีหรือภริยาก่อให้เกิดขึ้นในระหว่างสมรส ดังต่อไปนี้
(1) หนี้เกี่ยวแก่การจัดการบ้านเรือนและจัดหาสิ่งจำเป็นสำหรับครอบครัว การอุปการะเลี้ยงดูตลอดถึงการรักษาพยาบาลบุคคลในครอบครัวและการศึกษาของบุตรตามสมควรแก่อัตภาพ
(2) หนี้ที่เกี่ยวข้องกับสินสมรส
(3) หนี้ที่เกิดขึ้นเนื่องจากการงานซึ่งสามีภริยาทำด้วยกัน
(4) หนี้ที่สามีหรือภริยาก่อขึ้นเพื่อประโยชน์ตนฝ่ายเดียวแต่อีกฝ่ายหนึ่งได้ให้สัตยาบัน
|
[] |
ป0003-1D-0002
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
|
1491
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1491
ถ้าสามีหรือภริยาต้องคำพิพากษาให้ล้มละลาย สินสมรสย่อมแยกจากกันโดยอำนาจกฎหมายนับแต่วันที่ศาลพิพากษาให้ล้มละลายนั้น
|
[] |
ป0003-1D-0002
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
|
1492
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1492
เมื่อได้แยกสินสมรสตามมาตรา 1484 วรรคสอง มาตรา 1491 หรือมาตรา 1598/17 วรรคสอง แล้ว ให้ส่วนที่แยกออกตกเป็นสินส่วนตัวของสามีหรือภริยา และบรรดาทรัพย์สินที่ฝ่ายใดได้มาในภายหลังไม่ให้ถือเป็นสินสมรส แต่ให้เป็นสินส่วนตัวของฝ่ายนั้น และสินสมรสที่คู่สมรสได้มาโดยพินัยกรรมหรือโดยการให้เป็นหนังสือตามมาตรา 1474 (2) ในภายหลัง ให้ตกเป็นสินส่วนตัวของสามีและภริยาฝ่ายละครึ่ง
ดอกผลของสินส่วนตัวที่ได้มาหลังจากที่ได้แยกสินสมรสแล้วให้เป็นสินส่วนตัว
|
[
{
"include": true,
"law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
"section_num": "1484"
},
{
"include": true,
"law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
"section_num": "1491"
},
{
"include": true,
"law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
"section_num": "1598/17"
},
{
"include": true,
"law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
"section_num": "1474"
}
] |
ป0003-1D-0002
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
|
1492/1
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1492/1
ในกรณีที่มีการแยกสินสมรสโดยคำสั่งศาล การยกเลิกการแยกสินสมรสให้กระทำได้เมื่อสามีหรือภริยาร้องขอต่อศาล และศาลได้มีคำสั่งให้ยกเลิก แต่ถ้าภริยาหรือสามีคัดค้านศาลจะสั่งยกเลิกการแยกสินสมรสได้ต่อเมื่อเหตุแห่งการแยกสินสมรสได้สิ้นสุดลงแล้ว
เมื่อมีการยกเลิกการแยกสินสมรสตามวรรคหนึ่ง หรือการแยกสินสมรสสิ้นสุดลงเพราะสามีหรือภริยาพ้นจากการเป็นบุคคลล้มละลาย ให้ทรัพย์สินที่เป็นสินส่วนตัวอยู่ในวันที่ศาลมีคำสั่งหรือในวันที่พ้นจากการเป็นบุคคลล้มละลาย ยังคงเป็นสินส่วนตัวต่อไปตามเดิม
|
[] |
ป0003-1D-0002
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
|
1493
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1493
ในกรณีที่ไม่มีสินสมรสแล้ว สามีและภริยาต้องช่วยกันออกค่าใช้สอยสำหรับการบ้านเรือนตามส่วนมากและน้อยแห่งสินส่วนตัวของตน
|
[] |
ป0003-1D-0002
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
|
1494
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1494
การสมรสจะเป็นโมฆะก็แต่เฉพาะที่บัญญัติไว้ในหมวดนี้
|
[] |
ป0003-1D-0002
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
|
1495
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1495
การสมรสที่ฝ่าฝืนมาตรา 1449 มาตรา 1450 มาตรา 1452 และมาตรา 1458 เป็นโมฆะ
|
[
{
"include": true,
"law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
"section_num": "1449"
},
{
"include": true,
"law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
"section_num": "1450"
},
{
"include": true,
"law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
"section_num": "1452"
},
{
"include": true,
"law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
"section_num": "1458"
}
] |
ป0003-1D-0002
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
|
1496
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1496
คำพิพากษาของศาลเท่านั้นที่จะแสดงว่า การสมรสที่ฝ่าฝืนมาตรา 1449 มาตรา 1450 และมาตรา 1458 เป็นโมฆะ
คู่สมรส บิดามารดา หรือผู้สืบสันดานของคู่สมรสอาจร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสเป็นโมฆะได้ ถ้าไม่มีบุคคลดังกล่าว ผู้มีส่วนได้เสียจะร้องขอให้อัยการเป็นผู้ร้องขอต่อศาลก็ได้
|
[
{
"include": true,
"law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
"section_num": "1449"
},
{
"include": true,
"law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
"section_num": "1450"
},
{
"include": true,
"law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
"section_num": "1458"
}
] |
ป0003-1D-0002
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
|
1497
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1497
การสมรสที่เป็นโมฆะ เพราะฝ่าฝืนมาตรา 1452 บุคคลผู้มีส่วนได้เสียคนใดคนหนึ่งจะกล่าวอ้างขึ้น หรือจะร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสเป็นโมฆะก็ได้
|
[
{
"include": true,
"law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
"section_num": "1452"
}
] |
ป0003-1D-0002
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
|
1497/1
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1497/1
ในกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าการสมรสใดเป็นโมฆะ ให้ศาลแจ้งไปยังนายทะเบียนเพื่อบันทึกความเป็นโมฆะไว้ในทะเบียนสมรส
|
[] |
ป0003-1D-0002
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
|
1498
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1498
