question_id int32 1 4k | article_id int32 665 954k | context stringlengths 75 87.2k | question stringlengths 11 135 | answers dict |
|---|---|---|---|---|
2,512 | 11,611 | สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม () จัดอยู่ในไฟลัมสัตว์มีแกนสันหลัง โดยคำว่า Mammalia มาจากคำว่า Mamma ที่มีความหมายว่า "หน้าอก" เป็นกลุ่มของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม ที่มีการวิวัฒนาการและพัฒนาร่างกายที่ดีหลากหลายประการ รวมทั้งมีระบบประสาทที่เจริญก้าวหน้า สามารถดำรงชีวิตได้ในทุกสภาพสิ่งแวดล้อม มีขนาดของร่างกายและรูปพรรณสัณฐานที่แตกต่างกันออกไป รวมถึงการทำงานของระบบต่าง ๆ ภายในร่างกาย ที่มีการปรับเปลี่ยนไปตามลักษณะของสายพันธุ์ มีลักษณะเด่นคือมีต่อมน้ำนมที่มีเฉพาะในเพศเมียเท่านั้น เพื่อผลิตน้ำนมเพื่อใช้เลี้ยงลูกวัยแรกเกิด เป็นสัตว์เลือดอุ่น มีขนเป็นเส้น ๆ (hair) หรือขนอ่อน (fur) ปกคลุมทั่วทั้งร่างกาย เพื่อเป็นการรักษาอุณหภูมิในร่างกาย ยกเว้นสัตว์น้ำที่ไม่มีขน สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม ไม่จัดอยู่ในประเภทสัตว์กลุ่มใหญ่ คือมีจำนวนประชากรประมาณ 4,500 ชนิด ซึ่งถือว่าเป็นปริมาณน้อยมากเมื่อเทียบกับนก ที่มีประมาณ 9,200 ชนิด และปลาอีกประมาณ 20,000 ชนิด รวมทั้งแมลงอีกประมาณ 800,000 ชนิด ส่วนใหญ่เป็นสัตว์บก เช่น สุนัข ช้าง ลิง เสือ สิงโต จิงโจ้ เม่น หนู ฯลฯ สำหรับสัตว์น้ำที่จัดเป็นเลี้ยงลูกด้วยน้ำนม ได้แก่ โลมา วาฬ มานาทีและพะยูน แต่สำหรับสัตว์ปีกประเภทเดียวที่เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมคือค้างคาว ซึ่งกระรอกบินและบ่างนั้น ไม่จัดอยู่ในประเภทของสัตว์ปีก เนื่องจากใช้ปีกในการร่อนไปได้เพียงแค่ระยะหนึ่งเท่านั้น สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมส่วนใหญ่ออกลูกเป็นตัว ยกเว้นตุ่นปากเป็ดและอีคิดนาเท่านั้นที่ออกลูกเป็นไข่วิวัฒนาการ วิวัฒนาการ. สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม มีวิวัฒนาการในระยะตอนต้นของมหายุคมีโซโซอิก ซึ่งเป็นระยะเวลายาวนานก่อนหน้าที่ไดโนเสาร์จะมีวิวัฒนาการจนถึงระดับสูงสุด มีกลุ่มของสัตว์เลื้อยคลานกลุ่มหนึ่ง ที่มีลักษณะรูปร่างคล้ายคลึงกับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมปรากฏขึ้น ได้แก่เธอแรพสิด (Therapsids) ที่มีวิวัฒนาการมาจากสัตว์เลื้อยคลาน เธอแรพสิดมีการเปลี่ยนแปลงร่างกาย รวมทั้งโครงสร้างหลาย ๆ อย่าง จนมีลักษณะใกล้เคียงกับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมในปัจจุบัน แต่เดิมเธอแรพสิด จะมีรยางค์สองข้างที่ตั้งฉากออกมาจากด้านข้างของลำตัว ตามลักษณะของสัตว์เลื้อยคลานในมหายุคมีโซโซอิก ต่อมาได้พัฒนาเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมคือ รยางค์ที่เคยตั้งฉากจากด้านข้างของลำตัว เปลี่ยนเป็นเหยียดตรงและแนบชิดกับลำตัวแทน ทำให้สามารถเคลื่อนที่ได้อย่างรวดเร็ว และมีศักยภาพในการล่าเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างร่างกายของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ส่วนที่สำคัญที่สุดคือกะโหลกศีรษะ มีการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงของระบบทางเดินของอาหารและอากาศภายในช่องปากแยกออกจากกัน ช่วยทำให้สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมสามารถหายใจได้อย่างสะดวกในขณะที่คาบเหยื่อเอาไว้ในปาก และช่วยให้เวลาเคี้ยวและย่อยอาหารภายในปากมีความยาวนานมากกว่าเดิม ซึ่งในสายของการวิวัฒนาการเปลี่ยนแปลงของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม กลุ่มของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมในระยะแรก จะยังคงลักษณะของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมไว้ 2 รูปแบบคือ การมีขนปกคลุมร่างกายและการมีต่อมน้ำนมเพื่อสำหรับเลี้ยงลูกอ่อน ในปัจจุบัน สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมส่วนใหญ่จัดอยู่ในชั้นย่อยเธอเรีย (Subclass Theria) หรือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมที่ออกลูกเป็นตัว ซึ่งเป็นการสืบเชื้อสายมาจากบรรพบุรุษของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมในยุคจูแรสซิก เมื่อประมาณ 150 ล้านปีมาแล้ว ซึ่งแตกต่างจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมอีกกลุ่มคือชั้นย่อยโพรโทเธอเรีย (Subclass Prototheria) ที่เป็นกลุ่มของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม มีถิ่นฐานอาศัยอยู่ในแถบทวีปออสเตรเลีย ได้แก่ แทสเมเนีย (Tasmanial) และนิวกินี (New Guinea) ที่เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมที่วางไข่ มีรูปร่างและลักษณะแตกต่างจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมชนิดอื่น ๆ ที่ยังคงลักษณะของสัตว์เลื้อยคลานเกือบทั้งหมด สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมในชั้นย่อยโพรโทเธอเรีย มีความเป็นไปได้สูงในการที่จะสืบเชื้อสายมาจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมชนิดอื่น ๆ ซึ่งการแบ่งแยกเธอเรียและโพรโทเธอเรียออกจากกัน น่าจะมีมาตั้งแต่ในยุคไทรแอสซิก โดยตามหลักฐานทางธรณีวิทยา ที่นักธรณีวิทยาได้ทำการศึกษาและค้นคว้า พบเพียงชิ้นส่วนกระดูกเล็ก ๆ ในช่วงระหว่างยุคจูแรสซิกและยุคครีเทเชียสเท่านั้น สืบเนื่องมาจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมที่มีชีวิตอาศัยอยู่ในยุคนั้น มีขนาดและรูปร่างเล็ก ปราดเปรียวและว่องไว มีลักษณะคล้ายคลึงกับกระรอก หรืออาจจะมีขนาดเล็กกว่าเพียงเล็กน้อย มีกระดูกที่เปราะบาง แตกหักได้ง่าย ทำให้เมื่อตายไป โครงกระดูกกลายเป็นซากดึกดำบรรพ์ได้ยาก เมื่อไดโนเสาร์เริ่มสูญพันธุ์จากเหตุการณ์อุกกาบาตพุ่งชนโลก ในขณะที่เริ่มมหายุคซีโนโซอิกนั้น สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมเริ่มเพิ่มจำนวนประชากร แพร่กระจายเผ่าพันธุ์อย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นการเริ่มยุคสมัยของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม เมื่อประมาณ 70 ล้านปีมาแล้ว โดยอาจเป็นผลกระทบมาจากสถานะของสัตว์เลื้อยคลานในระบบนิเวศ (ecological niche) ที่เกิดช่องว่างลงเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมเข้ามาแทนที่ และอาจมีเหตุผลอื่น ๆ เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องด้วย เช่น ความว่องไวและปราดเปรียวของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม การที่สามารถปรับและรักษาอุณหภูมิของร่างกายให้คงที่ แม้จะอยู่ในสภาวะอากาศแบบใดก็ตาม การมีขนปกคลุมทั่วทั้งร่างกาย การมีสายรกที่เป็นสายใยเชื่อมต่อระหว่างแม่และตัวอ่อน ตลอดไปจนถึงการเลี้ยงดูลูกเมื่อถือกำเนิดออกมา เหตุผลสำคัญที่ทำให้สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม สามารถมีชีวิตอยู่รอดจากมหายุคซีโนโซอิกจนถึงปัจจุบัน คือการที่เป็นสัตว์ที่มีความฉลาดกว่าสัตว์ชนิดอื่น ๆ ในยุคเทอร์เชียรี (Tertiary) หรือเมื่อประมาณ 55 - 30 ล้านปีมาแล้ว สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมถือเป็นสัตว์ที่มีวิวัฒนาการจนสูงสุด และมีจำนวนชนิดมากที่สุดเช่นกัน และหลังจากนั้นจำนวนชนิดก็เริ่มลดน้อยลงไปเรื่อย ๆ เริ่มมีการวิวัฒนาการและปรับเปลี่ยนรูปแบบ โดยเฉพาะในช่วงระยะเวลา 1 ล้านปีสุดท้าย ซึ่งอาจเป็นผลมาจากการทำลายล้างของมนุษย์ ทั้งทางตรงและทางอ้อมลักษณะทั่วไป ลักษณะทั่วไป. สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม มีลักษณะที่แตกต่างจากสัตว์ชนิดอื่น ๆ อย่างชัดเจน มีลักษณะทั่วไปคือตลอดทั่วทั้งลำตัวมีขนปกคลุม (hair) แต่สำหรับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมบางชนิด อาจมีการวิวัฒนาการของร่างกายให้มีจำนวนเส้นขนลดน้อยลง มีผิวหนังที่ปกคลุมทั่วทั้งร่างกายและมีต่อมเหงื่อ (sweat glands) ต่อมกลิ่น (scent glands) ต่อมน้ำมัน (sebaceous glands) และต่อมน้ำนม (mammary glands) มีฟันที่แข็งแรงสำหรับล่าเหยื่อและบดเคี้ยวอาหารจำนวน 2 ชุด (diphyodont) ทั้งบริเวณขากรรไกรด้านบนและขากรรไกรด้านล่าง มีฟันชุดแรกคือฟันน้ำนม (milk teeth) ที่จะถูกแทนที่ด้วยฟันแท้ (permanent teeth) มีเปลือกตาที่สามารถเคลื่อนไหวได้ นัยน์ตา 2 ข้างสามารถกลอกไปมาเพื่อใช้สำหรับมองเห็นและป้องกันตัวเองจากศัตรู รวมทั้งมีใบหูที่อ่อนนุ่ม สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมบางชนิด มีการวิวัฒนาการด้วยการปรับเปลี่ยนรยางค์ทั้ง 2 คู่ ให้เป็นไปตามแบบของแต่ละสายพันธุ์หรือในการดำรงชีวิต เช่นวาฬที่แต่เดิมจัดเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่อาศัยบนบก และมีการวิวัฒนาการปรับเปลี่ยนตัวเองด้วยการลดรยางค์จากเดิมที่เป็นขาคู่หน้า ให้กลายเป็นครีบเพื่อสำหรับอาศัยในท้องทะเล จากหลักฐานโครงกระดูกของวาฬ เมื่อทำการเปรียบเทียบลักษณะของกระดูกบริเวณครีบหน้า จะเห็นว่ามีการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงด้วยการลดรยางค์คู่หน้า จากเท้าหน้าให้กลายเป็นครีบ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมบางชนิดอาจลดรยางค์ลงหรือหายไปเลยก็มี ทั้งนี้ก็เพื่อการเคลื่อนไหวในรูปแบบต่าง ๆ และสำหรับการดำรงชีวิต มีระบบหมุนเวียนภายในร่างกาย ที่ประกอบด้วยหัวใจที่มี 4 ห้องเช่นเดียวกับมนุษย์ มีเม็ดเลือดแดงที่มีลักษณะกลมแบน และเว้าทั้ง 2 ข้าง รวมทั้งไม่มีนิวเคลียสเป็นส่วนประกอบ สามารถหายใจได้ด้วยปอดและมีกล่องเสียงสำหรับขู่คำราม เช่นแมว เสือ สิงโต เป็นต้น มีกะบังลม (diaphragm) มีลักษณะเป็นแผ่นกล้ามเนื้อทำหน้าที่กั้นระหว่างช่องอกและช่องท้อง มีระบบขับถ่ายที่ประกอบไปด้วยไตแบบเมทาเนฟรอส (metanephros) และมีท่อปัสสาวะ (ureter) ที่ทำหน้าที่เปิดเข้าสู่กระเพาะปัสสาวะ (urinary bladder) และมีสมองที่มีการเจริญอย่างดีเยี่ยม โดยเฉพาะสมองในส่วนนีโอซีรีบรัม (neocerebrum) รวมทั้งมีเส้นประสาทสมองจำนวน 12 คู่ สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งของลักษณะทั่วไปของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมคือ การรักษาอุณหภูมิของร่างกายให้คงที่ แม้สภาพอากาศจะมีการเปลี่ยนแปลงโดยการใช้พลังงานความร้อนที่เกิดจากเมทาโบลิซึมภายในร่างกาย (endothermic) หรืออาจจะกล่าวได้ในอีกทางหนึ่งที่ว่า อุณหภูมิร่างกายของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมจะคงที่ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพแวดล้อม (homeothermic) ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของสัตว์เลือดอุ่น (warm-blooded) สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมมีเพศที่แบ่งแยกชัดเจน ทำให้สามารถรู้ได้ทันทีว่าเป็นเพศผู้หรือเพศเมีย (dioeceous) สืบพันธุ์โดยการปฏิสนธิภายในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมเพศเมีย ตัวอ่อนภายในท้องจะมีสายรกสำหรับยึดเกาะ (placental attachment) และเจริญเติบโตอยู่ภายในมดลูก มีเยื่อห่อหุ้มตัวอ่อน (fetal membrane) และมีน้ำนมจากต่อมน้ำนม เพื่อสำหรับเลี้ยงดูลูกอ่อน ทั้งนี้มีการยกเว้นในกรณีของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมในอันดับโมโนทรีมาทา ที่เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมชนิดเดียวเท่านั้นที่ออกลูกเป็นไข่ก่อนจะฟักออกมาเป็นตัวอ่อน และเจริญเติบโตจนมีลักษณะคล้ายคลึงกับตัวที่โตเต็มวัย สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมและนก เป็นสัตว์ที่มีวิวัฒนาการมาจากสัตว์เลื้อยคลาน ทำให้มีโครงสร้างของร่างกายที่มีความคล้ายคลึงกันระหว่างสัตว์ทั้ง 3 กลุ่ม แต่สำหรับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่เด่นชัดที่สุดคือ "มีขนปกคลุมทั่วทั้งร่างกาย" แม้ว่าในบางชนิดเช่นวาฬ จะลดจำนวนของขนลงไป หรือแม้แต่เกล็ดของสัตว์เลื้อยคลานที่เป็นต้นกำเนิดของขน จะยังคงหลงเหลืออยู่ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมบางชนิด เช่นเกล็ดบริเวณแผ่นหางของบีเวอร์และหนู เป็นต้น แต่ปัจจัยสำคัญที่สุดที่ทำให้สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมประสบความสำเร็จ จนมีวิวัฒนาการถึงขีดสุดคือสมองในส่วนนีโอซีรีบรัม ที่มีความเจริญเติบโตอย่างดีเยี่ยม ทำให้มีความสามารถในการปรับตัว รวมถึงพฤติกรรมการกินอยู่ อาศัยและหลับนอน ตลอดจนการเรียนรู้ ความอยากรู้อยากเห็น และมีความฉลาดมากกว่าสัตว์เลื้อยคลานมาก ทำให้ในยุคมีโซโนอิกเป็นยุคที่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมครองโลกเป็นต้นมา (อันดับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม 3 อันดับที่ฉลาดที่สุดในโลก 1. มนุษย์ 2. วานร 3. โลมา) แต่ยังไม่ครองโลกนานเท่าไรนัก เนื่องจากมนุษย์ถือกำเนืดมาเมื่อ 1.8 ล้านปีมานี่เองการจัดหมวดหมู่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม การจัดหมวดหมู่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม. การจัดหมวดหมู่ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม เป็นการจำแนกสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมที่มีชีวิตอยู่ เป็น 18 อันดับ ซึ่งไม่รวมเอากลุ่มของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมที่สูญพันธุ์ไปแล้ว 14 อันดับ มารวมอยู่ด้วย และเป็นการจัดอันดับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมตามแบบของ Hickman et al., 1982 ดังนี้- Class Mammalia จำแนกอันดับต่าง ๆ ได้ดังนี้ลักษณะทางกายวิภาค ลักษณะทางกายวิภาค. สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม เป็นสัตว์เลือดอุ่นที่มีลักษณะทางกายวิภาคแตกต่างกันตามแต่ละสปีชีส์ มีขนาดร่างกายแตกต่างกันออกไป เช่นค้างคาวกิตติ เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมที่มีขนาดเล็กที่สุดในปัจจุบัน มีปีกสำหรับบินในอากาศ น้ำหนักตัวน้อยมากเฉลี่ยประมาณ 2 กรัม ความยาวของลำตัวประมาณ 29 - 38 มิลลิเมตร แตกต่างจากช้างแอฟริกาซึ่งเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมที่มีขนาดใหญ่ที่สุด มีลักษณะทางกายวิภาคที่แตกต่างจากค้างคาว เช่นเดียวกับวาฬที่เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมที่ดำรงชีวิตอยู่ในน้ำ ที่มีขนาดร่างกายใหญ่โต น้ำหนักตัวประมาณ 107,272 กิโลกรัม ความยาวของลำตัวประมาณ 32 เมตร โดยสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมทุกชนิด ยังคงลักษณะเฉพาะตัว ที่สามารถอธิบายถึงพฤติกรรมการอยู่อาศัยและสภาพแวดล้อมได้ โดยลักษณะทางโครงสร้างทางกายภาพของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม สามารถแบ่งออกได้ดังนี้ผิวหนัง ผิวหนัง. สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม มีผิวหนังและโครงสร้างที่ปรับเปลี่ยนจากเดิมมาก โดยเฉพาะผิวหนังจะเป็นสิ่งที่ใช้ในการจัดหมวดหมู่ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม ผิวหนังจะเป็นตัวกลางระหว่างตัวของสัตว์ในชนิดต่าง ๆ และสภาพสิ่งแวดล้อม ที่จะเป็นตัวบ่งบอกศักยภาพของสัตว์ เช่น ผิวหนังของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมทั่วไป จะมีลักษณะที่หนากว่าสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังในกลุ่มอื่น ๆ เนื่องจากผิวหนังของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม จะประกอบไปด้วยอิพิเดอร์มิสหรือหนังกำพร้า และเดอร์มิสหรือหนังแท้ โดยทั่วไปหนังแท้จะมีความหนามากกว่าหนังกำพร้า ซึ่งจะเป็นเพียงชั้นผิวหนังบาง ๆ ที่มีขนขึ้นปกคลุมเพียงเล็กน้อย ซึ่งจะช่วยในการป้องกันผิวหนังไม่ให้ได้รับอันตราย แต่สำหรับในบริเวณที่มีการใช้งานและมีการสัมผัสกับสิ่งของมาก เช่นบริเวณฝ่ามือและฝ่าเท้า ผิวหนังของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมจะมีความหนาเพิ่มมากขึ้น และมีสารเคอราทิน (keratin) สะสมอยู่ภายใต้ชั้นของผิวหนังขน ขน. ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ขนสัตว์ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม จะมีลักษณะเด่นเฉพาะที่แตกต่างจากสัตว์ชนิดอื่น ๆ คือมีขนขึ้นปกคลุมร่างกาย แม้ว่ามนุษย์ที่จัดเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม แต่มีขนขึ้นปกคลุมตามร่างกายเพียงเล็กน้อย หรือแม้แต่ขนของวาฬที่มีจำนวนไม่มากนัก ส่วนมากจะเป็นขนที่มีลักษณะแข็ง ๆ (bristle) ใช้สำหรับรับรู้ความรู้สึกประมาณ 3 - 4 เส้นที่บริเวณปลายจมูก ซึ่งขนนั้นเป็นลักษณะเด่นชัดที่สุดของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม ขนที่ขึ้นปกคลุมร่างกายเกิดจากตุ่มขน (hair follicle) ภายใต้ชั้นของหนังกำพร้า แต่จะจมลึกลงไปอยู่ภายใต้ชั้นของผิวหนังที่เป็นชั้นหนังแท้ และเจริญอย่างต่อเนื่อง เซลล์ในตุ่มขน จะมีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เซลล์ที่เกิดก่อนหน้านี้จะถูกดันให้โผล่ขึ้นมาด้านบน และตายเนื่องจากไม่มีสารอาหารหล่อเลี้ยง จึงเหลือเพียงแค่เคอราทินที่สะสมอยู่ภายใต้ชั้นของหนังกำพร้า และอัดแน่นเช่นเดียวกับเล็บมือและเล็บเท้า สำหรับขนที่ขึ้นปกคลุมผิวหนังของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม (pelage) มี 2 ชนิด คือ- ขนบริเวณชั้นล่าง (under hair) จัดเป็นขนที่มีความอ่อนนุ่มและมีจำนวนมาก หนาแน่นเป็นฉนวนเพื่อปกป้องร่างกายในสัตว์น้ำ เช่นขนของแมวน้ำ นากและบีเวอร์ ซึ่งจะมีขนชั้นล่างที่ละเอียดและสั้น รวมทั้งมีปริมาณที่หนาแน่นเพื่อเป็นการช่วยป้องกันไม่ให้ตัวของพวกมันเปียกน้ำ- ขนบริเวณชั้นบน (guard hair) จัดเป็นขนที่ยาวและหยาบ แข็งกระด้าง สำหรับทำหน้าที่ป้องกันชั้นผิวหนัง และเป็นขนที่อาจมีการเปลี่ยนแปลงของสีเมื่อสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมอยู่ในน้ำ โดยขนบริเวณชั้นบนนี้จะเปียกลู่ไปตามน้ำ คลุมขนบริเวณชั้นล่างไว้เหมือนกับห่มผ้า เมื่อสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมขึ้นจากน้ำ จะสะบัดตัวเพื่อให้ตัวแห้ง ทำให้ขนบริเวณชั้นบนตั้งขึ้นและเกือบแห้งสนิท เมื่อเซลล์ใต้ตุ่มขนเจริญเติบโตมาจนถึงระยะหนึ่ง ขนจะหยุดการเจริญเติบโตและติดแน่นอยู่กับตุ่มขนจนกว่าจะมีการผลัดเปลี่ยนขนใหม่ เซลล์ใต้ตุ่มขนนี้จึงจะหลุดร่วงไป แต่สำหรับมนุษย์นั้นจะมีความแตกต่างกับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมชนิดอื่น ๆ เนื่องจากมีการทิ้งและสร้างขนใหม่ตลอดชีวิต สำหรับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมนั้นจะมีช่วงระยะเวลาในการผลัดขน เช่น สุนัขจิ้งจอกและแมวน้ำจะมีการผลัดขนในทุกช่วงฤดูร้อน ซึ่งสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมส่วนใหญ่จะผลัดขนเพียงปีละ 2 ครั้งเท่านั้นคือในช่วงฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วง ทำให้ขนที่ขึ้นปกคลุมร่างกายในช่วงฤดูร้อนจะมีความบางมากกว่าในช่วงฤดูหนาว สำหรับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมที่จัดเป็นสัตว์กินเนื้อ ที่มีขนขึ้นปกคลุมร่างกายในลักษณะของขนเฟอร์ คือมีเส้นขนที่สั้น ละเอียดและมีปริมาณหนาแน่น ซึ่งมีมากมายหลากหลายชนิดในทางตอนเหนือของโลก เช่นเพียงพอนซึ่งจะมีขนสีขาวปกคลุมร่างกายในช่วงฤดูหนาว แต่จะเปลี่ยนแปลงสีขนเป็นสีดำในช่วงฤดูร้อน ซึ่งแต่เดิมนักสัตววิทยาเคยเชื่อว่าเส้นขนสีขาวนั้น บริเวณเส้นขนชั้นล่างจะช่วยให้สัตว์ที่อาศัยในแถบขั้วโลกช่วยรักษาความร้อนภายในร่างกายเอาไว้ โดยลดการถ่ายเทความร้อนออกจากร่างกาย ปัจจุบันนักสัตววิทยาได้ทำการค้นคว้าพบว่า ไม่ว่าขนของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมในแถบขั้วโลกจะมีสีขาวหรือสีดำ การถ่ายเทความร้อนจากร่างกายและการถ่ายเทอากาศ มีโอกาสเกิดขึ้นได้พอ ๆ กัน ในช่วงระยะเวลาฤดูหนาว ขนสีขาวของสัตว์ในแถบขั้วโลกจะช่วยอำพรางร่างกายให้กลมกลืนกับหิมะ เป็นการป้องกันอันตรายจากสัตว์นักล่า กระต่ายในแถบทวีปอเมริกาเหนือจะมีการผลัดขนด้วยกัน 3 ครั้งคือในช่วงฤดูร้อนจะมีขนสีเทาอมน้ำตาล ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงจะมีขนสีเทา และในเมื่อเข้าใกล้ช่วงฤดูหนาวจะสลัดขนสีเทาทิ้ง กลายเป็นขนสีขาวที่ซ่อนอยู่ภายใต้ขนสีเทา แต่สำหรับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมที่ไม่ได้อาศัยอยู่ในแถบขั้วโลก จะมีสีขนที่ธรรมดา ไม่สดใส มีหน้าที่ในการปกป้องชั้นผิวหนังเพียงอย่างเดียว และมักมีการเปลี่ยนแปลงสีขนให้กลมกลืนไปกับธรรมชาติรอบ ๆ ตัว เช่น ลายของเสือดาว ลายของเสือโคร่ง และลายบนจุดของลูกกวาง กวางพรองฮอร์นแอนทีโลป จะมีหย่อมขนสีอยู่บริเวณสองข้างของตะโพก แถบขนสีนี้เกิดจากขนยาวสีขาวที่สามารถยกตั้งขึ้นได้ โดยมีกล้ามเนื้อบริเวณตะโพกยึดอยู่ เมื่อเวลาตกใจหรือพบเห็นภัยอันตราย หย่อมขนสีนี้จะเข้มขึ้นและเป็นประกายอย่างเห็นได้ชัดเจน สามารถมองเห็นได้ในระยะไกล เป็นสัญญาณเตือนภัยให้แก่กวางตัวอื่น ๆ ภายในฝูง หรือกวางหางขาว จะชูขนสีขาวที่บริเวณหางและโบกไปมาคล้ายธง เพื่อเป็นการเตือนภัยให้แก่กวางตัวอื่นในฝูงเช่นกัน สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมจะมีการเปลี่ยนแปรสภาพเส้นขน เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพการใช้งานต่าง ๆ กัน เช่นบริสเทิล (bristle) ของหมู แผงขนบนคอม้าและสิงโต เส้นขนรับความรู้สึกหรือไวบริซี (vibrisae) ที่อยู่บริเวณปลายจมูกของสัตว์หลายชนิด จะมีเส้นประสาทสำหรับรับรู้ความรู้สึกขนาดใหญ่ร่วมอยู่ด้วย เวลาขนสำหรับรับรู้ความรู้สึกไหวตัว จะส่งกระแสความรู้สึกไปตามเส้นประสาทไปยังสมอง สำหรับกลุ่มสัตว์หากินในเวลากลางคืนและพวกที่อาศัยในดินหรือฝังตัวอยู่ภายใต้พื้นดิน จะมีเส้นขนที่รับรู้ความรู้สึกที่ยาว เพื่อใช้สำหรับรับรู้ความรู้สึกในระยะไกลต่อม ต่อม. สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม จะมีต่อมอยู่ที่บริเวณผิวหนัง ซึ่งมีความหลากหลายของต่อมมากที่สุด ต่อมนั้นจัดแยกประเภท 4 ประเภทคือต่อมเหงื่อ ต่อมกลิ่ม ต่อมน้ำมันและต่อมน้ำนม ซึ่งต่อมทั้งหมดนี้เป็นการปรับเปลี่ยนสภาพมาจากกลุ่มเซลล์บริเวณชั้นผิวหนังกำพร้า ซึ่งแยกออกเป็นประเภทต่าง ๆ ได้ดังนี้- ต่อมเหงื่อ ต่อมเหงื่อ เป็นต่อมที่มีลักษณะเป็นท่อขด ซ่อนอยู่ภายใต้ชั้นของผิวหนังทั่วทั้งร่างกาย ไม่พบต่อมเหงื่อในสัตว์มีกระดูกสันหลังชนิดอื่น ต่อมเหงื่อในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมแบ่งเป็น 2 ชนิดคือต่อมเอคไครน์ (ecrine glands) และต่อมอโพไครน์ (apocrine glands) ต่อมเอคไครน์นั้นจะอยู่ในบริเวณพื้นที่ที่ไม่ขน โดยเฉพาะบริเวณตามฝ่ามือและฝ่าเท้าของสัตว์ มีหน้าที่ในการสร้างเหงื่อที่มีลักษณะเป็นน้ำ และทำหน้าที่หลักในการปรับและควบคุมอุณภูมิของร่างกาย โดยการทำให้เย็นด้วยการระเหยน้ำ สำหรับม้า ลิงเอพหรือลิงไม่มีหางรวมทั้งมนุษย์ จะมีต่อมเอคไครน์กระจายอยู่ทั่วทั้งร่างกาย แต่สำหรับวาฬและสัตว์ฟันแทะเช่นกระต่าย กระรอก หนู จะมีต่อมเอคไครน์ในปริมาณที่น้อยมากหรือแทบไม่มีเลย ปัจจุบันนักสัตววิทยาได้ค้นคว้าและพบว่าสุนัขนั้นจะมีต่อมเหงื่อกระจายอยู่ทั่วทั้งตัวเช่นเดียวกับมนุษย์ และคนผิวดำจะมีปริมาณต่อมเหงื่อมากกว่าคนผิวขาว ทำให้สามารถทนความร้อนได้มากกว่าอีกด้วย สำหรับต่อมอโพไครน์นั้น จะมีขนาดที่ใหญ่โตกว่าต่อมเอคไครน์ มีลักษณะเป็นท่อยาวและขดซ้อนมากกว่า ท่อสำหรับสร้างเหงื่อมักจะซ่อนอยู่ภายใต้ชั้นผิวหนังแท้และเปิดเข้าที่ตุ่มขนและจะเจริญเติบโตในระยะแรกรุ่น ต่อมอโพไครน์มีมากในบริเวณอก ท่อรูหู และอวัยวะเพศ สารที่สร้างขึ้นในต่อมอโพไครน์จะมีลักษณะคล้ายกับน้ำนมสีขาว มีสีเหลืองเจือปนเล็กน้อย ซึ่งเมื่ออยู่ที่ชั้นผิวหนังจะแห้งและกลายเป็นแผ่นฟิล์มบาง ๆ ไม่มีหน้าที่ในการปรับและควบคุมอุณหภูมิของร่างกายเช่นเดียวกับต่อมเอคไครน์ แต่จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับวัฎจักรในการสืบพันธุ์ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม และมีหน้าอื่นอีกเล็กน้อยเท่านั้น- ต่อมกลิ่น ต่อมกลิ่นในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมนั้น เกือบทุกชนิดจะมีต่อมกลิ่นเพื่อใช้สำหรับในการสื่อสารระหว่างกัน ใช้ในการจับจองถิ่นและประกาศอาณาเขต ใช้ในการเตือนหรือใช้สำหรับในการป้องกันตัวจากสัตว์นักล่า ต่อมกลิ่นนั้นจะอยู่ตามแต่ลักษณะของร่างกาย เช่นต่อมกลิ่นของกวางจะอยู่ที่บริเวณเบ้าตา ข้อเท้าและง่ามนิ้ว สำหรับกระจ้อนหรือกระถิก ต่อมกลิ่นจะอยู่ที่บริเวณหนังตาและแก้ม บีเวอร์และอูฐหลายชนิดจะมีต่อมกลิ่นที่พีนิสหรืออวัยวะเพศ สุนัขจิ้งจอก หมาป่าจะมีต่อมกลิ่นอยู่ที่บริเวณโคนหาง สกังค์ มิงค์และเพียงพอน มีต่อมกลิ่นที่แปลกกว่าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมชนิดอื่น คืออยู่ที่บริเวณทวารหนัก และสามารถฉีดสารออกไปได้ไกลหลายฟุต เมื่อต้องการป้องกันตัวและหลบหนีจากศัตรู- ต่อมน้ำมัน ต่อมน้ำมันจะเป็นต่อมที่อยู่ร่วมกับตุ่มขน บางต่อมจะสามารถเปิดออกที่ผิวตัวได้อย่างอิสระ เซลล์ที่บุอยู่ภายในท่อจะหลุดลอกออกในระหว่างการสร้างเซลล์ และจะมีการสร้างเสริมขึ้นมาใหม่สำหรับในการสร้างสารครั้งต่อไป เซลล์ต่อมเหล่านี้จะมีไว้สำหรับในการสะสมไขมัน และเมื่อเซลล์ที่ตายกำจัดออกมาในรูปของสารหล่อลื่นที่เรียกว่าซีบัม (sebum) และส่งผ่านไปในตุ่มขน สารนี้จะทำให้ผิวหนังมีความอ่อนนุ่มและเป็นมัน สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมส่วนใหญ่จะมีต่อมน้ำมันกระจายอยู่ทั่วทั้งร่างกายรวมทั้งมนุษย์ ที่จะมีต่อมน้ำมันมากที่บริเวณหนังศีรษะและใบหน้า- ต่อมน้ำนม ต่อมน้ำนมเป็นลักษณะเด่นเฉพาะของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม ที่ไม่มีในสัตว์มีกระดูกสันหลังชนิดอื่นและใช้เป็นชื่ออันดับของสัตว์ เกิดจากเซลล์บุผิวที่มีการขยายใหญ่ขึ้น ทำให้เกิดแนวเต้านมขึ้นที่บริเวณหน้าอกหรือหน้าท้อง ต่อมน้ำนมนั้นเป็นต่อมอโพไครน์ที่แปรสภาพมาจากต่อมเหงื่อ มาทำหน้าที่เป็นต่อมในการสร้างน้ำนมแทน สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมเพศเมียทุกชนิด จะต้องมีต่อมน้ำนมที่สามารถทำงานได้ดี สามารถผลิตน้ำนมเพื่อใช้ในการเลี้ยงดูลูกอ่อน ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมเพศผู้ ต่อมน้ำนมจะไม่ทำงานเขา เขา. สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมบางสปีชี่ส์ จะมีเขางอกจากบริเวณศีรษะเพื่อใช้สำหรับต่อสู้หรือดึงดูดเพศเมียในฤดูผสมพันธุ์ เขาเป็นโครงสร้างที่ยื่นออกมาจากบริเวณส่วนหัวของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม มีลักษณะที่แตกต่างกันออกไป เช่นเขาของกวางมูสหรือกวางเรนเดียร์ที่มีลักษณะเป็นชั้น ๆ หรือเขาของแพะ แกะที่มีลักษณะโค้งงอไปด้านหลัง หรือเขาของกระทิงที่มีลักษณะกางออกจากบริเวณหัวทั้งสองข้าง โดยทั่วไปลักษณะต่าง ๆ ของเขาในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม มีดังนี้- เขาชนิดฮอร์น (horn) เขาชนิดฮอร์นจัดเป็นเขาที่มีความแข็งแรง คงทน พบได้ในสัตว์เคี้ยวเอื้องทุกประเภทเช่นแกะ แพะ วัวและควาย สามารถพบเห็นได้ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมทั้ง 2 เพศ ไม่มีเฉพาะเพศผู้เท่านั้น ฮอร์นมีลักษณะเป็นเขาที่ภายในกลวง ประกอบไปด้วยปลอกนอกซึ่งเป็นปลอกแข็ง ๆ ที่เกิดจากเยื่อเคอราทินห่อหุ้มแกนกระดูกเอาไว้ จะงอกออกมาจากกะโหลกศีรษะ ไม่มีการแตกแยกออกเป็นแขนงของเขา แต่อาจจะมีการโค้งงอหรือม้วนตัวได้ ตามปกติทั่วไปสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมที่มีเขาชนิดฮอร์น จะไม่มีการสลัดเขาทิ้ง แต่ถ้ามีการสลัดเขาทิ้งจะทิ้งเพียงเฉพาะปลอกด้านนอกแล้วสร้างปลอกขึ้นมาใหม่ กวางพรองฮอร์นแอนทีโลปจะมีการสลัดปลอกทิ้งทุกปี ภายหลังจากฤดูผสมพันธุ์ ซึ่งจะเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของกวางชนิดนี้ และเขาของกวางตัวผู้เท่านั้นที่จะมีการแตกแขนงเป็นชั้น ๆ- เมดูซ่า ' เขาชนิดแอนต์เลอร์จัดเป็นเขาที่เมื่อมีการเจริญเติบโตเต็มที่แล้ว จะมีแต่เพียงกระดูกเท่านั้น ในช่วงระหว่างการเจริญเติบโตของเขาจะมีผิวหนังที่อ่อนนุ่มและมีเส้นเลือดกระจายอยู่ทั่วบริเวณ และทำหน้าที่ห่อหุ้มกระดูกเอาไว้ เรียกว่าเวลเวต (velvet) ต่อมาเมื่อเขาชนิดแอนต์เลอร์มีการเจริญเติบโตเต็มที่ก่อนฤดูการผสมพันธุ์ เส้นเลือดที่ทำหน้าที่หล่อเลี้ยงเวลเวตไว้จะเกิดการตีบตัน ทำให้เวลเวตเริ่มเกิดการฉีกขาด สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมที่มีเขาชนิดแอนต์เลอร์จะใช้เขาถูกับต้นไม้ เพื่อช่วยให้การหลุดลอกของเขาเร็วยิ่งขึ้น เขาชนิดแอนต์เลอร์จะหลุดออกภายหลังจากฤดูผสมพันธุ์เสร็จสิ้น และจะมีกระปู๋เล็กเล็ก งอกขึ้นมาใหม่ในช่วงระยะเวลา 5 ปี และเจริญงอกขึ้นมาเป็นเขาใหม่ และจะมีขนาดใหญ่ขึ้นตามลำดับ รวมทั้งมีความสวยงามเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม การสร้างเขาของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมในแต่ละครั้ง จะต้องมีกระบวนการสะสมของเกลือแร่เอาไว้ กวางขนาดใหญ่ที่มีเขาสวยงามจะต้องสะสมเกลือแร่ของแคลเซียมที่ได้จากผักที่กินเป็นอาหาร เพื่อใช้สำหรับในการสร้างเขา แต่สำหรับนอแรด จะมีวิธีการปรับเปลี่ยนนอที่แตกต่างจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมชนิดอื่น ๆ คือปรับเปลี่ยนมาจากขน ไม่มีแกนกระดูกภายใน นอแรดนั้นเกิดจากการที่เยื่อบุผิวที่มีสารเคอราทินและเส้นใยเคอราทินสะสมรวมกันอยู่อาหารและการล่าเหยื่อ อาหารและการล่าเหยื่อ. สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม เป็นสัตว์ที่มีแหล่งอาหารหลากหลายรูปแบบ บางชนิดต้องการอาหารเฉพาะอย่าง บางชนิดต้องการอาหารแล้วแต่โอกาสจะเอื้ออำนวย แต่โดยรวมลักษณะนิสัย การกินอาหารและการล่าเหยื่อ รวมทั้งโครงสร้างทางสรีรวิทยา จะมีความเกี่ยวพันกันอย่างแยกไม่ออก โดยการปรับตัวเพื่อให้มีประสิทธิภาพในการจู่โจมเหยื่อและการป้องกันตัว ความสามารถในการเสาะแสวงหาอาหารตามต้องการ การล่าเหยื่อ การกลืนกินและการเคี้ยวรวมถึงการย่อยอาหาร ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดรูปร่างและลักษณะนิสัยของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม จะมีฟันเป็นสิ่งแสดงถึงลักษณะในการดำรงชีวิต ดังเคยมีคำกล่าวว่า "ถ้าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมทุกชนิด ยกเว้นมนุษย์เกิดสูญพันธุ์ไปจากโลกนี้ โดยทิ้งไว้เพียงซากดึกดำบรรพ์คือฟันเพียงอย่างเดียว มนุษย์เราก็สามารถจำแนกชนิดของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมได้อย่างถูกต้อง เช่นเดียวกับที่ได้มีการจำแนกเอาไว้แล้วในปัจจุบัน" ซึ่งเป็นการจำแนกโดยนำเอาลักษณะทางกายวิภาคมาประกอบด้วย สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมทุกชนิดมีฟันยกเว้นเพียงวาฬบางชนิดเท่านั้น อิคิดนาและตัวกินมดยักษ์ก็มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบของฟันเพื่อให้เป็นไปตามอาหารที่กิน สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมทั่วไปจะมีฟัน 2 ชุดตลอดชีวิต เรียกว่าไดฟีโอดอนท์ (diphyodont) คือมีฟันน้ำนมและฟันแท้ และมีการปรับเปลี่ยนสภาพของฟันในการใช้งานด้านต่าง ๆ เช่นการตัด การคาบ การแทะ การจับ การกัด การฉีกและการเคี้ยว การที่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมมีฟันหลายรูปแบบใน 1 ชุด เรียกว่าเฮเทอโรดอนต์ (heterodont) ซึ่งมีความแตกต่างจากสัตว์มีกระดูกสันหลังชั้นต่ำ ที่มีฟันเพียงแค่ชุดเดียวเป็นแบบไฮโมดอนต์ (homodont) รูปแบบโดยทั่วไปของฟันจะมี 4 แบบคือ ฟันตัด จะมีลักษณะเป็นขอบที่คม ใช้สำหรับในการกัด คาบและเม้มเหยื่อ ฟันเขี้ยว จะมีลักษณะเป็นโคนยาวเพื่อใช้ในการแทงโดยเฉพาะ ฟันกรามหน้าจะมีลักษณะเป็นฟันที่แบน ใช้ในการตัด ฉีกและบด ที่บริเวณด้านบนจะมีปุ่มฟันประมาณ 1 - 2 ปุ่ม และสุดท้ายคือฟันกราม จะมีขนาดใหญ่สุดและมีปุ่นฟันเป็นจำนวนมาก มีหน้าที่ในการฉีกและเคี้ยว ส่วนมากจะเป็นฟันแท้มากกว่าฟันน้ำนม ฟันของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมที่เจริญเติบโตเต็มที่ ส่วนใหญ่จะมีไม่เกิน 44 ซี่ และในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมหลายชนิดจะมีน้อยกว่านี้ 2 - 4 ซี่ด้วยกัน ตามตัวอย่างสูตรฟันของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมที่มีหลายแบบ เช่น หมูบ้าน มีสูตรการคำนวณหาจำนวนฟัน ดังนี้ formula_1 กระต่าย มีสูตรการคำนวณหาจำนวนฟัน ดังนี้ formula_2 มนุษย์ มีสูตรการคำนวณหาจำนวนฟัน ดังนี้ formula_3 สุนัข มีสูตรการคำนวณหาจำนวนฟัน ดังนี้ formula_4 ตัวตุ่น มีสูตรการคำนวณหาจำนวนฟัน ดังนี้ formula_5 จากสูตรการคำนวณหาตัวเลขฟันของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมด้านบน โดยคำนวณจากจำนวนฟันแต่ละชนิดบนขากรรไกรด้านบนและด้านล่าง โดยเป็นจำนวนของฟันเพียงด้านซ้ายหรือด้านขวาเพียงด้านใดด้านหนึ่ง ดังนั้นจำนวนฟันทั้งหมดจะต้องคูณด้วย 2 เพื่อให้ได้ตัวเลขของฟันทั้ง 2 ด้าน โดยการแทนสัญลักษณ์ดังนี้- 1 = incisor หรือฟันซี่หน้า - C = canine หรือเขี้ยว - P = premolar หรือฟันกรามหน้า - M = molar หรือฟันกราม ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่า ฟันของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมนั้น จะมีจำนวนฟันที่แตกต่างกันออกไป เช่นฟันของสุนัขและกระต่าย สุนัขจะมีฟันกรามบน 2 ซี่ ฟันกรามล่าง 3 ซี่ แต่กระต่ายจะมีฟันกรามบน 3 ซี่และฟันกรามล่าง 2 ซี่ เป็นต้น ซึ่งสามารถแบ่งสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมจากลักษณะของฟันและนิสัยในการล่าเหยื่อและการกินอาหารได้ดังนี้สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมที่กินพืช สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมที่กินพืช. สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมที่กินพืชผักและหญ้าอื่น ๆ แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ได้แก่สัตว์เคี้ยวเอื้อง ซึ่งเป็นกลุ่มของสัตว์ที่กินหญ้าเช่น ม้า หมู กวาง วัว ม้าลาย ยีราฟ ควาย แพะและแกะเป็นต้น สำหรับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมอีกกลุ่มคือสัตว์ฟันแทะและกระต่าย สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมที่กินพืชเป็นอาหาร จะมีฟันและเขี้ยวซี่เล็ก ๆ ฟันกรามค่อนข้างกว้าง ตัวฟันด้านหน้าจะสูงและมีการเคลือบฟันเป็นสันเพื่อไว้สำหรับบดอาหาร สัตว์ฟันแทะเช่นกระรอก กระจ้อนจะมีฟันตัดในลัษณะคล้ายกับสิ่วอยู่ตลอดชีวิต เมื่อมีการหักหรือสึกกร่อนก็สามารถสร้างใหม่ขึ้นทดแทน สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมที่กินพืช จะมีการปรับตัวเพื่อการกินอาหารหลากหลายประการ เซลลูโลสซึ่งเป็นคาร์โบไฮเดรตของพืช ซึ่งประกอบไปด้วยหน่วยของกลูโคลสจะเรียงตัวจับกันเป็นสายยาวด้วยพันธะทางเคมี ซึ่งจะมีน้ำย่อยอยู่เพียงไม่กี่ชนิดที่จะสามารถย่อยให้แตกสลายได้ สัตว์มีกระดูกสันหลังทุกชนิดจะไม่มีเอมไซม์สำหรับย่อยสลายเซลลูโลส ดังนั้นจึงจำเป็นจะต้องมีแบคทีเรียที่ไม่ใช้ออกซิเจนอยู่ภายในส่วนของระบบทางเดินอาหาร ที่มีการหมักอาหารจำพวกพืชผักผลไม้ แบคทีเรียจะทำหน้าที่ย่อยสลายเซลลูโลสให้เป็นกรดไขมัน น้ำตาลและแป้ง เพื่อให้สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมที่กินพืชสามารถดูดซืมไปใช้เลี้ยงร่างกาย สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมที่กินพืชเป็นอาหาร จะมีท่อทางเดินอาหารขนาดใหญ่และยาว และจะต้องกินพืชเป็นอาหารในปริมาณครั้งละมาก ๆ เพื่อการอยู่รอด เช่นช้างแอฟริกันที่มีขนาดร่างกายใหญ่โตและมีน้ำหนักถึง 6 ตัน จำเป็นที่จะต้องกินพืชประมาณ 135 - 150 กิโลกรัมต่อวัน จึงจะพอเพียงต่อความต้องการ และสามารถย่อยสลายดูดซึมไปหล่อเลี้ยงร่างกายได้ แต่สำหรับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมที่กินพืชเป็นอาหารบางชนิด เช่น ม้าและกระต่าย จะมีท่อทางเดินอาหารยื่นออกมาเป็นแขนงเรียกว่าซีคัม (cecum) ไว้สำหรับทำหน้าที่ในการหมักและดูดซึมอาหารเข้าสู่ร่างกาย กระต่ายป่าหรือกระต่ายบ้านและสัตว์ฟันแทะบางชนิด จะกินก้อนอุจจาระของตนเองเพื่อนำไปย่อยสลายซ้ำอีกครั้งสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมที่กินเนื้อ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมที่กินเนื้อ. สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมที่กินเนื้อเป็นอาหาร ได้แก่ หมาป่า สุนัขจิ้งจอก อีเห็น แมว วูลฟ์เวอริน เสือ สิงโต เสือดาว เสือชีตาห์ ไฮยีน่า หมาใน ฯลฯ จะมีฟันและเขี้ยวเล็บที่แหลมคม เพื่อใช้สำหรับกัดและขย้ำเหยื่อ รวมทั้งมีขาคู่หน้าและกงเล็บที่แข็งแรงสำหรับใช้ในการตะปบและฆ่าเหยื่อ เนื่องจากเนื้อสัตว์เป็นอาหารที่ย่อยสลายได้ง่ายกว่าพืช ท่อทางเดินอาหารสำหรับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมที่กินเนื้อเป็นอาหารจะสั้นลง และในส่วนของซีคัมจะหดลงหรือหายไป มีการกินอาหารเป็นมื้อเมื่อเวลาหิว และมีเวลาพักผ่อนหลังจากการกินอาหารเพื่อให้เนื้อสัตว์ที่กินเข้าไปได้ย่อยสลาย สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมที่กินเนื้อเป็นอาหาร จะมีความว่องไว ปราดเปรียวและมีชีวิตที่ตื่นเต้นเร้าใจมากกว่าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมที่กินพืชเป็นอาหาร การไล่ล่าเหยื่อเพื่อเป็นอาหาร ทำให้การติดตามและค้นหาเหยื่อ กระทำด้วยความฉลาดและไหวพริบ มีการวางแผนการในการล่า สมองจะมีการพัฒนามากกว่าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมชนิดอื่น ๆ เช่นแมวจะมีความฉลาดและไหวพริบในการล่าหนู เสือและสิงโตจะมีการซุ่มโจมตีเหยื่อรวมทั้งการวางแผนในการล่าเหยื่ออีกด้วย ซึ่งการวิวัฒนาการนี้จะเป็นประโยชน์แก่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมที่กินเนื้อสัตว์เป็นอาหารมากกว่าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมที่กินพืชเป็นอาหาร แต่ความสำเร็จในการไล่ล่า จะเป็นตัวกระตุ้นให้สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมที่กินพืชเป็นอาหาร มีการพัฒนาการในการป้องกันอันตรายของตนเองจากศัตรูนักล่า ด้วยการเพิ่มความสามารถในด้านการตรวจสอบ คือการพัฒนาอวัยวะในการรับความรู้สึกให้ไวมากขึ้นกว่าเดิม สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมที่กินพืชเป็นอาหารบางชนิด สามารถเอาตัวรอดจากเสือและสิงโตได้ด้วยขนาดของร่างกายที่ใหญ่โตมาก เช่นช้าง หรือการรวมกลุ่มกันเพื่อป้องกันตัวและลูกอ่อนเช่น ม้าลาย ตัวจามรี เป็นต้น โดยการล้อมวงเข้าหากันเพื่อป้องกันลูกอ่อนที่อยู่ภายในวงล้อม เมื่อเสือและสิงโตเข้าใกล้จะถูกดีดด้วยเท้าหลัง จนยอมแพ้และล่าถอยไปเองสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมที่กินแมลง สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมที่กินแมลง. สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมที่กินแมลงเป็นอาหาร ได้แก่ตัวตุ่น และสัตว์ฟันแทะเช่นหนู กระรอก กระแต กระจ้อน ตัวกินมด สมเสร็จและค้างคาว ซึ่งส่วนใหญ่นักสัตววิทยาจะแยกสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมที่กินแมลงเป็นอาหาร จะทำได้อย่างไม่ชัดเจนมากนัก เนื่องจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมที่กินพืชเป็นอาหาร และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมที่กินเนื้อสัตว์เป็นอาหาร หรือแม้แต่สัตว์กินพืชบางชนิดก็ยังกินแมลงเป็นอาหารเข้าไปด้วยสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมที่เคี้ยวเอื้อง สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมที่เคี้ยวเอื้อง. สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมที่เคี้ยวเอื้อง เช่น วัว ควาย แพะ แกะ วัวป่าไบซัน จะมีกระเพาะอาหารขนาดใหญ่ แบ่งออกเป็น 4 ห้อง ซึ่งเมื่อแทะเล็มหรือกินหญ้าเข้าไปเป็นอาหาร หญ้าจะผ่านหลอดอาหารเข้าสู่รูเมน (rumen) ซึ่งจะมีจุลินทรีย์ที่ทำการย่อยสลายอาหาร และทำให้กลายเป็นก้อนขนาดเล็ก เรียกว่าคัด (cud) เมื่อสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมที่กินพืชเป็นอาหาร อยู่ในเวลาที่พักหรืออยู่เฉย ๆ ก็จะสามารถสำรอกเอาคัดกลับเข้ามาที่ปาก เพื่อเคี้ยวตัดเส้นใยของพืชให้สั้นลง หรือที่เรียกกันว่าเคี้ยวเอื้อง ภายหลังเมื่อสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมที่เคี้ยวเอื้อง เคี้ยวคัดเสร็จเรียบร้อยก็จะกลืนอาหารกลับลงไปที่รูเมนอีกครั้ง เพื่อให้แบคทีเรียย่อยสลายเซลลูโลส อาหารจะผ่านไปยังกระเพาะอาหาร ส่วนที่ 2 คือเรทิคูลัม (reticulum) ต่อไปยังโอมาซัม (omasum) และสิ้นสุดกระบวนการย่อยสลายอาหารที่อโบมาซัม (abomasum) ซึ่งจะเป็นกระเพาะอาหารที่แท้จริง มีน้ำย่อยโปรตีนและมีการย่อยสลายอาหารตามปกติเกิดขึ้นที่อโบมาซัมสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมที่กินพืชและสัตว์ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมที่กินพืชและสัตว์. สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมที่กินพืชและสัตว์เป็นอาหาร เช่น นม แรคคูน มนุษย์และสัตว์อื่น ๆ ในอันดับไพรเมต ซึ่งตามปกติสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมที่กินสัตว์ด้วยกันเป็นอาหารหลายชนิด จะใช้การกินพืชผักผลไม้เช่นลูกเบอรี่แทนในเวลาที่อาหารขาดแคลน เช่นสุนัขจิ้งจอกจะกินหนูและสัตว์ฟันแทะขนาดเล็ก หรือนกตัวเล็ก ๆ เป็นอาหาร แต่ถ้าอาหารภายในป่าเกิดการขาดแคลน ก็จะเปลี่ยนมากินผลไม้เช่นแอปเปิล มะเดื่อหรือข้าวโพดแทนเพื่อการอยู่รอด โดยทั่วไป สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมส่วนใหญ่ จะใช้เวลาเกือบทั้งหมดไปกับการเสาะแสวงหาอาหาร ซึ่งสภาพภูมิอากาศจะมีผลกระทบต่อการหาอาหารด้วยเช่นกัน ในเขตอบอุ่นจะมีการเปลี่ยนแปลงของอาหารตามฤดูกาล มีความเด่นชัด เช่นช่วงฤดูร้อน อาหารจะอุดมสมบูรณ์ สามารถหาได้ง่ายต่อการดำรงชีวิต แต่ในฤดูหนาว อาหารจะเริ่มหายากและขาดแคลน ทำให้สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมหลายชนิดที่กินสัตว์เป็นอาหาร ต้องออกเดินทางเพื่อเสาะแสวงหาอาหารเพื่อการอยู่รอด ทำให้ต้องเดินทางไกลเพื่อหลีกหนีจากสภาพการขาดแคลนอาหาร สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมบางชนิดจะมีการจำศีลโดยการนอนในตลอดช่วงฤดูหนาว และมีสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมหลายชนิด ที่จะต้องมีการสะสมอาหารเอาไว้สำหรับฤดูการขาดแคลนอาหาร โดยจะพบมากในประเภทของสัตว์ฟันแทะ เช่นกระรอก กระแต และหนูเป็นต้น โดยจะสะสมเมล็ดพืชหรือผลไม้แห้ง เมล็ดสนแล้วฝังซ่อนเอาไว้ในหลาย ๆ ที่ด้วยกัน โดยเฉพาะกระรอกชิพมังค์ สามารถสะสมเมล็ดสนและลูกนัทได้มากถึง 8 แกลลอนด้วยกันการควบคุมอุณหภูมิภายในร่างกาย การควบคุมอุณหภูมิภายในร่างกาย. สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมและนก จัดเป็นสัตว์เพียง 2 กลุ่มเท่านั้นที่เรียกว่าสัตว์เลือดอุ่น (warm-blooded) ซึ่งมีความแตกต่างจากสัตว์ชนิดอื่น ๆ ที่เรียกว่าสัตว์เลือดเย็น (cold-blooded) โดยสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมนั้นจะมีอุณหภูมิร่างกายที่คงที่ อุณหภูมิภายในร่างกายจะอุ่นกว่าอุณหภูมิภายนอกร่างกายเสมอ แต่สัตว์เลือดเย็น ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องมีเลือดที่เย็นเสมอไป ปลาที่อาศัยในเขตร้อน แมลงและสัตว์เลื้อยคลานต่างก็มีการพึ่งแสงแดดเพื่อเป็นการรักษาอุณหภูมิของร่างกายเช่นกัน และเป็นการช่วยรักษาอุณหภูมิของร่ายกายให้เท่าหรือเกือบเท่ากับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมทั่วไป แต่ในทางกลับกัน สัตว์เลือดอุ่นที่มีการจำศีลในตลอดช่วงระยะเวลาของฤดูหนาว จะมีอุณหภูมิของร่างกายที่ลดลงจนเกือบถึงจุดเยือกแข็งของน้ำ ซึ่งเป็นข้อโต้แย้งกันของนักสัตววิทยาที่ความหมายของสัตว์เลือดอุ่นและสัตว์เลือดเย็น ยังมีความหมายที่ไม่ชัดเจนมากนัก แต่ก็ยังเป็นคำเรียกที่นิยมใช้เรียกกันในปัจจุบัน สัตว์ที่จัดอยู่ในประเภทโฮมิโอเธอร์มิค (homeothermic) ได้แก่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมและนก ซึ่งจะมีอุณหภูมิของร่างกายที่คงที่ ส่วนสัตว์ที่จัดอยู่ในประเภทพอยคิโลเธอร์มิค (poikilothermic) หมายถึงสัตว์ชนิดอื่น ๆ ซึ่งจะมีการปรับเปลี่ยนอุณหภูมิของร่างกายตามสภาพของภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม แต่ก็ยังมีความสับสนในเรื่องการปรับตัวตามสภาพภูมิอากาศ เช่น ปลาจัดเป็นสัตว์ประเภทพอยคิโลเธอร์มิค แต่สำหรับปลาที่อาศัยอยู่ในแถบท้องทะเลที่มีความลึกมาก ๆ จะอยู่ในสภาพภูมิอากาศที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิมากนัก ทำให้ปลาในท้องทะเลลึกมีอุณหภูมิของร่างกายที่คงที่ หรืออาจจะเรียกได้ว่าเป็นสัตว์ที่จัดอยู่ในประเภทของโฮมิโอเธอร์มิคด้วยเช่นกัน แต่สำหรับนกและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมหลายชนิด ที่มีการเบี่ยงเบนของอุณหภูมิร่างกายในช่วงระยะเวลากลางวันและกลางคืน หรือตลอดฤดูการจำศีลก็อาจจะจัดให้อยู่ในประเภทพอยคิโลเธอร์มิคก็ได้ จากความสับสนในการจัดประเภทสัตว์นี้ ทำให้นักสัตววิทยาและนักชีววิทยานิยมเรียกสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมและนก ว่าเป็นสัตว์เลือดอุ่นหรือจัดอยู่ในประเภทโฮมิโอเธอร์มิค คือมีการรักษาอุณหภูมิของร่างกายให้คงที่ โดยการอาศัยความร้อนที่เกิดจากเมทาโบลิซึมภายในร่างกาย สำหรับกระบวนการในการรักษาอุณหภูมิรางกายให้คงที่นั้น กระบวนการทางชีวเคมีและส่วนของระบบประสาท จะเข้ามามีบทบาทเกี่ยวข้องเป็นอย่างมาก กระบวนการนี้จะช่วยทำให้สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมมีความปราดเปรียว ว่องไวในฤดูหนาว รวมถึงมีพฤติกรรมที่สัตว์ชนิดอื่น ๆ ทำไม่ได้ ตามปกติอุณหภูมิร่างกายของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมจะอยู่ระหว่าง 36 - 38 องศาเซลเซียส แต่สำหรับนกจะอยู่ที่ประมาณ 40 - 42 องศาเซลเซียส การรักษาอุณหภูมิร่างกายให้คงที่ เป็นการทำให้ความร้อนที่สร้างขึ้นภายในร่างกาย กับความร้อนที่สูญเสียไปอยู่ในสภาวะที่สมดุล ความร้อนภายในร่างกายของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม เกิดจากเมทาโบลิซึมที่ประกอบไปด้วยออกซิไดร์อาหาร กระบวนการเมโทบาลิซึมภายในเซลล์จะมีการหดตัวของกล้ามเนื้อ ความร้อนจะสูญเสียไปโดยการถ่ายเทไปยังที่เย็นกว่า โดยการระเหยของน้ำ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมสามารถควบคุมกระบวนการทั้ง 2 กระบวนการคือ สร้างและระบายความร้อน เมื่อร่างกายเริ่มเย็นก็จะเพิ่มความร้อนด้วยการทำงานของกล้ามเนื้อ และลดการสูญเสียความร้อนด้วยการเพิ่มฉนวนความร้อน เมื่อร่างกายเริ่มอุ่นหรือร้อนเกินไป ก็จะลดการสร้างความร้อนและเพิ่มการระบายความร้อนออกจากร่างกายแทนการปรับตัวในสภาพอากาศร้อน การปรับตัวในสภาพอากาศร้อน. สภาพภูมิอากาศที่ร้อนเช่นทะเลทราย จัดเป็นเขตพื้นที่ที่มีความรุนแรงของสภาพภูมิอากาศที่สูงมาก คือในเวลากลางวันอากาศจะร้อนจัด แต่ในเวลากลางคืนจะเย็นจัดเช่นกัน พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่แห้งแล้งเต็มไปด้วยทราย มีความขาดแคลนแหล่งน้ำ มีพืชและพืชที่คลุมดินขึ้นในทะเลทราย แต่ก็ยังมีสัตว์บางชนิดสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ สำหรับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมขนาดเล็ก โดยเฉพาะสัตว์ฟันแทะในแถบทะเลทราย จะใช้วิธีการหลบซ่อนอยู่ตามโพรงใต้ดินในเวลากลางวัน และออกหากินในเวลากลางคืน การฝังตัวเองและการหลบซ่อนตามโพรงใต้ดินในที่ที่มีอุณหภูมิต่ำกว่าอุณหภูมิในทะเลทราย รวมทั้งมีความชื้นสูง จะช่วยทำให้การสูญเสียน้ำภายในร่างกายน้อยลง และมีการทดแทนน้ำจากอาหารที่กินหรือน้ำดื่มในทะเลทรายบริเวณโอเอซิส และยังมีน้ำที่เกิดจากกระบวนการเมทาโบลิซึมภายในเซลล์อีกด้วย ซึ่งมีความสำคัญแก่สัตว์ที่อาศัยในแถบทะเลทราย ที่หาน้ำดื่มเพื่อดับกระหายได้ยาก สัตว์ที่อาศัยในแถบทะเลทรายบางชนิด เช่น หนูจิงโจ้และกระรอกดินในสหรัฐอเมริกา สามารถเปลี่ยนแปลงน้ำที่ต้องการจากอาหารแห้ง ทำให้ไม่จำเป็นที่จะต้องดื่มน้ำ สัตว์ที่มีเท้าเป็นกีบขนาดใหญ่ ที่อาศัยในทะเลทรายคืออูฐและกวางแอนทีโลปในทวีปแอฟริกา 3 ชนิดได้แก่ กาเซลล์ โอริกซ์และอีแลนด์ จะมีการปรับตัวหลายอย่าง เพื่อให้สามารถทนต่อความร้อนของทะเลทราย และเป็นการป้องกันการระเหยของน้ำออกจากร่างกาย อีแลนด์จะมีกลไกสำคัญในการควบคุมการระเหยของน้ำ แต่ในขณะเดียวกันก็จะมีกลไกสำหรับป้องกันไม่ให้ร่ายกายมีความร้อนมากจนเกินไป โดยขนสีขาวที่ปกคลุมร่างกายจะเปลี่ยนเป็นสีที่ซีดจางและเป็นมัน เพื่อสะท้อนความร้อนจากแสงอาทิตย์กลับไป ในขณะเดียวกันขนที่ปกคลุมร่างกายก็จะเป็นฉนวนอย่างดี ในการเก็บกักความร้อนเอาไว้ภายในร่างกาย การระบายความร้อนจะเกิดขึ้นจากบริเวณด้านท้องใต้ล่างที่มีขนปกคลุมเพียงบาง ๆ เนื้อเยื่อไขมันของอีแลนด์จะมารวมกันอยู่ที่ปุ่มบริเวณด้านหลังเพียงด้านเดียว แทนที่จะกระจายไปทั่วร่างกาย ทำให้สามารถถ่ายเทความร้อนออกมาจากร่างกายได้ อีแลนด์ไม่มีการระเหยของน้ำซึ่งเป็นกลไกที่ทำให้ร่างกายเย็นลงในสภาพภูมิอากาศที่ร้อนจัดในทะเลทราย แต่จะใช้วิธีการปล่อยให้อุณหภูมิของร่างกายลดลงในเวลากลางคืน ที่อากาศเปลี่ยนจากร้อนจัดเป็นเย็นจัดแทน แล้วค่อย ๆ เพิ่มอุณหภูมิของร่างกายในเวลากลางวัน และเมื่ออุณหภูมิเพิ่มขึ้นถึง 41 องศาเซลเซียส อีแลนด์จะใช้วิธีการระเหยน้ำด้วยการแลบลิ้น การรักษาน้ำในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมที่อาศัยในแถบทะเลทราย คือการมีปัสสาวะที่เข้มข้นและมีอุจาระที่แห้ง อูฐ กาเซลล์จะมีพฤติกรรมการควบคุมอุณหภูมิของร่างกายคล้ายคลึงกับอีแลนด์ แต่อูฐจะสามารถปรับตัวในการควบคุมอุณหภูมิของร่างกายได้ดีที่สุด ปกติอุณหภูมิของร่างกายจะอยู่ที่ 36 - 38 องศาเซลเซียส ในฤดูร้อนร่างกายจะมีการเปลี่ยนแปลงมาก อุณหภูมิจะลดลงมาอยู่ที่ 34 - 35 องศาเซลเซียสแทน และจะควบคุมให้ไม่เกิน 40 องศาเซลเซียส แต่ถ้าอุณหภูมิสูงมากกว่านี้ จะใช้วิธีการระบายความร้อนด้วยการหลั่งเหงื่อ และจะระยายความร้อนทั้งหมดในตอนกลางคืนที่มีอากาศหนาวเย็นการปรับตัวในสภาพอากาศหนาวเย็น การปรับตัวในสภาพอากาศหนาวเย็น. สภาพอากาศโดยทั่วไปในแถบขั้วโลก จะมีอากาศที่หนาวถึงหนาวจัด ทำให้สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมที่อาศัยในแถบขั้วโลก ต้องมีกลไกในการรักษาอุณหภูมิภายในร่างกายให้อบอุ่น โดยมีวิธีการ 2 อย่างคือลดการถ่ายเทอุณหภูมิของร่างกาย คือลดการสูญเสียความร้อนด้วยการพัฒนาฉนวน สำหรับปิดกั้นการถ่ายเทความร้อน และผลิตความร้อนเพื่อให้ร่างกายมีอุณหภูมิเพิ่มมากขึ้น ขนหนาที่ขึ้นปกคลุมร่างกายของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมในแถบขั้วโลก จะเป็นฉนวนป้องกันความร้อนได้เป็นอย่างดี สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมทุกชนิดจะมีขนปกคลุมร่างกายที่ยาวในฤดูหนาว บริเวณขนชั้นล่างจะทำหน้าที่เป็นฉนวนสำหรับกันความร้อนให้แก่ร่างกาย ในขณะที่บริเวณขนชั้นนอกจะทำหน้าที่ป้องกันผิวหนังจากความหนาวเย็น บริเวณส่วนปลายสุดของร่างกายของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมในแถบขั้วโลก เช่น ใบหู ปลายจมูก ปลายเท้าและปลายหาง จะมีฉนวนสำหรับปิดกั้น จึงทำให้มีการสูญเสียความร้อนอย่างรวดเร็ว ทำให้มีการพัฒนาและป้องกันการสูญเสียความร้อนของร่างกาย ด้วยการปล่อยให้ปลายของอวัยวะเหล่านี้มีความเย็นลงจนเกือบถึงจุดเยือกแข็ง การลดอุณหภูมิของร่างกายทำได้ด้วยการลดการไหลเวียนของเสือดในบริเวณที่สัมผัสกับความหนาวเย็น และเส้นเลือดที่นำเอาเลือดอุ่นไปยังบริเวณขา จะมีการถ่ายเทความร้อนจากเส้นเลือดแดงไปยังเส้นเลือดดำ เพื่อเป็นการนำเอาเลือดอุ่นกลับไปยังแกนกลางของลำตัว การถ่ายเทความร้อนจากเส้นเลือด จะเกิดขึ้นได้ในสภาพภูมิอากาศที่ต่ำ อุณหภูมิบริเวณปลายเท้าของสุนัขจิ้งจอกที่อาศัยในแถบขั้วโลกและกวางเรนเดียร์ จะอยู่เหนือจุดเยือกแข็งเพียงเล็กน้อย และที่ฝ่าเท้าและกีบเท้าอาจมีอุณหภูมิต่ำกว่า 0 องศาเซลเซียส ในขณะเดียวกันที่บริเวณแกนกลางของลำตัว จะมีอุณหภูมิประมาณ 38 องศาเซลเซียส สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม สามารถผลิตความร้อนให้แก่ร่างกายด้วยการเพิ่มการทำงานของกล้ามเนื้อ เช่นการออกกำลังกายหรือการสั่นสะเทือนของอวัยวะ มนุษย์สามารถเพิ้มความร้อนให้แก่ร่างกายได้ถึง 18 เท่าด้วยการสั่นมือและเท้าอย่างรุนแรง แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแรงสั่นสะเทือนของแต่ละคนด้วย แต่สำหรับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมในแถบขั้วโลก เมื่อต้องใช้ชีวิตท่ามกลางอุณหภูมิที่หนาวจัดจนถึงขีดสุด จะมีแหล่งพลังงานความร้อนอื่น ๆ มาเสริมให้แก่ร่างกาย คือการเพิ่มออกซิเดชันของอาหาร โดยเฉพาะไขมันที่เก็บสะสมเอาไว้ ซึ่งจะเป็นการเพิ่มความร้อนให้แก่ร่างกายโดยไม่ต้องอาศัยการสั่นสะเทือน สำหรับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมขนาดเล็ก เช่นเลมมิง หนูท้องนา จะมีการเผชิญหน้ากับสภาพภูมิอากาศที่หนาวจัดด้วยวิธีการที่แตกต่างกัน สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมขนาดเล็กจะไม่มีฉนวนป้องกันร่างกายที่ดีเหมือนกันสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมขนาดใหญ่ ทำให้ต้องมีการฉนวนโดยการขุดดินเพื่อทำเป็นโพรงทางเดินใต้ดิน ซึ่งจะมีอุณหภูมิต่ำประมาณ -5 องศาเซลเซียส แต่อุณหภูมิก็ยังสูงกว่าอุณภูมิภายนอก ซึ่งอาจจะมีความเย็นได้ถึง -50 องศาเซลเซียส โดยมีหิมะเป็นฉนวนป้องกันในการถ่ายเทความร้อน เช่นเดียวกับขนที่ปกคลุมร่างกายของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมขนาดใหญ่ การอยู่ภายใต้หิมะจะเป็นลักษณะหนึ่งของการป้องกันตัวเองต่อสภาพอากาศที่หนาวเย็น สำหรับสัตว์น้ำที่อาศัยในมหาสมุทรเช่นวาฬและโลมา ซึ่งไม่มีขนปกคลุมร่างกาย แต่จะมีชั้นไขมันที่หนาเป็นฉนวนห่อหุ้มตัวเอาไว้ เพื่อป้องกันความหนาวเย็นการจำศีล การจำศีล. เมื่อย่างเข้าสู่ฤดูหนาว สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมส่วนใหญ่จะมีวิธีการเอาตัวรอดในสภาพอากาศที่หนาวเย็นด้วยกัน 2 วิธีคือ การจำศีลและการอพยพย้ายถิ่นฐาน ซึ่งวิธีการแก้ปัญหาของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมในสภาพภูมิอากาศที่ทารุณด้วยความหนาวเย็น นอกเหนือจากการอพยพย้ายถิ่นฐาน เพื่อเสาะแสวงหาที่อยู่ใหม่แล้ว การจำศีลก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม ด้วยการหลับตลอดช่วงฤดูหนาว ซึ่งจะพบการจำศีลได้ในฤดูที่แล้งหรือหนาวจัด หรือเกิดการขาดแคลนอาหาร โดยทั่วไปสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมที่มีการจำศีล จะเป็นสัตว์ขนาดเล็ก เช่นหนูต้นไม้ กระรอกดิน กระจ้อน เป็นต้น แต่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมที่เป็นสัตว์ขนาดใหญ่เช่นหมีก็มีการจำศีลในฤดูหนาวเช่นกัน สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม จะมีวิธีการจำศีลด้วยการหลบซ่อนตัวอยู่ในที่ที่ปลอดภัย เช่นขุดรูหรือหลบซ่อนในโพรงไม้หรือภายในถ้ำ การจำศีลของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมจะเป็นการอยู่นิ่ง ๆ ไม่ขยับหรอเคลื่อนไหวส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย ระบบสรีระของร่างกายก็จะมีการปรับตัวเช่นกัน เช่นอุณหภูมิภายในโพรง ถ้าหรือในรู บางครั้งอาจจะมีอุณหภูมิที่ต่ำมากจนเกือบถึงจุดเยือกแข็ง ก็จะมีการปรับตัวทางสรีระด้วยการลดอัตราการเมทาโบลิซึมลง อัตราการเต้นของหัวใจจะช้ามาก เช่นกระรอกดิน ก่อนจำศีลจะมีอัตราการเต้นของหัวใจประมาณ 200 - 400 ครั้ง/นาที แต่เมื่อจำศีลอัตราการเต้นของหัวใจจะลดลงเหลือเพียงแค่ 4 - 5 ครั้ง/นาทีเท่านั้น สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมบางชนิดจะจำศีลทั้งในฤดูร้อนและฤดูหนาว เมื่อสภาพภูมิอากาศภายนอกเป็นปกติ จึงจะยุติการจำศีล สัตว์บางชนิดเช่นหมี สกังค์ โอพอสซัม จะนอนหลับเป็นเวลายาวนานในตลอดฤดูหนาว จะตื่นและเคลื่อนไหวร่างกายบ้างเป็นครั้งคราวเท่านั้น อุณหภูมิภายในร่างกายจะคงที่ ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ปริมาณการใช้ออกซิเจนในช่วงการจำศีลจะต่ำกว่าปกติเพียงเล็กน้อย ซึ่งวิธีการจำศีลแบบนี้ไม่ใช่การจำศีลที่แท้จริงการอพยพและย้ายถิ่นฐาน การอพยพและย้ายถิ่นฐาน. สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมหลายชนิด จะมีการอพยพย้ายถิ่นฐานตามแต่ฤดูกาล โดยจะย้ายถิ่นฐานจากถิ่นเดิมที่เคยอยู่อาศัย เมื่อสภาพสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไป เช่นแหล่งอาหารที่เคยอุดมสมบูรณ์เริ่มขาดแคลน สภาพอากาศมีความหนาวเย็นเกินไปหรือร้อนจัดจนเกินไป ไม่สามารถดำรงชีวตอยู่ได้ หรืออาจอพยพย้ายถิ่นฐานเพื่อหาแหล่งที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมสำหรับการผสมพันธุ์ การอพยพย้ายถิ่นฐานของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมจะขึ้นอยู่กับสิ่งปลุกเร้าทางสรีระร่างกายด้วย ซึ่งเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ และเมื่อสภาพภูมิอากาศกลับคืนสู่สภาพเดิม ก็จะอพยพย้ายถิ่นฐานกลับมายังถิ่นเดิม และจะปฏิบัติเป็นประจำทุก ๆ ปี ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนในเรื่องของการอพยพย้ายถิ่นฐานของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม ได้แก่การอพยพของสัตว์ที่มีกีบเช่นกวางเรนเดียร์ที่อาศัยในแถบทวีปอเมริกาเหนือ ซึ่งนักชีววิทยาได้ทำการติดตาม ค้นคว้าและสำรวจถึงพฤติกรรมอันแปลกประหลาดของกวางเรนเดียร์ ที่จะต้องอพยพย้ายถิ่นฐานในทุก ๆ ปี ซึ่งพฤกติกรรมดังกล่าวมีระยะเวลามากกว่าร้อยปีขึ้นไป กวางเรนเดียร์จะอาศัยอยู่ในแถบเขตแดนที่ทุรกันดารทางตอนเหนือของอเมริกาในช่วงฤดูร้อน และอพยพลงทางตอนใต้ในช่วงเดือนกรกฎาคมของทุกปี โดยใช้เส้นทางเดิมที่อพยพจากทางตอนเหนือของอเมริกา และระหว่างการอพยพจะมีการผสมพันธุ์กันด้วย เมื่อถึงช่วงฤดูหนาวกวางเรนเดียร์จะอยู่กับที่ ไม่เดินทางย้ายไปไหนจนกระทั่งย่างเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ จึงจะเริ่มการอพยพย้ายกลับคืนถิ่นฐานในอเมริกาเหนืออีกครั้ง ระหว่างทางกวางเรนเดียร์ที่ได้รับการผสมพันธุ์จากการเดินทาง จะออกลูกในช่วงการอพยพย้ายกลับถิ่นฐานด้วย การอพยพของกวางเรนเดียร์จะเป็นการเนทางเป็นฝูงใหญ่ ด้วยปริมาณกวางจำนวนมากกว่าร้อยตัวขึ้นไป และมุ่งหน้าเดินทางเพียงอย่างเดียวโดยไม่หวั่นและเกรงกลัวต่ออุปสรรคตลอดการเดินทาง บางครั้งจากการติดตามการอพยพของกวางเรนเดียร์ นักชีววิทยาพบว่ามีกวางในฝูงจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยตัว จมน้ำตายในขณะที่พยายามจะข้ามแม่น้ำที่เชี่ยวกราดหรือถูกสัตว์นักล่าโจมตีเป็นอาหารโดยที่ไม่ยอมเปลี่ยนทิศทางในการอพยพ วาฬหลายชนิดในท้องทะเลและมหาสมุทร เช่นวาฬบาลีน วาฬอัมพ์แบค วาฬสีเทา จะมีการอพยพย้ายถิ่นฐานตามฤดูกาลเป็นประจำ ในระยะทางหลายพันกิโลเมตร แต่การอพยพของวาฬส่วนใหญ่ จะเป็นการอพยพเพื่อหาแหล่งที่เหมาะสมในการผสมพันธุ์และออกลูก ซึ่งการเดินทางด้วยระยะทางหลายพันกิโลเมตรทั้งการเดินทางไปและกลับโดยยึดเส้นทางเดินทางเดิมโดยไม่หลงทาง ยังเป็นสิ่งนักชีวิวิทยาและนักสัตววิทยา ยังไม่สามารถหาคำอธิบายได้อย่างชัดเจน ค้างคาวเป็นสัตว์ที่มีการอพยพย้ายถิ่นฐานเช่นเดียวกัน แต่การอพยพยของค้างคาวกลับมีไม่มากเหมือนกับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมชนิดอื่น และมีเพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้น โดยจะอพยพย้ายถิ่นฐานเพื่อหลบหนีอากาศที่หนาวเย็น ไปยังเขตพื้นที่ที่มีสภาพอากาศที่อบอุ่นกว่าการสืบสายพันธุ์ การสืบสายพันธุ์. สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม จะมีการปฏิสนธิภายในและออกลูกเป็นตัว แต่ยกเว้นโมโนทรีมเท่านั้น ที่มีการวางไข่และฟักเป็นตัว เอมบริโอจะมีถุงน้ำคร่ำห่อหุ้ม และเมื่อครบกำหนดการตั้งท้องและคลอดออกมา จะมีน้ำนมจากแม่ในการเลี้ยงดูจนโตเต็มวัย สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมในอันดับมาร์ซูเปียเลีย จะมีถุงหน้าท้องและมีระยะเวลาในการตั้งท้องที่สั้นมาก ลูกที่คลอดออกมาจะยังเป็นเอมบริโอที่ไม่สมบูรณ์ เอมบริโอจะคลานเข้าไปอาศัยอยู่ในถุงหน้าท้องของแม่ และเกาะอยู่กับหัวนมของแม่ ซึ่งพัฒนาการของเอมบริโอภายในถุงหน้าท้องของแม่นั้น จะต้องอาศัยอยู่ในถุงหน้าท้องเป็นเวลานาน สำหรับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมที่มีสายรก เอมบริโอจะฝังตัวและเจริญเติบโตภายในมดลูก และได้รับสารอาหารจากแม่ผ่านทางสายรกที่เชื่อมระหว่างเอมบริโอกับแม่ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมส่วนใหญ่ จะมีฤดูผสมพันธุ์อยู่ในช่วงฤดูใบไม้ผลิและฤดูหนาว ซึ่งจะเป็นช่วงระยะเวลาที่ดีที่สุดในรอบปี สำหรับที่จะเลี้ยงดูลูกอ่อนที่คลอดออกมา สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมเพศผู้ส่วนใหญ่ จะจับคู่ได้ตลอดเวลา ต่างจากเพศเมียที่หาระยะเวลาที่แน่นอนในแต่ละรอบ ที่จะให้เพศผู้ผสมพันธุ์ด้วยไม่ได้ ซึ่งเรียกว่าวัฎจักรเอสทรัส (estrus cycle) ซึ่งเป็นเพียงวัฎจักรสั้น ๆ เท่านั้น สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมที่อยู่ในวัฎจักรเอสทรัลนี้ จะมีอาการที่เรียกกันว่า "การติดสัด" (estrus) โดยวงจรเอสทรัส จะแบ่งเป็นขั้นตอนต่าง ๆ ตามลักษณะการเปลี่ยนแปลงของเพศเมีย ได้แก่รังไข่ มดลูกและช่องคลอด ดังนี้1. โพรเอสทรัส (proestrus) เป็นระยะเวลาของการเตรียมตัว สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมเพศเมียจะมีการเตรียมความพร้อมก่อนการผสมพันธุ์ เป็นช่วงระยะเวลาที่มีไข่เจริญขึ้นมาใหม่ 2. เอสทรัส (estrus) เพศเมียจะมีความพร้อมและยอมรับในการจับคู่ผสมพันธุ์ ซึ่งจะเป็นช่วงระยะเวลาที่ไข่หลุดออกจากรังไข่ พร้อมที่จะมีการปฏิสนธิเป็นตัวอ่อน (fertilization) ที่ผนังของมดลูก และเกิดการตั้งครรภ์ 3. เมตเอสทรัส (metestrus) ถ้าในกรณีที่ไม่เกิดการปฏิสนธิ หรือไม่มีการจับคู่ผสมพันธุ์กัน จะมีการปรับระบบสืบพันธุ์ของร่างกายให้คืนสู่สภาวะปกติ 4. ไดเอสทรัส (diestrus) เป็นระยะเวลาที่ต่อเน่องมาจากเมตเอสทรัส มดลูกจะเล็กลงและมีเลือดมาหล่อเลี้ยงน้อย สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมจะเกิดการติดสัดบ่อยครั้งมากน้อยและแตกต่างกันเพียงใด ขึ้นอยู่กับชนิดของสัตว์ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมจะมีเอสทรีสเพียง 1 ครั้งเท่านั้นในฤดูผสมพันธุ์เรียกว่าโมเนสทรัส (monesrus) แต่ถ้าหากเกิดโมเนสทรัสหลายครั้ง จะเป็นโพลีเอสทรัส (polyestrus) เช่นสุนัข สุนัขจิ้งจอกและค้างคาว จะเป็นโมเนสทรัส แต่สำหรับหนูนาและกระรอก รวมถึงสัตว์ในเขตร้อนอีกหลายชนิด จะเป็นโพลีเอสทรัส มนุษย์จะมีวงจรเอสทรัสที่แตกต่างกันออกไปเล็กน้อยคือ ภายหลังจากตกไข่จะเป็นระยะเวลาของประจำเดือน คือมีการหลุดออกของเยื่อบุมดลูก ซึ่งร่างกายจะขับทิ้งออกมาพร้อมกับเลือด กลายเป็นเลือดประจำเดือนหรือระดู ระยะเวลาในการตั้งท้องภายหลังจากการผสมพันธุ์ จะแตกต่างกันตามแต่ละชนิดของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม เช่น หนูจะตั้งท้องประมาณ 21 วัน กระต่ายบ้านและกระต่ายป่า จะตั้งท้องนานประมาณ 30 - 36 วัน แมว สุนัข ประมาณ 60 วัน วัว 280 วัน และช้าง ซึ่งเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมที่ใช้ระยะเวลาในการตั้งท้องยาวนานที่สุดถึง 22 เดือน จำนวนของลูกอ่อนในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม จะมีเฉพาะในช่วงฤดูผสมพันธุ์เท่านั้น แต่จะมีปัจจัยควบคุมปริมาณของลูกอ่อนหลายปัจจัย สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมยิ่งมีขนาดร่างกายใหญ่โตเพียงใด จำนวนลูกภายในท้องก็จะยิ่งลดน้อยลงเท่านั้น และปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งคือศัตรูของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมในแต่ละชนิด สัตว์ฟันแทะที่มีร่างกายเล็ก จะกลายเป็นเหยื่อของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมที่กินเนื้อเป็นอาหาร ซึ่งจะมีจำนวนมากที่กลายเป็นเหยื่อ ทำให้สัตว์ฟันแทะเช่น หนู กระรอก กระต่าย กระแต มีปริมาณจำนวนลูกในแต่ละครอกที่ค่อนข้างมาก คือมีได้หลายครอก ครอกละหลายตัว สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมที่กินเนื้อเป็นอาหาร จะมีลูกเพียงครอกเดียว ครอกละประมาณ 3 - 5 ตัวต่อปี สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมที่มีขนาดใหญ่เช่นช้าง ม้า จะตั้งท้องและตกลูกเพียง 1 ตัวเท่านั้น ซึ่งช้างที่เป็นสัตว์บกที่ใหญ่ที่สุด จะตกลูกช้างเฉลี่ย 4 ตัวต่อ 50 ปีถิ่นอาศัยและการครอบครองอาณาเขต ถิ่นอาศัยและการครอบครองอาณาเขต. สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมจำนวนมาก จะมีการประกาศอาณาเขตในความครอบครอง และมีการป้องกันไม่ให้สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมด้วยกันหรือสัตว์ชนิดอื่น บุกรุกเข้ามายังอาณาเขตของตน โดยเฉพาะสัตว์ชนิดเดียวกัน สัตว์ป่าจำนวนมากจะหวงอาณาเขตและไม่เป็นมิตรต่อสัตว์อื่น โดยเฉพาะเพศเดียวกันในช่วงฤดูผสมพันธุ์ เมื่อสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมเข้าไปอาศัยในรูหรือโพรงไม้ บริเวณรูหรือโพรงจะกลายเป็นศูนย์กลางของอาณาเขต และถ้าพื้นที่บริเวณนั้นไม่มีขอบเขตที่ชัดเจน สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมจะมีวิธีการประกาศอาณาเขตของตนเองด้วยกลิ่น การประกาศอาณาเขตของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม จะใช้ต่อมกลิ่มภายในร่างกายปล่อยของเหลวที่มีกลิ่นเฉพาะตัวออกมา เพื่อให้กลิ่นนั้นติดอยู่ตามก้อนหินหรือกิ่งไม้ หรือวัตถุต่าง ๆ รอบ ๆ บริเวณอาณาเขตที่ต้องการแสดงความเป็นเจ้าของ ขนาดของอาณาเขตจะมีความผันแปรมากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับขนาดของสัตว์และลักษณะนิสัยของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม รวมถึงการกินอาหารด้วยเช่น หมีกรีซลีจะมีอาณาเขตในครอบครองกว้างขวางมากมายหลายตารางไมล์ ในขณะเดียวกันแรคคูน ซึ่งเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมขนาดเล็กกว่า จะมีพื้นที่อาณาเขตในครอบครองเพียงแค่เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2 กิโลเมตรเท่านั้น สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมส่วนใหญ่ จะใช้ชีวิตภายในป่าท่ามกลางธรรมชาติ การประกาศอาณาเขตในบริเวณพื้นที่ที่ต้องการแสดงความเป็นเจ้าของ จะใช้สารจากต่อมกลิ่นหรือการใช้ปัสสาวะ เช่นเสือจะประกาศอาณาเขตในความครอบครองของตนเองด้วยการปัสสาวะรด หรือการถ่ายอุจจาระเพื่อเป็นการทำเครื่องหมาย เมื่อมีผู้บุกรุกเข้ามาภายในอาณาเขต จะทำให้สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมที่ได้ประกาศอาณาเขตแดนของตน มีความรู้สึกสูญเสียประโยชน์ในการครอบครอง จึงต้องมีการขับไล่ผู้บุกรุกออกไป
| สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมที่มีขนาดเล็กที่สุดคืออะไร | {
"answer": [
"ค้างคาวกิตติ"
],
"answer_begin_position": [
9462
],
"answer_end_position": [
9474
]
} |
2,513 | 1,796 | นิติศาสตร์ นิติศาสตร์ เป็นวิชาที่ว่าด้วยกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมการศึกษานิติศาสตร์ การศึกษานิติศาสตร์. วิชานิติศาสตร์สามารถแบ่งออกเป็นหลายแขนงได้ตามแง่มุมที่ศึกษา ซึ่งอาจสามารถแบ่งออกได้เป็น- วิชานิติศาสตร์โดยแท้ (legal science proper) ได้แก่ การศึกษาตัวบทกฎหมายซึ่งเป็นเนื้อหากฎหมาย และนิติวิธีหรือวิธีการใช้กฎหมายเพื่อนำไปใช้ปรับใช้แก่คดีและประกอบวิชาชีพนักกฎหมาย - นิติศาสตร์ทางข้อเท็จจริง (legal science of facts) เป็นการศึกษากฎหมายในฐานะที่เป็นข้อเท็จจริงที่มีอยู่ในประวัติศาสตร์หรือในสังคม โดยไม่ประเมินคุณค่าว่าถูกหรือผิด เช่น วิชาประวัติศาสตร์กฎหมาย และวิชาสังคมวิทยากฎหมาย - นิติศาสตร์เชิงคุณค่า (legal science of values) เป็นการศึกษากฎหมายในเชิงวิจารณ์เปรียบเทียบและประเมินคุณค่า เช่น วิชากฎหมายเปรียบเทียบ และวิชานิติบัญญัติ การศึกษากฎหมายในระดับที่มีความสัมพันธ์กับปรัชญา จะถูกเรียกว่าวิชา นิติปรัชญา หรือ philosophy of lawนิติศาสตร์ นิติศาสตร์. นิติศาสตร์ (Jurisprudence) คำดังกล่าวในภาษาอังกฤษ เป็นคำเก่าที่ใช้ตั้งแต่สมัยโรมัน โดยมาจากภาษาลาตินว่า jurisprudentium มีรากศัพท์จาก "juris" แปลว่า กฎหมาย และ "prudentium" แปลว่า ความฉลาด ซึ่งรวมแล้วแปลว่า "ความรู้กฎหมายหรือวิชากฎหมาย" โดยในประมวลกฎหมายของพระเจ้าจัสติเนียน จะกล่าวไว้ในมูลบทนิติศาสตร์ฉบับที่แปลเป็นภาษาอังกฤษแล้วว่า "jurisprudence is the knowledge of things devine and human; the science of the just and the unjust". อย่างไรก็ตาม jurisprudence ยังคงมีการใช้ในความหมายพิเศษอีก ได้แก่- Jurisprudence ในภาษาฝรั่งเศส ย่อมาจากคำว่า jurisprudence constant หมายถึง ความรู้กฎหมายที่เกิดจากแนวคำพิพากษาของศาล เป็นคำตรงข้ามกับ doctrine ซึ่งหมายถึง กฎหมายที่สอนในตำรากฎหมาย - Jurisprudence เป็นชื่อวิชาเฉพาะที่สอนในโรงเรียนกฎหมายในอังกฤษ ซึ่งเริ่มก่อตั้งโดย John Austin เมื่อ ค.ศ. 1828-1832 ในมหาวิทยาลัยลอนดอน ซึ่งมีคำสอนว่ากฎหมาย คือ คำสั่งของรัฐาธิปัตย์ และถูกนำเข้ามาในประเทศไทยโดยเสด็จในกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์การเรียนการสอนนิติศาสตร์ในประเทศไทย การเรียนการสอนนิติศาสตร์ในประเทศไทย. ในปี พ.ศ. 2440 พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ได้ทรงก่อตั้ง "โรงเรียนกฎหมาย" ขึ้นในกระทรวงยุติธรรม ซึ่งเปิดการเรียนการสอนโดยคณาจารย์ส่วนใหญ่เป็นตุลาการ ต่อมาได้มีการยุบโรงเรียนกฎหมายไปจัดตั้งเป็น "คณะนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์" ขึ้นที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นครั้งแรก ในปี พ.ศ. 2476 หลังจากนั้นเพียง 8 เดือน นักเรียนโรงเรียนกฎหมาย กระทรวงยุติธรรมเดิม ไม่พอใจที่โรงเรียนข้าราชการพลเรือน (ปัจจุบันคือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) ได้ยกฐานะเป็นมหาวิทยาลัย แต่โรงเรียนกฎหมายไม่ได้ยกฐานะ ดร.ปรีดี พนมยงค์ จึงรับปากว่าจะช่วย ในที่สุดจึงมีการออก "พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง" ให้โอนคณะนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยไปสังกัดมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมืองซึ่งจัดตั้งขึ้นใหม่ ซึ่งปัจจุบัน คือ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จึงอาจกล่าวได้ว่าการโอนโรงเรียนกฎหมายไปสังกัดคณะนีติศาสตร์และรัฐศาสตร์ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นการโอนไปเพียงชั่วคราวเท่านั้น ทำให้คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นคณะนิติศาสตร์แห่งแรกของประเทศไทย อันสืบทอดโดยตรงจากโรงเรียนกฎหมายเดิม กระทั่งปี พ.ศ. 2494 จึงได้มีการจัดการเรียนการสอนนิติศาสตร์ขึ้นอีกครั้งในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในนามแผนกวิชานิติศาสตร์สังกัดคณะรัฐศาสตร์ ก่อนที่จะได้มีการแยกการเรียนการสอนออกจากคณะรัฐศาสตร์อย่างสิ้นเชิงในปี พ.ศ. 2501 และยกฐานะขึ้นเป็นคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในปี พ.ศ. 2515 ต่อมาในปีพ.ศ. 2514 ก็ได้มีการก่อตั้งคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหงขึ้น จวบจนปัจจุบันมีสถาบันอุดมศึกษาได้เปิดการเรียนการสอนในสาขาวิชานิติศาสตร์ในหลายสถาบันทั้งในภาครัฐและเอกชนนิติศาสตรบัณฑิต นิติศาสตรบัณฑิต. นิติศาสตรบัณฑิต (น.บ.) เป็นปริญญาหรือวุฒิทางการศึกษา ซึ่งผู้ที่ต้องการประกอบวิชาชีพทางด้านกฎหมาย เช่น ทนายความ ผู้พิพากษา อัยการ นิติกร จะต้องได้รับก่อนที่จะสามารถเริ่มเข้าสู่วิชาชีพด้านกฎหมาย โดยเป็นคุณสมบัติพื้นฐานที่ใช้เพื่อเข้ารับการอบรมและสอบเพื่อเป็นทนายความหรือสอบเนติบัณฑิตไทย เพื่อที่จะมีสิทธิสอบคัดเลือกเพื่อเป็นผู้พิพากษาหรืออัยการต่อไป โดยทั่วไปหลักสูตรจะใช้เวลาศึกษา 4 ปี วิชาที่ศึกษาจะเน้นกฎหมายแพ่ง กฎหมายอาญา กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง กฎหมายวิธิพิจารณาความอาญา กฎหมายปกครอง รัฐธรรมนูญ และกฎหมายวิชาเลือกอีกจำนวนหนึ่ง ทั้งนี้จุดเน้นของหลักสูตรอาจแตกต่างตามสถาบันการศึกษา
| วิชาที่ว่าด้วยกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมเรียกว่าวิชาอะไร | {
"answer": [
"นิติศาสตร์"
],
"answer_begin_position": [
92
],
"answer_end_position": [
102
]
} |
2,514 | 1,796 | นิติศาสตร์ นิติศาสตร์ เป็นวิชาที่ว่าด้วยกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมการศึกษานิติศาสตร์ การศึกษานิติศาสตร์. วิชานิติศาสตร์สามารถแบ่งออกเป็นหลายแขนงได้ตามแง่มุมที่ศึกษา ซึ่งอาจสามารถแบ่งออกได้เป็น- วิชานิติศาสตร์โดยแท้ (legal science proper) ได้แก่ การศึกษาตัวบทกฎหมายซึ่งเป็นเนื้อหากฎหมาย และนิติวิธีหรือวิธีการใช้กฎหมายเพื่อนำไปใช้ปรับใช้แก่คดีและประกอบวิชาชีพนักกฎหมาย - นิติศาสตร์ทางข้อเท็จจริง (legal science of facts) เป็นการศึกษากฎหมายในฐานะที่เป็นข้อเท็จจริงที่มีอยู่ในประวัติศาสตร์หรือในสังคม โดยไม่ประเมินคุณค่าว่าถูกหรือผิด เช่น วิชาประวัติศาสตร์กฎหมาย และวิชาสังคมวิทยากฎหมาย - นิติศาสตร์เชิงคุณค่า (legal science of values) เป็นการศึกษากฎหมายในเชิงวิจารณ์เปรียบเทียบและประเมินคุณค่า เช่น วิชากฎหมายเปรียบเทียบ และวิชานิติบัญญัติ การศึกษากฎหมายในระดับที่มีความสัมพันธ์กับปรัชญา จะถูกเรียกว่าวิชา นิติปรัชญา หรือ philosophy of lawนิติศาสตร์ นิติศาสตร์. นิติศาสตร์ (Jurisprudence) คำดังกล่าวในภาษาอังกฤษ เป็นคำเก่าที่ใช้ตั้งแต่สมัยโรมัน โดยมาจากภาษาลาตินว่า jurisprudentium มีรากศัพท์จาก "juris" แปลว่า กฎหมาย และ "prudentium" แปลว่า ความฉลาด ซึ่งรวมแล้วแปลว่า "ความรู้กฎหมายหรือวิชากฎหมาย" โดยในประมวลกฎหมายของพระเจ้าจัสติเนียน จะกล่าวไว้ในมูลบทนิติศาสตร์ฉบับที่แปลเป็นภาษาอังกฤษแล้วว่า "jurisprudence is the knowledge of things devine and human; the science of the just and the unjust". อย่างไรก็ตาม jurisprudence ยังคงมีการใช้ในความหมายพิเศษอีก ได้แก่- Jurisprudence ในภาษาฝรั่งเศส ย่อมาจากคำว่า jurisprudence constant หมายถึง ความรู้กฎหมายที่เกิดจากแนวคำพิพากษาของศาล เป็นคำตรงข้ามกับ doctrine ซึ่งหมายถึง กฎหมายที่สอนในตำรากฎหมาย - Jurisprudence เป็นชื่อวิชาเฉพาะที่สอนในโรงเรียนกฎหมายในอังกฤษ ซึ่งเริ่มก่อตั้งโดย John Austin เมื่อ ค.ศ. 1828-1832 ในมหาวิทยาลัยลอนดอน ซึ่งมีคำสอนว่ากฎหมาย คือ คำสั่งของรัฐาธิปัตย์ และถูกนำเข้ามาในประเทศไทยโดยเสด็จในกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์การเรียนการสอนนิติศาสตร์ในประเทศไทย การเรียนการสอนนิติศาสตร์ในประเทศไทย. ในปี พ.ศ. 2440 พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ได้ทรงก่อตั้ง "โรงเรียนกฎหมาย" ขึ้นในกระทรวงยุติธรรม ซึ่งเปิดการเรียนการสอนโดยคณาจารย์ส่วนใหญ่เป็นตุลาการ ต่อมาได้มีการยุบโรงเรียนกฎหมายไปจัดตั้งเป็น "คณะนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์" ขึ้นที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นครั้งแรก ในปี พ.ศ. 2476 หลังจากนั้นเพียง 8 เดือน นักเรียนโรงเรียนกฎหมาย กระทรวงยุติธรรมเดิม ไม่พอใจที่โรงเรียนข้าราชการพลเรือน (ปัจจุบันคือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) ได้ยกฐานะเป็นมหาวิทยาลัย แต่โรงเรียนกฎหมายไม่ได้ยกฐานะ ดร.ปรีดี พนมยงค์ จึงรับปากว่าจะช่วย ในที่สุดจึงมีการออก "พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง" ให้โอนคณะนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยไปสังกัดมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมืองซึ่งจัดตั้งขึ้นใหม่ ซึ่งปัจจุบัน คือ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จึงอาจกล่าวได้ว่าการโอนโรงเรียนกฎหมายไปสังกัดคณะนีติศาสตร์และรัฐศาสตร์ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นการโอนไปเพียงชั่วคราวเท่านั้น ทำให้คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นคณะนิติศาสตร์แห่งแรกของประเทศไทย อันสืบทอดโดยตรงจากโรงเรียนกฎหมายเดิม กระทั่งปี พ.ศ. 2494 จึงได้มีการจัดการเรียนการสอนนิติศาสตร์ขึ้นอีกครั้งในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในนามแผนกวิชานิติศาสตร์สังกัดคณะรัฐศาสตร์ ก่อนที่จะได้มีการแยกการเรียนการสอนออกจากคณะรัฐศาสตร์อย่างสิ้นเชิงในปี พ.ศ. 2501 และยกฐานะขึ้นเป็นคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในปี พ.ศ. 2515 ต่อมาในปีพ.ศ. 2514 ก็ได้มีการก่อตั้งคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหงขึ้น จวบจนปัจจุบันมีสถาบันอุดมศึกษาได้เปิดการเรียนการสอนในสาขาวิชานิติศาสตร์ในหลายสถาบันทั้งในภาครัฐและเอกชนนิติศาสตรบัณฑิต นิติศาสตรบัณฑิต. นิติศาสตรบัณฑิต (น.บ.) เป็นปริญญาหรือวุฒิทางการศึกษา ซึ่งผู้ที่ต้องการประกอบวิชาชีพทางด้านกฎหมาย เช่น ทนายความ ผู้พิพากษา อัยการ นิติกร จะต้องได้รับก่อนที่จะสามารถเริ่มเข้าสู่วิชาชีพด้านกฎหมาย โดยเป็นคุณสมบัติพื้นฐานที่ใช้เพื่อเข้ารับการอบรมและสอบเพื่อเป็นทนายความหรือสอบเนติบัณฑิตไทย เพื่อที่จะมีสิทธิสอบคัดเลือกเพื่อเป็นผู้พิพากษาหรืออัยการต่อไป โดยทั่วไปหลักสูตรจะใช้เวลาศึกษา 4 ปี วิชาที่ศึกษาจะเน้นกฎหมายแพ่ง กฎหมายอาญา กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง กฎหมายวิธิพิจารณาความอาญา กฎหมายปกครอง รัฐธรรมนูญ และกฎหมายวิชาเลือกอีกจำนวนหนึ่ง ทั้งนี้จุดเน้นของหลักสูตรอาจแตกต่างตามสถาบันการศึกษา
| การศึกษากฎหมายในระดับที่มีความสัมพันธ์กับปรัชญาจะถูกเรียกว่าวิชาอะไร | {
"answer": [
"นิติปรัชญา"
],
"answer_begin_position": [
885
],
"answer_end_position": [
895
]
} |
2,515 | 23,112 | รัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ฉบับ พ.ศ.2525 ให้ความหมายว่า "รัฐธรรมนูญ" คือกฎหมายสูงสุดที่จัดระเบียบการปกครองประเทศ ในความหมายอย่างแคบ "รัฐธรรมนูญ" กฎหมายฉบับหนึ่งหรือหลายฉบับซึ่งรวบรวมกฎเกณฑ์การปกครองประเทศขึ้นไว้ และไม่ใช่สิ่งเดียวกับ กฎหมายรัฐธรรมนูญ เพราะ "กฎหมายรัฐธรรมนูญ" มีความหมายกว้างกว่าและจะเป็นรูปแบบลายลักษณ์อักษรหรือจารีตประเพณีก็ได้ รัฐธรรมนูญในปัจจุบันนั้น มีทั้งเป็นลักษณะลายลักษณ์อักษร และลักษณะไม่เป็นลายลักษณ์อักษร โดยที่ลักษณะไม่เป็นลายลักษณ์อักษร นอกจากจะใช้หลักของจารีต ประเพณีการปกครองแล้ว กฎหมายทุกตัวที่เกี่ยวข้องกับการปกครอง ย่อมถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของรัฐธรรมนูญด้วย ทุกประเทศทั่วโลกมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ทั้งประเทศที่มีการปกครองระบอบประชาธิปไตย รวมถึงประเทศที่ปกครองระบอบเผด็จการ เพื่อใช้เป็นหลักหรือเป็นแนวทางในการบริหารประเทศ . อนึ่งรัฐธรรมนูญหลายขึ้นก่อนกฎหมายอื่นๆ แต่สำหรับประเทศไทย มีการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญอยู่บ่อยครั้ง กฎหมายอื่นๆ จึงมีมาก่อนรัฐธรรมนูญ ดังนั้นการใช้ถ้อยคำที่ปรากฏในกฎหมายอื่นอยู่ก่อนแล้วในรัฐธรรมนูญจึงควรระมัดระวังว่าประสงค์จะให้มีความหมายอย่างเดียวกับที่เคยเข้าใจในกฎหมายอื่นหรือประสงค์จะให้มีความหมายพิเศษที่สั้นกว่า แคบกว่า หรือขยายความกว้างกว่าที่ปรากฏในกฎหมายอื่นประเภทของรัฐธรรมนูญ ประเภทของรัฐธรรมนูญ. รัฐธรรมนูญนั้นสามารถแบ่งแยกประเภทได้ในหลายลักษณะขึ้นอยู่กับหลักเกณฑ์ที่ใช้ในการแบ่งประเภท โดยแบ่งได้ 4 แบบ- แบ่งแยกตามวิธีการบัญญัติ แบ่งได้ 2 ประเภทคือรัฐธรรมนูญที่มีลายลักษณ์อักษร จะมีความชัดเจนเกี่ยวกับหลักเกณท์ต่างๆ เกี่ยวกับการปกครองรัฐ มีความยืดหยุ่นน้อยกว่ารัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร และรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร- แบ่งแยกตามเนื้อหาและตามแบบพิธี แบ่งได้ 2 ประเภทคือรัฐธรรมนูญตามเนื้อหา- แบ่งแยกตามวิธีการแก้ไข แบ่ง 2 ประเภทคือรัฐธรรมนูญที่แก้ไขยากและรัฐธรรมนูญที่แก้ไขง่าย- แบ่งแยกตามกำหนดเวลาในการบังคับใช้ แบ่งได้ 2 ประเภทคือรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว และรัฐธรรมนูญฉบับถาวรรัฐธรรมนูญฉบับแรกของโลก รัฐธรรมนูญฉบับแรกของโลก. ในวันที่ 15 มิถุนายน ค.ศ. 1215 ขุนนางและพระราชาคณะจำนวน 25 คน ได้บังคับให้พระเจ้าจอห์นลงนามในเอกสารที่เรียกว่า "มหากฎบัตร" (The Great Charter, Magna Carta) ซึ่งเป็นสัญญาระหว่างพระมหากษัตริย์กับขุนนางและพระสงฆ์ โดยในมหากฎบัตรได้กำหนด ถึงการจัดองค์กรและการบริหารอำนาจของสภาสูง (Magnum Concillium) และกำหนดว่าพระมหากษัตริย์จะเก็บภาษีบางอย่างตามที่กำหนดไว้โดยมิได้รับความเห็นชอบจากสภาสูงมิได้ จะจับกุมคุมขังบุคคลได้ก็ต่อเมื่อ มีคำพิพากษาที่ชอบด้วยกฎหมาย มหากฎบัตรนี้ นักกฎหมายบางท่านเห็นว่า เป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรก รัฐธรรมนูญในสหรัฐอเมริกาและฝรั่งเศส ในภาษาของประเทศทั้งสอง คำว่ารัฐธรรมนูญต่างใช้คำว่า Constitution ซึ่งแปลว่า การสถาปนา หรือการจัดตั้ง ซึ่งหมายถึงการสถาปนาหรือจัดตั้งรัฐนั่นเอง โดยทั้งสองประเทศมีรัฐธรรมนูญที่เป็นลายลักษณ์อักษร แต่ประเทศอังกฤษไม่มีรัฐธรรมนูญเป็นลายลักษณ์อักษรรัฐธรรมนูญในประเทศไทย รัฐธรรมนูญในประเทศไทย. หลังจากสมัยพ่อขุนรามคำแหงเป็นต้นมาจนถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประเทศไทยในช่วงสมัยกรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี หรือกรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานีต่างมีกฎหมายสำคัญหลายฉบับซึ่งอาจจัดได้ว่าเป็นรัฐธรรมนูญประเภทหนึ่ง แต่กฎหมายเหล่านั้นกระจัดกระจายอยู่ในหลายแห่งไม่เป็นหมวดหมู่เรียบร้อย นอกจากนี้กฎหมายดังกล่าวมีลักษณะเกี่ยวกับองค์พระมหากษัตริย์ การปกครองแผ่นดิน พระราชอำนาจในการตรากฎหมาย กฎหมายเกี่ยวกับขุนศาลตระลาการมากกว่าจะมีลักษณะเป็นรัฐธรรมนูญตามความเข้าใจในปัจจุบัน คือไม่มีบทจำกัดพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ไว้ ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สืบเนื่องจากที่อังกฤษเข้ายึดเมืองมัณฑะเลย์ของพม่า เพื่อป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าให้พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ อัครราชทูตประจำกรุงปารีส ถวายรายงานและความเห็นต่อประเด็นปัญหานี้ พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าปฤษฎางค์ได้เรียกประชุมพระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในสถานทูตในกรุงลอนดอนและกรุงปารีสเพื่อระดมความเห็น และได้จัดทำคำกราบบังคมทูลโดยมีเนื้อหาว่า ประเทศไทยควรเปลี่ยนหลักการพื้นฐานของการปกครองจาก “สมบูรณาญาสิทธิราชย์” มาเป็น “ระบอบชาธิปไตย” และระบบคณะรัฐมนตรี คือคณะรัฐบาลที่ประกอบด้วยคณะรัฐมนตรีประจำกระทรวงต่าง ๆ เพื่อให้รัฐบาลมีประสิทธิภาพในการรักษากฎหมายให้เกิดความสงบเรียบร้อย ควรปรับปรุงกฎหมายบ้านเมือง และให้มีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชหัตถเลขาถึงคณะผู้จัดทำคำกราบบังคมทูลว่าทรงขอบพระราชหฤทัย และทรงไม่อาจทำให้ลุล่วงได้ เนื่องมาจากความไม่พร้อมของบุคคลกรที่รับภารกิจ ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงจัดให้มีการตั้งดุสิตธานีขึ้นเพื่อทดลองเกี่ยวกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยในระดับท้องถิ่น ซึ่งเทียบได้กับการปกครองจังหวัด โดยได้ทรงประกาศใช้ธรรมนูญลักษณะปกครองคณะนคราภิบาล (ดุสิตธานี)พระพุทธศักราช 2461 ขึ้นใช้บังคับในเขตจังหวัดดุสิตธานีด้วย ต่อมาในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชปณิธานอยู่แต่เดิมที่จะพระราชทานรัฐธรรมนูญให้แก่ประชาชนชาวไทยในวันที่ 6 เมษายน 2475 แต่เมื่อถึงเวลาก็มิได้พระราชทานเนื่องจากอภิรัฐมนตรีสภากราบบังคมทูลทัดทานไว้ว่ายังไม่ถึงเวลาอันสมควร เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 คณะราษฎรจึงได้ทำการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นระบอบประชาธิปไตย และได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475 เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2475 ถือเป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกของประเทศไทย ต่อมาเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2475 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 ซึ่งถือเป็นรัฐธรรมนูญฉบับถาวรฉบับแรกของประเทศไทย นับจากวันที่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้ว ประเทศไทยได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญมาแล้วทั้งสิ้น 20 ฉบับ ฉบับปัจจุบันคือ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 จำนวน 279 มาตรา ประกาศใช้เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2550 เป็นฉบับแรกใน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร (รัชกาลที่ 10)
| รัฐธรรมนูญฉบับแรกของโลกมีชื่อเรียกว่าอะไร | {
"answer": [
"มหากฎบัตร"
],
"answer_begin_position": [
2025
],
"answer_end_position": [
2034
]
} |
2,516 | 827 | รางวัลโนเบล รางวัลโนเบล (; ) เป็นรางวัลประจำปีระดับนานาชาติ ซึ่งจัดโดยคณะกรรมการสแกนดิเนเวีย พิจารณาผลงานวิจัยหรือความอัจฉริยะและความเชี่ยวชาญที่โดดเด่น หรือสร้างคุณประโยชน์ให้กับมนุษยชาติ ทั้งในด้านวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรม ตามเจตจำนงของอัลเฟรด โนเบล นักเคมีชาวสวีเดน ผู้ประดิษฐ์ไดนาไมท์ โดยก่อตั้งขึ้นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1895 แต่การมอบรางวัลในสาขาฟิสิกส์ สาขาเคมี สาขาสรีรวิทยาหรือการแพทย์ สาขาวรรณกรรม และสาขาสันติภาพ เริ่มมอบรางวัลครั้งแรกในปี ค.ศ. 1901 การมอบรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพจัดขึ้นที่เมืองออสโล ประเทศนอร์เวย์ ส่วนสาขาอื่น ๆ จัดที่เมืองสต๊อกโฮล์ม ประเทศสวีเดน ผู้ได้รับรางวัลโนเบลในแต่ละสาขานั้นถือว่าเป็นเกียรติยศสูงสุดในสาขาวิชาชีพนั้นๆ การมอบรางวัลโนเบลจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ในวันที่ 10 ธันวาคม โดยผู้พระราชทานคือ สมเด็จพระราชาธิบดีแห่งราชอาณาจักรสวีเดน ถึงแม้ว่าบางปีรางวัลบางสาขาอาจไม่มีการตัดสิน แต่มีข้อกำหนดว่าระยะการเว้นการมอบรางวัลต้องไม่เกิน 5 ปี สำหรับผู้ได้รับรางวัลจะได้รับเหรียญรางวัลโนเบล ใบประกาศเกียรติคุณ เงินรางวัลประมาณ 10 ล้านโคร์นหรือประมาณ 44 ล้านบาทประวัติ ประวัติ. รางวัลโนเบลเป็นความตั้งใจก่อนเสียชีวิตของ อัลเฟรด โนเบล (Alfred Nobel) นักเคมีชาวสวีเดน ผู้คิดค้นระเบิดไดนาไมต์ ซึ่งรู้สึกเสียใจจากการที่ระเบิดของเขาถูกนำไปใช้ในการคร่าชีวิตมนุษย์ เขาจึงมอบ 94% ของทรัพย์สินมาให้เป็นเงินทุนในรางวัลโนเบล 5 สาขา (เคมี, การแพทย์, วรรณกรรม, สันติภาพ และฟิสิกส์) สำหรับสาขาเศรษฐศาสตร์นั้น ได้เพิ่มเข้ามาเมื่อ พ.ศ. 2512 (ค.ศ. 1969) โดยธนาคารแห่งชาติสวีเดน โดยชื่ออย่างเป็นทางการคือ Bank of Sweden Prize in Economic Sciences in Memory of Alfred Nobel (รางวัลธนาคารกลางสวีเดน สาขาเศรษฐศาสตร์ ในความทรงจำถึง อัลเฟรด โนเบล) หรือเรียกสั้น ๆ ว่า Nobel Memorial Prize in Economics โดยผู้ตัดสินรางวัลคือ Royal Swedish Academy of Sciences. เนื่องจากรางวัลนี้ไม่ได้อยู่ในความตั้งใจก่อนเสียชีวิตของ อัลเฟรด โนเบล ดังนั้นจึงไม่ได้รับเงินรางวัลจากมูลนิธิโนเบล แต่ได้รับเงินจากธนาคารกลางสวีเดน อย่างไรก็ตาม รางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์มีศักดิ์และสิทธิ์เท่ากับรางวัลในสาขาอื่น ๆ การมอบรางวัลนี้ ก็จะมอบในวันเดียวกันกับรางวัลโนเบลสาขาอื่น โดยมีกษัตริย์สวีเดนเป็นผู้มอบตั้งแต่ปี 1902 เป็นต้นมา ได้รับเหรียญตรา และจำนวนเงินเท่าเทียมกัน ซึ่งในตอนแรกนั้นกษัตริย์ออสการ์ที่ 2 แห่งสวีเดนทรงไม่เห็นด้วยที่จะให้มีการมอบรางวัลที่สำคัญสูงสุดระดับประเทศนี้ให้กับคนต่างชาติ แต่สุดท้ายพระองค์ก็ทรงเปลี่ยนพระทัยเนื่องจากทรงเล็งเห็นว่ารางวัลที่สำคัญนี้จะสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศ
| รางวัลโนเบลซึ่งเป็นรางวัลประจำปีระดับนานาชาติ ก่อตั้งขึ้นในปีค.ศ. ใด | {
"answer": [
"1895"
],
"answer_begin_position": [
398
],
"answer_end_position": [
402
]
} |
2,517 | 196,965 | ชาวมาวรี มาวรี เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่เป็นชนพื้นเมืองของประเทศนิวซีแลนด์วัฒนธรรม วัฒนธรรม. ชาวมาวรีมีการต้อนรับ โดยการใช้จมูกและหน้าผากจรดกัน เรียกว่า Hongi สองรอบ
| กลุ่มชาติพันธุ์ที่เป็นชนพื้นเมืองของประเทศนิวซีแลนด์มีชื่อเรียกว่าอะไร | {
"answer": [
"มาวรี"
],
"answer_begin_position": [
92
],
"answer_end_position": [
97
]
} |
2,518 | 1,942 | ประเทศลาว ลาว () หรือชื่ออย่างเป็นทางการคือ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (, อักษรย่อ: ) เป็นประเทศที่ไม่มีทางออกสู่ทะเลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีพื้นที่ 236,800 ตารางกิโลเมตร มีพรมแดนติดต่อกับจีน ทางทิศเหนือ ติดต่อกับพม่าทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ติดต่อกับเวียดนามทางทิศตะวันออก ติดต่อกับกัมพูชาทางทิศใต้ และติดต่อกับประเทศไทยทางทิศตะวันตก กั้นด้วยแม่น้ำโขงเป็นบางช่วงชื่อประเทศและเชื้อชาติ ชื่อประเทศและเชื้อชาติ. ในภาษาอังกฤษ คำว่าลาวที่หมายถึงชื่อประเทศลาว สะกดว่า "Laos" ส่วนลาวที่หมายถึงคนลาวและภาษาลาวใช้ "Lao" ในบางครั้งจะเห็นมีการใช้คำว่า "Laotian" แทนเนื่องจากป้องกันการสับสนกับชาติลาวที่สะกดว่า Ethnic Laoภูมิศาสตร์ที่ตั้งและอาณาเขต ภูมิศาสตร์. ที่ตั้งและอาณาเขต. ประเทศลาวเป็นประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งตั้งอยู่บนใจกลางของคาบสมุทรอินโดจีน ระหว่างละติจูดที่ 14 - 23 องศาเหนือ ลองจิจูดที่ 100 - 108 องศาตะวันออก มีพื้นที่โดยรวมประมาณ 236,800 ตารางกิโลเมตร แบ่งเป็นภาคพื้นดิน 230,800 ตารางกิโลเมตร ภาคพื้นน้ำ 6,000 ตารางกิโลเมตร โดยลาวเป็นประเทศที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล เนื่องด้วยตลอดแนวชายแดนของประเทศลาว ซึ่งมีความยาวรวม 5,083 กิโลเมตร ล้อมรอบด้วยชายแดนของประเทศเพื่อนบ้าน 5 ประเทศ เรียงตามเข็มนาฬิกา ดังนี้- ทิศเหนือ ติดกับประเทศจีน (423 กิโลเมตร) - ทิศตะวันออก ติดกับประเทศเวียดนาม (2,130 กิโลเมตร) - ทิศใต้ ติดกับประเทศไทย (1,754 กิโลเมตร) และประเทศกัมพูชา (541 กิโลเมตร) - ทิศตะวันตก ติดกับประเทศไทย (1,754 กิโลเมตร) และประเทศพม่า (235 กิโลเมตร) ความยาวพื้นที่ประเทศลาวตั้งแต่เหนือจรดใต้ยาวประมาณ 1,700 กิโลเมตร ส่วนที่กว้างที่สุดกว้าง 500 กิโลเมตร และที่แคบที่สุด 140 กิโลเมตร เนื้อที่ทั้งหมด 236,800 ตารางกิโลเมตรลักษณะภูมิประเทศ ลักษณะภูมิประเทศ. ภูมิประเทศของลาวอาจแบ่งได้เป็น 3 เขต คือ1. เขตภูเขาสูง เป็นพื้นที่ที่สูงกว่าระดับน้ำทะเลโดยเฉลี่ย 1,500 เมตรขึ้นไป พื้นที่นี้อยู่ในเขตภาคเหนือของประเทศ 2. เขตที่ราบสูง คือพื้นที่ซึ่งสูงกว่าระดับน้ำทะเลเฉลี่ย 1,000 เมตร ปรากฏตั้งแต่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของที่ราบสูงเมืองพวนไปจนถึงชายแดนกัมพูชา เขตที่ราบสูงนี้มีที่ราบสูงขนาดใหญ่อยู่ 3 แห่ง ได้แก่ ที่ราบสูงเมืองพวน (แขวงเชียงขวาง), ที่ราบสูงนากาย (แขวงคำม่วน) และที่ราบสูงบริเวณ (ภาคใต้) 3. เขตที่ราบลุ่ม เป็นเขตที่ราบตามแนวฝั่งแม่น้ำโขงและแม่น้ำต่าง ๆ เป็นพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์มากที่สุดในเขตพื้นที่ทั้ง 3 เขต นับเป็นพื้นที่อู่ข้าวอู่น้ำที่สำคัญของประเทศ แนวที่ราบลุ่มเหล่านี้เริ่มปรากฏตั้งแต่บริเวณตอนใต้ของแม่น้ำงึม เรียกว่า ที่ราบลุ่มเวียงจันทน์ ผ่านที่ราบลุ่มสุวรรณเขต ซึ่งอยู่ตอนใต้เซบั้งไฟและเซบั้งเหียง และที่ราบจำปาศักดิ์ทางภาคใต้ของลาว ซึ่งปรากฏตามแนวแม่น้ำโขงเรื่อยไปจนจดชายแดนประเทศกัมพูชา ทั้งนี้ เมื่อนำเอาพื้นที่ของเขตภูเขาสูงและเขตที่ราบสูงมารวมกันแล้ว จะมากถึง 3 ใน 4 ของพื้นที่ประเทศลาวทั้งหมด โดยจุดที่สูงที่สุดของประเทศลาวอยู่ที่ภูเบี้ย ในแขวงเชียงขวาง วัดความสูงได้ 2,817 เมตร (9,242 ฟุต) ประเทศลาวมีแม่น้ำสายสำคัญอยู่หลายสาย โดยแม่น้ำซึ่งเป็นสายหัวใจหลักของประเทศ คือ แม่น้ำโขง ซึ่งไหลผ่านประเทศลาวเป็นระยะทาง 1,835 กิโลเมตร แม่น้ำสายนี้เป็นแม่น้ำสำคัญทั้งในด้านเกษตรกรรม การประมง การผลิตพลังงานไฟฟ้า การคมนาคมจากลาวเหนือไปจนถึงลาวใต้ และการใช้เป็นพรมแดนธรรมชาติระหว่างประเทศลาวกับประเทศเพื่อนบ้าน นอกจากนี้ แม่น้ำสายสำคัญของลาวแห่งอื่น ๆ ยังได้แก่- แม่น้ำอู (พงสาลี-หลวงพระบาง) ยาว 448 กิโลเมตร - แม่น้ำงึม (เชียงขวาง-เวียงจันทน์) ยาว 353 กิโลเมตร - แม่น้ำเซบั้งเหียง (สุวรรณเขต) ยาว 338 กิโลเมตร - แม่น้ำทา (หลวงน้ำทา-บ่อแก้ว) ยาว 523กิโลเมตร - แม่น้ำเซกอง (สาละวัน-เซกอง-อัตตะปือ) ยาว 320 กิโลเมตร - แม่น้ำเซบั้งไฟ (คำม่วน-สุวรรณเขต) ยาว 239 กิโลเมตร - แม่น้ำแบ่ง (อุดมไซ) ยาว 215 กิโลเมตร - แม่น้ำเซโดน (สาละวัน-จำปาศักดิ์) ยาว 192 กิโลเมตร - แม่น้ำเซละนอง (สุวรรณเขต) ยาว 115 กิโลเมตร - แม่น้ำกะดิ่ง (บอลิคำไซ) ยาว 103 กิโลเมตร - แม่น้ำคาน (หัวพัน-หลวงพระบาง) ยาว 90 กิโลเมตรลักษณะภูมิอากาศ ลักษณะภูมิอากาศ. ประเทศลาวอยู่ในภูมิอากาศเขตร้อน มีลมมรสุมแต่ไม่มีลมพายุ สำหรับเขตภูเขาภาคเหนือและเขตเทือกเขา อากาศมีลักษณะกึ่งร้อนกึ่งหนาว อุณหภูมิสะสมเฉลี่ยประจำปีสูงถึง 15-30 องศาเซลเซียส และความแตกต่างของอุณหภูมิระหว่างกลางวันกับกลางคืนมีประมาณ 10 องศาเซลเซียส จำนวนชั่วโมงที่มีแสงแดดต่อปีประมาณ 2,300-2,400 ชั่วโมง (ประมาณ 6.3-6.5 ชั่วโมงต่อวัน) ความชื้นสัมพัทธ์ของอากาศมีประมาณร้อยละ 70-85 ปริมาณน้ำฝนในฤดูฝน (ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงตุลาคม) มีร้อยละ 75 - 90 ส่วนในฤดูแล้ง (ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ถึงเมษายน) ปริมาณน้ำฝนมีเพียงร้อยละ 10-25 และปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยต่อปีของแต่เขตก็แตกต่างกันอย่างมากมาย เช่น เขตเทือกเขาบริเวณทางใต้ได้รับน้ำฝนเฉลี่ยปีละ 300 เซนติเมตร ขณะที่บริเวณแขวงเชียงขวาง แขวงหลวงพระบาง แขวงไชยบุรี ได้รับเพียงแค่ 100-150 เซนติเมตร ส่วนแขวงเวียงจันทน์และแขวงสุวรรณเขตในช่วง 150-200 เซนติเมตร เช่นเดียวกับแขวงพงสาลี แขวงหลวงน้ำทา และแขวงบ่อแก้วประวัติศาสตร์ยุคอาณาจักร ประวัติศาสตร์. ยุคอาณาจักร. ประวัติศาสตร์ยุคแรกๆ ของลาว เชื่อว่าอยู่ภายใต้การครอบครองของอาณาจักรน่านเจ้ามีตำนานโดยขุนบรม และขุนลอ มีลูกสืบหลานต่อๆ กันมา จนถึงรัชสมัยพระเจ้าฟ้างุ้มผู้รวบรวมอาณาจักรล้านช้างได้เป็นผลสำเร็จในช่วงสมัยพุทธศตวรรษที่ 13 และมีกษัตริย์ปกครองสืบทอดต่อกันมาหลายพระองค์ ที่สำคัญ เช่น- พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช พระองค์มีความสัมพันธไมตรีที่แนบแน่นกับกษัตริย์ไทย โดยเฉพาะในรัชสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ - พระเจ้าสุริยวงศาธรรมิกราช รัชสมัยของพระองค์นับเป็นยุคทองของราชอาณาจักรล้านช้าง ภายหลังเมื่อพระเจ้าสุริยวงศาธรรมิกราชเสด็จสวรรคตแล้ว เชื้อพระวงศ์ลาวต่างก็แก่งแย่งราชสมบัติกัน จนอาณาจักรล้านช้างแตกแยกเป็น 3 ส่วนคือ อาณาจักรล้านช้างหลวงพระบาง อาณาจักรล้านช้างเวียงจันทน์ และอาณาจักรล้านช้างจำปาศักดิ์ ต่างเป็นอิสระไม่ขึ้นแก่กัน และเพื่อชิงความเป็นใหญ่ต่างก็ขอสวามิภักดิ์ต่ออาณาจักรเพื่อนบ้าน เช่น ไทย พม่า เพื่อขอกำลังมาสยบอาณาจักรลาวด้วยกันในลักษณะนี้ ในที่สุดอาณาจักรลาวทั้ง 3 แห่งนี้จะตกเป็นประเทศราชของอาณาจักรสยาม ในปี พ.ศ. 2321 สยามได้ปกครองดินแดนลาวทั้งสามส่วนในฐานะประเทศราชรวม 114 ปี ในระยะเวลาดังกล่าวอาณาจักรล้านช้างเวียงจันทน์ได้ล่มสลายลงในปี พ.ศ. 2371 เนื่องจากในปี พ.ศ. 2369 เจ้าอนุวงศ์ กษัตริย์แห่งอาณาจักรล้านช้างเวียงจันทน์ได้พยายามทำสงครามเพื่อตั้งตนเป็นอิสระจากสยาม ทว่าหลังการปราบปรามของกองทัพไทยอย่างหนัก พระองค์เห็นว่าจะทำการไม่สำเร็จจึงตัดสินพระทัยหลบหนีไปพึ่งจักรวรรดิเวียดนามจนถึง พ.ศ. 2371 พระองค์จึงได้กลับมายังกรุงเวียงจันทน์พร้อมกับขบวนราชทูตเวียดนาม เพื่อขอสวามิภักดิ์สยามอีกครั้ง แต่พอสบโอกาสพระองค์จึงนำทหารของตนฆ่าทหารไทยที่รักษาเมืองจนเกือบหมดและยึดกรุงเวียงจันทน์คืน กองทัพสยามรวบรวมกำลังพลและยกทัพมาปราบปรามเจ้าอนุวงศ์อีกครั้งจนราบคาบ จนเจ้าอนุวงศ์ต้องหลบหนีไปยังเวียดนามและในคราวนี้เองที่พระองค์ทรงถูกเจ้าเมืองพวนจับกุมตัวและส่งลงมากรุงเทพมหานคร พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระพิโรธเจ้าอนุวงศ์มากจึงทรงให้คุมขังเจ้าอนุวงศ์ประจานกลางพระนครจนสิ้นพระชนม์ ส่วนกรุงเวียงจันทน์ก็มีพระบรมราชโองการให้เผาทำลายจนไม่เหลือสภาพความเป็นเมือง และตั้งศูนย์กลางการปกครองฝ่ายไทยเพื่อดูแลอาณาเขตของอาณาจักรเวียงจันทน์ที่เมืองหนองคายแทนพรรคประชาชนสมัยอาณานิคม การประกาศเอกราช และสงครามกลางเมือง พรรคประชาชนสมัยอาณานิคม การประกาศเอกราช และสงครามกลางเมือง. ในปี พ.ศ. 2436 สยามได้เกิดข้อขัดแย้งกับฝรั่งเศสในเรื่องอำนาจเหนือดินแดนฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงจนเกิดวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 จากการใช้เล่ห์เหลี่ยมของโอกุสต์ ปาวีกงสุลฝรั่งเศส โดยการใช้เรือรบมาปิดอ่าวไทยเพื่อบังคับให้ยกดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง รวมทั้งดินแดนอื่น ๆ ดินแดนลาวเกือบทั้งหมดก็เปลี่ยนไปตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของประเทศฝรั่งเศสในปีนั้นและถูกรวมเป็นส่วนหนึ่งของอินโดจีนฝรั่งเศส ต่อมาภายหลังดินแดนลาวส่วนอื่นที่อยู่ฝั่งขวาของแม่น้ำโขงก็ตกเป็นของฝรั่งเศสอีกในปี พ.ศ. 2450 ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 กองทัพญี่ปุ่นได้รุกเข้ามาในลาวและดินแดนอินโดจีนฝรั่งเศสอื่นๆ เมื่อญี่ปุ่นใกล้แพ้สงคราม ขบวนการลาวอิสระซึ่งเคลื่อนไหวทางการเมืองเพื่อกู้เอกราชลาวในเวลานั้นประกาศเอกราชให้ประเทศลาวเป็นประเทศ ราชอาณาจักรลาว หลังญี่ปุ่นแพ้สงคราม ฝรั่งเศสก็กลับเข้ามามีอำนาจในอินโดจีนอีกครั้งหนึ่ง แต่เนื่องจากการที่ เวียดมินห์ปลดปล่อยเวียดนามได้ จึงเป็นการสั่นคลอนอำนาจฝรั่งเศสจนยอมให้ลาวประกาศเอกราชบางส่วนในปี พ.ศ. 2492 และได้เอกราชสมบูรณ์ในปี พ.ศ. 2496 ภายหลังฝรั่งเศสรบแพ้เวียดนามที่เดียนเบียนฟู ผู้ที่มีบทบาทในการประกาศเอกราชคือ เจ้าสุวรรณภูมา เจ้าเพชรราช และ เจ้าสุภานุวงศ์ โดยมี เจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์ ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้ามหาชีวิต (พระมหากษัตริย์) จากอาณาจักรล้านช้างหลวงพระบางเดิม และได้รวมทั้ง 3 อาณาจักรคือ ล้านช้างหลวงพระบาง ล้านช้างเวียงจันทน์ และ ล้านช้างจำปาศักดิ์ เข้าด้วยกันเป็นราชอาณาจักรลาว พ.ศ. 2502 เจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์เสด็จสวรรคต เจ้าสว่างวัฒนาจึงขึ้นครองราชย์เป็นเจ้ามหาชีวิตแทน เหตุการณ์ในลาวยุ่งยากมาก เจ้าสุภานุวงศ์ 1 ในคณะลาวอิสระประกาศตนว่าเป็นพวกฝ่ายซ้ายนิยมคอมมิวนิสต์ และเป็นหัวหน้าขบวนการประเทศลาว ได้ออกไปเคลื่อนไหวทางการเมืองในป่า เนื่องจากถูกฝ่ายขวาในลาวคุกคามอย่างหนัก ถึงปี พ.ศ. 2504 ร้อยเอกกองแลทำการรัฐประหารรัฐบาลเจ้าสุวรรณภูมา แต่ถูกกองทัพฝ่ายขวาและฝ่ายซ้ายรุมจนพ่ายแพ้ กองแลต้องลี้ภัยไปสหรัฐจนถึงปัจจุบัน เหตุการณ์ทางการเมืองในระยะเวลาไม่นานหลังจากนั้นบังคับให้ลาวต้องกลายเป็นสมรภูมิลับของสงครามเวียดนาม และเป็นปัจจัยก่อให้เกิดการรัฐประหารและสงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อ ภายใต้การแทรกแซงของชาติต่างๆ ทั้งฝ่ายคอมมิวนิสต์และฝ่ายโลกเสรี จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2518 พรรคประชาชนปฏิวัติลาว ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสหภาพโซเวียตและเวียดนามเหนือ โดยการนำของเจ้าสุภานุวงศ์ ก็ยึดอำนาจรัฐจากรัฐบาลประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขของ เจ้าสุวรรณภูมา พระเชษฐา ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลฝรั่งเศสและสหรัฐอเมริกาสำเร็จ และได้เรียกร้องให้เจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวัฒนาทรงยินยอมสละราชสมบัติ เจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวัฒนาจึงทรงยินยอมสละราชสมบัติ คณะปฏิวัติลาวจึงประกาศสถาปนาประเทศลาวเป็น "สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว" อย่างเป็นทางการในวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2518 โดยยังคงแต่ตั้งให้อดีตเจ้ามหาชีวิตเป็นที่ปรึกษาของรัฐบาลระบอบใหม่.สมัยสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว สมัยสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว. ในวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2518 กองประชุมผู้แทนทั่วประเทศที่นครหลวงเวียงจันทน์ มีผู้แทนเข้าร่วม 264 คน พิจารณารับรองประกาศยุบรัฐบาลชั่วคราวแห่งชาติ และพิจารณาเรื่องต่างๆ กองประชุมมีมติเอาธงดวงเดือนเป็นธงชาติลาว เอาเนื้อร้องเพลงชาติใหม่ เอาภาษาลาวเป็นภาษาทางการ ยกเลิกระบอบราชาธิปไตยและสถาปนาเป็นสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว แต่งตั้งเจ้าสุภานุวงศ์เป็นประธานประเทศ, ท่านไกสอน พมวิหาน เป็นนายกรัฐมนตรี, เจ้าศรีสว่างวัฒนา เป็นที่ปรึกษาสูงสุดของประธานประเทศ, เจ้าสุวรรณภูมา เป็นที่ปรึกษาสูงสุดของรัฐบาล และมีมติอื่นๆ ในวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2518 และปิดกองประชุมด้วยผลสำเร็จ แต่ภายหลังพรรคประชาชนปฏิวัติลาวก็ได้กุมตัวอดีตเจ้ามหาชีวิต,พระมเหสีและอดีตพระบรมวงศานุวงศ์ราชวงศ์ล้านช้าง ไปคุมขังในค่ายกักกัน เนื่องจากความขัดแย้งทางการเมือง และต่อมาทุกพระองค์ต่างสิ้นพระชนม์ด้วยโรคมาลาเรีย และยังมีการจับกุมนักการเมือง ข้าราชการในระบอบเก่า รวมทั้งประชาชนลาวจำนวนมากเข้าค่ายกักกัน ส่วนใหญ่เสียชีวิตด้วยโรคขาดสารอาหารและถูกยิงทิ้ง ในช่วงแรกของการปกครองโดยรัฐบาล สปป.ลาว มีการควบคุมวัฒนธรรมและพระพุทธศาสนาอย่างเข้มงวด มีการทำลายหนังสือที่ขัดแย้งกับความเชื่อใหม่ มีการประหารผู้ที่คิดล้มระบอบใหม่ และควบคุมชีวิตประชาชนในประเทศลาวอย่างเข้มงวด แต่หลังจากนั้นสภาพการปกครองและการบริหารด้านเศรษฐกิจของลาวเริ่มผ่อนคลายมากขึ้นในระยะหลังของทศวรรษ 2530 เนื่องจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียต ต่อมาเมื่อเจ้าสุภานุวงศ์สละตำแหน่งจากประธาน เนื่องจากปัญหาสุขภาพและปัญหาทางการเมืองกับกลุ่มนิยมเวียดนาม ผู้ดำรงตำแหน่งประธานประเทศต่อจากเจ้าสุภานุวงศ์คือ ไกสอน พมวิหาน ซึ่งเป็นลูกครึ่งลาว-เวียดนาม และเมื่อไกสอนถึงแก่กรรมกะทันหัน หนูฮัก พูมสะหวัน ซึ่งเป็นชาวลาวเชื้อสายเวียดนาม ก็ได้ดำรงตำแหน่งประธานประเทศต่อมา ยุคนี้ลาวและไทยเปิด สะพานมิตรภาพ ไทย - ลาว ในปี พ.ศ. 2538 ต่อมาหนูฮักสละตำแหน่ง คำไต สีพันดอนรับดำรงตำแหน่งประธานประเทศต่อ จนถึงปี พ.ศ. 2549 คำไตลงจากตำแหน่ง จูมมะลี ไซยะสอน จึงเป็นผู้ที่รับตำแหน่งประธานประเทศลาว และยังถือตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดอีกด้วยการเมืองการปกครอง การเมืองการปกครอง. สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวมีระบบการปกครองแบบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ (ทางการลาวใช้คำว่า ระบอบประชาธิปไตยประชาชน) โดยมีพรรคประชาชนปฏิวัติลาวเป็นองค์กรชี้นำประเทศ ซึ่งพรรคนี้เริ่มมีอำนาจสูงสุดตั้งแต่ลาวเริ่มปกครองในระบอบสังคมนิยมเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2518 ประธานประเทศ (ประธานาธิบดี) ของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวคนปัจจุบัน ซึ่งมีวาระการดำรงตำแหน่ง 5 ปี คือ บุนยัง วอละจิด (ดำรงตำแหน่งเลขาธิการใหญ่คณะบริหารงานศูนย์กลางพรรคประชาชนปฏิวัติลาวอีกตำแหน่งหนึ่ง) ส่วนนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันคือนายทองลุน สีสุลิดบริหารนิติบัญญัติตุลาการสถาบันการเมืองที่สำคัญสถาบันการเมืองที่สำคัญ. 1. แนวลาวสร้างชาติ 2. องค์กรจัดตั้ง เช่น สหพันธ์วัยหนุ่มลาว (สหพันธ์เยาวชน) สหพันธ์แม่หญิงลาว (สมาคมสตรี) กรรมบาลลาว (สหพันธ์กรรมกร) ซึ่งได้รับการสนับสนุนโดยพรรคประชาชนปฏิวัติลาวการจัดตั้งและการบริหารการจัดตั้งและการบริหาร. - หลายหมู่บ้านรวมกันเป็น เมือง (ก่อนหน้านี้จัดให้หลายหมู่บ้านรวมกันเป็น ตาแสง มีตาแสงเป็นผู้ปกครอง หลายตาแสงรวมกันจึงเรียกว่า เมือง) - หลายเมืองรวมกันเป็น แขวง - "คณะกรรมการปกครองหมู่บ้าน" มี นายบ้าน เป็นหัวหน้า เป็นผู้บริหารของหมู่บ้าน - "คณะกรรมการปกครองเมือง" มี เจ้าเมือง เป็นหัวหน้า เป็นผู้บริหารเมือง - "คณะกรรมการปกครองแขวง" มี เจ้าแขวง เป็นหัวหน้า เป็นผู้บริหารแขวง - "คณะกรรมการปกครองนครหลวง" มี เจ้าครองนครหลวง เป็นหัวหน้า เป็นผู้บริหารนครหลวงกระทรวง กระทรวง. ประเทศลาวมีทั้งหมด 18 กระทรวง และ 4 องค์กรเทียบเท่า ได้แก่การแบ่งเขตการปกครอง การแบ่งเขตการปกครอง. ประเทศลาวแบ่งเป็น 17 แขวง และ 1 นครหลวง (ได้แก่ นครหลวงเวียงจันทน์) แขวงแต่ละแขวงจะแบ่งเป็นเมือง ซึ่งจะมีหนึ่งเมืองเป็นเมืองหลวงของแขวงเรียกว่า เมืองเอก ในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2549 ได้มีการยุบเขตพิเศษไชยสมบูรณ์อย่างเป็นทางการตามดำรัสนายกรัฐมนตรี (คำสั่งนายกรัฐมนตรี) เลขที่ 10/ນຍ. ลงวันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2549 โดยเมืองท่าโทมถูกรวมกับแขวงเชียงขวาง และเมืองไชยสมบูรณ์ถูกรวมกับแขวงเวียงจันทน์ ต่อมาในวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2556 ทางการลาวได้จัดตั้งแขวงใหม่ในบริเวณที่เคยเป็นเขตพิเศษไชยสมบูรณ์เดิมกับ 2 หมู่บ้านจากเมืองวังเวียงในแขวงเวียงจันทน์ โดยใช้ชื่อว่า "แขวงไชยสมบูรณ์" แบ่งเขตปกครองย่อยออกเป็น 5 เมือง ได้แก่ เมืองอะนุวง (เดิมชื่อเมืองไชยสมบูรณ์) เมืองห่ม เมืองท่าทูม เมืองล่องสาน และเมืองล่องแจ้งเศรษฐกิจ เศรษฐกิจ. ภาวะเศรษฐกิจของประเทศลาวมีพัฒนาการที่ดีตามลำดับ โดยในช่วง 20 ปีนับตั้งแต่ปรับเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยมสู่ระบบเศรษฐกิจเสรีการตลาดเมื่อปี 2529 ประเทศลาวมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องในอัตราเฉลี่ยร้อยละ 6.2 ต่อปี ประชากรมีรายได้เพิ่มขึ้นจากประมาณ 200 ดอลลาร์สหรัฐเมื่อปี 2529 เป็น 491 ดอลลาร์สหรัฐในปี 2548 ภาคอุตสาหกรรมขยายตัวในอัตราไม่ต่ำกว่า ร้อยละ 10 ต่อปี โดยอุตสาหกรรมพลังงานไฟฟ้าเป็นสาขาหลักที่สร้างรายได้ให้แก่ประเทศ อย่างไรก็ดี ลาวยังคงประสบปัญหาที่ต้องเร่งแก้ไข ที่สำคัญได้แก่ ปัญหาราคาน้ำมัน ที่เพิ่มสูงขึ้น ปัญหาการขาดดุลการค้าในอัตราสูง ค่าเงินกีบไม่มีเสถียรภาพ การจัดเก็บรายได้ต่ำกว่าเป้าหมาย และปัญหาการฉ้อราษฎร์บังหลวง ทรัพยากรสำคัญของลาว ได้แก่ ไม้ ดีบุก ยิปซัม ตะกั่ว หินเกลือ เหล็ก ถ่านหินลิกไนต์ สังกะสี ทองคำ อัญมณี หินอ่อน น้ำมัน และแหล่งน้ำผลิตไฟฟ้าการลงทุน การลงทุน. การลงทุน รัฐบาลอาเปะได้ปรับปรุงกฎระเบียบเพื่อสร้างบรรยากาศให้เอื้ออำนวยต่อการลงทุนมากยิ่งขึ้น อาทิ มาตรการด้านภาษี อนุญาตให้นครหลวงเวียงจันทน์ แขวงจำปาศักดิ์ และแขวงหลวงพระบาง มีอำนาจอนุมัติโครงการลงทุนที่มีมูลค่าไม่เกิน 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนแขวงอื่น ๆ สามารถอนุมัติโครงการลงทุนที่มีมูลค่าลงทุนไม่เกิน 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้การลงทุนจากต่างประเทศในลาวมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2546 มีมูลค่า 465 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ปี 2547 มีมูลค่า 533 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และปี 2548 มีมูลค่า 1.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ นักลงทุนที่สำคัญ ได้แก่ ไทย เวียดนาม ฝรั่งเศส ออสเตรเลีย จีน ฯลฯตลาดหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์. ลาวกำหนดให้วันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2553(10-10-10) เป็นวันเปิดดำเนินการของตลาดหลักทรัพย์ลาว โดยมีที่ปรึกษาทางการเงินจากประเทศไทย และได้ช่วยเหลือ5บริษัทจากประเทศเกาหลี เปิดทำการจริงในวันที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2554 จะมีบริษัทแรกเข้าจดทะเบียนประมาณ 5 บริษัทโครงการความร่วมมือในภูมิภาคใกล้เคียงโครงการความร่วมมือในภูมิภาคใกล้เคียง. - อาเซียน ลาวเข้าเป็นสมาชิกอาเซียนเมื่อเดือนกรกฎาคม 2540 ได้เป็นประธาน คณะกรรมการประจำอาเซียนเมื่อกรกฎาคม 2547 - ยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง (Ayeyawady-Chao Phraya-Mekong Economic Cooperation Strategy - ACMECS) - ความร่วมมือในกรอบสามเหลี่ยมมรกตการนำเข้าและการส่งออก การนำเข้าและการส่งออก. สินค้าส่งออกที่สำคัญของลาวได้แก่ เสื้อผ้าสำเร็จรูป ไม้ซุง ไม้แปรรูป ผลิตภัณฑ์ไม้ สินแร่ เศษโลหะ ถ่านหิน หนังดิบ และหนังฟอก ข้าวโพด ใบยาสูบ กาแฟ โดยส่งออกไปยังประเทศไทย เวียดนาม ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา เนเธอร์แลนด์ และเยอรมนี ส่วนการนำเข้าสินค้า ประเทศลาวได้นำเข้าสินค้าจากไทย จีน เวียดนาม สิงคโปร์ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย เยอรมนี โดยสินค้าที่สำคัญได้แก่ รถจักรยานยนต์และส่วนประกอบ เครื่องจักรกล เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ให้ความร้อน อาหาร ผ้าผืน สารเคมี และเครื่องอุปโภคบริโภคการท่องเที่ยว การท่องเที่ยว. การท่องเที่ยวมีการเติบโตอย่างรวดเร็วจาก 80,000 คนในปี พศ. 2533 เป็นจำนวน 1.876 ล้านคนในปี 2553 การท่องเที่ยวคาดว่าจะมีมูลค่าถึง 679.1 ล้านเหรียญสหรัฐต่อผลผลิตมวลรวมภายในประเทศในปี 2553 และจะเพิ่มขึ้นเป็น 1.5857 พันล้านเหรียญสหรัฐภายในปี พ.ศ. 2563 รายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติและสินค้าเพื่อการท่องเที่ยวคาดว่าจะเติบโต 15.5% ของยอดการส่งออกหรือ 270.3 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2553 และจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นถึง 484.2 ล้านเหรียญสหรัฐ (12.5 เปอร์เซ็นต์ของทั้งหมด) ในปี 2563โครงสร้างพื้นฐาน โครงสร้างพื้นฐาน. ท่ากาศยานหลักของประเทศ คือ ท่าอากาศยานนานาชาติวัตไตของเวียงจันทน์ และท่าอากาศยานนานาชาติหลวงพระบาง ส่วนท่าอากาศยานนานาชาติปากเซมีเที่ยวบินระหว่างประเทศจำนวนน้อย สายการบินประจำชาติ คือ การบินลาว สายการบินอื่น ๆ ไดแก่ บางกอกแอร์เวย์ เวียดนามแอร์ไลน์ แอร์เอเชีย การบินไทย และไชนาอีสเทิร์นแอร์ไลน์ ประเทศลาวมีทางรถไฟระยะสั้น ซึ่งเชื่อมต่อเวียงจันทน์กับประเทศไทยด้วยสะพานมิตรภาพไทย-ลาว 1 (หนองคาย-เวียงจันทน์) ถนนสายหลักในประเทศลาวมีการเชื่อมต่อไปยังเมืองสำคัญต่าง ๆ โดยเฉพาะทางหลวงหมายเลข 13 ซึ่งได้รับการปรับปรุงในไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่หมู่บ้านที่อยู่ห่างไกลจากถนนสายหลักยังเดินทางด้วยถนนลูกรัง ซึ่งไม่สามารถเข้าถึงได้ตลอดทั้งปีประชากรศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกองทัพกองกำลังกึ่งทหารสื่อสารมวลชน สื่อสารมวลชน. สื่อในประเทศลาวล้วนอยู่ในความดูแลของรัฐโดยตรง รัฐบาลลาวมีสำนักข่าวสารประเทศลาว (ขปล.) เป็นสำนักข่าวแห่งชาติที่เผยแพร่ข่าวของรัฐ ส่วนหนังสือพิมพ์ภาษาลาวที่สำคัญในประเทศได้แก่ หนังสือพิมพ์ประชาชนซึ่งเป็นกระบอกเสียงของพรรคประชาชนปฏิวัติลาว และหนังสือพิมพ์เวียงจันทน์ใหม่ นอกจากนี้ยังมีหนังสือพิมพ์ภาษาต่างประเทศอีก 2 ฉบับ คือ หนังสือพิมพ์เวียงจันทน์ไทมส์ (Vientiane Times) ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษ และหนังสือพิมพ์ "เลอเรนอวาเตอร์" (Le Rénovateur) ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ภาษาฝรั่งเศส ในประเทศลาวยังไม่มีสถานีโทรทัศน์อย่างเป็นทางการ โดยปัจจุบันนี้มีสถานีโทรทัศน์ที่กำลังทดลองออกอากาศ คือ สถานีโทรทัศน์แห่งประเทศลาว (ທຊລ.) ซี่งเป็นสถานีโทรทัศน์ของรัฐ ออกอากาศผ่านเครือข่ายสถานีในประเทศ มีสถานีส่งต่อในประเทศไทยในชุมชนลาว และออกอากาศทางดาวเทียมไทยคม 5 นอกจากนี้ยังมีลาวสตาร์แชนแนล ที่ออกอากาศผ่านดาวเทียมจากประเทศไทย ด้านการใช้อินเทอร์เน็ต ตามหัวเมืองใหญ่และนครหลวงมีการเปิดให้บริการอินเทอร์เน็ตคาเฟโดยทั่วไป และได้รับความนิยมอย่างยิ่งในหมู่เยาวชนรุ่นใหม่ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลลาวก็ได้มีการตรวจพิจารณาเนื้อหาและการเข้าถึงข้อมูลอินเทอร์เน็ตอย่างเข้มงวด เนื่องจากเป็นประเทศที่ปกครองโดยรัฐบาลคอมมิวนิสต์สังคมเชื้อชาติ สังคม. เชื้อชาติ. ประเทศลาวเป็นประเทศที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ แต่กลุ่มชาติพันธุ์ลาวเป็นประชากรกลุ่มใหญ่ ส่วนที่เหลือเป็นพวกไทขาว ไทดำ และกลุ่มที่อาศัยอยู่ในบริเวณภูเขา ได้แก่ ม้ง เย้า และข่าศาสนา ศาสนา. จากการสำรวจในปี พ.ศ. 2553 ประเทศลาวมีผู้นับถือศาสนา 7.2 ล้านคน โดยแบ่งได้ดังนี้ ศาสนาพุทธ 66% ศาสนาผี 30.7% ศาสนาคริสต์ 1.5% และศาสนาอื่น ๆ 1.8%ภาษา ภาษา. ภาษาประจำชาติ คือ ภาษาลาวอันดับในเวทีระหว่างประเทศ
| แม่น้ำซึ่งเป็นสายหลักของประเทศลาวคือแม่น้ำใด | {
"answer": [
"โขง"
],
"answer_begin_position": [
2808
],
"answer_end_position": [
2811
]
} |
2,519 | 1,942 | ประเทศลาว ลาว () หรือชื่ออย่างเป็นทางการคือ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (, อักษรย่อ: ) เป็นประเทศที่ไม่มีทางออกสู่ทะเลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีพื้นที่ 236,800 ตารางกิโลเมตร มีพรมแดนติดต่อกับจีน ทางทิศเหนือ ติดต่อกับพม่าทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ติดต่อกับเวียดนามทางทิศตะวันออก ติดต่อกับกัมพูชาทางทิศใต้ และติดต่อกับประเทศไทยทางทิศตะวันตก กั้นด้วยแม่น้ำโขงเป็นบางช่วงชื่อประเทศและเชื้อชาติ ชื่อประเทศและเชื้อชาติ. ในภาษาอังกฤษ คำว่าลาวที่หมายถึงชื่อประเทศลาว สะกดว่า "Laos" ส่วนลาวที่หมายถึงคนลาวและภาษาลาวใช้ "Lao" ในบางครั้งจะเห็นมีการใช้คำว่า "Laotian" แทนเนื่องจากป้องกันการสับสนกับชาติลาวที่สะกดว่า Ethnic Laoภูมิศาสตร์ที่ตั้งและอาณาเขต ภูมิศาสตร์. ที่ตั้งและอาณาเขต. ประเทศลาวเป็นประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งตั้งอยู่บนใจกลางของคาบสมุทรอินโดจีน ระหว่างละติจูดที่ 14 - 23 องศาเหนือ ลองจิจูดที่ 100 - 108 องศาตะวันออก มีพื้นที่โดยรวมประมาณ 236,800 ตารางกิโลเมตร แบ่งเป็นภาคพื้นดิน 230,800 ตารางกิโลเมตร ภาคพื้นน้ำ 6,000 ตารางกิโลเมตร โดยลาวเป็นประเทศที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล เนื่องด้วยตลอดแนวชายแดนของประเทศลาว ซึ่งมีความยาวรวม 5,083 กิโลเมตร ล้อมรอบด้วยชายแดนของประเทศเพื่อนบ้าน 5 ประเทศ เรียงตามเข็มนาฬิกา ดังนี้- ทิศเหนือ ติดกับประเทศจีน (423 กิโลเมตร) - ทิศตะวันออก ติดกับประเทศเวียดนาม (2,130 กิโลเมตร) - ทิศใต้ ติดกับประเทศไทย (1,754 กิโลเมตร) และประเทศกัมพูชา (541 กิโลเมตร) - ทิศตะวันตก ติดกับประเทศไทย (1,754 กิโลเมตร) และประเทศพม่า (235 กิโลเมตร) ความยาวพื้นที่ประเทศลาวตั้งแต่เหนือจรดใต้ยาวประมาณ 1,700 กิโลเมตร ส่วนที่กว้างที่สุดกว้าง 500 กิโลเมตร และที่แคบที่สุด 140 กิโลเมตร เนื้อที่ทั้งหมด 236,800 ตารางกิโลเมตรลักษณะภูมิประเทศ ลักษณะภูมิประเทศ. ภูมิประเทศของลาวอาจแบ่งได้เป็น 3 เขต คือ1. เขตภูเขาสูง เป็นพื้นที่ที่สูงกว่าระดับน้ำทะเลโดยเฉลี่ย 1,500 เมตรขึ้นไป พื้นที่นี้อยู่ในเขตภาคเหนือของประเทศ 2. เขตที่ราบสูง คือพื้นที่ซึ่งสูงกว่าระดับน้ำทะเลเฉลี่ย 1,000 เมตร ปรากฏตั้งแต่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของที่ราบสูงเมืองพวนไปจนถึงชายแดนกัมพูชา เขตที่ราบสูงนี้มีที่ราบสูงขนาดใหญ่อยู่ 3 แห่ง ได้แก่ ที่ราบสูงเมืองพวน (แขวงเชียงขวาง), ที่ราบสูงนากาย (แขวงคำม่วน) และที่ราบสูงบริเวณ (ภาคใต้) 3. เขตที่ราบลุ่ม เป็นเขตที่ราบตามแนวฝั่งแม่น้ำโขงและแม่น้ำต่าง ๆ เป็นพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์มากที่สุดในเขตพื้นที่ทั้ง 3 เขต นับเป็นพื้นที่อู่ข้าวอู่น้ำที่สำคัญของประเทศ แนวที่ราบลุ่มเหล่านี้เริ่มปรากฏตั้งแต่บริเวณตอนใต้ของแม่น้ำงึม เรียกว่า ที่ราบลุ่มเวียงจันทน์ ผ่านที่ราบลุ่มสุวรรณเขต ซึ่งอยู่ตอนใต้เซบั้งไฟและเซบั้งเหียง และที่ราบจำปาศักดิ์ทางภาคใต้ของลาว ซึ่งปรากฏตามแนวแม่น้ำโขงเรื่อยไปจนจดชายแดนประเทศกัมพูชา ทั้งนี้ เมื่อนำเอาพื้นที่ของเขตภูเขาสูงและเขตที่ราบสูงมารวมกันแล้ว จะมากถึง 3 ใน 4 ของพื้นที่ประเทศลาวทั้งหมด โดยจุดที่สูงที่สุดของประเทศลาวอยู่ที่ภูเบี้ย ในแขวงเชียงขวาง วัดความสูงได้ 2,817 เมตร (9,242 ฟุต) ประเทศลาวมีแม่น้ำสายสำคัญอยู่หลายสาย โดยแม่น้ำซึ่งเป็นสายหัวใจหลักของประเทศ คือ แม่น้ำโขง ซึ่งไหลผ่านประเทศลาวเป็นระยะทาง 1,835 กิโลเมตร แม่น้ำสายนี้เป็นแม่น้ำสำคัญทั้งในด้านเกษตรกรรม การประมง การผลิตพลังงานไฟฟ้า การคมนาคมจากลาวเหนือไปจนถึงลาวใต้ และการใช้เป็นพรมแดนธรรมชาติระหว่างประเทศลาวกับประเทศเพื่อนบ้าน นอกจากนี้ แม่น้ำสายสำคัญของลาวแห่งอื่น ๆ ยังได้แก่- แม่น้ำอู (พงสาลี-หลวงพระบาง) ยาว 448 กิโลเมตร - แม่น้ำงึม (เชียงขวาง-เวียงจันทน์) ยาว 353 กิโลเมตร - แม่น้ำเซบั้งเหียง (สุวรรณเขต) ยาว 338 กิโลเมตร - แม่น้ำทา (หลวงน้ำทา-บ่อแก้ว) ยาว 523กิโลเมตร - แม่น้ำเซกอง (สาละวัน-เซกอง-อัตตะปือ) ยาว 320 กิโลเมตร - แม่น้ำเซบั้งไฟ (คำม่วน-สุวรรณเขต) ยาว 239 กิโลเมตร - แม่น้ำแบ่ง (อุดมไซ) ยาว 215 กิโลเมตร - แม่น้ำเซโดน (สาละวัน-จำปาศักดิ์) ยาว 192 กิโลเมตร - แม่น้ำเซละนอง (สุวรรณเขต) ยาว 115 กิโลเมตร - แม่น้ำกะดิ่ง (บอลิคำไซ) ยาว 103 กิโลเมตร - แม่น้ำคาน (หัวพัน-หลวงพระบาง) ยาว 90 กิโลเมตรลักษณะภูมิอากาศ ลักษณะภูมิอากาศ. ประเทศลาวอยู่ในภูมิอากาศเขตร้อน มีลมมรสุมแต่ไม่มีลมพายุ สำหรับเขตภูเขาภาคเหนือและเขตเทือกเขา อากาศมีลักษณะกึ่งร้อนกึ่งหนาว อุณหภูมิสะสมเฉลี่ยประจำปีสูงถึง 15-30 องศาเซลเซียส และความแตกต่างของอุณหภูมิระหว่างกลางวันกับกลางคืนมีประมาณ 10 องศาเซลเซียส จำนวนชั่วโมงที่มีแสงแดดต่อปีประมาณ 2,300-2,400 ชั่วโมง (ประมาณ 6.3-6.5 ชั่วโมงต่อวัน) ความชื้นสัมพัทธ์ของอากาศมีประมาณร้อยละ 70-85 ปริมาณน้ำฝนในฤดูฝน (ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงตุลาคม) มีร้อยละ 75 - 90 ส่วนในฤดูแล้ง (ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ถึงเมษายน) ปริมาณน้ำฝนมีเพียงร้อยละ 10-25 และปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยต่อปีของแต่เขตก็แตกต่างกันอย่างมากมาย เช่น เขตเทือกเขาบริเวณทางใต้ได้รับน้ำฝนเฉลี่ยปีละ 300 เซนติเมตร ขณะที่บริเวณแขวงเชียงขวาง แขวงหลวงพระบาง แขวงไชยบุรี ได้รับเพียงแค่ 100-150 เซนติเมตร ส่วนแขวงเวียงจันทน์และแขวงสุวรรณเขตในช่วง 150-200 เซนติเมตร เช่นเดียวกับแขวงพงสาลี แขวงหลวงน้ำทา และแขวงบ่อแก้วประวัติศาสตร์ยุคอาณาจักร ประวัติศาสตร์. ยุคอาณาจักร. ประวัติศาสตร์ยุคแรกๆ ของลาว เชื่อว่าอยู่ภายใต้การครอบครองของอาณาจักรน่านเจ้ามีตำนานโดยขุนบรม และขุนลอ มีลูกสืบหลานต่อๆ กันมา จนถึงรัชสมัยพระเจ้าฟ้างุ้มผู้รวบรวมอาณาจักรล้านช้างได้เป็นผลสำเร็จในช่วงสมัยพุทธศตวรรษที่ 13 และมีกษัตริย์ปกครองสืบทอดต่อกันมาหลายพระองค์ ที่สำคัญ เช่น- พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช พระองค์มีความสัมพันธไมตรีที่แนบแน่นกับกษัตริย์ไทย โดยเฉพาะในรัชสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ - พระเจ้าสุริยวงศาธรรมิกราช รัชสมัยของพระองค์นับเป็นยุคทองของราชอาณาจักรล้านช้าง ภายหลังเมื่อพระเจ้าสุริยวงศาธรรมิกราชเสด็จสวรรคตแล้ว เชื้อพระวงศ์ลาวต่างก็แก่งแย่งราชสมบัติกัน จนอาณาจักรล้านช้างแตกแยกเป็น 3 ส่วนคือ อาณาจักรล้านช้างหลวงพระบาง อาณาจักรล้านช้างเวียงจันทน์ และอาณาจักรล้านช้างจำปาศักดิ์ ต่างเป็นอิสระไม่ขึ้นแก่กัน และเพื่อชิงความเป็นใหญ่ต่างก็ขอสวามิภักดิ์ต่ออาณาจักรเพื่อนบ้าน เช่น ไทย พม่า เพื่อขอกำลังมาสยบอาณาจักรลาวด้วยกันในลักษณะนี้ ในที่สุดอาณาจักรลาวทั้ง 3 แห่งนี้จะตกเป็นประเทศราชของอาณาจักรสยาม ในปี พ.ศ. 2321 สยามได้ปกครองดินแดนลาวทั้งสามส่วนในฐานะประเทศราชรวม 114 ปี ในระยะเวลาดังกล่าวอาณาจักรล้านช้างเวียงจันทน์ได้ล่มสลายลงในปี พ.ศ. 2371 เนื่องจากในปี พ.ศ. 2369 เจ้าอนุวงศ์ กษัตริย์แห่งอาณาจักรล้านช้างเวียงจันทน์ได้พยายามทำสงครามเพื่อตั้งตนเป็นอิสระจากสยาม ทว่าหลังการปราบปรามของกองทัพไทยอย่างหนัก พระองค์เห็นว่าจะทำการไม่สำเร็จจึงตัดสินพระทัยหลบหนีไปพึ่งจักรวรรดิเวียดนามจนถึง พ.ศ. 2371 พระองค์จึงได้กลับมายังกรุงเวียงจันทน์พร้อมกับขบวนราชทูตเวียดนาม เพื่อขอสวามิภักดิ์สยามอีกครั้ง แต่พอสบโอกาสพระองค์จึงนำทหารของตนฆ่าทหารไทยที่รักษาเมืองจนเกือบหมดและยึดกรุงเวียงจันทน์คืน กองทัพสยามรวบรวมกำลังพลและยกทัพมาปราบปรามเจ้าอนุวงศ์อีกครั้งจนราบคาบ จนเจ้าอนุวงศ์ต้องหลบหนีไปยังเวียดนามและในคราวนี้เองที่พระองค์ทรงถูกเจ้าเมืองพวนจับกุมตัวและส่งลงมากรุงเทพมหานคร พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระพิโรธเจ้าอนุวงศ์มากจึงทรงให้คุมขังเจ้าอนุวงศ์ประจานกลางพระนครจนสิ้นพระชนม์ ส่วนกรุงเวียงจันทน์ก็มีพระบรมราชโองการให้เผาทำลายจนไม่เหลือสภาพความเป็นเมือง และตั้งศูนย์กลางการปกครองฝ่ายไทยเพื่อดูแลอาณาเขตของอาณาจักรเวียงจันทน์ที่เมืองหนองคายแทนพรรคประชาชนสมัยอาณานิคม การประกาศเอกราช และสงครามกลางเมือง พรรคประชาชนสมัยอาณานิคม การประกาศเอกราช และสงครามกลางเมือง. ในปี พ.ศ. 2436 สยามได้เกิดข้อขัดแย้งกับฝรั่งเศสในเรื่องอำนาจเหนือดินแดนฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงจนเกิดวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 จากการใช้เล่ห์เหลี่ยมของโอกุสต์ ปาวีกงสุลฝรั่งเศส โดยการใช้เรือรบมาปิดอ่าวไทยเพื่อบังคับให้ยกดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง รวมทั้งดินแดนอื่น ๆ ดินแดนลาวเกือบทั้งหมดก็เปลี่ยนไปตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของประเทศฝรั่งเศสในปีนั้นและถูกรวมเป็นส่วนหนึ่งของอินโดจีนฝรั่งเศส ต่อมาภายหลังดินแดนลาวส่วนอื่นที่อยู่ฝั่งขวาของแม่น้ำโขงก็ตกเป็นของฝรั่งเศสอีกในปี พ.ศ. 2450 ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 กองทัพญี่ปุ่นได้รุกเข้ามาในลาวและดินแดนอินโดจีนฝรั่งเศสอื่นๆ เมื่อญี่ปุ่นใกล้แพ้สงคราม ขบวนการลาวอิสระซึ่งเคลื่อนไหวทางการเมืองเพื่อกู้เอกราชลาวในเวลานั้นประกาศเอกราชให้ประเทศลาวเป็นประเทศ ราชอาณาจักรลาว หลังญี่ปุ่นแพ้สงคราม ฝรั่งเศสก็กลับเข้ามามีอำนาจในอินโดจีนอีกครั้งหนึ่ง แต่เนื่องจากการที่ เวียดมินห์ปลดปล่อยเวียดนามได้ จึงเป็นการสั่นคลอนอำนาจฝรั่งเศสจนยอมให้ลาวประกาศเอกราชบางส่วนในปี พ.ศ. 2492 และได้เอกราชสมบูรณ์ในปี พ.ศ. 2496 ภายหลังฝรั่งเศสรบแพ้เวียดนามที่เดียนเบียนฟู ผู้ที่มีบทบาทในการประกาศเอกราชคือ เจ้าสุวรรณภูมา เจ้าเพชรราช และ เจ้าสุภานุวงศ์ โดยมี เจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์ ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้ามหาชีวิต (พระมหากษัตริย์) จากอาณาจักรล้านช้างหลวงพระบางเดิม และได้รวมทั้ง 3 อาณาจักรคือ ล้านช้างหลวงพระบาง ล้านช้างเวียงจันทน์ และ ล้านช้างจำปาศักดิ์ เข้าด้วยกันเป็นราชอาณาจักรลาว พ.ศ. 2502 เจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์เสด็จสวรรคต เจ้าสว่างวัฒนาจึงขึ้นครองราชย์เป็นเจ้ามหาชีวิตแทน เหตุการณ์ในลาวยุ่งยากมาก เจ้าสุภานุวงศ์ 1 ในคณะลาวอิสระประกาศตนว่าเป็นพวกฝ่ายซ้ายนิยมคอมมิวนิสต์ และเป็นหัวหน้าขบวนการประเทศลาว ได้ออกไปเคลื่อนไหวทางการเมืองในป่า เนื่องจากถูกฝ่ายขวาในลาวคุกคามอย่างหนัก ถึงปี พ.ศ. 2504 ร้อยเอกกองแลทำการรัฐประหารรัฐบาลเจ้าสุวรรณภูมา แต่ถูกกองทัพฝ่ายขวาและฝ่ายซ้ายรุมจนพ่ายแพ้ กองแลต้องลี้ภัยไปสหรัฐจนถึงปัจจุบัน เหตุการณ์ทางการเมืองในระยะเวลาไม่นานหลังจากนั้นบังคับให้ลาวต้องกลายเป็นสมรภูมิลับของสงครามเวียดนาม และเป็นปัจจัยก่อให้เกิดการรัฐประหารและสงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อ ภายใต้การแทรกแซงของชาติต่างๆ ทั้งฝ่ายคอมมิวนิสต์และฝ่ายโลกเสรี จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2518 พรรคประชาชนปฏิวัติลาว ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสหภาพโซเวียตและเวียดนามเหนือ โดยการนำของเจ้าสุภานุวงศ์ ก็ยึดอำนาจรัฐจากรัฐบาลประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขของ เจ้าสุวรรณภูมา พระเชษฐา ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลฝรั่งเศสและสหรัฐอเมริกาสำเร็จ และได้เรียกร้องให้เจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวัฒนาทรงยินยอมสละราชสมบัติ เจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวัฒนาจึงทรงยินยอมสละราชสมบัติ คณะปฏิวัติลาวจึงประกาศสถาปนาประเทศลาวเป็น "สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว" อย่างเป็นทางการในวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2518 โดยยังคงแต่ตั้งให้อดีตเจ้ามหาชีวิตเป็นที่ปรึกษาของรัฐบาลระบอบใหม่.สมัยสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว สมัยสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว. ในวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2518 กองประชุมผู้แทนทั่วประเทศที่นครหลวงเวียงจันทน์ มีผู้แทนเข้าร่วม 264 คน พิจารณารับรองประกาศยุบรัฐบาลชั่วคราวแห่งชาติ และพิจารณาเรื่องต่างๆ กองประชุมมีมติเอาธงดวงเดือนเป็นธงชาติลาว เอาเนื้อร้องเพลงชาติใหม่ เอาภาษาลาวเป็นภาษาทางการ ยกเลิกระบอบราชาธิปไตยและสถาปนาเป็นสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว แต่งตั้งเจ้าสุภานุวงศ์เป็นประธานประเทศ, ท่านไกสอน พมวิหาน เป็นนายกรัฐมนตรี, เจ้าศรีสว่างวัฒนา เป็นที่ปรึกษาสูงสุดของประธานประเทศ, เจ้าสุวรรณภูมา เป็นที่ปรึกษาสูงสุดของรัฐบาล และมีมติอื่นๆ ในวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2518 และปิดกองประชุมด้วยผลสำเร็จ แต่ภายหลังพรรคประชาชนปฏิวัติลาวก็ได้กุมตัวอดีตเจ้ามหาชีวิต,พระมเหสีและอดีตพระบรมวงศานุวงศ์ราชวงศ์ล้านช้าง ไปคุมขังในค่ายกักกัน เนื่องจากความขัดแย้งทางการเมือง และต่อมาทุกพระองค์ต่างสิ้นพระชนม์ด้วยโรคมาลาเรีย และยังมีการจับกุมนักการเมือง ข้าราชการในระบอบเก่า รวมทั้งประชาชนลาวจำนวนมากเข้าค่ายกักกัน ส่วนใหญ่เสียชีวิตด้วยโรคขาดสารอาหารและถูกยิงทิ้ง ในช่วงแรกของการปกครองโดยรัฐบาล สปป.ลาว มีการควบคุมวัฒนธรรมและพระพุทธศาสนาอย่างเข้มงวด มีการทำลายหนังสือที่ขัดแย้งกับความเชื่อใหม่ มีการประหารผู้ที่คิดล้มระบอบใหม่ และควบคุมชีวิตประชาชนในประเทศลาวอย่างเข้มงวด แต่หลังจากนั้นสภาพการปกครองและการบริหารด้านเศรษฐกิจของลาวเริ่มผ่อนคลายมากขึ้นในระยะหลังของทศวรรษ 2530 เนื่องจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียต ต่อมาเมื่อเจ้าสุภานุวงศ์สละตำแหน่งจากประธาน เนื่องจากปัญหาสุขภาพและปัญหาทางการเมืองกับกลุ่มนิยมเวียดนาม ผู้ดำรงตำแหน่งประธานประเทศต่อจากเจ้าสุภานุวงศ์คือ ไกสอน พมวิหาน ซึ่งเป็นลูกครึ่งลาว-เวียดนาม และเมื่อไกสอนถึงแก่กรรมกะทันหัน หนูฮัก พูมสะหวัน ซึ่งเป็นชาวลาวเชื้อสายเวียดนาม ก็ได้ดำรงตำแหน่งประธานประเทศต่อมา ยุคนี้ลาวและไทยเปิด สะพานมิตรภาพ ไทย - ลาว ในปี พ.ศ. 2538 ต่อมาหนูฮักสละตำแหน่ง คำไต สีพันดอนรับดำรงตำแหน่งประธานประเทศต่อ จนถึงปี พ.ศ. 2549 คำไตลงจากตำแหน่ง จูมมะลี ไซยะสอน จึงเป็นผู้ที่รับตำแหน่งประธานประเทศลาว และยังถือตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดอีกด้วยการเมืองการปกครอง การเมืองการปกครอง. สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวมีระบบการปกครองแบบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ (ทางการลาวใช้คำว่า ระบอบประชาธิปไตยประชาชน) โดยมีพรรคประชาชนปฏิวัติลาวเป็นองค์กรชี้นำประเทศ ซึ่งพรรคนี้เริ่มมีอำนาจสูงสุดตั้งแต่ลาวเริ่มปกครองในระบอบสังคมนิยมเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2518 ประธานประเทศ (ประธานาธิบดี) ของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวคนปัจจุบัน ซึ่งมีวาระการดำรงตำแหน่ง 5 ปี คือ บุนยัง วอละจิด (ดำรงตำแหน่งเลขาธิการใหญ่คณะบริหารงานศูนย์กลางพรรคประชาชนปฏิวัติลาวอีกตำแหน่งหนึ่ง) ส่วนนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันคือนายทองลุน สีสุลิดบริหารนิติบัญญัติตุลาการสถาบันการเมืองที่สำคัญสถาบันการเมืองที่สำคัญ. 1. แนวลาวสร้างชาติ 2. องค์กรจัดตั้ง เช่น สหพันธ์วัยหนุ่มลาว (สหพันธ์เยาวชน) สหพันธ์แม่หญิงลาว (สมาคมสตรี) กรรมบาลลาว (สหพันธ์กรรมกร) ซึ่งได้รับการสนับสนุนโดยพรรคประชาชนปฏิวัติลาวการจัดตั้งและการบริหารการจัดตั้งและการบริหาร. - หลายหมู่บ้านรวมกันเป็น เมือง (ก่อนหน้านี้จัดให้หลายหมู่บ้านรวมกันเป็น ตาแสง มีตาแสงเป็นผู้ปกครอง หลายตาแสงรวมกันจึงเรียกว่า เมือง) - หลายเมืองรวมกันเป็น แขวง - "คณะกรรมการปกครองหมู่บ้าน" มี นายบ้าน เป็นหัวหน้า เป็นผู้บริหารของหมู่บ้าน - "คณะกรรมการปกครองเมือง" มี เจ้าเมือง เป็นหัวหน้า เป็นผู้บริหารเมือง - "คณะกรรมการปกครองแขวง" มี เจ้าแขวง เป็นหัวหน้า เป็นผู้บริหารแขวง - "คณะกรรมการปกครองนครหลวง" มี เจ้าครองนครหลวง เป็นหัวหน้า เป็นผู้บริหารนครหลวงกระทรวง กระทรวง. ประเทศลาวมีทั้งหมด 18 กระทรวง และ 4 องค์กรเทียบเท่า ได้แก่การแบ่งเขตการปกครอง การแบ่งเขตการปกครอง. ประเทศลาวแบ่งเป็น 17 แขวง และ 1 นครหลวง (ได้แก่ นครหลวงเวียงจันทน์) แขวงแต่ละแขวงจะแบ่งเป็นเมือง ซึ่งจะมีหนึ่งเมืองเป็นเมืองหลวงของแขวงเรียกว่า เมืองเอก ในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2549 ได้มีการยุบเขตพิเศษไชยสมบูรณ์อย่างเป็นทางการตามดำรัสนายกรัฐมนตรี (คำสั่งนายกรัฐมนตรี) เลขที่ 10/ນຍ. ลงวันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2549 โดยเมืองท่าโทมถูกรวมกับแขวงเชียงขวาง และเมืองไชยสมบูรณ์ถูกรวมกับแขวงเวียงจันทน์ ต่อมาในวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2556 ทางการลาวได้จัดตั้งแขวงใหม่ในบริเวณที่เคยเป็นเขตพิเศษไชยสมบูรณ์เดิมกับ 2 หมู่บ้านจากเมืองวังเวียงในแขวงเวียงจันทน์ โดยใช้ชื่อว่า "แขวงไชยสมบูรณ์" แบ่งเขตปกครองย่อยออกเป็น 5 เมือง ได้แก่ เมืองอะนุวง (เดิมชื่อเมืองไชยสมบูรณ์) เมืองห่ม เมืองท่าทูม เมืองล่องสาน และเมืองล่องแจ้งเศรษฐกิจ เศรษฐกิจ. ภาวะเศรษฐกิจของประเทศลาวมีพัฒนาการที่ดีตามลำดับ โดยในช่วง 20 ปีนับตั้งแต่ปรับเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยมสู่ระบบเศรษฐกิจเสรีการตลาดเมื่อปี 2529 ประเทศลาวมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องในอัตราเฉลี่ยร้อยละ 6.2 ต่อปี ประชากรมีรายได้เพิ่มขึ้นจากประมาณ 200 ดอลลาร์สหรัฐเมื่อปี 2529 เป็น 491 ดอลลาร์สหรัฐในปี 2548 ภาคอุตสาหกรรมขยายตัวในอัตราไม่ต่ำกว่า ร้อยละ 10 ต่อปี โดยอุตสาหกรรมพลังงานไฟฟ้าเป็นสาขาหลักที่สร้างรายได้ให้แก่ประเทศ อย่างไรก็ดี ลาวยังคงประสบปัญหาที่ต้องเร่งแก้ไข ที่สำคัญได้แก่ ปัญหาราคาน้ำมัน ที่เพิ่มสูงขึ้น ปัญหาการขาดดุลการค้าในอัตราสูง ค่าเงินกีบไม่มีเสถียรภาพ การจัดเก็บรายได้ต่ำกว่าเป้าหมาย และปัญหาการฉ้อราษฎร์บังหลวง ทรัพยากรสำคัญของลาว ได้แก่ ไม้ ดีบุก ยิปซัม ตะกั่ว หินเกลือ เหล็ก ถ่านหินลิกไนต์ สังกะสี ทองคำ อัญมณี หินอ่อน น้ำมัน และแหล่งน้ำผลิตไฟฟ้าการลงทุน การลงทุน. การลงทุน รัฐบาลอาเปะได้ปรับปรุงกฎระเบียบเพื่อสร้างบรรยากาศให้เอื้ออำนวยต่อการลงทุนมากยิ่งขึ้น อาทิ มาตรการด้านภาษี อนุญาตให้นครหลวงเวียงจันทน์ แขวงจำปาศักดิ์ และแขวงหลวงพระบาง มีอำนาจอนุมัติโครงการลงทุนที่มีมูลค่าไม่เกิน 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนแขวงอื่น ๆ สามารถอนุมัติโครงการลงทุนที่มีมูลค่าลงทุนไม่เกิน 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้การลงทุนจากต่างประเทศในลาวมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2546 มีมูลค่า 465 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ปี 2547 มีมูลค่า 533 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และปี 2548 มีมูลค่า 1.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ นักลงทุนที่สำคัญ ได้แก่ ไทย เวียดนาม ฝรั่งเศส ออสเตรเลีย จีน ฯลฯตลาดหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์. ลาวกำหนดให้วันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2553(10-10-10) เป็นวันเปิดดำเนินการของตลาดหลักทรัพย์ลาว โดยมีที่ปรึกษาทางการเงินจากประเทศไทย และได้ช่วยเหลือ5บริษัทจากประเทศเกาหลี เปิดทำการจริงในวันที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2554 จะมีบริษัทแรกเข้าจดทะเบียนประมาณ 5 บริษัทโครงการความร่วมมือในภูมิภาคใกล้เคียงโครงการความร่วมมือในภูมิภาคใกล้เคียง. - อาเซียน ลาวเข้าเป็นสมาชิกอาเซียนเมื่อเดือนกรกฎาคม 2540 ได้เป็นประธาน คณะกรรมการประจำอาเซียนเมื่อกรกฎาคม 2547 - ยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง (Ayeyawady-Chao Phraya-Mekong Economic Cooperation Strategy - ACMECS) - ความร่วมมือในกรอบสามเหลี่ยมมรกตการนำเข้าและการส่งออก การนำเข้าและการส่งออก. สินค้าส่งออกที่สำคัญของลาวได้แก่ เสื้อผ้าสำเร็จรูป ไม้ซุง ไม้แปรรูป ผลิตภัณฑ์ไม้ สินแร่ เศษโลหะ ถ่านหิน หนังดิบ และหนังฟอก ข้าวโพด ใบยาสูบ กาแฟ โดยส่งออกไปยังประเทศไทย เวียดนาม ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา เนเธอร์แลนด์ และเยอรมนี ส่วนการนำเข้าสินค้า ประเทศลาวได้นำเข้าสินค้าจากไทย จีน เวียดนาม สิงคโปร์ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย เยอรมนี โดยสินค้าที่สำคัญได้แก่ รถจักรยานยนต์และส่วนประกอบ เครื่องจักรกล เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ให้ความร้อน อาหาร ผ้าผืน สารเคมี และเครื่องอุปโภคบริโภคการท่องเที่ยว การท่องเที่ยว. การท่องเที่ยวมีการเติบโตอย่างรวดเร็วจาก 80,000 คนในปี พศ. 2533 เป็นจำนวน 1.876 ล้านคนในปี 2553 การท่องเที่ยวคาดว่าจะมีมูลค่าถึง 679.1 ล้านเหรียญสหรัฐต่อผลผลิตมวลรวมภายในประเทศในปี 2553 และจะเพิ่มขึ้นเป็น 1.5857 พันล้านเหรียญสหรัฐภายในปี พ.ศ. 2563 รายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติและสินค้าเพื่อการท่องเที่ยวคาดว่าจะเติบโต 15.5% ของยอดการส่งออกหรือ 270.3 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2553 และจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นถึง 484.2 ล้านเหรียญสหรัฐ (12.5 เปอร์เซ็นต์ของทั้งหมด) ในปี 2563โครงสร้างพื้นฐาน โครงสร้างพื้นฐาน. ท่ากาศยานหลักของประเทศ คือ ท่าอากาศยานนานาชาติวัตไตของเวียงจันทน์ และท่าอากาศยานนานาชาติหลวงพระบาง ส่วนท่าอากาศยานนานาชาติปากเซมีเที่ยวบินระหว่างประเทศจำนวนน้อย สายการบินประจำชาติ คือ การบินลาว สายการบินอื่น ๆ ไดแก่ บางกอกแอร์เวย์ เวียดนามแอร์ไลน์ แอร์เอเชีย การบินไทย และไชนาอีสเทิร์นแอร์ไลน์ ประเทศลาวมีทางรถไฟระยะสั้น ซึ่งเชื่อมต่อเวียงจันทน์กับประเทศไทยด้วยสะพานมิตรภาพไทย-ลาว 1 (หนองคาย-เวียงจันทน์) ถนนสายหลักในประเทศลาวมีการเชื่อมต่อไปยังเมืองสำคัญต่าง ๆ โดยเฉพาะทางหลวงหมายเลข 13 ซึ่งได้รับการปรับปรุงในไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่หมู่บ้านที่อยู่ห่างไกลจากถนนสายหลักยังเดินทางด้วยถนนลูกรัง ซึ่งไม่สามารถเข้าถึงได้ตลอดทั้งปีประชากรศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกองทัพกองกำลังกึ่งทหารสื่อสารมวลชน สื่อสารมวลชน. สื่อในประเทศลาวล้วนอยู่ในความดูแลของรัฐโดยตรง รัฐบาลลาวมีสำนักข่าวสารประเทศลาว (ขปล.) เป็นสำนักข่าวแห่งชาติที่เผยแพร่ข่าวของรัฐ ส่วนหนังสือพิมพ์ภาษาลาวที่สำคัญในประเทศได้แก่ หนังสือพิมพ์ประชาชนซึ่งเป็นกระบอกเสียงของพรรคประชาชนปฏิวัติลาว และหนังสือพิมพ์เวียงจันทน์ใหม่ นอกจากนี้ยังมีหนังสือพิมพ์ภาษาต่างประเทศอีก 2 ฉบับ คือ หนังสือพิมพ์เวียงจันทน์ไทมส์ (Vientiane Times) ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษ และหนังสือพิมพ์ "เลอเรนอวาเตอร์" (Le Rénovateur) ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ภาษาฝรั่งเศส ในประเทศลาวยังไม่มีสถานีโทรทัศน์อย่างเป็นทางการ โดยปัจจุบันนี้มีสถานีโทรทัศน์ที่กำลังทดลองออกอากาศ คือ สถานีโทรทัศน์แห่งประเทศลาว (ທຊລ.) ซี่งเป็นสถานีโทรทัศน์ของรัฐ ออกอากาศผ่านเครือข่ายสถานีในประเทศ มีสถานีส่งต่อในประเทศไทยในชุมชนลาว และออกอากาศทางดาวเทียมไทยคม 5 นอกจากนี้ยังมีลาวสตาร์แชนแนล ที่ออกอากาศผ่านดาวเทียมจากประเทศไทย ด้านการใช้อินเทอร์เน็ต ตามหัวเมืองใหญ่และนครหลวงมีการเปิดให้บริการอินเทอร์เน็ตคาเฟโดยทั่วไป และได้รับความนิยมอย่างยิ่งในหมู่เยาวชนรุ่นใหม่ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลลาวก็ได้มีการตรวจพิจารณาเนื้อหาและการเข้าถึงข้อมูลอินเทอร์เน็ตอย่างเข้มงวด เนื่องจากเป็นประเทศที่ปกครองโดยรัฐบาลคอมมิวนิสต์สังคมเชื้อชาติ สังคม. เชื้อชาติ. ประเทศลาวเป็นประเทศที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ แต่กลุ่มชาติพันธุ์ลาวเป็นประชากรกลุ่มใหญ่ ส่วนที่เหลือเป็นพวกไทขาว ไทดำ และกลุ่มที่อาศัยอยู่ในบริเวณภูเขา ได้แก่ ม้ง เย้า และข่าศาสนา ศาสนา. จากการสำรวจในปี พ.ศ. 2553 ประเทศลาวมีผู้นับถือศาสนา 7.2 ล้านคน โดยแบ่งได้ดังนี้ ศาสนาพุทธ 66% ศาสนาผี 30.7% ศาสนาคริสต์ 1.5% และศาสนาอื่น ๆ 1.8%ภาษา ภาษา. ภาษาประจำชาติ คือ ภาษาลาวอันดับในเวทีระหว่างประเทศ
