question_id
int32
1
4k
article_id
int32
665
954k
context
stringlengths
75
87.2k
question
stringlengths
11
135
answers
dict
3,146
208,144
ปลาม้า ปลาม้า () ปลาน้ำจืดชนิดหนึ่ง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Boesemania microlepis (/บี-ซี-มา-เนีย/ ไม-โคร-เล็พ-อิส/) ในวงศ์ปลาจวด (Sciaenidae) มีรูปร่างเพรียวเล็กไปทางด้านท้ายลำตัว หัวค่อนข้างเล็ก หน้าผากเว้าลึก ตาอยู่สูงไปทางด้านบนของหัว ปากกว้างอยู่ด้านล่างของจะงอยปาก ใต้คางมีรูเล็ก ๆ 5 รู ครีบหลังยาวตลอดส่วนหลัง ตอนหน้าเป็นก้านแข็ง ตอนท้ายเป็นก้านอ่อน โคนหางเรียวเล็ก ครีบก้นมีก้าสนแข็งอันใหญ่หนา ครีบอกยาว ครีบท้องมีปลายเป็นเส้นยาวเช่นเดียวกับครีบหาง เกล็ดมีความเล็กมาก ลำตัวสีเทาอ่อนอ่อนเหลือบเงิน ด้านหลังมีสีคล้ำ ด้านข้างลำตัวมีแถบสีคล้ำจาง ๆ เป็นแนวเฉียงหลายแถบ ด้านท้องสีจาง ครีบใส จัดเป็นสิ่งมีชีวิตเพียงชนิดเดียวเท่านั้นที่อยู่ในสกุล Boesemania มีความประมาณ 25–30 เซนติเมตร พบใหญ่สุดถึง 1 เมตร อาศัยอยู่ในแม่น้ำขนาดใหญ่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และพบในแหล่งน้ำนิ่งบ้าง บ่อปลา หรือบ่อกุ้งที่อยู่ใกล้ทะเล พบมากในแม่น้ำตอนล่าง แต่ก็พบในแหล่งน้ำที่ไกลจากปากแม่น้ำมากเช่นกัน พบในภาคกลาง ภาคเหนือ และในแม่น้ำโขงในภาคอีสานของไทย โดยพบสูงสุดถึงที่จังหวัดเลย ชื่อปลาม้ามาจากการที่มีครีบหลังยาวเหมือนแผงคอของม้า ขณะที่ชื่อในภาษาอีสานเรียกว่า "ปลากวง" พฤติกรรมมักกบดานอยู่นิ่งใต้พื้นน้ำ เมื่อว่ายน้ำจะเชื่องช้า แต่จะรวดเร็วมากเวลาไล่จับเหยื่อ ในธรรมชาติชอบอาศัยในเขตน้ำลึก กินอาหารจำพวกสัตว์น้ำขนาดเล็กกว่า ปลาม้าเป็นปลาที่มีชื่อเสียงมากของจังหวัดสุพรรณบุรี จนถึงมีอำเภอชื่อ อำเภอบางปลาม้า เพราะความที่ในอดีตเคยชุกชุม เนื่องจากเป็นปลาที่มีรสชาติอร่อย เป็นที่นิยมมาก มีราคาขายที่สูง และเคยพบมากในบึงบอระเพ็ด แต่สถานภาพในปัจจุบันลดลงมาก อันเนื่องจากสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนไป และการจับในปริมาณที่มาก ปัจจุบัน กรมประมงสามารถเพาะขยายพันธุ์ได้แล้ว ด้วยการฟักไข่ที่ได้จากพ่อแม่ปลาที่เลี้ยงรวมกันในบ่อเลี้ยง และนำลูกปลาที่ได้หลังจากเลี้ยงดูจนโตได้ที่แล้วไปปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ โดยเฉพาะที่เขื่อนกระเสียว ปลาม้ามีฤดูผสมพันธุ์ตลอดปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงฤดูหนาวในช่วงต้นปี สามารถส่งเสียงร้องได้ดังระงมเหมือนอึ่งอ่าง เพื่อดึงดูดปลาตัวเมียให้มาผสมพันธุ์ มักจะร้องในช่วงกลางคืนเริ่มตั้งแต่พลบค่ำ กระเพาะของปลาม้า ขึ้นชื่อมากในการทำกระเพาะปลา เพราะมีกระเพาะขนาดใหญ่ ซึ่งสามารถพองลมทำให้เกิดเสียงได้ นอกจากนี้แล้วกระเพาะปลาม้ายังใช้ทำเป็นยางในของรถจักรยานและทำกาวในอดีตอีกด้วย แต่ปลาม้าเป็นปลาที่ตายง่ายมากเมื่อจับพ้นจากน้ำ นอกจากนี้ยังนิยมเลี้ยงเป็นปลาตู้สวยงามอีกด้วย
ปลาม้ามีชื่อวิทยาศาสตร์ว่าอะไร
{ "answer": [ "Boesemania microlepis" ], "answer_begin_position": [ 138 ], "answer_end_position": [ 159 ] }
3,147
208,144
ปลาม้า ปลาม้า () ปลาน้ำจืดชนิดหนึ่ง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Boesemania microlepis (/บี-ซี-มา-เนีย/ ไม-โคร-เล็พ-อิส/) ในวงศ์ปลาจวด (Sciaenidae) มีรูปร่างเพรียวเล็กไปทางด้านท้ายลำตัว หัวค่อนข้างเล็ก หน้าผากเว้าลึก ตาอยู่สูงไปทางด้านบนของหัว ปากกว้างอยู่ด้านล่างของจะงอยปาก ใต้คางมีรูเล็ก ๆ 5 รู ครีบหลังยาวตลอดส่วนหลัง ตอนหน้าเป็นก้านแข็ง ตอนท้ายเป็นก้านอ่อน โคนหางเรียวเล็ก ครีบก้นมีก้าสนแข็งอันใหญ่หนา ครีบอกยาว ครีบท้องมีปลายเป็นเส้นยาวเช่นเดียวกับครีบหาง เกล็ดมีความเล็กมาก ลำตัวสีเทาอ่อนอ่อนเหลือบเงิน ด้านหลังมีสีคล้ำ ด้านข้างลำตัวมีแถบสีคล้ำจาง ๆ เป็นแนวเฉียงหลายแถบ ด้านท้องสีจาง ครีบใส จัดเป็นสิ่งมีชีวิตเพียงชนิดเดียวเท่านั้นที่อยู่ในสกุล Boesemania มีความประมาณ 25–30 เซนติเมตร พบใหญ่สุดถึง 1 เมตร อาศัยอยู่ในแม่น้ำขนาดใหญ่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และพบในแหล่งน้ำนิ่งบ้าง บ่อปลา หรือบ่อกุ้งที่อยู่ใกล้ทะเล พบมากในแม่น้ำตอนล่าง แต่ก็พบในแหล่งน้ำที่ไกลจากปากแม่น้ำมากเช่นกัน พบในภาคกลาง ภาคเหนือ และในแม่น้ำโขงในภาคอีสานของไทย โดยพบสูงสุดถึงที่จังหวัดเลย ชื่อปลาม้ามาจากการที่มีครีบหลังยาวเหมือนแผงคอของม้า ขณะที่ชื่อในภาษาอีสานเรียกว่า "ปลากวง" พฤติกรรมมักกบดานอยู่นิ่งใต้พื้นน้ำ เมื่อว่ายน้ำจะเชื่องช้า แต่จะรวดเร็วมากเวลาไล่จับเหยื่อ ในธรรมชาติชอบอาศัยในเขตน้ำลึก กินอาหารจำพวกสัตว์น้ำขนาดเล็กกว่า ปลาม้าเป็นปลาที่มีชื่อเสียงมากของจังหวัดสุพรรณบุรี จนถึงมีอำเภอชื่อ อำเภอบางปลาม้า เพราะความที่ในอดีตเคยชุกชุม เนื่องจากเป็นปลาที่มีรสชาติอร่อย เป็นที่นิยมมาก มีราคาขายที่สูง และเคยพบมากในบึงบอระเพ็ด แต่สถานภาพในปัจจุบันลดลงมาก อันเนื่องจากสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนไป และการจับในปริมาณที่มาก ปัจจุบัน กรมประมงสามารถเพาะขยายพันธุ์ได้แล้ว ด้วยการฟักไข่ที่ได้จากพ่อแม่ปลาที่เลี้ยงรวมกันในบ่อเลี้ยง และนำลูกปลาที่ได้หลังจากเลี้ยงดูจนโตได้ที่แล้วไปปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ โดยเฉพาะที่เขื่อนกระเสียว ปลาม้ามีฤดูผสมพันธุ์ตลอดปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงฤดูหนาวในช่วงต้นปี สามารถส่งเสียงร้องได้ดังระงมเหมือนอึ่งอ่าง เพื่อดึงดูดปลาตัวเมียให้มาผสมพันธุ์ มักจะร้องในช่วงกลางคืนเริ่มตั้งแต่พลบค่ำ กระเพาะของปลาม้า ขึ้นชื่อมากในการทำกระเพาะปลา เพราะมีกระเพาะขนาดใหญ่ ซึ่งสามารถพองลมทำให้เกิดเสียงได้ นอกจากนี้แล้วกระเพาะปลาม้ายังใช้ทำเป็นยางในของรถจักรยานและทำกาวในอดีตอีกด้วย แต่ปลาม้าเป็นปลาที่ตายง่ายมากเมื่อจับพ้นจากน้ำ นอกจากนี้ยังนิยมเลี้ยงเป็นปลาตู้สวยงามอีกด้วย
ปลาม้าอาศัยอยู่ในแม่น้ำทั่วภูมิภาคใด
{ "answer": [ "เอเชียตะวันออกเฉียงใต้" ], "answer_begin_position": [ 819 ], "answer_end_position": [ 841 ] }
3,148
317,830
เคลย์มอร์ เคลย์มอร์ () เป็นดาบชนิดหนึ่งของสก็อตแลนด์ เป็นดาบที่ต้องจับสองมือมีด้ามจับแบบไขว้กัน ผู้ใช้ดาบประเภทนี้ดั้งเดิมเป็นชาวสก๊อตแลนด์แถบภูเขาสูง ดาบชนิดที่ใกล้เคียงกันคือดาบใบกว้างแบบด้ามจับหุ้มด้วยหนังสาน (basket hilted broadsword) ใช้กันในศัตวรรษที่ 16 โดยผู้ริเริ่มใช้เป็นกองทัพทหารชาวอังกฤษดาบเคลย์มอร์ (แบบสก๊อต) ดาบเคลย์มอร์ (แบบสก๊อต). ดาบสองมือเคลย์เมอร์เริ่มใช้ในช่วงปลายยุคกลางของยุโรป มันถูกนำมาใช้เพื่อการสงคราม และการต่อสู้ระหว่างชายแดนกับอังกฤษประมาณ ค.ศ. 1500-1700
เคลย์มอร์คืออะไร
{ "answer": [ "ดาบชนิดหนึ่งของสก็อตแลนด์" ], "answer_begin_position": [ 111 ], "answer_end_position": [ 136 ] }
3,801
317,830
เคลย์มอร์ เคลย์มอร์ () เป็นดาบชนิดหนึ่งของสก็อตแลนด์ เป็นดาบที่ต้องจับสองมือมีด้ามจับแบบไขว้กัน ผู้ใช้ดาบประเภทนี้ดั้งเดิมเป็นชาวสก๊อตแลนด์แถบภูเขาสูง ดาบชนิดที่ใกล้เคียงกันคือดาบใบกว้างแบบด้ามจับหุ้มด้วยหนังสาน (basket hilted broadsword) ใช้กันในศัตวรรษที่ 16 โดยผู้ริเริ่มใช้เป็นกองทัพทหารชาวอังกฤษดาบเคลย์มอร์ (แบบสก๊อต) ดาบเคลย์มอร์ (แบบสก๊อต). ดาบสองมือเคลย์เมอร์เริ่มใช้ในช่วงปลายยุคกลางของยุโรป มันถูกนำมาใช้เพื่อการสงคราม และการต่อสู้ระหว่างชายแดนกับอังกฤษประมาณ ค.ศ. 1500-1700
เคลย์มอร์เป็นดาบชนิดหนึ่งของประเทศใด
{ "answer": [ "สก็อตแลนด์" ], "answer_begin_position": [ 126 ], "answer_end_position": [ 136 ] }
3,149
19,992
ไฟนอลแฟนตาซี IX ไฟนอลแฟนตาซี IX เป็นเกมแนว RPG (Role-playing game) ที่สร้างโดยบริษัทสแควร์จำกัด ในปี พ.ศ. 2543 จัดจำหน่ายใน ญี่ปุ่น โดย สแควร์ และใน ทวีปอเมริกาเหนือ โดย Square Electronic Arts ใน ทวีปยุโรป โดย Infogrames ใน สหราชอาณาจักร และ ออสเตรเลีย โดย Square Europe เกม ไฟนอลแฟนตาซี IX นี้เป็น ไฟนอลแฟนตาซี ภาคสุดท้ายที่เล่นบนเครื่องเกม เพลย์สเตชัน และยังถือเป็นการกลับมาของตัวละคร เช่น วีวี่ มอนสเตอร์ และเนื้อเรื่องของ ไฟนอลแฟนตาซี ยุคคลาสสิกอีกด้วย ถือเป็นการปลุกความทรงจำที่แฟนไฟนอลดียังจำกันได้ขึ้นมาอีกครั้งการวางเนื้อเรื่อง การวางเนื้อเรื่อง. ไฟนอลแฟนตาซี IX มีเนื้อเรื่องอยู่บนโลกที่มีนามว่า ไกอา (Gaia) ซึ่งโลกนี้ถูกแบ่งออกเป็น 4 ทวีป โดยที่ผู้คนส่วนใหญ่บนดาวดวงนี้ล้วนอาศัยอยู่บนทวีปแห่งหมอก อันมาจากการที่ทวีปนี้ถูกปกคลุมไปด้วยหมอกนั่นเอง บรรดาเรือเหาะและเครื่องจักรส่วนใหญ่ล้วนถูกขับเคลื่อนด้วยพลังงานหมอกนี้ ในทวีปแห่งหมอกนี้เอง มีอาณาจักรตั้งอยู่ 3 อาณาจักรด้วยกัน คือ 1. อเล็กซานเดรีย (Alexandria) 2. ลินด์บลัม (Lindblum) 3. เบอร์เมเซีย (Burmecia) โดยที่อเล็กซานเดรียเป็นอาณาจักรที่มีดินแดนกว้างใหญ่สุดเกือบครึ่งหนึ่งของทวีป ขณะที่ลินด์บลัมด์ก็เป็นมหานครที่มีวิทยาการสูงสุด และเบอร์เมเซียเป็นอาณาจักรที่มีฝนตกอยู่ตลอดเวลา แต่ละอาณาจักรจะมีเทือกเขากั้นอยู่ โดยที่จะมีประตูหลัก 3 ประตูตรงกลางหุบเขา โดยที่อาณาจักรอเล็กซานเดรียมีพระราชินีนาถบราห์นปกครอง, ลินด์บลัมมีอุปราช ซิด ฟาบูลที่ 9 ปกครอง และเบอร์เมเซียมีกษัตริย์ปกครอง ส่วนทวีปอีก 3 ทวีปที่เหลือคือ 1. ทวีปภายนอก (Outer Continent) 2. ทวีปที่สาปสูญ (Lost Continent) และ 3. ทวีปที่ถูกลืม (Forgotten Continent) เรื่องราวเริ่มต้นที่ อุปราชซิดแห่งลินบลัมด์ ทราบว่าราชินีแห่งอะเล็กซานเดรียวางแผนบางอย่างที่เป็นอันตรายต่อเจ้าหญิงการ์เน็ตที่มีศักดิ์เป็นหลานลุงของตัวเอง จึงส่งเรืออุปรากร พริม่าวิสตา มาแสร้งแสดงละครในอเล็กซานเดรียและลักพาตัวเจ้าหญิงการ์เน็ต ระหว่างพาเจ้าหญิงหลบหนีออกมา ความแตกทำให้เรือเหาะพริม่าวิสตาถูกโจมตีและอัปปางลงสู่ป่าต้องสาปเบื้องล่างของนครหลวงอเล็กซานเดรีย พระราชินีบราห์นรับสั่งให้จับตัวเจ้าหญิงกลับมาแบบเป็นๆให้ได้ ทางฝั่งเจ้าหญิงและพวกก็ได้มุ่งหน้าออกจากป่าต้องสาปด้วยความยากลำบากเพื่อไปยังลินบลัมด์ ทั้งหมดไปถึงหมู่บ้านดาลีและพบว่าใต้ดินของหมู่บ้านนี้มีการผลิตตุ๊กตาพ่อมดแห่งความมือขนาดเท่าตัวจริงจำนวนมาก และนั่นเป็นคำสั่งของราชินี พวกของเจ้าหญิงได้แอบโดยสารไปในเรือเหาะที่ขนส่งตุ๊กตานั้น โดยพบว่าภายในเรือเหาะมีพ่อมดดำที่เดินได้ทำงานอยู่อย่างไม่มีจิตใจ ทั้งหมดระหว่างทางถูกขัดขวางจากพ่อมดแห่งความมืดที่ถูกส่งมาจากสมุนราชินี ทั้งหมดเอาชนะได้และบังคับเรือเหาะไปยังลินบลัมด์ เมื่อไปถึงลินบลัมด์ทั้งหมดก็ได้เข้าพบอุปราชที่มีสภาพเป็นตัวอ็อกลอป อุปราชซิดได้เล่าถึงสาเหตุที่ต้องส่งคนไปลักพาตัวเจ้าหญิง ทั้งหมดได้พักในลินบลัมด์อยู่ระยะหนึ่งและร่วมงานเทศกาลล่าสัตว์ประจำปี ในพีธีมอบรางวัลชนะเลิศมีทหารที่บาดเจ็บจากอาณาจักรเบอร์เมเซียได้เข้าพบอุปราชเพื่อแจ้งว่าเบอร์เมเซียถูกกองทัพพ่อมดแห่งความมืดโจมตี และต้องการกองกำลังเสริมด่วน เจ้าหญิงเมื่อทราบข่าวจึงวางยานอนหลับพวกซีดานและแอบหนีกลับกรุงอเล็กซานเดรียเพื่อขอร้องราชีนีให้หยุด ส่วนพวกซีดานเข้าใจผิดคิดว่าเจ้าหญิงมุ่งหน้าไปเบอร์เมเซียจึงรีบตามไป เมื่อพวกซีดานไปถึงเบอร์เมเซียก็พบกับสภาพบ้านเมืองที่มีซากปรักหักพังกลางสายฝน ทั้งหมดเข้าไปสำรวจในพระราชวัง และพบกับราชินีบราห์นกับแม่ทัพหญิง เบียร์ทริกซ์ กำลังคุยกับชายผู้หนึ่ง ทำให้ทราบว่า พ่อมดแห่งความมืดมีชายผู้นั้นอยู่เบื้องหลัง และราชีนีกำลังตามหากษัตริย์เบอร์เมเซีย ที่ตอนนี่หนีไปอยู่ที่ถ้ำพฤษาศักดิสิทธิ์ เครยล่า และพวกเขาจะตามไปโจมตีที่นั่น ระหว่างนั้น เจ้าหญิงการ์เน็ตก็เดินทางไปถึงเทรโน่ และใช้เส้นทางลับใต้ดิน การ์แกนท์ เดินทางไปยังปราสาทอเล็กซานเดรีย การ์เน็ตได้พบกับราชินีและขอร้องให้เธอหยุด ราชินีอ้างว่าจำเป็นต้องทำลายเบอร์เมเซียเพราะเบอร์เมเซียมีแผนจะโจมตีอเล็กซานเดรีย การ์เน็ตไม่เชื่อ ชายคนที่ชื่อ คุจา คนเดียวกับที่พระราชวังเบอร์เมเซียเข้ามาในห้องและทำให้การ์เน็ตสลบ และสมุนราชินีนำตัวการ์เน็ตไปทำพิธีกรรมถอนเอโดลอนจากตัวเธอ พวกซีดานไปถึงเครล่า และพบว่าเครยล่าเป็นพฤกษาศักดิ์สิทธิ์ที่มีพายุทรายคอยคุ้มกันมากว่าหลายร้อยปี ทำให้ที่นี่จึงปลอดภัยจากการโจมตี อย่างไรก็ตาม ระหว่างพิธีกรรมบรวงสรวงพฤกษาเครล่า พิณศักดิ์สิทธิ์ที่เกิดขาดขึ้นมา ทำให้พายุทรายมลายหายไป กองทหารอเล็กซานเดรียและพ่อมดแห่งความมืดเริ่มโจมตีเครยล่า เมื่อแม่ทัพเบียร์ทริกซ์ชิงศิลาเวทย์ของเบอร์เมเซียไปได้แล้วจึงถอนกำลังผ่านเวทย์เคลื่อนย้าย พวกซีดานกระโจนเข้าไปในเวทย์นั้นและไปโผล่บนเรือบินหลวง เรดโรส ที่บินอยู่ใกล้ๆเครล่าและมีราชินีบราห์นประทับอยู่ เมื่อแม่ทัพเบียร์ทริกซ์ถวายศิลาเวทย์ของเบอร์เมเซียให้แล้ว ราชินีบราห์นก็อัญเชิญเอโดลอนในตำนาน โอดิน ทำลายล้างเครยล่าหมดสิ้นในการโจมตีเพียงทีเดียว และรับสั่งว่า เมื่อกลับไปถึงอเล็กซานเดรียจะประหารเจ้าหญิงการ์เน็ตโทษฐานนำจี้ซึ่งมีศิลาเวทย์ของอเล็กซานเดรียหนีไป แม่ทัพเบียร์ทริกซ์ตกใจกับรับสั่งและคัดค้านแต่ไม่เป็นผล ส่วนพวกที่ซีดานที่ได้ยินจึงต้องใช้ภาชนะเวทย์เคลื่อนย้ายไปยังอเล็กซานเดรียเพื่อช่วยเจ้าหญิงก่อนที่ราชินีจะกลับไปถึง สไทเนอร์ที่พึ่งแหกคุกหลวงออกมากับมาร์คัส มาเจอกับพวกซีดานที่มาถึงยังปราสาทพอดี มาร์คัสแยกตัวไปช่วยแบล็กที่ป่าต้องสาป ส่วนที่เหลือรีบตรงไปช่วยเจ้าหญิงที่ชั้นใต้ดินของปราสาทมา พวกซีดานพาเจ้าหญิงมาไว้ยังห้องประทับ ระหว่างนั้นแม่ทัพเบียร์ทริกซ์ก็มาถึง ทำให้เธอทราบว่าราชินีรับสั่งจริงเรื่องประหารเจ้าหญิง เธอใช้เวทย์รักษาเจ้าหญิง และร่วมมือกับเฟรย่ากันให้พวกซีดานพาการ์เน็ตหนีไปยังเทรโน่ ระหว่างทางสไทเนอร์ขอแยกตัวกลับไปช่วยเบียร์ทริกซ์ ทำให้เหลือแค่ซีดาน, การ์เน็ต และวีวี่มุ่งหน้าไปยังเทรโน่ ระหว่างทางถูกเจ้าอสรพิษไล่ตามทำให้ตัวการ์แกนท์วิ่งเลยเทรโน่ไปจนไปเสียหลักอยู่ที่ หุบเขาปินาเคิล ไม่ไกลจากลินด์บลัม ที่ป่านั่นการ์เน็ตได้พบกับเทพอสุนีบาต รามุท และได้เขามาเป็นเอโดลอนของเธอ เมื่อทั้งสามออกจากหุบเขา ก็พบว่าลินด์บลัมกำลังถูกโจมตีอยู่จากกองทัพอเล็กซานเดรีย และราชินีได้อัญเชิญเอโดลอน อโตมอส ที่ถอนมาจากตัวการ์เน็ตมาโจมตีลินด์บลัมด้วย ลินด์บลัมด์ไม่สามารถต้านทานได้จึงยอมจำนนและกลายเป็นรัฐในอารักขาของอเล็กซานเดรีย อเล็กซานเดรียยึดเอากรรมสิทธิ์ของเรือบินรุ่นใหม่(โดยไม่ต้องใช้พลังงานหมอก)เมื่อมันเสร็จสมบูรณ์และยึดเอาศิลาเวทย์ของลินด์บลัมไป และบัดนี้จักรวรรดิอเล็กซานเดรียก็ได้ปกครองทวีปนี้อย่างสมบูรณ์ ซีดานและการ์เน็ตได้พบกับอุปราชซิด เขาเล่าว่าคนที่อยู่เบื้องหลังราชินีบราห์นและสนับสนุนอาวุธเวทมนตร์แก่อเล็กซานเดรียคือชายชื่อคุจา และที่เทรโน่มีคนเห็นว่าคุจานั้นขี่มังกรสีเงินมาจากทางเหนือ ดังนั้นเขาน่าจะมาจากทวีปอื่นทางเหนือที่เรียกว่า "ทวีปภายนอก" แต่เนื่องจากไม่มีเรือบินที่ข้ามทะเลได้และท่าเรือก็ถูกยึด พวกซีดานต้องใช้เส้นทางโบราณที่ว่ากันว่าอยู่ในป่าหนองใกล้ๆกับลินด์บลัมแทน ซึ่งเชื่อว่ามันพาไปยังทวีปภายนอกได้ดินแดนทวีปแห่งหมอก (Mist Continent)ดินแดน. ทวีปแห่งหมอก (Mist Continent). - ราชอาณาจักรอเล็กซานเดรีย- นครหลวงอเล็กซานเดรีย - ป่าต้องสาป - ดาลี (หมู่บ้านแห่งกังหัน) - เทรโน (เมืองแห่งราตรี) - รัฐอุปราชลินด์บลัม- มหานครลินด์บลัม (นครแห่งวิทยาการ) - ป่าหนองของคู (Qu's Marsh) - ป่าโจโคโบะ - ราชอาณาจักรเบอร์เมเซีย- นครหลวงเบอร์เมเซีย (นครแห่งฝน) - เครยล่า (พฤกษาศักดิ์สิทธิ์, เมืองแห่งมายา)ทวีปภายนอก (Outer Continent)ทวีปภายนอก (Outer Continent). - หมู่บ้านพ่อมดแห่งความมืด - คอนเดอ พิตี (หมู่บ้านแห่งเหล่าดวารีฟ) - มาเดน ฟาริ (หมู่บ้านแห่งซัมมอนเนอร์) - วังทะเลทราย - มหาพฤกษาอิฟา - อารามแห่งปฐพี - มอกเน็ต เซ็นทรัล (สำนักงานของเหล่าโมกลี)ทวีปที่สาบสูญ (Lost Continent)ทวีปที่สาบสูญ (Lost Continent). - เอสโต กาซา (เทวสถาน) - ภูเขากูลุก - อารามแห่งอัคคี - เกาะชิมเมอร์ริงทวีปที่ถูกลืม (Forgotten Continent)ทวีปที่ถูกลืม (Forgotten Continent). - โอเอลเวิร์ต (สถานแห่งกาลก่อน) - ดาแกริโอ (ห้องสมุดแห่งสายน้ำ) - ปราสาทอิพเซนต์ - อารามแห่งวายุ - อารามแห่งวารี - โจโคโบะ ลากูนตัวละคร ตัวละคร. สำหรับในภาคนี้มีตัวละครหลักทั้งหมด 8 ตัวคือ1. ซีดาน ไทรบัล - หนึ่งในนักแสดงของเรือเหาะพริม่า วิสล่า 2. การ์เน็ต ทิล อเล็กซานดรอส ที่ 17 (หรือ แดกเกอร์) - เจ้าหญิงแห่งอะเล็กซานเดรีย 3. อเดลเบิร์ท สไทเนอร์ - ผู้บัญชาการอัศวินแห่งพลูโต แห่งอาณาจักรอะเล็กซานเดรีย 4. วีวี่ ออร์นิเธียร์ - จอมเวทมนตร์ดำ ผู้มาติดพันกับเหตุลักพาตัวเจ้าหญิงโดยบังเอิญ 5. เฟรย่า เครสเคนท์ - นักรบหญิงแห่งเบอร์เมเซีย ผู้อยากจะกอบกู้อาณาจักรของเธอ 6. ควีน่า เควน - นักชิมแห่งป่าหนอง 7. เอโก คารอล - เด็กสาวผู้ใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวกับเหล่าโมกลี 8. อมาแรนท์ โครอล - มือสังหารรับจ้าง
เกมไฟนอลแฟนตาซีภาคใดที่เป็นภาคสุดท้ายที่เล่นบนเครื่องเกมเพลย์สเตชัน
{ "answer": [ "ไฟนอลแฟนตาซี IX" ], "answer_begin_position": [ 363 ], "answer_end_position": [ 378 ] }
3,150
295,234
ยุทธการขยับเหงือก ยุทธการขยับเหงือก เป็นรายการวาไรตี้โชว์แนวตลกจากบริษัท เจเอสแอล จำกัด ออกอากาศทุกวันอาทิตย์ ทางช่อง 5 ออกอากาศครั้งแรกเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2532 พิธีกรทุกคนจะมีฉายาขึ้นต้นด้วยคำว่า เสนา เช่น เสนาโค้ก, เสนาเปิ้ล, เสนาหอย, เสนาเพชร, เสนาลิง ฯลฯ ยกเว้นหนูแหม่มที่มีฉายาว่า เลขาแหม่ม ลักษณะรายการเป็นปล่อยมุกและการแกล้งดารารับเชิญ และมีการหักหลังดาราหรือหักหลังพิธีกรกันเอง มุกหักหลังนี้ได้เป็นต้นแบบของรายการ สาระแน และรายการ ฮาจะเกร็ง ในเวลาต่อมา เมื่อรายการถึงจุดอิ่มตัวและเสียงตอบรับของผู้ชมลดน้อยลง ทำให้รายการปิดตัวลงเมื่อปลายปี พ.ศ. 2540 หลังจากออกอากาศมายาวนานถึง 9 ปี รายการยุทธการขยับเหงือก กลับมาออกอากาศอีกครั้งทางช่องเจเอสแอลทีวี เริ่มออกอากาศครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม ออกอากาศทุกวันจันทร์ - อาทิตย์ เวลา 21:00 น. ออกอากาศซ้ำเวลา 10:00 น.รูปแบบรายการรูปแบบรายการ. - รูปแบบที่ 1 เป็นรายการวาไรตี้บันเทิงทุกวันอาทิตย์ โดยจะเน้นการสนทนาจากแขกรับเชิญเป็นหลัก โดยในช่วงท้ายจะมอบตุ๊กตายุทธการเป็นของที่ระลึก - รูปแบบที่ 2 เป็นรายการวาไรตี้โดยมีเหล่าแขกรับเชิญที่จะมาสร้างสีสันและเสียงหัวเราะกับละครในฉบับยุทธการฯ พร้อมกับการหักหลัง และในช่วงท้ายจะมอบตุ๊กตายุทธการเป็นของที่ระลึก - รูปแบบที่ 3 เป็นรายการวาไรตี้เหมือนรูปแบบที่ 2 พร้อมกับการหักหลังและการเอาคืนของคนที่หักหลังจากแขกรับเชิญนักแสดงประจำรายการรุ่นที่ 1นักแสดงประจำรายการ. รุ่นที่ 1. - สมชาย เปรมประภาพงษ์ (เสนาโค๊ก) - ปัญญา นิรันดร์กุล (เสนาเปียง/ตา) - เกียรติ กิจเจริญ (เสนากิ๊ก) - สุริวิภา กุลตังวัฒนา (เลขาแหม่ม) - นาคร ศิลาชัย (เสนาเปิ้ล)รุ่นที่ 2รุ่นที่ 2. - อรุณ ภาวิไล (เสนาตุ๋ย) - พุฒิพงศ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร (เสนาเพชร) - ชาญณรงค์ ขันทีท้าว (เสนาติ๊ก)รุ่นที่ 3รุ่นที่ 3. - อุดม แต้พานิช (เสนาโน๊ต)รุ่นที่ 4รุ่นที่ 4. - เกียรติศักดิ์ อุดมนาค (เสนาหอย) - สมเกียรติ จันทร์พราหมณ์ (เสนาลิง) - วิชญ์ พิมพ์กาญจนพงศ์ (เสนาวิชญ์)เพลงไตเติ้ลรายการเพลงไตเติ้ลรายการ. - รูปแบบที่ 1 นำมาจากเพลง Noche Corriendo ของ Naoya Matsuoka - รูปแบบที่ 2 เป็นเพลงแนว มาร์ช เพลงนี้เนื้อร้องและทำนองประพันธ์โดย อิทธิสุนทร วิชัยลักษณ์ และ Forward เป็นผู้เรียบเรียงดนตรี และเป็นเพลงที่คุ้นหูที่สุดของรายการ
ยุทธการขยับเหงือกออกอากาศครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. ใด
{ "answer": [ "2532" ], "answer_begin_position": [ 249 ], "answer_end_position": [ 253 ] }
3,151
356,811
เภสัชวิเคราะห์ เภสัชวิเคราะห์ () เป็นการประยุกต์ความรู้ทางเคมีวิเคราะห์มาใช้ในการตรวจสอบเภสัชภัณฑ์ ยา อาหาร เครื่องดื่ม สารพิษ สารเสพติด และ สารตัวอย่างจากแหล่งธรรมชาติขอบเขตงานทางเภสัชวิเคราะห์ ขอบเขตงานทางเภสัชวิเคราะห์. งานทางด้านเภสัชวิเคราะห์จำแนกได้เป็น 2 ส่วน คือ- เภสัชวิเคราะห์เพื่อการควบคุมคุณภาพ ในโรงงานยาและเครื่องสำอาง - เภสัชวิเคราะห์เพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค ในศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาวิธีการทางเภสัชวิเคราะห์ วิธีการทางเภสัชวิเคราะห์. วิธีการทางเภสัชวิเคราะห์สามารถจำแนกได้หลายรูปแบบ เช่น- การวิเคราะห์เชิงน้ำหนัก - การวิเคราะห์เชิงปริมาตร (การไตเตรต) - การวิเคราะห์เชิงแสง - การวิเคราะห์ทางโครมาโตกราฟฟี - การวิเคราะห์ทางสเป็คโตรโฟโตเมทรี
เภสัชวิเคราะห์หมายถึงอะไร
{ "answer": [ "การประยุกต์ความรู้ทางเคมีวิเคราะห์มาใช้ในการตรวจสอบเภสัชภัณฑ์ ยา อาหาร เครื่องดื่ม สารพิษ สารเสพติด และ สารตัวอย่างจากแหล่งธรรมชาติ" ], "answer_begin_position": [ 126 ], "answer_end_position": [ 257 ] }
3,152
228,079
ยุทธการกระทะเหล็ก ยุทธการกระทะเหล็ก () หรือในชื่อภาษาอังกฤษว่า ไอรอนเชฟ (Iron Chef) เป็นรายการเกมโชว์แข่งทำอาหารผลิตโดยสถานีโทรทัศน์ฟูจิ ออกอากาศครั้งแรกเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม ค.ศ. 1993 จบลงเมื่อวันที่ 24 กันยายน ค.ศ. 1999 และกลับมาออกอากาศใหม่อีกครั้งเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม ค.ศ. 2012 หลังจากได้ยุติรายการไปกว่า 13 ปีโดยใช้ชื่อรายการให้เป็นอย่างสากลที่ส่วนใหญ่รู้จัก นั่นก็คือ เชฟกระทะเหล็ก (Iron Chef) เป็นตัวอักษร คะตะกะนะ () โดยจะผลิตออกมาให้รองรับในแบบสากล พร้อมทุกอย่างที่จะกำกับไปด้วยทั้งภาษาญี่ปุ่นและภาษาอังกฤษ ในส่วนฉบับของประเทศไทยซึ่งได้ซื้อลิขสิทธิ์มาทำเป็นของตนเองในชื่อ "ยุทธการกระทะเหล็ก" เช่นเดียวกัน ในช่วงปี พ.ศ. 2539-2543 แต่ไม่ได้คงรูปแบบเหมือนต้นฉบับมากนักและไม่เป็นที่แพร่หลายนัก จนกระทั่งมีการซื้อลิขสิทธิ์อีกครั้งและทำรูปแบบเหมือนกับทางต้นฉบับที่ประเทศญี่ปุ่น โดยเริ่มออกอากาศวันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2555 ภายใต้ชื่อว่า เชฟกระทะเหล็ก ประเทศไทยรูปแบบรายการและการแข่งขัน รูปแบบรายการและการแข่งขัน. รูปแบบของรายการจะเป็นการเชิญเชฟยอดฝีมือจากทั่วโลกมาแข่งขันกับเชฟกระทะเหล็กซึ่งบางทีทางรายการได้เชิญคนดังจากต่างประเทศมาตัดสินร่วมกับคนดังของญี่ปุ่น และบางครั้งจะมีการเดินทางไปแข่งที่ต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา จีน ฝรั่งเศส ฮ่องกง วัตถุดิบหลักที่นำมาใช้รายการบางครั้งก็จะมีราคาแพงและแปลกใหม่ โดยรวมทั้งหมดตลอดระยะเวลาของรายการ 6 ปีนั้นได้ใช้เงินไปกว่า 800 ล้านเยน ซึ่งเป็นงบที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์วงการโทรทัศน์ของญี่ปุ่นในช่วงก่อนปี ค.ศ. 2000 เช่น ตับห่าน, ปูทาราบะ, ปลาแชลมอน, เห็ดดำ แต่บางครั้งก็จะเป็นวัตถุดิบที่หาได้ง่ายโดยทั่วไป เช่น กุ้งแม่น้ำ, กะหล่ำปลี ถั่วหมัก ผลไม้ต่างๆ เป็นต้น โดยวัตถุดิบหลักในแต่ละสัปดาห์ทั้งเชฟผู้ท้าชิงและเชฟกระทะเหล็กจะต้องนำมาทำอาหารอย่างน้อย 4 อย่างหรืออาจจะทำมากกว่านั้นก็ได้ ซึ่งจำนวนจานของอาหารแต่ละอย่างที่ต้องเตรียมในการตัดสินนั้นจะมีอย่างน้อย 6 จาน กล่าวคือ เตรียมให้พิธีกร 1 จาน และคณะกรรมการ 5 จานหรืออาจจะขึ้นอยู่กับจำนวนคณะกรรมการในแต่ละสัปดาห์และต้องเตรียม 1 จาน ของอาหารแต่ละอย่างออกมาต่างหากสำหรับการถ่ายภาพและการนำเสนอ โดยอาหารทั้งหมดจะทำด้วยเชฟกระทะเหล็กและมีผู้ช่วย ปกติแล้วทั้งเชฟผู้ท้าชิงและเชฟกระทะเหล็กจะเตรียมผู้ช่วยเชฟ 2 คนมาเองและอุปกรณ์เครื่องครัวอย่างอื่นอีกเพิ่มเติมนอกเหนือจากทางรายการที่มีอยู่นำมาใช้ในรายการได้ ในเวอร์ชันใหม่ปี 2012 ของทางรายการ ผู้ท้าชิงจะถูกเสนอชื่อ โดยเชฟที่มีชื่อเสียงให้ได้ทราบกันทางโทรทัศน์เลยหรือจะมาแข่งโดยการโหวตจากผู้ชมผ่านทางเว็บไซด์ของรายการหรือจากช่องทางอื่นๆ ที่รายการมีให้ โดยผู้ที่ชนะเชฟกระทะเหล็กจะมีสิทธิ์ในการเข้าแข่งขันเพื่อเป็นเชฟกระทะเหล็กคนที่ 4 ของรายการ และข้อแตกต่างอีก 1 อย่าง คือ ผู้ท้าชิงจะไม่มีสิทธิ์เลือกเชฟกระทะเหล็กที่จะแข่งขันด้วย แต่ทางรายการจะเป็นผู้เลือกเตรียมไว้ให้ก่อนล่วงหน้าแล้ว ซึ่งบางครั้งรูปแบบการทำอาหารนั้นไม่ตรงกัน เช่น ผู้ท้าชิงมีความถนัดในอาหารญี่ปุ่น อาจต้องแข่งกับเชฟกระทะเหล็กอาหารฝรั่งเศส เป็นต้น ต่อมารายการถูกถอดจากผังหลังจากออกอากาศไปได้ 10 ตอนและออกอากาศต่อจนจบ 13 ตอนและมีการวางตัว เชฟกระทะเหล็กคนที่ 4 สำหรับอาหารอิตาเลียน ไว้เป็นที่เรียบร้อยแทนการสรรหาจากการแข่งขันและนับตั้งแต่เดือนเมษายน พ.ศ. 2556 เป็นต้นไป รายการจะถูกออกอากาศเป็นครั้งคราวเนื่องในโอกาสพิเศษเท่านั้นเชฟกระทะเหล็ก เชฟกระทะเหล็ก. รายชื่อเชฟกระทะเหล็กที่ปรากฏในรายการ เวอร์ชันแรก ซึ่งแสดงผลชนะ เสมอ แพ้ ของเชฟกระทะเหล็กแต่ละคน กล่องสีจะแทนแถบสีของชุดเชฟกระทะเหล็ก รายชื่อเชฟกระทะเหล็กที่ปรากฏในรายการ เวอร์ชันใหม่ ซึ่งแสดงผลชนะ เสมอ แพ้ ของเชฟกระทะเหล็กแต่ละคน กล่องสีจะแทนแถบสีของชุดเชฟกระทะเหล็ก- ฮิโรมิ ยามาดะ ถูกวางตัวให้เป็นเชฟกระทะเหล็กคนที่ 4 แต่เนื่องจากรายการถูกยกเลิกก่อนหน้านั้นแล้วการแข่งนัดพิเศษการแข่งนัดพิเศษ. - 31 ธันวาคม 2555 - วันส่งท้ายปีเก่า แข่ง 3 คู่โดยเป็นเชฟกระทะเหล็กทั้งหมดทั้งในและต่างประเทศ- 4 กรกฎาคม 2556 - วันชาติสหรัฐอเมริกา แข่ง 3 คู่ๆ ล่ะ 1 คะแนนและแบบทีม 2 คะแนน
ภาษาอังกฤษของรายการยุทธการกระทะเหล็กคืออะไร
{ "answer": [ "Iron Chef" ], "answer_begin_position": [ 165 ], "answer_end_position": [ 174 ] }
3,153
35,890
ชายชาญทหารไทย เพลงชายชาญทหารไทย เป็นเพลงปลุกใจ ทำนองโดยท่านผู้หญิงพวงร้อย อภัยวงศ์ ขับร้องโดยสวลี ผกาพันธ์ เมื่อ พ.ศ. 2516 อยู่ในแผ่นเสียงชุด "ทหารพระนเรศวร" บรรเลงโดยวงดุริยางค์กองทัพเรือ คำร้อง: ท่านผู้หญิงพึงจิตต์ ศุภมิตร ทำนอง: ท่านผู้หญิงพวงร้อย อภัยวงศ์
ใครคือผู้ประพันธ์คำร้องเพลงชายชาญทหารไทย
{ "answer": [ "ท่านผู้หญิงพึงจิตต์ ศุภมิตร" ], "answer_begin_position": [ 283 ], "answer_end_position": [ 310 ] }
3,154
35,890
ชายชาญทหารไทย เพลงชายชาญทหารไทย เป็นเพลงปลุกใจ ทำนองโดยท่านผู้หญิงพวงร้อย อภัยวงศ์ ขับร้องโดยสวลี ผกาพันธ์ เมื่อ พ.ศ. 2516 อยู่ในแผ่นเสียงชุด "ทหารพระนเรศวร" บรรเลงโดยวงดุริยางค์กองทัพเรือ คำร้อง: ท่านผู้หญิงพึงจิตต์ ศุภมิตร ทำนอง: ท่านผู้หญิงพวงร้อย อภัยวงศ์
ใครคือผู้ประพันธ์ทำนองเพลงชายชาญทหารไทย
{ "answer": [ "ท่านผู้หญิงพวงร้อย อภัยวงศ์" ], "answer_begin_position": [ 319 ], "answer_end_position": [ 346 ] }
3,155
557,351
โอภาส รองเงิน โอภาส รองเงิน (เกิด 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2492) อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง 3 สมัย และ อดีตสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดพัทลุงประวัติ ประวัติ. โอภาส รองเงิน เกิดเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2492 เป็นบุตรของนายอ่ำ รองเงิน และ นางหนูจับ รองเงิน สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี ศิลปศาสตรบัณฑิต (รัฐศาสตร์) จาก มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สมรสกับนางวนิดา รองเงิน (สกุลเดิม : อินทรกุล)การทำงาน การทำงาน. เคยรับราชการเป็นปลัดอำเภอปากพะยูน เมื่อปี พ.ศ. 2519 ต่อมาดำรงตำแหน่งปลัดอำเภอเมืองนครศรีธรรมราช เมื่อปี พ.ศ. 2522 และได้ย้ายกลับมาเป็นปลัดอำเภอปากพะยูนอีกครั้งเมื่อปี พ.ศ. 2523 ต่อมาได้ย้ายไปเป็นปลัดอำเภอเมืองชุมพร เมื่อปี พ.ศ. 2525งานการเมือง งานการเมือง. โอภาส ลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุงครั้งแรก ใน พ.ศ. 2519 พร้อมกับบิดา แต่ได้รับเลือกตั้งครั้งแรกใน พ.ศ. 2526 และได้รับจนถึง พ.ศ. 2531 เขาเคยเป็นกรรมการบริหารพรรคประชาชน ในปี พ.ศ. 2531 ต่อมา ลงรับสมัครเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดพัทลุง ใน พ.ศ. 2543 และได้รับเลือกตั้งในครั้งดังกล่าวสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร. โอภาส รองเงิน ได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาแล้ว 3 สมัย คือ1. การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2526 จังหวัดพัทลุง สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ 2. การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2529 จังหวัดพัทลุง สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ 3. การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2531 จังหวัดพัทลุง สังกัดพรรคประชาชน (พ.ศ. 2531) → พรรคเอกภาพ
โอภาส รองเงิน เป็นอดีตสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดใด
{ "answer": [ "พัทลุง" ], "answer_begin_position": [ 217 ], "answer_end_position": [ 223 ] }
3,156
557,351
โอภาส รองเงิน โอภาส รองเงิน (เกิด 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2492) อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง 3 สมัย และ อดีตสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดพัทลุงประวัติ ประวัติ. โอภาส รองเงิน เกิดเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2492 เป็นบุตรของนายอ่ำ รองเงิน และ นางหนูจับ รองเงิน สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี ศิลปศาสตรบัณฑิต (รัฐศาสตร์) จาก มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สมรสกับนางวนิดา รองเงิน (สกุลเดิม : อินทรกุล)การทำงาน การทำงาน. เคยรับราชการเป็นปลัดอำเภอปากพะยูน เมื่อปี พ.ศ. 2519 ต่อมาดำรงตำแหน่งปลัดอำเภอเมืองนครศรีธรรมราช เมื่อปี พ.ศ. 2522 และได้ย้ายกลับมาเป็นปลัดอำเภอปากพะยูนอีกครั้งเมื่อปี พ.ศ. 2523 ต่อมาได้ย้ายไปเป็นปลัดอำเภอเมืองชุมพร เมื่อปี พ.ศ. 2525งานการเมือง งานการเมือง. โอภาส ลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุงครั้งแรก ใน พ.ศ. 2519 พร้อมกับบิดา แต่ได้รับเลือกตั้งครั้งแรกใน พ.ศ. 2526 และได้รับจนถึง พ.ศ. 2531 เขาเคยเป็นกรรมการบริหารพรรคประชาชน ในปี พ.ศ. 2531 ต่อมา ลงรับสมัครเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดพัทลุง ใน พ.ศ. 2543 และได้รับเลือกตั้งในครั้งดังกล่าวสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร. โอภาส รองเงิน ได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาแล้ว 3 สมัย คือ1. การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2526 จังหวัดพัทลุง สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ 2. การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2529 จังหวัดพัทลุง สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ 3. การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2531 จังหวัดพัทลุง สังกัดพรรคประชาชน (พ.ศ. 2531) → พรรคเอกภาพ
โอภาส รองเงิน ลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุงครั้งแรกในปี พ.ศ. ใด
{ "answer": [ "2519" ], "answer_begin_position": [ 817 ], "answer_end_position": [ 821 ] }
3,157
556,733
