question_id int32 1 4k | article_id int32 665 954k | context stringlengths 75 87.2k | question stringlengths 11 135 | answers dict |
|---|---|---|---|---|
2,622 | 180,566 | ขบวนการอิสลามแห่งอุซเบกิสถาน ขบวนการอิสลามแห่งอุซเบกิสถาน (Islamic Movement of Uzbekistan) เป็นกลุ่มนิยมอิสลามในเอเชียกลางที่ต่อต้านการปกครองของนายอิซลอม คาลิมอฟ ประธานาธิบดีอุซเบกิสถานที่แยกรัฐออกจากศาสนา ผู้นำกลุ่มคือนายโทเฮอร์ โยลคาเชฟ แนวคิดของกลุ่มต้องการก่อตั้งรัฐอิสลามในอุซเบกิสถาน รวมทั้งเน้นการต่อต้านอิสราเอลและชาติตะวันตกปฏิบัติการ ปฏิบัติการ. ก่อน พ.ศ. 2544 กลุ่มนี้เน้นการโจมตีที่ผลประโยชน์ของอุซเบกิสถาน เช่นการวางระเบิดรถยนต์ในกรุงทัชเคนต์เมื่อ พ.ศ. 2542 รวมทั้งการจับตัวชาวต่างชาติเป็นตัวประกันในช่วง พ.ศ. 2542 – 2543 และหลังเดือนตุลาคม พ.ศ. 2544 กลุ่มนี้ได้เน้นการโจมตีทหารที่เข้าไปรบในอัฟกานิสถานสมาชิก สมาชิก. มีกำลังนักรบประมาณ 2,000 คน กระจายอยู่ทั่วไปในเอเชียใต้และเอเชียกลาง โดยจะออกปฏิบัติการในอัฟกานิสถาน อิหร่าน คีร์กีซสถาน ปากีสถาน ทาจิกิสถาน และอุซเบกิสถาน
| ใครคือผู้นำขบวนการอิสลามแห่งอุซเบกิสถาน | {
"answer": [
"โทเฮอร์ โยลคาเชฟ"
],
"answer_begin_position": [
325
],
"answer_end_position": [
341
]
} |
2,623 | 180,566 | ขบวนการอิสลามแห่งอุซเบกิสถาน ขบวนการอิสลามแห่งอุซเบกิสถาน (Islamic Movement of Uzbekistan) เป็นกลุ่มนิยมอิสลามในเอเชียกลางที่ต่อต้านการปกครองของนายอิซลอม คาลิมอฟ ประธานาธิบดีอุซเบกิสถานที่แยกรัฐออกจากศาสนา ผู้นำกลุ่มคือนายโทเฮอร์ โยลคาเชฟ แนวคิดของกลุ่มต้องการก่อตั้งรัฐอิสลามในอุซเบกิสถาน รวมทั้งเน้นการต่อต้านอิสราเอลและชาติตะวันตกปฏิบัติการ ปฏิบัติการ. ก่อน พ.ศ. 2544 กลุ่มนี้เน้นการโจมตีที่ผลประโยชน์ของอุซเบกิสถาน เช่นการวางระเบิดรถยนต์ในกรุงทัชเคนต์เมื่อ พ.ศ. 2542 รวมทั้งการจับตัวชาวต่างชาติเป็นตัวประกันในช่วง พ.ศ. 2542 – 2543 และหลังเดือนตุลาคม พ.ศ. 2544 กลุ่มนี้ได้เน้นการโจมตีทหารที่เข้าไปรบในอัฟกานิสถานสมาชิก สมาชิก. มีกำลังนักรบประมาณ 2,000 คน กระจายอยู่ทั่วไปในเอเชียใต้และเอเชียกลาง โดยจะออกปฏิบัติการในอัฟกานิสถาน อิหร่าน คีร์กีซสถาน ปากีสถาน ทาจิกิสถาน และอุซเบกิสถาน
| ขบวนการอิสลามแห่งอุซเบกิสถานเป็นกลุ่มที่ต่อต้านการปกครองของใคร | {
"answer": [
"อิซลอม คาลิมอฟ"
],
"answer_begin_position": [
250
],
"answer_end_position": [
264
]
} |
2,624 | 42,999 | อ่าวหะล็อง อ่าวหะล็อง (, "อ่าวแห่งมังกรผู้ดำดิ่ง") เป็นอ่าวแห่งหนึ่งในพื้นที่ของอ่าวตังเกี๋ยทางตอนเหนือของประเทศเวียดนาม ใกล้ชายแดนติดต่อกับประเทศจีน มีพื้นที่ทั้งหมด 1,500 ตารางกิโลเมตร และมีชายฝั่งยาว 120 กิโลเมตร อยู่ห่างจากกรุงฮานอยไปทางตะวันออก 170 กิโลเมตร ในอ่าวหะล็องมีเกาะหินปูนจำนวน 1,969 เกาะโผล่พ้นขึ้นมาจากผิวทะเล บนยอดของแต่ละเกาะมีต้นไม้ขึ้นอยู่อย่างหนาแน่น หลายเกาะมีถ้ำขนาดใหญ่อยู่ภายใน ถ้ำที่ใหญ่ที่สุดในบริเวณอ่าวคือ ถ้ำเสาไม้ (Hang Đầu Gỗ, ฮางเดิ่วโก๋) หรือชื่อเดิมว่า "กร็อตเดแมร์แวย์" (Grotte des Merveilles) ซึ่งตั้งชื่อโดยนักท่องเที่ยวชาวฝรั่งเศสที่มาเยี่ยมชมอ่าวเมื่อปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ภายในถ้ำประกอบไปด้วยโพรงกว้าง 3 โพรง มีหินงอกและหินย้อยขนาดใหญ่อยู่จำนวนมาก เกาะที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในบริเวณอ่าว 2 เกาะ คือ เกาะกั๊ตบ่าและเกาะต่วนเจิว ทั้งสองเกาะนี้มีคนตั้งถิ่นฐานอยู่อย่างถาวร บนเกาะมีโรงแรมและชายหาดจำนวนมากคอยให้บริการนักท่องเที่ยว ส่วนเกาะขนาดเล็กอื่น ๆ บางเกาะก็มีชายหาดที่สวยงามที่นักท่องเที่ยวนิยมไปเยี่ยมชม บางเกาะเป็นที่ตั้งของหมู่บ้านชาวประมง และบางเกาะยังเป็นถิ่นอาศัยของสัตว์หลายชนิด เช่น ไก่ป่า ละมั่ง ลิง และกิ้งก่าหลายชนิด เกาะเหล่านี้มักจะได้รับการตั้งชื่อจากรูปร่างลักษณะที่แปลกตา เช่น เกาะช้าง (Hòn Voi, ห่อนวอย) เกาะไก่ชน (Hòn Gà Chọi, ห่อนก่าจ่อย) เกาะหลังคา (Hòn Mái Nhà, ห่อนม้ายหญ่า) เป็นต้น ตามตำนานพื้นบ้านได้กล่าวไว้ว่า ในอดีตนานมาแล้ว ระหว่างที่ชาวเวียดนามกำลังต่อสู้กับกองทัพชาวจีนผู้รุกราน เทพเจ้าได้ส่งกองทัพมังกรลงมาช่วยปกป้องแผ่นดินเวียดนาม มังกรเหล่านี้ได้ดำดิ่งลงสู่ท้องทะเลบริเวณที่เป็นอ่าวหะล็องในปัจจุบัน ทำให้มีอัญมณีและหยกพุ่งกระเด็นออก อัญมณีเหล่านี้กลายเป็นเกาะแก่งน้อยใหญ่กระจายอยู่ทั่วอ่าว เป็นเกราะป้องกันผู้รุกราน ทำให้ชาวเวียดนามปกป้องแผ่นดินของพวกเขาได้สำเร็จและก่อตั้งประเทศซึ่งต่อมาก็คือเวียดนามในปัจจุบัน บางตำนานสมัยใหม่ก็กล่าวไว้ว่า ปัจจุบันยังมีสัตว์ในตำนานที่ชื่อว่า ตาราสก์ (Tarasque) อาศัยอยู่ที่ก้นอ่าวมรดกโลก มรดกโลก. อ่าวหะล็องได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญครั้งที่ 18 เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2537 ที่ภูเก็ต ประเทศไทย ด้วยข้อกำหนดและหลักเกณฑ์ในการพิจารณา ดังนี้- (vii) - เป็นตัวอย่างที่เด่นชัดของการเป็นตัวแทนในวิวัฒนาการสำคัญต่างๆในอดีตของโลก เช่น ยุคสัตว์เลื้อยคลาน ยุคน้ำแข็ง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนาความหลากหลายทางธรรมชาติบนพื้นโลก - (ix) - เป็นแหล่งที่เกิดจากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่มีเอกลักษณ์หายากหรือสวยงามเป็นพิเศษ เช่น แม่น้ำ น้ำตก ภูเขา
| อ่าวหะล็องที่ประเทศเวียดนามมีพื้นที่ทั้งหมดกี่ตารางกิโลเมตร | {
"answer": [
"1,500"
],
"answer_begin_position": [
250
],
"answer_end_position": [
255
]
} |
2,625 | 42,999 | อ่าวหะล็อง อ่าวหะล็อง (, "อ่าวแห่งมังกรผู้ดำดิ่ง") เป็นอ่าวแห่งหนึ่งในพื้นที่ของอ่าวตังเกี๋ยทางตอนเหนือของประเทศเวียดนาม ใกล้ชายแดนติดต่อกับประเทศจีน มีพื้นที่ทั้งหมด 1,500 ตารางกิโลเมตร และมีชายฝั่งยาว 120 กิโลเมตร อยู่ห่างจากกรุงฮานอยไปทางตะวันออก 170 กิโลเมตร ในอ่าวหะล็องมีเกาะหินปูนจำนวน 1,969 เกาะโผล่พ้นขึ้นมาจากผิวทะเล บนยอดของแต่ละเกาะมีต้นไม้ขึ้นอยู่อย่างหนาแน่น หลายเกาะมีถ้ำขนาดใหญ่อยู่ภายใน ถ้ำที่ใหญ่ที่สุดในบริเวณอ่าวคือ ถ้ำเสาไม้ (Hang Đầu Gỗ, ฮางเดิ่วโก๋) หรือชื่อเดิมว่า "กร็อตเดแมร์แวย์" (Grotte des Merveilles) ซึ่งตั้งชื่อโดยนักท่องเที่ยวชาวฝรั่งเศสที่มาเยี่ยมชมอ่าวเมื่อปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ภายในถ้ำประกอบไปด้วยโพรงกว้าง 3 โพรง มีหินงอกและหินย้อยขนาดใหญ่อยู่จำนวนมาก เกาะที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในบริเวณอ่าว 2 เกาะ คือ เกาะกั๊ตบ่าและเกาะต่วนเจิว ทั้งสองเกาะนี้มีคนตั้งถิ่นฐานอยู่อย่างถาวร บนเกาะมีโรงแรมและชายหาดจำนวนมากคอยให้บริการนักท่องเที่ยว ส่วนเกาะขนาดเล็กอื่น ๆ บางเกาะก็มีชายหาดที่สวยงามที่นักท่องเที่ยวนิยมไปเยี่ยมชม บางเกาะเป็นที่ตั้งของหมู่บ้านชาวประมง และบางเกาะยังเป็นถิ่นอาศัยของสัตว์หลายชนิด เช่น ไก่ป่า ละมั่ง ลิง และกิ้งก่าหลายชนิด เกาะเหล่านี้มักจะได้รับการตั้งชื่อจากรูปร่างลักษณะที่แปลกตา เช่น เกาะช้าง (Hòn Voi, ห่อนวอย) เกาะไก่ชน (Hòn Gà Chọi, ห่อนก่าจ่อย) เกาะหลังคา (Hòn Mái Nhà, ห่อนม้ายหญ่า) เป็นต้น ตามตำนานพื้นบ้านได้กล่าวไว้ว่า ในอดีตนานมาแล้ว ระหว่างที่ชาวเวียดนามกำลังต่อสู้กับกองทัพชาวจีนผู้รุกราน เทพเจ้าได้ส่งกองทัพมังกรลงมาช่วยปกป้องแผ่นดินเวียดนาม มังกรเหล่านี้ได้ดำดิ่งลงสู่ท้องทะเลบริเวณที่เป็นอ่าวหะล็องในปัจจุบัน ทำให้มีอัญมณีและหยกพุ่งกระเด็นออก อัญมณีเหล่านี้กลายเป็นเกาะแก่งน้อยใหญ่กระจายอยู่ทั่วอ่าว เป็นเกราะป้องกันผู้รุกราน ทำให้ชาวเวียดนามปกป้องแผ่นดินของพวกเขาได้สำเร็จและก่อตั้งประเทศซึ่งต่อมาก็คือเวียดนามในปัจจุบัน บางตำนานสมัยใหม่ก็กล่าวไว้ว่า ปัจจุบันยังมีสัตว์ในตำนานที่ชื่อว่า ตาราสก์ (Tarasque) อาศัยอยู่ที่ก้นอ่าวมรดกโลก มรดกโลก. อ่าวหะล็องได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญครั้งที่ 18 เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2537 ที่ภูเก็ต ประเทศไทย ด้วยข้อกำหนดและหลักเกณฑ์ในการพิจารณา ดังนี้- (vii) - เป็นตัวอย่างที่เด่นชัดของการเป็นตัวแทนในวิวัฒนาการสำคัญต่างๆในอดีตของโลก เช่น ยุคสัตว์เลื้อยคลาน ยุคน้ำแข็ง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนาความหลากหลายทางธรรมชาติบนพื้นโลก - (ix) - เป็นแหล่งที่เกิดจากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่มีเอกลักษณ์หายากหรือสวยงามเป็นพิเศษ เช่น แม่น้ำ น้ำตก ภูเขา
| ถ้ำที่ใหญ่ที่สุดในบริเวณอ่าวหะล็องที่ประเทศเวียดนามมีชื่อว่าอะไร | {
"answer": [
"ถ้ำเสาไม้"
],
"answer_begin_position": [
519
],
"answer_end_position": [
528
]
} |
2,626 | 155,475 | สุดจิตต์ พันธ์สังข์ สุดจิตต์ พันธ์สังข์ (Mr. Soodjit Phunsang) เป็นศิลปินกรมศิลปากร และเป็นผู้เชี่ยวชาญนาฏศิลป์ไทยของกรมศิลปากร มีผลงานที่สำคัญเป็นผู้ที่ได้รับพระราชทานครอบและการต่อกระบวนรำเพลงหน้าพาทย์องค์พระพิราพ ณ ศาลาดุสิดาลัย พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน ในวันพฤหัสบดีที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2527ประวัติ ประวัติ. เกิด วันเสาร์ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2488 บิดาชื่อนายสวัสดิ์ พันธ์สังข์ มารดา ชื่อนางเจรียง พันธ์สังข์ สมรสกับนางมาลีนี พันธ์สังข์ มีบุตรสาวด้วยกัน 2 คน คือ นางสาวนนทรส พันธ์สังข์ และ นางสาวธิตาภา พันธ์สังข์ การศึกษา ประกาศนียบัตรวิชาชีพนาฎศิลปชั้นสูง และปริญญาครุศาสตร์บัณฑิต ปัจจุบันอาศัยอยู่ที่ แขวงท่าแร้ง เขตบางเขน กรุงเทพมหานครเกียรติยศที่ภาคภูมิใจ เกียรติยศที่ภาคภูมิใจ. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลดุลยเดชมหาราช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้กรมศิลปากร ทำการคัดเลือกศิลปินที่มีความสามารถฝ่ายพระ 5 คนคือ นาย ธีรยุทธ ยวงศรี นายธงไชย โพธยารมย์ นายทองสุข ทองหลิม นายอุดม อังศุธร และนาย สมบัติ แก้วสุจริต และศิลปินโขนฝ่ายยักษ์ 7 คนคือนายราฆพ โพธิเวส นายไชยยศ คุ้มมณี นายจตุพร รัตนวราหะ นาย จุมพล โชติทัตต์ นาย สุดจิตต์ พันธ์สังข์ นาย สมศักดิ์ ทัดติ และ นาย ศิริพันธ์ อัฏฏะวัชระ รวมทั้งสิ้น 12 คน เข้ารับพระราชทานครอบประธานพิธีใหว้ครูโขนละคร และการต่อกระบวนรำเพลงหน้าพาทย์องค์พระพิราพ ณ.ศาลาดุสิดาลัย พระตำหนัก จิตรลดารโหฐาน ในวันพฤหัสบดีที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2527การรับราชการในกรมศิลปากร การรับราชการในกรมศิลปากร. เริ่มเข้ารับราชการเมื่อ 11 มกราคม พุทธศักราช 2511 ตำแหน่งศิลปินจัตวา กองการสังคีต กรม ศิลปากร ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญทางด้านนาฏศิลปไทยสาขาโขนยักษ์ สำนักการสังคีต เครื่องราชอิสริยาภรณ์สูงสุดที่ได้รับคือทวิติยาภรณ์ช้างเผือก เหรียญจักพรรดิ์มาลาประสบการณ์ด้านศิลปการแสดงการฝึกหัด ประสบการณ์ด้านศิลปการแสดง. การฝึกหัด. เริ่มฝึกหัดโขนเป็นตัวยักษ์ กับครูอร่าม อินทรนัฏ ครูหยัด ช้างทอง ครูราฆพ โพธิเวสครูจตุพร รัตนวราหะ ครูชิน สีปู่ ต่อมาได้รับการฝึกหัดละครเพิ่มเติมจากท่านผู้หญิง แผ้ว สนิทวงศ์เสนี ครู สุวรรณี ชลานุเคราะห์ ครูอบเชย ทิพย์โกมุท ผลงานด้านการแสดง เป็นผู้แสดงโขน – ละคร ให้ประชาชนชม ณ. โรงละครแห่งชาติ ทำเนียบรัฐบาล และ ตามหน่วย ราชการต่าง ๆ ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ด้านการแสดงโขน เป็นตัวเอกในเรื่องรามเกียรติ์ เช่น พระพิราพ ทศกัณฐ์ สหัสะเดชะ กุมภกรรณ มังกรกัณฐ์ เป็นต้น ด้านการแสดงละคร แสดงเป็นชาละวันตัวมนุษย์ ในละครนอกเรื่องไกรทอง แสดงเป็นพระยาเดโช ในเรื่องพระร่วง แสดงเป็นพระเจ้าอชาติศัตรู ในละครเรื่องสามัคคีเภท แสดงเป็นพระเจ้ากูโลตน ในละครเรื่องศรีธรรมาโศกราช แสดงเป็นเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ในละครเรื่องศึกเก้าทัพ ฯลฯรูปผลงานการแสดงการเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรม ในต่างประเทศ การเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรม ในต่างประเทศ. นอกจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการในประเทศทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ยังได้รับมอบหมายให้เดินทางไปเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรม ณ ต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น จีน ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ลาว พม่า เกาหลี สวีเดน เดนมาร์ค อังกฤษ ฝรั่งเศส อิตาลี เนเธอแลนด์ เบลเยี่ยม เยอรมัน ออสเตรีย ฮังการี ยูโกสลาเวีย รัสเซีย สหรัฐอเมริกาผลงานด้านวิชาการผลงานด้านวิชาการ. - เป็นวิทยากรอบรมครูนาฏศิลปไทย สังกัด สำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร - เป็นวิทยากรบรรยายความรู้ด้านนาฏศิลปให้นักศึกษามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตภูเก็ต - เป็นวิทยากรบรรยายในการสัมมนานาฏศิลปดนตรีไทย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา - เป็นประธานกรรมการสภาศึกษาขั้นพื้นฐานโรงเรียนลอบสายอนุสรณ์ เขตลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร - เป็นกรรมการบริหารสภาวัฒนธรรมเขตลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร
| สุดจิตต์ พันธ์สังข์ เข้ารับพระราชทานครอบประธานพิธีใหว้ครูโขนละคร จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลดุลยเดชมหาราช เมื่อปี พ.ศ. ใด | {
"answer": [
"2527"
],
"answer_begin_position": [
1355
],
"answer_end_position": [
1359
]
} |
2,627 | 8,157 | กริฟฟอน กริฟฟอน หรือ กริฟฟิน () คือสัตว์ในเทพนิยายร่างกายเป็นครึ่งนกอินทรี ครึ่งสิงโต โดยส่วนหัว ขาคู่หน้าและปีก เป็นนกอินทรี ส่วนลำตัวและขาคู่หลังเป็นสิงโต และมีหางเป็นงู บางจำพวกก็มี หางของสิงโต ขนบนหลังเป็นสีดำ ขนที่อยู่ข้างหน้าเป็นสีแดง ส่วนขนปีกเป็นสีขาว อาศัยอยู่ในถ้ำตามภูเขา ตามตำนานกรีก กริฟฟินเป็นสัตว์เทพผู้พิทักษ์เหมืองทองคำของดินแดนไฮเปอร์โบเรีย (ดินแดนในตำนานซึ่งอยู่ทางขั้วโลกเหนือ มีแสงอาทิตย์ และความอุดมสมบูรณ์ตลอดกาล), เป็นรูปจำแลงของเทพีเนเมซิส เทพแห่งความพยาบาท ซึ่งทำหน้าที่หมุนวงล้อแห่งโชคชะตา, นอกจากนี้ยังเป็นผู้ลากรถม้าของพระอาทิตย์ (เทพอพอลโล) อีกด้วย กริฟฟินนั้นเป็นสัญลักษณ์ของพลังอำนาจ และบางครั้งยังถือว่ากริฟฟินเป็นสัญลักษณ์ของความหยิ่งยโสอีกด้วย ในยุคแรก กริฟฟินถูกเปรียบเทียบให้เป็นเหมือนกับซาตาน ที่คอยล่อลวงวิญญานของมนุษย์ให้ติดกับ แต่ต่อมากริฟฟินก็กลายเป็นสัญลักษณ์ของทั้งทวยเทพ และมนุษย์ สำหรับพระเยซู เพราะมันเป็นเจ้าแห่งพิภพและเวหา อีกทั้งมีรังสีแห่งแสงอาทิตย์ ศัตรูของกริฟฟินคือ บาซิลิสก์ ซึ่งเปรียบได้กับรูปจำลองของซาตาน ปัจจุบันสามารถพบเห็นกริฟฟินได้ทั่วไปจากงานศิลปะในหลาย ๆ วัฒนธรรม และพบได้ในตราประจำตระกูล รูปสัตว์ต่าง ๆ , ประติมากรรมเก่าแก่, โมเสกนูนต่ำ, นิทาน และในตำนานต่าง ๆ ทั่วโลก
| ตามตำนานกรีก สัตว์ในเทพนิยายใดที่เป็นผู้ลากรถม้าของพระอาทิตย์ หรือเทพอพอลโล | {
"answer": [
"กริฟฟอน"
],
"answer_begin_position": [
86
],
"answer_end_position": [
93
]
} |
2,629 | 364,847 | โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยรามคำแหง ฝ่ายประถม โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยรามคำแหง(ฝ่ายประถม) โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยรามคำแหง (ฝ่ายประถม) ได้ก่อตั้งขึ้นโดย ศาสตราจารย์ประจำรังสรรค์ แสงสุข อธิการบดี ซึ่งตระหนักถึงความสำคัญของการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นอย่างยิ่ง จึงได้มอบนโยบายให้ รองศาสตราจารย์นพคุณ คุณาชีวะ รองอธิการบดีฝ่ายสวัสดิการสมัยนั้น จัดตั้งโครงการพัฒนาเด็กเล็กขึ้นในระยะแรก เพื่อลดปัญหาผู้ปกครองที่ไม่สามารถนำบุตรหลาน ไปฝากเรียนในโรงเรียนอนุบาล หรือสถานรับเลี้ยงเด็กในบริเวณใกล้เคียงที่พักได้ และเพื่อเป็นสวัสดิการแก่บุคลากรมหาวิทยาลัยรามคำแหง ในปี 2537 จึงได้เปิดรับนักเรียนในชั้นบริบาล 2 ห้อง อนุบาล 1 ห้อง โรงเรียนได้พัฒนาด้านวิชาการและด้านบุคลากรตลอดเวลาจนประสบผลสำเร็จ โครงการพัฒนาเด็กเล็ก จึงได้เปลี่ยนรูปเป็นโรงเรียนอนุบาลรามคำแหง ในปี 2538 หลังจากนั้น เป็นต้นมา โรงเรียนได้รับการสนับสนุน จากมหาวิทยาลัยอย่างเต็มที่มาโดยตลอด และพัฒนาทุกด้านอย่างรวดเร็ว จนถึงชั้นอนุบาล 3 ซึ่งเป็นชั้นสูงสุดของโรงเรียน ผู้ปกครองที่เป็นบุคลากร ของมหาวิทยาลัยก็ประสบปัญหาในการหาโรงเรียนให้บุตร จึงได้เรียกร้องให้โรงเรียนเปิดสอน ชั้นประถมศึกษาต่อไป โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัย รามคำแหง (ฝ่ายประถม) จึงได้จัดตั้งขึ้น โดยได้รับอนุมัติจากสภามหาวิทยาลัยรามคำแหง เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2540 และเปิดรับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ในปีการศึกษา 2541 เป็นต้นมา และได้ขยายชั้นเรียนถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ในปีการศึกษา 2546 การดำเนินงานในระยะแรก มหาวิทยาลัยอนุมัติ ให้ปรับปรุงอาคารเชลียง เป็นอาคารเรียนระดับปฐมวัย และปรับปรุงอาคารสองแควและอาคารตรีบูร เป็นอาคารเรียน ระดับประถมศึกษา ในปีการศึกษา 2544 โรงเรียนได้เปิดสอนโครงการภาคภาษาอักฤษ ชั้นอนุบาล1 โดยจัดประสบการณ์แบบบูรณาการ ( Integration ) แบบ 2 ภาษา ( Bilingual ) เน้นภาษาอังกฤษเป็นสำคัญ พร้อมทั้งสอนภาษาจีนควบคู่ด้วย และในปีการศึกษา 2547 โรงเรียนได้ขยาย ชั้นเรียนระดับประถมศึกษาปีที่ 1 ปัจจุบัน ปีการศึกษา 2549 ขยายชั้นเรียน ถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เพื่อพัฒนาทักษะการเป็นผู้นำ มีความเป็นสากล ภายใต้บริบทของสังคมและวัฒนธรรมไทย ในปีการศึกษา 2548 โรงเรียนได้เปิดสอนโครงการศูนย์ ์การศึกษาสำหรับเด็กพิเศษ ซึ่งเป็นการจัดการศึกษาให้สำหรับบุคคลที่มีความต้องการพิเศษ ได้แก่ เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาและเด็กที่มีปัญหาความบกพร่องทางด้านการเรียนรู้ โดยทางโรงเรียนจัดให้นักเรียนได้มีโอกาสในการเข้าเรียนร่วมในชั้นเรียนปกติ ทั้งนี้เพื่อให้เด็กมีพัฒนาการทั้งทางด้านร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ และสังคมได้สมวัย หรือสามารถพัฒนาได้สูงสุดตามศักยภาพ ในด้านวิชาการโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยรามคำแหง (ฝ่ายประถม) จะเป็นต้นแบบของการจัดการเรียนการสอนแบบเตรียมความพร้อม จะเอื้อประโยชน์ให้กับอาจารย์ ข้าราชการ และ นักศึกษาในสาขาวิชาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเด็ก ให้ใช้เป็นแหล่งค้นคว้า วิจัยและทดลองปฏิบัติการสอน เพื่อพัฒนางานวิชาการให้กว้างขวางออกไป ตลอดจนเปิดโอกาสให้ บุคลากรภายนอกที่สนใจงานวิชาการด้านนี้ ได้เข้ามาศึกษาดูงานเพื่อ นำความรู้ไปใช้ ในการพัฒนาเยาวชน ให้เติบโตเป็นประชากรที่มีคุณภาพของสังคม โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยรามคำแหง (ฝ่ายประถม) ได้ทำหน้าที่ตามเจตนารมณ์ของมหาวิทยาลัยรามคำแหง ที่ให้บริการทั้งด้านสวัสดิการและวิชาการ ได้อย่างครบถ้วน คณาจารย์ทุกคนมีความมุ่งมั่นพยายามจัดกิจกรรมต่าง ๆ ให้นักเรียนอย่างสม่ำเสมอ ภายใต้วิสัยทัศน์และนโยบายของโรงเรียน ผู้บริหาร คณาจารย์ นักเรียน และบุคลากรทุกคนช่วยกัน ระดมความคิดวิเคราะห์จุดเด่น จุดด้อย อุปสรรค ปัญหา โอกาส เพื่อนำมาเป็นแนวทางในการพัฒนาโรงเรียนต่อไป ซึ่งตั้งอยู่ที่มหาวิทยาลัยมหารามคำแหง เขตพื้นที่ส่วนกลาง แขวงหัวหมากเขตบางกะปิ กรุงเทพมหานครประวัติสัญลักษณ์ตราสัญลักษณ์ประจำโรงเรียน สัญลักษณ์. ตราสัญลักษณ์ประจำโรงเรียน. ตราสัญลักษณ์ของโรงเรียนใช้ตราเดียวกันกับมหาวิทยาลัยรามคำแหง และโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยรามคำแหง ฝ่ายมัธยม คือ ตราพ่อขุนรามคำแหงมหาราชข้อมูลทั่วไปข้อมูลทั่วไป. - ตราประจำโรงเรียน : ตราพ่อขุนรามคำแหงมหาราช - สีประจำโรงเรียน : ชมพู-เขียว - ดอกไม้ประจำโรงเรียน : ดอกสุพรรณิการ์ (ฝ้ายคำ) - เพลงประจำโรงเรียน : มาร์ชสาธิตรามคำแหง,มาร์ชลูกพ่อขุนประถม - คำขวัญประจำโรงเรียน : หลานพ่อขุน ใจการุญ รู้คุณสังคม นิยมกีฬา ปัญญาสร้างสรรค์คำขวัญโรงเรียนคำขวัญโรงเรียน. - สาธิตรามงามน้ำใจใฝ่เรียนรู้ คู่ความดีมีวัฒนธรรมชี้นำสังคม รศ.นพคุณคุณาชีวะ (๕ สิงหาคม ๒๕๕๐)สีและเครื่องหมายประจำโรงเรียนสีและเครื่องหมายประจำโรงเรียน. - สีชมพู - สีเขียว- สีชมพู หมายถึง ความรักของพ่อแม่และครู- สีเขียว หมายถึง ชีวิตที่เจริญงอกงาม เป็นสีที่มาจากการรวมกันระหว่าง- สีน้ำเงิน และ เหลือง (ทอง) อันเป็นสีประจำของมหาวิทยาลัยรามคำแหงโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยรามคำแหง โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยรามคำแหง. โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยรามคำแหง ฝ่ายประถม- โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยรามคำแหง ฝ่ายประถม - โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยรามคำแหง ฝ่ายมัธยม สถานที่ที่อยู่รอบโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยรามคำแหง (ฝ่ายประถม)- ลานพ่อขุนรามคำแหง - สนามฟุตบอลราชมังคลากีฬาสถาน - สนามฟุตบอลของโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยรามคำแหง ฝ่ายมัธยม - โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยรามคำแหง (ฝ่ายประถม) - สำนักกีฬา - สนามกีฬากลางมหาวิทยาลัยรามแหง - สถาบันคอมพิวเตอร์ - คณะคณะเศรษฐศาสตร์
| ใครเป็นผู้ก่อตั้งโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยรามคำแหง ฝ่ายประถม | {
"answer": [
"รังสรรค์ แสงสุข"
],
"answer_begin_position": [
283
],
"answer_end_position": [
298
]
} |
2,630 | 24,425 | นิรมล สุริยสัตย์ ท่านผู้หญิงนิรมล สุริยสัตย์ (4 พฤศจิกายน 2475 - 5 เมษายน 2545) ป.ช., ป.ม., ท.จ.ว. บุคคลผู้ทำคุณประโยชน์ อดีตประธานกรรมการบริษัท โตชิบา ไทยแลนด์ จำกัด และอดีตสมาชิกวุฒิสภา 2 วาระ ระหว่าง พ.ศ. 2535-2543 ท่านยังเคยดำรงตำแหน่งสำคัญทางเศรษฐกิจและสังคมอีกมากประวัติ ประวัติ. ท่านผู้หญิงนิรมล เกิดเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2475 ที่กรุงเทพมหานคร เป็นบุตรของ นายมา และนางบุญครอง บูลกุล เจ้าของธุรกิจโรงสีและผู้บริหารบริษัทข้าวไทยในอดีต มีพี่น้อง 8 คน ในจำนวนนี้รวมถึง นายศิริชัย บูลกุล อดีตเจ้าของศูนย์การค้ามาบุญครอง และนายโชคชัย บูลกุล เจ้าของฟาร์มโชคชัย. ท่านผู้หญิงเข้าศึกษาที่โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย จนจบชั้นม.5 แล้วไปศึกษาต่อที่โรงเรียนไดโอซีซัน (Diocesan) ที่ฮ่องกง จากนั้นได้ไปศึกษาต่อปริญญาตรีด้านเทคโนโลยีอาหาร ที่วิทยาลัยเวลส์ลีย์ (Wellesley College) ในเมืองเวลส์ลีย์ รัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา และปริญญาโทที่สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ ในรัฐเดียวกัน หลังจากนั้นจึงได้กลับมาทำงานที่ประเทศไทย และเริ่มกิจการของตนเอง ตามลำดับ ท่านผู้หญิงนิรมล ถึงแก่อนิจกรรมด้วยโรคมะเร็งเม็ดโลหิตขาว เมื่อวันที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2545 ด้วยอายุ 69 ปีประวัติการทำงาน ประวัติการทำงาน. เริ่มต้นทำงานโดยเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จากนั้นเข้าทำงานในตำแหน่งนักเคมีที่บริษัทเชลล์ (ประเทศไทย) ต่อมาในปี พ.ศ. 2512 ท่านผู้หญิงนิรมลและสามี คือ นายกร สุริยสัตย์ ได้ร่วมทุนกับบริษัท โตชิบา คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น ก่อตั้งบริษัท โตชิบา ไทยแลนด์ และไทยโตชิบา อุตสาหกรรม และจากนั้นก็ได้ขยายกิจการขึ้นเป็นลำดับ ปัจจุบันมีบริษัทในกลุ่มบริษัทโตชิบาประเทศไทยรวมมากกว่า 12 บริษัท โดยตั้งรวมกันอยู่ที่สวนอุตสาหกรรมบางกะดี จังหวัดปทุมธานี ท่านผู้หญิงเป็นนักธุรกิจหญิงที่มีผลงานทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคมเป็นที่ยอมรับอย่างมาก ทั้งในระดับประเทศและนานาชาติ ได้รับรางวัล นักธุรกิจสตรีตัวอย่างประจำปี พ.ศ. 2529 ของสมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพแห่งประเทศไทย ได้รับยกย่องเป็น 1 ใน 50 นักธุรกิจสตรีดีเด่นของโลก พ.ศ. 2539 จากนิตยสารเวิลด์บิสิเนส สหรัฐอเมริกา และ 1 ใน 50 นักธุรกิจสตรีชั้นนำระดับโลก พ.ศ. 2542 โดยนิตยสารฟอร์จูน พ.ศ. 2534 ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ จตุตถจุลจอมเกล้า พ.ศ. 2539 ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ The Order of Scared Treasure, Gold Rays with Neck Ribbon จากรัฐบาลญี่ปุ่น ในฐานะผู้ที่ให้ความสนับสนุนอย่างยิ่งในการเสริมสร้างสัมพันธภาพด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศไทยกับญี่ปุ่น และส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่าง 2 ประเทศ พ.ศ. 2542 ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ทุติยจุลจอมเกล้าวิเศษ จึงใช้คำนำหน้าท่านผู้หญิง- วุฒิสมาชิก 2 สมัย ระหว่าง พ.ศ. 2535-2543 - ประธานกรรมการ บริษัท โตชิบา ไทยแลนด์ จำกัด - นายกสมาคมไทย-ญี่ปุ่น - ประธานมูลนิธิประเทศไทยใสสะอาด - ประธานมูลนิธิหนังสือเพื่อเด็ก - รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย - รองประธานมูลนิธิโตชิบา-ไทย - กรรมการมูลนิธิสถาบันเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) - กรรมการสภาสถาบันผู้ทรงคุณวุฒิสถาบันพระปกเกล้า - กรรมการสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ - กรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมหาวิทยาลัยศิลปากร - อาจารย์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ - นักเคมีเอก ผู้จัดการแผนกสถิติ, ผู้จัดการแผนกบุคคล บริษัทเชลล์ (ประเทศไทย) - ฯลฯเครื่องราชอิสริยาภรณ์เครื่องราชอิสริยาภรณ์. - พ.ศ. 2542 เครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ชั้น ทุติยจุลจอมเกล้าวิเศษ
| ท่านผู้หญิงนิรมล สุริยสัตย์ มีพี่น้องกี่คน | {
"answer": [
"8"
],
"answer_begin_position": [
546
],
"answer_end_position": [
547
]
} |
2,631 | 12,226 | สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ จอมพลหญิง จอมพลเรือหญิง จอมพลอากาศหญิง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ (พระนามเดิม: หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ; พระราชสมภพ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2475) เป็นสมเด็จพระบรมราชินีนาถในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เป็นสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร และโดยพระชนมายุจึงนับเป็นพระกุลเชษฐ์พระองค์ปัจจุบันในพระบรมราชจักรีวงศ์ เนื่องจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ขณะที่พระราชสวามีเสด็จออกผนวช ระหว่างวันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2499 - 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2499 พระองค์จึงได้รับการสถาปนาขึ้นเป็น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2499 ปีเดียวกันนั้น ถือเป็นสมเด็จพระบรมราชินีนาถพระองค์ที่สองของกรุงรัตนโกสินทร์ต่อจากสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 5 (ภายหลังคือ สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง)พระราชประวัติขณะทรงพระเยาว์ พระราชประวัติ. ขณะทรงพระเยาว์. สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เป็นพระธิดาพระองค์ใหญ่ของหม่อมเจ้านักขัตรมงคล กิติยากร (ภายหลังเป็นพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้านักขัตรมงคล กรมหมื่นจันทบุรีสุรนาถ) ประสูติแต่หม่อมหลวงบัว กิติยากร (ราชสกุลเดิม: สนิทวงศ์) เมื่อวันศุกร์ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2475 ณ บ้านของพลเอก เจ้าพระยาวงษานุประพัทธ์ (หม่อมราชวงศ์สท้าน สนิทวงศ์) บ้านเลขที่ 1808 ถนนพระรามที่ 6 ตำบลวังใหม่ อำเภอปทุมวัน จังหวัดพระนคร อันเป็นบ้านของพระอัยกาฝ่ายพระมารดา มีพระเชษฐาสองคนคือหม่อมราชวงศ์กัลยาณกิติ์และหม่อมราชวงศ์อดุลกิติ์ และมีพระกนิษฐาคนหนึ่งคือท่านผู้หญิงบุษบา สธนพงศ์ สำหรับพระนาม "สิริกิติ์" ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว มีความหมายว่า "ผู้เป็นศรีแห่งกิติยากร" เรียกโดยลำลองว่า "คุณหญิงสิริ" ส่วนพระราชสวามีจะทรงเรียกว่า "แม่สิริ" เมื่อหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์มีอายุราว 2 ปี ขณะที่พี่เลี้ยงอุ้มอยู่นั้นก็มีแขกเลี้ยงวัวเข้ามาทำนายทายทัก ว่าเด็กผู้หญิงคนนี้จะมีบุญวาสนาได้เป็นราชินีในอนาคต ดังที่ท่านผู้หญิงเกนหลง สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ได้เล่าไว้ ความว่า สอดคล้องกับหม่อมราชวงศ์กิติวัฒนา ปกมนตรี ที่กล่าวถึงเกี่ยวกับหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ได้เล่าเรื่องดังกล่าวให้เพื่อน ๆ จากโรงเรียนเซนต์ฟรังซีสซาเวียร์คอนแวนต์ที่ย้ายมาเรียนต่อที่โรงเรียนมาแตร์เดอีวิทยาลัยฟังว่ามีหมอดูมาที่ตำหนักของท่านพ่อ แล้วทายทักว่าจะได้เป็นราชินี โดยที่หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์เองและเพื่อนฝูงก็มิได้ใส่ใจนัก แต่เพื่อน ๆ ก็ขนานนามว่า "ราชินีสิริกิติ์" มาแต่นั้น แม้จะเป็นเรื่องขบขันของราชสกุลกิติยากร แต่ไม่มีใครคาดถึงว่าในอีก 15 ปีต่อมาคำทำนายของแขกเลี้ยงวัวผู้นั้นจะเป็นความจริง ในระหว่างยังทรงพระเยาว์ สถานการณ์บ้านเมืองไม่สู้สงบนัก เนื่องจากเพิ่งพ้นจากช่วงของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ไม่นาน หม่อมเจ้านักขัตรมงคลต้องทรงออกจากราชการทหาร โดยรัฐบาลแต่งตั้งให้ไปรับตำแหน่งเลขานุการเอกประจำสถานทูตสยาม ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐ ส่วนหม่อมหลวงบัวซึ่งมีครรภ์แก่ยังคงอยู่ในประเทศไทย แต่ได้เดินทางไปสมทบหลังจากให้กำเนิดหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ได้ 3 เดือน โดยมอบหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ให้อยู่ในความดูแลของเจ้าพระยาวงษานุประพัทธ์ และท้าววนิดาพิจาริณี บิดาและมารดาของหม่อมหลวงบัว ดังนั้นจึงต้องอยู่ไกลจากบิดามารดาตั้งแต่อายุน้อย บางคราวต้องเดินทางไปต่างจังหวัด เช่น พ.ศ. 2476 หม่อมเจ้าอัปษรสมาน กิติยากร พระมารดาของหม่อมเจ้านักขัตรมงคล ได้ทรงรับนัดดาตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ไปอยู่ที่จังหวัดสงขลา ปลายปี พ.ศ. 2477 หม่อมเจ้านักขัตรมงคลทรงลาออกจากราชการแล้วกลับมาประเทศไทย จึงทำให้หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ซึ่งขณะนั้นอายุได้ 2 ชันษา 6 เดือน ได้กลับมาอยู่รวมพร้อมหน้ากันทั้งครอบครัว ณ ตำหนักในวังเทเวศร์ บริเวณถนนกรุงเกษม ปากคลองผดุงกรุงเกษม ริมแม่น้ำเจ้าพระยาการศึกษา การศึกษา. พ.ศ. 2479 เมื่อหม่อมราชวงศ์หญิงสิริกิติ์ ทรงมีอายุได้ 4 ชันษา ก็ได้เข้ารับการศึกษาครั้งแรกในชั้นอนุบาลที่โรงเรียนราชินี ทว่าในขณะนั้น แม้เหตุการณ์ด้านการเมืองภายในประเทศไทยจะสงบลง แต่สถานการณ์ระหว่างประเทศก็ไม่สงบ กล่าวคือ สงครามมหาเอเชียบูรพาเริ่มแผ่ขยายมาถึงประเทศไทย กรุงเทพมหานครถูกโจมตีทางอากาศหลายครั้งจนการคมนาคมไม่สะดวก พระบิดาจึงให้หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ย้ายไปเรียนที่โรงเรียนเซนต์ฟรังซีสซาเวียร์คอนแวนต์ เพราะอยู่ใกล้วังพระบิดา ได้เรียนที่นั่นตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 จนถึงชั้นมัธยมศึกษา หม่อมราชวงศ์หญิงสิริกิติ์ได้เริ่มเรียนเปียโน ซึ่งเรียนได้ดีและเร็วเป็นพิเศษ นอกจากนี้ยังได้ศึกษาภาษาอังกฤษและภาษาฝรั่งเศสซึ่งทรงสันทัดเช่นกัน พ.ศ. 2489 ครั้นเมื่อสงครามโลกครั้งที่สองสงบลง หม่อมเจ้านักขัตรมงคลต้องเสด็จไปดำรงตำแหน่งอัครราชทูตผู้มีอำนาจเต็มประจำสำนักเซนต์เจมส์ ประเทศอังกฤษ ทั้งนี้โดยได้ทรงพาครอบครัวทั้งหมดไปอยู่ด้วย ในเวลานั้นหม่อมราชวงศ์หญิงสิริกิติ์ มีอายุได้ 13 ปีเศษ และเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 แล้ว ขณะที่อยู่ในประเทศอังกฤษ หม่อมราชวงศ์หญิงสิริกิติ์ได้ศึกษาต่อทั้งวิชาภาษาอังกฤษและฝรั่งเศส และวิชาเปียโนกับครูพิเศษ หลังจากนั้นไม่นาน พระบิดาย้ายไปประเทศเดนมาร์กและฝรั่งเศสตามลำดับ ขณะที่หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ก็ยังคงเรียนเปียโนและตั้งใจจะศึกษาต่อในวิทยาลัยการดนตรีที่มีชื่อเสียงของกรุงปารีสจนจบ ระหว่างที่อยู่ในประเทศฝรั่งเศส หม่อมราชวงศ์หญิงสิริกิติ์ได้มีโอกาสรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (ขณะนั้นทรงศึกษาต่อที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์หลังจากเสด็จขึ้นครองราชย์) ซึ่งพระองค์เสด็จประพาสกรุงปารีสเพื่อทอดพระเนตรโรงงานทำรถยนต์ ทั้งนี้เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ โปรดการดนตรีเป็นพิเศษ ขณะที่หม่อมราชวงศ์หญิงสิริกิติ์ก็สนใจศิลปะเช่นกัน ทำให้เกิดความสัมพันธ์ขึ้นอภิเษกสมรส อภิเษกสมรส. วันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2491 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ทรงเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งโดยมีหม่อมหลวงบัวและหม่อมราชวงศ์หญิงสิริกิติ์ เข้าเฝ้าฯ เยี่ยมพระอาการเป็นประจำ และในช่วงระยะเวลาที่หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์อยู่เฝ้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่สวิตเซอร์แลนด์นั้น สมเด็จพระราชชนนีศรีสังวาลย์ (พระนามในเวลานั้น) ได้ทรงรับเป็นธุระจัดการให้หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์เข้าศึกษาในโรงเรียน Pensionnat Riante Rive ซึ่งเป็นโรงเรียนประจำแห่งหนึ่งของโลซาน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ครั้นเมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงหายจากอาการประชวรแล้ว ก็ได้ทรงหมั้นหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์เป็นการภายในเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2492 หลังจากทรงหมั้นแล้ว หม่อมราชวงศ์หญิงสิริกิติ์ยังคงศึกษาต่อ กระทั่ง พ.ศ. 2493 เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินนิวัตพระนครเพื่อร่วมพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล พระองค์ท่านโปรดฯ ให้หม่อมราชวงศ์หญิงสิริกิติ์ตามเสด็จพระราชดำเนินกลับด้วย เมื่อวันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2493 พระราชพิธีราชาภิเษกสมรสในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชกับหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์จึงจัดขึ้น ณ วังสระปทุม โดยมีสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า เสด็จฯ เป็นองค์ประธาน ในการนี้สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงลงพระปรมาภิไธยในทะเบียนสมรสและโปรดให้หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากรพร้อมทั้งสักขีพยานลงนามในทะเบียนนั้น หลังจากนั้น สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าเสด็จออกในพระราชพิธีถวายน้ำพระพุทธมนต์เทพมนต์แด่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและทรงรดน้ำพระพุทธมนต์เทพมนต์แด่หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากรในการพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสตามโบราณราชประเพณี ต่อมา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้อาลักษณ์อ่านประกาศสถาปนาหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากรขึ้นเป็น "สมเด็จพระราชินีสิริกิติ์" พร้อมทั้งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องขัตติยราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติคุณรุ่งเรืองยิ่งมหาจักรีบรมราชวงศ์ในการนี้ด้วย ต่อมา ในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2493 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงพระราชดำริว่า ตามโบราณราชประเพณีเมื่อสมเด็จพระมหากษัตริยาธิราชเจ้าได้เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติบรมราชาภิเษกแล้ว ย่อมโปรดให้สถาปนาเฉลิมพระเกียรติยศสมเด็จพระอัครมเหสีขึ้นเป็นสมเด็จพระบรมราชินี ดังนั้น พระองค์จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศสถาปนาเฉลิมพระเกียรติยศสมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ ขึ้นเป็น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี หลังจากนั้นทั้งสองพระองค์ได้เสด็จฯ กลับไปยังสวิตเซอร์แลนด์เพื่อทรงรักษาพระองค์และทรงศึกษาต่อ จนกระทั่ง พระองค์มีพระประสูติกาลสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดีและเมื่อสมเด็จพระเจ้าลูกเธอมีพระชันษาได้ 3 เดือน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินีจึงเสด็จนิวัติประเทศไทยสมเด็จพระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระบรมราชินีนาถ. เมื่อ พ.ศ. 2499 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชประสงค์จะเสด็จฯ ออกผนวชเป็นพระภิกษุระหว่างวันที่ 22 ตุลาคม ถึง 5 พฤศจิกายน เป็นระยะเวลา 15 วัน จึงต้องมีการแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ดังนั้นพระองค์ทรงพระราชดำริว่าสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีเป็นผู้ทรงพระปรีชาสามารถในอันที่จะรับพระราชภารกิจในคราวนี้ได้ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในระหว่างที่ผนวช ต่อมา ในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคมปีเดียวกันนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชโองการประกาศว่า ตามราชประเพณี เมื่อสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ได้ทรงดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เคยมีประกาศให้ออกพระนามว่า สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และทรงพระราชดำริว่า สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีได้ทรงดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในระหว่างที่ผนวช และได้ปฏิบัติพระราชภารกิจแทนพระองค์ด้วยพระปรีชาสามารถ สนองพระราชประสงค์เป็นที่เรียบร้อย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เฉลิมพระอภิไธยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีว่า "สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ" นับว่าทรงเป็นสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถพระองค์ที่ 2 ในประเทศไทย โดยพระองค์แรก คือสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ (ภายหลังได้รับการสถาปนาเป็น สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง)พระประชวร พระประชวร. เช้าตรู่วันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2555 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงเวียนพระเศียรและเซขณะทรงออกพระกำลัง ณ โรงพยาบาลศิริราชที่ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชประทับอยู่ คณะแพทย์ตรวจพระองค์โดยวิธีสร้างภาพด้วยเรโซแนนซ์แม่เหล็กแล้วแถลงว่า ทรงประสบภาวะพระสมองขาดเลือด (ischemic stroke) พระองค์จึงประทับรักษาพระวรกายอยู่ ณ โรงพยาบาลศิริราชและทรงงดเว้นพระราชกิจนับแต่นั้น รวมถึงการเสด็จออกมหาสมาคมในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 85 พรรษาของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชที่พระที่นั่งอนันตสมาคมเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2555 ต่อมาวันที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556 สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ทรงเผยถึงพระอาการว่า ทรงได้รับการรักษาและบำบัดจนทรงหายดีขึ้นเป็นที่น่าพอใจของแพทย์ ทรงพระดำเนินได้คล่องแคล่วและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ แต่แพทย์ยังให้พระองค์เว้นพระราชกิจไปก่อน ครั้นวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2556 ได้แปรพระราชฐานไปยังพระตำหนักเปี่ยมสุข วังไกลกังวล พร้อมพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และวันที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2556 สำนักพระราชวังแถลงว่า ทรงปวดพระอังสากับข้อพระกรซ้าย คณะแพทย์ตรวจแล้วพบว่าพระนหารูอักเสบ จึงถวายพระโอสถและกายภาพบำบัด สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถปรากฏพระองค์ ขณะเสด็จฯ ตามพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชออกจากโรงพยาบาลศิริราช ณ วันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2559 โดยทรงโบกพระหัตถ์ให้แก่ประชาชนที่มาเฝ้ารับเสด็จฯ ก่อนเสด็จกลับพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน หม่อมหลวงปิยาภัสร์ ภิรมย์ภักดี ผู้ถวายงาน กล่าวว่าพระองค์ทรงมีพลานามัยแข็งแรงดีพระราชกรณียกิจสังเขป พระราชกรณียกิจสังเขป. สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงปฏิบัติพระราชภารกิจมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งภารกิจในการส่งเสริมคุณภาพชีวิต อาชีพ และความเป็นอยู่ของบุคคลผู้ยากไร้ และประชาชนในชนบทห่างไกล ได้โดยเสด็จพระราชดำเนิน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไปทั่วทุกหนแห่งในแผ่นดินไทยนี้ โครงการที่มีสาขาขยายกว้างขวางไปทั่วประเทศโครงการหนึ่งก็คือ โครงการส่งเสริมศิลปาชีพ ซึ่งในภายหลังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ก่อตั้ง เป็นรูปมูลนิธิ พระราชทานนามว่า "มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพพิเศษในพระบรมราชินูปถัมภ์" เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2519 และเมื่อ พ.ศ. 2528 ได้เปลี่ยนชื่อ เป็น มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ อันเป็นการส่งเสริมอาชีพและขณะเดียวกันยังอนุรักษ์และส่งเสริมงานศิลปะพื้นบ้านที่มีความงดงามหลายสาขา เช่น การปั้น การทอ การจักสาน เป็นต้น นอกจากนี้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ยังทรงเอาพระทัยใส่ในกิจการด้านสาธารณสุข โดยได้ทรงดำรงตำแหน่งสภานายิกาสภากาชาดไทย และหากเสด็จฯ เยือนต่างประเทศ ก็มักจะทรงถือโอกาสเสด็จฯทอดพระเนตรกิจการกาชาดของประเทศนั้น ๆ เพื่อทรงนำมาปรับปรุงกิจการสภากาชาดไทยอยู่เสมอ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ยังทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน เป็นที่ประจักษ์แก่สาธารณชนทั้งในและต่างประเทศ มีผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อเป็นการรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณในการอนุรักษ์ คุ้มครอง และฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ อันเป็นฐานการดำรงชีวิตของพสกนิกร คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติเห็นชอบ เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553 ถวายพระราชสมัญญา "พระมารดาแห่งการคุ้มครองความหลากหลายทางชีวภาพ" แด่พระนามสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เพื่อเป็นการแสดงกตเวทิคุณของรัฐบาล และปวงชนชาวไทย ในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อการคุ้มครองความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศ ในกิจทางด้านการทหารนั้น ทรงดำรงตำแหน่งพันเอกผู้บังคับการพิเศษ กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ ทรงให้ความสนพระทัยต่อการดำเนินงานของกรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ตลอดมา โดยผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 21 จะเข้ามาถวายรายงานถึงผลการปฏิบัติงานพร้อมกับรับพระราชเสาวนีย์ตลอดจนคำแนะนำไปดำเนินการปฏิบัติอยู่เป็นประจำ นอกจากปวงชนชาวไทยแล้ว บรรดาเพื่อนบ้านที่ต้องลี้ภัยอพยพมายังแผ่นดินไทย ก็ยังได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระองค์ โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สภากาชาดไทยไปให้ความร่วมมือกับกาชาดสากลในการช่วยเหลือผู้อพยพ และพระราชทานครูเข้าไปสอนวิชาชีพให้แก่ผู้อพยพ กิจการดังกล่าวได้ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานจนองค์กรระหว่างประเทศต่างพากันยกย่องและทูลเกล้าถวายรางวัลและปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์เป็นจำนวนมาก ดังเช่น- องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญซีเรส เทิดพระเกียรติในฐานะที่ทรงยกฐานะของสตรีให้มีระดับสูงขึ้นและทรงเป็นผู้ "ให้โดยไม่เลือกที่รักมักที่ชัง" (11 พฤษภาคม พ.ศ. 2522) - มหาวิทยาลัยทัฟส์ จากรัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา ทูลเกล้าฯ ถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขามนุษยธรรมในฐานะที่ทรงยกระดับฐานะการครองชีพของประชาชน และช่วยบรรเทาทุกข์ของเด็ก (พ.ศ. 2523) - สหพันธ์พิทักษ์เด็ก แห่งนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ทูลเกล้าฯถวายรางวัลบุคคลดีเด่นด้านพิทักษ์เด็ก (9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2524) - สถาบันเอเชียโซไซตี้ แห่งนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ทูลเกล้าฯถวายรางวัลด้านมนุษยธรรม (14 มีนาคม พ.ศ. 2528) - มูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าของโลก สดุดีเทิดพระเกียรติ ในฐานะบุคคลดีเด่นด้านอนุรักษ์สัตว์ป่า (19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2529) - ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งลอนดอน ประเทศอังกฤษ ได้ทูลเกล้าฯถวายสมาชิกภาพกิตติมศักดิ์ ซึ่งสถาบันแห่งนี้เคยมอบให้ แต่เฉพาะ ผู้ที่เป็นแพทย์และนักวิทยาศาสตร์ดีเด่นเป็นที่รู้จักระดับโลกเท่านั้น (1 พฤษภาคม พ.ศ. 2531) - ศูนย์ศึกษาการอพยพ ที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่รัฐนิวยอร์ก กราบบังคมทูลเชิญเสด็จฯ ไปทรงรับรางวัลความช่วยเหลือผู้ลี้ภัยประจำปี ณ วอชิงตัน ดี.ซี. (29 มีนาคม พ.ศ. 2533) - กลุ่มผู้สนับสนุนพิพิธภัณฑ์เด็กในสหรัฐอเมริกา ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. (1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2534) - องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญทองโบโรพุทโธ ในฐานะทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจอนุรักษ์และพัฒนางานศิลปหัตถกรรม ณ ศาลาธรรม จังหวัดเชียงใหม่ (30 มกราคม พ.ศ. 2535) - กองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (ยูนิเซฟ) ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลเกียรติคุณพิเศษในวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษ 5 รอบ ในฐานะทรงอุทิศพระองค์ประกอบพระราชกรณียกิจอันเป็นผลให้แม่และเด็กนับล้านได้รับบริการขั้นพื้นฐาน (2 สิงหาคม พ.ศ. 2535) - กองทุนพัฒนาเพื่อสตรีแห่งสหประชาชาติ ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลแห่งความเป็นเลิศในฐานะทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจพัฒนาสตรีไทย (2 สิงหาคม พ.ศ. 2535) - มหาวิทยาลัยจอนส์ฮอปกินส์ รัฐแมริแลนด์ สหรัฐอเมริกา ทูลเกล้าฯ ถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขามนุษยธรรม (25 พฤษภาคม พ.ศ. 2538)ด้านการเกษตรและชลประทาน ด้านการเกษตรและชลประทาน. ในด้านการเกษตร จะทรงเน้นในเรื่องของการค้นคว้า ทดลอง และวิจัยหาพันธุ์พืชใหม่ ๆ ทั้งพืชเศรษฐกิจ พืชสมุนไพร รวมถึงการศึกษาเกี่ยวกับแมลงศัตรูพืช และพันธุ์สัตว์ต่าง ๆ ที่เหมาะสมกับสภาพท้องถิ่นนั้น ๆ ซึ่งแต่ละโครงการจะเน้นให้สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง มีราคาถูก ใช้เทคโนโลยีง่าย ไม่สลับซับซ้อน เกษตรกรสามารถดำเนินการเองได้ นอกจากนี้ ยังทรงพยายามไม่ให้เกษตรกรยึดติดกับพืชผลทางการเกษตรเพียงอย่างเดียว เพราะอาจเกิดปัญหาอันเนื่องมาจากความแปรปรวนของสภาพดินฟ้าอากาศ หรือความแปรปรวนทางการตลาด แต่เกษตรกรควรจะมีรายได้จากด้านอื่นนอกเหนือไปจากการเกษตรเพิ่มขึ้นด้วย เพื่อจะได้พึ่งตนเองได้ในระดับหนึ่ง การพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเพาะปลูกหรือการชลประทาน นับว่าเป็นงานที่มีความสำคัญและมีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ เพราะเกษตรกรจะสามารถทำการเพาะปลูกได้อย่างสมบูรณ์ตลอดปี เนื่องจากพื้นที่เพาะปลูกในปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นพื้นที่นอกเขตชลประทาน ซึ่งต้องอาศัยเพียงน้ำฝนและน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติเป็นหลัก ทำให้พืชได้รับน้ำไม่สม่ำเสมอ และไม่เพียงพอ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงให้ความสนพระราชหฤทัยเกี่ยวกับการพัฒนาแหล่งน้ำมากกว่าโครงการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริประเภทอื่นพระพุทธรูปประจำพระชนมวาร พระพุทธรูปประจำพระชนมวาร. พระพุทธรูปประจำพระชนมวาร สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ สร้างเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 5 รอบ 12 สิงหาคม พุทธศักราช 2535 องค์พระทำจากเงินแท้ 96% ที่ฐานมีข้อความ ว่า "สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงเททองหล่อ วันที่ 25 มิถุนายน พุทธศักราช 2535 ในวโรกาสทรงเจริญพระชนมพรรษา 5 รอบ" ความสูงจากฐานแปดเหลี่ยม สูง 1 นิ้ว แล้วจากฐานบัวคว่ำ บัวหงาย อีก 1 นิ้ว และ จากพระบาท ถึง พระเกตุมาลาสูง 9 นิ้วพระเกียรติยศพระอิสริยยศพระเกียรติยศ. พระอิสริยยศ. - หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร (12 สิงหาคม พ.ศ. 2475 – 28 เมษายน พ.ศ. 2493) - สมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ (28 เมษายน พ.ศ. 2493 – 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2493) - สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี (5 พฤษภาคม พ.ศ. 2493 – 5 ธันวาคม พ.ศ. 2499) - สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ (5 ธันวาคม พ.ศ. 2499 – 13 ตุลาคม พ.ศ. 2559) - สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (13 ตุลาคม พ.ศ. 2559 – ปัจจุบัน)เครื่องราชอิสริยยศราชูปโภค เครื่องราชอิสริยยศราชูปโภค. ในงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม พุทธศักราช 2493 นั้น พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยยศราชูปโภคสำหรับตำแหน่งสมเด็จพระอัครมเหสีให้แก่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี (พระราชอิสริยยศในขณะนั้น) โดยเครื่องราชอิสริยยศราชูปโภคเหล่านี้ประกอบด้วย- พานพระศรี (พานใส่หมากพลู) ทองคำลงยา - กาน้ำทองคำลงยา - ขันน้ำพระสุธารสเย็น พร้อมจอกลอยทองคำลงยา - หีบพระศรีทองคำลงยา พร้อมพานรอง - พระสุพรรณศรี (กระโถนเล็ก)ทองคำลงยา - ขันสรงพระพักตร์ทองคำลงยา พร้อมคลุมปัก - พระฉาย (กระจกส่องหน้า) ทองคำลงยา - พานเครื่องพระสำอาง พร้อมพระสางวงเดือน พระสางเสนียด และพระกรัณฑ์ทองคำลงยา สำหรับบรรจุเครื่องพระสำอาง - ราวพระภูษาซับพระพักตร์ทองคำลงยารูปพญานาค พร้อมผ้าซับพระพักตร์จีบริ้วพาดที่ราว 2 ผืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ไทยเครื่องราชอิสริยาภรณ์ต่างประเทศเครื่องราชอิสริยาภรณ์ของรัฐสุลต่านแห่งมาเลเซียพระยศทหารพระยศทหาร. - พ.ศ. 2502: พันเอกหญิง ผู้บังคับการพิเศษประจำกรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ และ นายทหารพิเศษประจำกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ - พ.ศ. 2514: นาวาเอกหญิง นาวาอากาศเอกหญิง นายทหารพิเศษประจำกองทัพเรือ และ นายทหารพิเศษประจำกองทัพอากาศ - พ.ศ. 2523: นายทหารพิเศษประจำกรมนักเรียนนายเรือ รักษาพระองค์ กรมยุทธศึกษา โรงเรียนนายเรือ ประจำกองบังคับการกรมทหารราบที่ 3 รักษาพระองค์ กรมนาวิกโยธิน ประจำกรมนักเรียนนายเรืออากาศ รักษาพระองค์ กรมยุทธศึกษา โรงเรียนนายเรืออากาศ และ ประจำกองพันทหารอากาศโยธินที่ 1 รักษาพระองค์ - พ.ศ. 2525: นายกองใหญ่ กองอาสารักษาดินแดน สำนักอำนวยการกองอาสารักษาดินแดน - พ.ศ. 2530: พลเอกหญิง พลเรือเอกหญิง พลอากาศเอกหญิง - พ.ศ. 2535: จอมพลหญิง จอมพลเรือหญิง จอมพลอากาศหญิงพระราชสมัญญานามพระราชสมัญญานาม. - พ.ศ. 2553 : พระมารดาแห่งการคุ้มครองความหลากหลายทางชีวภาพ - พ.ศ. 2555 : พระมารดาแห่งไหมไทย และ อัคราภิรักษศิลปินพระราชนิพนธ์พระราชนิพนธ์. - พ.ศ. 2505: ความทรงจำในการตามเสด็จต่างประเทศทางราชการเพลงพระราชนิพนธ์ เพลงพระราชนิพนธ์. สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้ทรงพระราชนิพนธ์เพลงไว้ เพื่อบรรเลงกับ วงดนตรีเดอะแฮนด์ซั่ม และวงดนตรีในพระองค์ ดังนี้- เจ้าจอมขวัญ - ทาสเธอ - สายหยุด - ทรงพระราชนิพนธ์ร่วมกับท่านผู้หญิงพึงจิตต์ ศุภมิตร - นางแย้มสถานที่ พรรณพืช และพันธุ์สัตว์ อันเนื่องด้วยพระนามาภิไธย สถานที่ พรรณพืช และพันธุ์สัตว์ อันเนื่องด้วยพระนามาภิไธย. สถานที่หลายแห่ง พรรณพืช และพันธุ์สัตว์หลายชนิดได้ตั้งชื่อตามพระนาม หรือสื่อถึงพระนามสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติสถานที่สถานที่. - ศาสนสถาน - พระมหาธาตุนภพลภูมิสิริ ดอยอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่ - พระพุทธสิริกิติ์ฑีฆายุมงคล ประดิษฐานบนดอยอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่- การแพทย์ และการสาธารณสุข - โรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กรมแพทย์ทหารเรือ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี - โรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชีนีนาถ ณ อำเภอนาทวี อำเภอนาทวี จังหวัดสงขลา - ศูนย์หัวใจสิริกิติ์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยขอนแก่น อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น - อาคารศูนย์การแพทย์สิริกิติ์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี - ตึกสก. โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ - อาคารเฉลิมพระกียรติ 72 พรรษา บรมราชินีนาถ สำนักวิชาแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี - อาคารเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า- สถาบันการศึกษา - ได้ทรงพระราชทานนามให้แก่ โรงเรียนบรมราชินีนาถราชวิทยาลัย - โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ 9 โรงทั่วประเทศ เป็นโรงเรียนจัดตั้งขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 60 พรรษา เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2535 เพื่อเฉลิมพระเกียรติที่พระองค์มีพระมหากรุณาธิคุณต่องานด้านการศึกษา ได้แก่- โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ เตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้า - โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ เตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ - โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ เบญจมราชาลัย - โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ สตรีวิทยา 2 - โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ บดินทรเดชา - โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ สตรีวิทยา พุทธมณฑล - โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ หอวัง นนทบุรี - โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ สวนกุหลาบวิทยาลัย ปทุมธานี อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี - โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ สวนกุหลาบวิทยาลัย สมุทรปราการ- สวนสาธารณะ ศูนย์ศึกษาธรรมชาติ - สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ - สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ทางตะวันตกของสวนจตุจักร กรุงเทพมหานคร - สวนรมณีนาถ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร สวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในโอกาสที่ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 60 พรรษา เมื่อปี พ.ศ. 2535 - สวนเบญจกิติ เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร รัฐบาลสมัย พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกรัฐมนตรี จัดสร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในโอกาสที่ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 60 พรรษา เมื่อปี พ.ศ. 2535 - อุทยานเบญจสิริ เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร สวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในโอกาสที่ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 60 พรรษา เมื่อปี พ.ศ. 2535 - ศูนย์ศึกษาเรียนรู้ ระบบนิเวศป่าชายเลน สิรินาถราชินี อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์- อื่น ๆ - เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนดินแกนดินเหนียวที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยบนแม่น้ำน่าน อำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ - ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ศูนย์การประชุมในกรุงเทพมหานคร - หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ กรุงเทพมหานคร - อาคารเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ (ภูมิปัญญาท้องถิ่นพนมสารคาม) โรงเรียนพนมสารคาม "พนมอุดลวิทยา" อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา - ห้องสมุดเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิตต์ 72 พรรษา โรงเรียนพยุหะวิทยา (วัดเขาแก้ว) อำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์พรรณพืชพรรณพืช. - กุหลาบควีนสิริกิติ์ (Rosa Queen Sirikit ) - ดอนญ่าควีนสิริกิติ์ (Mussaenda philippica A.Rich. cv. Queen Sirikit) - คัทลียาควีนสิริกิติ์ (Cattleya Queen Sirikit ) - มหาพรหมราชินี (Mitrephora sirikitiae Weerasooriya, Chalermglin & R. M. K.Saunders ) - โมกราชินี (Wrightia sirikitiae D.J.Middleton & Santisuk)พันธุ์สัตว์พันธุ์สัตว์. - ปูราชินี (Thaiphusa sirikit Naiyanetr, 1992) - ปะการังเขากวางพระบรมราชินีนาถ (Acropora sirikitiae Wallace, Phongsuwan & Muir, 2012)พระทายาทรถยนต์พระที่นั่งรถยนต์พระที่นั่ง. 1. โรลส์-รอยซ์ แฟนทอม VI เลขทะเบียน ร.ย.ล.901 2. โรลส์-รอยซ์ แฟนทอม VI เลขทะเบียน ร.ย.ล.902 3. เมอร์ซิเดส-เบนซ์ 1000SEL V12 W140 เลขทะเบียน 1ด-0543 4. คาดิลแลค ดีทีเอส ลิมูซีน นั่งสามตอน เลขทะเบียน ร.ย.ล.942 โดยรถยนต์พระที่นั่งคันนี้เป็นรถยนต์พระที่นั่งที่อัญเชิญพระสรีรางคารสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงศพ 5. คาดิลแลค ดีทีเอส ลิมูซีน นั่งสามตอน เลขทะเบียน 1ด-9902 6. คาดิลแลค ดีทีเอส LWB เลขทะเบียน 1ด-9942พงศาวลี
| สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีพระนามเดิมว่าอะไร | {
"answer": [
"หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร"
],
"answer_begin_position": [
250
],
"answer_end_position": [
280
]
} |
2,632 | 205,122 | หนึ่งอำเภอหนึ่งทุน หนึ่งอำเภอหนึ่งทุน หรือชื่อเรียกย่อ โอดอส (ODOS ย่อมาจาก One District One Scholarship) เป็นโครงการพัฒนาการศึกษาของรัฐบาลในยุค ทักษิณ ชินวัตร ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และ อดิสัย โพธารามิก ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ โดยชื่อเดิม และชื่อเต็มของโครงการนี้คือ โครงการทุนการศึกษาต่อของนักเรียนจากทุกอำเภอ และกิ่งอำเภอ ในระดับอุดมศึกษา (ปริญญาตรี ) ทุนการศึกษา "หนึ่งอำเภอหนึ่งทุน" ได้รับเงินสนับสนุนจากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล โดยได้นำเงินจากการขายหวยออนไลน์ เลขท้าย 2 ตัวและ 3 ตัว ทำให้หลายคนเรียกและรู้จักทุนนี้ในชื่อของ "ทุนหวย"ประวัติ ประวัติ. โครงการทุนศึกษาต่อของนักเรียน จากทุกอำเภอและกิ่งอำเภอในระดับอุดมศึกษา หรือที่เรียกว่า โครงการ 1 อำเภอ 1 ทุน เป็นโครงการที่รัฐบาลได้มอบให้กระทรวงศึกษาธิการดำเนินการ ร่วมกับสำนักงาน ก.พ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการต่างประเทศและสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เพื่อจัดสรรทุนการศึกษาให้แก่นักเรียนไทยยากจน ที่เรียนดี มีความประพฤติดี และกำลังศึกษาอยู่ในระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 หรือเทียบเท่า จากสถานศึกษาทุกอำเภอและกิ่งอำเภอทั่วประเทศ จำนวน 926 ทุน (ตามจำนวนสถานศึกษาที่เปิดสอนในระดับ มัธยมศึกษาตอนปลาย) ได้มีโอกาสศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีทั้งในประเทศและต่างประเทศ ในสาขาที่สอดคล้องกับความต้องการของตนเอง ชุมชนและท้องถิ่น อันจะนำไปสู่การสร้างความมั่นคงทางอาชีพของตนเองและครอบครัว ซึ่งเป็นรากฐานต่อการแก้ไขปัญหาความยากจนของประเทศ และการพัฒนาศักยภาพการแข่งขันของไทยในเวทีโลก ทั้งนี้ รัฐบาลมีความคาดหวังว่านักเรียนทุนเหล่านี้ จะนำความรู้และทักษะที่ได้รับกลับมาพัฒนาประเทศต่อไปแนวคิดในการพัฒนาการศึกษาไทย แนวคิดในการพัฒนาการศึกษาไทย. แนวคิดของรัฐบาลยุค พ.ต.ท. ทักษิน ชินวัตร เชื่อว่าการศึกษาเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเสริมสร้างขีดความสามารถและศักยภาพของบุคคล นอกจากนี้ การจัดการศึกษาอย่างมีคุณภาพและเสมอภาคยังเป็นรากฐานสำคัญในการแก้ไขปัญหาความยากจนของประเทศ เนื่องจากคุณลักษณะร่วมสำคัญประการหนึ่งของความยากจน ได้แก่การขาดโอกาสทางการศึกษาของบุคคล ซึ่งรวมถึงโอกาสในการเล่าเรียนจนสำเร็จการศึกษา หรือโอกาสในการศึกษาต่อเมื่อจบการศึกษาภาคบังคับไปแล้ว กระทรวงศึกษาธิการจึงได้กำหนดพันธกิจภายใต้ยุทธศาตร์สู่การปฏิบัติในการสร้างความเสมอภาคและโอกาสทางการศึกษาให้แก่เด็กและเยาวชนทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน ดังนั้น นอกเหนือจากนโยบายในการให้บริการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 12 ปี โดยไม่เก็บค่าใช้จ่ายแล้ว กระทรวงศึกษาธิการยังได้ดำเนินโครงการสำคัญต่างๆ เพื่อสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางการศึกษาแก่เด็กด้อยโอกาสและยากจน เช่น โครงการจักรยานยืมเรียน การสนับสนุนรายได้ระหว่างเรียนของนักเรียน-นักศึกษา โครงการให้ทุนการศึกษาสำหรับเด็กและเยาวชนโดยการเขียนเรียงความ และโครงการทุนศึกษาต่อของนักเรียนจากทุกอำเภอและกิ่งอำเภอใระดับอุดมศึกษา(ปริญญาตรี) เป็นต้นการเปลี่ยนแปลงของทุน การเปลี่ยนแปลงของทุน. ทุนหนึ่งอำเภอหนึ่งทุน ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น "ทุนการศึกษาเพื่อพัฒนาท้องถิ่น" หลังจากการเข้ามาบริหารประเทศของรัฐบาล คณะปฏิวัติ โดยนายวิจิตร ศรีสะอ้าน ได้เปลี่ยนชื่อทุน พร้อมทั้งแหล่งที่มาของเงินทุน อันเนื่องมาจาก รัฐบาลประกาศยกเลิกจำหน่ายหวยออนไลน์ 2 ตัวและ 3 ตัว ทำให้ทุนหนึ่งอำเภอหนึ่งทุนต้องเปลี่ยนมาใช้งบประมาณจากส่วนกลางแทน และได้มีการระงับการดำเนินการของทุนในรุ่นต่อมา ทำให้จนถึงขณะนี้นั้น มีทุนหนึ่งอำเภอหนึ่งทุนเพียงแค่ 2 รุ่น เท่านั้นแหล่งที่มาของเงินทุน แหล่งที่มาของเงินทุน. อย่างที่เรารู้กันดีในชื่อของทุนหวย ซึ่งต้นกำเนิดที่แท้จริงของทุนนี้ มาจากการที่รัฐบาลได้เปิดจำหน่ายหวยออนไลน์ เลขท้าย 2 ตัวและ 3 ตัว โดยเป็นการร่วมมือของรัฐบาล ซึ่งดูแลโดยกระทรวงศึกษาธิการและสำนักงานสลากินแบ่งรัฐบาล แต่หลังจากที่ประเทศไทยได้เกิดการก่อรัฐประหารเกิดขึ้น ในปี พ.ศ. 2549 โดยคณะปฏิวัติ ได้เข้ามาทำการเปลี่ยนแปลงระบบการดำเนินการของทุน โดยการยกเลิกการจำหน่ายหวยเลขท้าย 2 ตัวและ 3 ตัว ทำให้ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา แหล่งเงินทุนหลักของโครงการนี้ จึงมาจากเงินส่วนกลางของรัฐบาล ทั้งนี้ในการดำเนินโครงการหนึ่งอำเภอหนึ่งทุนร่นที่ 1 นั้น กระทรวงศึกษาธิการได้รับการสนับสนุนงบประมาณ จากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล โดยในปี 2547 ใช้งบประมาณประมาณ 445 ล้านบาท และคาดว่า งบประมาณ ตลอดโครงการเป็นเงินประมาณสามพันเจ็ดร้อยล้านบาท และใช้งบประมาณในจำนวนใกล้เคียงกัน ในทุนรุ่นที่ 2เงื่อนไขในการรับทุน และข้อผูกพันหลังจบการศึกษา เงื่อนไขในการรับทุน และข้อผูกพันหลังจบการศึกษา. ในการสมัครสอบคัดเลือกเพื่อรับทุนในโครงการนี้ (ครั้งที่ 1 ) ผู้สมัครจะต้องมีผลการเรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย รวมทุกภาคการศึกษาที่ผ่านมา เฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 3.00 มีความประพฤติดี และต้องเป็นผู้มีฐานะยากจน โดยรายได้ของบิดามารดาและผู้สมัครสอบรวมกันไม่เกิน 200,000 บาท/ปี และเนื่องจาก โครงการ 1 อำเภอ 1 ทุน มีวัตถุประสงค์เพื่อให้โอกาสทางการศึกษาแก่เด็กยากจน ให้สามารถพัฒนาศักยภาพในการดำเนินชีวิตของตัวเอง และครอบครัว ดังนั้น เมื่อผู้รับทุนสำเร็จการศึกษาแล้ว จะต้องกลับมาทำงานในประเทศไทย โดยไม่ต้องชดใช้หนี้ทุนผู้มีสิทธิรับทุนรูปแบบการขอรับทุน รูปแบบการขอรับทุน. ทุนการศึกษาเพื่อพัฒนาท้องถิ่นหรือ หนึ่งอำเภอหนึ่งทุน มีกรอบกำหนดการรับทุนแตกต่างกันออกไปตามประเทศที่เดินทางไปศึกษา โดยกรอบระยะเวลาจะอยู่ในระยะเวลาที่ใช้ในการศึกษาของประเทศนั้น ๆ โดยแบ่งระบบการให้ทุนออกเป็น 2 ช่วง นั่นคือ- ช่วงที่ 1 การปรับตัวเตรียมความพร้อมและเรียนภาษาท้องถิ่น เนื่องมาจากว่าทุนนี้ ระบุให้ไปทำการศึกษาในประเทศที่ไม่ใช้ภาษาอังกฤษเท่านั้น ซึ่งอาจใช้เวลาในการศึกษาภาษานานถึงสองปี ในกรณีที่นักเรียนไม่มีพื้นฐานภาษามาเลย และเป็นภาษาที่ต้องใช้เวลาในการเรียนนานกว่าภาษาอื่น เช่น ภาษาจีน, ภาษาญี่ปุ่น เป็นต้น - ช่วงที่ 2 การศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย ซึ่งต้องอยู่ในกรอบระยะเวลาของการศึกษาในประเทศนั้น ๆ เช่นประเทศในยุโรป ใช้เวลาในการศึกษาในระดับปริญาตรีเพียงแค่ 3 ปีเท่านั้น ทั้งนี้นักเรียนที่ไม่สามารถปรับตัวหรือไม่สามารถดำเนินการศึกษาต่อในต่างประเทศได้ สามารถกลับมาใช้ทุนตามระยะเวลาที่เหลือ เพื่อศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยในประเทศไทย ในโอกาสที่กลับมาศึกษาในประเทศต่อไปจนกว่าจะสิ้นสุดระยะเวลาการรับทุนการสำเร็จการศึกษา การสำเร็จการศึกษา. นักเรียนที่สำเร็จการศึกษา ต้องกลับมาทำงานในประเทศไทย หรือในกรณีที่บางคนต้องการศึกษาต่อโดยใช้ทุนจากหน่วยงานอื่น หรือรัฐบาลต่างประเทศ ก็สามารถกระทำได้ ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องผ่านการเห็นชอบ และพิจารณาจากสำนักงาน กพ.เท่านั้น ซึ่งในปีแรกมีผู้สำเร็จการศึกษาจากต่างประเทศทั้งสิ้น 50 คน อันเนื่องมาจากระบบการศึกษาและระยะเวลาที่ใช้ในแต่ละประเทศไม่เท่ากัน ตลอดจนการใช้เวลาในการปรับตัว รวมถึงความยากง่ายในการเรียนรู้ภาษาท้องถิ่นนั้น ๆ ปัจจุบันมีนักเรียนที่กำลังศึกษาในต่างประเทศจำนวน 1211 คน ซึ่งในจำนวนนี้เป็นนักเรียนทุนในรุ่นที่ 1 จำนวน 518 ราย ซึ่งในรุ่นที่ 1 นี้ จะสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีในปีการศึกษา 2551-2552 นี้ และรุ่นที่ 2 ในอีก 2 ปีต่อมาจำนวนผู้ที่ได้รับทุน (รุ่นที่ 1) จำนวนผู้ที่ได้รับทุน (รุ่นที่ 1). มีผู้ได้รับทุนทั่วประเทศจำนวน 921 ทุน จาก 926 อำเภอและกิ่งอำเภอทั่วประเทศ (อำเภอที่ไม่มี ผู้สมัครรับทุนได้แก่อำเภอ ศรีสาคร จังหวัดนราธิวาส และอำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดน่าน นอก จากนี้ ผู้ได้รับทุนจากอำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร และอำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยาขอสละสิทธิ์) นักเรียนที่ได้รับทุนเลือกศึกษาต่อในประเทศจำนวนทั้งสิ้น 182 คน และเลือกศึกษาในต่างประเทศ จำนวน 739 คน ตามรายละเอียดดังนี้1. ประเทศฝรั่งเศส จำนวน 183 คน 2. ประเทศญี่ปุ่น จำนวน 121 คน 3. ประเทศจีน จำนวน 97 คน 4. ประเทศเยอรมนี จำนวน 84 คน 5. ประเทศเนเธอร์แลนด์ จำนวน 82 คน 6. ประเทศอิตาลี จำนวน 69 คน 7. ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ จำนวน 25 คน 8. ประเทศอินเดีย จำนวน 21 คน 9. ประเทศออสเตรีย จำนวน 18 คน 10. ประเทศสเปน จำนวน 14 คน 11. ประเทศรัสเซีย จำนวน 10 คน 12. ประเทศมาเลเซีย จำนวน 6 คน 13. ประเทศเดนมาร์ก จำนวน 6 คน 14. ประเทศสวีเดน จำนวน 3 คน 15. ประเทศอียิปต์ จำนวน 1 คนหนึ่งอำเภอหนึ่งทุนรุ่นที่ 3 หนึ่งอำเภอหนึ่งทุนรุ่นที่ 3. หลังจากการเข้ามาบริหารประเทศของ รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง นำโดยนายสมัคร สุนทรเวช ซึ่งปัจจุบันได้เปลี่ยนผู้นำรัฐบาลเป็นนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ซึ่งทั้งนี้ รัฐบาลได้มีการดำเนินนโยบายการจำหน่ายหวยเลขท้าย 2 ตัวและ 3 ตัวอีกครั้ง ซึ่งเป็นจุดมุ่งหมายของแหล่งเงินทุนหนึ่งอำเภอหนึ่งทุนในรุ่นที่ 3 โดยนายศรีเมือง เจริญศิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้แสดงนโยบายเกี่ยวกับเรื่องนี้ พร้อมทั้งวางแผนเปลี่ยนรูปแบบการคัดเลือก โดยจะแบ่งการคัดเลือกจากนักเรียนที่จบการศึกษาสายสามัญและสายอาชีพ ในจำนวนที่เท่าเทียมกัน พร้อมทั้งนโยบาย ลดจำนวนทุนลง โดยจะใช้การสอบแข่งขันแบ่งตามเขตพื้นที่การศึกษาแทน ซึ่งจะทำให้จำนวนทุนลดลงเหลือเพียงแค่ 446 ทุนเท่านั้น พร้อมกันนี้ จะยังคงใช้ชื่อเป็น "ทุนการศึกษาเพื่อพัฒนาท้องถิ่น"
| โครงการหนึ่งอำเภอหนึ่งทุนของรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร เป็นทุนที่ให้กับนักเรียนไทยที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับมัธยมศึกษาชั้นปีที่เท่าไร | {
"answer": [
"6"
],
"answer_begin_position": [
1029
],
"answer_end_position": [
1030
]
} |
2,633 | 205,122 | หนึ่งอำเภอหนึ่งทุน หนึ่งอำเภอหนึ่งทุน หรือชื่อเรียกย่อ โอดอส (ODOS ย่อมาจาก One District One Scholarship) เป็นโครงการพัฒนาการศึกษาของรัฐบาลในยุค ทักษิณ ชินวัตร ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และ อดิสัย โพธารามิก ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ โดยชื่อเดิม และชื่อเต็มของโครงการนี้คือ โครงการทุนการศึกษาต่อของนักเรียนจากทุกอำเภอ และกิ่งอำเภอ ในระดับอุดมศึกษา (ปริญญาตรี ) ทุนการศึกษา "หนึ่งอำเภอหนึ่งทุน" ได้รับเงินสนับสนุนจากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล โดยได้นำเงินจากการขายหวยออนไลน์ เลขท้าย 2 ตัวและ 3 ตัว ทำให้หลายคนเรียกและรู้จักทุนนี้ในชื่อของ "ทุนหวย"ประวัติ ประวัติ. โครงการทุนศึกษาต่อของนักเรียน จากทุกอำเภอและกิ่งอำเภอในระดับอุดมศึกษา หรือที่เรียกว่า โครงการ 1 อำเภอ 1 ทุน เป็นโครงการที่รัฐบาลได้มอบให้กระทรวงศึกษาธิการดำเนินการ ร่วมกับสำนักงาน ก.พ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการต่างประเทศและสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เพื่อจัดสรรทุนการศึกษาให้แก่นักเรียนไทยยากจน ที่เรียนดี มีความประพฤติดี และกำลังศึกษาอยู่ในระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 หรือเทียบเท่า จากสถานศึกษาทุกอำเภอและกิ่งอำเภอทั่วประเทศ จำนวน 926 ทุน (ตามจำนวนสถานศึกษาที่เปิดสอนในระดับ มัธยมศึกษาตอนปลาย) ได้มีโอกาสศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีทั้งในประเทศและต่างประเทศ ในสาขาที่สอดคล้องกับความต้องการของตนเอง ชุมชนและท้องถิ่น อันจะนำไปสู่การสร้างความมั่นคงทางอาชีพของตนเองและครอบครัว ซึ่งเป็นรากฐานต่อการแก้ไขปัญหาความยากจนของประเทศ และการพัฒนาศักยภาพการแข่งขันของไทยในเวทีโลก ทั้งนี้ รัฐบาลมีความคาดหวังว่านักเรียนทุนเหล่านี้ จะนำความรู้และทักษะที่ได้รับกลับมาพัฒนาประเทศต่อไปแนวคิดในการพัฒนาการศึกษาไทย แนวคิดในการพัฒนาการศึกษาไทย. แนวคิดของรัฐบาลยุค พ.ต.ท. ทักษิน ชินวัตร เชื่อว่าการศึกษาเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเสริมสร้างขีดความสามารถและศักยภาพของบุคคล นอกจากนี้ การจัดการศึกษาอย่างมีคุณภาพและเสมอภาคยังเป็นรากฐานสำคัญในการแก้ไขปัญหาความยากจนของประเทศ เนื่องจากคุณลักษณะร่วมสำคัญประการหนึ่งของความยากจน ได้แก่การขาดโอกาสทางการศึกษาของบุคคล ซึ่งรวมถึงโอกาสในการเล่าเรียนจนสำเร็จการศึกษา หรือโอกาสในการศึกษาต่อเมื่อจบการศึกษาภาคบังคับไปแล้ว กระทรวงศึกษาธิการจึงได้กำหนดพันธกิจภายใต้ยุทธศาตร์สู่การปฏิบัติในการสร้างความเสมอภาคและโอกาสทางการศึกษาให้แก่เด็กและเยาวชนทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน ดังนั้น นอกเหนือจากนโยบายในการให้บริการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 12 ปี โดยไม่เก็บค่าใช้จ่ายแล้ว กระทรวงศึกษาธิการยังได้ดำเนินโครงการสำคัญต่างๆ เพื่อสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางการศึกษาแก่เด็กด้อยโอกาสและยากจน เช่น โครงการจักรยานยืมเรียน การสนับสนุนรายได้ระหว่างเรียนของนักเรียน-นักศึกษา โครงการให้ทุนการศึกษาสำหรับเด็กและเยาวชนโดยการเขียนเรียงความ และโครงการทุนศึกษาต่อของนักเรียนจากทุกอำเภอและกิ่งอำเภอใระดับอุดมศึกษา(ปริญญาตรี) เป็นต้นการเปลี่ยนแปลงของทุน การเปลี่ยนแปลงของทุน. ทุนหนึ่งอำเภอหนึ่งทุน ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น "ทุนการศึกษาเพื่อพัฒนาท้องถิ่น" หลังจากการเข้ามาบริหารประเทศของรัฐบาล คณะปฏิวัติ โดยนายวิจิตร ศรีสะอ้าน ได้เปลี่ยนชื่อทุน พร้อมทั้งแหล่งที่มาของเงินทุน อันเนื่องมาจาก รัฐบาลประกาศยกเลิกจำหน่ายหวยออนไลน์ 2 ตัวและ 3 ตัว ทำให้ทุนหนึ่งอำเภอหนึ่งทุนต้องเปลี่ยนมาใช้งบประมาณจากส่วนกลางแทน และได้มีการระงับการดำเนินการของทุนในรุ่นต่อมา ทำให้จนถึงขณะนี้นั้น มีทุนหนึ่งอำเภอหนึ่งทุนเพียงแค่ 2 รุ่น เท่านั้นแหล่งที่มาของเงินทุน แหล่งที่มาของเงินทุน. อย่างที่เรารู้กันดีในชื่อของทุนหวย ซึ่งต้นกำเนิดที่แท้จริงของทุนนี้ มาจากการที่รัฐบาลได้เปิดจำหน่ายหวยออนไลน์ เลขท้าย 2 ตัวและ 3 ตัว โดยเป็นการร่วมมือของรัฐบาล ซึ่งดูแลโดยกระทรวงศึกษาธิการและสำนักงานสลากินแบ่งรัฐบาล แต่หลังจากที่ประเทศไทยได้เกิดการก่อรัฐประหารเกิดขึ้น ในปี พ.ศ. 2549 โดยคณะปฏิวัติ ได้เข้ามาทำการเปลี่ยนแปลงระบบการดำเนินการของทุน โดยการยกเลิกการจำหน่ายหวยเลขท้าย 2 ตัวและ 3 ตัว ทำให้ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา แหล่งเงินทุนหลักของโครงการนี้ จึงมาจากเงินส่วนกลางของรัฐบาล ทั้งนี้ในการดำเนินโครงการหนึ่งอำเภอหนึ่งทุนร่นที่ 1 นั้น กระทรวงศึกษาธิการได้รับการสนับสนุนงบประมาณ จากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล โดยในปี 2547 ใช้งบประมาณประมาณ 445 ล้านบาท และคาดว่า งบประมาณ ตลอดโครงการเป็นเงินประมาณสามพันเจ็ดร้อยล้านบาท และใช้งบประมาณในจำนวนใกล้เคียงกัน ในทุนรุ่นที่ 2เงื่อนไขในการรับทุน และข้อผูกพันหลังจบการศึกษา เงื่อนไขในการรับทุน และข้อผูกพันหลังจบการศึกษา. ในการสมัครสอบคัดเลือกเพื่อรับทุนในโครงการนี้ (ครั้งที่ 1 ) ผู้สมัครจะต้องมีผลการเรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย รวมทุกภาคการศึกษาที่ผ่านมา เฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 3.00 มีความประพฤติดี และต้องเป็นผู้มีฐานะยากจน โดยรายได้ของบิดามารดาและผู้สมัครสอบรวมกันไม่เกิน 200,000 บาท/ปี และเนื่องจาก โครงการ 1 อำเภอ 1 ทุน มีวัตถุประสงค์เพื่อให้โอกาสทางการศึกษาแก่เด็กยากจน ให้สามารถพัฒนาศักยภาพในการดำเนินชีวิตของตัวเอง และครอบครัว ดังนั้น เมื่อผู้รับทุนสำเร็จการศึกษาแล้ว จะต้องกลับมาทำงานในประเทศไทย โดยไม่ต้องชดใช้หนี้ทุนผู้มีสิทธิรับทุนรูปแบบการขอรับทุน รูปแบบการขอรับทุน. ทุนการศึกษาเพื่อพัฒนาท้องถิ่นหรือ หนึ่งอำเภอหนึ่งทุน มีกรอบกำหนดการรับทุนแตกต่างกันออกไปตามประเทศที่เดินทางไปศึกษา โดยกรอบระยะเวลาจะอยู่ในระยะเวลาที่ใช้ในการศึกษาของประเทศนั้น ๆ โดยแบ่งระบบการให้ทุนออกเป็น 2 ช่วง นั่นคือ- ช่วงที่ 1 การปรับตัวเตรียมความพร้อมและเรียนภาษาท้องถิ่น เนื่องมาจากว่าทุนนี้ ระบุให้ไปทำการศึกษาในประเทศที่ไม่ใช้ภาษาอังกฤษเท่านั้น ซึ่งอาจใช้เวลาในการศึกษาภาษานานถึงสองปี ในกรณีที่นักเรียนไม่มีพื้นฐานภาษามาเลย และเป็นภาษาที่ต้องใช้เวลาในการเรียนนานกว่าภาษาอื่น เช่น ภาษาจีน, ภาษาญี่ปุ่น เป็นต้น - ช่วงที่ 2 การศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย ซึ่งต้องอยู่ในกรอบระยะเวลาของการศึกษาในประเทศนั้น ๆ เช่นประเทศในยุโรป ใช้เวลาในการศึกษาในระดับปริญาตรีเพียงแค่ 3 ปีเท่านั้น ทั้งนี้นักเรียนที่ไม่สามารถปรับตัวหรือไม่สามารถดำเนินการศึกษาต่อในต่างประเทศได้ สามารถกลับมาใช้ทุนตามระยะเวลาที่เหลือ เพื่อศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยในประเทศไทย ในโอกาสที่กลับมาศึกษาในประเทศต่อไปจนกว่าจะสิ้นสุดระยะเวลาการรับทุนการสำเร็จการศึกษา การสำเร็จการศึกษา. นักเรียนที่สำเร็จการศึกษา ต้องกลับมาทำงานในประเทศไทย หรือในกรณีที่บางคนต้องการศึกษาต่อโดยใช้ทุนจากหน่วยงานอื่น หรือรัฐบาลต่างประเทศ ก็สามารถกระทำได้ ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องผ่านการเห็นชอบ และพิจารณาจากสำนักงาน กพ.เท่านั้น ซึ่งในปีแรกมีผู้สำเร็จการศึกษาจากต่างประเทศทั้งสิ้น 50 คน อันเนื่องมาจากระบบการศึกษาและระยะเวลาที่ใช้ในแต่ละประเทศไม่เท่ากัน ตลอดจนการใช้เวลาในการปรับตัว รวมถึงความยากง่ายในการเรียนรู้ภาษาท้องถิ่นนั้น ๆ ปัจจุบันมีนักเรียนที่กำลังศึกษาในต่างประเทศจำนวน 1211 คน ซึ่งในจำนวนนี้เป็นนักเรียนทุนในรุ่นที่ 1 จำนวน 518 ราย ซึ่งในรุ่นที่ 1 นี้ จะสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีในปีการศึกษา 2551-2552 นี้ และรุ่นที่ 2 ในอีก 2 ปีต่อมาจำนวนผู้ที่ได้รับทุน (รุ่นที่ 1) จำนวนผู้ที่ได้รับทุน (รุ่นที่ 1). มีผู้ได้รับทุนทั่วประเทศจำนวน 921 ทุน จาก 926 อำเภอและกิ่งอำเภอทั่วประเทศ (อำเภอที่ไม่มี ผู้สมัครรับทุนได้แก่อำเภอ ศรีสาคร จังหวัดนราธิวาส และอำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดน่าน นอก จากนี้ ผู้ได้รับทุนจากอำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร และอำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยาขอสละสิทธิ์) นักเรียนที่ได้รับทุนเลือกศึกษาต่อในประเทศจำนวนทั้งสิ้น 182 คน และเลือกศึกษาในต่างประเทศ จำนวน 739 คน ตามรายละเอียดดังนี้1. ประเทศฝรั่งเศส จำนวน 183 คน 2. ประเทศญี่ปุ่น จำนวน 121 คน 3. ประเทศจีน จำนวน 97 คน 4. ประเทศเยอรมนี จำนวน 84 คน 5. ประเทศเนเธอร์แลนด์ จำนวน 82 คน 6. ประเทศอิตาลี จำนวน 69 คน 7. ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ จำนวน 25 คน 8. ประเทศอินเดีย จำนวน 21 คน 9. ประเทศออสเตรีย จำนวน 18 คน 10. ประเทศสเปน จำนวน 14 คน 11. ประเทศรัสเซีย จำนวน 10 คน 12. ประเทศมาเลเซีย จำนวน 6 คน 13. ประเทศเดนมาร์ก จำนวน 6 คน 14. ประเทศสวีเดน จำนวน 3 คน 15. ประเทศอียิปต์ จำนวน 1 คนหนึ่งอำเภอหนึ่งทุนรุ่นที่ 3 หนึ่งอำเภอหนึ่งทุนรุ่นที่ 3. หลังจากการเข้ามาบริหารประเทศของ รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง นำโดยนายสมัคร สุนทรเวช ซึ่งปัจจุบันได้เปลี่ยนผู้นำรัฐบาลเป็นนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ซึ่งทั้งนี้ รัฐบาลได้มีการดำเนินนโยบายการจำหน่ายหวยเลขท้าย 2 ตัวและ 3 ตัวอีกครั้ง ซึ่งเป็นจุดมุ่งหมายของแหล่งเงินทุนหนึ่งอำเภอหนึ่งทุนในรุ่นที่ 3 โดยนายศรีเมือง เจริญศิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้แสดงนโยบายเกี่ยวกับเรื่องนี้ พร้อมทั้งวางแผนเปลี่ยนรูปแบบการคัดเลือก โดยจะแบ่งการคัดเลือกจากนักเรียนที่จบการศึกษาสายสามัญและสายอาชีพ ในจำนวนที่เท่าเทียมกัน พร้อมทั้งนโยบาย ลดจำนวนทุนลง โดยจะใช้การสอบแข่งขันแบ่งตามเขตพื้นที่การศึกษาแทน ซึ่งจะทำให้จำนวนทุนลดลงเหลือเพียงแค่ 446 ทุนเท่านั้น พร้อมกันนี้ จะยังคงใช้ชื่อเป็น "ทุนการศึกษาเพื่อพัฒนาท้องถิ่น"