| ประเทศลาวมีระบบการปกครองแบบใด | {
"answer": [
"สังคมนิยมคอมมิวนิสต์"
],
"answer_begin_position": [
11120
],
"answer_end_position": [
11140
]
} |
2,520 | 373,102 | เทือกเขาตะนาวศรี เทือกเขาตะนาวศรี (; ) เป็นชื่อทางภูมิศาสตร์ของเทือกเขาซึ่งเป็นพรมแดนธรรมชาติระหว่างประเทศพม่ากับประเทศไทย และลากยาวผ่านคอคอดกระลงไปจนถึงคาบสมุทรมลายู ยอดเขาที่สูงที่สุดในเทือกเขาตะนาวศรี ชาวพม่าเรียกว่า "บีล็อกตอง" (Bilauktaung)ศัพทมูลวิทยา ศัพทมูลวิทยา. แนวเทือกเขานี้ได้ชื่อตามเขตตะนาวศรีในพม่า ชื่อนี้อาจเพี้ยนมาจากภาษามลายูสำเนียงไทรบุรี คือคำว่า ตานะฮ์เซอรี () ตานะฮ์ มีความหมายว่า "แผ่นดิน" กับ เซอรี มาจากคำว่า ซีเระฮ์ แปลว่า "พลูหรือใบพลู" รวมกันจึงมีความหมายว่า "แผ่นดินที่ปลูกพลู"ภูมิศาสตร์ ภูมิศาสตร์. ทางใต้ของเส้นขนานที่ 16 เทือกเขาฉานได้แยกออกเป็นแนวเทือกเขาสูงชั้นขนาบข้างแคบ ๆ ซึ่งทอดลงไปทางใต้ตามคอคอดกระ แนวเทือกเขาที่อยู่ทางตะวันตกสุดนั้นถูกตัดจากชายฝั่งตะนาวศรีโดยรอยเลื่อนเจดีย์สามองค์ ส่วนทางตะวันออกของเทือกเขาตะนาวศรีนั้นเป็นหุบเขาสาละวินและคเยง ไปทางตะวันออก ด้านประเทศไทย เทือกเขานี้มีแม่น้ำแควใหญ่และแควน้อยไหลตัดผ่าน ในบริเวณนี้ มีลักษณะเป็นแนวลาดเขาเล็ก ๆ สลับหุบเขาแคบ ๆ ซึ่งมักจะกว้างเพียงราว 2 กิโลเมตร และถัดออกไปทางตะวันออกอีกนั้นมีเพียงลาดเขาโดด ๆ อันเป็นจุดที่เทือกเขาตะนาวศรีสิ้นสุดลงในที่ราบลุ่มภาคกลางของประเทศไทย ระดับความสูงเฉลี่ยของเทือกเขาตะนาวศรีในฝั่งพม่าจะสูงกว่าฝั่งไทย โดยมียอดเขาหลายยอดที่สูงถึง 1,000 เมตร ขณะที่ฝั่งไทย ยอดเขาสูงสุดสามารถวัดได้ราว 800 เมตร จุดสูงที่สุดในเทือกเขาตะนาวศรีนั้นอยู่ในเทือกเขาบีล็อกตอง อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี ซึ่งสูงที่สุดที่ 2,231 เมตร แนวเทือกเขาที่ลากต่อลงไปทางใต้ของเทือกเขาบีล็อกตองนั้นจะไปบรรจบกับปลายสุดด้านเหนือของคอคอดกระ งานวิจัยทางธรณีวิทยาล่าสุดกล่าวถึงส่วนใต้สุดของเทือกเขาตะนาวศรีในพื้นที่คอคอดว่า "เทือกเขาภูเก็ต", "เทือกเขานครศรีธรรมราช" และ "เทือกเขาสันกาลาคีรี" อย่างไรก็ตาม ชื่อเหล่านี้จะไม่พบปรากฏอยู่ในหลักฐานธรณีวิทยาสมัยเก่า เทือกเขาตะนาวศรีเป็นส่วนหนึ่งของสันเขาแกรนิตยาวซึ่งมีอายุเก่ากว่าเทือกเขาหิมาลัย ที่ราบสูงมลายูอันเป็นจุดใต้สุดของระบบภูเขานี้และเทือกเขาตีตีวังซานั้นเป็นจุดเริ่มต้นของเทือกเขาโกตาบารูในฝั่งมาเลเซีย เทือกเขาตะนาวศรีปกคลุมไปด้วยป่าไม้เป็นบริเวณกว้าง และเป็นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตใกล้สูญพันธุ์หลายชนิด ซึ่งรวมไปถึงช้างเอเชียและเสือโคร่ง
| เทือกเขาใดเป็นพรมแดนธรรมชาติระหว่างประเทศพม่ากับประเทศไทย | {
"answer": [
"ตะนาวศรี"
],
"answer_begin_position": [
116
],
"answer_end_position": [
124
]
} |
2,603 | 373,102 | เทือกเขาตะนาวศรี เทือกเขาตะนาวศรี (; ) เป็นชื่อทางภูมิศาสตร์ของเทือกเขาซึ่งเป็นพรมแดนธรรมชาติระหว่างประเทศพม่ากับประเทศไทย และลากยาวผ่านคอคอดกระลงไปจนถึงคาบสมุทรมลายู ยอดเขาที่สูงที่สุดในเทือกเขาตะนาวศรี ชาวพม่าเรียกว่า "บีล็อกตอง" (Bilauktaung)ศัพทมูลวิทยา ศัพทมูลวิทยา. แนวเทือกเขานี้ได้ชื่อตามเขตตะนาวศรีในพม่า ชื่อนี้อาจเพี้ยนมาจากภาษามลายูสำเนียงไทรบุรี คือคำว่า ตานะฮ์เซอรี () ตานะฮ์ มีความหมายว่า "แผ่นดิน" กับ เซอรี มาจากคำว่า ซีเระฮ์ แปลว่า "พลูหรือใบพลู" รวมกันจึงมีความหมายว่า "แผ่นดินที่ปลูกพลู"ภูมิศาสตร์ ภูมิศาสตร์. ทางใต้ของเส้นขนานที่ 16 เทือกเขาฉานได้แยกออกเป็นแนวเทือกเขาสูงชั้นขนาบข้างแคบ ๆ ซึ่งทอดลงไปทางใต้ตามคอคอดกระ แนวเทือกเขาที่อยู่ทางตะวันตกสุดนั้นถูกตัดจากชายฝั่งตะนาวศรีโดยรอยเลื่อนเจดีย์สามองค์ ส่วนทางตะวันออกของเทือกเขาตะนาวศรีนั้นเป็นหุบเขาสาละวินและคเยง ไปทางตะวันออก ด้านประเทศไทย เทือกเขานี้มีแม่น้ำแควใหญ่และแควน้อยไหลตัดผ่าน ในบริเวณนี้ มีลักษณะเป็นแนวลาดเขาเล็ก ๆ สลับหุบเขาแคบ ๆ ซึ่งมักจะกว้างเพียงราว 2 กิโลเมตร และถัดออกไปทางตะวันออกอีกนั้นมีเพียงลาดเขาโดด ๆ อันเป็นจุดที่เทือกเขาตะนาวศรีสิ้นสุดลงในที่ราบลุ่มภาคกลางของประเทศไทย ระดับความสูงเฉลี่ยของเทือกเขาตะนาวศรีในฝั่งพม่าจะสูงกว่าฝั่งไทย โดยมียอดเขาหลายยอดที่สูงถึง 1,000 เมตร ขณะที่ฝั่งไทย ยอดเขาสูงสุดสามารถวัดได้ราว 800 เมตร จุดสูงที่สุดในเทือกเขาตะนาวศรีนั้นอยู่ในเทือกเขาบีล็อกตอง อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี ซึ่งสูงที่สุดที่ 2,231 เมตร แนวเทือกเขาที่ลากต่อลงไปทางใต้ของเทือกเขาบีล็อกตองนั้นจะไปบรรจบกับปลายสุดด้านเหนือของคอคอดกระ งานวิจัยทางธรณีวิทยาล่าสุดกล่าวถึงส่วนใต้สุดของเทือกเขาตะนาวศรีในพื้นที่คอคอดว่า "เทือกเขาภูเก็ต", "เทือกเขานครศรีธรรมราช" และ "เทือกเขาสันกาลาคีรี" อย่างไรก็ตาม ชื่อเหล่านี้จะไม่พบปรากฏอยู่ในหลักฐานธรณีวิทยาสมัยเก่า เทือกเขาตะนาวศรีเป็นส่วนหนึ่งของสันเขาแกรนิตยาวซึ่งมีอายุเก่ากว่าเทือกเขาหิมาลัย ที่ราบสูงมลายูอันเป็นจุดใต้สุดของระบบภูเขานี้และเทือกเขาตีตีวังซานั้นเป็นจุดเริ่มต้นของเทือกเขาโกตาบารูในฝั่งมาเลเซีย เทือกเขาตะนาวศรีปกคลุมไปด้วยป่าไม้เป็นบริเวณกว้าง และเป็นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตใกล้สูญพันธุ์หลายชนิด ซึ่งรวมไปถึงช้างเอเชียและเสือโคร่ง
| ชาวพม่าเรียกยอดเขาที่สูงที่สุดในเทือกเขาตะนาวศรีว่าอะไร | {
"answer": [
"บีล็อกตอง"
],
"answer_begin_position": [
312
],
"answer_end_position": [
321
]
} |
2,521 | 12,210 | เทือกเขาร็อกกี เทือกเขาร็อกกี () เป็นเทือกเขาในอเมริกาเหนือ พาดผ่านตั้งแต่บริติชโคลัมเบียในแคนาดา ไปจนถึงรัฐนิวเม็กซิโกในสหรัฐอเมริกา รวมความยาวประมาณ 4,800 กิโลเมตร โดยมียอดเขาที่สูงที่สุดคือ เมาท์เอลเบิร์ต ในรัฐโคโลราโด ซึ่งมีความสูงประมาณ 4,401 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล
| ยอดเขาใดเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดของเทือกเขาร็อกกีในทวีปอเมริกาเหนือ | {
"answer": [
"เมาท์เอลเบิร์ต"
],
"answer_begin_position": [
280
],
"answer_end_position": [
294
]
} |
2,522 | 73,479 | อุทยานแห่งชาติเยลโลว์สโตน อุทยานแห่งชาติเยลโลว์สโตน () เป็นอุทยานแห่งแรกของโลกและของสหรัฐอเมริกา ตั้งอยู่ในเขตติดต่อ 3 รัฐได้แก่ ไวโอมิง มอนแทนา และไอดาโฮ แต่พื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ในรัฐไวโอมิง เป็นอุทยานแห่งชาติที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐ มีเนื้อที่มากกว่า 2 ล้านเอเคอร์ คือประมาณ 43,750 ตารางไมล์ หรือ 8,992 ตารางกิโลเมตร ภายในอุทยานประกอบไปด้วยที่ราบสูงและภูเขาสูงมีหน้าผาชัน และทะเลสาบ เยลโลว์สโตนเป็นอุทยานแห่งชาติที่มีบ่อน้ำร้อน และน้ำพุร้อน มากกว่า 10,000 แห่ง และ 250 แห่งเป็นบ่อน้ำพุร้อน (เป็นแมกมาใต้ดินที่พุ่งออกมา) และน้ำพุร้อนที่สำคัญคือ น้ำพุร้อนโอลด์เฟทฟุล ซึ่งมีน้ำพุร้อนพุ่งออกมาทุกๆ 33 และ 93 นาที โดยไม่เปลี่ยนแปลงเลยตลอดระยะเวลา 100 ปีที่ผ่านมา ยังมีน้ำตกอีกกว่า 300 แห่ง ที่สามารถค้นพบและท่องเที่ยวได้อีกมากมาย สัตว์ป่าที่น่าสนใจในอุทยานแห่งชาติเยลโลว์สโตน ได้แก่หมีกริซลี หมีดำ ควายป่าไบซัน กวางมูส กวางเอลก์ แพะภูเขาบิกฮอร์น แมวป่า หมาป่า
| อุทยานแห่งแรกของโลกมีชื่อว่าอะไร | {
"answer": [
"เยลโลว์สโตน"
],
"answer_begin_position": [
138
],
"answer_end_position": [
149
]
} |
2,523 | 7,782 | รัฐฮาวาย รัฐฮาวาย (, , ภาษาฮาวาย: Hawaii) เป็นรัฐในสหรัฐอเมริกาตั้งอยู่ในหมู่เกาะฮาวายในมหาสมุทรแปซิฟิก ฮาวายได้รวมเข้ากับสหรัฐอเมริกาเป็นลำดับสุดท้ายคือลำดับที่ 50 ในวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2502 (ค.ศ. 1959) โดยฮาวายตั้งห่างจากชายฝั่งสหรัฐอเมริกาประมาณ 3,700 กม. (2,300 ไมล์) แต่เดิมฮาวายถูกเรียกว่า "หมู่เกาะแซนด์วิช" (Sandwich Islands) ตั้งโดย เจมส์ คุก เมื่อล่องเรือมาพบเกาะในปี พ.ศ. 2321 (ค.ศ. 1778) ฮาวายมีจำนวนประชากร 1,431,603 คน (ณ วันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2558) โดยมีโฮโนลูลูเป็นเมืองหลวงและเมืองที่ใหญ่ที่สุดของรัฐ ภาษาทางการของรัฐคือ ภาษาอังกฤษ และ ภาษาฮาวาย ฮาวายได้มีชื่อเล่นของรัฐว่า "รัฐอโลฮา" (Aloha State) ซึ่งคำว่า อโลฮา เป็นคำทักทายในภาษาฮาวาย มีความหมายถึง "สวัสดี" และ "ลาก่อน" เนื่องจากลักษณะทางภูมิศาสตร์ของฮาวาย ฮาวายได้เป็นจุดที่มีการถ่ายทำภาพยนตร์หรืออ้างอิงหลายแห่ง ปรากฏในภาพยนตร์ดังต่อไปนี้ ได้แก่ Sexy auquarium, Indiana johnes, Jurassic Park, Waterworld, From Here to Eternity, George of the Jungle, 50 First Dates, Pearl Harbor, Blue Crush และ Lilo & Stitch
| เมืองหลวงของรัฐฮาวายในประเทศสหรัฐอเมริกามีชื่อว่าอะไร | {
"answer": [
"โฮโนลูลู"
],
"answer_begin_position": [
551
],
"answer_end_position": [
559
]
} |
2,524 | 67,561 | ท้าวทองกีบม้า (มารี กีมาร์) ท้าวทองกีบม้า มีชื่อตัวว่า มารีอา กูโยมาร์ เด ปิญญา (Maria Guyomar de Pinha) แต่มักเป็นที่รู้จักในชื่อ มารี กีมาร์ (Marie Guimar; พ.ศ. 2201 หรือ พ.ศ. 2202 - พ.ศ. 2265) เป็นสุภาพสตรีช่วงกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ภรรยาของเจ้าพระยาวิชเยนทร์ (คอนสแตนติน ฟอลคอน) ขุนนางกรีกที่ทำราชการในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เธอมีชื่อเสียงจากการปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าห้องเครื่องต้นวิเสทในราชสำนัก ตำแหน่ง "ท้าวทองกีบม้า" ว่ากันว่านางได้ประดิษฐ์ขนมไทยที่ได้รับอิทธิพลจากอาหารโปรตุเกส อาทิ ทองหยิบ, ทองหยอด, ฝอยทอง, ทองม้วน และหม้อแกง จนได้สมญาว่าเป็น "ราชินีแห่งขนมไทย" แต่ก็มีกระแสคัดค้าน โดยให้เหตุผลว่า ขนมโปรตุเกสเหล่านี้แพร่หลายมาพร้อมกับกลุ่มชนเชื้อสายโปรตุเกสที่เข้ามาพำนักในกรุงศรีอยุธยามากว่า 150 ปีก่อนที่นางจะเกิดเสียอีก เรื่องที่นางดัดแปลงขนมไทยจากตำรับโปรตุเกสเป็นคนแรกเห็นจะผิดไปประวัติชาติกำเนิดและครอบครัว ประวัติ. ชาติกำเนิดและครอบครัว. ท้าวทองกีบม้า มีชื่อจริงว่า มารีอา กูโยมาร์ เด ปิญญา เป็นคริสตังเชื้อสายโปรตุเกส, เบงกอล และญี่ปุ่น เป็นธิดาคนโตของฟานิก กูโยมาร์ (Fanik Guyomar) บิดามีเชื้อสายโปรตุเกส, ญี่ปุ่น และเบงกอล ที่อพยพมาจากอาณานิคมโปรตุเกสในเมืองกัว กับมารดาชื่ออูร์ซูลา ยะมะดะ (Ursula Yamada; ) ลูกหลานผู้ลี้ภัยจากการเบียดเบียนศาสนาในญี่ปุ่น จากการเบียดเบียนศาสนาในญี่ปุ่นเมื่อปี พ.ศ. 2135 ตามคำบัญชาของโทะโยะโตะมิ ฮิเดะโยะชิ ทำให้เซญอรา อิกเนซ มาร์แตงซ์ หรือ อิกเนซ มาร์ตินซ์ () ย่าบ้างก็ว่าเป็นยายของท้าวทองกีบม้า ถูกนำตัวมาไว้ที่เมืองไฮโฟในเวียดนาม ระหว่างนั้นนางได้สมรสกับลูกหลานไดเมียวตระกูลโอโตะโมะ ภายหลังครอบครัวของนางจึงได้อพยพมาลงหลักปักฐานในกรุงศรีอยุธยาอีกทอดหนึ่ง แต่ข้อมูลบางแห่งก็ว่า ครอบครัวของนางไปอยู่ที่กัมพูชาก่อนถูกกวาดต้อนมาสู่กรุงศรีอยุธยาเมื่อคราสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงตีเมืองละแวก ในปี ค.ศ. 1593 จากข้อมูลนี้มารีอาอาจมีเชื้อสายเขมรหรือจามผ่านทางมารดาด้วยก็เป็นได้ ครอบครัวของยะมะดะเป็นตระกูลที่เคร่งครัดในคริสต์ศาสนา เซญอรา อิกเนซ มาร์แตงซ์ ผู้เป็นยาย อ้างว่านางเป็นหลานสาวของนักบุญฟรังซิสเซเวียร์ (Saint Francis Xavier) นักบุญชื่อดัง ที่ได้ประทานศีลล้างบาปและตั้งนามทางศาสนาให้ แต่อย่างไรก็ตามมารดาของท้าวทองกีบม้าค่อนข้างจะมีประวัติด่างพร้อยว่านางคบชู้กับบาทหลวงทอมัส วัลกัวเนรา (Thomas Vulguaneira) บาทหลวงเยสุอิตเชื้อสายซิซิลี และกล่าวกันว่าท้าวทองกีบม้า มิใช่ลูกของฟานิก สามีตามกฎหมายของนางยะมะดะ แต่เกิดกับบาทหลวงรูปดังกล่าว ดังปรากฏใน Mémoire touchant l'enlèvement et la reddition de Madame Constance ความว่า "ส่วนนางอูร์ซูลนั้นเล่า พอเข้าพิธีแต่งงานกับสามีที่ถูกต้องนามว่าฟานิกได้ไม่ทันไร ก็ไปมีความสัมพันธ์กับบาทหลวงวัลกัวเนรา ซึ่งเป็นบาทหลวงชั้นผู้ใหญ่ฝ่ายเยสุอิต ผู้ออกแบบการก่อสร้างป้อมค่ายกำแพงเมืองให้สยาม มาดามฟอลคอน [ท้าวทองกีบม้า] ซึ่งผิวขาวยิ่งกว่านายฟานิกและน้อง ๆ ของเธอ ถือกำเนิดในช่วงเวลานี้เอง ปรากฏว่าบาทหลวงวัลกัวเนราถูกเรียกตัวไปประจำที่มาเก๊าเพราะมีข่าวอื้อฉาวเรื่องนี้เอง ว่ากันว่าท่านบาทหลวงข้ามแม่น้ำไปยังหมู่บ้านญี่ปุ่นอีกฟากฝั่งหนึ่งเพื่อไปหานาง" ทั้งยังปราฏใน Mémoire en forme de lettre d'un anglais catholique เช่นกัน มีเนื้อความว่า "พ่อฟานิกคนนี้ เป็นคนผิวดำลูกครึ่งเบงกอลกับญี่ปุ่น [...] ที่ข้าพเจ้าระบุว่าเขาผิวดำนี้ มิพักต้องคัดค้านดอกว่าก็บุตรธิดาของเขาบ้างบางคนนั้นผิวขาว และคนอื่น ๆ กลับผิวคล้ำ ก็นี่ล่ะที่จะเป็นเหตุให้ต้องค้นหากันละสิ [...] ข้าพเจ้าจะบอกว่า นักบวชตาชาร์... ท่านทำให้ทุก ๆ คนหัวเราะกันอยู่เรื่อย เวลาที่พูดว่า มร. กงส์ต็องส์เรียกขานบาทหลวงเยสุอิตว่าเป็นพี่เป็นน้อง" ทั้งนี้ไม่มีการชี้ชัดว่าฟานิกเป็นบิดาแท้จริงของมารีอาหรือไม่ ขณะที่งานเขียนของ อี. ดับเบิลยู ฮัตชินสัน (E. W. Hutchinson) ที่เขียนหนังสือเกี่ยวกับประวัติศาสตร์สยามสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชจำนวนสองเล่ม ที่มีการกล่าวถึงประวัติชีวิตของท้าวทองกีบม้า คือ Adventure in Siam in the 17th Century. และ 1688 Revolution in Siam. โดยเมื่อกล่าวถึงฟานิกเขามักใช้คำว่า "ผู้เลี้ยงดู" หรือ "พ่อเลี้ยง" แต่เอกสารบางชิ้นก็ว่า ท้าวทองกีบม้าผิวคล้ำละม้ายฟานิก และเอกสารของบาทหลวงฝรั่งเศส ต่างไม่ลังเลใจที่จะเรียกฟานิกว่าเป็นบิดาของนางชีวิตสมรส ชีวิตสมรส. มารีอาได้สมรสกับเจ้าพระยาวิชเยนทร์ (คอนสแตนติน ฟอลคอน) ขุนนางชาวกรีกอันเป็นที่โปรดปรานของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ขณะนั้นที่นางมีอายุได้ 16 ปี เบื้องต้นบิดาของนางแสดงความไม่พอใจในพฤติกรรมและวัตรปฏิบัติของลูกเขยที่หลงลาภยศสรรเสริญและมักในโลกีย์นัก ฟอลคอนจึงแสดงความจริงใจด้วยยอมละนิกายแองกลิคันที่ตนนับถือ เปลี่ยนเป็นนิกายโรมันคาทอลิกตามมารีอา ฟานิกจึงเห็นแก่ความรักของคอนสแตนตินและยินยอมได้ทั้งสองสมรสกัน โดยมีสมเด็จพระนารายณ์มหาราชและขุนนางผู้ใหญ่เข้าร่วมงานมงคลสมรสดังกล่าวด้วย หลังการสมรส มารีอาก็ยังดำรงชีวิตอย่างปกติไม่โอ้อวดในยศถาบรรดาศักดิ์ ซ้ำยังชี้ชวนให้สามีคือเจ้าพระยาวิชเยนทร์ ประพฤติและปฏิบัติศาสนกิจอย่างเคร่งครัดสม่ำเสมอขึ้นกว่าเก่า ดังปรากฏในงานเขียนของบาทหลวงโกลด เดอ แบซ (Claude de Bèze) ว่า "...สตรีผู้ถือมั่นในพระคริสตธรรมนี้มีอายุได้ไม่เกิน 16 ปี ได้หลีกหนีความบันเทิงเริงรมย์ทั้งหลาย อันสตรีในวัยเดียวและฐานะเดียวกันกับนางใฝ่หากันหนักหนานั้น แล้วมุ่งแต่จะรับใช้พระผู้เป็นเจ้ากับทำความสบายอกสบายใจแก่ท่านสามีเท่านั้น นางไม่ออกจากทำเนียบไปไหนมาไหนเลย นอกจากจะไปวัด..." ท้าวทองกีบม้าและเจ้าพระยาวิชเยนทร์ มีบุตรด้วยกันสองคนคือ จอร์จ ฟอลคอน (George Phaulkon) กับคอนสแตนติน ฟอลคอน (Constantin Phaulkon) บ้างว่าชื่อควน ฟอลคอน (Juan Phaulkon) แต่ก่อนหน้านี้ฟอลคอนมีบุตรสาวคนหนึ่งที่เกิดกับหญิงชาววังที่ได้รับพระราชทานจากกรมหลวงโยธาเทพเพื่อผูกมัดฟอลคอนไว้กับราชสำนัก หลังสมรสแล้วมารีอาจึงส่งหญิงผู้นั้นไปเมืองพิษณุโลก มารีอาก็แสดงน้ำใจด้วยนำบุตรของหญิงผู้นั้นมาเลี้ยงเองเป็นอย่างดี นอกจากนี้เธอและสามียังอุปถัมภ์เด็กเข้ารีตกว่า 120 คน แต่ชีวิตสมรสของเธอก็ไม่ราบรื่นนัก เหตุก็เพราะความเจ้าชู้ของเจ้าพระยาวิชเยนทร์ ที่นอกใจนางไปมีสัมพันธ์สวาทกับคลารา (Clara) นางทาสชาวจีนในอุปการะของเธอ มารีอาจึงขนข้าวของและผู้คนจากลพบุรีกลับไปที่กรุงศรีอยุธยามาแล้วครั้งหนึ่งชีวิตตกอับ ชีวิตตกอับ. แต่ชีวิตที่รุ่งโรจน์ของเธอก็พลันดับวูบลงเมื่อเจ้าพระยาวิชเยนทร์ผู้เป็นสามี ถูกตัดสินประหารชีวิตและริบราชบาตรหลังเกิดจลาจลก่อนสิ้นรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเพียงไม่กี่วัน ขณะที่เจ้าพระยาวิชเยนทร์กำลังจะถูกประหารนั้น บางบันทึกระบุว่า "[นาง]เศร้าโศกร่ำไห้ปิ่มว่าจะขาดใจ" บ้างก็ว่า นางมิได้ร่ำไห้ให้สามีแม้แต่น้อย แต่นางกลับถ่มน้ำลายรดหน้าสามี และไม่ยอมให้จูบลาลูก บาทหลวงอาร์ตุส เดอ ลียอน (Artus de Lionne) ที่เข้ามาเผยแผ่พระศาสนาในช่วงนั้น ได้ระบุเหตุการณ์การจัดการทรัพย์สินของเจ้าพระยาวิชเยนทร์ดังกล่าวว่า "...วันที่ 30 พฤษภาคม เขาได้เรียกตราประจำตำแหน่งของสามีนางคืนไป วันที่ 31 ริบอาวุธ เอกสาร และเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย วันต่อมาได้ตีตราประตูห้องหับทั่วทุกแห่งแล้วจัดยามมาเฝ้าไว้ วันที่ 2 มิถุนายน ขุนนางผู้หนึ่งนำไพร่ 100 คนมาขนเงิน เครื่องแต่งบ้านและจินดาภรณ์ไป..." แต่กระนั้นเธอยังลอบแบ่งทรัพย์สินและเครื่องเพชรออกเป็นสามกล่อง สองกล่องแรกไว้กับบาทหลวงเยสุอิต ส่วนอีกกล่องเธอฝากไว้ที่ทหารฝรั่งเศสชั้นนายร้อยไป แต่บาทหลวงเยสุอิตเกรงจะไม่ปลอดภัยจึงฝากไว้กับนายพันโบช็อง แต่เมื่อทั้งบาทหลวงและนายพันโบช็องมาถึงบางกอก นายพลเดฟาร์ฌ (General Desfarges) จึงเก็บทรัพย์สินทั้งหมดไว้เอง ครั้นเมื่อถึงเวลาคืนทรัพย์สินของฟอลคอนแก่ออกญาโกษาธิบดีผู้แทนของไทย "ทรัพย์สินที่คงเหลือมีเพียงหนึ่งในสามเท่านั้น" ด้วยเหตุนี้มารีอาจึงมีสภาพสิ้นเนื้อประดาตัว นางต้องประสบเคราะห์กรรมและความทุกข์อย่างสาหัส ทั้งยังต้องทนทุกขเวทนากับกับคุมขัง ดังปรากฏในบันทึกของบาทหลวงเดอ แบซ ความว่า "...สุภาพสตรีผู้น่าสงสารผู้นั้น ถูกโยนเข้าไปขังไว้ในโรงม้าอันคลุ้งไปด้วยกลิ่นเหม็นและสิ่งปฏิกูลต่าง ๆ ไม่มีข้าวของติดตัวไปเลย มีแต่ฟากสำหรับนอนเท่านั้น" ท่ามกลางความโชคร้ายก็ยังมีความโชคดี เพราะผู้คุมที่เคยได้รับการอุปการะเอื้อเฟื้อจากนางได้ลักลอบให้ความสะดวกบางประการแก่นาง ขณะที่ชาวต่างด้าวคนอื่นจะถูกกักขังและทำโทษอย่างรุนแรง ต่อมาได้ถูกนำตัวไปเป็นคนใช้ในวัง แต่โชคร้ายของนางยังไม่หมดเท่านี้ เมื่อหลวงสรศักดิ์ พระโอรสในสมเด็จพระเพทราชา พระเจ้าแผ่นดินใหม่ ได้หลงใหลพึงใจในรูปโฉมของนาง และมีพระประสงค์ที่จะนำนางไปเป็นภริยา มีการส่งคนมาเกลี้ยกล่อมพร้อมคำมั่นนานัปการ หวังเอาชนะใจนาง เมื่อไม่สมดั่งใจประสงค์ก็แปรเป็นความเกลียดและขู่อาฆาต ดังปรากฏในพงศาวดารว่า "...ฝ่ายภรรยาฟอลคอน ได้ถูกรังแกข่มเหงต่าง ๆ บุตรพระเพทราชาก็เกลียดนัก ด้วยบุตรพระเพทราชาได้ไปเกี้ยวภรรยาฟอลคอน แต่ภรรยาฟอลคอนไม่ยอม บุตรพระเพทราชาจึงเกลียดและขู่จะทำร้ายต่าง ๆ" ตลอดเวลาทุกข์ลำบากนี้ นางพยายามหาทุกวิถีทางที่จะติดต่อกับชาวฝรั่งเศส เพื่อขอออกไปจากแผ่นดินกรุงศรีอยุธยา นายพลเดฟาร์ฌที่ประจำการที่ป้อมวิไชยเยนทร์ที่บางกอกได้ให้สัญญากับนางว่าจะพาออกไปพ้นกรุงสยาม แต่นายพลเดฟาร์ฌได้บิดพลิ้วต่อนาง "...ถ้าพวกเขาพามาดามกงส์ต็องส์ออกไปแล้วไซร้ พวกคริสตังทั้งนั้นจะได้รับการข่มเหงจากพวกคนสยาม และจะพากันถูกลงโทษประหารอย่างอเนจอนาถ พวกคนป่าเถื่อนเหล่านั้นจะทำลายโรงคลังสินค้าของฝรั่งเศสเสีย อันจะเป็นความเสียหายใหญ่หลวงแก่กิจการค้าของบริษัทในชมพูทวีป..." นอกจากปฏิเสธนางแล้ว ยังได้กักขังหน่วงเหนี่ยวนางในหอรบและควบคุมอย่างเข้มงวด บาทหลวงเดอ แบซ ได้บันทึกเหตุการณ์ดังกล่าวว่า "...เรายังได้ทราบต่อมาอีกถึงความทุกข์ทรมานที่เธอได้รับจากการถูกทอดทิ้งในคราวนั้น แม้กระทั่งน้ำก็ไม่มีให้ดื่ม" หลังจากนั้นประวัติของนางก็หายไปช่วงหนึ่ง และปรากฏอีกครั้งว่านางกลับมายังกรุงศรีอยุธยาอีกครั้ง มีชาวฝรั่งเศสบันทึกถึงนางว่า "...มาดามกงสต็องส์ได้ออกจากบางกอกด้วยกิริยาองอาจ ดูสีหน้ารู้สึกว่ามิได้กลัวตายเท่าใดนัก แต่มีความดูถูกพวกฝรั่งเศสมากกว่า..." แต่ขณะเดียวกันนั้น นายพลเดฟาร์ฌซึ่งเดินทางออกจากสยามหวังคืนสู่ฝรั่งเศสโดยที่เขาหอบสมบัติของนางไปด้วย ก็ได้ถึงแก่มรณกรรมที่แหลมกู๊ดโฮป ทั้งลูกน้องที่เหลือยังถูกชาวเนเธอร์แลนด์จับกุมเป็นเชลยที่นั่น ทรัพย์สินของฟอลคอนที่นางฝากมาก็พลอยถูกยึดและอันตรธานไปด้วย หมอเองเงิลแบร์ท เคมพ์เฟอร์ (Engelbert Kaempfer) แพทย์ชาวเยอรมัน ได้กล่าวถึงนางกับบุตรอย่างไม่แน่ใจว่า "...เจ้าเด็กน้อยกับแม่คงเที่ยวขอทานเขากินมาจนทุกวันนี้ หามีใครกล้าเกี่ยวข้องด้วยไม่..."การรับราชการและบั้นปลายชีวิต การรับราชการและบั้นปลายชีวิต. เรื่องราวของมาดามฟอลคอน หรือมารีอา กูโยมาร์ ปรากฏอีกครั้ง โดยเธอเขียนจดหมายส่งไปยังบิชอปฝรั่งเศสในประเทศจีนเมื่อปี พ.ศ. 2249 เพื่อขอให้บาทหลวงกราบทูลพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ให้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ บังคับให้รัฐบาลฝรั่งเศสส่งส่วนแบ่งรายได้ของบริษัทฝรั่งเศสที่สามีเคยเป็นผู้อำนวยการแก่นางบ้าง และพรรณนาความทุกข์ยากลำบากของนาง ความว่า "...พระผู้เป็นเจ้าจะไม่พิศวงในเวรกรรมและภาวะของข้าพเจ้าในขณะบ้างละหรือ ตัวข้าพเจ้านั้นหรือ เมื่อก่อนจะไปในที่ประชุมชนแห่งใดในกรุงศรีอยุธยาก็ไปเช่นพระราชินี ข้าพเจ้าได้เคยรับพระมหากรุณาโดยเฉพาะโดยเอนกประการจากสมเด็จพระเจ้าแผ่นดิน บรรดาเจ้านายและขุนนางผู้ใหญ่ทั้งปวงก็นับถือไว้หน้า ตลอดจนไพร่ฟ้าประชาชนทั้งหลายก็รักใคร่ [...] ต้องทำงานถวายตรากตรำด้วยความเหนื่อยยากและระกำช้ำใจ มืดมนอนธการไปด้วยความทุกข์ยาก ตั้งหน้าแต่จะคอยว่าเมื่อใดพระเจ้าจะโปรดให้ได้รับแสงสว่างบ้าง ตอนกลางคืนนางก็ไม่มีที่พิเศษอย่างใด คงแอบพักนอนที่มุมห้องพระเครื่องต้น บนดินที่ชื้น ต้องคอยระวังเฝ้ารักษาเฝ้าห้องเครื่องต้น..." จากจดหมายดังกล่าวก็จะพบว่า ขณะนี้นางได้ปฏิบัติหน้าที่เป็นพนักงานเครื่องต้นในวังแล้ว สอดคล้องกับ จดหมายเหตุฝรั่งเศสโบราณ ที่บันทึกการปฏิบัติหน้าที่ในห้องเครื่องต้นของนาง ความว่า "...ภรรยา [ของนายคอนสแตนติน] เป็นท้าวทองกีบม้าได้เป็นผู้กำกับการชาวเครื่องพนักงานหวาน ท่านท้าวทองกีบม้าผุ้นี้เป็นต้นสั่งสอนให้ชาวสยามทำของหวานคือขนมทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอด ขนมทองโปร่ง ทองพลุ ขนมผิง ขนมฝรั่ง ขนมขิง ขนมไข่เต่า ขนมทองม้วน ขนมสัมปันนี ขนมหม้อแกง และสังขยา" ในบันทึกของเมอซีเยอโชมง (คนละท่านกับเชอวาลีเยเดอโชมง) ชาวฝรั่งเศสที่เข้ามาในปี พ.ศ. 2262-2267 ได้ให้ข้อมูลว่าหลังสิ้นรัชกาลพระเจ้าเสือ ชีวิตของมาดามฟอลคอนได้กลับมาดีขึ้นโดยลำดับ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระทรงโปรดเกล้าให้มาดามฟอลคอนเข้ามารับราชการฝ่ายใน โดยไว้วางพระราชหฤทัยให้นางดูแลเครื่องเงินเครื่องทองของหลวง และเป็นหัวหน้าเก็บพระภูษาฉลองพระองค์ และมีสตรีในบังคับบัญชากว่า 2,000 คน ทั้งนี้ท้าวทองกีบม้าปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริต คืนเงินสู่ท้องพระคลังปีละครั้งมาก ๆ ทุกปี จนเป็นที่โปรดปรานในองค์พระมหากษัตริย์ รวมทั้งจอร์จ บุตรชายของเธอที่ยังมีชีวิตอยู่ ด้วยพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระทรงโปรดไว้ใกล้ชิดพระองค์ ดังปรากฏจากบันทึกของเมอซีเยอโชมง ความว่า "...พระเจ้ากรุงสยามได้รับสั่งให้หาจอร์จ บุตรของเมอซีเยอกงส์ต็องส์ แล้วโปรดให้แต่งตัวอย่างดี ๆ และรับสั่งให้นายจอร์จเรียนภาษาไทยเสียให้รู้ ได้โปรดให้เอานายจอร์จไว้ใช้ใกล้ชิดพระองค์ และได้โปรดเป็นครูด้วยพระองค์เอง สอนภาษาไทยให้แก่นายจอร์จ..." จากความเบื้องต้นแสดงให้เห็นว่าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระทรงโปรดปรานบุตรคนโตของนางมาก ส่วนบุตรคนเล็กคือ คอนสแตนติน ได้สนองพระเดชพระคุณสร้างออร์แกนเยอรมันถวายสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ จากหลักฐานของมิชชันนารีฝรั่งเศส คอนสแตนตินถูกเรียกว่า ราชมนตรี เป็นตำแหน่งผู้นำของชุมชนคริสตัง ในปี พ.ศ. 2260 รัฐบาลฝรั่งเศสได้มีมติอนุมัติให้ส่งเงินรายได้ที่เป็นของฟอลคอนแก่นางตามที่นางขอร้องในจดหมายที่เคยส่งไปมาให้ ที่สุดหลังพ้นจากวิบากกรรมอันเลวร้าย ท้าวทองกีบม้าได้ใช้เวลาแห่งบั้นปลายชีวิตที่เหลือด้วยการปฏิบัติศาสนกิจอย่างเคร่งครัดโดยพำนักอยู่กับลูกสะใภ้ที่ชื่อ ลุยซา ปัสซัญญา (Louisa Passagna) ภริยาม่ายของคอนสแตนติน และได้ถึงแก่มรณกรรมในปี พ.ศ. 2265ชีวิตส่วนตัว ชีวิตส่วนตัว. หลวงสิทธิสยามการ (Luang Sitsayamkan) เขียนบรรยายถึงบุคลิกของท้าวทองกีบม้าในหนังสือ The Greek Favorite of The King of Siam ความว่า "ท้าวทองกีบม้าเป็นหญิงสาวชาวญี่ปุ่น รูปร่างผอม ผมดำ ตาสีน้ำตาล ผิวหน้าสะอาดสดใส สูงราว 5 ฟุต รูปร่างเล็ก สดใส ร่าเริง แม้จะไม่สวยมาก แต่ก็เป็นหญิง "ผิวคล้ำ" ที่ดึงดูดใจและมีรูปร่างดี" แต่ข้อความดังกล่าวนี้หลวงสิทธิสยามการมิได้อ้างอิงแหล่งที่มาว่าใครกล่าว ขณะที่ Mémoire en forme de lettre d'un anglais catholique อธิบายว่านางมีผิวขาวกว่าบิดาและในกระบวนพี่น้อง และสันนิษฐานว่าท้าวทองกีบม้าน่าจะแต่งกายอย่างชาวสยามหรืออาจจะแต่งอย่างญี่ปุ่น ทั้งนี้ท้าวทองกีบม้าพูดภาษาไทย, ญี่ปุ่น และโปรตุเกสในการสื่อสาร เชื่อว่าท้าวทองกีบม้าและสามีน่าจะสื่อสารกันด้วยภาษาโปรตุเกสมากกว่าภาษาไทย ทั้งยังมีรสนิยมการแต่งบ้านแบบญี่ปุ่น ที่ตกแต่งโดยภาชนะ, ฉากญี่ปุ่น หรือแม้แต่ภาพที่ฝาผนัง และเป็นที่แน่ชัดว่าเธอไม่ชอบอาหารไทย โดยให้เหตุผลว่าไม่ถูกจริต ท้าวทองกีบม้า นับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก และเป็นผู้ที่เคร่งครัดในศาสนา ในงานบันทึกของบาทหลวงเดอ แบซ ได้กล่าวถึงพฤติกรรมท้าวทองกีบม้าหลังการสมรสกับเจ้าพระยาวิชเยนทร์ ความว่า "...เขา [เจ้าพระยาวิชเยนทร์] ได้รับความชุ่มชื่นใจจากความเลื่อมใสศรัทธาและความกระตือรือร้นในพระศาสนาของภรรยาเป็นที่ยิ่ง จึงทำให้บ้านเรือนของเขานั้นเปรียบเสมือนว่าเป็นบ่อแห่งคุณธรรมความดีและพระศาสนา จนแทบกล่าวได้ว่า เป็นโรงธรรมยิ่งกว่าจะเป็นทำเนียบของขุนนางผู้ใหญ่ในแผ่นดินเสียอีก..." นอกจากนี้นางมีใจเมตตาเผื่อแผ่คนทุกข์ โดยเฉพาะเด็ก ๆ ท้าวทองกีบม้าได้อุดหนุนจุนเจือพวกเขาและเผยแผ่ศาสนาคริสต์ไปในตัว ดังปรากฏว่า "...ที่บ้านของนางจะมีลูกแกะ [ผู้ที่ได้รับการอบรมให้เข้ารีต] เช่นนั้นอยู่ไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยยี่สิบตัว ซึ่งนางได้เลี้ยงดูเพื่อส่งเข้าคอกแห่งพระผู้เป็นเจ้า และเมื่อเด็กเหล่านั้นเติบใหญ่กล้าวัยขึ้นแล้ว ก็มอบเงินทองให้ไปตั้งตัว โดยเฉพาะหญิงสาวแล้วก็จัดให้มีเหย้าเรือนเป็นหลักเป็นฐานไปพร้อมกับกำชับให้ถือเอาแบบอย่างที่นางปฏิบัติอยู่..." ในวันเซนา (Céna) ซึ่งเป็นวันสำคัญทางศาสนาด้วยเป็นมื้อสุดท้ายที่พระเยซูร่วมโต๊ะอาหารกับพระสาวกหรือวันถือศีลอด ฟอลคอนและภริยาจะบำเพ็ญกุศลด้วยการอุทิศทรัพย์และแรงกายตนดูแลคนยากจน ด้วยการปฏิบัติด้วยตนเอง ไม่เว้นแม้แต่การคุกเข่าเพื่อล้างเท้าให้ จนนางได้รับการขนานนามว่า "มารดาแห่งพวกคริสตชน" นางมีความเคร่งครัดในศาสนามาก แม้ขณะที่นางถูกคุมขัง นางก็ลอบออกจากที่คุมขังไปยังวัดในหมู่บ้านโปรตุเกสตอนตีสามโดยเรือเปิดประทุน และต้องกลับมาให้ทันก่อนหกโมงเช้า บางครั้งนางต้องทนความหนาวของอากาศหรือความชุ่มโชกจากฝน บาทหลวงเดอ แบซ ได้บันทึกไว้ว่า "...นางถึงกับเป็นลมหมดสติแน่นิ่งอยู่เป็นเวลา 12 ชั่วโมง"สิ่งสืบเนื่องขนมที่เชื่อว่าท้าวทองกีบม้าทำขึ้น สิ่งสืบเนื่อง. ขนมที่เชื่อว่าท้าวทองกีบม้าทำขึ้น. เมื่อครั้งที่ท้าวทองกีบม้า เข้ารับราชการในห้องเครื่องต้น กำกับเครื่องชาวพนักงานหวานในพระราชวัง ก็ได้สร้างสรรค์ขนมหวานหลายชนิด โดยดัดแปลงมาจากตำรับอาหารโปรตุเกสให้เป็นขนมหวานของไทย โดยผสมผสานความรู้ด้านการทำอาหารที่มีมาแต่เดิมมารวมเข้ากับวัตถุดิบที่มีในท้องถิ่น ทั้งยังสอนความรู้ดังกล่าวแก่เหล่าสตรีในบัญชา จนตำรับเป็นที่เผยแพร่โดยทั่วไปและตกทอดสู่อนุชนรุ่นหลัง ถือเป็นหนึ่งในวัฒนธรรมโปรตุเกสที่แพร่เข้าสู่สังคมไทย ด้วยเหตุนี้ท้าวทองกีบม้าจึงได้การยกย่องให้เป็น "ราชินีแห่งขนมไทย" โดยขนมที่เชื่อว่าท้าวทองกีบม้าได้ดัดแปลงเป็นขนมหวานของไทยนั้น มีดังต่อไปนี้ ขณะที่เรโกะ ฮะดะ สตรีชาวญี่ปุ่นเชื้อสายโปรตุเกส ได้เขียนบทความชื่อ Madame Marie Guimard Under the Ayudhya Dynasty of the Seventeenth Century ลงในวารสารสยามสมาคม เสนอว่า ท้าวทองกีบม้าได้สูตรทำขนมดังกล่าวมาจากมารดาซึ่งเป็นชาวญี่ปุ่น เพราะก่อนหน้านี้ชาวโปรตุเกสได้เข้าไปในประเทศญี่ปุ่นและเผยแพร่การทำขนมโปรตุเกสแก่ชาวญี่ปุ่น ปัจจุบันขนมญี่ปุ่นชนิดหนึ่งที่มาจากตำหรับโปรตุเกสมีลักษณะเหมือนฝอยทอง ยังคงทำอยู่ที่เคียวโตะและคีวชูในปัจจุบัน แต่ในทางตรงกันข้าม ปรีดิ พิศภูมิวิถี อาจารย์ประจำคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ได้คัดค้านเรื่องท้าวทองกีบม้าดัดแปลงให้เป็นขนมหวานของไทย โดยให้เหตุผลว่า ขนมโปรตุเกสเหล่านี้แพร่หลายมาพร้อม ๆ กับกลุ่มชนเชื้อสายโปรตุเกสที่เข้ามาพำนักในกรุงศรีอยุธยามากว่า 150 ปีก่อนที่ท้าวทองกีบม้าจะเกิดเสียอีก ทั้งยังไม่มีหลักฐานเพียงพอว่านางได้ผลิตขนมดังกล่าวจริง ดังนั้นความคิดที่ว่าท้าวทองกีบม้าเป็นผู้ผลิตขนมหวานที่รับอิทธิพลโปรตุเกสได้เป็นคนแรกจึงเป็นเรื่องที่ผิดสัญลักษณ์ของขนมหวานไทย สัญลักษณ์ของขนมหวานไทย. จากการที่ท้าวทองกีบม้า เป็นชาวไทยที่เกิดจากชุมชนลูกครึ่งในกรุงศรีอยุธยาที่มีเชื้อสายทั้งญี่ปุ่นและโปรตุเกส ทั้งยังมีชื่อเสียงด้านขนมหวานของไทยจนเป็นสัญลักษณ์ของขนมหวานไทย เรื่องราวของนางได้ถูกหยิบยกมาเป็นหนึ่งของการจัดนิทรรศการระหว่างประเทศ อาทิ ในปี พ.ศ. 2550 มีการจัดเทศกาลไทย ครั้งที่ 8 ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น มีการจัดซุ้มสาธิตหัตถกรรมการทำขนมไทย ได้นำเรื่องราวของท้าวทองกีบม้าซึ่งมีเชื้อสายญี่ปุ่นที่มาเผยแพร่วัฒนธรรมด้านการประดิษฐ์ขนมหวานของไทย และในปี พ.ศ. 2555 มิวเซียมสยามได้จัดนิทรรศการพิเศษชุด "Olá Sião 500 ปี ไทย-โปรตุเกส" อันเป็นนิทรรศการเกี่ยวกับความสัมพันธ์และการเข้ามาของชาวโปรตุเกสตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ทั้งนี้มีการจัดห้องของท้าวทองกีบม้าโดยเฉพาะ ซึ่งมีนักแสดงรับบทเป็นท้าวทองกีบม้า คอยบอกเล่าเรื่องราวของขนมหวานที่เกิดจากการผสมผสานของวัฒนธรรมไทยและโปรตุเกส ที่ดัดแปลงและใช้วัตถุดิบภายในประเทศคือ แป้ง, น้ำตาล และไข่
| สุภาพสตรีช่วงกรุงศรีอยุธยาตอนปลายชื่อว่า ท้าวทองกีบม้า เป็นภรรยาของใคร | {
"answer": [
"เจ้าพระยาวิชเยนทร์"
],
"answer_begin_position": [
342
],
"answer_end_position": [
360
]
} |
2,525 | 67,561 | ท้าวทองกีบม้า (มารี กีมาร์) ท้าวทองกีบม้า มีชื่อตัวว่า มารีอา กูโยมาร์ เด ปิญญา (Maria Guyomar de Pinha) แต่มักเป็นที่รู้จักในชื่อ มารี กีมาร์ (Marie Guimar; พ.ศ. 2201 หรือ พ.ศ. 2202 - พ.ศ. 2265) เป็นสุภาพสตรีช่วงกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ภรรยาของเจ้าพระยาวิชเยนทร์ (คอนสแตนติน ฟอลคอน) ขุนนางกรีกที่ทำราชการในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เธอมีชื่อเสียงจากการปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าห้องเครื่องต้นวิเสทในราชสำนัก ตำแหน่ง "ท้าวทองกีบม้า" ว่ากันว่านางได้ประดิษฐ์ขนมไทยที่ได้รับอิทธิพลจากอาหารโปรตุเกส อาทิ ทองหยิบ, ทองหยอด, ฝอยทอง, ทองม้วน และหม้อแกง จนได้สมญาว่าเป็น "ราชินีแห่งขนมไทย" แต่ก็มีกระแสคัดค้าน โดยให้เหตุผลว่า ขนมโปรตุเกสเหล่านี้แพร่หลายมาพร้อมกับกลุ่มชนเชื้อสายโปรตุเกสที่เข้ามาพำนักในกรุงศรีอยุธยามากว่า 150 ปีก่อนที่นางจะเกิดเสียอีก เรื่องที่นางดัดแปลงขนมไทยจากตำรับโปรตุเกสเป็นคนแรกเห็นจะผิดไปประวัติชาติกำเนิดและครอบครัว ประวัติ. ชาติกำเนิดและครอบครัว. ท้าวทองกีบม้า มีชื่อจริงว่า มารีอา กูโยมาร์ เด ปิญญา เป็นคริสตังเชื้อสายโปรตุเกส, เบงกอล และญี่ปุ่น เป็นธิดาคนโตของฟานิก กูโยมาร์ (Fanik Guyomar) บิดามีเชื้อสายโปรตุเกส, ญี่ปุ่น และเบงกอล ที่อพยพมาจากอาณานิคมโปรตุเกสในเมืองกัว กับมารดาชื่ออูร์ซูลา ยะมะดะ (Ursula Yamada; ) ลูกหลานผู้ลี้ภัยจากการเบียดเบียนศาสนาในญี่ปุ่น จากการเบียดเบียนศาสนาในญี่ปุ่นเมื่อปี พ.ศ. 2135 ตามคำบัญชาของโทะโยะโตะมิ ฮิเดะโยะชิ ทำให้เซญอรา อิกเนซ มาร์แตงซ์ หรือ อิกเนซ มาร์ตินซ์ () ย่าบ้างก็ว่าเป็นยายของท้าวทองกีบม้า ถูกนำตัวมาไว้ที่เมืองไฮโฟในเวียดนาม ระหว่างนั้นนางได้สมรสกับลูกหลานไดเมียวตระกูลโอโตะโมะ ภายหลังครอบครัวของนางจึงได้อพยพมาลงหลักปักฐานในกรุงศรีอยุธยาอีกทอดหนึ่ง แต่ข้อมูลบางแห่งก็ว่า ครอบครัวของนางไปอยู่ที่กัมพูชาก่อนถูกกวาดต้อนมาสู่กรุงศรีอยุธยาเมื่อคราสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงตีเมืองละแวก ในปี ค.ศ. 1593 จากข้อมูลนี้มารีอาอาจมีเชื้อสายเขมรหรือจามผ่านทางมารดาด้วยก็เป็นได้ ครอบครัวของยะมะดะเป็นตระกูลที่เคร่งครัดในคริสต์ศาสนา เซญอรา อิกเนซ มาร์แตงซ์ ผู้เป็นยาย อ้างว่านางเป็นหลานสาวของนักบุญฟรังซิสเซเวียร์ (Saint Francis Xavier) นักบุญชื่อดัง ที่ได้ประทานศีลล้างบาปและตั้งนามทางศาสนาให้ แต่อย่างไรก็ตามมารดาของท้าวทองกีบม้าค่อนข้างจะมีประวัติด่างพร้อยว่านางคบชู้กับบาทหลวงทอมัส วัลกัวเนรา (Thomas Vulguaneira) บาทหลวงเยสุอิตเชื้อสายซิซิลี และกล่าวกันว่าท้าวทองกีบม้า มิใช่ลูกของฟานิก สามีตามกฎหมายของนางยะมะดะ แต่เกิดกับบาทหลวงรูปดังกล่าว ดังปรากฏใน Mémoire touchant l'enlèvement et la reddition de Madame Constance ความว่า "ส่วนนางอูร์ซูลนั้นเล่า พอเข้าพิธีแต่งงานกับสามีที่ถูกต้องนามว่าฟานิกได้ไม่ทันไร ก็ไปมีความสัมพันธ์กับบาทหลวงวัลกัวเนรา ซึ่งเป็นบาทหลวงชั้นผู้ใหญ่ฝ่ายเยสุอิต ผู้ออกแบบการก่อสร้างป้อมค่ายกำแพงเมืองให้สยาม มาดามฟอลคอน [ท้าวทองกีบม้า] ซึ่งผิวขาวยิ่งกว่านายฟานิกและน้อง ๆ ของเธอ ถือกำเนิดในช่วงเวลานี้เอง ปรากฏว่าบาทหลวงวัลกัวเนราถูกเรียกตัวไปประจำที่มาเก๊าเพราะมีข่าวอื้อฉาวเรื่องนี้เอง ว่ากันว่าท่านบาทหลวงข้ามแม่น้ำไปยังหมู่บ้านญี่ปุ่นอีกฟากฝั่งหนึ่งเพื่อไปหานาง" ทั้งยังปราฏใน Mémoire en forme de lettre d'un anglais catholique เช่นกัน มีเนื้อความว่า "พ่อฟานิกคนนี้ เป็นคนผิวดำลูกครึ่งเบงกอลกับญี่ปุ่น [...] ที่ข้าพเจ้าระบุว่าเขาผิวดำนี้ มิพักต้องคัดค้านดอกว่าก็บุตรธิดาของเขาบ้างบางคนนั้นผิวขาว และคนอื่น ๆ กลับผิวคล้ำ ก็นี่ล่ะที่จะเป็นเหตุให้ต้องค้นหากันละสิ [...] ข้าพเจ้าจะบอกว่า นักบวชตาชาร์... ท่านทำให้ทุก ๆ คนหัวเราะกันอยู่เรื่อย เวลาที่พูดว่า มร. กงส์ต็องส์เรียกขานบาทหลวงเยสุอิตว่าเป็นพี่เป็นน้อง" ทั้งนี้ไม่มีการชี้ชัดว่าฟานิกเป็นบิดาแท้จริงของมารีอาหรือไม่ ขณะที่งานเขียนของ อี. ดับเบิลยู ฮัตชินสัน (E. W. Hutchinson) ที่เขียนหนังสือเกี่ยวกับประวัติศาสตร์สยามสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชจำนวนสองเล่ม ที่มีการกล่าวถึงประวัติชีวิตของท้าวทองกีบม้า คือ Adventure in Siam in the 17th Century. และ 1688 Revolution in Siam. โดยเมื่อกล่าวถึงฟานิกเขามักใช้คำว่า "ผู้เลี้ยงดู" หรือ "พ่อเลี้ยง" แต่เอกสารบางชิ้นก็ว่า ท้าวทองกีบม้าผิวคล้ำละม้ายฟานิก และเอกสารของบาทหลวงฝรั่งเศส ต่างไม่ลังเลใจที่จะเรียกฟานิกว่าเป็นบิดาของนางชีวิตสมรส ชีวิตสมรส. มารีอาได้สมรสกับเจ้าพระยาวิชเยนทร์ (คอนสแตนติน ฟอลคอน) ขุนนางชาวกรีกอันเป็นที่โปรดปรานของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ขณะนั้นที่นางมีอายุได้ 16 ปี เบื้องต้นบิดาของนางแสดงความไม่พอใจในพฤติกรรมและวัตรปฏิบัติของลูกเขยที่หลงลาภยศสรรเสริญและมักในโลกีย์นัก ฟอลคอนจึงแสดงความจริงใจด้วยยอมละนิกายแองกลิคันที่ตนนับถือ เปลี่ยนเป็นนิกายโรมันคาทอลิกตามมารีอา ฟานิกจึงเห็นแก่ความรักของคอนสแตนตินและยินยอมได้ทั้งสองสมรสกัน โดยมีสมเด็จพระนารายณ์มหาราชและขุนนางผู้ใหญ่เข้าร่วมงานมงคลสมรสดังกล่าวด้วย หลังการสมรส มารีอาก็ยังดำรงชีวิตอย่างปกติไม่โอ้อวดในยศถาบรรดาศักดิ์ ซ้ำยังชี้ชวนให้สามีคือเจ้าพระยาวิชเยนทร์ ประพฤติและปฏิบัติศาสนกิจอย่างเคร่งครัดสม่ำเสมอขึ้นกว่าเก่า ดังปรากฏในงานเขียนของบาทหลวงโกลด เดอ แบซ (Claude de Bèze) ว่า "...สตรีผู้ถือมั่นในพระคริสตธรรมนี้มีอายุได้ไม่เกิน 16 ปี ได้หลีกหนีความบันเทิงเริงรมย์ทั้งหลาย อันสตรีในวัยเดียวและฐานะเดียวกันกับนางใฝ่หากันหนักหนานั้น แล้วมุ่งแต่จะรับใช้พระผู้เป็นเจ้ากับทำความสบายอกสบายใจแก่ท่านสามีเท่านั้น นางไม่ออกจากทำเนียบไปไหนมาไหนเลย นอกจากจะไปวัด..." ท้าวทองกีบม้าและเจ้าพระยาวิชเยนทร์ มีบุตรด้วยกันสองคนคือ จอร์จ ฟอลคอน (George Phaulkon) กับคอนสแตนติน ฟอลคอน (Constantin Phaulkon) บ้างว่าชื่อควน ฟอลคอน (Juan Phaulkon) แต่ก่อนหน้านี้ฟอลคอนมีบุตรสาวคนหนึ่งที่เกิดกับหญิงชาววังที่ได้รับพระราชทานจากกรมหลวงโยธาเทพเพื่อผูกมัดฟอลคอนไว้กับราชสำนัก หลังสมรสแล้วมารีอาจึงส่งหญิงผู้นั้นไปเมืองพิษณุโลก มารีอาก็แสดงน้ำใจด้วยนำบุตรของหญิงผู้นั้นมาเลี้ยงเองเป็นอย่างดี นอกจากนี้เธอและสามียังอุปถัมภ์เด็กเข้ารีตกว่า 120 คน แต่ชีวิตสมรสของเธอก็ไม่ราบรื่นนัก เหตุก็เพราะความเจ้าชู้ของเจ้าพระยาวิชเยนทร์ ที่นอกใจนางไปมีสัมพันธ์สวาทกับคลารา (Clara) นางทาสชาวจีนในอุปการะของเธอ มารีอาจึงขนข้าวของและผู้คนจากลพบุรีกลับไปที่กรุงศรีอยุธยามาแล้วครั้งหนึ่งชีวิตตกอับ ชีวิตตกอับ. แต่ชีวิตที่รุ่งโรจน์ของเธอก็พลันดับวูบลงเมื่อเจ้าพระยาวิชเยนทร์ผู้เป็นสามี ถูกตัดสินประหารชีวิตและริบราชบาตรหลังเกิดจลาจลก่อนสิ้นรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเพียงไม่กี่วัน ขณะที่เจ้าพระยาวิชเยนทร์กำลังจะถูกประหารนั้น บางบันทึกระบุว่า "[นาง]เศร้าโศกร่ำไห้ปิ่มว่าจะขาดใจ" บ้างก็ว่า นางมิได้ร่ำไห้ให้สามีแม้แต่น้อย แต่นางกลับถ่มน้ำลายรดหน้าสามี และไม่ยอมให้จูบลาลูก บาทหลวงอาร์ตุส เดอ ลียอน (Artus de Lionne) ที่เข้ามาเผยแผ่พระศาสนาในช่วงนั้น ได้ระบุเหตุการณ์การจัดการทรัพย์สินของเจ้าพระยาวิชเยนทร์ดังกล่าวว่า "...วันที่ 30 พฤษภาคม เขาได้เรียกตราประจำตำแหน่งของสามีนางคืนไป วันที่ 31 ริบอาวุธ เอกสาร และเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย วันต่อมาได้ตีตราประตูห้องหับทั่วทุกแห่งแล้วจัดยามมาเฝ้าไว้ วันที่ 2 มิถุนายน ขุนนางผู้หนึ่งนำไพร่ 100 คนมาขนเงิน เครื่องแต่งบ้านและจินดาภรณ์ไป..." แต่กระนั้นเธอยังลอบแบ่งทรัพย์สินและเครื่องเพชรออกเป็นสามกล่อง สองกล่องแรกไว้กับบาทหลวงเยสุอิต ส่วนอีกกล่องเธอฝากไว้ที่ทหารฝรั่งเศสชั้นนายร้อยไป แต่บาทหลวงเยสุอิตเกรงจะไม่ปลอดภัยจึงฝากไว้กับนายพันโบช็อง แต่เมื่อทั้งบาทหลวงและนายพันโบช็องมาถึงบางกอก นายพลเดฟาร์ฌ (General Desfarges) จึงเก็บทรัพย์สินทั้งหมดไว้เอง ครั้นเมื่อถึงเวลาคืนทรัพย์สินของฟอลคอนแก่ออกญาโกษาธิบดีผู้แทนของไทย "ทรัพย์สินที่คงเหลือมีเพียงหนึ่งในสามเท่านั้น" ด้วยเหตุนี้มารีอาจึงมีสภาพสิ้นเนื้อประดาตัว นางต้องประสบเคราะห์กรรมและความทุกข์อย่างสาหัส ทั้งยังต้องทนทุกขเวทนากับกับคุมขัง ดังปรากฏในบันทึกของบาทหลวงเดอ แบซ ความว่า "...สุภาพสตรีผู้น่าสงสารผู้นั้น ถูกโยนเข้าไปขังไว้ในโรงม้าอันคลุ้งไปด้วยกลิ่นเหม็นและสิ่งปฏิกูลต่าง ๆ ไม่มีข้าวของติดตัวไปเลย มีแต่ฟากสำหรับนอนเท่านั้น" ท่ามกลางความโชคร้ายก็ยังมีความโชคดี เพราะผู้คุมที่เคยได้รับการอุปการะเอื้อเฟื้อจากนางได้ลักลอบให้ความสะดวกบางประการแก่นาง ขณะที่ชาวต่างด้าวคนอื่นจะถูกกักขังและทำโทษอย่างรุนแรง ต่อมาได้ถูกนำตัวไปเป็นคนใช้ในวัง แต่โชคร้ายของนางยังไม่หมดเท่านี้ เมื่อหลวงสรศักดิ์ พระโอรสในสมเด็จพระเพทราชา พระเจ้าแผ่นดินใหม่ ได้หลงใหลพึงใจในรูปโฉมของนาง และมีพระประสงค์ที่จะนำนางไปเป็นภริยา มีการส่งคนมาเกลี้ยกล่อมพร้อมคำมั่นนานัปการ หวังเอาชนะใจนาง เมื่อไม่สมดั่งใจประสงค์ก็แปรเป็นความเกลียดและขู่อาฆาต ดังปรากฏในพงศาวดารว่า "...ฝ่ายภรรยาฟอลคอน ได้ถูกรังแกข่มเหงต่าง ๆ บุตรพระเพทราชาก็เกลียดนัก ด้วยบุตรพระเพทราชาได้ไปเกี้ยวภรรยาฟอลคอน แต่ภรรยาฟอลคอนไม่ยอม บุตรพระเพทราชาจึงเกลียดและขู่จะทำร้ายต่าง ๆ" ตลอดเวลาทุกข์ลำบากนี้ นางพยายามหาทุกวิถีทางที่จะติดต่อกับชาวฝรั่งเศส เพื่อขอออกไปจากแผ่นดินกรุงศรีอยุธยา นายพลเดฟาร์ฌที่ประจำการที่ป้อมวิไชยเยนทร์ที่บางกอกได้ให้สัญญากับนางว่าจะพาออกไปพ้นกรุงสยาม แต่นายพลเดฟาร์ฌได้บิดพลิ้วต่อนาง "...ถ้าพวกเขาพามาดามกงส์ต็องส์ออกไปแล้วไซร้ พวกคริสตังทั้งนั้นจะได้รับการข่มเหงจากพวกคนสยาม และจะพากันถูกลงโทษประหารอย่างอเนจอนาถ พวกคนป่าเถื่อนเหล่านั้นจะทำลายโรงคลังสินค้าของฝรั่งเศสเสีย อันจะเป็นความเสียหายใหญ่หลวงแก่กิจการค้าของบริษัทในชมพูทวีป..." นอกจากปฏิเสธนางแล้ว ยังได้กักขังหน่วงเหนี่ยวนางในหอรบและควบคุมอย่างเข้มงวด บาทหลวงเดอ แบซ ได้บันทึกเหตุการณ์ดังกล่าวว่า "...เรายังได้ทราบต่อมาอีกถึงความทุกข์ทรมานที่เธอได้รับจากการถูกทอดทิ้งในคราวนั้น แม้กระทั่งน้ำก็ไม่มีให้ดื่ม" หลังจากนั้นประวัติของนางก็หายไปช่วงหนึ่ง และปรากฏอีกครั้งว่านางกลับมายังกรุงศรีอยุธยาอีกครั้ง มีชาวฝรั่งเศสบันทึกถึงนางว่า "...มาดามกงสต็องส์ได้ออกจากบางกอกด้วยกิริยาองอาจ ดูสีหน้ารู้สึกว่ามิได้กลัวตายเท่าใดนัก แต่มีความดูถูกพวกฝรั่งเศสมากกว่า..." แต่ขณะเดียวกันนั้น นายพลเดฟาร์ฌซึ่งเดินทางออกจากสยามหวังคืนสู่ฝรั่งเศสโดยที่เขาหอบสมบัติของนางไปด้วย ก็ได้ถึงแก่มรณกรรมที่แหลมกู๊ดโฮป ทั้งลูกน้องที่เหลือยังถูกชาวเนเธอร์แลนด์จับกุมเป็นเชลยที่นั่น ทรัพย์สินของฟอลคอนที่นางฝากมาก็พลอยถูกยึดและอันตรธานไปด้วย หมอเองเงิลแบร์ท เคมพ์เฟอร์ (Engelbert Kaempfer) แพทย์ชาวเยอรมัน ได้กล่าวถึงนางกับบุตรอย่างไม่แน่ใจว่า "...เจ้าเด็กน้อยกับแม่คงเที่ยวขอทานเขากินมาจนทุกวันนี้ หามีใครกล้าเกี่ยวข้องด้วยไม่..."การรับราชการและบั้นปลายชีวิต การรับราชการและบั้นปลายชีวิต. เรื่องราวของมาดามฟอลคอน หรือมารีอา กูโยมาร์ ปรากฏอีกครั้ง โดยเธอเขียนจดหมายส่งไปยังบิชอปฝรั่งเศสในประเทศจีนเมื่อปี พ.ศ. 2249 เพื่อขอให้บาทหลวงกราบทูลพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ให้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ บังคับให้รัฐบาลฝรั่งเศสส่งส่วนแบ่งรายได้ของบริษัทฝรั่งเศสที่สามีเคยเป็นผู้อำนวยการแก่นางบ้าง และพรรณนาความทุกข์ยากลำบากของนาง ความว่า "...พระผู้เป็นเจ้าจะไม่พิศวงในเวรกรรมและภาวะของข้าพเจ้าในขณะบ้างละหรือ ตัวข้าพเจ้านั้นหรือ เมื่อก่อนจะไปในที่ประชุมชนแห่งใดในกรุงศรีอยุธยาก็ไปเช่นพระราชินี ข้าพเจ้าได้เคยรับพระมหากรุณาโดยเฉพาะโดยเอนกประการจากสมเด็จพระเจ้าแผ่นดิน บรรดาเจ้านายและขุนนางผู้ใหญ่ทั้งปวงก็นับถือไว้หน้า ตลอดจนไพร่ฟ้าประชาชนทั้งหลายก็รักใคร่ [...] ต้องทำงานถวายตรากตรำด้วยความเหนื่อยยากและระกำช้ำใจ มืดมนอนธการไปด้วยความทุกข์ยาก ตั้งหน้าแต่จะคอยว่าเมื่อใดพระเจ้าจะโปรดให้ได้รับแสงสว่างบ้าง ตอนกลางคืนนางก็ไม่มีที่พิเศษอย่างใด คงแอบพักนอนที่มุมห้องพระเครื่องต้น บนดินที่ชื้น ต้องคอยระวังเฝ้ารักษาเฝ้าห้องเครื่องต้น..." จากจดหมายดังกล่าวก็จะพบว่า ขณะนี้นางได้ปฏิบัติหน้าที่เป็นพนักงานเครื่องต้นในวังแล้ว สอดคล้องกับ จดหมายเหตุฝรั่งเศสโบราณ ที่บันทึกการปฏิบัติหน้าที่ในห้องเครื่องต้นของนาง ความว่า "...ภรรยา [ของนายคอนสแตนติน] เป็นท้าวทองกีบม้าได้เป็นผู้กำกับการชาวเครื่องพนักงานหวาน ท่านท้าวทองกีบม้าผุ้นี้เป็นต้นสั่งสอนให้ชาวสยามทำของหวานคือขนมทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอด ขนมทองโปร่ง ทองพลุ ขนมผิง ขนมฝรั่ง ขนมขิง ขนมไข่เต่า ขนมทองม้วน ขนมสัมปันนี ขนมหม้อแกง และสังขยา" ในบันทึกของเมอซีเยอโชมง (คนละท่านกับเชอวาลีเยเดอโชมง) ชาวฝรั่งเศสที่เข้ามาในปี พ.ศ. 2262-2267 ได้ให้ข้อมูลว่าหลังสิ้นรัชกาลพระเจ้าเสือ ชีวิตของมาดามฟอลคอนได้กลับมาดีขึ้นโดยลำดับ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระทรงโปรดเกล้าให้มาดามฟอลคอนเข้ามารับราชการฝ่ายใน โดยไว้วางพระราชหฤทัยให้นางดูแลเครื่องเงินเครื่องทองของหลวง และเป็นหัวหน้าเก็บพระภูษาฉลองพระองค์ และมีสตรีในบังคับบัญชากว่า 2,000 คน ทั้งนี้ท้าวทองกีบม้าปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริต คืนเงินสู่ท้องพระคลังปีละครั้งมาก ๆ ทุกปี จนเป็นที่โปรดปรานในองค์พระมหากษัตริย์ รวมทั้งจอร์จ บุตรชายของเธอที่ยังมีชีวิตอยู่ ด้วยพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระทรงโปรดไว้ใกล้ชิดพระองค์ ดังปรากฏจากบันทึกของเมอซีเยอโชมง ความว่า "...พระเจ้ากรุงสยามได้รับสั่งให้หาจอร์จ บุตรของเมอซีเยอกงส์ต็องส์ แล้วโปรดให้แต่งตัวอย่างดี ๆ และรับสั่งให้นายจอร์จเรียนภาษาไทยเสียให้รู้ ได้โปรดให้เอานายจอร์จไว้ใช้ใกล้ชิดพระองค์ และได้โปรดเป็นครูด้วยพระองค์เอง สอนภาษาไทยให้แก่นายจอร์จ..." จากความเบื้องต้นแสดงให้เห็นว่าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระทรงโปรดปรานบุตรคนโตของนางมาก ส่วนบุตรคนเล็กคือ คอนสแตนติน ได้สนองพระเดชพระคุณสร้างออร์แกนเยอรมันถวายสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ จากหลักฐานของมิชชันนารีฝรั่งเศส คอนสแตนตินถูกเรียกว่า ราชมนตรี เป็นตำแหน่งผู้นำของชุมชนคริสตัง ในปี พ.ศ. 2260 รัฐบาลฝรั่งเศสได้มีมติอนุมัติให้ส่งเงินรายได้ที่เป็นของฟอลคอนแก่นางตามที่นางขอร้องในจดหมายที่เคยส่งไปมาให้ ที่สุดหลังพ้นจากวิบากกรรมอันเลวร้าย ท้าวทองกีบม้าได้ใช้เวลาแห่งบั้นปลายชีวิตที่เหลือด้วยการปฏิบัติศาสนกิจอย่างเคร่งครัดโดยพำนักอยู่กับลูกสะใภ้ที่ชื่อ ลุยซา ปัสซัญญา (Louisa Passagna) ภริยาม่ายของคอนสแตนติน และได้ถึงแก่มรณกรรมในปี พ.ศ. 2265ชีวิตส่วนตัว ชีวิตส่วนตัว. หลวงสิทธิสยามการ (Luang Sitsayamkan) เขียนบรรยายถึงบุคลิกของท้าวทองกีบม้าในหนังสือ The Greek Favorite of The King of Siam ความว่า "ท้าวทองกีบม้าเป็นหญิงสาวชาวญี่ปุ่น รูปร่างผอม ผมดำ ตาสีน้ำตาล ผิวหน้าสะอาดสดใส สูงราว 5 ฟุต รูปร่างเล็ก สดใส ร่าเริง แม้จะไม่สวยมาก แต่ก็เป็นหญิง "ผิวคล้ำ" ที่ดึงดูดใจและมีรูปร่างดี" แต่ข้อความดังกล่าวนี้หลวงสิทธิสยามการมิได้อ้างอิงแหล่งที่มาว่าใครกล่าว ขณะที่ Mémoire en forme de lettre d'un anglais catholique อธิบายว่านางมีผิวขาวกว่าบิดาและในกระบวนพี่น้อง และสันนิษฐานว่าท้าวทองกีบม้าน่าจะแต่งกายอย่างชาวสยามหรืออาจจะแต่งอย่างญี่ปุ่น ทั้งนี้ท้าวทองกีบม้าพูดภาษาไทย, ญี่ปุ่น และโปรตุเกสในการสื่อสาร เชื่อว่าท้าวทองกีบม้าและสามีน่าจะสื่อสารกันด้วยภาษาโปรตุเกสมากกว่าภาษาไทย ทั้งยังมีรสนิยมการแต่งบ้านแบบญี่ปุ่น ที่ตกแต่งโดยภาชนะ, ฉากญี่ปุ่น หรือแม้แต่ภาพที่ฝาผนัง และเป็นที่แน่ชัดว่าเธอไม่ชอบอาหารไทย โดยให้เหตุผลว่าไม่ถูกจริต ท้าวทองกีบม้า นับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก และเป็นผู้ที่เคร่งครัดในศาสนา ในงานบันทึกของบาทหลวงเดอ แบซ ได้กล่าวถึงพฤติกรรมท้าวทองกีบม้าหลังการสมรสกับเจ้าพระยาวิชเยนทร์ ความว่า "...เขา [เจ้าพระยาวิชเยนทร์] ได้รับความชุ่มชื่นใจจากความเลื่อมใสศรัทธาและความกระตือรือร้นในพระศาสนาของภรรยาเป็นที่ยิ่ง จึงทำให้บ้านเรือนของเขานั้นเปรียบเสมือนว่าเป็นบ่อแห่งคุณธรรมความดีและพระศาสนา จนแทบกล่าวได้ว่า เป็นโรงธรรมยิ่งกว่าจะเป็นทำเนียบของขุนนางผู้ใหญ่ในแผ่นดินเสียอีก..." นอกจากนี้นางมีใจเมตตาเผื่อแผ่คนทุกข์ โดยเฉพาะเด็ก ๆ ท้าวทองกีบม้าได้อุดหนุนจุนเจือพวกเขาและเผยแผ่ศาสนาคริสต์ไปในตัว ดังปรากฏว่า "...ที่บ้านของนางจะมีลูกแกะ [ผู้ที่ได้รับการอบรมให้เข้ารีต] เช่นนั้นอยู่ไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยยี่สิบตัว ซึ่งนางได้เลี้ยงดูเพื่อส่งเข้าคอกแห่งพระผู้เป็นเจ้า และเมื่อเด็กเหล่านั้นเติบใหญ่กล้าวัยขึ้นแล้ว ก็มอบเงินทองให้ไปตั้งตัว โดยเฉพาะหญิงสาวแล้วก็จัดให้มีเหย้าเรือนเป็นหลักเป็นฐานไปพร้อมกับกำชับให้ถือเอาแบบอย่างที่นางปฏิบัติอยู่..." ในวันเซนา (Céna) ซึ่งเป็นวันสำคัญทางศาสนาด้วยเป็นมื้อสุดท้ายที่พระเยซูร่วมโต๊ะอาหารกับพระสาวกหรือวันถือศีลอด ฟอลคอนและภริยาจะบำเพ็ญกุศลด้วยการอุทิศทรัพย์และแรงกายตนดูแลคนยากจน ด้วยการปฏิบัติด้วยตนเอง ไม่เว้นแม้แต่การคุกเข่าเพื่อล้างเท้าให้ จนนางได้รับการขนานนามว่า "มารดาแห่งพวกคริสตชน" นางมีความเคร่งครัดในศาสนามาก แม้ขณะที่นางถูกคุมขัง นางก็ลอบออกจากที่คุมขังไปยังวัดในหมู่บ้านโปรตุเกสตอนตีสามโดยเรือเปิดประทุน และต้องกลับมาให้ทันก่อนหกโมงเช้า บางครั้งนางต้องทนความหนาวของอากาศหรือความชุ่มโชกจากฝน บาทหลวงเดอ แบซ ได้บันทึกไว้ว่า "...นางถึงกับเป็นลมหมดสติแน่นิ่งอยู่เป็นเวลา 12 ชั่วโมง"สิ่งสืบเนื่องขนมที่เชื่อว่าท้าวทองกีบม้าทำขึ้น สิ่งสืบเนื่อง. ขนมที่เชื่อว่าท้าวทองกีบม้าทำขึ้น. เมื่อครั้งที่ท้าวทองกีบม้า เข้ารับราชการในห้องเครื่องต้น กำกับเครื่องชาวพนักงานหวานในพระราชวัง ก็ได้สร้างสรรค์ขนมหวานหลายชนิด โดยดัดแปลงมาจากตำรับอาหารโปรตุเกสให้เป็นขนมหวานของไทย โดยผสมผสานความรู้ด้านการทำอาหารที่มีมาแต่เดิมมารวมเข้ากับวัตถุดิบที่มีในท้องถิ่น ทั้งยังสอนความรู้ดังกล่าวแก่เหล่าสตรีในบัญชา จนตำรับเป็นที่เผยแพร่โดยทั่วไปและตกทอดสู่อนุชนรุ่นหลัง ถือเป็นหนึ่งในวัฒนธรรมโปรตุเกสที่แพร่เข้าสู่สังคมไทย ด้วยเหตุนี้ท้าวทองกีบม้าจึงได้การยกย่องให้เป็น "ราชินีแห่งขนมไทย" โดยขนมที่เชื่อว่าท้าวทองกีบม้าได้ดัดแปลงเป็นขนมหวานของไทยนั้น มีดังต่อไปนี้ ขณะที่เรโกะ ฮะดะ สตรีชาวญี่ปุ่นเชื้อสายโปรตุเกส ได้เขียนบทความชื่อ Madame Marie Guimard Under the Ayudhya Dynasty of the Seventeenth Century ลงในวารสารสยามสมาคม เสนอว่า ท้าวทองกีบม้าได้สูตรทำขนมดังกล่าวมาจากมารดาซึ่งเป็นชาวญี่ปุ่น เพราะก่อนหน้านี้ชาวโปรตุเกสได้เข้าไปในประเทศญี่ปุ่นและเผยแพร่การทำขนมโปรตุเกสแก่ชาวญี่ปุ่น ปัจจุบันขนมญี่ปุ่นชนิดหนึ่งที่มาจากตำหรับโปรตุเกสมีลักษณะเหมือนฝอยทอง ยังคงทำอยู่ที่เคียวโตะและคีวชูในปัจจุบัน แต่ในทางตรงกันข้าม ปรีดิ พิศภูมิวิถี อาจารย์ประจำคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ได้คัดค้านเรื่องท้าวทองกีบม้าดัดแปลงให้เป็นขนมหวานของไทย โดยให้เหตุผลว่า ขนมโปรตุเกสเหล่านี้แพร่หลายมาพร้อม ๆ กับกลุ่มชนเชื้อสายโปรตุเกสที่เข้ามาพำนักในกรุงศรีอยุธยามากว่า 150 ปีก่อนที่ท้าวทองกีบม้าจะเกิดเสียอีก ทั้งยังไม่มีหลักฐานเพียงพอว่านางได้ผลิตขนมดังกล่าวจริง ดังนั้นความคิดที่ว่าท้าวทองกีบม้าเป็นผู้ผลิตขนมหวานที่รับอิทธิพลโปรตุเกสได้เป็นคนแรกจึงเป็นเรื่องที่ผิดสัญลักษณ์ของขนมหวานไทย สัญลักษณ์ของขนมหวานไทย. จากการที่ท้าวทองกีบม้า เป็นชาวไทยที่เกิดจากชุมชนลูกครึ่งในกรุงศรีอยุธยาที่มีเชื้อสายทั้งญี่ปุ่นและโปรตุเกส ทั้งยังมีชื่อเสียงด้านขนมหวานของไทยจนเป็นสัญลักษณ์ของขนมหวานไทย เรื่องราวของนางได้ถูกหยิบยกมาเป็นหนึ่งของการจัดนิทรรศการระหว่างประเทศ อาทิ ในปี พ.ศ. 2550 มีการจัดเทศกาลไทย ครั้งที่ 8 ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น มีการจัดซุ้มสาธิตหัตถกรรมการทำขนมไทย ได้นำเรื่องราวของท้าวทองกีบม้าซึ่งมีเชื้อสายญี่ปุ่นที่มาเผยแพร่วัฒนธรรมด้านการประดิษฐ์ขนมหวานของไทย และในปี พ.ศ. 2555 มิวเซียมสยามได้จัดนิทรรศการพิเศษชุด "Olá Sião 500 ปี ไทย-โปรตุเกส" อันเป็นนิทรรศการเกี่ยวกับความสัมพันธ์และการเข้ามาของชาวโปรตุเกสตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ทั้งนี้มีการจัดห้องของท้าวทองกีบม้าโดยเฉพาะ ซึ่งมีนักแสดงรับบทเป็นท้าวทองกีบม้า คอยบอกเล่าเรื่องราวของขนมหวานที่เกิดจากการผสมผสานของวัฒนธรรมไทยและโปรตุเกส ที่ดัดแปลงและใช้วัตถุดิบภายในประเทศคือ แป้ง, น้ำตาล และไข่
| สุภาพสตรีช่วงกรุงศรีอยุธยาตอนปลายชื่อว่า ท้าวทองกีบม้า มีชื่อเต็มว่าอย่างไร | {
"answer": [
"มารีอา กูโยมาร์ เด ปิญญา"
],
"answer_begin_position": [
155
],
"answer_end_position": [
179
]
} |
2,526 | 69,517 | เจ้าพระยาวิชเยนทร์ (คอนสแตนติน ฟอลคอน) เจ้าพระยาวิชเยนทร์ (คอนสแตนติน ฟอลคอน) (, กอนสตันตีโนส เยราจิส; ) เป็นนักผจญภัยชาวกรีก ผู้กลายมาเป็นสมุหนายกในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชแห่งกรุงศรีอยุธยา นอกจากภาษากรีกซึ่งเป็นภาษาแม่แล้ว ฟอลคอนยังสามารถพูดภาษาต่าง ๆ มากมาย ได้แก่ ภาษาไทย, ภาษาอังกฤษ, ภาษาฝรั่งเศส, ภาษาโปรตุเกส และภาษามลายูวัยเด็ก วัยเด็ก. ฟอลคอนเกิดที่แคว้นเซฟาโลเนีย (ประเทศกรีซ) เมื่อ พ.ศ. 2190 โดยมีเชื้อสายของชาวกรีกและเวนิส ฟอลคอนเข้าทำงานให้กับบริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษ พ.ศ. 2205 ฟอลคอนออกจากบ้าน และเดินเรือสินค้าไปค้าขายยังดินแดนต่าง ๆชีวิตในอยุธยา ชีวิตในอยุธยา. พ.ศ. 2218 เดินทางมายังราชอาณาจักรอยุธยาในฐานะพ่อค้า เนื่องจากฟอลคอนมีความสามารถพิเศษในการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศอย่างง่ายดาย ฟอลคอนจึงเรียนรู้การใช้ภาษาไทยอย่างคล่องแคล่วในเวลาไม่กี่ปีและเข้ารับราชการในราชสำนักสมเด็จพระนารายณ์มหาราชในตำแหน่งล่าม นับเป็นชาวตะวันตกคนแรกที่เข้ามารับราชการในสมัยอยุธยา เป็นตัวกลางการค้าระหว่างอยุธยากับฝรั่งเศส ฟอลคอนได้กลายมาเป็นสมุหเสนาในสมเด็จพระนารายณ์มหาราชแห่งกรุงศรีอยุธยาในเวลาอันรวดเร็ว พ.ศ. 2225 ฟอลคอนแต่งงานกับดอญา มารี กีมาร์ (ท้าวทองกีบม้า) ซึ่งภายหลัง เป็นผู้ประดิษฐ์ขนมไทยหลายอย่าง ความใกล้ชิดระหว่างเจ้าพระยาวิชเยนทร์และสมเด็จพระนารายณ์มหาราชทำให้เกิดความริษยาขึ้นในหมู่ราชนิกุล ซึ่งส่งให้เกิดผลเสียต่อตัวเจ้าพระยาวิชเยนทร์เองในเวลาต่อมา เมื่อสมเด็จพระนารายณ์ทรงพระประชวรหนักใกล้สวรรคต ก็มีข่าวลือว่าเจ้าพระยาวิชเยนทร์ต้องการใช้องค์รัชทายาทเป็นหุ่นเชิดและเข้ามาเป็นผู้ปกครองกรุงศรีอยุธยาเสียเอง ซึ่งแม้เหตุดังกล่าวจะมีความเป็นไปได้น้อย แต่ก็เป็นข้ออ้างให้พระเพทราชาซึ่งเป็นขุนนางชั้นผู้ใหญ่ที่ไม่พอใจกับนโยบายด้านต่างประเทศที่ส่งผลให้มีชาวต่างชาติมาอยู่ในกรุงศรีอยุธยามากมาย วางแผนให้สมเด็จพระนารายณ์มหาราชเสด็จไปประทับที่พระนารายณ์ราชนิเวศน์ในลพบุรี และสมเด็จพระนารายณ์มหาราชก็ได้ไว้ใจมอบอำนาจการสำเร็จราชการแผ่นดินให้พระเพทราชาใน พ.ศ. 2231บั้นปลายชีวิต บั้นปลายชีวิต. เมื่อพระเพทราชากุมอำนาจการสำเร็จราชการแผ่นดินแล้ว ก็จับกุมเจ้าพระยาวิชเยนทร์และผู้ติดตามรวมถึงราชนิกุลองค์ต่าง ๆ และนำไปประหารชีวิตในวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2231 ในวัยเพียง 40 ปี เมื่อสมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงทราบถึงเหตุดังกล่าว พระองค์ทรงกริ้วมาก แต่ไม่มีพระวรกายแข็งแรงเพียงพอที่จะทำการใด ๆ และเสด็จสวรรคตในอีกไม่กี่วันต่อมา บรรดาขุนนางได้อัญเชิญ พระเพทราชา ขึ้นครองราชย์โดยการปราบดาภิเษก ทรงพระนามว่า สมเด็จพระมหาบุรุษวิสุทธิเดชอุดม หรือ สมเด็จพระเพทราชา และปกครองโดยมีนโยบายต่อต้านชาวต่างชาติ ส่งผลให้เกิดการขับไล่ชาวต่างชาติแทบทั้งหมดออกจากราชอาณาจักรกรุงศรีอยุธยา การตีความกันไปต่าง ๆ นานาถึงเหตุจูงใจที่ทำให้สมเด็จพระเพทราชาสั่งจับกุมและประหารชีวิตเจ้าพระยาวิชเยนทร์เป็นผลให้จุดยืนของกรีกในประวัติศาสตร์ไทยเป็นเรื่องที่ยังหาข้อสรุปมิได้ นักประวัติศาสตร์ที่เห็นด้วยกับการกระทำของพระองค์มองเจ้าพระยาวิชเยนทร์ว่าเป็นชาวต่างชาติที่ฉวยโอกาสมาใช้อิทธิพลเข้าควบคุมราชอาณาจักรในนามของผลประโยชน์จากชาติตะวันตก แต่นักประวัติศาสตร์อีกกลุ่มหนึ่งมองว่าเจ้าพระยาวิชเยนทร์เป็นแพะรับบาป เป็นช่องว่างให้สมเด็จพระเพทราชาสามารถเข้ายึดอำนาจจากองค์รัชทายาทได้โดยนำเอาความริษยาและความระแวงที่มีต่อเจ้าพระยาวิชเยนทร์มาเป็นมูลเหตุสนับสนุน
| เจ้าพระยาวิชเยนทร์ หรือคอนสแตนติน ฟอลคอน มีตำแหน่งเป็นสมุหนายกในรัชสมัยของกษัตริย์พระองค์ใด | {
"answer": [
"สมเด็จพระนารายณ์มหาราช"
],
"answer_begin_position": [
267
],
"answer_end_position": [
289
]
} |
3,642 | 69,517 | เจ้าพระยาวิชเยนทร์ (คอนสแตนติน ฟอลคอน) เจ้าพระยาวิชเยนทร์ (คอนสแตนติน ฟอลคอน) (, กอนสตันตีโนส เยราจิส; ) เป็นนักผจญภัยชาวกรีก ผู้กลายมาเป็นสมุหนายกในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชแห่งกรุงศรีอยุธยา นอกจากภาษากรีกซึ่งเป็นภาษาแม่แล้ว ฟอลคอนยังสามารถพูดภาษาต่าง ๆ มากมาย ได้แก่ ภาษาไทย, ภาษาอังกฤษ, ภาษาฝรั่งเศส, ภาษาโปรตุเกส และภาษามลายูวัยเด็ก วัยเด็ก. ฟอลคอนเกิดที่แคว้นเซฟาโลเนีย (ประเทศกรีซ) เมื่อ พ.ศ. 2190 โดยมีเชื้อสายของชาวกรีกและเวนิส ฟอลคอนเข้าทำงานให้กับบริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษ พ.ศ. 2205 ฟอลคอนออกจากบ้าน และเดินเรือสินค้าไปค้าขายยังดินแดนต่าง ๆชีวิตในอยุธยา ชีวิตในอยุธยา. พ.ศ. 2218 เดินทางมายังราชอาณาจักรอยุธยาในฐานะพ่อค้า เนื่องจากฟอลคอนมีความสามารถพิเศษในการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศอย่างง่ายดาย ฟอลคอนจึงเรียนรู้การใช้ภาษาไทยอย่างคล่องแคล่วในเวลาไม่กี่ปีและเข้ารับราชการในราชสำนักสมเด็จพระนารายณ์มหาราชในตำแหน่งล่าม นับเป็นชาวตะวันตกคนแรกที่เข้ามารับราชการในสมัยอยุธยา เป็นตัวกลางการค้าระหว่างอยุธยากับฝรั่งเศส ฟอลคอนได้กลายมาเป็นสมุหเสนาในสมเด็จพระนารายณ์มหาราชแห่งกรุงศรีอยุธยาในเวลาอันรวดเร็ว พ.ศ. 2225 ฟอลคอนแต่งงานกับดอญา มารี กีมาร์ (ท้าวทองกีบม้า) ซึ่งภายหลัง เป็นผู้ประดิษฐ์ขนมไทยหลายอย่าง ความใกล้ชิดระหว่างเจ้าพระยาวิชเยนทร์และสมเด็จพระนารายณ์มหาราชทำให้เกิดความริษยาขึ้นในหมู่ราชนิกุล ซึ่งส่งให้เกิดผลเสียต่อตัวเจ้าพระยาวิชเยนทร์เองในเวลาต่อมา เมื่อสมเด็จพระนารายณ์ทรงพระประชวรหนักใกล้สวรรคต ก็มีข่าวลือว่าเจ้าพระยาวิชเยนทร์ต้องการใช้องค์รัชทายาทเป็นหุ่นเชิดและเข้ามาเป็นผู้ปกครองกรุงศรีอยุธยาเสียเอง ซึ่งแม้เหตุดังกล่าวจะมีความเป็นไปได้น้อย แต่ก็เป็นข้ออ้างให้พระเพทราชาซึ่งเป็นขุนนางชั้นผู้ใหญ่ที่ไม่พอใจกับนโยบายด้านต่างประเทศที่ส่งผลให้มีชาวต่างชาติมาอยู่ในกรุงศรีอยุธยามากมาย วางแผนให้สมเด็จพระนารายณ์มหาราชเสด็จไปประทับที่พระนารายณ์ราชนิเวศน์ในลพบุรี และสมเด็จพระนารายณ์มหาราชก็ได้ไว้ใจมอบอำนาจการสำเร็จราชการแผ่นดินให้พระเพทราชาใน พ.ศ. 2231บั้นปลายชีวิต บั้นปลายชีวิต. เมื่อพระเพทราชากุมอำนาจการสำเร็จราชการแผ่นดินแล้ว ก็จับกุมเจ้าพระยาวิชเยนทร์และผู้ติดตามรวมถึงราชนิกุลองค์ต่าง ๆ และนำไปประหารชีวิตในวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2231 ในวัยเพียง 40 ปี เมื่อสมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงทราบถึงเหตุดังกล่าว พระองค์ทรงกริ้วมาก แต่ไม่มีพระวรกายแข็งแรงเพียงพอที่จะทำการใด ๆ และเสด็จสวรรคตในอีกไม่กี่วันต่อมา บรรดาขุนนางได้อัญเชิญ พระเพทราชา ขึ้นครองราชย์โดยการปราบดาภิเษก ทรงพระนามว่า สมเด็จพระมหาบุรุษวิสุทธิเดชอุดม หรือ สมเด็จพระเพทราชา และปกครองโดยมีนโยบายต่อต้านชาวต่างชาติ ส่งผลให้เกิดการขับไล่ชาวต่างชาติแทบทั้งหมดออกจากราชอาณาจักรกรุงศรีอยุธยา การตีความกันไปต่าง ๆ นานาถึงเหตุจูงใจที่ทำให้สมเด็จพระเพทราชาสั่งจับกุมและประหารชีวิตเจ้าพระยาวิชเยนทร์เป็นผลให้จุดยืนของกรีกในประวัติศาสตร์ไทยเป็นเรื่องที่ยังหาข้อสรุปมิได้ นักประวัติศาสตร์ที่เห็นด้วยกับการกระทำของพระองค์มองเจ้าพระยาวิชเยนทร์ว่าเป็นชาวต่างชาติที่ฉวยโอกาสมาใช้อิทธิพลเข้าควบคุมราชอาณาจักรในนามของผลประโยชน์จากชาติตะวันตก แต่นักประวัติศาสตร์อีกกลุ่มหนึ่งมองว่าเจ้าพระยาวิชเยนทร์เป็นแพะรับบาป เป็นช่องว่างให้สมเด็จพระเพทราชาสามารถเข้ายึดอำนาจจากองค์รัชทายาทได้โดยนำเอาความริษยาและความระแวงที่มีต่อเจ้าพระยาวิชเยนทร์มาเป็นมูลเหตุสนับสนุน
| เจ้าพระยาวิชเยนทร์เป็นคนชนชาติใด | {
"answer": [
"กรีก"
],
"answer_begin_position": [
232
],
"answer_end_position": [
236
]
} |
2,527 | 14,529 | ก้ามปู ก้ามปู, ฉำฉา หรือ จามจุรีแดง (มักเรียกสั้น ๆ ว่า จามจุรี) เป็นพืชในวงศ์ถั่ว (Leguminosae) ในวงศ์ย่อย Minosoideae เป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ มีกิ่งก้านสาขามาก มีใบขนาดเล็ก ดอกสีชมพู มีผลเป็นฝัก เมล็ดแข็ง ผลมีเนื้อสีชมพู รสหวานสัตว์เคี้ยวเอื้องชอบกินเป็นอาหาร เป็นพืชพื้นเมืองของเม็กซิโก, บราซิล และเปรู ต่อมาได้ถูกนำเข้ามาเผยแพร่ในเอเชียใต้, เอเชียอาคเนย์, หมู่เกาะแปซิฟิก และฮาวาย เมล็ดเมื่อรับประทานทำให้ปวดศีรษะ อาเจียน ถ้าเป็นพิษรุนแรง ทำให้ระบบไหลเวียนเลือดไม่สม่ำเสมอ ทำให้ชักได้ ก้ามปูต้นแรกในประเทศไทยปลูกอยู่ภายในโรงเรียนอัสสัมชัญ โดยบาทหลวงรอมิเอล ซึ่งเป็นนักบวชที่อยู่ในวัดอัสสัมชัญ เป็นผู้นำพันธุ์มาจากเมืองไซ่ง่อน ประเทศเวียดนาม ต่อมาภายหลังก็เป็นที่แพร่หลายและนิยมนำมาปลูกเป็นต้นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่เพื่อให้ร่มเงา ก้ามปูหรือจามจุรีแดงเป็นต้นไม้ประจำจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา, โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย และเป็นพันธุ์ไม้พระราชทานเพื่อปลูกเป็นมงคลประจำจังหวัดลำพูน นอกจากจามจุรีแดงและฉำฉาแล้ว ก้ามปูยังมีชื่อเรียกอื่น ๆ อีกตามแต่ละพื้นที่ ได้แก่ "ก้ามกราม" (กลาง), "ก้ามกุ้ง" (กทม., อุตรดิตถ์), "ตุ๊ดตู่" (ตราด), "ลัง" (เหนือ), "สารสา" (เหนือ), "สำสา" (เหนือ) และ "เส่คุ่" (กะเหรี่ยง แม่ฮ่องสอน) เป็นต้น
| ต้นไม้ประจำจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในไทยคือต้นอะไร | {
"answer": [
"ก้ามปู"
],
"answer_begin_position": [
805
],
"answer_end_position": [
811
]
} |
2,528 | 53,277 | ราชพฤกษ์ ราชพฤกษ์ หรือ คูน ลมแล้ง ชัยพฤกษ์ () เป็นไม้ดอกในตระกูล Fabaceae เป็นพืชพื้นเมืองของเอเชียใต้ ตั้งแต่ทางตอนใต้ของปากีสถาน ไปจนถึงอินเดีย ศรีลังกา พม่า และ ไทย ดอกราชพฤกษ์เป็นดอกไม้ประจำชาติไทยลักษณะ ลักษณะ. ราชพฤกษ์เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง มีความสูง 10-20 เมตร ดอกขึ้นเป็นช่อยาว 20-40 เซนติเมตร แต่ละดอกมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 4-7 เซนติเมตร มีกลีบดอกสีเหลืองขนาดเท่ากัน 5 กลีบ ผลยาว 30-62 เซนติเมตร และกว้าง 1.5-2.5 เซนติเมตร มีกลิ่นฉุน และมีเมล็ดที่มีพิษเป็นจำนวนมากเกี่ยวกับชื่อ เกี่ยวกับชื่อ. ชื่อของราชพฤกษ์นั้นมีการเรียกแตกต่างกันออกไปในแต่ละท้องถิ่น ซึ่งส่วนใหญ่จะเรียกราชพฤกษ์ว่า คูน เนื่องจากจำง่ายกว่า (แต่มักจะเขียนผิดเป็น คูณ) ทางภาคเหนือเรียกว่า ลมแล้ง ทางภาคใต้เรียกว่า ราชพฤกษ์ ลักเกลือ หรือ ลักเคย ชาวกะเหรี่ยงและในกาญจนบุรีเรียกว่า กุเพยะการปลูกและการดูแลรักษาการปลูก การปลูกและการดูแลรักษา. การปลูก. ในช่วงแรกๆต้นราชพฤกษ์จะเจริญเติบโตได้ช้าในระยะเวลาประมาณ 1-3 ปีแรก หลังจากนั้นต้นราชพฤกษ์จะเจริญเติบโตเร็วขึ้น เปลือกจะเป็นสีน้ำตาลเรียบ มีรากแก้วยาวสีเหลือง และ มีรากแขนงเป็นจำนวนมาก เมื่อต้นราพฤกษ์มีอายุ 4-5 ปี จึงออกดอกและเมล็ดและเจริญเติบโตต่อไปการดูแลรักษาการดูแลรักษา. - แสง ต้นราชพฤกษ์ต้องการแสงแดดจัด หรือกลางแจ้ง - น้ำ ต้นราชพฤกษ์ต้องการปริมาณน้ำน้อย ควรให้น้ำ 7-10 วัน/ครั้ง อายุประมาณ 4 ปี สามารถทนต่อสภาพธรรมชาติได้ - ดิน ต้นราชพฤกษ์เจริยเติบโตได้ดีดินร่วนซุย ดินร่วนปนทราย ดินร่วนเหนียว - ปุ๋ย ต้นราชพฤกษ์นิยมใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักในการบำรุงรักษา อัตรา 2-3 กิโลกรัม/ต้น ควรใส่ปีละ 3-4 ครั้ง - การขยายพันธุ์ ต้นราชพฤกษ์นิยมขยายพันธุ์ด้วยการตอนกิ่ง การเพาะเมล็ด วิธีที่นิยมและได้ผลดี คือ การเพาะเมล็ด - โรค ต้นราชพฤกษ์ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องโรค เพราะเป็นไม้ที่ทนทานต่อสภาพธรรมชาติพอสมควร - ศัตรู ต้นราชพฤกษ์มีศัตรูหนอนเจาะลำต้น (Stem boring caterpillars) จะมีอาการ ลำต้นหรือยอดเป็นรู เป็นรอยเจาะทำให้กิ่งหักงอ - การป้องกัน ต้นราชพฤกษ์ควรปลูกโดยรักษาความสะอาดบริเวณแปลงปลูก หรือกำจัดแมลงพาหะ ใช้ยาเช่นเดียวกับการกำจัด - การกำจัด ต้นราชพฤกษ์นิยมใช้ยาไดเมทโธเอท หรือ เมโธมิล อัตราและคำแนะนำระบุไว้ตามฉลากสรรพคุณ สรรพคุณ. ส่วนต่างๆ ของต้นราชพฤกษ์มีประโยชน์ดังนี้ - ฝักแก่ เนื้อสีน้ำตาลดำและชื้นตลอดเวลา มีรสหวาน สามารถใช้เป็นยาระบายได้ โดยนำฝักมาต้มกับน้ำ และเติมเกลือเล็กน้อย ดื่มก่อนนอนหรือก่อนรับประทานอาหาร นอกจากนั้น ฝักแก่ยังมีสารที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทของแมลง เมื่อนำฝักมาบดผสมน้ำแช่ทิ้งไว้ประมาณ 2-3 วัน สารละลายที่กรองได้สามารถฉีดพ่นกำจัดแมลงและหนอนในแปลงผักได้ ฝักแก่ใช้เป็นเชื้อเพลิงในการหุงต้มด้วยเตาเศรษฐกิจ มีขนาดที่พอเหมาะ ไม่ต้องผ่า เลื่อยหรือตัด เนื้อของฝักแก่ใช้แทนกากน้ำตาลในการทำหัวเชื้อจุลินทรีย์และจุลินทรีย์ขยาย - ฝักอ่อน สามารถใช้ขับเสมหะได้ - ใบ สามารถนำมาใช้ในการฆ่าเชื้อโรคได้ - ดอก ช่วยแก้แผลเรื้อรัง ใช้เป็นยาถ่าย ยาระบาย ช่วยหล่อลื่นลำไส้ รักษาโรคที่เกี่ยวกับกระเพาะอาหาร นอกจากนั้น ราชพฤกษ์ยังเป็นพืชที่มีฤทธิ์ทางอัลลีโลพาที สารสกัดจากฝักด้วยเอทานอลสามารถยับยั้งการเจริญของคะน้าได้ความเชื่อ ความเชื่อ. ต้นราชพฤกษ์เป็นต้นไม้มงคลนิยมใช้ประกอบพีธีที่สำคัญ เช่น พีธีเสาไม้หลักเมือง เป็นส่วนประกอบในการทำคฑาจอมพล และ ยอดธงชัยเฉลิมพลของกองทหาร ทำพิธีปลูกบ้าน ฯลฯ คนไทยในสมัยโบราณเชื่อว่า ควรปลูกต้นราชพฤกษ์ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของที่อยู่อาศัย เพื่อให้ผู้ที่อยู่อาศัยในบ้านเรือนมีความเจริญรุ่งเรืองเป็นทวีคูณ ซึ่งความเป็นจริงคือทิศดังกล่าวจะได้รับแดดจัดตลอดช่วงบ่าย จึงควรปลูกต้นไม้ใหญ่เพื่อให้ลดความร้อนและทำให้ประหยัดพลังงานมากขึ้น คนไทยในสมัยโบราณยังมีความเชื่อว่าบ้านใดปลูกต้นราชพฤกษ์ไว้ประจำบ้านจะช่วยให้มีเกียรติมีศักดิ์ศรี ด้วยคนไทยส่วนใหญ่ยอมรับว่าต้นราชพฤกษ์เป็นต้นไม้ที่มีคุณค่าสูงและยังเป็นสัญลักษณ์ประจำชาติไทยอีกด้วย นอกจากนี้มีความเชื่อว่า ใบของต้นราชพฤกษ์เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพราะในพิธีทางไสยศาสตร์ให้ใบทำน้ำพุทธมนต์สะเดาะเคราะห์ได้ผลดีดังนั้นจึงถือว่าต้นราชพฤกษ์เป็นไม้มงคลนาม
| ดอกไม้ประจำชาติไทยคือดอกอะไร | {
"answer": [
"ราชพฤกษ์"
],
"answer_begin_position": [
252
],
"answer_end_position": [
260
]
} |
2,529 | 32,982 | ซาลาเปา ซาลาเปา (, เปาจื่อ; ความหมาย "ห่อเผา") พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 นิยามว่า "ชื่อขนมชนิดหนึ่ง ทำด้วยแป้งสาลีปั้นเป็นลูกกลม ข้างในใส่ไส้ มีทั้งไส้หวานและไส้เค็ม" ซาลาเปาเป็นอาหารจีนชนิดหนึ่งทำมาจากแป้งสาลีและยีสต์ และนำมาผ่านขบวนการนึ่ง ซาลาเปาจะมีไส้อยู่ภายในโดยอาจจะเป็นเนื้อหรือผัก ซาลาเปาที่นิยมนำมารับประทานได้แก่ ซาลาเปาไส้หมู และ ซาลาเปาไส้ครีม สำหรับอาหารที่มีลักษณะคล้ายซาลาเปา ที่ไม่มีไส้จะเรียกว่า หมั่นโถว ซาลาเปาเชื่อว่าถือกำเนิดขึ้นมาในยุคราชวงศ์ซ้อง (ค.ศ. 960–1279) ซาลาเปาถือว่าเป็นส่วนหนึ่งในชุดอาหารติ่มซำในวัฒนธรรมจีน ซาลาเปาสามารถนำมารับประทานได้ในทุกมื้ออาหาร ที่ฟิลิปปินส์ก็นิยมรับประทานซาลาเปาเช่นเดียวกัน โดยเรียกว่า "ซัวเปา" (Siopao)
| ซาลาเปาที่ไม่มีไส้เรียกว่าอะไร | {
"answer": [
"หมั่นโถว"
],
"answer_begin_position": [
507
],
"answer_end_position": [
515
]
} |
2,531 | 7,673 | สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองศาสตราจารย์ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ปัจจุบันเป็นรองนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ประธานกรรมการนโยบายการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ รองประธานกรรมการในคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เฉพาะกิจ) กรรมการในคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง อดีตรองนายกรัฐมนตรี ดูแลด้านเศรษฐกิจ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในรัฐบาลของนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร และเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังหลายสมัย และยังเป็นที่ปรึกษาคณะรักษาความสงบแห่งชาติและอดีตสมาชิกคณะรักษาความสงบแห่งชาติตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 122/2557ประวัติ ประวัติ. รศ.ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เกิดเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2496 ที่กรุงเทพมหานคร เป็นคนไทยเชื้อสายจีนฮกเกี้ยน จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายจากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา จบการศึกษา ปริญญาตรีเศรษฐศาสตร์การคลัง และเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และต่อปริญญาโท MBA สาขาบริหารการเงิน สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ และ ปริญญาเอก สาขาบริหารธุรกิจ เน้นการจัดการด้านการตลาด ที่ มหาวิทยาลัยนอร์ทเวสเทิร์น สหรัฐอเมริกา ชีวิตส่วนตัว สมรสกับ นางอนุรัชนี จาตุศรีพิทักษ์ (สกุลเดิม "ภิงคารวัฒน์") เขาได้รับการแต่งตั้งเป็น ศาสตราภิชาน สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ มีบุตร 3 คน ได้แก่ นายณภัทร จาตุศรีพิทักษ์ สมรส กับ อาจารย์ วณิศรา บุญยะลีพรรณ นายณพล จาตุศรีพิทักษ์ และเด็กชายณฉัตร จาตุศรีพิทักษ์ เขาเป็นลูกพี่ลูกน้องกับ นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ อภิรดี ตันตราภรณ์ อีกด้วยการทำงานการทำงาน. - เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กระทรวงการคลัง - ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ - ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล - ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงพาณิชย์ - กรรมการ การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย - กรรมการ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) - กรรมการบริษัท เดอะ แมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด(มหาชน) - ที่ปรึกษา ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย - กรรมการในอนุกรรมการพิจารณารับและเพิกถอนหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย - ประธานกรรมการ บริษัท สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) - นายกสภามหาวิทยาลัยกรุงเทพ - รองประธานคณะกรรมการกลาง มูลนิธิรามาธิบดี ในพระราชูปถัมภ์ - กรรมการสภามหาวิทยาลัยกรุงเทพ ประเภทผู้ทรงคุณวุฒิงานการเมืองงานการเมือง. - เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (ดร.ทนง พิทยะ) - ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร) - ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี (พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร) - ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (ศ.ดร.สม จาตุศรีพิทักษ์) - ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการอุตสาหกรรม สภาผู้แทนราษฎร - 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2544 - 9 ตุลาคม พ.ศ. 2544 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง - 9 ตุลาคม พ.ศ. 2544 - 3 ตุลาคม พ.ศ. 2545 รองนายกรัฐมนตรี - 3 ตุลาคม พ.ศ. 2545 - 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2546 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง - 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2546 - 9 มีนาคม พ.ศ. 2547 รองนายกรัฐมนตรี - 10 มีนาคม พ.ศ. 2547 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง - 11 มีนาคม พ.ศ. 2548 รองนายกรัฐมนตรี - 11 มีนาคม พ.ศ. 2548 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง - 2 สิงหาคม พ.ศ. 2548 รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ชีวิตภายหลังการรัฐประหาร 2549 ชีวิตภายหลังการรัฐประหาร 2549. ดร.สมคิด ได้ชื่อว่าเป็นขุนพลเศรษฐกิจคนสำคัญของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โดยที่นโยบายประชานิยมหรือนโยบายเศรษฐกิจหลายอย่างก็มาจากแนวความคิดของ ดร.สมคิดเอง ในระหว่างการทำงานการเมืองได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่มีภาพลักษณ์ดี เพราะเก่งกาจ มีความเชี่ยวชาญสามารถคนหนึ่ง และได้ชื่อว่าบางครั้งก็ไม่ทำตามนโยบายหรือแนวทางของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กำหนดไว้เสมอไป หลังรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 ได้ทำการลาออกจากการเป็น สมาชิกพรรคไทยรักไทย หลังจากนั้นได้เป็นหนึ่งในตัวแทนกลุ่มมัชฌิมา หลังจากนั้นเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550 ได้รับการแต่งตั้งจากรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ให้เป็นผู้ทำความเข้าใจเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงกับต่างชาติโดยเฉพาะไทยกับญี่ปุ่น แต่เป็นได้เพียงไม่กี่วันก็ลาออกไป เนื่องจากแรงกดดันจากหลายฝ่าย ต่อมาในปี พ.ศ. 2550 ได้ถูกตัดสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี เนื่องจากเป็นกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยซึ่งถูกยุบในคดียุบพรรคการเมือง พ.ศ. 2549 จากนั้นจึงร่วมในการก่อตั้งพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา โดยทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาพรรค ในวันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2552 เขาขึ้นศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เป้นโจทก์ฟ้องความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ฉ้อโกง ผู้ใช้ ผู้สนับสนุน ความผิดต่อพระราชบัญญัติ ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ ความผิดต่อพระราชบัญญัติ ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษายกฟ้อง ดร.สมคิด ยังนับได้ว่าเป็นผู้ที่มีอิทธิพลในฐานะแกนนำกลุ่ม ส.ส. ซึ่งสื่อมวลชนให้ชื่อกลุ่มแกนนำนี้ว่า "8ส.+ส.พิเศษ" อันประกอบด้วย สมศักดิ์ เทพสุทิน สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล สุวิทย์ คุณกิตติ สุวัจน์ ลิปตพัลลภ สุรนันทน์ เวชชาชีวะ สนธยา คุณปลื้ม และสรอรรถ กลิ่นประทุม ส่วน ส.พิเศษ คือ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์หลังการรัฐประหาร 2557 หลังการรัฐประหาร 2557. ดร.สมคิด ได้เข้ารับหน้าที่ที่ปรึกษาคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งนำโดยพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ดูแลรับผิดชอบเป็นที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจ ท่ามกลางกระแสข่าวความขัดแย้งกับหม่อมราชวงศ์ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ จนกระทั่งในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2558 ดร.สมคิด จึงได้รับแต่งตั้งเป็นรองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ และปรับให้หม่อมราชวงศ์ปรีดิยาธร เทวกุล พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี เขาเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ กรณีกระทรวงการคลังไล่ออกนายสาธิต รังคสิริ พ้นจากตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการคลัง ตั้งแต่วันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2559เครื่องราชอิสริยาภรณ์เครื่องราชอิสริยาภรณ์. - พ.ศ. 2545 - เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก ชั้นมหาปรมาภรณ์ช้างเผือก (ม.ป.ช.) - พ.ศ. 2544 - เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ชั้นมหาวชิรมงกุฎ (ม.ว.ม.)
| รศ.ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เกิดเมื่อวันที่เท่าไร | {
"answer": [
"15"
],
"answer_begin_position": [
792
],
"answer_end_position": [
794
]
} |
2,532 | 7,673 | สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองศาสตราจารย์ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ปัจจุบันเป็นรองนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ประธานกรรมการนโยบายการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ รองประธานกรรมการในคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เฉพาะกิจ) กรรมการในคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง อดีตรองนายกรัฐมนตรี ดูแลด้านเศรษฐกิจ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในรัฐบาลของนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร และเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังหลายสมัย และยังเป็นที่ปรึกษาคณะรักษาความสงบแห่งชาติและอดีตสมาชิกคณะรักษาความสงบแห่งชาติตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 122/2557ประวัติ ประวัติ. รศ.ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เกิดเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2496 ที่กรุงเทพมหานคร เป็นคนไทยเชื้อสายจีนฮกเกี้ยน จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายจากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา จบการศึกษา ปริญญาตรีเศรษฐศาสตร์การคลัง และเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และต่อปริญญาโท MBA สาขาบริหารการเงิน สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ และ ปริญญาเอก สาขาบริหารธุรกิจ เน้นการจัดการด้านการตลาด ที่ มหาวิทยาลัยนอร์ทเวสเทิร์น สหรัฐอเมริกา ชีวิตส่วนตัว สมรสกับ นางอนุรัชนี จาตุศรีพิทักษ์ (สกุลเดิม "ภิงคารวัฒน์") เขาได้รับการแต่งตั้งเป็น ศาสตราภิชาน สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ มีบุตร 3 คน ได้แก่ นายณภัทร จาตุศรีพิทักษ์ สมรส กับ อาจารย์ วณิศรา บุญยะลีพรรณ นายณพล จาตุศรีพิทักษ์ และเด็กชายณฉัตร จาตุศรีพิทักษ์ เขาเป็นลูกพี่ลูกน้องกับ นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ อภิรดี ตันตราภรณ์ อีกด้วยการทำงานการทำงาน. - เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กระทรวงการคลัง - ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ - ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล - ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงพาณิชย์ - กรรมการ การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย - กรรมการ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) - กรรมการบริษัท เดอะ แมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด(มหาชน) - ที่ปรึกษา ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย - กรรมการในอนุกรรมการพิจารณารับและเพิกถอนหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย - ประธานกรรมการ บริษัท สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) - นายกสภามหาวิทยาลัยกรุงเทพ - รองประธานคณะกรรมการกลาง มูลนิธิรามาธิบดี ในพระราชูปถัมภ์ - กรรมการสภามหาวิทยาลัยกรุงเทพ ประเภทผู้ทรงคุณวุฒิงานการเมืองงานการเมือง. - เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (ดร.ทนง พิทยะ) - ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร) - ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี (พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร) - ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (ศ.ดร.สม จาตุศรีพิทักษ์) - ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการอุตสาหกรรม สภาผู้แทนราษฎร - 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2544 - 9 ตุลาคม พ.ศ. 2544 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง - 9 ตุลาคม พ.ศ. 2544 - 3 ตุลาคม พ.ศ. 2545 รองนายกรัฐมนตรี - 3 ตุลาคม พ.ศ. 2545 - 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2546 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง - 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2546 - 9 มีนาคม พ.ศ. 2547 รองนายกรัฐมนตรี - 10 มีนาคม พ.ศ. 2547 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง - 11 มีนาคม พ.ศ. 2548 รองนายกรัฐมนตรี - 11 มีนาคม พ.ศ. 2548 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง - 2 สิงหาคม พ.ศ. 2548 รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ชีวิตภายหลังการรัฐประหาร 2549 ชีวิตภายหลังการรัฐประหาร 2549. ดร.สมคิด ได้ชื่อว่าเป็นขุนพลเศรษฐกิจคนสำคัญของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โดยที่นโยบายประชานิยมหรือนโยบายเศรษฐกิจหลายอย่างก็มาจากแนวความคิดของ ดร.สมคิดเอง ในระหว่างการทำงานการเมืองได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่มีภาพลักษณ์ดี เพราะเก่งกาจ มีความเชี่ยวชาญสามารถคนหนึ่ง และได้ชื่อว่าบางครั้งก็ไม่ทำตามนโยบายหรือแนวทางของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กำหนดไว้เสมอไป หลังรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 ได้ทำการลาออกจากการเป็น สมาชิกพรรคไทยรักไทย หลังจากนั้นได้เป็นหนึ่งในตัวแทนกลุ่มมัชฌิมา หลังจากนั้นเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550 ได้รับการแต่งตั้งจากรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ให้เป็นผู้ทำความเข้าใจเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงกับต่างชาติโดยเฉพาะไทยกับญี่ปุ่น แต่เป็นได้เพียงไม่กี่วันก็ลาออกไป เนื่องจากแรงกดดันจากหลายฝ่าย ต่อมาในปี พ.ศ. 2550 ได้ถูกตัดสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี เนื่องจากเป็นกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยซึ่งถูกยุบในคดียุบพรรคการเมือง พ.ศ. 2549 จากนั้นจึงร่วมในการก่อตั้งพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา โดยทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาพรรค ในวันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2552 เขาขึ้นศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เป้นโจทก์ฟ้องความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ฉ้อโกง ผู้ใช้ ผู้สนับสนุน ความผิดต่อพระราชบัญญัติ ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ ความผิดต่อพระราชบัญญัติ ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษายกฟ้อง ดร.สมคิด ยังนับได้ว่าเป็นผู้ที่มีอิทธิพลในฐานะแกนนำกลุ่ม ส.ส. ซึ่งสื่อมวลชนให้ชื่อกลุ่มแกนนำนี้ว่า "8ส.+ส.พิเศษ" อันประกอบด้วย สมศักดิ์ เทพสุทิน สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล สุวิทย์ คุณกิตติ สุวัจน์ ลิปตพัลลภ สุรนันทน์ เวชชาชีวะ สนธยา คุณปลื้ม และสรอรรถ กลิ่นประทุม ส่วน ส.พิเศษ คือ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์หลังการรัฐประหาร 2557 หลังการรัฐประหาร 2557. ดร.สมคิด ได้เข้ารับหน้าที่ที่ปรึกษาคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งนำโดยพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ดูแลรับผิดชอบเป็นที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจ ท่ามกลางกระแสข่าวความขัดแย้งกับหม่อมราชวงศ์ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ จนกระทั่งในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2558 ดร.สมคิด จึงได้รับแต่งตั้งเป็นรองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ และปรับให้หม่อมราชวงศ์ปรีดิยาธร เทวกุล พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี เขาเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ กรณีกระทรวงการคลังไล่ออกนายสาธิต รังคสิริ พ้นจากตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการคลัง ตั้งแต่วันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2559เครื่องราชอิสริยาภรณ์เครื่องราชอิสริยาภรณ์. - พ.ศ. 2545 - เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก ชั้นมหาปรมาภรณ์ช้างเผือก (ม.ป.ช.) - พ.ศ. 2544 - เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ชั้นมหาวชิรมงกุฎ (ม.ว.ม.)
| ภรรยาของสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ คือใคร | {
"answer": [
"นางอนุรัชนี จาตุศรีพิทักษ์"
],
"answer_begin_position": [
1193
],
"answer_end_position": [
1219
]
} |
2,533 | 125,814 | ธีรเดช วงศ์พัวพันธ์ ธีรเดช วงศ์พัวพันธ์ (เกิด 3 ธันวาคม พ.ศ. 2520) ชื่อเล่น เคน เป็นนักแสดงชายชาวไทย ผู้ชนะเลิศรางวัลโทรทัศน์ทองคำในสาขานักแสดงนำชายดีเด่นถึง 4 ครั้งซึ่งเป็นสถิติมากที่สุดในปัจจุบัน จากละครโทรทัศน์เรื่อง ไอ้ม้าเหล็ก (2545), สองเรานิรันดร (2548), สวรรค์เบี่ยง (2551) และ สูตรเสน่หา (2552) ธีรเดชเริ่มมีชื่อเสียงและได้รับความนิยมจากละครเรื่อง สองเรานิรันดร นอกจากนี้ เขาได้รับการโหวตให้เป็นดาราชายยอดนิยมอันดับ 1 ถึง 6 ปีติดต่อกันตั้งแต่ปี พ.ศ. 2549 ถึง 2554 จากผลสำรวจของสวนดุสิตโพล จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2555 สวนดุสิตโพลจึงยกให้ธีรเดชเป็นที่สุดของดาราชายยอดนิยมของมหาชนชีวิตวัยเด็กและการศึกษา ชีวิตวัยเด็กและการศึกษา. ธีรเดชเกิดที่โรงพยาบาลพญาไท โดยเป็นลูกคนสุดท้องของ วีรประวัติ วงศ์พัวพันธ์ ซึ่งเป็นผู้กำกับ กับ กาญจนา วงศ์พัวพันธ์ ซึ่งเป็นผู้เขียนบทโทรทัศน์ มีนามปากกา เช่น วรพันธ์ รวี, ลีลาวดี และ แดง รวี เป็นต้น มีพี่สาว 1 คน คือ นัทธนุช วงศ์พัวพันธ์ เป็นแฟชั่นดีไซเนอร์ เขาเข้าสู่วงการบันเทิง เมื่อเขาอายุได้ 7 ปี ตามคำชักชวนของ วีรประวัติ วงศ์พัวพันธ์ บิดาของเขา ซึ่งเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ โดยมีผลงานละครเรื่องแรกคือ หกพี่น้อง ที่กำกับโดยวีรประวัติเอง และออกอากาศในปี พ.ศ. 2528 ส่วนละครเรื่องที่ 2 ในวัยเด็กคือ ต้นส้มแสนรัก ทางช่อง 3 แสดงร่วมกับ ลลิตา ปัญโญภาส แต่หลังจากนั้นเขาก็กลับไปใช้ชีวิตปกติแบบเด็กทั่วไป ศึกษาที่โรงเรียนเซนต์ดอมินิก จนถึงชั้น ม. 5 จากนั้นได้เข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญได้สักระยะ ก่อนเดินทางไปศึกษา สถาบันการถ่ายภาพแห่งบรูกส์ (Brooks Institute of Photography) ในแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา แต่เรียนได้ 2 ปีก็กลับบ้าน เนื่องจากตรงกับช่วงเศรษฐกิจฟองสบู่แตก หลังจากกลับเมืองไทยมีคนทาบทามให้ทำงานวงการบันเทิง โดยเริ่มต้นที่มิวสิกวิดีโอเพลง "เพียงเธอ" ของวงแบล็คเฮด ตามมาด้วยผลงานการเดินแบบ ถ่ายแบบ และถ่ายโฆษณาชีวิตการทำงานชีวิตการทำงานยุคแรก (พ.ศ. 2542-2543) ชีวิตการทำงาน. ชีวิตการทำงานยุคแรก (พ.ศ. 2542-2543). ในปี พ.ศ. 2541 ธีรเดชเริ่มทำงานละคร โดยรับบทรองในละครเรื่อง ซุปเปอร์ลูกทุ่ง ผลิตโดย บริษัท มีเดีย ออฟ มีเดียส์ ช่อง 9 ถัดจากนั้นจึงได้รับบทพระเอกเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2542 ในละครเรื่อง ราชินีลูกทุ่ง พุ่มพวง ดวงจันทร์ ในบท ไกรสร แสงอนันต์ ซึ่งผลิตโดย บริษัท เจ เอส แอล โกลบอล มีเดีย จำกัด ทางช่อง 7 ในปี 2542 จากนั้นได้แสดงนำในภาพยนตร์วัยรุ่นโดยผู้กำกับ พจน์ อานนท์ เรื่อง โกซิกซ์ : โกหก กะล่อน ปลิ้นปล้อน ตอแหล ซึ่งออกฉายในปี พ.ศ. 2543 หลังจากนั้น ธีรเดชได้ย้ายเข้ามาเริ่มเป็นนักแสดงเลือดใหม่ในสังกัดช่อง 3 ในฐานะลูกหม้อค่ายยูม่า โดยแสดงในละครบู๊สุดแนวขวัญใจวัยโจ๋ในขณะนั้นเรื่อง ฝนตกขี้หมูไหล...คนอะไรมาพบกัน โดยรับบทนักโทษแหกคุก เผือก บางซื่อ ซึ่งเขาให้สัมภาษณ์ว่าเป็นละครเรื่องที่ทำให้เริ่มสนุกกับการแสดง และนี่ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่มาทำงานกับช่อง 3 จากนั้นธีรเดช ได้รับบทเด่นในละครยูม่าอีก 2 เรื่อง ได้แก่ คนของแผ่นดิน (2543) และละครบู๊เรื่อง เสือ 11 ตัว (2544)ช่วงสั่งสมประสบการณ์ (พ.ศ. 2544-2547) ช่วงสั่งสมประสบการณ์ (พ.ศ. 2544-2547). ธีรเดช มีโอกาสแสดงภาพยนตร์เรื่องที่ 2 กำกับโดยผู้กำกับระดับตำนานอย่าง เชิด ทรงศรี โดยธีรเดชรับบทเป็น นพพร ในเรื่อง ข้างหลังภาพ ของค่ายสหมงคลฟิล์ม คู่กับ คาร่า พลสิทธิ์ ออกฉายครั้งแรกเมื่อวันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2544 ปลายปี พ.ศ. 2544 บริษัท บรอดคาสต์ ไทยเทเลวิชั่น ได้เห็นแววและเริ่มมอบบทพระเอกดราม่าให้ ธีรเดช เป็นครั้งแรกโดยรับบท วีกิจ ในเรื่อง แรงเงา ซึ่งเป็นรีเมคละครและภาพยนตร์ดังเรื่อง แรงหึง โดยได้มาจับคู่กับนางเอกเจ้าบทบาท แอน ทองประสม เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ช่วงวางตัว แต่เมื่อออกอากาศแล้วได้รับผลตอบรับดีเยี่ยม โดยแรงเงาเวอร์ชันนี้ ช่อง 3 ได้นำมาออกอากาศใหม่อีกถึง 2 รอบ คือในปีพ.ศ. 2546 และ 2547 ถือเป็นละครช่อง 3 ไม่กี่เรื่องที่มีการออกอากาศถึง 3 รอบ จากนั้นบรอดคาสท์ยังคงส่งบทดราม่าน้ำตาคลอให้เขาอีกครั้งในปี พ.ศ. 2545 กับละครเรื่อง แผลเก่า โดยรับบท ขวัญ ความสามารถทางการแสดงของ ธีรเดช เด่นชัดขึ้นเรื่อย ๆจนกระทั่งในปีเดียวกันนี้ เขาได้รับบทท้าทายในในละคร ไอ้ม้าเหล็ก ค่ายยูม่า ซึ่งธีรเดชต้องรับบทเป็นโจรโฉดใจชั่วที่ฆ่าคนมานับไม่ถ้วนแต่เกิดอุบัติเหตุจนความจำเสื่อมกลายเป็นเหมือนเด็กเกิดใหม่ มีชีวิตใหม่ที่แสนสุขจนกระทั่งวันที่ต้องร้าวรานเมื่อจำอดีตของตัวเองได้ บทนี้เองทำให้ ธีรเดช วงศ์พัวพันธ์ ได้รับรางวัลโทรทัศน์ทองคำ เป็นครั้งแรก ในปี พ.ศ. 2545พัฒนาการสู่บทพระเอกดราม่า (พ.ศ. 2548-2549) พัฒนาการสู่บทพระเอกดราม่า (พ.ศ. 2548-2549). ปี พ.ศ. 2546 ธีรเดช กลับมาร่วมงานกับ บรอดคาสต์ อีกครั้งในเรื่อง พระจันทร์แสนกล แนวโรแมนติกคอเมดี้ คู่กับนางเอกสาว เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ์ เป็นครั้งแรก ถัดจากนั้นได้แสดงละครบู๊ค่ายยูม่าอีกครั้งในเรื่อง รักสุดฟ้าล่าสุดโลก คู่กับ หยาดทิพย์ ราชปาล เป็นเรื่องที่ 2 ธีรเดชกลับสู่บทพระเอกดราม่าอีกครั้งโดยร่วมงานเป็นครั้งแรกกับ บริษัท ละครไท ในปี 2548 กับละครพีเรียด รักโรแมนติกเรื่อง หนึ่งในทรวง โดยรับบทคู่กับนางเอกคู่ขวัญ เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ์ เนื่องจากคิวฉายถูกเลื่อนมาและมีเสียงเปรียบเทียบกับละครเวอร์ชันเก่าจึงเป็นละครนอกสายตา แต่แล้วเมื่อออกอากาศกลับกลายเป็นละครมาแรงแซงโค้งทำเรตติ้งขึ้นอันดับ 1 ของครึ่งปีแรกให้ช่อง 3 ในปีนั้น ปลายปี พ.ศ. 2548 ความเป็นพระเอกละครดราม่าขวัญใจสาวๆชัดเจนขึ้นเมื่อละครเรื่อง สองเรานิรันดร ที่เขาแสดงคู่กับ พิยดา อัครเศรณี โดยบริษัท โพลีพลัส ออกอากาศ ซึ่งทำให้เขาคว้ารางวัลดารานำชายจากหลายสถาบัน รวมถึงทำได้ธีรเดชได้รับ รางวัลโทรทัศน์ทองคำ เป็นครั้งที่ 2 ด้วย คู่พระ-นาง ธีรเดช-พิยดา ยังได้รับการโหวตให้เป็นดาราคู่ขวัญอีกด้วย ธีรเดช กลับไปสู่ค่ายปั้น ยูม่า ในละครบู๊ตลกเรื่อง สายสืบสายสะดือ ซึ่งเรื่องนี้เกิดอุบัติเหตุระหว่างถ่ายทำฉากบู๊ขับเจ็ตสกีทำให้ศีรษะชนเข้ากับสะพาน ทำให้ต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาล ละครออกฉายต้นปีพ.ศ. 2549 ปลายปีพ.ศ. 2549 ธีรเดช ขึ้นแท่นพระเอกยอดนิยมอันดับ 1 สวนดุสิตโพลเป็นปีแรก เมื่อรับบท ราเชนทร์ ในละครคอมเมดีดราม่า เรื่อง อุ้มรัก จากค่ายละครไท โดยการรับบทคู่กับ แอน ทองประสม การกลับมาพบกันอีกครั้งในรอบนี้ทำให้เกิดกระแสคู่ขวัญ "เคน-แอน" เป็นที่กว้างขวางกลายเป็นขวัญใจของแฟนละคร โด่งดังจนกระทั่งซุปเปอร์สตาร์ เบิร์ด ธงไชย แมคอินไตย์ เชื้อเชิญไปรับบทคู่รักในมิวสิควิดีโอ "เถียงกันทำไม" ธีรเดชและแอนได้เดินสายรับรางวัลจากละครเรื่องนี้ด้วยประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง (พ.ศ. 2550-2553) ประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง (พ.ศ. 2550-2553). ปี พ.ศ. 2550 ช่อง 3 ต้องยกเวลาให้กับละครที่ ธีรเดช นำแสดงถึง 3 เรื่อง ต้นปี ธีรเดช กลับไปแสดงกับคู่ขวัญ พิยดา อัครเศรณี อีกครั้งด้วยกระแสที่อยากเห็นคู่รักในละครคู่นี้สมหวังกับเขาบ้าง จึงเป็นที่มาของเรื่อง รักเธอทุกวัน ค่ายโพลีพลัส ตามด้วยละครโด่งดังโรแมนติกคอเมดี้ของคู่ขวัญ ธีรเดช กับ เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ์ กับการทำงานกับค่าย ละครไท อีกครั้ง ในละครโรแมนติกสุดฮา รักนี้หัวใจเราจอง ซึ่งประสบความสำเร็จด้วยดี ปิดท้ายปี ในที่สุดช่อง 3 ก็นำละครที่ถ่ายไว้ตั้งแต่ 4 ปีก่อนของ ธีรเดช มาลงจอในบทตำรวจสืบสวนสุดเท่ ในละครสืบสวนลึกลับ สืบลับรหัสรัก คู่กับ สุนิสา เจทท์ ว่ากันว่าสาเหตุที่ใช้เวลานานกว่าจะได้ออกอากาศเพราะแนวละครลึกลับสืบสวนจริงจังไม่ตรงกับตลาดละครเมืองไทย แต่ที่ได้ลงเนื่องจากจากกระแสความโด่งดังของตัวพระเอกนั่นเอง กระแสเรียกร้องคู่ขวัญ เคน-แอน ประสบความสำเร็จในปี พ.ศ. 2551 กับละครพิสูจน์ฝีมือการแสดงในบทดราม่าในละคร สวรรค์เบี่ยง คู่กับ แอน ทองประสม เป็นเรื่องที่ 3 ธีรเดชพลิกบทบาทจากพระเอกอบอุ่นมาเป็นพระเอกร้ายได้อย่างยอดเยี่ยม บทลูกชายที่ขาดความรักอย่าง คาวี ทำให้เขาได้เดินสายรับรางวัลพระเอกยอดเยี่ยมจากหลายสถาบัน รวมถึงได้รับ รางวัลโทรทัศน์ทองคำ เป็นครั้งที่ 3 ด้วย นอกจากได้รางวัลแล้ว ตัวละครก็ประสบความความสำเร็จด้านยอดผู้ชมด้วย รายงานเรตติ้งเฉลี่ยจากนีลเส็น ตลอดทั้งเรื่องอยู่ที่ 14.6 และเรตติ้งสูงสุดที่ 20.7 กับตอนอวสานของละครเรื่องนี้ ละครของธีรเดช เป็นที่สนใจอย่างต่อเนื่อง โดยในปลายปีนั้นเอง บ.เมเกอร์ กรุ๊ป ได้นำ ธีรเดช มารับบทดราม่าน้ำตานอง คู่กับ ทักษอร ภักดิ์สุขเจริญ เป็นครั้งแรกในละครเรื่อง ใจร้าว ซึ่งเรื่องนี้ธีรเดช ได้ร้องเพลง "ใจฉันเป็นของเธอ" เพื่อใช้ในบทบาทในเรื่องด้วย ความโด่งดังทำให้ธีรเดชนี้ปีนี้ทำให้ได้รับการโหวตให้เป็นพระเอกยอดนิยมอันดับ 1 สวนดุสิตโพล ติดต่อกันเป็นปีที่ 3 และยังเป็นพรีเซนเตอร์ให้กับสินค้าอีกหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น โดโซะ คอนเซ็ปต์ เฟอร์นิเจอร์ รองเท้าเบรกเกอร์ มิรินด้า ขนมขนเคี้ยวเคนโด้ และ กล้องถ่ายภาพพานาโซนิก ลูมิค ในปี พ.ศ. 2552 ธีรเดชกลับมาแสดงภาพยนตร์ เรื่อง รถไฟฟ้า มาหานะเธอ ที่ทำรายได้สูงสุดของปี 2552 ทำรายได้ 145.5 ล้านบาท คำวิจารณ์เรื่องนี้ คมชัดลึกกล่าวว่า "จัดการให้เขาบริหารเสน่ห์ได้อย่างที่ตั้งใจ" ส่วนนิตยสารสตาร์พิกส์กล่าวว่า "ดูเหมือนการแสดงของเคนจะยังไม่รับกับรูปแบบของภาพยนตร์นัก... ออร่าของความเหนือมนุษย์ที่ยังคงแผ่รังสีออกมาจากตัวเขาตลอดเวลา จึงกีดกันให้ตัวละครนี้ดูหลุดลอยจากโลกแห่งความจริง" ปลายปี พ.ศ. 2552 คู่ขวัญ เคน-แอน กลับมาอีกครั้งในละครโรแมนติกคอเมดี "สูตรเสน่หา" ที่ทำให้ครูกุ๊ก กับ คุณนายอลิน กลายเป็นตัวละครในดวงใจของแฟนๆ ทั้งธีรเดช และ แอน เดินสายรับรางวัลจากละครเรื่องนี้เช่นเคย โดย ธีรเดช ได้รับรางวัลโทรทัศน์ทองคำ เป็นครั้งที่ 4 ซึ่งทำสถิติการได้รับรางวัลดารานำชายดีเด่นมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของการมอบรางวัลโทรทัศน์ทองคำ ปลายปีเขาได้ให้สัมภาษณ์ถึง วิธีรับงาน ว่าเขาเลือกจะมองที่ภาพรวมมากกว่า ว่าทำงานแล้วมีความสุขหรือเปล่า เพราะเรื่องชื่อเสียงก็ถือว่าเป็นผลพลอยได้ "ทุกอย่างมันก็ไม่ได้อยู่กับเราตลอดไปอยู่แล้ว มีวันมา มันก็มีวันไป มันไม่มีอะไรแน่นอน แต่ถ้าเรามีความสุขกับสิ่งที่เราทำอยู่ ก็น่าจะดีกว่า" ปีพ.ศ. 2553 ธีรเดช รับบทหนุ่มเจ้าชู้กะล่อน ในละครโรแมนติกคอมเมดี้ วิวาห์ว้าวุ่น ค่ายกู๊ดฟิลลิ่ง ซึ่งเป็นการจับคู่กันครั้งแรกของนางเอกสาว อารยา เอ ฮาร์เก็ต ที่ได้ย้ายมาจากช่อง 7 จากนั้น คู่ขวัญ เคน-แอน กลับมาอีกครั้งด้วยบทบาทที่โตขึ้นใน 365 วันแห่งรัก ค่ายบ เมกเกอร์ เจ กรุ๊ป ปลายปีนี้ธีรเดชมีโอกาสได้เล่นละครเวทีเป็นครั้งแรกในเรื่อง เคนลี่กะก๊วนขี้เล่น จัดแสดงทั้งหมด 18 รอบ ตั้งแต่วันที่ 20 พ.ย.-5 ธ.ค.2553 ในปีนี้เอง ภาพยนตร์ รถไฟฟ้า มาหานะเธอ ได้เข้าฉายในประเทศอินโดนีเซียและกลายเป็นภาพยนตร์ไทยที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก กระแสบอกต่อทำให้ระยะเวลาฉายในโรงหนังขยายออกไป และถือเป็นหนังไทยเรื่องแรกที่เปิดตลาดให้ภาพยนตร์ไทยแนวโรแมนติกคอมเมดี้จากเดิมที่ดังเฉพาะหนังสยองขวัญ รถไฟฟ้ามาหานะเธอยังได้เข้าฉายในสิงคโปร์เมื่อ 29 ก.ค.2010 และไต้หวัน เมื่อเดือน ก.ย.2010ผลงานในยุคถัดมา และผลงานที่ออกฉายในต่างประเทศ (พ.ศ. 2554-ปัจจุบัน) ผลงานในยุคถัดมา และผลงานที่ออกฉายในต่างประเทศ (พ.ศ. 2554-ปัจจุบัน). ปีพ.ศ. 2554 ธีรเดช กลับสู่ค่ายที่ปั้นเขาขึ้นมาอย่าง ค่ายยูม่า ในละครบู๊แนวถนัด รหัสทรชน คู่กับ อารยา เอ ฮาร์เก็ต ตามด้วยละครรักโรแมนติกที่ถ่ายทำที่กรุงปราก อย่าง กลรักลวงใจ คู่กับคู่ขวัญ เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ์ ทำให้เกิดกระแสเที่ยวกรุงปรากตามมา ปลายปีนี้ ธีรเดช ถูกโหวตให้เป็นพระเอกยอดนิยมอันดับ 1 โดยสวนดุสิตโพล เป็นปีที่ 6 ติดต่อกัน ปีพ.ศ. 2555 ธีรเดช ร่วมกับภรรยา บุษกร วงศ์พัวพันธ์ ก่อตั้งค่ายละคร ซิติเซ่นเคน เพื่อผลิตละครให้แก่ช่อง 3 โดยประเดิมเรื่องแรกคือ รักคุณเท่าฟ้า ซึ่งธีรเดชรับบทพระเอก คู่กับนางเอก 4 ท่าน ได้แก่ เฌอมาลย์ บุญยศักดิ์ เข็มอัปสร สิริสุขะ อารยา เอ ฮาร์เก็ต และ มารี เบรินเนอร์ ในปีนี้เอง ละครที่นำแสดงโดย ธีรเดช และ แอน 3 เรื่องได้ถูกซื้อลิขสิทธิ์ไปออกอากาศในประเทศจีนเป็นครั้งแรก เริ่มตั้งแต่ สูตรเสน่หา ทางช่องอานฮุย (26 ม.ค.55) อุ้มรัก ทางช่องหูเป่ย (27เม.ย.55) สวรรค์เบี่ยง ทางช่องอานฮุย (29 เม.ย.2555) ตามด้วย อุ้มรัก ทางช่องอานฮุย (17 พ.ค.2555) และปิดท้ายปีด้วยการกลับมาฉายอีกรอบของ สูตรเสน่หา ทางช่องอานฮุย (10 มิ.ย.2012) สวรรค์เบี่ยง ได้กลายเป็นละครละครที่ทำเรตติ้งสูงที่สุดในไทม์สล็อต 22.30น.ในปีนั้นของช่องอานฮุย ปีพ.ศ. 2556 บรอดคาสต์วางตัว ธีรเดช คู่กับ ทักษอร ภักดิ์สุขเจริญ อีกครั้งในละคร มัจจุราชสีน้ำผึ้ง แต่นางเอกสาวขอถอนตัวไปเนื่องจากเป็นช่วงหลังแต่งงาน พิจักขณา วงศารัตนศิลป์ ถูกคัดเลือกให้เข้ามารับบทแทน ถือเป็นนางเอกรุ่นใหม่ของช่องคนแรกที่แสดงละครคู่ธีรเดช ปลายปีนี้ ธีรเดช กลับมาคู่นางเอกสาว อารยา เอ ฮาร์เก็ต อีกครั้งในผลงานเรื่องที่ 2 ของค่ายซิติเซ่นเคน เรื่อง อันโกะ กลรักสตรอว์เบอร์รี่ ในส่วนของต่างประเทศ ไต้หวันนำ สูตรเสน่หา ไปออกอากาศครั้งแรกทางช่อง GTV (16เม.ย.-28พ.ค.2556) ตามด้วย ใจร้าว (3 ต.ค.2556) ส่วนจีนแผ่นดินใหญ่ ยังคงมีละครของธีรเดช ออกอากาศอย่างต่อเนื่อง เริ่มตั้งแต่ วิวาห์ว้าวุ่น ทางช่องเจียงซู (8 ก.ค.2556) และเรื่องเดียวกันนี้ทางช่องซีเจียง (8 ก.ค.2556) ถัดจากนั้น ใจร้าว ออกอากาศทางช่องซานซี (ส.ค.2556) และ ใจร้าว ทางช่องอานฮุย (21 ส.ค.2556) และละครเรื่อง ใจร้าว กลายเป็นละครเรตติ้งอันดับ 1 ในบรรดารายการทีวีกลางวันที่ฉายทั่วประเทศจีนในช่วงซัมเมอร์ โดยเฉพาะตอนที่ 12 และ 13 ได้ทำสถิติติด Top 3 รายการกลางวันที่เรตติ้งสูงสุดในช่วงซัมเมอร์อีกด้วย จนช่องอานฮุยต้องนำละครกลับมาออกอากาศอีกครั้งทันทีที่ฉายจบไปโดยออกอากาศในช่วงเวลากลางคืน (30 ต.ค.2556) สูตรเสน่หา กลับมาฉายทางช่องกุ้ยโจ (9-30ก.ย.2556) ปีพ.ศ. 2557 ปีแรกที่ไม่มีละครของ ธีรเดช ฉายทางช่อง 3 รวมทั้งมีข่าวว่าเขาขอถอนตัวจากบทในละครซีรีส์ชุดเลือดมังกร ทำให้เกิดข่าวลือว่าธีรเดชตั้งใจออกจากวงการซึ่งเขาออกมาปฏิเสธและแจงว่าจำเป็นต้องถอนตัวเพื่อไปดูแลคุณพ่อที่กำลังป่วยด้วยโรคมะเร็งระยะสุดท้าย ภายหลังคุณพ่อถึงแก่กรรม ธีรเดชกลับมาทำงานอีกครั้ง ปลายปี อันโกะ กลรักสตรอว์เบอร์รี่ ออกอากาศทางช่อง BayonTV ประเทศกัมพูชา ปีพ.ศ. 2558 หลังจากห่างหายจากโทรทัศน์ไป 1 ปีกว่า ธีรเดช กลับมาอีกครั้งกับบทบาทสุดท้าทายความสามารถที่ได้รับเสียงชื่นชมจากทั้งแฟนละครและสื่อมวลชนกับบท "เฮียกระทิง" ในละครโรแมนติกดราม่าบู๊เข้มข้น ซีรีส์ "เลือดมังกร ตอน กระทิง" ของค่ายแอ็คอาร์ทเจนเนอเรชั่น คู่กับนางเอกมากฝีมือ เข็มอัปสร สิริสุขะ จากบทบาทครั้งนี้ทั้งคู่ได้รับการยกย่องให้เป็น คู่ขวัญสุดยอดฝีมือการแสดง หนังสือพิมพ์ไทยรัฐกล่าวไว้ว่า "ธีรเดช วงศ์พัวพันธ์ ในบทบาทของ "ชลธี" และ "ธาม" ถือเป็นการแบกภาระที่สุดแสนหนักอึ้ง..." ทั้งยังกล่าวยกย่องว่าเป็น "ปรมาจารย์นักแสดง ที่เล่นแบบถอดถากกระชากวิญญาณออกมาฟาดฟันตอกกระหน่ำหัวใจจันทร์ชมพู (นางเอก) และคนดูได้อย่างสาหัสสากรรจ์!" ละครของ ธีรเดช ยังคงถูกซื้อลิขสิทธิ์ไปฉายต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง พ.ค.2558 มัจจุราชสีน้ำผึ้ง ถูกซื้อลิขสิทธิ์ไปฉายทางช่อง BayonTV ประเทศกัมพูชา โดยได้ออกอากาศแบบ HD 16:9 ก.ค. 2558 ช่อง SCTV ของประเทศเวียดนาม นำละครเรื่อง ใจร้าว ไปออกอากาศ ตามด้วยช่อง TodayTV ประเทศเวียดนาม ก็ได้นำละครเรื่อง สูตรเสน่หา ไปออกอากาศด้วย ปี 2560 หลังจากหายหน้าไป 1 ปีเต็มๆ ธีรเดช กลับมาอีกครั้งในละครซีรีส์ The Cupids บริษัทรักอุตลุด ซึ่งประกอบด้วยเรื่องย่อย 8 เรื่อง ซึ่งเขามีบทบาทตลอด โดยเรื่องหลักของธีรเดชคือ กามเทพปราบมาร คู่กับ อารยา เอ.ฮาร์เก็ตชีวิตส่วนตัว ชีวิตส่วนตัว. ปัจจุบัน ธีรเดชได้สมรสกับ บุษกร พรวรรณะศิริเวช โดยได้เข้ารับพระราชทานน้ำสังข์จาก สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2550 พร้อมทั้งจดทะเบียนสมรส- ธีรเดช และ บุษกร มีบุตรแล้ว 2 คน- บุตรคนแรกชื่อ ด.ช.คุนนธรรม วงศ์พัวพันธ์ (ชื่อเล่นว่า คุน) เกิดเมื่อ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2551 () - บุตรคนที่สองชื่อ ด.ช.ธิปไตย วงศ์พัวพันธ์ (ชื่อเล่นว่า จุน) เกิดเมื่อ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2553 () ธีรเดชมีงานอดิเรก ถ่ายภาพนิ่งและภาพยนตร์ ชอบเดินทาง ชอบสะสมของเก่าอย่างนาฬิกาหรือเฟอร์นิเจอร์เก่า ชอบกีฬาบาสเกตบอล และมีบุคคลชื่นชอบคือ Ernst Haas แอนส์ ฮาส ช่างภาพชาวเยอรมันซึ่งล่วงลับไปแล้ว บันทึกภาพไว้โดนใจยิ่ง ผู้กำกับภาพยนตร์ชื่นชม หว่อง กา ไว หนังเรื่องโปรด Chungking Express หนังสือเล่มโปรด Cinematography Screencraft รวมผลงานของผู้กำกับภาพชื่อดังหลายคน ให้แนวคิด แรงบันดาลใจ และแนวทางในการถ่ายภาพแบบในหนังสือกิจกรรมอื่นๆ กิจกรรมอื่นๆ. ธีรเดชได้รับการแต่งตั้งให้เป็นทูตพิเศษเพื่อเยาวชนขององค์การยูนิเซฟ ประจำประเทศไทย (ปี 2551-ปัจจุบัน) และเป็นผู้นำเสนอโครงการ "ไวท์ ริบบิน เยียร์" การรณรงค์ด้วยการไม่ยอมรับ ไม่นิ่งเฉย ไม่กระทำความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และครอบครัว ของ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ปี 2553)ภาพลักษณ์ ภาพลักษณ์. ธีรเดชเป็นดาราชายที่ได้รับความนิยมสูงเป็นช่วงเวลายาวนาน โดยติดอันดับโพลสำรวจความนิยมในอันดับต้นหลายปีติดต่อกัน และความเคลื่อนไหวไม่ว่าเรื่องใดสามารถเรียกความสนใจจากคนไทยได้ ในปีพ.ศ. 2553 พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งมาดามทุสโซ กรุงเทพฯ เปิดตัวหุ่นขี้ผึ้ง ธีรเดช วงศ์พัวพันธ์ กับคู่ขวัญ แอน ทองประสม พร้อมกับการเปิดพิพิธภัณฑ์ เดือนส.ค.มีข่าวเรียกเสียงฮาว่ามีผู้เสนอชื่อ ธีรเดช วงศ์พัวพันธ์ ในที่ประชุมคณะกรรมการสรรหาอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นบุคคลผู้มีชื่อเสียงที่ทรงอิทธิพลในประเทศไทยในขณะนั้น ผลการสำรวจความนิยมในโพลล์ต่างๆ- สวนดุสิตโพล ผลสำรวจ "ที่สุดแห่งปี"- ดาราชายยอดนิยมอันดับที่ 3 (ปี 2548) ร้อยละ 23.80 - ดาราชายยอดนิยมอันดับที่ 1 (ปี 2549) ร้อยละ 38.57 - ดาราชายยอดนิยมอันดับที่ 1 (ปี 2550) ร้อยละ 53.50 - ดาราชายยอดนิยมอันดับที่ 1 (ปี 2551) ร้อยละ 69.20 - ดาราชายยอดนิยมอันดับที่ 1 (ปี 2552) ร้อยละ 73.16 - ดาราชายยอดนิยมอันดับที่ 1 (ปี 2553) ร้อยละ 76.98 - ดาราชายยอดนิยมอันดับที่ 1 (ปี 2554) ร้อยละ 40.28 - ที่สุดของดารายอดนิยมของมหาชน (ปี 2555) ร่วมกับ ธงไชย แมคอินไตย์ และ พัชราภา ไชยเชื้อ - เอแบคโพล ผลสำรวจ "ที่สุดของบันเทิงและกีฬาแห่งปี"- ดาราชายไทยยอดนิยมอันดับ 3 (ปี 2548) ร้อยละ 15.4 - ดาราชายไทยยอดนิยมอันดับ 2 (ปี 2549) ร้อยละ 12.1 - ดาราชายไทยยอดนิยมอันดับ 1 (ปี 2552) ร้อยละ 38.1 - ดาราชายไทยยอดนิยมอันดับ 2 (ปี 2553) ร้อยละ 19.4 - ดาราชายไทยยอดนิยมอันดับ 2 (ปี 2554) ร้อยละ 19.4 - เอแบคโพล ผลสำรวจ "ดาราสุดยอดเซ็กซี่แห่งปี"- ดาราชายสุดยอดเซ็กซี่อันดับ 1 (ปี 2554) ร้อยละ 58.5 - อีสานโพล ผลสำรวจ "รางวัลแห่งปีของชาวอีสาน"- พระเอกแห่งปีอันดับ 2 (ปี 2555) ร้อยละ 13 - พระเอกแห่งปีอันดับ 3 (ปี 2556) ร้อยละ 8.17 - "TV3 Fanclub Award" เป็นรางวัลที่จัดทำขึ้น เพื่อสำรวจถึงความนิยมต่อนักแสดงและรายการต่างๆ ที่ออกอากาศทางไทยทีวีสีช่อง 3 โดยรับผลผ่านการลงคะแนนทางเว็บไซต์ www.thaitv3.com- ดารานำชายยอดนิยมอันดับ 1 (ปี 2550) - ดารานำชายยอดนิยมอันดับ 1 (ปี 2551) ร้อยละ 27.87 - ดารานำชายยอดนิยมอันดับ 1 (ปี 2552) ร้อยละ 44.56ผลงานละครโทรทัศน์ละครเวทีผลงาน. ละครเวที. - เคนลี่กะก๊วนขี้เล่น (2553)ภาพยนตร์ภาพยนตร์. - รับบท พลับ (2543) - ข้างหลังภาพ รับบท นพพร (2544) - มหัศจรรย์พันธุ์รัก รับบท แมกซ์ (2547) - ภาพยนตร์สั้นเรื่อง The Office รับบท ธีรเดช (2550) - รถไฟฟ้า มาหานะเธอ รับบท ลุง (2552)เพลงเพลง. - "ใจฉันเป็นของเธอ" ประกอบละครเรื่อง ใจร้าวคอนเสิร์ตคอนเสิร์ต. - LOVE IS IN THE AIR : CHANNEL3 CHARITY CONCERT (2560)รางวัล
| เคน ธีรเดช วงศ์พัวพันธ์ เป็นนักแสดงชายชาวไทย เกิดเมื่อวันที่เท่าไร | {
"answer": [
"3"
],
"answer_begin_position": [
140
],
"answer_end_position": [
141
]
} |
2,534 | 125,814 | ธีรเดช วงศ์พัวพันธ์ ธีรเดช วงศ์พัวพันธ์ (เกิด 3 ธันวาคม พ.ศ. 2520) ชื่อเล่น เคน เป็นนักแสดงชายชาวไทย ผู้ชนะเลิศรางวัลโทรทัศน์ทองคำในสาขานักแสดงนำชายดีเด่นถึง 4 ครั้งซึ่งเป็นสถิติมากที่สุดในปัจจุบัน จากละครโทรทัศน์เรื่อง ไอ้ม้าเหล็ก (2545), สองเรานิรันดร (2548), สวรรค์เบี่ยง (2551) และ สูตรเสน่หา (2552) ธีรเดชเริ่มมีชื่อเสียงและได้รับความนิยมจากละครเรื่อง สองเรานิรันดร นอกจากนี้ เขาได้รับการโหวตให้เป็นดาราชายยอดนิยมอันดับ 1 ถึง 6 ปีติดต่อกันตั้งแต่ปี พ.ศ. 2549 ถึง 2554 จากผลสำรวจของสวนดุสิตโพล จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2555 สวนดุสิตโพลจึงยกให้ธีรเดชเป็นที่สุดของดาราชายยอดนิยมของมหาชนชีวิตวัยเด็กและการศึกษา ชีวิตวัยเด็กและการศึกษา. ธีรเดชเกิดที่โรงพยาบาลพญาไท โดยเป็นลูกคนสุดท้องของ วีรประวัติ วงศ์พัวพันธ์ ซึ่งเป็นผู้กำกับ กับ กาญจนา วงศ์พัวพันธ์ ซึ่งเป็นผู้เขียนบทโทรทัศน์ มีนามปากกา เช่น วรพันธ์ รวี, ลีลาวดี และ แดง รวี เป็นต้น มีพี่สาว 1 คน คือ นัทธนุช วงศ์พัวพันธ์ เป็นแฟชั่นดีไซเนอร์ เขาเข้าสู่วงการบันเทิง เมื่อเขาอายุได้ 7 ปี ตามคำชักชวนของ วีรประวัติ วงศ์พัวพันธ์ บิดาของเขา ซึ่งเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ โดยมีผลงานละครเรื่องแรกคือ หกพี่น้อง ที่กำกับโดยวีรประวัติเอง และออกอากาศในปี พ.ศ. 2528 ส่วนละครเรื่องที่ 2 ในวัยเด็กคือ ต้นส้มแสนรัก ทางช่อง 3 แสดงร่วมกับ ลลิตา ปัญโญภาส แต่หลังจากนั้นเขาก็กลับไปใช้ชีวิตปกติแบบเด็กทั่วไป ศึกษาที่โรงเรียนเซนต์ดอมินิก จนถึงชั้น ม. 5 จากนั้นได้เข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญได้สักระยะ ก่อนเดินทางไปศึกษา สถาบันการถ่ายภาพแห่งบรูกส์ (Brooks Institute of Photography) ในแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา แต่เรียนได้ 2 ปีก็กลับบ้าน เนื่องจากตรงกับช่วงเศรษฐกิจฟองสบู่แตก หลังจากกลับเมืองไทยมีคนทาบทามให้ทำงานวงการบันเทิง โดยเริ่มต้นที่มิวสิกวิดีโอเพลง "เพียงเธอ" ของวงแบล็คเฮด ตามมาด้วยผลงานการเดินแบบ ถ่ายแบบ และถ่ายโฆษณาชีวิตการทำงานชีวิตการทำงานยุคแรก (พ.ศ. 2542-2543) ชีวิตการทำงาน. ชีวิตการทำงานยุคแรก (พ.ศ. 2542-2543). ในปี พ.ศ. 2541 ธีรเดชเริ่มทำงานละคร โดยรับบทรองในละครเรื่อง ซุปเปอร์ลูกทุ่ง ผลิตโดย บริษัท มีเดีย ออฟ มีเดียส์ ช่อง 9 ถัดจากนั้นจึงได้รับบทพระเอกเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2542 ในละครเรื่อง ราชินีลูกทุ่ง พุ่มพวง ดวงจันทร์ ในบท ไกรสร แสงอนันต์ ซึ่งผลิตโดย บริษัท เจ เอส แอล โกลบอล มีเดีย จำกัด ทางช่อง 7 ในปี 2542 จากนั้นได้แสดงนำในภาพยนตร์วัยรุ่นโดยผู้กำกับ พจน์ อานนท์ เรื่อง โกซิกซ์ : โกหก กะล่อน ปลิ้นปล้อน ตอแหล ซึ่งออกฉายในปี พ.ศ. 2543 หลังจากนั้น ธีรเดชได้ย้ายเข้ามาเริ่มเป็นนักแสดงเลือดใหม่ในสังกัดช่อง 3 ในฐานะลูกหม้อค่ายยูม่า โดยแสดงในละครบู๊สุดแนวขวัญใจวัยโจ๋ในขณะนั้นเรื่อง ฝนตกขี้หมูไหล...คนอะไรมาพบกัน โดยรับบทนักโทษแหกคุก เผือก บางซื่อ ซึ่งเขาให้สัมภาษณ์ว่าเป็นละครเรื่องที่ทำให้เริ่มสนุกกับการแสดง และนี่ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่มาทำงานกับช่อง 3 จากนั้นธีรเดช ได้รับบทเด่นในละครยูม่าอีก 2 เรื่อง ได้แก่ คนของแผ่นดิน (2543) และละครบู๊เรื่อง เสือ 11 ตัว (2544)ช่วงสั่งสมประสบการณ์ (พ.ศ. 2544-2547) ช่วงสั่งสมประสบการณ์ (พ.ศ. 2544-2547). ธีรเดช มีโอกาสแสดงภาพยนตร์เรื่องที่ 2 กำกับโดยผู้กำกับระดับตำนานอย่าง เชิด ทรงศรี โดยธีรเดชรับบทเป็น นพพร ในเรื่อง ข้างหลังภาพ ของค่ายสหมงคลฟิล์ม คู่กับ คาร่า พลสิทธิ์ ออกฉายครั้งแรกเมื่อวันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2544 ปลายปี พ.ศ. 2544 บริษัท บรอดคาสต์ ไทยเทเลวิชั่น ได้เห็นแววและเริ่มมอบบทพระเอกดราม่าให้ ธีรเดช เป็นครั้งแรกโดยรับบท วีกิจ ในเรื่อง แรงเงา ซึ่งเป็นรีเมคละครและภาพยนตร์ดังเรื่อง แรงหึง โดยได้มาจับคู่กับนางเอกเจ้าบทบาท แอน ทองประสม เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ช่วงวางตัว แต่เมื่อออกอากาศแล้วได้รับผลตอบรับดีเยี่ยม โดยแรงเงาเวอร์ชันนี้ ช่อง 3 ได้นำมาออกอากาศใหม่อีกถึง 2 รอบ คือในปีพ.ศ. 2546 และ 2547 ถือเป็นละครช่อง 3 ไม่กี่เรื่องที่มีการออกอากาศถึง 3 รอบ จากนั้นบรอดคาสท์ยังคงส่งบทดราม่าน้ำตาคลอให้เขาอีกครั้งในปี พ.ศ. 2545 กับละครเรื่อง แผลเก่า โดยรับบท ขวัญ ความสามารถทางการแสดงของ ธีรเดช เด่นชัดขึ้นเรื่อย ๆจนกระทั่งในปีเดียวกันนี้ เขาได้รับบทท้าทายในในละคร ไอ้ม้าเหล็ก ค่ายยูม่า ซึ่งธีรเดชต้องรับบทเป็นโจรโฉดใจชั่วที่ฆ่าคนมานับไม่ถ้วนแต่เกิดอุบัติเหตุจนความจำเสื่อมกลายเป็นเหมือนเด็กเกิดใหม่ มีชีวิตใหม่ที่แสนสุขจนกระทั่งวันที่ต้องร้าวรานเมื่อจำอดีตของตัวเองได้ บทนี้เองทำให้ ธีรเดช วงศ์พัวพันธ์ ได้รับรางวัลโทรทัศน์ทองคำ เป็นครั้งแรก ในปี พ.ศ. 2545พัฒนาการสู่บทพระเอกดราม่า (พ.ศ. 2548-2549) พัฒนาการสู่บทพระเอกดราม่า (พ.ศ. 2548-2549). ปี พ.ศ. 2546 ธีรเดช กลับมาร่วมงานกับ บรอดคาสต์ อีกครั้งในเรื่อง พระจันทร์แสนกล แนวโรแมนติกคอเมดี้ คู่กับนางเอกสาว เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ์ เป็นครั้งแรก ถัดจากนั้นได้แสดงละครบู๊ค่ายยูม่าอีกครั้งในเรื่อง รักสุดฟ้าล่าสุดโลก คู่กับ หยาดทิพย์ ราชปาล เป็นเรื่องที่ 2 ธีรเดชกลับสู่บทพระเอกดราม่าอีกครั้งโดยร่วมงานเป็นครั้งแรกกับ บริษัท ละครไท ในปี 2548 กับละครพีเรียด รักโรแมนติกเรื่อง หนึ่งในทรวง โดยรับบทคู่กับนางเอกคู่ขวัญ เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ์ เนื่องจากคิวฉายถูกเลื่อนมาและมีเสียงเปรียบเทียบกับละครเวอร์ชันเก่าจึงเป็นละครนอกสายตา แต่แล้วเมื่อออกอากาศกลับกลายเป็นละครมาแรงแซงโค้งทำเรตติ้งขึ้นอันดับ 1 ของครึ่งปีแรกให้ช่อง 3 ในปีนั้น ปลายปี พ.ศ. 2548 ความเป็นพระเอกละครดราม่าขวัญใจสาวๆชัดเจนขึ้นเมื่อละครเรื่อง สองเรานิรันดร ที่เขาแสดงคู่กับ พิยดา อัครเศรณี โดยบริษัท โพลีพลัส ออกอากาศ ซึ่งทำให้เขาคว้ารางวัลดารานำชายจากหลายสถาบัน รวมถึงทำได้ธีรเดชได้รับ รางวัลโทรทัศน์ทองคำ เป็นครั้งที่ 2 ด้วย คู่พระ-นาง ธีรเดช-พิยดา ยังได้รับการโหวตให้เป็นดาราคู่ขวัญอีกด้วย ธีรเดช กลับไปสู่ค่ายปั้น ยูม่า ในละครบู๊ตลกเรื่อง สายสืบสายสะดือ ซึ่งเรื่องนี้เกิดอุบัติเหตุระหว่างถ่ายทำฉากบู๊ขับเจ็ตสกีทำให้ศีรษะชนเข้ากับสะพาน ทำให้ต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาล ละครออกฉายต้นปีพ.ศ. 2549 ปลายปีพ.ศ. 2549 ธีรเดช ขึ้นแท่นพระเอกยอดนิยมอันดับ 1 สวนดุสิตโพลเป็นปีแรก เมื่อรับบท ราเชนทร์ ในละครคอมเมดีดราม่า เรื่อง อุ้มรัก จากค่ายละครไท โดยการรับบทคู่กับ แอน ทองประสม การกลับมาพบกันอีกครั้งในรอบนี้ทำให้เกิดกระแสคู่ขวัญ "เคน-แอน" เป็นที่กว้างขวางกลายเป็นขวัญใจของแฟนละคร โด่งดังจนกระทั่งซุปเปอร์สตาร์ เบิร์ด ธงไชย แมคอินไตย์ เชื้อเชิญไปรับบทคู่รักในมิวสิควิดีโอ "เถียงกันทำไม" ธีรเดชและแอนได้เดินสายรับรางวัลจากละครเรื่องนี้ด้วยประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง (พ.ศ. 2550-2553) ประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง (พ.ศ. 2550-2553). ปี พ.ศ. 2550 ช่อง 3 ต้องยกเวลาให้กับละครที่ ธีรเดช นำแสดงถึง 3 เรื่อง ต้นปี ธีรเดช กลับไปแสดงกับคู่ขวัญ พิยดา อัครเศรณี อีกครั้งด้วยกระแสที่อยากเห็นคู่รักในละครคู่นี้สมหวังกับเขาบ้าง จึงเป็นที่มาของเรื่อง รักเธอทุกวัน ค่ายโพลีพลัส ตามด้วยละครโด่งดังโรแมนติกคอเมดี้ของคู่ขวัญ ธีรเดช กับ เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ์ กับการทำงานกับค่าย ละครไท อีกครั้ง ในละครโรแมนติกสุดฮา รักนี้หัวใจเราจอง ซึ่งประสบความสำเร็จด้วยดี ปิดท้ายปี ในที่สุดช่อง 3 ก็นำละครที่ถ่ายไว้ตั้งแต่ 4 ปีก่อนของ ธีรเดช มาลงจอในบทตำรวจสืบสวนสุดเท่ ในละครสืบสวนลึกลับ สืบลับรหัสรัก คู่กับ สุนิสา เจทท์ ว่ากันว่าสาเหตุที่ใช้เวลานานกว่าจะได้ออกอากาศเพราะแนวละครลึกลับสืบสวนจริงจังไม่ตรงกับตลาดละครเมืองไทย แต่ที่ได้ลงเนื่องจากจากกระแสความโด่งดังของตัวพระเอกนั่นเอง กระแสเรียกร้องคู่ขวัญ เคน-แอน ประสบความสำเร็จในปี พ.ศ. 2551 กับละครพิสูจน์ฝีมือการแสดงในบทดราม่าในละคร สวรรค์เบี่ยง คู่กับ แอน ทองประสม เป็นเรื่องที่ 3 ธีรเดชพลิกบทบาทจากพระเอกอบอุ่นมาเป็นพระเอกร้ายได้อย่างยอดเยี่ยม บทลูกชายที่ขาดความรักอย่าง คาวี ทำให้เขาได้เดินสายรับรางวัลพระเอกยอดเยี่ยมจากหลายสถาบัน รวมถึงได้รับ รางวัลโทรทัศน์ทองคำ เป็นครั้งที่ 3 ด้วย นอกจากได้รางวัลแล้ว ตัวละครก็ประสบความความสำเร็จด้านยอดผู้ชมด้วย รายงานเรตติ้งเฉลี่ยจากนีลเส็น ตลอดทั้งเรื่องอยู่ที่ 14.6 และเรตติ้งสูงสุดที่ 20.7 กับตอนอวสานของละครเรื่องนี้ ละครของธีรเดช เป็นที่สนใจอย่างต่อเนื่อง โดยในปลายปีนั้นเอง บ.เมเกอร์ กรุ๊ป ได้นำ ธีรเดช มารับบทดราม่าน้ำตานอง คู่กับ ทักษอร ภักดิ์สุขเจริญ เป็นครั้งแรกในละครเรื่อง ใจร้าว ซึ่งเรื่องนี้ธีรเดช ได้ร้องเพลง "ใจฉันเป็นของเธอ" เพื่อใช้ในบทบาทในเรื่องด้วย ความโด่งดังทำให้ธีรเดชนี้ปีนี้ทำให้ได้รับการโหวตให้เป็นพระเอกยอดนิยมอันดับ 1 สวนดุสิตโพล ติดต่อกันเป็นปีที่ 3 และยังเป็นพรีเซนเตอร์ให้กับสินค้าอีกหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น โดโซะ คอนเซ็ปต์ เฟอร์นิเจอร์ รองเท้าเบรกเกอร์ มิรินด้า ขนมขนเคี้ยวเคนโด้ และ กล้องถ่ายภาพพานาโซนิก ลูมิค ในปี พ.ศ. 2552 ธีรเดชกลับมาแสดงภาพยนตร์ เรื่อง รถไฟฟ้า มาหานะเธอ ที่ทำรายได้สูงสุดของปี 2552 ทำรายได้ 145.5 ล้านบาท คำวิจารณ์เรื่องนี้ คมชัดลึกกล่าวว่า "จัดการให้เขาบริหารเสน่ห์ได้อย่างที่ตั้งใจ" ส่วนนิตยสารสตาร์พิกส์กล่าวว่า "ดูเหมือนการแสดงของเคนจะยังไม่รับกับรูปแบบของภาพยนตร์นัก... ออร่าของความเหนือมนุษย์ที่ยังคงแผ่รังสีออกมาจากตัวเขาตลอดเวลา จึงกีดกันให้ตัวละครนี้ดูหลุดลอยจากโลกแห่งความจริง" ปลายปี พ.ศ. 2552 คู่ขวัญ เคน-แอน กลับมาอีกครั้งในละครโรแมนติกคอเมดี "สูตรเสน่หา" ที่ทำให้ครูกุ๊ก กับ คุณนายอลิน กลายเป็นตัวละครในดวงใจของแฟนๆ ทั้งธีรเดช และ แอน เดินสายรับรางวัลจากละครเรื่องนี้เช่นเคย โดย ธีรเดช ได้รับรางวัลโทรทัศน์ทองคำ เป็นครั้งที่ 4 ซึ่งทำสถิติการได้รับรางวัลดารานำชายดีเด่นมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของการมอบรางวัลโทรทัศน์ทองคำ ปลายปีเขาได้ให้สัมภาษณ์ถึง วิธีรับงาน ว่าเขาเลือกจะมองที่ภาพรวมมากกว่า ว่าทำงานแล้วมีความสุขหรือเปล่า เพราะเรื่องชื่อเสียงก็ถือว่าเป็นผลพลอยได้ "ทุกอย่างมันก็ไม่ได้อยู่กับเราตลอดไปอยู่แล้ว มีวันมา มันก็มีวันไป มันไม่มีอะไรแน่นอน แต่ถ้าเรามีความสุขกับสิ่งที่เราทำอยู่ ก็น่าจะดีกว่า" ปีพ.ศ. 2553 ธีรเดช รับบทหนุ่มเจ้าชู้กะล่อน ในละครโรแมนติกคอมเมดี้ วิวาห์ว้าวุ่น ค่ายกู๊ดฟิลลิ่ง ซึ่งเป็นการจับคู่กันครั้งแรกของนางเอกสาว อารยา เอ ฮาร์เก็ต ที่ได้ย้ายมาจากช่อง 7 จากนั้น คู่ขวัญ เคน-แอน กลับมาอีกครั้งด้วยบทบาทที่โตขึ้นใน 365 วันแห่งรัก ค่ายบ เมกเกอร์ เจ กรุ๊ป ปลายปีนี้ธีรเดชมีโอกาสได้เล่นละครเวทีเป็นครั้งแรกในเรื่อง เคนลี่กะก๊วนขี้เล่น จัดแสดงทั้งหมด 18 รอบ ตั้งแต่วันที่ 20 พ.ย.-5 ธ.ค.2553 ในปีนี้เอง ภาพยนตร์ รถไฟฟ้า มาหานะเธอ ได้เข้าฉายในประเทศอินโดนีเซียและกลายเป็นภาพยนตร์ไทยที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก กระแสบอกต่อทำให้ระยะเวลาฉายในโรงหนังขยายออกไป และถือเป็นหนังไทยเรื่องแรกที่เปิดตลาดให้ภาพยนตร์ไทยแนวโรแมนติกคอมเมดี้จากเดิมที่ดังเฉพาะหนังสยองขวัญ รถไฟฟ้ามาหานะเธอยังได้เข้าฉายในสิงคโปร์เมื่อ 29 ก.ค.2010 และไต้หวัน เมื่อเดือน ก.ย.2010ผลงานในยุคถัดมา และผลงานที่ออกฉายในต่างประเทศ (พ.ศ. 2554-ปัจจุบัน) ผลงานในยุคถัดมา และผลงานที่ออกฉายในต่างประเทศ (พ.ศ. 2554-ปัจจุบัน). ปีพ.ศ. 2554 ธีรเดช กลับสู่ค่ายที่ปั้นเขาขึ้นมาอย่าง ค่ายยูม่า ในละครบู๊แนวถนัด รหัสทรชน คู่กับ อารยา เอ ฮาร์เก็ต ตามด้วยละครรักโรแมนติกที่ถ่ายทำที่กรุงปราก อย่าง กลรักลวงใจ คู่กับคู่ขวัญ เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ์ ทำให้เกิดกระแสเที่ยวกรุงปรากตามมา ปลายปีนี้ ธีรเดช ถูกโหวตให้เป็นพระเอกยอดนิยมอันดับ 1 โดยสวนดุสิตโพล เป็นปีที่ 6 ติดต่อกัน ปีพ.ศ. 2555 ธีรเดช ร่วมกับภรรยา บุษกร วงศ์พัวพันธ์ ก่อตั้งค่ายละคร ซิติเซ่นเคน เพื่อผลิตละครให้แก่ช่อง 3 โดยประเดิมเรื่องแรกคือ รักคุณเท่าฟ้า ซึ่งธีรเดชรับบทพระเอก คู่กับนางเอก 4 ท่าน ได้แก่ เฌอมาลย์ บุญยศักดิ์ เข็มอัปสร สิริสุขะ อารยา เอ ฮาร์เก็ต และ มารี เบรินเนอร์ ในปีนี้เอง ละครที่นำแสดงโดย ธีรเดช และ แอน 3 เรื่องได้ถูกซื้อลิขสิทธิ์ไปออกอากาศในประเทศจีนเป็นครั้งแรก เริ่มตั้งแต่ สูตรเสน่หา ทางช่องอานฮุย (26 ม.ค.55) อุ้มรัก ทางช่องหูเป่ย (27เม.ย.55) สวรรค์เบี่ยง ทางช่องอานฮุย (29 เม.ย.2555) ตามด้วย อุ้มรัก ทางช่องอานฮุย (17 พ.ค.2555) และปิดท้ายปีด้วยการกลับมาฉายอีกรอบของ สูตรเสน่หา ทางช่องอานฮุย (10 มิ.ย.2012) สวรรค์เบี่ยง ได้กลายเป็นละครละครที่ทำเรตติ้งสูงที่สุดในไทม์สล็อต 22.30น.ในปีนั้นของช่องอานฮุย ปีพ.ศ. 2556 บรอดคาสต์วางตัว ธีรเดช คู่กับ ทักษอร ภักดิ์สุขเจริญ อีกครั้งในละคร มัจจุราชสีน้ำผึ้ง แต่นางเอกสาวขอถอนตัวไปเนื่องจากเป็นช่วงหลังแต่งงาน พิจักขณา วงศารัตนศิลป์ ถูกคัดเลือกให้เข้ามารับบทแทน ถือเป็นนางเอกรุ่นใหม่ของช่องคนแรกที่แสดงละครคู่ธีรเดช ปลายปีนี้ ธีรเดช กลับมาคู่นางเอกสาว อารยา เอ ฮาร์เก็ต อีกครั้งในผลงานเรื่องที่ 2 ของค่ายซิติเซ่นเคน เรื่อง อันโกะ กลรักสตรอว์เบอร์รี่ ในส่วนของต่างประเทศ ไต้หวันนำ สูตรเสน่หา ไปออกอากาศครั้งแรกทางช่อง GTV (16เม.ย.-28พ.ค.2556) ตามด้วย ใจร้าว (3 ต.ค.2556) ส่วนจีนแผ่นดินใหญ่ ยังคงมีละครของธีรเดช ออกอากาศอย่างต่อเนื่อง เริ่มตั้งแต่ วิวาห์ว้าวุ่น ทางช่องเจียงซู (8 ก.ค.2556) และเรื่องเดียวกันนี้ทางช่องซีเจียง (8 ก.ค.2556) ถัดจากนั้น ใจร้าว ออกอากาศทางช่องซานซี (ส.ค.2556) และ ใจร้าว ทางช่องอานฮุย (21 ส.ค.2556) และละครเรื่อง ใจร้าว กลายเป็นละครเรตติ้งอันดับ 1 ในบรรดารายการทีวีกลางวันที่ฉายทั่วประเทศจีนในช่วงซัมเมอร์ โดยเฉพาะตอนที่ 12 และ 13 ได้ทำสถิติติด Top 3 รายการกลางวันที่เรตติ้งสูงสุดในช่วงซัมเมอร์อีกด้วย จนช่องอานฮุยต้องนำละครกลับมาออกอากาศอีกครั้งทันทีที่ฉายจบไปโดยออกอากาศในช่วงเวลากลางคืน (30 ต.ค.2556) สูตรเสน่หา กลับมาฉายทางช่องกุ้ยโจ (9-30ก.ย.2556) ปีพ.ศ. 2557 ปีแรกที่ไม่มีละครของ ธีรเดช ฉายทางช่อง 3 รวมทั้งมีข่าวว่าเขาขอถอนตัวจากบทในละครซีรีส์ชุดเลือดมังกร ทำให้เกิดข่าวลือว่าธีรเดชตั้งใจออกจากวงการซึ่งเขาออกมาปฏิเสธและแจงว่าจำเป็นต้องถอนตัวเพื่อไปดูแลคุณพ่อที่กำลังป่วยด้วยโรคมะเร็งระยะสุดท้าย ภายหลังคุณพ่อถึงแก่กรรม ธีรเดชกลับมาทำงานอีกครั้ง ปลายปี อันโกะ กลรักสตรอว์เบอร์รี่ ออกอากาศทางช่อง BayonTV ประเทศกัมพูชา ปีพ.ศ. 2558 หลังจากห่างหายจากโทรทัศน์ไป 1 ปีกว่า ธีรเดช กลับมาอีกครั้งกับบทบาทสุดท้าทายความสามารถที่ได้รับเสียงชื่นชมจากทั้งแฟนละครและสื่อมวลชนกับบท "เฮียกระทิง" ในละครโรแมนติกดราม่าบู๊เข้มข้น ซีรีส์ "เลือดมังกร ตอน กระทิง" ของค่ายแอ็คอาร์ทเจนเนอเรชั่น คู่กับนางเอกมากฝีมือ เข็มอัปสร สิริสุขะ จากบทบาทครั้งนี้ทั้งคู่ได้รับการยกย่องให้เป็น คู่ขวัญสุดยอดฝีมือการแสดง หนังสือพิมพ์ไทยรัฐกล่าวไว้ว่า "ธีรเดช วงศ์พัวพันธ์ ในบทบาทของ "ชลธี" และ "ธาม" ถือเป็นการแบกภาระที่สุดแสนหนักอึ้ง..." ทั้งยังกล่าวยกย่องว่าเป็น "ปรมาจารย์นักแสดง ที่เล่นแบบถอดถากกระชากวิญญาณออกมาฟาดฟันตอกกระหน่ำหัวใจจันทร์ชมพู (นางเอก) และคนดูได้อย่างสาหัสสากรรจ์!" ละครของ ธีรเดช ยังคงถูกซื้อลิขสิทธิ์ไปฉายต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง พ.ค.2558 มัจจุราชสีน้ำผึ้ง ถูกซื้อลิขสิทธิ์ไปฉายทางช่อง BayonTV ประเทศกัมพูชา โดยได้ออกอากาศแบบ HD 16:9 ก.ค. 2558 ช่อง SCTV ของประเทศเวียดนาม นำละครเรื่อง ใจร้าว ไปออกอากาศ ตามด้วยช่อง TodayTV ประเทศเวียดนาม ก็ได้นำละครเรื่อง สูตรเสน่หา ไปออกอากาศด้วย ปี 2560 หลังจากหายหน้าไป 1 ปีเต็มๆ ธีรเดช กลับมาอีกครั้งในละครซีรีส์ The Cupids บริษัทรักอุตลุด ซึ่งประกอบด้วยเรื่องย่อย 8 เรื่อง ซึ่งเขามีบทบาทตลอด โดยเรื่องหลักของธีรเดชคือ กามเทพปราบมาร คู่กับ อารยา เอ.ฮาร์เก็ตชีวิตส่วนตัว ชีวิตส่วนตัว. ปัจจุบัน ธีรเดชได้สมรสกับ บุษกร พรวรรณะศิริเวช โดยได้เข้ารับพระราชทานน้ำสังข์จาก สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2550 พร้อมทั้งจดทะเบียนสมรส- ธีรเดช และ บุษกร มีบุตรแล้ว 2 คน- บุตรคนแรกชื่อ ด.ช.คุนนธรรม วงศ์พัวพันธ์ (ชื่อเล่นว่า คุน) เกิดเมื่อ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2551 () - บุตรคนที่สองชื่อ ด.ช.ธิปไตย วงศ์พัวพันธ์ (ชื่อเล่นว่า จุน) เกิดเมื่อ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2553 () ธีรเดชมีงานอดิเรก ถ่ายภาพนิ่งและภาพยนตร์ ชอบเดินทาง ชอบสะสมของเก่าอย่างนาฬิกาหรือเฟอร์นิเจอร์เก่า ชอบกีฬาบาสเกตบอล และมีบุคคลชื่นชอบคือ Ernst Haas แอนส์ ฮาส ช่างภาพชาวเยอรมันซึ่งล่วงลับไปแล้ว บันทึกภาพไว้โดนใจยิ่ง ผู้กำกับภาพยนตร์ชื่นชม หว่อง กา ไว หนังเรื่องโปรด Chungking Express หนังสือเล่มโปรด Cinematography Screencraft รวมผลงานของผู้กำกับภาพชื่อดังหลายคน ให้แนวคิด แรงบันดาลใจ และแนวทางในการถ่ายภาพแบบในหนังสือกิจกรรมอื่นๆ กิจกรรมอื่นๆ. ธีรเดชได้รับการแต่งตั้งให้เป็นทูตพิเศษเพื่อเยาวชนขององค์การยูนิเซฟ ประจำประเทศไทย (ปี 2551-ปัจจุบัน) และเป็นผู้นำเสนอโครงการ "ไวท์ ริบบิน เยียร์" การรณรงค์ด้วยการไม่ยอมรับ ไม่นิ่งเฉย ไม่กระทำความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และครอบครัว ของ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ปี 2553)ภาพลักษณ์ ภาพลักษณ์. ธีรเดชเป็นดาราชายที่ได้รับความนิยมสูงเป็นช่วงเวลายาวนาน โดยติดอันดับโพลสำรวจความนิยมในอันดับต้นหลายปีติดต่อกัน และความเคลื่อนไหวไม่ว่าเรื่องใดสามารถเรียกความสนใจจากคนไทยได้ ในปีพ.ศ. 2553 พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งมาดามทุสโซ กรุงเทพฯ เปิดตัวหุ่นขี้ผึ้ง ธีรเดช วงศ์พัวพันธ์ กับคู่ขวัญ แอน ทองประสม พร้อมกับการเปิดพิพิธภัณฑ์ เดือนส.ค.มีข่าวเรียกเสียงฮาว่ามีผู้เสนอชื่อ ธีรเดช วงศ์พัวพันธ์ ในที่ประชุมคณะกรรมการสรรหาอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นบุคคลผู้มีชื่อเสียงที่ทรงอิทธิพลในประเทศไทยในขณะนั้น ผลการสำรวจความนิยมในโพลล์ต่างๆ- สวนดุสิตโพล ผลสำรวจ "ที่สุดแห่งปี"- ดาราชายยอดนิยมอันดับที่ 3 (ปี 2548) ร้อยละ 23.80 - ดาราชายยอดนิยมอันดับที่ 1 (ปี 2549) ร้อยละ 38.57 - ดาราชายยอดนิยมอันดับที่ 1 (ปี 2550) ร้อยละ 53.50 - ดาราชายยอดนิยมอันดับที่ 1 (ปี 2551) ร้อยละ 69.20 - ดาราชายยอดนิยมอันดับที่ 1 (ปี 2552) ร้อยละ 73.16 - ดาราชายยอดนิยมอันดับที่ 1 (ปี 2553) ร้อยละ 76.98 - ดาราชายยอดนิยมอันดับที่ 1 (ปี 2554) ร้อยละ 40.28 - ที่สุดของดารายอดนิยมของมหาชน (ปี 2555) ร่วมกับ ธงไชย แมคอินไตย์ และ พัชราภา ไชยเชื้อ - เอแบคโพล ผลสำรวจ "ที่สุดของบันเทิงและกีฬาแห่งปี"- ดาราชายไทยยอดนิยมอันดับ 3 (ปี 2548) ร้อยละ 15.4 - ดาราชายไทยยอดนิยมอันดับ 2 (ปี 2549) ร้อยละ 12.1 - ดาราชายไทยยอดนิยมอันดับ 1 (ปี 2552) ร้อยละ 38.1 - ดาราชายไทยยอดนิยมอันดับ 2 (ปี 2553) ร้อยละ 19.4 - ดาราชายไทยยอดนิยมอันดับ 2 (ปี 2554) ร้อยละ 19.4 - เอแบคโพล ผลสำรวจ "ดาราสุดยอดเซ็กซี่แห่งปี"- ดาราชายสุดยอดเซ็กซี่อันดับ 1 (ปี 2554) ร้อยละ 58.5 - อีสานโพล ผลสำรวจ "รางวัลแห่งปีของชาวอีสาน"- พระเอกแห่งปีอันดับ 2 (ปี 2555) ร้อยละ 13 - พระเอกแห่งปีอันดับ 3 (ปี 2556) ร้อยละ 8.17 - "TV3 Fanclub Award" เป็นรางวัลที่จัดทำขึ้น เพื่อสำรวจถึงความนิยมต่อนักแสดงและรายการต่างๆ ที่ออกอากาศทางไทยทีวีสีช่อง 3 โดยรับผลผ่านการลงคะแนนทางเว็บไซต์ www.thaitv3.com- ดารานำชายยอดนิยมอันดับ 1 (ปี 2550) - ดารานำชายยอดนิยมอันดับ 1 (ปี 2551) ร้อยละ 27.87 - ดารานำชายยอดนิยมอันดับ 1 (ปี 2552) ร้อยละ 44.56ผลงานละครโทรทัศน์ละครเวทีผลงาน. ละครเวที. - เคนลี่กะก๊วนขี้เล่น (2553)ภาพยนตร์ภาพยนตร์. - รับบท พลับ (2543) - ข้างหลังภาพ รับบท นพพร (2544) - มหัศจรรย์พันธุ์รัก รับบท แมกซ์ (2547) - ภาพยนตร์สั้นเรื่อง The Office รับบท ธีรเดช (2550) - รถไฟฟ้า มาหานะเธอ รับบท ลุง (2552)เพลงเพลง. - "ใจฉันเป็นของเธอ" ประกอบละครเรื่อง ใจร้าวคอนเสิร์ตคอนเสิร์ต. - LOVE IS IN THE AIR : CHANNEL3 CHARITY CONCERT (2560)รางวัล
| บิดาของเคน ธีรเดช วงศ์พัวพันธ์ คือใคร | {
"answer": [
"วีรประวัติ วงศ์พัวพันธ์"
],
"answer_begin_position": [
776
],
"answer_end_position": [
799
]
} |