เก้าอี้ว่าง เก้าอี้ว่าง () เป็นนวนิยายสะท้อนสังคม เขียนโดยเจ. เค. โรว์ลิ่ง วางจำหน่ายในประเทศไทยเมื่อวันที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2556 ซึ่งเก้าอี้ว่างถือเป็นนวนิยายผู้ใหญ่เล่มแรกของโรว์ลิ่ง หลังจากเธอใช้เวลาเขียนวรรณกรรมเยาวชนอย่างแฮร์รี่ พอตเตอร์มาเป็นเวลานานถึง 17 ปี ตัวนิยายมีเนื้อหาสะท้อนสังคม ตีแผ่ด้านมืดในจิตใจมนุษย์ ปัญหาต่างๆในสังคม ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ปัญหาของวัยรุ่น ยาเสพติด เซ็กซ์ เล่าถึงเมืองแพกฟอร์ด เมืองเล็กๆทางตะวันตกของอังกฤษ เปิดเรื่องด้วยการตายของแบร์รี่ แฟร์บราเธอร์ สมาชิกของสภาท้องถิ่นแพกฟอร์ด ซึ่งเขาถือว่าเป็นบุคคลสำคัญของแพกฟอร์ดคนหนึ่ง การตายของแบร์รี่ส่งผลกระทบต่อหลายชีวิตในแพกฟอร์ด และทำให้ตำแหน่งของแบร์รี่นั้นว่างลง ด้วยเหตุนี้จึงได้มีการเตรียมการเลือกตั้งซ่อมขึ้น แต่ด้วยเบื้องหลังของการเลือกตั้งครั้งนี้คือการกำหนดชะตากรรมของ ฟีลส์ เคหะชุมชนเสื่อมโทรม เต็มไปด้วยคนติดยา ซึ่งแบร์รี่เคยมีนโยบายให้ฟื้นฟูชุมชนนี้ ทำให้การเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้ถูกแตกออกเป็นสองฝ่าย ในขณะเดียวกันวัยรุ่นทำสงครามกับพ่อแม่ การตายของแบร์รี่เริ่มมีผลกระทบต่อทุกคน ทุกชีวิตในแพกฟอร์ดกำลังจะมีส่วนร่วมในการเลือกตั้งครั้งนี้ และแพกฟอร์ดกำลังจะเปลี่ยนไปตลอดกาลเนื้อเรื่อง เนื้อเรื่อง. คำอุทิศของ เก้าอี้ว่าง ถูกอุทิศให้แก่ นีลล์ เมอร์เรย์ สามีของโรว์ลิ่ง ซึ่งถือว่าเป็นครั้งที่ 3 แล้วที่โรว์ลิ่งอุทิศให้แก่เขา หลังจากแฮร์รี่ พอตเตอร์ 2 เล่ม คือเล่ม 5 และเล่ม 7 โดยหนังสือถูกแบ่งเป็น 7 ภาคในเล่ม พร้อมคำอธิบายเกี่ยวกับข้อกฎหมายท้องถิ่นต่างๆที่ระบุไว้หน้าบท โดยภายในภาคจะเล่าเหตุการณ์แบ่งเป็นวันๆไปจนจบเนื้อหา
ใครคือผู้เขียนนวนิยายเรื่องเก้าอี้ว่าง
{ "answer": [ "เจ. เค. โรว์ลิ่ง" ], "answer_begin_position": [ 144 ], "answer_end_position": [ 160 ] }
3,158
556,733
เก้าอี้ว่าง เก้าอี้ว่าง () เป็นนวนิยายสะท้อนสังคม เขียนโดยเจ. เค. โรว์ลิ่ง วางจำหน่ายในประเทศไทยเมื่อวันที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2556 ซึ่งเก้าอี้ว่างถือเป็นนวนิยายผู้ใหญ่เล่มแรกของโรว์ลิ่ง หลังจากเธอใช้เวลาเขียนวรรณกรรมเยาวชนอย่างแฮร์รี่ พอตเตอร์มาเป็นเวลานานถึง 17 ปี ตัวนิยายมีเนื้อหาสะท้อนสังคม ตีแผ่ด้านมืดในจิตใจมนุษย์ ปัญหาต่างๆในสังคม ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ปัญหาของวัยรุ่น ยาเสพติด เซ็กซ์ เล่าถึงเมืองแพกฟอร์ด เมืองเล็กๆทางตะวันตกของอังกฤษ เปิดเรื่องด้วยการตายของแบร์รี่ แฟร์บราเธอร์ สมาชิกของสภาท้องถิ่นแพกฟอร์ด ซึ่งเขาถือว่าเป็นบุคคลสำคัญของแพกฟอร์ดคนหนึ่ง การตายของแบร์รี่ส่งผลกระทบต่อหลายชีวิตในแพกฟอร์ด และทำให้ตำแหน่งของแบร์รี่นั้นว่างลง ด้วยเหตุนี้จึงได้มีการเตรียมการเลือกตั้งซ่อมขึ้น แต่ด้วยเบื้องหลังของการเลือกตั้งครั้งนี้คือการกำหนดชะตากรรมของ ฟีลส์ เคหะชุมชนเสื่อมโทรม เต็มไปด้วยคนติดยา ซึ่งแบร์รี่เคยมีนโยบายให้ฟื้นฟูชุมชนนี้ ทำให้การเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้ถูกแตกออกเป็นสองฝ่าย ในขณะเดียวกันวัยรุ่นทำสงครามกับพ่อแม่ การตายของแบร์รี่เริ่มมีผลกระทบต่อทุกคน ทุกชีวิตในแพกฟอร์ดกำลังจะมีส่วนร่วมในการเลือกตั้งครั้งนี้ และแพกฟอร์ดกำลังจะเปลี่ยนไปตลอดกาลเนื้อเรื่อง เนื้อเรื่อง. คำอุทิศของ เก้าอี้ว่าง ถูกอุทิศให้แก่ นีลล์ เมอร์เรย์ สามีของโรว์ลิ่ง ซึ่งถือว่าเป็นครั้งที่ 3 แล้วที่โรว์ลิ่งอุทิศให้แก่เขา หลังจากแฮร์รี่ พอตเตอร์ 2 เล่ม คือเล่ม 5 และเล่ม 7 โดยหนังสือถูกแบ่งเป็น 7 ภาคในเล่ม พร้อมคำอธิบายเกี่ยวกับข้อกฎหมายท้องถิ่นต่างๆที่ระบุไว้หน้าบท โดยภายในภาคจะเล่าเหตุการณ์แบ่งเป็นวันๆไปจนจบเนื้อหา
นวนิยายเรื่องเก้าอี้ว่างที่เขียนโดยเจ. เค. โรว์ลิ่ง เริ่มวางจำหน่ายในประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ. ใด
{ "answer": [ "2556" ], "answer_begin_position": [ 209 ], "answer_end_position": [ 213 ] }
3,159
577,404
ปัณฑพล ประสารราชกิจ ปัณฑพล ประสารราชกิจ (ชื่อเล่น ; โอม) เป็นนักร้องนำของวงค็อกเทล โดยได้ลงนามสัญญากับทางค่ายจีนี่เรคอร์ดส เมื่อปี พ.ศ. 2554 โดยเป็นสมาชิกคนสุดท้ายของวง Cocktail รุ่นก่อตั้งสมัยเมื่อครั้งยังศึกษาระดับมัธยมปลายเมื่อปี พ.ศ. 2545 และมีส่วนในการเขียนเนื้อ และแต่งทำนองร้อง สำหรับเพลงเกือบทั้งหมดของวงมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีผลงานกับวง Cocktail มาแล้ว 3 อัลบั้ม และ 3 อีพี และเป็นนักแต่งเพลงอิสระให้กับอีกหลายศิลปินประวัติ ประวัติ. ปัณฑพล ประสารราชกิจ เกิดเมื่อวันที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2528 เป็นบุตรชายคนโตของ พล.ต.อ.ดร.วัชรพล ประสารราชกิจ อดีตรักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กับ รศ.ปิยานันท์ ประสารราชกิจ อาจารย์ประจำภาควิชาสถาปัตยกรรมภายใน คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีน้องสาว 1 คน ด้านชีวิตครอบครัว สมรสกับนันท์นภัส ลีราภิรมย์ มีบุตรสาว 1 คนชื่อ น้องเวฬา - ด.ญ.วลัลนา ประสารราชกิจการศึกษา การศึกษา. ปัณฑพล ได้เข้าศึกษาระดับอนุบาลที่โรงเรียนอนุบาลจุไรรัตน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์, ระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาตอนต้นที่โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา, สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาการเมืองการปกครอง จากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และสาขากฎหมายมหาชน จากคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง) และระดับปริญญาโทนิติศาสตรมหาบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ด้านการทำงานเคยเป็นอดีตอาจารย์ผู้ช่วย คณะนิติศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ผลงานStudio Albumผลงาน. Studio Album. - Cocktail : 2545 (อิสระ) - Cocktail 36,000 miles away from here : 2547 (อิสระ) - Cocktail In the Memory of Summer Romance : 2551 (อิสระ) - Cocktail Ten Thousand Tears : 2554 (genie records, GMM Grammy) - Cocktail The Lords of Misery : 2557 (genie records, GMM Grammy)E.P.E.P.. - Cocktail Inside (ep) : 2546 (อิสระ) - Cocktail Final Light (ep) : 2550 (อิสระ) - Cocktail วัย (ep) : 2553 (อิสระ)CompilationsCompilations. - เพลงประกอบละครเวที "งานเต้นรำในคืนพระจันทร์เต็มดวง" ของกลุ่มละครนิเทศ เรื่อง "The Castle ความตาย ความรัก ความทรงจำ" คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ 2551 - เพลง "ก่อนจะชนะ" อัลบั้มไทยเชียร์กีฬาไทย โครงการของกระทรวงท่วงเที่ยวและกีฬา 2552คอนเสิร์ตคอนเสิร์ต. - The Heartless Live ที่ เมืองไทย จีเอ็มเอ็มไลฟ์เฮาส์ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2558โปรดิวเซอร์โปรดิวเซอร์. - จับฉ่าย (รวมผลงานนักเรียน นักศึกษา) 2546 (อิสระ) - Survival kits (รวมผลงานนักเรียน นักศึกษา) 2548 (อิสระ) - ไม่มีเธอ ไม่ตาย (แก้ม วิชญาณี แขกขับเชิญ Twopee) (GMM Grammy)ผลงานเพลงผลงานเพลง. - ทำนอง เพลง ครั้งสุดท้าย วง Supersub อัลบั้ม ZERO สังกัด สนามหลวงการดนตรี เมื่อ พ.ศ. 2551 - (Co-Compose)เพลง ดีกว่านี้ วง Musketeer อัลบั้ม Left Right and Something เมื่อ พ.ศ. 2552 - Concept เพลง รอรัก ศิลปิน Foam อัลบั้ม Differance เมื่อ พ.ศ. 2553 - เนื้อร้อง - ทำนอง เพลง จะเป็นจะตาย ร่วมกับวง Sweetmullet เมื่อ พ.ศ. 2556 - เนื้อร้อง เพลง ทางที่เลือก ร่วมกับ ดนัย ธงสินธุศักดิ์ เมื่อ พ.ศ. 2556 - เนื้อร้อง - ทำนอง เพลง ความจริง วง The Mousses ร่วมกับ แอร์ ลิ่มสกุล เมื่อ พ.ศ. 2557
โอม ปัณฑพล ประสารราชกิจ เป็นนักร้องนำของวงดนตรีที่มีชื่อว่าอะไร
{ "answer": [ "ค็อกเทล" ], "answer_begin_position": [ 169 ], "answer_end_position": [ 176 ] }
3,160
577,404
ปัณฑพล ประสารราชกิจ ปัณฑพล ประสารราชกิจ (ชื่อเล่น ; โอม) เป็นนักร้องนำของวงค็อกเทล โดยได้ลงนามสัญญากับทางค่ายจีนี่เรคอร์ดส เมื่อปี พ.ศ. 2554 โดยเป็นสมาชิกคนสุดท้ายของวง Cocktail รุ่นก่อตั้งสมัยเมื่อครั้งยังศึกษาระดับมัธยมปลายเมื่อปี พ.ศ. 2545 และมีส่วนในการเขียนเนื้อ และแต่งทำนองร้อง สำหรับเพลงเกือบทั้งหมดของวงมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีผลงานกับวง Cocktail มาแล้ว 3 อัลบั้ม และ 3 อีพี และเป็นนักแต่งเพลงอิสระให้กับอีกหลายศิลปินประวัติ ประวัติ. ปัณฑพล ประสารราชกิจ เกิดเมื่อวันที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2528 เป็นบุตรชายคนโตของ พล.ต.อ.ดร.วัชรพล ประสารราชกิจ อดีตรักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กับ รศ.ปิยานันท์ ประสารราชกิจ อาจารย์ประจำภาควิชาสถาปัตยกรรมภายใน คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีน้องสาว 1 คน ด้านชีวิตครอบครัว สมรสกับนันท์นภัส ลีราภิรมย์ มีบุตรสาว 1 คนชื่อ น้องเวฬา - ด.ญ.วลัลนา ประสารราชกิจการศึกษา การศึกษา. ปัณฑพล ได้เข้าศึกษาระดับอนุบาลที่โรงเรียนอนุบาลจุไรรัตน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์, ระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาตอนต้นที่โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา, สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาการเมืองการปกครอง จากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และสาขากฎหมายมหาชน จากคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง) และระดับปริญญาโทนิติศาสตรมหาบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ด้านการทำงานเคยเป็นอดีตอาจารย์ผู้ช่วย คณะนิติศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ผลงานStudio Albumผลงาน. Studio Album. - Cocktail : 2545 (อิสระ) - Cocktail 36,000 miles away from here : 2547 (อิสระ) - Cocktail In the Memory of Summer Romance : 2551 (อิสระ) - Cocktail Ten Thousand Tears : 2554 (genie records, GMM Grammy) - Cocktail The Lords of Misery : 2557 (genie records, GMM Grammy)E.P.E.P.. - Cocktail Inside (ep) : 2546 (อิสระ) - Cocktail Final Light (ep) : 2550 (อิสระ) - Cocktail วัย (ep) : 2553 (อิสระ)CompilationsCompilations. - เพลงประกอบละครเวที "งานเต้นรำในคืนพระจันทร์เต็มดวง" ของกลุ่มละครนิเทศ เรื่อง "The Castle ความตาย ความรัก ความทรงจำ" คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ 2551 - เพลง "ก่อนจะชนะ" อัลบั้มไทยเชียร์กีฬาไทย โครงการของกระทรวงท่วงเที่ยวและกีฬา 2552คอนเสิร์ตคอนเสิร์ต. - The Heartless Live ที่ เมืองไทย จีเอ็มเอ็มไลฟ์เฮาส์ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2558โปรดิวเซอร์โปรดิวเซอร์. - จับฉ่าย (รวมผลงานนักเรียน นักศึกษา) 2546 (อิสระ) - Survival kits (รวมผลงานนักเรียน นักศึกษา) 2548 (อิสระ) - ไม่มีเธอ ไม่ตาย (แก้ม วิชญาณี แขกขับเชิญ Twopee) (GMM Grammy)ผลงานเพลงผลงานเพลง. - ทำนอง เพลง ครั้งสุดท้าย วง Supersub อัลบั้ม ZERO สังกัด สนามหลวงการดนตรี เมื่อ พ.ศ. 2551 - (Co-Compose)เพลง ดีกว่านี้ วง Musketeer อัลบั้ม Left Right and Something เมื่อ พ.ศ. 2552 - Concept เพลง รอรัก ศิลปิน Foam อัลบั้ม Differance เมื่อ พ.ศ. 2553 - เนื้อร้อง - ทำนอง เพลง จะเป็นจะตาย ร่วมกับวง Sweetmullet เมื่อ พ.ศ. 2556 - เนื้อร้อง เพลง ทางที่เลือก ร่วมกับ ดนัย ธงสินธุศักดิ์ เมื่อ พ.ศ. 2556 - เนื้อร้อง - ทำนอง เพลง ความจริง วง The Mousses ร่วมกับ แอร์ ลิ่มสกุล เมื่อ พ.ศ. 2557
โอม ปัณฑพล ประสารราชกิจ นักร้องนำวงค็อกเทล เกิดเมื่อใด
{ "answer": [ "23 กันยายน พ.ศ. 2528" ], "answer_begin_position": [ 571 ], "answer_end_position": [ 591 ] }
3,161
826,297
อารยา (วิดีโอเกม) อารยา เป็นเกมส์ไทยของบริษัท MAD Virtual Reality Studio เป็นเกมส์แนวสยองขวัญ-ผจญภัย ผลิตออกมาในวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559 ให้ผู้เล่นสามารถทำภารกิจไขคดีปริศนาต่างๆและค้นหาอารยาที่หายตัวไปในโรงพยาบาล และผู้เล่นสามารถเล่นตัวละครทั้ง 3 คน เพื่อที่จะสืบค้นหาความลับในโรงพยาบาล
อารยา เป็นเกมส์สัญชาติไทยที่ผลิตโดยบริษัทใด
{ "answer": [ "MAD Virtual Reality Studio" ], "answer_begin_position": [ 138 ], "answer_end_position": [ 164 ] }
3,162
111,583
มาคอว์ มาคอว์ () เป็นสัตว์ปีกอยู่ในวงศ์ Psittacidae มาคอว์จัดเป็นนกในตระกูลปากขอที่มีขนาดใหญ่ นิยมเลี้ยงกันมากเนื่องจากมีสีสันที่สวยงาม เชื่อง และสามารถพูดเลียนเสียงคนได้ มาคอว์ถือเป็นนกแก้วที่มีขนาดใหญ่ที่สุด มีถิ่นกำเนิดในเม็กซิโกและอเมริกาใต้ มีสีสันสวยงาม มีเสียงร้องที่ดังมากจะงอยปากจะใหญ่เป็นพิเศษ เหนือปากด้านบนจะมีสีขาวเส้นเล็กๆ คาดระหว่างปากกับหัว บนหัวมีขนสีเขียวสดและสีฟ้า ดวงตามีขนเป็นลายเส้นดำ 4-5 เส้น ขนบริเวณคอจนถึงหน้าอกเป็นสีเหลืองเข้มและขนหางมีสีแดงสด ขาสั้นใหญ่ แข็งแรง ขนที่ปีกบางทีก็เป็นสีฟ้าและสีเหลืองหรือสีเขียวเหลือง ขนาดของนกแก้วมาคอว์มีขนาดตั้งแต่ 32-35 นิ้ว อาหารของมาคอว์คือ ผลไม้และเมล็ดธัญพืช ชอบอยู่กันเป็นฝูงขนาดใหญ่ ในฤดูผสมพันธุ์จะจับคู่กันแบบคู่ใครคู่มัน และไปสร้างรังตามต้นไม้ใหญ่เพื่อวางไข่ วางไข่ครั้งละ 3-4 ฟอง ใช้เวลาฟักไข่ 30-35 วัน ขนของลูกนกจะขึ้นหลังจาก 3 สัปดาห์และขึ้นจนเต็มตัวและมีสีสันสวยงาม ลูกนกจะแข็งแรงเต็มที่เมื่ออายุสามเดือน ในระหว่างที่ยังเล็กต้องอาศัยอาหารจากแม่นกที่นำมาป้อน โดยจะใช้ปากจิกกินอาหารจากปากแม่ของมันจนกระทั่งลูกนกสามารถช่วยตนเองได้ และในที่สุดมันก็จะบินและหาอาหารเองโดยไม่ต้องอาศัยพ่อแม่อีกต่อไปการเลี้ยง การเลี้ยง. มาคอว์จัดเป็นนกที่สามารถฝึกให้เชื่อง เป็นนกที่มีความจำดีและมีความพยาบาทรุนแรง ดุร้าย น่ากลัวมากเท่ากับความอ่อนโยนอ่อนน้อมน่ารักชวนให้ปราณีของมัน โดยอุปนิสัยแล้วมาคอว์เป็นนกที่ชอบสะอาด หากผู้เลี้ยงอาบน้ำให้มันเป็นประจำ มาคอว์จะมีความสุขมาก ดังนั้นผู้เลี้ยงควรใช้น้ำจากฝักบัวรดให้นกได้อาบน้ำบ่อยครั้ง ในฤดูฝนควรอาบน้ำให้ในกลางแจ้ง เพื่อให้นกได้อาบน้ำฝนบ้าง แล้วควรนำนกมาไว้ในที่มีแดดดอนๆ และอากาศบริสุทธิ์ มาคอว์เป็นนกที่ไม่ชอบอยู่โดดเดี่ยวเช่นเดียวกับนกแก้วชนิดอื่นๆ มาคอว์ที่ได้รับการเลี้ยงดูเป็นอย่างดีจะสนิทสนมกับผู้เลี้ยง หากผู้เลี้ยงห่างเหินมาคอว์จะโศกเศร้าแสดงอารมณ์ออกมาอย่างชัดเจน ดังนั้นคนที่เลี้ยงมาคอว์ควรจะให้ความสนใจและดูแลอย่างใกล้ชิด มาคอว์เป็นนกที่มีขนาดใหญ่มาก มีปากที่แหลมคม ประสาทตาไวมาก มีความฉลาดและน่ารักในตัวของมันเอง เป็นนกที่เชื่องมาก หากเจ้าของเอาใจใส่มัน มันก็จะรักเราเหมือนที่เรารักมัน สามารถสอนให้เล่นจักรยาน สอนกิจกรรมต่างๆ ได้แต่ต้องหมั่นฝึกฝนจึงจะเป็นการจำแนกชนิดตามชื่อและสี การจำแนกชนิดตามชื่อและสี. มาคอว์สามารถจำแนกชนิดตามชื่อและสีได้ 9 ชนิดดังนี้1. Red and Yellow Macaw (เรด-แอนด์-เยลโล่-มาคอว์) มีสีแดงแกมเหลือง ถิ่นอาศัยดั้งเดิมเข้าใจว่าคือ อเมริกา ลำตัวยาวประมาณ 36 นิ้ว ลำตัวสีแดงสด ปีกและหางสีน้ำเงินเขียว แก้มสีขาวและส้ม เพศเมียจะมีขนาดเล็กกว่า สีแดงบนกระม่อนจะอ่อนกว่าตัวผู้ ราคาแพง 2. Red and Blue Macaw (เรด-แอนด์-บลู-มาคอว์) มีสีแดงแกมน้ำเงิน ถิ่นอาศัยดั้งเดิมมาจากอเมริกาใต้ ลำตัวยาวประมาณ 3 ฟุต มีสีฟ้าประปรายทั่วร่างกาย จะงอยปากสีดำ เป็นมาคอว์ที่ได้รับความนิยมปานกลาง 3. Blue and Yellow Macaw (บลู-แอนด์-เยลโล่-มาคอว์) มีสีน้ำเงินแกมเหลือง ถิ่นกำเนิดดั้งเดิมอยู่ในทวีปอเมริกา คอหอยมีสีฟ้าแกมเขียว อกสีเหลืองสด เป็นมาคอว์ที่มีความนิยมสูงในประเทศไทย ลำตัวยาวประมาณ 3 ฟุต 4. Brazil Macaw (บราซิล-มาคอว์) มีถิ่นกำเนิดในประเทศบราซิล ลำตัวมีสีเขียวสดข้างแก้มมีสีเหลือง จะงอยปากสีดำ ในประเทศไทยราคาไม่สูงมากนัก 5. Severe Macaw (เซเวอร์-มาคอว์) มีลำตัวสีเขียวเข้มจัดกว่ามาคอว์ชนิดอื่น บนหัวมีสีน้ำตาลและฟ้า เป็นมาคอว์ขนาดเล็ก ลำตัวยาวประมาณ 20 นิ้ว 6. Lear's Macaw (เลอ-มาคอว์) เป็นนกแก้วสีฟ้าทึมๆ เป็นมาคอว์ขนาดกลาง ลำตัวยาวประเมาณ 28 นิ้ว 7. Hyacinthine Macaw (ไฮยาซิน-มาคอว์) มีสีฟ้าอมม่วงเว้นแต่บริเวณข้อพับของปีกจะมีสีเหลือง เป็นมาคอว์ขนาดใหญ่ ลำตัวยาวประมาณ 34 นิ้ว มีราคาซื้อขายที่สูง 8. Military Macaw (มิลลิแทรี่-มาคอว์) มีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "มาคอว์สีกากี" เป็นมาคอว์ขนาดกลาง ลำตัวยาวประมาณ 27 นิ้ว มีสีเขียวอ่อนเคลือบเหลือง หน้าผากสีแดงสด ปีกสีน้ำตาลค่อนไปทางเหลือง สะโพกและหางสีฟ้า 9. Illiger’s Macaw (อิลลิเชอร์-มาคอว์) มีสีเขียวเข้ม หน้าผาก สะโพกและใต้ท้องมีสีแดงสด มีขนสีน้ำตาลและฟ้าแตะปะปรายทั่วไป เป็นมาคอว์ขนาดเล็ก ลำตัวยาวประมาณ 16 นิ้วการจำแนกชนิดตามสายพันธุ์ทางวิทยาศาสตร์ การจำแนกชนิดตามสายพันธุ์ทางวิทยาศาสตร์. สายพันธุ์มาคอว์มีอยู่ 17 ชนิด สามารถจำแนกชนิดตามสายพันธุ์ทางวิทยาศาสตร์ได้ 4 ชนิดดังนี้1. Genus Ara เป็นหนึ่งในสี่ของสายพันธุ์ที่แบ่งตามความใหญ่ (large macaws) ของขนาดและการแบ่งของสี (vivid coloration) ที่เห็นได้ชัดเจนในกลุ่มนี้ เช่น Blue and Gold Macaw, Green-winged Macaw เป็นต้น 2. Genus Diopsittaca ในกลุ่มที่สองนี้ได้แบ่งตามสีที่อยู่ที่หัวไหล่หรือบ่ามีสีแดง (Red-shouldered Macaw species (nobilis)) เช่น Hahn's Macaw, Noble Macaw จะรวมเป็นสายพันธุ์ย่อยของกลุ่ม genus Ara เป็นต้น 3. Genus Anodorhynchus ในกลุ่มที่สามนี้ได้แบ่งตามสีที่เด่นชัดสีเขียวอมน้ำเงิน (The Glaucous (glaucogularis)) ได้แก่ Hyacinth (hyacinthinus) และ Lear's or Blue (leari) Macaws 4. Genus Cyanopsitta ในกลุ่มที่สี่ได้แบ่งตามลักษณะคล้ายกับกลุ่มที่สามนี้ โดยมีอยู่เพียงชนิดเดียว คือ Spix's (spixii) Macaw ทั้งหมดเป็นการแบ่งสายพันธุ์ทางวิทยาศาสตร์ในกลุ่มต่างๆ โดยยังมีการแบ่งเป็นชื่อเรียกย่อยอีก ยกตัวอย่างของกลุ่ม Genus Ara ที่มีชนิด Blue and Gold ก็จะใช้ชื่อทางวิทยาศาสตร์ ว่า Ara ararauna: Blue and Gold เป็นต้น
นกแก้วพันธุ์ใดเป็นนกแก้วที่มีขนาดใหญ่ที่สุด
{ "answer": [ "มาคอว์" ], "answer_begin_position": [ 252 ], "answer_end_position": [ 258 ] }
3,163
17,487
ประเทศเบลีซ เบลีซ () เป็นชาติขนาดเล็ก ตั้งอยู่บนฝั่งตะวันออกของอเมริกากลาง ริมทะเลแคริบเบียน มีอาณาเขตจรดประเทศเม็กซิโกทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ และจรดประเทศกัวเตมาลาทางทิศตะวันตกและทิศใต้ มีประเทศฮอนดูรัสเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้เคียง ห่างออกไปเพียง 75 กิโลเมตร (47 ไมล์) ตามอ่าวฮอนดูรัสทางด้านตะวันออก ชื่อประเทศมีต้นกำเนิดมาจากชื่อแม่น้ำเบลีซ ซึ่งเมืองเบลีซซิตี (เมืองหลวงเก่า) ก็ได้ชื่อมาจากแม่น้ำนี้ด้วยเช่นกัน ในภาษาสเปนมักจะเรียกว่า Belice เบลีซเป็นสมาชิกของประชาคมแคริบเบียน (CARICOM) และ the Sistema de Integracion Centro Americana (SICA) และจัดว่าตนเองอยู่ทั้งในกลุ่มประเทศแคริบเบียนและอเมริกากลางภูมิศาสตร์ประวัติศาสตร์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ยุคอารยธรรมมายา ประวัติศาสตร์. ยุคอารยธรรมมายา. ประวัติศาสตร์ของเบลีซเริ่มต้นเมื่อ 1,500 ปีก่อนคริสตกาล เมื่อประเทศถูกครอบครองโดยอารยธรรมมายา มีแหล่งโบราณคดีจำนวนมากกระจายไปทั่วประเทศเช่น El Caracol, Lamanai และ Xunantunich สะท้อนให้เห็นถึงอดีตของประเทศและประชากรที่อาศัยอยู่ยุคอารยธรรมมายา ยุคอารยธรรมมายา. ช่วงกลางศตวรรษที่ 17 ชาว Baymen จากอังกฤษและสกอตแลนด์ได้กระจายอำนาจและเริ่มเข้ามาตั้งรกรากในเบลีซ สเปนก็ได้ใช้ความพยายามในการเข้าควบคุมประเทศ แต่ในที่สุดเบลีซก็ได้ถูกก่อตั้งให้เข้ามาร่วมอยู่จักรวรรดิอังกฤษ หลังจากสงครามเซนต์จอร์จเบอร์ (St. George’s Caye) ในปี ค.ศ. 1798 และ อยู่ภายใต้การปกครองของสหราชอาณาจักร มีสถานะเป็นอาณานิคมจนถึงปี ค.ศ. 1973 จนกระทั่งได้รับเอกราชในปี ค.ศ. 1981การเมืองการปกครอง การเมืองการปกครอง. เบลีซมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ซึ่งพระมหากษัตริย์จะทรงอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ มีสมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักรเป็นประมุขพระองค์ปัจจุบัน ทรงใช้พระราชอำนาจผ่านผู้สำเร็จราชการ (Governor-General)นิติบัญญัติ นิติบัญญัติ. ฝ่ายนิติบัญญัติ เป็นระบบสภาคู่บริหาร บริหาร. นายกรัฐมนตรี เป็นหัวหน้าพรรคการเมืองที่มีเสียงข้างมากจะได้รับการแต่งตั้งจากผู้สำเร็จ ราชการ ส่วนคณะรัฐมนตรี ได้รับการเสนอชื่อโดยนายกรัฐมนตรี และแต่งตั้งโดยผู้สำเร็จราชการตุลาการ ตุลาการ. หัวหน้าผู้พิพากษาได้รับการแต่งตั้งจากผู้สำเร็จราชการ โดยการเสนอชื่อจากนายกรัฐมนตรี พรรคการเมืองสำคัญ People's United Party ( PUP) (พรรครัฐบาล)United Democratic Party (UDP)การบังคับใช้กฎหมายการแบ่งเขตการปกครอง การแบ่งเขตการปกครอง. เบลีซแบ่งออกเป็น 6 เขต (districts) ได้แก่1. เขตเบลีซ 2. เขตคาโย 3. เขตโคโรซอล 4. เขตออเรนจ์วอล์ก 5. เขตสตันน์ครีก 6. เขตโทเลโดนโยบายต่างประเทศกองทัพกองทัพบกกองทัพอากาศกองทัพเรือกองกำลังกึ่งทหารเศรษฐกิจการท่องเที่ยวโครงสร้างพื้นฐานคมนาคม และ โทรคมนาคมคมนาคมโทรคมนาคมสาธารณูปโภควิทยาศาสตร์ และ เทคโนโลยีการศึกษาสาธารณสุขสวัสดิการสังคมประชากรศาสตร์เชื้อชาติ ประชากรศาสตร์. เชื้อชาติ. มีประชากรประมาณ 224,900 คน ชาวเบลีซส่วนใหญ่เป็นพวกมายา อินคา และครีโอล มีภาษามายาศาสนา ศาสนา. นับถือศาสนาคริสต์ นิกายแองกลิแกน โปรแตสแตนท์ โรมันคาทอลิกภาษา ภาษา. ภาษาอังกฤษใช้เป็นภาษาทางการ และ ภาษาครีโอลเป็นภาษาพูดวัฒนธรรมดนตรีอาหารสื่อสารมวลชนวันหยุดกีฬา
ประเทศเบลีซได้รับเอกราชจากสหราชอาณาจักรในปีค.ศ.ใด
{ "answer": [ "1981" ], "answer_begin_position": [ 1424 ], "answer_end_position": [ 1428 ] }
3,164
48,269
ปลากระเบนไฟฟ้าตาบอด กระเบนไฟฟ้าตาบอด (; ) เป็นปลากระเบนไฟฟ้าในวงศ์ Narcinidae พบได้ตามไหล่ทวีปตั้งแต่ช่องแคบคุกของนิวซีแลนด์ลงไป ที่ความลึกระหว่าง 100-900 เมตร มีความยาวระหว่าง 15-30 เซนติเมตร มีลำตัวรูปร่างกลม หางเล็กอ้วน มีครีบหลังหนึ่งครีบ และมีตาขนาดเล็กมากที่แทบมองไม่เห็น ส่วนหน้าของลำตัวมีอวัยวะพิเศษที่ทำหน้าที่เก็บกระแสไฟฟ้าและปล่อยออกไปเพื่อทำให้เหยื่อสลบ กลไกนี้ยังใช้เพื่อนำทางและค้นหาเหยื่อในบริเวณที่แสงสว่างน้อยได้อีกด้วย ซึ่งเหยื่อได้แก่ ปลา และสัตว์น้ำชนิดต่าง ๆ เป็นปลาที่หากินตามพื้นทรายและหน้าดิน
กระเบนไฟฟ้าตาบอดสามารถอาศัยอยู่ที่ความลึกที่สุดกี่เมตร
{ "answer": [ "900" ], "answer_begin_position": [ 243 ], "answer_end_position": [ 246 ] }
3,165
196,515
อวกาศห้วงลึกของฮับเบิล อวกาศห้วงลึกของฮับเบิล () เป็นภาพของห้วงอวกาศส่วนหนึ่งในเขตกลุ่มดาวหมีใหญ่ ซึ่งได้จากผลการสังเกตการณ์อย่างต่อเนื่องของกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล ได้เป็นภาพถ่ายจำนวน 342 ชิ้นที่ถ่ายจากกล้อง Wide Field and Planetary Camera 2 เป็นเวลา 10 วันติดต่อกัน ระหว่าง 18-28 ธันวาคม ค.ศ. 1995 ห้วงอวกาศส่วนนี้ค่อนข้างเล็ก มีดาวในทางช้างเผือกเพียงไม่กี่ดวงเท่านั้นที่บังอยู่ ดังนั้นจึงสามารถมองเห็นดาราจักรต่างๆ ในห้วงอวกาศส่วนนี้มากกว่า 3,000 แห่ง ดาราจักรเหล่านี้จำนวนหนึ่งเป็นดาราจักรที่อายุน้อยที่สุดและอยู่ห่างไกลที่สุดเท่าที่เคยมีการค้นพบ ผลจากการตรวจพบดาราจักรอายุน้อยได้เป็นจำนวนมาก ทำให้ภาพอวกาศห้วงลึกของฮับเบิลเป็นแผนภาพสำคัญที่ใช้ในการศึกษาประวัติศาสตร์ยุคแรกๆ ของเอกภพ และเป็นแหล่งข้อมูลในการผลิตงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ออกมาแล้วมากกว่า 400 ชิ้น หลังจากการถ่ายภาพสังเกตการณ์ของ HDF ไปได้สามปี มีการถ่ายภาพห้วงอวกาศในลักษณะเดียวกันที่ซีกโลกใต้ ใช้ชื่อว่า อวกาศห้วงลึกของฮับเบิลด้านใต้ (Hubble Deep Field South) ภาพที่ได้จากการสังเกตการณ์ทั้งสองครั้งมีความคล้ายคลึงกัน ซึ่งเป็นการยืนยันแนวคิดที่ว่า เอกภพมีความเป็นหนึ่งเดียวกันในระดับมหภาค และโลกตั้งอยู่ในตำแหน่งทั่วไปในเอกภพ (ตามหลักการพื้นฐานจักรวาลวิทยา (cosmological principle)) ปี ค.ศ. 2004 มีการสังเกตการณ์อีกครั้งหนึ่ง ได้ภาพอวกาศห้วงลึกยิ่งกว่าชื่อว่า อวกาศห้วงลึกมากของฮับเบิล (Hubble Ultra Deep Field: HUDF) โดยใช้เวลาในการสังเกตการณ์ทั้งสิ้น 11 วัน ภาพ HUDF เป็นแผนภาพอวกาศที่ลึกที่สุดเท่าที่เคยมีการสังเกตการณ์มาภายใต้ความยาวคลื่นที่มองเห็นได้ด้วยตา
อวกาศห้วงลึกของฮับเบิลเป็นภาพของห้วงอวกาศส่วนหนึ่งในเขตกลุ่มดาวใด
{ "answer": [ "หมีใหญ่" ], "answer_begin_position": [ 187 ], "answer_end_position": [ 194 ] }
3,166
360,991
เพลงสุดท้าย เพลงสุดท้าย เป็นภาพยนตร์ไทย จากบทประพันธ์เรื่องของ วรรณิศา กำกับโดย พิศาล อัครเศรณี เข้าฉายเมื่อ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2528 นำแสดงโดย สาวประเภทสอง "สมหญิง ดาวราย" นางโชว์ดาวเด่นชื่อดังจากทิฟฟานีโชว์ พัทยา ร่วมกับ บิณฑ์ บันลือฤทธิ์, วรรณิศา ศรีวิเชียร,จิระวดี อิศรางกูร ณ อยุธยา ,ชลิต เฟื่องอารมย์ และ เหี่ยวฟ้า เพลงประกอบชื่อ เพลงสุดท้าย ร้องโดย สุดา ชื่นบาน (แทนเสียง สมหญิง ดาวราย) ประสบความสำเร็จอย่างสูงเช่นเดียวกับภาพยนตร์ จนมีภาคสอง ชื่อ รักทรมาน นำแสดงโดย สมหญิง อีกครั้ง ในบท สมนึก น้องชายของสมหญิงที่ตายไป กลับไปล่อลวงให้พระเอกต้องผิดหวังบ้าง ออกฉายเมื่อ พ.ศ. 2530 ต่อมาสร้างภาคแรกใหม่อีกครั้ง เข้าฉายเมื่อ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2549 นำแสดงโดย อารยา อริยะวัฒนา, วชรกรณ์ ไวยศิลป์, นิรุตต์ ศิริจรรยา, สุมนต์รัตน์ วัฒนาเศลารัตต์, เจริญพร อ่อนละม้าย และ เหี่ยวฟ้า เรื่องราวของ สาวประเภทสอง ที่ผิดหวังในความรักจากชายหนุ่ม และเธอได้เลือกที่จะจบชีวิตลงบนเวทีที่ทำให้เธอเกิดในโลกของการแสดง ด้วยบทเพลงสุดท้ายของชีวิตเนื้อเรื่องย่อ เนื้อเรื่องย่อ. สมหญิง ดาวราย สาวประเภทสองที่ได้รับการยกย่องให้เป็นนักแสดงคาบาเร่ต์ดาวเด่นของ ทิฟฟานี่โชว์ที่พัทยา เนื่องจากเธอเพียบพร้อมไปด้วยคุณสมบัติที่มากกว่า นางโชว์ คนหนึ่งพึงจะมี ไม่ว่าจะเป็นหน้าตาท่าทาง กิริยามารยาทที่เป็นกุลสตรีทุกด้าน รวมถึงลีลาการแสดงในรูปแบบต่าง ๆ ที่ออกมาจากจิตวิญญาณอย่างแท้จริง สมหญิงมี มีความคิดฝังแน่นว่า ความรัก จะไม่มีวันเกิดขึ้นกับจิตใจของเธอเป็นอันขาด เพราะตัวอย่างชีวิตรักของเพศที่สามสอนให้สมหญิงได้เรียนรู้ว่า “ไม่มีรักแท้สำหรับเพศสีม่วง” นอกเสียจากความเจ็บปวดขื่นขมและผิดหวังเพียงอย่างเดียว เฉกเช่นชีวิตรัก ของ “ ประเทือง ” (ซ้อเทือง) กะเทยรุ่นใหญ่ เจ้าของทิฟฟานี่โชว์ ที่แม้จะสมบูรณ์พูนพร้อมไปเสียทุกอย่าง แต่ก็ยังไม่วายต้องทุรนทุรายเกือบตายเพราะความรัก เมื่อ บดินทร์ นักร้องหนุ่มหน้าม่าน ที่ซ้อเทืองเลี้ยงไว้ผละหนีจากอกช้ำ ๆ หลังจากได้กอบโกยทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาปรารถนาแล้ว บุญเติม นักร้องหนุ่มคนใหม่ของทิฟฟานี่โชว์ ได้รับการต้อนรับจากคนดูและเพื่อนร่วมคณะเป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสมหญิงที่เห็นแววความสามารถของบุญเติม และเป็นผู้ชักชวนให้มาทำงานนี้ สมหญิงได้ให้ ความช่วยเหลือทุกอย่างแก่บุญเติมอดีตช่างซ่อมรถด้วยความเต็มใจอย่างยิ่ง เพราะเห็นว่าบุญเติมต้องทำงานส่งเสียตัวเองเรียนด้วย เป็นเหตุให้ซ้อเทืองและเพื่อนนางโชว์เริ่มซุบซิบกันว่า บุญเติมได้เข้ามาทำลาย ” เขื่อนกั้นหัวใจของสมหญิงลงแล้ว แต่แล้วเมื่อ แม่อันเป็นที่รักและจุดยึดเหนี่ยวจิตใจของสมหญิงต้องมาเสียชีวิตลงอย่างไม่ คาดคิด แหล่งพักพิงหัวใจที่บอบช้ำของสมหญิงจึงอยู่ที่บุญเติมเรื่อยมา จนสุดท้ายสมหญิงแยกไม่ออกว่าหัวใจของตัวเองนั้นหลงรักบุญเติมมากน้อยเพียงใด วันเวลาผ่านไปก็ยิ่งทำให้บุญเติมกับสมหญิงคือ เงาตามตัวของกันและกัน แต่แทนที่เพื่อน ๆ นางโชว์จะดีใจไปกับสมหญิง ทุกคนกลับให้ความเป็นห่วง โดยเฉพาะซ้อเทืองที่เป็นห่วงสมหญิงมากกว่าใคร เพราะจากสมหญิงที่เคยร่าเริงคบหาสมาคมกับเพื่อน ๆ กลับกลายเป็นสมหญิงที่เฝ้ารอนับวันเวลาอย่างไร้จุดหมาย เมื่อบุญเติมต้องไปเรียนหรือไปค้างกับเพื่อน ๆ นักศึกษาที่กรุงเทพฯ ในวันนั้น แม้ ว่าสมหญิงจะภาวนาให้มันเป็นเพียงฝันร้าย แต่มันก็คือความจริง...ความจริงอันแสนเจ็บปวด เมื่อบุญเติมเกี่ยวก้อย อรทัย น้องสาวสุดที่รักของสมหญิง มาสารภาพกับเธอว่า ทั้งสองมีความรักแท้ต่อกันและต้องการที่จะเดินทางไปเรียนหนังสือที่เมืองนอก ด้วยกัน สมหญิงเจ็บปวดรวดร้าว และต้องจำยอมรับความจริงที่เกิดขึ้นต่อหน้าอย่างสุดแสนทรมาน โดยขอให้บุญเติม กลับมาเป็นเหมือนเดิม แต่บุญเติม ยืนยันที่จะไปเรียนต่อเมืองนอก สุดท้าย สมหญิงได้ส่งสร้อยคอที่บุญเติมซื้อให้คืนให้ทางจดหมาย โดย สมหญิงเคยพูดไว้เป็นปริศนาว่า ถ้าเมื่อใดที่สร้อยเส้นนี้หลุดออกจากคอ คือวันตายของเธอ บุญเติมคิดได้ จึงรีบขับรถไปหาสมหญิง แต่ไม่ทัน สมหญิง ได้ฆ่าตัวตาย ไปพร้อมการการแสดงบนเวทีของสมหญิงให้เรื่อง เพลงสุดท้ายนักแสดงหลักภาพยนตร์ไทย พ.ศ. 2528นักแสดงหลัก. ภาพยนตร์ไทย พ.ศ. 2528. - บิณฑ์ บันลือฤทธิ์ รับบท บุญเติม - สมหญิง ดาวราย รับบท สมหญิง ดาวราย - วรรณิศา ศรีวิเชียร รับบท อรทัย - จิระวดี อิศรางกูร ณ อยุธยา รับบท แพรว - ชลิต เฟื่องอารมย์ รับบท ประเทืองภาพยนตร์ไทย พ.ศ. 2549ภาพยนตร์ไทย พ.ศ. 2549. - อารยา อริยะวัฒนา รับบท สมหญิง ดาวราย - วชรกรณ์ ไวยศิลป์ รับบท บุญเติม - นิรุตต์ ศิริจรรยา รับบท ประเทือง - สุมนต์รัตน์ วัฒนาเศลารัตน์ รับบท อรทัย
ภาพยนตร์ไทยเรื่องเพลงสุดท้ายเข้าฉายครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. ใด
{ "answer": [ "2528" ], "answer_begin_position": [ 212 ], "answer_end_position": [ 216 ] }
3,167
360,991