การสมรสที่เป็นโมฆะ ไม่ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ทางทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา
ในกรณีที่การสมรสเป็นโมฆะ ทรัพย์สินที่ฝ่ายใดมีหรือได้มาไม่ว่าก่อนหรือหลังการสมรสรวมทั้งดอกผลคงเป็นของฝ่ายนั้น ส่วนบรรดาทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกันให้แบ่งคนละครึ่ง เว้นแต่ศาลจะเห็นสมควรสั่งเป็นประการอื่น เมื่อได้พิเคราะห์ถึงภาระในครอบครัว ภาระในการหาเลี้ยงชีพ และฐานะของคู่กรณีทั้งสองฝ่าย ตลอดจนพฤติการณ์อื่นทั้งปวงแล้ว
|
[] |
ป0003-1D-0002
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
|
1499
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1499
การสมรสที่เป็นโมฆะ เพราะฝ่าฝืนมาตรา 1449 มาตรา 1450 หรือมาตรา 1458 ไม่ทำให้ชายหรือหญิงผู้สมรสโดยสุจริตเสื่อมสิทธิที่ได้มาเพราะการสมรสก่อนมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้เป็นโมฆะ
การสมรสที่เป็นโมฆะเพราะฝ่าฝืนมาตรา 1452 ไม่ทำให้ชายหรือหญิงผู้สมรสโดยสุจริตเสื่อมสิทธิที่ได้มา เพราะการสมรสก่อนที่ชายหรือหญิงนั้นรู้ถึงเหตุที่ทำให้การสมรสเป็นโมฆะ แต่การสมรสที่เป็นโมฆะดังกล่าว ไม่ทำให้คู่สมรสเกิดสิทธิรับมรดกในฐานะทายาทโดยธรรมของคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง
การสมรสที่เป็นโมฆะเพราะฝ่าฝืนมาตรา 1449 มาตรา 1450 หรือมาตรา 1458 หรือฝ่าฝืนมาตรา 1452 ถ้าคู่สมรสฝ่ายใดได้สมรสโดยสุจริตฝ่ายนั้นมีสิทธิเรียกค่าทดแทนได้ และถ้าการสมรสที่เป็นโมฆะนั้นทำให้ฝ่ายที่ได้สมรสโดยสุจริตต้องยากจนลงเพราะไม่มีรายได้พอจากทรัพย์สิน หรือจากการงานที่เคยทำอยู่ก่อนมีคำพิพากษาถึงที่สุด หรือก่อนที่จะได้รู้ว่าการสมรสของตนเป็นโมฆะ แล้วแต่กรณี ฝ่ายนั้นมีสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพได้ด้วย สิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพในกรณีนี้ให้นำมาตรา 1526 วรรคหนึ่ง และมาตรา 1528 มาใช้บังคับโดยอนุโลม
สิทธิเรียกร้องค่าทดแทน หรือค่าเลี้ยงชีพตามวรรคสาม มีกำหนดอายุความสองปีนับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุด สำหรับกรณีการสมรสเป็นโมฆะเพราะฝ่าฝืนมาตรา 1449 มาตรา 1450 หรือมาตรา 1458 หรือนับแต่วันที่รู้ถึงเหตุที่ทำให้การสมรสเป็นโมฆะ สำหรับกรณีการสมรสเป็นโมฆะเพราะฝ่าฝืนมาตรา 1452
|
[
{
"include": true,
"law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
"section_num": "1449"
},
{
"include": true,
"law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
"section_num": "1450"
},
{
"include": true,
"law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
"section_num": "1458"
},
{
"include": true,
"law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
"section_num": "1452"
},
{
"include": true,
"law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
"section_num": "1526"
},
{
"include": true,
"law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
"section_num": "1528"
}
] |
ป0003-1D-0002
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
|
1499/1
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1499/1
ในกรณีที่การสมรสเป็นโมฆะ ข้อตกลงระหว่างคู่สมรสว่าฝ่ายใดจะเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรคนใด หรือฝ่ายใดหรือทั้งสองฝ่ายจะเป็นผู้ออกเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเป็นจำนวนเท่าใด ให้ทำเป็นหนังสือ หากตกลงกันไม่ได้ให้ศาลเป็นผู้ชี้ขาด ในการพิจารณาชี้ขาดถ้าศาลเห็นว่ามีเหตุที่ถอนอำนาจปกครองของคู่สมรสนั้นได้ตามมาตรา 1582 ศาลจะถอนอำนาจปกครองของคู่สมรสและสั่งให้บุคคลภายนอกเป็นผู้ปกครองก็ได้ ทั้งนี้ ให้ศาลคำนึงถึงความผาสุกและประโยชน์ของบุตรนั้นเป็นสำคัญ และให้นำความในมาตรา 1521 มาใช้บังคับโดยอนุโลม
|
[
{
"include": true,
"law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
"section_num": "1582"
},
{
"include": true,
"law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
"section_num": "1521"
}
] |
ป0003-1D-0002
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
|
1500
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1500
การสมรสที่เป็นโมฆะไม่กระทบถึงสิทธิของบุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริตซึ่งได้มาก่อนมีการบันทึกความเป็นโมฆะไว้ในทะเบียนสมรสตามมาตรา 1497/1
|
[
{
"include": true,
"law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
"section_num": "1497/1"
}
] |
ป0003-1D-0002
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
|
1501
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1501
การสมรสย่อมสิ้นสุดลงด้วยความตาย การหย่า หรือศาลพิพากษาให้เพิกถอน
|
[] |
ป0003-1D-0002
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
|
1502
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1502
การสมรสที่เป็นโมฆียะสิ้นสุดลงเมื่อศาลพิพากษาให้เพิกถอน
|
[] |
ป0003-1D-0002
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
|
1503
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1503
เหตุที่จะขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนการสมรส เพราะเหตุว่าเป็นโมฆียะ มีเฉพาะในกรณีที่คู่สมรสทำการฝ่าฝืนมาตรา 1448 มาตรา 1505 มาตรา 1506 มาตรา 1507 และมาตรา 1509
|
[
{
"include": true,
"law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
"section_num": "1448"
},
{
"include": true,
"law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
"section_num": "1505"
},
{
"include": true,
"law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