3,894 | 125,814 | ธีรเดช วงศ์พัวพันธ์ ธีรเดช วงศ์พัวพันธ์ (เกิด 3 ธันวาคม พ.ศ. 2520) ชื่อเล่น เคน เป็นนักแสดงชายชาวไทย ผู้ชนะเลิศรางวัลโทรทัศน์ทองคำในสาขานักแสดงนำชายดีเด่นถึง 4 ครั้งซึ่งเป็นสถิติมากที่สุดในปัจจุบัน จากละครโทรทัศน์เรื่อง ไอ้ม้าเหล็ก (2545), สองเรานิรันดร (2548), สวรรค์เบี่ยง (2551) และ สูตรเสน่หา (2552) ธีรเดชเริ่มมีชื่อเสียงและได้รับความนิยมจากละครเรื่อง สองเรานิรันดร นอกจากนี้ เขาได้รับการโหวตให้เป็นดาราชายยอดนิยมอันดับ 1 ถึง 6 ปีติดต่อกันตั้งแต่ปี พ.ศ. 2549 ถึง 2554 จากผลสำรวจของสวนดุสิตโพล จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2555 สวนดุสิตโพลจึงยกให้ธีรเดชเป็นที่สุดของดาราชายยอดนิยมของมหาชนชีวิตวัยเด็กและการศึกษา ชีวิตวัยเด็กและการศึกษา. ธีรเดชเกิดที่โรงพยาบาลพญาไท โดยเป็นลูกคนสุดท้องของ วีรประวัติ วงศ์พัวพันธ์ ซึ่งเป็นผู้กำกับ กับ กาญจนา วงศ์พัวพันธ์ ซึ่งเป็นผู้เขียนบทโทรทัศน์ มีนามปากกา เช่น วรพันธ์ รวี, ลีลาวดี และ แดง รวี เป็นต้น มีพี่สาว 1 คน คือ นัทธนุช วงศ์พัวพันธ์ เป็นแฟชั่นดีไซเนอร์ เขาเข้าสู่วงการบันเทิง เมื่อเขาอายุได้ 7 ปี ตามคำชักชวนของ วีรประวัติ วงศ์พัวพันธ์ บิดาของเขา ซึ่งเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ โดยมีผลงานละครเรื่องแรกคือ หกพี่น้อง ที่กำกับโดยวีรประวัติเอง และออกอากาศในปี พ.ศ. 2528 ส่วนละครเรื่องที่ 2 ในวัยเด็กคือ ต้นส้มแสนรัก ทางช่อง 3 แสดงร่วมกับ ลลิตา ปัญโญภาส แต่หลังจากนั้นเขาก็กลับไปใช้ชีวิตปกติแบบเด็กทั่วไป ศึกษาที่โรงเรียนเซนต์ดอมินิก จนถึงชั้น ม. 5 จากนั้นได้เข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญได้สักระยะ ก่อนเดินทางไปศึกษา สถาบันการถ่ายภาพแห่งบรูกส์ (Brooks Institute of Photography) ในแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา แต่เรียนได้ 2 ปีก็กลับบ้าน เนื่องจากตรงกับช่วงเศรษฐกิจฟองสบู่แตก หลังจากกลับเมืองไทยมีคนทาบทามให้ทำงานวงการบันเทิง โดยเริ่มต้นที่มิวสิกวิดีโอเพลง "เพียงเธอ" ของวงแบล็คเฮด ตามมาด้วยผลงานการเดินแบบ ถ่ายแบบ และถ่ายโฆษณาชีวิตการทำงานชีวิตการทำงานยุคแรก (พ.ศ. 2542-2543) ชีวิตการทำงาน. ชีวิตการทำงานยุคแรก (พ.ศ. 2542-2543). ในปี พ.ศ. 2541 ธีรเดชเริ่มทำงานละคร โดยรับบทรองในละครเรื่อง ซุปเปอร์ลูกทุ่ง ผลิตโดย บริษัท มีเดีย ออฟ มีเดียส์ ช่อง 9 ถัดจากนั้นจึงได้รับบทพระเอกเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2542 ในละครเรื่อง ราชินีลูกทุ่ง พุ่มพวง ดวงจันทร์ ในบท ไกรสร แสงอนันต์ ซึ่งผลิตโดย บริษัท เจ เอส แอล โกลบอล มีเดีย จำกัด ทางช่อง 7 ในปี 2542 จากนั้นได้แสดงนำในภาพยนตร์วัยรุ่นโดยผู้กำกับ พจน์ อานนท์ เรื่อง โกซิกซ์ : โกหก กะล่อน ปลิ้นปล้อน ตอแหล ซึ่งออกฉายในปี พ.ศ. 2543 หลังจากนั้น ธีรเดชได้ย้ายเข้ามาเริ่มเป็นนักแสดงเลือดใหม่ในสังกัดช่อง 3 ในฐานะลูกหม้อค่ายยูม่า โดยแสดงในละครบู๊สุดแนวขวัญใจวัยโจ๋ในขณะนั้นเรื่อง ฝนตกขี้หมูไหล...คนอะไรมาพบกัน โดยรับบทนักโทษแหกคุก เผือก บางซื่อ ซึ่งเขาให้สัมภาษณ์ว่าเป็นละครเรื่องที่ทำให้เริ่มสนุกกับการแสดง และนี่ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่มาทำงานกับช่อง 3 จากนั้นธีรเดช ได้รับบทเด่นในละครยูม่าอีก 2 เรื่อง ได้แก่ คนของแผ่นดิน (2543) และละครบู๊เรื่อง เสือ 11 ตัว (2544)ช่วงสั่งสมประสบการณ์ (พ.ศ. 2544-2547) ช่วงสั่งสมประสบการณ์ (พ.ศ. 2544-2547). ธีรเดช มีโอกาสแสดงภาพยนตร์เรื่องที่ 2 กำกับโดยผู้กำกับระดับตำนานอย่าง เชิด ทรงศรี โดยธีรเดชรับบทเป็น นพพร ในเรื่อง ข้างหลังภาพ ของค่ายสหมงคลฟิล์ม คู่กับ คาร่า พลสิทธิ์ ออกฉายครั้งแรกเมื่อวันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2544 ปลายปี พ.ศ. 2544 บริษัท บรอดคาสต์ ไทยเทเลวิชั่น ได้เห็นแววและเริ่มมอบบทพระเอกดราม่าให้ ธีรเดช เป็นครั้งแรกโดยรับบท วีกิจ ในเรื่อง แรงเงา ซึ่งเป็นรีเมคละครและภาพยนตร์ดังเรื่อง แรงหึง โดยได้มาจับคู่กับนางเอกเจ้าบทบาท แอน ทองประสม เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ช่วงวางตัว แต่เมื่อออกอากาศแล้วได้รับผลตอบรับดีเยี่ยม โดยแรงเงาเวอร์ชันนี้ ช่อง 3 ได้นำมาออกอากาศใหม่อีกถึง 2 รอบ คือในปีพ.ศ. 2546 และ 2547 ถือเป็นละครช่อง 3 ไม่กี่เรื่องที่มีการออกอากาศถึง 3 รอบ จากนั้นบรอดคาสท์ยังคงส่งบทดราม่าน้ำตาคลอให้เขาอีกครั้งในปี พ.ศ. 2545 กับละครเรื่อง แผลเก่า โดยรับบท ขวัญ ความสามารถทางการแสดงของ ธีรเดช เด่นชัดขึ้นเรื่อย ๆจนกระทั่งในปีเดียวกันนี้ เขาได้รับบทท้าทายในในละคร ไอ้ม้าเหล็ก ค่ายยูม่า ซึ่งธีรเดชต้องรับบทเป็นโจรโฉดใจชั่วที่ฆ่าคนมานับไม่ถ้วนแต่เกิดอุบัติเหตุจนความจำเสื่อมกลายเป็นเหมือนเด็กเกิดใหม่ มีชีวิตใหม่ที่แสนสุขจนกระทั่งวันที่ต้องร้าวรานเมื่อจำอดีตของตัวเองได้ บทนี้เองทำให้ ธีรเดช วงศ์พัวพันธ์ ได้รับรางวัลโทรทัศน์ทองคำ เป็นครั้งแรก ในปี พ.ศ. 2545พัฒนาการสู่บทพระเอกดราม่า (พ.ศ. 2548-2549) พัฒนาการสู่บทพระเอกดราม่า (พ.ศ. 2548-2549). ปี พ.ศ. 2546 ธีรเดช กลับมาร่วมงานกับ บรอดคาสต์ อีกครั้งในเรื่อง พระจันทร์แสนกล แนวโรแมนติกคอเมดี้ คู่กับนางเอกสาว เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ์ เป็นครั้งแรก ถัดจากนั้นได้แสดงละครบู๊ค่ายยูม่าอีกครั้งในเรื่อง รักสุดฟ้าล่าสุดโลก คู่กับ หยาดทิพย์ ราชปาล เป็นเรื่องที่ 2 ธีรเดชกลับสู่บทพระเอกดราม่าอีกครั้งโดยร่วมงานเป็นครั้งแรกกับ บริษัท ละครไท ในปี 2548 กับละครพีเรียด รักโรแมนติกเรื่อง หนึ่งในทรวง โดยรับบทคู่กับนางเอกคู่ขวัญ เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ์ เนื่องจากคิวฉายถูกเลื่อนมาและมีเสียงเปรียบเทียบกับละครเวอร์ชันเก่าจึงเป็นละครนอกสายตา แต่แล้วเมื่อออกอากาศกลับกลายเป็นละครมาแรงแซงโค้งทำเรตติ้งขึ้นอันดับ 1 ของครึ่งปีแรกให้ช่อง 3 ในปีนั้น ปลายปี พ.ศ. 2548 ความเป็นพระเอกละครดราม่าขวัญใจสาวๆชัดเจนขึ้นเมื่อละครเรื่อง สองเรานิรันดร ที่เขาแสดงคู่กับ พิยดา อัครเศรณี โดยบริษัท โพลีพลัส ออกอากาศ ซึ่งทำให้เขาคว้ารางวัลดารานำชายจากหลายสถาบัน รวมถึงทำได้ธีรเดชได้รับ รางวัลโทรทัศน์ทองคำ เป็นครั้งที่ 2 ด้วย คู่พระ-นาง ธีรเดช-พิยดา ยังได้รับการโหวตให้เป็นดาราคู่ขวัญอีกด้วย ธีรเดช กลับไปสู่ค่ายปั้น ยูม่า ในละครบู๊ตลกเรื่อง สายสืบสายสะดือ ซึ่งเรื่องนี้เกิดอุบัติเหตุระหว่างถ่ายทำฉากบู๊ขับเจ็ตสกีทำให้ศีรษะชนเข้ากับสะพาน ทำให้ต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาล ละครออกฉายต้นปีพ.ศ. 2549 ปลายปีพ.ศ. 2549 ธีรเดช ขึ้นแท่นพระเอกยอดนิยมอันดับ 1 สวนดุสิตโพลเป็นปีแรก เมื่อรับบท ราเชนทร์ ในละครคอมเมดีดราม่า เรื่อง อุ้มรัก จากค่ายละครไท โดยการรับบทคู่กับ แอน ทองประสม การกลับมาพบกันอีกครั้งในรอบนี้ทำให้เกิดกระแสคู่ขวัญ "เคน-แอน" เป็นที่กว้างขวางกลายเป็นขวัญใจของแฟนละคร โด่งดังจนกระทั่งซุปเปอร์สตาร์ เบิร์ด ธงไชย แมคอินไตย์ เชื้อเชิญไปรับบทคู่รักในมิวสิควิดีโอ "เถียงกันทำไม" ธีรเดชและแอนได้เดินสายรับรางวัลจากละครเรื่องนี้ด้วยประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง (พ.ศ. 2550-2553) ประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง (พ.ศ. 2550-2553). ปี พ.ศ. 2550 ช่อง 3 ต้องยกเวลาให้กับละครที่ ธีรเดช นำแสดงถึง 3 เรื่อง ต้นปี ธีรเดช กลับไปแสดงกับคู่ขวัญ พิยดา อัครเศรณี อีกครั้งด้วยกระแสที่อยากเห็นคู่รักในละครคู่นี้สมหวังกับเขาบ้าง จึงเป็นที่มาของเรื่อง รักเธอทุกวัน ค่ายโพลีพลัส ตามด้วยละครโด่งดังโรแมนติกคอเมดี้ของคู่ขวัญ ธีรเดช กับ เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ์ กับการทำงานกับค่าย ละครไท อีกครั้ง ในละครโรแมนติกสุดฮา รักนี้หัวใจเราจอง ซึ่งประสบความสำเร็จด้วยดี ปิดท้ายปี ในที่สุดช่อง 3 ก็นำละครที่ถ่ายไว้ตั้งแต่ 4 ปีก่อนของ ธีรเดช มาลงจอในบทตำรวจสืบสวนสุดเท่ ในละครสืบสวนลึกลับ สืบลับรหัสรัก คู่กับ สุนิสา เจทท์ ว่ากันว่าสาเหตุที่ใช้เวลานานกว่าจะได้ออกอากาศเพราะแนวละครลึกลับสืบสวนจริงจังไม่ตรงกับตลาดละครเมืองไทย แต่ที่ได้ลงเนื่องจากจากกระแสความโด่งดังของตัวพระเอกนั่นเอง กระแสเรียกร้องคู่ขวัญ เคน-แอน ประสบความสำเร็จในปี พ.ศ. 2551 กับละครพิสูจน์ฝีมือการแสดงในบทดราม่าในละคร สวรรค์เบี่ยง คู่กับ แอน ทองประสม เป็นเรื่องที่ 3 ธีรเดชพลิกบทบาทจากพระเอกอบอุ่นมาเป็นพระเอกร้ายได้อย่างยอดเยี่ยม บทลูกชายที่ขาดความรักอย่าง คาวี ทำให้เขาได้เดินสายรับรางวัลพระเอกยอดเยี่ยมจากหลายสถาบัน รวมถึงได้รับ รางวัลโทรทัศน์ทองคำ เป็นครั้งที่ 3 ด้วย นอกจากได้รางวัลแล้ว ตัวละครก็ประสบความความสำเร็จด้านยอดผู้ชมด้วย รายงานเรตติ้งเฉลี่ยจากนีลเส็น ตลอดทั้งเรื่องอยู่ที่ 14.6 และเรตติ้งสูงสุดที่ 20.7 กับตอนอวสานของละครเรื่องนี้ ละครของธีรเดช เป็นที่สนใจอย่างต่อเนื่อง โดยในปลายปีนั้นเอง บ.เมเกอร์ กรุ๊ป ได้นำ ธีรเดช มารับบทดราม่าน้ำตานอง คู่กับ ทักษอร ภักดิ์สุขเจริญ เป็นครั้งแรกในละครเรื่อง ใจร้าว ซึ่งเรื่องนี้ธีรเดช ได้ร้องเพลง "ใจฉันเป็นของเธอ" เพื่อใช้ในบทบาทในเรื่องด้วย ความโด่งดังทำให้ธีรเดชนี้ปีนี้ทำให้ได้รับการโหวตให้เป็นพระเอกยอดนิยมอันดับ 1 สวนดุสิตโพล ติดต่อกันเป็นปีที่ 3 และยังเป็นพรีเซนเตอร์ให้กับสินค้าอีกหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น โดโซะ คอนเซ็ปต์ เฟอร์นิเจอร์ รองเท้าเบรกเกอร์ มิรินด้า ขนมขนเคี้ยวเคนโด้ และ กล้องถ่ายภาพพานาโซนิก ลูมิค ในปี พ.ศ. 2552 ธีรเดชกลับมาแสดงภาพยนตร์ เรื่อง รถไฟฟ้า มาหานะเธอ ที่ทำรายได้สูงสุดของปี 2552 ทำรายได้ 145.5 ล้านบาท คำวิจารณ์เรื่องนี้ คมชัดลึกกล่าวว่า "จัดการให้เขาบริหารเสน่ห์ได้อย่างที่ตั้งใจ" ส่วนนิตยสารสตาร์พิกส์กล่าวว่า "ดูเหมือนการแสดงของเคนจะยังไม่รับกับรูปแบบของภาพยนตร์นัก... ออร่าของความเหนือมนุษย์ที่ยังคงแผ่รังสีออกมาจากตัวเขาตลอดเวลา จึงกีดกันให้ตัวละครนี้ดูหลุดลอยจากโลกแห่งความจริง" ปลายปี พ.ศ. 2552 คู่ขวัญ เคน-แอน กลับมาอีกครั้งในละครโรแมนติกคอเมดี "สูตรเสน่หา" ที่ทำให้ครูกุ๊ก กับ คุณนายอลิน กลายเป็นตัวละครในดวงใจของแฟนๆ ทั้งธีรเดช และ แอน เดินสายรับรางวัลจากละครเรื่องนี้เช่นเคย โดย ธีรเดช ได้รับรางวัลโทรทัศน์ทองคำ เป็นครั้งที่ 4 ซึ่งทำสถิติการได้รับรางวัลดารานำชายดีเด่นมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของการมอบรางวัลโทรทัศน์ทองคำ ปลายปีเขาได้ให้สัมภาษณ์ถึง วิธีรับงาน ว่าเขาเลือกจะมองที่ภาพรวมมากกว่า ว่าทำงานแล้วมีความสุขหรือเปล่า เพราะเรื่องชื่อเสียงก็ถือว่าเป็นผลพลอยได้ "ทุกอย่างมันก็ไม่ได้อยู่กับเราตลอดไปอยู่แล้ว มีวันมา มันก็มีวันไป มันไม่มีอะไรแน่นอน แต่ถ้าเรามีความสุขกับสิ่งที่เราทำอยู่ ก็น่าจะดีกว่า" ปีพ.ศ. 2553 ธีรเดช รับบทหนุ่มเจ้าชู้กะล่อน ในละครโรแมนติกคอมเมดี้ วิวาห์ว้าวุ่น ค่ายกู๊ดฟิลลิ่ง ซึ่งเป็นการจับคู่กันครั้งแรกของนางเอกสาว อารยา เอ ฮาร์เก็ต ที่ได้ย้ายมาจากช่อง 7 จากนั้น คู่ขวัญ เคน-แอน กลับมาอีกครั้งด้วยบทบาทที่โตขึ้นใน 365 วันแห่งรัก ค่ายบ เมกเกอร์ เจ กรุ๊ป ปลายปีนี้ธีรเดชมีโอกาสได้เล่นละครเวทีเป็นครั้งแรกในเรื่อง เคนลี่กะก๊วนขี้เล่น จัดแสดงทั้งหมด 18 รอบ ตั้งแต่วันที่ 20 พ.ย.-5 ธ.ค.2553 ในปีนี้เอง ภาพยนตร์ รถไฟฟ้า มาหานะเธอ ได้เข้าฉายในประเทศอินโดนีเซียและกลายเป็นภาพยนตร์ไทยที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก กระแสบอกต่อทำให้ระยะเวลาฉายในโรงหนังขยายออกไป และถือเป็นหนังไทยเรื่องแรกที่เปิดตลาดให้ภาพยนตร์ไทยแนวโรแมนติกคอมเมดี้จากเดิมที่ดังเฉพาะหนังสยองขวัญ รถไฟฟ้ามาหานะเธอยังได้เข้าฉายในสิงคโปร์เมื่อ 29 ก.ค.2010 และไต้หวัน เมื่อเดือน ก.ย.2010ผลงานในยุคถัดมา และผลงานที่ออกฉายในต่างประเทศ (พ.ศ. 2554-ปัจจุบัน) ผลงานในยุคถัดมา และผลงานที่ออกฉายในต่างประเทศ (พ.ศ. 2554-ปัจจุบัน). ปีพ.ศ. 2554 ธีรเดช กลับสู่ค่ายที่ปั้นเขาขึ้นมาอย่าง ค่ายยูม่า ในละครบู๊แนวถนัด รหัสทรชน คู่กับ อารยา เอ ฮาร์เก็ต ตามด้วยละครรักโรแมนติกที่ถ่ายทำที่กรุงปราก อย่าง กลรักลวงใจ คู่กับคู่ขวัญ เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ์ ทำให้เกิดกระแสเที่ยวกรุงปรากตามมา ปลายปีนี้ ธีรเดช ถูกโหวตให้เป็นพระเอกยอดนิยมอันดับ 1 โดยสวนดุสิตโพล เป็นปีที่ 6 ติดต่อกัน ปีพ.ศ. 2555 ธีรเดช ร่วมกับภรรยา บุษกร วงศ์พัวพันธ์ ก่อตั้งค่ายละคร ซิติเซ่นเคน เพื่อผลิตละครให้แก่ช่อง 3 โดยประเดิมเรื่องแรกคือ รักคุณเท่าฟ้า ซึ่งธีรเดชรับบทพระเอก คู่กับนางเอก 4 ท่าน ได้แก่ เฌอมาลย์ บุญยศักดิ์ เข็มอัปสร สิริสุขะ อารยา เอ ฮาร์เก็ต และ มารี เบรินเนอร์ ในปีนี้เอง ละครที่นำแสดงโดย ธีรเดช และ แอน 3 เรื่องได้ถูกซื้อลิขสิทธิ์ไปออกอากาศในประเทศจีนเป็นครั้งแรก เริ่มตั้งแต่ สูตรเสน่หา ทางช่องอานฮุย (26 ม.ค.55) อุ้มรัก ทางช่องหูเป่ย (27เม.ย.55) สวรรค์เบี่ยง ทางช่องอานฮุย (29 เม.ย.2555) ตามด้วย อุ้มรัก ทางช่องอานฮุย (17 พ.ค.2555) และปิดท้ายปีด้วยการกลับมาฉายอีกรอบของ สูตรเสน่หา ทางช่องอานฮุย (10 มิ.ย.2012) สวรรค์เบี่ยง ได้กลายเป็นละครละครที่ทำเรตติ้งสูงที่สุดในไทม์สล็อต 22.30น.ในปีนั้นของช่องอานฮุย ปีพ.ศ. 2556 บรอดคาสต์วางตัว ธีรเดช คู่กับ ทักษอร ภักดิ์สุขเจริญ อีกครั้งในละคร มัจจุราชสีน้ำผึ้ง แต่นางเอกสาวขอถอนตัวไปเนื่องจากเป็นช่วงหลังแต่งงาน พิจักขณา วงศารัตนศิลป์ ถูกคัดเลือกให้เข้ามารับบทแทน ถือเป็นนางเอกรุ่นใหม่ของช่องคนแรกที่แสดงละครคู่ธีรเดช ปลายปีนี้ ธีรเดช กลับมาคู่นางเอกสาว อารยา เอ ฮาร์เก็ต อีกครั้งในผลงานเรื่องที่ 2 ของค่ายซิติเซ่นเคน เรื่อง อันโกะ กลรักสตรอว์เบอร์รี่ ในส่วนของต่างประเทศ ไต้หวันนำ สูตรเสน่หา ไปออกอากาศครั้งแรกทางช่อง GTV (16เม.ย.-28พ.ค.2556) ตามด้วย ใจร้าว (3 ต.ค.2556) ส่วนจีนแผ่นดินใหญ่ ยังคงมีละครของธีรเดช ออกอากาศอย่างต่อเนื่อง เริ่มตั้งแต่ วิวาห์ว้าวุ่น ทางช่องเจียงซู (8 ก.ค.2556) และเรื่องเดียวกันนี้ทางช่องซีเจียง (8 ก.ค.2556) ถัดจากนั้น ใจร้าว ออกอากาศทางช่องซานซี (ส.ค.2556) และ ใจร้าว ทางช่องอานฮุย (21 ส.ค.2556) และละครเรื่อง ใจร้าว กลายเป็นละครเรตติ้งอันดับ 1 ในบรรดารายการทีวีกลางวันที่ฉายทั่วประเทศจีนในช่วงซัมเมอร์ โดยเฉพาะตอนที่ 12 และ 13 ได้ทำสถิติติด Top 3 รายการกลางวันที่เรตติ้งสูงสุดในช่วงซัมเมอร์อีกด้วย จนช่องอานฮุยต้องนำละครกลับมาออกอากาศอีกครั้งทันทีที่ฉายจบไปโดยออกอากาศในช่วงเวลากลางคืน (30 ต.ค.2556) สูตรเสน่หา กลับมาฉายทางช่องกุ้ยโจ (9-30ก.ย.2556) ปีพ.ศ. 2557 ปีแรกที่ไม่มีละครของ ธีรเดช ฉายทางช่อง 3 รวมทั้งมีข่าวว่าเขาขอถอนตัวจากบทในละครซีรีส์ชุดเลือดมังกร ทำให้เกิดข่าวลือว่าธีรเดชตั้งใจออกจากวงการซึ่งเขาออกมาปฏิเสธและแจงว่าจำเป็นต้องถอนตัวเพื่อไปดูแลคุณพ่อที่กำลังป่วยด้วยโรคมะเร็งระยะสุดท้าย ภายหลังคุณพ่อถึงแก่กรรม ธีรเดชกลับมาทำงานอีกครั้ง ปลายปี อันโกะ กลรักสตรอว์เบอร์รี่ ออกอากาศทางช่อง BayonTV ประเทศกัมพูชา ปีพ.ศ. 2558 หลังจากห่างหายจากโทรทัศน์ไป 1 ปีกว่า ธีรเดช กลับมาอีกครั้งกับบทบาทสุดท้าทายความสามารถที่ได้รับเสียงชื่นชมจากทั้งแฟนละครและสื่อมวลชนกับบท "เฮียกระทิง" ในละครโรแมนติกดราม่าบู๊เข้มข้น ซีรีส์ "เลือดมังกร ตอน กระทิง" ของค่ายแอ็คอาร์ทเจนเนอเรชั่น คู่กับนางเอกมากฝีมือ เข็มอัปสร สิริสุขะ จากบทบาทครั้งนี้ทั้งคู่ได้รับการยกย่องให้เป็น คู่ขวัญสุดยอดฝีมือการแสดง หนังสือพิมพ์ไทยรัฐกล่าวไว้ว่า "ธีรเดช วงศ์พัวพันธ์ ในบทบาทของ "ชลธี" และ "ธาม" ถือเป็นการแบกภาระที่สุดแสนหนักอึ้ง..." ทั้งยังกล่าวยกย่องว่าเป็น "ปรมาจารย์นักแสดง ที่เล่นแบบถอดถากกระชากวิญญาณออกมาฟาดฟันตอกกระหน่ำหัวใจจันทร์ชมพู (นางเอก) และคนดูได้อย่างสาหัสสากรรจ์!" ละครของ ธีรเดช ยังคงถูกซื้อลิขสิทธิ์ไปฉายต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง พ.ค.2558 มัจจุราชสีน้ำผึ้ง ถูกซื้อลิขสิทธิ์ไปฉายทางช่อง BayonTV ประเทศกัมพูชา โดยได้ออกอากาศแบบ HD 16:9 ก.ค. 2558 ช่อง SCTV ของประเทศเวียดนาม นำละครเรื่อง ใจร้าว ไปออกอากาศ ตามด้วยช่อง TodayTV ประเทศเวียดนาม ก็ได้นำละครเรื่อง สูตรเสน่หา ไปออกอากาศด้วย ปี 2560 หลังจากหายหน้าไป 1 ปีเต็มๆ ธีรเดช กลับมาอีกครั้งในละครซีรีส์ The Cupids บริษัทรักอุตลุด ซึ่งประกอบด้วยเรื่องย่อย 8 เรื่อง ซึ่งเขามีบทบาทตลอด โดยเรื่องหลักของธีรเดชคือ กามเทพปราบมาร คู่กับ อารยา เอ.ฮาร์เก็ตชีวิตส่วนตัว ชีวิตส่วนตัว. ปัจจุบัน ธีรเดชได้สมรสกับ บุษกร พรวรรณะศิริเวช โดยได้เข้ารับพระราชทานน้ำสังข์จาก สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2550 พร้อมทั้งจดทะเบียนสมรส- ธีรเดช และ บุษกร มีบุตรแล้ว 2 คน- บุตรคนแรกชื่อ ด.ช.คุนนธรรม วงศ์พัวพันธ์ (ชื่อเล่นว่า คุน) เกิดเมื่อ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2551 () - บุตรคนที่สองชื่อ ด.ช.ธิปไตย วงศ์พัวพันธ์ (ชื่อเล่นว่า จุน) เกิดเมื่อ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2553 () ธีรเดชมีงานอดิเรก ถ่ายภาพนิ่งและภาพยนตร์ ชอบเดินทาง ชอบสะสมของเก่าอย่างนาฬิกาหรือเฟอร์นิเจอร์เก่า ชอบกีฬาบาสเกตบอล และมีบุคคลชื่นชอบคือ Ernst Haas แอนส์ ฮาส ช่างภาพชาวเยอรมันซึ่งล่วงลับไปแล้ว บันทึกภาพไว้โดนใจยิ่ง ผู้กำกับภาพยนตร์ชื่นชม หว่อง กา ไว หนังเรื่องโปรด Chungking Express หนังสือเล่มโปรด Cinematography Screencraft รวมผลงานของผู้กำกับภาพชื่อดังหลายคน ให้แนวคิด แรงบันดาลใจ และแนวทางในการถ่ายภาพแบบในหนังสือกิจกรรมอื่นๆ กิจกรรมอื่นๆ. ธีรเดชได้รับการแต่งตั้งให้เป็นทูตพิเศษเพื่อเยาวชนขององค์การยูนิเซฟ ประจำประเทศไทย (ปี 2551-ปัจจุบัน) และเป็นผู้นำเสนอโครงการ "ไวท์ ริบบิน เยียร์" การรณรงค์ด้วยการไม่ยอมรับ ไม่นิ่งเฉย ไม่กระทำความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และครอบครัว ของ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ปี 2553)ภาพลักษณ์ ภาพลักษณ์. ธีรเดชเป็นดาราชายที่ได้รับความนิยมสูงเป็นช่วงเวลายาวนาน โดยติดอันดับโพลสำรวจความนิยมในอันดับต้นหลายปีติดต่อกัน และความเคลื่อนไหวไม่ว่าเรื่องใดสามารถเรียกความสนใจจากคนไทยได้ ในปีพ.ศ. 2553 พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งมาดามทุสโซ กรุงเทพฯ เปิดตัวหุ่นขี้ผึ้ง ธีรเดช วงศ์พัวพันธ์ กับคู่ขวัญ แอน ทองประสม พร้อมกับการเปิดพิพิธภัณฑ์ เดือนส.ค.มีข่าวเรียกเสียงฮาว่ามีผู้เสนอชื่อ ธีรเดช วงศ์พัวพันธ์ ในที่ประชุมคณะกรรมการสรรหาอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นบุคคลผู้มีชื่อเสียงที่ทรงอิทธิพลในประเทศไทยในขณะนั้น ผลการสำรวจความนิยมในโพลล์ต่างๆ- สวนดุสิตโพล ผลสำรวจ "ที่สุดแห่งปี"- ดาราชายยอดนิยมอันดับที่ 3 (ปี 2548) ร้อยละ 23.80 - ดาราชายยอดนิยมอันดับที่ 1 (ปี 2549) ร้อยละ 38.57 - ดาราชายยอดนิยมอันดับที่ 1 (ปี 2550) ร้อยละ 53.50 - ดาราชายยอดนิยมอันดับที่ 1 (ปี 2551) ร้อยละ 69.20 - ดาราชายยอดนิยมอันดับที่ 1 (ปี 2552) ร้อยละ 73.16 - ดาราชายยอดนิยมอันดับที่ 1 (ปี 2553) ร้อยละ 76.98 - ดาราชายยอดนิยมอันดับที่ 1 (ปี 2554) ร้อยละ 40.28 - ที่สุดของดารายอดนิยมของมหาชน (ปี 2555) ร่วมกับ ธงไชย แมคอินไตย์ และ พัชราภา ไชยเชื้อ - เอแบคโพล ผลสำรวจ "ที่สุดของบันเทิงและกีฬาแห่งปี"- ดาราชายไทยยอดนิยมอันดับ 3 (ปี 2548) ร้อยละ 15.4 - ดาราชายไทยยอดนิยมอันดับ 2 (ปี 2549) ร้อยละ 12.1 - ดาราชายไทยยอดนิยมอันดับ 1 (ปี 2552) ร้อยละ 38.1 - ดาราชายไทยยอดนิยมอันดับ 2 (ปี 2553) ร้อยละ 19.4 - ดาราชายไทยยอดนิยมอันดับ 2 (ปี 2554) ร้อยละ 19.4 - เอแบคโพล ผลสำรวจ "ดาราสุดยอดเซ็กซี่แห่งปี"- ดาราชายสุดยอดเซ็กซี่อันดับ 1 (ปี 2554) ร้อยละ 58.5 - อีสานโพล ผลสำรวจ "รางวัลแห่งปีของชาวอีสาน"- พระเอกแห่งปีอันดับ 2 (ปี 2555) ร้อยละ 13 - พระเอกแห่งปีอันดับ 3 (ปี 2556) ร้อยละ 8.17 - "TV3 Fanclub Award" เป็นรางวัลที่จัดทำขึ้น เพื่อสำรวจถึงความนิยมต่อนักแสดงและรายการต่างๆ ที่ออกอากาศทางไทยทีวีสีช่อง 3 โดยรับผลผ่านการลงคะแนนทางเว็บไซต์ www.thaitv3.com- ดารานำชายยอดนิยมอันดับ 1 (ปี 2550) - ดารานำชายยอดนิยมอันดับ 1 (ปี 2551) ร้อยละ 27.87 - ดารานำชายยอดนิยมอันดับ 1 (ปี 2552) ร้อยละ 44.56ผลงานละครโทรทัศน์ละครเวทีผลงาน. ละครเวที. - เคนลี่กะก๊วนขี้เล่น (2553)ภาพยนตร์ภาพยนตร์. - รับบท พลับ (2543) - ข้างหลังภาพ รับบท นพพร (2544) - มหัศจรรย์พันธุ์รัก รับบท แมกซ์ (2547) - ภาพยนตร์สั้นเรื่อง The Office รับบท ธีรเดช (2550) - รถไฟฟ้า มาหานะเธอ รับบท ลุง (2552)เพลงเพลง. - "ใจฉันเป็นของเธอ" ประกอบละครเรื่อง ใจร้าวคอนเสิร์ตคอนเสิร์ต. - LOVE IS IN THE AIR : CHANNEL3 CHARITY CONCERT (2560)รางวัล
| ธีรเดช วงศ์พัวพันธ์ เป็นนักแสดงชายชาวไทย เกิดเมื่อวันที่เท่าไร | {
"answer": [
"3"
],
"answer_begin_position": [
140
],
"answer_end_position": [
141
]
} |
3,895 | 125,814 | ธีรเดช วงศ์พัวพันธ์ ธีรเดช วงศ์พัวพันธ์ (เกิด 3 ธันวาคม พ.ศ. 2520) ชื่อเล่น เคน เป็นนักแสดงชายชาวไทย ผู้ชนะเลิศรางวัลโทรทัศน์ทองคำในสาขานักแสดงนำชายดีเด่นถึง 4 ครั้งซึ่งเป็นสถิติมากที่สุดในปัจจุบัน จากละครโทรทัศน์เรื่อง ไอ้ม้าเหล็ก (2545), สองเรานิรันดร (2548), สวรรค์เบี่ยง (2551) และ สูตรเสน่หา (2552) ธีรเดชเริ่มมีชื่อเสียงและได้รับความนิยมจากละครเรื่อง สองเรานิรันดร นอกจากนี้ เขาได้รับการโหวตให้เป็นดาราชายยอดนิยมอันดับ 1 ถึง 6 ปีติดต่อกันตั้งแต่ปี พ.ศ. 2549 ถึง 2554 จากผลสำรวจของสวนดุสิตโพล จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2555 สวนดุสิตโพลจึงยกให้ธีรเดชเป็นที่สุดของดาราชายยอดนิยมของมหาชนชีวิตวัยเด็กและการศึกษา ชีวิตวัยเด็กและการศึกษา. ธีรเดชเกิดที่โรงพยาบาลพญาไท โดยเป็นลูกคนสุดท้องของ วีรประวัติ วงศ์พัวพันธ์ ซึ่งเป็นผู้กำกับ กับ กาญจนา วงศ์พัวพันธ์ ซึ่งเป็นผู้เขียนบทโทรทัศน์ มีนามปากกา เช่น วรพันธ์ รวี, ลีลาวดี และ แดง รวี เป็นต้น มีพี่สาว 1 คน คือ นัทธนุช วงศ์พัวพันธ์ เป็นแฟชั่นดีไซเนอร์ เขาเข้าสู่วงการบันเทิง เมื่อเขาอายุได้ 7 ปี ตามคำชักชวนของ วีรประวัติ วงศ์พัวพันธ์ บิดาของเขา ซึ่งเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ โดยมีผลงานละครเรื่องแรกคือ หกพี่น้อง ที่กำกับโดยวีรประวัติเอง และออกอากาศในปี พ.ศ. 2528 ส่วนละครเรื่องที่ 2 ในวัยเด็กคือ ต้นส้มแสนรัก ทางช่อง 3 แสดงร่วมกับ ลลิตา ปัญโญภาส แต่หลังจากนั้นเขาก็กลับไปใช้ชีวิตปกติแบบเด็กทั่วไป ศึกษาที่โรงเรียนเซนต์ดอมินิก จนถึงชั้น ม. 5 จากนั้นได้เข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญได้สักระยะ ก่อนเดินทางไปศึกษา สถาบันการถ่ายภาพแห่งบรูกส์ (Brooks Institute of Photography) ในแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา แต่เรียนได้ 2 ปีก็กลับบ้าน เนื่องจากตรงกับช่วงเศรษฐกิจฟองสบู่แตก หลังจากกลับเมืองไทยมีคนทาบทามให้ทำงานวงการบันเทิง โดยเริ่มต้นที่มิวสิกวิดีโอเพลง "เพียงเธอ" ของวงแบล็คเฮด ตามมาด้วยผลงานการเดินแบบ ถ่ายแบบ และถ่ายโฆษณาชีวิตการทำงานชีวิตการทำงานยุคแรก (พ.ศ. 2542-2543) ชีวิตการทำงาน. ชีวิตการทำงานยุคแรก (พ.ศ. 2542-2543). ในปี พ.ศ. 2541 ธีรเดชเริ่มทำงานละคร โดยรับบทรองในละครเรื่อง ซุปเปอร์ลูกทุ่ง ผลิตโดย บริษัท มีเดีย ออฟ มีเดียส์ ช่อง 9 ถัดจากนั้นจึงได้รับบทพระเอกเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2542 ในละครเรื่อง ราชินีลูกทุ่ง พุ่มพวง ดวงจันทร์ ในบท ไกรสร แสงอนันต์ ซึ่งผลิตโดย บริษัท เจ เอส แอล โกลบอล มีเดีย จำกัด ทางช่อง 7 ในปี 2542 จากนั้นได้แสดงนำในภาพยนตร์วัยรุ่นโดยผู้กำกับ พจน์ อานนท์ เรื่อง โกซิกซ์ : โกหก กะล่อน ปลิ้นปล้อน ตอแหล ซึ่งออกฉายในปี พ.ศ. 2543 หลังจากนั้น ธีรเดชได้ย้ายเข้ามาเริ่มเป็นนักแสดงเลือดใหม่ในสังกัดช่อง 3 ในฐานะลูกหม้อค่ายยูม่า โดยแสดงในละครบู๊สุดแนวขวัญใจวัยโจ๋ในขณะนั้นเรื่อง ฝนตกขี้หมูไหล...คนอะไรมาพบกัน โดยรับบทนักโทษแหกคุก เผือก บางซื่อ ซึ่งเขาให้สัมภาษณ์ว่าเป็นละครเรื่องที่ทำให้เริ่มสนุกกับการแสดง และนี่ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่มาทำงานกับช่อง 3 จากนั้นธีรเดช ได้รับบทเด่นในละครยูม่าอีก 2 เรื่อง ได้แก่ คนของแผ่นดิน (2543) และละครบู๊เรื่อง เสือ 11 ตัว (2544)ช่วงสั่งสมประสบการณ์ (พ.ศ. 2544-2547) ช่วงสั่งสมประสบการณ์ (พ.ศ. 2544-2547). ธีรเดช มีโอกาสแสดงภาพยนตร์เรื่องที่ 2 กำกับโดยผู้กำกับระดับตำนานอย่าง เชิด ทรงศรี โดยธีรเดชรับบทเป็น นพพร ในเรื่อง ข้างหลังภาพ ของค่ายสหมงคลฟิล์ม คู่กับ คาร่า พลสิทธิ์ ออกฉายครั้งแรกเมื่อวันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2544 ปลายปี พ.ศ. 2544 บริษัท บรอดคาสต์ ไทยเทเลวิชั่น ได้เห็นแววและเริ่มมอบบทพระเอกดราม่าให้ ธีรเดช เป็นครั้งแรกโดยรับบท วีกิจ ในเรื่อง แรงเงา ซึ่งเป็นรีเมคละครและภาพยนตร์ดังเรื่อง แรงหึง โดยได้มาจับคู่กับนางเอกเจ้าบทบาท แอน ทองประสม เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ช่วงวางตัว แต่เมื่อออกอากาศแล้วได้รับผลตอบรับดีเยี่ยม โดยแรงเงาเวอร์ชันนี้ ช่อง 3 ได้นำมาออกอากาศใหม่อีกถึง 2 รอบ คือในปีพ.ศ. 2546 และ 2547 ถือเป็นละครช่อง 3 ไม่กี่เรื่องที่มีการออกอากาศถึง 3 รอบ จากนั้นบรอดคาสท์ยังคงส่งบทดราม่าน้ำตาคลอให้เขาอีกครั้งในปี พ.ศ. 2545 กับละครเรื่อง แผลเก่า โดยรับบท ขวัญ ความสามารถทางการแสดงของ ธีรเดช เด่นชัดขึ้นเรื่อย ๆจนกระทั่งในปีเดียวกันนี้ เขาได้รับบทท้าทายในในละคร ไอ้ม้าเหล็ก ค่ายยูม่า ซึ่งธีรเดชต้องรับบทเป็นโจรโฉดใจชั่วที่ฆ่าคนมานับไม่ถ้วนแต่เกิดอุบัติเหตุจนความจำเสื่อมกลายเป็นเหมือนเด็กเกิดใหม่ มีชีวิตใหม่ที่แสนสุขจนกระทั่งวันที่ต้องร้าวรานเมื่อจำอดีตของตัวเองได้ บทนี้เองทำให้ ธีรเดช วงศ์พัวพันธ์ ได้รับรางวัลโทรทัศน์ทองคำ เป็นครั้งแรก ในปี พ.ศ. 2545พัฒนาการสู่บทพระเอกดราม่า (พ.ศ. 2548-2549) พัฒนาการสู่บทพระเอกดราม่า (พ.ศ. 2548-2549). ปี พ.ศ. 2546 ธีรเดช กลับมาร่วมงานกับ บรอดคาสต์ อีกครั้งในเรื่อง พระจันทร์แสนกล แนวโรแมนติกคอเมดี้ คู่กับนางเอกสาว เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ์ เป็นครั้งแรก ถัดจากนั้นได้แสดงละครบู๊ค่ายยูม่าอีกครั้งในเรื่อง รักสุดฟ้าล่าสุดโลก คู่กับ หยาดทิพย์ ราชปาล เป็นเรื่องที่ 2 ธีรเดชกลับสู่บทพระเอกดราม่าอีกครั้งโดยร่วมงานเป็นครั้งแรกกับ บริษัท ละครไท ในปี 2548 กับละครพีเรียด รักโรแมนติกเรื่อง หนึ่งในทรวง โดยรับบทคู่กับนางเอกคู่ขวัญ เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ์ เนื่องจากคิวฉายถูกเลื่อนมาและมีเสียงเปรียบเทียบกับละครเวอร์ชันเก่าจึงเป็นละครนอกสายตา แต่แล้วเมื่อออกอากาศกลับกลายเป็นละครมาแรงแซงโค้งทำเรตติ้งขึ้นอันดับ 1 ของครึ่งปีแรกให้ช่อง 3 ในปีนั้น ปลายปี พ.ศ. 2548 ความเป็นพระเอกละครดราม่าขวัญใจสาวๆชัดเจนขึ้นเมื่อละครเรื่อง สองเรานิรันดร ที่เขาแสดงคู่กับ พิยดา อัครเศรณี โดยบริษัท โพลีพลัส ออกอากาศ ซึ่งทำให้เขาคว้ารางวัลดารานำชายจากหลายสถาบัน รวมถึงทำได้ธีรเดชได้รับ รางวัลโทรทัศน์ทองคำ เป็นครั้งที่ 2 ด้วย คู่พระ-นาง ธีรเดช-พิยดา ยังได้รับการโหวตให้เป็นดาราคู่ขวัญอีกด้วย ธีรเดช กลับไปสู่ค่ายปั้น ยูม่า ในละครบู๊ตลกเรื่อง สายสืบสายสะดือ ซึ่งเรื่องนี้เกิดอุบัติเหตุระหว่างถ่ายทำฉากบู๊ขับเจ็ตสกีทำให้ศีรษะชนเข้ากับสะพาน ทำให้ต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาล ละครออกฉายต้นปีพ.ศ. 2549 ปลายปีพ.ศ. 2549 ธีรเดช ขึ้นแท่นพระเอกยอดนิยมอันดับ 1 สวนดุสิตโพลเป็นปีแรก เมื่อรับบท ราเชนทร์ ในละครคอมเมดีดราม่า เรื่อง อุ้มรัก จากค่ายละครไท โดยการรับบทคู่กับ แอน ทองประสม การกลับมาพบกันอีกครั้งในรอบนี้ทำให้เกิดกระแสคู่ขวัญ "เคน-แอน" เป็นที่กว้างขวางกลายเป็นขวัญใจของแฟนละคร โด่งดังจนกระทั่งซุปเปอร์สตาร์ เบิร์ด ธงไชย แมคอินไตย์ เชื้อเชิญไปรับบทคู่รักในมิวสิควิดีโอ "เถียงกันทำไม" ธีรเดชและแอนได้เดินสายรับรางวัลจากละครเรื่องนี้ด้วยประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง (พ.ศ. 2550-2553) ประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง (พ.ศ. 2550-2553). ปี พ.ศ. 2550 ช่อง 3 ต้องยกเวลาให้กับละครที่ ธีรเดช นำแสดงถึง 3 เรื่อง ต้นปี ธีรเดช กลับไปแสดงกับคู่ขวัญ พิยดา อัครเศรณี อีกครั้งด้วยกระแสที่อยากเห็นคู่รักในละครคู่นี้สมหวังกับเขาบ้าง จึงเป็นที่มาของเรื่อง รักเธอทุกวัน ค่ายโพลีพลัส ตามด้วยละครโด่งดังโรแมนติกคอเมดี้ของคู่ขวัญ ธีรเดช กับ เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ์ กับการทำงานกับค่าย ละครไท อีกครั้ง ในละครโรแมนติกสุดฮา รักนี้หัวใจเราจอง ซึ่งประสบความสำเร็จด้วยดี ปิดท้ายปี ในที่สุดช่อง 3 ก็นำละครที่ถ่ายไว้ตั้งแต่ 4 ปีก่อนของ ธีรเดช มาลงจอในบทตำรวจสืบสวนสุดเท่ ในละครสืบสวนลึกลับ สืบลับรหัสรัก คู่กับ สุนิสา เจทท์ ว่ากันว่าสาเหตุที่ใช้เวลานานกว่าจะได้ออกอากาศเพราะแนวละครลึกลับสืบสวนจริงจังไม่ตรงกับตลาดละครเมืองไทย แต่ที่ได้ลงเนื่องจากจากกระแสความโด่งดังของตัวพระเอกนั่นเอง กระแสเรียกร้องคู่ขวัญ เคน-แอน ประสบความสำเร็จในปี พ.ศ. 2551 กับละครพิสูจน์ฝีมือการแสดงในบทดราม่าในละคร สวรรค์เบี่ยง คู่กับ แอน ทองประสม เป็นเรื่องที่ 3 ธีรเดชพลิกบทบาทจากพระเอกอบอุ่นมาเป็นพระเอกร้ายได้อย่างยอดเยี่ยม บทลูกชายที่ขาดความรักอย่าง คาวี ทำให้เขาได้เดินสายรับรางวัลพระเอกยอดเยี่ยมจากหลายสถาบัน รวมถึงได้รับ รางวัลโทรทัศน์ทองคำ เป็นครั้งที่ 3 ด้วย นอกจากได้รางวัลแล้ว ตัวละครก็ประสบความความสำเร็จด้านยอดผู้ชมด้วย รายงานเรตติ้งเฉลี่ยจากนีลเส็น ตลอดทั้งเรื่องอยู่ที่ 14.6 และเรตติ้งสูงสุดที่ 20.7 กับตอนอวสานของละครเรื่องนี้ ละครของธีรเดช เป็นที่สนใจอย่างต่อเนื่อง โดยในปลายปีนั้นเอง บ.เมเกอร์ กรุ๊ป ได้นำ ธีรเดช มารับบทดราม่าน้ำตานอง คู่กับ ทักษอร ภักดิ์สุขเจริญ เป็นครั้งแรกในละครเรื่อง ใจร้าว ซึ่งเรื่องนี้ธีรเดช ได้ร้องเพลง "ใจฉันเป็นของเธอ" เพื่อใช้ในบทบาทในเรื่องด้วย ความโด่งดังทำให้ธีรเดชนี้ปีนี้ทำให้ได้รับการโหวตให้เป็นพระเอกยอดนิยมอันดับ 1 สวนดุสิตโพล ติดต่อกันเป็นปีที่ 3 และยังเป็นพรีเซนเตอร์ให้กับสินค้าอีกหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น โดโซะ คอนเซ็ปต์ เฟอร์นิเจอร์ รองเท้าเบรกเกอร์ มิรินด้า ขนมขนเคี้ยวเคนโด้ และ กล้องถ่ายภาพพานาโซนิก ลูมิค ในปี พ.ศ. 2552 ธีรเดชกลับมาแสดงภาพยนตร์ เรื่อง รถไฟฟ้า มาหานะเธอ ที่ทำรายได้สูงสุดของปี 2552 ทำรายได้ 145.5 ล้านบาท คำวิจารณ์เรื่องนี้ คมชัดลึกกล่าวว่า "จัดการให้เขาบริหารเสน่ห์ได้อย่างที่ตั้งใจ" ส่วนนิตยสารสตาร์พิกส์กล่าวว่า "ดูเหมือนการแสดงของเคนจะยังไม่รับกับรูปแบบของภาพยนตร์นัก... ออร่าของความเหนือมนุษย์ที่ยังคงแผ่รังสีออกมาจากตัวเขาตลอดเวลา จึงกีดกันให้ตัวละครนี้ดูหลุดลอยจากโลกแห่งความจริง" ปลายปี พ.ศ. 2552 คู่ขวัญ เคน-แอน กลับมาอีกครั้งในละครโรแมนติกคอเมดี "สูตรเสน่หา" ที่ทำให้ครูกุ๊ก กับ คุณนายอลิน กลายเป็นตัวละครในดวงใจของแฟนๆ ทั้งธีรเดช และ แอน เดินสายรับรางวัลจากละครเรื่องนี้เช่นเคย โดย ธีรเดช ได้รับรางวัลโทรทัศน์ทองคำ เป็นครั้งที่ 4 ซึ่งทำสถิติการได้รับรางวัลดารานำชายดีเด่นมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของการมอบรางวัลโทรทัศน์ทองคำ ปลายปีเขาได้ให้สัมภาษณ์ถึง วิธีรับงาน ว่าเขาเลือกจะมองที่ภาพรวมมากกว่า ว่าทำงานแล้วมีความสุขหรือเปล่า เพราะเรื่องชื่อเสียงก็ถือว่าเป็นผลพลอยได้ "ทุกอย่างมันก็ไม่ได้อยู่กับเราตลอดไปอยู่แล้ว มีวันมา มันก็มีวันไป มันไม่มีอะไรแน่นอน แต่ถ้าเรามีความสุขกับสิ่งที่เราทำอยู่ ก็น่าจะดีกว่า" ปีพ.ศ. 2553 ธีรเดช รับบทหนุ่มเจ้าชู้กะล่อน ในละครโรแมนติกคอมเมดี้ วิวาห์ว้าวุ่น ค่ายกู๊ดฟิลลิ่ง ซึ่งเป็นการจับคู่กันครั้งแรกของนางเอกสาว อารยา เอ ฮาร์เก็ต ที่ได้ย้ายมาจากช่อง 7 จากนั้น คู่ขวัญ เคน-แอน กลับมาอีกครั้งด้วยบทบาทที่โตขึ้นใน 365 วันแห่งรัก ค่ายบ เมกเกอร์ เจ กรุ๊ป ปลายปีนี้ธีรเดชมีโอกาสได้เล่นละครเวทีเป็นครั้งแรกในเรื่อง เคนลี่กะก๊วนขี้เล่น จัดแสดงทั้งหมด 18 รอบ ตั้งแต่วันที่ 20 พ.ย.-5 ธ.ค.2553 ในปีนี้เอง ภาพยนตร์ รถไฟฟ้า มาหานะเธอ ได้เข้าฉายในประเทศอินโดนีเซียและกลายเป็นภาพยนตร์ไทยที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก กระแสบอกต่อทำให้ระยะเวลาฉายในโรงหนังขยายออกไป และถือเป็นหนังไทยเรื่องแรกที่เปิดตลาดให้ภาพยนตร์ไทยแนวโรแมนติกคอมเมดี้จากเดิมที่ดังเฉพาะหนังสยองขวัญ รถไฟฟ้ามาหานะเธอยังได้เข้าฉายในสิงคโปร์เมื่อ 29 ก.ค.2010 และไต้หวัน เมื่อเดือน ก.ย.2010ผลงานในยุคถัดมา และผลงานที่ออกฉายในต่างประเทศ (พ.ศ. 2554-ปัจจุบัน) ผลงานในยุคถัดมา และผลงานที่ออกฉายในต่างประเทศ (พ.ศ. 2554-ปัจจุบัน). ปีพ.ศ. 2554 ธีรเดช กลับสู่ค่ายที่ปั้นเขาขึ้นมาอย่าง ค่ายยูม่า ในละครบู๊แนวถนัด รหัสทรชน คู่กับ อารยา เอ ฮาร์เก็ต ตามด้วยละครรักโรแมนติกที่ถ่ายทำที่กรุงปราก อย่าง กลรักลวงใจ คู่กับคู่ขวัญ เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ์ ทำให้เกิดกระแสเที่ยวกรุงปรากตามมา ปลายปีนี้ ธีรเดช ถูกโหวตให้เป็นพระเอกยอดนิยมอันดับ 1 โดยสวนดุสิตโพล เป็นปีที่ 6 ติดต่อกัน ปีพ.ศ. 2555 ธีรเดช ร่วมกับภรรยา บุษกร วงศ์พัวพันธ์ ก่อตั้งค่ายละคร ซิติเซ่นเคน เพื่อผลิตละครให้แก่ช่อง 3 โดยประเดิมเรื่องแรกคือ รักคุณเท่าฟ้า ซึ่งธีรเดชรับบทพระเอก คู่กับนางเอก 4 ท่าน ได้แก่ เฌอมาลย์ บุญยศักดิ์ เข็มอัปสร สิริสุขะ อารยา เอ ฮาร์เก็ต และ มารี เบรินเนอร์ ในปีนี้เอง ละครที่นำแสดงโดย ธีรเดช และ แอน 3 เรื่องได้ถูกซื้อลิขสิทธิ์ไปออกอากาศในประเทศจีนเป็นครั้งแรก เริ่มตั้งแต่ สูตรเสน่หา ทางช่องอานฮุย (26 ม.ค.55) อุ้มรัก ทางช่องหูเป่ย (27เม.ย.55) สวรรค์เบี่ยง ทางช่องอานฮุย (29 เม.ย.2555) ตามด้วย อุ้มรัก ทางช่องอานฮุย (17 พ.ค.2555) และปิดท้ายปีด้วยการกลับมาฉายอีกรอบของ สูตรเสน่หา ทางช่องอานฮุย (10 มิ.ย.2012) สวรรค์เบี่ยง ได้กลายเป็นละครละครที่ทำเรตติ้งสูงที่สุดในไทม์สล็อต 22.30น.ในปีนั้นของช่องอานฮุย ปีพ.ศ. 2556 บรอดคาสต์วางตัว ธีรเดช คู่กับ ทักษอร ภักดิ์สุขเจริญ อีกครั้งในละคร มัจจุราชสีน้ำผึ้ง แต่นางเอกสาวขอถอนตัวไปเนื่องจากเป็นช่วงหลังแต่งงาน พิจักขณา วงศารัตนศิลป์ ถูกคัดเลือกให้เข้ามารับบทแทน ถือเป็นนางเอกรุ่นใหม่ของช่องคนแรกที่แสดงละครคู่ธีรเดช ปลายปีนี้ ธีรเดช กลับมาคู่นางเอกสาว อารยา เอ ฮาร์เก็ต อีกครั้งในผลงานเรื่องที่ 2 ของค่ายซิติเซ่นเคน เรื่อง อันโกะ กลรักสตรอว์เบอร์รี่ ในส่วนของต่างประเทศ ไต้หวันนำ สูตรเสน่หา ไปออกอากาศครั้งแรกทางช่อง GTV (16เม.ย.-28พ.ค.2556) ตามด้วย ใจร้าว (3 ต.ค.2556) ส่วนจีนแผ่นดินใหญ่ ยังคงมีละครของธีรเดช ออกอากาศอย่างต่อเนื่อง เริ่มตั้งแต่ วิวาห์ว้าวุ่น ทางช่องเจียงซู (8 ก.ค.2556) และเรื่องเดียวกันนี้ทางช่องซีเจียง (8 ก.ค.2556) ถัดจากนั้น ใจร้าว ออกอากาศทางช่องซานซี (ส.ค.2556) และ ใจร้าว ทางช่องอานฮุย (21 ส.ค.2556) และละครเรื่อง ใจร้าว กลายเป็นละครเรตติ้งอันดับ 1 ในบรรดารายการทีวีกลางวันที่ฉายทั่วประเทศจีนในช่วงซัมเมอร์ โดยเฉพาะตอนที่ 12 และ 13 ได้ทำสถิติติด Top 3 รายการกลางวันที่เรตติ้งสูงสุดในช่วงซัมเมอร์อีกด้วย จนช่องอานฮุยต้องนำละครกลับมาออกอากาศอีกครั้งทันทีที่ฉายจบไปโดยออกอากาศในช่วงเวลากลางคืน (30 ต.ค.2556) สูตรเสน่หา กลับมาฉายทางช่องกุ้ยโจ (9-30ก.ย.2556) ปีพ.ศ. 2557 ปีแรกที่ไม่มีละครของ ธีรเดช ฉายทางช่อง 3 รวมทั้งมีข่าวว่าเขาขอถอนตัวจากบทในละครซีรีส์ชุดเลือดมังกร ทำให้เกิดข่าวลือว่าธีรเดชตั้งใจออกจากวงการซึ่งเขาออกมาปฏิเสธและแจงว่าจำเป็นต้องถอนตัวเพื่อไปดูแลคุณพ่อที่กำลังป่วยด้วยโรคมะเร็งระยะสุดท้าย ภายหลังคุณพ่อถึงแก่กรรม ธีรเดชกลับมาทำงานอีกครั้ง ปลายปี อันโกะ กลรักสตรอว์เบอร์รี่ ออกอากาศทางช่อง BayonTV ประเทศกัมพูชา ปีพ.ศ. 2558 หลังจากห่างหายจากโทรทัศน์ไป 1 ปีกว่า ธีรเดช กลับมาอีกครั้งกับบทบาทสุดท้าทายความสามารถที่ได้รับเสียงชื่นชมจากทั้งแฟนละครและสื่อมวลชนกับบท "เฮียกระทิง" ในละครโรแมนติกดราม่าบู๊เข้มข้น ซีรีส์ "เลือดมังกร ตอน กระทิง" ของค่ายแอ็คอาร์ทเจนเนอเรชั่น คู่กับนางเอกมากฝีมือ เข็มอัปสร สิริสุขะ จากบทบาทครั้งนี้ทั้งคู่ได้รับการยกย่องให้เป็น คู่ขวัญสุดยอดฝีมือการแสดง หนังสือพิมพ์ไทยรัฐกล่าวไว้ว่า "ธีรเดช วงศ์พัวพันธ์ ในบทบาทของ "ชลธี" และ "ธาม" ถือเป็นการแบกภาระที่สุดแสนหนักอึ้ง..." ทั้งยังกล่าวยกย่องว่าเป็น "ปรมาจารย์นักแสดง ที่เล่นแบบถอดถากกระชากวิญญาณออกมาฟาดฟันตอกกระหน่ำหัวใจจันทร์ชมพู (นางเอก) และคนดูได้อย่างสาหัสสากรรจ์!" ละครของ ธีรเดช ยังคงถูกซื้อลิขสิทธิ์ไปฉายต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง พ.ค.2558 มัจจุราชสีน้ำผึ้ง ถูกซื้อลิขสิทธิ์ไปฉายทางช่อง BayonTV ประเทศกัมพูชา โดยได้ออกอากาศแบบ HD 16:9 ก.ค. 2558 ช่อง SCTV ของประเทศเวียดนาม นำละครเรื่อง ใจร้าว ไปออกอากาศ ตามด้วยช่อง TodayTV ประเทศเวียดนาม ก็ได้นำละครเรื่อง สูตรเสน่หา ไปออกอากาศด้วย ปี 2560 หลังจากหายหน้าไป 1 ปีเต็มๆ ธีรเดช กลับมาอีกครั้งในละครซีรีส์ The Cupids บริษัทรักอุตลุด ซึ่งประกอบด้วยเรื่องย่อย 8 เรื่อง ซึ่งเขามีบทบาทตลอด โดยเรื่องหลักของธีรเดชคือ กามเทพปราบมาร คู่กับ อารยา เอ.ฮาร์เก็ตชีวิตส่วนตัว ชีวิตส่วนตัว. ปัจจุบัน ธีรเดชได้สมรสกับ บุษกร พรวรรณะศิริเวช โดยได้เข้ารับพระราชทานน้ำสังข์จาก สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2550 พร้อมทั้งจดทะเบียนสมรส- ธีรเดช และ บุษกร มีบุตรแล้ว 2 คน- บุตรคนแรกชื่อ ด.ช.คุนนธรรม วงศ์พัวพันธ์ (ชื่อเล่นว่า คุน) เกิดเมื่อ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2551 () - บุตรคนที่สองชื่อ ด.ช.ธิปไตย วงศ์พัวพันธ์ (ชื่อเล่นว่า จุน) เกิดเมื่อ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2553 () ธีรเดชมีงานอดิเรก ถ่ายภาพนิ่งและภาพยนตร์ ชอบเดินทาง ชอบสะสมของเก่าอย่างนาฬิกาหรือเฟอร์นิเจอร์เก่า ชอบกีฬาบาสเกตบอล และมีบุคคลชื่นชอบคือ Ernst Haas แอนส์ ฮาส ช่างภาพชาวเยอรมันซึ่งล่วงลับไปแล้ว บันทึกภาพไว้โดนใจยิ่ง ผู้กำกับภาพยนตร์ชื่นชม หว่อง กา ไว หนังเรื่องโปรด Chungking Express หนังสือเล่มโปรด Cinematography Screencraft รวมผลงานของผู้กำกับภาพชื่อดังหลายคน ให้แนวคิด แรงบันดาลใจ และแนวทางในการถ่ายภาพแบบในหนังสือกิจกรรมอื่นๆ กิจกรรมอื่นๆ. ธีรเดชได้รับการแต่งตั้งให้เป็นทูตพิเศษเพื่อเยาวชนขององค์การยูนิเซฟ ประจำประเทศไทย (ปี 2551-ปัจจุบัน) และเป็นผู้นำเสนอโครงการ "ไวท์ ริบบิน เยียร์" การรณรงค์ด้วยการไม่ยอมรับ ไม่นิ่งเฉย ไม่กระทำความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และครอบครัว ของ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ปี 2553)ภาพลักษณ์ ภาพลักษณ์. ธีรเดชเป็นดาราชายที่ได้รับความนิยมสูงเป็นช่วงเวลายาวนาน โดยติดอันดับโพลสำรวจความนิยมในอันดับต้นหลายปีติดต่อกัน และความเคลื่อนไหวไม่ว่าเรื่องใดสามารถเรียกความสนใจจากคนไทยได้ ในปีพ.ศ. 2553 พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งมาดามทุสโซ กรุงเทพฯ เปิดตัวหุ่นขี้ผึ้ง ธีรเดช วงศ์พัวพันธ์ กับคู่ขวัญ แอน ทองประสม พร้อมกับการเปิดพิพิธภัณฑ์ เดือนส.ค.มีข่าวเรียกเสียงฮาว่ามีผู้เสนอชื่อ ธีรเดช วงศ์พัวพันธ์ ในที่ประชุมคณะกรรมการสรรหาอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นบุคคลผู้มีชื่อเสียงที่ทรงอิทธิพลในประเทศไทยในขณะนั้น ผลการสำรวจความนิยมในโพลล์ต่างๆ- สวนดุสิตโพล ผลสำรวจ "ที่สุดแห่งปี"- ดาราชายยอดนิยมอันดับที่ 3 (ปี 2548) ร้อยละ 23.80 - ดาราชายยอดนิยมอันดับที่ 1 (ปี 2549) ร้อยละ 38.57 - ดาราชายยอดนิยมอันดับที่ 1 (ปี 2550) ร้อยละ 53.50 - ดาราชายยอดนิยมอันดับที่ 1 (ปี 2551) ร้อยละ 69.20 - ดาราชายยอดนิยมอันดับที่ 1 (ปี 2552) ร้อยละ 73.16 - ดาราชายยอดนิยมอันดับที่ 1 (ปี 2553) ร้อยละ 76.98 - ดาราชายยอดนิยมอันดับที่ 1 (ปี 2554) ร้อยละ 40.28 - ที่สุดของดารายอดนิยมของมหาชน (ปี 2555) ร่วมกับ ธงไชย แมคอินไตย์ และ พัชราภา ไชยเชื้อ - เอแบคโพล ผลสำรวจ "ที่สุดของบันเทิงและกีฬาแห่งปี"- ดาราชายไทยยอดนิยมอันดับ 3 (ปี 2548) ร้อยละ 15.4 - ดาราชายไทยยอดนิยมอันดับ 2 (ปี 2549) ร้อยละ 12.1 - ดาราชายไทยยอดนิยมอันดับ 1 (ปี 2552) ร้อยละ 38.1 - ดาราชายไทยยอดนิยมอันดับ 2 (ปี 2553) ร้อยละ 19.4 - ดาราชายไทยยอดนิยมอันดับ 2 (ปี 2554) ร้อยละ 19.4 - เอแบคโพล ผลสำรวจ "ดาราสุดยอดเซ็กซี่แห่งปี"- ดาราชายสุดยอดเซ็กซี่อันดับ 1 (ปี 2554) ร้อยละ 58.5 - อีสานโพล ผลสำรวจ "รางวัลแห่งปีของชาวอีสาน"- พระเอกแห่งปีอันดับ 2 (ปี 2555) ร้อยละ 13 - พระเอกแห่งปีอันดับ 3 (ปี 2556) ร้อยละ 8.17 - "TV3 Fanclub Award" เป็นรางวัลที่จัดทำขึ้น เพื่อสำรวจถึงความนิยมต่อนักแสดงและรายการต่างๆ ที่ออกอากาศทางไทยทีวีสีช่อง 3 โดยรับผลผ่านการลงคะแนนทางเว็บไซต์ www.thaitv3.com- ดารานำชายยอดนิยมอันดับ 1 (ปี 2550) - ดารานำชายยอดนิยมอันดับ 1 (ปี 2551) ร้อยละ 27.87 - ดารานำชายยอดนิยมอันดับ 1 (ปี 2552) ร้อยละ 44.56ผลงานละครโทรทัศน์ละครเวทีผลงาน. ละครเวที. - เคนลี่กะก๊วนขี้เล่น (2553)ภาพยนตร์ภาพยนตร์. - รับบท พลับ (2543) - ข้างหลังภาพ รับบท นพพร (2544) - มหัศจรรย์พันธุ์รัก รับบท แมกซ์ (2547) - ภาพยนตร์สั้นเรื่อง The Office รับบท ธีรเดช (2550) - รถไฟฟ้า มาหานะเธอ รับบท ลุง (2552)เพลงเพลง. - "ใจฉันเป็นของเธอ" ประกอบละครเรื่อง ใจร้าวคอนเสิร์ตคอนเสิร์ต. - LOVE IS IN THE AIR : CHANNEL3 CHARITY CONCERT (2560)รางวัล
| บิดาของธีรเดช วงศ์พัวพันธ์ คือใคร | {
"answer": [
"วีรประวัติ วงศ์พัวพันธ์"
],
"answer_begin_position": [
776
],
"answer_end_position": [
799
]
} |
2,535 | 190,244 | อภิชาติ หาลำเจียก อภิชาติ หาลำเจียก (23 พฤษภาคม พ.ศ. 2497 - 15 กันยายน พ.ศ. 2551) อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดกาฬสินธุ์ 2 สมัย สังกัดพรรคกิจสังคม และพรรคสามัคคีธรรม อดีตสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ และเป็นนักแสดง ผู้กำกับภาพยนตร์ประวัติ ประวัติ. บิดาชื่อ พันโทวิเชียร หาลำเจียก มารดาชื่อ นางยุพยงค์ หาลำเจียก มีพี่น้องทั้งหมด 3 คน เรียนจบจากโรงเรียนมัธยมวัดมกุฏกษัตริย์ โรงเรียนบุตรข้าราชการกองทัพบก (โรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี) และปริญญาวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล อภิชาติ หาลำเจียก เสียชีวิตเมื่อวันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2551 อายุ 54 ปี ด้วยโรคมะเร็งตับวงการบันเทิง วงการบันเทิง. อภิชาติ หาลำเจียก เริ่มเข้าสู่วงการจากการเป็นพิธีกร รายการมาตามนัด คู่กับอัจฉราพรรณ ไพบูลย์สุวรรณ ทางช่อง 5 และได้แสดงภาพยนตร์เรื่องแรก เรื่อง นวลฉวี รับบทเป็นแพทย์ที่ฆ่าภรรยาตัวเอง คู่กับสินจัย หงษ์ไทย ในปี พ.ศ. 2528 และแสดงคู่กันมาอีกหลายเรื่อง เช่น หย่าเพราะมีชู้ (2528) แสงสูรย์ (2529) น้ำเซาะทราย (2529) ฉันรักผัวเขา (2530) และได้กำกับภาพยนตร์ พร้อมทั้งแสดงในเรื่อง ศยามล ในปี พ.ศ. 2538 โดยมีผลงานเรื่องสุดท้าย คือ ละครโทรทัศน์เรื่อง สงครามนางฟ้า (2551) ทางช่อง 5การเมือง การเมือง. ในระยะหลัง อภิชาติ หันมาทำงานการเมือง ลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร ในปี พ.ศ. 2529 แต่ไม่ได้รับเลือกตั้ง ต่อมาจึงย้ายไปลงสมัครและได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดกาฬสินธุ์ สังกัดพรรคกิจสังคม ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2531 ต่อมาในปี พ.ศ. 2535 ได้เข้าร่วมกับณรงค์ วงศ์วรรณ จัดตั้งพรรคสามัคคีธรรม และรับตำแหน่งกรรมการบริหารพรรค อีกทั้งได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสมัยที่ 2 และมีบทบาทสำคัญในพรรคสามัคคีธรรม รวมถึงการสนับสนุนพลเอกสุจินดา คราประยูร รวมทั้งรับหน้าที่รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ต่อมาหลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ จึงย้ายมาสังกัดพรรคประชากรไทย แต่ก็ไม่ได้รับเลือกตั้ง จึงหันมาลงสมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ในนามกลุ่มมดงาน จากนั้นในปี พ.ศ. 2544 ได้ย้ายไปสังกัดพรรคไทยรักไทย แต่ได้ลาออกจากพรรค และร่วมขึ้นเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ในการขับไล่ ทักษิณ ชินวัตร ให้ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ต่อมาจึงได้หันมาร่วมงานการเมืองกับพรรคประชาธิปัตย์ และมาร่วมชุมนุมกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ทั้งในปี พ.ศ. 2549 และ ในปี พ.ศ. 2551 อีกด้วยผลงานภาพยนตร์ผลงาน. ภาพยนตร์. - นวลฉวี (2528) ... หมออุทิศ - หงส์ฟ้า (2528) ... มโนทัย - เนื้อคู่ (2528) - เพื่อแผ่นดินไทย (2528) ... ผู้กองกิตติศักดิ์ - หย่าเพราะมีชู้ (2528) - 2 คน 2 คม (2528) - คุณหญิงตราตั้ง (2528) ... ทัศน์ - แม่ (2528) - เขยเต็กกอ (2529) - สะแกกรัง (2529) ... ภูชิต สิโรวัฒน์ - ไปไม่ถึงดวงดาว (2529) - น้ำเซาะทราย (2529) - แสงสูรย์ (2529) - สะใภ้ (2529) - ฉันรักผัวเขา (2530) - สายน้ำไม่ไหลกลับ (2530) - เมียนอกหัวใจ (2530) - มือปราบภูธร (2530) - รอยเสือ (2530) - คาวน้ำผึ้ง (2530) - เหตุเกิดที่ห้องไอซียู (2530) - เมียคนใหม่ (2530) - ภุมรีสีทอง (2531) - ครั้งเดียวก็เกินพอ (2531) - ราชสีห์หน้าเซ่อ (2531) - อุบัติโหด (2531) - รักด้วยชีวิต (2531) - เรือมนุษย์ (2531) - เหยื่ออารมณ์ (2531) - หนองบัวแดง (2531) - รักข้างแรม (2532) - แม่ลาวเลือด (2533)ละครละคร. - บาปบริสุทธิ์ (2523 - 2524) (ช่อง 5) - ปีกทอง (2525) (ช่อง 3) - สนิมสังคม (2525) (ช่อง 3) - สกุลกา (2526) (ช่อง 5) - ขอเพียงรัก (2526) (ช่อง 5) - วิมานคนบาป (2527) (ช่อง 9) - ปริศนาแห่งหัวใจ (2527) (ช่อง 3) - ไฟปรารถนา (2527) (ช่อง 3) - สงครามอารมณ์ (2527) (ช่อง 5) - ทายาทท่านผู้หญิง (2527) (ช่อง 5) - เพลงพรหม (2527) (ช่อง 3) - สาวสองหน้า (2527) (ช่อง 7) - คอนโดมิเนียม (2527) (ช่อง 7) - เบญจรงค์ห้าสี (2528) (ช่อง 3) - ทาสอารมณ์ (2528) (ช่อง 3) - ค่าของคน (2528) (ช่อง 3) - พิมพิลาไลย (2528) (ช่อง 5) - มฤตยูสีขาว (2529) (ช่อง 9) - มัตติกา (2529) (ช่อง 7) - คุณปู่ซู่ซ่า (2529) (ช่อง 3) - สายเปล (2529) (ช่อง 3) - แหวนทองเหลือง (2529) (ช่อง 7) - นางสาวทองสร้อย (2529 - 2530) (ช่อง 5) - สกาวเดือน (2530) (ช่อง 7) - มายา (2531) (ช่อง 7) - ไฟรัก (2531) (ช่อง 3) - เทพพยาบาท (2532) (ช่อง 3) - เมียหลวง (2532) (ช่อง 7) - ยุทธการปราบเมียน้อย (2534) (ช่อง 3) - ริษยา (2534) (ช่อง 7) - ชลาลัย (2534) (ช่อง 5) รับเชิญ - ป่ากามเทพ (2534) (ช่อง 3) - คุณหญิงจอมแก่น (2536) (ช่อง 3) - วันนี้ที่รอคอย (2536) (ช่อง 7) รับเชิญ - หน้ากากดอกซ่อนกลิ่น (2536) (ช่อง 7) - ละครสั้นปากกาทอง ตอน ระหว่างบ้านกับถนน (2536) (ช่อง 7) - ทวิภพ (2537) (ช่อง 7) - น้ำใสใจจริง (2537) (ช่อง 7) - พลอยพราวแสง (2537) (ช่อง 3) - สะพานข้ามดาว (2537) (ช่อง 7) - โอ้มาดา (2538) (ช่อง 7) - ผู้ชายไม้ประดับ (2538) (ช่อง 7) - สายโลหิต (2538) (ช่อง 7) รับเชิญ - ญาติกา (2539) (ช่อง 7) - เพลิงบุญ (2539) (ช่อง 3) รับเชิญ - ด้วยแรงอธิษฐาน (2539) (ช่อง 7) รับเชิญ - สนสะท้าน (2539) (ช่อง 5) - ฉก.เสือดำ ถล่มหินแตก (2539) (ช่อง 5) รับเชิญ - สุดแต่ใจจะไขว่คว้า (2540) (ช่อง 3) - สวรรค์ยังมีชั้น (2540) (ช่อง 5) - นิรมิต (2540) (ช่อง 7) รับเชิญ - เพื่อน (2540) (ช่อง 5) - บิ๊กเสี่ย (2540) (ช่อง 7) - จินตปาตี (2540) (ช่อง 3) - ดอกไม้ริมทาง (2540) (ช่อง 5) - เลื่อมสลับลาย (2541) (ช่อง 3) - กรงเกียรติยศ (2541) (ช่อง 3) - ความรักกับเงินตรา (2541) (ช่อง 3) - จากฝันสู่นิรันดร (2541) (ช่อง 3) - อีสา รวีช่วงโชติ (2541) (ช่อง 7) - ธรณีนี่นี้ใครครอง (2541) (ช่อง 3) รับเชิญ - มุกมังกร (2541) (ช่อง 7) - กากับหงส์ (2542) (ช่อง 7) - สลักจิต (2542) (ช่อง 3) - ตำรับรัก (2542) (ช่อง 3) - เพรงเงา (2542) (ช่อง 3) รับเชิญ - เพียงแค่ใจเรารักกัน (2542) (ช่อง 5) รับเชิญ - รักในสายหมอก (2542) (ช่อง 3) - อรุณสวัสดิ์ (2542) (ช่อง 3) - โลกทั้งใบให้นายคนเดียว (2543) (ช่อง 7) - ผู้ชายก็ท้องได้ (2543) (ช่อง 7) - เขาวานให้หนูเป็นสายลับ (2543) (ช่อง 3) - บุญรอด (2543) (ช่อง 3) - มณีหยาดฟ้า (2543) (ช่อง 3) - เรือนนพเก้า (2544) (ช่อง 3) - รักลวง (2544) (ช่อง 7) - วังวารี (2544) (ช่อง 3) - ตะวันตัดบูรพา (2544) (ช่อง 5) - สุดดวงใจ (2544) (ช่อง 3) - เสือ (2546) (ช่อง 3) รับเชิญ - มนต์รักส้มตำ (2545) (ช่อง 5) - นักเรียนนายร้อยครับผม (2545) (ช่อง 3) - เต่ากินผักบุ้ง (2546) (ช่อง 3) - เมืองดาหลา (2546) (ช่อง 7) รับเชิญ - ปมรักนวลฉวี (2546) (ช่อง ITV) - ดงดอกเหมย (2546) (ช่อง 3) รับเชิญ - เรือนไม้สีเบจ (2547) (ช่อง 3) - ไผ่กำเพลิง (2547) (ช่อง 3) - คู่กรรม (2547) (ช่อง 3) - ทัดดาวบุษยา (2547) (ช่อง 5) - สำเภาทอง (2548) (ช่อง 3) - เทพธิดาโรงงาน (2548) (ช่อง 9) - แต่ปางก่อน (2548) (ช่อง 3) - รักของนายดอกไม้ (2548) (ช่อง 3) - ปัญญาชนก้นครัว (2548) (ช่อง 3) - เพลิงพายุ (2548) (ช่อง 7) - พรุ่งนี้ไม่สาย...ที่จะรักกัน (2548) (ช่อง 5) - เจ้าสาวกะทันหัน (2549) (ช่อง 5) - นรกตัวสุดท้าย (2549) (ช่อง 3) - ดวงใจปาฏิหาริย์ (2549) (ช่อง 7) - สงครามนางฟ้า (2551) (ช่อง 5)ละครที่ไม่ได้ออกอากาศละครที่ไม่ได้ออกอากาศ. - คฤหาสน์จักรรัตน์ (2530) (ช่อง 7)เครื่องราชอิสริยาภรณ์
| อภิชาติ หาลำเจียก เสียชีวิตเมื่อวันที่เท่าไร | {
"answer": [
"15"
],
"answer_begin_position": [
639
],
"answer_end_position": [
641
]
} |
2,536 | 190,244 | อภิชาติ หาลำเจียก อภิชาติ หาลำเจียก (23 พฤษภาคม พ.ศ. 2497 - 15 กันยายน พ.ศ. 2551) อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดกาฬสินธุ์ 2 สมัย สังกัดพรรคกิจสังคม และพรรคสามัคคีธรรม อดีตสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ และเป็นนักแสดง ผู้กำกับภาพยนตร์ประวัติ ประวัติ. บิดาชื่อ พันโทวิเชียร หาลำเจียก มารดาชื่อ นางยุพยงค์ หาลำเจียก มีพี่น้องทั้งหมด 3 คน เรียนจบจากโรงเรียนมัธยมวัดมกุฏกษัตริย์ โรงเรียนบุตรข้าราชการกองทัพบก (โรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี) และปริญญาวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล อภิชาติ หาลำเจียก เสียชีวิตเมื่อวันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2551 อายุ 54 ปี ด้วยโรคมะเร็งตับวงการบันเทิง วงการบันเทิง. อภิชาติ หาลำเจียก เริ่มเข้าสู่วงการจากการเป็นพิธีกร รายการมาตามนัด คู่กับอัจฉราพรรณ ไพบูลย์สุวรรณ ทางช่อง 5 และได้แสดงภาพยนตร์เรื่องแรก เรื่อง นวลฉวี รับบทเป็นแพทย์ที่ฆ่าภรรยาตัวเอง คู่กับสินจัย หงษ์ไทย ในปี พ.ศ. 2528 และแสดงคู่กันมาอีกหลายเรื่อง เช่น หย่าเพราะมีชู้ (2528) แสงสูรย์ (2529) น้ำเซาะทราย (2529) ฉันรักผัวเขา (2530) และได้กำกับภาพยนตร์ พร้อมทั้งแสดงในเรื่อง ศยามล ในปี พ.ศ. 2538 โดยมีผลงานเรื่องสุดท้าย คือ ละครโทรทัศน์เรื่อง สงครามนางฟ้า (2551) ทางช่อง 5การเมือง การเมือง. ในระยะหลัง อภิชาติ หันมาทำงานการเมือง ลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร ในปี พ.ศ. 2529 แต่ไม่ได้รับเลือกตั้ง ต่อมาจึงย้ายไปลงสมัครและได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดกาฬสินธุ์ สังกัดพรรคกิจสังคม ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2531 ต่อมาในปี พ.ศ. 2535 ได้เข้าร่วมกับณรงค์ วงศ์วรรณ จัดตั้งพรรคสามัคคีธรรม และรับตำแหน่งกรรมการบริหารพรรค อีกทั้งได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสมัยที่ 2 และมีบทบาทสำคัญในพรรคสามัคคีธรรม รวมถึงการสนับสนุนพลเอกสุจินดา คราประยูร รวมทั้งรับหน้าที่รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ต่อมาหลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ จึงย้ายมาสังกัดพรรคประชากรไทย แต่ก็ไม่ได้รับเลือกตั้ง จึงหันมาลงสมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ในนามกลุ่มมดงาน จากนั้นในปี พ.ศ. 2544 ได้ย้ายไปสังกัดพรรคไทยรักไทย แต่ได้ลาออกจากพรรค และร่วมขึ้นเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ในการขับไล่ ทักษิณ ชินวัตร ให้ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ต่อมาจึงได้หันมาร่วมงานการเมืองกับพรรคประชาธิปัตย์ และมาร่วมชุมนุมกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ทั้งในปี พ.ศ. 2549 และ ในปี พ.ศ. 2551 อีกด้วยผลงานภาพยนตร์ผลงาน. ภาพยนตร์. - นวลฉวี (2528) ... หมออุทิศ - หงส์ฟ้า (2528) ... มโนทัย - เนื้อคู่ (2528) - เพื่อแผ่นดินไทย (2528) ... ผู้กองกิตติศักดิ์ - หย่าเพราะมีชู้ (2528) - 2 คน 2 คม (2528) - คุณหญิงตราตั้ง (2528) ... ทัศน์ - แม่ (2528) - เขยเต็กกอ (2529) - สะแกกรัง (2529) ... ภูชิต สิโรวัฒน์ - ไปไม่ถึงดวงดาว (2529) - น้ำเซาะทราย (2529) - แสงสูรย์ (2529) - สะใภ้ (2529) - ฉันรักผัวเขา (2530) - สายน้ำไม่ไหลกลับ (2530) - เมียนอกหัวใจ (2530) - มือปราบภูธร (2530) - รอยเสือ (2530) - คาวน้ำผึ้ง (2530) - เหตุเกิดที่ห้องไอซียู (2530) - เมียคนใหม่ (2530) - ภุมรีสีทอง (2531) - ครั้งเดียวก็เกินพอ (2531) - ราชสีห์หน้าเซ่อ (2531) - อุบัติโหด (2531) - รักด้วยชีวิต (2531) - เรือมนุษย์ (2531) - เหยื่ออารมณ์ (2531) - หนองบัวแดง (2531) - รักข้างแรม (2532) - แม่ลาวเลือด (2533)ละครละคร. - บาปบริสุทธิ์ (2523 - 2524) (ช่อง 5) - ปีกทอง (2525) (ช่อง 3) - สนิมสังคม (2525) (ช่อง 3) - สกุลกา (2526) (ช่อง 5) - ขอเพียงรัก (2526) (ช่อง 5) - วิมานคนบาป (2527) (ช่อง 9) - ปริศนาแห่งหัวใจ (2527) (ช่อง 3) - ไฟปรารถนา (2527) (ช่อง 3) - สงครามอารมณ์ (2527) (ช่อง 5) - ทายาทท่านผู้หญิง (2527) (ช่อง 5) - เพลงพรหม (2527) (ช่อง 3) - สาวสองหน้า (2527) (ช่อง 7) - คอนโดมิเนียม (2527) (ช่อง 7) - เบญจรงค์ห้าสี (2528) (ช่อง 3) - ทาสอารมณ์ (2528) (ช่อง 3) - ค่าของคน (2528) (ช่อง 3) - พิมพิลาไลย (2528) (ช่อง 5) - มฤตยูสีขาว (2529) (ช่อง 9) - มัตติกา (2529) (ช่อง 7) - คุณปู่ซู่ซ่า (2529) (ช่อง 3) - สายเปล (2529) (ช่อง 3) - แหวนทองเหลือง (2529) (ช่อง 7) - นางสาวทองสร้อย (2529 - 2530) (ช่อง 5) - สกาวเดือน (2530) (ช่อง 7) - มายา (2531) (ช่อง 7) - ไฟรัก (2531) (ช่อง 3) - เทพพยาบาท (2532) (ช่อง 3) - เมียหลวง (2532) (ช่อง 7) - ยุทธการปราบเมียน้อย (2534) (ช่อง 3) - ริษยา (2534) (ช่อง 7) - ชลาลัย (2534) (ช่อง 5) รับเชิญ - ป่ากามเทพ (2534) (ช่อง 3) - คุณหญิงจอมแก่น (2536) (ช่อง 3) - วันนี้ที่รอคอย (2536) (ช่อง 7) รับเชิญ - หน้ากากดอกซ่อนกลิ่น (2536) (ช่อง 7) - ละครสั้นปากกาทอง ตอน ระหว่างบ้านกับถนน (2536) (ช่อง 7) - ทวิภพ (2537) (ช่อง 7) - น้ำใสใจจริง (2537) (ช่อง 7) - พลอยพราวแสง (2537) (ช่อง 3) - สะพานข้ามดาว (2537) (ช่อง 7) - โอ้มาดา (2538) (ช่อง 7) - ผู้ชายไม้ประดับ (2538) (ช่อง 7) - สายโลหิต (2538) (ช่อง 7) รับเชิญ - ญาติกา (2539) (ช่อง 7) - เพลิงบุญ (2539) (ช่อง 3) รับเชิญ - ด้วยแรงอธิษฐาน (2539) (ช่อง 7) รับเชิญ - สนสะท้าน (2539) (ช่อง 5) - ฉก.เสือดำ ถล่มหินแตก (2539) (ช่อง 5) รับเชิญ - สุดแต่ใจจะไขว่คว้า (2540) (ช่อง 3) - สวรรค์ยังมีชั้น (2540) (ช่อง 5) - นิรมิต (2540) (ช่อง 7) รับเชิญ - เพื่อน (2540) (ช่อง 5) - บิ๊กเสี่ย (2540) (ช่อง 7) - จินตปาตี (2540) (ช่อง 3) - ดอกไม้ริมทาง (2540) (ช่อง 5) - เลื่อมสลับลาย (2541) (ช่อง 3) - กรงเกียรติยศ (2541) (ช่อง 3) - ความรักกับเงินตรา (2541) (ช่อง 3) - จากฝันสู่นิรันดร (2541) (ช่อง 3) - อีสา รวีช่วงโชติ (2541) (ช่อง 7) - ธรณีนี่นี้ใครครอง (2541) (ช่อง 3) รับเชิญ - มุกมังกร (2541) (ช่อง 7) - กากับหงส์ (2542) (ช่อง 7) - สลักจิต (2542) (ช่อง 3) - ตำรับรัก (2542) (ช่อง 3) - เพรงเงา (2542) (ช่อง 3) รับเชิญ - เพียงแค่ใจเรารักกัน (2542) (ช่อง 5) รับเชิญ - รักในสายหมอก (2542) (ช่อง 3) - อรุณสวัสดิ์ (2542) (ช่อง 3) - โลกทั้งใบให้นายคนเดียว (2543) (ช่อง 7) - ผู้ชายก็ท้องได้ (2543) (ช่อง 7) - เขาวานให้หนูเป็นสายลับ (2543) (ช่อง 3) - บุญรอด (2543) (ช่อง 3) - มณีหยาดฟ้า (2543) (ช่อง 3) - เรือนนพเก้า (2544) (ช่อง 3) - รักลวง (2544) (ช่อง 7) - วังวารี (2544) (ช่อง 3) - ตะวันตัดบูรพา (2544) (ช่อง 5) - สุดดวงใจ (2544) (ช่อง 3) - เสือ (2546) (ช่อง 3) รับเชิญ - มนต์รักส้มตำ (2545) (ช่อง 5) - นักเรียนนายร้อยครับผม (2545) (ช่อง 3) - เต่ากินผักบุ้ง (2546) (ช่อง 3) - เมืองดาหลา (2546) (ช่อง 7) รับเชิญ - ปมรักนวลฉวี (2546) (ช่อง ITV) - ดงดอกเหมย (2546) (ช่อง 3) รับเชิญ - เรือนไม้สีเบจ (2547) (ช่อง 3) - ไผ่กำเพลิง (2547) (ช่อง 3) - คู่กรรม (2547) (ช่อง 3) - ทัดดาวบุษยา (2547) (ช่อง 5) - สำเภาทอง (2548) (ช่อง 3) - เทพธิดาโรงงาน (2548) (ช่อง 9) - แต่ปางก่อน (2548) (ช่อง 3) - รักของนายดอกไม้ (2548) (ช่อง 3) - ปัญญาชนก้นครัว (2548) (ช่อง 3) - เพลิงพายุ (2548) (ช่อง 7) - พรุ่งนี้ไม่สาย...ที่จะรักกัน (2548) (ช่อง 5) - เจ้าสาวกะทันหัน (2549) (ช่อง 5) - นรกตัวสุดท้าย (2549) (ช่อง 3) - ดวงใจปาฏิหาริย์ (2549) (ช่อง 7) - สงครามนางฟ้า (2551) (ช่อง 5)ละครที่ไม่ได้ออกอากาศละครที่ไม่ได้ออกอากาศ. - คฤหาสน์จักรรัตน์ (2530) (ช่อง 7)เครื่องราชอิสริยาภรณ์
| บิดาของอภิชาติ หาลำเจียก คือใคร | {
"answer": [
"พันโทวิเชียร หาลำเจียก"
],
"answer_begin_position": [
368
],
"answer_end_position": [
390
]
} |
2,537 | 192,569 | จอนนี่ อันวา จอนนี่ อันวา (Joni Anwar) เกิดเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2524 เป็นนักร้องนักแสดง เป็นที่รู้จักในนามวง แร็พเตอร์ ร่วมกับ หลุยส์ สก็อต จอนนี่มีน้องชายซึ่งเป็นนักร้องนักแสดงเช่นกันคือ อนัน อันวา จอนนี่เป็นลูกครึ่งอินโดนีเซีย-สก็อต โดยเป็นลูกคนที่ 3 (ลูกคนที่ 4 คืออนัน) จบมาจาก โรงเรียนนานาชาติบางกอกพัฒนา เข้าวงการบันเทิงเมื่ออายุประมาณ 10 ขวบ เริ่มจากแสดงโฆษณาบ้านกฤษดานคร, รองเท้าบาจา, เครื่องดื่มโอวัลติน หลังจากนั้นได้มีบทบาทร้องเพลงในค่าย RS ก่อนจะไปเรียนต่อคณะ บริหารธุรกิจ Southamton สหรัฐอเมริกาแร็พเตอร์ แร็พเตอร์. จอนนี่กับหลุยส์มีผลงานเพลงร่วมกันในนาม แร็พเตอร์ สังกัดอาร์.เอส.โปรโมชั่น ระหว่างปี พ.ศ. 2537-2541 จำนวนทั้งสิ้น 4 อัลบั้ม นอกจากนี้ยังมีอัลบั้มพิเศษอื่นๆ ซึ่งเข้าร่วมในนามแร็พเตอร์ เช่น ซูเปอร์ทีนส์ (พ.ศ. 2539) และ The Next (พ.ศ. 2540) ในช่วงนี้ ทั้งจอนนี่และหลุยส์ยังได้ร่วมแสดงภาพยนตร์ของอาร์เอสโปรโมชั่น ได้แก่โลกทั้งใบให้นายคนเดียว (เป็นตัวประกอบที่ไม่มีบทบาทอะไรมากนัก) และ เด็กระเบิด ยืดแล้วยึด (เป็นหนึ่งในตัวเอกหลัก 6 คนของเรื่อง)ผลงานเดี่ยว ผลงานเดี่ยว. หลังจากยุบวงแร็พเตอร์เนื่องจากแต่ละคนแยกย้ายกันไปเรียนต่อในต่างประเทศ ทั้งจอนนี่และหลุยส์ก็ยังมีผลงานเพลงอัลบั้มเดี่ยวออกมาเป็นระยะ ได้แก่- Bad Boy (พ.ศ. 2543) มีเพลงที่นิยมคือ Bad Boy, ติดอกติดใจ, Slowmotion, จินตนาการ - Free Man (พ.ศ. 2545) โดยทำงานร่วมกับ มณฑล จิรา เพลงที่นิยมคือ คนมีอดีต, Free, Go now, อย่างน้อยก็เคยได้ชื่อว่าคนรักกัน - Outtaspace (พ.ศ. 2546) เพลงที่นิยมคือ ในห้องนั้น, มีหัวใจ(แต่ไร้ความรู้สึก), Outtaspace - Reflexion อัลบัมรวมเพลงฮิตของจอนนี่ มีเพลงประกอบละครบ้านสีขาวกับดาวดวงเดิมเพิ่มมาในอัลบัมนี้ เพลง ดวงตะวันของใจ, ไม่อยากเป็นตัวปัญหาผลงานอื่นๆ ผลงานอื่นๆ. นอกจากนั้นจอนนี่ยังมีผลงานเพลงที่ทำร่วมกับศิลปินคนอื่นๆ อีกจำนวนหนึ่ง ได้แก่- Super Teens - The Next ประกอบด้วย Raptor, Jr.-Voy, Lift & Oil, เจมส์ เรืองศักดิ์ และโดม ปกรณ์ ลัม - Mission 4 Project - เป็นการนำนักร้องชายยอดนิยมของเครืออาร์เอสมาตั้งวงดนตรี และเล่นเครื่องดนตรีเอง ร่วมกับโดม ปกรณ์ ลัม, เจมส์ เรืองศักดิ์ ลอยชูศักดิ์ และวอย เกรียงไกร อังคุณชัย - The Celebration - ฉลอง RS ครบรอบ 20 ปี เมื่อ พ.ศ. 2544 โดยนำเพลงที่นิยมในอดีตมาร้องใหม่ โดยจอนนี่ร้องเพลง "เลิกง้อ" - What’s love? - รวมเพลงรัก โดยจอนนี่ร้องเพลง "รักคือ...สายลม - เพลง "อยากให้รู้ว่ารักเธอ" ประกอบภาพยนตร์ Sexphone คลื่นเหงา สาวข้างบ้าน - ทำงานเพลงร่วมกับ มณฑล จิรา ในชื่อ Katsue - Single เพลง "แฝง" ประกอบละครซีรีส์ Secret Seven เธอคนเหงากับเขาทั้งเจ็ด ละคร- บ้านสีขาวกับดาวดวงเดิม - หนึ่งฟ้าหลังคาเดียว ภาพยนตร์- ภาพยนตร์เรื่อง "เด็กระเบิด ยืดแล้วยึด" (พ.ศ. 2539) - ภาพยนตร์เรื่อง อหิงสา จิ๊กโก๋มีกรรม (พ.ศ. 2548) ประกวดร้องเพลง จอนนี่ประกวดร้องเพลงในรายการ The Mask Singer หน้ากากนักร้อง ซีซันที่ 3 ในนามหน้ากากเอเลี่ยน ใช้เพลง ของ ฺBruno Mars แต่แพ้หน้ากากอีกาแดง
| จอนนี่ อันวา เป็นนักร้องนักแสดงชาวไทย เกิดเมื่อวันที่เท่าไร | {
"answer": [
"30"
],
"answer_begin_position": [
142
],
"answer_end_position": [
144
]
} |
2,538 | 192,569 | จอนนี่ อันวา จอนนี่ อันวา (Joni Anwar) เกิดเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2524 เป็นนักร้องนักแสดง เป็นที่รู้จักในนามวง แร็พเตอร์ ร่วมกับ หลุยส์ สก็อต จอนนี่มีน้องชายซึ่งเป็นนักร้องนักแสดงเช่นกันคือ อนัน อันวา จอนนี่เป็นลูกครึ่งอินโดนีเซีย-สก็อต โดยเป็นลูกคนที่ 3 (ลูกคนที่ 4 คืออนัน) จบมาจาก โรงเรียนนานาชาติบางกอกพัฒนา เข้าวงการบันเทิงเมื่ออายุประมาณ 10 ขวบ เริ่มจากแสดงโฆษณาบ้านกฤษดานคร, รองเท้าบาจา, เครื่องดื่มโอวัลติน หลังจากนั้นได้มีบทบาทร้องเพลงในค่าย RS ก่อนจะไปเรียนต่อคณะ บริหารธุรกิจ Southamton สหรัฐอเมริกาแร็พเตอร์ แร็พเตอร์. จอนนี่กับหลุยส์มีผลงานเพลงร่วมกันในนาม แร็พเตอร์ สังกัดอาร์.เอส.โปรโมชั่น ระหว่างปี พ.ศ. 2537-2541 จำนวนทั้งสิ้น 4 อัลบั้ม นอกจากนี้ยังมีอัลบั้มพิเศษอื่นๆ ซึ่งเข้าร่วมในนามแร็พเตอร์ เช่น ซูเปอร์ทีนส์ (พ.ศ. 2539) และ The Next (พ.ศ. 2540) ในช่วงนี้ ทั้งจอนนี่และหลุยส์ยังได้ร่วมแสดงภาพยนตร์ของอาร์เอสโปรโมชั่น ได้แก่โลกทั้งใบให้นายคนเดียว (เป็นตัวประกอบที่ไม่มีบทบาทอะไรมากนัก) และ เด็กระเบิด ยืดแล้วยึด (เป็นหนึ่งในตัวเอกหลัก 6 คนของเรื่อง)ผลงานเดี่ยว ผลงานเดี่ยว. หลังจากยุบวงแร็พเตอร์เนื่องจากแต่ละคนแยกย้ายกันไปเรียนต่อในต่างประเทศ ทั้งจอนนี่และหลุยส์ก็ยังมีผลงานเพลงอัลบั้มเดี่ยวออกมาเป็นระยะ ได้แก่- Bad Boy (พ.ศ. 2543) มีเพลงที่นิยมคือ Bad Boy, ติดอกติดใจ, Slowmotion, จินตนาการ - Free Man (พ.ศ. 2545) โดยทำงานร่วมกับ มณฑล จิรา เพลงที่นิยมคือ คนมีอดีต, Free, Go now, อย่างน้อยก็เคยได้ชื่อว่าคนรักกัน - Outtaspace (พ.ศ. 2546) เพลงที่นิยมคือ ในห้องนั้น, มีหัวใจ(แต่ไร้ความรู้สึก), Outtaspace - Reflexion อัลบัมรวมเพลงฮิตของจอนนี่ มีเพลงประกอบละครบ้านสีขาวกับดาวดวงเดิมเพิ่มมาในอัลบัมนี้ เพลง ดวงตะวันของใจ, ไม่อยากเป็นตัวปัญหาผลงานอื่นๆ ผลงานอื่นๆ. นอกจากนั้นจอนนี่ยังมีผลงานเพลงที่ทำร่วมกับศิลปินคนอื่นๆ อีกจำนวนหนึ่ง ได้แก่- Super Teens - The Next ประกอบด้วย Raptor, Jr.-Voy, Lift & Oil, เจมส์ เรืองศักดิ์ และโดม ปกรณ์ ลัม - Mission 4 Project - เป็นการนำนักร้องชายยอดนิยมของเครืออาร์เอสมาตั้งวงดนตรี และเล่นเครื่องดนตรีเอง ร่วมกับโดม ปกรณ์ ลัม, เจมส์ เรืองศักดิ์ ลอยชูศักดิ์ และวอย เกรียงไกร อังคุณชัย - The Celebration - ฉลอง RS ครบรอบ 20 ปี เมื่อ พ.ศ. 2544 โดยนำเพลงที่นิยมในอดีตมาร้องใหม่ โดยจอนนี่ร้องเพลง "เลิกง้อ" - What’s love? - รวมเพลงรัก โดยจอนนี่ร้องเพลง "รักคือ...สายลม - เพลง "อยากให้รู้ว่ารักเธอ" ประกอบภาพยนตร์ Sexphone คลื่นเหงา สาวข้างบ้าน - ทำงานเพลงร่วมกับ มณฑล จิรา ในชื่อ Katsue - Single เพลง "แฝง" ประกอบละครซีรีส์ Secret Seven เธอคนเหงากับเขาทั้งเจ็ด ละคร- บ้านสีขาวกับดาวดวงเดิม - หนึ่งฟ้าหลังคาเดียว ภาพยนตร์- ภาพยนตร์เรื่อง "เด็กระเบิด ยืดแล้วยึด" (พ.ศ. 2539) - ภาพยนตร์เรื่อง อหิงสา จิ๊กโก๋มีกรรม (พ.ศ. 2548) ประกวดร้องเพลง จอนนี่ประกวดร้องเพลงในรายการ The Mask Singer หน้ากากนักร้อง ซีซันที่ 3 ในนามหน้ากากเอเลี่ยน ใช้เพลง ของ ฺBruno Mars แต่แพ้หน้ากากอีกาแดง
| จอนนี่ อันวา มีน้องชายซึ่งเป็นนักร้องนักแสดงเช่นกันคือใคร | {
"answer": [
"อนัน อันวา"
],
"answer_begin_position": [
282
],
"answer_end_position": [
292
]
} |
2,543 | 317,635 | ปกรณ์ ฉัตรบริรักษ์ เภสัชกร ปกรณ์ ฉัตรบริรักษ์ เกิดเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2527 เป็นนักแสดงและนายแบบชาวไทยเชื้อสายจีน สังกัดสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3ประวัติ ประวัติ. ปกรณ์ ฉัตรบริรักษ์ ( บอย ) เป็นบุตรของเลอพงศ์ มหมณีขจร กับงามทิพย์ ฉัตรบริรักษ์ มารดาเป็นชาวจังหวัดอ่างทอง ส่วนบิดาเสียชีวิตแล้ว ปกรณ์เป็นบุตรคนโต มีน้องชาย 2 คน ชื่อ ธนา ฉัตรบริรักษ์ (หน่อง) และภัทร ฉัตรบริรักษ์ นอกจากนี้เขายังมีน้องสาวบุญธรรมซึ่งครอบครัวของเขารับอุปการะจากสถานสงเคราะห์ โดยตั้งชื่อให้ว่า วันใหม่ ฉัตรบริรักษ์การศึกษา การศึกษา. ปกรณ์เข้าเรียนชั้นอนุบาล ที่โรงเรียนอนุบาลพงษ์ภูวดล, ประถมศึกษาถึงมัธยมศึกษาตอนต้น (ป. 1-ม. 3) ที่โรงเรียนอัสสัมชัญ, มัธยมศึกษาตอนปลาย (ม. 4-ม. 6) ที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา รุ่นที่ 62 และจบปริญญาตรี จากคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยการเข้าสู่วงการบันเทิง การเข้าสู่วงการบันเทิง. ปกรณ์มีผลงานชิ้นแรก คือ การถ่ายโฆษณา รายการส่งเสริมการขายสินค้าเป็นหนังสือของห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลพลาซ่า ปี พ.ศ. 2544 เมื่อเรียนอยู่ ม. 5 อายุประมาณ 17 ปี หลังจากนั้นพอเข้าเรียนมหาวิทยาลัย ปี 1-2 ก็เริ่มมีงานถ่ายแบบ ถ่ายโฆษณา แสดงมิวสิควิดีโอ ในปี 2551 ได้ถ่ายโฆษณาบัตรเครดิต HSBC จึงทำให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น ผลงานต่อมา บัณฑิต ทองดี ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง ฝัน หวาน อาย จูบ (2008) ได้เห็นปกรณ์จากโฆษณาข้างต้น จึงเชิญมาแสดงเป็นพระเอกภาพยนตร์ ฝัน หวาน อาย จูบ นับเป็นผลงาน ภาพยนตร์ เรื่องแรกของเขา หลังจากนั้น ปกรณ์ได้รับ รางวัลหนุ่มคลีโอ ปี 2008 และได้เรียนการแสดงกับช่อง 3 พ.ศ. 2552 พิศาล อัครเศรณี จึงให้ปกรณ์รับบท "แก้ว" เป็น พระเอก คู่กับนางเอกสุนิสา เจทท์ ในละครเรื่อง "ไฟรักอสูร" ทางช่อง 3 ถือเป็นผลงาน ละคร เรื่องแรกของ ปกรณ์ ฉัตรบริรักษ์ ต่อมาก็มีละครเรื่อง หัวใจสองภาค ปกรณ์มีผลงานละครเรื่อง สามหัวใจ ละครเรื่องต่อมาที่ทำให้เขามีชื่อเสียงมาก คือ วายุภัคมนตรา และ รอยมาร ซึ่งแสดงคู่กับ ราศรี บาเล็นซิเอก้า หลังจากนั้นก็มีละครเรื่อง สามหนุ่มเนื้อทอง ต่อมาปี 2555 มีละครเรื่อง แววมยุรา และ ปี 2556 มีละครเรื่อง ตะวันฉายในม่านเมฆ, พรพรหมอลเวง, ฟ้ากระจ่างดาว ตามลำดับ นอกจากละครทางช่อง 3 แล้ว ปกรณ์ยังแสดงภาพยนตร์ เดินแบบ ถ่ายแบบนิตยสาร ถ่ายโฆษณา แสดงมิวสิควิดีโอ แสดงละครเวที และพากย์เสียงการ์ตูนแอนนิเมชั่นการกุศลและกิจกรรมช่วยเหลือสังคม การกุศลและกิจกรรมช่วยเหลือสังคม. ปกรณ์ได้ร่วมกิจกรรมการกุศลอย่างต่อเนื่อง ในปี 2554 ปกรณ์เป็นตัวแทนศิลปินเข้าร่วมโครงการ "จีเอสเค ธนาคารยาเพื่อประชาชน" ตามนโยบาย "ยาดีเข้าถึงได้" และกิจกรรม "คนหล่อขอทำดี ปี 4" ของนิตยสารสุดสัปดาห์ โดยเยือนโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี เพราะได้แรงบันดาลใจจากสมเพียร เอกสมญา ปี 2555 ปกรณ์ได้ร่วมโครงการของบริษัทซิกน่า ประกันภัย จำกัด (มหาชน) ออกแบบและจำหน่ายเสื้อยืดการกุศลในงาน "Cigna CSR T – Shirt Selling" เพื่อนำรายได้ทั้งหมดโดยไม่หักค่าใช้จ่ายไปสร้างบ้านให้แก่ผู้ยากไร้ที่อำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง และเป็นอาสาสมัครร่วมสร้างบ้านนี้เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2555 ด้วย ปกรณ์ยังเข้าร่วมกิจกรรม "คนหล่อขอทำดี ปี 5 ขอบุกป่าบอกรักษ์ช้างป่า" ของนิตยสารสุดสัปดาห์ จัดที่อุทยานแห่งชาติกุยบุรี, เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2555 ปกรณ์ได้เป็นตัวแทนเข้าร่วมโครงการ “รัก(ษ์) สนุก ปลูกสีเขียว Green Teens Concert” ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดขึ้นเพื่อปลูกจิตสำนึกให้เยาวชนในท้องถิ่นรู้จักรักษาสิ่งแวดล้อม เพื่อลดและชะลอภาวะโลกร้อน โดยนำทีมปลูกป่าบริเวณรอบชายหาดหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ต่อมาเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2555 ปกรณ์เป็นตัวแทนเข้าร่วมกิจกรรม "เพพเพอร์มินท์ ฟิลด์ ชวนคนไทยร่วมปั่นจักรยานเฉลิมพระเกียรติ" ภายใต้แนวคิด “ใช้ชีวิตให้ช้าลง มองโลกให้กว้างขึ้น” ณ ลานคนเมือง กทม. เพื่อชมความงามของไฟที่ประดับรอบเกาะรัตนโกสินทร์ยามค่ำคืนในช่วงเทศกาลวันพ่อ พร้อมร่วมจุดเทียนชัยถวายพระพร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวผลงานละครโทรทัศน์ผลงาน. ละครโทรทัศน์. - ละครโทรทัศน์ทั้งหมดด้านล่างนี้ออกอากาศทาง สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3ละครสั้นละครเวทีภาพยนตร์เพลงคอนเสิร์ตพิธีกรรางวัล
| บอย ปกรณ์ ฉัตรบริรักษ์ เกิดเมื่อวันที่เท่าไร | {
"answer": [
"20"
],
"answer_begin_position": [
155
],
"answer_end_position": [
157
]
} |
2,544 | 317,635 | ปกรณ์ ฉัตรบริรักษ์ เภสัชกร ปกรณ์ ฉัตรบริรักษ์ เกิดเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2527 เป็นนักแสดงและนายแบบชาวไทยเชื้อสายจีน สังกัดสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3ประวัติ ประวัติ. ปกรณ์ ฉัตรบริรักษ์ ( บอย ) เป็นบุตรของเลอพงศ์ มหมณีขจร กับงามทิพย์ ฉัตรบริรักษ์ มารดาเป็นชาวจังหวัดอ่างทอง ส่วนบิดาเสียชีวิตแล้ว ปกรณ์เป็นบุตรคนโต มีน้องชาย 2 คน ชื่อ ธนา ฉัตรบริรักษ์ (หน่อง) และภัทร ฉัตรบริรักษ์ นอกจากนี้เขายังมีน้องสาวบุญธรรมซึ่งครอบครัวของเขารับอุปการะจากสถานสงเคราะห์ โดยตั้งชื่อให้ว่า วันใหม่ ฉัตรบริรักษ์การศึกษา การศึกษา. ปกรณ์เข้าเรียนชั้นอนุบาล ที่โรงเรียนอนุบาลพงษ์ภูวดล, ประถมศึกษาถึงมัธยมศึกษาตอนต้น (ป. 1-ม. 3) ที่โรงเรียนอัสสัมชัญ, มัธยมศึกษาตอนปลาย (ม. 4-ม. 6) ที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา รุ่นที่ 62 และจบปริญญาตรี จากคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยการเข้าสู่วงการบันเทิง การเข้าสู่วงการบันเทิง. ปกรณ์มีผลงานชิ้นแรก คือ การถ่ายโฆษณา รายการส่งเสริมการขายสินค้าเป็นหนังสือของห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลพลาซ่า ปี พ.ศ. 2544 เมื่อเรียนอยู่ ม. 5 อายุประมาณ 17 ปี หลังจากนั้นพอเข้าเรียนมหาวิทยาลัย ปี 1-2 ก็เริ่มมีงานถ่ายแบบ ถ่ายโฆษณา แสดงมิวสิควิดีโอ ในปี 2551 ได้ถ่ายโฆษณาบัตรเครดิต HSBC จึงทำให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น ผลงานต่อมา บัณฑิต ทองดี ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง ฝัน หวาน อาย จูบ (2008) ได้เห็นปกรณ์จากโฆษณาข้างต้น จึงเชิญมาแสดงเป็นพระเอกภาพยนตร์ ฝัน หวาน อาย จูบ นับเป็นผลงาน ภาพยนตร์ เรื่องแรกของเขา หลังจากนั้น ปกรณ์ได้รับ รางวัลหนุ่มคลีโอ ปี 2008 และได้เรียนการแสดงกับช่อง 3 พ.ศ. 2552 พิศาล อัครเศรณี จึงให้ปกรณ์รับบท "แก้ว" เป็น พระเอก คู่กับนางเอกสุนิสา เจทท์ ในละครเรื่อง "ไฟรักอสูร" ทางช่อง 3 ถือเป็นผลงาน ละคร เรื่องแรกของ ปกรณ์ ฉัตรบริรักษ์ ต่อมาก็มีละครเรื่อง หัวใจสองภาค ปกรณ์มีผลงานละครเรื่อง สามหัวใจ ละครเรื่องต่อมาที่ทำให้เขามีชื่อเสียงมาก คือ วายุภัคมนตรา และ รอยมาร ซึ่งแสดงคู่กับ ราศรี บาเล็นซิเอก้า หลังจากนั้นก็มีละครเรื่อง สามหนุ่มเนื้อทอง ต่อมาปี 2555 มีละครเรื่อง แววมยุรา และ ปี 2556 มีละครเรื่อง ตะวันฉายในม่านเมฆ, พรพรหมอลเวง, ฟ้ากระจ่างดาว ตามลำดับ นอกจากละครทางช่อง 3 แล้ว ปกรณ์ยังแสดงภาพยนตร์ เดินแบบ ถ่ายแบบนิตยสาร ถ่ายโฆษณา แสดงมิวสิควิดีโอ แสดงละครเวที และพากย์เสียงการ์ตูนแอนนิเมชั่นการกุศลและกิจกรรมช่วยเหลือสังคม การกุศลและกิจกรรมช่วยเหลือสังคม. ปกรณ์ได้ร่วมกิจกรรมการกุศลอย่างต่อเนื่อง ในปี 2554 ปกรณ์เป็นตัวแทนศิลปินเข้าร่วมโครงการ "จีเอสเค ธนาคารยาเพื่อประชาชน" ตามนโยบาย "ยาดีเข้าถึงได้" และกิจกรรม "คนหล่อขอทำดี ปี 4" ของนิตยสารสุดสัปดาห์ โดยเยือนโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี เพราะได้แรงบันดาลใจจากสมเพียร เอกสมญา ปี 2555 ปกรณ์ได้ร่วมโครงการของบริษัทซิกน่า ประกันภัย จำกัด (มหาชน) ออกแบบและจำหน่ายเสื้อยืดการกุศลในงาน "Cigna CSR T – Shirt Selling" เพื่อนำรายได้ทั้งหมดโดยไม่หักค่าใช้จ่ายไปสร้างบ้านให้แก่ผู้ยากไร้ที่อำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง และเป็นอาสาสมัครร่วมสร้างบ้านนี้เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2555 ด้วย ปกรณ์ยังเข้าร่วมกิจกรรม "คนหล่อขอทำดี ปี 5 ขอบุกป่าบอกรักษ์ช้างป่า" ของนิตยสารสุดสัปดาห์ จัดที่อุทยานแห่งชาติกุยบุรี, เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2555 ปกรณ์ได้เป็นตัวแทนเข้าร่วมโครงการ “รัก(ษ์) สนุก ปลูกสีเขียว Green Teens Concert” ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดขึ้นเพื่อปลูกจิตสำนึกให้เยาวชนในท้องถิ่นรู้จักรักษาสิ่งแวดล้อม เพื่อลดและชะลอภาวะโลกร้อน โดยนำทีมปลูกป่าบริเวณรอบชายหาดหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ต่อมาเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2555 ปกรณ์เป็นตัวแทนเข้าร่วมกิจกรรม "เพพเพอร์มินท์ ฟิลด์ ชวนคนไทยร่วมปั่นจักรยานเฉลิมพระเกียรติ" ภายใต้แนวคิด “ใช้ชีวิตให้ช้าลง มองโลกให้กว้างขึ้น” ณ ลานคนเมือง กทม. เพื่อชมความงามของไฟที่ประดับรอบเกาะรัตนโกสินทร์ยามค่ำคืนในช่วงเทศกาลวันพ่อ พร้อมร่วมจุดเทียนชัยถวายพระพร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวผลงานละครโทรทัศน์ผลงาน. ละครโทรทัศน์. - ละครโทรทัศน์ทั้งหมดด้านล่างนี้ออกอากาศทาง สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3ละครสั้นละครเวทีภาพยนตร์เพลงคอนเสิร์ตพิธีกรรางวัล
| แม่ของบอย ปกรณ์ ฉัตรบริรักษ์ มีชื่อว่าอะไร | {
"answer": [
"งามทิพย์ ฉัตรบริรักษ์"
],
"answer_begin_position": [
328
],
"answer_end_position": [
349
]
} |
2,549 | 36,918 | ไก่งวง ไก่งวง () เป็นนกที่บินไม่ได้ประเภทหนึ่ง จัดอยู่ในวงศ์ไก่ฟ้าและนกกระทา (Phasianidae) จัดอยู่ในวงศ์ย่อย Meleagridinae สกุล Meleagris มีปากสั้นเรียวบาง บริเวณหัวบางส่วนและลำคอไม่มีขนที่เห็นชัด แต่มีหนังย่น ๆ และตุ่มคล้ายหูด ขนหางมี 28-30 เส้น แพนหางชี้ตั้งขึ้น ขายาว ลักษณะนิ้วตีนเหมือนกับไก่ในวงศ์ Phasianidae ตัวผู้มีเดือย ขนตามลำตัวเป็นเงา แบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด คือ M. gallopavo พบในอเมริกาเหนือ และ M. ocellata พบในอเมริกากลาง ในสหรัฐอเมริกา ชาวคริสต์นิยมรับประทานไก่งวงในวันขอบคุณพระเจ้า ไก่งวง มีขนาดใหญ่กว่าไก่ทั่วไป ในการประกอบอาหาร นิยมยัดไส้นานาชนิด แล้วนำไปปรุงแต่งอาหาร
| ชาวคริสต์นิยมรับประทานไก่ชนิดใดในวันขอบคุณพระเจ้า | {
"answer": [
"ไก่งวง"
],
"answer_begin_position": [
576
],
"answer_end_position": [
582
]
} |
2,550 | 1,919 | กรุงเทพมหานคร กรุงเทพมหานคร เป็นเมืองหลวงและนครที่มีประชากรมากที่สุดของประเทศไทย เป็นศูนย์กลางการปกครอง การศึกษา การคมนาคมขนส่ง การเงินการธนาคาร การพาณิชย์ การสื่อสาร และความเจริญของประเทศ เป็นเมืองที่มีชื่อยาวที่สุดในโลก ตั้งอยู่บนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำเจ้าพระยา มีแม่น้ำเจ้าพระยาไหลผ่านและแบ่งเมืองออกเป็น 2 ฝั่ง คือ ฝั่งพระนครและฝั่งธนบุรี กรุงเทพมหานครมีพื้นที่ทั้งหมด 1,568.737 ตร.กม. มีประชากรตามทะเบียนราษฎรกว่า 5 ล้านคน ทำให้กรุงเทพมหานครเป็นเอกนคร (Primate City) จัด มีผู้กล่าวว่า กรุงเทพมหานครเป็น "เอกนครที่สุดในโลก" เพราะมีประชากรมากกว่านครที่มีประชากรมากเป็นอันดับ 2 ถึง 40 เท่า มหาวิทยาลัยลัฟเบอระ (Loughborough University) จัดกรุงเทพมหานครว่าเป็นนครโลกระดับแอลฟาลบ กรุงเทพมหานครยังเป็นเมืองที่มีตึกระฟ้ามากที่สุดเป็นอันดับที่ 15 ของโลก มีสถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่ง เช่น พระบรมมหาราชวัง พระที่นั่งวิมานเมฆ วัดต่าง ๆ นอกจากนี้ยังมีแหล่งจับจ่ายใช้สอยและค้าขายที่สำคัญซึ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติมากมาย โดยในปี พ.ศ. 2555 องค์กรการท่องเที่ยวโลก (UNWTO) ได้จัดอันดับกรุงเทพมหานครเป็นเมืองที่มีคนเดินทางเข้าเป็นอันดับที่ 10 ของโลกและเป็นอันดับที่ 2 ของเอเชีย โดยมีคนเดินทางมากกว่า 26.5 ล้านคน นอกจากนี้จากการจัดอันดับการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตมาสเตอร์การ์ด ประจำปี พ.ศ. 2557 กรุงเทพมหานครมีการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตของนักท่องเที่ยวถึง 16.42 ล้านดอลลาร์ เป็นอันดับที่ 2 ของโลก รองจากกรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร เท่านั้น กรุงเทพมหานครเป็นเขตปกครองพิเศษของประเทศไทย มิได้มีสถานะเป็นจังหวัด คำว่า "กรุงเทพมหานคร" นั้นยังใช้เรียกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของกรุงเทพมหานครอีกด้วย กรุงเทพมหานครมีการเลือกตั้งผู้บริหารท้องถิ่นโดยตรง แต่ปัจจุบันผู้บริหารกรุงเทพมหานครมาจากการแต่งตั้ง ในสมัยกรุงศรีอยุธยา กรุงเทพมหานครยังเป็นเพียงสถานีการค้าขนาดเล็กอยู่ที่ปากแม่น้ำเจ้าพระยา ต่อมามีขนาดเพิ่มขึ้นและเป็นที่ตั้งของเมืองหลวง 2 แห่งคือ กรุงธนบุรี ในปี พ.ศ. 2311 และกรุงรัตนโกสินทร์ใน พ.ศ. 2325 กรุงเทพมหานครเป็นหัวใจของการทำให้ประเทศสยามทันสมัยและเป็นเวทีกลางของการต่อสู้ทางการเมืองของประเทศตลอดคริสต์ศตวรรษที่ 20 นครเติบโตอย่างรวดเร็วและปัจจุบันมีผลกระทบสำคัญต่อการเมือง เศรษฐกิจ การศึกษา สื่อและสังคมสมัยใหม่ของไทย ในช่วงที่การลงทุนในเอเชียรุ่งเรือง ทำให้บรรษัทข้ามชาติจำนวนมากเข้ามาตั้งสำนักงานใหญ่ภูมิภาคในกรุงเทพมหานคร ทำให้กรุงเทพมหานครเป็นกำลังหลักทางการเงินและธุรกิจในภูมิภาค นอกจากนี้ยังเป็นศูนย์กลางการขนส่งและสาธารณสุขระหว่างประเทศและกำลังเติบโตเป็นศูนย์กลางศิลปะ แฟชัน และการบันเทิงในภูมิภาค อย่างไรก็ดี การเติบโตอย่างรวดเร็วของกรุงเทพมหานครขาดการวางผังเมือง ทำให้ระบบโครงสร้างพื้นฐานไม่เพียงพอ ถนนที่จำกัดและการใช้รถส่วนบุคคลอย่างกว้างขวางส่งผลให้เกิดปัญหาจราจรแออัดเรื้อรังประวัติ ประวัติ. พื้นที่บริเวณกรุงเทพมหานครในปัจจุบัน เดิมเป็นที่ตั้งของเมืองธนบุรีศรีมหาสมุทร ชาวต่างชาติเรียกกันว่า "บางกอก" มาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา มีความสำคัญเนื่องจากเป็นเส้นทางออกสู่ทะเลและติดต่อค้าขายกับอาณาจักรต่าง ๆ เป็นเมืองหน้าด่านขนอน คอยดูแลเก็บภาษีกับเรือสินค้าทุกลำที่ผ่านเข้าออก ส่วนบริเวณปากน้ำตรงอ่าวไทย เรียกกันว่า "นิวอัมสเตอร์ดัม" มีชุมชนใหญ่และโกดังของชาวต่างประเทศไว้สำหรับพักสินค้า ปัจจุบันคือพื้นที่บริเวณอำเภอพระประแดง ที่มาของคำว่า "บางกอก" นั้น มีข้อสันนิษฐานว่าอาจมาจากการที่แม่น้ำเจ้าพระยาคดเคี้ยวไปมา บางแห่งมีสภาพเป็นเกาะเป็นโคก จึงเรียกกันว่า "บางเกาะ" หรือ "บางโคก" หรือไม่ก็เป็นเพราะบริเวณนี้มีต้นมะกอกอยู่มาก จึงเรียกว่า "บางมะกอก" โดยคำว่า "บางมะกอก" มาจากวัดอรุณ ซึ่งเป็นชื่อเดิมของวัดดังกล่าว และต่อมากร่อนคำลงจึงเหลือแต่คำว่าบางกอก ต่อมาเมื่อถึงคราวเสียกรุงศรีอยุธยาใน พ.ศ. 2310 หลังการกอบกู้อิสรภาพจากพม่า สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงสถาปนาเมืองธนบุรีศรีมหาสมุทรให้เป็นราชธานีแห่งใหม่ เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2313 ครั้นสิ้นรัชกาลสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ในวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2325 สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกได้ขึ้นเสวยราชสมบัติ ทรงพระนามว่าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี มีพระราชดำริว่า ฟากตะวันออกของกรุงธนบุรีมีชัยภูมิดีกว่าตะวันตก เพราะมีลำน้ำเป็นขอบเขตอยู่กว่าครึ่ง หากข้าศึกยกมาติดถึงชานพระนคร ก็จะต่อสู้ป้องกันได้ง่ายกว่าอยู่ข้างตะวันตก จึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างกรุงรัตนโกสินทร์ขึ้นทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยาให้เป็นราชธานีแห่งใหม่ โดยสืบทอดศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมจากพระราชวังหลวงของกรุงศรีอยุธยา พระองค์มีพระบรมราชโองการให้พระยาธรรมาธิกรณ์กับพระยาวิจิตรนาวี เป็นแม่กองคุมช่างและไพร่ไปวัดกะที่ดินเพื่อสร้างพระนครใหม่ในวันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2325 ทรงประกอบพิธียกเสาหลักเมือง เมื่อวันอาทิตย์ เดือน 6 ขึ้น 10 ค่ำ ย่ำรุ่งแล้ว 9 บาท (54 นาที) ปีขาล จ.ศ. 1144 จัตวาศก ตรงกับวันที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2325 เวลา 6.54 น. และทรงประกอบพระราชพิธีปราบดาภิเษกในวันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2325 ต่อมาในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเปลี่ยนชื่อพระนครจาก บวรรัตนโกสินทร์ เป็น อมรรัตนโกสินทร์ และมีฐานะในการปกครองส่วนท้องถิ่นเป็น จังหวัดพระนคร ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้ตัดถนนใหม่ขึ้น ทรงดำริให้ตัดถนนเจริญกรุง เป็นถนนเส้นแรกในกรุงเทพมหานคร ก่อสร้างเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2404 และเปลี่ยนรูปแบบผังเมืองกรุงเทพมหานครเฉกเช่นอารยประเทศ เนื่องจากในสมัยนั้นสยามประเทศถูกคุกคามจากมหาอำนาจยุโรป และตรงจุดนี้เป็นหนึ่งในข้ออ้างที่มหาอำนาจนำมาใช้เพื่อแทรกแซงและคุกคามสยามประเทศ ภายหลัง ต่างชาติยุโรปเองได้ยอมรับกรุงเทพมหานครว่า เป็นหนึ่งในเมืองที่มีผังเมืองงดงามที่สุดในโลกในสมัยนั้น ต่อมาเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2514 รัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจรได้รวม จังหวัดพระนคร และ จังหวัดธนบุรี เข้าด้วยกันเป็น นครหลวงกรุงเทพธนบุรี และภายหลังการปรับปรุงการปกครองใหม่เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2515 จึงได้เปลี่ยนเป็นชื่อเป็น กรุงเทพมหานคร แต่นิยมเรียกกันว่า กรุงเทพฯ ในปี พ.ศ. 2554 กรุงเทพมหานครได้รับการประกาศจากองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ ให้เป็นเมืองหนังสือโลก หรือ World Book Capital ประจำปี พ.ศ. 2556 กรุงเทพมหานครติดอันดับที่ 102 เมืองน่าอยู่ของโลก จัดอันดับโดย The Economist Intelligence Unitชื่อเมือง ชื่อเมือง. คำว่า "กรุงเทพมหานคร" แปลว่า "พระนครอันกว้างใหญ่ดุจเทพนคร" มาจากชื่อเต็มว่า กรุงเทพมหานคร อมรรัตนโกสินทร์ มหินทรายุธยา มหาดิลกภพ นพรัตนราชธานีบูรีรมย์ อุดมราชนิเวศน์มหาสถาน อมรพิมานอวตารสถิต สักกะทัตติยวิษณุกรรมประสิทธิ์ มีความหมายว่า "พระนครอันกว้างใหญ่ ดุจเทพนคร เป็นที่สถิตของพระแก้วมรกต เป็นมหานครที่ไม่มีใครรบชนะได้ มีความงามอันมั่นคง และเจริญยิ่ง เป็นเมืองหลวงที่บริบูรณ์ด้วยแก้วเก้าประการ น่ารื่นรมย์ยิ่ง มีพระราชนิเวศใหญ่โตมากมาย เป็นวิมานเทพที่ประทับของพระราชาผู้อวตารลงมา ซึ่งท้าวสักกเทวราชพระราชทานให้ พระวิษณุกรรมลงมาเนรมิตไว้" โดยนามเดิมที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โปรดเกล้าฯ พระราชทานในตอนแรกนั้น ใช้ชื่อว่า “กรุงรัตนโกสินทร์อินท์อโยธยา” ต่อมาในในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงแก้นามพระนครเป็น “กรุงเทพมหานคร บวรรัตนโกสินท์ มหินทอยุธยา” จนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเปลี่ยนคำว่า บวร เป็น อมร เปลี่ยนคำว่า มหินทอยุธยา โดยวิธีการสนธิศัพท์เป็น มหินทรายุธยา และเติมสร้อยนามต่อ ทั้งเปลี่ยนการสะกดคำ สินท์ เป็น สินทร์ จนเป็นที่มาของชื่อเต็มของกรุงรัตนโกสินทร์ ข้างต้น ชื่อทางการของกรุงเทพมหานครเมื่อถอดเป็นอักษรโรมัน คือ "Krung Thep Maha Nakhon" สำหรับต่างชาติ ชื่อ "Bangkok" มาจากการทัพศัพท์คำว่าบางกอกเป็นภาษาฝรั่งเศส โดยวิศวกรชาวฝรั่งเศสชื่อ เดอ ลามาร์ (De Lamar) ได้ก่อสร้างป้อมบางกอก ซึ่งเป็นป้อมดาวขนาดใหญ่ ปัจจุบันถูกแปรรูปเป็นโรงเรียนราชินี, มิวเซียมสยาม และบางส่วนของวัดโพธิ์ และปัจจุบันชาวต่างชาติยังคงใช้ชื่อนี้เป็นชื่อเรียกชื่อเมือง กรุงเทพมหานครได้ชื่อว่าเมืองที่มีชื่อยาวที่สุดในโลกบันทึกไว้ในกินเนสส์บุ๊ก แปลความเป็นภาษาอังกฤษว่า "City of angels, great city of immortals, magnificent city of the nine gems, seat of the king, city of royal palaces, home of gods incarnate, erected by Visvakarman at Indra's behest." ชื่อเต็มของกรุงเทพมหานคร เมื่อถอดเป็นอักษรโรมัน คือ "Krungthepmahanakhon Amonrattanakosin Mahintharayutthaya Mahadilokphop Noppharatratchathaniburirom Udomratchaniwetmahasathan Amonphimanawatansathit Sakkathattiyawitsanukamprasit" ซึ่งเป็นชื่อสถานที่ที่ยาวที่สุดในโลกและได้จดบันทึกไว้ในกินเนสบุ๊ค (169 ตัวอักษร) ยาวกว่าชื่อภูเขา "ตาอูมาตาวากาตังกีฮังกาโกอาอูอาอูโอตามาทีอาโปกาอีเวนูอากีตานาตาฮู" ("Taumatawhakatangihangakoauauotamateaturipukakapikimaungahoronukupokaiwhenuakitanatahu") (85 ตัวอักษร) ในนิวซีแลนด์ และชื่อทะเลสาบ "ชาร์ก็อกกาก็อกมานชาอ็อกกาก็อกเชาบูนากุนกามาอัก" ("Chargoggagoggmanchauggagoggchaubunagungamaugg") (45 ตัวอักษร) ในรัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกาสัญลักษณ์ประจำกรุงเทพมหานครสัญลักษณ์ประจำกรุงเทพมหานคร. - คำขวัญของกรุงเทพมหานคร คือ "กรุงเทพฯ ดุจเทพสร้าง เมืองศูนย์กลางการปกครอง วัดวังงามเรืองรอง เมืองหลวงของประเทศไทย" หลังกรุงเทพมหานครสรุปยอดคะแนนโหวตคำขวัญกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 - ตราของกรุงเทพมหานคร เป็นรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ พระหัตถ์ทรงสายฟ้า ตรานี้กรมศิลปากรออกแบบโดยอาศัยภาพเขียนฝีพระหัตถ์ของสมเด็จกรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์เป็นต้นแบบ เริ่มใช้ในปี พ.ศ. 2516 ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายราชการ พ.ศ. 2482 ฉบับที่ 60 ลงวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2516 (สมัยเมื่อยังเป็นจังหวัดพระนครนั้นใช้ตราพระที่นั่งจักรีมหาปราสาทเป็นตราประจำจังหวัด) - ต้นไม้ประจำกรุงเทพมหานคร คือ ต้นไทรย้อยใบแหลม () - สัตว์น้ำประจำกรุงเทพมหานคร คือ ปลากระโห้ ()ภูมิศาสตร์อาณาเขตติดต่อ ภูมิศาสตร์. อาณาเขตติดต่อ. กรุงเทพมหานครมีอาณาเขตทางบกติดต่อกับจังหวัดสมุทรสาคร จังหวัดนครปฐม จังหวัดนนทบุรี จังหวัดปทุมธานี จังหวัดฉะเชิงเทรา และจังหวัดสมุทรปราการ ส่วนอาณาเขตทางทะเลอ่าวไทยตอนใน ติดต่อจังหวัดเพชรบุรี จังหวัดสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรปราการ และจังหวัดชลบุรี โดยมีรายละเอียดดังนี้- ทิศเหนือ มีอาณาเขตติดต่อกับจังหวัดนนทบุรีและจังหวัดปทุมธานี- ทิศตะวันออก มีอาณาเขตติดต่อกับจังหวัดฉะเชิงเทรา- ทิศใต้ มีอาณาเขตติดต่อกับจังหวัดสมุทรปราการและอ่าวไทย (ส่วนที่เป็นอ่าวไทยที่เป็นพื้นที่เดิมของจังหวัดธนบุรี ปัจจุบันคือเขตบางขุนเทียน ซึ่งมีอาณาเขตทางทะเลติดต่อทางอ่าวไทยกับจังหวัดสมุทรสาคร จังหวัดเพชรบุรี จังหวัดชลบุรี และจังหวัดสมุทรปราการ จุดที่อยู่ใต้สุดอยู่ที่ละติจูด 13 องศา 13 ลิปดา 00 ฟิลิปดาเหนือ, ลองจิจูด 100 องศา 27 ลิปดา 30 ฟิลิปดาตะวันออก ซึ่งเป็นการแบ่งตามพระราชบัญญัติกำหนดเขตจังหวัดในอ่าวไทยตอนใน พ.ศ. 2502)- ทิศตะวันตก มีอาณาเขตติดต่อกับจังหวัดสมุทรสาครและจังหวัดนครปฐมภูมิประเทศ ภูมิประเทศ. กรุงเทพมหานครมีพื้นที่ 1,568.7 ตร.กม. เป็นจังหวัด (โดยอนุโลม) ที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 68 ของไทย เป็นเมืองที่กว้างที่สุดของโลก เป็นเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 73 ของโลก และเป็นเมืองหลวงที่มีพื้นที่กว้างเป็นอันดับ 4 ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยมีแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งทอดตัวยาว 372 กม. พาดผ่านพื้นที่ ทำให้กรุงเทพมหานครและจังหวัดใกล้เคียงเป็นส่วนหนึ่งของที่ราบลุ่มภาคกลางตอนล่างของประเทศไทย ซึ่งเป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูก พื้นที่ส่วนมากในกรุงเทพมหานครเป็นที่ราบลุ่ม ตั้งอยู่บนพื้นที่บริเวณดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำซึ่งเกิดจากตะกอนน้ำพา มีระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางประมาณ 1.50-2 ม. โดยมีความลาดเอียงจากทิศเหนือสู่อ่าวไทยทางทิศใต้ และเฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างจะอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลไม่เกิน 1.50 เมตร ทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วมบ่อยครั้งในช่วงฤดูมรสุมภูมิอากาศ ภูมิอากาศ. กรุงเทพมหานครตั้งอยู่ในเขตร้อน มีภูมิอากาศร้อนแบบทุ่งหญ้าสะวันนา (Aw) ตามเกณฑ์การแบ่งภูมิอากาศโลกของวลาดีมีร์ เคิปเปิน คืออุณหภูมิเฉลี่ยในเดือนที่มีอุณหภูมิต่ำสุดสูงกว่า 18 องศาเซลเซียส มีอย่างน้อย 1 เดือนที่ปริมาณน้ำฝนต่ำกว่า 60 มิลลิเมตร และเดือนที่มีฝนตกน้อยที่สุดจะมีปริมาณน้ำฝนน้อยกว่า 100 ลบปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยรายปี หารด้วย 25 อากาศของกรุงเทพมหานครได้รับอิทธิพลจากมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ (กลางเดือนพฤษภาคม - เดือนตุลาคม) และมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ (เดือนพฤศจิกายน - กลางเดือนกุมภาพันธ์) ทำให้มีฝนตกในช่วงบ่ายถึงค่ำอย่างสม่ำเสมอ และยังก่อให้เกิดร่องมรสุมพาดผ่านในเดือนพฤษภาคมกับเดือนกันยายนซึ่งทำให้มีฝนตกหนักกว่าปกติ แต่ในช่วงเดือนมิถุนายน - เดือนกรกฎาคม ร่องมรสุมนี้จะเลื่อนขึ้นไปพาดผ่านทางเหนือ ทำให้ฝนตกน้อยลง เดือนพฤศจิกายน เมื่อซีกโลกเหนือหันออกจากดวงอาทิตย์ หย่อมความกดอากาศสูงจากจีนจะแผ่ลงมา มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งพัดเอาความแห้งแล้งและหนาวเย็นมาทำให้อากาศเย็นและแห้ง ท้องฟ้าแจ่มใส ไม่มีเมฆและฝนตกน้อย ครึ่งหลังของเดือนกุมภาพันธ์ มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือจะอ่อนกำลังลง เป็นการเปลี่ยนเข้าสู่ฤดูร้อน อากาศจะร้อนขึ้นเรื่อย ๆ กระแสลมในช่วงนี้จะพัดมาจากทางใต้หรือตะวันออกเฉียงใต้ เรียกว่าลมตะเภา ในวันที่ 27 หรือ 28 เมษายน ของทุกปี ดวงอาทิตย์จะส่องตั้งฉากกับกรุงเทพมหานครพอดี ทำให้ได้รับพลังงานจากดวงอาทิตย์อย่างเต็มที่และมักคาดการณ์กันว่าเป็นวันที่อากาศร้อนที่สุดของปี อุณหภูมิสูงสุดที่เคยบันทึกได้คือ 40.8 องศาเซลเซียส ที่ท่าอากาศยานดอนเมือง เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2526 ส่วนอุณหภูมิต่ำสุดที่เคยวัดได้คือ 9.9 องศาเซลเซียส ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เมื่อวันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2498การบริหาร การบริหาร. ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 กำหนดให้กรุงเทพมหานครมีสถานะเป็นนิติบุคคล และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ มีผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร มาจากการเลือกตั้งโดยตรง และเป็นผู้รับผิดชอบในการบริหารงาน อยู่ในตำแหน่งตามวาระคราวละสี่ปี นับแต่วันเลือกตั้ง โดยมีฝ่ายนิติบัญญัติ คือสภากรุงเทพมหานคร ที่ได้รับการเลือกตั้งจากชาวกรุงเทพมหานครเช่นกัน ดำเนินงานร่วมด้วย พลตำรวจเอก อัศวิน ขวัญเมือง เป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนปัจจุบัน โดยดำรงตำแหน่งในวันทื่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2559 รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร 4 รายได้แก่ พล.อ.จีระศักดิ์ ชมประสพ นายสกลธี ภัททิยกุล นายจักกพันธุ์ ผิวงาม นายทวีศักดิ์ เลิศประพันธ์ ดร.ภัทรุตม์ ทรรทรานนท์ เป็นปลัดกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2559 วันชัย ถนอมศักดิ์ เป็นรองปลัดกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2560 พิชญา นาควัชระ ศิลปสวย ระวีแสงสูรย์ สุวรรณา จุ่งรุ่งเรือง สมพงษ์ เวียงแก้ว เป็นรองปลัดกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2560 ผู้บัญชาการตำรวจนครบาลคนปัจจุบัน คือ พลตำรวจโทชาญเทพ เสสะเวช มีที่ทำการตั้งอยู่ที่วังปารุสกวัน ทำหน้าที่ควบคุมดูแลเหตุอาชญากรรมการจราจรและงานปราบปรามยาเสพติดในกรุงเทพมหานคร ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ได้แก่ พลตำรวจโท ดร.ณัฐธร เพราะสุนทรดำรงตำแหน่งตั้งแต่ วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2558การแบ่งเขตการปกครองเขต การแบ่งเขตการปกครอง. เขต. รายชื่อเขต 50 เขตของกรุงเทพมหานครประชากร ประชากร. ปี พ.ศ. 2558 เขตสายไหม เป็นเขตที่มีประชากรมากที่สุดในกรุงเทพมหานครแทนที่ เขตบางแค มีจำนวนประชากรทั้งสิ้น 197,715 ราย ปี พ.ศ. 2554 กรุงเทพมหานครเป็นเมืองที่มีประชากรหนาแน่นอันดับที่ 13 ของโลก ทั้งนี้ เนื่องจากประชากรในกรุงเทพมหานครนั้นมีทั้งที่เป็นแรงงานข้ามชาติ ประชาชนจากต่างจังหวัด ซึ่งไม่ได้ขึ้นทะเบียนราษฎรที่กรุงเทพมหานครจำนวนมากเศรษฐกิจ เศรษฐกิจ. กรุงเทพมหานครมีรายได้หลักจากการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มโดยในอดีตที่ผ่านมารายได้นี้มีมากกว่าเงินที่รัฐบาลสนับสนุน กรุงเทพมหานครเป็นเมืองเศรษฐกิจหลักของประเทศไทย ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศร้อยละ 25 มาจากรุงเทพมหานคร ซึ่งมาจากการค้าปลีกและค้าส่งมากที่สุด ร้อยละ 24.31 รองลงมาได้แก่ อุตสาหกรรมโรงงาน ร้อยละ 21.23 อุตสาหกรรมขนส่งและอุตสาหกรรมสื่อสาร ร้อยละ 13.89 โรงแรมและภัตตาคาร ร้อยละ 9.04 กรุงเทพมหานครยังเป็นอีกเมืองหนึ่งที่กลุ่มทุนข้ามชาติต้องการเข้ามาทำธุรกิจในกรุงเทพมหานครอย่างต่อเนื่อง โดยใน พ.ศ. 2529 บริษัทญี่ปุ่นต่าง ๆ ได้ดำเนินการอย่างจริงจังในการเคลื่อนไหวที่จะย้ายฐานการผลิตออกสู่ต่างประเทศ เป้าหมายหนึ่งคือ ที่กรุงเทพมหานคร จากการขยายธุรกิจของต่างชาติส่งผลให้มีการจ้างแรงงานต่างด้าวเข้ามาทำงานในกรุงเทพมหานครจำนวนมาก ส่วนใหญ่มาจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเป็นตัวเร่งให้เกิดปัญหาความแออัดในกรุงเทพมหานครมากขึ้น แรงงานต่างด้าวเหล่านี้ถูกยกเป็นข้อสนับสนุนและเป็นหลักฐานว่า กรุงเทพมหานครกำลังเผชิญกับภาวะการขาดแคลนแรงงานเพราะโครงสร้างประชากรในวัยทำงานลดน้อยลง การคมนาคมเข้าสู่กรุงเทพมหานครมีมากกว่าจังหวัดอื่น เช่น ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ท่าอากาศยานดอนเมือง รวมถึงถนนในกรุงเทพมหานครที่มีจำนวนกว่า 250 สาย กรุงเทพมหานครเป็นที่ตั้งของนิคมอุตสาหกรรม 4 แห่ง ได้แก่ นิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง นิคมอุตสาหกรรมบางชัน นิคมอุตสาหกรรมอัญธานี โครงการ 2 และ นิคมอุตสาหกรรมอัญธานี อนึ่ง เมื่อปี พ.ศ. 2552 เป็นปีแรกในรอบ 5 ปี ซึ่งโครงสร้างเศรษฐกิจของกรุงเทพมหานครหดตัวลง ยกเว้นภาคธนาคารและภาคบริหารของรัฐ และในปี พ.ศ. 2557 อีโคโนมิสต์ อินเทลลิเจนซ์ ยูนิต (อีไอยู) หน่วยงานวิจัยในเครือ อีโคโนมิสต์ กรุ๊ป รายงานการจัดอันดับ เมืองที่มีค่าครองชีพสูงที่สุดในโลกประจำปี ผลปรากฏว่า กรุงเทพมหานครอยู่ในอันดับที่ 61 ในปี พ.ศ. 2559 รายงานการศึกษาตลาดอสังหาริมทรัพย์ประเภทศูนย์การค้าจากบริษัทที่ปรึกษาและบริการด้านอสังหาริมทรัพย์ เจแอลแอล (โจนส์ แลง ลาซาลล์) เปิดเผยว่า กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่มีแบรนด์ระหว่างประเทศสนใจเข้ามาเปิดร้านจำหน่ายสินค้ามากที่สุดเป็นอันดับที่ 18 ของโลกพลังงาน พลังงาน. ในปี พ.ศ. 2555 กรุงเทพมหานครเป็นเมืองแรกของประเทศไทยที่เปิดสถานีพลังงานสีเขียว โดยใช้พลังงานทดแทนโดยความร่วมมือจากบริษัท บางจากปิโตรเลียมการศึกษา การศึกษา. กรุงเทพมหานครเป็นศูนย์กลางการศึกษาของประเทศ มีสถาบันอุดมศึกษาตั้งอยู่เป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่มหาวิทยาลัยทั้งของภาครัฐและเอกชนตั้งอยู่ในหรือรอบ ๆ เมืองหลวง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ปัญญาชนต่าง ๆ ของประเทศล้วนมาจากการบ่มเพาะทั้งศาสตร์และศิลป์จากสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำในระดับอุดมศึกษาของกรุงเทพมหานครทั้งสิ้น เป็นมหาวิทยาลัยของรัฐที่ปูรากฐานให้นักคิดมาเกือบศตวรรษ กว่าทศวรรษที่ผ่านมา แนวโน้มของการใฝ่หาการศึกษาระดับปริญญาทำให้เกิดมหาวิทยาลัยใหม่ ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของนักเรียนไทย กรุงเทพมหานครไม่กลายเป็นเพียงสถานที่ที่ผู้อพยพและคนต่างจังหวัดแสวงหาโอกาสในการทำงาน แต่ยังเป็นโอกาสที่จะได้รับปริญญาจากมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยรามคำแหง ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2514 เป็นมหาวิทยาลัยตลาดวิชาเพียงแห่งเดียวในประเทศ แต่ก็มีการลงทะเบียนเรียนของนักศึกษาสูงที่สุดเมื่อเทียบกับมหาวิทยาลัยอื่น ๆ ของไทย มหาวิทยาลัยรามคำแหงเป็นหนึ่งในวิธีที่รัฐบาลไทยใช้จัดการกับการเพิ่มขึ้นของความต้องการการศึกษาในระดับอุดมศึกษา ความต้องการในการศึกษาระดับสูงได้นำไปสู่การก่อตั้งมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยอื่น ๆ อีกมากมายในเขตเมือง วิทยาลัยอาชีวและวิทยาลัยเทคนิคก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน ในปีที่ผ่านมา สถาบันเอกชนจำนวนมากได้ริเริ่มจัดตั้งโปรแกรมการแลกเปลี่ยนและหลักสูตรสองปริญญากับสถาบันจากตะวันตกขึ้นในกรุงเทพ การเพิ่มขึ้นของจำนวนโรงเรียนที่มีหลักสูตรนานาชาติได้ช่วยยกระดับมาตรฐานการแข่งขันของสถาบันของรัฐให้สามารถแข่งขันกับเอกชนได้ นอกจากนี้ยังมีมหาวิทยาลัยสงฆ์อีกสองแห่ง ได้แก่ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยในกำกับของกรุงเทพมหานคร อีก 1 แห่งได้แก่ มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราชสาธารณสุข สาธารณสุข. กรุงเทพมหานครมีโรงพยาบาลตามกฎหมาย 137 แห่งในจำนวนนี้เป็นโรงพยาบาลเฉพาะทางทันตกรรม 2 แห่ง และศูนย์การแพทย์อีกหลายแห่ง ซึ่งรวมสถาบันแพทยศาสตร์ 8 แห่งจาก 15 แห่งของประเทศ โรงพยาบาลหลายแห่งในกรุงเทพมหานคร เป็นระดับตติยภูมิ ซึ่งรับการส่งต่อโรคที่ต้องการวิธีรักษาที่ซับซ้อนจากโรงพยาบาลต่าง ๆ ทั่วประเทศ กรุงเทพมหานครมีโรงพยาบาลรัฐ 34 แห่ง สังกัดกรุงเทพมหานคร 6 แห่ง มีโรงพยาบาลเอกชน 107 แห่ง ที่มีชื่อเสียงมาก เช่น โรงพยาบาลกรุงเทพ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เป็นโรงพยาบาลระดับนานาชาติ โรงพยาบาลที่ใกล้เคียงคือ โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท และทั้ง 3 แห่งได้การรับรองจากคณะกรรมการร่วมระหว่างประเทศ ด้านโรงพยาบาลรักษาสัตว์ กรุงเทพมหานครมีทั้งหมดอย่างน้อย 34 แห่ง ด้านการเสริมสร้างสาธารณสุขกรุงเทพมหานครได้มีศูนย์กีฬาทางน้ำบึงหนองบอน ไว้บริการประชาชนสาธารณภัย สาธารณภัย. การสาธารณภัยในกรุงเทพมหานครเริ่มอย่างจริงจังเมื่อ พ.ศ. 2502 โดยได้มีการจัดตั้งสถานีดับเพลิงบางรัก ในซอยเจริญกรุง 36 ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ใกล้ไปรษณีย์บางรัก โดยอาคารดังกล่าว สร้างตั้งแต่ พ.ศ. 2433 ปัจจุบันกรุงเทพมหานครมีสถานีดับเพลิง 35 แห่งภายใต้การควบคุมของสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกรุงเทพมหานคร ซึ่งปัจจุบันมี พ.ต.อ.เทวานุวัฒน์ อนิรุทธเทวาเป็นผู้อำนวยการสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ต.ท.สมเกียรติ นนทแก้ว และ ดร.ประยูร ครองยศ เป็นรองผู้อำนวยการการท่องเที่ยว การท่องเที่ยว. กรุงเทพมหานครเป็นจุดท่องเที่ยวจุดหนึ่ง โดยสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญ ได้แก่ พระบรมมหาราชวัง วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) วัดอรุณราชวราราม วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม พระที่นั่งอนันตสมาคม หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ถนนสีลม สยามสแควร์ มาดามทุซโซต์ กรุงเทพ พิพิธภัณฑ์ธนาคารไทย เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ (เจริญกรุง)ห้างสรรพสินค้าและศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้าและศูนย์การค้า. ห้างสรรพสินค้าแห่งแรกในกรุงเทพมหานครเปิดใน พ.ศ. 2368 เมื่อ หลวงอาวุธวิเศษประเทศพาณิช (โรเบิร์ต ฮันเตอร์) ได้ขอพระบรมราชานุญาต พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งพระองค์พระบรมราชานุญาตให้เช่าที่ดินของ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยุรวงศ์ (ดิศ บุนนาค) สร้างอาคารสำนักงานและโรงเก็บสินค้าคนไทยสมัยนั้นเรียกว่า ห้างหันแตร ปัจจุบัน ศูนย์การค้า เป็นที่นิยมมากกว่า ห้างสรรพสินค้า ทั้งด้านการท่องเที่ยวและการพาณิชย์ ศูนย์การค้าต่าง ๆ ในกรุงเทพมหานครได้สร้างรายได้ทั้งจาก ภาษีมูลค่าเพิ่ม และ ภาษีธุรกิจเฉพาะ ให้แก่กรุงเทพมหานครด้วยโดยศูนย์การค้าที่เปิดทำการล่าสุดได้แก่ ไอคอนสยาม เป็นศูนย์การค้าที่เปิดในเดือน ตุลาคม พ.ศ. 2561 และยังเป็นตึกที่สูงที่สุดในประเทศไทยอีกด้วยโรงภาพยนตร์ โรงภาพยนตร์. โรงภาพยนตร์ในกรุงเทพมหานครเกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2440 ได้แก่ โรงละครหม่อมเจ้าอลังการ โรงภาพยนตร์ ศาลาเฉลิมกรุง เป็นโรงมหรสพแห่งแรกของเอเชียที่ใช้เครื่องปรับอากาศ ปัจจุบัน โรงภาพยนตร์มักตั้งอยู่ในศูนย์การค้าต่าง ๆวัดและพระราชวัง วัดและพระราชวัง. กรุงเทพมหานครมีวัดทั้งหมด 449 แห่ง โดยเขตที่มีวัดมากที่สุดได้แก่ เขตบางกอกน้อย มีทั้งสิ้น 32 วัด พระราชวังมีทั้งหมด 8 แห่ง วังมีทั้งหมด 17 แห่ง (ข้อมูลวันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2554)การจัดลำดับเมืองท่องเที่ยวประเภทจำนวนนักท่องเที่ยวการจัดลำดับเมืองท่องเที่ยว. ประเภทจำนวนนักท่องเที่ยว. - ในปี พ.ศ. 2555 การจัดลำดับโดย Master Card Global Deslination Cities Index 2012 กรุงเทพมหานครคว้าอันดับ 1 สุดยอดเมืองจุดหมายปลายทางของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และเป็นอันดับ 3 ของโลก - ในปี พ.ศ. 2556 MasterCard Global Destination Cities Index 2013 ระบุว่ากรุงเทพมหานครมีจำนวนนักท่องเที่ยวมากเป็นอันดับ 1 ของโลก - ในปี พ.ศ. 2557 MasterCard Global Destination Cities Index 2014 ระบุว่ากรุงเทพมหานครมีจำนวนนักท่องเที่ยวมากเป็นอันดับ 2 ของโลก 16.42 ล้านคน - ในปี พ.ศ. 2558 บริษัทวิจัย Euromonitor International ของอังกฤษ เปิดเผยรายงานการศึกษาประจำปี 2017 ชื่อ Top 100 City Destinations Ranking โดยในรายงานระบุว่ากรุงเทพมหานครเป็นเมืองท่องเที่ยวอันดับ 2 รองจาก ฮ่องกง โดยมีนักท่องเที่ยว 18.7 ล้านคนประเภทเมืองท่องเที่ยวประเภทเมืองท่องเที่ยว. - การจัดอันดับของนิตยสาร ทราเวลแอนด์เลเชอร์ (Travel and Leisure)กรุงเทพมหานครได้รับเลือกให้เป็นเมืองน่าเที่ยวอันดับหนึ่งของโลกใน พ.ศ. 2551, 2553, 2554 และ 2555 - ด้านเว็บไซต์ TripAdvisor ได้เปิดเผยผลสำรวจว่ากรุงเทพมหานครเป็นเมืองท่องเที่ยวที่ประหยัดค่าใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวเป็นอันดับที่ 3 จาก 48 เมืองทั่วโลกในปีพ.ศ. 2556 กรุงเทพมหานครเป็นเมืองท่องเที่ยวอันดับ 1 ของเอเซียและอันดับที่ 13 ของโลกจากเว็บไซต์ TripAdvisor- ด้านเว็บไซต์ TripAdvisor ได้เปิดเผยผลสำรวจในปี พ.ศ. 2557 กรุงเทพมหานครเป็นเมืองท่องเที่ยวอันดับ 5 ของเอเซียและอันดับที่ 20 ของโลก รวมทั้งเป็นเมืองที่มีราคาที่พักถูกและคุ้มที่สุดในโลกเป็น อันดับ 4 ของโลกจากเว็บไซต์ TripAdvisor- ด้านเว็บไซต์ economist.com ได้เปิดเผยผลสำรวจในปี พ.ศ. 2557 กรุงเทพมหานครเป็นเมืองท่องเที่ยวปลอดภัยอันดับ 39 ของโลกจาก 50 อันดับ และได้การอันดับ 14 จาก 18 อันดับของเอเซีย- ด้านเว็บไซด์ www.agoda.com ได้เปิดเผยผลสำรวจเมืองท่องเที่ยวยอดเยี่ยมในการมาท่องเที่ยวช่วงเทศกาลปีใหม่ กรุงเทพมหานครได้รับการจัดลำดับเป็นลำดับ 1- ในปี พ.ศ. 2559 สำนักข่าวซีเอ็นเอ็น ยกกรุงเทพฯ เป็นอันดับ 1 ใน 23 เมือง ที่มีอาหารข้างถนน หรือ Street food ดีที่สุดในโลกการคมนาคม การคมนาคม. เดิมทีกรุงเทพมหานครใช้การสัญจรทางน้ำเป็นหลัก โดยมีคลองมากจนได้ฉายาว่า "เวนิสตะวันออก" แต่ปัจจุบันบางแห่งได้มีการถมคลองเพื่อที่อยู่อาศัย การคมนาคมจึงเน้นหนักไปทางบกแทน ถนนสายแรกคือ ถนนเจริญกรุง ซึ่งสร้างเสร็จใน พ.ศ. 2407 หลังจากนั้น ได้มีการสร้างถนนใหม่ขึ้นมากมาย เช่น ถนนบำรุงเมือง ถนนเฟื่องนคร ประมาณ พ.ศ. 2533 ได้มีการสร้างทางพิเศษขึ้น เพื่อแก้ปัญหาการจราจรติดขัด ระบบขนส่งสาธารณะทางบกสมัยใหม่ ได้แก่ รถแท็กซี่ รถตุ๊กตุ๊ก เป็นต้น ส่วนระบบขนส่งทางราง ได้มีส่วนเข้ามาดำเนินการตั้งแต่ปี พ.ศ. 2436 โดยให้บริการระบบรถราง ซึ่งเปิดให้บริการตั้งแต่ พ.ศ. 2437 แต่ได้ถูกยกเลิกไปในปี พ.ศ. 2511 และใน พ.ศ. 2542 ได้มีการเปิดบริการรถไฟฟ้าสายแรกชื่อว่า รถไฟฟ้าบีทีเอส รถไฟฟ้ามหานคร สายเฉลิมรัชมงคล ในปี พ.ศ. 2547 รถไฟฟ้าเชื่อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ในปี พ.ศ. 2553 และรถไฟฟ้ามหานคร สายฉลองรัชธรรม ในปี พ.ศ. 2559 ส่วนระบบขนส่งทางน้ำนั้น ให้บริการเส้นทางในแม่น้ำเจ้าพระยาและคลองแสนแสบ การเดินทางจากกรุงเทพมหานครไปยังจังหวัดต่าง ๆ มีหลายเส้นทาง ได้แก่ ทางหลวงแผ่นดิน ทางรถไฟ นอกจากนี้ ยังสามารถเชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้านได้อีกด้วยทางรถยนต์ ทางรถยนต์. กรุงเทพมหานครเป็นจุดเริ่มต้นของถนนหลักของประเทศไทย ได้แก่- ถนนพหลโยธิน (ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1) - ถนนสุขุมวิท (ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 3) - ถนนเพชรเกษม (ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 4) - ถนนพระรามที่ 2 (ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 35) ทั้งนี้ มีทางหลวงสายหลักที่ไม่ได้เริ่มต้นจากกรุงเทพมหานคร เช่น ถนนมิตรภาพ (ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 2 ) ซึ่งเริ่มต้นที่จังหวัดสระบุรี ในเขตกรุงเทพมหานครมีทางหลวงพิเศษ 3 สาย ได้แก่1. ทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 รวม 126 กิโลเมตร เปิดใช้บริการครั้งแรก 79 กิโลเมตร เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2541 2. ทางหลวงพิเศษหมายเลข 9 (ถนนกาญจนาภิเษก) เปิดใช้บริการส่วนต่อขยายครั้งล่าสุด (ด้านใต้) วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550 3. ทางหลวงหมายเลข 338 (ถนนบรมราชชนนี) - ทางยกระดับ 5. ทางยกระดับอุตราภิมุข มีระยะทางรวมประมาณ 28 กิโลเมตร ซึ่งเป็นโครงการที่อยู่ในการบริหารจัดการโดยบริษัททางยกระดับดอนเมืองจำกัด (มหาชน) ระยะทางประมาณ 22 กิโลเมตรจากดินแดงถึงอนุสรณ์สถานแห่งชาติ (ทางยกระดับดอนเมือง) เปิดบริการเมื่อ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2537 และอยู่ในการบริหารจัดการโดยกรมทางหลวง ระยะทางประมาณ 6 กิโลเมตร จากอนุสรณ์สถานแห่งชาติถึงรังสิต (ส่วนของกรมทางหลวง) เปิดบริการเมื่อ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2541 6. ทางคู่ขนานลอยฟ้าพระบรมราชชนนี จากทางแยกอรุณอมรินทร์ถึงทางแยกต่างระดับสิรินธรระยะทาง 4.50 กิโลเมตร และจากทางแยกต่างระดับสิรินธรถึงจุดสิ้นสุดโครงการ บริเวณเลยจุดข้ามทางแยกต่างระดับพุทธมณฑล สาย 2 ไปอีก 500 เมตร ระยะทาง 9.30 กิโลเมตร เปิดเมื่อวันที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2541- ทางพิเศษ กรุงเทพมหานครมีทางพิเศษ (ทางด่วน) ทั้งหมด 9 เส้นทาง ทางเชื่อมพิเศษทั้งหมด 2 เส้นทาง แบ่งเป็นทางพิเศษของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย 8 เส้นทาง ทางเชื่อมพิเศษของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย 2 เส้นทาง และทางหลวงพิเศษของกรมทางหลวง 1 เส้นทาง เพื่อแก้ไขปัญหาการจราจรติดขัด โดยประชาชนต้องชำระเงินเป็นกรณีพิเศษ- ทางพิเศษของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ได้แก่1. ทางพิเศษเฉลิมมหานคร (ระบบทางด่วนขั้นที่ 1) ระยะทางรวม 27.1 กิโลเมตร ประกอบด้วย1. สายดินแดง-ท่าเรือ ระยะทาง 8.9 กิโลเมตร เปิดให้บริการ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2524 2. สายบางนา-ท่าเรือ ระยะทาง 7.9 กิโลเมตร เปิดให้บริการ 17 มกราคม พ.ศ. 2526 3. สายดาวคะนอง-ท่าเรือ ระยะทาง 10.3 กิโลเมตร เปิดให้บริการ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2530 2. ทางพิเศษศรีรัช (ระบบทางด่วนขั้นที่ 2) ระยะทางรวม 28.4กิโลเมตร เปิดให้บริการ 2 กันยายน พ.ศ. 2536 3. ทางพิเศษฉลองรัช (ทางด่วนสายรามอินทรา-อาจณรงค์) ระยะทาง 18.7 กิโลเมตร ทางพิเศษฉลองรัชได้เปิดให้บริการตลอดสาย เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2539 4. ทางพิเศษบูรพาวิถี (ทางด่วนสายบางนา-ชลบุรี) ระยะทาง 55 กิโลเมตร เปิดให้บริการตลอดสายเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2543 5. ทางพิเศษอุดรรัถยา (ทางด่วนสายบางปะอิน-ปากเกร็ด) ระยะทางรวม 32 กิโลเมตร ระยะที่ 1 ทาง 22 กิโลเมตร เปิดให้บริการ 2 ธันวาคม 2541 และระยะที่ 2 ระยะทาง 10 กิโลเมตร เปิดให้บริการ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2542 6. ทางพิเศษสาย S1 ระยะทาง 4.7 กิโลเมตร ก่อสร้างเป็นทางยกระดับ 6 ช่องจราจร เปิดให้บริการ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2548 7. ทางพิเศษสายรามอินทรา-วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร ระยะทาง 9.5 กิโลเมตร เปิดให้บริการเมื่อวันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2552 8. ทางพิเศษสายสายบางพลี-สุขสวัสดิ์ ก่อสร้างเป็นทางขนาด 6 ช่องจราจร ระยะทาง 22.5 กิโลเมตร เปิดให้บริการวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550- ทางเชื่อมพิเศษของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ได้แก่1. ทางเชื่อมทางพิเศษ สายบางพลี-สุขสวัสดิ์ กับ ทางพิเศษบูรพาวิถี เปิดบริการ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2552 2. ทางเชื่อมต่อทางพิเศษสายบางพลี-สุขสวัสดิ์กับถนนวงแหวนอุตสาหรรม 2 กิโลเมตร เปิดใช้ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2554ทางรถโดยสารประจำทางด่วนพิเศษ ทางรถโดยสารประจำทางด่วนพิเศษ. กรุงเทพมหานครมีบริการ รถโดยสารด่วนพิเศษ สายสาทร-ราชพฤกษ์ทางรถโดยสารประจำทาง ทางรถโดยสารประจำทาง. รถโดยสารประจำทางมีหลายสายเพื่อเป็นการบริการประชาชน ให้บริการในราคาย่อมเยา โดยรถโดยสารประจำทางเฉพาะพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีทั้งหมด 254 สาย ซึ่งในจำนวนนี้มีที่ขึ้นทางด่วนของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย 36 เส้นทาง และเป็นเส้นทางที่ใช้รถปรับอากาศในเส้นทางเดียวกับเส้นทางปกติ 143 เส้นทาง ดังนั้นจึงคงเหลือรถธรรมดาที่ไม่ขึ้นทางด่วนและไม่มีรถปรับอากาศบริการในเส้นทางนั้น ๆ 75 เส้นทาง รถโดยสารร่วมบริการขนาดเล็ก (มินิบัส) ราคา 8 บาทตลอดสาย รถโดยสารธรรมดาของ ขสมก. ราคา 6.50 บาทตลอดสาย รถโดยสารธรรมดาร่วมบริการราคา 8 บาทตลอดสาย รถโดยสารปรับอากาศราคาเริ่มต้น 10 บาท และ รถโดยสารปรับอากาศแบบยูโร 2 ราคาเริ่มต้น 11 บาท โดยหากใช้บริการในยามค่ำระหว่างช่วง 23:00 ถึง 5:00 ราคาจะเพิ่มขึ้น 1.50 บาท ตลอดสาย และหากรถขึ้นทางด่วนจะเพิ่มราคาขึ้นอีก 2 บาท (ค่าธรรมเนียมรถบริการตลอดคืน และรถบริการทางด่วนนี้ จะจัดเก็บเฉพาะรถโดยสารธรรมดา ส่วนรถโดยสารปรับอากาศ จะไม่มีการจัดเก็บแต่อย่างใด)- รถโดยสารประจำทางต่างจังหวัด รถโดยสารประจำทางหรือรถโดยสารประจำทางปรับอากาศ สำหรับเดินทางไปจังหวัดต่าง ๆ ในประเทศไทย โดยมีสถานีหลักอยู่ที่- สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพ (จตุจักร) (หรือที่เรียกกันติดปากว่า หมอชิตใหม่ หรือ หมอชิต 2) สำหรับเดินทางขึ้นเหนือ ไปภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง (รวมทั้งภาคตะวันออก ภาคตะวันตก และภาคใต้ในบางเส้นทาง) - สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพ (เอกมัย) สำหรับเดินทางไปภาคตะวันออก - สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพ (ถนนบรมราชชนนี) สำหรับเดินทางลงใต้ ไปภาคใต้ และภาคตะวันตก- รถโดยสารประจำทางต่างประเทศ รถโดยสารประจำทางหรือรถโดยสารประจำทางปรับอากาศ สำหรับเดินทางไปประเทศกัมพูชา โดยมีสถานีหลักอยู่ที่- สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพ (จตุจักร) (หรือที่เรียกกันติดปากว่า หมอชิตใหม่ หรือ หมอชิต 2) สำหรับเดินทางไป อำเภออรัญประเทศ - ปอยเปต - พนมเปญ และเส้นทางที่ 2 ไป อำเภออรัญประเทศ - ปอยเปต - จังหวัดเสียมราฐ- รถโดยสารประจำทางด่วนพิเศษ รถโดยสารประจำทางด่วนพิเศษ เป็นระบบขนส่งมวลชนใหม่ของกรุงเทพมหานคร มีลักษณะคล้ายกับรถประจำทาง แต่การเดินของรถนั้นแยกออกจากถนนปกติ ปัจจุบันเปิดให้บริการในเส้นทาง ช่องนนทรี-ราชพฤกษ์ ระยะทาง 15.9 กิโลเมตร- รถปรับอากาศพิเศษ รถปรับอากาศพิเศษ (metrobus) เป็นรถของบริษัท พรีเมียร์ เมโทรบัส จำกัด บริการเดินรถในกรุงเทพมหานคร- รถตู้ประจำทาง ปัจจุบันมีทั้งหมด 126 สาย ให้บริการระหว่าง 05.00 น. ถึง 22.00 น. ค่าบริการอยู่ที่ 10-35 บาท เป็นรถปรับอากาศร่วมบริการ ขสมก. เพื่อเป็นทางเลือกแก่ผู้โดยสารที่ต้องการนั่งบนรถตลอดการเดินทาง- รถจักรยานยนต์ประจำทาง รถจักรยานยนต์ในกรุงเทพมหานคร มีอัตราบริการขั้นต่ำเริ่มต้นที่ 10 ถึง 20 บาททั้งนี้แล้วแต่ท้องที่นั้น ๆ จะเรียกเก็บค่าโดยสารตามระยะทางที่เดินทางโดยสูงสุดอาจถึง 500 บาท หากไปยังพื้นที่ที่ต้องไปในระยะไกลทางรถแท็กซี่ ทางรถแท็กซี่. ค่าโดยสารแท็กซี่มิเตอร์ในเขตกรุงเทพฯ ยุคแรก จะถูกกำหนดโดยประกาศกระทรวงคมนาคม พ.ศ. 2535 ลงนามโดยนายบรรหาร ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในรัฐบาลพลเอกสุจินดา คราประยูร โดยจะเป็นดังนี้ ในกรณีที่รถจอดหรือเคลื่อนที่ได้ไม่เกิน 6 กิโลเมตร/ชั่วโมง มิเตอร์เวลาจะเดิน อัตราค่าโดยสาร 1.00 บาท/นาที ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2539 ได้มีการอนุมัติปรับค่าโดยสารแท็กซี่ขึ้นครั้งที่ 1 ซึ่งใช้อัตรานี้มาจนถึง พ.ศ. 2551 โดยอัตราค่าโดยสารเป็นดังนี้ ในกรณีที่รถจอดหรือเคลื่อนที่ได้ไม่เกิน 6 กิโลเมตร/ชั่วโมง มิเตอร์เวลาจะเดิน อัตราค่าโดยสาร 1.25 บาท/นาที ในช่วงเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2551 ได้มีการปรับอัตราค่าโดยสารแท็กซี่ขึ้นเป็นครั้งที่ 2 ซึ่งใช้อัตราค่าโดยสารนี้จนถึงปี พ.ศ. 2557 โดยอัตราค่าโดยสารใหม่คือ ในกรณีที่รถจอดหรือเคลื่อนที่ได้ไม่เกิน 6 กิโลเมตร/ชั่วโมง มิเตอร์เวลาจะเดิน อัตราค่าโดยสาร 1.50 บาท/นาที ปัจจุบัน กระทรวงคมนาคม ได้อนุมัติการปรับขึ้นค่าโดยสารแท็กซี่มิเตอร์เป็นครั้งที่ 3 โดยมีผลตั้งแต่เดือนธันวาคม พ.ศ. 2557 เป็นต้นไป โดยอัตราค่าโดยสารใหม่คือ ในกรณีที่รถจอดหรือเคลื่อนที่ได้ไม่เกิน 6 กิโลเมตร/ชั่วโมง มิเตอร์เวลาจะเดิน อัตราค่าโดยสาร 2.00 บาท/นาที โดยการคิดค่าโดยสารนั้น จะคิดแยกเป็นส่วน ๆ (ส่วนของระยะทาง และส่วนของเวลา) ส่วนของระยะทาง มิเตอร์คำนวณค่าโดยสารได้เท่าไร จะปัดขึ้นเป็นจำนวนเต็มคี่ที่อยู่ถัดขึ้นไป (เช่น คำนวณได้ 47.75 บาท ก็จะปัดขึ้นเป็น 49 บาท ซึ่งเป็นจำนวนเต็มคี่ที่อยู่ถัดไป) ส่วนของมิเตอร์เวลา มิเตอร์เวลาคำนวณค่าโดยสารได้เท่าไร จะปัดลงเป็นจำนวนเต็มคู่ที่อยู่ลงมา (เช่น มิเตอร์เวลาเดินไปได้ 3.75 บาท ก็จะปัดทิ้งเป็น 2 บาท ซึ่งเป็นจำนวนเต็มคู่ที่อยู่ถัดลงมา) นอกจากนี้ปัจจุบัน ยังได้ลดอายุการวิ่งบนท้องถนน 9 ปี จากรถรุ่นก่อน ๆ สามารถวิ่งได้ 12 ปี แต่ยกเว้นแท็กซี่สีเหลือง-ดำ ซึ่งเป็นแท็กซี่รุ่นเก่าประมาณ ซึ่งสามารถวิ่งเป็นแท็กซี่บนท้องถนนได้ต่อไปเรื่อย ๆ เนื่องจากไม่มีการจำกัดอายุการใช้งานเป็นแท็กซี่แต่อย่างใด ปัจจุบันได้มีบริการเรียกรถแท็กซี่ผ่านระบบคอมพิวเตอร์โดยจะเสียค่ารถวิ่งเปล่า 25 บาท รู้จักในนาม Grab taxiทางระบบขนส่งมวลชนเร็ว ทางระบบขนส่งมวลชนเร็ว. กรุงเทพมหานคร เป็นที่ตั้งของระบบขนส่งมวลชนเร็ว สถานีรถไฟกรุงเทพ (หัวลำโพง) ซึ่งเป็นสถานีศูนย์กลางของประเทศไทย ในปัจจุบัน ซึ่งมีผู้คนมากมายมาใช้บริการรถไฟไปยังจังหวัดในภูมิภาคต่าง ๆ กรุงเทพมหานคร เป็นเมืองเดียวในประเทศไทยที่มีระบบรถไฟฟ้า ซึ่งประกอบด้วย 3 ระบบ คือ รถไฟฟ้าบีทีเอส รถไฟฟ้ามหานคร สายเฉลิมรัชมงคล และ รถไฟฟ้าเชื่อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และในอนาคต อาจมีความยาวเกือบ 400 กิโลเมตร ในเขตกรุงเทพและปริมณฑล ซึ่งได้มีโครงการรถไฟฟ้ามาตั้งแต่ พ.ศ. 2518 แล้ว รถไฟฟ้าบีทีเอส เปิดให้บริการในปี พ.ศ. 2542 แบ่งการเดินรถเป็น 2 เส้นทาง ได้แก่ สายสุขุมวิท และ สายสีลม รวมระยะทาง ส่วน รถไฟฟ้ามหานคร เปิดให้บริการในปี พ.ศ. 2547 สายที่เปิดให้บริการในปัจจุบัน คือ รถไฟฟ้ามหานคร สายเฉลิมรัชมงคล ระยะทาง จำนวน 19 สถานี รวมทั้งบางส่วนของรถไฟฟ้ามหานคร สายฉลองรัชธรรม และรถไฟฟ้าเชื่อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เปิดให้บริการในปี พ.ศ. 2553 ดำเนินการโดย การรถไฟแห่งประเทศไทย เพื่อเชื่อมต่อท่าอากาศยานสุวรรณภูมิไปยังใจกลางเมือง ระยะทาง จำนวน 8 สถานี ในขณะนี้ รถไฟฟ้าบีทีเอสและรถไฟฟ้ามหานคร สายเฉลิมรัชมงคล อยู่ในระหว่างการก่อสร้างส่วนต่อขยาย เส้นทางรถไฟฟ้าที่กำลังก่อสร้างใหม่ ได้แก่ รถไฟฟ้ามหานคร สายสีม่วงส่วนต่อขยาย และรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีเส้นทางรถไฟฟ้าในโครงการอีก 10 สาย มีทั้งรถไฟฟ้าขนาดหนัก (Heavy rail) และรถไฟฟ้ารางเดี่ยวหรือรางเบา (Monorail) ซึ่งจะเร่งรัดให้เสร็จภายใน พ.ศ. 2572 กรุงเทพมหานครมีบริการรถรางของรัฐได้แก่ รถรางรอบเกาะรัตนโกสินทร์คิดค่าบริการ 30 บาท ดำเนินการขนส่งภายใน เขตพระนคร ลักษณะรถทัวร์ชมเมืองวิ่งบนถนน ไม่ใช่รถรางไฟฟ้าทางรถราง ทางรถราง. ในเขตกรุงเทพมหานคร มีรถรางให้บริการประชาชนและนักท่องเที่ยวภายในเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เขตบางคอแหลม ระยะทางประมาณ 150 เมตร ของบริษัท ริเวอร์ไซด์ มาสเตอร์แพลน ในส่วนของรถรางที่ใช้ล้อยางที่ไม่ใช้ระบบรางได้แก่ รถรางชมเมือง ซึ่งกรุงเทพมหานครมีบริการ 3 ขบวน เที่ยวรอบเกาะรัตนโกสินทร์ ให้บริการในวันที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2556 ภายหลังหยุดประกอบกิจการในปี พ.ศ. 2553 ดำเนินกิจการโดย บริษัท ศรีกัลยาทัวร์ จำกัดทางอากาศ ทางอากาศ. กรุงเทพมหานครมีท่าอากาศยานหลัก 2 ท่าอากาศยาน คือ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิในอำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ เป็นท่าอากาศยานนานาชาติขนาดใหญ่ที่รองรับผู้โดยสารต่างประเทศเข้าสู่กรุงเทพมหานคร และผู้โดยสารในประเทศออกสู่ต่างประเทศเป็นหลัก และท่าอากาศยานดอนเมือง ตลอดทั้งปี พ.ศ. 2561 มีสายการบินจำนวน 112 สายการบินใช้บริการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ แบ่งเป็น เครื่องขนส่งผู้โดยสาร 101 สายการบิน และเครื่องขนส่งสินค้าเพียงอย่างเดียว 11 สายการบินโดยสายการบินฟลายดูไบได้ยกเลิกทำการบินไปเมื่อวันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2561 ในปี พ.ศ. 2561 จำนวนประเทศที่ทำการบินมาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิได้แก่ 55 ประเทศ โดยท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเปิดใช้มาตั้งแต่วันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2549 แทน ท่าอากาศยานดอนเมืองที่เปิดใช้มาตั้งแต่ พ.ศ. 2457 แต่ต่อมาในเดือนตุลาคม ปี พ.ศ. 2555 รัฐบาลได้มีมติให้ท่าอากาศยานดอนเมืองกลับมาเป็นท่าอากาศยานพาณิชย์อีกครั้งหลัง ปัจจุบัน ท่าอากาศยานดอนเมือง รับเที่ยวบิน จาก ประเทศจีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น สิงคโปร์ มาเลเซีย มัลดีฟส์ พม่า เวียดนาม อินโดนีเซีย ไต้หวัน อินเดีย กัมพูชา ฮ่องกง มาเก๊า ประเทศฟิลิปปินส์ และ ในวันที่ 1 lสิงหาคม พ.ศ. 2561 ท่าอากาศยานดอนเมืองรับเที่ยวบินจากท่าอากาศยานนานาชาติตริภูวัน ประเทศเนปาล เป็นประเทศล่าสุดในการให้บริการรวม 14 ประเทศ ส่วนเที่ยวบินภายในประเทศที่มีบริการที่ท่าอากาศยานดอนเมืองเท่านั้นได้แก่เที่ยวบินไปกลับ ท่าอากาศยานแพร่ ท่าอากาศยานตรัง ท่าอากาศยานร้อยเอ็ด ท่าอากาศยานนครพนม ท่าอากาศยานนครศรีธรรมราช ท่าอากาศยานระนอง ท่าอากาศยานสกลนคร ท่าอากาศยานบุรีรัมย์ ท่าอากาศยานแม่ฮ่องสอน ท่าอากาศยานพิษณุโลก ท่าอากาศยานบุรีรัมย์ ท่าอากาศยานเพชรบูรณ์ ท่าอากาศยานน่านนคร ซึ่งท่าอากาศยานสุวรรณภูมิไม่มีบริการใน 13 จังหวัดดังกล่าวทางน้ำ ทางน้ำ. เรือโดยสารทั้งทางแม่น้ำเจ้าพระยาและคลองมีดังนี้- เรือโดยสารคลองแสนแสบ - เรือหางยาวโดยสารคลองพระโขนง (พระโขนง-ตลาดเอื่ยมสมบัติ) - เรือด่วนเจ้าพระยา: เรือด่วนประจำทางและเรือด่วนพิเศษ (ธงส้ม ธงเหลือง ธงฟ้า และธงเขียว-เหลือง) - เรือหางยาวด่วนคลองบางกอกน้อย - เรือโดยสารคลองภาษีเจริญ - เรือด่วนสาทร-คลองเตย ส่วนท่าเรือสำหรับขนส่งผู้โดยสารและรับส่งสินค้าที่สำคัญของกรุงเทพมหานคร คือ ท่าเรือกรุงเทพ ซึ่งตั้งอยู่ที่เขตคลองเตยระยะทางจากกม.0ไปเขตต่างๆระยะทางจากกม.0ไปเขตต่างๆ. - เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย 1 กิโลเมตร - เขตพระนคร 1 กิโลเมตร - เขตดุสิต 3 กิโลเมตร - เขตปทุมวัน 3 กิโลเมตร - เขตคลองสาน 4 กิโลเมตร - เขตราชเทวี 4 กิโลเมตร - เขตสัมพันธวงศ์ 4 กิโลเมตร - เขตธนบุรี 5 กิโลเมตร - เขตบางกอกน้อย 5 กิโลเมตร - เขตบางรัก 5 กิโลเมตร - เขตบางกอกน้อย 6 กิโลเมตร - เขตบางพลัด 6 กิโลเมตร - เขตพญาไท 6 กิโลเมตร - เขตดินแดง 7 กิโลเมตร - เขตตลิ่งชัน 7 กิโลเมตร - เขตบางซื่อ 8 กิโลเมตร - เขตบางคอแหลม 9 กิโลเมตร - เขตสาทร 9 กิโลเมตร - เขตจอมทอง 10 กิโลเมตร - เขตราษฎร์บูรณะ 10 กิโลเมตร - เขตภาษีเจริญ 11 กิโลเมตร - เขตห้วยขวาง 11 กิโลเมตร - เขตวัฒนา 12 กิโลเมตร - เขตคลองเตย 13 กิโลเมตร - เขตจตุจักร 13 กิโลเมตร - เขตยานนาวา 13 กิโลเมตร - เขตบางกะปิ 18 กิโลเมตร - เขตลาดพร้าว 18 กิโลเมตร - เขตทวีวัฒนา 19 กิโลเมตร - เขตวังทองหลาง 19 กิโลเมตร - เขตสวนหลวง 19 กิโลเมตร - เขตพระโขนง 20 กิโลเมตร - เขตหลักสี่ 20 กิโลเมตร - เขตบางแค 21 กิโลเมตร - เขตดอนเมือง 22 กิโลเมตร - เขตบางนา 22 กิโลเมตร - เขตบึงกุ่ม 22 กิโลเมตร - เขตทุ่งครุ 23 กิโลเมตร - เขตบางขุนเทียน 23 กิโลเมตร - เขตบางเขน 25 กิโลเมตร - เขตหนองแขม 26 กิโลเมตร - เขตประเวศ 27 กิโลเมตร - เขตสะพานสูง 28 กิโลเมตร - เขตสายไหม 29 กิโลเมตร - เขตมีนบุรี 30 กิโลเมตร - เขตบางบอน 31 กิโลเมตร - เขตคันนายาว 32 กิโลเมตร - เขตคลองสามวา 33 กิโลเมตร - เขตลาดกระบัง 34 กิโลเมตร - เขตหนองจอก 46 กิโลเมตรปัญหาในปัจจุบันการจราจรติดขัด ปัญหาในปัจจุบัน. การจราจรติดขัด. ปัญหาการจราจรติดขัดในกรุงเทพมหานคร นอกจากจะมีสาเหตุจากจำนวนรถยนต์ที่เพิ่มขึ้นทุกปีแล้ว ยังมีปัจจัยเร่งให้ปัญหาทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น คือ มีประชาชนจากต่างจังหวัดเข้ามาอาศัยเป็นจำนวนมาก ทุกครั้งเมื่อถึงช่วงเทศกาล สงกรานต์ มักพบว่ามีผู้เดินทางกลับภูมิลำเนาเป็นจำนวนมาก ซึ่งปัญหานี้ไม่ได้แตกต่างจากกรุงปักกิ่ง เท่าใดนักปัญหาการจราจรติดขัดยังนำไปสู่ปัญหามลพิษทางอากาศและ มลภาวะทางเสียง ในปี พ.ศ. 2551 มีถนนที่มีค่าฝุ่นละอองขนาดเล็กเกิน 10 ไมโครเมตร (ค่ามาตรฐาน) จำนวน 10 สายในกรุงเทพมหานคร และมี 2 สาย ที่มีระดับเสียงเกินมาตรฐานทุกวัน กล่าวคือเกิน 70 เดซิเบล และมีถนนที่มีการจราจรหนาแน่นเกินมาตรฐาน 3 สาย ต่อมาในปี พ.ศ. 2555 กรมมลพิษรายงานจากผลการวิจัยวัดค่าฝุ่นละอองในอากาศ ขนาดไม่เกิน 10 ไมครอน (PM10) ตั้งแต่ พ.ศ. 2549 - 2552 พบว่า มีค่าเฉลี่ยความเข้มข้นของสารก่อมะเร็ง PAHs อยู่ที่ 554 พิโคกรัม (ค่ามาตรฐานไม่เกิน 250 พิโครกรัม/ลบ.ม.) เมื่อนำค่าเฉลี่ยสารก่อมะเร็งในกรุงเทพมหานครไปเปรียบเทียบกับเมืองต่าง ๆ ในทวีปเอเชีย กรุงเทพมหานครอยู่ในลำดับ 13โดยสาเหตุหลักมาจากท่อไอเสียรถยนต์ วิกฤตการณ์การเมืองในประเทศ เป็นปัจจัยเร่งให้ปัญหานี้เพิ่มมากขึ้น วันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2555 สำนักข่าวบีบีซีรายงานว่ากรุงเทพมหานครเป็นเมืองหลวงที่มีการจราจรทางถนนหนาแน่นที่สุดของโลก จากนโยบายคืนภาษีรถคันแรกของรัฐบาล นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นผลให้มีรถยนต์แล่นบนท้องถนนกว่า 5 ล้านคัน ทั้งที่พื้นที่ของถนนของกรุงเทพมหานครรองรับรถยนต์ได้เพียง 2 ล้านคันเท่านั้น ด้านกรมขนส่งทางบกระบุจำนวนรถทุกประเภทที่จดทะเบียนสะสม กรุงเทพมหานคร ณ วันที่ 29 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ที่ 9,096,936 คันถนนชำรุด ถนนชำรุด. ใน พ.ศ. 2554 ได้เกิดอุทกภัยในกรุงเทพมหานคร เป็นปัจจัยเร่งในการทำให้เกิดถนนชำรุด ต่อมาใน พ.ศ. 2555 ได้เกิดเหตุถนนทรุดตัวที่ ถนนพระรามที่ 4 แยกวิทยุ-เพชรบุรี วันที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2555 โดยถนนทรุดตัวกว้าง 5 เมตรลึก 2 เมตร และทางเดินเท้า ถนนพระรามที่ 3 แยกเจริญราษฎร์ วันที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2555 โดยถนนทรุดตัวกว้าง 5 เมตร ลึก 3 เมตร และในวันที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2555 ถนนเจริญกรุง บริเวณหน้าโรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ เขตบางคอแหลม พบโพรงใต้ผิวถนนและเกิดโพรงขนาด 50 เซนติเมตร ต่อมาในวันที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2555 ถนนพญาไทขาออก แยกปทุมวัน ได้ทรุดเป็นหลุมลึก 1 เมตร กว้างประมาณ 60 เซนติเมตร และในวันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2555 ถนนยุบตัวเป็นหลุมลึกกว่า 1 เมตร กลางแยกอโศก ถนนสุขุมวิท จากการสำรวจของสำนักการโยธา ตรวจสอบพื้นผิวการจราจรทั้ง 50 เขตพบว่าในพื้นที่ 36 เขต มีจุดที่เสี่ยงต่อการทรุดตัวทั้งหมด 155 จุด คิดเป็นจำนวนถนน 65 สาย และในวันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2555 เกิดเหตุถนนยุบตัวเป็นหลุมกว้าง บริเวณถนนงามวงศ์วาน จากแยกเกษตร มุ่งหน้าถนนวิภาวดีรังสิต ตรงข้ามมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ด้านหน้าร้านอาหารใบไม้ร่าเริง โดยจุดที่เกิดการยุบตัวนั้นมีขนาดความกว้างประมาณ 1.5 เมตร ยาวประมาณ 2 เมตร และลึก 3 เมตร ในปี พ.ศ. 2556 กรุงเทพมหานครยังคงประสบปัญหาถนนชำรุดโดยรถประจำทางสาย 13 ได้ตกลงไปในหลุมขนาดใหญ่กลางถนนวิทยุใกล้แยกเพลินจิต ซึ่งเกิดทรุดตัวกะหันหันกว้าง 3 เมตร ลึก 1 เมตร คาดเกิดจากท่อประปาใต้ถนนแตก น้ำเซาะดินจนพื้นทรุด เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2556 ต่อมาในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556 เกิดเหตุถนนทรุดตัว บริเวณปากซอยเจริญกรุง 70/2 กว้าง 1 เมตร ลึก 1 เมตรทัศนียภาพ ทัศนียภาพ. ปัญหาทัศนียภาพเป็นปัญหาหนึ่งในกรุงเทพมหานครที่แตกต่างจากเมืองอื่น เนื่องจากในกรุงเทพมหานครมีป้ายผิดกฎหมายเป็นจำนวนมาก ประภากร วทานยกุล อดีตนายกสมาคมสถาปนิกสยาม กล่าวว่า ผลกระเทือนจากป้ายผิดกฎหมายทั้งหลายนี้ มีตั้งแต่ระดับเบา จนถึงรุนแรง เช่น บดบังความงามทางทัศนียภาพ ไปจนถึงถูกลมพัดพังถล่มทับบ้านเรือนประชาชน ในกรณีนี้มีให้เห็นกันเป็นประจำ โดยที่ยังไม่มีมาตรการใด ๆ ออกมาแก้ไขปรับปรุงปัญหาดังกล่าวได้ ขณะที่ ดร.ธีระชน มโนมัยพิบูลย์ รองผู้ว่ากรุงเทพมหานครในขณะนั้น เปิดเผยเมื่อวันที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2554 ว่าป้ายผิดกฎหมายในกรุงเทพมีมากถึง 1,928 ป้าย อย่างไรก็ตาม สำนักเทศกิจและสำนักงานเขต 50 เขต จัดเก็บป้ายผิดกฎหมายในพื้นที่ และเปรียบเทียบปรับตามพระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของเมือง พ.ศ. 2535 และจัดเก็บภาษีตามพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ. 2510 ตั้งแต่เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2552 ถึงเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2554 จัดเก็บได้ 1,327,229 ป้ายอาชญากรรม อาชญากรรม. ปัญหาอาชญากรรมในกรุงเทพมหานครยังคงมีอย่างต่อเนื่อง โดยในรายงานของสำนักงานกิจการยุติธรรม กระทรวงยุติธรรม ได้ทำการรวบรวมวิจัยปัญหานี้ตลอดปี พ.ศ. 2550 พบว่าเหยื่ออาชญากรรมที่เป็นสมาชิกครัวเรือนมีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป จำนวน 52,410 รายนั้น ส่วนใหญ่ตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมต่อทรัพย์สิน ร้อยละ 96.1 เหยื่ออาชญากรรมมีอายุระหว่าง 45 - 59 ปี มากที่สุดคือ ร้อยละ 33.2 เหยื่ออาชญากรรมเป็นเพศชาย ร้อยละ 46.4 และหญิง ร้อยละ 53.6 มีสัญชาติไทย ร้อยละ 99.6 เชื้อชาติไทย ร้อยละ 99.0 นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 94.1 มีการศึกษาสูงสุดในระดับประถมศึกษาเป็นจำนวนมากที่สุดคือร้อยละ 31.2 เหยื่ออาชญากรรมในกรุงเทพมหานคร รายงานว่าอาชญากรรมที่ประสบในภาพรวมเกิดเหตุในช่วงเวลา 00.01–03.00 น. มากที่สุดถึงร้อยละ 21.1 สถานที่เกิดเหตุอาชญากรรมทั้งหมดในกรุงเทพมหานครพบว่า ส่วนใหญ่เหยื่อระบุว่า เกิดเหตุขึ้นบริเวณบ้านที่พักอาศัยของเหยื่อเอง คิดเป็นร้อยละ 74.8การระบายน้ำ การระบายน้ำ. เนื่องจากกรุงเทพมหานครมีการขยายของเมืองส่งผลให้เกิดปัญหาน้ำท่วมทันทีที่ฝนตกหนักโดยในคืนของวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ภายหลังฝนตกหนักทั้งคืน กรุงเทพมหานครน้ำท่วมทันทีในวันรุ่งขึ้นเมืองพี่น้อง เมืองพี่น้อง. กรุงเทพมหานครได้สถาปนาความสัมพันธ์เมืองพี่น้องกับหลายเมืองในหลายประเทศ และเมืองภายในประเทศ ได้แก่- กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา (2505) (หมายเหตุ:กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ได้สถาปนาความสัมพันธ์เมืองพี่น้องกับกรุงเทพมหานครเป็นแห่งแรก) - กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน (2536) - กรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย (2540) - เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ประเทศรัสเซีย (2540) - กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ (2540) - อัสตานา ประเทศคาซัคสถาน (2547) - แต้จิ๋ว ประเทศจีน (2548) - เฉิงตู ประเทศจีน (2560) - นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา (2549) - โซล ประเทศเกาหลีใต้ (2549) - กรุงอังการา ประเทศตุรกี (2549) - จังหวัดแพร่ ประเทศไทย (2549) - กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม (2549) - ดานัง ประเทศเวียดนาม (2555) - กรุงเปียงยาง ประเทศเกาหลีเหนือ (2555) - นครโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม (2555) - กรุงเวียงจันทน์ ประเทศลาว (2555) - หลวงพระบาง ประเทศลาว (2555) - กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา (2555) - กรุงอูลานบาตอร์ มองโกเลีย (2549) - กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี (2549) - ฟูกูโอกะ ประเทศญี่ปุ่น (2549) - กรุงบัวโนสไอเรส ประเทศอาร์เจนตินา (2549) - บริสเบน ประเทศออสเตรเลีย (2550)- มิลาน ประเทศอิตาลี (2550) - ลิเวอร์พูล สหราชอาณาจักร (2550) - กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร (2550) - กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น (2550) - เคปทาวน์ ประเทศแอฟริกาใต้ (2550) - กรุงบูดาเปสต์ ประเทศฮังการี (2550) - ซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย (2550) - เพิร์ท ประเทศออสเตรเลีย (2550) - สยอร์ดัล ประเทศนอร์เวย์ (2552) - อิสตันบูล ประเทศตุรกี (2552) - กวางโจว ประเทศจีน (2552) - ลากุนดา ประเทศสวีเดน (2552) - กรุงริยาด ประเทศซาอุดิอาระเบีย (2553) - กรุงมาดริด ประเทศสเปน (2553)
| พื้นที่บริเวณกรุงเทพมหานครในปัจจุบัน เดิมเป็นที่ตั้งของเมืองใด | {
"answer": [
"ธนบุรีศรีมหาสมุทร"
],
"answer_begin_position": [
2633
],
"answer_end_position": [
2650
]
} |