เพลงสุดท้าย เพลงสุดท้าย เป็นภาพยนตร์ไทย จากบทประพันธ์เรื่องของ วรรณิศา กำกับโดย พิศาล อัครเศรณี เข้าฉายเมื่อ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2528 นำแสดงโดย สาวประเภทสอง "สมหญิง ดาวราย" นางโชว์ดาวเด่นชื่อดังจากทิฟฟานีโชว์ พัทยา ร่วมกับ บิณฑ์ บันลือฤทธิ์, วรรณิศา ศรีวิเชียร,จิระวดี อิศรางกูร ณ อยุธยา ,ชลิต เฟื่องอารมย์ และ เหี่ยวฟ้า เพลงประกอบชื่อ เพลงสุดท้าย ร้องโดย สุดา ชื่นบาน (แทนเสียง สมหญิง ดาวราย) ประสบความสำเร็จอย่างสูงเช่นเดียวกับภาพยนตร์ จนมีภาคสอง ชื่อ รักทรมาน นำแสดงโดย สมหญิง อีกครั้ง ในบท สมนึก น้องชายของสมหญิงที่ตายไป กลับไปล่อลวงให้พระเอกต้องผิดหวังบ้าง ออกฉายเมื่อ พ.ศ. 2530 ต่อมาสร้างภาคแรกใหม่อีกครั้ง เข้าฉายเมื่อ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2549 นำแสดงโดย อารยา อริยะวัฒนา, วชรกรณ์ ไวยศิลป์, นิรุตต์ ศิริจรรยา, สุมนต์รัตน์ วัฒนาเศลารัตต์, เจริญพร อ่อนละม้าย และ เหี่ยวฟ้า เรื่องราวของ สาวประเภทสอง ที่ผิดหวังในความรักจากชายหนุ่ม และเธอได้เลือกที่จะจบชีวิตลงบนเวทีที่ทำให้เธอเกิดในโลกของการแสดง ด้วยบทเพลงสุดท้ายของชีวิตเนื้อเรื่องย่อ เนื้อเรื่องย่อ. สมหญิง ดาวราย สาวประเภทสองที่ได้รับการยกย่องให้เป็นนักแสดงคาบาเร่ต์ดาวเด่นของ ทิฟฟานี่โชว์ที่พัทยา เนื่องจากเธอเพียบพร้อมไปด้วยคุณสมบัติที่มากกว่า นางโชว์ คนหนึ่งพึงจะมี ไม่ว่าจะเป็นหน้าตาท่าทาง กิริยามารยาทที่เป็นกุลสตรีทุกด้าน รวมถึงลีลาการแสดงในรูปแบบต่าง ๆ ที่ออกมาจากจิตวิญญาณอย่างแท้จริง สมหญิงมี มีความคิดฝังแน่นว่า ความรัก จะไม่มีวันเกิดขึ้นกับจิตใจของเธอเป็นอันขาด เพราะตัวอย่างชีวิตรักของเพศที่สามสอนให้สมหญิงได้เรียนรู้ว่า “ไม่มีรักแท้สำหรับเพศสีม่วง” นอกเสียจากความเจ็บปวดขื่นขมและผิดหวังเพียงอย่างเดียว เฉกเช่นชีวิตรัก ของ “ ประเทือง ” (ซ้อเทือง) กะเทยรุ่นใหญ่ เจ้าของทิฟฟานี่โชว์ ที่แม้จะสมบูรณ์พูนพร้อมไปเสียทุกอย่าง แต่ก็ยังไม่วายต้องทุรนทุรายเกือบตายเพราะความรัก เมื่อ บดินทร์ นักร้องหนุ่มหน้าม่าน ที่ซ้อเทืองเลี้ยงไว้ผละหนีจากอกช้ำ ๆ หลังจากได้กอบโกยทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาปรารถนาแล้ว บุญเติม นักร้องหนุ่มคนใหม่ของทิฟฟานี่โชว์ ได้รับการต้อนรับจากคนดูและเพื่อนร่วมคณะเป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสมหญิงที่เห็นแววความสามารถของบุญเติม และเป็นผู้ชักชวนให้มาทำงานนี้ สมหญิงได้ให้ ความช่วยเหลือทุกอย่างแก่บุญเติมอดีตช่างซ่อมรถด้วยความเต็มใจอย่างยิ่ง เพราะเห็นว่าบุญเติมต้องทำงานส่งเสียตัวเองเรียนด้วย เป็นเหตุให้ซ้อเทืองและเพื่อนนางโชว์เริ่มซุบซิบกันว่า บุญเติมได้เข้ามาทำลาย ” เขื่อนกั้นหัวใจของสมหญิงลงแล้ว แต่แล้วเมื่อ แม่อันเป็นที่รักและจุดยึดเหนี่ยวจิตใจของสมหญิงต้องมาเสียชีวิตลงอย่างไม่ คาดคิด แหล่งพักพิงหัวใจที่บอบช้ำของสมหญิงจึงอยู่ที่บุญเติมเรื่อยมา จนสุดท้ายสมหญิงแยกไม่ออกว่าหัวใจของตัวเองนั้นหลงรักบุญเติมมากน้อยเพียงใด วันเวลาผ่านไปก็ยิ่งทำให้บุญเติมกับสมหญิงคือ เงาตามตัวของกันและกัน แต่แทนที่เพื่อน ๆ นางโชว์จะดีใจไปกับสมหญิง ทุกคนกลับให้ความเป็นห่วง โดยเฉพาะซ้อเทืองที่เป็นห่วงสมหญิงมากกว่าใคร เพราะจากสมหญิงที่เคยร่าเริงคบหาสมาคมกับเพื่อน ๆ กลับกลายเป็นสมหญิงที่เฝ้ารอนับวันเวลาอย่างไร้จุดหมาย เมื่อบุญเติมต้องไปเรียนหรือไปค้างกับเพื่อน ๆ นักศึกษาที่กรุงเทพฯ ในวันนั้น แม้ ว่าสมหญิงจะภาวนาให้มันเป็นเพียงฝันร้าย แต่มันก็คือความจริง...ความจริงอันแสนเจ็บปวด เมื่อบุญเติมเกี่ยวก้อย อรทัย น้องสาวสุดที่รักของสมหญิง มาสารภาพกับเธอว่า ทั้งสองมีความรักแท้ต่อกันและต้องการที่จะเดินทางไปเรียนหนังสือที่เมืองนอก ด้วยกัน สมหญิงเจ็บปวดรวดร้าว และต้องจำยอมรับความจริงที่เกิดขึ้นต่อหน้าอย่างสุดแสนทรมาน โดยขอให้บุญเติม กลับมาเป็นเหมือนเดิม แต่บุญเติม ยืนยันที่จะไปเรียนต่อเมืองนอก สุดท้าย สมหญิงได้ส่งสร้อยคอที่บุญเติมซื้อให้คืนให้ทางจดหมาย โดย สมหญิงเคยพูดไว้เป็นปริศนาว่า ถ้าเมื่อใดที่สร้อยเส้นนี้หลุดออกจากคอ คือวันตายของเธอ บุญเติมคิดได้ จึงรีบขับรถไปหาสมหญิง แต่ไม่ทัน สมหญิง ได้ฆ่าตัวตาย ไปพร้อมการการแสดงบนเวทีของสมหญิงให้เรื่อง เพลงสุดท้ายนักแสดงหลักภาพยนตร์ไทย พ.ศ. 2528นักแสดงหลัก. ภาพยนตร์ไทย พ.ศ. 2528. - บิณฑ์ บันลือฤทธิ์ รับบท บุญเติม - สมหญิง ดาวราย รับบท สมหญิง ดาวราย - วรรณิศา ศรีวิเชียร รับบท อรทัย - จิระวดี อิศรางกูร ณ อยุธยา รับบท แพรว - ชลิต เฟื่องอารมย์ รับบท ประเทืองภาพยนตร์ไทย พ.ศ. 2549ภาพยนตร์ไทย พ.ศ. 2549. - อารยา อริยะวัฒนา รับบท สมหญิง ดาวราย - วชรกรณ์ ไวยศิลป์ รับบท บุญเติม - นิรุตต์ ศิริจรรยา รับบท ประเทือง - สุมนต์รัตน์ วัฒนาเศลารัตน์ รับบท อรทัย
ใครคือสาวประเภทสองที่รับบทนำในภาพยนตร์ไทยเรื่องเพลงสุดท้ายที่เข้าฉายเมื่อปี พ.ศ. 2528
{ "answer": [ "สมหญิง ดาวราย" ], "answer_begin_position": [ 241 ], "answer_end_position": [ 254 ] }
3,168
596,119
ปู่ม่านย่าม่าน ปู่ม่านย่าม่าน หรือ หนุ่มกระซิบ เป็นภาพจิตรกรรมฝาผนังภายในวัดภูมินทร์ จังหวัดน่าน อันเป็นผลงานของหนานบัวผัน จิตรกรพื้นถิ่นเชื้อสายไทลื้อ ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นผลงานที่ปราณีตและเป็นภาพที่โดดเด่นประจำวัดภูมินทร์ โดยเป็นภาพชายหญิงคู่หนึ่งกำลังกระซิบสนทนา และมีชื่อเสียงว่าเป็นภาพ "กระซิบรักบันลือโลก" และกลายเป็นเสมือนสัญลักษณ์ของเมืองน่านที่ไปปรากฏอยู่ในสินค้าจำนวนมาก อาทิ เสื้อยืด, โปสการ์ด หรือแม้แต่ข้าวของแต่งบ้านที่มาของชื่อ ที่มาของชื่อ. หนานบัวผันได้ตั้งชื่อภาพดังกล่าวตามเจตนารมณ์ด้วยการกำกับชื่อด้านบนของภาพว่า "ปู่ม่านย่าม่าน" วินัย ปราบริปู ศิลปินและเจ้าของหอศิลป์ริมน่าน ได้ค้นคว้าเกี่ยวกับที่มาของชื่อ "ปู่ม่านย่าม่าน" แก่ มติชนออนไลน์ ความว่า "ข้อความที่ เขียนกำกับว่า ปู่ม่าน ย่าม่าน หมายถึงว่า เขาเรียกผู้ชายพม่า ผู้หญิงพม่าคู่นี้ เป็นนัย เป็นสามีภรรยา แล้วการเกาะไหล่กันเป็นธรรมชาติของผู้ชายผู้หญิงที่เป็นสามีภรรยา ถ้าเป็นหนุ่มสาว ถูกเนื้อต้องตัวไม่ได้ และรูปลักษณะการแต่งกายชี้ชัดไปอีกสอดคล้องกับคำว่า ปู่ม่าน ย่าม่าน ม่านคือพม่า ปู่นี่คือผู้ชาย พ้นวัยเด็กผู้ชายเรียกปู่ พ้นวัยเด็กผู้หญิงเรียกย่า ซึ่งที่จริงออกเสียง "ง่า" ไม่ใช่ปู่ย่าตายาย โดย หนานบัวผัน เป็นศิลปินผู้เขียนจิตรกรรมประวัติศาสตร์ทั้งที่วัดหนองบัว และวัดภูมินทร์"ประวัติ ประวัติ. ภาพ "ปู่ม่านย่าม่าน" เป็นหนึ่งในงานจิตรกรรมฝาผนังถูกวาดขึ้นช่วงปี พ.ศ. 2410-2417 ระหว่างการบูรณะซ่อมแซมวัดภูมินทร์ในสมัยเจ้าอนันตฤทธิวรเดชครองเมืองน่าน ซึ่งตรงกับปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งภาพจิตรกรรมส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องราวในชาดก และแสดงให้เห็นถึงวิถีชีวิตของชาวน่านในอดีต แต่ภาพ "ปู่ม่านย่าม่าน" เป็นหนึ่งในภาพที่มีชื่อเสียงของงานจิตรกรรมฝาผนังดังกล่าว ด้วยได้รับการยกย่องว่าเป็นภาพที่สมบูรณ์แบบที่สุดทั้งด้านองค์ประกอบและอารมณ์ รังสรรค์โดยศิลปินนิรนามที่คาดว่าเป็น หนานบัวผัน ศิลปินชาวไทลื้อที่เคยสร้างงานจิตรกรรมที่วัดหนองบัว อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน ด้วยเปรียบเทียบภาพจิตรกรรมทั้งสองก็พบความเหมือนทั้งลายเส้น, สีสัน, ใบหน้า และฉากกว่า 40 จุด ทั้งยังมีมุมมองและแนวคิดที่ทันสมัย รู้จักนำสีสันมาใช้ เช่น สีแดง ฟ้า ดำ น้ำตาลเข้ม และมีวิธีลงฝีแปรงคล้ายภาพวาดสมัยใหม่ รายละเอียดของ "ปู่ม่านย่าม่าน" เป็นภาพที่แปลกแยกจากรูปอื่น ๆ โดยวาดเหนือภาพพระเนมีราชท่องนรกและสวรรค์ของชาดกเรื่อง เนมีราช แสดงให้เห็นรูปของชายหญิงคู่หนึ่ง โดยบุรุษใช้มือข้างหนึ่งเกาะไหล่สตรีแล้วมืออีกข้างหนึ่งป้องปากคล้ายกับกระซิบกระซาบที่ข้างหูสตรีผู้นั้นด้วยนัยน์ตากรุ้มกริ่มแฝงไปในเชิงรักใคร่ บุรุษในภาพสักลายตามตัว ขมวดผมไว้กลางกระหม่อมพร้อมผ้าพันผมแบบพม่า นุ่งผ้าลุนตะยา ส่วนสตรีในภาพแต่งกายไทลื้อเต็มยศ การแสดงท่าทางกระซิบหยอกล้อดังกล่าวมิใช่การเล้าโลมของคู่รักหนุ่มสาว หากแต่เป็นการแสดงความรักของคู่สามีภรรยา การแปลความหมายไปในทางกามารมณ์จึงทำให้เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนจากเจตนารมณ์เดิมของศิลปิน เคยมีการสันนิษฐานว่าบุรุษในภาพน่าจะเป็นผู้เขียนภาพ คือตัวหนานบัวผันเอง แต่ทว่าได้รับการปฏิเสธในเวลาต่อมาด้วยตัวหนานบัวผันเป็นชาวไทลื้อ ทั้งนี้ได้การแต่งคำบรรยายภาพดังกล่าวเป็นภาษาถิ่นพายัพอันสละสลวย ซึ่งแต่งและแปลโดยสมเจตน์ วิมลเกษม ความว่า แปล: ด้วยเหตุที่ "ปู่ม่านย่าม่าน" เป็นภาพของการกระซิบ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จึงทรงวาดภาพฝีพระหัตถ์ล้อเลียนเป็นภาพบุรุษตะโกนใส่สตรีผู้หนึ่ง เพื่อล้อเลียนภาพกระซิบ โดยสตรีใช้มือปิดหูเอาไว้สวนผ้าถุงลายน้ำไหลเมืองน่าน ส่วนบุรุษไว้ผมทรงโมฮอว์ก ด้วยทรงให้เหตุผลกับผู้ตามเสด็จว่า "ต้องตะโกนกัน เพราะกระซิบไม่ได้ยินแล้ว อายุมากกันแล้ว" ปัจจุบันภาพฝีพระหัตถ์ดังกล่าวถูกจัดแสดงที่หอศิลป์ริมน่าน นอกจากนี้ยังมีภาพจิตรกรรมฝาผนังที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับปู่ม่านย่าม่าน ภายในสิมของวัดโพธาราม อำเภอนาดูน จังหวัดมหาสารคาม ที่มีภาพชายหญิงกระซิบรักเช่นกัน โดยวาดเหนือภาพพระมาลัยโปรดนรก-สวรรค์ ไม่ปรากฏนามผู้วาด สันนิษฐานว่าภาพดังกล่าววาดในช่วงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นต้นมา
ปู่ม่านย่าม่านเป็นภาพจิตรกรรมฝาผนังที่มีชื่อเสียงภายในวัดใดของจังหวัดน่าน
{ "answer": [ "วัดภูมินทร์" ], "answer_begin_position": [ 162 ], "answer_end_position": [ 173 ] }
3,169
596,119
ปู่ม่านย่าม่าน ปู่ม่านย่าม่าน หรือ หนุ่มกระซิบ เป็นภาพจิตรกรรมฝาผนังภายในวัดภูมินทร์ จังหวัดน่าน อันเป็นผลงานของหนานบัวผัน จิตรกรพื้นถิ่นเชื้อสายไทลื้อ ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นผลงานที่ปราณีตและเป็นภาพที่โดดเด่นประจำวัดภูมินทร์ โดยเป็นภาพชายหญิงคู่หนึ่งกำลังกระซิบสนทนา และมีชื่อเสียงว่าเป็นภาพ "กระซิบรักบันลือโลก" และกลายเป็นเสมือนสัญลักษณ์ของเมืองน่านที่ไปปรากฏอยู่ในสินค้าจำนวนมาก อาทิ เสื้อยืด, โปสการ์ด หรือแม้แต่ข้าวของแต่งบ้านที่มาของชื่อ ที่มาของชื่อ. หนานบัวผันได้ตั้งชื่อภาพดังกล่าวตามเจตนารมณ์ด้วยการกำกับชื่อด้านบนของภาพว่า "ปู่ม่านย่าม่าน" วินัย ปราบริปู ศิลปินและเจ้าของหอศิลป์ริมน่าน ได้ค้นคว้าเกี่ยวกับที่มาของชื่อ "ปู่ม่านย่าม่าน" แก่ มติชนออนไลน์ ความว่า "ข้อความที่ เขียนกำกับว่า ปู่ม่าน ย่าม่าน หมายถึงว่า เขาเรียกผู้ชายพม่า ผู้หญิงพม่าคู่นี้ เป็นนัย เป็นสามีภรรยา แล้วการเกาะไหล่กันเป็นธรรมชาติของผู้ชายผู้หญิงที่เป็นสามีภรรยา ถ้าเป็นหนุ่มสาว ถูกเนื้อต้องตัวไม่ได้ และรูปลักษณะการแต่งกายชี้ชัดไปอีกสอดคล้องกับคำว่า ปู่ม่าน ย่าม่าน ม่านคือพม่า ปู่นี่คือผู้ชาย พ้นวัยเด็กผู้ชายเรียกปู่ พ้นวัยเด็กผู้หญิงเรียกย่า ซึ่งที่จริงออกเสียง "ง่า" ไม่ใช่ปู่ย่าตายาย โดย หนานบัวผัน เป็นศิลปินผู้เขียนจิตรกรรมประวัติศาสตร์ทั้งที่วัดหนองบัว และวัดภูมินทร์"ประวัติ ประวัติ. ภาพ "ปู่ม่านย่าม่าน" เป็นหนึ่งในงานจิตรกรรมฝาผนังถูกวาดขึ้นช่วงปี พ.ศ. 2410-2417 ระหว่างการบูรณะซ่อมแซมวัดภูมินทร์ในสมัยเจ้าอนันตฤทธิวรเดชครองเมืองน่าน ซึ่งตรงกับปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งภาพจิตรกรรมส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องราวในชาดก และแสดงให้เห็นถึงวิถีชีวิตของชาวน่านในอดีต แต่ภาพ "ปู่ม่านย่าม่าน" เป็นหนึ่งในภาพที่มีชื่อเสียงของงานจิตรกรรมฝาผนังดังกล่าว ด้วยได้รับการยกย่องว่าเป็นภาพที่สมบูรณ์แบบที่สุดทั้งด้านองค์ประกอบและอารมณ์ รังสรรค์โดยศิลปินนิรนามที่คาดว่าเป็น หนานบัวผัน ศิลปินชาวไทลื้อที่เคยสร้างงานจิตรกรรมที่วัดหนองบัว อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน ด้วยเปรียบเทียบภาพจิตรกรรมทั้งสองก็พบความเหมือนทั้งลายเส้น, สีสัน, ใบหน้า และฉากกว่า 40 จุด ทั้งยังมีมุมมองและแนวคิดที่ทันสมัย รู้จักนำสีสันมาใช้ เช่น สีแดง ฟ้า ดำ น้ำตาลเข้ม และมีวิธีลงฝีแปรงคล้ายภาพวาดสมัยใหม่ รายละเอียดของ "ปู่ม่านย่าม่าน" เป็นภาพที่แปลกแยกจากรูปอื่น ๆ โดยวาดเหนือภาพพระเนมีราชท่องนรกและสวรรค์ของชาดกเรื่อง เนมีราช แสดงให้เห็นรูปของชายหญิงคู่หนึ่ง โดยบุรุษใช้มือข้างหนึ่งเกาะไหล่สตรีแล้วมืออีกข้างหนึ่งป้องปากคล้ายกับกระซิบกระซาบที่ข้างหูสตรีผู้นั้นด้วยนัยน์ตากรุ้มกริ่มแฝงไปในเชิงรักใคร่ บุรุษในภาพสักลายตามตัว ขมวดผมไว้กลางกระหม่อมพร้อมผ้าพันผมแบบพม่า นุ่งผ้าลุนตะยา ส่วนสตรีในภาพแต่งกายไทลื้อเต็มยศ การแสดงท่าทางกระซิบหยอกล้อดังกล่าวมิใช่การเล้าโลมของคู่รักหนุ่มสาว หากแต่เป็นการแสดงความรักของคู่สามีภรรยา การแปลความหมายไปในทางกามารมณ์จึงทำให้เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนจากเจตนารมณ์เดิมของศิลปิน เคยมีการสันนิษฐานว่าบุรุษในภาพน่าจะเป็นผู้เขียนภาพ คือตัวหนานบัวผันเอง แต่ทว่าได้รับการปฏิเสธในเวลาต่อมาด้วยตัวหนานบัวผันเป็นชาวไทลื้อ ทั้งนี้ได้การแต่งคำบรรยายภาพดังกล่าวเป็นภาษาถิ่นพายัพอันสละสลวย ซึ่งแต่งและแปลโดยสมเจตน์ วิมลเกษม ความว่า แปล: ด้วยเหตุที่ "ปู่ม่านย่าม่าน" เป็นภาพของการกระซิบ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จึงทรงวาดภาพฝีพระหัตถ์ล้อเลียนเป็นภาพบุรุษตะโกนใส่สตรีผู้หนึ่ง เพื่อล้อเลียนภาพกระซิบ โดยสตรีใช้มือปิดหูเอาไว้สวนผ้าถุงลายน้ำไหลเมืองน่าน ส่วนบุรุษไว้ผมทรงโมฮอว์ก ด้วยทรงให้เหตุผลกับผู้ตามเสด็จว่า "ต้องตะโกนกัน เพราะกระซิบไม่ได้ยินแล้ว อายุมากกันแล้ว" ปัจจุบันภาพฝีพระหัตถ์ดังกล่าวถูกจัดแสดงที่หอศิลป์ริมน่าน นอกจากนี้ยังมีภาพจิตรกรรมฝาผนังที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับปู่ม่านย่าม่าน ภายในสิมของวัดโพธาราม อำเภอนาดูน จังหวัดมหาสารคาม ที่มีภาพชายหญิงกระซิบรักเช่นกัน โดยวาดเหนือภาพพระมาลัยโปรดนรก-สวรรค์ ไม่ปรากฏนามผู้วาด สันนิษฐานว่าภาพดังกล่าววาดในช่วงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นต้นมา
ใครคือผู้วาดภาพจิตรกรรมฝาผนังที่มีชื่อว่าปู่ม่านย่าม่าน
{ "answer": [ "หนานบัวผัน" ], "answer_begin_position": [ 201 ], "answer_end_position": [ 211 ] }
3,170
209,739
สัจจะ ๑๐ ประการ สัจจะ ๑๐ ประการเป็นอัลบั้มชุดที่ 12 ของวงคาราบาว วางจำหน่ายในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2535 จัดจำหน่ายโดย Musica และโปรโมตโดย ดี-เดย์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ (ปัจจุบันคือ วอร์นเนอร์ มิวสิก ไทยแลนด์) โดยมีเพลงในอัลบั้มนี้ทั้งหมด 10 เพลง และมีเพลงฮิตคือ สัจจะ ๑๐ ประการ , ชนะภัย , ช้าก่อน และ "สามช่าจงเจริญ"ประวัติ ประวัติ. อัลบั้มนี้ทำขึ้นหลังจากผ่านพ้นเหตุการณ์พฤษภาทมิฬและได้นายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง คือ ชวน หลีกภัย วงคาราบาวจึงได้ทำเพลงที่เกี่ยวข้องกับประชาธิปไตย เช่น เพลงมีเนื้อหาเสียดสีนายกรัฐมนตรีท่านนี้ในเพลง ชวนป๋วย ซึ่งในที่สุดก็ถูก คณะกรรมการบริหารวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ (กบว.) สั่งห้ามออกอากาศ ถือเป็นเพลงสุดท้ายของคาราบาวที่ถูก กบว. สั่งห้ามออกอากาศ ก่อนที่ กบว. จะยกเลิกการตรวจพิจารณาเนื้อหารายการ โดยให้ผู้บริหารสถานีโทรทัศน์ตรวจพิจารณากันเอง และแปรรูปเป็นคณะกรรมการกิจการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์แห่งชาติ (กกช.) หรือเพลงที่มีเนื้อหาส่งเสริมการปกครองระบอบประชาธิปไตยและกล่าวถึงเหตุการณ์ดังกล่าวเช่น ชนะภัย, ตามดูผู้แทน, สัจจะ ๑๐ ประการ โดยนำเสนอในรูปแบบเพลงร็อกเป็นส่วนมากและมีสีสันของดนตรีพื้นบ้านอยู่บ้าง เช่น การนำดนตรี 3 ช่ามาทำให้ร่วมสมัยในเพลง ธนาคารโลก และ สามช่าจงเจริญ อัลบั้มนี้จึงได้รับความนิยมและติดหูคนฟังอย่างสูง ภายหลังอัลบั้มนี้ถูกนำมาจัดจำหน่ายอีกครั้งโดยวอร์เนอร์ มิวสิก ไทยแลนด์รายชื่อเพลงรายชื่อเพลง. 1. สัจจะ ๑๐ ประการ 2. ชนะภัย 3. ธนาคารโลก 4. น้ำ 5. ช้าก่อน 6. สามช่าจงเจริญ 7. หนูเล็ก 8. ป๋าตี๋ 9. ชวนป๋วย 10. ตามดูผู้แทนสมาชิกในวงสมาชิกในวง. 1. ยืนยง โอภากุล (กีตาร์, ร้องนำ, ร้องประสาน) 2. ปรีชา ชนะภัย (กีตาร์, ร้องนำเพลง หนูเล็ก และ ตามดูผู้แทน ,ร้องประสาน) 3. อนุพงษ์ ประถมปัทมะ (กีตาร์เบส) 4. ลือชัย งามสม (คีย์บอร์ด, ร้องประสาน) 5. ชูชาติ หนูด้วง (กลอง)อื่นๆอื่นๆ. 1. เพลงในอัลบั้มนี้แต่งและเล่นโดยสมาชิกภายในวง ยกเว้นเพลง ตามดูผู้แทน แต่งโดย ศักดิ์สิทธิ์ เชื้อกลาง 2. เพลง ชวนป๋วย ถูกแบนมิให้ออกอากาศ เนื่องจากมีเนื้อหาเสียดสีและกระทบกระทั่งนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น (ชวน หลีกภัย) อย่างโจ่งแจ้ง 3. ในช่วงบันทึกเสียง แอ๊ด - ยืนยง โอภากุล ทำหน้าที่เล่นกีตาร์โปร่ง และเล็ก - ปรีชา ชนะภัย ทำหน้าที่เล่น กีตาร์ไฟฟ้า โดยเล่นทั้งริทึ่มและโซโล่การจัดจำหน่ายศิลปินที่นำไปขับร้องใหม่
สัจจะ ๑๐ ประการเป็นอัลบั้มชุดที่เท่าไรของวงดนตรีไทยชื่อว่าคาราบาว
{ "answer": [ "12" ], "answer_begin_position": [ 139 ], "answer_end_position": [ 141 ] }
3,171
352,160
โดนต์ครายฟอร์มีอาร์เจนตินา โดนต์ครายฟอร์มีอาร์เจนตินา เป็นเพลงที่ประพันธ์ทำนองโดยแอนดรูว์ ลอยด์ เวบเบอร์ และคำร้องโดยทิม ไรซ์ มีชื่อเสียงจากละครเวทีเรื่อง เอวิตา (Evita) ละครเพลงเวสต์เอนด์ในปี ค.ศ. 1978 ขับร้องโดยอีเลน เพจ ซึ่งได้ไปแสดงที่บรอดเวย์ในปีถัดมา ขับร้องโดยแพตตี ลูโพน และเมื่อแอลัน พาร์กเกอร์ นำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ในชื่อเดียวกัน ในปี ค.ศ. 1996 ก็ขับร้องโดยมาดอนนา เพลงนี้ปรากฏครั้งแรกอยู่ในผลงานอัลบั้ม `Evita ในแนวร็อกโอเปรา วางจำหน่ายในปี ค.ศ. 1976 ขับร้องโดยจูลี โคฟวิงตัน ซิงเกิลเพลงนี้ขึ้นถึงอันดับหนึ่งในประเทศอังกฤษเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1977 และขายได้มากกว่าหนึ่งล้านแผ่นในสหราชอาณาจักร ต่อมาเมื่อผลงานเพลงประสบความสำเร็จ จึงได้มีการดัดแปลงมาเป็นละครเพลง แต่จูลี โคฟวิงตัน ปฏิเสธที่จะแสดงละครเพลง ผู้จัดจึงให้อีเลน เพจ ผู้รับบทตัวละครอีวา เปรอง ภริยาคนที่สองของฮวน เปรอง อดีตประธานาธิบดีอาร์เจนตินา เป็นผู้ขับร้องแทน โดยปรากฏในองก์ที่สองของเรื่อง เป็นฉากที่เอวิตา ยืนอยู่ที่ระเบียงชั้นบนของทำเนียบประธานาธิบดี ต่อหน้าฝูงชนผู้ให้การสนับสนุน
โดนต์ครายฟอร์มีอาร์เจนตินาเป็นเพลงที่มีชื่อเสียงจากละครเวทีเรื่องใด
{ "answer": [ "เอวิตา" ], "answer_begin_position": [ 256 ], "answer_end_position": [ 262 ] }
3,172
352,160
โดนต์ครายฟอร์มีอาร์เจนตินา โดนต์ครายฟอร์มีอาร์เจนตินา เป็นเพลงที่ประพันธ์ทำนองโดยแอนดรูว์ ลอยด์ เวบเบอร์ และคำร้องโดยทิม ไรซ์ มีชื่อเสียงจากละครเวทีเรื่อง เอวิตา (Evita) ละครเพลงเวสต์เอนด์ในปี ค.ศ. 1978 ขับร้องโดยอีเลน เพจ ซึ่งได้ไปแสดงที่บรอดเวย์ในปีถัดมา ขับร้องโดยแพตตี ลูโพน และเมื่อแอลัน พาร์กเกอร์ นำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ในชื่อเดียวกัน ในปี ค.ศ. 1996 ก็ขับร้องโดยมาดอนนา เพลงนี้ปรากฏครั้งแรกอยู่ในผลงานอัลบั้ม `Evita ในแนวร็อกโอเปรา วางจำหน่ายในปี ค.ศ. 1976 ขับร้องโดยจูลี โคฟวิงตัน ซิงเกิลเพลงนี้ขึ้นถึงอันดับหนึ่งในประเทศอังกฤษเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1977 และขายได้มากกว่าหนึ่งล้านแผ่นในสหราชอาณาจักร ต่อมาเมื่อผลงานเพลงประสบความสำเร็จ จึงได้มีการดัดแปลงมาเป็นละครเพลง แต่จูลี โคฟวิงตัน ปฏิเสธที่จะแสดงละครเพลง ผู้จัดจึงให้อีเลน เพจ ผู้รับบทตัวละครอีวา เปรอง ภริยาคนที่สองของฮวน เปรอง อดีตประธานาธิบดีอาร์เจนตินา เป็นผู้ขับร้องแทน โดยปรากฏในองก์ที่สองของเรื่อง เป็นฉากที่เอวิตา ยืนอยู่ที่ระเบียงชั้นบนของทำเนียบประธานาธิบดี ต่อหน้าฝูงชนผู้ให้การสนับสนุน
ใครคือผู้ประพันธ์ทำนองเพลงโดนต์ครายฟอร์มีอาร์เจนตินาจากละครเวทีเรื่องเอวิตา
{ "answer": [ "แอนดรูว์ ลอยด์ เวบเบอร์" ], "answer_begin_position": [ 182 ], "answer_end_position": [ 205 ] }
3,173
2,239
หน้าวัว หน้าวัว () เป็นสกุลของพืชในวงศ์หน้าวัว (ARACEAE) มีถิ่นกำเนิดในฮาวาย ปัจจุบันกระจายพันธุ์ได้เกือบทุกทวีป แต่จะเจริญดีในภูมิอากาศแบบร้อนหรือร้อนชื้น (15 - 30 องศาเซลเซียส) จากฐานข้อมูลพืช ชื่อพรรณไม้แห่งประเทศไทย เต็ม สมิตินันท์ (ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2557) ได้รายงานไว้ว่าเกี่ยวกับ "ชื่อค้นหา" ของคำว่า "หน้าวัว" ในประเทศไทยทั้งหมด 4 ชื่อ คือ 1. หน้าวัวดอก (Flamingo flower หรือ Tail flower) Anthurium × ferrierense Mast. & T. Moore 2. หน้าวัวดอกแดง (Flamingo flower, Pigtail Anthurium หรือ Pigtail flamingo flower) Anthurium scherzerianum Schott 3. หน้าวัวไทย (เจ็ดทิวา, เดหลีใบกล้วย, Madonna lily, Peace lily หรือ Spathe flower) จัดอยู่ในวงศ์เดียวกับหน้าวัว แต่อยู่คนละสกุลกัน โดยหน้าวัวไทยจัดอยู่ในสกุล Spathiphyllum มีชื่อวิทยาศาสตร์ คือ Spathiphyllum cannifolium (Dryand. ex Sims) Schott 4. หน้าวัวใบ (Crystal Anthurium) Anthurium crystallinum Linden ex Andréความหมายของดอกหน้าวัว ความหมายของดอกหน้าวัว.                   คนไทยถือว่าดอกหน้าวัวเป็นดอกไม้อัปมงคล  ใช้ในงานศพ  ไม่เหมาะที่จะมอบให้ในงานวันเกิด          แม้ยุคสมัยจะเปลี่ยนไป ดอกหน้าวัวกลายเป็นพืชเศรษฐกิจ  แต่ก็ควรจะหลีกเลี่ยงในการให้ในงานมงคล ดอกหน้าวัว แทนความหมายของการต้อนรับขับสู้ด้วยความยินดี ในโอกาสที่ถูกเชิญไปเป็นแขก ผู้คนก็มักนิยมนำดอกไม้ชนิดนี้ติดไม้ติดมือไปฝากเจ้าของบ้านด้วยนั่นเอง ถ้าจะให้เป็นดอกไม้แทนใจแล้วละก็ความหมายของดอกหน้าวัวนั้นก็อาจจะฟังดูเศร้าไปหน่อย และความหมายแทนใจก็คือ “หญิงสาวผู้เหงาเศร้า แต่หยิ่งและทรนงค์ในศักดิ์ศรีของตัวเอง” แต่ถ้าจะให้เป็นดอกไม้แทนความรักแล้วละก็มีความหมายที่ดีไม่แพ้ใครเลยซึ่งความหมายนั่นก็คือ “ความรักที่มั่นคงและอดทน”การจัดจำแนกหน้าวัวในประเทศไทย การจัดจำแนกหน้าวัวในประเทศไทย. ในประเทศไทยพบหน้าวัว จำนวน 2 ชนิดใหญ่ๆ คือ 1. Anthurium andraeanum โดยทั่วไปใช้เป็นพืชตัดดอก มีทั้งหมด 4 สี คือ 1.1 พันธุ์ที่มีจานรองดอกสีขาว เช่น พันธุ์ขาวคุณหนู 1.2 พันธุ์ที่มีจานรองดอกสีชมพู เช่น พันธุ์ศรียาตรา พันธุ์จักรเพชร 1.3 พันธุ์ที่มีจานรองดอกสีแดง พันธุ์ที่นิยมเป็นไม้ตัดดอกของเมืองไทย คือ พันธุ์ดวงสมร (พันธุ์นี้มีลักษณะของจานรองดอกสีแดงเข้ม รูปหัวใจ ปลีมีสีเหลือง เมื่ออายุมากขึ้นถึงแก่จะมีสีขาว) 1.4 พันธุ์ที่มีจานรองดอกสีส้ม เช่น พันธุ์สุหรานากง (มักใช้ประกวด) และพันธุ์ดาราทอง (มักใช้เป็นไม้กระถาง) 2. Anthurium schzerianum เป็นชนิดที่มีสีของจานรองดอกแตกต่างกัน และไม่ค่อยนิยมปลูกเลี้ยงในไทย เนื่องจากต้องการความเย็นและความชื้นสูงกว่า Anthurium andraeanum ส่วนใหญ่มักพบการปลูกเลี้ยงในสหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส และสวิสเซอร์แลนด์ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ลำต้น ลักษณะทางพฤกษศาสตร์. ลำต้น. หน้าวัวเป็นไม้อายุหลายปี อวบน้ำลำต้นตรง โดยจะมีการแตกหน่อเลื้อยมีการเจริญยอดเดียว เมื่อยอดเจริญสูงขึ้นอาจพบรากบริเวณลำต้น โดยจะแตกเมือมีความชื้นเพียงพอ เนื่องจากเป็นพืชระบบรากอากาศสามารถดูดน้ำและความชื้นจากอากาศได้ดีช่อดอก ช่อดอก. ส่วนช่อดอกของหน้าวัวหรือที่เรียกว่า ปลี คือ ส่วนที่เป็นดอกจริง ซึ่งประกอบด้วย ก้านช่อ ซึ่งมีดอกย่อยเล็กเรียงอัดแน่นอยู่บนปลี ดอกย่อยนี้เป็นดอกสมบูรณ์เพศ ที่มีทั้งเกสรเพศผู้และเกสรเพศเมีย อยู่ในดอกเดียวกัน ดอกที่อยู่บนก้านดอกนี้จะมีสีต่างๆหลายสี เมื่อจานรองดอกคลี่ปลีออกจะมีสีเหลืองอ่อน หรือสีปนแดง ตามสายพันธุ์ ดอกที่อยู่โคนปลีจะเปลี่ยนเป็นสีขาว ไล่ไปปลายปลี แสดงว่า ดอกบาน และเมื่อตุ่มยอดเกสรตัวเมียเริ่มมีน้ำเหนียว ๆ แสดงว่าดอกนั้นพร้อมที่จะผสมเกสรตัวผู้จะบานภายหลังเกสรตัวเมีย ดังนั้นหน้าวัวส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยมีโอกาสผสมตัวเอง ยกเว้นบางสายพันธุ์ นอกจาก นี้เกสรตัวผู้ของหน้าวัวลูกผสมส่วนใหญ่ จะมีเกสรตัวผู้ฟุ้งเมื่ออุณหภูมิเย็น โดยมากมักจะผสมในช่วงฤดูหนาวการกระจายพันธุ์ การกระจายพันธุ์. มีการกระจายพันธุ์หลักอยู่บริเวณทวีปอเมริกา โดยเฉพาะ Central และ South America http://eol.org/data_objects/21105641ความนิยม ความนิยม. สหรัฐอเมริกา นิยมใช้หน้าวัวพันธุ์สีแดงและสีแดงอ่อนมาก โดยคิดเป็น 80% ส่วนอีก 20% เป็นสีชมพู และสีขาว ในทางฝรั่งเศสและสวิสเซอร์แลนด์ นิยมสีแดงและสีส้มการปลูก การปลูก. สามารถปลูกลงในกระถางที่มีการรองพื้นด้วย เครื่องปลูกที่โปร่ง เช่น กาบมะพร้าว ได้ หรือจะไปปลูกบนต้นไม้ ก้อนหินก็ได้เช่นกัน โดยวิธีการที่นิยมมีดังนี้1. การตัดยอด ทำได้เมือ ต้นสูงขึ้นจากระดับเครื่องปลูกและมีราก 2-3 ราก นำไปปลูกลงในกระถางใหม่โดยใส่ยาเร่งรากเพื่อให้แตก 2. การแยกหน่อ หน้าวัวบางพันธุ์มีหน่อมาก เช่น พันธุ์ดาราทอง โดยสามารถแยกหน่อลงไปปลูกได้เลยเพราะมีการแตกรากที่สมบุรณ์แล้ว 3. การตัดต้นชำ ทำการตัดชำ แล้วนำท่อนพันธุ์ไปใช้ชำในทรายหรืออิฐทุบก้อนเล็ก ๆ ที่ขึ้นอยู่เสมอ จะเกิดต้นใหม่ขึ้นมาตามข้อหรือปล้องนั้น เมื่อต้นมีรากก็แยกไปปลูก 4. การขยายพันธุ์โดยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เป็นวิธีการที่ผลิตหน้าวัวได้เป็นจำนวนมาก แต่มีปัญหาในการทำความสะอาดเนื้อเนื้อ เพราะหน้าวัวเป็นพืชที่ชอบความชื้น ฉะนั้นจึงทำให้มีทั้งเชื้อราและแบคทีเรียตามต้นพันธุ์มาก เมื่อต้นอ่อนเจริญเติบโตในหลอดอาหารเพียงพอที่จะย้ายลงไปปลูกในกระถางได้นำไปเลี้ยงต่อในโรงเรือนที่ชื้นสม่ำเสมอ โดยในะระยนี้ต้องมีเวลาในการดูแล เอาใจใส่มิฉะนั้นต้นจะตายง่ายโดยการขาดความชื้น 5. การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด ใช้สำหรับการปรับปรุงพันธุ์เท่านั้น เพื่อให้ได้พันธุ์ใหม่มีลักษณะดีกว่าพันธุ์เดิม โดยมีการผสมเกสรในช่วงฤดูหนาว แต่มีโอกาสที่หน้าวัวจะติดเมล็ดเองมีน้อย เพราะเกสรตัวผู้และตัวเมียบานไม่พร้อมกัน โดยมากเกสรตัวเมียบานแล้ว จึงมีละอองเกสรตัวผู้ จะบานไล่จากโคนปลี ผู้ที่ทำการผสมจะต้องใช้ พู่กันหรือบนที่สามารรถนำ เกสรตัวผู้ไปผสมได้ หลังจากเมือผสมได้ ปลีจะเริ่มบวมเพราะได้รับการผสมแล้ว รอจนแก่ นำไปเพราะได้โรคและแมลง โรคและแมลง. หน้าวัวกับโรคและการรุกรานของแมลง มีดังนี้ โรค 1. โรคใบแห้ง อาจเกิดจากกรณีที่ได้รับแสงมากและนานเกินไป จนส่งผลให้ความชื้นในใบลดลง ทำให้เกิดอาหารแห้งและไหม้ได้ มักเกิดกับใบที่ค่อนข้างแก่ และเป็นใบระดับล่างๆ แต่ในกรณีที่เกิดกับใบที่ยังไม่แก่จัด และไม่ใช่ใบล่าง อาจมีสาเหตุเกิดมาจากเชื้อรา Phytophthora Collectotrichum หรือ Anthracnose 2. โรครากเน่า เกิดจากภาชนะหรืออุกรณ์ในการเพาะปลูกไม่เหมาะสม มีการระบายน้ำและอากาศไม่ดีนัก เป็นแหล่งที่เอื้ออำนวยต่อการเจริญเติบโตของเชื้อรา 3. โรคยอดเน่า มักพบกับหน้าวัวที่ปลูกในโรงเรือนที่อับ การระบายอากาศถ่ายเทไม่ดีเท่าที่ควร และมีเชื้อรา Phytophthora หรือ Bacteria เข้าทำลาย เมื่อเป็นมากเข้าทำให้หน้าวัวตายได้ 4. โรคใบด่าง โรคนี้เป็นแล้วทำให้ใบที่เกิดใหม่มีลักษณะหน้าใบด้าน มีขนาดเล็กลง ถ้าต้นไหนเป็นควรกำจัดทิ้งโดยนำไปเผาไฟ ดังนั้นการปลูกหน้าวัวควรมีโปรแกรมการฉีดยากันรา เดือนละ 1-2 ครั้ง ตอนช่วงฝน อาจฉีดเดือนละ 2 ครั้ง การฉีดยากันรา ไม่ควรใช้อย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น แต่ควรหมุนเวียนเปลี่ยนกันไป หรือถ้าทราบสาเหตุของโรคเน่ามาจากเชื้อใดก็สามารถเลือกใช้ยาได้ถูกต้อง เชื้อราพวก Phytophthora ก็ใช้พวกไดโฟลาเทน ถ้าเกิดจาก Collectotrichum ใช้เบนเลท และถ้าเกิดจาก Anthracnose ใช้ยาป้องกันกำจัดราชนิดใดก็ได้ ยกเว้นยาพวกกำมะถัน แมลงและศัตรูพืช 1. เพลี้ยอ่อนและเพลี้ยแป้ง จะดูดน้ำเลี้ยงของส่วนใบและยอด นอกจากนี้ยังสามารถเกิดขึ้นได้ที่ส่วนของดอกเช่นเดียวกัน 2. ไรแดง จะดูดกินน้ำเลี้ยงตามใบและดอก ทำให้เกิดเป็นจุดด่าง 3. ด้วงหรือแมลงปีกแข็ง ชอบกัดกินใบยอดและจานรองดอก (receptacle) 4. หอยทาก ศัตรูอีกชนิดหนึ่งที่ชอบกินใบต้นหน้าวัว ควรเก็บทิ้งให้หมดอย่าทุบให้แตก เพราะตัวเล็กๆ จะเจริญเติบโตต่อไปภาพ ภาพ. ประโยชน์ สามารถนำมาขายเพื่อเป็นรายได้เสริม
หน้าวัวเป็นสกุลของพืชในวงศ์หน้าวัว มีถิ่นกำเนิดจากที่ใด
{ "answer": [ "ฮาวาย" ], "answer_begin_position": [ 149 ], "answer_end_position": [ 154 ] }
3,174
2,239
หน้าวัว หน้าวัว () เป็นสกุลของพืชในวงศ์หน้าวัว (ARACEAE) มีถิ่นกำเนิดในฮาวาย ปัจจุบันกระจายพันธุ์ได้เกือบทุกทวีป แต่จะเจริญดีในภูมิอากาศแบบร้อนหรือร้อนชื้น (15 - 30 องศาเซลเซียส) จากฐานข้อมูลพืช ชื่อพรรณไม้แห่งประเทศไทย เต็ม สมิตินันท์ (ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2557) ได้รายงานไว้ว่าเกี่ยวกับ "ชื่อค้นหา" ของคำว่า "หน้าวัว" ในประเทศไทยทั้งหมด 4 ชื่อ คือ 1. หน้าวัวดอก (Flamingo flower หรือ Tail flower) Anthurium × ferrierense Mast. & T. Moore 2. หน้าวัวดอกแดง (Flamingo flower, Pigtail Anthurium หรือ Pigtail flamingo flower) Anthurium scherzerianum Schott 3. หน้าวัวไทย (เจ็ดทิวา, เดหลีใบกล้วย, Madonna lily, Peace lily หรือ Spathe flower) จัดอยู่ในวงศ์เดียวกับหน้าวัว แต่อยู่คนละสกุลกัน โดยหน้าวัวไทยจัดอยู่ในสกุล Spathiphyllum มีชื่อวิทยาศาสตร์ คือ Spathiphyllum cannifolium (Dryand. ex Sims) Schott 4. หน้าวัวใบ (Crystal Anthurium) Anthurium crystallinum Linden ex Andréความหมายของดอกหน้าวัว ความหมายของดอกหน้าวัว.                   คนไทยถือว่าดอกหน้าวัวเป็นดอกไม้อัปมงคล  ใช้ในงานศพ  ไม่เหมาะที่จะมอบให้ในงานวันเกิด          แม้ยุคสมัยจะเปลี่ยนไป ดอกหน้าวัวกลายเป็นพืชเศรษฐกิจ  แต่ก็ควรจะหลีกเลี่ยงในการให้ในงานมงคล ดอกหน้าวัว แทนความหมายของการต้อนรับขับสู้ด้วยความยินดี ในโอกาสที่ถูกเชิญไปเป็นแขก ผู้คนก็มักนิยมนำดอกไม้ชนิดนี้ติดไม้ติดมือไปฝากเจ้าของบ้านด้วยนั่นเอง ถ้าจะให้เป็นดอกไม้แทนใจแล้วละก็ความหมายของดอกหน้าวัวนั้นก็อาจจะฟังดูเศร้าไปหน่อย และความหมายแทนใจก็คือ “หญิงสาวผู้เหงาเศร้า แต่หยิ่งและทรนงค์ในศักดิ์ศรีของตัวเอง” แต่ถ้าจะให้เป็นดอกไม้แทนความรักแล้วละก็มีความหมายที่ดีไม่แพ้ใครเลยซึ่งความหมายนั่นก็คือ “ความรักที่มั่นคงและอดทน”การจัดจำแนกหน้าวัวในประเทศไทย การจัดจำแนกหน้าวัวในประเทศไทย. ในประเทศไทยพบหน้าวัว จำนวน 2 ชนิดใหญ่ๆ คือ 1. Anthurium andraeanum โดยทั่วไปใช้เป็นพืชตัดดอก มีทั้งหมด 4 สี คือ 1.1 พันธุ์ที่มีจานรองดอกสีขาว เช่น พันธุ์ขาวคุณหนู 1.2 พันธุ์ที่มีจานรองดอกสีชมพู เช่น พันธุ์ศรียาตรา พันธุ์จักรเพชร 1.3 พันธุ์ที่มีจานรองดอกสีแดง พันธุ์ที่นิยมเป็นไม้ตัดดอกของเมืองไทย คือ พันธุ์ดวงสมร (พันธุ์นี้มีลักษณะของจานรองดอกสีแดงเข้ม รูปหัวใจ ปลีมีสีเหลือง เมื่ออายุมากขึ้นถึงแก่จะมีสีขาว) 1.4 พันธุ์ที่มีจานรองดอกสีส้ม เช่น พันธุ์สุหรานากง (มักใช้ประกวด) และพันธุ์ดาราทอง (มักใช้เป็นไม้กระถาง) 2. Anthurium schzerianum เป็นชนิดที่มีสีของจานรองดอกแตกต่างกัน และไม่ค่อยนิยมปลูกเลี้ยงในไทย เนื่องจากต้องการความเย็นและความชื้นสูงกว่า Anthurium andraeanum ส่วนใหญ่มักพบการปลูกเลี้ยงในสหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส และสวิสเซอร์แลนด์ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ลำต้น ลักษณะทางพฤกษศาสตร์. ลำต้น. หน้าวัวเป็นไม้อายุหลายปี อวบน้ำลำต้นตรง โดยจะมีการแตกหน่อเลื้อยมีการเจริญยอดเดียว เมื่อยอดเจริญสูงขึ้นอาจพบรากบริเวณลำต้น โดยจะแตกเมือมีความชื้นเพียงพอ เนื่องจากเป็นพืชระบบรากอากาศสามารถดูดน้ำและความชื้นจากอากาศได้ดีช่อดอก ช่อดอก. ส่วนช่อดอกของหน้าวัวหรือที่เรียกว่า ปลี คือ ส่วนที่เป็นดอกจริง ซึ่งประกอบด้วย ก้านช่อ ซึ่งมีดอกย่อยเล็กเรียงอัดแน่นอยู่บนปลี ดอกย่อยนี้เป็นดอกสมบูรณ์เพศ ที่มีทั้งเกสรเพศผู้และเกสรเพศเมีย อยู่ในดอกเดียวกัน ดอกที่อยู่บนก้านดอกนี้จะมีสีต่างๆหลายสี เมื่อจานรองดอกคลี่ปลีออกจะมีสีเหลืองอ่อน หรือสีปนแดง ตามสายพันธุ์ ดอกที่อยู่โคนปลีจะเปลี่ยนเป็นสีขาว ไล่ไปปลายปลี แสดงว่า ดอกบาน และเมื่อตุ่มยอดเกสรตัวเมียเริ่มมีน้ำเหนียว ๆ แสดงว่าดอกนั้นพร้อมที่จะผสมเกสรตัวผู้จะบานภายหลังเกสรตัวเมีย ดังนั้นหน้าวัวส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยมีโอกาสผสมตัวเอง ยกเว้นบางสายพันธุ์ นอกจาก นี้เกสรตัวผู้ของหน้าวัวลูกผสมส่วนใหญ่ จะมีเกสรตัวผู้ฟุ้งเมื่ออุณหภูมิเย็น โดยมากมักจะผสมในช่วงฤดูหนาวการกระจายพันธุ์ การกระจายพันธุ์. มีการกระจายพันธุ์หลักอยู่บริเวณทวีปอเมริกา โดยเฉพาะ Central และ South America http://eol.org/data_objects/21105641ความนิยม ความนิยม. สหรัฐอเมริกา นิยมใช้หน้าวัวพันธุ์สีแดงและสีแดงอ่อนมาก โดยคิดเป็น 80% ส่วนอีก 20% เป็นสีชมพู และสีขาว ในทางฝรั่งเศสและสวิสเซอร์แลนด์ นิยมสีแดงและสีส้มการปลูก การปลูก. สามารถปลูกลงในกระถางที่มีการรองพื้นด้วย เครื่องปลูกที่โปร่ง เช่น กาบมะพร้าว ได้ หรือจะไปปลูกบนต้นไม้ ก้อนหินก็ได้เช่นกัน โดยวิธีการที่นิยมมีดังนี้1. การตัดยอด ทำได้เมือ ต้นสูงขึ้นจากระดับเครื่องปลูกและมีราก 2-3 ราก นำไปปลูกลงในกระถางใหม่โดยใส่ยาเร่งรากเพื่อให้แตก 2. การแยกหน่อ หน้าวัวบางพันธุ์มีหน่อมาก เช่น พันธุ์ดาราทอง โดยสามารถแยกหน่อลงไปปลูกได้เลยเพราะมีการแตกรากที่สมบุรณ์แล้ว 3. การตัดต้นชำ ทำการตัดชำ แล้วนำท่อนพันธุ์ไปใช้ชำในทรายหรืออิฐทุบก้อนเล็ก ๆ ที่ขึ้นอยู่เสมอ จะเกิดต้นใหม่ขึ้นมาตามข้อหรือปล้องนั้น เมื่อต้นมีรากก็แยกไปปลูก 4. การขยายพันธุ์โดยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เป็นวิธีการที่ผลิตหน้าวัวได้เป็นจำนวนมาก แต่มีปัญหาในการทำความสะอาดเนื้อเนื้อ เพราะหน้าวัวเป็นพืชที่ชอบความชื้น ฉะนั้นจึงทำให้มีทั้งเชื้อราและแบคทีเรียตามต้นพันธุ์มาก เมื่อต้นอ่อนเจริญเติบโตในหลอดอาหารเพียงพอที่จะย้ายลงไปปลูกในกระถางได้นำไปเลี้ยงต่อในโรงเรือนที่ชื้นสม่ำเสมอ โดยในะระยนี้ต้องมีเวลาในการดูแล เอาใจใส่มิฉะนั้นต้นจะตายง่ายโดยการขาดความชื้น 5. การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด ใช้สำหรับการปรับปรุงพันธุ์เท่านั้น เพื่อให้ได้พันธุ์ใหม่มีลักษณะดีกว่าพันธุ์เดิม โดยมีการผสมเกสรในช่วงฤดูหนาว แต่มีโอกาสที่หน้าวัวจะติดเมล็ดเองมีน้อย เพราะเกสรตัวผู้และตัวเมียบานไม่พร้อมกัน โดยมากเกสรตัวเมียบานแล้ว จึงมีละอองเกสรตัวผู้ จะบานไล่จากโคนปลี ผู้ที่ทำการผสมจะต้องใช้ พู่กันหรือบนที่สามารรถนำ เกสรตัวผู้ไปผสมได้ หลังจากเมือผสมได้ ปลีจะเริ่มบวมเพราะได้รับการผสมแล้ว รอจนแก่ นำไปเพราะได้โรคและแมลง โรคและแมลง. หน้าวัวกับโรคและการรุกรานของแมลง มีดังนี้ โรค 1. โรคใบแห้ง อาจเกิดจากกรณีที่ได้รับแสงมากและนานเกินไป จนส่งผลให้ความชื้นในใบลดลง ทำให้เกิดอาหารแห้งและไหม้ได้ มักเกิดกับใบที่ค่อนข้างแก่ และเป็นใบระดับล่างๆ แต่ในกรณีที่เกิดกับใบที่ยังไม่แก่จัด และไม่ใช่ใบล่าง อาจมีสาเหตุเกิดมาจากเชื้อรา Phytophthora Collectotrichum หรือ Anthracnose 2. โรครากเน่า เกิดจากภาชนะหรืออุกรณ์ในการเพาะปลูกไม่เหมาะสม มีการระบายน้ำและอากาศไม่ดีนัก เป็นแหล่งที่เอื้ออำนวยต่อการเจริญเติบโตของเชื้อรา 3. โรคยอดเน่า มักพบกับหน้าวัวที่ปลูกในโรงเรือนที่อับ การระบายอากาศถ่ายเทไม่ดีเท่าที่ควร และมีเชื้อรา Phytophthora หรือ Bacteria เข้าทำลาย เมื่อเป็นมากเข้าทำให้หน้าวัวตายได้ 4. โรคใบด่าง โรคนี้เป็นแล้วทำให้ใบที่เกิดใหม่มีลักษณะหน้าใบด้าน มีขนาดเล็กลง ถ้าต้นไหนเป็นควรกำจัดทิ้งโดยนำไปเผาไฟ ดังนั้นการปลูกหน้าวัวควรมีโปรแกรมการฉีดยากันรา เดือนละ 1-2 ครั้ง ตอนช่วงฝน อาจฉีดเดือนละ 2 ครั้ง การฉีดยากันรา ไม่ควรใช้อย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น แต่ควรหมุนเวียนเปลี่ยนกันไป หรือถ้าทราบสาเหตุของโรคเน่ามาจากเชื้อใดก็สามารถเลือกใช้ยาได้ถูกต้อง เชื้อราพวก Phytophthora ก็ใช้พวกไดโฟลาเทน ถ้าเกิดจาก Collectotrichum ใช้เบนเลท และถ้าเกิดจาก Anthracnose ใช้ยาป้องกันกำจัดราชนิดใดก็ได้ ยกเว้นยาพวกกำมะถัน แมลงและศัตรูพืช 1. เพลี้ยอ่อนและเพลี้ยแป้ง จะดูดน้ำเลี้ยงของส่วนใบและยอด นอกจากนี้ยังสามารถเกิดขึ้นได้ที่ส่วนของดอกเช่นเดียวกัน 2. ไรแดง จะดูดกินน้ำเลี้ยงตามใบและดอก ทำให้เกิดเป็นจุดด่าง 3. ด้วงหรือแมลงปีกแข็ง ชอบกัดกินใบยอดและจานรองดอก (receptacle) 4. หอยทาก ศัตรูอีกชนิดหนึ่งที่ชอบกินใบต้นหน้าวัว ควรเก็บทิ้งให้หมดอย่าทุบให้แตก เพราะตัวเล็กๆ จะเจริญเติบโตต่อไปภาพ ภาพ. ประโยชน์ สามารถนำมาขายเพื่อเป็นรายได้เสริม