| แหล่งที่มาของเงินทุนในโครงการหนึ่งอำเภอหนึ่งทุนของรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร คืออะไร | {
"answer": [
"หวยออนไลน์"
],
"answer_begin_position": [
3193
],
"answer_end_position": [
3203
]
} |
2,634 | 71,334 | เรื่องรัก น้อยนิด มหาศาล เรื่องรัก น้อยนิด มหาศาล () เป็นภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องที่สี่ของเป็นเอก รัตนเรือง ที่มีการร่วมงานจากหลายชาติ ภาพยนตร์มีการใช้ภาษาถึง 3 ภาษาด้วยกัน ได้แก่ ไทย ญี่ปุ่น และอังกฤษ บทภาพยนตร์โดยนักเขียนรางวัลซีไรท์ ปราบดา หยุ่น ถ่ายภาพโดยคริสโตเฟอร์ ดอยล์ และนำแสดงโดยทาดาโนบุ อาซาโนะ, สินิทธา บุญยศักดิ์ และเฌอมาลย์ บุญยศักดิ์เรื่องย่อ เรื่องย่อ. เคนจิ (ทาดาโนบุ อาซาโนะ) ชายหนุ่มชาวญี่ปุ่นอาศัยอยู่ในประเทศไทย เขาครุ่นคิดเรื่องฆ่าตัวตายอยู่ตลอดเวลา วันหนึ่งเขาพบเจอกับ น้อย หญิงสาวชาวไทย ในตอนที่น้องของเธอถูกรถชน และเสียชีวิตในเวลาต่อมา ที่บ้านพักของเขา พี่ชายของเขาที่หนีความผิดมาจากญี่ปุ่น ถูกเพื่อนยากูซ่าฆ่าตาย เพื่อนพี่ชายเขากำลังจะฆ่าเคนจิ แต่หลังไฟดับ เคนจิเป็นผู้เดียวที่รอดชีวิต เขาเจอน้อยอีกครั้ง ที่ห้องสมุด ที่ทำงานของเขา เมื่อน้อยเอากระเป๋าของเขามาคืน เคนจิไปพักที่บ้านน้อย และเรื่องราวต่าง ๆ ก็ดำเนินไปนักแสดงนักแสดง. - ทาดาโนบุ อาซาโนะ - รับบท เคนจิ - สินิทธา บุญยศักดิ์ - รับบท น้อย - เฌอมาลย์ บุญยศักดิ์ - รับบท นิดเกร็ดเกี่ยวกับภาพยนตร์เกร็ดเกี่ยวกับภาพยนตร์. - ในฉากที่เคนจิพบกับนิดครั้งแรกที่ห้องสมุดมีโปสเตอร์ภาพยนตร์เรื่อง Ichi the Killer ปรากฏอยู่ด้วย ซึ่งมีทาดาโนบุ อาซาโนะแสดงเช่นกัน
| ใครเป็นผู้ประพันธ์บทภาพยนตร์ไทยเรื่องรัก น้อยนิด มหาศาล | {
"answer": [
"ปราบดา หยุ่น"
],
"answer_begin_position": [
330
],
"answer_end_position": [
342
]
} |
2,635 | 113,699 | บีเกิล บีเกิล () เป็นสายพันธุ์สุนัขมีถิ่นกำเนิดในประเทศสหราชอาณาจักร อยู่ในจำพวกกลุ่มสุนัขล่าเนื้อ(Hound) มีขนสั้นและหูปรก เป็นสุนัขที่มีประสาทด้านการดมกลิ่นเป็นเลิศ (scent hounds) ด้วยประสาทด้านการดมกลิ่นที่ไวมาก จึงได้มีการฝึกให้เป็นสุนัขตรวจสอบของผิดกฎหมาย อย่างเช่น ยาเสพติด วัตถุระเบิด ฯลฯ แต่บีเกิลยังได้รับความนิยมในฐานะสัตว์เลี้ยงเช่นกัน ด้วยขนาดตัวที่พอเหมาะ เป็นสุนัขอารมณ์ดี และสุขภาพแข็งแรงทนทานต่อโรค สุนัขสายพันธุ์บีเกิลมีมากว่า 2000 ปีแล้ว และมีชื่อเสียงมากในยุคของพระนางอลิซาเบท ซึ่งปรากฏในงานวรรณกรรม จิตรกรรม ภาพยนตร์ โทรทัศน์ และหนังสือการ์ตูนเรื่องสนู๊ปปี้ (Snoopy) ก็เป็นบีเกิลที่มีชื่อเสียงมากที่สุดตัวหนึ่งของโลกพฤติกรรมทั่วไป พฤติกรรมทั่วไป. บีเกิลเป็นสุนัขที่สุภาพ พวกมันค่อนข้างเป็นมิตร ไม่ดุร้ายเกินไปหรือเฉื่อยชาเกินไป ชอบอยู่กันเป็นกลุ่ม แม้ว่าจะพอใช้กันคนแปลกหน้าได้บ้าง แต่มันก็เชื่องคนง่ายเกินจึงไม่เหมาะที่จะเป็นสุนัขเฝ้าบ้าน แต่ว่ามันยังคงเห่าหรือหอนบ้าง เมื่อเผชิญหน้ากับคนแปลกหน้า ในปี 1985 เบ็นและลิเน็ท ฮาท(Ben and Lynette Hart) ได้ทำการศึกษาบีเกิล พร้อมกับสุนัขพันธุ์อื่นๆอย่าง ยอคเชียร์ เทอเรีย เคนท์ เทอเรีย เวส ไฮด์แลนด์ ไวท์ เทอเรีย ฟอกซ์ เทอเรีย ผลออกมาว่าบีเกิลเป็นสุนัขที่ฉลาด และเป็นสายพันธุ์ที่ถูกพัฒนามาด้วยจุดประสงค์เดียว คือให้เป็นนักล่ามาเป็นเวลานาน ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้ฝึกค่อนข้างยาก โดยทั่วไปเมื่อมันรับคำสั่งแล้ว จะสั่งยกเลิกได้ยาก และเมื่อมันจดจำกลิ่นหนึ่งได้ มักจะถูกกลิ่นอื่นรอบตัวเบี่ยงเบนความสนใจได้ง่าย พวกมันจะไม่ค่อยยอมรับคำสั่งทั่วๆไป แต่ก็มีการตอบสนองต่ออาหารที่ดี มีความตื่นตัวสูง ช่างประจบ ในทางกลับกันก็เป็นสุนัขที่เบื่อง่าย บีเกิลเป็นสุนัขที่เหมาะกับเด็กๆ จึงเป็นสุนัขที่นิยมเลี้ยงกันในครัวเรือน แต่ว่าพวกมันเป็นสุนัขที่อยู่เป็นฝูง เวลานำไปเลี้ยงจึงอาจเกิดอาการซึมเศร้าได้ ไม่ใช่บีเกิลทุกตัวที่จะหอน แต่ส่วนมากจะเห่าเมื่อเผชิญกับสถานการณ์ที่ไม่คุ้นเคย ซึ่งบางตัวจะเห่าหรือหอน เมื่อรับรู้ถึงกลิ่นใดกลิ่นหนึ่งโดยเฉพาะ บีเกิลยังเข้ากับสุนัขสายพันธุ์อื่นได้ง่าย พวกมันแข็งแรงมาก จึงวิ่งเล่นได้นานโดยที่ไม่เหนื่อยง่ายๆบีเกิลกับบทบาทคู่หูของมนุษย์ บีเกิลกับบทบาทคู่หูของมนุษย์. ปัจจุบันบีเกิล ได้รับการเลือกเป็นหนึ่งในสุนัขดมกลิ่น ที่ใช้ตรวจสอบหาวัตถุต้องสงสัย ในงานด้านความมั่นคง และทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ บีเกิลกับบทบาทด้านความมั่นคงในการตรวจสอบตามสนามบิน ซึ่งในปีหนึ่งๆ สามารถช่วยเจ้าหน้าที่ตรวจพบวัตถุผิดกฎหมาย ได้ถึง 75000 รายการต่อปี อีกเหตุผลหนึ่งที่บีเกิลได้รับเลือกในหน้าที่นี้ เพราะว่าบีเกิลมีขนาดตัวที่ค่อนข้างเล็ก สามารถเข้าไปตรวจได้แม้กระทั่งคนที่ค่อนข้างกลัวสุนัข ดูแลง่าย ฉลาด และมันทำงานเต็มที่เพื่อรางวัล ซึ่งในหลายประเทศก็ได้มีการ ใช้งานบีเกิลในลักษณะนี้อย่างกว้างขวาง ส่วนสุนัขดมกลิ่นขนาดใหญ่ ก็จะใช้ในงานค้นหาวัตถุระเบิดโดยเฉพาะ และงานที่จำเป็นต้องปีนป่ายเพื่อเข้าไปตรวจสอบ ซึ่งบีเกิลไม่ค่อยเหมาะกับหน้าที่ ลักษณะนั้น
| สุนัขพันธุ์บีเกิลมีถิ่นกำเนิดที่ประเทศใด | {
"answer": [
"สหราชอาณาจักร"
],
"answer_begin_position": [
136
],
"answer_end_position": [
149
]
} |
2,636 | 113,699 | บีเกิล บีเกิล () เป็นสายพันธุ์สุนัขมีถิ่นกำเนิดในประเทศสหราชอาณาจักร อยู่ในจำพวกกลุ่มสุนัขล่าเนื้อ(Hound) มีขนสั้นและหูปรก เป็นสุนัขที่มีประสาทด้านการดมกลิ่นเป็นเลิศ (scent hounds) ด้วยประสาทด้านการดมกลิ่นที่ไวมาก จึงได้มีการฝึกให้เป็นสุนัขตรวจสอบของผิดกฎหมาย อย่างเช่น ยาเสพติด วัตถุระเบิด ฯลฯ แต่บีเกิลยังได้รับความนิยมในฐานะสัตว์เลี้ยงเช่นกัน ด้วยขนาดตัวที่พอเหมาะ เป็นสุนัขอารมณ์ดี และสุขภาพแข็งแรงทนทานต่อโรค สุนัขสายพันธุ์บีเกิลมีมากว่า 2000 ปีแล้ว และมีชื่อเสียงมากในยุคของพระนางอลิซาเบท ซึ่งปรากฏในงานวรรณกรรม จิตรกรรม ภาพยนตร์ โทรทัศน์ และหนังสือการ์ตูนเรื่องสนู๊ปปี้ (Snoopy) ก็เป็นบีเกิลที่มีชื่อเสียงมากที่สุดตัวหนึ่งของโลกพฤติกรรมทั่วไป พฤติกรรมทั่วไป. บีเกิลเป็นสุนัขที่สุภาพ พวกมันค่อนข้างเป็นมิตร ไม่ดุร้ายเกินไปหรือเฉื่อยชาเกินไป ชอบอยู่กันเป็นกลุ่ม แม้ว่าจะพอใช้กันคนแปลกหน้าได้บ้าง แต่มันก็เชื่องคนง่ายเกินจึงไม่เหมาะที่จะเป็นสุนัขเฝ้าบ้าน แต่ว่ามันยังคงเห่าหรือหอนบ้าง เมื่อเผชิญหน้ากับคนแปลกหน้า ในปี 1985 เบ็นและลิเน็ท ฮาท(Ben and Lynette Hart) ได้ทำการศึกษาบีเกิล พร้อมกับสุนัขพันธุ์อื่นๆอย่าง ยอคเชียร์ เทอเรีย เคนท์ เทอเรีย เวส ไฮด์แลนด์ ไวท์ เทอเรีย ฟอกซ์ เทอเรีย ผลออกมาว่าบีเกิลเป็นสุนัขที่ฉลาด และเป็นสายพันธุ์ที่ถูกพัฒนามาด้วยจุดประสงค์เดียว คือให้เป็นนักล่ามาเป็นเวลานาน ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้ฝึกค่อนข้างยาก โดยทั่วไปเมื่อมันรับคำสั่งแล้ว จะสั่งยกเลิกได้ยาก และเมื่อมันจดจำกลิ่นหนึ่งได้ มักจะถูกกลิ่นอื่นรอบตัวเบี่ยงเบนความสนใจได้ง่าย พวกมันจะไม่ค่อยยอมรับคำสั่งทั่วๆไป แต่ก็มีการตอบสนองต่ออาหารที่ดี มีความตื่นตัวสูง ช่างประจบ ในทางกลับกันก็เป็นสุนัขที่เบื่อง่าย บีเกิลเป็นสุนัขที่เหมาะกับเด็กๆ จึงเป็นสุนัขที่นิยมเลี้ยงกันในครัวเรือน แต่ว่าพวกมันเป็นสุนัขที่อยู่เป็นฝูง เวลานำไปเลี้ยงจึงอาจเกิดอาการซึมเศร้าได้ ไม่ใช่บีเกิลทุกตัวที่จะหอน แต่ส่วนมากจะเห่าเมื่อเผชิญกับสถานการณ์ที่ไม่คุ้นเคย ซึ่งบางตัวจะเห่าหรือหอน เมื่อรับรู้ถึงกลิ่นใดกลิ่นหนึ่งโดยเฉพาะ บีเกิลยังเข้ากับสุนัขสายพันธุ์อื่นได้ง่าย พวกมันแข็งแรงมาก จึงวิ่งเล่นได้นานโดยที่ไม่เหนื่อยง่ายๆบีเกิลกับบทบาทคู่หูของมนุษย์ บีเกิลกับบทบาทคู่หูของมนุษย์. ปัจจุบันบีเกิล ได้รับการเลือกเป็นหนึ่งในสุนัขดมกลิ่น ที่ใช้ตรวจสอบหาวัตถุต้องสงสัย ในงานด้านความมั่นคง และทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ บีเกิลกับบทบาทด้านความมั่นคงในการตรวจสอบตามสนามบิน ซึ่งในปีหนึ่งๆ สามารถช่วยเจ้าหน้าที่ตรวจพบวัตถุผิดกฎหมาย ได้ถึง 75000 รายการต่อปี อีกเหตุผลหนึ่งที่บีเกิลได้รับเลือกในหน้าที่นี้ เพราะว่าบีเกิลมีขนาดตัวที่ค่อนข้างเล็ก สามารถเข้าไปตรวจได้แม้กระทั่งคนที่ค่อนข้างกลัวสุนัข ดูแลง่าย ฉลาด และมันทำงานเต็มที่เพื่อรางวัล ซึ่งในหลายประเทศก็ได้มีการ ใช้งานบีเกิลในลักษณะนี้อย่างกว้างขวาง ส่วนสุนัขดมกลิ่นขนาดใหญ่ ก็จะใช้ในงานค้นหาวัตถุระเบิดโดยเฉพาะ และงานที่จำเป็นต้องปีนป่ายเพื่อเข้าไปตรวจสอบ ซึ่งบีเกิลไม่ค่อยเหมาะกับหน้าที่ ลักษณะนั้น
| ด้วยประสาทด้านการดมกลิ่นที่เป็นเลิศของสุนัขพันธุ์บีเกิลทำให้สุนัขพันธุ์นี้มักถูกฝึกให้เป็นอะไร | {
"answer": [
"สุนัขตรวจสอบของผิดกฎหมาย"
],
"answer_begin_position": [
316
],
"answer_end_position": [
340
]
} |
2,637 | 207,573 | เสวียน เสวียน เป็นของใช้ในครัวไทยอย่างหนึ่ง ทำด้วยหญ้า หวาย หรือฟาง ถักหรือมัดเป็นวงกลม มีหูสองข้างสำหรับหิ้ว ใช้รองก้นหม้อที่หุงต้มด้วยเตาฟืนหรือเตาถ่าน นอกจากนี้ เสวียน ตามความเชื่อยังมีอีกชื่อเรียกนึงว่า ตาพระอินทร์ เชื่อว่าเมื่อมีพายุมา สามารถทำให้ลมพายุสงบลงได้ด้วยการมีดพร้าเสียบลงไปในร่องพื้นบ้าน แล้วยกเสวียนขึ้นมากวัดแกว่ง นอกจากนี้แล้วคำว่า เสวียน ยังใช้เรียกของใช้อย่างอื่นที่มีลักษณะและการใช้งานคล้ายคลึงกันอีก
| เสวียนคืออะไร | {
"answer": [
"ของใช้ในครัวไทย"
],
"answer_begin_position": [
99
],
"answer_end_position": [
114
]
} |
2,638 | 158,301 | มโนราห์ (รำ) มโนราห์ หรือ มโนห์รา หรือเรียกโดยย่อว่า โนรา เป็นชื่อศิลปะการแสดงพื้นเมืองอย่างหนึ่งของภาคใต้ มีแม่บทท่ารำอย่างเดียวกับละครชาตรี บทร้องเป็นกลอนสด ผู้ขับร้องต้องใช้ปฏิภาณไหวพริบ สรรหาคำให้สัมผัสกันได้อย่างฉับไว มีความหมายทั้งบทร้อง ท่ารำและเครื่องแต่งกายเครื่องดนตรีประกอบด้วย กลอง ทับคู่ ฉิ่งโหม่ง ปี่นอก หรือ ปี่ใน และกรับ ปัจจุบันพัฒนาเอาเครื่องดนตรีสากลเข้าร่วมด้วย เดิมนิยมใช้ผู้ชายล้วนแสดง แต่ปัจจุบันมีผู้หญิงเข้าไปแสดงด้วยเครื่องแต่งกายเครื่องแต่งกาย. 1. เทริด เป็นเครื่องประดับศีรษะของตัวนายโรงหรือโนราใหญ่หรือตัวยืนเครื่อง (โบราณไม่นิยมให้นางรำใช้) ทำเป็นรูปมงกุฎอย่างเตี้ย มีกรอบหน้า มีด้ายมงคลประกอบ 2. เครื่องรูปปัด เครื่องรูปปัดจะร้อยด้วยลูกปัดสีเป็นลายมีดอกดวง ใช้สำหรับสวมลำตัวท่อนบนแทนเสื้อ ประกอบด้วยชิ้นสำคัญ 5 ชิ้น คือ บ่า สำหรับสวมทับบนบ่าซ้าย-ขวา รวม 2 ชิ้น ปิ้งคอ สำหรับสวมห้อยคอหน้า-หลังคล้ายกรองคอหน้า-หลัง รวม 2 ชิ้น พานอก ร้อยลูกปัดเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ใช้พันรอบตัวตรงระดับอก บางถิ่นเรียกว่า"พานโครง"บางถิ่นเรียกว่า"รอบอก" เครื่องลูกปัดดังกล่าวนี้ใช้เหมือนกันทั้งตัวยืนเครื่องและตัวนาง (รำ) แต่มีช่วงหนึ่งที่คณะชาตรีในมณฑลนครศรีธรรมราชใช้อินทรธนู ซับทรวง (ทับทรวง) ปีกเหน่ง แทนเครื่องลูกปัดสำหรับตัวยืนเครื่อง 3. ปีกนกแอ่น หรือ ปีกเหน่ง มักทำด้วยแผ่นเงินเป็นรูปคล้ายนกนางแอ่นกำลังกางปีก ใช้สำหรับโนราใหญ่หรือตัวยืนเครื่อง สวมติดกับสังวาลอยู่ที่ระดับเหนือสะเอวด้านซ้ายและขวา คล้ายตาบทิศของละคร 4. ซับทรวง หรือ ทับทรวง หรือ ตาบ สำหรับสวมห้อยไว้ตรงทรวงอก นิยมทำด้วยแผ่นเงินเป็นรูปคล้ายขนมเปียกปูนสลักเป็นลวดลาย และอาจฝังเพชรพลอยเป็นดอกดวงหรืออาจร้อยด้วยลูกปัด นิยมใช้เฉพาะตัวโนราใหญ่หรือตัวยืนเครื่อง ตัวนางไม่ใช้ซับทรวง 5. ปีก หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า หาง หรือ หางหงส์ นิยมทำด้วยเขาควายหรือโลหะเป็นรูปคล้ายปีกนก 1 คู่ ซ้าย-ขวาประกอบกัน ปลายปีกเชิดงอนขึ้นและผูกรวมกันไว้มีพู่ทำด้วยด้ายสีติดไว้เหนือปลายปีก ใช้ลูกปัดร้อยห้อยเป็นดอกดวงรายตลอดทั้งข้างซ้ายและขวาให้ดูคล้ายขนของนก ใช้สำหรับสวมคาดทับผ้านุ่งตรงระดับสะเอว ปล่อยปลายปีกยื่นไปด้านหลังคล้ายหางกินรี 6. ผ้านุ่ง เป็นผ้ายาวสี่เหลี่ยมผืนผ้า นุ่งทับชายแล้วรั้งไปเหน็บไว้ข้างหลัง ปล่อยปลายชายให้ห้อยลงเช่นเดียวกับหางกระเบน เรียกปลายชายที่พับแล้วห้อยลงนี้ว่า "หางหงส์"(แต่ชาวบ้านส่วนมากเรียกว่า หางหงส์) การนุ่งผ้าของโนราจะรั้งสูงและรัดรูปแน่นกว่านุ่งโจมกระเบน 7. หน้าเพลา เหน็บเพลา หนับเพลา ก็ว่า คือสนับเพลาสำหรับสวมแล้วนุ่งผ้าทับ ปลายขาใช้ลูกปัดร้อยทับหรือร้อยทาบ ทำเป็นลวดลายดอกดวง เช่น ลายกรวยเชิง รักร้อย 8. ผ้าห้อย คือ ผ้าสีต่างๆ ที่คาดห้อยคล้ายชายแครงแต่อาจมีมากกว่า โดยปกติจะใช้ผ้าที่โปร่งผ้าบางสีสด แต่ละผืนจะเหน็บห้อยลงทั้งด้านซ้ายและด้านขวาของหน้าผ้า 9. หน้าผ้า ลักษณะเดียวกับชายไหว ถ้าเป็นของโนราใหญ่หรือนายโรงมักทำด้วยผ้าแล้วร้อยลูกปัดทาบเป็นลวดลาย ที่ทำเป็นผ้า 3 แถบคล้ายชายไหวล้อมด้วยชายแครงก็มี ถ้าเป็นของนางรำ อาจใช้ผ้าพื้นสีต่างๆ สำหรับคาดห้อยเช่นเดียวกับชายไหว 10. กำไลต้นแขนและปลายแขน กำไลสวมต้นแขน เพื่อขบรัดกล้ามเนื้อให้ดูทะมัดทะแมงและเพิ่มให้สง่างามยิ่งขึ้น 11. กำไล กำไลของโนรามักทำด้วยทองเหลือง ทำเป็นวงแหวน ใช้สวมมือและเท้าข้างละหลายๆ วง เช่น แขนแต่ละข้างอาจสวม 5-10 วงซ้อนกัน เพื่อเวลาปรับเปลี่ยนท่าจะได้มีเสียงดังเป็นจังหวะเร้าใจยิ่งขึ้น 12. เล็บ เป็นเครื่องสวมนิ้วมือให้โค้งงามคล้ายเล็บกินนร กินรี ทำด้วยทองเหลืองหรือเงิน อาจต่อปลายด้วยหวายที่มีลูกปัดร้อยสอดสีไว้พองาม นิยมสวมมือละ 4 นิ้ว (ยกเว้นหัวแม่มือ) 13. หน้าพราน เป็นหน้ากากสำหรับตัว "พราน" ซึ่งเป็นตัวตลก ใช้ไม้แกะเป็นรูปใบหน้า ไม่มีส่วนที่เป็นคาง ทำจมูกยื่นยาว ปลายจมูกงุ้มเล็กน้อย เจาะรูตรงส่วนที่เป็นตาดำ ให้ผู้สวมมองเห็นได้ถนัด ทาสีแดงทั้งหมด เว้นแต่ส่วนที่เป็นฟันทำด้วยโลหะสีขาว หรือทาสีขาว หรืออาจลี่ยมฟัน (มีเฉพาะฟันบน) ส่วนบนต่อจากหน้าผากใช้ขนเป็ดหรือห่านสีขาวติดทาบไว้ต่างผมหงอก 14. หน้าทาสี เป็นหน้ากากของตัวตลกหญิง ทำเป็นหน้าผู้หญิง มักทาสีขาวหรือสีเนื้อเครื่องดนตรีเครื่องดนตรี. 1. ทับ (โทนหรือทับโนรา) เป็นคู่ เสียงต่างกันเล็กน้อย ใช้คนตีเพียงคนเดียว เป็นเครื่องตีที่สำคัญที่สุด เพราะทำหน้าที่ คุมจังหวะและเป็นตัวนำในการเปลี่ยนจังหวะทำนอง (แต่จะต้องเปลี่ยนตามผู้รำ ไม่ใช่ผู้รำ เปลี่ยน จังหวะลีลาตามดนตรี ผู้ทำหน้าที่ตีทับจึงต้องนั่งให้มอง เห็นผู้รำตลอดเวลา และต้องรู้เชิง ของผู้รำ) 2. กลอง เป็นกลองทัดขนาดเล็ก (โตกว่ากลองของหนังตะลุงเล็กน้อย) 1 ใบทำหน้าที่เสริมเน้นจังหวะและล้อเสียงทับ 3. ปี่ เป็นเครื่องเป่าเพียงชิ้นเดียวของวง นิยมใช้ปี่ใน หรือ บางคณะอาจใช้ปี่นอก ใช้เพียง 1 เลา ปี่มีวิธีเป่าที่คล้ายคลึงกับขลุ่ย ปี่มี 7 รูแต่สามารถกำเนิดเสียงได้ ถึง 21 เสียงซึ่งคล้ายคลึงกับเสียงพูด มากที่สุด 4. โหม่ง คือ ฆ้องคู่ เสียงต่างกันที่เสียงแหลม เรียกว่า "เสียงโหม้ง" ที่เสียงทุ้ม เรียกว่า "เสียงหมุ่ง" หรือ บางครั้งอาจจะเรียกว่าลูกเอกและลูก ทุ้มซึ่งมีเสียงแตกต่างกันเป็น คู่แปดแต่ดั้งเดิมแล้วจะใช้คู่ห้า 5. ฉิ่ง หล่อด้วยโลหะหนารูปฝาชีมีรูตรงกลางสำหรับร้อยเชือก สำรับนึงมี 2 อัน เรียกว่า 1 คู่เป็นเครื่องตีเสริมแต่งและเน้นจังหวะ ซึ่งการตีจะแตกต่างกับการตีฉิ่ง ในการกำกับจังหวะของดนตรีไทย 6. แตระ หรือ แกระ คือ กรับ มี ทั้งกรับอันเดียวที่ใช้ตีกระทบกับรางโหม่ง หรือกรับคู่ และมีที่ร้อยเป็นพวงอย่างกรับพวง หรือใช้เรียวไม้หรือลวด เหล็กหลาย ๆ อันมัดเข้าด้วยกันตีให้ปลายกระทบกันองค์ประกอบหลักของการแสดงองค์ประกอบหลักของการแสดง. 1. การรำ โนราแต่ละตัวต้องรำอวดความชำนาญและความสามารถเฉพาะตน โดยการรำผสมท่าต่างๆ เข้าด้วยกันอย่างต่อเนื่องกลมกลืน แต่ละท่ามีความถูกต้องตามแบบฉบับ มีความคล่องแคล่วชำนาญที่จะเปลี่ยนลีลาให้เข้ากับจังหวะดนตรี และต้องรำให้สวยงามอ่อนช้อยหรือกระฉับกระเฉงเหมาะแก่กรณี บางคนอาจอวดความสามารถในเชิงรำเฉพาะด้าน เช่น การเล่นแขน การทำให้ตัวอ่อน การรำท่าพลิกแพลง เป็นต้น 2. การร้อง โนราแต่ละตัวจะต้องอวดลีลาการร้องขับบทกลอนในลักษณะต่างๆ เช่น เสียงไพเราะดังชัดเจน จังหวะการร้องขับถูกต้องเร้าใจ มีปฏิภาณในการคิดกลอนรวดเร็ว ได้เนื้อหาดี สัมผัสดี มีความสามารถในการร้องโต้ตอบ แก้คำอย่างฉับพลันและคมคาย เป็นต้น 3. การทำบท เป็นการอวดความสามารถในการตีความหมายของบทร้องเป็นท่ารำ ให้คำร้องและท่ารำสัมพันธ์กันต้องตีท่าให้พิสดารหลากหลายและครบถ้วน ตามคำร้องทุกถ้อยคำต้องขับบทร้องและตีท่ารำให้ประสมกลมกลืนกับจังหวะและลีลาของดนตรีอย่างเหมาะเหม็ง การทำบทจึงเป็นศิลปะสุดยอดของโนรา 4. การรำเฉพาะอย่าง นอกจากโนราแต่ละคนจะต้องมีความสามารถในการรำ การร้อง และการทำบทดังกล่าวแล้วยังต้องฝึกการำเฉพาะอย่างให้เกิดความชำนาญเป็นพิเศษด้วยซึ่งการรำเฉพาะอย่างนี้ อาจใช้แสดงเฉพาะโอกาส เช่น รำในพิธีไหว้ครู หรือพิธีแต่งพอกผู้กผ้าใหญ่ บางอย่างใช้รำเฉพาะเมื่อมีการประชันโรง บางอย่างใช้ในโอกาสรำลงครูหรือโรงครู หรือรำแก้บน เป็นต้น การรำเฉพาะอย่าง มีดังนี้1. รำบทครูสอน 2. รำบทปฐม 3. รำเพลงทับเพลงโทน 4. รำเพลงปี่ 5. รำเพลงโค 6. รำขอเทริด 7. รำเฆี่ยนพรายและเหยียบลูกนาว (เหยียบมะนาว) 8. รำแทงเข้ 9. รำคล้องหงส์ 10. รำบทสิบสองหรือรำสิบสองบท 5. การเล่นเป็นเรื่อง โดยปกติโนราไม่เน้นการเล่นเป็นเรื่อง แต่ถ้ามีเวลาแสดงมากพอหลังจากการอวดการรำการร้องและการทำลทแล้ว อาจแถมการเล่นเป็นเรื่องให้ดู เพื่อความสนุกสนาน โดยเลือกเรื่องที่รู้ดีกันแล้วบางตอนมาแสดงเลือกเอาแต่ตอนที่ต้องใช้ตัวแสดงน้อย ๆ (2-3 คน) ไม่เน้นที่การแต่งตัวตามเรื่อง มักแต่งตามที่แต่งรำอยู่แล้ว แล้วสมมติเอาว่าใครเป็นใคร แต่จะเน้นการตลกและการขับบทกลอนแบบโนราให้ได้เนื้อหาตามท้องเรื่องโนราลงแข่ง (ประชันโรง) โนราลงแข่ง (ประชันโรง). การแข่งมโนรา หรือ มโนราประชันโรง เพื่อจะพิสูจน์ว่าใครเล่นหรือรำดีกว่า มีศิลปในการรำเป็นอย่างไรการว่ามุตโต (กลอนสด) ดีกว่ากัน ถ้าโรงไหนดีกว่าโรงนั้นก็จะมีคนดูมาก และเป็นผู้ชนะ การแข่งมโนรานี้มีพิธีที่คณะมโนราต้องทำมาก กลางคืนก่อนแข่งมีการไหว้ครูเชิญครู แล้วเอาเทริดผูกไว้ที่เพดานโรง เอาหมาก 3 คำ และจุดเทียนตามเอาไว้ จากนั้นหมอก็ทำพิธีปิดตู (ประตู) กันตู (ประตู) โดยชักสายสิญจน์กันไว้ หมอและคณะจะไม่นอนกันทั้งคืน หมอทำพิธีประพรมน้ำมนต์ไปเรื่อย (หมอประจำโรงต้องจ้างเป็นพิเศษไปกับคณะ สมัยก่อนเมื่อมีการแข่งครั้งหนึ่งหมอจะได้รับค่าจ้าง 1 เหรียญ หรือ 50 เบี้ย) การเอาเทริดผูกไว้ที่เพดานเพื่อที่จะเสี่ยงทายเอาเคล็ด คือ ให้หันเทริดเวียน 3 ที แล้วคอยดูว่าเมื่อหยุดเทริดจะหันหน้าไปทางไหน ถ้าเทรอดหันหน้าไปทางคู่แข่งมีหมายความว่ารุ่งเช้าจะแข่งชนะ ถ้าเทริดหันไปทางอื่นหมายความว่าแพ้ เมื่อถึงเวลาแข่งก็มีการรำอย่างธรรมดา คือ ออกนางรำทุกๆคน ประมาณ 4-5 คน แล้วก็ถึงตัวมโนราใหญ่ (นายโรง) นายโรงจะออกมารำ แต่ยังไม่สวมเทริดแล้วหมอก็จะนำหน้าลงมาจากโรงเพื่อทำพิธีเวียนโรงเป็นทักษิณาวัด 3 รอบ (ขณะเวียนโรงดนตรีเชิด) หมอถือน้ำมนต์นำหน้า มโนราใหญ่เดินตามหลัง การเวียนโรงทำเพื่อโปรดสัตว์ แผ่เมตตา มีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา สพเพ สตตา กรุณา อุเบกขา มุทิตา สพเพ สตตา สุขี โหนตุ แผ่เมตตาแก่ผู้ดูและสรรพสัตว์ทั้งหลายให้อยู่เย็นเป็นสุข แล้วก็กลับขึ้นโรงตามเดิมท่ารำมโนราห์ ท่ารำมโนราห์. ท่ารำของโนราที่เป็นหลัก ๆ นั้นเมื่อแกะออกมารวมประมาณ 83 ท่ารำ ดังนี้- ท่าประถม ( ปฐม ) 2. ตั้งต้นเป็นประถม 3. ถัดมาพระพรหมสี่หน้า 4. สอดสร้อยห้อยเป็นพวงมาลา 5. เวโหนโยนช้า 6. ให้น้องนอน 7. พิสมัยร่วมเรียง 8. เคียงหมอน 9. ท่าต่างกัน 10. หันเป็นมอน 11. มรคาแขกเต้าบินเข้ารัง 12. กระต่ายชมจันทร์ 13. จันทร์ทรงกลด 14. พระรถโยนสาส์น 15. มารกลับหลัง 16. ชูชายนาดกรายเข้าวัง 17. กินนรร่อนรำ 18. เข้ามาเปรียบท่า 19. พระรามาน้าวศิลป์ 20. มัจฉาล่องวาริน 21. หลงใหลไปสิ้นงามโสภา 22. โตเล่นหาง 23. กวางโยนตัว 24. รำยั่วเอแป้งผัดหน้า 25. หงส์ทองลอยล่อง 26. เหราเล่นน้ำ 27. กวางเดินดง 28. สุริวงศ์ทรงศักดิ์ 29. ช้างสารหว้านหญ้า 30. ดูสาน่ารัก 31. พระลักษณ์แผลงศรจรลี 32. ขี้หนอนฟ้อนฝูง 33. ยูงฟ้อนหาง 34. ขัดจางหยางนางรำทั้งสองศรี 35. นั่งลงให้ได้ที่ 36. ชักสีซอสามสายย้ายเพลงรำ 37. กระบี่ตีท่า 38. จีนสาวไส้ 39. ชะนีร่ายไม้ 40. เมขลาล่อแก้ว 41. ชักลำนำ 42. เพลงรำแต่ก่อนครูสอนมา- ท่าสิบสอง 2. พนมมือ 3. จีบซ้ายตึงเทียมบ่า 4. จีบขวาตึงเทียมบ่า 5. จับซ้ายเพียงเอว 6. จีบขวาเพียงเอว 7. จีบซ้ายไว้หลัง 8. จีบขวาไว้หลัง 9. จีบซ้ายเพียงบ่า 10. จีบขวาเพียงบ่า 11. จีบซ้ายเสมอหน้า 12. จีบขวาเสมอหน้า 13. เขาควาย- บทครูสอน 2. ครูเอยครูสอน 3. เสดื้องกร 4. ต่อง่า 5. ผูกผ้า 6. ทรงกำไล 7. ครอบเทริดน้อย 8. จับสร้อยพวงมาลัย 9. ทรงกำไลซ้ายขวา 10. เสดื้องเยื้องข้างซ้าย 11. ตีค่าได้ห้าพารา 12. เสดื้องเยื้องข้างขวา 13. ตีค่าได้ห้าตำลึงทอง 14. ตีนถับพนัก 15. มือชักแสงทอง 16. หาไหนจะได้เสมือนน้อง 17. ทำนองพระเทวดา- บทสอนรำ 2. สอนเจ้าเอย 3. สอนรำ 4. รำเทียใบ่า 5. ปลดปลงลงมา 6. รำเทียมพก 7. วาดไว้ฝ่ายอก 8. ยกเป็นแพนผาหลา 9. ยกสูงเสมอหน้า 10. เรียกช่อระย้าพวงดอกไม้ 11. โคมเวียน 12. วาดไว้ให้เสมือนรูปเขียน 13. กระเชียนปาดตาล 14. พระพุทธเจ้าห้ามมาร 15. พระรามจะข้ามสมุทรพิธีกรรมโนราโรงครู พิธีกรรม. โนราโรงครู. โนราโรงครูมี 2 ชนิด คือ1. โรงครูใหญ่ หมายถึงการรำโนราโรงครูอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งจะต้องกระทำต่อเนื่องกัน 3 วัน 3 คืนจึงจะจบพิธี โดยจะเริ่มในวันพุธ ไปสิ้นสุดในวันศุกร์ และจะต้องกระทำเป็นประจำทุกปี หรือทุกสามปี ทุกห้าปี ซึ่งต้องใช้เวลาเตรียมการกันนานและใช้ทุนทรัพย์สูง จึงเป็นการยากที่จะทำได้ 2. โรงครูเล็ก หมายถึงการรำโรงครูอย่างย่นย่อ คือใช้เวลาเพียง 1 วันกับ 1 คืน โดยปกติจะเริ่มในตอนเย็นวันพุธแล้วไปสิ้นสุดในวันพฤหัสบดี ซึ่งการรำโรงครูไม่ว่าจะเป็นโรงครูใหญ่หรือโรงครูเล็กก็มีวัตถุประสงค์อย่างเดียวกัน ซึ่งขึ้นอยู่กับสภาวการณ์และความพร้อม การรำโรงครูเล็ก เรียกอีกอย่าง คือ " การค้ำครู "โนราโรงครูท่าแค โนราโรงครูท่าแค. การจัดพิธีกรรมโนราโรงครูวัดท่าแค เริ่มตั้งแต่การไหว้พระภูมิโรงพิธีพระ แล้วเข้าโรงในวันแรกซึ่งเป็นวันพุธตอนเย็น จากนั้นจึงทำพิธีเบิกโรง ลงโรง กาศครู เชิญครู กราบครู โนราใหญ่รำถวายครู จับบทตั้งเมือง การรำทั่วไป วันที่สองซึ่งเป็นวันพฤหัสบดีถือเป็นพิธีใหญ่ เริ่มตั้งแต่ ลงโรง กาศโรง เชิญครู เอาผ้าหุ้มต้นโพธิ์ที่เชื่อกันว่าเป็นที่เผาศพและฝังกระดูกของขุนศรีศรัทธา เซ่นไหว้ครูหมอตายายโนราทั่วไป รำถวายครู การรำสอดเครื่องสอดกำไล ทำพิธีตัดจุก ทำพิธีครอบเทริด หรือผูกผ้าใหญ่ พิธีแก้บนด้วยการรำถวายครูและออกพราน พิธีผูกผ้าปล่อย การรำทั่วไปในเวลากลางคืน ส่วนวันที่สาม เริ่มตั้งแต่ลงโรง กาศครู เชิญครู การรำทั่วไป รำบทสิบสองเพลง สิบสองบท เหยียบเสน ตัดผมผีช่อ รำบทคล้องหงส์ รำบทแทงเข้ รำส่งตายาย เป็นอันเสร็จพิธี
| รำมโนราห์เป็นศิลปะการแสดงพื้นเมืองไทยของภาคใด | {
"answer": [
"ภาคใต้"
],
"answer_begin_position": [
187
],
"answer_end_position": [
193
]
} |
2,639 | 313,963 | เฉลิมชัย ศรีอ่อน นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน อดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ และ ส.ส.ประจวบคีรีขันธ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ในรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เคยดำรงตำแหน่ง รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รับผิดชอบดูแลพื้นที่ภาคกลาง และได้รับการเลือกตั้งจากที่ประชุมพรรคเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2554 ให้ดำรงตำแหน่ง เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ คนปัจจุบันประวัติ ประวัติ. นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน เกิดวันที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2508 ที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีชื่อเล่นว่า "ต่อ" เป็นบุตรของนายหลียักหมิ่น แซ่ลี และนางหลวย ศรีอ่อน สมรสกับนางธันยวีร์ ศรีอ่อน มีบุตร 1 คน คือ สรวิศ ศรีอ่อนการศึกษา การศึกษา. นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาจากโรงเรียนพรหมานุสรณ์จังหวัดเพชรบุรี ระดับปริญญาตรี สาขานิติศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง และระดับปริญญาโท ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขานโยบายและการวางแผน จากมหาวิทยาลัยเกริกการดำรงตำแหน่งทางการเมือง การดำรงตำแหน่งทางการเมือง. นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน เริ่มต้นเส้นทางการเมืองโดยการเป็นสมาชิกสภาจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ (ส.จ.) ในปี พ.ศ. 2533 - 2543 เป็นประธานสภาจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ (พ.ศ. 2538 - 2540) และเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ครั้งแรกในการเลือกตั้ง พ.ศ. 2544 และได้รับการเลือกตั้งต่อมาในปี พ.ศ. 2548 และ พ.ศ. 2550 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน ดำรงตำแหน่งรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ดูแลพื้นที่ภาคกลาง ต่อมาในการปรับคณะรัฐมนตรีของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2553 นายเฉลิมชัย ได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานแทนนายไพฑูรย์ แก้วทอง หลังการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคได้ลาออกจากตำแหน่ง ทำให้คณะกรรมการบริหารพรรคต้องพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ ซึ่งในวันที่ 6 สิงหาคม ปีเดียวกัน สมาชิกพรรคก็ได้ลงมติให้นายเฉลิมชัยดำรงตำแหน่งเลขาธิการของพรรคเป็นคนต่อไปเครื่องราชอิสริยาภรณ์เครื่องราชอิสริยาภรณ์. - พ.ศ. 2553 - มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก (ม.ป.ช.) - พ.ศ. 2551 - มหาวชิรมงกุฏไทย (ม.ว.ม.)
| ใครเป็นรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในปี พ.ศ. 2550 | {
"answer": [
"เฉลิมชัย ศรีอ่อน"
],
"answer_begin_position": [
1254
],
"answer_end_position": [
1270
]
} |
2,640 | 12,718 | รำมะนา รำมะนา (มลายู: Rebana) เป็นกลองที่ขึงหนังหน้าเดียว หน้ากลองที่ขึงหนังผายออก ตัวกลองสั้น รูปร่างคล้ายชามกะละมัง มีอยู่ 2 ชนิด คือ "รำมะนามโหรี" และ "รำมะนาลำตัด" รำมะนามโหรี มีขนาดเล็ก หน้ากว้างประมาณ 26 ซม ตัวรำมะนายาว ประมาณ 7 ซม หนังที่ขึ้นหน้าตรึงด้วยหมุดโดยรอบ จะเร่งหรือลดเสียงให้สูงต่ำไม่ได้ แต่มีเชือกเส้นหนึ่งที่เรียกว่า สนับ สำหรับหนุนข้างในโดยรอบ ช่วยทำให้เสียงสูงได้ บรรเลงใช้ตีด้วยฝ่ามือคู่กับโทนมโหรี ส่วน รำมะนาลำตัด มีขนาดใหญ่ หน้ากว้างประมาณ 48 ซม. ตัวรำมะนายาวประมาณ 13 ซม. ขึ้นหนังหน้าเดียว โดยใช้เส้นหวายผ่าซีกโยงระหว่างขอบปน้ากับวงเหล็กซึ่งรองก้นใช้เป็นขอบ ของตัวรำมะนา และใช้ลิ่มหลายๆ อันตอกเร่งเสียงระหว่างวงเหล็กกับก้นรำมะนา รำมะนาชนิดนี้เข้าใจว่าได้แบบอย่างมาจากชวาและเข้ามาแพร่หลายในสมัยรัชกาลที่ 5 ใช้ประกอบการเล่นลำตัดและลิเกลำตัด ในการประกอบการเล่นลำตัดนั้นจะใช้รำมะนากี่ลูกก็ได้ โดยให้คนตีนั่งล้อมวงและเป็นลูกคู่ร้องไปด้วย
| เครื่องดนตรีรำมะนามีกี่ชนิด | {
"answer": [
"2"
],
"answer_begin_position": [
204
],
"answer_end_position": [
205
]
} |
2,641 | 353,944 | บุญอมตูก บุญอมตูก () เป็นเทศกาลน้ำของกัมพูชา เป็นประเพณีที่จัดขึ้นทุกปีในเดือนพฤศจิกายน ทุกจังหวัดและทุกเมืองทั่วประเทศจัดงานเฉลิมฉลองเทศกาลดังกล่าว โดยมีการเฉลิมฉลองใหญ่ที่สุดจัดขึ้นในพนมเปญ เมืองหลวงของประเทศ บุญอมตูกกินระยะเวลาสามวัน จัดขึ้นเพื้อระลึกถึงการสิ้นสุดของฤดูฝน เช่นเดียวกับการเปลี่ยนทิศทางการไหลของแม่น้ำตนเลสาบ นอกจากนี้ยังมีการจัดการแข่งเรือและคอนเสิร์ต ซึ่งดึงดูดหลายล้านคนให้เข้าร่วมเฉลิมฉลองด้วย การแข่งเรือในเทศกาลดังกล่าวเป็นประเพณีซึ่งมีอายุมากกว่าหนึ่งพันปี เพื่อระลึกถึงอำนาจของจักรวรรดิขะแมร์ในสมัยโบราณ บุญอมตูกมีที่มาจากอาณาจักรเมืองพระนคร เมื่อพระมหากษัตริย์ทรงปรารถนาจะทดสอบความองอาจด้านการต่อสู้ของนักรบ โดยจัดการแข่งขันขึ้น การแข่งเป็นรูปแบบหนึ่งของการฝึกฝนและเป็นวิธีการซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงเลือกนักรบของพระองค์ วิธีการดังกล่าวคล้ายคลึงกับการจัดการประลองยุทธ์ของอัศวินในสมัยกลางของยุโรป ประติมากรรมแกะสลักในวิหารกัมพูชาที่ปราสาทบายนและปราสาทบันทายฉมาร์มีการพรรณนาถึงการรบทั้งหลายที่รบกันบนน้ำ ในทางจิตวิญญาณ เทศกาลดังกล่าวเป็นโอกาสที่จะบูชาพระพุทธเจ้าจากการเก็บเกี่ยวข้าวตลอดปีและขอฝนที่เพียงพอแก่การเพาะปลูกในปีต่อไป นอกจากนี้ยังมีพิธีกรรมอีก 3 อย่างระหว่างเทศกาล ระหว่างเทศกาลดังกล่าวได้เกิดเหตุเหยียบกันเสียชีวิตครั้งใหญ่ใน พ.ศ. 2553 เช่นเดียวกับมีคนพายเรือ 5 คนจมน้ำเสียชีวิต ใน พ.ศ. 2551 และคนพายเรืออีก 1 คน จมน้ำเสียชีวิตระหว่างการแข่งเรือใน พ.ศ. 2552
| บุญอมตูกเป็นเทศกาลของประเทศอะไร | {
"answer": [
"กัมพูชา"
],
"answer_begin_position": [
120
],
"answer_end_position": [
127
]
} |
2,642 | 353,944 | บุญอมตูก บุญอมตูก () เป็นเทศกาลน้ำของกัมพูชา เป็นประเพณีที่จัดขึ้นทุกปีในเดือนพฤศจิกายน ทุกจังหวัดและทุกเมืองทั่วประเทศจัดงานเฉลิมฉลองเทศกาลดังกล่าว โดยมีการเฉลิมฉลองใหญ่ที่สุดจัดขึ้นในพนมเปญ เมืองหลวงของประเทศ บุญอมตูกกินระยะเวลาสามวัน จัดขึ้นเพื้อระลึกถึงการสิ้นสุดของฤดูฝน เช่นเดียวกับการเปลี่ยนทิศทางการไหลของแม่น้ำตนเลสาบ นอกจากนี้ยังมีการจัดการแข่งเรือและคอนเสิร์ต ซึ่งดึงดูดหลายล้านคนให้เข้าร่วมเฉลิมฉลองด้วย การแข่งเรือในเทศกาลดังกล่าวเป็นประเพณีซึ่งมีอายุมากกว่าหนึ่งพันปี เพื่อระลึกถึงอำนาจของจักรวรรดิขะแมร์ในสมัยโบราณ บุญอมตูกมีที่มาจากอาณาจักรเมืองพระนคร เมื่อพระมหากษัตริย์ทรงปรารถนาจะทดสอบความองอาจด้านการต่อสู้ของนักรบ โดยจัดการแข่งขันขึ้น การแข่งเป็นรูปแบบหนึ่งของการฝึกฝนและเป็นวิธีการซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงเลือกนักรบของพระองค์ วิธีการดังกล่าวคล้ายคลึงกับการจัดการประลองยุทธ์ของอัศวินในสมัยกลางของยุโรป ประติมากรรมแกะสลักในวิหารกัมพูชาที่ปราสาทบายนและปราสาทบันทายฉมาร์มีการพรรณนาถึงการรบทั้งหลายที่รบกันบนน้ำ ในทางจิตวิญญาณ เทศกาลดังกล่าวเป็นโอกาสที่จะบูชาพระพุทธเจ้าจากการเก็บเกี่ยวข้าวตลอดปีและขอฝนที่เพียงพอแก่การเพาะปลูกในปีต่อไป นอกจากนี้ยังมีพิธีกรรมอีก 3 อย่างระหว่างเทศกาล ระหว่างเทศกาลดังกล่าวได้เกิดเหตุเหยียบกันเสียชีวิตครั้งใหญ่ใน พ.ศ. 2553 เช่นเดียวกับมีคนพายเรือ 5 คนจมน้ำเสียชีวิต ใน พ.ศ. 2551 และคนพายเรืออีก 1 คน จมน้ำเสียชีวิตระหว่างการแข่งเรือใน พ.ศ. 2552
| ประเพณีบุญอมตูกที่ประเทศกัมพูชาจัดขึ้นปีละกี่วัน | {
"answer": [
"สาม"
],
"answer_begin_position": [
313
],
"answer_end_position": [
316
]
} |
2,643 | 598,662 | มหิดลสิทธาคาร มหิดลสิทธาคาร () เป็นคอนเสิร์ตฮอลล์และหอประชุมใหญ่ของมหาวิทยาลัยมหิดล ตั้งอยู่ที่มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตศาลายา อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิด เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2557 โดยสามารถใช้เป็นหอแสดงดนตรี โรงละคร หอประชุม และสถานที่ประกอบพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัย มหิดลสิทธาคาร เป็นอาคารหอประชุมอเนกประสงค์ มีพื้นที่ใช้สอย 26,470 ตารางเมตร ความจุ 2,016 ที่นั่ง ใช้งบประมาณก่อสร้าง 1,450 ล้านบาท ออกแบบโดยใช้แนวคิดโครงสร้างเชิงกายภาพของมนุษย์ โดยใช้ดอกกันภัยมหิดลเป็นต้นแบบ หลังคามี 2 ชั้น ชั้นในใช้วัสดุพิเศษเพื่อป้องกันเสียงจากภายนอก ส่วนหลังคาชั้นนอกใช้วัสดุทองแดง การวางระบบวิศวกรรมสวนศาสตร์ (Acoustical engineering) ของมหิดลสิทธาคารนับได้ว่าดีที่สุดในประเทศไทย
| หอประชุมมหิดลสิทธาคารตั้งอยู่ที่วิทยาเขตใดของมหาวิทยาลัยมหิดล | {
"answer": [
"วิทยาเขตศาลายา"
],
"answer_begin_position": [
200
],
"answer_end_position": [
214
]
} |
2,644 | 598,662 | มหิดลสิทธาคาร มหิดลสิทธาคาร () เป็นคอนเสิร์ตฮอลล์และหอประชุมใหญ่ของมหาวิทยาลัยมหิดล ตั้งอยู่ที่มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตศาลายา อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิด เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2557 โดยสามารถใช้เป็นหอแสดงดนตรี โรงละคร หอประชุม และสถานที่ประกอบพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัย มหิดลสิทธาคาร เป็นอาคารหอประชุมอเนกประสงค์ มีพื้นที่ใช้สอย 26,470 ตารางเมตร ความจุ 2,016 ที่นั่ง ใช้งบประมาณก่อสร้าง 1,450 ล้านบาท ออกแบบโดยใช้แนวคิดโครงสร้างเชิงกายภาพของมนุษย์ โดยใช้ดอกกันภัยมหิดลเป็นต้นแบบ หลังคามี 2 ชั้น ชั้นในใช้วัสดุพิเศษเพื่อป้องกันเสียงจากภายนอก ส่วนหลังคาชั้นนอกใช้วัสดุทองแดง การวางระบบวิศวกรรมสวนศาสตร์ (Acoustical engineering) ของมหิดลสิทธาคารนับได้ว่าดีที่สุดในประเทศไทย
| หอประชุมมหิดลสิทธาคารของมหาวิทยาลัยมหิดลใช้งบประมาณในก่อสร้างเท่าไร | {
"answer": [
"1,450 ล้านบาท"
],
"answer_begin_position": [
553
],
"answer_end_position": [
566
]
} |
2,645 | 240,991 | ไทยในอียิปต์ ชาวไทยในประเทศอียิปต์ เป็นบุคคลที่มีเชื้อสายหรือสัญชาติไทยที่พำนักอยู่ประเทศอียิปต์ แบ่งเป็นบุคคลที่เข้ามาศึกษา, ผู้ใช้แรงงาน และผู้พำนักถาวรจากการสมรส ชาวไทยที่เข้ามาศึกษาส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม และเข้าศึกษาในสถานศึกษาที่มีชื่อเสียงของประเทศอียิปต์ อย่างมหาวิทยาลัยอัลอัซฮัร (Al Azhar University) ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง และมีความเก่าแก่กว่ามหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ดของสหราชอาณาจักรด้วย นอกจากนี้ยังมีมหาวิทยาลัยอเมริกัน (The American University in Cairo) และมหาวิทยาลัยไคโรที่มีชื่อเสียงในการศึกษาด้านตะวันออกกลางและอาหรับศึกษา แต่การสมัครเข้าไม่สะดวกนักเพราะสภาการศึกษาของอียิปต์ยังไม่รับรองวุฒิการศึกษาของสถาบันการศึกษาในไทย นอกจากนักศึกษาก็ยังมีชาวไทยที่เข้ามาประกอบอาชีพเช่น ร้านอาหารไทย โดยเฉพาะสปาและหมอนวดซึ่งมีชาวไทยทำมากกว่า 300-500 คน รองลงมาคือ ช่างทอง และช่างเพชร หรือบางส่วนได้สมรสกับชาวอียิปต์ ซึ่งมีหญิงไทยจำนวนมากสมรสกับชาวอียิปต์ในต่างเมืองโดยมิได้ติดต่อกับสังคมไทยในอียิปต์ตามหัวเมืองใหญ่เลยวัฒนธรรม วัฒนธรรม. ชาวไทยในอียิปต์ซึ่งเป็นนักศึกษาทั้งหมดนับถือศาสนาอิสลาม หากเป็นกลุ่มผู้ใช้แรงงานหรือเข้ามาประกอบอาชีพส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ ในวัฒนธรรมไทยบางอย่างมีข้อแตกต่างกับวัฒนธรรมอาหรับ อาทิ การก้มหัวของไทยเป็นที่พึงรังเกียจของชาวอาหรับด้วยมองว่า ขี้ขลาด หรือเรียกว่า "ยับบาน" หรือความอ้วนซึ่งชาวอาหรับนั้นชอบ แต่หญิงไทยมักกลัวความอ้วน เป็นอาทิ อย่างไรก็ตามแม้ว่าอียิปต์จะเป็นประเทศมุสลิมก็ตาม แต่คนที่มิได้นับถือศาสนาอิสลามก็สามารถอยู่ร่วมได้อย่างเป็นสุข ทั้งนี้ทางสถานเอกอัครราชทูตเองก็มีการจัดวันสงกรานต์แก่ชาวไทยในไคโรกิจกรรม กิจกรรม. ชาวไทยในประเทศอียิปต์ส่วนใหญ่เป็นนักศึกษามุสลิม ด้วยเหตุนี้จึงได้มีการจัดโครงการอาหารฮาลาลให้กับนักศึกษาไทยมุสลิมในอียิปต์ พบว่านักศึกษาสามารถทำแผนธุรกิจได้ดีมาก โดยนักศึกษาบางคนอยากกลับไปตั้งโรงเรียน ทำธุรกิจท่องเที่ยว และเป็นล่าม ชาวไทยในอียิปต์ได้เข้าร่วมกิจกรรมวันพ่อ และร่วมเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวครบ 85 พรรษา ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2555 ณ สถานทูตไทยกรุงไคโร ในการนี้มีชาวไทยเข้ามาร่วมงานราว 350 คน และในปี พ.ศ. 2558 ประชาคมไทยในอียิปต์ได้จัดกิจกรรมปั่นเพื่อพ่อ ณ ปิรามิดกีซา โดยมีเจ้าหน้าที่ของอียิปต์คอยอำนวยความสะดวก
| ชาวไทยที่เข้ามาศึกษาที่ประเทศอียิปต์ส่วนใหญ่นับถือศาสนาอะไร | {
"answer": [
"อิสลาม"
],
"answer_begin_position": [
291
],
"answer_end_position": [
297
]
} |
2,646 | 415,399 | สุรสาล ผาสุข นายสุรสาล ผาสุข (เกิด 27 มกราคม พ.ศ. 2493) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสิงห์บุรี เขต 1 ได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรกในปี พ.ศ. 2554 สังกัดพรรคเพื่อไทยประวัติ ประวัติ. สุรสาล ผาสุข เกิดเมื่อวันที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2493 เป็นบุตรของนายประเสริฐ และนางเสงี่ยม ผาสุข มีพี่น้อง 5 คน หนึ่งในนั้นคือ นางบุญเตือน เหี้ยมจ่าง ส.อบจ. สิงห์บุรี เขตอำเภออินทร์บุรี สุรสาลสมรสและหย่า มีบุตร 2 คน สำเร็จการศึกษาการศึกษาบัณฑิต(กศ.บ.) สาขาคณิตศาสตร์-ฟิสิกส์ วิทยาลัยวิชาการศึกษาพิษณุโลก, การศึกษาคณิตศาสตร์ (ค.ม.) สาขาคณิตศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และคณิตศาสตรศึกษา (กศ.ด.) สาขาคณิตศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒงานการเมือง งานการเมือง. ก่อนลงเลือกตั้งเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี พ.ศ. 2554 ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นครั้งแรก ด้วยการผลักดันของนายพายัพ ปั้นเกตุ (อดีต ส.ส. พรรคไทยรักไทย ที่ขึ้นไปลงระบบบัญชีรายชื่อ) และมีฐานเสียงของนายประเสริฐ เหี้ยมฉ่าง นายก อบต.ชีน้ำร้ายในขณะนั้น ซึ่งเป็นพี่เขย และนางบุญเตือน เหี้ยมฉ่าง ส.อบจ. พี่สาว ให้การสนับสนุน ผลการเลือกตั้งนายสุรสาลได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยเอาชนะนายโชติวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ อดีต ส.ส. จากพรรคชาติไทยพัฒนาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร. สุรสาล ผาสุข ได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาแล้ว 1 สมัย คือ1. การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2554 จังหวัดสิงห์บุรี สังกัดพรรคเพื่อไทยเครื่องราชอิสริยาภรณ์เครื่องราชอิสริยาภรณ์. - พ.ศ. ? - เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก ชั้นทวีติยาภรณ์ช้างเผือก (ท.ช.) - พ.ศ. 2554 - เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ชั้นประถมาภรณ์มงกุฏไทย (ป.ม.) - พ.ศ. 2556 - เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก ชั้นประถมาภรณ์ช้างเผือก (ป.ช.)
| นายสุรสาล ผาสุข ได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรกในปี พ.ศ. ใด | {
"answer": [
"2554"
],
"answer_begin_position": [
246
],
"answer_end_position": [
250
]
} |
2,647 | 415,399 | สุรสาล ผาสุข นายสุรสาล ผาสุข (เกิด 27 มกราคม พ.ศ. 2493) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสิงห์บุรี เขต 1 ได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรกในปี พ.ศ. 2554 สังกัดพรรคเพื่อไทยประวัติ ประวัติ. สุรสาล ผาสุข เกิดเมื่อวันที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2493 เป็นบุตรของนายประเสริฐ และนางเสงี่ยม ผาสุข มีพี่น้อง 5 คน หนึ่งในนั้นคือ นางบุญเตือน เหี้ยมจ่าง ส.อบจ. สิงห์บุรี เขตอำเภออินทร์บุรี สุรสาลสมรสและหย่า มีบุตร 2 คน สำเร็จการศึกษาการศึกษาบัณฑิต(กศ.บ.) สาขาคณิตศาสตร์-ฟิสิกส์ วิทยาลัยวิชาการศึกษาพิษณุโลก, การศึกษาคณิตศาสตร์ (ค.ม.) สาขาคณิตศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และคณิตศาสตรศึกษา (กศ.ด.) สาขาคณิตศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒงานการเมือง งานการเมือง. ก่อนลงเลือกตั้งเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี พ.ศ. 2554 ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นครั้งแรก ด้วยการผลักดันของนายพายัพ ปั้นเกตุ (อดีต ส.ส. พรรคไทยรักไทย ที่ขึ้นไปลงระบบบัญชีรายชื่อ) และมีฐานเสียงของนายประเสริฐ เหี้ยมฉ่าง นายก อบต.ชีน้ำร้ายในขณะนั้น ซึ่งเป็นพี่เขย และนางบุญเตือน เหี้ยมฉ่าง ส.อบจ. พี่สาว ให้การสนับสนุน ผลการเลือกตั้งนายสุรสาลได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยเอาชนะนายโชติวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ อดีต ส.ส. จากพรรคชาติไทยพัฒนาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร. สุรสาล ผาสุข ได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาแล้ว 1 สมัย คือ1. การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2554 จังหวัดสิงห์บุรี สังกัดพรรคเพื่อไทยเครื่องราชอิสริยาภรณ์เครื่องราชอิสริยาภรณ์. - พ.ศ. ? - เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก ชั้นทวีติยาภรณ์ช้างเผือก (ท.ช.) - พ.ศ. 2554 - เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ชั้นประถมาภรณ์มงกุฏไทย (ป.ม.) - พ.ศ. 2556 - เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก ชั้นประถมาภรณ์ช้างเผือก (ป.ช.)
| นายสุรสาล ผาสุข มีบุตรกี่คน | {
"answer": [
"2"
],
"answer_begin_position": [
492
],
"answer_end_position": [
493
]
} |
2,648 | 174,129 | พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสมัยวุฒิวโรดม พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสมัยวุฒิวโรดม หรือ สมัยวุฎฐิวโรดม พระราชโอรสพระองค์ที่ 59 ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาพร้อมพระประวัติ พระประวัติ. พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสมัยวุฒิวโรดมประสูติวันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2431 เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาพร้อม พระองค์ทรงได้รับพระราชทานพระนามและสมโภชน์เดือนในวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2431 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมารทรงบันทึกไว้ในจดหมายเหตุรายวันของพระองค์ว่า "วันอาทิตย์ที่ ๑๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๓๑... ตอนค่ำ ตามเสด็จลงสมโภชลูกแม่พร้อม ประทานพระนามว่าสมัยวุฒิวโรดม สมโภชแล้วเสด็จขึ้น เรากลับตำหนัก กินข้าวเย็น" สิ้นพระชนม์วันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2432 พระชันษา 1 ปี พระราชทานเพลิงพระศพ ณ พระเมรุท้องสนามหลวง เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2532 โดยทรงได้ออกพระเมรุพร้อมกับพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้านภาจรจำรัสศรี ภัทรวดีราชธิดา กระบวนพระศพครั้งนี้สามารถเทียบได้กับสมัยกรุงศรีอยุธยาจาก "คำให้การขุนหลวงหาวัด" ในด้านการจัดองค์ประกอบกระบวน ประกอบด้วย รูปแรดทรงบุษบกเพลิงนำหน้ากระบวน ตามด้วยรถพระบรมวงศานุวงศ์บรรทุกเครื่องสังเค็ด รูปสัตว์บรรทุกผ้าไตร รถพระสงฆ์อ่านพระอภิธรรม รถทรงพระศพ รถทรงพระโกศจันทน์ และเสลี่ยงบรรทุกไม้หอม พระสรีรังคารของพระองค์ถูกบรรจุในอนุสาวรีย์สรีรนิธาน ในสุสานหลวง วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามพระอิสริยยศพระอิสริยยศ. - พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าสมัยวุฒิวโรดม (14 ตุลาคม พ.ศ. 2431 — 23 ตุลาคม พ.ศ. 2453) - พระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าสมัยวุฒิวโรดม (พระนามภายหลังการสิ้นพระขนม์ในรัชกาลที่ 6 ;23 ตุลาคม พ.ศ. 2453 — 9 ธันวาคม พ.ศ. 2468) - พระเจ้าพี่ยาเธอ พระองค์เจ้าสมัยวุฒิวโรดม (พระนามภายหลังการสิ้นพระขนม์ในรัชกาลที่ 7 ;9 ธันวาคม พ.ศ. 2468 — 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2476) - พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสมัยวุฒิวโรดม (พระนามภายหลังการสิ้นพระขนม์ในรัชกาลที่ 8 ;10 กรกฎาคม พ.ศ. 2476 เป็นต้นไป)พงศาวลี
| ระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสมัยวุฒิวโรดม เป็นหนึ่งในพระราชโอรสของกษัตริย์ไทยองค์ใด | {
"answer": [
"พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว"
],
"answer_begin_position": [
249
],
"answer_end_position": [
286
]
} |
2,649 | 458,327 | พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 เป็นพจนานุกรมภาษาไทยที่ใช้เป็นมาตรฐานสำหรับการเขียนหนังสือไทยของทางราชการและสถาบันการศึกษามาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2556 ถึงปัจจุบัน ผู้จัดทำคือ คณะกรรมการชำระพจนานุกรม แห่งราชบัณฑิตยสถาน (ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นราชบัณฑิตยสภา) โดยแก้ไขปรับปรุงเนื้อหาจากพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542ประวัติ ประวัติ. คณะกรรมการชำระพจนานุกรมได้เริ่มปรับปรุงพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2546 โดยนอกจากจะแก้ไขตัวสะกดและบทนิยามของคำศัพท์ที่มีอยู่ในพจนานุกรมฉบับก่อน ๆ แล้ว คณะกรรมการฯ ยังได้เพิ่มเติมบทนิยามคำศัพท์ทั่วไปและคำภาษาปากจำนวนหนึ่งซึ่งมีใช้ในภาษาไทยและเป็นที่รู้จักแพร่หลาย แต่ยังไม่เคยปรากฏในพจนานุกรม เช่น เครื่องดื่ม แซ็ว ตลาดนัดแรงงาน ตัดต่อ ตัวสำรอง ผัดฉ่า วัตถุมงคล สปา ห้างสรรพสินค้า เป็นต้น รวมทั้งคำศัพท์จากสาขาวิชาที่มีความสำคัญ ได้แก่ ศัพท์พรรณพืช ศัพท์พรรณสัตว์ ศัพท์ประวัติศาสตร์ ศัพท์กฎหมายไทย ศัพท์ดนตรีไทย ศัพท์ดนตรีสากล และราชาศัพท์ และคำที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงใช้ในการพัฒนาเรื่องดิน น้ำ ป่าไม้ เช่น กังหันน้ำชัยพัฒนา แก้มลิง แกล้งดิน โครงการตามพระราชดำริ ทฤษฎีใหม่ เป็นต้น ทำให้พจนานุกรมฉบับล่าสุดนี้มีคำศัพท์เพิ่มจากฉบับ พ.ศ. 2542 ประมาณ 2,000 คำ รวมแล้วมีคำศัพท์ทั้งหมดประมาณ 39,000 คำ ในปี พ.ศ. 2555 กนกวลี ชูชัยยะ เลขาธิการราชบัณฑิตยสถาน ได้แถลงข่าวว่า ราชบัณฑิตยสถานได้ชำระพจนานุกรมเสร็จเรียบร้อยแล้ว และรัฐบาลของยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้สนับสนุนงบประมาณจัดพิมพ์ครั้งแรกจำนวน 100,000 เล่ม เพื่อนำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์ ตลอดจนแจกจ่ายสถาบันการศึกษา สถาบันศาสนา หน่วยงานราชการ คณะรัฐมนตรี สมาชิกรัฐสภา สื่อมวลชน และบุคคลที่เกี่ยวข้อง และจะคัดเลือกให้เอกชนเข้ามาใช้สิทธิ์ในการจัดพิมพ์และจำหน่ายฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2 ต่อไป อนึ่ง แม้ว่าพจนานุกรมฉบับนี้จะได้รับการจัดพิมพ์ในปี พ.ศ. 2556 แต่ก็ใช้ชื่อว่า พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๗ รอบ ๕ ธันวาคม ๒๕๕๔ เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554 และเพื่อเป็นการเผยแพร่พระเกียรติคุณและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ที่ทรงห่วงใยการใช้ภาษาไทยของคนไทยในปัจจุบัน ในวันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2556 ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้ออกประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีให้ยกเลิกระเบียบการใช้ตัวสะกดตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 และให้ใช้ตัวสะกดตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 เป็นมาตรฐานการเขียนหนังสือไทยในวงราชการและวงการศึกษาแทน โดยลงเผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2556 ต่อมาราชบัณฑิตยสถานได้เปิดให้ทดสอบระบบพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 แบบออนไลน์ตั้งแต่วันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2557 และเปิดให้ดาวน์โหลดโปรแกรมประยุกต์พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 สู่โทรศัพท์เคลื่อนที่แบบสมาร์ตโฟนตั้งแต่วันที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2558
| พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 เป็นพจนานุกรมที่ปรับปรุงเนื้อหาจากพจนานุกรมเล่มใด | {
"answer": [
"พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542"
],
"answer_begin_position": [
431
],
"answer_end_position": [
469
]
} |
2,650 | 660,683 | พระวราหะ พระวราหะ () หรือ วราหะอวตาร() คือเทวดาองค์หนึ่งในศาสนาฮินดู เป็นอวตารของพระวิษณุ โดยปรากฏตามเนื้อเรื่องในคัมภีร์ปุราณะ อุปนิษัท และคัมภีร์อื่น ๆ ในศาสนาฮินดู มีกายเป็นมนุษย์ แต่ศีรษะเป็นหมูป่า หรือปรากฏองค์เป็นหมูป่าทั้งองค์เทวตำนาน เทวตำนาน. อวตารปางนี้ อยู่ในโลกยุคที่ 1 พระวิษณุทรงอวตารเป็นหมูป่า (วราห์) เพื่อปราบปรามยักษ์ ผู้มีนามว่า "หิรัณยากษะ" (ผู้ซึ่งมีนัยน์ตาทอง) ซึ่งเป็นอสูรที่ชั่วร้ายมีความร้ายกาจยิ่งนัก เดิมนั้นอสูรตนนี้ได้บำเพ็ญตบะ เพื่อบูชาพระอิศวร ทำให้พระองค์โปรดปรานพอพระทัยยิ่งนัก. จึงประทานให้อสูรตนนี้มีฤทธิ์สามารถปราบได้ทั่วสากลจักรวาล พญาอสูรจึงได้มีความฮึกเหิมอหังการยิ่งนัก ได้จัดการม้วนแผ่นดินโลกทั้งหมด แล้วหนีบใต้รักแร้ หนีลงไปอยู่ในบาดาล ในที่สุดต้องเดือดร้อนถึงพระวิษณุอวตารลงมาเป็นหมูป่า (วราห์) เพื่อปราบปรามยักษ์ตนนี้ หมูนี้มีเขี้ยวเป็นเพชร ดำน้ำลงไปในมหาสมุทรต่อสู้กับพญาอสูรหิรัณยักษ์ จนเวลาล่วงเลยไปถึงหนึ่งพันปี จึงสามารถฆ่าหิรัณยักษ์ได้สำเร็จ ท้ายที่สุดก็เอา เขี้ยวเพชรนั้นงัดเอาแผ่นดินขึ้นมาไว้บนผืนน้ำตามเดิม.เทวสถานที่สร้างถวาย
| พระวราหะในศาสนาฮินดูเป็นอวตารของเทพองค์ใด | {
"answer": [
"พระวิษณุ"
],
"answer_begin_position": [
164
],
"answer_end_position": [
172
]
} |
2,651 | 597,173 | จตุพร ประมลบาล จตุพร ประมลบาล หรือ โค้ชจุ่น เป็นอดีตหัวหน้าผู้ฝึกสอนฟุตบอลหญิงทีมชาติไทย รวมถึงเป็นอดีตหัวหน้าผู้ฝึกสอนสโมสรฟุตบอลพัทยา ยูไนเต็ด และทีทีเอ็ม เอฟซี นอกจากนี้ จตุพร เป็นผู้ฝึกสอนที่พัฒนานักฟุตบอลทีมชาติชุดปัจจุบันมาตั้งแต่เยาวชน โดยการพาทีมอัสสัมชัญ ธนบุรี ไปคว้ารางวัลที่ 5 จากการแข่งขันไนกี้ พรีเมียร์ เวิลด์คัพ 2003 และยังเป็นผู้มีส่วนสำคัญในการผลักดันให้ธีรศิลป์ แดงดา ติดทีมชาติชุดใหญ่รายการปรีโอลิมปิกส์ 2010 และปัจจุบันได้พยายามผลักดันเยาวชนที่ฝึมือได้มีโอกาสติดทีมชาติอีกหลายคน อาทิ สราวุธ กัลยาณบัณฑิต ได้ติดฟุตบอลทีมชาติไทยชุดซีเกมส์ประวัติ ประวัติ. จตุพร ประมลบาล เป็นอดีตนักฟุตบอลสังกัดสโมสรฟุตบอลธนาคารกสิกรไทยจบการศึกษาระดับปริญญาเอก จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สาขาการจัดการกีฬา และเคยทำหน้าที่เป็นผู้ฝึกสอนทีมสโมสรราชประชา ชุดพาทีมคว้าแชมป์ "ถ้วยพระราชทาน ข." ด้วยนักฟุตบอลเยาวชนของโรงเรียนอัสสัมชัญ ธนบุรี นอกจากนี้ จตุพรยังเป็นอดีตผู้ฝึกสอนฟุตบอลหญิงทีมชาติไทย ในการแข่งขันฟุตบอลหญิงเอเชียนคัพ 2010 ที่เฉิงตู ประเทศจีน ที่ซึ่งทีมชาติไทยเป็นฝ่ายแพ้ต่อทีมชาติญี่ปุ่น และเป็นผู้ฝึกสอนให้แก่ฟุตบอลหญิงทีมชาติไทย ในการแข่งฟุตบอลในเอเชียนเกมส์ 2010 ที่จัดขึ้น ณ กว่างโจว ประเทศจีน พ.ศ. 2556 จตุพรได้ตัดสินใจออกจากการทำหน้าที่เป็นผู้ฝึกสอนทีมทีทีเอ็ม เอฟซี เพื่อรับใช้ชาติด้วยการทำหน้าที่เป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอนฟุตบอลหญิงทีมชาติไทยในการแข่งเอเอฟเอฟวีเมนส์แชมเปียนชิพ 2013 ที่ย่างกุ้ง ประเทศพม่า รวมถึงในการแข่งฟุตบอลในซีเกมส์ 2013 ที่ประเทศพม่า โดยในรอบรองชนะเลิศทีมของเขาเป็นฝ่ายเสมอทีมชาติพม่าที่ 2-2 และได้มีการยิงจุดโทษเพื่อหาทีมชนะ ซึ่งนักฟุตบอลไทยเป็นฝ่ายยิงได้แม่นกว่า ด้วยผลการแข่งรวม 11-10 ส่งผลให้ทีมชาติไทยผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ และในรอบชิงนี้ เขาได้ใช้ระบบ 4-4-2 ที่ซึ่งทีมชาติไทยเป็นฝ่ายชนะทีมชาติเวียดนามที่ 2-1 ส่งผลให้ทีมชาติไทยรับรางวัลเหรียญทองได้สำเร็จ ด้านกิจกรรมเพื่อสังคม จตุพรเคยทำหน้าที่เป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอนโครงการมูลนิธิไทยคม เอฟเอคัพ ฟุตบอลแคมป์ 2013 นอกจากนี้ได้ริเริ่มโครงการพัฒนาฟุตบอลเพื่อชุมชนมากว่าสิบปี ปัจจุบันเป็นโครงการ ThaiBev Football Academy ใน พ.ศ. 2557 จตุพรได้ทำหน้าที่คุมทีมยาสูบ-ศุลกากร เอฟซี ควบคู่กับฟุตบอลหญิงทีมชาติไทย ที่เข้าแข่งขันรายการฟุตบอลหญิงเอเชียนคัพ 2014 ณ ประเทศเวียดนาม เพื่อร่วมการคัดเลือกทีมสู่การแข่งฟุตบอลโลกหญิง 2015 ที่จัดขึ้น ณ ประเทศแคนาดาความสำเร็จความสำเร็จ. - ในฐานะผู้ฝึกสอนฟุตบอลหญิงทีมชาติไทย - เหรียญทอง ฟุตบอลในซีเกมส์ 2013 ที่มัณฑะเลย์ ประเทศพม่า
| จตุพร ประมลบาล เคยเป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอนกีฬาประเภทใด | {
"answer": [
"ฟุตบอลหญิง"
],
"answer_begin_position": [
157
],
"answer_end_position": [
167
]
} |
2,652 | 252,936 | ริว (สตรีทไฟท์เตอร์) ริว (; ) เป็นนักสู้ชาวญี่ปุ่น ซึ่งเป็นตัวละครเอกของเกมสตรีทไฟท์เตอร์ ริวได้รับการจัดสร้างเป็นตัวละครที่ปรากฏในทุกภาคของซีรีส์ และเป็นที่รู้จักกันดีในฐานะของตัวละครเกมต่อสู้ข้ามฝั่ง ริวได้กลายมาเป็นตัวละครที่รู้จักกันมากที่สุดของเกมต่อสู้ โดยเป็นตัวละครหลักของเกมต่อสู้ในยุคแรกเริ่ม ผู้ซึ่งใช้ศิลปะการต่อสู้ผสมผสานระหว่าง คาราเต้และยูโด (ในเนื้อเรื่องคืออันซัทสึเคน) ริวมีท่าไม้ตาย ฮาโดเคน (หมัดพลังคลื่น), โชริวเคน (หมัดมังกรทะยานฟ้า) และ ทัทสึมากิ เซนปุคาคุ (ลูกเตะพายุหมุน) และท่าไม้ตายซุปเปอร์คอมโบคือ ชินคูฮาโดเคน (หมัดคลื่นสูญญากาศ) รวมถึง เดนจินฮาโดเคน และ ชิน-โชริวเคน ที่ปรากฏในภาค 3 และในภาค 4 มีท่าไม้ตายอุลตร้าคอมโบคือ เมทสุฮาโดเคน (Ultra I) และ เมทสุโชริวเคน (Ultra II)ประวัติตามท้องเรื่อง ประวัติตามท้องเรื่อง. ริวเป็นศิษย์ร่วมสำนักเดียวกันกับ เคน มาสเตอร์ ซึ่งเป็นชาวอเมริกาที่มีรูปแบบการโจมตีคล้ายกัน (ในขณะที่ริวเน้นการโจมตีโดยใช้คลื่นพลัง ส่วนเคนเน้นการใช้หมัดมังกรทะยานฟ้า) นอกจากนี้ ริวยังมีคู่ประลองคนสำคัญอีกรายหนึ่งคือสกัดซึ่งเป็นนักมวยไทย ตามท้องเรื่องนั้น ริวได้เคยใช้ท่าไม้ตายโชริวเคนฝากรอยแผลเป็นขนาดใหญ่ที่ลำตัวของสกัดมาแล้วครั้งหนึ่ง ทำให้สกัดเกิดแค้นใจและคิดหวนกลับมาประลองฝีมือวัดความเป็นจ้าวแห่งนักสู้กันอีกครั้ง- สตรีทไฟท์เตอร์ ริว เป็นหนึงในผู้เข้าร่วมแข่งขันรายการเวิลด์วอร์ริเออร์ ภายหลังจากการปราบผู้ท้าชิงทั้งหลายลงได้แล้ว ทักษะของริวก็แกร่งพอที่จะสู้กับสกัดได้แล้ว เมื่อทั้งคู่ได้ทำการต่อสู้กัน ผลปรากฏว่าสกัดสามารถล้มริวลงได้ และคิดว่าตนเป็นฝ่ายชนะแล้วจึงพยุงร่างของริวขึ้นมา แต่ด้วยความต้องการที่จะเอาชนะของริว ภาวะจิตสังหารที่เรียกว่า ซาตสึอิ โนะ ฮาโด ได้ครอบงำริว เขาใช้ท่าไม้ตายเมทสุโชริวเคนโจมตีใส่สกัดจนเกิดรอยแผลเป็นขนาดใหญ่และหมดสติไป เมื่อสกัดได้ฟื้นขึ้นมาเขาก็พบกับรอยแผลที่เกิดขึ้น สกัดจึงสาบานตนว่าจะแก้แค้นริวอีกครั้งหนึ่งข้อมูลจำเพาะข้อมูลจำเพาะ. - ชื่อจริง : ริว - สัญชาติ : - วันเดือนปีเกิด : 21 กรกฎาคม ค.ศ. 1964 - ส่วนสูง : 175 เซนติเมตร - น้ำหนัก : 68 กิโลกรัม - กรุ๊ปเลือด : O - สิ่งที่ชอบ : ศิลปะการต่อสู้ , มิซึโยกัง (วุ้นที่ทำมาจากถั่ว) - สิ่งที่เกลียด : แมงมุม (เคยหล่นใส่ปากช่วงที่ริวเผลอหลับ)เกี่ยวกับตัวละครเกี่ยวกับตัวละคร. - กัว ฟู่เฉิง เคยรับบทเป็นริว ในภาพยนตร์ฮ่องกงเรื่อง บันล็อก ผู้ชายทะลุเวลา (Futurecops) - ท่าไม้ตายโชริวเคนของริวและเคน เคยถูกเป็นท่าพิเศษของเอ็กซ์ใน ร็อคแมน X2 เช่นเดียวกันได้รวมไปถึงอาวุธ ไรซิ่งไฟเออร์ ของ แมกมาร์ด ดรากูน ซึ่งเป็นบอสจากร็อคแมน X4 ที่สามารถใช้ท่าไม้ตายนี้ได้เช่นกัน ซึ่งท่าของไรซิ่งไฟเออร์มีความคล้ายคลึงกับโชริวเคนเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ท่าไม้ตายฮาโดเคนของริวและเคนเป็นท่าพิเศษของเอ็กซ์ใน ร็อคแมน X ภาคแรก เช่นเดียวกัน
| นักสู้ชาวญี่ปุ่นชื่อ ริว เป็นตัวละครเอกของเกมใด | {
"answer": [
"สตรีทไฟท์เตอร์"
],
"answer_begin_position": [
170
],
"answer_end_position": [
184
]
} |
2,653 | 928,156 | กีฬาสกีลีลาในโอลิมปิกฤดูหนาว 2018 กีฬาสกีลีลาในโอลิมปิกฤดูหนาว 2018 เป็นการแข่งขันกีฬาสกีลีลาที่จัดขึ้นในเมืองพย็องชัง, ประเทศเกาหลีใต้ กำหนดแข่งขันระหว่างวันที่ 9–23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561 โดยได้จัดขึ้นที่ สวนหิมะโบกวัง ซึ่งการแข่งขันกีฬาเคอร์ลิงครั้งนี้มีการแข่งขันทั้งหมด 11 รายการ คือ ประเภททีมชาย 5 รายการ และประเภททีมหญิง 5 รายการ โดยแต่ละรายการจะมีนักกีฬา 268 คน จาก 27 ประเทศตารางการแข่งขัน ตารางการแข่งขัน. ตารางข้างล่างนี้เป็นตารางการแข่งขันทั้งหมด 10 รายการรอบคัดเลือกสรุปผลการคัดเลือกประเทศที่เข้าร่วม ประเทศที่เข้าร่วม. มีนักกีฬาทั้งหมด 268 คนจาก 27 ประเทศเข้าร่วมแข่งขัน (รวมถึงคณะนักกีฬาจากนักกีฬาโอลิมปิกจากรัสเซีย)สรุปเหรียญรางวัลตารางเหรียญรางวัลประเภทชายประเภทหญิง
| กีฬาสกีลีลาในโอลิมปิกฤดูหนาวปีค.ศ. 2018 จัดขึ้นที่ประเทศใด | {
"answer": [
"เกาหลีใต้"
],
"answer_begin_position": [
234
],
"answer_end_position": [
243
]
} |
2,654 | 928,156 | กีฬาสกีลีลาในโอลิมปิกฤดูหนาว 2018 กีฬาสกีลีลาในโอลิมปิกฤดูหนาว 2018 เป็นการแข่งขันกีฬาสกีลีลาที่จัดขึ้นในเมืองพย็องชัง, ประเทศเกาหลีใต้ กำหนดแข่งขันระหว่างวันที่ 9–23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561 โดยได้จัดขึ้นที่ สวนหิมะโบกวัง ซึ่งการแข่งขันกีฬาเคอร์ลิงครั้งนี้มีการแข่งขันทั้งหมด 11 รายการ คือ ประเภททีมชาย 5 รายการ และประเภททีมหญิง 5 รายการ โดยแต่ละรายการจะมีนักกีฬา 268 คน จาก 27 ประเทศตารางการแข่งขัน ตารางการแข่งขัน. ตารางข้างล่างนี้เป็นตารางการแข่งขันทั้งหมด 10 รายการรอบคัดเลือกสรุปผลการคัดเลือกประเทศที่เข้าร่วม ประเทศที่เข้าร่วม. มีนักกีฬาทั้งหมด 268 คนจาก 27 ประเทศเข้าร่วมแข่งขัน (รวมถึงคณะนักกีฬาจากนักกีฬาโอลิมปิกจากรัสเซีย)สรุปเหรียญรางวัลตารางเหรียญรางวัลประเภทชายประเภทหญิง
| กีฬาสกีลีลาในโอลิมปิกฤดูหนาวปีค.ศ. 2018 ณ ประเทศเกาหลีใต้ มีนักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขันทั้งหมดกี่ประเทศ | {
"answer": [
"27"
],
"answer_begin_position": [
666
],
"answer_end_position": [
668
]
} |
2,655 | 152,865 | เฟรเดริก บาซีย์ ฌ็อง เฟรเดริก บาซีย์ (; 6 ธันวาคม ค.ศ. 1841 - 28 พฤศจิกายนน ค.ศ. 1870) เป็นจิตรกรสมัยอิมเพรสชันนิสม์ของประเทศฝรั่งเศสในคริสต์ศตวรรษที่ 19 มีความเชี่ยวชาญทางการเขียนภาพคนชีวิต ชีวิต. เฟรเดริก บาซีย์เกิดที่เมืองมงเปอลีเย จังหวัดเอโร ในครอบครัวชนชั้นกลาง และเริ่มมีความสนใจในการเขียนภาพเมื่อได้เห็นงานเขียนของเออแฌน เดอลาครัว ครอบครัวของบาซีย์ยอมให้ศึกษาการเขียนภาพถ้าบาซีย์เข้าศึกษาทางการแพทย์ไปด้วย บาซีย์เริ่มเรียนการแพทย์เมื่อปี ค.ศ. 1859 ย้ายไปปารีสเมื่อปี ค.ศ. 1862 เพื่อศึกษาต่อ ที่ปารีสบาซีย์พบกัลปีแยร์-โอกุสต์ เรอนัวร์ซึ่งทำให้เริ่มสนใจการเขียนภาพแบบอิมเพรสชันนิสม์และเริ่มเข้าศึกษากับห้องเขียนภาพของมาร์ก-ชาร์ล-กาเบรียล แกลร์ (Marc-Charles-Gabriel Gleyre) หลังจากไม่ประสพความสำเร็จในการเรียนแพทย์เมื่อปี ค.ศ. 1864 บาซีย์ก็หันมาเรียนการเขียนภาพอย่างเต็มที่ เพื่อนสนิทของบาซีย์ก็ได้แก่ โกลด มอแน, อัลเฟรด ซิสลีย์ และเอดัวร์ มาแน บาซีย์มาจากครอบครัวที่มีฐานะดีพอที่จะแบ่งห้องวาดภาพและอุปกรณ์การเขียนเพื่อช่วยเหลือให้เพื่อนศิลปินบางคนได้บ้าง เมื่อมีอายุได้เพียง 23 ปี บาซีย์ก็วาดภาพที่มีชื่อเสียงหลายภาพรวมทั้ง “ชุดสีชมพู” (La Robe rose) และภาพ “รวมญาติ” (Réunion de Famille) ที่เป็นภาพที่รู้จักกันที่สุดในปี ค.ศ. 1867–1868 บาซีย์สมัครเป็นทหารในกอง Zouave เมื่อเดือนสิงหาคมปี ค.ศ. 1870 หนึ่งเดือนหลังจากสงครามฝรั่งเศส-ปรัสเซีย (Franco-Prussian War) เริ่ม บาซีย์เสียชีวิตในหน้าที่ในปีเดียวกันที่โบน-ลา-โรแลนด์เมื่ออายุได้เพียง 29 ปีงานสำคัญงานสำคัญ. - “ชุดสีชมพู” (La Robe rose), ค.ศ. 1864 - - “Atelier de la rue Furstenberg” - - “Aigues-Mortes”, - - “ภาพเหมือนตนเอง”, ค.ศ. 1865 - - “รวมญาติ” (Réunion de Famille), ค.ศ. 1867 - - “Le Pécheur à l'épervier”, ค.ศ. 1868 - - “ทิวทัศน์หมู่บ้าน” (Vue de village), ค.ศ. 1868 - - “Scène d'été”, ค.ศ. 1869]] - - “อาบน้ำ” (La Toilette), ค.ศ. 1870 - - “L'Atelier de la rue Condamine”, ค.ศ. 1870 - - “Paysage au bord du Lez”, ค.ศ. 1870 -
| ฌ็อง เฟรเดริก บาซีย์ เป็นจิตรกรชาวฝรั่งเศสที่มีความเชี่ยวชาญทางการเขียนภาพอะไร | {
"answer": [
"คน"
],
"answer_begin_position": [
273
],
"answer_end_position": [
275
]
} |
2,656 | 643,795 | สนามกีฬาชวาหระลาล เนห์รู สนามกีฬาชวาหระลาล เนห์รู () ตั้งอยู่ที่เมืองนิวเดลี ประเทศอินเดีย เริ่มก่อสร้างในปี ค.ศ. 1982 แล้วเสร็จในปี ค.ศ. 1983 ซึ่งเป็นสนามกีฬาขนาดใหญ่อันดับที่ 2 ของอินเดีย ในปี ค.ศ. 2010 สนามกีฬาแห่งนี้เป็นสนามกีฬาหลักของกีฬากีฬาเครือจักรภพ ครั้งที่ 19 ที่อินเดียเป็นเจ้าภาพ
| สนามกีฬาชวาหระลาล เนห์รู ในประเทศอินเดีย เริ่มก่อสร้างเมื่อปี ค.ศ. อะไร | {
"answer": [
"1982"
],
"answer_begin_position": [
213
],
"answer_end_position": [
217
]
} |
2,657 | 643,795 | สนามกีฬาชวาหระลาล เนห์รู สนามกีฬาชวาหระลาล เนห์รู () ตั้งอยู่ที่เมืองนิวเดลี ประเทศอินเดีย เริ่มก่อสร้างในปี ค.ศ. 1982 แล้วเสร็จในปี ค.ศ. 1983 ซึ่งเป็นสนามกีฬาขนาดใหญ่อันดับที่ 2 ของอินเดีย ในปี ค.ศ. 2010 สนามกีฬาแห่งนี้เป็นสนามกีฬาหลักของกีฬากีฬาเครือจักรภพ ครั้งที่ 19 ที่อินเดียเป็นเจ้าภาพ
| สนามกีฬาใดที่เป็นสนามกีฬาหลักของกีฬาเครือจักรภพครั้งที่ 19 ที่ประเทศอินเดียเป็นเจ้าภาพ | {
"answer": [
"สนามกีฬาชวาหระลาล เนห์รู"
],
"answer_begin_position": [
124
],
"answer_end_position": [
148
]
} |
2,658 | 882,712 | วทันยา วงษ์โอภาสี วทันยา วงษ์โอภาสี หรือ มาดามเดียร์ เป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท นิวส์ เน็ตเวิร์ค คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และบริษัท สปริงส์นิวส์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด นอกจากนี้ เธอยังทำหน้าที่เป็นผู้จัดการฟุตบอลทีมชาติไทยรุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี และฟุตบอลทีมชาติไทยรุ่นอายุไม่เกิน 21 ปีประวัติ ประวัติ. วทันยา วงษ์โอภาสี สำเร็จการศึกษาจากคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เอกภาษาอังกฤษและวรรณคดีภาษาอังกฤษ เธอเคยเป็นเชียร์ลีดเดอร์ในงานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ–ธรรมศาสตร์ รวมถึงเคยถ่ายโฆษณาผลิตภัณฑ์การ์นิเย่ ในปี พ.ศ. 2559 เธอได้ขายหลักทรัพย์บริษัท นิวส์ เน็ตเวิร์ค คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จำนวน 3.18 เปอร์เซนต์ของสิทธิออกเสียงทั้งหมดของกิจการผู้จัดการทีมฟุตบอล ผู้จัดการทีมฟุตบอล. ในปี พ.ศ. 2559 วทันยาได้รับการแต่งตั้งจากสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ให้เป็นผู้จัดการฟุตบอลทีมชาติไทยรุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี พ.ศ. 2560 เธอทำหน้าที่เป็นผู้จัดการฟุตบอลทีมชาติไทยรุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี ในการแข่งกีฬาฟุตบอลในซีเกมส์ 2017 ที่จัดขึ้น ณ ประเทศมาเลเซีย ซึ่งทีมของเธอเป็นฝ่ายครองแชมป์ได้สำเร็จชีวิตส่วนตัว ชีวิตส่วนตัว. ด้านชีวิตส่วนตัว วทันยา วงษ์โอภาสี เป็นภริยาของฉาย บุนนาค
| ใครเป็นผู้จัดการฟุตบอลทีมชาติไทยรุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี ในปี พ.ศ. 2560 | {
"answer": [
"วทันยา วงษ์โอภาสี"
],
"answer_begin_position": [
110
],
"answer_end_position": [
127
]
} |
2,659 | 720,404 | ปลาอีคุด ปลาอีคุด (หรือสะกดว่า ปลาอีคลุด; ; ) ปลากระดูกแข็งชนิดหนึ่ง ในวงศ์ปลาอีคุด หรือ วงศ์ปลาจาน (Sparidae) มีลำตัวกว้าง และแบนข้าง ส่วนโค้งนูนของหัวและสันหลังต่างกับท้องมาก หัวโต นัยน์ตาโปน จะงอยปากทู่ ปากเล็ก มุมปากยื่นเข้ามาเป็นแนวใต้จุดกึ่งกลางนัยน์ตา ครีบหลังมีก้านครีบเดี่ยวเป็นซี่แข็งปลายแหลม 11 ก้าน และก้านครีบแขนง 10-13 ก้าน ครีบก้นมีก้านครีบเดี่ยว 3 ก้าน ก้านครีบอันกลางใหญ่และยาวกว่าก้านครีบอื่น ๆ และก้านครีบแขนง 11 หรือ 11 ก้าน ครีบอกยาวปลายแหลม ครีบท้องค่อนข้างใหญ่ และมีก้านครีบเดี่ยวเป็นซี่แข็งปลายแหลม 1 ก้าน ครีบหางปลายเป็นแฉกไม่ลึก ลำตัวเป็นสีเทาอมดำ ท้องสีขาวอมดำ ครีบหลังและครีบก้นมีขอบดำเปราะ ๆ เกล็ดมีความเงางาม มีความยาวเต็มที่ประมาณ 75 เซนติเมตร พบกระจายพันธุ์ตามบริเวณปากแม่น้ำและชายฝั่งที่เป็นทราย ตั้งแต่บริเวณน้ำตื้น ๆ ถึงน้ำลึกประมาณ 50 เมตร พบได้ทั้งในอ่าวไทยและทะเลอันดามัน เป็นปลาเศรษฐกิจ เนื้อค่อนข้างแข็งจึงนิยมนำไปต้มมากกว่าวิธีการปรุงอย่างอื่น จึงทำให้มีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "ปลาหม้อแตก" หรือ "ปลากูกู" ในหมู่ชาวมุสลิม นอกจากนี้แล้วยังนับว่าเป็นปลาเพียงไม่กี่ชนิดในวงศ์เดียวกันนี้ ที่สามารถปรับตัวให้เข้ากับน้ำกร่อยหรือน้ำจืดสนิทได้ จึงมีการเลี้ยงเป็นปลาสวยงามอีกด้วย โดยเป็นปลาที่เลี้ยงง่าย ไม่ดุร้ายทำร้ายปลาชนิดอื่นในที่เลี้ยงด้วยกัน และราคาไม่แพง
| ชาวมุสลิมเรียกปลาอีคุดว่าอะไร | {
"answer": [
"ปลากูกู"
],
"answer_begin_position": [
1022
],
"answer_end_position": [
1029
]
} |
2,660 | 720,404 | ปลาอีคุด ปลาอีคุด (หรือสะกดว่า ปลาอีคลุด; ; ) ปลากระดูกแข็งชนิดหนึ่ง ในวงศ์ปลาอีคุด หรือ วงศ์ปลาจาน (Sparidae) มีลำตัวกว้าง และแบนข้าง ส่วนโค้งนูนของหัวและสันหลังต่างกับท้องมาก หัวโต นัยน์ตาโปน จะงอยปากทู่ ปากเล็ก มุมปากยื่นเข้ามาเป็นแนวใต้จุดกึ่งกลางนัยน์ตา ครีบหลังมีก้านครีบเดี่ยวเป็นซี่แข็งปลายแหลม 11 ก้าน และก้านครีบแขนง 10-13 ก้าน ครีบก้นมีก้านครีบเดี่ยว 3 ก้าน ก้านครีบอันกลางใหญ่และยาวกว่าก้านครีบอื่น ๆ และก้านครีบแขนง 11 หรือ 11 ก้าน ครีบอกยาวปลายแหลม ครีบท้องค่อนข้างใหญ่ และมีก้านครีบเดี่ยวเป็นซี่แข็งปลายแหลม 1 ก้าน ครีบหางปลายเป็นแฉกไม่ลึก ลำตัวเป็นสีเทาอมดำ ท้องสีขาวอมดำ ครีบหลังและครีบก้นมีขอบดำเปราะ ๆ เกล็ดมีความเงางาม มีความยาวเต็มที่ประมาณ 75 เซนติเมตร พบกระจายพันธุ์ตามบริเวณปากแม่น้ำและชายฝั่งที่เป็นทราย ตั้งแต่บริเวณน้ำตื้น ๆ ถึงน้ำลึกประมาณ 50 เมตร พบได้ทั้งในอ่าวไทยและทะเลอันดามัน เป็นปลาเศรษฐกิจ เนื้อค่อนข้างแข็งจึงนิยมนำไปต้มมากกว่าวิธีการปรุงอย่างอื่น จึงทำให้มีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "ปลาหม้อแตก" หรือ "ปลากูกู" ในหมู่ชาวมุสลิม นอกจากนี้แล้วยังนับว่าเป็นปลาเพียงไม่กี่ชนิดในวงศ์เดียวกันนี้ ที่สามารถปรับตัวให้เข้ากับน้ำกร่อยหรือน้ำจืดสนิทได้ จึงมีการเลี้ยงเป็นปลาสวยงามอีกด้วย โดยเป็นปลาที่เลี้ยงง่าย ไม่ดุร้ายทำร้ายปลาชนิดอื่นในที่เลี้ยงด้วยกัน และราคาไม่แพง
| ปลาอีคุดมักจะถูกนำมาปรุงอาหารด้วยวิธีใด | {
"answer": [
"ต้ม"
],
"answer_begin_position": [
937
],
"answer_end_position": [
940
]
} |
2,661 | 912,620 | ช้างอารีนา ช้างอารีนา (, ชื่อเดิม: ไอ-โมบาย สเตเดียม) มีชื่ออย่างไม่เป็นทางการว่า ธันเดอร์คาสเซิลสเตเดียม () เป็นสนามกีฬาที่สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นสนามเหย้าของสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ตั้งอยู่ที่ตำบลอิสาณ อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ สนามแห่งนี้มีความจุ 24,000 ที่นั่ง (ในปี พ.ศ. 2557 ได้ต่อเติมเป็น 32,600 ที่นั่ง) โครงสร้างประกอบด้วยเหล็กและไฟเบอร์ ซึ่งสร้างด้วยงบประมาณกว่า 500 ล้านบาท โดยเป็นเงินสนับสนุนภายใต้สัญญาการกำหนดชื่อจากไอ-โมบายและบางส่วนของนายเนวิน ชิดชอบ จัดเป็นสนามฟุตบอลที่ได้มาตรฐานแห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทยที่ไม่มีลู่วิ่งคั่นสนามและผ่านมาตรฐานสหพันธ์ฟุตบอลระหว่างประเทศ, สมาพันธ์ฟุตบอลเอเชีย และสหพันธ์ฟุตบอลอาเซียน ผ่านมาตรฐานสนามกีฬาระดับเอจากสมาพันธ์ฟุตบอลเอเชีย และยังผ่านมาตรฐานระดับโลกจากสหพันธ์ฟุตบอลระหว่างประเทศ และยังได้บันทึกลงกินเนสบุ๊คว่าเป็นสนามฟุตบอลในระดับฟีฟ่าแห่งเดียวในโลกที่ใช้เวลาก่อสร้างน้อยที่สุดในโลกคือ 256 วัน สนามนี้มีทั้งหมด 4 ชั้น โดยชั้นที่ 1 เป็นสำนักงานห้องแถลงข่าว ห้องสื่อมวลชน ร้ายขายสินค้าที่ระลึก ห้องนักกีฬาทีมเหย้า-เยือน ห้องพักผู้ตัดสิน ห้องปฐมพยาบาล และห้องประชุม ชั้นที่ 2 จะเป็นห้องจัดเลี้ยงใหญ่จำนวน 400 ที่ นั่ง ชั้นที่ 3 เป็น ห้องวีไอพี 6 ห้อง และห้องจัดเลี้ยง 1 ห้อง และชั้นที่ 4 มี ห้องวีไอพีจำนวน 15 ห้อง สนามแห่งนี้ยังมีการติดตั้งไฟส่องสว่างของฟิลิปส์อย่างมาตรฐานจะมีความสว่างของไฟอยู่ที่ 1,500 ลักซ์ โดยในส่วนอัฒจันทร์ฝั่งกองเชียร์นั้นมีเก้าอี้ที่นั่งเชียร์เป็นสีน้ำเงินเกือบหมด แต่จะใช้เก้าอี้สีขาวตรงที่มีคำว่า ธันเดอร์คาสเซิล และ บุรีรัมย์ มีหัวหน้ากองเชียร์คือ นางกรุณา ชิดชอบ เป็นแกนนำหลักในการเชียร์ ช้างอารีนา เคยใช้เป็นสถานที่จัดคอนเสิร์ตและกิจกรรมรื่นเริงครั้งใหญ่ในเทศกาลสงกรานต์ในปี พ.ศ. 2555 โดยการจัดของนายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสร โดยมีศิลปินนักร้องมากมาย อาทิ โซะระ อะโอะอิ, เอ็นเอส ยุน จี, ปีเตอร์ คอร์ป ไดเรนดัล, นูโว, ไมโคร, ปกรณ์ ลัม, บอดี้แสลม, คาราบาว, ลาบานูน, บิ๊กแอส, โลโซ เป็นต้น ในปี พ.ศ. 2560 เมื่อกลุ่มสามารถคอร์ปอเรชั่น ได้ยุติตราสินค้าไอ-โมบาย ชื่อสนามจึงได้เปลี่ยนตามผู้สนับสนุนหลักของสโมสรอีกบริษัทหนึ่ง คือ ช้าง โดย บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ซึ่งสนามแข่งรถที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียง ก็ใช้ชื่อตามตราสินค้านี้เช่นกันการแข่งระดับนานาชาติ
| สนามกีฬาช้างอารีนาถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นสนามเหย้าของสโมสรฟุตบอลไทยทีมใด | {
"answer": [
"บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด"
],
"answer_begin_position": [
253
],
"answer_end_position": [
271
]
} |
2,662 | 912,620 | ช้างอารีนา ช้างอารีนา (, ชื่อเดิม: ไอ-โมบาย สเตเดียม) มีชื่ออย่างไม่เป็นทางการว่า ธันเดอร์คาสเซิลสเตเดียม () เป็นสนามกีฬาที่สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นสนามเหย้าของสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ตั้งอยู่ที่ตำบลอิสาณ อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ สนามแห่งนี้มีความจุ 24,000 ที่นั่ง (ในปี พ.ศ. 2557 ได้ต่อเติมเป็น 32,600 ที่นั่ง) โครงสร้างประกอบด้วยเหล็กและไฟเบอร์ ซึ่งสร้างด้วยงบประมาณกว่า 500 ล้านบาท โดยเป็นเงินสนับสนุนภายใต้สัญญาการกำหนดชื่อจากไอ-โมบายและบางส่วนของนายเนวิน ชิดชอบ จัดเป็นสนามฟุตบอลที่ได้มาตรฐานแห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทยที่ไม่มีลู่วิ่งคั่นสนามและผ่านมาตรฐานสหพันธ์ฟุตบอลระหว่างประเทศ, สมาพันธ์ฟุตบอลเอเชีย และสหพันธ์ฟุตบอลอาเซียน ผ่านมาตรฐานสนามกีฬาระดับเอจากสมาพันธ์ฟุตบอลเอเชีย และยังผ่านมาตรฐานระดับโลกจากสหพันธ์ฟุตบอลระหว่างประเทศ และยังได้บันทึกลงกินเนสบุ๊คว่าเป็นสนามฟุตบอลในระดับฟีฟ่าแห่งเดียวในโลกที่ใช้เวลาก่อสร้างน้อยที่สุดในโลกคือ 256 วัน สนามนี้มีทั้งหมด 4 ชั้น โดยชั้นที่ 1 เป็นสำนักงานห้องแถลงข่าว ห้องสื่อมวลชน ร้ายขายสินค้าที่ระลึก ห้องนักกีฬาทีมเหย้า-เยือน ห้องพักผู้ตัดสิน ห้องปฐมพยาบาล และห้องประชุม ชั้นที่ 2 จะเป็นห้องจัดเลี้ยงใหญ่จำนวน 400 ที่ นั่ง ชั้นที่ 3 เป็น ห้องวีไอพี 6 ห้อง และห้องจัดเลี้ยง 1 ห้อง และชั้นที่ 4 มี ห้องวีไอพีจำนวน 15 ห้อง สนามแห่งนี้ยังมีการติดตั้งไฟส่องสว่างของฟิลิปส์อย่างมาตรฐานจะมีความสว่างของไฟอยู่ที่ 1,500 ลักซ์ โดยในส่วนอัฒจันทร์ฝั่งกองเชียร์นั้นมีเก้าอี้ที่นั่งเชียร์เป็นสีน้ำเงินเกือบหมด แต่จะใช้เก้าอี้สีขาวตรงที่มีคำว่า ธันเดอร์คาสเซิล และ บุรีรัมย์ มีหัวหน้ากองเชียร์คือ นางกรุณา ชิดชอบ เป็นแกนนำหลักในการเชียร์ ช้างอารีนา เคยใช้เป็นสถานที่จัดคอนเสิร์ตและกิจกรรมรื่นเริงครั้งใหญ่ในเทศกาลสงกรานต์ในปี พ.ศ. 2555 โดยการจัดของนายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสร โดยมีศิลปินนักร้องมากมาย อาทิ โซะระ อะโอะอิ, เอ็นเอส ยุน จี, ปีเตอร์ คอร์ป ไดเรนดัล, นูโว, ไมโคร, ปกรณ์ ลัม, บอดี้แสลม, คาราบาว, ลาบานูน, บิ๊กแอส, โลโซ เป็นต้น ในปี พ.ศ. 2560 เมื่อกลุ่มสามารถคอร์ปอเรชั่น ได้ยุติตราสินค้าไอ-โมบาย ชื่อสนามจึงได้เปลี่ยนตามผู้สนับสนุนหลักของสโมสรอีกบริษัทหนึ่ง คือ ช้าง โดย บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ซึ่งสนามแข่งรถที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียง ก็ใช้ชื่อตามตราสินค้านี้เช่นกันการแข่งระดับนานาชาติ