2,551 | 1,919 | กรุงเทพมหานคร กรุงเทพมหานคร เป็นเมืองหลวงและนครที่มีประชากรมากที่สุดของประเทศไทย เป็นศูนย์กลางการปกครอง การศึกษา การคมนาคมขนส่ง การเงินการธนาคาร การพาณิชย์ การสื่อสาร และความเจริญของประเทศ เป็นเมืองที่มีชื่อยาวที่สุดในโลก ตั้งอยู่บนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำเจ้าพระยา มีแม่น้ำเจ้าพระยาไหลผ่านและแบ่งเมืองออกเป็น 2 ฝั่ง คือ ฝั่งพระนครและฝั่งธนบุรี กรุงเทพมหานครมีพื้นที่ทั้งหมด 1,568.737 ตร.กม. มีประชากรตามทะเบียนราษฎรกว่า 5 ล้านคน ทำให้กรุงเทพมหานครเป็นเอกนคร (Primate City) จัด มีผู้กล่าวว่า กรุงเทพมหานครเป็น "เอกนครที่สุดในโลก" เพราะมีประชากรมากกว่านครที่มีประชากรมากเป็นอันดับ 2 ถึง 40 เท่า มหาวิทยาลัยลัฟเบอระ (Loughborough University) จัดกรุงเทพมหานครว่าเป็นนครโลกระดับแอลฟาลบ กรุงเทพมหานครยังเป็นเมืองที่มีตึกระฟ้ามากที่สุดเป็นอันดับที่ 15 ของโลก มีสถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่ง เช่น พระบรมมหาราชวัง พระที่นั่งวิมานเมฆ วัดต่าง ๆ นอกจากนี้ยังมีแหล่งจับจ่ายใช้สอยและค้าขายที่สำคัญซึ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติมากมาย โดยในปี พ.ศ. 2555 องค์กรการท่องเที่ยวโลก (UNWTO) ได้จัดอันดับกรุงเทพมหานครเป็นเมืองที่มีคนเดินทางเข้าเป็นอันดับที่ 10 ของโลกและเป็นอันดับที่ 2 ของเอเชีย โดยมีคนเดินทางมากกว่า 26.5 ล้านคน นอกจากนี้จากการจัดอันดับการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตมาสเตอร์การ์ด ประจำปี พ.ศ. 2557 กรุงเทพมหานครมีการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตของนักท่องเที่ยวถึง 16.42 ล้านดอลลาร์ เป็นอันดับที่ 2 ของโลก รองจากกรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร เท่านั้น กรุงเทพมหานครเป็นเขตปกครองพิเศษของประเทศไทย มิได้มีสถานะเป็นจังหวัด คำว่า "กรุงเทพมหานคร" นั้นยังใช้เรียกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของกรุงเทพมหานครอีกด้วย กรุงเทพมหานครมีการเลือกตั้งผู้บริหารท้องถิ่นโดยตรง แต่ปัจจุบันผู้บริหารกรุงเทพมหานครมาจากการแต่งตั้ง ในสมัยกรุงศรีอยุธยา กรุงเทพมหานครยังเป็นเพียงสถานีการค้าขนาดเล็กอยู่ที่ปากแม่น้ำเจ้าพระยา ต่อมามีขนาดเพิ่มขึ้นและเป็นที่ตั้งของเมืองหลวง 2 แห่งคือ กรุงธนบุรี ในปี พ.ศ. 2311 และกรุงรัตนโกสินทร์ใน พ.ศ. 2325 กรุงเทพมหานครเป็นหัวใจของการทำให้ประเทศสยามทันสมัยและเป็นเวทีกลางของการต่อสู้ทางการเมืองของประเทศตลอดคริสต์ศตวรรษที่ 20 นครเติบโตอย่างรวดเร็วและปัจจุบันมีผลกระทบสำคัญต่อการเมือง เศรษฐกิจ การศึกษา สื่อและสังคมสมัยใหม่ของไทย ในช่วงที่การลงทุนในเอเชียรุ่งเรือง ทำให้บรรษัทข้ามชาติจำนวนมากเข้ามาตั้งสำนักงานใหญ่ภูมิภาคในกรุงเทพมหานคร ทำให้กรุงเทพมหานครเป็นกำลังหลักทางการเงินและธุรกิจในภูมิภาค นอกจากนี้ยังเป็นศูนย์กลางการขนส่งและสาธารณสุขระหว่างประเทศและกำลังเติบโตเป็นศูนย์กลางศิลปะ แฟชัน และการบันเทิงในภูมิภาค อย่างไรก็ดี การเติบโตอย่างรวดเร็วของกรุงเทพมหานครขาดการวางผังเมือง ทำให้ระบบโครงสร้างพื้นฐานไม่เพียงพอ ถนนที่จำกัดและการใช้รถส่วนบุคคลอย่างกว้างขวางส่งผลให้เกิดปัญหาจราจรแออัดเรื้อรังประวัติ ประวัติ. พื้นที่บริเวณกรุงเทพมหานครในปัจจุบัน เดิมเป็นที่ตั้งของเมืองธนบุรีศรีมหาสมุทร ชาวต่างชาติเรียกกันว่า "บางกอก" มาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา มีความสำคัญเนื่องจากเป็นเส้นทางออกสู่ทะเลและติดต่อค้าขายกับอาณาจักรต่าง ๆ เป็นเมืองหน้าด่านขนอน คอยดูแลเก็บภาษีกับเรือสินค้าทุกลำที่ผ่านเข้าออก ส่วนบริเวณปากน้ำตรงอ่าวไทย เรียกกันว่า "นิวอัมสเตอร์ดัม" มีชุมชนใหญ่และโกดังของชาวต่างประเทศไว้สำหรับพักสินค้า ปัจจุบันคือพื้นที่บริเวณอำเภอพระประแดง ที่มาของคำว่า "บางกอก" นั้น มีข้อสันนิษฐานว่าอาจมาจากการที่แม่น้ำเจ้าพระยาคดเคี้ยวไปมา บางแห่งมีสภาพเป็นเกาะเป็นโคก จึงเรียกกันว่า "บางเกาะ" หรือ "บางโคก" หรือไม่ก็เป็นเพราะบริเวณนี้มีต้นมะกอกอยู่มาก จึงเรียกว่า "บางมะกอก" โดยคำว่า "บางมะกอก" มาจากวัดอรุณ ซึ่งเป็นชื่อเดิมของวัดดังกล่าว และต่อมากร่อนคำลงจึงเหลือแต่คำว่าบางกอก ต่อมาเมื่อถึงคราวเสียกรุงศรีอยุธยาใน พ.ศ. 2310 หลังการกอบกู้อิสรภาพจากพม่า สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงสถาปนาเมืองธนบุรีศรีมหาสมุทรให้เป็นราชธานีแห่งใหม่ เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2313 ครั้นสิ้นรัชกาลสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ในวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2325 สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกได้ขึ้นเสวยราชสมบัติ ทรงพระนามว่าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี มีพระราชดำริว่า ฟากตะวันออกของกรุงธนบุรีมีชัยภูมิดีกว่าตะวันตก เพราะมีลำน้ำเป็นขอบเขตอยู่กว่าครึ่ง หากข้าศึกยกมาติดถึงชานพระนคร ก็จะต่อสู้ป้องกันได้ง่ายกว่าอยู่ข้างตะวันตก จึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างกรุงรัตนโกสินทร์ขึ้นทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยาให้เป็นราชธานีแห่งใหม่ โดยสืบทอดศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมจากพระราชวังหลวงของกรุงศรีอยุธยา พระองค์มีพระบรมราชโองการให้พระยาธรรมาธิกรณ์กับพระยาวิจิตรนาวี เป็นแม่กองคุมช่างและไพร่ไปวัดกะที่ดินเพื่อสร้างพระนครใหม่ในวันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2325 ทรงประกอบพิธียกเสาหลักเมือง เมื่อวันอาทิตย์ เดือน 6 ขึ้น 10 ค่ำ ย่ำรุ่งแล้ว 9 บาท (54 นาที) ปีขาล จ.ศ. 1144 จัตวาศก ตรงกับวันที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2325 เวลา 6.54 น. และทรงประกอบพระราชพิธีปราบดาภิเษกในวันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2325 ต่อมาในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเปลี่ยนชื่อพระนครจาก บวรรัตนโกสินทร์ เป็น อมรรัตนโกสินทร์ และมีฐานะในการปกครองส่วนท้องถิ่นเป็น จังหวัดพระนคร ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้ตัดถนนใหม่ขึ้น ทรงดำริให้ตัดถนนเจริญกรุง เป็นถนนเส้นแรกในกรุงเทพมหานคร ก่อสร้างเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2404 และเปลี่ยนรูปแบบผังเมืองกรุงเทพมหานครเฉกเช่นอารยประเทศ เนื่องจากในสมัยนั้นสยามประเทศถูกคุกคามจากมหาอำนาจยุโรป และตรงจุดนี้เป็นหนึ่งในข้ออ้างที่มหาอำนาจนำมาใช้เพื่อแทรกแซงและคุกคามสยามประเทศ ภายหลัง ต่างชาติยุโรปเองได้ยอมรับกรุงเทพมหานครว่า เป็นหนึ่งในเมืองที่มีผังเมืองงดงามที่สุดในโลกในสมัยนั้น ต่อมาเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2514 รัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจรได้รวม จังหวัดพระนคร และ จังหวัดธนบุรี เข้าด้วยกันเป็น นครหลวงกรุงเทพธนบุรี และภายหลังการปรับปรุงการปกครองใหม่เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2515 จึงได้เปลี่ยนเป็นชื่อเป็น กรุงเทพมหานคร แต่นิยมเรียกกันว่า กรุงเทพฯ ในปี พ.ศ. 2554 กรุงเทพมหานครได้รับการประกาศจากองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ ให้เป็นเมืองหนังสือโลก หรือ World Book Capital ประจำปี พ.ศ. 2556 กรุงเทพมหานครติดอันดับที่ 102 เมืองน่าอยู่ของโลก จัดอันดับโดย The Economist Intelligence Unitชื่อเมือง ชื่อเมือง. คำว่า "กรุงเทพมหานคร" แปลว่า "พระนครอันกว้างใหญ่ดุจเทพนคร" มาจากชื่อเต็มว่า กรุงเทพมหานคร อมรรัตนโกสินทร์ มหินทรายุธยา มหาดิลกภพ นพรัตนราชธานีบูรีรมย์ อุดมราชนิเวศน์มหาสถาน อมรพิมานอวตารสถิต สักกะทัตติยวิษณุกรรมประสิทธิ์ มีความหมายว่า "พระนครอันกว้างใหญ่ ดุจเทพนคร เป็นที่สถิตของพระแก้วมรกต เป็นมหานครที่ไม่มีใครรบชนะได้ มีความงามอันมั่นคง และเจริญยิ่ง เป็นเมืองหลวงที่บริบูรณ์ด้วยแก้วเก้าประการ น่ารื่นรมย์ยิ่ง มีพระราชนิเวศใหญ่โตมากมาย เป็นวิมานเทพที่ประทับของพระราชาผู้อวตารลงมา ซึ่งท้าวสักกเทวราชพระราชทานให้ พระวิษณุกรรมลงมาเนรมิตไว้" โดยนามเดิมที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โปรดเกล้าฯ พระราชทานในตอนแรกนั้น ใช้ชื่อว่า “กรุงรัตนโกสินทร์อินท์อโยธยา” ต่อมาในในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงแก้นามพระนครเป็น “กรุงเทพมหานคร บวรรัตนโกสินท์ มหินทอยุธยา” จนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเปลี่ยนคำว่า บวร เป็น อมร เปลี่ยนคำว่า มหินทอยุธยา โดยวิธีการสนธิศัพท์เป็น มหินทรายุธยา และเติมสร้อยนามต่อ ทั้งเปลี่ยนการสะกดคำ สินท์ เป็น สินทร์ จนเป็นที่มาของชื่อเต็มของกรุงรัตนโกสินทร์ ข้างต้น ชื่อทางการของกรุงเทพมหานครเมื่อถอดเป็นอักษรโรมัน คือ "Krung Thep Maha Nakhon" สำหรับต่างชาติ ชื่อ "Bangkok" มาจากการทัพศัพท์คำว่าบางกอกเป็นภาษาฝรั่งเศส โดยวิศวกรชาวฝรั่งเศสชื่อ เดอ ลามาร์ (De Lamar) ได้ก่อสร้างป้อมบางกอก ซึ่งเป็นป้อมดาวขนาดใหญ่ ปัจจุบันถูกแปรรูปเป็นโรงเรียนราชินี, มิวเซียมสยาม และบางส่วนของวัดโพธิ์ และปัจจุบันชาวต่างชาติยังคงใช้ชื่อนี้เป็นชื่อเรียกชื่อเมือง กรุงเทพมหานครได้ชื่อว่าเมืองที่มีชื่อยาวที่สุดในโลกบันทึกไว้ในกินเนสส์บุ๊ก แปลความเป็นภาษาอังกฤษว่า "City of angels, great city of immortals, magnificent city of the nine gems, seat of the king, city of royal palaces, home of gods incarnate, erected by Visvakarman at Indra's behest." ชื่อเต็มของกรุงเทพมหานคร เมื่อถอดเป็นอักษรโรมัน คือ "Krungthepmahanakhon Amonrattanakosin Mahintharayutthaya Mahadilokphop Noppharatratchathaniburirom Udomratchaniwetmahasathan Amonphimanawatansathit Sakkathattiyawitsanukamprasit" ซึ่งเป็นชื่อสถานที่ที่ยาวที่สุดในโลกและได้จดบันทึกไว้ในกินเนสบุ๊ค (169 ตัวอักษร) ยาวกว่าชื่อภูเขา "ตาอูมาตาวากาตังกีฮังกาโกอาอูอาอูโอตามาทีอาโปกาอีเวนูอากีตานาตาฮู" ("Taumatawhakatangihangakoauauotamateaturipukakapikimaungahoronukupokaiwhenuakitanatahu") (85 ตัวอักษร) ในนิวซีแลนด์ และชื่อทะเลสาบ "ชาร์ก็อกกาก็อกมานชาอ็อกกาก็อกเชาบูนากุนกามาอัก" ("Chargoggagoggmanchauggagoggchaubunagungamaugg") (45 ตัวอักษร) ในรัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกาสัญลักษณ์ประจำกรุงเทพมหานครสัญลักษณ์ประจำกรุงเทพมหานคร. - คำขวัญของกรุงเทพมหานคร คือ "กรุงเทพฯ ดุจเทพสร้าง เมืองศูนย์กลางการปกครอง วัดวังงามเรืองรอง เมืองหลวงของประเทศไทย" หลังกรุงเทพมหานครสรุปยอดคะแนนโหวตคำขวัญกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 - ตราของกรุงเทพมหานคร เป็นรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ พระหัตถ์ทรงสายฟ้า ตรานี้กรมศิลปากรออกแบบโดยอาศัยภาพเขียนฝีพระหัตถ์ของสมเด็จกรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์เป็นต้นแบบ เริ่มใช้ในปี พ.ศ. 2516 ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายราชการ พ.ศ. 2482 ฉบับที่ 60 ลงวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2516 (สมัยเมื่อยังเป็นจังหวัดพระนครนั้นใช้ตราพระที่นั่งจักรีมหาปราสาทเป็นตราประจำจังหวัด) - ต้นไม้ประจำกรุงเทพมหานคร คือ ต้นไทรย้อยใบแหลม () - สัตว์น้ำประจำกรุงเทพมหานคร คือ ปลากระโห้ ()ภูมิศาสตร์อาณาเขตติดต่อ ภูมิศาสตร์. อาณาเขตติดต่อ. กรุงเทพมหานครมีอาณาเขตทางบกติดต่อกับจังหวัดสมุทรสาคร จังหวัดนครปฐม จังหวัดนนทบุรี จังหวัดปทุมธานี จังหวัดฉะเชิงเทรา และจังหวัดสมุทรปราการ ส่วนอาณาเขตทางทะเลอ่าวไทยตอนใน ติดต่อจังหวัดเพชรบุรี จังหวัดสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรปราการ และจังหวัดชลบุรี โดยมีรายละเอียดดังนี้- ทิศเหนือ มีอาณาเขตติดต่อกับจังหวัดนนทบุรีและจังหวัดปทุมธานี- ทิศตะวันออก มีอาณาเขตติดต่อกับจังหวัดฉะเชิงเทรา- ทิศใต้ มีอาณาเขตติดต่อกับจังหวัดสมุทรปราการและอ่าวไทย (ส่วนที่เป็นอ่าวไทยที่เป็นพื้นที่เดิมของจังหวัดธนบุรี ปัจจุบันคือเขตบางขุนเทียน ซึ่งมีอาณาเขตทางทะเลติดต่อทางอ่าวไทยกับจังหวัดสมุทรสาคร จังหวัดเพชรบุรี จังหวัดชลบุรี และจังหวัดสมุทรปราการ จุดที่อยู่ใต้สุดอยู่ที่ละติจูด 13 องศา 13 ลิปดา 00 ฟิลิปดาเหนือ, ลองจิจูด 100 องศา 27 ลิปดา 30 ฟิลิปดาตะวันออก ซึ่งเป็นการแบ่งตามพระราชบัญญัติกำหนดเขตจังหวัดในอ่าวไทยตอนใน พ.ศ. 2502)- ทิศตะวันตก มีอาณาเขตติดต่อกับจังหวัดสมุทรสาครและจังหวัดนครปฐมภูมิประเทศ ภูมิประเทศ. กรุงเทพมหานครมีพื้นที่ 1,568.7 ตร.กม. เป็นจังหวัด (โดยอนุโลม) ที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 68 ของไทย เป็นเมืองที่กว้างที่สุดของโลก เป็นเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 73 ของโลก และเป็นเมืองหลวงที่มีพื้นที่กว้างเป็นอันดับ 4 ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยมีแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งทอดตัวยาว 372 กม. พาดผ่านพื้นที่ ทำให้กรุงเทพมหานครและจังหวัดใกล้เคียงเป็นส่วนหนึ่งของที่ราบลุ่มภาคกลางตอนล่างของประเทศไทย ซึ่งเป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูก พื้นที่ส่วนมากในกรุงเทพมหานครเป็นที่ราบลุ่ม ตั้งอยู่บนพื้นที่บริเวณดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำซึ่งเกิดจากตะกอนน้ำพา มีระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางประมาณ 1.50-2 ม. โดยมีความลาดเอียงจากทิศเหนือสู่อ่าวไทยทางทิศใต้ และเฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างจะอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลไม่เกิน 1.50 เมตร ทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วมบ่อยครั้งในช่วงฤดูมรสุมภูมิอากาศ ภูมิอากาศ. กรุงเทพมหานครตั้งอยู่ในเขตร้อน มีภูมิอากาศร้อนแบบทุ่งหญ้าสะวันนา (Aw) ตามเกณฑ์การแบ่งภูมิอากาศโลกของวลาดีมีร์ เคิปเปิน คืออุณหภูมิเฉลี่ยในเดือนที่มีอุณหภูมิต่ำสุดสูงกว่า 18 องศาเซลเซียส มีอย่างน้อย 1 เดือนที่ปริมาณน้ำฝนต่ำกว่า 60 มิลลิเมตร และเดือนที่มีฝนตกน้อยที่สุดจะมีปริมาณน้ำฝนน้อยกว่า 100 ลบปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยรายปี หารด้วย 25 อากาศของกรุงเทพมหานครได้รับอิทธิพลจากมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ (กลางเดือนพฤษภาคม - เดือนตุลาคม) และมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ (เดือนพฤศจิกายน - กลางเดือนกุมภาพันธ์) ทำให้มีฝนตกในช่วงบ่ายถึงค่ำอย่างสม่ำเสมอ และยังก่อให้เกิดร่องมรสุมพาดผ่านในเดือนพฤษภาคมกับเดือนกันยายนซึ่งทำให้มีฝนตกหนักกว่าปกติ แต่ในช่วงเดือนมิถุนายน - เดือนกรกฎาคม ร่องมรสุมนี้จะเลื่อนขึ้นไปพาดผ่านทางเหนือ ทำให้ฝนตกน้อยลง เดือนพฤศจิกายน เมื่อซีกโลกเหนือหันออกจากดวงอาทิตย์ หย่อมความกดอากาศสูงจากจีนจะแผ่ลงมา มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งพัดเอาความแห้งแล้งและหนาวเย็นมาทำให้อากาศเย็นและแห้ง ท้องฟ้าแจ่มใส ไม่มีเมฆและฝนตกน้อย ครึ่งหลังของเดือนกุมภาพันธ์ มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือจะอ่อนกำลังลง เป็นการเปลี่ยนเข้าสู่ฤดูร้อน อากาศจะร้อนขึ้นเรื่อย ๆ กระแสลมในช่วงนี้จะพัดมาจากทางใต้หรือตะวันออกเฉียงใต้ เรียกว่าลมตะเภา ในวันที่ 27 หรือ 28 เมษายน ของทุกปี ดวงอาทิตย์จะส่องตั้งฉากกับกรุงเทพมหานครพอดี ทำให้ได้รับพลังงานจากดวงอาทิตย์อย่างเต็มที่และมักคาดการณ์กันว่าเป็นวันที่อากาศร้อนที่สุดของปี อุณหภูมิสูงสุดที่เคยบันทึกได้คือ 40.8 องศาเซลเซียส ที่ท่าอากาศยานดอนเมือง เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2526 ส่วนอุณหภูมิต่ำสุดที่เคยวัดได้คือ 9.9 องศาเซลเซียส ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เมื่อวันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2498การบริหาร การบริหาร. ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 กำหนดให้กรุงเทพมหานครมีสถานะเป็นนิติบุคคล และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ มีผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร มาจากการเลือกตั้งโดยตรง และเป็นผู้รับผิดชอบในการบริหารงาน อยู่ในตำแหน่งตามวาระคราวละสี่ปี นับแต่วันเลือกตั้ง โดยมีฝ่ายนิติบัญญัติ คือสภากรุงเทพมหานคร ที่ได้รับการเลือกตั้งจากชาวกรุงเทพมหานครเช่นกัน ดำเนินงานร่วมด้วย พลตำรวจเอก อัศวิน ขวัญเมือง เป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนปัจจุบัน โดยดำรงตำแหน่งในวันทื่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2559 รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร 4 รายได้แก่ พล.อ.จีระศักดิ์ ชมประสพ นายสกลธี ภัททิยกุล นายจักกพันธุ์ ผิวงาม นายทวีศักดิ์ เลิศประพันธ์ ดร.ภัทรุตม์ ทรรทรานนท์ เป็นปลัดกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2559 วันชัย ถนอมศักดิ์ เป็นรองปลัดกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2560 พิชญา นาควัชระ ศิลปสวย ระวีแสงสูรย์ สุวรรณา จุ่งรุ่งเรือง สมพงษ์ เวียงแก้ว เป็นรองปลัดกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2560 ผู้บัญชาการตำรวจนครบาลคนปัจจุบัน คือ พลตำรวจโทชาญเทพ เสสะเวช มีที่ทำการตั้งอยู่ที่วังปารุสกวัน ทำหน้าที่ควบคุมดูแลเหตุอาชญากรรมการจราจรและงานปราบปรามยาเสพติดในกรุงเทพมหานคร ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ได้แก่ พลตำรวจโท ดร.ณัฐธร เพราะสุนทรดำรงตำแหน่งตั้งแต่ วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2558การแบ่งเขตการปกครองเขต การแบ่งเขตการปกครอง. เขต. รายชื่อเขต 50 เขตของกรุงเทพมหานครประชากร ประชากร. ปี พ.ศ. 2558 เขตสายไหม เป็นเขตที่มีประชากรมากที่สุดในกรุงเทพมหานครแทนที่ เขตบางแค มีจำนวนประชากรทั้งสิ้น 197,715 ราย ปี พ.ศ. 2554 กรุงเทพมหานครเป็นเมืองที่มีประชากรหนาแน่นอันดับที่ 13 ของโลก ทั้งนี้ เนื่องจากประชากรในกรุงเทพมหานครนั้นมีทั้งที่เป็นแรงงานข้ามชาติ ประชาชนจากต่างจังหวัด ซึ่งไม่ได้ขึ้นทะเบียนราษฎรที่กรุงเทพมหานครจำนวนมากเศรษฐกิจ เศรษฐกิจ. กรุงเทพมหานครมีรายได้หลักจากการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มโดยในอดีตที่ผ่านมารายได้นี้มีมากกว่าเงินที่รัฐบาลสนับสนุน กรุงเทพมหานครเป็นเมืองเศรษฐกิจหลักของประเทศไทย ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศร้อยละ 25 มาจากรุงเทพมหานคร ซึ่งมาจากการค้าปลีกและค้าส่งมากที่สุด ร้อยละ 24.31 รองลงมาได้แก่ อุตสาหกรรมโรงงาน ร้อยละ 21.23 อุตสาหกรรมขนส่งและอุตสาหกรรมสื่อสาร ร้อยละ 13.89 โรงแรมและภัตตาคาร ร้อยละ 9.04 กรุงเทพมหานครยังเป็นอีกเมืองหนึ่งที่กลุ่มทุนข้ามชาติต้องการเข้ามาทำธุรกิจในกรุงเทพมหานครอย่างต่อเนื่อง โดยใน พ.ศ. 2529 บริษัทญี่ปุ่นต่าง ๆ ได้ดำเนินการอย่างจริงจังในการเคลื่อนไหวที่จะย้ายฐานการผลิตออกสู่ต่างประเทศ เป้าหมายหนึ่งคือ ที่กรุงเทพมหานคร จากการขยายธุรกิจของต่างชาติส่งผลให้มีการจ้างแรงงานต่างด้าวเข้ามาทำงานในกรุงเทพมหานครจำนวนมาก ส่วนใหญ่มาจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเป็นตัวเร่งให้เกิดปัญหาความแออัดในกรุงเทพมหานครมากขึ้น แรงงานต่างด้าวเหล่านี้ถูกยกเป็นข้อสนับสนุนและเป็นหลักฐานว่า กรุงเทพมหานครกำลังเผชิญกับภาวะการขาดแคลนแรงงานเพราะโครงสร้างประชากรในวัยทำงานลดน้อยลง การคมนาคมเข้าสู่กรุงเทพมหานครมีมากกว่าจังหวัดอื่น เช่น ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ท่าอากาศยานดอนเมือง รวมถึงถนนในกรุงเทพมหานครที่มีจำนวนกว่า 250 สาย กรุงเทพมหานครเป็นที่ตั้งของนิคมอุตสาหกรรม 4 แห่ง ได้แก่ นิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง นิคมอุตสาหกรรมบางชัน นิคมอุตสาหกรรมอัญธานี โครงการ 2 และ นิคมอุตสาหกรรมอัญธานี อนึ่ง เมื่อปี พ.ศ. 2552 เป็นปีแรกในรอบ 5 ปี ซึ่งโครงสร้างเศรษฐกิจของกรุงเทพมหานครหดตัวลง ยกเว้นภาคธนาคารและภาคบริหารของรัฐ และในปี พ.ศ. 2557 อีโคโนมิสต์ อินเทลลิเจนซ์ ยูนิต (อีไอยู) หน่วยงานวิจัยในเครือ อีโคโนมิสต์ กรุ๊ป รายงานการจัดอันดับ เมืองที่มีค่าครองชีพสูงที่สุดในโลกประจำปี ผลปรากฏว่า กรุงเทพมหานครอยู่ในอันดับที่ 61 ในปี พ.ศ. 2559 รายงานการศึกษาตลาดอสังหาริมทรัพย์ประเภทศูนย์การค้าจากบริษัทที่ปรึกษาและบริการด้านอสังหาริมทรัพย์ เจแอลแอล (โจนส์ แลง ลาซาลล์) เปิดเผยว่า กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่มีแบรนด์ระหว่างประเทศสนใจเข้ามาเปิดร้านจำหน่ายสินค้ามากที่สุดเป็นอันดับที่ 18 ของโลกพลังงาน พลังงาน. ในปี พ.ศ. 2555 กรุงเทพมหานครเป็นเมืองแรกของประเทศไทยที่เปิดสถานีพลังงานสีเขียว โดยใช้พลังงานทดแทนโดยความร่วมมือจากบริษัท บางจากปิโตรเลียมการศึกษา การศึกษา. กรุงเทพมหานครเป็นศูนย์กลางการศึกษาของประเทศ มีสถาบันอุดมศึกษาตั้งอยู่เป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่มหาวิทยาลัยทั้งของภาครัฐและเอกชนตั้งอยู่ในหรือรอบ ๆ เมืองหลวง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ปัญญาชนต่าง ๆ ของประเทศล้วนมาจากการบ่มเพาะทั้งศาสตร์และศิลป์จากสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำในระดับอุดมศึกษาของกรุงเทพมหานครทั้งสิ้น เป็นมหาวิทยาลัยของรัฐที่ปูรากฐานให้นักคิดมาเกือบศตวรรษ กว่าทศวรรษที่ผ่านมา แนวโน้มของการใฝ่หาการศึกษาระดับปริญญาทำให้เกิดมหาวิทยาลัยใหม่ ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของนักเรียนไทย กรุงเทพมหานครไม่กลายเป็นเพียงสถานที่ที่ผู้อพยพและคนต่างจังหวัดแสวงหาโอกาสในการทำงาน แต่ยังเป็นโอกาสที่จะได้รับปริญญาจากมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยรามคำแหง ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2514 เป็นมหาวิทยาลัยตลาดวิชาเพียงแห่งเดียวในประเทศ แต่ก็มีการลงทะเบียนเรียนของนักศึกษาสูงที่สุดเมื่อเทียบกับมหาวิทยาลัยอื่น ๆ ของไทย มหาวิทยาลัยรามคำแหงเป็นหนึ่งในวิธีที่รัฐบาลไทยใช้จัดการกับการเพิ่มขึ้นของความต้องการการศึกษาในระดับอุดมศึกษา ความต้องการในการศึกษาระดับสูงได้นำไปสู่การก่อตั้งมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยอื่น ๆ อีกมากมายในเขตเมือง วิทยาลัยอาชีวและวิทยาลัยเทคนิคก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน ในปีที่ผ่านมา สถาบันเอกชนจำนวนมากได้ริเริ่มจัดตั้งโปรแกรมการแลกเปลี่ยนและหลักสูตรสองปริญญากับสถาบันจากตะวันตกขึ้นในกรุงเทพ การเพิ่มขึ้นของจำนวนโรงเรียนที่มีหลักสูตรนานาชาติได้ช่วยยกระดับมาตรฐานการแข่งขันของสถาบันของรัฐให้สามารถแข่งขันกับเอกชนได้ นอกจากนี้ยังมีมหาวิทยาลัยสงฆ์อีกสองแห่ง ได้แก่ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยในกำกับของกรุงเทพมหานคร อีก 1 แห่งได้แก่ มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราชสาธารณสุข สาธารณสุข. กรุงเทพมหานครมีโรงพยาบาลตามกฎหมาย 137 แห่งในจำนวนนี้เป็นโรงพยาบาลเฉพาะทางทันตกรรม 2 แห่ง และศูนย์การแพทย์อีกหลายแห่ง ซึ่งรวมสถาบันแพทยศาสตร์ 8 แห่งจาก 15 แห่งของประเทศ โรงพยาบาลหลายแห่งในกรุงเทพมหานคร เป็นระดับตติยภูมิ ซึ่งรับการส่งต่อโรคที่ต้องการวิธีรักษาที่ซับซ้อนจากโรงพยาบาลต่าง ๆ ทั่วประเทศ กรุงเทพมหานครมีโรงพยาบาลรัฐ 34 แห่ง สังกัดกรุงเทพมหานคร 6 แห่ง มีโรงพยาบาลเอกชน 107 แห่ง ที่มีชื่อเสียงมาก เช่น โรงพยาบาลกรุงเทพ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เป็นโรงพยาบาลระดับนานาชาติ โรงพยาบาลที่ใกล้เคียงคือ โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท และทั้ง 3 แห่งได้การรับรองจากคณะกรรมการร่วมระหว่างประเทศ ด้านโรงพยาบาลรักษาสัตว์ กรุงเทพมหานครมีทั้งหมดอย่างน้อย 34 แห่ง ด้านการเสริมสร้างสาธารณสุขกรุงเทพมหานครได้มีศูนย์กีฬาทางน้ำบึงหนองบอน ไว้บริการประชาชนสาธารณภัย สาธารณภัย. การสาธารณภัยในกรุงเทพมหานครเริ่มอย่างจริงจังเมื่อ พ.ศ. 2502 โดยได้มีการจัดตั้งสถานีดับเพลิงบางรัก ในซอยเจริญกรุง 36 ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ใกล้ไปรษณีย์บางรัก โดยอาคารดังกล่าว สร้างตั้งแต่ พ.ศ. 2433 ปัจจุบันกรุงเทพมหานครมีสถานีดับเพลิง 35 แห่งภายใต้การควบคุมของสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกรุงเทพมหานคร ซึ่งปัจจุบันมี พ.ต.อ.เทวานุวัฒน์ อนิรุทธเทวาเป็นผู้อำนวยการสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ต.ท.สมเกียรติ นนทแก้ว และ ดร.ประยูร ครองยศ เป็นรองผู้อำนวยการการท่องเที่ยว การท่องเที่ยว. กรุงเทพมหานครเป็นจุดท่องเที่ยวจุดหนึ่ง โดยสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญ ได้แก่ พระบรมมหาราชวัง วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) วัดอรุณราชวราราม วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม พระที่นั่งอนันตสมาคม หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ถนนสีลม สยามสแควร์ มาดามทุซโซต์ กรุงเทพ พิพิธภัณฑ์ธนาคารไทย เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ (เจริญกรุง)ห้างสรรพสินค้าและศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้าและศูนย์การค้า. ห้างสรรพสินค้าแห่งแรกในกรุงเทพมหานครเปิดใน พ.ศ. 2368 เมื่อ หลวงอาวุธวิเศษประเทศพาณิช (โรเบิร์ต ฮันเตอร์) ได้ขอพระบรมราชานุญาต พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งพระองค์พระบรมราชานุญาตให้เช่าที่ดินของ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยุรวงศ์ (ดิศ บุนนาค) สร้างอาคารสำนักงานและโรงเก็บสินค้าคนไทยสมัยนั้นเรียกว่า ห้างหันแตร ปัจจุบัน ศูนย์การค้า เป็นที่นิยมมากกว่า ห้างสรรพสินค้า ทั้งด้านการท่องเที่ยวและการพาณิชย์ ศูนย์การค้าต่าง ๆ ในกรุงเทพมหานครได้สร้างรายได้ทั้งจาก ภาษีมูลค่าเพิ่ม และ ภาษีธุรกิจเฉพาะ ให้แก่กรุงเทพมหานครด้วยโดยศูนย์การค้าที่เปิดทำการล่าสุดได้แก่ ไอคอนสยาม เป็นศูนย์การค้าที่เปิดในเดือน ตุลาคม พ.ศ. 2561 และยังเป็นตึกที่สูงที่สุดในประเทศไทยอีกด้วยโรงภาพยนตร์ โรงภาพยนตร์. โรงภาพยนตร์ในกรุงเทพมหานครเกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2440 ได้แก่ โรงละครหม่อมเจ้าอลังการ โรงภาพยนตร์ ศาลาเฉลิมกรุง เป็นโรงมหรสพแห่งแรกของเอเชียที่ใช้เครื่องปรับอากาศ ปัจจุบัน โรงภาพยนตร์มักตั้งอยู่ในศูนย์การค้าต่าง ๆวัดและพระราชวัง วัดและพระราชวัง. กรุงเทพมหานครมีวัดทั้งหมด 449 แห่ง โดยเขตที่มีวัดมากที่สุดได้แก่ เขตบางกอกน้อย มีทั้งสิ้น 32 วัด พระราชวังมีทั้งหมด 8 แห่ง วังมีทั้งหมด 17 แห่ง (ข้อมูลวันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2554)การจัดลำดับเมืองท่องเที่ยวประเภทจำนวนนักท่องเที่ยวการจัดลำดับเมืองท่องเที่ยว. ประเภทจำนวนนักท่องเที่ยว. - ในปี พ.ศ. 2555 การจัดลำดับโดย Master Card Global Deslination Cities Index 2012 กรุงเทพมหานครคว้าอันดับ 1 สุดยอดเมืองจุดหมายปลายทางของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และเป็นอันดับ 3 ของโลก - ในปี พ.ศ. 2556 MasterCard Global Destination Cities Index 2013 ระบุว่ากรุงเทพมหานครมีจำนวนนักท่องเที่ยวมากเป็นอันดับ 1 ของโลก - ในปี พ.ศ. 2557 MasterCard Global Destination Cities Index 2014 ระบุว่ากรุงเทพมหานครมีจำนวนนักท่องเที่ยวมากเป็นอันดับ 2 ของโลก 16.42 ล้านคน - ในปี พ.ศ. 2558 บริษัทวิจัย Euromonitor International ของอังกฤษ เปิดเผยรายงานการศึกษาประจำปี 2017 ชื่อ Top 100 City Destinations Ranking โดยในรายงานระบุว่ากรุงเทพมหานครเป็นเมืองท่องเที่ยวอันดับ 2 รองจาก ฮ่องกง โดยมีนักท่องเที่ยว 18.7 ล้านคนประเภทเมืองท่องเที่ยวประเภทเมืองท่องเที่ยว. - การจัดอันดับของนิตยสาร ทราเวลแอนด์เลเชอร์ (Travel and Leisure)กรุงเทพมหานครได้รับเลือกให้เป็นเมืองน่าเที่ยวอันดับหนึ่งของโลกใน พ.ศ. 2551, 2553, 2554 และ 2555 - ด้านเว็บไซต์ TripAdvisor ได้เปิดเผยผลสำรวจว่ากรุงเทพมหานครเป็นเมืองท่องเที่ยวที่ประหยัดค่าใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวเป็นอันดับที่ 3 จาก 48 เมืองทั่วโลกในปีพ.ศ. 2556 กรุงเทพมหานครเป็นเมืองท่องเที่ยวอันดับ 1 ของเอเซียและอันดับที่ 13 ของโลกจากเว็บไซต์ TripAdvisor- ด้านเว็บไซต์ TripAdvisor ได้เปิดเผยผลสำรวจในปี พ.ศ. 2557 กรุงเทพมหานครเป็นเมืองท่องเที่ยวอันดับ 5 ของเอเซียและอันดับที่ 20 ของโลก รวมทั้งเป็นเมืองที่มีราคาที่พักถูกและคุ้มที่สุดในโลกเป็น อันดับ 4 ของโลกจากเว็บไซต์ TripAdvisor- ด้านเว็บไซต์ economist.com ได้เปิดเผยผลสำรวจในปี พ.ศ. 2557 กรุงเทพมหานครเป็นเมืองท่องเที่ยวปลอดภัยอันดับ 39 ของโลกจาก 50 อันดับ และได้การอันดับ 14 จาก 18 อันดับของเอเซีย- ด้านเว็บไซด์ www.agoda.com ได้เปิดเผยผลสำรวจเมืองท่องเที่ยวยอดเยี่ยมในการมาท่องเที่ยวช่วงเทศกาลปีใหม่ กรุงเทพมหานครได้รับการจัดลำดับเป็นลำดับ 1- ในปี พ.ศ. 2559 สำนักข่าวซีเอ็นเอ็น ยกกรุงเทพฯ เป็นอันดับ 1 ใน 23 เมือง ที่มีอาหารข้างถนน หรือ Street food ดีที่สุดในโลกการคมนาคม การคมนาคม. เดิมทีกรุงเทพมหานครใช้การสัญจรทางน้ำเป็นหลัก โดยมีคลองมากจนได้ฉายาว่า "เวนิสตะวันออก" แต่ปัจจุบันบางแห่งได้มีการถมคลองเพื่อที่อยู่อาศัย การคมนาคมจึงเน้นหนักไปทางบกแทน ถนนสายแรกคือ ถนนเจริญกรุง ซึ่งสร้างเสร็จใน พ.ศ. 2407 หลังจากนั้น ได้มีการสร้างถนนใหม่ขึ้นมากมาย เช่น ถนนบำรุงเมือง ถนนเฟื่องนคร ประมาณ พ.ศ. 2533 ได้มีการสร้างทางพิเศษขึ้น เพื่อแก้ปัญหาการจราจรติดขัด ระบบขนส่งสาธารณะทางบกสมัยใหม่ ได้แก่ รถแท็กซี่ รถตุ๊กตุ๊ก เป็นต้น ส่วนระบบขนส่งทางราง ได้มีส่วนเข้ามาดำเนินการตั้งแต่ปี พ.ศ. 2436 โดยให้บริการระบบรถราง ซึ่งเปิดให้บริการตั้งแต่ พ.ศ. 2437 แต่ได้ถูกยกเลิกไปในปี พ.ศ. 2511 และใน พ.ศ. 2542 ได้มีการเปิดบริการรถไฟฟ้าสายแรกชื่อว่า รถไฟฟ้าบีทีเอส รถไฟฟ้ามหานคร สายเฉลิมรัชมงคล ในปี พ.ศ. 2547 รถไฟฟ้าเชื่อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ในปี พ.ศ. 2553 และรถไฟฟ้ามหานคร สายฉลองรัชธรรม ในปี พ.ศ. 2559 ส่วนระบบขนส่งทางน้ำนั้น ให้บริการเส้นทางในแม่น้ำเจ้าพระยาและคลองแสนแสบ การเดินทางจากกรุงเทพมหานครไปยังจังหวัดต่าง ๆ มีหลายเส้นทาง ได้แก่ ทางหลวงแผ่นดิน ทางรถไฟ นอกจากนี้ ยังสามารถเชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้านได้อีกด้วยทางรถยนต์ ทางรถยนต์. กรุงเทพมหานครเป็นจุดเริ่มต้นของถนนหลักของประเทศไทย ได้แก่- ถนนพหลโยธิน (ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1) - ถนนสุขุมวิท (ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 3) - ถนนเพชรเกษม (ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 4) - ถนนพระรามที่ 2 (ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 35) ทั้งนี้ มีทางหลวงสายหลักที่ไม่ได้เริ่มต้นจากกรุงเทพมหานคร เช่น ถนนมิตรภาพ (ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 2 ) ซึ่งเริ่มต้นที่จังหวัดสระบุรี ในเขตกรุงเทพมหานครมีทางหลวงพิเศษ 3 สาย ได้แก่1. ทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 รวม 126 กิโลเมตร เปิดใช้บริการครั้งแรก 79 กิโลเมตร เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2541 2. ทางหลวงพิเศษหมายเลข 9 (ถนนกาญจนาภิเษก) เปิดใช้บริการส่วนต่อขยายครั้งล่าสุด (ด้านใต้) วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550 3. ทางหลวงหมายเลข 338 (ถนนบรมราชชนนี) - ทางยกระดับ 5. ทางยกระดับอุตราภิมุข มีระยะทางรวมประมาณ 28 กิโลเมตร ซึ่งเป็นโครงการที่อยู่ในการบริหารจัดการโดยบริษัททางยกระดับดอนเมืองจำกัด (มหาชน) ระยะทางประมาณ 22 กิโลเมตรจากดินแดงถึงอนุสรณ์สถานแห่งชาติ (ทางยกระดับดอนเมือง) เปิดบริการเมื่อ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2537 และอยู่ในการบริหารจัดการโดยกรมทางหลวง ระยะทางประมาณ 6 กิโลเมตร จากอนุสรณ์สถานแห่งชาติถึงรังสิต (ส่วนของกรมทางหลวง) เปิดบริการเมื่อ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2541 6. ทางคู่ขนานลอยฟ้าพระบรมราชชนนี จากทางแยกอรุณอมรินทร์ถึงทางแยกต่างระดับสิรินธรระยะทาง 4.50 กิโลเมตร และจากทางแยกต่างระดับสิรินธรถึงจุดสิ้นสุดโครงการ บริเวณเลยจุดข้ามทางแยกต่างระดับพุทธมณฑล สาย 2 ไปอีก 500 เมตร ระยะทาง 9.30 กิโลเมตร เปิดเมื่อวันที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2541- ทางพิเศษ กรุงเทพมหานครมีทางพิเศษ (ทางด่วน) ทั้งหมด 9 เส้นทาง ทางเชื่อมพิเศษทั้งหมด 2 เส้นทาง แบ่งเป็นทางพิเศษของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย 8 เส้นทาง ทางเชื่อมพิเศษของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย 2 เส้นทาง และทางหลวงพิเศษของกรมทางหลวง 1 เส้นทาง เพื่อแก้ไขปัญหาการจราจรติดขัด โดยประชาชนต้องชำระเงินเป็นกรณีพิเศษ- ทางพิเศษของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ได้แก่1. ทางพิเศษเฉลิมมหานคร (ระบบทางด่วนขั้นที่ 1) ระยะทางรวม 27.1 กิโลเมตร ประกอบด้วย1. สายดินแดง-ท่าเรือ ระยะทาง 8.9 กิโลเมตร เปิดให้บริการ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2524 2. สายบางนา-ท่าเรือ ระยะทาง 7.9 กิโลเมตร เปิดให้บริการ 17 มกราคม พ.ศ. 2526 3. สายดาวคะนอง-ท่าเรือ ระยะทาง 10.3 กิโลเมตร เปิดให้บริการ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2530 2. ทางพิเศษศรีรัช (ระบบทางด่วนขั้นที่ 2) ระยะทางรวม 28.4กิโลเมตร เปิดให้บริการ 2 กันยายน พ.ศ. 2536 3. ทางพิเศษฉลองรัช (ทางด่วนสายรามอินทรา-อาจณรงค์) ระยะทาง 18.7 กิโลเมตร ทางพิเศษฉลองรัชได้เปิดให้บริการตลอดสาย เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2539 4. ทางพิเศษบูรพาวิถี (ทางด่วนสายบางนา-ชลบุรี) ระยะทาง 55 กิโลเมตร เปิดให้บริการตลอดสายเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2543 5. ทางพิเศษอุดรรัถยา (ทางด่วนสายบางปะอิน-ปากเกร็ด) ระยะทางรวม 32 กิโลเมตร ระยะที่ 1 ทาง 22 กิโลเมตร เปิดให้บริการ 2 ธันวาคม 2541 และระยะที่ 2 ระยะทาง 10 กิโลเมตร เปิดให้บริการ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2542 6. ทางพิเศษสาย S1 ระยะทาง 4.7 กิโลเมตร ก่อสร้างเป็นทางยกระดับ 6 ช่องจราจร เปิดให้บริการ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2548 7. ทางพิเศษสายรามอินทรา-วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร ระยะทาง 9.5 กิโลเมตร เปิดให้บริการเมื่อวันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2552 8. ทางพิเศษสายสายบางพลี-สุขสวัสดิ์ ก่อสร้างเป็นทางขนาด 6 ช่องจราจร ระยะทาง 22.5 กิโลเมตร เปิดให้บริการวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550- ทางเชื่อมพิเศษของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ได้แก่1. ทางเชื่อมทางพิเศษ สายบางพลี-สุขสวัสดิ์ กับ ทางพิเศษบูรพาวิถี เปิดบริการ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2552 2. ทางเชื่อมต่อทางพิเศษสายบางพลี-สุขสวัสดิ์กับถนนวงแหวนอุตสาหรรม 2 กิโลเมตร เปิดใช้ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2554ทางรถโดยสารประจำทางด่วนพิเศษ ทางรถโดยสารประจำทางด่วนพิเศษ. กรุงเทพมหานครมีบริการ รถโดยสารด่วนพิเศษ สายสาทร-ราชพฤกษ์ทางรถโดยสารประจำทาง ทางรถโดยสารประจำทาง. รถโดยสารประจำทางมีหลายสายเพื่อเป็นการบริการประชาชน ให้บริการในราคาย่อมเยา โดยรถโดยสารประจำทางเฉพาะพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีทั้งหมด 254 สาย ซึ่งในจำนวนนี้มีที่ขึ้นทางด่วนของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย 36 เส้นทาง และเป็นเส้นทางที่ใช้รถปรับอากาศในเส้นทางเดียวกับเส้นทางปกติ 143 เส้นทาง ดังนั้นจึงคงเหลือรถธรรมดาที่ไม่ขึ้นทางด่วนและไม่มีรถปรับอากาศบริการในเส้นทางนั้น ๆ 75 เส้นทาง รถโดยสารร่วมบริการขนาดเล็ก (มินิบัส) ราคา 8 บาทตลอดสาย รถโดยสารธรรมดาของ ขสมก. ราคา 6.50 บาทตลอดสาย รถโดยสารธรรมดาร่วมบริการราคา 8 บาทตลอดสาย รถโดยสารปรับอากาศราคาเริ่มต้น 10 บาท และ รถโดยสารปรับอากาศแบบยูโร 2 ราคาเริ่มต้น 11 บาท โดยหากใช้บริการในยามค่ำระหว่างช่วง 23:00 ถึง 5:00 ราคาจะเพิ่มขึ้น 1.50 บาท ตลอดสาย และหากรถขึ้นทางด่วนจะเพิ่มราคาขึ้นอีก 2 บาท (ค่าธรรมเนียมรถบริการตลอดคืน และรถบริการทางด่วนนี้ จะจัดเก็บเฉพาะรถโดยสารธรรมดา ส่วนรถโดยสารปรับอากาศ จะไม่มีการจัดเก็บแต่อย่างใด)- รถโดยสารประจำทางต่างจังหวัด รถโดยสารประจำทางหรือรถโดยสารประจำทางปรับอากาศ สำหรับเดินทางไปจังหวัดต่าง ๆ ในประเทศไทย โดยมีสถานีหลักอยู่ที่- สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพ (จตุจักร) (หรือที่เรียกกันติดปากว่า หมอชิตใหม่ หรือ หมอชิต 2) สำหรับเดินทางขึ้นเหนือ ไปภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง (รวมทั้งภาคตะวันออก ภาคตะวันตก และภาคใต้ในบางเส้นทาง) - สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพ (เอกมัย) สำหรับเดินทางไปภาคตะวันออก - สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพ (ถนนบรมราชชนนี) สำหรับเดินทางลงใต้ ไปภาคใต้ และภาคตะวันตก- รถโดยสารประจำทางต่างประเทศ รถโดยสารประจำทางหรือรถโดยสารประจำทางปรับอากาศ สำหรับเดินทางไปประเทศกัมพูชา โดยมีสถานีหลักอยู่ที่- สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพ (จตุจักร) (หรือที่เรียกกันติดปากว่า หมอชิตใหม่ หรือ หมอชิต 2) สำหรับเดินทางไป อำเภออรัญประเทศ - ปอยเปต - พนมเปญ และเส้นทางที่ 2 ไป อำเภออรัญประเทศ - ปอยเปต - จังหวัดเสียมราฐ- รถโดยสารประจำทางด่วนพิเศษ รถโดยสารประจำทางด่วนพิเศษ เป็นระบบขนส่งมวลชนใหม่ของกรุงเทพมหานคร มีลักษณะคล้ายกับรถประจำทาง แต่การเดินของรถนั้นแยกออกจากถนนปกติ ปัจจุบันเปิดให้บริการในเส้นทาง ช่องนนทรี-ราชพฤกษ์ ระยะทาง 15.9 กิโลเมตร- รถปรับอากาศพิเศษ รถปรับอากาศพิเศษ (metrobus) เป็นรถของบริษัท พรีเมียร์ เมโทรบัส จำกัด บริการเดินรถในกรุงเทพมหานคร- รถตู้ประจำทาง ปัจจุบันมีทั้งหมด 126 สาย ให้บริการระหว่าง 05.00 น. ถึง 22.00 น. ค่าบริการอยู่ที่ 10-35 บาท เป็นรถปรับอากาศร่วมบริการ ขสมก. เพื่อเป็นทางเลือกแก่ผู้โดยสารที่ต้องการนั่งบนรถตลอดการเดินทาง- รถจักรยานยนต์ประจำทาง รถจักรยานยนต์ในกรุงเทพมหานคร มีอัตราบริการขั้นต่ำเริ่มต้นที่ 10 ถึง 20 บาททั้งนี้แล้วแต่ท้องที่นั้น ๆ จะเรียกเก็บค่าโดยสารตามระยะทางที่เดินทางโดยสูงสุดอาจถึง 500 บาท หากไปยังพื้นที่ที่ต้องไปในระยะไกลทางรถแท็กซี่ ทางรถแท็กซี่. ค่าโดยสารแท็กซี่มิเตอร์ในเขตกรุงเทพฯ ยุคแรก จะถูกกำหนดโดยประกาศกระทรวงคมนาคม พ.ศ. 2535 ลงนามโดยนายบรรหาร ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในรัฐบาลพลเอกสุจินดา คราประยูร โดยจะเป็นดังนี้ ในกรณีที่รถจอดหรือเคลื่อนที่ได้ไม่เกิน 6 กิโลเมตร/ชั่วโมง มิเตอร์เวลาจะเดิน อัตราค่าโดยสาร 1.00 บาท/นาที ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2539 ได้มีการอนุมัติปรับค่าโดยสารแท็กซี่ขึ้นครั้งที่ 1 ซึ่งใช้อัตรานี้มาจนถึง พ.ศ. 2551 โดยอัตราค่าโดยสารเป็นดังนี้ ในกรณีที่รถจอดหรือเคลื่อนที่ได้ไม่เกิน 6 กิโลเมตร/ชั่วโมง มิเตอร์เวลาจะเดิน อัตราค่าโดยสาร 1.25 บาท/นาที ในช่วงเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2551 ได้มีการปรับอัตราค่าโดยสารแท็กซี่ขึ้นเป็นครั้งที่ 2 ซึ่งใช้อัตราค่าโดยสารนี้จนถึงปี พ.ศ. 2557 โดยอัตราค่าโดยสารใหม่คือ ในกรณีที่รถจอดหรือเคลื่อนที่ได้ไม่เกิน 6 กิโลเมตร/ชั่วโมง มิเตอร์เวลาจะเดิน อัตราค่าโดยสาร 1.50 บาท/นาที ปัจจุบัน กระทรวงคมนาคม ได้อนุมัติการปรับขึ้นค่าโดยสารแท็กซี่มิเตอร์เป็นครั้งที่ 3 โดยมีผลตั้งแต่เดือนธันวาคม พ.ศ. 2557 เป็นต้นไป โดยอัตราค่าโดยสารใหม่คือ ในกรณีที่รถจอดหรือเคลื่อนที่ได้ไม่เกิน 6 กิโลเมตร/ชั่วโมง มิเตอร์เวลาจะเดิน อัตราค่าโดยสาร 2.00 บาท/นาที โดยการคิดค่าโดยสารนั้น จะคิดแยกเป็นส่วน ๆ (ส่วนของระยะทาง และส่วนของเวลา) ส่วนของระยะทาง มิเตอร์คำนวณค่าโดยสารได้เท่าไร จะปัดขึ้นเป็นจำนวนเต็มคี่ที่อยู่ถัดขึ้นไป (เช่น คำนวณได้ 47.75 บาท ก็จะปัดขึ้นเป็น 49 บาท ซึ่งเป็นจำนวนเต็มคี่ที่อยู่ถัดไป) ส่วนของมิเตอร์เวลา มิเตอร์เวลาคำนวณค่าโดยสารได้เท่าไร จะปัดลงเป็นจำนวนเต็มคู่ที่อยู่ลงมา (เช่น มิเตอร์เวลาเดินไปได้ 3.75 บาท ก็จะปัดทิ้งเป็น 2 บาท ซึ่งเป็นจำนวนเต็มคู่ที่อยู่ถัดลงมา) นอกจากนี้ปัจจุบัน ยังได้ลดอายุการวิ่งบนท้องถนน 9 ปี จากรถรุ่นก่อน ๆ สามารถวิ่งได้ 12 ปี แต่ยกเว้นแท็กซี่สีเหลือง-ดำ ซึ่งเป็นแท็กซี่รุ่นเก่าประมาณ ซึ่งสามารถวิ่งเป็นแท็กซี่บนท้องถนนได้ต่อไปเรื่อย ๆ เนื่องจากไม่มีการจำกัดอายุการใช้งานเป็นแท็กซี่แต่อย่างใด ปัจจุบันได้มีบริการเรียกรถแท็กซี่ผ่านระบบคอมพิวเตอร์โดยจะเสียค่ารถวิ่งเปล่า 25 บาท รู้จักในนาม Grab taxiทางระบบขนส่งมวลชนเร็ว ทางระบบขนส่งมวลชนเร็ว. กรุงเทพมหานคร เป็นที่ตั้งของระบบขนส่งมวลชนเร็ว สถานีรถไฟกรุงเทพ (หัวลำโพง) ซึ่งเป็นสถานีศูนย์กลางของประเทศไทย ในปัจจุบัน ซึ่งมีผู้คนมากมายมาใช้บริการรถไฟไปยังจังหวัดในภูมิภาคต่าง ๆ กรุงเทพมหานคร เป็นเมืองเดียวในประเทศไทยที่มีระบบรถไฟฟ้า ซึ่งประกอบด้วย 3 ระบบ คือ รถไฟฟ้าบีทีเอส รถไฟฟ้ามหานคร สายเฉลิมรัชมงคล และ รถไฟฟ้าเชื่อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และในอนาคต อาจมีความยาวเกือบ 400 กิโลเมตร ในเขตกรุงเทพและปริมณฑล ซึ่งได้มีโครงการรถไฟฟ้ามาตั้งแต่ พ.ศ. 2518 แล้ว รถไฟฟ้าบีทีเอส เปิดให้บริการในปี พ.ศ. 2542 แบ่งการเดินรถเป็น 2 เส้นทาง ได้แก่ สายสุขุมวิท และ สายสีลม รวมระยะทาง ส่วน รถไฟฟ้ามหานคร เปิดให้บริการในปี พ.ศ. 2547 สายที่เปิดให้บริการในปัจจุบัน คือ รถไฟฟ้ามหานคร สายเฉลิมรัชมงคล ระยะทาง จำนวน 19 สถานี รวมทั้งบางส่วนของรถไฟฟ้ามหานคร สายฉลองรัชธรรม และรถไฟฟ้าเชื่อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เปิดให้บริการในปี พ.ศ. 2553 ดำเนินการโดย การรถไฟแห่งประเทศไทย เพื่อเชื่อมต่อท่าอากาศยานสุวรรณภูมิไปยังใจกลางเมือง ระยะทาง จำนวน 8 สถานี ในขณะนี้ รถไฟฟ้าบีทีเอสและรถไฟฟ้ามหานคร สายเฉลิมรัชมงคล อยู่ในระหว่างการก่อสร้างส่วนต่อขยาย เส้นทางรถไฟฟ้าที่กำลังก่อสร้างใหม่ ได้แก่ รถไฟฟ้ามหานคร สายสีม่วงส่วนต่อขยาย และรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีเส้นทางรถไฟฟ้าในโครงการอีก 10 สาย มีทั้งรถไฟฟ้าขนาดหนัก (Heavy rail) และรถไฟฟ้ารางเดี่ยวหรือรางเบา (Monorail) ซึ่งจะเร่งรัดให้เสร็จภายใน พ.ศ. 2572 กรุงเทพมหานครมีบริการรถรางของรัฐได้แก่ รถรางรอบเกาะรัตนโกสินทร์คิดค่าบริการ 30 บาท ดำเนินการขนส่งภายใน เขตพระนคร ลักษณะรถทัวร์ชมเมืองวิ่งบนถนน ไม่ใช่รถรางไฟฟ้าทางรถราง ทางรถราง. ในเขตกรุงเทพมหานคร มีรถรางให้บริการประชาชนและนักท่องเที่ยวภายในเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เขตบางคอแหลม ระยะทางประมาณ 150 เมตร ของบริษัท ริเวอร์ไซด์ มาสเตอร์แพลน ในส่วนของรถรางที่ใช้ล้อยางที่ไม่ใช้ระบบรางได้แก่ รถรางชมเมือง ซึ่งกรุงเทพมหานครมีบริการ 3 ขบวน เที่ยวรอบเกาะรัตนโกสินทร์ ให้บริการในวันที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2556 ภายหลังหยุดประกอบกิจการในปี พ.ศ. 2553 ดำเนินกิจการโดย บริษัท ศรีกัลยาทัวร์ จำกัดทางอากาศ ทางอากาศ. กรุงเทพมหานครมีท่าอากาศยานหลัก 2 ท่าอากาศยาน คือ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิในอำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ เป็นท่าอากาศยานนานาชาติขนาดใหญ่ที่รองรับผู้โดยสารต่างประเทศเข้าสู่กรุงเทพมหานคร และผู้โดยสารในประเทศออกสู่ต่างประเทศเป็นหลัก และท่าอากาศยานดอนเมือง ตลอดทั้งปี พ.ศ. 2561 มีสายการบินจำนวน 112 สายการบินใช้บริการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ แบ่งเป็น เครื่องขนส่งผู้โดยสาร 101 สายการบิน และเครื่องขนส่งสินค้าเพียงอย่างเดียว 11 สายการบินโดยสายการบินฟลายดูไบได้ยกเลิกทำการบินไปเมื่อวันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2561 ในปี พ.ศ. 2561 จำนวนประเทศที่ทำการบินมาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิได้แก่ 55 ประเทศ โดยท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเปิดใช้มาตั้งแต่วันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2549 แทน ท่าอากาศยานดอนเมืองที่เปิดใช้มาตั้งแต่ พ.ศ. 2457 แต่ต่อมาในเดือนตุลาคม ปี พ.ศ. 2555 รัฐบาลได้มีมติให้ท่าอากาศยานดอนเมืองกลับมาเป็นท่าอากาศยานพาณิชย์อีกครั้งหลัง ปัจจุบัน ท่าอากาศยานดอนเมือง รับเที่ยวบิน จาก ประเทศจีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น สิงคโปร์ มาเลเซีย มัลดีฟส์ พม่า เวียดนาม อินโดนีเซีย ไต้หวัน อินเดีย กัมพูชา ฮ่องกง มาเก๊า ประเทศฟิลิปปินส์ และ ในวันที่ 1 lสิงหาคม พ.ศ. 2561 ท่าอากาศยานดอนเมืองรับเที่ยวบินจากท่าอากาศยานนานาชาติตริภูวัน ประเทศเนปาล เป็นประเทศล่าสุดในการให้บริการรวม 14 ประเทศ ส่วนเที่ยวบินภายในประเทศที่มีบริการที่ท่าอากาศยานดอนเมืองเท่านั้นได้แก่เที่ยวบินไปกลับ ท่าอากาศยานแพร่ ท่าอากาศยานตรัง ท่าอากาศยานร้อยเอ็ด ท่าอากาศยานนครพนม ท่าอากาศยานนครศรีธรรมราช ท่าอากาศยานระนอง ท่าอากาศยานสกลนคร ท่าอากาศยานบุรีรัมย์ ท่าอากาศยานแม่ฮ่องสอน ท่าอากาศยานพิษณุโลก ท่าอากาศยานบุรีรัมย์ ท่าอากาศยานเพชรบูรณ์ ท่าอากาศยานน่านนคร ซึ่งท่าอากาศยานสุวรรณภูมิไม่มีบริการใน 13 จังหวัดดังกล่าวทางน้ำ ทางน้ำ. เรือโดยสารทั้งทางแม่น้ำเจ้าพระยาและคลองมีดังนี้- เรือโดยสารคลองแสนแสบ - เรือหางยาวโดยสารคลองพระโขนง (พระโขนง-ตลาดเอื่ยมสมบัติ) - เรือด่วนเจ้าพระยา: เรือด่วนประจำทางและเรือด่วนพิเศษ (ธงส้ม ธงเหลือง ธงฟ้า และธงเขียว-เหลือง) - เรือหางยาวด่วนคลองบางกอกน้อย - เรือโดยสารคลองภาษีเจริญ - เรือด่วนสาทร-คลองเตย ส่วนท่าเรือสำหรับขนส่งผู้โดยสารและรับส่งสินค้าที่สำคัญของกรุงเทพมหานคร คือ ท่าเรือกรุงเทพ ซึ่งตั้งอยู่ที่เขตคลองเตยระยะทางจากกม.0ไปเขตต่างๆระยะทางจากกม.0ไปเขตต่างๆ. - เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย 1 กิโลเมตร - เขตพระนคร 1 กิโลเมตร - เขตดุสิต 3 กิโลเมตร - เขตปทุมวัน 3 กิโลเมตร - เขตคลองสาน 4 กิโลเมตร - เขตราชเทวี 4 กิโลเมตร - เขตสัมพันธวงศ์ 4 กิโลเมตร - เขตธนบุรี 5 กิโลเมตร - เขตบางกอกน้อย 5 กิโลเมตร - เขตบางรัก 5 กิโลเมตร - เขตบางกอกน้อย 6 กิโลเมตร - เขตบางพลัด 6 กิโลเมตร - เขตพญาไท 6 กิโลเมตร - เขตดินแดง 7 กิโลเมตร - เขตตลิ่งชัน 7 กิโลเมตร - เขตบางซื่อ 8 กิโลเมตร - เขตบางคอแหลม 9 กิโลเมตร - เขตสาทร 9 กิโลเมตร - เขตจอมทอง 10 กิโลเมตร - เขตราษฎร์บูรณะ 10 กิโลเมตร - เขตภาษีเจริญ 11 กิโลเมตร - เขตห้วยขวาง 11 กิโลเมตร - เขตวัฒนา 12 กิโลเมตร - เขตคลองเตย 13 กิโลเมตร - เขตจตุจักร 13 กิโลเมตร - เขตยานนาวา 13 กิโลเมตร - เขตบางกะปิ 18 กิโลเมตร - เขตลาดพร้าว 18 กิโลเมตร - เขตทวีวัฒนา 19 กิโลเมตร - เขตวังทองหลาง 19 กิโลเมตร - เขตสวนหลวง 19 กิโลเมตร - เขตพระโขนง 20 กิโลเมตร - เขตหลักสี่ 20 กิโลเมตร - เขตบางแค 21 กิโลเมตร - เขตดอนเมือง 22 กิโลเมตร - เขตบางนา 22 กิโลเมตร - เขตบึงกุ่ม 22 กิโลเมตร - เขตทุ่งครุ 23 กิโลเมตร - เขตบางขุนเทียน 23 กิโลเมตร - เขตบางเขน 25 กิโลเมตร - เขตหนองแขม 26 กิโลเมตร - เขตประเวศ 27 กิโลเมตร - เขตสะพานสูง 28 กิโลเมตร - เขตสายไหม 29 กิโลเมตร - เขตมีนบุรี 30 กิโลเมตร - เขตบางบอน 31 กิโลเมตร - เขตคันนายาว 32 กิโลเมตร - เขตคลองสามวา 33 กิโลเมตร - เขตลาดกระบัง 34 กิโลเมตร - เขตหนองจอก 46 กิโลเมตรปัญหาในปัจจุบันการจราจรติดขัด ปัญหาในปัจจุบัน. การจราจรติดขัด. ปัญหาการจราจรติดขัดในกรุงเทพมหานคร นอกจากจะมีสาเหตุจากจำนวนรถยนต์ที่เพิ่มขึ้นทุกปีแล้ว ยังมีปัจจัยเร่งให้ปัญหาทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น คือ มีประชาชนจากต่างจังหวัดเข้ามาอาศัยเป็นจำนวนมาก ทุกครั้งเมื่อถึงช่วงเทศกาล สงกรานต์ มักพบว่ามีผู้เดินทางกลับภูมิลำเนาเป็นจำนวนมาก ซึ่งปัญหานี้ไม่ได้แตกต่างจากกรุงปักกิ่ง เท่าใดนักปัญหาการจราจรติดขัดยังนำไปสู่ปัญหามลพิษทางอากาศและ มลภาวะทางเสียง ในปี พ.ศ. 2551 มีถนนที่มีค่าฝุ่นละอองขนาดเล็กเกิน 10 ไมโครเมตร (ค่ามาตรฐาน) จำนวน 10 สายในกรุงเทพมหานคร และมี 2 สาย ที่มีระดับเสียงเกินมาตรฐานทุกวัน กล่าวคือเกิน 70 เดซิเบล และมีถนนที่มีการจราจรหนาแน่นเกินมาตรฐาน 3 สาย ต่อมาในปี พ.ศ. 2555 กรมมลพิษรายงานจากผลการวิจัยวัดค่าฝุ่นละอองในอากาศ ขนาดไม่เกิน 10 ไมครอน (PM10) ตั้งแต่ พ.ศ. 2549 - 2552 พบว่า มีค่าเฉลี่ยความเข้มข้นของสารก่อมะเร็ง PAHs อยู่ที่ 554 พิโคกรัม (ค่ามาตรฐานไม่เกิน 250 พิโครกรัม/ลบ.ม.) เมื่อนำค่าเฉลี่ยสารก่อมะเร็งในกรุงเทพมหานครไปเปรียบเทียบกับเมืองต่าง ๆ ในทวีปเอเชีย กรุงเทพมหานครอยู่ในลำดับ 13โดยสาเหตุหลักมาจากท่อไอเสียรถยนต์ วิกฤตการณ์การเมืองในประเทศ เป็นปัจจัยเร่งให้ปัญหานี้เพิ่มมากขึ้น วันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2555 สำนักข่าวบีบีซีรายงานว่ากรุงเทพมหานครเป็นเมืองหลวงที่มีการจราจรทางถนนหนาแน่นที่สุดของโลก จากนโยบายคืนภาษีรถคันแรกของรัฐบาล นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นผลให้มีรถยนต์แล่นบนท้องถนนกว่า 5 ล้านคัน ทั้งที่พื้นที่ของถนนของกรุงเทพมหานครรองรับรถยนต์ได้เพียง 2 ล้านคันเท่านั้น ด้านกรมขนส่งทางบกระบุจำนวนรถทุกประเภทที่จดทะเบียนสะสม กรุงเทพมหานคร ณ วันที่ 29 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ที่ 9,096,936 คันถนนชำรุด ถนนชำรุด. ใน พ.ศ. 2554 ได้เกิดอุทกภัยในกรุงเทพมหานคร เป็นปัจจัยเร่งในการทำให้เกิดถนนชำรุด ต่อมาใน พ.ศ. 2555 ได้เกิดเหตุถนนทรุดตัวที่ ถนนพระรามที่ 4 แยกวิทยุ-เพชรบุรี วันที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2555 โดยถนนทรุดตัวกว้าง 5 เมตรลึก 2 เมตร และทางเดินเท้า ถนนพระรามที่ 3 แยกเจริญราษฎร์ วันที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2555 โดยถนนทรุดตัวกว้าง 5 เมตร ลึก 3 เมตร และในวันที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2555 ถนนเจริญกรุง บริเวณหน้าโรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ เขตบางคอแหลม พบโพรงใต้ผิวถนนและเกิดโพรงขนาด 50 เซนติเมตร ต่อมาในวันที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2555 ถนนพญาไทขาออก แยกปทุมวัน ได้ทรุดเป็นหลุมลึก 1 เมตร กว้างประมาณ 60 เซนติเมตร และในวันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2555 ถนนยุบตัวเป็นหลุมลึกกว่า 1 เมตร กลางแยกอโศก ถนนสุขุมวิท จากการสำรวจของสำนักการโยธา ตรวจสอบพื้นผิวการจราจรทั้ง 50 เขตพบว่าในพื้นที่ 36 เขต มีจุดที่เสี่ยงต่อการทรุดตัวทั้งหมด 155 จุด คิดเป็นจำนวนถนน 65 สาย และในวันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2555 เกิดเหตุถนนยุบตัวเป็นหลุมกว้าง บริเวณถนนงามวงศ์วาน จากแยกเกษตร มุ่งหน้าถนนวิภาวดีรังสิต ตรงข้ามมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ด้านหน้าร้านอาหารใบไม้ร่าเริง โดยจุดที่เกิดการยุบตัวนั้นมีขนาดความกว้างประมาณ 1.5 เมตร ยาวประมาณ 2 เมตร และลึก 3 เมตร ในปี พ.ศ. 2556 กรุงเทพมหานครยังคงประสบปัญหาถนนชำรุดโดยรถประจำทางสาย 13 ได้ตกลงไปในหลุมขนาดใหญ่กลางถนนวิทยุใกล้แยกเพลินจิต ซึ่งเกิดทรุดตัวกะหันหันกว้าง 3 เมตร ลึก 1 เมตร คาดเกิดจากท่อประปาใต้ถนนแตก น้ำเซาะดินจนพื้นทรุด เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2556 ต่อมาในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556 เกิดเหตุถนนทรุดตัว บริเวณปากซอยเจริญกรุง 70/2 กว้าง 1 เมตร ลึก 1 เมตรทัศนียภาพ ทัศนียภาพ. ปัญหาทัศนียภาพเป็นปัญหาหนึ่งในกรุงเทพมหานครที่แตกต่างจากเมืองอื่น เนื่องจากในกรุงเทพมหานครมีป้ายผิดกฎหมายเป็นจำนวนมาก ประภากร วทานยกุล อดีตนายกสมาคมสถาปนิกสยาม กล่าวว่า ผลกระเทือนจากป้ายผิดกฎหมายทั้งหลายนี้ มีตั้งแต่ระดับเบา จนถึงรุนแรง เช่น บดบังความงามทางทัศนียภาพ ไปจนถึงถูกลมพัดพังถล่มทับบ้านเรือนประชาชน ในกรณีนี้มีให้เห็นกันเป็นประจำ โดยที่ยังไม่มีมาตรการใด ๆ ออกมาแก้ไขปรับปรุงปัญหาดังกล่าวได้ ขณะที่ ดร.ธีระชน มโนมัยพิบูลย์ รองผู้ว่ากรุงเทพมหานครในขณะนั้น เปิดเผยเมื่อวันที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2554 ว่าป้ายผิดกฎหมายในกรุงเทพมีมากถึง 1,928 ป้าย อย่างไรก็ตาม สำนักเทศกิจและสำนักงานเขต 50 เขต จัดเก็บป้ายผิดกฎหมายในพื้นที่ และเปรียบเทียบปรับตามพระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของเมือง พ.ศ. 2535 และจัดเก็บภาษีตามพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ. 2510 ตั้งแต่เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2552 ถึงเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2554 จัดเก็บได้ 1,327,229 ป้ายอาชญากรรม อาชญากรรม. ปัญหาอาชญากรรมในกรุงเทพมหานครยังคงมีอย่างต่อเนื่อง โดยในรายงานของสำนักงานกิจการยุติธรรม กระทรวงยุติธรรม ได้ทำการรวบรวมวิจัยปัญหานี้ตลอดปี พ.ศ. 2550 พบว่าเหยื่ออาชญากรรมที่เป็นสมาชิกครัวเรือนมีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป จำนวน 52,410 รายนั้น ส่วนใหญ่ตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมต่อทรัพย์สิน ร้อยละ 96.1 เหยื่ออาชญากรรมมีอายุระหว่าง 45 - 59 ปี มากที่สุดคือ ร้อยละ 33.2 เหยื่ออาชญากรรมเป็นเพศชาย ร้อยละ 46.4 และหญิง ร้อยละ 53.6 มีสัญชาติไทย ร้อยละ 99.6 เชื้อชาติไทย ร้อยละ 99.0 นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 94.1 มีการศึกษาสูงสุดในระดับประถมศึกษาเป็นจำนวนมากที่สุดคือร้อยละ 31.2 เหยื่ออาชญากรรมในกรุงเทพมหานคร รายงานว่าอาชญากรรมที่ประสบในภาพรวมเกิดเหตุในช่วงเวลา 00.01–03.00 น. มากที่สุดถึงร้อยละ 21.1 สถานที่เกิดเหตุอาชญากรรมทั้งหมดในกรุงเทพมหานครพบว่า ส่วนใหญ่เหยื่อระบุว่า เกิดเหตุขึ้นบริเวณบ้านที่พักอาศัยของเหยื่อเอง คิดเป็นร้อยละ 74.8การระบายน้ำ การระบายน้ำ. เนื่องจากกรุงเทพมหานครมีการขยายของเมืองส่งผลให้เกิดปัญหาน้ำท่วมทันทีที่ฝนตกหนักโดยในคืนของวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ภายหลังฝนตกหนักทั้งคืน กรุงเทพมหานครน้ำท่วมทันทีในวันรุ่งขึ้นเมืองพี่น้อง เมืองพี่น้อง. กรุงเทพมหานครได้สถาปนาความสัมพันธ์เมืองพี่น้องกับหลายเมืองในหลายประเทศ และเมืองภายในประเทศ ได้แก่- กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา (2505) (หมายเหตุ:กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ได้สถาปนาความสัมพันธ์เมืองพี่น้องกับกรุงเทพมหานครเป็นแห่งแรก) - กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน (2536) - กรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย (2540) - เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ประเทศรัสเซีย (2540) - กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ (2540) - อัสตานา ประเทศคาซัคสถาน (2547) - แต้จิ๋ว ประเทศจีน (2548) - เฉิงตู ประเทศจีน (2560) - นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา (2549) - โซล ประเทศเกาหลีใต้ (2549) - กรุงอังการา ประเทศตุรกี (2549) - จังหวัดแพร่ ประเทศไทย (2549) - กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม (2549) - ดานัง ประเทศเวียดนาม (2555) - กรุงเปียงยาง ประเทศเกาหลีเหนือ (2555) - นครโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม (2555) - กรุงเวียงจันทน์ ประเทศลาว (2555) - หลวงพระบาง ประเทศลาว (2555) - กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา (2555) - กรุงอูลานบาตอร์ มองโกเลีย (2549) - กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี (2549) - ฟูกูโอกะ ประเทศญี่ปุ่น (2549) - กรุงบัวโนสไอเรส ประเทศอาร์เจนตินา (2549) - บริสเบน ประเทศออสเตรเลีย (2550)- มิลาน ประเทศอิตาลี (2550) - ลิเวอร์พูล สหราชอาณาจักร (2550) - กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร (2550) - กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น (2550) - เคปทาวน์ ประเทศแอฟริกาใต้ (2550) - กรุงบูดาเปสต์ ประเทศฮังการี (2550) - ซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย (2550) - เพิร์ท ประเทศออสเตรเลีย (2550) - สยอร์ดัล ประเทศนอร์เวย์ (2552) - อิสตันบูล ประเทศตุรกี (2552) - กวางโจว ประเทศจีน (2552) - ลากุนดา ประเทศสวีเดน (2552) - กรุงริยาด ประเทศซาอุดิอาระเบีย (2553) - กรุงมาดริด ประเทศสเปน (2553)
| คำว่า กรุงเทพมหานคร แปลว่าอะไร | {
"answer": [
"พระนครอันกว้างใหญ่ดุจเทพนคร"
],
"answer_begin_position": [
5635
],
"answer_end_position": [
5662
]
} |
2,552 | 14,636 | แขนกล คนแปรธาตุ แขนกล คนแปรธาตุ () หรือ ฟูลเมทัลอัลเคมิสต์ (Fullmetal Alchemist) เป็นการ์ตูนและแอนิเมชัน โดยมีต้นแบบจากหนังสือการ์ตูนเขียนโดย ฮิโรมุ อาราคาวะ แปลและตีพิมพ์เป็นภาคภาษาไทยโดยสำนักพิมพ์สยามอินเตอร์คอมิกส์ ได้มีการทำเป็นแอนิเมชัน ฉายทางทีวี 51 ตอนจบ ลิขสิทธิ์ VCD และ DVD ภาคภาษาไทย โดยบริษัท ทีไอจีเอ และมีการจัดสร้างเป็นหลังภาคเสริมที่ฉายในโรงภาพยนตร์ โดยเนื้อหาเกิดขึ้นหลังจากที่ฉายทางโทรทัศน์ 2 ปีให้หลังโดยเป็นตอนจบสมบูรณ์ของเรื่องนี้ในฉบับแบบแอนิเมชัน จึงมีการประกาศสร้างใหม่ในปี ปี พ.ศ. 2553 ทาง TBS ได้รับเสียงเรียกร้องจากแฟนคลับของหนังสือให้รีเมคเรื่องเพื่อให้ตรงกับหนังสือรูปแบบเนื้อเรื่องตรงตามต้นฉบับจากหนังสือการ์ตูน จึงได้มีการเริ่มลงมือรีเมคทำใหม่ตั้งแต่ต้นจนตอนจบของหนังสือการ์ตูนตั้งแต่ปลายปี พ.ศ. 2551 จนเริ่มต้นการให้เสียงพากษ์ปลายเดือน พฤษภาคม พ.ศ. 2552 ทีมพากษ์ได้สร้างความประหลาดใจต่อแฟนคลับเป็นอย่างมากโดนนำทีมพากษ์เดิมมาพากษ์ในภาคใหม่นี้โดยมีชื่อว่า แขนกลคนแปลธาตุ ยังถูกนำมาทำเป็นวิดีโอเกมสำหรับเครื่องเล่นเพลย์สเตชัน 2 เกมบอยแอดวานซ์ และ นินเทนโด DS และเคยออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ไอทีวีในรายการไอทีวีการ์ตูนคลับ ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกันยายน พ.ศ. 2548 - ปลายเดือนมีนาคม พ.ศ. 2549 เวลา 9.00 - 9.30 น. ปัจจุบันออกอากาศทางช่อง ASTV3 Happy Variety Channel ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 17.00-17.30 น. ส่วนภาค บราเธอร์ฮู้ด ได้มีการจัดจำหน่ายโดยบริษัทโรส มีเดีย แอนด์ เอ็นเตอร์เทนเมนท์ โดยยังคงใช้นักพากย์ชุดเดิมบางส่วนของบริษัททีไอจีเอเนื้อเรื่อง เนื้อเรื่อง. เอ็ดเวิร์ด และ อัลฟองเซ เอลริค สองพี่น้องตระกูลเอลริค ต้องสูญเสียแม่ที่รักไปอย่างกะทันหันด้วยโรคระบาด ทั้งคู่จึงตัดสินใจใช้วิชาแปรธาตุในการ “ชุบชีวิตมนุษย์” ซึ่งถือเป็นวิชาต้องห้ามของการเล่นแร่แปรธาตุ เพื่อคืนชีวิตให้กับแม่ของตน แต่ด้วยสัจจะของโลกแล้วไม่สามารถสร้างชีวิตขึ้นมากจากความว่างเปล่าได้ เอ็ดและอัลต้องจ่ายค่าผ่านทางในการรับรู้แก่นแท้โดยแลกด้วยร่างกาย เอ็ดจ่ายด้วยขา ส่วนอัลจ่ายด้วยร่างกายทั้งหมด เมื่อกลับขึ้นมากจากประตูสัจจะเอ็ดพบว่าร่างของน้องชายหายไปทั้งหมด จึงจ่ายด้วยแขนและดึงวิญญาณของน้องชายผนึกไว้ในชุดเกราะด้วยตราวงแหวนเลือด พันเอก รอย มัสแตง แห่งกองทัพทราบเรื่องเห็นว่าเอ็ดมีฝีมือถึงขนาดสามารถผนึกวิญญาณได้ จึงเสนอให้เอ็ดเข้าเป็น "นักเล่นแร่แปรธาตุของทางการ" เพื่อที่เอ็ดจะได้รับสิทธิต่างๆจากทางการ และเป็นการสะดวกยิ่งขึ้นในการหาวิธีกลับเป็นเหมือนเดิม เอ็ดได้ตอบตกลงเข้านักเล่นแร่แปรธาตุของทางการ ได้ฉายาว่า นักเล่นแร่แปรธาตุเหล็กไหล จากการที่เขาสามารถใช้วิชาแปรธาตุได้โดยไม่ต้องใช้วงแหวนแปรธาตุ และเริ่มออกตามหาศิลานักปราชญ์ เป็นศิลาวิเศษณ์ที่ทำให้สามารถใช้พลังการแปรธาตุที่อยู่เหนือกฎเกณฑ์การแลกเปลี่ยนที่ทัดเทียมฉบับมังงะ
| ใครคือผู้เขียนหนังสือการ์ตูนซึ่งเป็นต้นแบบของแอนิเมชันญี่ปุ่นเรื่องแขนกล คนแปรธาตุ | {
"answer": [
"ฮิโรมุ อาราคาวะ"
],
"answer_begin_position": [
230
],
"answer_end_position": [
245
]
} |
2,553 | 14,636 | แขนกล คนแปรธาตุ แขนกล คนแปรธาตุ () หรือ ฟูลเมทัลอัลเคมิสต์ (Fullmetal Alchemist) เป็นการ์ตูนและแอนิเมชัน โดยมีต้นแบบจากหนังสือการ์ตูนเขียนโดย ฮิโรมุ อาราคาวะ แปลและตีพิมพ์เป็นภาคภาษาไทยโดยสำนักพิมพ์สยามอินเตอร์คอมิกส์ ได้มีการทำเป็นแอนิเมชัน ฉายทางทีวี 51 ตอนจบ ลิขสิทธิ์ VCD และ DVD ภาคภาษาไทย โดยบริษัท ทีไอจีเอ และมีการจัดสร้างเป็นหลังภาคเสริมที่ฉายในโรงภาพยนตร์ โดยเนื้อหาเกิดขึ้นหลังจากที่ฉายทางโทรทัศน์ 2 ปีให้หลังโดยเป็นตอนจบสมบูรณ์ของเรื่องนี้ในฉบับแบบแอนิเมชัน จึงมีการประกาศสร้างใหม่ในปี ปี พ.ศ. 2553 ทาง TBS ได้รับเสียงเรียกร้องจากแฟนคลับของหนังสือให้รีเมคเรื่องเพื่อให้ตรงกับหนังสือรูปแบบเนื้อเรื่องตรงตามต้นฉบับจากหนังสือการ์ตูน จึงได้มีการเริ่มลงมือรีเมคทำใหม่ตั้งแต่ต้นจนตอนจบของหนังสือการ์ตูนตั้งแต่ปลายปี พ.ศ. 2551 จนเริ่มต้นการให้เสียงพากษ์ปลายเดือน พฤษภาคม พ.ศ. 2552 ทีมพากษ์ได้สร้างความประหลาดใจต่อแฟนคลับเป็นอย่างมากโดนนำทีมพากษ์เดิมมาพากษ์ในภาคใหม่นี้โดยมีชื่อว่า แขนกลคนแปลธาตุ ยังถูกนำมาทำเป็นวิดีโอเกมสำหรับเครื่องเล่นเพลย์สเตชัน 2 เกมบอยแอดวานซ์ และ นินเทนโด DS และเคยออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ไอทีวีในรายการไอทีวีการ์ตูนคลับ ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกันยายน พ.ศ. 2548 - ปลายเดือนมีนาคม พ.ศ. 2549 เวลา 9.00 - 9.30 น. ปัจจุบันออกอากาศทางช่อง ASTV3 Happy Variety Channel ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 17.00-17.30 น. ส่วนภาค บราเธอร์ฮู้ด ได้มีการจัดจำหน่ายโดยบริษัทโรส มีเดีย แอนด์ เอ็นเตอร์เทนเมนท์ โดยยังคงใช้นักพากย์ชุดเดิมบางส่วนของบริษัททีไอจีเอเนื้อเรื่อง เนื้อเรื่อง. เอ็ดเวิร์ด และ อัลฟองเซ เอลริค สองพี่น้องตระกูลเอลริค ต้องสูญเสียแม่ที่รักไปอย่างกะทันหันด้วยโรคระบาด ทั้งคู่จึงตัดสินใจใช้วิชาแปรธาตุในการ “ชุบชีวิตมนุษย์” ซึ่งถือเป็นวิชาต้องห้ามของการเล่นแร่แปรธาตุ เพื่อคืนชีวิตให้กับแม่ของตน แต่ด้วยสัจจะของโลกแล้วไม่สามารถสร้างชีวิตขึ้นมากจากความว่างเปล่าได้ เอ็ดและอัลต้องจ่ายค่าผ่านทางในการรับรู้แก่นแท้โดยแลกด้วยร่างกาย เอ็ดจ่ายด้วยขา ส่วนอัลจ่ายด้วยร่างกายทั้งหมด เมื่อกลับขึ้นมากจากประตูสัจจะเอ็ดพบว่าร่างของน้องชายหายไปทั้งหมด จึงจ่ายด้วยแขนและดึงวิญญาณของน้องชายผนึกไว้ในชุดเกราะด้วยตราวงแหวนเลือด พันเอก รอย มัสแตง แห่งกองทัพทราบเรื่องเห็นว่าเอ็ดมีฝีมือถึงขนาดสามารถผนึกวิญญาณได้ จึงเสนอให้เอ็ดเข้าเป็น "นักเล่นแร่แปรธาตุของทางการ" เพื่อที่เอ็ดจะได้รับสิทธิต่างๆจากทางการ และเป็นการสะดวกยิ่งขึ้นในการหาวิธีกลับเป็นเหมือนเดิม เอ็ดได้ตอบตกลงเข้านักเล่นแร่แปรธาตุของทางการ ได้ฉายาว่า นักเล่นแร่แปรธาตุเหล็กไหล จากการที่เขาสามารถใช้วิชาแปรธาตุได้โดยไม่ต้องใช้วงแหวนแปรธาตุ และเริ่มออกตามหาศิลานักปราชญ์ เป็นศิลาวิเศษณ์ที่ทำให้สามารถใช้พลังการแปรธาตุที่อยู่เหนือกฎเกณฑ์การแลกเปลี่ยนที่ทัดเทียมฉบับมังงะ
| การ์ตูนญี่ปุ่นเรื่องแขนกล คนแปรธาตุ ถูกแปลและตีพิมพ์เป็นภาษาไทยโดยสำนักพิมพ์ใด | {
"answer": [
"สยามอินเตอร์คอมิกส์"
],
"answer_begin_position": [
286
],
"answer_end_position": [
305
]
} |
2,554 | 17,184 | ประเทศสวีเดน สวีเดน (; สฺแวรฺแย) หรือชื่อทางการคือ ราชอาณาจักรสวีเดน (; ) เป็นประเทศกลุ่มนอร์ดิกตั้งอยู่บนคาบสมุทรสแกนดิเนเวีย ในยุโรปเหนือ เขตแดนทางตะวันตกจรดประเทศนอร์เวย์ ทางตะวันออกเฉียงเหนือจรดประเทศฟินแลนด์ และช่องแคบ สแกเกอร์แรก (Skagerrak) ทางตะวันตกเฉียงใต้จรดช่องแคบแคทีแกต (Kattegat) และทางตะวันออกจรดทะเลบอลติก และอ่าวบอทเนีย มีกรุงสต็อกโฮล์มเป็นเมืองหลวง ประเทศสวีเดนมีประชากรที่เบาบาง เว้นแต่ในเขตเมืองใหญ่ พื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศประกอบด้วยป่าไม้ และภูเขาสูง หลังจากสิ้นสุดยุคไวกิง สวีเดนกลายเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพคาลมาร์ ร่วมกับเดนมาร์กและนอร์เวย์ (ในช่วงเวลานี้ ฟินแลนด์เป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรสวีเดน) สวีเดนได้ออกจากสหภาพในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 16 และได้รบสู้กับประเทศเพื่อนบ้านเป็นเวลาหลายปี โดยเฉพาะรัสเซีย และเดนมาร์กกับนอร์เวย์ที่ยังเป็นสหภาพอยู่ ซึ่งไม่ยอมรับการที่สวีเดนออกจากสหภาพ ในคริสศตวรรษที่ 17 สวีเดนได้ขยายเขตด้วยสงครามและกลายเป็นมหาอำนาจด้วยขนาด 2 เท่าของปัจจุบัน ถึงพ.ศ. 2457 สวีเดนได้สูญเสียพื้นที่ราชอาณาจักรรวมถึงฟินแลนด์ที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรสวีเดน ตั้งแต่พ.ศ. 2457 นั้น สวีเดนอยู่ในภาวะสันติ โดยที่มีนโยบายต่างประเทศที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดในช่วงสันติและเป็นกลางระหว่างสงคราม สวีเดนเป็นผู้ส่งออกเหล็ก ทองแดง และไม้ชั้นนำของยุโรปตั้งแต่สมัยยุคกลาง อย่างไรก็ดี การขนส่งและการคมนาคมที่ดีขึ้น ทำให้สามารถใช้ทรัพยากรธรรมชาติจากส่วนต่าง ๆ ของประเทศได้มากขึ้น โดยเฉพาะไม้ และแร่เหล็ก การเปิดเสรีทางเศรษฐกิจและการจัดการศึกษาทั่วไป ช่วยให้เกิดอุตสาหกรรมขึ้นอย่างรวดเร็ว และในทศวรรษ 1890 ประเทศได้เริ่มพัฒนาอุตสาหกรรมขั้นสูง ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 20 ได้เกิดระบบสวัสดิการของรัฐบาลขึ้น ปัจจุบัน สวีเดนมีความโน้มเอียงในทางเสรีนิยม และความต้องการความเท่าเทียมกันในสังคม และมักจะเป็นชาติที่อยู่ในอันดับต้น ๆ ของ ดัชนีการพัฒนามนุษย์ของสหประชาชาติภูมิศาสตร์ ภูมิศาสตร์. สวีเดนเป็นหนึ่งในประเทศที่อยู่เหนือสุดของโลก มีขนาดพื้นที่ใกล้เคียงกับประเทศไทย สวีเดนมีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 4 ในทวีปยุโรป มีพื้นที่ 450,000 ตารางกิโลเมตร (ความกว้าง 500 กิโลเมตร และความยาว 1,600 กิโลเมตร) สวีเดนมีชายฝั่งที่ค่อนข้างยาว จรดทะเลบอลติกและอ่าวบอทเนีย ทางตะวันตกมีเทือกเขาสแกนดิเนเวีย ทอดตามแนวพรมแดนกับประเทศนอร์เวย์ สวีเดนแบ่งออกเป็นสามภาคหลักๆ ได้แก่ โยตตาลันด์ ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศ เป็นที่ราบและมีป่าไม้ สเวียลันด์ เป็นที่ราบอุดมสมบูรณ์ และมีทะเลสาบจำนวนมาก และ นอร์ลันด์ เป็นภูมิภาคตอนเหนือของสวีเดน มีภูเขา ป่าไม้ และแร่ธาตุมาก ประมาณร้อยละสิบห้าของพื้นที่ทั้งหมดของประเทศตั้งอยู่เหนือขึ้นไปจากอาร์กติกเซอร์เคิล ถึงแม้ว่าสวีเดนจะตั้งอยู่ทางตอนเหนือมาก แต่กลับมีภูมิอากาศแบบอบอุ่น เนื่องจากอิทธิพลของกระแสน้ำอุ่นกัลฟ์สตรีม ทางตอนเหนือของอาร์กติกเซอร์เคิล พระอาทิตย์ไม่ตกดินเลยในบางช่วงของฤดูร้อน และแทบไม่สามารถเห็นได้ในฤดูหนาว สวีเดนจึงเป็นหนึ่งในประเทศที่มีปรากฏการณ์พระอาทิตย์เที่ยงคืนประวัติศาสตร์ ประวัติศาสตร์. สวีเดน (อังกฤษ: Sweden; สวีเดน: Sverige) หรือชื่อทางการคือ ราชอาณาจักรสวีเดน (อังกฤษ: Kingdom of Sweden; สวีเดน: Konungariket Sverige) เป็นประเทศกลุ่มนอร์ดิกตั้งอยู่บนคาบสมุทรสแกนดิเนเวีย ในยุโรปเหนือ เขตแดนทางตะวันตกจรดประเทศนอร์เวย์ ทางตะวันออกเฉียงเหนือจรดประเทศฟินแลนด์ และช่องแคบ สแกเกอร์แรก (Skagerrak) ทางตะวันตกเฉียงใต้จรดช่องแคบแคทีแกต (Kattegat) และทางตะวันออกจรดทะเลบอลติก และอ่าวบอทเนีย มีกรุงสต็อกโฮล์มเป็นเมืองหลวง ประเทศสวีเดนมีประชากรที่เบาบาง เว้นแต่ในเขตเมืองใหญ่ พื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศประกอบด้วยป่าไม้ และภูเขาสูง หลังจากสิ้นสุดยุคไวกิง สวีเดนกลายเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพคาลมาร์ ร่วมกับเดนมาร์กและนอร์เวย์ (ในช่วงเวลานี้ ฟินแลนด์เป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรสวีเดน) สวีเดนได้ออกจากสหภาพในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 16 และได้รบสู้กับประเทศเพื่อนบ้านเป็นเวลาหลายปี โดยเฉพาะรัสเซีย และเดนมาร์กกับนอร์เวย์ที่ยังเป็นสหภาพอยู่ ซึ่งไม่ยอมรับการที่สวีเดนออกจากสหภาพ ในคริสศตวรรษที่ 17 สวีเดนได้ขยายเขตด้วยสงครามและกลายเป็นมหาอำนาจด้วยขนาด 2 เท่าของปัจจุบัน ถึงพ.ศ. 2457 สวีเดนได้สูญเสียพื้นที่ราชอาณาจักรรวมถึงฟินแลนด์ที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรสวีเดน ตั้งแต่พ.ศ. 2457 นั้น สวีเดนอยู่ในภาวะสันติ โดยที่มีนโยบายต่างประเทศที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดในช่วงสันติและเป็นกลางระหว่างสงคราม สวีเดนเป็นผู้ส่งออกเหล็ก ทองแดง และไม้ชั้นนำของยุโรปตั้งแต่สมัยยุคกลาง อย่างไรก็ดี การขนส่งและการคมนาคมที่ดีขึ้น ทำให้สามารถใช้ทรัพยากรธรรมชาติจากส่วนต่าง ๆ ของประเทศได้มากขึ้น โดยเฉพาะไม้ และแร่เหล็ก การเปิดเสรีทางเศรษฐกิจและการจัดการศึกษาทั่วไป ช่วยให้เกิดอุตสาหกรรมขึ้นอย่างรวดเร็ว และในทศวรรษ 1890 ประเทศได้เริ่มพัฒนาอุตสาหกรรมขั้นสูง ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 20 ได้เกิดระบบสวัสดิการของรัฐบาลขึ้น ปัจจุบัน สวีเดนมีความโน้มเอียงในทางเสรีนิยม และความต้องการความเท่าเทียมกันในสังคม และมักจะเป็นชาติที่อยู่ในอันดับต้น ๆ ของ ดัชนีการพัฒนามนุษย์ของสหประชาชาติการเมืองการปกครอง การเมืองการปกครอง. สวีเดนมีการปกครองระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ โดยใช้ระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทน มีรัฐสภาประมุขแห่งรัฐ ประมุขแห่งรัฐ. พระมหากษัตริย์สวีเดนเป็นประมุขแห่งรัฐ ซึ่งองค์ปัจจุบันคือสมเด็จพระราชาธิบดีคาร์ลที่ 16 กุสตาฟ พระมหากษัตริย์ทรงเป็นตัวแทนสูงสุดของประเทศ แต่ไม่มีอำนาจทางการเมืองใด ๆ รวมถึงไม่จำเป็นต้องลงพระปรมาภิไธยในการตัดสินใจของรัฐสภาด้วย จากการแก้ไขกฎการสืบราชสมบัติในปี พ.ศ. 2522 ให้สิทธิเท่าเทียมกันกับรัชทายาททั้งชายและหญิง ทำให้ตำแหน่งรัชทายาทสูงสุดในปัจจุบันเป็นของเจ้าฟ้าหญิงวิกตอเรีย ซึ่งเสด็จพระราชสมภพในปี พ.ศ. 2520รัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญ. รัฐธรรมนูญของสวีเดนประกอบด้วยกฎหมายมูลฐานสี่ฉบับ ได้แก่- Regeringsformen (เครื่องมือของรัฐบาล พ.ศ. 2517) - Successionsordningen (กฎการสืบราชสมบัติ พ.ศ. 2353) - Tryckfrihetsförordningen (พระราชบัญญัติเสรีภาพสื่อ พ.ศ. 2309) - Yttrandefrihetsgrundlagen (กฎหมายมูลฐานว่าด้วยเสรีภาพในการแสดงออก พ.ศ. 2534) การแก้ไขหรือยกเลิกรัฐธรรมนูญ จะต้องได้รับความเห็นชอบตรงกันจากรัฐสภาสองครั้ง โดยมีการเลือกตั้งทั่วไปคั่นกลาง นอกจากนี้ยังมีพระราชบัญญัติรัฐสภา พ.ศ. 2517 (Riksdagsordningen) ซึ่งมีสถานะพิเศษ สูงกว่ากฎหมายทั่วไป แต่อยู่ต่ำกว่ารัฐธรรมนูญรัฐสภา รัฐสภา. รัฐสภาของสวีเดน เรียกในภาษาสวีเดนว่าริกซ์ดอก (Riksdag) มีอำนาจนิติบัญญัติ ใช้ระบบสภาเดี่ยวประกอบด้วยสมาชิก 349 คน มาจากการเลือกตั้งทุกๆ 4 ปี การเลือกตั้งนั้นใช้ระบบสัดส่วน โดยพรรคการเมืองจะต้องได้รับเสียงจากทั่วประเทศอย่างน้อยร้อยละ 4 หรืออย่างน้อยร้อยละ 12 ในเขตเลือกตั้ง จึงจะได้รับที่นั่งในรัฐสภา การเลือกตั้งจัดขึ้นทุกๆ 4 ปี โดยครั้งต่อไปในวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2553 ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะต้องมีอายุอย่างน้อย 18 ปีในวันเลือกตั้ง ก่อนหน้านี้ สวีเดนเคยใช้ระบบสองสภามาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2403 และได้ยกเลิกไปในการแก้ไขรัฐธรรมนูญเมื่อปีพ.ศ. 2511-2512รัฐบาล รัฐบาล. หลังจากการเลือกตั้ง พรรคหรือกลุ่มที่ได้มีจำนวนเสียงสูงสุดจะจัดตั้งรัฐบาล โดยรัฐสภาจะเลือกนายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่เป็นหัวหน้ารัฐบาล และนายกรัฐมนตรีเลือกรัฐมนตรีเข้าร่วมรัฐบาล นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันได้แก่ เฟดริก รายน์เฟลท์ (Fredrik Reinfeldt) หัวหน้าพรรคโมเดอเรต ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2549พรรคการเมือง พรรคการเมือง. ปัจจุบัน สวีเดนมีพรรคการเมืองที่มีที่นั่งในสภาอยู่ 7 พรรค ได้แก่การแบ่งเขตการปกครอง การแบ่งเขตการปกครอง. สวีเดนแบ่งการปกครองออกเป็น 21 เทศมณฑล (län) ได้แก่1. เทศมณฑลเบลคิงเง (Blekinge) 2. เทศมณฑลดอลาร์นา (Dalarna) 3. เทศมณฑลก๊ทลาน (Gotland) 4. เทศมณฑลแยฟเลบอร์ย (Gävleborg) 5. เทศมณฑลฮาลลันด์ (Halland) 6. เทศมณฑลแยมต์ลันด์ (Jamtland) 7. เทศมณฑลเยินเชอปิง (Jönköping) 8. เทศมณฑลครอนอแบร์ย (Kronoberg) 9. เทศมณฑลคาลมาร์ (Kalmar) 10. เทศมณฑลนอร์บอตเตน (Norrbotten) 11. เทศมณฑลเออเรบรู (Örebro) 12. เทศมณฑลเอิสเตร์เยิตลันด์ (Östergötland) 13. เทศมณฑลสโกเนอ (Skåne) 14. เทศมณฑลสต็อกโฮล์ม (Stockholm) 15. เทศมณฑลเซอเดอร์มานลันด์ (Södermanland) 16. เทศมณฑลอุปซอลา (Uppsala) 17. เทศมณฑลแวร์มลันด์ (Värmland) 18. เทศมณฑลเวสมานลันด์ (Västmanland) 19. เทศมณฑลเวสเตอร์บอตเตน (Västerbotten) 20. เทศมณฑลเวสเตอร์นอร์ลันด์ (Västernorrland) 21. เทศมณฑลเวสตรา เยอตาลันด์ (Västra Götaland)ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ. - ด้านการทูต ปัจจุบัน เอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศสวีเดน คือ นายเกียรติคุณ ชาติประเสริฐ (ปี 2558 - ปัจจุบัน)- ด้านเศรษฐกิจกองทัพกองกำลังกึ่งทหารเศรษฐกิจ เศรษฐกิจ. สวีเดนเป็นประเทศที่มีการพัฒนาด้านอุตสาหกรรมสูงมาก เกษตรกรรมที่เคยเป็นเศรษฐกิจหลักของประเทศมีการจ้างงานน้อยกว่าร้อยละสองของแรงงานทั้งหมดในปัจจุบัน อุตสาหกรรมดั้งเดิมที่สำคัญของสวีเดนได้แก่ การป่าไม้ เหล็ก และไฟฟ้าพลังน้ำ แต่ในปัจจุบัน อุตสาหกรรมขั้นสูงเช่นรถยนต์ อากาศยาน อาวุธ และเวชภัณฑ์ เข้ามามีความสำคัญต่อเศรษฐกิจอย่างมาก การที่สวีเดนมีประชากรไม่สูงนัก ทำให้ตลาดภายในประเทศจำกัดและต้องพึ่งพาการส่งออก สวีเดนจึงเป็นแหล่งกำเนิดของบริษัทที่ประสบความสำเร็จในตลาดโลกจำนวนมาก เช่น วอลโว่ ซาบ อีริกส์สัน อีเล็กโทรลักซ์ เอชแอนด์เอ็ม เป็นต้น สวีเดนได้รับอันดับสามจากการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของเวิลด์อิโคโนมิกฟอรัมประจำปี 2006/07 สวีเดนมีการเก็บภาษีในอัตราที่สูง เช่นเดียวกับประเทศอื่นๆในภูมิภาค และมีสหภาพแรงงานที่แข็งแกร่ง ธนาคารแห่งชาติสวีเดน Sveriges Riksbank เป็นธนาคารกลางที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ก่อตั้งในปีพ.ศ. 2211 โดยปัจจุบัน ธนาคารให้ความสำคัญกับเสถียรภาพของราคา มีเป้าหมายเงินเฟ้อไม่เกินร้อยละ 2 ปัจจุบันสวีเดนยังคงใช้สกุลเงินโครนาสวีเดน โดยในปีพ.ศ. 2546 ได้มีการลงประชามติเกี่ยวกับการใช้ค่าเงินยูโร ซึ่งร้อยละ 56 ลงคะแนนเสียงไม่เห็นด้วยการท่องเที่ยว การท่องเที่ยว. ปราสาทคาลมาร์ เมืองวิสบีย์ วิหารลูเธอแรนโครงสร้างพื้นฐานคมนาคม และ โทรคมนาคมวิทยาศาสตร์ และ เทคโนโลยีสาธารณสุขการศึกษาสาธารณสุขประชากร ประชากร. ในวันที่ 31 กรกฎาคม 2012 สวีเดนมีประชากร 9,454,000 คน โดยประชากรได้เพิ่มเกินเก้าล้านคนครั้งแรกในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2547 จำนวนประชากรที่เกิดในต่างประเทศนั้นสูงขึ้นอย่างมากในคริสต์ศตวรรษที่ 20 โดยในช่วงเริ่มศตวรรษ มีประชากรที่เกิดต่างประเทศราว 36,000 คนจากประชากรทั้งหมด 5 ล้านคน ในปี 2547 ประชากรที่เกิดในต่างประเทศมีสูงกว่าหนี่งล้านคน โดยเป็นผลมาจากการย้ายถิ่นฐานภายในกลุ่มนอร์ดิก การอพยพของแรงงานในช่วงต้น และผู้ลี้ภัยในช่วงต่อมา โดยสวีเดนเป็นประเทศที่มีผู้ย้ายเข้าสูงหลังจากสงครามโลกครั้งที่สอง ผู้อพยพจากนอกกลุ่มนอร์ดิกลดลงหลังจากนโยบายการย้ายเข้าประเทศใหม่ออกมาในปีพ.ศ. 2510 จากประชากรในปี 2548 กลุ่มที่ย้ายถิ่นฐานมาจากต่างประเทศที่ใหญ่ที่สุดมาจากประเทศฟินแลนด์ รองลงมาคือตุรกี เยอรมนี เดนมาร์ก นอร์เวย์ โปแลนด์ อิรัก อิหร่าน และอดีตยูโกสลาเวีย ข้อมูลของผู้ที่ย้ายเข้าในปี 2548 แสดงให้เห็นว่าผู้ที่เกิดในกลุ่มนอร์ดิกยังคงเป็นกลุ่มที่ใหญ่ที่สุด มากถึงสองหมื่นคน โดยมากกว่าครึ่งเป็นผู้ที่เกิดในสวีเดนย้ายกลับเข้ามา นอกจากนี้ มากกว่า 16,000 คนมีต้นกำเนิดจากทวีปเอเชีย ราวครึ่งหนึ่งของจำนวนนี้มาจากอิรัก อิหร่าน จีน และไทยประชากรที่รู้หนังสือราวๆ9.3ล้านคน รายได้ประชาชาติต่อปีต่อคน 28,400 เหรียญสหรัฐศาสนา ศาสนา. ในปีพ.ศ. 2549 ชาวสวีเดนประมาณ 6.9 ล้านคนเป็นสมาชิกของคริสตจักรแห่งสวีเดน คิดเป็นร้อยละ 75 ของประชากรทั้งประเทศ โดยจำนวนสมาชิกลดลงเรื่อยๆทุกปี คริสตจักรแห่งสวีเดนเป็นโบสถ์นิกายลูเธอรัน นิกายโรมันคาทอลิกในสวีเดนมีสมาชิกราว 80,500 คน นอกจากคริสต์ศาสนา ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาที่ใหญ่เป็นอันดับสองของประเทศ จากการอพยพเข้า จากการสำรวจ "ยูโรบารอมิเตอร์" ในปีพ.ศ. 2548 ร้อยละ 23 ตอบแบบสอบถามว่าเชื่อว่าพระเจ้ามีอยู่จริงภาษา ภาษา. ประเทศสวีเดนมีภาษาทางการ โดยมีภาษาสวีเดนเป็นภาษาหลักของประเทศที่ประชากรส่วนใหญ่พูด สวีเดนรับรองภาษาของชนกลุ่มน้อยห้าภาษา ได้แก่ ภาษาฟินแลนด์ เมแอนเกียลิ (Meänkieli) ภาษาซามิ ภาษาโรมานี และภาษายิดดิช ประเด็นเรื่องการให้ภาษาสวีเดนเป็นภาษาทางการถูกหยิบยกขึ้นมาในปีพ.ศ. 2548 แต่การลงคะแนนเสียงในรัฐสภาแพ้ไป 145-147กีฬาวัฒนธรรมแหล่งมรดกโลกสถาปัตยกรรมดนตรี และ นาฎศิลป์อาหารสื่อมวลชนวันหยุดการจัดอันดับนานาชาติการจัดอันดับนานาชาติ. - อันดับ 5 จาก 177 ประเทศในดัชนีการพัฒนามนุษย์ พ.ศ. 2549 โดยสำนักงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ - อันดับ 5 จาก 169 ประเทศในดัชนีเสรีภาพสื่อ พ.ศ. 2550 โดยองค์กรนักข่าวไร้พรมแดน - อันดับ 4 จาก 179 ประเทศในดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชัน พ.ศ. 2550 โดยแทรนส์แพเรนซีอินเตอร์เนชันแนล - อันดับ 3 จาก 125 ประเทศในรายงานขีดความสามารถในการแข่งขันสากลของเวิลด์อิโคโนมิกฟอรัม 2006/2007 - อันดับ 1 ในอันดับดัชนีมารดาและอันดับดัชนีสตรี และอันดับ 4 ในอันดับดัชนีเด็ก จากทั้งหมด 41 ประเทศในกลุ่มพัฒนาสูง โดยเซฟเดอะชิลเดรน พ.ศ. 2550
| สต็อกโฮล์มเป็นเมืองหลวงของประเทศใด | {
"answer": [
"สวีเดน"
],
"answer_begin_position": [
98
],
"answer_end_position": [
104
]
} |
2,555 | 17,184 | ประเทศสวีเดน สวีเดน (; สฺแวรฺแย) หรือชื่อทางการคือ ราชอาณาจักรสวีเดน (; ) เป็นประเทศกลุ่มนอร์ดิกตั้งอยู่บนคาบสมุทรสแกนดิเนเวีย ในยุโรปเหนือ เขตแดนทางตะวันตกจรดประเทศนอร์เวย์ ทางตะวันออกเฉียงเหนือจรดประเทศฟินแลนด์ และช่องแคบ สแกเกอร์แรก (Skagerrak) ทางตะวันตกเฉียงใต้จรดช่องแคบแคทีแกต (Kattegat) และทางตะวันออกจรดทะเลบอลติก และอ่าวบอทเนีย มีกรุงสต็อกโฮล์มเป็นเมืองหลวง ประเทศสวีเดนมีประชากรที่เบาบาง เว้นแต่ในเขตเมืองใหญ่ พื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศประกอบด้วยป่าไม้ และภูเขาสูง หลังจากสิ้นสุดยุคไวกิง สวีเดนกลายเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพคาลมาร์ ร่วมกับเดนมาร์กและนอร์เวย์ (ในช่วงเวลานี้ ฟินแลนด์เป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรสวีเดน) สวีเดนได้ออกจากสหภาพในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 16 และได้รบสู้กับประเทศเพื่อนบ้านเป็นเวลาหลายปี โดยเฉพาะรัสเซีย และเดนมาร์กกับนอร์เวย์ที่ยังเป็นสหภาพอยู่ ซึ่งไม่ยอมรับการที่สวีเดนออกจากสหภาพ ในคริสศตวรรษที่ 17 สวีเดนได้ขยายเขตด้วยสงครามและกลายเป็นมหาอำนาจด้วยขนาด 2 เท่าของปัจจุบัน ถึงพ.ศ. 2457 สวีเดนได้สูญเสียพื้นที่ราชอาณาจักรรวมถึงฟินแลนด์ที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรสวีเดน ตั้งแต่พ.ศ. 2457 นั้น สวีเดนอยู่ในภาวะสันติ โดยที่มีนโยบายต่างประเทศที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดในช่วงสันติและเป็นกลางระหว่างสงคราม สวีเดนเป็นผู้ส่งออกเหล็ก ทองแดง และไม้ชั้นนำของยุโรปตั้งแต่สมัยยุคกลาง อย่างไรก็ดี การขนส่งและการคมนาคมที่ดีขึ้น ทำให้สามารถใช้ทรัพยากรธรรมชาติจากส่วนต่าง ๆ ของประเทศได้มากขึ้น โดยเฉพาะไม้ และแร่เหล็ก การเปิดเสรีทางเศรษฐกิจและการจัดการศึกษาทั่วไป ช่วยให้เกิดอุตสาหกรรมขึ้นอย่างรวดเร็ว และในทศวรรษ 1890 ประเทศได้เริ่มพัฒนาอุตสาหกรรมขั้นสูง ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 20 ได้เกิดระบบสวัสดิการของรัฐบาลขึ้น ปัจจุบัน สวีเดนมีความโน้มเอียงในทางเสรีนิยม และความต้องการความเท่าเทียมกันในสังคม และมักจะเป็นชาติที่อยู่ในอันดับต้น ๆ ของ ดัชนีการพัฒนามนุษย์ของสหประชาชาติภูมิศาสตร์ ภูมิศาสตร์. สวีเดนเป็นหนึ่งในประเทศที่อยู่เหนือสุดของโลก มีขนาดพื้นที่ใกล้เคียงกับประเทศไทย สวีเดนมีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 4 ในทวีปยุโรป มีพื้นที่ 450,000 ตารางกิโลเมตร (ความกว้าง 500 กิโลเมตร และความยาว 1,600 กิโลเมตร) สวีเดนมีชายฝั่งที่ค่อนข้างยาว จรดทะเลบอลติกและอ่าวบอทเนีย ทางตะวันตกมีเทือกเขาสแกนดิเนเวีย ทอดตามแนวพรมแดนกับประเทศนอร์เวย์ สวีเดนแบ่งออกเป็นสามภาคหลักๆ ได้แก่ โยตตาลันด์ ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศ เป็นที่ราบและมีป่าไม้ สเวียลันด์ เป็นที่ราบอุดมสมบูรณ์ และมีทะเลสาบจำนวนมาก และ นอร์ลันด์ เป็นภูมิภาคตอนเหนือของสวีเดน มีภูเขา ป่าไม้ และแร่ธาตุมาก ประมาณร้อยละสิบห้าของพื้นที่ทั้งหมดของประเทศตั้งอยู่เหนือขึ้นไปจากอาร์กติกเซอร์เคิล ถึงแม้ว่าสวีเดนจะตั้งอยู่ทางตอนเหนือมาก แต่กลับมีภูมิอากาศแบบอบอุ่น เนื่องจากอิทธิพลของกระแสน้ำอุ่นกัลฟ์สตรีม ทางตอนเหนือของอาร์กติกเซอร์เคิล พระอาทิตย์ไม่ตกดินเลยในบางช่วงของฤดูร้อน และแทบไม่สามารถเห็นได้ในฤดูหนาว สวีเดนจึงเป็นหนึ่งในประเทศที่มีปรากฏการณ์พระอาทิตย์เที่ยงคืนประวัติศาสตร์ ประวัติศาสตร์. สวีเดน (อังกฤษ: Sweden; สวีเดน: Sverige) หรือชื่อทางการคือ ราชอาณาจักรสวีเดน (อังกฤษ: Kingdom of Sweden; สวีเดน: Konungariket Sverige) เป็นประเทศกลุ่มนอร์ดิกตั้งอยู่บนคาบสมุทรสแกนดิเนเวีย ในยุโรปเหนือ เขตแดนทางตะวันตกจรดประเทศนอร์เวย์ ทางตะวันออกเฉียงเหนือจรดประเทศฟินแลนด์ และช่องแคบ สแกเกอร์แรก (Skagerrak) ทางตะวันตกเฉียงใต้จรดช่องแคบแคทีแกต (Kattegat) และทางตะวันออกจรดทะเลบอลติก และอ่าวบอทเนีย มีกรุงสต็อกโฮล์มเป็นเมืองหลวง ประเทศสวีเดนมีประชากรที่เบาบาง เว้นแต่ในเขตเมืองใหญ่ พื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศประกอบด้วยป่าไม้ และภูเขาสูง หลังจากสิ้นสุดยุคไวกิง สวีเดนกลายเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพคาลมาร์ ร่วมกับเดนมาร์กและนอร์เวย์ (ในช่วงเวลานี้ ฟินแลนด์เป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรสวีเดน) สวีเดนได้ออกจากสหภาพในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 16 และได้รบสู้กับประเทศเพื่อนบ้านเป็นเวลาหลายปี โดยเฉพาะรัสเซีย และเดนมาร์กกับนอร์เวย์ที่ยังเป็นสหภาพอยู่ ซึ่งไม่ยอมรับการที่สวีเดนออกจากสหภาพ ในคริสศตวรรษที่ 17 สวีเดนได้ขยายเขตด้วยสงครามและกลายเป็นมหาอำนาจด้วยขนาด 2 เท่าของปัจจุบัน ถึงพ.ศ. 2457 สวีเดนได้สูญเสียพื้นที่ราชอาณาจักรรวมถึงฟินแลนด์ที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรสวีเดน ตั้งแต่พ.ศ. 2457 นั้น สวีเดนอยู่ในภาวะสันติ โดยที่มีนโยบายต่างประเทศที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดในช่วงสันติและเป็นกลางระหว่างสงคราม สวีเดนเป็นผู้ส่งออกเหล็ก ทองแดง และไม้ชั้นนำของยุโรปตั้งแต่สมัยยุคกลาง อย่างไรก็ดี การขนส่งและการคมนาคมที่ดีขึ้น ทำให้สามารถใช้ทรัพยากรธรรมชาติจากส่วนต่าง ๆ ของประเทศได้มากขึ้น โดยเฉพาะไม้ และแร่เหล็ก การเปิดเสรีทางเศรษฐกิจและการจัดการศึกษาทั่วไป ช่วยให้เกิดอุตสาหกรรมขึ้นอย่างรวดเร็ว และในทศวรรษ 1890 ประเทศได้เริ่มพัฒนาอุตสาหกรรมขั้นสูง ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 20 ได้เกิดระบบสวัสดิการของรัฐบาลขึ้น ปัจจุบัน สวีเดนมีความโน้มเอียงในทางเสรีนิยม และความต้องการความเท่าเทียมกันในสังคม และมักจะเป็นชาติที่อยู่ในอันดับต้น ๆ ของ ดัชนีการพัฒนามนุษย์ของสหประชาชาติการเมืองการปกครอง การเมืองการปกครอง. สวีเดนมีการปกครองระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ โดยใช้ระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทน มีรัฐสภาประมุขแห่งรัฐ ประมุขแห่งรัฐ. พระมหากษัตริย์สวีเดนเป็นประมุขแห่งรัฐ ซึ่งองค์ปัจจุบันคือสมเด็จพระราชาธิบดีคาร์ลที่ 16 กุสตาฟ พระมหากษัตริย์ทรงเป็นตัวแทนสูงสุดของประเทศ แต่ไม่มีอำนาจทางการเมืองใด ๆ รวมถึงไม่จำเป็นต้องลงพระปรมาภิไธยในการตัดสินใจของรัฐสภาด้วย จากการแก้ไขกฎการสืบราชสมบัติในปี พ.ศ. 2522 ให้สิทธิเท่าเทียมกันกับรัชทายาททั้งชายและหญิง ทำให้ตำแหน่งรัชทายาทสูงสุดในปัจจุบันเป็นของเจ้าฟ้าหญิงวิกตอเรีย ซึ่งเสด็จพระราชสมภพในปี พ.ศ. 2520รัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญ. รัฐธรรมนูญของสวีเดนประกอบด้วยกฎหมายมูลฐานสี่ฉบับ ได้แก่- Regeringsformen (เครื่องมือของรัฐบาล พ.ศ. 2517) - Successionsordningen (กฎการสืบราชสมบัติ พ.ศ. 2353) - Tryckfrihetsförordningen (พระราชบัญญัติเสรีภาพสื่อ พ.ศ. 2309) - Yttrandefrihetsgrundlagen (กฎหมายมูลฐานว่าด้วยเสรีภาพในการแสดงออก พ.ศ. 2534) การแก้ไขหรือยกเลิกรัฐธรรมนูญ จะต้องได้รับความเห็นชอบตรงกันจากรัฐสภาสองครั้ง โดยมีการเลือกตั้งทั่วไปคั่นกลาง นอกจากนี้ยังมีพระราชบัญญัติรัฐสภา พ.ศ. 2517 (Riksdagsordningen) ซึ่งมีสถานะพิเศษ สูงกว่ากฎหมายทั่วไป แต่อยู่ต่ำกว่ารัฐธรรมนูญรัฐสภา รัฐสภา. รัฐสภาของสวีเดน เรียกในภาษาสวีเดนว่าริกซ์ดอก (Riksdag) มีอำนาจนิติบัญญัติ ใช้ระบบสภาเดี่ยวประกอบด้วยสมาชิก 349 คน มาจากการเลือกตั้งทุกๆ 4 ปี การเลือกตั้งนั้นใช้ระบบสัดส่วน โดยพรรคการเมืองจะต้องได้รับเสียงจากทั่วประเทศอย่างน้อยร้อยละ 4 หรืออย่างน้อยร้อยละ 12 ในเขตเลือกตั้ง จึงจะได้รับที่นั่งในรัฐสภา การเลือกตั้งจัดขึ้นทุกๆ 4 ปี โดยครั้งต่อไปในวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2553 ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะต้องมีอายุอย่างน้อย 18 ปีในวันเลือกตั้ง ก่อนหน้านี้ สวีเดนเคยใช้ระบบสองสภามาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2403 และได้ยกเลิกไปในการแก้ไขรัฐธรรมนูญเมื่อปีพ.ศ. 2511-2512รัฐบาล รัฐบาล. หลังจากการเลือกตั้ง พรรคหรือกลุ่มที่ได้มีจำนวนเสียงสูงสุดจะจัดตั้งรัฐบาล โดยรัฐสภาจะเลือกนายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่เป็นหัวหน้ารัฐบาล และนายกรัฐมนตรีเลือกรัฐมนตรีเข้าร่วมรัฐบาล นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันได้แก่ เฟดริก รายน์เฟลท์ (Fredrik Reinfeldt) หัวหน้าพรรคโมเดอเรต ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2549พรรคการเมือง พรรคการเมือง. ปัจจุบัน สวีเดนมีพรรคการเมืองที่มีที่นั่งในสภาอยู่ 7 พรรค ได้แก่การแบ่งเขตการปกครอง การแบ่งเขตการปกครอง. สวีเดนแบ่งการปกครองออกเป็น 21 เทศมณฑล (län) ได้แก่1. เทศมณฑลเบลคิงเง (Blekinge) 2. เทศมณฑลดอลาร์นา (Dalarna) 3. เทศมณฑลก๊ทลาน (Gotland) 4. เทศมณฑลแยฟเลบอร์ย (Gävleborg) 5. เทศมณฑลฮาลลันด์ (Halland) 6. เทศมณฑลแยมต์ลันด์ (Jamtland) 7. เทศมณฑลเยินเชอปิง (Jönköping) 8. เทศมณฑลครอนอแบร์ย (Kronoberg) 9. เทศมณฑลคาลมาร์ (Kalmar) 10. เทศมณฑลนอร์บอตเตน (Norrbotten) 11. เทศมณฑลเออเรบรู (Örebro) 12. เทศมณฑลเอิสเตร์เยิตลันด์ (Östergötland) 13. เทศมณฑลสโกเนอ (Skåne) 14. เทศมณฑลสต็อกโฮล์ม (Stockholm) 15. เทศมณฑลเซอเดอร์มานลันด์ (Södermanland) 16. เทศมณฑลอุปซอลา (Uppsala) 17. เทศมณฑลแวร์มลันด์ (Värmland) 18. เทศมณฑลเวสมานลันด์ (Västmanland) 19. เทศมณฑลเวสเตอร์บอตเตน (Västerbotten) 20. เทศมณฑลเวสเตอร์นอร์ลันด์ (Västernorrland) 21. เทศมณฑลเวสตรา เยอตาลันด์ (Västra Götaland)ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ. - ด้านการทูต ปัจจุบัน เอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศสวีเดน คือ นายเกียรติคุณ ชาติประเสริฐ (ปี 2558 - ปัจจุบัน)- ด้านเศรษฐกิจกองทัพกองกำลังกึ่งทหารเศรษฐกิจ เศรษฐกิจ. สวีเดนเป็นประเทศที่มีการพัฒนาด้านอุตสาหกรรมสูงมาก เกษตรกรรมที่เคยเป็นเศรษฐกิจหลักของประเทศมีการจ้างงานน้อยกว่าร้อยละสองของแรงงานทั้งหมดในปัจจุบัน อุตสาหกรรมดั้งเดิมที่สำคัญของสวีเดนได้แก่ การป่าไม้ เหล็ก และไฟฟ้าพลังน้ำ แต่ในปัจจุบัน อุตสาหกรรมขั้นสูงเช่นรถยนต์ อากาศยาน อาวุธ และเวชภัณฑ์ เข้ามามีความสำคัญต่อเศรษฐกิจอย่างมาก การที่สวีเดนมีประชากรไม่สูงนัก ทำให้ตลาดภายในประเทศจำกัดและต้องพึ่งพาการส่งออก สวีเดนจึงเป็นแหล่งกำเนิดของบริษัทที่ประสบความสำเร็จในตลาดโลกจำนวนมาก เช่น วอลโว่ ซาบ อีริกส์สัน อีเล็กโทรลักซ์ เอชแอนด์เอ็ม เป็นต้น สวีเดนได้รับอันดับสามจากการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของเวิลด์อิโคโนมิกฟอรัมประจำปี 2006/07 สวีเดนมีการเก็บภาษีในอัตราที่สูง เช่นเดียวกับประเทศอื่นๆในภูมิภาค และมีสหภาพแรงงานที่แข็งแกร่ง ธนาคารแห่งชาติสวีเดน Sveriges Riksbank เป็นธนาคารกลางที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ก่อตั้งในปีพ.ศ. 2211 โดยปัจจุบัน ธนาคารให้ความสำคัญกับเสถียรภาพของราคา มีเป้าหมายเงินเฟ้อไม่เกินร้อยละ 2 ปัจจุบันสวีเดนยังคงใช้สกุลเงินโครนาสวีเดน โดยในปีพ.ศ. 2546 ได้มีการลงประชามติเกี่ยวกับการใช้ค่าเงินยูโร ซึ่งร้อยละ 56 ลงคะแนนเสียงไม่เห็นด้วยการท่องเที่ยว การท่องเที่ยว. ปราสาทคาลมาร์ เมืองวิสบีย์ วิหารลูเธอแรนโครงสร้างพื้นฐานคมนาคม และ โทรคมนาคมวิทยาศาสตร์ และ เทคโนโลยีสาธารณสุขการศึกษาสาธารณสุขประชากร ประชากร. ในวันที่ 31 กรกฎาคม 2012 สวีเดนมีประชากร 9,454,000 คน โดยประชากรได้เพิ่มเกินเก้าล้านคนครั้งแรกในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2547 จำนวนประชากรที่เกิดในต่างประเทศนั้นสูงขึ้นอย่างมากในคริสต์ศตวรรษที่ 20 โดยในช่วงเริ่มศตวรรษ มีประชากรที่เกิดต่างประเทศราว 36,000 คนจากประชากรทั้งหมด 5 ล้านคน ในปี 2547 ประชากรที่เกิดในต่างประเทศมีสูงกว่าหนี่งล้านคน โดยเป็นผลมาจากการย้ายถิ่นฐานภายในกลุ่มนอร์ดิก การอพยพของแรงงานในช่วงต้น และผู้ลี้ภัยในช่วงต่อมา โดยสวีเดนเป็นประเทศที่มีผู้ย้ายเข้าสูงหลังจากสงครามโลกครั้งที่สอง ผู้อพยพจากนอกกลุ่มนอร์ดิกลดลงหลังจากนโยบายการย้ายเข้าประเทศใหม่ออกมาในปีพ.ศ. 2510 จากประชากรในปี 2548 กลุ่มที่ย้ายถิ่นฐานมาจากต่างประเทศที่ใหญ่ที่สุดมาจากประเทศฟินแลนด์ รองลงมาคือตุรกี เยอรมนี เดนมาร์ก นอร์เวย์ โปแลนด์ อิรัก อิหร่าน และอดีตยูโกสลาเวีย ข้อมูลของผู้ที่ย้ายเข้าในปี 2548 แสดงให้เห็นว่าผู้ที่เกิดในกลุ่มนอร์ดิกยังคงเป็นกลุ่มที่ใหญ่ที่สุด มากถึงสองหมื่นคน โดยมากกว่าครึ่งเป็นผู้ที่เกิดในสวีเดนย้ายกลับเข้ามา นอกจากนี้ มากกว่า 16,000 คนมีต้นกำเนิดจากทวีปเอเชีย ราวครึ่งหนึ่งของจำนวนนี้มาจากอิรัก อิหร่าน จีน และไทยประชากรที่รู้หนังสือราวๆ9.3ล้านคน รายได้ประชาชาติต่อปีต่อคน 28,400 เหรียญสหรัฐศาสนา ศาสนา. ในปีพ.ศ. 2549 ชาวสวีเดนประมาณ 6.9 ล้านคนเป็นสมาชิกของคริสตจักรแห่งสวีเดน คิดเป็นร้อยละ 75 ของประชากรทั้งประเทศ โดยจำนวนสมาชิกลดลงเรื่อยๆทุกปี คริสตจักรแห่งสวีเดนเป็นโบสถ์นิกายลูเธอรัน นิกายโรมันคาทอลิกในสวีเดนมีสมาชิกราว 80,500 คน นอกจากคริสต์ศาสนา ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาที่ใหญ่เป็นอันดับสองของประเทศ จากการอพยพเข้า จากการสำรวจ "ยูโรบารอมิเตอร์" ในปีพ.ศ. 2548 ร้อยละ 23 ตอบแบบสอบถามว่าเชื่อว่าพระเจ้ามีอยู่จริงภาษา ภาษา. ประเทศสวีเดนมีภาษาทางการ โดยมีภาษาสวีเดนเป็นภาษาหลักของประเทศที่ประชากรส่วนใหญ่พูด สวีเดนรับรองภาษาของชนกลุ่มน้อยห้าภาษา ได้แก่ ภาษาฟินแลนด์ เมแอนเกียลิ (Meänkieli) ภาษาซามิ ภาษาโรมานี และภาษายิดดิช ประเด็นเรื่องการให้ภาษาสวีเดนเป็นภาษาทางการถูกหยิบยกขึ้นมาในปีพ.ศ. 2548 แต่การลงคะแนนเสียงในรัฐสภาแพ้ไป 145-147กีฬาวัฒนธรรมแหล่งมรดกโลกสถาปัตยกรรมดนตรี และ นาฎศิลป์อาหารสื่อมวลชนวันหยุดการจัดอันดับนานาชาติการจัดอันดับนานาชาติ. - อันดับ 5 จาก 177 ประเทศในดัชนีการพัฒนามนุษย์ พ.ศ. 2549 โดยสำนักงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ - อันดับ 5 จาก 169 ประเทศในดัชนีเสรีภาพสื่อ พ.ศ. 2550 โดยองค์กรนักข่าวไร้พรมแดน - อันดับ 4 จาก 179 ประเทศในดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชัน พ.ศ. 2550 โดยแทรนส์แพเรนซีอินเตอร์เนชันแนล - อันดับ 3 จาก 125 ประเทศในรายงานขีดความสามารถในการแข่งขันสากลของเวิลด์อิโคโนมิกฟอรัม 2006/2007 - อันดับ 1 ในอันดับดัชนีมารดาและอันดับดัชนีสตรี และอันดับ 4 ในอันดับดัชนีเด็ก จากทั้งหมด 41 ประเทศในกลุ่มพัฒนาสูง โดยเซฟเดอะชิลเดรน พ.ศ. 2550
| ธนาคารกลางที่เก่าแก่ที่สุดในโลกคือธนาคารใด | {
"answer": [
"ธนาคารแห่งชาติสวีเดน"
],
"answer_begin_position": [
8298
],
"answer_end_position": [
8318
]
} |
2,556 | 7,913 | กีบ (สกุลเงิน) กีบ () เป็นหน่วยเงินของประเทศลาว (รหัสสากลตาม ISO 4217 อักษรย่อ LAK) หนึ่งกีบมี 100 อัด () ในปี พ.ศ. 2522 เกิดการปฏิรูปค่าเงินขึ้น โดยเปลี่ยน 100 กีบแบบเก่าให้เท่ากับ 1 กีบในปัจจุบัน อัตราแลกเปลี่ยนเมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2548 คือ 1 ยูโร เท่ากับ 13,636 กีบ และ 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 10,500 กีบ ธนาคารแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เป็นผู้รับผิดชอบพิมพ์เงินตราออกใช้
| สกุลเงินของประเทศลาวมีชื่อเรียกว่าอะไร | {
"answer": [
"กีบ"
],
"answer_begin_position": [
100
],
"answer_end_position": [
103
]
} |
2,559 | 12,106 | คลองสุเอซ คลองสุเอซ () เป็นคลองที่มนุษย์สร้างขึ้นในประเทศอียิปต์ ระหว่าง Port Said (Būr Sa'īd) ฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และเมืองสุเอซ (Suez) บนฝั่งทะเลแดง มีความยาว 183 กิโลเมตร คลองสุเอซเชื่อมทะเลเมดิเตอร์เรเนียนเข้ากับทะเลแดง ผ่านช่องแคบสุเอซ ในอียิปต์ตะวันออกเฉียงเหนือ ระยะทาง 101 ไมล์ เดิมทีมันถูกขุดขึ้นด้วยมือ ปัจจุบัน สามารถรองรับเรือยาว 500 ม. กว้าง 70 ม. ลึก 70 ม. ไม่มีประตูกั้นน้ำเพราะทะเลทั้ง 2 แห่งมีระดับเดียวกัน คลองสุเอซเริ่มสร้างในเดือนเมษายน ปี 1859 แล้วเสร็จในเดิอนพฤศจิกายน ปี 1869 เป็นตัวเชื่อมสำคัญในการค้าระดับโลกเนื่องจากเป็นเส้นทางลัดระหว่างยุโรปและเอเซีย ขจัดการเดินทางอ้อมแหลมกู๊ดโฮป ทวีปแอฟริกา คลองสุเอซช่วยให้การเดินทางระหว่างทวีปยุโรปกับทวีปเอเชียสั้นลงเป็นอย่างมาก เนื่องจากเรือไม่ต้องเดินทางอ้อมทวีปแอฟริกา ก่อนการสร้างคลองนั้น ใช้การขนถ่ายสินค้าทางบกระหว่างทะเลเมดิเตอร์เรเนียนกับทะเลแดง คลองสุเอซแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนเหนือและส่วนใต้ โดยมีทะเลสาบเกรตบิตเตอร์ (Great Bitter) เป็นจุดกลางคลองสุเอซในปัจจุบันคลองสุเอซในปัจจุบัน. - ปัจจุบันคลองสุเอซไม่จำเป็นต้องมีการกั้นคลอง (canal lock) เพราะระดับน้ำทะเล ระหว่าง 2 มหาสมุทรนั้นใกล้เคียงกัน โดยคลองสามารถรับเรือที่มีน้ำหนักขนส่งได้มากถึง 150,000 ตัน ความกว้างของเรือที่สามารถผ่านได้คือไม่เกิน 16 เมตร และในปี ค.ศ. 2010 มีแนวทางการขยายให้สามารถรองรับเรือที่กว้างถึง 22 เมตรได้ โดยปัจจุบันเรือที่มีขนาดหน้ากว้างเกิน 16 เมตร จะต้องทำการขนถ่ายสินค้าโดยใช้เรือเล็กขนส่งของตนเอง จากต้นคลองไปยังสู่จุดสิ้นสุดของคลอง - มีเรือผ่านคลองนี้ประมาณ 25,000 ลำในแต่ละปี ซึ่งขนถ่ายสินค้าคิดเป็นจำนวน 14% ของการขนส่งทางเรือทั้งหมด การขนส่งตั้งแต่ต้นคลองจนถึงจุดสิ้นสุดคลอง ใช้เวลาประมาณ 11-16 ชม
| คลองใดเชื่อมทะเลเมดิเตอร์เรเนียนเข้ากับทะเลแดง | {
"answer": [
"สุเอซ"
],
"answer_begin_position": [
264
],
"answer_end_position": [
269
]
} |
2,560 | 12,106 | คลองสุเอซ คลองสุเอซ () เป็นคลองที่มนุษย์สร้างขึ้นในประเทศอียิปต์ ระหว่าง Port Said (Būr Sa'īd) ฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และเมืองสุเอซ (Suez) บนฝั่งทะเลแดง มีความยาว 183 กิโลเมตร คลองสุเอซเชื่อมทะเลเมดิเตอร์เรเนียนเข้ากับทะเลแดง ผ่านช่องแคบสุเอซ ในอียิปต์ตะวันออกเฉียงเหนือ ระยะทาง 101 ไมล์ เดิมทีมันถูกขุดขึ้นด้วยมือ ปัจจุบัน สามารถรองรับเรือยาว 500 ม. กว้าง 70 ม. ลึก 70 ม. ไม่มีประตูกั้นน้ำเพราะทะเลทั้ง 2 แห่งมีระดับเดียวกัน คลองสุเอซเริ่มสร้างในเดือนเมษายน ปี 1859 แล้วเสร็จในเดิอนพฤศจิกายน ปี 1869 เป็นตัวเชื่อมสำคัญในการค้าระดับโลกเนื่องจากเป็นเส้นทางลัดระหว่างยุโรปและเอเซีย ขจัดการเดินทางอ้อมแหลมกู๊ดโฮป ทวีปแอฟริกา คลองสุเอซช่วยให้การเดินทางระหว่างทวีปยุโรปกับทวีปเอเชียสั้นลงเป็นอย่างมาก เนื่องจากเรือไม่ต้องเดินทางอ้อมทวีปแอฟริกา ก่อนการสร้างคลองนั้น ใช้การขนถ่ายสินค้าทางบกระหว่างทะเลเมดิเตอร์เรเนียนกับทะเลแดง คลองสุเอซแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนเหนือและส่วนใต้ โดยมีทะเลสาบเกรตบิตเตอร์ (Great Bitter) เป็นจุดกลางคลองสุเอซในปัจจุบันคลองสุเอซในปัจจุบัน. - ปัจจุบันคลองสุเอซไม่จำเป็นต้องมีการกั้นคลอง (canal lock) เพราะระดับน้ำทะเล ระหว่าง 2 มหาสมุทรนั้นใกล้เคียงกัน โดยคลองสามารถรับเรือที่มีน้ำหนักขนส่งได้มากถึง 150,000 ตัน ความกว้างของเรือที่สามารถผ่านได้คือไม่เกิน 16 เมตร และในปี ค.ศ. 2010 มีแนวทางการขยายให้สามารถรองรับเรือที่กว้างถึง 22 เมตรได้ โดยปัจจุบันเรือที่มีขนาดหน้ากว้างเกิน 16 เมตร จะต้องทำการขนถ่ายสินค้าโดยใช้เรือเล็กขนส่งของตนเอง จากต้นคลองไปยังสู่จุดสิ้นสุดของคลอง - มีเรือผ่านคลองนี้ประมาณ 25,000 ลำในแต่ละปี ซึ่งขนถ่ายสินค้าคิดเป็นจำนวน 14% ของการขนส่งทางเรือทั้งหมด การขนส่งตั้งแต่ต้นคลองจนถึงจุดสิ้นสุดคลอง ใช้เวลาประมาณ 11-16 ชม
| คลองสุเอซในประเทศอียิปต์สร้างเสร็จในปีค.ศ.ใด | {
"answer": [
"1869"
],
"answer_begin_position": [
580
],
"answer_end_position": [
584
]
} |
2,563 | 20,734 | กรีนแลนด์ กรีนแลนด์ (; เกฺรินลันฺด) เป็นดินแดนทางเหนือสุดของโลก ตั้งอยู่ในมหาสมุทรอาร์กติกและเป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีพื้นที่ประมาณ 2,175,900 ตารางกิโลเมตร มีฐานะเป็นดินแดนปกครองตนเองของประเทศเดนมาร์ก ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2499ประวัติศาสตร์ ประวัติศาสตร์. ในสมัยช่วงศตวรรษที่ 10 - 11 ได้มีพวกไวกิงจากแถบสแกนดิเนเวียอพยพถิ่นอาศัย จนกลายเป็นเมืองขึ้นของเดนมาร์ก ต่อมา กรีนแลนด์ได้รับสิทธิปกครองตนเองจากเดนมาร์กเมื่อปี 1979โดยมีอำนาจปกครองตนเองในทุกทุกด้านยกเว้นด้านการต่างประเทศและการทหารเช่นเดียวกับหมู่เกาะแฟโรการเมือง การเมือง. ปัจจุบันกรีนแลนด์มีรัฐบาลปกครองตนเอง โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้ารัฐบาลมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1979 โดยได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลเดนมาร์ก โดยมีพระมหากษัตริย์คือ สมเด็จพระราชินีนาถมาร์เกรเธอที่ 2 แห่งเดนมาร์กภูมิศาสตร์ ภูมิศาสตร์. กรีนแลนด์เป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดในโลกและตั้งอยู่ทางทิศเหนือบริเวณที่แอตแลนติกพบกับมหาสมุทรอาร์ติค ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นน้ำแข็งไปหมดแล้ว และมีทะเลล้อมรอบเกาะอยู่ ดังนั้นชายฝั่งจะมีอุณหภูมิต่ำอยู่ตลอดเวลา และด้วยสภาพที่ตั้งจึงทำให้ภูมิอากาศของกรีนแลนด์เป็นภูมิอากาศหนาวเย็นแบบอาร์คติก แผ่นน้ำแข็งมีอาณาเขตกว้างปกคุลุมถึง 1,833,900 ตารางกิโลเมตร เท่ากับ พื้นที่ทั้งหมด 85 เปอร์เซ็นของพื้นที่ทั้งหมดของกรีนแลนด์และขยายไปถึง 2,500 กิโลเมตร จากทางเหนือจรดทางใต้ และกว้างกว่า 1,000 กิโลเมตรจากทางตะวันออกไปทางตะวันตก ทางตอนกลางของเกาะ มีแผ่นน้ำแข็งที่มีความหนามากกว่า 3 กิโลเมตรและ ถือได้ว่าเป็น 10 เปอร์เซ็นของพื้นที่ทั้งหมดการขนส่ง การขนส่ง. มีสนามบินหลักสองแห่ง คือนาร์ซาร์สวก (Mittarfik Narsarsuaq) ซึ่งอยู่ทางใต้ของประเทศ และคางเกอร์ลูสซวก (Mittarfik Kangerlussuaq) ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกกลางของประเทศประชากร ประชากร. กรีนแลนด์มีประชากรราว 56,370 คน (ปี ค.ศ. 2013) ประกอบด้วยชาวอินูอิต 88% (รวมทั้งผู้เป็นลูกผสม) และชาวยุโรป 12% ซึ่งโดยมากเป็นชาวเดนมาร์ก ภาษาหลักคือ กรีนแลนด์ (kalaallisut หรือ grønlandsk) และเดนมาร์ก (dansk) โดยประชากรส่วนใหญ่พูดได้ทั้งสองภาษา ศาสนาที่ประชากรโดยมากนับถือ คือ ศาสนาคริสต์ นิกายลูเทอแรน ถึงแม้เกาะกรีนแลนด์จะะเป็นเกาะใหญ่ แต่ประชากรก็อาศัยได้เฉพาะบางพื้นที่เท่านั้น เนื่องจากเกาะนี้มีน้ำแข็งปกคลุมอยู่มากวัฒนธรรมศาสนา ศาสนา. ศาสนาคริสต์ และความเชื่อของชาวอินูอิตการปกครองตนเอง การปกครองตนเอง. กรีนแลนด์ได้มีการลงประชามติเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2552 มีประชาชนออกมาใช้สิทธิ์ประมาณ 39,000 คน โดยผลการลงประชามติประกาศในวันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2552 ตอนเช้า ปรากฏว่าร้อยละ 75.54 เห็นด้วย ขณะที่ร้อยละ 23.57 ไม่เห็นด้วย โดยจะมีผลรับรองในวันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2552 โดยมีสิทธิและเสรีภาพเต็ม พ้นจากประเทศเดนมาร์ก โดยสามารถขยายอำนาจการปกครองไปยังพื้นที่ใหม่ๆ และสามารถบริหารแหล่งทรัพยากรธรรมชาติใต้ท้องทะเล ซึ่งคาดว่ามีน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเป็นจำนวนมาก รวมถึงดูแลความรับผิดชอบด้านความยุติธรรม หน้าที่ของตำรวจและกิจการต่างประเทศ แต่ไม่มีสิทธิในการทหาร ทั้งนี้ นายลาร์ส-เอมีล โจฮันเซน นายกรัฐมนตรีกรีนแลนด์ ซึ่งปกครองเกาะระหว่างปี 2534-2540 และพยายามให้กรีนแลนด์มีบทบาทกึ่งปกครองตนเอง เมื่อปี 2542 ให้สัมภาษณ์ว่า หากประชาชนเห็นชอบก็ถือเป็นเรื่องที่ดีต่อประเทศชาติที่ต่อไปประชาชนก็คือชาวกรีนแลนด์ มีภาษาเป็นของตนเอง มีสิทธิ์ตัดสินใจด้วยตนเอง
| เกาะใดมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก | {
"answer": [
"กรีนแลนด์"
],
"answer_begin_position": [
92
],
"answer_end_position": [
101
]
} |
2,564 | 20,734 | กรีนแลนด์ กรีนแลนด์ (; เกฺรินลันฺด) เป็นดินแดนทางเหนือสุดของโลก ตั้งอยู่ในมหาสมุทรอาร์กติกและเป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีพื้นที่ประมาณ 2,175,900 ตารางกิโลเมตร มีฐานะเป็นดินแดนปกครองตนเองของประเทศเดนมาร์ก ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2499ประวัติศาสตร์ ประวัติศาสตร์. ในสมัยช่วงศตวรรษที่ 10 - 11 ได้มีพวกไวกิงจากแถบสแกนดิเนเวียอพยพถิ่นอาศัย จนกลายเป็นเมืองขึ้นของเดนมาร์ก ต่อมา กรีนแลนด์ได้รับสิทธิปกครองตนเองจากเดนมาร์กเมื่อปี 1979โดยมีอำนาจปกครองตนเองในทุกทุกด้านยกเว้นด้านการต่างประเทศและการทหารเช่นเดียวกับหมู่เกาะแฟโรการเมือง การเมือง. ปัจจุบันกรีนแลนด์มีรัฐบาลปกครองตนเอง โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้ารัฐบาลมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1979 โดยได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลเดนมาร์ก โดยมีพระมหากษัตริย์คือ สมเด็จพระราชินีนาถมาร์เกรเธอที่ 2 แห่งเดนมาร์กภูมิศาสตร์ ภูมิศาสตร์. กรีนแลนด์เป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดในโลกและตั้งอยู่ทางทิศเหนือบริเวณที่แอตแลนติกพบกับมหาสมุทรอาร์ติค ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นน้ำแข็งไปหมดแล้ว และมีทะเลล้อมรอบเกาะอยู่ ดังนั้นชายฝั่งจะมีอุณหภูมิต่ำอยู่ตลอดเวลา และด้วยสภาพที่ตั้งจึงทำให้ภูมิอากาศของกรีนแลนด์เป็นภูมิอากาศหนาวเย็นแบบอาร์คติก แผ่นน้ำแข็งมีอาณาเขตกว้างปกคุลุมถึง 1,833,900 ตารางกิโลเมตร เท่ากับ พื้นที่ทั้งหมด 85 เปอร์เซ็นของพื้นที่ทั้งหมดของกรีนแลนด์และขยายไปถึง 2,500 กิโลเมตร จากทางเหนือจรดทางใต้ และกว้างกว่า 1,000 กิโลเมตรจากทางตะวันออกไปทางตะวันตก ทางตอนกลางของเกาะ มีแผ่นน้ำแข็งที่มีความหนามากกว่า 3 กิโลเมตรและ ถือได้ว่าเป็น 10 เปอร์เซ็นของพื้นที่ทั้งหมดการขนส่ง การขนส่ง. มีสนามบินหลักสองแห่ง คือนาร์ซาร์สวก (Mittarfik Narsarsuaq) ซึ่งอยู่ทางใต้ของประเทศ และคางเกอร์ลูสซวก (Mittarfik Kangerlussuaq) ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกกลางของประเทศประชากร ประชากร. กรีนแลนด์มีประชากรราว 56,370 คน (ปี ค.ศ. 2013) ประกอบด้วยชาวอินูอิต 88% (รวมทั้งผู้เป็นลูกผสม) และชาวยุโรป 12% ซึ่งโดยมากเป็นชาวเดนมาร์ก ภาษาหลักคือ กรีนแลนด์ (kalaallisut หรือ grønlandsk) และเดนมาร์ก (dansk) โดยประชากรส่วนใหญ่พูดได้ทั้งสองภาษา ศาสนาที่ประชากรโดยมากนับถือ คือ ศาสนาคริสต์ นิกายลูเทอแรน ถึงแม้เกาะกรีนแลนด์จะะเป็นเกาะใหญ่ แต่ประชากรก็อาศัยได้เฉพาะบางพื้นที่เท่านั้น เนื่องจากเกาะนี้มีน้ำแข็งปกคลุมอยู่มากวัฒนธรรมศาสนา ศาสนา. ศาสนาคริสต์ และความเชื่อของชาวอินูอิตการปกครองตนเอง การปกครองตนเอง. กรีนแลนด์ได้มีการลงประชามติเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2552 มีประชาชนออกมาใช้สิทธิ์ประมาณ 39,000 คน โดยผลการลงประชามติประกาศในวันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2552 ตอนเช้า ปรากฏว่าร้อยละ 75.54 เห็นด้วย ขณะที่ร้อยละ 23.57 ไม่เห็นด้วย โดยจะมีผลรับรองในวันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2552 โดยมีสิทธิและเสรีภาพเต็ม พ้นจากประเทศเดนมาร์ก โดยสามารถขยายอำนาจการปกครองไปยังพื้นที่ใหม่ๆ และสามารถบริหารแหล่งทรัพยากรธรรมชาติใต้ท้องทะเล ซึ่งคาดว่ามีน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเป็นจำนวนมาก รวมถึงดูแลความรับผิดชอบด้านความยุติธรรม หน้าที่ของตำรวจและกิจการต่างประเทศ แต่ไม่มีสิทธิในการทหาร ทั้งนี้ นายลาร์ส-เอมีล โจฮันเซน นายกรัฐมนตรีกรีนแลนด์ ซึ่งปกครองเกาะระหว่างปี 2534-2540 และพยายามให้กรีนแลนด์มีบทบาทกึ่งปกครองตนเอง เมื่อปี 2542 ให้สัมภาษณ์ว่า หากประชาชนเห็นชอบก็ถือเป็นเรื่องที่ดีต่อประเทศชาติที่ต่อไปประชาชนก็คือชาวกรีนแลนด์ มีภาษาเป็นของตนเอง มีสิทธิ์ตัดสินใจด้วยตนเอง
| กรีนแลนด์เป็นเกาะที่ตั้งอยู่ในมหาสมุทรใด | {
"answer": [
"อาร์กติก"
],
"answer_begin_position": [
164
],
"answer_end_position": [
172
]
} |
2,565 | 11,160 | ยีราฟ (สกุล) ยีราฟ (ชื่อวิทยาศาสตร์: Giraffa) เป็นสกุลหนึ่งของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในวงศ์ Giraffidae เป็นสัตว์เคี้ยวเอื้อง มีลักษณะเด่น คือ เป็นสัตว์ที่ตัวสูง ขายาว ลำคอยาว มีเขา 1 คู่ ตัวมีสีเหลืองและสีน้ำตาลเข้มเป็นลาย มีถิ่นกำเนิดในทวีปแอฟริกา ตัวผู้มีความสูง 4.8 ถึง 5.5 เมตร (16-18 ฟุต) และมีน้ำหนักถึง 900 กิโลกรัม (2,000 ปอนด์) ตัวเมียมีขนาดและความสูงน้อยกว่าเล็กน้อย จัดเป็นสัตว์บกที่มีความสูงที่สุดในโลก ยีราฟ มีเขาทั้งตัวผู้และตัวเมีย ไม่ผลัดเขา ที่เขามีขนปกคลุมอยู่ เขาของยีราฟเป็นสิ่งแสดงถึงความแตกต่างระหว่างเพศ เขาของยีราฟตัวผู้ด้านบนมีลักษณะตัดราบเรียบและมีความใหญ่อวบกว่า ขณะที่ของตัวเมียจะมีขนสีดำปกคลุมเห็นเป็นพุ่มชัดเจน มีพฤติกรรมอาศัยอยู่รวมเป็นฝูงราว 15-20 ตัว หรือมากกว่านั้น ในทุ่งโล่งร่วมกับสัตว์กินพืชชนิดอื่น ๆ เช่น แอนทิโลป, ม้าลาย หรือนกกระจอกเทศ เข้าสู่วัยเจริญพันธุ์เมื่ออายุได้ 3 ปีครึ่ง ตั้งท้องนาน 420-461 วัน ลูกยีราฟหย่านมเมื่ออายุได้ 10 เดือน เมื่อคลอดออกมาแล้วจะสามารถยืนและเดินได้ภายในเวลาไม่นานเหมือนสัตว์กีบคู่ทั่วไป และวิ่งได้ภายในเวลา 2-3 วัน ตัวเมียมีเต้านมทั้งหมด 4 เต้า ยีราฟจะเป็นสัดทุก ๆ 14 วัน แต่ละครั้งเป็นอยู่ราว 24 ชั่วโมง มีอายุขัยเฉลี่ย 20-30 ปีลักษณะพิเศษ ลักษณะพิเศษ. ด้วยความที่เป็นสัตว์ตัวสูง ยีราฟจำเป็นต้องมีหัวใจขนาดใหญ่เพื่อหมุนสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงสมอง ยีราฟสามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงสมองได้มากกว่ามนุษย์ถึง 3 เท่า เพื่อไปเลี้ยงสมองที่อยู่สูงขึ้นไปประมาณ 8 ฟุต เสมือนกับปั๊มน้ำที่สูบน้ำขึ้นไปยังตึกสูง หัวใจของยีราฟหนักประมาณ 10 กิโลกรัม ระบบไหลเวียนโลหิตจึงเป็นแบบพิเศษ เรียกว่า "Rete mirabile" ช่วยป้องกันอันตรายที่อาจเกิดจากการที่เลือดไปเลี้ยงสมองมากเกินไปเวลายีราฟก้มตัวดื่มน้ำ ระบบไหลเวียนเลือดพิเศษนี้จึงเปรียบเสมือนวาล์วปิดเปิดน้ำ ยีราฟ เป็นสัตว์ที่กินพืช กินได้ทั้งหญ้าที่ขึ้นอยู่กับพื้น และพุ่มไม้สูง ๆ โดยเฉพาะพุ่มไม้ประเภทอาเคเชียหรือกระถินณรงค์ที่มีหนามแหลม มีรสฝาด และมีพิษ แต่ยีราฟก็สามารถกินได้อย่างไม่มีปัญหา เพราะมีลิ้นที่ยาวถึง 45-47 เซนติเมตร และมีความหนาสาก ใช้ตวัดกินได้โดยไม่ได้รับอันตราย และทนทานต่อสารพิษได้ในระดับหนึ่ง แต่เมื่อยีราฟจะดื่มน้ำหรือกินอาหารที่อยู่พื้นล่าง ต้องถ่างขาทั้งคู่หน้าออก และก้มคอลง เพราะมีกระดูกที่ข้อต่อต้นคอเพียง 7 ข้อเท่านั้น นับเป็นช่วงที่ยีราฟจะได้รับอันตรายจากสัตว์กินเนื้อที่บุกจู่โจมได้ เพราะเป็นช่วงที่อยู่ในท่าที่ไม่คล่องตัว วัน ๆ หนึ่งยีราฟจะกินอาหารเฉลี่ยวันละ 20-30 กิโลกรัม ขณะที่นอนหลับในท่ายืนเพียงวันละ 2 นาที-2 ชั่วโมงเท่านั้น ยีราฟเมื่อวิ่ง จะวิ่งได้ไม่นานนักเนื่องจากหัวใจจะสูบฉีดเลือดอย่างหนัก และเมื่อวิ่งจะต่างจากสัตว์ชนิดอื่น ๆ เพราะทั้งขาหลังและขาหน้า ที่อยู่ข้างเดียวกัน จะยกขึ้นลงพร้อม ๆ กัน จึงมีลักษณะการวิ่งแบบควบกระโดดโคลงเคลงไปมา และคอที่ยาวก็จะมีอาการแกว่งไกวไปมาด้วย แม้จะเป็นสัตว์ที่มีขนาดใหญ่ แต่ยีราฟก็ยังถูกคุกคามจากสัตว์กินเนื้อได้ เช่น สิงโต หรือไฮยีนา ยีราฟมีวิธีการป้องกันตัวคือ การเตะ จากขาหลังที่ทรงพลัง ซึ่งทำให้สิงโตได้รับบาดเจ็บได้ สิงโตจึงไม่ค่อยโจมตียีราฟตัวที่โตเต็มที่ แต่จะเล็งไปยังลูกยีราฟมากกว่า คอของยีราฟประกอบด้วยกล้ามเนื้อที่แข็งแกร่งยึดติดกับบริเวณหัวไหล่ คอของยีราฟจึงไม่ห้อยตกลงมา ซึ่งคอของยีราฟนอกจากจะใช้เพื่อการดำรงชีวิตทั่วไป ยังมีส่วนสำคัญในพฤติกรรมทางสังคมเช่นกัน ยีราฟตัวผู้จะเข้าต่อสู้โดยใช้คอถูหรือฟาดกับยีราฟตัวอื่นด้วยความรุนแรง ซึ่งอาจถึงขั้นบาดเจ็บสาหัสหรือตายได้ เพื่อจะแสดงความเป็นจ่าฝูง และใช้เกี้ยวพาราสีหาคู่เพื่อสืบพันธุ์ด้วยการจำแนก การจำแนก. ยีราฟ ยังแบ่งออกเป็นสปีชีส์ได้ทั้งหมด 4 ชนิด จากการลำดับ DNA ซึ่งสรุปได้ว่าทั้ง 4 สายพันธุ์นี้ไม่ได้มีการผสมข้ามสายพันธ์มาแล้วกว่า 1 ถึง 2 ล้านปีแล้ว การสรุปเป็นไปอย่างลงตัวในเดือนกันยายน พ.ศ. ๒๕๕๙ โดยสรุปให้ยีราฟเป็นสกุล ที่ประกอบด้วยยีราฟ 4 ชนิด จากเดิมที่คาดว่ามีเพียงสายพันธุ์เดียว ดังที่ได้ระบุไว้ด้านล่าง- G. camelopardalis (ยีราฟนูเบีย) - G. reticulata (ยีราฟลายร่างแห, ยีราฟโซมาลี) - G. tippelskirchi (ยีราฟมาไซ) - G. giraffa (ยีราฟแอฟริกาใต้) ลายของยีราฟ สันนิษฐานว่ามีไว้สำหรับพรางตัว เพราะดูแล้วจะกลมกลืนไปกับพุ่มไม้และสภาพแวดล้อม เหมือนสีของแสงและเงาของต้นไม้ศัพทมูลวิทยา ศัพทมูลวิทยา. คำว่า "camelopardalis" เป็นศัพท์ภาษาละติน (ที่มีต้นเค้าจากคำศัพท์ใน ภาษากรีก) จากคำว่า "camelos" (อูฐ) กับ "pardalis" (เสือดาว) เนื่องจากลักษณะยีราฟคล้ายกับสัตว์ทั้งสองชนิดดังกล่าว ส่วนในภาษาอังกฤษสมัยกลาง เคยใช้คำว่า "camelopard" เรียก ยีราฟ ส่วนคำว่า "ยีราฟ" (giraffe) ในภาษาอังกฤษ มีรากศัพท์มาจากภาษาอาหรับ "zarafa" นอกจากนี้แล้ว ยีราฟ ยังถูกใช้เป็นชื่อเรียกกลุ่มดาวฤกษ์กลุ่มหนึ่งด้วยความสัมพันธ์กับมนุษย์ใช้เป็นของกำนัล ความสัมพันธ์กับมนุษย์. ใช้เป็นของกำนัล. ในยุคโบราณ ยีราฟถือเป็นสัตว์ที่ใช้เป็นเครื่องกำนัลหรือบรรณาการแก่กัน โดยมีบันทึกไว้ว่า ในยุคจักรพรรดิหย่งเล่อ แห่งราชวงศ์หมิง การเดินทางโดยเรือรอบโลกของเจิ้งเหอ มีการนำเอายีราฟกลับมาสู่ประเทศจีนในสมัยนั้นด้วยนัยสำคัญทางวัฒนธรรม นัยสำคัญทางวัฒนธรรม. ยีราฟยังได้ปรากฏตัวในแอนิเมชัน โดยรับบทเป็นตัวประกอบใน เดอะ ไลอ้อน คิง และ ดัมโบ้ รวมถึงมีบทบาทที่โดดเด่นในภาพยนตร์ เดอะ ไวล์ด แก็งค์เขาดินซิ่งป่วนป่า และ มาดากัสการ์ ส่วนยีราฟโซฟี เป็นยางกัดที่ได้รับความนิยมตั้งแต่ปี ค.ศ. 1961 และตัวละครที่เป็นยีราฟที่มีชื่อเสียงอื่นๆเป็นตัวนำโชคของ ทอยส์ "อาร์" อัส ที่มีชื่อว่า ยีราฟเจฟฟรีย์ นอกจากนี้ ยีราฟยังเป็นสัตว์ประจำชาติของประเทศแทนซาเนีย
| สัตว์บกชนิดใดมีความสูงที่สุดในโลก | {
"answer": [
"ยีราฟ"
],
"answer_begin_position": [
497
],
"answer_end_position": [
502
]
} |
2,566 | 12,541 | นครวัด นครวัด () เป็นหมู่ปราสาทในประเทศกัมพูชาและเป็นศาสนสถานที่ใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยพื้นที่รวมกว่า 162.6 เฮกเตอร์ (1.6 ล้านตารางเมตร ซึ่งเท่ากับ 402 เอเคอร์) แรกเริ่มนั้นสร้างขึ้นเป็นเทวลัยในศาสนาฮินดูเพื่ออุทิศแด่พระวิษณุ ก่อนจะค่อยๆเปลี่ยนแปลงกลายเป็นวัดในศาสนาพุทธในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 12 นครวัดสร้างขึ้นในช่วงต้นของคริสศตวรรษที่ 12 โดยพระเจ้าสูรยวรรมันที่ 2 แห่งเมืองยโสธรปุระ (ในปัจจุบันคือเมืองพระนคร) ซึ่งเป็นเมืองหลวงของจักรวรรดิเขมร สร้างขึ้นเพื่อให้เป็นเทวลัยประจำรัฐและเป็นสุสานฝังพระศพ ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงการนับถือในลัทธิไศวนิกายของกษัตริย์องค์ก่อนๆ เหตุเพราะนครวัดนั้นสร้างขึ้นเพื่ออุทิศแด่พระวิษณุแทนที่จะเป็นพระศิวะ และเนื่องจากเป็นปราสาทที่ได้รับการอนุรักษ์ดีที่สุดในบริเวณที่ตั้งโดยรอบ นครวัดจึงเป็นปราสาทเพียงแห่งเดียวที่ยังคงความเป็นศูนย์กลางทางศาสนาที่มีความสำคัญมาตั้งแต่เริ่มก่อสร้าง โดยนครวัดถือจุดสูงสุดของรูปแบบการสร้างสถาปัตยกรรมเขมรแบบดั้งเดิม และได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของประเทศกัมพูชา มีการปรากฏอยู่บนธงชาติ และได้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวของประเทศกัมพูชาที่มีความสำคัญที่สุดในหมู่นักท่องเที่ยว นครวัดได้รวมเอาการวางผังพื้นฐานในสถาปัตยกรรมเขมรสองแบบมาใช้ประกอบเข้าด้วยกัน ซึ่งก็ได้แก่ ผังการสร้างปราสาทให้เสมือนภูเขา (ปราสาทบนฐานชั้น) และการสร้างปราสาทแบบมีระเบียงคดที่มีภาพสลัก การสร้างปราสาทรูปแบบนี้ได้สื่อถึงเขาพระสุเมรุ ซึ่งเป็นสถานที่ที่สถิตของเทพเทวัญในปกรณัมของศาสนาฮินดู ด้านนอกมีคูน้ำและกำแพงล้อม ความยาวรวมกว่า 3.6 กิโลเมตร โดยตัวปราสาทประกอบด้วยระเบียงคดสี่เหลี่ยมที่มีภาพสลักทั้งหมดสามชั้น แต่ละชั้นตั้งอยู่สูงกว่าชั้นล่าง ตรงกลางของปราสาทคือพระปรางค์ที่มีทั้งหมด 5 ยอด นครวัดมีความแตกต่างจากปราสาทในพระนครปราสาทอื่นๆ เนื่องจากมีการหันหน้าไปทางทิศตะวันตก ซึ่งนักวิชาการต่างก็มีความเห็นที่แตกต่างออกไปในเรื่องนัยยะของการสร้างในลักษณะนี้ นครวัดยังได้รับการยกย่องในด้านความงามและความกลมกลืนของตัวสถาปัตยกรรม อาทิ ภาพสลักนูนต่ำที่ใหญ่โต รวมถึงภาพเทวดาที่มีการตกแต่งตามผนังเป็นจำนวนมากประวัติ ประวัติ. นครวัดตั้งอยู่ทางทิศเหนือของเมืองเสียมราฐในปัจจุบัน ห่างออกไป 5.5 กิโลเมตรจากตัวเมือง แต่หากวัดจากเมืองหลวงก่อนหน้าซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่ปราสาทบาปวน นครวัดจะมีระยะห่างจากเมืองหลวงเดิมเพียงเล็กน้อยเท่านั้น โดยนครวัดจะตั้งอยู่ทางทิศใต้เยื้องไปทางทิศตะวันออกเล็กน้อย และถือเป็นปราสาทที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้สุดของบริเวณเมืองพระนคร ตามตำนานแล้ว การก่อสร้างปราสาทนครวัดนั้นสร้างขึ้นตามคำสั่งของพระอินทร์ ซึ่งต้องการสร้างปราสาทนี้ให้เป็นวังที่ประทับของพระโอรสของพระองค์ ตามบันทึกในช่วงคริสศตวรรษที่ 13 ของนักเดินทางนามว่า โจว ตากวน ได้ระบุว่ามีผู้คนบางส่วนเชื่อกันว่าปราสาทแห่งนี้สร้างขึ้นโดยเทพแห่งสถาปัตยกรรมศาสตร์ในเวลาเพียงหนึ่งคืน การออกแบบในขั้นต้นและการก่อสร้างตัวปราสาทเริ่มต้นขึ้นในช่วงครึ่งแรกของคริสต์ศตวรรษที่ 12 ในช่วงรัชสมัยของพระเจ้าสูรยวรรมันที่ 2 (ครองราชย์ในปี ค.ศ. 1113-1150) โดยสร้างขึ้นเพื่อเป็นปราสาทประจำพระองค์และประจำเมืองพระนคร เพื่ออุทิศให้แก่พระวิษณุ และเนื่องจากไม่มีการพบหลักฐานที่เป็นจารึกสมัยการก่อสร้างหรือจารึกสมัยใหม่ที่ระบุว่าได้มีการสร้างปราสาทขึ้น จึงไม่สามารถทราบชื่อดั้งเดิมของปราสาทได้ แต่อาจเป็นที่รู้จักกันในชื่อ “ปราสาทวิษณุโลก” ซึ่งเป็นชื่อที่ตั้งตามเทพองค์ประธานของปราสาท คาดกันว่าการก่อสร้างน่าจะหยุดลงไม่นานหลังการสวรรคตของพระเจ้าสูรยวรรมันที่ 2 ทำให้ภาพสลักนูนต่ำบางส่วนนั้นยังแกะสลักไม่เสร็จสิ้น ในปี 1177 หลังการสวรรคตของพระเจ้าสุรยวรรมันที่ 2 ราว 27 ปี เมืองพระนครถูกยึดครองโดยชาวจามที่เป็นศัตรูเดิมของชาวเขมร ภายหลังจึงมีการฟื้นฟูอาณาจักรขึ้นมาอีกครั้งโดยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ซึ่งได้สถาปนาเมืองหลวงและปราสาทประจำเมืองแห่งใหม่ขึ้นคือนครธมและปราสาทบายน ตามลำดับ ซึ่งอยู่ห่างจากนครวัดไปทางเหนือไม่กี่กิโลเมตร ในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 12 นครวัดได้ค่อยๆเปลี่ยนแปลงจากศูนย์กลางด้านจิตใจในศาสนาฮินดูไปเป็นศาสนาพุทธซึ่งก็ได้สืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน นครวัดมีความแตกต่างจากปราสาทอื่นในเมืองพระนคร แม้ตัวปราสาทจะหมดความสำคัญลงไปหลังคริสศตวรรษที่ 16 แต่ตัวปราสาทกลับไม่เคยถูกทิ้งร้างอย่างสมบูรณ์เลย ซึ่งต่างจากปราสาทหลังอื่นๆในเมืองพระนคร ปราสาทแห่งนี้ได้รับการปกป้องจากการรุกล้ำของป่าเนื่องด้วยข้อเท็จจริงที่ว่าคูน้ำรอบปราสาทนั้นได้สามารถทำหน้าที่ป้องกันตัวปราสาทได้ หนึ่งในชาวตะวันตกคนแรกๆที่ได้พบเห็นนครวัดคือ แอนโตนิโอ ดา มาดาลีนา นักบวชชาวโปรตุเกส ผู้เดินทางมาถึงในปี 1586 และกล่าวเอาไว้ว่านครวัดคือ “สิ่งก่อสร้างที่น่าพิศวง ซึ่งไม่สามารถอธิบายมันออกมาผ่านปลายปากกาได้ ที่สำคัญคือ ปราสาทหลังนี้ไม่เหมือนสิ่งก่อสร้างใดๆบนโลกนี้เลย ปราสาทมียอดหลายยอด มีการตกแต่ง และมีความวิจิตรที่มีเพียงคนอัจฉริยะเท่านั้นที่จะสามารถสร้างสรรค์ออกมาได้เช่นนี้” ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 17 นครวัดไม่ได้ถูกทิ้งร้างโดยสมบูรณ์ ยังคงทำหน้าที่เป็นวัดในศาสนาพุทธอยู่เช่นเดิม มีการค้นพบศิลาจารึกที่มีอายุอยู่ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 17 กว่า 14 หลักในบริเวณพื้นที่เมืองพระนคร ระบุถึงผู้แสวงบุญชาวญี่ปุ่นซึ่งเป็นผู้แสวงบุญในศาสนาพุทธที่ได้มาตั้งชุมชนเล็กๆติดกับชาวเขมรท้องถิ่น โดยในตอนนั้นชาวญี่ปุ่นที่มาเยือนนครวัดคิดว่าปราสาทแห่งนี้คือสวนของวัดเชตวันมหาวิหารอันเลื่องชื่อของพระพุทธเจ้า ซึ่งแท้จริงแล้วตั้งอยู่ในแคว้นมคธ ประเทศอินเดีย โดยจารึกที่เป็นที่รู้จักกันมากที่สุดคือจารึกเรื่องราวของอูกนดายุ คาซูฟูสะ นักแสวงบุญผู้ได้เฉลิมฉลองวันขึ้นปีใหม่เขมรที่นครวัดในปี ค.ศ. 1632 ในช่วงกลางของคริสต์ศตวรรษที่ 19 อ็องรี มูโอ นักสำรวจและนักธรรมชาติวิทยาชาวฝรั่งเศสได้เดินทางมาที่ปราสาทแห่งนี้ โดยมูโอได้ทำให้นครวัดเป็นที่รู้จักกันในหมู่ชาวตะวันตกผ่านบันทึกการเดินทางที่ได้รับการตีพิมพ์ของเขา เขาได้เขียนไว้ว่า หนึ่งในปราสาทเหล่านี้ ซึ่งน่าจะเป็นคู่ปรับกับวิหารโซโลมอน ถูกสร้างสรรค์โดยมีเกลันเจโลแห่งยุคโบราณ อาจจะเป็นสถานที่ที่น่ายกย่องพอๆกับสิ่งก่อสร้างที่งดงามของพวกเรา ยิ่งใหญ่กว่าสิ่งใดๆที่กรีกหรือโรมันทิ้งเอาไว้ แต่ก็ช่างขัดแย้งอย่างน่าเศร้ากับดินแดนที่เสื่อมอำนาจจนกลายเป็นแดนป่าเถื่อนไปแล้ว เช่นเดียวกันกับชาวตะวันตกกลุ่มแรกที่พบเห็นนครวัด มูโอนั้นแทบจะไม่เชื่อว่าชาวเขมรจะสามารถสร้างปราสาทหลังนี้ได้ และได้กำหนดอายุสมัยของนครวัดเอาไว้อย่างผิดพลาด โดยระบุว่าน่าจะอยู่ในช่วงยุคสมัยเดียวกันกับกรุงโรม ประวัติที่แท้จริงของนครวัดได้รับจากเพียงแค่หลักฐานด้านรูปแบบการสร้างและจารึกที่ถูกรวบรวมขึ้นในระหว่างการเก็บกวาดและบูรณะพื้นที่ในช่วงหลังที่มีการดำเนินการในพื้นที่ทั้งหมดของเมืองพระนคร ในการบูรณะพื้นที่นั้นไม่มีการค้นพบร่องรอยการตั้งถิ่นฐานหรือที่พักอาศัยทั่วไปเลย ทั้งนี้ยังรวมไปถึงอุปกรณ์ประกอบอาหาร อาวุธ หรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องกับการแต่งกายซึ่งมักจะพบเจอในบริเวณเขตเมืองโบราณ แต่ถึงอย่างนั้น หลักฐานที่ค้นพบก็คือสิ่งก่อสร้างทั้งหลายนั่นเอง ในช่วงศตวรรษที่ 20 นั้น นครวัดมีความจำเป็นต้องได้รับการบูรณะเป็นอย่างมาก ซึ่งเป็นการกำจัดวัชพืชและกองดินเสียส่วนใหญ่ แต่งานบูรณะก็ต้องหยุดชะงักลงเนื่องจากเกิดสงครามกลางเมืองในประเทศกัมพูชาและกองกำลังเขมรแดงก็ได้เข้ามาควบคุมประเทศตลอดในช่วงปีทศวรรษที่ 1970 ถึงทศวรรษที่ 1980 แต่ตลอดระยะเวลานั้น ตัวปราสาทก็ได้รับความเสียหายไม่มากนัก กองกำลังเขมรแดงที่ต้องพักแรมได้ใช้ไม้ทุกชนิดที่เหลืออยู่ในปราสาทเพื่อเป็นฟืน หนึ่งในโคปุระในพื้นที่นั้นถูกทำลายลงด้วยปลอกระเบิดของทหารฝั่งสหรัฐอเมริกา ในขณะที่การยิงตอบโต้กันของกองกำลังเขมรแดงและทหารเวียดนามก็ได้สร้างร่องรอยกระสุนเล็กน้อยบนภาพสลักนูนต่ำ ความเสียหายที่รุนแรงกว่าเกิดขึ้นภายหลังสงครามยุติลง โดยเหล่าหัวขโมยงานศิลปะที่ปฏิบัติการกันนอกประเทศไทย ซึ่งในช่วงปลายของทศวรรษที่ 1980 ถึงช่วงต้นทศวรรษที่ 1990 ได้อ้างสิทธิ์ครอบครองพระเศียรแทบทุกชิ้นที่สามารถตัดออกจากส่วนพระศอทั้งจากประติมากรรมและจากงานบูรณะได้ ปราสาทแห่งนี้ถือเป็นสัญลักษณ์ที่มีอิทธิพลที่สุดของประเทศกัมพูชา และยังเป็นความภาคภูมิใจของชาติที่มีส่วนช่วยในเรื่องความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกาและประเทศเพื่อนบ้านอย่างประเทศไทย ภาพลายเส้นของนครวัดยังถูกใช้เป็นส่วนหนึ่งของธงชาติกัมพูชามานับตั้งแต่ ค.ศ. 1863 ซึ่งเป็นธงรุ่นแรกที่ใช้ภาพของนครวัดบนตัวธง อย่างไรก็ตาม หากดูจากมุมมองทางด้านวัฒนธรรมข้ามชาติหรือแม้แต่ทางด้านประวัติศาสตร์ให้กว้างขึ้นก็จะพบว่านครวัดนั้นไม่ได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์แห่งความภาคภูมิใจของชาติกัมพูชาเพียงชาติเดียว แต่นครวัดยังถูกจดจำด้วยกระบวนการด้านวัฒนธรรมการเมืองที่เกิดจากมรดกที่ตกทอดมาของจักรวรรดิอาณานิคมฝรั่งเศส โดยได้มีการจัดแสดงปราสาทนครวัดที่จำลองไว้ในนิทรรศการของอาณานิคมฝรั่งเศสที่ปารีสและมาร์แซย์ระหว่างปี ค.ศ. 1889 ถึงปี ค.ศ. 1937 และความงดงามของนครวัดยังถูกจัดแสดงในรูปแบบแม่พิมพ์ปูนพลาสเตอร์ที่พิพิธภัณฑ์ของหลุยส์ เดอลาปอร์ตที่ชื่อว่าพิพิธภัณฑ์อินโดจีนแห่งตรอกาเดโร ซึ่งจัดแสดงอยู่ในวังพาริเซิน ตรอกาเดโล ให้ชาวฝรั่งเศสได้ชื่นชมในความเกรียงไกรของการแผ่ขยายอาณานิคมของตนตั้งแต่ช่วง ค.ศ. 1880 ถึงช่วงกลางทศวรรษที่ 20 ตำนานเกี่ยวกับความงามด้านศิลปะของนครวัดและสิ่งก่อสร้างอื่นๆในเขตเมืองพระนคร ได้ส่งผลโดยตรงต่อการที่ฝรั่งเศสเลือกประเทศกัมพูชาเป็นรัฐในอารักขาเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม ค.ศ. 1863 และเริ่มบุกรุกสยาม เพื่อหวังเข้ามาควบคุมและจัดการโบราณสถานต่างๆ การกระทำดังกล่าวได้ส่งผลให้ประเทศกัมพูชาอ้างสิทธิ์ในการครอบครองดินแดนทางด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ คืนจากการครอบครองของสยามอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งดินแดนดังกล่าวได้อยู่ภายใต้การปกครองของสยามมานับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1351 หรือตั้งแต่ปี ค.ศ. 1431 ตามที่บันทึกบางชิ้นได้อ้างถึงกัมพูชาได้รับอิสรภาพคืนจากฝรั่งเศสในวันที่ 9 พฤศจิกายน ค.ศ. 1953 และได้เข้ามาดูแลปราสาทนครวัดมานับแต่นั้นเป็นต้นมา อาจกล่าวได้ว่านับตั้งแต่ช่วงที่ประเทศตกเป็นอาณานิคมเรื่อยมาจนถึงช่วงที่นครวัดได้รับการเสนอชื่อให้เป็นมรดกโลกของยูเนสโกในปี ค.ศ. 1992 ตัวปราสาทนครวัดนั้นเป็นส่วนสำคัญในโครงสร้างแห่งยุคสมัยใหม่ และช่วยเผยแพร่แนวคิดเรื่องมรดกทางวัฒนธรรมประเภทสิ่งปลูกสร้างได้อย่างค่อยเป็นค่อยไป ในเดือนธันวาคม ค.ศ. 2015 ได้มีการประกาศว่าทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยซิดนีย์ได้ค้นพบกลุ่มซากปราสาทฝังอยู่ใต้ดิน ซึ่งยังไม่เคยมีการค้นพบมาก่อน โดยคาดว่ามีการสร้างและพังทลายลงในช่วงการก่อสร้างนครวัดเช่นเดียวกับป้อมปราการที่ทำจากไม้และสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ทางทิศใต้ที่ยังไม่รู้จุดประสงค์ของการสร้าง การค้นพบครั้งนี้ยังรวมไปถึงการค้นหลักฐานเรื่องการตั้งถิ่นที่อยู่ของผู้คนที่ไม่ได้หนาแน่นนัก รวมไปถึงการตัดถนนแบบตาราง สระน้ำ และคันดิน ซึ่งได้ชี้ให้เห็นว่าบริเวณของปราสาทที่แม้จะมีการล้อมอาณาเขตด้วยคูน้ำและกำแพงนั้นก็อาจจะไม่ได้เป็นสถานที่ที่ถูกจำกัดเอาไว้ให้คนชนชั้นสูงที่เป็นนักบวชเพียงอย่างเดียวดังที่เคยสันนิษฐานไว้ในตอนแรก ทีมวิจัยยังได้ใช้ไลดาร์ ให้สัญญาณเรดาร์ทะลุทะลวงลงไปในพื้นดินและพื้นที่ขุดค้นที่สนใจเพื่อทำแผนที่ของนครวัดขึ้นสถาปัตยกรรมที่ตั้งและผัง สถาปัตยกรรม. ที่ตั้งและผัง. นครวัดเป็นสิ่งก่อสร้างที่โดดเด่นด้วยการรวมเอาลักษณะการสร้างปราสาทให้เสมือนภูเขา (แบบแผนของการออกแบบปราสาทของอาณาจักร) เข้ากับแบบผังของอาคารในสมัยหลังที่มีการทำระเบียงคดล้อมจุดศูนย์กลาง การก่อสร้างนครวัดยังได้บ่งบอกให้ทราบว่าปราสาทยังมีนัยยะสำคัญเกี่ยวข้องกับท้องฟ้าเนื่องด้วยองค์ประกอบบางส่วนของตัวปราสาท นัยยะดังกล่าวคือในบริเวณด้านทิศตะวันออกและตะวันตกของปราสาท ซึ่งระเบียงภายในได้มีการออกแบบให้เชื่อมต่อเข้าหากันโดยปราศจากสิ่งกำบัง ส่งผลให้ปราสาททั้งสองทิศตั้งอยู่ในตำแหน่งเดียวกันกับพระอาทิตย์ที่ขึ้นช่วงวันอายัน ปราสาทแห่งนี้คืออาคารที่สื่อถึงเขาพระสุเมรุอันเป็นที่สถิตของเทพเจ้า โดยปรางค์ประธานตรงกลางทั้งห้านั้นเป็นสัญลักษณ์แทนถึงยอดห้ายอดของภูเขา ส่วนกำแพงแต่ละชั้นและคูน้ำนั้นก็แทนถึงเขาสัตบริภัณฑ์และมหาสมุทร แต่เดิมพื้นที่ส่วนบนของปราสาทนั้นถูกจำกัดสิทธิการเข้าถึงมาโดยตลอด ผู้ที่เป็นฆราวาสจึงถูกจำกัดให้อยู่แค่บริเวณส่วนล่างของปราสาทเท่านั้น นครวัดมีความแตกต่างจากปราสาทเขมรหลังอื่นในเรื่องของการวางทิศประธานที่หันไปทางทิศตะวันตกแทนที่จะเป็นทิศตะวันออก ความต่างนี้ได้ส่งผลให้ผู้คนจำนวนมาก (รวมไปถึงมอริส เกรซ และ ยอร์ช เซเดส์) ออกมาสรุปว่าพระเจ้าสุริยวรรมันนั้นประสงค์ที่จะสร้างปราสาทแห่งนี้ขึ้นให้เป็นปราสาทที่เก็บพระบรมศพของพระองค์ แนวคิดนี้ได้รับการสนับสนุนจากหลักฐานอื่นๆ ที่ได้จากการศึกษาภาพสลักนูนต่ำที่เรียงลำดับเรื่องราวในทิศทวนเข็มนาฬิกา ซึ่งต่างไปจากเทวสถานฮินดูทั่วไป โดยพิธีกรรมต่างๆ ของพราหมณ์ในพิธีพระบรมศพก็ยังจัดขึ้นแบบย้อนลำดับอีกด้วย นักโบราณคดี ชาร์ล ไฮแฮม ยังได้อธิบายถึงภาชนะชิ้นหนึ่งว่ามีความเป็นไปได้ว่าจะเป็นพระโกศบรรจุพระบรมอัฐิ โดยภาชนะนี้ถูกขุดขึ้นมาจากปรางค์ประธานตรงกลาง โดยบุคคลบางกลุ่มได้เสนอแนวคิดที่ว่าปรางค์ประธานตรงกลางนั้นเหมาะสมที่สุดในการทำพิธีจัดการกับพระบรมศพ เพราะเชื่อกันว่าเปรียบเสมือนศูนย์รวมของพลังอำนาจทั้งปวง อย่างไรก็ตาม นักวิชาการบางคนได้ระบุว่าปราสาทหลายหลังในเมืองพระนครเองก็ไม่ได้หันหน้าไปทางทิศตะวันออกตามธรรมเนียมเสียหมด และได้เสนอว่าการที่นครวัดมีการวางทิศเช่นนี้ก็เพราะปราสาทหลังนี้สร้างขึ้นเพื่ออุทิศแด่พระวิษณุ ซึ่งเป็นเทพเจ้าประจำทิศตะวันตก เอเลนอร์ แมนนิกกาได้นำเสนอการตีความนครวัดในแบบที่แตกต่างออกไป โดยได้วิเคราะห์จากการวางทิศ มิติของอาคาร และจากลำดับการเล่าเรื่องและเนื้อหาของภาพสลักนูนต่ำ เธอได้แย้งว่า ปราสาทแห่งนี้ได้อ้างถึงยุคสมัยใหม่แห่งความสงบสุขในรัชสมัยของพระเจ้าสุริยวรรมันที่ 2 โดยได้ระบุว่า “เนื่องจากมีการคำนวณวงจรเวลาการขึ้นของพระอาทิตย์และพระจันทร์ไว้ในพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของนครวัด ภาพเทพเทวดาผู้อยู่ในอาณัติของการปกครองจึงได้ปรากฏอยู่บนตัวเรือนธาตุและเฉลียง สื่อความหมายถึงปกปักษ์ให้อำนาจของกษัตริย์เป็นนิจนิรันดร เป็นการเฉลิมพระเกียรติและสร้างความสงบแก่เหล่าเทวดาที่ประทัพอยู่บนสรวงสวรรค์” ข้อเสนอของแมนนิกกานั้นได้มอบทั้งความสนใจและข้อแคลงใจในแวดวงวิชาการ เธอได้ฉีกหนีข้อสันนิษฐานของนักวิชาการคนอื่นๆ อาทิ แกรแฮม แฮนคอก ด้วยข้อสันนิษฐานที่ว่านครวัดนั้นคือสิ่งหนึ่งที่แสดงถึงกลุ่มดาวมังกรรูปแบบ รูปแบบ. นครวัดถือเป็นตัวอย่างของสถาปัตยกรรมเขมรรูปแบบคลาสสิคที่สำคัญที่สุด ซึ่งชื่อเรียกรูปแบบศิลปะในสมัยคลาสสิคนี้ยังเรียกกันว่า “ศิลปะนครวัด” อีกด้วย ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 12 นั้น สถาปนิกเขมรได้มีทั้งทักษะความสามารถและความมั่นใจในการใช้หินทรายเป็นวัสดุโครงสร้างหลักของอาคาร (จากเดิมที่ใช้อิฐหรือศิลาแลงในการก่อสร้าง) ส่วนของปราสาทที่มองเห็นได้นั้นทำมาจากหินทรายที่มีการตัดเป็นบล็อก ในขณะที่กำแพงภายนอกและโครงสร้างภายในนั้นทำจากศิลาแลงแต่ใช้บล็อกหินทรายปิดบังเอาไว้ภายนอก ยังไม่มีการชี้ชัดว่าวัสดุที่ใช้เชื่อมหินแต่ละก้อนให้ติดกันนั้นคืออะไร แม้จะมีจะมีการเสนอว่าเป็นยางไม้และน้ำปูนใสมาโดยตลอดก็ตาม ปราสาทแห่งนี้ได้รับการยกย่องเหนือปราสาทหลังอื่นๆ เนื่องด้วยความกลมกลืนของการออกแบบ มอริส เกรซ นักอนุรักษ์ของปราสาทนครวัดในช่วงศตวรรษที่ 20 ได้ระบุว่า ปราสาทหลังนี้ “ได้บรรลุถึงความสมบูรณ์แบบที่คลาสสิกด้วยการเป็นอนุสรณ์แห่งองค์ประกอบที่มีความพอดีอย่างประณีต มีการจัดสัดส่วนที่แม่นยำ เป็นผลงานที่เปี่ยมไปด้วยพลัง มีความเป็นหนึ่งเดียว และเต็มไปด้วยลีลา”งานประติมากรรม งานประติมากรรม. ทางด้านกำแพงชั้นนอกรอบปราสาทนั้น มีความยาวกว่า 800 เมตร มีงานแกะสลักเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 และเรื่องราวจากวรรณคดีเรื่อง รามายณะ รูปแกะสลักที่มีชื่อที่สุดคือรูปแกะสลักการกวนเกษียรสมุทร มีรูปแกะสลักนางอัปสรมากกว่า 1,796 นาง ที่ทั้งหมดมีเครื่องแต่งกายและทรงผมที่ไม่ซ้ำกันระเบียงภาพ
| ศาสนสถานที่ใหญ่ที่สุดในโลกมีชื่อว่าอะไร | {
"answer": [
"นครวัด"
],
"answer_begin_position": [
86
],
"answer_end_position": [
92
]
} |
2,567 | 5,031 | จังหวัดภูเก็ต ภูเก็ต เป็นจังหวัดหนึ่งทางภาคใต้ของประเทศไทย เป็นเกาะขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย อยู่ในทะเลอันดามัน จังหวัดที่ใกล้เคียงทางทิศเหนือ คือ จังหวัดพังงา ทางทิศตะวันออก คือ จังหวัดพังงาและจังหวัดกระบี่ ทั้งเกาะล้อมรอบด้วยมหาสมุทรอินเดีย และยังมีเกาะที่อยู่ในอาณาเขตของจังหวัดภูเก็ตทางทิศใต้และตะวันออก การเดินทางเข้าสู่ภูเก็ตนอกจากทางเรือแล้ว สามารถเดินทางโดยรถยนต์ซึ่งมีเพียงเส้นทางเดียวผ่านทางจังหวัดพังงา โดยข้ามสะพานสารสินและสะพานคู่ขนาน คือ สะพานท้าวเทพกระษัตรีและสะพานท้าวศรีสุนทร เพื่อเข้าสู่ตัวจังหวัด และทางอากาศโดยมีท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ตรองรับ ท่าอากาศยานนี้ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเกาะ คำว่า ภูเก็ต คาดว่าน่าจะเพี้ยนมาจากคำว่า บูกิต (ในภาษามลายูแปลว่าภูเขา) และคำว่า "ภูเขา" ในภาษาอุรักลาโว้ย เรียกว่า "บูเก๊ะ" หรือที่เคยรู้จักแต่โบราณในนาม เมืองถลางสัญลักษณ์ประจำจังหวัดสัญลักษณ์ประจำจังหวัด. - ต้นไม้ประจำจังหวัด : ประดู่บ้าน () - ดอกไม้ประจำจังหวัด : ดอกเฟื่องฟ้า () - สัตว์น้ำประจำจังหวัด : หอยมุกจานหรือหอยมุกขอบทอง ()ประวัติ ประวัติ. เดิมคำว่าภูเก็ตนั้นสะกดว่า ภูเก็จ ซึ่งแปลได้ว่า เมืองแก้ว จึงใช้ตราเป็นรูปภูเขา (ภู) มีประกายแก้ว (เก็จ) เปล่งออกเป็นรัศมี (ดูตราที่ผ้าผูกคอลูกเสือ) ตรงกับความหมายเดิมซึ่งชาวทมิฬเรียก มณิครัม ตามหลักฐาน พ.ศ. 1568 ภูเก็ตเป็นที่รู้จักของนักเดินเรือที่ใช้เส้นทางระหว่างจีนกับอินเดีย โดยผ่านแหลมมลายู หลักฐานที่เก่าแก่ที่สุดก็คือ หนังสือภูมิศาสตร์และแผนที่เดินเรือของคลอดิอุส ปโตเลมี เมื่อประมาณ พ.ศ. 700 กล่าวถึงการเดินทางจากแหลมสุวรรณภูมิลงมาจนถึงแหลมมลายู ซึ่งต้องผ่านแหลม จังซีลอน หรือเกาะภูเก็ต (เกาะถลาง) นั่นเอง จากประวัติศาสตร์ไทย ภูเก็ตเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรตามพรลิงก์ อาณาจักรศรีวิชัย สืบต่อมาจนถึงสมัยอาณาจักรนครศรีธรรมราชเรียกเกาะภูเก็ตว่า เมืองตะกั่วถลาง เป็นเมืองที่ 11 ใน 12 เมืองนักษัตร โดยใช้ตราเป็นรูปสุนัข จนถึงสมัยสุโขทัย เมืองถลางไปขึ้นกับเมืองตะกั่วป่า ในสมัยอยุธยา ชาวฮอลันดา ชาวโปรตุเกส และชาวฝรั่งเศส ได้สร้างสถานที่เก็บสินค้าเพื่อรับซื้อแร่ดีบุกจากเมืองภูเก็ต (ถลาง) ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ได้เกิดสงครามเก้าทัพขึ้น พระเจ้าปดุง กษัตริย์ของประเทศพม่าในสมัยนั้น ได้ให้แม่ทัพยกทัพมาตีหัวเมืองปักษ์ใต้ เช่น ไชยา นครศรีธรรมราช และให้ยี่หวุ่นนำกำลังทัพเรือพล 3,000 คนเข้าตีเมืองตะกั่วป่า เมืองตะกั่วทุ่ง และเมืองถลาง ซึ่งขณะนั้นเจ้าเมืองถลาง (พญาพิมลอัยาขัน) เพิ่งถึงแก่อนิจกรรม ท่านผู้หญิงจัน ภรรยา และคุณมุก น้องสาว จึงรวบรวมกำลังต่อสู้กับพม่าจนชนะเมื่อวันที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2328 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ท่านผู้หญิงจันเป็น ท้าวเทพกระษัตรี และคุณมุกเป็นท้าวศรีสุนทร ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้รวบรวมหัวเมืองชายทะเลตะวันตกตั้งเป็น มณฑลภูเก็ต และเมื่อปี พ.ศ. 2476 ได้ยกเลิกระบบมณฑลเทศาภิบาล เปลี่ยนมาเป็นจังหวัดภูเก็ตร่วมสมัยร่วมสมัย. - วันที่ 23-30 มิถุนายน พ.ศ. 2529 รัฐบาลประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินหลังเกิดเหตุจลาจลทั่วจังหวัดภูเก็ตเพื่อประท้วงคัดค้านโรงงานแทนทาลัมจนนำไปสู่การเผาโรงงานแทนทาลัม อันเป็นการเปลี่ยนผ่านจากอุตสาหกรรมเหมืองแร่ไปสู่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวอย่างสิ้นเชิง - วันที่ 10-24 กรกฎาคม พ.ศ. 2552 ประกาศพื้นที่ปรากฏเหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร - วันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2558 เกิดเหตุเผาทำลายสถานีตำรวจภูธรถลางท่ามกลางการใช้ มาตรา 44 แทนกฎอัยการศึกของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติมีผู้ต้องหาประมาณ 50 รายทั้งหมดจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายมาตรา 44 และพรบ.ชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558รายนามผู้ว่าราชการจังหวัดหน่วยการปกครอง หน่วยการปกครอง. การปกครองแบ่งออกเป็น 3 อำเภอ 17 ตำบล 104 หมู่บ้านประชากร ประชากร. ชาวเลเป็นชาวกลุ่มแรก ๆ ที่มาอาศัยอยู่บนเกาะภูเก็ต จากนั้นมาจึงกลุ่มชนอื่น ๆ อพยพตามมาอีกจำนวนมาก ทั้งชาวจีน ชาวไทย ชาวมาเลเซีย ฯลฯ จนมีวัฒนธรรมเฉพาะเป็นของตนเองสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน นับเป็นสีสันอย่างหนึ่งของภูเก็ต ตามบันทึกของฟรานซิส ไลต์ กล่าวถึงชาวภูเก็ตว่าเป็นพวกผสมผสานกันทางด้านเชื้อชาติและวัฒนธรรมกับชาวมลายู โดยเฉพาะคนไทยจำนวนมากในสมัยนั้นทำตัวเป็นพุทธศาสนิกชน สักการะพระพุทธรูป ขณะที่กัปตันทอมัส ฟอร์เรสต์ ชาวอังกฤษที่เดินเรือมายังภูเก็ต ใน พ.ศ. 2327 ได้รายงานว่า "ชาวเกาะแจนซีลอนพูดภาษาไทย ถึงแม้ว่าเขาจะเข้าใจภาษามลายู พวกเขามีลักษณะหน้าตาคล้ายกับชาวมลายู ท่าทางคล้ายชาวจีนมาก" ปัจจุบันชาวภูเก็ตส่วนใหญ่จะเป็นชาวจีนกลุ่มต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ชาวจีนฮกเกี้ยน ชาวจีนช่องแคบ ชาวจีนกวางตุ้ง ฯลฯ รวมไปถึงชาวไทยพุทธและชาวไทยมุสลิม แถบอำเภอถลาง โดยเฉพาะชาวไทยมุสลิมมีจำนวนถึงร้อยละ 20-36 ของประชากรในภูเก็ต มีมัสยิดแถบอำเภอถลางราว 30 แห่งจาก 42 แห่งทั่วจังหวัด มีกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเล กลุ่มอูรักลาโว้ยและพวกมอแกน (มาซิง) ซึ่งมอแกนแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มย่อย คือ มอเกนปูเลา (Moken Pulau) และ มอเกนตาหมับ (Moken Tamub) และยังมีชนกลุ่มต่างชาติอย่างชาวยุโรปที่เข้าลงทุนในภูเก็ต รวมไปถึงชาวอินเดีย มีชาวคริสต์ในภูเก็ตราว 300 คน ชาวสิกข์ที่มีอยู่ราว 200 คน และชาวฮินดูราว 100 คน และแรงงานต่างด้าวชาวพม่า ลาว และเขมรราวหมื่นคน ประชากรส่วนใหญ่ในภูเก็ตนับถือศาสนาพุทธร้อยละ 73, ศาสนาอิสลามร้อยละ 25, ศาสนาคริสต์และอื่น ๆ ร้อยละ 2สถานที่สำคัญสถานที่สำคัญ. - ศาลากลางจังหวัดภูเก็ต เป็นศาลากลางที่มีสถาปัตยกรรมที่โดดเด่น ทั้งยังเป็นโบราณสถานที่ยังใช้การอยู่จนกระทั่งปัจจุบันอีกด้วย - วัดฉลอง (ปัจจุบันชื่อ วัดไชยธาราราม) พ.ศ. 2419 ศิษย์พ่อท่านแช่มต่อสู้กับอั้งยี่ - วัดพระนางสร้าง มีลายแทง "พิกุลสองสารภีดีสมอแดงจำปาจำปีตะแคง..." พระพุทธรูปดีบุกที่เก่าแก่ที่สุด ตำนานพระนางเลือดขาว - อนุสาวรีย์ ท้าวเทพกระษัตรี ท้าวศรีสุนทร สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2509 - เกาะสิเหร่ มีชาวเลกลุ่มอูรักลาโว้ย (ชาวไทยใหม่) รองเง็งคณะแม่จิ้ว ประโมงกิจ เป็นแม่เพลงอันดามัน หรือราชินีรองเง็งแห่งอันดามัน มีพระพุทธไสยาสน์ บนยอดเขา วัดบ้านเกาะสิเหร่ เกาะสิเหร่ แต่เดิมชาวอุรักลาโว้ย เรียกว่า "ปูเลา ซิเระห์" แปลว่า "เกาะพลู" ภายหลังจึงเพี้ยนไปเป็น "เกาะสิเหร่" ตามสำเนียงคนไทยเรียก - ศาลเจ้ากะทู้ (อ๊ามในทู) เป็นที่แรก ที่เริ่มประเพณีถือศิลกินผัก (เจี๊ยะฉ่าย) - ศาลเจ้าบางเหนียว ศาลเจ้าใกล้บริเวณท่าเรือที่ชาวต่างชาติรับส่งสินค้ามีอายุเก่าแก่กว่าร้อยปี - ศาลเจ้าแสงธรรม หรืออ๊ามเตงก่องต๋อง ศาลเจ้าเก่าแก่แห่งหนึ่งของภูเก็ตมีสถาปัตยกรรมที่งดงามมาก เป็นศาลเจ้าประจำตระกูลตัน - ศาลเจ้าบ้านท่าเรือ หรือฮกเล่งเก้ง เป็นที่ประดิษฐานองค์พระโป๊เซ้งไต่เต่ องค์พระประธานของศาลเจ้า - ศาลเจ้าจุ้ยตุ่ย หรือ จุ้ยตุ่ยเต้าโบ้เก้ง หรือ คนภูเก็ตเรียกว่า อ๊ามจุ๊ยตุ๋ย (เป็นศาลเจ้าที่มีคนร่วมงานประเพณีถือศิลกินผักมากที่สุดในจังหวัด)- วัดพระทอง - พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ถลาง มีเทวประธานคือพระวิษณุ จดหมายเหตุท้าวเทพกระษัตรี หง่อก่ากี่ ชาวเล - ย่านเมืองเก่าภูเก็ต (สถาปัตยกรรมจีน-โปรตุเกส) ถนนถลาง ถนนดีบุก ถนนพังงา ถนนกระบี่ ถนนภูเก็ต ถนนรัษฎา ถนนระนอง ถนนเยาวราช ถนนเทพกระษัตรี ถนนสตูล ซอยรมณีย์ และตรอกสุ่นอุทิศ - พิพิธภัณฑ์เหมืองแร่ภูเก็ต เดิมใช้ชื่อว่าพิพิธภัณฑ์เหมืองแร่กะทู้ ใน อังมอเหลามีเหมืองจำลองเหมืองแล่น เหมืองรู เหมืองหาบ เหมืองฉีด เหมือง เรือขุด; โลหะดีบุก เพชรภูเก็จ เพชรพังงา แทนทาลัม วิถีชีวิตชาวกะทู้; ภายนอกมีรางเหมืองแร่ (เหมืองสูบ-ฉีด) ขนาดใหญ่ไว้สาธิตการได้แร่ดีบุกของนายหัวเหมือง - สนามบินนานาชาติภูเก็ต อยู่ติดชายทะเลระหว่างหาดในยางและหาดไม้ขาว - อนุสรณ์สถานเมืองถลาง อยู่ในสมรภูมิเมืองถลาง พ.ศ. 2328 ตำบลเทพกระษัตรี อำเภอถลาง พื้นที่ ๙๖ ไร่ ก่อนการพัฒนาเป็นทุ่งนาหลวง มีคลองเสน่ห์โพไหลผ่านไปบรรจบกับคลองบางใหญ่ซึ่งไหลมาจากเทือกเขาพระแทวไปออกทะเลที่อู่ตะเภา ทะเลพัง เคยเป็นที่จอดเรือรบของยี่หวุ่น แม่ทัพเรือพม่าเมื่อ พ.ศ. 2328 - ฮ่ายเหลงอ๋อง พญามังกร ณ ลานเฉลิมพระเกียรติฯ 72 พรรษา มหาราชินี (อยู่ติดกับสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ภูเก็ต)ภาษาถิ่น ภาษาถิ่น. ภาษาถิ่นของจังหวัดภูเก็ต เป็นภาษาไทยถิ่นใต้ ที่ไม่เหมือนถิ่นอื่นในภาคใต้ โดยจะมีสำเนียงภาษาจีนฮกเกี้ยน และภาษามลายูปนอยู่มาก ดังนั้นภาษาถิ่นภูเก็ตจึงมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว พบได้เฉพาะ แถบภูเก็ตและพังงา เท่านั้น ในอดีตนั้นชาวพื้นเมืองที่อาศัยอยู่ในภูเก็ตนั้น ส่วนใหญ่ล้วนเป็นชาวจีนอพยพมาจากมณฑลฮกเกี้ยน เมื่อเข้ามาอาศัยอยู่ในภูเก็ตแล้ว ก็ได้นำเอาวัฒนธรรมต่าง ๆ มากมายเข้ามาใช้ หนึ่งในนั้นก็คือ ภาษา ซึ่งในยุคแรก ๆ นั้นได้ติดต่อสื่อสารกันด้วยภาษาจีนฮกเกี้ยน ต่อมามีการค้าขายมากขึ้นต้องติดต่อกับต่างชาติมากขึ้น ชาวจีนฮกเกี้ยนบางส่วนก็ไปมาหาสู่กับปีนัง มาเลเซียบ้าง มีการค้าขายแร่ดีบุกต่าง ๆ มากขึ้น ทำให้ภาษามลายูเริ่มเข้ามาผสมปนเข้าด้วยกันกับภาษาฮกเกี้ยน ทำให้เกิดเป็นภาษาที่ผสมสำเนียงเข้าด้วยกัน เป็นภาษาที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในภูเก็ตและใกล้เคียง ภาษาฮกเกี้ยนในภูเก็ตนั้น ปัจจุบันยังคงมีใช้อยู่เพียงแต่สำเนียงอาจจะเพี้ยนไปจากภาษาฮกเกี้ยนเดิมบ้าง เพื่อปรับให้เข้ากับการออกเสียงของคนภูเก็ต ซึ่งใกล้เคียงกับภาษาฮกเกี้ยนที่ใช้กันในปีนัง มาเลเซีย หรือสิงคโปร์ เนื่องจากมีการปรับเสียงให้เข้ากับสัทอักษรการออกเสียงของคนภูเก็ต บางคำในภาษาฮกเกี้ยนจึงไม่เหมือนกันภาษาฮกเกี้ยนแท้ของจีน แต่ก็ใกล้เคียง นอกจากนี้ยังพบว่าระบบไวยากรณ์ที่ใช้นั้น บ้างก็ยืมมากจากภาษาฮกเกี้ยนด้วย ภาษาภูเก็ตบ้างก็เรียก ภาษาบาบ๋าการศึกษา การศึกษา. โรงเรียน- โรงเรียนภูเก็ตวิทยาลัย โรงเรียนประจำจังหวัดภูเก็ต - โรงเรียนสตรีภูเก็ต โรงเรียนประจำจังหวัดภูเก็ต - โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ ภูเก็ต ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โรงเรียนประจำจังหวัดภูเก็ตแบบสหศึกษา - โรงเรียนกะทู้วิทยา โรงเรียนประจำอำเภอกะทู้ - โรงเรียนเมืองถลาง โรงเรียนประจำอำเภอถลาง - โรงเรียนวีรสตรีอนุสรณ์ ระดับอุดมศึกษา- มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต - มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตภูเก็ตย่านเมืองเก่าภูเก็ต ย่านเมืองเก่าภูเก็ต. สถาปัตยกรรมในย่านการค้าเมืองเก่าภูเก็ต บนถนนถลาง ถนนดีบุก ถนนกระบี่ ถนนพังงา ถนนเยาราช และซอยรมณีย์ รวมทั้งถนนใกล้เคียง เริ่มมีการพัฒนาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งเป็นช่วงของการล่าอาณานิคมของประเทศตะวันตก และการค้าแร่ดีบุกเฟื่องฟู ในยุคนั้นภูเก็ตเป็นเมืองที่มีชาวต่างชาติ ทั้งจีน อินเดีย อาหรับ มลาย และยุโรป เข้ามาทำการค้าและอาศัยอยู่ เช่นเดียวกับเมืองท่าอื่น ๆ ในแหลมมลายู เช่น ปีนัง มะละกา และสิงคโปร์ การก่อสร้างและออกแบบอาคาร จึงได้รับอิทธิพลจากนานาชาติไปด้วย ลักษณะของสถาปัตยกรรมที่มีคุณค่าในเมืองภูเก็ต อาจแบ่งได้ 3 ยุค คือ ยุคแรกประมาณช่วง พ.ศ. 2411-2443 เป็นช่วงของการเริ่มพัฒนาเมือง ยุคที่สอง พ.ศ. 2444-2475 เป็นช่วงของการผสมผสานรูปแบบสถาปัตยกรรมเอเชียกับยุโรป และยุคที่สาม ยุคนี้ได้กลายเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์ของเมืองภูเก็ตซึ่งชาวภูเก็ตทุกคนภาคภูมิใจ และตั้งใจจะรักษาให้คงอยู่สืบไปเมืองพี่เมืองน้องเมืองพี่เมืองน้อง. - ลาสเวกัส, สหรัฐอเมริกา - นิส, ฝรั่งเศส - เยียนไถ, จีน - ปีนัง, มาเลเซียบุคคลที่มีชื่อเสียงของจังหวัดบุคคลที่มีชื่อเสียงของจังหวัด. - ภัทรพล ศิลปาจารย์ (พอล) - นักจัดรายการวิทยุ, นักแสดง - ตรีชฎา เพชรรัตน์ (ปอย) - มิสอินเตอร์เนชั่นแนลควีน 2004, นักแสดง - จารุวัฒน์ เชี่ยวอร่าม (โดม) - ผู้ชนะการประกวดจากรายการเรียลลิตีโชว์ รายการเดอะสตาร์ ค้นฟ้าคว้าดาว ปี 8 - จักรกฤษณ์ อินทนา (อุ่น) เคพีเอ็น 2 - จริยา แอนโฟเน่ (นก) - นักแสดง, ผู้จัดละครของสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 - สกาวใจ พูนสวัสดิ์ (อ๋อม) - พิธีกร,นักแสดง - สโรชา เย็นใส (โบวี่) - นักร้องสังกัดอาร์เอส - อาเมเรีย จาคอป (เอมี่) - มิสทีนไทยแลนด์ 2006 - วิชญาณี เปียกลิ่น (แก้มเดอะสตาร์) - ผู้ชนะการประกวดจากรายการเรียลลิตีโชว์ เดอะสตาร์ ค้นฟ้าคว้าดาว ปี 4 - พรสุดา ถาวราภา (เจแอน) - นักร้องสังกัด (GMM GRAMMY) - สุภาษิต วงษา (อ้น) - ผู้ชนะเลิศ To Be Number One Idol รุ่นที่2 - อันโทนี่ ทง (กาย) - รองชนะเลิศอันดับ 1 เคพีเอ็น อวอร์ด 2010, นักร้องสังกัดเคพีเอ็น - พิทวัส พฤกษกิจ (โต้ง 2p) - นักร้องวงเซาท์ไซด์ สังกัดไทยเทเนี่ยม เอ็นเตอร์เทนเมนต์ - จิณภัค เปียกลิ่น (เกต เดอะสตาร์) - ผู้ร่วมการแข่งขันรายการเดอะสตาร์ ค้นฟ้าคว้าดาว ปี 6, นักร้องสังกัดจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ - มัฑณาวี คีแนน (ซี) - นักร้องสังกัดอาร์เอส - ลัลณ์ลลิน เตจะสา เวศซ์ (เฌอเบลล์) - นักแสดงสังกัดเอ็กแซ็กท์ - เซลิน่า เพียซ (เซ) - นักแสดงสังกัดสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 - มาเรีย จูเลียตต้า คอนเซนติโน่ (จูเลียต) - นักแสดงสังกัดสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 - วัลเณซ่า เมืองโคตร (ณฉัตร) - มิสไทยแลนด์เวิลด์ 2012 - เทีย ลี่ ทวีพาณิชย์พันธุ์ (เทีย) - มิสทีนไทยแลนด์ 2012, ผู้เข้าแข่งขันเอเชียเน็กซต์ท็อปโมเดล ฤดูกาลที่ 2 และ รองชนะเลิศรายการเดอะเฟซไทยแลนด์ ฤดูกาลที่ 3ผู้เขาแข่งขันรายการเดอะเฟซไทยแลนด์ ซีซั่น 4 ออลสตาร์ - ธนนท์ จำเริญ (นนท์) - ผู้ชนะเลิศเดอะวอยซ์ไทยแลนด์ ฤดูกาลที่ 1 - ซูซานน่า เรโนล (ซู) - พรีเซนเตอร์โฆษณา - ณัฐวดี ดอกกะฐิน (นัท) - เดอะสตาร์ ค้นฟ้าคว้าดาว ปี 10 - ธนกฤต อยู่โต (โจอี้) - เป็นนักแสดงสังกัดสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 - ธัญชนก กู๊ด (แพทริเซีย) - เป็นนักแสดงสังกัดสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 - ภาวิดา มอริจจิ (ซิลวี่) - ผู้เข้าร่วมการแข่งขันเดอะสตาร์ ค้นฟ้าคว้าดาวปี 7 - ชาวิกา วัตรสังข์ (ยิ้ม) รองชนะเลิศอันดับหนึ่งมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2015,Top10 ไทยซุปเปอร์โมเดลคอนเทสต์ 2012, มิสเอิร์ธไทยแลนด์ 2015 - กันติชา ชุมมะ (ติชา) - ผู้ชนะเลิศเดอะเฟซไทยแลนด์ ฤดูกาลที่ 2 - นัตยา ทองแสน (เพลงขวัญ) - รองชนะเลิศ รายการเดอะเฟซไทยแลนด์ ฤดูกาลที่ 3 - อารียา ผลฟูตระกูล (กิ่ง) - สงครามนางงาม 2 - ชาลิสา อแมนด้า (ด้า) - นักแสดงสังกัดสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7, ชนะเลิศ มิสทัวริซึมเมโทรโพลิตันอินเตอร์เนชันแนล 2016 - อาร์เธอร์ อภิชาติ กานโยซ์ (อติล่า) - รองชนะเลิศ รายการเดอะเฟซเมนไทยแลนด์ ฤดูกาลที่ 1 รองชนะเลิศ รายการเดอะเฟซไทยแลนด์ ซีซั่น 4 ออลสตาร์
| เกาะใดมีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย | {
"answer": [
"ภูเก็ต"
],
"answer_begin_position": [
91
],
"answer_end_position": [
97
]
} |
2,568 | 5,031 | จังหวัดภูเก็ต ภูเก็ต เป็นจังหวัดหนึ่งทางภาคใต้ของประเทศไทย เป็นเกาะขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย อยู่ในทะเลอันดามัน จังหวัดที่ใกล้เคียงทางทิศเหนือ คือ จังหวัดพังงา ทางทิศตะวันออก คือ จังหวัดพังงาและจังหวัดกระบี่ ทั้งเกาะล้อมรอบด้วยมหาสมุทรอินเดีย และยังมีเกาะที่อยู่ในอาณาเขตของจังหวัดภูเก็ตทางทิศใต้และตะวันออก การเดินทางเข้าสู่ภูเก็ตนอกจากทางเรือแล้ว สามารถเดินทางโดยรถยนต์ซึ่งมีเพียงเส้นทางเดียวผ่านทางจังหวัดพังงา โดยข้ามสะพานสารสินและสะพานคู่ขนาน คือ สะพานท้าวเทพกระษัตรีและสะพานท้าวศรีสุนทร เพื่อเข้าสู่ตัวจังหวัด และทางอากาศโดยมีท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ตรองรับ ท่าอากาศยานนี้ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเกาะ คำว่า ภูเก็ต คาดว่าน่าจะเพี้ยนมาจากคำว่า บูกิต (ในภาษามลายูแปลว่าภูเขา) และคำว่า "ภูเขา" ในภาษาอุรักลาโว้ย เรียกว่า "บูเก๊ะ" หรือที่เคยรู้จักแต่โบราณในนาม เมืองถลางสัญลักษณ์ประจำจังหวัดสัญลักษณ์ประจำจังหวัด. - ต้นไม้ประจำจังหวัด : ประดู่บ้าน () - ดอกไม้ประจำจังหวัด : ดอกเฟื่องฟ้า () - สัตว์น้ำประจำจังหวัด : หอยมุกจานหรือหอยมุกขอบทอง ()ประวัติ ประวัติ. เดิมคำว่าภูเก็ตนั้นสะกดว่า ภูเก็จ ซึ่งแปลได้ว่า เมืองแก้ว จึงใช้ตราเป็นรูปภูเขา (ภู) มีประกายแก้ว (เก็จ) เปล่งออกเป็นรัศมี (ดูตราที่ผ้าผูกคอลูกเสือ) ตรงกับความหมายเดิมซึ่งชาวทมิฬเรียก มณิครัม ตามหลักฐาน พ.ศ. 1568 ภูเก็ตเป็นที่รู้จักของนักเดินเรือที่ใช้เส้นทางระหว่างจีนกับอินเดีย โดยผ่านแหลมมลายู หลักฐานที่เก่าแก่ที่สุดก็คือ หนังสือภูมิศาสตร์และแผนที่เดินเรือของคลอดิอุส ปโตเลมี เมื่อประมาณ พ.ศ. 700 กล่าวถึงการเดินทางจากแหลมสุวรรณภูมิลงมาจนถึงแหลมมลายู ซึ่งต้องผ่านแหลม จังซีลอน หรือเกาะภูเก็ต (เกาะถลาง) นั่นเอง จากประวัติศาสตร์ไทย ภูเก็ตเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรตามพรลิงก์ อาณาจักรศรีวิชัย สืบต่อมาจนถึงสมัยอาณาจักรนครศรีธรรมราชเรียกเกาะภูเก็ตว่า เมืองตะกั่วถลาง เป็นเมืองที่ 11 ใน 12 เมืองนักษัตร โดยใช้ตราเป็นรูปสุนัข จนถึงสมัยสุโขทัย เมืองถลางไปขึ้นกับเมืองตะกั่วป่า ในสมัยอยุธยา ชาวฮอลันดา ชาวโปรตุเกส และชาวฝรั่งเศส ได้สร้างสถานที่เก็บสินค้าเพื่อรับซื้อแร่ดีบุกจากเมืองภูเก็ต (ถลาง) ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ได้เกิดสงครามเก้าทัพขึ้น พระเจ้าปดุง กษัตริย์ของประเทศพม่าในสมัยนั้น ได้ให้แม่ทัพยกทัพมาตีหัวเมืองปักษ์ใต้ เช่น ไชยา นครศรีธรรมราช และให้ยี่หวุ่นนำกำลังทัพเรือพล 3,000 คนเข้าตีเมืองตะกั่วป่า เมืองตะกั่วทุ่ง และเมืองถลาง ซึ่งขณะนั้นเจ้าเมืองถลาง (พญาพิมลอัยาขัน) เพิ่งถึงแก่อนิจกรรม ท่านผู้หญิงจัน ภรรยา และคุณมุก น้องสาว จึงรวบรวมกำลังต่อสู้กับพม่าจนชนะเมื่อวันที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2328 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ท่านผู้หญิงจันเป็น ท้าวเทพกระษัตรี และคุณมุกเป็นท้าวศรีสุนทร ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้รวบรวมหัวเมืองชายทะเลตะวันตกตั้งเป็น มณฑลภูเก็ต และเมื่อปี พ.ศ. 2476 ได้ยกเลิกระบบมณฑลเทศาภิบาล เปลี่ยนมาเป็นจังหวัดภูเก็ตร่วมสมัยร่วมสมัย. - วันที่ 23-30 มิถุนายน พ.ศ. 2529 รัฐบาลประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินหลังเกิดเหตุจลาจลทั่วจังหวัดภูเก็ตเพื่อประท้วงคัดค้านโรงงานแทนทาลัมจนนำไปสู่การเผาโรงงานแทนทาลัม อันเป็นการเปลี่ยนผ่านจากอุตสาหกรรมเหมืองแร่ไปสู่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวอย่างสิ้นเชิง - วันที่ 10-24 กรกฎาคม พ.ศ. 2552 ประกาศพื้นที่ปรากฏเหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร - วันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2558 เกิดเหตุเผาทำลายสถานีตำรวจภูธรถลางท่ามกลางการใช้ มาตรา 44 แทนกฎอัยการศึกของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติมีผู้ต้องหาประมาณ 50 รายทั้งหมดจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายมาตรา 44 และพรบ.ชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558รายนามผู้ว่าราชการจังหวัดหน่วยการปกครอง หน่วยการปกครอง. การปกครองแบ่งออกเป็น 3 อำเภอ 17 ตำบล 104 หมู่บ้านประชากร ประชากร. ชาวเลเป็นชาวกลุ่มแรก ๆ ที่มาอาศัยอยู่บนเกาะภูเก็ต จากนั้นมาจึงกลุ่มชนอื่น ๆ อพยพตามมาอีกจำนวนมาก ทั้งชาวจีน ชาวไทย ชาวมาเลเซีย ฯลฯ จนมีวัฒนธรรมเฉพาะเป็นของตนเองสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน นับเป็นสีสันอย่างหนึ่งของภูเก็ต ตามบันทึกของฟรานซิส ไลต์ กล่าวถึงชาวภูเก็ตว่าเป็นพวกผสมผสานกันทางด้านเชื้อชาติและวัฒนธรรมกับชาวมลายู โดยเฉพาะคนไทยจำนวนมากในสมัยนั้นทำตัวเป็นพุทธศาสนิกชน สักการะพระพุทธรูป ขณะที่กัปตันทอมัส ฟอร์เรสต์ ชาวอังกฤษที่เดินเรือมายังภูเก็ต ใน พ.ศ. 2327 ได้รายงานว่า "ชาวเกาะแจนซีลอนพูดภาษาไทย ถึงแม้ว่าเขาจะเข้าใจภาษามลายู พวกเขามีลักษณะหน้าตาคล้ายกับชาวมลายู ท่าทางคล้ายชาวจีนมาก" ปัจจุบันชาวภูเก็ตส่วนใหญ่จะเป็นชาวจีนกลุ่มต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ชาวจีนฮกเกี้ยน ชาวจีนช่องแคบ ชาวจีนกวางตุ้ง ฯลฯ รวมไปถึงชาวไทยพุทธและชาวไทยมุสลิม แถบอำเภอถลาง โดยเฉพาะชาวไทยมุสลิมมีจำนวนถึงร้อยละ 20-36 ของประชากรในภูเก็ต มีมัสยิดแถบอำเภอถลางราว 30 แห่งจาก 42 แห่งทั่วจังหวัด มีกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเล กลุ่มอูรักลาโว้ยและพวกมอแกน (มาซิง) ซึ่งมอแกนแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มย่อย คือ มอเกนปูเลา (Moken Pulau) และ มอเกนตาหมับ (Moken Tamub) และยังมีชนกลุ่มต่างชาติอย่างชาวยุโรปที่เข้าลงทุนในภูเก็ต รวมไปถึงชาวอินเดีย มีชาวคริสต์ในภูเก็ตราว 300 คน ชาวสิกข์ที่มีอยู่ราว 200 คน และชาวฮินดูราว 100 คน และแรงงานต่างด้าวชาวพม่า ลาว และเขมรราวหมื่นคน ประชากรส่วนใหญ่ในภูเก็ตนับถือศาสนาพุทธร้อยละ 73, ศาสนาอิสลามร้อยละ 25, ศาสนาคริสต์และอื่น ๆ ร้อยละ 2สถานที่สำคัญสถานที่สำคัญ. - ศาลากลางจังหวัดภูเก็ต เป็นศาลากลางที่มีสถาปัตยกรรมที่โดดเด่น ทั้งยังเป็นโบราณสถานที่ยังใช้การอยู่จนกระทั่งปัจจุบันอีกด้วย - วัดฉลอง (ปัจจุบันชื่อ วัดไชยธาราราม) พ.ศ. 2419 ศิษย์พ่อท่านแช่มต่อสู้กับอั้งยี่ - วัดพระนางสร้าง มีลายแทง "พิกุลสองสารภีดีสมอแดงจำปาจำปีตะแคง..." พระพุทธรูปดีบุกที่เก่าแก่ที่สุด ตำนานพระนางเลือดขาว - อนุสาวรีย์ ท้าวเทพกระษัตรี ท้าวศรีสุนทร สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2509 - เกาะสิเหร่ มีชาวเลกลุ่มอูรักลาโว้ย (ชาวไทยใหม่) รองเง็งคณะแม่จิ้ว ประโมงกิจ เป็นแม่เพลงอันดามัน หรือราชินีรองเง็งแห่งอันดามัน มีพระพุทธไสยาสน์ บนยอดเขา วัดบ้านเกาะสิเหร่ เกาะสิเหร่ แต่เดิมชาวอุรักลาโว้ย เรียกว่า "ปูเลา ซิเระห์" แปลว่า "เกาะพลู" ภายหลังจึงเพี้ยนไปเป็น "เกาะสิเหร่" ตามสำเนียงคนไทยเรียก - ศาลเจ้ากะทู้ (อ๊ามในทู) เป็นที่แรก ที่เริ่มประเพณีถือศิลกินผัก (เจี๊ยะฉ่าย) - ศาลเจ้าบางเหนียว ศาลเจ้าใกล้บริเวณท่าเรือที่ชาวต่างชาติรับส่งสินค้ามีอายุเก่าแก่กว่าร้อยปี - ศาลเจ้าแสงธรรม หรืออ๊ามเตงก่องต๋อง ศาลเจ้าเก่าแก่แห่งหนึ่งของภูเก็ตมีสถาปัตยกรรมที่งดงามมาก เป็นศาลเจ้าประจำตระกูลตัน - ศาลเจ้าบ้านท่าเรือ หรือฮกเล่งเก้ง เป็นที่ประดิษฐานองค์พระโป๊เซ้งไต่เต่ องค์พระประธานของศาลเจ้า - ศาลเจ้าจุ้ยตุ่ย หรือ จุ้ยตุ่ยเต้าโบ้เก้ง หรือ คนภูเก็ตเรียกว่า อ๊ามจุ๊ยตุ๋ย (เป็นศาลเจ้าที่มีคนร่วมงานประเพณีถือศิลกินผักมากที่สุดในจังหวัด)- วัดพระทอง - พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ถลาง มีเทวประธานคือพระวิษณุ จดหมายเหตุท้าวเทพกระษัตรี หง่อก่ากี่ ชาวเล - ย่านเมืองเก่าภูเก็ต (สถาปัตยกรรมจีน-โปรตุเกส) ถนนถลาง ถนนดีบุก ถนนพังงา ถนนกระบี่ ถนนภูเก็ต ถนนรัษฎา ถนนระนอง ถนนเยาวราช ถนนเทพกระษัตรี ถนนสตูล ซอยรมณีย์ และตรอกสุ่นอุทิศ - พิพิธภัณฑ์เหมืองแร่ภูเก็ต เดิมใช้ชื่อว่าพิพิธภัณฑ์เหมืองแร่กะทู้ ใน อังมอเหลามีเหมืองจำลองเหมืองแล่น เหมืองรู เหมืองหาบ เหมืองฉีด เหมือง เรือขุด; โลหะดีบุก เพชรภูเก็จ เพชรพังงา แทนทาลัม วิถีชีวิตชาวกะทู้; ภายนอกมีรางเหมืองแร่ (เหมืองสูบ-ฉีด) ขนาดใหญ่ไว้สาธิตการได้แร่ดีบุกของนายหัวเหมือง - สนามบินนานาชาติภูเก็ต อยู่ติดชายทะเลระหว่างหาดในยางและหาดไม้ขาว - อนุสรณ์สถานเมืองถลาง อยู่ในสมรภูมิเมืองถลาง พ.ศ. 2328 ตำบลเทพกระษัตรี อำเภอถลาง พื้นที่ ๙๖ ไร่ ก่อนการพัฒนาเป็นทุ่งนาหลวง มีคลองเสน่ห์โพไหลผ่านไปบรรจบกับคลองบางใหญ่ซึ่งไหลมาจากเทือกเขาพระแทวไปออกทะเลที่อู่ตะเภา ทะเลพัง เคยเป็นที่จอดเรือรบของยี่หวุ่น แม่ทัพเรือพม่าเมื่อ พ.ศ. 2328 - ฮ่ายเหลงอ๋อง พญามังกร ณ ลานเฉลิมพระเกียรติฯ 72 พรรษา มหาราชินี (อยู่ติดกับสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ภูเก็ต)ภาษาถิ่น ภาษาถิ่น. ภาษาถิ่นของจังหวัดภูเก็ต เป็นภาษาไทยถิ่นใต้ ที่ไม่เหมือนถิ่นอื่นในภาคใต้ โดยจะมีสำเนียงภาษาจีนฮกเกี้ยน และภาษามลายูปนอยู่มาก ดังนั้นภาษาถิ่นภูเก็ตจึงมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว พบได้เฉพาะ แถบภูเก็ตและพังงา เท่านั้น ในอดีตนั้นชาวพื้นเมืองที่อาศัยอยู่ในภูเก็ตนั้น ส่วนใหญ่ล้วนเป็นชาวจีนอพยพมาจากมณฑลฮกเกี้ยน เมื่อเข้ามาอาศัยอยู่ในภูเก็ตแล้ว ก็ได้นำเอาวัฒนธรรมต่าง ๆ มากมายเข้ามาใช้ หนึ่งในนั้นก็คือ ภาษา ซึ่งในยุคแรก ๆ นั้นได้ติดต่อสื่อสารกันด้วยภาษาจีนฮกเกี้ยน ต่อมามีการค้าขายมากขึ้นต้องติดต่อกับต่างชาติมากขึ้น ชาวจีนฮกเกี้ยนบางส่วนก็ไปมาหาสู่กับปีนัง มาเลเซียบ้าง มีการค้าขายแร่ดีบุกต่าง ๆ มากขึ้น ทำให้ภาษามลายูเริ่มเข้ามาผสมปนเข้าด้วยกันกับภาษาฮกเกี้ยน ทำให้เกิดเป็นภาษาที่ผสมสำเนียงเข้าด้วยกัน เป็นภาษาที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในภูเก็ตและใกล้เคียง ภาษาฮกเกี้ยนในภูเก็ตนั้น ปัจจุบันยังคงมีใช้อยู่เพียงแต่สำเนียงอาจจะเพี้ยนไปจากภาษาฮกเกี้ยนเดิมบ้าง เพื่อปรับให้เข้ากับการออกเสียงของคนภูเก็ต ซึ่งใกล้เคียงกับภาษาฮกเกี้ยนที่ใช้กันในปีนัง มาเลเซีย หรือสิงคโปร์ เนื่องจากมีการปรับเสียงให้เข้ากับสัทอักษรการออกเสียงของคนภูเก็ต บางคำในภาษาฮกเกี้ยนจึงไม่เหมือนกันภาษาฮกเกี้ยนแท้ของจีน แต่ก็ใกล้เคียง นอกจากนี้ยังพบว่าระบบไวยากรณ์ที่ใช้นั้น บ้างก็ยืมมากจากภาษาฮกเกี้ยนด้วย ภาษาภูเก็ตบ้างก็เรียก ภาษาบาบ๋าการศึกษา การศึกษา. โรงเรียน- โรงเรียนภูเก็ตวิทยาลัย โรงเรียนประจำจังหวัดภูเก็ต - โรงเรียนสตรีภูเก็ต โรงเรียนประจำจังหวัดภูเก็ต - โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ ภูเก็ต ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โรงเรียนประจำจังหวัดภูเก็ตแบบสหศึกษา - โรงเรียนกะทู้วิทยา โรงเรียนประจำอำเภอกะทู้ - โรงเรียนเมืองถลาง โรงเรียนประจำอำเภอถลาง - โรงเรียนวีรสตรีอนุสรณ์ ระดับอุดมศึกษา- มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต - มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตภูเก็ตย่านเมืองเก่าภูเก็ต ย่านเมืองเก่าภูเก็ต. สถาปัตยกรรมในย่านการค้าเมืองเก่าภูเก็ต บนถนนถลาง ถนนดีบุก ถนนกระบี่ ถนนพังงา ถนนเยาราช และซอยรมณีย์ รวมทั้งถนนใกล้เคียง เริ่มมีการพัฒนาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งเป็นช่วงของการล่าอาณานิคมของประเทศตะวันตก และการค้าแร่ดีบุกเฟื่องฟู ในยุคนั้นภูเก็ตเป็นเมืองที่มีชาวต่างชาติ ทั้งจีน อินเดีย อาหรับ มลาย และยุโรป เข้ามาทำการค้าและอาศัยอยู่ เช่นเดียวกับเมืองท่าอื่น ๆ ในแหลมมลายู เช่น ปีนัง มะละกา และสิงคโปร์ การก่อสร้างและออกแบบอาคาร จึงได้รับอิทธิพลจากนานาชาติไปด้วย ลักษณะของสถาปัตยกรรมที่มีคุณค่าในเมืองภูเก็ต อาจแบ่งได้ 3 ยุค คือ ยุคแรกประมาณช่วง พ.ศ. 2411-2443 เป็นช่วงของการเริ่มพัฒนาเมือง ยุคที่สอง พ.ศ. 2444-2475 เป็นช่วงของการผสมผสานรูปแบบสถาปัตยกรรมเอเชียกับยุโรป และยุคที่สาม ยุคนี้ได้กลายเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์ของเมืองภูเก็ตซึ่งชาวภูเก็ตทุกคนภาคภูมิใจ และตั้งใจจะรักษาให้คงอยู่สืบไปเมืองพี่เมืองน้องเมืองพี่เมืองน้อง. - ลาสเวกัส, สหรัฐอเมริกา - นิส, ฝรั่งเศส - เยียนไถ, จีน - ปีนัง, มาเลเซียบุคคลที่มีชื่อเสียงของจังหวัดบุคคลที่มีชื่อเสียงของจังหวัด. - ภัทรพล ศิลปาจารย์ (พอล) - นักจัดรายการวิทยุ, นักแสดง - ตรีชฎา เพชรรัตน์ (ปอย) - มิสอินเตอร์เนชั่นแนลควีน 2004, นักแสดง - จารุวัฒน์ เชี่ยวอร่าม (โดม) - ผู้ชนะการประกวดจากรายการเรียลลิตีโชว์ รายการเดอะสตาร์ ค้นฟ้าคว้าดาว ปี 8 - จักรกฤษณ์ อินทนา (อุ่น) เคพีเอ็น 2 - จริยา แอนโฟเน่ (นก) - นักแสดง, ผู้จัดละครของสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 - สกาวใจ พูนสวัสดิ์ (อ๋อม) - พิธีกร,นักแสดง - สโรชา เย็นใส (โบวี่) - นักร้องสังกัดอาร์เอส - อาเมเรีย จาคอป (เอมี่) - มิสทีนไทยแลนด์ 2006 - วิชญาณี เปียกลิ่น (แก้มเดอะสตาร์) - ผู้ชนะการประกวดจากรายการเรียลลิตีโชว์ เดอะสตาร์ ค้นฟ้าคว้าดาว ปี 4 - พรสุดา ถาวราภา (เจแอน) - นักร้องสังกัด (GMM GRAMMY) - สุภาษิต วงษา (อ้น) - ผู้ชนะเลิศ To Be Number One Idol รุ่นที่2 - อันโทนี่ ทง (กาย) - รองชนะเลิศอันดับ 1 เคพีเอ็น อวอร์ด 2010, นักร้องสังกัดเคพีเอ็น - พิทวัส พฤกษกิจ (โต้ง 2p) - นักร้องวงเซาท์ไซด์ สังกัดไทยเทเนี่ยม เอ็นเตอร์เทนเมนต์ - จิณภัค เปียกลิ่น (เกต เดอะสตาร์) - ผู้ร่วมการแข่งขันรายการเดอะสตาร์ ค้นฟ้าคว้าดาว ปี 6, นักร้องสังกัดจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ - มัฑณาวี คีแนน (ซี) - นักร้องสังกัดอาร์เอส - ลัลณ์ลลิน เตจะสา เวศซ์ (เฌอเบลล์) - นักแสดงสังกัดเอ็กแซ็กท์ - เซลิน่า เพียซ (เซ) - นักแสดงสังกัดสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 - มาเรีย จูเลียตต้า คอนเซนติโน่ (จูเลียต) - นักแสดงสังกัดสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 - วัลเณซ่า เมืองโคตร (ณฉัตร) - มิสไทยแลนด์เวิลด์ 2012 - เทีย ลี่ ทวีพาณิชย์พันธุ์ (เทีย) - มิสทีนไทยแลนด์ 2012, ผู้เข้าแข่งขันเอเชียเน็กซต์ท็อปโมเดล ฤดูกาลที่ 2 และ รองชนะเลิศรายการเดอะเฟซไทยแลนด์ ฤดูกาลที่ 3ผู้เขาแข่งขันรายการเดอะเฟซไทยแลนด์ ซีซั่น 4 ออลสตาร์ - ธนนท์ จำเริญ (นนท์) - ผู้ชนะเลิศเดอะวอยซ์ไทยแลนด์ ฤดูกาลที่ 1 - ซูซานน่า เรโนล (ซู) - พรีเซนเตอร์โฆษณา - ณัฐวดี ดอกกะฐิน (นัท) - เดอะสตาร์ ค้นฟ้าคว้าดาว ปี 10 - ธนกฤต อยู่โต (โจอี้) - เป็นนักแสดงสังกัดสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 - ธัญชนก กู๊ด (แพทริเซีย) - เป็นนักแสดงสังกัดสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 - ภาวิดา มอริจจิ (ซิลวี่) - ผู้เข้าร่วมการแข่งขันเดอะสตาร์ ค้นฟ้าคว้าดาวปี 7 - ชาวิกา วัตรสังข์ (ยิ้ม) รองชนะเลิศอันดับหนึ่งมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2015,Top10 ไทยซุปเปอร์โมเดลคอนเทสต์ 2012, มิสเอิร์ธไทยแลนด์ 2015 - กันติชา ชุมมะ (ติชา) - ผู้ชนะเลิศเดอะเฟซไทยแลนด์ ฤดูกาลที่ 2 - นัตยา ทองแสน (เพลงขวัญ) - รองชนะเลิศ รายการเดอะเฟซไทยแลนด์ ฤดูกาลที่ 3 - อารียา ผลฟูตระกูล (กิ่ง) - สงครามนางงาม 2 - ชาลิสา อแมนด้า (ด้า) - นักแสดงสังกัดสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7, ชนะเลิศ มิสทัวริซึมเมโทรโพลิตันอินเตอร์เนชันแนล 2016 - อาร์เธอร์ อภิชาติ กานโยซ์ (อติล่า) - รองชนะเลิศ รายการเดอะเฟซเมนไทยแลนด์ ฤดูกาลที่ 1 รองชนะเลิศ รายการเดอะเฟซไทยแลนด์ ซีซั่น 4 ออลสตาร์
| จังหวัดภูเก็ตในประเทศไทยตั้งอยู่ในทะเลใด | {
"answer": [
"อันดามัน"
],
"answer_begin_position": [
187
],
"answer_end_position": [
195
]
} |
2,569 | 111,914 | ทะไลลามะ ทะไลลามะ (ทิเบต: ཏཱ་ལའི་བླ་མ་, taa la’i bla ma, จีนตัวเต็ม: 達賴喇嘛; จีนตัวย่อ: 达赖喇嘛; พินอิน: Dálài Lǎmā) เป็นตำแหน่งประมุขหัวหน้าคณะสงฆ์ในพุทธศาสนานิกายมหายานแบบทิเบตเกลุก (นิกายหมวกเหลือง) เป็นผู้นำทางด้านจิตวิญญาณสูงสุดของชาวทิเบต ทะไลลามะ มาจากภาษามองโกเลีย dalai แปลว่า มหาสมุทร และภาษาทิเบต བླ་མ ་bla-ma แปลว่า พระชั้นสูง (ทะไลลามะ บางครั้งหรือนิยมออกเสียว่า ดาไลลามะ) ตามประวัติศาสตร์ของทิเบต เชื่อว่าองค์ทะไลลามะเป็นอวตารในร่างมนุษย์ของพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ และเมื่อองค์ทะไลลามะองค์หนึ่งสิ้นพระชนม์ไป จะกลับชาติมาประสูติใหม่เป็นองค์ทะไลลามะองค์ต่อไป โดยเรทิงรินโปเช ซึ่งเป็นพระสงฆ์ระดับรองลงมาจะเป็นผู้ใช้นิมิตสรรหาเด็กคนที่เชื่อว่าเป็นทะไลลามะกลับชาติมาเกิด ปัจจุบัน ดาไลลามะ เป็นองค์ที่ 14 ชื่อ เทนซิน เกียตโซ(Tenzin Gyatso) พ.ศ. 2478 – ปัจจุบัน ความเชื่อเรื่องการกลับชาติมาเกิด ความเชื่อเรื่องการกลับชาติมาเกิดและการเข้าทรงของชาวธิเบตนั้น เป็นความเชื่อที่ฝังอยู่ในสายเลือดของชาวธิเบตมานาน การกลับชาติมาเกิดชาวธิเบตเรียกว่า “ตุลกู” หมายถึงผู้ที่เลือกที่จะกลับมาเกิดใหม่ เพื่อสืบทอดเจตนารมณ์ของตนต่อไปหรือเลือกที่จะมาเกิดเพื่อโปรดสัตว์เพื่อช่วยสัตว์โลก ให้พ้นทุกข์เช่นเดียวกับพระโพธิสัตว์ ซึ่งก็สอดคล้องกับแนวทางของพุทธศาสนานิกายมหายาน ที่มุ่งปฏิบัติให้สำเร็จพระโพธิญาณ เพื่อเป็นพระโพธิสัตว์ แต่ยังไม่ถึงนิพพาน เพื่อคอยโปรดสัตว์ผู้ยังมีทุกข์ให้พ้นจากสังสารวัฏ ทั้งๆที่สามารถนิพพานได้ นับเป็นการเสียสละที่น่ายกย่องยิ่งนัก ชาวธิเบตถือว่าการกลับชาติมาเกิดนั้นเป็นเรื่องปกติธรรมดา เพราะในประเทศธิเบตมี “ตุลกู” คือผู้ที่กลับมาเกิดใหม่อยู่นับพันคน แต่ที่พิเศษไปกว่าตุลกูธรรมดา ก็คือการกลับชาติมาเกิดใหม่ขององค์ดาไลลามะหรือลามะชั้นสูงของธิเบต ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็นการ “อวตาร” มาเกิดก็ได้ ที่ผ่านมามีองค์ดาไลลามะและลามะชั้นสูงได้กลับชาติมาเกิดแล้วหลายท่าน ในที่นี้ผู้เขียนขอยกมาเฉพาะเรื่องราวการอวตารของ ดาไลลามะองค์ที่ 13 หรือการจำอดีตชาติได้ของดาไลลามะองค์ที่ 14 (องค์ปัจจุบัน) ซึ่งได้ถูกบันทึกไว้ในหนังสือ “อิสรภาพในการลี้ภัย Freedom Exile” เขียนโดยดาไลลามะองค์ที่ 14 แปลเป็นภาษาไทยโดย “ฉัตรสุมาลย์กบิลสิงห์ ษัฏเสน” ประวัติความเป็นมาของ ดาไลลามะองค์ที่ 14 ดาไลลามะองค์ก่อนหน้านี้คือ สมเด็จพระทุบเท็น กยัตโส ดาไลลามะองค์ที่ 13 ท่านเกิดเมื่อ พ.ศ.2419 สวรรคตเมื่อ พ.ศ.2476 รวมอายุได้ 57 ปี เมื่อครั้งที่พระองค์ยังมีชีวิตอยู่ทรงเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณและเป็นผู้นำทางการเมืองที่เปี่ยมด้วยเมตตากรุณายิ่งนัก ทรงเป็นคนเรียบง่ายไม่ถือพระองค์ แต่ทรงเข้มงวดในระเบียบวินัย ทรงเป็นนักวิชาการที่มองการไกล ทรงสนใจในเทคโนโลยีสมัยใหม่ ประเทศธิเบตในสมัยที่พระองค์ปกครองอยู่นั้น เคยถูกรุกรานจนกระทั่งพระองค์ต้องลี้ภัยไปอยู่ในต่างประเทศถึง 2 ครั้ง ครั้งแรกประเทศธิเบตถูกอังกฤษรุกรานเมื่อ พ.ศ. 2446 และครั้งที่สองถูกแมนจูรุกรานเมื่อ พ.ศ.2453 ครั้งแรกนั้นอังกฤษถอยทัพกลับไปเอง ครั้งที่สองกำลังทหารของธิเบตสามารถขับไล่ทหารแมนจูออกไปได้ เมื่อครั้งที่ดาไลลามะองค์ที่ 13(สมเด็จพระทุบเท็น กยัตโส) สวรรคตลงเมื่อ พ.ศ.2476 ได้เกิดเหตุอัศจรรย์ขึ้นคือ พระศพซึ่งเดิมหันพระพักตร์ไปทางทิศใต้ กลับหันไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ จากนั้นไม่นานผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ซึ่งเป็นลามะชั้นสูงได้เห็นภาพจากสมาธิขณะเพ่งลงไปในทะเลสาบศักดิ์สิทธิ์ในธิเบตตอนใต้ โดยเห็นเป็นอักษรธิเบต 3 ตัว สมมุติให้เป็นตัวอักษร ไทยคือ “ อ,ก และ ม “ และเห็นภาพวัดเป็นตึก 3 ชั้นมีหลังคาสีฟ้าประดับลายทอง จากนั้นก็ปรากฏภาพทางเดินที่ขึ้นไปจากเชิงเขา สุดท้ายปรากฏเป็นภาพบ้านหลังเล็กๆที่มีรางน้ำรูปร่างแปลกๆ หลังจากนั้นรัฐบาลธิเบตได้จัดคณะค้นหาขึ้น เพื่อค้นหาสถานที่และแปลความหมายตัวอักษรทั้ง 3 ตัวที่ปรากฏในสมาธิของลามะชั้นสูง การค้นหาองค์อวตารของดาไลลามะองค์ที่ 13 จึงเริ่มขึ้น ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ได้ปรึกษากับคณะค้นหาและลงความเห็นว่า อักษร “อ” น่าจะหมายถึง แคว้นอัมโด ซึ่งเป็นแคว้นทางตะวันออกเฉียงเหนือของธิเบต ซึ่งเป็นทิศที่พระพักตร์หันไป จึงส่งคณะค้นหาไปตามทิศทางนั้น เมื่อมาถึง วัดกุมบุม ซึ่งตรงกับอักษรตัวที่สองคือ “ก” คณะผู้ค้นหาก็เริ่มมั่นใจว่ามาถูกทาง เมื่อเห็นลักษณะของวัดกุมบุมซึ่งมีลักษณะเป็นตึก 3 ชั้น มีหลังคาสีฟ้าตรงตามที่เห็นในสมาธิ และสิ่งที่พวกเขาต้องค้นหาต่อไปคือบ้านหลังเล็กๆที่มีรางน้ำรูปร่างแปลกๆ ซึ่งน่าจะอยู่ไม่ไกลจากวัดกุมบุมนัก พวกเขาเริ่มค้นหาในหมู่บ้านระแวกใกล้เคียงกับวัดกุมบุม จนกระทั่งมาถึงบ้านหลังเล็กๆหลังหนึ่งมีไม้สนคดงอเป็นรูปร่างแปลกๆใช้ทำเป็นรางน้ำตรงกับที่เห็นในสมาธิ พวกเขาเริ่มมั่นใจยิ่งขึ้นว่า ดาไลลามะองค์ที่ 13 ที่จะอวตารกลับชาติมาเกิดนั้นคงจะอยู่ในบ้านหลังนี้หรือไม่ก็คงจะอยู่ไม่ไกลจากที่นั่นเป็นแน่ คือบ้านของ เด็กชาย ลาโม ทอนดุป และครอบครัว ซึ่งต่อมาเด็กชายลาโมได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการว่าเป็นดาไลลามะองค์ที่ 13 อวตารหรือกลับชาติมาเกิดนั่นเอง เมื่อคณะค้นหาเข้าไปในบ้านก็ไม่ได้แจ้งจุดประสงค์ที่แท้จริงให้คนในบ้านทราบ เพียงแต่ขอค้างแรมระหว่างทางสักคืนเท่านั้น หัวหน้าคณะค้นหาคือ คิวซัง ริมโปเช่ ซึ่งเป็นลามะชั้นสูงท่านหนึ่งปลอมตัวเป็นคนรับใช้ในคณะเพื่อพิสูจน์ความจริงบางอย่าง และเพื่อไม่ให้คนในบ้านได้รู้ถึงการทดสอบนั้น แต่เมื่อคณะค้นหาเข้ามาในบ้าน เด็กชายลาโมเห็นเขากลับจำได้และเรียกเขาว่า “ลามะจากเซร่า” ความรู้สึกมั่นใจเริ่มเกิดขึ้นเพราะท่านคิวซัง ริมโปเช่ นั้นมาจากวัดเซร่าจริงๆ แต่เพียงเท่านี้ยังไม่ทำให้เด็กชายลาโมผ่านการทดสอบได้ พวกเขายังไม่เปิดเผยสิ่งใดพอรุ่งเช้าจึงขอตัวเดินทางต่อ หลังจากนั้นอีก 2- 3 วันคณะผู้ค้นหาเดินทางมายังบ้านของเด็กชายลาโมอีกครั้ง แต่คราวนี้มาอย่างเป็นทางการและได้นำสิ่งของเครื่องใช้หลายอย่างมาด้วย ซึ่งในจำนวนเครื่องใช้เหล่านั้นมีสิ่งของเครื่องใช้ที่เคยเป็นของ ดาไลลามะองค์ที่ 13 รวมอยู่ด้วย แต่ได้จัดปนเปกันมาเพื่อพิสูจน์การระลึกชาติของเด็กชายลาโม ทอนดุป การพิสูจน์ได้เริ่มต้นขึ้น เด็กชายลาโมซึ่งขณะนั้นอายุ 3 ขวบ สามารถเลือกสิ่งของเครื่องใช้ที่เคยเป็นของดาไลลามะองค์ที่ 13 ได้อย่างถูกต้องทั้งหมด ทั้งยังบอกด้วยว่า “ของฉัน ๆ” จากการพิสูจน์ทำให้คณะค้นหาแน่ใจแล้วว่า เด็กชายลาโม ทอนดุป คือดาไลลามะองค์ที่ 13 กลับชาติมาเกิดตามเจตนารมณ์ของท่านที่เลือกที่จะกลับมาเกิดใหม่เพื่อประโยชน์สุขของชาวธิเบต เฉกเช่นเดียวกับพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย ผู้บรรลุพุทธภูมิแล้ว ก็ยังกลับมาเกิดอีก เพื่อประโยชน์สุขแห่งสรรพสัตว์ในโลก จนกว่าสรรพสัตว์ทั้งปวงจะเป็นอิสระจากสังสารวัฏจนหมดสิ้นแล้วจึงจะบรรลุนิพพาน เมื่อทำการพิสูจน์จนแน่ใจแล้วว่า เด็กชายลาโม ทอนดุป คือดาไลลามะองค์ที่ 13 กลับชาติมาเกิด คณะพิสูจน์ก็ส่งข่าวไปยังผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในเมืองลาซา เพื่อรายงานผลการพิสูจน์ จนกระทั่งได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการ จากนั้นอีก 18 เดิอนจึงมีการจัดขบวนมาต้อนรับอย่างสมเกียรติไปยังเมืองหลวง เพื่อรอการแต่งตั้งเป็นดาไลลามะองค์ที่ 14 ต่อไปเมื่อ เด็กชายลาโม บรรลุนิติภาวะแล้ว เด็กชายลาโม ทอนดุป(Lhamo Thondup) เกิดเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2476 ณ.หมู่บ้านตักเซอร์ ซึ่งเป็นหมู่บ้านเล็กๆทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศธิเบต มีพี่น้องทั้งหมด 8 คน เสียชีวิตไปแล้ว 4 คน ยังมีชีวิตอยู่ 4 คน คือ 1. เซริง ดอลมา(หญิง) 2. ทุบเท็นจิกเม นอร์บู(ลามะตักเซอ ริมโปเช่ อวตารมาเกิด) 3. ลอบซัง สามเท็น(ชาย) 4. ลาโม ทอนดุป(ดาไลลามะองค์ที่ 13 อวตารมาเกิด) ในครอบครัวของเด็กชายลาโมมี “ตุลกู" อีกคนหนึ่งคือ ทุบเท็น จิกเม นอร์บู ซึ่งได้รับการพิสูจน์และยอมรับว่าเป็น ลามะ ตักเซอร์ ริมโปเช่ ลามะชั้นสูงท่านหนึ่งกลับชาติมาเกิด และต่อมาเขาได้ไปอยู่ที่วัดกุมบุมอันเป็นวัดที่ลามะ ตักเซอร์ ริมโปเช่ เคยอยู่เมื่อในอดีตชาติ มารดาของเด็กชายลาโม(ดาไลลามะองค์ที่ 14) เล่าถึงเรื่องราวการจำอดีตชาติได้ของเด็กชายลาโมว่า เด็กชายลาโมป็นเด็กที่มีความเมตตาสูง ชอบช่วยเหลือผู้คนโดยเฉพาะคนที่อ่อนแอกว่า เขาชอบเก็บข้าวของลงกระเป๋าเดินทางโดยบอกว่า “ฉันจะไปลาซา” เวลาที่กินข้าวกับครอบครัวเขาจะนั่งหัวโต๊ะเสมอและไม่ยอมให้ใครถือชามอาหารนอกจากมารดา สิ่งต่างๆเหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่แสดงว่า เด็กชายลาโมจำอดีตชาติได้ แต่มารดาของเด็กชายลาโมคิดไม่ถึงว่าเด็กชายลาโมจะเป็น ดาไลลามะองค์ที่ 13 กลับชาติมาเกิด และคิดไม่ถึงว่าในครอบครัวจะมี “ตุลกู” ถึงสองคน (มารดาของ ดาไลลามะองค์ที่ 14 ถึงแก่กรรมเมื่อ พ.ศ.2524) ดาไลลามะองค์ที่ 14 ทรงเล่าเรื่องราวการจำอดีตชาติของท่านไว้ในหนังสืออัตชิวประวัติของตัวท่านเองว่า ปัจจุบันนี้ท่านจำเรื่องราวในอดีตไม่ค่อยได้แล้ว เพราะว่าเหตุการณ์ได้เกิดขึ้นในขณะที่ท่านยังเด็กมาก เท่าที่พอจำได้ก็เป็นเรื่องราวที่มารดาของท่านเล่าให้ท่านฟังเมื่อตอนที่ท่านโตแล้วเท่านั้น เมื่อกล่าวถึงการที่ท่านลืมเรื่องราวในอดีตชาตินั้น ท่านเองคิดว่าอาจมีสาเหตุมาจากการที่ท่านแอบกินกินไข่ ซึ่งโบราณเชื่อว่าคนที่จำอดีตชาติได้ถ้ากินไข่แล้ว จะทำให้ลืมเรื่องราวในอดีตชาติ ซึ่งท่านได้กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ว่า “อาตมาถูกห้ามไม่ให้รัปทานอาหารบางชนิดเช่น ไข่ และ หมู จำได้ว่าครั้งหนึ่ง ยอปเค็นโป ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่จับได้ว่าอาตมาเสวยไข เขาตกใจมากพอๆกับอาตมา” โดยส่วนตัวของท่านเอง ท่านไม่ได้ให้ความสนใจเรื่องราวในอดีตชาติมากนัก เพราะท่านลืมไปมากแล้ว แต่เรื่องราวในช่วงที่ท่านจำความได้นั้น มีความสำคัญไม่แพ้กัน เพราะเป็นสิ่งที่ทำให้ท่านรู้สึก มีความผูกพันกับอดีตชาติของท่านดังเช่น ครั้งหนึ่งท่านไปเยี่ยม วัดเซรา และ วัดครีบุง ซึ่งเป็นสถานศึกษาสูงสุดของธิเบตเป็นครั้งแรก ท่านรู้สึกคุ้นเคยกับสถานที่ของวัดทั้งสองมาก ราวกับว่าท่านเคยมาที่นี่มาก่อน ดังคำพูดตอนหนึ่งของท่านที่ว่า “อาตมาต้องเป็นกังวลที่จะต้องเยี่ยมวัด ซึ่งเป็นสถานศึกษาสูงสุดของธิเบตเป็นครั้งแรกในชีวิต แต่มีบางอย่างที่ทำให้รู้สึกคุ้นเคยและทำให้ค่อนข้างแน่ใจถึงความสัมพันธ์ในอดีตชาติของอาตมา กับสถานที่เหล่านั้น” ข้อที่น่าสังเกตอีกอย่างหนึ่งคือ ดาไลลามะองค์ที่ 13 นั้นท่านจะมีญาณพิเศษสามารถรู้เหตุการณ์ล่วงหน้าได้ ส่วนดาไลลามะองค์ที่ 14 นั้นจะรับรู้เหตุการณ์ในอนาคตได้จากความฝัน ซึ่งเมื่อก่อนท่านคิดว่ามันเป็นเพียงความฝันธรรมดา แต่เมื่อเวลาผ่านไปท่านจึงเข้าใจว่า สิ่งที่ท่านเห็นนั้นคือภาพในอนาคตที่มาให้ท่านเห็นในรูปของความฝันนั่นเอง ดังคำพูดของท่านตอนหนึ่งที่ว่า “อาตมามีประสบการณ์แปลกๆหลายประการ โดยเฉพาะในรูปของความฝัน แม้ว่าตอนนั้นจะดูไม่สำคัญ แต่บัดนี้อาตมาเข้าใจแล้วว่ามันมีความสำคัญอย่างไร” ตัวอย่างความฝันที่กลายเป็นจริงของท่านคือ คืนหนึ่งขณะที่ท่านหลับสนิทท่านได้ฝันเห็นหมู่บ้านของท่านซึ่งอยู่ห่างไกลออกไปถูกเผาทำลาย ผู้คนถูกฆ่าตายเห็นศพคนตายเกลื่อนไปหมด คนที่ได้รับบาดเจ็บก็ร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด ทรมาน เมื่อท่านตื่นขึ้นมาทรงตกใจมาก หลายคนปลอบใจท่านว่าเป็นฝันร้ายธรรมดาเท่านั้น แต่ต่อมาความฝันนั้นก็ได้รับการพิสูจน์ เมื่อกองทัพจีนได้บุกทำลายหมู่บ้านของท่าน ผู้คนล้มตายเป็นอันมาก จึงเป็นที่มาของคำพูดของท่านดังที่กล่าวมาแล้ว และยังมีอีกหลายความฝัน ซึ่งต่อมาท่านได้ให้ความสำคัญกับความฝันของท่านเป็นพิเศษ ปัจจุบันนี้ ดาไลลามะองค์ที่ 14 ได้ลี้ภัยไปอยู่ในประเทศอินเดีย และยังคงต่อสู้เพื่ออิสรภาพของประเทศธิเบตและประชาชนของท่าน...ต่อไปองค์ดาไลลามะ องค์ดาไลลามะ. ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน มีองค์ทะไลลามะทั้งหมด 14 องค์แล้วดังนี้
| ทะไลลามะหรือดาไลลามะเป็นตำแหน่งประมุขหัวหน้าคณะสงฆ์ในพุทธศาสนานิกายมหายานแบบใด | {
"answer": [
"ทิเบตเกลุก"
],
"answer_begin_position": [
251
],
"answer_end_position": [
261
]
} |
2,570 | 111,914 | ทะไลลามะ ทะไลลามะ (ทิเบต: ཏཱ་ལའི་བླ་མ་, taa la’i bla ma, จีนตัวเต็ม: 達賴喇嘛; จีนตัวย่อ: 达赖喇嘛; พินอิน: Dálài Lǎmā) เป็นตำแหน่งประมุขหัวหน้าคณะสงฆ์ในพุทธศาสนานิกายมหายานแบบทิเบตเกลุก (นิกายหมวกเหลือง) เป็นผู้นำทางด้านจิตวิญญาณสูงสุดของชาวทิเบต ทะไลลามะ มาจากภาษามองโกเลีย dalai แปลว่า มหาสมุทร และภาษาทิเบต བླ་མ ་bla-ma แปลว่า พระชั้นสูง (ทะไลลามะ บางครั้งหรือนิยมออกเสียว่า ดาไลลามะ) ตามประวัติศาสตร์ของทิเบต เชื่อว่าองค์ทะไลลามะเป็นอวตารในร่างมนุษย์ของพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ และเมื่อองค์ทะไลลามะองค์หนึ่งสิ้นพระชนม์ไป จะกลับชาติมาประสูติใหม่เป็นองค์ทะไลลามะองค์ต่อไป โดยเรทิงรินโปเช ซึ่งเป็นพระสงฆ์ระดับรองลงมาจะเป็นผู้ใช้นิมิตสรรหาเด็กคนที่เชื่อว่าเป็นทะไลลามะกลับชาติมาเกิด ปัจจุบัน ดาไลลามะ เป็นองค์ที่ 14 ชื่อ เทนซิน เกียตโซ(Tenzin Gyatso) พ.ศ. 2478 – ปัจจุบัน ความเชื่อเรื่องการกลับชาติมาเกิด ความเชื่อเรื่องการกลับชาติมาเกิดและการเข้าทรงของชาวธิเบตนั้น เป็นความเชื่อที่ฝังอยู่ในสายเลือดของชาวธิเบตมานาน การกลับชาติมาเกิดชาวธิเบตเรียกว่า “ตุลกู” หมายถึงผู้ที่เลือกที่จะกลับมาเกิดใหม่ เพื่อสืบทอดเจตนารมณ์ของตนต่อไปหรือเลือกที่จะมาเกิดเพื่อโปรดสัตว์เพื่อช่วยสัตว์โลก ให้พ้นทุกข์เช่นเดียวกับพระโพธิสัตว์ ซึ่งก็สอดคล้องกับแนวทางของพุทธศาสนานิกายมหายาน ที่มุ่งปฏิบัติให้สำเร็จพระโพธิญาณ เพื่อเป็นพระโพธิสัตว์ แต่ยังไม่ถึงนิพพาน เพื่อคอยโปรดสัตว์ผู้ยังมีทุกข์ให้พ้นจากสังสารวัฏ ทั้งๆที่สามารถนิพพานได้ นับเป็นการเสียสละที่น่ายกย่องยิ่งนัก ชาวธิเบตถือว่าการกลับชาติมาเกิดนั้นเป็นเรื่องปกติธรรมดา เพราะในประเทศธิเบตมี “ตุลกู” คือผู้ที่กลับมาเกิดใหม่อยู่นับพันคน แต่ที่พิเศษไปกว่าตุลกูธรรมดา ก็คือการกลับชาติมาเกิดใหม่ขององค์ดาไลลามะหรือลามะชั้นสูงของธิเบต ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็นการ “อวตาร” มาเกิดก็ได้ ที่ผ่านมามีองค์ดาไลลามะและลามะชั้นสูงได้กลับชาติมาเกิดแล้วหลายท่าน ในที่นี้ผู้เขียนขอยกมาเฉพาะเรื่องราวการอวตารของ ดาไลลามะองค์ที่ 13 หรือการจำอดีตชาติได้ของดาไลลามะองค์ที่ 14 (องค์ปัจจุบัน) ซึ่งได้ถูกบันทึกไว้ในหนังสือ “อิสรภาพในการลี้ภัย Freedom Exile” เขียนโดยดาไลลามะองค์ที่ 14 แปลเป็นภาษาไทยโดย “ฉัตรสุมาลย์กบิลสิงห์ ษัฏเสน” ประวัติความเป็นมาของ ดาไลลามะองค์ที่ 14 ดาไลลามะองค์ก่อนหน้านี้คือ สมเด็จพระทุบเท็น กยัตโส ดาไลลามะองค์ที่ 13 ท่านเกิดเมื่อ พ.ศ.2419 สวรรคตเมื่อ พ.ศ.2476 รวมอายุได้ 57 ปี เมื่อครั้งที่พระองค์ยังมีชีวิตอยู่ทรงเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณและเป็นผู้นำทางการเมืองที่เปี่ยมด้วยเมตตากรุณายิ่งนัก ทรงเป็นคนเรียบง่ายไม่ถือพระองค์ แต่ทรงเข้มงวดในระเบียบวินัย ทรงเป็นนักวิชาการที่มองการไกล ทรงสนใจในเทคโนโลยีสมัยใหม่ ประเทศธิเบตในสมัยที่พระองค์ปกครองอยู่นั้น เคยถูกรุกรานจนกระทั่งพระองค์ต้องลี้ภัยไปอยู่ในต่างประเทศถึง 2 ครั้ง ครั้งแรกประเทศธิเบตถูกอังกฤษรุกรานเมื่อ พ.ศ. 2446 และครั้งที่สองถูกแมนจูรุกรานเมื่อ พ.ศ.2453 ครั้งแรกนั้นอังกฤษถอยทัพกลับไปเอง ครั้งที่สองกำลังทหารของธิเบตสามารถขับไล่ทหารแมนจูออกไปได้ เมื่อครั้งที่ดาไลลามะองค์ที่ 13(สมเด็จพระทุบเท็น กยัตโส) สวรรคตลงเมื่อ พ.ศ.2476 ได้เกิดเหตุอัศจรรย์ขึ้นคือ พระศพซึ่งเดิมหันพระพักตร์ไปทางทิศใต้ กลับหันไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ จากนั้นไม่นานผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ซึ่งเป็นลามะชั้นสูงได้เห็นภาพจากสมาธิขณะเพ่งลงไปในทะเลสาบศักดิ์สิทธิ์ในธิเบตตอนใต้ โดยเห็นเป็นอักษรธิเบต 3 ตัว สมมุติให้เป็นตัวอักษร ไทยคือ “ อ,ก และ ม “ และเห็นภาพวัดเป็นตึก 3 ชั้นมีหลังคาสีฟ้าประดับลายทอง จากนั้นก็ปรากฏภาพทางเดินที่ขึ้นไปจากเชิงเขา สุดท้ายปรากฏเป็นภาพบ้านหลังเล็กๆที่มีรางน้ำรูปร่างแปลกๆ หลังจากนั้นรัฐบาลธิเบตได้จัดคณะค้นหาขึ้น เพื่อค้นหาสถานที่และแปลความหมายตัวอักษรทั้ง 3 ตัวที่ปรากฏในสมาธิของลามะชั้นสูง การค้นหาองค์อวตารของดาไลลามะองค์ที่ 13 จึงเริ่มขึ้น ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ได้ปรึกษากับคณะค้นหาและลงความเห็นว่า อักษร “อ” น่าจะหมายถึง แคว้นอัมโด ซึ่งเป็นแคว้นทางตะวันออกเฉียงเหนือของธิเบต ซึ่งเป็นทิศที่พระพักตร์หันไป จึงส่งคณะค้นหาไปตามทิศทางนั้น เมื่อมาถึง วัดกุมบุม ซึ่งตรงกับอักษรตัวที่สองคือ “ก” คณะผู้ค้นหาก็เริ่มมั่นใจว่ามาถูกทาง เมื่อเห็นลักษณะของวัดกุมบุมซึ่งมีลักษณะเป็นตึก 3 ชั้น มีหลังคาสีฟ้าตรงตามที่เห็นในสมาธิ และสิ่งที่พวกเขาต้องค้นหาต่อไปคือบ้านหลังเล็กๆที่มีรางน้ำรูปร่างแปลกๆ ซึ่งน่าจะอยู่ไม่ไกลจากวัดกุมบุมนัก พวกเขาเริ่มค้นหาในหมู่บ้านระแวกใกล้เคียงกับวัดกุมบุม จนกระทั่งมาถึงบ้านหลังเล็กๆหลังหนึ่งมีไม้สนคดงอเป็นรูปร่างแปลกๆใช้ทำเป็นรางน้ำตรงกับที่เห็นในสมาธิ พวกเขาเริ่มมั่นใจยิ่งขึ้นว่า ดาไลลามะองค์ที่ 13 ที่จะอวตารกลับชาติมาเกิดนั้นคงจะอยู่ในบ้านหลังนี้หรือไม่ก็คงจะอยู่ไม่ไกลจากที่นั่นเป็นแน่ คือบ้านของ เด็กชาย ลาโม ทอนดุป และครอบครัว ซึ่งต่อมาเด็กชายลาโมได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการว่าเป็นดาไลลามะองค์ที่ 13 อวตารหรือกลับชาติมาเกิดนั่นเอง เมื่อคณะค้นหาเข้าไปในบ้านก็ไม่ได้แจ้งจุดประสงค์ที่แท้จริงให้คนในบ้านทราบ เพียงแต่ขอค้างแรมระหว่างทางสักคืนเท่านั้น หัวหน้าคณะค้นหาคือ คิวซัง ริมโปเช่ ซึ่งเป็นลามะชั้นสูงท่านหนึ่งปลอมตัวเป็นคนรับใช้ในคณะเพื่อพิสูจน์ความจริงบางอย่าง และเพื่อไม่ให้คนในบ้านได้รู้ถึงการทดสอบนั้น แต่เมื่อคณะค้นหาเข้ามาในบ้าน เด็กชายลาโมเห็นเขากลับจำได้และเรียกเขาว่า “ลามะจากเซร่า” ความรู้สึกมั่นใจเริ่มเกิดขึ้นเพราะท่านคิวซัง ริมโปเช่ นั้นมาจากวัดเซร่าจริงๆ แต่เพียงเท่านี้ยังไม่ทำให้เด็กชายลาโมผ่านการทดสอบได้ พวกเขายังไม่เปิดเผยสิ่งใดพอรุ่งเช้าจึงขอตัวเดินทางต่อ หลังจากนั้นอีก 2- 3 วันคณะผู้ค้นหาเดินทางมายังบ้านของเด็กชายลาโมอีกครั้ง แต่คราวนี้มาอย่างเป็นทางการและได้นำสิ่งของเครื่องใช้หลายอย่างมาด้วย ซึ่งในจำนวนเครื่องใช้เหล่านั้นมีสิ่งของเครื่องใช้ที่เคยเป็นของ ดาไลลามะองค์ที่ 13 รวมอยู่ด้วย แต่ได้จัดปนเปกันมาเพื่อพิสูจน์การระลึกชาติของเด็กชายลาโม ทอนดุป การพิสูจน์ได้เริ่มต้นขึ้น เด็กชายลาโมซึ่งขณะนั้นอายุ 3 ขวบ สามารถเลือกสิ่งของเครื่องใช้ที่เคยเป็นของดาไลลามะองค์ที่ 13 ได้อย่างถูกต้องทั้งหมด ทั้งยังบอกด้วยว่า “ของฉัน ๆ” จากการพิสูจน์ทำให้คณะค้นหาแน่ใจแล้วว่า เด็กชายลาโม ทอนดุป คือดาไลลามะองค์ที่ 13 กลับชาติมาเกิดตามเจตนารมณ์ของท่านที่เลือกที่จะกลับมาเกิดใหม่เพื่อประโยชน์สุขของชาวธิเบต เฉกเช่นเดียวกับพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย ผู้บรรลุพุทธภูมิแล้ว ก็ยังกลับมาเกิดอีก เพื่อประโยชน์สุขแห่งสรรพสัตว์ในโลก จนกว่าสรรพสัตว์ทั้งปวงจะเป็นอิสระจากสังสารวัฏจนหมดสิ้นแล้วจึงจะบรรลุนิพพาน เมื่อทำการพิสูจน์จนแน่ใจแล้วว่า เด็กชายลาโม ทอนดุป คือดาไลลามะองค์ที่ 13 กลับชาติมาเกิด คณะพิสูจน์ก็ส่งข่าวไปยังผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในเมืองลาซา เพื่อรายงานผลการพิสูจน์ จนกระทั่งได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการ จากนั้นอีก 18 เดิอนจึงมีการจัดขบวนมาต้อนรับอย่างสมเกียรติไปยังเมืองหลวง เพื่อรอการแต่งตั้งเป็นดาไลลามะองค์ที่ 14 ต่อไปเมื่อ เด็กชายลาโม บรรลุนิติภาวะแล้ว เด็กชายลาโม ทอนดุป(Lhamo Thondup) เกิดเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2476 ณ.หมู่บ้านตักเซอร์ ซึ่งเป็นหมู่บ้านเล็กๆทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศธิเบต มีพี่น้องทั้งหมด 8 คน เสียชีวิตไปแล้ว 4 คน ยังมีชีวิตอยู่ 4 คน คือ 1. เซริง ดอลมา(หญิง) 2. ทุบเท็นจิกเม นอร์บู(ลามะตักเซอ ริมโปเช่ อวตารมาเกิด) 3. ลอบซัง สามเท็น(ชาย) 4. ลาโม ทอนดุป(ดาไลลามะองค์ที่ 13 อวตารมาเกิด) ในครอบครัวของเด็กชายลาโมมี “ตุลกู" อีกคนหนึ่งคือ ทุบเท็น จิกเม นอร์บู ซึ่งได้รับการพิสูจน์และยอมรับว่าเป็น ลามะ ตักเซอร์ ริมโปเช่ ลามะชั้นสูงท่านหนึ่งกลับชาติมาเกิด และต่อมาเขาได้ไปอยู่ที่วัดกุมบุมอันเป็นวัดที่ลามะ ตักเซอร์ ริมโปเช่ เคยอยู่เมื่อในอดีตชาติ มารดาของเด็กชายลาโม(ดาไลลามะองค์ที่ 14) เล่าถึงเรื่องราวการจำอดีตชาติได้ของเด็กชายลาโมว่า เด็กชายลาโมป็นเด็กที่มีความเมตตาสูง ชอบช่วยเหลือผู้คนโดยเฉพาะคนที่อ่อนแอกว่า เขาชอบเก็บข้าวของลงกระเป๋าเดินทางโดยบอกว่า “ฉันจะไปลาซา” เวลาที่กินข้าวกับครอบครัวเขาจะนั่งหัวโต๊ะเสมอและไม่ยอมให้ใครถือชามอาหารนอกจากมารดา สิ่งต่างๆเหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่แสดงว่า เด็กชายลาโมจำอดีตชาติได้ แต่มารดาของเด็กชายลาโมคิดไม่ถึงว่าเด็กชายลาโมจะเป็น ดาไลลามะองค์ที่ 13 กลับชาติมาเกิด และคิดไม่ถึงว่าในครอบครัวจะมี “ตุลกู” ถึงสองคน (มารดาของ ดาไลลามะองค์ที่ 14 ถึงแก่กรรมเมื่อ พ.ศ.2524) ดาไลลามะองค์ที่ 14 ทรงเล่าเรื่องราวการจำอดีตชาติของท่านไว้ในหนังสืออัตชิวประวัติของตัวท่านเองว่า ปัจจุบันนี้ท่านจำเรื่องราวในอดีตไม่ค่อยได้แล้ว เพราะว่าเหตุการณ์ได้เกิดขึ้นในขณะที่ท่านยังเด็กมาก เท่าที่พอจำได้ก็เป็นเรื่องราวที่มารดาของท่านเล่าให้ท่านฟังเมื่อตอนที่ท่านโตแล้วเท่านั้น เมื่อกล่าวถึงการที่ท่านลืมเรื่องราวในอดีตชาตินั้น ท่านเองคิดว่าอาจมีสาเหตุมาจากการที่ท่านแอบกินกินไข่ ซึ่งโบราณเชื่อว่าคนที่จำอดีตชาติได้ถ้ากินไข่แล้ว จะทำให้ลืมเรื่องราวในอดีตชาติ ซึ่งท่านได้กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ว่า “อาตมาถูกห้ามไม่ให้รัปทานอาหารบางชนิดเช่น ไข่ และ หมู จำได้ว่าครั้งหนึ่ง ยอปเค็นโป ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่จับได้ว่าอาตมาเสวยไข เขาตกใจมากพอๆกับอาตมา” โดยส่วนตัวของท่านเอง ท่านไม่ได้ให้ความสนใจเรื่องราวในอดีตชาติมากนัก เพราะท่านลืมไปมากแล้ว แต่เรื่องราวในช่วงที่ท่านจำความได้นั้น มีความสำคัญไม่แพ้กัน เพราะเป็นสิ่งที่ทำให้ท่านรู้สึก มีความผูกพันกับอดีตชาติของท่านดังเช่น ครั้งหนึ่งท่านไปเยี่ยม วัดเซรา และ วัดครีบุง ซึ่งเป็นสถานศึกษาสูงสุดของธิเบตเป็นครั้งแรก ท่านรู้สึกคุ้นเคยกับสถานที่ของวัดทั้งสองมาก ราวกับว่าท่านเคยมาที่นี่มาก่อน ดังคำพูดตอนหนึ่งของท่านที่ว่า “อาตมาต้องเป็นกังวลที่จะต้องเยี่ยมวัด ซึ่งเป็นสถานศึกษาสูงสุดของธิเบตเป็นครั้งแรกในชีวิต แต่มีบางอย่างที่ทำให้รู้สึกคุ้นเคยและทำให้ค่อนข้างแน่ใจถึงความสัมพันธ์ในอดีตชาติของอาตมา กับสถานที่เหล่านั้น” ข้อที่น่าสังเกตอีกอย่างหนึ่งคือ ดาไลลามะองค์ที่ 13 นั้นท่านจะมีญาณพิเศษสามารถรู้เหตุการณ์ล่วงหน้าได้ ส่วนดาไลลามะองค์ที่ 14 นั้นจะรับรู้เหตุการณ์ในอนาคตได้จากความฝัน ซึ่งเมื่อก่อนท่านคิดว่ามันเป็นเพียงความฝันธรรมดา แต่เมื่อเวลาผ่านไปท่านจึงเข้าใจว่า สิ่งที่ท่านเห็นนั้นคือภาพในอนาคตที่มาให้ท่านเห็นในรูปของความฝันนั่นเอง ดังคำพูดของท่านตอนหนึ่งที่ว่า “อาตมามีประสบการณ์แปลกๆหลายประการ โดยเฉพาะในรูปของความฝัน แม้ว่าตอนนั้นจะดูไม่สำคัญ แต่บัดนี้อาตมาเข้าใจแล้วว่ามันมีความสำคัญอย่างไร” ตัวอย่างความฝันที่กลายเป็นจริงของท่านคือ คืนหนึ่งขณะที่ท่านหลับสนิทท่านได้ฝันเห็นหมู่บ้านของท่านซึ่งอยู่ห่างไกลออกไปถูกเผาทำลาย ผู้คนถูกฆ่าตายเห็นศพคนตายเกลื่อนไปหมด คนที่ได้รับบาดเจ็บก็ร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด ทรมาน เมื่อท่านตื่นขึ้นมาทรงตกใจมาก หลายคนปลอบใจท่านว่าเป็นฝันร้ายธรรมดาเท่านั้น แต่ต่อมาความฝันนั้นก็ได้รับการพิสูจน์ เมื่อกองทัพจีนได้บุกทำลายหมู่บ้านของท่าน ผู้คนล้มตายเป็นอันมาก จึงเป็นที่มาของคำพูดของท่านดังที่กล่าวมาแล้ว และยังมีอีกหลายความฝัน ซึ่งต่อมาท่านได้ให้ความสำคัญกับความฝันของท่านเป็นพิเศษ ปัจจุบันนี้ ดาไลลามะองค์ที่ 14 ได้ลี้ภัยไปอยู่ในประเทศอินเดีย และยังคงต่อสู้เพื่ออิสรภาพของประเทศธิเบตและประชาชนของท่าน...ต่อไปองค์ดาไลลามะ องค์ดาไลลามะ. ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน มีองค์ทะไลลามะทั้งหมด 14 องค์แล้วดังนี้
| ผู้นำทางด้านจิตวิญญาณสูงสุดของชาวทิเบตมีชื่อเรียกว่าอะไร | {
"answer": [
"ทะไลลามะ"
],
"answer_begin_position": [
418
],
"answer_end_position": [
426
]
} |
2,571 | 48,123 | ออนซ์ (หน่วยมวล) ออนซ์ (ounce) สัญลักษณ์ oz เป็นหน่วยวัดมวลในระบบอังกฤษ- 1 ออนซ์ มีค่าเท่ากับ- 28.3415 กรัม - 437.5 เกรน - 16 ออนซ์ เท่ากับ 1 ปอนด์ - ทองคำ 1 ออนซ์ เท่ากับ 31.104 กรัม คำว่า ออนซ์ ในสำเนียงอังกฤษอเมริกันจะอ่านว่า อาวซ์
| ออนซ์เป็นหน่วยวัดมวลในระบบใด | {
"answer": [
"อังกฤษ"
],
"answer_begin_position": [
154
],
"answer_end_position": [
160
]
} |
2,572 | 46,568 | เต่า เต่า คือ สัตว์จำพวกหนึ่งในอันดับ Testudines จัดอยู่ในจำพวกสัตว์เลือดเย็น ในชั้นสัตว์เลื้อยคลาน เป็นสัตว์ที่มีวิวัฒนาการมาแล้วกว่า 200 ล้านปี ซึ่งเต่านั้นถือเป็นสัตว์ที่มีอายุยืนมากที่สุดชนิดหนึ่ง โดยเต่าจะมีกระดูกที่แข็งคลุมบริเวณหลังที่เรียกว่า "กระดอง" ซึ่งประกอบด้วยแคลเซียมเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งจะสามารถหดหัว ขา และหางเข้าในกระดองเพื่อป้องกันตัวได้ แต่เต่าบางชนิดก็ไม่อาจจะทำได้ เต่าเป็นสัตว์ที่ไม่มีฟัน แต่มีริมฝีปากที่แข็งแรงและคม ใช้ขบกัดอาหารแทนฟัน โดยมากแล้ว เต่า เป็นสัตว์ที่เคลื่อนไหวและเคลื่อนที่ได้ช้า อาศัยและใช้ช่วงชีวิตหนึ่งอยู่ในน้ำ ซึ่งมีอาศัยทั้งน้ำจืด และทะเล แต่เต่าบางจำพวกก็ไม่ต้องอาศัยน้ำเลย เรียกว่า "เต่าบก" (Testudinidae) ซึ่งเต่าบกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก คือ เต่ายักษ์กาลาปากอส (Geochelone nigra) ที่อาศัยอยู่ตามเกาะต่าง ๆ ในหมู่เกาะกาลาปากอส ในเอกวาดอร์ (มีทั้งหมด 15 ชนิดย่อย) ในขณะที่เต่าน้ำที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก คือ เต่าอัลลิเกเตอร์ (Macrochelys temminckii) อาศัยอยู่ตามหนองน้ำในทวีปอเมริกาเหนือเต่าทะเล เต่าทะเล. ดูบทความหลักที่ เต่าทะเล เป็นเต่าจำพวกหนึ่งที่ทั้งชีวิตอาศัยอยู่แต่ในทะเลเพียงอย่างเดียว จะขึ้นมาบนบกก็เพียงแค่วางไข่เท่านั้น โดยที่เท้าทั้งสี่ข้างพัฒนาให้เป็นอวัยวะคล้ายครีบ ซึ่งเต่าทะเลทั่วโลกปัจจุบันมีทั้งหมด 7 ชนิด ใน 2 วงศ์ 5 สกุล ได้แก่ เต่าหัวค้อน (Caretta caretta), เต่าตนุ (Chelonia mydas), เต่ามะเฟือง (Dermochelys coriacea), เต่ากระ (Eretmochelys imbricata), เต่าตนุหลังแบน (Natator depressus), เต่าหญ้าแอตแลนติก (Lepidochelys kempii), เต่าหญ้า (Lepidochelys olivacea) โดยที่เต่ามะเฟืองเป็นเต่าทะเลและเป็นเต่าที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งในน่านน้ำไทยพบได้ถึง 5 ชนิด ไม่พบเพียง 2 ชนิดคือ เต่าตนุหลังแบน และ เต่าหญ้าแอตแลนติกอาหารของเต่า อาหารของเต่า. เต่า กินอาหารได้ทั้ง พืช และสัตว์ โดยเต่าบางชนิดก็จะกินแต่เฉพาะสัตว์ เช่น เต่าอัลลิเกเตอร์, เต่าสแนปปิ้ง (Chelydra serpentina) , เต่าปูลู (Platysternon megacephalum) เป็นต้นตะพาบ ตะพาบ. ดูบทความหลักที่ วงศ์ตะพาบ ตะพาบ หรือ ตะพาบน้ำ (อังกฤษ: Soft-shelled turtle) เป็นเต่าจำพวกหนึ่ง อยู่ในวงศ์ Trionychidae ลักษณะโดยทั่วไปมีลำตัวแบน จมูกแหลม กระดองอ่อนนิ่ม มีกระดองหลังค่อนบ้างเรียบแบน กระดองมีลักษณะเป็นหนังที่ค่อนข้างแข็งเฉพาะในส่วนกลางกระดอง แต่บริเวณขอบจะมีลักษณะนิ่มแผ่นกระดองจะปราศจากแผ่นแข็งหรือรอยต่อ ซึ่งแตกต่างจากกระดองของเต่าอย่างสิ้นเชิง กระดองส่วนท้องหุ้มด้วยผิวหนังเรียบ มีส่วนที่เป็นกระดูกน้อยมาก กระดองจะมีรูปร่างกลมเมื่อ ยังมีขนาดเล็ก และจะรีขึ้นเล็กน้อยเมื่อโตเต็มวัยตั้งแต่คอส่วนบนไปจรดขอบกระดองจะมีตุ่มแข็งเล็ก ๆ ขึ้นอยู่ ส่วนหัวมีขนาดใหญ่ คอเรียวยาวและสามารถเอี้ยวกลับมาด้านข้าง ๆ ได้ มีจมูกค่อนข้างยาวแต่มีขนาดเล็กและส่วนปลายจมูกอ่อน ตามีขนาดเล็กโปนออกมาจากส่วนหัวอย่างเห็นได้ชัด มีฟัน ขากรรไกรแข็งแรงและคม มีหนังหุ้มกระดูกคล้ายริมฝีปาก ขาทั้งสี่แผ่กว้างที่นิ้วจะมีพังพืดเชือมติดต่อกันแบบใบพายอย่างสมบูรณ์ มีเล็บเพียง 3 นิ้ว และมีหางสั้น มักอาศัยอยู่ในน้ำมากกว่าบนบก โดยตะพาบสามารถกบดานอยู่ใต้น้ำได้นานกว่าเต่า แม้จะหายใจด้วยปอด แต่เมื่ออยู่ในน้ำ ตะพาบจะใช้อวัยวะพิเศษช่วยหายใจเหมือนปลา เรียกว่า Rasculavpharyngcal capacity ตะพาบชนิดที่ใหญ่ที่สุดในโลกและสวยที่สุดในโลกคือ ตะพาบม่านลาย (Chitra chitra) ที่พบในแหล่งน้ำพรมแดนไทยกับพม่า แต่ก็มีเต่าอยู่ชนิดหนึ่งที่ปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์ก็ยังไม่แบ่งแยกชัดเจนว่าเป็นเต่าหรือตะพาบ คือ เต่าจมูกหมู (Carettochelys insculpta) หรือที่เรียกกันในวงการปลาสวยงามว่า เต่าบิน พบที่ทวีปออสเตรเลียตอนเหนือ ปาปัวนิวกินี ตะพาบโดยมากแล้วจะมีนิสัยดุกว่าเต่า เป็นสัตว์ที่ชอบกินเนื้อมากกว่ากินพืช ในประเทศไทยพบได้ในหนองน้ำและแหล่งน้ำจืดทั่วประเทศ ภาษาอีสานเรียกว่า กริว, ปลาฝา หรือ จมูกหลอด เป็นต้นเต่ากับมนุษย์ เต่ากับมนุษย์. โดยปกติแล้ว มนุษย์จะไม่ใช้เนื้อเต่าหรือไข่เต่าเป็นอาหาร แต่ก็มีบางพื้นที่หรือคนบางกลุ่มที่นิยมบริโภคเนื้อเต่าหรือเนื้อตะพาบ โดยเชื่อว่าเป็นอาหารบำรุงกำลัง เช่น ตะพาบน้ำตุ๋นยาจีน เป็นต้น โดยความเชื่อทั่วไปแล้ว เต่า ถือเป็นสัตว์ที่มีอายุยืน คนไทยจึงมีความเชื่อว่าหากได้ปล่อยเต่าจะเป็นการทำบุญสะเดาะเคราะห์เชื่อต่ออายุให้ยืนยาว ดังนั้น จึงมักเห็นเต่าหรือตะพาบตามแหล่งน้ำในวัดบางแห่งเสมอ ๆ ในประเทศจีน หลักฐานทางโบราณคดี พบว่า สมัยราชวงศ์เซี่ยและราชวงศ์ซาง กระดองเต่า ถูกใช้เป็นเครื่องทำนายทางโหราศาสตร์ ในทางไสยศาสตร์ของไทย มีการใช้เต่าเป็นสัญลักษณ์ต่าง ๆ เช่น ยันต์เต่าเลือน เป็นต้น เต่า ในทางภาษาศาสตร์ของไทย ยังใช้เป็นพยัญชนะลำดับที่ ๒๑ โดยมักใช้เป็นตัวสะกด คือ ต.เต่า โดยเป็นตัวอักษรเสียงกลาง นอกจากนี้แล้ว เต่า ยังเป็นตัวแทนของความเชื่องช้า โง่งม จึงมีสำนวนทางภาษาในนัยเช่นนี้ เช่น โง่เง่าเต่าตุ่น เป็นต้นการจำแนก การจำแนก. เต่าทั่วทั้งโลก แบ่งออกได้เป็น 12 วงศ์ สำหรับในประเทศไทยพบ 6 วงศ์เต่าที่พบในประเทศไทย เต่าที่พบในประเทศไทย. (เฉพาะเต่าบกและเต่าน้ำจืด)- เต่ากระอาน (Batagur baska) - เต่าลายตีนเป็ด (Callagur borneoensis) - เต่าหับ (Cuora amboinensis) (มี 4 ชนิดย่อย) - เต่าห้วยเขาบรรทัด (Cyclemys artipons) - เต่าใบไม้ (Cyclemys dentata) - เต่าห้วยคอลาย (Cyclemys tcheponensis) - เต่าหวาย (Heosemys grandis) - เต่าจักร (Heosemys spinosa) - เต่าบัว (Hieremys annandalei) - เต่าเหลือง (Indotestudo elongata) - เต่านาหัวใหญ่ (Malayemys macrocephala) - เต่านาอีสาน (Malayemys subtrijuga) - เต่าหก (Manouria emys) (มี 2 ชนิดย่อย) - เต่าเดือย (Manouria impressa) - เต่าปากเหลือง (Melanochelys trijuga) - เต่าทับทิม (Notochelys platynota) - เต่าปูลู (Platysternon megacephalum) (มี 3 ชนิดย่อย) - เต่าจัน (Pyxidea mouhotii) - เต่าดำ (Siebenrockiella crassicollis) - เต่าแก้มแดง (Trachemys scripta elegans) (ไม่ใช่เต่าพื้นเมืองของไทย แต่เป็นของสหรัฐอเมริกา ถูกนำเข้ามาในฐานะเป็นสัตว์เลี้ยงสวยงาม ปัจจุบันได้แพร่ขยายพันธุ์ในแหล่งน้ำจนกลายเป็นสัตว์ประจำถิ่นไปแล้ว)ตะพาบที่พบในประเทศไทยตะพาบที่พบในประเทศไทย. - ตะพาบสวน (Amyda cartiliaginea) - ตะพาบม่านลาย (Chitra chitra) - ตะพาบม่านลายพม่า (Chitra vandijki) - ตะพาบแก้มแดง (Dogania subplana) - ตะพาบหับพม่า (Lissemys scutata) - ตะพาบหัวกบ (Pelochelys cantorii) - ตะพาบไต้หวัน (Trionyx sinensis) (ไม่ใช่ตะพาบพื้นเมืองของไทย แต่เป็นของจีน ถูกนำเข้ามาในฐานะเป็นสัตว์เศรษฐกิจและสัตว์เลี้ยงสวยงาม ปัจจุบันได้แพร่ขยายพันธุ์ในแหล่งน้ำจนกลายเป็นสัตว์ประจำถิ่นไปแล้ว)
| กระดูกแข็งคลุมบริเวณหลังของเต่าเรียกว่าอะไร | {
"answer": [
"กระดอง"
],
"answer_begin_position": [
329
],
"answer_end_position": [
335
]
} |
2,573 | 46,568 | เต่า เต่า คือ สัตว์จำพวกหนึ่งในอันดับ Testudines จัดอยู่ในจำพวกสัตว์เลือดเย็น ในชั้นสัตว์เลื้อยคลาน เป็นสัตว์ที่มีวิวัฒนาการมาแล้วกว่า 200 ล้านปี ซึ่งเต่านั้นถือเป็นสัตว์ที่มีอายุยืนมากที่สุดชนิดหนึ่ง โดยเต่าจะมีกระดูกที่แข็งคลุมบริเวณหลังที่เรียกว่า "กระดอง" ซึ่งประกอบด้วยแคลเซียมเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งจะสามารถหดหัว ขา และหางเข้าในกระดองเพื่อป้องกันตัวได้ แต่เต่าบางชนิดก็ไม่อาจจะทำได้ เต่าเป็นสัตว์ที่ไม่มีฟัน แต่มีริมฝีปากที่แข็งแรงและคม ใช้ขบกัดอาหารแทนฟัน โดยมากแล้ว เต่า เป็นสัตว์ที่เคลื่อนไหวและเคลื่อนที่ได้ช้า อาศัยและใช้ช่วงชีวิตหนึ่งอยู่ในน้ำ ซึ่งมีอาศัยทั้งน้ำจืด และทะเล แต่เต่าบางจำพวกก็ไม่ต้องอาศัยน้ำเลย เรียกว่า "เต่าบก" (Testudinidae) ซึ่งเต่าบกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก คือ เต่ายักษ์กาลาปากอส (Geochelone nigra) ที่อาศัยอยู่ตามเกาะต่าง ๆ ในหมู่เกาะกาลาปากอส ในเอกวาดอร์ (มีทั้งหมด 15 ชนิดย่อย) ในขณะที่เต่าน้ำที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก คือ เต่าอัลลิเกเตอร์ (Macrochelys temminckii) อาศัยอยู่ตามหนองน้ำในทวีปอเมริกาเหนือเต่าทะเล เต่าทะเล. ดูบทความหลักที่ เต่าทะเล เป็นเต่าจำพวกหนึ่งที่ทั้งชีวิตอาศัยอยู่แต่ในทะเลเพียงอย่างเดียว จะขึ้นมาบนบกก็เพียงแค่วางไข่เท่านั้น โดยที่เท้าทั้งสี่ข้างพัฒนาให้เป็นอวัยวะคล้ายครีบ ซึ่งเต่าทะเลทั่วโลกปัจจุบันมีทั้งหมด 7 ชนิด ใน 2 วงศ์ 5 สกุล ได้แก่ เต่าหัวค้อน (Caretta caretta), เต่าตนุ (Chelonia mydas), เต่ามะเฟือง (Dermochelys coriacea), เต่ากระ (Eretmochelys imbricata), เต่าตนุหลังแบน (Natator depressus), เต่าหญ้าแอตแลนติก (Lepidochelys kempii), เต่าหญ้า (Lepidochelys olivacea) โดยที่เต่ามะเฟืองเป็นเต่าทะเลและเป็นเต่าที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งในน่านน้ำไทยพบได้ถึง 5 ชนิด ไม่พบเพียง 2 ชนิดคือ เต่าตนุหลังแบน และ เต่าหญ้าแอตแลนติกอาหารของเต่า อาหารของเต่า. เต่า กินอาหารได้ทั้ง พืช และสัตว์ โดยเต่าบางชนิดก็จะกินแต่เฉพาะสัตว์ เช่น เต่าอัลลิเกเตอร์, เต่าสแนปปิ้ง (Chelydra serpentina) , เต่าปูลู (Platysternon megacephalum) เป็นต้นตะพาบ ตะพาบ. ดูบทความหลักที่ วงศ์ตะพาบ ตะพาบ หรือ ตะพาบน้ำ (อังกฤษ: Soft-shelled turtle) เป็นเต่าจำพวกหนึ่ง อยู่ในวงศ์ Trionychidae ลักษณะโดยทั่วไปมีลำตัวแบน จมูกแหลม กระดองอ่อนนิ่ม มีกระดองหลังค่อนบ้างเรียบแบน กระดองมีลักษณะเป็นหนังที่ค่อนข้างแข็งเฉพาะในส่วนกลางกระดอง แต่บริเวณขอบจะมีลักษณะนิ่มแผ่นกระดองจะปราศจากแผ่นแข็งหรือรอยต่อ ซึ่งแตกต่างจากกระดองของเต่าอย่างสิ้นเชิง กระดองส่วนท้องหุ้มด้วยผิวหนังเรียบ มีส่วนที่เป็นกระดูกน้อยมาก กระดองจะมีรูปร่างกลมเมื่อ ยังมีขนาดเล็ก และจะรีขึ้นเล็กน้อยเมื่อโตเต็มวัยตั้งแต่คอส่วนบนไปจรดขอบกระดองจะมีตุ่มแข็งเล็ก ๆ ขึ้นอยู่ ส่วนหัวมีขนาดใหญ่ คอเรียวยาวและสามารถเอี้ยวกลับมาด้านข้าง ๆ ได้ มีจมูกค่อนข้างยาวแต่มีขนาดเล็กและส่วนปลายจมูกอ่อน ตามีขนาดเล็กโปนออกมาจากส่วนหัวอย่างเห็นได้ชัด มีฟัน ขากรรไกรแข็งแรงและคม มีหนังหุ้มกระดูกคล้ายริมฝีปาก ขาทั้งสี่แผ่กว้างที่นิ้วจะมีพังพืดเชือมติดต่อกันแบบใบพายอย่างสมบูรณ์ มีเล็บเพียง 3 นิ้ว และมีหางสั้น มักอาศัยอยู่ในน้ำมากกว่าบนบก โดยตะพาบสามารถกบดานอยู่ใต้น้ำได้นานกว่าเต่า แม้จะหายใจด้วยปอด แต่เมื่ออยู่ในน้ำ ตะพาบจะใช้อวัยวะพิเศษช่วยหายใจเหมือนปลา เรียกว่า Rasculavpharyngcal capacity ตะพาบชนิดที่ใหญ่ที่สุดในโลกและสวยที่สุดในโลกคือ ตะพาบม่านลาย (Chitra chitra) ที่พบในแหล่งน้ำพรมแดนไทยกับพม่า แต่ก็มีเต่าอยู่ชนิดหนึ่งที่ปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์ก็ยังไม่แบ่งแยกชัดเจนว่าเป็นเต่าหรือตะพาบ คือ เต่าจมูกหมู (Carettochelys insculpta) หรือที่เรียกกันในวงการปลาสวยงามว่า เต่าบิน พบที่ทวีปออสเตรเลียตอนเหนือ ปาปัวนิวกินี ตะพาบโดยมากแล้วจะมีนิสัยดุกว่าเต่า เป็นสัตว์ที่ชอบกินเนื้อมากกว่ากินพืช ในประเทศไทยพบได้ในหนองน้ำและแหล่งน้ำจืดทั่วประเทศ ภาษาอีสานเรียกว่า กริว, ปลาฝา หรือ จมูกหลอด เป็นต้นเต่ากับมนุษย์ เต่ากับมนุษย์. โดยปกติแล้ว มนุษย์จะไม่ใช้เนื้อเต่าหรือไข่เต่าเป็นอาหาร แต่ก็มีบางพื้นที่หรือคนบางกลุ่มที่นิยมบริโภคเนื้อเต่าหรือเนื้อตะพาบ โดยเชื่อว่าเป็นอาหารบำรุงกำลัง เช่น ตะพาบน้ำตุ๋นยาจีน เป็นต้น โดยความเชื่อทั่วไปแล้ว เต่า ถือเป็นสัตว์ที่มีอายุยืน คนไทยจึงมีความเชื่อว่าหากได้ปล่อยเต่าจะเป็นการทำบุญสะเดาะเคราะห์เชื่อต่ออายุให้ยืนยาว ดังนั้น จึงมักเห็นเต่าหรือตะพาบตามแหล่งน้ำในวัดบางแห่งเสมอ ๆ ในประเทศจีน หลักฐานทางโบราณคดี พบว่า สมัยราชวงศ์เซี่ยและราชวงศ์ซาง กระดองเต่า ถูกใช้เป็นเครื่องทำนายทางโหราศาสตร์ ในทางไสยศาสตร์ของไทย มีการใช้เต่าเป็นสัญลักษณ์ต่าง ๆ เช่น ยันต์เต่าเลือน เป็นต้น เต่า ในทางภาษาศาสตร์ของไทย ยังใช้เป็นพยัญชนะลำดับที่ ๒๑ โดยมักใช้เป็นตัวสะกด คือ ต.เต่า โดยเป็นตัวอักษรเสียงกลาง นอกจากนี้แล้ว เต่า ยังเป็นตัวแทนของความเชื่องช้า โง่งม จึงมีสำนวนทางภาษาในนัยเช่นนี้ เช่น โง่เง่าเต่าตุ่น เป็นต้นการจำแนก การจำแนก. เต่าทั่วทั้งโลก แบ่งออกได้เป็น 12 วงศ์ สำหรับในประเทศไทยพบ 6 วงศ์เต่าที่พบในประเทศไทย เต่าที่พบในประเทศไทย. (เฉพาะเต่าบกและเต่าน้ำจืด)- เต่ากระอาน (Batagur baska) - เต่าลายตีนเป็ด (Callagur borneoensis) - เต่าหับ (Cuora amboinensis) (มี 4 ชนิดย่อย) - เต่าห้วยเขาบรรทัด (Cyclemys artipons) - เต่าใบไม้ (Cyclemys dentata) - เต่าห้วยคอลาย (Cyclemys tcheponensis) - เต่าหวาย (Heosemys grandis) - เต่าจักร (Heosemys spinosa) - เต่าบัว (Hieremys annandalei) - เต่าเหลือง (Indotestudo elongata) - เต่านาหัวใหญ่ (Malayemys macrocephala) - เต่านาอีสาน (Malayemys subtrijuga) - เต่าหก (Manouria emys) (มี 2 ชนิดย่อย) - เต่าเดือย (Manouria impressa) - เต่าปากเหลือง (Melanochelys trijuga) - เต่าทับทิม (Notochelys platynota) - เต่าปูลู (Platysternon megacephalum) (มี 3 ชนิดย่อย) - เต่าจัน (Pyxidea mouhotii) - เต่าดำ (Siebenrockiella crassicollis) - เต่าแก้มแดง (Trachemys scripta elegans) (ไม่ใช่เต่าพื้นเมืองของไทย แต่เป็นของสหรัฐอเมริกา ถูกนำเข้ามาในฐานะเป็นสัตว์เลี้ยงสวยงาม ปัจจุบันได้แพร่ขยายพันธุ์ในแหล่งน้ำจนกลายเป็นสัตว์ประจำถิ่นไปแล้ว)ตะพาบที่พบในประเทศไทยตะพาบที่พบในประเทศไทย. - ตะพาบสวน (Amyda cartiliaginea) - ตะพาบม่านลาย (Chitra chitra) - ตะพาบม่านลายพม่า (Chitra vandijki) - ตะพาบแก้มแดง (Dogania subplana) - ตะพาบหับพม่า (Lissemys scutata) - ตะพาบหัวกบ (Pelochelys cantorii) - ตะพาบไต้หวัน (Trionyx sinensis) (ไม่ใช่ตะพาบพื้นเมืองของไทย แต่เป็นของจีน ถูกนำเข้ามาในฐานะเป็นสัตว์เศรษฐกิจและสัตว์เลี้ยงสวยงาม ปัจจุบันได้แพร่ขยายพันธุ์ในแหล่งน้ำจนกลายเป็นสัตว์ประจำถิ่นไปแล้ว)
| เต่าบกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกคือเต่าสายพันธุ์ใด | {
"answer": [
"เต่ายักษ์กาลาปากอส"
],
"answer_begin_position": [
765
],
"answer_end_position": [
783
]
} |
2,574 | 331,760 | วาฬสีน้ำเงิน วาฬสีน้ำเงิน (; ชื่อวิทยาศาสตร์: Balaenoptera musculus) เป็นวาฬบาลีน (Balaenopteridae) และถือเป็นสัตว์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก วาฬสีน้ำเงินในขนาดปกติโดยทั่วไปจะยาวประมาณ 26-29 เมตร แต่ที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยพบมีความยาว 31.2 เมตร น้ำหนักเมื่อโตเต็มที่ ประมาณ 100-200 ตัน เฉพาะลิ้นก็มีน้ำหนักเกือบเท่าช้างหนึ่งตัว หัวใจมีขนาดเท่ารถยนต์คันหนึ่ง และเส้นเลือดบางเส้นกว้างขนาดที่มนุษย์พอจะลงไปว่ายน้ำได้ และครีบหางก็มีขนาดกว้างกว่าปีกของเครื่องบินโดยสารขนาดเล็ก จัดเป็นสัตว์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกเท่าที่เคยมีมา มีขนาดใหญ่กว่าไดโนเสาร์ชนิดที่ใหญ่ที่สุดในโลก อาศัยอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิกตอนใต้, แอตแลนติกและมหาสมุทรอินเดีย รวมถึงในมหาสมุทรแอนตาร์กติกด้วย และแม้จะมีขนาดร่างกายใหญ่โต แต่วาฬสีน้ำเงินก็มีรูปร่างเพรียวยาวเหมาะแก่การว่ายน้ำ จึงสามารถว่ายน้ำได้เร็วถึง 20 นอตต่อชั่วโมง ลูกวาฬจะกินเฉพาะนมแม่ที่มีไขมันสูงถึงร้อยละ 40 มีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นชั่วโมงละ 4 กิโลกรัม กินเคยและแพลงก์ตอนเป็นอาหาร แต่ก็อาจจะกินสัตว์น้ำขนาดเล็กเช่น ปลาขนาดเล็กเข้าไปด้วย สามารถดำน้ำลงไปหาอาหารได้ลึกถึง 100 เมตร และปกติจะดำน้ำนาน 20 นาที แต่มีบันทึกสูงสุดว่าดำได้นานถึง 40 นาที และพ่นน้ำได้สูงถึง 9 เมตร ทั้งนี้ วาฬสีน้ำเงินที่โตเต็มวัยกินเคยวันหนึ่งได้มากถึง 4 ตัน วาฬสีน้ำเงินถูกล่าอย่างหนักเพื่อต้องการไขมันและน้ำมัน โดยเฉพาะในช่วง 70 ปีแรกของศตวรรษที่ 20 คาดว่ามีวาฬสีน้ำเงินราว 500,000 ตัวถูกฆ่าตาย ประชากรวาฬรอบเกาะเซาท์จอร์เจียในมหาสมุทรแอตแลนติกตอนใต้ถูกฆ่าแบบล้างบาง รวมทั้งพวกที่เคยหากินอยู่นอกชายฝั่งญี่ปุ่นด้วย ประชากรวาฬสีน้ำเงินบางกลุ่มลดจำนวนลงถึงร้อยละ 93 จนเข้าสู่สภาพของการเป็นสิ่งมีชีวิตใกล้สูญพันธุ์ กระทั่งถึงช่วงกลางทศวรรษ 1950 จึงได้มีการอนุรักษ์ขึ้นมาอย่างจริงจัง นอกจากนี้แล้ว วาฬสีน้ำเงินยังเป็นสัตว์ที่ส่งเสียงร้องได้กว้างไกลที่สุดในโลกอีกด้วย โดยสามารถส่งได้ได้ดังถึง 1,500 กิโลเมตร ในลักษณะของคลื่นเสียงที่มีความหลากหลาย ซึ่งเชื่อกันว่าไม่ได้เป็นไปในการสื่อสารเพียงอย่างเดียว หากแต่ยังใช้การนำทางอีกด้วย ปัจจุบัน มีปริมาณวาฬสีน้ำเงินในซีกโลกใต้อยู่ประมาณ 1,350 ตัว อีกทั้งมีหลักฐานว่ามีจำนวนเพิ่มขึ้นร้อยละ 3 ต่อปี แต่ยังไม่มีการประมาณจำนวนวาฬชนิดนี้ที่ดีพอในบริเวณอื่นของโลก
| สัตว์ใดมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก | {
"answer": [
"วาฬสีน้ำเงิน"
],
"answer_begin_position": [
100
],
"answer_end_position": [
112
]
} |
2,575 | 74,018 | เสือชีตาห์ เสือชีตาห์ () เป็นเสือเล็กชนิดหนึ่ง เนื่องไม่สามารถส่งเสียงคำรามได้ แต่จากรูปร่างภายนอก ทำให้นิยมเรียกกันว่า เสือชีตาห์ เสือชีตาห์มีที่อยู่อาศัยในทุ่งหญ้าสะวันนา เป็นสัตว์ที่วิ่งได้เร็วมากวิ่งได้เร็วประมาณ 110–120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จัดเป็นสัตว์บกที่วิ่งเร็วที่สุดในโลก เป็นผลมาจากความสามารถในการโค้งงอของกระดูกสันหลังในการเคลื่อนที่และเมื่อพุ่งตัวกระดูกสันหลังจะเหยียดออก ปัจจุบันเสือชีตาห์ลดจำนวนลงในทวีปเอเชียเหลืออยู่แค่ในอิหร่านไม่เกิน 20 ตัว ส่วนในแอฟริกาประมาณการว่าเหลืออยู่ราว 4,000 ตัวเท่านั้น เสือชีตาห์มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Acinonyx jubatus และจัดเป็นสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์เดียวเท่านั้นที่อยู่ในสกุล Acinonyx ที่ยังสืบเผ่าพันธุ์จนถึงปัจจุบัน เนื่องจากเสือชีตาห์ชนิดอื่น ๆ นั้นได้สูญพันธุ์ไปหมดในยุคน้ำแข็งสุดท้าย จึงทำให้สายพันธุ์กรรมของเสือชีตาห์ทั้งหมดในปัจจุบันใกล้ชิดกันมากศัพทมูลวิทยา ศัพทมูลวิทยา. คำว่า "ชีตาห์" แผลงมาจากคำภาษาฮินดีว่า จีตา () ซึ่งแผลงมาจากคำภาษาสันสกฤตว่า จิตรกายะ อีกทอดหนึ่ง (จิตฺรกาย มาจากคำว่า จิตฺร แปลว่า "สดใส", "เด่นชัด" หรือ "เป็นรอยด่าง" สมาสกับคำว่า กาย แปลว่า "ร่างกาย" รวมแล้วจึงแปลว่า "ร่างที่มีจุดด่าง") ขณะที่ในภาษาสวาฮีลีเรียกเสือชีตาห์ว่า "ดูมา" (Duma) ในขณะที่ชื่อวิทยาศาสตร์ Acinonyx มีความหมายว่า "ไม่สามารถขยับเล็บ" ในภาษากรีก และคำว่า jubatus หมายถึง "หงอน" หรือ "เครา" ในภาษาละติน อันหมายถึงขนที่ฟูของลูกเสือลักษณะทั่วไป ลักษณะทั่วไป. เป็นเสือรูปร่างเพรียว ขนาดเล็กกว่าเสือดาวเล็กน้อย ขาขาว ขนหยาบ สีเขียวอ่อนอ่อน จนถึงสีเขียวอมแดง ตามลำตัวมีลายจุดเป็นสีดำ ปลายหางหนึ่งในสามมีวงแหวนสีดำ ปลายสุดสีขาว มีเส้นสีดำจากใต้หัวตามาที่มุมปากทั้งสองข้าง หูเล็กกลม ขนท้ายทอยยาวและตั้งขึ้นเป็นแผง คอสั้น สายพันธุ์ที่มาจากโรเซียมีดวงตามตัวติดกันเป็นแถบสีดำยาวเรียก "King cheetah" หรือ "ชีตาห์ราชา" คาดว่าเป็นการผ่าเหล่าของพันธุ์แท้ หรืออาจจะเกิดจากการผสมเทียมของชาวแอฟริกันในยุคโบราณ ที่มีการเลี้ยงเสือชีตาห์ไว้สำหรับล่าสัตว์ เสือชีต้าหดซ่อนเล็บไว้ในอุ้งเล็บไม่ได้ นอกจากตอนอายุน้อยไม่เกิน 15 สัปดาห์ เนื่องจากช่วงนี้ หนังหุ้มเจริญตัวดีมาก หลังจากนั้น หนังหุ้มจะหดหายไป เป็นเสือวิ่งเร็วที่สุดในช่วงสั้น อุ้งเท้าเล็บแคบกว่าเสือชนิดอื่นถิ่นกำเนิด ถิ่นกำเนิด. เสือชีตาห์พบในทวีปแอฟริกาตั้งแต่ตอนใต้ของทะเลทรายสะฮารา บริเวณทุ่งหญ้าในตะวันออก และตอนใต้ของแอฟริกา นอกจากนี้ยังพบในอินเดีย บางส่วนของอิหร่านและอัฟกานิสถาน เสือชีตาห์มีชนิดย่อยทั้งหมด 6 ชนิด ได้แก่- A. j. venaticus พบในแอฟริกาเหนือ - A. j. hecki พบในแอฟริกาตะวันตก - A. j. raineyii พบในแอฟริกาตะวันออก - A. j. jubatus พบในแอฟริกาใต้ - A. j. soemmeringii พบในแอฟริกากลาง - A. j. veloxถิ่นอาศัยและการล่าเหยื่อ ถิ่นอาศัยและการล่าเหยื่อ. อาศัยอยู่ตามลำพัง ตัวผู้ที่เป็นพี่น้องกันจะรวมกลุ่มกันอยู่ และมีอาณาเขตร่วมกัน เสือชีตาห์เป็นสัตว์ที่วิ่งได้เร็วที่สุดในโลก สามารถทำความเร็วได้ถึง 80 ไมล์ต่อชั่วโมง แต่มันจะวิ่งได้เพียงระยะสั้นเท่านั้น อาหารของมัน ได้แก่ กวางขนาดเล็ก เสือชีตาห์สามารถฝึกให้เชื่องได้ง่าย ในสมัยโบราณมักถูกนำมาฝึกให้ล่าสัตว์ ชอบอาศัยอยู่ในทุ่งหญ้าแห้งแล้ง ปีนต้นไม้ไม่เก่ง แต่กระโดดได้สูงถึง 4.5 เมตร ใช้การถ่ายปัสสาวะเป็นเครื่องกำหนดอาณาเขตของมัน ชอบล่าเหยื่อเป็นกลุ่มเล็ก ๆ โดยซ่อนตัวบนที่สูงกว่าเหยื่อ เมื่อพบเหยื่อจะหมอบคลานเข้าไปหาและจะอยู่ใต้ลม พอเข้าใกล้เหยื่อ จะใช้เท้าหน้าตะบบให้เหยื่อล้มลงแล้วกัดที่คอ ชอบกินเลือดสด ๆ และเครื่องใน มีตับ ไต หัวใจ และจมูก ลิ้น ตา เนื้อที่หัวซี่โครงและขา นอกนั้นไม่ค่อยกิน มันไม่ลากซากไปกินและไม่หวนกลับมากินซากเดิมอีก ซากเน่าปกติไม่กิน นอกจากหิวจัดจริง ๆ เสือชีตาห์แม้จะปราดเปรียวบนพื้นดิน แต่ก็สามารถปีนต้นไม้ได้และเก่ง โดยสามารถไต่ไปมาตามต้นไม้อย่างคล่องแคล่วด้วย ในเวลากลางคืนมีระบบสายตาที่มองเห็นได้เป็นอย่างดี ปกติเหยื่อขนาดปานกลาง เช่น แอนทิโลป กาเซลล์ อิมพาลา วอเตอร์บัก แต่เหยื่อขนาดใหญ่ เช่น ม้าลาย คูได ก็ล่าได้ นอกจากนี้ก็ล่า พวกกระต่ายป่า สัตว์แทะ นก รวมทั้งแพะ แกะด้วย กินทั้งหนังและขนของเหยื่อ อาหารแร่ธาตุและไวตามินส์เป็นสิ่งสำคัญของเสือชีตาห์การสืบสายพันธุ์ การสืบสายพันธุ์. ท้องนาน 90 – 95 วัน ตกลูกครั้งละ 1 – 8 ตัว ลูกลืมตาได้เมื่ออายุ 8 – 11 วัน ตามองเห็นเมื่ออายุ 20 วัน กินอาหารแข็งได้เมื่ออายุ 3 สัปดาห์ไปแล้ว และหย่านมเมื่อ อายุ 10 สัปดาห์ไปแล้ว ลูกมักจะตายมากในช่วง 8 เดือนแรก ตัวเมียเป็นสาวผสมพันธุ์ได้เมื่ออายุประมาณ 2 ปี ศัตรูของลูกเสือชีตาห์ คือ สิงโต เสือดาว ไฮยีนา และหมาป่า การเลี้ยงเสือชีตาห์มีผู้แนะนำให้แยกตัวผู้และตัวเมียไว้ต่างหาก ให้นำมารวมกันเฉพาะระยะผสมพันธุ์เท่านั้น หลังจากผสมพันธุ์กันแล้วมันคงอยู่ด้วยกันอีกนานไม่แยกจากกันทันทีเหมือนสัตว์อื่นบางชนิด เคยพบพ่อช่วยเลี้ยงลูกอ่อนด้วย แต่ก็มีรายงานพ่อและแม่กินลูก เหมือนกัน โดยเฉพาะแม่เสือสาวมักไม่ค่อยรับลูกและไม่ยอมให้ลูกกินนม การพยายามแยกลูกมาเลี้ยงเอง ยังไม่มีใครทำสำเร็จ เสือชีตาห์ตัวผู้เป็นสัตว์ที่อาศัยอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม โดยเฉพาะในหมู่พี่น้อง ขณะที่เสือตัวเมียจะอาศัยอยู่ตามลำพัง โดยจะอาศัยอยู่ร่วมกับตัวผู้ก็ตอนเฉพาะผสมพันธุ์เท่านั้น จากนั้นจะแยกไปอยู่และเลี้ยงดูลูกเองตามลำพัง
| สัตว์บกชนิดใดวิ่งเร็วที่สุดในโลก | {
"answer": [
"เสือชีตาห์"
],
"answer_begin_position": [
94
],
"answer_end_position": [
104
]
} |
2,576 | 290,234 | เสือโคร่ง เสือโคร่ง หรือ เสือลายพาดกลอน เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม อันดับสัตว์กินเนื้อ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Panthera tigris ในวงศ์ Felidae จัดเป็นสัตว์ที่มีขนาดที่สุดในวงศ์นี้ และเป็นเสือชนิดที่ใหญ่ที่สุดด้วยกายภาพและลักษณะ กายภาพและลักษณะ. เสือโคร่งมีโครโมโซมจำนวน 38 โครโมโซม (2 N = 38) มีความยาวโดยเฉลี่ยจากหัวไปจนถึงโคนหาง 1.4–2.8 เมตร หางยาว 60–95 เซนติเมตร น้ำหนักตัว 130–260 กิโลกรัม มีขนลำตัวสีน้ำตาลเหลืองหรือเหลืองอมส้ม มีลายสีดำ พาดขวางตลอดทั้งลำตัวเป็นจุดเด่น ซึ่งลายเส้นนี้เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เสือโคร่งแต่ละตัวจะมีลายไม่เหมือนกันเช่นเดียวกับลายนิ้วมือของมนุษย์ ส่วนหางมีแถบดำเป็นบั้ง ๆ หรือวงสีดำสลับน้ำตาล ปลายหางมีสีดำ โดยไม่มีพู่เหมือนสิงโต (P. leo) ซึ่งเป็นสัตว์ในสกุลเดียวกัน หางของเสือโคร่งมีความยาวประมาณครึ่งหนึ่งของลำตัว ใช้สำหรับการทรงตัวโดยเฉพาะเวลากลับตัวกระทันหัน นอกจากนี้แล้วการขยับของหางเสือโคร่งยังสามารถใช้บ่งบอกถึงอารมณ์ ความรู้สึกเหมือนกับแมวบ้าน (Felis catus) ใช้ในการสื่อสารกับเสือโคร่งตัวอื่น ขนใต้คาง คอ และใต้ท้องเป็นสีขาว ขนเหนือบริเวณตาเป็นสีขาวหรือเป็นแถบหรือเส้นสีดำพาดขวางเช่นกัน หลังใบหูมีสีดำและมีจุดสีขาวนวลอยู่ตรงกลาง อายุโดยเฉลี่ย 15–20 ปีพฤติกรรม พฤติกรรม. เสือโคร่งมีพฤติกรรมและอุปนิสัยชอบอยู่เพียงลำพังตัวเดียวโดด ๆ ยกเว้นในฤดูผสมพันธุ์จึงจะจับคู่กัน อายุที่พร้อมจะผสมพันธุ์ได้นั้นคือ 3–5 ปี โดยตัวเมียจะเป็นสัดทุก ๆ 50 วัน และจะส่งเสียงร้องดังขึ้น ๆ และถี่ขึ้นเรื่อย ๆ การผสมพันธุ์ของเสือโคร่งนั้นใช้เวลาเร็วมาก คือ ใช้เวลาเพียง 15 วินาทีเท่านั้น เมื่อเสร็จแล้วตัวผู้จะแยกจากไป และอาจไปผสมพันธุ์กับตัวเมียตัวอื่น ตัวเมียที่ปฏิสนธิแล้วจะตั้งท้องนานประมาณ 105–110 วัน คลอดลูกครั้งละ 1-6 ตัว และจะเลี้ยงลูกเองตามลำพังโดยไม่ยอมให้ใครเข้าใกล้ประมาณ 2 ปี ชอบอาศัยอยู่ตามป่าทึบสลับกับทุ่งหญ้าโล่ง ชอบว่ายน้ำและแช่น้ำมาก ซึ่งแตกต่างจากเสือสายพันธุ์อื่น ล่าเหยื่อได้ทั้งกลางวันและกลางคืน แต่ส่วนใหญ่ในเวลากลางวันจะนอนพักผ่อน ล่าเหยื่อในเวลาเย็น พลบค่ำ กลางคืน หรือขณะที่อากาศไม่ร้อนจัด มีสายตาที่มองเห็นได้ทั้งที่มืดและสว่าง จะคืบคลานเข้าหาเหยื่อในระยะใกล้ 10–25 เมตร จนกระทั่งได้ระยะ 2–5 เมตร จึงกระโดดใส่ หากเป็นเหยื่อขนาดเล็กจะกัดที่คอหอย หากเป็นสัตว์ขนาดใหญ่ เช่น เก้ง หรือ กวาง จะกัดที่ท้ายทอยหรือหลังด้านบน และอาจจะล่าได้ถึงช้าง ในตัวที่เป็นยังลูกช้างหรือยังเป็นช้างที่ยังเล็กอยู่ โดยเสือโคร่งตัวที่ล่าช้างได้ ต้องเป็นเสือที่มีความเฉลียวฉลาดและพละกำลังพอสมควร จึงจะสามารถล่อลูกช้างให้พลัดออกจากโขลงได้ และเมื่อฆ่าจะกัดเข้าที่ลำคอเพื่อให้ตัดหลอดลมให้ขาด ซึ่งช้างตัวอื่น ๆ จะไม่กล้าเข้าไปช่วยได้แต่ยืนดูอยู่ห่าง ๆ และส่งเสียงร้อง เสือโคร่งจะยังไม่กินช้างหมดภายในทีเดียว แต่จะเก็บหรือทิ้งซากไว้และกลับมากินเรื่อย ๆ ในระยะเวลา 7–10 วัน เสือโคร่งวิ่งได้เร็วกว่า 60 กิโลเมตร/ชั่วโมง และสามารถกระโจนในระยะทาง 500 เมตรได้ในเวลาเพียงไม่กี่วินาที เสือโคร่งมักจะกัดที่คอหอยเหยื่อจากทางด้านบนหรือด้านล่าง บางทีกระโดดตะปบหลังและตะปบขาหลังเหยื่อให้ล้มลงก่อนที่จะกัดคอหอย และเมื่อได้เหยื่อแล้ว จะเริ่มกินเนื้อบริเวณคอก่อน แล้วจึงมากินที่ท้องและกล้ามเนื้อหลัง โดยมักจะไม่กินหัวและขาของเหยื่อ เหยื่อที่เหลือจะถูกฝังกลบโดยใช้ใบไม้ หรือกิ่งไม้ หรือเศษหญ้า และตัวเสือโคร่งเองจะหลบนอนอบู่บริเวณใกล้ ๆ นั้น และบางตัวอาจคาบเหยื่อขึ้นไปขัดไว้ตามคบไม้เหมือนเสือดาว (P. pardus) ด้วยก็ได้ เสือโคร่งมีกล้ามเนื้อขาที่แข็งแรงมาก สามารถตามเหยื่อได้ไกลถึง 100–200 เมตร เพศผู้มีพื้นที่ในการหากินกว้างถึง 200–300 ตารางกิโลเมตร ขณะที่ตัวเมียมีเพียง 60 ตารางกิโลเมตรเท่านั้น เพื่อเลี้ยงตัวเองและลูกน้อย นิสัยปกติจะหวงถิ่น โดยการหันก้นปัสสาวะรดตามต้นไม้ โขดหิน เพื่อให้กลิ่นของตนเองติดอยู่ เพื่อประกาศอาณาเขตและสื่อสารกับเสือโคร่งตัวอื่น ซึ่งกลิ่นใหม่จะมีกลิ่นค่อนข้างหอม ในบางครั้งอาจจะข่วนเล็บกับเปลือกไม้ด้วยเพื่อเป็นการลับเล็บและประกาศอาณาเขต หากมีเสือโคร่งตัวอื่นหรือสัตว์อื่นที่มีขนาดใหญ่รุกล้ำมา จะต่อสู้กัน โดยปกติแล้ว เสือโคร่งจะกลัวมนุษย์ จะหลบหนีไปเมื่อพบกับมนุษย์ แต่จะทำร้ายหรือกินเนื้อมนุษย์ได้ เมื่อบาดเจ็บหรือจนตรอก หรือเป็นเสือที่อายุมากแล้วไม่สามารถล่าเหยื่อชนิดอื่นได้ หากได้กินเนื้อมนุษย์ก็จะติดใจและจะกลับมากินอีก จนกลายเป็นเสือกินคนการแพร่กระจายพันธุ์ การแพร่กระจายพันธุ์. เสือโคร่งกระจายพันธุ์อยู่ทั่วไปในทวีปเอเชีย ตั้งแต่เอเชียตะวันออกจนถึงตะวันออกกลาง เป็นสัตว์ที่ปรับตัวให้อยู่ในภูมิประเทศต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี แม้แต่ในพื้นที่หนาวเย็นอย่างไซบีเรีย หรือแห้งแล้งเป็นทะเลทราย อีกทั้งยังอยู่ได้ตามเกาะแก่งกลางทะเลอีกด้วย หากมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม มีรายงานว่า เสือโคร่งสามารถว่ายน้ำข้ามไปมาระหว่างเกาะต่าง ๆ ได้ด้วย ปัจจุบัน ปริมาณเสือโคร่งในธรรมชาติในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วโลกมีจำนวน 3,890 ตัว กระจายทั่วไปใน 13 ประเทศของทวีปเอเชีย ได้แก่ บังกลาเทศ, ภูฏาน, กัมพูชา , จีน , อินเดีย, อินโดนีเซีย, ลาว, มาเลเซีย, พม่า, เนปาล, รัสเซีย, เวียดนาม และไทย สำหรับในประเทศไทยมีราว 250 ตัว ส่วนใหญ่กระจายพันธุ์อยู่ที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ และผืนป่าตะวันตก เช่น เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร, อุทยานแห่งชาติแม่วงก์, อุทยานแห่งชาติคลองลาน รวมถึงอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ฮาลา-บาลา ที่มีปริมาณรองลงมา ส่วนป่าแถบอื่นพบน้อยมากชนิดย่อย ชนิดย่อย. เสือโคร่งนั้นจากการที่มีจำนวนประชากรกระจายอยู่ทั่วทวีปเอเชีย ทำให้มีชนิดย่อยมากถึง 9 ชนิดด้วยกัน แต่สูญพันธุ์ไปแล้วถึง 3 ชนิด ส่วนที่เหลือก็อยู่ในสภาวะใกล้สูญพันธุ์หรือใกล้สูญพันธุ์ในขั้นวิกฤตแทบทั้งสิ้น โดยในแต่ละชนิดย่อยนั้น จะแตกต่างกันที่ขนาดรูปร่างและลวดลายบนลำตัว แต่พฤติกรรมและนิเวศวิทยาจะไม่แตกต่างกันมากนักความเชื่อและความสัมพันธ์กับมนุษย์ ความเชื่อและความสัมพันธ์กับมนุษย์. เสือโคร่งเป็นสัตว์ที่ผูกพันกับมนุษย์มาช้านาน โดยเฉพาะในวัฒนธรรมของเอเชีย มีเรื่องราว ความเชื่อและนิทานเกี่ยวกับเสือโคร่งมากมาย ด้วยเป็นสัตว์ใหญ่มีพละกำลังมากมาย และมีความสง่างาม เช่น เรื่องราวของบู๋ซ้งสู้กับเสือด้วยมือเปล่า ของจีน ซึ่งเป็นหนึ่งในวีรบุรุษในวรรณกรรมเรื่อง 108 ผู้กล้าหาญแห่งเขาเหลียงซาน เป็นต้น แต่เสือโคร่ง ก็จัดได้ว่าเป็นสัตว์ที่ทำร้ายและกินมนุษย์ได้ด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะในอินเดีย ในช่วงทศวรรษที่ 20 มีผู้ถูกเสือโคร่งฆ่าตายและกินไปกว่า 1,600 รายต่อปี แม้แต่ในปัจจุบันก็ยังคงมีผู้ถูกทำร้ายและกินเป็นระยะ ๆ ในอดีตการล่าเสือโคร่ง ถือเป็นกิจกรรมของบุคคลชั้นสูงและระดับเชื้อพระวงศ์ แม้กระทั่งในยุคที่อังกฤษเข้ามาปกครองอินเดีย โดยการขี่หลังช้างล่าในทุ่งหญ้าทั้งหญ้าสูง และหญ้าต่ำ แต่เสือโคร่งก็สามารถกระโจนหรือโจมตีช้างหรือผู้ที่อยู่บนหลังช้างได้อย่างไม่เกรงกลัว โดยมากแล้ว เสือโคร่งที่กินมนุษย์ จะเป็นเสือโคร่งที่แก่หรือได้รับบาดเจ็บจนไม่อาจล่าเหยื่อที่เป็นสัตว์ชนิดอื่นได้ จึงหันมาโจมตีมนุษย์ เพราะเป็นเหยื่อที่อ่อนแอ โจมตีได้ง่ายกว่า และเมื่อได้กินเนื้อมนุษย์ครั้งแรกแล้วก็จะติดใจ ในบางพื้นที่ของอินเดีย จะมีวิธีการป้องกันเสือโคร่งโจมตีได้ด้วยการใส่หน้ากากไว้ข้างหลัง เพราะเสือโคร่งมักจะโจมตีเหยื่อจากด้านหลัง ในซันดาร์บังส์ ซึ่งเป็นพื้นที่ป่าชายเลนอนุรักษ์เขตติดต่อระหว่างอินเดียและบังกลาเทศ เป็นสถานที่ ๆ เป็นที่รู้กันดีว่า เป็นที่ ๆ เสือโคร่งโจมตีใส่มนุษย์มากที่สุด ชาวพื้นเมืองที่นี่มีความเชื่อว่า บอนบีบี ซึ่งเป็นเทพธิดาแห่งป่าช่วยคุ้มครองปกป้องมนุษย์ให้พ้นจากเสือโคร่ง แต่ก็มีรายงานการโจมตีใส่มนุษย์เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 10 ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ในมาเลเซีย ได้ใช้เสือโคร่งเป็นตราแผ่นดินและสัญลักษณ์ของประเทศ โดยทีมฟุตบอลทีมชาติมาเลเซียก็ได้รับฉายาว่า "เสือเหลือง" ด้วยเช่นกัน สำหรับความเชื่อทางโหราศาสตร์และไสยศาสตร์ ชิ้นส่วนต่าง ๆ ของเสือโคร่ง เช่น กระดูก กะโหลก เขี้ยว เล็บหรือหนังใช้เป็นเครื่องรางป้องกันภูผีปีศาจหรือเสนียดจัญไรได้ นอกจากนี้แล้วในตำรายาจีนอวัยวะของเสือโคร่ง เช่น อวัยวะเพศผู้ เชื่อว่าเป็นยาบำรุงกำลัง ยาอายุวัฒนะ หรือเสริมสร้างสมรรถนะทางเพศ ซึ่งเป็นความเชื่อที่ผิดเพราะจากการได้ศึกษาแล้วก็พบว่าเป็นเพียงอาหารให้โปรตีนเช่นเดียวกับเนื้อสัตว์ชนิดอื่น ๆ แต่จากความเชื่อนี้ก็เป็นสาเหตุหนึ่งทำให้เสือโคร่งถูกล่าจนเกือบสูญพันธุ์จากธรรมชาติเช่นในปัจจุบันการอนุรักษ์ การอนุรักษ์. ปัจจุบัน เสือโคร่งทุกชนิดจัดเป็นสัตว์ที่อยู่ในภาวะใกล้สูญพันธุ์ของสหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติ (IUCN) โดยถูกล่าเพื่อนำเอาชิ้นส่วนต่าง ๆ ขายในตลาดค้าสัตว์ป่าหรือตลาดมืด ซึ่งชิ้นส่วนของเสือโคร่งนับว่าเป็นที่ต้องการอย่างมากของทวีปเอเชียรองลงมาจากงาช้างและนอแรด ในปี ค.ศ. 2010 ทุกประเทศที่มีเสือโคร่งอาศัยอยู่ในธรรมชาติมีการทำสัตยาบันร่วมกันว่าภายในปี ค.ศ. 2022 ทุกประเทศจะต้องทำให้ประชากรเสือโคร่งในป่าอนุรักษ์เพิ่มขึ้นอีกเท่าตัวจากปริมาณที่มีอยู่ปัจจุบัน สำหรับในประเทศไทย เสือโคร่งเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2546 ประเภทสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม อีกทั้งประเทศไทยยังจัดว่าเป็นประเทศที่อนุรักษ์เสือโคร่งได้ดีในลำดับต้น ๆ โดยในรายงานขององค์การอนุรักษ์เสือโลกยกย่องให้ประเทศไทยอยู่อันดับ 4 ที่ขึ้นชื่อว่าสามารถอนุรักษ์ ฟื้นฟูและเพิ่มปริมาณเสือโคร่งในป่าธรรมชาติได้ดีรองจากอินเดีย, รัสเซีย และเนปาล ในระดับโลก ในวันที่ 29 กรกฎาคม ได้ถูกจัดให้เป็นวันอนุรักษ์เสือโคร่งโลก โดยเริ่มต้นขึ้นจากการประชุมว่าด้วยเรื่องเสือโคร่งที่นครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ประเทศรัสเซีย ใน ค.ศ. 2010
| เสือที่มีขนาดใหญ่ที่สุดคือเสือชนิดใด | {
"answer": [
"เสือโคร่ง"
],
"answer_begin_position": [
94
],
"answer_end_position": [
103
]
} |
2,577 | 444,358 | ไอยู อี จี-อึน (; ; เกิด 16 พฤษภาคม 2536) ชื่อในการแสดงว่า ไอยู (아이유; IU) เป็นชาวเกาหลีใต้ซึ่งเป็นนักร้อง นักแต่งเพลง นักแสดง นักกีตาร์ นักลีลาศและพิธีกรรายการโทรทัศน์ ชื่อ "ไอยู" นั้นเอามาจากภาษาอังกฤษว่า "ไอแอนด์ยู" (I and You) แปลว่า ฉันและเธอ สื่อความหมายว่า ทุกคนสามารถเป็นหนึ่งได้ด้วยบทเพลงประวัติ2551: เปิดตัว ประวัติ. 2551: เปิดตัว. ไอยู เปิดตัววันที่ 18 กันยายน 2551 ในรายการเพลงของเกาหลีคือ M! Countdown ในวันที่ 24 กันยายนเธอได้ออกมินิอัลบัมแรกของเธอคือ Lost and Found ซึ่งมีเพลงที่มีชื่อเสียงอยู่ในอัลบัมนี้คือเพลง "Missing Child" อย่างไรก็ตามอัลบัมนี้ไม่ค่อยประสบความสำเร็จทางด้านการค้า จนกระทั่งอัลบัมหลัง ๆ ของเธอจึงประสบความสำเร็จจากการเริ่มเจาะเพลงกระแสหลัก2552: สตูดิโออัลบั้มแรกและการประสบความสำเร็จในเส้นทางหลักรวมทั้งกิจกรรมอื่น ๆ 2552: สตูดิโออัลบั้มแรกและการประสบความสำเร็จในเส้นทางหลักรวมทั้งกิจกรรมอื่น ๆ. วันที่ 16 เมษายน 2552 ไอยูได้ออกอัลบัมแรกของเธอชื่ออัลบัม Growing Up พร้อมกับเพลงโปรโมตนำเพลง Boo ภายในระยะเวลา 3 สัปดาห์ Boo ก้าวขึ้น #1 ใน SBS Inkigayo ชื่อของเธอได้รับการเสนอขึ้นไปในช่วง Take 7 ร่วมกับศิลปินที่มีชื่อเสียงหลายคน เช่น เอสจี วานนาบี และ ยุนฮา และเพลงนี้ก็ยังทำได้ดีใน KBS Music Bank K-Chart,ใน Mnet M!Countdown ผัง,และตามผังต่าง ๆ ของเพลงออนไลน์ ในปี 2552 ไอยูได้ร้องเพลงประกอบละครตอนจบคือเพลง "Araro" ของซีรียส์ทางช่อง MBC เรื่อง ซอนต็อก มหาราชินีสามแผ่นดิน ที่ที่เธอได้รับคำแนะนำจาก ซัม คิม ผู้อำนวยการ โดยกล่าวถึงเธอว่า "มีน้ำเสียงที่ชัดเจนและเข้าถึงความรู้สึก" และเธอยังได้ร่วม Featuring กับกลุ่มศิลปินไมตี้เมาท์ในอัลบั้ม Love Class ในเพลง "희망사항" ในปลายปี 2552 ไอยูได้ร่วมบันทึกเพลงกับศิลปิน เอ็มซี มง ในเพลง "Love Letter For You (Neoyege Sseuneun Pyeonji)" featuring คีย์ จากวงชายนี่ในฐานะแรปเปอร์ในเพลง2553: ร้องเพลง Nagging ใน We Got Married และ มินิอัลบัมที่ 3 2553: ร้องเพลง Nagging ใน We Got Married และ มินิอัลบัมที่ 3. ไอยูได้บันทึกเพลง "잔소리" (Nagging / Scolded) ร่วมกับ ซึลองแห่งวง ทูเอเอ็ม ซึ่งใช้ในการประกอบรายการทีวีโชว์ มาแต่งงานกันเถอะ ในวันที่ 27 มิถุนายน 2553 ไอยูได้รับรางวัลเป็นครั้งแรกตั้งแต่เธอเปิดตัว จากเพลง "Nagging" ในรายการ SBS Inkigayo ในวันที่ 2 กรกฎาคม 2553 เธอได้รับรางวัลจากเพลงนี้อีกในรายการ KBS Music Bank K-Chart หลังจากนั้นอีกไม่นานไอยูได้ตัดสินใจที่จะร้องเพลงประกอบซีรียส์เรื่อง Road No.1 ของช่อง MBC ในเพลง "여자라서" (Because I'm A Woman) ไอยูยังได้ร่วมดูเอทกับศิลปินมากมาย ประกอบด้วยดูเอทร่วมกับ ยู ซึงโฮ ในเพลง "사랑을 믿어요" (Believe in Love),ซอง คิยอง ในเพลง "그대네요" (It's You)และซึง รี จากวงบิ๊กแบง กับเพลง "I Know" ไอยูได้ร่วมทำงานกับนักดนตรีและโปรดิวเซอร์ที่มีชื่อเสียงหลายคนของเกาหลีใต้ในมินิอัลบัมที่ 3 ของเธอ REAL ซึ่งได้ออกมาในเดือนธันวาคม 2553 โดยมี อี มินซูและคิมลีนา ซึ่งเคยได้แต่งเพลงฮิตก่อนหน้านี้คือเพลง "Nagging" ก็ได้มาช่วยโปรดิวในเพลง "좋은 날" ("Good Day") ไอยูได้รับรางวัลติดต่อกัน 3 รางวัลจาก SBS Inkigayo Mutizen Awards สำหรับการแสดงเพลงนี้(ในวันที่ 18 ธันวาคมและ 26 ธันวาคม 2553 และวันที่ 2 มกราคม 2554) 3 รางวัลจาก KBS Music Bank K-Chart (ในวันที่ 24 ธันวาคมและ 31 ธันวาคม 2553 และวันที่ 7 มกราคม 2554) และ 1 รางวัลจาก Mnet M!Countdown ในวันที่ 23 ธันวามคม 25532554 ความนิยมที่เพิ่มมากขึ้น, อัลบั้ม Real+ และ Last Fantasy 2554 ความนิยมที่เพิ่มมากขึ้น, อัลบั้ม Real+ และ Last Fantasy. ไอยูมักจะร้องคัฟเวอร์เพลงของศิลปินอื่น ๆ เสมอ ๆ กับกีตาร์คู่ใจของเธอ จากเพลงที่มีชื่อเสียงเช่น "Juliette" ของ ชายนี,"Lies" ของ วงบิ๊กแบง,"Sorry, Sorry" ของ ซูเปอร์จูเนียร์และ จี ของวง เกิลส์เจเนอเรชัน Soribada เว็บไซต์ที่ให้บริการเพลงออนไลน์ได้รวมมิวสิกดาวน์โหลดและตรีมจากวันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 20 มีนาคม 2554 โดยเพลงของไอยู "Good Day" เป็นเพลงที่ได้อันดับ 1 ในไตรมาสแรก และเพลงของเธอ "Someday" เพลงประกอบซีรียส์ทางช่อง KBS เรื่อง Dream High และเพลงบัลลาดของเธอ "The Story Only I Didn't Know" อยู่อันดับที่ 4 และอันดับที่ 7 โดยตามลำดับ แสดงว่าเพลงของไอยูติดผังถึง 3 เพลงจาก 10 เพลงในเพลงดิจิตอลในไตรมาสแรก เพลงที่เธอแต่งเองเพลงแรก "Dreaming" ที่ได้ใช้ในซีรียส์เรื่อง "Dream High" แต่เพลงนี้ก็ไม่ได้ออกมาอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 18 มิถุนายน 2554 ไอยูได้จัดแฟนมีตติ้งขึ้นอย่างเป็นทางการและจัดมินิคอนเสริตขึ้นที่ AX-Korea ซึ่งครบรอบ 1004 วันนับแต่วันที่เธอเปิดตัว ไอยูยังได้ร้องเพลงที่เธอแต่งเองซึ่งเป็นเพลงประกอบซีรียส์เรื่อง The Greatest Love ในเพลง "Hold my Hand" ในวันที่ 29 พฤศจิกายน 2554 ไอยูได้ออก Full length album ของเธอชื่ออัลบัมว่า Last Fantasy และได้เพลงของเธอได้ all-kill (การที่เพลงติดลำดับพร้อมกันในวันเดียวกันทุก 5 ผังหลักเกาหลีใต้) เช่นเดียวกับทั้ง 13 เพลงของเธอพากันกวาดขึ้นผังเพลงเกือบทุกผังอย่างทันที ซึ่งรายชื่อเพลงได้เปิดเผยในวันที่ 22 พฤศจิกายน 25542555: เปิดตัวที่ญี่ปุ่นและผลงานเพลง Spring of a Twenty Year Old 2555: เปิดตัวที่ญี่ปุ่นและผลงานเพลง Spring of a Twenty Year Old. ในวันที่ 24 มกราคม 2555 ไอยูได้จัดงานโชว์เคสสดที่ Tokyo's Bunkamura Orchard Hall ในวันที่ 1 มีนาคม 2555 เธอได้ออกวิดีโอโปรโมต (PV) ของเพลง "Good Day" ในเวอร์ชันภาษาญี่ปุ่น ซึ่งเป็นเพลงในอัลบัมภาษาญี่ปุ่นของเธอ ในอัลบัมประกอบไปด้วย DVD จากงานโชว์เคสของเธอ และได้ออกมาในวันที่ 21 มีนาคม 2555 ในช่วงต้นเดือนเมษายน 2555 ไปยูได้ประกาศว่าจะจัดงานทัวร์เดี่ยวคอนเสริตของเธอซึ่งมีชื่อว่า "Real Fantasy" โดยจะเริ่มในเดือนมิถุนายน โดยการทัวร์นี้จะจัดแสดงใน 6 เมืองทั่วทั้งเกาหลีใต้ประกอบไปด้วยโซล และปูซาน ในวันที่ 7 เมษายน 2555 ไอยูได้เข้าร่วมคอนเสริต 2012 Korean Music Wave in Bangkok โดยในคอนเสริตนี้ ไอยูได้ร่วมดูเอทกับแทมิน จากวง ชายนี ไอยูจะออกซิงเกิลอัลบั้มใหม่ "Spring at the Age of Twenty" ("수무살의 봄") ในวันที่ 11 พฤษภาคม 2555 โดยในอัลบั้มนี้จะมีทั้งหมด 3 เพลง ซึ่งมีหนึ่งเพลงที่ไอยูได้แต่งเอง ในเพลง "Peach" ("복숭아") ได้ออกเป็นดิจิทัลซิงเกิ้ลในวันที่ 4 พฤษภาคม 2555 มิวสิกวิดีโอแนวสารคดีซึ่งมีความยาวเกือบ 27 นาทีนั้นได้ออกมาพร้อม ๆ กับอัลบั้ม ในภาพยนตร์เพลงสั้น 'Spring of a Twenty Year Old' ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับการสัมภาษณ์เรื่องราวต่าง ๆ ของเธอสลับกับภาพการเตรียมงานและถ่ายทำโปสเตอร์คอนเสิร์ตเดี่ยวของเธอในสตูดิโอแห่งหนึ่ง โดยมิวสิกวิดีโอตัวนี้มีลักษณะเป็นการถ่ายทำชีวิตประจำวันของเธอขณะที่เธอไปเวนิส ประเทศอิตาลี ไอยูออกซิงเกิลญี่ปุ่น You & I วันที่ 18 กรกฎาคม 2555 โดยซิงเกิลนี้เป็นซิงเกิลญี่ปุ่นที่ 2 ของเธอต่อจากเพลง Good Day ในเดือน ธันวาคม 2555 ต้นสังกัดของไอยู LOEN Entertainment ได้ประกาศว่าไอยูจะมีผลงานเพลงในปี 2556 ซึ่งเป็นที่คาดกันว่าจะเป็นผลงานเพลงที่โตขึ้นของไอยู ซึ่งตรงกันข้ามกับภาพลักษณ์ "น้องสาวคนเล็กของคนเกาหลี" ซึ่งถือเป็นภาพลักษณ์ที่แสดงออกมาในอัลบัมก่อนของเธอ ซึ่งผลงานเพลงจะออกมาประมาณเดือนมีนาคมหรือเมษายน2556: ซีรีส์ You're the Best, Lee Soon-shinและ Pretty Man อัลบั้ม Modern Times 2556: ซีรีส์ You're the Best, Lee Soon-shinและ Pretty Man อัลบั้ม Modern Times. ไอยูได้แสดงซีรีส์สุดสัปดาห์เรื่อง You're the Best, Lee Soon-shin ซึ่งออกอากาศตั้งแต่วันที่ 9 มีนาคม ถึงวันที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2556 ทางช่องเคบีเอส2 มีการประกาศว่าไอยูจะมีการแสดงคอนเสริตที่สิงคโปร์เป็นครั้งแรกนับแต่เปิดตัวในคอนเสริต 2013 MBC Korean Music Wave ในสิงคโปร์ และยังประกอบไปด้วย ชายนีย์, เอ็กโซ, 2พีเอ็ม, 2เอเอ็ม, เอฟ.ที. ไอซ์แลนด์, บีวันเอโฟร์, ทีนทอป, บี.เอ.พี, คารา, ซิสตาร์, มิสเอ และ โฟร์มินิต พร้อมด้วย "ซุปเปอร์สตาร์ลับ" ซึ่งจะมาเป็นผู้ดำเนินรายการในคืนนั้น แต่อย่างไรก็ตามคอนเสริตในครั้งนี้ก็ได้ยกเลิกไปก่อนที่จะถึงกำหนดการจัดเพียง 10 วัน ในวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2556 โลเอ็นเอ็นเตอร์เทนเมนท์ได้เปิดเผยภาพทีเซอร์ 2 ภาพสำหรับอัลบั้มเต็ม อัลบั้มที่ 3 Modern Times ซึ่งประกอบไปด้วยเพลงหลากหลายประเภท เช่น แจ๊ส, บอสซา โนวา, สวิงและละตินป๊อป ซึ่งอัลบัมเต็มได้ถูกปล่อยออกมาในวันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ 2556 และเพลงในอัลบัมได้ทะยานสู่อันดับต้น ๆ ในชาร์ตและรายการเพลง ไอยูได้แสดงซีรีส์วันพุธ-พฤหัสบดี เรื่องPretty Man ซึ่งออกอากาศตั้งแต่วันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ 2556 ถึงวันที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2557 โดยออกอากาศทางช่องเคบีเอส2 โดยไอยูได้ยืนยันว่าได้แสดงซีรีส์เรื่องนี้ในวันที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2556 โดยรับบทเป็น คิม โบ-ทง รีเพกเกจของอัลบั้ม Modern Times โดยเพิ่มเติม 2 เพลง ("Friday", and "Crayon") ได้ปล่อยออกมาวันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2556 โดยเธอเป็นผู้แต่งเพลง "Friday" ด้วยตัวเอง เพลงนี้ทะยานขึ้นสู่ชาร์ตเพลงของเกาหลีใต้ โดยเป็นการ All-kill ครั้งที่สองในรอบปีของเธอ โดยเพลงแรกที่เธอทำได้ในปีนี้คือเพลง 'The Red Shoes' ในเดือนตุลาคม และเพลง Friday ยังขึ้นสู่อันดับหนึ่งในรายการดนตรีสามรายการหลักของเกาหลีด้วยโดยที่ไม่มีการแสดงสดใด ๆ เลย2557: งานโชว์เคสที่ฮ่องกง, มินิอัลบัม A Flower Bookmark, ความร่วมมือทางดนตรี 2557: งานโชว์เคสที่ฮ่องกง, มินิอัลบัม A Flower Bookmark, ความร่วมมือทางดนตรี. ภายหลังจากการปรากฏตัวครั้งแรกของเธอที่ฮ่องกงเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2555 ในงาน มิวสิคแบงก์อินฮ่องกง โดยได้แสดงคอนเสริตร่วมกับศิลปินเค-ป็อปวงอื่น ๆ ต่อมาเธอได้มีงานโชว์เคสในชื่อ โมเดิร์นไทม์โชว์เคส ที่ฮ่องกงเมื่อวันที่ 23 มีนาคม เธอยังมีความร่วมมือทางดนตรีกับวงดนตรีหน้าใหม่ ไฮโฟว์ ในเพลง "Not Spring, Love, or Cherry Blossoms" ซึ่งได้ปล่อยเพลงในวันที่ 8 เมษายน โดยเพลงขึ้นสู่อันดับ 1 เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม ใน บิลบอร์ด เค-ป็อป ชาร์ต ทำให้ไอยูได้เป็น บิลบอร์ด เค-ป็อป ออฟิเชียล ตลอดกาล อันดับ 1 โดยมี 5 เพลงที่ได้อันดับ 1 ของบิลบอร์ดชาร์ต และนับตั้งแต่บิลบอร์ดเค-ป็อป เป็นที่รู้จักครั้งแรกในเดือน กันยายน พ.ศ. 2554 เพลงของไอยูก็ติดอันดับ 1 นานที่สุดถึง 14 สัปดาห์ วันที่ 4 พฤษภาคม คริสโคเวอร์ ได้เพิ่มไอยูเข้าไปเป็นหนึ่งในช่องสรีมมิ่งของพวกเขาที่อุทิศให้ ในวันที่ 16 พฤษภาคม ไอยูได้ปล่อยอัลบั้ม A Flower Bookmark ได้นำเพลงเกาหลีเก่า ๆ 7 เพลงกลับมาทำใหม่ และภายหลังจากนั้นก็ได้จัดคอนเสริตเล็ก ๆ ที่มีชื่อว่า "Just One Step... That Much More" ที่ แมรีฮออล์ มหาวิทยาลัยซอกัง ระหว่างวันที่ 22 พฤษภาคม ถึงวันที่ 1 มิถุนายน เพลง "My Old Story" ได้สถานะ ออลคิล 3 วันภายหลังอัลบั้มได้ปล่อยออกมา ในวันที่ 1 กรกฎาคม เพลงดิจิทัลซิงเกิล "Summer Love" ที่ร้องโดย อูลาล่า เซสชั่นกับไอยู ได้ปล่อยออกมา การปล่อยเพลงได้ล่าช้าออกไปจนกระทั่งปัจจุบันเนื่องจากลีดเดอร์ของวงอูลาล่าเซสชั่นได้เสียชีวิตภายหลังจากที่ได้บันทึกเพลงในปี พ.ศ. 2555 ภายหลังจากนั้นไอยูได้ฟิชเชอร์ริงเพลง "Sing For Me" ในอัลบัมที่ 8 ของวง จี.โอ.ดี. ซึ่งได้ปล่อยออกมาเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม ในวันที่ 9 สิงหาคม ไอยูได้ทำการแสดงครั้งแรกในประเทศสหรัฐอเมริกา ในงาน KCON 2014 ที่จัดขึ้นที่นครลอสแอนเจลิส ในงานได้มีศิลปินเค-ป็อป มี 9 กลุ่มได้มาทำการแสดง และได้ออกอากาศในเกาหลีเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม ทางช่องเอ็มเน็ตในรายการพิเศษ "M! Countdown 2 Nights in L.A." ทั้งเธอยังได้ให้สัมภาษณ์กับบิลบอร์ดที่หลังเวทีด้วย ในวันที่ 2 ตุลาคม ไอยูได้ปล่อยซิงเกิล "Sogyeokdong" ในเวอร์ชันของเธอ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือทางดนตรีร่วมกับ ซอแทจี ในวันที่ 31 ตุลาคม ไอยูได้ร่วมกับศิลปินร่วมค่าย ยุน ฮย็อน-ซัง สำหรับเพลงและมิวสิควีดิโอเปิดตัวในเพลง "When Would It Be"2558: ซีรีส์เรื่อง The Producers, รายการ Infinite Challenge Music Festival, มินิอัลบัม Chat-Shire 2558: ซีรีส์เรื่อง The Producers, รายการ Infinite Challenge Music Festival, มินิอัลบัม Chat-Shire. ในวันที่ 9 มิถุนายน ได้รับการยืนยันว่า ไอยูจะเข้าร่วมเป็นหนึ่งในนักแสดงนำหญิงเรื่อง The Producers ทางช่องเคบีเอส2 โดยเธอรับบทเป็นนักร้องสาวที่มีชื่อเสียง ในวันที่ 17 พฤษภาคม ไอยูได้ปล่อยเพลง "Heart" ที่เธอแต่งขึ้นเอง เป็นของขวัญให้แก่แฟนคลับ ซึ่งครองอันดับหนึ่งของทุกชาร์ตเพลงในวันต่อมา โดยเพลงนี้ถูกเปิดเผยครั้งแรกในละครเรื่อง The Producers อย่างไรก็ตาม เพลงนี้ไม่ได้ถูกรวมอยู่ในอัลบั้มเพลงประกอบละครเรื่องนี้ แต่ภายหลังเพลงนี้ได้ถูกเพิ่มในอัลบั้ม special edition ในฐานะ special track ในวันที่ 4 กรกฎาคม ได้รับการยืนยันว่า ไอยูจะเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของรายการ Infinite Challenge 2015 Music Festival โดยเธอได้ร่วมทำงานเพลงสำหรับรายการกับ ปาร์ค มยองซู ซึ่งคอนเซปต์ของเพลงนี้ได้แรงบันดาลใจจากภาพยนตร์เรื่อง Léon: The Professional (ลีออง เพชฌฆาตมหากาฬ) โดยเพลงนี้มีชื่อว่า "Leon" ในวันที่ 22 สิงหาคม เพลง "Leon" ถูกปล่อยออกมาพร้อมกับเพลงอื่น ๆ ในรายการ Infinite Challenge 2015 Music Festival โดย วันที่ 24 สิงหาคม เพลง "Leon" สามารถครองอันดับ 1 ทุกชาร์ตเพลงของประเทศเกาหลีใต้ ในวันที่ 12 ตุลาคม มีการประกาศว่า ไอยูจะปล่อยอัลบั้มใหม่ "Chat-Shire" ในวันที่ 23 ตุลาคม ซึ่งเธอมีส่วนช่วยในอัลบั้มนี้ด้วย และสามารถครองอันดับหนึ่งของทุกชาร์ตเพลงในเกาหลีใต้ ภายในเวลาสองชั่วโมงครึ่งผลงานส่งเสริมผลิตภัณฑ์ และกิจกรรมอื่น ๆผลงานส่งเสริมผลิตภัณฑ์ ผลงานส่งเสริมผลิตภัณฑ์ และกิจกรรมอื่น ๆ. ผลงานส่งเสริมผลิตภัณฑ์. ไอยูได้ทำสัญญากับสินค้าหลายตัว รวมทั้ง ในปี 2554 ไอยูได้เป็นพรีเซ็นเตอร์ให้กับแบรนด์เสื้อผ้ายี่ห้อ UNIONBAY (คู่กับ ซอ อินกุก),MyChew candy และเกมแนวแอ๊คชั่นขี่ม้า เกม The Story of My Horse and I, Alicia ในปี 2554 ไอยูได้รับเลือกให้เป็นนางแบบโฆษณาคนต่อไปของ 'Mexicana Chicken' และซัมซุง ยังได้เลือกไอยูให้เป็นนางแบบของ Samsung Anycall ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ทำสัญญากับดาราดังมากมาย เช่น ลี ฮโยริ,โบอาและจุนกิ โดยได้กล่าวว่า "เราเชื่อว่าไอยูมีศักยภาพที่จะสร้างบิ๊กแบงภายในอุตสาหกรรมนี้ได้ ในปีเดียวกัน ไอยูได้ทำสัญญากับ SK Telecom, Namyang Dairy, S-Oil, Home Plus, Y'SB, Le Coq Sportif, ชุดเครื่องแบบนักเรียน Elite และได้รับเลือกให้เป็นทูตของ Yeosu Expo Korea 2012 ในปี 2555 ไอยูได้รับเลือกให้เป็นพรีเซ็นเตอร์ของ G by Guess และผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง The Saemเช่นกัน ในวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2555 ไอยูได้ทำสัญญากับบริษัทเกม ในวีดีโอเกม NCsoft's Aion: The Tower of Eternityกิจกรรมอื่น ๆ กิจกรรมอื่น ๆ. ในเดือนสิงหาคม 2552 ไอดูได้เป็นพิธีกรในรายการใหม่ Gom Music Chart ของ GomTV เป็นรายการประจำสัปดาห์ที่ให้พลเมืองเน็ตชาวเกาหลีใต้ได้โหวตเพลงที่ตนชอบบนผัง ชั่วเวลาหนึ่งไอยูก็ได้เป็นแขกรับเชิญประจำใน Super Junior's Kiss the Radio, Maybee's Raise the Volume, และ Starry Night ของช่อง MBC (พัก คยุง-ลิม และ ชินยอง เป็นพิธีกร) และ Chin Chin Radio (แทยอน เป็นพิธีกร) ภายหลังจากการออกไปของแทยอน ไอยูได้รับเลือกให้เป็นดีเจชั่วคราวสองสัปดาห์ร่วมกับ ดูจุน แห่งวง บีสท์ ปัจจุบันนี้ไอยูเป็นวีเจของ MBC Game's Star for You ในเดือนตุลาคมและพฤศจิกายน 2553 ไอยูได้เข้าสู่การแข่งขันในซีซั่นสองของรายการ GomTV's Starcraft 2 Global StarLeague ไอยูยังเป็นหนึ่งใน 12 สมาชิกหญิงดั้งเดิมที่เลือกในรายการวาไรตี้ของช่อง SBS ในรายการ Heroes ไอยูได้เริ่มต้นในการแสดงซีรียส์โดยแสดงเป็น คิม พิลซุก ในซีรียส์วัยรุ่นทางช่อง KBS 2 เรื่อง ดรีมไฮท์ ในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2554 ได้มีการประกาศว่าไอยูได้เป็นแขกรับเชิญในคอนเสริตให้กับนักร้องเพลงแจ๊สร่วมสมัยและนักดนตรีแนวเพลงโซลชาวอังกฤษคอริน ไบลีย์ เร ระหว่างคอนเสริต 1st Korean และไอยูยังได้มีส่วนสำคัญในมิวสิกวิดีโอของ K-Will ในเพลง "My Heart is Beating" พร้อมด้วย จีจุน จากวง MBLAQ และ โน มินวู จากวง Boyfriend ระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงกรกฎาคม 2554 ไอยูได้เข้าร่วมรายการ Kiss & Cry ทางช่อง SBS ที่ซึ่งนักร้องได้แสดงความสามารถทางด้านไอซ์สเกต อย่างไรก็ตามไอยูก็ตกรอบตั้งแต่ตอนที่ 8 ไอยูได้ไปแสดงคอนเสริตที่ 2011 GSL Blizzard Cup ในรอบชิงชนะเลิศกับเพลง "Good Day" และ "You and I" ซึ่งไม่ใช่ครั้งแรกที่ไอยูสีส่วนร่วมใน GSL ซึ่งเธอได้แสดงคอนเสริตในพิธีเปิดของฤดูกาลก่อนด้วยเช่นกัน ในวันที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2555 ไอยูพร้อมด้วย ยิม ซีวานและฮวาง ควางฮีได้ร่วมแสดงในโฆษณาของซัมซุง ในโฆษณาโทรศัพท์มือถือรุ่น 'Wave 3' ซึ่งเป็นภาพยนตร์โฆษณา 3 ตอนในชื่อ '20, the start of the Wave' ซึ่งแนะนำแอพและเครื่องมือสำหรับเครื่อง 'Wave 3' ในวันที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2556 ได้มีการยืนยันว่าไอยูจะเป็นหนึ่งในนักแสดงนำของซีรียส์ทางช่อง เคบีเอส 2 เรื่อง You're the Best, Lee Soon-shin โดยแสดงเป็นหญิงสาวที่ดูเหมือนว่าจะเป็นคนโชคร้าย ผู้ซึ่งยังคงมีความกล้าหาญและเจิดจ้า โดยได้เริ่มถ่ายทำในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์และออกอากาศตอนแรกในวันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2556ผลงานเพลงผลงานเพลงภาษาเกาหลีผลงานเพลง. ผลงานเพลงภาษาเกาหลี. - สตูดิโออัลบั้ม - 2552 : Growing Up - 2554 : Last Fantasy - 2556 : Modern Times - 2560 : Palette- รีแพ็คเกจอัลบั้ม - 2556 : Modern Times - Epilogue- มินิอัลบั้ม - 2551 : Lost and Found - 2552 : IU...IM - 2553 : Real - 2554 : Real+ - 2555 : Spring of a Twenty Year Old - 2557 : A Flower Bookmark - 2558 : CHAT-SHIREผลงานเพลงญี่ปุ่นผลงานเพลงญี่ปุ่น. - มินิอัลบั้ม - 2554 : I□U - 2556 : Can You Hear Me?- ซิงเกิล - 2555 : Good Day - 2555 : You & I - 2556 : Monday Afternoonคอนเสิร์ตคอนเสิร์ต. - Dream Concert (2554)คอนเสิร์ตเดี่ยวคอนเสิร์ตเดี่ยว. - Real Fantasy (2555) - Modern Times (2556) - Just One Step... That Much More (2557)ผลงานทางโทรทัศน์รางวัลMnet Asian Music Awardsรายการเพลง รายการเพลง. ไอยูได้เป็นผู้ชนะหลายครั้งในรายการเพลง เช่นรายการ Inkigayo ซึ่งออกอากาศช่อง SBS, M! Countdown ในช่องเคเบิลของเกาหลี M.net,และ and Music Bank ของสถานี KBS, Show Champion ของช่อง MBC Music และ Music on Top ในช่องเคเบิลของเกาหลี jTBC.Music BankInkigayoM! CountdownMusic On TopShow ChampionShow! Music Coreในสื่ออื่น ๆ ในสื่ออื่น ๆ. ในเดือนธันวาคม 2554 บริษัท LOEN Entertainment ได้ร่วมมือกับ dooub, Inc. ได้ออกเกม ไอโอเอส เวอร์ชัน IU SHAKE
| ไอยู เป็นนักร้องหญิงชาวเกาหลีใต้ มีชื่อจริงว่าอะไร | {
"answer": [
"อี จี-อึน"
],
"answer_begin_position": [
84
],
"answer_end_position": [
93
]
} |
2,578 | 444,358 | ไอยู อี จี-อึน (; ; เกิด 16 พฤษภาคม 2536) ชื่อในการแสดงว่า ไอยู (아이유; IU) เป็นชาวเกาหลีใต้ซึ่งเป็นนักร้อง นักแต่งเพลง นักแสดง นักกีตาร์ นักลีลาศและพิธีกรรายการโทรทัศน์ ชื่อ "ไอยู" นั้นเอามาจากภาษาอังกฤษว่า "ไอแอนด์ยู" (I and You) แปลว่า ฉันและเธอ สื่อความหมายว่า ทุกคนสามารถเป็นหนึ่งได้ด้วยบทเพลงประวัติ2551: เปิดตัว ประวัติ. 2551: เปิดตัว. ไอยู เปิดตัววันที่ 18 กันยายน 2551 ในรายการเพลงของเกาหลีคือ M! Countdown ในวันที่ 24 กันยายนเธอได้ออกมินิอัลบัมแรกของเธอคือ Lost and Found ซึ่งมีเพลงที่มีชื่อเสียงอยู่ในอัลบัมนี้คือเพลง "Missing Child" อย่างไรก็ตามอัลบัมนี้ไม่ค่อยประสบความสำเร็จทางด้านการค้า จนกระทั่งอัลบัมหลัง ๆ ของเธอจึงประสบความสำเร็จจากการเริ่มเจาะเพลงกระแสหลัก2552: สตูดิโออัลบั้มแรกและการประสบความสำเร็จในเส้นทางหลักรวมทั้งกิจกรรมอื่น ๆ 2552: สตูดิโออัลบั้มแรกและการประสบความสำเร็จในเส้นทางหลักรวมทั้งกิจกรรมอื่น ๆ. วันที่ 16 เมษายน 2552 ไอยูได้ออกอัลบัมแรกของเธอชื่ออัลบัม Growing Up พร้อมกับเพลงโปรโมตนำเพลง Boo ภายในระยะเวลา 3 สัปดาห์ Boo ก้าวขึ้น #1 ใน SBS Inkigayo ชื่อของเธอได้รับการเสนอขึ้นไปในช่วง Take 7 ร่วมกับศิลปินที่มีชื่อเสียงหลายคน เช่น เอสจี วานนาบี และ ยุนฮา และเพลงนี้ก็ยังทำได้ดีใน KBS Music Bank K-Chart,ใน Mnet M!Countdown ผัง,และตามผังต่าง ๆ ของเพลงออนไลน์ ในปี 2552 ไอยูได้ร้องเพลงประกอบละครตอนจบคือเพลง "Araro" ของซีรียส์ทางช่อง MBC เรื่อง ซอนต็อก มหาราชินีสามแผ่นดิน ที่ที่เธอได้รับคำแนะนำจาก ซัม คิม ผู้อำนวยการ โดยกล่าวถึงเธอว่า "มีน้ำเสียงที่ชัดเจนและเข้าถึงความรู้สึก" และเธอยังได้ร่วม Featuring กับกลุ่มศิลปินไมตี้เมาท์ในอัลบั้ม Love Class ในเพลง "희망사항" ในปลายปี 2552 ไอยูได้ร่วมบันทึกเพลงกับศิลปิน เอ็มซี มง ในเพลง "Love Letter For You (Neoyege Sseuneun Pyeonji)" featuring คีย์ จากวงชายนี่ในฐานะแรปเปอร์ในเพลง2553: ร้องเพลง Nagging ใน We Got Married และ มินิอัลบัมที่ 3 2553: ร้องเพลง Nagging ใน We Got Married และ มินิอัลบัมที่ 3. ไอยูได้บันทึกเพลง "잔소리" (Nagging / Scolded) ร่วมกับ ซึลองแห่งวง ทูเอเอ็ม ซึ่งใช้ในการประกอบรายการทีวีโชว์ มาแต่งงานกันเถอะ ในวันที่ 27 มิถุนายน 2553 ไอยูได้รับรางวัลเป็นครั้งแรกตั้งแต่เธอเปิดตัว จากเพลง "Nagging" ในรายการ SBS Inkigayo ในวันที่ 2 กรกฎาคม 2553 เธอได้รับรางวัลจากเพลงนี้อีกในรายการ KBS Music Bank K-Chart หลังจากนั้นอีกไม่นานไอยูได้ตัดสินใจที่จะร้องเพลงประกอบซีรียส์เรื่อง Road No.1 ของช่อง MBC ในเพลง "여자라서" (Because I'm A Woman) ไอยูยังได้ร่วมดูเอทกับศิลปินมากมาย ประกอบด้วยดูเอทร่วมกับ ยู ซึงโฮ ในเพลง "사랑을 믿어요" (Believe in Love),ซอง คิยอง ในเพลง "그대네요" (It's You)และซึง รี จากวงบิ๊กแบง กับเพลง "I Know" ไอยูได้ร่วมทำงานกับนักดนตรีและโปรดิวเซอร์ที่มีชื่อเสียงหลายคนของเกาหลีใต้ในมินิอัลบัมที่ 3 ของเธอ REAL ซึ่งได้ออกมาในเดือนธันวาคม 2553 โดยมี อี มินซูและคิมลีนา ซึ่งเคยได้แต่งเพลงฮิตก่อนหน้านี้คือเพลง "Nagging" ก็ได้มาช่วยโปรดิวในเพลง "좋은 날" ("Good Day") ไอยูได้รับรางวัลติดต่อกัน 3 รางวัลจาก SBS Inkigayo Mutizen Awards สำหรับการแสดงเพลงนี้(ในวันที่ 18 ธันวาคมและ 26 ธันวาคม 2553 และวันที่ 2 มกราคม 2554) 3 รางวัลจาก KBS Music Bank K-Chart (ในวันที่ 24 ธันวาคมและ 31 ธันวาคม 2553 และวันที่ 7 มกราคม 2554) และ 1 รางวัลจาก Mnet M!Countdown ในวันที่ 23 ธันวามคม 25532554 ความนิยมที่เพิ่มมากขึ้น, อัลบั้ม Real+ และ Last Fantasy 2554 ความนิยมที่เพิ่มมากขึ้น, อัลบั้ม Real+ และ Last Fantasy. ไอยูมักจะร้องคัฟเวอร์เพลงของศิลปินอื่น ๆ เสมอ ๆ กับกีตาร์คู่ใจของเธอ จากเพลงที่มีชื่อเสียงเช่น "Juliette" ของ ชายนี,"Lies" ของ วงบิ๊กแบง,"Sorry, Sorry" ของ ซูเปอร์จูเนียร์และ จี ของวง เกิลส์เจเนอเรชัน Soribada เว็บไซต์ที่ให้บริการเพลงออนไลน์ได้รวมมิวสิกดาวน์โหลดและตรีมจากวันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 20 มีนาคม 2554 โดยเพลงของไอยู "Good Day" เป็นเพลงที่ได้อันดับ 1 ในไตรมาสแรก และเพลงของเธอ "Someday" เพลงประกอบซีรียส์ทางช่อง KBS เรื่อง Dream High และเพลงบัลลาดของเธอ "The Story Only I Didn't Know" อยู่อันดับที่ 4 และอันดับที่ 7 โดยตามลำดับ แสดงว่าเพลงของไอยูติดผังถึง 3 เพลงจาก 10 เพลงในเพลงดิจิตอลในไตรมาสแรก เพลงที่เธอแต่งเองเพลงแรก "Dreaming" ที่ได้ใช้ในซีรียส์เรื่อง "Dream High" แต่เพลงนี้ก็ไม่ได้ออกมาอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 18 มิถุนายน 2554 ไอยูได้จัดแฟนมีตติ้งขึ้นอย่างเป็นทางการและจัดมินิคอนเสริตขึ้นที่ AX-Korea ซึ่งครบรอบ 1004 วันนับแต่วันที่เธอเปิดตัว ไอยูยังได้ร้องเพลงที่เธอแต่งเองซึ่งเป็นเพลงประกอบซีรียส์เรื่อง The Greatest Love ในเพลง "Hold my Hand" ในวันที่ 29 พฤศจิกายน 2554 ไอยูได้ออก Full length album ของเธอชื่ออัลบัมว่า Last Fantasy และได้เพลงของเธอได้ all-kill (การที่เพลงติดลำดับพร้อมกันในวันเดียวกันทุก 5 ผังหลักเกาหลีใต้) เช่นเดียวกับทั้ง 13 เพลงของเธอพากันกวาดขึ้นผังเพลงเกือบทุกผังอย่างทันที ซึ่งรายชื่อเพลงได้เปิดเผยในวันที่ 22 พฤศจิกายน 25542555: เปิดตัวที่ญี่ปุ่นและผลงานเพลง Spring of a Twenty Year Old 2555: เปิดตัวที่ญี่ปุ่นและผลงานเพลง Spring of a Twenty Year Old. ในวันที่ 24 มกราคม 2555 ไอยูได้จัดงานโชว์เคสสดที่ Tokyo's Bunkamura Orchard Hall ในวันที่ 1 มีนาคม 2555 เธอได้ออกวิดีโอโปรโมต (PV) ของเพลง "Good Day" ในเวอร์ชันภาษาญี่ปุ่น ซึ่งเป็นเพลงในอัลบัมภาษาญี่ปุ่นของเธอ ในอัลบัมประกอบไปด้วย DVD จากงานโชว์เคสของเธอ และได้ออกมาในวันที่ 21 มีนาคม 2555 ในช่วงต้นเดือนเมษายน 2555 ไปยูได้ประกาศว่าจะจัดงานทัวร์เดี่ยวคอนเสริตของเธอซึ่งมีชื่อว่า "Real Fantasy" โดยจะเริ่มในเดือนมิถุนายน โดยการทัวร์นี้จะจัดแสดงใน 6 เมืองทั่วทั้งเกาหลีใต้ประกอบไปด้วยโซล และปูซาน ในวันที่ 7 เมษายน 2555 ไอยูได้เข้าร่วมคอนเสริต 2012 Korean Music Wave in Bangkok โดยในคอนเสริตนี้ ไอยูได้ร่วมดูเอทกับแทมิน จากวง ชายนี ไอยูจะออกซิงเกิลอัลบั้มใหม่ "Spring at the Age of Twenty" ("수무살의 봄") ในวันที่ 11 พฤษภาคม 2555 โดยในอัลบั้มนี้จะมีทั้งหมด 3 เพลง ซึ่งมีหนึ่งเพลงที่ไอยูได้แต่งเอง ในเพลง "Peach" ("복숭아") ได้ออกเป็นดิจิทัลซิงเกิ้ลในวันที่ 4 พฤษภาคม 2555 มิวสิกวิดีโอแนวสารคดีซึ่งมีความยาวเกือบ 27 นาทีนั้นได้ออกมาพร้อม ๆ กับอัลบั้ม ในภาพยนตร์เพลงสั้น 'Spring of a Twenty Year Old' ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับการสัมภาษณ์เรื่องราวต่าง ๆ ของเธอสลับกับภาพการเตรียมงานและถ่ายทำโปสเตอร์คอนเสิร์ตเดี่ยวของเธอในสตูดิโอแห่งหนึ่ง โดยมิวสิกวิดีโอตัวนี้มีลักษณะเป็นการถ่ายทำชีวิตประจำวันของเธอขณะที่เธอไปเวนิส ประเทศอิตาลี ไอยูออกซิงเกิลญี่ปุ่น You & I วันที่ 18 กรกฎาคม 2555 โดยซิงเกิลนี้เป็นซิงเกิลญี่ปุ่นที่ 2 ของเธอต่อจากเพลง Good Day ในเดือน ธันวาคม 2555 ต้นสังกัดของไอยู LOEN Entertainment ได้ประกาศว่าไอยูจะมีผลงานเพลงในปี 2556 ซึ่งเป็นที่คาดกันว่าจะเป็นผลงานเพลงที่โตขึ้นของไอยู ซึ่งตรงกันข้ามกับภาพลักษณ์ "น้องสาวคนเล็กของคนเกาหลี" ซึ่งถือเป็นภาพลักษณ์ที่แสดงออกมาในอัลบัมก่อนของเธอ ซึ่งผลงานเพลงจะออกมาประมาณเดือนมีนาคมหรือเมษายน2556: ซีรีส์ You're the Best, Lee Soon-shinและ Pretty Man อัลบั้ม Modern Times 2556: ซีรีส์ You're the Best, Lee Soon-shinและ Pretty Man อัลบั้ม Modern Times. ไอยูได้แสดงซีรีส์สุดสัปดาห์เรื่อง You're the Best, Lee Soon-shin ซึ่งออกอากาศตั้งแต่วันที่ 9 มีนาคม ถึงวันที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2556 ทางช่องเคบีเอส2 มีการประกาศว่าไอยูจะมีการแสดงคอนเสริตที่สิงคโปร์เป็นครั้งแรกนับแต่เปิดตัวในคอนเสริต 2013 MBC Korean Music Wave ในสิงคโปร์ และยังประกอบไปด้วย ชายนีย์, เอ็กโซ, 2พีเอ็ม, 2เอเอ็ม, เอฟ.ที. ไอซ์แลนด์, บีวันเอโฟร์, ทีนทอป, บี.เอ.พี, คารา, ซิสตาร์, มิสเอ และ โฟร์มินิต พร้อมด้วย "ซุปเปอร์สตาร์ลับ" ซึ่งจะมาเป็นผู้ดำเนินรายการในคืนนั้น แต่อย่างไรก็ตามคอนเสริตในครั้งนี้ก็ได้ยกเลิกไปก่อนที่จะถึงกำหนดการจัดเพียง 10 วัน ในวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2556 โลเอ็นเอ็นเตอร์เทนเมนท์ได้เปิดเผยภาพทีเซอร์ 2 ภาพสำหรับอัลบั้มเต็ม อัลบั้มที่ 3 Modern Times ซึ่งประกอบไปด้วยเพลงหลากหลายประเภท เช่น แจ๊ส, บอสซา โนวา, สวิงและละตินป๊อป ซึ่งอัลบัมเต็มได้ถูกปล่อยออกมาในวันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ 2556 และเพลงในอัลบัมได้ทะยานสู่อันดับต้น ๆ ในชาร์ตและรายการเพลง ไอยูได้แสดงซีรีส์วันพุธ-พฤหัสบดี เรื่องPretty Man ซึ่งออกอากาศตั้งแต่วันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ 2556 ถึงวันที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2557 โดยออกอากาศทางช่องเคบีเอส2 โดยไอยูได้ยืนยันว่าได้แสดงซีรีส์เรื่องนี้ในวันที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2556 โดยรับบทเป็น คิม โบ-ทง รีเพกเกจของอัลบั้ม Modern Times โดยเพิ่มเติม 2 เพลง ("Friday", and "Crayon") ได้ปล่อยออกมาวันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2556 โดยเธอเป็นผู้แต่งเพลง "Friday" ด้วยตัวเอง เพลงนี้ทะยานขึ้นสู่ชาร์ตเพลงของเกาหลีใต้ โดยเป็นการ All-kill ครั้งที่สองในรอบปีของเธอ โดยเพลงแรกที่เธอทำได้ในปีนี้คือเพลง 'The Red Shoes' ในเดือนตุลาคม และเพลง Friday ยังขึ้นสู่อันดับหนึ่งในรายการดนตรีสามรายการหลักของเกาหลีด้วยโดยที่ไม่มีการแสดงสดใด ๆ เลย2557: งานโชว์เคสที่ฮ่องกง, มินิอัลบัม A Flower Bookmark, ความร่วมมือทางดนตรี 2557: งานโชว์เคสที่ฮ่องกง, มินิอัลบัม A Flower Bookmark, ความร่วมมือทางดนตรี. ภายหลังจากการปรากฏตัวครั้งแรกของเธอที่ฮ่องกงเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2555 ในงาน มิวสิคแบงก์อินฮ่องกง โดยได้แสดงคอนเสริตร่วมกับศิลปินเค-ป็อปวงอื่น ๆ ต่อมาเธอได้มีงานโชว์เคสในชื่อ โมเดิร์นไทม์โชว์เคส ที่ฮ่องกงเมื่อวันที่ 23 มีนาคม เธอยังมีความร่วมมือทางดนตรีกับวงดนตรีหน้าใหม่ ไฮโฟว์ ในเพลง "Not Spring, Love, or Cherry Blossoms" ซึ่งได้ปล่อยเพลงในวันที่ 8 เมษายน โดยเพลงขึ้นสู่อันดับ 1 เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม ใน บิลบอร์ด เค-ป็อป ชาร์ต ทำให้ไอยูได้เป็น บิลบอร์ด เค-ป็อป ออฟิเชียล ตลอดกาล อันดับ 1 โดยมี 5 เพลงที่ได้อันดับ 1 ของบิลบอร์ดชาร์ต และนับตั้งแต่บิลบอร์ดเค-ป็อป เป็นที่รู้จักครั้งแรกในเดือน กันยายน พ.ศ. 2554 เพลงของไอยูก็ติดอันดับ 1 นานที่สุดถึง 14 สัปดาห์ วันที่ 4 พฤษภาคม คริสโคเวอร์ ได้เพิ่มไอยูเข้าไปเป็นหนึ่งในช่องสรีมมิ่งของพวกเขาที่อุทิศให้ ในวันที่ 16 พฤษภาคม ไอยูได้ปล่อยอัลบั้ม A Flower Bookmark ได้นำเพลงเกาหลีเก่า ๆ 7 เพลงกลับมาทำใหม่ และภายหลังจากนั้นก็ได้จัดคอนเสริตเล็ก ๆ ที่มีชื่อว่า "Just One Step... That Much More" ที่ แมรีฮออล์ มหาวิทยาลัยซอกัง ระหว่างวันที่ 22 พฤษภาคม ถึงวันที่ 1 มิถุนายน เพลง "My Old Story" ได้สถานะ ออลคิล 3 วันภายหลังอัลบั้มได้ปล่อยออกมา ในวันที่ 1 กรกฎาคม เพลงดิจิทัลซิงเกิล "Summer Love" ที่ร้องโดย อูลาล่า เซสชั่นกับไอยู ได้ปล่อยออกมา การปล่อยเพลงได้ล่าช้าออกไปจนกระทั่งปัจจุบันเนื่องจากลีดเดอร์ของวงอูลาล่าเซสชั่นได้เสียชีวิตภายหลังจากที่ได้บันทึกเพลงในปี พ.ศ. 2555 ภายหลังจากนั้นไอยูได้ฟิชเชอร์ริงเพลง "Sing For Me" ในอัลบัมที่ 8 ของวง จี.โอ.ดี. ซึ่งได้ปล่อยออกมาเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม ในวันที่ 9 สิงหาคม ไอยูได้ทำการแสดงครั้งแรกในประเทศสหรัฐอเมริกา ในงาน KCON 2014 ที่จัดขึ้นที่นครลอสแอนเจลิส ในงานได้มีศิลปินเค-ป็อป มี 9 กลุ่มได้มาทำการแสดง และได้ออกอากาศในเกาหลีเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม ทางช่องเอ็มเน็ตในรายการพิเศษ "M! Countdown 2 Nights in L.A." ทั้งเธอยังได้ให้สัมภาษณ์กับบิลบอร์ดที่หลังเวทีด้วย ในวันที่ 2 ตุลาคม ไอยูได้ปล่อยซิงเกิล "Sogyeokdong" ในเวอร์ชันของเธอ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือทางดนตรีร่วมกับ ซอแทจี ในวันที่ 31 ตุลาคม ไอยูได้ร่วมกับศิลปินร่วมค่าย ยุน ฮย็อน-ซัง สำหรับเพลงและมิวสิควีดิโอเปิดตัวในเพลง "When Would It Be"2558: ซีรีส์เรื่อง The Producers, รายการ Infinite Challenge Music Festival, มินิอัลบัม Chat-Shire 2558: ซีรีส์เรื่อง The Producers, รายการ Infinite Challenge Music Festival, มินิอัลบัม Chat-Shire. ในวันที่ 9 มิถุนายน ได้รับการยืนยันว่า ไอยูจะเข้าร่วมเป็นหนึ่งในนักแสดงนำหญิงเรื่อง The Producers ทางช่องเคบีเอส2 โดยเธอรับบทเป็นนักร้องสาวที่มีชื่อเสียง ในวันที่ 17 พฤษภาคม ไอยูได้ปล่อยเพลง "Heart" ที่เธอแต่งขึ้นเอง เป็นของขวัญให้แก่แฟนคลับ ซึ่งครองอันดับหนึ่งของทุกชาร์ตเพลงในวันต่อมา โดยเพลงนี้ถูกเปิดเผยครั้งแรกในละครเรื่อง The Producers อย่างไรก็ตาม เพลงนี้ไม่ได้ถูกรวมอยู่ในอัลบั้มเพลงประกอบละครเรื่องนี้ แต่ภายหลังเพลงนี้ได้ถูกเพิ่มในอัลบั้ม special edition ในฐานะ special track ในวันที่ 4 กรกฎาคม ได้รับการยืนยันว่า ไอยูจะเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของรายการ Infinite Challenge 2015 Music Festival โดยเธอได้ร่วมทำงานเพลงสำหรับรายการกับ ปาร์ค มยองซู ซึ่งคอนเซปต์ของเพลงนี้ได้แรงบันดาลใจจากภาพยนตร์เรื่อง Léon: The Professional (ลีออง เพชฌฆาตมหากาฬ) โดยเพลงนี้มีชื่อว่า "Leon" ในวันที่ 22 สิงหาคม เพลง "Leon" ถูกปล่อยออกมาพร้อมกับเพลงอื่น ๆ ในรายการ Infinite Challenge 2015 Music Festival โดย วันที่ 24 สิงหาคม เพลง "Leon" สามารถครองอันดับ 1 ทุกชาร์ตเพลงของประเทศเกาหลีใต้ ในวันที่ 12 ตุลาคม มีการประกาศว่า ไอยูจะปล่อยอัลบั้มใหม่ "Chat-Shire" ในวันที่ 23 ตุลาคม ซึ่งเธอมีส่วนช่วยในอัลบั้มนี้ด้วย และสามารถครองอันดับหนึ่งของทุกชาร์ตเพลงในเกาหลีใต้ ภายในเวลาสองชั่วโมงครึ่งผลงานส่งเสริมผลิตภัณฑ์ และกิจกรรมอื่น ๆผลงานส่งเสริมผลิตภัณฑ์ ผลงานส่งเสริมผลิตภัณฑ์ และกิจกรรมอื่น ๆ. ผลงานส่งเสริมผลิตภัณฑ์. ไอยูได้ทำสัญญากับสินค้าหลายตัว รวมทั้ง ในปี 2554 ไอยูได้เป็นพรีเซ็นเตอร์ให้กับแบรนด์เสื้อผ้ายี่ห้อ UNIONBAY (คู่กับ ซอ อินกุก),MyChew candy และเกมแนวแอ๊คชั่นขี่ม้า เกม The Story of My Horse and I, Alicia ในปี 2554 ไอยูได้รับเลือกให้เป็นนางแบบโฆษณาคนต่อไปของ 'Mexicana Chicken' และซัมซุง ยังได้เลือกไอยูให้เป็นนางแบบของ Samsung Anycall ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ทำสัญญากับดาราดังมากมาย เช่น ลี ฮโยริ,โบอาและจุนกิ โดยได้กล่าวว่า "เราเชื่อว่าไอยูมีศักยภาพที่จะสร้างบิ๊กแบงภายในอุตสาหกรรมนี้ได้ ในปีเดียวกัน ไอยูได้ทำสัญญากับ SK Telecom, Namyang Dairy, S-Oil, Home Plus, Y'SB, Le Coq Sportif, ชุดเครื่องแบบนักเรียน Elite และได้รับเลือกให้เป็นทูตของ Yeosu Expo Korea 2012 ในปี 2555 ไอยูได้รับเลือกให้เป็นพรีเซ็นเตอร์ของ G by Guess และผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง The Saemเช่นกัน ในวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2555 ไอยูได้ทำสัญญากับบริษัทเกม ในวีดีโอเกม NCsoft's Aion: The Tower of Eternityกิจกรรมอื่น ๆ กิจกรรมอื่น ๆ. ในเดือนสิงหาคม 2552 ไอดูได้เป็นพิธีกรในรายการใหม่ Gom Music Chart ของ GomTV เป็นรายการประจำสัปดาห์ที่ให้พลเมืองเน็ตชาวเกาหลีใต้ได้โหวตเพลงที่ตนชอบบนผัง ชั่วเวลาหนึ่งไอยูก็ได้เป็นแขกรับเชิญประจำใน Super Junior's Kiss the Radio, Maybee's Raise the Volume, และ Starry Night ของช่อง MBC (พัก คยุง-ลิม และ ชินยอง เป็นพิธีกร) และ Chin Chin Radio (แทยอน เป็นพิธีกร) ภายหลังจากการออกไปของแทยอน ไอยูได้รับเลือกให้เป็นดีเจชั่วคราวสองสัปดาห์ร่วมกับ ดูจุน แห่งวง บีสท์ ปัจจุบันนี้ไอยูเป็นวีเจของ MBC Game's Star for You ในเดือนตุลาคมและพฤศจิกายน 2553 ไอยูได้เข้าสู่การแข่งขันในซีซั่นสองของรายการ GomTV's Starcraft 2 Global StarLeague ไอยูยังเป็นหนึ่งใน 12 สมาชิกหญิงดั้งเดิมที่เลือกในรายการวาไรตี้ของช่อง SBS ในรายการ Heroes ไอยูได้เริ่มต้นในการแสดงซีรียส์โดยแสดงเป็น คิม พิลซุก ในซีรียส์วัยรุ่นทางช่อง KBS 2 เรื่อง ดรีมไฮท์ ในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2554 ได้มีการประกาศว่าไอยูได้เป็นแขกรับเชิญในคอนเสริตให้กับนักร้องเพลงแจ๊สร่วมสมัยและนักดนตรีแนวเพลงโซลชาวอังกฤษคอริน ไบลีย์ เร ระหว่างคอนเสริต 1st Korean และไอยูยังได้มีส่วนสำคัญในมิวสิกวิดีโอของ K-Will ในเพลง "My Heart is Beating" พร้อมด้วย จีจุน จากวง MBLAQ และ โน มินวู จากวง Boyfriend ระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงกรกฎาคม 2554 ไอยูได้เข้าร่วมรายการ Kiss & Cry ทางช่อง SBS ที่ซึ่งนักร้องได้แสดงความสามารถทางด้านไอซ์สเกต อย่างไรก็ตามไอยูก็ตกรอบตั้งแต่ตอนที่ 8 ไอยูได้ไปแสดงคอนเสริตที่ 2011 GSL Blizzard Cup ในรอบชิงชนะเลิศกับเพลง "Good Day" และ "You and I" ซึ่งไม่ใช่ครั้งแรกที่ไอยูสีส่วนร่วมใน GSL ซึ่งเธอได้แสดงคอนเสริตในพิธีเปิดของฤดูกาลก่อนด้วยเช่นกัน ในวันที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2555 ไอยูพร้อมด้วย ยิม ซีวานและฮวาง ควางฮีได้ร่วมแสดงในโฆษณาของซัมซุง ในโฆษณาโทรศัพท์มือถือรุ่น 'Wave 3' ซึ่งเป็นภาพยนตร์โฆษณา 3 ตอนในชื่อ '20, the start of the Wave' ซึ่งแนะนำแอพและเครื่องมือสำหรับเครื่อง 'Wave 3' ในวันที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2556 ได้มีการยืนยันว่าไอยูจะเป็นหนึ่งในนักแสดงนำของซีรียส์ทางช่อง เคบีเอส 2 เรื่อง You're the Best, Lee Soon-shin โดยแสดงเป็นหญิงสาวที่ดูเหมือนว่าจะเป็นคนโชคร้าย ผู้ซึ่งยังคงมีความกล้าหาญและเจิดจ้า โดยได้เริ่มถ่ายทำในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์และออกอากาศตอนแรกในวันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2556ผลงานเพลงผลงานเพลงภาษาเกาหลีผลงานเพลง. ผลงานเพลงภาษาเกาหลี. - สตูดิโออัลบั้ม - 2552 : Growing Up - 2554 : Last Fantasy - 2556 : Modern Times - 2560 : Palette- รีแพ็คเกจอัลบั้ม - 2556 : Modern Times - Epilogue- มินิอัลบั้ม - 2551 : Lost and Found - 2552 : IU...IM - 2553 : Real - 2554 : Real+ - 2555 : Spring of a Twenty Year Old - 2557 : A Flower Bookmark - 2558 : CHAT-SHIREผลงานเพลงญี่ปุ่นผลงานเพลงญี่ปุ่น. - มินิอัลบั้ม - 2554 : I□U - 2556 : Can You Hear Me?- ซิงเกิล - 2555 : Good Day - 2555 : You & I - 2556 : Monday Afternoonคอนเสิร์ตคอนเสิร์ต. - Dream Concert (2554)คอนเสิร์ตเดี่ยวคอนเสิร์ตเดี่ยว. - Real Fantasy (2555) - Modern Times (2556) - Just One Step... That Much More (2557)ผลงานทางโทรทัศน์รางวัลMnet Asian Music Awardsรายการเพลง รายการเพลง. ไอยูได้เป็นผู้ชนะหลายครั้งในรายการเพลง เช่นรายการ Inkigayo ซึ่งออกอากาศช่อง SBS, M! Countdown ในช่องเคเบิลของเกาหลี M.net,และ and Music Bank ของสถานี KBS, Show Champion ของช่อง MBC Music และ Music on Top ในช่องเคเบิลของเกาหลี jTBC.Music BankInkigayoM! CountdownMusic On TopShow ChampionShow! Music Coreในสื่ออื่น ๆ ในสื่ออื่น ๆ. ในเดือนธันวาคม 2554 บริษัท LOEN Entertainment ได้ร่วมมือกับ dooub, Inc. ได้ออกเกม ไอโอเอส เวอร์ชัน IU SHAKE
| นักร้องหญิงชาวเกาหลีใต้ชื่อ ไอยู เปิดตัวครั้งแรกในรายการเพลงของเกาหลีใต้รายการใด | {
"answer": [
"M! Countdown"
],
"answer_begin_position": [
480
],
"answer_end_position": [
492
]
} |
2,579 | 119,621 | ปวีณา หงสกุล นางปวีณา หงสกุล (5 กรกฎาคม พ.ศ. 2492 -) อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ในรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นักการเมืองสตรีชาวไทย เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม ในรัฐบาลนายชวน หลีกภัย อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานครหลายสมัย เป็นที่รู้จักในบทบาทของนักสังคมสงเคราะห์และผู้ดำเนินงานในนามมูลนิธิปวีณาการศึกษาการศึกษา. - สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษา โรงเรียนสตรีวรนาถ บางเขน กรุงเทพมหานคร - สำเร็จการศึกษา โรงเรียนเคนยอน เร เมธอดิสต์ เกิร์ล สกูล ปีนัง ( Kenyon Rae Methodist Girls School ) ประเทศมาเลเซีย - สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี Bachelor Of Commerce Bliss College เมืองโคลัมบัส รัฐโอไฮโอ สหรัฐอเมริกา - สำเร็จการศึกษาประกาศนียบัตรชั้นสูง สถาบันพระปกเกล้า รัฐสภารุ่นที่ 1 - สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี ศิลปศาสตรบัณฑิต คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง - สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง - สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาเศรษฐศาสตร์การเมือง คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย - ปริญญากิตติมศักดิ์ - คหกรรมศาสตร์บัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาพัฒนาการครอบครัวและเด็ก สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล - ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหงประวัติการทำงาน ประวัติการทำงาน. เริ่มต้นการทำงานที่สถานทูตสหรัฐอเมริกา ต่อมาเข้าทำงานที่ ลุค อีสต์ แม็กกาซีน และเข้าทำงานที่ธนาคารกรุงศรีอยุธยา เป็นเวลา10 ปี จนได้เป็นผู้จัดการธนาคาร สาขาลาดพร้าว แล้วลาออกมาเป็น ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการโรงแรมโซฟิเทล หัวหิน ก่อนจะเข้าสู่วงการเมืองในสังกัดพรรคประชากรไทย ของนายสมัคร สุนทรเวช และต่อมาย้ายไปอยู่พรรคชาติพัฒนา- อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร 6 สมัย - ประธานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี (องค์การสาธารณประโยชน์) - ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี - เลขาธิการพรรคชาติพัฒนา - รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ( กำกับดูแลการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ) - ประธานคณะกรรมการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย - รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม - รองประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2542 สภาผู้แทนราษฎร - ประธานคณะกรรมาธิการการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสภาผู้แทนราษฎร - ประธานคณะกรรมการเร่งรัดและประสานการปฏิบัติงานเยาวชน สตรี ภาครัฐและเอกชนสำนักนายกรัฐมนตรี - รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง - ประธานชมรมรัฐสภาสตรีไทยคนแรก (ประธานชมรม ส.ส.หญิง-วุฒิสภาหญิง) - ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดใหญ่ โรงแรม โซฟิเทล หัวหิน - ผู้จัดการธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขาลาดพร้าวการดำรงตำแหน่งทางการเมืองการดำรงตำแหน่งทางการเมือง. - ส.ส. กรุงเทพฯ เขต 13 พรรคประชากรไทย เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2531 - ลงสมัคร ส.ส. กทม. เขต 12 พรรคประชากรไทย เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2535 แต่ไม่ได้รับเลือก - ส.ส. กรุงเทพฯ เขต12 พรรคประชากรไทย เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2535 - ส.ส. กรุงเทพฯ เขต 12 พรรคประชากรไทย เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2538 - รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง (นายสมัคร สุนทรเวช) 1 สิงหาคม 2538 - โฆษกพรรคประชากรไทย และรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง 9 กรกฎาคม 2539 - ส.ส. กรุงเทพฯ เขต 12 พรรคชาติพัฒนา เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2539 (ลาออกเมื่อ 6 มิ.ย.2543) - รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม 5 ตุลาคม 2541 (พ้นตำแหน่ง 9 ก.ค.2542) - รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี 9 กรกฎาคม2542 (ลาออกเมื่อ 6 มิ.ย. 2543) - รองหัวหน้าพรรคชาติพัฒนา 5 เมษายน 2543 - ลงสมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ปี พ.ศ. 2543 แต่ไม่ได้รับเลือก - เลขาธิการพรรคชาติพัฒนา 15 มีนาคม 2546 - ส.ส.บัญชีปาร์ตี้ลิสต์ พรรคชาติพัฒนา 6 มกราคม 2544 - ลาออกจากพรรคชาติพัฒนาเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2547 - ลงสมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ปี พ.ศ. 2547 ในนามผู้สมัครอิสระ แต่ไม่ได้รับเลือก - ส.ส.กรุงเทพฯ เขต 15 พรรคไทยรักไทย เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2548 - ส.ส.กรุงเทพฯ เขต 15 พรรคไทยรักไทย เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2549 (โมฆะ) - กรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย 24 เมษายน 2548 - รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นของมนุษย์ 30 มิถุนายน 2556 หมายเหตุ : ในการดำรงตำแหน่งทางการเมือง นางปวีณา หงสกุล ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร์ทั้งสิ้น 6 สมัยชีวิตส่วนตัวและเส้นทางทางการเมือง ชีวิตส่วนตัวและเส้นทางทางการเมือง. นางปวีณาเกิดเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2492 ที่กรุงเทพมหานคร เป็นบุตรคนที่ 4 ในจำนวน 6 คน บิดา คือ น.อ. (พิเศษ) เพิ่ม หงสกุล และมารดา คือ นางเกยูร หงสกุล นางปวีณามีชื่อเล่นว่า "ปิ๊ก" เป็นน้องสาวของ อาภัสรา หงสกุล ผู้เป็น นางงามจักรวาลชาวไทยคนแรก มีบุตรชายคือ นายษุภมน หุตะสิงห์ ลงเล่นการเมืองระดับท้องถิ่นได้เป็นสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) เขตสายไหม เขต 1 เมื่อปี พ.ศ. 2548 นอกจากนี้มีน้องชายคือ นายฉมาดล หงสกุล ที่เป็น ส.ก. เขตสายไหม เขต 2 และ นายเอกภาพ หงสกุล เป็นประธานสภาเขตสายไหม อีกด้วย นางปวีณา หงสกุล ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร์ทั้งสิ้น 6 สมัย (2531-2549) และดำรงตำแหน่งที่สำคัญทางการเมือง อาทิ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (กำกับดูแลการท่องเที่ยว) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และเลขาธิการพรรคหญิงคนแรกของพรรคชาติพัฒนา นางปวีณาเคยลงรับสมัครเลือกตั้งเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร 2 ครั้ง โดยครั้งแรกในวันที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2543 ในสังกัดพรรคชาติพัฒนา ได้เบอร์ 5 และครั้งที่ 2 คือ ในวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2547 โดยไม่สังกัดพรรคการเมืองใด ได้เบอร์ 7 อันเป็นเบอร์เก่าของนายสมัคร สุนทรเวช อดีตผู้ว่า ฯ คนก่อน ในการหาเสียงคราวนี้นางปวีณาใช้สีชมพูเป็นสีประจำตัว ซึ่งมีความหมายถึงความอ่อนหวานของผู้หญิง แต่ นางปวีณาต้องพบกับคู่แข่งคนสำคัญจากพรรคประชาธิปัตย์คือ นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ก่อนการลงคะแนน ความนิยมของทั้งคู่คี่สูสีกันมาก จนกระทั่งผลการเลือกตั้งออกมา ปรากฏว่า นางปวีณาได้คะแนนเสียงเป็นอันดับที่ 2 มีคะแนนเสียงมากถึง 6 แสนกว่าคะแนน หลังจากนี้ นางปวีณาได้เข้าสังกัดกับทางพรรคไทยรักไทย อันเนื่องจากพรรคชาติพัฒนาได้ยุบรวมกับพรรคไทยรักไทย ในการเลือกตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2548 นางปวีณาได้ลงเลือกตั้งในเขตสายไหมและได้รับการเลือกตั้งไปด้วยคะแนนที่ทิ้งห่างคู่แข่งขันอย่างมาก เนื่องจากมีฐานเสียงอยู่บริเวณนี้ ต่อมาในปี พ.ศ. 2550 ได้ถูกตัดสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี เนื่องจากเป็นกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยซึ่งถูกยุบในคดียุบพรรคการเมือง พ.ศ. 2549 ภายหลังจึงได้เข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองกับพรรคชาติไทย ในกลางปี พ.ศ. 2552 ได้ออกมาเปิดเผยกับสังคมว่าป่วยเป็นมะเร็งทรวงอกมานานกว่า 5 ปี โดยที่ไม่มีใครทราบนอกจากคนในครอบครัว โดยได้ต่อสู้กับโรคนี้มาโดยตลอด จนเกือบหายเป็นปกติในปัจจุบัน ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2556 ได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ในรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตรการทำงานสาธารณประโยชน์ การทำงานสาธารณประโยชน์. นางปวีณามีภาพลักษณ์ที่ทุกคนรู้จักดี คือ เป็นผู้ที่ทำงานด้านสังคมสงเคราะห์เกี่ยวกับปัญหาผู้หญิงและเยาวชน โดยมีมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี (องค์การสาธารณประโยชน์) เป็นองค์กรให้ความช่วยเหลือ ซึ่งมักจะมีผลงานปรากฏตามสื่อมวลชนเป็นระยะ ๆ ซึ่งบทบาทในด้านนี้ของนางปวีณาโดดเด่นมาก จนได้รับการขนานนามว่า "แม่พระ" มูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี (องค์การสาธารณประโยชน์) ได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อ 27 เมษายน พ.ศ. 2542 มีนางปวีณา ดำรงตำแหน่งประธานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี (องค์การสาธารณประโยชน์) โดยมูลนิธิฯมีวัตถุประสงค์ที่จะให้ความช่วยเหลือกับเด็กและสตรีที่ถูกละเมิดสิทธิ ถูกทารุณกรรม ถูกเอารักเอาเปรียบ ในรูปแบบต่างๆ เพื่อให้รับความเป็นธรรมและสามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้เป็นปกติสุขอย่างถาวรสืบไป เป็นการช่วยเหลือรัฐบาลในฐานะพลเมืองดีอีกทางหนึ่ง นอกจากนี้มูลนิธิฯ ยังได้เปิดสายด่วน "1134" และ "ตู้ ปณ.222 ธัญบุรี" เพื่อรับเรื่องร้องทุกข์อีกด้วย นางปวีณา ได้กล่าวถึงจุดมุ่งหมายในการก่อตั้งมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี (องค์การสาธารณประโยชน์)ว่า "จุดมุ่งหมายของมุลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี ที่ตั้งขึ้นมานั้น เราจะทำในกรณีที่ได้รับการร้องขอ ร้องเรียนให้เข้าไปช่วย โดยถ้าเป็นในกรณีที่เจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปช่วยเหลือแล้วนั้นเราจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยเราจะทำอย่างเดียวคือต้องเข้ามาร้องขอให้เราเข้าไปช่วย ไม่ว่าจะเป็นกรณีเด็กถูกข่มขืน โดยทารุณกรรม ถูกละเมิดสิทธิ ใช้แรงงานเด็กผิดกฎหมาย กรณีต่างๆ เหล่านี้ เมื่อเราได้รับการร้องทุกข์แล้วขั้นตอนต่อไปก็คือการเชิญเจ้าทุกข์เข้ามาที่มูลนิธิเพื่อให้ข้อมูล ถ้าเห็นว่ามีน้ำหนัก จากนั้นก็จะมีชุดเฉพาะกิจของเราเข้าไปสืบก่อนล่วงหน้าว่าเป็นจริงที่ตามได้รับหารร้องเรียนมาหรือไม่ ถ้าข้อร้องเรียนมีมูลเราก็จะประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งเจ้าทุกข์ได้ไปแจ้งความไว้แล้วเพื่อดำเนินการต่อไปเป็นการช่วยเหลือทางราชการอีกทางหนึ่ง และเมื่อเราได้ช่วยเหลือเด็กแล้ว ก็จะต้องดูต่อไปว่า เด็กสามารถที่จะอยู่กับครอบครัวได้หรือไม่ ถ้ากรณีเด็กต้องการฟื้นฟูสภาพจิต หรือฝึกอาชีพ เราก็จะประสานงานกับกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมต่อไป แต่สำหรับกระบวนการยุติธรรมต่างๆ มูลนิธิฯ จะดูแลต่อไปจนสิ้นคดีนั้น"การดำรงตำแหน่งอื่นๆการดำรงตำแหน่งอื่นๆ. - อนุกรรมการแก้ไขปัญหาโสเภณีเด็กของกรรมาธิการเยาวชน สตรี และผู้สูงอายุ สภาผู้แทนราษฎร - ประธานคณะอนุกรรมการเยาวชน สภาผู้แทนราษฎร - โฆษกกรรมาธิการเยาวชน สตรีและผู้สูงอายุ สภาผู้แทนราษฎร - ประธานกรรมาธิการ การวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สภาผู้แทนราษฎร - ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน (นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ) - ประธานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี (องค์การสาธารณประโยชน์) - อาจารย์พิเศษ โรงเรียนนายร้อยตำรวจรางวัลและเกียรติยศที่ได้รับรางวัลและเกียรติยศที่ได้รับ. - "นักการเมืองหญิงที่ประชาชนชื่นชอบมากที่สุด" จาก สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นในหัวข้อ "ที่สุดแห่งปี" ประจำปี 2553 โดยได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชนทุกสาขาอาชีพ นางปวีณา หงสกุลได้รับการโหวดให้เป็น นักการเมืองหญิงที่ประชาชนชื่นชอบมากที่สุด อันดับ 1 ด้วยผลคะแนน 70.13% - "นักการเมืองหญิงที่ประชาชนชื่นชอบมากที่สุด" จาก สวนดุสิตโพล ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นใหัวข้อ "ที่สุดแห่งปี" ประจำปี 2550 โดยได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชนทุกสาขาอาชีพ นางปวีณา หงสกุลได้รับการโหวดให้เป็น นักการเมืองหญิงที่ประชาชนชื่นชอบมากที่สุด อันดับ 1 ด้วยผลคะแนน 66.25% - รางวัลสตรีดีเด่นในพระพุทธศาสนา เนื่องในโอกาสวันสตรีสากลแห่งสหประชาชาติ ปี 2550 - "นักการเมืองหญิงที่ประชาชนชื่นชอบมากที่สุด" จาก สวนดุสิตโพล ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นในหัวข้อ "ที่สุดแห่งปี" ประจำปี 2549 โดยได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชนทุกสาขาอาชีพ นางปวีณา หงสกุลได้รับการโหวดให้เป็น นักการเมืองหญิงที่ประชาชนชื่นชอบมากที่สุด อันดับ 1 - "สุดยอดคนดี 2549" จากศูนย์ประชามติ มหาวิทยาลัยรามคำแหง รามคำแหงโพล ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นในหัวข้อ "นักการเมืองหญิงที่เป็นคนดีมีคุณธรรม" และได้ระบุให้ นางปวีณา หงสกุล ได้คะแนนมากที่สุด - "นักการเมืองที่เด็กชื่นชอบมากที่สุด" จากศูนย์ประชามติ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นของเด็กอายุไม่เกิน 18 ปี ในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 1390 คน - ได้รับเข็มพระนามาภิไธยย่อ “ส.ธ.” พ.ศ. 2547 จากสมเด็จพระเทพพระรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี - คณะกรรมการจัดงาน สตรีดีเด่นแห่งปี ได้มอบรางวัล “สตรีดีเด่นตัวอย่างแห่งปี ประจำปี 2545” สาขาเพื่อสิทธิเด็กและสตรีให้ “ นางปวีณา หงสกุล” - 1 พฤษภาคม 2544 ดุสิตโพล ได้สำรวจความคิดเห็นของผู้ใช้แรงงาน นักการเมืองหญิงที่ผู้ใช้แรงงานเห็นว่าเป็นที่พึ่งได้ อันดับ 1 คือ ส.ส. ปวีณา หงสกุล - ผลการสำรวจความคิดเห็น ระหว่างวันที่ 1-30 ธันวาคม 2544 จากสวนดุสิตโพล สถาบันราชภัฎสวนดุสิต ประชาชนทั่วประเทศ จำนวน 24,891 คน นักการเมืองหญิง ที่ประชาชนชอบมากที่สุด อันดับ 1 คือ ส.ส. ปวีณา หงสกุล - ได้รับเครื่องหมายเกียรติยศ กระทรวงมหาดไทย พ.ศ. 2543 - ได้รับประกาศเกียรติคุณให้มีสิทธิประดับเข็มเครื่องหมายพระปรมาภิไธยย่อ ภปร. จากกองพลทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน พ.ศ. 2543 - ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นสมาชิกนักโดดร่มกองทัพบก พ.ศ. 2543 - ผลการสำรวจความเห็นสาธารณะจากธรรมศาสตร์โพล เมื่อ ธันวาคม 2542 ได้รับเลือกเป็น “นักการเมืองเลือดใหม่ยอดนิยมอันดับ 1” - ได้รับรางวัล “ยอดหญิง” ปี 2542 จากสมาคมส่งเสริมสถานสภาพสตรี ในพระอุปถัมภ์พระเจ้า วรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาธินัดดามาตุ - ได้รับเกียรติเป็นนักบินกิตติมศักดิ์ของกองทัพอากาศ พ.ศ. 2542 - ผลการสำรวจความเห็นประชาชนทั่วประเทศจากกสวนดุสิตโพล วันที่ 30 ธันวาคม 2541 เรื่อง “ที่สุดแห่งปี 2541” ข้อ 9 นักการเมืองยอดนิยมอันดับ 1 ฝ่ายหญิง ได้แก่ นางปวีณา หงสกุล - ผลการสำรวจความเห็นประชาชนจากสวนดุสิตโพล ตุลาคม 2541 หัวข้อ “นักการเมืองที่ซื่อสัตย์ 5 อันดับแรก” ผู้ที่ติด 1 ใน 5 อันดับแรก คือ นางปวีณา หงสกุล - ได้รับเกียรติจากสื่อมวลชนรัฐสภา เลือกให้เป็น “ดาวเด่นในสภาปี 2541” - ได้รับการยกย่องเป็นสตรีดีเด่นประจำปี 2541 จากสภาสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ในฐานะที่เป็นผู้ช่วยเหลือพิทักษ์สิทธิเด็กและสตรีตลอดมา - ได้รับรางวัลนักเหินเวหากิตติมศักดิ์ของกองทัพอากาศ พ.ศ. 2536 - ได้รับโล่และเข็มเชิดชูเกียรติ เพื่อแสดงว่าเป็นผู้สนับสนุนกิจการของกองทัพอากาศมาด้วยดี - ได้รับประกาศนียบัตรแสดงความสามารถในการบินกิตติมศักดิ์ของกรมตำรวจ พ.ศ. 2532เครื่องราชอิสริยาภรณ์เครื่องราชอิสริยาภรณ์. - พ.ศ. 2541 - เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก ชั้นมหาปรมาภรณ์ช้างเผือก (ม.ป.ช.) - พ.ศ. 2540 - เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ชั้นมหาวชิรมงกุฏ (ม.ว.ม.)