ส่วนช่อดอกของหน้าวัวเรียกว่าอะไร
{ "answer": [ "ปลี" ], "answer_begin_position": [ 2746 ], "answer_end_position": [ 2749 ] }
3,175
534,270
การก่อการกำเริบที่สัมลวต พ.ศ. 2510 การก่อการกำเริบที่สัมลวต พ.ศ. 2510 เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่จังหวัดพระตะบอง ประเทศกัมพูชา เป็นการต่อต้านระบอบสังคมในชนบท เหตุการณ์นี้ดูเหมือนจะเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามกลางเมืองกัมพูชา ที่นำไปสู่ชัยชนะของเขมรแดงและการสถาปนากัมพูชาประชาธิปไตยสาเหตุ สาเหตุ. เชื่อกันว่าสาเหตุของการลุกฮือครั้งนี้เกิดขึ้นจากการการที่เจ้าหน้าที่รัฐเข้ามาควบคุมการสร้างโรงงานน้ำตาลที่กำปงก็อล ตำบลบานัน ใน พ.ศ. 2509 ซึ่งมีการเวนคืนที่ดินอย่างไม่เป็นธรรม กองทหารของรัฐเข้ามาเกี่ยวข้องในการจัดเก็บภาษีและข้าวจากชาวนาในท้องที่ เหตุการณ์ต่อต้านนี้ได้เกิดเป็นลำดับมานานแล้วในจังหวัดพระตะบอง หลังจากที่กัมพูชาได้รับเอกราชใน พ.ศ. 2497 สมเด็จพระนโรดม สีหนุได้มองว่าพระตะบองเป็นพื้นที่ที่เหมาะสมในการเพาะปลูกของประเทศ มีผู้อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานใหม่และมีการจ้างงาน บังคับให้ชาวนาต้องขายข้าวให้กับทางรัฐบาล และเกิดความตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ เหตุการณ์การต่อต้านที่เกิดขึ้นในต้นปี พ.ศ. 2510 พระนโรดม สีหนุได้ประณาม ฮู ยวน ฮู นิม และเขียว สัมพันว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง การประท้วงได้ลุกลามไปยังจังหวัดกำปงสปือและจังหวัดกำปอต พระนโรดม สีหนุได้เสด็จต่างประเทศจนถึงเดือนมีนาคม แต่ได้ให้กองกำลังรักษาความปลอดภัยเข้าควบคุมความรุนแรง นักประวัติศาสตร์บางคนเช่น เบน เคียร์แนน ได้ระบุว่าพรรคคอมมิวนิสต์กัมพูชาอยู่เบื้องหลังในการวางแผนจัดให้มีการลุกฮือขึ้นในประเทศ เพราะเหตุการณ์ได้แพร่หลายไปรวดเร็วในจังหวัดที่ห่างกัน เหตุการณ์นี้จึงเป็นความพยายามของฝ่ายซ้ายที่จะโค่นล้มระบอบสังคม แม้ว่าเอกสารที่เป็นทางการของเขมรแดงที่เผยแพร่โดยพล พต ปฏิเสธความเกี่ยวข้องนี้ โดยกล่าวว่าการก่อกบฏของพวกเขาเริ่มเมื่อ พ.ศ. 2511 และเหตุการณ์ที่สัมลวตเป็นเพียงเหตุการณ์ที่เกิดก่อนเวลากบฏ กบฏ. ความรุนแรงได้เริ่มขึ้นในเดือนเมษายนที่จังหวัดพระตะบอง โดยในวันที่ 2 เมษายน ทหาร 2 คนที่ออกไปเก็บข้าวถูกฆ่าที่สัมลวต กลุ่มผู้ประท้วงได้บุกเข้าไปเผาหน่วยงานเกษตรตัวอย่างที่ก่อตั้งโดยขบวนการยุวชนของระบอบสังคม และโจมตีหน่วยงานของรัฐในตอนเย็น กองกำลังรักษาความปลอดภัยของนายกรัฐมนตรี นำโดยลน นลได้ตอบสนองต่อความรุนแรงที่เกิดขึ้น กองกำลังทหารและตำรวจถูกส่งเข้าไปยังบริเวณที่เกิดเหตุ ทหารบกและทหารอากาศได้เข้าล้อมหมู่บ้านและสังหารผู้อยู่อาศัยจำนวนมากและจับตัวผู้ต้องสงสัยส่งไปยังพนมเปญมีรายงานว่าระหว่างเหตุการณ์นี้มีรถบรรทุกที่เต็มไปด้วยศีรษะมนุษย์วิ่งออกจากพระตะบองไปพนมเปญ ทางตะวันออกของประเทศ โส พิมซึ่งเป็นทหารของพรรคคอมมิวนิสต์ได้เข้าไปในเมืองกันด็อลจรุม ฆ่าอดีตกำนันและคนที่ต้องสงสัยว่าเป็นเจ้าหน้าที่รัฐไปสองคน สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ที่สำคัญบางคน เช่น เอียง ธิริท มีภูมิลำเนาที่สัมลวต ในหลายพื้นที่ในช่วงเวลานั้น ผู้ที่ต้องสงสัยว่าเป็นคอมมิวนิสต์ถูกจับ ยิงทิ้ง หรือหนีไปเข้าร่วมขบวนการใต้ดิน ในวันที่ 24 เมษายน พระนโรดม สีหนุสั่งจับเขียว สัมพัน ฮู นิม ฮู ยวน ฮู ยวน และเขียว สัมพันนั้นหนีเข้าป่าไปเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์ ฮู นิมยังคงปรากฏตัวในที่สาธารณะ แต่เมื่อได้รับคำเตือนจากพระนโรดม สีหนุอีกครั้ง เขาก็หนีไปในช่วงปลายปี ทั้งสามคนนี้ ต่อมามีข่าวว่าถูกหน่วยตำรวจลับสังหาร และถูกเรียกว่าแพะทั้งสาม ต่อมา พวกเขาปรากฏตัวในรัฐบาลพลัดถิ่นในอีกสามปีต่อมา ในช่วงปลายเดือนเมษายน ฝ่ายรัฐบาลเริ่มผ่อนคลายความเข้มงวดลง ในวันที่ 18 มิถุนายน มีผู้คนมากกว่า 4000 คน อพยพออกจากพระตะบอง และพระนโรดม สีหนุได้ประกาศว่าเหตุการณ์สงบแล้ว และด้วยคำแนะนำของฝ่ายขวาในพรรคสังคม พระนโรดม สีหนุสั่งจับพ่อค้าจีนที่เป็นตัวกลางในการขายข้าวให้เวียดมิญ และรัฐบาลขึ้นภาษีอีก แม้ว่าเหตุการณ์จะสงบลงแล้ว แต่มีหลักฐานว่าทหารและตำรวจยังคงจับกุมชาวบ้านที่เกี่ยวข้องกับกบฏ เผาบ้านเรือน ฆ่าหรือขับไล่ผู้อยู่อาศัยออกไปหลังวันที่ 18 มิถุนายน การลุกฮือขึนต่อต้านรัฐบาลยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงสามปีต่อมา รวมทั้งชาวเขมรบนทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือก็เริ่มต่อต้านรัฐบาล
การก่อการกำเริบที่สัมลวตในปีพ.ศ. 2510 เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในจังหวัดใดของประเทศกัมพูชา
{ "answer": [ "พระตะบอง" ], "answer_begin_position": [ 213 ], "answer_end_position": [ 221 ] }
3,176
897,427
สโมสรฟุตบอลเอาส์ทรีอาวีน สโมสรฟุตบอลเอาส์ทรีอาวีน (; หรือ เอาส์ทรีอาวีน หรือ ออสเตรีย) เป็นสโมสรฟุตบอลอาชีพในประเทศออสเตรีย ตั้งอยู่ที่เวียนนา สโมสรคว้าแชมป์ลีกออสเตรียนบุนเดสลีกามากถึง 24 สมัย นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1911–12 ถือว่าเยอะเป็นอันดับที่สอง สโมสรคู่ปรับร่วมเมืองคือ ราปิด เวียน ออสเตรียเคยเข้าชิงชนะเลิศยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพ ในปี ค.ศ. 1978 และเคยเข้าถึงรอบรองชนะเลิศยูโรเปียนคัพในฤดูกาลถัดมา สนามเหย้าคือ ฟรันซ์ ฮอร์ สเตเดียมเกียรติประวัติในประเทศเกียรติประวัติ. ในประเทศ. - ออสเตรียนบุนเดสลีกา (24)- ออสเตรียนคัพ (27)- ออสเตรียนซูเปอร์คัพ (6)- เวียนเนอร์คัพ (2)ยุโรปยุโรป. - มิโตรปาคัพ (2)- Jeunesse et des Etudiants de Jeux Sportif (1)- ยูโรเปียนคัพวินเนอร์สคัพระหว่างทวีประหว่างทวีป. - โคปาริโอ
สโมสรฟุตบอลเอาส์ทรีอาวีนเป็นสโมสรฟุตบอลอาชีพในประเทศใด
{ "answer": [ "ออสเตรีย" ], "answer_begin_position": [ 214 ], "answer_end_position": [ 222 ] }
3,177
897,427
สโมสรฟุตบอลเอาส์ทรีอาวีน สโมสรฟุตบอลเอาส์ทรีอาวีน (; หรือ เอาส์ทรีอาวีน หรือ ออสเตรีย) เป็นสโมสรฟุตบอลอาชีพในประเทศออสเตรีย ตั้งอยู่ที่เวียนนา สโมสรคว้าแชมป์ลีกออสเตรียนบุนเดสลีกามากถึง 24 สมัย นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1911–12 ถือว่าเยอะเป็นอันดับที่สอง สโมสรคู่ปรับร่วมเมืองคือ ราปิด เวียน ออสเตรียเคยเข้าชิงชนะเลิศยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพ ในปี ค.ศ. 1978 และเคยเข้าถึงรอบรองชนะเลิศยูโรเปียนคัพในฤดูกาลถัดมา สนามเหย้าคือ ฟรันซ์ ฮอร์ สเตเดียมเกียรติประวัติในประเทศเกียรติประวัติ. ในประเทศ. - ออสเตรียนบุนเดสลีกา (24)- ออสเตรียนคัพ (27)- ออสเตรียนซูเปอร์คัพ (6)- เวียนเนอร์คัพ (2)ยุโรปยุโรป. - มิโตรปาคัพ (2)- Jeunesse et des Etudiants de Jeux Sportif (1)- ยูโรเปียนคัพวินเนอร์สคัพระหว่างทวีประหว่างทวีป. - โคปาริโอ
สนามเหย้าของสโมสรฟุตบอลเอาส์ทรีอาวีนในประเทศออสเตรียมีชื่อว่าอะไร
{ "answer": [ "ฟรันซ์ ฮอร์ สเตเดียม" ], "answer_begin_position": [ 509 ], "answer_end_position": [ 529 ] }
3,178
762,111
ศาสนาพุทธแบบเนวาร ศาสนาพุทธแบบเนวาร () คือพุทธศาสนานิกายวัชรยานรูปแบบหนึ่งที่ปฏิบัติในหมู่ชาวเนวาร ชาติพันธุ์ที่ตั้งถิ่นฐานบริเวณหุบเขากาฐมาณฑุในประเทศเนปาล ซึ่งพัฒนากลมกลืนเป็นส่วนหนึ่งในวิถีของชาวเนวาร มีเอกลักษณ์พิเศษคือไม่มีสังคมสงฆ์ มีการจัดชั้นวรรณะและมีลำดับการสืบสายบิดาตามแบบชาวเนวาร แม้ศาสนาพุทธแบบเนวารจะไม่มีพระสงฆ์แต่จะมีปุโรหิตที่เรียกว่าคุรุชุเป็นสื่อกลางในการประกอบพิธีกรรม บุคคลที่มาจากตระกูลวัชราจารยะหรือพัชราจารยะ () จะประกอบพิธีกรรมทางศาสนาแก่ผู้อื่น และตระกูลศากยะ () จะประกอบพิธีกรรมที่ส่วนใหญ่มักทำภายในครอบครัว โดยศาสนาจะได้รับการอุปถัมภ์จากคนวรรณะอุราย () และคนในวรรณะดังกล่าวยังอุปถัมภ์ศาสนาพุทธแบบทิเบต นิกายเถรวาท หรือแม้แต่นักบวชญี่ปุ่นด้วย ศาสนาพุทธแบบเนวารเจริญรุ่งเรืองสูงสุดในช่วงศตวรรษที่ 15 อันเป็นช่วงเวลาที่ศาสนาพุทธในกัศมีร์และอินโดนีเซียเสื่อมโทรม แม้ปัจจุบันศาสนาพุทธแบบเนวารจัดเป็นศาสนาดั้งเดิมที่ถือปฏิบัติในหุบเขากาฐมาณฑุ มีศาสนิกชนเนวารคิดเป็นร้อยละ 15.31 จากจำนวนชาวเนวารทั้งหมด แต่ศาสนาพุทธนิกายเถรวาทได้กลับมามีบทบาทในเนปาลอีกครั้งตั้งแต่ปี พ.ศ. 2463 และกลายเป็นศาสนาหลักของชาวเนวารวรรณะที่นับถือศาสนาพุทธ (Buddhamargi) แทน ศาสนาพุทธแบบเนวารจึงลดบทบาทลง มีศาสนสถานของพุทธแบบเนวารทั่วไปในหุบเขากาฐมาณฑุ และมีวัดพุทธแบบเนวารแห่งหนึ่งในพอร์ตแลนด์ รัฐออริกอน สหรัฐ
ศาสนาพุทธแบบเนวารคือรูปแบบหนึ่งของพุทธศาสนานิกายใด
{ "answer": [ "วัชรยาน" ], "answer_begin_position": [ 148 ], "answer_end_position": [ 155 ] }
3,179
762,111
ศาสนาพุทธแบบเนวาร ศาสนาพุทธแบบเนวาร () คือพุทธศาสนานิกายวัชรยานรูปแบบหนึ่งที่ปฏิบัติในหมู่ชาวเนวาร ชาติพันธุ์ที่ตั้งถิ่นฐานบริเวณหุบเขากาฐมาณฑุในประเทศเนปาล ซึ่งพัฒนากลมกลืนเป็นส่วนหนึ่งในวิถีของชาวเนวาร มีเอกลักษณ์พิเศษคือไม่มีสังคมสงฆ์ มีการจัดชั้นวรรณะและมีลำดับการสืบสายบิดาตามแบบชาวเนวาร แม้ศาสนาพุทธแบบเนวารจะไม่มีพระสงฆ์แต่จะมีปุโรหิตที่เรียกว่าคุรุชุเป็นสื่อกลางในการประกอบพิธีกรรม บุคคลที่มาจากตระกูลวัชราจารยะหรือพัชราจารยะ () จะประกอบพิธีกรรมทางศาสนาแก่ผู้อื่น และตระกูลศากยะ () จะประกอบพิธีกรรมที่ส่วนใหญ่มักทำภายในครอบครัว โดยศาสนาจะได้รับการอุปถัมภ์จากคนวรรณะอุราย () และคนในวรรณะดังกล่าวยังอุปถัมภ์ศาสนาพุทธแบบทิเบต นิกายเถรวาท หรือแม้แต่นักบวชญี่ปุ่นด้วย ศาสนาพุทธแบบเนวารเจริญรุ่งเรืองสูงสุดในช่วงศตวรรษที่ 15 อันเป็นช่วงเวลาที่ศาสนาพุทธในกัศมีร์และอินโดนีเซียเสื่อมโทรม แม้ปัจจุบันศาสนาพุทธแบบเนวารจัดเป็นศาสนาดั้งเดิมที่ถือปฏิบัติในหุบเขากาฐมาณฑุ มีศาสนิกชนเนวารคิดเป็นร้อยละ 15.31 จากจำนวนชาวเนวารทั้งหมด แต่ศาสนาพุทธนิกายเถรวาทได้กลับมามีบทบาทในเนปาลอีกครั้งตั้งแต่ปี พ.ศ. 2463 และกลายเป็นศาสนาหลักของชาวเนวารวรรณะที่นับถือศาสนาพุทธ (Buddhamargi) แทน ศาสนาพุทธแบบเนวารจึงลดบทบาทลง มีศาสนสถานของพุทธแบบเนวารทั่วไปในหุบเขากาฐมาณฑุ และมีวัดพุทธแบบเนวารแห่งหนึ่งในพอร์ตแลนด์ รัฐออริกอน สหรัฐ
ปุโรหิตที่เป็นสื่อกลางในการประกอบพิธีกรรมศาสนาพุทธแบบเนวารเรียกว่าอะไร
{ "answer": [ "คุรุชุ" ], "answer_begin_position": [ 444 ], "answer_end_position": [ 450 ] }
3,180
612,136
มาลินโดแอร์ สายการบินมาลินโดแอร์ มีฐานการบินในประเทศมาเลเซีย,และสำนักงานในเปตาลิงจายา สายการบินต้นทุนต่ำที่เกิดจากการร่วมทุนระหว่างอุตสาหกรรมการบินและกลาโหมแห่งชาติมาเลเซีย (NADI) (51%) และสายการบินไลออนแอร์ของอินโดนีเซีย (49%) โดยชื่อของสายการบินมาลินโดนั้นเป็นการรวมชื่อประเทศของสองประเทศรวมกันคือ: มาเลเซีย และ อินโดนีเซีย สายการบินมาลินโดแอร์เปิดให้บริการเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2556 โดยในอนาคตจะเปิดให้บริการอาคาร 2 ที่จะเปิดในอนาคต โดยตอนเริ่มเปิดให้บริการนั้นเน้นเที่ยวบินในประเทศเป็นหลักเส้นทางบินเส้นทางบิน. - มาเลเซีย - กัวลาลัมเปอร์ - ท่าอากาศยานนานาชาติกัวลาลัมเปอร์ Hub - ซูปัง - ท่าอากาศยานสุลต่านอัปดุลอัลซิส Hub - อลอร์สตาร์ - ท่าอากาศยานนานาชาติสุลต่านอัปดุลฮาลิม - โจตาบารู - ท่าอากาศยานนานาชาติซีนัย - ลังกาวี - ท่าอากาศยานนานาชาติลังกาวี - โกตาบารู - ท่าอากาศยานสุลต่านอิสลามิ - โคตาคนาบารู - ท่าอากาศยานโคตาคินาบารู - กัวลาเตอเริงกานู - ท่าอากาศยานสุลต่านฮาหมัด - กูชิง - ท่าอากาศยานนานาชาติสุลต่านกูชิง - ปีนัง - ท่าอากาศยานนานาชาติปีนัง - ซิบู - ท่าอากาศยานซิบู- บังกลาเทศ - จิตตะกอง - ท่าอากาศยานนานาชาติชาห์อามานัท - ธากา - ท่าอากาศยานนานาชาติชาห์จาลัล- อินเดีย - อาห์เมดาบัด - ท่าอากาศยานนานาชาติอาห์เมดาบัด - โคชิ - ท่าอากาศยานโคชิน - เดลี - ท่าอากาศยานนานาชาติอินทิรา คานธี - มุมไบ - ท่าอากาศยานนานาชาติ ชหะตราปาตี ชิวาจี - ทิรูชิราปาลินี - ท่าอากาศยานนานาชาติทิรูชิราปาลินี- อินโดนีเซีย - บาตัม - ท่าอากาศยานนานาชาติฮางนาดิม - เดนปาซาร์ - ท่าอากาศยานนานาชาติงูระห์ไร - จาการ์ตา - ท่าอากาศยานซูการ์โนฮัตตา - กรุงเทพมหานคร - ท่าอากาศยานดอนเมือง - กระบี่ - ท่าอากาศยานนานาชาติกระบี่ - เชียงใหม่ - ท่าอากาศยานนานาชาติเชียงใหม่ - ภูเก็ต - ท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ตฝูงบิน ฝูงบิน. มาลินโดแอร์มีแผนจะนำเครื่องบินเข้าประจำการให้ได้จำนวน 100 ลำภายใน 10 ปี
ฐานการบินของสายการบินมาลินโดแอร์อยู่ในประเทศใด
{ "answer": [ "มาเลเซีย" ], "answer_begin_position": [ 138 ], "answer_end_position": [ 146 ] }
3,181
612,136
มาลินโดแอร์ สายการบินมาลินโดแอร์ มีฐานการบินในประเทศมาเลเซีย,และสำนักงานในเปตาลิงจายา สายการบินต้นทุนต่ำที่เกิดจากการร่วมทุนระหว่างอุตสาหกรรมการบินและกลาโหมแห่งชาติมาเลเซีย (NADI) (51%) และสายการบินไลออนแอร์ของอินโดนีเซีย (49%) โดยชื่อของสายการบินมาลินโดนั้นเป็นการรวมชื่อประเทศของสองประเทศรวมกันคือ: มาเลเซีย และ อินโดนีเซีย สายการบินมาลินโดแอร์เปิดให้บริการเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2556 โดยในอนาคตจะเปิดให้บริการอาคาร 2 ที่จะเปิดในอนาคต โดยตอนเริ่มเปิดให้บริการนั้นเน้นเที่ยวบินในประเทศเป็นหลักเส้นทางบินเส้นทางบิน. - มาเลเซีย - กัวลาลัมเปอร์ - ท่าอากาศยานนานาชาติกัวลาลัมเปอร์ Hub - ซูปัง - ท่าอากาศยานสุลต่านอัปดุลอัลซิส Hub - อลอร์สตาร์ - ท่าอากาศยานนานาชาติสุลต่านอัปดุลฮาลิม - โจตาบารู - ท่าอากาศยานนานาชาติซีนัย - ลังกาวี - ท่าอากาศยานนานาชาติลังกาวี - โกตาบารู - ท่าอากาศยานสุลต่านอิสลามิ - โคตาคนาบารู - ท่าอากาศยานโคตาคินาบารู - กัวลาเตอเริงกานู - ท่าอากาศยานสุลต่านฮาหมัด - กูชิง - ท่าอากาศยานนานาชาติสุลต่านกูชิง - ปีนัง - ท่าอากาศยานนานาชาติปีนัง - ซิบู - ท่าอากาศยานซิบู- บังกลาเทศ - จิตตะกอง - ท่าอากาศยานนานาชาติชาห์อามานัท - ธากา - ท่าอากาศยานนานาชาติชาห์จาลัล- อินเดีย - อาห์เมดาบัด - ท่าอากาศยานนานาชาติอาห์เมดาบัด - โคชิ - ท่าอากาศยานโคชิน - เดลี - ท่าอากาศยานนานาชาติอินทิรา คานธี - มุมไบ - ท่าอากาศยานนานาชาติ ชหะตราปาตี ชิวาจี - ทิรูชิราปาลินี - ท่าอากาศยานนานาชาติทิรูชิราปาลินี- อินโดนีเซีย - บาตัม - ท่าอากาศยานนานาชาติฮางนาดิม - เดนปาซาร์ - ท่าอากาศยานนานาชาติงูระห์ไร - จาการ์ตา - ท่าอากาศยานซูการ์โนฮัตตา - กรุงเทพมหานคร - ท่าอากาศยานดอนเมือง - กระบี่ - ท่าอากาศยานนานาชาติกระบี่ - เชียงใหม่ - ท่าอากาศยานนานาชาติเชียงใหม่ - ภูเก็ต - ท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ตฝูงบิน ฝูงบิน. มาลินโดแอร์มีแผนจะนำเครื่องบินเข้าประจำการให้ได้จำนวน 100 ลำภายใน 10 ปี
ชื่อของสายการบินมาลินโดแอร์มาจากการรวมชื่อประเทศจำนวนกี่ประเทศ
{ "answer": [ "สอง" ], "answer_begin_position": [ 367 ], "answer_end_position": [ 370 ] }
3,182
117,040
เกิร์นซีย์ เกิร์นซีย์ () หรือ เขตเจ้าพนักงานศาลเกิร์นซีย์ (; , ) เป็นดินแดนปกครองตนเองของสหราชอาณาจักร เป็นเกาะหนึ่งในหมู่เกาะแชนเนลในช่องแคบอังกฤษ มีเมืองหลวงชื่อเซนต์ปีเตอร์พอร์ต
เกิร์นซีย์หรือเขตเจ้าพนักงานศาลเกิร์นซีย์เป็นดินแดนปกครองตนเองของประเทศใด
{ "answer": [ "สหราชอาณาจักร" ], "answer_begin_position": [ 174 ], "answer_end_position": [ 187 ] }
3,183
117,040
เกิร์นซีย์ เกิร์นซีย์ () หรือ เขตเจ้าพนักงานศาลเกิร์นซีย์ (; , ) เป็นดินแดนปกครองตนเองของสหราชอาณาจักร เป็นเกาะหนึ่งในหมู่เกาะแชนเนลในช่องแคบอังกฤษ มีเมืองหลวงชื่อเซนต์ปีเตอร์พอร์ต
เมืองหลวงของเกิร์นซีย์หรือเขตเจ้าพนักงานศาลเกิร์นซีย์มีชื่อว่าอะไร
{ "answer": [ "เซนต์ปีเตอร์พอร์ต" ], "answer_begin_position": [ 248 ], "answer_end_position": [ 265 ] }
3,184
122,550
ทิวลิป ทิวลิป เป็นดอกไม้เมืองหนาวที่เป็นสัญลักษณ์ของฮอลแลนด์ มีอยู่หลายสี ดอกทิวลิปจะปลูกได้ต้องใช้อุณหภูมิที่เหมาะสม คือไม่เกิน 25 องศาเซลเซียสที่มาของชื่อ ที่มาของชื่อ. แม้ว่าทิวลิปจะเป็นดอกไม้ที่ทำให้นึกถึงฮอลแลนด์ แต่ทั้งดอกไม้และชื่อมีที่มาจากจักรวรรดิเปอร์เชีย ทิวลิปหรือ “lale” (จากเปอร์เชีย لاله, “lâleh”) เช่นเดียวกับที่เรียกกันในตุรกี เป็นดอกไม้ท้องถิ่นของตุรกี, อิหร่าน, อัฟกานิสถาน และบางส่วนของเอเชียกลาง แม้ว่าจะไม่ทราบว่าผู้ใดเป็นผู้นำทิวลิปเข้ามาทางตะวันตกเฉียงเหนือของยุโรปแต่ที่สำคัญคือตุรกีเป็นผู้ทำให้ทิวลิปมีชื่อเสียงที่นั่น เรื่องที่เป็นที่ยอมรับกันก็คือ Oghier Ghislain de Busbecqไปเป็นราชทูตของสมเด็จพระจักรพรรดิเฟอร์ดินานด์ที่ 1 แห่งโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ในราชสำนักของสุลต่านสุลัยมานมหาราชแห่งจักรวรรดิออตโตมันในปี ค.ศ. 1554 Busbecq บรรยายในจดหมายถึงดอกไม้ต่างๆ ที่เห็นที่รวมทั้งนาร์ซิสซัส ดอกไฮยาซินธ์ และทิวลิปที่ดูเหมือนจะบานในฤดูหนาวที่ดูเหมือนผิดฤดู (ดู Busbecq, qtd. in Blunt, 7) ในวรรณคดีเปอร์เชียทั้งสมัยโบราณและสมัยใหม่ต่างก็ให้ความสนใจกับดอกไม้ชนิดนี้ คำว่า “tulip” ที่ในภาษาอังกฤษสมัยแรกเขียนเป็น “tulipa” หรือ “tulipant” เข้ามาในภาษาอังกฤษจากฝรั่งเศสที่แผลงมาจากคำว่า “tulipe” และจากคำโบราณว่า “tulipan” หรือจากภาษาลาตินสมัยใหม่ “tulīpa” ที่มาจากภาษาตุรกี “tülbend” หรือ “ผ้ามัสลิน” (ภาษาอังกฤษว่า “turban” (ผ้าโพกหัว) บันทึกเป็นครั้งแรกในภาษาอังกฤษในคริสต์ศตวรรษที่ 16 และอาจจะมาจากภาษาตุรกีอีกคำหนึ่งว่า “tülbend” ก็เป็นได้)ทิวลิปในประเทศไทย ทิวลิปในประเทศไทย. ในประเทศไทย สำนักงานเกษตรที่สูงดอยผาหม่น ได้ปลูกดอกทิวลิป ในพื้นที่เกษตรที่สูง ดอยผาหม่น ต.ตับเต่า อ.เทิง จ.เชียงราย ตั้งปี พ.ศ. 2549 เพื่อการท่องเที่ยวความหมายของดอกทิวลิปความหมายของดอกทิวลิป. - ดอกทิวลิปสีแดง หมายถึง ความมั่นคงในความรัก ความจริงจังและจริงใจของผู้ให้ ความซื่อสัตย์และรักอย่างหมดหัวใจ - ดอกทิวลิปสีชมพู หมายถึง ความสดใส ความสุขสมหวัง ความรักที่ลึกซึ้ง และความคิดถึง - ดอกทิวลิปสีเหลือง หมายถึง เป็นสัญลักษณ์แห่งความผิดหวัง - ดอกทิวลิปสีขาว หมายถึง ฉันเสียสละทุกอย่างได้เพื่อคุณ รักที่ไม่หวังผลตอบแทน - ดอกทิวลิปสีม่วง หมายถึง ความซื่อสัตย์ ความมั่นคง - ดอกทิวลิปสีส้ม หมายถึง ความรักที่ปกปิดซ่อนเร้น ความรู้สึกว้าวุ่น และอารมณ์ที่เต็มไปด้วยความอ่อนไหว
ทิวลิปเป็นดอกไม้เมืองหนาวที่เป็นสัญลักษณ์ของประเทศใด
{ "answer": [ "ฮอลแลนด์" ], "answer_begin_position": [ 133 ], "answer_end_position": [ 141 ] }
3,185
219,401
จักรพรรดิโจวจิ้ง จักรพรรดิจิ้งแห่งราชวงศ์โจว หรือ โจวจิ้งตี้ (ค.ศ. 573 - 581) จักรพรรดิองค์ที่ 5 และองค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์เป่ยโจว (โจวเหนือ) ทรงพระนามเดิมว่า อูเหวินเอี๋ยน ต่อมาเปลี่ยนเป็น อูเหวินชาน (Yuwen Chan) ประสูติเมื่อปี ค.ศ. 573 (พ.ศ. 1116) โดยเป็นพระราชโอรสใน จักรพรรดิโจวเสวียนตี้ เมื่อพระราชบิดาสวรรคตใน ปี ค.ศ. 579 (พ.ศ. 1122) องค์ชายอูเหวินชานจึงเสด็จขึ้นครองราชย์แทน ทรงพระนามว่า จักรพรรดิโจวจิ้งตี้ ขณะพระชนม์เพียง 6 พรรษา ทรงครองราชย์ได้เพียง 2 ปีเท่านั้น ก็ทรงถูกหยางเจียง ขุนนางชั้นผู้ใหญ่ และพระบิดาของหยางฮองเฮา ฮองเฮาในจักรพรรดิเสวียนตี้โค่นราชบัลลังก์ พร้อมกับสำเร็จโทษพระองค์ และต่อมาได้สถาปนาตนเองขึ้นเป็นจักรพรรดิองค์แรกแห่งราชวงศ์สุย ทรงพระนามว่าจักรพรรดิสุยเหวินตี้
จักรพรรดิองค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์เป่ยโจวของจีนมีพระนามว่าอะไร
{ "answer": [ "จักรพรรดิจิ้งแห่งราชวงศ์โจว" ], "answer_begin_position": [ 108 ], "answer_end_position": [ 135 ] }
3,186
131,631
คณะรัฐมนตรีไทย คณะที่ 47 คณะรัฐมนตรี คณะที่ 47 ของไทย (2 มีนาคม พ.ศ. 2534 - 22 มีนาคม พ.ศ. 2535) นายอานันท์ ปันยารชุน เป็น นายกรัฐมนตรี ประกาศพระบรมราชโองการ เมื่อวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2535 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงลงพระปรมาภิไธยในประกาศ พลเอกสุนทร คงสมพงษ์ ประธานคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ เป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการรายชื่อคณะรัฐมนตรีการปรับคณะรัฐมนตรีการปรับคณะรัฐมนตรี. - วันที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2534 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ หม่อมราชวงศ์ปรีดิยาธร เทวกุล เป็น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ - วันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2534 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ นายเจริญจิตต์ ณ สงขลา เป็น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยการสิ้นสุดของคณะรัฐมนตรี คณะที 47 ของไทย การสิ้นสุดของคณะรัฐมนตรี คณะที 47 ของไทย. คณะรัฐมนตรีคณะนี้สิ้นสุดลง เนื่องจากมีการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎรทั่วไป ในวันที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2535 คณะรัฐมนตรีชุดนี้จึงพ้นจากตำแหน่งไปตามวาระ
ใครคือนายกรัฐมนตรีในคณะรัฐมนตรี คณะที่ 47 ของไทย
{ "answer": [ "นายอานันท์ ปันยารชุน" ], "answer_begin_position": [ 196 ], "answer_end_position": [ 216 ] }
3,187
360,988
รายชื่อสิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดในโตเกียว โตเกียวเป็นจังหวัดที่มีประชากรมากที่สุดในญี่ปุ่น มีอาคารและสิ่งก่อสร้างที่สูงกว่า 180 เมตรอยู่ 39 แห่ง สิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดในโตเกียวคือ โตเกียวทาวเวอร์ หอคอยโครงเหล็กที่สูง 333 เมตร สร้างแล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ. 2501 เป็นสิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดในนญี่ปุ่น และเป็นสิ่งก่อสร้างเหล็กกล้าแบบลอยตัวที่สูงที่สุดในโลก อาคารที่สูงที่สุดและเป็นสิ่งก่อสร้างที่สูงเป็นอันดับสองในโตเกียวคือ มิดทาวน์ทาวเวอร์ สูง 248 เมตร สร้างแล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ. 2550 ขณะที่อาคารที่สูงเป็นอันดับสองในโตเกียวคือ อาคารสำนักงานบริหารมหานครโตเกียว มี 48 ชั้น สูง 243 เมตร นอกจากนี้ ในบรรดาอาคารและสิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดในญี่ปุ่น 25 อันดับแรกนั้น ตั้งอยู่ในโตเกียว 17 แห่ง อาคารระฟ้าถือเป็นปรากฏการณ์ที่ค่อนข้างใหม่สำหรับญี่ปุ่น เนื่องจากในอดีตกฎหมายมาตรฐานอาคารของญี่ปุ่นได้จำกัดความสูงของอาคารไว้สูงสุดที่ 31 เมตรด้วยเหตุผลด้านความสวยงามของเมืองและความกังวลด้านวิศวกรรม จนกระทั่ง พ.ศ. 2506 กฎหมายได้ยกเลิกการจำกัดความสูงเพื่อลดพื้นที่สำหรับสร้างอาคารแต่ละหลัง หลังจากระเบียบอาคารเปลี่ยนแปลงไป ได้มีการสร้างอาคารคะสุมิงะเซะกิซึ่งแล้วเสร็จใน พ.ศ. 2511 อาคารนี้จัดว่าเป็นอาคารสูงสมัยใหม่แห่งแรกของญี่ปุ่น ด้วยจำนวนชั้น 36 ชั้น และความสูง 156 เมตร ซึ่งสูงเป็นสองเท่าของโรงแรมนิวโอทะนิ โตเกียว ขนาด 17 ชั้น ที่เคยเป็นอาคารที่สูงที่สุดในญี่ปุ่นมาก่อนหน้า เศรษฐกิจของญี่ปุ่นที่ขยายตัวหลังสงครามโลกครั้งที่สอง และการเป็นเจ้าภาพกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อน 1964 ทำให้มีการสร้างอาคารในโตเกียวเพิ่มขึ้นในช่วงทศวรรษที่ 1960-1970 (พ.ศ. 2503-2513) และยังคงเพิ่มขึ้นในช่วงทศวรรษที่ 1980-1990 (พ.ศ. 2523-2533) แม้จะเกิดเศรษฐกิจแตกฟองสบู่ก็ตาม พื้นที่ในโตเกียวถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน คือ โตเกียวตะวันตก และเขตพิเศษ อาคารที่สูงติดอันดับในโตเกียวล้วนอยู่ภายในเขตพิเศษ 23 เขตทั้งสิ้น พื้นที่ดังกล่าวถูกรวมเข้าด้วยกันเป็นเทศบาลนครโตเกียว ย่านนิชิชินจุกุในเขตชินจุกุเป็นย่านหลักของอาคารระฟ้าย่านแรกในโตเกียว โดยโรงแรมเคโอพลาซ่าซึ่งสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2514 เป็นอาคารระฟ้าหลังแรกในย่านนี้ ปัจจุบันนิชิชินจุกุเป็นที่ตั้งของอาคารระฟ้า 12 หลังในบรรดาอาคารที่สูงที่สุดโตเกียว 37 อันดับแรก ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีโครงการก่อสร้างอาคารระฟ้าในโตเกียวหลายโครงการ โดยตั้งแต่ พ.ศ. 2543 เป็นต้นมา มีอาคารสูงกว่า 180 เมตรสร้างแล้วเสร็จ 22 หลัง และในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2553 มีอาคารระฟ้าเจ็ดหลังในโตเกียวที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง อีกทั้งยังมีอีกหลายโครงการสำหรับก่อสร้างอาคารสูงกว่า 180 เมตรที่วางแผนไว้สำหรับอนาคตอันใกล้ ตัวอย่างของอาคารที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างคือ โตเกียวสกายทรี ความสูง 634 เมตร เมื่อแล้วเสร็จจะสูงกว่าโตเกียวทาวเวอร์อยู่ 277 เมตร ทำให้เป็นสิ่งก่อสร้างแบบลอยตัวที่สูงที่สุดในญี่ปุ่นอาคารที่สูงที่สุด อาคารที่สูงที่สุด. รายชื่อด้านล่างแสดงอันดับของอาคารระฟ้าในโตเกียวที่สูงอย่างน้อย 180 เมตร ความสูงดังกล่าวนับรวมยอดแหลมและรายละเอียดอื่น ๆ ทางสถาปัตยกรรมที่ไม่ใช่เสาอากาศ เครื่องหมายเท่ากับ (=) ที่อยู่ด้านหลังเลขอันดับหมายถึงอาคารมากกว่าหนึ่งหลังที่สูงเท่ากัน ในรายชื่อจะมีหอคอยชมทิวทัศน์แบบลอยตัวอยู่ด้วยเพื่อการเปรียบเทียบ แต่จะไม่ถูกจัดอันดับไปกับรายชื่ออาคารสิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุด สิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุด. รายชื่อด้านล่างแสดงอันดับของสิ่งก่อสร้างแบบลอยตัวที่สูงอย่างน้อย 180 เมตร ความสูงดังกล่าวนับรวมยอดแหลม เสาอากาศ และรายละเอียดอื่น ๆ ทางสถาปัตยกรรมสิ่งก่อสร้างที่ถูกรื้อถอนหรือทำลายแล้วอาคารและสิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง ได้รับอนุมัติแล้ว หรือวางแผนแล้วอยู่ระหว่างการก่อสร้าง อาคารและสิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง ได้รับอนุมัติแล้ว หรือวางแผนแล้ว. อยู่ระหว่างการก่อสร้าง. รายชื่อด้านล่างแสดงอาคารและสิ่งก่อสร้างแบบลอยตัวที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างในโตเกียว และเมื่อแล้วเสร็จจะสูงอย่างน้อย 180 เมตร อาคารตึกอยู่ระหว่างการเสนอ ตึกอยู่ระหว่างการเสนอ. รายชื่อด้านล่างแสดงอาคารและสิ่งก่อสร้างแบบลอยตัวที่ได้รับอนุมัติให้เสนอในโตเกียวแล้ว และเมื่อแล้วเสร็จจะสูงอย่างน้อย 180 เมตรวางแผนแล้ว วางแผนแล้ว. รายชื่อด้านล่างแสดงอาคารและสิ่งก่อสร้างแบบลอยตัวที่วางแผนว่าจะสร้างในโตเกียว และเมื่อแล้วเสร็จจะสูงอย่างน้อย 180 เมตรTimeline ของอาคารที่สูงที่สุด Timeline ของอาคารที่สูงที่สุด. รายชื่อด้านล่างแสดงอาคารที่ถูกจัดอันดับว่าสูงที่สุดในโตเกียว เมื่อมีการก่อสร้างโตเกียวสกายทรีใน พ.ศ. 2553 ก็ได้อยู่ในอันดับที่สูงกว่าโตเกียวทาวเวอร์ กลายเป็นสิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดในญี่ปุ่นหมายเหตุ
สิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดในเมืองโตเกียว ประเทศญี่ปุ่นคืออะไร
{ "answer": [ "โตเกียวทาวเวอร์" ], "answer_begin_position": [ 296 ], "answer_end_position": [ 311 ] }
3,188
104,463
คติชนวิทยา คติชนวิทยา () เป็นสาขาหนึ่งที่ศึกษาข้อมูลทางวัฒนธรรมของมนุษย์ที่มีการถ่ายทอดสืบต่อกันมา ทั้งในสังคมชนบทและในสังคมเมือง ไม่ว่าจะเป็นตำนาน นิทาน นิยายประจำถิ่น เพลง ปริศนาคำทาย สำนวนภาษิต คำพังเพย การละเล่น การแสดง เครื่องมือเครื่องใช้ อาหารการกิน ยาพื้นบ้าน ความเชื่อ ประเพณีและพิธีกรรม สำหรับผู้ที่ศึกษาความรู้ด้านคติชนวิทยา จะเรียกว่า "นักคติชนวิทยา" (folklorist)ความหมายของคติชนวิทยา ความหมายของคติชนวิทยา. คำว่าคติชนวิทยา มีผู้ให้ความหมายไว้มากมายหลากหลาย แต่สามารถสรุปได้เป็น 2 กลุ่มความคิดใหญ่ ๆ คือคติชนวิทยาในความหมายระยะแรก คติชนวิทยาในความหมายระยะแรก. หมายถึงการศึกษาข้อมูลทางวัฒนธรรมในวิถีชีวิตแบบชาวบ้านชาวชนบท ไม่ว่าจะเป็นตำนานพื้นบ้าน นิทานพื้นบ้าน เพลงพื้นบ้าน ภาษิตคำพังเพย ปริศนาคำทาย การละเล่นและการแสดงพื้นบ้าน รวมทั้งขนบธรรมเนียมประเพณี ความเชื่อและพิธีกรรมในสังคมระดับชาวบ้าน ชาวนา หรือชาวชนบทที่มีวิถีชีวิตแบบเก่าแก่ดั้งเดิม ตัวอย่างทัศนะของนักวิชาการในกลุ่มนี้ ดังเช่น Jonas Balys นักคติชนวิทยาและนักชาติพันธุ์วิทยาอธิบายว่า คติชนประกอบด้วยการสร้างสรรค์ตามแบบประเพณีปรัมปราของผู้คนทั้งในสังคมอนารยธรรมและสมัยที่มีอารยธรรมแล้ว วิธีการสร้างสรรค์คือใช้เสียงและคำมาประกอบกันเข้าเป็นรูปแบบร้อยแก้วและรูปแบบร้อยกรอง นอกจากนี้ ยังประกอบด้วยความเชื่อของคนพื้นบ้าน หรือความเชื่อเรื่องโชคลาง ประเพณี และการแสดง การร่ายรำ การละเล่นต่าง ๆ ซึ่งข้อมูลคติชนนั้นไม่ใช่เป็นแต่เพียงศาสตร์ที่เกี่ยวกับคนพื้นบ้านเท่านั้น แต่ยังเป็นศาสตร์พื้นบ้านและกวีนิพนธ์พื้นบ้านที่เป็นประเพณีเก่าแก่อีกด้วย ในวงการคติชนวิทยาในระยะแรกนั้นเมื่อพูดถึง folklore ก็มักหมายถึงคติชนของชาวบ้านที่มีขอบเขตอยู่ในบริบทของสังคมชาวนา ไม่ได้รวมถึงชาวเมืองในสังคมเมืองและไม่ได้คิดว่า "ชาวเมือง" ก็อาจจะมี "urban lore" ของตนเองได้คติชนวิทยาในความหมายระยะหลัง คติชนวิทยาในความหมายระยะหลัง. หมายถึงศาสตร์สาขาวิชาหนึ่งที่สนใจศึกษาเรื่องราวข้อมูลทางวัฒนธรรมของกลุ่มชนใดกลุ่มชนหนึ่งที่มีเอกลักษณ์ร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นสังคมชาวนาชาวไร่ สังคมเมือง สังคมเกษตรกรรม สังคมอุตสาหกรรม สังคมแบบเก่า สังคมสมัยใหม่ คำว่าคติชนวิทยาในกลุ่มความคิดนี้จึงเป็นความหมายที่กว้างขึ้น ตัวอย่างนักวิชาการในกลุ่มนี้เช่น Alan Dundes อธิบายว่าการนิยามความหมายของคำว่า folklore มักจะไม่เน้นที่ folk แต่จะเน้นที่ lore มากกว่า ฉะนั้นคำว่า folk จึงหมายถึงกลุ่มชนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง กลุ่มใดก็ได้ที่มีเอกลักษณ์ร่วมกัน เช่น มีอาชีพเดียวกัน พูดภาษาเดียวกัน นับถือศาสนาเดียวกัน กระทำกิจกรรมบางประเภทเหมือนกัน ส่วน lore คือเรื่องราวแบบแผนของกลุ่มชนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง การที่ Dundes แยกคำจำกัดความออกเป็น 2 คำนั้น เพราะเขาเห็นว่าคำว่า folk ไม่ได้หมายเฉพาะแต่ชาวไร่ชาวนาหรือชาวชนบท แต่หมายถึงชนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง จะเป็นชนกลุ่มใดก็ได้ที่มีเอกลักษณ์บางอย่างที่มีอยู่ร่วมกัน ดังเช่น กลุ่มนิสิตนักศึกษา กลุ่มวัยรุ่นในเซ็นเตอร์พอยต์ กลุ่มรักร่วมเพศ กลุ่มผู้หญิง กลุ่มสาวโรงงาน กลุ่มไทลื้อ กลุ่มมุสลิม เป็นต้น