"section_num": "1506"
},
{
"include": true,
"law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
"section_num": "1507"
},
{
"include": true,
"law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
"section_num": "1509"
}
] |
ป0003-1D-0002
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
|
1504
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1504
การสมรสที่เป็นโมฆียะเพราะฝ่าฝืนมาตรา 1448 ผู้มีส่วนได้เสียขอให้เพิกถอนการสมรสได้ แต่บิดามารดาหรือผู้ปกครองที่ให้ความยินยอมแล้วจะขอให้เพิกถอนการสมรสไม่ได้
ถ้าศาลมิได้สั่งให้เพิกถอนการสมรสจนชายหญิงมีอายุครบตามมาตรา 1448 หรือเมื่อหญิงมีครรภ์ก่อนอายุครบตามมาตรา 1448 ให้ถือว่าการสมรสสมบูรณ์มาตั้งแต่เวลาสมรส
|
[
{
"include": true,
"law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
"section_num": "1448"
}
] |
ป0003-1D-0002
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
|
1505
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1505
การสมรสที่ได้กระทำไปโดยคู่สมรสฝ่ายหนึ่งสำคัญผิดตัวคู่สมรส การสมรสนั้นเป็นโมฆียะ
สิทธิขอเพิกถอนการสมรสเพราะสำคัญผิดตัวคู่สมรสเป็นอันระงับเมื่อเวลาได้ผ่านพ้นไปแล้วเก้าสิบวันนับแต่วันสมรส
|
[] |
ป0003-1D-0002
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
|
1506
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1506
ถ้าคู่สมรสได้ทำการสมรสโดยถูกกลฉ้อฉลอันถึงขนาดซึ่งถ้ามิได้มีกลฉ้อฉลนั้นจะไม่ทำการสมรส การสมรสนั้นเป็นโมฆียะ
ความในวรรคหนึ่ง ไม่ใช้บังคับในกรณีที่กลฉ้อฉลนั้นเกิดขึ้นโดยบุคคลที่สาม โดยคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งมิได้รู้เห็นด้วย
สิทธิขอเพิกถอนการสมรสเพราะถูกกลฉ้อฉลเป็นอันระงับเมื่อเวลาได้ผ่านพ้นไปแล้วเก้าสิบวันนับแต่วันที่รู้หรือควรได้รู้ถึงกลฉ้อฉล หรือเมื่อเวลาได้ผ่านพ้นไปแล้วหนึ่งปี นับแต่วันสมรส
|
[] |
ป0003-1D-0002
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
|
1507
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1507
ถ้าคู่สมรสได้ทำการสมรสโดยถูกข่มขู่อันถึงขนาดซึ่งถ้ามิได้มีการข่มขู่นั้นจะไม่ทำการสมรส การสมรสนั้นเป็นโมฆียะ
สิทธิขอเพิกถอนการสมรสเพราะถูกข่มขู่เป็นอันระงับ เมื่อเวลาได้ผ่านพ้นไปแล้วหนึ่งปีนับแต่วันที่พ้นจากการข่มขู่
|
[] |
ป0003-1D-0002
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
|
1508
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1508
การสมรสที่เป็นโมฆียะเพราะคู่สมรสสำคัญผิดตัวหรือถูกกลฉ้อฉลหรือถูกข่มขู่ เฉพาะแต่คู่สมรสที่สำคัญผิดตัวหรือถูกกลฉ้อฉลหรือถูกข่มขู่เท่านั้นขอเพิกถอนการสมรสได้
ในกรณีที่ผู้มีสิทธิขอเพิกถอนการสมรสเป็นบุคคลที่ถูกศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ ให้บุคคลซึ่งอาจร้องขอต่อศาลให้สั่งให้บุคคลวิกลจริตเป็นคนไร้ความสามารถ ตามมาตรา 29 ขอเพิกถอนการสมรสได้ด้วย แต่ถ้าผู้มีสิทธิขอเพิกถอนการสมรสเป็นคนวิกลจริตที่ศาลยังไม่ได้สั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ บุคคลดังกล่าวจะร้องขอเพิกถอนการสมรสก็ได้ แต่ต้องขอให้ศาลสั่งให้คนวิกลจริตเป็นคนไร้ความสามารถพร้อมกันด้วย ในกรณีที่ศาลมีคำสั่งให้ยกคำขอให้ศาลสั่งเป็นคนไร้ความสามารถ ก็ให้ศาลมีคำสั่งยกคำขอเพิกถอนการสมรสของบุคคลดังกล่าวนั้นเสียด้วย
คำสั่งศาลให้ยกคำขอเพิกถอนการสมรสของบุคคลตามวรรคสองไม่กระทบกระเทือนสิทธิการขอเพิกถอนการสมรสของคู่สมรส แต่คู่สมรสจะต้องใช้สิทธินั้นภายในกำหนดระยะเวลาที่คู่สมรสมีอยู่ ถ้าระยะเวลาดังกล่าวเหลืออยู่ไม่ถึงหกเดือนนับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งให้ยกคำขอเพิกถอนการสมรสของบุคคลดังกล่าวหรือไม่มีเหลืออยู่เลย ก็ให้ขยายระยะเวลานั้นออกไปได้ให้ครบหกเดือนหรืออีกหกเดือนนับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งให้ยกคำขอเพิกถอนการสมรสของบุคคลดังกล่าว แล้วแต่กรณี
|
[
{
"include": true,
"law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
"section_num": "29"
}
] |
ป0003-1D-0002
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
|
1509
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1509
การสมรสที่มิได้รับความยินยอมของบุคคลดังกล่าวในมาตรา 1454 การสมรสนั้นเป็นโมฆียะ
|
[
{
"include": true,
"law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
"section_num": "1454"
}
] |
ป0003-1D-0002
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
|
1510
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1510
การสมรสที่เป็นโมฆียะเพราะมิได้รับความยินยอมของบุคคลดังกล่าวในมาตรา 1454 เฉพาะบุคคลที่อาจให้ความยินยอมตามมาตรา 1454 เท่านั้น ขอให้เพิกถอนการสมรสได้
สิทธิขอเพิกถอนการสมรสตามมาตรานี้เป็นอันระงับเมื่อคู่สมรสนั้นมีอายุครบยี่สิบปีบริบูรณ์หรือเมื่อหญิงมีครรภ์
การฟ้องขอเพิกถอนการสมรสตามมาตรานี้ให้มีอายุความหนึ่งปีนับแต่วันทราบการสมรส
|
[
{
"include": true,
"law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
"section_num": "1454"
}
] |
ป0003-1D-0002
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
|
1511
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1511
การสมรสที่ได้มีคำพิพากษาให้เพิกถอนนั้น ให้ถือว่าสิ้นสุดลงในวันที่คำพิพากษาถึงที่สุด แต่จะอ้างเป็นเหตุเสื่อมสิทธิของบุคคลภายนอกผู้ทำการโดยสุจริตไม่ได้ เว้นแต่จะได้จดทะเบียนการเพิกถอนการสมรสนั้นแล้ว
|
[] |
ป0003-1D-0002
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
|
1512
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1512
ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยผลของการหย่าโดยคำพิพากษามาใช้บังคับแก่ผลของการเพิกถอนการสมรสโดยอนุโลม
|
[] |
ป0003-1D-0002
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
|
1513
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1513
ถ้าปรากฏว่าคู่สมรสที่ถูกฟ้องเพิกถอนการสมรสได้รู้เห็นเป็นใจในเหตุแห่งโมฆียะกรรม คู่สมรสนั้นจะต้องรับผิดใช้ค่าทดแทนความเสียหายซึ่งคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งได้รับต่อกาย ชื่อเสียงหรือทรัพย์สิน เนื่องจากการสมรสนั้น และให้นำมาตรา 1525 มาใช้บังคับโดยอนุโลม
ถ้าหากการเพิกถอนการสมรสตามวรรคหนึ่งทำให้อีกฝ่ายหนึ่งยากจนลง และไม่มีรายได้พอจากทรัพย์สินหรือจากการงานตามที่เคยทำอยู่ระหว่างสมรส คู่สมรสที่ถูกฟ้องนั้นจะต้องรับผิดในค่าเลี้ยงชีพดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1526 ด้วย
|
[
{
"include": true,
"law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
"section_num": "1525"
},
{
"include": true,
"law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
"section_num": "1526"
}
] |
ป0003-1D-0002
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
|
1514
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1514
การหย่านั้นจะทำได้แต่โดยความยินยอมของทั้งสองฝ่ายหรือโดยคำพิพากษาของศาล
การหย่าโดยความยินยอมต้องทำเป็นหนังสือและมีพยานลงลายมือชื่ออย่างน้อยสองคน
|
[] |
ป0003-1D-0002
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
|
1515
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1515
เมื่อได้จดทะเบียนสมรสตามประมวลกฎหมายนี้ การหย่าโดยความยินยอมจะสมบูรณ์ต่อเมื่อสามีและภริยาได้จดทะเบียนการหย่านั้นแล้ว
|
[] |
ป0003-1D-0002
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
|
1516
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516
เหตุฟ้องหย่ามีดังต่อไปนี้
(1) สามีหรือภริยาอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องผู้อื่นฉันภริยาหรือสามี เป็นชู้หรือมีชู้ หรือร่วมประเวณีกับผู้อื่นเป็นอาจิณ อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
(2) สามีหรือภริยาประพฤติชั่ว ไม่ว่าความประพฤติชั่วนั้นจะเป็นความผิดอาญาหรือไม่ ถ้าเป็นเหตุให้อีกฝ่ายหนึ่ง
(ก) ได้รับความอับอายขายหน้าอย่างร้ายแรง
(ข) ได้รับความดูถูกเกลียดชังเพราะเหตุที่คงเป็นสามีหรือภริยาของฝ่ายที่ประพฤติชั่วอยู่ต่อไป หรือ
(ค) ได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินควร ในเมื่อเอาสภาพ ฐานะและความเป็นอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยามาคำนึงประกอบ
อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้
(3) สามีหรือภริยาทำร้าย หรือทรมานร่างกายหรือจิตใจ หรือหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามอีกฝ่ายหนึ่งหรือบุพการีของอีกฝ่ายหนึ่ง ทั้งนี้ ถ้าเป็นการร้ายแรง อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้
(4) สามีหรือภริยาจงใจละทิ้งร้างอีกฝ่ายหนึ่งไปเกินหนึ่งปี อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้
(4/1) สามีหรือภริยาต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก และได้ถูกจำคุกเกินหนึ่งปีในความผิดที่อีกฝ่ายหนึ่งมิได้มีส่วนก่อให้เกิดการกระทำความผิดหรือยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดนั้นด้วย และการเป็นสามีภริยากันต่อไปจะเป็นเหตุให้อีกฝ่ายหนึ่งได้รับความเสียหายหรือเดือนร้อนเกินควร อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้
(4/2) สามีและภริยาสมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาเกินสามปี หรือแยกกันอยู่ตามคำสั่งของศาลเป็นเวลาเกินสามปี ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
(5) สามีหรือภริยาถูกศาลสั่งให้เป็นคนสาบสูญ หรือไปจากภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่เป็นเวลาเกินสามปีโดยไม่มีใครทราบแน่ว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
(6) สามีหรือภริยาไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูอีกฝ่ายหนึ่งตามสมควรหรือทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการที่เป็นสามีหรือภริยากันอย่างร้ายแรง ทั้งนี้ ถ้าการกระทำนั้นถึงขนาดที่อีกฝ่ายหนึ่งเดือดร้อนเกินควรในเมื่อเอาสภาพ ฐานะและความเป็นอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยามาคำนึงประกอบ อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้
(7) สามีหรือภริยาวิกลจริตตลอดมาเกินสามปี และความวิกลจริตนั้นมีลักษณะยากจะหายได้ กับทั้งความวิกลจริตถึงขนาดที่จะทนอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาต่อไปไม่ได้ อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
(8) สามีหรือภริยาผิดทัณฑ์บนที่ทำให้ไว้เป็นหนังสือในเรื่องความประพฤติ อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
(9) สามีหรือภริยาเป็นโรคติดต่ออย่างร้ายแรงอันอาจเป็นภัยแก่อีกฝ่ายหนึ่งและโรคมีลักษณะเรื้อรังไม่มีทางที่จะหายได้ อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้
(10) สามีหรือภริยามีสภาพแห่งกายทำให้สามีหรือภริยานั้นไม่อาจร่วมประเวณีได้ตลอดกาล อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
|
[] |
ป0003-1D-0002
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
|
1517
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1517
เหตุฟ้องหย่าตามมาตรา 1516 (1) และ (2) ถ้าสามีหรือภริยา แล้วแต่กรณี ได้ยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจในการกระทำที่เป็นเหตุหย่านั้น ฝ่ายที่ยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจนั้นจะยกเป็นเหตุฟ้องหย่าไม่ได้