| นางปวีณา หงสกุล เกิดเมื่อวันที่เท่าไร | {
"answer": [
"5"
],
"answer_begin_position": [
4014
],
"answer_end_position": [
4015
]
} |
2,580 | 119,621 | ปวีณา หงสกุล นางปวีณา หงสกุล (5 กรกฎาคม พ.ศ. 2492 -) อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ในรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นักการเมืองสตรีชาวไทย เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม ในรัฐบาลนายชวน หลีกภัย อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานครหลายสมัย เป็นที่รู้จักในบทบาทของนักสังคมสงเคราะห์และผู้ดำเนินงานในนามมูลนิธิปวีณาการศึกษาการศึกษา. - สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษา โรงเรียนสตรีวรนาถ บางเขน กรุงเทพมหานคร - สำเร็จการศึกษา โรงเรียนเคนยอน เร เมธอดิสต์ เกิร์ล สกูล ปีนัง ( Kenyon Rae Methodist Girls School ) ประเทศมาเลเซีย - สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี Bachelor Of Commerce Bliss College เมืองโคลัมบัส รัฐโอไฮโอ สหรัฐอเมริกา - สำเร็จการศึกษาประกาศนียบัตรชั้นสูง สถาบันพระปกเกล้า รัฐสภารุ่นที่ 1 - สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี ศิลปศาสตรบัณฑิต คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง - สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง - สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาเศรษฐศาสตร์การเมือง คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย - ปริญญากิตติมศักดิ์ - คหกรรมศาสตร์บัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาพัฒนาการครอบครัวและเด็ก สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล - ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหงประวัติการทำงาน ประวัติการทำงาน. เริ่มต้นการทำงานที่สถานทูตสหรัฐอเมริกา ต่อมาเข้าทำงานที่ ลุค อีสต์ แม็กกาซีน และเข้าทำงานที่ธนาคารกรุงศรีอยุธยา เป็นเวลา10 ปี จนได้เป็นผู้จัดการธนาคาร สาขาลาดพร้าว แล้วลาออกมาเป็น ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการโรงแรมโซฟิเทล หัวหิน ก่อนจะเข้าสู่วงการเมืองในสังกัดพรรคประชากรไทย ของนายสมัคร สุนทรเวช และต่อมาย้ายไปอยู่พรรคชาติพัฒนา- อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร 6 สมัย - ประธานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี (องค์การสาธารณประโยชน์) - ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี - เลขาธิการพรรคชาติพัฒนา - รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ( กำกับดูแลการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ) - ประธานคณะกรรมการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย - รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม - รองประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2542 สภาผู้แทนราษฎร - ประธานคณะกรรมาธิการการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสภาผู้แทนราษฎร - ประธานคณะกรรมการเร่งรัดและประสานการปฏิบัติงานเยาวชน สตรี ภาครัฐและเอกชนสำนักนายกรัฐมนตรี - รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง - ประธานชมรมรัฐสภาสตรีไทยคนแรก (ประธานชมรม ส.ส.หญิง-วุฒิสภาหญิง) - ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดใหญ่ โรงแรม โซฟิเทล หัวหิน - ผู้จัดการธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขาลาดพร้าวการดำรงตำแหน่งทางการเมืองการดำรงตำแหน่งทางการเมือง. - ส.ส. กรุงเทพฯ เขต 13 พรรคประชากรไทย เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2531 - ลงสมัคร ส.ส. กทม. เขต 12 พรรคประชากรไทย เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2535 แต่ไม่ได้รับเลือก - ส.ส. กรุงเทพฯ เขต12 พรรคประชากรไทย เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2535 - ส.ส. กรุงเทพฯ เขต 12 พรรคประชากรไทย เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2538 - รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง (นายสมัคร สุนทรเวช) 1 สิงหาคม 2538 - โฆษกพรรคประชากรไทย และรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง 9 กรกฎาคม 2539 - ส.ส. กรุงเทพฯ เขต 12 พรรคชาติพัฒนา เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2539 (ลาออกเมื่อ 6 มิ.ย.2543) - รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม 5 ตุลาคม 2541 (พ้นตำแหน่ง 9 ก.ค.2542) - รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี 9 กรกฎาคม2542 (ลาออกเมื่อ 6 มิ.ย. 2543) - รองหัวหน้าพรรคชาติพัฒนา 5 เมษายน 2543 - ลงสมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ปี พ.ศ. 2543 แต่ไม่ได้รับเลือก - เลขาธิการพรรคชาติพัฒนา 15 มีนาคม 2546 - ส.ส.บัญชีปาร์ตี้ลิสต์ พรรคชาติพัฒนา 6 มกราคม 2544 - ลาออกจากพรรคชาติพัฒนาเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2547 - ลงสมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ปี พ.ศ. 2547 ในนามผู้สมัครอิสระ แต่ไม่ได้รับเลือก - ส.ส.กรุงเทพฯ เขต 15 พรรคไทยรักไทย เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2548 - ส.ส.กรุงเทพฯ เขต 15 พรรคไทยรักไทย เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2549 (โมฆะ) - กรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย 24 เมษายน 2548 - รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นของมนุษย์ 30 มิถุนายน 2556 หมายเหตุ : ในการดำรงตำแหน่งทางการเมือง นางปวีณา หงสกุล ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร์ทั้งสิ้น 6 สมัยชีวิตส่วนตัวและเส้นทางทางการเมือง ชีวิตส่วนตัวและเส้นทางทางการเมือง. นางปวีณาเกิดเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2492 ที่กรุงเทพมหานคร เป็นบุตรคนที่ 4 ในจำนวน 6 คน บิดา คือ น.อ. (พิเศษ) เพิ่ม หงสกุล และมารดา คือ นางเกยูร หงสกุล นางปวีณามีชื่อเล่นว่า "ปิ๊ก" เป็นน้องสาวของ อาภัสรา หงสกุล ผู้เป็น นางงามจักรวาลชาวไทยคนแรก มีบุตรชายคือ นายษุภมน หุตะสิงห์ ลงเล่นการเมืองระดับท้องถิ่นได้เป็นสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) เขตสายไหม เขต 1 เมื่อปี พ.ศ. 2548 นอกจากนี้มีน้องชายคือ นายฉมาดล หงสกุล ที่เป็น ส.ก. เขตสายไหม เขต 2 และ นายเอกภาพ หงสกุล เป็นประธานสภาเขตสายไหม อีกด้วย นางปวีณา หงสกุล ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร์ทั้งสิ้น 6 สมัย (2531-2549) และดำรงตำแหน่งที่สำคัญทางการเมือง อาทิ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (กำกับดูแลการท่องเที่ยว) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และเลขาธิการพรรคหญิงคนแรกของพรรคชาติพัฒนา นางปวีณาเคยลงรับสมัครเลือกตั้งเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร 2 ครั้ง โดยครั้งแรกในวันที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2543 ในสังกัดพรรคชาติพัฒนา ได้เบอร์ 5 และครั้งที่ 2 คือ ในวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2547 โดยไม่สังกัดพรรคการเมืองใด ได้เบอร์ 7 อันเป็นเบอร์เก่าของนายสมัคร สุนทรเวช อดีตผู้ว่า ฯ คนก่อน ในการหาเสียงคราวนี้นางปวีณาใช้สีชมพูเป็นสีประจำตัว ซึ่งมีความหมายถึงความอ่อนหวานของผู้หญิง แต่ นางปวีณาต้องพบกับคู่แข่งคนสำคัญจากพรรคประชาธิปัตย์คือ นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ก่อนการลงคะแนน ความนิยมของทั้งคู่คี่สูสีกันมาก จนกระทั่งผลการเลือกตั้งออกมา ปรากฏว่า นางปวีณาได้คะแนนเสียงเป็นอันดับที่ 2 มีคะแนนเสียงมากถึง 6 แสนกว่าคะแนน หลังจากนี้ นางปวีณาได้เข้าสังกัดกับทางพรรคไทยรักไทย อันเนื่องจากพรรคชาติพัฒนาได้ยุบรวมกับพรรคไทยรักไทย ในการเลือกตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2548 นางปวีณาได้ลงเลือกตั้งในเขตสายไหมและได้รับการเลือกตั้งไปด้วยคะแนนที่ทิ้งห่างคู่แข่งขันอย่างมาก เนื่องจากมีฐานเสียงอยู่บริเวณนี้ ต่อมาในปี พ.ศ. 2550 ได้ถูกตัดสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี เนื่องจากเป็นกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยซึ่งถูกยุบในคดียุบพรรคการเมือง พ.ศ. 2549 ภายหลังจึงได้เข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองกับพรรคชาติไทย ในกลางปี พ.ศ. 2552 ได้ออกมาเปิดเผยกับสังคมว่าป่วยเป็นมะเร็งทรวงอกมานานกว่า 5 ปี โดยที่ไม่มีใครทราบนอกจากคนในครอบครัว โดยได้ต่อสู้กับโรคนี้มาโดยตลอด จนเกือบหายเป็นปกติในปัจจุบัน ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2556 ได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ในรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตรการทำงานสาธารณประโยชน์ การทำงานสาธารณประโยชน์. นางปวีณามีภาพลักษณ์ที่ทุกคนรู้จักดี คือ เป็นผู้ที่ทำงานด้านสังคมสงเคราะห์เกี่ยวกับปัญหาผู้หญิงและเยาวชน โดยมีมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี (องค์การสาธารณประโยชน์) เป็นองค์กรให้ความช่วยเหลือ ซึ่งมักจะมีผลงานปรากฏตามสื่อมวลชนเป็นระยะ ๆ ซึ่งบทบาทในด้านนี้ของนางปวีณาโดดเด่นมาก จนได้รับการขนานนามว่า "แม่พระ" มูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี (องค์การสาธารณประโยชน์) ได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อ 27 เมษายน พ.ศ. 2542 มีนางปวีณา ดำรงตำแหน่งประธานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี (องค์การสาธารณประโยชน์) โดยมูลนิธิฯมีวัตถุประสงค์ที่จะให้ความช่วยเหลือกับเด็กและสตรีที่ถูกละเมิดสิทธิ ถูกทารุณกรรม ถูกเอารักเอาเปรียบ ในรูปแบบต่างๆ เพื่อให้รับความเป็นธรรมและสามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้เป็นปกติสุขอย่างถาวรสืบไป เป็นการช่วยเหลือรัฐบาลในฐานะพลเมืองดีอีกทางหนึ่ง นอกจากนี้มูลนิธิฯ ยังได้เปิดสายด่วน "1134" และ "ตู้ ปณ.222 ธัญบุรี" เพื่อรับเรื่องร้องทุกข์อีกด้วย นางปวีณา ได้กล่าวถึงจุดมุ่งหมายในการก่อตั้งมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี (องค์การสาธารณประโยชน์)ว่า "จุดมุ่งหมายของมุลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี ที่ตั้งขึ้นมานั้น เราจะทำในกรณีที่ได้รับการร้องขอ ร้องเรียนให้เข้าไปช่วย โดยถ้าเป็นในกรณีที่เจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปช่วยเหลือแล้วนั้นเราจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยเราจะทำอย่างเดียวคือต้องเข้ามาร้องขอให้เราเข้าไปช่วย ไม่ว่าจะเป็นกรณีเด็กถูกข่มขืน โดยทารุณกรรม ถูกละเมิดสิทธิ ใช้แรงงานเด็กผิดกฎหมาย กรณีต่างๆ เหล่านี้ เมื่อเราได้รับการร้องทุกข์แล้วขั้นตอนต่อไปก็คือการเชิญเจ้าทุกข์เข้ามาที่มูลนิธิเพื่อให้ข้อมูล ถ้าเห็นว่ามีน้ำหนัก จากนั้นก็จะมีชุดเฉพาะกิจของเราเข้าไปสืบก่อนล่วงหน้าว่าเป็นจริงที่ตามได้รับหารร้องเรียนมาหรือไม่ ถ้าข้อร้องเรียนมีมูลเราก็จะประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งเจ้าทุกข์ได้ไปแจ้งความไว้แล้วเพื่อดำเนินการต่อไปเป็นการช่วยเหลือทางราชการอีกทางหนึ่ง และเมื่อเราได้ช่วยเหลือเด็กแล้ว ก็จะต้องดูต่อไปว่า เด็กสามารถที่จะอยู่กับครอบครัวได้หรือไม่ ถ้ากรณีเด็กต้องการฟื้นฟูสภาพจิต หรือฝึกอาชีพ เราก็จะประสานงานกับกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมต่อไป แต่สำหรับกระบวนการยุติธรรมต่างๆ มูลนิธิฯ จะดูแลต่อไปจนสิ้นคดีนั้น"การดำรงตำแหน่งอื่นๆการดำรงตำแหน่งอื่นๆ. - อนุกรรมการแก้ไขปัญหาโสเภณีเด็กของกรรมาธิการเยาวชน สตรี และผู้สูงอายุ สภาผู้แทนราษฎร - ประธานคณะอนุกรรมการเยาวชน สภาผู้แทนราษฎร - โฆษกกรรมาธิการเยาวชน สตรีและผู้สูงอายุ สภาผู้แทนราษฎร - ประธานกรรมาธิการ การวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สภาผู้แทนราษฎร - ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน (นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ) - ประธานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี (องค์การสาธารณประโยชน์) - อาจารย์พิเศษ โรงเรียนนายร้อยตำรวจรางวัลและเกียรติยศที่ได้รับรางวัลและเกียรติยศที่ได้รับ. - "นักการเมืองหญิงที่ประชาชนชื่นชอบมากที่สุด" จาก สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นในหัวข้อ "ที่สุดแห่งปี" ประจำปี 2553 โดยได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชนทุกสาขาอาชีพ นางปวีณา หงสกุลได้รับการโหวดให้เป็น นักการเมืองหญิงที่ประชาชนชื่นชอบมากที่สุด อันดับ 1 ด้วยผลคะแนน 70.13% - "นักการเมืองหญิงที่ประชาชนชื่นชอบมากที่สุด" จาก สวนดุสิตโพล ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นใหัวข้อ "ที่สุดแห่งปี" ประจำปี 2550 โดยได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชนทุกสาขาอาชีพ นางปวีณา หงสกุลได้รับการโหวดให้เป็น นักการเมืองหญิงที่ประชาชนชื่นชอบมากที่สุด อันดับ 1 ด้วยผลคะแนน 66.25% - รางวัลสตรีดีเด่นในพระพุทธศาสนา เนื่องในโอกาสวันสตรีสากลแห่งสหประชาชาติ ปี 2550 - "นักการเมืองหญิงที่ประชาชนชื่นชอบมากที่สุด" จาก สวนดุสิตโพล ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นในหัวข้อ "ที่สุดแห่งปี" ประจำปี 2549 โดยได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชนทุกสาขาอาชีพ นางปวีณา หงสกุลได้รับการโหวดให้เป็น นักการเมืองหญิงที่ประชาชนชื่นชอบมากที่สุด อันดับ 1 - "สุดยอดคนดี 2549" จากศูนย์ประชามติ มหาวิทยาลัยรามคำแหง รามคำแหงโพล ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นในหัวข้อ "นักการเมืองหญิงที่เป็นคนดีมีคุณธรรม" และได้ระบุให้ นางปวีณา หงสกุล ได้คะแนนมากที่สุด - "นักการเมืองที่เด็กชื่นชอบมากที่สุด" จากศูนย์ประชามติ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นของเด็กอายุไม่เกิน 18 ปี ในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 1390 คน - ได้รับเข็มพระนามาภิไธยย่อ “ส.ธ.” พ.ศ. 2547 จากสมเด็จพระเทพพระรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี - คณะกรรมการจัดงาน สตรีดีเด่นแห่งปี ได้มอบรางวัล “สตรีดีเด่นตัวอย่างแห่งปี ประจำปี 2545” สาขาเพื่อสิทธิเด็กและสตรีให้ “ นางปวีณา หงสกุล” - 1 พฤษภาคม 2544 ดุสิตโพล ได้สำรวจความคิดเห็นของผู้ใช้แรงงาน นักการเมืองหญิงที่ผู้ใช้แรงงานเห็นว่าเป็นที่พึ่งได้ อันดับ 1 คือ ส.ส. ปวีณา หงสกุล - ผลการสำรวจความคิดเห็น ระหว่างวันที่ 1-30 ธันวาคม 2544 จากสวนดุสิตโพล สถาบันราชภัฎสวนดุสิต ประชาชนทั่วประเทศ จำนวน 24,891 คน นักการเมืองหญิง ที่ประชาชนชอบมากที่สุด อันดับ 1 คือ ส.ส. ปวีณา หงสกุล - ได้รับเครื่องหมายเกียรติยศ กระทรวงมหาดไทย พ.ศ. 2543 - ได้รับประกาศเกียรติคุณให้มีสิทธิประดับเข็มเครื่องหมายพระปรมาภิไธยย่อ ภปร. จากกองพลทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน พ.ศ. 2543 - ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นสมาชิกนักโดดร่มกองทัพบก พ.ศ. 2543 - ผลการสำรวจความเห็นสาธารณะจากธรรมศาสตร์โพล เมื่อ ธันวาคม 2542 ได้รับเลือกเป็น “นักการเมืองเลือดใหม่ยอดนิยมอันดับ 1” - ได้รับรางวัล “ยอดหญิง” ปี 2542 จากสมาคมส่งเสริมสถานสภาพสตรี ในพระอุปถัมภ์พระเจ้า วรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาธินัดดามาตุ - ได้รับเกียรติเป็นนักบินกิตติมศักดิ์ของกองทัพอากาศ พ.ศ. 2542 - ผลการสำรวจความเห็นประชาชนทั่วประเทศจากกสวนดุสิตโพล วันที่ 30 ธันวาคม 2541 เรื่อง “ที่สุดแห่งปี 2541” ข้อ 9 นักการเมืองยอดนิยมอันดับ 1 ฝ่ายหญิง ได้แก่ นางปวีณา หงสกุล - ผลการสำรวจความเห็นประชาชนจากสวนดุสิตโพล ตุลาคม 2541 หัวข้อ “นักการเมืองที่ซื่อสัตย์ 5 อันดับแรก” ผู้ที่ติด 1 ใน 5 อันดับแรก คือ นางปวีณา หงสกุล - ได้รับเกียรติจากสื่อมวลชนรัฐสภา เลือกให้เป็น “ดาวเด่นในสภาปี 2541” - ได้รับการยกย่องเป็นสตรีดีเด่นประจำปี 2541 จากสภาสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ในฐานะที่เป็นผู้ช่วยเหลือพิทักษ์สิทธิเด็กและสตรีตลอดมา - ได้รับรางวัลนักเหินเวหากิตติมศักดิ์ของกองทัพอากาศ พ.ศ. 2536 - ได้รับโล่และเข็มเชิดชูเกียรติ เพื่อแสดงว่าเป็นผู้สนับสนุนกิจการของกองทัพอากาศมาด้วยดี - ได้รับประกาศนียบัตรแสดงความสามารถในการบินกิตติมศักดิ์ของกรมตำรวจ พ.ศ. 2532เครื่องราชอิสริยาภรณ์เครื่องราชอิสริยาภรณ์. - พ.ศ. 2541 - เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก ชั้นมหาปรมาภรณ์ช้างเผือก (ม.ป.ช.) - พ.ศ. 2540 - เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ชั้นมหาวชิรมงกุฏ (ม.ว.ม.)
| มารดาของนางปวีณา หงสกุล มีชื่อว่าอะไร | {
"answer": [
"นางเกยูร หงสกุล"
],
"answer_begin_position": [
4128
],
"answer_end_position": [
4143
]
} |
2,581 | 27,907 | ถนอม กิตติขจร จอมพล จอมพลเรือ จอมพลอากาศ ถนอม กิตติขจร (11 สิงหาคม พ.ศ. 2454—16 มีนาคม พ.ศ. 2547) เป็น อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 10 ของประเทศไทย ผู้บัญชาการทหารบก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ผู้ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะรัฐบาลในเหตุการณ์ 14 ตุลา ปี 2516 ซึ่งเป็นเหตุการณ์การประท้วงของ นิสิต นักศึกษา และประชาชน โดยในเหตุการณ์ ทหารได้ใช้อาวุธสงครามเข้าปราบปรามนักศึกษาประชาชนที่ชุมนุมเรียกร้องรัฐธรรมนูญ จนทำให้มีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก เป็นผลให้ จอมพล ถนอม กิตติขจร ต้องประกาศลาออกจากตำแหน่ง และเดินทางออกจากประเทศ พร้อมกับ จอมพล ประภาส จารุเสถียร และ พ.อ.ณรงค์ กิตติขจร ภายหลังเหตุการณ์ จอมพล ถนอม กิตติขจร ก็ได้เดินทางกลับ แล้วบวชเป็นพระสามเณร เป็นชนวนไปสู่การ ขับไล่ ของนักศึกษาธรรมศาสตร์ จนโยงไปสู่เหตุการณ์ 6 ตุลา ปี 2519 ทำให้มีผู้บาดเจ็บ เสียชีวิต และสูญหายจำนวนมาก จอมพล ถนอม กิตติขจร เคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีถึง 4 สมัย เป็นระยะเวลาถึง 10 ปี 6 เดือนเศษ และนับจากการเปลี่ยนการปกครอง พ.ศ. 2475 เป็นต้นมา นายทหารที่มาจากคนธรรมดาสามัญที่ครองยศจอมพลสายทหารบก มีด้วยกัน 7 คน จอมพลถนอมเป็นคนที่ 6 จอมพลประภาส จารุเสถียรเป็นคนที่ 7 แต่ผู้ที่มีอายุยืนที่สุด คือจอมพลถนอม จึงกลายเป็น "จอมพลคนสุดท้าย" จอมพลถนอมถึงแก่อสัญกรรมด้วยโรคเส้นเลือดในสมองแตกเมื่อกลางดึก เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2547 รวมอายุได้ 92 ปีประวัติ ประวัติ. จอมพล ถนอม กิตติขจร เกิดเมื่อ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2454 ณ บ้านหนองหลวง อำเภอเมืองตาก จังหวัดตาก เป็นบุตรของขุนโสภิตบรรณลักษณ์ (อำพัน กิตติขจร) กับนางโสภิตบรรณลักษณ์ (ลิ้นจี่) มีพี่น้องร่วมบิดามารดา 7 คน ได้แก่- นาง รำพึง พันธุมเสน (ถึงแก่กรรม) - เด็กหญิง ลำพูน กิตติขจร (ถึงแก่กรรม) - จอมพล จอมพลเรือ จอมพลอากาศ ถนอม กิตติขจร - นาง สุรภี ชูพินิจ (ถึงแก่กรรม) - นาย สนิท กิตติขจร (ถึงแก่กรรม) - นาง สายสนม กิตติขจร อดีตนายกสมาคมเภสัชและอายุรเวชโบราณแห่งประเทศไทย (ถึงแก่กรรม) - พลตำรวจตรี สง่า กิตติขจร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (ถึงแก่อนิจกรรม) - นาง ปราณีต สุคันธวณิช อดีตนายกสมาคมส่งเสริมการศึกษาในถิ่นกันดาร ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (ถึงแก่กรรม) จอมพล ถนอม กิตติขจร มีแซ่ในภาษาจีนว่า ฝู (จีน: 符; พินอิน: fú)เริ่มการศึกษาชั้นต้นที่โรงเรียนประชาบาลวัดโคกพลู จังหวัดตากหลังจากนั้นได้เข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนนายร้อยทหารบก และในระหว่างรับราชการทหารได้ศึกษาต่อที่ โรงเรียนแผนที่ทหาร กองทัพบก โรงเรียนทหารราบ กองทัพบก และวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (รุ่นที่ 1) ตามลำดับ จอมพล ถนอมได้รับปริญญาวิศวกรรมศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเมื่อ พ.ศ. 2504 จอมพล ถนอมดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระหว่าง พ.ศ. 2503 - พ.ศ. 2509บุตรธิดา บุตรธิดา. จอมพลถนอม กิตติขจรสมรสกับท่านผู้หญิงจงกล กิตติขจร (สกุลเดิม ถนัดรบ บุตรีของ พันเอกหลวงจบกระบวนยุทธ์ (แช่ม ถนัดรบ) และ คุณหญิงเครือวัลย์ จบกระบวนยุทธ์) มีบุตรธิดาทั้งสิ้น 6 คน ได้แก่- นาง นงนาถ เพ็ญชาติ (พ.ศ. 2474-ปัจจุบัน) - พันเอก ณรงค์ กิตติขจร (พ.ศ. 2476-ปัจจุบัน) สมรสกับคุณสุภาพร (จารุเสถียร) กิตติขจร มีบุตรเป็นทหาร 2 คน พลโท เกริกเกียรติ กิตติขจร กับ พลตรี กิจก้อง กิตติขจร - คุณหญิง นงนุช จิรพงศ์ สมรสกับ พล.อ.เอื้อม จิรพงศ์ มีบุตรชื่อ อนุสร จิรพงศ์ เป็นสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ - พลอากาศเอก ยุทธพงศ์ กิตติขจร - คุณหญิง ทรงสุดา ยอดมณี (พ.ศ. 2487-ปัจจุบัน) สมรสกับ ร้อยโท ดร.สุวิทย์ ยอดมณี - คุณหญิง ทรงสมร คชเสนี (พ.ศ. 2489-ปัจจุบัน) สมรสกับ พลเรือเอก สุภา คชเสนี นอกจากนี้ยังรับหลานอีก 2 คน ซึ่งเป็นบุตรของน้องสาวของท่านผู้หญิงจงกลมาเลี้ยงดูดุจลูกแท้ๆ ของท่านเอง คือ- พลตำรวจตรี นเรศ คุณวัฒน์ - นาย นรา คุณวัฒน์การรับราชการ การรับราชการ. รับราชการครั้งแรกในตำแหน่งผู้บังคับหมวดกรมทหารราบที่ 8 กองพันที่ 1 จังหวัดเชียงใหม่ ต่อมาได้ร่วมก่อรัฐประหาร เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 ในขณะที่มียศเป็นพันโท ตำแหน่งผู้บังคับการกรมทหารบกที่ 11 ต่อมาได้เป็น รองผู้บัญชาการกองพลที่ 1 ผู้บัญชาการกองพลที่ 1 รองแม่ทัพภาคที่ 1 และเป็นแม่ทัพภาคที่ 1 มาโดยลำดับจนกระทั่งวันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2506 พลเอกถนอมได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้บัญชาการทหารบก และ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด สืบต่อจาก จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ที่ถึงแก่อสัญกรรม ต่อมาในวันที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2507 พลเอกถนอมได้รับพระราชทานยศ จอมพล จอมพลเรือ จอมพลอากาศ และในวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2507 จอมพลถนอมได้สละตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกให้กับ พลเอกประภาส จารุเสถียร รองผู้บัญชาการทหารสูงสุดและรักษาราชการรองผู้บัญชาการทหารบกโดยเหลือตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดเพียงตำแหน่งเดียว จอมพลถนอม กิตติขจร ได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมในรัฐบาลของจอมพล แปลก พิบูลสงคราม และเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในรัฐบาลของนายพจน์ สารสิน สภาผู้แทนราษฎรได้มีมติให้จอมพลถนอมดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 10 เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2501 แต่บริหารประเทศแค่ 9 เดือนเศษก็ลาออกจากตำแหน่ง เพื่อเปิดทางให้จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อจอมพลสฤษดิ์ ถึงแก่อสัญกรรม จอมพล ถนอม กิตติขจร ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง ในช่วงระยะเวลาที่จอมพล ถนอม กิตติขจร บริหารประเทศได้สร้างทางหลวงสายต่าง ๆ ทั่วประเทศหลายสาย สร้างเขื่อน อาทิ เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนอุบลรัตน์ นอกจากนี้ท่านยังได้ทำการปรับปรุงกองทัพให้ทันสมัยทัดเทียมกับนานาประเทศ และในปี พ.ศ. 2508 ได้ส่งทหารไปร่วมรบในสงครามเวียดนามด้วย เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2542 ในสมัยรัฐบาลชวน หลีกภัย จอมพลถนอมได้รับการแต่งตั้งเป็นนายทหารพิเศษประจำกรมทหารราบที่ 31 รักษาพระองค์ สร้างความไม่พอใจและกระแสต่อต้านในสังคมระยะหนึ่ง ถึงกับมีการอภิปรายในสภาและกังวลกันว่าอาจเป็นชนวนเหตุให้เกิดเหตุร้ายซ้ำอีก ต่อมาเมื่อ 24 มีนาคม จอมพลถนอมจึงลาออกจากตำแหน่งดังกล่าวเพราะแรงกดดันจากสาธารณชนการเมือง การเมือง. หลังจากมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2511 มีการเลือกตั้งทั่วไปและมีรัฐสภา ในปี พ.ศ. 2514 จอมพล ถนอม กิตติขจร ได้ทำรัฐประหารรัฐบาลของตนเอง และได้จัดตั้งสภาบริหารคณะปฏิวัติขึ้น เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง หนึ่งในผู้ที่ยืนหยัดวิจารณ์อย่างไม่เกรงกลัวอำนาจได้แก่ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ที่เขียนจดหมายในนามนายเข้ม เย็นยิ่ง ถึง ผู้ใหญ่ ทำนุ เกียรติก้อง (หมายถึงจอมพลถนอมนั่นเอง) จนกระทั่งมีการประกาศใช้ธรรมนูญการปกครองแห่งราชอาณาจักร เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2515 และสภานิติบัญญัติแห่งชาติตามธรรรมนูญการปกครองดังกล่าวได้มีมติให้จอมพล ถนอม กิตติขจร เข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไป จอมพล ถนอม กิตติขจร พ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลา พ.ศ. 2516 รัฐบาลได้ใช้อาวุธสงครามเข้าปราบปรามนักศึกษาประชาชนที่ชุมนุมเรียกร้องรัฐธรรมนูญ จนทำให้มีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก จากเหตุการณ์นี้ ทำให้พลังทางการเมืองหลายฝ่ายกดดันให้จอมพลถนอมลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รวมระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีโดยการยึดอำนาจและรัฐประหารทั้งสิ้น 10 ปี 6 เดือนเศษ หลังจากนั้น ได้มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินของจอมพลถนอม จนนำไปสู่การยึดทรัพย์สินที่ได้มาโดยไม่สุจริตต้องเป็นจำนวนมาก วันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2519 ท่ามกลางกระแสการปฏิวัติรัฐประหารของฝ่ายทหารทวีความรุนแรงอย่างกว้างขวาง จอมพลถนอมในวัย 65 ปี ได้กลับประเทศไทยอีกครั้งโดยบวชเป็นสามเณร ทำให้นักศึกษาประชาชนได้ออกมาประท้วงขับไล่อดีตนายกรัฐมนตรีมือเปื้อนเลือดรายนี้ เป็นเหตุให้กลุ่มการเมืองอีกฝ่ายที่นำโดย พลเรือเอก สงัด ชลออยู่ ฉวยโอกาสก่อรัฐประหารและทำการล้อมปราบนักศึกษาประชาชนในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 ทำให้มีผู้บาดเจ็บ เสียชีวิต และสูญหายจำนวนมาก นำไปสู่การยกเลิกรัฐธรรมนูญ ยุติการปกครองแบบประชาธิปไตยรัฐสภา และทำให้ประเทศไทยอยู่ภายใต้เผด็จการทหารต่อมาเป็นเวลาปีเศษ จอมพลถนอม กิตติขจร เคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีถึง 4 สมัย (รวมในสมัยเป็นหัวหน้าคณะปฏิวัติตัวเองด้วยเป็นสมัยที่ 3) สมัยแรกเป็นนายกในระยะเวลาสั้น ๆ หลังการรัฐประหารของจอมพลสฤษดิ์ในปี พ.ศ. 2501 สมัยที่สองถึงสี่หลังจากจอมพลสฤษดิ์ถึงแก่อสัญกรรม ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของจอมพลถนอมจึงถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของเผด็จการทหาร ถึงแม้ว่า ได้รับพระราชทานปฐมจุลจอมเกล้า และเครื่องราชอิสริยาภรณ์ อันมีศักดิ์รามาธิบดีชั้นที่ 1 เสนางคบดี ซึ่งเปรียบเสมือนสายสะพายแห่งความกล้าหาญ พร้อมกันนี้ยังได้เครื่องราชอิสริยาภรณ์อีกกว่า 30 รายการ ซึ่งถือว่าเป็นการจบชีวิตของนายทหารยศจอมพลคนสุดท้ายของกองทัพไทยผลงานสมัยเป็นรัฐบาลยศยศ. - ร้อยตรี - ร้อยโท - ร้อยเอก - พันตรี - พันโท - พันเอก - พลตรี - พลโท - พลเอก - จอมพล จอมพลเรือ จอมพลอากาศ นายกองใหญ่เครื่องราชอิสริยาภรณ์เครื่องราชอิสริยาภรณ์ไทยเครื่องราชอิสริยาภรณ์. เครื่องราชอิสริยาภรณ์ไทย. - พ.ศ. เครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ชั้นปฐมจุลจอมเกล้า (ป.จ.) ฝ่ายหน้า - พ.ศ. 2508 - เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีศักดิ์รามาธิบดี ชั้นที่ 1 (เสนางคะบดี) - พ.ศ. 2499 - เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก ชั้นสูงสุด มหาประมาภรณ์ช้างเผือก (ม.ป.ช.) - เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ชั้นสูงสุด มหาวชิรมงกุฎ - พ.ศ. 2493 - เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ชั้นทวีติยาภรณ์มงกุฎไทย (ท.ม.) - เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นสิริยิ่งรามกีรติ ลูกเสือสดุดีชั้นพิเศษ - เหรียญกล้าหาญ - เหรียญชัยสมรภูมิ สงครามมหาเอเชียบูรพา - เหรียญชัยสมรภูมิ กรณีสงครามเกาหลี (ประดับเปลวเพลิง) - เหรียญชัยสมรภูมิ กรณีสงครามเวียดนาม (ประดับเปลวระเบิด) - เหรียญพิทักษ์เสรีชน ชั้นที่ 1 - เหรียญพิทักษ์รัฐธรรมนูญ - เหรียญช่วยราชการเขตภายใน - เหรียญราชการชายแดน - เหรียญจักรมาลา - เหรียญลูกเสือสดุดี - เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ 8 ชั้นที่ 2 (อ.ป.ร.2) - เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ 9 ชั้นที่ 1 (ภ.ป.ร.1) - พ.ศ. 2502 - เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ 9 ชั้นที่ 2 (ภ.ป.ร.2) - เหรียญกาชาดสมนาคุณ ชั้นที่ 1เครื่องราชอิสริยาภรณ์ต่างประเทศเครื่องราชอิสริยาภรณ์ต่างประเทศ. - เหรียญสหประชาชาติเกาหลี - ลีเจียนออฟเมอริต สหรัฐอเมริกา - เครื่องราชอิสริยาภรณ์เดอะเดนเนบอร์ก ชั้นประถมาภรณ์ - เครื่องเสนาอิสริยาภรณ์แห่งพระคริสต์ ชั้นประถมาภรณ์ - เครื่องอิสริยาภรณ์กิตติคุณแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ชั้นประถมาภรณ์ - เครื่องราชอิสริยาภรณ์กิตติคุณฝ่ายพลเรือน - เครื่องราชอิสริยาภรณ์มงกุฎโอ๊ค - เครื่องราชอิสริยาภรณ์ดาบ - เครื่องอิสริยาภรณ์เซนต์ซิลเวสเตอร์ - เครื่องอิสริยาภรณ์กิตติคุณแห่งสาธารณรัฐอิตาลี - เครื่องราชอิสริยาภรณ์ออเรนจ์-นัสเซา ชั้นประถมาภรณ์ - เครื่องราชอิสริยาภรณ์เลโอโปลด์ (เบลเยียม) ชั้นประถมาภรณ์ - เครื่องอิสริยาภรณ์ดาราแห่งสาธารณรัฐอินโดนีเซีย ชั้นประถมาภรณ์ - เครื่องอิสริยาภรณ์นายพลซาน มาร์ติน ผู้ปลดปล่อย ชั้นประถมาภรณ์ - เครื่องราชอิสริยาภรณ์ยุนฮุย ชั้นประถมาภรณ์ - เครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดของมาเลเซีย
| จอมพลถนอม กิตติขจร เกิดเมื่อวันที่เท่าไร | {
"answer": [
"11"
],
"answer_begin_position": [
1373
],
"answer_end_position": [
1375
]
} |
2,582 | 27,907 | ถนอม กิตติขจร จอมพล จอมพลเรือ จอมพลอากาศ ถนอม กิตติขจร (11 สิงหาคม พ.ศ. 2454—16 มีนาคม พ.ศ. 2547) เป็น อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 10 ของประเทศไทย ผู้บัญชาการทหารบก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ผู้ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะรัฐบาลในเหตุการณ์ 14 ตุลา ปี 2516 ซึ่งเป็นเหตุการณ์การประท้วงของ นิสิต นักศึกษา และประชาชน โดยในเหตุการณ์ ทหารได้ใช้อาวุธสงครามเข้าปราบปรามนักศึกษาประชาชนที่ชุมนุมเรียกร้องรัฐธรรมนูญ จนทำให้มีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก เป็นผลให้ จอมพล ถนอม กิตติขจร ต้องประกาศลาออกจากตำแหน่ง และเดินทางออกจากประเทศ พร้อมกับ จอมพล ประภาส จารุเสถียร และ พ.อ.ณรงค์ กิตติขจร ภายหลังเหตุการณ์ จอมพล ถนอม กิตติขจร ก็ได้เดินทางกลับ แล้วบวชเป็นพระสามเณร เป็นชนวนไปสู่การ ขับไล่ ของนักศึกษาธรรมศาสตร์ จนโยงไปสู่เหตุการณ์ 6 ตุลา ปี 2519 ทำให้มีผู้บาดเจ็บ เสียชีวิต และสูญหายจำนวนมาก จอมพล ถนอม กิตติขจร เคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีถึง 4 สมัย เป็นระยะเวลาถึง 10 ปี 6 เดือนเศษ และนับจากการเปลี่ยนการปกครอง พ.ศ. 2475 เป็นต้นมา นายทหารที่มาจากคนธรรมดาสามัญที่ครองยศจอมพลสายทหารบก มีด้วยกัน 7 คน จอมพลถนอมเป็นคนที่ 6 จอมพลประภาส จารุเสถียรเป็นคนที่ 7 แต่ผู้ที่มีอายุยืนที่สุด คือจอมพลถนอม จึงกลายเป็น "จอมพลคนสุดท้าย" จอมพลถนอมถึงแก่อสัญกรรมด้วยโรคเส้นเลือดในสมองแตกเมื่อกลางดึก เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2547 รวมอายุได้ 92 ปีประวัติ ประวัติ. จอมพล ถนอม กิตติขจร เกิดเมื่อ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2454 ณ บ้านหนองหลวง อำเภอเมืองตาก จังหวัดตาก เป็นบุตรของขุนโสภิตบรรณลักษณ์ (อำพัน กิตติขจร) กับนางโสภิตบรรณลักษณ์ (ลิ้นจี่) มีพี่น้องร่วมบิดามารดา 7 คน ได้แก่- นาง รำพึง พันธุมเสน (ถึงแก่กรรม) - เด็กหญิง ลำพูน กิตติขจร (ถึงแก่กรรม) - จอมพล จอมพลเรือ จอมพลอากาศ ถนอม กิตติขจร - นาง สุรภี ชูพินิจ (ถึงแก่กรรม) - นาย สนิท กิตติขจร (ถึงแก่กรรม) - นาง สายสนม กิตติขจร อดีตนายกสมาคมเภสัชและอายุรเวชโบราณแห่งประเทศไทย (ถึงแก่กรรม) - พลตำรวจตรี สง่า กิตติขจร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (ถึงแก่อนิจกรรม) - นาง ปราณีต สุคันธวณิช อดีตนายกสมาคมส่งเสริมการศึกษาในถิ่นกันดาร ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (ถึงแก่กรรม) จอมพล ถนอม กิตติขจร มีแซ่ในภาษาจีนว่า ฝู (จีน: 符; พินอิน: fú)เริ่มการศึกษาชั้นต้นที่โรงเรียนประชาบาลวัดโคกพลู จังหวัดตากหลังจากนั้นได้เข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนนายร้อยทหารบก และในระหว่างรับราชการทหารได้ศึกษาต่อที่ โรงเรียนแผนที่ทหาร กองทัพบก โรงเรียนทหารราบ กองทัพบก และวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (รุ่นที่ 1) ตามลำดับ จอมพล ถนอมได้รับปริญญาวิศวกรรมศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเมื่อ พ.ศ. 2504 จอมพล ถนอมดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระหว่าง พ.ศ. 2503 - พ.ศ. 2509บุตรธิดา บุตรธิดา. จอมพลถนอม กิตติขจรสมรสกับท่านผู้หญิงจงกล กิตติขจร (สกุลเดิม ถนัดรบ บุตรีของ พันเอกหลวงจบกระบวนยุทธ์ (แช่ม ถนัดรบ) และ คุณหญิงเครือวัลย์ จบกระบวนยุทธ์) มีบุตรธิดาทั้งสิ้น 6 คน ได้แก่- นาง นงนาถ เพ็ญชาติ (พ.ศ. 2474-ปัจจุบัน) - พันเอก ณรงค์ กิตติขจร (พ.ศ. 2476-ปัจจุบัน) สมรสกับคุณสุภาพร (จารุเสถียร) กิตติขจร มีบุตรเป็นทหาร 2 คน พลโท เกริกเกียรติ กิตติขจร กับ พลตรี กิจก้อง กิตติขจร - คุณหญิง นงนุช จิรพงศ์ สมรสกับ พล.อ.เอื้อม จิรพงศ์ มีบุตรชื่อ อนุสร จิรพงศ์ เป็นสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ - พลอากาศเอก ยุทธพงศ์ กิตติขจร - คุณหญิง ทรงสุดา ยอดมณี (พ.ศ. 2487-ปัจจุบัน) สมรสกับ ร้อยโท ดร.สุวิทย์ ยอดมณี - คุณหญิง ทรงสมร คชเสนี (พ.ศ. 2489-ปัจจุบัน) สมรสกับ พลเรือเอก สุภา คชเสนี นอกจากนี้ยังรับหลานอีก 2 คน ซึ่งเป็นบุตรของน้องสาวของท่านผู้หญิงจงกลมาเลี้ยงดูดุจลูกแท้ๆ ของท่านเอง คือ- พลตำรวจตรี นเรศ คุณวัฒน์ - นาย นรา คุณวัฒน์การรับราชการ การรับราชการ. รับราชการครั้งแรกในตำแหน่งผู้บังคับหมวดกรมทหารราบที่ 8 กองพันที่ 1 จังหวัดเชียงใหม่ ต่อมาได้ร่วมก่อรัฐประหาร เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 ในขณะที่มียศเป็นพันโท ตำแหน่งผู้บังคับการกรมทหารบกที่ 11 ต่อมาได้เป็น รองผู้บัญชาการกองพลที่ 1 ผู้บัญชาการกองพลที่ 1 รองแม่ทัพภาคที่ 1 และเป็นแม่ทัพภาคที่ 1 มาโดยลำดับจนกระทั่งวันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2506 พลเอกถนอมได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้บัญชาการทหารบก และ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด สืบต่อจาก จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ที่ถึงแก่อสัญกรรม ต่อมาในวันที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2507 พลเอกถนอมได้รับพระราชทานยศ จอมพล จอมพลเรือ จอมพลอากาศ และในวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2507 จอมพลถนอมได้สละตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกให้กับ พลเอกประภาส จารุเสถียร รองผู้บัญชาการทหารสูงสุดและรักษาราชการรองผู้บัญชาการทหารบกโดยเหลือตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดเพียงตำแหน่งเดียว จอมพลถนอม กิตติขจร ได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมในรัฐบาลของจอมพล แปลก พิบูลสงคราม และเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในรัฐบาลของนายพจน์ สารสิน สภาผู้แทนราษฎรได้มีมติให้จอมพลถนอมดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 10 เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2501 แต่บริหารประเทศแค่ 9 เดือนเศษก็ลาออกจากตำแหน่ง เพื่อเปิดทางให้จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อจอมพลสฤษดิ์ ถึงแก่อสัญกรรม จอมพล ถนอม กิตติขจร ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง ในช่วงระยะเวลาที่จอมพล ถนอม กิตติขจร บริหารประเทศได้สร้างทางหลวงสายต่าง ๆ ทั่วประเทศหลายสาย สร้างเขื่อน อาทิ เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนอุบลรัตน์ นอกจากนี้ท่านยังได้ทำการปรับปรุงกองทัพให้ทันสมัยทัดเทียมกับนานาประเทศ และในปี พ.ศ. 2508 ได้ส่งทหารไปร่วมรบในสงครามเวียดนามด้วย เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2542 ในสมัยรัฐบาลชวน หลีกภัย จอมพลถนอมได้รับการแต่งตั้งเป็นนายทหารพิเศษประจำกรมทหารราบที่ 31 รักษาพระองค์ สร้างความไม่พอใจและกระแสต่อต้านในสังคมระยะหนึ่ง ถึงกับมีการอภิปรายในสภาและกังวลกันว่าอาจเป็นชนวนเหตุให้เกิดเหตุร้ายซ้ำอีก ต่อมาเมื่อ 24 มีนาคม จอมพลถนอมจึงลาออกจากตำแหน่งดังกล่าวเพราะแรงกดดันจากสาธารณชนการเมือง การเมือง. หลังจากมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2511 มีการเลือกตั้งทั่วไปและมีรัฐสภา ในปี พ.ศ. 2514 จอมพล ถนอม กิตติขจร ได้ทำรัฐประหารรัฐบาลของตนเอง และได้จัดตั้งสภาบริหารคณะปฏิวัติขึ้น เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง หนึ่งในผู้ที่ยืนหยัดวิจารณ์อย่างไม่เกรงกลัวอำนาจได้แก่ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ที่เขียนจดหมายในนามนายเข้ม เย็นยิ่ง ถึง ผู้ใหญ่ ทำนุ เกียรติก้อง (หมายถึงจอมพลถนอมนั่นเอง) จนกระทั่งมีการประกาศใช้ธรรมนูญการปกครองแห่งราชอาณาจักร เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2515 และสภานิติบัญญัติแห่งชาติตามธรรรมนูญการปกครองดังกล่าวได้มีมติให้จอมพล ถนอม กิตติขจร เข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไป จอมพล ถนอม กิตติขจร พ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลา พ.ศ. 2516 รัฐบาลได้ใช้อาวุธสงครามเข้าปราบปรามนักศึกษาประชาชนที่ชุมนุมเรียกร้องรัฐธรรมนูญ จนทำให้มีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก จากเหตุการณ์นี้ ทำให้พลังทางการเมืองหลายฝ่ายกดดันให้จอมพลถนอมลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รวมระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีโดยการยึดอำนาจและรัฐประหารทั้งสิ้น 10 ปี 6 เดือนเศษ หลังจากนั้น ได้มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินของจอมพลถนอม จนนำไปสู่การยึดทรัพย์สินที่ได้มาโดยไม่สุจริตต้องเป็นจำนวนมาก วันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2519 ท่ามกลางกระแสการปฏิวัติรัฐประหารของฝ่ายทหารทวีความรุนแรงอย่างกว้างขวาง จอมพลถนอมในวัย 65 ปี ได้กลับประเทศไทยอีกครั้งโดยบวชเป็นสามเณร ทำให้นักศึกษาประชาชนได้ออกมาประท้วงขับไล่อดีตนายกรัฐมนตรีมือเปื้อนเลือดรายนี้ เป็นเหตุให้กลุ่มการเมืองอีกฝ่ายที่นำโดย พลเรือเอก สงัด ชลออยู่ ฉวยโอกาสก่อรัฐประหารและทำการล้อมปราบนักศึกษาประชาชนในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 ทำให้มีผู้บาดเจ็บ เสียชีวิต และสูญหายจำนวนมาก นำไปสู่การยกเลิกรัฐธรรมนูญ ยุติการปกครองแบบประชาธิปไตยรัฐสภา และทำให้ประเทศไทยอยู่ภายใต้เผด็จการทหารต่อมาเป็นเวลาปีเศษ จอมพลถนอม กิตติขจร เคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีถึง 4 สมัย (รวมในสมัยเป็นหัวหน้าคณะปฏิวัติตัวเองด้วยเป็นสมัยที่ 3) สมัยแรกเป็นนายกในระยะเวลาสั้น ๆ หลังการรัฐประหารของจอมพลสฤษดิ์ในปี พ.ศ. 2501 สมัยที่สองถึงสี่หลังจากจอมพลสฤษดิ์ถึงแก่อสัญกรรม ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของจอมพลถนอมจึงถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของเผด็จการทหาร ถึงแม้ว่า ได้รับพระราชทานปฐมจุลจอมเกล้า และเครื่องราชอิสริยาภรณ์ อันมีศักดิ์รามาธิบดีชั้นที่ 1 เสนางคบดี ซึ่งเปรียบเสมือนสายสะพายแห่งความกล้าหาญ พร้อมกันนี้ยังได้เครื่องราชอิสริยาภรณ์อีกกว่า 30 รายการ ซึ่งถือว่าเป็นการจบชีวิตของนายทหารยศจอมพลคนสุดท้ายของกองทัพไทยผลงานสมัยเป็นรัฐบาลยศยศ. - ร้อยตรี - ร้อยโท - ร้อยเอก - พันตรี - พันโท - พันเอก - พลตรี - พลโท - พลเอก - จอมพล จอมพลเรือ จอมพลอากาศ นายกองใหญ่เครื่องราชอิสริยาภรณ์เครื่องราชอิสริยาภรณ์ไทยเครื่องราชอิสริยาภรณ์. เครื่องราชอิสริยาภรณ์ไทย. - พ.ศ. เครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ชั้นปฐมจุลจอมเกล้า (ป.จ.) ฝ่ายหน้า - พ.ศ. 2508 - เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีศักดิ์รามาธิบดี ชั้นที่ 1 (เสนางคะบดี) - พ.ศ. 2499 - เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก ชั้นสูงสุด มหาประมาภรณ์ช้างเผือก (ม.ป.ช.) - เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ชั้นสูงสุด มหาวชิรมงกุฎ - พ.ศ. 2493 - เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ชั้นทวีติยาภรณ์มงกุฎไทย (ท.ม.) - เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นสิริยิ่งรามกีรติ ลูกเสือสดุดีชั้นพิเศษ - เหรียญกล้าหาญ - เหรียญชัยสมรภูมิ สงครามมหาเอเชียบูรพา - เหรียญชัยสมรภูมิ กรณีสงครามเกาหลี (ประดับเปลวเพลิง) - เหรียญชัยสมรภูมิ กรณีสงครามเวียดนาม (ประดับเปลวระเบิด) - เหรียญพิทักษ์เสรีชน ชั้นที่ 1 - เหรียญพิทักษ์รัฐธรรมนูญ - เหรียญช่วยราชการเขตภายใน - เหรียญราชการชายแดน - เหรียญจักรมาลา - เหรียญลูกเสือสดุดี - เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ 8 ชั้นที่ 2 (อ.ป.ร.2) - เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ 9 ชั้นที่ 1 (ภ.ป.ร.1) - พ.ศ. 2502 - เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ 9 ชั้นที่ 2 (ภ.ป.ร.2) - เหรียญกาชาดสมนาคุณ ชั้นที่ 1เครื่องราชอิสริยาภรณ์ต่างประเทศเครื่องราชอิสริยาภรณ์ต่างประเทศ. - เหรียญสหประชาชาติเกาหลี - ลีเจียนออฟเมอริต สหรัฐอเมริกา - เครื่องราชอิสริยาภรณ์เดอะเดนเนบอร์ก ชั้นประถมาภรณ์ - เครื่องเสนาอิสริยาภรณ์แห่งพระคริสต์ ชั้นประถมาภรณ์ - เครื่องอิสริยาภรณ์กิตติคุณแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ชั้นประถมาภรณ์ - เครื่องราชอิสริยาภรณ์กิตติคุณฝ่ายพลเรือน - เครื่องราชอิสริยาภรณ์มงกุฎโอ๊ค - เครื่องราชอิสริยาภรณ์ดาบ - เครื่องอิสริยาภรณ์เซนต์ซิลเวสเตอร์ - เครื่องอิสริยาภรณ์กิตติคุณแห่งสาธารณรัฐอิตาลี - เครื่องราชอิสริยาภรณ์ออเรนจ์-นัสเซา ชั้นประถมาภรณ์ - เครื่องราชอิสริยาภรณ์เลโอโปลด์ (เบลเยียม) ชั้นประถมาภรณ์ - เครื่องอิสริยาภรณ์ดาราแห่งสาธารณรัฐอินโดนีเซีย ชั้นประถมาภรณ์ - เครื่องอิสริยาภรณ์นายพลซาน มาร์ติน ผู้ปลดปล่อย ชั้นประถมาภรณ์ - เครื่องราชอิสริยาภรณ์ยุนฮุย ชั้นประถมาภรณ์ - เครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดของมาเลเซีย
| บิดาของจอมพลถนอม กิตติขจร คือใคร | {
"answer": [
"ขุนโสภิตบรรณลักษณ์"
],
"answer_begin_position": [
1445
],
"answer_end_position": [
1463
]
} |
3,975 | 27,907 | ถนอม กิตติขจร จอมพล จอมพลเรือ จอมพลอากาศ ถนอม กิตติขจร (11 สิงหาคม พ.ศ. 2454—16 มีนาคม พ.ศ. 2547) เป็น อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 10 ของประเทศไทย ผู้บัญชาการทหารบก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ผู้ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะรัฐบาลในเหตุการณ์ 14 ตุลา ปี 2516 ซึ่งเป็นเหตุการณ์การประท้วงของ นิสิต นักศึกษา และประชาชน โดยในเหตุการณ์ ทหารได้ใช้อาวุธสงครามเข้าปราบปรามนักศึกษาประชาชนที่ชุมนุมเรียกร้องรัฐธรรมนูญ จนทำให้มีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก เป็นผลให้ จอมพล ถนอม กิตติขจร ต้องประกาศลาออกจากตำแหน่ง และเดินทางออกจากประเทศ พร้อมกับ จอมพล ประภาส จารุเสถียร และ พ.อ.ณรงค์ กิตติขจร ภายหลังเหตุการณ์ จอมพล ถนอม กิตติขจร ก็ได้เดินทางกลับ แล้วบวชเป็นพระสามเณร เป็นชนวนไปสู่การ ขับไล่ ของนักศึกษาธรรมศาสตร์ จนโยงไปสู่เหตุการณ์ 6 ตุลา ปี 2519 ทำให้มีผู้บาดเจ็บ เสียชีวิต และสูญหายจำนวนมาก จอมพล ถนอม กิตติขจร เคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีถึง 4 สมัย เป็นระยะเวลาถึง 10 ปี 6 เดือนเศษ และนับจากการเปลี่ยนการปกครอง พ.ศ. 2475 เป็นต้นมา นายทหารที่มาจากคนธรรมดาสามัญที่ครองยศจอมพลสายทหารบก มีด้วยกัน 7 คน จอมพลถนอมเป็นคนที่ 6 จอมพลประภาส จารุเสถียรเป็นคนที่ 7 แต่ผู้ที่มีอายุยืนที่สุด คือจอมพลถนอม จึงกลายเป็น "จอมพลคนสุดท้าย" จอมพลถนอมถึงแก่อสัญกรรมด้วยโรคเส้นเลือดในสมองแตกเมื่อกลางดึก เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2547 รวมอายุได้ 92 ปีประวัติ ประวัติ. จอมพล ถนอม กิตติขจร เกิดเมื่อ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2454 ณ บ้านหนองหลวง อำเภอเมืองตาก จังหวัดตาก เป็นบุตรของขุนโสภิตบรรณลักษณ์ (อำพัน กิตติขจร) กับนางโสภิตบรรณลักษณ์ (ลิ้นจี่) มีพี่น้องร่วมบิดามารดา 7 คน ได้แก่- นาง รำพึง พันธุมเสน (ถึงแก่กรรม) - เด็กหญิง ลำพูน กิตติขจร (ถึงแก่กรรม) - จอมพล จอมพลเรือ จอมพลอากาศ ถนอม กิตติขจร - นาง สุรภี ชูพินิจ (ถึงแก่กรรม) - นาย สนิท กิตติขจร (ถึงแก่กรรม) - นาง สายสนม กิตติขจร อดีตนายกสมาคมเภสัชและอายุรเวชโบราณแห่งประเทศไทย (ถึงแก่กรรม) - พลตำรวจตรี สง่า กิตติขจร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (ถึงแก่อนิจกรรม) - นาง ปราณีต สุคันธวณิช อดีตนายกสมาคมส่งเสริมการศึกษาในถิ่นกันดาร ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (ถึงแก่กรรม) จอมพล ถนอม กิตติขจร มีแซ่ในภาษาจีนว่า ฝู (จีน: 符; พินอิน: fú)เริ่มการศึกษาชั้นต้นที่โรงเรียนประชาบาลวัดโคกพลู จังหวัดตากหลังจากนั้นได้เข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนนายร้อยทหารบก และในระหว่างรับราชการทหารได้ศึกษาต่อที่ โรงเรียนแผนที่ทหาร กองทัพบก โรงเรียนทหารราบ กองทัพบก และวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (รุ่นที่ 1) ตามลำดับ จอมพล ถนอมได้รับปริญญาวิศวกรรมศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเมื่อ พ.ศ. 2504 จอมพล ถนอมดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระหว่าง พ.ศ. 2503 - พ.ศ. 2509บุตรธิดา บุตรธิดา. จอมพลถนอม กิตติขจรสมรสกับท่านผู้หญิงจงกล กิตติขจร (สกุลเดิม ถนัดรบ บุตรีของ พันเอกหลวงจบกระบวนยุทธ์ (แช่ม ถนัดรบ) และ คุณหญิงเครือวัลย์ จบกระบวนยุทธ์) มีบุตรธิดาทั้งสิ้น 6 คน ได้แก่- นาง นงนาถ เพ็ญชาติ (พ.ศ. 2474-ปัจจุบัน) - พันเอก ณรงค์ กิตติขจร (พ.ศ. 2476-ปัจจุบัน) สมรสกับคุณสุภาพร (จารุเสถียร) กิตติขจร มีบุตรเป็นทหาร 2 คน พลโท เกริกเกียรติ กิตติขจร กับ พลตรี กิจก้อง กิตติขจร - คุณหญิง นงนุช จิรพงศ์ สมรสกับ พล.อ.เอื้อม จิรพงศ์ มีบุตรชื่อ อนุสร จิรพงศ์ เป็นสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ - พลอากาศเอก ยุทธพงศ์ กิตติขจร - คุณหญิง ทรงสุดา ยอดมณี (พ.ศ. 2487-ปัจจุบัน) สมรสกับ ร้อยโท ดร.สุวิทย์ ยอดมณี - คุณหญิง ทรงสมร คชเสนี (พ.ศ. 2489-ปัจจุบัน) สมรสกับ พลเรือเอก สุภา คชเสนี นอกจากนี้ยังรับหลานอีก 2 คน ซึ่งเป็นบุตรของน้องสาวของท่านผู้หญิงจงกลมาเลี้ยงดูดุจลูกแท้ๆ ของท่านเอง คือ- พลตำรวจตรี นเรศ คุณวัฒน์ - นาย นรา คุณวัฒน์การรับราชการ การรับราชการ. รับราชการครั้งแรกในตำแหน่งผู้บังคับหมวดกรมทหารราบที่ 8 กองพันที่ 1 จังหวัดเชียงใหม่ ต่อมาได้ร่วมก่อรัฐประหาร เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 ในขณะที่มียศเป็นพันโท ตำแหน่งผู้บังคับการกรมทหารบกที่ 11 ต่อมาได้เป็น รองผู้บัญชาการกองพลที่ 1 ผู้บัญชาการกองพลที่ 1 รองแม่ทัพภาคที่ 1 และเป็นแม่ทัพภาคที่ 1 มาโดยลำดับจนกระทั่งวันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2506 พลเอกถนอมได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้บัญชาการทหารบก และ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด สืบต่อจาก จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ที่ถึงแก่อสัญกรรม ต่อมาในวันที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2507 พลเอกถนอมได้รับพระราชทานยศ จอมพล จอมพลเรือ จอมพลอากาศ และในวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2507 จอมพลถนอมได้สละตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกให้กับ พลเอกประภาส จารุเสถียร รองผู้บัญชาการทหารสูงสุดและรักษาราชการรองผู้บัญชาการทหารบกโดยเหลือตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดเพียงตำแหน่งเดียว จอมพลถนอม กิตติขจร ได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมในรัฐบาลของจอมพล แปลก พิบูลสงคราม และเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในรัฐบาลของนายพจน์ สารสิน สภาผู้แทนราษฎรได้มีมติให้จอมพลถนอมดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 10 เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2501 แต่บริหารประเทศแค่ 9 เดือนเศษก็ลาออกจากตำแหน่ง เพื่อเปิดทางให้จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อจอมพลสฤษดิ์ ถึงแก่อสัญกรรม จอมพล ถนอม กิตติขจร ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง ในช่วงระยะเวลาที่จอมพล ถนอม กิตติขจร บริหารประเทศได้สร้างทางหลวงสายต่าง ๆ ทั่วประเทศหลายสาย สร้างเขื่อน อาทิ เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนอุบลรัตน์ นอกจากนี้ท่านยังได้ทำการปรับปรุงกองทัพให้ทันสมัยทัดเทียมกับนานาประเทศ และในปี พ.ศ. 2508 ได้ส่งทหารไปร่วมรบในสงครามเวียดนามด้วย เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2542 ในสมัยรัฐบาลชวน หลีกภัย จอมพลถนอมได้รับการแต่งตั้งเป็นนายทหารพิเศษประจำกรมทหารราบที่ 31 รักษาพระองค์ สร้างความไม่พอใจและกระแสต่อต้านในสังคมระยะหนึ่ง ถึงกับมีการอภิปรายในสภาและกังวลกันว่าอาจเป็นชนวนเหตุให้เกิดเหตุร้ายซ้ำอีก ต่อมาเมื่อ 24 มีนาคม จอมพลถนอมจึงลาออกจากตำแหน่งดังกล่าวเพราะแรงกดดันจากสาธารณชนการเมือง การเมือง. หลังจากมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2511 มีการเลือกตั้งทั่วไปและมีรัฐสภา ในปี พ.ศ. 2514 จอมพล ถนอม กิตติขจร ได้ทำรัฐประหารรัฐบาลของตนเอง และได้จัดตั้งสภาบริหารคณะปฏิวัติขึ้น เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง หนึ่งในผู้ที่ยืนหยัดวิจารณ์อย่างไม่เกรงกลัวอำนาจได้แก่ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ที่เขียนจดหมายในนามนายเข้ม เย็นยิ่ง ถึง ผู้ใหญ่ ทำนุ เกียรติก้อง (หมายถึงจอมพลถนอมนั่นเอง) จนกระทั่งมีการประกาศใช้ธรรมนูญการปกครองแห่งราชอาณาจักร เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2515 และสภานิติบัญญัติแห่งชาติตามธรรรมนูญการปกครองดังกล่าวได้มีมติให้จอมพล ถนอม กิตติขจร เข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไป จอมพล ถนอม กิตติขจร พ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลา พ.ศ. 2516 รัฐบาลได้ใช้อาวุธสงครามเข้าปราบปรามนักศึกษาประชาชนที่ชุมนุมเรียกร้องรัฐธรรมนูญ จนทำให้มีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก จากเหตุการณ์นี้ ทำให้พลังทางการเมืองหลายฝ่ายกดดันให้จอมพลถนอมลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รวมระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีโดยการยึดอำนาจและรัฐประหารทั้งสิ้น 10 ปี 6 เดือนเศษ หลังจากนั้น ได้มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินของจอมพลถนอม จนนำไปสู่การยึดทรัพย์สินที่ได้มาโดยไม่สุจริตต้องเป็นจำนวนมาก วันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2519 ท่ามกลางกระแสการปฏิวัติรัฐประหารของฝ่ายทหารทวีความรุนแรงอย่างกว้างขวาง จอมพลถนอมในวัย 65 ปี ได้กลับประเทศไทยอีกครั้งโดยบวชเป็นสามเณร ทำให้นักศึกษาประชาชนได้ออกมาประท้วงขับไล่อดีตนายกรัฐมนตรีมือเปื้อนเลือดรายนี้ เป็นเหตุให้กลุ่มการเมืองอีกฝ่ายที่นำโดย พลเรือเอก สงัด ชลออยู่ ฉวยโอกาสก่อรัฐประหารและทำการล้อมปราบนักศึกษาประชาชนในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 ทำให้มีผู้บาดเจ็บ เสียชีวิต และสูญหายจำนวนมาก นำไปสู่การยกเลิกรัฐธรรมนูญ ยุติการปกครองแบบประชาธิปไตยรัฐสภา และทำให้ประเทศไทยอยู่ภายใต้เผด็จการทหารต่อมาเป็นเวลาปีเศษ จอมพลถนอม กิตติขจร เคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีถึง 4 สมัย (รวมในสมัยเป็นหัวหน้าคณะปฏิวัติตัวเองด้วยเป็นสมัยที่ 3) สมัยแรกเป็นนายกในระยะเวลาสั้น ๆ หลังการรัฐประหารของจอมพลสฤษดิ์ในปี พ.ศ. 2501 สมัยที่สองถึงสี่หลังจากจอมพลสฤษดิ์ถึงแก่อสัญกรรม ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของจอมพลถนอมจึงถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของเผด็จการทหาร ถึงแม้ว่า ได้รับพระราชทานปฐมจุลจอมเกล้า และเครื่องราชอิสริยาภรณ์ อันมีศักดิ์รามาธิบดีชั้นที่ 1 เสนางคบดี ซึ่งเปรียบเสมือนสายสะพายแห่งความกล้าหาญ พร้อมกันนี้ยังได้เครื่องราชอิสริยาภรณ์อีกกว่า 30 รายการ ซึ่งถือว่าเป็นการจบชีวิตของนายทหารยศจอมพลคนสุดท้ายของกองทัพไทยผลงานสมัยเป็นรัฐบาลยศยศ. - ร้อยตรี - ร้อยโท - ร้อยเอก - พันตรี - พันโท - พันเอก - พลตรี - พลโท - พลเอก - จอมพล จอมพลเรือ จอมพลอากาศ นายกองใหญ่เครื่องราชอิสริยาภรณ์เครื่องราชอิสริยาภรณ์ไทยเครื่องราชอิสริยาภรณ์. เครื่องราชอิสริยาภรณ์ไทย. - พ.ศ. เครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ชั้นปฐมจุลจอมเกล้า (ป.จ.) ฝ่ายหน้า - พ.ศ. 2508 - เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีศักดิ์รามาธิบดี ชั้นที่ 1 (เสนางคะบดี) - พ.ศ. 2499 - เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก ชั้นสูงสุด มหาประมาภรณ์ช้างเผือก (ม.ป.ช.) - เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ชั้นสูงสุด มหาวชิรมงกุฎ - พ.ศ. 2493 - เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ชั้นทวีติยาภรณ์มงกุฎไทย (ท.ม.) - เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นสิริยิ่งรามกีรติ ลูกเสือสดุดีชั้นพิเศษ - เหรียญกล้าหาญ - เหรียญชัยสมรภูมิ สงครามมหาเอเชียบูรพา - เหรียญชัยสมรภูมิ กรณีสงครามเกาหลี (ประดับเปลวเพลิง) - เหรียญชัยสมรภูมิ กรณีสงครามเวียดนาม (ประดับเปลวระเบิด) - เหรียญพิทักษ์เสรีชน ชั้นที่ 1 - เหรียญพิทักษ์รัฐธรรมนูญ - เหรียญช่วยราชการเขตภายใน - เหรียญราชการชายแดน - เหรียญจักรมาลา - เหรียญลูกเสือสดุดี - เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ 8 ชั้นที่ 2 (อ.ป.ร.2) - เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ 9 ชั้นที่ 1 (ภ.ป.ร.1) - พ.ศ. 2502 - เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ 9 ชั้นที่ 2 (ภ.ป.ร.2) - เหรียญกาชาดสมนาคุณ ชั้นที่ 1เครื่องราชอิสริยาภรณ์ต่างประเทศเครื่องราชอิสริยาภรณ์ต่างประเทศ. - เหรียญสหประชาชาติเกาหลี - ลีเจียนออฟเมอริต สหรัฐอเมริกา - เครื่องราชอิสริยาภรณ์เดอะเดนเนบอร์ก ชั้นประถมาภรณ์ - เครื่องเสนาอิสริยาภรณ์แห่งพระคริสต์ ชั้นประถมาภรณ์ - เครื่องอิสริยาภรณ์กิตติคุณแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ชั้นประถมาภรณ์ - เครื่องราชอิสริยาภรณ์กิตติคุณฝ่ายพลเรือน - เครื่องราชอิสริยาภรณ์มงกุฎโอ๊ค - เครื่องราชอิสริยาภรณ์ดาบ - เครื่องอิสริยาภรณ์เซนต์ซิลเวสเตอร์ - เครื่องอิสริยาภรณ์กิตติคุณแห่งสาธารณรัฐอิตาลี - เครื่องราชอิสริยาภรณ์ออเรนจ์-นัสเซา ชั้นประถมาภรณ์ - เครื่องราชอิสริยาภรณ์เลโอโปลด์ (เบลเยียม) ชั้นประถมาภรณ์ - เครื่องอิสริยาภรณ์ดาราแห่งสาธารณรัฐอินโดนีเซีย ชั้นประถมาภรณ์ - เครื่องอิสริยาภรณ์นายพลซาน มาร์ติน ผู้ปลดปล่อย ชั้นประถมาภรณ์ - เครื่องราชอิสริยาภรณ์ยุนฮุย ชั้นประถมาภรณ์ - เครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดของมาเลเซีย
| จอมพลถนอม กิตติขจร เคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไทยกี่สมัย | {
"answer": [
"4"
],
"answer_begin_position": [
937
],
"answer_end_position": [
938
]
} |
3,976 | 27,907 | ถนอม กิตติขจร จอมพล จอมพลเรือ จอมพลอากาศ ถนอม กิตติขจร (11 สิงหาคม พ.ศ. 2454—16 มีนาคม พ.ศ. 2547) เป็น อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 10 ของประเทศไทย ผู้บัญชาการทหารบก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ผู้ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะรัฐบาลในเหตุการณ์ 14 ตุลา ปี 2516 ซึ่งเป็นเหตุการณ์การประท้วงของ นิสิต นักศึกษา และประชาชน โดยในเหตุการณ์ ทหารได้ใช้อาวุธสงครามเข้าปราบปรามนักศึกษาประชาชนที่ชุมนุมเรียกร้องรัฐธรรมนูญ จนทำให้มีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก เป็นผลให้ จอมพล ถนอม กิตติขจร ต้องประกาศลาออกจากตำแหน่ง และเดินทางออกจากประเทศ พร้อมกับ จอมพล ประภาส จารุเสถียร และ พ.อ.ณรงค์ กิตติขจร ภายหลังเหตุการณ์ จอมพล ถนอม กิตติขจร ก็ได้เดินทางกลับ แล้วบวชเป็นพระสามเณร เป็นชนวนไปสู่การ ขับไล่ ของนักศึกษาธรรมศาสตร์ จนโยงไปสู่เหตุการณ์ 6 ตุลา ปี 2519 ทำให้มีผู้บาดเจ็บ เสียชีวิต และสูญหายจำนวนมาก จอมพล ถนอม กิตติขจร เคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีถึง 4 สมัย เป็นระยะเวลาถึง 10 ปี 6 เดือนเศษ และนับจากการเปลี่ยนการปกครอง พ.ศ. 2475 เป็นต้นมา นายทหารที่มาจากคนธรรมดาสามัญที่ครองยศจอมพลสายทหารบก มีด้วยกัน 7 คน จอมพลถนอมเป็นคนที่ 6 จอมพลประภาส จารุเสถียรเป็นคนที่ 7 แต่ผู้ที่มีอายุยืนที่สุด คือจอมพลถนอม จึงกลายเป็น "จอมพลคนสุดท้าย" จอมพลถนอมถึงแก่อสัญกรรมด้วยโรคเส้นเลือดในสมองแตกเมื่อกลางดึก เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2547 รวมอายุได้ 92 ปีประวัติ ประวัติ. จอมพล ถนอม กิตติขจร เกิดเมื่อ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2454 ณ บ้านหนองหลวง อำเภอเมืองตาก จังหวัดตาก เป็นบุตรของขุนโสภิตบรรณลักษณ์ (อำพัน กิตติขจร) กับนางโสภิตบรรณลักษณ์ (ลิ้นจี่) มีพี่น้องร่วมบิดามารดา 7 คน ได้แก่- นาง รำพึง พันธุมเสน (ถึงแก่กรรม) - เด็กหญิง ลำพูน กิตติขจร (ถึงแก่กรรม) - จอมพล จอมพลเรือ จอมพลอากาศ ถนอม กิตติขจร - นาง สุรภี ชูพินิจ (ถึงแก่กรรม) - นาย สนิท กิตติขจร (ถึงแก่กรรม) - นาง สายสนม กิตติขจร อดีตนายกสมาคมเภสัชและอายุรเวชโบราณแห่งประเทศไทย (ถึงแก่กรรม) - พลตำรวจตรี สง่า กิตติขจร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (ถึงแก่อนิจกรรม) - นาง ปราณีต สุคันธวณิช อดีตนายกสมาคมส่งเสริมการศึกษาในถิ่นกันดาร ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (ถึงแก่กรรม) จอมพล ถนอม กิตติขจร มีแซ่ในภาษาจีนว่า ฝู (จีน: 符; พินอิน: fú)เริ่มการศึกษาชั้นต้นที่โรงเรียนประชาบาลวัดโคกพลู จังหวัดตากหลังจากนั้นได้เข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนนายร้อยทหารบก และในระหว่างรับราชการทหารได้ศึกษาต่อที่ โรงเรียนแผนที่ทหาร กองทัพบก โรงเรียนทหารราบ กองทัพบก และวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (รุ่นที่ 1) ตามลำดับ จอมพล ถนอมได้รับปริญญาวิศวกรรมศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเมื่อ พ.ศ. 2504 จอมพล ถนอมดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระหว่าง พ.ศ. 2503 - พ.ศ. 2509บุตรธิดา บุตรธิดา. จอมพลถนอม กิตติขจรสมรสกับท่านผู้หญิงจงกล กิตติขจร (สกุลเดิม ถนัดรบ บุตรีของ พันเอกหลวงจบกระบวนยุทธ์ (แช่ม ถนัดรบ) และ คุณหญิงเครือวัลย์ จบกระบวนยุทธ์) มีบุตรธิดาทั้งสิ้น 6 คน ได้แก่- นาง นงนาถ เพ็ญชาติ (พ.ศ. 2474-ปัจจุบัน) - พันเอก ณรงค์ กิตติขจร (พ.ศ. 2476-ปัจจุบัน) สมรสกับคุณสุภาพร (จารุเสถียร) กิตติขจร มีบุตรเป็นทหาร 2 คน พลโท เกริกเกียรติ กิตติขจร กับ พลตรี กิจก้อง กิตติขจร - คุณหญิง นงนุช จิรพงศ์ สมรสกับ พล.อ.เอื้อม จิรพงศ์ มีบุตรชื่อ อนุสร จิรพงศ์ เป็นสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ - พลอากาศเอก ยุทธพงศ์ กิตติขจร - คุณหญิง ทรงสุดา ยอดมณี (พ.ศ. 2487-ปัจจุบัน) สมรสกับ ร้อยโท ดร.สุวิทย์ ยอดมณี - คุณหญิง ทรงสมร คชเสนี (พ.ศ. 2489-ปัจจุบัน) สมรสกับ พลเรือเอก สุภา คชเสนี นอกจากนี้ยังรับหลานอีก 2 คน ซึ่งเป็นบุตรของน้องสาวของท่านผู้หญิงจงกลมาเลี้ยงดูดุจลูกแท้ๆ ของท่านเอง คือ- พลตำรวจตรี นเรศ คุณวัฒน์ - นาย นรา คุณวัฒน์การรับราชการ การรับราชการ. รับราชการครั้งแรกในตำแหน่งผู้บังคับหมวดกรมทหารราบที่ 8 กองพันที่ 1 จังหวัดเชียงใหม่ ต่อมาได้ร่วมก่อรัฐประหาร เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 ในขณะที่มียศเป็นพันโท ตำแหน่งผู้บังคับการกรมทหารบกที่ 11 ต่อมาได้เป็น รองผู้บัญชาการกองพลที่ 1 ผู้บัญชาการกองพลที่ 1 รองแม่ทัพภาคที่ 1 และเป็นแม่ทัพภาคที่ 1 มาโดยลำดับจนกระทั่งวันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2506 พลเอกถนอมได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้บัญชาการทหารบก และ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด สืบต่อจาก จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ที่ถึงแก่อสัญกรรม ต่อมาในวันที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2507 พลเอกถนอมได้รับพระราชทานยศ จอมพล จอมพลเรือ จอมพลอากาศ และในวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2507 จอมพลถนอมได้สละตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกให้กับ พลเอกประภาส จารุเสถียร รองผู้บัญชาการทหารสูงสุดและรักษาราชการรองผู้บัญชาการทหารบกโดยเหลือตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดเพียงตำแหน่งเดียว จอมพลถนอม กิตติขจร ได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมในรัฐบาลของจอมพล แปลก พิบูลสงคราม และเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในรัฐบาลของนายพจน์ สารสิน สภาผู้แทนราษฎรได้มีมติให้จอมพลถนอมดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 10 เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2501 แต่บริหารประเทศแค่ 9 เดือนเศษก็ลาออกจากตำแหน่ง เพื่อเปิดทางให้จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อจอมพลสฤษดิ์ ถึงแก่อสัญกรรม จอมพล ถนอม กิตติขจร ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง ในช่วงระยะเวลาที่จอมพล ถนอม กิตติขจร บริหารประเทศได้สร้างทางหลวงสายต่าง ๆ ทั่วประเทศหลายสาย สร้างเขื่อน อาทิ เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนอุบลรัตน์ นอกจากนี้ท่านยังได้ทำการปรับปรุงกองทัพให้ทันสมัยทัดเทียมกับนานาประเทศ และในปี พ.ศ. 2508 ได้ส่งทหารไปร่วมรบในสงครามเวียดนามด้วย เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2542 ในสมัยรัฐบาลชวน หลีกภัย จอมพลถนอมได้รับการแต่งตั้งเป็นนายทหารพิเศษประจำกรมทหารราบที่ 31 รักษาพระองค์ สร้างความไม่พอใจและกระแสต่อต้านในสังคมระยะหนึ่ง ถึงกับมีการอภิปรายในสภาและกังวลกันว่าอาจเป็นชนวนเหตุให้เกิดเหตุร้ายซ้ำอีก ต่อมาเมื่อ 24 มีนาคม จอมพลถนอมจึงลาออกจากตำแหน่งดังกล่าวเพราะแรงกดดันจากสาธารณชนการเมือง การเมือง. หลังจากมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2511 มีการเลือกตั้งทั่วไปและมีรัฐสภา ในปี พ.ศ. 2514 จอมพล ถนอม กิตติขจร ได้ทำรัฐประหารรัฐบาลของตนเอง และได้จัดตั้งสภาบริหารคณะปฏิวัติขึ้น เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง หนึ่งในผู้ที่ยืนหยัดวิจารณ์อย่างไม่เกรงกลัวอำนาจได้แก่ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ที่เขียนจดหมายในนามนายเข้ม เย็นยิ่ง ถึง ผู้ใหญ่ ทำนุ เกียรติก้อง (หมายถึงจอมพลถนอมนั่นเอง) จนกระทั่งมีการประกาศใช้ธรรมนูญการปกครองแห่งราชอาณาจักร เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2515 และสภานิติบัญญัติแห่งชาติตามธรรรมนูญการปกครองดังกล่าวได้มีมติให้จอมพล ถนอม กิตติขจร เข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไป จอมพล ถนอม กิตติขจร พ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลา พ.ศ. 2516 รัฐบาลได้ใช้อาวุธสงครามเข้าปราบปรามนักศึกษาประชาชนที่ชุมนุมเรียกร้องรัฐธรรมนูญ จนทำให้มีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก จากเหตุการณ์นี้ ทำให้พลังทางการเมืองหลายฝ่ายกดดันให้จอมพลถนอมลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รวมระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีโดยการยึดอำนาจและรัฐประหารทั้งสิ้น 10 ปี 6 เดือนเศษ หลังจากนั้น ได้มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินของจอมพลถนอม จนนำไปสู่การยึดทรัพย์สินที่ได้มาโดยไม่สุจริตต้องเป็นจำนวนมาก วันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2519 ท่ามกลางกระแสการปฏิวัติรัฐประหารของฝ่ายทหารทวีความรุนแรงอย่างกว้างขวาง จอมพลถนอมในวัย 65 ปี ได้กลับประเทศไทยอีกครั้งโดยบวชเป็นสามเณร ทำให้นักศึกษาประชาชนได้ออกมาประท้วงขับไล่อดีตนายกรัฐมนตรีมือเปื้อนเลือดรายนี้ เป็นเหตุให้กลุ่มการเมืองอีกฝ่ายที่นำโดย พลเรือเอก สงัด ชลออยู่ ฉวยโอกาสก่อรัฐประหารและทำการล้อมปราบนักศึกษาประชาชนในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 ทำให้มีผู้บาดเจ็บ เสียชีวิต และสูญหายจำนวนมาก นำไปสู่การยกเลิกรัฐธรรมนูญ ยุติการปกครองแบบประชาธิปไตยรัฐสภา และทำให้ประเทศไทยอยู่ภายใต้เผด็จการทหารต่อมาเป็นเวลาปีเศษ จอมพลถนอม กิตติขจร เคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีถึง 4 สมัย (รวมในสมัยเป็นหัวหน้าคณะปฏิวัติตัวเองด้วยเป็นสมัยที่ 3) สมัยแรกเป็นนายกในระยะเวลาสั้น ๆ หลังการรัฐประหารของจอมพลสฤษดิ์ในปี พ.ศ. 2501 สมัยที่สองถึงสี่หลังจากจอมพลสฤษดิ์ถึงแก่อสัญกรรม ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของจอมพลถนอมจึงถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของเผด็จการทหาร ถึงแม้ว่า ได้รับพระราชทานปฐมจุลจอมเกล้า และเครื่องราชอิสริยาภรณ์ อันมีศักดิ์รามาธิบดีชั้นที่ 1 เสนางคบดี ซึ่งเปรียบเสมือนสายสะพายแห่งความกล้าหาญ พร้อมกันนี้ยังได้เครื่องราชอิสริยาภรณ์อีกกว่า 30 รายการ ซึ่งถือว่าเป็นการจบชีวิตของนายทหารยศจอมพลคนสุดท้ายของกองทัพไทยผลงานสมัยเป็นรัฐบาลยศยศ. - ร้อยตรี - ร้อยโท - ร้อยเอก - พันตรี - พันโท - พันเอก - พลตรี - พลโท - พลเอก - จอมพล จอมพลเรือ จอมพลอากาศ นายกองใหญ่เครื่องราชอิสริยาภรณ์เครื่องราชอิสริยาภรณ์ไทยเครื่องราชอิสริยาภรณ์. เครื่องราชอิสริยาภรณ์ไทย. - พ.ศ. เครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ชั้นปฐมจุลจอมเกล้า (ป.จ.) ฝ่ายหน้า - พ.ศ. 2508 - เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีศักดิ์รามาธิบดี ชั้นที่ 1 (เสนางคะบดี) - พ.ศ. 2499 - เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก ชั้นสูงสุด มหาประมาภรณ์ช้างเผือก (ม.ป.ช.) - เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ชั้นสูงสุด มหาวชิรมงกุฎ - พ.ศ. 2493 - เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ชั้นทวีติยาภรณ์มงกุฎไทย (ท.ม.) - เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นสิริยิ่งรามกีรติ ลูกเสือสดุดีชั้นพิเศษ - เหรียญกล้าหาญ - เหรียญชัยสมรภูมิ สงครามมหาเอเชียบูรพา - เหรียญชัยสมรภูมิ กรณีสงครามเกาหลี (ประดับเปลวเพลิง) - เหรียญชัยสมรภูมิ กรณีสงครามเวียดนาม (ประดับเปลวระเบิด) - เหรียญพิทักษ์เสรีชน ชั้นที่ 1 - เหรียญพิทักษ์รัฐธรรมนูญ - เหรียญช่วยราชการเขตภายใน - เหรียญราชการชายแดน - เหรียญจักรมาลา - เหรียญลูกเสือสดุดี - เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ 8 ชั้นที่ 2 (อ.ป.ร.2) - เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ 9 ชั้นที่ 1 (ภ.ป.ร.1) - พ.ศ. 2502 - เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ 9 ชั้นที่ 2 (ภ.ป.ร.2) - เหรียญกาชาดสมนาคุณ ชั้นที่ 1เครื่องราชอิสริยาภรณ์ต่างประเทศเครื่องราชอิสริยาภรณ์ต่างประเทศ. - เหรียญสหประชาชาติเกาหลี - ลีเจียนออฟเมอริต สหรัฐอเมริกา - เครื่องราชอิสริยาภรณ์เดอะเดนเนบอร์ก ชั้นประถมาภรณ์ - เครื่องเสนาอิสริยาภรณ์แห่งพระคริสต์ ชั้นประถมาภรณ์ - เครื่องอิสริยาภรณ์กิตติคุณแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ชั้นประถมาภรณ์ - เครื่องราชอิสริยาภรณ์กิตติคุณฝ่ายพลเรือน - เครื่องราชอิสริยาภรณ์มงกุฎโอ๊ค - เครื่องราชอิสริยาภรณ์ดาบ - เครื่องอิสริยาภรณ์เซนต์ซิลเวสเตอร์ - เครื่องอิสริยาภรณ์กิตติคุณแห่งสาธารณรัฐอิตาลี - เครื่องราชอิสริยาภรณ์ออเรนจ์-นัสเซา ชั้นประถมาภรณ์ - เครื่องราชอิสริยาภรณ์เลโอโปลด์ (เบลเยียม) ชั้นประถมาภรณ์ - เครื่องอิสริยาภรณ์ดาราแห่งสาธารณรัฐอินโดนีเซีย ชั้นประถมาภรณ์ - เครื่องอิสริยาภรณ์นายพลซาน มาร์ติน ผู้ปลดปล่อย ชั้นประถมาภรณ์ - เครื่องราชอิสริยาภรณ์ยุนฮุย ชั้นประถมาภรณ์ - เครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดของมาเลเซีย
| จอมพลถนอม กิตติขจร อดีตนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย ถึงแก่อสัญกรรมด้วยโรคใด | {
"answer": [
"เส้นเลือดในสมองแตก"
],
"answer_begin_position": [
1245
],
"answer_end_position": [
1263
]
} |
2,583 | 7,592 | สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ดร.คุณหญิง สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (1 พฤษภาคม 2504 - ) เป็นนักการเมือง เคยร่วมประท้วงในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ อดีตรัฐมนตรีเคยดำรงตำแหน่งที่สำคัญในรัฐบาล พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร ปัจจุบันเป็นประธานมูลนิธิไทยพึ่งไทยประวัติ ประวัติ. เกิดเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2504 ที่ย่านลาดปลาเค้า ในกรุงเทพมหานคร เป็นบุตรสาวของนายสมพล เกยุราพันธุ์ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ได้สมรสกับนายสมยศ ลีลาปัญญาเลิศ นักธุรกิจชาวไทย มีบุตร-ธิดา รวม 3 คน คือ ภูมิภัทร, พีรภัทร และยศสุดา ลีลาปัญญาเลิศ ตามลำดับ สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี ด้านการตลาด จากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และระดับปริญญาโท บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต จากสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ สำเร็จการศึกษาปริญญาเอก พุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา จาก คณะบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เข้ารับประทานปริญญาบัตร ในวันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2561 จาก สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายกการเมือง การเมือง. คุณหญิงสุดารัตน์ เข้าสู่แวดวงการเมืองครั้งแรกในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2535 ได้เป็น ส.ส. ในเขตกรุงเทพมหานคร ในเขต 12 (มีนบุรี, บางเขน, หนองจอก, ดอนเมือง ยกเว้นแขวงทุ่งสองห้อง) ของพรรคพลังธรรม แต่หลังจากเหตุการณ์พฤษภาทมิฬที่ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ได้วางมือทางการเมืองแล้ว พรรคพลังธรรมก็ได้ผลัดเปลี่ยนหัวหน้าพรรคหลายคน มาจนถึง พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร เป็นหัวหน้าพรรค คุณหญิงสุดารัตน์ก็ได้สนิทสนมกับ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ พร้อมกับสมาชิกพรรคอีกหลายคนซึ่งส่วนใหญ่เป็น ส.ส. ในกรุงเทพมหานคร ในการเลือกตั้งปี พ.ศ. 2539 พรรคพลังธรรมมี ส.ส. เหลือเพียงคนเดียว คือ คุณหญิงสุดารัตน์นี่เอง และในปี พ.ศ. 2541 เมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณได้ออกมาก่อตั้งพรรคไทยรักไทย คุณหญิงสุดารัตน์ก็เป็นหนึ่งใน 23 บุคคลที่ร่วมก่อตั้งพรรคด้วย และก็ได้ร่วมงานกับทางพรรคมาจนบัดนั้น ในปี พ.ศ. 2543 คุณหญิงสุดารัตน์ได้ลงรับสมัครเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในนามของพรรค ได้เบอร์ 5 โดยคู่แข่งขันสำคัญ คือ สมัคร สุนทรเวช ผลการเลือกตั้งปรากฏว่าสมัครชนะด้วยคะแนนที่ท่วมท้น หลังจากนั้นในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปี พ.ศ. 2544 คุณหญิงสุดารัตน์ได้ย้ายไปลงในระบบบัญชีรายชื่ออันดับต้น ๆ ของพรรค รวมทั้งการเลือกตั้งในปี พ.ศ. 2548 ด้วย ในปี พ.ศ. 2548 ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ทำให้สามารถใช้คำนำหน้านามว่า "คุณหญิง" โดยบทบาทในพรรคของคุณหญิงสุดารัตน์เป็นที่รับรู้กันว่า มีอิทธิพลสูง มีสมาชิกในสังกัดอยู่ในความดูแลหลายคน ซึ่งเป็น ส.ส. ในพื้นที่กรุงเทพมหานครทั้งหมด โดยมีฉายาที่เรียกตามชื่อเล่นที่ชื่อ "หน่อย" ว่า "เจ๊หน่อย" ต่อมาในปี พ.ศ. 2550 ได้ถูกตัดสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี เนื่องจากเป็นกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยซึ่งถูกยุบในคดียุบพรรคการเมือง พ.ศ. 2549 ในเหตุการณ์การชุมนุมของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ พ.ศ. 2553 จรัล ดิษฐาอภิชัยได้กล่าวยอมรับว่ามีการให้เงินสนับสนุนจากคุณหญิงสุดารัตน์ ซึ่งขณะนั้น คุณหญิงสุดารัตน์ ถูกศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ห้ามทำธุรกรรมทางการเงินและต่อมา คุณหญิงสุดารัตน์ ได้ออกมาขู่ฟ้องร้องอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และพลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา มติคณะอนุกรรมการไต่สวนกรณีชี้มูลความผิดโครงการจัดทำระบบคอมพิวเตอร์เพื่อการบริหารข้อมูลข่าวสารด้านการเงิน การคลัง และข้อมูลโรงพยาบาลปลัดกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2547 ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติได้ชี้มูลว่า คุณหญิงสุดารัตน์ มีความผิดในโครงการดังกล่าวตำแหน่งทางการเมืองตำแหน่งทางการเมือง. - เลขาธิการพรรคพลังธรรม - หัวหน้ากลุ่มพลังไทย - หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งพรรคไทยรักไทย - รองห้วหน้าพรรคไทยรักไทย - พ.ศ. 2535 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร เขต 12 บางเขน ดอนเมือง หนองจอก และ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร เขต 7 บางกะปิ บึงกุ่ม ลาดพร้าว รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี- พ.ศ. 2537 รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม - พ.ศ. 2538 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร เขต 7 บางกะปิ บึงกุ่ม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย- พ.ศ. 2539 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร เขต 7 บางกะปิ บึงกุ่ม (คนเดียวของพรรคพลังธรรม) - พ.ศ. 2544 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคไทยรักไทย อันดับ 6 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข- พ.ศ. 2548 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ - พ.ศ. 2553 ประธานมูลนิธิไทยพึ่งไทย - พ.ศ. 2554 ประธานคณะกรรมการ ดำเนินงานโครงการบูรณปฏิสังขรณ์ สถานที่ประสูติพระพุทธเจ้า ณ ลุมพินีสถาน ประเทศเนปาล - พ.ศ. 2557 นายกองค์การนิสิตบัณฑิตศึกษา มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยรางวัลต่าง ๆรางวัลต่าง ๆ. - Thailand Tatler Award Most talked about personality of the year จัดโดย Thailand Tatler ปี 2539 - รางวัลเกียรติคุณวิจิตรแพรวา เป็นผู้นำการแต่งกายด้วยผ้าไหมแพรวา จัดโดยจังหวัดกาฬสินธุ์ ปี 2539 - ศิษย์เซนต์โยเซฟตัวอย่าง “นวุฒิพรรษ” สาขาการเมือง (ผู้มีความประพฤติดี และรางวัลมารยาทงาม) จัดโดยสมาคมศิษย์เซนต์โยเซฟ คอนเวนต์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ปี 2540 - รางวัลศิษย์เก่าดีเด่นคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปี 2540 - รางวัลนิสิตเก่าดีเด่น ศศินทร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย - ยอดหญิง 2540 โดยสมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรี ปี 2540 - สาวเปรียว ประจำปี 2541 จากนิตยสารเปรียว - ประกาศเกียรติคุณได้รับโหวตจากผู้ฟังรายการ “เวทีผู้หญิง” เป็นสตรีเพชรงามในสายอาชีพ นักการ เมือง ปี 2541 - คนรักรัฐธรรมนูญ จัดโดยชมรมคนรักรัฐธรรมนูญร่วมกับรัฐสภา ปี 2541 - นักสุขศึกษาดีเด่น สาขาการบริหารนโยบาย จากสมาคมวิชาชีพสุขศึกษา ปี 2546 - Tobacco-Free World Award 2003 จากองค์การอนามัยโลก (WHO) - รับพระราชทานรางวัล Mental Health Princess Award ในฐานะผู้มีผลงานด้านสุขภาพจิตและยาเสพติดระหว่างประเทศดีเด่น จากสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เมื่อ 19 สิงหาคม 2546 - สตรีไทยดีเด่น ด้านทำคุณประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติ ประจำปี 2547 ของสภาสตรีแห่งชาติในพระบรมราชินูปถัมภ์ - รับพระราชทานยศนายกองเอก เมื่อปี 2539เครื่องราชอิสริยาภรณ์เครื่องราชอิสริยาภรณ์. - เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก ชั้นมหาปรมาภรณ์ช้างเผือก (ม.ป.ช.) 2 ธันวาคม พ.ศ. 2542 - เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ชั้นมหาวชิรมงกุฎ (ม.ว.ม.) 5 ธันวาคม พ.ศ. 2539 - เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่สรรเสริญยิ่งดิเรกคุณาภรณ์ ชั้นปฐมดิเรกคุณาภรณ์ (ป.ภ.) 3 ธันวาคม พ.ศ. 2548 - เครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ชั้นจตุตถจุลจอมเกล้า (จ.จ.) 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2548
| คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เกิดเมื่อวันที่เท่าไร | {
"answer": [
"1"
],
"answer_begin_position": [
358
],
"answer_end_position": [
359
]
} |
2,584 | 7,592 | สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ดร.คุณหญิง สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (1 พฤษภาคม 2504 - ) เป็นนักการเมือง เคยร่วมประท้วงในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ อดีตรัฐมนตรีเคยดำรงตำแหน่งที่สำคัญในรัฐบาล พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร ปัจจุบันเป็นประธานมูลนิธิไทยพึ่งไทยประวัติ ประวัติ. เกิดเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2504 ที่ย่านลาดปลาเค้า ในกรุงเทพมหานคร เป็นบุตรสาวของนายสมพล เกยุราพันธุ์ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ได้สมรสกับนายสมยศ ลีลาปัญญาเลิศ นักธุรกิจชาวไทย มีบุตร-ธิดา รวม 3 คน คือ ภูมิภัทร, พีรภัทร และยศสุดา ลีลาปัญญาเลิศ ตามลำดับ สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี ด้านการตลาด จากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และระดับปริญญาโท บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต จากสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ สำเร็จการศึกษาปริญญาเอก พุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา จาก คณะบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เข้ารับประทานปริญญาบัตร ในวันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2561 จาก สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายกการเมือง การเมือง. คุณหญิงสุดารัตน์ เข้าสู่แวดวงการเมืองครั้งแรกในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2535 ได้เป็น ส.ส. ในเขตกรุงเทพมหานคร ในเขต 12 (มีนบุรี, บางเขน, หนองจอก, ดอนเมือง ยกเว้นแขวงทุ่งสองห้อง) ของพรรคพลังธรรม แต่หลังจากเหตุการณ์พฤษภาทมิฬที่ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ได้วางมือทางการเมืองแล้ว พรรคพลังธรรมก็ได้ผลัดเปลี่ยนหัวหน้าพรรคหลายคน มาจนถึง พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร เป็นหัวหน้าพรรค คุณหญิงสุดารัตน์ก็ได้สนิทสนมกับ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ พร้อมกับสมาชิกพรรคอีกหลายคนซึ่งส่วนใหญ่เป็น ส.ส. ในกรุงเทพมหานคร ในการเลือกตั้งปี พ.ศ. 2539 พรรคพลังธรรมมี ส.ส. เหลือเพียงคนเดียว คือ คุณหญิงสุดารัตน์นี่เอง และในปี พ.ศ. 2541 เมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณได้ออกมาก่อตั้งพรรคไทยรักไทย คุณหญิงสุดารัตน์ก็เป็นหนึ่งใน 23 บุคคลที่ร่วมก่อตั้งพรรคด้วย และก็ได้ร่วมงานกับทางพรรคมาจนบัดนั้น ในปี พ.ศ. 2543 คุณหญิงสุดารัตน์ได้ลงรับสมัครเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในนามของพรรค ได้เบอร์ 5 โดยคู่แข่งขันสำคัญ คือ สมัคร สุนทรเวช ผลการเลือกตั้งปรากฏว่าสมัครชนะด้วยคะแนนที่ท่วมท้น หลังจากนั้นในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปี พ.ศ. 2544 คุณหญิงสุดารัตน์ได้ย้ายไปลงในระบบบัญชีรายชื่ออันดับต้น ๆ ของพรรค รวมทั้งการเลือกตั้งในปี พ.ศ. 2548 ด้วย ในปี พ.ศ. 2548 ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ทำให้สามารถใช้คำนำหน้านามว่า "คุณหญิง" โดยบทบาทในพรรคของคุณหญิงสุดารัตน์เป็นที่รับรู้กันว่า มีอิทธิพลสูง มีสมาชิกในสังกัดอยู่ในความดูแลหลายคน ซึ่งเป็น ส.ส. ในพื้นที่กรุงเทพมหานครทั้งหมด โดยมีฉายาที่เรียกตามชื่อเล่นที่ชื่อ "หน่อย" ว่า "เจ๊หน่อย" ต่อมาในปี พ.ศ. 2550 ได้ถูกตัดสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี เนื่องจากเป็นกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยซึ่งถูกยุบในคดียุบพรรคการเมือง พ.ศ. 2549 ในเหตุการณ์การชุมนุมของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ พ.ศ. 2553 จรัล ดิษฐาอภิชัยได้กล่าวยอมรับว่ามีการให้เงินสนับสนุนจากคุณหญิงสุดารัตน์ ซึ่งขณะนั้น คุณหญิงสุดารัตน์ ถูกศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ห้ามทำธุรกรรมทางการเงินและต่อมา คุณหญิงสุดารัตน์ ได้ออกมาขู่ฟ้องร้องอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และพลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา มติคณะอนุกรรมการไต่สวนกรณีชี้มูลความผิดโครงการจัดทำระบบคอมพิวเตอร์เพื่อการบริหารข้อมูลข่าวสารด้านการเงิน การคลัง และข้อมูลโรงพยาบาลปลัดกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2547 ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติได้ชี้มูลว่า คุณหญิงสุดารัตน์ มีความผิดในโครงการดังกล่าวตำแหน่งทางการเมืองตำแหน่งทางการเมือง. - เลขาธิการพรรคพลังธรรม - หัวหน้ากลุ่มพลังไทย - หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งพรรคไทยรักไทย - รองห้วหน้าพรรคไทยรักไทย - พ.ศ. 2535 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร เขต 12 บางเขน ดอนเมือง หนองจอก และ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร เขต 7 บางกะปิ บึงกุ่ม ลาดพร้าว รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี- พ.ศ. 2537 รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม - พ.ศ. 2538 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร เขต 7 บางกะปิ บึงกุ่ม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย- พ.ศ. 2539 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร เขต 7 บางกะปิ บึงกุ่ม (คนเดียวของพรรคพลังธรรม) - พ.ศ. 2544 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคไทยรักไทย อันดับ 6 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข- พ.ศ. 2548 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ - พ.ศ. 2553 ประธานมูลนิธิไทยพึ่งไทย - พ.ศ. 2554 ประธานคณะกรรมการ ดำเนินงานโครงการบูรณปฏิสังขรณ์ สถานที่ประสูติพระพุทธเจ้า ณ ลุมพินีสถาน ประเทศเนปาล - พ.ศ. 2557 นายกองค์การนิสิตบัณฑิตศึกษา มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยรางวัลต่าง ๆรางวัลต่าง ๆ. - Thailand Tatler Award Most talked about personality of the year จัดโดย Thailand Tatler ปี 2539 - รางวัลเกียรติคุณวิจิตรแพรวา เป็นผู้นำการแต่งกายด้วยผ้าไหมแพรวา จัดโดยจังหวัดกาฬสินธุ์ ปี 2539 - ศิษย์เซนต์โยเซฟตัวอย่าง “นวุฒิพรรษ” สาขาการเมือง (ผู้มีความประพฤติดี และรางวัลมารยาทงาม) จัดโดยสมาคมศิษย์เซนต์โยเซฟ คอนเวนต์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ปี 2540 - รางวัลศิษย์เก่าดีเด่นคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปี 2540 - รางวัลนิสิตเก่าดีเด่น ศศินทร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย - ยอดหญิง 2540 โดยสมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรี ปี 2540 - สาวเปรียว ประจำปี 2541 จากนิตยสารเปรียว - ประกาศเกียรติคุณได้รับโหวตจากผู้ฟังรายการ “เวทีผู้หญิง” เป็นสตรีเพชรงามในสายอาชีพ นักการ เมือง ปี 2541 - คนรักรัฐธรรมนูญ จัดโดยชมรมคนรักรัฐธรรมนูญร่วมกับรัฐสภา ปี 2541 - นักสุขศึกษาดีเด่น สาขาการบริหารนโยบาย จากสมาคมวิชาชีพสุขศึกษา ปี 2546 - Tobacco-Free World Award 2003 จากองค์การอนามัยโลก (WHO) - รับพระราชทานรางวัล Mental Health Princess Award ในฐานะผู้มีผลงานด้านสุขภาพจิตและยาเสพติดระหว่างประเทศดีเด่น จากสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เมื่อ 19 สิงหาคม 2546 - สตรีไทยดีเด่น ด้านทำคุณประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติ ประจำปี 2547 ของสภาสตรีแห่งชาติในพระบรมราชินูปถัมภ์ - รับพระราชทานยศนายกองเอก เมื่อปี 2539เครื่องราชอิสริยาภรณ์เครื่องราชอิสริยาภรณ์. - เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก ชั้นมหาปรมาภรณ์ช้างเผือก (ม.ป.ช.) 2 ธันวาคม พ.ศ. 2542 - เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ชั้นมหาวชิรมงกุฎ (ม.ว.ม.) 5 ธันวาคม พ.ศ. 2539 - เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่สรรเสริญยิ่งดิเรกคุณาภรณ์ ชั้นปฐมดิเรกคุณาภรณ์ (ป.ภ.) 3 ธันวาคม พ.ศ. 2548 - เครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ชั้นจตุตถจุลจอมเกล้า (จ.จ.) 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2548
| บิดาของคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ชื่ออะไร | {
"answer": [
"นายสมพล เกยุราพันธุ์"
],
"answer_begin_position": [
426
],
"answer_end_position": [
446
]
} |
2,585 | 276,207 | เพนกวินจักรพรรดิ เพนกวินจักรพรรดิ () เป็นเพนกวินที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดาสปีชีส์ต่างๆ ที่มีถิ่นฐานอยู่ในทวีปแอนตาร์กติกา ตัวผู้และตัวเมียมีสีขนและขนาดใกล้เคียงกัน สูงราว และหนักระหว่าง 22–37 กิโลกรัม (48–82 ปอนด์) ขนด้านหลังสีดำตัดกันกับขนด้านหน้าตรงบริเวณท้องที่มีสีขาว อกตอนบนสีเหลืองอ่อนและค่อยๆ ไล่ลงมาจนเป็นสีขาว และบริเวณหูเป็นสีเหลืองจัด เพนกวินจักรพรรดิก็เป็นเช่นเดียวกันกับเพนกวินชนิดอื่นที่เป็นนกที่บินไม่ได้ แต่มีรูปร่างที่เพรียวและปีกที่ลู่ตามตัวแต่แข็งแบนเหมือนครีบที่เหมาะกับการเป็นสัตว์น้ำมากกว่าที่จะเป็นนก อาหารที่บริโภคส่วนใหญ่เป็นปลา และรวมทั้งสัตว์ประเภทกุ้ง-กั้ง-ปู (crustacean) เช่น ตัวเคย และ สัตว์ประเภทเซฟาโลพอดเช่นปลาหมึก เมื่อดำน้ำหาอาหารเพนกวินจักรพรรดิสามารถอยู่ใต้น้ำได้นานถึง 18 นาที และสามารถดำน้ำได้ลึกถึง 535 เมตรเนื่องจากลักษณะหลายอย่างที่ช่วยในการอยู่ใต้น้ำได้นานเช่นโครงสร้างของฮีโมโกลบินที่ทำให้มีชีวิตอยู่ได้ในบรรยากาศที่มีระดับออกซิเจนต่ำ โครงกระดูกที่แน่นที่ช่วยต้านความกดดันสูง (barotrauma) และความสามารถในการลดการเผาผลาญของร่างกาย (กระบวนการสร้างและสลาย) และการปิดการทำงานอวัยวะที่ไม่จำเป็นได้ เพนกวินจักรพรรดิมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันดีจากการเดินทางราว 50 ถึง 120 กิโลเมตรจากฝั่งทะเลไปยังบริเวณที่ทำการผสมพันธุ์ทุกปีเพื่อที่จะไปหาคู่ ผสมพันธุ์ กกและฟักไข่ และเลี้ยงลูกนกที่เกิดใหม่ และเป็นเพนกวินชนิดเดียวที่ผสมพันธุ์ระหว่างฤดูหนาวแบบอาร์กติก แหล่งผสมพันธุ์อาจจะเป็นบริเวณกว้างใหญ่ที่มีเพนกวินอาศัยอยู่ด้วยกันเป็นพันๆตัว ตัวเมียจะออกไข่ฟองเดียวทิ้งไว้ให้ตัวผู้ยืนกกระหว่างขาเป็นเวลาสองเดือนขณะที่ตัวเองเดินกลับไปทะเลเพื่อไปหาอาหารให้ตัวเองและนำกลับมาให้ลูกที่เกิดใหม่ เมื่อกลับมาทั้งพ่อและแม่ก็จะสลับกันเลี้ยงลูก อายุเฉลี่ยของเพนกวินจักรพรรดิราว 20 ปีและบางตัวอาจจะถึง 50 ปีก็ได้อนุกรมวิธาน อนุกรมวิธาน. เพนกวินจักรพรรดิได้รับการบรรยายจำแนกครั้งแรกในปี ค.ศ. 1844 โดยนักสัตวศาสตร์จอร์จ โรเบิร์ต เกรย์ผู้ตั้งชื่อสามัญที่มาจากภาษากรีกว่า “ἀ-πτηνο-δύτης” [a-ptēno-dytēs] ที่แปลว่า “นักดำน้ำไร้ปีก” ส่วนชื่อวิทยาศาสตร์ตั้งโดยนักธรรมชาติวิทยาชาวเยอรมันชื่อโยฮันน์ ไรน์โฮล์ด ฟอร์สเตอร์ผู้ร่วมเดินทางไปกับกัปตันเจมส์ คุกในการสำรวจมหาสมุทรแปซิฟิกครั้งที่สองระหว่างปี ค.ศ. 1772 ถึง ค.ศ. 1775 นอกจากเพนกวินจักรพรรดิแล้ว ฟอร์สเตอร์ก็ยังตั้งชื่อเพนกวินอื่นๆ อีกห้าสปีชีส์ เพนกวินจักรพรรดิและเพนกวินกษัตริย์ (A. patagonicus) ที่มีลักษณะและสีที่คล้ายคลึงกัน แต่เพนกวินกษัตริย์มีขนาดเล็กกว่าเพนกวินจักรพรรดิ ทั้งสองเป็นสปีชีส์ของสกุล “นกดำน้ำไร้ปีก” สปีชีส์ที่สามเป็นซากดึกดำบรรพ์—เพนกวินริดเกน (A. ridgeni) —พบในบันทึกของซากดึกดำบรรพ์ตั้งแต่ปลายสมัยพลิโอซีน ซึ่งเป็นเวลาราวสามล้านปีมาแล้วในประเทศนิวซีแลนด์ จากการศึกษาพฤติกรรมของพันธุศาสตร์แสดงว่าสกุล “นกดำน้ำไร้ปีก” เป็นฐานตระกูล (basal) หรือเป็นบรรพบุรุษของเพนกวินที่แยกมาเป็นสปีชีส์ต่างๆ ทั้งหมด เมื่อพิจารณาทางด้านพันธุกรรมแล้ว ไมโทคอนเดรียและนิวเคลียสของดีเอ็นเอแสดงให้เห็นว่าการแยกตัวมาเป็นสปีชีส์ต่างๆ เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 40 ล้านปีมาแล้วลักษณะ ลักษณะ. เพนกวินจักรพรรดิที่โตเต็มที่สูงถึง และหนักตั้งแต่ 22 ถึง 45 กิโลกรัม (50–100 ปอนด์) ขึ้นอยู่กับช่วงการตั้งท้องและออกลูก เพนกวินทั้งตัวผู้และตัวเมียจะเสียน้ำหนักกว่า 23 กิโลกรัมระหว่างการกกและการเลี้ยงลูกนกที่เกิดใหม่ เพนกวินจักรพรรดิก็เช่นเดียวกับเพนกวินสปีชีส์อื่นที่มีรูปร่างที่เพรียวที่ช่วยในการลดแรงดึงเมื่อดำน้ำ และมีปีกที่แข็งแบนที่เหมาะแก่การใช้เป็นครีบในการพุ้ยน้ำ ลิ้นมีปุ่มที่งอเข้าไปทางด้านในเพื่อป้องกันมิให้เหยื่อที่คาบหลุดจากปากได้ง่าย เพนกวินทั้งตัวผู้และตัวเมียมีขนาดและสีคล้ายคลึงกัน เพนกวินที่โตเต็มที่จะมีขนบนหลังเป็นสีดำเข้มที่คลุมหัว คาง คอ และด้านหลังของปีกและหาง ขนสีดำบนส่วนอื่นๆ ของร่างกายเป็นสีที่จางกว่า ใต้ปีกและท้องเป็นสีขาว และค่อยกลายเป็นสีเหลืองอ่อนบนส่วนบนของอก ขณะที่บริเวณหูเป็นสีเหลืองจัด ตอนบนของจะงอยปากยาว เป็นสีดำ และจะงอยปากล่างอาจจะเป็นสีชมพู ส้ม หรือม่วง ในลูกเพนกวินที่ยังเล็กรอยรอบหู คาง และคอจะเป็นสีขาว และจะงอยปากจะเป็นสีดำ ลูกนกเพนกวินจักรพรรดิมักจะมีปกคลุมด้วยขนอ่อนฟู (down feather) สีเทาเงิน และมีหัวสีดำหน้าสีขาว ในปี ค.ศ. 2001 มีผู้พบลูกนกเพนกวินที่เป็นสีขาวทั้งตัว แต่ไม่ถือว่าเป็นเพนกวินเผือก (albino) เพราะตามีสีปกติมิได้เป็นสีชมพูอย่างสัตว์เผือก ลูกนกเพนกวินมีน้ำหนักราว หลังจากออกจากไข่ และเรียกได้ว่าโตพอที่จะเป็นนกใหญ่ได้เพราะมีขนาดครึ่งหนึ่งของน้ำหนักเมื่อโตเต็มที่ ขนสีดำของเพนกวินจักรพรรดิจะจางลงเป็นสีน้ำตาลระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนกุมภาพันธ์ก่อนที่จะทำการสลัดขนประจำปีระหว่างเดือนมกราคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ การสลัดขนเป็นไปอย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับนกชนิดอื่น ที่ใช้เวลาทั้งหมดราว 34 วันจึงแล้วเสร็จ ขนใหม่จะงอกออกจากผิวหนัง หลังจากที่ยาวได้ราวหนึ่งในสามของความยาวเมื่อเทียบกับความยาวเต็มที่ ขนใหม่จึงเริ่มดันขนเก่าออกเพื่อช่วยบรรเทาการสูญเสียความร้อนของร่างกาย หลังจากนั้นขนใหม่ก็จะโตจนเต็มที่ อัตราเฉลี่ยการอยู่รอดปีต่อปีของเพนกวินตกประมาณ 95.1% โดยมีอายุถัวเฉลี่ยราว 19.9 ปี นักวิจัยประมาณว่าเพนกวินจักรพรรดิหนึ่งเปอร์เซ็นต์จะมีอายุยืนนานไปถึง 50 ปี แต่อัตราเฉลี่ยการอยู่รอดของลูกนกที่เกิดใหม่ตรงกันข้ามกับนกโตเต็มวัย ในปีแรกของชีวิต ลูกนกจะอยู่รอดมาได้เพียงราว 19% ฉะนั้น 80% ของฝูงเพนกวินจักรพรรดิจึงเป็นนกโตเต็มวัย ที่มีอายุห้าปีหรือแก่กว่านั้นเสียง เสียง. เพนกวินจักรพรรดิแต่ละครอบครัวไม่มีหลักแหล่งการทำรังที่เป็นที่เป็นทางเช่นนกประเภทอื่น ฉะนั้นนกแต่ละตัวจึงต้องใช้เสียงในการเรียกกู่หาคู่หรือหาลูกของตนเอง ที่ทำให้ต้องพึ่งเสียงเรียกแต่เพียงอย่างเดียวในการบอกได้ว่าตัวใดเป็นตัวใด เสียงเรียกที่ใช้จึงเป็นระบบเสียงที่ซับซ้อนและแตกต่างกันไปเป็นอันมาก ที่ทำให้พ่อแม่และลูกของแต่ละครอบครัวสามารถจำกันได้โดยไม่สับสน การเปล่งเสียงของเพนกวินจักรพรรดิใช้ย่านความถี่ (frequency band) สองย่านพร้อมกัน ลูกนกใช้ความถี่ของการผิวปากในการเรียกร้องขออาหารหรือพยายามเรียกหาพ่อแม่การปรับตัวสู้กับความเย็น การปรับตัวสู้กับความเย็น. เพนกวินจักรพรรดิผสมพันธุ์ในบรรยากาศที่เย็นที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับบรรดานกสปีชีส์ต่างๆ อุณหภูมิบรรยากาศระหว่างการผสมพันธุ์อาจจะต่ำลงถึง -40 °C หรือ -40 °F ขณะที่ลมอาจจะแรงถึง 144 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หรือ 89 ไมล์ต่อชั่วโมง อุณหภูมิน้ำอาจจะต่ำลงถึง −1.8 °C (28.8 °F) ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่ต่ำมากเมื่อเปรียบเทียบกับอุณหภูมิของร่างกายเพนกวินจักรพรรดิที่ค่าเฉลี่ยราว 39 °C (102 °F) เพนกวินจักรพรรดิต่อต้านการสูญเสียความร้อนของร่างกายด้วยระบบต่างๆ ของร่างกาย ระบบแรกคือขนที่เป็นฉนวนกันความเย็นได้ประมาณ 80% ถึง 90% และชั้นไขมันใต้ผิวหนังที่อาจจะหนาถึง 3 เซนติเมตร (1.2 นิ้ว) ในช่วงก่อนที่จะเริ่มผสมพันธุ์ แต่การมีไขมันหนาทำให้เป็นอุปสรรคต่อความคล่องตัวในการเคลื่อนไหวเมื่อเทียบกับเพนกวินแมเจลเล็นที่เป็นญาติกันที่ไม่มีระบบป้องกันความหนาวที่ดีเท่า ลักษณะของขนเป็นขนแข็งสั้นแหลมและเป็นแผงแน่นไปทั้งร่าง โดยเฉลี่ยแล้วในหนึ่งตารางนิ้วเพนกวินจะมีขนราว 100 เส้น หรือราว 15 เส้นต่อหนึ่งตารางเซนติเมตร ซึ่งเป็นสถิติความแน่นของขนที่แน่นที่สุดในบรรดานกไม่ว่าจะเป็นสปีชีส์ใด นอกจากนั้นก็ยังมีฉนวนอีกชั้นหนึ่งที่เกิดจากการสร้างช่องว่างที่เป็นฟิล์ม (filament) อีกชั้นหนึ่งระหว่างขนกับผิวหนัง กล้ามเนื้อทำให้ขนตั้งตรงเมื่ออยู่บนบกซึ่งทำให้ลดการสูญเสียความร้อนโดยการกักชั้นอากาศไว้ใกล้กับผิวหนัง ในทางตรงกันข้ามขนจะลู่แนบร่างเมื่อลงน้ำซึ่งช่วยทำให้กันไม่ให้เปียก การไซ้ขนอย่างสม่ำเสมอก็เป็นอีกกรรมวิธีหนึ่งในการช่วยสร้างฉนวนปกป้องความร้อน และทำให้ขนเป็นมันซึ่งเป็นอีกประการหนึ่งที่ช่วยในการกันน้ำได้ เพนกวินจักรพรรดิสามารถปรับอุณหภูมิของร่างกาย (Thermoregulation) หรือรักษาอุณหภูมิของร่างกายให้ปกติโดยไม่ต้องเปลี่ยนแปลงระบบการเผาผลาญพลังงานของร่างกายในช่วงอุณหภูมิที่แตกต่างกันมาก การปรับอุณหภูมิร่างกายเช่นที่ว่านี้เรียกว่า “การปรับอุณหภูมิถัวเฉลี่ย” (thermoneutral range) ที่ปรับอุณหภูมิในร่างกายได้ตั้งแต่ระหว่าง −10 ขึ้นไปจนถึง 20 °C (หรือตั้งแต่ 10 ขึ้นไปจนถึง 70 °F) ถ้าอุณหภูมิต่ำกว่าที่ว่า อัตราการเผาผลาญ (metabolic rate) ก็จะสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว แม้ว่าบางตัวอาจจะสามารถรักษาอุณหภูมิในร่างกาย (core temperature) ให้อยู่ระหว่าง 37.6 ถึง 38.0 °C (99.7 ถึง 100.4 °F) หรือลดลงไปจนถึง −47 °C (−53 °F) ได้ การเคลื่อนไหวโดยการว่ายน้ำ เดิน และการสั่นตัวเป็นอีกวิธีหนึ่งในการเพิ่มการช่วยสร้างการเผาผลาญ วิธีที่สี่คือการเพิ่มการย่อยตัวของไขมันด้วยเอนไซม์ซึ่งเกิดขึ้นได้โดยการเร่งโดยฮอร์โมนกลูคากอน ถ้าอุณหภูมิสูงขึ้นเหนือ 20 °C (68 °F) เพนกวินจักรพรรดิก็อาจเริ่มมีอาการลุกลี้ลุกลนจากอุณหภูมิของร่างกายที่สูงขึ้นเกินกว่าที่ร่างกายจะปรับได้อย่างมีประสิทธิภาพ และการเผาผลาญก็จะเพิ่มขึ้นเพื่อพยายามกำจัดความร้อนของร่างกาย ในกรณีนั้นเพนกวินก็อาจจะช่วยตัวเองด้วยการยกปีกขึ้นเพื่อเปิดส่วนที่ปกติแล้วจะปกปิดร่างกายเพื่อเพิ่มระดับการถ่ายเทความร้อนให้สูงขึ้นไปได้อีก 16%การปรับตัวต่อแรงกดดัน การปรับตัวต่อแรงกดดัน. นอกจากความสามารถในการทนความหนาวแล้ว เพนกวินจักรพรรดิยังต้องประสบอุปสรรคอีกประการหนึ่งจากการดำน้ำลึก ซึ่งความกดอากาศอาจจะทวีตัวขึ้นถึง 40 เท่าของความกดอากาศบนผิวน้ำ ถ้าเป็นสัตว์บกชนิดอื่นความกดดันระดับนี้จะมีผลต่อร่างกายที่ทำให้เกิดอาการที่เรียกว่า “การบาดเจ็บจากแรงกดดัน” (Barotrauma) ซึ่งเป็นอันตรายต่อเนื้อเยื่อที่เกิดจากความแตกต่างระหว่างความกดดันของอากาศภายในร่างกายและอากาศหรือแก๊สในน้ำรอบร่างกาย แต่กระดูกของเพนกวินเป็นกระดูกแบบตัน มิใช่กระดูกที่มีโพรงอากาศในมวลกระดูกเหมือนสัตว์อื่น ซึ่งทำให้ลดโอกาสที่จะเกิดการบาดเจ็บจากแรงกดดันได้ แต่กระนั้นก็ยังไม่เป็นที่เข้าใจกันถึงสาเหตุที่เพนกวินชนิดนี้สามารถเลี่ยงจาก “อาการป่วยจากการลดแรงกดดัน” (Decompression sickness) ได้ ความเมาความกดอากาศเป็นอาการที่เกิดจากการเปลี่ยนตัวของแก๊สไนโตรเจนในเลือดเป็นฟองอากาศ เมื่อความกดอากาศลดตัวลงอย่างรวดเร็ว ขณะที่ดำน้ำอัตราการผลาญออกซิเจนของเพนกวินจะลดลงอย่างเห็นได้ชัดที่เห็นได้จากอัตราการเต้นของหัวใจที่ลดลงเหลือเพียง 5 ครั้งต่อนาที และอวัยวะที่ไม่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต (non-essential organs) ก็จะปิดตัวลงชั่วคราวเพื่อช่วยทำให้ดำน้ำได้นานขึ้น ฮีโมโกลบินและไมโยโกลบินของเพนกวินจักรพรรดิสามารถจับตัวกันในการส่งออกซิเจนได้ในสภาวะที่มีระดับความหนาแน่นของเลือดต่ำ ซึ่งทำให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ในบรรยากาศทีออกซิเจนมีระดับต่ำที่ปกติซึ่งตามปกติแล้วจะมีผลทำให้หมดสติแหล่งที่อยู่อาศัย แหล่งที่อยู่อาศัย. เพนกวินจักรพรรดิอาศัยอยู่ทั่วไปรอบทวีปแอนตาร์กติกาโดยเฉพาะระหว่างละติจูด 66° - 77° ใต้ และมักจะผสมพันธุ์บนแผ่นน้ำแข็งตั้งแต่ชายฝั่งทะเลไปจนถึง 18 กิโลเมตร (11 ไมล์) ลึกเข้าไปบนบก บริเวณการผสมพันธุ์มักจะอยู่ใกล้ผาน้ำแข็งและภูเขาน้ำแข็งที่ช่วยเป็นเครื่องกำบังลมหนาว จำนวนเพนกวินทั้งหมดราว 400,000–450,000 ตัวที่แบ่งเป็นกลุ่มผสมพันธุ์ (Breeding colonies) ใหญ่ๆ ราว 40 กลุ่ม ราว 80,000 คู่ผสมพันธุ์กันในบริเวณทะเลรอส กลุ่มผสมพันธุ์สำคัญๆ อยู่ที่แหลมวอชิงตัน (20,000–25,000 คู่), เกาะคูลมันในดินแดนวิคตอเรีย (ราว 22,000 คู่), อ่าวฮอลลีย์บนดินแดนโคตส์ (14,300–31,400 คู่) และอ่าวแอตคาในดินแดนควีนมอด (16,000 คู่) แหล่งผสมพันธุ์บนแผ่นดินอีกสองแห่งที่ทราบ: แหล่งหนึ่งอยู่ที่เกาะดิจองบนคาบสมุทรแอนตาร์กติกา และอีกแหล่งหนึ่งที่หัวแหลมที่ธารน้ำแข็งเทย์เลอร์ในดินแดนแอนตาร์กติกาของออสเตรเลีย การผสมพันธุ์ที่กระจัดกระจายไม่อยู่กับแหล่งที่ว่าก็พบที่เกาะฮาร์ด เซาธ์จอร์เจีย และ ในนิวซีแลนด์สถานะการอนุรักษ์ สถานะการอนุรักษ์. สถานะการอนุรักษ์ของเพนกวินจักรพรรดิยังไม่จัดอยู่ในระดับที่เรียกว่าเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ที่สหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติจัดอยู่ในระดับที่เรียกว่า “ระดับความเสี่ยงต่ำจากการสูญพันธุ์” หรือระดับ “Least Concern” แต่เพนกวินจักรพรรดิและเพนกวินอื่นอีกเก้าสปีชีส์กำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณาให้จัดเข้าอยู่ในระดับใหม่ ในรายการที่ถือว่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในระดับที่เป็นอันตราย หรือ เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ (endangered หรือ threatened species) ตามกฎเกณฑ์ที่วางไว้ในรัฐบัญญัติว่าด้วยการพิทักษ์สัตว์ที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ของสหรัฐอเมริกา สาเหตุในการนำขึ้นมาพิจารณาก็เนื่องมาจากการลดตัวลงของแหล่งอาหารที่มีสาเหตุมาจากสภาวะของการเปลี่ยนแปลงอากาศ และการประมงระดับอุตสาหกรรมของปลาและสัตว์ประเภทกุ้ง-กั้ง-ปูซึ่งเป็นอาหารของเพนกวิน สาเหตุอื่นๆ ก็ได้แก่เชื้อโรค, การทำลายถิ่นฐานธรรมชาติ และการรบกวนกลุ่มผสมพันธุ์โดยมนุษย์ โดยเฉพาะผลกระทบกระเทือนที่ได้รับจากนักท่องเที่ยว จากการค้นคว้าศึกษาฉบับหนึ่งพบว่าเฮลิคอปเตอร์บินในระดับ 1,000 เมตร (3,281 ฟุต) ในบริเวณฝูงนกเพนกวิน สร้างความประหวั่นให้แก่กลุ่มลูกนกเพนกวิน จากการสังเกตพบว่าจำนวนเพนกวินจักรพรรดิในบริเวณดินแดนอเดลีลดลงไปถึง 50% ที่เกิดจากอัตราการเสียชีวิตของนกที่โตเต็มวัยที่ทวีตัวขึ้นโดยเฉพาะตัวผู้ ในช่วงที่มีอากาศอุ่นกว่าปกติในปลายคริสต์ทศวรรษ 1970 ที่เป็นผลทำให้อาณาบริเวณที่มีน้ำแข็งปกคลุมหดตัวลง และอัตราการการรอดชีวิตหลังจากการฟักเป็นตัวของลูกนกที่ลดต่ำลงในขณะเดียวกัน ฉะนั้นจึงถือว่าเพนกวินจักรพรรดิเป็นสัตว์ที่ได้รับความกระทบกระเทือนอย่างสูงจากสภาวะอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป การศึกษาของสถาบันสมุทรศาสตร์วูดสโฮล (Woods Hole Oceanographic Institution) ในเดือนมกราคม ค.ศ. 2009 ประเมินว่าเพนกวินจักรพรรดิอาจจะถึงจุดที่เสี่ยงต่อการสูญพันธ์ภายในระหว่าง ค.ศ. 2100 ถึง ค.ศ. 2109 เนื่องมาจากสภาวะการเปลี่ยนแปลงของสภาวะอากาศ การใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ในการทำนายการสูญเสียของน้ำแข็งจากภาวะโลกร้อนที่มีผลต่อกลุ่มสืบพันธุ์ใหญ่ๆ ของเพนกวินจักรพรรดิดินแดนอเดลีในทวีปแอนตาร์กติกา ทำนายว่าประชากรของเพนกวินจะลดลงราว 87% ภายในปลายศตวรรษจากจำนวน 3,000 คู่ที่ทำการสืบพันธุ์อยู่ในปัจจุบันลงไปเหลือเพียง 400 คู่ แบบจำลองของการลดจำนวนลงนี้อาจจะนำไปใช้ในการทำนายการลดจำนวนของสปีชีส์ทั้งหมดจากจำนวนทั้งหมดราว 200,000 คู่ในปัจจุบัน ในปี ค.ศ. 2009 จากภาพถ่ายทางดาวเทียมของบริเวณน้ำแข็งที่มีรอยปฏิกูลที่ใหญ่พอที่จะเห็นได้จากนอกโลกช่วยให้นักวิทยาศาสตร์มองเห็นแหล่งผสมพันธุ์อีกสิบแห่งใหม่ที่ไม่เคยเห็นมาก่อนของเพนกวินจักรพรรดิในทวีปแอนตาร์กติกาพฤติกรรม พฤติกรรม. เพนกวินจักรพรรดิเป็นสัตว์สังคมในการดำรงชีวิตและการหาอาหาร นอกจากจะออกหาอาหารด้วยกันแล้วก็อาจจะร่วมมือกันในการดำหรือผุดจากน้ำในการหาอาหาร นกแต่ละตัวอาจจะตื่นช่วงกลางคืนหรือกลางวัน นกที่โตเต็มที่จะใช้เวลาส่วนใหญ่ในชีวิตเกือบตลอดปีในการเดินทางไปหาอาหารระหว่างบริเวณที่อาศัยกับแหล่งอาหารที่อยู่ไกลออกไปตามฝั่งทะเล ยกเว้นเดือนระหว่างมกราคมถึงเดือนมีนาคมที่จะหายไปในมหาสมุทร นักสรีรศาสตร์ชาวอเมริกันเจอร์รี คูยแมนวิวัฒนาการวิธีการศึกษาพฤติกรรมในการหาอาหารของเพนกวินในปี ค.ศ. 1971 โดยการติดอุปกรณ์ที่บันทึกการดำน้ำกับตัวนก ผลของการศึกษาพบว่าเพนกวินจักรพรรดิสามารถดำน้ำได้ลึกถึง 265 เมตร (869 ฟุต) ได้ช่วงละนานถึง 18 นาที การศึกษาต่อมาพบว่าเพนกวินตัวเมียที่มีขนาดเล็กกว่าสามารถดำน้ำได้ลึกถึง 535 เมตร (1,755 ฟุต) ไม่ไกลจากอ่าวแม็คเมอร์โด อาจจะเป็นไปได้ว่าเพนกวินอาจจะดำน้ำได้ลึกกว่านั้น เพราะอุปกรณ์ที่วัดลดสมรรถภาพลงเมื่อความลึกของการดำลึกลงไปกว่าที่กล่าว การศึกษาต่อมาของพฤติกรรมการดำน้ำของนกตัวหนึ่งพบว่ามักจะดำลึกประมาณ 150 เมตร (490 ฟุต) ในบริเวณที่มีน้ำลึก 900 เมตร (3,000 ฟุต) และดำตื้นเพียง 50 เมตร (160 ฟุต) สลับกับการดำที่ลึกกว่า 400 เมตร (1,300 ฟุต) ในบริเวณที่มีน้ำลึกเพียง 450 ถึง 500 เมตร (1500 ถึง 1600 ฟุต) ซึ่งทำให้สันนิษฐานว่าบางครั้งก็เป็นดำเพื่อหาอาหารบนก้นทะเล ทั้งตัวผู้และตัวเมียจะหาอาหารราว 500 กิโลเมตร (311 ไมล์) ไกลจากที่ตั้งกลุ่ม เมื่อไปหาอาหารให้ตัวเองและลูกนกก็จะเดินทางระหว่าง 82 ถึง 1,454 กิโลเมตร (51 ถึง 904 ไมล์) ต่อตัวต่อครั้ง นกตัวผู้จะกลับไปยังทะเลกว้างที่เรียกว่า “polynya” หลังจากลูกนกออกจากไข่ ราว 100 กิโลเมตร (62 ไมล์) ไกลจากฝูง การว่ายน้ำของเพนกวินเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยการใช้ความกดดันทั้งในการพุ้ยขึ้นหรือลงขณะที่ว่าย การพุ้ยขึ้นทำให้รักษาระดับความลึกของการดำได้ ความเร็วถัวเฉลี่ยของการดำน้ำราว 6–9 กิโลเมตร/ต่อชั่วโมง (4–6 ไมล์/ต่อชั่วโมง) การเคลื่อนไหวบนบกเพนกวินจะสลับระหว่างการเดินอุ้ยอ้ายกับการไถลด้วยท้องและผลักเร่งด้วยปีกไปกับพื้นน้ำแข็ง และถือเป็นเพนกวินเพียงชนิดเดียวที่ใช้ชีวิตอยู่บนบกมากกว่าอยู่ในน้ำ การป้องกันตัวจากความหนาวจะทำโดยการเข้ามายืนรวมตัวกันเป็นกระจุกหรือที่เรียกว่าการรวมเป็นรูปเต่า ขนาดของกลุ่มก็มีตั้งแต่สิบตัวไปจนถึงหลายร้อยตัว โดยนกแต่ละตัวก็จะเอนไปข้างหน้าบนหลังของนกตัวหน้า ตัวที่อยู่วงนอกมักจะค่อยๆ เดินลากขาวนรอบวง และจะมีการสลับที่กันระหว่างนกที่อยู่ในวงในและวงนอกอาหาร อาหาร. อาหารที่บริโภคส่วนใหญ่จะเป็นปลา, สัตว์ประเภทกุ้ง-กั้ง-ปู และ เซฟาโลพอดเช่นปลาหมึก แม้ว่าอัตราส่วนของอาหารจะแตกต่างกันไปตามแต่กลุ่มนก แต่ปลาจะเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญที่สุด โดยเฉพาะปลาแอนตาร์กติกซิลเวอร์ฟิชที่เป็นอาหารหลัก อาหารอื่นๆ ก็ได้แก่ปลาในตระกูลปลาคอดน้ำแข็ง, ปลาหมึกเกลเชีย และปลาหมึกตะขอหนวดยาว รวมทั้งตัวเคยแอนตาร์กติกาที่มีลักษณะคล้ายกุ้ง เพนกวินจักรพรรดิหาเหยื่อในทะเลของมหาสมุทรใต้ ทั้งในบริเวณที่ไม่มีน้ำแข็ง หรือในบริเวณช่องที่แตกระหว่างน้ำแข็ง วิธีการหาเหยื่อก็โดยการดำลึกลงราว 50 เมตร (164 ฟุต) ซึ่งเป็นระดับที่สามารถมองเห็นเหยื่อเช่น ปลาบอลด์โนโทเธนที่ว่ายระหว่างด้านใต้ของผิวน้ำแข็ง เพนกวินก็จะว่ายขึ้นไปจับ แล้วก็จะดำลึกลงไปเพื่อพุ่งกลับขึ้นมาอีกครั้ง และจะทำเช่นนี้ราวห้าหกครั้งก่อนที่จะผุดขึ้นมาหายใจครั้งหนึ่งศัตรู ศัตรู. ศัตรูของเพนกวินจักรพรรดิก็ได้แก่นกทะเล และสัตว์น้ำที่เลี้ยงลูกด้วยนมที่รวมทั้งนกจมูกหลอดยักษ์ขั้วโลกใต้ที่เป็นนักล่าเหยื่อที่สังหารลูกนกถึงราว 34% ในบางฝูง และนกสคัวขั้วโลกใต้ที่ส่วนใหญ่จะกินลูกนกที่ตายไปแล้ว เพราะลูกนกที่ยังมีชีวิตมีขนาดใหญ่เกินกว่าที่จะโจมตีได้ สัตว์น้ำที่เป็นอันตรายได้แก่แมวน้ำเสือดาวที่ล่าทั้งเพนกวินที่โตเต็มวัยทันทีที่ลงน้ำ และวาฬเพชฌฆาตที่ล่าเพนกวินที่โตเต็มวัยเช่นกันการหาคู่และการเจริญพันธุ์ การหาคู่และการเจริญพันธุ์. เพนกวินจักรพรรดิสามารถทำการผสมพันธุ์ได้ตั้งแต่เมื่อมีอายุราวสามปี แต่มักจะเริ่มทำการผสมพันธุ์กันจริงๆ ราวปีหนึ่งถึงสามปีหลังจากนั้น วงจรการเจริญพันธุ์ประจำปีเริ่มขึ้นราวต้นฤดูหนาวของทวีปแอนตาร์กติการะหว่างเดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายน เมื่อเพนกวินที่โตเต็มที่จะเดินทางไปยังถิ่นฐานธรรมชาติของบริเวณที่ทำการผสมพันธุ์ ที่มักจะต้องเดินทางถึง 50 ถึง 120 กิโลเมตร (30 ถึง 75 ไมล์) ลึกเข้าไปในแผ่นดินจากขอบน้ำแข็งที่ติดกับทะเลของทวีป จุดที่ทำให้เริ่มการเดินทางเกิดขึ้นเมื่อช่วงที่แสงสว่างของเวลากลางวันเริ่มลดลง เพนกวินจักรพรรดิที่ถูกเลี้ยงในที่จำขังสามารถเร่งให้ทำการผสมพันธุ์ได้ โดยการปรับระบบแสงที่เลียนแบบการเปลี่ยนแปลงของแสงธรรมชาติที่เกิดขึ้นที่ขั้วโลกใต้ เพนกวินเริ่มทำการหาคู่ราวระหว่างเดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายน ระหว่างที่อุณหภูมิอาจจะตกลงถึง −40 °C (−40 °F) ตัวผู้เริ่มด้วยการแสดงท่าทางต่างๆ โดยการยืนนิ่งและก้มหัวลงติดอกก่อนที่จะสูดลมหายใจ และเริ่มส่งเสียงร้องเรียกตัวเมียราว 1 ถึง 2 วินาที จากนั้นก็จะเดินรอบฝูง และเริ่มแสดงพฤติกรรมเดิมซ้ำอีก เมื่อพบคู่ตัวผู้และตัวเมียก็จะยืนหันหน้าเข้าหากัน โดยตัวหนึ่งจะยืดคอขึ้นและอีกตัวหนึ่งก็จะทำตาม ทั้งคู่จะทำเช่นนั้นอยู่หลายนาที เมื่อตกลงกันได้ทั้งสองตัวก็จะเดินอุ้ยอ้ายรอบฝูงด้วยกันโดยที่ตัวเมียมักจะเดินตามตัวผู้ ก่อนที่จะผสมพันธุ์นกตัวหนึ่งก็จะน้อมตัวลงอย่างอ่อนน้อมจนจะงอยปากจรดพื้นน้ำแข็งให้แก่นกอีกตัวหนึ่ง นกที่เป็นฝ่ายรับก็แสดงท่าตอบรับด้วยท่าทางเดียวกัน เพนกวินจักรพรรดิมีคู่แบบที่เรียกว่าผัวเดียวเมียเดียวแต่ไม่ตลอดชีพ แบบที่เรียกว่า “ผัวเดียวเมียเดียวชั่วฤดู” ซึ่งหมายถึงว่าคู่นกเดียวกันจะอยู่ด้วยกันโดยไม่เปลี่ยนคู่จนกว่าจะสิ้นฤดู แต่ในฤดูเจริญพันธุ์ที่ตามมาอัตราที่จะกลับไปหาคู่ผสมพันธุ์ตัวเดิมก็มีเพียง 15% ช่วงการผสมพันธุ์ที่ค่อนข้างสั้นอาจจะเป็นปัจจัยที่ทำให้จำเป็นต้องเปลี่ยนคู่ เพราะเพนกวินอาจจะไม่มีเวลารอให้คู่เดิมจากปีก่อนหน้านั้นเดินทางมาถึงก็เป็นได้ เพนกวินตัวเมียจะวางไข่หนึ่งฟองที่หนักระหว่าง 460 ถึง 470 กรัม (ราว 1 ปอนด์) ราวระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงต้นเดือนมิถุนายน รูปร่างของไข่มีลักษณะเหมือนผลสาลี่ สีออกไปทางขาวเขียว และยาวราว 12 × 8 เซนติเมตร (4¾ x 3 นิ้ว) น้ำหนักของไข่ตกประมาณ 2.3% ของน้ำหนักของแม่นก ซึ่งทำให้เป็นไข่ที่เล็กที่สุดในบรรดานกชนิดต่างๆ เมื่อเปรียบเทียบกับอัตราส่วนระหว่างน้ำหนักของไข่กับน้ำหนักของแม่นก 15.7% ของน้ำหนักของไข่เป็นน้ำหนักของเปลือก และเปลือกก็เหมือนกับเปลือกไข่ของเพนกวินสกุลอื่นที่จะค่อนข้างหนาเพื่อป้องกันจากการแตกได้ง่าย หลังจากที่วางไข่แล้วอาหารสำรองในร่างกายของแม่นกก็จะหมดลง ฉะนั้นแม่นกก็จะค่อยๆย้ายไข่ไปให้ตัวผู้กก ก่อนที่จะรีบเดินทางกลับทะเลไปหาอาหารเป็นเวลาสองเดือน การย้ายไข่เป็นกระบวนการที่ละเอียดอ่อนทุลักทุเลและค่อนข้างอันตราย ถ้าทำไม่ถูกต้องก็จะเสียไข่ก่อนที่จะฟัก เพราะไข่ไม่สามารถทนต่อสภาวะอากาศและพื้นน้ำแข็งที่เยือกเย็นโดยไม่ได้รับการป้องกันได้ ตัวเมียจะพยายามกลิ้งไข่เข้าไปอยู่อุ้งถุง (brood pouch) ระหว่างขาของตัวผู้อย่างระมัดระวัง เมื่อได้ไข่มาแล้วตัวผู้จะยืนกกไข่ในอุ้งถุงที่อยู่บนตีนระหว่างฤดูหนาวเป็นเวลา 64 วันรวดก่อนที่ไข่จะฟักตัว เพนกวินจักรพรรดิเป็นเพนกวินประเภทเดียวที่ตัวผู้เท่านั้นที่จะกกไข่ เพนกวินชนิดอื่นพ่อและแม่นกจะสลับกันกก เมื่อถึงเวลาที่ลูกนกฟักตัวออกมาตัวผู้ก็จะอดอาหารมาตั้งแต่เมื่อมาถึงบริเวณผสมพันธุ์มาเป็นเวลา 115 วันแล้ว การที่จะอยู่รอดในบรรยากาศที่มีอากาศเย็นจัด และลมที่บางครั้งแรงถึง 200 กม./ชั่วโมง (120 ไมล์/ชั่วโมง) พ่อนกที่มีไข่อยู่ในถุงกกจะค่อยๆ ขยับเข้ามาเบียดกันเป็นกลุ่มและสลับกันระหว่างการอยู่ในวงนอกและการเข้าไปอยู่ในวงใน และหันหลังให้ลมเพื่อสงวนความร้อนของร่างกาย ในระยะเวลาสี่เดือนตั้งแต่การเดินทาง การจับคู่ และการกกไข่ ตัวผู้ก็อาจจะสูญเสียน้ำหนักตัวถึง 20 กิโลกรัม (44 ปอนด์) จากน้ำหนักเดิม 38 กิโลกรัม ลงมาเหลือเพียง 18 กิโลกรัม (84 ปอนด์ ถึง 40 ปอนด์) หรือราวครึ่งหนึ่งของน้ำหนักตัว การฟักออกจากไข่ของลูกนกอาจจะใช้เวลาถึงสองหรือสามวันจึงเสร็จเพราะความหนาของเปลือกไข่ ลูกนกที่เพิ่งออกจากไข่จะมีขนอ่อนฟูปกคลุมร่างกายเพียงเล็กน้อย และต้องพึ่งการเลี้ยงดูด้วยอาหารและความอบอุ่นจากพ่อแม่ (Altricial) ถ้าลูกนกฟักตัวออกมาก่อนที่แม่จะกลับมาพร้อมกับอาหาร พ่อนกก็จะเลี้ยงด้วยสิ่งที่ดูคล้ายก้อนไขมันที่ผลิตจากต่อมในหลอดอาหารที่ประกอบด้วยโปรตีน 59% และไขมันอีก 28% เมื่อออกมาจากไข่ใหม่ๆ ลูกนกก็ยังใช้เวลาระยะแรกกำบังตัวเองจากสภาวะอากาศ ระหว่างการยืนอยู่บนตีนของพ่อนก และการอยู่ในถุงกกไข่ระหว่างขาสองขาของพ่อ แม่เพนกวินเมื่อกลับมาราวระหว่างตั้งแต่ลูกนกฟักตัวออกมาจนราวสิบวันหลังจากนั้น ราวระหว่างกลางเดือนกรกฎาคมจนถึงต้นเดือนสิงหาคม ก็จะเรียกหาคู่ในบรรดานกนับร้อยนับพันโดยการกู่เรียก เพื่อที่จะมารับหน้าที่เลี้ยงลูกต่อจากพ่อนก เมื่อพบลูกแล้วก็จะขย้อนอาหารที่เก็บสำรองไว้ในท้องให้ลูก เมื่อมารับหน้าที่แล้วตัวผู้ก็จะกลับไปหาอาหารในทะเลได้ โดยทิ้งลูกนกไว้กับแม่ราว 24 วันก่อนที่จะกลับมาช่วยเลี้ยงลูกอีก การเดินทางของพ่อนกจะใช้เวลาน้อยกว่าเมื่อเดินทางมาผสมพันธุ์ เพราะอากาศที่อุ่นขึ้นระหว่างฤดูร้อนที่ทำให้แผ่นน้ำแข็งละลาย และหดตัวลงไปบ้างที่ทำให้ระยะทางสั้นขึ้น ช่วงนี้พ่อและแม่นกก็จะสลับกันระหว่างการเลี้ยงลูกและการเดินทางไปหาอาหาร หลังจากออกจากไข่ได้ 45 ถึง 50 วันลูกนกก็จะมารวมตัวกันเป็นฝูงเบียดกันเพื่อให้ได้รับความอบอุ่นและเพื่อความปลอดภัย ระหว่างช่วงเวลานี้ทั้งพ่อและแม่ก็จะออกไปหาอาหารในทะเลและกลับพร้อมกับอาหารเพื่อมาเลี้ยงลูก ฝูงลูกนกอาจจะมีด้วยกันเป็นจำนวนหลายพันตัวที่เบียดตัวกันแน่นเพื่อการอยู่รอดในภาวะอากาศและอุณหภูมิของทวีปแอนตาร์กติกา ตั้งแต่ต้นเดือนพฤศจิกายนลูกนกก็จะเริ่มเปลี่ยนขนอ่อนฟูเป็นขนแบบนกเล็กที่ใช้เวลาถึงสองเดือนจึงเปลี่ยนเสร็จ และส่วนใหญ่ก็จะยังเปลี่ยนขนไม่เสร็จเมื่อถึงเวลาที่จะออกจากฝูง ระหว่างช่วงนี้พ่อแม่ก็จะหยุดเลี้ยงลูก หลังจากนั้นนกทั้งฝูงก็จะเดินทางเพียงระยะสั้นไปยังฝั่งทะเลระหว่างเดือนธันวาคมถึงเดือนมกราคมเพื่อหาอาหารจนตลอดฤดูร้อนที่นั่นการอ้างอิงทางวัฒนธรรม การอ้างอิงทางวัฒนธรรม. ความเป็นอยู่อันเป็นเอกลักษณ์ของเพนกวินจักรพรรดิในสภาวะอากาศอันทารุณได้รับการศึกษาค้นคว้า และทำเป็นภาพยนตร์หลายเรื่อง นักสำรวจแอนตาร์กติกาชาวอังกฤษ แอ็พสลีย์ เชอร์รี-การ์ราด กล่าวว่า “เมื่อเปรียบเทียบโดยทั่วไปแล้วผมก็ไม่เชื่อว่าจะมีผู้ใดในโลกที่ต้องผจญสถานภาพที่ทารุณมากไปกว่าเพนกวินจักรพรรดิ” การเดินทางของจักรพรรดิ (La Marche de l'empereur) เป็นภาพยนตร์สารคดีฝรั่งเศสที่ได้รับรางวัลออสการ์ในฐานะที่เป็นภาพยนตร์สารคดียอดเยี่ยม ของปี ค.ศ. 2005 ที่เป็นที่แพร่หลายไปทั่วโลก เนื้อหาของภาพยนตร์เป็นการบันทึกการเดินทางเพื่อไปทำการการผสมพันธุ์ตั้งแต่ต้นจนจบ หัวเรื่องดังกล่าวยังถูกนำเสนอโดยบีบีซีและเดวิด แอทเทนเบอเรอห์ถึงสองครั้ง ครั้งแรกใน (Life in the Freezer) เมื่อปี ค.ศ. 1993 และอีกครั้งหนึ่งในปี ค.ศ. 2006 ในซีรีส์ แพลนเน็ตเอิร์ธ ภาพยนตร์คอมพิวเตอร์แอนิเมชัน เรื่อง เพนกวินกลมปุ๊กลุกขึ้นมาเต้น (Happy Feet) (ค.ศ. 2006) มีตัวละครเอกเป็นเพนกวินจักรพรรดิที่ชอบเต้นรำ แม้ว่าจะเป็นแอนิเมชันก็ตาม แต่ก็ยังแสดงถึงวงจรชีวิตของเพนกวินและพยายามสื่อปัญหาสิ่งแวดล้อมที่มีผลกระทบกระเทือนต่อประชากรของเพนกวินจักรพรรดิที่เกิดจากปรากฏการณ์โลกร้อนและการประมงที่ทำกันมากเกินควร จนทำให้แหล่งอาหารของเพนกวินลดน้อยลง ภาพยนตร์คอมพิวเตอร์แอนิเมชันอีกเรื่องหนึ่ง คือ เซิร์ฟอัพ' (Surf's Up) (ค.ศ. 2007) มีเรื่องราวของเพนกวินจักรพรรดิที่ชอบเล่นคลื่น ชื่อว่า Zeke "Big-Z" Topanga เพนกวินจักรพรรดิยังได้ปรากฏบนแสตมป์ของมากกว่า 30 ประเทศ ซึ่งในประเทศออสเตรเลีย สหราชอาณาจักร ชิลี และฝรั่งเศสได้ผลิตออกมาหลายรูปแบบมาก และปรากฏบนแสตมป์ 10 ฟรังก์ ในปี ค.ศ. 1962 ที่เป็นส่วนหนึ่งของชุดการสำรวจทวีปแอนตาร์กติกา