ผู้ที่ศึกษาความรู้ด้านคติชนวิทยาเรียกว่าอะไร
{ "answer": [ "นักคติชนวิทยา" ], "answer_begin_position": [ 433 ], "answer_end_position": [ 446 ] }
3,189
8,295
ประเทศเปรู ประเทศเปรู () มีชื่อทางการคือ สาธารณรัฐเปรู () เป็นประเทศที่ตั้งอยู่ทางตะวันตกของทวีปอเมริกาใต้ มีพรมแดนทางทิศเหนือติดกับประเทศเอกวาดอร์และประเทศโคลอมเบีย ทิศตะวันออกติดกับประเทศบราซิลและประเทศโบลิเวีย ทางทิศใต้ติดกับประเทศชิลี และทิศตะวันตกติดกับมหาสมุทรแปซิฟิก ประเทศเปรูเป็นที่ตั้งของอารยธรรมการัล ซึ่งเป็นอารยธรรมเก่าแก่อันหนึ่งของโลก และอาณาจักรอินคา จักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในทวีปอเมริกาก่อนยุคโคลัมบัส ต่อมาภูมิภาคนี้ตกเป็นอาณานิคมของจักรวรรดิสเปน และได้รับเอกราชในปี พ.ศ. 2364 ชื่อเปรูมาจากคำว่า "บีรู" (Birú) ซึ่งเป็นชื่อของผู้ปกครองท้องถิ่นบริเวณอ่าวซานมีเกลในปานามา โดยบริเวณนี้เป็นจุดใต้สุดที่ชาวยุโรปรู้จักเมื่อครั้งนักสำรวจชาวสเปนมาถึงในปี พ.ศ. 2065 ดังนั้นเมื่อฟรันซิสโก ปีซาร์โรเดินทางสำรวจต่อไปทางใต้ จึงเรียกภูมิภาคเหล่านั้นว่า บีรูหรือเปรูด้วย จักรวรรดิสเปนรับรองชื่อนี้ในปี พ.ศ. 2072 ในเอกสาร กาปีตูลาซีออนเดโตเลโด ซึ่งตั้งจังหวัดเปรูบริเวณจักรวรรดิอินคาเดิมภูมิศาสตร์ ภูมิศาสตร์. เปรูมีพื้นที่ 1,285,220 ตารางกิโลเมตร มีพรมแดนติดกับเอกวาดอร์และโคลอมเบียทางเหนือ บราซิลทางตะวันออก โบลิเวียทางตะวันออกเฉียงใต้ ชิลีทางใต้ และมหาสมุทรแปซิฟิกทางตะวันตก ประเทศเปรูมีเทือกเขาแอนดีสพาด ผ่านขนานกับชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก แบ่งประเทศออกเป็นสามภูมิภาคทางภูมิศาสตร์ ได้แก่ พื้นที่ชายฝั่งหรือโกสตา (costa) ทางตะวันตก เป็นที่ราบแคบและแห้งแล้งยกเว้นบริเวณหุบเขาซึ่งเกิดจากแม่น้ำตามฤดูกาล เขตที่สูงหรือเซียร์รา (sierra) เป็นภูมิภาคบนเทือกเขาแอนดีส ซึ่งเป็นที่ตั้งของที่ราบสูงอัลตีปลาโน (Altiplano) เช่นเดียวกับอวสการัน (Huascarán) จุดที่สูงที่สุดของประเทศ 6,768 เมตร ส่วนที่สามคือเขตป่ารกทึบหรือเซลบา (selva) เป็นที่ราบกว้างขวาง ปกคลุมด้วยป่าดิบชื้นแอมะซอน เกือบร้อยละ 60 ของพื้นที่ประเทศอยู่ในส่วนนี้ แม่ น้ำส่วนใหญ่มีต้นกำเนิดจากเทือกเขาแอนดีส และไหลลงสู่เขตลุ่มน้ำสามแห่งของเปรู แม่น้ำที่ไหลไปทางมหาสมุทรแปซิฟิกนั้นสูงชันและสั้น ไหลอย่างไม่สม่ำเสมอ ในขณะที่สายที่ไหลไปทางแม่น้ำแอมะซอนนั้นยาวกว่า มีกระแสน้ำมากกว่า และสูงชันน้อยกว่าเมื่อไหลออกจากเขตที่สูง ส่วนแม่น้ำที่ไหลไปยังทะเลสาบตีตีกากาส่วนใหญ่จะสั้นและมีกระแสน้ำมาก แม่น้ำสายที่ยาวเป็นอันดับต้น ๆ ของเปรูได้แก่ แม่น้ำอูกายาลี แม่น้ำมาราญอน แม่น้ำปูตูมาโย แม่น้ำยาบารี แม่น้ำอัวยากา แม่น้ำอูรูบัมบา แม่น้ำมันตาโร และแม่น้ำแอมะซอน เปรูไม่ได้มีเฉพาะภูมิอากาศแบบเขตร้อนเหมือนประเทศแถบเส้นศูนย์สูตรทั่วไป อิทธิพลของเทือกเขาแอนดีสและกระแสน้ำฮุมโบลดท์ทำ ให้เปรูมีความหลากหลายทางภูมิอากาศ เขตชายฝั่งมีอากาศอบอุ่น ปริมาณน้ำฝนต่ำ และความชื้นสูง ยกเว้นส่วนเหนือสุดที่ร้อนกว่าและฝนตกมากกว่า โดยเฉพาะในช่วงที่เกิดปรากฏการณ์เอลนีโญ บริเวณชายฝั่งตอนเหนือจะมีฝนตกหนักมาก เขตที่สูง มีฝนตกบ่อยในฤดูร้อน อุณหภูมิและความชื้นลดลงตามความสูง ส่วนเขตป่ารกทึบมีจุดสำคัญที่ฝนตกหนักและอุณหภูมิสูง ยกเว้นส่วนใต้สุดที่มีฤดูหนาวที่หนาวเย็นและฝนตกตามฤดูกาล จากภูมิประเทศและภูมิอากาศที่หลากหลาย ทำให้เปรูมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง โดยจนถึงปี พ.ศ. 2546 พบพืชและสัตว์แล้วถึง 21,462 ชนิด ในจำนวนนั้น 5,855 เป็นสปีชีส์เฉพาะถิ่นประวัติศาสตร์ยุคก่อนอินคา ประวัติศาสตร์. ยุคก่อนอินคา. ปรากฏร่องรอยของมนุษย์กลุ่มแรกในบริเวณประเทศเปรูตั้งแต่ประมาณ 10,000 ปีก่อนพุทธศักราช อารยธรรมการัลซึ่งเป็นสังคมที่เก่าแก่ที่สุดในเปรูเจริญขึ้นบริเวณชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกในระหว่าง 2,500 ถึง 1,300 ปีก่อนพุทธศักราช จาก หลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่หลงเหลืออยู่มากมายในประเทศเปรู แสดงให้เห็นว่ามีอารยธรรมต่าง ๆ เกิดขึ้นในทวีปอเมริกาใต้ในยุคก่อนอินคา อารยธรรมชาบินเป็นอารยธรรมที่เก่าแก่ที่สุดอารยธรรมหนึ่งในทวีปอเมริกาใต้ ศูนย์กลางอยู่บริเวณชายฝั่งตอนกลางของเปรู โบราณสถานที่สำคัญคือ ชาบินเดอวนตาร์ ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของกรุงลิมา ในยุคต่อมา อารยธรรมโมเชพัฒนาขึ้นบริเวณชายฝั่งตอนเหนือของเปรู และภายหลังพัฒนากลายเป็นอารยธรรมชีมู ส่วนทางตอนใต้ของเปรู อารยธรรมนัซกาได้ถือกำเนิดขึ้นบริเวณชายฝั่งในช่วงระยะเวลาเดียวกับอารยธรรมโมเช ร่องรอยอารยธรรมที่สำคัญคือเส้นนัซกา นอกจากนี้ ยังมีอารยธรรมตีวานากู ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ใกล้กรุงลาปาซในประเทศโบลิเวีย และอารยธรรมอัวรีซึ่งมีศูนย์กลางอยู่บริเวณแคว้นไออากูโช ทางตอนใต้ของเปรูยุคอินคา ยุคอินคา. อาณาจักรอินคาก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ประมาณกลางพุทธศตวรรษที่ 18 แต่เริ่มมีอำนาจขึ้นเมื่อประมาณปี พ.ศ. 1981 ในสมัยของปาชากูตี กษัตริย์องค์ที่ 9 อินคาค่อย ๆ ขยายอาณาเขตออกไปจากศูนย์กลางที่เมืองกุสโกทั้ง โดยวิธีทางการทูตและการสู้รบ จักรวรรดิขยายใหญ่จนถึงที่สุดในยุคของอวยนา กาปัก กษัตริย์องค์ที่ 11 ครอบคลุมบริเวณชายฝั่งตะวันตกของทวีปอเมริกาใต้ ตั้งแต่บริเวณตอนใต้ของประเทศโคลอมเบียไปจนถึงตอนกลางของประเทศชิลี รวมทั้งบริเวณประเทศโบลิเวีย และตอนเหนือของประเทศอาร์เจนตินา ก่อนที่อวยนา กาปักจะสวรรคต ได้ทรงแบ่งดินแดนอินคาให้แก่อาตาอวลปาและอวสการ์ พระราชโอรสทั้งสอง แต่พระราชโอรสทั้งสองไม่พอพระทัย ต้องการปกครองแผ่นดินแต่เพียงพระองค์เดียว จึงเกิดการสู้รบเพื่อแย่งแผ่นดินกันขึ้น ในที่สุดอาตาอวลปาก็เป็นฝ่ายชนะ ในขณะที่ดินแดนอินคากำลังวุ่นวายด้วยสงครามแย่งชิงอำนาจและโรคระบาด ฟรันซิสโก ปีซาร์โร นักสำรวจชาวสเปนกับ กำลังพลเพียง 167 คน ได้เดินทางมาเข้าพบอาตาอวลปาขณะที่กำลังพักผ่อนหลังเสร็จสงครามและจับ พระองค์เป็นตัวประกัน ชาวอินคามอบทองคำและเงินเป็นจำนวนมากให้แก่ปีซาร์โรเพื่อเป็นค่าไถ่ให้ปล่อย ตัวจักรพรรดิของตน แต่ปีซาร์โรกลับไม่ยอมรักษาคำพูดและประหารพระองค์ในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2075การปกครองของสเปน การปกครองของสเปน. ในปี พ.ศ. 2075 กองทัพผู้พิชิตของสเปนนำโดยฟรันซิสโก ปีซาร์โร เอาชนะจักรพรรดิอินคาอาตาอวลปา และผนวกเข้าอยู่ใต้การปกครองของสเปน ปีซาร์โรตั้งเมืองหลวงใหม่ที่ลิมาซึ่งกลายเป็นเมืองหลวงของประเทศเปรูในปัจจุบัน สิบปีถัดมา จักรวรรดิสเปนภายใต้การปกครองของราชวงศ์ฮับส์บูร์กได้ตั้งเขตอุปราชแห่งเปรู ซึ่งครอบคลุมอาณานิคมในอเมริกาใต้เกือบทั้งหมด ประมาณสามสิบปีถัดมา อุปราชฟรันซิสโก เด โตเลโดจัดระเบียบดินแดนในปกครองของตนใหม่ ด้วยการทำเหมืองแร่เงินเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจหลักและใช้แรงงานชาวพื้นเมือง ทองแท่งจากเปรูเป็นแหล่งรายได้ของเจ้าสเปนและส่งเสริมเครือข่ายการค้าที่ซับซ้อนที่ไปไกลถึงยุโรปและฟิลิปปินส์ อย่างไรก็ตาม ในอีกสองศตวรรษต่อมา การผลิตแร่เงินและการกระจายของเศรษฐกิจที่ลดลงทำให้รายได้ของเจ้าสเปนลดลง จึงทำให้สำนักเจ้าของสเปนประกาศการปฏิรูปบูร์บง ซึ่งประกอบด้วยพระราชกฤษฎีกาเพิ่มภาษีและแยกส่วนเขตอุปราชแห่งเปรู กฎหมายใหม่นี้กระตุ้นให้เกิดการกบฏของตูปัก อามารูที่ 2 และความพยายามปฏิวัติอื่น ๆ ซึ่งพ่ายแพ้ทั้งหมด ในช่วงสงครามประกาศเอกราชในอเมริกาใต้ เปรูยังคงเป็นฐานที่มั่นของฝ่ายสนับสนุนกษัตริย์ แต่เปรูก็กลายเป็นประเทศเอกราชจากการต่อสู้ของโฮเซ เด ซาน มาร์ติน และซีมอง โบลีวาร์สาธารณรัฐเปรู สาธารณรัฐเปรู. ในช่วงแรกของการเป็นสาธารณรัฐ การแก่งแย่งชิงอำนาจของผู้นำทางทหารก่อให้เกิดความไร้เสถียรภาพทางการเมือง อัตลักษณ์ของชาติถูกสร้างขึ้นในยุคนี้ จากการที่แนวความคิดสหพันธ์อเมริกาใต้ของโบลีวาร์และสหภาพกับโบลิเวียไม่ประสบความสำเร็จ ช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 24 เปรูมีเสถียรภาพภายใต้การนำของประธานาธิบดีรามอน กัสตียา ด้วยรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากการส่งออกปุ๋ยขี้นก (guano) อย่างไรก็ตาม ทรัพยากรเหล่านี้ถูกใช้หมดไปอย่างรวดเร็ว เปรูมีหนี้สินอย่างหนัก และการต่อสู้ทางการเมืองก็ปะทุขึ้นอีกครั้ง เปรูพ่ายแพ้ต่อชิลีในสงครามมหาสมุทรแปซิฟิกที่เกิดขึ้นระหว่าง พ.ศ. 2422 ถึง 2427 เสียดินแดนจังหวัดอารีกาและตาราปากาในสนธิสัญญาอังกอนและลิมา หลังจากปัญหาภายในประเทศหลังสงคราม เปรูกลับมามีเสถียรภาพภายใต้การนำของพรรคซีบิล ซึ่งสิ้นสุดลงหลังเอากุสโต เบ. เลกีอาขึ้นเป็นผู้นำประเทศ เศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ทำให้เลกีอาถูกล้มจากอำนาจ และกำเนิดพันธมิตรประชาชนปฏิวัติอเมริกา (Alianza Popular Revolucionaria Americana) การแข่งขันระหว่างกลุ่มนี้กับกลุ่มชนชั้นสูงและกองทัพเป็นส่วนสำคัญของการเมืองเปรูในอีกสามทศวรรษถัดมา ในปี พ.ศ. 2511 กองทัพเปรูนำโดยนายพลควน เบลัสโก อัลบาราโด ทำรัฐประหารยึดอำนาจจากประธานาธิบดีเฟร์นันโด เบลาอุนเด รัฐบาลใหม่ทำการปฏิรูปครั้งใหญ่ แต่ไม่ได้รับการสนับสนุนมากเท่าไรนัก ในปี พ.ศ. 2518 นายพลฟรันซิสโก โมราเลส เบร์มูเดซ ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีแทนเบลัสโก ยุติการปฏิรูปและนำประเทศเข้าสู่ประชาธิปไตยอีกครั้ง หลังยุคของโมราเลสในปี 2523 เปรูประสบปัญหาหนี้ต่างประเทศสูง เงินเฟ้อที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ การขนส่งยาเสพติดอย่างต่อเนื่อง และปัญหาการเมืองที่การใช้กำลังอย่างรุนแรง ภายใต้การนำของประธานาธิบดีอัลเบร์โต ฟูจิโมริ พ.ศ. 2533-2543 ประเทศเปรูก็เริ่มฟื้นตัวด้วยการปฏิรูปทางการเมืองและการปราบปรามกลุ่มผู้ ก่อการร้าย แต่ฟูจิโมริก็ถูกกล่าวหาเรื่องอำนาจนิยม การทุจริตในตำแหน่งหน้าที่ และการละเมิดสิทธิมนุษยชน ทำให้เขาต้องลาออกและหนีออกนอกประเทศหลังจากการเลือกตั้งครั้งปัญหาในปี พ.ศ. 2543 ประชาธิปไตยกลับคืนสู่เปรูอีกครั้งในสมัยของประธานาธิบดีอาเลคันโดร โตเลโด ซึ่งนับแต่นั้นเป็นต้นมา เปรูพยายามกำจัดการทุจริตในตำแหน่งหน้าที่และสามารถรักษาสภาพทางเศรษฐกิจที่ดีไว้ได้ ประธานาธิบดีคนปัจจุบันคือออลลันตา ฮูมาลาการปกครอง การปกครอง. เปรูเป็นสาธารณรัฐประชาธิปไตยแบบมีผู้แทน ใช้ระบอบประธานาธิบดี ภายใต้รัฐธรรมนูญปัจจุบัน ประธานาธิบดีทำหน้าที่เป็นประมุขแห่งรัฐและหัวหน้ารัฐบาล โดยได้รับเลือกตั้งเข้ามาอยู่ในตำแหน่งห้าปี และไม่สามารถได้รับเลือกอีกในสมัยถัดไปทันทีได้ ประธานาธิบดีแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีที่เหลือตามคำแนะนำของนายกรัฐมนตรี รัฐสภาของเปรูเป็นแบบสภาเดียว มีสมาชิก 120 คน ได้รับเลือกตั้งเข้ามาอยู่ในตำแหน่งเป็นเวลาห้าปี ทั้งฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารสามารถเริ่มเสนอร่างกฎหมายได้ โดยร่างกฎหมายจะต้องผ่านความเห็นชอบจากสภาและประกาศใช้โดยประธานาธิบดี สถาบันตุลาการเป็นอิสระตามรัฐธรรมนูญ แต่มีการแทรกแซงฝ่ายตุลาการบ่อยครั้งตลอดประวัติศาสตร์ รัฐบาลเปรูได้รับการเลือกตั้งโดยตรง และการเลือกตั้งเป็นหน้าที่ของประชาชนอายุตั้งแต่ 18 ปีจนถึง 70 ปี ในการเลือกตั้งทั่วไปในปี พ.ศ. 2549 อาลัน การ์ซีอา จากพรรคอาปริสตาเปรู ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีเหนือโอยันตา อูมาลาจากสหภาพเพื่อเปรู สภาปัจจุบันประกอบด้วยสมาชิกจากพรรคอาปริสตาเปรู 36 คน พรรคชาตินิยมเปรู 23 คน พรรคสหภาพเพื่อเปรู 19 คน พรรคเอกภาพแห่งชาติ 15 คน พันธมิตรเพื่ออนาคต 13 คน พันธมิตรรัฐสภา 9 คน และกลุ่มรัฐสภาพิเศษ 5 คน ความ สัมพันธ์กับต่างประเทศของเปรูที่ผ่านมามักเกี่ยวพันกับปัญหาข้อพิพาทพรมแดน กับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งส่วนใหญ่ตกลงกันได้ในคริสต์ศตวรรษที่ 20 ปัจจุบันเปรูมีข้อพิพาทกับชิลีเรื่องน่านน้ำในมหาสมุทรแปซิฟิก เปรูเป็นสมาชิกของกลุ่มในภูมิภาคหลายกลุ่ม เป็นสมาชิกก่อตั้งของประชาคมแอนดีส และเป็นสมาชิกขององค์กรรัฐอเมริกาการแบ่งเขตการปกครอง การแบ่งเขตการปกครอง. ประเทศเปรูแบ่งการปกครองออกเป็น 25 แคว้น () แต่ละแคว้นแบ่งออกเป็นจังหวัด (provincia) และเขต (distrito) ย่อยลงมาตามลำดับ [ยกเว้นจังหวัดลิมา (Provincia de Lima) ซึ่งเป็นเอกเทศไม่อยู่ในแคว้นใด] แต่ละแคว้นเลือกรัฐบาลท้องถิ่นซึ่งประกอบด้วยประธานและสภา มีวาระ 4 ปี รัฐบาลท้องถิ่นดูแลเรื่องการพัฒนาภูมิภาค โครงการลงทุนสาธารณะ ส่งเสริมกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และการจัดการทรัพย์สินสาธารณะ จังหวัดลิมาบริหารโดยเทศบาลมหานครลิมา แคว้นต่าง ๆ ของเปรู และเมืองหลักของแคว้นได้แก่ และจังหวัดลิมา มีเมืองหลักคือลิมา เมืองหลวงของประเทศกองทัพ กองทัพ. กองทัพเปรูประกอบด้วยกองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ มีหน้าที่หลักคือดูแลความปลอดภัยของอิสรภาพ เอกราช และบูรณภาพดินแดนของประเทศ กองกำลังของเปรูอยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงกลาโหม และประธานาธิบดีในฐานะผู้บัญชาการสูงสุด การเกณฑ์ทหารถูกยกเลิกในปี พ.ศ. 2542 และเปลี่ยนมาใช้การเป็นทหารโดยสมัครใจแทนเศรษฐกิจ เศรษฐกิจ. เปรู เป็นประเทศที่มีความหลากหลายทางด้านเศรษฐกิจเนื่องจากสภาพภูมิศาสตร์ เขตภูเขาอุดมไปด้วยทรัพยากรแร่ธาตุสำคัญหลายชนิด เปรูจึงเป็นผู้ผลิตแร่ธาตุรายใหญ่ของโลก เช่นทองแดง (อันดับ 3 ของโลก) ตะกั่ว (อันดับ 4 ของโลก) เงิน (อันดับ 1 ของโลก) สังกะสี (อันดับ 3 ของโลก) ดีบุก (อันดับ 3 ของโลก) น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ส่วนทางชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกมีสภาพเอื้ออำนวยต่อการประมง ผลิตภัณฑ์การเกษตรที่สำคัญ ได้แก่ มันฝรั่ง ข้าวโพด ผลไม้ ต้นโคคา และการปศุสัตว์ นอกจากนี้ ทรัพยากรการท่องเที่ยวของเปรู เช่น มาชูปิกชู เมืองกุสโก และป่าดิบชื้นบริเวณแม่น้ำแอมะซอนสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้เป็นจำนวนมาก เปรู มีรายได้ต่อประชากรปี (พ.ศ. 2549) อยู่ที่ 3,374 ดอลลาร์สหรัฐ ร้อยละ 39.3 ของประชากรเป็นคนจน รวมถึงร้อยละ 13.7 ที่อยู่ในระดับจนมาก การบริการมีส่วนร้อยละ 52.9 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ปี พ.ศ. 2550 ตามด้วยอุตสาหกรรมขั้นทุติยภูมิร้อยละ 23.2 อุตสาหกรรมขั้นปฐมภูมิร้อยละ 14.2 และภาษีร้อยละ 9.7 สินค้าส่งออกที่สำคัญของเปรู ได้แก่ ทองแดง ทอง สังกะสี ปิโตรเลียม กาแฟ และสิ่งทอ ส่วนการนำเข้าส่วนใหญ่เป็นวัตถุดิบและสินค้าทุนสำหรับอุตสาหกรรม ประเทศคู่ค้าหลักของเปรูได้แก่สหรัฐอเมริกา จีน บราซิล ชิลี แคนาดา สวิตเซอร์แลนด์ ญี่ปุ่น โคลอมเบีย และเอกวาดอร์ นโยบายเศรษฐกิจของเปรูมีการเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างมากในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ในช่วงปี พ.ศ. 2511-2518 รัฐบาลควน เบลัสโก อัลบาราโดมีการปฏิรูปหลายอย่างเช่น การปฏิรูปที่ดินทางการเกษตร ยึดบริษัทต่างชาติหลายแห่งมาเป็นของรัฐบาล การใช้ระบบเศรษฐกิจแบบวางแผนและการขยายภาครัฐบาล ถึงแม้การปฏิรูปเหล่านี้ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายที่จะปรับการกระจายรายได้และยุติการพึ่งพิงทางเศรษฐกิจจากประเทศที่พัฒนาแล้วได้ก็ตาม แต่นโยบายปฏิรูปเหล่านี้ส่วนใหญ่ก็คงอยู่จนปี พ.ศ. 2533 เมื่อรัฐบาลของนายอัลเบร์โต ฟูจิโมริยกเลิกการควบคุมราคา การแทรกแซงทางการค้า การควบคุมการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ และดำเนินการแปรรูปหน่วยงานรัฐวิสาหกิจส่วนใหญ่ การปฏิรูปเสรีนี้เหล่านี้ทำให้เศรษฐกิจเปรูมีการเติบโตอย่างมั่นคงตั้งแต่ปี พ.ศ. 2536 ยกเว้นแต่ช่วงวิกฤตการณ์ทางการเงินในเอเชีย พ.ศ. 2540 ในปี พ.ศ. 2550 เปรูมีสภาพเศรษฐกิจดีที่สุดในรอบ 40 ปี และเป็นประเทศที่มีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูงที่สุดในทวีป (ประมาณร้อยละ 9.2 ใน พ.ศ. 2550) ซึ่งเป็นผลจากการที่ราคาแร่ธาตุสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ นอกจากนี้ การลงทุนของภาคเอกชนและการบริโภคภายในประเทศยังเติบโตสูงขึ้นอย่างมาก แต่อย่างไรก็ตาม ความร่ำรวยและความเจริญกลับกระจายไม่ทั่วถึงประชากรทั้งประเทศ ในขณะที่เมืองที่ตั้งอยู่บริเวณริมฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกและทางตอนเหนือของ ประเทศมีเศรษฐกิจที่เจริญเติบโต เมืองทางตอนใต้แถบเทือกเขาแอนดีสซึ่งส่วนใหญ่ประกอบการเกษตรในพื้นที่ขนาดเล็กกลับมีอัตราประชากรยากจนสูงถึงร้อยละ 70ประชากร ประชากร. เปรูมีประชากรประมาณ 28 ล้านคน เป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดเป็นอันดับสี่ของทวีปอเมริกาใต้จากข้อมูลปี พ.ศ. 2550 โดยการเติบโตของจำนวนประชากรลดลงจากร้อยละ 2.6 เหลือร้อยละ 1.6 ในช่วงปี พ.ศ. 2493 ถึง 2543 โดยคาดการณ์ว่าจะมีประชากรประมาณ 42 ล้านคนในปี พ.ศ. 2593 จากข้อมูลปี 2548 ร้อยละ 72.6 ของประชากรอาศัยอยู่ในเขตเมือง และร้อยละ 27.4 ในเขตชนบท เมืองหลักของเปรูได้แก่ ลิมา อาเรกีปา ตรูคีโย ชีกลาโย ปิวรา อีกีโตส ชิมโบเต กุสโก และอวงกาโย ซึ่งมีประชากรมากกว่าสองแสนคนในการสำรวจปี พ.ศ. 2536 เปรูเป็นสังคมพหุชาติพันธุ์ที่เกิดจากการรวมตัวของหลายเชื้อชาติตลอดช่วงห้าศตวรรษ โดยชนพื้นเมืองเปรูอาศัยอยู่ในเปรูเป็นเวลานับพันปีก่อนที่สเปนจะเข้าครอบครองในพุทธศตวรรษที่ 21 ประชากรพื้นเมืองลดลงในช่วงประมาณร้อยปี จากเก้าล้านคนเหลือเพียงประมาณหกแสนคนจากโรคติดต่อ ชาวสเปนและชาวแอฟริกาจำนวนมากเข้ามาในยุคอาณานิคม หลังได้รับเอกราช มีชาวยุโรปอพยพเพิ่มขึ้น จากอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี และสเปน ชาวจีนเข้ามาในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 24 ทดแทนแรงงานทาส และได้กลายมาเป็นส่วนสำคัญของสังคมเปรู ภาษาทางการของเปรูคือ ภาษาสเปน ซึ่งเป็นภาษาแม่ของชาวเปรูที่มีอายุตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไปร้อยละ 80.3 (พ.ศ. 2536) และภาษาเกชัวซึ่ง มีประชากรร้อยละ 16.5 พูดภาษานี้ (พ.ศ. 2536) มีผู้พูดภาษาท้องถิ่นอื่น ๆ และภาษาต่างประเทศร้อยละ 3 และร้อยละ 0.2 ของประชากรตามลำดับ จากการสำรวจในปี พ.ศ. 2549 ประชากรร้อยละ 85 ระบุว่าตัวเองนับถือนิกายโรมันคาทอลิก และร้อยละ 11 นับถือนิกายโปรเตสแตนต์ อัตราการรู้หนังสืออยู่ที่ร้อยละ 88.9 โดยอัตราในชนบท (ร้อยละ 76.1) ต่ำกว่าในเมือง (ร้อยละ 94.8) การศึกษาขั้นประถมและมัธยมเป็นการศึกษาบังคับและบริการแบบให้เปล่า (ฟรี) ในโรงเรียนของรัฐวัฒนธรรม วัฒนธรรม. วัฒนธรรมเปรูมีรากฐานอยู่บนวัฒนธรรมพื้นเมืองและวัฒนธรรมสเปน ศิลปะของเปรูย้อนกลับไปได้ถึงเครื่องปั้นเดิมเผา สิ่งทอ เพชรพลอย และการแกะสลักของวัฒนธรรมยุคก่อนอินคา ชาวอินคายังคงรักษารูปแบบงานเหล่านี้และยังบรรลุผลในด้านสถาปัตยกรรมโดยได้ สร้างมาชูปิกชู ในยุคอาณานิคม ศิลปะได้รับอิทธิพลแบบบาโรก โดยผสมเข้ากับวัฒนธรรมท้องถิ่น ในยุคนี้ ศิลปะส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับศาสนา ตัวอย่างเช่นโบสถ์จำนวนมาก และจิตรกรรมแบบสำนักกุสโก ศิลปะในเปรูซบเซาลงหลังได้รับเอกราช จนมาถึงยุคศิลปะแบบอินดีเคนิสโม ซึ่งนำเสนอความเชื่อและวิถีชีวิตของชาวพื้นเมืองอเมริกาใต้ วัฒนธรรมโบราณของชาวอินคายังคงอยู่ในเปรูในปัจจุบัน ชาวเปรูยังคงใช้ชีวิตตามแบบบรรพบุรุษ เช่นการใช้ภาษาเกชัว การประกอบพิธีกรรมทางศาสนาอาหาร อาหาร. อาหาร จานหลักของเปรูมีความหลากหลายเพราะมีส่วนผสมที่สามารถหาได้ในประเทศ หลายอย่าง เช่น อาหารทะเล เนื้อสัตว์ต่าง ๆ เช่น เนื้อวัว เนื้อไก่ เนื้ออัลปากา และเนื้อหนูตะเภา นิยมรับประทานอาหารจานหลักกับมันฝรั่ง (ซึ่งกล่าวกันว่ามีมากถึง 3,500 ชนิด) ข้าวโพด หรือข้าว ในเขตเทือกเขาชาวเปรูมักจะกินซุปเพื่ออบอุ่นร่างกายก่อนออกไปเผชิญความหนาวเย็น อาหารเปรูที่มีชื่อเสียงคือ เซบีเช ซึ่งมีลักษณะคล้ายยำทะเล โดยนำเนื้อปลาสดหรือกุ้งสดที่หมักในน้ำมะนาวและพริกไทย มาผสมกับหัวหอมซอย เครื่อง ดื่มแอลกอฮอล์ของเปรูคือ ปิสโกซาวร์ (Pisco sour) ซึ่งมีส่วนผสมของเหล้าปิสโก (บรั่นดีที่ทำจากองุ่น) น้ำมะนาว น้ำแข็ง ไข่ขาว และน้ำหวาน ชาวเปรูยังนิยมดื่มเครื่องดื่มจากข้าวโพดสีม่วงที่เรียกว่า ชีชาโมราดา (Chicha morada) อีกด้วย ชาว พื้นเมืองนิยมเคี้ยวใบโคคาตากแห้งและดื่มชาโคคามาตั้งแต่สมัยโบราณ แต่ปัจจุบันกำลังประสบปัญหาถูกต่อต้านจากนานาชาติ เนื่องจากใบโคคา (ซึ่งเป็นวัตถุดิบในการผลิตโคเคน) ถูกสหประชาชาติกำหนดให้เป็นยาเสพติดตั้งแต่ พ.ศ. 2504ดนตรีและการเต้นรำ ดนตรีและการเต้นรำ. ดนตรีของเปรูมีพื้นฐานจากดนตรีพื้นเมือง และได้รับอิทธิพลจากสเปนและแอฟริกาในภายหลัง ในยุคก่อนถูกสเปนครอบครองดนตรีก็มีความหลากหลายแตกต่างกันไปตามพื้นที่ เครื่องดนตรีพื้นเมืองที่แพร่หลายที่สุดคือขลุ่ยเกนาและกลองตินยา เมื่ออารยธรรมสเปนเข้ามากีตาร์ก็เป็นที่รู้จักและกลายเป็นเครื่องดนตรีที่เป็นที่นิยมมากที่สุดอย่างหนึ่งในเปรู นอกจากนี้ กีตาร์ยังเป็นจุดกำเนิดให้แก่เครื่องดนตรีชนิดใหม่คือชารังโก อิทธิพลของดนตรีแบบแอฟริกาปรากฏให้เห็นในทั้งในจังหวะของเพลงและเครื่องดนตรี เช่น กลองกาคอน การเต้นรำพื้นเมืองของเปรูนอกจากการเต้นรำของคู่หญิงชายเช่น มารีเนรา ตอนเดโร และอวยโนแล้ว ยังมีระบำกรรไกร ซึ่งชาวเปรูถือว่าเป็นการแสดงที่เป็นพิธีการ ผู้เต้นจะถือกรรไกรไว้ขณะเต้นด้วยท่าที่โลดโผนเทศกาล เทศกาล. เปรู มีเทศกาลมากมายตลอดทั้งปี ซึ่งมีทั้งเทศกาลทางศาสนา เทศกาลเกี่ยวกับประเพณีของอินคา เทศกาลเกี่ยวกับการเกษตร และเทศกาลเพื่อเฉลิมฉลอง เช่น คาร์นิวาลที่มีจุดเด่นที่การละเล่นสาดน้ำ อินตีไรย์มีหรือพิธีเพื่อบูชาพระอาทิตย์ซึ่งสืบทอดมาตั้งแต่สมัยอินคา เซญอร์เดโลสมีลาโกรส (ลอร์ดออฟมิราเคิลส์) ซึ่งเป็นพาเรดทางศาสนาคริสต์ที่ใหญ่ที่สุดในทวีปอเมริกาใต้ เป็นต้น
ทิศตะวันตกของประเทศเปรูติดกับมหาสมุทรใด
{ "answer": [ "แปซิฟิก" ], "answer_begin_position": [ 347 ], "answer_end_position": [ 354 ] }
3,190
8,295
ประเทศเปรู ประเทศเปรู () มีชื่อทางการคือ สาธารณรัฐเปรู () เป็นประเทศที่ตั้งอยู่ทางตะวันตกของทวีปอเมริกาใต้ มีพรมแดนทางทิศเหนือติดกับประเทศเอกวาดอร์และประเทศโคลอมเบีย ทิศตะวันออกติดกับประเทศบราซิลและประเทศโบลิเวีย ทางทิศใต้ติดกับประเทศชิลี และทิศตะวันตกติดกับมหาสมุทรแปซิฟิก ประเทศเปรูเป็นที่ตั้งของอารยธรรมการัล ซึ่งเป็นอารยธรรมเก่าแก่อันหนึ่งของโลก และอาณาจักรอินคา จักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในทวีปอเมริกาก่อนยุคโคลัมบัส ต่อมาภูมิภาคนี้ตกเป็นอาณานิคมของจักรวรรดิสเปน และได้รับเอกราชในปี พ.ศ. 2364 ชื่อเปรูมาจากคำว่า "บีรู" (Birú) ซึ่งเป็นชื่อของผู้ปกครองท้องถิ่นบริเวณอ่าวซานมีเกลในปานามา โดยบริเวณนี้เป็นจุดใต้สุดที่ชาวยุโรปรู้จักเมื่อครั้งนักสำรวจชาวสเปนมาถึงในปี พ.ศ. 2065 ดังนั้นเมื่อฟรันซิสโก ปีซาร์โรเดินทางสำรวจต่อไปทางใต้ จึงเรียกภูมิภาคเหล่านั้นว่า บีรูหรือเปรูด้วย จักรวรรดิสเปนรับรองชื่อนี้ในปี พ.ศ. 2072 ในเอกสาร กาปีตูลาซีออนเดโตเลโด ซึ่งตั้งจังหวัดเปรูบริเวณจักรวรรดิอินคาเดิมภูมิศาสตร์ ภูมิศาสตร์. เปรูมีพื้นที่ 1,285,220 ตารางกิโลเมตร มีพรมแดนติดกับเอกวาดอร์และโคลอมเบียทางเหนือ บราซิลทางตะวันออก โบลิเวียทางตะวันออกเฉียงใต้ ชิลีทางใต้ และมหาสมุทรแปซิฟิกทางตะวันตก ประเทศเปรูมีเทือกเขาแอนดีสพาด ผ่านขนานกับชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก แบ่งประเทศออกเป็นสามภูมิภาคทางภูมิศาสตร์ ได้แก่ พื้นที่ชายฝั่งหรือโกสตา (costa) ทางตะวันตก เป็นที่ราบแคบและแห้งแล้งยกเว้นบริเวณหุบเขาซึ่งเกิดจากแม่น้ำตามฤดูกาล เขตที่สูงหรือเซียร์รา (sierra) เป็นภูมิภาคบนเทือกเขาแอนดีส ซึ่งเป็นที่ตั้งของที่ราบสูงอัลตีปลาโน (Altiplano) เช่นเดียวกับอวสการัน (Huascarán) จุดที่สูงที่สุดของประเทศ 6,768 เมตร ส่วนที่สามคือเขตป่ารกทึบหรือเซลบา (selva) เป็นที่ราบกว้างขวาง ปกคลุมด้วยป่าดิบชื้นแอมะซอน เกือบร้อยละ 60 ของพื้นที่ประเทศอยู่ในส่วนนี้ แม่ น้ำส่วนใหญ่มีต้นกำเนิดจากเทือกเขาแอนดีส และไหลลงสู่เขตลุ่มน้ำสามแห่งของเปรู แม่น้ำที่ไหลไปทางมหาสมุทรแปซิฟิกนั้นสูงชันและสั้น ไหลอย่างไม่สม่ำเสมอ ในขณะที่สายที่ไหลไปทางแม่น้ำแอมะซอนนั้นยาวกว่า มีกระแสน้ำมากกว่า และสูงชันน้อยกว่าเมื่อไหลออกจากเขตที่สูง ส่วนแม่น้ำที่ไหลไปยังทะเลสาบตีตีกากาส่วนใหญ่จะสั้นและมีกระแสน้ำมาก แม่น้ำสายที่ยาวเป็นอันดับต้น ๆ ของเปรูได้แก่ แม่น้ำอูกายาลี แม่น้ำมาราญอน แม่น้ำปูตูมาโย แม่น้ำยาบารี แม่น้ำอัวยากา แม่น้ำอูรูบัมบา แม่น้ำมันตาโร และแม่น้ำแอมะซอน เปรูไม่ได้มีเฉพาะภูมิอากาศแบบเขตร้อนเหมือนประเทศแถบเส้นศูนย์สูตรทั่วไป อิทธิพลของเทือกเขาแอนดีสและกระแสน้ำฮุมโบลดท์ทำ ให้เปรูมีความหลากหลายทางภูมิอากาศ เขตชายฝั่งมีอากาศอบอุ่น ปริมาณน้ำฝนต่ำ และความชื้นสูง ยกเว้นส่วนเหนือสุดที่ร้อนกว่าและฝนตกมากกว่า โดยเฉพาะในช่วงที่เกิดปรากฏการณ์เอลนีโญ บริเวณชายฝั่งตอนเหนือจะมีฝนตกหนักมาก เขตที่สูง มีฝนตกบ่อยในฤดูร้อน อุณหภูมิและความชื้นลดลงตามความสูง ส่วนเขตป่ารกทึบมีจุดสำคัญที่ฝนตกหนักและอุณหภูมิสูง ยกเว้นส่วนใต้สุดที่มีฤดูหนาวที่หนาวเย็นและฝนตกตามฤดูกาล จากภูมิประเทศและภูมิอากาศที่หลากหลาย ทำให้เปรูมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง โดยจนถึงปี พ.ศ. 2546 พบพืชและสัตว์แล้วถึง 21,462 ชนิด ในจำนวนนั้น 5,855 เป็นสปีชีส์เฉพาะถิ่นประวัติศาสตร์ยุคก่อนอินคา ประวัติศาสตร์. ยุคก่อนอินคา. ปรากฏร่องรอยของมนุษย์กลุ่มแรกในบริเวณประเทศเปรูตั้งแต่ประมาณ 10,000 ปีก่อนพุทธศักราช อารยธรรมการัลซึ่งเป็นสังคมที่เก่าแก่ที่สุดในเปรูเจริญขึ้นบริเวณชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกในระหว่าง 2,500 ถึง 1,300 ปีก่อนพุทธศักราช จาก หลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่หลงเหลืออยู่มากมายในประเทศเปรู แสดงให้เห็นว่ามีอารยธรรมต่าง ๆ เกิดขึ้นในทวีปอเมริกาใต้ในยุคก่อนอินคา อารยธรรมชาบินเป็นอารยธรรมที่เก่าแก่ที่สุดอารยธรรมหนึ่งในทวีปอเมริกาใต้ ศูนย์กลางอยู่บริเวณชายฝั่งตอนกลางของเปรู โบราณสถานที่สำคัญคือ ชาบินเดอวนตาร์ ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของกรุงลิมา ในยุคต่อมา อารยธรรมโมเชพัฒนาขึ้นบริเวณชายฝั่งตอนเหนือของเปรู และภายหลังพัฒนากลายเป็นอารยธรรมชีมู ส่วนทางตอนใต้ของเปรู อารยธรรมนัซกาได้ถือกำเนิดขึ้นบริเวณชายฝั่งในช่วงระยะเวลาเดียวกับอารยธรรมโมเช ร่องรอยอารยธรรมที่สำคัญคือเส้นนัซกา นอกจากนี้ ยังมีอารยธรรมตีวานากู ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ใกล้กรุงลาปาซในประเทศโบลิเวีย และอารยธรรมอัวรีซึ่งมีศูนย์กลางอยู่บริเวณแคว้นไออากูโช ทางตอนใต้ของเปรูยุคอินคา ยุคอินคา. อาณาจักรอินคาก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ประมาณกลางพุทธศตวรรษที่ 18 แต่เริ่มมีอำนาจขึ้นเมื่อประมาณปี พ.ศ. 1981 ในสมัยของปาชากูตี กษัตริย์องค์ที่ 9 อินคาค่อย ๆ ขยายอาณาเขตออกไปจากศูนย์กลางที่เมืองกุสโกทั้ง โดยวิธีทางการทูตและการสู้รบ จักรวรรดิขยายใหญ่จนถึงที่สุดในยุคของอวยนา กาปัก กษัตริย์องค์ที่ 11 ครอบคลุมบริเวณชายฝั่งตะวันตกของทวีปอเมริกาใต้ ตั้งแต่บริเวณตอนใต้ของประเทศโคลอมเบียไปจนถึงตอนกลางของประเทศชิลี รวมทั้งบริเวณประเทศโบลิเวีย และตอนเหนือของประเทศอาร์เจนตินา ก่อนที่อวยนา กาปักจะสวรรคต ได้ทรงแบ่งดินแดนอินคาให้แก่อาตาอวลปาและอวสการ์ พระราชโอรสทั้งสอง แต่พระราชโอรสทั้งสองไม่พอพระทัย ต้องการปกครองแผ่นดินแต่เพียงพระองค์เดียว จึงเกิดการสู้รบเพื่อแย่งแผ่นดินกันขึ้น ในที่สุดอาตาอวลปาก็เป็นฝ่ายชนะ ในขณะที่ดินแดนอินคากำลังวุ่นวายด้วยสงครามแย่งชิงอำนาจและโรคระบาด ฟรันซิสโก ปีซาร์โร นักสำรวจชาวสเปนกับ กำลังพลเพียง 167 คน ได้เดินทางมาเข้าพบอาตาอวลปาขณะที่กำลังพักผ่อนหลังเสร็จสงครามและจับ พระองค์เป็นตัวประกัน ชาวอินคามอบทองคำและเงินเป็นจำนวนมากให้แก่ปีซาร์โรเพื่อเป็นค่าไถ่ให้ปล่อย ตัวจักรพรรดิของตน แต่ปีซาร์โรกลับไม่ยอมรักษาคำพูดและประหารพระองค์ในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2075การปกครองของสเปน การปกครองของสเปน. ในปี พ.ศ. 2075 กองทัพผู้พิชิตของสเปนนำโดยฟรันซิสโก ปีซาร์โร เอาชนะจักรพรรดิอินคาอาตาอวลปา และผนวกเข้าอยู่ใต้การปกครองของสเปน ปีซาร์โรตั้งเมืองหลวงใหม่ที่ลิมาซึ่งกลายเป็นเมืองหลวงของประเทศเปรูในปัจจุบัน สิบปีถัดมา จักรวรรดิสเปนภายใต้การปกครองของราชวงศ์ฮับส์บูร์กได้ตั้งเขตอุปราชแห่งเปรู ซึ่งครอบคลุมอาณานิคมในอเมริกาใต้เกือบทั้งหมด ประมาณสามสิบปีถัดมา อุปราชฟรันซิสโก เด โตเลโดจัดระเบียบดินแดนในปกครองของตนใหม่ ด้วยการทำเหมืองแร่เงินเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจหลักและใช้แรงงานชาวพื้นเมือง ทองแท่งจากเปรูเป็นแหล่งรายได้ของเจ้าสเปนและส่งเสริมเครือข่ายการค้าที่ซับซ้อนที่ไปไกลถึงยุโรปและฟิลิปปินส์ อย่างไรก็ตาม ในอีกสองศตวรรษต่อมา การผลิตแร่เงินและการกระจายของเศรษฐกิจที่ลดลงทำให้รายได้ของเจ้าสเปนลดลง จึงทำให้สำนักเจ้าของสเปนประกาศการปฏิรูปบูร์บง ซึ่งประกอบด้วยพระราชกฤษฎีกาเพิ่มภาษีและแยกส่วนเขตอุปราชแห่งเปรู กฎหมายใหม่นี้กระตุ้นให้เกิดการกบฏของตูปัก อามารูที่ 2 และความพยายามปฏิวัติอื่น ๆ ซึ่งพ่ายแพ้ทั้งหมด ในช่วงสงครามประกาศเอกราชในอเมริกาใต้ เปรูยังคงเป็นฐานที่มั่นของฝ่ายสนับสนุนกษัตริย์ แต่เปรูก็กลายเป็นประเทศเอกราชจากการต่อสู้ของโฮเซ เด ซาน มาร์ติน และซีมอง โบลีวาร์สาธารณรัฐเปรู สาธารณรัฐเปรู. ในช่วงแรกของการเป็นสาธารณรัฐ การแก่งแย่งชิงอำนาจของผู้นำทางทหารก่อให้เกิดความไร้เสถียรภาพทางการเมือง อัตลักษณ์ของชาติถูกสร้างขึ้นในยุคนี้ จากการที่แนวความคิดสหพันธ์อเมริกาใต้ของโบลีวาร์และสหภาพกับโบลิเวียไม่ประสบความสำเร็จ ช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 24 เปรูมีเสถียรภาพภายใต้การนำของประธานาธิบดีรามอน กัสตียา ด้วยรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากการส่งออกปุ๋ยขี้นก (guano) อย่างไรก็ตาม ทรัพยากรเหล่านี้ถูกใช้หมดไปอย่างรวดเร็ว เปรูมีหนี้สินอย่างหนัก และการต่อสู้ทางการเมืองก็ปะทุขึ้นอีกครั้ง เปรูพ่ายแพ้ต่อชิลีในสงครามมหาสมุทรแปซิฟิกที่เกิดขึ้นระหว่าง พ.