| สนามกีฬาช้างอารีนา ในจังหวัดบุรีรัมย์ มีความจุกี่ที่นั่ง ในปี พ.ศ. 2557 | {
"answer": [
"32,600"
],
"answer_begin_position": [
396
],
"answer_end_position": [
402
]
} |
2,663 | 923,696 | โชมะ อุโนะ โชมะ อุโนะ () เป็นนักสเกตลีลาชาวญี่ปุ่น ปัจจุบันเป็นนักสเกตลีลาชายอันดับสองของโลก เขาได้เหรียญเงินในโอลิมปิกฤดูหนาว 2018 เหรียญเงินการแข่งขันสเกตลีลาชิงแชมป์โลกปี 2017 ชนะเลิศในการแข่งขันในเอเชียนเกมส์ฤดูหนาว 2017 และได้เหรียญในรายการแข่งขันชั้นนำอื่นๆอีกมากมาย ซึ่งก่อนที่เขาจะขึ้นมาแข่งขันระดับผู้ใหญ่ เขาเคยเป็นแชมป์โลกในการแข่งขันระดับเยาวชนในปี 2015 มาก่อน อุโนะเป็นนักสเกตลีลาคนแรกที่สามารถทำท่ากระโดดพลิกตัวกลางอากาศ 4 รอบในคราวเดียวในการแข่งขันระดับนานาชาติ และยังคงเป็นเจ้าสถิติผู้ครองคะแนนสูงสุดในโปรแกรมระยะสั้นของระดับเยาวชนผลรายการแข่งขันหลัก
| นักสเกตลีลาชายคนใดที่เป็นคนแรกที่สามารถทำท่ากระโดดพลิกตัวกลางอากาศถึง 4 รอบในคราวเดียวในการแข่งขันระดับนานาชาติ | {
"answer": [
"โชมะ อุโนะ"
],
"answer_begin_position": [
96
],
"answer_end_position": [
106
]
} |
2,664 | 923,696 | โชมะ อุโนะ โชมะ อุโนะ () เป็นนักสเกตลีลาชาวญี่ปุ่น ปัจจุบันเป็นนักสเกตลีลาชายอันดับสองของโลก เขาได้เหรียญเงินในโอลิมปิกฤดูหนาว 2018 เหรียญเงินการแข่งขันสเกตลีลาชิงแชมป์โลกปี 2017 ชนะเลิศในการแข่งขันในเอเชียนเกมส์ฤดูหนาว 2017 และได้เหรียญในรายการแข่งขันชั้นนำอื่นๆอีกมากมาย ซึ่งก่อนที่เขาจะขึ้นมาแข่งขันระดับผู้ใหญ่ เขาเคยเป็นแชมป์โลกในการแข่งขันระดับเยาวชนในปี 2015 มาก่อน อุโนะเป็นนักสเกตลีลาคนแรกที่สามารถทำท่ากระโดดพลิกตัวกลางอากาศ 4 รอบในคราวเดียวในการแข่งขันระดับนานาชาติ และยังคงเป็นเจ้าสถิติผู้ครองคะแนนสูงสุดในโปรแกรมระยะสั้นของระดับเยาวชนผลรายการแข่งขันหลัก
| โชมะ อุโนะ เคยเป็นแชมป์โลกในการแข่งขันสเกตลีลาระดับเยาวชนในปี ค.ศ. ใด | {
"answer": [
"2015"
],
"answer_begin_position": [
446
],
"answer_end_position": [
450
]
} |
2,665 | 817,676 | แร้งเครา แร้งเครา (; ) นกล่าเหยื่อขนาดใหญ่จำพวกแร้งชนิดหนึ่ง จัดอยู่ในประเภทแร้งโลกเก่า โดยเป็นเพียงชนิดเดียวเท่านั้นที่อยู่ในสกุล Gypaetus แร้งเครา เป็นแร้งขนาดใหญ่เมื่อเทียบกับแร้งชนิดอื่น ๆ จะมีขนาดใหญ่กว่า และมีลักษณะที่แตกออกไปจากแร้งทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด คือ ส่วนหัวจะมีขนปุกปุยต่างจากแร้งทั่วไปที่หัวและลำคอจะล้านเลี่ยน สีของขนตามลำตัวเป็นสีเหลือง ส่วนหัวสีขาวเป็นสัญลักษณะบ่งบอกว่า แร้งตัวนั้นโตเต็มวัยแล้ว และมีกระจุกขนสีดำบริเวณจะงอยปากล่างแลดูคล้ายเครา อันเป็นที่มาของชื่อ แร้งเครา มีขนาดลำตัวยาวประมาณ 95–125 เซนติเมตร น้ำหนักตั้งแต่ 4.5–9.9 กิโลกรัม ความยาวปีกเมื่อกางเต็มที่เกือบ 10 ฟุต มีเอกลักษณะในการบินเฉพาะตัว มีสายตารวมถึงประสาทในการดมกลิ่นอย่างดีเยี่ยม กระจายพันธุ์ตามเทือกเขาสูงในทวีปยุโรปตอนใต้, แอฟริกา จนถึงอินเดีย และทิเบต เช่น เทือกเขาแอลป์ ทำรังและวางไข่บนหน้าผาสูงสำหรับใช้หลบหลีกจากสัตว์นักล่าชนิดต่าง ๆ ที่มารังควาญได้ นอกจากจะกินเนื้อและซากสัตว์ต่าง ๆ เหมือนแร้งชนิดอื่นแล้ว แร้งเครายังมีพฤติกรรมและชื่นชอบอย่างมากในการกินกระดูกด้วย สันนิษฐานว่าคงเป็นเพราะอาหารขาดแคลนด้วยปัจจัยของถิ่นที่อยู่อาศัยที่ทำให้หาอาหารได้ยากและสภาพอากาศที่หนาวเย็น เคยมีผู้พบแร้งเคราคาบกระดูกสัตว์ชิ้นใหญ่ เชื่อว่าเป็นกระดูกของแกะบินขึ้นไปในอากาศที่จุดสูงสุด และทิ้งลงไปให้แตกเป็นชิ้นละเอียดกับพื้น ก่อนจะบินลงมากินทั้งหมดลงไปในกระเพาะ
| แร้งเคราจะมีขนตรงส่วนหัวเป็นสีอะไรเมื่อโตเต็มวัยแล้ว | {
"answer": [
"ขาว"
],
"answer_begin_position": [
447
],
"answer_end_position": [
450
]
} |
2,666 | 817,676 | แร้งเครา แร้งเครา (; ) นกล่าเหยื่อขนาดใหญ่จำพวกแร้งชนิดหนึ่ง จัดอยู่ในประเภทแร้งโลกเก่า โดยเป็นเพียงชนิดเดียวเท่านั้นที่อยู่ในสกุล Gypaetus แร้งเครา เป็นแร้งขนาดใหญ่เมื่อเทียบกับแร้งชนิดอื่น ๆ จะมีขนาดใหญ่กว่า และมีลักษณะที่แตกออกไปจากแร้งทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด คือ ส่วนหัวจะมีขนปุกปุยต่างจากแร้งทั่วไปที่หัวและลำคอจะล้านเลี่ยน สีของขนตามลำตัวเป็นสีเหลือง ส่วนหัวสีขาวเป็นสัญลักษณะบ่งบอกว่า แร้งตัวนั้นโตเต็มวัยแล้ว และมีกระจุกขนสีดำบริเวณจะงอยปากล่างแลดูคล้ายเครา อันเป็นที่มาของชื่อ แร้งเครา มีขนาดลำตัวยาวประมาณ 95–125 เซนติเมตร น้ำหนักตั้งแต่ 4.5–9.9 กิโลกรัม ความยาวปีกเมื่อกางเต็มที่เกือบ 10 ฟุต มีเอกลักษณะในการบินเฉพาะตัว มีสายตารวมถึงประสาทในการดมกลิ่นอย่างดีเยี่ยม กระจายพันธุ์ตามเทือกเขาสูงในทวีปยุโรปตอนใต้, แอฟริกา จนถึงอินเดีย และทิเบต เช่น เทือกเขาแอลป์ ทำรังและวางไข่บนหน้าผาสูงสำหรับใช้หลบหลีกจากสัตว์นักล่าชนิดต่าง ๆ ที่มารังควาญได้ นอกจากจะกินเนื้อและซากสัตว์ต่าง ๆ เหมือนแร้งชนิดอื่นแล้ว แร้งเครายังมีพฤติกรรมและชื่นชอบอย่างมากในการกินกระดูกด้วย สันนิษฐานว่าคงเป็นเพราะอาหารขาดแคลนด้วยปัจจัยของถิ่นที่อยู่อาศัยที่ทำให้หาอาหารได้ยากและสภาพอากาศที่หนาวเย็น เคยมีผู้พบแร้งเคราคาบกระดูกสัตว์ชิ้นใหญ่ เชื่อว่าเป็นกระดูกของแกะบินขึ้นไปในอากาศที่จุดสูงสุด และทิ้งลงไปให้แตกเป็นชิ้นละเอียดกับพื้น ก่อนจะบินลงมากินทั้งหมดลงไปในกระเพาะ
| แร้งเครามีลักษณะใดที่แตกต่างไปจากแร้งทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด | {
"answer": [
"ส่วนหัวจะมีขนปุกปุย"
],
"answer_begin_position": [
348
],
"answer_end_position": [
367
]
} |
2,667 | 222,295 | นากเล็กเล็บสั้น นากเล็กเล็บสั้น (; ) เป็นนากขนาดเล็กที่สุดในโลก ตัวผู้มีขนาดใหญ่กว่าตัวเมียเล็กน้อย ขนตามลำตัวมีสีเทาเข้มหรือสีน้ำตาล แต่สีขนบริเวณท้องจะอ่อนกว่า แต่สามารถเปลี่ยนสีขนได้ตามฤดูกาล ลักษณะเด่นคือ พังผืดบริเวณนิ้วตีนจะมีขนาดเล็กลง ช่วยให้นิ้วเคลื่อนไหวได้คล่องตัวมากขึ้น ใต้คอมีสีขาว มีจมูกที่สั้นมากกว่านากชนิดอื่น ๆ ตัวที่ยังไม่โตเต็มวัยจะมีจมูกยาว และโค้งกว่า เมื่ออายุได้ 5 สัปดาห์จมูกก็จะหดสั้นลง มีความยาวลำตัวและหางประมาณ 45-55 เซนติเมตร ความยาวหาง 25-35 เซนติเมตร น้ำหนัก 1-3 กิโลกรัม พบกระจายพันธุ์อย่างกว้างขวางทั้งในทวีปแอฟริกาและในทวีปเอเชีย ในทวีปเอเชียพบตั้งแต่ภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย, เนปาล, บังกลาเทศ, ภาคใต้ของจีน, พม่า, ไทย, ลาว, กัมพูชา, เวียดนาม, เกาะสุมาตรา, เกาะบอร์เนียวและเกาะชวา (แบ่งเป็น 3 ชนิดย่อย ดูในตาราง) นากเล็กเล็บสั้นมีความสามารถปรับตัวให้อยู่ในสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี ในธรรมชาติจะอาศัยอยู่ใกล้แหล่งน้ำ เช่น ลำธารขนาดเล็ก, ป่าชายเลน, ริมทะเลสาบ, ห้วย, หนอง, คลอง, บึง หรือแม้แต่ในพื้นที่ชุ่มน้ำที่เป็นเขตเกษตรกรรมของมนุษย์ เช่น ตามท้องร่องสวนต่าง ๆ อาหารหลักได้แก่ สัตว์น้ำชนิดต่าง ๆ แต่ชอบกินปูมากที่สุด มักอาศัยอยู่เป็นฝูงเล็ก ๆ นากเล็กเล็บสั้นไม่ได้ใช้หนวดเป็นประสาทสัมผัสในการรับรู้เหมือนนากชนิดอื่น ๆ เพราะมีประสาทสัมผัสอยู่ที่ขาหน้า ออกลูกตามโพรงไม้หรือโพรงหินที่มีอยู่แล้ว เพราะขาหน้าไม่แข็งแรงพอจะขุดโพรงริมตลิ่งได้เหมือนนากชนิดอื่น ๆ ออกหากินในเวลากลางคืน บางครั้งอาจพบได้ตั้งแต่ช่วงพลบค่ำจนถึงรุ่งเช้า นากเล็กเล็บสั้นหากนำมาเลี้ยงตั้งแต่ยังเล็ก จะเชื่องและสามารถทำตามคำสั่งของมนุษย์ได้ จึงมีการนำมาแสดงโชว์ตามสวนสัตว์ต่าง ๆ เช่น ซาฟารีเวิลด์ เป็นต้น สำหรับในประเทศไทยพบได้ทั่วทุกภาค แม้แต่กระทั่งพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยพบในพื้นที่แถบคลองบางมด เขตทุ่งครุ ฝั่งธนบุรี เป็นนากเล็กเล็บสั้นที่อาศัยอยู่รวมเป็นฝูง มีพฤติกรรมขโมยกินปลาของเกษตรกรในพื้นที่ตามท้องร่องสวนในเวลากลางคืน
| นากชนิดใดที่เป็นนากที่มีขนาดเล็กที่สุดในโลก | {
"answer": [
"นากเล็กเล็บสั้น"
],
"answer_begin_position": [
106
],
"answer_end_position": [
121
]
} |
2,668 | 78,704 | ไคลด์ ทอมบอ ไคลด์ วิลเลียม ทอมบอ (; 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2449 – 17 มกราคม พ.ศ. 2540) นักดาราศาสตร์ชาวอเมริกันผู้ค้นพบดาวเคราะห์แคระพลูโตเมื่อ พ.ศ. 2473 ทอมบอ เกิดที่เมืองสเตรเตอร์ รัฐอิลลินอยส์ ครอบครัวยากจนเกินกว่าที่จะส่งทอมบอ เข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยได้ หลังจากครอยครัวย้ายไปเมืองอยู่ที่รัฐแคนซัส ทอมบอ ได้สร้างกล้องโทรทัศน์ขึ้นด้วยตนเองเพื่อใช้ส่องดูดาว จากการส่งภาพวาดดาวพฤหัสและดาวอังคารที่เขาศึกษาจากกล้องทำเองไปให้สถาบันหอดูดาวโลเวลล์ดู ทอมบอจึงได้งานเป็นผู้ช่วยนักดาราศาสตร์ที่นั่นแลได้ค้นพบดาวพลูโตดังกล่าวเมื่อ พ.ศ. 2473 การค้นพบนี้เองที่ทำให้ทอมบอ ได้เข้าศึกษาและจบสาขาดาราศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยแคนซัสและมหาวิทยาลัยนอร์ทแอริโซนา ไคลด์ ทอมบอ ทำงานที่หอดูดาวโลเวลล์ระหว่าง พ.ศ. 2472 - พ.ศ. 2488 จึงได้ย้ายไปสอนวิชาดาราศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยนิวเม็กซิโกตั้งแต่ พ.ศ. 2498 จนเกษียณจากงานเมื่อ พ.ศ. 2516 ไคลด์ ทอมบอ ค้นพบดาวเคราะห์น้อย (asteroid) มากถึง 14 ดวง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลพลอยได้จากการค้นหาดาวเตราะห์ต่างๆ รวมทั้งดาวพลูโต ราชสมาคมดาราศาสตร์ แห่งประเทศอังกฤษได้มอบ เหรียญรางวัลแจ็กสัน-วิลท์ ให้แก่เขาเมื่อ พ.ศ. 2474 และเถ้ากระดูกของทอมบอส่วนหนึ่งได้รับการบรรจุไว้ในยานอวกาศ "นิวฮอไรซอน" ที่เดินทางไปยังดาวพลูโต ไคลด์ วิลเลียม ทอมบอ ถึงแก่กรรมที่นิวเม็กซิโกเมื่ออายุ 91 ปี
| นักดาราศาสตร์ชาวอเมริกันคนใดที่เป็นผู้ค้นพบดาวเคราะห์แคระพลูโตเมื่อ พ.ศ. 2473 | {
"answer": [
"ไคลด์ วิลเลียม ทอมบอ"
],
"answer_begin_position": [
96
],
"answer_end_position": [
116
]
} |
2,669 | 78,704 | ไคลด์ ทอมบอ ไคลด์ วิลเลียม ทอมบอ (; 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2449 – 17 มกราคม พ.ศ. 2540) นักดาราศาสตร์ชาวอเมริกันผู้ค้นพบดาวเคราะห์แคระพลูโตเมื่อ พ.ศ. 2473 ทอมบอ เกิดที่เมืองสเตรเตอร์ รัฐอิลลินอยส์ ครอบครัวยากจนเกินกว่าที่จะส่งทอมบอ เข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยได้ หลังจากครอยครัวย้ายไปเมืองอยู่ที่รัฐแคนซัส ทอมบอ ได้สร้างกล้องโทรทัศน์ขึ้นด้วยตนเองเพื่อใช้ส่องดูดาว จากการส่งภาพวาดดาวพฤหัสและดาวอังคารที่เขาศึกษาจากกล้องทำเองไปให้สถาบันหอดูดาวโลเวลล์ดู ทอมบอจึงได้งานเป็นผู้ช่วยนักดาราศาสตร์ที่นั่นแลได้ค้นพบดาวพลูโตดังกล่าวเมื่อ พ.ศ. 2473 การค้นพบนี้เองที่ทำให้ทอมบอ ได้เข้าศึกษาและจบสาขาดาราศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยแคนซัสและมหาวิทยาลัยนอร์ทแอริโซนา ไคลด์ ทอมบอ ทำงานที่หอดูดาวโลเวลล์ระหว่าง พ.ศ. 2472 - พ.ศ. 2488 จึงได้ย้ายไปสอนวิชาดาราศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยนิวเม็กซิโกตั้งแต่ พ.ศ. 2498 จนเกษียณจากงานเมื่อ พ.ศ. 2516 ไคลด์ ทอมบอ ค้นพบดาวเคราะห์น้อย (asteroid) มากถึง 14 ดวง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลพลอยได้จากการค้นหาดาวเตราะห์ต่างๆ รวมทั้งดาวพลูโต ราชสมาคมดาราศาสตร์ แห่งประเทศอังกฤษได้มอบ เหรียญรางวัลแจ็กสัน-วิลท์ ให้แก่เขาเมื่อ พ.ศ. 2474 และเถ้ากระดูกของทอมบอส่วนหนึ่งได้รับการบรรจุไว้ในยานอวกาศ "นิวฮอไรซอน" ที่เดินทางไปยังดาวพลูโต ไคลด์ วิลเลียม ทอมบอ ถึงแก่กรรมที่นิวเม็กซิโกเมื่ออายุ 91 ปี
| ไคลด์ วิลเลียม ทอมบอ นักดาราศาสตร์ชาวอเมริกันได้ค้นพบดาวเคราะห์น้อยรวมทั้งสิ้นกี่ดวง | {
"answer": [
"14"
],
"answer_begin_position": [
934
],
"answer_end_position": [
936
]
} |
2,670 | 31,502 | วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร วัดบวรนิเวศ ราชวรวิหาร หรือ วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรวิหาร ตั้งอยู่ริมถนนบวรนิเวศและถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร พระอารามนี้เคยเป็นที่ประทับของสมเด็จพระสังฆราชถึง 4 พระองค์ และเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ทั้งยังเป็นวัดประจำรัชกาลที่ ๖ (พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว) และ วัดประจำรัชกาลที่ ๙ (พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช)ประวัติ ประวัติ. วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นวัดที่สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพโปรดให้สร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่ยังไม่ทันแล้วเสร็จก็สวรรคตเสียก่อน ถึงวันที่ พฤษภาคม พ.ศ. 2458 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้รวมวัดรังษีสุทธาวาสเข้าหาวัดบวรนิเวศวิหารสถาปัตยกรรม สถาปัตยกรรม. วัดบวรนิเวศวิหารมีสถาปัตยกรรมแบบไทยผสมจีน ภายในพระอุโบสถมีพระพุทธรูปสำคัญอยู่ 2 องค์เป็นพระประธาน คือ พระพุทธสุวรรณเขต (หลวงพ่อโต) ที่อัญเชิญมาจากวัดสระตะพาน จังหวัดเพชรบุรี และพระพุทธชินสีห์ อัญเชิญมาจากวิหารทิศเหนือ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดพิษณุโลก ใต้ฐานพุทธบัลลังก์ พระพุทธชินสีห์ พระประธานในพระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร เป็นที่บรรจุพระบรมราชสรีรางคารพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงเคยผนวช ณ วัดนี้เมื่อยังทรงดำรงพระอิสริยยศที่สยามมกุฎราชกุมาร ถัดจากพระอุโบสถออกไปเป็นเจดีย์กลมขนาดใหญ่ สร้างรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หุ้มกระเบื้องสีทอง รอบฐานพระเจดีย์มีศาลาจีนและซุ้มจีน ถัดออกไปเป็นวิหารเก๋งจีน นอกจากนี้ก็มีจิตรกรรมฝาผนังฝีมือขรัวอินโข่ง บริเวณรอบเจดีย์มีพระพุทธรูปสำคัญองค์หนึ่ง คือ พระไพรีพินาศ ระหว่างที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงผนวชและประทับที่วัดบวรนิเวศวิหาร โปรดเกล้าฯ ให้ประติมากรของกรมศิลปากรปั้นหุ่นและสร้างพระพุทธรูปปางห้ามสมุทร โดยเสด็จพระราชดำเนินหล่อพระพุทธรูปเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2499 สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ได้ถวายพระนามพระพุทธรูปองค์นี้ว่า "พระพุทธนาราวันตบพิตร"ลำดับเจ้าอาวาส ลำดับเจ้าอาวาส. นับตั้งแต่ใช้ชื่อวัดว่าวัดบวรนิเวศวิหาร พระอารามแห่งนี้มีเจ้าอาวาสมาแล้วทั้งสิ้น 7 พระองค์/รูป ได้แก่ระเบียงภาพ
| วัดใดที่เป็นวัดประจำพระมหากษัตริย์ไทยรัชกาลที่ 6 และรัชกาลที่ 9 | {
"answer": [
"วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร"
],
"answer_begin_position": [
94
],
"answer_end_position": [
115
]
} |
2,672 | 31,502 | วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร วัดบวรนิเวศ ราชวรวิหาร หรือ วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรวิหาร ตั้งอยู่ริมถนนบวรนิเวศและถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร พระอารามนี้เคยเป็นที่ประทับของสมเด็จพระสังฆราชถึง 4 พระองค์ และเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ทั้งยังเป็นวัดประจำรัชกาลที่ ๖ (พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว) และ วัดประจำรัชกาลที่ ๙ (พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช)ประวัติ ประวัติ. วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นวัดที่สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพโปรดให้สร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่ยังไม่ทันแล้วเสร็จก็สวรรคตเสียก่อน ถึงวันที่ พฤษภาคม พ.ศ. 2458 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้รวมวัดรังษีสุทธาวาสเข้าหาวัดบวรนิเวศวิหารสถาปัตยกรรม สถาปัตยกรรม. วัดบวรนิเวศวิหารมีสถาปัตยกรรมแบบไทยผสมจีน ภายในพระอุโบสถมีพระพุทธรูปสำคัญอยู่ 2 องค์เป็นพระประธาน คือ พระพุทธสุวรรณเขต (หลวงพ่อโต) ที่อัญเชิญมาจากวัดสระตะพาน จังหวัดเพชรบุรี และพระพุทธชินสีห์ อัญเชิญมาจากวิหารทิศเหนือ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดพิษณุโลก ใต้ฐานพุทธบัลลังก์ พระพุทธชินสีห์ พระประธานในพระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร เป็นที่บรรจุพระบรมราชสรีรางคารพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงเคยผนวช ณ วัดนี้เมื่อยังทรงดำรงพระอิสริยยศที่สยามมกุฎราชกุมาร ถัดจากพระอุโบสถออกไปเป็นเจดีย์กลมขนาดใหญ่ สร้างรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หุ้มกระเบื้องสีทอง รอบฐานพระเจดีย์มีศาลาจีนและซุ้มจีน ถัดออกไปเป็นวิหารเก๋งจีน นอกจากนี้ก็มีจิตรกรรมฝาผนังฝีมือขรัวอินโข่ง บริเวณรอบเจดีย์มีพระพุทธรูปสำคัญองค์หนึ่ง คือ พระไพรีพินาศ ระหว่างที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงผนวชและประทับที่วัดบวรนิเวศวิหาร โปรดเกล้าฯ ให้ประติมากรของกรมศิลปากรปั้นหุ่นและสร้างพระพุทธรูปปางห้ามสมุทร โดยเสด็จพระราชดำเนินหล่อพระพุทธรูปเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2499 สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ได้ถวายพระนามพระพุทธรูปองค์นี้ว่า "พระพุทธนาราวันตบพิตร"ลำดับเจ้าอาวาส ลำดับเจ้าอาวาส. นับตั้งแต่ใช้ชื่อวัดว่าวัดบวรนิเวศวิหาร พระอารามแห่งนี้มีเจ้าอาวาสมาแล้วทั้งสิ้น 7 พระองค์/รูป ได้แก่ระเบียงภาพ
| วัดบวรนิเวศราชวรวิหารมีสถาปัตยกรรมแบบชาติใด | {
"answer": [
"ไทยผสมจีน"
],
"answer_begin_position": [
861
],
"answer_end_position": [
870
]
} |
2,671 | 70,764 | เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส พลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส (ชื่อเดิม: เสรี เตมียเวส) อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เจ้าของฉายา "วีรบุรุษนาแก" และ "มือปราบตงฉิน"ประวัติ ประวัติ. พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ฯ เดิมชื่อ “เสรี” เกิดเมื่อวันที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2491 ชื่อเล่น ตู่ ที่จังหวัดธนบุรี เป็นบุตร นายชื้น และ นางอรุณ สมรสกับ คุณพัสวีศิริ (สกุลเดิม เทพชาตรี) มีบุตรด้วยกัน 3 คน คือ นางสาวศศิภาพิมพ์, นายทรรศน์พนธ์ และนางสาวทัศนาวัลย์ โดยสกุล “เตมียเวส” ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2457 เลขสกุลลำดับที่ 2081การรับราชการตำรวจและการเมือง การรับราชการตำรวจและการเมือง. พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ฯ จบศึกษาระดับมัธยมจากโรงเรียนทวีธาภิเศก จากนั้นจึงได้ศึกษาต่อที่โรงเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 8 (ตท.8) เคยรับราชการอยู่ที่อำเภอนาแก จังหวัดนครพนม ช่วง พ.ศ. 2515-2524 ได้ต่อสู้ปราบปรามผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์อย่างเด็ดเดี่ยว กล้าหาญ จนบ้านเมืองบังเกิดความสงบเรียบร้อย และได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีศักดิ์รามาธิบดี เหรียญรามมาลา เข็มกล้ากลางสมร และเหรียญพิทักษ์เสรีชน ชั้นที่ 1 ซึ่งต่อมาประชาชนเรียกขาน และยกย่องว่าเป็น "วีรบุรุษนาแก" ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา นอกจากนั้น พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ฯยังได้รับพระราชทานรางวัล “คนไทยตัวอย่าง” รางวัล “บุคคลดีเด่นของชาติ” จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ รางวัล “ข้าราชการที่ประพฤติตนชอบด้วยความซื่อสัตย์สุจริต” จากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ ปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จากหลายมหาวิทยาลัย พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ฯ เคยดำรงตำแหน่ง ผู้บังคับการกองปราบปราม เป็นระยะเวลาสั้น ๆ เมื่อ พ.ศ. 2533-2534 ขณะ พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2534 ได้มีผู้วางระเบิดห้องทำงานในขณะดำรงตำแหน่งผู้บังคับการกองปราบปราม และต้องพ้นจากตำแหน่ง ภายหลังเหตุการณ์รัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2534 ภายหลังได้เปลี่ยนชื่อเป็น เสรีพิศุทธ์ นัยว่า เพื่อแก้เคล็ด เนื่องจากชื่อไม่ถูกโฉลก พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ฯ มีภาพลักษณ์เป็นนายตำรวจมือปราบที่ซื่อตรง ได้ฉายาว่า "มือปราบตงฉิน" ผู้มีอำนาจในหลายรัฐบาลมักเลือก พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ฯ ให้เข้ามาสืบสวนสอบสวนคดีสำคัญๆที่สังคมและสื่อตั้งข้อสงสัย มีการจับกุมนักการเมือง รัฐมนตรี เจ้าพ่อผู้มีอิทธิพลหลายต่อหลายคน ทำให้ได้รับผลกระทบจากการเมืองบ่อยครั้ง โดยมักถูกโยกย้ายไปอยู่ในตำแหน่งที่ไม่ได้ควบคุมกำลัง เช่น กองวิทยาการตำรวจ หรือ ประจำกรมตำรวจ เป็นต้น แต่อย่างไรก็ตาม พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ฯ ก็ยังได้รับความไว้วางใจจากผู้บังคับบัญชาให้ดำรงตำแหน่งที่สำคัญ เช่น ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง จเรตำรวจแห่งชาติคนแรก แต่ต่อมาก็ยังถูกผู้บังคับบัญชากลั่นแกล้งเพื่อไม่ให้มีโอกาสดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ โดยย้ายไปดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษา สบ.10 ก่อนจะมารักษาการในตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550 แทน พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ ที่ได้รับคำสั่งไปช่วยราชการสำนักนายกรัฐมนตรี และได้รับการโปรดเกล้าให้ดำรงตำแหน่ง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2550 ต่อมาวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2550 คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ได้มีประกาศ ฉบับที่ 1 แต่งตั้ง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ฯ เป็นสมาชิกคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ เมื่อต้นปี พ.ศ. 2551 ภายหลังพรรคพลังประชาชนชนะการเลือกตั้ง นายสมัคร สุนทรเวช ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ผู้มีอำนาจขณะนั้นได้ร่วมมือกันปล้นตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ฯ ดำรงตำแหน่งอยู่ โดยใช้ พ.ต.อ.ทินกร มั่งคั่ง อดีตนายเวร ที่ถูก พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ฯ ปลดออกจากราชการ ลงนามหนังสือร้องเรียนถึงนายสมัครฯ ซึ่งสำนักนายกรัฐมนตรีได้ลงรับหนังสือร้องเรียนทั้ง 3 ฉบับ ไว้พร้อมกันในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 และในวันรุ่งขึ้น นายสมัครฯก็ได้ออกคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงต่อ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ฯ ทันที โดยข้ามขั้นตอนไม่ทำการสืบสวนข้อเท็จจริงตามกฎหมายเสียก่อน และในวันเดียวกันนั้นก็ได้ออกคำสั่งให้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ฯ ไปปฏิบัติราชการสำนักนายกรัฐมนตรี โดยให้ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้รักษาราชการแทน ต่อมา วันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2551 นายสมัครฯ ก็ได้ออกคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 73/2551 ให้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ฯ ออกจากราชการไว้ก่อน โดยที่ยังไม่ทันได้เริ่มทำการสอบสวนใด ๆ ทั้งสิ้น และแต่งตั้ง พล.ต.อ.พัชรวาทฯ ดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร. แทน หลังจากนั้น ในวันที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2552 พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ฯ ก็ได้แถลงข่าวที่โรงแรมโนโวเทล สยามสแควร์ ถึงเรื่องที่ถูกปลดออกจากตำแหน่ง โดยกล่าวว่าตนถูกปล้นตำแหน่ง ไม่ได้รับความเป็นธรรม ต่อมาเมื่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ก็ได้สั่งให้ยุติการสอบสวน และยกเลิกคำสั่งให้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ฯ ออกจากราชการไว้ก่อน เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2553 พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ฟ้องร้อง พลตำรวจเอก พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ในคดีหมิ่นประมาท แต่ศาลได้มีคำสั่งยกฟ้องในที่สุด ภายหลังการรัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2557 เขากล่าวผ่านสื่อวิพากษ์วิจารณ์ คณะรักษาความสงบแห่งชาติและรัฐบาลหลายครั้งหลายคราว เมื่อเห็นว่านายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี กองทัพ และบุคคลที่เกี่ยวข้องกระทำการอันไม่สมควรและผิดกฎหมายหลายต่อหลายครั้ง ทั้งนี้เพื่อสร้างความเข้าใจให้แก่ประชาชน และไม่ให้อำนาจเผด็จการเข้ามาครอบงำเพื่อไม่ให้ประเทศชาติเสียหาย รัฐบาลตอบสนองด้วยการออกหมายเรียกวันที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ เสนาธิการประจำผู้บังคับบัญชาฝ่ายกฎหมาย คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ได้เข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน กองบังคับการปราบปราม ในข้อหากระทำการที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐการเลือกตั้งผู้ว่าฯ การเลือกตั้งผู้ว่าฯ. ในวันที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2555 พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ฯ ได้เปิดตัวแสดงเจตนาที่จะลงรับสมัครเลือกตั้งเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในการเลือกตั้งที่มีขึ้นในวันที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2556 ที่โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล ในนาม "กลุ่มพลังกรุงเทพ"[5] โดยได้เบอร์ 11 และได้รับคะแนนทั้งสิ้น 166,582 คะแนน แม้จะไม่ได้รับเลือกตั้ง แต่ก็มีคะแนนเป็นอันดับสามต่อจากพรรคการเมืองใหญ่ทั้ง 2 พรรค และอันดับหนึ่งจากผู้สมัครอิสระที่ไม่สังกัดพรรคอีก 23 คนเครื่องราชอิสริยาภรณ์เครื่องราชอิสริยาภรณ์. - พ.ศ. 2545 - เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก ชั้นมหาปรมาภรณ์ช้างเผือก (ม.ป.ช.) - พ.ศ. 2540 - เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ชั้นมหาวชิรมงกุฏ (ม.ว.ม.) - เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีศักดิ์รามาธิบดี เหรียญรามมาลาเข็มกล้ากลางสมร (ร.ม.ก.) - เหรียญพิทักษ์เสรีชน (ส.ช.) ชั้นที่ 1
| พลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์ เตมียเวส เกิดเมื่อวันที่เท่าไร | {
"answer": [
"3"
],
"answer_begin_position": [
315
],
"answer_end_position": [
316
]
} |
2,673 | 70,764 | เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส พลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส (ชื่อเดิม: เสรี เตมียเวส) อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เจ้าของฉายา "วีรบุรุษนาแก" และ "มือปราบตงฉิน"ประวัติ ประวัติ. พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ฯ เดิมชื่อ “เสรี” เกิดเมื่อวันที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2491 ชื่อเล่น ตู่ ที่จังหวัดธนบุรี เป็นบุตร นายชื้น และ นางอรุณ สมรสกับ คุณพัสวีศิริ (สกุลเดิม เทพชาตรี) มีบุตรด้วยกัน 3 คน คือ นางสาวศศิภาพิมพ์, นายทรรศน์พนธ์ และนางสาวทัศนาวัลย์ โดยสกุล “เตมียเวส” ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2457 เลขสกุลลำดับที่ 2081การรับราชการตำรวจและการเมือง การรับราชการตำรวจและการเมือง. พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ฯ จบศึกษาระดับมัธยมจากโรงเรียนทวีธาภิเศก จากนั้นจึงได้ศึกษาต่อที่โรงเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 8 (ตท.8) เคยรับราชการอยู่ที่อำเภอนาแก จังหวัดนครพนม ช่วง พ.ศ. 2515-2524 ได้ต่อสู้ปราบปรามผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์อย่างเด็ดเดี่ยว กล้าหาญ จนบ้านเมืองบังเกิดความสงบเรียบร้อย และได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีศักดิ์รามาธิบดี เหรียญรามมาลา เข็มกล้ากลางสมร และเหรียญพิทักษ์เสรีชน ชั้นที่ 1 ซึ่งต่อมาประชาชนเรียกขาน และยกย่องว่าเป็น "วีรบุรุษนาแก" ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา นอกจากนั้น พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ฯยังได้รับพระราชทานรางวัล “คนไทยตัวอย่าง” รางวัล “บุคคลดีเด่นของชาติ” จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ รางวัล “ข้าราชการที่ประพฤติตนชอบด้วยความซื่อสัตย์สุจริต” จากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ ปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จากหลายมหาวิทยาลัย พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ฯ เคยดำรงตำแหน่ง ผู้บังคับการกองปราบปราม เป็นระยะเวลาสั้น ๆ เมื่อ พ.ศ. 2533-2534 ขณะ พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2534 ได้มีผู้วางระเบิดห้องทำงานในขณะดำรงตำแหน่งผู้บังคับการกองปราบปราม และต้องพ้นจากตำแหน่ง ภายหลังเหตุการณ์รัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2534 ภายหลังได้เปลี่ยนชื่อเป็น เสรีพิศุทธ์ นัยว่า เพื่อแก้เคล็ด เนื่องจากชื่อไม่ถูกโฉลก พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ฯ มีภาพลักษณ์เป็นนายตำรวจมือปราบที่ซื่อตรง ได้ฉายาว่า "มือปราบตงฉิน" ผู้มีอำนาจในหลายรัฐบาลมักเลือก พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ฯ ให้เข้ามาสืบสวนสอบสวนคดีสำคัญๆที่สังคมและสื่อตั้งข้อสงสัย มีการจับกุมนักการเมือง รัฐมนตรี เจ้าพ่อผู้มีอิทธิพลหลายต่อหลายคน ทำให้ได้รับผลกระทบจากการเมืองบ่อยครั้ง โดยมักถูกโยกย้ายไปอยู่ในตำแหน่งที่ไม่ได้ควบคุมกำลัง เช่น กองวิทยาการตำรวจ หรือ ประจำกรมตำรวจ เป็นต้น แต่อย่างไรก็ตาม พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ฯ ก็ยังได้รับความไว้วางใจจากผู้บังคับบัญชาให้ดำรงตำแหน่งที่สำคัญ เช่น ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง จเรตำรวจแห่งชาติคนแรก แต่ต่อมาก็ยังถูกผู้บังคับบัญชากลั่นแกล้งเพื่อไม่ให้มีโอกาสดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ โดยย้ายไปดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษา สบ.10 ก่อนจะมารักษาการในตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550 แทน พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ ที่ได้รับคำสั่งไปช่วยราชการสำนักนายกรัฐมนตรี และได้รับการโปรดเกล้าให้ดำรงตำแหน่ง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2550 ต่อมาวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2550 คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ได้มีประกาศ ฉบับที่ 1 แต่งตั้ง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ฯ เป็นสมาชิกคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ เมื่อต้นปี พ.ศ. 2551 ภายหลังพรรคพลังประชาชนชนะการเลือกตั้ง นายสมัคร สุนทรเวช ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ผู้มีอำนาจขณะนั้นได้ร่วมมือกันปล้นตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ฯ ดำรงตำแหน่งอยู่ โดยใช้ พ.ต.อ.ทินกร มั่งคั่ง อดีตนายเวร ที่ถูก พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ฯ ปลดออกจากราชการ ลงนามหนังสือร้องเรียนถึงนายสมัครฯ ซึ่งสำนักนายกรัฐมนตรีได้ลงรับหนังสือร้องเรียนทั้ง 3 ฉบับ ไว้พร้อมกันในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 และในวันรุ่งขึ้น นายสมัครฯก็ได้ออกคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงต่อ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ฯ ทันที โดยข้ามขั้นตอนไม่ทำการสืบสวนข้อเท็จจริงตามกฎหมายเสียก่อน และในวันเดียวกันนั้นก็ได้ออกคำสั่งให้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ฯ ไปปฏิบัติราชการสำนักนายกรัฐมนตรี โดยให้ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้รักษาราชการแทน ต่อมา วันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2551 นายสมัครฯ ก็ได้ออกคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 73/2551 ให้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ฯ ออกจากราชการไว้ก่อน โดยที่ยังไม่ทันได้เริ่มทำการสอบสวนใด ๆ ทั้งสิ้น และแต่งตั้ง พล.ต.อ.พัชรวาทฯ ดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร. แทน หลังจากนั้น ในวันที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2552 พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ฯ ก็ได้แถลงข่าวที่โรงแรมโนโวเทล สยามสแควร์ ถึงเรื่องที่ถูกปลดออกจากตำแหน่ง โดยกล่าวว่าตนถูกปล้นตำแหน่ง ไม่ได้รับความเป็นธรรม ต่อมาเมื่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ก็ได้สั่งให้ยุติการสอบสวน และยกเลิกคำสั่งให้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ฯ ออกจากราชการไว้ก่อน เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2553 พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ฟ้องร้อง พลตำรวจเอก พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ในคดีหมิ่นประมาท แต่ศาลได้มีคำสั่งยกฟ้องในที่สุด ภายหลังการรัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2557 เขากล่าวผ่านสื่อวิพากษ์วิจารณ์ คณะรักษาความสงบแห่งชาติและรัฐบาลหลายครั้งหลายคราว เมื่อเห็นว่านายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี กองทัพ และบุคคลที่เกี่ยวข้องกระทำการอันไม่สมควรและผิดกฎหมายหลายต่อหลายครั้ง ทั้งนี้เพื่อสร้างความเข้าใจให้แก่ประชาชน และไม่ให้อำนาจเผด็จการเข้ามาครอบงำเพื่อไม่ให้ประเทศชาติเสียหาย รัฐบาลตอบสนองด้วยการออกหมายเรียกวันที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ เสนาธิการประจำผู้บังคับบัญชาฝ่ายกฎหมาย คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ได้เข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน กองบังคับการปราบปราม ในข้อหากระทำการที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐการเลือกตั้งผู้ว่าฯ การเลือกตั้งผู้ว่าฯ. ในวันที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2555 พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ฯ ได้เปิดตัวแสดงเจตนาที่จะลงรับสมัครเลือกตั้งเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในการเลือกตั้งที่มีขึ้นในวันที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2556 ที่โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล ในนาม "กลุ่มพลังกรุงเทพ"[5] โดยได้เบอร์ 11 และได้รับคะแนนทั้งสิ้น 166,582 คะแนน แม้จะไม่ได้รับเลือกตั้ง แต่ก็มีคะแนนเป็นอันดับสามต่อจากพรรคการเมืองใหญ่ทั้ง 2 พรรค และอันดับหนึ่งจากผู้สมัครอิสระที่ไม่สังกัดพรรคอีก 23 คนเครื่องราชอิสริยาภรณ์เครื่องราชอิสริยาภรณ์. - พ.ศ. 2545 - เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก ชั้นมหาปรมาภรณ์ช้างเผือก (ม.ป.ช.) - พ.ศ. 2540 - เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ชั้นมหาวชิรมงกุฏ (ม.ว.ม.) - เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีศักดิ์รามาธิบดี เหรียญรามมาลาเข็มกล้ากลางสมร (ร.ม.ก.) - เหรียญพิทักษ์เสรีชน (ส.ช.) ชั้นที่ 1
| นามสกุล "เตมียเวส" ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 เมื่อวันที่เท่าไร | {
"answer": [
"18"
],
"answer_begin_position": [
597
],
"answer_end_position": [
599
]
} |
2,674 | 815,831 | จักรพรรดิโชมุ จักรพรรดิโชมุ ( , ) จักรพรรดิแห่งญี่ปุ่นองค์ที่ 45 ตามที่ได้จัดเรียงไว้ใน รายพระนามจักรพรรดิญี่ปุ่น จักรพรรดิโชมุทรงครองสิริราชสมบัติระหว่าง ค.ศ. 724 - ค.ศ. 749 จักรพรรดิโชมุทรงนับเป็นจักรพรรดิองค์แรกที่ทรงได้เป็น ไดโจโฮโอ (มหาธรรมราชา)พระราชประวัติ พระราชประวัติ. ก่อนขึ้นสืบ ราชบัลลังก์ดอกเบญจมาศ จักรพรรดิโชมุมีพระนามเดิมว่า เจ้าชายโอะบิโตะ () เป็นพระราชโอรสองค์ใหญ่ใน จักรพรรดิมมมุ จักรพรรดิองค์ที่ 42 ที่ประสูติแต่ ฟุจิวะระ โนะ มิยะโกะ และเป็นพระราชนัดดาใน จักรพรรดินีเก็นโช จักรพรรดิองค์ที่ 44 ผู้เป็นพระปิตุจฉา (ป้า)เหตุการณ์ในพระชนมชีพของจักรพรรดิโชมุ เหตุการณ์ในพระชนมชีพของจักรพรรดิโชมุ. จักรพรรดิโชมุขึ้นสืบราชบัลลังก์ต่อจากจักรพรรดินีเก็นโชที่สละราชบัลลังก์- 3 มีนาคม ค.ศ. 724 (วันที่ 2 เดือน 4 ปี โยโร ที่ 8) : ปีที่ 9 ในรัชสมัยของจักรพรรดินีเก็นโชพระนางสละราชบัลลังก์ให้กับเจ้าชายโอะบิโตะพระราชนัดดาที่รัชทายาทพระชนมายุ 23 พรรษาขึ้นสืบราชบัลลังก์ต่อมาเป็น จักรพรรดิโชมุ จากนั้นไม่นานจึงได้มีการประกอบพระราชพิธีราชาภิเษกจักรพรรดิโชมุที่ นะระ
| จักรพรรดิแห่งประเทศญี่ปุ่นพระองค์ใดที่ทรงครองสิริราชสมบัติระหว่าง ค.ศ. 724 - ค.ศ. 749 | {
"answer": [
"จักรพรรดิโชมุ"
],
"answer_begin_position": [
102
],
"answer_end_position": [
115
]
} |
2,675 | 815,831 | จักรพรรดิโชมุ จักรพรรดิโชมุ ( , ) จักรพรรดิแห่งญี่ปุ่นองค์ที่ 45 ตามที่ได้จัดเรียงไว้ใน รายพระนามจักรพรรดิญี่ปุ่น จักรพรรดิโชมุทรงครองสิริราชสมบัติระหว่าง ค.ศ. 724 - ค.ศ. 749 จักรพรรดิโชมุทรงนับเป็นจักรพรรดิองค์แรกที่ทรงได้เป็น ไดโจโฮโอ (มหาธรรมราชา)พระราชประวัติ พระราชประวัติ. ก่อนขึ้นสืบ ราชบัลลังก์ดอกเบญจมาศ จักรพรรดิโชมุมีพระนามเดิมว่า เจ้าชายโอะบิโตะ () เป็นพระราชโอรสองค์ใหญ่ใน จักรพรรดิมมมุ จักรพรรดิองค์ที่ 42 ที่ประสูติแต่ ฟุจิวะระ โนะ มิยะโกะ และเป็นพระราชนัดดาใน จักรพรรดินีเก็นโช จักรพรรดิองค์ที่ 44 ผู้เป็นพระปิตุจฉา (ป้า)เหตุการณ์ในพระชนมชีพของจักรพรรดิโชมุ เหตุการณ์ในพระชนมชีพของจักรพรรดิโชมุ. จักรพรรดิโชมุขึ้นสืบราชบัลลังก์ต่อจากจักรพรรดินีเก็นโชที่สละราชบัลลังก์- 3 มีนาคม ค.ศ. 724 (วันที่ 2 เดือน 4 ปี โยโร ที่ 8) : ปีที่ 9 ในรัชสมัยของจักรพรรดินีเก็นโชพระนางสละราชบัลลังก์ให้กับเจ้าชายโอะบิโตะพระราชนัดดาที่รัชทายาทพระชนมายุ 23 พรรษาขึ้นสืบราชบัลลังก์ต่อมาเป็น จักรพรรดิโชมุ จากนั้นไม่นานจึงได้มีการประกอบพระราชพิธีราชาภิเษกจักรพรรดิโชมุที่ นะระ
| พระนามเดิมของจักรพรรดิแห่งญี่ปุ่นองค์ที่ 45 หรือจักรพรรดิโชมุ คืออะไร | {
"answer": [
"เจ้าชายโอะบิโตะ"
],
"answer_begin_position": [
430
],
"answer_end_position": [
445
]
} |
2,676 | 124,504 | สุเทพ เทือกสุบรรณ สุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย และ ผู้ก่อตั้งวิทยาลัยอาชีวศึกษาภาวนาโพธิคุณ เป็นอดีตรองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุราษฎร์ธานีหลายสมัย เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และรัฐมนตรีช่วยว่าการหลายกระทรวง จนถึงปี 2554 เป็นเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ เขาลาออกจากตำแหน่งในเดือนพฤศจิกายน 2556 เป็นเลขาธิการ กปปส. ซึ่งดำเนินการประท้วงเพื่อพยายามโค่นรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในห้วงวิกฤตการณ์การเมืองไทย พ.ศ. 2556–2557 เขาเรียกร้องให้ตั้ง "สภาประชาชน" ซึ่งมิได้มาจากการเลือกตั้งเพื่อปฏิรูปประเทศก่อนเลือกตั้ง เขาเคยเรียกร้องเพื่อให้เขาสวมบทบาทเป็น "องค์อธิปัตย์" เพื่อออกกฎบัตร ตั้งรัฐบาลใหม่ และตั้งสภาประชาชน และจะประท้วงต่อหากรัฐบาลใหม่ไม่สามารถนำการปฏิรูปที่ กปปส. ชี้นำไปปฏิบัติได้สำเร็จ หลังรัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2557 เขาถูก คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จับเป็นเวลาสี่วันก่อนถูกปล่อยตัว จากนั้นเขาบวชในเดือนกรกฎาคม 2557 วัดไตรธรรมาราม อ.เมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานีประวัติ ประวัติ. สุเทพ เทือกสุบรรณ เกิดวันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2492 เป็นบุตรของนายจรัส เทือกสุบรรณ กำนันตำบลท่าสะท้อน อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี และนางละม้าย เทือกสุบรรณ(สกุลเดิม ชาวนา) มีพี่น้องท้องเดียวกัน 6 คนคือ สุเทพ เทือกสุบรรณ นางสาวศิริรัตน์กับนางสาวรัชนี เทือกสุบรรณ (เป็นคู่แฝด) นายเชน เทือกสุบรรณ นางสาวจิราภรณ์ เทือกสุบรรณ นายธานี เทือกสุบรรณ และนางสาวกิ่งกาญจน์ เทือกสุบรรณ สุเทพสำเร็จการศึกษา ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายจากโรงเรียนสุวรรณารามวิทยาคม จ.กรุงเทพมหานคร ระดับปริญญาตรี ศิลปศาสตรบัณฑิต (รัฐศาสตร์) จาก มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อปี พ.ศ. 2515 ระหว่างเป็นนักศึกษาได้ทำกิจกรรมเป็นกรรมการสโมสรนักศึกษาและเป็นประธานสภานักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และสำเร็จการศึกษา ระดับปริญญาโท M.A. Political Sciences จาก Middle Tennesse State University สหรัฐอเมริกา เมื่อปี พ.ศ. 2518 หลังจากสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทกลับมา สุเทพได้ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น กำนันตำบลท่าสะท้อน ต่อจากผู้เป็นบิดา และชนะเลือกตั้ง ทำให้ได้เป็นกำนันขณะมีอายุได้ 26 ปี สุเทพยังได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขา ผู้นำธุรกิจสังคมและการเมือง จาก วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558 สุเทพ เทือกสุบรรณสมรสครั้งแรกกับ นางจุฑาภรณ์ เทือกสุบรรณ มีบุตรธิดา 3 คน คือ แทน เทือกสุบรรณ, น้ำตาล เทือกสุบรรณ และ น้ำทิพย์ เทือกสุบรรณ สมรสกับ นิโคลัส โฮ ภายหลังภรรยาได้เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง ต่อมาได้สมรสใหม่กับศรีสกุล พร้อมพันธุ์ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา (อดีตภรรยาพรเทพ เตชะไพบูลย์) และได้รับบุตรของนางศรีสกุลที่เกิดจากนายพรเทพมาเป็นบุตรบุญธรรม 3 คน คือ สิทธิพัฒน์ เตชะไพบูลย์, เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ และน.ส.ธีราภา พร้อมพันธุ์บทบาททางการเมือง บทบาททางการเมือง. สุเทพ เข้าสู่วงการเมืองระดับประเทศ ได้เป็น ส.ส.จังหวัดสุราษฎร์ธานี สมัยแรกเมื่อปี พ.ศ. 2522 และหลังจากนั้นสามารถชนะเลือกตั้ง ได้เป็น ส.ส. อย่างต่อเนื่องถึง 10 สมัย และดำรงตำแหน่งสำคัญระดับรัฐมนตรี คือ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 2 สมัย และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมบทบาทหลังเลือกตั้ง 2548 บทบาทหลังเลือกตั้ง 2548. หลังการเลือกตั้งเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2548 พรรคประชาธิปัตย์ได้เปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้บริหารพรรคครั้งใหญ่ สุเทพได้รับเลือกเป็นเลขาธิการพรรค และ และต่อมาพรรคไทยรักไทยถูกวินิจฉัยให้ยุบพรรค ในการจัดตั้งรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ปี พ.ศ. 2551 ซึ่งสุเทพเป็นผู้ที่มีบทบาทในการประสานงานจัดตั้งรัฐบาลในครั้งนั้น จนได้รับการขนานนามว่า "ผู้จัดการรัฐบาล" และได้รับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ด้านความมั่นคง ต่อมาในปี พ.ศ. 2552 สุเทพ ลาออกจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หลังจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง วินิจฉัยการถือครองหุ้นของเขาผิดรัฐธรรมนูญ แต่ยังคงดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีเช่นเดิม ต่อมาในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2553 สุเทพ ได้ลาออกจากตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ซึ่งการเลือกตั้งดังกล่าวอยู่ในระหว่างการพิจารณายุบพรรคประชาธิปัตย์ จึงเป็นที่มาของการถูกมองว่าสุเทพ ต้องการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเตรียมตัวเป็นนายกรัฐมนตรีสำรอง ในกรณีที่ถูกยุบพรรค ภายหลังได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแล้ว จึงได้กลับเข้ามารับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีอีกครั้งเลขาธิการ กปปส. เลขาธิการ กปปส.. หลังรัฐประหาร สุเทพเปิดเผยว่า ตนพูดคุยกับพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้ถอนรากถอนโคนอิทธิพลของทักษิณ ชินวัตรและพันธมิตรนับแต่การชุมนุมทางการเมืองใน พ.ศ. 2553 เขากล่าวว่า ได้ติดต่อเป็นประจำผ่านแอพไลน์ ก่อนรัฐประหาร พลเอก ประยุทธ์ติดต่อเขาว่า "คุณสุเทพและมวลชนผู้สนับสนุน กปปส. ของท่านเหนื่อยมากแล้ว ตอนนี้เป็นหน้าที่ของกองทัพที่ต้องรับต่อ" สุเทพว่า กองทัพตระหนักดีถึงวัตถุประสงค์ของ กปปส. ระหว่างที่กลุ่มกดดันข้าราชการและทหารให้เข้าร่วมขบวนการ กองทัพได้รับข้อเสนอของ กปปส. หลายอย่าง เช่น มาตรการช่วยเหลือเกษตรกรหมายจับในข้อหากบฎ หมายจับในข้อหากบฎ. ศาลอาญาอนุมัติหมายจับสุเทพ เทือกสุบรรณ และพวก ในข้อหาร่วมกันเป็นกบฏ และอนุมัติหมายจับแกนนำ คปท.กรณีบุกกระทรวงการต่างประเทศด้วย หลังจากที่พนักงานสอบสวน สน.ทุ่งสองห้อง ได้ยื่นคำร้องต่อศาลขออนุมัติหมายจับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำกลุ่ม กปปส. ในข้อหาร่วมกันเป็นกบฏ, กระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือ หรือวิธีอื่นใด อันไม่ใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือ มิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด่างกระเดื่องในหมู่ประชาชน ถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร หรือ เพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน, มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้ายขู่เข็นว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายหรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมืองโดยมีอาวุธ โดยเป็นหัวหน้า หรือเป็นผู้มีหน้าที่สั่งการ และเจ้าพนักงานสั่งให้เลิกแต่ไม่เลิก ซึ่งล่าสุดศาลได้อนุมัติหมายจับดังกล่าวแล้ว นอกจากนี้ ศาลอาญายังได้อนุมัติหมายจับนายนิติธร ล้ำเหลือ, นายอุทัย ยอดมณี, นายรัชต์ยุตม์ ศิรโยธินภักดี และ นายพิชิต ไชยมงคล แกนนำเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย หรือ คปท. ในข้อหาร่วมกันบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้ายในเวลากลางคืน, มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป และทำให้เสียทรัพย์กรณีบุกรุกกระทรวงการต่างประเทศ เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน เป็นเหตุให้ประตูเลื่อนไฟฟ้าเสียหาย 4 บาน ซึ่งศาลได้ไต่สวนพยานที่เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ รวม 7 ปาก ขณะที่นางสาวพวงทิพย์ บุญสนอง ทนายความกลุ่ม คปท.ที่ยื่นคำร้องคัดค้านหมายจับ นำพยานเข้าเบิกความจำนวน 2 ปาก ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่าผู้ร้องมีหลักฐานพอสมควรว่า ผู้ถูกร้องทั้ง 4 คน กระทำความผิดอาญาและมีโทษจำคุก 3 ปีขึ้นไป จึงมีคำสั่งอนุมัติหมายจับผู้ต้องหาทั้ง 4 คน ขณะเดียวกันวันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556 เวลา 15.00 นาฬิกา ศาลได้มีคำสั่งให้เพิกถอนหมายจับ นายสุเทพ ในข้อหามั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้าย ขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย หรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดการวุ่นวายในบ้านเมือง ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 215 และความผิดฐานบุกรุกสถานที่ราชการ และมาตรา 216 ฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงาน ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 365 กรณีนำมวลชนเข้าปิดล้อม ขับไล่ข้าราชการ บุกยึดสำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง เป็นที่ชุมนุม ด้วย เนื่องจากศาลเห็นว่า นายสุเทพ เป็นผู้ต้องหาตามหมายจับ ในข้อหาร่วมกันกบฏ ซึ่งมีอัตราโทษที่สูงกว่า และมีอายุความถึง 20 ปี จึงให้บังคับใช้หมายจับฉบับนี้แทนฉบับเดิมอุปสมบท อุปสมบท. วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2557 เทพไท เสนพงศ์ อดีต ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ ทวีตภาพและข้อความผ่านทวิตเตอร์ เปิดเผยว่า สุเทพได้ตัดสินใจบวชแบบสายฟ้าแลบแล้ว ที่วัดท่าไทร และไปจำวัดที่วัดสวนโมกข์ (สวนโมกขพลาราม) จ.สุราษฎร์ธานี โดยข้อความที่นายเทพไทได้ทวีตข้อความมีใจความว่า "ลุงกำนันตัดสินใจบวชแบบสายฟ้าแลบ ที่วัดท่าไทร และจะไปจำวัดที่วัดสวนโมกข์ ขออนุโมทนาบุญกับหลวงลุงด้วยครับ สาธุ สาธุ สาธุ อนุโมทามิ" โดยเมื่อคืนวันที่ 14 กรกฎาคม สุเทพพร้อมญาติ 1 คน เดินทางมาพบพระเทพพิพัฒนาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดท่าไทร และเจ้าคณะจังหวัดสุราษฎร์ธานี แจ้งความประสงค์จะขอบวชโดยบอกว่าไม่มีภาระอะไรแล้ว จะขอบวชเงียบๆ ไม่ให้ใครรู้และไม่บอกใคร ทั้งนี้ พระเทพพิพัฒนาภรณ์ ได้โกนผมให้ตั้งแต่เมื่อช่วงกลางคืนและนอนพักที่กุฏิเจ้าอาวาสกับญาติผู้น้อง กระทั่งได้ฤกษ์อุปสมบทเมื่อเวลา 09.09 น. วันที่ 15 กรกฎาคม มีผู้อยู่ในโบสถ์ประกอบพิธีกัน 3 คน พระเทพพิพัฒนาภรณ์ เป็นพระอุปัชฌาย์ และให้ฉายาว่า "ประภากะโร" แปลว่าผู้กระทำซึ่งแสงสว่าง เมื่อบวชแล้วเสร็จห่มผ้าเหลืองเดินออกประตูโบสถ์มา มีพระลูกวัดมาพบเข้าพอดีได้ขอถ่ายรูปจนมีการส่งต่อๆ กัน วันที่ 28 กรกฎาคม 2558 สุเทพลาสิกขา และวันเดียวกัน ได้ยื่นหนังสือคัดค้านการย้ายสำนักงาน บช.ภ.8 จากอำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานีไปจังหวัดภูเก็ต ชี้ตำรวจชั้นผู้น้อยเดือดร้อนตำแหน่งทางการเมืองตำแหน่งทางการเมือง. - สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุราษฎร์ธานี 10 สมัย (พ.ศ. 2522, 2526, 2529, 2531, 2535/1, 2535/2, 2538, 2539, 2550, 2554) - สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรระบบบัญชีรายชื่อ 2 สมัย (พ.ศ. 2544 และ 2548) - เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายกรัฐมนตรีชวน หลีกภัย) พ.ศ. 2524 - เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายกรัฐมนตรีชวน หลีกภัย) พ.ศ. 2524-2526 - เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายกรัฐมนตรีบัญญัติ บรรทัดฐาน) พ.ศ. 2526-2529 - รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ. 2529-2531 - ประธานคณะกรรมาธิการการเกษตร พ.ศ. 2531 - รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ. 2535-2537 - ประธานคณะกรรมาธิการคมนาคม พ.ศ. 2539 - รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พ.ศ. 2540-2543 - กรรมการสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ พ.ศ. 2546-2548 - เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ พ.ศ. 2548-2554 - ประธานคณะกรรมการนโยบายน้ำมันปาล์มแห่งชาติ พ.ศ. 2553-2554 - ผู้อำนวยการศูนย์ความปลอดภัยทางถนน พ.ศ. 2551-2554 - ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) พ.ศ. 2553 - ประธานคณะกรรมการนโยบายยางแห่งชาติ พ.ศ. 2553-2554 - รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเงา พ.ศ. 2551 และ พ.ศ. 2554 - รองนายกรัฐมนตรี พ.ศ. 2551-2554 - พ.ศ. 2558 - ปัจจุบัน ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย - พ.ศ. 2561 - ปัจจุบัน ผู้ก่อตั้งและสมาชิกพรรครวมพลังประชาชาติไทยการทุจริตทางการเมืองและคดีความกรณี ส.ป.ก.4-01 การทุจริตทางการเมืองและคดีความ. กรณี ส.ป.ก.4-01. ในส่วนหนึ่งของแผนปฏิรูปที่ดิน สปก.4-01 สุเทพมอบโฉนดที่ดิน 592 แปลงในเขาสามเหลี่ยม กมลาและนาคเกิดในจังหวัดภูเก็ตแก่เกษตรกร 489 คน ต่อมาพบว่ามีสมาชิกครอบครัวมั่งมี 11 ครอบครัวเป็นผู้รับโฉนดด้วย สุเทพปราศรัยต่อฝูงชนขนาดใหญ่ในเขตเลือกตั้งสุราษฎร์ธานีของเขาหนึ่งเดือนก่อนการอภิปรายไม่ไว้วางใจและเรียกร้องให้ผู้สนับสนุนเขาเดินขบวนมากรุงเทพมหานครหลายแสนคนเพื่อปกป้องชื่อเสียงของเขา กรณีอื้อฉาวนี้ทำให้นายกรัฐมนตรีชวน หลีกภัยแห่งพรรคประชาธิปัตย์ยุบสภาผู้แทนราษฎรในเดือนกรกฎาคม 2538 เพื่อเลี่ยงการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ในการเลือกตั้งถัดมา พรรคชาติไทยได้เสียงข้างมาก นำให้รัฐบาลอันมีพรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำของชวน หลีกภัยถึงกาลสิ้นสุด โทรเลขการทูตวิกิลีกส์จากสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐเปิดเผยว่า สมาชิกพรรคเดียวกับเขาจำนวนมากบ่นถึงพฤติกรรมฉ้อฉลและไร้ศีลธรรมของเขามานานแล้วกรณีก่อสร้างสถานีตำรวจ 396 แห่ง กรณีก่อสร้างสถานีตำรวจ 396 แห่ง. โครงการก่อสร้างอาคารที่ทำการสถานีตำรวจทดแทนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จำนวน 396 แห่ง มูลค่า 5,848 ล้านบาท เข้าข่ายการฮั้วประมูล เพราะมีการรวบสัญญาการดำเนินการมาเป็นสัญญาเดียว จากที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติเสนอให้มีการทำเป็นหลายสัญญา เรื่องนี้เกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลประชาธิปัตย์ มีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี มีสุเทพ เทือกสุบรรณเป็นรองนายกรัฐมนตรี ดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ระบุการอนุมัติโครงการดังกล่าวอยู่ในความรับผิดชอบของ สุเทพ เทือกสุบรรณ ทำหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี ให้ความเห็นชอบไปเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2552 ต่อมา สุเทพยกเลิกแนวทางการจัดจ้างเป็นรายภาค ให้จัดจ้างรวมกันทั้งหมดแทน เมื่อ 11 ต.ค.2553 เลยทำให้มีบริษัทเดียวที่ชนะการประมูลการก่อสร้างในครั้งนี้ไป ในขณะนี้ สุเทพได้ยื่นฟ้องหมิ่นประมาทต่อนาย ธาริต เพ็งดิษฐ์ ที่ศาลาอาญาต่อกรณีนี้ด้วยเห็นว่า ตนได้ดำเนินการไปตามความเห็นของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และศาลอาญา รัชดา มีคำสั่งประทับรับฟ้องแล้วการถือหุ้น การถือหุ้น. ในปี 2552 สุเทพถูกกล่าวหาว่าละเมิดรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยโดยถือหุ้นในบริษัทสื่อซึ่งได้รับสัมปทานจากรัฐบาล ภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ที่สุเทพสนับสนุน ห้ามสมาชิกรัฐสภามิให้ถือหุ้นในบริษัทที่ได้รับสัมปทานจากรัฐบาล ในเดือนกรกฎาคม 2552 คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศว่าจะขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตัดสิทธิสุเทพ สุเทพจัดการแถลงข่าวในวันรุ่งขึ้น โดยประกาศตัดสินใจลาออกจากสมาชิกรัฐสภา การลาออกจากสมาชิกรัฐสภาไม่มีผลต่อสถานภาพรองนายกรัฐมนตรีและสมาชิกคณะรัฐมนตรีของเขาคดีสลายการขุมนุม คดีสลายการขุมนุม. หลังศาลอาญาวินิจฉัยหลายครั้งว่า ผู้ประท้วงเสื้อแดงที่เสียชีวิตและบาดเจ็บระหว่างความไม่สงบทางการเมืองในเดือนเมษายนและพฤษภาคม 2553 เป็นผลโดยตรงจากคำสั่งที่มอบหมายทหารโดยสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน กรมสอบสวนคดีพิเศษ อัยการและตำรวจตกลงฟ้องเขาข้อหาฆ่าคน ศาลยังวินิจฉัยว่า สุเทพร่วมกับอภิสิทธิ์ต้องรับผิดชอบต่อการลอบสังหารผู้สื่อข่าวชาวอิตาเลียน ฟาบิโอ โปเลงกี ซึ่งทำข่าวการประท้วงปี 2553 ด้วย 29 ธันวาคม 2558 คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติยกฟ้องนาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ในคดีนี้ และถึงแม้เขาจะมีคดีอื่น ๆ เขายังไม่เคยถูกจำคุกเลยจากเหตุการณ์ทางการเมือง ต่อมาวันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2560 ศาลฎีกาได้มีคำสั่งยกฟ้อง นายสุเทพ ในคดีดังกล่าวคดีจึงสิ้นสุดลงว่า นายสุเทพไม่ต้องรับผิดชอบต่อการสลายการชุมนุมหลังรัฐประหาร 2557 หลังรัฐประหาร 2557. ในปี พ.ศ. 2557 เขาก่อตั้ง สำนักกฎหมาย พัชรวิชญ์ แอดโวเคทส์ เขายังก่อตั้งวิทยาลัยอาชีวศึกษาภาวนาโพธิคุณ อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี และเขาดำรงตำแหน่งประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย ในปี พ.ศ. 2558เขามีบทบาทในการชักนำประชาชนให้สนับสนุน รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 โดยการจัดรายการผ่านเว็บไซด์เฟซบุ๊กเพจส่วนตัวของนายสุเทพเอง และในปีพ.ศ. 2560 เขาประกาศ สนับสนุน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้เป็นนายกรัฐมนตรีในสมัยที่ 2เครื่องราชอิสริยาภรณ์เครื่องราชอิสริยาภรณ์. - พ.ศ. 2535 - เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก ชั้นมหาประมาภรณ์ช้างเผือก (ม.ป.ช.) - พ.ศ. 2530 - เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ชั้นมหาวชิรมงกุฏ (ม.ว.ม.)
| สุเทพ เทือกสุบรรณ เกิดวันที่เท่าไร | {
"answer": [
"7"
],
"answer_begin_position": [
1141
],
"answer_end_position": [
1142
]
} |
2,677 | 124,504 | สุเทพ เทือกสุบรรณ สุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย และ ผู้ก่อตั้งวิทยาลัยอาชีวศึกษาภาวนาโพธิคุณ เป็นอดีตรองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุราษฎร์ธานีหลายสมัย เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และรัฐมนตรีช่วยว่าการหลายกระทรวง จนถึงปี 2554 เป็นเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ เขาลาออกจากตำแหน่งในเดือนพฤศจิกายน 2556 เป็นเลขาธิการ กปปส. ซึ่งดำเนินการประท้วงเพื่อพยายามโค่นรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในห้วงวิกฤตการณ์การเมืองไทย พ.ศ. 2556–2557 เขาเรียกร้องให้ตั้ง "สภาประชาชน" ซึ่งมิได้มาจากการเลือกตั้งเพื่อปฏิรูปประเทศก่อนเลือกตั้ง เขาเคยเรียกร้องเพื่อให้เขาสวมบทบาทเป็น "องค์อธิปัตย์" เพื่อออกกฎบัตร ตั้งรัฐบาลใหม่ และตั้งสภาประชาชน และจะประท้วงต่อหากรัฐบาลใหม่ไม่สามารถนำการปฏิรูปที่ กปปส. ชี้นำไปปฏิบัติได้สำเร็จ หลังรัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2557 เขาถูก คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จับเป็นเวลาสี่วันก่อนถูกปล่อยตัว จากนั้นเขาบวชในเดือนกรกฎาคม 2557 วัดไตรธรรมาราม อ.เมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานีประวัติ ประวัติ. สุเทพ เทือกสุบรรณ เกิดวันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2492 เป็นบุตรของนายจรัส เทือกสุบรรณ กำนันตำบลท่าสะท้อน อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี และนางละม้าย เทือกสุบรรณ(สกุลเดิม ชาวนา) มีพี่น้องท้องเดียวกัน 6 คนคือ สุเทพ เทือกสุบรรณ นางสาวศิริรัตน์กับนางสาวรัชนี เทือกสุบรรณ (เป็นคู่แฝด) นายเชน เทือกสุบรรณ นางสาวจิราภรณ์ เทือกสุบรรณ นายธานี เทือกสุบรรณ และนางสาวกิ่งกาญจน์ เทือกสุบรรณ สุเทพสำเร็จการศึกษา ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายจากโรงเรียนสุวรรณารามวิทยาคม จ.กรุงเทพมหานคร ระดับปริญญาตรี ศิลปศาสตรบัณฑิต (รัฐศาสตร์) จาก มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อปี พ.ศ. 2515 ระหว่างเป็นนักศึกษาได้ทำกิจกรรมเป็นกรรมการสโมสรนักศึกษาและเป็นประธานสภานักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และสำเร็จการศึกษา ระดับปริญญาโท M.A. Political Sciences จาก Middle Tennesse State University สหรัฐอเมริกา เมื่อปี พ.ศ. 2518 หลังจากสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทกลับมา สุเทพได้ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น กำนันตำบลท่าสะท้อน ต่อจากผู้เป็นบิดา และชนะเลือกตั้ง ทำให้ได้เป็นกำนันขณะมีอายุได้ 26 ปี สุเทพยังได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขา ผู้นำธุรกิจสังคมและการเมือง จาก วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558 สุเทพ เทือกสุบรรณสมรสครั้งแรกกับ นางจุฑาภรณ์ เทือกสุบรรณ มีบุตรธิดา 3 คน คือ แทน เทือกสุบรรณ, น้ำตาล เทือกสุบรรณ และ น้ำทิพย์ เทือกสุบรรณ สมรสกับ นิโคลัส โฮ ภายหลังภรรยาได้เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง ต่อมาได้สมรสใหม่กับศรีสกุล พร้อมพันธุ์ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา (อดีตภรรยาพรเทพ เตชะไพบูลย์) และได้รับบุตรของนางศรีสกุลที่เกิดจากนายพรเทพมาเป็นบุตรบุญธรรม 3 คน คือ สิทธิพัฒน์ เตชะไพบูลย์, เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ และน.ส.ธีราภา พร้อมพันธุ์บทบาททางการเมือง บทบาททางการเมือง. สุเทพ เข้าสู่วงการเมืองระดับประเทศ ได้เป็น ส.ส.จังหวัดสุราษฎร์ธานี สมัยแรกเมื่อปี พ.ศ. 2522 และหลังจากนั้นสามารถชนะเลือกตั้ง ได้เป็น ส.ส. อย่างต่อเนื่องถึง 10 สมัย และดำรงตำแหน่งสำคัญระดับรัฐมนตรี คือ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 2 สมัย และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมบทบาทหลังเลือกตั้ง 2548 บทบาทหลังเลือกตั้ง 2548. หลังการเลือกตั้งเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2548 พรรคประชาธิปัตย์ได้เปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้บริหารพรรคครั้งใหญ่ สุเทพได้รับเลือกเป็นเลขาธิการพรรค และ และต่อมาพรรคไทยรักไทยถูกวินิจฉัยให้ยุบพรรค ในการจัดตั้งรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ปี พ.ศ. 2551 ซึ่งสุเทพเป็นผู้ที่มีบทบาทในการประสานงานจัดตั้งรัฐบาลในครั้งนั้น จนได้รับการขนานนามว่า "ผู้จัดการรัฐบาล" และได้รับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ด้านความมั่นคง ต่อมาในปี พ.ศ. 2552 สุเทพ ลาออกจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หลังจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง วินิจฉัยการถือครองหุ้นของเขาผิดรัฐธรรมนูญ แต่ยังคงดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีเช่นเดิม ต่อมาในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2553 สุเทพ ได้ลาออกจากตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ซึ่งการเลือกตั้งดังกล่าวอยู่ในระหว่างการพิจารณายุบพรรคประชาธิปัตย์ จึงเป็นที่มาของการถูกมองว่าสุเทพ ต้องการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเตรียมตัวเป็นนายกรัฐมนตรีสำรอง ในกรณีที่ถูกยุบพรรค ภายหลังได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแล้ว จึงได้กลับเข้ามารับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีอีกครั้งเลขาธิการ กปปส. เลขาธิการ กปปส.. หลังรัฐประหาร สุเทพเปิดเผยว่า ตนพูดคุยกับพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้ถอนรากถอนโคนอิทธิพลของทักษิณ ชินวัตรและพันธมิตรนับแต่การชุมนุมทางการเมืองใน พ.ศ. 2553 เขากล่าวว่า ได้ติดต่อเป็นประจำผ่านแอพไลน์ ก่อนรัฐประหาร พลเอก ประยุทธ์ติดต่อเขาว่า "คุณสุเทพและมวลชนผู้สนับสนุน กปปส. ของท่านเหนื่อยมากแล้ว ตอนนี้เป็นหน้าที่ของกองทัพที่ต้องรับต่อ" สุเทพว่า กองทัพตระหนักดีถึงวัตถุประสงค์ของ กปปส. ระหว่างที่กลุ่มกดดันข้าราชการและทหารให้เข้าร่วมขบวนการ กองทัพได้รับข้อเสนอของ กปปส. หลายอย่าง เช่น มาตรการช่วยเหลือเกษตรกรหมายจับในข้อหากบฎ หมายจับในข้อหากบฎ. ศาลอาญาอนุมัติหมายจับสุเทพ เทือกสุบรรณ และพวก ในข้อหาร่วมกันเป็นกบฏ และอนุมัติหมายจับแกนนำ คปท.กรณีบุกกระทรวงการต่างประเทศด้วย หลังจากที่พนักงานสอบสวน สน.ทุ่งสองห้อง ได้ยื่นคำร้องต่อศาลขออนุมัติหมายจับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำกลุ่ม กปปส. ในข้อหาร่วมกันเป็นกบฏ, กระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือ หรือวิธีอื่นใด อันไม่ใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือ มิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด่างกระเดื่องในหมู่ประชาชน ถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร หรือ เพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน, มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้ายขู่เข็นว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายหรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมืองโดยมีอาวุธ โดยเป็นหัวหน้า หรือเป็นผู้มีหน้าที่สั่งการ และเจ้าพนักงานสั่งให้เลิกแต่ไม่เลิก ซึ่งล่าสุดศาลได้อนุมัติหมายจับดังกล่าวแล้ว นอกจากนี้ ศาลอาญายังได้อนุมัติหมายจับนายนิติธร ล้ำเหลือ, นายอุทัย ยอดมณี, นายรัชต์ยุตม์ ศิรโยธินภักดี และ นายพิชิต ไชยมงคล แกนนำเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย หรือ คปท. ในข้อหาร่วมกันบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้ายในเวลากลางคืน, มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป และทำให้เสียทรัพย์กรณีบุกรุกกระทรวงการต่างประเทศ เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน เป็นเหตุให้ประตูเลื่อนไฟฟ้าเสียหาย 4 บาน ซึ่งศาลได้ไต่สวนพยานที่เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ รวม 7 ปาก ขณะที่นางสาวพวงทิพย์ บุญสนอง ทนายความกลุ่ม คปท.ที่ยื่นคำร้องคัดค้านหมายจับ นำพยานเข้าเบิกความจำนวน 2 ปาก ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่าผู้ร้องมีหลักฐานพอสมควรว่า ผู้ถูกร้องทั้ง 4 คน กระทำความผิดอาญาและมีโทษจำคุก 3 ปีขึ้นไป จึงมีคำสั่งอนุมัติหมายจับผู้ต้องหาทั้ง 4 คน ขณะเดียวกันวันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556 เวลา 15.00 นาฬิกา ศาลได้มีคำสั่งให้เพิกถอนหมายจับ นายสุเทพ ในข้อหามั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้าย ขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย หรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดการวุ่นวายในบ้านเมือง ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 215 และความผิดฐานบุกรุกสถานที่ราชการ และมาตรา 216 ฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงาน ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 365 กรณีนำมวลชนเข้าปิดล้อม ขับไล่ข้าราชการ บุกยึดสำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง เป็นที่ชุมนุม ด้วย เนื่องจากศาลเห็นว่า นายสุเทพ เป็นผู้ต้องหาตามหมายจับ ในข้อหาร่วมกันกบฏ ซึ่งมีอัตราโทษที่สูงกว่า และมีอายุความถึง 20 ปี จึงให้บังคับใช้หมายจับฉบับนี้แทนฉบับเดิมอุปสมบท อุปสมบท. วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2557 เทพไท เสนพงศ์ อดีต ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ ทวีตภาพและข้อความผ่านทวิตเตอร์ เปิดเผยว่า สุเทพได้ตัดสินใจบวชแบบสายฟ้าแลบแล้ว ที่วัดท่าไทร และไปจำวัดที่วัดสวนโมกข์ (สวนโมกขพลาราม) จ.สุราษฎร์ธานี โดยข้อความที่นายเทพไทได้ทวีตข้อความมีใจความว่า "ลุงกำนันตัดสินใจบวชแบบสายฟ้าแลบ ที่วัดท่าไทร และจะไปจำวัดที่วัดสวนโมกข์ ขออนุโมทนาบุญกับหลวงลุงด้วยครับ สาธุ สาธุ สาธุ อนุโมทามิ" โดยเมื่อคืนวันที่ 14 กรกฎาคม สุเทพพร้อมญาติ 1 คน เดินทางมาพบพระเทพพิพัฒนาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดท่าไทร และเจ้าคณะจังหวัดสุราษฎร์ธานี แจ้งความประสงค์จะขอบวชโดยบอกว่าไม่มีภาระอะไรแล้ว จะขอบวชเงียบๆ ไม่ให้ใครรู้และไม่บอกใคร ทั้งนี้ พระเทพพิพัฒนาภรณ์ ได้โกนผมให้ตั้งแต่เมื่อช่วงกลางคืนและนอนพักที่กุฏิเจ้าอาวาสกับญาติผู้น้อง กระทั่งได้ฤกษ์อุปสมบทเมื่อเวลา 09.09 น. วันที่ 15 กรกฎาคม มีผู้อยู่ในโบสถ์ประกอบพิธีกัน 3 คน พระเทพพิพัฒนาภรณ์ เป็นพระอุปัชฌาย์ และให้ฉายาว่า "ประภากะโร" แปลว่าผู้กระทำซึ่งแสงสว่าง เมื่อบวชแล้วเสร็จห่มผ้าเหลืองเดินออกประตูโบสถ์มา มีพระลูกวัดมาพบเข้าพอดีได้ขอถ่ายรูปจนมีการส่งต่อๆ กัน วันที่ 28 กรกฎาคม 2558 สุเทพลาสิกขา และวันเดียวกัน ได้ยื่นหนังสือคัดค้านการย้ายสำนักงาน บช.ภ.8 จากอำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานีไปจังหวัดภูเก็ต ชี้ตำรวจชั้นผู้น้อยเดือดร้อนตำแหน่งทางการเมืองตำแหน่งทางการเมือง. - สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุราษฎร์ธานี 10 สมัย (พ.ศ. 2522, 2526, 2529, 2531, 2535/1, 2535/2, 2538, 2539, 2550, 2554) - สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรระบบบัญชีรายชื่อ 2 สมัย (พ.ศ. 2544 และ 2548) - เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายกรัฐมนตรีชวน หลีกภัย) พ.ศ. 2524 - เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายกรัฐมนตรีชวน หลีกภัย) พ.ศ. 2524-2526 - เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายกรัฐมนตรีบัญญัติ บรรทัดฐาน) พ.ศ. 2526-2529 - รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ. 2529-2531 - ประธานคณะกรรมาธิการการเกษตร พ.ศ. 2531 - รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ. 2535-2537 - ประธานคณะกรรมาธิการคมนาคม พ.ศ. 2539 - รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พ.ศ. 2540-2543 - กรรมการสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ พ.ศ. 2546-2548 - เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ พ.ศ. 2548-2554 - ประธานคณะกรรมการนโยบายน้ำมันปาล์มแห่งชาติ พ.ศ. 2553-2554 - ผู้อำนวยการศูนย์ความปลอดภัยทางถนน พ.ศ. 2551-2554 - ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) พ.ศ. 2553 - ประธานคณะกรรมการนโยบายยางแห่งชาติ พ.ศ. 2553-2554 - รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเงา พ.ศ. 2551 และ พ.ศ. 2554 - รองนายกรัฐมนตรี พ.ศ. 2551-2554 - พ.ศ. 2558 - ปัจจุบัน ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย - พ.ศ. 2561 - ปัจจุบัน ผู้ก่อตั้งและสมาชิกพรรครวมพลังประชาชาติไทยการทุจริตทางการเมืองและคดีความกรณี ส.ป.ก.4-01 การทุจริตทางการเมืองและคดีความ. กรณี ส.ป.ก.4-01. ในส่วนหนึ่งของแผนปฏิรูปที่ดิน สปก.4-01 สุเทพมอบโฉนดที่ดิน 592 แปลงในเขาสามเหลี่ยม กมลาและนาคเกิดในจังหวัดภูเก็ตแก่เกษตรกร 489 คน ต่อมาพบว่ามีสมาชิกครอบครัวมั่งมี 11 ครอบครัวเป็นผู้รับโฉนดด้วย สุเทพปราศรัยต่อฝูงชนขนาดใหญ่ในเขตเลือกตั้งสุราษฎร์ธานีของเขาหนึ่งเดือนก่อนการอภิปรายไม่ไว้วางใจและเรียกร้องให้ผู้สนับสนุนเขาเดินขบวนมากรุงเทพมหานครหลายแสนคนเพื่อปกป้องชื่อเสียงของเขา กรณีอื้อฉาวนี้ทำให้นายกรัฐมนตรีชวน หลีกภัยแห่งพรรคประชาธิปัตย์ยุบสภาผู้แทนราษฎรในเดือนกรกฎาคม 2538 เพื่อเลี่ยงการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ในการเลือกตั้งถัดมา พรรคชาติไทยได้เสียงข้างมาก นำให้รัฐบาลอันมีพรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำของชวน หลีกภัยถึงกาลสิ้นสุด โทรเลขการทูตวิกิลีกส์จากสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐเปิดเผยว่า สมาชิกพรรคเดียวกับเขาจำนวนมากบ่นถึงพฤติกรรมฉ้อฉลและไร้ศีลธรรมของเขามานานแล้วกรณีก่อสร้างสถานีตำรวจ 396 แห่ง กรณีก่อสร้างสถานีตำรวจ 396 แห่ง. โครงการก่อสร้างอาคารที่ทำการสถานีตำรวจทดแทนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จำนวน 396 แห่ง มูลค่า 5,848 ล้านบาท เข้าข่ายการฮั้วประมูล เพราะมีการรวบสัญญาการดำเนินการมาเป็นสัญญาเดียว จากที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติเสนอให้มีการทำเป็นหลายสัญญา เรื่องนี้เกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลประชาธิปัตย์ มีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี มีสุเทพ เทือกสุบรรณเป็นรองนายกรัฐมนตรี ดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ระบุการอนุมัติโครงการดังกล่าวอยู่ในความรับผิดชอบของ สุเทพ เทือกสุบรรณ ทำหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี ให้ความเห็นชอบไปเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2552 ต่อมา สุเทพยกเลิกแนวทางการจัดจ้างเป็นรายภาค ให้จัดจ้างรวมกันทั้งหมดแทน เมื่อ 11 ต.ค.2553 เลยทำให้มีบริษัทเดียวที่ชนะการประมูลการก่อสร้างในครั้งนี้ไป ในขณะนี้ สุเทพได้ยื่นฟ้องหมิ่นประมาทต่อนาย ธาริต เพ็งดิษฐ์ ที่ศาลาอาญาต่อกรณีนี้ด้วยเห็นว่า ตนได้ดำเนินการไปตามความเห็นของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และศาลอาญา รัชดา มีคำสั่งประทับรับฟ้องแล้วการถือหุ้น การถือหุ้น. ในปี 2552 สุเทพถูกกล่าวหาว่าละเมิดรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยโดยถือหุ้นในบริษัทสื่อซึ่งได้รับสัมปทานจากรัฐบาล ภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ที่สุเทพสนับสนุน ห้ามสมาชิกรัฐสภามิให้ถือหุ้นในบริษัทที่ได้รับสัมปทานจากรัฐบาล ในเดือนกรกฎาคม 2552 คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศว่าจะขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตัดสิทธิสุเทพ สุเทพจัดการแถลงข่าวในวันรุ่งขึ้น โดยประกาศตัดสินใจลาออกจากสมาชิกรัฐสภา การลาออกจากสมาชิกรัฐสภาไม่มีผลต่อสถานภาพรองนายกรัฐมนตรีและสมาชิกคณะรัฐมนตรีของเขาคดีสลายการขุมนุม คดีสลายการขุมนุม. หลังศาลอาญาวินิจฉัยหลายครั้งว่า ผู้ประท้วงเสื้อแดงที่เสียชีวิตและบาดเจ็บระหว่างความไม่สงบทางการเมืองในเดือนเมษายนและพฤษภาคม 2553 เป็นผลโดยตรงจากคำสั่งที่มอบหมายทหารโดยสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน กรมสอบสวนคดีพิเศษ อัยการและตำรวจตกลงฟ้องเขาข้อหาฆ่าคน ศาลยังวินิจฉัยว่า สุเทพร่วมกับอภิสิทธิ์ต้องรับผิดชอบต่อการลอบสังหารผู้สื่อข่าวชาวอิตาเลียน ฟาบิโอ โปเลงกี ซึ่งทำข่าวการประท้วงปี 2553 ด้วย 29 ธันวาคม 2558 คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติยกฟ้องนาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ในคดีนี้ และถึงแม้เขาจะมีคดีอื่น ๆ เขายังไม่เคยถูกจำคุกเลยจากเหตุการณ์ทางการเมือง ต่อมาวันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2560 ศาลฎีกาได้มีคำสั่งยกฟ้อง นายสุเทพ ในคดีดังกล่าวคดีจึงสิ้นสุดลงว่า นายสุเทพไม่ต้องรับผิดชอบต่อการสลายการชุมนุมหลังรัฐประหาร 2557 หลังรัฐประหาร 2557. ในปี พ.ศ. 2557 เขาก่อตั้ง สำนักกฎหมาย พัชรวิชญ์ แอดโวเคทส์ เขายังก่อตั้งวิทยาลัยอาชีวศึกษาภาวนาโพธิคุณ อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี และเขาดำรงตำแหน่งประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย ในปี พ.ศ. 2558เขามีบทบาทในการชักนำประชาชนให้สนับสนุน รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 โดยการจัดรายการผ่านเว็บไซด์เฟซบุ๊กเพจส่วนตัวของนายสุเทพเอง และในปีพ.ศ. 2560 เขาประกาศ สนับสนุน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้เป็นนายกรัฐมนตรีในสมัยที่ 2เครื่องราชอิสริยาภรณ์เครื่องราชอิสริยาภรณ์. - พ.ศ. 2535 - เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก ชั้นมหาประมาภรณ์ช้างเผือก (ม.ป.ช.) - พ.ศ. 2530 - เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ชั้นมหาวชิรมงกุฏ (ม.ว.ม.)