| เพนกวินที่มีขนาดใหญ่ที่สุดคือเพนกวินชนิดใด | {
"answer": [
"เพนกวินจักรพรรดิ"
],
"answer_begin_position": [
108
],
"answer_end_position": [
124
]
} |
2,866 | 276,207 | เพนกวินจักรพรรดิ เพนกวินจักรพรรดิ () เป็นเพนกวินที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดาสปีชีส์ต่างๆ ที่มีถิ่นฐานอยู่ในทวีปแอนตาร์กติกา ตัวผู้และตัวเมียมีสีขนและขนาดใกล้เคียงกัน สูงราว และหนักระหว่าง 22–37 กิโลกรัม (48–82 ปอนด์) ขนด้านหลังสีดำตัดกันกับขนด้านหน้าตรงบริเวณท้องที่มีสีขาว อกตอนบนสีเหลืองอ่อนและค่อยๆ ไล่ลงมาจนเป็นสีขาว และบริเวณหูเป็นสีเหลืองจัด เพนกวินจักรพรรดิก็เป็นเช่นเดียวกันกับเพนกวินชนิดอื่นที่เป็นนกที่บินไม่ได้ แต่มีรูปร่างที่เพรียวและปีกที่ลู่ตามตัวแต่แข็งแบนเหมือนครีบที่เหมาะกับการเป็นสัตว์น้ำมากกว่าที่จะเป็นนก อาหารที่บริโภคส่วนใหญ่เป็นปลา และรวมทั้งสัตว์ประเภทกุ้ง-กั้ง-ปู (crustacean) เช่น ตัวเคย และ สัตว์ประเภทเซฟาโลพอดเช่นปลาหมึก เมื่อดำน้ำหาอาหารเพนกวินจักรพรรดิสามารถอยู่ใต้น้ำได้นานถึง 18 นาที และสามารถดำน้ำได้ลึกถึง 535 เมตรเนื่องจากลักษณะหลายอย่างที่ช่วยในการอยู่ใต้น้ำได้นานเช่นโครงสร้างของฮีโมโกลบินที่ทำให้มีชีวิตอยู่ได้ในบรรยากาศที่มีระดับออกซิเจนต่ำ โครงกระดูกที่แน่นที่ช่วยต้านความกดดันสูง (barotrauma) และความสามารถในการลดการเผาผลาญของร่างกาย (กระบวนการสร้างและสลาย) และการปิดการทำงานอวัยวะที่ไม่จำเป็นได้ เพนกวินจักรพรรดิมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันดีจากการเดินทางราว 50 ถึง 120 กิโลเมตรจากฝั่งทะเลไปยังบริเวณที่ทำการผสมพันธุ์ทุกปีเพื่อที่จะไปหาคู่ ผสมพันธุ์ กกและฟักไข่ และเลี้ยงลูกนกที่เกิดใหม่ และเป็นเพนกวินชนิดเดียวที่ผสมพันธุ์ระหว่างฤดูหนาวแบบอาร์กติก แหล่งผสมพันธุ์อาจจะเป็นบริเวณกว้างใหญ่ที่มีเพนกวินอาศัยอยู่ด้วยกันเป็นพันๆตัว ตัวเมียจะออกไข่ฟองเดียวทิ้งไว้ให้ตัวผู้ยืนกกระหว่างขาเป็นเวลาสองเดือนขณะที่ตัวเองเดินกลับไปทะเลเพื่อไปหาอาหารให้ตัวเองและนำกลับมาให้ลูกที่เกิดใหม่ เมื่อกลับมาทั้งพ่อและแม่ก็จะสลับกันเลี้ยงลูก อายุเฉลี่ยของเพนกวินจักรพรรดิราว 20 ปีและบางตัวอาจจะถึง 50 ปีก็ได้อนุกรมวิธาน อนุกรมวิธาน. เพนกวินจักรพรรดิได้รับการบรรยายจำแนกครั้งแรกในปี ค.ศ. 1844 โดยนักสัตวศาสตร์จอร์จ โรเบิร์ต เกรย์ผู้ตั้งชื่อสามัญที่มาจากภาษากรีกว่า “ἀ-πτηνο-δύτης” [a-ptēno-dytēs] ที่แปลว่า “นักดำน้ำไร้ปีก” ส่วนชื่อวิทยาศาสตร์ตั้งโดยนักธรรมชาติวิทยาชาวเยอรมันชื่อโยฮันน์ ไรน์โฮล์ด ฟอร์สเตอร์ผู้ร่วมเดินทางไปกับกัปตันเจมส์ คุกในการสำรวจมหาสมุทรแปซิฟิกครั้งที่สองระหว่างปี ค.ศ. 1772 ถึง ค.ศ. 1775 นอกจากเพนกวินจักรพรรดิแล้ว ฟอร์สเตอร์ก็ยังตั้งชื่อเพนกวินอื่นๆ อีกห้าสปีชีส์ เพนกวินจักรพรรดิและเพนกวินกษัตริย์ (A. patagonicus) ที่มีลักษณะและสีที่คล้ายคลึงกัน แต่เพนกวินกษัตริย์มีขนาดเล็กกว่าเพนกวินจักรพรรดิ ทั้งสองเป็นสปีชีส์ของสกุล “นกดำน้ำไร้ปีก” สปีชีส์ที่สามเป็นซากดึกดำบรรพ์—เพนกวินริดเกน (A. ridgeni) —พบในบันทึกของซากดึกดำบรรพ์ตั้งแต่ปลายสมัยพลิโอซีน ซึ่งเป็นเวลาราวสามล้านปีมาแล้วในประเทศนิวซีแลนด์ จากการศึกษาพฤติกรรมของพันธุศาสตร์แสดงว่าสกุล “นกดำน้ำไร้ปีก” เป็นฐานตระกูล (basal) หรือเป็นบรรพบุรุษของเพนกวินที่แยกมาเป็นสปีชีส์ต่างๆ ทั้งหมด เมื่อพิจารณาทางด้านพันธุกรรมแล้ว ไมโทคอนเดรียและนิวเคลียสของดีเอ็นเอแสดงให้เห็นว่าการแยกตัวมาเป็นสปีชีส์ต่างๆ เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 40 ล้านปีมาแล้วลักษณะ ลักษณะ. เพนกวินจักรพรรดิที่โตเต็มที่สูงถึง และหนักตั้งแต่ 22 ถึง 45 กิโลกรัม (50–100 ปอนด์) ขึ้นอยู่กับช่วงการตั้งท้องและออกลูก เพนกวินทั้งตัวผู้และตัวเมียจะเสียน้ำหนักกว่า 23 กิโลกรัมระหว่างการกกและการเลี้ยงลูกนกที่เกิดใหม่ เพนกวินจักรพรรดิก็เช่นเดียวกับเพนกวินสปีชีส์อื่นที่มีรูปร่างที่เพรียวที่ช่วยในการลดแรงดึงเมื่อดำน้ำ และมีปีกที่แข็งแบนที่เหมาะแก่การใช้เป็นครีบในการพุ้ยน้ำ ลิ้นมีปุ่มที่งอเข้าไปทางด้านในเพื่อป้องกันมิให้เหยื่อที่คาบหลุดจากปากได้ง่าย เพนกวินทั้งตัวผู้และตัวเมียมีขนาดและสีคล้ายคลึงกัน เพนกวินที่โตเต็มที่จะมีขนบนหลังเป็นสีดำเข้มที่คลุมหัว คาง คอ และด้านหลังของปีกและหาง ขนสีดำบนส่วนอื่นๆ ของร่างกายเป็นสีที่จางกว่า ใต้ปีกและท้องเป็นสีขาว และค่อยกลายเป็นสีเหลืองอ่อนบนส่วนบนของอก ขณะที่บริเวณหูเป็นสีเหลืองจัด ตอนบนของจะงอยปากยาว เป็นสีดำ และจะงอยปากล่างอาจจะเป็นสีชมพู ส้ม หรือม่วง ในลูกเพนกวินที่ยังเล็กรอยรอบหู คาง และคอจะเป็นสีขาว และจะงอยปากจะเป็นสีดำ ลูกนกเพนกวินจักรพรรดิมักจะมีปกคลุมด้วยขนอ่อนฟู (down feather) สีเทาเงิน และมีหัวสีดำหน้าสีขาว ในปี ค.ศ. 2001 มีผู้พบลูกนกเพนกวินที่เป็นสีขาวทั้งตัว แต่ไม่ถือว่าเป็นเพนกวินเผือก (albino) เพราะตามีสีปกติมิได้เป็นสีชมพูอย่างสัตว์เผือก ลูกนกเพนกวินมีน้ำหนักราว หลังจากออกจากไข่ และเรียกได้ว่าโตพอที่จะเป็นนกใหญ่ได้เพราะมีขนาดครึ่งหนึ่งของน้ำหนักเมื่อโตเต็มที่ ขนสีดำของเพนกวินจักรพรรดิจะจางลงเป็นสีน้ำตาลระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนกุมภาพันธ์ก่อนที่จะทำการสลัดขนประจำปีระหว่างเดือนมกราคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ การสลัดขนเป็นไปอย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับนกชนิดอื่น ที่ใช้เวลาทั้งหมดราว 34 วันจึงแล้วเสร็จ ขนใหม่จะงอกออกจากผิวหนัง หลังจากที่ยาวได้ราวหนึ่งในสามของความยาวเมื่อเทียบกับความยาวเต็มที่ ขนใหม่จึงเริ่มดันขนเก่าออกเพื่อช่วยบรรเทาการสูญเสียความร้อนของร่างกาย หลังจากนั้นขนใหม่ก็จะโตจนเต็มที่ อัตราเฉลี่ยการอยู่รอดปีต่อปีของเพนกวินตกประมาณ 95.1% โดยมีอายุถัวเฉลี่ยราว 19.9 ปี นักวิจัยประมาณว่าเพนกวินจักรพรรดิหนึ่งเปอร์เซ็นต์จะมีอายุยืนนานไปถึง 50 ปี แต่อัตราเฉลี่ยการอยู่รอดของลูกนกที่เกิดใหม่ตรงกันข้ามกับนกโตเต็มวัย ในปีแรกของชีวิต ลูกนกจะอยู่รอดมาได้เพียงราว 19% ฉะนั้น 80% ของฝูงเพนกวินจักรพรรดิจึงเป็นนกโตเต็มวัย ที่มีอายุห้าปีหรือแก่กว่านั้นเสียง เสียง. เพนกวินจักรพรรดิแต่ละครอบครัวไม่มีหลักแหล่งการทำรังที่เป็นที่เป็นทางเช่นนกประเภทอื่น ฉะนั้นนกแต่ละตัวจึงต้องใช้เสียงในการเรียกกู่หาคู่หรือหาลูกของตนเอง ที่ทำให้ต้องพึ่งเสียงเรียกแต่เพียงอย่างเดียวในการบอกได้ว่าตัวใดเป็นตัวใด เสียงเรียกที่ใช้จึงเป็นระบบเสียงที่ซับซ้อนและแตกต่างกันไปเป็นอันมาก ที่ทำให้พ่อแม่และลูกของแต่ละครอบครัวสามารถจำกันได้โดยไม่สับสน การเปล่งเสียงของเพนกวินจักรพรรดิใช้ย่านความถี่ (frequency band) สองย่านพร้อมกัน ลูกนกใช้ความถี่ของการผิวปากในการเรียกร้องขออาหารหรือพยายามเรียกหาพ่อแม่การปรับตัวสู้กับความเย็น การปรับตัวสู้กับความเย็น. เพนกวินจักรพรรดิผสมพันธุ์ในบรรยากาศที่เย็นที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับบรรดานกสปีชีส์ต่างๆ อุณหภูมิบรรยากาศระหว่างการผสมพันธุ์อาจจะต่ำลงถึง -40 °C หรือ -40 °F ขณะที่ลมอาจจะแรงถึง 144 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หรือ 89 ไมล์ต่อชั่วโมง อุณหภูมิน้ำอาจจะต่ำลงถึง −1.8 °C (28.8 °F) ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่ต่ำมากเมื่อเปรียบเทียบกับอุณหภูมิของร่างกายเพนกวินจักรพรรดิที่ค่าเฉลี่ยราว 39 °C (102 °F) เพนกวินจักรพรรดิต่อต้านการสูญเสียความร้อนของร่างกายด้วยระบบต่างๆ ของร่างกาย ระบบแรกคือขนที่เป็นฉนวนกันความเย็นได้ประมาณ 80% ถึง 90% และชั้นไขมันใต้ผิวหนังที่อาจจะหนาถึง 3 เซนติเมตร (1.2 นิ้ว) ในช่วงก่อนที่จะเริ่มผสมพันธุ์ แต่การมีไขมันหนาทำให้เป็นอุปสรรคต่อความคล่องตัวในการเคลื่อนไหวเมื่อเทียบกับเพนกวินแมเจลเล็นที่เป็นญาติกันที่ไม่มีระบบป้องกันความหนาวที่ดีเท่า ลักษณะของขนเป็นขนแข็งสั้นแหลมและเป็นแผงแน่นไปทั้งร่าง โดยเฉลี่ยแล้วในหนึ่งตารางนิ้วเพนกวินจะมีขนราว 100 เส้น หรือราว 15 เส้นต่อหนึ่งตารางเซนติเมตร ซึ่งเป็นสถิติความแน่นของขนที่แน่นที่สุดในบรรดานกไม่ว่าจะเป็นสปีชีส์ใด นอกจากนั้นก็ยังมีฉนวนอีกชั้นหนึ่งที่เกิดจากการสร้างช่องว่างที่เป็นฟิล์ม (filament) อีกชั้นหนึ่งระหว่างขนกับผิวหนัง กล้ามเนื้อทำให้ขนตั้งตรงเมื่ออยู่บนบกซึ่งทำให้ลดการสูญเสียความร้อนโดยการกักชั้นอากาศไว้ใกล้กับผิวหนัง ในทางตรงกันข้ามขนจะลู่แนบร่างเมื่อลงน้ำซึ่งช่วยทำให้กันไม่ให้เปียก การไซ้ขนอย่างสม่ำเสมอก็เป็นอีกกรรมวิธีหนึ่งในการช่วยสร้างฉนวนปกป้องความร้อน และทำให้ขนเป็นมันซึ่งเป็นอีกประการหนึ่งที่ช่วยในการกันน้ำได้ เพนกวินจักรพรรดิสามารถปรับอุณหภูมิของร่างกาย (Thermoregulation) หรือรักษาอุณหภูมิของร่างกายให้ปกติโดยไม่ต้องเปลี่ยนแปลงระบบการเผาผลาญพลังงานของร่างกายในช่วงอุณหภูมิที่แตกต่างกันมาก การปรับอุณหภูมิร่างกายเช่นที่ว่านี้เรียกว่า “การปรับอุณหภูมิถัวเฉลี่ย” (thermoneutral range) ที่ปรับอุณหภูมิในร่างกายได้ตั้งแต่ระหว่าง −10 ขึ้นไปจนถึง 20 °C (หรือตั้งแต่ 10 ขึ้นไปจนถึง 70 °F) ถ้าอุณหภูมิต่ำกว่าที่ว่า อัตราการเผาผลาญ (metabolic rate) ก็จะสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว แม้ว่าบางตัวอาจจะสามารถรักษาอุณหภูมิในร่างกาย (core temperature) ให้อยู่ระหว่าง 37.6 ถึง 38.0 °C (99.7 ถึง 100.4 °F) หรือลดลงไปจนถึง −47 °C (−53 °F) ได้ การเคลื่อนไหวโดยการว่ายน้ำ เดิน และการสั่นตัวเป็นอีกวิธีหนึ่งในการเพิ่มการช่วยสร้างการเผาผลาญ วิธีที่สี่คือการเพิ่มการย่อยตัวของไขมันด้วยเอนไซม์ซึ่งเกิดขึ้นได้โดยการเร่งโดยฮอร์โมนกลูคากอน ถ้าอุณหภูมิสูงขึ้นเหนือ 20 °C (68 °F) เพนกวินจักรพรรดิก็อาจเริ่มมีอาการลุกลี้ลุกลนจากอุณหภูมิของร่างกายที่สูงขึ้นเกินกว่าที่ร่างกายจะปรับได้อย่างมีประสิทธิภาพ และการเผาผลาญก็จะเพิ่มขึ้นเพื่อพยายามกำจัดความร้อนของร่างกาย ในกรณีนั้นเพนกวินก็อาจจะช่วยตัวเองด้วยการยกปีกขึ้นเพื่อเปิดส่วนที่ปกติแล้วจะปกปิดร่างกายเพื่อเพิ่มระดับการถ่ายเทความร้อนให้สูงขึ้นไปได้อีก 16%การปรับตัวต่อแรงกดดัน การปรับตัวต่อแรงกดดัน. นอกจากความสามารถในการทนความหนาวแล้ว เพนกวินจักรพรรดิยังต้องประสบอุปสรรคอีกประการหนึ่งจากการดำน้ำลึก ซึ่งความกดอากาศอาจจะทวีตัวขึ้นถึง 40 เท่าของความกดอากาศบนผิวน้ำ ถ้าเป็นสัตว์บกชนิดอื่นความกดดันระดับนี้จะมีผลต่อร่างกายที่ทำให้เกิดอาการที่เรียกว่า “การบาดเจ็บจากแรงกดดัน” (Barotrauma) ซึ่งเป็นอันตรายต่อเนื้อเยื่อที่เกิดจากความแตกต่างระหว่างความกดดันของอากาศภายในร่างกายและอากาศหรือแก๊สในน้ำรอบร่างกาย แต่กระดูกของเพนกวินเป็นกระดูกแบบตัน มิใช่กระดูกที่มีโพรงอากาศในมวลกระดูกเหมือนสัตว์อื่น ซึ่งทำให้ลดโอกาสที่จะเกิดการบาดเจ็บจากแรงกดดันได้ แต่กระนั้นก็ยังไม่เป็นที่เข้าใจกันถึงสาเหตุที่เพนกวินชนิดนี้สามารถเลี่ยงจาก “อาการป่วยจากการลดแรงกดดัน” (Decompression sickness) ได้ ความเมาความกดอากาศเป็นอาการที่เกิดจากการเปลี่ยนตัวของแก๊สไนโตรเจนในเลือดเป็นฟองอากาศ เมื่อความกดอากาศลดตัวลงอย่างรวดเร็ว ขณะที่ดำน้ำอัตราการผลาญออกซิเจนของเพนกวินจะลดลงอย่างเห็นได้ชัดที่เห็นได้จากอัตราการเต้นของหัวใจที่ลดลงเหลือเพียง 5 ครั้งต่อนาที และอวัยวะที่ไม่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต (non-essential organs) ก็จะปิดตัวลงชั่วคราวเพื่อช่วยทำให้ดำน้ำได้นานขึ้น ฮีโมโกลบินและไมโยโกลบินของเพนกวินจักรพรรดิสามารถจับตัวกันในการส่งออกซิเจนได้ในสภาวะที่มีระดับความหนาแน่นของเลือดต่ำ ซึ่งทำให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ในบรรยากาศทีออกซิเจนมีระดับต่ำที่ปกติซึ่งตามปกติแล้วจะมีผลทำให้หมดสติแหล่งที่อยู่อาศัย แหล่งที่อยู่อาศัย. เพนกวินจักรพรรดิอาศัยอยู่ทั่วไปรอบทวีปแอนตาร์กติกาโดยเฉพาะระหว่างละติจูด 66° - 77° ใต้ และมักจะผสมพันธุ์บนแผ่นน้ำแข็งตั้งแต่ชายฝั่งทะเลไปจนถึง 18 กิโลเมตร (11 ไมล์) ลึกเข้าไปบนบก บริเวณการผสมพันธุ์มักจะอยู่ใกล้ผาน้ำแข็งและภูเขาน้ำแข็งที่ช่วยเป็นเครื่องกำบังลมหนาว จำนวนเพนกวินทั้งหมดราว 400,000–450,000 ตัวที่แบ่งเป็นกลุ่มผสมพันธุ์ (Breeding colonies) ใหญ่ๆ ราว 40 กลุ่ม ราว 80,000 คู่ผสมพันธุ์กันในบริเวณทะเลรอส กลุ่มผสมพันธุ์สำคัญๆ อยู่ที่แหลมวอชิงตัน (20,000–25,000 คู่), เกาะคูลมันในดินแดนวิคตอเรีย (ราว 22,000 คู่), อ่าวฮอลลีย์บนดินแดนโคตส์ (14,300–31,400 คู่) และอ่าวแอตคาในดินแดนควีนมอด (16,000 คู่) แหล่งผสมพันธุ์บนแผ่นดินอีกสองแห่งที่ทราบ: แหล่งหนึ่งอยู่ที่เกาะดิจองบนคาบสมุทรแอนตาร์กติกา และอีกแหล่งหนึ่งที่หัวแหลมที่ธารน้ำแข็งเทย์เลอร์ในดินแดนแอนตาร์กติกาของออสเตรเลีย การผสมพันธุ์ที่กระจัดกระจายไม่อยู่กับแหล่งที่ว่าก็พบที่เกาะฮาร์ด เซาธ์จอร์เจีย และ ในนิวซีแลนด์สถานะการอนุรักษ์ สถานะการอนุรักษ์. สถานะการอนุรักษ์ของเพนกวินจักรพรรดิยังไม่จัดอยู่ในระดับที่เรียกว่าเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ที่สหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติจัดอยู่ในระดับที่เรียกว่า “ระดับความเสี่ยงต่ำจากการสูญพันธุ์” หรือระดับ “Least Concern” แต่เพนกวินจักรพรรดิและเพนกวินอื่นอีกเก้าสปีชีส์กำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณาให้จัดเข้าอยู่ในระดับใหม่ ในรายการที่ถือว่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในระดับที่เป็นอันตราย หรือ เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ (endangered หรือ threatened species) ตามกฎเกณฑ์ที่วางไว้ในรัฐบัญญัติว่าด้วยการพิทักษ์สัตว์ที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ของสหรัฐอเมริกา สาเหตุในการนำขึ้นมาพิจารณาก็เนื่องมาจากการลดตัวลงของแหล่งอาหารที่มีสาเหตุมาจากสภาวะของการเปลี่ยนแปลงอากาศ และการประมงระดับอุตสาหกรรมของปลาและสัตว์ประเภทกุ้ง-กั้ง-ปูซึ่งเป็นอาหารของเพนกวิน สาเหตุอื่นๆ ก็ได้แก่เชื้อโรค, การทำลายถิ่นฐานธรรมชาติ และการรบกวนกลุ่มผสมพันธุ์โดยมนุษย์ โดยเฉพาะผลกระทบกระเทือนที่ได้รับจากนักท่องเที่ยว จากการค้นคว้าศึกษาฉบับหนึ่งพบว่าเฮลิคอปเตอร์บินในระดับ 1,000 เมตร (3,281 ฟุต) ในบริเวณฝูงนกเพนกวิน สร้างความประหวั่นให้แก่กลุ่มลูกนกเพนกวิน จากการสังเกตพบว่าจำนวนเพนกวินจักรพรรดิในบริเวณดินแดนอเดลีลดลงไปถึง 50% ที่เกิดจากอัตราการเสียชีวิตของนกที่โตเต็มวัยที่ทวีตัวขึ้นโดยเฉพาะตัวผู้ ในช่วงที่มีอากาศอุ่นกว่าปกติในปลายคริสต์ทศวรรษ 1970 ที่เป็นผลทำให้อาณาบริเวณที่มีน้ำแข็งปกคลุมหดตัวลง และอัตราการการรอดชีวิตหลังจากการฟักเป็นตัวของลูกนกที่ลดต่ำลงในขณะเดียวกัน ฉะนั้นจึงถือว่าเพนกวินจักรพรรดิเป็นสัตว์ที่ได้รับความกระทบกระเทือนอย่างสูงจากสภาวะอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป การศึกษาของสถาบันสมุทรศาสตร์วูดสโฮล (Woods Hole Oceanographic Institution) ในเดือนมกราคม ค.ศ. 2009 ประเมินว่าเพนกวินจักรพรรดิอาจจะถึงจุดที่เสี่ยงต่อการสูญพันธ์ภายในระหว่าง ค.ศ. 2100 ถึง ค.ศ. 2109 เนื่องมาจากสภาวะการเปลี่ยนแปลงของสภาวะอากาศ การใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ในการทำนายการสูญเสียของน้ำแข็งจากภาวะโลกร้อนที่มีผลต่อกลุ่มสืบพันธุ์ใหญ่ๆ ของเพนกวินจักรพรรดิดินแดนอเดลีในทวีปแอนตาร์กติกา ทำนายว่าประชากรของเพนกวินจะลดลงราว 87% ภายในปลายศตวรรษจากจำนวน 3,000 คู่ที่ทำการสืบพันธุ์อยู่ในปัจจุบันลงไปเหลือเพียง 400 คู่ แบบจำลองของการลดจำนวนลงนี้อาจจะนำไปใช้ในการทำนายการลดจำนวนของสปีชีส์ทั้งหมดจากจำนวนทั้งหมดราว 200,000 คู่ในปัจจุบัน ในปี ค.ศ. 2009 จากภาพถ่ายทางดาวเทียมของบริเวณน้ำแข็งที่มีรอยปฏิกูลที่ใหญ่พอที่จะเห็นได้จากนอกโลกช่วยให้นักวิทยาศาสตร์มองเห็นแหล่งผสมพันธุ์อีกสิบแห่งใหม่ที่ไม่เคยเห็นมาก่อนของเพนกวินจักรพรรดิในทวีปแอนตาร์กติกาพฤติกรรม พฤติกรรม. เพนกวินจักรพรรดิเป็นสัตว์สังคมในการดำรงชีวิตและการหาอาหาร นอกจากจะออกหาอาหารด้วยกันแล้วก็อาจจะร่วมมือกันในการดำหรือผุดจากน้ำในการหาอาหาร นกแต่ละตัวอาจจะตื่นช่วงกลางคืนหรือกลางวัน นกที่โตเต็มที่จะใช้เวลาส่วนใหญ่ในชีวิตเกือบตลอดปีในการเดินทางไปหาอาหารระหว่างบริเวณที่อาศัยกับแหล่งอาหารที่อยู่ไกลออกไปตามฝั่งทะเล ยกเว้นเดือนระหว่างมกราคมถึงเดือนมีนาคมที่จะหายไปในมหาสมุทร นักสรีรศาสตร์ชาวอเมริกันเจอร์รี คูยแมนวิวัฒนาการวิธีการศึกษาพฤติกรรมในการหาอาหารของเพนกวินในปี ค.ศ. 1971 โดยการติดอุปกรณ์ที่บันทึกการดำน้ำกับตัวนก ผลของการศึกษาพบว่าเพนกวินจักรพรรดิสามารถดำน้ำได้ลึกถึง 265 เมตร (869 ฟุต) ได้ช่วงละนานถึง 18 นาที การศึกษาต่อมาพบว่าเพนกวินตัวเมียที่มีขนาดเล็กกว่าสามารถดำน้ำได้ลึกถึง 535 เมตร (1,755 ฟุต) ไม่ไกลจากอ่าวแม็คเมอร์โด อาจจะเป็นไปได้ว่าเพนกวินอาจจะดำน้ำได้ลึกกว่านั้น เพราะอุปกรณ์ที่วัดลดสมรรถภาพลงเมื่อความลึกของการดำลึกลงไปกว่าที่กล่าว การศึกษาต่อมาของพฤติกรรมการดำน้ำของนกตัวหนึ่งพบว่ามักจะดำลึกประมาณ 150 เมตร (490 ฟุต) ในบริเวณที่มีน้ำลึก 900 เมตร (3,000 ฟุต) และดำตื้นเพียง 50 เมตร (160 ฟุต) สลับกับการดำที่ลึกกว่า 400 เมตร (1,300 ฟุต) ในบริเวณที่มีน้ำลึกเพียง 450 ถึง 500 เมตร (1500 ถึง 1600 ฟุต) ซึ่งทำให้สันนิษฐานว่าบางครั้งก็เป็นดำเพื่อหาอาหารบนก้นทะเล ทั้งตัวผู้และตัวเมียจะหาอาหารราว 500 กิโลเมตร (311 ไมล์) ไกลจากที่ตั้งกลุ่ม เมื่อไปหาอาหารให้ตัวเองและลูกนกก็จะเดินทางระหว่าง 82 ถึง 1,454 กิโลเมตร (51 ถึง 904 ไมล์) ต่อตัวต่อครั้ง นกตัวผู้จะกลับไปยังทะเลกว้างที่เรียกว่า “polynya” หลังจากลูกนกออกจากไข่ ราว 100 กิโลเมตร (62 ไมล์) ไกลจากฝูง การว่ายน้ำของเพนกวินเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยการใช้ความกดดันทั้งในการพุ้ยขึ้นหรือลงขณะที่ว่าย การพุ้ยขึ้นทำให้รักษาระดับความลึกของการดำได้ ความเร็วถัวเฉลี่ยของการดำน้ำราว 6–9 กิโลเมตร/ต่อชั่วโมง (4–6 ไมล์/ต่อชั่วโมง) การเคลื่อนไหวบนบกเพนกวินจะสลับระหว่างการเดินอุ้ยอ้ายกับการไถลด้วยท้องและผลักเร่งด้วยปีกไปกับพื้นน้ำแข็ง และถือเป็นเพนกวินเพียงชนิดเดียวที่ใช้ชีวิตอยู่บนบกมากกว่าอยู่ในน้ำ การป้องกันตัวจากความหนาวจะทำโดยการเข้ามายืนรวมตัวกันเป็นกระจุกหรือที่เรียกว่าการรวมเป็นรูปเต่า ขนาดของกลุ่มก็มีตั้งแต่สิบตัวไปจนถึงหลายร้อยตัว โดยนกแต่ละตัวก็จะเอนไปข้างหน้าบนหลังของนกตัวหน้า ตัวที่อยู่วงนอกมักจะค่อยๆ เดินลากขาวนรอบวง และจะมีการสลับที่กันระหว่างนกที่อยู่ในวงในและวงนอกอาหาร อาหาร. อาหารที่บริโภคส่วนใหญ่จะเป็นปลา, สัตว์ประเภทกุ้ง-กั้ง-ปู และ เซฟาโลพอดเช่นปลาหมึก แม้ว่าอัตราส่วนของอาหารจะแตกต่างกันไปตามแต่กลุ่มนก แต่ปลาจะเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญที่สุด โดยเฉพาะปลาแอนตาร์กติกซิลเวอร์ฟิชที่เป็นอาหารหลัก อาหารอื่นๆ ก็ได้แก่ปลาในตระกูลปลาคอดน้ำแข็ง, ปลาหมึกเกลเชีย และปลาหมึกตะขอหนวดยาว รวมทั้งตัวเคยแอนตาร์กติกาที่มีลักษณะคล้ายกุ้ง เพนกวินจักรพรรดิหาเหยื่อในทะเลของมหาสมุทรใต้ ทั้งในบริเวณที่ไม่มีน้ำแข็ง หรือในบริเวณช่องที่แตกระหว่างน้ำแข็ง วิธีการหาเหยื่อก็โดยการดำลึกลงราว 50 เมตร (164 ฟุต) ซึ่งเป็นระดับที่สามารถมองเห็นเหยื่อเช่น ปลาบอลด์โนโทเธนที่ว่ายระหว่างด้านใต้ของผิวน้ำแข็ง เพนกวินก็จะว่ายขึ้นไปจับ แล้วก็จะดำลึกลงไปเพื่อพุ่งกลับขึ้นมาอีกครั้ง และจะทำเช่นนี้ราวห้าหกครั้งก่อนที่จะผุดขึ้นมาหายใจครั้งหนึ่งศัตรู ศัตรู. ศัตรูของเพนกวินจักรพรรดิก็ได้แก่นกทะเล และสัตว์น้ำที่เลี้ยงลูกด้วยนมที่รวมทั้งนกจมูกหลอดยักษ์ขั้วโลกใต้ที่เป็นนักล่าเหยื่อที่สังหารลูกนกถึงราว 34% ในบางฝูง และนกสคัวขั้วโลกใต้ที่ส่วนใหญ่จะกินลูกนกที่ตายไปแล้ว เพราะลูกนกที่ยังมีชีวิตมีขนาดใหญ่เกินกว่าที่จะโจมตีได้ สัตว์น้ำที่เป็นอันตรายได้แก่แมวน้ำเสือดาวที่ล่าทั้งเพนกวินที่โตเต็มวัยทันทีที่ลงน้ำ และวาฬเพชฌฆาตที่ล่าเพนกวินที่โตเต็มวัยเช่นกันการหาคู่และการเจริญพันธุ์ การหาคู่และการเจริญพันธุ์. เพนกวินจักรพรรดิสามารถทำการผสมพันธุ์ได้ตั้งแต่เมื่อมีอายุราวสามปี แต่มักจะเริ่มทำการผสมพันธุ์กันจริงๆ ราวปีหนึ่งถึงสามปีหลังจากนั้น วงจรการเจริญพันธุ์ประจำปีเริ่มขึ้นราวต้นฤดูหนาวของทวีปแอนตาร์กติการะหว่างเดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายน เมื่อเพนกวินที่โตเต็มที่จะเดินทางไปยังถิ่นฐานธรรมชาติของบริเวณที่ทำการผสมพันธุ์ ที่มักจะต้องเดินทางถึง 50 ถึง 120 กิโลเมตร (30 ถึง 75 ไมล์) ลึกเข้าไปในแผ่นดินจากขอบน้ำแข็งที่ติดกับทะเลของทวีป จุดที่ทำให้เริ่มการเดินทางเกิดขึ้นเมื่อช่วงที่แสงสว่างของเวลากลางวันเริ่มลดลง เพนกวินจักรพรรดิที่ถูกเลี้ยงในที่จำขังสามารถเร่งให้ทำการผสมพันธุ์ได้ โดยการปรับระบบแสงที่เลียนแบบการเปลี่ยนแปลงของแสงธรรมชาติที่เกิดขึ้นที่ขั้วโลกใต้ เพนกวินเริ่มทำการหาคู่ราวระหว่างเดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายน ระหว่างที่อุณหภูมิอาจจะตกลงถึง −40 °C (−40 °F) ตัวผู้เริ่มด้วยการแสดงท่าทางต่างๆ โดยการยืนนิ่งและก้มหัวลงติดอกก่อนที่จะสูดลมหายใจ และเริ่มส่งเสียงร้องเรียกตัวเมียราว 1 ถึง 2 วินาที จากนั้นก็จะเดินรอบฝูง และเริ่มแสดงพฤติกรรมเดิมซ้ำอีก เมื่อพบคู่ตัวผู้และตัวเมียก็จะยืนหันหน้าเข้าหากัน โดยตัวหนึ่งจะยืดคอขึ้นและอีกตัวหนึ่งก็จะทำตาม ทั้งคู่จะทำเช่นนั้นอยู่หลายนาที เมื่อตกลงกันได้ทั้งสองตัวก็จะเดินอุ้ยอ้ายรอบฝูงด้วยกันโดยที่ตัวเมียมักจะเดินตามตัวผู้ ก่อนที่จะผสมพันธุ์นกตัวหนึ่งก็จะน้อมตัวลงอย่างอ่อนน้อมจนจะงอยปากจรดพื้นน้ำแข็งให้แก่นกอีกตัวหนึ่ง นกที่เป็นฝ่ายรับก็แสดงท่าตอบรับด้วยท่าทางเดียวกัน เพนกวินจักรพรรดิมีคู่แบบที่เรียกว่าผัวเดียวเมียเดียวแต่ไม่ตลอดชีพ แบบที่เรียกว่า “ผัวเดียวเมียเดียวชั่วฤดู” ซึ่งหมายถึงว่าคู่นกเดียวกันจะอยู่ด้วยกันโดยไม่เปลี่ยนคู่จนกว่าจะสิ้นฤดู แต่ในฤดูเจริญพันธุ์ที่ตามมาอัตราที่จะกลับไปหาคู่ผสมพันธุ์ตัวเดิมก็มีเพียง 15% ช่วงการผสมพันธุ์ที่ค่อนข้างสั้นอาจจะเป็นปัจจัยที่ทำให้จำเป็นต้องเปลี่ยนคู่ เพราะเพนกวินอาจจะไม่มีเวลารอให้คู่เดิมจากปีก่อนหน้านั้นเดินทางมาถึงก็เป็นได้ เพนกวินตัวเมียจะวางไข่หนึ่งฟองที่หนักระหว่าง 460 ถึง 470 กรัม (ราว 1 ปอนด์) ราวระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงต้นเดือนมิถุนายน รูปร่างของไข่มีลักษณะเหมือนผลสาลี่ สีออกไปทางขาวเขียว และยาวราว 12 × 8 เซนติเมตร (4¾ x 3 นิ้ว) น้ำหนักของไข่ตกประมาณ 2.3% ของน้ำหนักของแม่นก ซึ่งทำให้เป็นไข่ที่เล็กที่สุดในบรรดานกชนิดต่างๆ เมื่อเปรียบเทียบกับอัตราส่วนระหว่างน้ำหนักของไข่กับน้ำหนักของแม่นก 15.7% ของน้ำหนักของไข่เป็นน้ำหนักของเปลือก และเปลือกก็เหมือนกับเปลือกไข่ของเพนกวินสกุลอื่นที่จะค่อนข้างหนาเพื่อป้องกันจากการแตกได้ง่าย หลังจากที่วางไข่แล้วอาหารสำรองในร่างกายของแม่นกก็จะหมดลง ฉะนั้นแม่นกก็จะค่อยๆย้ายไข่ไปให้ตัวผู้กก ก่อนที่จะรีบเดินทางกลับทะเลไปหาอาหารเป็นเวลาสองเดือน การย้ายไข่เป็นกระบวนการที่ละเอียดอ่อนทุลักทุเลและค่อนข้างอันตราย ถ้าทำไม่ถูกต้องก็จะเสียไข่ก่อนที่จะฟัก เพราะไข่ไม่สามารถทนต่อสภาวะอากาศและพื้นน้ำแข็งที่เยือกเย็นโดยไม่ได้รับการป้องกันได้ ตัวเมียจะพยายามกลิ้งไข่เข้าไปอยู่อุ้งถุง (brood pouch) ระหว่างขาของตัวผู้อย่างระมัดระวัง เมื่อได้ไข่มาแล้วตัวผู้จะยืนกกไข่ในอุ้งถุงที่อยู่บนตีนระหว่างฤดูหนาวเป็นเวลา 64 วันรวดก่อนที่ไข่จะฟักตัว เพนกวินจักรพรรดิเป็นเพนกวินประเภทเดียวที่ตัวผู้เท่านั้นที่จะกกไข่ เพนกวินชนิดอื่นพ่อและแม่นกจะสลับกันกก เมื่อถึงเวลาที่ลูกนกฟักตัวออกมาตัวผู้ก็จะอดอาหารมาตั้งแต่เมื่อมาถึงบริเวณผสมพันธุ์มาเป็นเวลา 115 วันแล้ว การที่จะอยู่รอดในบรรยากาศที่มีอากาศเย็นจัด และลมที่บางครั้งแรงถึง 200 กม./ชั่วโมง (120 ไมล์/ชั่วโมง) พ่อนกที่มีไข่อยู่ในถุงกกจะค่อยๆ ขยับเข้ามาเบียดกันเป็นกลุ่มและสลับกันระหว่างการอยู่ในวงนอกและการเข้าไปอยู่ในวงใน และหันหลังให้ลมเพื่อสงวนความร้อนของร่างกาย ในระยะเวลาสี่เดือนตั้งแต่การเดินทาง การจับคู่ และการกกไข่ ตัวผู้ก็อาจจะสูญเสียน้ำหนักตัวถึง 20 กิโลกรัม (44 ปอนด์) จากน้ำหนักเดิม 38 กิโลกรัม ลงมาเหลือเพียง 18 กิโลกรัม (84 ปอนด์ ถึง 40 ปอนด์) หรือราวครึ่งหนึ่งของน้ำหนักตัว การฟักออกจากไข่ของลูกนกอาจจะใช้เวลาถึงสองหรือสามวันจึงเสร็จเพราะความหนาของเปลือกไข่ ลูกนกที่เพิ่งออกจากไข่จะมีขนอ่อนฟูปกคลุมร่างกายเพียงเล็กน้อย และต้องพึ่งการเลี้ยงดูด้วยอาหารและความอบอุ่นจากพ่อแม่ (Altricial) ถ้าลูกนกฟักตัวออกมาก่อนที่แม่จะกลับมาพร้อมกับอาหาร พ่อนกก็จะเลี้ยงด้วยสิ่งที่ดูคล้ายก้อนไขมันที่ผลิตจากต่อมในหลอดอาหารที่ประกอบด้วยโปรตีน 59% และไขมันอีก 28% เมื่อออกมาจากไข่ใหม่ๆ ลูกนกก็ยังใช้เวลาระยะแรกกำบังตัวเองจากสภาวะอากาศ ระหว่างการยืนอยู่บนตีนของพ่อนก และการอยู่ในถุงกกไข่ระหว่างขาสองขาของพ่อ แม่เพนกวินเมื่อกลับมาราวระหว่างตั้งแต่ลูกนกฟักตัวออกมาจนราวสิบวันหลังจากนั้น ราวระหว่างกลางเดือนกรกฎาคมจนถึงต้นเดือนสิงหาคม ก็จะเรียกหาคู่ในบรรดานกนับร้อยนับพันโดยการกู่เรียก เพื่อที่จะมารับหน้าที่เลี้ยงลูกต่อจากพ่อนก เมื่อพบลูกแล้วก็จะขย้อนอาหารที่เก็บสำรองไว้ในท้องให้ลูก เมื่อมารับหน้าที่แล้วตัวผู้ก็จะกลับไปหาอาหารในทะเลได้ โดยทิ้งลูกนกไว้กับแม่ราว 24 วันก่อนที่จะกลับมาช่วยเลี้ยงลูกอีก การเดินทางของพ่อนกจะใช้เวลาน้อยกว่าเมื่อเดินทางมาผสมพันธุ์ เพราะอากาศที่อุ่นขึ้นระหว่างฤดูร้อนที่ทำให้แผ่นน้ำแข็งละลาย และหดตัวลงไปบ้างที่ทำให้ระยะทางสั้นขึ้น ช่วงนี้พ่อและแม่นกก็จะสลับกันระหว่างการเลี้ยงลูกและการเดินทางไปหาอาหาร หลังจากออกจากไข่ได้ 45 ถึง 50 วันลูกนกก็จะมารวมตัวกันเป็นฝูงเบียดกันเพื่อให้ได้รับความอบอุ่นและเพื่อความปลอดภัย ระหว่างช่วงเวลานี้ทั้งพ่อและแม่ก็จะออกไปหาอาหารในทะเลและกลับพร้อมกับอาหารเพื่อมาเลี้ยงลูก ฝูงลูกนกอาจจะมีด้วยกันเป็นจำนวนหลายพันตัวที่เบียดตัวกันแน่นเพื่อการอยู่รอดในภาวะอากาศและอุณหภูมิของทวีปแอนตาร์กติกา ตั้งแต่ต้นเดือนพฤศจิกายนลูกนกก็จะเริ่มเปลี่ยนขนอ่อนฟูเป็นขนแบบนกเล็กที่ใช้เวลาถึงสองเดือนจึงเปลี่ยนเสร็จ และส่วนใหญ่ก็จะยังเปลี่ยนขนไม่เสร็จเมื่อถึงเวลาที่จะออกจากฝูง ระหว่างช่วงนี้พ่อแม่ก็จะหยุดเลี้ยงลูก หลังจากนั้นนกทั้งฝูงก็จะเดินทางเพียงระยะสั้นไปยังฝั่งทะเลระหว่างเดือนธันวาคมถึงเดือนมกราคมเพื่อหาอาหารจนตลอดฤดูร้อนที่นั่นการอ้างอิงทางวัฒนธรรม การอ้างอิงทางวัฒนธรรม. ความเป็นอยู่อันเป็นเอกลักษณ์ของเพนกวินจักรพรรดิในสภาวะอากาศอันทารุณได้รับการศึกษาค้นคว้า และทำเป็นภาพยนตร์หลายเรื่อง นักสำรวจแอนตาร์กติกาชาวอังกฤษ แอ็พสลีย์ เชอร์รี-การ์ราด กล่าวว่า “เมื่อเปรียบเทียบโดยทั่วไปแล้วผมก็ไม่เชื่อว่าจะมีผู้ใดในโลกที่ต้องผจญสถานภาพที่ทารุณมากไปกว่าเพนกวินจักรพรรดิ” การเดินทางของจักรพรรดิ (La Marche de l'empereur) เป็นภาพยนตร์สารคดีฝรั่งเศสที่ได้รับรางวัลออสการ์ในฐานะที่เป็นภาพยนตร์สารคดียอดเยี่ยม ของปี ค.ศ. 2005 ที่เป็นที่แพร่หลายไปทั่วโลก เนื้อหาของภาพยนตร์เป็นการบันทึกการเดินทางเพื่อไปทำการการผสมพันธุ์ตั้งแต่ต้นจนจบ หัวเรื่องดังกล่าวยังถูกนำเสนอโดยบีบีซีและเดวิด แอทเทนเบอเรอห์ถึงสองครั้ง ครั้งแรกใน (Life in the Freezer) เมื่อปี ค.ศ. 1993 และอีกครั้งหนึ่งในปี ค.ศ. 2006 ในซีรีส์ แพลนเน็ตเอิร์ธ ภาพยนตร์คอมพิวเตอร์แอนิเมชัน เรื่อง เพนกวินกลมปุ๊กลุกขึ้นมาเต้น (Happy Feet) (ค.ศ. 2006) มีตัวละครเอกเป็นเพนกวินจักรพรรดิที่ชอบเต้นรำ แม้ว่าจะเป็นแอนิเมชันก็ตาม แต่ก็ยังแสดงถึงวงจรชีวิตของเพนกวินและพยายามสื่อปัญหาสิ่งแวดล้อมที่มีผลกระทบกระเทือนต่อประชากรของเพนกวินจักรพรรดิที่เกิดจากปรากฏการณ์โลกร้อนและการประมงที่ทำกันมากเกินควร จนทำให้แหล่งอาหารของเพนกวินลดน้อยลง ภาพยนตร์คอมพิวเตอร์แอนิเมชันอีกเรื่องหนึ่ง คือ เซิร์ฟอัพ' (Surf's Up) (ค.ศ. 2007) มีเรื่องราวของเพนกวินจักรพรรดิที่ชอบเล่นคลื่น ชื่อว่า Zeke "Big-Z" Topanga เพนกวินจักรพรรดิยังได้ปรากฏบนแสตมป์ของมากกว่า 30 ประเทศ ซึ่งในประเทศออสเตรเลีย สหราชอาณาจักร ชิลี และฝรั่งเศสได้ผลิตออกมาหลายรูปแบบมาก และปรากฏบนแสตมป์ 10 ฟรังก์ ในปี ค.ศ. 1962 ที่เป็นส่วนหนึ่งของชุดการสำรวจทวีปแอนตาร์กติกา
| เพนกวินจักรพรรดิสามารถดำน้ำหาอาหารได้นานสุดกี่นาที | {
"answer": [
"18"
],
"answer_begin_position": [
809
],
"answer_end_position": [
811
]
} |
2,868 | 276,207 | เพนกวินจักรพรรดิ เพนกวินจักรพรรดิ () เป็นเพนกวินที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดาสปีชีส์ต่างๆ ที่มีถิ่นฐานอยู่ในทวีปแอนตาร์กติกา ตัวผู้และตัวเมียมีสีขนและขนาดใกล้เคียงกัน สูงราว และหนักระหว่าง 22–37 กิโลกรัม (48–82 ปอนด์) ขนด้านหลังสีดำตัดกันกับขนด้านหน้าตรงบริเวณท้องที่มีสีขาว อกตอนบนสีเหลืองอ่อนและค่อยๆ ไล่ลงมาจนเป็นสีขาว และบริเวณหูเป็นสีเหลืองจัด เพนกวินจักรพรรดิก็เป็นเช่นเดียวกันกับเพนกวินชนิดอื่นที่เป็นนกที่บินไม่ได้ แต่มีรูปร่างที่เพรียวและปีกที่ลู่ตามตัวแต่แข็งแบนเหมือนครีบที่เหมาะกับการเป็นสัตว์น้ำมากกว่าที่จะเป็นนก อาหารที่บริโภคส่วนใหญ่เป็นปลา และรวมทั้งสัตว์ประเภทกุ้ง-กั้ง-ปู (crustacean) เช่น ตัวเคย และ สัตว์ประเภทเซฟาโลพอดเช่นปลาหมึก เมื่อดำน้ำหาอาหารเพนกวินจักรพรรดิสามารถอยู่ใต้น้ำได้นานถึง 18 นาที และสามารถดำน้ำได้ลึกถึง 535 เมตรเนื่องจากลักษณะหลายอย่างที่ช่วยในการอยู่ใต้น้ำได้นานเช่นโครงสร้างของฮีโมโกลบินที่ทำให้มีชีวิตอยู่ได้ในบรรยากาศที่มีระดับออกซิเจนต่ำ โครงกระดูกที่แน่นที่ช่วยต้านความกดดันสูง (barotrauma) และความสามารถในการลดการเผาผลาญของร่างกาย (กระบวนการสร้างและสลาย) และการปิดการทำงานอวัยวะที่ไม่จำเป็นได้ เพนกวินจักรพรรดิมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันดีจากการเดินทางราว 50 ถึง 120 กิโลเมตรจากฝั่งทะเลไปยังบริเวณที่ทำการผสมพันธุ์ทุกปีเพื่อที่จะไปหาคู่ ผสมพันธุ์ กกและฟักไข่ และเลี้ยงลูกนกที่เกิดใหม่ และเป็นเพนกวินชนิดเดียวที่ผสมพันธุ์ระหว่างฤดูหนาวแบบอาร์กติก แหล่งผสมพันธุ์อาจจะเป็นบริเวณกว้างใหญ่ที่มีเพนกวินอาศัยอยู่ด้วยกันเป็นพันๆตัว ตัวเมียจะออกไข่ฟองเดียวทิ้งไว้ให้ตัวผู้ยืนกกระหว่างขาเป็นเวลาสองเดือนขณะที่ตัวเองเดินกลับไปทะเลเพื่อไปหาอาหารให้ตัวเองและนำกลับมาให้ลูกที่เกิดใหม่ เมื่อกลับมาทั้งพ่อและแม่ก็จะสลับกันเลี้ยงลูก อายุเฉลี่ยของเพนกวินจักรพรรดิราว 20 ปีและบางตัวอาจจะถึง 50 ปีก็ได้อนุกรมวิธาน อนุกรมวิธาน. เพนกวินจักรพรรดิได้รับการบรรยายจำแนกครั้งแรกในปี ค.ศ. 1844 โดยนักสัตวศาสตร์จอร์จ โรเบิร์ต เกรย์ผู้ตั้งชื่อสามัญที่มาจากภาษากรีกว่า “ἀ-πτηνο-δύτης” [a-ptēno-dytēs] ที่แปลว่า “นักดำน้ำไร้ปีก” ส่วนชื่อวิทยาศาสตร์ตั้งโดยนักธรรมชาติวิทยาชาวเยอรมันชื่อโยฮันน์ ไรน์โฮล์ด ฟอร์สเตอร์ผู้ร่วมเดินทางไปกับกัปตันเจมส์ คุกในการสำรวจมหาสมุทรแปซิฟิกครั้งที่สองระหว่างปี ค.ศ. 1772 ถึง ค.ศ. 1775 นอกจากเพนกวินจักรพรรดิแล้ว ฟอร์สเตอร์ก็ยังตั้งชื่อเพนกวินอื่นๆ อีกห้าสปีชีส์ เพนกวินจักรพรรดิและเพนกวินกษัตริย์ (A. patagonicus) ที่มีลักษณะและสีที่คล้ายคลึงกัน แต่เพนกวินกษัตริย์มีขนาดเล็กกว่าเพนกวินจักรพรรดิ ทั้งสองเป็นสปีชีส์ของสกุล “นกดำน้ำไร้ปีก” สปีชีส์ที่สามเป็นซากดึกดำบรรพ์—เพนกวินริดเกน (A. ridgeni) —พบในบันทึกของซากดึกดำบรรพ์ตั้งแต่ปลายสมัยพลิโอซีน ซึ่งเป็นเวลาราวสามล้านปีมาแล้วในประเทศนิวซีแลนด์ จากการศึกษาพฤติกรรมของพันธุศาสตร์แสดงว่าสกุล “นกดำน้ำไร้ปีก” เป็นฐานตระกูล (basal) หรือเป็นบรรพบุรุษของเพนกวินที่แยกมาเป็นสปีชีส์ต่างๆ ทั้งหมด เมื่อพิจารณาทางด้านพันธุกรรมแล้ว ไมโทคอนเดรียและนิวเคลียสของดีเอ็นเอแสดงให้เห็นว่าการแยกตัวมาเป็นสปีชีส์ต่างๆ เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 40 ล้านปีมาแล้วลักษณะ ลักษณะ. เพนกวินจักรพรรดิที่โตเต็มที่สูงถึง และหนักตั้งแต่ 22 ถึง 45 กิโลกรัม (50–100 ปอนด์) ขึ้นอยู่กับช่วงการตั้งท้องและออกลูก เพนกวินทั้งตัวผู้และตัวเมียจะเสียน้ำหนักกว่า 23 กิโลกรัมระหว่างการกกและการเลี้ยงลูกนกที่เกิดใหม่ เพนกวินจักรพรรดิก็เช่นเดียวกับเพนกวินสปีชีส์อื่นที่มีรูปร่างที่เพรียวที่ช่วยในการลดแรงดึงเมื่อดำน้ำ และมีปีกที่แข็งแบนที่เหมาะแก่การใช้เป็นครีบในการพุ้ยน้ำ ลิ้นมีปุ่มที่งอเข้าไปทางด้านในเพื่อป้องกันมิให้เหยื่อที่คาบหลุดจากปากได้ง่าย เพนกวินทั้งตัวผู้และตัวเมียมีขนาดและสีคล้ายคลึงกัน เพนกวินที่โตเต็มที่จะมีขนบนหลังเป็นสีดำเข้มที่คลุมหัว คาง คอ และด้านหลังของปีกและหาง ขนสีดำบนส่วนอื่นๆ ของร่างกายเป็นสีที่จางกว่า ใต้ปีกและท้องเป็นสีขาว และค่อยกลายเป็นสีเหลืองอ่อนบนส่วนบนของอก ขณะที่บริเวณหูเป็นสีเหลืองจัด ตอนบนของจะงอยปากยาว เป็นสีดำ และจะงอยปากล่างอาจจะเป็นสีชมพู ส้ม หรือม่วง ในลูกเพนกวินที่ยังเล็กรอยรอบหู คาง และคอจะเป็นสีขาว และจะงอยปากจะเป็นสีดำ ลูกนกเพนกวินจักรพรรดิมักจะมีปกคลุมด้วยขนอ่อนฟู (down feather) สีเทาเงิน และมีหัวสีดำหน้าสีขาว ในปี ค.ศ. 2001 มีผู้พบลูกนกเพนกวินที่เป็นสีขาวทั้งตัว แต่ไม่ถือว่าเป็นเพนกวินเผือก (albino) เพราะตามีสีปกติมิได้เป็นสีชมพูอย่างสัตว์เผือก ลูกนกเพนกวินมีน้ำหนักราว หลังจากออกจากไข่ และเรียกได้ว่าโตพอที่จะเป็นนกใหญ่ได้เพราะมีขนาดครึ่งหนึ่งของน้ำหนักเมื่อโตเต็มที่ ขนสีดำของเพนกวินจักรพรรดิจะจางลงเป็นสีน้ำตาลระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนกุมภาพันธ์ก่อนที่จะทำการสลัดขนประจำปีระหว่างเดือนมกราคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ การสลัดขนเป็นไปอย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับนกชนิดอื่น ที่ใช้เวลาทั้งหมดราว 34 วันจึงแล้วเสร็จ ขนใหม่จะงอกออกจากผิวหนัง หลังจากที่ยาวได้ราวหนึ่งในสามของความยาวเมื่อเทียบกับความยาวเต็มที่ ขนใหม่จึงเริ่มดันขนเก่าออกเพื่อช่วยบรรเทาการสูญเสียความร้อนของร่างกาย หลังจากนั้นขนใหม่ก็จะโตจนเต็มที่ อัตราเฉลี่ยการอยู่รอดปีต่อปีของเพนกวินตกประมาณ 95.1% โดยมีอายุถัวเฉลี่ยราว 19.9 ปี นักวิจัยประมาณว่าเพนกวินจักรพรรดิหนึ่งเปอร์เซ็นต์จะมีอายุยืนนานไปถึง 50 ปี แต่อัตราเฉลี่ยการอยู่รอดของลูกนกที่เกิดใหม่ตรงกันข้ามกับนกโตเต็มวัย ในปีแรกของชีวิต ลูกนกจะอยู่รอดมาได้เพียงราว 19% ฉะนั้น 80% ของฝูงเพนกวินจักรพรรดิจึงเป็นนกโตเต็มวัย ที่มีอายุห้าปีหรือแก่กว่านั้นเสียง เสียง. เพนกวินจักรพรรดิแต่ละครอบครัวไม่มีหลักแหล่งการทำรังที่เป็นที่เป็นทางเช่นนกประเภทอื่น ฉะนั้นนกแต่ละตัวจึงต้องใช้เสียงในการเรียกกู่หาคู่หรือหาลูกของตนเอง ที่ทำให้ต้องพึ่งเสียงเรียกแต่เพียงอย่างเดียวในการบอกได้ว่าตัวใดเป็นตัวใด เสียงเรียกที่ใช้จึงเป็นระบบเสียงที่ซับซ้อนและแตกต่างกันไปเป็นอันมาก ที่ทำให้พ่อแม่และลูกของแต่ละครอบครัวสามารถจำกันได้โดยไม่สับสน การเปล่งเสียงของเพนกวินจักรพรรดิใช้ย่านความถี่ (frequency band) สองย่านพร้อมกัน ลูกนกใช้ความถี่ของการผิวปากในการเรียกร้องขออาหารหรือพยายามเรียกหาพ่อแม่การปรับตัวสู้กับความเย็น การปรับตัวสู้กับความเย็น. เพนกวินจักรพรรดิผสมพันธุ์ในบรรยากาศที่เย็นที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับบรรดานกสปีชีส์ต่างๆ อุณหภูมิบรรยากาศระหว่างการผสมพันธุ์อาจจะต่ำลงถึง -40 °C หรือ -40 °F ขณะที่ลมอาจจะแรงถึง 144 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หรือ 89 ไมล์ต่อชั่วโมง อุณหภูมิน้ำอาจจะต่ำลงถึง −1.8 °C (28.8 °F) ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่ต่ำมากเมื่อเปรียบเทียบกับอุณหภูมิของร่างกายเพนกวินจักรพรรดิที่ค่าเฉลี่ยราว 39 °C (102 °F) เพนกวินจักรพรรดิต่อต้านการสูญเสียความร้อนของร่างกายด้วยระบบต่างๆ ของร่างกาย ระบบแรกคือขนที่เป็นฉนวนกันความเย็นได้ประมาณ 80% ถึง 90% และชั้นไขมันใต้ผิวหนังที่อาจจะหนาถึง 3 เซนติเมตร (1.2 นิ้ว) ในช่วงก่อนที่จะเริ่มผสมพันธุ์ แต่การมีไขมันหนาทำให้เป็นอุปสรรคต่อความคล่องตัวในการเคลื่อนไหวเมื่อเทียบกับเพนกวินแมเจลเล็นที่เป็นญาติกันที่ไม่มีระบบป้องกันความหนาวที่ดีเท่า ลักษณะของขนเป็นขนแข็งสั้นแหลมและเป็นแผงแน่นไปทั้งร่าง โดยเฉลี่ยแล้วในหนึ่งตารางนิ้วเพนกวินจะมีขนราว 100 เส้น หรือราว 15 เส้นต่อหนึ่งตารางเซนติเมตร ซึ่งเป็นสถิติความแน่นของขนที่แน่นที่สุดในบรรดานกไม่ว่าจะเป็นสปีชีส์ใด นอกจากนั้นก็ยังมีฉนวนอีกชั้นหนึ่งที่เกิดจากการสร้างช่องว่างที่เป็นฟิล์ม (filament) อีกชั้นหนึ่งระหว่างขนกับผิวหนัง กล้ามเนื้อทำให้ขนตั้งตรงเมื่ออยู่บนบกซึ่งทำให้ลดการสูญเสียความร้อนโดยการกักชั้นอากาศไว้ใกล้กับผิวหนัง ในทางตรงกันข้ามขนจะลู่แนบร่างเมื่อลงน้ำซึ่งช่วยทำให้กันไม่ให้เปียก การไซ้ขนอย่างสม่ำเสมอก็เป็นอีกกรรมวิธีหนึ่งในการช่วยสร้างฉนวนปกป้องความร้อน และทำให้ขนเป็นมันซึ่งเป็นอีกประการหนึ่งที่ช่วยในการกันน้ำได้ เพนกวินจักรพรรดิสามารถปรับอุณหภูมิของร่างกาย (Thermoregulation) หรือรักษาอุณหภูมิของร่างกายให้ปกติโดยไม่ต้องเปลี่ยนแปลงระบบการเผาผลาญพลังงานของร่างกายในช่วงอุณหภูมิที่แตกต่างกันมาก การปรับอุณหภูมิร่างกายเช่นที่ว่านี้เรียกว่า “การปรับอุณหภูมิถัวเฉลี่ย” (thermoneutral range) ที่ปรับอุณหภูมิในร่างกายได้ตั้งแต่ระหว่าง −10 ขึ้นไปจนถึง 20 °C (หรือตั้งแต่ 10 ขึ้นไปจนถึง 70 °F) ถ้าอุณหภูมิต่ำกว่าที่ว่า อัตราการเผาผลาญ (metabolic rate) ก็จะสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว แม้ว่าบางตัวอาจจะสามารถรักษาอุณหภูมิในร่างกาย (core temperature) ให้อยู่ระหว่าง 37.6 ถึง 38.0 °C (99.7 ถึง 100.4 °F) หรือลดลงไปจนถึง −47 °C (−53 °F) ได้ การเคลื่อนไหวโดยการว่ายน้ำ เดิน และการสั่นตัวเป็นอีกวิธีหนึ่งในการเพิ่มการช่วยสร้างการเผาผลาญ วิธีที่สี่คือการเพิ่มการย่อยตัวของไขมันด้วยเอนไซม์ซึ่งเกิดขึ้นได้โดยการเร่งโดยฮอร์โมนกลูคากอน ถ้าอุณหภูมิสูงขึ้นเหนือ 20 °C (68 °F) เพนกวินจักรพรรดิก็อาจเริ่มมีอาการลุกลี้ลุกลนจากอุณหภูมิของร่างกายที่สูงขึ้นเกินกว่าที่ร่างกายจะปรับได้อย่างมีประสิทธิภาพ และการเผาผลาญก็จะเพิ่มขึ้นเพื่อพยายามกำจัดความร้อนของร่างกาย ในกรณีนั้นเพนกวินก็อาจจะช่วยตัวเองด้วยการยกปีกขึ้นเพื่อเปิดส่วนที่ปกติแล้วจะปกปิดร่างกายเพื่อเพิ่มระดับการถ่ายเทความร้อนให้สูงขึ้นไปได้อีก 16%การปรับตัวต่อแรงกดดัน การปรับตัวต่อแรงกดดัน. นอกจากความสามารถในการทนความหนาวแล้ว เพนกวินจักรพรรดิยังต้องประสบอุปสรรคอีกประการหนึ่งจากการดำน้ำลึก ซึ่งความกดอากาศอาจจะทวีตัวขึ้นถึง 40 เท่าของความกดอากาศบนผิวน้ำ ถ้าเป็นสัตว์บกชนิดอื่นความกดดันระดับนี้จะมีผลต่อร่างกายที่ทำให้เกิดอาการที่เรียกว่า “การบาดเจ็บจากแรงกดดัน” (Barotrauma) ซึ่งเป็นอันตรายต่อเนื้อเยื่อที่เกิดจากความแตกต่างระหว่างความกดดันของอากาศภายในร่างกายและอากาศหรือแก๊สในน้ำรอบร่างกาย แต่กระดูกของเพนกวินเป็นกระดูกแบบตัน มิใช่กระดูกที่มีโพรงอากาศในมวลกระดูกเหมือนสัตว์อื่น ซึ่งทำให้ลดโอกาสที่จะเกิดการบาดเจ็บจากแรงกดดันได้ แต่กระนั้นก็ยังไม่เป็นที่เข้าใจกันถึงสาเหตุที่เพนกวินชนิดนี้สามารถเลี่ยงจาก “อาการป่วยจากการลดแรงกดดัน” (Decompression sickness) ได้ ความเมาความกดอากาศเป็นอาการที่เกิดจากการเปลี่ยนตัวของแก๊สไนโตรเจนในเลือดเป็นฟองอากาศ เมื่อความกดอากาศลดตัวลงอย่างรวดเร็ว ขณะที่ดำน้ำอัตราการผลาญออกซิเจนของเพนกวินจะลดลงอย่างเห็นได้ชัดที่เห็นได้จากอัตราการเต้นของหัวใจที่ลดลงเหลือเพียง 5 ครั้งต่อนาที และอวัยวะที่ไม่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต (non-essential organs) ก็จะปิดตัวลงชั่วคราวเพื่อช่วยทำให้ดำน้ำได้นานขึ้น ฮีโมโกลบินและไมโยโกลบินของเพนกวินจักรพรรดิสามารถจับตัวกันในการส่งออกซิเจนได้ในสภาวะที่มีระดับความหนาแน่นของเลือดต่ำ ซึ่งทำให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ในบรรยากาศทีออกซิเจนมีระดับต่ำที่ปกติซึ่งตามปกติแล้วจะมีผลทำให้หมดสติแหล่งที่อยู่อาศัย แหล่งที่อยู่อาศัย. เพนกวินจักรพรรดิอาศัยอยู่ทั่วไปรอบทวีปแอนตาร์กติกาโดยเฉพาะระหว่างละติจูด 66° - 77° ใต้ และมักจะผสมพันธุ์บนแผ่นน้ำแข็งตั้งแต่ชายฝั่งทะเลไปจนถึง 18 กิโลเมตร (11 ไมล์) ลึกเข้าไปบนบก บริเวณการผสมพันธุ์มักจะอยู่ใกล้ผาน้ำแข็งและภูเขาน้ำแข็งที่ช่วยเป็นเครื่องกำบังลมหนาว จำนวนเพนกวินทั้งหมดราว 400,000–450,000 ตัวที่แบ่งเป็นกลุ่มผสมพันธุ์ (Breeding colonies) ใหญ่ๆ ราว 40 กลุ่ม ราว 80,000 คู่ผสมพันธุ์กันในบริเวณทะเลรอส กลุ่มผสมพันธุ์สำคัญๆ อยู่ที่แหลมวอชิงตัน (20,000–25,000 คู่), เกาะคูลมันในดินแดนวิคตอเรีย (ราว 22,000 คู่), อ่าวฮอลลีย์บนดินแดนโคตส์ (14,300–31,400 คู่) และอ่าวแอตคาในดินแดนควีนมอด (16,000 คู่) แหล่งผสมพันธุ์บนแผ่นดินอีกสองแห่งที่ทราบ: แหล่งหนึ่งอยู่ที่เกาะดิจองบนคาบสมุทรแอนตาร์กติกา และอีกแหล่งหนึ่งที่หัวแหลมที่ธารน้ำแข็งเทย์เลอร์ในดินแดนแอนตาร์กติกาของออสเตรเลีย การผสมพันธุ์ที่กระจัดกระจายไม่อยู่กับแหล่งที่ว่าก็พบที่เกาะฮาร์ด เซาธ์จอร์เจีย และ ในนิวซีแลนด์สถานะการอนุรักษ์ สถานะการอนุรักษ์. สถานะการอนุรักษ์ของเพนกวินจักรพรรดิยังไม่จัดอยู่ในระดับที่เรียกว่าเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ที่สหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติจัดอยู่ในระดับที่เรียกว่า “ระดับความเสี่ยงต่ำจากการสูญพันธุ์” หรือระดับ “Least Concern” แต่เพนกวินจักรพรรดิและเพนกวินอื่นอีกเก้าสปีชีส์กำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณาให้จัดเข้าอยู่ในระดับใหม่ ในรายการที่ถือว่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในระดับที่เป็นอันตราย หรือ เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ (endangered หรือ threatened species) ตามกฎเกณฑ์ที่วางไว้ในรัฐบัญญัติว่าด้วยการพิทักษ์สัตว์ที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ของสหรัฐอเมริกา สาเหตุในการนำขึ้นมาพิจารณาก็เนื่องมาจากการลดตัวลงของแหล่งอาหารที่มีสาเหตุมาจากสภาวะของการเปลี่ยนแปลงอากาศ และการประมงระดับอุตสาหกรรมของปลาและสัตว์ประเภทกุ้ง-กั้ง-ปูซึ่งเป็นอาหารของเพนกวิน สาเหตุอื่นๆ ก็ได้แก่เชื้อโรค, การทำลายถิ่นฐานธรรมชาติ และการรบกวนกลุ่มผสมพันธุ์โดยมนุษย์ โดยเฉพาะผลกระทบกระเทือนที่ได้รับจากนักท่องเที่ยว จากการค้นคว้าศึกษาฉบับหนึ่งพบว่าเฮลิคอปเตอร์บินในระดับ 1,000 เมตร (3,281 ฟุต) ในบริเวณฝูงนกเพนกวิน สร้างความประหวั่นให้แก่กลุ่มลูกนกเพนกวิน จากการสังเกตพบว่าจำนวนเพนกวินจักรพรรดิในบริเวณดินแดนอเดลีลดลงไปถึง 50% ที่เกิดจากอัตราการเสียชีวิตของนกที่โตเต็มวัยที่ทวีตัวขึ้นโดยเฉพาะตัวผู้ ในช่วงที่มีอากาศอุ่นกว่าปกติในปลายคริสต์ทศวรรษ 1970 ที่เป็นผลทำให้อาณาบริเวณที่มีน้ำแข็งปกคลุมหดตัวลง และอัตราการการรอดชีวิตหลังจากการฟักเป็นตัวของลูกนกที่ลดต่ำลงในขณะเดียวกัน ฉะนั้นจึงถือว่าเพนกวินจักรพรรดิเป็นสัตว์ที่ได้รับความกระทบกระเทือนอย่างสูงจากสภาวะอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป การศึกษาของสถาบันสมุทรศาสตร์วูดสโฮล (Woods Hole Oceanographic Institution) ในเดือนมกราคม ค.ศ. 2009 ประเมินว่าเพนกวินจักรพรรดิอาจจะถึงจุดที่เสี่ยงต่อการสูญพันธ์ภายในระหว่าง ค.ศ. 2100 ถึง ค.ศ. 2109 เนื่องมาจากสภาวะการเปลี่ยนแปลงของสภาวะอากาศ การใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ในการทำนายการสูญเสียของน้ำแข็งจากภาวะโลกร้อนที่มีผลต่อกลุ่มสืบพันธุ์ใหญ่ๆ ของเพนกวินจักรพรรดิดินแดนอเดลีในทวีปแอนตาร์กติกา ทำนายว่าประชากรของเพนกวินจะลดลงราว 87% ภายในปลายศตวรรษจากจำนวน 3,000 คู่ที่ทำการสืบพันธุ์อยู่ในปัจจุบันลงไปเหลือเพียง 400 คู่ แบบจำลองของการลดจำนวนลงนี้อาจจะนำไปใช้ในการทำนายการลดจำนวนของสปีชีส์ทั้งหมดจากจำนวนทั้งหมดราว 200,000 คู่ในปัจจุบัน ในปี ค.ศ. 2009 จากภาพถ่ายทางดาวเทียมของบริเวณน้ำแข็งที่มีรอยปฏิกูลที่ใหญ่พอที่จะเห็นได้จากนอกโลกช่วยให้นักวิทยาศาสตร์มองเห็นแหล่งผสมพันธุ์อีกสิบแห่งใหม่ที่ไม่เคยเห็นมาก่อนของเพนกวินจักรพรรดิในทวีปแอนตาร์กติกาพฤติกรรม พฤติกรรม. เพนกวินจักรพรรดิเป็นสัตว์สังคมในการดำรงชีวิตและการหาอาหาร นอกจากจะออกหาอาหารด้วยกันแล้วก็อาจจะร่วมมือกันในการดำหรือผุดจากน้ำในการหาอาหาร นกแต่ละตัวอาจจะตื่นช่วงกลางคืนหรือกลางวัน นกที่โตเต็มที่จะใช้เวลาส่วนใหญ่ในชีวิตเกือบตลอดปีในการเดินทางไปหาอาหารระหว่างบริเวณที่อาศัยกับแหล่งอาหารที่อยู่ไกลออกไปตามฝั่งทะเล ยกเว้นเดือนระหว่างมกราคมถึงเดือนมีนาคมที่จะหายไปในมหาสมุทร นักสรีรศาสตร์ชาวอเมริกันเจอร์รี คูยแมนวิวัฒนาการวิธีการศึกษาพฤติกรรมในการหาอาหารของเพนกวินในปี ค.ศ. 1971 โดยการติดอุปกรณ์ที่บันทึกการดำน้ำกับตัวนก ผลของการศึกษาพบว่าเพนกวินจักรพรรดิสามารถดำน้ำได้ลึกถึง 265 เมตร (869 ฟุต) ได้ช่วงละนานถึง 18 นาที การศึกษาต่อมาพบว่าเพนกวินตัวเมียที่มีขนาดเล็กกว่าสามารถดำน้ำได้ลึกถึง 535 เมตร (1,755 ฟุต) ไม่ไกลจากอ่าวแม็คเมอร์โด อาจจะเป็นไปได้ว่าเพนกวินอาจจะดำน้ำได้ลึกกว่านั้น เพราะอุปกรณ์ที่วัดลดสมรรถภาพลงเมื่อความลึกของการดำลึกลงไปกว่าที่กล่าว การศึกษาต่อมาของพฤติกรรมการดำน้ำของนกตัวหนึ่งพบว่ามักจะดำลึกประมาณ 150 เมตร (490 ฟุต) ในบริเวณที่มีน้ำลึก 900 เมตร (3,000 ฟุต) และดำตื้นเพียง 50 เมตร (160 ฟุต) สลับกับการดำที่ลึกกว่า 400 เมตร (1,300 ฟุต) ในบริเวณที่มีน้ำลึกเพียง 450 ถึง 500 เมตร (1500 ถึง 1600 ฟุต) ซึ่งทำให้สันนิษฐานว่าบางครั้งก็เป็นดำเพื่อหาอาหารบนก้นทะเล ทั้งตัวผู้และตัวเมียจะหาอาหารราว 500 กิโลเมตร (311 ไมล์) ไกลจากที่ตั้งกลุ่ม เมื่อไปหาอาหารให้ตัวเองและลูกนกก็จะเดินทางระหว่าง 82 ถึง 1,454 กิโลเมตร (51 ถึง 904 ไมล์) ต่อตัวต่อครั้ง นกตัวผู้จะกลับไปยังทะเลกว้างที่เรียกว่า “polynya” หลังจากลูกนกออกจากไข่ ราว 100 กิโลเมตร (62 ไมล์) ไกลจากฝูง การว่ายน้ำของเพนกวินเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยการใช้ความกดดันทั้งในการพุ้ยขึ้นหรือลงขณะที่ว่าย การพุ้ยขึ้นทำให้รักษาระดับความลึกของการดำได้ ความเร็วถัวเฉลี่ยของการดำน้ำราว 6–9 กิโลเมตร/ต่อชั่วโมง (4–6 ไมล์/ต่อชั่วโมง) การเคลื่อนไหวบนบกเพนกวินจะสลับระหว่างการเดินอุ้ยอ้ายกับการไถลด้วยท้องและผลักเร่งด้วยปีกไปกับพื้นน้ำแข็ง และถือเป็นเพนกวินเพียงชนิดเดียวที่ใช้ชีวิตอยู่บนบกมากกว่าอยู่ในน้ำ การป้องกันตัวจากความหนาวจะทำโดยการเข้ามายืนรวมตัวกันเป็นกระจุกหรือที่เรียกว่าการรวมเป็นรูปเต่า ขนาดของกลุ่มก็มีตั้งแต่สิบตัวไปจนถึงหลายร้อยตัว โดยนกแต่ละตัวก็จะเอนไปข้างหน้าบนหลังของนกตัวหน้า ตัวที่อยู่วงนอกมักจะค่อยๆ เดินลากขาวนรอบวง และจะมีการสลับที่กันระหว่างนกที่อยู่ในวงในและวงนอกอาหาร อาหาร. อาหารที่บริโภคส่วนใหญ่จะเป็นปลา, สัตว์ประเภทกุ้ง-กั้ง-ปู และ เซฟาโลพอดเช่นปลาหมึก แม้ว่าอัตราส่วนของอาหารจะแตกต่างกันไปตามแต่กลุ่มนก แต่ปลาจะเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญที่สุด โดยเฉพาะปลาแอนตาร์กติกซิลเวอร์ฟิชที่เป็นอาหารหลัก อาหารอื่นๆ ก็ได้แก่ปลาในตระกูลปลาคอดน้ำแข็ง, ปลาหมึกเกลเชีย และปลาหมึกตะขอหนวดยาว รวมทั้งตัวเคยแอนตาร์กติกาที่มีลักษณะคล้ายกุ้ง เพนกวินจักรพรรดิหาเหยื่อในทะเลของมหาสมุทรใต้ ทั้งในบริเวณที่ไม่มีน้ำแข็ง หรือในบริเวณช่องที่แตกระหว่างน้ำแข็ง วิธีการหาเหยื่อก็โดยการดำลึกลงราว 50 เมตร (164 ฟุต) ซึ่งเป็นระดับที่สามารถมองเห็นเหยื่อเช่น ปลาบอลด์โนโทเธนที่ว่ายระหว่างด้านใต้ของผิวน้ำแข็ง เพนกวินก็จะว่ายขึ้นไปจับ แล้วก็จะดำลึกลงไปเพื่อพุ่งกลับขึ้นมาอีกครั้ง และจะทำเช่นนี้ราวห้าหกครั้งก่อนที่จะผุดขึ้นมาหายใจครั้งหนึ่งศัตรู ศัตรู. ศัตรูของเพนกวินจักรพรรดิก็ได้แก่นกทะเล และสัตว์น้ำที่เลี้ยงลูกด้วยนมที่รวมทั้งนกจมูกหลอดยักษ์ขั้วโลกใต้ที่เป็นนักล่าเหยื่อที่สังหารลูกนกถึงราว 34% ในบางฝูง และนกสคัวขั้วโลกใต้ที่ส่วนใหญ่จะกินลูกนกที่ตายไปแล้ว เพราะลูกนกที่ยังมีชีวิตมีขนาดใหญ่เกินกว่าที่จะโจมตีได้ สัตว์น้ำที่เป็นอันตรายได้แก่แมวน้ำเสือดาวที่ล่าทั้งเพนกวินที่โตเต็มวัยทันทีที่ลงน้ำ และวาฬเพชฌฆาตที่ล่าเพนกวินที่โตเต็มวัยเช่นกันการหาคู่และการเจริญพันธุ์ การหาคู่และการเจริญพันธุ์. เพนกวินจักรพรรดิสามารถทำการผสมพันธุ์ได้ตั้งแต่เมื่อมีอายุราวสามปี แต่มักจะเริ่มทำการผสมพันธุ์กันจริงๆ ราวปีหนึ่งถึงสามปีหลังจากนั้น วงจรการเจริญพันธุ์ประจำปีเริ่มขึ้นราวต้นฤดูหนาวของทวีปแอนตาร์กติการะหว่างเดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายน เมื่อเพนกวินที่โตเต็มที่จะเดินทางไปยังถิ่นฐานธรรมชาติของบริเวณที่ทำการผสมพันธุ์ ที่มักจะต้องเดินทางถึง 50 ถึง 120 กิโลเมตร (30 ถึง 75 ไมล์) ลึกเข้าไปในแผ่นดินจากขอบน้ำแข็งที่ติดกับทะเลของทวีป จุดที่ทำให้เริ่มการเดินทางเกิดขึ้นเมื่อช่วงที่แสงสว่างของเวลากลางวันเริ่มลดลง เพนกวินจักรพรรดิที่ถูกเลี้ยงในที่จำขังสามารถเร่งให้ทำการผสมพันธุ์ได้ โดยการปรับระบบแสงที่เลียนแบบการเปลี่ยนแปลงของแสงธรรมชาติที่เกิดขึ้นที่ขั้วโลกใต้ เพนกวินเริ่มทำการหาคู่ราวระหว่างเดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายน ระหว่างที่อุณหภูมิอาจจะตกลงถึง −40 °C (−40 °F) ตัวผู้เริ่มด้วยการแสดงท่าทางต่างๆ โดยการยืนนิ่งและก้มหัวลงติดอกก่อนที่จะสูดลมหายใจ และเริ่มส่งเสียงร้องเรียกตัวเมียราว 1 ถึง 2 วินาที จากนั้นก็จะเดินรอบฝูง และเริ่มแสดงพฤติกรรมเดิมซ้ำอีก เมื่อพบคู่ตัวผู้และตัวเมียก็จะยืนหันหน้าเข้าหากัน โดยตัวหนึ่งจะยืดคอขึ้นและอีกตัวหนึ่งก็จะทำตาม ทั้งคู่จะทำเช่นนั้นอยู่หลายนาที เมื่อตกลงกันได้ทั้งสองตัวก็จะเดินอุ้ยอ้ายรอบฝูงด้วยกันโดยที่ตัวเมียมักจะเดินตามตัวผู้ ก่อนที่จะผสมพันธุ์นกตัวหนึ่งก็จะน้อมตัวลงอย่างอ่อนน้อมจนจะงอยปากจรดพื้นน้ำแข็งให้แก่นกอีกตัวหนึ่ง นกที่เป็นฝ่ายรับก็แสดงท่าตอบรับด้วยท่าทางเดียวกัน เพนกวินจักรพรรดิมีคู่แบบที่เรียกว่าผัวเดียวเมียเดียวแต่ไม่ตลอดชีพ แบบที่เรียกว่า “ผัวเดียวเมียเดียวชั่วฤดู” ซึ่งหมายถึงว่าคู่นกเดียวกันจะอยู่ด้วยกันโดยไม่เปลี่ยนคู่จนกว่าจะสิ้นฤดู แต่ในฤดูเจริญพันธุ์ที่ตามมาอัตราที่จะกลับไปหาคู่ผสมพันธุ์ตัวเดิมก็มีเพียง 15% ช่วงการผสมพันธุ์ที่ค่อนข้างสั้นอาจจะเป็นปัจจัยที่ทำให้จำเป็นต้องเปลี่ยนคู่ เพราะเพนกวินอาจจะไม่มีเวลารอให้คู่เดิมจากปีก่อนหน้านั้นเดินทางมาถึงก็เป็นได้ เพนกวินตัวเมียจะวางไข่หนึ่งฟองที่หนักระหว่าง 460 ถึง 470 กรัม (ราว 1 ปอนด์) ราวระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงต้นเดือนมิถุนายน รูปร่างของไข่มีลักษณะเหมือนผลสาลี่ สีออกไปทางขาวเขียว และยาวราว 12 × 8 เซนติเมตร (4¾ x 3 นิ้ว) น้ำหนักของไข่ตกประมาณ 2.3% ของน้ำหนักของแม่นก ซึ่งทำให้เป็นไข่ที่เล็กที่สุดในบรรดานกชนิดต่างๆ เมื่อเปรียบเทียบกับอัตราส่วนระหว่างน้ำหนักของไข่กับน้ำหนักของแม่นก 15.7% ของน้ำหนักของไข่เป็นน้ำหนักของเปลือก และเปลือกก็เหมือนกับเปลือกไข่ของเพนกวินสกุลอื่นที่จะค่อนข้างหนาเพื่อป้องกันจากการแตกได้ง่าย หลังจากที่วางไข่แล้วอาหารสำรองในร่างกายของแม่นกก็จะหมดลง ฉะนั้นแม่นกก็จะค่อยๆย้ายไข่ไปให้ตัวผู้กก ก่อนที่จะรีบเดินทางกลับทะเลไปหาอาหารเป็นเวลาสองเดือน การย้ายไข่เป็นกระบวนการที่ละเอียดอ่อนทุลักทุเลและค่อนข้างอันตราย ถ้าทำไม่ถูกต้องก็จะเสียไข่ก่อนที่จะฟัก เพราะไข่ไม่สามารถทนต่อสภาวะอากาศและพื้นน้ำแข็งที่เยือกเย็นโดยไม่ได้รับการป้องกันได้ ตัวเมียจะพยายามกลิ้งไข่เข้าไปอยู่อุ้งถุง (brood pouch) ระหว่างขาของตัวผู้อย่างระมัดระวัง เมื่อได้ไข่มาแล้วตัวผู้จะยืนกกไข่ในอุ้งถุงที่อยู่บนตีนระหว่างฤดูหนาวเป็นเวลา 64 วันรวดก่อนที่ไข่จะฟักตัว เพนกวินจักรพรรดิเป็นเพนกวินประเภทเดียวที่ตัวผู้เท่านั้นที่จะกกไข่ เพนกวินชนิดอื่นพ่อและแม่นกจะสลับกันกก เมื่อถึงเวลาที่ลูกนกฟักตัวออกมาตัวผู้ก็จะอดอาหารมาตั้งแต่เมื่อมาถึงบริเวณผสมพันธุ์มาเป็นเวลา 115 วันแล้ว การที่จะอยู่รอดในบรรยากาศที่มีอากาศเย็นจัด และลมที่บางครั้งแรงถึง 200 กม./ชั่วโมง (120 ไมล์/ชั่วโมง) พ่อนกที่มีไข่อยู่ในถุงกกจะค่อยๆ ขยับเข้ามาเบียดกันเป็นกลุ่มและสลับกันระหว่างการอยู่ในวงนอกและการเข้าไปอยู่ในวงใน และหันหลังให้ลมเพื่อสงวนความร้อนของร่างกาย ในระยะเวลาสี่เดือนตั้งแต่การเดินทาง การจับคู่ และการกกไข่ ตัวผู้ก็อาจจะสูญเสียน้ำหนักตัวถึง 20 กิโลกรัม (44 ปอนด์) จากน้ำหนักเดิม 38 กิโลกรัม ลงมาเหลือเพียง 18 กิโลกรัม (84 ปอนด์ ถึง 40 ปอนด์) หรือราวครึ่งหนึ่งของน้ำหนักตัว การฟักออกจากไข่ของลูกนกอาจจะใช้เวลาถึงสองหรือสามวันจึงเสร็จเพราะความหนาของเปลือกไข่ ลูกนกที่เพิ่งออกจากไข่จะมีขนอ่อนฟูปกคลุมร่างกายเพียงเล็กน้อย และต้องพึ่งการเลี้ยงดูด้วยอาหารและความอบอุ่นจากพ่อแม่ (Altricial) ถ้าลูกนกฟักตัวออกมาก่อนที่แม่จะกลับมาพร้อมกับอาหาร พ่อนกก็จะเลี้ยงด้วยสิ่งที่ดูคล้ายก้อนไขมันที่ผลิตจากต่อมในหลอดอาหารที่ประกอบด้วยโปรตีน 59% และไขมันอีก 28% เมื่อออกมาจากไข่ใหม่ๆ ลูกนกก็ยังใช้เวลาระยะแรกกำบังตัวเองจากสภาวะอากาศ ระหว่างการยืนอยู่บนตีนของพ่อนก และการอยู่ในถุงกกไข่ระหว่างขาสองขาของพ่อ แม่เพนกวินเมื่อกลับมาราวระหว่างตั้งแต่ลูกนกฟักตัวออกมาจนราวสิบวันหลังจากนั้น ราวระหว่างกลางเดือนกรกฎาคมจนถึงต้นเดือนสิงหาคม ก็จะเรียกหาคู่ในบรรดานกนับร้อยนับพันโดยการกู่เรียก เพื่อที่จะมารับหน้าที่เลี้ยงลูกต่อจากพ่อนก เมื่อพบลูกแล้วก็จะขย้อนอาหารที่เก็บสำรองไว้ในท้องให้ลูก เมื่อมารับหน้าที่แล้วตัวผู้ก็จะกลับไปหาอาหารในทะเลได้ โดยทิ้งลูกนกไว้กับแม่ราว 24 วันก่อนที่จะกลับมาช่วยเลี้ยงลูกอีก การเดินทางของพ่อนกจะใช้เวลาน้อยกว่าเมื่อเดินทางมาผสมพันธุ์ เพราะอากาศที่อุ่นขึ้นระหว่างฤดูร้อนที่ทำให้แผ่นน้ำแข็งละลาย และหดตัวลงไปบ้างที่ทำให้ระยะทางสั้นขึ้น ช่วงนี้พ่อและแม่นกก็จะสลับกันระหว่างการเลี้ยงลูกและการเดินทางไปหาอาหาร หลังจากออกจากไข่ได้ 45 ถึง 50 วันลูกนกก็จะมารวมตัวกันเป็นฝูงเบียดกันเพื่อให้ได้รับความอบอุ่นและเพื่อความปลอดภัย ระหว่างช่วงเวลานี้ทั้งพ่อและแม่ก็จะออกไปหาอาหารในทะเลและกลับพร้อมกับอาหารเพื่อมาเลี้ยงลูก ฝูงลูกนกอาจจะมีด้วยกันเป็นจำนวนหลายพันตัวที่เบียดตัวกันแน่นเพื่อการอยู่รอดในภาวะอากาศและอุณหภูมิของทวีปแอนตาร์กติกา ตั้งแต่ต้นเดือนพฤศจิกายนลูกนกก็จะเริ่มเปลี่ยนขนอ่อนฟูเป็นขนแบบนกเล็กที่ใช้เวลาถึงสองเดือนจึงเปลี่ยนเสร็จ และส่วนใหญ่ก็จะยังเปลี่ยนขนไม่เสร็จเมื่อถึงเวลาที่จะออกจากฝูง ระหว่างช่วงนี้พ่อแม่ก็จะหยุดเลี้ยงลูก หลังจากนั้นนกทั้งฝูงก็จะเดินทางเพียงระยะสั้นไปยังฝั่งทะเลระหว่างเดือนธันวาคมถึงเดือนมกราคมเพื่อหาอาหารจนตลอดฤดูร้อนที่นั่นการอ้างอิงทางวัฒนธรรม การอ้างอิงทางวัฒนธรรม. ความเป็นอยู่อันเป็นเอกลักษณ์ของเพนกวินจักรพรรดิในสภาวะอากาศอันทารุณได้รับการศึกษาค้นคว้า และทำเป็นภาพยนตร์หลายเรื่อง นักสำรวจแอนตาร์กติกาชาวอังกฤษ แอ็พสลีย์ เชอร์รี-การ์ราด กล่าวว่า “เมื่อเปรียบเทียบโดยทั่วไปแล้วผมก็ไม่เชื่อว่าจะมีผู้ใดในโลกที่ต้องผจญสถานภาพที่ทารุณมากไปกว่าเพนกวินจักรพรรดิ” การเดินทางของจักรพรรดิ (La Marche de l'empereur) เป็นภาพยนตร์สารคดีฝรั่งเศสที่ได้รับรางวัลออสการ์ในฐานะที่เป็นภาพยนตร์สารคดียอดเยี่ยม ของปี ค.ศ. 2005 ที่เป็นที่แพร่หลายไปทั่วโลก เนื้อหาของภาพยนตร์เป็นการบันทึกการเดินทางเพื่อไปทำการการผสมพันธุ์ตั้งแต่ต้นจนจบ หัวเรื่องดังกล่าวยังถูกนำเสนอโดยบีบีซีและเดวิด แอทเทนเบอเรอห์ถึงสองครั้ง ครั้งแรกใน (Life in the Freezer) เมื่อปี ค.ศ. 1993 และอีกครั้งหนึ่งในปี ค.ศ. 2006 ในซีรีส์ แพลนเน็ตเอิร์ธ ภาพยนตร์คอมพิวเตอร์แอนิเมชัน เรื่อง เพนกวินกลมปุ๊กลุกขึ้นมาเต้น (Happy Feet) (ค.ศ. 2006) มีตัวละครเอกเป็นเพนกวินจักรพรรดิที่ชอบเต้นรำ แม้ว่าจะเป็นแอนิเมชันก็ตาม แต่ก็ยังแสดงถึงวงจรชีวิตของเพนกวินและพยายามสื่อปัญหาสิ่งแวดล้อมที่มีผลกระทบกระเทือนต่อประชากรของเพนกวินจักรพรรดิที่เกิดจากปรากฏการณ์โลกร้อนและการประมงที่ทำกันมากเกินควร จนทำให้แหล่งอาหารของเพนกวินลดน้อยลง ภาพยนตร์คอมพิวเตอร์แอนิเมชันอีกเรื่องหนึ่ง คือ เซิร์ฟอัพ' (Surf's Up) (ค.ศ. 2007) มีเรื่องราวของเพนกวินจักรพรรดิที่ชอบเล่นคลื่น ชื่อว่า Zeke "Big-Z" Topanga เพนกวินจักรพรรดิยังได้ปรากฏบนแสตมป์ของมากกว่า 30 ประเทศ ซึ่งในประเทศออสเตรเลีย สหราชอาณาจักร ชิลี และฝรั่งเศสได้ผลิตออกมาหลายรูปแบบมาก และปรากฏบนแสตมป์ 10 ฟรังก์ ในปี ค.ศ. 1962 ที่เป็นส่วนหนึ่งของชุดการสำรวจทวีปแอนตาร์กติกา
| ปลาอะไรที่เป็นอาหารหลักของเพนกวินจักรพรรดิ | {
"answer": [
"ปลาแอนตาร์กติกซิลเวอร์ฟิช"
],
"answer_begin_position": [
14950
],
"answer_end_position": [
14975
]
} |
2,587 | 108,346 | เพนกวิน เพนกวิน () เป็นนกที่อยู่ในวงศ์ Spheniscidae อันดับ Sphenisciformesศัพทมูลวิทยา ศัพทมูลวิทยา. โดยชื่อ "เพนกวิน" แท้ที่จริงแล้วเดิมทีจะถูกใช้เป็นชื่อเรียกนกขนาดใหญ่ที่บินไม่ได้ที่สูญพันธุ์ไปแล้ว คือ นกออกใหญ่ ซึ่งมีสภาพเหมือนกับเพนกวิน คือ บินไม่ได้และมีขนสีขาวดำลักษณะและพฤติกรรม ลักษณะและพฤติกรรม. เพนกวินมีถิ่นอาศัยอยู่บริเวณซีกโลกทางใต้หรือ[ขั้วโลกใต้]] เป็นนกที่บินไม่ได้ เนื่องจากมีโมเลกุลกระดูกที่หนาแน่นผิดจากนกทั่วไป มีลักษณะเด่นคือ มีขนสีดำที่ด้านหลัง และขนสีขาวที่ด้านหน้าท้อง ซึ่งช่วยป้องกันเพนกวินจากสัตว์นักล่าต่าง ๆ เวลาว่ายน้ำ ปีกของเพนกวินมีลักษณะคล้ายครีบปลา ช่วยในการว่ายน้ำ แต่ไม่สามารถใช้ปีกในการบินเหมือนนกทั่วไป เพนกวินไม่สามารถหายใจในน้ำได้แต่สามารถกลั้นหายใจได้นานมากในน้ำ ร้อยละ 75 ของชีวิตเพนกวินจะอาศัยในน้ำ เพนกวินสามารถว่ายน้ำได้เร็วเฉลี่ยประมาณ 22–24 กิโลเมตร/ชั่วโมง และสามารถดำน้ำได้ลึกถึง 250 เมตร ตีนของเพนกวินเป็นพังผืดเหมือนตีนเป็ด ใช้ได้ดีเวลาว่ายน้ำหรือดำน้ำ แต่เมื่อเดินบนบกแล้ว เพนกวินจะเดินตัวตรง แต่จะทำให้เดินอย่างช้า ๆ ซึ่งเพนกวินมีวิธีการเคลื่อนที่บนบกที่เร็วกว่าและใช้ได้ผลดีกว่าการเดิน นั่นคือ การไถลตัวไปตามทางลาดชันหรือพื้นที่ลื่นเป็นน้ำแข็ง เพนกวินออกลูกเป็นไข่ เมื่อเพนกวินตัวเมียออกลูกจะให้ตัวผู้กกไข่ ส่วนตัวเมียจะออกไปหาอาหาร ซึ่งได้แก่ ปลา, ครัสเตเชียน หรือหมึก ลูกเพนกวินแรกเกิดจะมีขนสีเทา เมื่อโตขึ้นขนสีเทาจะค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีดำที่ด้านหลัง และขนสีขาวที่ด้านหน้าท้อง เพนกวินจะมีพฤติกรรมการทำรังที่ต่างออกไปตามแต่ละชนิด บางชนิดทำรังใกล้ทะเล แต่บางชนิดทำรังในป่ามะเลาะ หรือพื้นที่ในชุมชนของมนุษย์ เช่น ใต้ถุนบ้าน หรือในสวนหลังบ้าน ก็มี เพนกวินทุกชนิดจะอาศัยอยู่ในบริเวณที่มีอากาศหนาว ทำให้เพนกวินต้องมีชั้นไขมันที่หนาเพื่อช่วยในการกักเก็บความร้อนจากร่างกาย และร่างกายมีการปรับอุณหภูมิอยู่เสมอ โดยมีระบบหมุนเวียนเลือดที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงชั้นไขมันนี้ยังใช้เป็นพลังงานอาหารในช่วงที่คลาดแคลน ขนของเพนกวินมี 2 ชั้น ชั้นในทำหน้าที่เหมือนขนของนกทั่วไป ส่วนชั้นนอกจะมีไขมันเคลือบไว้ เพื่อป้องกันน้ำ ความหนาวเย็น และลมหนาวจากภายนอก เพนกวินจะผลัดขนปีละครั้ง ขนที่เก่าและเสียหายจะหลุดออก และขนใหม่จะขึ้นอย่างรวดเร็วภายในระเวลาแค่ไม่กี่สัปดาห์ ซึ่งถือว่าเร็วมาก เมื่อเทียบกับนกทั่วไปซึ่งใช้เวลานานกว่านั้นมาก (โดยเฉลี่ยเกือบปี) หากแต่เพนกวินในช่วงผลัดขนนี้จะมีสภาพที่เปลี่ยนแปลงไปจนแทบจำไม่ได้ และจะไม่เข้าใกล้น้ำหรือว่ายน้ำเลย นอกจากนี้แล้วเพนกวินยังมีอวัยวะที่ทำงานได้อย่างพิเศษไม่เหมือนกับนกหรือสัตว์โลกทั่วไป ที่สามารถตรวจจับและส่งสัญญาณเตือนได้ถึงระดับโซเดียมในเลือดหากจะมีมากเกินไป อันเนื่องจากเป็นนกที่กินอาหารทะเลเป็นหลัก ซึ่งการทำงานนี้ของอวัยวะอันนี้ นักวิทยาศาสตร์ปัจจุบันยังไม่สามารถลอกเลียนแบบได้ เพนกวิน มีอายุขัยโดยเฉลี่ยประมาณ 15–20 ปี แต่บางชนิดก็อาจมีอายุที่ยาวกว่านั้น ทุกชนิดจะอาศัยอยู่รวมกันเป็นฝูงใหญ่คล้ายนิคม ในบางครั้งอาจมีการรวมฝูงกันมากถึงจำนวนนับแสนหรือล้านตัว เพนกวินเป็นนกที่บินไม่ได้ แต่สามารถว่ายน้ำได้อย่างคล่องแคล่วและรวดเร็วมาก ซึ่งเพนกวินจะตกเป็นอาหารของสัตว์ล่าเหยื่อขนาดใหญ่ เช่น วาฬออร์กา, แมวน้ำเสือดาว หรือ นกจมูกหลอดยักษ์ เป็นต้น เพนกวิน เป็นนกที่แพร่ขยายพันธุ์ในช่วงฤดูใบไม้ร่วง ซึ่งตรงกับปลายปีของเวลาในซีกโลกใต้ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่อากาศยังอบอุ่นและยังหาอาหารกินได้ เพนกวินจะออกไข่และฟักให้เป็นตัวในช่วงนี้ และจะเร่งเลี้ยงดูลูกให้เติบโตอย่างรวดเร็วเพื่อให้ทันฤดูหนาว ซึ่งเป็นฤดูที่ทั้งพื้นดินและทะเลในซีกโลกทางใต้เป็นน้ำแข็งทั้งหมด และเป็นฤดูกาลที่ยาวนานมาก เพนกวินบางชนิด อย่างเพนกวินจักรพรรดิ (Aptenodytes forsteri) ซึ่งเป็นเพนกวินชนิดที่ใหญ่ที่สุด ในเพศผู้อาจมีน้ำหนักตัวมากได้ถึง 40 กิโลกรัม ซึ่งเป็นการเตรียมตัวสำรองพลังงานอาหารไว้เพื่อรอรับกับฤดูหนาว การผสมพันธุ์ นอกจากนี้แล้ว ยังมีข้อมูลจากการบันทึกโดยนักสำรวจขั้วโลกใต้ชาวอังกฤษในปี ค.ศ. 1910 ที่ศึกษาถึงพฤติกรรมเพนกวินที่อาเดลีแลนด์ พบว่า มีพฤติกรรมทางเพศที่แปลกประหลาดมาก โดยมีการพบการรักร่วมเพศ, การข่มขืน, การผสมพันธุ์โดยไม่หวังการสืบพันธุ์ รวมถึงการผสมพันธุ์กับซากเพนกวินเพศเมียที่ตายไปนานแล้วด้วย เหตุที่เพนกวินไม่สามารถบินได้ ปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าเป็นเพราะความสามารถที่ดีในการว่ายน้ำและดำน้ำ จึงทำให้ปีกของเพนกวินไม่สามารถใช้ในการบินได้ เพราะการว่ายน้ำและดำน้ำใช้พลังงานที่น้อยกว่า ความสามารถในการบินก็ค่อย ๆ ลดลงเรื่อย ๆ ทั้งนี้เป็นผลมาจากการวิจัยจากนกทะเลชนิดอื่นที่มีสายพันธุ์ใกล้เคียงกับเพนกวินมากที่สุด เช่น นกทะเลปากยาววิวัฒนาการ วิวัฒนาการ. บรรพบุรุษของเพนกวิน เป็นนกที่ปีกไม่สามารถบินได้ แต่กลับว่ายน้ำได้คล่องแคล่วที่มีชื่อว่า "ไวมานู" ที่มีชีวิตอยู่ในยุคพาลีโอซีน ประมาณ 62 ล้านปีก่อน ซึ่งฟอสซิลของไวมานู ปัจจุบันพบได้ที่นิวซีแลนด์ ไวมานูมีรูปร่างที่เพรียวยาวแตกต่างจากเพนกวินในปัจจุบันมาก โดยเพนกวินที่มีขนาดใหญ่ที่สูญพันธุ์ไปแล้ว เช่น Kumimanu biceae มีความสูงประมาณ 1.77 เมตร น้ำหนัก 101 กิโลกรัม มีชีวิตอยู่ราว 50–60 ล้านปีก่อน และเชื่อว่ามีขนสีน้ำตาลซึ่งต่างจากเพนกวินทั่วไปในปัจจุบัน และมีจะงอยปากยื่นยาวกว่า พบโครงกระดูกที่นิวซีแลนด์เมื่อปี ค.ศ. 2017 แต่เพนกวินที่ใหญ่ที่สุดที่เคยพบมาคือ Palaeeudyptes klekowskii มีความสูงถึง 2 เมตร น้ำหนักไม่น้อยกว่า 115 กิโลกรัม ค้นพบเมื่อปี ค.ศ. 2014 สำหรับเพนกวินในยุคปัจจุบัน เป็นนกที่ถือกำเนิดมานานกว่า 40 ล้านปีก่อน จากการศึกษาไมโตคอนเดรียและดีเอ็นเอพบว่า เพนกวินสกุล Aptenodytes ซึ่งเป็นเพนกวินชนิดที่ใหญ่ที่สุด เป็นต้นสายพันธุ์ของเพนกวินทั้งหมดในปัจจุบัน ก่อนที่แต่ละสกุลหรือชนิดจะแยกสายวิวัฒนาการของตัวเองขึ้นมาการจำแนก การจำแนก. แบ่งออกได้เป็น 6 สกุล ได้แก่- Aptenodytes - Eudyptes - Eudyptula - Megadyptes - Pygoscelis - Spheniscus และแบ่งออกเป็นชนิดต่าง ๆ ได้ประมาณ 19 ชนิด หรือ 20 ชนิด และมีที่สูญพันธุ์ไปแล้ว ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์อีกหลายสกุลและหลายชนิด (ประมาณ 40 ชนิด)ความสัมพันธ์กับมนุษย์ ความสัมพันธ์กับมนุษย์. เพนกวินเป็นนกที่มีความสัมพันธ์กับมนุษย์ในด้านต่าง ๆ มากมาย ในอดีตเป็นนกที่มนุษย์ล่าเพื่อเอาเนื้อมาบริโภค แต่ในปัจจุบันเป็นสัตว์ที่เลี้ยงไว้แสดงตามสวนสัตว์หรือสถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำต่าง ๆ ทั่วโลก (โดยมากจะเป็นเพนกวินฮัมโบลด์) โดยสถานที่เลี้ยงเพนกวินที่มีจำนวนมากที่สุด คือ โตเกียวซีไลฟ์ปาร์ค ในกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น และถึงถูกอ้างอิงถึงในสัญลักษณ์หรือวัฒนธรรมร่วมสมัยต่าง ๆ เช่น เป็นสัญลักษณ์ของลีนุกซ์, เป็นตัวละครฝ่ายร้ายในการ์ตูนชุด Batman ของดีซี คอมิคส์ ที่ชื่อ Penguin ที่มีต้นแบบมาจากเพนกวินจักรพรรดิ เป็นต้นรูปภาพ
| เพนกวินออกลูกเป็นอะไร | {
"answer": [
"ไข่"
],
"answer_begin_position": [
1197
],
"answer_end_position": [
1200
]
} |
2,589 | 2,428 | ไฮโดรเจน ไฮโดรเจน (; ไฮโดรเจเนียม) เป็นธาตุเคมีที่มีเลขอะตอม 1 สัญลักษณ์ธาตุคือ H มีน้ำหนักอะตอมเฉลี่ย 1.00794 u (1.007825 u สำหรับไฮโดรเจน-1) ไฮโดรเจนเป็นธาตุที่เบาที่สุดและพบมากที่สุดในเอกภพ ซึ่งคิดเป็นมวลธาตุเคมีประมาณร้อยละ 75 ของเอกภพ ดาวฤกษ์ในลำดับหลักส่วนใหญ่ประกอบด้วยไฮโดรเจนในสถานะพลาสมา ธาตุไฮโดรเจนที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติหาได้ค่อนข้างยากบนโลก ไอโซโทปที่พบมากที่สุดของไฮโดรเจน คือ โปรเทียม (ชื่อพบใช้น้อย สัญลักษณ์ H) ซึ่งมีโปรตอนหนึ่งตัวแต่ไม่มีนิวตรอน ในสารประกอบไอออนิก โปรเทียมสามารถรับประจุลบ (แอนไอออนซึ่งมีชื่อว่า ไฮไดรด์ และเขียนสัญลักษณ์ได้เป็น H) หรือกลายเป็นสปีซีประจุบวก H ก็ได้ แคตไอออนหลังนี้เสมือนว่ามีเพียงโปรตอนหนึ่งตัวเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง แคตไอออนไฮโดรเจนในสารประกอบไอออนิกเกิดขึ้นเป็นสปีซีที่ซับซ้อนกว่าเสมอ ไฮโดรเจนเกิดเป็นสารประกอบกับธาตุส่วนใหญ่และพบในน้ำและสารประกอบอินทรีย์ส่วนมาก ไฮโดรเจนเป็นส่วนสำคัญในการศึกษาเคมีกรด-เบส โดยมีหลายปฏิกิริยาแลกเปลี่ยนโปรตอนระหว่างโมเลกุลละลายได้ เพราะเป็นอะตอมที่เรียบง่ายที่สุดเท่าที่ทราบ อะตอมไฮโดรเจนจึงได้ใช้ในทางทฤษฎี ตัวอย่างเช่น เนื่องจากเป็นอะตอมที่เป็นกลางทางไฟฟ้าเพียงชนิดเดียวที่มีผลเฉลยเชิงวิเคราะห์ของสมการชเรอดิงเงอร์ การศึกษาการพลังงานและพันธะของอะตอมไฮโดรเจนได้มีบทบาทสำคัญในการพัฒนากลศาสตร์ควอนตัม มีการสังเคราะห์แก๊สไฮโดรเจนขึ้นเป็นครั้งแรกในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 16 โดยการผสมโลหะกับกรดแก่ ระหว่าง ค.ศ. 1766-81 เฮนรี คาเวนดิชเป็นคนแรกที่สังเกตพบว่า แก๊สไฮโดรเจนเป็นสสารชนิดหนึ่งต่างหาก และจะให้น้ำเมื่อนำไปเผาไหม้ ซึ่งคุณสมบัตินี้เองที่ได้กลายมาเป็นชื่อของไฮโดรเจน ซึ่งเป็นภาษากรีก หมายถึง "ตัวก่อให้เกิดน้ำ" ที่อุณหภูมิและความดันมาตรฐาน ไฮโดรเจนไร้สี ไร้กลิ่น เป็นอโลหะ ไร้รส ไม่มีพิษ และเป็นแก๊สไดอะตอมที่ไวไฟสูง มีสูตรโมเลกุลว่า H การผลิตไฮโดรเจนในเชิงอุตสาหกรรมมาจากการนำแก๊สธรรมชาติมาผ่านกระบวนการรีฟอร์มมิงด้วยไอน้ำ (steam reforming) เป็นหลัก และจากวิธีการผลิตไฮโดรเจนที่ต้องใช้พลังงานสูงกว่า เช่น การแยกน้ำด้วยไฟฟ้า ไฮโดรเจนส่วนใหญ่ใช้สอยกันใกล้จุดผลิต กระบวนการเชื้อเพลิงซากดึกดำบรรพ์ (นั่นคือไฮโดรแครกกิง) และการผลิตแอมโมเนีย ซึ่งส่วนใหญ่สำหรับตลาดปุ๋ย เป็นภาคที่มีการใช้ไฮโดรเจนมากที่สุด ไฮโดรเจนเป็นความกังวลหนึ่งในโลหะวิทยา เพราะไฮโดรเจนสามารถทำให้โลหะหลายชนิดเปราะได้ ซึ่งทำให้เป็นการยากขึ้นในการออกแบบสายท่อและถังเก็บคุณสมบัติการเผาไหม้ คุณสมบัติ. การเผาไหม้. แก๊สไฮโดรเจน (ไดไฮโดรเจนหรือโมเลกุลไฮโดรเจน) ไวไฟสูงและจะเผาไหม้ในอากาศที่มีช่วงความเข้มข้นกว้างมากระหว่างร้อยละ 4 ถึง 75 โดยปริมาตร เอนทัลปีของการเผาไหม้สำหรับไฮโดรเจนคือ -286 กิโลจูลต่อโมล (kJ/mol) แก๊สไฮโดรเจนก่อตัวเป็นสารผสมระเบิดกับอากาศหากมีความเข้มข้นร้อยละ 4-74 และกับคอลรีนหากมีความเข้มข้นร้อยละ 5-95 สารผสมนี้จะระเบิดขึ้นเองตามธรรมชาติเมื่อต้องประกายไฟ ความร้อนหรือแสงอาทิตย์ อุณหภูมิจุดระเบิดเองของไฮโดรเจน อุณหภูมิการติดไฟเองในอากาศ คือ 500 °C เปลวไฟไฮโดรเจน-ออกซิเจนบริสุทธิ์ปลดปล่อยแสงอัลตราไวโอเล็ตและแทบมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น เปรียบเทียบได้จากเปลวไฟสีจางของเครื่องยนต์หลักกระสวยอวกาศกับเปลวไฟที่มองเห็นได้ชัดเจนของจรวดเชื้อเพลิงแข็งกระสวยอวกาศ การตรวจจับการรั่วไหลของไฮโดรเจนที่กำลังเผาไหม้อาจต้องใช้อุปกรณ์ตรวจจับเปลวไฟ การรั่วไหลเช่นนี้อาจเป็นอันตรายได้มาก เรือเหาะฮินเดนบวร์กเป็นตัวอย่างของการเผาไหม้ไฮโดรเจน สาเหตุนั้นยังเป็นที่โต้เถียงกันอยู่ แต่เปลวไฟที่มองเห็นได้นั้นเป็นผลของวัตถุไวไฟในผิวของเรือ เพราะไฮโดรเจนลอยตัวในอากาศ เปลวไฟไฮโดรเจนจึงลอยขึ้นสูงอย่างรวดเร็วและก่อให้เกิดความเสียหายน้อยกว่าเปลวไฟไฮโดรคาร์บอนมาก ผู้โดยสารเรือเหาะฮินเดนบวร์กสองในสามรอดชีวิตจากเหตุไฟไหม้ และการเสียชีวิตจำนวนมากนั้นกลับเกิดจากการตกหรือเชื้อเพลิงดีเซลที่เผาไหม้มากกว่า H ทำปฏิกิริยากับธาตุออกซิไดซ์ทุกชนิด ไฮโดรเจนสามารถเกิดปฏิกิริยาตามธรรมชาติอย่างรุนแรงที่อุณหภูมิห้องกับคลอรีนและฟลูออรีน เกิดเป็นเฮไลด์ของไฮโดรเจน คือ ไฮโดรเจนคลอไรด์กับไฮโดรเจนฟลูออไรด์ตามลำดับ ซึ่งมีศักยะเป็นกรดอันตรายระดับพลังงานอิเล็กตรอน ระดับพลังงานอิเล็กตรอน. ระดับพลังงานที่สถานะพื้นของอิเล็กตรอนในอะตอมไฮโดรเจนมีค่าเท่ากับ –13.6 eV ซึ่งมีค่าเท่ากับโฟตอนจากรังสีอุลตราไวโอเล็ต ที่มีความยาวคลื่น 92 นาโนเมตร ระดับพลังงานของไฮโดรเจนสามารถคำนวณได้จากแบบจำลองอะตอมของบอร์ ซึ่งได้ลงรายละเอียดเกี่ยวกับอิเล็กตรอนที่วิ่งไปรอบๆโปรตอนเหมือนกับที่โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ ถึงอย่างนั้น แรงแม่เหล็กไฟฟ้าที่เชื่อมระหว่างโปรตอนและอิเล็กตรอนกับอะตอมไฮโดรเจนอื่น ขณะที่ดาวเคราะห์และเทหวัตถุในอวกาศเชื่อมกับวัตถุอื่นโดยแรงโน้มถ่วง เนื่องด้วยการแบ่งของโมเมนตัมเชิงมุม ซึ่งถูกตั้งสมมติฐานไว้ในกลศาสตร์ควอนตัมโดยบอร์ อิเล็กตรอนในแบบจำลองของบอร์เท่านั้นที่สามารถรักษาระยะห่างจากโปรตอนไว้ได้ ด้วยพลังงานบางชนิด รายละเอียดที่แน่นอนของอะตอมไฮโดรเจนมาจากกลศาสตร์ควอนตัมบริสุทธิ์ซึ่งเกิดจากการใช้สมการชเรอดิงเงอร์ สมการดีแรก เพื่อคำนวณความเป็นไปได้ของความหนาแน่นของอิเล็กตรอนที่อยู่รอบโปรตอน การคำนวณอย่างซับซ้อนที่สุดอนุญาตให้มีผลกระทบเล็กน้อยของสัมพัทธภาพพิเศษและโพลาไรซ์สุญญากาศสถานะของไฮโดรเจนสถานะของไฮโดรเจน. - ไฮโดรเจนบีบอัด - ไฮโดรเจนเหลว - โคลนไฮโดรเจน - ไฮโดรเจนแข็ง - โลหะไฮโดรเจนสารประกอบไฮโดรเจนสารประกอบโควาเลนต์และสารประกอบอินทรีย์ สารประกอบไฮโดรเจน. สารประกอบโควาเลนต์และสารประกอบอินทรีย์. เนื่องด้วยไฮโดรเจนไม่ได้ว่องไวในการทำปฏิกิริยามากในภาวะมาตรฐาน แต่มันสามารถทำสารประกอบกับธาตุได้ส่วนมาก ไฮโดรเจนสามารถทำสารประกอบกับธาตุที่มีอิเล็กโตรเนกาติวิตีสูง เช่น แฮโลเจน (F, Cl, Br, I) หรือออกซิเจนประวัติ ประวัติ. ไฮโดรเจนถูกรับรองว่ามีอยู่จริงครั้งแรกโดยเฮนรี คาเวนดิช ในปี ค.ศ. 1766 คาเวนดิชค้นพบมันระหว่างทำการทดลองระหว่างกรดกับปรอท แต่เขาสันนิษฐานผิดพลาดว่าไฮโดรเจนนั้นเป็นสารประกอบของปรอท แต่เขาก็ยังสามารถบรรยายคุณสมบัติต่าง ๆ ของไฮโดรเจนได้อย่างถูกต้อง ต่อมา อองตวน ลาวัวซิเอได้ตั้งชื่อให้กับธาตุนี้ว่าไฮโดรเจน และพิสูจน์ว่าไฮโดรเจนและออกซิเจนเป็นส่วนประกอบของน้ำ ไฮโดรเจนถูกใช้ประโยชน์ครั้งแรกในการบรรจุในบอลลูน ไฮโดรเจนสามารถเตรียมได้จากการผสมกรดซัลฟิวริกกับเหล็ก ดิวเทอเรียมซึ่งเป็นไอโซโทปของไฮโดรเจน ถูกค้นพบโดย แฮโรลด์ ซี. อูเรย์ (Harold C. Urey) โดยการกลั่นน้ำหลาย ๆ ครั้ง อูเรย์ได้รับรางวัลโนเบลจากการค้นพบของเขาในปี ค.ศ. 1934 ในปีเดียวกันนั้น มีการค้นพบทริเทียม ไอโซโทปชนิดที่สามของไฮโดรเจนการนำไปใช้ประโยชน์การนำไปใช้ประโยชน์. - การใช้กับรถยนต์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภา พการเผาไหม้- ใช้ในกระบวนการ ไฮโดรจีเนชั่น (Hydrogenation) เพื่อสังเคราะห์น้ำมันพืชและน้ำมันจากสัตว์ - ใช้ร่วมกับ คลอรีน เพื่อผลิตไฮโดรเจนคลอไรด์ - ใช้ร่วมกับออกซิเจน ในการตัดชิ้นงานใต้น้ำ - ไฮโดรเจนเหลวใช้เป็นเชื้อเพลิงของจรวดและเป็นส่วนผสมสำคัญในการสร้างปฏิกิริยานิวเคลียร์ศัพท์เฉพาะของไฮโดรเจนศัพท์เฉพาะของไฮโดรเจน. - เป็นชื่อของธาตุชนิดหนึ่ง - "H dot" เป็นชื่อเรียกของโมเลกุลชนิดหนึ่งที่พบมากในอวกาศ แต่ไม่พบในโลก - โมเลกุล 2 อะตอม ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติบนบรรยากาศโลก ทางเคมีสามารถเขียนได้ H เรียกว่า ไดไฮโดรเจน เพื่อประโยชน์ในการแบ่งแยกกับสารอื่นหมายเหตุ
| ธาตุที่เบาที่สุดและพบมากที่สุดในเอกภพคือธาตุอะไร | {
"answer": [
"ไฮโดรเจน"
],
"answer_begin_position": [
88
],
"answer_end_position": [
96
]
} |
2,591 | 2,428 | ไฮโดรเจน ไฮโดรเจน (; ไฮโดรเจเนียม) เป็นธาตุเคมีที่มีเลขอะตอม 1 สัญลักษณ์ธาตุคือ H มีน้ำหนักอะตอมเฉลี่ย 1.00794 u (1.007825 u สำหรับไฮโดรเจน-1) ไฮโดรเจนเป็นธาตุที่เบาที่สุดและพบมากที่สุดในเอกภพ ซึ่งคิดเป็นมวลธาตุเคมีประมาณร้อยละ 75 ของเอกภพ ดาวฤกษ์ในลำดับหลักส่วนใหญ่ประกอบด้วยไฮโดรเจนในสถานะพลาสมา ธาตุไฮโดรเจนที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติหาได้ค่อนข้างยากบนโลก ไอโซโทปที่พบมากที่สุดของไฮโดรเจน คือ โปรเทียม (ชื่อพบใช้น้อย สัญลักษณ์ H) ซึ่งมีโปรตอนหนึ่งตัวแต่ไม่มีนิวตรอน ในสารประกอบไอออนิก โปรเทียมสามารถรับประจุลบ (แอนไอออนซึ่งมีชื่อว่า ไฮไดรด์ และเขียนสัญลักษณ์ได้เป็น H) หรือกลายเป็นสปีซีประจุบวก H ก็ได้ แคตไอออนหลังนี้เสมือนว่ามีเพียงโปรตอนหนึ่งตัวเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง แคตไอออนไฮโดรเจนในสารประกอบไอออนิกเกิดขึ้นเป็นสปีซีที่ซับซ้อนกว่าเสมอ ไฮโดรเจนเกิดเป็นสารประกอบกับธาตุส่วนใหญ่และพบในน้ำและสารประกอบอินทรีย์ส่วนมาก ไฮโดรเจนเป็นส่วนสำคัญในการศึกษาเคมีกรด-เบส โดยมีหลายปฏิกิริยาแลกเปลี่ยนโปรตอนระหว่างโมเลกุลละลายได้ เพราะเป็นอะตอมที่เรียบง่ายที่สุดเท่าที่ทราบ อะตอมไฮโดรเจนจึงได้ใช้ในทางทฤษฎี ตัวอย่างเช่น เนื่องจากเป็นอะตอมที่เป็นกลางทางไฟฟ้าเพียงชนิดเดียวที่มีผลเฉลยเชิงวิเคราะห์ของสมการชเรอดิงเงอร์ การศึกษาการพลังงานและพันธะของอะตอมไฮโดรเจนได้มีบทบาทสำคัญในการพัฒนากลศาสตร์ควอนตัม มีการสังเคราะห์แก๊สไฮโดรเจนขึ้นเป็นครั้งแรกในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 16 โดยการผสมโลหะกับกรดแก่ ระหว่าง ค.ศ. 1766-81 เฮนรี คาเวนดิชเป็นคนแรกที่สังเกตพบว่า แก๊สไฮโดรเจนเป็นสสารชนิดหนึ่งต่างหาก และจะให้น้ำเมื่อนำไปเผาไหม้ ซึ่งคุณสมบัตินี้เองที่ได้กลายมาเป็นชื่อของไฮโดรเจน ซึ่งเป็นภาษากรีก หมายถึง "ตัวก่อให้เกิดน้ำ" ที่อุณหภูมิและความดันมาตรฐาน ไฮโดรเจนไร้สี ไร้กลิ่น เป็นอโลหะ ไร้รส ไม่มีพิษ และเป็นแก๊สไดอะตอมที่ไวไฟสูง มีสูตรโมเลกุลว่า H การผลิตไฮโดรเจนในเชิงอุตสาหกรรมมาจากการนำแก๊สธรรมชาติมาผ่านกระบวนการรีฟอร์มมิงด้วยไอน้ำ (steam reforming) เป็นหลัก และจากวิธีการผลิตไฮโดรเจนที่ต้องใช้พลังงานสูงกว่า เช่น การแยกน้ำด้วยไฟฟ้า ไฮโดรเจนส่วนใหญ่ใช้สอยกันใกล้จุดผลิต กระบวนการเชื้อเพลิงซากดึกดำบรรพ์ (นั่นคือไฮโดรแครกกิง) และการผลิตแอมโมเนีย ซึ่งส่วนใหญ่สำหรับตลาดปุ๋ย เป็นภาคที่มีการใช้ไฮโดรเจนมากที่สุด ไฮโดรเจนเป็นความกังวลหนึ่งในโลหะวิทยา เพราะไฮโดรเจนสามารถทำให้โลหะหลายชนิดเปราะได้ ซึ่งทำให้เป็นการยากขึ้นในการออกแบบสายท่อและถังเก็บคุณสมบัติการเผาไหม้ คุณสมบัติ. การเผาไหม้. แก๊สไฮโดรเจน (ไดไฮโดรเจนหรือโมเลกุลไฮโดรเจน) ไวไฟสูงและจะเผาไหม้ในอากาศที่มีช่วงความเข้มข้นกว้างมากระหว่างร้อยละ 4 ถึง 75 โดยปริมาตร เอนทัลปีของการเผาไหม้สำหรับไฮโดรเจนคือ -286 กิโลจูลต่อโมล (kJ/mol) แก๊สไฮโดรเจนก่อตัวเป็นสารผสมระเบิดกับอากาศหากมีความเข้มข้นร้อยละ 4-74 และกับคอลรีนหากมีความเข้มข้นร้อยละ 5-95 สารผสมนี้จะระเบิดขึ้นเองตามธรรมชาติเมื่อต้องประกายไฟ ความร้อนหรือแสงอาทิตย์ อุณหภูมิจุดระเบิดเองของไฮโดรเจน อุณหภูมิการติดไฟเองในอากาศ คือ 500 °C เปลวไฟไฮโดรเจน-ออกซิเจนบริสุทธิ์ปลดปล่อยแสงอัลตราไวโอเล็ตและแทบมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น เปรียบเทียบได้จากเปลวไฟสีจางของเครื่องยนต์หลักกระสวยอวกาศกับเปลวไฟที่มองเห็นได้ชัดเจนของจรวดเชื้อเพลิงแข็งกระสวยอวกาศ การตรวจจับการรั่วไหลของไฮโดรเจนที่กำลังเผาไหม้อาจต้องใช้อุปกรณ์ตรวจจับเปลวไฟ การรั่วไหลเช่นนี้อาจเป็นอันตรายได้มาก เรือเหาะฮินเดนบวร์กเป็นตัวอย่างของการเผาไหม้ไฮโดรเจน สาเหตุนั้นยังเป็นที่โต้เถียงกันอยู่ แต่เปลวไฟที่มองเห็นได้นั้นเป็นผลของวัตถุไวไฟในผิวของเรือ เพราะไฮโดรเจนลอยตัวในอากาศ เปลวไฟไฮโดรเจนจึงลอยขึ้นสูงอย่างรวดเร็วและก่อให้เกิดความเสียหายน้อยกว่าเปลวไฟไฮโดรคาร์บอนมาก ผู้โดยสารเรือเหาะฮินเดนบวร์กสองในสามรอดชีวิตจากเหตุไฟไหม้ และการเสียชีวิตจำนวนมากนั้นกลับเกิดจากการตกหรือเชื้อเพลิงดีเซลที่เผาไหม้มากกว่า H ทำปฏิกิริยากับธาตุออกซิไดซ์ทุกชนิด ไฮโดรเจนสามารถเกิดปฏิกิริยาตามธรรมชาติอย่างรุนแรงที่อุณหภูมิห้องกับคลอรีนและฟลูออรีน เกิดเป็นเฮไลด์ของไฮโดรเจน คือ ไฮโดรเจนคลอไรด์กับไฮโดรเจนฟลูออไรด์ตามลำดับ ซึ่งมีศักยะเป็นกรดอันตรายระดับพลังงานอิเล็กตรอน ระดับพลังงานอิเล็กตรอน. ระดับพลังงานที่สถานะพื้นของอิเล็กตรอนในอะตอมไฮโดรเจนมีค่าเท่ากับ –13.6 eV ซึ่งมีค่าเท่ากับโฟตอนจากรังสีอุลตราไวโอเล็ต ที่มีความยาวคลื่น 92 นาโนเมตร ระดับพลังงานของไฮโดรเจนสามารถคำนวณได้จากแบบจำลองอะตอมของบอร์ ซึ่งได้ลงรายละเอียดเกี่ยวกับอิเล็กตรอนที่วิ่งไปรอบๆโปรตอนเหมือนกับที่โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ ถึงอย่างนั้น แรงแม่เหล็กไฟฟ้าที่เชื่อมระหว่างโปรตอนและอิเล็กตรอนกับอะตอมไฮโดรเจนอื่น ขณะที่ดาวเคราะห์และเทหวัตถุในอวกาศเชื่อมกับวัตถุอื่นโดยแรงโน้มถ่วง เนื่องด้วยการแบ่งของโมเมนตัมเชิงมุม ซึ่งถูกตั้งสมมติฐานไว้ในกลศาสตร์ควอนตัมโดยบอร์ อิเล็กตรอนในแบบจำลองของบอร์เท่านั้นที่สามารถรักษาระยะห่างจากโปรตอนไว้ได้ ด้วยพลังงานบางชนิด รายละเอียดที่แน่นอนของอะตอมไฮโดรเจนมาจากกลศาสตร์ควอนตัมบริสุทธิ์ซึ่งเกิดจากการใช้สมการชเรอดิงเงอร์ สมการดีแรก เพื่อคำนวณความเป็นไปได้ของความหนาแน่นของอิเล็กตรอนที่อยู่รอบโปรตอน การคำนวณอย่างซับซ้อนที่สุดอนุญาตให้มีผลกระทบเล็กน้อยของสัมพัทธภาพพิเศษและโพลาไรซ์สุญญากาศสถานะของไฮโดรเจนสถานะของไฮโดรเจน. - ไฮโดรเจนบีบอัด - ไฮโดรเจนเหลว - โคลนไฮโดรเจน - ไฮโดรเจนแข็ง - โลหะไฮโดรเจนสารประกอบไฮโดรเจนสารประกอบโควาเลนต์และสารประกอบอินทรีย์ สารประกอบไฮโดรเจน. สารประกอบโควาเลนต์และสารประกอบอินทรีย์. เนื่องด้วยไฮโดรเจนไม่ได้ว่องไวในการทำปฏิกิริยามากในภาวะมาตรฐาน แต่มันสามารถทำสารประกอบกับธาตุได้ส่วนมาก ไฮโดรเจนสามารถทำสารประกอบกับธาตุที่มีอิเล็กโตรเนกาติวิตีสูง เช่น แฮโลเจน (F, Cl, Br, I) หรือออกซิเจนประวัติ ประวัติ. ไฮโดรเจนถูกรับรองว่ามีอยู่จริงครั้งแรกโดยเฮนรี คาเวนดิช ในปี ค.ศ. 1766 คาเวนดิชค้นพบมันระหว่างทำการทดลองระหว่างกรดกับปรอท แต่เขาสันนิษฐานผิดพลาดว่าไฮโดรเจนนั้นเป็นสารประกอบของปรอท แต่เขาก็ยังสามารถบรรยายคุณสมบัติต่าง ๆ ของไฮโดรเจนได้อย่างถูกต้อง ต่อมา อองตวน ลาวัวซิเอได้ตั้งชื่อให้กับธาตุนี้ว่าไฮโดรเจน และพิสูจน์ว่าไฮโดรเจนและออกซิเจนเป็นส่วนประกอบของน้ำ ไฮโดรเจนถูกใช้ประโยชน์ครั้งแรกในการบรรจุในบอลลูน ไฮโดรเจนสามารถเตรียมได้จากการผสมกรดซัลฟิวริกกับเหล็ก ดิวเทอเรียมซึ่งเป็นไอโซโทปของไฮโดรเจน ถูกค้นพบโดย แฮโรลด์ ซี. อูเรย์ (Harold C. Urey) โดยการกลั่นน้ำหลาย ๆ ครั้ง อูเรย์ได้รับรางวัลโนเบลจากการค้นพบของเขาในปี ค.ศ. 1934 ในปีเดียวกันนั้น มีการค้นพบทริเทียม ไอโซโทปชนิดที่สามของไฮโดรเจนการนำไปใช้ประโยชน์การนำไปใช้ประโยชน์. - การใช้กับรถยนต์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภา พการเผาไหม้- ใช้ในกระบวนการ ไฮโดรจีเนชั่น (Hydrogenation) เพื่อสังเคราะห์น้ำมันพืชและน้ำมันจากสัตว์ - ใช้ร่วมกับ คลอรีน เพื่อผลิตไฮโดรเจนคลอไรด์ - ใช้ร่วมกับออกซิเจน ในการตัดชิ้นงานใต้น้ำ - ไฮโดรเจนเหลวใช้เป็นเชื้อเพลิงของจรวดและเป็นส่วนผสมสำคัญในการสร้างปฏิกิริยานิวเคลียร์ศัพท์เฉพาะของไฮโดรเจนศัพท์เฉพาะของไฮโดรเจน. - เป็นชื่อของธาตุชนิดหนึ่ง - "H dot" เป็นชื่อเรียกของโมเลกุลชนิดหนึ่งที่พบมากในอวกาศ แต่ไม่พบในโลก - โมเลกุล 2 อะตอม ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติบนบรรยากาศโลก ทางเคมีสามารถเขียนได้ H เรียกว่า ไดไฮโดรเจน เพื่อประโยชน์ในการแบ่งแยกกับสารอื่นหมายเหตุ
| ไฮโดรเจนถูกรับรองว่ามีอยู่จริงครั้งแรกโดยใคร | {
"answer": [
"เฮนรี คาเวนดิช"
],
"answer_begin_position": [
5071
],
"answer_end_position": [
5085
]
} |
2,590 | 116,276 | สนั่น ขจรประศาสน์ พลตรี สนั่น ขจรประศาสน์ (7 กันยายน พ.ศ. 2478 — 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556) อดีตรองนายกรัฐมนตรี แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา และอดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ เป็นผู้ก่อตั้ง และเคยดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคมหาชน เคยดำรงตำแหน่งสำคัญในรัฐบาลเป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีชื่อที่นิยมเรียกกันทั่วไปว่า "เสธ.หนั่น"ประวัติและครอบครัว ประวัติและครอบครัว. พลตรี สนั่น ขจรประศาสน์ เป็นชาวจังหวัดพิจิตร เคยรับราชการเป็นทหารบกเหล่าทหารม้า มียศทางทหารสุดท้ายเป็นพันโท ก่อนจะถูกให้ออกจากราชการ เมื่อ พ.ศ. 2520 เมื่อร่วมก่อการกบฏ 26 มีนาคม 2520 ซึ่งมี พล.อ.ฉลาด หิรัญศิริเป็นหัวหน้าและมี พ.ท.สนั่นเป็นเลขาธิการคณะ พ.ท.สนั่นถูกจำคุกที่ เรือนจำลาดยาว จากข้อหากบฏ ทำให้ได้พบและสนิทสนมกับ พ.อ.มนูญ รูปขจร (ปัจจุบันคือ พล.ต.มนูญกฤต รูปขจร) ต่อมาในภายหลังเมื่อ พ.ท.สนั่น ได้เข้าทำงานการเมืองและดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พ.ท.สนั่นได้รับโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศเป็น "พลตรี" เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2532 พลตรี สนั่น ขจรประศาสน์ เป็นบุตรคนที่ 6 ของขุนขจรประศาสน์ และบ๊วย มีพี่น้องรวมกันทั้งสิ้น 7 คน ประกอบด้วย1. สนอง ขจรประศาสน์ (ถึงแก่กรรม) 2. เสนาะ (เกวรินทร์) ขจรประศาสน์ (ถึงแก่กรรม) 3. สนิท ขจรประศาสน์ (ถึงแก่กรรม) 4. สายสนม ขจรประศาสน์ 5. สนัด ขจรประศาสน์ (ถึงแก่กรรม) 6. พลตรี สนั่น ขจรประศาสน์ (ถึงแก่อนิจกรรม) 7. วนิดา ขจรประศาสน์ พลตรีสนั่น สมรสกับฉวีวรรณ ขจรประศาสน์ (นามสกุลเดิม วงศ์ใหญ่) มีบุตรธิดารวม 4 คน คนที่ 3 เป็นบุตรชายเข้าสู่วงการเมือง คือ ศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิจิตร เขต 3 พรรคมหาชน ส่วนอีก 3 คนเป็นบุตรสาวทั้งหมด คือ บงกชรัตน์ ขจรประศาสน์, ปัทมารัตน์ ขจรประศาสน์ และวัฒนีพร ขจรประศาสน์ พลตรีสนั่น มีธุรกิจส่วนตัวคือ ฟาร์มนกกระจอกเทศชื่อ "ขจรฟาร์ม" ซึ่งเป็นฟาร์มนกกระจอกเทศที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย นอกจากนี้ยังทำไร่องุ่นดงเจริญ และผลิตไวน์ชื่อ "ชาโต เดอ ชาละวัน"การเมืองกบฏ 26 มีนาคม พ.ศ. 2520 การเมือง. กบฏ 26 มีนาคม พ.ศ. 2520. ในเหตุการณ์กบฏ 26 มีนาคม พ.ศ. 2520 ที่มีความพยายามโค่นล้มรัฐบาลชุดที่มีนายธานินทร์ กรัยวิเชียร เป็นนายกรัฐมนตรี จาก พล.อ.ฉลาด หิรัญศิริ แต่ไม่สำเร็จ พล.ต.สนั่น ซึ่งในขณะนั้นมียศเป็น พันโท (พ.ท.) ได้เข้าร่วมกับฝ่ายกบฏด้วย ภายหลัง เมื่อถูกจับ ถูกตัดสินจำคุกซึ่งต่อมาได้ลงโทษจำคุกตลอดชีวิตร่วมกับผู้ก่อการคนอื่น ๆ แต่ภายหลังทั้งหมดได้รับการนิรโทษกรรมเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม ปีเดียวกันกรณีกลุ่มงูเห่าและพรรคประชากรไทย กรณีกลุ่มงูเห่าและพรรคประชากรไทย. ปลายปี พ.ศ. 2540 พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ถูกแรงกดดันให้ลาออกจากตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี เนื่องจากการลดค่าเงินบาทในวันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2540 และตัดสินใจลาออกเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2540 ในเวลานั้นพรรคร่วมรัฐบาล ที่ประกอบด้วย พรรคความหวังใหม่, พรรคชาติพัฒนา, พรรคชาติไทย, พรรคประชากรไทย, พรรคกิจสังคม ตกลงร่วมกันที่จะสนับสนุน พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ หัวหน้าพรรคชาติพัฒนา อดีตนายกรัฐมนตรี ให้กลับมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง แต่ทางพรรคฝ่ายค้านที่มีพรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำ และมีจำนวนส.ส.น้อยกว่าพรรคความหวังใหม่เพียง 2 เสียง ก็มีความพยายามที่จะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลด้วยเช่นกัน วันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2540 นายเสนาะ เทียนทอง เลขาธิการพรรคความหวังใหม่ ได้จัดแถลงข่าว ยืนยันการจัดตั้งรัฐบาล โดยมี พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกรัฐมนตรี ที่ชั้นล่างของทำเนียบรัฐบาล แต่ในเวลาเดียวกัน พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ก็เปิดแถลงข่าว เรื่องการจัดตั้งรัฐบาลด้วย โดยมีเสียงสนับสนุนจากพรรคกิจสังคมของ นายมนตรี พงษ์พานิช ที่ย้ายฟากมาจากพรรคร่วมรัฐบาลเดิมอย่างกะทันหัน และมีตัวแปรสำคัญคือ ส.ส. พรรคประชากรไทย จำนวน 12 คน นำโดย นายวัฒนา อัศวเหม และ นายฉลอง เรี่ยวแรง ที่เข้าร่วมสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ ขณะที่หัวหน้าพรรคประชากรไทย คือ นายสมัคร สุนทรเวช ไม่ทราบมาก่อนและยังสนับสนุนฝ่าย พล.อ.ชาติชาย ทำให้สถานการณ์พลิกกลับอย่างรวดเร็ว กลายเป็นเสียงทางฝ่ายพรรคประชาธิปัตย์มีมากกว่า และทำให้นายชวน หลีกภัย ได้ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นสมัยที่ 2 ในที่สุด หลังเหตุการณ์ครั้งนี้ นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคประชากรไทย ได้กล่าวเปรียบเทียบว่า ตนเป็นเหมือนชาวนาในนิทานอีสป เรื่อง "ชาวนากับงูเห่า" ที่เก็บงูเห่าที่กำลังจะตายจากความหนาวเย็น มาไว้ในอกเสื้อเพื่อให้ความอบอุ่น แต่ต่อมางูเห่านั้นก็ฉกชาวนาตาย ซึ่งนายสมัครเปรียบเทียบกับ แกนนำของ ส.ส. ทั้ง 12 คน โดยเฉพาะ ส.ส.กลุ่มปากน้ำ ของนายวัฒนา อัศวเหม ซึ่งเดิมสังกัดพรรคชาติไทย แต่ภายหลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ไม่มีพรรคใดรับเข้าสังกัด จนในที่สุดมาเข้าสังกัดพรรคประชากรไทย ที่นายสมัครเป็นหัวหน้าพรรค และต่อมามีการตัดสินใจทางการเมือง ที่ขัดต่อมติพรรคดังกล่าว ทำให้ต่อมาสื่อมวลชน เรียก ส.ส. 12 คนนี้ตามคำพูดของนายสมัครว่า "กลุ่มงูเห่า" อยู่เป็นเวลานาน ต่อมามีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับกรณีดังกล่าวว่า ส.ส. พรรคประชากรไทยทั้ง 12 คน มีสิทธิตามกฎหมาย ที่จะตัดสินใจทางการเมืองโดยอิสระ เช่น การสนับสนุน นายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี โดยไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามมติพรรค หรือความต้องการของหัวหน้าพรรคการเมืองที่ตนสังกัด การรวบรวมเสียง ส.ส. จนสามารถสนับสนุน นายชวน หลีกภัย ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี สมัยที่ 2 ได้สำเร็จครั้งนี้ ทำให้ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ในขณะนั้น ได้รับการกล่าวขานถึงในฐานะผู้มีเหลี่ยมคูทางการเมือง และเป็นกรณีศึกษาหนึ่งของประวัติศาสตร์การเมืองไทยถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง 5 ปี ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง 5 ปี. นายอดิศร เพียงเกษ ส.ส.จังหวัดขอนแก่น พรรคความหวังใหม่ ได้เปิดเผยข้อมูลระหว่างการอภิปรายไม่ไว้วางใจพลตรีสนั่น ว่า พลตรีสนั่น แสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินเป็นเท็จ ต่อ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) โดยระบุว่ามีการกู้ยืมเงินจำนวน 45 ล้านบาท จากบริษัท เอเอเอส ออโต้เซอร์วิส ทั้งที่ไม่มีการกู้ยืมจริง ต่อมา นายวีระ สมความคิด ประธานกลุ่มพิทักษ์สิทธิเสรีภาพประชาชน ได้ยื่นหนังสือต่อ ป.ป.ช. ให้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง จนคดีเข้าสู่ กระบวนการทางกฎหมาย และต่อมา ศาลรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัยเป็นเอกฉันท์ เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2543 ว่า พล.ต.สนั่น มีความผิด ฐานจงใจแสดง บัญชทรัพย์สินอันเป็นเท็จ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 295 ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี จากการถูกดำเนินคดีทางการเมืองดังกล่าว ทำให้ พล.ต.สนั่น ต้องลาออกจากตำแหน่ง เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ที่เป็นมายาวนานถึง 13 ปี โดยมี นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ เข้ารักษาการตำแหน่งเลขาธิการพรรคเป็นเวลาสั้น ๆ และต่อมา นายอนันต์ อนันตกูล ได้รับเลือกให้ขึ้นดำรงตำแหน่ง เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์คนใหม่ เมื่อปี พ.ศ. 2543ก่อตั้งพรรคมหาชน ก่อตั้งพรรคมหาชน. หลังการถูกตัดสิทธิทางการเมือง พล.ต.สนั่น ลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ และในที่สุดได้ก่อตั้ง พรรคมหาชน ขึ้น โดยมี ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ เป็นหัวหน้าพรรคคนแรก ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งในการเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ. 2548 และต่อมา พล.ต.สนั่น ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าพรรคคนต่อมาร่วมงานกับพรรคชาติไทย ร่วมงานกับพรรคชาติไทย. วันที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2550 พล.ต.สนั่น พร้อมด้วย นายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ บุตรชาย และสมาชิกพรรคมหาชน เดินทางไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคชาติไทย โดยให้เหตุผลว่ากฎหมายพรรคการเมืองปัจจุบันไม่เอื้อต่อการดำเนินงานของพรรคการเมืองขนาดเล็ก ถือเป็นการสิ้นสุดการดำเนินงานของพรรคมหาชนไปโดยบริยาย ต่อมาในการร่วมรัฐบาลตั้งแต่ปี พ.ศ. 2551 พล.ต.สนั่นดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช และรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และรัฐบาลนายอภิสิทธ์ เวชชาชีวะร่วมงานกับพรรคชาติไทยพัฒนา ร่วมงานกับพรรคชาติไทยพัฒนา. ในวันที่12 มีนาคม พ.ศ. 2555 พล.ต.สนั่น ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา ได้ประกาศยุติบทบาททางการเมือง โดยขอยุติการทำหน้าที่ในฐานะ ส.ส. แต่ยังคงพร้อมที่จะช่วยงานในส่วนของพรรค และงานการเมืองของประเทศต่อไปการปรองดองทางการเมืองปัญหาสุขภาพ ปัญหาสุขภาพ. พล.ต.สนั่น ป่วยด้วยโรคถุงลมโป่งพอง เกิดอาการหัวใจวายกะทันหัน จนครอบครัวต้องนำส่งโรงพยาบาลนนทเวช เมื่อกลางดึกของวันที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 แพทย์ต้องปั๊มหัวใจให้ฟื้นชีพ แต่อาการไม่ดีขึ้น จึงย้ายไปโรงพยาบาลศิริราช จนกระทั่งถึงแก่อนิจกรรมอย่างสงบ เมื่อเวลา 17.09 น. วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556 จากภาวะแทรกซ้อนจากอาการถุงลมโป่งพองรางวัลและเกียรติยศ รางวัลและเกียรติยศ. พลตรี สนั่น ขจรประศาสน์ ได้รับพระราชทานยศนายกองใหญ่แห่งกองอาสารักษาดินแดนเป็น นายกองใหญ่ พลตรี สนั่น ขจรประศาสน์ เมื่อ พ.ศ. 2538เครื่องราชอิสริยาภรณ์เครื่องราชอิสริยาภรณ์. - - เหรียญพิทักษ์เสรีชน ชั้นที่ 2 ประเภทที่ 1 - เหรียญจักรมาลา - เหรียญสนองเสรีชน
| บิดาของพลตรีสนั่น ขจรประศาสน์ คือใคร | {
"answer": [
"ขุนขจรประศาสน์"
],
"answer_begin_position": [
1090
],
"answer_end_position": [
1104
]
} |
2,592 | 116,276 | สนั่น ขจรประศาสน์ พลตรี สนั่น ขจรประศาสน์ (7 กันยายน พ.ศ. 2478 — 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556) อดีตรองนายกรัฐมนตรี แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา และอดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ เป็นผู้ก่อตั้ง และเคยดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคมหาชน เคยดำรงตำแหน่งสำคัญในรัฐบาลเป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีชื่อที่นิยมเรียกกันทั่วไปว่า "เสธ.หนั่น"ประวัติและครอบครัว ประวัติและครอบครัว. พลตรี สนั่น ขจรประศาสน์ เป็นชาวจังหวัดพิจิตร เคยรับราชการเป็นทหารบกเหล่าทหารม้า มียศทางทหารสุดท้ายเป็นพันโท ก่อนจะถูกให้ออกจากราชการ เมื่อ พ.ศ. 2520 เมื่อร่วมก่อการกบฏ 26 มีนาคม 2520 ซึ่งมี พล.อ.ฉลาด หิรัญศิริเป็นหัวหน้าและมี พ.ท.สนั่นเป็นเลขาธิการคณะ พ.ท.สนั่นถูกจำคุกที่ เรือนจำลาดยาว จากข้อหากบฏ ทำให้ได้พบและสนิทสนมกับ พ.อ.มนูญ รูปขจร (ปัจจุบันคือ พล.ต.มนูญกฤต รูปขจร) ต่อมาในภายหลังเมื่อ พ.ท.สนั่น ได้เข้าทำงานการเมืองและดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พ.ท.สนั่นได้รับโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศเป็น "พลตรี" เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2532 พลตรี สนั่น ขจรประศาสน์ เป็นบุตรคนที่ 6 ของขุนขจรประศาสน์ และบ๊วย มีพี่น้องรวมกันทั้งสิ้น 7 คน ประกอบด้วย1. สนอง ขจรประศาสน์ (ถึงแก่กรรม) 2. เสนาะ (เกวรินทร์) ขจรประศาสน์ (ถึงแก่กรรม) 3. สนิท ขจรประศาสน์ (ถึงแก่กรรม) 4. สายสนม ขจรประศาสน์ 5. สนัด ขจรประศาสน์ (ถึงแก่กรรม) 6. พลตรี สนั่น ขจรประศาสน์ (ถึงแก่อนิจกรรม) 7. วนิดา ขจรประศาสน์ พลตรีสนั่น สมรสกับฉวีวรรณ ขจรประศาสน์ (นามสกุลเดิม วงศ์ใหญ่) มีบุตรธิดารวม 4 คน คนที่ 3 เป็นบุตรชายเข้าสู่วงการเมือง คือ ศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิจิตร เขต 3 พรรคมหาชน ส่วนอีก 3 คนเป็นบุตรสาวทั้งหมด คือ บงกชรัตน์ ขจรประศาสน์, ปัทมารัตน์ ขจรประศาสน์ และวัฒนีพร ขจรประศาสน์ พลตรีสนั่น มีธุรกิจส่วนตัวคือ ฟาร์มนกกระจอกเทศชื่อ "ขจรฟาร์ม" ซึ่งเป็นฟาร์มนกกระจอกเทศที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย นอกจากนี้ยังทำไร่องุ่นดงเจริญ และผลิตไวน์ชื่อ "ชาโต เดอ ชาละวัน"การเมืองกบฏ 26 มีนาคม พ.ศ. 2520 การเมือง. กบฏ 26 มีนาคม พ.ศ. 2520. ในเหตุการณ์กบฏ 26 มีนาคม พ.ศ. 2520 ที่มีความพยายามโค่นล้มรัฐบาลชุดที่มีนายธานินทร์ กรัยวิเชียร เป็นนายกรัฐมนตรี จาก พล.อ.ฉลาด หิรัญศิริ แต่ไม่สำเร็จ พล.ต.สนั่น ซึ่งในขณะนั้นมียศเป็น พันโท (พ.ท.) ได้เข้าร่วมกับฝ่ายกบฏด้วย ภายหลัง เมื่อถูกจับ ถูกตัดสินจำคุกซึ่งต่อมาได้ลงโทษจำคุกตลอดชีวิตร่วมกับผู้ก่อการคนอื่น ๆ แต่ภายหลังทั้งหมดได้รับการนิรโทษกรรมเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม ปีเดียวกันกรณีกลุ่มงูเห่าและพรรคประชากรไทย กรณีกลุ่มงูเห่าและพรรคประชากรไทย. ปลายปี พ.ศ. 2540 พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ถูกแรงกดดันให้ลาออกจากตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี เนื่องจากการลดค่าเงินบาทในวันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2540 และตัดสินใจลาออกเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2540 ในเวลานั้นพรรคร่วมรัฐบาล ที่ประกอบด้วย พรรคความหวังใหม่, พรรคชาติพัฒนา, พรรคชาติไทย, พรรคประชากรไทย, พรรคกิจสังคม ตกลงร่วมกันที่จะสนับสนุน พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ หัวหน้าพรรคชาติพัฒนา อดีตนายกรัฐมนตรี ให้กลับมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง แต่ทางพรรคฝ่ายค้านที่มีพรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำ และมีจำนวนส.ส.น้อยกว่าพรรคความหวังใหม่เพียง 2 เสียง ก็มีความพยายามที่จะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลด้วยเช่นกัน วันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2540 นายเสนาะ เทียนทอง เลขาธิการพรรคความหวังใหม่ ได้จัดแถลงข่าว ยืนยันการจัดตั้งรัฐบาล โดยมี พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกรัฐมนตรี ที่ชั้นล่างของทำเนียบรัฐบาล แต่ในเวลาเดียวกัน พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ก็เปิดแถลงข่าว เรื่องการจัดตั้งรัฐบาลด้วย โดยมีเสียงสนับสนุนจากพรรคกิจสังคมของ นายมนตรี พงษ์พานิช ที่ย้ายฟากมาจากพรรคร่วมรัฐบาลเดิมอย่างกะทันหัน และมีตัวแปรสำคัญคือ ส.ส. พรรคประชากรไทย จำนวน 12 คน นำโดย นายวัฒนา อัศวเหม และ นายฉลอง เรี่ยวแรง ที่เข้าร่วมสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ ขณะที่หัวหน้าพรรคประชากรไทย คือ นายสมัคร สุนทรเวช ไม่ทราบมาก่อนและยังสนับสนุนฝ่าย พล.อ.ชาติชาย ทำให้สถานการณ์พลิกกลับอย่างรวดเร็ว กลายเป็นเสียงทางฝ่ายพรรคประชาธิปัตย์มีมากกว่า และทำให้นายชวน หลีกภัย ได้ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นสมัยที่ 2 ในที่สุด หลังเหตุการณ์ครั้งนี้ นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคประชากรไทย ได้กล่าวเปรียบเทียบว่า ตนเป็นเหมือนชาวนาในนิทานอีสป เรื่อง "ชาวนากับงูเห่า" ที่เก็บงูเห่าที่กำลังจะตายจากความหนาวเย็น มาไว้ในอกเสื้อเพื่อให้ความอบอุ่น แต่ต่อมางูเห่านั้นก็ฉกชาวนาตาย ซึ่งนายสมัครเปรียบเทียบกับ แกนนำของ ส.ส. ทั้ง 12 คน โดยเฉพาะ ส.ส.กลุ่มปากน้ำ ของนายวัฒนา อัศวเหม ซึ่งเดิมสังกัดพรรคชาติไทย แต่ภายหลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ไม่มีพรรคใดรับเข้าสังกัด จนในที่สุดมาเข้าสังกัดพรรคประชากรไทย ที่นายสมัครเป็นหัวหน้าพรรค และต่อมามีการตัดสินใจทางการเมือง ที่ขัดต่อมติพรรคดังกล่าว ทำให้ต่อมาสื่อมวลชน เรียก ส.ส. 12 คนนี้ตามคำพูดของนายสมัครว่า "กลุ่มงูเห่า" อยู่เป็นเวลานาน ต่อมามีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับกรณีดังกล่าวว่า ส.ส. พรรคประชากรไทยทั้ง 12 คน มีสิทธิตามกฎหมาย ที่จะตัดสินใจทางการเมืองโดยอิสระ เช่น การสนับสนุน นายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี โดยไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามมติพรรค หรือความต้องการของหัวหน้าพรรคการเมืองที่ตนสังกัด การรวบรวมเสียง ส.ส. จนสามารถสนับสนุน นายชวน หลีกภัย ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี สมัยที่ 2 ได้สำเร็จครั้งนี้ ทำให้ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ในขณะนั้น ได้รับการกล่าวขานถึงในฐานะผู้มีเหลี่ยมคูทางการเมือง และเป็นกรณีศึกษาหนึ่งของประวัติศาสตร์การเมืองไทยถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง 5 ปี ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง 5 ปี. นายอดิศร เพียงเกษ ส.ส.จังหวัดขอนแก่น พรรคความหวังใหม่ ได้เปิดเผยข้อมูลระหว่างการอภิปรายไม่ไว้วางใจพลตรีสนั่น ว่า พลตรีสนั่น แสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินเป็นเท็จ ต่อ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) โดยระบุว่ามีการกู้ยืมเงินจำนวน 45 ล้านบาท จากบริษัท เอเอเอส ออโต้เซอร์วิส ทั้งที่ไม่มีการกู้ยืมจริง ต่อมา นายวีระ สมความคิด ประธานกลุ่มพิทักษ์สิทธิเสรีภาพประชาชน ได้ยื่นหนังสือต่อ ป.ป.ช. ให้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง จนคดีเข้าสู่ กระบวนการทางกฎหมาย และต่อมา ศาลรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัยเป็นเอกฉันท์ เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2543 ว่า พล.ต.สนั่น มีความผิด ฐานจงใจแสดง บัญชทรัพย์สินอันเป็นเท็จ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 295 ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี จากการถูกดำเนินคดีทางการเมืองดังกล่าว ทำให้ พล.ต.สนั่น ต้องลาออกจากตำแหน่ง เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ที่เป็นมายาวนานถึง 13 ปี โดยมี นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ เข้ารักษาการตำแหน่งเลขาธิการพรรคเป็นเวลาสั้น ๆ และต่อมา นายอนันต์ อนันตกูล ได้รับเลือกให้ขึ้นดำรงตำแหน่ง เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์คนใหม่ เมื่อปี พ.ศ. 2543ก่อตั้งพรรคมหาชน ก่อตั้งพรรคมหาชน. หลังการถูกตัดสิทธิทางการเมือง พล.ต.สนั่น ลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ และในที่สุดได้ก่อตั้ง พรรคมหาชน ขึ้น โดยมี ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ เป็นหัวหน้าพรรคคนแรก ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งในการเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ. 2548 และต่อมา พล.ต.สนั่น ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าพรรคคนต่อมาร่วมงานกับพรรคชาติไทย ร่วมงานกับพรรคชาติไทย. วันที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2550 พล.ต.สนั่น พร้อมด้วย นายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ บุตรชาย และสมาชิกพรรคมหาชน เดินทางไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคชาติไทย โดยให้เหตุผลว่ากฎหมายพรรคการเมืองปัจจุบันไม่เอื้อต่อการดำเนินงานของพรรคการเมืองขนาดเล็ก ถือเป็นการสิ้นสุดการดำเนินงานของพรรคมหาชนไปโดยบริยาย ต่อมาในการร่วมรัฐบาลตั้งแต่ปี พ.ศ. 2551 พล.ต.สนั่นดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช และรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และรัฐบาลนายอภิสิทธ์ เวชชาชีวะร่วมงานกับพรรคชาติไทยพัฒนา ร่วมงานกับพรรคชาติไทยพัฒนา. ในวันที่12 มีนาคม พ.ศ. 2555 พล.ต.สนั่น ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา ได้ประกาศยุติบทบาททางการเมือง โดยขอยุติการทำหน้าที่ในฐานะ ส.ส. แต่ยังคงพร้อมที่จะช่วยงานในส่วนของพรรค และงานการเมืองของประเทศต่อไปการปรองดองทางการเมืองปัญหาสุขภาพ ปัญหาสุขภาพ. พล.ต.สนั่น ป่วยด้วยโรคถุงลมโป่งพอง เกิดอาการหัวใจวายกะทันหัน จนครอบครัวต้องนำส่งโรงพยาบาลนนทเวช เมื่อกลางดึกของวันที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 แพทย์ต้องปั๊มหัวใจให้ฟื้นชีพ แต่อาการไม่ดีขึ้น จึงย้ายไปโรงพยาบาลศิริราช จนกระทั่งถึงแก่อนิจกรรมอย่างสงบ เมื่อเวลา 17.09 น. วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556 จากภาวะแทรกซ้อนจากอาการถุงลมโป่งพองรางวัลและเกียรติยศ รางวัลและเกียรติยศ. พลตรี สนั่น ขจรประศาสน์ ได้รับพระราชทานยศนายกองใหญ่แห่งกองอาสารักษาดินแดนเป็น นายกองใหญ่ พลตรี สนั่น ขจรประศาสน์ เมื่อ พ.ศ. 2538เครื่องราชอิสริยาภรณ์เครื่องราชอิสริยาภรณ์. - - เหรียญพิทักษ์เสรีชน ชั้นที่ 2 ประเภทที่ 1 - เหรียญจักรมาลา - เหรียญสนองเสรีชน
| ภรรยาของพลตรีสนั่น ขจรประศาสน์ มีชื่อว่าอะไร | {
"answer": [
"ฉวีวรรณ ขจรประศาสน์"
],
"answer_begin_position": [
1402
],
"answer_end_position": [
1421
]
} |
2,593 | 292,465 | สนธยา คุณปลื้ม สนธยา คุณปลื้ม ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง (พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา) อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาคนแรก อดีตที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี(ทักษิณ ชินวัตร) และอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชลบุรีหลายสมัยประวัติ ประวัติ. สนธยาเกิดเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2506 เป็นบุตรของนายสมชาย และนางยุพิน คุณปลื้ม ที่ตำบลแสนสุข อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนอัสสัมชัญศรีราชา และนิติศาสตรบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยศรีปทุม ด้านชีวิตครอบครัวสมรสกับนางสุกุมล คุณปลื้ม มีบุตรด้วยกัน 4 คนงานการเมือง งานการเมือง. สนธยาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดชลบุรี สังกัดพรรคสามัคคีธรรม (นำโดย นายณรงค์ วงศ์วรรณ) ในปี พ.ศ. 2535 ต่อมาในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2535 ได้ย้ายมาสังกัดพรรคชาติพัฒนา ได้รับตำแหน่งกรรมการบริหารพรรค และเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และนายสนธยา ยังเป็นหนึ่งใน ส.ส.กลุ่ม 16 ต่อมาในการเลือกตั้งปี พ.ศ. 2538 ได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สังกัดพรรคชาติไทย ได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงคมนาคม และกระทรวงมหาดไทย การเลือกตั้ง พ.ศ. 2544 จึงลงสมัครและเป็น ส.ส. ในระบบบัญชีรายชื่อ พรรคชาติไทย กระทั่งในรัฐบาลของพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร ได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (คนแรก) ในปี พ.ศ. 2545 (ในโควตาของพรรคชาติไทย) ต่อมาได้ย้ายมาสังกัดพรรคไทยรักไทย และในปี พ.ศ. 2550 ได้ถูกตัดสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี เนื่องจากเป็นกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยซึ่งถูกยุบในคดียุบพรรคการเมือง พ.ศ. 2549 สนธยา คุณปลื้ม ยังนับได้ว่าเป็นผู้ที่มีอิทธิพลในฐานะแกนนำกลุ่ม ส.ส. ซึ่งสื่อมวลชนให้ชื่อกลุ่มแกนนำนี้ว่า "8ส.+ส.พิเศษ" อันประกอบด้วย สมศักดิ์ เทพสุทิน สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล สุวิทย์ คุณกิตติ สุวัจน์ ลิปตพัลลภ สุรนันทน์ เวชชาชีวะ สนธยา คุณปลื้ม และสรอรรถ กลิ่นประทุม ส่วน ส.พิเศษ คือ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ โดยสนธยา คุณปลื้ม ได้เข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองกับพรรคภูมิใจไทย แต่ต่อมาในปี พ.ศ. 2554 จึงได้ตัดสินใจยุติบทบาททางการเมืองร่วมกับพรรคภูมิใจไทย และไปสนับสนุนการจัดตั้งพรรคพลังชลแทน และเป็นแกนนำพรรคพลังชล ในปี พ.ศ. 2555 ได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ในรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร (ครม.ยิ่งลักษณ์ 3) สืบต่อจากนางสุกุมล ภรรยา ต่อมาในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2556 เขาได้รับเลือกจากสมาชิกพรรคพลังชล ให้เป็นหัวหน้าพรรคพลังชล ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2557 เขาลงสมัครรับเลือกตั้งในระบบบัญชีรายชื่อของพรรคพลังชล แต่การเลือกตั้งครั้งดังกล่าว เป็นโมฆะตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญงานด้านกีฬาและอื่น ๆ งานด้านกีฬาและอื่น ๆ. ปัจจุบันดำรงตำแหน่งนายกสมาคมกีฬาจังหวัดชลบุรี และเป็นประธานสโมสรฟุตบอลศรีราชา และอุปนายกราชยานยนต์สมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์เครื่องราชอิสริยาภรณ์เครื่องราชอิสริยาภรณ์. - พ.ศ. 2541 - เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก ชั้นมหาปรมาภรณ์ช้างเผือก (ม.ป.ช.) - พ.ศ. 2540 - เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ชั้นมหาวชิรมงกุฏ (ม.ว.ม.)
| สนธยา คุณปลื้ม เกิดเมื่อวันที่เท่าไร | {
"answer": [
"10"
],
"answer_begin_position": [
453
],
"answer_end_position": [
455
]
} |
2,594 | 292,465 | สนธยา คุณปลื้ม สนธยา คุณปลื้ม ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง (พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา) อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาคนแรก อดีตที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี(ทักษิณ ชินวัตร) และอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชลบุรีหลายสมัยประวัติ ประวัติ. สนธยาเกิดเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2506 เป็นบุตรของนายสมชาย และนางยุพิน คุณปลื้ม ที่ตำบลแสนสุข อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนอัสสัมชัญศรีราชา และนิติศาสตรบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยศรีปทุม ด้านชีวิตครอบครัวสมรสกับนางสุกุมล คุณปลื้ม มีบุตรด้วยกัน 4 คนงานการเมือง งานการเมือง. สนธยาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดชลบุรี สังกัดพรรคสามัคคีธรรม (นำโดย นายณรงค์ วงศ์วรรณ) ในปี พ.ศ. 2535 ต่อมาในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2535 ได้ย้ายมาสังกัดพรรคชาติพัฒนา ได้รับตำแหน่งกรรมการบริหารพรรค และเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และนายสนธยา ยังเป็นหนึ่งใน ส.ส.กลุ่ม 16 ต่อมาในการเลือกตั้งปี พ.ศ. 2538 ได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สังกัดพรรคชาติไทย ได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงคมนาคม และกระทรวงมหาดไทย การเลือกตั้ง พ.ศ. 2544 จึงลงสมัครและเป็น ส.ส. ในระบบบัญชีรายชื่อ พรรคชาติไทย กระทั่งในรัฐบาลของพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร ได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (คนแรก) ในปี พ.ศ. 2545 (ในโควตาของพรรคชาติไทย) ต่อมาได้ย้ายมาสังกัดพรรคไทยรักไทย และในปี พ.ศ. 2550 ได้ถูกตัดสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี เนื่องจากเป็นกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยซึ่งถูกยุบในคดียุบพรรคการเมือง พ.ศ. 2549 สนธยา คุณปลื้ม ยังนับได้ว่าเป็นผู้ที่มีอิทธิพลในฐานะแกนนำกลุ่ม ส.ส. ซึ่งสื่อมวลชนให้ชื่อกลุ่มแกนนำนี้ว่า "8ส.+ส.พิเศษ" อันประกอบด้วย สมศักดิ์ เทพสุทิน สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล สุวิทย์ คุณกิตติ สุวัจน์ ลิปตพัลลภ สุรนันทน์ เวชชาชีวะ สนธยา คุณปลื้ม และสรอรรถ กลิ่นประทุม ส่วน ส.พิเศษ คือ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ โดยสนธยา คุณปลื้ม ได้เข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองกับพรรคภูมิใจไทย แต่ต่อมาในปี พ.ศ. 2554 จึงได้ตัดสินใจยุติบทบาททางการเมืองร่วมกับพรรคภูมิใจไทย และไปสนับสนุนการจัดตั้งพรรคพลังชลแทน และเป็นแกนนำพรรคพลังชล ในปี พ.ศ. 2555 ได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ในรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร (ครม.ยิ่งลักษณ์ 3) สืบต่อจากนางสุกุมล ภรรยา ต่อมาในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2556 เขาได้รับเลือกจากสมาชิกพรรคพลังชล ให้เป็นหัวหน้าพรรคพลังชล ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2557 เขาลงสมัครรับเลือกตั้งในระบบบัญชีรายชื่อของพรรคพลังชล แต่การเลือกตั้งครั้งดังกล่าว เป็นโมฆะตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญงานด้านกีฬาและอื่น ๆ งานด้านกีฬาและอื่น ๆ. ปัจจุบันดำรงตำแหน่งนายกสมาคมกีฬาจังหวัดชลบุรี และเป็นประธานสโมสรฟุตบอลศรีราชา และอุปนายกราชยานยนต์สมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์เครื่องราชอิสริยาภรณ์เครื่องราชอิสริยาภรณ์. - พ.ศ. 2541 - เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก ชั้นมหาปรมาภรณ์ช้างเผือก (ม.ป.ช.) - พ.ศ. 2540 - เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ชั้นมหาวชิรมงกุฏ (ม.ว.ม.)