ศ. 2422 ถึง 2427 เสียดินแดนจังหวัดอารีกาและตาราปากาในสนธิสัญญาอังกอนและลิมา หลังจากปัญหาภายในประเทศหลังสงคราม เปรูกลับมามีเสถียรภาพภายใต้การนำของพรรคซีบิล ซึ่งสิ้นสุดลงหลังเอากุสโต เบ. เลกีอาขึ้นเป็นผู้นำประเทศ เศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ทำให้เลกีอาถูกล้มจากอำนาจ และกำเนิดพันธมิตรประชาชนปฏิวัติอเมริกา (Alianza Popular Revolucionaria Americana) การแข่งขันระหว่างกลุ่มนี้กับกลุ่มชนชั้นสูงและกองทัพเป็นส่วนสำคัญของการเมืองเปรูในอีกสามทศวรรษถัดมา ในปี พ.ศ. 2511 กองทัพเปรูนำโดยนายพลควน เบลัสโก อัลบาราโด ทำรัฐประหารยึดอำนาจจากประธานาธิบดีเฟร์นันโด เบลาอุนเด รัฐบาลใหม่ทำการปฏิรูปครั้งใหญ่ แต่ไม่ได้รับการสนับสนุนมากเท่าไรนัก ในปี พ.ศ. 2518 นายพลฟรันซิสโก โมราเลส เบร์มูเดซ ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีแทนเบลัสโก ยุติการปฏิรูปและนำประเทศเข้าสู่ประชาธิปไตยอีกครั้ง หลังยุคของโมราเลสในปี 2523 เปรูประสบปัญหาหนี้ต่างประเทศสูง เงินเฟ้อที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ การขนส่งยาเสพติดอย่างต่อเนื่อง และปัญหาการเมืองที่การใช้กำลังอย่างรุนแรง ภายใต้การนำของประธานาธิบดีอัลเบร์โต ฟูจิโมริ พ.ศ. 2533-2543 ประเทศเปรูก็เริ่มฟื้นตัวด้วยการปฏิรูปทางการเมืองและการปราบปรามกลุ่มผู้ ก่อการร้าย แต่ฟูจิโมริก็ถูกกล่าวหาเรื่องอำนาจนิยม การทุจริตในตำแหน่งหน้าที่ และการละเมิดสิทธิมนุษยชน ทำให้เขาต้องลาออกและหนีออกนอกประเทศหลังจากการเลือกตั้งครั้งปัญหาในปี พ.ศ. 2543 ประชาธิปไตยกลับคืนสู่เปรูอีกครั้งในสมัยของประธานาธิบดีอาเลคันโดร โตเลโด ซึ่งนับแต่นั้นเป็นต้นมา เปรูพยายามกำจัดการทุจริตในตำแหน่งหน้าที่และสามารถรักษาสภาพทางเศรษฐกิจที่ดีไว้ได้ ประธานาธิบดีคนปัจจุบันคือออลลันตา ฮูมาลาการปกครอง การปกครอง. เปรูเป็นสาธารณรัฐประชาธิปไตยแบบมีผู้แทน ใช้ระบอบประธานาธิบดี ภายใต้รัฐธรรมนูญปัจจุบัน ประธานาธิบดีทำหน้าที่เป็นประมุขแห่งรัฐและหัวหน้ารัฐบาล โดยได้รับเลือกตั้งเข้ามาอยู่ในตำแหน่งห้าปี และไม่สามารถได้รับเลือกอีกในสมัยถัดไปทันทีได้ ประธานาธิบดีแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีที่เหลือตามคำแนะนำของนายกรัฐมนตรี รัฐสภาของเปรูเป็นแบบสภาเดียว มีสมาชิก 120 คน ได้รับเลือกตั้งเข้ามาอยู่ในตำแหน่งเป็นเวลาห้าปี ทั้งฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารสามารถเริ่มเสนอร่างกฎหมายได้ โดยร่างกฎหมายจะต้องผ่านความเห็นชอบจากสภาและประกาศใช้โดยประธานาธิบดี สถาบันตุลาการเป็นอิสระตามรัฐธรรมนูญ แต่มีการแทรกแซงฝ่ายตุลาการบ่อยครั้งตลอดประวัติศาสตร์ รัฐบาลเปรูได้รับการเลือกตั้งโดยตรง และการเลือกตั้งเป็นหน้าที่ของประชาชนอายุตั้งแต่ 18 ปีจนถึง 70 ปี ในการเลือกตั้งทั่วไปในปี พ.ศ. 2549 อาลัน การ์ซีอา จากพรรคอาปริสตาเปรู ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีเหนือโอยันตา อูมาลาจากสหภาพเพื่อเปรู สภาปัจจุบันประกอบด้วยสมาชิกจากพรรคอาปริสตาเปรู 36 คน พรรคชาตินิยมเปรู 23 คน พรรคสหภาพเพื่อเปรู 19 คน พรรคเอกภาพแห่งชาติ 15 คน พันธมิตรเพื่ออนาคต 13 คน พันธมิตรรัฐสภา 9 คน และกลุ่มรัฐสภาพิเศษ 5 คน ความ สัมพันธ์กับต่างประเทศของเปรูที่ผ่านมามักเกี่ยวพันกับปัญหาข้อพิพาทพรมแดน กับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งส่วนใหญ่ตกลงกันได้ในคริสต์ศตวรรษที่ 20 ปัจจุบันเปรูมีข้อพิพาทกับชิลีเรื่องน่านน้ำในมหาสมุทรแปซิฟิก เปรูเป็นสมาชิกของกลุ่มในภูมิภาคหลายกลุ่ม เป็นสมาชิกก่อตั้งของประชาคมแอนดีส และเป็นสมาชิกขององค์กรรัฐอเมริกาการแบ่งเขตการปกครอง การแบ่งเขตการปกครอง. ประเทศเปรูแบ่งการปกครองออกเป็น 25 แคว้น () แต่ละแคว้นแบ่งออกเป็นจังหวัด (provincia) และเขต (distrito) ย่อยลงมาตามลำดับ [ยกเว้นจังหวัดลิมา (Provincia de Lima) ซึ่งเป็นเอกเทศไม่อยู่ในแคว้นใด] แต่ละแคว้นเลือกรัฐบาลท้องถิ่นซึ่งประกอบด้วยประธานและสภา มีวาระ 4 ปี รัฐบาลท้องถิ่นดูแลเรื่องการพัฒนาภูมิภาค โครงการลงทุนสาธารณะ ส่งเสริมกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และการจัดการทรัพย์สินสาธารณะ จังหวัดลิมาบริหารโดยเทศบาลมหานครลิมา แคว้นต่าง ๆ ของเปรู และเมืองหลักของแคว้นได้แก่ และจังหวัดลิมา มีเมืองหลักคือลิมา เมืองหลวงของประเทศกองทัพ กองทัพ. กองทัพเปรูประกอบด้วยกองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ มีหน้าที่หลักคือดูแลความปลอดภัยของอิสรภาพ เอกราช และบูรณภาพดินแดนของประเทศ กองกำลังของเปรูอยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงกลาโหม และประธานาธิบดีในฐานะผู้บัญชาการสูงสุด การเกณฑ์ทหารถูกยกเลิกในปี พ.ศ. 2542 และเปลี่ยนมาใช้การเป็นทหารโดยสมัครใจแทนเศรษฐกิจ เศรษฐกิจ. เปรู เป็นประเทศที่มีความหลากหลายทางด้านเศรษฐกิจเนื่องจากสภาพภูมิศาสตร์ เขตภูเขาอุดมไปด้วยทรัพยากรแร่ธาตุสำคัญหลายชนิด เปรูจึงเป็นผู้ผลิตแร่ธาตุรายใหญ่ของโลก เช่นทองแดง (อันดับ 3 ของโลก) ตะกั่ว (อันดับ 4 ของโลก) เงิน (อันดับ 1 ของโลก) สังกะสี (อันดับ 3 ของโลก) ดีบุก (อันดับ 3 ของโลก) น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ส่วนทางชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกมีสภาพเอื้ออำนวยต่อการประมง ผลิตภัณฑ์การเกษตรที่สำคัญ ได้แก่ มันฝรั่ง ข้าวโพด ผลไม้ ต้นโคคา และการปศุสัตว์ นอกจากนี้ ทรัพยากรการท่องเที่ยวของเปรู เช่น มาชูปิกชู เมืองกุสโก และป่าดิบชื้นบริเวณแม่น้ำแอมะซอนสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้เป็นจำนวนมาก เปรู มีรายได้ต่อประชากรปี (พ.ศ. 2549) อยู่ที่ 3,374 ดอลลาร์สหรัฐ ร้อยละ 39.3 ของประชากรเป็นคนจน รวมถึงร้อยละ 13.7 ที่อยู่ในระดับจนมาก การบริการมีส่วนร้อยละ 52.9 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ปี พ.ศ. 2550 ตามด้วยอุตสาหกรรมขั้นทุติยภูมิร้อยละ 23.2 อุตสาหกรรมขั้นปฐมภูมิร้อยละ 14.2 และภาษีร้อยละ 9.7 สินค้าส่งออกที่สำคัญของเปรู ได้แก่ ทองแดง ทอง สังกะสี ปิโตรเลียม กาแฟ และสิ่งทอ ส่วนการนำเข้าส่วนใหญ่เป็นวัตถุดิบและสินค้าทุนสำหรับอุตสาหกรรม ประเทศคู่ค้าหลักของเปรูได้แก่สหรัฐอเมริกา จีน บราซิล ชิลี แคนาดา สวิตเซอร์แลนด์ ญี่ปุ่น โคลอมเบีย และเอกวาดอร์ นโยบายเศรษฐกิจของเปรูมีการเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างมากในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ในช่วงปี พ.ศ. 2511-2518 รัฐบาลควน เบลัสโก อัลบาราโดมีการปฏิรูปหลายอย่างเช่น การปฏิรูปที่ดินทางการเกษตร ยึดบริษัทต่างชาติหลายแห่งมาเป็นของรัฐบาล การใช้ระบบเศรษฐกิจแบบวางแผนและการขยายภาครัฐบาล ถึงแม้การปฏิรูปเหล่านี้ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายที่จะปรับการกระจายรายได้และยุติการพึ่งพิงทางเศรษฐกิจจากประเทศที่พัฒนาแล้วได้ก็ตาม แต่นโยบายปฏิรูปเหล่านี้ส่วนใหญ่ก็คงอยู่จนปี พ.ศ. 2533 เมื่อรัฐบาลของนายอัลเบร์โต ฟูจิโมริยกเลิกการควบคุมราคา การแทรกแซงทางการค้า การควบคุมการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ และดำเนินการแปรรูปหน่วยงานรัฐวิสาหกิจส่วนใหญ่ การปฏิรูปเสรีนี้เหล่านี้ทำให้เศรษฐกิจเปรูมีการเติบโตอย่างมั่นคงตั้งแต่ปี พ.ศ. 2536 ยกเว้นแต่ช่วงวิกฤตการณ์ทางการเงินในเอเชีย พ.ศ. 2540 ในปี พ.ศ. 2550 เปรูมีสภาพเศรษฐกิจดีที่สุดในรอบ 40 ปี และเป็นประเทศที่มีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูงที่สุดในทวีป (ประมาณร้อยละ 9.2 ใน พ.ศ. 2550) ซึ่งเป็นผลจากการที่ราคาแร่ธาตุสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ นอกจากนี้ การลงทุนของภาคเอกชนและการบริโภคภายในประเทศยังเติบโตสูงขึ้นอย่างมาก แต่อย่างไรก็ตาม ความร่ำรวยและความเจริญกลับกระจายไม่ทั่วถึงประชากรทั้งประเทศ ในขณะที่เมืองที่ตั้งอยู่บริเวณริมฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกและทางตอนเหนือของ ประเทศมีเศรษฐกิจที่เจริญเติบโต เมืองทางตอนใต้แถบเทือกเขาแอนดีสซึ่งส่วนใหญ่ประกอบการเกษตรในพื้นที่ขนาดเล็กกลับมีอัตราประชากรยากจนสูงถึงร้อยละ 70ประชากร ประชากร. เปรูมีประชากรประมาณ 28 ล้านคน เป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดเป็นอันดับสี่ของทวีปอเมริกาใต้จากข้อมูลปี พ.ศ. 2550 โดยการเติบโตของจำนวนประชากรลดลงจากร้อยละ 2.6 เหลือร้อยละ 1.6 ในช่วงปี พ.ศ. 2493 ถึง 2543 โดยคาดการณ์ว่าจะมีประชากรประมาณ 42 ล้านคนในปี พ.ศ. 2593 จากข้อมูลปี 2548 ร้อยละ 72.6 ของประชากรอาศัยอยู่ในเขตเมือง และร้อยละ 27.4 ในเขตชนบท เมืองหลักของเปรูได้แก่ ลิมา อาเรกีปา ตรูคีโย ชีกลาโย ปิวรา อีกีโตส ชิมโบเต กุสโก และอวงกาโย ซึ่งมีประชากรมากกว่าสองแสนคนในการสำรวจปี พ.ศ. 2536 เปรูเป็นสังคมพหุชาติพันธุ์ที่เกิดจากการรวมตัวของหลายเชื้อชาติตลอดช่วงห้าศตวรรษ โดยชนพื้นเมืองเปรูอาศัยอยู่ในเปรูเป็นเวลานับพันปีก่อนที่สเปนจะเข้าครอบครองในพุทธศตวรรษที่ 21 ประชากรพื้นเมืองลดลงในช่วงประมาณร้อยปี จากเก้าล้านคนเหลือเพียงประมาณหกแสนคนจากโรคติดต่อ ชาวสเปนและชาวแอฟริกาจำนวนมากเข้ามาในยุคอาณานิคม หลังได้รับเอกราช มีชาวยุโรปอพยพเพิ่มขึ้น จากอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี และสเปน ชาวจีนเข้ามาในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 24 ทดแทนแรงงานทาส และได้กลายมาเป็นส่วนสำคัญของสังคมเปรู ภาษาทางการของเปรูคือ ภาษาสเปน ซึ่งเป็นภาษาแม่ของชาวเปรูที่มีอายุตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไปร้อยละ 80.3 (พ.ศ. 2536) และภาษาเกชัวซึ่ง มีประชากรร้อยละ 16.5 พูดภาษานี้ (พ.ศ. 2536) มีผู้พูดภาษาท้องถิ่นอื่น ๆ และภาษาต่างประเทศร้อยละ 3 และร้อยละ 0.2 ของประชากรตามลำดับ จากการสำรวจในปี พ.ศ. 2549 ประชากรร้อยละ 85 ระบุว่าตัวเองนับถือนิกายโรมันคาทอลิก และร้อยละ 11 นับถือนิกายโปรเตสแตนต์ อัตราการรู้หนังสืออยู่ที่ร้อยละ 88.9 โดยอัตราในชนบท (ร้อยละ 76.1) ต่ำกว่าในเมือง (ร้อยละ 94.8) การศึกษาขั้นประถมและมัธยมเป็นการศึกษาบังคับและบริการแบบให้เปล่า (ฟรี) ในโรงเรียนของรัฐวัฒนธรรม วัฒนธรรม. วัฒนธรรมเปรูมีรากฐานอยู่บนวัฒนธรรมพื้นเมืองและวัฒนธรรมสเปน ศิลปะของเปรูย้อนกลับไปได้ถึงเครื่องปั้นเดิมเผา สิ่งทอ เพชรพลอย และการแกะสลักของวัฒนธรรมยุคก่อนอินคา ชาวอินคายังคงรักษารูปแบบงานเหล่านี้และยังบรรลุผลในด้านสถาปัตยกรรมโดยได้ สร้างมาชูปิกชู ในยุคอาณานิคม ศิลปะได้รับอิทธิพลแบบบาโรก โดยผสมเข้ากับวัฒนธรรมท้องถิ่น ในยุคนี้ ศิลปะส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับศาสนา ตัวอย่างเช่นโบสถ์จำนวนมาก และจิตรกรรมแบบสำนักกุสโก ศิลปะในเปรูซบเซาลงหลังได้รับเอกราช จนมาถึงยุคศิลปะแบบอินดีเคนิสโม ซึ่งนำเสนอความเชื่อและวิถีชีวิตของชาวพื้นเมืองอเมริกาใต้ วัฒนธรรมโบราณของชาวอินคายังคงอยู่ในเปรูในปัจจุบัน ชาวเปรูยังคงใช้ชีวิตตามแบบบรรพบุรุษ เช่นการใช้ภาษาเกชัว การประกอบพิธีกรรมทางศาสนาอาหาร อาหาร. อาหาร จานหลักของเปรูมีความหลากหลายเพราะมีส่วนผสมที่สามารถหาได้ในประเทศ หลายอย่าง เช่น อาหารทะเล เนื้อสัตว์ต่าง ๆ เช่น เนื้อวัว เนื้อไก่ เนื้ออัลปากา และเนื้อหนูตะเภา นิยมรับประทานอาหารจานหลักกับมันฝรั่ง (ซึ่งกล่าวกันว่ามีมากถึง 3,500 ชนิด) ข้าวโพด หรือข้าว ในเขตเทือกเขาชาวเปรูมักจะกินซุปเพื่ออบอุ่นร่างกายก่อนออกไปเผชิญความหนาวเย็น อาหารเปรูที่มีชื่อเสียงคือ เซบีเช ซึ่งมีลักษณะคล้ายยำทะเล โดยนำเนื้อปลาสดหรือกุ้งสดที่หมักในน้ำมะนาวและพริกไทย มาผสมกับหัวหอมซอย เครื่อง ดื่มแอลกอฮอล์ของเปรูคือ ปิสโกซาวร์ (Pisco sour) ซึ่งมีส่วนผสมของเหล้าปิสโก (บรั่นดีที่ทำจากองุ่น) น้ำมะนาว น้ำแข็ง ไข่ขาว และน้ำหวาน ชาวเปรูยังนิยมดื่มเครื่องดื่มจากข้าวโพดสีม่วงที่เรียกว่า ชีชาโมราดา (Chicha morada) อีกด้วย ชาว พื้นเมืองนิยมเคี้ยวใบโคคาตากแห้งและดื่มชาโคคามาตั้งแต่สมัยโบราณ แต่ปัจจุบันกำลังประสบปัญหาถูกต่อต้านจากนานาชาติ เนื่องจากใบโคคา (ซึ่งเป็นวัตถุดิบในการผลิตโคเคน) ถูกสหประชาชาติกำหนดให้เป็นยาเสพติดตั้งแต่ พ.ศ. 2504ดนตรีและการเต้นรำ ดนตรีและการเต้นรำ. ดนตรีของเปรูมีพื้นฐานจากดนตรีพื้นเมือง และได้รับอิทธิพลจากสเปนและแอฟริกาในภายหลัง ในยุคก่อนถูกสเปนครอบครองดนตรีก็มีความหลากหลายแตกต่างกันไปตามพื้นที่ เครื่องดนตรีพื้นเมืองที่แพร่หลายที่สุดคือขลุ่ยเกนาและกลองตินยา เมื่ออารยธรรมสเปนเข้ามากีตาร์ก็เป็นที่รู้จักและกลายเป็นเครื่องดนตรีที่เป็นที่นิยมมากที่สุดอย่างหนึ่งในเปรู นอกจากนี้ กีตาร์ยังเป็นจุดกำเนิดให้แก่เครื่องดนตรีชนิดใหม่คือชารังโก อิทธิพลของดนตรีแบบแอฟริกาปรากฏให้เห็นในทั้งในจังหวะของเพลงและเครื่องดนตรี เช่น กลองกาคอน การเต้นรำพื้นเมืองของเปรูนอกจากการเต้นรำของคู่หญิงชายเช่น มารีเนรา ตอนเดโร และอวยโนแล้ว ยังมีระบำกรรไกร ซึ่งชาวเปรูถือว่าเป็นการแสดงที่เป็นพิธีการ ผู้เต้นจะถือกรรไกรไว้ขณะเต้นด้วยท่าที่โลดโผนเทศกาล เทศกาล. เปรู มีเทศกาลมากมายตลอดทั้งปี ซึ่งมีทั้งเทศกาลทางศาสนา เทศกาลเกี่ยวกับประเพณีของอินคา เทศกาลเกี่ยวกับการเกษตร และเทศกาลเพื่อเฉลิมฉลอง เช่น คาร์นิวาลที่มีจุดเด่นที่การละเล่นสาดน้ำ อินตีไรย์มีหรือพิธีเพื่อบูชาพระอาทิตย์ซึ่งสืบทอดมาตั้งแต่สมัยอินคา เซญอร์เดโลสมีลาโกรส (ลอร์ดออฟมิราเคิลส์) ซึ่งเป็นพาเรดทางศาสนาคริสต์ที่ใหญ่ที่สุดในทวีปอเมริกาใต้ เป็นต้น
เมืองหลวงของประเทศเปรูคือเมืองใด
{ "answer": [ "ลิมา" ], "answer_begin_position": [ 9913 ], "answer_end_position": [ 9917 ] }
3,191
135,470
ภาษาพาเซนด์ ภาษาพาเซนด์ เป็นภาษาที่พัฒนามาจากภาษาเปอร์เซียกลาง โดยตัดคำยืมจากภาษากลุ่มเซมิติกเช่น ภาษาอราเมอิกออกไป เริ่มแรกพบในข้อความศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาโซโรอัสเตอร์ ภาษานี้เป็นภาษาเขียนหลังจากสิ้นสุดยุคซัสซาเนียน และลดความสำคัญลงเมื่อศาสนาอิสลามแพร่เข้ามาถึง จนกลายเป็นภาษาตายในที่สุด
ภาษาพาเซนด์เป็นภาษาที่พัฒนามาจากภาษาใด
{ "answer": [ "เปอร์เซียกลาง" ], "answer_begin_position": [ 135 ], "answer_end_position": [ 148 ] }
3,192
470,085
คิกาลี คิกาลี (Kigali) เป็นเมืองหลวงและเมืองที่ใหญ่ที่สุดของประเทศรวันดา มีประชากรเกือบ 1 ล้านคน (ค.ศ. 2009) ตั้งอยู่เกือบใจกลางของประเทศ เป็นเมืองศูนย์กลางเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และการเดินทาง เป็นเมืองหลวงของประเทศในปี ค.ศ. 1962 เป็นเมืองที่พักและทำงานของประธานาธิบดีแห่งรวันดา
เมืองหลวงของประเทศรวันดาคือเมืองใด
{ "answer": [ "คิกาลี" ], "answer_begin_position": [ 88 ], "answer_end_position": [ 94 ] }
3,193
712,605
อีแรน ฌอลีโย-กูว์รี อีแรน ฌอลีโย-กูว์รี (; 12 กันยายน พ.ศ. 2440 – 17 มีนาคม พ.ศ. 2499) เป็นนักวิทยาศาสตร์ชาวฝรั่งเศส เธอเป็นลูกสาวของมารี กูว์รี และปีแยร์ กูว์รี และเป็นภรรยาของเฟรเดริก ฌอลีโย-กูว์รี เธอได้รับรางวัลโนเบลสาขาเคมีร่วมกับสามีของเธอจากการค้นพบกัมมันตรังสีเหนี่ยวนำ ทำให้ครอบครัวกูว์รีเป็นครอบครัวที่มีผู้ได้รับรางวัลโนเบลมากที่สุดในขณะนั้นเอแลนและปีแยร์ บุตรของอีแรนกับเฟรเดริกก็เป็นนักวิทยาศาสตร์เช่นกัน
อีแรน ฌอลีโย-กูว์รีได้รับรางวัลโนเบลสาขาเคมีร่วมกับสามีของเธอจากการค้นพบสิ่งใด
{ "answer": [ "กัมมันตรังสีเหนี่ยวนำ" ], "answer_begin_position": [ 350 ], "answer_end_position": [ 371 ] }
3,194
16,273
ประเทศซามัว รัฐเอกราชซามัว (ซามัว: ; ) หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า ซามัว (ซามัว: ; ) เป็นประเทศที่ประกอบด้วยหมู่เกาะอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิกตอนใต้ ชื่อในอดีตคือ เยอรมันซามัว ระหว่างปี พ.ศ. 2443 ถึง พ.ศ. 2457 และ ซามัวตะวันตก ระหว่างปี พ.ศ. 2457 ถึง พ.ศ. 2540ประวัติศาสตร์ ประวัติศาสตร์. ซามัวเป็นดินแดนที่เป็นที่ตั้งหนึ่งในจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่ของชาวโพลินีเซีย สามารถขยายอาณาเขตยึดประเทศเพื่อนบ้านข้างเคียงได้ จนกระทั่งมีการเข้ามาของชาวยุโรปทำให้ประชากรส่วนใหญ่เปลี่ยนมานับถือศาสนาคริสต์ จนกระทั่ง จักรวรรดิตูอิตองกา ได้เข้ามายึดดินแดน ส่งผลให้ซามัวกลายเป็นเมืองขึ้นของตองกา ในระยะต่อมาอีก 500 ปี ซามัวได้ประกาศเอกราชและปกครองตนเองเรื่อยมา ต่อมาประเทศอังกฤษได้ยึดซามัว ในเวลาต่อมาเกิดข้อพิพาทระหว่างสหรัฐ เยอรมันและอังกฤษ ยังผลให้ประเทศเยอรมนีได้ครอบครองส่วนที่เป็นประเทศซามัวในปัจจุบัน ส่วนสหรัฐอเมริกาได้ครอบครองส่วนที่เป็นอเมริกันซามัวในปัจจุบัน สำหรับประเทศอังกฤษก็ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียในซามัวอีกแล้ว ในระยะต่อมาในสงครามโลกครั้งที่ 2 ซามัวถูกโอนให้มาขึ้นกับประเทศนิวซีแลนด์ จนประกาศเอกราชในปี พ.ศ. 2505 นับเป็นประเทศแรกในแปซิฟิกใต้ที่ได้รับเอกราชการเมือง การเมือง. ระบบรัฐสภา สภาเดี่ยว ประกอบด้วยสมาชิก 49 คน โดย 47 คน มาจากการเลือกตั้ง และผู้แทน 2 คนที่ได้รับการแต่งตั้งจากเผ่ามาไต (Matai) วาระดำรงตำแหน่ง 5 ปี เดิมประมุขรัฐมาจากการสืบตระกูลและดำรงตำแหน่งประมุขตลอดชีพ แต่ภายหลังจากที่พระประมุข มาลีเอตัว ตานุมาฟิลิที่ 2 ประมุขรัฐที่ได้รับการแต่งตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2505 (ค.ศ. 1962) ได้สิ้นพระชนม์ลงเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2550 ด้วยพระชันษา 94 พรรษา โดยไม่มีรัชทายาทสืบราชบัลลังก์ทำให้ซามัวไม่มีกษัตริย์อีกต่อไป และเริ่มใช้ระบบประธานาธิบดีมีวาระการดำรงตำแหน่ง 5 ปีแทน ซามัวเป็นประเทศที่มีเสถียรภาพทางการเมืองมากที่สุดในแปซิฟิกใต้การแบ่งเขตการปกครอง การแบ่งเขตการปกครอง. ซามัวแบ่งการปกครองเป็น 11 เขตคือ:- อาอานา (A'ana) - ไอกาอิเลไต (Aiga-i-le-Tai) - อาตูอา (Atua) - ฟาอะซาเลเลอากา (Fa'asaleleaga) - กากาเอเมากา (Gaga'emauga) - กาไกโฟเมากา (Gagaifomauga) - ปาเลาลี (Palauli) - ซาตูปาอิเตอา (Satupa'itea) - ตัวมาซากา (Tuamasaga) - วาอาโอโฟโนตี (Va'a-o-Fonoti) - ไวซิกาโน (Vaisigano)ภูมิศาสตร์ ภูมิศาสตร์. ซามัวตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของอเมริกันซามัว ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของตองกาและฟิจิ มีป่าไม้ค่อนข้างหนาแน่น ประชากรส่วนใหญ่มีเชื้อสายโพลินีเชีย และบางส่วนเป็นเยอรมันและจีน ชาวซามัวจำนวนมากอพยพไปตั้งถิ่นฐานในต่างประเทศ โดยคาดว่ามีชาวซามัวในนิวซีแลนด์ประมาณ 120,000 คน และในออสเตรเลียประมาณ 40,000 คนเศรษฐกิจ เศรษฐกิจ. ซามัวเป็นหนึ่งในประเทศมีการพัฒนาทางเศรษฐกิจเร็วที่สุดในแปซิฟิก โดยมีการท่องเที่ยวและการประมงเป็นปัจจัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม ชาวซามัวส่วนใหญ่ยังคงประกอบอาชีพเกษตรกรรมเพื่อการยังชีพ พืชที่สำคัญคือ มะพร้าว สาเก กล้วย โกโก้ และเผือก ทั้งนี้ ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ภาคประมงของซามัวเติบโตอย่างรวดเร็ว และกลายเป็นสินค้าที่สร้างรายได้สูงสุดให้กับประเทศ นอกจากนี้ ซามัวยังมีรายได้จากแรงงานที่อาศัยอยู่ในต่างประเทศ โดยเฉพาะจากนิวซีแลนด์ อเมริกันซามัว ออสเตรเลีย และสหรัฐอเมริกา ซามัวมีนโยบายดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศมาตั้งแต่ปี 2535 (ค.ศ. 1992) แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จมากนัก รัฐบาลมีนโยบายการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ และการพัฒนา organic farming เพื่อส่งออกไปยังออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ นอกจากนี้ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวซามัวเริ่มเติบโต รวมทั้งบริษัท Partridge Pacific Investment Group ตัดสินใจลงทุนด้านการค้าปลีกขนาดใหญ่ในซามัวและฟิจิ จึงคาดว่าเศรษฐกิจในปี 2549-50 จะเติบโตในระดับที่น่าพอใจ ปัจจุบันมีบริษัทญี่ปุ่นชื่อ Yazaki ซึ่งผลิต wire harness ที่ใช้ในรถยนต์เพื่อส่งออกไปยังออสเตรเลีย เป็นบริษัทต่างชาติที่เข้ามาลงทุนและเป็นแหล่งจ้างงานใหญ่ที่สุด สำหรับอุตสาหกรรมอื่นๆ มีขนาดเล็กและผลิตสินค้าเพื่อทดแทนการนำเข้าเท่านั้น เป็นที่คาดกันว่า ซามัวจะถูกถอดถอนจากรายชื่อกลุ่มประเทศที่มีการพัฒนาน้อยที่สุด (Least Developed Countries) ในปี 2549 (ค.ศ. 2006) ซึ่งจะช่วยให้ซามัวสามารถดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติได้มากกว่าที่เป็นอยู่ จำนวนนักท่องเที่ยวปี 2549 สูงขึ้นจากปี 2548 ร้อยละ 26 คิดเป็นรายได้กว่า 4.7 ล้านดอลาร์สหรัฐ นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มาจากอเมริกันซามัว และมีแนวโน้มว่าจะมีนักท่องเที่ยวจากจีนเพิ่มขึ้น จากความร่วมมือระหว่างจีนและซามัว อย่างไรก็ตาม ปัญหาสังคมของซามัวทวีความรุนแรงขึ้น เช่น การก่ออาชญากรรมของเยาวชน ปัญหายาเสพติด ซึ่งมีสาเหตุส่วนใหญ่มาจากอัตราการว่างงานที่สูงขึ้น ชาวซามัวมีอัตราการอพยพย้ายถิ่นฐานไปยังนิวซีแลนด์ ออสเตรเลียและสหรัฐฯ สูงขึ้นเป็นลำดับประชากร ประชากร. ประชากรในซามัวนั้นประกอบด้วยชาวซามัวร้อยละ 92.6 (โพลินีเซียน) ยูโรนีเซียน (ยุโรป-โพลินีเซียน) ร้อยละ 7 และชาวยุโรปร้อยละ 0.4วัฒนธรรม วัฒนธรรม. ชาวซามัวมีความยิ่งใหญ่มากในอดีต มีวัฒนธรรมซึ่งโดดเด่นมากในกลุ่มชาติพันธุ์โพลินีเซียน มีทั้งภาษา การเต้นรำและการแต่งกายดั้งเดิม
ประเทศใดเป็นประเทศแรกในแปซิฟิกใต้ที่ได้รับเอกราช
{ "answer": [ "ซามัว" ], "answer_begin_position": [ 1017 ], "answer_end_position": [ 1022 ] }
3,195
875,584
นิวส์วีก นิวส์วีก () เป็นนิตยสารข่าวรายสัปดาห์ของสหรัฐ ก่อตั้งในปี 1933 นิตยสารตีพิมพ์ทั้ง ภาษาอังกฤษ และภาษาต่างประเทศอีก 12 ภาษา ในปัจจุบัน นิตยสารนิวส์วีกจัดการโดยบริษัท Newsweek Media Group มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่มหานครนิวยอร์ก
นิตยสารข่าวรายสัปดาห์ของสหรัฐอเมริกาชื่อว่า นิวส์วีก ก่อตั้งในปีค.ศ.ใด
{ "answer": [ "1933" ], "answer_begin_position": [ 150 ], "answer_end_position": [ 154 ] }
3,196
3,708
ดาวฤกษ์ ดาวฤกษ์ คือวัตถุท้องฟ้าที่เป็นก้อนพลาสมาสว่างขนาดใหญ่ที่คงอยู่ได้ด้วยแรงโน้มถ่วง ดาวฤกษ์ที่อยู่ใกล้โลกมากที่สุด คือ ดวงอาทิตย์ ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานหลักของโลก เราสามารถมองเห็นดาวฤกษ์อื่น ๆ ได้บนท้องฟ้ายามราตรี หากไม่มีแสงจากดวงอาทิตย์บดบัง ในประวัติศาสตร์ ดาวฤกษ์ที่โดดเด่นที่สุดบนทรงกลมท้องฟ้าจะถูกจัดเข้าด้วยกันเป็นกลุ่มดาว และดาวฤกษ์ที่สว่างที่สุดจะได้รับการตั้งชื่อโดยเฉพาะ นักดาราศาสตร์ได้จัดทำบัญชีรายชื่อดาวฤกษ์เพิ่มเติมขึ้นมากมาย เพื่อใช้เป็นมาตรฐานในการตั้งชื่อดาวฤกษ์ ตลอดอายุขัยส่วนใหญ่ของดาวฤกษ์ มันจะเปล่งแสงได้เนื่องจากปฏิกิริยาเทอร์โมนิวเคลียร์ฟิวชั่นที่แกนของดาว ซึ่งจะปลดปล่อยพลังงานจากภายในของดาว จากนั้นจึงแผ่รังสีออกไปสู่อวกาศ ธาตุเคมีเกือบทั้งหมดซึ่งเกิดขึ้นโดยธรรมชาติและหนักกว่าฮีเลียมมีกำเนิดมาจากดาวฤกษ์ทั้งสิ้น โดยอาจเกิดจากการสังเคราะห์นิวเคลียสของดาวฤกษ์ระหว่างที่ดาวยังมีชีวิตอยู่ หรือเกิดจากการสังเคราะห์นิวเคลียสของซูเปอร์โนวาหลังจากที่ดาวฤกษ์เกิดการระเบิดหลังสิ้นอายุขัย นักดาราศาสตร์สามารถระบุขนาดของมวล อายุ ส่วนประกอบทางเคมี และคุณสมบัติของดาวฤกษ์อีกหลายประการได้จากการสังเกตสเปกตรัม ความสว่าง และการเคลื่อนที่ในอวกาศ มวลรวมของดาวฤกษ์เป็นตัวกำหนดหลักในลำดับวิวัฒนาการและชะตากรรมในบั้นปลายของดาว ส่วนคุณสมบัติอื่นของดาวฤกษ์ เช่น เส้นผ่านศูนย์กลาง การหมุน การเคลื่อนที่ และอุณหภูมิ ถูกกำหนดจากประวัติวิวัฒนาการของมัน แผนภาพคู่ลำดับระหว่างอุณหภูมิกับความสว่างของดาวฤกษ์จำนวนมาก ที่รู้จักกันในชื่อ ไดอะแกรมของแฮร์ทสชปรุง-รัสเซลล์ (H-R ไดอะแกรม) ช่วยทำให้สามารถระบุอายุและรูปแบบวิวัฒนาการของดาวฤกษ์ได้ ดาวฤกษ์ถือกำเนิดขึ้นจากเมฆโมเลกุลที่ยุบตัวโดยมีไฮโดรเจนเป็นส่วนประกอบหลัก รวมไปถึงฮีเลียม และธาตุอื่นที่หนักกว่าอีกจำนวนหนึ่ง เมื่อแก่นของดาวฤกษ์มีความหนาแน่นมากเพียงพอ ไฮโดรเจนบางส่วนจะถูกเปลี่ยนเป็นฮีเลียมผ่านกระบวนการนิวเคลียร์ฟิวชั่นอย่างต่อเนื่อง ส่วนภายในที่เหลือของดาวฤกษ์จะนำพลังงานออกจากแก่นผ่านทางกระบวนการแผ่รังสีและการพาความร้อนประกอบกัน ความดันภายในของดาวฤกษ์ป้องกันมิให้มันยุบตัวต่อไปจากแรงโน้มถ่วงของมันเอง เมื่อเชื้อเพลิงไฮโดรเจนที่แก่นของดาวหมด ดาวฤกษ์ที่มีมวลอย่างน้อย 0.4 เท่าของดวงอาทิตย์ จะพองตัวออกจนกลายเป็นดาวยักษ์แดง ซึ่งในบางกรณี ดาวเหล่านี้จะหลอมธาตุที่หนักกว่าที่แก่นหรือในเปลือกรอบแก่นของดาว จากนั้น ดาวยักษ์แดงจะวิวัฒนาการไปสู่รูปแบบเสื่อม มีการรีไซเคิลบางส่วนของสสารไปสู่สสารระหว่างดาว สสารเหล่านี้จะก่อให้เกิดดาวฤกษ์รุ่นใหม่ซึ่งมีอัตราส่วนของธาตุหนักที่สูงกว่า ระบบดาวคู่และระบบดาวหลายดวงประกอบด้วยดาวฤกษ์สองดวงหรือมากกว่านั้นซึ่งยึดเหนี่ยวกันด้วยแรงโน้มถ่วง และส่วนใหญ่มักจะโคจรรอบกันในวงโคจรที่เสถียร เมื่อดาวฤกษ์ในระบบดาวดังกล่าวสองดวงมีวงโคจรใกล้กันมากเกินไป ปฏิกิริยาแรงโน้มถ่วงระหว่างดาวฤกษ์อาจส่งผลกระทบใหญ่หลวงต่อวิวัฒนาการของพวกมันได้ ดาวฤกษ์สามารถรวมตัวกันเป็นส่วนหนึ่งอยู่ในโครงสร้างขนาดใหญ่ที่ยึดเหนี่ยวกันด้วยแรงโน้มถ่วง เช่น กระจุกดาว หรือ ดาราจักร ได้ประวัติการสังเกต ประวัติการสังเกต. ดาวฤกษ์มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออารยธรรมต่าง ๆ ทั่วโลกมานับแต่อดีตกาล โดยเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมทางศาสนา เป็นองค์ประกอบสำคัญในศาสตร์ของการเดินเรือ รวมไปถึงการกำหนดทิศทาง นักดาราศาสตร์ยุคโบราณส่วนใหญ่เชื่อว่าดาวฤกษ์อยู่นิ่งกับที่บนทรงกลมสวรรค์ และไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ จากความเชื่อนี้ทำให้นักดาราศาสตร์จัดกลุ่มดาวฤกษ์เข้าด้วยกันเป็นกลุ่มดาวต่าง ๆ และใช้กลุ่มดาวเหล่านี้ในการตรวจติดตามการเคลื่อนที่ของดาวเคราะห์ รวมถึงเส้นทางการเคลื่อนที่ของดวงอาทิตย์ ตำแหน่งการเคลื่อนที่ของดวงอาทิตย์เมื่อเทียบกับกลุ่มดาวฤกษ์ที่อยู่เบื้องหลัง (และเส้นขอบฟ้า) นำมาใช้ในการกำหนดปฏิทินสุริยคติ ซึ่งสามารถใช้เพื่อกำหนดกิจวัตรในทางการเกษตรได้ ปฏิทินเกรกอเรียน ซึ่งใช้กันอยู่แพร่หลายในโลกปัจจุบัน จัดเป็นปฏิทินสุริยคติที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของมุมของแกนหมุนของโลกโดยเทียบกับดาวฤกษ์ที่อยู่ใกล้ที่สุด คือ ดวงอาทิตย์ แผนที่ดาวอันแม่นยำที่เก่าแก่ที่สุด ปรากฏขึ้นในสมัยอียิปต์โบราณ เมื่อราว 1,534 ปีก่อนคริสตกาล นักดาราศาสตร์บาบิโลน แห่งเมโสโปเตเมียได้รวบรวมบัญชีรายชื่อดาวฤกษ์ที่เก่าแก่ที่สุดที่เคยรู้จักขึ้นในช่วงปลายคริสต์สหัสวรรษที่ 2 ก่อนคริสตกาล ระหว่างสมัยคัสไซท์ (ประมาณ 1531-1155 ปีก่อนคริสตกาล) แผนที่ดาวฉบับแรกในดาราศาสตร์กรีกสร้างขึ้นโดยอริสทิลลัส เมื่อราว 300 ปีก่อนคริสตกาล ด้วยความช่วยเหลือของทิโมชาริส แผนที่ดาวของฮิปปาร์คัส (2 ศตวรรษก่อนคริสตกาล) ปรากฏดาวฤกษ์ 1,020 ดวง และใช้เพื่อรวบรวมแผนที่ดาวของปโตเลมี ฮิปปาร์คัสเป็นที่รู้จักกันว่าเป็นผู้ค้นพบโนวา (ดาวใหม่) คนแรกเท่าที่เคยมีการบันทึก ชื่อของกลุ่มดาวและดาวฤกษ์ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันนี้โดยมากแล้วสืบมาจากดาราศาสตร์กรีก ถึงแม้จะมีความเชื่อเก่าแก่อยู่ว่าสรวงสวรรค์นั้นไม่เปลี่ยนแปลง ทว่านักดาราศาสตร์ชาวจีนกลับพบว่ามีดวงดาวใหม่ปรากฏขึ้นได้ ในปี ค.ศ. 185 ชาวจีนเป็นพวกแรกที่สังเกตการณ์และบันทึกเกี่ยวกับซูเปอร์โนวา ซึ่งเป็นที่รู้จักกันว่า SN 185 เหตุการณ์ของดวงดาวที่สว่างที่สุดเท่าที่เคยบันทึกในประวัติศาสตร์ คือ ซูเปอร์โนวา SN 1006 ซึ่งเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1006 สังเกตพบโดยนักดาราศาสตร์ชาวอียิปต์ อาลี อิบนุ ริดวาน และนักดาราศาสตร์ชาวจีนอีกหลายคน ซูเปอร์โนวา SN 1054 ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของเนบิวลาปู ถูกสังเกตพบโดยนักดาราศาสตร์ชาวจีนและชาวอิสลาม นักดาราศาสตร์ชาวอิสลามในยุคกลางได้ตั้งชื่อภาษาอารบิกให้แก่ดาวฤกษ์หลายดวง และยังคงมีการใช้ชื่อเหล่านั้นอยู่จนถึงปัจจุบัน พวกเขายังคิดค้นเครื่องมือวัดทางดาราศาสตร์มากมายซึ่งสามารถคำนวณตำแหน่งของดวงดาวได้ พวกเขายังได้ก่อตั้งสถาบันวิจัยหอดูดาวขนาดใหญ่แห่งแรก โดยมีวัตถุประสงค์หลักในการจัดทำแผนที่ดาว ซิจ ในหมู่นักดาราศาสตร์เหล่านี้ ตำราดาวฤกษ์ (Book of Fixed Stars; ค.ศ. 964) ถูกเขียนขึ้นโดยนักดาราศาสตร์ชาวเปอร์เซีย อับดุลราฮ์มาน อัล-ซูฟี ผู้ซึ่งสามารถค้นพบดาวฤกษ์ รวมทั้งกระจุกดาว (รวมทั้ง กระจุกดาวโอมิครอน เวโลรัม และกระจุกดาวบรอกคี) และดาราจักร (รวมทั้ง ดาราจักรแอนโดรเมดา) เป็นจำนวนมาก ในคริสต์ศตวรรษที่ 11 นักวิชาการผู้รู้รอบด้านชาวเปอร์เซีย อาบู รายัน อัล-บิรูนิ (Abū Rayhān al-Bīrūnī) ได้พรรณนาลักษณะของดาราจักรทางช้างเผือกว่าประกอบด้วยชิ้นส่วนดาวฤกษ์ซึ่งมีคุณสมบัติเหมือนเมฆจำนวนมาก และยังระบุละติจูดของดาวฤกษ์หลายดวงได้ในระหว่างปรากฏการณ์จันทรุปราคาในปี ค.ศ. 1019 นักดาราศาสตร์ชาวอันดะลุส อิบันบาจจาห์ เสนอว่าทางช้างเผือกประกอบขึ้นจากดาวฤกษ์จำนวนมากจนดาวดวงหนึ่งเกือบจะสัมผัสกับดาวอีกดวงหนึ่ง และปรากฏให้เห็นเป็นภาพต่อเนื่องกันด้วยผลของการหักเหจากสารที่อยู่เหนือโลก เขาอ้างอิงจากหลักฐานการสังเกตจากปรากฏการณ์ดาวล้อมเดือนของดาวพฤหัสบดีและดาวอังคาร เมื่อราวฮ.ศ. 500 (ค.ศ. 1106/1107) นักดาราศาสตร์ยุโรปในยุคต้น ๆ อาทิ ไทโค บราเฮ ได้ค้นพบดาวฤกษ์ใหม่ปรากฏบนท้องฟ้ากลางคืน (ต่อมาเรียกชื่อว่า โนวา) และเสนอว่า แท้จริงแล้วสรวงสวรรค์ไม่ใช่เปลี่ยนแปลงมิได้ ปี ค.ศ. 1584 จิออร์ดาโน บรูโน เสนอแนวคิดว่าดาวฤกษ์ต่าง ๆ ก็เป็นเหมือนดวงอาทิตย์ดวงอื่น ๆ และอาจมีดาวเคราะห์ของมันเองโคจรอยู่รอบ ๆ ซึ่งดาวเคราะห์บางดวงอาจมีลักษณะเหมือนโลกก็เป็นได้ แนวคิดทำนองนี้เคยมีการนำเสนอมาก่อนแล้วตั้งแต่สมัยกรีกโบราณโดยนักปรัชญาบางคนเช่น ดีโมครีตุสและเอพิคุรุส เช่นเดียวกับนักจักรวาลวิทยาชาวอิสลามในยุคกลาง อย่างเช่น ฟาคีร์ อัลดิน อัลราซี เมื่อล่วงมาถึงศตวรรษต่อมา แนวคิดที่ว่าดาวฤกษ์เป็นเหมือนกับดวงอาทิตย์ที่อยู่ห่างไกลออกไป ได้เป็นที่ยอมรับในหมู่นักดาราศาสตร์ ไอแซก นิวตัน เสนอแนวคิดเพื่ออธิบายว่าเหตุใดดาวฤกษ์จึงไม่มีแรงดึงดูดผูกพันกับระบบสุริยะ เขาคิดว่าดาวฤกษ์แต่ละดวงกระจัดกระจายกันอยู่ในระยะห่างเท่า ๆ กัน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากนักเทววิทยา ริชาร์ด เบนท์ลีย์ นักดาราศาสตร์ชาวอิตาลี เจมิเนียโน มอนทานารี ได้บันทึกผลสังเกตการเปลี่ยนแปลงความส่องสว่างของดาวอัลกอลในปี ค.ศ. 1667 เอ็ดมันด์ ฮัลเลย์ ตีพิมพ์ผลการวัดความเร็วแนวเล็งของดาวฤกษ์ที่อยู่ใกล้เคียงกันคู่หนึ่ง เพื่อแสดงให้เห็นว่ามีการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งของดาวนับจากช่วงเวลาที่ทอเลมีกับฮิปปาร์คัส นักดาราศาสตร์กรีกโบราณ เคยบันทึกเอาไว้ การวัดระยะทางระหว่างดาวโดยตรงครั้งแรกทำโดย ฟรีดดริค เบสเซล ในปี ค.