| บิดาของสุเทพ เทือกสุบรรณ คือใคร | {
"answer": [
"นายจรัส เทือกสุบรรณ"
],
"answer_begin_position": [
1172
],
"answer_end_position": [
1191
]
} |
2,682 | 85,692 | อริสมันต์ พงศ์เรืองรอง อริสมันต์ พงศ์เรืองรอง เป็น นักร้อง, นักการเมือง เป็นอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขาเคยเข้าร่วมกับแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และเป็นอดีตแกนนำ นปช.ประวัติ ประวัติ. อริสมันต์ (เดิมชื่อศักดา) เกิดเมื่อวันที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2507 ที่อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ในครอบครัวชาวไทยเชื้อสายจีน ซึ่งบิดา-มารดาเคยเป็นพระเอกและนางเอกลิเกมาก่อน อริสมันต์มีพี่สาวคนโตชื่อนภา, พี่ชายคนรองชื่อไชยา และมีน้องชายอีกสองคน คือพัศพงศ์ และอาชาครินต์ (ซึ่งเคยเป็นนักร้องในสังกัดอาร์.เอส. โปรโมชั่นอยู่ช่วงหนึ่ง โดยการสนับสนุนของอริสมันต์ แต่ไม่ประสบความสำเร็จ) อริสมันต์จบการศึกษาชั้นมัธยมตอนต้น จากโรงเรียนสารสิทธิ์พิทยาลัย อำเภอบ้านโป่ง, มัธยมศึกษาตอนปลาย จากโรงเรียนวัดบวรนิเวศ, สำเร็จปริญญานิติศาสตรบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยศรีปทุม และรัฐศาสตรมหาบัณฑิต จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยธุรกิจ ธุรกิจ. ครอบครัวพงษ์เรืองรอง เป็นเจ้าของธุรกิจรับเหมาก่อสร้างชื่อ บริษัท พงศ์เรืองรองก่อสร้าง จำกัด จดทะเบียนวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2538 ทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท ต่อมาเพิ่มเป็น 5 ล้านบาท ที่ตั้งเลขที่ 33/1 หมู่ที่ 8 ตำบลหนองกบ อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี โดยมีนายไชยา พงษ์เรืองรอง ถือหุ้นใหญ่ 6,000 หุ้น นายเฮง พงษ์เรืองรอง 1,000 หุ้น นางน้ำผึ้ง พงษ์เรืองรอง 600 หุ้น นายอริสมันต์ 600 หุ้น ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า ระหว่างปี 2549 -2553 บริษัท พงษ์เรืองรองก่อสร้าง จำกัด แจ้งว่ารายได้แต่ละปีรวม 101,467,418 บาท กำไรสุทธิรวม 5,200,144 บาท และพบว่ารายได้จะมากขึ้นในช่วง 2 ปีหลัง โดยเฉพาะปี 2552 รายได้ 23,377,686 บาท และยังมีญาติที่ร่วมทุนทำธุรกิจยางมะตอย ชื่อ บริษัท โซล่า แอสฟัลท์ จำกัด ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2542 ทุนจดทะเบียน 100 ล้านบาท โดยผลประกอบการในปี พ.ศ. 2550 มีรายได้ 455.2 ล้านบาท กำไรสุทธิ 10 ล้านบาท ต่อมาในปี 2551 มีรายได้ 428 ล้านบาท ขาดทุนสุทธิ 4.2 ล้านบาท รวมสินทรัพย์ 207.1 ล้านบาท ทั้งนี้ รายได้ส่วนใหญ่ในปี 2551-2552 พบว่า บริษัท โซล่า แอสฟัลท์ จำกัด รับงานกรมทางหลวงตามที่ต่าง ๆ รวมทั้งหมด 15 สัญญา วงเงินกว่า 27 ล้านบาทครอบครัว ครอบครัว. อริสมันต์สมรสกับ ระพิพรรณ พงศ์เรืองรอง ชาวขอนแก่น อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย) ทั้งคู่มีบุตรชายและบุตรสาวด้วยกันสามคนหนังสือบทกวี หนังสือบทกวี. หลังจากอัลบั้มเพลงของอริสมันต์ ประสบความสำเร็จอย่างมาก อริสมันต์จึงออกหนังสือเล่ม รวบรวมบทกวี ซึ่งมีชื่อว่า วันนี้สำคัญ...เพราะเมื่อวานดี ซึ่งออกจำหน่ายในปี พ.ศ. 2532 โดยอ้างว่าเขียนขึ้นเองทั้งหมด แต่ก็มีผู้วิจารณ์ว่า บางส่วนเป็นของนักเขียนคนอื่น ๆ เช่น ศุ บุญเลี้ยงวงการบันเทิง วงการบันเทิง. เมื่อเดินทางเข้ากรุงเทพมหานคร อริสมันต์เปิดแผงจำหน่ายกางเกงยีนส์ และเสื้อผ้าราคาถูก บริเวณหน้ามหาวิทยาลัยรามคำแหง และอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เริ่มมีชื่อเสียงจากที่ออกอัลบั้มชุดแรก ความหมายของผู้ชายคนหนึ่ง เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2532 ร่วมกับ อาร์.เอส.โปรโมชั่น โดยมีอิทธิ พลางกูร เป็นผู้ชักชวน และมีชื่อเสียงจากเพลง ไม่เจียม และ เธอลำเอียง เพราะมีเอกลักษณ์ในการร้องที่ไม่เหมือนใคร ด้วยเสียงที่กลั้วอยู่ในลำคอ คล้ายกับออกเสียงไม่ชัด ซึ่งเชื่อกันว่าเขาอมลูกอมขณะที่ร้องเพลง จึงมีฉายาว่า นักร้องเสียงอมฮอลล์ ประกอบกับเนื้อหาของเพลง ซึ่งส่วนมากเขาเป็นผู้แต่งเอง ที่ใช้ภาษาต่างไปจากเพลงในตลาดขณะนั้น แต่มีความหมายเฉพาะตัว และสร้างความรู้สึกโรแมนติกได้เป็นอย่างดี จากนั้น อริสมันต์ยังออกอัลบั้ม ตามมาอีกหลายชุด เช่น เจตนายังเหมือนเดิม, ฝันมีชีวิต, เวทีนี้ไม่มีพี่เลี้ยง เป็นต้น ซึ่งประสบความสำเร็จทุกชุด และมีหลายเพลง เป็นที่จดจำของผู้ฟัง ตราบจนปัจจุบัน เช่น ยอมยกธง, ทัดทาน, ใจไม่ด้านพอ, เวทีนี้ไม่มีพี่เลี้ยง, คนข้างหลัง, รักเธอเสมอใจ เป็นต้น ซึ่งในทุกชุด อิทธิ พลางกูร เป็นโปรดิวเซอร์ให้ ต่อมาราวกลางปี พ.ศ. 2536 อริสมันต์มีผลงานแสดงละครโทรทัศน์ของ อาร์.เอส.โปรโมชั่น ซึ่งเสนอฉายทางไทยทีวีสีช่อง 9 อ.ส.ม.ท. ทุกวันเสาร์ และวันอาทิตย์ เวลาบ่าย โดยเขาเล่นเป็นตัวเอกของเรื่องด้วย เป็นละครเรื่องแรกและเรื่องเดียว ของอริสมันต์ตราบจนทุกวันนี้ หลังจากปี พ.ศ. 2540 ไปแล้ว ชื่อเสียงและความนิยม ของอริสมันต์เริ่มสร่างซาลง และเจ้าตัวก็หันไปมีบทบาท ทางการเมืองอย่างเต็มรูปแบบ แต่ในปี พ.ศ. 2542 อริสมันต์ยังออกอัลบั้มเพลงลูกทุ่ง ชื่อชุด "กังวานทุ่ง" และในวันที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2547 ก็จัดคอนเสิร์ตของตัวเองชื่อ เวทีนี้ยังมีพี่เลี้ยง ขึ้นอีกครั้ง ที่อินดอร์ สเตเดียม หัวหมากงานการเมือง งานการเมือง. ในการเลือกตั้งทั่วไป เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2538 อริสมันต์ ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นครั้งแรก โดยสังกัดพรรคพลังธรรม ในพื้นที่เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร และได้รับการเลือกตั้ง เป็นสมัยแรกเช่นกัน แต่การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2539 อริสมันต์สังกัดพรรคเดิม และลงสมัครในพื้นที่เดิม แต่กลับไม่ได้รับการเลือกตั้ง จากนั้นในปี พ.ศ. 2541 สมาชิกพรรคพลังธรรมหลายคน รวมทั้งอริสมันต์ด้วย ย้ายไปสังกัดพรรคไทยรักไทย และในการเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ. 2548 อริสมันต์ก็เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระบบบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 56 ของพรรคไทยรักไทย และได้รับมอบหมายให้เป็น เลขานุการของ ประชา มาลีนนท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ในขณะนั้นแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านผด็จการแห่งชาติ แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านผด็จการแห่งชาติ. ในคืนวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2550 อริสมันต์ได้ร่วมกับกลุ่มผู้สนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กลุ่มพีทีวี และ อดีต ส.ส.ไทยรักไทย ที่รวมตัวยกันในนาม แนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) ที่ท้องสนามหลวง เคลื่อนย้ายขบวนฝ่าแนวป้องกันของตำรวจไปยังหน้ากองบัญชาการกองทัพบก ถนนราชดำเนิน เมื่อเวลาประมาณ 22.00 น อีกทั้งในคืนวันที่ 18 มิถุนายน ก็ได้ขึ้นรถปราศรัยโดยด่าว่าทหาร และตำรวจที่รักษาความสงบอยู่ด้วย ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในประเทศไทย พ.ศ. 2550 อริสมันต์ลงสมัคร ส.ส. กรุงเทพมหานคร ในเขต 12 (บางพลัด บางกอกน้อย ตลิ่งชัน ทวีวัฒนา) สังกัดพรรคพลังประชาชน แต่ไม่ได้รับเลือก ต่อมาได้เข้าร่วมกับแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านผด็จการแห่งชาติ (นปช.) โดยได้ปราศรัยวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะและประธานองคมนตรี ในเหตุการณ์ก่อความไม่สงบของกลุ่ม นปช. เมษายน พ.ศ. 2552 อริสมันต์เป็นแกนนำผู้ชุมนุมที่เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี โดยนำผู้ชุมนุมทั้งจากจังหวัดใกล้เคียงและที่สมทบจากกรุงเทพฯ เพื่อปิดล้อมการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนกับคู่เจรจา โดยเมื่อวันที่ 10 เมษายน ได้เข้าปิดล้อมหน้าโรงแรมรอยัล คลิฟ บีช รีสอร์ท พัทยา เพื่อเข้ายื่นหนังสือกับตัวแทนอาเซียน และในวันต่อมาได้กลับมาชุมนุมหน้าโรงแรมอีกครั้ง เพื่อกดดันรัฐบาลให้รับผิดชอบ ต่อเหตุการณ์ปะทะกับกลุ่มคนสวมเสื้อสีน้ำเงิน ในช่วงเช้า จนกระทั่งรัฐบาลอภิสิทธิ์ของไทย ในฐานะเจ้าภาพจัดการประชุม ขอเลื่อนการประชุมออกไปโดยไม่มีกำหนด แล้วพาผู้นำประเทศต่างๆ เดินทางออกจากสถานที่ประชุม และขึ้นเครื่องบินกลับโดยทันที โดย ในวันที่ 21 มีนาคม 2560 ศาลอุทธรณ์ตัดสินให้เขามีความผิด จำคุก 4 ปีและไม่ได้รับประกันตัว ก่อนหน้านี้เขาเคยจำคุกในคดีดังกล่าว ในศาลชั้นต้น ในวันที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2558 ต่อมาใน วันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2558 เขาได้รับการประกันตัวในวงเงิน 2 ล้านบาท หลังจากนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าจับกุมอริสมันต์ ที่บ้านพักในเขตตลิ่งชัน ขณะกำลังหลบหนี และถูกควบคุมตัวขึ้นเฮลิคอปเตอร์ ไปยังจังหวัดราชบุรี แต่ต่อมาศาลอนุมัติให้ประกันตัวไป ด้วยวงเงิน 5 แสนบาท และเมื่อวันที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2553 พนักงานสอบสวนยื่นคำร้องต่อศาล เพื่อขออนุมัติหมายจับอริสมันต์ในข้อหา กระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือ หรือวิธีอื่นใด อันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็น หรือติชมโดยสุจริต เพื่อให้เกิดความปั่นป่วน หรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่ก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร หรือเพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 ซึ่งศาลพิจารณาแล้ว อนุมัติให้ออกหมายจับ ในการชุมนุมของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ แดงทั้งแผ่นดิน พ.ศ. 2553 ในวันที่ 7 เมษายน อริสมันต์นำผู้ชุมนุม บุกเข้าไปในบริเวณอาคารรัฐสภา ระหว่างที่กำลังประชุมอยู่ โดยพลการ มิได้ปรึกษาแกนนำหลักทั้งสาม คือวีระ มุสิกพงศ์, ณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ และจตุพร พรหมพันธุ์ จึงทำให้ต่อมา รัฐบาลอภิสิทธิ์ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่มีความร้ายแรง ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และจังหวัดใกล้เคียง ต่อมา เช้าวันที่ 16 เมษายน อริสมันต์พร้อมกับแกนนำ นปช.คนอื่นๆ ซึ่งมีหมายจับจากศาลอาญา เช่นสุภรณ์ อัตถาวงศ์ ต้องหลบหนีการจับกุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ขณะที่พักผ่อนอยู่ภายในโรงแรม เอส.ซี.ปาร์ค ย่านถนนนวมินทร์ ซึ่งอริสมันต์ต้องโหนตัวกับเชือกลงมา จากหน้าต่างห้องพักชั้น 3 เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 ขณะที่จตุพร, ณัฐวุฒิ และแกนนำอื่นรวม 7 คน ประกาศยุติการชุมนุม และขอเข้ามอบตัวต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีข่าวว่าอริสมันต์หลบหนี ไปจากแยกราชประสงค์ ตั้งแต่ช่วงเช้า โดยในช่วงบ่าย มีรายงานข่าวเบื้องต้นว่า ทหารจับอริสมันต์ได้ที่สถานีรถไฟฟ้าเพลินจิต ขณะกำลังหลบหนี แต่ต่อมากลับมีข่าวออกมาแก้ไขว่า ไม่เป็นความจริงแต่งอย่างใด หลังเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2553 อริสมันต์ลี้ภัยอยู่ในประเทศกัมพูชา และเข้ามอบต้วที่ศาลพัทยา เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2554 และถูกคุมขัง จนกระทั่งวันที่ 28 ธันวาคม ศาลอุทธรณ์พิจารณา ให้ปล่อยอริสมันต์ชั่วคราว โดยให้วางเงินประกัน 6 ล้านบาท และนัดพิจารณาคดี วันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555 และหลังจากเหตุการณ์สงบลง อริสมันต์จัดทำอัลบั้ม รักในโฟนอิน ขึ้นด้วยตนเอง มิได้เกี่ยวข้องกับค่ายอาร์เอสแต่อย่างใด โดยเพลงในอัลบั้ม มีเนื้อหาเกี่ยวกับทางการเมือง เพลงหนึ่งคือ คนของแผ่นดิน ที่มีเนื้อหาสนับสนุน พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร มีวัตถุประสงค์เพื่อหารายได้ สนับสนุนการเคลื่อนไหว เรียกร้องประชาธิปไตย การเยียวยาผู้ชุมนุม ที่ได้รับผลกระทบ จากการผลักดันการชุมนุม ในเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองในประเทศไทย เมษายน พ.ศ. 2552แกนนำฮาร์ดคอร์ แกนนำฮาร์ดคอร์. มักมีการกล่าวหาว่า อริสมันต์เป็นแกนนำ นปช.ที่นิยมใช้ความรุนแรง เนื่องจากพฤติกรรมหลายอย่าง เช่นการปราศรัยว่า จะทำให้กรุงเทพมหานคร กลายเป็นทะเลเพลิง , การนำผู้ชุมนุมบุกเข้าไป ในโรงแรมรอยัล คลีฟ บีช รีสอร์ท ขณะที่มีการประชุมสุดยอดอาเซียนอยู่ ทำให้รัฐบาลไทยตัดสินใจยุติการประชุม, การบุกเข้าไปยังอาคารรัฐสภา โดยไม่ใช่มติของแกนนำ หรือการนำมวลชนปิดล้อม อาคารสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นต้น แต่เจ้าตัวก็ปฏิเสธว่า ตนไม่ได้เป็นเช่นนั้นอุปสมบท อุปสมบท. อริสมันต์เข้าอุปสมบท เพื่อทดแทนบุญคุณบิดามารดา รวมถึงอุทิศส่วนกุศลแก่คนเสื้อแดง ซึ่งเสียชีวิตจากเหตุสลายการชุมนุม ที่วัดสัมพันธวงศารามวรวิหาร ระหว่างวันที่ 19 มกราคม ถึงเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556 มีฉายา ฐิตมนโต หมายถึง ผู้มีความสำเร็จตั้งมั่นดีแล้ว โดยมีศรัทธาตั้งมั่นว่า หากศาลอนุญาต จะออกปฏิบัติธรรม ที่ประเทศอินเดียด้วยคดีปราศรัยหมิ่นประมาท คดีปราศรัยหมิ่นประมาท. เมื่อวันที่ 11 และวันที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2552 อริสมันต์ปราศรัยที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และหน้าทำเนียบรัฐบาล ถ่ายทอดสดผ่านสถานีประชาชน กล่าวหาทำนองว่า การบริหารงานของรัฐบาลอภิสิทธิ์ กู้ยืมเงินมาเพื่อทุจริตคดโกง และกล่าวหาว่าอภิสิทธิ์ หน่วงเหนี่ยวคำร้องฎีกา ขอพระราชทานอภัยโทษแก่ พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ทำให้ล่าช้า รวมถึงสั่งทหารให้มาฆ่าประชาชน และศาลอุทธรณ์มีความเห็นพ้อง ที่จะพิพากษายืน จำคุกอริสมันต์ 12 เดือน โดยไม่รอลงอาญา รวมทั้งให้ลงโฆษณาคำพิพากษา ในหนังสือพิมพ์สองฉบับ ติดต่อกัน 7 วัน และในวันที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2560 ศาลฎีกาลงโทษจำคุก 12 เดือน ไม่รอลงอาญา และให้นายอริสมันต์ ลงโฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์มติชน และเดลินิวส์ ติดต่อกัน 7 วัน โดยให้นายอริสมันต์เป็นผู้ชำระค่าโฆษณาผลงานอัลบั้มอัลบั้มเดี่ยวผลงาน. อัลบั้ม. อัลบั้มเดี่ยว. - ความหมายของผู้ชายคนหนึ่ง (มีนาคม พ.ศ. 2532) - ความหมายที่ 2 เจตนายังเหมือนเดิม (มกราคม พ.ศ. 2533) - ความหมายพิเศษ ความฝันมีชีวิต (มิถุนายน พ.ศ. 2533) (อัลบั้มพิเศษ) - ความหมายที่ 3 เวทีนี้ไม่มีพี่เลี้ยง (พ.ศ. 2534) - ความหมายพิเศษ ผู้ชาย ฟ้าคราม และความรัก (พ.ศ. 2534) (อัลบั้มรวมฮิต) - ความหมายที่ 4 สงสัยใจสะเทิ้น (มิถุนายน พ.ศ. 2535) - ความหมายพิเศษ ก่อกองทราย (พ.ศ. 2535) (อัลบั้มรวมฮิต) - รักเธอเสมอใจ (พ.ศ. 2536) - รักเธอไม่รู้จบ (พ.ศ. 2537) - รวมฮิดอริสมันต์...เสมอใจ (พ.ศ. 2537) (อัลบั้มรวมฮิต) - รางวัลแห่งรัก (พ.ศ. 2538) (อัลบั้มพิเศษ) - รักเธอไม่รู้จบ (พ.ศ. 2538) - รักเธอตลอดเวลา (พ.ศ. 2540) - สัญญาจากหัวใจ (พ.ศ. 2541) - กังวานทุ่ง (พ.ศ. 2542) (อัลบั้มลูกทุ่ง) - รักในโฟนอิน (พ.ศ. 2552) (อัลบั้มพิเศษเพื่อช่วยเหลือนปช.)อัลบั้มรวมอัลบั้มรวม. - อาร์เอส อันปลั๊ก ดนตรีนอกเวลา (พ.ศ. 2537)คอนเสิร์ตครั้งสำคัญคอนเสิร์ตครั้งสำคัญ. - คอนเสิร์ตนี้ (ก็) ไม่มีพี่เลี้ยง 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2534 เอ็มบีเค ฮอลล์ มาบุญครองเซนเตอร์ - เข้าข่ายใจสะเทิ้น 8 สิงหาคม พ.ศ. 2535 เอ็มบีเค ฮอลล์ มาบุญครองเซนเตอร์ - อริสมันต์กับคอนเสิร์ตไม่หนักหัวใจ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2536 เอ็มบีเค ฮอลล์ มาบุญครองเซนเตอร์ - เวทีนี้ยังมีพี่เลี้ยง 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2547 อินดอร์ สเตเดี้ยม หัวหมาก (แต่คอนเสิร์ตได้แสดงไปก่อนหนึ่งวัน คือในวันที่ 23 กรกฎาคม)ละครโทรทัศน์ละครโทรทัศน์. - พรหมรัก ช่อง 7 สี (พ.ศ. 2535) - รักในอวยพร จากอวยพรรัก ช่อง 7 สี (พ.ศ. 2536) - พิศวงพิศวาส ช่อง 9 อ.ส.ม.ท. (พ.ศ. 2536)
| อริสมันต์ พงศ์เรืองรอง เป็น นักร้อง นักการเมือง เกิดเมื่อวันที่เท่าไร | {
"answer": [
"8"
],
"answer_begin_position": [
355
],
"answer_end_position": [
356
]
} |
2,683 | 85,692 | อริสมันต์ พงศ์เรืองรอง อริสมันต์ พงศ์เรืองรอง เป็น นักร้อง, นักการเมือง เป็นอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขาเคยเข้าร่วมกับแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และเป็นอดีตแกนนำ นปช.ประวัติ ประวัติ. อริสมันต์ (เดิมชื่อศักดา) เกิดเมื่อวันที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2507 ที่อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ในครอบครัวชาวไทยเชื้อสายจีน ซึ่งบิดา-มารดาเคยเป็นพระเอกและนางเอกลิเกมาก่อน อริสมันต์มีพี่สาวคนโตชื่อนภา, พี่ชายคนรองชื่อไชยา และมีน้องชายอีกสองคน คือพัศพงศ์ และอาชาครินต์ (ซึ่งเคยเป็นนักร้องในสังกัดอาร์.เอส. โปรโมชั่นอยู่ช่วงหนึ่ง โดยการสนับสนุนของอริสมันต์ แต่ไม่ประสบความสำเร็จ) อริสมันต์จบการศึกษาชั้นมัธยมตอนต้น จากโรงเรียนสารสิทธิ์พิทยาลัย อำเภอบ้านโป่ง, มัธยมศึกษาตอนปลาย จากโรงเรียนวัดบวรนิเวศ, สำเร็จปริญญานิติศาสตรบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยศรีปทุม และรัฐศาสตรมหาบัณฑิต จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยธุรกิจ ธุรกิจ. ครอบครัวพงษ์เรืองรอง เป็นเจ้าของธุรกิจรับเหมาก่อสร้างชื่อ บริษัท พงศ์เรืองรองก่อสร้าง จำกัด จดทะเบียนวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2538 ทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท ต่อมาเพิ่มเป็น 5 ล้านบาท ที่ตั้งเลขที่ 33/1 หมู่ที่ 8 ตำบลหนองกบ อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี โดยมีนายไชยา พงษ์เรืองรอง ถือหุ้นใหญ่ 6,000 หุ้น นายเฮง พงษ์เรืองรอง 1,000 หุ้น นางน้ำผึ้ง พงษ์เรืองรอง 600 หุ้น นายอริสมันต์ 600 หุ้น ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า ระหว่างปี 2549 -2553 บริษัท พงษ์เรืองรองก่อสร้าง จำกัด แจ้งว่ารายได้แต่ละปีรวม 101,467,418 บาท กำไรสุทธิรวม 5,200,144 บาท และพบว่ารายได้จะมากขึ้นในช่วง 2 ปีหลัง โดยเฉพาะปี 2552 รายได้ 23,377,686 บาท และยังมีญาติที่ร่วมทุนทำธุรกิจยางมะตอย ชื่อ บริษัท โซล่า แอสฟัลท์ จำกัด ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2542 ทุนจดทะเบียน 100 ล้านบาท โดยผลประกอบการในปี พ.ศ. 2550 มีรายได้ 455.2 ล้านบาท กำไรสุทธิ 10 ล้านบาท ต่อมาในปี 2551 มีรายได้ 428 ล้านบาท ขาดทุนสุทธิ 4.2 ล้านบาท รวมสินทรัพย์ 207.1 ล้านบาท ทั้งนี้ รายได้ส่วนใหญ่ในปี 2551-2552 พบว่า บริษัท โซล่า แอสฟัลท์ จำกัด รับงานกรมทางหลวงตามที่ต่าง ๆ รวมทั้งหมด 15 สัญญา วงเงินกว่า 27 ล้านบาทครอบครัว ครอบครัว. อริสมันต์สมรสกับ ระพิพรรณ พงศ์เรืองรอง ชาวขอนแก่น อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย) ทั้งคู่มีบุตรชายและบุตรสาวด้วยกันสามคนหนังสือบทกวี หนังสือบทกวี. หลังจากอัลบั้มเพลงของอริสมันต์ ประสบความสำเร็จอย่างมาก อริสมันต์จึงออกหนังสือเล่ม รวบรวมบทกวี ซึ่งมีชื่อว่า วันนี้สำคัญ...เพราะเมื่อวานดี ซึ่งออกจำหน่ายในปี พ.ศ. 2532 โดยอ้างว่าเขียนขึ้นเองทั้งหมด แต่ก็มีผู้วิจารณ์ว่า บางส่วนเป็นของนักเขียนคนอื่น ๆ เช่น ศุ บุญเลี้ยงวงการบันเทิง วงการบันเทิง. เมื่อเดินทางเข้ากรุงเทพมหานคร อริสมันต์เปิดแผงจำหน่ายกางเกงยีนส์ และเสื้อผ้าราคาถูก บริเวณหน้ามหาวิทยาลัยรามคำแหง และอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เริ่มมีชื่อเสียงจากที่ออกอัลบั้มชุดแรก ความหมายของผู้ชายคนหนึ่ง เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2532 ร่วมกับ อาร์.เอส.โปรโมชั่น โดยมีอิทธิ พลางกูร เป็นผู้ชักชวน และมีชื่อเสียงจากเพลง ไม่เจียม และ เธอลำเอียง เพราะมีเอกลักษณ์ในการร้องที่ไม่เหมือนใคร ด้วยเสียงที่กลั้วอยู่ในลำคอ คล้ายกับออกเสียงไม่ชัด ซึ่งเชื่อกันว่าเขาอมลูกอมขณะที่ร้องเพลง จึงมีฉายาว่า นักร้องเสียงอมฮอลล์ ประกอบกับเนื้อหาของเพลง ซึ่งส่วนมากเขาเป็นผู้แต่งเอง ที่ใช้ภาษาต่างไปจากเพลงในตลาดขณะนั้น แต่มีความหมายเฉพาะตัว และสร้างความรู้สึกโรแมนติกได้เป็นอย่างดี จากนั้น อริสมันต์ยังออกอัลบั้ม ตามมาอีกหลายชุด เช่น เจตนายังเหมือนเดิม, ฝันมีชีวิต, เวทีนี้ไม่มีพี่เลี้ยง เป็นต้น ซึ่งประสบความสำเร็จทุกชุด และมีหลายเพลง เป็นที่จดจำของผู้ฟัง ตราบจนปัจจุบัน เช่น ยอมยกธง, ทัดทาน, ใจไม่ด้านพอ, เวทีนี้ไม่มีพี่เลี้ยง, คนข้างหลัง, รักเธอเสมอใจ เป็นต้น ซึ่งในทุกชุด อิทธิ พลางกูร เป็นโปรดิวเซอร์ให้ ต่อมาราวกลางปี พ.ศ. 2536 อริสมันต์มีผลงานแสดงละครโทรทัศน์ของ อาร์.เอส.โปรโมชั่น ซึ่งเสนอฉายทางไทยทีวีสีช่อง 9 อ.ส.ม.ท. ทุกวันเสาร์ และวันอาทิตย์ เวลาบ่าย โดยเขาเล่นเป็นตัวเอกของเรื่องด้วย เป็นละครเรื่องแรกและเรื่องเดียว ของอริสมันต์ตราบจนทุกวันนี้ หลังจากปี พ.ศ. 2540 ไปแล้ว ชื่อเสียงและความนิยม ของอริสมันต์เริ่มสร่างซาลง และเจ้าตัวก็หันไปมีบทบาท ทางการเมืองอย่างเต็มรูปแบบ แต่ในปี พ.ศ. 2542 อริสมันต์ยังออกอัลบั้มเพลงลูกทุ่ง ชื่อชุด "กังวานทุ่ง" และในวันที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2547 ก็จัดคอนเสิร์ตของตัวเองชื่อ เวทีนี้ยังมีพี่เลี้ยง ขึ้นอีกครั้ง ที่อินดอร์ สเตเดียม หัวหมากงานการเมือง งานการเมือง. ในการเลือกตั้งทั่วไป เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2538 อริสมันต์ ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นครั้งแรก โดยสังกัดพรรคพลังธรรม ในพื้นที่เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร และได้รับการเลือกตั้ง เป็นสมัยแรกเช่นกัน แต่การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2539 อริสมันต์สังกัดพรรคเดิม และลงสมัครในพื้นที่เดิม แต่กลับไม่ได้รับการเลือกตั้ง จากนั้นในปี พ.ศ. 2541 สมาชิกพรรคพลังธรรมหลายคน รวมทั้งอริสมันต์ด้วย ย้ายไปสังกัดพรรคไทยรักไทย และในการเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ. 2548 อริสมันต์ก็เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระบบบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 56 ของพรรคไทยรักไทย และได้รับมอบหมายให้เป็น เลขานุการของ ประชา มาลีนนท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ในขณะนั้นแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านผด็จการแห่งชาติ แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านผด็จการแห่งชาติ. ในคืนวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2550 อริสมันต์ได้ร่วมกับกลุ่มผู้สนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กลุ่มพีทีวี และ อดีต ส.ส.ไทยรักไทย ที่รวมตัวยกันในนาม แนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) ที่ท้องสนามหลวง เคลื่อนย้ายขบวนฝ่าแนวป้องกันของตำรวจไปยังหน้ากองบัญชาการกองทัพบก ถนนราชดำเนิน เมื่อเวลาประมาณ 22.00 น อีกทั้งในคืนวันที่ 18 มิถุนายน ก็ได้ขึ้นรถปราศรัยโดยด่าว่าทหาร และตำรวจที่รักษาความสงบอยู่ด้วย ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในประเทศไทย พ.ศ. 2550 อริสมันต์ลงสมัคร ส.ส. กรุงเทพมหานคร ในเขต 12 (บางพลัด บางกอกน้อย ตลิ่งชัน ทวีวัฒนา) สังกัดพรรคพลังประชาชน แต่ไม่ได้รับเลือก ต่อมาได้เข้าร่วมกับแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านผด็จการแห่งชาติ (นปช.) โดยได้ปราศรัยวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะและประธานองคมนตรี ในเหตุการณ์ก่อความไม่สงบของกลุ่ม นปช. เมษายน พ.ศ. 2552 อริสมันต์เป็นแกนนำผู้ชุมนุมที่เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี โดยนำผู้ชุมนุมทั้งจากจังหวัดใกล้เคียงและที่สมทบจากกรุงเทพฯ เพื่อปิดล้อมการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนกับคู่เจรจา โดยเมื่อวันที่ 10 เมษายน ได้เข้าปิดล้อมหน้าโรงแรมรอยัล คลิฟ บีช รีสอร์ท พัทยา เพื่อเข้ายื่นหนังสือกับตัวแทนอาเซียน และในวันต่อมาได้กลับมาชุมนุมหน้าโรงแรมอีกครั้ง เพื่อกดดันรัฐบาลให้รับผิดชอบ ต่อเหตุการณ์ปะทะกับกลุ่มคนสวมเสื้อสีน้ำเงิน ในช่วงเช้า จนกระทั่งรัฐบาลอภิสิทธิ์ของไทย ในฐานะเจ้าภาพจัดการประชุม ขอเลื่อนการประชุมออกไปโดยไม่มีกำหนด แล้วพาผู้นำประเทศต่างๆ เดินทางออกจากสถานที่ประชุม และขึ้นเครื่องบินกลับโดยทันที โดย ในวันที่ 21 มีนาคม 2560 ศาลอุทธรณ์ตัดสินให้เขามีความผิด จำคุก 4 ปีและไม่ได้รับประกันตัว ก่อนหน้านี้เขาเคยจำคุกในคดีดังกล่าว ในศาลชั้นต้น ในวันที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2558 ต่อมาใน วันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2558 เขาได้รับการประกันตัวในวงเงิน 2 ล้านบาท หลังจากนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าจับกุมอริสมันต์ ที่บ้านพักในเขตตลิ่งชัน ขณะกำลังหลบหนี และถูกควบคุมตัวขึ้นเฮลิคอปเตอร์ ไปยังจังหวัดราชบุรี แต่ต่อมาศาลอนุมัติให้ประกันตัวไป ด้วยวงเงิน 5 แสนบาท และเมื่อวันที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2553 พนักงานสอบสวนยื่นคำร้องต่อศาล เพื่อขออนุมัติหมายจับอริสมันต์ในข้อหา กระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือ หรือวิธีอื่นใด อันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็น หรือติชมโดยสุจริต เพื่อให้เกิดความปั่นป่วน หรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่ก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร หรือเพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 ซึ่งศาลพิจารณาแล้ว อนุมัติให้ออกหมายจับ ในการชุมนุมของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ แดงทั้งแผ่นดิน พ.ศ. 2553 ในวันที่ 7 เมษายน อริสมันต์นำผู้ชุมนุม บุกเข้าไปในบริเวณอาคารรัฐสภา ระหว่างที่กำลังประชุมอยู่ โดยพลการ มิได้ปรึกษาแกนนำหลักทั้งสาม คือวีระ มุสิกพงศ์, ณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ และจตุพร พรหมพันธุ์ จึงทำให้ต่อมา รัฐบาลอภิสิทธิ์ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่มีความร้ายแรง ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และจังหวัดใกล้เคียง ต่อมา เช้าวันที่ 16 เมษายน อริสมันต์พร้อมกับแกนนำ นปช.คนอื่นๆ ซึ่งมีหมายจับจากศาลอาญา เช่นสุภรณ์ อัตถาวงศ์ ต้องหลบหนีการจับกุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ขณะที่พักผ่อนอยู่ภายในโรงแรม เอส.ซี.ปาร์ค ย่านถนนนวมินทร์ ซึ่งอริสมันต์ต้องโหนตัวกับเชือกลงมา จากหน้าต่างห้องพักชั้น 3 เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 ขณะที่จตุพร, ณัฐวุฒิ และแกนนำอื่นรวม 7 คน ประกาศยุติการชุมนุม และขอเข้ามอบตัวต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีข่าวว่าอริสมันต์หลบหนี ไปจากแยกราชประสงค์ ตั้งแต่ช่วงเช้า โดยในช่วงบ่าย มีรายงานข่าวเบื้องต้นว่า ทหารจับอริสมันต์ได้ที่สถานีรถไฟฟ้าเพลินจิต ขณะกำลังหลบหนี แต่ต่อมากลับมีข่าวออกมาแก้ไขว่า ไม่เป็นความจริงแต่งอย่างใด หลังเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2553 อริสมันต์ลี้ภัยอยู่ในประเทศกัมพูชา และเข้ามอบต้วที่ศาลพัทยา เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2554 และถูกคุมขัง จนกระทั่งวันที่ 28 ธันวาคม ศาลอุทธรณ์พิจารณา ให้ปล่อยอริสมันต์ชั่วคราว โดยให้วางเงินประกัน 6 ล้านบาท และนัดพิจารณาคดี วันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555 และหลังจากเหตุการณ์สงบลง อริสมันต์จัดทำอัลบั้ม รักในโฟนอิน ขึ้นด้วยตนเอง มิได้เกี่ยวข้องกับค่ายอาร์เอสแต่อย่างใด โดยเพลงในอัลบั้ม มีเนื้อหาเกี่ยวกับทางการเมือง เพลงหนึ่งคือ คนของแผ่นดิน ที่มีเนื้อหาสนับสนุน พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร มีวัตถุประสงค์เพื่อหารายได้ สนับสนุนการเคลื่อนไหว เรียกร้องประชาธิปไตย การเยียวยาผู้ชุมนุม ที่ได้รับผลกระทบ จากการผลักดันการชุมนุม ในเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองในประเทศไทย เมษายน พ.ศ. 2552แกนนำฮาร์ดคอร์ แกนนำฮาร์ดคอร์. มักมีการกล่าวหาว่า อริสมันต์เป็นแกนนำ นปช.ที่นิยมใช้ความรุนแรง เนื่องจากพฤติกรรมหลายอย่าง เช่นการปราศรัยว่า จะทำให้กรุงเทพมหานคร กลายเป็นทะเลเพลิง , การนำผู้ชุมนุมบุกเข้าไป ในโรงแรมรอยัล คลีฟ บีช รีสอร์ท ขณะที่มีการประชุมสุดยอดอาเซียนอยู่ ทำให้รัฐบาลไทยตัดสินใจยุติการประชุม, การบุกเข้าไปยังอาคารรัฐสภา โดยไม่ใช่มติของแกนนำ หรือการนำมวลชนปิดล้อม อาคารสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นต้น แต่เจ้าตัวก็ปฏิเสธว่า ตนไม่ได้เป็นเช่นนั้นอุปสมบท อุปสมบท. อริสมันต์เข้าอุปสมบท เพื่อทดแทนบุญคุณบิดามารดา รวมถึงอุทิศส่วนกุศลแก่คนเสื้อแดง ซึ่งเสียชีวิตจากเหตุสลายการชุมนุม ที่วัดสัมพันธวงศารามวรวิหาร ระหว่างวันที่ 19 มกราคม ถึงเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556 มีฉายา ฐิตมนโต หมายถึง ผู้มีความสำเร็จตั้งมั่นดีแล้ว โดยมีศรัทธาตั้งมั่นว่า หากศาลอนุญาต จะออกปฏิบัติธรรม ที่ประเทศอินเดียด้วยคดีปราศรัยหมิ่นประมาท คดีปราศรัยหมิ่นประมาท. เมื่อวันที่ 11 และวันที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2552 อริสมันต์ปราศรัยที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และหน้าทำเนียบรัฐบาล ถ่ายทอดสดผ่านสถานีประชาชน กล่าวหาทำนองว่า การบริหารงานของรัฐบาลอภิสิทธิ์ กู้ยืมเงินมาเพื่อทุจริตคดโกง และกล่าวหาว่าอภิสิทธิ์ หน่วงเหนี่ยวคำร้องฎีกา ขอพระราชทานอภัยโทษแก่ พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ทำให้ล่าช้า รวมถึงสั่งทหารให้มาฆ่าประชาชน และศาลอุทธรณ์มีความเห็นพ้อง ที่จะพิพากษายืน จำคุกอริสมันต์ 12 เดือน โดยไม่รอลงอาญา รวมทั้งให้ลงโฆษณาคำพิพากษา ในหนังสือพิมพ์สองฉบับ ติดต่อกัน 7 วัน และในวันที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2560 ศาลฎีกาลงโทษจำคุก 12 เดือน ไม่รอลงอาญา และให้นายอริสมันต์ ลงโฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์มติชน และเดลินิวส์ ติดต่อกัน 7 วัน โดยให้นายอริสมันต์เป็นผู้ชำระค่าโฆษณาผลงานอัลบั้มอัลบั้มเดี่ยวผลงาน. อัลบั้ม. อัลบั้มเดี่ยว. - ความหมายของผู้ชายคนหนึ่ง (มีนาคม พ.ศ. 2532) - ความหมายที่ 2 เจตนายังเหมือนเดิม (มกราคม พ.ศ. 2533) - ความหมายพิเศษ ความฝันมีชีวิต (มิถุนายน พ.ศ. 2533) (อัลบั้มพิเศษ) - ความหมายที่ 3 เวทีนี้ไม่มีพี่เลี้ยง (พ.ศ. 2534) - ความหมายพิเศษ ผู้ชาย ฟ้าคราม และความรัก (พ.ศ. 2534) (อัลบั้มรวมฮิต) - ความหมายที่ 4 สงสัยใจสะเทิ้น (มิถุนายน พ.ศ. 2535) - ความหมายพิเศษ ก่อกองทราย (พ.ศ. 2535) (อัลบั้มรวมฮิต) - รักเธอเสมอใจ (พ.ศ. 2536) - รักเธอไม่รู้จบ (พ.ศ. 2537) - รวมฮิดอริสมันต์...เสมอใจ (พ.ศ. 2537) (อัลบั้มรวมฮิต) - รางวัลแห่งรัก (พ.ศ. 2538) (อัลบั้มพิเศษ) - รักเธอไม่รู้จบ (พ.ศ. 2538) - รักเธอตลอดเวลา (พ.ศ. 2540) - สัญญาจากหัวใจ (พ.ศ. 2541) - กังวานทุ่ง (พ.ศ. 2542) (อัลบั้มลูกทุ่ง) - รักในโฟนอิน (พ.ศ. 2552) (อัลบั้มพิเศษเพื่อช่วยเหลือนปช.)อัลบั้มรวมอัลบั้มรวม. - อาร์เอส อันปลั๊ก ดนตรีนอกเวลา (พ.ศ. 2537)คอนเสิร์ตครั้งสำคัญคอนเสิร์ตครั้งสำคัญ. - คอนเสิร์ตนี้ (ก็) ไม่มีพี่เลี้ยง 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2534 เอ็มบีเค ฮอลล์ มาบุญครองเซนเตอร์ - เข้าข่ายใจสะเทิ้น 8 สิงหาคม พ.ศ. 2535 เอ็มบีเค ฮอลล์ มาบุญครองเซนเตอร์ - อริสมันต์กับคอนเสิร์ตไม่หนักหัวใจ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2536 เอ็มบีเค ฮอลล์ มาบุญครองเซนเตอร์ - เวทีนี้ยังมีพี่เลี้ยง 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2547 อินดอร์ สเตเดี้ยม หัวหมาก (แต่คอนเสิร์ตได้แสดงไปก่อนหนึ่งวัน คือในวันที่ 23 กรกฎาคม)ละครโทรทัศน์ละครโทรทัศน์. - พรหมรัก ช่อง 7 สี (พ.ศ. 2535) - รักในอวยพร จากอวยพรรัก ช่อง 7 สี (พ.ศ. 2536) - พิศวงพิศวาส ช่อง 9 อ.ส.ม.ท. (พ.ศ. 2536)
| ภรรยาของอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง คือใคร | {
"answer": [
"ระพิพรรณ พงศ์เรืองรอง"
],
"answer_begin_position": [
2008
],
"answer_end_position": [
2029
]
} |
2,684 | 125,977 | อลงกรณ์ พลบุตร นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศคนที่หนึ่ง กรรมการในคณะกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศ กรรมการในคณะกรรมการเตรียมการยุทธศาสตร์ชาติ กรรมการในคณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดองตาม คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 3/2560 อดีตสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 พรรคประชาธิปัตย์ได้จัดตั้ง ครม.เงา ขึ้นเป็นครั้งแรก นายอลงกรณ์ พลบุตร ได้รับเลือกจากที่ประชุมพรรคประชาธิปัตย์ ให้ทำหน้าที่ รองนายกรัฐมนตรีเงา ดูแลตรวจสอบ กระทรวงคมนาคม และกระทรวงพลังงานประวัติ ประวัติ. นายอลงกรณ์ เกิดวันที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2499 ที่จังหวัดเพชรบุรี มีชื่อเล่นว่า " จ้อน " เป็นบุตรของ นายเพิ่มพล พลบุตร อดีตนายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองเพชรบุรี ด้านชีวิตครอบครัวสมรสกับนางคมคาย พลบุตร (นามสกุลเดิม "เฟื่องประยูร" อดีต ส.ส.จันทบุรี พรรคชาติพัฒนา บุตรีของ “สนิท เฟื่องประยูร” นักการเมืองดังแห่ง จ.จันทบุรี) เมื่อปี พ.ศ. 2538 กล่าวกันว่า นายอลงกรณ์ ได้รับความอิจฉาจาก ส.ส.หนุ่มจำนวนมากในขณะนั้น เนื่องจาก ส.ส.คมคาย เฟื่องประยูร ผู้เป็นเจ้าสาว เป็น ส.ส.หญิงที่อายุน้อยที่สุดในสภาผู้แทนราษฎร และได้รับการหมายปองจาก ส.ส.หนุ่มโดยทั่วไป นายอลงกรณ์ มีบุตร-ธิดารวม 3 คน คือ สภาวรรณ พลบุตร ธัชธรรม พลบุตร และพิมพ์สภา พลบุตรประวัติการศึกษาประวัติการศึกษา. - จบ ม.ศ.5 จากโรงเรียนอรุณประดิษฐ จ.เพชรบุรี - ปริญญาตรี รัฐศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ - ปริญญาโท รัฐประศาสนศาสตร์มหาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย - ประกาศนียบัตรผู้นำนักศึกษานานาชาติ กรุงมนิลา ฟิลิปปินส์ / ฮ่องกง - ประกาศนียบัตรชั้นสูงด้านสื่อมวลชน สหรัฐอเมริกา - ประกาศนียบัตรชั้นสูงด้านสื่อมวลชน ญี่ปุ่น - ประกาศนียบัตรพัฒนาผู้นำแรงงานของสหพันธ์แรงงานระหว่างประเทศมาเลเซีย - ประกาศนียบัตรพัฒนาผู้นำการเมือง โปรตุเกส - กำลังศึกษาต่อในระดับปริญญาเอกประวัติการทำงาน ประวัติการทำงาน. หลังจากเรียนจบปริญญาตรี นายอลงกรณ์เข้าป่าไปทำงานเหมืองของครอบครัว 1 ปี จึงเข้ากรุงเทพฯ เพราะพ่อแม่ และเพื่อนฝูง ต้องการให้นำวิชาที่เรียนไปใช้ประโยชน์ โดยเมื่อเข้ากรุงเทพฯ นายอลงกรณ์ได้เข้าทำงานที่หนังสือพิมพ์เสียงปวงชนซึ่งขณะนั้นมี นายกำแหง ภริตานนท์ เป็นผู้ควบคุม จากนั้นย้ายไปทำงานที่หนังสือพิมพ์บ้านเมืองและหนังสือพิมพ์แนวหน้าตามลำดับ เมื่อเข้าทำงานที่แนวหน้า นายอลงกรณ์เป็นคนแรกที่เปิดหน้าเศรษฐกิจภาคภาษาไทย เมื่อปี 2526 ทำหน้าที่หัวหน้าข่าวเศรษฐกิจ และ บก.ข่าวในประเทศ มีบทบาทเป็นตัวตั้งตัวตีในการต่อสู้เพื่อปลดแอกสื่อ 2 เรื่อง คือต่อสู้เพื่อปลดโซ่ตรวนหนังสือพิมพ์ คือ ปร.42 และพยายามปลดแอกอาชีพหนังสือพิมพ์ นายอลงกรณ์เป็นผู้ร่วมก่อตั้งสหภาพแรงงานนักหนังสือพิมพ์เพื่อปกป้องคนหนังสือพิมพ์ และเป็นเลขาธิการสหภาพคนแรก ระหว่างอยู่ที่แนวหน้านายอลงกรณ์รับเป็นอาจารย์พิเศษของหลายมหาวิทยาลัย อาทิ ม.ธรรมศาสตร์ ม.จุฬาลงกรณ์ ม.กรุงเทพ และ ม.หอการค้า เป็นต้น ต่อมานายอลงกรณ์เดินทางไปอยู่ประเทศสหรัฐอเมริกา 2 ปี โดยทำงานด้าน อิมพอร์ตเอกซ์พอร์ตสิ่งทอ และกลับมาจัดตั้งบริษัท เทเลเพรส เพื่อผลิตรายการข่าวโทรทัศน์ให้กับช่อง 5 ถือเป็นผู้ผลิตข่าวโทรทัศน์รุ่นที่ 2 ต่อจาก บริษัทแปซิฟิค ของ ดร.สมเกียรติ อ่อนวิมล และขณะเดียวกันนายอลงกรณ์รับเป็นรองผู้อำนวยการหนังสือพิมพ์ข่าวสด อีกด้วยงานการเมือง งานการเมือง. การทำรัฐประหารของคณะ รสช. ในปี พ.ศ. 2534 เป็นจุดพลิกผันให้นายอลงกรณ์ตัดสินใจลงเล่นการเมือง โดยลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้แทนราษฎรครั้งแรกแต่สอบตกได้คะแนน 4 หมื่นคะแนน ในการลงสมัคร ส.ส. ครั้งที่ 2 นายอลงกรณ์ประสบความสำเร็จได้เป็น ส.ส.สมัยแรก ด้วยคะแนนเสียงกว่า 74,000 คะแนน ในการเลือกตั้ง ปี พ.ศ. 2535/2 และได้รับเลือกตั้งอีกครั้งปี พ.ศ. 2538 ด้วยคะแนนกว่า 1 แสนคะแนนเป็นที่หนึ่งของจังหวัดเพชรบุรี ต่อมาในการเลือกตั้ง ปี พ.ศ. 2539 นายอลงกรณ์สอบตกอีกครั้งแบบไม่คาดฝันแม้จะได้คะแนนกว่า 9 หมื่นคะแนน และในระหว่างนั้นนายชวน หลีกภัย ได้ให้นายอลงกรณ์ ดำรงตำแหน่ง เลขานุการผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และเลขานุการนายกรัฐมนตรี นายอลงกรณ์ เป็นนักการเมืองที่มีฐานเสียงในจังหวัดเพชรบุรี โดยมีพี่น้องทำงานการเมืองท้องถิ่นในพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี คือ นายอติพล พลบุตร (พี่ชาย) เคยดำรงตำแหน่งรองนายกเทศมนตรีเมืองเพชรบุรี และ นายอิทธิพงษ์ พลบุตร (น้องชาย) อดีตสมาชิกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเพชรบุรี นายอดุลย์ พลบุตร (พี่ชาย) เป็นนายอำเภออยู่ที่จังหวัดยโสธร นายอลงกรณ์ พลบุตร ได้รับฉายาว่า "มิสเตอร์เอทานอล" จากการเป็นผู้ผลักดันให้โครงการเอทานอลเกิดขึ้นในประเทศไทยโดยผ่านความเห็นชอบตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2543 และส่งเสริมเอทานอลอย่างต่อเนื่อง นอกจากนั้นอลงกรณ์ ยังเป็นผู้รับผิดชอบ โครงการยุทธศาสตร์ประเทศไทย (Thailand Strategy Project , TSP) ของพรรคประชาธิปัตย์ ที่เป็นศูนย์กลางรวบรวมข้อมูลทางวิชาการใน 19 ยุทธศาสตร์หลัก เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการพัฒนานโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ และจัดทำเป็นแผนยุทธศาสตร์ในการพัฒนาประเทศ รวมทั้งเพื่อแลกเปลี่ยนทรรศนะกับชุมชนวิชาการ และประชาชนที่สนใจทั่วไป ผ่านทางเว็บไซต์ www.thailandstrategy.com และเอกสารเผยแพร่ของโครงการ ในรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายอลงกรณ์มีบทบาทสำคัญในการตรวจสอบการทุจริตของรัฐบาลหลายอย่าง เช่น การตรวจสอบการทุจริตในโครงการเช่าซอฟต์แวร์ ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) หรือ การทุจริตในสนามบินหนองงูเห่า เป็นต้นจนได้รับการคัดเลือกจากสื่อมวลชนประจำรัฐสภาให้เป็น"ดาวเด่นแห่งปีของรัฐสภา ประจำปี 2546"พร้อมกับได้รับฉายา"มือปราบรัฐสภา" แต่นายอลงกรณ์ก็ต้องเผชิญกับการถูกฟ้องและถูกแจ้งจับกว่า 20 คดีข้อหาหมิ่นประมาทจากคดีที่เขาเข้าไปตรวจสอบการทุจริตและโดนฟ้องทางแพ่งเกือบหมื่นล้านบาท นายอลงกรณ์ พลบุตร ได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในรัฐบาลนายอภิสิทธ์ เวชชาชีวะ ต่อมาในการเลือกตั้ง พ.ศ. 2554 ได้ลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.ระบบบัญชีราชื่อ และได้รับเลือกตั้งอีกสมัยลำดับการดำรงตำแหน่งทางการเมืองลำดับการดำรงตำแหน่งทางการเมือง. - สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ปี พ.ศ. 2535/2, 2538, 2544 , 2548 , 2550 - กรรมาธิการงบประมาณ ปี พ.ศ. 2537 - กรรมาธิการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี พ.ศ. 2538-2539 - เลขานุการผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ปี พ.ศ. 2540-2541 - เลขานุการนายกรัฐมนตรี ปี พ.ศ. 2541-2544 - ประธานคณะกรรมการโครงการผลิตแอลกอฮอล์จากมันสำปะหลังและพืชอื่นๆ (โครงการเอทานอล) ปี พ.ศ. 2543 - กรรมการในคณะกรรมการเอทานอลแห่งชาติ กันยายน ปี พ.ศ. 2543 - กรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน ปี พ.ศ. 2544-2548 - เลขาธิการสภาพรรคการเมืองเสรีประชาธิปไตยแห่งเอเชีย (CALD) ปี พ.ศ. 2546-2547 - รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ปี พ.ศ. 2548-2551 - รองนายกรัฐมนตรีเงา - รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2551 ถึง 8 สิงหาคม พ.ศ. 2554 - สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2557 ถึง 5 สิงหาคม 2558 - สมาชิกสภาสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ 5 กันยายน 2558 ถึง ปัจจุบัน และ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศคนที่ 1การดำรงตำแหน่งอื่นๆการดำรงตำแหน่งอื่นๆ. - ที่ปรึกษาของสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย 2 สมัย พ.ศ. 2540 – 2542, พ.ศ. 2542 – 2544 - ประธานสโมสรเอทานอลแห่งประเทศไทย ปี 2544 - 2545 - ประธานมูลนิธิสถาบันพลังงานทางเลือก แห่งประเทศไทย ปี 2545 – ปัจจุบัน - ที่ปรึกษาชุมนุมสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2546 – ปัจจุบันเครื่องราชอิสริยาภรณ์เครื่องราชอิสริยาภรณ์. - พ.ศ. 2538 : ทวีติยาภรณ์ช้างเผือก (ท.ช.) - พ.ศ. 2544 : ประถมาภรณ์มงกุฎไทย (ป.ม.) - พ.ศ. 2546 : ประถมาภรณ์ช้างเผือก (ป.ช.) - พ.ศ. 2551 : มหาวชิรมงกุฎ (ม.ว.ม.) - พ.ศ. 2552 : มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก (ม.ป.ช.)
| นายอลงกรณ์ พลบุตร เกิดเมื่อวันที่เท่าไร | {
"answer": [
"27"
],
"answer_begin_position": [
746
],
"answer_end_position": [
748
]
} |
2,685 | 125,977 | อลงกรณ์ พลบุตร นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศคนที่หนึ่ง กรรมการในคณะกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศ กรรมการในคณะกรรมการเตรียมการยุทธศาสตร์ชาติ กรรมการในคณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดองตาม คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 3/2560 อดีตสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 พรรคประชาธิปัตย์ได้จัดตั้ง ครม.เงา ขึ้นเป็นครั้งแรก นายอลงกรณ์ พลบุตร ได้รับเลือกจากที่ประชุมพรรคประชาธิปัตย์ ให้ทำหน้าที่ รองนายกรัฐมนตรีเงา ดูแลตรวจสอบ กระทรวงคมนาคม และกระทรวงพลังงานประวัติ ประวัติ. นายอลงกรณ์ เกิดวันที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2499 ที่จังหวัดเพชรบุรี มีชื่อเล่นว่า " จ้อน " เป็นบุตรของ นายเพิ่มพล พลบุตร อดีตนายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองเพชรบุรี ด้านชีวิตครอบครัวสมรสกับนางคมคาย พลบุตร (นามสกุลเดิม "เฟื่องประยูร" อดีต ส.ส.จันทบุรี พรรคชาติพัฒนา บุตรีของ “สนิท เฟื่องประยูร” นักการเมืองดังแห่ง จ.จันทบุรี) เมื่อปี พ.ศ. 2538 กล่าวกันว่า นายอลงกรณ์ ได้รับความอิจฉาจาก ส.ส.หนุ่มจำนวนมากในขณะนั้น เนื่องจาก ส.ส.คมคาย เฟื่องประยูร ผู้เป็นเจ้าสาว เป็น ส.ส.หญิงที่อายุน้อยที่สุดในสภาผู้แทนราษฎร และได้รับการหมายปองจาก ส.ส.หนุ่มโดยทั่วไป นายอลงกรณ์ มีบุตร-ธิดารวม 3 คน คือ สภาวรรณ พลบุตร ธัชธรรม พลบุตร และพิมพ์สภา พลบุตรประวัติการศึกษาประวัติการศึกษา. - จบ ม.ศ.5 จากโรงเรียนอรุณประดิษฐ จ.เพชรบุรี - ปริญญาตรี รัฐศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ - ปริญญาโท รัฐประศาสนศาสตร์มหาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย - ประกาศนียบัตรผู้นำนักศึกษานานาชาติ กรุงมนิลา ฟิลิปปินส์ / ฮ่องกง - ประกาศนียบัตรชั้นสูงด้านสื่อมวลชน สหรัฐอเมริกา - ประกาศนียบัตรชั้นสูงด้านสื่อมวลชน ญี่ปุ่น - ประกาศนียบัตรพัฒนาผู้นำแรงงานของสหพันธ์แรงงานระหว่างประเทศมาเลเซีย - ประกาศนียบัตรพัฒนาผู้นำการเมือง โปรตุเกส - กำลังศึกษาต่อในระดับปริญญาเอกประวัติการทำงาน ประวัติการทำงาน. หลังจากเรียนจบปริญญาตรี นายอลงกรณ์เข้าป่าไปทำงานเหมืองของครอบครัว 1 ปี จึงเข้ากรุงเทพฯ เพราะพ่อแม่ และเพื่อนฝูง ต้องการให้นำวิชาที่เรียนไปใช้ประโยชน์ โดยเมื่อเข้ากรุงเทพฯ นายอลงกรณ์ได้เข้าทำงานที่หนังสือพิมพ์เสียงปวงชนซึ่งขณะนั้นมี นายกำแหง ภริตานนท์ เป็นผู้ควบคุม จากนั้นย้ายไปทำงานที่หนังสือพิมพ์บ้านเมืองและหนังสือพิมพ์แนวหน้าตามลำดับ เมื่อเข้าทำงานที่แนวหน้า นายอลงกรณ์เป็นคนแรกที่เปิดหน้าเศรษฐกิจภาคภาษาไทย เมื่อปี 2526 ทำหน้าที่หัวหน้าข่าวเศรษฐกิจ และ บก.ข่าวในประเทศ มีบทบาทเป็นตัวตั้งตัวตีในการต่อสู้เพื่อปลดแอกสื่อ 2 เรื่อง คือต่อสู้เพื่อปลดโซ่ตรวนหนังสือพิมพ์ คือ ปร.42 และพยายามปลดแอกอาชีพหนังสือพิมพ์ นายอลงกรณ์เป็นผู้ร่วมก่อตั้งสหภาพแรงงานนักหนังสือพิมพ์เพื่อปกป้องคนหนังสือพิมพ์ และเป็นเลขาธิการสหภาพคนแรก ระหว่างอยู่ที่แนวหน้านายอลงกรณ์รับเป็นอาจารย์พิเศษของหลายมหาวิทยาลัย อาทิ ม.ธรรมศาสตร์ ม.จุฬาลงกรณ์ ม.กรุงเทพ และ ม.หอการค้า เป็นต้น ต่อมานายอลงกรณ์เดินทางไปอยู่ประเทศสหรัฐอเมริกา 2 ปี โดยทำงานด้าน อิมพอร์ตเอกซ์พอร์ตสิ่งทอ และกลับมาจัดตั้งบริษัท เทเลเพรส เพื่อผลิตรายการข่าวโทรทัศน์ให้กับช่อง 5 ถือเป็นผู้ผลิตข่าวโทรทัศน์รุ่นที่ 2 ต่อจาก บริษัทแปซิฟิค ของ ดร.สมเกียรติ อ่อนวิมล และขณะเดียวกันนายอลงกรณ์รับเป็นรองผู้อำนวยการหนังสือพิมพ์ข่าวสด อีกด้วยงานการเมือง งานการเมือง. การทำรัฐประหารของคณะ รสช. ในปี พ.ศ. 2534 เป็นจุดพลิกผันให้นายอลงกรณ์ตัดสินใจลงเล่นการเมือง โดยลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้แทนราษฎรครั้งแรกแต่สอบตกได้คะแนน 4 หมื่นคะแนน ในการลงสมัคร ส.ส. ครั้งที่ 2 นายอลงกรณ์ประสบความสำเร็จได้เป็น ส.ส.สมัยแรก ด้วยคะแนนเสียงกว่า 74,000 คะแนน ในการเลือกตั้ง ปี พ.ศ. 2535/2 และได้รับเลือกตั้งอีกครั้งปี พ.ศ. 2538 ด้วยคะแนนกว่า 1 แสนคะแนนเป็นที่หนึ่งของจังหวัดเพชรบุรี ต่อมาในการเลือกตั้ง ปี พ.ศ. 2539 นายอลงกรณ์สอบตกอีกครั้งแบบไม่คาดฝันแม้จะได้คะแนนกว่า 9 หมื่นคะแนน และในระหว่างนั้นนายชวน หลีกภัย ได้ให้นายอลงกรณ์ ดำรงตำแหน่ง เลขานุการผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และเลขานุการนายกรัฐมนตรี นายอลงกรณ์ เป็นนักการเมืองที่มีฐานเสียงในจังหวัดเพชรบุรี โดยมีพี่น้องทำงานการเมืองท้องถิ่นในพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี คือ นายอติพล พลบุตร (พี่ชาย) เคยดำรงตำแหน่งรองนายกเทศมนตรีเมืองเพชรบุรี และ นายอิทธิพงษ์ พลบุตร (น้องชาย) อดีตสมาชิกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเพชรบุรี นายอดุลย์ พลบุตร (พี่ชาย) เป็นนายอำเภออยู่ที่จังหวัดยโสธร นายอลงกรณ์ พลบุตร ได้รับฉายาว่า "มิสเตอร์เอทานอล" จากการเป็นผู้ผลักดันให้โครงการเอทานอลเกิดขึ้นในประเทศไทยโดยผ่านความเห็นชอบตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2543 และส่งเสริมเอทานอลอย่างต่อเนื่อง นอกจากนั้นอลงกรณ์ ยังเป็นผู้รับผิดชอบ โครงการยุทธศาสตร์ประเทศไทย (Thailand Strategy Project , TSP) ของพรรคประชาธิปัตย์ ที่เป็นศูนย์กลางรวบรวมข้อมูลทางวิชาการใน 19 ยุทธศาสตร์หลัก เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการพัฒนานโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ และจัดทำเป็นแผนยุทธศาสตร์ในการพัฒนาประเทศ รวมทั้งเพื่อแลกเปลี่ยนทรรศนะกับชุมชนวิชาการ และประชาชนที่สนใจทั่วไป ผ่านทางเว็บไซต์ www.thailandstrategy.com และเอกสารเผยแพร่ของโครงการ ในรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายอลงกรณ์มีบทบาทสำคัญในการตรวจสอบการทุจริตของรัฐบาลหลายอย่าง เช่น การตรวจสอบการทุจริตในโครงการเช่าซอฟต์แวร์ ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) หรือ การทุจริตในสนามบินหนองงูเห่า เป็นต้นจนได้รับการคัดเลือกจากสื่อมวลชนประจำรัฐสภาให้เป็น"ดาวเด่นแห่งปีของรัฐสภา ประจำปี 2546"พร้อมกับได้รับฉายา"มือปราบรัฐสภา" แต่นายอลงกรณ์ก็ต้องเผชิญกับการถูกฟ้องและถูกแจ้งจับกว่า 20 คดีข้อหาหมิ่นประมาทจากคดีที่เขาเข้าไปตรวจสอบการทุจริตและโดนฟ้องทางแพ่งเกือบหมื่นล้านบาท นายอลงกรณ์ พลบุตร ได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในรัฐบาลนายอภิสิทธ์ เวชชาชีวะ ต่อมาในการเลือกตั้ง พ.ศ. 2554 ได้ลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.ระบบบัญชีราชื่อ และได้รับเลือกตั้งอีกสมัยลำดับการดำรงตำแหน่งทางการเมืองลำดับการดำรงตำแหน่งทางการเมือง. - สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ปี พ.ศ. 2535/2, 2538, 2544 , 2548 , 2550 - กรรมาธิการงบประมาณ ปี พ.ศ. 2537 - กรรมาธิการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี พ.ศ. 2538-2539 - เลขานุการผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ปี พ.ศ. 2540-2541 - เลขานุการนายกรัฐมนตรี ปี พ.ศ. 2541-2544 - ประธานคณะกรรมการโครงการผลิตแอลกอฮอล์จากมันสำปะหลังและพืชอื่นๆ (โครงการเอทานอล) ปี พ.ศ. 2543 - กรรมการในคณะกรรมการเอทานอลแห่งชาติ กันยายน ปี พ.ศ. 2543 - กรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน ปี พ.ศ. 2544-2548 - เลขาธิการสภาพรรคการเมืองเสรีประชาธิปไตยแห่งเอเชีย (CALD) ปี พ.ศ. 2546-2547 - รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ปี พ.ศ. 2548-2551 - รองนายกรัฐมนตรีเงา - รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2551 ถึง 8 สิงหาคม พ.ศ. 2554 - สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2557 ถึง 5 สิงหาคม 2558 - สมาชิกสภาสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ 5 กันยายน 2558 ถึง ปัจจุบัน และ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศคนที่ 1การดำรงตำแหน่งอื่นๆการดำรงตำแหน่งอื่นๆ. - ที่ปรึกษาของสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย 2 สมัย พ.ศ. 2540 – 2542, พ.ศ. 2542 – 2544 - ประธานสโมสรเอทานอลแห่งประเทศไทย ปี 2544 - 2545 - ประธานมูลนิธิสถาบันพลังงานทางเลือก แห่งประเทศไทย ปี 2545 – ปัจจุบัน - ที่ปรึกษาชุมนุมสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2546 – ปัจจุบันเครื่องราชอิสริยาภรณ์เครื่องราชอิสริยาภรณ์. - พ.ศ. 2538 : ทวีติยาภรณ์ช้างเผือก (ท.ช.) - พ.ศ. 2544 : ประถมาภรณ์มงกุฎไทย (ป.ม.) - พ.ศ. 2546 : ประถมาภรณ์ช้างเผือก (ป.ช.) - พ.ศ. 2551 : มหาวชิรมงกุฎ (ม.ว.ม.) - พ.ศ. 2552 : มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก (ม.ป.ช.)