เหตุฟ้องหย่าตามมาตรา 1516 (10) ถ้าเกิดเพราะการกระทำของอีกฝ่ายหนึ่ง อีกฝ่ายหนึ่งนั้นจะยกเป็นเหตุฟ้องหย่าไม่ได้
ในกรณีฟ้องหย่าโดยอาศัยเหตุแห่งการผิดทัณฑ์บนตามมาตรา 1516 (8) นั้น ถ้าศาลเห็นว่าความประพฤติของสามีหรือภริยาอันเป็นเหตุให้ทำทัณฑ์บนเป็นเหตุเล็กน้อยหรือไม่สำคัญเกี่ยวแก่การอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาโดยปกติสุข ศาลจะไม่พิพากษาให้หย่าก็ได้
|
[
{
"include": true,
"law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
"section_num": "1516"
}
] |
ป0003-1D-0002
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
|
1518
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1518
สิทธิฟ้องหย่าย่อมหมดไปในเมื่อฝ่ายที่มีสิทธิฟ้องหย่าได้กระทำการอันแสดงให้เห็นว่าได้ให้อภัยในการกระทำของอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งเป็นเหตุให้เกิดสิทธิฟ้องหย่านั้นแล้ว
|
[] |
ป0003-1D-0002
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
|
1519
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1519
ในกรณีที่คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นคนวิกลจริตและมีเหตุหย่าเกิดขึ้นไม่ว่าเหตุนั้นจะได้เกิดขึ้นก่อนหรือภายหลังการเป็นคนวิกลจริต ให้บุคคลซึ่งอาจร้องขอต่อศาลให้สั่งให้บุคคลวิกลจริตเป็นคนไร้ความสามารถตามมาตรา 28 มีอำนาจฟ้องคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งขอให้ศาลพิพากษาให้หย่าขาดจากกันและแบ่งทรัพย์สินได้ ในกรณีเช่นว่านี้ ถ้ายังมิได้มีคำสั่งของศาลแสดงว่าคู่สมรสซึ่งวิกลจริตเป็นคนไร้ความสามารถก็ให้บุคคลดังกล่าวขอร้องขอต่อศาลในคดีเดียวกันนั้นให้ศาลมีคำสั่งว่าคู่สมรสซึ่งวิกลจริตนั้นเป็นคนไร้ความสามารถ
เมื่อบุคคลดังกล่าวเห็นสมควร จะร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งตามมาตรา 1526 หรือมาตรา 1530 ด้วยก็ได้
ในกรณีที่คู่สมรสซึ่งถูกอ้างว่าเป็นคนวิกลจริตยังไม่ได้ถูกสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ หากศาลเห็นว่าคู่สมรสนั้นยังไม่เป็นคนที่ควรสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถก็ให้ยกฟ้องคดีนั้นเสีย ถ้าเห็นว่าเป็นบุคคลที่ควรสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ แต่ยังไม่สมควรจะให้มีการหย่า ก็ให้ศาลสั่งให้คู่สมรสนั้นเป็นคนไร้ความสามารถโดยไม่จะสั่งเรื่องผู้อนุบาลหรือจะตั้งผู้อื่นเป็นผู้อนุบาลตามมาตรา 1463 ก็ได้ คงพิพากษายกแต่เฉพาะข้อหย่า ในกรณีเช่นนี้ศาลจะสั่งกำหนดค่าเลี้ยงชีพด้วยก็ได้ ในกรณีที่ศาลเห็นว่าคู่สมรสนั้นวิกลจริตอันควรสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถและทั้งมีเหตุควรให้หย่าด้วย ก็ให้ศาลสั่งในคำพิพากษาให้คู่สมรสนั้นเป็นคนไร้ความสามารถ ตั้งผู้อนุบาลและให้หย่า
ในกรณีนี้ ถ้าศาลเห็นว่าเหตุหย่าที่ยกขึ้นอ้างในการฟ้องร้องนั้นไม่เหมาะสมแก่สภาพของคู่สมรสซึ่งเป็นคนไร้ความสามารถที่จะหย่าจากคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งก็ดี ตามพฤติการณ์ไม่สมควรที่จะให้มีการหย่าขาดจากกันก็ดี ศาลจะพิพากษาไม่ให้หย่าก็ได้
|
[
{
"include": true,
"law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
"section_num": "28"
},
{
"include": true,
"law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
"section_num": "1526"
},
{
"include": true,
"law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
"section_num": "1530"
},
{
"include": true,
"law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
"section_num": "1463"
}
] |
ป0003-1D-0002
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
|
1520
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1520
ในกรณีหย่าโดยความยินยอม ให้สามีภริยาทำความตกลงเป็นหนังสือว่าฝ่ายใดจะเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรคนใด ถ้ามิได้ตกลงกันหรือตกลงกันไม่ได้ ให้ศาลเป็นผู้ชี้ขาด
ในกรณีหย่าโดยคำพิพากษาของศาล ให้ศาลซึ่งพิจารณาคดีฟ้องหย่านั้นชี้ขาดด้วยว่าฝ่ายใดจะเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรคนใด ในการพิจารณาชี้ขาดถ้าศาลเห็นว่ามีเหตุที่จะถอนอำนาจปกครองของคู่สมรสนั้นได้ตามมาตรา 1582 ศาลจะถอนอำนาจปกครองของคู่สมรสและสั่งให้บุคคลภายนอกเป็นผู้ปกครองก็ได้ ทั้งนี้ ให้ศาลคำนึงถึงความผาสุกและประโยชน์ของบุตรนั้นเป็นสำคัญ
|
[
{
"include": true,
"law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
"section_num": "1582"
}
] |
ป0003-1D-0002
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
|
1521
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1521
ถ้าปรากฏว่าผู้ใช้อำนาจปกครองหรือผู้ปกครองตามมาตรา 1520 ประพฤติตนไม่สมควร หรือภายหลังพฤติการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไป ศาลมีอำนาจสั่งเปลี่ยนตัวผู้ใช้อำนาจปกครองหรือผู้ปกครองโดยคำนึงถึงความผาสุกและประโยชน์ของบุตรเป็นสำคัญ
|
[
{
"include": true,
"law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
"section_num": "1520"
}
] |
ป0003-1D-0002
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
|
1522
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1522
ถ้าสามีภริยาหย่าโดยความยินยอม ให้ทำความตกลงกันไว้ในสัญญาหย่าว่าสามีภริยาทั้งสองฝ่าย หรือสามีหรือภริยาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะออกเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเป็นจำนวนเงินเท่าใด
ถ้าหย่าโดยคำพิพากษาของศาลหรือในกรณีที่สัญญาหย่ามิได้กำหนดเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรไว้ ให้ศาลเป็นผู้กำหนด
|
[] |
ป0003-1D-0002
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