ศ. 1838 โดยใช้วิธีพารัลแลกซ์กับดาว 61 Cygni ซึ่งอยู่ห่างไป 11.4 ปีแสง การตรวจวัดด้วยวิธีพารัลแลกซ์นี้ช่วยให้มนุษย์ทราบระยะทางอันกว้างใหญ่ระหว่างดวงดาวต่าง ๆ บนสรวงสวรรค์ วิลเลียม เฮอร์เชล เป็นนักดาราศาสตร์คนแรกที่พยายามตรวจหาการกระจายตัวของดาวฤกษ์บนท้องฟ้า ระหว่างคริสต์ทศวรรษ 1780 เขาได้ทำการตรวจวัดดวงดาวในทิศทางต่าง ๆ มากกว่า 600 แบบ และนับจำนวนดาวฤกษ์ที่มองเห็นในแต่ละทิศทางนั้น ด้วยวิธีนี้เขาพบว่า จำนวนของดาวฤกษ์เพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอไปทางด้านหนึ่งของท้องฟ้า คือในทิศทางที่มุ่งเข้าสู่ใจกลางของทางช้างเผือก จอห์น เฮอร์เชล บุตรชายของเขาได้ทำการศึกษาซ้ำเช่นนี้อีกครั้งในเขตซีกโลกใต้ และพบผลลัพธ์ที่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน นอกเหนือจากผลสำเร็จด้านอื่น ๆ แล้ว วิลเลียม เฮอร์เชลได้รับยกย่องจากผลสังเกตของเขาครั้งนี้ว่า มีดาวฤกษ์บางดวงไม่ได้อยู่บนแนวเส้นสังเกตอันเดียวกัน แต่มีดาวอื่นใกล้เคียงซึ่งเป็นระบบดาวคู่ ศาสตร์การศึกษาสเปกโทรสโกปีของดาวฤกษ์เริ่มบุกเบิกโดย โจเซฟ ฟอน ฟรอนโฮเฟอร์ และแองเจโล เซคคี โดยการเปรียบเทียบสเปกตรัมของดาวฤกษ์เช่น เปรียบดาวซิริอุสกับดวงอาทิตย์ พวกเขาพบว่ากำลังและจำนวนของเส้นดูดกลืนสเปกตรัมของดาวมีความแตกต่างกัน คือส่วนของแถบมืดในสเปกตรัมดาวฤกษ์ที่เกิดจากการดูดกลืนคลื่นความถี่เฉพาะอันเป็นผลจากบรรยากาศ ปี ค.ศ. 1865 เซคคีเริ่มต้นจัดประเภทของดาวฤกษ์ตามลักษณะสเปกตรัมของมัน อย่างไรก็ดี รูปแบบการจัดประเภทดาวฤกษ์ดังที่ใช้กันอยู่ในยุคปัจจุบันได้พัฒนาขึ้นโดย แอนนี เจ. แคนนอน ในระหว่างคริสต์ทศวรรษ 1900 การเฝ้าสังเกตดาวคู่เริ่มมีความสำคัญมากยิ่งขึ้นในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 ในปี ค.ศ. 1834 ฟรีดดริค เบสเซล ได้เฝ้าสังเกตการเปลี่ยนแปลงความเร็วแนวเล็งของดาวซิริอุส และสรุปว่ามันมีดาวคู่ที่ซ่อนตัวอยู่ เอ็ดเวิร์ด พิคเคอริ่งค้นพบการแยกสีของดาวคู่เป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1899 ขณะที่กำลังสังเกตการกระจายแสงตามรอบเวลาของดาวมิซาร์ซึ่งมีช่วงเวลา 104 วัน รายละเอียดการเฝ้าสังเกตระบบดาวคู่อื่น ๆ ก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โดยนักดาราศาสตร์หลายคน เช่น วิลเลียม สตรูฟ และ เอส. ดับเบิลยู เบิร์นแฮม และทำให้สามารถคำนวณมวลของดาวฤกษ์ได้จากองค์ประกอบวงโคจรของมัน ความสำเร็จแรกในการคำนวณวงโคจรของระบบดาวคู่จากการสังเกตการณ์ทางกล้องโทรทรรศน์ทำได้โดย เฟลิกซ์ ซาวารี ในปี ค.ศ. 1827 การศึกษาดาวฤกษ์มีความก้าวหน้าขึ้นอย่างมากตลอดช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 20 ภาพถ่ายกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่มีค่ายิ่งสำหรับการศึกษาทางดาราศาสตร์ คาร์ล สวาซชิลด์ค้นพบว่า สีของดาวฤกษ์ซึ่งหมายถึงอุณหภูมิของมันนั้น สามารถตรวจสอบได้โดยการเปรียบเทียบค่าความส่องสว่างปรากฏกับความสว่างในภาพถ่าย มีการพัฒนาโฟโตมิเตอร์แบบโฟโตอิเล็กทริกซึ่งช่วยให้การตรวจวัดความสว่างที่ความยาวคลื่นหลาย ๆ ช่วงทำได้แม่นยำยิ่งขึ้น ปี ค.ศ. 1921 อัลเบิร์ต เอ. มิเชลสัน ได้ทำการตรวจวัดเส้นผ่านศูนย์กลางของดาวฤกษ์ได้เป็นครั้งแรกโดยใช้อินเตอร์เฟอโรมิเตอร์ของกล้องโทรทรรศน์ฮุกเกอร์ ผลงานที่สำคัญในการศึกษาลักษณะทางกายภาพของดาวฤกษ์เกิดขึ้นในช่วงทศวรรษแรก ๆ ของคริสต์ศตวรรษที่ 20 ในปี ค.ศ. 1913 ได้มีการพัฒนาไดอะแกรมของเฮิร์ตสปรัง-รัสเซลล์ ซึ่งช่วยกระตุ้นการศึกษาด้านฟิสิกส์ดาราศาสตร์ของดาวฤกษ์มากยิ่งขึ้น แบบจำลองเกี่ยวกับโครงสร้างภายในของดาวฤกษ์และวิวัฒนาการของดาวก็ได้รับการพัฒนาขึ้นจนสำเร็จ รวมไปถึงการพยายามอธิบายสเปกตรัมของดาวซึ่งสามารถทำได้โดยความก้าวหน้าอย่างยิ่งของควอนตัมฟิสิกส์ ทั้งหมดนี้นำไปสู่การอธิบายองค์ประกอบทางเคมีของชั้นบรรยากาศของดาวฤกษ์อีกด้วย นอกเหนือจากซูเปอร์โนวาแล้ว ได้มีการเฝ้าสังเกตดาวฤกษ์เดี่ยวจำนวนมากในดาราจักรต่าง ๆ ที่อยู่ในกลุ่มท้องถิ่นของทางช้างเผือก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเฝ้าสังเกตทางช้างเผือกในส่วนที่สามารถมองเห็นได้ (ดังที่ได้แสดงในบัญชีรายชื่อดาวฤกษ์เท่าที่พบในดาราจักรทางช้างเผือก) แต่ยังมีดาวฤกษ์ที่เฝ้าสังเกตบางดวงอยู่ในดาราจักร M100 ในกระจุกดาราจักรหญิงสาว ซึ่งอยู่ห่างจากโลกไปราว 100 ล้านปีแสง เราสามารถที่จะมองเห็นกระจุกดาวภายในกระจุกดาราจักรยวดยิ่งท้องถิ่น กล้องโทรทรรศน์ในยุคปัจจุบันโดยทั่วไปสามารถใช้สังเกตดาวฤกษ์เดี่ยวจาง ๆ ในกระจุกดาราจักรท้องถิ่นได้ ดาวฤกษ์ที่อยู่ไกลที่สุดที่เคยเฝ้าสังเกตอยู่ไกลออกไปนับหลายร้อยล้านปีแสง (ดูเพิ่มเติมใน ดาวเซเฟอิด) อย่างไรก็ดี ยังไม่เคยมีการเฝ้าสังเกตดาวฤกษ์เดี่ยวหรือกระจุกดาวอื่นใดที่อยู่พ้นจากกระจุกดาราจักรยวดยิ่งของเราออกไปเลย นอกจากภาพถ่ายจาง ๆ ภาพเดียวที่แสดงถึงกระจุกดาวขนาดใหญ่อันประกอบด้วยดาวฤกษ์หลายแสนดวง อยู่ห่างออกไปมากกว่าหนึ่งพันล้านปีแสง ซึ่งไกลเป็นสิบเท่าของระยะห่างของกระจุกดาวไกลที่สุดที่เคยมีการสังเกตการณ์มาการตั้งชื่อ การตั้งชื่อ. หลักการเกี่ยวกับกลุ่มดาวเป็นที่รู้จักกันมานานแล้วตั้งแต่ยุคสมัยบาบิโลน ผู้ที่เฝ้าสังเกตท้องฟ้ายามราตรีในยุคโบราณจินตนาการรูปร่างการรวมตัวของดวงดาวออกมาเป็นรูปแบบต่าง ๆ กัน และนำมาเกี่ยวโยงกับตำนานปรัมปราตามความเชื่อของตน มีกลุ่มดาว 12 รูปแบบเรียงตัวกันอยู่ตามแนวสุริยวิถี ในเวลาต่อมากลุ่มดาวทั้ง 12 กลุ่มนี้กลายเป็นพื้นฐานของวิชาโหราศาสตร์ นอกจากนี้ยังมีดาวฤกษ์ที่แยกจากกลุ่มอีกจำนวนหนึ่งที่โดดเด่น ก็ได้รับการตั้งชื่อให้ด้วย โดยมากเป็นชื่อในภาษาอารบิกหรือภาษาละติน นอกเหนือไปจากกลุ่มดาวและดวงอาทิตย์แล้ว บรรดาดวงดาวทั้งหมดก็มีตำนานเป็นของตัวเองด้วย ตามความเชื่อของชาวกรีกโบราณ ดวงดาวบางดวง หรือที่แท้คือ ดาวเคราะห์ (ภาษากรีกโบราณว่า πλανήτης (planētēs) หมายถึง "ผู้พเนจร") เป็นตัวแทนของเทพเจ้าองค์สำคัญหลายองค์ ซึ่งชื่อของเทพเจ้าเหล่านั้นก็เป็นที่มาของชื่อดาวด้วย เช่น ดาวพุธ (เมอร์คิวรี) ดาวศุกร์ (วีนัส) ดาวอังคาร (มาร์ส) ดาวพฤหัสบดี (จูปิเตอร์) และดาวเสาร์ (แซทเทิร์น) สำหรับดาวยูเรนัสและเนปจูนก็เป็นชื่อของตำนานเทพเจ้ากรีกและตำนานเทพเจ้าโรมันเช่นเดียวกัน แม้ในอดีตดาวทั้งสองนี้ยังไม่เป็นที่รู้จัก เพราะมันมีความสว่างต่ำมาก แต่นักดาราศาสตร์ในยุคหลังก็ตั้งชื่อดาวทั้งสองตามชื่อของเทพเจ้าด้วยเช่นกัน คริสต์ทศวรรษ 1600 มีการใช้ชื่อของกลุ่มดาวไปใช้ตั้งชื่อดาวฤกษ์อื่นที่พบอยู่ในย่านฟ้าเดียวกัน นักดาราศาสตร์ชาวเยอรมัน โยฮัน เบเยอร์ ได้สร้างชุดแผนที่ดาวขึ้นชุดหนึ่ง เขาใช้อักษรกรีกในการตั้งรหัสดาวแต่ละดวงในกลุ่มดาว ต่อมา จอห์น เฟลมสตีด คิดค้นระบบตัวเลขประสมเข้าไปโดยอ้างอิงจากค่าไรต์แอสเซนชั่นของดาว เขาจัดทำรายชื่อดาวไว้ในหนังสือ "Historia coelestis Britannica" (ฉบับปี ค.ศ. 1712) ในเวลาต่อมาระบบตัวเลขนี้เป็นที่รู้จักในชื่อ ระบบการตั้งชื่อดาวฤกษ์ของเฟลมสตีด หรือ ระบบตัวเลขเฟลมสตีด ภายใต้กฎหมายอวกาศ หน่วยงานเพียงแห่งเดียวซึ่งเป็นที่ยอมรับทั่วโลกว่ามีอำนาจหน้าที่ในการตั้งชื่อวัตถุท้องฟ้าต่าง ๆ คือ สหพันธ์ดาราศาสตร์สากล ยังมีบริษัทเอกชนอีกจำนวนหนึ่งที่อ้างการจำหน่ายชื่อแก่ดวงดาว (ดังเช่น "สำนักจดทะเบียนดาวฤกษ์ระหว่างประเทศ") อย่างไรก็ดี ชื่อจากองค์กรเหล่านี้ไม่เป็นที่ยอมรับจากชุมชนวิทยาศาสตร์ และไม่มีใครใช้ด้วย นักวิทยาศาสตร์เห็นว่าองค์กรเหล่านี้เป็นพวกหลอกลวงที่ต้มตุ๋นประชาชนทั่วไปซึ่งไม่เข้าใจกระบวนการตั้งชื่อดาวฤกษ์ แต่กระนั้น ลูกค้าที่ทราบเรื่องนี้ก็ยังคงมีความปรารถนาที่จะตั้งชื่อดาวฤกษ์ด้วยตนเองหน่วยวัด หน่วยวัด. คุณลักษณะของดาวฤกษ์โดยมากจะระบุโดยใช้มาตราเอสไอ หรืออาจมีที่ใช้มาตราซีจีเอสบ้างจำนวนหนึ่ง (ตัวอย่างเช่น การระบุค่าความส่องสว่างเป็น เออร์กต่อวินาที) ค่าของมวล ความส่องสว่าง และรัศมี มักระบุในหน่วยของดวงอาทิตย์ โดยอ้างอิงจากคุณลักษณะของดวงอาทิตย์ ดังนี้ สำหรับหน่วยความยาวที่ยาวมาก ๆ เช่นรัศมีของดาวฤกษ์ยักษ์ หรือค่ากึ่งแกนเอกของระบบดาวคู่ มักระบุโดยใช้หน่วยดาราศาสตร์ (AU) ซึ่งมีค่าโดยประมาณเท่ากับระยะทางจากโลกถึงดวงอาทิตย์ (ประมาณ 150 ล้านกิโลเมตร หรือ 93 ล้านไมล์)กำเนิดและวิวัฒนาการ กำเนิดและวิวัฒนาการ. ดาวฤกษ์จะก่อตัวขึ้นภายในเขตขยายของมวลสารระหว่างดาวที่มีความหนาแน่นสูงกว่า ถึงแม้ว่าความหนาแน่นนี้จะยังคงต่ำกว่าห้องสุญญากาศบนโลกก็ตาม ในบริเวณนี้ซึ่งเรียกว่า เมฆโมเลกุล และประกอบด้วยไฮโดรเจนเป็นส่วนใหญ่ โดยมีฮีเลียมราวร้อยละ 23-28 และธาตุที่หนักกว่าอีกจำนวนหนึ่ง ตัวอย่างหนึ่งของบริเวณที่มีการก่อตัวของดาวฤกษ์อยู่ในเนบิวลานายพราน และเมื่อดาวฤกษ์ขนาดใหญ่ก่อตั้งขึ้นจากเมฆโมเลกุล ดาวฤกษ์เหล่านี้ก็ได้ให้ความสว่างแก่เมฆเหล่านี้ นอกจากนี้ยังเปลี่ยนไฮโดรเจนให้กลายเป็นไอออน ทำให้เกิดบริเวณที่เรียกว่า บริเวณเอช 2การก่อตัวของดาวฤกษ์ก่อนเกิด การก่อตัวของดาวฤกษ์ก่อนเกิด. จุดกำเนิดของดาวฤกษ์เกิดขึ้นจากแรงโน้มถ่วงที่ไม่เสถียรภายในเมฆโมเลกุล โดยมากมักเกิดจากคลื่นกระแทกจากซูเปอร์โนวา (การระเบิดขนาดใหญ่ของดาวฤกษ์) หรือจากการแตกสลายของดาราจักรสองแห่งที่ปะทะกัน (เช่นในดาราจักรชนิดดาวกระจาย) เมื่อย่านเมฆนั้นมีความหนาแน่นเพียงพอจนถึงขอบเขตความไม่เสถียรของฌ็อง มันจึงยุบตัวลงด้วยแรงโน้มถ่วงภายในของมันเอง ขณะที่เมฆโมเลกุลยุบตัวลง ฝุ่นและแก๊สหนาแน่นก็เข้ามาเกาะกลุ่มอยู่ด้วยกัน เรียกว่า กลุ่มเมฆบอก ยิ่งกลุ่มเมฆยุบตัวลง ความหนาแน่นภายในก็เพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ พลังงานจากแรงโน้มถ่วงถูกแปลงไปกลายเป็นความร้อนซึ่งทำให้อุณหภูมิสูงยิ่งขึ้น เมื่อเมฆดาวฤกษ์ก่อนเกิดนี้ดำเนินไปจนกระทั่งถึงสภาวะสมดุลของอุทกสถิต จึงเริ่มมีดาวฤกษ์ก่อนเกิดก่อตัวขึ้นที่ใจกลาง ดาวฤกษ์ก่อนแถบลำดับหลักมักจะมีแผ่นจานดาวเคราะห์ก่อนเกิดล้อมรอบอยู่ ช่วงเวลาของการแตกสลายด้วยแรงโน้มถ่วงนี้กินเวลาประมาณ 10-15 ล้านปี ดาวฤกษ์ยุคแรกที่มีมวลน้อยกว่า 2 เท่าของมวลดวงอาทิตย์ จะเรียกว่าเป็นดาวประเภท T Tauri ส่วนพวกที่มีมวลมากกว่านั้นจะเรียกว่าเป็น ดาวเฮอร์บิก Ae/Be ดาวฤกษ์เกิดใหม่เหล่านี้จะแผ่ลำพลังงานของแก๊สออกมาตามแนวแกนการหมุน ซึ่งอาจช่วยลดโมเมนตัมเชิงมุมของดาวฤกษ์ที่กำลังยุบตัวลงและทำให้กลุ่มเมฆเรืองแสงเป็นหย่อม ๆ ซึ่งรู้จักกันในชื่อ วัตถุเฮอร์บิก-ฮาโร ลำแก๊สเหล่านี้ เมื่อประกอบกับการแผ่รังสีจากดาวฤกษ์ขนาดใหญ่ที่อยู่ใกล้เคียง อาจช่วยขับกลุ่มเมฆซึ่งปกคลุมอยู่รอบดาวฤกษ์ที่ดาวนั้นก่อตั้งอยู่ออกไปแถบลำดับหลัก แถบลำดับหลัก. ช่วงเวลากว่า 90% ของดาวฤกษ์จะใช้ไปในการเผาผลาญไฮโดรเจนเพื่อสร้างฮีเลียมด้วยปฏิกิริยาแรงดันสูงและอุณหภูมิสูงที่บริเวณใกล้แกนกลาง เรียกดาวฤกษ์เหล่านี้ว่าเป็นดาวฤกษ์ที่อยู่ในแถบลำดับหลักหรือดาวแคระ นับแต่ช่วงอายุเป็น 0 ในแถบลำดับหลัก สัดส่วนฮีเลียมในแกนกลางดาวจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ผลที่เกิดขึ้นตามมาเพื่อการรักษาอัตราการเกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชั่นในแกนกลางคือ ดาวฤกษ์จะค่อย ๆ มีอุณหภูมิสูงขึ้นและความส่องสว่างเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตัวอย่างเช่น ดวงอาทิตย์มีค่าความส่องสว่างเพิ่มขึ้นนับจากเมื่อครั้งเข้าสู่แถบลำดับหลักครั้งแรกเมื่อ 4,600 ล้านปีก่อนราว 40% ดาวฤกษ์ทุกดวงจะสร้างลมดาวฤกษ์ ซึ่งประกอบด้วยอนุภาคเล็ก ๆ ของแก๊สที่ไหลออกจากดาวฤกษ์ไปในห้วงอวกาศ โดยมากแล้วมวลที่สูญเสียไปจากลมดาวฤกษ์นี้ถือว่าน้อยมาก แต่ละปีดวงอาทิตย์จะสูญเสียมวลออกไปประมาณ 10 เท่าของมวลดวงอาทิตย์ หรือคิดเป็นประมาณ 0.01% ของมวลทั้งหมดของมันตลอดช่วงอายุ แต่สำหรับดาวฤกษ์มวลมากอาจจะสูญเสียมวลไปราว 10 ถึง 10 เท่าของมวลดวงอาทิตย์ต่อปี ซึ่งค่อนข้างส่งผลกระทบต่อวิวัฒนาการของตัวมันเอง ดาวฤกษ์ที่มีมวลเริ่มต้นมากกว่า 50 เท่าของมวลดวงอาทิตย์อาจสูญเสียมวลออกไปราวครึ่งหนึ่งของมวลทั้งหมดตลอดช่วงเวลาที่อยู่ในแถบลำดับหลัก ระยะเวลาที่ดาวฤกษ์จะอยู่บนแถบลำดับหลักขึ้นอยู่กับมวลเชื้อเพลิงตั้งต้นกับอัตราเผาผลาญเชื้อเพลิงของดาวฤกษ์นั้น ๆ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือมวลตั้งต้นและความส่องสว่างของดาวฤกษ์นั่นเอง สำหรับดวงอาทิตย์ ประมาณว่าจะอยู่บนแถบลำดับหลักประมาณ 10 ปี ดาวฤกษ์ขนาดใหญ่จะเผาผลาญเชื้อเพลิงในอัตราเร็วมากและมีอายุสั้น ขณะที่ดาวฤกษ์ขนาดเล็ก (คือดาวแคระ) จะเผาผลาญเชื้อเพลิงในอัตราที่ช้ากว่าและสามารถอยู่บนแถบลำดับหลักได้นานหลายหมื่นหรือหลายแสนล้านปี ซึ่งในบั้นปลายของอายุ มันจะค่อย ๆ หรี่จางลงเรื่อย ๆ อย่างไรก็ดี อายุของเอกภพที่ประมาณการไว้ในปัจจุบันอยู่ที่ 13,700 ล้านปี ดังนั้นจึงไม่อาจค้นพบดาวฤกษ์ดังที่กล่าวมานี้ได้ นอกเหนือจากมวล องค์ประกอบของธาตุหนักที่หนักกว่าฮีเลียมก็มีบทบาทสำคัญต่อวิวัฒนาการของดาวฤกษ์เช่นกัน ในทางดาราศาสตร์ ธาตุที่หนักกว่าฮีเลียมจะเรียกว่าเป็น "โลหะ" และความเข้มข้นทางเคมีของธาตุเหล่านี้จะเรียกว่า ค่าความเป็นโลหะ ค่านี้มีอิทธิพลต่อช่วงเวลาที่ดาวฤกษ์เผาผลาญเชื้อเพลิง รวมถึงควบคุมการกำเนิดสนามแม่เหล็กของดาวฤกษ์ และมีผลต่อความเข้มของลมดาวฤกษ์ด้วย ดาวฤกษ์ชนิดดารากร 2 ซึ่งมีอายุเก่าแก่กว่าจะมีค่าความเป็นโลหะน้อยกว่าดาวฤกษ์รุ่นใหม่ หรือดาวฤกษ์แบบดารากร 3 เนื่องมาจากองค์ประกอบที่มีอยู่ในเมฆโมเลกุลอันดาวฤกษ์ถือกำเนิดขึ้นมานั่นเอง ยิ่งเวลาผ่านไป เมฆเหล่านี้จะมีส่วนประกอบของธาตุหนักเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อดาวฤกษ์เก่าแก่สิ้นอายุขัยและส่งคืนสารประกอบภายในชั้นบรรยากาศของมันกลับไปในอวกาศหลังแถบลำดับหลัก หลังแถบลำดับหลัก. เมื่อดาวฤกษ์ที่มีมวลอย่างน้อย 0.4 เท่าของมวลดวงอาทิตย์ หมดไฮโดรเจนในแกนกลาง พื้นผิวชั้นนอกของมันจะขยายตัวอย่างมากและดาวจะเย็นลง ซึ่งเป็นการก่อตั้งของดาวยักษ์แดง ยกตัวอย่างเช่น อีกภายใน 5 พันล้านปี เมื่อดวงอาทิตย์กลายเป็นดาวยักษ์แดง มันจะขยายตัวออกจนมีรัศมีสูงสุดราว 1 หน่วยดาราศาสตร์ (150,000,000 กม.) หรือคิดเป็นขนาด 250 เท่าของขนาดในปัจจุบัน และเมื่อดวงอาทิตย์กลายเป็นดาวยักษ์แดง มันจะสูญเสียมวลไปราว 30% ของมวลดวงอาทิตย์ในปัจจุบัน ในดาวยักษ์แดงที่มีมวลมากถึง 2.25 เท่าของมวลดวงอาทิตย์ ปฏิกิริยาฟิวชั่นไฮโดรเจนจะยังคงดำเนินต่อไปในพื้นผิวเปลือกรอบแกนกลาง ในที่สุด แกนกลางจะบีบอัดจนกระทั่งเริ่มปฏิกิริยาฟิวชั่นฮีเลียม และดาวฤกษ์จะมีรัศมีหดตัวลงอย่างต่อเนื่องและมีอุณหภูมิพื้นผิวสูงขึ้น ในดาวฤกษ์ที่มีขนาดใหญ่กว่านี้ พื้นที่แกนกลางจะเปลี่ยนจากการฟิวชั่นไฮโดรเจนไปเป็นการฟิวชั่นฮีเลียมโดยตรง หลังจากดาวฤกษ์ได้ใช้ฮีเลียมที่แกนกลางจนหมด ปฏิกิริยาฟิวชั่นจะยังคงดำเนินต่อไปในเปลือกหุ้มแกนกลางซึ่งประกอบด้วยคาร์บอนและออกซิเจน ดาวฤกษ์นั้นก็จะยังคงดำเนินต่อไปในเส้นทางวิวัฒนาการคู่ขนานไปกับระยะดาวยักษ์แดงในช่วงแรก แต่มีอุณหภูมิพื้นผิวสูงกว่ามากดาวมวลมาก ดาวมวลมาก. ระหว่างช่วงการเผาผลาญฮีเลียมของดาวฤกษ์เหล่านี้ ดาวมวลมากซึ่งมีมวลมากกว่า 9 เท่าของมวลดวงอาทิตย์จะพองตัวออกจนกระทั่งกลายเป็นดาวยักษ์ใหญ่แดง เมื่อเชื้อเพลิงที่แกนกลางของดาวยักษ์ใหญ่แดงหมด พวกมันจะยังคงฟิวชั่นธาตุที่หนักกว่าฮีเลียม แกนกลางจะหดตัวลงต่อไปจนกระทั่งมีอุณหภูมิและความดันเพียงพอที่จะฟิวชั่นคาร์บอน กระบวนการดังกล่าวดำเนินต่อไป ต่อด้วยกระบวนการใช้นีออนเป็นเชื้อเพลิง ตามด้วยออกซิเจนและซิลิคอน เมื่ออายุขัยของดาวฤกษ์ใกล้จะสิ้นสุด ฟิวชั่นจะสามารถเกิดขึ้นไปพร้อม ๆ กับชั้นเปลือกหัวหอมจำนวนมากภายในดาวฤกษ์ เปลือกเหล่านี้จะฟิวชั่นธาตุที่แตกต่างกัน โดยเปลือกชั้นนอกสุดจะฟิวชั่นไฮโดรเจน ชั้นต่อไปฟิวชั่นฮีเลียม เป็นเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ ดาวฤกษ์เข้าสู่ระยะสุดท้ายของอายุขัยเมื่อมันเริ่มผลิตเหล็ก เนื่องจากนิวเคลียสของเหล็กมียึดเหนี่ยวระหว่างกันอย่างแน่นหนากว่านิวเคลียสที่หนักกว่าใด ๆ ถ้าหากเหล็กถูกฟิวชั่นก็จะไม่ก่อให้เกิดการปลดปล่อยพลังงานแต่อย่างใด แต่ในทางกลับกัน กระบวนการดังกล่าวต้องใช้พลังงาน เช่นเดียวกัน นับตั้งแต่เหล็กยึดเหนี่ยวอย่างแน่นหนากว่านิวเคลียสที่เบากว่าทั้งหมด พลังงานจึงไม่สามารถถูกปลดปล่อยออกมาโดยปฏิกิริยาฟิชชั่นได้ ในดาวฤกษ์ที่ค่อนข้างมีอายุและมวลมาก แกนกลางขนาดใหญ่ของดาวจะประกอบด้วยเหล็กเพิ่มมากขึ้น ธาตุที่หนักกว่าในดาวฤกษ์เหล่านี้จะยังคงถูกส่งขึ้นมายังพื้นผิว ก่อให้เกิดวัตถุวิวัฒนาการซึ่งเป็นที่รู้จักกันว่า ดาวฤกษ์วูล์ฟ-ราเยท์ ซึ่งมีลมดาวฤกษ์หนาแน่นเกิดขึ้นบริเวณบรรยากาศชั้นนอกการยุบตัว การยุบตัว. เมื่อถึงขั้นนี้ ดาวฤกษ์มวลปานกลางซึ่งวิวัฒนาการแล้วจะสลัดพื้นผิวชั้นนอกออกมาเป็นเนบิวลาดาวเคราะห์ หากสิ่งที่เหลือจากบรรยากาศชั้นนอกที่ลอยกระจายออกไปมีมวลน้อยกว่า 1.4 เท่าของมวลดวงอาทิตย์ มันจะยุบตัวลงจนกลายเป็นวัตถุขนาดค่อนข้างเล็ก (มีขนาดเท่ากับขนาดของโลก) ซึ่งไม่มีมวลมากพอที่จะมีแรงกดดันเกิดขึ้นไปมากกว่านี้อีก หรือที่รู้จักกันว่า ดาวแคระขาว สสารเสื่อมอิเล็กตรอนภายในดาวแคระขาวจะไม่ใช่พลาสม่าอีกต่อไป ถึงแม้ว่าดาวฤกษ์จะหมายความถึงทรงกลมซึ่งประกอบไปด้วยพลาสม่าก็ตาม ในที่สุด ดาวแคระขาวก็จะจางลงจนกลายเป็นดาวแคระดำ หลังจากเวลาผ่านไป ในดาวฤกษ์ที่มีขนาดใหญ่กว่า ปฏิกิริยาฟิวชั่นจะยังคงดำเนินต่อไปจนกระทั่งแกนกลางเหล็กมีขนาดใหญ่ขึ้นอย่างมาก (มีมวลมากกว่า 1.4 เท่าของมวลดวงอาทิตย์) จนกระทั่งมันไม่สามารถรองรับมวลอันมหาศาลของตัวมันเองได้ แกนกลางนี้จะยุบตัวลงอย่างเฉียบพลัน เมื่ออิเล็กตรอนเข้าไปอยู่ในโปรตอน ทำให้เกิดนิวตรอนและนิวตริโนในการสลายให้อนุภาคบีตาผกผันหรือการจับยึดอิเล็กตรอน คลื่นกระแทกอันเกิดจากการยุบตัวกะทันหันนี้ได้ทำให้ส่วนที่เหลือของดาวฤกษ์ระเบิดออกเป็นซูเปอร์โนวา ซูเปอร์โนวามีความสว่างมากเสียจนแสงสว่างของมันบดบังแสงจากดาวฤกษ์ทั้งหมดในดาราจักรที่ดาวนั้นอยู่ และเมื่อซูเปอร์โนวาเกิดขึ้นในดาราจักรทางช้างเผือก ในประวัติศาสตร์ ซูเปอร์โนวาได้รับการสังเกตโดยผู้สังเกตการณ์ด้วยตาเปล่าว่าเป็น "ดาวฤกษ์ดวงใหม่" ที่ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน สสารส่วนใหญ่ของดาวฤกษ์จะถูกระเบิดออกจากการระเบิดซูเปอร์โนวา (ทำให้เกิดเนบิวลา อย่างเช่น เนบิวลาปู) และส่วนที่เหลืออยู่จะกลายมาเป็นดาวนิวตรอน (ซึ่งในบางครั้งมีคุณสมบัติชัดเจน อย่างเช่น พัลซาร์ หรือ ดาวระเบิดรังสีเอกซ์) หรือในกรณีของดาวฤกษ์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุด (มีขนาดใหญ่มากพอที่การระเบิดออกยังคงเหลือซากที่มีมวลโดยประมาณอย่างน้อย 4 เท่าของมวลดวงอาทิตย์) ดาวฤกษ์เหล่านี้จะกลายไปเป็นหลุมดำ สสารที่อยู่ในดาวนิวตรอนจะอยู่ในสถานะที่เรียกกันว่า สสารเสื่อมนิวตรอน กับรูปแบบของสสารเสื่อมอื่นที่ประหลาดกว่านั้น เช่น สสารควาร์ก เกิดขึ้นที่แกนกลาง ส่วนสถานะของสสารภายในหลุมดำนั้นในปัจจุบันยังไม่เป็นที่เข้าใจเลย พื้นผิวชั้นนอกส่วนที่ถูกระเบิดออกจากดาวที่ตายแล้วรวมไปถึงธาตุหนักซึ่งอาจเป็นสารเริ่มต้นระหว่างการก่อตั้งของดาวฤกษ์ดวงใหม่ได้ ธาตุหนักเหล่านี้ทำให้เกิดดาวเคราะห์หิน การไหลออกจากซูเปอร์โนวาและลมดาวฤกษ์ได้มีส่วนสำคัญในการก่อให้เกิดมวลสารระหว่างดาวการกระจายตัว การกระจายตัว. นอกจากดาวฤกษ์ที่อยู่อย่างโดดเดี่ยว ระบบดาวหลายดวงมักประกอบด้วยดาวฤกษ์ตั้งแต่ 2 ดวงขึ้นไปที่เกี่ยวพันกันอยู่ด้วยแรงโน้มถ่วงดึงดูดระหว่างกัน ทำให้ต่างโคจรไปรอบกันและกัน ระบบดาวหลายดวงที่พบมากที่สุดคือ ระบบดาวคู่ แต่ก็มีระบบดาว 3 ดวงหรือมากกว่านั้นให้พบเห็นด้วยเช่นกัน ตามหลักการเสถียรภาพของวงโคจร ในระบบดาวหลายดวงมักแบ่งสัดส่วนการโคจรออกเป็นระดับชั้นซึ่งแต่ละชั้นมีลักษณะคล้ายกับระบบดาวคู่ นอกจากนี้ยังมีระบบดาวที่ใหญ่ขึ้นไปอีกเรียกว่า กระจุกดาว ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มของดาวฤกษ์ที่อยู่ด้วยกันอย่างหลวม ๆ อาจมีดาวเพียงไม่กี่ดวง ไปจนถึงกระจุกดาวทรงกลมที่มีดาวฤกษ์สมาชิกนับหลายร้อยหลายพันดวง มีข้อสมมุติฐานมานานแล้วว่าดาวฤกษ์ส่วนใหญ่จะเป็นสมาชิกอยู่ในระบบดาวหลายดวงที่มีแรงโน้มถ่วงดึงดูดระหว่างกัน ข้อสมมุติฐานนี้เป็นจริงอย่างมากกับดาวฤกษ์มวลมากประเภท O และ B ซึ่งเชื่อว่ากว่า 80% ของดาวฤกษ์ในประเภทนี้อยู่ในระบบดาวหลายดวง อย่างไรก็ดีมีการค้นพบระบบดาวเดี่ยวเพิ่มมากขึ้นโดยเฉพาะกับดาวฤกษ์ขนาดเล็ก เชื่อว่ามีเพียงประมาณ 25% ของดาวแคระแดงเท่านั้นที่มีดาวอื่นอยู่ในระบบเดียวกัน จากจำนวนดาวฤกษ์ทั้งหมดเป็นดาวแคระแดงไปถึง 85% ดาวฤกษ์ส่วนใหญ่ในทางช้างเผือกก็เป็นดาวฤกษ์เดี่ยวมานับแต่ถือกำเนิด ตลอดทั่วเอกภพ ดาวฤกษ์ไม่ได้กระจายตัวกันอยู่อย่างสม่ำเสมอ แต่มีการรวมกลุ่มอยู่ด้วยกันในลักษณะของดาราจักร รวมถึงส่วนของแก๊สและฝุ่นระหว่างดวงดาว ดาราจักรโดยทั่วไปมีดาวฤกษ์อยู่เป็นจำนวนหลายแสนล้านดวง และภายในเอกภพที่สังเกตได้ มีดาราจักรอยู่ทั้งสิ้นมากกว่าหนึ่งแสนล้านแห่ง แม้จะเชื่อกันว่า ดาวฤกษ์โดยทั่วไปควรอยู่ในดาราจักรแห่งใดแห่งหนึ่ง ทว่าก็มีการค้นพบดาวฤกษ์ที่อยู่ระหว่างดาราจักรด้วยเช่นกัน นักดาราศาสตร์คาดการณ์ว่า น่าจะมีดาวฤกษ์อยู่ทั้งสิ้นประมาณ 7 หมื่นล้านล้านล้านดวง (7×10) ภายในเอกภพที่สังเกตได้ ดาวฤกษ์ที่อยู่ใกล้โลกที่สุดนอกไปจากดวงอาทิตย์ คือดาวพร็อกซิมาคนครึ่งม้า ซึ่งอยู่ห่างไปประมาณ 39.9 ล้านล้านกิโลเมตร (10 กิโลเมตร) หรือประมาณ 4.2 ปีแสง แสงจากดาวพร็อกซิมาคนครึ่งม้าใช้เวลาเดินทาง 4.2 ปีจึงจะมาถึงโลก ถ้าเดินทางด้วยความเร็ววงโคจรของกระสวยอวกาศ (ประมาณ 5 ไมล์ต่อวินาที หรือประมาณ 30,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) จะต้องใช้เวลาประมาณ 150,000 ปีจึงจะไปถึงดาวแห่งนั้น ระยะทางที่เอ่ยถึงนี้เป็นระยะทางภายในจานดาราจักรซึ่งครอบคลุมบริเวณระบบสุริยะ หากเป็นบริเวณใจกลางของดาราจักรหรือในกระจุกดาวทรงกลม ดาวฤกษ์จะอยู่ใกล้ชิดกันมากกว่านี้ เมื่อดาวฤกษ์ในบริเวณห่างไกลจากใจกลางดาราจักรอยู่ห่างกันขนาดนี้ จึงเชื่อว่าโอกาสที่ดาวฤกษ์จะปะทะกันมีค่อนข้างน้อย ขณะที่ในย่านซึ่งมีดาวฤกษ์อยู่อย่างหนาแน่นเช่นในกระจุกดาวทรงกลมหรือใจกลางดาราจักร การที่ดาวฤกษ์ปะทะกันถึงเป็นเรื่องสามัญที่เกิดขึ้นทั่วไป การปะทะของดาวฤกษ์นี้จะทำให้เกิดดาวฤกษ์ประหลาดชนิดใหม่ที่เรียกว่า ดาวแปลกพวกสีน้ำเงิน ซึ่งมีค่าอุณหภูมิพื้นผิวสูงกว่าดาวฤกษ์ในแถบลำดับหลักโดยทั่วไปในกระจุกดาวเดียวกันทั้งที่มีความส่องสว่างเท่ากันคุณสมบัติ คุณสมบัติ. การอธิบายถึงคุณสมบัติต่าง ๆ ของดาวฤกษ์ส่วนใหญ่ล้วนอ้างอิงถึงมวลเริ่มต้นของดาว แม้กระทั่งคุณลักษณะอันละเอียดอ่อนเช่น การส่องสว่าง และขนาด ตลอดจนถึงวิวัฒนาการของดาว ช่วงอายุ และสภาพหลังจากการแตกดับอายุ อายุ. ดาวฤกษ์ส่วนใหญ่มีอายุอยู่ระหว่าง 1 พันล้านถึง 1 หมื่นล้านปี มีบ้างบางดวงที่อาจมีอายุถึง 13,700 ล้านปีซึ่งเป็นอายุโดยประมาณของเอกภพ ดาวฤกษ์ที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่ค้นพบขณะนี้คือ HE 1523-0901 ซึ่งมีอายุโดยประมาณ 13,200 ล้านปี ยิ่งดาวฤกษ์มีมวลมากเท่าใด ก็จะยิ่งมีอายุสั้นเท่านั้น ทั้งนี้เนื่องจากดาวฤกษ์ที่มีมวลมากจะมีแรงดันภายในแกนกลางที่สูงกว่า ทำให้การเผาผลาญไฮโดรเจนเป็นไปในอัตราที่สูงกว่า ดาวฤกษ์มวลมากที่สุดมีอายุเฉลี่ยเท่าที่พบราว 1 ล้านปี ส่วนดาวฤกษ์ที่มีมวลน้อยที่สุด (ดาวแคระแดง) เผาผลาญพลังงานภายในตัวเองในอัตราที่ต่ำมาก และมีอายุอยู่ยาวนานตั้งแต่หลักพันล้านจนถึงหมื่นล้านปีองค์ประกอบทางเคมี องค์ประกอบทางเคมี. เมื่อแรกที่ดาวฤกษ์ก่อตัวขึ้น มันประกอบด้วยไฮโดรเจน 71% และฮีเลียม 27% โดยมวล กับสัดส่วนของธาตุหนักอีกเล็กน้อย โดยทั่วไปเราวัดปริมาณของธาตุหนักในรูปขององค์ประกอบเหล็กในชั้นบรรยากาศของดาวฤกษ์ เนื่องจากเหล็กเป็นธาตุพื้นฐาน และการตรวจวัดเส้นการดูดซับของมันก็ทำได้ง่าย ในเมฆโมเลกุลอันเป็นต้นกำเนิดของดาวฤกษ์จะอุดมไปด้วยธาตุหนักมากมายที่ได้มาจากซูเปอร์โนวาหรือการระเบิดของดาวฤกษ์รุ่นแรก ดังนั้นการตรวจวัดองค์ประกอบทางเคมีของดาวฤกษ์จึงสามารถใช้ประเมินอายุของมันได้ เราอาจใช้องค์ประกอบธาตุหนักในการวินิจฉัยได้ด้วยว่าดาวฤกษ์ดวงนั้นน่าจะมีระบบดาวเคราะห์ของตนเองหรือไม่ ดาวฤกษ์ที่มีองค์ประกอบธาตุเหล็กต่ำที่สุดเท่าที่เคยตรวจพบ คือดาวแคระ HE1327-2326 โดยมีองค์ประกอบเหล็กเพียง 1 ใน 200,000 ส่วนของดวงอาทิตย์ ในด้านตรงข้าม ดาวฤกษ์ที่มีโลหะธาตุสูงมากคือ μ Leonis ซึ่งมีธาตุเหล็กสูงกว่าดวงอาทิตย์เกือบสองเท่า อีกดวงหนึ่งคือ 14 Herculis ซึ่งมีดาวเคราะห์เป็นของตนเองด้วย มีธาตุเหล็กสูงกว่าดวงอาทิตย์เกือบสามเท่า นอกจากนี้ยังมีดาวฤกษ์ที่มีองค์ประกอบทางเคมีอันแปลกประหลาดอีกหลายดวงซึ่งสังเกตได้จากเส้นสเปกตรัมของมัน โดยที่มีทั้งโครเมียมกับธาตุหายากบนโลกเส้นผ่านศูนย์กลาง เส้นผ่านศูนย์กลาง. ดาวฤกษ์ต่าง ๆ อยู่ห่างจากโลกมาก ดังนั้นนอกจากดวงอาทิตย์แล้ว เราจึงมองเห็นดาวฤกษ์ต่าง ๆ เป็นเพียงจุดแสงเล็ก ๆ ในเวลากลางคืน ส่องแสงกะพริบวิบวับเนื่องมาจากผลจากชั้นบรรยากาศของโลก ดวงอาทิตย์ก็เป็นดาวฤกษ์ดวงหนึ่ง แต่อยู่ใกล้กับโลกมากพอจะปรากฏเห็นเป็นรูปวงกลม และให้แสงสว่างในเวลากลางวัน นอกเหนือจากดวงอาทิตย์แล้ว ดาวฤกษ์ที่มีขนาดปรากฏใหญ่ที่สุดคือ R Doradus ซึ่งมีเส้นผ่านศูนย์กลางเชิงมุมเพียง 0.057 พิลิปดา ภาพของดาวฤกษ์ส่วนมากที่มองเห็นและวัดได้ในขนาดเชิงมุมจะเล็กมากจนต้องอาศัยการสังเกตการณ์บนโลกด้วยกล้องโทรทรรศน์ บางครั้งต้องใช้กล้องโทรทรรศน์ในเทคนิค interferometer เพื่อช่วยขยายภาพ เทคนิคอีกประการหนึ่งในการตรวจวัดขนาดเชิงมุมของดาวฤกษ์คือ occultation โดยการตรวจวัดความส่องสว่างของดาวที่ลดลงเนื่องมาจากความสว่างของดวงจันทร์ (หรือจากความส่องสว่างที่เพิ่มขึ้นเมื่อมันปรากฏขึ้นใหม่) แล้วจึงนำมาคำนวณขนาดเชิงมุมของดาวฤกษ์นั้น ขนาดของดาวฤกษ์เรียงตามลำดับตั้งแต่เล็กสุดคือ ดาวนิวตรอน มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางระหว่าง 20 ถึง 40 กิโลเมตร ไปจนถึงดาวยักษ์ใหญ่เช่น ดาวบีเทลจุสในกลุ่มดาวนายพราน ซึ่งมีเส้นผ่านศูนย์กลางมากกว่าดวงอาทิตย์ราว 650 เท่า คือกว่า 900 ล้านกิโลเมตร แต่ดาวบีเทลจุสยังมีความหนาแน่นต่ำกว่าดวงอาทิตย์ของเราการเคลื่อนที่ การเคลื่อนที่. ลักษณะการเคลื่อนที่ของดาวฤกษ์เมื่อเปรียบเทียบกับดวงอาทิตย์ของเรา สามารถให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการเรียนรู้ถึงจุดกำเนิดและอายุของดาว รวมไปถึงโครงสร้างและวิวัฒนาการของดาราจักรโดยรอบ องค์ประกอบการเคลื่อนที่ของดาวฤกษ์ประกอบด้วย ความเร็วแนวเล็ง ที่วิ่งเข้าหาหรือวิ่งออกจากดวงอาทิตย์ และการเคลื่อนที่เชิงมุมที่เรียกว่า การเคลื่อนที่เฉพาะ การตรวจวัดความเร็วแนวเล็งทำได้โดยอาศัยการเคลื่อนดอปเปลอร์ของเส้นสเปกตรัมของดาว หน่วยที่วัดเป็นกิโลเมตรต่อวินาที การตรวจวัดการเคลื่อนที่เฉพาะของดาวฤกษ์ทำได้จากเครื่องมือตรวจวัดทางดาราศาสตร์ที่มีความแม่นยำสูง หน่วยที่วัดเป็นมิลลิพิลิปดาต่อปี เมื่ออาศัยการตรวจสอบพารัลแลกซ์ของดาวฤกษ์ เราจึงสามารถแปลงการเคลื่อนที่เฉพาะให้ไปเป็นหน่วยของความเร็วได้ ดาวฤกษ์ที่มีค่าการเคลื่อนที่เฉพาะสูงมีแนวโน้มที่จะอยู่ใกล้ดวงอาทิตย์มากกว่าดาวดวงอื่น จึงเป็นตัวแทนที่ดีสำหรับใช้ตรวจวัดพารัลแลกซ์ของดาวได้ เมื่อเราทราบอัตราการเคลื่อนที่ทั้งสองตัวนี้แล้ว ก็จะสามารถคำนวณความเร็วในการเคลื่อนที่อวกาศของดาวฤกษ์ดวงนั้นเปรียบเทียบกับดวงอาทิตย์หรือดาราจักรได้ ในบรรดาดาวฤกษ์ใกล้เคียงที่ตรวจวัด พบว่าดาวฤกษ์ชนิดดารากร 1 มีความเร็วต่ำกว่าดาวฤกษ์ที่มีอายุมากกว่าเช่น ดาวฤกษ์ชนิดดารากร 2 ดาวฤกษ์ในกลุ่มหลังมีระนาบโคจรที่ค่อนข้างใกล้เคียงกับระนาบดาราจักร เมื่อเปรียบเทียบจลนศาสตร์ของดาวฤกษ์ที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงกัน ทำให้เราสามารถจัดกลุ่มของดาวฤกษ์ได้ ซึ่งมีแนวโน้มที่ดาวฤกษ์ในกลุ่มเดียวกันจะกำเนิดมาจากเมฆโมเลกุลชุดเดียวกันสนามแม่เหล็ก สนามแม่เหล็ก. สนามแม่เหล็กของดาวฤกษ์เกิดขึ้นจากบริเวณภายในของดาวที่ซึ่งเกิดการไหลเวียนของการพาความร้อน การเคลื่อนที่นี้ทำให้ประจุในพลาสมาทำตัวเสมือนเป็นเครื่องกำเนิดไฟฟ้าแบบไดนาโม ซึ่งทำให้เกิดสนามแม่เหล็กแผ่ขยายออกมาภายนอกดวงดาว กำลังของสนามแม่เหล็กนี้แปรตามขนาดของมวลและองค์ประกอบของดาว ส่วนขนาดของกิจกรรมพื้นผิวสนามแม่เหล็กก็ขึ้นกับอัตราการหมุนรอบตัวเองของดาวฤกษ์นั้น กิจกรรมที่พื้นผิวสนามแม่เหล็กนี้ทำให้เกิดจุดบนดาวฤกษ์ อันเป็นบริเวณที่มีสนามแม่เหล็กเข้มกว่าปกติและมีอุณหภูมิเฉลี่ยต่ำกว่าปกติ วงโคโรนาคือแนวสนามแม่เหล็กโค้งที่แผ่เข้าไปในโคโรนา ส่วนเปลวดาวฤกษ์คือการระเบิดของอนุภาคพลังงานสูงที่แผ่ออกมาเนื่องจากกิจกรรมพื้นผิวสนามแม่เหล็ก ดาวฤกษ์ที่อายุน้อยและหมุนรอบตัวเองด้วยความเร็วสูงมีแนวโน้มจะมีกิจกรรมพื้นผิวในระดับที่สูงเนื่องมาจากกำลังสนามแม่เหล็กของมัน สนามแม่เหล็กของดาวยังส่งอิทธิพลต่อลมดาวฤกษ์ด้วย โดยทำหน้าที่เหมือนตัวหน่วง ทำให้อัตราการหมุนรอบตัวเองของดาวฤกษ์ช้าลงเมื่อดาวมีอายุมากขึ้น ดังนั้น ดาวฤกษ์ที่มีอายุมากกว่าเช่นดวงอาทิตย์ของเราจึงมีอัตราการหมุนรอบตัวเองที่ต่ำกว่า และมีกิจกรรมพื้นผิวที่น้อยกว่าดาวฤกษ์อายุเยาว์ ระดับของกิจกรรมพื้นผิวของดาวฤกษ์ที่หมุนรอบตัวเองช้าค่อนข้างเปลี่ยนแปลงเป็นวงรอบและอาจหยุดกิจกรรมบางอย่างไปชั่วระยะเวลาหนึ่ง ช่วงเวลานี้เรียกว่า ช่วงต่ำสุดมอนเดอร์ ซึ่งดวงอาทิตย์ก็เคยผ่านระยะเวลานี้เป็นเวลา 70 ปี ที่ไม่มีกิจกรรมใด ๆ เกี่ยวกับจุดบนดวงอาทิตย์เกิดขึ้นเลยมวล มวล. หนึ่งในบรรดาดาวฤกษ์ที่มีมวลมากที่สุดที่รู้จักกัน คือ Eta Carinae ซึ่งมีมวลมากกว่ามวลดวงอาทิตย์ราว 100-150 เท่า ช่วงอายุของมันสั้นมาก เพียงประมาณไม่กี่ล้านปีเท่านั้น ผลจากการศึกษากระจุกดาวอาร์เชสเมื่อเร็ว ๆ นี้แสดงให้เห็นว่า มวลขนาด 150 เท่าของมวลดวงอาทิตย์จัดเป็นขีดจำกัดสูงสุดของดาวฤกษ์ในเอกภพในยุคปัจจุบัน สาเหตุของขีดจำกัดนี้ยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่น่าจะมีความเกี่ยวข้องส่วนหนึ่งกับความส่องสว่างเอ็ดดิงตัน ซึ่งอธิบายถึงค่าความส่องสว่างสูงสุดที่สามารถแผ่ผ่านบรรยากาศของดาวฤกษ์ได้โดยไม่ยิงพวยแก๊สออกไปในอวกาศ ดาวฤกษ์กลุ่มแรก ๆ ที่ก่อตัวขึ้นหลังจากเกิดบิกแบงอาจจะมีมวลมากกว่านั้น เช่น 300 เท่าของมวลดวงอาทิตย์ หรือสูงกว่า ทั้งนี้เนื่องจากมันไม่มีองค์ประกอบของธาตุที่หนักกว่าลิเธียมเลย อย่างไรก็ดี ดาวฤกษ์มวลมากยิ่งยวดเหล่านี้ (หรือดาวฤกษ์ชนิด population III) ได้สูญสลายไปจนหมดแล้ว มีแต่เพียงทฤษฎีที่กล่าวถึงเท่านั้น ดาว AB Doradus C ซึ่งเป็นดาวคู่ของ AB Doradus A มีมวลประมาณ 93 เท่าของมวลดาวพฤหัสบดี จัดว่าเป็นดาวฤกษ์ที่เล็กที่สุดเท่าที่รู้จักซึ่งยังคงมีปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชั่นดำเนินอยู่ภายในแกนกลาง ด้วยลักษณะของดาวที่มีค่าความเป็นโลหะคล้ายคลึงกับดวงอาทิตย์ ตามทฤษฎีแล้ว มวลน้อยที่สุดของดาวฤกษ์ที่ยังสามารถดำรงสภาวะนิวเคลียร์ฟิวชั่นในแกนกลางได้ คือประมาณ 75 เท่าของมวลดาวพฤหัสบดี ทว่ามันจะมีค่าความเป็นโลหะต่ำมาก ผลการศึกษาดาวฤกษ์ที่จางแสงที่สุดเมื่อไม่นานมานี้ พบว่าขนาดที่เล็กที่สุดที่เป็นไปได้ของดาวฤกษ์อยู่ที่ประมาณ 8.3% ของมวลดวงอาทิตย์ หรือประมาณ 87 เท่าของมวลดาวพฤหัสบดี วัตถุที่เล็กกว่านี้จะเรียกว่า ดาวแคระน้ำตาล ซึ่งเป็นดาวที่มีลักษณะเทาอันขุ่นมัว อยู่กึ่งกลางระหว่างดาวฤกษ์กับดาวแก๊สยักษ์ ความสัมพันธ์ระหว่างรัศมีของดาวกับมวลของดาว บอกได้จากแรงโน้มถ่วงพื้นผิว ดาวฤกษ์ขนาดยักษ์จะมีแรงโน้มถ่วงพื้นผิวน้อยกว่าดาวฤกษ์ในแถบลำดับหลัก และในทางกลับกันดาวที่มีแรงโน้มถ่วงมากคือดาวที่กำลังเสื่อมสลายและมีขนาดเล็กเช่นดาวแคระขาว แรงโน้มถ่วงพื้นผิวมีอิทธิพลต่อลักษณะปรากฏของสเปกตรัมของดาวฤกษ์ โดยที่ดาวซึ่งมีแรงโน้มถ่วงสูงกว่าจะมีเส้นการดูดซับพลังงานที่กว้างกว่าการหมุนรอบตัวเอง การหมุนรอบตัวเอง. เราสามารถประมาณอัตราการหมุนรอบตัวเองของดาวฤกษ์ได้โดยอาศัยวิธีการวัดสเปกโทรสโกปี หรือจะวัดให้แม่นยำยิ่งขึ้นได้โดยการติดตามอัตราการหมุนของจุดบนดาวฤกษ์ ดาวฤกษ์ที่มีอายุน้อยจะมีอัตราการหมุนรอบตัวเองที่เร็วกว่าประมาณ 100 กม/วินาทีที่แนวศูนย์สูตร ดาวฤกษ์ชนิด B เช่นดาว Achernar มีความเร็วการหมุนรอบตัวเองที่เส้นศูนย์สูตรประมาณ 