| บิดาของนายอลงกรณ์ พลบุตร คือใคร | {
"answer": [
"นายเพิ่มพล พลบุตร"
],
"answer_begin_position": [
821
],
"answer_end_position": [
838
]
} |
2,686 | 7,440 | แปลก พิบูลสงคราม จอมพล จอมพลเรือ จอมพลอากาศ แปลก พิบูลสงคราม (14 กรกฎาคม พ.ศ. 2440 – 11 มิถุนายน พ.ศ. 2507) หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า "จอมพล ป.พิบูลสงคราม" เป็นนายกรัฐมนตรีไทยที่ดำรงตำแหน่งนานที่สุด คือ 14 ปี 11 เดือน 18 วัน รวม 8 สมัย และเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีนโยบายที่สำคัญคือ การมุ่งมั่นพัฒนาประเทศไทย ให้มีความเจริญรุ่งเรืองทัดเทียมนานาอารยประเทศ มีการปลุกระดมให้คนไทยรู้สึกรักชาติ โดยออกประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วย "รัฐนิยม" หลายอย่าง ซึ่งบางอย่างได้ประกาศเป็นกฎหมายในภายหลัง หลายอย่างกลายเป็นวัฒนธรรมของชาติ เช่น การรำวง, ก๋วยเตี๋ยวผัดไทย เป็นผู้เปลี่ยนชื่อ "ประเทศสยาม" เป็น "ประเทศไทย" และเป็นผู้เปลี่ยน "เพลงชาติไทย" มาเป็นเพลงที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน คำขวัญที่รู้จักกันดีของนายกรัฐมนตรีผู้นี้คือ "เชื่อผู้นำชาติพ้นภัย" หรือ "ท่านผู้นำไปไหนฉันไปด้วย" และ "ไทยอยู่คู่ฟ้า" ในสายตานักวิชาการประวัติศาสตร์การเมืองไทยส่วนหนึ่งเห็นว่า จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นเผด็จการทางทหารที่มีบทบาททางการเมืองสูง และให้ความสนใจกับความคิดที่ส่อไปในทางเชื้อชาตินิยม จอมพล ป. พิบูลสงคราม ถึงแก่อสัญกรรม เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2507 ในเวลาประมาณ 20.30 น. ณ บ้านพักส่วนตัว ชานกรุงโตเกียว สิริอายุได้ 67 ปีประวัติวัยเด็ก ประวัติ. วัยเด็ก. จอมพล ป.พิบูลสงคราม มีชื่อเดิมว่า "แปลก ขีตตะสังคะ" ชื่อจริงคำว่า "แปลก" เนื่องจากเมื่อแรกเกิดบิดามารดาเห็นว่าหูทั้งสองข้างอยู่ต่ำกว่านัยน์ตา ผิดไปจากบุคคลธรรมดา จึงให้ชื่อว่า แปลก แปลก ขีตตะสังคะ เกิดเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2440 บิดาชื่อ นายขีด และมารดา ชื่อ นางสำอางค์ ในสกุล ขีตตะสังคะ บ้านเกิดเป็นเรือนแพขนาดใหญ่ 2 ชั้น ที่ปากคลองบางเขนเก่า ตรงข้ามวัดปากน้ำไม่ห่างจากศาลากลางจังหวัดนนทบุรี และวัดเขมาภิรตาราม อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี อาชีพครอบครัว ประกอบอาชีพเกษตรกรรม สวนทุเรียนและสวนผลไม้ เด็กชายแปลก ขีตตะสังคะ เป็นบุตรคนที่สองในพี่น้อง 5 คน พี่ชาย คนโตชื่อ "ประกิต" (รับราชการทหารได้ยศ พลตรี) คนที่สามเป็นหญิงชื่อ "เปลี่ยน" คนที่สี่เป็นชายชื่อ "ปรุง" คนสุดท้ายชื่อ "ครรชิต" (รับราชการทหารได้ยศ พลตรี)การศึกษาการเข้าสู่อาชีพทหาร การศึกษา. การเข้าสู่อาชีพทหาร. เด็กชายแปลก เข้าสู่ระบบศึกษาครั้งแรกที่ โรงเรียนวัดเขมาภิรตาราม จังหวัดนนทบุรี เมื่อ พ.ศ. 2452 อายุได้ 12 ปี ได้เข้าเรียนในโรงเรียนนายร้อยทหารบก โดยบิดาขอร้องให้ พล.ต.พระยาสุรเสนาช่วยนำฝากเข้าเรียนพร้อมกับพี่ชาย "ประกิต" ศึกษาที่โรงเรียนนายร้อยเป็นเวลา 6 ปี (นักเรียนชั้นประถม 3 ปี นักเรียนชั้นมัธยม 3 ปี) ได้เป็น"นักเรียนทำการนายร้อย" เมื่ออายุได้ 18 ปี (9 พ.ค. 2458) สังกัด "เหล่าปืนใหญ่" โดยได้เป็น "ว่าที่ร้อยตรี" (1 พ.ย. 2458)การสมรส การสมรส. นักเรียนทำการนายร้อยว่าที่ร้อยตรีแปลก เข้าประจำการเหล่าปืนใหญ่ที่ 7 พิษณุโลก และไม่นานนักได้พบรักกับท่านละเอียด พิบูลสงคราม (ขณะนั้นสกุล พันธ์กระวี) ซึ่งเป็น "นักเรียนชั้นสูงสุดเพียงคนเดียว" ในโรงเรียนผดุงนารี โรงเรียนของคณะมิชชันนารี และเป็นโรงเรียนหญิงแห่งแรกของพิษณุโลก ทั้งทำหน้าที่ "ครูฝึกหัด" ฝึกหัดสอน "ชั้นเล็กๆ" ในโรงเรียนแห่งนี้ด้วย ไม่นานนักทั้งสองก็ทำพิธีหมั้นและพิธีแต่งงานเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2459 เมื่อว่าที่ร้อยตรีแปลกอายุย่างเข้า 20 ปี ท่านผู้หญิงละเอียดย่างเข้า 15 ปี มีบุตร 6 รายได้แก่ พลตรี อนันต์ พิบูลสงคราม พลเรือโท ประสงค์ พิบูลสงคราม ร้อยเอกหญิง จีรวัสส์ ปันยารชุน รัชนิบูล ปราณีประชาชน พัชรบูล เบลซ์ นิตย์ พิบูลสงครามอาชีพทหาร – การศึกษา อาชีพทหาร – การศึกษา. หลังการแต่งงานได้ 3 เดือนและเป็นนักเรียนทำการนายร้อยเหล่าปืนใหญ่ที่ 7 พิษณุโลกครบ 2 ปี ก้ได้รับยศเป็น "ร้อยตรี" (23 พ.ค. 2460) และย้ายเข้ากรุงเทพเพื่อศึกษาต่อในโรงเรียนเหล่าทหารปืนใหญ่ที่บางซื่อตามระเบียบการศึกษา โดยพาครอบครัวมาด้วย การศึกษา 2 ปีใน โรงเรียนแห่งนี้แต่ละปีประกอบด้วย 6 เดือนแรกเรียนประจำอยู่ ณ ที่ตั้ง 4 เดือนถัดมาไปฝึกในสนามยิงปืนโคกกระเทียม ลพบุรี อีก 2 เดือนท้าย ซ้อมรบในสนามต่างจังหวัด เมื่อสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนเหล่าทหารปืนใหญ่ ได้กลับกรมต้นสังกัดประจำการที่ปืน 7 พิษณุโลก แต่ไม่นานนักก็ได้ย้ายมาประจำกรมทหารปืนใหญ่ที่ 1 รักษาพระองค์ (1 ส.ค. 2462) ในตำแหน่งนายทหารนสนิทของผู้บังคับบัญชากรม พลตรี หม่อมเจ้าปรีดิเทพย์พงษ์ เทวกุล ปีถัดมาได้รับยศ "ร้อยโท" (24 ม.ย 2463) 1 เมษายน พ.ศ. 2464 นายร้อยโทแปลกได้เข้าศึกษาต่อในโรงเรียนเสนาธิการทหารบก เป็นรุ่นที่ 10 หลักสูตรการศึกษา 2 ปี โรงเรียนเสนาธิการทหารบกเป็นโรงเรียนนายทหารขั้นสูงที่มีนายทหารจำนวนมากประสงค์เข้าศึกษาต่อ แต่โรงเรียนนี้รับนักเรียนได้ประมาณรุ่นละ 10 นาย และนักเรียนที่สอบได้ที่ 1 ของรุ่นจะได้รับทุนไปศึกษาวิชาการเพิ่มเติมที่ต่างประเทศ ในรุ่นของนายร้อยโทแปลกมีผู้สอบไล่ผ่านในปีที่ 2 เพียง 7 นาย และนายร้อยโทแปลกสอบไล่ได้เป็นลำดับที่ 1 ของรุ่นในปีสุดท้ายนี้การศึกษาที่ฝรั่งเศส การศึกษาที่ฝรั่งเศส. เมื่อจบการศึกษา นายร้อยโทแปลกได้ย้ายไปประจำกรมยุทธศาสตร์ทหารบก (1 มี.ค. 2466) และปีถัดมาได้เดินทางไปศึกษาวิชาทหารปืนใหญ่ ต่อที่ ประเทศฝรั่งเศส โดยเดินทางไปเรือลำเดียวกับนายร้อยตรีทัศนัย มิตรภักดี นายทหารม้าได้รับทุนไปศึกษาต่อประเทศฝรั่งเศสเช่นกัน การศึกษาในประเทศฝรั่งเศสประมาณ 3 กว่าปีนั้น นายร้อยโทแปลกเริ่มต้นด้วย 8 เดือนแรกเรียนภาษาฝรั่งเศสกับครอบครัวนายโมเร็ล เดือนมีนาคม พ.ศ. 2467 จึงศึกษาวิชาคำนวณที่มหาวิทยาลัยซอร์บอนน์ในกรุงปารีส และเรียนภาษาฝรั่งเศสเพิ่มเติมที่ หลังจากนั้นได้เข้าประจำกรมทหารปืนใหญ่ (École d'application de l'artillerie) ที่เมืองฟงแตนโบล สำเร็จการศึกษาได้รับประกาศนียบัตร และได้เข้าร่วมการประลองยุทธ ณ ค่าย Valdahon (Doubs) ตั้งแต่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2470ชีวิตและบทบาททางการเมืองคณะราษฎร ชีวิตและบทบาททางการเมือง. คณะราษฎร. จอมพล ป. พิบูลสงคราม เกิดตรงกับในวันชาติฝรั่งเศสด้วย เมื่อขึ้นดำรงตำแหน่งสำคัญ ได้ใช้ชื่อว่า ป. ซึ่งเป็นตัว อักษรย่อเฉกเช่นชื่อของบุคคลสำคัญหลายคนทางประเทศแถบตะวันตก นายร้อยโทแปลก เป็นหนึ่งในคณะนายทหารผู้ร่วมก่อการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ. 2475 โดยเป็นนายทหารปืนใหญ่ รุ่นน้องของ พันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา 2 ปี ที่โรงเรียนนายร้อยทหารบก และเป็นสมาชิกคณะราษฎรยุคก่อตั้งซึ่งมีทั้งหมด 7 คน ตั้งแต่ยังศึกษาอยู่ในประเทศฝรั่งเศส โดยถือเป็นผู้นำของคณะทหารบกยศชั้นผู้น้อย ซึ่งก่อนหน้านั้นระหว่างมีการประชุมกันครั้งแรกของคณะราษฎรที่ยาวนานติดต่อกัน 4 คืน 5 วัน ที่ประเทศฝรั่งเศส เมื่อต้นปี พ.ศ. 2469 นายร้อยโทแปลก ที่สมาชิกคณะราษฎรคนอื่น ๆ ได้เรียกว่า "กัปตัน" และยกให้เป็นหัวหน้ากลุ่ม ได้เสนอว่าหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้วให้สำเร็จโทษพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ แต่ทางนายปรีดี พนมยงค์ ผู้นำคณะราษฎรฝ่ายพลเรือน ได้คัดค้าน โดยยกเหตุผลว่าหากกระทำเช่นนั้นแล้ว จะทำให้เกิดความวุ่นวายและความรุนแรงขึ้นทั่วประเทศเหมือนเช่นการปฏิวัติรัสเซีย และการปฏิวัติแห่งอังกฤษการเดินทางในประเทศเยอรมนี การเดินทางในประเทศเยอรมนี. ขณะนายร้อยโทแปลกได้ศึกษาในประเทศฝรั่งเศส นายร้อยโทแปลกได้มีโอกาสเดินทางท่องเที่ยวในประเทศเยอรมัน ซึ่งขณะนั้นเป็นสาธารณรัฐไวมาร์ นายร้อยโทแปลกได้เดินทางไปยังดินแดนไรน์แลนด์ ซึ่งถูกยึดครองโดยกองทัพสัมพันธมิตรและซาร์ลันด์ซึ่งถูกยึดครองโดยกองทัพฝรั่งเศสการรับราชการ การรับราชการ. หลังจากจบการศึกษาในฝรั่งเศส นายร้อยโทแปลกได้กลับมารับราชการ ในปี พ.ศ. 2470 นายร้อยโทแปลกได้เดินทางกลับเข้าประเทศไทยและเข้าประจำสังกัดเดิมและได้รับเลื่อนยศเป็น "ร้อยเอก" ปีถัดมาย้ายไปดำรงตำแหน่ง "หัวหน้ากองตรวจอากาศสำหรับใช้ทดลอง กรมจเรทหารปืนใหญ่" เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 พันตรี หลวงพิบูลสงครามได้เข้าร่วมกับคณะราษฎร ในเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครอง โดยเป็นกำลังสำคัญในสายทหารบก และเมื่อปี พ.ศ. 2477 ท่านได้เลื่อนยศเป็นพันเอก และดำรงตำแหน่งรองผู้บัญชาการทหารบก ครั้นเมื่อ วันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2481 ท่านได้เข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ต่อจากพันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา โดยการลงมติของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และในช่วงที่ดำรงตำแหน่งก็ได้เลื่อนยศเป็นพลตรี และเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2484 ภายหลังจากที่กองทัพไทยมีชัยชนะต่ออินโดจีนฝรั่งเศส คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์ (พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล) ได้ประกาศพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศจอมพล จอมพลเรือ จอมพลอากาศ แก่พลตรีหลวงพิบูลสงคราม ในเวลาต่อมาเมื่อรัฐบาลจะยกเลิกบรรดาศักดิ์ไทย หลวงพิบูลสงครามในฐานะนายกรัฐมนตรีพร้อมด้วยคณะรัฐมนตรีชุดที่ 9 จึงลาออกจากบรรดาศักดิ์ โดยหลวงพิบูลสงครามเลือกใช้ราชทินนามเป็นนามสกุล ใช้ว่า จอมพลแปลก พิบูลสงคราม ต่อมาหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้ว จอมพล ป. เริ่มมีบทบาทสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ จากเป็นแกนนำในการรัฐประหาร 20 มิถุนายน พ.ศ. 2476 และเป็นผู้บัญชาการกองกำลังผสม ในการปราบกบฏบวรเดช เมื่อปี พ.ศ. 2476 จนได้รับความไว้วางใจ ให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และนายกรัฐมนตรีไทยในเวลาต่อมาการขึ้นสู่อำนาจ การขึ้นสู่อำนาจ. อีกทั้งในการประชุมครั้งสุดท้ายในประเทศไทย ก่อนที่จะลงมือจริงไม่กี่วัน พ.อ.พระยาทรงสุรเดช ซึ่งเป็นนายทหารบกชั้นผู้ใหญ่ ผู้วางแผนการปฏิวัติทั้งหมด ได้เสนอแผนการออกมา ทางจอมพล ป. ซึ่งขณะนั้นมีบรรดาศักดิ์เป็น หลวงพิบูลสงคราม ซึ่งถือเป็นนายทหารชั้นผู้น้อยกว่า ได้สอบถามว่า หากแผนการดังกล่าวไม่สำเร็จ จะมีแผนสำรองประการใดหรือไม่ แต่ทางฝ่าย พ.อ.พระยาทรงสุรเดชไม่ตอบ แต่ได้ย้อนถามกลับไปว่า แล้วทางจอมพล ป. มีแผนอะไร และไม่ยอมตอบว่าตนมีแผนสำรองอะไร ซึ่งทั้งคู่ได้มีปากเสียงกัน หลังจากการประชุมจบแล้ว จอมพล ป. ได้ปรารภกับนายทวี บุณยเกตุ สมาชิกคณะราษฎรฝ่ายพลเรือนที่เข้าประชุมด้วยกันว่า ตนเองกับ พ.อ.พระยาทรงสุรเดช ไม่อาจอยู่ร่วมโลกกันได้ ซึ่งในส่วนนี้ได้พัฒนากลายมาเป็นความขัดแย้งกันระหว่างจอมพล ป. พิบูลสงคราม กับพระยาทรงสุรเดชในเวลาต่อมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีกบฏพระยาทรงสุรเดช ในปี พ.ศ. 2482การดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีครั้งแรก การดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีครั้งแรก. นับแต่จอมพล ป. ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีใน พ.ศ. 2481 ได้มีนโยบายในการสร้างชาติ ซึ่งมีแนวโน้มเป็นลัทธิชาตินิยม เช่น ออกกฎหมายคุ้มครองอุตสาหกรรมภายในประเทศ มีการสงวนอาชีพบางอย่างไว้เฉพาะคนไทย และปลูกฝังให้ประชาชนนิยมใช้สินค้าไทย ด้วยคำขวัญว่า "ไทยทำ ไทยใช้ ไทยเจริญ" รัฐบาลจอมพล ป. ได้เปลี่ยนแปลงประเพณีและวัฒนธรรมบางอย่าง เพื่อให้สอดคล้องกับการการเปลี่ยนแปลงการปกครอง และให้เกิดความทันสมัย เช่น ประกาศให้ข้าราชการเลิกนุ่งผ้าม่วง เลิกสวมเสื้อราชปะแตน และให้นุ่งกางเกงขายาวแทน มีการยกเลิกบรรดาศักด์ และยศข้าราชการพลเรือน มีการเปลี่ยนชื่อประเทศจาก "สยาม" เป็น "ไทย" ในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2482 และเปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่จากวันที่ 1 เมษายน ตามโบราณราชประเพณีพระราชจักรีวงศ์ เป็นวันที่ 1 มกราคมของทุกปี เพื่อให้สอดคล้องกับหลักโลกตะวันตก โดยเริ่มเปลี่ยนในปี พ.ศ. 2484 ทำให้ ปี พ.ศ. 2483 มีเพียง 9 เดือน และทำให้อนาคตสั้นลง มีการสร้างชาติด้วยวัฒนธรรมใหม่ โดยจัดตั้งสภาวัฒนธรรมแห่งชาติขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2485 เพื่อจัดระเบียบการดำเนินชีวิตของคนไทยให้เป็นแบบอารยประเทศ โดยประกาศรัฐนิยมฉบับต่างๆ อาทิ สั่งห้ามประชาชนกินหมากโดยเด็ดขาด ให้ผู้หญิงเลิกนุ่งโจงกระเบน เปลี่ยนมานุ่งผ้าถุงแทน ให้สวมหมวก สวมรองเท้า ไม่ส่งเสริมศิลปะและดนตรีไทยเดิมแต่ส่งเสริมดนตรีสากล ฯลฯ โดยมีคำขวัญในสมัยนั้นว่า "มาลานำไทยสู่มหาอำนาจ" หากผู้หญิงคนใดไม่ใส่หมวกจะถูกตำรวจจับและปรับ และยังวางระเบียบการใช้คำแทนชื่อเป็นมาตรฐาน เช่น ฉัน, ท่าน, เรา มีคำสั่งให้ข้าราชการไทยกล่าวคำว่า "สวัสดี" ในโอกาสแรกที่พบกัน และมีการตัดตัวอักษรที่ออกเสียงซ้ำกันจึงมีการเปลี่ยนแปลงการสะกดคำมากมาย เช่น กระทรวงศึกษาธิการ เขียนเป็น กระซวงสึกสาธิการ เป็นต้น เมื่อจอมพล ป. พิบูลสงคราม หลุดจากอำนาจหลังสงครามโลกครั้งที่สองยุติ รัฐนิยมก็ถูกยกเลิกไปโดยปริยาย อักขรวิธีภาษาไทยได้กลับไปใช้แบบเดิมอีกครั้งหนึ่ง อย่างไรก็ดี วัฒนธรรมที่สังคมไทยเริ่มรับมาจากตะวันตกหลายรูปแบบในขณะนั้น ยังคงอยู่ต่อมาแม้ว่าจะไม่มีการบังคับใช้ตาม "รัฐนิยม" อีกต่อไป และได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมไทยสมัยใหม่ไปแล้ว ในช่วงต้นสงครามโลกครั้งที่ 2 เกิดสงครามอินโดจีนระหว่างไทยกับฝรั่งเศส จากปัญหาเรื่องการใช้แม่น้ำโขงเป็นเส้นแบ่งพรมแดน ระหว่างไทยกับอินโดจีน ซึ่งอยู่ในครอบครองฝรั่งเศสมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 โดยฝรั่งเศสไม่ยอมตกลงเรื่องการใช้ร่องน้ำลึกเป็นเส้นเขตแดน ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2483 ฝรั่งเศสส่งเครื่องบินมาทิ้งระเบิดเมืองนครพนม การรบระหว่างฝรั่งเศสกับไทยจึงเริ่มขึ้น ฝรั่งเศสโจมตีไทยทางอรัญประเทศ รัฐบาล จอมพล ป. ส่งทหารไทยเข้าไปในอินโดจีนทางด้านเขมร แต่ในที่สุดญี่ปุ่นเสนอตัวเข้าไกล่เกลี่ย จนมีการส่งผู้แทนไปลงนามอนุสัญญาโตเกียว เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2484 ในครั้งนั้นไทยได้ดินแดนฝั่งขวาแม่น้ำโขงคืน รวมทั้งทางใต้ตรงข้ามปากเซ คือ แขวงจัมปาศักดิ์ และดินแดนในเขมรที่เสียให้ฝรั่งเศสไปเมื่อปี พ.ศ. 2450 กลับคืนมาด้วย และในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2484 พลเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา ได้เป็นผู้วางศิลาฤกษ์ก่อสร้าง อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เพื่อเป็นอนุสรณ์สถานระลึกถึงชัยชนะของไทยต่อฝรั่งเศส และ 1 ปีต่อมา จอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นผู้กระทำพิธีเปิดเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2485 หลังจากกรณีพิพาทอินโดจีน จอมพล.ป ได้ประกาศให้ประเทศไทยดำรงสถานะเป็นกลางไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดจนกระทั่งญี่ปุ่นทำการยกพลขึ้นบกเพื่อขอทางผ่านไปโจมตีพม่าและมาเลเซีย จอมพล ป. ในฐานะนายกรัฐมนตรีไทย ต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการประคับประคองประเทศชาติ ให้ผ่านพ้นวิกฤตจึงประกาศเป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่นและเข้าร่วมฝ่ายอักษะ ทั้งนี้มีการบอกเล่ากันว่า ท่านขอพระราชทานยศจอมพลให้กับตนเองเพราะท่านต้องการมีอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จ ในระหว่างสงครามจอมพล.ป ได้ทำการตกลงช่วยเหลือญี่ปุ่นด้านการรบ เพราะหวังว่าจะได้ดินแดนเพิ่มเติมเข้ามาครอบครอง โดยประเทศไทยได้รับจังหวัดมาลัย อีกทั้งได้ส่งกองทัพพายัพเข้าดินแดนบางส่วนของพม่าจัดตั้งสหรัฐไทยเดิม หลังสงครามถูกไต่สวนในฐานะอาชญากรสงครามอยู่ระยะหนึ่ง ตาม พระราชบัญญัติอาชญากรรมสงคราม ที่รัฐบาลไทยประกาศใช้เป็นกฎหมายหลังสงครามโลก (มีผู้วิเคราะห์ว่า ส่วนหนึ่งเพื่อมิให้ต้องส่งตัวผู้นำรัฐบาลและนายทหารไทยในยุคนั้นไปให้ศาลอาชญากรรมสงครามระหว่างประเทศที่สัมพันธมิตรตั้งขึ้นที่โตเกียวและเนือร์นแบร์กพิพากษาคดี แต่ให้ศาลไทยเป็นผู้พิพากษาแทน ซึ่งเป็นผลดีต่อชีวิตของอาชญากรรมสงครามเหล่านี้ที่เป็นคนไทยรอดพ้นจากโทษประหารชีวิตทั้งหมด) อย่างไรก็ดี ศาลไทยได้พิจารณาเห็นว่า กฎหมายย่อมไม่มีผลย้อนหลัง จึงปล่อยตัวเป็นอิสระ หลังจากนั้นก็ได้ประกาศยุติบทบาททางการเมืองทั้งหมด กลับไปใช้ชีวิตเรียบง่ายอยู่บ้านที่ อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี โดยปลูกผักต่าง ๆ เพื่อเลี้ยงชีพอดมื้อกินมื้อการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในครั้งหลัง การดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในครั้งหลัง. แต่แล้วด้วยความผกผันทางการเมือง ในปี พ.ศ. 2491 ท่านก็ได้หวนกลับมาคืนสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้งจากการทำรัฐประหารของกลุ่มนายทหารที่นับถือการรบชนะฝรั่งเศสในสงครามอินโดจีน นำโดย พลโทผิน ชุณหะวัณ คราวนี้ดำรงตำแหน่งยาวนานถึง 9 ปี ผ่านวิกฤตและเหตุการณ์กบฏจนเกือบจะเอาชีวิตไม่รอดหลายครั้ง เช่น กบฏเสนาธิการ, กบฏวังหลวง, กบฏแมนฮัตตัน รวมทั้งยังเคยยึดอำนาจตัวเองด้วย จึงได้รับฉายาในช่วงที่ยังไม่หลุดจากอำนาจว่า "โจโฉ นายกฯตลอดกาล" จอมพล ป. ได้รับอีกฉายาหนึ่งว่า "จอมพลกระดูกเหล็ก" เพราะมีชีวิตทางการเมืองอย่างเหลือเชื่อ เคยถูกลอบสังหารมาแล้วถึง 3 ครั้ง แต่ก็รอดชีวิตมาได้ทุกครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเหตุการณ์กบฏแมนฮัตตัน ในปี พ.ศ. 2494 ที่ท่านถูกจี้ลงเรือศรีอยุธยา ถูกทิ้งระเบิดผ่านเตียงที่เคยนอนอยู่อย่างเฉียดฉิว ทั้ง ๆ ที่เหตุการณ์ครั้งนั้นมีผู้เสียชีวิตจำนวนมากนับร้อย จนกระทั่งถึงวาระสุดท้ายในการดำรงตำแหน่งทางการเมือง คือ ในเย็นวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2500 เมื่อถูก ฯพณฯ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายทหารรุ่นน้องที่ไว้ใจและมอบตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกให้ กระทำการรัฐประหาร ซึ่งได้หลบหนีไปด้วยรถยนต์ส่วนตัวกับผู้ติดตามเพียง 2 คน ไปอย่างหวุดหวิด โดยผ่านไปทางประเทศกัมพูชา ก่อนจะลี้ภัยทางการเมืองที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่ง ณ ที่นั่น ครอบครัวได้รับการต้อนรับอย่างดี ทั้งนี้เพราะทางรัฐบาลญี่ปุ่นถือว่าพิบูลสงครามเป็นผู้ที่มีบุญคุณต่อญี่ปุ่น เคยยินยอมให้ทหารญี่ปุ่นผ่านเข้าประเทศไทยในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองด้วยดี ไม่ต้องมีการสู้รบยืดเยื้ออันรังแต่จะทำให้มีแต่ความสูญเสียด้วยกันทั้งสองฝ่าย ซึ่งท่านก็ได้พำนักอยู่ที่นั่นจนตราบถึงแก่อสัญกรรมบั้นปลายชีวิต บั้นปลายชีวิต. จอมพล ป. พิบูลสงคราม ถึงแก่อสัญกรรม เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2507 ในเวลาประมาณ 20.30 น. ณ บ้านพักส่วนตัว ชานกรุงโตเกียว สิริอายุได้ 67 ปี โดยก่อนตาย ยังมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงเหมือนคนปกติ ยังรับประทานอาหารมื้อเที่ยงพร้อมกับครอบครัวและคนสนิทได้เหมือนปกติ แต่ทว่าเมื่อถึงเวลาเย็นก็ได้ทรุดลงและถึงแก่ความตายอย่างกะทันหัน (ซึ่งในเรื่องนี้บางส่วนเชื่อกันว่าเป็นการลอบวางยาพิษ ทั้งนี้เนื่องจากก่อนหน้านั้น จอมพล ป. เริ่มได้สานสัมพันธ์กับ นายปรีดี พนมยงค์ อดีตนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นสมาชิกคณะราษฎรยุคก่อตั้งมาด้วยกัน แม้ครั้งหนึ่งทั้งคู่จะเคยเป็นศัตรูทางการเมืองกันมาก่อนก็ตาม แต่ทว่าในเวลานั้นทั้งคู่ต่างก็หมดอำนาจและต้องลี้ภัยในต่างประเทศด้วยกัน แม้จะอยู่คนละที่ แต่ก็มีการติดต่อกันทางจดหมาย โดยมีผู้อาสาเดินจดหมายให้ และใช้รหัสลับแทนชื่อในการติดต่อกัน ซึ่งสถานการณ์การเมืองในขณะนั้น จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ที่กระทำการรัฐประหารจอมพล ป. ไปเมื่อปี พ.ศ. 2500 ก็ถึงแก่อสัญกรรมไปก่อนหน้านั้นในปี พ.ศ. 2506 จึงมีการคาดหมายว่า อีกไม่นานทั้งจอมพล ป. และนายปรีดีจะเดินทางกลับสู่ประเทศไทย โดยเฉพาะนายปรีดีจะกลับมาแก้ข้อกล่าวหาในคดีสวรรคต และทั้งคู่จะร่วมกันรื้อฟื้นอำนาจทางการเมืองทางสายของคณะราษฎรขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากที่หมดบทบาทไปเลยอย่างสิ้นเชิงจากการรัฐประหารของจอมพลสฤษดิ์) ร่างจอมพล ป. ได้มีพิธีฌาปนกิจขึ้นที่ประเทศญี่ปุ่น ก่อนที่จะมีการนำอัฐิกลับคืนสู่ประเทศไทยในวันที่ 27 มิถุนายน ในปีเดียวกัน โดยมีพิธีรับอย่างสมเกียรติจากทั้ง 3 เหล่าทัพบทบาททางสังคม บทบาททางสังคม. จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่ริเริ่มองค์กรและหน่วยงานสำคัญ ๆ ของประเทศหลายองค์กร ที่พัฒนาและเจริญรุ่งเรืองมาจนปัจจุบัน ซึ่งล้วนแต่เป็นหน่วยงานที่มีความเฉพาะของแต่ละวิชาชีพ เช่น รัฐวิสาหกิจ, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ (มหาวิทยาลัยมหิดล ในปัจจุบัน), มหาวิทยาลัยศิลปากร, มหาวิทยาลัยบูรพา(วิทยาลัยวิชาการศึกษา ต่อมาเป็น มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ บางแสน ก่อนจะมาเป็น มหาวิทยาลัยบูรพา ซึ่งนับได้ว่าเป็นการนำเอาสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาที่ออกมาสู่ภูมิภาค เป็นแห่งแรก) รวมทั้งเป็นผู้ที่ใช้อำนาจยึดสถานที่ต่าง ๆ ที่เคยเป็นที่ประทับของเชื้อพระวงศ์ และที่อยู่ของบุคคลสำคัญก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครองมาใช้เป็นสถานที่ราชการ เช่น วังบางขุนพรหม, วังสวนกุหลาบ, บ้านมนังคศิลา, บ้านพิษณุโลก, บ้านนรสิงห์ เป็นต้นผู้ก่อตั้งโทรทัศน์แห่งแรกของประเทศ ผู้ก่อตั้งโทรทัศน์แห่งแรกของประเทศ. หลังจากความคิดของเสนาบดีกระทรวงพาณิชย์และคมนาคม ในช่วงปี พ.ศ. 2473-พ.ศ. 2475 ของ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากร กรมพระกำแพงเพ็ชรอัครโยธิน ว่าต้องการที่จะให้ประเทศสยาม มีกิจการแพร่ภาพออกอากาศโทรทัศน์ ไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ในปี พ.ศ. 2475 เป็นผลต้องประสบความล้มเหลวในขณะนั้น อย่างไรก็ดีโทรทัศน์ถือกำเนิดขึ้นอีกครั้งภายใต้กรมประชาสัมพันธ์ นับเป็นแห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และแห่งแรกของทวีปเอเชีย บนภาคพื้นแผ่นดินใหญ่ (Asia Continental) แพร่ภาพออกอากาศในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2498 ในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งข้าราชการกลุ่มหนึ่งของกรมประชาสัมพันธ์ แสดงความคิดเห็นเรื่องการจัดตั้งโทรทัศน์มาตั้งแต่ พ.ศ. 2493 ว่า "ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยควรมี Television แล้ว" วันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2493 จอมพล ป. พิบูลสงคราม ผู้นำรัฐบาลมอบหมายให้ กรมประชาสัมพันธ์เสนอ "โครงการจัดตั้งวิทยุโทรภาพ" ต่อคณะรัฐมนตรี ต่อมาวันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2493 คณะรัฐมนตรีลงมติให้จัดตั้งวิทยุโทรภาพและให้ตั้งงบประมาณใน พ.ศ. 2494 ในวันที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2493 จอมพล ป. เขียนข้อความด้วยลายมือ ถึง พล.ต.สุรจิต จารุเศรณี อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ในขณะนั้น ให้ศึกษาจัดหาและจัดส่ง "Television" วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2498 ซึ่งถือเป็นวันชาติในสมัยนั้น จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้เป็นประธาน ในพิธีเปิดสำนักงาน และที่ทำการสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวี ช่อง 4 บางขุนพรหม และเริ่มแพร่ภาพออกอากาศอย่างเป็นทางการ เรียกชื่อตามอนุสัญญาสากลวิทยุ HS1/T-T.V. สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งแรกบนผืนแผ่นดินใหญ่แห่งเอเชีย เครื่องส่งโทรทัศน์เครื่องนี้มีกำลังส่ง 10 กิโลวัตต์ ขาวดำ ระบบ 525 เส้นต่อภาพ 30 ภาพต่อวินาที (ปัจจุบันออกอากาศระบบวีเอชเอฟ ช่อง 9 ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2513 และในขณะนี้ใช้ชื่อว่า ช่อง 9 เอ็มคอตเอชดี พร้อมออกอากาศคู่ขนานไปกับระบบยูเอชเอฟ ช่อง 40 ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557 ในระบบดิจิตอล ที่ภาพความคมชัดละเอียดสูง ทางช่อง 30 )ตลาดนัดกรุงเทพมหานคร ตลาดนัดกรุงเทพมหานคร. ในปี พ.ศ. 2491 จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้ประกาศนโยบายจัดตั้งตลาดนัดทั่วประเทศทุกสุดสัปดาห์ ในกรุงเทพฯ มีการจัดตลาดนัดขึ้นที่สนามหลวง ซึ่งเรียกว่า ตลาดนัดสนามหลวง หรือ ตลาดนัดกรุงเทพมหานคร ปัจจุบัน ตลาดนัดสนามหลวงได้ย้ายออกไปจากบริเวณสนามหลวงแล้ว โดยไปอยู่ที่ ตลาดนัดจตุจักร แทนบ้านพักคนชรา บ้านพักคนชรา. บ้านพักคนชราบางแค หรือ บ้านบางแค เดิมใช้ชื่อว่า "สถานสงเคราะห์คนชราบ้านบางแค" ได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2496 ในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี นับเป็นสถานสงเคราะห์ผู้สูงอายุแห่งแรกของประเทศไทย เพื่อให้การสงเคราะห์ผู้สูงอายุตามนโยบายสวัสดิการสังคมของรัฐ โดยเริ่มเปิดดำเนินการในสมัยของนายปกรณ์ อังศุสิงห์ เป็นอธิบดีกรมประชาสงเคราะห์ ปัจจุบันอยู่ภายใต้การสนับสนุนของ มูลนิธิบ้านบางแคในพระอุปถัมภ์พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุชื่อสถานที่อันเนื่องด้วยชื่อชื่อสถานที่อันเนื่องด้วยชื่อ. 1. จังหวัดพิบูลสงคราม อดีตจังหวัดของประเทศไทย 2. มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม จังหวัดพิษณุโลก 3. หอประชุมจอมพล ป.พิบูลสงคราม โรงเรียนวัดเขมาภิรตาราม จังหวัดนนทบุรี 4. โรงเรียนชุมชนพิบูลสงคราม จังหวัดนครศรีธรรมราช 5. โรงเรียนพิบูลสงครามอุปถัมภ์ จังหวัดราชบุรี 6. ถนนพิบูลสงคราม จังหวัดนนทบุรี 7. โรงเรียนวัดราษฎร์นิยมธรรม(พิบูลสงคราม) กรุงเทพมหานคร 8. โรงเรียนพิบูลอุปถัมภ์ กรุงเทพมหานคร 9. โรงเรียนพิบูลสงเคราะห์๑ จังหวัดลพบุรี 10. โรงเรียนค่ายพิบูลสงคราม จังหวัดลพบุรี 11. โรงเรียนพิบูลวิทยาลัย จังหวัดลพบุรี 12. โรงเรียนสาธิต "พิบูลบำเพ็ญ" มหาวิทยาลัยบูรพา จังหวัดชลบุรี 13. สนามยิงปืนพิบูลสงคราม จังหวัดลพบุรี 14. โรงเรียนนครหลวง(พิบูลประเสริฐวิทย์) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 15. ค่ายพิบูลสงคราม กองบัญชาการกองพลทหารปืนใหญ่ จังหวัดลพบุรี 16. พิพิธภัณฑ์จอมพล ป.พิบูลสงคราม ภายใน ศูนย์การทหารปืนใหญ่ จังหวัดลพบุรี 17. สนามกอล์ฟ จอมพล ป.พิบูลสงคราม ภายในมณฑลทหารบกที่ 13 จังหวัดลพบุรี 18. โรงเรียนพิบูลประชาสรรค์ กรุงเทพมหานคร 19. โรงเรียนหินกอง(พิบูลอนุสรณ์) จังหวัดสระบุรี 20. โรงเรียนพุทธิรังสีพิบูล จ.ฉะเชิงเทราเกียรติยศและรางวัลที่ได้รับ เกียรติยศและรางวัลที่ได้รับ. จอมพล จอมพลเรือ จอมพลอากาศ แปลก พิบูลสงคราม ได้รับพระราชยศ "นายกองใหญ่" ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและมีฐานะเป็นประธานกรรมการและผู้บัญชาการกองอาสารักษาดินแดนเครื่องราชอิสริยาภรณ์เครื่องราชอิสริยาภรณ์ไทย เครื่องราชอิสริยาภรณ์. เครื่องราชอิสริยาภรณ์ไทย.- พ.ศ. 2484 - เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นโบราณมงคลนพรัตนราชวราภรณ์ (น.ร.) - พ.ศ. 2485 - เครื่องราชอิสริยาภรณ์รัตนวราภรณ์ (ร.ว.) - พ.ศ. 2484 - เครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ชั้นปฐมจุลจอมเกล้า (ป.จ.) พร้อมสายสร้อยทองคำ - พ.ศ. 2483 - เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก ชั้นสูงสุด มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก (ม.ป.ช.) - ไม่ปรากฏปี - เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ชั้นสูงสุด มหาวชิรมงกุฎ (ม.ว.ม.) - ไม่ปรากฏปี - เหรียญกล้าหาญ - ไม่ปรากฏปี - เหรียญชัยสมรภูมิ (กรณีสงครามมหาเอเชียบูรพา) - ไม่ปรากฏปี - เหรียญชัยสมรภูมิ (สงครามอินโดจีน) - พ.ศ. 2477 - เหรียญพิทักษ์รัฐธรรมนูญ (พ.ร.ธ.) - พ.ศ. 2477 - เหรียญดุษฎีมาลา เข็มราชการแผ่นดิน (ร.ด.ม.(ผ)) - ไม่ปรากฏปี - เหรียญดุษฎีมาลา เข็มศิลปวิทยา - ไม่ปรากฏปี - เหรียญช่วยราชการเขตภายใน - ไม่ปรากฏปี - เหรียญราชการชายแดน - ไม่ปรากฏปี - เหรียญจักรมาลา - พ.ศ. 2481 - เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ 8 ชั้นที่ 1 (อ.ป.ร.1) - พ.ศ. 2496 - เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ 9 ชั้นที่ 1 (ภ.ป.ร.1)เครื่องราชอิสริยาภรณ์ต่างประเทศ
| จอมพลแปลก พิบูลสงคราม หรือ แปลก ขีตตะสังคะ เกิดเมื่อวันที่เท่าไร | {
"answer": [
"14"
],
"answer_begin_position": [
1443
],
"answer_end_position": [
1445
]
} |
2,687 | 7,440 | แปลก พิบูลสงคราม จอมพล จอมพลเรือ จอมพลอากาศ แปลก พิบูลสงคราม (14 กรกฎาคม พ.ศ. 2440 – 11 มิถุนายน พ.ศ. 2507) หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า "จอมพล ป.พิบูลสงคราม" เป็นนายกรัฐมนตรีไทยที่ดำรงตำแหน่งนานที่สุด คือ 14 ปี 11 เดือน 18 วัน รวม 8 สมัย และเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีนโยบายที่สำคัญคือ การมุ่งมั่นพัฒนาประเทศไทย ให้มีความเจริญรุ่งเรืองทัดเทียมนานาอารยประเทศ มีการปลุกระดมให้คนไทยรู้สึกรักชาติ โดยออกประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วย "รัฐนิยม" หลายอย่าง ซึ่งบางอย่างได้ประกาศเป็นกฎหมายในภายหลัง หลายอย่างกลายเป็นวัฒนธรรมของชาติ เช่น การรำวง, ก๋วยเตี๋ยวผัดไทย เป็นผู้เปลี่ยนชื่อ "ประเทศสยาม" เป็น "ประเทศไทย" และเป็นผู้เปลี่ยน "เพลงชาติไทย" มาเป็นเพลงที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน คำขวัญที่รู้จักกันดีของนายกรัฐมนตรีผู้นี้คือ "เชื่อผู้นำชาติพ้นภัย" หรือ "ท่านผู้นำไปไหนฉันไปด้วย" และ "ไทยอยู่คู่ฟ้า" ในสายตานักวิชาการประวัติศาสตร์การเมืองไทยส่วนหนึ่งเห็นว่า จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นเผด็จการทางทหารที่มีบทบาททางการเมืองสูง และให้ความสนใจกับความคิดที่ส่อไปในทางเชื้อชาตินิยม จอมพล ป. พิบูลสงคราม ถึงแก่อสัญกรรม เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2507 ในเวลาประมาณ 20.30 น. ณ บ้านพักส่วนตัว ชานกรุงโตเกียว สิริอายุได้ 67 ปีประวัติวัยเด็ก ประวัติ. วัยเด็ก. จอมพล ป.พิบูลสงคราม มีชื่อเดิมว่า "แปลก ขีตตะสังคะ" ชื่อจริงคำว่า "แปลก" เนื่องจากเมื่อแรกเกิดบิดามารดาเห็นว่าหูทั้งสองข้างอยู่ต่ำกว่านัยน์ตา ผิดไปจากบุคคลธรรมดา จึงให้ชื่อว่า แปลก แปลก ขีตตะสังคะ เกิดเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2440 บิดาชื่อ นายขีด และมารดา ชื่อ นางสำอางค์ ในสกุล ขีตตะสังคะ บ้านเกิดเป็นเรือนแพขนาดใหญ่ 2 ชั้น ที่ปากคลองบางเขนเก่า ตรงข้ามวัดปากน้ำไม่ห่างจากศาลากลางจังหวัดนนทบุรี และวัดเขมาภิรตาราม อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี อาชีพครอบครัว ประกอบอาชีพเกษตรกรรม สวนทุเรียนและสวนผลไม้ เด็กชายแปลก ขีตตะสังคะ เป็นบุตรคนที่สองในพี่น้อง 5 คน พี่ชาย คนโตชื่อ "ประกิต" (รับราชการทหารได้ยศ พลตรี) คนที่สามเป็นหญิงชื่อ "เปลี่ยน" คนที่สี่เป็นชายชื่อ "ปรุง" คนสุดท้ายชื่อ "ครรชิต" (รับราชการทหารได้ยศ พลตรี)การศึกษาการเข้าสู่อาชีพทหาร การศึกษา. การเข้าสู่อาชีพทหาร. เด็กชายแปลก เข้าสู่ระบบศึกษาครั้งแรกที่ โรงเรียนวัดเขมาภิรตาราม จังหวัดนนทบุรี เมื่อ พ.ศ. 2452 อายุได้ 12 ปี ได้เข้าเรียนในโรงเรียนนายร้อยทหารบก โดยบิดาขอร้องให้ พล.ต.พระยาสุรเสนาช่วยนำฝากเข้าเรียนพร้อมกับพี่ชาย "ประกิต" ศึกษาที่โรงเรียนนายร้อยเป็นเวลา 6 ปี (นักเรียนชั้นประถม 3 ปี นักเรียนชั้นมัธยม 3 ปี) ได้เป็น"นักเรียนทำการนายร้อย" เมื่ออายุได้ 18 ปี (9 พ.ค. 2458) สังกัด "เหล่าปืนใหญ่" โดยได้เป็น "ว่าที่ร้อยตรี" (1 พ.ย. 2458)การสมรส การสมรส. นักเรียนทำการนายร้อยว่าที่ร้อยตรีแปลก เข้าประจำการเหล่าปืนใหญ่ที่ 7 พิษณุโลก และไม่นานนักได้พบรักกับท่านละเอียด พิบูลสงคราม (ขณะนั้นสกุล พันธ์กระวี) ซึ่งเป็น "นักเรียนชั้นสูงสุดเพียงคนเดียว" ในโรงเรียนผดุงนารี โรงเรียนของคณะมิชชันนารี และเป็นโรงเรียนหญิงแห่งแรกของพิษณุโลก ทั้งทำหน้าที่ "ครูฝึกหัด" ฝึกหัดสอน "ชั้นเล็กๆ" ในโรงเรียนแห่งนี้ด้วย ไม่นานนักทั้งสองก็ทำพิธีหมั้นและพิธีแต่งงานเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2459 เมื่อว่าที่ร้อยตรีแปลกอายุย่างเข้า 20 ปี ท่านผู้หญิงละเอียดย่างเข้า 15 ปี มีบุตร 6 รายได้แก่ พลตรี อนันต์ พิบูลสงคราม พลเรือโท ประสงค์ พิบูลสงคราม ร้อยเอกหญิง จีรวัสส์ ปันยารชุน รัชนิบูล ปราณีประชาชน พัชรบูล เบลซ์ นิตย์ พิบูลสงครามอาชีพทหาร – การศึกษา อาชีพทหาร – การศึกษา. หลังการแต่งงานได้ 3 เดือนและเป็นนักเรียนทำการนายร้อยเหล่าปืนใหญ่ที่ 7 พิษณุโลกครบ 2 ปี ก้ได้รับยศเป็น "ร้อยตรี" (23 พ.ค. 2460) และย้ายเข้ากรุงเทพเพื่อศึกษาต่อในโรงเรียนเหล่าทหารปืนใหญ่ที่บางซื่อตามระเบียบการศึกษา โดยพาครอบครัวมาด้วย การศึกษา 2 ปีใน โรงเรียนแห่งนี้แต่ละปีประกอบด้วย 6 เดือนแรกเรียนประจำอยู่ ณ ที่ตั้ง 4 เดือนถัดมาไปฝึกในสนามยิงปืนโคกกระเทียม ลพบุรี อีก 2 เดือนท้าย ซ้อมรบในสนามต่างจังหวัด เมื่อสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนเหล่าทหารปืนใหญ่ ได้กลับกรมต้นสังกัดประจำการที่ปืน 7 พิษณุโลก แต่ไม่นานนักก็ได้ย้ายมาประจำกรมทหารปืนใหญ่ที่ 1 รักษาพระองค์ (1 ส.ค. 2462) ในตำแหน่งนายทหารนสนิทของผู้บังคับบัญชากรม พลตรี หม่อมเจ้าปรีดิเทพย์พงษ์ เทวกุล ปีถัดมาได้รับยศ "ร้อยโท" (24 ม.ย 2463) 1 เมษายน พ.ศ. 2464 นายร้อยโทแปลกได้เข้าศึกษาต่อในโรงเรียนเสนาธิการทหารบก เป็นรุ่นที่ 10 หลักสูตรการศึกษา 2 ปี โรงเรียนเสนาธิการทหารบกเป็นโรงเรียนนายทหารขั้นสูงที่มีนายทหารจำนวนมากประสงค์เข้าศึกษาต่อ แต่โรงเรียนนี้รับนักเรียนได้ประมาณรุ่นละ 10 นาย และนักเรียนที่สอบได้ที่ 1 ของรุ่นจะได้รับทุนไปศึกษาวิชาการเพิ่มเติมที่ต่างประเทศ ในรุ่นของนายร้อยโทแปลกมีผู้สอบไล่ผ่านในปีที่ 2 เพียง 7 นาย และนายร้อยโทแปลกสอบไล่ได้เป็นลำดับที่ 1 ของรุ่นในปีสุดท้ายนี้การศึกษาที่ฝรั่งเศส การศึกษาที่ฝรั่งเศส. เมื่อจบการศึกษา นายร้อยโทแปลกได้ย้ายไปประจำกรมยุทธศาสตร์ทหารบก (1 มี.ค. 2466) และปีถัดมาได้เดินทางไปศึกษาวิชาทหารปืนใหญ่ ต่อที่ ประเทศฝรั่งเศส โดยเดินทางไปเรือลำเดียวกับนายร้อยตรีทัศนัย มิตรภักดี นายทหารม้าได้รับทุนไปศึกษาต่อประเทศฝรั่งเศสเช่นกัน การศึกษาในประเทศฝรั่งเศสประมาณ 3 กว่าปีนั้น นายร้อยโทแปลกเริ่มต้นด้วย 8 เดือนแรกเรียนภาษาฝรั่งเศสกับครอบครัวนายโมเร็ล เดือนมีนาคม พ.ศ. 2467 จึงศึกษาวิชาคำนวณที่มหาวิทยาลัยซอร์บอนน์ในกรุงปารีส และเรียนภาษาฝรั่งเศสเพิ่มเติมที่ หลังจากนั้นได้เข้าประจำกรมทหารปืนใหญ่ (École d'application de l'artillerie) ที่เมืองฟงแตนโบล สำเร็จการศึกษาได้รับประกาศนียบัตร และได้เข้าร่วมการประลองยุทธ ณ ค่าย Valdahon (Doubs) ตั้งแต่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2470ชีวิตและบทบาททางการเมืองคณะราษฎร ชีวิตและบทบาททางการเมือง. คณะราษฎร. จอมพล ป. พิบูลสงคราม เกิดตรงกับในวันชาติฝรั่งเศสด้วย เมื่อขึ้นดำรงตำแหน่งสำคัญ ได้ใช้ชื่อว่า ป. ซึ่งเป็นตัว อักษรย่อเฉกเช่นชื่อของบุคคลสำคัญหลายคนทางประเทศแถบตะวันตก นายร้อยโทแปลก เป็นหนึ่งในคณะนายทหารผู้ร่วมก่อการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ. 2475 โดยเป็นนายทหารปืนใหญ่ รุ่นน้องของ พันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา 2 ปี ที่โรงเรียนนายร้อยทหารบก และเป็นสมาชิกคณะราษฎรยุคก่อตั้งซึ่งมีทั้งหมด 7 คน ตั้งแต่ยังศึกษาอยู่ในประเทศฝรั่งเศส โดยถือเป็นผู้นำของคณะทหารบกยศชั้นผู้น้อย ซึ่งก่อนหน้านั้นระหว่างมีการประชุมกันครั้งแรกของคณะราษฎรที่ยาวนานติดต่อกัน 4 คืน 5 วัน ที่ประเทศฝรั่งเศส เมื่อต้นปี พ.ศ. 2469 นายร้อยโทแปลก ที่สมาชิกคณะราษฎรคนอื่น ๆ ได้เรียกว่า "กัปตัน" และยกให้เป็นหัวหน้ากลุ่ม ได้เสนอว่าหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้วให้สำเร็จโทษพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ แต่ทางนายปรีดี พนมยงค์ ผู้นำคณะราษฎรฝ่ายพลเรือน ได้คัดค้าน โดยยกเหตุผลว่าหากกระทำเช่นนั้นแล้ว จะทำให้เกิดความวุ่นวายและความรุนแรงขึ้นทั่วประเทศเหมือนเช่นการปฏิวัติรัสเซีย และการปฏิวัติแห่งอังกฤษการเดินทางในประเทศเยอรมนี การเดินทางในประเทศเยอรมนี. ขณะนายร้อยโทแปลกได้ศึกษาในประเทศฝรั่งเศส นายร้อยโทแปลกได้มีโอกาสเดินทางท่องเที่ยวในประเทศเยอรมัน ซึ่งขณะนั้นเป็นสาธารณรัฐไวมาร์ นายร้อยโทแปลกได้เดินทางไปยังดินแดนไรน์แลนด์ ซึ่งถูกยึดครองโดยกองทัพสัมพันธมิตรและซาร์ลันด์ซึ่งถูกยึดครองโดยกองทัพฝรั่งเศสการรับราชการ การรับราชการ. หลังจากจบการศึกษาในฝรั่งเศส นายร้อยโทแปลกได้กลับมารับราชการ ในปี พ.ศ. 2470 นายร้อยโทแปลกได้เดินทางกลับเข้าประเทศไทยและเข้าประจำสังกัดเดิมและได้รับเลื่อนยศเป็น "ร้อยเอก" ปีถัดมาย้ายไปดำรงตำแหน่ง "หัวหน้ากองตรวจอากาศสำหรับใช้ทดลอง กรมจเรทหารปืนใหญ่" เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 พันตรี หลวงพิบูลสงครามได้เข้าร่วมกับคณะราษฎร ในเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครอง โดยเป็นกำลังสำคัญในสายทหารบก และเมื่อปี พ.ศ. 2477 ท่านได้เลื่อนยศเป็นพันเอก และดำรงตำแหน่งรองผู้บัญชาการทหารบก ครั้นเมื่อ วันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2481 ท่านได้เข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ต่อจากพันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา โดยการลงมติของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และในช่วงที่ดำรงตำแหน่งก็ได้เลื่อนยศเป็นพลตรี และเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2484 ภายหลังจากที่กองทัพไทยมีชัยชนะต่ออินโดจีนฝรั่งเศส คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์ (พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล) ได้ประกาศพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศจอมพล จอมพลเรือ จอมพลอากาศ แก่พลตรีหลวงพิบูลสงคราม ในเวลาต่อมาเมื่อรัฐบาลจะยกเลิกบรรดาศักดิ์ไทย หลวงพิบูลสงครามในฐานะนายกรัฐมนตรีพร้อมด้วยคณะรัฐมนตรีชุดที่ 9 จึงลาออกจากบรรดาศักดิ์ โดยหลวงพิบูลสงครามเลือกใช้ราชทินนามเป็นนามสกุล ใช้ว่า จอมพลแปลก พิบูลสงคราม ต่อมาหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้ว จอมพล ป. เริ่มมีบทบาทสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ จากเป็นแกนนำในการรัฐประหาร 20 มิถุนายน พ.ศ. 2476 และเป็นผู้บัญชาการกองกำลังผสม ในการปราบกบฏบวรเดช เมื่อปี พ.ศ. 2476 จนได้รับความไว้วางใจ ให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และนายกรัฐมนตรีไทยในเวลาต่อมาการขึ้นสู่อำนาจ การขึ้นสู่อำนาจ. อีกทั้งในการประชุมครั้งสุดท้ายในประเทศไทย ก่อนที่จะลงมือจริงไม่กี่วัน พ.อ.พระยาทรงสุรเดช ซึ่งเป็นนายทหารบกชั้นผู้ใหญ่ ผู้วางแผนการปฏิวัติทั้งหมด ได้เสนอแผนการออกมา ทางจอมพล ป. ซึ่งขณะนั้นมีบรรดาศักดิ์เป็น หลวงพิบูลสงคราม ซึ่งถือเป็นนายทหารชั้นผู้น้อยกว่า ได้สอบถามว่า หากแผนการดังกล่าวไม่สำเร็จ จะมีแผนสำรองประการใดหรือไม่ แต่ทางฝ่าย พ.อ.พระยาทรงสุรเดชไม่ตอบ แต่ได้ย้อนถามกลับไปว่า แล้วทางจอมพล ป. มีแผนอะไร และไม่ยอมตอบว่าตนมีแผนสำรองอะไร ซึ่งทั้งคู่ได้มีปากเสียงกัน หลังจากการประชุมจบแล้ว จอมพล ป. ได้ปรารภกับนายทวี บุณยเกตุ สมาชิกคณะราษฎรฝ่ายพลเรือนที่เข้าประชุมด้วยกันว่า ตนเองกับ พ.อ.พระยาทรงสุรเดช ไม่อาจอยู่ร่วมโลกกันได้ ซึ่งในส่วนนี้ได้พัฒนากลายมาเป็นความขัดแย้งกันระหว่างจอมพล ป. พิบูลสงคราม กับพระยาทรงสุรเดชในเวลาต่อมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีกบฏพระยาทรงสุรเดช ในปี พ.ศ. 2482การดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีครั้งแรก การดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีครั้งแรก. นับแต่จอมพล ป. ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีใน พ.ศ. 2481 ได้มีนโยบายในการสร้างชาติ ซึ่งมีแนวโน้มเป็นลัทธิชาตินิยม เช่น ออกกฎหมายคุ้มครองอุตสาหกรรมภายในประเทศ มีการสงวนอาชีพบางอย่างไว้เฉพาะคนไทย และปลูกฝังให้ประชาชนนิยมใช้สินค้าไทย ด้วยคำขวัญว่า "ไทยทำ ไทยใช้ ไทยเจริญ" รัฐบาลจอมพล ป. ได้เปลี่ยนแปลงประเพณีและวัฒนธรรมบางอย่าง เพื่อให้สอดคล้องกับการการเปลี่ยนแปลงการปกครอง และให้เกิดความทันสมัย เช่น ประกาศให้ข้าราชการเลิกนุ่งผ้าม่วง เลิกสวมเสื้อราชปะแตน และให้นุ่งกางเกงขายาวแทน มีการยกเลิกบรรดาศักด์ และยศข้าราชการพลเรือน มีการเปลี่ยนชื่อประเทศจาก "สยาม" เป็น "ไทย" ในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2482 และเปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่จากวันที่ 1 เมษายน ตามโบราณราชประเพณีพระราชจักรีวงศ์ เป็นวันที่ 1 มกราคมของทุกปี เพื่อให้สอดคล้องกับหลักโลกตะวันตก โดยเริ่มเปลี่ยนในปี พ.ศ. 2484 ทำให้ ปี พ.ศ. 2483 มีเพียง 9 เดือน และทำให้อนาคตสั้นลง มีการสร้างชาติด้วยวัฒนธรรมใหม่ โดยจัดตั้งสภาวัฒนธรรมแห่งชาติขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2485 เพื่อจัดระเบียบการดำเนินชีวิตของคนไทยให้เป็นแบบอารยประเทศ โดยประกาศรัฐนิยมฉบับต่างๆ อาทิ สั่งห้ามประชาชนกินหมากโดยเด็ดขาด ให้ผู้หญิงเลิกนุ่งโจงกระเบน เปลี่ยนมานุ่งผ้าถุงแทน ให้สวมหมวก สวมรองเท้า ไม่ส่งเสริมศิลปะและดนตรีไทยเดิมแต่ส่งเสริมดนตรีสากล ฯลฯ โดยมีคำขวัญในสมัยนั้นว่า "มาลานำไทยสู่มหาอำนาจ" หากผู้หญิงคนใดไม่ใส่หมวกจะถูกตำรวจจับและปรับ และยังวางระเบียบการใช้คำแทนชื่อเป็นมาตรฐาน เช่น ฉัน, ท่าน, เรา มีคำสั่งให้ข้าราชการไทยกล่าวคำว่า "สวัสดี" ในโอกาสแรกที่พบกัน และมีการตัดตัวอักษรที่ออกเสียงซ้ำกันจึงมีการเปลี่ยนแปลงการสะกดคำมากมาย เช่น กระทรวงศึกษาธิการ เขียนเป็น กระซวงสึกสาธิการ เป็นต้น เมื่อจอมพล ป. พิบูลสงคราม หลุดจากอำนาจหลังสงครามโลกครั้งที่สองยุติ รัฐนิยมก็ถูกยกเลิกไปโดยปริยาย อักขรวิธีภาษาไทยได้กลับไปใช้แบบเดิมอีกครั้งหนึ่ง อย่างไรก็ดี วัฒนธรรมที่สังคมไทยเริ่มรับมาจากตะวันตกหลายรูปแบบในขณะนั้น ยังคงอยู่ต่อมาแม้ว่าจะไม่มีการบังคับใช้ตาม "รัฐนิยม" อีกต่อไป และได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมไทยสมัยใหม่ไปแล้ว ในช่วงต้นสงครามโลกครั้งที่ 2 เกิดสงครามอินโดจีนระหว่างไทยกับฝรั่งเศส จากปัญหาเรื่องการใช้แม่น้ำโขงเป็นเส้นแบ่งพรมแดน ระหว่างไทยกับอินโดจีน ซึ่งอยู่ในครอบครองฝรั่งเศสมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 โดยฝรั่งเศสไม่ยอมตกลงเรื่องการใช้ร่องน้ำลึกเป็นเส้นเขตแดน ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2483 ฝรั่งเศสส่งเครื่องบินมาทิ้งระเบิดเมืองนครพนม การรบระหว่างฝรั่งเศสกับไทยจึงเริ่มขึ้น ฝรั่งเศสโจมตีไทยทางอรัญประเทศ รัฐบาล จอมพล ป. ส่งทหารไทยเข้าไปในอินโดจีนทางด้านเขมร แต่ในที่สุดญี่ปุ่นเสนอตัวเข้าไกล่เกลี่ย จนมีการส่งผู้แทนไปลงนามอนุสัญญาโตเกียว เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2484 ในครั้งนั้นไทยได้ดินแดนฝั่งขวาแม่น้ำโขงคืน รวมทั้งทางใต้ตรงข้ามปากเซ คือ แขวงจัมปาศักดิ์ และดินแดนในเขมรที่เสียให้ฝรั่งเศสไปเมื่อปี พ.ศ. 2450 กลับคืนมาด้วย และในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2484 พลเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา ได้เป็นผู้วางศิลาฤกษ์ก่อสร้าง อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เพื่อเป็นอนุสรณ์สถานระลึกถึงชัยชนะของไทยต่อฝรั่งเศส และ 1 ปีต่อมา จอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นผู้กระทำพิธีเปิดเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2485 หลังจากกรณีพิพาทอินโดจีน จอมพล.ป ได้ประกาศให้ประเทศไทยดำรงสถานะเป็นกลางไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดจนกระทั่งญี่ปุ่นทำการยกพลขึ้นบกเพื่อขอทางผ่านไปโจมตีพม่าและมาเลเซีย จอมพล ป. ในฐานะนายกรัฐมนตรีไทย ต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการประคับประคองประเทศชาติ ให้ผ่านพ้นวิกฤตจึงประกาศเป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่นและเข้าร่วมฝ่ายอักษะ ทั้งนี้มีการบอกเล่ากันว่า ท่านขอพระราชทานยศจอมพลให้กับตนเองเพราะท่านต้องการมีอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จ ในระหว่างสงครามจอมพล.ป ได้ทำการตกลงช่วยเหลือญี่ปุ่นด้านการรบ เพราะหวังว่าจะได้ดินแดนเพิ่มเติมเข้ามาครอบครอง โดยประเทศไทยได้รับจังหวัดมาลัย อีกทั้งได้ส่งกองทัพพายัพเข้าดินแดนบางส่วนของพม่าจัดตั้งสหรัฐไทยเดิม หลังสงครามถูกไต่สวนในฐานะอาชญากรสงครามอยู่ระยะหนึ่ง ตาม พระราชบัญญัติอาชญากรรมสงคราม ที่รัฐบาลไทยประกาศใช้เป็นกฎหมายหลังสงครามโลก (มีผู้วิเคราะห์ว่า ส่วนหนึ่งเพื่อมิให้ต้องส่งตัวผู้นำรัฐบาลและนายทหารไทยในยุคนั้นไปให้ศาลอาชญากรรมสงครามระหว่างประเทศที่สัมพันธมิตรตั้งขึ้นที่โตเกียวและเนือร์นแบร์กพิพากษาคดี แต่ให้ศาลไทยเป็นผู้พิพากษาแทน ซึ่งเป็นผลดีต่อชีวิตของอาชญากรรมสงครามเหล่านี้ที่เป็นคนไทยรอดพ้นจากโทษประหารชีวิตทั้งหมด) อย่างไรก็ดี ศาลไทยได้พิจารณาเห็นว่า กฎหมายย่อมไม่มีผลย้อนหลัง จึงปล่อยตัวเป็นอิสระ หลังจากนั้นก็ได้ประกาศยุติบทบาททางการเมืองทั้งหมด กลับไปใช้ชีวิตเรียบง่ายอยู่บ้านที่ อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี โดยปลูกผักต่าง ๆ เพื่อเลี้ยงชีพอดมื้อกินมื้อการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในครั้งหลัง การดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในครั้งหลัง. แต่แล้วด้วยความผกผันทางการเมือง ในปี พ.ศ. 2491 ท่านก็ได้หวนกลับมาคืนสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้งจากการทำรัฐประหารของกลุ่มนายทหารที่นับถือการรบชนะฝรั่งเศสในสงครามอินโดจีน นำโดย พลโทผิน ชุณหะวัณ คราวนี้ดำรงตำแหน่งยาวนานถึง 9 ปี ผ่านวิกฤตและเหตุการณ์กบฏจนเกือบจะเอาชีวิตไม่รอดหลายครั้ง เช่น กบฏเสนาธิการ, กบฏวังหลวง, กบฏแมนฮัตตัน รวมทั้งยังเคยยึดอำนาจตัวเองด้วย จึงได้รับฉายาในช่วงที่ยังไม่หลุดจากอำนาจว่า "โจโฉ นายกฯตลอดกาล" จอมพล ป. ได้รับอีกฉายาหนึ่งว่า "จอมพลกระดูกเหล็ก" เพราะมีชีวิตทางการเมืองอย่างเหลือเชื่อ เคยถูกลอบสังหารมาแล้วถึง 3 ครั้ง แต่ก็รอดชีวิตมาได้ทุกครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเหตุการณ์กบฏแมนฮัตตัน ในปี พ.ศ. 2494 ที่ท่านถูกจี้ลงเรือศรีอยุธยา ถูกทิ้งระเบิดผ่านเตียงที่เคยนอนอยู่อย่างเฉียดฉิว ทั้ง ๆ ที่เหตุการณ์ครั้งนั้นมีผู้เสียชีวิตจำนวนมากนับร้อย จนกระทั่งถึงวาระสุดท้ายในการดำรงตำแหน่งทางการเมือง คือ ในเย็นวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2500 เมื่อถูก ฯพณฯ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายทหารรุ่นน้องที่ไว้ใจและมอบตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกให้ กระทำการรัฐประหาร ซึ่งได้หลบหนีไปด้วยรถยนต์ส่วนตัวกับผู้ติดตามเพียง 2 คน ไปอย่างหวุดหวิด โดยผ่านไปทางประเทศกัมพูชา ก่อนจะลี้ภัยทางการเมืองที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่ง ณ ที่นั่น ครอบครัวได้รับการต้อนรับอย่างดี ทั้งนี้เพราะทางรัฐบาลญี่ปุ่นถือว่าพิบูลสงครามเป็นผู้ที่มีบุญคุณต่อญี่ปุ่น เคยยินยอมให้ทหารญี่ปุ่นผ่านเข้าประเทศไทยในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองด้วยดี ไม่ต้องมีการสู้รบยืดเยื้ออันรังแต่จะทำให้มีแต่ความสูญเสียด้วยกันทั้งสองฝ่าย ซึ่งท่านก็ได้พำนักอยู่ที่นั่นจนตราบถึงแก่อสัญกรรมบั้นปลายชีวิต บั้นปลายชีวิต. จอมพล ป. พิบูลสงคราม ถึงแก่อสัญกรรม เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2507 ในเวลาประมาณ 20.30 น. ณ บ้านพักส่วนตัว ชานกรุงโตเกียว สิริอายุได้ 67 ปี โดยก่อนตาย ยังมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงเหมือนคนปกติ ยังรับประทานอาหารมื้อเที่ยงพร้อมกับครอบครัวและคนสนิทได้เหมือนปกติ แต่ทว่าเมื่อถึงเวลาเย็นก็ได้ทรุดลงและถึงแก่ความตายอย่างกะทันหัน (ซึ่งในเรื่องนี้บางส่วนเชื่อกันว่าเป็นการลอบวางยาพิษ ทั้งนี้เนื่องจากก่อนหน้านั้น จอมพล ป. เริ่มได้สานสัมพันธ์กับ นายปรีดี พนมยงค์ อดีตนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นสมาชิกคณะราษฎรยุคก่อตั้งมาด้วยกัน แม้ครั้งหนึ่งทั้งคู่จะเคยเป็นศัตรูทางการเมืองกันมาก่อนก็ตาม แต่ทว่าในเวลานั้นทั้งคู่ต่างก็หมดอำนาจและต้องลี้ภัยในต่างประเทศด้วยกัน แม้จะอยู่คนละที่ แต่ก็มีการติดต่อกันทางจดหมาย โดยมีผู้อาสาเดินจดหมายให้ และใช้รหัสลับแทนชื่อในการติดต่อกัน ซึ่งสถานการณ์การเมืองในขณะนั้น จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ที่กระทำการรัฐประหารจอมพล ป. ไปเมื่อปี พ.ศ. 2500 ก็ถึงแก่อสัญกรรมไปก่อนหน้านั้นในปี พ.ศ. 2506 จึงมีการคาดหมายว่า อีกไม่นานทั้งจอมพล ป. และนายปรีดีจะเดินทางกลับสู่ประเทศไทย โดยเฉพาะนายปรีดีจะกลับมาแก้ข้อกล่าวหาในคดีสวรรคต และทั้งคู่จะร่วมกันรื้อฟื้นอำนาจทางการเมืองทางสายของคณะราษฎรขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากที่หมดบทบาทไปเลยอย่างสิ้นเชิงจากการรัฐประหารของจอมพลสฤษดิ์) ร่างจอมพล ป. ได้มีพิธีฌาปนกิจขึ้นที่ประเทศญี่ปุ่น ก่อนที่จะมีการนำอัฐิกลับคืนสู่ประเทศไทยในวันที่ 27 มิถุนายน ในปีเดียวกัน โดยมีพิธีรับอย่างสมเกียรติจากทั้ง 3 เหล่าทัพบทบาททางสังคม บทบาททางสังคม. จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่ริเริ่มองค์กรและหน่วยงานสำคัญ ๆ ของประเทศหลายองค์กร ที่พัฒนาและเจริญรุ่งเรืองมาจนปัจจุบัน ซึ่งล้วนแต่เป็นหน่วยงานที่มีความเฉพาะของแต่ละวิชาชีพ เช่น รัฐวิสาหกิจ, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ (มหาวิทยาลัยมหิดล ในปัจจุบัน), มหาวิทยาลัยศิลปากร, มหาวิทยาลัยบูรพา(วิทยาลัยวิชาการศึกษา ต่อมาเป็น มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ บางแสน ก่อนจะมาเป็น มหาวิทยาลัยบูรพา ซึ่งนับได้ว่าเป็นการนำเอาสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาที่ออกมาสู่ภูมิภาค เป็นแห่งแรก) รวมทั้งเป็นผู้ที่ใช้อำนาจยึดสถานที่ต่าง ๆ ที่เคยเป็นที่ประทับของเชื้อพระวงศ์ และที่อยู่ของบุคคลสำคัญก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครองมาใช้เป็นสถานที่ราชการ เช่น วังบางขุนพรหม, วังสวนกุหลาบ, บ้านมนังคศิลา, บ้านพิษณุโลก, บ้านนรสิงห์ เป็นต้นผู้ก่อตั้งโทรทัศน์แห่งแรกของประเทศ ผู้ก่อตั้งโทรทัศน์แห่งแรกของประเทศ. หลังจากความคิดของเสนาบดีกระทรวงพาณิชย์และคมนาคม ในช่วงปี พ.ศ. 2473-พ.ศ. 2475 ของ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากร กรมพระกำแพงเพ็ชรอัครโยธิน ว่าต้องการที่จะให้ประเทศสยาม มีกิจการแพร่ภาพออกอากาศโทรทัศน์ ไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ในปี พ.ศ. 2475 เป็นผลต้องประสบความล้มเหลวในขณะนั้น อย่างไรก็ดีโทรทัศน์ถือกำเนิดขึ้นอีกครั้งภายใต้กรมประชาสัมพันธ์ นับเป็นแห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และแห่งแรกของทวีปเอเชีย บนภาคพื้นแผ่นดินใหญ่ (Asia Continental) แพร่ภาพออกอากาศในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2498 ในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งข้าราชการกลุ่มหนึ่งของกรมประชาสัมพันธ์ แสดงความคิดเห็นเรื่องการจัดตั้งโทรทัศน์มาตั้งแต่ พ.ศ. 2493 ว่า "ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยควรมี Television แล้ว" วันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2493 จอมพล ป. พิบูลสงคราม ผู้นำรัฐบาลมอบหมายให้ กรมประชาสัมพันธ์เสนอ "โครงการจัดตั้งวิทยุโทรภาพ" ต่อคณะรัฐมนตรี ต่อมาวันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2493 คณะรัฐมนตรีลงมติให้จัดตั้งวิทยุโทรภาพและให้ตั้งงบประมาณใน พ.ศ. 2494 ในวันที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2493 จอมพล ป. เขียนข้อความด้วยลายมือ ถึง พล.ต.สุรจิต จารุเศรณี อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ในขณะนั้น ให้ศึกษาจัดหาและจัดส่ง "Television" วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2498 ซึ่งถือเป็นวันชาติในสมัยนั้น จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้เป็นประธาน ในพิธีเปิดสำนักงาน และที่ทำการสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวี ช่อง 4 บางขุนพรหม และเริ่มแพร่ภาพออกอากาศอย่างเป็นทางการ เรียกชื่อตามอนุสัญญาสากลวิทยุ HS1/T-T.V. สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งแรกบนผืนแผ่นดินใหญ่แห่งเอเชีย เครื่องส่งโทรทัศน์เครื่องนี้มีกำลังส่ง 10 กิโลวัตต์ ขาวดำ ระบบ 525 เส้นต่อภาพ 30 ภาพต่อวินาที (ปัจจุบันออกอากาศระบบวีเอชเอฟ ช่อง 9 ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2513 และในขณะนี้ใช้ชื่อว่า ช่อง 9 เอ็มคอตเอชดี พร้อมออกอากาศคู่ขนานไปกับระบบยูเอชเอฟ ช่อง 40 ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557 ในระบบดิจิตอล ที่ภาพความคมชัดละเอียดสูง ทางช่อง 30 )ตลาดนัดกรุงเทพมหานคร ตลาดนัดกรุงเทพมหานคร. ในปี พ.ศ. 2491 จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้ประกาศนโยบายจัดตั้งตลาดนัดทั่วประเทศทุกสุดสัปดาห์ ในกรุงเทพฯ มีการจัดตลาดนัดขึ้นที่สนามหลวง ซึ่งเรียกว่า ตลาดนัดสนามหลวง หรือ ตลาดนัดกรุงเทพมหานคร ปัจจุบัน ตลาดนัดสนามหลวงได้ย้ายออกไปจากบริเวณสนามหลวงแล้ว โดยไปอยู่ที่ ตลาดนัดจตุจักร แทนบ้านพักคนชรา บ้านพักคนชรา. บ้านพักคนชราบางแค หรือ บ้านบางแค เดิมใช้ชื่อว่า "สถานสงเคราะห์คนชราบ้านบางแค" ได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2496 ในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี นับเป็นสถานสงเคราะห์ผู้สูงอายุแห่งแรกของประเทศไทย เพื่อให้การสงเคราะห์ผู้สูงอายุตามนโยบายสวัสดิการสังคมของรัฐ โดยเริ่มเปิดดำเนินการในสมัยของนายปกรณ์ อังศุสิงห์ เป็นอธิบดีกรมประชาสงเคราะห์ ปัจจุบันอยู่ภายใต้การสนับสนุนของ มูลนิธิบ้านบางแคในพระอุปถัมภ์พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุชื่อสถานที่อันเนื่องด้วยชื่อชื่อสถานที่อันเนื่องด้วยชื่อ. 1. จังหวัดพิบูลสงคราม อดีตจังหวัดของประเทศไทย 2. มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม จังหวัดพิษณุโลก 3. หอประชุมจอมพล ป.พิบูลสงคราม โรงเรียนวัดเขมาภิรตาราม จังหวัดนนทบุรี 4. โรงเรียนชุมชนพิบูลสงคราม จังหวัดนครศรีธรรมราช 5. โรงเรียนพิบูลสงครามอุปถัมภ์ จังหวัดราชบุรี 6. ถนนพิบูลสงคราม จังหวัดนนทบุรี 7. โรงเรียนวัดราษฎร์นิยมธรรม(พิบูลสงคราม) กรุงเทพมหานคร 8. โรงเรียนพิบูลอุปถัมภ์ กรุงเทพมหานคร 9. โรงเรียนพิบูลสงเคราะห์๑ จังหวัดลพบุรี 10. โรงเรียนค่ายพิบูลสงคราม จังหวัดลพบุรี 11. โรงเรียนพิบูลวิทยาลัย จังหวัดลพบุรี 12. โรงเรียนสาธิต "พิบูลบำเพ็ญ" มหาวิทยาลัยบูรพา จังหวัดชลบุรี 13. สนามยิงปืนพิบูลสงคราม จังหวัดลพบุรี 14. โรงเรียนนครหลวง(พิบูลประเสริฐวิทย์) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 15. ค่ายพิบูลสงคราม กองบัญชาการกองพลทหารปืนใหญ่ จังหวัดลพบุรี 16. พิพิธภัณฑ์จอมพล ป.พิบูลสงคราม ภายใน ศูนย์การทหารปืนใหญ่ จังหวัดลพบุรี 17. สนามกอล์ฟ จอมพล ป.พิบูลสงคราม ภายในมณฑลทหารบกที่ 13 จังหวัดลพบุรี 18. โรงเรียนพิบูลประชาสรรค์ กรุงเทพมหานคร 19. โรงเรียนหินกอง(พิบูลอนุสรณ์) จังหวัดสระบุรี 20. โรงเรียนพุทธิรังสีพิบูล จ.ฉะเชิงเทราเกียรติยศและรางวัลที่ได้รับ เกียรติยศและรางวัลที่ได้รับ. จอมพล จอมพลเรือ จอมพลอากาศ แปลก พิบูลสงคราม ได้รับพระราชยศ "นายกองใหญ่" ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและมีฐานะเป็นประธานกรรมการและผู้บัญชาการกองอาสารักษาดินแดนเครื่องราชอิสริยาภรณ์เครื่องราชอิสริยาภรณ์ไทย เครื่องราชอิสริยาภรณ์. เครื่องราชอิสริยาภรณ์ไทย.- พ.ศ. 2484 - เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นโบราณมงคลนพรัตนราชวราภรณ์ (น.ร.) - พ.ศ. 2485 - เครื่องราชอิสริยาภรณ์รัตนวราภรณ์ (ร.ว.) - พ.ศ. 2484 - เครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ชั้นปฐมจุลจอมเกล้า (ป.จ.) พร้อมสายสร้อยทองคำ - พ.ศ. 2483 - เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก ชั้นสูงสุด มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก (ม.ป.ช.) - ไม่ปรากฏปี - เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ชั้นสูงสุด มหาวชิรมงกุฎ (ม.ว.ม.) - ไม่ปรากฏปี - เหรียญกล้าหาญ - ไม่ปรากฏปี - เหรียญชัยสมรภูมิ (กรณีสงครามมหาเอเชียบูรพา) - ไม่ปรากฏปี - เหรียญชัยสมรภูมิ (สงครามอินโดจีน) - พ.ศ. 2477 - เหรียญพิทักษ์รัฐธรรมนูญ (พ.ร.ธ.) - พ.ศ. 2477 - เหรียญดุษฎีมาลา เข็มราชการแผ่นดิน (ร.ด.ม.(ผ)) - ไม่ปรากฏปี - เหรียญดุษฎีมาลา เข็มศิลปวิทยา - ไม่ปรากฏปี - เหรียญช่วยราชการเขตภายใน - ไม่ปรากฏปี - เหรียญราชการชายแดน - ไม่ปรากฏปี - เหรียญจักรมาลา - พ.ศ. 2481 - เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ 8 ชั้นที่ 1 (อ.ป.ร.1) - พ.ศ. 2496 - เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ 9 ชั้นที่ 1 (ภ.ป.ร.1)เครื่องราชอิสริยาภรณ์ต่างประเทศ
| มารดาของจอมพล ป.พิบูลสงคราม หรือ แปลก ขีตตะสังคะ คือใคร | {
"answer": [
"นางสำอางค์"
],
"answer_begin_position": [
1494
],
"answer_end_position": [
1504
]
} |
2,688 | 195,711 | ยุรนันท์ ภมรมนตรี ยุรนันท์ ภมรมนตรี หรือ แซม เป็นอดีตนักแสดง พิธีกรรายการโทรทัศน์ นักร้อง และอดีตผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชาวไทย เกิดเมื่อวันที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2506 ที่จังหวัด กรุงเทพมหานคร โดยมีผลงานการแสดงทั้งภาพยนตร์และละครที่โดดเด่น อาทิ ปีกมาร คู่กับ นาถยา แดงบุหงา , สวรรค์เบี่ยง คู่กับ มนฤดี ยมาภัย , มายาตวัน คู่กับ ชฎาพร รัตนากร เป็นต้นประวัติ ประวัติ. นายยุรนันท์ ภมรมนตรี มีชื่อเล่นว่า แซม เกิดเมื่อวันที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2506 ที่กรุงเทพมหานคร เป็นบุตรชายของ พลโทประยูร ภมรมนตรี หนึ่งในผู้ก่อการปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475 และนางเรณู ภมรมนตรี (นามสกุลเดิม: พิบูลภานุวัฒน์) รองนางสาวไทย ประจำปี พ.ศ. 2491 มีพี่ชายร่วมสายโลหิตคือ นายยอดมนู ภมรมนตรี (ชื่อเล่น: ยอด) อดีตพิธีกรรายการโทรทัศน์ อดีตผู้ประกาศข่าว อดีตนักแสดงภาพยนตร์ อดีตนักร้อง และอดีตผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นายยุรนันท์สมรสกับนางสาวมาริษา ภมรมนตรี (นามสกุลเดิม:สุจริตกุล) (ชื่อเล่น: มุก) มีบุตรชาย คือ ยุรการ ภมรมนตรี และบุตรสาว คือ ยุรริษา ภมรมนตรี ซึ่งนายยุรนันท์และนางมาริษา ได้นำชื่อจริงของทั้งบุตรชายและบุตรสาว มาตั้งเป็นชื่อบริษัทของทั้งสองคนด้วยการศึกษา การศึกษา. นายยุรนันท์จบการศึกษาระดับประถมศึกษา และมัธยมศึกษา จากโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร จบการโฆษณา จากสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตพณิชยการพระนคร จบปริญญาตรีจากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง จบปริญญาโท จากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และศึกษาในระดับปริญญาเอก สาขารัฐประศาสนศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย แต่เพราะมีเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมือง จึงทำให้ต้องหยุดการศึกษาต่อด้านนี้ไป และได้ศึกษาต่อจนจบหลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต (Master of Science) สาขาวิชาวิทยาศาสตร์ชะลอวัยและฟื้นฟูสุขภาพ (Program in Anti-Aging and Regenerative Science) มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงการทำงานการทำงานปัจจุบัน การทำงาน. การทำงานปัจจุบัน. ปัจจุบันนายยุรนันท์ได้มาทำธุรกิจเกี่ยวกับสุขภาพ โดยเป็นคณะกรรมการบริษัทพานาซี เมดิคอล เซ็นเตอร์ จำกัดการทำงานด้านการเมือง การทำงานด้านการเมือง. นายยุรนันท์เริ่มเล่นการเมืองด้วยการเข้าสังกัดพรรคไทยรักไทยใน พ.ศ. 2548 นายยุรนันท์ เคยได้รับแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ) ในปี พ.ศ. 2556วงการบันเทิง วงการบันเทิง. ในวงการบันเทิงนายยุรนันท์ได้มีผลงานมากมายทั้งด้านการแสดง พิธีกร และนักร้อง จนเป็นที่รู้จักในชื่อว่า "แซม ยุรนันท์" ยุรนันท์แสดงภาพยนตร์เรื่อง"กำแพงหัวใจ"เป็นเรื่องแรกในปี พ.ศ. 2524 โดยรับบทเป็นน้องชายของ จารุณี สุขสวัสดิ์ผลงานในวงการบันเทิงผลงานภาพยนตร์ผลงานในวงการบันเทิง. ผลงานภาพยนตร์. - กำแพงหัวใจ (2524) - แก้วกลางดง (2528) - นางเสือดาว (2528) - นางฟ้ากับซาตาน (2528) - ไปรษณีย์สื่อรัก (2529) - เมียแต่ง (2529) - ชมพูแก้มแหม่ม (2529) - น.ส.กาเหว่า (2529) - เสี้ยนเสน่หา (2529) - สิ้นสวาท (2529) - วุ่นที่สุด สะดุดรัก (2530) - ฟ้าสีทอง (2530) - ลุ้นอลเวง (2530) - ตะวันเพลิง (2530) - ปีกมาร (2530) - ชะตาฟ้า (2530) - ร่านดอกงิ้ว (2530) - เมียนอกหัวใจ (2530) - แรงปรารถนา (2530) - คาวน้ำผึ้ง (2530) - ผู้พันเรือพ่วง (2530) - ไฟหนาว (2530) - เมียคนใหม่ (2530) - ภุมรีสีทอง (2531) - เหยื่อตัณหา (2531) - วิวาห์จำแลง (2531) - เพชรลุยเพลิง (2531) - ตะลุยโรงหมอ (2531) - รักมหาเฮง (2531) - ซอสามสาย (2531) - ตัณหาเถื่อน (2531) - คนกลางเมือง (2531) - เศรษฐีเงินผ่อน (2531) - พยัคฆ์นางพญา (2531) - หนองบัวแดง (2531) - เก่งจริงนะแม่คุณ (2532) - ปอบผีฟ้า (253X) - หัวใจห้องที่ 5 (2533) - แรงฤทธิ์พิษสวาท (2533) - รักเถอะถ้าหัวใจอยากจะรัก (2533) - ดอกไม้ร่วงที่สันทราย (2535) - ดิฉันไม่ใช่โสเภณี (2536) - เธอของเรา ของเขา หรือของใคร (2536)ผลงานละครโทรทัศน์ละครสั้นละครสั้น. - 2535 ปากกาทอง ตอน เลือดก้อนหนึ่ง ช่อง 7พิธีกรรายการโทรทัศน์พิธีกรรายการโทรทัศน์. - 7 สีคอนเสิร์ต - เที่ยงวันกันเอง - พยากรณ์ พยาเกม - นี่สิ ช่อง 9 - รักจั๊กจี้ - ลุ้นข้ามโลก - ห้าให้ (ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น 5 มหารวย) - หลังคาเดียวกันผลงานเพลงอัลบั้ม: หนึ่งในดวงใจหนึ่งในดวงใจ 1ผลงานเพลง. อัลบั้ม: หนึ่งในดวงใจ. หนึ่งในดวงใจ 1. 1. คีรีบูนบิน 2. บาดหัวใจ 3. วิญญานในภาพถ่าย 4. แจกันรัก 5. คำคน 6. หนึ่งในร้อย 7. รักอย่ารู้คลาย 8. คนพิการรัก 9. คุณจะงอนมากไปแล้ว 10. เจอะคุณเข้าอีกแล้วหนึ่งในดวงใจ 2หนึ่งในดวงใจ 2. 1. คาวหัวใจ 2. หักใจไม่ลืม 3. นางใจ 4. รอ 5. เท่านี้ก็ตรม 6. ไกลบ้าน 7. ครวญ 8. ไม่มีวัน 9. รักคุณไม่เห็นเป็นไร 10. รักคุณเข้าแล้วหนึ่งในดวงใจ 3หนึ่งในดวงใจ 3. 1. ดอกแก้ว 2. แผ่นดินไม่ไร้เท่าใบพุทรา 3. อาลัยรัก 4. อย่าเห็นกันดีกว่า 5. เพ้อ 6. หยาดเพชร 7. จะคอยขวัญใจ 8. เหมือนคนละฟากฟ้า 9. พ่อแง่แม่งอน 10. ทำบุญด้วยอะไรอัลบั้ม: พรายพราวอัลบั้ม: พรายพราว. 1. หยาดเพชร 2. หากรู้สักนิด 3. คืนหนึ่ง 4. ในโลกแห่งความฝัน 5. ชั่วฟ้าดินสลาย 6. รักคุณเข้าแล้ว 7. เสน่หา 8. เก็บรัก 9. รักที่อยากลืม 10. เคหาสน์แดง 11. สวรรค์เบี่ยง 12. พายุใจอัลบั้ม: ลูกทุ่งซูเปอร์ฮิตอัลบั้ม: ลูกทุ่งซูเปอร์ฮิต. 1. สามสิบยังแจ๋ว 2. รักแม่ม่าย 3. ชวนน้องแต่งงาน 4. ไก่นาตาฟาง 5. คนสวยหน้างอ 6. พี่มีเท่านี้ 7. ร้องไห้กับเดือน 8. ขันหมากเศรษฐี 9. ลาสาวแม่กลอง 10. พายุใจ 11. จูบเย้ยจันทร์อัลบั้ม: ลูกทุ่งซูเปอร์ฮิต 2อัลบั้ม: ลูกทุ่งซูเปอร์ฮิต 2. 1. มองทำไม 2. ผู้หญิงหน้าเงิน 3. น้ำตาไอ้หนุ่ม 4. ฝนตกฟ้าร้อง 5. ผู้เสียสละ 6. หนุ่มนารอนาง 7. รักต่างไซส์ 8. รักเธอเท่าฟ้า 9. หิ้วกระเป๋า 10. รักกับพี่ดีแน่อัลบั้ม: Super Boomอัลบั้ม: Super Boom. 1. One way ticket 2. Sealed with a kiss 3. Because 4. Killing me softly with her song 5. Daddy's home 6. Oh..carol 7. Pepito 8. Feelings 9. I wanna be free 10. You're got a friend 11. Raining in my heart 12. The twelfth of neverอัลบั้ม: เพลงทองของพระเอกอัลบั้ม: เพลงทองของพระเอก. 1. กนกลายโบตั๋น 2. สุดแต่ใจจะไขว่คว้า 3. ดวงตาสวรรค์ 4. สองฝั่งคลอง 5. แม่หญิง 6. คนบาป 7. ชีวิตละคร 8. เพียงความทรงจำ 9. พฤกษาสวาท 10. รอยเท้าที่แยกทาง 11. ขอสวรรค์ 12. คนละคน 13. หัวใจไร้สารตะกั่ว 14. จับเธอโฆษณา 15. จู๊ดเกเร 16. เต้นรำหมาป่าอัลบั้ม: ไม่อยากเป็นดาวอัลบั้ม: ไม่อยากเป็นดาว. 1. ไม่อยากเป็นดาว 2. ผู้คุ้มภัย 3. หัวใจกระดาษ 4. น้ำตาลูกผู้ชาย 5. เว้นวรรค..รักไว้ 6. สักคำที่ตรงใจ 7. ขอใจเธอคืน 8. คนไม่มีหัวใจ 9. ทิ้งไว้ในอดีต 10. ตามหาความรักอัลบั้ม: มนุษย์หมาป่าอัลบั้ม: มนุษย์หมาป่า. 1. มนุษย์หมาป่า 2. แทงข้างหลัง 3. ขอสวรรค์ 4. หัวใจไร้สารตะกั่ว 5. รอยเท้าที่แยกทาง 6. แม่หญิง 7. จู๊ดเกเร 8. ปิดหัวใจ 9. จับเธอโฆษณา 10. คนละคนอัลบั้ม: คู่ขวัญ ยุรนันท์ ภมรมนตรี และ สาธิยา ศิลาเกษอัลบั้ม: คู่ขวัญ ยุรนันท์ ภมรมนตรี และ สาธิยา ศิลาเกษ. 1. คู่ขวัญ 2. แว่วกริ่งกังสดาล 3. หนี้รัก 4. เธออยู่ไหนเมื่อไฟดับ 5. มะลิเจ้าเอ๋ย 6. ระแวงรัก 7. รักที่ต้องจำ 8. ระฆังรัก 9. ข้องจิต 10. เพื่อเธอ เพื่อเธอ 11. คืนหนึ่ง 12. จนจริงไม่จนรักอัลบั้ม: อัลบั้มรัก จาก แซมอัลบั้ม: อัลบั้มรัก จาก แซม. 1. รักที่อยากลืม 2. สายสวาท 3. ลาทีความระทม 4. น้ำตาแสงไต้ 5. คิดถึง 6. ดังฟ้าสาป 7. พฤกษาสวาท (ร้องคู่ สาธิยา ศิลาเกษ) 8. ม่าย 9. อย่ารักผมเลย 10. ในโลกแห่งความฝัน 11. จุมพิตนวลปราง 12. นึกถึงอัลบั้มเพลงประกอบละคร (ชุดพิเศษ) อัลบั้มเพลงประกอบละคร (ชุดพิเศษ). ขับร้องโดย แซม ยุรนันท์ ของค่าย Poly Gram1. ชีวิตเหมือนฝัน,ช่อง3 2. เพื่อเธอ (ชีวิตเหมือนฝัน),ช่อง 3 3. สาบนรสิงห์,ช่อง 5 4. ผู้มีแต่ให้ (รายการ เที่ยงวันกันเอง),ช่อง 5 5. ตามหาความรัก(ก้านกฤษณา),ช่อง 3 6. ชีวิตเหมือนฝัน (บรรเลง) 7. เพื่อเธอ (บรรเลง) 8. สาบนรสิงห์ (บรรเลง) 9. ผู้มีแต่ให้ (บรรเลง) 10. ตามหาความรัก (บรรเลง)รางวัลการแสดงละครโทรทัศน์รางวัลการแสดงละครโทรทัศน์. - รางวัลเมขลา ผู้แสดงนำชายดีเด่น จากละคร สวรรค์เบี่ยง ปี 2531 - รางวัลเมขลา ผู้แสดงนำชายดีเด่น จากละคร คนบาป ปี 2535 - รางวัลเมขลา ผู้แสดงนำชายดีเด่น จากละคร คนละโลก ปี 2536 - รางวัลเมขลา ผู้แสดงนำชายดีเด่น จากละคร ความรักสีดำ ปี 2538 - รางวัลเมขลา ผู้แสดงนำชายดีเด่น จากละคร สาบนรสิงห์ ปี 2539 - รางวัลเมขลา ผู้แสดงนำชายดีเด่น จากละคร ไฟริษยา ปี 2541รางวัลทางสังคมรางวัลทางสังคม. - รางวัลลูกกตัญญูเครื่องราชอิสริยาภรณ์เครื่องราชอิสริยาภรณ์. - พ.ศ. 2556 - เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก ชั้นประถมาภรณ์ช้างเผือก (ป.ช.) - พ.ศ. 2554 - เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ชั้นประถมาภรณ์มงกุฏไทย (ป.ม.) - พ.ศ. 2551 - เหรียญลูกเสือสดุดี ชั้นที่ 2
| นายยุรนันท์ ภมรมนตรี มีชื่อเล่นว่า แซม เกิดเมื่อวันที่เท่าไร | {
"answer": [
"2"
],
"answer_begin_position": [
527
],
"answer_end_position": [
528
]
} |
2,689 | 195,711 | ยุรนันท์ ภมรมนตรี ยุรนันท์ ภมรมนตรี หรือ แซม เป็นอดีตนักแสดง พิธีกรรายการโทรทัศน์ นักร้อง และอดีตผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชาวไทย เกิดเมื่อวันที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2506 ที่จังหวัด กรุงเทพมหานคร โดยมีผลงานการแสดงทั้งภาพยนตร์และละครที่โดดเด่น อาทิ ปีกมาร คู่กับ นาถยา แดงบุหงา , สวรรค์เบี่ยง คู่กับ มนฤดี ยมาภัย , มายาตวัน คู่กับ ชฎาพร รัตนากร เป็นต้นประวัติ ประวัติ. นายยุรนันท์ ภมรมนตรี มีชื่อเล่นว่า แซม เกิดเมื่อวันที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2506 ที่กรุงเทพมหานคร เป็นบุตรชายของ พลโทประยูร ภมรมนตรี หนึ่งในผู้ก่อการปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475 และนางเรณู ภมรมนตรี (นามสกุลเดิม: พิบูลภานุวัฒน์) รองนางสาวไทย ประจำปี พ.ศ. 2491 มีพี่ชายร่วมสายโลหิตคือ นายยอดมนู ภมรมนตรี (ชื่อเล่น: ยอด) อดีตพิธีกรรายการโทรทัศน์ อดีตผู้ประกาศข่าว อดีตนักแสดงภาพยนตร์ อดีตนักร้อง และอดีตผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นายยุรนันท์สมรสกับนางสาวมาริษา ภมรมนตรี (นามสกุลเดิม:สุจริตกุล) (ชื่อเล่น: มุก) มีบุตรชาย คือ ยุรการ ภมรมนตรี และบุตรสาว คือ ยุรริษา ภมรมนตรี ซึ่งนายยุรนันท์และนางมาริษา ได้นำชื่อจริงของทั้งบุตรชายและบุตรสาว มาตั้งเป็นชื่อบริษัทของทั้งสองคนด้วยการศึกษา การศึกษา. นายยุรนันท์จบการศึกษาระดับประถมศึกษา และมัธยมศึกษา จากโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร จบการโฆษณา จากสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตพณิชยการพระนคร จบปริญญาตรีจากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง จบปริญญาโท จากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และศึกษาในระดับปริญญาเอก สาขารัฐประศาสนศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย แต่เพราะมีเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมือง จึงทำให้ต้องหยุดการศึกษาต่อด้านนี้ไป และได้ศึกษาต่อจนจบหลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต (Master of Science) สาขาวิชาวิทยาศาสตร์ชะลอวัยและฟื้นฟูสุขภาพ (Program in Anti-Aging and Regenerative Science) มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงการทำงานการทำงานปัจจุบัน การทำงาน. การทำงานปัจจุบัน. ปัจจุบันนายยุรนันท์ได้มาทำธุรกิจเกี่ยวกับสุขภาพ โดยเป็นคณะกรรมการบริษัทพานาซี เมดิคอล เซ็นเตอร์ จำกัดการทำงานด้านการเมือง การทำงานด้านการเมือง. นายยุรนันท์เริ่มเล่นการเมืองด้วยการเข้าสังกัดพรรคไทยรักไทยใน พ.ศ. 2548 นายยุรนันท์ เคยได้รับแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ) ในปี พ.ศ. 2556วงการบันเทิง วงการบันเทิง. ในวงการบันเทิงนายยุรนันท์ได้มีผลงานมากมายทั้งด้านการแสดง พิธีกร และนักร้อง จนเป็นที่รู้จักในชื่อว่า "แซม ยุรนันท์" ยุรนันท์แสดงภาพยนตร์เรื่อง"กำแพงหัวใจ"เป็นเรื่องแรกในปี พ.ศ. 2524 โดยรับบทเป็นน้องชายของ จารุณี สุขสวัสดิ์ผลงานในวงการบันเทิงผลงานภาพยนตร์ผลงานในวงการบันเทิง. ผลงานภาพยนตร์. - กำแพงหัวใจ (2524) - แก้วกลางดง (2528) - นางเสือดาว (2528) - นางฟ้ากับซาตาน (2528) - ไปรษณีย์สื่อรัก (2529) - เมียแต่ง (2529) - ชมพูแก้มแหม่ม (2529) - น.ส.กาเหว่า (2529) - เสี้ยนเสน่หา (2529) - สิ้นสวาท (2529) - วุ่นที่สุด สะดุดรัก (2530) - ฟ้าสีทอง (2530) - ลุ้นอลเวง (2530) - ตะวันเพลิง (2530) - ปีกมาร (2530) - ชะตาฟ้า (2530) - ร่านดอกงิ้ว (2530) - เมียนอกหัวใจ (2530) - แรงปรารถนา (2530) - คาวน้ำผึ้ง (2530) - ผู้พันเรือพ่วง (2530) - ไฟหนาว (2530) - เมียคนใหม่ (2530) - ภุมรีสีทอง (2531) - เหยื่อตัณหา (2531) - วิวาห์จำแลง (2531) - เพชรลุยเพลิง (2531) - ตะลุยโรงหมอ (2531) - รักมหาเฮง (2531) - ซอสามสาย (2531) - ตัณหาเถื่อน (2531) - คนกลางเมือง (2531) - เศรษฐีเงินผ่อน (2531) - พยัคฆ์นางพญา (2531) - หนองบัวแดง (2531) - เก่งจริงนะแม่คุณ (2532) - ปอบผีฟ้า (253X) - หัวใจห้องที่ 5 (2533) - แรงฤทธิ์พิษสวาท (2533) - รักเถอะถ้าหัวใจอยากจะรัก (2533) - ดอกไม้ร่วงที่สันทราย (2535) - ดิฉันไม่ใช่โสเภณี (2536) - เธอของเรา ของเขา หรือของใคร (2536)ผลงานละครโทรทัศน์ละครสั้นละครสั้น. - 2535 ปากกาทอง ตอน เลือดก้อนหนึ่ง ช่อง 7พิธีกรรายการโทรทัศน์พิธีกรรายการโทรทัศน์. - 7 สีคอนเสิร์ต - เที่ยงวันกันเอง - พยากรณ์ พยาเกม - นี่สิ ช่อง 9 - รักจั๊กจี้ - ลุ้นข้ามโลก - ห้าให้ (ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น 5 มหารวย) - หลังคาเดียวกันผลงานเพลงอัลบั้ม: หนึ่งในดวงใจหนึ่งในดวงใจ 1ผลงานเพลง. อัลบั้ม: หนึ่งในดวงใจ. หนึ่งในดวงใจ 1. 1. คีรีบูนบิน 2. บาดหัวใจ 3. วิญญานในภาพถ่าย 4. แจกันรัก 5. คำคน 6. หนึ่งในร้อย 7. รักอย่ารู้คลาย 8. คนพิการรัก 9. คุณจะงอนมากไปแล้ว 10. เจอะคุณเข้าอีกแล้วหนึ่งในดวงใจ 2หนึ่งในดวงใจ 2. 1. คาวหัวใจ 2. หักใจไม่ลืม 3. นางใจ 4. รอ 5. เท่านี้ก็ตรม 6. ไกลบ้าน 7. ครวญ 8. ไม่มีวัน 9. รักคุณไม่เห็นเป็นไร 10. รักคุณเข้าแล้วหนึ่งในดวงใจ 3หนึ่งในดวงใจ 3. 1. ดอกแก้ว 2. แผ่นดินไม่ไร้เท่าใบพุทรา 3. อาลัยรัก 4. อย่าเห็นกันดีกว่า 5. เพ้อ 6. หยาดเพชร 7. จะคอยขวัญใจ 8. เหมือนคนละฟากฟ้า 9. พ่อแง่แม่งอน 10. ทำบุญด้วยอะไรอัลบั้ม: พรายพราวอัลบั้ม: พรายพราว. 1. หยาดเพชร 2. หากรู้สักนิด 3. คืนหนึ่ง 4. ในโลกแห่งความฝัน 5. ชั่วฟ้าดินสลาย 6. รักคุณเข้าแล้ว 7. เสน่หา 8. เก็บรัก 9. รักที่อยากลืม 10. เคหาสน์แดง 11. สวรรค์เบี่ยง 12. พายุใจอัลบั้ม: ลูกทุ่งซูเปอร์ฮิตอัลบั้ม: ลูกทุ่งซูเปอร์ฮิต. 1. สามสิบยังแจ๋ว 2. รักแม่ม่าย 3. ชวนน้องแต่งงาน 4. ไก่นาตาฟาง 5. คนสวยหน้างอ 6. พี่มีเท่านี้ 7. ร้องไห้กับเดือน 8. ขันหมากเศรษฐี 9. ลาสาวแม่กลอง 10. พายุใจ 11. จูบเย้ยจันทร์อัลบั้ม: ลูกทุ่งซูเปอร์ฮิต 2อัลบั้ม: ลูกทุ่งซูเปอร์ฮิต 2. 1. มองทำไม 2. ผู้หญิงหน้าเงิน 3. น้ำตาไอ้หนุ่ม 4. ฝนตกฟ้าร้อง 5. ผู้เสียสละ 6. หนุ่มนารอนาง 7. รักต่างไซส์ 8. รักเธอเท่าฟ้า 9. หิ้วกระเป๋า 10. รักกับพี่ดีแน่อัลบั้ม: Super Boomอัลบั้ม: Super Boom. 1. One way ticket 2. Sealed with a kiss 3. Because 4. Killing me softly with her song 5. Daddy's home 6. Oh..carol 7. Pepito 8. Feelings 9. I wanna be free 10. You're got a friend 11. Raining in my heart 12. The twelfth of neverอัลบั้ม: เพลงทองของพระเอกอัลบั้ม: เพลงทองของพระเอก. 1. กนกลายโบตั๋น 2. สุดแต่ใจจะไขว่คว้า 3. ดวงตาสวรรค์ 4. สองฝั่งคลอง 5. แม่หญิง 6. คนบาป 7. ชีวิตละคร 8. เพียงความทรงจำ 9. พฤกษาสวาท 10. รอยเท้าที่แยกทาง 11. ขอสวรรค์ 12. คนละคน 13. หัวใจไร้สารตะกั่ว 14. จับเธอโฆษณา 15. จู๊ดเกเร 16. เต้นรำหมาป่าอัลบั้ม: ไม่อยากเป็นดาวอัลบั้ม: ไม่อยากเป็นดาว. 1. ไม่อยากเป็นดาว 2. ผู้คุ้มภัย 3. หัวใจกระดาษ 4. น้ำตาลูกผู้ชาย 5. เว้นวรรค..รักไว้ 6. สักคำที่ตรงใจ 7. ขอใจเธอคืน 8. คนไม่มีหัวใจ 9. ทิ้งไว้ในอดีต 10. ตามหาความรักอัลบั้ม: มนุษย์หมาป่าอัลบั้ม: มนุษย์หมาป่า. 1. มนุษย์หมาป่า 2. แทงข้างหลัง 3. ขอสวรรค์ 4. หัวใจไร้สารตะกั่ว 5. รอยเท้าที่แยกทาง 6. แม่หญิง 7. จู๊ดเกเร 8. ปิดหัวใจ 9. จับเธอโฆษณา 10. คนละคนอัลบั้ม: คู่ขวัญ ยุรนันท์ ภมรมนตรี และ สาธิยา ศิลาเกษอัลบั้ม: คู่ขวัญ ยุรนันท์ ภมรมนตรี และ สาธิยา ศิลาเกษ. 1. คู่ขวัญ 2. แว่วกริ่งกังสดาล 3. หนี้รัก 4. เธออยู่ไหนเมื่อไฟดับ 5. มะลิเจ้าเอ๋ย 6. ระแวงรัก 7. รักที่ต้องจำ 8. ระฆังรัก 9. ข้องจิต 10. เพื่อเธอ เพื่อเธอ 11. คืนหนึ่ง 12. จนจริงไม่จนรักอัลบั้ม: อัลบั้มรัก จาก แซมอัลบั้ม: อัลบั้มรัก จาก แซม. 1. รักที่อยากลืม 2. สายสวาท 3. ลาทีความระทม 4. น้ำตาแสงไต้ 5. คิดถึง 6. ดังฟ้าสาป 7. พฤกษาสวาท (ร้องคู่ สาธิยา ศิลาเกษ) 8. ม่าย 9. อย่ารักผมเลย 10. ในโลกแห่งความฝัน 11. จุมพิตนวลปราง 12. นึกถึงอัลบั้มเพลงประกอบละคร (ชุดพิเศษ) อัลบั้มเพลงประกอบละคร (ชุดพิเศษ). ขับร้องโดย แซม ยุรนันท์ ของค่าย Poly Gram1. ชีวิตเหมือนฝัน,ช่อง3 2. เพื่อเธอ (ชีวิตเหมือนฝัน),ช่อง 3 3. สาบนรสิงห์,ช่อง 5 4. ผู้มีแต่ให้ (รายการ เที่ยงวันกันเอง),ช่อง 5 5. ตามหาความรัก(ก้านกฤษณา),ช่อง 3 6. ชีวิตเหมือนฝัน (บรรเลง) 7. เพื่อเธอ (บรรเลง) 8. สาบนรสิงห์ (บรรเลง) 9. ผู้มีแต่ให้ (บรรเลง) 10. ตามหาความรัก (บรรเลง)รางวัลการแสดงละครโทรทัศน์รางวัลการแสดงละครโทรทัศน์. - รางวัลเมขลา ผู้แสดงนำชายดีเด่น จากละคร สวรรค์เบี่ยง ปี 2531 - รางวัลเมขลา ผู้แสดงนำชายดีเด่น จากละคร คนบาป ปี 2535 - รางวัลเมขลา ผู้แสดงนำชายดีเด่น จากละคร คนละโลก ปี 2536 - รางวัลเมขลา ผู้แสดงนำชายดีเด่น จากละคร ความรักสีดำ ปี 2538 - รางวัลเมขลา ผู้แสดงนำชายดีเด่น จากละคร สาบนรสิงห์ ปี 2539 - รางวัลเมขลา ผู้แสดงนำชายดีเด่น จากละคร ไฟริษยา ปี 2541รางวัลทางสังคมรางวัลทางสังคม. - รางวัลลูกกตัญญูเครื่องราชอิสริยาภรณ์เครื่องราชอิสริยาภรณ์. - พ.ศ. 2556 - เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก ชั้นประถมาภรณ์ช้างเผือก (ป.ช.) - พ.ศ. 2554 - เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ชั้นประถมาภรณ์มงกุฏไทย (ป.ม.) - พ.ศ. 2551 - เหรียญลูกเสือสดุดี ชั้นที่ 2
| บิดาของยุรนันท์ ภมรมนตรี คือใคร | {
"answer": [
"พลโทประยูร ภมรมนตรี"
],
"answer_begin_position": [
578
],
"answer_end_position": [
597
]
} |
2,690 | 305,469 | หม่อมหลวงปิยาภัสร์ ภิรมย์ภักดี หม่อมหลวงปิยาภัสร์ ภิรมย์ภักดี (ราชสกุลเดิม: กฤดากร; พ.ศ. 2505) นางสนองพระโอษฐ์และนักธุรกิจชาวไทย ที่เป็นผู้รับบทเป็นสมเด็จพระสุริโยไทย ในภาพยนตร์เรื่อง สุริโยไท ซึ่งกำกับโดยหม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคลประวัติ ประวัติ. หม่อมหลวงปิยาภัสร์ ภิรมย์ภักดี หรือ คุณต้น เป็นบุตรีของหม่อมราชวงศ์ยงสวาสดิ์ กฤดากร อดีตรองผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ กับท่านผู้หญิงวิยะฎา กฤดากร ณ อยุธยา มีน้องชายหนึ่งคน คือ หม่อมหลวงชโยทิต กฤดากร บิดาเป็นโอรสของหม่อมเจ้าเสริมสวาสดิ์ กฤดากร กับหม่อมหลวงแส กฤดากร (สกุลเดิม: สนิทวงศ์; เป็นพี่สาวต่างมารดาของหม่อมหลวงบัว กิติยากร) ส่วนมารดานางสนองพระโอษฐ์ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ผู้ตามเสด็จตกที่จังหวัดนราธิวาส เธอสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, โรงเรียนจิตรลดา และปริญญาตรี เอกประวัติศาสตร์ คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หม่อมหลวงปิยาภัสร์ สมรสกับ จุตินันท์ ภิรมย์ภักดี กรรมการสภาสถาบันผู้ทรงคุณวุฒิ สถาบันการพลศึกษา บุตรของจำนงค์ ภิรมย์ภักดี กับคุณหญิงสุภัจฉรี ภิรมย์ภักดี มีบุตร 3 คน คือ1. จิตภัสร์ กฤดากร 2. นันทญา ภิรมย์ภักดี 3. ณัยณพ ภิรมย์ภักดีการแสดง การแสดง. หม่อมหลวงปิยาภัสร์ ภิรมย์ภักดี เป็นที่รู้จักโดยทั่วไปจากการรับบทเป็นสมเด็จพระสุริโยทัย ในภาพยนตร์เรื่อง สุริโยไท ของ หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคลการทำงานการทำงาน. - ปัจจุบันเป็นเจ้าของบริษัท LIDEE DESIGN GROUP โรงงานทำซิลก์สกรีนเสื้อยืด - ร้านขายของโมเดิร์น คลาสสิก, ร้านขายเสื้อผ้าเครื่องประดับมือสอง “เซ้คเกิน ชันซ์” - ช่วยดูแลร้านอาหารสไตล์แม็กซิกัน “แอ็ชแท็ค” หลังการเสียชีวิตของท่านผู้หญิงวิยะฎาผู้เป็นมารดา เธอได้เข้าถวายงานบางส่วนในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เช่น การตามเสด็จ และถวายงานเกี่ยวกับฉลองพระองค์ และสิ่งของต่าง ๆ ที่ต้องประสงค์ รวมทั้งจะเป็นผู้หนึ่งที่เดินแบบถวาย เมื่อครั้งสมเด็จพระนางเจ้าฯ นำแฟชั่นโชว์ผ้าไหมไทย ไปแสดงในประเทศต่าง ๆ ด้วยเครื่องราชอิสริยาภรณ์รางวัลรางวัล. - ได้รับคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 8 บุคคลที่เป็นสุดยอดสไตล์แห่งปี 2003 จากนิตยสารแอล ประเทศไทยลำดับสาแหรก
| บิดาของหม่อมหลวงปิยาภัสร์ ภิรมย์ภักดี หรือ คุณต้น คือใคร | {
"answer": [
"หม่อมราชวงศ์ยงสวาสดิ์ กฤดากร"
],
"answer_begin_position": [
406
],
"answer_end_position": [
434
]
} |
2,691 | 305,469 | หม่อมหลวงปิยาภัสร์ ภิรมย์ภักดี หม่อมหลวงปิยาภัสร์ ภิรมย์ภักดี (ราชสกุลเดิม: กฤดากร; พ.ศ. 2505) นางสนองพระโอษฐ์และนักธุรกิจชาวไทย ที่เป็นผู้รับบทเป็นสมเด็จพระสุริโยไทย ในภาพยนตร์เรื่อง สุริโยไท ซึ่งกำกับโดยหม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคลประวัติ ประวัติ. หม่อมหลวงปิยาภัสร์ ภิรมย์ภักดี หรือ คุณต้น เป็นบุตรีของหม่อมราชวงศ์ยงสวาสดิ์ กฤดากร อดีตรองผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ กับท่านผู้หญิงวิยะฎา กฤดากร ณ อยุธยา มีน้องชายหนึ่งคน คือ หม่อมหลวงชโยทิต กฤดากร บิดาเป็นโอรสของหม่อมเจ้าเสริมสวาสดิ์ กฤดากร กับหม่อมหลวงแส กฤดากร (สกุลเดิม: สนิทวงศ์; เป็นพี่สาวต่างมารดาของหม่อมหลวงบัว กิติยากร) ส่วนมารดานางสนองพระโอษฐ์ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ผู้ตามเสด็จตกที่จังหวัดนราธิวาส เธอสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, โรงเรียนจิตรลดา และปริญญาตรี เอกประวัติศาสตร์ คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หม่อมหลวงปิยาภัสร์ สมรสกับ จุตินันท์ ภิรมย์ภักดี กรรมการสภาสถาบันผู้ทรงคุณวุฒิ สถาบันการพลศึกษา บุตรของจำนงค์ ภิรมย์ภักดี กับคุณหญิงสุภัจฉรี ภิรมย์ภักดี มีบุตร 3 คน คือ1. จิตภัสร์ กฤดากร 2. นันทญา ภิรมย์ภักดี 3. ณัยณพ ภิรมย์ภักดีการแสดง การแสดง. หม่อมหลวงปิยาภัสร์ ภิรมย์ภักดี เป็นที่รู้จักโดยทั่วไปจากการรับบทเป็นสมเด็จพระสุริโยทัย ในภาพยนตร์เรื่อง สุริโยไท ของ หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคลการทำงานการทำงาน. - ปัจจุบันเป็นเจ้าของบริษัท LIDEE DESIGN GROUP โรงงานทำซิลก์สกรีนเสื้อยืด - ร้านขายของโมเดิร์น คลาสสิก, ร้านขายเสื้อผ้าเครื่องประดับมือสอง “เซ้คเกิน ชันซ์” - ช่วยดูแลร้านอาหารสไตล์แม็กซิกัน “แอ็ชแท็ค” หลังการเสียชีวิตของท่านผู้หญิงวิยะฎาผู้เป็นมารดา เธอได้เข้าถวายงานบางส่วนในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เช่น การตามเสด็จ และถวายงานเกี่ยวกับฉลองพระองค์ และสิ่งของต่าง ๆ ที่ต้องประสงค์ รวมทั้งจะเป็นผู้หนึ่งที่เดินแบบถวาย เมื่อครั้งสมเด็จพระนางเจ้าฯ นำแฟชั่นโชว์ผ้าไหมไทย ไปแสดงในประเทศต่าง ๆ ด้วยเครื่องราชอิสริยาภรณ์รางวัลรางวัล. - ได้รับคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 8 บุคคลที่เป็นสุดยอดสไตล์แห่งปี 2003 จากนิตยสารแอล ประเทศไทยลำดับสาแหรก
| มารดาของหม่อมหลวงปิยาภัสร์ ภิรมย์ภักดี หรือ คุณต้น คือใคร | {
"answer": [
"ผู้หญิงวิยะฎา กฤดากร ณ อยุธยา"
],
"answer_begin_position": [
496
],
"answer_end_position": [
525
]
} |
2,694 | 85,635 | สุวัจน์ ลิปตพัลลภ สุวัจน์ ลิปตพัลลภ นายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา อดีตรองนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลของดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตรัฐมนตรีว่าการทบวงมหาวิทยาลัย และอดีตรัฐมนตรีว่าการหลายกระทรวง เป็นหนึ่งในแกนนำพรรครวมชาติพัฒนา (ปัจจุบันคือ พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน) แต่ไม่ได้ลงสมัครรับเลือกตั้งทั่วไป 23 ธันวาคม พ.ศ. 2550 เนื่องจากถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปีประวัติ ประวัติ. สุวัจน์ ลิปตพัลลภ เกิดวันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2498 เป็นบุตรของนายวิศว์ ลิปตพัลลภ และนางจรัสพิมพ์ ลิปตพัลลภ นับเป็นบุตรคนที่สามในพี่น้องทั้งหมด 5 รายจากรายนามต่อไปนี้ นายสังวรณ์ ลิปตพัลลภ ผู้ต้องหาคดีฉ้อโกงโครงการบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่านนายเสวี ลิปตพัลลภ, นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ, พล.ต.อ.วุฒิ ลิปตพัลลภ ผู้ตรวจราชการพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ, อดีตที่ปรึกษา สบ.10 และนายเทวัญ ลิปตพัลลภ ประธานสโมสรนครราชสีมา เอฟซี สโมสรฟุตบอลนครราชสีมา สุวัจน์ ลิปตพัลลภจบการศึกษาจากโรงเรียนอัสสัมชัญธนบุรี และโรงเรียนเซนต์คาเบรียล สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และปริญญาโท วิศวกรรมศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยเพอร์ดู รัฐอินดีแอนา ประเทศสหรัฐอเมริกา สมรสกับ พลโทหญิง พูนภิรมย์ ลิปตพัลลภ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานมีบุตรด้วยกัน 2 คนคือ นายพสุ ลิปตพัลลภ และ น.ส.พราวพุธ ลิปตพัลลภตำแหน่งทางการเมือง ตำแหน่งทางการเมือง. นายสุวัจน์ เริ่มเข้าสู่การเมืองในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครราชสีมา ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2531 ต่อมาในปี พ.ศ. 2533 ได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ในรัฐบาลของพลเอก ชาติชาย ชุณหะวัน (1) พ.ศ. 2534 เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ในรัฐบาลของพลเอก ชาติชาย ชุณหะวัน (2) ภายหลังการยุบสภาในปี พ.ศ. 2535 นายสุวัจน์ ได้เข้าร่วมกับพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ นายกร ทัพพะรังสี และสมาชิกอีกจำนวนหนึ่ง จัดตั้งพรรคชาติพัฒนาขึ้น ในรัฐบาลของพลเอก สุจินดา คราประยูร ได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และในปี พ.ศ. 2538 เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในรัฐบาลของนายชวน หลีกภัย พ.ศ. 2540 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในรัฐบาลของชวลิต ยงใจยุทธ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในรัฐบาลของนายชวน หลีกภัย ในปี พ.ศ. 2545 รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการทบวงมหาวิทยาลัย รัฐบาลของ[[ทักษิณ ชินวัตร]] (1) และ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2547 เป็นรองนายกรัฐมนตรี ต่อจากนั้นไม่นานก้ได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในรัฐบาลของพันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร (2) นายสุวัจน์ เข้ารับตำแหน่งหัวหน้าพรรคชาติพัฒนา ต่อจากนายกร ทัพพะรังสี ซึ่งลาออกไปร่วมกับพรรคไทยรักไทย และต่อมาในปี พ.ศ. 2548 นายสุวัจน์ จึงประกาศยุบพรรคชาติพัฒนาเข้าร่วมกับพรรคไทยรักไทย ต่อมาในปี พ.ศ. 2550 ได้ถูกตัดสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี เนื่องจากเป็นกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยซึ่งถูกยุบในคดียุบพรรคการเมือง พ.ศ. 2549 จึงได้นำสมาชิกในกลุ่มย้ายไปสังกัดพรรครวมใจไทยชาติพัฒนาการกีฬา การกีฬา. สุวัจน์ ลิปตพัลลภ ดำรงตำแหน่งเป็นรองประธานคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทย วาระปี พ.ศ. 2552 - พ.ศ. 2556 และดำรงตำแหน่งนายกลอนเทนนิสสมาคมอีกด้วยเครื่องราชอิสริยาภรณ์เครื่องราชอิสริยาภรณ์. - พ.ศ. 2538 - เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก ชั้นมหาประมาภรณ์ช้างเผือก - พ.ศ. 2536 - เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ชั้น มหาวชิรมงกุฎ - พ.ศ. 2548 - ปฐมดิเรกคุณาภรณ์ (ป.ภ.)
| นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ เกิดวันที่เท่าไร | {
"answer": [
"9"
],
"answer_begin_position": [
497
],
"answer_end_position": [
498
]
} |
2,695 | 85,635 | สุวัจน์ ลิปตพัลลภ สุวัจน์ ลิปตพัลลภ นายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา อดีตรองนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลของดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตรัฐมนตรีว่าการทบวงมหาวิทยาลัย และอดีตรัฐมนตรีว่าการหลายกระทรวง เป็นหนึ่งในแกนนำพรรครวมชาติพัฒนา (ปัจจุบันคือ พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน) แต่ไม่ได้ลงสมัครรับเลือกตั้งทั่วไป 23 ธันวาคม พ.ศ. 2550 เนื่องจากถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปีประวัติ ประวัติ. สุวัจน์ ลิปตพัลลภ เกิดวันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2498 เป็นบุตรของนายวิศว์ ลิปตพัลลภ และนางจรัสพิมพ์ ลิปตพัลลภ นับเป็นบุตรคนที่สามในพี่น้องทั้งหมด 5 รายจากรายนามต่อไปนี้ นายสังวรณ์ ลิปตพัลลภ ผู้ต้องหาคดีฉ้อโกงโครงการบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่านนายเสวี ลิปตพัลลภ, นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ, พล.ต.อ.วุฒิ ลิปตพัลลภ ผู้ตรวจราชการพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ, อดีตที่ปรึกษา สบ.10 และนายเทวัญ ลิปตพัลลภ ประธานสโมสรนครราชสีมา เอฟซี สโมสรฟุตบอลนครราชสีมา สุวัจน์ ลิปตพัลลภจบการศึกษาจากโรงเรียนอัสสัมชัญธนบุรี และโรงเรียนเซนต์คาเบรียล สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และปริญญาโท วิศวกรรมศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยเพอร์ดู รัฐอินดีแอนา ประเทศสหรัฐอเมริกา สมรสกับ พลโทหญิง พูนภิรมย์ ลิปตพัลลภ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานมีบุตรด้วยกัน 2 คนคือ นายพสุ ลิปตพัลลภ และ น.ส.พราวพุธ ลิปตพัลลภตำแหน่งทางการเมือง ตำแหน่งทางการเมือง. นายสุวัจน์ เริ่มเข้าสู่การเมืองในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครราชสีมา ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2531 ต่อมาในปี พ.ศ. 2533 ได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ในรัฐบาลของพลเอก ชาติชาย ชุณหะวัน (1) พ.ศ. 2534 เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ในรัฐบาลของพลเอก ชาติชาย ชุณหะวัน (2) ภายหลังการยุบสภาในปี พ.ศ. 2535 นายสุวัจน์ ได้เข้าร่วมกับพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ นายกร ทัพพะรังสี และสมาชิกอีกจำนวนหนึ่ง จัดตั้งพรรคชาติพัฒนาขึ้น ในรัฐบาลของพลเอก สุจินดา คราประยูร ได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และในปี พ.ศ. 2538 เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในรัฐบาลของนายชวน หลีกภัย พ.ศ. 2540 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในรัฐบาลของชวลิต ยงใจยุทธ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในรัฐบาลของนายชวน หลีกภัย ในปี พ.ศ. 2545 รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการทบวงมหาวิทยาลัย รัฐบาลของ[[ทักษิณ ชินวัตร]] (1) และ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2547 เป็นรองนายกรัฐมนตรี ต่อจากนั้นไม่นานก้ได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในรัฐบาลของพันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร (2) นายสุวัจน์ เข้ารับตำแหน่งหัวหน้าพรรคชาติพัฒนา ต่อจากนายกร ทัพพะรังสี ซึ่งลาออกไปร่วมกับพรรคไทยรักไทย และต่อมาในปี พ.ศ. 2548 นายสุวัจน์ จึงประกาศยุบพรรคชาติพัฒนาเข้าร่วมกับพรรคไทยรักไทย ต่อมาในปี พ.ศ. 2550 ได้ถูกตัดสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี เนื่องจากเป็นกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยซึ่งถูกยุบในคดียุบพรรคการเมือง พ.ศ. 2549 จึงได้นำสมาชิกในกลุ่มย้ายไปสังกัดพรรครวมใจไทยชาติพัฒนาการกีฬา การกีฬา. สุวัจน์ ลิปตพัลลภ ดำรงตำแหน่งเป็นรองประธานคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทย วาระปี พ.ศ. 2552 - พ.ศ. 2556 และดำรงตำแหน่งนายกลอนเทนนิสสมาคมอีกด้วยเครื่องราชอิสริยาภรณ์เครื่องราชอิสริยาภรณ์. - พ.ศ. 2538 - เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก ชั้นมหาประมาภรณ์ช้างเผือก - พ.ศ. 2536 - เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ชั้น มหาวชิรมงกุฎ - พ.ศ. 2548 - ปฐมดิเรกคุณาภรณ์ (ป.ภ.)
| บิดของสุวัจน์ ลิปตพัลลภ คือใคร | {
"answer": [
"นายวิศว์ ลิปตพัลลภ"
],
"answer_begin_position": [
531
],
"answer_end_position": [
549
]
} |
2,697 | 126,499 | นวลพรรณ ล่ำซำ นวลพรรณ ล่ำซำ กรรมการในคณะกรรมการมูลนิธิโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช กงสุลกิตติมศักดิ์สาธารณรัฐลิทัวเนีย อดีตที่ปรึกษาประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เป็นอดีตผู้ช่วยเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ อดีตที่ปรึกษาผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (อภิรักษ์ โกษะโยธิน) และกรรมการผู้จัดการบริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) รวมถึงเป็นผู้จัดการฟุตบอลหญิงทีมชาติไทย นอกจากเป็นผู้บริหารระดับสูงในธุรกิจประกันภัยของตระกูล นวลพรรณยังเปิดกิจการของตัวเอง นำเข้าสินค้าแฟชั่นแบรนด์เนมหลายแบรนด์ ผ่านทางบริษัท วรรณมานี จำกัด และบริษัท ซังออนอเร่ (กรุงเทพ) จำกัด เริ่มจากแบรนด์แรก คือ แอร์เมส (Hermes) จนมีมากมายหลายแบรนด์ในปัจจุบัน เช่น เอ็มโพริโอ อาร์มานี (Emporio Armani), ทอดส์ (Tod's), Rodo, โคลเอ้ (Chole), Christofle และบลูมารีน (Blumarine) นอกจากนี้เมื่อปี พ.ศ. 2546 นวลพรรณยังร่วมหุ้นกับเพื่อน นำเข้าผลิตภัณฑ์เวชสำอาง "Skin Ceuticals" โดยมี หุ้นส่วนคือ เมทินี กิ่งโพยม, อนุวัฒน์ นิวาตวงศ์ และน.พ.จักรินทร์ ทัฬหชาติโยธิน เปิดบริษัทชื่อ "Foure C" ที่สุขุมวิท 24 ปลายปี พ.ศ. 2549 นวลพรรณย่างก้าวเข้าสู่วงการเมืองในสังกัด พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งโพธิพงษ์ ล่ำซำ ผู้เป็นบิดา เคยดำรงตำแหน่งรองหัวหน้าพรรค และปัจจุบันยังดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการสภาที่ปรึกษาพรรคประวัติ ประวัติ. นวลพรรณ ล่ำซำ เกิดวันที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2509 มีชื่อเล่นว่า "แป้ง" เป็นบุตรีของโพธิพงษ์ ล่ำซำ กรรมการสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ กับยุพา ล่ำซำ เจ้าของธุรกิจเมืองไทยประกันชีวิต และเมืองไทยประกันภัย มีน้องสาวและน้องชายอย่างละหนึ่งคน คือ วรรณพร พรประภา กรรมการผู้จัดการ บริษัท พี แลนด์สเคป จำกัด และสาระ ล่ำซำ ผู้บริหารบริษัทเมืองไทยประกันชีวิต พวกเธอนับเป็นทายาทตระกูลล่ำซำรุ่นที่ 5 และมีศักดิ์เป็นหลานอาของบัณฑูร ล่ำซำ ผู้บริหารธนาคารกสิกรไทย นวลพรรณสำเร็จการศึกษาจาก โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย และ โรงเรียนสาธิตปทุมวัน ปริญญาตรี สาขาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และปริญญาโท สาขาการจัดการ มหาวิทยาลัยบอสตัน สหรัฐอเมริกา พ.ศ. 2532 นวลพรรณ สมรสครั้งแรกกับดร.วัชระ พรรณเชษฐ์ ประธานกรรมการ บริษัทสิทธิผลเซลส์ และ บริษัทเยอรมันออโต้ มีบุตรสาวด้วยกันคือ นวลวรรณ พรรณเชษฐ์ (น้องปราง) แต่หย่ากันเมื่อต้นปี พ.ศ. 2548 จึงมีระยะหนึ่งที่ใช้ชื่อว่า "นวลพรรณ พรรณเชษฐ์" แม้จะแยกทางกันในชีวิตสมรสแล้ว แต่ทั้งคู่ก็ยังอยู่บ้านในชายคาเดียวกันบนถนนรามคำแหง และร่วมหุ้นกันในบริษัท วรรณมานี จำกัด และบริษัท ซังออนอเร่ (กรุงเทพ) จำกัด ภายหลังนวลพรรณสมรสครั้งที่สองกับพันตำรวจเอก ดร. ณรัชต์ เศวตนันทน์ อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม เมื่อวันที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2557 ต่อมาวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2560 พันตำรวจเอก ดร. ณรัชต์ เศวตนันทน์ ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมราชทัณฑ์ประวัติการทำงานประวัติการทำงาน. - ฝ่ายบริการลูกค้า บริษัท ลินตาส จำกัด (ประเทศไทย) - เจ้าหน้าที่ฝ่ายวาณิชธนกิจ บริษัท เงินทุนหลักทรัพย์ ภัทรธนกิจ จำกัด (มหาชน) - 2545 กรรมการรองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (พ.ศ. 2545-2547) - 2548 ขึ้นดำรงตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการ บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) - ปัจจุบัน- กรรมการผู้จัดการ บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) - กรรมการผู้จัดการ บริษัท วรรณมานี จำกัด นำเข้าสินค้าแบรนด์ Emporio Armani, JP Tod's, Rodo, Christofle และ Blumarine - กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซังออนอเร่ (กรุงเทพ) จำกัด นำเข้าสินค้าแบรนด์ แอร์เมส (Hermes)ประวัติทางการเมือง ประวัติทางการเมือง. นวลพรรณ ล่ำซำ สมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อวันที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2549 ในตำแหน่ง "ผู้ช่วยเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์" หลังถูกทาบทามจากสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ และนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ ให้เดินตามรอย โพธิพงษ์ ล่ำซำ อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โดยงานแรกที่นวลพรรณรับผิดชอบคือ งานฉลองครบรอบ 60 ปี พรรคประชาธิปัตย์ วันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2549 นวลพรรณรับตำแหน่งที่ปรึกษาผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (อภิรักษ์ โกษะโยธิน) เพิ่มอีกตำแหน่ง วันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2557 ถึงวันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2559 ดำรงตำแหน่งข้าราชการรัฐสภาฝ่ายการเมือง ตำแหน่งที่ปรึกษาประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติการดำรงตำแหน่งอื่นการดำรงตำแหน่งอื่น. - ผู้จัดการทีมนักกีฬาคนพิการหญิงคนแรกของประเทศไทย กีฬาเฟสปิกเกมส์ ครั้งที่ 9 ที่ประเทศมาเลเซีย วันที่ 25 พฤศจิกายน-1 ธันวาคม พ.ศ. 2549 - ผู้จัดการฟุตบอลหญิงทีมชาติไทย และเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2558 ณ ท่าอากาศยานดอนเมือง คุณนวลพรรณ ล่ำซำ ได้ประกาศลาออกจากการเป็นผู้จัดการทีม เพราะทนเห็นทีมหญิงถูกทอดทิ้งจากสมาคมฟุตบอลฯ ไม่ไหว แต่ต่อมาเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2558 ได้ประกาศก่อนเริ่มคอนเสิร์ตเมืองไทยกันภัย ครั้งที่ 8 ณ อิมแพค อารีน่า เมืองทองธานีว่าตัดสินใจที่จะกลับมาทำหน้าที่ผู้จัดการทีมฟุตบอลหญิงทีมชาติไทยอีกครั้ง - กงสุลกิตติมศักดิ์สาธารณรัฐลิทัวเนีย ณ กรุงเทพมหานคร ตั้งแต่ 7 มกราคม 2558 เป็นต้นไปรางวัลที่ได้รับรางวัลที่ได้รับ. - รางวัลผู้จัดการทีมดีเด่น ในงานวันกีฬาแห่งชาติ ประจำปี 2557 - ได้รับปริญญาศิลปศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาการจัดการกีฬาและนันทนาการเพื่อสุขภาพ ประเภททั่วไป ประจำปีการศึกษา2558 จากมหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิตเครื่องราชอิสริยาภรณ์เครื่องราชอิสริยาภรณ์. - พ.ศ. 2557 - เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ชั้นประถมาภรณ์มงกุฏไทย (ป.ม.) - พ.ศ. 2553 - เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก ชั้นทวีติยาภรณ์ช้างเผือก (ท.ช.)
| นวลพรรณ ล่ำซำ มีชื่อเล่นว่า แป้ง เกิดวันที่เท่าไร | {
"answer": [
"21"
],
"answer_begin_position": [
1267
],
"answer_end_position": [
1269
]
} |
2,698 | 126,499 | นวลพรรณ ล่ำซำ นวลพรรณ ล่ำซำ กรรมการในคณะกรรมการมูลนิธิโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช กงสุลกิตติมศักดิ์สาธารณรัฐลิทัวเนีย อดีตที่ปรึกษาประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เป็นอดีตผู้ช่วยเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ อดีตที่ปรึกษาผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (อภิรักษ์ โกษะโยธิน) และกรรมการผู้จัดการบริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) รวมถึงเป็นผู้จัดการฟุตบอลหญิงทีมชาติไทย นอกจากเป็นผู้บริหารระดับสูงในธุรกิจประกันภัยของตระกูล นวลพรรณยังเปิดกิจการของตัวเอง นำเข้าสินค้าแฟชั่นแบรนด์เนมหลายแบรนด์ ผ่านทางบริษัท วรรณมานี จำกัด และบริษัท ซังออนอเร่ (กรุงเทพ) จำกัด เริ่มจากแบรนด์แรก คือ แอร์เมส (Hermes) จนมีมากมายหลายแบรนด์ในปัจจุบัน เช่น เอ็มโพริโอ อาร์มานี (Emporio Armani), ทอดส์ (Tod's), Rodo, โคลเอ้ (Chole), Christofle และบลูมารีน (Blumarine) นอกจากนี้เมื่อปี พ.ศ. 2546 นวลพรรณยังร่วมหุ้นกับเพื่อน นำเข้าผลิตภัณฑ์เวชสำอาง "Skin Ceuticals" โดยมี หุ้นส่วนคือ เมทินี กิ่งโพยม, อนุวัฒน์ นิวาตวงศ์ และน.พ.จักรินทร์ ทัฬหชาติโยธิน เปิดบริษัทชื่อ "Foure C" ที่สุขุมวิท 24 ปลายปี พ.ศ. 2549 นวลพรรณย่างก้าวเข้าสู่วงการเมืองในสังกัด พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งโพธิพงษ์ ล่ำซำ ผู้เป็นบิดา เคยดำรงตำแหน่งรองหัวหน้าพรรค และปัจจุบันยังดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการสภาที่ปรึกษาพรรคประวัติ ประวัติ. นวลพรรณ ล่ำซำ เกิดวันที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2509 มีชื่อเล่นว่า "แป้ง" เป็นบุตรีของโพธิพงษ์ ล่ำซำ กรรมการสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ กับยุพา ล่ำซำ เจ้าของธุรกิจเมืองไทยประกันชีวิต และเมืองไทยประกันภัย มีน้องสาวและน้องชายอย่างละหนึ่งคน คือ วรรณพร พรประภา กรรมการผู้จัดการ บริษัท พี แลนด์สเคป จำกัด และสาระ ล่ำซำ ผู้บริหารบริษัทเมืองไทยประกันชีวิต พวกเธอนับเป็นทายาทตระกูลล่ำซำรุ่นที่ 5 และมีศักดิ์เป็นหลานอาของบัณฑูร ล่ำซำ ผู้บริหารธนาคารกสิกรไทย นวลพรรณสำเร็จการศึกษาจาก โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย และ โรงเรียนสาธิตปทุมวัน ปริญญาตรี สาขาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และปริญญาโท สาขาการจัดการ มหาวิทยาลัยบอสตัน สหรัฐอเมริกา พ.ศ. 2532 นวลพรรณ สมรสครั้งแรกกับดร.วัชระ พรรณเชษฐ์ ประธานกรรมการ บริษัทสิทธิผลเซลส์ และ บริษัทเยอรมันออโต้ มีบุตรสาวด้วยกันคือ นวลวรรณ พรรณเชษฐ์ (น้องปราง) แต่หย่ากันเมื่อต้นปี พ.ศ. 2548 จึงมีระยะหนึ่งที่ใช้ชื่อว่า "นวลพรรณ พรรณเชษฐ์" แม้จะแยกทางกันในชีวิตสมรสแล้ว แต่ทั้งคู่ก็ยังอยู่บ้านในชายคาเดียวกันบนถนนรามคำแหง และร่วมหุ้นกันในบริษัท วรรณมานี จำกัด และบริษัท ซังออนอเร่ (กรุงเทพ) จำกัด ภายหลังนวลพรรณสมรสครั้งที่สองกับพันตำรวจเอก ดร. ณรัชต์ เศวตนันทน์ อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม เมื่อวันที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2557 ต่อมาวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2560 พันตำรวจเอก ดร. ณรัชต์ เศวตนันทน์ ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมราชทัณฑ์ประวัติการทำงานประวัติการทำงาน. - ฝ่ายบริการลูกค้า บริษัท ลินตาส จำกัด (ประเทศไทย) - เจ้าหน้าที่ฝ่ายวาณิชธนกิจ บริษัท เงินทุนหลักทรัพย์ ภัทรธนกิจ จำกัด (มหาชน) - 2545 กรรมการรองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (พ.ศ. 2545-2547) - 2548 ขึ้นดำรงตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการ บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) - ปัจจุบัน- กรรมการผู้จัดการ บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) - กรรมการผู้จัดการ บริษัท วรรณมานี จำกัด นำเข้าสินค้าแบรนด์ Emporio Armani, JP Tod's, Rodo, Christofle และ Blumarine - กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซังออนอเร่ (กรุงเทพ) จำกัด นำเข้าสินค้าแบรนด์ แอร์เมส (Hermes)ประวัติทางการเมือง ประวัติทางการเมือง. นวลพรรณ ล่ำซำ สมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อวันที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2549 ในตำแหน่ง "ผู้ช่วยเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์" หลังถูกทาบทามจากสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ และนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ ให้เดินตามรอย โพธิพงษ์ ล่ำซำ อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โดยงานแรกที่นวลพรรณรับผิดชอบคือ งานฉลองครบรอบ 60 ปี พรรคประชาธิปัตย์ วันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2549 นวลพรรณรับตำแหน่งที่ปรึกษาผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (อภิรักษ์ โกษะโยธิน) เพิ่มอีกตำแหน่ง วันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2557 ถึงวันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2559 ดำรงตำแหน่งข้าราชการรัฐสภาฝ่ายการเมือง ตำแหน่งที่ปรึกษาประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติการดำรงตำแหน่งอื่นการดำรงตำแหน่งอื่น. - ผู้จัดการทีมนักกีฬาคนพิการหญิงคนแรกของประเทศไทย กีฬาเฟสปิกเกมส์ ครั้งที่ 9 ที่ประเทศมาเลเซีย วันที่ 25 พฤศจิกายน-1 ธันวาคม พ.ศ. 2549 - ผู้จัดการฟุตบอลหญิงทีมชาติไทย และเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2558 ณ ท่าอากาศยานดอนเมือง คุณนวลพรรณ ล่ำซำ ได้ประกาศลาออกจากการเป็นผู้จัดการทีม เพราะทนเห็นทีมหญิงถูกทอดทิ้งจากสมาคมฟุตบอลฯ ไม่ไหว แต่ต่อมาเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2558 ได้ประกาศก่อนเริ่มคอนเสิร์ตเมืองไทยกันภัย ครั้งที่ 8 ณ อิมแพค อารีน่า เมืองทองธานีว่าตัดสินใจที่จะกลับมาทำหน้าที่ผู้จัดการทีมฟุตบอลหญิงทีมชาติไทยอีกครั้ง - กงสุลกิตติมศักดิ์สาธารณรัฐลิทัวเนีย ณ กรุงเทพมหานคร ตั้งแต่ 7 มกราคม 2558 เป็นต้นไปรางวัลที่ได้รับรางวัลที่ได้รับ. - รางวัลผู้จัดการทีมดีเด่น ในงานวันกีฬาแห่งชาติ ประจำปี 2557 - ได้รับปริญญาศิลปศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาการจัดการกีฬาและนันทนาการเพื่อสุขภาพ ประเภททั่วไป ประจำปีการศึกษา2558 จากมหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิตเครื่องราชอิสริยาภรณ์เครื่องราชอิสริยาภรณ์. - พ.ศ. 2557 - เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ชั้นประถมาภรณ์มงกุฏไทย (ป.ม.) - พ.ศ. 2553 - เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก ชั้นทวีติยาภรณ์ช้างเผือก (ท.ช.)
| บิดาของนวลพรรณ ล่ำซำ คือใคร | {
"answer": [
"โพธิพงษ์ ล่ำซำ"
],
"answer_begin_position": [
1320
],
"answer_end_position": [
1334
]
} |
2,699 | 207,325 | ชุมพล ศิลปอาชา ชุมพล ศิลปอาชา (6 มิถุนายน พ.ศ. 2483 — 21 มกราคม พ.ศ. 2556) เป็น รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา และเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีหลายสมัย ตลอดจนตำแหน่งทางการเมืองอื่น ๆ และยังเคยดำรงตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัยศิลปากรประวัติ ประวัติ. นายชุมพล ศิลปอาชา เกิดเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2483 ที่ตำบลท่าพี่เลี้ยง อำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นบุตรของเซ่งกิม และสายเอ็ง แซ่เบ๊ เป็นน้องชายของบรรหาร ศิลปอาชา นายกรัฐมนตรีไทย คนที่ 21 จบการศึกษามัธยมศึกษาตอนปลาย จากโรงเรียนอำนวยศิลป์ พระนคร สำเร็จการศึกษานิติศาสตรบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และปริญญาโท (M.P.A.) มหาวิทยาลัยซีราคิวส์ สหรัฐอเมริกา ด้านชีวิตครอบครัว ได้สมรสกับดวงมาลย์ ศิลปอาชา (สกุลเดิม เจียรสวัสดิ์วัฒนา) ผู้พิพากษาอาวุโส ศาลคดีเด็กสมุทรปราการ มีบุตร 2 คน คือ สลิลดา ศิลปอาชา กับรัฐพล ศิลปอาชาการทำงาน การทำงาน. ชุมพล ศิลปอาชา เคยรับราชการประจำที่สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน และเป็นอาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ต่อมาจึงได้เข้าสู่เส้นทางการเมือง เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสุพรรณบุรี สังกัดพรรคชาติไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2522 - 2535 เคยดำรงตำแหน่งสำคัญทางการเมืองหลายตำแหน่ง อาทิ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี พ.ศ. 2523-2534 รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม พ.ศ. 2524-2526 รองประธานสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2529 และ พ.ศ. 2535 ต่อมาในปี พ.ศ. 2540 จึงได้เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในรัฐบาลชวน หลีกภัย และหลังจากนั้นจึงได้หันหลังให้งานการเมืองในสภาผู้แทนราษฎร ไปลงสมัครเป็นสมาชิกวุฒิสภา จนกระทั่งภายหลังการยุบพรรคชาติไทย และตัดสิทธิ์ทางการเมืองแกนนำพรรค ในปี พ.ศ. 2551 ส่งผลให้สมาชิกรวมตัวกันจัดตั้งพรรคการเมืองขึ้นใหม่ในชื่อว่า "พรรคชาติไทยพัฒนา" นายชุมพล ศิลปอาชา จึงได้หันกลับมาสู่งานการเมืองสภาล่างอีกครั้ง โดยการรับตำแหน่งเป็นหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2554 ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ สังกัดพรรคชาติไทยพัฒนา และได้รับแต่งตั้งเป็นรองนายกรัฐมนตรี (กำกับดูแลกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และกระทรวงวัฒนธรรม) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และจากการสำรวจความพึงพอใจของประชาชน โดยสำนักเอแบคโพล เมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2555 เขาเป็นรัฐมนตรีที่ประชาชนพึงพอใจ เป็นลำดับที่ 3 รองจากนายกรัฐมนตรี และ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ดำรงตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัยศิลปากร คนที่ 11 ระหว่าง 29 มิถุนายน พ.ศ. 2549 - 28 มิถุนายน พ.ศ. 2551 และระหว่าง 29 มิถุนายน พ.ศ. 2551 - 18 ธันวาคม พ.ศ. 2551 (ขอลาออก)ถึงแก่อสัญกรรม ถึงแก่อสัญกรรม. ชุมพล ศิลปอาชา ถึงแก่อสัญกรรมเพราะหัวใจล้มเหลว เมื่อเวลาประมาณ 09:30 นาฬิกา ของวันที่ 21 มกราคม 2556 ณ โรงพยาบาลรามาธิบดี ในขณะที่ยังดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดย พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ เป็นผู้แทนพระองค์พระราชทานน้ำหลวงอาบศพ ณ วัดเทพศิรินทราวาส ต่อมามีพระบรมราชโองการพระราชทานโกศไม้สิบสอง เนื่องจากถึงแก่อสัญกรรมระหว่างปฏิบัติหน้าที่ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระราชทานพวงมาลาประจำพระองค์และพระบรมวงศ์ศานุวงศ์อีกด้วย และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินในการพระราชทานเพลิงศพ เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2556 ณ เมรุหลวงหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาสเครื่องราชอิสริยาภรณ์เครื่องราชอิสริยาภรณ์. - พ.ศ. 2529 - เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก ชั้นมหาประมาภรณ์ช้างเผือก (ม.ป.ช.) - พ.ศ. 2525 - เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ชั้นมหาวชิรมงกุฏ (ม.ว.ม.)
| นายชุมพล ศิลปอาชา เกิดเมื่อวันที่เท่าไร | {
"answer": [
"6"
],
"answer_begin_position": [
442
],
"answer_end_position": [
443
]
} |
2,700 | 207,325 | ชุมพล ศิลปอาชา ชุมพล ศิลปอาชา (6 มิถุนายน พ.ศ. 2483 — 21 มกราคม พ.ศ. 2556) เป็น รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา และเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีหลายสมัย ตลอดจนตำแหน่งทางการเมืองอื่น ๆ และยังเคยดำรงตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัยศิลปากรประวัติ ประวัติ. นายชุมพล ศิลปอาชา เกิดเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2483 ที่ตำบลท่าพี่เลี้ยง อำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นบุตรของเซ่งกิม และสายเอ็ง แซ่เบ๊ เป็นน้องชายของบรรหาร ศิลปอาชา นายกรัฐมนตรีไทย คนที่ 21 จบการศึกษามัธยมศึกษาตอนปลาย จากโรงเรียนอำนวยศิลป์ พระนคร สำเร็จการศึกษานิติศาสตรบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และปริญญาโท (M.P.A.) มหาวิทยาลัยซีราคิวส์ สหรัฐอเมริกา ด้านชีวิตครอบครัว ได้สมรสกับดวงมาลย์ ศิลปอาชา (สกุลเดิม เจียรสวัสดิ์วัฒนา) ผู้พิพากษาอาวุโส ศาลคดีเด็กสมุทรปราการ มีบุตร 2 คน คือ สลิลดา ศิลปอาชา กับรัฐพล ศิลปอาชาการทำงาน การทำงาน. ชุมพล ศิลปอาชา เคยรับราชการประจำที่สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน และเป็นอาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ต่อมาจึงได้เข้าสู่เส้นทางการเมือง เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสุพรรณบุรี สังกัดพรรคชาติไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2522 - 2535 เคยดำรงตำแหน่งสำคัญทางการเมืองหลายตำแหน่ง อาทิ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี พ.ศ. 2523-2534 รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม พ.ศ. 2524-2526 รองประธานสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2529 และ พ.ศ. 2535 ต่อมาในปี พ.ศ. 2540 จึงได้เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในรัฐบาลชวน หลีกภัย และหลังจากนั้นจึงได้หันหลังให้งานการเมืองในสภาผู้แทนราษฎร ไปลงสมัครเป็นสมาชิกวุฒิสภา จนกระทั่งภายหลังการยุบพรรคชาติไทย และตัดสิทธิ์ทางการเมืองแกนนำพรรค ในปี พ.ศ. 2551 ส่งผลให้สมาชิกรวมตัวกันจัดตั้งพรรคการเมืองขึ้นใหม่ในชื่อว่า "พรรคชาติไทยพัฒนา" นายชุมพล ศิลปอาชา จึงได้หันกลับมาสู่งานการเมืองสภาล่างอีกครั้ง โดยการรับตำแหน่งเป็นหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2554 ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ สังกัดพรรคชาติไทยพัฒนา และได้รับแต่งตั้งเป็นรองนายกรัฐมนตรี (กำกับดูแลกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และกระทรวงวัฒนธรรม) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และจากการสำรวจความพึงพอใจของประชาชน โดยสำนักเอแบคโพล เมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2555 เขาเป็นรัฐมนตรีที่ประชาชนพึงพอใจ เป็นลำดับที่ 3 รองจากนายกรัฐมนตรี และ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ดำรงตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัยศิลปากร คนที่ 11 ระหว่าง 29 มิถุนายน พ.ศ. 2549 - 28 มิถุนายน พ.ศ. 2551 และระหว่าง 29 มิถุนายน พ.ศ. 2551 - 18 ธันวาคม พ.ศ. 2551 (ขอลาออก)ถึงแก่อสัญกรรม ถึงแก่อสัญกรรม. ชุมพล ศิลปอาชา ถึงแก่อสัญกรรมเพราะหัวใจล้มเหลว เมื่อเวลาประมาณ 09:30 นาฬิกา ของวันที่ 21 มกราคม 2556 ณ โรงพยาบาลรามาธิบดี ในขณะที่ยังดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดย พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ เป็นผู้แทนพระองค์พระราชทานน้ำหลวงอาบศพ ณ วัดเทพศิรินทราวาส ต่อมามีพระบรมราชโองการพระราชทานโกศไม้สิบสอง เนื่องจากถึงแก่อสัญกรรมระหว่างปฏิบัติหน้าที่ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระราชทานพวงมาลาประจำพระองค์และพระบรมวงศ์ศานุวงศ์อีกด้วย และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินในการพระราชทานเพลิงศพ เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2556 ณ เมรุหลวงหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาสเครื่องราชอิสริยาภรณ์เครื่องราชอิสริยาภรณ์. - พ.ศ. 2529 - เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก ชั้นมหาประมาภรณ์ช้างเผือก (ม.ป.ช.) - พ.ศ. 2525 - เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ชั้นมหาวชิรมงกุฏ (ม.ว.ม.)
| มารดาของนายชุมพล ศิลปอาชา คือใคร | {
"answer": [
"สายเอ็ง แซ่เบ๊"
],
"answer_begin_position": [
544
],
"answer_end_position": [
558
]
} |
2,701 | 45,904 | แฮมเมอร์ แฮมเมอร์ วงดนตรีไทยที่มีผลงานเพลงในแนวเพื่อชีวิตสำเนียงปักษ์ใต้ แฮมเมอร์ เป็นวงดนตรีของ 4 พี่น้องตระกูล ประธาน ซึ่งเป็นชาวไทยมุสลิมเชื้อสายปาทาน และมีแม่เป็นชาวจังหวัดนครนายก แต่ไปใช้ชีวิตอยู่ที่ภาคใต้ ซึ่งทำให้ผู้คนมักเข้าใจผิดว่าเป็นชาวปักษ์ใต้ โดยมี อารี ประธาน เป็นนักร้องนำ มีผลงานออกมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2522 จนปัจจุบัน มีเพลงที่ได้รับความนิยมและรู้จักมากมาย เช่น บินหลา, ปักษ์ใต้บ้านเรา, แม่, ฉันเป็นต้นไม้ เป็นต้น โดยชื่อ แฮมเมอร์ หมายถึงค้อนที่ทุบทำลายความอยุติธรรมต่าง ๆ และสร้างความเป็นธรรมในสังคมตลอดจนมีส่วนในการสร้างสรรวัฒนธรรมและอารยธรรมของมนุษยชาติ ในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองราชย์ครบ 60 ปี ในปี พ.ศ. 2549 แฮมเมอร์ได้แต่งเพลงพิเศษขึ้นมาเพื่อถวายแด่องค์พระประมุขของชาติ ชื่อเพลง เรารักพระเจ้าอยู่หัวผลงานของวงแฮมเมอร์ ผลงานของวงแฮมเมอร์. "แชมส์วันดวลเพลง (พ.ศ. 2521) "ปักษ์ใต้บ้านเรา (พ.ศ. 2523) ค่ายพีค็อค1. ปักษ์ใต้บ้านเรา 2. ชาวนา 3. บุญเซิ้งบั้งไฟ 4. ลมตะเภา 5. เมื่อฝนแล้ง 6. ชีวิตมืด 7. ผีเสื้อ 8. เจ้าแก้ว 9. สาวชาวนา 10. คืนบ้านเฮา 11. เด็กบ้านนอก 12. ถึกควายทุย "เข้ากรุง (พ.ศ. 2524)1. เข้ากรุง 2. แสงไฟ 3. ลืมนา 4. กล่อมขวัญ 5. รอยอดีต 6. เพลงแห่งความฝัน 7. เด็กน้อย 8. คน 9. กรุงเทพฯ 10. ข่าวลือ 11. ตะเกียง "ชุดพิเศษ (พ.ศ. 2524) (เพลงบรรเลงดนตรีล้วน) "ชานเมือง (พ.ศ. 2524) (ผลงานเพลงลูกทุ่งชุดพิเศษซึ่งมียืนยง โอภากุลร่วมงานด้วย) "หมามุ่ย (พ.ศ. 2524) "นาแล้ง (พ.ศ. 2525)1. เตือนน้อง 2. นาแล้ง 3. ลืมสัญญา 4. ไปกับพี่ ไปขี่เกวียน 5. ขันหมากคนจน 6. พบรักยามแลง 7. อยากจะหวัง 8. หนุ่มจันทึก 9. ส่งเสียงกลับอีสาน 10. สร้างโขง "รวมเพลงฮิต (พ.ศ. 2525)1. กรุงเทพ ฯ 2. ปักษ์ใต้บ้านเรา 3. ที่นี่ไม่มีครู 4. คน 5. ผีเสื้อ 6. สาวชาวนา 7. บินหลา 8. เข้ากรุง 9. ชาวประมง 10. ลืมนา 11. ชาวนา 12. แม่ "ยืนใจลอยคอยแฟน (พ.ศ. 2525) (เพลงลูกทุ่ง)1. ยืนใจลอยคอยแฟน 2. แด่คนชื่อเจี๊ยบ 3. อยู่กับความผิดหวัง 4. อย่าลืมตัว 5. เธอจะอยู่คอยใคร 6. รักสาวฝั่งโขง 7. เธอทำฉันได้ 8. เหลือเพียงฝัน 9. อยากรู้ใจเธอ 10. ดาวจ๋า "คนขายขวด (พ.ศ. 2526) "หิ่งห้อย (พ.ศ. 2526)1. กรุงเทพราตรี 2. หิ่งห้อย 3. จารุณี เบอร์ 2 4. จน 5. ห่วง 6. ขอฝน 7. วอนลม 8. แพน้อย 9. ชีวิตชาวนา 10. ใจบังเอิญ 11. อยาก 12. เมาทั้งนั้น "บุษบาขายถ่าน (พ.ศ. 2526)1. บุษบาขายถ่าน 2. จะทำยังไง 3. ถนนดนตรี 4. ชาวนาครวญ 5. ธรรมชาติบ้านนา 6. อยากกินดาว 7. ครูจ๋าอยู่ไหน 8. เด็กขายพวงมาลัย 9. ดอกหญ้า 10. หนี 11. ความหวัง 12. ความเจริญ "มุ้งมิ้ง (พ.ศ. 2526) (ผลงานเดี่ยวของ อนุชา ประธาน)1. มุ้งมิ้ง 2. เลิกงาน 3. คนเมิน 4. ช่วยบอกที 5. ผืนนาหน้าแล้ง 6. ข่าวลือ 7. เพลงแห่งความฝัน 8. ความจริง 9. นกน้อยคืนรัง 10. คนพเนจร 11. โชคชะตา 12. ชมดง "สิ้นแสงสูรย์ (พ.ศ. 2527)1. หนุ่มสาว 2. สาวผมยาว 3. ออกไม่ออกดี 4. ศิลปิน 5. ปริญญาขี่ควาย 6. สุดขอบฟ้า 7. สิบล้อ 8. ผีเสื้อกับมาลา 9. ใบยางร่วง 10. สี่ล้อเล็ก 11. หุบเขา 12. เด็ก 13. สิ้นแสงสูรย์ "ถนนฝุ่นสีแดง (พ.ศ. 2527)1. น้ามาลี 2. แร้ง 3. หนาว 4. ความเปลี่ยนแปลง 5. เมื่อคืน 6. เมื่อฝนแล้ง 7. บทเพลงของเรา 8. ถนนฝุ่นสีแดง 9. ความคิด 10. แด่เธอ 11. คนพเนจร 12. เพื่อนเอย "โรงงาน (พ.ศ. 2528)1. ช่างไม้ 2. โรงงาน 3. ฝัน 4. คนหางาน 5. สนสู้ลม 6. เด็กน้อย 7. อีหลดอดอยาก 8. ลำกระโดง 9. คนกับตะเกียง 10. วันนี้ไม่มีข่าว "แฮมเมอร์ 29 (พ.ศ. 2529)1. นกเขา 2. ดอกไม้ปลายนา 3. น้ำตาพ่อ 4. สัญจร 5. ไอติม 6. จากบ้าน 7. ปราณี 8. สู้ทน 9. ของขวัญ 10. อีสานร็อค "เด็กกำพร้า (พ.ศ. 2530)1. เด็กบ้านนอก 2. เด็กน้อย 3. เด็กกำพร้า 4. ช่วยบอกที 5. สลัม 6. เจ้าแก้ว 7. ชีวิตมืด 8. ตะเกียง 9. คืนทุ่ง 10. โชคชะตา "10 ปี แฮมเมอร์ (พ.ศ. 2530)1. ปักษ์ใต้บ้านเรา (๒) 2. ไร้เดียงสา 3. เข้ากรุง 4. ที่นี่ไม่มีครู 5. โรงงาน 6. ปักษ์ใต้บ้านเรา (๑) 7. บินหลา 8. กรรมกร 9. กลับปัตตานี 10. สงคราม "ตำนานเพลงแฮมเมอร์ (พ.ศ. 2533) "ฉันจะให้เธอ (พ.ศ. 2534)1. ทิ้ง...ทำไม? 2. ข้ามาคนเดียว 3. ฉันจะให้เธอ 4. โลกสีสัน 5. ไม่รีบร้อน 6. สร้อยคอ 7. หิว 8. หลังชนฝา 9. มนต์ทีวี 10. ตามใจ "เจาะอดีต (พ.ศ. 2535) "สะตอ (พ.ศ. 2536)1. สะตอ 2. ไอ้มีน - หลับเถิด 3. หวัง 4. พกความรัก 5. สยามนามไทย 6. ผกากรอง 7. ยังสู้ 8. เมืองไทย (สวยงาม) 9. เพื่อนเกลอ 10. คอยอยู่ตรงนี้ "ฉันเป็นต้นไม้ (พ.ศ. 2536) "กลับมาแล้ว (พ.ศ. 2537) "ฆ้อนทอง (พ.ศ. 2538) "ฆ้อนเพียว ๆ (พ.ศ. 2539) "สามช่า อคูสติค (พ.ศ. 2540)คอนเสิร์ตครั้งสำคัญคอนเสิร์ตครั้งสำคัญ. - 30 ปี แฮมเมอร์ แผ่นดินนี้คือไทย 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552 อินดอร์สเตเดี้ยม หัวหมาก - คอนเสิร์ตเมืองไทยสวยงาม 27 มีนาคม พ.ศ. 2553 อาคารนันทนาการ มหาวิทยาลัยรังสิต - คอนเสร์ต ร่วมแรงร่วมใจ...สร้างบ้าน สรส. 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 อาคารนันทนาการ มหาวิทยาลัยรังสิต
| วงแฮมเมอร์เป็นวงดนตรีไทยที่บรรเลงเพลงแนวไหน | {
"answer": [
"เพื่อชีวิต"
],
"answer_begin_position": [
128
],
"answer_end_position": [
138
]
} |
2,702 | 45,904 | แฮมเมอร์ แฮมเมอร์ วงดนตรีไทยที่มีผลงานเพลงในแนวเพื่อชีวิตสำเนียงปักษ์ใต้ แฮมเมอร์ เป็นวงดนตรีของ 4 พี่น้องตระกูล ประธาน ซึ่งเป็นชาวไทยมุสลิมเชื้อสายปาทาน และมีแม่เป็นชาวจังหวัดนครนายก แต่ไปใช้ชีวิตอยู่ที่ภาคใต้ ซึ่งทำให้ผู้คนมักเข้าใจผิดว่าเป็นชาวปักษ์ใต้ โดยมี อารี ประธาน เป็นนักร้องนำ มีผลงานออกมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2522 จนปัจจุบัน มีเพลงที่ได้รับความนิยมและรู้จักมากมาย เช่น บินหลา, ปักษ์ใต้บ้านเรา, แม่, ฉันเป็นต้นไม้ เป็นต้น โดยชื่อ แฮมเมอร์ หมายถึงค้อนที่ทุบทำลายความอยุติธรรมต่าง ๆ และสร้างความเป็นธรรมในสังคมตลอดจนมีส่วนในการสร้างสรรวัฒนธรรมและอารยธรรมของมนุษยชาติ ในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองราชย์ครบ 60 ปี ในปี พ.ศ. 2549 แฮมเมอร์ได้แต่งเพลงพิเศษขึ้นมาเพื่อถวายแด่องค์พระประมุขของชาติ ชื่อเพลง เรารักพระเจ้าอยู่หัวผลงานของวงแฮมเมอร์ ผลงานของวงแฮมเมอร์. "แชมส์วันดวลเพลง (พ.ศ. 2521) "ปักษ์ใต้บ้านเรา (พ.ศ. 2523) ค่ายพีค็อค1. ปักษ์ใต้บ้านเรา 2. ชาวนา 3. บุญเซิ้งบั้งไฟ 4. ลมตะเภา 5. เมื่อฝนแล้ง 6. ชีวิตมืด 7. ผีเสื้อ 8. เจ้าแก้ว 9. สาวชาวนา 10. คืนบ้านเฮา 11. เด็กบ้านนอก 12. ถึกควายทุย "เข้ากรุง (พ.ศ. 2524)1. เข้ากรุง 2. แสงไฟ 3. ลืมนา 4. กล่อมขวัญ 5. รอยอดีต 6. เพลงแห่งความฝัน 7. เด็กน้อย 8. คน 9. กรุงเทพฯ 10. ข่าวลือ 11. ตะเกียง "ชุดพิเศษ (พ.ศ. 2524) (เพลงบรรเลงดนตรีล้วน) "ชานเมือง (พ.ศ. 2524) (ผลงานเพลงลูกทุ่งชุดพิเศษซึ่งมียืนยง โอภากุลร่วมงานด้วย) "หมามุ่ย (พ.ศ. 2524) "นาแล้ง (พ.ศ. 2525)1. เตือนน้อง 2. นาแล้ง 3. ลืมสัญญา 4. ไปกับพี่ ไปขี่เกวียน 5. ขันหมากคนจน 6. พบรักยามแลง 7. อยากจะหวัง 8. หนุ่มจันทึก 9. ส่งเสียงกลับอีสาน 10. สร้างโขง "รวมเพลงฮิต (พ.ศ. 2525)1. กรุงเทพ ฯ 2. ปักษ์ใต้บ้านเรา 3. ที่นี่ไม่มีครู 4. คน 5. ผีเสื้อ 6. สาวชาวนา 7. บินหลา 8. เข้ากรุง 9. ชาวประมง 10. ลืมนา 11. ชาวนา 12. แม่ "ยืนใจลอยคอยแฟน (พ.ศ. 2525) (เพลงลูกทุ่ง)1. ยืนใจลอยคอยแฟน 2. แด่คนชื่อเจี๊ยบ 3. อยู่กับความผิดหวัง 4. อย่าลืมตัว 5. เธอจะอยู่คอยใคร 6. รักสาวฝั่งโขง 7. เธอทำฉันได้ 8. เหลือเพียงฝัน 9. อยากรู้ใจเธอ 10. ดาวจ๋า "คนขายขวด (พ.ศ. 2526) "หิ่งห้อย (พ.ศ. 2526)1. กรุงเทพราตรี 2. หิ่งห้อย 3. จารุณี เบอร์ 2 4. จน 5. ห่วง 6. ขอฝน 7. วอนลม 8. แพน้อย 9. ชีวิตชาวนา 10. ใจบังเอิญ 11. อยาก 12. เมาทั้งนั้น "บุษบาขายถ่าน (พ.ศ. 2526)1. บุษบาขายถ่าน 2. จะทำยังไง 3. ถนนดนตรี 4. ชาวนาครวญ 5. ธรรมชาติบ้านนา 6. อยากกินดาว 7. ครูจ๋าอยู่ไหน 8. เด็กขายพวงมาลัย 9. ดอกหญ้า 10. หนี 11. ความหวัง 12. ความเจริญ "มุ้งมิ้ง (พ.ศ. 2526) (ผลงานเดี่ยวของ อนุชา ประธาน)1. มุ้งมิ้ง 2. เลิกงาน 3. คนเมิน 4. ช่วยบอกที 5. ผืนนาหน้าแล้ง 6. ข่าวลือ 7. เพลงแห่งความฝัน 8. ความจริง 9. นกน้อยคืนรัง 10. คนพเนจร 11. โชคชะตา 12. ชมดง "สิ้นแสงสูรย์ (พ.ศ. 2527)1. หนุ่มสาว 2. สาวผมยาว 3. ออกไม่ออกดี 4. ศิลปิน 5. ปริญญาขี่ควาย 6. สุดขอบฟ้า 7. สิบล้อ 8. ผีเสื้อกับมาลา 9. ใบยางร่วง 10. สี่ล้อเล็ก 11. หุบเขา 12. เด็ก 13. สิ้นแสงสูรย์ "ถนนฝุ่นสีแดง (พ.ศ. 2527)1. น้ามาลี 2. แร้ง 3. หนาว 4. ความเปลี่ยนแปลง 5. เมื่อคืน 6. เมื่อฝนแล้ง 7. บทเพลงของเรา 8. ถนนฝุ่นสีแดง 9. ความคิด 10. แด่เธอ 11. คนพเนจร 12. เพื่อนเอย "โรงงาน (พ.ศ. 2528)1. ช่างไม้ 2. โรงงาน 3. ฝัน 4. คนหางาน 5. สนสู้ลม 6. เด็กน้อย 7. อีหลดอดอยาก 8. ลำกระโดง 9. คนกับตะเกียง 10. วันนี้ไม่มีข่าว "แฮมเมอร์ 29 (พ.ศ. 2529)1. นกเขา 2. ดอกไม้ปลายนา 3. น้ำตาพ่อ 4. สัญจร 5. ไอติม 6. จากบ้าน 7. ปราณี 8. สู้ทน 9. ของขวัญ 10. อีสานร็อค "เด็กกำพร้า (พ.ศ. 2530)1. เด็กบ้านนอก 2. เด็กน้อย 3. เด็กกำพร้า 4. ช่วยบอกที 5. สลัม 6. เจ้าแก้ว 7. ชีวิตมืด 8. ตะเกียง 9. คืนทุ่ง 10. โชคชะตา "10 ปี แฮมเมอร์ (พ.ศ. 2530)1. ปักษ์ใต้บ้านเรา (๒) 2. ไร้เดียงสา 3. เข้ากรุง 4. ที่นี่ไม่มีครู 5. โรงงาน 6. ปักษ์ใต้บ้านเรา (๑) 7. บินหลา 8. กรรมกร 9. กลับปัตตานี 10. สงคราม "ตำนานเพลงแฮมเมอร์ (พ.ศ. 2533) "ฉันจะให้เธอ (พ.ศ. 2534)1. ทิ้ง...ทำไม? 2. ข้ามาคนเดียว 3. ฉันจะให้เธอ 4. โลกสีสัน 5. ไม่รีบร้อน 6. สร้อยคอ 7. หิว 8. หลังชนฝา 9. มนต์ทีวี 10. ตามใจ "เจาะอดีต (พ.ศ. 2535) "สะตอ (พ.ศ. 2536)1. สะตอ 2. ไอ้มีน - หลับเถิด 3. หวัง 4. พกความรัก 5. สยามนามไทย 6. ผกากรอง 7. ยังสู้ 8. เมืองไทย (สวยงาม) 9. เพื่อนเกลอ 10. คอยอยู่ตรงนี้ "ฉันเป็นต้นไม้ (พ.ศ. 2536) "กลับมาแล้ว (พ.ศ. 2537) "ฆ้อนทอง (พ.ศ. 2538) "ฆ้อนเพียว ๆ (พ.ศ. 2539) "สามช่า อคูสติค (พ.ศ. 2540)คอนเสิร์ตครั้งสำคัญคอนเสิร์ตครั้งสำคัญ. - 30 ปี แฮมเมอร์ แผ่นดินนี้คือไทย 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552 อินดอร์สเตเดี้ยม หัวหมาก - คอนเสิร์ตเมืองไทยสวยงาม 27 มีนาคม พ.ศ. 2553 อาคารนันทนาการ มหาวิทยาลัยรังสิต - คอนเสร์ต ร่วมแรงร่วมใจ...สร้างบ้าน สรส. 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 อาคารนันทนาการ มหาวิทยาลัยรังสิต
| วงแฮมเมอร์เริ่มมีผลงานเพลงออกมาตั้งแต่ปี พ.ศ. อะไร | {
"answer": [
"2522"
],
"answer_begin_position": [
396
],
"answer_end_position": [
400
]
} |
2,703 | 164,855 | โรงเรียนอัสสัมชัญคอนแวนต์ โรงเรียนอัสสัมชัญคอนแวนต์ (, ) (อักษรย่อ: อสค, ASC) เป็นโรงเรียนโรมันคาทอลิกหญิงแห่งแรกของประเทศ และเป็นโรงเรียนแรกในเครือคณะภคินีเซนต์ปอล เดอ ชาร์ตรแห่งประเทศไทย ก่อตั้งโดยคุณพ่อหลุยส์ โชเวต์ บาทหลวงชาวฝรั่งเศส ณ ประเทศฝรั่งเศส เมื่อปี ค.ศ. 1696ประวัติโดยย่อ ประวัติโดยย่อ. โรงเรียนอัสสัมชัญคอนแวนต์เริ่มเปิดทำการสอนโดยคณะภคินีเซนต์ปอล เดอ ชาร์ตร ในวันที่ 2 มีนาคม 2447 มีเซอร์แซงต์ ซาเวียร์ เป็นอธิการิณีท่านแรก เนื่องจากดำริของ มุขนายกฌอง หลุยส์ เวย์ (Jean Louis Vey) ที่จะสร้างสถานศึกษาสำหรับเด็กหญิง จึงมอบหมายให้คุณพ่อเอมิล ออกัสต์ กอลมเบต์ ผู้ก่อตั้งโรงเรียนอัสสัมชัญเป็นผู้ดำเนินงาน มีคุณพ่อ เรอมิเออ (Romier) เหรัญญิกของมิสซังเป็นผู้อำนวยการก่อสร้างตึกเรียน จากนั้นจึงได้มอบหมายหน้าที่ด้านการบริหารให้แก่ภคินีคณะเซนต์ปอล เดอ ชาร์ตร ซี่งขณะนั้นดำเนินงานอยู่ที่โรงพยาบาลเซนต์หลุยส์ ดังนั้นโรงเรียนอัสสัมชัญคอนแวนต์จึงถือเป็นโรงเรียนแห่งแรกของเครือเซนต์ปอล เดอ ชาร์ต เมื่อเริ่มเปิดทำการสอนนั้นมีนักเรียน 37 คน โดยมีท่านอธิการิณีและภคินีอีก 7 คน และครูฆราวาสอีก 2 - 3 คน เป็นผู้สอน โดยจะเน้นการใช้ภาษาต่างประเทศเป็นหลัก ได้แก่ วิชาภาษาอังกฤษ ภาษาโปรตุเกส ภาษาเยอรมัน ภาษาไทย และดนตรี นอกจากนี้นักเรียนทุกคนต้องได้รับการอบรมด้านจริยธรรม สังคมสงเคราะห์ และกิริยามารยาท อันถือเป็นลักษณะเฉพาะของโรงเรียนซึ่งยังคงสืบทอดมาถึงปัจจุบันโรงเรียนตั้งอยู่บนที่ดินขนาด 3 ไร่ 2 งาน ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา ในพื้นที่ของอาสนวิหารอัสสัมชัญ โดยได้มีการเสกอาคารเรียนหลังแรกในวันที่ 18 มิถุนายน 2448 ดังน้นจึงถือว่าวันนี้เป็นวันเปิดเรียนอย่างเป็นทางการ 2495 ด้วยจำนวนนักเรียนที่เพิ่มขึ้นทุกปี ๆ ในที่สุดจึงได้ก่อตั้งโรงเรียนอัสสัมชัญศึกษาขึ้น ซึ่งอยู่ในความดูแลของอาสนวิหารอัสสัมชัญ 2538 ได้แยกแผนกประถมไปที่โรงเรียนอัสสัมชัญคอนแวนต์ สีลม บน ถ.ประมวญ กรุงเทพฯ2541 ได้ขยายโรงเรียน โดยเปิดโรงเรียนอัสสัมชัญคอนแวนต์ ลำนารายณ์ ขึ้นที่ อ.ชัยบาดาล จ.ลพบุรี ทำการสอนตั้งแต่ระดับประถมศึกษาปีที่ 1 - 6 (ปัจจุบันสอนถึงระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6) ปัจจุบันโรงเรียนอัสสัมชัญคอนแวนต์ทำการสอนตั้งแต่ระดับประถมศึกษาปีที่ 1 - มัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยมีจำนวนนักเรียนทั้งสิ้น 3,658 คน ครู 203 คนประวัติโดยละเอียด ประวัติโดยละเอียด. พ.ศ. 2448- 2 มีนาคม เปิดทำการสอนนักเรียนรุ่นแรกจำนวน 37 คน การสอนใช้ภาษาต่างประเทศเป็นหลัก เช่น ภาษาอังกฤษ เยอรมัน โปรตุเกส และฝรั่งเศส ภาษาไทยวันละชั่วโมง นอกจากนั้นยังมีวิชาจริยธรรม ดนตรี เย็บปักถักร้อย และมารยาททั่วไป ขณะนั้นยังไม่มีเครื่องแบบนักเรียน- 7 มีนาคม คณะเซอร์ย้ายเข้ามาอยู่ที่โรงเรียนอัสสัมชัญคอนแวนต์ โดยมีเซอร์แซงต์ ซาเวียร์ ท่านอธิการิณีท่านแรกสอนภาษาฮอลันดา, เซอร์อันนา ซาเวียร์ สอนภาษาฝรั่งเศส, เซอร์อักแนส เดอ เซนต์ปอล สอนภาษาอังกฤษและเยอรมัน, เซอร์อังเชลิก โยแซฟ สอนภาษาโปรตุเกส, เซอร์มารีย์บลังซ์ สอนงานฝีมือและงานประดิษฐ์, เซอร์ดอมินิก สอนภาษาอังกฤษ, เซอร์เทแรส (โนวิส) สอนภาษาไทย,เซอร์มาร์เกอริต ดูแลเรื่องอาหาร โดยมี คุณพ่อการิเอ สอนภาษาไทยให้กับคณะเซอร์วันละ 1 ชั่วโมง- 18 มิถุนายน มีพิธีเปิดโรงเรียนอย่างเป็นทางการ ฯพณฯหลุยส์ เวย์ เป็นประธานการเสกอาคารเรียน 3 ชั้น และการเฉลิมฉลองเริ่มด้วยสหบูชามิสซา มีเซอร์จากโรงพยาบาลเซนต์หลุยส์และสามเสนมาร่วมยินดี- 19 มิถุนายน หนังสือพิมพ์ในกรุงเทพฯลงข่าวเรื่องการเปิดโรงเรียนอัสสัมชัญคอนแวนต์อย่างเป็นทางการ สำหรับหญิงสาวที่ต้องการเรียนภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน โปรตุเกส ฯลฯ- พ.ศ. 2450 - เซอร์อันนา ซาเวียร์ ดำรงตำแหน่งอธิการิณีคนที่ 2 ขณะนั้นนักเรียนส่วนใหญ่เป็นบุตรหลานของชาวยุโรปที่ทำงานในประเทศไทย - พ.ศ. 2461 - โรงเรียนได้จดทะเบียนเป็นโรงเรียนราษฎร์ขึ้นตรงกับกระทรวงธรรมการ (กระทรวงศึกษาธิการในปัจจุบัน) - พ.ศ. 2472 - เซอร์อานน์ แชร์แมน ดำรงตำแหน่งอธิการิณีคนที่ 3 - พ.ศ. 2474 - โรงเรียนได้ขยายชั้นเรียนจากมัธยมศึกษาปีที่ 6 ถึงมัธยมศึกษาปีที่ 8 - พ.ศ. 2476 - โรงเรียนได้ช่วยเหลือนักเรียนที่ขัดสนให้เรียนโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายตั้งแต่ชั้นมูลจนถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนาใดๆ- เริ่มมีเครื่องแบบนักเรียนและครู โดยใส่เสื้อแขนยาวสีขาวทับไว้นอกผ้าซิ่นแดง นักเรียนจะผูกไทสีแดง ส่วนคุณครูจะผูกโบว์- คุณพ่อกอลมเบต์ ผู้ก่อตั้งโรงเรียนอัสสัมชัญคอนแวนต์ถึงแก่กรรม - พ.ศ. 2478 - โรงเรียนส่งนักเรียนชั้นมัธยมบริบูรณ์ (ม.8) เข้าสมทบในการสอบไล่ของกระทรวง - พ.ศ. 2480 - โรงเรียนได้รับการรับรองวิทยฐานะเทียบเท่าโรงเรียนรัฐบาล - พ.ศ. 2483 - คุณครู ถนอมจิต หุตะสิงห์ ดำรงตำแหน่งผู้จัดการโรงเรียนแทนเซอร์อานน์ แชร์แมน โดยมีครู รุจิรา ชโนดม ดำรงตำแหน่งครูใหญ่ - พ.ศ. 2487 - เกิดสงครามแปซิฟิก โรงเรียนได้อพยพคณะเซอร์ ครู และนักเรียนที่ผู้ปกครองฝากไว้ไปที่โรงเรียนเซนต์ปอลฉะเชิงเทรา (ปัจจุบันคือโรงเรียนเซนต์แอนโทนี) - พ.ศ. 2489 - โรงเรียนได้เปิดชั้นเตรียมอุดมศึกษาแผนกอักษรศาสตร์แทน ม.8 เดิม - พ.ศ. 2490 - เซอร์แซงค์ บาร์บ ดำรงตำแหน่งอธิการิณีคนที่ 4- โรงเรียนเปลี่ยนเครื่องแบบนักเรียนให้เหมือนกับของโรงเรียนรัฐบาล - พ.ศ. 2494- เซอร์เมรี่ เดอแลง กานาซีออง ดำรงตำแหน่งอธิการิณีคนที่ 5 และครูใหญ่ของโรงเรียน- ก่อตั้งสมาคมศิษย์อัสสัมชัญคอนแวนต์ โดยยื่นขอจดทะเบียนก่อตั้งสมาคมกับสภาวัฒนธรรมแห่งชาติ - พ.ศ. 2496- ด้วยจำนวนนักเรียนที่เพิ่มขึ้นจึงแยกออกเป็นโรงเรียนอัสสัมชัญคอนแวนต์ และโรงเรียนอัสสัมชัญศึกษา (ซึ่งภายหลังมอบให้อยู่ในความดูแลของอาสนวิหารอัสสัมชัญ)- เปลี่ยนเครื่องแบบจากเดิมมาเป็นเครื่องแบบในปัจจุบัน (ส่วนเครื่องแบบเดิมมอบให้โรงเรียนอัสสัมชัญศึกษา)- สร้างอาคารเรียน 2 ชั้น เพื่อแยกตึกเรียนของนักเรียนระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา มีงานฉลองเปิดอาคารเรียนหลังใหม่- ท่านอธิการิณีเมรี่ ได้รับเหรียญเกรียติยศด้านการสอนจากประเทศฝรั่งเศส - พ.ศ. 2498 - วันที่ 5 - 6 พฤศจิกายน ได้จัดงานครบรอบ 50 ปีของโรงเรียน และจัดทำหนังสืออนุสรณ์เล่มแรกขึ้น - พ.ศ. 2500 - เซอร์เอมิเลียน ดำรงตำแหน่งอธิการิณีท่านที่ 6 โดยท่านเป็นอธิการิณีชาวไทยคนแรก และเป็นศิษย์อัสสัมชัญคอนแวนต์ - พ.ศ. 2501 - เริ่มใช้สมุดระเบียบการ (School Note-Book) อย่างเป็นทางการ - พ.ศ. 2503 - เซอร์มารี ลูเชียน ดำรงตำแหน่งอธิการิณีท่านที่ 7 - พ.ศ. 2505 - ทีมบาสเก็ตบอลของโรงเรียนชนะเลิศการแข่งขันของสมาคมบาสเก็ตบอลแห่งประเทศไทย - พ.ศ. 2506 - ทีมบาสเก็ตบอลของโรงเรียนชนะเลิศการแข่งขันของสมาคมบาสเก็ตบอลแห่งประเทศไทยเป็นปีที่ 2 - พ.ศ. 2507 - โรงเรียนได้รับพระราชทานรางวัลประเภทโรงเรียนดีจากพระหัตถ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม - พ.ศ. 2508 - จัดงานเฉลิมฉลองครบรอบ 60 ปีของการก่อตั้งโรงเรียน และมีการทำหนังสืออนุสรณ์ 60 ปี - พ.ศ. 2509 - เซอร์เออเชนี มารี สุดารา ดำรงตำแหน่งอธิการิณีคนที่ 8 - พ.ศ. 2510 - โรงเรียนได้เปลี่ยนวันหยุดจากวันพฤหัสบดีและวันอาทิตย์ มาเป็นวันเสาร์และวันอาทิตย์ - พ.ศ. 2511 - สร้างอาคารเรียนหลังใหม่ 4 ชั้น มีพิธีเสกอาคารเรียนในวันที่ 11 กรกฎาคม โดยมีฯพณฯยวง นิตโย เป็นประธานในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา- โรงเรียนได้ร่วมกับสมาคมศิษย์อัสสัมชัญคอนแวนต์จัดงานสงเคราะห์เด็กยากจนในแหล่งเสื่อมโทรมเขตบางรัก - พ.ศ. 2512 - ทีมบาสเก็ตบอลของโรเรียน ชนะเลิศการแข่งขันบาสเก็ตบอลรุ่นใหญ่ของการแข่งขันกีฬาในกลุ่มคอนแวนต์ - พ.ศ. 2513 - โรงเรียนฉลองการก่อตั้งครบ 65 ปี โดยจัดโครงการโรงเรียนน้อง คือ โรงเรียนทหารม้าอนุสรณ์ ต.หมู่บ้านวังดิน จ.เชียงใหม่ โดย คณะเซอร์ ครู และนักเรียน ได้ร่วมกันนำสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภคไปแจกจ่ายช่วยเหลือชาวบ้านและนักเรียนในหมู่บ้าน รวมถึงอบรมให้ชาวบ้านและเด็ก ๆ รู้จักดำเนินชีวิตที่ถูกต้องตามหลักสุขอนามัย - พ.ศ. 2514 - เปิดสอนชั้นมัธยมปลายแทนชั้นเตรียมอุดมศึกษาที่งดสอนไประยะหนึ่ง - พ.ศ. 2516 - เซอร์เวโรนิค เดอ มารี กลิ่นไกร ดำรงตำแหน่งอธิการิณีคนที่ 9- มีการมอบทุนการศึกษาและรางวัลเรียนดีให้แก่นักเรียน- ก่อตั้งสมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนอัสสัมชัญคอนแวนต์ โดยเซอร์ฮองรี อ่อนสว่าง และนายสกล มังคละรัช - พ.ศ. 2518 - โรงเรียนฉลองครบ 70 ปี แห่งการก่อตั้ง ฯพณฯ พลตรีประมาณ อดิเรกสาร รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานในงาน และ ฯพณฯ อัครมุขนายกไมเกิ้ล มีชัย กิจบุญชู เป็นประธานในศาสนพิธี มีการจัดทำหนังสืออนุสรณ์ 70 ปี - พ.ศ. 2519- เซอร์อัลฟองส์ เดอ แซงต์เปียร์ วรศิลป์ ดำรงตำแหน่งอธิการิณีคนที่ 10 - โรงเรียนได้ปรับเปลี่ยนระบบชั้นเรียนเป็น 6-3-3 ตามนโยบายของรัฐบาล คือ ประถมศึกษา 6 ปี มัธยมศึกษาตอนต้น 3 ปี และมัธยมศึกษาตอนปลาย 3 ปี - พ.ศ. 2521 - จัดงานกตเวทิตาคุณ เพื่อเป็นเกียรติแก่ครูที่สอนตั้งแต่ 25 ปี ขึ้นไปในงานวันครู วันที่ 16 มกราคม - พ.ศ. 2522 - ก่อสร้างอาคารเรียนหลังใหม่เป็นตึก 6 ชั้น แทนอาคารเรียนหลังเก่า - พ.ศ. 2523 - โรงเรียนฉลองครบ 75 ปี วันที่ 31 พฤษภาคม มีพิธีเสกอาคารเรียนหลังใหม่ชื่อ "ตึกอนุสรณ์ 75 ปี" โดย ฯพณฯ ไมเกิล มีชัย กิจบุญชู- 6 ตุลาคม - 2 พฤศจิกายน โรงเรียนได้หยุดเรียนตามคำสั่งของกระทรวงศึกษาธิการ เนื่องจากเกิดอุทกภัย- จัดงานแสดงวิวัฒนาการทางศาสนา โอกาสงานชุมนุมผู้แทนองค์การศาสนาต่างๆ ครั้งที่ 15 ในวันที่ 19 - 21 กันยายน - พ.ศ. 2524 - แมร์มอนิค มหาธิการิณีคณะเซนต์ปอล เดอ ชาร์ตร ได้เยี่ยมชมกิจการของโรงเรียนอัสสัมชัญคอนแวนต์ ในโอกาสที่ท่านเยือนแขวงประเทศไทยอย่างเป็นทางการ - พ.ศ. 2525 - เซอร์อัลฟองส์ เดอ แซงต์เปียร์ สะอาด วรศิลป์ ได้รับโล่ครูดีเด่นจากสมาคมโรงเรียนราษฏร์ ในฐานะผู้จัดการและครูโรงเรียนอัสสัมชัญคอนแวนต์ ในวันที่ 22 มกราคม- จัดงานสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการศึกษาเอกชน วันที่ 15 - 21 เมษายน- เซอร์ฟรังซัวส์ ชีรานนท์ ดำรงตำแหน่งอธิการิณีคนที่ 11 - พ.ศ. 2526 - สมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนอัสสัมชัญคอนแวนต์ และสมาคมศิษย์อัสสัมชัญคอนแวนต์ร่วมกับโรงเรียนจัดงาน "สุวรรณสมโภช"ให้คุณครูรุจิรา ชโนดม ที่ทำงานครบ 50 ปี ในวันที่ 15 มกราคม - พ.ศ. 2527 - สมเด็จพระสันตะปาปาจอห์น ปอลที่ 2 เสด็จเยือนประเทศไทย และได้เสด็จ ณ อาสนวิหารอัสสัมชัญ ชาวอัสสัมชัญคอนแวนต์ร่วมรับเสด็จด้วยความปลื้มปิติ - พ.ศ. 2528 - ฉลองครบ 80 ปีของโรงเรียน มีการแสดงละครเรื่อง "นันทวัน" ณ โรงละครแห่งชาติ โดยรายได้ทั้งหมดนำขึ้นทูลเกล้าฯถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยเสด็จพระราชกุศล - พ.ศ. 2529 - ทีมบาสเก็ตบอลของโรงเรียนชนะเลิศการแข่งขันของกรุงเทพมหานคร 3 ปีซ้อน (2527 - 2529) และชนะเลิศการแข่งขันร้องเพลงฝรั่งเศส จากสมาคมฝรั่งเศสแห่งประเทศไทย - พ.ศ. 2530- โรงเรียนได้จัดงานเกษียณอายุให้แก่ครูรุจิรา ชโนดม ครูใหญ่ โดยมีเซอร์เรอเน เด มารี อาภรณ์ แสงหิรัญ ดำรงตำแหน่งแทน- ซ่อมแซมอาคารเรียนหลังแรก เพื่อใช้เป็นตึกเรียนของระดับประถมศึกษา- โรงเรียนได้รับเกียรติบัตรเป็นโรงเรียนผู้นำการใช้หลักสูตร จากกระทรวงศึกษาธิการ ณ หอประชุมคุรุสภา - พ.ศ. 2532 - สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จเป็นองค์ประธานในงานจตุราสีติสมโภช อันเป็นปีที่โรงเรียนครบรอบ 84 ปี - พ.ศ. 2533 - เซอร์วาเลนติน มุ่งหมาย ดำรงตำแหน่งอธิการิณีท่านที่ 12 - พ.ศ. 2534 - ได้รับโล่เกียรติยศชนะเลิศด้านการจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ดีเด่นจากสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี - พ.ศ. 2535 - ได้รับรางวัลชนะเลิศผลงานวิชาคณิตศาสตร์ จากกระทรวงศึกษาธิการในงานสถาปนาครบ 20 ปี ของสำนักงานการศึกษาเอกชน - พ.ศ. 2536 - เซอร์มารี เซเวียร์ดำรงตำแหน่งอธิการิณีคนที่ 13 - พ.ศ. 2537 - เซอร์อัลฟองส์ เดอ แซงต์เปียร์ สะอาด วรศิลป์ ดำรงตำแหน่งครูใหญ่ - พ.ศ. 2538- ขยายการศึกษาระดับประถมศึกษา โดยซื้อกิจการโรงเรียนผดุงดรุณี และเรียกชื่อโรงเรียนใหม่ว่า อัสสัมชัญคอนแวนต์ สีลม ส่วนโรงเรียนอัสสัมชัญคอนแวนต์ บางรัก เป็นแผนกมัธยม- งานฉลอง 90 ปี โรงเรียนอัสสัมชัญคอนแวนต์ บางรัก โดยมี ฯพณฯ พระคาร์ดินัล ไมเกิล มีชัย กิจบุญชู เป็นประธานในศาสนพิธี - พ.ศ. 2539 - ได้รับรางวัลพระราชทานสถานศึกษาระดับมัธยมศึกษาขนาดใหญ่ จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี - พ.ศ. 2540 - เปิดการสอนหลักสูตร Intensive Course - พ.ศ. 2541 - เซอร์วาเลนติน มุกดา มุ่งหมาย ดำรงตำแหน่งครูใหญ่ - พ.ศ. 2542- เซอร์วาเลนติน มุ่งหมาย ดำรงตำแหน่งอธิการิณีคนที่ 14 - โรงเรียนได้รับการรับรองระบบบริหารคุณภาพ (ISO 9200) จากสถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ (สรอ.) - พ.ศ. 2544 - สร้าง Terrace ริมแม่น้ำเจ้าพระยาเพื่อเป็นลานอเนกประสงค์ - พ.ศ. 2545 - เซอร์แอนนี สนเจริญ ดำรงตำแหน่งอธิการิณีคนที่ 15- เข้าร่วมโครงการโรงเรียนเครือข่ายการจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน- ตัวแทนคณะเนตรนารีโรงเรียนอัสสัมชัญคอนแวนต์เข้าร่วมกิจกรรมงานชุมนุมลูกเสือโลก ครั้งที่ 20 ณ ต.หาดยาว อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ประเทศไทย - พ.ศ. 2546 - เซอร์ดอมีนิก กิจเจริญ ดำรงตำแหน่งอธิการิณีคนที่ 16- เปิดการเรียนการสอนภาษาจีนในระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1 และ 4 - พ.ศ. 2549- ได้รับโล่เชิดชูเกียรติและธงสถานศึกษาเข้มแข็งปลอดยาเสพติด จากนายสมัคร สุนทรเวช ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม- วันที่ 2 มีนาคม จัดพิธีสหบูชามิสซาโมทนาคุณพระเป็นเจ้า เฉลิมฉลองศตพรรษภัชรสมโภชอัสสัมชัญคอนแวนต์ เนื่องในโอกาสโรงเรียนครบรอบ 100 ปี โดย ฯพณฯ อาร์ชบิชอป ซัลวาตอเร เพนนัคคีโอ เอกอัครสมณทูตวาติกันประจำประเทศไทย และพระคาร์ดินัล ไมเกิล มีชัย กิจบุญชู เป็นประธาน จัดงานเฉลิมฉลองและการแสดง ณ ลานหน้าอาสนวิหารอัสสัมชัญ- วันที่ 19 มีนาคม สมาคมศิษย์เก่าอัสสัมชัญคอนแวนต์ จัดงานเฉลิมฉลองศตพรรษภัชรสมโภช ณ หอประชุมกองทัพเรือชื่อโรงเรียน ชื่อโรงเรียน. ชื่ออัสสัมชัญคอนแวนต์ เดิมเขียนเป็นภาษาฝรั่งเศสว่า "COUVENT DE L'ASSOMPTION" ภายหลังเปลี่ยนเป็นภาษาอังกฤษว่า "ASSUMPTION CONVENT" คำว่า ASSUMPTION (AS+SUMP+TION) มีรากศัพท์มาจากภาษาละติน แปลว่าการยกขึ้น ส่วนคำว่า COUVENT หมายถึงสถานที่ซึ่งภคินีพำนักอยู่รวมกัน การใช้ชื่อโรงเรียนว่าอัสสัมชัญคอนแวนต์เพราะสถานที่ตั้งของโรงเรียนอยู่ในบริเวณอาสนวิหารอัสสัมชัญ (Assumption Catherdral) แห่งมิสซังคาทอลิกกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นการถวายเกียรติแด่การที่แม่พระรับเกียรติยกขึ้นสวรรค์ทั้งกายและวิญญาณ เป็นการขอความคุ้มครองอารักขาและพระพรจากพระนางมารีพรหมจารีพระมารดาของพระเยซู นอกจากนี้ เจษฎาจารย์ ฟ. ฮีแลร์ ยังได้อธิบายคำ "อัสสัมชัญ" ไว้ในอีกลักษณะหนึ่ง โดยการอ้างอิงภาษาบาลีและสันสกฤตว่า "อัสสัม" แผลงเป็นไทยว่า "อาศรม" ซึ่งแปลว่า ที่อยู่ ส่วน "ชัญ" แผลงมาจาก "ชญญ" แปลว่า ความรู้ เมื่อนำมารวมกันจะได้ความหมายว่า "สถานที่อยู่ของความรู้" หรือ "สถานที่ก่อให้เกิดความรู้" ดังนั้นชื่ออัสสัมชัญคอนแวนต์จึงเป็นชื่อที่มีความหมายพิเศษเครื่องหมายของโรงเรียน เครื่องหมายของโรงเรียน. โรงเรียนอัสสัมชัญคอนแวนต์มีเครื่องหมายที่สำคัญ 3 รูปสัญลักษณ์ ดังนี้ตราของคณะภคินีเซนต์ปอล เดอ ชาร์ตร ตราของคณะภคินีเซนต์ปอล เดอ ชาร์ตร. เนื่องจากโรงเรียนอัสสัมชัญคอนแวนต์เป็นโรงเรียนแรกที่คณะภคินีเซนต์ปอล เดอ ชาร์ตร ได้จัดตั้งขึ้นในเมืองไทย ตราของคณะจึงได้จารึกไว้เพื่อให้ทุกคนได้รู้จักและจดจำไว้ในดวงใจของศิษย์ตั้งแต่แรกเริ่มมาจนถึงทุกวันนี้ ความหมายของตรามีดังนี้รวงข้าวสีเขียวสดตั้งตรง 4 รวง หมายถึง ความซื่อสัตย์ ความราบเรียบและความเท่าเทียมของภคินี 4 คนแรก แม้พวกเธอจะเยาว์วัย แต่ก็อาจหาญรับงานหนักเกินกำลังเพื่อเป็นการพลีชีพประดุจเมล็ดพืชเล็กๆที่จะตกลงสู่พื้นดินพื้นที่สีทอง หมายถึง ความสว่างเจิดจ้าหลังวันแห่งความืดมนแห่งท้องทุ่งที่ราบโบซแห่งฝรั่งเศส ที่คณะภคินีเซนต์ปอล เดอ ชาร์ตร ได้ถือกำเนิดมาสีฟ้า เป็นสีของพระนางมารีอา มารดาแห่งพระเยซูที่ภคินีรัก เธอพิสูจน์ความรักนี้ด้วยการสวดสายประคำ และเลียนแบบพระมารดาด้านความสุภาพอ่อนโยนเดอ ชาร์ตร เป็นชื่อที่ 2 บอกถึงแม่บ้าน ซึ่งเป็นหัวใจและศูนย์รวมเอกภาพของคณะภคินี ตั้งอยู่ใกล้อาสนวิหารแม่พระแห่งชาทร์ ประเทศฝรั่งเศสสีแดง สีแห่งความรัก เลือดแห่งความตาย และความกล้าหาญของนักบุญเปาโลอัครทูตและมรณสักขี องค์อุปถัมภ์ของภคินีผู้ถือดาบแห่งพระวาจาของพระเจ้า พร้อมจะประกาศข่าวดีแห่งความจริงแก่ทุกคนที่ได้พบหนังสือที่เปิดอยู่ มีคำจารึกว่า "จงเป็นทุกอย่างสำหรับทุกคน" บ่งบอกถึงฐานะ ผู้รับใช้ ของภคินี ในการนำมนุษย์ให้รอด เพื่อเทิดเกียรติพระเจ้าสัญลักษณ์ของโรงเรียน สัญลักษณ์ของโรงเรียน. ประกอบด้วยปริมณฑล ภายในวงกลมมีเส้นขอบ และมีเส้นโค้งลงประดับรอบนอก บังเกิดเป็นกลีบกลางปริมณฑล มีโล่ป้องกันศัสตราวุธ ภายในโล่แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ส่วนบนมีอักษร อ.ส.ค อยู่หน้าเส้นตรงตั้ง ส่วนกลางเว้นว่าง ส่วนล่างมีตะเกียงเปล่งประทีปวางอยู่บนหนังสือซ้อนกัน 2 เล่ม มีเส้นนอกเป็นฐาน มีดาบขัดอยู่หลังโล่ ปลายดาบปรากฏที่ด้านบนซ้าย ด้ามดาบปรากฏที่ด้านล่างขวา มอฝเห็บใบไม้ทอดปลายด้านบนขวา และด้านล่างซ้ายวงกลม หมายถึงความมุ่งหมายร่วมกันในการพัฒนาเยาวชน ให้เป็นบุคคลผู้มีคุณสมบัติครบถ้วนตามคุณค่าแห่งศาสนธรรม วัฒนธรรม และวิชาความรู้ ขณะเดียวกันก็หมายถึงการรวมศรัทธาธรรมของนักบวชเข้ากับความรักของผู้ปกครอง เมตตาธรรมของครู และการแสวงหาความรู้ความเจริญของนักเรียนเส้นประดับเจ็ดกลีบ แทนพระคุณ 7 ประการ ของพระจิตเจ้า อันได้แก่ พระดำริ สติ ปัญญา ความคิดอ่าน กำลังความรู้ ความศรัทธา ความยำเกรงโล่ แสดงนัยของคุณธรรม ความรู้เป็นเครื่องป้องกันภัยดาบคม คือ ปัญญา ด้าม คือ สติ ดาบนี้จึงเป็นเครื่องประหารความเขลาและความไม่ชอบธรรมทั้งหลาย และป้องกันตนเอง จึงต้องใช้ด้วยความสุขุม คัมภีรภาพอย่างองอาจกล้าหาญใบไม้ แทน ใบมะกอก ใบของพืชเป็นส่วนที่ทำหน้าที่หายใจ ใบมะกอกจึงแทนการดำรงชีวิตในสันติสุขเพื่อสันติสุขสัญลักษณ์ดอกลิลลี่ (Fleur De Lis) สัญลักษณ์ดอกลิลลี่ (Fleur De Lis). คณะภคินีเซนต์ปอล เดอ ชาร์ตร ได้เลือกดอกลิลลี่เป็นสัญลักษณ์ของตราประจำโรงเรียน เพราะดอกลิลลี่มีสีขาวเปรียบเสมือนความบริสุทธิ์ ซื่อสัตย์ จงรักภักดี และเที่ยงตรง ดอกลิลลี่ผุดขึ้นจากดินชูก้านตรงสู่ความไพศาลและความสว่าง ความงดงามของดอกลิลลี่สีขาวเป็นที่ชื่นชมเปรียบได้กับปรัชญาชีวิตว่า เจ้าของชีวิตพึงพัฒนาตนเองด้วยความตรง 2 ประการ คือ ซื่อตรงและเที่ยงตรง มีความถ่อมตน สุภาพ หนักแน่นอยู่เป็นเนืองนิตย์ ดุจดังแผ่นพื้นพสุธา มีความบริสุทธิ์เป็นความงามประจำตนและเป็นต้นฉบับ แม้ต้นกำเนิดจะอยู่ในที่อับก็พึงเจริญชีวิตสู่ความสว่าง ให้เป็นฉบับที่ดีงามเป็นที่ประจักษ์สีของโรงเรียน สีของโรงเรียน. สัญลักษณ์สีประจำโรงเรียน คือ แดง ขาว ประกอบขึ้นเป็นความเข้มแข็ง เด็ดเดี่ยว แต่ในขณะเดียวกันก็แฝงไว้ด้วยความบริสุทธิ์อ่อนโยนอยู่ภายในสีแดง เป็นสีแห่งความรัก ความกล้าหาญ และเสียสละ เป็นพลังสำคัญในการต่อสู้เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย เพื่อความถูกต้องยุติธรรม ไมหวาดหวั่นต่อภยันตรายทั้งปวง แม้จะเสียสละเลือดเพื่อให้คุณธรรมความดีคงอยู่ ก็จะยอมรักษาไว้แหนือสิ่งใดสีขาว เป็นสีแห่งความซื่อสัตย์ จงรักภักดี มั่นอยู่ในหลักธรรม ไม่ยอมให้สิ่งใดเข้ามาเจือปน เป็นความบริสุทธิ์พร้อมที่จะพัฒนาตนสู่ความดีเรื่อยไปอย่างไม่หยุดยั้งต้นไม้ประจำโรงเรียน ต้นไม้ประจำโรงเรียน. ต้นพิกุล เป็นพุ่มไม้ขนาดเล็กถึงกลาง ความสูง 5 - 15 เมตร ใบเป็บใบเดี่ยวรูปหอกแคบๆ โคนใบแหลม ปลายใบมนหรือแหลม ใบเกลี้ยง ขอบเรียบเป็นคลื่น ดอกออกเป็นกระจุกใหญ่ตามปลายกิ่งหรือตามง่ามใบ ดอกสีขาวมีกลิ่นหอมเย็น นิยมใช้บูชาพระ ออกระหว่างเดือนตุลาคม - ธันวาคม ผลกลมรี หัวท้ายแหลม ผลสุกมีสีเหลือง ส้ม หรือแดง มี 1 - 2 เมล็ด เป็นไม้ที่ให้ร่มเงา เปรียบเสมือนโรงเรียนที่เป็นที่พักพิงให้แก่เด็กนักเรียน ดอกมีกลิ่นหอมเย็นๆเปรียบเสมือนชื่อเสียงของโรงเรียนที่ขจรขจายไปไกล มีชื่อเสียงมายาวนานและจะยั่งยืนตลอดไปเพลงโรงเรียนเพลงประจำโรงเรียน เพลงโรงเรียน. เพลงประจำโรงเรียน. St.Paul Hymn เป็นเพลงที่ใช้ในพิธีจบการศึกษาของนักเรียนของโรงเรียนในเครือเซนต์ปอล เดอ ชาร์ตรทั่วโลก สำหรับโรงเรียนอัสสัมชัญคอนแวนต์จะใช้แพลงนี้ในพิธีรับ Diploma ของนักเรียนที่จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 อัสสัมชัญคอนแวนต์ ประพันธ์คำร้องโดยลมูล พูลวิทยกิจ ทำนองโดยพีระ ตรีบุปผา ในรั้วคอนแวนต์ ประพันธ์คำร้องและทำนองโดยร้อยแก้ว รักไทยเพลงในงานฉลองศตพรรษภัชรสมโภช เพลงในงานฉลองศตพรรษภัชรสมโภช. 100 ปี อัสสัมชัญคอนแวนต์ ประพันธ์คำร้องโดยศรีสุภางค์ อินทร์ไทร ทำนองโดยนคร ถนอมทรัพย์"เพลงร่มพิกุล""เพลงDaughter of Assumption Convent""เพลงปะแตง" ประพันธ์คำร้องและทำนองโดย กมลรัตน์ ชุติเชาวน์กุล ศิษย์เก่า ควบคุมการผลิตโดยม.นาฎยา งามเสงี่ยม ครูนาฏศิลป์และดนตรีไทยของโรงเรียนศิษย์เก่าที่มีชื่อเสียงศิษย์เก่าที่มีชื่อเสียง. - ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อทิตยา ศิริภิญญานนท์ นักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ ประจำปี 2550 - รำไพ สุวรรณสาร ศรีโสภาค นักเขียนเจ้าของนามปากกา โสภาค สุวรรณ - หม่อมราชวงศ์พันธุ์ทิพย์ บริพัตร - อรอนงค์ กาญจนชูศักดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 1 กรุงเทพมหานคร ปี พ.ศ. 2550 และ เขต 2 กรุงเทพมหานคร ปี พ.ศ. 2554 - บุษบา ดาวเรือง ประธานกรรมการบริหาร บริษัทจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน)
| โรงเรียนโรมันคาทอลิกหญิงแห่งแรกของประเทศไทยคือโรงเรียนใด | {
"answer": [
"โรงเรียนอัสสัมชัญคอนแวนต์"
],
"answer_begin_position": [
126
],
"answer_end_position": [
151
]
} |