|
1523
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523
เมื่อศาลพิพากษาให้หย่ากันเพราะเหตุตามมาตรา 1516 (1) ภริยาหรือสามีมีสิทธิได้รับค่าทดแทนจากสามีหรือภริยาและจากผู้ซึ่งได้รับการอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่อง หรือผู้ซึ่งเป็นเหตุแห่งการหย่านั้น
สามีจะเรียกค่าทดแทนจากผู้ซึ่งล่วงเกินภริยาไปในทำนองชู้สาวก็ได้ และภริยาจะเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับสามีในทำนองชู้สาวก็ได้
ถ้าสามีหรือภริยายินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจให้อีกฝ่ายหนึ่งกระทำการตามมาตรา 1516 (1) หรือให้ผู้อื่นกระทำการตามวรรคสอง สามีหรือภริยานั้นจะเรียกค่าทดแทนไม่ได้
|
[
{
"include": true,
"law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
"section_num": "1516"
}
] |
ป0003-1D-0002
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
|
1524
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1524
ถ้าเหตุแห่งการหย่าตามมาตรา 1516 (3) (4) หรือ (6) เกิดขึ้นเพราะฝ่ายผู้ต้องรับผิดชอบก่อให้เกิดขึ้นโดยมุ่งประสงค์ให้อีกฝ่ายหนึ่งไม่อาจทนได้ จึงต้องฟ้องหย่า อีกฝ่ายหนึ่งมีสิทธิได้รับค่าทดแทนจากฝ่ายที่ต้องรับผิด
|
[
{
"include": true,
"law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
"section_num": "1516"
}
] |
ป0003-1D-0002
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
|
1525
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1525
ค่าทดแทนตามมาตรา 1523 และมาตรา 1524 นั้น ให้ศาลวินิจฉัยตามควรแก่พฤติการณ์ โดยศาลจะสั่งให้ชำระครั้งเดียวหรือแบ่งชำระเป็นงวด ๆ มีกำหนดเวลาตามที่ศาลจะเห็นสมควรก็ได้
ในกรณีที่ผู้จะต้องชำระค่าทดแทนเป็นคู่สมรสของอีกฝ่ายหนึ่ง ให้ศาลคำนึงถึงจำนวนทรัพย์สินที่คู่สมรสนั้นได้รับไปจากการแบ่งสินสมรสเพราะการหย่านั้นด้วย
|
[
{
"include": true,
"law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
"section_num": "1523"
},
{
"include": true,
"law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
"section_num": "1524"
}
] |
ป0003-1D-0002
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
|
1526
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1526
ในคดีหย่า ถ้าเหตุแห่งการหย่าเป็นความผิดของคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแต่ฝ่ายเดียว และการหย่านั้นจะทำให้อีกฝ่ายหนึ่งยากจนลง เพราะไม่มีรายได้พอจากทรัพย์สินหรือจากการงานตามที่เคยทำอยู่ระหว่างสมรส อีกฝ่ายหนึ่งนั้นจะขอให้ฝ่ายที่ต้องรับผิดจ่ายค่าเลี้ยงชีพให้ได้ ค่าเลี้ยงชีพนี้ศาลอาจให้เพียงใดหรือไม่ให้ก็ได้ โดยคำนึงถึงความสามารถของผู้ให้และฐานะของผู้รับและให้นำบทบัญญัติมาตรา 1598/39 มาตรา 1598/40 และมาตรา 1598/41 มาใช้บังคับโดยอนุโลม
สิทธิเรียกร้องค่าเลี้ยงชีพเป็นอันสิ้นสุด ถ้ามิได้ฟ้องหรือฟ้องแย้งในคดีหย่านั้น
|
[
{
"include": true,
"law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
"section_num": "1598/39"
},
{
"include": true,
"law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
"section_num": "1598/40"
},
{
"include": true,
"law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
"section_num": "1598/41"
}
] |
ป0003-1D-0002
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
|
1527
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1527
ถ้าหย่าขาดจากกันเพราะเหตุวิกลจริตตามมาตรา 1516 (7) หรือเพราะเหตุเป็นโรคติดต่ออย่างร้ายแรงตามมาตรา 1516 (9) คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งต้องออกค่าเลี้ยงชีพให้แก่ฝ่ายที่วิกลจริตหรือฝ่ายที่เป็นโรคติดต่อนั้นโดยคำนวณค่าเลี้ยงชีพอนุโลมตามมาตรา 1526
|
[
{
"include": true,
"law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
"section_num": "1516"
},
{
"include": true,
"law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
"section_num": "1526"
}
] |
ป0003-1D-0002
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
|
1528
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1528
ถ้าฝ่ายที่รับค่าเลี้ยงชีพสมรสใหม่ สิทธิรับค่าเลี้ยงชีพย่อมหมดไป
|
[] |
ป0003-1D-0002
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
|
1529
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1529
สิทธิฟ้องร้องโดยอาศัยเหตุในมาตรา 1516 (1) (2) (3) หรือ (6) หรือมาตรา 1523 ย่อมระงับไปเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันผู้กล่าวอ้างรู้หรือควรรู้ความจริงซึ่งตนอาจยกขึ้นกล่าวอ้าง
เหตุอันจะยกขึ้นฟ้องหย่าไม่ได้แล้วนั้น อาจนำสืบสนับสนุนคดีฟ้องหย่าซึ่งอาศัยเหตุอย่างอื่น
|
[
{
"include": true,
"law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
"section_num": "1516"
},
{
"include": true,
"law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
"section_num": "1523"
}
] |
ป0003-1D-0002
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
|
1530
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1530
ขณะคดีฟ้องหย่าอยู่ในระหว่างพิจารณา ถ้าฝ่ายใดร้องขอ ศาลอาจสั่งชั่วคราวให้จัดการตามที่เห็นสมควร เช่น ในเรื่องสินสมรส ที่พักอาศัย การอุปการะเลี้ยงดูสามีภริยา และการพิทักษ์อุปการะเลี้ยงดูบุตร
|
[] |
ป0003-1D-0002
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
|
1531
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1531
การสมรสที่จดทะเบียนตามกฎหมายนั้น การหย่าโดยความยินยอมของคู่สมรสทั้งสองฝ่ายมีผลนับแต่เวลาจดทะเบียนการหย่าเป็นต้นไป