| มารดาของสนธยา คุณปลื้ม คือใคร | {
"answer": [
"นางยุพิน คุณปลื้ม"
],
"answer_begin_position": [
496
],
"answer_end_position": [
513
]
} |
2,595 | 13,425 | สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล () เป็นหน่วยงานหนึ่งของรัฐบาล จัดตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2517 มีหน้าที่ ออกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาลเป็นหลัก จัดการโรงพิมพ์อันเป็นอุปกรณ์ในการพิมพ์สลากกินแบ่งรัฐบาล หรือสิ่งพิมพ์อื่นที่คณะกรรมการให้ความเห็นชอบกระทำการอื่นใดที่เกี่ยวเนื่องหรือที่เป็นประโยชน์แก่การดำเนินกิจการของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล นอกจากการพิมพ์สลากกินแบ่งรัฐบาลแล้ว สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลยังได้มีการจัดพิมพ์สลากบำรุงการกุศล ใบตรวจผลการออกรางวัล รวมถึงงานพิมพ์อื่นที่รับจ้างจากภายนอก ส่วนใหญ่เป็นสิ่งพิมพ์กันปลอมแปลงของหน่วยราชการที่คณะกรรมการให้ความเห็นชอบ อาทิ ตั๋วรถโดยสาร บขส. บัตรผ่านทางของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย สติ๊กเกอร์ของกรมสรรพสามิต สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เป็นรัฐวิสาหกิจที่มีรายได้นำส่งเป็นรายได้ของรัฐสูงเป็นลำดับที่ 3 ของรัฐวิสาหกิจไทย มูลค่ากว่า 15,311.87 ล้านบาท (พ.ศ. 2557)สลากต่างๆสลากต่างๆ. - สลากกินแบ่งรัฐบาล - สลากเลขท้าย 3 ตัวและ 2 ตัว - สลากพิเศษโครงการหารายได้เพื่อการสาธารณประโยชน์
| สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลในไทย จัดตั้งเมื่อปีพ.ศ.ใด | {
"answer": [
"2517"
],
"answer_begin_position": [
200
],
"answer_end_position": [
204
]
} |
2,596 | 13,425 | สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล () เป็นหน่วยงานหนึ่งของรัฐบาล จัดตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2517 มีหน้าที่ ออกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาลเป็นหลัก จัดการโรงพิมพ์อันเป็นอุปกรณ์ในการพิมพ์สลากกินแบ่งรัฐบาล หรือสิ่งพิมพ์อื่นที่คณะกรรมการให้ความเห็นชอบกระทำการอื่นใดที่เกี่ยวเนื่องหรือที่เป็นประโยชน์แก่การดำเนินกิจการของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล นอกจากการพิมพ์สลากกินแบ่งรัฐบาลแล้ว สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลยังได้มีการจัดพิมพ์สลากบำรุงการกุศล ใบตรวจผลการออกรางวัล รวมถึงงานพิมพ์อื่นที่รับจ้างจากภายนอก ส่วนใหญ่เป็นสิ่งพิมพ์กันปลอมแปลงของหน่วยราชการที่คณะกรรมการให้ความเห็นชอบ อาทิ ตั๋วรถโดยสาร บขส. บัตรผ่านทางของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย สติ๊กเกอร์ของกรมสรรพสามิต สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เป็นรัฐวิสาหกิจที่มีรายได้นำส่งเป็นรายได้ของรัฐสูงเป็นลำดับที่ 3 ของรัฐวิสาหกิจไทย มูลค่ากว่า 15,311.87 ล้านบาท (พ.ศ. 2557)สลากต่างๆสลากต่างๆ. - สลากกินแบ่งรัฐบาล - สลากเลขท้าย 3 ตัวและ 2 ตัว - สลากพิเศษโครงการหารายได้เพื่อการสาธารณประโยชน์
| หน่วยงานใดของรัฐบาลในประเทศไทยที่มีหน้าที่ออกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาล | {
"answer": [
"สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล"
],
"answer_begin_position": [
124
],
"answer_end_position": [
149
]
} |
2,597 | 41,916 | ม้าก้านกล้วย ม้าก้านกล้วย เป็นกวีนิพนธ์ แต่งโดยไพวรินทร์ ขาวงาม โดยอาศัยจินตนาการจากวัยเยาว์ เชื่อมโยงเข้ากับโลกปัจจุบันที่เติบวัยและเติบโตเชิงความคิด เป็นความผูกพันของนักเขียนที่ยังไม่ลืมถิ่นเก่าบ้านเกิด แม้จะมาใช้ชีวิตเพื่อหน้าที่การงานในกรุงเทพฯ แต่อารมณ์ “ถวิลหา” ต่อทุ่งนา และน้ำใสใจจริงของคนชนบทยังคงมีอยู่ไม่เสื่อมคลาย และเป็นจุดเริ่มให้กวีอาสาเป็น “สารถี” ขี่ม้าก้านกล้วยหนีโลกแห่งความแออัดแบบวิถีเมือง ทะยานสู่โลกแห่งความงามธรรมชาติแบบวิถีชนบท เพื่อนำมาสู่การตริตรองและแสวงหา “ถิ่นใด” ที่ควรค่าแก่การรอนแรมมาพักพิง และชื่นชมความงามในระดับจิตวิญญาณ ม้าก้านกล้วย ได้รับรางวัลซีไรต์เมื่อปี พ.ศ. 2538 และได้รับเลือกให้เป็นหนังสือนอกเวลาภาษาไทย ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ม้าก้านกล้วย ได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษในชื่อว่า "Banana Tree Horse" โดย หม่อมหลวงพีระพงศ์ เกษมศรี อดีตราชเลขาธิการ เธอเจ้าสาวใบตองในร่องสวน เคยขอนวลมาพอห่อข้าวขาว จะออกทุ่งออกทางทุกครั้งคราว ต้องห่อข้าวห่อของแล้วท่องไป ถึงยามหิวแกะห่อก็ข้ามหอม ถึงกลางแดดแผดดอมก็หอมได้ ละคำเคยอิ่มหอมถึงหัวใจ หอมแต่น้อยคุ้มใหญ่หอมไม่จาง เพราะ เป็นความจำเป็นแห่งการอยู่รอด อันบังคับผลักไสให้ลูกชาวนาทิ้งถิ่นไปสร้างตนในเมืองหลวง ซึ่งเป็นภาระหนักหนาและดูแทบที่จะไม่มีความหวังเลย อีกทั้งความหวังที่จะกลับไปสู่แผ่นดินอีสาน ไม่อาจที่จะหวังว่าจะกลับไปสู่แผ่นดินที่รักที่เหมือนเดิมได้อีก เพราะอีสานแสนงามนั้นได้เปลี่ยนแปรไปหมดแล้ว ไพวรินทร์พรรณนาถึง “ความล่มสลาย” ของสังคมชนบทในอีสาน ความล่มสลายของชาวนาและความล่มสลายของค่านิยมเดิม ชาวนาต้องทิ้งบ้านเกิด ทิ้งความสมถะเรียบง่าย ความเป็นอิสระของชนบท มาเป็น “แรงงาน” ในเมืองหลวง มุ่งแสวงหาเงินทองและความมั่งคั่ง เพื่อนำ “วัตถุ” และความมั่งคั่งกลับบ้านเกิด อันเป็นการสร้างค่านิยมแห่งการบูชาวัตถุให้เพิ่มพูนขึ้นในชนบทด้วย ความเปลี่ยนแปลงและความสูญสลายของคนอีสานในอดีตจึงยิ่งทำให้ความโหยหาอาลัย ของกวีมีความเจ็บปวดรันทดยิ่งขึ้น เพราะ ดูจะกาความหวังไม่ได้ที่จะให้ “อดีต” อันงดงามนั้นกลับคืนมาอีก ปัญหาสังคม สิ่งแวดล้อม และปัญหาอันบีบคั้นต่างๆของสังคมเมือง ภาพขอกรุงเทพที่กวีพรรณถึงเป็นภาพที่หมองหม่น เป็นเมืองในม่านหมอกของความเศร้าโดยเฉพาะในใจผู้แปลกถิ่น กวีจำใจต้องมาเผชิญกับชีวิตอันเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง ทั้งต้องเผชิญกับอุปสรรคปัญหา และความรันทดลึกซึ้งด้วยตระหนักว่า ไม่สามารถกลับไปหาอดีตได้ แต่ก็ไม่สามารถไปสู่ความสำเร็จอันมุ่งหวังได้เช่นกัน กวีพรรณนาถึงความเจ็บปวดที่ได้รับในฐานะลูกอีสานคนหนึ่ง ซึ่งแสดงให้เห็นว่ากวีกำลังพูดแทนกลุ่มชนที่ร่วมชะตากรรมเดียวกันอีกจำนวนมหาศาล มีทั้งกลุ่มกรรมกรในโรงงาน คนเฝ้ายามในเมือง หญิงบริการ หนุ่มนักร้อง อันมิอาจหลบลี้หนีไปได้ หากต้องเผชิญอยู่ทุกค่ำเช้าอย่างอดทน อย่างรันทด และอย่างเจ็บปวดสิ้นหวัง นครใต้แสงดาวจึงเป็น “มหานครผ่อนความทุกข์” ซึ่ง “คนตกทุกข์ทั่วเขตประเทศไทยต่างมุ่งหวังหลั่งไหลกันเข้ามา” แม้แต่รุกเทวดายังจำต้องทิ้งป่าดงพงไพรมาอยู่เมืองเพื่อหวังการอยู่รอดจากเครื่องเซ่นไหว้ หรือมิเช่นนั้น กวีจะแสร้งทำใจชื่นชม ประชดความทุกข์ ความเจ็บปวดของตนเอง ดังเช่นบท นรกของเรา เป็นต้น ซึ่งเป็นการใช้น้ำเสียงประชดตนเองว่าอยู่ในนรกนั้นสบายดี สร้างอารมณ์สะเทือนใจแก่ผู้อ่านพอๆกับการประกาศอย่างเจ็บปวดของกวีเองว่า ความฝันนั้นตายเสียแล้ว แม้กวีจะพยายามฝันเพียงไรก็ตาม และในความเจ็บปวดนี้เองกวี ต้องใคร่ครวญถามใจตนเองแทนมนุษย์ร่วมสมัยอีกจำนวนไม่น้อยว่า ชีวิตนี้มุ่งหน้าไปทางไหน และในท้ายที่สุดของความหม่นหมองสิ้นหวังกวีจบบทด้วยบทคร่ำครวญ ซึ่งเป็นการร่ำไห้กับอดีตเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่จะกล้าหาญพอจะวาดหวังอนาคตที่งมงาม ท่ามกลางหยาดตาและความอาลัยเสียดายอดีตที่จะไม่หวนกลับมาอีก แม้จะเป็นบันทึกการเดินทางอันแสนเจ็บปวดของลูกชายชาวนามาสู่กรุงเทพฯ แต่ก็เป็นบันทึกความรู้สึกร่วมของชนกลุ่มใหญ่ไม่น้อยในสังคมไทย “ม้าก้านกล้วย” เหล่านี้อาจถือเป็นตัวแทนของความเปราะบางอ่อนโยนของวัฒนธรรมไทยในอดีต ซึ่งกำลังถูกทำร้ายจากความเจริญทางวัตถุในวัฒนธรรมสังคมเมือง การคร่ำครวญอาลัย แรมร้างจากความฝันของกวี จึงแทนเสียงคร่ำครวญอันเงียบสงบของกลุ่มชนอีกมากมายที่ต้องยองรับความสูญเสียสิ่งอันมีค่าอันเป็นที่รักไปโดยไม่สามารถที่จะปกป้องไว้ได้ แต่มนุษย์ย่อมมีปัญญาอันเข็มแข็งพอที่จะผ่านเวลาอันเจ็บปวดเกล่านี้ และใช้ความฝันของตนสร้างอุดมคติใหม่ๆอันงดงามกว่าเดิมขึ้น เพื่อให้ความดีงามใหม่ๆ ของอุดมคติใหม่ๆได้ผลิบานไว้ประดับโลก เพื่อความสุขร่วมกันของมนุษยชาติ ดังกวีให้ภาพไว้ในตอนสุดท้ายว่า “ดอกไม้ใหม่จะสะพรั่งทั้งสวนมนุษย์”
| ใครเป็นผู้ประพันธ์กวีนิพนธ์ของไทยเรื่องม้าก้านกล้วย | {
"answer": [
"ไพวรินทร์ ขาวงาม"
],
"answer_begin_position": [
132
],
"answer_end_position": [
148
]
} |
2,598 | 41,916 | ม้าก้านกล้วย ม้าก้านกล้วย เป็นกวีนิพนธ์ แต่งโดยไพวรินทร์ ขาวงาม โดยอาศัยจินตนาการจากวัยเยาว์ เชื่อมโยงเข้ากับโลกปัจจุบันที่เติบวัยและเติบโตเชิงความคิด เป็นความผูกพันของนักเขียนที่ยังไม่ลืมถิ่นเก่าบ้านเกิด แม้จะมาใช้ชีวิตเพื่อหน้าที่การงานในกรุงเทพฯ แต่อารมณ์ “ถวิลหา” ต่อทุ่งนา และน้ำใสใจจริงของคนชนบทยังคงมีอยู่ไม่เสื่อมคลาย และเป็นจุดเริ่มให้กวีอาสาเป็น “สารถี” ขี่ม้าก้านกล้วยหนีโลกแห่งความแออัดแบบวิถีเมือง ทะยานสู่โลกแห่งความงามธรรมชาติแบบวิถีชนบท เพื่อนำมาสู่การตริตรองและแสวงหา “ถิ่นใด” ที่ควรค่าแก่การรอนแรมมาพักพิง และชื่นชมความงามในระดับจิตวิญญาณ ม้าก้านกล้วย ได้รับรางวัลซีไรต์เมื่อปี พ.ศ. 2538 และได้รับเลือกให้เป็นหนังสือนอกเวลาภาษาไทย ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ม้าก้านกล้วย ได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษในชื่อว่า "Banana Tree Horse" โดย หม่อมหลวงพีระพงศ์ เกษมศรี อดีตราชเลขาธิการ เธอเจ้าสาวใบตองในร่องสวน เคยขอนวลมาพอห่อข้าวขาว จะออกทุ่งออกทางทุกครั้งคราว ต้องห่อข้าวห่อของแล้วท่องไป ถึงยามหิวแกะห่อก็ข้ามหอม ถึงกลางแดดแผดดอมก็หอมได้ ละคำเคยอิ่มหอมถึงหัวใจ หอมแต่น้อยคุ้มใหญ่หอมไม่จาง เพราะ เป็นความจำเป็นแห่งการอยู่รอด อันบังคับผลักไสให้ลูกชาวนาทิ้งถิ่นไปสร้างตนในเมืองหลวง ซึ่งเป็นภาระหนักหนาและดูแทบที่จะไม่มีความหวังเลย อีกทั้งความหวังที่จะกลับไปสู่แผ่นดินอีสาน ไม่อาจที่จะหวังว่าจะกลับไปสู่แผ่นดินที่รักที่เหมือนเดิมได้อีก เพราะอีสานแสนงามนั้นได้เปลี่ยนแปรไปหมดแล้ว ไพวรินทร์พรรณนาถึง “ความล่มสลาย” ของสังคมชนบทในอีสาน ความล่มสลายของชาวนาและความล่มสลายของค่านิยมเดิม ชาวนาต้องทิ้งบ้านเกิด ทิ้งความสมถะเรียบง่าย ความเป็นอิสระของชนบท มาเป็น “แรงงาน” ในเมืองหลวง มุ่งแสวงหาเงินทองและความมั่งคั่ง เพื่อนำ “วัตถุ” และความมั่งคั่งกลับบ้านเกิด อันเป็นการสร้างค่านิยมแห่งการบูชาวัตถุให้เพิ่มพูนขึ้นในชนบทด้วย ความเปลี่ยนแปลงและความสูญสลายของคนอีสานในอดีตจึงยิ่งทำให้ความโหยหาอาลัย ของกวีมีความเจ็บปวดรันทดยิ่งขึ้น เพราะ ดูจะกาความหวังไม่ได้ที่จะให้ “อดีต” อันงดงามนั้นกลับคืนมาอีก ปัญหาสังคม สิ่งแวดล้อม และปัญหาอันบีบคั้นต่างๆของสังคมเมือง ภาพขอกรุงเทพที่กวีพรรณถึงเป็นภาพที่หมองหม่น เป็นเมืองในม่านหมอกของความเศร้าโดยเฉพาะในใจผู้แปลกถิ่น กวีจำใจต้องมาเผชิญกับชีวิตอันเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง ทั้งต้องเผชิญกับอุปสรรคปัญหา และความรันทดลึกซึ้งด้วยตระหนักว่า ไม่สามารถกลับไปหาอดีตได้ แต่ก็ไม่สามารถไปสู่ความสำเร็จอันมุ่งหวังได้เช่นกัน กวีพรรณนาถึงความเจ็บปวดที่ได้รับในฐานะลูกอีสานคนหนึ่ง ซึ่งแสดงให้เห็นว่ากวีกำลังพูดแทนกลุ่มชนที่ร่วมชะตากรรมเดียวกันอีกจำนวนมหาศาล มีทั้งกลุ่มกรรมกรในโรงงาน คนเฝ้ายามในเมือง หญิงบริการ หนุ่มนักร้อง อันมิอาจหลบลี้หนีไปได้ หากต้องเผชิญอยู่ทุกค่ำเช้าอย่างอดทน อย่างรันทด และอย่างเจ็บปวดสิ้นหวัง นครใต้แสงดาวจึงเป็น “มหานครผ่อนความทุกข์” ซึ่ง “คนตกทุกข์ทั่วเขตประเทศไทยต่างมุ่งหวังหลั่งไหลกันเข้ามา” แม้แต่รุกเทวดายังจำต้องทิ้งป่าดงพงไพรมาอยู่เมืองเพื่อหวังการอยู่รอดจากเครื่องเซ่นไหว้ หรือมิเช่นนั้น กวีจะแสร้งทำใจชื่นชม ประชดความทุกข์ ความเจ็บปวดของตนเอง ดังเช่นบท นรกของเรา เป็นต้น ซึ่งเป็นการใช้น้ำเสียงประชดตนเองว่าอยู่ในนรกนั้นสบายดี สร้างอารมณ์สะเทือนใจแก่ผู้อ่านพอๆกับการประกาศอย่างเจ็บปวดของกวีเองว่า ความฝันนั้นตายเสียแล้ว แม้กวีจะพยายามฝันเพียงไรก็ตาม และในความเจ็บปวดนี้เองกวี ต้องใคร่ครวญถามใจตนเองแทนมนุษย์ร่วมสมัยอีกจำนวนไม่น้อยว่า ชีวิตนี้มุ่งหน้าไปทางไหน และในท้ายที่สุดของความหม่นหมองสิ้นหวังกวีจบบทด้วยบทคร่ำครวญ ซึ่งเป็นการร่ำไห้กับอดีตเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่จะกล้าหาญพอจะวาดหวังอนาคตที่งมงาม ท่ามกลางหยาดตาและความอาลัยเสียดายอดีตที่จะไม่หวนกลับมาอีก แม้จะเป็นบันทึกการเดินทางอันแสนเจ็บปวดของลูกชายชาวนามาสู่กรุงเทพฯ แต่ก็เป็นบันทึกความรู้สึกร่วมของชนกลุ่มใหญ่ไม่น้อยในสังคมไทย “ม้าก้านกล้วย” เหล่านี้อาจถือเป็นตัวแทนของความเปราะบางอ่อนโยนของวัฒนธรรมไทยในอดีต ซึ่งกำลังถูกทำร้ายจากความเจริญทางวัตถุในวัฒนธรรมสังคมเมือง การคร่ำครวญอาลัย แรมร้างจากความฝันของกวี จึงแทนเสียงคร่ำครวญอันเงียบสงบของกลุ่มชนอีกมากมายที่ต้องยองรับความสูญเสียสิ่งอันมีค่าอันเป็นที่รักไปโดยไม่สามารถที่จะปกป้องไว้ได้ แต่มนุษย์ย่อมมีปัญญาอันเข็มแข็งพอที่จะผ่านเวลาอันเจ็บปวดเกล่านี้ และใช้ความฝันของตนสร้างอุดมคติใหม่ๆอันงดงามกว่าเดิมขึ้น เพื่อให้ความดีงามใหม่ๆ ของอุดมคติใหม่ๆได้ผลิบานไว้ประดับโลก เพื่อความสุขร่วมกันของมนุษยชาติ ดังกวีให้ภาพไว้ในตอนสุดท้ายว่า “ดอกไม้ใหม่จะสะพรั่งทั้งสวนมนุษย์”
| กวีนิพนธ์ของไทยเรื่องม้าก้านกล้วยได้รับรางวัลซีไรต์เมื่อปีพ.ศ.ใด | {
"answer": [
"2538"
],
"answer_begin_position": [
686
],
"answer_end_position": [
690
]
} |
2,599 | 8,521 | จาตุรนต์ ฉายแสง จาตุรนต์ ฉายแสง (เกิด 1 มกราคม พ.ศ. 2499) อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ อดีตรองนายกรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมและรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย เขาได้รับการคัดเลือกจากนิตยสารเอเชียวีคให้เป็น 1 ใน 20 ผู้นำชาติเอเชียที่มีบทบาทโดดเด่นในศตวรรษที่ 20ประวัติภูมิหลังและการศึกษา ประวัติ. ภูมิหลังและการศึกษา. เกิดเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2499 ที่อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นบุตรคนโตของอนันต์ ฉายแสง อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฉะเชิงเทรา และอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในรัฐบาลหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช กับเฉลียว ฉายแสง จาตุรนต์ศึกษาชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนเซนต์หลุยส์ จบมัธยมศึกษาจากโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย หลังจากนั้น เข้าเรียนต่อที่คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้รับการเลือกตั้งเป็นนายกสโมสรนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ขณะเรียนชั้นปีที่ 4 เกิดเหตุการณ์ 6 ตุลา มีการกวาดล้างผู้นำนักศึกษา ทำให้เขาไปใช้ชีวิตในป่าระยะหนึ่ง โดยใช้ชื่อจัดตั้งว่า "สหายสุภาพ" ภายหลังสถานการณ์คลี่คลายจึงกลับเข้าเมืองและตัดสินใจไปศึกษาต่อจนสำเร็จปริญญาตรี และปริญญาโท ด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแห่งรัฐนิวยอร์ก ที่บัฟฟาโล สหรัฐอเมริกาและได้รับทุน Teaching ของมหาวิทยาลัยอเมริกัน สหรัฐอเมริกา เรียนต่อระดับปริญญาเอก จนสอบประมวลความรู้ (Comprehensive) แต่ไม่ได้ทำวิทยานิพนธ์ เนื่องจากกลับประเทศไทยเพื่อลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในปี 2529 และได้รับการเลือกตั้งครอบครัว ครอบครัว. จาตุรนต์ ฉายแสงสมรสกับจิราภรณ์ ฉายแสง (สกุลเดิม "เปี่ยมกมล") อดีตเลขานุการหน้าห้องของพิศาล มูลศาสตร์สาทร ขณะดำรงตำแหน่งเป็นปลัดกระทรวงมหาดไทย โดยพิธีหมั้นระหว่างจาตุรนต์กับจิราภรณ์ มีขึ้นเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2546 ที่สยามสมาคม จาตุรนต์มีชื่อจีนว่า หลิว หง อวี่ เมื่อเริ่มศึกษาภาษาจีน และปี พ.ศ. 2551 เขาได้ออกซีดีเพลงจีนที่เขาร้องเองบทบาททางการเมือง บทบาททางการเมือง. จาตุรนต์ ก้าวเข้าสู่การเมืองครั้งแรกจากการชักชวนของผู้เป็นพ่อให้ลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในปี 2529 ในนาม พรรคประชาธิปัตย์และได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส. ฉะเชิงเทราสมัยแรก และสมัยที่ 2 ในปี 2531 และได้ย้ายมาร่วมงานกับพรรคประชาชน ซึ่งนำโดยนายเฉลิมพันธ์ ศรีวิกรม์ ต่อมาได้ย้ายมาสังกัดพรรคความหวังใหม่ และได้รับการเลือกตั้งต่อเนื่องกันมาโดยตลอด จนกระทั่งในการเลือกตั้งปี 2544 จาตุรนต์ได้เป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อสังกัดพรรคไทยรักไทย จนกระทั่งเกิดรัฐประหารในปี 2549 ภายหลังรัฐประหาร ทักษิณ ชินวัตร ลาออกจากการเป็นหัวหน้าพรรคไทยรักไทย จาตุรนต์ ได้เข้ามาเป็นหัวหน้าพรรครักษาการแทน หลังตุลาการรัฐธรรมนูญมีมติยุบพรรคไทยรักไทยด้วยมติเอกฉันท์ในวันที่ 30 พฤษภาคม 2550 แล้ว ซึ่งก่อนมีคำตัดสิน จาตุรนต์ รักษาการหัวหน้าพรรค มีท่าทีว่าจะขอน้อมรับมติของศาล แต่หลังจากนั้นแล้ว จาตุรนต์ได้เดินทางไปที่ทำการพรรคและปราศรัยว่า เป็นการตัดสินที่ไม่เป็นธรรม เป็นคำพิพากษาที่มาจากปากกระบอกปืน ทำให้มีการตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการปลุกระดมประชาชนให้ต่อต้าน คมช. ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2557 เขาได้สมัครรับเลือกตั้งในระบบบัญชีรายชื่อ สังกัดพรรคเพื่อไทย ลำดับที่ 39 หลังรัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2557 เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม เขาถูกทหารควบคุมตัวที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ อาคารมณียาเซ็นเตอร์ ถนนเพลินจิต โดยจาตุรนต์มิได้ขัดขืน ระหว่างการแถลงต่อผู้สื่อข่าว เขาเป็นบุคคลแรกที่ถูกไต่สวนในศาลทหารเนื่องจากไม่ไปรายงานตัวตามคำสั่ง คสช. เขาถูกตั้ง 3 ข้อหา คือ ขัดคำสั่ง คสช., ยุยงให้เกิดความกระด้างกระเดื่องและให้ทำผิดกฎหมาย (ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116) และความผิดต่อความมั่นคงหรือก่อการร้ายตามพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ รวมมีโทษระวาง 14 ปีเขาถูกจำคุกที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหนคร ก่อนได้รับการปล่อยตัว ในวันที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2557ตำแหน่งตำแหน่ง. - ตำแหน่งในพรรคการเมือง : - ปี พ.ศ. 2535 - 2538 ดำรงตำแหน่ง โฆษกพรรคความหวังใหม่ - ปี พ.ศ. 2540 - 2542 ดำรงตำแหน่งเป็น รองเลขาธิการพรรคความหวังใหม่ - ปี พ.ศ. 2542 - 2544 ได้รับเลือกเป็น เลขาธิการพรรคความหวังใหม่ - ปี พ.ศ. 2544 ดำรงตำแหน่ง รองหัวหน้าพรรค สังกัดพรรคไทยรักไทย- รัฐมนตรีว่าการและรัฐมนตรีช่วยว่าการ : - ปี พ.ศ. 2539 - 2540 ได้รับโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง โดยเป็นการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีครั้งแรก ของนายจาตุรนต์ ฉายแสงในรัฐบาลพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ - ปี พ.ศ. 2544 เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี - ปี พ.ศ. 2545- เดือนมีนาคม 2545 เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม - เดือนตุลาคม 2545 ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี - ปี พ.ศ. 2548- เดือนมีนาคม 2548 ได้รับโปรดเกล้าฯ เป็นรองนายกรัฐมนตรี - เดือนสิงหาคม 2548 เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จนถึงเหตุการณ์รัฐประหาร ในวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 และหลังจากนั้นได้ดำรงตำแหน่งรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย แทนทักษิณ ชินวัตร- อื่น ๆ : - ประธานกรรมการนโยบายและอำนวยการการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบสืบเนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ (กยต.) - กรรมการในคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ (กอส.) - รองประธานกรรมการบริหารองค์การยูเนสโก - สมาชิกสมัชชาประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเกียรติรางวัล เกียรติรางวัล. จากการทุ่มเททำงานและยึดมั่นในอุดมการณ์เพื่อส่วนรวม ทำให้เขาได้รับรางวัลยกย่องจากองค์กรต่างๆ มากมาย เช่น- รางวัล "นักการเมืองมาตรฐานแห่งปี 2542” จากสมัชชา สสร.แห่งประเทศไทย - นิตยสารเอเชียวีค (Asia Week) จัดให้เป็น 1 ใน 20 ผู้นำชาติในเอเชีย ที่มีบทบาทในศตวรรษที่ 20 เมื่อปี พ.ศ. 2542 - นิตยสารต่างประเทศยกย่องให้เป็น 1 ใน 4 ผู้นำรุ่นใหม่ของประเทศไทยในปีเดียวกัน - เป็นนักการเมืองคนที่ 4 ของประเทศไทยที่ได้รับเกียรติจากรัฐบาลออสเตรเลีย เชิญเป็นแขกของรัฐบาลในฐานะนักการเมืองรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพ และทำประโยชน์ในสังคม เมื่อปี 2543 - รางวัล “ลี กวน ยิว” จากประเทศสิงคโปร์ในปี พ.ศ. 2545 ซึ่งนับเป็นคนไทยคนที่ 2 ที่ได้รับรางวัลนี้ (คนแรกคือ พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร ในปี 2538) - The Asian Forum of Parliamentarians on Population and Development (AFPPD) มอบโล่เกียรติคุณในฐานะผู้ประสานการประชุมร่วมรัฐสภาอาเซียนกับองค์การสหประชาชาติ เมื่อปี 2546 - รางวัล "บุคคลผู้มีอิทธิพลต่อสังคมไทย" (Thailand key's maker) ปี พ.ศ. 2546 จากการโหวตของประชาชนผ่านคลื่น 101 News Channel ด้วยผลงานการจัดระเบียบโฆษณาเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมแอลกอฮอล์ เมื่อปี 2547เครื่องราชอิสริยาภรณ์เครื่องราชอิสริยาภรณ์. - พ.ศ. 2544 - - เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก ชั้นมหาปรมาภรณ์ช้างเผือก (ม.ป.ช.) - พ.ศ. 2543 - เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ชั้นมหาวชิรมงกุฏ (ม.ว.ม.) - พ.ศ. 2553 - เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นสิริยิ่งรามกีรติ ลูกเสือสดุดีชั้นพิเศษ
| จาตุรนต์ ฉายแสง เกิดเมื่อวันที่เท่าไร | {
"answer": [
"1"
],
"answer_begin_position": [
439
],
"answer_end_position": [
440
]
} |
2,600 | 8,521 | จาตุรนต์ ฉายแสง จาตุรนต์ ฉายแสง (เกิด 1 มกราคม พ.ศ. 2499) อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ อดีตรองนายกรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมและรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย เขาได้รับการคัดเลือกจากนิตยสารเอเชียวีคให้เป็น 1 ใน 20 ผู้นำชาติเอเชียที่มีบทบาทโดดเด่นในศตวรรษที่ 20ประวัติภูมิหลังและการศึกษา ประวัติ. ภูมิหลังและการศึกษา. เกิดเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2499 ที่อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นบุตรคนโตของอนันต์ ฉายแสง อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฉะเชิงเทรา และอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในรัฐบาลหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช กับเฉลียว ฉายแสง จาตุรนต์ศึกษาชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนเซนต์หลุยส์ จบมัธยมศึกษาจากโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย หลังจากนั้น เข้าเรียนต่อที่คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้รับการเลือกตั้งเป็นนายกสโมสรนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ขณะเรียนชั้นปีที่ 4 เกิดเหตุการณ์ 6 ตุลา มีการกวาดล้างผู้นำนักศึกษา ทำให้เขาไปใช้ชีวิตในป่าระยะหนึ่ง โดยใช้ชื่อจัดตั้งว่า "สหายสุภาพ" ภายหลังสถานการณ์คลี่คลายจึงกลับเข้าเมืองและตัดสินใจไปศึกษาต่อจนสำเร็จปริญญาตรี และปริญญาโท ด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแห่งรัฐนิวยอร์ก ที่บัฟฟาโล สหรัฐอเมริกาและได้รับทุน Teaching ของมหาวิทยาลัยอเมริกัน สหรัฐอเมริกา เรียนต่อระดับปริญญาเอก จนสอบประมวลความรู้ (Comprehensive) แต่ไม่ได้ทำวิทยานิพนธ์ เนื่องจากกลับประเทศไทยเพื่อลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในปี 2529 และได้รับการเลือกตั้งครอบครัว ครอบครัว. จาตุรนต์ ฉายแสงสมรสกับจิราภรณ์ ฉายแสง (สกุลเดิม "เปี่ยมกมล") อดีตเลขานุการหน้าห้องของพิศาล มูลศาสตร์สาทร ขณะดำรงตำแหน่งเป็นปลัดกระทรวงมหาดไทย โดยพิธีหมั้นระหว่างจาตุรนต์กับจิราภรณ์ มีขึ้นเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2546 ที่สยามสมาคม จาตุรนต์มีชื่อจีนว่า หลิว หง อวี่ เมื่อเริ่มศึกษาภาษาจีน และปี พ.ศ. 2551 เขาได้ออกซีดีเพลงจีนที่เขาร้องเองบทบาททางการเมือง บทบาททางการเมือง. จาตุรนต์ ก้าวเข้าสู่การเมืองครั้งแรกจากการชักชวนของผู้เป็นพ่อให้ลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในปี 2529 ในนาม พรรคประชาธิปัตย์และได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส. ฉะเชิงเทราสมัยแรก และสมัยที่ 2 ในปี 2531 และได้ย้ายมาร่วมงานกับพรรคประชาชน ซึ่งนำโดยนายเฉลิมพันธ์ ศรีวิกรม์ ต่อมาได้ย้ายมาสังกัดพรรคความหวังใหม่ และได้รับการเลือกตั้งต่อเนื่องกันมาโดยตลอด จนกระทั่งในการเลือกตั้งปี 2544 จาตุรนต์ได้เป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อสังกัดพรรคไทยรักไทย จนกระทั่งเกิดรัฐประหารในปี 2549 ภายหลังรัฐประหาร ทักษิณ ชินวัตร ลาออกจากการเป็นหัวหน้าพรรคไทยรักไทย จาตุรนต์ ได้เข้ามาเป็นหัวหน้าพรรครักษาการแทน หลังตุลาการรัฐธรรมนูญมีมติยุบพรรคไทยรักไทยด้วยมติเอกฉันท์ในวันที่ 30 พฤษภาคม 2550 แล้ว ซึ่งก่อนมีคำตัดสิน จาตุรนต์ รักษาการหัวหน้าพรรค มีท่าทีว่าจะขอน้อมรับมติของศาล แต่หลังจากนั้นแล้ว จาตุรนต์ได้เดินทางไปที่ทำการพรรคและปราศรัยว่า เป็นการตัดสินที่ไม่เป็นธรรม เป็นคำพิพากษาที่มาจากปากกระบอกปืน ทำให้มีการตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการปลุกระดมประชาชนให้ต่อต้าน คมช. ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2557 เขาได้สมัครรับเลือกตั้งในระบบบัญชีรายชื่อ สังกัดพรรคเพื่อไทย ลำดับที่ 39 หลังรัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2557 เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม เขาถูกทหารควบคุมตัวที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ อาคารมณียาเซ็นเตอร์ ถนนเพลินจิต โดยจาตุรนต์มิได้ขัดขืน ระหว่างการแถลงต่อผู้สื่อข่าว เขาเป็นบุคคลแรกที่ถูกไต่สวนในศาลทหารเนื่องจากไม่ไปรายงานตัวตามคำสั่ง คสช. เขาถูกตั้ง 3 ข้อหา คือ ขัดคำสั่ง คสช., ยุยงให้เกิดความกระด้างกระเดื่องและให้ทำผิดกฎหมาย (ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116) และความผิดต่อความมั่นคงหรือก่อการร้ายตามพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ รวมมีโทษระวาง 14 ปีเขาถูกจำคุกที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหนคร ก่อนได้รับการปล่อยตัว ในวันที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2557ตำแหน่งตำแหน่ง. - ตำแหน่งในพรรคการเมือง : - ปี พ.ศ. 2535 - 2538 ดำรงตำแหน่ง โฆษกพรรคความหวังใหม่ - ปี พ.ศ. 2540 - 2542 ดำรงตำแหน่งเป็น รองเลขาธิการพรรคความหวังใหม่ - ปี พ.ศ. 2542 - 2544 ได้รับเลือกเป็น เลขาธิการพรรคความหวังใหม่ - ปี พ.ศ. 2544 ดำรงตำแหน่ง รองหัวหน้าพรรค สังกัดพรรคไทยรักไทย- รัฐมนตรีว่าการและรัฐมนตรีช่วยว่าการ : - ปี พ.ศ. 2539 - 2540 ได้รับโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง โดยเป็นการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีครั้งแรก ของนายจาตุรนต์ ฉายแสงในรัฐบาลพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ - ปี พ.ศ. 2544 เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี - ปี พ.ศ. 2545- เดือนมีนาคม 2545 เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม - เดือนตุลาคม 2545 ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี - ปี พ.ศ. 2548- เดือนมีนาคม 2548 ได้รับโปรดเกล้าฯ เป็นรองนายกรัฐมนตรี - เดือนสิงหาคม 2548 เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จนถึงเหตุการณ์รัฐประหาร ในวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 และหลังจากนั้นได้ดำรงตำแหน่งรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย แทนทักษิณ ชินวัตร- อื่น ๆ : - ประธานกรรมการนโยบายและอำนวยการการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบสืบเนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ (กยต.) - กรรมการในคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ (กอส.) - รองประธานกรรมการบริหารองค์การยูเนสโก - สมาชิกสมัชชาประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเกียรติรางวัล เกียรติรางวัล. จากการทุ่มเททำงานและยึดมั่นในอุดมการณ์เพื่อส่วนรวม ทำให้เขาได้รับรางวัลยกย่องจากองค์กรต่างๆ มากมาย เช่น- รางวัล "นักการเมืองมาตรฐานแห่งปี 2542” จากสมัชชา สสร.แห่งประเทศไทย - นิตยสารเอเชียวีค (Asia Week) จัดให้เป็น 1 ใน 20 ผู้นำชาติในเอเชีย ที่มีบทบาทในศตวรรษที่ 20 เมื่อปี พ.ศ. 2542 - นิตยสารต่างประเทศยกย่องให้เป็น 1 ใน 4 ผู้นำรุ่นใหม่ของประเทศไทยในปีเดียวกัน - เป็นนักการเมืองคนที่ 4 ของประเทศไทยที่ได้รับเกียรติจากรัฐบาลออสเตรเลีย เชิญเป็นแขกของรัฐบาลในฐานะนักการเมืองรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพ และทำประโยชน์ในสังคม เมื่อปี 2543 - รางวัล “ลี กวน ยิว” จากประเทศสิงคโปร์ในปี พ.ศ. 2545 ซึ่งนับเป็นคนไทยคนที่ 2 ที่ได้รับรางวัลนี้ (คนแรกคือ พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร ในปี 2538) - The Asian Forum of Parliamentarians on Population and Development (AFPPD) มอบโล่เกียรติคุณในฐานะผู้ประสานการประชุมร่วมรัฐสภาอาเซียนกับองค์การสหประชาชาติ เมื่อปี 2546 - รางวัล "บุคคลผู้มีอิทธิพลต่อสังคมไทย" (Thailand key's maker) ปี พ.ศ. 2546 จากการโหวตของประชาชนผ่านคลื่น 101 News Channel ด้วยผลงานการจัดระเบียบโฆษณาเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมแอลกอฮอล์ เมื่อปี 2547เครื่องราชอิสริยาภรณ์เครื่องราชอิสริยาภรณ์. - พ.ศ. 2544 - - เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก ชั้นมหาปรมาภรณ์ช้างเผือก (ม.ป.ช.) - พ.ศ. 2543 - เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ชั้นมหาวชิรมงกุฏ (ม.ว.ม.) - พ.ศ. 2553 - เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นสิริยิ่งรามกีรติ ลูกเสือสดุดีชั้นพิเศษ
| บิดาของจาตุรนต์ ฉายแสง คือใคร | {
"answer": [
"อนันต์ ฉายแสง"
],
"answer_begin_position": [
500
],
"answer_end_position": [
513
]
} |
2,601 | 14,770 | เทือกเขาแอนดีส เทือกเขาแอนดีส เป็นเทือกเขาที่วางตัวขนานกับด้านตะวันตกของทวีปอเมริกาใต้ เป็นเทือกเขาที่ยาวที่สุดในโลก พาดผ่าน 7 ประเทศตั้งแต่ เวเนซุเอลา โคลัมเบีย เอกวาดอร์ เปรู โบลิเวีย อาร์เจนตินา และชิลี เทือกเขาเกิดจากแนวรอยปะทะกันของแผ่นเปลือกโลก 2 แผ่นปะทะกันเป็นเวลานานหลายล้านปี โดยแผ่นเปลือกโลกอเมริกาใต้กดทับแผ่นเปลือกโลกนาซกา โดยแนวเทือกเขาแอนดิสจะมีความสูงขึ้นเรื่อย ๆ ทุกปีและมียอดเขาที่สูงที่สุดคือ ยอดเขาอากอนกากัว เทือกเขาแอนดิสบริเวณประเทศโบลิเวียมีที่ราบสูงที่ชาวโบลีเวียเรียกว่า อัลติพลาโน (altiplano) หรือที่ราบสูงโบลิเวีย ซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองหลวงของประเทศโบลิเวียชื่อลาปาซซึ่งได้ชื่อว่าเป็นเมืองหลวงที่อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลมากที่สุดในโลก และบริเวณที่ราบสูงโบลิเวียนี้ก็เป็นที่ตั้งของทะเลสาบติติกากาซึ่งตั้งอยู่พรมแดนระหว่างประเทศเปรูกับประเทศโบลิเวีย และได้ชื่อว่าเป็นทะเลสาบน้ำจืดที่อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลมากที่สุดในโลกด้วย แนวเขาในเขตประเทศเปรูเป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำอเมซอนที่ความยาวเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากแม่น้ำไนล์ บริเวณตอนใต้ของเทือกเขาแอนดิสเป็นที่ราบเชิงเขาอยู่เขตรอยต่อระหว่างประเทศอาร์เจนตินากับประเทศชิลี และเรียกบริเวณนั้นว่าที่ราบสูงปาตาโกเนีย บริเวณเทือกเขาแอนดีนั้นเคยเป็นที่ตั้งของอาณาจักรอินคา และเป็นแหล่งกำเนิดของตัวลามะ
| เทือกเขาที่ยาวที่สุดในโลกคือเทือกเขาใด | {
"answer": [
"แอนดีส"
],
"answer_begin_position": [
110
],
"answer_end_position": [
116
]
} |
2,602 | 14,770 | เทือกเขาแอนดีส เทือกเขาแอนดีส เป็นเทือกเขาที่วางตัวขนานกับด้านตะวันตกของทวีปอเมริกาใต้ เป็นเทือกเขาที่ยาวที่สุดในโลก พาดผ่าน 7 ประเทศตั้งแต่ เวเนซุเอลา โคลัมเบีย เอกวาดอร์ เปรู โบลิเวีย อาร์เจนตินา และชิลี เทือกเขาเกิดจากแนวรอยปะทะกันของแผ่นเปลือกโลก 2 แผ่นปะทะกันเป็นเวลานานหลายล้านปี โดยแผ่นเปลือกโลกอเมริกาใต้กดทับแผ่นเปลือกโลกนาซกา โดยแนวเทือกเขาแอนดิสจะมีความสูงขึ้นเรื่อย ๆ ทุกปีและมียอดเขาที่สูงที่สุดคือ ยอดเขาอากอนกากัว เทือกเขาแอนดิสบริเวณประเทศโบลิเวียมีที่ราบสูงที่ชาวโบลีเวียเรียกว่า อัลติพลาโน (altiplano) หรือที่ราบสูงโบลิเวีย ซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองหลวงของประเทศโบลิเวียชื่อลาปาซซึ่งได้ชื่อว่าเป็นเมืองหลวงที่อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลมากที่สุดในโลก และบริเวณที่ราบสูงโบลิเวียนี้ก็เป็นที่ตั้งของทะเลสาบติติกากาซึ่งตั้งอยู่พรมแดนระหว่างประเทศเปรูกับประเทศโบลิเวีย และได้ชื่อว่าเป็นทะเลสาบน้ำจืดที่อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลมากที่สุดในโลกด้วย แนวเขาในเขตประเทศเปรูเป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำอเมซอนที่ความยาวเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากแม่น้ำไนล์ บริเวณตอนใต้ของเทือกเขาแอนดิสเป็นที่ราบเชิงเขาอยู่เขตรอยต่อระหว่างประเทศอาร์เจนตินากับประเทศชิลี และเรียกบริเวณนั้นว่าที่ราบสูงปาตาโกเนีย บริเวณเทือกเขาแอนดีนั้นเคยเป็นที่ตั้งของอาณาจักรอินคา และเป็นแหล่งกำเนิดของตัวลามะ
| เทือกเขาแอนดีสในทวีปอเมริกาใต้วางตัวพาดผ่านกี่ประเทศ | {
"answer": [
"7"
],
"answer_begin_position": [
212
],
"answer_end_position": [
213
]
} |
2,604 | 24,308 | เนวิน ชิดชอบ เนวิน ชิดชอบ () ปัจจุบันเป็นประธานบริหารสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด อดีตเคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและรัฐมนตรีหลายสมัย และเคยเป็นหนึ่งในบุคคลใกล้ชิดคนสำคัญของอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร และเป็นบุคคลสำคัญ ที่ทำให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในปี พ.ศ. 2551ประวัติ ประวัติ. นายเนวิน ชิดชอบ เกิดวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2501 เป็นบุตรของ ชัย ชิดชอบ อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร และอดีต ส.ส. บุรีรัมย์ และนางละออง ชิดชอบ เป็นลูกคนกลางในบรรดาพี่น้องชาย 5 หญิง 1 กำนันชัย ชิดชอบ บิดาของนายเนวิน ตั้งตัวมาจากธุรกิจ โรงโม่หิน มีกิจการที่สำคัญคือ โรงโม่หินศิลาชัย ชื่อ "เนวิน" ถูกตั้งขึ้นตามชื่อของ เน วิน ผู้นำรัฐบาลเผด็จการทหาร ที่ปกครองประเทศพม่า ในขณะนั้น ซึ่งกำนันชัยประทับใจมาก นายเนวินมีบุตรกับภรรยาเดิม 2 คน ก่อนจะมาสมรสกับ นางกรุณา ชิดชอบ นามสกุลเดิม "สุภา" บุตรีของ นายคะแนน สุภา เจ้าของ บริษัท เชียงใหม่ คอนสตรัคชั่น จำกัดการศึกษา การศึกษา. นายเนวินจบชั้น ป.7 จากโรงเรียนบุรีรัมย์พิทยาคม และไปศึกษาระดับมัธยมศึกษาจนจบ ม.ศ. 5 จากโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยรุ่นเดียวกับนายวัฒนา เมืองสุข และสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล เคยศึกษานิติศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง แต่ต้องออกกลางคันเพื่อไปดูแลกิจการทางบ้าน ต่อมาได้ศึกษาต่อจนสำเร็จการศึกษาระดับอนุปริญญา สาขาวิชาพัฒนาชุมชนภาคพิเศษ สถาบันราชภัฎบุรีรัมย์ เมื่อ ปี พ.ศ. 2530 และต่อมาสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี ส่งเสริมการเกษตรและสหกรณ์บัณฑิต จากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช นอกจากนี้ยังได้รับมอบปริญญากิตติมศักดิ์ด้านบริหารรัฐกิจ จาก มหาวิทยาลัยแปซิฟิกเวสเทิร์น รัฐฮาวาย ประเทศสหรัฐอเมริกาการเมือง การเมือง. นายเนวินมีชื่อเล่นจริง ๆ ว่า "เป็ด" แต่ได้รับฉายาจากสื่อมวลชนว่า "ยี้ห้อย ร้อยยี่สิบ" จากการทุจริตซื้อเสียงในการเลือกตั้ง ปี พ.ศ. 2538 ที่ จ.บุรีรัมย์ เมื่อตำรวจจับธนบัตรใบละ 20 และ 100 เย็บติดกันเป็นปึกใหญ่มัดรวมกับใบแนะนำตัวของนายเนวิน นอกจากนี้นายเนวินยังมีอีกฉายาหนึ่งว่า "ชื่อพม่า หน้าลาว เว้าเขมร" ด้วย เนื่องจากชื่อเหมือนนายพลเน วิน อดีตผู้นำทหารพม่า แต่เมื่อเวลาหาเสียงจะพูดปราศรัยเป็นภาษาเขมรจนเป็นเอกลักษณ์ หน้าลาวเพราะเป็นคนอีสาน ในการเลือกตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2548 ถูกนายถาวร เสนเนียมกล่าวหาว่าเป็นผู้พยายามเกลี้ยกล่อมให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา พัทลุง และสตูลให้ความช่วยเหลือพรรคไทยรักไทยในการเลือกตั้ง แต่ปรากฏว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ลงความเห็นว่าหลักฐานที่นายถาวรใช้ยื่นฟ้องคือ เทปบันทึกเสียงของนายเนวินไม่ชัดเจนพอ หลังจากนั้นได้รับอีกฉายาหนึ่งว่า "หมอผีเขมร" เนื่องจากเชื่อว่าเป็นผู้แนะนำให้ ทักษิณ ชินวัตร ใช้ไสยศาสตร์ในการปกป้องคุ้มครองตัว ในวิกฤตการขับไล่ ทักษิณ ชินวัตร ให้ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และเชื่อว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังของการนำม็อบคาราวานคนจนมาปิดล้อมตึกของเครือเนชั่น ที่เขตบางนา เมื่อวันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2549 และเป็นผู้อยู่เบื้องหลังของการจัดทำสื่อทางเลือก เช่น TTV MV1 และเว็บไซต์ รีพอตเตอร์ ออกมาตอบโต้กลุ่มผู้ขับไล่ ทักษิณ ชินวัตร ด้วย และเป็นหนึ่งในผู้ที่ถูกควบคุมตัวหลังรัฐประหาร 19 กันยายน พ.ศ. 2549 พร้อมกับนายยงยุทธ ติยะไพรัชด้วย อีกทั้งก็เป็นบุคคลต้องสงสัยว่าอยู่เบื้องหลังของการพยายามคว่ำร่างรัฐธรรมนูญ ปี พ.ศ. 2550 ที่จะมีการรับร่างในวันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2550 ในจังหวัดบุรีรัมย์ด้วย ในวันที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2550 ที่ จ.บุรีรัมย์ นายเนวินได้ขึ้นเวทีปราศรัยหาเสียงของพรรคพลังประชาชน ตอนหนึ่งนายเนวินได้บอกว่าระหว่างที่ถูกควบคุมตัวได้ถูกกระทำอย่างไม่ถูกต้องและถูกจับแก้ผ้าหมดทั้งตัว และถูกทิ้งไว้ข้างถนน แต่ทางคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ได้ปฏิเสธว่าไม่เป็นความจริงและปฏิบัติต่อนายเนวินอย่างใด นายเนวินถูกตัดสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี จากคดียุบพรรคการเมือง พ.ศ. 2549 แต่ยังคงเป็นผู้นำกลุ่มเพื่อนเนวินที่มี ส.ส.ในกลุ่มอยู่ราว 30 คน มีบทบาทอย่างสูงในการจัดตั้งรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และเป็นแกนนำคนสำคัญของพรรคภูมิใจไทย ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อให้ ส.ส. เดิมของพรรคมัชฌิมาธิปไตย และกลุ่มเพื่อนเนวิน พรรคพลังประชาชน ซึ่งถูกตัดสินยุบพรรค เข้าสังกัด และร่วมรัฐบาลกับพรรคประชาธิปัตย์ ในเหตุการณ์ก่อความไม่สงบของกลุ่ม นปช. เมษายน พ.ศ. 2552 หลังจากนายเนวินถูก ทักษิณ และกลุ่มคนเสื้อแดงและ ส.ส.พรรคเพื่อไทย โจมตีว่าเนรคุณหลายต่อหลายครั้งด้วยกัน นายเนวินได้เปิดแถลงข่าวในตอนบ่ายของวันที่ 7 เมษายน ในเชิงท้าชนกับ ทักษิณ พร้อมกับตั้งคำถามว่า คำว่า รัฐไทยใหม่ของ ทักษิณและกลุ่มคนเสื้อแดงกล่าวถึงนั้นหมายถึงอะไร และข้อเรียกร้องให้องคมนตรีลาออกนั้นเป็นการก้าวล่วงพระราชอัธยาศัย ซึ่งตนถือว่าสำคัญกว่าพระราชอำนาจ และถ้าจะล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ต้องข้ามศพตนไปก่อน ต่อมาในปลายปี พ.ศ. 2552 นายเนวินได้รับเลือกให้เป็นผู้อำนวยการจัดงานเฉลิมพระเกียรติในวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจากรัฐบาล โดยกำหนดตั้งแต่วันที่ 5 ธันวาคม จนถึงวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2552 ตลอดแนวถนนราชดำเนินตั้งแต่สนามหลวงจนถึงลานพระบรมรูปทรงม้า และจัดงานได้อย่างน่าประทับใจ ในวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2555 ซึ่งตรงกับวันครบรอบวันเกิด 54 ปี นายเนวินได้ประกาศยุติบทบาททางการเมืองทั้งหมด เพื่อที่จะลดความขัดแย้งทางการเมืองที่ผ่านมาในรอบหลายปี โดยจะทุ่มเทให้กับการกีฬาอย่างเต็มที่การกีฬา การกีฬา. ในช่วงฤดูกาล 2552 นายเนวินต้องการซื้อหุ้นทีมฟุตบอลในไทยพรีเมียร์ลีก ให้ย้ายไปเล่นที่จังหวัดบุรีรัมย์ ในเบื้องต้นได้เจรจากับสโมสรฟุตบอลตำรวจ แต่ได้รับการปฏิเสธ นายเนวินได้มีการเจรจาในเบื้องต้นกับสโมสรฟุตบอลทีโอที และสโมสรฟุตบอลทหารบก แต่ตกลงกันไม่ได้ ในที่สุดจึงได้มีการซื้อขายหุ้นของสโมสรฟุตบอลการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ทางสโมสรได้ตกลงที่จะย้ายสนามแข่งจากจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ไปอยู่ที่จังหวัดบุรีรัมย์ หลังจากนั้นทางสโมสรได้เปลี่ยนแปลงชื่อทีมเป็น บุรีรัมย์-พีอีเอ พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงทีมผู้บริหารทั้งหมด และทีมผู้ฝึกสอนบางส่วน เมื่อวันที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2555 นายเนวินแถลงข่าวว่าได้ซื้อหุ้นอีก 30% ของสโมสรการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค มาบริหารจัดการเองทั้งหมด รวมทั้งสิทธิทั้งหมดในนามการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จากนั้นเปลี่ยนชื่อทีมเป็นสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด นอกจากนี้นายเนวินยังเป็นประธานที่ปรึกษาโครงการสนามแข่งรถช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ซึ่งตั้งอยู่ด้านทิศตะวันตกของนิวไอโมบายสเตเดียม ตำบลอิสาณ อำเภอเมืองบุรีรัมย์เครื่องราชอิสริยาภรณ์เครื่องราชอิสริยาภรณ์. - พ.ศ. 2540 - เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ชั้นมหาวชิรมงกุฏ (ม.ว.ม.) - พ.ศ. 2541 - เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก ชั้นมหาปรมาภรณ์ช้างเผือก (ม.ป.ช.) - พ.ศ. 2548 - ปฐมดิเรกคุณาภรณ์ (ป.ภ.)
| นายเนวิน ชิดชอบ เกิดวันที่เท่าไร | {
"answer": [
"4"
],
"answer_begin_position": [
424
],
"answer_end_position": [
425
]
} |
2,605 | 24,308 | เนวิน ชิดชอบ เนวิน ชิดชอบ () ปัจจุบันเป็นประธานบริหารสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด อดีตเคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและรัฐมนตรีหลายสมัย และเคยเป็นหนึ่งในบุคคลใกล้ชิดคนสำคัญของอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร และเป็นบุคคลสำคัญ ที่ทำให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในปี พ.ศ. 2551ประวัติ ประวัติ. นายเนวิน ชิดชอบ เกิดวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2501 เป็นบุตรของ ชัย ชิดชอบ อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร และอดีต ส.ส. บุรีรัมย์ และนางละออง ชิดชอบ เป็นลูกคนกลางในบรรดาพี่น้องชาย 5 หญิง 1 กำนันชัย ชิดชอบ บิดาของนายเนวิน ตั้งตัวมาจากธุรกิจ โรงโม่หิน มีกิจการที่สำคัญคือ โรงโม่หินศิลาชัย ชื่อ "เนวิน" ถูกตั้งขึ้นตามชื่อของ เน วิน ผู้นำรัฐบาลเผด็จการทหาร ที่ปกครองประเทศพม่า ในขณะนั้น ซึ่งกำนันชัยประทับใจมาก นายเนวินมีบุตรกับภรรยาเดิม 2 คน ก่อนจะมาสมรสกับ นางกรุณา ชิดชอบ นามสกุลเดิม "สุภา" บุตรีของ นายคะแนน สุภา เจ้าของ บริษัท เชียงใหม่ คอนสตรัคชั่น จำกัดการศึกษา การศึกษา. นายเนวินจบชั้น ป.7 จากโรงเรียนบุรีรัมย์พิทยาคม และไปศึกษาระดับมัธยมศึกษาจนจบ ม.ศ. 5 จากโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยรุ่นเดียวกับนายวัฒนา เมืองสุข และสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล เคยศึกษานิติศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง แต่ต้องออกกลางคันเพื่อไปดูแลกิจการทางบ้าน ต่อมาได้ศึกษาต่อจนสำเร็จการศึกษาระดับอนุปริญญา สาขาวิชาพัฒนาชุมชนภาคพิเศษ สถาบันราชภัฎบุรีรัมย์ เมื่อ ปี พ.ศ. 2530 และต่อมาสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี ส่งเสริมการเกษตรและสหกรณ์บัณฑิต จากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช นอกจากนี้ยังได้รับมอบปริญญากิตติมศักดิ์ด้านบริหารรัฐกิจ จาก มหาวิทยาลัยแปซิฟิกเวสเทิร์น รัฐฮาวาย ประเทศสหรัฐอเมริกาการเมือง การเมือง. นายเนวินมีชื่อเล่นจริง ๆ ว่า "เป็ด" แต่ได้รับฉายาจากสื่อมวลชนว่า "ยี้ห้อย ร้อยยี่สิบ" จากการทุจริตซื้อเสียงในการเลือกตั้ง ปี พ.ศ. 2538 ที่ จ.บุรีรัมย์ เมื่อตำรวจจับธนบัตรใบละ 20 และ 100 เย็บติดกันเป็นปึกใหญ่มัดรวมกับใบแนะนำตัวของนายเนวิน นอกจากนี้นายเนวินยังมีอีกฉายาหนึ่งว่า "ชื่อพม่า หน้าลาว เว้าเขมร" ด้วย เนื่องจากชื่อเหมือนนายพลเน วิน อดีตผู้นำทหารพม่า แต่เมื่อเวลาหาเสียงจะพูดปราศรัยเป็นภาษาเขมรจนเป็นเอกลักษณ์ หน้าลาวเพราะเป็นคนอีสาน ในการเลือกตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2548 ถูกนายถาวร เสนเนียมกล่าวหาว่าเป็นผู้พยายามเกลี้ยกล่อมให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา พัทลุง และสตูลให้ความช่วยเหลือพรรคไทยรักไทยในการเลือกตั้ง แต่ปรากฏว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ลงความเห็นว่าหลักฐานที่นายถาวรใช้ยื่นฟ้องคือ เทปบันทึกเสียงของนายเนวินไม่ชัดเจนพอ หลังจากนั้นได้รับอีกฉายาหนึ่งว่า "หมอผีเขมร" เนื่องจากเชื่อว่าเป็นผู้แนะนำให้ ทักษิณ ชินวัตร ใช้ไสยศาสตร์ในการปกป้องคุ้มครองตัว ในวิกฤตการขับไล่ ทักษิณ ชินวัตร ให้ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และเชื่อว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังของการนำม็อบคาราวานคนจนมาปิดล้อมตึกของเครือเนชั่น ที่เขตบางนา เมื่อวันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2549 และเป็นผู้อยู่เบื้องหลังของการจัดทำสื่อทางเลือก เช่น TTV MV1 และเว็บไซต์ รีพอตเตอร์ ออกมาตอบโต้กลุ่มผู้ขับไล่ ทักษิณ ชินวัตร ด้วย และเป็นหนึ่งในผู้ที่ถูกควบคุมตัวหลังรัฐประหาร 19 กันยายน พ.ศ. 2549 พร้อมกับนายยงยุทธ ติยะไพรัชด้วย อีกทั้งก็เป็นบุคคลต้องสงสัยว่าอยู่เบื้องหลังของการพยายามคว่ำร่างรัฐธรรมนูญ ปี พ.ศ. 2550 ที่จะมีการรับร่างในวันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2550 ในจังหวัดบุรีรัมย์ด้วย ในวันที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2550 ที่ จ.บุรีรัมย์ นายเนวินได้ขึ้นเวทีปราศรัยหาเสียงของพรรคพลังประชาชน ตอนหนึ่งนายเนวินได้บอกว่าระหว่างที่ถูกควบคุมตัวได้ถูกกระทำอย่างไม่ถูกต้องและถูกจับแก้ผ้าหมดทั้งตัว และถูกทิ้งไว้ข้างถนน แต่ทางคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ได้ปฏิเสธว่าไม่เป็นความจริงและปฏิบัติต่อนายเนวินอย่างใด นายเนวินถูกตัดสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี จากคดียุบพรรคการเมือง พ.ศ. 2549 แต่ยังคงเป็นผู้นำกลุ่มเพื่อนเนวินที่มี ส.ส.ในกลุ่มอยู่ราว 30 คน มีบทบาทอย่างสูงในการจัดตั้งรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และเป็นแกนนำคนสำคัญของพรรคภูมิใจไทย ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อให้ ส.ส. เดิมของพรรคมัชฌิมาธิปไตย และกลุ่มเพื่อนเนวิน พรรคพลังประชาชน ซึ่งถูกตัดสินยุบพรรค เข้าสังกัด และร่วมรัฐบาลกับพรรคประชาธิปัตย์ ในเหตุการณ์ก่อความไม่สงบของกลุ่ม นปช. เมษายน พ.ศ. 2552 หลังจากนายเนวินถูก ทักษิณ และกลุ่มคนเสื้อแดงและ ส.ส.พรรคเพื่อไทย โจมตีว่าเนรคุณหลายต่อหลายครั้งด้วยกัน นายเนวินได้เปิดแถลงข่าวในตอนบ่ายของวันที่ 7 เมษายน ในเชิงท้าชนกับ ทักษิณ พร้อมกับตั้งคำถามว่า คำว่า รัฐไทยใหม่ของ ทักษิณและกลุ่มคนเสื้อแดงกล่าวถึงนั้นหมายถึงอะไร และข้อเรียกร้องให้องคมนตรีลาออกนั้นเป็นการก้าวล่วงพระราชอัธยาศัย ซึ่งตนถือว่าสำคัญกว่าพระราชอำนาจ และถ้าจะล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ต้องข้ามศพตนไปก่อน ต่อมาในปลายปี พ.ศ. 2552 นายเนวินได้รับเลือกให้เป็นผู้อำนวยการจัดงานเฉลิมพระเกียรติในวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจากรัฐบาล โดยกำหนดตั้งแต่วันที่ 5 ธันวาคม จนถึงวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2552 ตลอดแนวถนนราชดำเนินตั้งแต่สนามหลวงจนถึงลานพระบรมรูปทรงม้า และจัดงานได้อย่างน่าประทับใจ ในวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2555 ซึ่งตรงกับวันครบรอบวันเกิด 54 ปี นายเนวินได้ประกาศยุติบทบาททางการเมืองทั้งหมด เพื่อที่จะลดความขัดแย้งทางการเมืองที่ผ่านมาในรอบหลายปี โดยจะทุ่มเทให้กับการกีฬาอย่างเต็มที่การกีฬา การกีฬา. ในช่วงฤดูกาล 2552 นายเนวินต้องการซื้อหุ้นทีมฟุตบอลในไทยพรีเมียร์ลีก ให้ย้ายไปเล่นที่จังหวัดบุรีรัมย์ ในเบื้องต้นได้เจรจากับสโมสรฟุตบอลตำรวจ แต่ได้รับการปฏิเสธ นายเนวินได้มีการเจรจาในเบื้องต้นกับสโมสรฟุตบอลทีโอที และสโมสรฟุตบอลทหารบก แต่ตกลงกันไม่ได้ ในที่สุดจึงได้มีการซื้อขายหุ้นของสโมสรฟุตบอลการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ทางสโมสรได้ตกลงที่จะย้ายสนามแข่งจากจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ไปอยู่ที่จังหวัดบุรีรัมย์ หลังจากนั้นทางสโมสรได้เปลี่ยนแปลงชื่อทีมเป็น บุรีรัมย์-พีอีเอ พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงทีมผู้บริหารทั้งหมด และทีมผู้ฝึกสอนบางส่วน เมื่อวันที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2555 นายเนวินแถลงข่าวว่าได้ซื้อหุ้นอีก 30% ของสโมสรการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค มาบริหารจัดการเองทั้งหมด รวมทั้งสิทธิทั้งหมดในนามการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จากนั้นเปลี่ยนชื่อทีมเป็นสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด นอกจากนี้นายเนวินยังเป็นประธานที่ปรึกษาโครงการสนามแข่งรถช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ซึ่งตั้งอยู่ด้านทิศตะวันตกของนิวไอโมบายสเตเดียม ตำบลอิสาณ อำเภอเมืองบุรีรัมย์เครื่องราชอิสริยาภรณ์เครื่องราชอิสริยาภรณ์. - พ.ศ. 2540 - เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ชั้นมหาวชิรมงกุฏ (ม.ว.ม.) - พ.ศ. 2541 - เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก ชั้นมหาปรมาภรณ์ช้างเผือก (ม.ป.ช.) - พ.ศ. 2548 - ปฐมดิเรกคุณาภรณ์ (ป.ภ.)
| บิดาของนายเนวิน ชิดชอบ คือใคร | {
"answer": [
"ชัย ชิดชอบ"
],
"answer_begin_position": [
455
],
"answer_end_position": [
465
]
} |
2,606 | 63,256 | เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ (ชื่อเล่น: แดง) อดีตที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ประธาน ส.ส.ภาคเหนือ พรรคเพื่อไทย ผู้ก่อตั้งบริษัท เอ็มลิงก์ เอเชีย คอรัปชั่น จำกัด อดีตรองหัวหน้าพรรคไทยรักไทย และหัวหน้ากลุ่มวังบัวบาน พรรคไทยรักไทย เป็นภริยาของสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีไทย คนที่ 26 เป็นน้องสาวคนรองของ ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีคนที่ 23 และเป็นพี่สาวของยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีคนที่ 28ประวัติ ประวัติ. เยาวภาเกิดเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2498 ที่จังหวัดเชียงใหม่ เป็นธิดาคนที่ 4 จากบุตร-ธิดาจำนวน 10 คน ของเลิศ (บิดา) และยินดี (มารดา) ธิดาในเจ้าหญิงจันทร์ทิพย์ ระมิงค์วงศ์ ณ เชียงใหม่ จบการศึกษาชั้นประถม จากโรงเรียนดาราวิทยาลัย, ชั้นมัธยมศึกษาจาก โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยเชียงใหม่, จบหลักสูตรพยาบาล โรงเรียนพยาบาลผดุงครรภ์และอนามัยแมคคอร์มิคเชียงใหม่ สำเร็จปริญญาศึกษาศาสตรบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และนิติศาสตรบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, สำเร็จรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต (ภาคพิเศษ) จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ เยาวภาสมรสกับสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ขณะที่ดำรงตำแหน่ง ผู้พิพากษาประจำศาลจังหวัดเชียงใหม่ มีบุตร 1 คนคือ ยศธนัน (เชน) และธิดา 2 คนคือ ชินณิชา (เชียร์) กับชยาภา (เชอรี่) โดยชินณิชาเป็นอดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย เจ้าของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์หลายแห่ง รวมถึงบริษัท แอสคอน คอนสตรักชั่น จำกัด ผู้รับเหมาก่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมิ ต่อมาในปี พ.ศ. 2544 เยาวภาเปิดบริษัท สตรอง พอยต์ เอ็นเตอร์เทนเมนต์ จำกัด (Strong Point Entertainment) ดำเนินธุรกิจผลิตและจัดจำหน่ายดนตรี (ค่ายเพลง) เพื่อออกอัลบั้มแรกให้ชยาภา บุตรสาวคนสุดท้อง ใช้ชื่อว่า เชอรี่ ซีเครท ซี (Cherry - SECRET C)งานการเมือง งานการเมือง. เยาวภาเป็นนักการเมือง ระดับผู้นำของพรรคไทยรักไทย โดยเป็นหัวหน้ากลุ่มวังบัวบาน และได้รับเลือกตั้ง เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรก ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2544 โดยเอาชนะบรรจง ตะริโย จากพรรคประชาธิปัตย์ ถึงกว่า 20,000 คะแนน จากนั้นในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2548 เยาวภาลงสมัครในระบบบัญชีรายชื่อ โดยพายัพ ชินวัตร ลงสมัครแทนในเขตเลือกตั้งเดิม ในวันที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2548 ได้รับการแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีเพิกถอนสิทธิทางการเมือง เพิกถอนสิทธิทางการเมือง. เยาวภาเป็นกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย (บ้านเลขที่ 111) ในขณะที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย ในคดียุบพรรคการเมือง พ.ศ. 2549 เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 จึงถูกเพิกถอนสิทธิทางการเมือง เป็นเวลา 5 ปี แม้ต้องยุติบทบาททางการเมือง แต่เยาวภายังมีบทบาทในฐานะ แกนนำกลุ่มวังบัวบาน ซึ่งต่อมาสมชาย ผู้เป็นสามี ได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี และชินณิชา ผู้เป็นบุตรสาว ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส. จึงทำให้ครอบครัวของเธอ มีความโดดเด่นมากยิ่งขึ้นการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เชียงใหม่ พ.ศ. 2556 การเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เชียงใหม่ พ.ศ. 2556. เยาวภา ลงสมัครในการเลือกตั้งซ่อมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขต 3 เชียงใหม่ พ.ศ. 2556 แทนตำแหน่งที่ว่างลง เนื่องจากเกษม นิมมลรัตน์ ขอลาออก โดยให้เหตุผลว่า ต้องการทำงานการเมืองท้องถิ่น ในจังหวัดเชียงใหม่มากกว่า แต่มีการกล่าวหาว่า เพื่อเปิดทางให้เยาวภา ลงสมัครรับเลือกตั้ง เพื่อเตรียมไว้เป็นนายกรัฐมนตรีสำรอง แต่เยาวภาและเกษม ปฏิเสธข่าวดังกล่าว การเลือกตั้งมีขึ้น ในวันที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2556 โดยเยาวภาจับสลากได้หมายเลข 2 และได้ 67,101 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 64.92 จึงได้รับการเลือกตั้งเครื่องราชอิสริยาภรณ์เครื่องราชอิสริยาภรณ์. - เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก ชั้นมหาประมาภรณ์ช้างเผือก (ม.ป.ช.) - เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ชั้นมหาวชิรมงกุฏ (ม.ว.ม.)
| เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ เกิดเมื่อวันที่เท่าไร | {
"answer": [
"15"
],
"answer_begin_position": [
581
],
"answer_end_position": [
583
]
} |
2,608 | 63,256 | เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ (ชื่อเล่น: แดง) อดีตที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ประธาน ส.ส.ภาคเหนือ พรรคเพื่อไทย ผู้ก่อตั้งบริษัท เอ็มลิงก์ เอเชีย คอรัปชั่น จำกัด อดีตรองหัวหน้าพรรคไทยรักไทย และหัวหน้ากลุ่มวังบัวบาน พรรคไทยรักไทย เป็นภริยาของสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีไทย คนที่ 26 เป็นน้องสาวคนรองของ ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีคนที่ 23 และเป็นพี่สาวของยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีคนที่ 28ประวัติ ประวัติ. เยาวภาเกิดเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2498 ที่จังหวัดเชียงใหม่ เป็นธิดาคนที่ 4 จากบุตร-ธิดาจำนวน 10 คน ของเลิศ (บิดา) และยินดี (มารดา) ธิดาในเจ้าหญิงจันทร์ทิพย์ ระมิงค์วงศ์ ณ เชียงใหม่ จบการศึกษาชั้นประถม จากโรงเรียนดาราวิทยาลัย, ชั้นมัธยมศึกษาจาก โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยเชียงใหม่, จบหลักสูตรพยาบาล โรงเรียนพยาบาลผดุงครรภ์และอนามัยแมคคอร์มิคเชียงใหม่ สำเร็จปริญญาศึกษาศาสตรบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และนิติศาสตรบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, สำเร็จรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต (ภาคพิเศษ) จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ เยาวภาสมรสกับสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ขณะที่ดำรงตำแหน่ง ผู้พิพากษาประจำศาลจังหวัดเชียงใหม่ มีบุตร 1 คนคือ ยศธนัน (เชน) และธิดา 2 คนคือ ชินณิชา (เชียร์) กับชยาภา (เชอรี่) โดยชินณิชาเป็นอดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย เจ้าของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์หลายแห่ง รวมถึงบริษัท แอสคอน คอนสตรักชั่น จำกัด ผู้รับเหมาก่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมิ ต่อมาในปี พ.ศ. 2544 เยาวภาเปิดบริษัท สตรอง พอยต์ เอ็นเตอร์เทนเมนต์ จำกัด (Strong Point Entertainment) ดำเนินธุรกิจผลิตและจัดจำหน่ายดนตรี (ค่ายเพลง) เพื่อออกอัลบั้มแรกให้ชยาภา บุตรสาวคนสุดท้อง ใช้ชื่อว่า เชอรี่ ซีเครท ซี (Cherry - SECRET C)งานการเมือง งานการเมือง. เยาวภาเป็นนักการเมือง ระดับผู้นำของพรรคไทยรักไทย โดยเป็นหัวหน้ากลุ่มวังบัวบาน และได้รับเลือกตั้ง เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรก ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2544 โดยเอาชนะบรรจง ตะริโย จากพรรคประชาธิปัตย์ ถึงกว่า 20,000 คะแนน จากนั้นในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2548 เยาวภาลงสมัครในระบบบัญชีรายชื่อ โดยพายัพ ชินวัตร ลงสมัครแทนในเขตเลือกตั้งเดิม ในวันที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2548 ได้รับการแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีเพิกถอนสิทธิทางการเมือง เพิกถอนสิทธิทางการเมือง. เยาวภาเป็นกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย (บ้านเลขที่ 111) ในขณะที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย ในคดียุบพรรคการเมือง พ.ศ. 2549 เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 จึงถูกเพิกถอนสิทธิทางการเมือง เป็นเวลา 5 ปี แม้ต้องยุติบทบาททางการเมือง แต่เยาวภายังมีบทบาทในฐานะ แกนนำกลุ่มวังบัวบาน ซึ่งต่อมาสมชาย ผู้เป็นสามี ได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี และชินณิชา ผู้เป็นบุตรสาว ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส. จึงทำให้ครอบครัวของเธอ มีความโดดเด่นมากยิ่งขึ้นการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เชียงใหม่ พ.ศ. 2556 การเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เชียงใหม่ พ.ศ. 2556. เยาวภา ลงสมัครในการเลือกตั้งซ่อมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขต 3 เชียงใหม่ พ.ศ. 2556 แทนตำแหน่งที่ว่างลง เนื่องจากเกษม นิมมลรัตน์ ขอลาออก โดยให้เหตุผลว่า ต้องการทำงานการเมืองท้องถิ่น ในจังหวัดเชียงใหม่มากกว่า แต่มีการกล่าวหาว่า เพื่อเปิดทางให้เยาวภา ลงสมัครรับเลือกตั้ง เพื่อเตรียมไว้เป็นนายกรัฐมนตรีสำรอง แต่เยาวภาและเกษม ปฏิเสธข่าวดังกล่าว การเลือกตั้งมีขึ้น ในวันที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2556 โดยเยาวภาจับสลากได้หมายเลข 2 และได้ 67,101 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 64.92 จึงได้รับการเลือกตั้งเครื่องราชอิสริยาภรณ์เครื่องราชอิสริยาภรณ์. - เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก ชั้นมหาประมาภรณ์ช้างเผือก (ม.ป.ช.) - เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ชั้นมหาวชิรมงกุฏ (ม.ว.ม.)
| สามีของเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ คือใคร | {
"answer": [
"สมชาย วงศ์สวัสดิ์"
],
"answer_begin_position": [
388
],
"answer_end_position": [
405
]
} |
2,607 | 28,624 | อักษรฮันกึล ฮันกึล () เป็นชื่อเรียกตัวอักษรของเกาหลีที่ได้ประดิษฐ์ขึ้นใช้แทนตัวอักษรฮันจา ฮันจานั้นหมายถึงตัวอักษรจีนที่ใช้ในภาษาเกาหลีก่อนที่จะมีการประดิษฐ์อักษรขึ้นใช้แทนโดยพระเจ้าเซจงมหาราช (세종대왕)ประวัติกำเนิดการเขียนในเกาหลี ประวัติ. กำเนิดการเขียนในเกาหลี. การเขียนภาษาจีนแพร่หลายเข้าสู่เกาหลีตั้งแต่เมื่อ 2,000 ปีมาแล้ว มีการใช้อย่างกว้างขวางเมื่อจีน เข้าปกครองเกาหลีในช่วง พ.ศ. 435–856 เมื่อประมาณ พ.ศ. 1000 เริ่มเขียนภาษาเกาหลีด้วยอักษรจีนโบราณ เริ่มพบเมื่อราว พ.ศ. 947 โดยมีระบบการเขียน 3 ระบบ คือ Hyangchal Gukyeol และ Idu ระบบเหล่านี้ใกล้เคียงกับระบบที่ใช้เขียนภาษาญี่ปุ่น และอาจจะเป็นแม่แบบให้ภาษาญี่ปุ่นด้วย ระบบ Idu ใช้การผสมกันระหว่างอักษรจีนกับสัญลักษณ์พิเศษเพื่อแสดงการลงท้ายคำกริยาในภาษาเกาหลี และใช้ในเอกสารทางราชการและบันทึกส่วนตัวเป็นเวลาหลายศตวรรษ ระบบ Hyangchal ใช้อักษรจีนแสดงเสียงของภาษาเกาหลี ใช้ในการเขียนบทกวีเป็นหลัก ภาษาเกาหลียืมคำจากภาษาจีนเป็นจำนวนมาก ทำให้ภาษาเกาหลีสามารถอ่านหรือสื่อความหมายได้ด้วยอักษรจีน มีการประดิษฐ์สัญลักษณ์ขึ้นใหม่ราว 150 ตัว ส่วนใหญ่มีที่ใช้น้อยหรือเป็นชื่อเฉพาะการประดิษฐ์อักษรใหม่ การประดิษฐ์อักษรใหม่. อักษรฮันกึล ได้ประดิษฐ์โดยพระเจ้าเซจง (พ.ศ. 1940 - 1993 ครองราชย์ พ.ศ. 1961 - 1993) กษัตริย์องค์ที่ 4 แห่งราชวงศ์โชซ็อนของเกาหลี แต่นักวิชาการบางคนตั้งข้อสังเกตว่าการประดิษฐ์อักษรเป็นงานที่ซับซ้อน อาจเป็นฝีมือของกลุ่มบัณฑิตสมัยนั้นมากกว่า แต่หลักฐานทางประวัติศาสตร์ได้แสดงว่าบัณฑิตในสมัยนั้นต่างคัดค้านการใช้ตัวอักษรใหม่แทนตัวอักษรฮันจา ดังนั้น จึงได้มีการบันทึกว่าอักษรฮันกึลเป็นผลงานของพระเจ้าเซจงแต่เพียงพระองค์เดียว นอกจากนี้ ยังมีหลักฐานบางอย่างที่แสดงว่าพระญาติของพระเจ้าเซจองได้มีส่วนร่วมอย่างลับ ๆ ในการประดิษฐ์อักษร เพราะประเด็นนี้ในสมัยนั้นเป็นข้อขัดแย้งระหว่างบัณฑิตอย่างมาก อักษรฮันกึลได้ประดิษฐ์เสร็จสมบูรณ์ในปี พ.ศ. 1986 (ค.ศ. 1443) หรือ มกราคม ค.ศ. 1444 และถูกตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 1989 (ค.ศ. 1446) ในเอกสารที่ชื่อว่า "ฮุนมิน จองอึม" (ฮันกึล: 훈민정음, ฮันจา: 訓民正音; Hunmin Jeong-eum) หรือแปลว่า เสียงอักษรที่ถูกต้องเพื่อการศึกษาสำหรับประชาชน ซึ่งในวันที่ 9 ตุลาคม ของทุกปี ทางการเกาหลีใต้ได้ประกาศให้เป็น วันฮันกึล ซึ่งเป็นวันหยุดราชการ ส่วนในเกาหลีเหนือเป็นวันที่ 15 มกราคม พระเจ้าเซจงมหาราชทรงให้เหตุผลของการประดิษฐ์ตัวอักษรใหม่ว่า อักษรจีนมีไม่เพียงพอที่จะเขียนคำเกาหลี และอักษรจีนนั้นเขียนยากเรียนยาก ทำให้ชาวบ้านรู้หนังสือน้อย ในสมัยนั้น เฉพาะชายในชนชั้นขุนนาง (ยังบัน) เท่านั้นที่มีสิทธิเรียนและเขียนตัวอักษรฮันจาได้ การประดิษฐ์และใช้ตัวอักษรใหม่แทนตัวอักษรเดิมนี้ถูกต่อต้านอย่างมากจากเหล่าบัณฑิต ซึ่งเห็นว่าตัวอักษรฮันจาเท่านั้นที่เป็นตัวอักษรที่ถูกต้องชอบธรรมที่สุด กษัตริย์เซจงและนักปราชญ์ของพระองค์นำแนวคิดการประดิษฐ์อักษรใหม่มาจากอักษรมองโกเลียและอักษรพัก-ปา ทิศทางในการเขียนในแนวตั้งจากขวาไปซ้ายได้อิทธิพลจากอักษรจีน หลังการประดิษฐ์อักษรเกาหลีชาวเกาหลีส่วนใหญ่ยังเขียนด้วยอักษรจีน หรืออักษรระบบ Gukyeol หรือ Idu อักษรเกาหลีใช้เฉพาะชนชั้นระดับล่าง เช่นเด็ก ผู้หญิง และผู้ไร้การศึกษา ในช่วง พ.ศ. 2400 – 2500 การผสมผสานระหว่างการเขียนที่ใช้อักษรจีน (ฮันจา) และอักษรฮันกึลเริ่มเป็นที่นิยม ตั้งแต่ พ.ศ. 2492 ฮันจาถูกยกเลิกในเกาหลีเหนือ เว้นแต่การใช้ในตำราเรียนและหนังสือพิเศษบางเล่ม เมื่อราว พ.ศ. 2510 – 2512 จึงมีการฟื้นฟูการใช้ฮันจาอีกครั้งในเกาหลีเหนือ ในเกาหลีใต้มีการใช้ฮันจาตลอดมา วรรณคดีเกาหลีสมัยใหม่ส่วนใหญ่ และการเขียนที่ไม่เป็นทางการใช้ฮันกึลทั้งหมด แต่งานเขียนทางวิชาการและเอกสารราชการใช้ฮันกึลควบคู่กับฮันจาจาโม จาโม. โดยผิวเผินแล้ว อาจมองอักษรฮันกึลว่าอยู่ในระบบอักษรรูปภาพ แต่จริง ๆ แล้ว อักษรฮันกึลอยู่ในระบบอักษรแทนเสียง (Alphabet) อักษรฮันกึลมีตัวอักษรที่เรียกว่า จาโม (자모, 字母 อักษรแม่) ทั้งหมด 24 ตัว ประกอบด้วย พยัญชนะ 14 ตัว คือ ㄱ ㄴ ㄷ ㄹ ㅁ ㅂ ㅅ ㅇ ㅈ ㅊ ㅋ ㅌ ㅍ และ ㅎ และสระ 10 ตัว คือ ㅏ ㅑ ㅓ ㅕ ㅗ ㅛ ㅜ ㅠ ㅡ และ ㅣ พยัญชนะและสระดังกล่าวเรียกว่า พยัญชนะเดี่ยว และสระเดี่ยว ตามลำดับ นอกจากนี้ยังมีส่วนที่เรียกว่าพยัญชนะซ้ำ และสระประสมด้วย พยัญชนะซ้ำมี 5 ตัว คือ ㄲ ㄸ ㅃ ㅆ และ ㅉ สระประสมมี 11 ตัว คือ ㅐ ㅒ ㅔ ㅖ ㅚ ㅟ ㅘ ㅙ ㅝ ㅞ และ ㅢ อักษรนี้ได้แนวคิดจากรูปร่างของอวัยวะที่ใช้ออกเสียง พยัญชนะอื่นใช้การเพิ่มเส้นพิเศษลงบนพยัญชนะพื้นฐาน รูปร่างของสระได้แนวคิดจาก คน (เส้นตั้ง) โลก (เส้นนอน) และสวรรค์ (จุด) อักษรฮันกึลสมัยใหม่ จุดจะแสดงด้วยขีดสั้น มีช่องว่างระหว่างคำโดยคำนั้นอาจมีมากกว่า 1 พยางค์ เส้นของพยัญชนะบางตัวเปลี่ยนไปขึ้นกับว่าอยู่ต้น กลาง หรือท้ายพยางค์การประสมอักษร การประสมอักษร. อักษรฮันกึล มีส่วนที่คล้ายภาษาไทย คือ พยางค์ในอักษรฮันกึลหนึ่งพยางค์จะเกิดจากการรวมกันของ พยัญชนะต้น และสระ หรือ พยัญชนะต้น, สระ และพยัญชนะสะกด แต่ภาษาเกาหลีไม่มีระดับวรรณยุกต์ การสร้างพยางค์หนึ่งพยางค์สามารถทำโดยการเขียนตำแหน่งพยัญชนะ, สระ และพยัญชนะสะกดแบบใดแบบหนึ่งใน 6 แบบดังนี้ กำหนดให้ สีแดง คือ พยัญชนะต้น, สีน้ำเงิน คือ สระ และ สีเขียว คือ พยัญชนะสะกด
| ผู้ใดประดิษฐ์อักษรฮันกึล ซึ่งเป็นตัวอักษรของภาษาเกาหลี | {
"answer": [
"พระเจ้าเซจง"
],
"answer_begin_position": [
1173
],
"answer_end_position": [
1184
]
} |
2,609 | 2,090 | อักษรไทย อักษรไทย เป็นอักษรที่ใช้เขียนภาษาไทย และภาษากลุ่มน้อยอื่น ๆ ในประเทศไทย มีพยัญชนะ 44 รูป สระ 21 รูป วรรณยุกต์ 4 รูป และเครื่องหมายอื่น ๆ อีกจำนวนหนึ่ง พยัญชนะไทยจะเรียงตัวไปตามแนวนอน จากซ้ายไปขวา ส่วนสระจะอยู่หน้า บน ล่าง และหลังพยัญชนะประกอบคำแล้วแต่ชนิดของสระ อักษรไทยไม่มีการแยกอักษรตัวใหญ่หรืออักษรตัวเล็กอย่างอักษรโรมัน และไม่มีการเว้นวรรคระหว่างคำ เมื่อจบหนึ่งประโยคจะลงท้ายด้วยการเว้นวรรค กับมีเครื่องหมายวรรคตอนจำนวนหนึ่ง ภาษาไทยมีตัวเลขเป็นของตัวเอง แต่นิยมใช้เลขอารบิกเป็นส่วนใหญ่ในชีวิตประจำวันประวัติและวิวัฒนาการ ประวัติและวิวัฒนาการ. ราว พ.ศ. 400 ไทยได้อพยพจากถิ่นเดิมมาตั้งภูมิลำเนาอยู่ใกล้อาณาเขตมอญ ซึ่งกำลังเป็นชาติที่เจริญรุ่งเรืองในสมัยนั้น เริ่มแรกคงเริ่มเลียนแบบตัวอักษรมาจากมอญ ต่อมาราว พ.ศ. 1500 เมื่อขอมขยายอำนาจเข้ามาในดินแดนของคนไทยซึ่งตั้งอยู่บริเวณริมแม่น้ำยม และได้ปกครองเมืองเชรียงและเมืองสุโขทัย ไทยก็เริ่มดัดแปลงอักษรที่มีอยู่เดิมให้คล้ายกับอักษรขอมหวัด อักษรมอญและอักษรขอมที่ไทยนำมาดัดแปลงใช้นั้นล้วนเป็นอักษรที่รับและแปลงรูปมาจากอักษรพราหมี ของพวกพราหมณ์ซึ่งแพร่หลายในอินเดียตอนเหนือ และอักษรสันสกฤตในสมัยราชวงศ์ปัลลวะ ซึ่งแพร่หลายบริเวณอินเดียตอนใต้ อักษรอินเดียทั้งคู่นี้ต่างก็รับแบบมาจากอักษรฟินิเชียนอีกชั้นหนึ่ง อักษรเฟนีเซียนับได้ว่าเป็นอักษรที่เก่าแก่ที่สุด และเป็นแม่แบบตัวอักษรของชาติต่างๆ ทั้งในเอเชียและยุโรป ราว พ.ศ. 1826 พ่อขุนรามคำแหงทรงประดิษฐ์อักษรไทยที่เรียกกันว่า "ลายสือไทย" ขึ้น ซึ่งได้เค้ารูปมาจากอักษรมอญและอักษรเขมรที่มีอยู่เดิม ทำให้อักษรไทยมีลักษณะคล้ายคลึงกับอักษรทั้งสอง แม้บางตัวจะไม่คล้ายกัน แต่ก็สามารถรู้ได้ว่าดัดแปลงมาจากอักษรตัวไหน อักษรไทยมีการปรับปรุงอยู่เรื่อยๆ ในสมัยพญาฦๅไทราว พ.ศ. 1900 มีการแก้ไขตัวอักษรให้ผิดเพี้ยนไปบ้างเล็กน้อย โดยเฉพาะการเพิ่มเชิงที่ตัว ญ ซึ่งใช้ติดต่อเรื่อยมาจนทุกวันนี้ คาดว่าน่าจะเอาอย่างมาจากเขมร ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ราว พ.ศ. 2223 ตัวอักษรเริ่มมีทรวดทรงดีขึ้นแต่ก็ไม่ทิ้งเค้าเดิม มีบางตัวเท่านั้นที่แก้ไขผิดไปจากเดิม คือตัว ฎ และ ธ ซึ่งเหมือนกับที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน นักวิชาการจำนวนหนึ่งเชื่อว่าในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ตัวอักษรและการใช้งานมีความคล้ายคลึงกับในปัจจุบันมากที่สุดอักษรไทยพยัญชนะ อักษรไทย. พยัญชนะ. พยัญชนะไทยมี 44 รูป แต่ละตัวมีชื่อเรียกโดยเฉพาะ สามารถแบ่งตามฐานที่ใช้ในการออกเสียงเป็นวรรค เสียงอ่านที่กำกับไว้คือเสียงเมื่อเป็นพยัญชนะต้น1. ฃ และ ฅ เป็นอักษรที่ในปัจจุบันเลิกใช้แล้ว 2. อ ถือว่าเป็นเสียงว่างให้รูปสระมาเกาะได้ พยัญชนะไทยยังแบ่งออกเป็น 3 หมู่ เรียกว่า ไตรยางศ์ ประกอบด้วย- อักษรสูง 11 ตัว ได้แก่ ข ฃ ฉ ฐ ถ ผ ฝ ศ ษ ส ห - อักษรกลาง 9 ตัว ได้แก่ ก จ ฎ ฏ ด ต บ ป อ - อักษรต่ำ 24 ตัว ได้แก่ ค ฅ ฆ ง ช ซ ฌ ญ ฑ ฒ ณ ท ธ น พ ฟ ภ ม ย ร ล ว ฬ ฮสระ สระ. สระในภาษาไทยมี 21 รูป ซึ่งรูปสระเหล่านี้จะนำไปประกอบเป็นรูปสระที่ใช้จริงอีกต่อหนึ่ง (ดูที่ ภาษาไทย)- ะ วิสรรชนีย์ นมนางทั้งคู่ - ั ไม้หันอากาศ หางกังหัน ไม้ผัด - ็ ไม้ไต่คู้ ไม้ตายคู้ - า ลากข้าง - ิ พินทุ์อิ พินทุอิ - ่ ฝนทอง - ํ นิคหิต นฤคหิต หยาดน้ำค้าง- " ฟันหนู, มูสิกทันต์ - ุ ตีนเหยียด ลากตีน - ู ตีนคู้ - เ ไม้หน้า - ใ ไม้ม้วน - ไ ไม้มลาย - โ ไม้โอ- อ ตัวออ - ย ตัวยอ - ว ตัววอ - ฤ ตัวรึ - ฤๅ ตัวรือ - ฦ ตัวลึ - ฦๅ ตัวลือวรรณยุกต์ วรรณยุกต์. วรรณยุกต์ในภาษาไทยมี 4 รูป 5 เสียง เสียงวรรณยุกต์ไทยตามหลักภาษาศาสตร์ แบ่งได้ดังนี้- เสียงสามัญ (ระดับเสียงกึ่งสูง-กลาง) - เสียงเอก (ระดับเสียงกึ่งต่ำ-ต่ำ) - เสียงโท (ระดับเสียงสูง-ต่ำ) - เสียงตรี (ระดับเสียงกึ่งสูง-สูง) - เสียงจัตวา (ระดับเสียงกึ่งต่ำ-ต่ำ-กึ่งสูง)รูปวรรณยุกต์ รูปวรรณยุกต์. เครื่องหมายวรรณยุกต์ในภาษาไทย มี 4 รูป ดังนี้ ไม้เอก (-่) ไม้โท (-้) ไม้ตรี (-๊) และ ไม้จัตวา (-๋) อย่างไรก็ตาม ในจารึกสมัยโบราณ เช่น ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง มีเครื่องหมายวรรณยุกต์เพียง 2 รูป คือ ไม้เอก (-่) และไม้โท (-๋) เช่น น๋อง (น้อง), ห๋า (ห้า)การผันเสียงวรรณยุกต์ การผันเสียงวรรณยุกต์. โดยทั่วไปเสียงพยางค์หนึ่งในภาษาไทย สามารถผันได้ ๕ เสียงวรรณยุกต์ แต่ในภาษาเขียน จะมีกฎเกณฑ์การผันที่ตายตัว ดังนี้ คำตายของอักษรกลางและอักษรสูง ไม่ว่าสระจะเป็นเสียงสั้นหรือเสียงยาวก็ผันวรรณยุกต์ตามรูปแบบเดียวกัน เว้นแต่คำตายของอักษรต่ำ เมื่อเป็นสระเสียงสั้นหรือเสียงยาวจะผันคนละแบบ อักษรต่ำและอักษรสูงไม่สามารถผันให้ครบ ๕ เสียงได้ จึงมักจะใช้อักษรเสียงเดียวกันจากอีกหมู่หนึ่งมาใช้เป็นอักษรนำ โดยมีอักษรสูงนำ (ยกเว้นอักษร อ ซึ่งเป็นอักษรกลาง สามารถนำ อักษร ย ได้) เช่น นา หน่า น่า น้า หนา, มี หมี่ มี่ มี้ หมีตัวเลข ตัวเลข. ตัวเลขที่เป็นอักษรไทย เรียกว่าเลขไทย มีลักษณะดังนี้ วิธีการบอกจำนวนใช้ระบบประจำหลักเหมือนกับตระกูลเลขฮินดู-อารบิกอื่น ๆเครื่องหมายวรรคตอนเครื่องหมายวรรคตอน. - . มหัพภาค หรือ จุด - , จุลภาค หรือ ลูกน้ำ - ; อัฒภาค - : ทวิภาค หรือ ต่อ - :- วิภัชภาค - - ยัติภังค์ - — ยัติภาค - () นขลิขิต หรือ วงเล็บ - [ ] วงเล็บเหลี่ยม - { } วงเล็บปีกกา - ? ปรัศนี- ! อัศเจรีย์ - “” อัญประกาศ - ... จุดไข่ปลา - _ _ _ เส้นประ - " บุพสัญญา - / ทับ - ๆ ไม้ยมก - ฯ ไปยาลน้อย หรือ เปยยาลน้อย - ฯลฯ ไปยาลใหญ่ หรือ เปยยาลใหญ่ - ๏ ฟองมัน หรือ ตาไก่ - ๏" ฟองมันฟันหนู หรือ ฟันหนูฟองมัน- ฯ อังคั่นเดี่ยว คั่นเดี่ยว หรือ คั่น - ๚ อังคั่นคู่ หรือ คั่นคู่ - ๚ะ อังคั่นวิสรรชนีย์ - ๛ โคมูตร - ๎ ยามักการ - ์ ทัณฑฆาต (ตัวการันต์ คือพยัญชนะที่ถูกทัณฑฆาตกำกับ เช่น ก์ เรียกว่า กอการันต์) - ฺ พินทุ - ┼ ตีนครุ หรือ ตีนกา - มหัตถสัญญา (ย่อหน้า) - สัญประกาศ (ขีดเส้นใต้)รหัสยูนิโคดสำหรับอักษรไทย รหัสยูนิโคดสำหรับอักษรไทย. ช่วงรหัสยูนิโคด (Unicode) ของอักษรไทย คือ U+0E00 ถึง U+0E7F
| เครื่องหมายวรรณยุกต์ในภาษาไทยมีกี่รูป | {
"answer": [
"4"
],
"answer_begin_position": [
3386
],
"answer_end_position": [
3387
]
} |
2,610 | 2,088 | ภาษาไทย ภาษาไทย เป็นภาษาราชการของประเทศไทย ภาษาไทยเป็นภาษาในกลุ่มภาษาไท ซึ่งเป็นกลุ่มย่อยของตระกูลภาษาไท-กะได สันนิษฐานว่า ภาษาในตระกูลนี้มีถิ่นกำเนิดจากทางตอนใต้ของประเทศจีน และนักภาษาศาสตร์บางส่วนเสนอว่า ภาษาไทยน่าจะมีความเชื่อมโยงกับตระกูลภาษาออสโตร-เอเชียติก ตระกูลภาษาออสโตรนีเซียน และตระกูลภาษาจีน-ทิเบต ภาษาไทยเป็นภาษาที่มีระดับเสียงของคำแน่นอนหรือวรรณยุกต์เช่นเดียวกับภาษาจีน และออกเสียงแยกคำต่อคำชื่อภาษาและที่มา ชื่อภาษาและที่มา. คำว่า ไทย หมายความว่า อิสรภาพ เสรีภาพ หรืออีกความหมายหนึ่งคือ ใหญ่ ยิ่งใหญ่ เพราะการจะเป็นอิสระได้จะต้องมีกำลังที่มากกว่า แข็งแกร่งกว่า เพื่อป้องกันการรุกรานจากข้าศึก คำนี้เป็นคำไทยแท้ที่เกิดจากการสร้างคำที่เรียก "การลากคำเข้าวัด" ซึ่งเป็นการลากความวิธีหนึ่ง ตามหลักคติชนวิทยา คนไทยเป็นชนชาติที่นับถือกันว่า ภาษาบาลี ซึ่งเป็นภาษาที่บันทึกพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นภาษาอันศักดิ์สิทธิ์และเป็นมงคล เมื่อคนไทยต้องการตั้งชื่อประเทศว่า ไท ซึ่งเป็นคำไทยแท้ จึงเติมตัว ย เข้าไปข้างท้าย เพื่อให้มีลักษณะคล้ายคำในภาษาบาลี - สันสกฤตเพื่อความเป็นมงคลตามความเชื่อของตน ภาษาไทยจึงหมายถึงภาษาของชนชาติไทยผู้เป็นไทนั่นเองประวัติศาสตร์ ประวัติศาสตร์. พ่อขุนรามคำแหงได้ทรงประดิษฐ์อักษรไทยขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 1826 มี พยัญชนะ 44 ตัว (21 เสียง), สระ 21 รูป (32 เสียง), วรรณยุกต์ 5 เสียง คือ เสียง สามัญ เอก โท ตรี จัตวา ภาษาไทยดัดแปลงมาจากบาลี-สันสกฤต และ เขมรสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม สมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม. ในสมัยที่จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี มีการปฏิรูปภาษาไทยโดยสภาวัฒนธรรมแห่งชาติเมื่อ พ.ศ. 2485 มีการเปลี่ยนแปลงการสะกดคำมากมาย การเปลี่ยนแปลงหลัก ๆ ที่สังเกตได้มีดังนี้- ตัดพยัญชนะ ฃ ฅ ฆ ฎ ฏ ฐ ฑ ฒ ณ ศ ษ ฬ แล้วใช้ ข ค ค ด ต ถ ท ธ น ส ส ล ตามลำดับแทน - พยัญชนะ ญ ถูกตัดเชิงออกกลายเป็น - พยัญชนะสะกดของคำที่ไม่ได้มีรากมาจากคำบาลี-สันสกฤต เปลี่ยนเป็นพยัญชนะสะกดตามแม่โดยตรง เช่น อาจ เปลี่ยนเป็น อาด, สมควร เปลี่ยนเป็น สมควน - เปลี่ยน อย เป็น หย เช่น อยาก ก็เปลี่ยนเป็น หยาก - เลิกใช้คำควบไม่แท้ เช่น จริง ก็เขียนเป็น จิง, ทรง ก็เขียนเป็น ซง - ร หัน ที่มิได้ออกเสียง /อัน/ ส่วนใหญ่ถูกเปลี่ยนเป็นสระอะตามด้วยตัวสะกด เช่น อุปสรรค เปลี่ยนเป็น อุปสัค, ธรรม เปลี่ยนเป็น ธัม - เลิกใช้สระใอไม้ม้วน เปลี่ยนเป็นสระไอไม้มลายทั้งหมด - เลิกใช้ ฤ ฤๅ ฦ ฦๅ เปลี่ยนไปใช้การสะกดตามเสียง เช่น พฤกษ์ ก็เปลี่ยนเป็น พรึกส์, ทฤษฎี ก็เปลี่ยนเป็น ทริสดี - ใช้เครื่องหมายวรรคตอนอย่างภาษาต่างประเทศ เช่นมหัพภาคเมื่อจบประโยค จุลภาคเมื่อจบประโยคย่อยหรือวลี อัฒภาคเชื่อมประโยค และจะไม่เว้นวรรคถ้ายังไม่จบประโยคโดยไม่จำเป็น หลังจากจอมพล ป. พิบูลสงคราม หลุดจากอำนาจหลังสงครามโลกครั้งที่สองยุติ รัฐนิยมก็ถูกยกเลิกไปโดยปริยาย อักขรวิธีภาษาไทยได้กลับไปใช้แบบเดิมอีกครั้งหนึ่งสัทวิทยา สัทวิทยา. ภาษาไทยประกอบด้วยหน่วยเสียงสำคัญ 3 ประเภท คือ1. หน่วยเสียงพยัญชนะ 2. หน่วยเสียงสระ 3. หน่วยเสียงวรรณยุกต์พยัญชนะพยัญชนะต้น พยัญชนะ. พยัญชนะต้น. ภาษาไทยแบ่งแยกรูปแบบเสียงพยัญชนะก้องและพ่นลม ในส่วนของเสียงกักและเสียงผสมเสียงแทรก เป็นสามประเภทดังนี้- เสียงไม่ก้อง ไม่พ่นลม - เสียงไม่ก้อง พ่นลม - เสียงก้อง ไม่พ่นลม หากเทียบกับภาษาอังกฤษ โดยทั่วไปมีเสียงแบบที่สองกับสามเท่านั้น เสียงแบบที่หนึ่งพบได้เฉพาะเมื่ออยู่หลัง S ซึ่งเป็นเสียงแปรของเสียงที่สอง เสียงพยัญชนะต้นโดยรวมแบ่งเป็น 21 เสียง ตารางด้านล่างนี้บรรทัดบนคือสัทอักษรสากล บรรทัดล่างคืออักษรไทยในตำแหน่งพยัญชนะต้น (อักษรหลายตัวที่ปรากฏในช่องให้เสียงเดียวกัน) อักษรโรมันที่กำกับเป็นระบบถอดอักษรของราชบัณฑิตยสถาน * ฃ และ ฅ เลิกใช้แล้ว ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่าภาษาไทยสมัยใหม่มีพยัญชนะเพียง 42 ตัวอักษรพยัญชนะสะกด พยัญชนะสะกด. ถึงแม้ว่าพยัญชนะไทยมี 44 รูป 21 เสียงในกรณีของพยัญชนะต้น แต่ในกรณีพยัญชนะสะกดแตกต่างออกไป สำหรับเสียงสะกดมีเพียง 8 เสียง และรวมทั้งไม่มีเสียงด้วย เรียกว่า มาตรา เสียงพยัญชนะก้องเมื่ออยู่ในตำแหน่งตัวสะกด ความก้องจะหายไป ในบรรดาพยัญชนะไทย นอกจาก ฃ และ ฅ ที่เลิกใช้แล้ว ยังมีพยัญชนะอีก 6 ตัวที่ใช้เป็นตัวสะกดไม่ได้คือ ฉ ผ ฝ ห อ ฮ ดังนั้นตัวสะกดจึงเหลือเพียง 36 ตัวตามตารางอักษรโรมันที่กำกับเป็นระบบถอดอักษรของราชบัณฑิตยสถาน * เสียงพยัญชนะกัก เส้นเสียง จะปรากฏเฉพาะหลังสระเสียงสั้นเมื่อไม่มีพยัญชนะสะกดกลุ่มพยัญชนะ กลุ่มพยัญชนะ. แต่ละพยางค์ในคำหนึ่ง ๆ ของภาษาไทยแยกออกจากกันอย่างชัดเจน (ไม่เหมือนภาษาอังกฤษที่พยัญชนะสะกดอาจกลายเป็นพยัญชนะต้นในพยางค์ถัดไป หรือในทางกลับกัน) ดังนั้นพยัญชนะหลายตัวของพยางค์ที่อยู่ติดกันจะไม่รวมกันเป็นกลุ่มพยัญชนะเลย ภาษาไทยมีกลุ่มพยัญชนะเพียงไม่กี่กลุ่ม ประมวลคำศัพท์ภาษาไทยดั้งเดิมระบุว่ามีกลุ่มพยัญชนะ (ที่ออกเสียงรวมกันโดยไม่มีสระอะ) เพียง 11 แบบเท่านั้น เรียกว่า พยัญชนะควบกล้ำ หรือ อักษรควบกล้ำ อักษรโรมันที่กำกับเป็นระบบถอดอักษรของราชบัณฑิตยสถาน พยัญชนะควบกล้ำมีจำนวนเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อยจากคำยืมภาษาต่างประเทศ อาทิ จันทรา จากภาษาสันสกฤต มีเสียง ทร , ฟรี จากภาษาอังกฤษ มีเสียง ฟร เป็นต้น เราสามารถสังเกตได้ว่า กลุ่มพยัญชนะเหล่านี้ถูกใช้เป็นพยัญชนะต้นเท่านั้น ซึ่งมีเสียงพยัญชนะตัวที่สองเป็น ร ล หรือ ว และกลุ่มพยัญชนะจะมีเสียงไม่เกินสองเสียงในคราวเดียว การผันวรรณยุกต์ของคำขึ้นอยู่กับไตรยางศ์ของพยัญชนะตัวแรกสระ สระ. เสียงสระในภาษาไทยแบ่งออกเป็น 3 ชนิดคือ สระเดี่ยว สระประสม และสระเกิน สะกดด้วยรูปสระพื้นฐานหนึ่งตัวหรือหลายตัวร่วมกัน (ดูที่ อักษรไทย) สระเดี่ยว หรือ สระแท้ คือสระที่เกิดจากฐานเพียงฐานเดียว มีทั้งสิ้น 18 เสียง อักษรโรมันที่กำกับเป็นระบบถอดอักษรของราชบัณฑิตยสถาน สระประสม คือสระที่เกิดจากสระเดี่ยวสองเสียงมาประสมกัน เกิดการเลื่อนของลิ้นในระดับสูงลดลงสู่ระดับต่ำ ดังนั้นจึงสามารถเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "สระเลื่อน" มี 3 เสียงดังนี้- เ–ีย ประสมจากสระ อี และ อา ia - เ–ือ ประสมจากสระ อือ และ อา uea - –ัว ประสมจากสระ อู และ อา ua ในบางตำราจะเพิ่มสระสระประสมเสียงสั้น คือ เ–ียะ เ–ือะ –ัวะ ด้วย แต่ในปัจจุบันสระเหล่านี้ปรากฏเฉพาะคำเลียนเสียงเท่านั้น เช่น เพียะ เปรี๊ยะ ผัวะ เป็นต้น สระเกิน คือสระที่มีเสียงของพยัญชนะปนอยู่ มี 8 เสียงดังนี้- –ำ am ประสมจาก อะ + ม (อัม) เช่น ขำ บางครั้งออกเสียงยาวเวลาพูด (อาม) เช่น น้ำ - ใ– ai ประสมจาก อะ + ย (อัย) เช่น ใจ บางครั้งออกเสียงยาวเวลาพูด (อาย) เช่น ใต้ - ไ– ai ประสมจาก อะ + ย (อัย) เช่น ไหม้ บางครั้งออกเสียงยาวเวลาพูด (อาย) เช่น ไม้ - เ–า ao ประสมจาก อะ + ว (เอา) เช่น เกา บางครั้งออกเสียงยาวเวลาพูด (อาว) เช่น เก้า - ฤ rue, ri, roe ประสมจาก ร + อึ (รึ) เช่น ฤกษ์ บางครั้งเปลี่ยนเป็น (ริ) เช่น กฤษณะ หรือ (เรอ) เช่นฤกษ์ - ฤๅ rue ประสมจาก ร + อือ (รือ) - ฦ lue ประสมจาก ล + อึ (ลึ) - ฦๅ lue ประสมจาก ล + อือ (ลือ) บางตำราก็ว่าสระเกินเป็นพยางค์ ไม่ถูกจัดว่าเป็นสระ สระบางรูปเมื่อมีพยัญชนะสะกด จะมีการเปลี่ยนแปลงรูปสระ สามารถสรุปได้ตามตารางด้านขวา1. คำที่สะกดด้วย –ั + ว นั้นไม่มี เพราะซ้ำกับ –ัว แต่เปลี่ยนไปใช้ เ–า แทน 2. สระ เ-ะ แ-ะ เ-าะ ที่มีวรรณยุกต์ ใช้รูปเดียวกับสระ เ– แ- -อ ตามลำดับ เช่น เผ่น เล่น แล่น แว่น ผ่อน กร่อน 3. คำที่สะกดด้วย –อ + ร จะลดรูปเป็น –ร ไม่มีตัวออ เช่น พร ศร จร ซึ่งก็จะไปซ้ำกับสระ โ–ะ ดังนั้นคำที่สะกดด้วย โ–ะ + ร จึงไม่มี 4. สระ เ–อะ ที่มีตัวสะกดใช้รูปเดียวกับสระ เ–อ เช่น เงิน เปิ่น เห่ย 5. คำที่สะกดด้วย เ–อ + ย จะลดรูปเป็น เ–ย ไม่มีพินทุ์อิ เช่น เคย เนย เลย ซึ่งก็จะไปซ้ำกับสระ เ– อย่างไรก็ตาม คำที่สะกดด้วย เ– + ย จะไม่มีในภาษาไทย 6. พบได้น้อยคำ เช่น เทอญ เทอมวรรณยุกต์เสียงวรรณยุกต์คำเป็น วรรณยุกต์. เสียงวรรณยุกต์. คำเป็น. เสียงวรรณยุกต์ ในภาษาไทย (เสียงดนตรีหรือเสียงผัน) จำแนกออกได้เป็น 5 เสียง ได้แก่คำตาย คำตาย. เสียงวรรณยุกต์ในคำตายสามารถมีได้แค่เพียง 3 เสียงวรรณยุกต์ คือ เสียงเอก เสียงโท และ เสียงตรี โดยขึ้นอยู่กับความสั้นความยาวของสระ เสียงเอกสามารถออกเสียงควบคู่กับได้สระสั้นหรือยาว เสียงตรีสามารถออกเสียงควบคู่กับสระสั้น และ เสียงโทสามารถออกเสียงควบคู่กับสระยาว อาทิ แต่อย่างใดก็ดี ในคำยืมบางคำที่มีรากศัพท์มาจากภาษาอังกฤษ คำตายสามารถมีเสียงตรีควบคู่กับสระยาว และเสียงโทควบคู่กับสระสั้นได้ด้วย อาทิรูปวรรณยุกต์ รูปวรรณยุกต์. ส่วน รูปวรรณยุกต์ มี 4 รูป ได้แก่การเขียนเสียงวรรณยุกต์ การเขียนเสียงวรรณยุกต์. ทั้งนี้คำที่มีรูปวรรณยุกต์เดียวกัน ไม่จำเป็นต้องมีระดับเสียงวรรณยุกต์เดียวกัน ขึ้นอยู่กับระดับเสียงของอักษรนำด้วย เช่น ข้า (ไม้โท) ออกเสียงโทเหมือน ค่า (ไม้เอก) เป็นต้นไวยากรณ์ ไวยากรณ์. ภาษาไทยเป็นภาษาคำโดด คำในภาษาไทยจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงรูปไม่ว่าจะอยู่ในกาล (tense) การก (case) มาลา (mood) หรือวาจก (voice) ใดก็ตาม คำในภาษาไทยไม่มีลิงก์ (gender) ไม่มีพจน์ (number) ไม่มีวิภัตติปัจจัย แม้คำที่รับมาจากภาษาผันคำ (ภาษาที่มีวิภัตติปัจจัย) เป็นต้นว่าภาษาบาลีสันสกฤต เมื่อนำมาใช้ในภาษาไทย ก็จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงรูป คำในภาษาไทยหลายคำไม่สามารถกำหนดหน้าที่ของคำตายตัวลงไปได้ ต้องอาศัยบริบทเข้าช่วยในการพิจารณา เมื่อต้องการจะผูกประโยค ก็นำเอาคำแต่ละคำมาเรียงติดต่อกันเข้า ภาษาไทยมีโครงสร้างแตกกิ่งไปทางขวา คำคุณศัพท์จะวางไว้หลังคำนาม ลักษณะทางวากยสัมพันธ์โดยรวมแล้วจะเป็นแบบ 'ประธาน-กริยา-กรรม'วากยสัมพันธ์ วากยสัมพันธ์. ลักษณะทางวากยสัมพันธ์หรือการเรียงลำดับคำในประโยคโดยรวมแล้วจะเรียงเป็น 'ประธาน-กริยา-กรรม' (subject-verb-object หรือ SVO) อย่างใดก็ดี ในบางกรณีเช่นในกรณีที่มีการเน้นความหมายของกรรม (topicalization) สามารถเรียงประโยคเป็น กรรม-ประธาน-กริยา ได้ด้วย แต่ต้องใช้คำชี้เฉพาะเติมหลังคำกรรมคำนั้น อาทิสำเนียงย่อย สำเนียงย่อย. สำเนียงถิ่นในภาษาไทย สามารถแบ่งได้ดังนี้การยืมคำจากภาษาอื่น การยืมคำจากภาษาอื่น. ภาษาไทยเป็นภาษาหนึ่งที่มีการยืมคำมาจากภาษาอื่น ๆ ค่อนข้างสูงมาก มีทั้งแบบยืมมาจากภาษาในตระกูลภาษาไท-กะได ด้วยกันเอง และข้ามตระกูลภาษา โดยส่วนมากจะยืมมาจากภาษาบาลี ภาษาสันสกฤต และภาษาเขมร ซึ่งมีทั้งรักษาคำเดิม ออกเสียงใหม่ สะกดใหม่ หรือเปลี่ยนความหมายใหม่ อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างรวมกัน บางครั้งเป็นการยืมมาซ้อนคำ เกิดเป็นคำซ้อน คือ คำย่อยในคำหลัก มีความหมายเดียวกันทั้งสอง เช่น- ดั้งจมูก โดยมีคำว่าดั้ง เป็นคำในภาษาไท ส่วนจมูก เป็นคำในภาษาเขมร - อิทธิฤทธิ์ มาจาก อิทธิ (iddhi) ในภาษาบาลี ซ้อนกับคำว่า ฤทธิ (ṛddhi) ในภาษาสันสกฤต โดยทั้งสองคำมีความหมายเดียวกัน คำจำนวนมากในภาษาไทย ไม่ใช้คำในกลุ่มภาษาไท แต่เป็นคำที่ยืมมาจากกลุ่มภาษาสันสกฤต-ปรากฤต โดยมีตัวอย่างดังนี้- รักษารูปเดิม หรือเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย - วชิระ (บาลี: วชิระ [vajira]), วัชระ (สันส: วัชร [vajra]) - ศัพท์ (สันส: ศัพทะ [śabda]), สัท (เช่น สัทอักษร) (บาลี: สัททะ [sadda]) - อัคนี และ อัคคี (สันส: อัคนิ [agni] บาลี: อัคคิ [aggi]) - โลก (โลก) - (บาลี-สันส: โลกะ [loka]) - ญาติ (ยาด) - (บาลี: ญาติ (ยา-ติ) [ñāti])- เสียง พ มักแผลงมาจาก ว - เพียร (มาจาก พิริยะ และมาจาก วิริยะ อีกทีหนึ่ง) (สันส:วีรยะ [vīrya], บาลี:วิริยะ [viriya]) - พฤกษา (สันส:วฤกษะ [vṛkṣa]) - พัสดุ (สันส: [vastu] (วัสตุ); บาลี: [vatthu] (วัตถุ) )- เสียง -อระ เปลี่ยนมาจาก -ะระ - หรดี (หอ-ระ-ดี) (บาลี:หรติ [harati] (หะระติ) )- เสียง ด มักแผลงมาจาก ต - หรดี (หอ-ระ-ดี) (บาลี:หรติ [harati] (หะระติ) ) - เทวดา (บาลี:เทวะตา [devatā]) - วัสดุ และ วัตถุ (สันส: [vastu] (วัสตุ); บาลี: [vatthu] (วัตถุ) ) - กบิลพัสดุ์ (กะ-บิน-ละ-พัด) (สันส: [kapilavastu] (กปิลวัสตุ); บาลี: [kapilavatthu] (กปิลวัตถุ) )- เสียง บ มักแผลงมาจาก ป - กบิลพัสดุ์ (กะ-บิน-ละ-พัด) (สันส: [kapilavastu] (กปิลวัสตุ); บาลี: [kapilavatthu] (กปิลวัตถุ) ) - บุพเพ และ บูรพ (บาลี: [pubba] (ปุพพ) )ภาษาอังกฤษ ภาษาอังกฤษ. ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีวิวัฒนาการต่างๆ ทางเทคโนโลยีมากมาย ซึ่งทำให้มีการใช้ภาษาอังกฤษกันอย่างแพร่หลาย อย่างไรก็ตาม ก็ได้มีการบัญญัติศัพท์จากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย เช่น- ประปา จากคำว่า วอเตอสับไปล (water supply) - สถานี จากคำว่า สเตชัน (station) - รถยนต์ จากคำว่า รถมอเตอร์คาร์ (motorcar) - เรือยนต์ จากคำว่า เรือมอเตอร์ (motorboat) - ประมวล จากคำว่า โค้ด (code)
| ภาษาราชการของประเทศไทยคือภาษาใด | {
"answer": [
"ไทย"
],
"answer_begin_position": [
90
],
"answer_end_position": [
93
]
} |
3,029 | 2,088 | ภาษาไทย ภาษาไทย เป็นภาษาราชการของประเทศไทย ภาษาไทยเป็นภาษาในกลุ่มภาษาไท ซึ่งเป็นกลุ่มย่อยของตระกูลภาษาไท-กะได สันนิษฐานว่า ภาษาในตระกูลนี้มีถิ่นกำเนิดจากทางตอนใต้ของประเทศจีน และนักภาษาศาสตร์บางส่วนเสนอว่า ภาษาไทยน่าจะมีความเชื่อมโยงกับตระกูลภาษาออสโตร-เอเชียติก ตระกูลภาษาออสโตรนีเซียน และตระกูลภาษาจีน-ทิเบต ภาษาไทยเป็นภาษาที่มีระดับเสียงของคำแน่นอนหรือวรรณยุกต์เช่นเดียวกับภาษาจีน และออกเสียงแยกคำต่อคำชื่อภาษาและที่มา ชื่อภาษาและที่มา. คำว่า ไทย หมายความว่า อิสรภาพ เสรีภาพ หรืออีกความหมายหนึ่งคือ ใหญ่ ยิ่งใหญ่ เพราะการจะเป็นอิสระได้จะต้องมีกำลังที่มากกว่า แข็งแกร่งกว่า เพื่อป้องกันการรุกรานจากข้าศึก คำนี้เป็นคำไทยแท้ที่เกิดจากการสร้างคำที่เรียก "การลากคำเข้าวัด" ซึ่งเป็นการลากความวิธีหนึ่ง ตามหลักคติชนวิทยา คนไทยเป็นชนชาติที่นับถือกันว่า ภาษาบาลี ซึ่งเป็นภาษาที่บันทึกพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นภาษาอันศักดิ์สิทธิ์และเป็นมงคล เมื่อคนไทยต้องการตั้งชื่อประเทศว่า ไท ซึ่งเป็นคำไทยแท้ จึงเติมตัว ย เข้าไปข้างท้าย เพื่อให้มีลักษณะคล้ายคำในภาษาบาลี - สันสกฤตเพื่อความเป็นมงคลตามความเชื่อของตน ภาษาไทยจึงหมายถึงภาษาของชนชาติไทยผู้เป็นไทนั่นเองประวัติศาสตร์ ประวัติศาสตร์. พ่อขุนรามคำแหงได้ทรงประดิษฐ์อักษรไทยขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 1826 มี พยัญชนะ 44 ตัว (21 เสียง), สระ 21 รูป (32 เสียง), วรรณยุกต์ 5 เสียง คือ เสียง สามัญ เอก โท ตรี จัตวา ภาษาไทยดัดแปลงมาจากบาลี-สันสกฤต และ เขมรสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม สมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม. ในสมัยที่จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี มีการปฏิรูปภาษาไทยโดยสภาวัฒนธรรมแห่งชาติเมื่อ พ.ศ. 2485 มีการเปลี่ยนแปลงการสะกดคำมากมาย การเปลี่ยนแปลงหลัก ๆ ที่สังเกตได้มีดังนี้- ตัดพยัญชนะ ฃ ฅ ฆ ฎ ฏ ฐ ฑ ฒ ณ ศ ษ ฬ แล้วใช้ ข ค ค ด ต ถ ท ธ น ส ส ล ตามลำดับแทน - พยัญชนะ ญ ถูกตัดเชิงออกกลายเป็น - พยัญชนะสะกดของคำที่ไม่ได้มีรากมาจากคำบาลี-สันสกฤต เปลี่ยนเป็นพยัญชนะสะกดตามแม่โดยตรง เช่น อาจ เปลี่ยนเป็น อาด, สมควร เปลี่ยนเป็น สมควน - เปลี่ยน อย เป็น หย เช่น อยาก ก็เปลี่ยนเป็น หยาก - เลิกใช้คำควบไม่แท้ เช่น จริง ก็เขียนเป็น จิง, ทรง ก็เขียนเป็น ซง - ร หัน ที่มิได้ออกเสียง /อัน/ ส่วนใหญ่ถูกเปลี่ยนเป็นสระอะตามด้วยตัวสะกด เช่น อุปสรรค เปลี่ยนเป็น อุปสัค, ธรรม เปลี่ยนเป็น ธัม - เลิกใช้สระใอไม้ม้วน เปลี่ยนเป็นสระไอไม้มลายทั้งหมด - เลิกใช้ ฤ ฤๅ ฦ ฦๅ เปลี่ยนไปใช้การสะกดตามเสียง เช่น พฤกษ์ ก็เปลี่ยนเป็น พรึกส์, ทฤษฎี ก็เปลี่ยนเป็น ทริสดี - ใช้เครื่องหมายวรรคตอนอย่างภาษาต่างประเทศ เช่นมหัพภาคเมื่อจบประโยค จุลภาคเมื่อจบประโยคย่อยหรือวลี อัฒภาคเชื่อมประโยค และจะไม่เว้นวรรคถ้ายังไม่จบประโยคโดยไม่จำเป็น หลังจากจอมพล ป. พิบูลสงคราม หลุดจากอำนาจหลังสงครามโลกครั้งที่สองยุติ รัฐนิยมก็ถูกยกเลิกไปโดยปริยาย อักขรวิธีภาษาไทยได้กลับไปใช้แบบเดิมอีกครั้งหนึ่งสัทวิทยา สัทวิทยา. ภาษาไทยประกอบด้วยหน่วยเสียงสำคัญ 3 ประเภท คือ1. หน่วยเสียงพยัญชนะ 2. หน่วยเสียงสระ 3. หน่วยเสียงวรรณยุกต์พยัญชนะพยัญชนะต้น พยัญชนะ. พยัญชนะต้น. ภาษาไทยแบ่งแยกรูปแบบเสียงพยัญชนะก้องและพ่นลม ในส่วนของเสียงกักและเสียงผสมเสียงแทรก เป็นสามประเภทดังนี้- เสียงไม่ก้อง ไม่พ่นลม - เสียงไม่ก้อง พ่นลม - เสียงก้อง ไม่พ่นลม หากเทียบกับภาษาอังกฤษ โดยทั่วไปมีเสียงแบบที่สองกับสามเท่านั้น เสียงแบบที่หนึ่งพบได้เฉพาะเมื่ออยู่หลัง S ซึ่งเป็นเสียงแปรของเสียงที่สอง เสียงพยัญชนะต้นโดยรวมแบ่งเป็น 21 เสียง ตารางด้านล่างนี้บรรทัดบนคือสัทอักษรสากล บรรทัดล่างคืออักษรไทยในตำแหน่งพยัญชนะต้น (อักษรหลายตัวที่ปรากฏในช่องให้เสียงเดียวกัน) อักษรโรมันที่กำกับเป็นระบบถอดอักษรของราชบัณฑิตยสถาน * ฃ และ ฅ เลิกใช้แล้ว ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่าภาษาไทยสมัยใหม่มีพยัญชนะเพียง 42 ตัวอักษรพยัญชนะสะกด พยัญชนะสะกด. ถึงแม้ว่าพยัญชนะไทยมี 44 รูป 21 เสียงในกรณีของพยัญชนะต้น แต่ในกรณีพยัญชนะสะกดแตกต่างออกไป สำหรับเสียงสะกดมีเพียง 8 เสียง และรวมทั้งไม่มีเสียงด้วย เรียกว่า มาตรา เสียงพยัญชนะก้องเมื่ออยู่ในตำแหน่งตัวสะกด ความก้องจะหายไป ในบรรดาพยัญชนะไทย นอกจาก ฃ และ ฅ ที่เลิกใช้แล้ว ยังมีพยัญชนะอีก 6 ตัวที่ใช้เป็นตัวสะกดไม่ได้คือ ฉ ผ ฝ ห อ ฮ ดังนั้นตัวสะกดจึงเหลือเพียง 36 ตัวตามตารางอักษรโรมันที่กำกับเป็นระบบถอดอักษรของราชบัณฑิตยสถาน * เสียงพยัญชนะกัก เส้นเสียง จะปรากฏเฉพาะหลังสระเสียงสั้นเมื่อไม่มีพยัญชนะสะกดกลุ่มพยัญชนะ กลุ่มพยัญชนะ. แต่ละพยางค์ในคำหนึ่ง ๆ ของภาษาไทยแยกออกจากกันอย่างชัดเจน (ไม่เหมือนภาษาอังกฤษที่พยัญชนะสะกดอาจกลายเป็นพยัญชนะต้นในพยางค์ถัดไป หรือในทางกลับกัน) ดังนั้นพยัญชนะหลายตัวของพยางค์ที่อยู่ติดกันจะไม่รวมกันเป็นกลุ่มพยัญชนะเลย ภาษาไทยมีกลุ่มพยัญชนะเพียงไม่กี่กลุ่ม ประมวลคำศัพท์ภาษาไทยดั้งเดิมระบุว่ามีกลุ่มพยัญชนะ (ที่ออกเสียงรวมกันโดยไม่มีสระอะ) เพียง 11 แบบเท่านั้น เรียกว่า พยัญชนะควบกล้ำ หรือ อักษรควบกล้ำ อักษรโรมันที่กำกับเป็นระบบถอดอักษรของราชบัณฑิตยสถาน พยัญชนะควบกล้ำมีจำนวนเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อยจากคำยืมภาษาต่างประเทศ อาทิ จันทรา จากภาษาสันสกฤต มีเสียง ทร , ฟรี จากภาษาอังกฤษ มีเสียง ฟร เป็นต้น เราสามารถสังเกตได้ว่า กลุ่มพยัญชนะเหล่านี้ถูกใช้เป็นพยัญชนะต้นเท่านั้น ซึ่งมีเสียงพยัญชนะตัวที่สองเป็น ร ล หรือ ว และกลุ่มพยัญชนะจะมีเสียงไม่เกินสองเสียงในคราวเดียว การผันวรรณยุกต์ของคำขึ้นอยู่กับไตรยางศ์ของพยัญชนะตัวแรกสระ สระ. เสียงสระในภาษาไทยแบ่งออกเป็น 3 ชนิดคือ สระเดี่ยว สระประสม และสระเกิน สะกดด้วยรูปสระพื้นฐานหนึ่งตัวหรือหลายตัวร่วมกัน (ดูที่ อักษรไทย) สระเดี่ยว หรือ สระแท้ คือสระที่เกิดจากฐานเพียงฐานเดียว มีทั้งสิ้น 18 เสียง อักษรโรมันที่กำกับเป็นระบบถอดอักษรของราชบัณฑิตยสถาน สระประสม คือสระที่เกิดจากสระเดี่ยวสองเสียงมาประสมกัน เกิดการเลื่อนของลิ้นในระดับสูงลดลงสู่ระดับต่ำ ดังนั้นจึงสามารถเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "สระเลื่อน" มี 3 เสียงดังนี้- เ–ีย ประสมจากสระ อี และ อา ia - เ–ือ ประสมจากสระ อือ และ อา uea - –ัว ประสมจากสระ อู และ อา ua ในบางตำราจะเพิ่มสระสระประสมเสียงสั้น คือ เ–ียะ เ–ือะ –ัวะ ด้วย แต่ในปัจจุบันสระเหล่านี้ปรากฏเฉพาะคำเลียนเสียงเท่านั้น เช่น เพียะ เปรี๊ยะ ผัวะ เป็นต้น สระเกิน คือสระที่มีเสียงของพยัญชนะปนอยู่ มี 8 เสียงดังนี้- –ำ am ประสมจาก อะ + ม (อัม) เช่น ขำ บางครั้งออกเสียงยาวเวลาพูด (อาม) เช่น น้ำ - ใ– ai ประสมจาก อะ + ย (อัย) เช่น ใจ บางครั้งออกเสียงยาวเวลาพูด (อาย) เช่น ใต้ - ไ– ai ประสมจาก อะ + ย (อัย) เช่น ไหม้ บางครั้งออกเสียงยาวเวลาพูด (อาย) เช่น ไม้ - เ–า ao ประสมจาก อะ + ว (เอา) เช่น เกา บางครั้งออกเสียงยาวเวลาพูด (อาว) เช่น เก้า - ฤ rue, ri, roe ประสมจาก ร + อึ (รึ) เช่น ฤกษ์ บางครั้งเปลี่ยนเป็น (ริ) เช่น กฤษณะ หรือ (เรอ) เช่นฤกษ์ - ฤๅ rue ประสมจาก ร + อือ (รือ) - ฦ lue ประสมจาก ล + อึ (ลึ) - ฦๅ lue ประสมจาก ล + อือ (ลือ) บางตำราก็ว่าสระเกินเป็นพยางค์ ไม่ถูกจัดว่าเป็นสระ สระบางรูปเมื่อมีพยัญชนะสะกด จะมีการเปลี่ยนแปลงรูปสระ สามารถสรุปได้ตามตารางด้านขวา1. คำที่สะกดด้วย –ั + ว นั้นไม่มี เพราะซ้ำกับ –ัว แต่เปลี่ยนไปใช้ เ–า แทน 2. สระ เ-ะ แ-ะ เ-าะ ที่มีวรรณยุกต์ ใช้รูปเดียวกับสระ เ– แ- -อ ตามลำดับ เช่น เผ่น เล่น แล่น แว่น ผ่อน กร่อน 3. คำที่สะกดด้วย –อ + ร จะลดรูปเป็น –ร ไม่มีตัวออ เช่น พร ศร จร ซึ่งก็จะไปซ้ำกับสระ โ–ะ ดังนั้นคำที่สะกดด้วย โ–ะ + ร จึงไม่มี 4. สระ เ–อะ ที่มีตัวสะกดใช้รูปเดียวกับสระ เ–อ เช่น เงิน เปิ่น เห่ย 5. คำที่สะกดด้วย เ–อ + ย จะลดรูปเป็น เ–ย ไม่มีพินทุ์อิ เช่น เคย เนย เลย ซึ่งก็จะไปซ้ำกับสระ เ– อย่างไรก็ตาม คำที่สะกดด้วย เ– + ย จะไม่มีในภาษาไทย 6. พบได้น้อยคำ เช่น เทอญ เทอมวรรณยุกต์เสียงวรรณยุกต์คำเป็น วรรณยุกต์. เสียงวรรณยุกต์. คำเป็น. เสียงวรรณยุกต์ ในภาษาไทย (เสียงดนตรีหรือเสียงผัน) จำแนกออกได้เป็น 5 เสียง ได้แก่คำตาย คำตาย. เสียงวรรณยุกต์ในคำตายสามารถมีได้แค่เพียง 3 เสียงวรรณยุกต์ คือ เสียงเอก เสียงโท และ เสียงตรี โดยขึ้นอยู่กับความสั้นความยาวของสระ เสียงเอกสามารถออกเสียงควบคู่กับได้สระสั้นหรือยาว เสียงตรีสามารถออกเสียงควบคู่กับสระสั้น และ เสียงโทสามารถออกเสียงควบคู่กับสระยาว อาทิ แต่อย่างใดก็ดี ในคำยืมบางคำที่มีรากศัพท์มาจากภาษาอังกฤษ คำตายสามารถมีเสียงตรีควบคู่กับสระยาว และเสียงโทควบคู่กับสระสั้นได้ด้วย อาทิรูปวรรณยุกต์ รูปวรรณยุกต์. ส่วน รูปวรรณยุกต์ มี 4 รูป ได้แก่การเขียนเสียงวรรณยุกต์ การเขียนเสียงวรรณยุกต์. ทั้งนี้คำที่มีรูปวรรณยุกต์เดียวกัน ไม่จำเป็นต้องมีระดับเสียงวรรณยุกต์เดียวกัน ขึ้นอยู่กับระดับเสียงของอักษรนำด้วย เช่น ข้า (ไม้โท) ออกเสียงโทเหมือน ค่า (ไม้เอก) เป็นต้นไวยากรณ์ ไวยากรณ์. ภาษาไทยเป็นภาษาคำโดด คำในภาษาไทยจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงรูปไม่ว่าจะอยู่ในกาล (tense) การก (case) มาลา (mood) หรือวาจก (voice) ใดก็ตาม คำในภาษาไทยไม่มีลิงก์ (gender) ไม่มีพจน์ (number) ไม่มีวิภัตติปัจจัย แม้คำที่รับมาจากภาษาผันคำ (ภาษาที่มีวิภัตติปัจจัย) เป็นต้นว่าภาษาบาลีสันสกฤต เมื่อนำมาใช้ในภาษาไทย ก็จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงรูป คำในภาษาไทยหลายคำไม่สามารถกำหนดหน้าที่ของคำตายตัวลงไปได้ ต้องอาศัยบริบทเข้าช่วยในการพิจารณา เมื่อต้องการจะผูกประโยค ก็นำเอาคำแต่ละคำมาเรียงติดต่อกันเข้า ภาษาไทยมีโครงสร้างแตกกิ่งไปทางขวา คำคุณศัพท์จะวางไว้หลังคำนาม ลักษณะทางวากยสัมพันธ์โดยรวมแล้วจะเป็นแบบ 'ประธาน-กริยา-กรรม'วากยสัมพันธ์ วากยสัมพันธ์. ลักษณะทางวากยสัมพันธ์หรือการเรียงลำดับคำในประโยคโดยรวมแล้วจะเรียงเป็น 'ประธาน-กริยา-กรรม' (subject-verb-object หรือ SVO) อย่างใดก็ดี ในบางกรณีเช่นในกรณีที่มีการเน้นความหมายของกรรม (topicalization) สามารถเรียงประโยคเป็น กรรม-ประธาน-กริยา ได้ด้วย แต่ต้องใช้คำชี้เฉพาะเติมหลังคำกรรมคำนั้น อาทิสำเนียงย่อย สำเนียงย่อย. สำเนียงถิ่นในภาษาไทย สามารถแบ่งได้ดังนี้การยืมคำจากภาษาอื่น การยืมคำจากภาษาอื่น. ภาษาไทยเป็นภาษาหนึ่งที่มีการยืมคำมาจากภาษาอื่น ๆ ค่อนข้างสูงมาก มีทั้งแบบยืมมาจากภาษาในตระกูลภาษาไท-กะได ด้วยกันเอง และข้ามตระกูลภาษา โดยส่วนมากจะยืมมาจากภาษาบาลี ภาษาสันสกฤต และภาษาเขมร ซึ่งมีทั้งรักษาคำเดิม ออกเสียงใหม่ สะกดใหม่ หรือเปลี่ยนความหมายใหม่ อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างรวมกัน บางครั้งเป็นการยืมมาซ้อนคำ เกิดเป็นคำซ้อน คือ คำย่อยในคำหลัก มีความหมายเดียวกันทั้งสอง เช่น- ดั้งจมูก โดยมีคำว่าดั้ง เป็นคำในภาษาไท ส่วนจมูก เป็นคำในภาษาเขมร - อิทธิฤทธิ์ มาจาก อิทธิ (iddhi) ในภาษาบาลี ซ้อนกับคำว่า ฤทธิ (ṛddhi) ในภาษาสันสกฤต โดยทั้งสองคำมีความหมายเดียวกัน คำจำนวนมากในภาษาไทย ไม่ใช้คำในกลุ่มภาษาไท แต่เป็นคำที่ยืมมาจากกลุ่มภาษาสันสกฤต-ปรากฤต โดยมีตัวอย่างดังนี้- รักษารูปเดิม หรือเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย - วชิระ (บาลี: วชิระ [vajira]), วัชระ (สันส: วัชร [vajra]) - ศัพท์ (สันส: ศัพทะ [śabda]), สัท (เช่น สัทอักษร) (บาลี: สัททะ [sadda]) - อัคนี และ อัคคี (สันส: อัคนิ [agni] บาลี: อัคคิ [aggi]) - โลก (โลก) - (บาลี-สันส: โลกะ [loka]) - ญาติ (ยาด) - (บาลี: ญาติ (ยา-ติ) [ñāti])- เสียง พ มักแผลงมาจาก ว - เพียร (มาจาก พิริยะ และมาจาก วิริยะ อีกทีหนึ่ง) (สันส:วีรยะ [vīrya], บาลี:วิริยะ [viriya]) - พฤกษา (สันส:วฤกษะ [vṛkṣa]) - พัสดุ (สันส: [vastu] (วัสตุ); บาลี: [vatthu] (วัตถุ) )- เสียง -อระ เปลี่ยนมาจาก -ะระ - หรดี (หอ-ระ-ดี) (บาลี:หรติ [harati] (หะระติ) )- เสียง ด มักแผลงมาจาก ต - หรดี (หอ-ระ-ดี) (บาลี:หรติ [harati] (หะระติ) ) - เทวดา (บาลี:เทวะตา [devatā]) - วัสดุ และ วัตถุ (สันส: [vastu] (วัสตุ); บาลี: [vatthu] (วัตถุ) ) - กบิลพัสดุ์ (กะ-บิน-ละ-พัด) (สันส: [kapilavastu] (กปิลวัสตุ); บาลี: [kapilavatthu] (กปิลวัตถุ) )- เสียง บ มักแผลงมาจาก ป - กบิลพัสดุ์ (กะ-บิน-ละ-พัด) (สันส: [kapilavastu] (กปิลวัสตุ); บาลี: [kapilavatthu] (กปิลวัตถุ) ) - บุพเพ และ บูรพ (บาลี: [pubba] (ปุพพ) )ภาษาอังกฤษ ภาษาอังกฤษ. ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีวิวัฒนาการต่างๆ ทางเทคโนโลยีมากมาย ซึ่งทำให้มีการใช้ภาษาอังกฤษกันอย่างแพร่หลาย อย่างไรก็ตาม ก็ได้มีการบัญญัติศัพท์จากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย เช่น- ประปา จากคำว่า วอเตอสับไปล (water supply) - สถานี จากคำว่า สเตชัน (station) - รถยนต์ จากคำว่า รถมอเตอร์คาร์ (motorcar) - เรือยนต์ จากคำว่า เรือมอเตอร์ (motorboat) - ประมวล จากคำว่า โค้ด (code)
| พ่อขุนรามคำแหงทรงประดิษฐ์อักษรไทยขึ้นเมื่อปี พ.ศ.ใด | {
"answer": [
"1826"
],
"answer_begin_position": [
1209
],
"answer_end_position": [
1213
]
} |
2,614 | 124,981 | เชษฐา ฐานะจาโร พลเอกเชษฐา ฐานะจาโร (23 สิงหาคม พ.ศ. 2481 — ) ประธานที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย อดีตหัวหน้าพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม อดีตผู้บัญชาการทหารบก และอดีตแม่ทัพภาคที่ 1ประวัติ ประวัติ. พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร หรือที่สื่อมวลชนนิยมเรียกว่า บิ๊กเหวียงเกิดเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2481 เป็นบุตรของนายเปลี่ยน และ นางมุ้ย ฐานะจาโร สมรสกับ คุณหญิงอรวรรณ ฐานะจาโร บุตร 3คน พอ.ดร เมธินี เฉลิมวัฒน์ / พอ ธิติพันธ์ ฐานะจาโร / ธนนันต์ ฐานะจาโรการศึกษาการศึกษา. - จบการศึกษาโรงเรียนนายร้อย รุ่นที่ 6 - โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า รุ่นที่ 9 - หลักสูตรชั้นนายร้อย และหลักสูตรการรบจู่โจม ที่ ฟอร์ท เบนนิ่ง สหรัฐอเมริกา - หลักสูตรหลักประจำชุดที่ 48 โรงเรียนเสนาธิการทหารบก - หลักสูตรป้องกันราชอาณาจักร ภาครัฐร่วมเอกชน รุ่นที่ 6รับราชการ รับราชการ. เริ่มรับราชการทหาร ปี พ.ศ. 2505 ผู้บังคับหมวดปืนเล็กร้อยอาวุธเบา กองพันที่ 2 กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ (รอ.) ดำรงตำแหน่งสำคัญ ๆ ได้แก่- ผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ พ.ศ. 2518 - ผู้บังคับกองทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ พ.ศ. 2521 - เสนาธิการกองพลทหารราบที่ 2 พ.ศ. 2524 - ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 11 พ.ศ. 2530 - ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 6 และ ผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี พ.ศ. 2531 - รองแม่ทัพภาคที่ 1 พ.ศ. 2533 - แม่ทัพน้อยที่ 2 พ.ศ. 2534 - แม่ทัพภาคที่ 1 พ.ศ. 2537 - ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก พ.ศ. 2537 - รองผู้บัญชาการทหารบก พ.ศ. 2538 - ผู้บัญชาการทหารบก พ.ศ. 2539 - พ.ศ. 2541ตำแหน่งทางสังคมอื่นๆตำแหน่งทางสังคมอื่นๆ. - สมาชิกสภาปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน - สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ - สมาชิกวุฒิสภา - นายกสมาคมมวยสากลสมัครเล่นแห่งประเทศไทยฯ - ประธานคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทย - ตุลาการศาลทหารสูงสุด - ประธานสภามวยไทยโลกการเมือง การเมือง. หลังจากเกษียณอายุราชการในปี พ.ศ. 2544 จากนั้นได้ผันตัวมาลงเล่นการเมือง จนได้เป็น ส.ส. ระบบปาร์ตี้ลิส ของพรรคไทยรักไทย อันดับที่ 17 และเคยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และออกจากตำแหน่งในปี พ.ศ. 2546 จากนั้นได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในปี พ.ศ. 2547 อยู่ระยะหนึ่งเป็นเวลาสั้น ๆ ต่อมาในปี พ.ศ. 2550 พล.อ.เชษฐา มีข่าวว่าจะไปเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองหลายพรรค เช่น พรรคประชาราช เป็นต้น แต่ท้ายที่สุดก็ได้รับการสนับสนุนให้เป็นหัวหน้าพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา จนกระทั่ง พ.ศ. 2552 นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย นางสาวสุณีย์ เหลืองวิจิตร เลขาธิการพรรคเพื่อไทย นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย นายวิทยา บุรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) อยุธยา พรรคเพื่อไทย และนายวิชาญ มีนชัยนันท์ ส.ส.กรุงเทพฯ พรรคเพื่อไทยเดินทางมาเข้าพบพลเอกเชษฐาที่บ้านพัก ย่านเมืองทองธานี เพื่อเชิญเข้ารับตำแหน่งประธานที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย ซึ่งพลเอกเชษฐาก็ได้ตอบตกลงที่จะรับตำแหน่งนี้เครื่องราชอิสริยาภรณ์ และเหรียญราชอิสริยาภรณ์เครื่องราชอิสริยาภรณ์ และเหรียญราชอิสริยาภรณ์. - พ.ศ. 2541 - เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีศักดิ์รามาธิบดี ชั้นมหาโยธิน (ม.ร.) - พ.ศ. 2516 - เหรียญชัยสมรภูมิ การรบ ณ สาธารณรัฐเวียดนาม เครื่องหมายเปลวระเบิด - พ.ศ. 2536 - เหรียญพิทักษ์เสรีชน ชั้นที่ 1 - พ.ศ. 2516 - เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ 9 ชั้น 3
| พลเอกเชษฐา ฐานะจาโร เกิดเมื่อวันที่เท่าไร | {
"answer": [
"23"
],
"answer_begin_position": [
427
],
"answer_end_position": [
429
]
} |
2,615 | 124,981 | เชษฐา ฐานะจาโร พลเอกเชษฐา ฐานะจาโร (23 สิงหาคม พ.ศ. 2481 — ) ประธานที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย อดีตหัวหน้าพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม อดีตผู้บัญชาการทหารบก และอดีตแม่ทัพภาคที่ 1ประวัติ ประวัติ. พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร หรือที่สื่อมวลชนนิยมเรียกว่า บิ๊กเหวียงเกิดเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2481 เป็นบุตรของนายเปลี่ยน และ นางมุ้ย ฐานะจาโร สมรสกับ คุณหญิงอรวรรณ ฐานะจาโร บุตร 3คน พอ.ดร เมธินี เฉลิมวัฒน์ / พอ ธิติพันธ์ ฐานะจาโร / ธนนันต์ ฐานะจาโรการศึกษาการศึกษา. - จบการศึกษาโรงเรียนนายร้อย รุ่นที่ 6 - โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า รุ่นที่ 9 - หลักสูตรชั้นนายร้อย และหลักสูตรการรบจู่โจม ที่ ฟอร์ท เบนนิ่ง สหรัฐอเมริกา - หลักสูตรหลักประจำชุดที่ 48 โรงเรียนเสนาธิการทหารบก - หลักสูตรป้องกันราชอาณาจักร ภาครัฐร่วมเอกชน รุ่นที่ 6รับราชการ รับราชการ. เริ่มรับราชการทหาร ปี พ.ศ. 2505 ผู้บังคับหมวดปืนเล็กร้อยอาวุธเบา กองพันที่ 2 กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ (รอ.) ดำรงตำแหน่งสำคัญ ๆ ได้แก่- ผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ พ.ศ. 2518 - ผู้บังคับกองทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ พ.ศ. 2521 - เสนาธิการกองพลทหารราบที่ 2 พ.ศ. 2524 - ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 11 พ.ศ. 2530 - ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 6 และ ผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี พ.ศ. 2531 - รองแม่ทัพภาคที่ 1 พ.ศ. 2533 - แม่ทัพน้อยที่ 2 พ.ศ. 2534 - แม่ทัพภาคที่ 1 พ.ศ. 2537 - ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก พ.ศ. 2537 - รองผู้บัญชาการทหารบก พ.ศ. 2538 - ผู้บัญชาการทหารบก พ.ศ. 2539 - พ.ศ. 2541ตำแหน่งทางสังคมอื่นๆตำแหน่งทางสังคมอื่นๆ. - สมาชิกสภาปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน - สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ - สมาชิกวุฒิสภา - นายกสมาคมมวยสากลสมัครเล่นแห่งประเทศไทยฯ - ประธานคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทย - ตุลาการศาลทหารสูงสุด - ประธานสภามวยไทยโลกการเมือง การเมือง. หลังจากเกษียณอายุราชการในปี พ.ศ. 2544 จากนั้นได้ผันตัวมาลงเล่นการเมือง จนได้เป็น ส.ส. ระบบปาร์ตี้ลิส ของพรรคไทยรักไทย อันดับที่ 17 และเคยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และออกจากตำแหน่งในปี พ.ศ. 2546 จากนั้นได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในปี พ.ศ. 2547 อยู่ระยะหนึ่งเป็นเวลาสั้น ๆ ต่อมาในปี พ.ศ. 2550 พล.อ.เชษฐา มีข่าวว่าจะไปเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองหลายพรรค เช่น พรรคประชาราช เป็นต้น แต่ท้ายที่สุดก็ได้รับการสนับสนุนให้เป็นหัวหน้าพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา จนกระทั่ง พ.ศ. 2552 นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย นางสาวสุณีย์ เหลืองวิจิตร เลขาธิการพรรคเพื่อไทย นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย นายวิทยา บุรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) อยุธยา พรรคเพื่อไทย และนายวิชาญ มีนชัยนันท์ ส.ส.กรุงเทพฯ พรรคเพื่อไทยเดินทางมาเข้าพบพลเอกเชษฐาที่บ้านพัก ย่านเมืองทองธานี เพื่อเชิญเข้ารับตำแหน่งประธานที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย ซึ่งพลเอกเชษฐาก็ได้ตอบตกลงที่จะรับตำแหน่งนี้เครื่องราชอิสริยาภรณ์ และเหรียญราชอิสริยาภรณ์เครื่องราชอิสริยาภรณ์ และเหรียญราชอิสริยาภรณ์. - พ.ศ. 2541 - เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีศักดิ์รามาธิบดี ชั้นมหาโยธิน (ม.ร.) - พ.ศ. 2516 - เหรียญชัยสมรภูมิ การรบ ณ สาธารณรัฐเวียดนาม เครื่องหมายเปลวระเบิด - พ.ศ. 2536 - เหรียญพิทักษ์เสรีชน ชั้นที่ 1 - พ.ศ. 2516 - เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ 9 ชั้น 3
| ภริยาของพลเอกเชษฐา ฐานะจาโร คือใคร | {
"answer": [
"คุณหญิงอรวรรณ ฐานะจาโร"
],
"answer_begin_position": [
494
],
"answer_end_position": [
516
]
} |
2,616 | 16,950 | จระเข้ จระเข้ (, อีสาน: แข้) เป็นวงศ์ของสัตว์เลื้อยคลานขนาดใหญ่ ใช้ชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Crocodylidae อยู่ในอันดับจระเข้ (Crocodilia) มีลักษณะโดยรวมคือ ส่วนปลายของหัวแผ่กว้างหรือเรียวยาว ขากรรไกรยาวและกว้าง เมื่อหุบปากแล้วจะเห็นฟันซี่ที่ 4 ของขากรรไกรล่างเนื่องจากขอบปากบนตรงตำแหน่งนี้เป็นรอยหยักเว้า ส่วนปลายของขากรรไกรล่างข้างซ้ายและข้างขวาเชื่อมต่อกันเป็นพื้นที่แคบ กระดูกเอนโทพเทอรีกอยด์อยู่ชัดกับแถวของฟันที่กระดูกแมคซิลลา กระดูกพาลามีนมีก้านชิ้นสั้นอยู่ทางด้านหน้าและไม่ถึงช่องในเบ้าตา พื้นผิวด้านบนของลิ้นไม่มีสารเคอราติน ต่อมขจัดเกลือบนลิ้นมีขนาดใหญ่ มีก้อนเนื้อที่ปลายปากนูนสูงที่ช่องเปิดรูจมูกเรียกว่า "ก้อนขี้หมา" หรือ "หัวขี้หมา" ซึ่งจะแตกต่างออกไปตามชนิดและเพศหรือขนาด โคนหางเป็นกล้ามเนื้อมัดใหญ่และแข็งแรงเรียกว่า "บ้องตัน" ใช้ในการฟาดเพื่อป้องกันตัว หางแบนยาวใช้โบกว่ายน้ำ จระเข้ ถือเป็นสัตว์ที่อยู่บนสุดของห่วงโซ่อาาหร เนื่องจากเป็นสัตว์ผู้ล่ากินเนื้อขนาดใหญ่ ที่ไม่มีศัตรูตามธรรมชาติ ยกเว้นจระเข้ในวัยอ่อน ที่ตกเป็นอาหารของสัตว์ขนาดใหญ่กว่าชนิดต่าง ๆ ได้ จระเข้ตัวโตเต็มวัยจะมีพฤติกรรมกินอาหารแบบหมุนตัว กล่าว คือ เมื่อจับเหยื่อที่มีขนาดใหญ่ขณะอยู่ใต้น้ำและต้องการกินเหยื่อจะใช้ปากงับไว้และหมุนตัวเองเพื่อฉีกเนื้อเหยื่อออกเป็นชิ้น ส่วนเหยื่อที่มีขนาดเล็กถูกบดให้แหลกด้วยลิ้นขนาดใหญ่โดยใช้ลิ้นดันเหยื่ออัดแน่นกับเพดานของอุ้งปาก นอกจากนี้แล้วจระเข้ยังกลืนก้อนกรวดหรือก้อนหินเข้าไปในกระเพาะเพื่อช่วยในการบดอาหารด้วย แบ่งออกได้เป็น 3 สกุล 14 ชนิด พบได้ในเขตอบอุ่นและเขตร้อนของทุกทวีปทั่วโลก นับว่ามีจำนวนสมาชิกมากและหลากหลายที่สุดของอันดับจระเข้ที่ยังพบคงดำรงเผ่าพันธุ์มาจนถึงปัจจุบันนี้ มักอาศัยบริเวณป่าริมน้ำหรือพื้นที่ชุ่มน้ำ เพราะหากินในน้ำเป็นหลัก บางชนิดหรือบางพื้นที่อาจพบได้ในแหล่งน้ำกร่อยหรือป่าชายเลนหรือปากแม่น้ำใกล้ทะเล ในประเทศไทยพบ 3 ชนิด คือ จระเข้บึง หรือ จระเข้น้ำจืด (Crocodylus siamensis), อ้ายเคี่ยม หรือ จระเข้น้ำเค็ม (C. porosus) และ จระเข้ปากกระทุงเหว หรือ ตะโขง (Tomistoma schlegelii) ซึ่งมิได้ถูกจัดอยู่ในวงศ์นี้การจัดจำแนกสัตว์ในวงศ์จระเข้ (Crocodylidae) การจัดจำแนกสัตว์ในวงศ์จระเข้ (Crocodylidae). ส่วนใหญ่ถูกจัดอยู่ในสกุล Crocodylus ส่วนอีกสกุลที่เหลือ คือ Osteolaemus เป็นสกุลที่มีสปีชีส์เดียว- สกุล Crocodylus- จระเข้อเมริกา (American Crocodile), Crocodylus acutus - จระเข้ปากแหลม (Slender-snouted Crocodile), Crocodylus cataphractus - จระเข้โอริโนโค (Orinoco Crocodile), Crocodylus intermedius - จระเข้น้ำจืดออสเตรเลีย (Freshwater Crocodile), Crocodylus johnstoni - จระเข้ฟิลิปปินส์ (Philippines Crocodile), Crocodylus mindorensis - จระเข้มอเรเล็ต (Morelet's Crocodile), Crocodylus moreletii - จระเข้แม่น้ำไนล์ (Nile Crocodile), Crocodylus niloticus - จระเข้นิวกินี (New Guinea Crocodile), Crocodylus novaeguineae - จระเข้มักเกิล (Mugger Crocodile, Marsh Crocodile หรือ Persian Crocodile), Crocodylus palustris - จระเข้น้ำเค็ม (Saltwater Crocodile), Crocodylus porosus - จระเข้คิวบา (Cuban Crocodile), Crocodylus rhombifer - จระเข้น้ำจืด (Siamese Crocodile), Crocodylus siamensis - สกุล Osteolaemus- จระเข้แคระ (Dwarf crocodile), Osteolaemus tetraspisความสัมพันธ์เชิงวิวัฒนาการของจระเข้และเครือญาติ ความสัมพันธ์เชิงวิวัฒนาการของจระเข้และเครือญาติ. จระเข้ยุคปัจจุบันหรือเรียกตามภาษานักวิชาการว่าจระเข้ยุคใหม่นั้น โผล่หน้าขึ้นมาบนโลกเมื่อราว 90 ล้านปีก่อน เก่าแก่กว่ามนุษย์เมื่อ2 ล้านปีที่ผ่านมานี้หลายเท่า จระเข้ยุคใหม่มีร่วมเผ่าพันธุ์อยู่ด้วยกัน 3 กลุ่ม ได้แก่ จระเข้ (น้ำจืด-น้ำเค็ม), อัลลิเกเตอร์ และตะโขง เริ่มที่ 248 ล้านปีก่อน ซึ่งเป็นยุคโบราณเทียบเท่ากับยุคไดโนเสาร์ ตรงกับช่วงต้น “มหายุคมีโซโซอิค (Mesozoic Era)” ซึ่งต้นตระกูลจระเข้ นั้นมีนามว่า “โปรเทอโรซูซุส (Proterosuchus)” จะมีลักษณะคล้ายคลึงกับ จระเข้ แต่ก็ไม่อาจที่จะเรียกเป็นจระเข้ได้เต็มตัว เพราะตามตำราแล้วถือว่ามันเป็นสัตว์เลื้อยคลาน (Reptile) ที่คล้ายจระเข้ เท่านั้น พวกจระเข้เต็มร้อยเริ่มปรากฏเมื่อตอนช่วงกึ่งกลางมหายุคมีโซโซอิคหรือ “ยุคจูราสสิก” (206 ถึง 144 ล้านปีก่อน) จะดำรงชีวิตอยู่ร่วมยุคกับไดโนเสาร์ที่กำลังรุ่งเรืองนั้นเอง จระเข้ โบราณรุ่นแรกเริ่มนั้นก็ได้แก่ “เมทรี-โอรินซุส (Metriorhynchus)” ซึ่งดำรงชีพอยู่ใต้ น้ำ มีความยาวประมาณ 3 เมตร ปลายหางบานเหมือนหางปลา แต่ขึ้นมาวางไข่บนบก อีกตัวหนึ่งเป็น จระเข้ยักษ์ “ซาร์โค-ซูซุส (Sarcosuchus)” จัดว่าเป็นขนาดใหญ่ที่สุดของทุกยุค เพราะยาวตั้ง 12 เมตร มีน้ำหนัก 10 ตัน ช่วง “ยุคครี-เตเชียส (Cretaceous)” (144 ถึง 65 ล้านปีก่อน) อันถัดจากยุคจูราสสิก และเป็นยุคปลีกย่อยสุดท้ายแห่งมหายุคมีโซโซอิค นั่นก็เพราะต้นตระกูลจระเข้ รุ่นใหม่ทวีจำนวนเพิ่มพงศ์เผ่าขึ้นอย่างมากมายในยุคนี้ ตัวที่น่าสนใจที่สุดนั้นก็คือ จระเข้ยักษ์ “ไดโนซูซุส (Dienosuchus)” มันเป็นญาติสนิท ตัวหนึ่งของจระเข้รุ่นปัจจุบัน ซึ่งเคยอยู่ร่วมกับไดโนเสาร์เมื่อ 70 กว่าล้านปีก่อน ก็เป็นจระเข้ยักษ์ตัวหนึ่ง ที่ยาวเหยียด 10 ถึง 12 เมตร น้ำหนักตั้ง 9 ตัน จะมีขนาดเท่ากับ “จระเข้ยักษ์ ซาร์โคซูซุส” บรรพบุรุษของมัน สำหรับส่วนลักษณะภายนอกของ ไดโนซูซุสนั้นดูแล้วคล้ายจระเข้แม่น้ำไนล์ ซึ่งปกติชอบกินกุ้งหอยปูปลาเป็นพื้น และบางทีก็กินสัตว์ป่าที่ตัวใหญ่ด้วย เช่น ม้าลาย ในอดีต ด้วยเหตุที่ไดโนซูซุสมีขนาดเข้าขั้นจระเข้ยักษ์ มันจึงจู่โจมไดโนเสาร์ขนาดปานกลางที่มาใกล้ริมตลิ่งได้อย่างสบายๆ เช่น ไดโนเสาร์กินพืช “พาราซอโรลอฟอัส (Parasaurolophus)” ที่น้ำหนักเท่าช้าง (ราว 3 ตันครึ่ง) เทคนิคในการกินสัตว์ที่ขนาดใหญ่ คือ ลอยตัวเงียบกริบใต้ผิวน้ำตามลำน้ำหนองบึง หาเวลาเหมาะไดโนเสาร์ที่มาดื่มน้ำโดยไม่ระมัดระวัง มันก็กระโจนพุ่งตัวขึ้นงับติดแน่น แล้วลากไดโนเสาร์ลงน้ำ จนจมน้ำตายในที่สุด เชื่อกันว่าเจ้าไดโนซูซุส สามารถกระโจนได้ไกลเท่ากับความยาวของตัวมันเองเลยทีเดียว ดังนั้น แม้แต่ไดโนเสาร์ติดปีก “นิคโธซอรัส (Nyctosaurus)” ถ้าบินเฉียดผิวน้ำก็มีสิทธิ์โดนมันขย้ำลงไปงาบใต้น้ำได้ง่ายๆเช่นกัน ตอนปลายยุคมีโซโซอิค (65 ล้านปีก่อน) โลกที่โดนดาวเคราะห์น้อยพุ่งชนเข้าปังใหญ่ แค่ไม่กี่เดือนกี่ปีถัดมา บรรดาสัตว์ และพืชพรรณก็มีอันสูญ พันธุ์ไปเกือบครึ่งโลก เป็นต้นว่า ไดโนเสาร์หายไปหมด แต่จระเข้ บางชนิดยังอยู่รอดและขยายพันธุ์ไปทั่วโลก ซึ่ง ได้แก่ จระเข้น้ำจืด จระเข้น้ำเค็ม ตะโขง และอัลลิเกเตอร์ (หรือเคย์แมน) มาจนถึงปัจจุบันการปรับตัวเพื่อความอยู่รอดของจระเข้ การปรับตัวเพื่อความอยู่รอดของจระเข้. จระเข้ จัดเป็นสัตว์เลื้อยคลานที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดาสัตว์เลื้อยคลานทั้งหมด 4 กลุ่ม สืบสายพันธุ์ยาวนานมาตั้งแต่ยุคจูแรคสิคและครีเทเซียสจนถึงยุคปัจจุบัน มีความสามารถในการปรับสภาพร่างกายในการอยู่รอดจากภาวะที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์มากว่า 160 ล้านปี คงลักษณะโบราณทางด้านกายวิภาคเกือบทั้งหมดของร่างกาย ตั้งแต่ปลายจมูกจรดปลายหาง ไม่มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างให้แตกต่างไปจากบรรพบุรุษในยุคโบราณ จระเข้ส่วนใหญ่จะมีจมูกที่ยาวเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ มีขากรรไกรที่แข็งแรงรวมทั้งฟันที่แหลมคม ขนาดความยาวประมาณ 3 - 4 เมตร ลักษณะลำตัวใหญ่โตและดุร้าย ทำให้แลดูน่ากลัวและน่าเกรงขามต่อผู้พบเห็น ผิวหนังแข็งเป็นเกล็ดปกคลุมตลอดลำตัว ปากยาวและปลายปากนูนสูงขึ้นเป็นช่องเปิดของรูจมูก ออกลูกเป็นไข่ครั้งละประมาณ 20 - 28 ฟอง จัดอยู่ในประเภทสัตว์กินเนื้อทุกชนิดด้วย
| ก้อนเนื้อที่ปลายปากนูนสูงที่ช่องเปิดรูจมูกของจระเข้เรียกว่าอะไร | {
"answer": [
"ก้อนขี้หมา"
],
"answer_begin_position": [
692
],
"answer_end_position": [
702
]
} |
2,617 | 331,037 | สุชาติ ตันเจริญ นายกองเอก สุชาติ ตันเจริญ อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดฉะเชิงเทรา 8 สมัย อดีตรองหัวหน้าพรรคชาติไทย และพรรคไทยรักไทย อีกทั้งยังเป็นอดีต ส.ส.ในกลุ่ม 16ประวัติ ประวัติ. นายสุชาติ ตันเจริญ เกิดเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2501 จบการศึกษามัธยมศึกษาตอนปลาย จากโรงเรียนอำนวยศิลป์ พระนคร สำเร็จการศึกษาสูงสุดระดับปริญญาโท ด้านการบริหารธุรกิจ จาก Notre Dame de Namur University ประเทศสหรัฐอเมริกา นายสุชาติ ตันเจริญ เป็นบุตรชายของนายวิเชียร ตันเจริญ และนางสุภา ตันเจริญ อีกทั้งเป็นน้องชายของนายพิเชษฐ์ ตันเจริญ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ และมีศักดิ์เป็นอาของนายณัชพล ตันเจริญ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดฉะเชิงเทรา ปัจจุบันมีบุตรชาย 2 คน คือ นายคชาภา ตันเจริญ (มดดำ) ดารานักแสดงชื่อดัง และนายศักดิ์ชาย ตันเจริญ (มดเล็ก) และใช้ชีวิตคู่นอกสมรสกับ นางสาวนริศรา ชวาลตันพิพัทธ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะการทำงาน การทำงาน. นายสุชาติ ตันเจริญ เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดฉะเชิงเทรา 8 สมัย เคยสังกัดพรรคการเมืองหลายพรรค ทั้ง พรรคประชาธิปัตย์ พรรคไท พรรคชาติไทย พรรคไทยรักไทย เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในปี พ.ศ. 2535 และ พ.ศ. 2538 เป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ในปี พ.ศ. 2548 นายสุชาติ ตันเจริญ เคยลงสมัคร ส.ส. ในนามพรรคไท ในปี พ.ศ. 2539 และได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส. เพียงคนเดียวของพรรค นอกจากนั้นยังเคยดำรงตำแหน่งรองหัวหน้าพรรคการเมืองถึง 2 พรรค คือ พรรคชาติไทย และพรรคไทยรักไทย ซึ่งต่อมาในปี พ.ศ. 2550 ได้ถูกตัดสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี เนื่องจากเป็นกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยซึ่งถูกยุบในคดียุบพรรคการเมือง พ.ศ. 2549 จึงได้นำสมาชิกในกลุ่มบ้านริมน้ำ ย้ายมาสังกัดพรรคเพื่อแผ่นดิน และในปี พ.ศ. 2553 ได้ย้ายไปร่วมกิจกรรมทางการเมืองกับพรรคภูมิใจไทย นายสุชาติ ได้รับฉายาว่า "ตี๋กร่าง" จากการทำหน้าที่รองประธานสภาผู้แทนราษฎรในแบบที่ไม่ยอมใครง่าย ๆเครื่องราชย์อิสริยาภรณ์เครื่องราชย์อิสริยาภรณ์. - พ.ศ. 2542 - เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก ชั้นมหาปรมาภรณ์ช้างเผือก (ม.ป.ช.) - เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ชั้นมหาวชิรมงกุฎ (ม.ว.ม.)
| นายสุชาติ ตันเจริญ เกิดเมื่อวันที่เท่าไร | {
"answer": [
"11"
],
"answer_begin_position": [
374
],
"answer_end_position": [
376
]
} |
2,618 | 331,037 | สุชาติ ตันเจริญ นายกองเอก สุชาติ ตันเจริญ อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดฉะเชิงเทรา 8 สมัย อดีตรองหัวหน้าพรรคชาติไทย และพรรคไทยรักไทย อีกทั้งยังเป็นอดีต ส.ส.ในกลุ่ม 16ประวัติ ประวัติ. นายสุชาติ ตันเจริญ เกิดเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2501 จบการศึกษามัธยมศึกษาตอนปลาย จากโรงเรียนอำนวยศิลป์ พระนคร สำเร็จการศึกษาสูงสุดระดับปริญญาโท ด้านการบริหารธุรกิจ จาก Notre Dame de Namur University ประเทศสหรัฐอเมริกา นายสุชาติ ตันเจริญ เป็นบุตรชายของนายวิเชียร ตันเจริญ และนางสุภา ตันเจริญ อีกทั้งเป็นน้องชายของนายพิเชษฐ์ ตันเจริญ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ และมีศักดิ์เป็นอาของนายณัชพล ตันเจริญ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดฉะเชิงเทรา ปัจจุบันมีบุตรชาย 2 คน คือ นายคชาภา ตันเจริญ (มดดำ) ดารานักแสดงชื่อดัง และนายศักดิ์ชาย ตันเจริญ (มดเล็ก) และใช้ชีวิตคู่นอกสมรสกับ นางสาวนริศรา ชวาลตันพิพัทธ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะการทำงาน การทำงาน. นายสุชาติ ตันเจริญ เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดฉะเชิงเทรา 8 สมัย เคยสังกัดพรรคการเมืองหลายพรรค ทั้ง พรรคประชาธิปัตย์ พรรคไท พรรคชาติไทย พรรคไทยรักไทย เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในปี พ.ศ. 2535 และ พ.ศ. 2538 เป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ในปี พ.ศ. 2548 นายสุชาติ ตันเจริญ เคยลงสมัคร ส.ส. ในนามพรรคไท ในปี พ.ศ. 2539 และได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส. เพียงคนเดียวของพรรค นอกจากนั้นยังเคยดำรงตำแหน่งรองหัวหน้าพรรคการเมืองถึง 2 พรรค คือ พรรคชาติไทย และพรรคไทยรักไทย ซึ่งต่อมาในปี พ.ศ. 2550 ได้ถูกตัดสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี เนื่องจากเป็นกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยซึ่งถูกยุบในคดียุบพรรคการเมือง พ.ศ. 2549 จึงได้นำสมาชิกในกลุ่มบ้านริมน้ำ ย้ายมาสังกัดพรรคเพื่อแผ่นดิน และในปี พ.ศ. 2553 ได้ย้ายไปร่วมกิจกรรมทางการเมืองกับพรรคภูมิใจไทย นายสุชาติ ได้รับฉายาว่า "ตี๋กร่าง" จากการทำหน้าที่รองประธานสภาผู้แทนราษฎรในแบบที่ไม่ยอมใครง่าย ๆเครื่องราชย์อิสริยาภรณ์เครื่องราชย์อิสริยาภรณ์. - พ.ศ. 2542 - เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก ชั้นมหาปรมาภรณ์ช้างเผือก (ม.ป.ช.) - เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ชั้นมหาวชิรมงกุฎ (ม.ว.ม.)
| บิดาของนายสุชาติ ตันเจริญ คือใคร | {
"answer": [
"นายวิเชียร ตันเจริญ"
],
"answer_begin_position": [
596
],
"answer_end_position": [
615
]
} |
2,619 | 45,605 | ไอแซก ซิงเกอร์ ไอแซก เมอร์ริต ซิงเกอร์ ( - 26 ตุลาคม พ.ศ. 2354 - 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2418) นักประดิษฐ์ นักแสดงและผู้ประกอบการชาวอเมริกัน ผู้ทำการออกแบบปรับปรุงส่วนสำคัญของจักรเย็บผ้าและเป็นผู้ก่อตั้งบริษัทซิงเกอร์จักรเย็บผ้าชีวิตในวัยเยาว์ ชีวิตในวัยเยาว์. ไอแซก ซิงเกอร์ เกิดที่เมืองพิตส์ทาวน์ นิวยอร์ก เป็นบุตรของแอดัม ซิงเกอร์ผู้อพยพชาวแซกซอนเชื้อสายยิว ซิงเกอร์เข้าเป็นนักแสดงในคณะลครเร่ ทำให้เขามีรายได้ทั้งจากการเป็นนักแสดงและการเป็นช่าง และได้แต่งงานกับ แคทรีน มาเรีย ฮาเลย์เมื่อ พ.ศ. 2373 ปี พ.ศ. 2378 ซิงเกอร์พร้อมครอบครัวได้ย้ายไปอยู่นครนิวยอร์กและเข้าทำงานในโรงงานแห่งหนึ่งและในปี พ.ศ. 2379 เขาได้ออกเดินทางในฐานะตัวแทนล่วงหน้าคณะนักแสดงผ่านไปถึงบัลติมอร์ได้พบและขอแต่งงานกับแมรี แอนน์ สปอนส์เลอร์ ซิงเกอร์ได้กลับนิวยอร์กและมีบุตรสาวชื่อลิเลียนเมื่อ พ.ศ. 2380 แมรี แอนน์ได้มานิวยอร์กและพบว่าซิงเกอร์เป็นชายที่แต่งงานแล้ว แต่เธอกับซิงเกอร์ก็ได้กลับไปบัลติมอร์อีกในฐานะคู่สมรสและมีบุตรชายด้วยกันชื่อไอแซกผลงานประดิษฐ์ชิ้นแรก ผลงานประดิษฐ์ชิ้นแรก. ในปี พ.ศ. 2382 ซิงเกอร์ได้จดทะเบียนลิขสิทธิ์เครื่องเจาะหินและขายลิขสิทธิ์เป็นเงิน 2,000 เหรียญซึ่งเป็นจำนวนเงินมากมายกว่าทุกครั้งที่เขาเคยมีรายได้ และด้วยความสำเร็จด้านการเงิน ซิงเกอร์จึงหันกลับไปยึดอาชีพนักแสดงอย่างเต็มตัว เขาตั้งคณะละครเร่ชื่อ "เมอร์ริตต์นักแสดง" ออกเดินทางเร่แสดงและใช้ชื่อตนในฐานะนักแสดงว่า "ไอแซก เมอร์ริตต์" และมีแมรี แอนน์ร่วมแสดงด้วยโดยใช้ชื่อว่า "นางเมอร์ริตต์" งานเร่แสดงเป็นไปเป็นเวลาประมาณ 5 ปี ในปี พ.ศ. 2387 ซิงเกอร์หันกลับมาทำงานด้านช่างอีกในโอไฮโอและย้ายไปอยู่ที่พิตส์เบิร์กในปี พ.ศ. 2389 และตั้งโรงงานช่างไม้ทำตัวหนังสือและป้ายไม้ และที่นี่เองที่ฮได้ประดิษฐ์และจดลิขสิทธิ์ "เครื่องแกะสลักไม้และโลหะ" เมื่อวันที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2392 เมื่ออายุ 38 ปี ซิงเกอร์พร้อมภรรยา 2 คนและลูกๆ 8 คนอพยพกลับไปอยู่นิวยอร์กอีกครั้งหนึ่งเพื่อเริ่มจัดจำหน่ายเครื่องมือที่เขาประดิษฐ์ขึ้น และด้วยการหาเงินลงทุนล่วงหน้าได้ก้อนหนึ่งเขาก็ได้เริ่มสร้างเครื่องมือต้นแบบและยังได้รับข้อเสนอให้ไปสร้างโรงงานผลิตเครื่องมือที่บอสตัน ในปี พ.ศ. 2393 ซิงเกอร์ไปไปตั้งเครื่องแกะสลักของเขาที่โรงงานของออร์สัน ซี เฟลพ์ที่ซึ่งเป็นที่ผลิตเครื่องเย็บผ้าลีโลว์และบลอดเจตต์ ในขณะที่ยังไม่มีใบสั่งซื่อเครื่องแกะสลักไม้ เฟลพ์เจ้าของโรงงานจึงขอให้ซิงเกอร์ช่วยดูเครื่องเย็บผ้าดังกล่าวที่ผลิตอยู่ซึ่งนอกจากจะใช้งานยากแล้วยังผลิตยากอีกด้วย ซิงเกอร์ได้แนะว่าเครื่องเย็บจะทำงานได้ดีขึ้นหากทำให้กระสวยเดินเป็นเส้นตรงแทนที่จะเดินเป็นวงโดยใช้เข็มตรงแทนที่เข็มรูปโค้ง ซิงเกอร์ได้รับเงินทุนอีกครั้งหนึ่งจากจอร์จ บี ซีเบอร์ซึ่งได้ร่วมเป็นหุ้นส่วนกันรวมทั้งเฟลพ์ด้วยและตั้งชื่อเครื่องว่า "จักรเย็บผ้าเจนนี ลินด์" ตามชื่อนักร้องสาวชาวสวีเด็นที่โด่งดังในยุคนั้น จักรเย็บผ้าต้นแบบของซิงเกอร์นับเป็นจักรตัวแรกของโลกที่ทำการเย็บได้จริงและได้รับการจดลิขสิทธิ์เมื่อวันที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2394 และเมื่อเริ่มจำหน่ายชื่อจักรที่ตั้งว่า "เจนนี ลินด์" กลับไม่มีคนเรียกแต่ไปเรียกกันแพร่หลายทั่วไปว่า "จักรซิงเกอร์"การออกแบบจักรเย็บผ้า การออกแบบจักรเย็บผ้า. ซิงเกอร์ไม่ได้เป็นผู้ประดิษฐ์จักรเย็บผ้า และเขาก็ไม่เคยอ้างตนเป็นผู้ประดิษฐ์ เมื่อเขาเห็นจักรครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2393 นั้นก็เป็นการประดิษฐ์คิดค้นครั้งที่ 4 แล้ว จักรเย็บผ้าตัวก่อนของวอลเตอร์ ฮันท์ใช้วิธีเย็บแบบลูกโซ่วึ่งมีข้อเสียที่ด้ายมักยุ่งพันกัน จักรของฮันท์ใช้การเย็บวิธีจับยึดเช่นเดียวกับของลีโรว์และบลอดเจตต์ที่ซิงเกอร์ได้ทำการปรับปรุงแก้ไขที่โรงงานของเฟลพ์ เอลีแอส โฮว์ได้ประดษฐ์จักรเย็บผ้าโดยอิสสระซึ่งได้จดลิขสิทธิ์เมื่อวันที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2389 ไว้เช่นกัน ได้เกิดสงครามแย่งชิงลิขสิทธิ์จักรเย็บผ้าขึ้นระหว่างซิงเกอร์และโฮว์ ซิงเกอร์ได้พบว่าการปรับปรุงของโฮว์เป็นการใช้เทคโนโลยีที่มีอยู่ก่อนแล้ว โดยการพบจักรตัวเก่าของโฮว์ซึ่งที่จริงเป็นการใช้กระสวยแบบจับยึด ส่วนฮันท์ซึ่งยื่นขอจดลิขสิทธิ์ในปี พ.ศ. 2396 ได้อ้างว่าได้ลิขสิทธิ์ก่อนโฮว์ 7 ปี การฟ้องร้องคดี "ฮันท์และโฮว์" ขึ้นศาลในปี พ.ศ. 2397 โดยโฮว์เป็นผู้ชนะคดีและได้หันมาฟ้องศาลขอให้ยับยั้งซิงเกอร์ในการจำหน่ายจักรซิงเกอร์บริษัท ไอ เอ็ม ซิงเกอร์ บริษัท ไอ เอ็ม ซิงเกอร์. ในปี พ.ศ. 2399 ผู้ผลิตทั้งหลายคือ โกรเวอร์ เบเกอร์ ซิงเกอร์ วีลเลอร์และวิลสันซึ่งต่างฟ้องร้องซึ่งกันและกันว่าเป็นผู้ละเมิดลิขสิทธิ์ได้มาพบกันที่แอลบานี นิวยอร์กเพื่อติดตามคดี โอลานโด บี พอตเตอร์ ทนายความและประธานบริษัทโกรเวอร์และเบเกอร์ได้เสนอว่าแทนที่จะฟ้องร้องกันจนสิ้นเนื้อประดาตัวทำไมไม่เอาลิขสิทธิ์มารวมกัน ทำให้เกิด "ลิขสิทธิ์กองรวม" (Patent pool) ขึ้นเป็นครั้งแรกเป็นกระบวนการซึ่งเอื้อให้มีการพัฒนาเครื่องจักรกลที่ซับซ้อนได้โดยไม่ต้องพะวงสงครามกฎหมายลิขสิทธิ์ ทั้งหมดตกลงและจัดตั้งบริษัทสหการจักรเย็บผ้า แต่ก็ยังต้องเผชิญปัญหากับเอลีแอส โอว์ผู้ซึ่งมีลิขสิทธิ์ในส่วนสำคัญของจักรอยู่ซึ่งแปลว่าจะต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์ให้แก่โฮว์สำหรับจักรทุกตัวที่ผลิตซึ่งโฮว์ยอมเงื่อนไข การผลิตจักรเย็บผ้าในปริมาณมากจึงเกิดขึ้น บริษัท ไอ เอ็ม ซิงเกอร์ได้ผลิตจักรเย็บผ้าได้ 2,564 ตัวในปี พ.ศ. 2399 และ 13,000 ตัวในปี พ.ศ. 2403 ที่โรงงานใหม่ถนนมอตต์ นิวยอร์ก จักรเย็บผ้าที่ผลิตในช่วงแรกเป็นจักรประเภทอุตสาหกรรมการตัดเย็บ จักรขนาดเล็กส่วนบุคคลสำหรับใช้ในงานตลาดยุโรป สร้างโรงงานในอังกฤษใกล้เมือง กลาสโกว์ นับเป็นเป็นการดำเนินธุรกิจข้ามชาติเป็นครั้งแรกของอเมริกาโดยมีตัวแทนจำหน่ายในปารีสและริโอเดอจาไนโรการประสบความสำเร็จทางการเงิน การประสบความสำเร็จทางการเงิน. ความสำเร็จทางการเงินทำให้ซิงเกอร์สามารถซื้อคฤหาสน์ที่ถนนฟิฟท์อเวนู ในปี พ.ศ. 2403 เขาหย่ากับภรรยาคนแรกในข้อหาการมีชู้และอยู่กินกับแมรี แอนน์ต่อไปจนกระทั่งเธอได้เห็นเขานั่งรถคู่มากับพนักงานบริษัทชื่อแมรี แมกโกนิกัลผู้ต้องสงสัยมานาน ซิงเกอร์มีบุตรกับแมรี แมกโกนัล 5 คน โดยใช้นามสกุลแมททิว แมรี แอนน์ ซึ่งยังเรียกตัวเองว่านางซิงเกอร์ได้แจ้งจับซิงเกอร์ในข้อหาทะเลาะวิวาท ซิงเกอร์ผู้ได้รับความอับอายได้รับการประกันตัวและหลบไปอยู่ลอนดอนพร้อมกับแมกโกนัล หลังจากนั้นก็เกิดการอย่าร้างของครอบครัว "ไอแซก" ขึ้นอีกครั้งหนึ่ง และได้แต่งงานใหม่อีกกับแมรี อีสท์วูดโดยใช้นามสกุลว่า "เมอร์ริต" ซิงเกอร์มีลูกทั้งหมดรวม 18 คนจากภรรยา 4 คน (ปัจจุบันลูก 18 คนยังมีชีวิตอยู่) แมรี แอนน์พบกับไอแซกที่ลอนดอนได้ทำข้อตกลงเรียกร้องเรื่องทรัพย์สินโดยอ้างว่าแม้ไม้ได้จดทะเบียนถูกต้องแต่ก็ถือว่าถูกกฎหมายเนื่องจากได้อยู่กินด้วยกันเป็นเวลา 7 เดือนในระหว่างที่ไอแซกหย่าขาดจากแคทรีนภริยาคนแรกแล้วซึ่งเป็นที่ตกลงกันได้ชีวิตช่วงสุดท้ายในยุโรป ชีวิตช่วงสุดท้ายในยุโรป. ในปี พ.ศ. 2406 ได้มีความเห็นร่วมกันยกเลิกบริษัทไอ เอม ซิงเกอร์ และดำเนินกิจการต่อโดย "บริษัทซิงเกอร์" ตัวซิงเกอร์เองได้ลดบทบาทในงานบริหารจัดการประจำวันลงโดยทำหน้าที่เพียงเป็นกรรมการอำนวยการและผู้ถือหุ้นใหญ่ ถึงตอนนี้ ซิงเกอร์ก็เริ่มเพิ่มจำนวนครอบครัวอีกโดยมีลูกกับอิซาเบลลาอีก 6 คน และเนื่องจากปัญหายอกย้อนในการมีครอบครัวในอดีตทำให้เขาไม่สามารถกลับไปอยู่ในนิวยอร์กได้อีก ได้อพยพไปอยู่ปารีสในเวลาต่อมาและไม่ได้กลับอเมริกาอีกเลย เมื่อเกิดสงครามฝรั่งเศส-ปรัสเซีย ซิงเกอร์และครอบครัวหนีไปอยู่ในอังกฤษและสร้างคฤหาสน์ใหญ่ที่เดวอน 9 วันหลังงานแต่งงานของลูกสาวคนหนึ่ง ไอแซก ซิงเกอร์ก็ได้เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจและหลอดลมอักเสบและถูกฝังที่สุสานทอร์เควย์ในประเทศอังกฤษทรัพย์สินและมรดก: ครอบครัวหลังมรณกรรม ทรัพย์สินและมรดก: ครอบครัวหลังมรณกรรม. ซิงเกอร์ทิ้งทรัพย์สินมรดกเป็นมูลค่าประมาณ 14 ล้านเหรียญสหรัฐและพินัยกรรม 2 ฉบับ เว้นบางคนได้ด้วยเหตุผลต่างๆ สร้างความวุ่นวายขึ้นในระหว่างสมาชิกครอบครัวทำให้เกิดการฟ้องร้องกันขึ้น แมรี แอนน์อ้างสิทธิ์การเป็น "นางซิงเกอร์" ที่ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งในที่สุดศาลตัดสินให้อิซาเบลลาเป็นแม่หม้ายที่ถูกต้องตามกฎหมายซึ่งต่อมาได้แต่งงานกับนักดนตรีชาวเบลเยี่ยมชื่อ วิกเตอร์ รูบซีท ผู้ซึ่งได้ตำแหน่งวิสคอมเต เดอ เอสเตมบอร์ก ตำแหน่งวาติกันว่าดยุกแห่งแคมโปเซลิซ ลูกคนที่ 18 ของซิงเกอร์แต่งงานกับเจ้าชายคนหนึ่งเมื่ออายุ 22 ปี ต่อมาหย่าขาดมาแต่งกับเจ้าชายอีกคนหนึ่งในปี พ.ศ. 2436 และเธอได้กลายเป็นผู้อุปถัมภ์คนสำคัญในดนตรีฝรั่งเศสสมัยใหม่ อิซาเบลลาฆ่าตัวตายในปี พ.ศ. 2439 บุตรชายคนหนึ่งได้เป็นผู้ให้เงินอุดหนุนมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในประเทศอังกฤษตะวันตกเฉียงใต้ซึ่งต่อมาคือมหาวิทยาลัยเอกซีเตอร์ ซึ่งได้ตั้งชื่ออาคารหลังหนึ่งว่า อาคารวอชิงตัน ซิงเกอร์เพื่อเป็นเกียรติแก่เขา
| ใครคือผู้ก่อตั้งบริษัทซิงเกอร์จักรเย็บผ้า | {
"answer": [
"ไอแซก ซิงเกอร์"
],
"answer_begin_position": [
87
],
"answer_end_position": [
101
]
} |
2,620 | 53,578 | สกทาคามี สกทาคามี (; ) หรือ สกิทาคามี แปลว่า ผู้จะมาสู่โลกนี้เพียงอีกครั้งเดียว เป็นชื่อเรียกพระอริยบุคคลลำดับที่ 2 ใน 4 ประเภท คัมภีร์สุมังคลวิลาสินีอธิบายว่าคำว่า "โลกนี้" หมายถึงกามาวจรโลก กล่าวคือ ผู้บรรลุสกทาคามีในมนุษยโลกแล้วไปเกิดในเทวโลก สามารถบรรลุเป็นพระอรหันต์ในเทวโลกนั้นได้ หากไม่ได้อรหัตตผล จะมาเกิดเป็นมนุษย์แล้วบรรลุอรหัตตผลอย่างแน่นอน ฝ่ายผู้บรรลุสกทาคามีในเทวโลกแล้วมาเกิดในมนุษยโลก สามารถบรรลุอรหัตตผลในมนุษยโลกนั้นได้ หากไม่ได้ จะกลับไปเกิดในเทวโลกแล้วบรรลุอรหัตตผลอย่างแน่นอนการละสังโยชน์ การละสังโยชน์. เมื่อละสังโยชน์เบื้องต่ำ 3 ประการ เป็นพระโสดาบันได้แล้ว และทำสังโยชน์เบื้องต่ำอีกสองประการที่เหลือให้เบาบางลงด้วย จึงเป็นพระสกทาคามี ได้แก่- กามราคะ หมายถึง ความพอใจในกาม คือ การความเพลินในการได้เสพ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ธรรมารมณ์ ที่น่าพอใจ - ปฏิฆะ หมายถึง ความกระทบกระทั่งในใจ คล้ายความพยาบาทอย่างละเอียด หากสังโยชน์เบื้องต่ำทั้งสองประการนี้หมดไปก็จะเป็นพระอนาคามีประเภท ประเภท. ในพระไตรปิฎกภาษาบาลี ไม่ได้ระบุประภทของพระสกทาคามีไว้ มีเพียงคัมภีร์ชั้นหลัง เช่น คัมภีร์ปรมัตถโชติกา แบ่งไว้ 3 ประเภท คือ สกทาคามีในกามภพ 1 ในรูปภพ 1 และในอรูปภพ 1 คัมภีร์ปรมัตถมัญชุสา แบ่งไว้ 5 ประเภท คือ ผู้บรรลุใน (มนุษย) โลกนี้แล้วปรินิพพานในโลกนี้เอง 1 ผู้บรรลุในโลกนี้แล้ว ปรินิพพานในเทวโลก 1 ผู้บรรลุในเทวโลกแล้ว ปรินิพพานในเทวโลกนั้นเอง 1 ผู้บรรลุในเทวโลกแล้ว เกิดในโลกนี้จึงปรินิพพาน 1 ผู้บรรลุในโลกนี้แล้ว ไปเกิดในเทวโลกหมดอายุแล้ว กลับมาเกิดในโลกนี้จึงปรินิพพาน 1 ทั้งนี้ พระสกทาคามีที่กล่าวถึงในพระไตรปิฎกภาษาบาลีหมายเอาประเภทที่ 5 อย่างเดียวตัวอย่างบุคคลผู้บรรลุสกทาคามิผลในพุทธกาลตัวอย่างบุคคลผู้บรรลุสกทาคามิผลในพุทธกาล. 1. นางสุมนาเทวี ธิดาของอนาถบิณฑิกเศรษฐี
| สกทาคามีแปลว่าอะไร | {
"answer": [
"ผู้จะมาสู่โลกนี้เพียงอีกครั้งเดียว"
],
"answer_begin_position": [
126
],
"answer_end_position": [
160
]
} |
2,621 | 126,336 | อำเภอหัวตะพาน หัวตะพาน เป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดอำนาจเจริญที่ตั้งและอาณาเขต ที่ตั้งและอาณาเขต. อำเภอหัวตะพานมีอาณาเขตติดต่อกับเขตการปกครองข้างเคียง ดังนี้- ทิศเหนือ ติดต่อกับอำเภอเมืองอำนาจเจริญ - ทิศตะวันออก ติดต่อกับอำเภอม่วงสามสิบ (จังหวัดอุบลราชธานี) และอำเภอลืออำนาจ - ทิศใต้ ติดต่อกับอำเภอเขื่องใน (จังหวัดอุบลราชธานี) - ทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภอป่าติ้วและอำเภอคำเขื่อนแก้ว (จังหวัดยโสธร)การแบ่งเขตการปกครองการปกครองส่วนภูมิภาค การแบ่งเขตการปกครอง. การปกครองส่วนภูมิภาค. อำเภอหัวตะพานแบ่งเขตการปกครองย่อยออกเป็น 8 ตำบล 85 หมู่บ้าน ได้แก่การปกครองส่วนท้องถิ่น การปกครองส่วนท้องถิ่น. ท้องที่อำเภอหัวตะพานประกอบด้วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 8 แห่ง ได้แก่- เทศบาลตำบลหัวตะพาน ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของตำบลหัวตะพาน บางส่วนของตำบลหนองแก้ว และบางส่วนของตำบลรัตนวารี - เทศบาลตำบลรัตนวารีศรีเจริญ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลหัวตะพานและตำบลรัตนวารี (นอกเขตเทศบาลตำบลหัวตะพาน) - เทศบาลตำบลเค็งใหญ่ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลเค็งใหญ่ทั้งตำบล - องค์การบริหารส่วนตำบลคำพระ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลคำพระทั้งตำบล - องค์การบริหารส่วนตำบลหนองแก้ว ครอบคลุมพื้นที่ตำบลหนองแก้ว (นอกเขตเทศบาลตำบลหัวตะพาน) - องค์การบริหารส่วนตำบลโพนเมืองน้อย ครอบคลุมพื้นที่ตำบลโพนเมืองน้อยทั้งตำบล - องค์การบริหารส่วนตำบลสร้างถ่อน้อย ครอบคลุมพื้นที่ตำบลสร้างถ่อน้อยทั้งตำบล - องค์การบริหารส่วนตำบลจิกดู่ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลจิกดู่ทั้งตำบล
| อำเภอหัวตะพาน จังหวัดอำนาจเจริญ มีอาณาเขตทางทิศใต้ติดกับจังหวัดอะไร | {
"answer": [
"อุบลราชธานี"
],
"answer_begin_position": [
398
],
"answer_end_position": [
409
]
} |
Subsets and Splits
No community queries yet
The top public SQL queries from the community will appear here once available.