2,704 | 164,855 | โรงเรียนอัสสัมชัญคอนแวนต์ โรงเรียนอัสสัมชัญคอนแวนต์ (, ) (อักษรย่อ: อสค, ASC) เป็นโรงเรียนโรมันคาทอลิกหญิงแห่งแรกของประเทศ และเป็นโรงเรียนแรกในเครือคณะภคินีเซนต์ปอล เดอ ชาร์ตรแห่งประเทศไทย ก่อตั้งโดยคุณพ่อหลุยส์ โชเวต์ บาทหลวงชาวฝรั่งเศส ณ ประเทศฝรั่งเศส เมื่อปี ค.ศ. 1696ประวัติโดยย่อ ประวัติโดยย่อ. โรงเรียนอัสสัมชัญคอนแวนต์เริ่มเปิดทำการสอนโดยคณะภคินีเซนต์ปอล เดอ ชาร์ตร ในวันที่ 2 มีนาคม 2447 มีเซอร์แซงต์ ซาเวียร์ เป็นอธิการิณีท่านแรก เนื่องจากดำริของ มุขนายกฌอง หลุยส์ เวย์ (Jean Louis Vey) ที่จะสร้างสถานศึกษาสำหรับเด็กหญิง จึงมอบหมายให้คุณพ่อเอมิล ออกัสต์ กอลมเบต์ ผู้ก่อตั้งโรงเรียนอัสสัมชัญเป็นผู้ดำเนินงาน มีคุณพ่อ เรอมิเออ (Romier) เหรัญญิกของมิสซังเป็นผู้อำนวยการก่อสร้างตึกเรียน จากนั้นจึงได้มอบหมายหน้าที่ด้านการบริหารให้แก่ภคินีคณะเซนต์ปอล เดอ ชาร์ตร ซี่งขณะนั้นดำเนินงานอยู่ที่โรงพยาบาลเซนต์หลุยส์ ดังนั้นโรงเรียนอัสสัมชัญคอนแวนต์จึงถือเป็นโรงเรียนแห่งแรกของเครือเซนต์ปอล เดอ ชาร์ต เมื่อเริ่มเปิดทำการสอนนั้นมีนักเรียน 37 คน โดยมีท่านอธิการิณีและภคินีอีก 7 คน และครูฆราวาสอีก 2 - 3 คน เป็นผู้สอน โดยจะเน้นการใช้ภาษาต่างประเทศเป็นหลัก ได้แก่ วิชาภาษาอังกฤษ ภาษาโปรตุเกส ภาษาเยอรมัน ภาษาไทย และดนตรี นอกจากนี้นักเรียนทุกคนต้องได้รับการอบรมด้านจริยธรรม สังคมสงเคราะห์ และกิริยามารยาท อันถือเป็นลักษณะเฉพาะของโรงเรียนซึ่งยังคงสืบทอดมาถึงปัจจุบันโรงเรียนตั้งอยู่บนที่ดินขนาด 3 ไร่ 2 งาน ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา ในพื้นที่ของอาสนวิหารอัสสัมชัญ โดยได้มีการเสกอาคารเรียนหลังแรกในวันที่ 18 มิถุนายน 2448 ดังน้นจึงถือว่าวันนี้เป็นวันเปิดเรียนอย่างเป็นทางการ 2495 ด้วยจำนวนนักเรียนที่เพิ่มขึ้นทุกปี ๆ ในที่สุดจึงได้ก่อตั้งโรงเรียนอัสสัมชัญศึกษาขึ้น ซึ่งอยู่ในความดูแลของอาสนวิหารอัสสัมชัญ 2538 ได้แยกแผนกประถมไปที่โรงเรียนอัสสัมชัญคอนแวนต์ สีลม บน ถ.ประมวญ กรุงเทพฯ2541 ได้ขยายโรงเรียน โดยเปิดโรงเรียนอัสสัมชัญคอนแวนต์ ลำนารายณ์ ขึ้นที่ อ.ชัยบาดาล จ.ลพบุรี ทำการสอนตั้งแต่ระดับประถมศึกษาปีที่ 1 - 6 (ปัจจุบันสอนถึงระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6) ปัจจุบันโรงเรียนอัสสัมชัญคอนแวนต์ทำการสอนตั้งแต่ระดับประถมศึกษาปีที่ 1 - มัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยมีจำนวนนักเรียนทั้งสิ้น 3,658 คน ครู 203 คนประวัติโดยละเอียด ประวัติโดยละเอียด. พ.ศ. 2448- 2 มีนาคม เปิดทำการสอนนักเรียนรุ่นแรกจำนวน 37 คน การสอนใช้ภาษาต่างประเทศเป็นหลัก เช่น ภาษาอังกฤษ เยอรมัน โปรตุเกส และฝรั่งเศส ภาษาไทยวันละชั่วโมง นอกจากนั้นยังมีวิชาจริยธรรม ดนตรี เย็บปักถักร้อย และมารยาททั่วไป ขณะนั้นยังไม่มีเครื่องแบบนักเรียน- 7 มีนาคม คณะเซอร์ย้ายเข้ามาอยู่ที่โรงเรียนอัสสัมชัญคอนแวนต์ โดยมีเซอร์แซงต์ ซาเวียร์ ท่านอธิการิณีท่านแรกสอนภาษาฮอลันดา, เซอร์อันนา ซาเวียร์ สอนภาษาฝรั่งเศส, เซอร์อักแนส เดอ เซนต์ปอล สอนภาษาอังกฤษและเยอรมัน, เซอร์อังเชลิก โยแซฟ สอนภาษาโปรตุเกส, เซอร์มารีย์บลังซ์ สอนงานฝีมือและงานประดิษฐ์, เซอร์ดอมินิก สอนภาษาอังกฤษ, เซอร์เทแรส (โนวิส) สอนภาษาไทย,เซอร์มาร์เกอริต ดูแลเรื่องอาหาร โดยมี คุณพ่อการิเอ สอนภาษาไทยให้กับคณะเซอร์วันละ 1 ชั่วโมง- 18 มิถุนายน มีพิธีเปิดโรงเรียนอย่างเป็นทางการ ฯพณฯหลุยส์ เวย์ เป็นประธานการเสกอาคารเรียน 3 ชั้น และการเฉลิมฉลองเริ่มด้วยสหบูชามิสซา มีเซอร์จากโรงพยาบาลเซนต์หลุยส์และสามเสนมาร่วมยินดี- 19 มิถุนายน หนังสือพิมพ์ในกรุงเทพฯลงข่าวเรื่องการเปิดโรงเรียนอัสสัมชัญคอนแวนต์อย่างเป็นทางการ สำหรับหญิงสาวที่ต้องการเรียนภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน โปรตุเกส ฯลฯ- พ.ศ. 2450 - เซอร์อันนา ซาเวียร์ ดำรงตำแหน่งอธิการิณีคนที่ 2 ขณะนั้นนักเรียนส่วนใหญ่เป็นบุตรหลานของชาวยุโรปที่ทำงานในประเทศไทย - พ.ศ. 2461 - โรงเรียนได้จดทะเบียนเป็นโรงเรียนราษฎร์ขึ้นตรงกับกระทรวงธรรมการ (กระทรวงศึกษาธิการในปัจจุบัน) - พ.ศ. 2472 - เซอร์อานน์ แชร์แมน ดำรงตำแหน่งอธิการิณีคนที่ 3 - พ.ศ. 2474 - โรงเรียนได้ขยายชั้นเรียนจากมัธยมศึกษาปีที่ 6 ถึงมัธยมศึกษาปีที่ 8 - พ.ศ. 2476 - โรงเรียนได้ช่วยเหลือนักเรียนที่ขัดสนให้เรียนโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายตั้งแต่ชั้นมูลจนถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนาใดๆ- เริ่มมีเครื่องแบบนักเรียนและครู โดยใส่เสื้อแขนยาวสีขาวทับไว้นอกผ้าซิ่นแดง นักเรียนจะผูกไทสีแดง ส่วนคุณครูจะผูกโบว์- คุณพ่อกอลมเบต์ ผู้ก่อตั้งโรงเรียนอัสสัมชัญคอนแวนต์ถึงแก่กรรม - พ.ศ. 2478 - โรงเรียนส่งนักเรียนชั้นมัธยมบริบูรณ์ (ม.8) เข้าสมทบในการสอบไล่ของกระทรวง - พ.ศ. 2480 - โรงเรียนได้รับการรับรองวิทยฐานะเทียบเท่าโรงเรียนรัฐบาล - พ.ศ. 2483 - คุณครู ถนอมจิต หุตะสิงห์ ดำรงตำแหน่งผู้จัดการโรงเรียนแทนเซอร์อานน์ แชร์แมน โดยมีครู รุจิรา ชโนดม ดำรงตำแหน่งครูใหญ่ - พ.ศ. 2487 - เกิดสงครามแปซิฟิก โรงเรียนได้อพยพคณะเซอร์ ครู และนักเรียนที่ผู้ปกครองฝากไว้ไปที่โรงเรียนเซนต์ปอลฉะเชิงเทรา (ปัจจุบันคือโรงเรียนเซนต์แอนโทนี) - พ.ศ. 2489 - โรงเรียนได้เปิดชั้นเตรียมอุดมศึกษาแผนกอักษรศาสตร์แทน ม.8 เดิม - พ.ศ. 2490 - เซอร์แซงค์ บาร์บ ดำรงตำแหน่งอธิการิณีคนที่ 4- โรงเรียนเปลี่ยนเครื่องแบบนักเรียนให้เหมือนกับของโรงเรียนรัฐบาล - พ.ศ. 2494- เซอร์เมรี่ เดอแลง กานาซีออง ดำรงตำแหน่งอธิการิณีคนที่ 5 และครูใหญ่ของโรงเรียน- ก่อตั้งสมาคมศิษย์อัสสัมชัญคอนแวนต์ โดยยื่นขอจดทะเบียนก่อตั้งสมาคมกับสภาวัฒนธรรมแห่งชาติ - พ.ศ. 2496- ด้วยจำนวนนักเรียนที่เพิ่มขึ้นจึงแยกออกเป็นโรงเรียนอัสสัมชัญคอนแวนต์ และโรงเรียนอัสสัมชัญศึกษา (ซึ่งภายหลังมอบให้อยู่ในความดูแลของอาสนวิหารอัสสัมชัญ)- เปลี่ยนเครื่องแบบจากเดิมมาเป็นเครื่องแบบในปัจจุบัน (ส่วนเครื่องแบบเดิมมอบให้โรงเรียนอัสสัมชัญศึกษา)- สร้างอาคารเรียน 2 ชั้น เพื่อแยกตึกเรียนของนักเรียนระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา มีงานฉลองเปิดอาคารเรียนหลังใหม่- ท่านอธิการิณีเมรี่ ได้รับเหรียญเกรียติยศด้านการสอนจากประเทศฝรั่งเศส - พ.ศ. 2498 - วันที่ 5 - 6 พฤศจิกายน ได้จัดงานครบรอบ 50 ปีของโรงเรียน และจัดทำหนังสืออนุสรณ์เล่มแรกขึ้น - พ.ศ. 2500 - เซอร์เอมิเลียน ดำรงตำแหน่งอธิการิณีท่านที่ 6 โดยท่านเป็นอธิการิณีชาวไทยคนแรก และเป็นศิษย์อัสสัมชัญคอนแวนต์ - พ.ศ. 2501 - เริ่มใช้สมุดระเบียบการ (School Note-Book) อย่างเป็นทางการ - พ.ศ. 2503 - เซอร์มารี ลูเชียน ดำรงตำแหน่งอธิการิณีท่านที่ 7 - พ.ศ. 2505 - ทีมบาสเก็ตบอลของโรงเรียนชนะเลิศการแข่งขันของสมาคมบาสเก็ตบอลแห่งประเทศไทย - พ.ศ. 2506 - ทีมบาสเก็ตบอลของโรงเรียนชนะเลิศการแข่งขันของสมาคมบาสเก็ตบอลแห่งประเทศไทยเป็นปีที่ 2 - พ.ศ. 2507 - โรงเรียนได้รับพระราชทานรางวัลประเภทโรงเรียนดีจากพระหัตถ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม - พ.ศ. 2508 - จัดงานเฉลิมฉลองครบรอบ 60 ปีของการก่อตั้งโรงเรียน และมีการทำหนังสืออนุสรณ์ 60 ปี - พ.ศ. 2509 - เซอร์เออเชนี มารี สุดารา ดำรงตำแหน่งอธิการิณีคนที่ 8 - พ.ศ. 2510 - โรงเรียนได้เปลี่ยนวันหยุดจากวันพฤหัสบดีและวันอาทิตย์ มาเป็นวันเสาร์และวันอาทิตย์ - พ.ศ. 2511 - สร้างอาคารเรียนหลังใหม่ 4 ชั้น มีพิธีเสกอาคารเรียนในวันที่ 11 กรกฎาคม โดยมีฯพณฯยวง นิตโย เป็นประธานในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา- โรงเรียนได้ร่วมกับสมาคมศิษย์อัสสัมชัญคอนแวนต์จัดงานสงเคราะห์เด็กยากจนในแหล่งเสื่อมโทรมเขตบางรัก - พ.ศ. 2512 - ทีมบาสเก็ตบอลของโรเรียน ชนะเลิศการแข่งขันบาสเก็ตบอลรุ่นใหญ่ของการแข่งขันกีฬาในกลุ่มคอนแวนต์ - พ.ศ. 2513 - โรงเรียนฉลองการก่อตั้งครบ 65 ปี โดยจัดโครงการโรงเรียนน้อง คือ โรงเรียนทหารม้าอนุสรณ์ ต.หมู่บ้านวังดิน จ.เชียงใหม่ โดย คณะเซอร์ ครู และนักเรียน ได้ร่วมกันนำสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภคไปแจกจ่ายช่วยเหลือชาวบ้านและนักเรียนในหมู่บ้าน รวมถึงอบรมให้ชาวบ้านและเด็ก ๆ รู้จักดำเนินชีวิตที่ถูกต้องตามหลักสุขอนามัย - พ.ศ. 2514 - เปิดสอนชั้นมัธยมปลายแทนชั้นเตรียมอุดมศึกษาที่งดสอนไประยะหนึ่ง - พ.ศ. 2516 - เซอร์เวโรนิค เดอ มารี กลิ่นไกร ดำรงตำแหน่งอธิการิณีคนที่ 9- มีการมอบทุนการศึกษาและรางวัลเรียนดีให้แก่นักเรียน- ก่อตั้งสมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนอัสสัมชัญคอนแวนต์ โดยเซอร์ฮองรี อ่อนสว่าง และนายสกล มังคละรัช - พ.ศ. 2518 - โรงเรียนฉลองครบ 70 ปี แห่งการก่อตั้ง ฯพณฯ พลตรีประมาณ อดิเรกสาร รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานในงาน และ ฯพณฯ อัครมุขนายกไมเกิ้ล มีชัย กิจบุญชู เป็นประธานในศาสนพิธี มีการจัดทำหนังสืออนุสรณ์ 70 ปี - พ.ศ. 2519- เซอร์อัลฟองส์ เดอ แซงต์เปียร์ วรศิลป์ ดำรงตำแหน่งอธิการิณีคนที่ 10 - โรงเรียนได้ปรับเปลี่ยนระบบชั้นเรียนเป็น 6-3-3 ตามนโยบายของรัฐบาล คือ ประถมศึกษา 6 ปี มัธยมศึกษาตอนต้น 3 ปี และมัธยมศึกษาตอนปลาย 3 ปี - พ.ศ. 2521 - จัดงานกตเวทิตาคุณ เพื่อเป็นเกียรติแก่ครูที่สอนตั้งแต่ 25 ปี ขึ้นไปในงานวันครู วันที่ 16 มกราคม - พ.ศ. 2522 - ก่อสร้างอาคารเรียนหลังใหม่เป็นตึก 6 ชั้น แทนอาคารเรียนหลังเก่า - พ.ศ. 2523 - โรงเรียนฉลองครบ 75 ปี วันที่ 31 พฤษภาคม มีพิธีเสกอาคารเรียนหลังใหม่ชื่อ "ตึกอนุสรณ์ 75 ปี" โดย ฯพณฯ ไมเกิล มีชัย กิจบุญชู- 6 ตุลาคม - 2 พฤศจิกายน โรงเรียนได้หยุดเรียนตามคำสั่งของกระทรวงศึกษาธิการ เนื่องจากเกิดอุทกภัย- จัดงานแสดงวิวัฒนาการทางศาสนา โอกาสงานชุมนุมผู้แทนองค์การศาสนาต่างๆ ครั้งที่ 15 ในวันที่ 19 - 21 กันยายน - พ.ศ. 2524 - แมร์มอนิค มหาธิการิณีคณะเซนต์ปอล เดอ ชาร์ตร ได้เยี่ยมชมกิจการของโรงเรียนอัสสัมชัญคอนแวนต์ ในโอกาสที่ท่านเยือนแขวงประเทศไทยอย่างเป็นทางการ - พ.ศ. 2525 - เซอร์อัลฟองส์ เดอ แซงต์เปียร์ สะอาด วรศิลป์ ได้รับโล่ครูดีเด่นจากสมาคมโรงเรียนราษฏร์ ในฐานะผู้จัดการและครูโรงเรียนอัสสัมชัญคอนแวนต์ ในวันที่ 22 มกราคม- จัดงานสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการศึกษาเอกชน วันที่ 15 - 21 เมษายน- เซอร์ฟรังซัวส์ ชีรานนท์ ดำรงตำแหน่งอธิการิณีคนที่ 11 - พ.ศ. 2526 - สมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนอัสสัมชัญคอนแวนต์ และสมาคมศิษย์อัสสัมชัญคอนแวนต์ร่วมกับโรงเรียนจัดงาน "สุวรรณสมโภช"ให้คุณครูรุจิรา ชโนดม ที่ทำงานครบ 50 ปี ในวันที่ 15 มกราคม - พ.ศ. 2527 - สมเด็จพระสันตะปาปาจอห์น ปอลที่ 2 เสด็จเยือนประเทศไทย และได้เสด็จ ณ อาสนวิหารอัสสัมชัญ ชาวอัสสัมชัญคอนแวนต์ร่วมรับเสด็จด้วยความปลื้มปิติ - พ.ศ. 2528 - ฉลองครบ 80 ปีของโรงเรียน มีการแสดงละครเรื่อง "นันทวัน" ณ โรงละครแห่งชาติ โดยรายได้ทั้งหมดนำขึ้นทูลเกล้าฯถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยเสด็จพระราชกุศล - พ.ศ. 2529 - ทีมบาสเก็ตบอลของโรงเรียนชนะเลิศการแข่งขันของกรุงเทพมหานคร 3 ปีซ้อน (2527 - 2529) และชนะเลิศการแข่งขันร้องเพลงฝรั่งเศส จากสมาคมฝรั่งเศสแห่งประเทศไทย - พ.ศ. 2530- โรงเรียนได้จัดงานเกษียณอายุให้แก่ครูรุจิรา ชโนดม ครูใหญ่ โดยมีเซอร์เรอเน เด มารี อาภรณ์ แสงหิรัญ ดำรงตำแหน่งแทน- ซ่อมแซมอาคารเรียนหลังแรก เพื่อใช้เป็นตึกเรียนของระดับประถมศึกษา- โรงเรียนได้รับเกียรติบัตรเป็นโรงเรียนผู้นำการใช้หลักสูตร จากกระทรวงศึกษาธิการ ณ หอประชุมคุรุสภา - พ.ศ. 2532 - สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จเป็นองค์ประธานในงานจตุราสีติสมโภช อันเป็นปีที่โรงเรียนครบรอบ 84 ปี - พ.ศ. 2533 - เซอร์วาเลนติน มุ่งหมาย ดำรงตำแหน่งอธิการิณีท่านที่ 12 - พ.ศ. 2534 - ได้รับโล่เกียรติยศชนะเลิศด้านการจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ดีเด่นจากสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี - พ.ศ. 2535 - ได้รับรางวัลชนะเลิศผลงานวิชาคณิตศาสตร์ จากกระทรวงศึกษาธิการในงานสถาปนาครบ 20 ปี ของสำนักงานการศึกษาเอกชน - พ.ศ. 2536 - เซอร์มารี เซเวียร์ดำรงตำแหน่งอธิการิณีคนที่ 13 - พ.ศ. 2537 - เซอร์อัลฟองส์ เดอ แซงต์เปียร์ สะอาด วรศิลป์ ดำรงตำแหน่งครูใหญ่ - พ.ศ. 2538- ขยายการศึกษาระดับประถมศึกษา โดยซื้อกิจการโรงเรียนผดุงดรุณี และเรียกชื่อโรงเรียนใหม่ว่า อัสสัมชัญคอนแวนต์ สีลม ส่วนโรงเรียนอัสสัมชัญคอนแวนต์ บางรัก เป็นแผนกมัธยม- งานฉลอง 90 ปี โรงเรียนอัสสัมชัญคอนแวนต์ บางรัก โดยมี ฯพณฯ พระคาร์ดินัล ไมเกิล มีชัย กิจบุญชู เป็นประธานในศาสนพิธี - พ.ศ. 2539 - ได้รับรางวัลพระราชทานสถานศึกษาระดับมัธยมศึกษาขนาดใหญ่ จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี - พ.ศ. 2540 - เปิดการสอนหลักสูตร Intensive Course - พ.ศ. 2541 - เซอร์วาเลนติน มุกดา มุ่งหมาย ดำรงตำแหน่งครูใหญ่ - พ.ศ. 2542- เซอร์วาเลนติน มุ่งหมาย ดำรงตำแหน่งอธิการิณีคนที่ 14 - โรงเรียนได้รับการรับรองระบบบริหารคุณภาพ (ISO 9200) จากสถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ (สรอ.) - พ.ศ. 2544 - สร้าง Terrace ริมแม่น้ำเจ้าพระยาเพื่อเป็นลานอเนกประสงค์ - พ.ศ. 2545 - เซอร์แอนนี สนเจริญ ดำรงตำแหน่งอธิการิณีคนที่ 15- เข้าร่วมโครงการโรงเรียนเครือข่ายการจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน- ตัวแทนคณะเนตรนารีโรงเรียนอัสสัมชัญคอนแวนต์เข้าร่วมกิจกรรมงานชุมนุมลูกเสือโลก ครั้งที่ 20 ณ ต.หาดยาว อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ประเทศไทย - พ.ศ. 2546 - เซอร์ดอมีนิก กิจเจริญ ดำรงตำแหน่งอธิการิณีคนที่ 16- เปิดการเรียนการสอนภาษาจีนในระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1 และ 4 - พ.ศ. 2549- ได้รับโล่เชิดชูเกียรติและธงสถานศึกษาเข้มแข็งปลอดยาเสพติด จากนายสมัคร สุนทรเวช ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม- วันที่ 2 มีนาคม จัดพิธีสหบูชามิสซาโมทนาคุณพระเป็นเจ้า เฉลิมฉลองศตพรรษภัชรสมโภชอัสสัมชัญคอนแวนต์ เนื่องในโอกาสโรงเรียนครบรอบ 100 ปี โดย ฯพณฯ อาร์ชบิชอป ซัลวาตอเร เพนนัคคีโอ เอกอัครสมณทูตวาติกันประจำประเทศไทย และพระคาร์ดินัล ไมเกิล มีชัย กิจบุญชู เป็นประธาน จัดงานเฉลิมฉลองและการแสดง ณ ลานหน้าอาสนวิหารอัสสัมชัญ- วันที่ 19 มีนาคม สมาคมศิษย์เก่าอัสสัมชัญคอนแวนต์ จัดงานเฉลิมฉลองศตพรรษภัชรสมโภช ณ หอประชุมกองทัพเรือชื่อโรงเรียน ชื่อโรงเรียน. ชื่ออัสสัมชัญคอนแวนต์ เดิมเขียนเป็นภาษาฝรั่งเศสว่า "COUVENT DE L'ASSOMPTION" ภายหลังเปลี่ยนเป็นภาษาอังกฤษว่า "ASSUMPTION CONVENT" คำว่า ASSUMPTION (AS+SUMP+TION) มีรากศัพท์มาจากภาษาละติน แปลว่าการยกขึ้น ส่วนคำว่า COUVENT หมายถึงสถานที่ซึ่งภคินีพำนักอยู่รวมกัน การใช้ชื่อโรงเรียนว่าอัสสัมชัญคอนแวนต์เพราะสถานที่ตั้งของโรงเรียนอยู่ในบริเวณอาสนวิหารอัสสัมชัญ (Assumption Catherdral) แห่งมิสซังคาทอลิกกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นการถวายเกียรติแด่การที่แม่พระรับเกียรติยกขึ้นสวรรค์ทั้งกายและวิญญาณ เป็นการขอความคุ้มครองอารักขาและพระพรจากพระนางมารีพรหมจารีพระมารดาของพระเยซู นอกจากนี้ เจษฎาจารย์ ฟ. ฮีแลร์ ยังได้อธิบายคำ "อัสสัมชัญ" ไว้ในอีกลักษณะหนึ่ง โดยการอ้างอิงภาษาบาลีและสันสกฤตว่า "อัสสัม" แผลงเป็นไทยว่า "อาศรม" ซึ่งแปลว่า ที่อยู่ ส่วน "ชัญ" แผลงมาจาก "ชญญ" แปลว่า ความรู้ เมื่อนำมารวมกันจะได้ความหมายว่า "สถานที่อยู่ของความรู้" หรือ "สถานที่ก่อให้เกิดความรู้" ดังนั้นชื่ออัสสัมชัญคอนแวนต์จึงเป็นชื่อที่มีความหมายพิเศษเครื่องหมายของโรงเรียน เครื่องหมายของโรงเรียน. โรงเรียนอัสสัมชัญคอนแวนต์มีเครื่องหมายที่สำคัญ 3 รูปสัญลักษณ์ ดังนี้ตราของคณะภคินีเซนต์ปอล เดอ ชาร์ตร ตราของคณะภคินีเซนต์ปอล เดอ ชาร์ตร. เนื่องจากโรงเรียนอัสสัมชัญคอนแวนต์เป็นโรงเรียนแรกที่คณะภคินีเซนต์ปอล เดอ ชาร์ตร ได้จัดตั้งขึ้นในเมืองไทย ตราของคณะจึงได้จารึกไว้เพื่อให้ทุกคนได้รู้จักและจดจำไว้ในดวงใจของศิษย์ตั้งแต่แรกเริ่มมาจนถึงทุกวันนี้ ความหมายของตรามีดังนี้รวงข้าวสีเขียวสดตั้งตรง 4 รวง หมายถึง ความซื่อสัตย์ ความราบเรียบและความเท่าเทียมของภคินี 4 คนแรก แม้พวกเธอจะเยาว์วัย แต่ก็อาจหาญรับงานหนักเกินกำลังเพื่อเป็นการพลีชีพประดุจเมล็ดพืชเล็กๆที่จะตกลงสู่พื้นดินพื้นที่สีทอง หมายถึง ความสว่างเจิดจ้าหลังวันแห่งความืดมนแห่งท้องทุ่งที่ราบโบซแห่งฝรั่งเศส ที่คณะภคินีเซนต์ปอล เดอ ชาร์ตร ได้ถือกำเนิดมาสีฟ้า เป็นสีของพระนางมารีอา มารดาแห่งพระเยซูที่ภคินีรัก เธอพิสูจน์ความรักนี้ด้วยการสวดสายประคำ และเลียนแบบพระมารดาด้านความสุภาพอ่อนโยนเดอ ชาร์ตร เป็นชื่อที่ 2 บอกถึงแม่บ้าน ซึ่งเป็นหัวใจและศูนย์รวมเอกภาพของคณะภคินี ตั้งอยู่ใกล้อาสนวิหารแม่พระแห่งชาทร์ ประเทศฝรั่งเศสสีแดง สีแห่งความรัก เลือดแห่งความตาย และความกล้าหาญของนักบุญเปาโลอัครทูตและมรณสักขี องค์อุปถัมภ์ของภคินีผู้ถือดาบแห่งพระวาจาของพระเจ้า พร้อมจะประกาศข่าวดีแห่งความจริงแก่ทุกคนที่ได้พบหนังสือที่เปิดอยู่ มีคำจารึกว่า "จงเป็นทุกอย่างสำหรับทุกคน" บ่งบอกถึงฐานะ ผู้รับใช้ ของภคินี ในการนำมนุษย์ให้รอด เพื่อเทิดเกียรติพระเจ้าสัญลักษณ์ของโรงเรียน สัญลักษณ์ของโรงเรียน. ประกอบด้วยปริมณฑล ภายในวงกลมมีเส้นขอบ และมีเส้นโค้งลงประดับรอบนอก บังเกิดเป็นกลีบกลางปริมณฑล มีโล่ป้องกันศัสตราวุธ ภายในโล่แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ส่วนบนมีอักษร อ.ส.ค อยู่หน้าเส้นตรงตั้ง ส่วนกลางเว้นว่าง ส่วนล่างมีตะเกียงเปล่งประทีปวางอยู่บนหนังสือซ้อนกัน 2 เล่ม มีเส้นนอกเป็นฐาน มีดาบขัดอยู่หลังโล่ ปลายดาบปรากฏที่ด้านบนซ้าย ด้ามดาบปรากฏที่ด้านล่างขวา มอฝเห็บใบไม้ทอดปลายด้านบนขวา และด้านล่างซ้ายวงกลม หมายถึงความมุ่งหมายร่วมกันในการพัฒนาเยาวชน ให้เป็นบุคคลผู้มีคุณสมบัติครบถ้วนตามคุณค่าแห่งศาสนธรรม วัฒนธรรม และวิชาความรู้ ขณะเดียวกันก็หมายถึงการรวมศรัทธาธรรมของนักบวชเข้ากับความรักของผู้ปกครอง เมตตาธรรมของครู และการแสวงหาความรู้ความเจริญของนักเรียนเส้นประดับเจ็ดกลีบ แทนพระคุณ 7 ประการ ของพระจิตเจ้า อันได้แก่ พระดำริ สติ ปัญญา ความคิดอ่าน กำลังความรู้ ความศรัทธา ความยำเกรงโล่ แสดงนัยของคุณธรรม ความรู้เป็นเครื่องป้องกันภัยดาบคม คือ ปัญญา ด้าม คือ สติ ดาบนี้จึงเป็นเครื่องประหารความเขลาและความไม่ชอบธรรมทั้งหลาย และป้องกันตนเอง จึงต้องใช้ด้วยความสุขุม คัมภีรภาพอย่างองอาจกล้าหาญใบไม้ แทน ใบมะกอก ใบของพืชเป็นส่วนที่ทำหน้าที่หายใจ ใบมะกอกจึงแทนการดำรงชีวิตในสันติสุขเพื่อสันติสุขสัญลักษณ์ดอกลิลลี่ (Fleur De Lis) สัญลักษณ์ดอกลิลลี่ (Fleur De Lis). คณะภคินีเซนต์ปอล เดอ ชาร์ตร ได้เลือกดอกลิลลี่เป็นสัญลักษณ์ของตราประจำโรงเรียน เพราะดอกลิลลี่มีสีขาวเปรียบเสมือนความบริสุทธิ์ ซื่อสัตย์ จงรักภักดี และเที่ยงตรง ดอกลิลลี่ผุดขึ้นจากดินชูก้านตรงสู่ความไพศาลและความสว่าง ความงดงามของดอกลิลลี่สีขาวเป็นที่ชื่นชมเปรียบได้กับปรัชญาชีวิตว่า เจ้าของชีวิตพึงพัฒนาตนเองด้วยความตรง 2 ประการ คือ ซื่อตรงและเที่ยงตรง มีความถ่อมตน สุภาพ หนักแน่นอยู่เป็นเนืองนิตย์ ดุจดังแผ่นพื้นพสุธา มีความบริสุทธิ์เป็นความงามประจำตนและเป็นต้นฉบับ แม้ต้นกำเนิดจะอยู่ในที่อับก็พึงเจริญชีวิตสู่ความสว่าง ให้เป็นฉบับที่ดีงามเป็นที่ประจักษ์สีของโรงเรียน สีของโรงเรียน. สัญลักษณ์สีประจำโรงเรียน คือ แดง ขาว ประกอบขึ้นเป็นความเข้มแข็ง เด็ดเดี่ยว แต่ในขณะเดียวกันก็แฝงไว้ด้วยความบริสุทธิ์อ่อนโยนอยู่ภายในสีแดง เป็นสีแห่งความรัก ความกล้าหาญ และเสียสละ เป็นพลังสำคัญในการต่อสู้เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย เพื่อความถูกต้องยุติธรรม ไมหวาดหวั่นต่อภยันตรายทั้งปวง แม้จะเสียสละเลือดเพื่อให้คุณธรรมความดีคงอยู่ ก็จะยอมรักษาไว้แหนือสิ่งใดสีขาว เป็นสีแห่งความซื่อสัตย์ จงรักภักดี มั่นอยู่ในหลักธรรม ไม่ยอมให้สิ่งใดเข้ามาเจือปน เป็นความบริสุทธิ์พร้อมที่จะพัฒนาตนสู่ความดีเรื่อยไปอย่างไม่หยุดยั้งต้นไม้ประจำโรงเรียน ต้นไม้ประจำโรงเรียน. ต้นพิกุล เป็นพุ่มไม้ขนาดเล็กถึงกลาง ความสูง 5 - 15 เมตร ใบเป็บใบเดี่ยวรูปหอกแคบๆ โคนใบแหลม ปลายใบมนหรือแหลม ใบเกลี้ยง ขอบเรียบเป็นคลื่น ดอกออกเป็นกระจุกใหญ่ตามปลายกิ่งหรือตามง่ามใบ ดอกสีขาวมีกลิ่นหอมเย็น นิยมใช้บูชาพระ ออกระหว่างเดือนตุลาคม - ธันวาคม ผลกลมรี หัวท้ายแหลม ผลสุกมีสีเหลือง ส้ม หรือแดง มี 1 - 2 เมล็ด เป็นไม้ที่ให้ร่มเงา เปรียบเสมือนโรงเรียนที่เป็นที่พักพิงให้แก่เด็กนักเรียน ดอกมีกลิ่นหอมเย็นๆเปรียบเสมือนชื่อเสียงของโรงเรียนที่ขจรขจายไปไกล มีชื่อเสียงมายาวนานและจะยั่งยืนตลอดไปเพลงโรงเรียนเพลงประจำโรงเรียน เพลงโรงเรียน. เพลงประจำโรงเรียน. St.Paul Hymn เป็นเพลงที่ใช้ในพิธีจบการศึกษาของนักเรียนของโรงเรียนในเครือเซนต์ปอล เดอ ชาร์ตรทั่วโลก สำหรับโรงเรียนอัสสัมชัญคอนแวนต์จะใช้แพลงนี้ในพิธีรับ Diploma ของนักเรียนที่จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 อัสสัมชัญคอนแวนต์ ประพันธ์คำร้องโดยลมูล พูลวิทยกิจ ทำนองโดยพีระ ตรีบุปผา ในรั้วคอนแวนต์ ประพันธ์คำร้องและทำนองโดยร้อยแก้ว รักไทยเพลงในงานฉลองศตพรรษภัชรสมโภช เพลงในงานฉลองศตพรรษภัชรสมโภช. 100 ปี อัสสัมชัญคอนแวนต์ ประพันธ์คำร้องโดยศรีสุภางค์ อินทร์ไทร ทำนองโดยนคร ถนอมทรัพย์"เพลงร่มพิกุล""เพลงDaughter of Assumption Convent""เพลงปะแตง" ประพันธ์คำร้องและทำนองโดย กมลรัตน์ ชุติเชาวน์กุล ศิษย์เก่า ควบคุมการผลิตโดยม.นาฎยา งามเสงี่ยม ครูนาฏศิลป์และดนตรีไทยของโรงเรียนศิษย์เก่าที่มีชื่อเสียงศิษย์เก่าที่มีชื่อเสียง. - ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อทิตยา ศิริภิญญานนท์ นักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ ประจำปี 2550 - รำไพ สุวรรณสาร ศรีโสภาค นักเขียนเจ้าของนามปากกา โสภาค สุวรรณ - หม่อมราชวงศ์พันธุ์ทิพย์ บริพัตร - อรอนงค์ กาญจนชูศักดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 1 กรุงเทพมหานคร ปี พ.ศ. 2550 และ เขต 2 กรุงเทพมหานคร ปี พ.ศ. 2554 - บุษบา ดาวเรือง ประธานกรรมการบริหาร บริษัทจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน)
| ใครคืออธิการิณีท่านแรกของโรงเรียนอัสสัมชัญคอนแวนต์ | {
"answer": [
"เซอร์แซงต์ ซาเวียร์"
],
"answer_begin_position": [
499
],
"answer_end_position": [
518
]
} |
2,705 | 471,666 | เต่าใบไม้ เต่าใบไม้ หรือ เต่าแดง (; ) สัตว์เลื้อยคลานจำพวกเต่า ในวงศ์เต่านา (Geoemydidae) มีลักษณะเด่น คือ กระดองส่วนล่างมีลักษณะคล้ายบานพับคล้ายกับเต่าหับ แต่ปิดได้เฉพาะตอนล่าง หัวมีสีน้ำตาล, น้ำตาลแดง หรือเขียวมะกอกด้านบนสุดของหัวอาจมีจุดสีดำ และด้านข้างของหน้าอาจจะมีแถบสีเหลืองหรือชมพู กระดองส่วนล่างสีจาง มีเส้นเป็นแนวรัศมี บางครั้งพบว่ากระดองส่วนล่างอาจเป็นสีดำ หรือน้ำตาลเข้มทั้งหมดลักษณะรอยต่อระหว่างแผ่นเกล็ดต้นขาและแผ่นเกล็ดทวารโค้งและกระดองส่วนล่างที่มีลักษณะเป็นบานพับเป็นลักษณะที่ทำให้แยกออกจากเต่าหวาย ที่มีลักษณะกระดองคล้ายคลึงกัน มีกระดองส่วนบนยาวเต็มที่ 22 เซนติเมตร พบกระจายพันธุ์อยู่ทั่วไปในพื้นที่ชุ่มน้ำหรือลำธารในป่า หรือเนินเขา ในทุกประเทศของภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ เป็นเต่าที่กินอาหารได้ทั้งพืชและสัตว์ เช่น สัตว์น้ำที่ไม่มีกระดูกสันหลังต่าง ๆ ในน้ำ, ผัก และผลไม้ เป็นต้น จัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535
| กระดองส่วนล่างของเต่าใบไม้มีลักษณะคล้ายอะไร | {
"answer": [
"บานพับ"
],
"answer_begin_position": [
218
],
"answer_end_position": [
224
]
} |
2,706 | 475,387 | ไดอาน่า แรนด์ ไดอาน่า แรนด์ Diana Rand (ชื่อเล่น: ไดอาน่า เกิด: 4 กันยายน พ.ศ. 2528) เป็นลูกครึ่งไทย อังกฤษ เป็นศิลปินสังกัดอาร์เอสประวัติ ประวัติ. "ไดอาน่า แรนด์" (Diana Rand) เกิดเมื่อวันที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2528 เป็นลูกครึ่งไทย อังกฤษ เป็นศิลปินสังกัดอาร์เอส โปรโมชั่น โดยออกอัลบั้มเต็มเพียง 2 ชุดเท่านั้น เธอเข้าสู่วงการบันเทิงโดยผ่านงานถ่ายมิวสิควีดีโอ ของบริษัท อาร์เอส คือเพลง เลิกง้อ ของ จอนนี่ อันวา และเพลง ย่ำ (ตระเวณราตรี) ของ ลิฟท์-ออย หลังจากนั้นก็ได้เข้ามาเป็นศิลปินฝึกหัด และได้ออกอัลบั้มเดี่ยวชุดแรกเมื่อปีพ.ศ. 2544 หลังจากที่ใช้เวลาในการทำงานเพลงถึง 1 ปี เพราะเธอมีปัญหาในการออกเสียง ภายหลังออกอัลบั้มชุดแรก ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี โดยมีเพลงฮิตคือเพลง "สิ่งมีชีวิต" "ระยะเผาขน" และเพลง "แค่นี้พอใจไหม" ในปีถัดไปคือปีพ.ศ. 2545 ได้ออกอัลบั้มเดี่ยวชุดที่ 2 ซึ่งเป็นชุดสุดท้าย เหตุผลคือ งานเพลงชุดนี้ไม่ประสบความสำเร็จเท่าอัลบั้มชุดแรก โดยใช้ชื่ออัลบั้มว่า "EXCITED" โดยมีเพลงเปิดตัวคือเพลง "เอ็กไซเต็ด"และ "ผีหลอก" นอกจากนี้ยังเพลงเพราะๆอีกหลายเพลงในอัลบั้ม เช่น มาดูคนเขารักกัน, แกล้ง, ถ้าเธอหลบตา และเพลง วิท เอาท์ ยู ในอัลบั้มนี้ส่วนใหญ่เปิดตัวด้วยเพลงเร็ว จึงเป็นที่รู้จักไม่มาก ส่วนอัลบั้มพิเศษของทางอาร์เอสคืออัลบั้ม "RSC.Acoustic for Friends" เป็นอัลบั้มที่ศิลปินอาร์เอสนำเพลงเก่าเก่ามาร้องใหม่เป็น acoustic version ไดอาน่าได้ร้องเพลง "ไว้อาลัย" ซึ่งเป็นเพลงของศิลปินรุ่นพี่ โมเม นภัสสร บุรณศิริ ส่วนด้านคอนเสิร์ตที่ไดอาน่าไปร่วมแสดงก็คือ "RS MEETING CONCERT STAR MISSION มันส์หลุดโลก" จัดขึ้นที่ อินดอร์สเตเดี้ยม หัวหมาก เป็นการรวมตัวของศิลปินอาร์เอสทั้งหมด อาทิ นาตาลี-แจ๊สกี้, ดีทูบี, อ้อน ลัคนา, บาซู, เจมส์ เรื่องศักดิ์ , จอนนี่ อันวา , หลุยส์ สก๊อต, เอิร์น จิรวรรณ, แนนซี นันทพร, ดัง พันกร ฯลฯ ส่วนด้านคอนเสิร์ตที่ไดอาน่าได้เป็นแขกรับเชิณนั้น "D2B Summer Live in Concert" จัดขึ้นที่ ห้องเพลนนารีฮอลล์ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ชีวิตส่วนตัว ชีวิตส่วนตัว. ปัจจุบัน ไดอาน่าได้เป็นครูฝึกสอนภาษาอังกฤษ ที่โรงเรียนโยธินบูรณะ ก่อนที่จะย้ายมาบรรจุเป็นครูอย่างเต็มตัวที่โรงเรียนสารวิทยาผลงานผลงานเพลงอัลบั้มปกติอัลบั้มพิเศษคอนเสิร์ตมิวสิกวิดีโอผลงาน. มิวสิกวิดีโอ. - เลิกง้อ ของ จอนนี่ อันวา (อัลบั้ม The Celebration ครบรอบ 20 ปี RS Promotion) - ย่ำ (ตระเวณราตรี) ของ ลิฟท์ ออย - มาราธอน ของ Marathon Dance Expo
| ไดอาน่า แรนด์ เป็นศิลปินลูกครึ่งไทย อังกฤษ ที่สังกัดอยู่ค่ายเพลงใด | {
"answer": [
"อาร์เอส"
],
"answer_begin_position": [
212
],
"answer_end_position": [
219
]
} |
2,707 | 133,657 | สุเมธแอนด์เดอะปั๋ง สุเมธ แอนด์ เดอะปั๋ง เป็นการรวมตัวกันของสุเมธ องอาจและประกาศิต โบสุวรรณ สังกัด genie records ในเครือ GMM Grammy เพลงที่เป็นที่รู้จักของผู้ฟังได้แก่ แจกัน ไม่เสียใจที่รักเธอ กาลครั้งหนึ่งความรัก วันนี้ฉันมีเธอ นอกจากนี้ สุเมธ แอนด์ เดอะปั๋ง ยังมีการนำเพลงเก่าๆ มาคัฟเวอร์ใหม่ในสไตล์ของตัวเองในแต่อัลบั้ม เช่น พรานล่อเนื้อ หัวหินสิ้นมนต์รัก ชั่วฟ้าดินสลาย รักเอาบุญ ขอให้เหมือนเดิม เป็นต้นรายการทีวีรายการทีวี. - โค้ชเดอะวอยซ์ คิดส์ ไทยแลนด์ ซีซั่น 2ผลงานผลงาน. - อัลบั้ม สุเมธ แอนด์ เดอะปั๋ง - อัลบั้ม บังกะโล - อัลบั้ม แกรมมี่ โกลด์ ซีรีส์ สุนทราภรณ์ ชุด 5 (เฉพาะสุเมธ) - อัลบั้ม กาลครั้งหนึ่ง...ความรัก - อัลบั้ม แกลอรี่ คลาสสิก (รวมเพลงฮิต) - อัลบั้ม แกลอรี่ ป๊อป (รวมเพลงฮิต) - อัลบั้ม โต๊ะเดิม - อัลบั้ม Good old days 1 (เฉพาะสุเมธ) - อัลบั้ม Good old days 2 (เฉพาะสุเมธ)
| ปั๋ง จากวงดนตรีสุเมธแอนด์เดอะปั๋ง มีชื่อจริงว่าอะไร | {
"answer": [
"ประกาศิต โบสุวรรณ"
],
"answer_begin_position": [
166
],
"answer_end_position": [
183
]
} |
2,708 | 133,657 | สุเมธแอนด์เดอะปั๋ง สุเมธ แอนด์ เดอะปั๋ง เป็นการรวมตัวกันของสุเมธ องอาจและประกาศิต โบสุวรรณ สังกัด genie records ในเครือ GMM Grammy เพลงที่เป็นที่รู้จักของผู้ฟังได้แก่ แจกัน ไม่เสียใจที่รักเธอ กาลครั้งหนึ่งความรัก วันนี้ฉันมีเธอ นอกจากนี้ สุเมธ แอนด์ เดอะปั๋ง ยังมีการนำเพลงเก่าๆ มาคัฟเวอร์ใหม่ในสไตล์ของตัวเองในแต่อัลบั้ม เช่น พรานล่อเนื้อ หัวหินสิ้นมนต์รัก ชั่วฟ้าดินสลาย รักเอาบุญ ขอให้เหมือนเดิม เป็นต้นรายการทีวีรายการทีวี. - โค้ชเดอะวอยซ์ คิดส์ ไทยแลนด์ ซีซั่น 2ผลงานผลงาน. - อัลบั้ม สุเมธ แอนด์ เดอะปั๋ง - อัลบั้ม บังกะโล - อัลบั้ม แกรมมี่ โกลด์ ซีรีส์ สุนทราภรณ์ ชุด 5 (เฉพาะสุเมธ) - อัลบั้ม กาลครั้งหนึ่ง...ความรัก - อัลบั้ม แกลอรี่ คลาสสิก (รวมเพลงฮิต) - อัลบั้ม แกลอรี่ ป๊อป (รวมเพลงฮิต) - อัลบั้ม โต๊ะเดิม - อัลบั้ม Good old days 1 (เฉพาะสุเมธ) - อัลบั้ม Good old days 2 (เฉพาะสุเมธ)
| สุเมธแอนด์เดอะปั๋งสังกัดอยู่ค่ายเพลงใด | {
"answer": [
"genie records"
],
"answer_begin_position": [
191
],
"answer_end_position": [
204
]
} |
2,709 | 933,845 | ชิตพล ลี้ชัยพรกุล ชิตพล ลี้ชัยพรกุล (เกิด 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2539) หรือเป็นที่รู้จักในชื่อ เตนล์ เป็นนักร้องชาวไทยที่อยู่ในประเทศเกาหลีใต้ เขาเป็นคนไทยคนแรกที่อยู่ในค่ายเอสเอ็ม เป็นที่รู้จักอย่างดีในฐานะสมาชิกวง เอ็นซีที และยูนิตย่อย เอ็นซีทียู ภายใต้สังกัดเอสเอ็มเอนเตอร์เทนเมนต์ประวัติก่อนการเปิดตัว ประวัติ. ก่อนการเปิดตัว. เตนล์ได้เข้าร่วมค่ายสังกัดอย่างเอสเอ็มเอนเตอร์เทนเมนต์ ในปี ค.ศ. 2013 และเตนล์นั้นเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มเอสเอ็มรุกกีส์มาก่อน โดยแทยง, ยูตะ, เตนล์, จอห์นนี, แจฮย็อน, มาร์ค, เจโน่, และจีซ็อง เริ่มเปิดตัวเป็นกลุ่มแรกในปี ค.ศ.2013ปี 2016: การเปิดตัว ปี 2016: การเปิดตัว. ในเดือนมกราคมปี 2016 อี ซู-มัน ได้นำเสนอผลงานที่ SM Coex Artium ภายใต้ชื่องานว่า "SMTOWN: New Culture Technology, 2016" โดยได้พูดถึงเกี่ยวกับแผนงานของเอสเอ็มเอนเตอร์เทนเมนต์ว่า ให้บอยแบนด์วงใหม่นั้นมีรูปแบบสอดคล้องกับแนวคิด "culture contents" (เนื้อหาวัฒนธรรม) ของพวกเขา ที่วางกลยุทธ์ว่าจะเปิดตัวสมาชิกแต่ละยูนิต ที่มีความแตกต่างกันไปตามแต่ละประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก วันที่ 4 เมษายน 2016 เอสเอ็มเอนเตอร์เทนเมนต์ได้เปิดตัวยูนิตแรกของเอ็นซีทีคือ เอ็นซีทียู อันประกอบไปด้วยสมาชิกหกคน ได้แก่ แทอิล, แทยง , โทย็อง, เตนล์, แจฮย็อน และมาร์ค โดยปล่อยซิงเกิลดิจิทัลออกมาจำหน่ายสองเพลง คือ "The 7th Sense" และ "Without You" ปล่อยออกมาในวันที่ 9 และ 10 เมษายน ตามลำดับผลงานเพลงเพลงรายการโทรทัศน์
| ใครคือนักร้องชาวไทยคนแรกที่ได้อยู่ในค่ายเอสเอ็มที่ประเทศเกาหลีใต้ | {
"answer": [
"ชิตพล ลี้ชัยพรกุล"
],
"answer_begin_position": [
110
],
"answer_end_position": [
127
]
} |
2,710 | 495,783 | ขนมไหว้พระจันทร์ ขนมไหว้พระจันทร์ (; จีนตัวย่อ: 月饼; จีนตัวเต็ม: 月餅; พินอิน: yuè bĭng) เป็นขนมที่ทำขึ้นเพื่อใช้ในเทศกาลกลางฤดูใบไม้ร่วง หรือเทศกาลไหว้พระจันทร์ (中秋節) ในคืนวันเพ็ญในเดือน 8 ตามปฏิทินจีน (กันยายนตามปฏิทินเกรกอเรียน) ขนมไหว้พระจันทร์ เป็นของที่ใช้สำหรับเซ่นไหว้ดวงจันทร์ นับเป็นของสำคัญที่ใช้ในเทศกาลนี้ ลักษณะของขนมมีทรงกลม ลักษณะคล้ายขนมเค้ก ทำจากแป้งนวด แล้วกดใส่แป้นพิมพ์ที่มีลวดลายต่าง ๆ จากนั้นนำไปอบ และเคลือบผิวหน้าด้วยน้ำเชื่อม ภายในบรรจุไส้ต่าง ๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นธัญพืชต่าง ๆ อาทิ ทุเรียน, เมล็ดบัว, แมคคาเดเมีย, พุทราจีน เป็นต้น แต่ปัจจุบันก็ได้มีดัดแปลงใส่เนื้อสัตว์ต่าง ๆ เข้าไป เช่น กุนเชียง, ไข่เค็ม, หมูแฮม, หมูแดง, หมูหยอง เป็นต้น ความเป็นมาของขนมไหว้พระจันทร์ คือ ในยุคปลายราชวงศ์หยวน ที่ชาวฮั่นถูกปกครองอย่างกดขี่โดยชาวมองโกล ชาวฮั่นเมื่อต้องการจะก่อกบฏต่อต้าน ด้วยการแอบสอดสาส์นไว้ในขนมชิ้นนี้ แล้วนำไปแจกจ่ายให้กับทุกบ้าน ในสาส์นมีข้อความว่า คืนนี้ในเวลายาม 3 จงสังหารทหารมองโกลพร้อมกัน อันนำมาซึ่งเอกราชของชาวฮั่น จนกลายเป็นประเพณีการรับประทานและไหว้ขนมไหว้พระจันทร์ในปัจจุบัน ปัจจุบัน ขนมไหว้พระจันทร์ได้มีผู้ผลิตและจำหน่ายมากมายหลายแห่ง ได้มีการดัดแปลงใส่ไส้ต่าง ๆ เพิ่มขึ้นจากในอดีตมาก เช่น ช็อคโกแล็ต, ชาเขียว, คัสตาร์ด, อัลมอนด์ เป็นต้น หรือดัดแปลงไปเป็นแบบต่าง ๆ เช่น ดัดแปลงคล้ายขนมโมจิ หรือไอศกรีม และกลายมาเป็นธุรกิจสำคัญที่มีมูลค่าการตลาดและการแข่งขันสูงมากในช่วงเทศกาลนี้ในแต่ละปี ในมาเลเซีย ขนมไหว้พระจันทร์เรียกว่า กู อิฮ์ บู ลัน (kulh bulan) มีหลายไส้เช่นเดียวกับขนมไหว้พระจันทร์ในไทย
| ขนมไหว้พระจันทร์ถูกเรียกว่าอะไรในประเทศมาเลเซีย | {
"answer": [
"กู อิฮ์ บู ลัน"
],
"answer_begin_position": [
1453
],
"answer_end_position": [
1467
]
} |
2,711 | 538,115 | ช่องแคบโมซัมบิก ช่องแคบโมซัมบิก () เป็นช่องแคบในมหาสมุทรอินเดีย ระหว่างเกาะมาดากัสการ์และผืนแผ่นดินใหญ่ของแอฟริกาตะวันออกเฉียงใต้ที่ประเทศโมซัมบิก ส่วนของช่องแคบประมาณ 460 กม. โดยมีความลึกสุดที่ 3,292 ม. อยู่นอกชายฝั่งโมซัมบิกราว 230 กม. มีกระแสน้ำอุ่นไหลผ่าน
| จุดที่ลึกที่สุดของช่องแคบโมซัมบิกในมหาสมุทรอินเดียมีความลึกกี่เมตร | {
"answer": [
"3,292"
],
"answer_begin_position": [
285
],
"answer_end_position": [
290
]
} |
2,712 | 597,030 | ชาชัก (เครื่องดื่ม) ชาชัก () เป็นชานมแบบร้อนที่พบได้ทั่วไปในมาเลเซีย สิงคโปร์ และภาคใต้ของไทย ชื่อมาจากกระบวนการชงที่มีการเทเครื่องดื่มกลับไปกลับมา ทำจากชาดำ นมระเหย จัดเป็นเครื่องดื่มประจำชาติของมาเลเซีย การผสมส่วนผสมจะใช้การเทกลับไปกลับมาระหว่างแก้วสองใบจนเกิดฟอง เป็นการทำให้ชาเย็นลง และทำให้ชากับนมระเหยเข้ากันดี การผสมชานี้กลายเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง ชาชักและนาซีเลอมะก์ถือเป็นอาหารและเครื่องดื่มที่เป็นมรดกของมาเลเซียรูปแบบรูปแบบ. - เตะฮ์-ซี เป็นชาที่ชงกับนมระเหยไม่หวาน ต่างจากชาชักทั่วไปที่ใส่นมข้นหวาน - เตะฮ์-โอ เป็นชาที่ไม่ใส่นม ถ้าไม่ใส่น้ำตาลด้วยเรียก "เตะฮ์-โอ โกซง" - เตะฮ์ฮาเลีย หรือชาขิง - ชาม มาจากภาษาจีนกวางตุ้ง หมายถึง ผสม เป็นส่วนผสมของชาและกาแฟ
| ชื่อของชาชักซึ่งเป็นชานมแบบหนึ่งได้มาจากอะไร | {
"answer": [
"กระบวนการชง"
],
"answer_begin_position": [
197
],
"answer_end_position": [
208
]
} |
2,713 | 80,179 | สวนสัตว์พาต้า สวนสัตว์พาต้า () เป็นสวนสัตว์ขนาดเล็ก ตั้งอยู่ที่ชั้น 6-7 ของห้างสรรพสินค้าพาต้า สาขาปิ่นเกล้า ในเขตบางพลัด ฝั่งธนบุรี กรุงเทพมหานคร บริเวณแยกบรมราชชนนี ด้านมุ่งหน้าไปทางสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า เปิดดำเนินกิจการเมื่อต้นปี พ.ศ. 2526 โดยเริ่มแรกเปิดให้เข้าฟรี ต่อมาจึงเริ่มเก็บค่าเข้าชม ในอัตราเด็ก 5 บาท ผู้ใหญ่ 10 บาท ปัจจุบันอยู่ที่ ผู้ใหญ่ 80 บาท เด็ก 50 บาท เปิดตั้งแต่ 10.00-18.00 น. ทุกวัน ในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดราชการมีการแสดงพิเศษจากสัตว์ต่าง ๆ เช่น ละครลิงประวัติ ประวัติ. สวนสัตว์พาต้า เริ่มจดทะเบียนขึ้นเป็นสวนสัตว์เอกชนในปี พ.ศ. 2557 โดยถือเป็นสวนสัตว์เอกชนแห่งแรกในประเทศไทย ซึ่งในชั้นที่ 6 เป็นสวนแสดงของสัตว์เลื้อยคลาน, สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ, สัตว์เลือดเย็น หรือสัตว์หากินในเวลากลางคืน มีการตกแต่งอย่างสนใจในรูปแบบป่าดึกดำบรรพ์ และมีจุดเด่น คือ ซากสต๊าฟของปลากระเบนราหูน้ำจืดขนาดใหญ่ รวมถึงส่วนแสดงงูหลามทองขนาดใหญ่ รวมถึงเคยแสดงซาลาแมนเดอร์ยักษ์เพียงตัวเดียวในประเทศไทย ซึ่งต่อมาได้ตายลงแล้วได้มีการแสดงซากสต๊าฟเอาไว้ ในชั้นที่ 7 จะเป็นสวนแสดงของสัตว์หลากหลายชนิด เช่น นกเพนกวิน, นกเงือก, ม้าแคระ, ลีเมอร์, อุรังอุตัง, ลิงกังเผือก, ลิงวอกเผือก, ค่างดำ, ลิงสไปเดอร์, เสือโคร่ง, เสือดาว-เสือดำ, เสือลายเมฆ, แมวดาว, หมีควาย, หมีหมา, หมาจิ้งจอก, นกมาคอว์ และมีสวนสัตว์เด็กที่สามารถสัมผัสตัวสัตว์ได้ เช่น กระต่าย, แกะ, แพะ, หนูตะเภา รวมถึงกรงนกขนาดใหญ่ที่มีทางเดินที่ขนาบไปด้วยน้ำและน้ำตก และจุดเด่นของสวนสัตว์ชั้นนี้ คือ กอริลลา ที่เป็นเอปที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งเดิมเคยมีอยู่ด้วยกัน 2 ตัว เป็นเพศผู้และเพศเมีย จุดเด่นของสวนสัตว์แห่งนี้ในช่วงเปิดตัว คืออยู่บนชั้นสูงสุดของห้างสรรพสินค้าที่ทันสมัยในยุคนั้น ต้องอาศัยลิฟต์แก้ว ซึ่งมีผนังกระจกขึ้นไป เดินทางขึ้นไปพร้อมกับชมทิวทัศน์ภายนอกอาคาร บางส่วนของสวนสัตว์ติดเครื่องปรับอากาศ เพื่อจัดแสดงสัตว์เมืองหนาว ที่ไม่มีแสดงที่สวนสัตว์อื่น ๆ ของรัฐในประเทศไทย เช่น นกเพนกวิน แต่ปัจจุบัน กิจการของสวนสัตว์พาต้าอยู่ในช่วงซบเซา มีผู้เข้าชมลดน้อยลงจากเดิมไปมาก เนื่องจากสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป กระทั่งในปี พ.ศ. 2557 ได้มีการเรียกร้องให้ปล่อยกอริลลาเพศเมียที่มีเหลืออยู่เพียงตัวเดียวที่ชื่อ "บัวน้อย" เนื่องจากมีสภาพความเป็นอยู่ที่ดูน่าสงสาร ต้องอยู่ในห้องปรับอากาศ โดยริเริ่มกันตั้งแต่ปี พ.ศ. 2553 แต่ทางผู้บริหารสวนสัตว์และสัตวแพทย์ยืนยันว่าบัวน้อยมีสุขภาพกายและจิตที่แข็งแรงดี รวมถึงได้รับการดูแลเป็นอย่างดี อนึ่ง สวนสัตว์พาต้าเคยถูกไฟไหม้เมื่อ พ.ศ. 2535 จนทำให้สัตว์เล็กสัตว์น้อยที่อยู่ในส่วนจัดแสดงตายเป็นจำนวนมาก ก่อนจะมีการปรับปรุงและเปิดให้เข้าชมได้ตามปกติในอีกไม่กี่เดือนต่อมา
| สวนสัตว์พาต้าเริ่มเปิดให้บริการเมื่อปี พ.ศ. ใด | {
"answer": [
"2526"
],
"answer_begin_position": [
326
],
"answer_end_position": [
330
]
} |
2,714 | 80,179 | สวนสัตว์พาต้า สวนสัตว์พาต้า () เป็นสวนสัตว์ขนาดเล็ก ตั้งอยู่ที่ชั้น 6-7 ของห้างสรรพสินค้าพาต้า สาขาปิ่นเกล้า ในเขตบางพลัด ฝั่งธนบุรี กรุงเทพมหานคร บริเวณแยกบรมราชชนนี ด้านมุ่งหน้าไปทางสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า เปิดดำเนินกิจการเมื่อต้นปี พ.ศ. 2526 โดยเริ่มแรกเปิดให้เข้าฟรี ต่อมาจึงเริ่มเก็บค่าเข้าชม ในอัตราเด็ก 5 บาท ผู้ใหญ่ 10 บาท ปัจจุบันอยู่ที่ ผู้ใหญ่ 80 บาท เด็ก 50 บาท เปิดตั้งแต่ 10.00-18.00 น. ทุกวัน ในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดราชการมีการแสดงพิเศษจากสัตว์ต่าง ๆ เช่น ละครลิงประวัติ ประวัติ. สวนสัตว์พาต้า เริ่มจดทะเบียนขึ้นเป็นสวนสัตว์เอกชนในปี พ.ศ. 2557 โดยถือเป็นสวนสัตว์เอกชนแห่งแรกในประเทศไทย ซึ่งในชั้นที่ 6 เป็นสวนแสดงของสัตว์เลื้อยคลาน, สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ, สัตว์เลือดเย็น หรือสัตว์หากินในเวลากลางคืน มีการตกแต่งอย่างสนใจในรูปแบบป่าดึกดำบรรพ์ และมีจุดเด่น คือ ซากสต๊าฟของปลากระเบนราหูน้ำจืดขนาดใหญ่ รวมถึงส่วนแสดงงูหลามทองขนาดใหญ่ รวมถึงเคยแสดงซาลาแมนเดอร์ยักษ์เพียงตัวเดียวในประเทศไทย ซึ่งต่อมาได้ตายลงแล้วได้มีการแสดงซากสต๊าฟเอาไว้ ในชั้นที่ 7 จะเป็นสวนแสดงของสัตว์หลากหลายชนิด เช่น นกเพนกวิน, นกเงือก, ม้าแคระ, ลีเมอร์, อุรังอุตัง, ลิงกังเผือก, ลิงวอกเผือก, ค่างดำ, ลิงสไปเดอร์, เสือโคร่ง, เสือดาว-เสือดำ, เสือลายเมฆ, แมวดาว, หมีควาย, หมีหมา, หมาจิ้งจอก, นกมาคอว์ และมีสวนสัตว์เด็กที่สามารถสัมผัสตัวสัตว์ได้ เช่น กระต่าย, แกะ, แพะ, หนูตะเภา รวมถึงกรงนกขนาดใหญ่ที่มีทางเดินที่ขนาบไปด้วยน้ำและน้ำตก และจุดเด่นของสวนสัตว์ชั้นนี้ คือ กอริลลา ที่เป็นเอปที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งเดิมเคยมีอยู่ด้วยกัน 2 ตัว เป็นเพศผู้และเพศเมีย จุดเด่นของสวนสัตว์แห่งนี้ในช่วงเปิดตัว คืออยู่บนชั้นสูงสุดของห้างสรรพสินค้าที่ทันสมัยในยุคนั้น ต้องอาศัยลิฟต์แก้ว ซึ่งมีผนังกระจกขึ้นไป เดินทางขึ้นไปพร้อมกับชมทิวทัศน์ภายนอกอาคาร บางส่วนของสวนสัตว์ติดเครื่องปรับอากาศ เพื่อจัดแสดงสัตว์เมืองหนาว ที่ไม่มีแสดงที่สวนสัตว์อื่น ๆ ของรัฐในประเทศไทย เช่น นกเพนกวิน แต่ปัจจุบัน กิจการของสวนสัตว์พาต้าอยู่ในช่วงซบเซา มีผู้เข้าชมลดน้อยลงจากเดิมไปมาก เนื่องจากสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป กระทั่งในปี พ.ศ. 2557 ได้มีการเรียกร้องให้ปล่อยกอริลลาเพศเมียที่มีเหลืออยู่เพียงตัวเดียวที่ชื่อ "บัวน้อย" เนื่องจากมีสภาพความเป็นอยู่ที่ดูน่าสงสาร ต้องอยู่ในห้องปรับอากาศ โดยริเริ่มกันตั้งแต่ปี พ.ศ. 2553 แต่ทางผู้บริหารสวนสัตว์และสัตวแพทย์ยืนยันว่าบัวน้อยมีสุขภาพกายและจิตที่แข็งแรงดี รวมถึงได้รับการดูแลเป็นอย่างดี อนึ่ง สวนสัตว์พาต้าเคยถูกไฟไหม้เมื่อ พ.ศ. 2535 จนทำให้สัตว์เล็กสัตว์น้อยที่อยู่ในส่วนจัดแสดงตายเป็นจำนวนมาก ก่อนจะมีการปรับปรุงและเปิดให้เข้าชมได้ตามปกติในอีกไม่กี่เดือนต่อมา
| สวนสัตว์เอกชนแห่งแรกในประเทศไทยคือสวนสัตว์ใด | {
"answer": [
"สวนสัตว์พาต้า"
],
"answer_begin_position": [
591
],
"answer_end_position": [
604
]
} |
2,715 | 765,402 | ปริญญา จินดาประเสริฐ ศาสตราจารย์ ปริญญา จินดาประเสริฐ เป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น คนที่ 8 โดยภายหลังจากพันวาระการดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่นแล้วนั้น ได้รับเลือกให้เป็นประธานกรรมการรถไฟ ในระหว่าง พ.ศ. 2546-2548 และหลังจากนั้น ในระหว่าง พ.ศ 2554 -2558 ได้รับพระราชทานโปรดเกล้าฯให้ดำรงตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน และในช่วงเวลาเดียวกัน ก็ได้รับพระราชทานโปรดเกล้าฯให้ดำรงตำแหน่ง นายกสภามหาวิทยาลัยมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม (พ.ศ. 2554-ปัจจุบัน) และปัจจุบันดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ระดับ 11 ภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และเป็นผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาโครงสร้างมูลฐานอย่างยั่งยืน มหาวิทยาลัยขอนแก่น ตั้งแต่ ปี พ.ศ 2548 ถึง 2559 โดยศาสตราจารย์ ดร.ปริญญา จินดาประเสริฐ มีความเชี่ยวชาญในสาขาวิศวกรรมวัสดุก่อสร้าง ซึ่งเน้นไปที่การพัฒนาวัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ ศาสตราจารย์ ดร.ปริญญา จินดาประเสริฐ ยังมีความสนใจในงานวิจัยด้านพลังงานทดแทนและพลังงานหมุนเวียนสำหรับชุมชน โดยเน้นไปที่การลดภาวะโลกร้อน รวมถึง งานวิจัยด้านระบบการขนส่งมวลชนและขนส่งสินค้าที่ส่งเสริมการพัฒนาสุขภาวะของเมืองให้เป็นเมืองที่น่าอยู่พร้อมทั้งอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเป็นหลักการศึกษา การศึกษา. ศาสตราจารย์ ปริญญา จินดาประเสริฐ หรือ ศาสตราจารย์ ดร.ปริญญา จินดาประเสริฐ สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย จาก โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย (กรุงเทพ) หลังจากนั้น ในระหว่างปี พ.ศ. 2512 – 2523 ได้รับทุน Colombo Plan Scholarship เพื่อศึกษาระดับปริญญาตรี โท และเอก ที่ประเทศออสเตรเลีย โดยสำเร็จ ปริญญาตรีด้านวิศวกรรมศาสตร์ (สาขาวิศวกรรมโยธา) University of Tasmania (พ.ศ. 2517) ปริญญาโทด้านวิศวกรรมศาสตร์ (สาขาวิศวกรรมโยธา) University of New South Wales (พ.ศ. 2520) และ ปริญญาเอกด้านวิศวกรรมศาสตร์ (สาขาวิศวกรรมโยธา วัสดุคอนกรีต) University of New South Wales (พ.ศ. 2523)การทำงาน การทำงาน. ศาสตราจารย์ ดร.ปริญญา จินดาประเสริฐ ได้เริ่มเข้ารับราชการเป็นอาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น นับตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2523 โดยได้เริ่มตำแหน่งบริหารมหาวิทยาลัยขอนแก่น จากตำแหน่งรองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (พ.ศ. 2526-2528) ต่อมา ได้รับเลือกให้เป็น คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ (พ.ศ. 2528-2535) 2 วาระ หลังจากนั้น ได้ดำรงตำแหน่ง รองอธิการบดีฝ่ายวางแผน (พ.ศ. 2535-2538) ก่อนที่จะดำรงตำแหน่ง อธิการบดี มหาวิทยาลัยขอนแก่น ติดต่อกันถึง 2 วาระ ในระหว่าง พ.ศ. 2535-2542 โดยในระหว่างนี้ ในปี พ.ศ. 2539 ได้ดำรงรองประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) พร้อมทั้งได้รับเลือกให้เป็น สมาชิกวุฒิสภา ในระหว่าง ปี พ.ศ. 2539-2543 ซึ่งในขณะนั้นยังได้ดำรงตำแหน่งสำคัญอื่น ๆ ได้แก่ คณะกรรมาธิการการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและพลังงาน วุฒิสภา (พ.ศ. 2539-2543) เลขานุการคณะกรรมาธิการการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและพลังงาน วุฒิสภา (พ.ศ. 2539-2543) ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สภาผู้แทนราษฎร และ กรรมการสรรหา ปปช. กกต. คตง. ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา พ.ศ. 2541 นอกจากนี้ ศาสตราจารย์ ดร.ปริญญา จินดาประเสริฐ ได้ดำรงตำแหน่งสำคัญอื่น ได้แก่ ประธานเครือข่ายจีโอโพลิเมอร์ไทย (พ.ศ 2548 -ปัจจุบัน) กรรมการตำแหน่งทางวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฎสุรินทร์ (พ.ศ. 2550-ปัจจุบัน) กรรมการสภามหาวิทยาลัยพะเยา (พ.ศ. 2553 -ปัจจุบัน) และ ประธานคลัสเตอร์วิจัยวัสดุหน้าที่พิเศษขั้นสูง มหาวิทยาลัยขอนแก่น (พ.ศ. 2554-ปัจจุบัน)การวิจัย การวิจัย. ศาสตราจารย์ ดร.ปริญญา จินดาประเสริฐ มีความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมวัสดุก่อสร้าง โดยเริ่มต้นงานวิจัยด้านนี้ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2523 นับตั้งแต่เริ่มทำงานที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น และได้รับเลือกให้เป็น เมธีวิจัยอาวุโส สกว.ในระหว่าง ปี พ.ศ. 2554-2560 และยังได้รับเลือกให้เป็น ศาสตราภิชาน บริษัท เอสซีจี ซิเมนต์ จำกัด ถึง 3 วาระอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2554-2561 หลังจากนั้น ใน พ.ศ. 2556 ได้รับการแต่งตั้งให้เป็น ภาคีสมาชิก ราชบัณฑิตยสถาน สำนักวิทยาศาสตร์ ถัดจากนั้น ใน ปี พ.ศ. 2557 ได้รับเลือกจาก จากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ให้เป็นนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ ในสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และในปี พ.ศ. 2558 ได้รับรางวัล Thomson Reuters Thailand Frontier Researcher Award และรางวัล Toray Foundation Thailand: Science and Technology Award และในปี พ.ศ. 2561 ได้ทุนศาสตราจารย์วิจัยดีเด่น จาก สกว.ตำแหน่งอื่น ๆด้านการบริหาร ตำแหน่งอื่น ๆ. ด้านการบริหาร. ศาสตราจารย์ ดร.ปริญญา จินดาประเสริฐ ได้เคยดำรงตำแหน่งบริหารสำคัญภายนอกมหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้แก่ กรรมการสภาสถาบันราชภัฎมหาสารคาม (พ.ศ. 2535-41, 44-47) คณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัย (กม.) (พ.ศ. 2545 – 2548) คณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) (พ.ศ. 2545-46, 2550-2554) กรรมการสภาสมหาวิทยาลัยราชภัฎมหาสารคาม (พ.ศ. 2548-2552) คณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา (กพอ.) (พ.ศ. 2548 – 2554) กรรมการสภามหาวิทยาลัยอุบลราชธานี (พ.ศ. 2550-2552) และ ประธานอนุกรรมการเกี่ยวกับตำแหน่งทางวิชาการของ กพอ (พ.ศ. 2553 - 2555)ด้านการวิจัย ด้านการวิจัย. ศาสตราจารย์ ดร.ปริญญา จินดาประเสริฐ ได้เคยดำรงตำแหน่งด้านการวิจัยในหน่วยงานต่าง ๆ ได้แก่ คณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ สาขาวิทยาศาสตร์และเทดโนโลยี (พ.ศ. 2546-2548) รองประธานสมาคมคอนกรีตไทย (พ.ศ. 2547- 2552) Vice-President ACI-Thailand Chapter (พ.ศ. 2547- 2552) ประธานคณะกรรมการบริหารโครงการวิจัย ชุดโครงการวิจัยและพัฒนาระบบบริหารจัดการคุณภาพงานวิจัย บัณฑิตศึกษาของมหาวิทยาลัยราชภัฏ (พ.ศ. 2547) ผู้อำนวยการหน่วยบ่มเพาะวิสาหกิจ UBICO สกอ. (พ.ศ. 2549-2550) บรรณาธิการ วารสารวิจัย มข (พ.ศ. 2551-2554) และ บรรณาธิการ Engineering and Applied Science Research (EASR) หรือ ในชื่อเดิมคือ วิศวกรรมสาร มข (พ.ศ. 2551- ปัจจุบัน)ด้านการเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านการเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ. ศาสตราจารย์ ดร.ปริญญา จินดาประเสริฐ ได้เคยเป็นผู้ทรงคุณวุฒิต่าง ๆ ได้แก่ ผู้ประเมิน ผศ. รศ. ศ. (ของ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, มหาวิทยาลัยขอนแก่น, มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย) ผู้ประเมินบทความในวารสารนานานชาติ (จำนวน 78 วารสาร รวม 295 บทความ) ผู้ประเมินบทความสำหรับลงในวารสารทางวิชาการ (ของ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี, มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, มหาวิทยาลัยขอนแก่น, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี, อุบลราชธานี และวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย) ผู้ประเมินบทความในการประชุมวิชาการด้านคอนกรีตและวัสดุ ที่ปรึกษาคณะกรรมการวิชาการ สาขาวิศวกรรมโยธา ว.ส.ท.ที่ปรึกษาวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย สาขาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และ กรรมการสอบวิทยานิพนธ์ปริญญาโทและเอก (ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, มหาวิทยาลัยขอนแก่น, มหาวิทยาลัยรังสิต, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี, มหาวิทยาลัยศรีนครินทราวิโรฒ, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี และ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่) ในระดับนานาชาติ ศาสตราจารย์ ดร.ปริญญา จินดาประเสริฐ ปัจจุบันเป็น Academic editor ให้กับ Journal of Scientific Research and Reports (ตั้งแต่ พ.ศ. 2556), และ Technical Committee on Establishment of Construction and Quality Control Standards for Performance–based Design of Porous Concrete ให้กับ Japan Concrete Institute และยังอยู่ในกองบรรณาธิการ (Editorial board) วารสารระดับนานาชาติ ได้แก่ Engineers Press, KMUTNB International Journal of Applied Science and Technology และ Heliyon, Elseviers และยังเคยเป็น Assessor ให้กับ Faculty of Agriculture, Kochi University ประเทศญี่ปุ่น (4-10 December 1999) และ Research proposal ของ Cariplo Foundation, Italy และได้เป็นผู้ทรงคุณวุฒิสอบปริญญาเอกให้กับมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ ได้แก่ Faculty of Civil Engineering, Anna University, India; Structural Engineering, Annamalai Uni., India; Hindustan University, India; และ Curtin University, Western Australia และในปี พ.ศ. 2558 เป็น Project Reviewer ให้กับ Technology Foundation STW ประเทศ Netherlandsรางวัลที่ได้รับ รางวัลที่ได้รับ. ศาสตราจารย์ ดร.ปริญญา จินดาประเสริฐ ได้รับรางวัลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยและพัฒนาสังคมในระดับประเทศ จำนวน 16 รางวัล ดังนี้ เหรียญทองการพัฒนาแหล่งน้ำดีเด่น กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย พ.ศ. 2534, กลุ่มนักเทคโนโลยีดีเด่น ปี 2545 เรื่องการพัฒนาการใช้เถ้าลอยลิกไนต์ไทย จากมูลนิธิส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในพระบรมราชูถัมภ์, รางวัลข้าราชการดีเด่นศรีมอดินแดง รับพระราชทานจากสมเด็จพระเทพฯ พ.ศ. 2546, รางวัลผลงานวิจัยดีเด่น คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่นพ.ศ. 2547, 49, 51, 52, 53,54, รางวัลเหรียญทองศาสตราจารย์ วิทยา เพียรวิจิตร คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น พ.ศ. 2550, คนดีคู่สังคม รายการ “คนดีคู่สังคม” UBC พ.ศ. 2550, รางวัลอาจารย์ดีเด่นของ ปอมท. ประจำปี 2552 สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, รางวัลนักวิจัยดีเด่นระดับเงิน ประจำปี 2553 สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยขอนแก่น, รางวัลนักวิจัยดีเด่นระดับทอง ประจำปี 2555 สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยขอนแก่น, รางวัล นักวิจัยที่มีผลงานด้านการวิจัยดีเลิศ พ.ศ. 2555 มหาวิทยาลัยขอนแก่น, รางวัลนักวิจัยดีเด่นระดับเพชร ประจำปี 2556 สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยขอนแก่น, รางวัลพระธาตุพนมทองคำ พ.ศ. 2556 มหาวิทยาลัยขอนแก่น, รางวัลนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2557 สาขาวิศวกรรมศาสตร์และอุตสาหกรรมวิจัย สภาวิจัยแห่งชาติ, รางวัลนักวิจัยดีเด่นสารสิน ประจำปี 2558 สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยขอนแก่น, รางวัล Thomson Reuters Thailand Frontier Researcher Award และ รางวัล Toray Foundation Thailand: Science and Technology Award ประจำปี 2558ผลงานทางวิชาการและการวิจัย ผลงานทางวิชาการและการวิจัย. ศาสตราจารย์ ดร.ปริญญา จินดาประเสริฐ มีการตีพิมพ์เผยแพร่ผลงานวิชาการและวิจัยทั้งทางด้านคอนกรีตและวัสดุ และการพัฒนาแหล่งน้ำ 200 ชิ้น โดยมีบทความ 156 บทความทางด้านซีเมนต์และคอนกรีตได้รับการตีพิมพ์ลงใน International journals, บทความ 5 ชิ้นที่เป็นบทความรับเชิญองค์ปาฐกในการประชุมวิชาการ, บทความ 7 ชิ้นที่เป็นบทความรับเชิญในการประชุมวิชาการ และมีสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตร จำนวน 9 ชิ้น นอกจากนี้ยังมีตำราภาษาอังกฤษจำนวน 2 เล่ม คือ ตำราเรื่อง Handbook of alkali-activated cements, mortars and concretes, 1st Edition พิมพ์โดย Woodhead Publishing, ISBN 9781782422761, P. 852 และ ตำราเรื่อง Eco-efficient masonry bricks and blocks: design, properties and durability, 1st Edition พิมพ์โดย Woodhead Publishing, P. 548 พร้อมด้วยตำราภาษาไทยอีกจำนวน 4 เล่มได้แก่ ตำราเรื่อง “เถ้าลอยในงานคอนกรีต” พิมพ์โดยสมาคมคอนกรีตไทย (พ.ศ. 2547, 2548, 2553), ตำราเรื่อง “ปูนซีเมนต์ ปอซโซลาน และคอนกรีต” พิมพ์โดยสมาคมคอนกรีตไทย (พ.ศ. 2547, 2548, 2551, 2553, 2555) และ พิมพ์โดยปูนซีเมนต์ไทย (พ.ศ. 2549, 2552, 2555), ตำราเรื่อง “เถ้าแกลบในงานคอนกรีต” พิมพ์โดยสำนักพิมพ์ Science and Engineering (พ.ศ. 2552) และตำราเรื่อง "ทฤษฎีและการทดสอบ คอนกรีตเทคโนโลยี" สำนักพิมพ์ Angles of Sci (พ.ศ. 2555) โดยจากผลงานตีพิมพ์ของ ศาสตราจารย์ ดร.ปริญญา จินดาประเสริฐ เหล่านี้ ได้ถูกนำไปอ้างอิงในวารสารนานาชาติ จำนวน 2790 ครั้ง (โดย Scopus: H Index = 29) และ ในปี พ.ศ. 2556 Microsoft Academic Search ได้จัดลำดับให้ ศาสตราจารย์ ดร.ปริญญา จินดาประเสริฐ อยู่ที่ลำดับที่ 46 ในสาขาด้านซีเมนต์ และในปี พ.ศ. 2559 Microsoft Academic Search ก็ได้จัดให้ ศาสตราจารย์ ดร.ปริญญา จินดาประเสริฐ อยู่ที่ลำดับที่ 8 ของโลกในสาขาด้านแก้วเครื่องราชอิสริยาภรณ์เครื่องราชอิสริยาภรณ์. - เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก ชั้นมหาปรมาภรณ์ช้างเผือก (ม.ป.ช.) - เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ชั้นมหาวชิรมงกุฎ (ม.ว.ม.) - เหรียญจักรพรรดิมาลา (ร.จ.พ.)
| ใครคืออธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่นคนที่ 8 | {
"answer": [
"ศาสตราจารย์ ปริญญา จินดาประเสริฐ"
],
"answer_begin_position": [
116
],
"answer_end_position": [
148
]
} |
2,716 | 765,402 | ปริญญา จินดาประเสริฐ ศาสตราจารย์ ปริญญา จินดาประเสริฐ เป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น คนที่ 8 โดยภายหลังจากพันวาระการดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่นแล้วนั้น ได้รับเลือกให้เป็นประธานกรรมการรถไฟ ในระหว่าง พ.ศ. 2546-2548 และหลังจากนั้น ในระหว่าง พ.ศ 2554 -2558 ได้รับพระราชทานโปรดเกล้าฯให้ดำรงตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน และในช่วงเวลาเดียวกัน ก็ได้รับพระราชทานโปรดเกล้าฯให้ดำรงตำแหน่ง นายกสภามหาวิทยาลัยมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม (พ.ศ. 2554-ปัจจุบัน) และปัจจุบันดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ระดับ 11 ภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และเป็นผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาโครงสร้างมูลฐานอย่างยั่งยืน มหาวิทยาลัยขอนแก่น ตั้งแต่ ปี พ.ศ 2548 ถึง 2559 โดยศาสตราจารย์ ดร.ปริญญา จินดาประเสริฐ มีความเชี่ยวชาญในสาขาวิศวกรรมวัสดุก่อสร้าง ซึ่งเน้นไปที่การพัฒนาวัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ ศาสตราจารย์ ดร.ปริญญา จินดาประเสริฐ ยังมีความสนใจในงานวิจัยด้านพลังงานทดแทนและพลังงานหมุนเวียนสำหรับชุมชน โดยเน้นไปที่การลดภาวะโลกร้อน รวมถึง งานวิจัยด้านระบบการขนส่งมวลชนและขนส่งสินค้าที่ส่งเสริมการพัฒนาสุขภาวะของเมืองให้เป็นเมืองที่น่าอยู่พร้อมทั้งอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเป็นหลักการศึกษา การศึกษา. ศาสตราจารย์ ปริญญา จินดาประเสริฐ หรือ ศาสตราจารย์ ดร.ปริญญา จินดาประเสริฐ สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย จาก โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย (กรุงเทพ) หลังจากนั้น ในระหว่างปี พ.ศ. 2512 – 2523 ได้รับทุน Colombo Plan Scholarship เพื่อศึกษาระดับปริญญาตรี โท และเอก ที่ประเทศออสเตรเลีย โดยสำเร็จ ปริญญาตรีด้านวิศวกรรมศาสตร์ (สาขาวิศวกรรมโยธา) University of Tasmania (พ.ศ. 2517) ปริญญาโทด้านวิศวกรรมศาสตร์ (สาขาวิศวกรรมโยธา) University of New South Wales (พ.ศ. 2520) และ ปริญญาเอกด้านวิศวกรรมศาสตร์ (สาขาวิศวกรรมโยธา วัสดุคอนกรีต) University of New South Wales (พ.ศ. 2523)การทำงาน การทำงาน. ศาสตราจารย์ ดร.ปริญญา จินดาประเสริฐ ได้เริ่มเข้ารับราชการเป็นอาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น นับตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2523 โดยได้เริ่มตำแหน่งบริหารมหาวิทยาลัยขอนแก่น จากตำแหน่งรองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (พ.ศ. 2526-2528) ต่อมา ได้รับเลือกให้เป็น คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ (พ.ศ. 2528-2535) 2 วาระ หลังจากนั้น ได้ดำรงตำแหน่ง รองอธิการบดีฝ่ายวางแผน (พ.ศ. 2535-2538) ก่อนที่จะดำรงตำแหน่ง อธิการบดี มหาวิทยาลัยขอนแก่น ติดต่อกันถึง 2 วาระ ในระหว่าง พ.ศ. 2535-2542 โดยในระหว่างนี้ ในปี พ.ศ. 2539 ได้ดำรงรองประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) พร้อมทั้งได้รับเลือกให้เป็น สมาชิกวุฒิสภา ในระหว่าง ปี พ.ศ. 2539-2543 ซึ่งในขณะนั้นยังได้ดำรงตำแหน่งสำคัญอื่น ๆ ได้แก่ คณะกรรมาธิการการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและพลังงาน วุฒิสภา (พ.ศ. 2539-2543) เลขานุการคณะกรรมาธิการการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและพลังงาน วุฒิสภา (พ.ศ. 2539-2543) ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สภาผู้แทนราษฎร และ กรรมการสรรหา ปปช. กกต. คตง. ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา พ.ศ. 2541 นอกจากนี้ ศาสตราจารย์ ดร.ปริญญา จินดาประเสริฐ ได้ดำรงตำแหน่งสำคัญอื่น ได้แก่ ประธานเครือข่ายจีโอโพลิเมอร์ไทย (พ.ศ 2548 -ปัจจุบัน) กรรมการตำแหน่งทางวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฎสุรินทร์ (พ.ศ. 2550-ปัจจุบัน) กรรมการสภามหาวิทยาลัยพะเยา (พ.ศ. 2553 -ปัจจุบัน) และ ประธานคลัสเตอร์วิจัยวัสดุหน้าที่พิเศษขั้นสูง มหาวิทยาลัยขอนแก่น (พ.ศ. 2554-ปัจจุบัน)การวิจัย การวิจัย. ศาสตราจารย์ ดร.ปริญญา จินดาประเสริฐ มีความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมวัสดุก่อสร้าง โดยเริ่มต้นงานวิจัยด้านนี้ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2523 นับตั้งแต่เริ่มทำงานที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น และได้รับเลือกให้เป็น เมธีวิจัยอาวุโส สกว.ในระหว่าง ปี พ.ศ. 2554-2560 และยังได้รับเลือกให้เป็น ศาสตราภิชาน บริษัท เอสซีจี ซิเมนต์ จำกัด ถึง 3 วาระอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2554-2561 หลังจากนั้น ใน พ.ศ. 2556 ได้รับการแต่งตั้งให้เป็น ภาคีสมาชิก ราชบัณฑิตยสถาน สำนักวิทยาศาสตร์ ถัดจากนั้น ใน ปี พ.ศ. 2557 ได้รับเลือกจาก จากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ให้เป็นนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ ในสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และในปี พ.ศ. 2558 ได้รับรางวัล Thomson Reuters Thailand Frontier Researcher Award และรางวัล Toray Foundation Thailand: Science and Technology Award และในปี พ.ศ. 2561 ได้ทุนศาสตราจารย์วิจัยดีเด่น จาก สกว.ตำแหน่งอื่น ๆด้านการบริหาร ตำแหน่งอื่น ๆ. ด้านการบริหาร. ศาสตราจารย์ ดร.ปริญญา จินดาประเสริฐ ได้เคยดำรงตำแหน่งบริหารสำคัญภายนอกมหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้แก่ กรรมการสภาสถาบันราชภัฎมหาสารคาม (พ.ศ. 2535-41, 44-47) คณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัย (กม.) (พ.ศ. 2545 – 2548) คณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) (พ.ศ. 2545-46, 2550-2554) กรรมการสภาสมหาวิทยาลัยราชภัฎมหาสารคาม (พ.ศ. 2548-2552) คณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา (กพอ.) (พ.ศ. 2548 – 2554) กรรมการสภามหาวิทยาลัยอุบลราชธานี (พ.ศ. 2550-2552) และ ประธานอนุกรรมการเกี่ยวกับตำแหน่งทางวิชาการของ กพอ (พ.ศ. 2553 - 2555)ด้านการวิจัย ด้านการวิจัย. ศาสตราจารย์ ดร.ปริญญา จินดาประเสริฐ ได้เคยดำรงตำแหน่งด้านการวิจัยในหน่วยงานต่าง ๆ ได้แก่ คณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ สาขาวิทยาศาสตร์และเทดโนโลยี (พ.ศ. 2546-2548) รองประธานสมาคมคอนกรีตไทย (พ.ศ. 2547- 2552) Vice-President ACI-Thailand Chapter (พ.ศ. 2547- 2552) ประธานคณะกรรมการบริหารโครงการวิจัย ชุดโครงการวิจัยและพัฒนาระบบบริหารจัดการคุณภาพงานวิจัย บัณฑิตศึกษาของมหาวิทยาลัยราชภัฏ (พ.ศ. 2547) ผู้อำนวยการหน่วยบ่มเพาะวิสาหกิจ UBICO สกอ. (พ.ศ. 2549-2550) บรรณาธิการ วารสารวิจัย มข (พ.ศ. 2551-2554) และ บรรณาธิการ Engineering and Applied Science Research (EASR) หรือ ในชื่อเดิมคือ วิศวกรรมสาร มข (พ.ศ. 2551- ปัจจุบัน)ด้านการเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านการเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ. ศาสตราจารย์ ดร.ปริญญา จินดาประเสริฐ ได้เคยเป็นผู้ทรงคุณวุฒิต่าง ๆ ได้แก่ ผู้ประเมิน ผศ. รศ. ศ. (ของ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, มหาวิทยาลัยขอนแก่น, มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย) ผู้ประเมินบทความในวารสารนานานชาติ (จำนวน 78 วารสาร รวม 295 บทความ) ผู้ประเมินบทความสำหรับลงในวารสารทางวิชาการ (ของ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี, มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, มหาวิทยาลัยขอนแก่น, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี, อุบลราชธานี และวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย) ผู้ประเมินบทความในการประชุมวิชาการด้านคอนกรีตและวัสดุ ที่ปรึกษาคณะกรรมการวิชาการ สาขาวิศวกรรมโยธา ว.ส.ท.ที่ปรึกษาวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย สาขาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และ กรรมการสอบวิทยานิพนธ์ปริญญาโทและเอก (ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, มหาวิทยาลัยขอนแก่น, มหาวิทยาลัยรังสิต, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี, มหาวิทยาลัยศรีนครินทราวิโรฒ, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี และ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่) ในระดับนานาชาติ ศาสตราจารย์ ดร.ปริญญา จินดาประเสริฐ ปัจจุบันเป็น Academic editor ให้กับ Journal of Scientific Research and Reports (ตั้งแต่ พ.ศ. 2556), และ Technical Committee on Establishment of Construction and Quality Control Standards for Performance–based Design of Porous Concrete ให้กับ Japan Concrete Institute และยังอยู่ในกองบรรณาธิการ (Editorial board) วารสารระดับนานาชาติ ได้แก่ Engineers Press, KMUTNB International Journal of Applied Science and Technology และ Heliyon, Elseviers และยังเคยเป็น Assessor ให้กับ Faculty of Agriculture, Kochi University ประเทศญี่ปุ่น (4-10 December 1999) และ Research proposal ของ Cariplo Foundation, Italy และได้เป็นผู้ทรงคุณวุฒิสอบปริญญาเอกให้กับมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ ได้แก่ Faculty of Civil Engineering, Anna University, India; Structural Engineering, Annamalai Uni., India; Hindustan University, India; และ Curtin University, Western Australia และในปี พ.ศ. 2558 เป็น Project Reviewer ให้กับ Technology Foundation STW ประเทศ Netherlandsรางวัลที่ได้รับ รางวัลที่ได้รับ. ศาสตราจารย์ ดร.ปริญญา จินดาประเสริฐ ได้รับรางวัลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยและพัฒนาสังคมในระดับประเทศ จำนวน 16 รางวัล ดังนี้ เหรียญทองการพัฒนาแหล่งน้ำดีเด่น กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย พ.ศ. 2534, กลุ่มนักเทคโนโลยีดีเด่น ปี 2545 เรื่องการพัฒนาการใช้เถ้าลอยลิกไนต์ไทย จากมูลนิธิส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในพระบรมราชูถัมภ์, รางวัลข้าราชการดีเด่นศรีมอดินแดง รับพระราชทานจากสมเด็จพระเทพฯ พ.ศ. 2546, รางวัลผลงานวิจัยดีเด่น คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่นพ.ศ. 2547, 49, 51, 52, 53,54, รางวัลเหรียญทองศาสตราจารย์ วิทยา เพียรวิจิตร คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น พ.ศ. 2550, คนดีคู่สังคม รายการ “คนดีคู่สังคม” UBC พ.ศ. 2550, รางวัลอาจารย์ดีเด่นของ ปอมท. ประจำปี 2552 สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, รางวัลนักวิจัยดีเด่นระดับเงิน ประจำปี 2553 สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยขอนแก่น, รางวัลนักวิจัยดีเด่นระดับทอง ประจำปี 2555 สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยขอนแก่น, รางวัล นักวิจัยที่มีผลงานด้านการวิจัยดีเลิศ พ.ศ. 2555 มหาวิทยาลัยขอนแก่น, รางวัลนักวิจัยดีเด่นระดับเพชร ประจำปี 2556 สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยขอนแก่น, รางวัลพระธาตุพนมทองคำ พ.ศ. 2556 มหาวิทยาลัยขอนแก่น, รางวัลนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2557 สาขาวิศวกรรมศาสตร์และอุตสาหกรรมวิจัย สภาวิจัยแห่งชาติ, รางวัลนักวิจัยดีเด่นสารสิน ประจำปี 2558 สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยขอนแก่น, รางวัล Thomson Reuters Thailand Frontier Researcher Award และ รางวัล Toray Foundation Thailand: Science and Technology Award ประจำปี 2558ผลงานทางวิชาการและการวิจัย ผลงานทางวิชาการและการวิจัย. ศาสตราจารย์ ดร.ปริญญา จินดาประเสริฐ มีการตีพิมพ์เผยแพร่ผลงานวิชาการและวิจัยทั้งทางด้านคอนกรีตและวัสดุ และการพัฒนาแหล่งน้ำ 200 ชิ้น โดยมีบทความ 156 บทความทางด้านซีเมนต์และคอนกรีตได้รับการตีพิมพ์ลงใน International journals, บทความ 5 ชิ้นที่เป็นบทความรับเชิญองค์ปาฐกในการประชุมวิชาการ, บทความ 7 ชิ้นที่เป็นบทความรับเชิญในการประชุมวิชาการ และมีสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตร จำนวน 9 ชิ้น นอกจากนี้ยังมีตำราภาษาอังกฤษจำนวน 2 เล่ม คือ ตำราเรื่อง Handbook of alkali-activated cements, mortars and concretes, 1st Edition พิมพ์โดย Woodhead Publishing, ISBN 9781782422761, P. 852 และ ตำราเรื่อง Eco-efficient masonry bricks and blocks: design, properties and durability, 1st Edition พิมพ์โดย Woodhead Publishing, P. 548 พร้อมด้วยตำราภาษาไทยอีกจำนวน 4 เล่มได้แก่ ตำราเรื่อง “เถ้าลอยในงานคอนกรีต” พิมพ์โดยสมาคมคอนกรีตไทย (พ.ศ. 2547, 2548, 2553), ตำราเรื่อง “ปูนซีเมนต์ ปอซโซลาน และคอนกรีต” พิมพ์โดยสมาคมคอนกรีตไทย (พ.ศ. 2547, 2548, 2551, 2553, 2555) และ พิมพ์โดยปูนซีเมนต์ไทย (พ.ศ. 2549, 2552, 2555), ตำราเรื่อง “เถ้าแกลบในงานคอนกรีต” พิมพ์โดยสำนักพิมพ์ Science and Engineering (พ.ศ. 2552) และตำราเรื่อง "ทฤษฎีและการทดสอบ คอนกรีตเทคโนโลยี" สำนักพิมพ์ Angles of Sci (พ.ศ. 2555) โดยจากผลงานตีพิมพ์ของ ศาสตราจารย์ ดร.ปริญญา จินดาประเสริฐ เหล่านี้ ได้ถูกนำไปอ้างอิงในวารสารนานาชาติ จำนวน 2790 ครั้ง (โดย Scopus: H Index = 29) และ ในปี พ.ศ. 2556 Microsoft Academic Search ได้จัดลำดับให้ ศาสตราจารย์ ดร.ปริญญา จินดาประเสริฐ อยู่ที่ลำดับที่ 46 ในสาขาด้านซีเมนต์ และในปี พ.ศ. 2559 Microsoft Academic Search ก็ได้จัดให้ ศาสตราจารย์ ดร.ปริญญา จินดาประเสริฐ อยู่ที่ลำดับที่ 8 ของโลกในสาขาด้านแก้วเครื่องราชอิสริยาภรณ์เครื่องราชอิสริยาภรณ์. - เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก ชั้นมหาปรมาภรณ์ช้างเผือก (ม.ป.ช.) - เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ชั้นมหาวชิรมงกุฎ (ม.ว.ม.) - เหรียญจักรพรรดิมาลา (ร.จ.พ.)