การหย่าโดยคำพิพากษามีผลแต่เวลาที่คำพิพากษาถึงที่สุด แต่จะอ้างเป็นเหตุเสื่อมสิทธิของบุคคลภายนอกผู้ทำการโดยสุจริตไม่ได้ เว้นแต่จะได้จดทะเบียนการหย่านั้นแล้ว
|
[] |
ป0003-1D-0002
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
|
1532
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1532
เมื่อหย่ากันแล้วให้จัดการแบ่งทรัพย์สินของสามีภริยา
แต่ในระหว่างสามีภริยา
(ก) ถ้าเป็นการหย่าโดยความยินยอมของทั้งสองฝ่าย ให้จัดการแบ่งทรัพย์สินของสามีภริยาตามที่มีอยู่ในเวลาจดทะเบียนการหย่า
(ข) ถ้าเป็นการหย่าโดยคำพิพากษาของศาล คำพิพากษาส่วนที่บังคับทรัพย์สินระหว่างสามีภริยานั้น มีผลย้อนหลังไปถึงวันฟ้องหย่า
|
[] |
ป0003-1D-0002
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
|
1533
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1533
เมื่อหย่ากันให้แบ่งสินสมรสให้ชายและหญิงได้ส่วนเท่ากัน
|
[] |
ป0003-1D-0002
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
|
1534
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1534
สินสมรสที่คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจำหน่ายไปเพื่อประโยชน์ตนฝ่ายเดียวก็ดี จำหน่ายไปโดยเจตนาทำให้คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งเสียหายก็ดี จำหน่ายไปโดยมิได้รับความยินยอมของคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งในกรณีที่กฎหมายบังคับว่าการจำหน่ายนั้นจะต้องได้รับความยินยอมของอีกฝ่ายหนึ่งด้วยก็ดี จงใจทำลายให้สูญหายไปก็ดี ให้ถือเสมือนว่าทรัพย์สินนั้นยังคงมีอยู่เพื่อจัดแบ่งสินสมรสตามมาตรา 1533 และถ้าคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งได้รับส่วนแบ่งสินสมรสไม่ครบตามจำนวนที่ควรจะได้ ให้คู่สมรสฝ่ายที่ได้จำหน่ายหรือจงใจทำลายสินสมรสนั้นชดใช้จากสินสมรสส่วนของตนหรือสินส่วนตัว
|
[
{
"include": true,
"law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
"section_num": "1533"
}
] |
ป0003-1D-0002
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
|
1535
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1535
เมื่อการสมรสสิ้นสุดลง ให้แบ่งความรับผิดในหนี้ที่จะต้องรับผิดด้วยกันตามส่วนเท่ากัน
|
[] |
ป0003-1D-0002
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
|
1536
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1536
เด็กเกิดแต่หญิงขณะเป็นภริยาชายหรือภายในสามร้อยสิบวันนับแต่วันที่การสมรสสิ้นสุดลง ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของชายผู้เป็นสามี หรือเคยเป็นสามี แล้วแต่กรณี
ให้นำความในวรรคหนึ่งมาใช้บังคับแก่บุตรที่เกิดจากหญิงก่อนที่ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลแสดงว่าการสมรสเป็นโมฆะ หรือภายในระยะเวลาสามร้อยสิบวันนับแต่วันนั้น
|
[] |
ป0003-1D-0002
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
|
1537
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1537
ในกรณีที่หญิงทำการสมรสใหม่นั้นเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 1453 และคลอดบุตรภายในสามร้อยสิบวันนับแต่วันที่การสมรสสิ้นสุดลง ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเด็กที่เกิดแต่หญิงนั้นเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของชายผู้เป็นสามีคนใหม่ และห้ามมิให้นำข้อสันนิษฐานในมาตรา 1536 ที่ว่าเด็กเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของสามีเดิมมาใช้บังคับ ทั้งนี้ เว้นแต่มีคำพิพากษาของศาลแสดงว่าเด็กมิใช่บุตรชอบด้วยกฎหมายของชายผู้เป็นสามีคนใหม่นั้น
|
[
{
"include": true,
"law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
"section_num": "1453"
},
{
"include": true,
"law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
"section_num": "1536"
}
] |
ป0003-1D-0002
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
|
1538
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1538
ในกรณีที่ชายหรือหญิงสมรสฝ่าฝืนมาตรา 1452 เด็กที่เกิดในระหว่างการสมรสที่ฝ่าฝืนนั้น ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของชายผู้เป็นสามีซึ่งได้จดทะเบียนสมรสครั้งหลัง
ในกรณีที่หญิงสมรสฝ่าฝืนมาตรา 1452 ถ้ามีคำพิพากษาถึงที่สุดแสดงว่าเด็กมิใช่บุตรชอบด้วยกฎหมายของชายผู้เป็นสามีซึ่งได้จดทะเบียนสมรสครั้งหลัง ให้นำข้อสันนิษฐานในมาตรา 1536 มาใช้บังคับ
ให้นำความในวรรคหนึ่งมาใช้บังคับแก่เด็กที่เกิดภายในสามร้อยสิบวันนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้การสมรสเป็นโมฆะเพราะฝ่าฝืนมาตรา 1452 ด้วย
|
[
{
"include": true,
"law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
"section_num": "1452"
},
{
"include": true,
"law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
"section_num": "1536"
}
] |
ป0003-1D-0002
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
|
1539
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1539
ในกรณีที่สันนิษฐานว่าเด็กเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของชายผู้เป็นหรือเคยเป็นสามีตามมาตรา 1536 มาตรา 1537 หรือมาตรา 1538 ชายผู้เป็นหรือเคยเป็นสามีจะไม่รับเด็กเป็นบุตรของตนก็ได้ โดยฟ้องเด็กกับมารดาเด็กร่วมกันเป็นจำเลยและพิสูจน์ได้ว่าตนไม่ได้อยู่ร่วมกับมารดาเด็กในระยะเวลาตั้งครรภ์คือระหว่างหนึ่งร้อยแปดสิบวันถึงสามร้อยสิบวันก่อนเด็กเกิด หรือตนไม่สามารถเป็นบิดาของเด็กได้เพราะเหตุอย่างอื่น
แต่ถ้าในขณะยื่นฟ้องมารดาเด็กไม่มีชีวิตอยู่ จะฟ้องเด็กแต่ผู้เดียวเป็นจำเลยก็ได้ ถ้าเด็กไม่มีชีวิตอยู่ไม่ว่ามารดาของเด็กจะมีชีวิตอยู่หรือไม่ จะยื่นคำร้องขอให้ศาลแสดงว่าเด็กนั้นไม่เป็นบุตรก็ได้ ในกรณีที่มารดาของเด็กหรือทายาทของเด็กยังมีชีวิตอยู่ ให้ศาลส่งสำเนาคำร้องนี้ไปให้ด้วย และถ้าศาลเห็นสมควร จะส่งสำเนาคำร้องไปให้อัยการพิจารณาเพื่อดำเนินคดีแทนเด็กด้วยก็ได้