| ศาสตราจารย์ ปริญญา จินดาประเสริฐ มีความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาใด | {
"answer": [
"วิศวกรรมวัสดุก่อสร้าง"
],
"answer_begin_position": [
840
],
"answer_end_position": [
861
]
} |
2,717 | 11,240 | ภาษาปรากฤต ภาษาปรากฤต () เป็นภาษาโบราณกลุ่มหนึ่งในอินเดียสมัยโบราณ จัดอยู่ในภาษากลุ่มอินโด-ยูโรเปียน (อินเดีย-ยุโรป)ในสาขาย่อย ภาษากลุ่มอินโด-อิเรเนียน (อินเดีย-อิหร่าน) โดยมากจะจัดเป็นภาษาที่มีวิวัฒนาการในกึ่งกลาง ระหว่างภาษาโบราณกับภาษาสมัยใหม่ ที่เรียก ภาษาปรากฤตนี้ ไม่ได้หมายจำเพาะไปที่ตัวภาษาหนึ่งภาษาใด แต่เป็นการเรียกภาษากลุ่มหนึ่งในระดับภาษาถิ่น และเป็นการยากที่จะระบุให้ชัดว่าภาษาปรากฤตคืออย่างไร และนักวิชาการด้านภาษาอินเดียก็ยังมีความเห็นไม่ลงรอยกัน บ้างก็ว่าหมายถึงภาษาถิ่นอินเดียยุคใหม่ รวมทั้งในยุคกลาง หรือกล่าวโดยย่อก็คือ ภาษาอื่นนอกเหนือจากภาษาสันสกฤตและภาษาพระเวท บ้างก็ว่าหมายถึงภาษาอินเดียยุคใหม่ ที่วิวัฒนาการมาจากภาษาปรากฤตยุคกลาง นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอว่า ภาษาปรากฤตคือภาษาถิ่นของภาษาสันสกฤต และยังมีความเห็นว่า ภาษาบาลี ก็อาจจัดอยู่ในกลุ่มภาษาปรากฤตก็ได้ หลักฐานภาษาปรากฤตที่เก่าแก่ที่สุด คือจารึกอโศก บนเสาอโศก ที่พระเจ้าอโศกมหาราชรับสั่งให้สร้างขึ้น โดยใช้อักษรพราหมี ทว่าไม่ปรากฏว่ามีการใช้ภาษาปรากฤตในงานวรรณกรรมอย่างกว้างขวาง แต่กลับมีการใช้ในรูปของภาษาพูด ดังจะพบได้จากบทละครภาษาสันสกฤต ที่ให้ตัวละครในวรรณะสูงพูดภาษาสันสกฤต ขณะที่วรรณะต่ำจะพูดภาษาปรากฤต หรือภาษาอปรภรัมศะ คำว่า ปรากฤต ในภาษาสันสกฤต นั้น หมายถึง ธรรมชาติ ปกติ ดั้งเดิม หรือท้องถิ่น ฯลฯ นักภาษาศาสตร์จึงสันนิษฐานว่า ภาษาปรากฤต น่าจะหมายถึงภาษาที่มีวิวัฒนาการโดยธรรมชาติตามกระบวนการทางภาษา ซึ่งตรงข้ามกับภาษา สันสกฤต ที่หมายถึง ขัดเกลาแล้ว อันเป็นภาษาที่ได้รับการวางระเบียบกฎเกณฑ์โดยนักปราชญ์ ในแง่ของไวยากรณ์แล้ว ภาษาปรากฤตมีความซับซ้อนน้อยกว่าภาษาสันสกฤตอย่างมาก ไม่มีทวิพจน์ มีการกน้อยกว่า และมีการแจกกริยาที่ง่ายกว่า และคำศัพท์ทั้งหมดในภาษาปรากฤตก็มาจากต้นกำเนิดในภาษาอินเดียโบราณ ภาษาอรรธมคธีเป็นรูปแบบโบราณของภาษามคธี ซึ่งใช้ในการเขียนเอกสารทางศาสนาเชน และมักเป็นตัวแทนของภาษาปรากฤต นักไวยากรณ์ของภาษาปรากฤตจะแสดงไวยากรณ์ของภาษาอรรธมคธีก่อน เพราะฉะนั้นในการเรียนภาษาปรากฤต มักจะเริ่มด้วยภาษาอรรธมคธีวิวัฒนาการ วิวัฒนาการ. ภาษาปรากฤตมีวิวัฒนาการ 3 ระยะด้วยกัน คือ- 1.ภาษาปรากฤตโบราณ อยู่ช่วง พุทธศตวรรษที่ 2 – 3 ภาษาที่ในช่วงนี้คือ ภาษาบาลี, ภาษาในพระสูตรของศาสนาไชนะ (ศาสนาเชน), ภาษาในบทละครของอัศวโฆษ ซึ่งพบได้ในแถบเอเชียกลาง - 2.ภาษาปรากฤตยุคกลาง ได้แก่ ภาษามหาราษฏรี, ภาษาเศารเสนีและภาษามคธี, ภาษาไปศาจี - 3.ภาษาปรากฤตยุคกลาง เรียกอีกอย่างว่า ภาษาอปรภรัมศะ ใช้ในบทละคร ดังกล่าวมาข้างต้น
| ภาษาปรากฤตเป็นภาษาโบราณกลุ่มหนึ่งของประเทศใด | {
"answer": [
"อินเดีย"
],
"answer_begin_position": [
133
],
"answer_end_position": [
140
]
} |
2,718 | 47,981 | ฟ้าลั่น ลูกมิ่งขวัญ ฟ้าลั่น ลูกมิ่งขวัญ หรือ ฟ้าลั่น ศักดิ์กรีรินทร์ มีชื่อจริงว่า ธงชัย อุทัยดา เกิดเมื่อวันที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2511 ที่ตำบลหนองปลิง อำเภอเมืองมหาสารคาม จังหวัดมหาสารคาม มีสถิติการชกทั้งหมด 61 ครั้ง ชนะ 54 (น็อค 23) เสมอ 3 แพ้ 4ประวัติ ประวัติ. ฟ้าลั่นเริ่มต้นจากการชกมวยไทยในละแวกบ้านอย่างโชกโชน จากนั้นได้เดินทางเข้าสู่กรุงเทพมหานครและได้ชกมวยสากลในสังกัดของ มาโนช บัวบุศย์ ที่จังหวัดนนทบุรี โดยชกครั้งแรกก็พบกับความพ่ายแพ้เสียแล้ว เมื่อพบกับ ชนะ ป.เปาอินทร์ ที่ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นแชมป์โลกมินิมั่มเวท ของสมาคมมวยโลก (WBA) โดยแพ้คะแนน เมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2531 ต่อมาฟ้าลั่นทำฟอร์มชนะรวด 13 ครั้ง และได้เป็นแชมป์มินิมั่มเวทของเวทีมวยราชดำเนินด้วย จนกระทั่งได้ชิงแชมป์โลกในรุ่นมินิมั่มเวท ของสหพันธ์มวยนานาชาติ (IBF) กับ อีริค ชาเวซ นักมวยชาวฟิลิปปินส์ เมื่อปี พ.ศ. 2533 ด้วยการชนะแตก ได้กลายเป็นแชมป์โลกคนที่ 15 ของไทย แต่การชกในครั้งนั้นก็ได้มีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางว่าฟ้าลั่นใช้หัวชน จากนั้นฟ้าลั่นได้ป้องกันตำแหน่งแชมป์โลกเอาไว้ได้ถึง 7 ครั้งด้วยกัน ก่อนที่จะมาเสียแชมป์โลกไปอย่างไม่น่าเชื่อเมื่อกลางปี พ.ศ. 2535 ต่อ แมนนี่ เมลชอร์ นักมวยชาวฟิลิปปินส์ เมื่อเป็นฝ่ายแพ้คะแนน ซึ่งเบื้องหลังการเสียตำแหน่งครั้งนี้เป็นเพราะมีเหตุขัดกันด้วยเรื่องผลประโยชน์ระหว่าง มาโนช บัวบุศย์ หัวหน้าคณะกับ พ.อ.(พิเศษ) บรรจุ อ่องแสงคุณ ส่งผลให้มีการตัดสินให้ฟ้าลั่นแพ้คะแนนไป เพื่อที่จะหานักมวยรายใหม่ขึ้นแชมป์โลกต่อไป (ซึ่งก็คือ รัตนพล ส.วรพิน ที่ได้ชิงแชมป์โลกรุ่นนี้ สถาบันนี้ในปลายปีเดียวกัน) จากนั้นฟ้าลั่นได้หยุดชกมวยไปนาน 2 ปี ก่อนที่จะกลับมาชกใหม่ในสังกัดใหม่กับ พันตำรวจโท กรีรินทร์ อินทร์แก้ว (ยศในขณะนั้น) พร้อมกับเปลี่ยนชื่อเป็น "ฟ้าลั่น ศักดิ์กรีรินทร์" และได้ขยับเลื่อนรุ่นไปชกในรุ่นฟลายเวท จนได้แชมป์โลกในสถาบันสหพันธ์มวยโลก (WBF) และได้ป้องกันตำแหน่งแชมป์ไว้ได้อีกหลายครั้ง มีแฟนมวยหลายรายอยากให้ฟ้าลั่นไปชิงแชมป์โลกในสถาบันหลักเนื่องจากเคยเป็นแชมป์โลกในสถาบันหลักมาแล้ว ซึ่งฟ้าลั่นก็ได้มีโอกาสชิงแชมป์โลกในสถาบันหลัก คือ องค์กรมวยโลก (WBO) ในรุ่นไลท์ฟลายเวท ถึง 2 ครั้ง รวมถึงแชมป์โลกในสถาบันเดิมที่เจ้าตัวเคยเป็นแชมป์โลกมาก่อน คือ สหพันธ์มวยนานาชาติ อีก 2 ครั้ง แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จจนกระทั่งแขวนนวมไป ในปัจจุบัน ฟ้าลั่นมีลูกชายคนหนึ่งที่เป็นนักมวยเหมือนกับผู้เป็นพ่อ ชื่อ ฟ้าลั่นจูเนียร์ ศักดิ์กรีรินทร์เกียรติประวัติเกียรติประวัติ. - แชมป์ประเทศไทยรุ่นมินิมั่มเวท (2532)- ชิง, 27 กรกฎาคม 2532 ชนะน็อค เด็ด ดอนเจดีย์ ยก 2 - ป้องกันครั้งที่ 1, 4 ตุลาคม 2532 ชนะคะแนน คม ส.ธนิกุล - แชมป์โลกรุ่นมินิมั่มเวท IBF (2533 - 2535)- ชิง, 22 กุมภาพันธ์ 2533 ชนะแตก ยก 7 อีริค ชาเวซ () ที่ เวทีมวยราชดำเนิน - ป้องกันแชมป์ครั้งที่ 1, 14 มิถุนายน 2533 ชนะคะแนน โจ คอนสแตนติโน (ฟิลิปปินส์) ที่ เวทีมวยราชดำเนิน - ป้องกันแชมป์ครั้งที่ 2, 15 สิงหาคม 2533 ชนะคะแนน อีริค ชาเวซ (ฟิลิปปินส์) ที่ เวทีมวยราชดำเนิน - ป้องกันแชมป์ครั้งที่ 3, 20 ธันวาคม 2533 เสมอ พริตตี้ บอย ลูกัส (ฟิลิปปินส์) ที่ เวทีมวยราชดำเนิน - ป้องกันแชมป์ครั้งที่ 4, 2 กรกฎาคม 2534 ชนะคะแนน แอปดี้ โปฮัง () ที่ เวทีมวยลุมพินี - ป้องกันแชมป์ครั้งที่ 5, 21 ตุลาคม 2534 ชนะคะแนน แอนดี้ ทานาบาส (ฟิลิปปินส์) ที่ เวทีมวยราชดำเนิน - ป้องกันแชมป์ครั้งที่ 6, 23 กุมภาพันธ์ 2535 ชนะน็อคยก 2 เฟลิกซ์ นารันโจ () ที่ สนามสุระเรืองจันทร์ จ.นครปฐม - ป้องกันแชมป์ครั้งที่ 7, 14 มิถุนายน 2535 ชนะน็อคยก 8 ซาอิด อิสกันดาร์ (อินโดนีเซีย) ที่ เวทีมวยราชดำเนิน - เสียแชมป์, 6 กันยายน 2535 แพ้คะแนน แมนนี่ เมลชอร์ (ฟิลิปปินส์) ที่ ฟาร์มจระเข้และสวนสัตว์สมุทรปราการ - แชมป์โลกรุ่นฟลายเวท WBF (2537 - 2543)- ชิง, 22 ตุลาคม 2537 ชนะคะแนน คาร์ซิเมียร์ โตลาคอฟ () ที่ สมาคมชาวปักษ์ใต้ ในพระบรมราชูปถัมภ์ - ป้องกันแชมป์ครั้งที่ 1, 1 เมษายน 2538 ชนะคะแนน โซลิเล เอ็มบิทยี () ที่ อำนาจเจริญ - ป้องกันแชมป์ครั้งที่ 2, 5 สิงหาคม 2538 ชนะคะแนน โรเจอร์ เอสปาโนรา (ฟิลิปปินส์) ที่ สมุทรสาคร - ป้องกันแชมป์ครั้งที่ 3, 25 พฤศจิกายน 2538 ชนะคะแนน โฮเซ่ มานูเอล รามิเรซ () ที่ กรุงเทพฯ - ป้องกันแชมป์ครั้งที่ 4, 22 มีนาคม 2539 ชนะน็อคยก 7 เกร์ราโด การ์เซีย (เม็กซิโก) ที่ หาดทรายรี จังหวัดชุมพร - ป้องกันแชมป์ครั้งที่ 5, 12 กรกฎาคม 2539 ชนะคะแนน ออร์ลันโด มาโลน () ที่ อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร - ป้องกันแชมป์ครั้งที่ 6, 13 กันยายน 2539 ชนะคะแนน ฮาเวียร์ ฮัวเรซ (เม็กซิโก) ที่ โรงเรียนมหาสารคามพิทยาคม จังหวัดมหาสารคาม - ป้องกันแชมป์ครั้งที่ 7, 10 พฤษภาคม 2540 ชนะคะแนน วูโย โตยิเซ (แอฟริกาใต้) ที่ สนามกีฬามหาราชา อำเภอสุไหง-โกลก จังหวัดนราธิวาส - ป้องกันแชมป์ครั้งที่ 8, 12 กุมภาพันธ์ 2542 ชนะน็อคยก 5 จูลี่ ตากาล็อก (ฟิลิปปินส์) ที่ สุราษฎร์ธานี - พฤศจิกายน 2543 ถูกปลด - แชมป์ IBF แพนแปซิฟิกรุ่นไลท์ฟลายเวท (2545 - 2547)- ชิง, 26 เมษายน 2545 ชนะคะแนน ฮูลิโอ ดีลาบาเซส (อินโดนีเซีย) ที่ กรุงเทพฯ - ป้องกันแชมป์ครั้งที่ 1, 12 กันยายน 2545 ชนะคะแนน มูน จอง มิน () ที่ อ.ตาคลี จ.นครสวรรค์ - ป้องกันแชมป์ครั้งที่ 2, 26 กุมภาพันธ์ 2546 ชนะน็อคยก 7 โรเบิร์ต คอสเตโล (ฟิลิปปินส์) ที่ มหาวิทยาลัยราชภัฎธนบุรี กรุงเทพฯ - ป้องกันแชมป์ครั้งที่ 3, 30 เมษายน 2546 ชนะน็อคยก 6 จิมมี่ คาเปเซโน (ฟิลิปปินส์) ที่ เชียงใหม่ - ป้องกันแชมป์ครั้งที่ 4, 20 มิถุนายน 2546 ชนะน็อคยก 4 โรแลนโด อดันเต ที่ แกรนด์สปอร์ตปาร์ก กรุงเทพฯ - ป้องกันแชมป์ครั้งที่ 5, 23 กันยายน 2546 ชนะน็อคยก 7 แฟลซ อีราแฮม (ฟิลิปปินส์) ที่ เขตคลองเตย กรุงเทพฯ - เคยชิงแชมป์ต่อไปนี้แต่ไม่สำเร็จ- ชิงแชมป์โลกรุ่นไลท์ฟลายเวท WBO 3 กุมภาพันธ์ 2544 เสมอ เแอนดี้ ทานาบาส (ฟิลิปปินส์) ที่ มันดาเลย์ รีสอตบีช แอนด์คาสิโน ลาสเวกัส รัฐเนวด้า - ชิงแชมป์โลกรุ่นไลท์ฟลายเวท WBO 29 กันยายน 2544 แพ้คะแนน เนลสัน เดียปปา (สหรัฐ) ที่ เมดิสันสแควร์ การ์เด็น นิวยอร์ก - ชิงแชมป์โลกรุ่นไลท์ฟลายเวท IBF, 15 พ.ค. 2547 แพ้น็อคยก 6 โฮเซ่ วิคเตอร์ บูโกส (เม็กซิโก) ที่ มันดาเลย์ รีสอตบีช แอนด์คาสิโน ลาสเวกัส รัฐเนวด้า - ชิงแชมป์โลกรุ่นมินิมั่มเวท IBF, 5 เม.ย. 2548 เสมอกับ โมฮัมหมัด รัชแมน (อินโด) ที่ สวนสุกฮาซาไนบ์ ปารก์ เมืองเมรูเก้
| นักมวยชาวไทย ฟ้าลั่น ลูกมิ่งขวัญ มีชื่อจริงว่าอะไร | {
"answer": [
"ธงชัย อุทัยดา"
],
"answer_begin_position": [
175
],
"answer_end_position": [
188
]
} |
2,719 | 47,981 | ฟ้าลั่น ลูกมิ่งขวัญ ฟ้าลั่น ลูกมิ่งขวัญ หรือ ฟ้าลั่น ศักดิ์กรีรินทร์ มีชื่อจริงว่า ธงชัย อุทัยดา เกิดเมื่อวันที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2511 ที่ตำบลหนองปลิง อำเภอเมืองมหาสารคาม จังหวัดมหาสารคาม มีสถิติการชกทั้งหมด 61 ครั้ง ชนะ 54 (น็อค 23) เสมอ 3 แพ้ 4ประวัติ ประวัติ. ฟ้าลั่นเริ่มต้นจากการชกมวยไทยในละแวกบ้านอย่างโชกโชน จากนั้นได้เดินทางเข้าสู่กรุงเทพมหานครและได้ชกมวยสากลในสังกัดของ มาโนช บัวบุศย์ ที่จังหวัดนนทบุรี โดยชกครั้งแรกก็พบกับความพ่ายแพ้เสียแล้ว เมื่อพบกับ ชนะ ป.เปาอินทร์ ที่ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นแชมป์โลกมินิมั่มเวท ของสมาคมมวยโลก (WBA) โดยแพ้คะแนน เมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2531 ต่อมาฟ้าลั่นทำฟอร์มชนะรวด 13 ครั้ง และได้เป็นแชมป์มินิมั่มเวทของเวทีมวยราชดำเนินด้วย จนกระทั่งได้ชิงแชมป์โลกในรุ่นมินิมั่มเวท ของสหพันธ์มวยนานาชาติ (IBF) กับ อีริค ชาเวซ นักมวยชาวฟิลิปปินส์ เมื่อปี พ.ศ. 2533 ด้วยการชนะแตก ได้กลายเป็นแชมป์โลกคนที่ 15 ของไทย แต่การชกในครั้งนั้นก็ได้มีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางว่าฟ้าลั่นใช้หัวชน จากนั้นฟ้าลั่นได้ป้องกันตำแหน่งแชมป์โลกเอาไว้ได้ถึง 7 ครั้งด้วยกัน ก่อนที่จะมาเสียแชมป์โลกไปอย่างไม่น่าเชื่อเมื่อกลางปี พ.ศ. 2535 ต่อ แมนนี่ เมลชอร์ นักมวยชาวฟิลิปปินส์ เมื่อเป็นฝ่ายแพ้คะแนน ซึ่งเบื้องหลังการเสียตำแหน่งครั้งนี้เป็นเพราะมีเหตุขัดกันด้วยเรื่องผลประโยชน์ระหว่าง มาโนช บัวบุศย์ หัวหน้าคณะกับ พ.อ.(พิเศษ) บรรจุ อ่องแสงคุณ ส่งผลให้มีการตัดสินให้ฟ้าลั่นแพ้คะแนนไป เพื่อที่จะหานักมวยรายใหม่ขึ้นแชมป์โลกต่อไป (ซึ่งก็คือ รัตนพล ส.วรพิน ที่ได้ชิงแชมป์โลกรุ่นนี้ สถาบันนี้ในปลายปีเดียวกัน) จากนั้นฟ้าลั่นได้หยุดชกมวยไปนาน 2 ปี ก่อนที่จะกลับมาชกใหม่ในสังกัดใหม่กับ พันตำรวจโท กรีรินทร์ อินทร์แก้ว (ยศในขณะนั้น) พร้อมกับเปลี่ยนชื่อเป็น "ฟ้าลั่น ศักดิ์กรีรินทร์" และได้ขยับเลื่อนรุ่นไปชกในรุ่นฟลายเวท จนได้แชมป์โลกในสถาบันสหพันธ์มวยโลก (WBF) และได้ป้องกันตำแหน่งแชมป์ไว้ได้อีกหลายครั้ง มีแฟนมวยหลายรายอยากให้ฟ้าลั่นไปชิงแชมป์โลกในสถาบันหลักเนื่องจากเคยเป็นแชมป์โลกในสถาบันหลักมาแล้ว ซึ่งฟ้าลั่นก็ได้มีโอกาสชิงแชมป์โลกในสถาบันหลัก คือ องค์กรมวยโลก (WBO) ในรุ่นไลท์ฟลายเวท ถึง 2 ครั้ง รวมถึงแชมป์โลกในสถาบันเดิมที่เจ้าตัวเคยเป็นแชมป์โลกมาก่อน คือ สหพันธ์มวยนานาชาติ อีก 2 ครั้ง แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จจนกระทั่งแขวนนวมไป ในปัจจุบัน ฟ้าลั่นมีลูกชายคนหนึ่งที่เป็นนักมวยเหมือนกับผู้เป็นพ่อ ชื่อ ฟ้าลั่นจูเนียร์ ศักดิ์กรีรินทร์เกียรติประวัติเกียรติประวัติ. - แชมป์ประเทศไทยรุ่นมินิมั่มเวท (2532)- ชิง, 27 กรกฎาคม 2532 ชนะน็อค เด็ด ดอนเจดีย์ ยก 2 - ป้องกันครั้งที่ 1, 4 ตุลาคม 2532 ชนะคะแนน คม ส.ธนิกุล - แชมป์โลกรุ่นมินิมั่มเวท IBF (2533 - 2535)- ชิง, 22 กุมภาพันธ์ 2533 ชนะแตก ยก 7 อีริค ชาเวซ () ที่ เวทีมวยราชดำเนิน - ป้องกันแชมป์ครั้งที่ 1, 14 มิถุนายน 2533 ชนะคะแนน โจ คอนสแตนติโน (ฟิลิปปินส์) ที่ เวทีมวยราชดำเนิน - ป้องกันแชมป์ครั้งที่ 2, 15 สิงหาคม 2533 ชนะคะแนน อีริค ชาเวซ (ฟิลิปปินส์) ที่ เวทีมวยราชดำเนิน - ป้องกันแชมป์ครั้งที่ 3, 20 ธันวาคม 2533 เสมอ พริตตี้ บอย ลูกัส (ฟิลิปปินส์) ที่ เวทีมวยราชดำเนิน - ป้องกันแชมป์ครั้งที่ 4, 2 กรกฎาคม 2534 ชนะคะแนน แอปดี้ โปฮัง () ที่ เวทีมวยลุมพินี - ป้องกันแชมป์ครั้งที่ 5, 21 ตุลาคม 2534 ชนะคะแนน แอนดี้ ทานาบาส (ฟิลิปปินส์) ที่ เวทีมวยราชดำเนิน - ป้องกันแชมป์ครั้งที่ 6, 23 กุมภาพันธ์ 2535 ชนะน็อคยก 2 เฟลิกซ์ นารันโจ () ที่ สนามสุระเรืองจันทร์ จ.นครปฐม - ป้องกันแชมป์ครั้งที่ 7, 14 มิถุนายน 2535 ชนะน็อคยก 8 ซาอิด อิสกันดาร์ (อินโดนีเซีย) ที่ เวทีมวยราชดำเนิน - เสียแชมป์, 6 กันยายน 2535 แพ้คะแนน แมนนี่ เมลชอร์ (ฟิลิปปินส์) ที่ ฟาร์มจระเข้และสวนสัตว์สมุทรปราการ - แชมป์โลกรุ่นฟลายเวท WBF (2537 - 2543)- ชิง, 22 ตุลาคม 2537 ชนะคะแนน คาร์ซิเมียร์ โตลาคอฟ () ที่ สมาคมชาวปักษ์ใต้ ในพระบรมราชูปถัมภ์ - ป้องกันแชมป์ครั้งที่ 1, 1 เมษายน 2538 ชนะคะแนน โซลิเล เอ็มบิทยี () ที่ อำนาจเจริญ - ป้องกันแชมป์ครั้งที่ 2, 5 สิงหาคม 2538 ชนะคะแนน โรเจอร์ เอสปาโนรา (ฟิลิปปินส์) ที่ สมุทรสาคร - ป้องกันแชมป์ครั้งที่ 3, 25 พฤศจิกายน 2538 ชนะคะแนน โฮเซ่ มานูเอล รามิเรซ () ที่ กรุงเทพฯ - ป้องกันแชมป์ครั้งที่ 4, 22 มีนาคม 2539 ชนะน็อคยก 7 เกร์ราโด การ์เซีย (เม็กซิโก) ที่ หาดทรายรี จังหวัดชุมพร - ป้องกันแชมป์ครั้งที่ 5, 12 กรกฎาคม 2539 ชนะคะแนน ออร์ลันโด มาโลน () ที่ อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร - ป้องกันแชมป์ครั้งที่ 6, 13 กันยายน 2539 ชนะคะแนน ฮาเวียร์ ฮัวเรซ (เม็กซิโก) ที่ โรงเรียนมหาสารคามพิทยาคม จังหวัดมหาสารคาม - ป้องกันแชมป์ครั้งที่ 7, 10 พฤษภาคม 2540 ชนะคะแนน วูโย โตยิเซ (แอฟริกาใต้) ที่ สนามกีฬามหาราชา อำเภอสุไหง-โกลก จังหวัดนราธิวาส - ป้องกันแชมป์ครั้งที่ 8, 12 กุมภาพันธ์ 2542 ชนะน็อคยก 5 จูลี่ ตากาล็อก (ฟิลิปปินส์) ที่ สุราษฎร์ธานี - พฤศจิกายน 2543 ถูกปลด - แชมป์ IBF แพนแปซิฟิกรุ่นไลท์ฟลายเวท (2545 - 2547)- ชิง, 26 เมษายน 2545 ชนะคะแนน ฮูลิโอ ดีลาบาเซส (อินโดนีเซีย) ที่ กรุงเทพฯ - ป้องกันแชมป์ครั้งที่ 1, 12 กันยายน 2545 ชนะคะแนน มูน จอง มิน () ที่ อ.ตาคลี จ.นครสวรรค์ - ป้องกันแชมป์ครั้งที่ 2, 26 กุมภาพันธ์ 2546 ชนะน็อคยก 7 โรเบิร์ต คอสเตโล (ฟิลิปปินส์) ที่ มหาวิทยาลัยราชภัฎธนบุรี กรุงเทพฯ - ป้องกันแชมป์ครั้งที่ 3, 30 เมษายน 2546 ชนะน็อคยก 6 จิมมี่ คาเปเซโน (ฟิลิปปินส์) ที่ เชียงใหม่ - ป้องกันแชมป์ครั้งที่ 4, 20 มิถุนายน 2546 ชนะน็อคยก 4 โรแลนโด อดันเต ที่ แกรนด์สปอร์ตปาร์ก กรุงเทพฯ - ป้องกันแชมป์ครั้งที่ 5, 23 กันยายน 2546 ชนะน็อคยก 7 แฟลซ อีราแฮม (ฟิลิปปินส์) ที่ เขตคลองเตย กรุงเทพฯ - เคยชิงแชมป์ต่อไปนี้แต่ไม่สำเร็จ- ชิงแชมป์โลกรุ่นไลท์ฟลายเวท WBO 3 กุมภาพันธ์ 2544 เสมอ เแอนดี้ ทานาบาส (ฟิลิปปินส์) ที่ มันดาเลย์ รีสอตบีช แอนด์คาสิโน ลาสเวกัส รัฐเนวด้า - ชิงแชมป์โลกรุ่นไลท์ฟลายเวท WBO 29 กันยายน 2544 แพ้คะแนน เนลสัน เดียปปา (สหรัฐ) ที่ เมดิสันสแควร์ การ์เด็น นิวยอร์ก - ชิงแชมป์โลกรุ่นไลท์ฟลายเวท IBF, 15 พ.ค. 2547 แพ้น็อคยก 6 โฮเซ่ วิคเตอร์ บูโกส (เม็กซิโก) ที่ มันดาเลย์ รีสอตบีช แอนด์คาสิโน ลาสเวกัส รัฐเนวด้า - ชิงแชมป์โลกรุ่นมินิมั่มเวท IBF, 5 เม.ย. 2548 เสมอกับ โมฮัมหมัด รัชแมน (อินโด) ที่ สวนสุกฮาซาไนบ์ ปารก์ เมืองเมรูเก้
| นักมวยชาวไทย ฟ้าลั่น ลูกมิ่งขวัญ มีสถิติชนะน็อคกี่ครั้ง | {
"answer": [
"23"
],
"answer_begin_position": [
320
],
"answer_end_position": [
322
]
} |
2,720 | 139,796 | พระเจ้าวิลเลียมที่ 1 แห่งอังกฤษ พระเจ้าวิลเลียมที่ 1 แห่งอังกฤษ () หรือพระเจ้าวิลเลียมผู้พิชิต (William the Conqueror) หรือพระเจ้าวิลเลียมแห่งนอร์ม็องดี (William II of Normandy) หรือบ้างเรียก พระเจ้าวิลเลียมลูกนอกสมรส (William the Bastard) พระเจ้าวิลเลียมที่ 1 ประสูติเมื่อประมาณปี ค.ศ. 1027 (พ.ศ. 1570) และเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 9 กันยายน ค.ศ. 1087 (พ.ศ. 1630) ทรงเป็นลูกนอกสมรสของโรเบิร์ตที่ 2 ดยุกแห่งนอร์ม็องดีและเฮอร์เลวา เดิมทรงมีฐานะเป็นดยุกแห่งนอร์ม็องดีในฝรั่งเศส เสด็จขึ้นครองราชบัลลังก์อังกฤษเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม ค.ศ. 1066 (พ.ศ. 1609) หลังจากที่พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดธรรมสักขีสิ้นพระชนม์เมื่อ ค.ศ. 1066 โดยมิได้ระบุรัชทายาท วิลเลียม ดยุกแห่งนอร์ม็องดีก็อ้างสิทธิในการเป็นพระเจ้าแผ่นดินอังกฤษและยกทัพจากนอร์ม็องดีมาโจมตีอังกฤษในปีเดียวกัน ทรงได้รับชัยชนะต่อกองทัพแองโกล-แซ็กซอนที่นำโดยพระเจ้าฮาโรลด์ กอดวินสัน ผู้ขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดินต่อจากสมเด็จพระเจ้าเอ็ดเวิร์ด ผู้สารภาพ สงครามครั้งนี้รู้จักกันในนามว่า “ชัยชนะของชาวนอร์มันต่ออังกฤษ” (Norman Conquest) รัชสมัยของพระองค์เป็นการนำวัฒนธรรมของนอร์ม็องดีเข้ามาเผยแพร่ในอังกฤษซึ่งทำให้มีผลกระทบกระเทือนต่อวัฒนธรรมอังกฤษในสมัยกลางเป็นอันมาก นอกจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองแล้วก็ยังมีการเปลี่ยนแปลงทางกฎหมาย การสร้างเสริมป้อมปราการเพื่อป้องกันการรุกรานทั่วอังกฤษ การเปลี่ยนแปลงทางภาษา และท้ายที่สุดการนำระบบศักดินาเข้ามาใช้ในอังกฤษชีวิตเบื้องต้น ชีวิตเบื้องต้น. พระเจ้าวิลเลียมเกิดที่ฟาแลซ (Falaise) บริเวณนอร์ม็องดี เป็นพระโอรสองค์เดียวของ โรเบิร์ตที่ 2 ดยุกแห่งนอร์ม็องดีผู้ที่ตั้งให้วิลเลียมเป็นทายาท พระมารดาของวิลเลียมชื่อเฮอร์เลวา (Herleva) ผู้ที่ต่อมามีลูกอีกสองคนจากสามีอึกคนหนึ่ง เฮอร์เลวาอาจจะเป็นลูกสาวของช่างย้อมหนัง เพราะเมื่อวิลเลียมโตขึ้นศัตรูก็มักจะกล่าวว่าวิลเลียมมีกลิ่นเหม็นเหมือนร้านย้อมหนัง และชาวเมืองอาล็องซง (Alençon) จะแขวนหนังไว้บนกำแพงเมืองเพื่อเป็นการเยาะเย้ยพระเจ้าวิลเลียม ปีที่ทรงพระราชสมภพอาจจะเป็นปีค.ศ. 1027 หรือ 1028 แต่อาจจะเป็นฤดูใบไม้ร่วงของปีหลัง พระเจ้าวิลเลียมทรงเป็นหลานของพระราชืนีเอ็มมาแห่งนอร์ม็องดีผู้เป็นชายาของสมเด็จพระเจ้าคานูทมหาราชดยุกแห่งนอร์ม็องดี ดยุกแห่งนอร์ม็องดี. ตามความประสงค์ของพระราชบิดาวิลเลียมก็ได้รับตำแหน่งดยุกแห่งนอร์ม็องดีสืบต่อมาเมื่ออายุได้ 8 ปีในปี ค.ศ. 1035 และรู้จักกันในนามว่า “ดยุกวิลเลียมแห่งนอร์ม็องดี” (ภาษาฝรั่งเศส: Guillaume, duc de Normandie; ภาษาละติน: Guglielmus Dux Normanniae) แผนการโค่นอำนาจโดยขุนนางนอร์มันทำให้วิลเลียมเสียผู้พิทักษ์ไปสามคนแต่ไม่รวมถึงแอแลนแห่งบริตานีผู้ซึ่งต่อมาเป็นผู้พิทักษ์ของวิลเลียม แต่พระเจ้าอ็องรีที่ 1 แห่งฝรั่งเศสทรงสนับสนุนวิลเลียมและทรงแต่งตั้งให้เป็นขุนนางเมื่อวิลเลียมอายุได้ 15 ปี เมื่ออายุได้ 19 ปีวิลเลียมก็มีความสามารถพอที่จะสู้รบกับผู้ที่เป็นปฏิปักษ์ได้ด้วยตนเอง ด้วยความช่วยเหลือของพระเจ้าอ็องรี วิลเลียมก็สามารถยึดดินแดนนอร์ม็องดีโดยได้รับชัยชนะต่อขุนนางนอร์มันที่แคนในศึกวาลเลส์ดูนส์ (Battle of Val-ès-Dunes) ในปี ค.ศ. 1047 โดยได้รับ “สัญญาสงบศึกนอร์ม็องดี” (Truce of God (Normandy)) ที่ไดัรับการสนับสนุนโดยสถาบันคาทอลิก ดยุกวิลเลียมแห่งนอร์ม็องดีแต่งงานกับ สมเด็จพระราชินีมาทิลดา แห่งฟลานเดอร์ ในปี ค.ศ. 1053 ที่มหาวิหารโนเทรอดามแห่งอูเมื่อพระชนมายุได้ 24 พรรษาและมาทิลดา 22 พรรษา ซึ่งเป็นการแต่งงานที่ไม่ได้รับการสนับสนุนจากพระสันตะปาปาลีโอที่ 9 กล่าวกันว่าดยุกวิลเลียมเป็นสามีที่รักและซึ่อตรงต่อมาทิลดา ดยุกวิลเลียมและมาทิลดามีบุตรธิดาด้วยกันสิบคน ชายสี่ หญิงหก เพื่อเป็นการไถ่บาปจากการแต่งงานกับญาติ (consanguine marriage) เพราะดยุกวิลเลียมเป็นญาติห่างๆ กับมาทิลดา ดยุกวิลเลียมก็ทรงสร้างวัดเซนต์สตีเฟน (Abbaye-aux-Hommes) และมาทิลดาเซนต์ทรินิตี (Abbaye aux Dames) พระเจ้าอ็องรีที่ 1 ทรงรู้สึกถึงอันตรายจากอำนาจของดยุกวิลเลียมจากการแต่งงานกับมาทิลดา จึงทรงพยายามรุกรานนอร์ม็องดีสองครั้งในปี ค.ศ. 1054 และ ในปี ค.ศ. 1057 แต่ก็ไม่สำเร็จทั้งสองครั้ง ฝ่ายทางดยุกวิลเลียมก็ยิ่งมีอำนาจและมีผู้สนับสนุนมากขึ้นจากภายในนอร์ม็องดีรวมทั้งจากโอโดแห่งบายูน้องต่างบิดาและจากโรเบิร์ตเคานต์แห่งมอร์แตง (น้องของโอโด) ผู้ที่มามีความสำคัญต่อชีวิตของวิลเลียมต่อมา ต่อมาวิลเลียมได้ประโยชน์จากความอ่อนแอของศัตรูทั้งสองด้าน ทำให้ได้รับชัยชนะต่อพระเจ้าอ็องรีที่ 1 และต่อ เจฟฟรีแห่งอ็องฌู ในปี ค.ศ. 1060 ในปี ค.ศ. 1062 ตามลำดับ หลังจากนั้นดยุกวิลเลียมก็รุกรานดินแดนเมนซึ่งแต่เดิมเป็นส่วนหนึ่งของอ็องฌูปัญหาการสืบราชบัลลังก์อังกฤษ ปัญหาการสืบราชบัลลังก์อังกฤษ. เมื่อพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดธรรมสักขีเสด็จสวรรคตโดยไม่มีรัชทายาท ผู้ที่อ้างสิทธิในราชบัลลังก์มีด้วยกันอย่างน้อยสามฝ่าย -- ดยุกวิลเลียมแห่งนอร์ม็องดี, ฮาโรลด์ กอดวินสัน เอิร์ลผู้มีอำนาจแห่งเวสเซ็กซ์ และพระเจ้าฮาโรลด์ที่ 3 แห่งนอร์เวย์ ดยุกวิลเลียมอ้างว่ามีเชื้อสายเกี่ยวข้องกับพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดทางพระปิตุฉาเอ็มมาแห่งนอร์ม็องดีผู้เป็นพระมเหสีของพระเจ้าเอเธล์เรดที่ 2และเป็นพระราชมารดาของพระเจ้าเอ็ดเวิร์ด นอกจากนั้นดยุกวิลเลียมยังอ้างว่าขณะที่พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดทรงลึ้ภัยอยู่ในนอร์ม็องดีระหว่างการยึดครองของเดนมาร์กในอังกฤษ พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดทรงให้สัญญายกราชบัลลังก์ให้เมื่อดยุกวิลเลียมเดินทางมาเยึ่ยมพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ลอนดอนในปี ค.ศ. 1052 และยังอ้างว่าหลังจากที่ได้ช่วยฮาโรลด์ กอดวินสันจากเรือแตกและเคานต์แห่งปัวตู ทั้งสองคนก็ได้ร่วมกันต่อสู้โคนันที่ 2 ดยุกแห่งบริตานี จนได้รับชัยชนะ ดยุกวิลเลียมจึงแต่งตั้งให้ฮาโรลด์เป็นอัศวิน ฮาโรลด์จึงได้ให้คำปฏิญาณว่าจะจงรักภักดีต่อดยุกวิลเลียมต่อหน้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในปี ค.ศ. 1064 ในปี ค.ศ. 1066 ตามที่เข้าใจกันว่าเป็นพระประสงค์ของพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดและจากมติของสภาวิททัน ฮาโรลด์ กอดวินสันก็ได้รับการสวมมงกุฏเป็นสมเด็จพระเจ้าฮาโรลด์ กอดวินสัน โดยอัครบาทหลวงอัลเดรด หลังจากนั้นพระเจ้าฮาโรลด์ก็ทรงเตรียมกองทัพเตรียมรับผู้ที่จะมารุกรานจากหลายฝ่าย หลังจากที่ทรงได้รับชัยชนะต่อพระอนุชาทอสทิก พระเจ้าฮาโรลด์ที่ 3 แห่งนอร์เวย์ หรือ หรือ ฮาราลด์ ฮาร์ดดราดา ทางด้านเหนือของอังกฤษ พระเจ้าฮาโรลด์ก็ต้องเดินทัพกลับลงมาทางใต้อย่างเร่งด่วนเป็นระยะทางราว 241 ไมล์เพื่อมาเตรียมรับทัพของดยุกวิลเลียม สองกองทัพประจันหน้าต่อสู้กันที่ยุทธการเฮสติงส์ (Battle of Hastings) ซึ่งเชื่อกันว่าพระเจ้าฮาโรลด์ กอดวินสันทรงถูกยิงทะลุพระเนตรจนสวรรคต
| พระเจ้าวิลเลียมที่ 1 แห่งอังกฤษเสด็จสวรรคตเมื่อปี ค.ศ. ใด | {
"answer": [
"1087"
],
"answer_begin_position": [
451
],
"answer_end_position": [
455
]
} |
2,721 | 11,904 | มะกรูด มะกรูด เป็นพืชในสกุลส้ม (Citrus) มีถิ่นกำเนิดในประเทศลาว อินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นิยมใช้ใบมะกรูดและผิวมะกรูดเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องปรุงอาหารหลายชนิด นอกจากในประเทศไทยและลาวแล้ว ยังมีความนิยมในกัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย และอินโดนีเซีย (โดยเฉพาะบาหลี)ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ลักษณะทางพฤกษศาสตร์. เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก เป็นไม้เนื้อแข็ง ลำต้นและกิ่งมีหนามยาวเล็กน้อย ใบเป็นใบประกอบชนิดลดรูป มีใบย่อย 1 ใบ เรียงสลับ รูปไข่ คือมีลักษณะคล้ายกับใบไม้ 2 ใบ ต่อกันอยู่ คอดกิ่วที่กลางใบเป็นตอน ๆ มีก้านแผ่ออกใหญ่เท่ากับแผ่นใบ ทำให้เห็นใบเป็น 2 ตอน กว้าง 2.5 - 4 เซนติเมตร ยาว 4 - 7 เซนติเมตร ใบสีเขียวแก่พื้นผิวใบเรียบเกลี้ยง เป็นมัน ค่อนข้างหนา มีกลิ่นหอมมากเพราะมีต่อมน้ำมันอยู่ ซึ่งผลแบบนี้เรียกว่า hesperidium (ผลแบบส้ม) ใบด้านบนสีเข้ม ใต้ใบสีอ่อน ดอกออกเป็นกระจุก 3 – 5 ดอก กลีบดอกสีขาว เกสรสีเหลือง ร่วงง่าย มีกลิ่นหอม มีผลสีเขียวเข้มคล้ายมะนาวผิวเปลือกนอกขรุขระ ขั้วหัวท้ายของผลเป็นจุก ผลอ่อนมีเป็นสีเขียวแก่ เมื่อผลสุกจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองสด พันธุ์ที่มีผลเล็ก ผิวจะขรุขระน้อยกว่าและไม่มีจุกที่ขั้ว ภายในมีเมล็ดจำนวนมาก ๆสรรพคุณ สรรพคุณ. เป็นยาบำรุงหัวใจ ขับลมในลำไส้ แก้แน่นท้องจุกเสียด กระทุ้งพิษ แก้ฝีภายในและแก้เสมหะเป็นพิษการใช้ประโยชน์ การใช้ประโยชน์. การใช้มะกรูดสระผมน่าจะรู้จักกันมาตั้งแต่สมัยโบราณ วิธีการสระ บ้างก็ใช้ผลดิบผ่าแล้วบีบน้ำสระโดยตรง บ้างก็นำไปเผา หรือต้มก่อนสระ มะกรูดยังมีใช้ในพระราชพิธีสำคัญ เช่น พระราชพิธีโสกันต์ ซึ่งระบุไว้ในพระราชพิธีสิบสองเดือนไว้ ว่าจะต้องมีผลมะกรูดและใบส้มป่อยประกอบในพิธีด้วย เข้าใจว่าน่าจะใช้เพื่อการสระผมนั่นเอง และก็สามารถนำไปล้างพื้นได้ด้วย ซึ่งเป็นสมุนไพรชนิดหนึ่งเช่นกัน น้ำมะกรูดมีรสเปรี้ยว กลิ่นฉุนคล้ายใบ แต่ใช้น้อยกว่าน้ำมะนาว ใช้ปรุงรสเปรี้ยวแทนมะนาวได้ เช่นในปลาร้าหลน น้ำพริกปลาร้า น้ำพริกมะกรูด มะกรูดมีส่วนเปลือกที่หนา ส่วนเปลือกนิยมนำผิวมาประกอบอาหารบางชนิดด้วย ในมะกรูดมีน้ำมันหอมระเหยอยู่มาก ใบมะกรูดนั้นใส่ในต้มยำทุกชนิด น้ำยาขนมจีน ยำหอย ใส่ในแกงเช่น แกงเผ็ด แกงเทโพ แต่ถ้าใส่มากเกินไปจะมีรสขมมีกลิ่นฉุน ทั้งในใบ และผล บางครั้งสามารถนำไปใช้ไล่แมลงบางชนิดได้ผลมะกรูดผ่าซีกที่บีบน้ำออกแล้ว ใช้เป็นยาดับกลิ่นในห้องสุขาได้มะกรูดหวาน มะกรูดหวาน. มะกรูดหวาน () เป็นมะกรูดสายพันธุ์หนึ่ง ใบนิ่ม ผิวใบเรียบ ผลใหญ่กว่ามะกรูดเปรี้ยว ผลมีรสหวาน ใช้รับประทานเป็นผลไม้ ไม่นิยมใช้ปรุงอาหาร เป็นผลไม้ท้องถิ่นในจังหวัดสมุทรสงครามในวรรณคดี ในวรรณคดี. สำหรับผลมะกรูดนั้นชาวไทยนิยมใช้ สระผมมาช้านาน และมีกล่าวไว้ในวรรณคดีของไทยหลายเรื่อง เช่น โคลงกำสรวล และกาพย์ห่อโคลงนิราศพระบาท ในสมัยอยุธยา ดังนี้
| มะกรูดเป็นพันธุ์ไม้ชนิดใด | {
"answer": [
"ไม้ยืนต้น"
],
"answer_begin_position": [
408
],
"answer_end_position": [
417
]
} |
2,722 | 11,904 | มะกรูด มะกรูด เป็นพืชในสกุลส้ม (Citrus) มีถิ่นกำเนิดในประเทศลาว อินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นิยมใช้ใบมะกรูดและผิวมะกรูดเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องปรุงอาหารหลายชนิด นอกจากในประเทศไทยและลาวแล้ว ยังมีความนิยมในกัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย และอินโดนีเซีย (โดยเฉพาะบาหลี)ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ลักษณะทางพฤกษศาสตร์. เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก เป็นไม้เนื้อแข็ง ลำต้นและกิ่งมีหนามยาวเล็กน้อย ใบเป็นใบประกอบชนิดลดรูป มีใบย่อย 1 ใบ เรียงสลับ รูปไข่ คือมีลักษณะคล้ายกับใบไม้ 2 ใบ ต่อกันอยู่ คอดกิ่วที่กลางใบเป็นตอน ๆ มีก้านแผ่ออกใหญ่เท่ากับแผ่นใบ ทำให้เห็นใบเป็น 2 ตอน กว้าง 2.5 - 4 เซนติเมตร ยาว 4 - 7 เซนติเมตร ใบสีเขียวแก่พื้นผิวใบเรียบเกลี้ยง เป็นมัน ค่อนข้างหนา มีกลิ่นหอมมากเพราะมีต่อมน้ำมันอยู่ ซึ่งผลแบบนี้เรียกว่า hesperidium (ผลแบบส้ม) ใบด้านบนสีเข้ม ใต้ใบสีอ่อน ดอกออกเป็นกระจุก 3 – 5 ดอก กลีบดอกสีขาว เกสรสีเหลือง ร่วงง่าย มีกลิ่นหอม มีผลสีเขียวเข้มคล้ายมะนาวผิวเปลือกนอกขรุขระ ขั้วหัวท้ายของผลเป็นจุก ผลอ่อนมีเป็นสีเขียวแก่ เมื่อผลสุกจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองสด พันธุ์ที่มีผลเล็ก ผิวจะขรุขระน้อยกว่าและไม่มีจุกที่ขั้ว ภายในมีเมล็ดจำนวนมาก ๆสรรพคุณ สรรพคุณ. เป็นยาบำรุงหัวใจ ขับลมในลำไส้ แก้แน่นท้องจุกเสียด กระทุ้งพิษ แก้ฝีภายในและแก้เสมหะเป็นพิษการใช้ประโยชน์ การใช้ประโยชน์. การใช้มะกรูดสระผมน่าจะรู้จักกันมาตั้งแต่สมัยโบราณ วิธีการสระ บ้างก็ใช้ผลดิบผ่าแล้วบีบน้ำสระโดยตรง บ้างก็นำไปเผา หรือต้มก่อนสระ มะกรูดยังมีใช้ในพระราชพิธีสำคัญ เช่น พระราชพิธีโสกันต์ ซึ่งระบุไว้ในพระราชพิธีสิบสองเดือนไว้ ว่าจะต้องมีผลมะกรูดและใบส้มป่อยประกอบในพิธีด้วย เข้าใจว่าน่าจะใช้เพื่อการสระผมนั่นเอง และก็สามารถนำไปล้างพื้นได้ด้วย ซึ่งเป็นสมุนไพรชนิดหนึ่งเช่นกัน น้ำมะกรูดมีรสเปรี้ยว กลิ่นฉุนคล้ายใบ แต่ใช้น้อยกว่าน้ำมะนาว ใช้ปรุงรสเปรี้ยวแทนมะนาวได้ เช่นในปลาร้าหลน น้ำพริกปลาร้า น้ำพริกมะกรูด มะกรูดมีส่วนเปลือกที่หนา ส่วนเปลือกนิยมนำผิวมาประกอบอาหารบางชนิดด้วย ในมะกรูดมีน้ำมันหอมระเหยอยู่มาก ใบมะกรูดนั้นใส่ในต้มยำทุกชนิด น้ำยาขนมจีน ยำหอย ใส่ในแกงเช่น แกงเผ็ด แกงเทโพ แต่ถ้าใส่มากเกินไปจะมีรสขมมีกลิ่นฉุน ทั้งในใบ และผล บางครั้งสามารถนำไปใช้ไล่แมลงบางชนิดได้ผลมะกรูดผ่าซีกที่บีบน้ำออกแล้ว ใช้เป็นยาดับกลิ่นในห้องสุขาได้มะกรูดหวาน มะกรูดหวาน. มะกรูดหวาน () เป็นมะกรูดสายพันธุ์หนึ่ง ใบนิ่ม ผิวใบเรียบ ผลใหญ่กว่ามะกรูดเปรี้ยว ผลมีรสหวาน ใช้รับประทานเป็นผลไม้ ไม่นิยมใช้ปรุงอาหาร เป็นผลไม้ท้องถิ่นในจังหวัดสมุทรสงครามในวรรณคดี ในวรรณคดี. สำหรับผลมะกรูดนั้นชาวไทยนิยมใช้ สระผมมาช้านาน และมีกล่าวไว้ในวรรณคดีของไทยหลายเรื่อง เช่น โคลงกำสรวล และกาพย์ห่อโคลงนิราศพระบาท ในสมัยอยุธยา ดังนี้
| ดอกของต้นมะกรูดมีสีอะไร | {
"answer": [
"ขาว"
],
"answer_begin_position": [
887
],
"answer_end_position": [
890
]
} |
2,723 | 580,888 | พรพิชิต พัฒนถาบุตร พรพิชิต พัฒนถาบุตร (ชื่อเล่น นกน้อย) เกิดเมื่อวันอาทิตย์ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2499 อาชีพ ธุรกิจบันเทิง และเป็นที่รู้จักในฐานะผู้จัดการส่วนตัวของ ธงไชย แมคอินไตย์ เป็นบุตรคนสุดท้องของ พลโทกอบบุญ พัฒนถาบุตร และนางบัวทอง พัฒนถาบุตร มีพี่น้อง 5 คน คือ สุณิสา (โรเบิร์ตส์), เจษฎา , พลโทภราดร , นกอ้วน (แฝดพี่-ถึงแก่กรรมตอนอายุ 7 เดือน 13 วัน) ส่วนนกน้อย (แฝดน้อง) เป็นลูกคนสุดท้อง โดยหนึ่งในพี่น้องที่เป็นที่รู้จัก คือ พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ แต่งตั้งปี 2555ประวัติการศึกษา ประวัติการศึกษา. พรพิชิต พัฒนถาบุตร จบการศึกษาชั้นประถมศึกษา จากโรงเรียนอนุบาลวัดปรินายก ชั้นมัธยมศึกษารุ่น 16 จากโรงเรียนสาธิต วิทยาลัยวิชาการศึกษา ปทุมวัน (ปัจจุบัน -มัธยมสาธิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทร์วิโรฒ ปทุมวัน) และบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์ วิชาเอก รัฐศาสตร์การระหว่างประเทศ วิชาโท ภาษาอังกฤษ วรรณคดีอังกฤษและการแสดงประวัติการทำงาน ประวัติการทำงาน. พรพิชิต พัฒนถาบุตร เริ่มทำงานครั้งแรกในฝ่ายขายและการตลาดที่สายการบินคาเธ่ย์แปซิฟิคประจำประเทศไทยเป็นเวลา 9 ปี 10 เดือน และระหว่างนั้นก็เริ่มสนใจในวงการบันเทิง รับงานถ่ายโฆษณา เช่นคอฟฟี่เมต คู่รักคู่รส หมู่บ้านพฤกษชาติ โดยรู้จักกับ เบิร์ด ธงไชย แมคอินไตย์ตั้งแต่เบิร์ด ธงไชยยังเป็นพนักงานฝ่ายต่างประเทศของธนาคารกสิกรไทย สาขานานา และต่อมาที่ สาขาท่าพระ และร่วมงานกันในภาพยนตร์ของหม่อมเจ้าทิพยฉัตร ฉัตรชัย เรื่อง "ด้วยรักและผูกพัน" ในปี 2529 โดยการถ่ายภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวต้องใช้เวลามากในการถ่ายทำที่ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ทำให้นกน้อย และเบิร์ด ตัดสินใจลาออกจากงานประจำที่ทำอยู่ หลังจากนั้นพี่เต๋อ เรวัต พุทธินันทน์ ได้แนะให้นกน้อยมาทำงานร่วมกับเบิร์ดซึ่งต่อมาเป็นศิลปินในสังกัดแกรมมี่อย่างเต็มตัว เนื่องจากขณะนั้นเบิร์ดกำลังโด่งดังจากงานเพลงอัลบั้มแรก "หาดทราย สายลม สองเรา" แต่ยังขาดเรื่องการจัดตารางเวลาและการปฏิบัติงาน จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการเป็นผู้จัดการส่วนตัวของเบิร์ดจนทุกวันนี้ นอกจากการเป็นผู้จัดการและที่ปรึกษาบริษัทแล้ว นกน้อย-พรพิชิต พัฒนถาบุตร ยังมีความสามารถในด้านการแต่งเพลง อย่างเช่นเพลง "นางนวล" "หัวใจช้ำๆ" ซึ่งเป็นสองเพลงดังในอัลบั้ม "ส.ค.ส." ของเบิร์ดในปี 2531 โดยทำงานร่วมกับเรวัต พุทธินันทน์ในอัลบั้มนั้นความภาคภูมิใจความภาคภูมิใจ. - 29 มกราคม 2556 รับพระราชทานเหรียญกาชาดสมนาคุณ ชั้น 2 จากพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ
| ธงไชย แมคอินไตย์ มีผู้จัดการส่วนตัวชื่อว่าอะไร | {
"answer": [
"พรพิชิต พัฒนถาบุตร"
],
"answer_begin_position": [
112
],
"answer_end_position": [
130
]
} |
2,724 | 483,201 | อรพิม อรพิม หรือ คิ้วนาง () เป็นไม้เถาเนื้อแข็งในสกุลชงโค มีมือเกาะ มีขนสีน้ำตาลที่กิ่งอ่อน ใบประกอบ ดอกมี 5 กลีบ สีขาว 4 กลีบ สีเหลือง 1 กลีบ ติดฝักเป็นรูปดาบ เปลือกบาง ผิวเรียน เมล็ดข้างในแบน มีจำนวนมาก แก้ท้องเสีย แก้ปวดศีรษะ ขับเสมหะ แก้บิด จัดเป็นสิ่งมีชีวิตเฉพาะถิ่นที่พบได้ในประเทศไทยเท่านั้น และเป็นดอกไม้ประจำมหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี โดยชื่อวิทยาศาสตร์นั้น ตั้งขึ้นเป็นเกียรติแก่ พระยาวินิจวนันดร (โต โกเมศ) นักพฤษศาสตร์ชาวไทย ที่ได้รับการยกย่องให้เป็น "บิดาแห่งพฤษศาสตร์ไทย"
| อรพิม หรือ คิ้วนางเป็นพืชเฉพาะถิ่นที่พบได้ในประเทศใดเท่านั้น | {
"answer": [
"ไทย"
],
"answer_begin_position": [
368
],
"answer_end_position": [
371
]
} |
2,725 | 160,318 | โรงเรียนวัดบวรนิเวศ โรงเรียนวัดบวรนิเวศ เป็นโรงเรียนรัฐบาลประเภทชายล้วน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ เปิดสอนในระดับมัธยมศึกษาทั้งตอนต้นและตอนปลายเป็นโรงเรียนชายล้วน มีที่ตั้งอยู่ในบริเวณวัดบวรนิเวศวิหาร เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร โรงเรียนนี้ตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2436 ตามพระดำริของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส เพื่อจัดการศึกษาเล่าเรียนแก่พระภิกษุสามเณรในคณะธรรมยุติกนิกาย ต่อมาในปี พ.ศ. 2442 การจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนวัดบวรนิเวศได้ก็กลายเป็นต้นแบบของการจัดการศึกษาในโรงเรียนต่างๆ ทั่วประเทศ ตามพระราชประสงค์ที่จะขยายโอกาสทางการศึกษาแก่ประชาชนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โรงเรียนแห่งนี้ในปัจจุบันมีองค์สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายกเป็นองค์อุปถัมภ์ประวัติ ประวัติ. พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระปิยะมหาราช รัชกาลที่ ๕ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้จัดตั้ง วิทยาลัย ขึ้นในวัดบวรนิเวศวิหารพระราชทานนามว่า มหามกุฏราชวิทยาลัยในปีพุทธศักราช ๒๔๓๖ (ร.ศ. ๑๑๒) เพื่อให้เป็นที่ศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมของพระภิกษุสามเณรในคณะธรรมยุตินิกาย ตามพระดำริของ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรสผู้ครองวัดบวรนิเวศวิหารในขณะนั้น โดยแบ่งเป็น ๒ แผนกคือส่วนวิทยาลัยใช้เป็นที่เล่าเรียนพระปริยัติธรรมชั้นสูง และจัดตั้งโรงเรียนตามพระอารามเป็นสาขาหนึ่งของวิทยาลัยนี้ โรงเรียนวัดบวรนิเวศเป็นส่วนหนึ่งของมหามกุฏราชวิทยาลัย โดยมีพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นวชิรญาณวโรรส ทรงเป็นผู้จัดการพระองค์แรก ต่อมาการเรียนการสอนในโรงเรียน ได้ขยายตัวกว้างขวางออกไปตามลำดับ ในปีพุทธศักราช 2442 (ร.ศ.๑๑๗) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชประสงค์ให้ขยายการศึกษาให้แพร่หลายไปทั่วประเทศ จึงโปรดเกล้าฯ ให้นำหลักสูตรและวิธีการสอนที่ใช้ในโรงเรียนวัดบวรนิเวศ ไปใช้สอนตามโรงเรียน ต่างๆ ทั่วประเทศ จึงถือได้ว่าโรงเรียนวัดบวรนิเวศเป็นโรงเรียนสาธิตในการใช้หลักสูตร เป็นแห่งแรกของประเทศไทย ต่อมาพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นวชิรญาณวโรรสได้ทรงประทานที่ดินประมาณ ๐-๐-๘๐ ไร่ ที่ตั้ง ตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม เพื่อจัดสร้างโรงเรียน โดยได้ประกาศจัดตั้งเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2522 โดยใช้ชื่อว่า "โรงเรียนบวรนิเวศพิทยา" ต่อมาเมื่อวันที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๒๔ กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น "โรงเรียนบวรนิเวศศาลายา" นับตั้งแต่ประกาศตั้งโรงเรียนจนถึงปี พ.ศ. ๒๕๒๕ ยังมิได้เปิดรับนักเรียนเนื่องจากมีปัญหาในเรื่องที่ดินและสิ่งก่อสร้าง จนกระทั่งวันที่ ๑๖เมษายน ๒๕๒๕ คณะรัฐบาลกำหนดให้เป็นปีเฉลิมฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ครบ ๒๐๐ ปี และได้กำหนดให้โรงเรียนแห่งนี้เป็นอนุสรณ์การสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ด้วยโรงเรียนหนึ่ง จึงได้เปลี่ยนชื่อเป็นครั้งที่ ๓ ว่า "โรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภชบวรนิเวศศาลายา ในพระสังฆราชูปถัมภ์" และให้เปิดรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษา กรมสามัญศึกษาได้แต่งตั้งให้ นายอนันต์ คงถาวร ผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงเรียนวัดบวรนิเวศมารักษาการในตำแหน่งครูใหญ่ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งลูกเสือขึ้น เมื่อวันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๔๕๔ ตามระเบียบปกครองลูกเสือของชาติ โดยเมื่อเดือนพฤศจิกายน ๒๔๕๔ กองลูกเสือโรงเรียนวัดบวรนิเวศตั้งขึ้นในมณฑลกรุงเทพมหานคร เป็นกองร้อยที่ ๗ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ จัดสร้างตึกมนุษยนาควิทยาทาน เพื่อเป็นที่ระลึกให้แก่ พระเจ้าน้องยาเธอกรมหมื่นวชิรญาณวโรรส ๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๖๗ โดยหลวงสาโรชรัตนนิมานก์ เป็นสถาปนิก โดยตึกมนุษยนาควิทยาทาน ใช้เป็นสถานที่สำหรับการเรียนการสอนของนักเรียนโรงเรียนวัดบวรนิเวศ และโรงเรียนฝึกหัดครูวัดบวรนิเวศสัญลักษณ์ตราประจำโรงเรียน สัญลักษณ์. ตราประจำโรงเรียน. ตราสัญลักษณ์ประจำโรงเรียนวัดบวรนิเวศ เป็นรูปอักษรพระปรมาภิไธยย่อ จ.ป.ร. ครอบจุลมงกุฎ ประดิษฐานบนพญานาคสองหัว มีชื่อโรงเรียน "บวรนิเวศ" อยู่กลางลำตัวพญานาค รูปสัญลักษณ์ดังกล่าวมีนัยความหมายดังต่อไปนี้- "จ.ป.ร" หมายถึงพระปรมาภิไธยย่อของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว องค์พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้จัดตั้งโรงเรียนวัดบวรนิเวศเป็นสาขาของมหามกุฏราชวิทยาลัย ซึ่งย่อมาจากคำว่า มหาจุฬาลงกรณ์ ปรมราชาธิราช- "จุลมงกุฏ" หรือ"พระเกี้ยว หมายถึง สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ กรมหมื่นพิฆเนศวรสุรสังกาศ ขณะที่ผนวชและประทับที่วัดบวรนิเวศวิหาร ซึ่งยังทรงพระเยาว์ยังมิได้เป็นพระมหากษัตริย์ ต่อมาขึ้นครองราชย๋เป็นพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว- "พญานาค" หมายถึง พระองค์เจ้ามนุษยนาคมานพ ซึ่งเป็นพระนามเดิมของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ผู้ทรงวางรากฐานการศึกษาของโรงเรียนวัดบวรนิเวศพระองค์แรกต้นไม้ประจำโรงเรียน ต้นไม้ประจำโรงเรียน. ต้นราชพฤกษ์ หรือต้นคูน ออกดอกเป็นช่อสีเหลือง ต้นราชพฤกษ์ออกดอกบานในช่วงเดือนมีนาคม - เมษายน ตรงกับช่วงเวลาที่นักเรียนจบหลักสูตร มัธยมศึกษาตอนต้น (ม.3) และ มัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.6) ปัจจุบันต้นราชพฤกษ์ของโรงเรียนปลูกอยู่ด้านหน้ามุขอรพินทุ์ ตรงข้ามศาลาจตุรมุขสีประจำโรงเรียนสีประจำโรงเรียน. - ██ สีเหลือง หมายถึง พระพุทธศาสนา ซึ่งสื่อถึงวัดบวรนิเวศวิหารราชวรวิหาร - ██ สีดำ หมายถึง ความเข้มแข็ง เด็ดเดี่ยว ของนักเรียนบวรนิเวศคติพจน์ คติพจน์. เรียนดี มีวินัย ใจสะอาดสุภาษิต สุภาษิต. ปญฺญา นรานํ รตนํ หมายถึง ปัญญาเป็นรัตนะของนรชนคำขวัญคำขวัญ. - "คนดีสีเหลือง-ดำ " - "เรียนดี มีวินัย ใจสะอาด" - "ลูกนาคาไหว้พระ คารวะครู"ทำเนียบผู้บริหารระบบการปกครองนักเรียน ระบบการปกครองนักเรียน. โรงเรียนวัดบวรนิเวศจัดระบบการปกครองนักเรียนออกเป็น 5 คณะ ดังนี้- คณะวชิรญาณวงศ์ สีประจำคณะ ██ สีม่วง - คณะดำรงธรรมี สีประจำคณะ ██ สีฟ้า - คณะรังษีสังวร สีประจำคณะ ██ สีเขียว - คณะบวรนาคินทร์ สีประจำคณะ ██ สีแสด - คณะอรพินทุ์พิสุทธิ์ สีประจำคณะ ██ สีน้ำเงินบุคคลสำคัญของโรงเรียนพระนามและนามอาจารย์ของโรงเรียนวัดบวรนิเวศบุคคลสำคัญของโรงเรียน. พระนามและนามอาจารย์ของโรงเรียนวัดบวรนิเวศ. - สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 10 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ทรงเป็นผู้จัดการพระองค์แรกของโรงเรียนวัดบวรนิเวศวิหาร - สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 13 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ทรงเป็นเปรียญครูองค์ที่ 2 ของโรงเรียนวัดบวรนิเวศวิหาร - สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 19 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ องค์อุปถัมถ์โรงเรียน - หลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) - คุณหญิงชิ้น ศิลปบรรเลง ศิลปินแห่งชาติสาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีไทย) ประจำปีพุทธศักราช 2530 ผู้ก่อตั้งวงดนตรีโรงเรียนวัดบวรนิเวศ - มัณฑนา บุนนาค หม่อมในหม่อมเจ้าทิพยฉัตร ฉัตรชัยรายนามบุคคลสำคัญจากโรงเรียนวัดบวรนิเวศรายนามบุคคลสำคัญจากโรงเรียนวัดบวรนิเวศ. - ศาสตราจารย์ ประภาศน์ อวยชัย อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม - ศาสตราจารย์ รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ เมธีวิจัยอาวุโส สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ สาขาเศรษฐศาสตร์ สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ศาสตราจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ - ศาสตราจารย์พิเศษจรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ อดีตปลัดกระทรวงยุติธรรมและผู้พิพากษาศาลยุติธรรม - ชัช ชลวร ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ,อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ อดีตประธานแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวในศาลฎีกา - จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม - พลเอกมนตรี ศุภาพร อดีตประธานกรรมการ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) - พลโท ภัทรพล รักษนคร ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพบก - รอง เค้ามูลคดี นักแสดงอาวุโส และนักพากย์ - อริสมันต์ พงศ์เรืองรอง อดีตนักร้อง, นักการเมือง เป็นอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร - ทองภูมิ สิริพิพัฒน์ นักแสดง, พิธีกร และนายแบบไทย - พลเอก นิพนธ์ สีตบุตร นายกสมาคมศิษย์เก่าบวรนิเวศ - พลโท สวัสดิ์ ทัศนา อดีตผู้ช่วยเจ้ากรมเสมียนตรา กระทรวงกลาโหม, อดีตรองผู้อำนวยการองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก - พลโท อภิรัชต์ คงสมพงษ์ อดีตรองแม่ทัพภาคที่ 1, สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก - นายแพทย์ ประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล อดีตรองอธิบดีกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข เขต 10 - นายเขมชาติ จิวประสาท ผู้ตรวจราชการกรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ - นายวิมล จันทรโรทัย อดีตรองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และอดีตอธิบดีกรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
| โรงเรียนวัดบวรนิเวศตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ใด | {
"answer": [
"2436"
],
"answer_begin_position": [
427
],
"answer_end_position": [
431
]
} |
2,726 | 160,318 | โรงเรียนวัดบวรนิเวศ โรงเรียนวัดบวรนิเวศ เป็นโรงเรียนรัฐบาลประเภทชายล้วน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ เปิดสอนในระดับมัธยมศึกษาทั้งตอนต้นและตอนปลายเป็นโรงเรียนชายล้วน มีที่ตั้งอยู่ในบริเวณวัดบวรนิเวศวิหาร เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร โรงเรียนนี้ตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2436 ตามพระดำริของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส เพื่อจัดการศึกษาเล่าเรียนแก่พระภิกษุสามเณรในคณะธรรมยุติกนิกาย ต่อมาในปี พ.ศ. 2442 การจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนวัดบวรนิเวศได้ก็กลายเป็นต้นแบบของการจัดการศึกษาในโรงเรียนต่างๆ ทั่วประเทศ ตามพระราชประสงค์ที่จะขยายโอกาสทางการศึกษาแก่ประชาชนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โรงเรียนแห่งนี้ในปัจจุบันมีองค์สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายกเป็นองค์อุปถัมภ์ประวัติ ประวัติ. พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระปิยะมหาราช รัชกาลที่ ๕ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้จัดตั้ง วิทยาลัย ขึ้นในวัดบวรนิเวศวิหารพระราชทานนามว่า มหามกุฏราชวิทยาลัยในปีพุทธศักราช ๒๔๓๖ (ร.ศ. ๑๑๒) เพื่อให้เป็นที่ศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมของพระภิกษุสามเณรในคณะธรรมยุตินิกาย ตามพระดำริของ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรสผู้ครองวัดบวรนิเวศวิหารในขณะนั้น โดยแบ่งเป็น ๒ แผนกคือส่วนวิทยาลัยใช้เป็นที่เล่าเรียนพระปริยัติธรรมชั้นสูง และจัดตั้งโรงเรียนตามพระอารามเป็นสาขาหนึ่งของวิทยาลัยนี้ โรงเรียนวัดบวรนิเวศเป็นส่วนหนึ่งของมหามกุฏราชวิทยาลัย โดยมีพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นวชิรญาณวโรรส ทรงเป็นผู้จัดการพระองค์แรก ต่อมาการเรียนการสอนในโรงเรียน ได้ขยายตัวกว้างขวางออกไปตามลำดับ ในปีพุทธศักราช 2442 (ร.ศ.๑๑๗) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชประสงค์ให้ขยายการศึกษาให้แพร่หลายไปทั่วประเทศ จึงโปรดเกล้าฯ ให้นำหลักสูตรและวิธีการสอนที่ใช้ในโรงเรียนวัดบวรนิเวศ ไปใช้สอนตามโรงเรียน ต่างๆ ทั่วประเทศ จึงถือได้ว่าโรงเรียนวัดบวรนิเวศเป็นโรงเรียนสาธิตในการใช้หลักสูตร เป็นแห่งแรกของประเทศไทย ต่อมาพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นวชิรญาณวโรรสได้ทรงประทานที่ดินประมาณ ๐-๐-๘๐ ไร่ ที่ตั้ง ตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม เพื่อจัดสร้างโรงเรียน โดยได้ประกาศจัดตั้งเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2522 โดยใช้ชื่อว่า "โรงเรียนบวรนิเวศพิทยา" ต่อมาเมื่อวันที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๒๔ กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น "โรงเรียนบวรนิเวศศาลายา" นับตั้งแต่ประกาศตั้งโรงเรียนจนถึงปี พ.ศ. ๒๕๒๕ ยังมิได้เปิดรับนักเรียนเนื่องจากมีปัญหาในเรื่องที่ดินและสิ่งก่อสร้าง จนกระทั่งวันที่ ๑๖เมษายน ๒๕๒๕ คณะรัฐบาลกำหนดให้เป็นปีเฉลิมฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ครบ ๒๐๐ ปี และได้กำหนดให้โรงเรียนแห่งนี้เป็นอนุสรณ์การสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ด้วยโรงเรียนหนึ่ง จึงได้เปลี่ยนชื่อเป็นครั้งที่ ๓ ว่า "โรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภชบวรนิเวศศาลายา ในพระสังฆราชูปถัมภ์" และให้เปิดรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษา กรมสามัญศึกษาได้แต่งตั้งให้ นายอนันต์ คงถาวร ผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงเรียนวัดบวรนิเวศมารักษาการในตำแหน่งครูใหญ่ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งลูกเสือขึ้น เมื่อวันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๔๕๔ ตามระเบียบปกครองลูกเสือของชาติ โดยเมื่อเดือนพฤศจิกายน ๒๔๕๔ กองลูกเสือโรงเรียนวัดบวรนิเวศตั้งขึ้นในมณฑลกรุงเทพมหานคร เป็นกองร้อยที่ ๗ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ จัดสร้างตึกมนุษยนาควิทยาทาน เพื่อเป็นที่ระลึกให้แก่ พระเจ้าน้องยาเธอกรมหมื่นวชิรญาณวโรรส ๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๖๗ โดยหลวงสาโรชรัตนนิมานก์ เป็นสถาปนิก โดยตึกมนุษยนาควิทยาทาน ใช้เป็นสถานที่สำหรับการเรียนการสอนของนักเรียนโรงเรียนวัดบวรนิเวศ และโรงเรียนฝึกหัดครูวัดบวรนิเวศสัญลักษณ์ตราประจำโรงเรียน สัญลักษณ์. ตราประจำโรงเรียน. ตราสัญลักษณ์ประจำโรงเรียนวัดบวรนิเวศ เป็นรูปอักษรพระปรมาภิไธยย่อ จ.ป.ร. ครอบจุลมงกุฎ ประดิษฐานบนพญานาคสองหัว มีชื่อโรงเรียน "บวรนิเวศ" อยู่กลางลำตัวพญานาค รูปสัญลักษณ์ดังกล่าวมีนัยความหมายดังต่อไปนี้- "จ.ป.ร" หมายถึงพระปรมาภิไธยย่อของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว องค์พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้จัดตั้งโรงเรียนวัดบวรนิเวศเป็นสาขาของมหามกุฏราชวิทยาลัย ซึ่งย่อมาจากคำว่า มหาจุฬาลงกรณ์ ปรมราชาธิราช- "จุลมงกุฏ" หรือ"พระเกี้ยว หมายถึง สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ กรมหมื่นพิฆเนศวรสุรสังกาศ ขณะที่ผนวชและประทับที่วัดบวรนิเวศวิหาร ซึ่งยังทรงพระเยาว์ยังมิได้เป็นพระมหากษัตริย์ ต่อมาขึ้นครองราชย๋เป็นพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว- "พญานาค" หมายถึง พระองค์เจ้ามนุษยนาคมานพ ซึ่งเป็นพระนามเดิมของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ผู้ทรงวางรากฐานการศึกษาของโรงเรียนวัดบวรนิเวศพระองค์แรกต้นไม้ประจำโรงเรียน ต้นไม้ประจำโรงเรียน. ต้นราชพฤกษ์ หรือต้นคูน ออกดอกเป็นช่อสีเหลือง ต้นราชพฤกษ์ออกดอกบานในช่วงเดือนมีนาคม - เมษายน ตรงกับช่วงเวลาที่นักเรียนจบหลักสูตร มัธยมศึกษาตอนต้น (ม.3) และ มัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.6) ปัจจุบันต้นราชพฤกษ์ของโรงเรียนปลูกอยู่ด้านหน้ามุขอรพินทุ์ ตรงข้ามศาลาจตุรมุขสีประจำโรงเรียนสีประจำโรงเรียน. - ██ สีเหลือง หมายถึง พระพุทธศาสนา ซึ่งสื่อถึงวัดบวรนิเวศวิหารราชวรวิหาร - ██ สีดำ หมายถึง ความเข้มแข็ง เด็ดเดี่ยว ของนักเรียนบวรนิเวศคติพจน์ คติพจน์. เรียนดี มีวินัย ใจสะอาดสุภาษิต สุภาษิต. ปญฺญา นรานํ รตนํ หมายถึง ปัญญาเป็นรัตนะของนรชนคำขวัญคำขวัญ. - "คนดีสีเหลือง-ดำ " - "เรียนดี มีวินัย ใจสะอาด" - "ลูกนาคาไหว้พระ คารวะครู"ทำเนียบผู้บริหารระบบการปกครองนักเรียน ระบบการปกครองนักเรียน. โรงเรียนวัดบวรนิเวศจัดระบบการปกครองนักเรียนออกเป็น 5 คณะ ดังนี้- คณะวชิรญาณวงศ์ สีประจำคณะ ██ สีม่วง - คณะดำรงธรรมี สีประจำคณะ ██ สีฟ้า - คณะรังษีสังวร สีประจำคณะ ██ สีเขียว - คณะบวรนาคินทร์ สีประจำคณะ ██ สีแสด - คณะอรพินทุ์พิสุทธิ์ สีประจำคณะ ██ สีน้ำเงินบุคคลสำคัญของโรงเรียนพระนามและนามอาจารย์ของโรงเรียนวัดบวรนิเวศบุคคลสำคัญของโรงเรียน. พระนามและนามอาจารย์ของโรงเรียนวัดบวรนิเวศ. - สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 10 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ทรงเป็นผู้จัดการพระองค์แรกของโรงเรียนวัดบวรนิเวศวิหาร - สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 13 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ทรงเป็นเปรียญครูองค์ที่ 2 ของโรงเรียนวัดบวรนิเวศวิหาร - สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 19 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ องค์อุปถัมถ์โรงเรียน - หลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) - คุณหญิงชิ้น ศิลปบรรเลง ศิลปินแห่งชาติสาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีไทย) ประจำปีพุทธศักราช 2530 ผู้ก่อตั้งวงดนตรีโรงเรียนวัดบวรนิเวศ - มัณฑนา บุนนาค หม่อมในหม่อมเจ้าทิพยฉัตร ฉัตรชัยรายนามบุคคลสำคัญจากโรงเรียนวัดบวรนิเวศรายนามบุคคลสำคัญจากโรงเรียนวัดบวรนิเวศ. - ศาสตราจารย์ ประภาศน์ อวยชัย อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม - ศาสตราจารย์ รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ เมธีวิจัยอาวุโส สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ สาขาเศรษฐศาสตร์ สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ศาสตราจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ - ศาสตราจารย์พิเศษจรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ อดีตปลัดกระทรวงยุติธรรมและผู้พิพากษาศาลยุติธรรม - ชัช ชลวร ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ,อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ อดีตประธานแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวในศาลฎีกา - จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม - พลเอกมนตรี ศุภาพร อดีตประธานกรรมการ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) - พลโท ภัทรพล รักษนคร ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพบก - รอง เค้ามูลคดี นักแสดงอาวุโส และนักพากย์ - อริสมันต์ พงศ์เรืองรอง อดีตนักร้อง, นักการเมือง เป็นอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร - ทองภูมิ สิริพิพัฒน์ นักแสดง, พิธีกร และนายแบบไทย - พลเอก นิพนธ์ สีตบุตร นายกสมาคมศิษย์เก่าบวรนิเวศ - พลโท สวัสดิ์ ทัศนา อดีตผู้ช่วยเจ้ากรมเสมียนตรา กระทรวงกลาโหม, อดีตรองผู้อำนวยการองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก - พลโท อภิรัชต์ คงสมพงษ์ อดีตรองแม่ทัพภาคที่ 1, สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก - นายแพทย์ ประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล อดีตรองอธิบดีกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข เขต 10 - นายเขมชาติ จิวประสาท ผู้ตรวจราชการกรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ - นายวิมล จันทรโรทัย อดีตรองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และอดีตอธิบดีกรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
| คติพจน์ของโรงเรียนวัดบวรนิเวศคืออะไร | {
"answer": [
"เรียนดี มีวินัย ใจสะอาด"
],
"answer_begin_position": [
4666
],
"answer_end_position": [
4689
]
} |
2,727 | 190,065 | ตรุษญวน ประเพณีตรุษญวน หรือปีใหม่ของชาวเวียดนาม มีลักษณะเหมือนกับประเพณีตรุษจีนของชาวจีน ในอดีตสมัยที่เวียดนามตกเป็นเมืองขึ้นของจีนนานนับพันปี วัฒนธรรมทางความเชื่อและการดำรงชีวิตตลอดจนภาษาต่างก็ได้รับอิทธิพลจากจีนทั้งสิ้น ปฏิทินทางจันทรคติของเวียดนามจะตรงกับปฏิทินทางจันทรคติของจีน ดังนั้นวันตรุษญวนหรือวันขั้นปีใหม่เวียดนามจะตรงกับวันที่ 1 เดือน 1 ตามปฏิทินจันทรคติ หรือตรงกับวันตรุษจีนนั่นเอง ตรุษญวนในภาษาเวียดนามเรียกว่า เต๊ตเงวียนด๊าน () แปลว่าเทศกาลต้อนรับแสงรุ่งอรุณของปีใหม่ ในการเฉลิมฉลองเทศการตรุษญวนจะเริ่มขึ้นในวันที่ 23 เดือน 12 ตามปฏิทินจันทรคติของเวียดนาม (เจ็ดวันก่อนตรุษญวน) วันนี้จะมีการไหว้เทพเจ้าแห่งเตาไฟ ในภาษาเวียดนามเรียกว่า องต๊าว () หรือ ต๊าวเกวิน () เทพเจ้าเตาเป็นเทพเจ้าที่คอยสอดส่องดูแลความเป็นไปทุกอย่างภายในบ้าน เทพเจ้าเตาของเวียดนามมีสามองค์ ซึ่งแตกต่างกับของจีน พอถึงวันที่ 23 เดือน 12 จะมีการเซ่นไหว้เทพเจ้าโดยวัตถุประสงค์คือเพื่อส่งเทพเจ้าขึ้นสวรรค์ ในพิธีจะมีการไหว้ปลาคร๊าฟ ซึ่งเทพเจ้าจะขึ้นสวรรค์โดยขี่ปลาคร๊าฟนี้ พอไหว้เสร็จก็จะนำปลาคร๊าฟไปปล่อยในแม่น้ำหรือหนองน้ำเพราะเชื่อว่าปลาคร๊าฟจะแปลงกลายเป็นมังกรพาเทพเจ้าขึ้นสู่สวรรค์ หลังจากนั้นจะมีการทำความสะอาดบ้านเรือนประดับตกแต่งสวยงานเพื่อต้อนรับเทศกาลตรุษญวนที่จะมาถึง หลังจากไหว้เทพเจ้าเตาในวันที่ 23 เดือน 12 แล้ว พอถึงวันที่ 30 เดือน 1 ตามปฏิทินจันทรคติของเวียดนาม (ก่อนตรุษจีนหนึ่งวัน) จะมีการไหว้บรรพบุรุษเพื่อเชิญบรรพบุรุษกลับมาร่วมเฉลิมฉลองในเทศกาลตรุษญวน โดยญาติพี่น้องทุกคนที่อยู่ไกลบ้านจะต้องกลับมาเพื่อรวมกันพร้อมหน้าพร้อมตาในวันปีใหม่ การไหว้บรรพบุรุษจะเริ่มขึ้นในช่วงบ่าย การไหว้มีสองแบบคือ- แบบที่หนึ่ง คือไหว้แบบไปเชิญวิญญาณบรรพบุรุษที่สุสานคือลูกหรือหลานชายจะต้องน้ำของไหว้ไปไหว้เชิญวิญญาณบรรพบุรุษที่สุสานบริเวณหลุมศพของบรรพบุรุษทุกคน จากนั้นพูดเชิญวิญญาณกลับบ้าน ในระหว่างทางมีข้อห้ามว่าห้ามพูดจากับใครเด็ดขาด พอถึงบ้านก็เริ่มพิธีไหว้ต้อนรับบรรพบุรุษที่บ้าน - แบบที่สอง คือไหว้แบบไม่ไปเชิญวิญญาณบรรพบุรุษที่สุสาน โดยจะไม่มีการนำของไหว้ไปไหว้ที่สุสานแต่จะไหว้ที่เชิญวิญญาณที่บ้านพร้อมกับไหว้ต้อนรับบรรพบุรุษ หลังจากไหว้ต้อนรับบรรพบุรุษกลับมาบ้านเสร็จ ลูกหลานทุกคนก็ร่วมกันเฉลิมฉลองรับประทานอาหารร่วมกันอย่างพร้อมหน้า ของไหว้ในวันเทศกาลตรุษญวนจะมีของสำคัญที่ขาดไม่ได้เลยในเทศกาลนี้ก็คือ บั๊ญจึง () หรือข้าวต้มมัดญวน จะมีลักษณะเป็นห่อสี่เหลี่ยมจัตุรัส ห่อด้วยใบตอง ภายในจะมีข้าวเหนียว ถั่วเหลือง และหมูสามชั้น แบ๋งจึงถือเป็นขนมประจำเทศกาลตรุษญวน มีต้นกำเนิดในสมัยกษัตริย์หุ่งเวือง () ซึ่งเป็นกษัตริย์องค์แรกของเวียดนาม หลังจากไหว้ต้อนรับบรรพบุรุษกลับมาบ้านเสร็จ ลูกหลานทุกคนก็ร่วมกันเฉลิมฉลองรับประทานอาหารร่วมกันอย่างพร้อมหน้า พอถึงเวลาเที่ยงคืนจะมีการไหว้ต้อนรับปีใหม่ โดยจะไหว้ที่โต๊ะไหว้บรรพบุรุษเพื่ออธิษฐานให้บรรพบุรุษคุ้มครองลูกหลาน ดลบันดาลให้ทุกคนในครอบครัวทำมาค้าขึ้น สุขภาพร่างการแข็งแรก พบแต่สิ่งดีๆในปีใหม่ พอไหว้เสร็จลูกหลานทุกคนจะอวยพรญาติผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่ก็จะอวยพรลูกหลานและมีการให้อั่งเปา ซึ่งอั่งเปาในภาษาเวียดนามเรียกว่า หมึ่งต๋วย () เพื่อเป็นสิริมงคลกับทุกคนในครอบครัว พิธีต่อมาคือการไปเด็ดเอายอดกิ่งไม้ที่เพิ่งงอกตามถนนหนทางใกล้บ้านเพื่อเอามาปักในแจกันบูชาบรรพบุรุษ ซึ่งมีความเชื่อว่าจะนำผาโชคลาภมาให้ ดังนั้นผู้คนส่วนใหญ่จึงเลือกไปเด็ดเอายอดไม่นี้มาเพื่อเป็นสิริมล ภาษาเวียดนามเรียกการเด็ดเอายอดไม้นี้ว่า หายหลก () พอถึงเช้าวันที่ 1 เดือน 1 ตามปฏิทินจันทรคติของเวียดนาม ซึ่งถือเป็นวันปีใหม่หรือวันตรุษญวน จะมีการไหว้บรรพบุรุษในวันปีใหม่ครั้งใหญ่ ของไหว้จะมีมากมายหลายอย่าง เพราะเชื่อว่าจะส่งผลต่อความอุดมสมบูรณ์ของครอบครัวตลอดปี หลังจากนั้นญาติพี่น้องที่อยู่คลละบ้านจะเริ่มไปอวยพรตามบ้านญาติและคนสนิท ซึ่งคนเวียดนามมีความเชื่อว่าคนที่ก้าวเท้าเข้ามาในบ้านคนแรกจะเป็นคนที่กำหนดความเป็นไปในบ้าน ดังนั้นคนเวียดนามส่วนใหญ่จึงมักเลือกคนที่เหมาะสมกับบ้านตัวเองเพื่อเป็นสิริมงคล ซึ่งบ้านไหนที่กำลังอยู่ในระหว่างไว้ทุกข์ คนที่ป่วยไม่สบาย และคนที่กำลังอุ้มท้องจะไม่ไปอวยพรใคร และคนอื่นก็จะไม่เข้ามาอวยพรบ้านที่กำลังไว้ทุกข์ คนเวียดนามเรียกธรรมเนียมนี้ว่า ซงหญ่า () หากบ้านไหนโชคไม่ดีมีคนในบ้านเสียชีวิตในช่วงเทศกาลตรุษญวนจะจัดงานศพแต่จะยังไม่ไว้ทุกข์ (จะยังไม่ใส่ชุดไว้ทุกข์สีขาว) หากเสียชีวิตก่อนวันที่ 1 เดือน 1 ตามปฏิทินจันทรคติของเวียดนาม จะต้องทำพิธีศพและฝังศพให้เสร็จก่อนวันที่ 1 เดือน 1 แต่หากเสียชีวิตในวันช่วงวันที่ 1 เดือน 1 ก็ให้เริ่มจัดงานศพและใส่ชุดไว้ทุกข์ได้ตามธรรมเนียมในวันต่อมาคือวันที่ 2 เดือน 1 ซึ่งคนรู้จักก็จะยังไม่ไปร่วมงานศพจนกว่าจะไหว้ส่งบรรพบุรุษที่บ้านซึ่งแสดงถึงการสิ้นสุดเทศกาลตรุษญวน สิ่งที่ห้ามทำในวันเทศกาลตรุษญวนคือ ห้ามกวาดบ้าน ถ้ากวาดก็ให้กวาดเข้า ห้ามพูดเรื่องไม่ดี ห้ามทะเลาะกัน ห้ามทวงหนี้และจ่ายหนี้ ห้ามยืมเงิน ห้ามไปงานศพหรือบ้านที่กำลังไว้ทุกข์ ห้ามไปเยี่ยมคนป่วย โดยปกติจะห้ามปฏิบัติสิ่งเหล่านี้ประมาณ 3 วันเพราะถือว่าเป็นช่วงเทศกาลปีใหม่ซึ่งปีใหม่แสดงถึงสิ่งดีๆ จะไดโชคดีตลอดปี หลังจากพิธีทุกอย่างเสร็จสิ้น พิธีไหว้ส่งบรรพบุรุษกลับสวรรค์จะทำในวันที่ 2 หรือ 3 เดือน 1 ทางจันทรคติเวียดนาม ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับธรรมเนียมของแต่ละท้องถิ่น ซึ่งการไหว้ส่งบรรพบุรุษกลับสวรรค์จะมีการไหว้ใหญ่เป็นครั้งสุดท้าย ของไหว้จะถูกจัดแบบมากมายหลายอย่างเหมือนกับไหว้วันที่ 1 เดือน 1 การไหว้ส่งบรรพบุรุษจะต้องมีการไหว้ขอบคุณบรรพบุรุษที่คุ้มครองลูกหลานทุกคน และขอบคุณที่บรรพบุรุษที่ได้กลับมาร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษญวนกับลูกหลาน หลังจากนั้นก็เผากระดาษเงินกระดาษทองเพื่อให้บรรพบุรุษนำไปใช้ในปรโลก กระดาษเงินกระดาษทองที่ไหว้จะมากกว่าเทศกาลอื่น ๆ ในขณะที่เผากระดาษจะต้องมีการเทเหล้าขาวหนึ่งแก้วเล็กๆ ลงไปเพราะเชื่อว่าจะทำให้กระดาษเงินกระดาษทองเหล่านั้นใช้ได้จริงในปรโลก และพิธีตรุษญวนหรือปีใหม่เวียดนามก็ถือเป็นอันสิ้นสุด
| ประเพณีตรุษญวนคืออะไร | {
"answer": [
"ปีใหม่ของชาวเวียดนาม"
],
"answer_begin_position": [
109
],
"answer_end_position": [
129
]
} |
2,728 | 190,065 | ตรุษญวน ประเพณีตรุษญวน หรือปีใหม่ของชาวเวียดนาม มีลักษณะเหมือนกับประเพณีตรุษจีนของชาวจีน ในอดีตสมัยที่เวียดนามตกเป็นเมืองขึ้นของจีนนานนับพันปี วัฒนธรรมทางความเชื่อและการดำรงชีวิตตลอดจนภาษาต่างก็ได้รับอิทธิพลจากจีนทั้งสิ้น ปฏิทินทางจันทรคติของเวียดนามจะตรงกับปฏิทินทางจันทรคติของจีน ดังนั้นวันตรุษญวนหรือวันขั้นปีใหม่เวียดนามจะตรงกับวันที่ 1 เดือน 1 ตามปฏิทินจันทรคติ หรือตรงกับวันตรุษจีนนั่นเอง ตรุษญวนในภาษาเวียดนามเรียกว่า เต๊ตเงวียนด๊าน () แปลว่าเทศกาลต้อนรับแสงรุ่งอรุณของปีใหม่ ในการเฉลิมฉลองเทศการตรุษญวนจะเริ่มขึ้นในวันที่ 23 เดือน 12 ตามปฏิทินจันทรคติของเวียดนาม (เจ็ดวันก่อนตรุษญวน) วันนี้จะมีการไหว้เทพเจ้าแห่งเตาไฟ ในภาษาเวียดนามเรียกว่า องต๊าว () หรือ ต๊าวเกวิน () เทพเจ้าเตาเป็นเทพเจ้าที่คอยสอดส่องดูแลความเป็นไปทุกอย่างภายในบ้าน เทพเจ้าเตาของเวียดนามมีสามองค์ ซึ่งแตกต่างกับของจีน พอถึงวันที่ 23 เดือน 12 จะมีการเซ่นไหว้เทพเจ้าโดยวัตถุประสงค์คือเพื่อส่งเทพเจ้าขึ้นสวรรค์ ในพิธีจะมีการไหว้ปลาคร๊าฟ ซึ่งเทพเจ้าจะขึ้นสวรรค์โดยขี่ปลาคร๊าฟนี้ พอไหว้เสร็จก็จะนำปลาคร๊าฟไปปล่อยในแม่น้ำหรือหนองน้ำเพราะเชื่อว่าปลาคร๊าฟจะแปลงกลายเป็นมังกรพาเทพเจ้าขึ้นสู่สวรรค์ หลังจากนั้นจะมีการทำความสะอาดบ้านเรือนประดับตกแต่งสวยงานเพื่อต้อนรับเทศกาลตรุษญวนที่จะมาถึง หลังจากไหว้เทพเจ้าเตาในวันที่ 23 เดือน 12 แล้ว พอถึงวันที่ 30 เดือน 1 ตามปฏิทินจันทรคติของเวียดนาม (ก่อนตรุษจีนหนึ่งวัน) จะมีการไหว้บรรพบุรุษเพื่อเชิญบรรพบุรุษกลับมาร่วมเฉลิมฉลองในเทศกาลตรุษญวน โดยญาติพี่น้องทุกคนที่อยู่ไกลบ้านจะต้องกลับมาเพื่อรวมกันพร้อมหน้าพร้อมตาในวันปีใหม่ การไหว้บรรพบุรุษจะเริ่มขึ้นในช่วงบ่าย การไหว้มีสองแบบคือ- แบบที่หนึ่ง คือไหว้แบบไปเชิญวิญญาณบรรพบุรุษที่สุสานคือลูกหรือหลานชายจะต้องน้ำของไหว้ไปไหว้เชิญวิญญาณบรรพบุรุษที่สุสานบริเวณหลุมศพของบรรพบุรุษทุกคน จากนั้นพูดเชิญวิญญาณกลับบ้าน ในระหว่างทางมีข้อห้ามว่าห้ามพูดจากับใครเด็ดขาด พอถึงบ้านก็เริ่มพิธีไหว้ต้อนรับบรรพบุรุษที่บ้าน - แบบที่สอง คือไหว้แบบไม่ไปเชิญวิญญาณบรรพบุรุษที่สุสาน โดยจะไม่มีการนำของไหว้ไปไหว้ที่สุสานแต่จะไหว้ที่เชิญวิญญาณที่บ้านพร้อมกับไหว้ต้อนรับบรรพบุรุษ หลังจากไหว้ต้อนรับบรรพบุรุษกลับมาบ้านเสร็จ ลูกหลานทุกคนก็ร่วมกันเฉลิมฉลองรับประทานอาหารร่วมกันอย่างพร้อมหน้า ของไหว้ในวันเทศกาลตรุษญวนจะมีของสำคัญที่ขาดไม่ได้เลยในเทศกาลนี้ก็คือ บั๊ญจึง () หรือข้าวต้มมัดญวน จะมีลักษณะเป็นห่อสี่เหลี่ยมจัตุรัส ห่อด้วยใบตอง ภายในจะมีข้าวเหนียว ถั่วเหลือง และหมูสามชั้น แบ๋งจึงถือเป็นขนมประจำเทศกาลตรุษญวน มีต้นกำเนิดในสมัยกษัตริย์หุ่งเวือง () ซึ่งเป็นกษัตริย์องค์แรกของเวียดนาม หลังจากไหว้ต้อนรับบรรพบุรุษกลับมาบ้านเสร็จ ลูกหลานทุกคนก็ร่วมกันเฉลิมฉลองรับประทานอาหารร่วมกันอย่างพร้อมหน้า พอถึงเวลาเที่ยงคืนจะมีการไหว้ต้อนรับปีใหม่ โดยจะไหว้ที่โต๊ะไหว้บรรพบุรุษเพื่ออธิษฐานให้บรรพบุรุษคุ้มครองลูกหลาน ดลบันดาลให้ทุกคนในครอบครัวทำมาค้าขึ้น สุขภาพร่างการแข็งแรก พบแต่สิ่งดีๆในปีใหม่ พอไหว้เสร็จลูกหลานทุกคนจะอวยพรญาติผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่ก็จะอวยพรลูกหลานและมีการให้อั่งเปา ซึ่งอั่งเปาในภาษาเวียดนามเรียกว่า หมึ่งต๋วย () เพื่อเป็นสิริมงคลกับทุกคนในครอบครัว พิธีต่อมาคือการไปเด็ดเอายอดกิ่งไม้ที่เพิ่งงอกตามถนนหนทางใกล้บ้านเพื่อเอามาปักในแจกันบูชาบรรพบุรุษ ซึ่งมีความเชื่อว่าจะนำผาโชคลาภมาให้ ดังนั้นผู้คนส่วนใหญ่จึงเลือกไปเด็ดเอายอดไม่นี้มาเพื่อเป็นสิริมล ภาษาเวียดนามเรียกการเด็ดเอายอดไม้นี้ว่า หายหลก () พอถึงเช้าวันที่ 1 เดือน 1 ตามปฏิทินจันทรคติของเวียดนาม ซึ่งถือเป็นวันปีใหม่หรือวันตรุษญวน จะมีการไหว้บรรพบุรุษในวันปีใหม่ครั้งใหญ่ ของไหว้จะมีมากมายหลายอย่าง เพราะเชื่อว่าจะส่งผลต่อความอุดมสมบูรณ์ของครอบครัวตลอดปี หลังจากนั้นญาติพี่น้องที่อยู่คลละบ้านจะเริ่มไปอวยพรตามบ้านญาติและคนสนิท ซึ่งคนเวียดนามมีความเชื่อว่าคนที่ก้าวเท้าเข้ามาในบ้านคนแรกจะเป็นคนที่กำหนดความเป็นไปในบ้าน ดังนั้นคนเวียดนามส่วนใหญ่จึงมักเลือกคนที่เหมาะสมกับบ้านตัวเองเพื่อเป็นสิริมงคล ซึ่งบ้านไหนที่กำลังอยู่ในระหว่างไว้ทุกข์ คนที่ป่วยไม่สบาย และคนที่กำลังอุ้มท้องจะไม่ไปอวยพรใคร และคนอื่นก็จะไม่เข้ามาอวยพรบ้านที่กำลังไว้ทุกข์ คนเวียดนามเรียกธรรมเนียมนี้ว่า ซงหญ่า () หากบ้านไหนโชคไม่ดีมีคนในบ้านเสียชีวิตในช่วงเทศกาลตรุษญวนจะจัดงานศพแต่จะยังไม่ไว้ทุกข์ (จะยังไม่ใส่ชุดไว้ทุกข์สีขาว) หากเสียชีวิตก่อนวันที่ 1 เดือน 1 ตามปฏิทินจันทรคติของเวียดนาม จะต้องทำพิธีศพและฝังศพให้เสร็จก่อนวันที่ 1 เดือน 1 แต่หากเสียชีวิตในวันช่วงวันที่ 1 เดือน 1 ก็ให้เริ่มจัดงานศพและใส่ชุดไว้ทุกข์ได้ตามธรรมเนียมในวันต่อมาคือวันที่ 2 เดือน 1 ซึ่งคนรู้จักก็จะยังไม่ไปร่วมงานศพจนกว่าจะไหว้ส่งบรรพบุรุษที่บ้านซึ่งแสดงถึงการสิ้นสุดเทศกาลตรุษญวน สิ่งที่ห้ามทำในวันเทศกาลตรุษญวนคือ ห้ามกวาดบ้าน ถ้ากวาดก็ให้กวาดเข้า ห้ามพูดเรื่องไม่ดี ห้ามทะเลาะกัน ห้ามทวงหนี้และจ่ายหนี้ ห้ามยืมเงิน ห้ามไปงานศพหรือบ้านที่กำลังไว้ทุกข์ ห้ามไปเยี่ยมคนป่วย โดยปกติจะห้ามปฏิบัติสิ่งเหล่านี้ประมาณ 3 วันเพราะถือว่าเป็นช่วงเทศกาลปีใหม่ซึ่งปีใหม่แสดงถึงสิ่งดีๆ จะไดโชคดีตลอดปี หลังจากพิธีทุกอย่างเสร็จสิ้น พิธีไหว้ส่งบรรพบุรุษกลับสวรรค์จะทำในวันที่ 2 หรือ 3 เดือน 1 ทางจันทรคติเวียดนาม ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับธรรมเนียมของแต่ละท้องถิ่น ซึ่งการไหว้ส่งบรรพบุรุษกลับสวรรค์จะมีการไหว้ใหญ่เป็นครั้งสุดท้าย ของไหว้จะถูกจัดแบบมากมายหลายอย่างเหมือนกับไหว้วันที่ 1 เดือน 1 การไหว้ส่งบรรพบุรุษจะต้องมีการไหว้ขอบคุณบรรพบุรุษที่คุ้มครองลูกหลานทุกคน และขอบคุณที่บรรพบุรุษที่ได้กลับมาร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษญวนกับลูกหลาน หลังจากนั้นก็เผากระดาษเงินกระดาษทองเพื่อให้บรรพบุรุษนำไปใช้ในปรโลก กระดาษเงินกระดาษทองที่ไหว้จะมากกว่าเทศกาลอื่น ๆ ในขณะที่เผากระดาษจะต้องมีการเทเหล้าขาวหนึ่งแก้วเล็กๆ ลงไปเพราะเชื่อว่าจะทำให้กระดาษเงินกระดาษทองเหล่านั้นใช้ได้จริงในปรโลก และพิธีตรุษญวนหรือปีใหม่เวียดนามก็ถือเป็นอันสิ้นสุด
| วันตรุษญวนจะตรงกับวันที่เท่าไหร่ตามปฏิทินจันทรคติ | {
"answer": [
"1"
],
"answer_begin_position": [
421
],
"answer_end_position": [
422
]
} |
2,729 | 216,352 | พิพิธภัณฑ์วาติกัน พิพิธภัณฑ์วาติกัน (; ) เป็นพิพิธภัณฑ์ที่ตั้งอยู่ภายในนครรัฐวาติกันในกรุงโรมในประเทศอิตาลี “พิพิธภัณฑ์วาติกัน” เป็นพิพิธภัณฑ์ที่แสดงศิลปะที่สะสมโดยวัดโรมันคาทอริกมาเป็นเวลาหลายร้อยๆ ปี เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1929 นครรัฐวาติกันและอิตาลีได้ลงนามสนธิสัญญายอมรับสถานะของนครรัฐวาติกันเป็นรัฐเอกราชมีอำนาจอธิปไตยของตนเอง สมเด็จพระสันตะปาปาจูเลียสที่ 2 ทรงก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ในคริสต์ศตวรรษที่ 16 ชาเปลซิสตินและห้องราฟาเอล (Stanze della Segnatura) เป็นส่วนหนึ่งที่ผู้เข้าชมพิพิธภัณฑ์จะได้เห็น
| พิพิธภัณฑ์วาติกันตั้งอยู่ที่ประเทศใด | {
"answer": [
"อิตาลี"
],
"answer_begin_position": [
193
],
"answer_end_position": [
199
]
} |
Subsets and Splits
No community queries yet
The top public SQL queries from the community will appear here once available.