|
[
{
"include": true,
"law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
"section_num": "1536"
},
{
"include": true,
"law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
"section_num": "1537"
},
{
"include": true,
"law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
"section_num": "1538"
}
] |
ป0003-1D-0002
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
|
1540
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1540
(ยกเลิก)
|
[] |
ป0003-1D-0002
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
|
1541
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1541
ชายผู้เป็นหรือเคยเป็นสามีจะฟ้องคดีไม่รับเด็กเป็นบุตรตามมาตรา 1539 ไม่ได้ ถ้าปรากฏว่าตนเป็นผู้แจ้งการเกิดของเด็กในทะเบียนคนเกิดเองว่าเป็นบุตรของตน หรือจัดหรือยอมให้มีการแจ้งดังกล่าว
|
[
{
"include": true,
"law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
"section_num": "1539"
}
] |
ป0003-1D-0002
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
|
1542
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1542
การฟ้องคดีไม่รับเด็กเป็นบุตร ชายผู้เป็นหรือเคยเป็นสามีต้องฟ้องภายในหนึ่งปีนับแต่วันรู้ถึงการเกิดของเด็ก แต่ห้ามมิให้ฟ้องเมื่อพ้นสิบปีนับแต่วันเกิดของเด็ก
ในกรณีที่มีคำพิพากษาของศาลแสดงว่าเด็กมิใช่บุตรชอบด้วยกฎหมายของชายผู้เป็นสามีคนใหม่ตามมาตรา 1537 หรือชายผู้เป็นสามีในการสมรสครั้งหลังตามมาตรา 1538 ถ้าชายผู้เป็นหรือเคยเป็นสามีซึ่งต้องด้วยบทสันนิษฐานว่าเด็กเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของตนตามมาตรา 1536 ประสงค์จะฟ้องคดีไม่รับเด็กเป็นบุตร ให้ฟ้องคดีภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่รู้ว่ามีคำพิพากษาถึงที่สุด
|
[
{
"include": true,
"law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
"section_num": "1537"
},
{
"include": true,
"law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
"section_num": "1538"
},
{
"include": true,
"law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
"section_num": "1536"
}
] |
ป0003-1D-0002
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
|
1543
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1543
ในกรณีที่ชายผู้เป็นหรือเคยเป็นสามีได้ฟ้องคดีไม่รับเด็กเป็นบุตรแล้ว และตายก่อนคดีนั้นถึงที่สุด ผู้มีสิทธิได้รับมรดกร่วมกับเด็กหรือผู้จะเสียสิทธิรับมรดกเพราะการเกิดของเด็กนั้นจะขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่หรืออาจถูกเรียกให้เข้ามาเป็นคู่ความแทนที่ชายผู้เป็นหรือเคยเป็นสามีก็ได้
|
[] |
ป0003-1D-0002
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
|
1544
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1544
การฟ้องคดีไม่รับเด็กเป็นบุตร ผู้มีสิทธิได้รับมรดกร่วมกับเด็กหรือผู้จะเสียสิทธิรับมรดกเพราะการเกิดของเด็กอาจฟ้องได้ในกรณีดังต่อไปนี้
(1) ชายผู้เป็นหรือเคยเป็นสามีตายก่อนพ้นระยะเวลาที่ชายผู้เป็นหรือเคยเป็นสามีจะพึงฟ้องได้
(2) เด็กเกิดภายหลังการตายของชายผู้เป็นหรือเคยเป็นสามี
การฟ้องคดีไม่รับเด็กเป็นบุตรในกรณี (1) ต้องฟ้องภายในหกเดือนนับแต่วันที่รู้ถึงการตายของชายผู้เป็นหรือเคยเป็นสามี การฟ้องคดีไม่รับเด็กเป็นบุตรในกรณี (2) ต้องฟ้องภายในหกเดือนนับแต่วันที่รู้ถึงการเกิดของเด็ก แต่ไม่ว่าเป็นกรณีใด ห้ามมิให้ฟ้องเมื่อพ้นสิบปีนับแต่วันเกิดของเด็ก
ให้นำมาตรา 1539 มาใช้บังคับแก่การฟ้องคดีไม่รับเด็กเป็นบุตรตามวรรคหนึ่งโดยอนุโลม
|
[
{
"include": true,
"law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
"section_num": "1539"
}
] |
ป0003-1D-0002
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
|
1545
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1545
เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงต่อเด็กว่าตนมิได้เป็นบุตรสืบสายโลหิตของชายผู้เป็นสามีของมารดาตน เด็กจะร้องขอต่ออัยการให้ฟ้องคดีปฏิเสธความเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของชายนั้นก็ได้
การฟ้องคดีตามวรรคหนึ่ง ถ้าเด็กได้รู้ข้อเท็จจริงก่อนบรรลุนิติภาวะว่าตนมิได้เป็นบุตรของชายผู้เป็นสามีของมารดา ห้ามอัยการฟ้องคดีเมื่อพ้นหนึ่งปีนับแต่วันที่เด็กบรรลุนิติภาวะ แต่ถ้าเด็กรู้ข้อเท็จจริงดังกล่าวหลังจากบรรลุนิติภาวะแล้ว ห้ามอัยการฟ้องคดีเมื่อพ้นหนึ่งปีนับแต่วันที่เด็กรู้เหตุนั้น
ไม่ว่ากรณีใด ๆ ห้ามมิให้ฟ้องคดีปฏิเสธความเป็นบุตรเมื่อพ้นสิบปีนับแต่วันที่เด็กบรรลุนิติภาวะ
|
[] |
ป0003-1D-0002
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
|
1546
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1546
เด็กเกิดจากหญิงที่มิได้มีการสมรสกับชาย ให้ถือว่าเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของหญิงนั้น เว้นแต่จะมีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น
|
[] |
ป0003-1D-0002
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
|
1547
|
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1547
เด็กเกิดจากบิดามารดาที่มิได้สมรสกัน จะเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายต่อเมื่อบิดามารดาได้สมรสกันในภายหลังหรือบิดาได้จดทะเบียนว่าเป็นบุตรหรือศาลพิพากษาว่าเป็นบุตร
|
[] |
Subsets and Splits
No community queries yet
The top public SQL queries from the community will appear here once available.