225 กม/วินาทีหรือมากกว่านั้น ซึ่งทำให้มันมีเส้นผ่านศูนย์กลางบริเวณศูนย์สูตรใหญ่กว่าระยะห่างระหว่างขั้วถึงกว่า 50% อัตราการหมุนรอบตัวเองนี้ต่ำกว่าค่าความเร็ววิกฤตที่ 300 กม/วินาทีเพียงเล็กน้อย ซึ่งเป็นอัตราเร็วที่จะทำให้ดาวฤกษ์แตกสลายลง สำหรับดวงอาทิตย์ของเรามีอัตราหมุนรอบตัวเองรอบละ 25-35 วัน หรือความเร็วที่แนวศูนย์สูตรประมาณ 1.994 กม/วินาที สนามแม่เหล็กของดาวฤกษ์กับลมดาวฤกษ์ต่างมีผลที่ช่วยให้อัตราการหมุนรอบตัวเองของดาวฤกษ์ในแถบลำดับหลักช้าลงอย่างมีนัยสำคัญ ดาวฤกษ์ที่กำลังเสื่อมสลายจะหดตัวลงเป็นมวลขนาดเล็กหนาแน่นมาก ซึ่งเป็นผลให้การหมุนรอบตัวเองของมันดำเนินไปในอัตราสูง แต่เมื่อเปรียบกับอัตราที่ควรจะเป็นเมื่อคิดจากการรักษาโมเมนตัมเชิงมุมเอาไว้ก็ยังถือว่าค่อนข้างต่ำ โมเมนตัมเชิงมุมของดาวฤกษ์สูญหายไปเป็นจำนวนมากเนื่องจากการสูญเสียมวลของดาวฤกษ์ไปกับลมดาวฤกษ์ ถึงกระนั้น อัตราการหมุนรอบตัวเองของพัลซาร์ก็ยังสูงมาก ตัวอย่างเช่นพัลซาร์ที่อยู่ ณ ใจกลางของเนบิวลาปู หมุนรอบตัวเองในอัตรา 30 รอบต่อวินาที อัตราการหมุนรอบตัวเองของพัลซาร์จะค่อย ๆ ลดลงเนื่องมาจากการแผ่รังสีของดาวอุณหภูมิ อุณหภูมิ. อุณหภูมิพื้นผิวของดาวฤกษ์ในแถบลำดับหลักสามารถทราบได้จากอัตราการสร้างพลังงานจากแกนกลางของดาวและรัศมีของดาวดวงนั้น โดยมากจะประมาณจากดัชนีสีของดาวฤกษ์ ค่าที่ได้จะเรียกว่าอุณหภูมิยังผล ซึ่งเป็นค่าอุณหภูมิของวัตถุดำในอุดมคติที่แผ่พลังงานออกมาจนได้ระดับความสว่างต่อพื้นที่ผิวเท่ากันกับดาวฤกษ์นั้น ๆ พึงทราบว่าค่าอุณหภูมิยังผลนี้เป็นเพียงค่าเทียบเท่า อย่างไรก็ดีเนื่องจากอุณหภูมิของดาวฤกษ์จะค่อย ๆ ลดลงตามระดับชั้นของเปลือกที่อยู่ห่างจากแกนกลางออกมา ดังนั้นอุณหภูมิที่แท้จริงในย่านแกนกลางของดาวจะสูงมากถึงหลายล้านเคลวิน อุณหภูมิของดาวฤกษ์เป็นตัวบ่งบอกถึงอัตราการแผ่พลังงานหรือการแผ่ประจุของธาตุที่แตกต่างกัน ซึ่งส่งผลถึงคุณสมบัติการดูดกลืนเส้นสเปกตรัมที่แตกต่างกันด้วย เมื่อเราทราบค่าอุณหภูมิพื้นผิวของดาวฤกษ์ ค่าความส่องสว่างปรากฏ ความส่องสว่างสัมบูรณ์ และคุณสมบัติการดูดกลืนแสง เราจึงสามารถจัดประเภทของดาวฤกษ์ได้ (ดูในหัวข้อการจัดประเภทดาวฤกษ์ด้านล่าง) ดาวฤกษ์มวลมากในแถบลำดับหลักอาจมีอุณหภูมิพื้นผิวสูงถึง 50,000 เคลวิน ดาวฤกษ์ที่มีขนาดเล็กลงมาเช่นดวงอาทิตย์ จะมีอุณหภูมิพื้นผิวเพียงไม่กี่พันเคลวิน ดาวยักษ์แดงจะมีอุณหภูมิพื้นผิวค่อนข้างต่ำ ประมาณ 3,600 เคลวินเท่านั้น แต่จะมีความส่องสว่างมากกว่าเนื่องจากมีพื้นที่ผิวชั้นนอกที่ใหญ่กว่ามากการแผ่รังสี การแผ่รังสี. พลังงานที่เกิดขึ้นเป็นผลพลอยได้จากปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชั่นภายในดาวฤกษ์ จะแผ่ตัวออกไปในอวกาศในรูปของรังสีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า และรังสีอนุภาคซึ่งแผ่ออกไปในรูปของลมดาวฤกษ์ (เป็นสายธารกระแสอนุภาคของประจุไฟฟ้าที่เคลื่อนที่ไปอย่างคงที่ ประกอบด้วยฟรีโปรตอน อนุภาคอัลฟา และอนุภาคเบตา ที่ระเหยออกมาจากชั้นผิวเปลือกนอกของดาวฤกษ์) รวมถึงกระแสนิวตริโนที่เกิดจากแกนกลางของดาวฤกษ์ การกำเนิดพลังงานในแกนกลางของดาวเป็นต้นกำเนิดของแสงสว่างมหาศาลของดาวนั้น ทุกครั้งที่นิวเคลียสของธาตุตั้งแต่ 2 ชนิดหรือมากกว่าหลอมละลายเข้าด้วยกัน จะทำให้เกิดนิวเคลียสอะตอมของธาตุใหม่ที่หนักกว่าเดิม ทำให้ปลดปล่อยโฟตอนรังสีแกมมาออกมาจากปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชั่น เมื่อพลังงานที่เกิดขึ้นนี้แผ่ตัวออกมาจนถึงเปลือกนอกของดาว มันจะเปลี่ยนรูปไปเป็นพลังงานคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในรูปแบบต่าง ๆ รวมถึงแสงที่ตามองเห็น สีของดาวฤกษ์ซึ่งระบุได้จากความถี่สูงสุดของแสงที่ตามองเห็น ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิของชั้นผิวรอบนอกของดาวฤกษ์และโฟโตสเฟียร์ของดาว นอกจากแสงที่ตามองเห็นแล้ว ดาวฤกษ์ยังแผ่รังสีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ารูปแบบอื่น ๆ ออกมาอีกที่ตาของมนุษย์มองไม่เห็น ว่าที่จริงแล้วรังสีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่แผ่ออกมาจากดาวฤกษ์นั้นแผ่ครอบคลุมย่านสเปกตรัมคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าทั้งหมด ตั้งแต่ช่วงคลื่นยาวที่สุดเช่นคลื่นวิทยุหรืออินฟราเรด ไปจนถึงช่วงคลื่นสั้นที่สุดเช่นอัลตราไวโอเลต รังสีเอกซ์ และรังสีแกมมา องค์ประกอบการแผ่รังสีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าของดาวฤกษ์ทั้งส่วนที่ตามองเห็นและมองไม่เห็นล้วนมีความสำคัญเหมือน ๆ กัน จากสเปกตรัมของดาวฤกษ์นี้ นักดาราศาสตร์จะสามารถบอกค่าอุณหภูมิพื้นผิวของดาว แรงโน้มถ่วงพื้นผิว ค่าความเป็นโลหะ และความเร็วในการหมุนรอบตัวเองของดาว หากเราทราบระยะห่างของดาวฤกษ์นั้นด้วย เช่นทราบจากการตรวจวัดพารัลแลกซ์ เราก็จะสามารถคำนวณความส่องสว่างของดาวฤกษ์นั้นได้ จากนั้นจึงใช้แบบจำลองของดาวฤกษ์ในการประมาณการค่ามวล รัศมี แรงโน้มถ่วงพื้นผิว และอัตราการหมุนรอบตัวเอง (ดาวฤกษ์ในระบบดาวคู่จะสามารถตรวจวัดมวลได้โดยตรง สำหรับมวลของดาวฤกษ์เดี่ยวจะประเมินได้จากเทคนิคไมโครเลนส์ของแรงโน้มถ่วง) จากตัวแปรต่าง ๆ เหล่านี้จึงทำให้นักดาราศาสตร์สามารถประเมินอายุของดาวฤกษ์ได้ความส่องสว่าง ความส่องสว่าง. ในทางดาราศาสตร์ ความส่องสว่างคือปริมาณของแสงและพลังงานการแผ่รังสีในรูปแบบอื่นที่ดาวฤกษ์แผ่ออกจากนับเป็นจำนวนหน่วยต่อเวลา ความส่องสว่างของดาวฤกษ์สามารถบอกได้จากรัศมีและอุณหภูมิพื้นผิวของดาว อย่างไรก็ดี ดาวฤกษ์จำนวนหนึ่งไม่ได้แผ่พลังงานเป็นฟลักซ์ (คือปริมาณพลังงานที่แผ่ออกมาต่อหน่วยพื้นที่) ที่เป็นเอกภาพตลอดทั่วพื้นผิวทั้งหมด ตัวอย่างเช่น ดาวเวกา ซึ่งเป็นดาวฤกษ์ที่หมุนรอบตัวเองเร็วมาก จะมีฟลักซ์ที่ขั้วดาวสูงกว่าบริเวณเส้นศูนย์สูตรของดาว พื้นผิวบางส่วนของดาวที่มีอุณหภูมิต่ำและความส่องสว่างต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทั้งหมด จะเรียกว่า จุดมืดดาวฤกษ์ จุดมืดของดาวฤกษ์แคระหรือดาวฤกษ์ที่มีขนาดเล็กจะไม่ค่อยเป็นที่สังเกตโดดเด่น ขณะที่จุดมืดของดาวยักษ์หรือดาวฤกษ์ขนาดใหญ่จะยิ่งสังเกตเห็นได้ง่าย และทำให้เกิดลักษณะการมืดคล้ำที่ขอบของดาวฤกษ์ได้มาก นั่นคือ ความสว่างของดาวทางด้านขอบ (เมื่อมองเป็นแผ่นจานกลม) จะลดลงไปเรื่อย ๆ ดาวแปรแสงที่เป็นดาวแคระแดง (หรือ flare star) บางดวง เช่นดาว ยูวี ซีตัส ก็อาจมีจุดมืดดาวฤกษ์ที่โดดเด่นเช่นกันความส่องสว่าง ความส่องสว่าง. ความสว่างของดาวฤกษ์ที่ปรากฏวัดได้จากค่าความส่องสว่างปรากฏ ซึ่งเป็นค่าความสว่างที่ขึ้นกับค่าความส่องสว่างของดาว ระยะห่างจากโลก และการเปลี่ยนแปรของแสงดาวระหว่างที่มันผ่านชั้นบรรยากาศโลกลงมา ส่วนความสว่างที่แท้จริงหรือความส่องสว่างสัมบูรณ์คือค่าความส่องสว่างปรากฏของดาวถ้าระยะห่างระหว่างโลกกับดาวเท่ากับ 10 พาร์เซก (32.6 ปีแสง) เป็นค่าที่ขึ้นกับความส่องสว่างของดาวเท่านั้น ทั้งค่าความส่องสว่างปรากฏและความส่องสว่างสัมบูรณ์เป็นตัวเลขที่แสดงในหน่วยลอการิทึม ค่าที่ต่างกัน 1 อันดับแม็กนิจูดหมายความถึงความแตกต่างกันจริงประมาณ 2.5 เท่า (รากที่ 5 ของ 100 มีค่าประมาณ 2.512) นั่นหมายความว่า ดาวฤกษ์ในอันดับแม็กนิจูดแรก (+1.00) มีความสว่างมากกว่าดาวฤกษ์ในอันดับแม็กนิจูดที่สอง (+2.00) ประมาณ 2.5 เท่า และสว่างมากกว่าดาวฤกษ์ในอันดับแม็กนิจูดที่ 6 (+6.00) ประมาณ 100 เท่า ความสว่างของดาวฤกษ์ที่มีแสงริบหรี่ที่สุดเท่าที่ตามนุษย์สามารถมองเห็นได้ภายใต้สภาวะท้องฟ้าโปร่งคือที่แม็กนิจูด +6 ทั้งความส่องสว่างปรากฏและความส่องสว่างสัมบูรณ์ ยิ่งอ่านค่าได้น้อยหมายความว่าดาวฤกษ์ดวงนั้นสว่างมาก ยิ่งอ่านค่าได้มากหมายความว่าดาวฤกษ์ดวงนั้นริบหรี่มาก โดยมากแล้วดาวฤกษ์สว่างจะมีค่าความส่องสว่างเป็นลบ ความแตกต่างของความสว่างระหว่างดาวสองดวง (ΔL) คำนวณได้โดยนำค่าความส่องสว่างของดาวที่สว่างกว่า (m) ลบออกจากค่าความส่องสว่างของดาวที่หรี่จางกว่า (m) นำค่าที่ได้ใช้เป็นค่ายกกำลังของค่าฐาน 2.512 เขียนเป็นสมการได้ดังนี้ เมื่อเทียบค่าความส่องสว่างกับทั้งความส่องสว่างและระยะห่างจากโลก ทำให้ค่าความส่องสว่างสัมบูรณ์ (M) กับค่าความส่องสว่างปรากฏ (m) ของดาวฤกษ์ดวงเดียวกันมีค่าไม่เท่ากัน ตัวอย่างเช่น ดาวซิริอุส มีค่าความส่องสว่างปรากฏเท่ากับ -1.44 แต่มีค่าความส่องสว่างสัมบูรณ์เท่ากับ +1.41 ดวงอาทิตย์มีค่าความส่องสว่างปรากฏเท่ากับ -26.7 แต่มีค่าความส่องสว่างสัมบูรณ์เพียง +4.83 ดาวซิริอุสซึ่งเป็นดาวสว่างที่สุดบนท้องฟ้ายามราตรีเมื่อมองจากโลก มีความส่องสว่างสูงกว่าดวงอาทิตย์ถึง 23 เท่า ขณะที่ดาวคาโนปุส ดาวฤกษ์สว่างอันดับสองบนท้องฟ้ายามราตรี มีค่าความส่องสว่างสัมบูรณ์เท่ากับ -5.53 นั่นคือมีความส่องสว่างสูงกว่าดวงอาทิตย์ถึง 14,000 เท่า ทั้ง ๆ ที่ดาวคาโนปุสมีความส่องสว่างสูงกว่าดาวซิริอุสอย่างมาก แต่เมื่อมองจากโลก ดาวซิริอุสกลับสว่างกว่า ทั้งนี้เนื่องจากดาวซิริอุสอยู่ห่างจากโลกเพียง 8.6 ปีแสง ขณะที่ดาวคาโนปุสอยู่ห่างจากโลกออกไปถึงกว่า 310 ปีแสง นับถึงปี ค.ศ. 2006 ดาวฤกษ์ที่มีค่าความส่องสว่างสัมบูรณ์มากที่สุดเท่าที่รู้จัก คือ LBV 1806-20 ที่ค่าแม็กนิจูด -14.2 ดาวฤกษ์ดวงนี้มีความส่องสว่างสูงกว่าดวงอาทิตย์อย่างน้อย 5,000,000 เท่า ดาวฤกษ์ที่มีความส่องสว่างต่ำที่สุดเท่าที่รู้จักตั้งอยู่ในกระจุกดาว NGC 6397 ดาวแคระแดงอันหรี่จางในกระจุกดาวนี้มีค่าแม็กนิจูด 26 ส่วนอีกดวงหนึ่งเป็นดาวแคระขาวมีค่าแม็กนิจูด 28 ดาวเหล่านี้จางแสงมากเทียบได้กับแสงจากเทียนวันเกิดที่จุดไว้บนดวงจันทร์และมองจากบนโลกการจัดประเภท การจัดประเภท. ระบบการจัดประเภทดาวฤกษ์อย่างที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันนี้เริ่มต้นมาแต่ช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 โดยแบ่งดาวฤกษ์ออกเป็นประเภทต่าง ๆ ตั้งแต่ A จนถึง Q ตามความเข้มของเส้นสเปกตรัมไฮโดรเจน ในเวลานั้นยังไม่ทราบกันว่า อิทธิพลสำคัญของความเข้มของเส้นสเปกตรัมคือ อุณหภูมิ เส้นสเปกตรัมไฮโดรเจนจะเข้มมากที่สุดที่อุณหภูมิประมาณ 9000 เคลวิน และอ่อนลงทั้งกรณีที่อุณหภูมิสูงหรือต่ำกว่านั้น ครั้นเมื่อเปลี่ยนวิธีการจัดประเภทดาวฤกษ์มาเป็นการอิงตามระดับอุณหภูมิ จึงได้มีลักษณะคล้ายคลึงกับรูปแบบการจัดประเภทในสมัยใหม่ มีการใช้รหัสตัวอักษรเดี่ยวที่แตกต่างกันเพื่อแสดงถึงประเภทของดาวฤกษ์แบบต่าง ๆ ที่แยกแยะตามสเปกตรัม ตั้งแต่ประเภท O อันเป็นดาวฤกษ์ที่ร้อนมาก ไปจนถึง M อันเป็นดาวฤกษ์ที่เย็นจนโมเลกุลอาจก่อตัวในชั้นบรรยากาศ ประเภทของดาวฤกษ์เรียงตามลำดับอุณหภูมิพื้นผิวจากสูงไปต่ำ ได้แก่ O, B, A, F, G, K และ M สำหรับประเภทสเปกตรัมบางอย่างที่พบได้ค่อนข้างน้อย จะจัดเป็นประเภทพิเศษ ที่พบมากที่สุดในจำนวนนี้คือประเภท L และ T ซึ่งเป็นดาวฤกษ์มวลน้อยที่เย็นที่สุด กับดาวแคระน้ำตาล ตัวอักษรแต่ละตัวจะมีประเภทย่อยอีก 10 ประเภท แสดงด้วยตัวเลขตั้งแต่ 0 ถึง 9 เรียงตามลำดับอุณหภูมิจากสูงไปต่ำ อย่างไรก็ดี ระบบการจัดประเภทแบบนี้จะใช้ไม่ได้เมื่ออุณหภูมิมีค่าสูงมาก ๆ กล่าวคือดาวฤกษ์ประเภท O0 และ O1 จะไม่มีอยู่จริง นอกเหนือจากนี้ ดาวฤกษ์ยังอาจจัดประเภทได้จากผลกระทบความส่องสว่างที่พบในเส้นสเปกตรัมของมัน ซึ่งสอดคล้องกันกับขนาดที่ว่างในอวกาศอันระบุได้จากแรงโน้มถ่วงพื้นผิว ค่าในประเภทนี้จะจัดได้ตั้งแต่ 0 (สำหรับดาวแบบไฮเปอร์ไจแอนท์) ไปเป็น III (สำหรับดาวยักษ์) จนถึง V (สำหรับดาวแคระในแถบลำดับหลัก) นักดาราศาสตร์บางคนเพิ่มประเภท VII (ดาวแคระขาว) เข้าไปด้วย ดาวฤกษ์ส่วนใหญ่จะอยู่บนแถบลำดับหลักซึ่งมีกระบวนการเผาผลาญไฮโดรเจนแบบปกติ หากพิจารณาบนเส้นกราฟระหว่างความส่องสว่างสัมบูรณ์กับเส้นสเปกตรัมของดาว ดาวฤกษ์เหล่านี้จะอยู่บนแถบทแยงมุมแคบ ๆ ในกราฟ ดวงอาทิตย์ของเราก็อยู่บนแถบลำดับหลัก และจัดเป็นดาวแคระเหลือง ประเภท G2V คือเป็นดาวฤกษ์ขนาดปกติที่มีอุณหภูมิปานกลาง ยังมีการตั้งรหัสเพิ่มเติมด้วยตัวอักษรภาษาอังกฤษตัวเล็ก ตามหลังค่าของเส้นสเปกตรัม เพื่อระบุถึงคุณสมบัติเฉพาะบางประการของเส้นสเปกตรัมนั้น ตัวอย่างเช่น ตัว "e" หมายถึงมีการตรวจพบเส้นสเปกตรัมที่แผ่ประจุ "m" หมายถึงมีระดับโลหะที่เข้มผิดปกติ และ "var" หมายถึงเส้นสเปกตรัมมีการเปลี่ยนแปลง ดาวแคระขาวจะมีการจัดประเภทเฉพาะของมันเองโดยเริ่มต้นด้วยอักษร D และแบ่งประเภทย่อยเป็น DA, DB, DC, DO, DZ, และ DQ ขึ้นกับชนิดของความโดดเด่นที่พบในเส้นสเปกตรัม ตามด้วยค่าตัวเลขที่ระบุถึงดัชนีอุณหภูมิของดาวดาวแปรแสง ดาวแปรแสง. ดาวแปรแสง คือดาวฤกษ์ที่มีค่าความส่องสว่างเปลี่ยนแปลงไปแบบสุ่มแบบเป็นรอบเวลา เนื่องมาจากคุณสมบัติทั้งภายในและภายนอกของดาว สำหรับดาวแปรแสงแบบคุณสมบัติภายในสามารถแบ่งเบื้องต้นออกได้เป็น 3 ประเภท ในระหว่างการวิวัฒนาการของดาว ดาวฤกษ์บางดวงอาจผ่านช่วงเวลาที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปรเป็นห้วง ๆ ดาวแปรแสงแบบเป็นห้วงเวลาจะเปลี่ยนแปลงไปตามรัศมีและความส่องสว่าง ทั้งขยายขึ้นและหดสั้นลงในช่วงเวลาที่แตกต่างกันตั้งแต่หน่วยนาทีไปจนถึงเป็นปี ขึ้นอยู่กับขนาดของดาวฤกษ์นั้น ๆ ดาวแปรแสงประเภทนี้รวมไปถึงดาวแปรแสงชนิดเซเฟอิดและดาวที่คล้ายคลึงกับดาวเซเฟอิด รวมถึงดาวแปรแสงคาบยาวเช่น ดาวมิรา ดาวแปรแสงแบบพวยพุ่ง (Eruptive variables) คือดาวฤกษ์ที่มีความส่องสว่างเพิ่มขึ้นแบบทันทีทันใด อันเนื่องมาจากแสงวาบหรือการปลดปล่อยมวลอย่างฉับพลัน ดาวแปรแสงจำพวกนี้รวมไปถึงดาวฤกษ์ก่อนเกิด ดาวฤกษ์ประเภท Wolf-Rayet ดาวแปรแสงประเภท Flare และดาวยักษ์ รวมถึงดาวยักษ์ใหญ่ ดาวแปรแสงแบบระเบิด (Cataclysmic หรือ Explosive variables) คือดาวที่มีการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติภายใน ดาวจำพวกนี้รวมไปถึงโนวาและซูเปอร์โนวา ระบบดาวคู่ที่มีดาวแคระขาวอยู่ใกล้ ๆ ก็อาจทำให้เกิดการระเบิดของดาวฤกษ์ในลักษณะนี้ รวมถึงโนวา และซูเปอร์โนวาประเภท 1a การระเบิดเกิดขึ้นเมื่อดาวแคระขาวดึงไฮโดรเจนจากดาวคู่ของมันและพอกพูนมวลมากขึ้นจนกระทั่งไฮโดรเจนมีมากเกินกว่ากระบวนการฟิวชั่น โนวาบางชนิดยังเกิดซ้ำแล้วซ้ำอีก ทำให้เกิดคาบการระเบิดเป็นช่วง ๆ นอกจากนี้ดาวฤกษ์ยังอาจเปลี่ยนแปลงความส่องสว่างได้จากปัจจัยภายนอก เช่น การเกิดคราสในระบบดาวคู่ หรือดาวฤกษ์ที่หมุนรอบตัวเองและเกิดจุดมืดดาวฤกษ์ที่ใหญ่มาก ๆ การเกิดคราสในระบบดาวคู่ที่โดดเด่นได้แก่ ดาวอัลกอล (Algol) ซึ่งจะมีค่าความส่องสว่างเปลี่ยนแปรอยู่ระหว่าง 2.3 ถึง 3.5 ทุก ๆ ช่วงเวลา 2.87 วันโครงสร้าง โครงสร้าง. โครงสร้างภายในของดาวฤกษ์ที่เสถียรจะอยู่ในสภาวะสมดุลอุทกสถิต คือแรงกระทำจากปริมาตรขนาดเล็กแต่ละชุดที่กระทำต่อกันและกันจะมีค่าเท่ากันพอดี สมดุลของแรงประกอบด้วยแรงดึงเข้าภายในที่เกิดจากแรงโน้มถ่วง และแรงผลักออกภายนอกที่เกิดจากแรงดันภายในของดาวฤกษ์ ระดับแรงดันภายในนี้เกิดขึ้นจากระดับอุณหภูมิของพลาสมาที่ค่อย ๆ ลดหลั่นกัน โดยที่ด้านนอกของดาวฤกษ์จะมีอุณหภูมิต่ำกว่าด้านใน อุณหภูมิที่ใจกลางของดาวฤกษ์ในแถบลำดับหลักหรือของดาวยักษ์จะมีค่าอย่างน้อย 10 K ผลของอุณหภูมิและแรงดันอันเกิดจากการเผาผลาญไฮโดรเจนที่แกนกลางดาวฤกษ์ในแถบลำดับหลักนี้มีเพียงพอที่จะทำให้เกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชัน และสร้างพลังงานได้มากพอจะต้านทานการยุบตัวของดาวฤกษ์ได้ เมื่อนิวเคลียสอะตอมถูกหลอมเหลวที่ในใจกลางดาว มันจะแผ่พลังงานออกมาในรูปของรังสีแกมมา โฟตอนเหล่านี้ทำปฏิกิริยากับพลาสมาที่อยู่รอบ ๆ และเพิ่มพูนพลังงานความร้อนให้กับแกนกลางมากยิ่งขึ้น ดาวฤกษ์ในแถบลำดับหลักที่กำลังแปลงไฮโดรเจนไปเป็นฮีเลียม จะค่อย ๆ เพิ่มปริมาณฮีเลียมในแกนกลางขึ้นอย่างช้า ๆ ในอัตราเร็วค่อนข้างคงที่ ครั้นเมื่อปริมาณฮีเลียมมีเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนการสร้างพลังงานที่แกนกลางหยุดชะงักไป ดาวฤกษ์ที่มีมวลมากกว่า 0.4 เท่าของมวลดวงอาทิตย์จะมีพื้นผิวรอบนอกขยายตัวใหญ่ขึ้นห่อหุ้มฮีเลียมในแกนกลางเอาไว้ นอกเหนือจากสภาวะสมดุลอุทกสถิตที่อยู่ภายในดาวฤกษ์ที่เสถียร ยังมีสมดุลพลังงานภายในหรือที่เรียกว่า สมดุลความร้อน กล่าวคือการแพร่กระจายอุณหภูมิภายในตามแนวรัศมีภายในดาวทำให้เกิดกระแสพลังงานไหลจากภายในออกสู่ภายนอก กระแสพลังงานที่ไหลผ่านชั้นผิวของดาวฤกษ์ออกมาในแต่ละชั้นจะมีปริมาณเท่ากับกระแสพลังงานที่ไหลเข้ามาจากชั้นผิวก่อนหน้า เขตแผ่รังสี คือบริเวณภายในดาวฤกษ์ที่ซึ่งมีการถ่ายเทรังสีอย่างมีประสิทธิผลพอจะทำให้เกิดการไหลของกระแสพลังงานได้ ในย่านนี้จะไม่มีการหมุนเวียนของพลาสมา และมวลต่าง ๆ ล้วนหยุดนิ่ง หากไม่มีสภาวะนี้เกิดขึ้น พลาสมาจะเกิดการปั่นป่วนและเกิดกระบวนการพาความร้อนขึ้น ทำให้เกิดเป็นย่านเรียกว่าเขตพาความร้อน ลักษณะเช่นนี้อาจเกิดขึ้นได้ในบริเวณที่มีกระแสพลังงานไหลเวียนสูงมาก เช่นบริเวณใกล้แกนกลางของดาวหรือบริเวณที่มีการส่องสว่างสูงมากเช่นที่บริเวณชั้นผิวรอบนอก ลักษณะการพาความร้อนที่เกิดขึ้นบนชั้นผิวรอบนอกของดาวฤกษ์บนแถบลำดับหลักขึ้นอยู่กับมวลของดาวฤกษ์นั้น ๆ ดาวฤกษ์ที่มีมวลมากกว่าดวงอาทิตย์หลาย ๆ เท่าจะมีเขตพาความร้อนลึกลงไปภายในดาวมากและมีเขตแผ่รังสีที่ชั้นเปลือกนอก ขณะที่ดาวฤกษ์ขนาดเล็กเช่นดวงอาทิตย์จะมีลักษณะตรงกันข้าม โดยมีเขตพาความร้อนอยู่ที่ชั้นเปลือกนอกแทน ดาวแคระแดงที่มีมวลน้อยกว่า 0.4 เท่าของมวลดวงอาทิตย์จะมีเขตพาความร้อนแทบทั้งดวง ซึ่งทำให้มันไม่สามารถสะสมฮีเลียมที่แกนกลางได้ สำหรับดาวฤกษ์ส่วนใหญ่จะมีเขตพาความร้อนที่เปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ ตามอายุของดาว และตามองค์ประกอบภายในของดาวที่เปลี่ยนแปลงไป ส่วนประกอบของดาวฤกษ์ที่ผู้สังเกตสามารถมองเห็นได้ เรียกว่า โฟโตสเฟียร์ เป็นชั้นเปลือกที่ซึ่งพลาสมาของดาวฤกษ์กลายสภาพเป็นโฟตอนของแสง จากจุดนี้ พลังงานที่กำเนิดจากแกนกลางของดาวจะแพร่ออกไปสู่อวกาศอย่างอิสระ ในบริเวณโฟโตสเฟียร์นี้เองที่ปรากฏจุดดับบนดวงอาทิตย์หรือพื้นที่ที่อุณหภูมิต่ำกว่าอุณหภูมิเฉลี่ยตามปกติ เหนือกว่าชั้นของโฟโตสเฟียร์จะเป็นชั้นบรรยากาศของดาวฤกษ์ สำหรับดาวฤกษ์บนแถบลำดับหลักเช่นดวงอาทิตย์ ชั้นบรรยากาศต่ำที่สุดคือชั้นโครโมสเฟียร์บาง ๆ ซึ่งเป็นจุดเกิดของสปิคูลและเป็นจุดกำเนิดเปลวดาวฤกษ์ ล้อมรอบด้วยชั้นเปลี่ยนผ่านซึ่งอุณหภูมิจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในระยะทางเพียง 100 กิโลเมตรโดยประมาณ พ้นจากชั้นนี้จึงเป็นโคโรนา ซึ่งเป็นพลาสมาความร้อนสูงมวลมหาศาลที่พุ่งผ่านออกไปภายนอกเป็นระยะทางหลายล้านกิโลเมตร ดูเหมือนว่า โคโรนาจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการที่ดาวฤกษ์มีย่านการพาความร้อนอยู่ที่ชั้นเปลือกนอกของพื้นผิว โคโรนามีอุณหภูมิที่สูงมาก แต่กลับให้กำเนิดแสงสว่างเพียงเล็กน้อย เราจะสามารถมองเห็นย่านโคโรนาของดวงอาทิตย์ได้ในเวลาที่เกิดสุริยคราสเท่านั้น พ้นจากโคโรนา เป็นอนุภาคพลาสมาที่เป็นต้นกำเนิดลมสุริยะแผ่กระจายออกไปจากดาวฤกษ์ กว้างไกลออกไปจนกระทั่งมันปะทะกับมวลสารระหว่างดาว สำหรับดวงอาทิตย์ อาณาบริเวณที่ลมสุริยะมีอิทธิพลกว้างไกลออกไปเป็นรูปทรงคล้ายลูกโป่ง เรียกชื่อย่านภายใต้อิทธิพลของลมสุริยะนี้ว่า เฮลิโอสเฟียร์เส้นทางเกิดปฏิกิริยาของดาวฤกษ์ เส้นทางเกิดปฏิกิริยาของดาวฤกษ์. มีรูปแบบปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชั่นที่แตกต่างกันมากมายเกิดขึ้นในใจกลางของดาวฤกษ์ ขึ้นกับมวลและองค์ประกอบของดาวนั้น ๆ โดยปฏิกิริยาเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของการสังเคราะห์นิวเคลียสของดาวฤกษ์ มวลสุดท้ายของนิวเคลียสอะตอมที่หลอมตัวที่น้อยกว่าค่ารวมขององค์ประกอบทั้งหมด มวลที่สูญเสียไปนั้นกลายไปเป็นพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้า ตามสมการความสมมูลระหว่างมวล-พลังงาน คือ E = mc² กระบวนการฟิวชั่นของไฮโดรเจนเกิดขึ้นตามระดับของอุณหภูมิ ดังนั้นการที่อุณหภูมิใจกลางดาวเพิ่มขึ้นจะส่งผลต่ออัตราการเกิดฟิวชั่นอย่างมาก ผลที่ได้คือ อุณหภูมิใจกลางดาวของดาวฤกษ์ในแถบลำดับหลักจะมีค่าแปรเปลี่ยนอยู่ระหว่าง 4 ล้านเคลวิน สำหรับดาวฤกษ์เล็กประเภท M ไปจนถึง 40 ล้านเคลวิน สำหรับดาวฤกษ์มวลมากในประเภท O สำหรับดวงอาทิตย์ซึ่งมีอุณหภูมิใจกลางประมาณ 10 ล้านเคลวิน ไฮโดรเจนจะหลอมละลายกลายเป็นฮีเลียมในห่วงโซ่ปฏิกิริยาโปรตอน-โปรตอน: ปฏิกิริยาเหล่านี้ส่งผลต่อปฏิกิริยาในภาพรวมดังนี้: โดยที่ e คือ โพสิตรอน, γ คือโฟตอนของรังสีแกมมา, ν คือ นิวตริโน, และ H กับ He คือไอโซโทปของไฮโดรเจนและฮีเลียมตามลำดับ พลังงานที่ปลดปล่อยออกจากปฏิกิริยานี้มีขนาดหลายล้านอิเล็กตรอนโวลต์ ซึ่งอันที่จริงเป็นเพียงส่วนเสี้ยวเล็กน้อยของพลังงานเท่านั้น อย่างไรก็ดี มีปฏิกิริยาเหล่านี้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นจำนวนมหาศาล ทำให้สามารถกำเนิดพลังงานขึ้นเพียงพอที่จะทำให้เกิดการแผ่รังสีของดาวฤกษ์ ในดาวฤกษ์ที่มีมวลสูงกว่านี้ ฮีเลียมจะทำให้เกิดวงจรปฏิกิริยาที่เร่งขึ้นเนื่องจากคาร์บอน คือวงจรปฏิกิริยาคาร์บอน-ไนโตรเจน-ออกซิเจน ดาวฤกษ์ที่วิวัฒนาการไปด้วยอุณหภูมิใจกลาง 100 ล้านเคลวิน และมวลระหว่าง 0.5-10 เท่าของมวงดวงอาทิตย์นั้น ฮีเลียมสามารถเปลี่ยนรูปไปเป็นคาร์บอนได้ในกระบวนการทริปเปิล-อัลฟา ซึ่งใช้ เบริลเลียม เป็นธาตุที่เป็นตัวกลาง: สำหรับปฏิกิริยาในภาพรวมคือ: ในดาวฤกษ์มวลมาก ธาตุหนักจะถูกเผาผลาญไปในแกนกลางที่อัดแน่นโดยผ่านกระบวนการเผาผลาญนีออน และกระบวนการเผาผลาญออกซิเจน สภาวะสุดท้ายในกระบวนการสังเคราะห์นิวเคลียสของดาวฤกษ์คือ กระบวนการเผาผลาญซิลิกอน ซึ่งทำให้ได้ผลลัพธ์ออกมาเป็นไอโซโทปเสถียร เหล็ก-56 กระบวนการฟิวชั่นไม่อาจดำเนินต่อไปได้อีก นอกเสียจากจะต้องผ่านกระบวนการดูดกลืนความร้อน (endothermic process) หลังจากนั้น พลังงานจะเกิดขึ้นได้จากการยุบตัวเนื่องจากแรงโน้มถ่วงเท่านั้น ตัวอย่างข้างล่างนี้ แสดงระยะเวลาที่ดาวฤกษ์ขนาด 20 เท่าของมวลดวงอาทิตย์จำเป็นต้องใช้ในการเผาผลาญพลังงานนิวเคลียร์ภายในตัวจนหมด ดาวฤกษ์ในแถบลำดับหลักประเภท O จะมีรัศมี 8 เท่าของรัศมีดวงอาทิตย์ และมีความส่องสว่าง 62,000 เท่าของความส่องสว่างของดวงอาทิตย์
ดาวฤกษ์ที่อยู่ใกล้โลกมากที่สุดคือดวงใด
{ "answer": [ "ดวงอาทิตย์" ], "answer_begin_position": [ 202 ], "answer_end_position": [ 212 ] }
3,197
502,332
ซานมารีโน (เมือง) ซานมารีโน () เป็นเมืองหลวงของประเทศซานมารีโน ตั้งอยู่บนเชิงลาดด้านตะวันตกของภูเขาตีตาโน (Monte Titano) ซึ่งเป็นจุดสูงสุดของประเทศ ซานมารีโนเป็นเมืองใหญ่อันดับสามของประเทศ รองจากเมืองโดกานาและเมืองบอร์โกมัจโจเร เมืองนี้มีพื้นที่ 7.09 ตารางกิโลเมตร มีประชากร 4,258 คน
ซานมารีโนเป็นเมืองหลวงของประเทศใด
{ "answer": [ "ซานมารีโน" ], "answer_begin_position": [ 145 ], "answer_end_position": [ 154 ] }
3,198
49,297
ห ห (หีบ) เป็นพยัญชนะ ตัวที่ 41 ในบรรดาพยัญชนะ 44 ตัวของอักษรไทย ในลำดับถัดจาก ส (เสือ) และก่อนหน้า ฬ (จุฬา) จัดอยู่ในกลุ่มอักษรสูง ในระบบไตรยางศ์ มีชื่อเรียกกำกับว่า “ห หีบ” อักษร ห เป็นพยัญชนะต้น ให้เสียง /h/ แต่ไม่ใช้เป็นพยัญชนะสะกด ถึงแม้เป็นคำที่มาจากภาษาบาลี ห ก็จะไม่ออกเสียง แต่จะออกเสียงเป็นพยัญชนะตัวถัดไปแทน เช่น พราหมณ์ (พราม) พรัหมา (พรัม-มา) เป็นต้น ห สามารถใช้เป็นอักษรนำสำหรับพยัญชนะเหล่านี้ ง ญ ณ น ม ย ร ล ว ฬ เพื่อให้สามารถผันวรรณยุกต์ได้ครบ 5 เสียง
ห หรือ ห หีบเป็นพยัญชนะตัวที่เท่าไรของตัวอักษรไทย
{ "answer": [ "41" ], "answer_begin_position": [ 103 ], "answer_end_position": [ 105 ] }
3,199
49,297
ห ห (หีบ) เป็นพยัญชนะ ตัวที่ 41 ในบรรดาพยัญชนะ 44 ตัวของอักษรไทย ในลำดับถัดจาก ส (เสือ) และก่อนหน้า ฬ (จุฬา) จัดอยู่ในกลุ่มอักษรสูง ในระบบไตรยางศ์ มีชื่อเรียกกำกับว่า “ห หีบ” อักษร ห เป็นพยัญชนะต้น ให้เสียง /h/ แต่ไม่ใช้เป็นพยัญชนะสะกด ถึงแม้เป็นคำที่มาจากภาษาบาลี ห ก็จะไม่ออกเสียง แต่จะออกเสียงเป็นพยัญชนะตัวถัดไปแทน เช่น พราหมณ์ (พราม) พรัหมา (พรัม-มา) เป็นต้น ห สามารถใช้เป็นอักษรนำสำหรับพยัญชนะเหล่านี้ ง ญ ณ น ม ย ร ล ว ฬ เพื่อให้สามารถผันวรรณยุกต์ได้ครบ 5 เสียง
ห หรือ ห หีบเป็นพยัญชนะไทย จัดอยู่ในกลุ่มอักษรเสียงใด
{ "answer": [ "สูง" ], "answer_begin_position": [ 202 ], "answer_end_position": [ 205 ] }
3,200
6,920
พ.ศ. 2471 พุทธศักราช 2471 ตรงกับปีคริสต์ศักราช 1928 เป็นปีอธิกสุรทินที่วันแรกเป็นวันอาทิตย์ ตามปฏิทินเกรกอเรียนผู้นำผู้นำ. - พระมหากษัตริย์ – พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2468–2 มีนาคม พ.ศ. 2477)- เจ้านครประเทศราช (นครเชียงใหม่) : เจ้าแก้วนวรัฐ (พ.ศ. 2452-2482) - เจ้านครประเทศราช (นครลำพูน) : เจ้าจักรคำขจรศักดิ์ (พ.ศ. 2454-2486)เหตุการณ์เหตุการณ์. - 15 พฤษภาคม – มิกกี้ เมาส์ และ มินนี่ เมาส์ ปรากฏตัวครั้งแรกในภาพยนตร์การ์ตูนเรื่อง Plane Crazy - 17 พฤษภาคม – พิธีเปิดกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อน ณ กรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ (พิธีปิดวันที่ 12 สิงหาคม) - 10 พฤศจิกายน – จักรพรรดิฮิโรฮิโต เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นจักรพรรดิญี่ปุ่น พระองค์ที่ 124 - 26 มกราคม - คองเกรสแห่งชาติอินเดียจัดประชุมที่เมืองลาฮอร์ ยืนยันเจตนาที่จะต่อสู้จนกว่าจะได้เอกราชอย่างสมบูรณ์ - 11 กุมภาพันธ์ –- พิธีเปิดกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาว ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ - มีการลงนามในสนธิสัญญาลาเตรันระหว่างอิตาลีและวาติกันในวันนี้ - 12 มีนาคม – เขื่อนเซนต์ฟรานซิสในรัฐแคลิฟอร์เนียแตก ทำให้เกิดน้ำท่วม คร่าชีวิตผู้คนไปกว่า 400 คนวันเกิดวันเกิด. - 27 กุมภาพันธ์ - เอเรียล ชารอน นายกรัฐมนตรีอิสราเอล (เสียชีวิต 11 มกราคม พ.ศ. 2557) - 28 กุมภาพันธ์ - วอลเตอร์ เทวิส นักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกัน - 25 มีนาคม - จิม โลเวลล์ นักบินอวกาศชาวอเมริกัน - 6 เมษายน - เจมส์ ดี. วัตสัน นักพันธุศาสตร์ชาวอเมริกัน ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาแพทยศาสตร์และสรีรวิทยา - 16 พฤษภาคม - บิลลี่ มาร์ติน นักเบสบอลชาวอเมริกัน (เสียชีวิต พ.ศ. 2532) - 11 มิถุนายน - สมเด็จพระราชินีฟาบิโอลาแห่งเบลเยียม (สวรรคต 5 ธันวาคม พ.ศ. 2557) - 13 มิถุนายน - จอห์น แนช นักคณิตศาสตร์ชาวอเมริกัน (ถึงแก่กรรม 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2558) - 14 มิถุนายน - เช เกบารา นักปฏิวัติและผู้นำการเคลื่อนไหวทางการเมืองชาวอาร์เจนตินา (เสียชีวิต พ.ศ. 2510 (ถูกประหารชีวิต)) - 26 กรกฎาคม - สแตนลีย์ คูบริก ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวอเมริกัน (เสียชีวิต พ.ศ. 2542) - 7 สิงหาคม - เชาวน์ ณศีลวันต์ องคมนตรีไทย - 19 สิงหาคม - สมเด็จพระราชินีรัตนาแห่งเนปาล - 25 สิงหาคม - แมนรัตน์ ศรีกรานนท์ นักดนตรีชาวไทย - 31 สิงหาคม - เจมส์ โคเบิร์น นักแสดงชาวอเมริกัน (ถึงแก่กรรม 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2545) - 3 กันยายน - แก้วขวัญ วัชโรทัย เลขาธิการพระราชวัง (ถึงแก่อสัญกรรม 15 กันยายน พ.ศ. 2559) - 6 ตุลาคม - กิตติ ทองลงยา นักสัตววิทยาชาวไทย (ถึงแก่กรรม 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2517) - 23 พฤศจิกายน – วรนุช อารีย์ นักร้องชาวไทย (ถึงแก่กรรม 20 ธันวาคม พ.ศ. 2560) - 16 ธันวาคม - ฟิลิป เค. ดิก นักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกัน (ถึงแก่กรรม 2 มีนาคม พ.ศ. 2525)วันถึงแก่กรรมวันถึงแก่กรรม. - 2 เมษายน – ธีโอดอร์ วิลเลียม ริชาร์ดส์ ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเคมี (เกิด พ.ศ. 2411) - 18 มิถุนายน – โรอัลด์ อะมุนด์เซน นักสำรวจชาวนอร์เวย์ (เกิด พ.ศ. 2415) - 22 ตุลาคม – แอนดรูว์ ฟิชเชอร์ นายกรัฐมนตรีคนที่ 5 ของออสเตรเลีย (เกิด พ.ศ. 2405) - 13 มิถุนายน – สมเด็จพระราชปิตุลาบรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช (ประสูติ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2402)รางวัลรางวัลโนเบลรางวัล. รางวัลโนเบล. - สาขาเคมี – Adolf Otto Reinhold Windaus - สาขาวรรณกรรม – ซีกริด อุนด์เซท - สาขาสันติภาพ – ไม่มีการมอบรางวัล - สาขาฟิสิกส์ – โอเวน วิลลานส์ ริชาร์ดสัน - สาขาสรีรวิทยาหรือการแพทย์ – ชาร์ลส์ ฌูลส์ อองรี นีกอลล์
พุทธศักราช 2471 ตรงกับปีคริสต์ศักราชใด
{ "answer": [ "1928" ], "answer_begin_position": [ 127 ], "answer_end_position": [ 131 ] }
3,201
11,674
มหาวิทยาลัยศิลปากร มหาวิทยาลัยศิลปากร (; ชื่อย่อ: มศก. – SU) เป็นมหาวิทยาลัยศิลปะแห่งแรกในประเทศไทย มีชื่อเสียงทางด้านศิลปะและการออกแบบ ปัจจุบันเปิดสอนครอบคลุมทุกสาขาวิชา ทั้งกลุ่มสาขาสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ กลุ่มสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และกลุ่มสาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ ตามมาตรฐานของมหาวิทยาลัยสากลอย่างสมบูรณ์ ถือกำเนิดจาก "โรงเรียนประณีตศิลปกรรม สังกัดกรมศิลปากร" ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ได้พัฒนาขึ้นเป็นลำดับจนเป็น "โรงเรียนศิลปากร" และเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2486 พระยาอนุมานราชธน ร่วมกับศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี พัฒนาหลักสูตรจนได้รับการยกฐานะขึ้นเป็น มหาวิทยาลัยศิลปากร เพื่อเป็นสถาบันอุดมศึกษาขั้นสูงทางศิลปะของชาติ โดยมีปณิธานที่จะสร้างสรรค์ศิลปะ วิทยาการ และภูมิปัญญาเพื่อสังคม มีผลให้งานศิลปะของชาติพัฒนาและก้าวหน้า มีกิจกรรมและวิชาการต่าง ๆ ที่ดำเนินการเอื้ออำนวยประโยชน์ให้แก่ประชาชนเสมอมา นับตั้งแต่เริ่มก่อตั้งจนถึงปัจจุบัน มหาวิทยาลัยศิลปากรมีผู้อำนวยการและอธิการบดีมาแล้ว 19 คน อธิการบดีคนปัจจุบัน คือ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วันชัย สุทธะนันท์ประวัติมหาวิทยาลัยศิลปากร ประวัติมหาวิทยาลัยศิลปากร. มหาวิทยาลัยศิลปากร เป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา เดิมคือ "โรงเรียนประณีตศิลปกรรม สังกัดกรมศิลปากร" เปิดสอนวิชาจิตรกรรมและประติมากรรมให้แก่ข้าราชการและนักเรียนในสมัยนั้นโดยไม่เก็บค่าเล่าเรียน ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี (เดิมชื่อ Corrado Feroci) ชาวอิตาลีซึ่งเดินทางมารับราชการในประเทศไทยในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 เป็นผู้ก่อตั้งโรงเรียนแห่งนี้ขึ้น และได้เจริญเติบโตเป็นลำดับเรื่อยมา จนกระทั่งได้รับการยกฐานะขึ้นเป็น มหาวิทยาลัยศิลปากร เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2486 คณะจิตรกรรมและประติมากรรม ได้รับการจัดตั้งขึ้นเป็นคณะวิชาแรก (ปัจจุบันคือคณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์) ในปี พ.ศ. 2498 จัดตั้งคณะสถาปัตยกรรมไทย (ซึ่งต่อมาได้ปรับหลักสูตรและเปลี่ยนชื่อเป็นคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์) และคณะโบราณคดี หลังจากนั้นได้จัดตั้งคณะมัณฑนศิลป์ ขึ้นในปีต่อมา ปี พ.ศ. 2509 มหาวิทยาลัยศิลปากร มีนโยบายที่จะเปิดคณะวิชาและสาขาวิชาที่หลากหลายขึ้น แต่เนื่องจากบริเวณพื้นที่ในวังท่าพระคับแคบมาก ไม่สามารถจะขยายพื้นที่ออกไปได้ จึงได้ขยายเขตการศึกษาไปยังพระราชวังสนามจันทร์ จังหวัดนครปฐม โดยจัดตั้งคณะอักษรศาสตร์ พ.ศ. 2511 คณะศึกษาศาสตร์ พ.ศ. 2513 และคณะวิทยาศาสตร์ พ.ศ. 2515 ตามลำดับ หลังจากนั้น จัดตั้งคณะเภสัชศาสตร์ พ.ศ. 2529 คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม (ปัจจุบันคือคณะวิศวกรรมศาสตร์และเทศโนโลยีอุตสาหกรรม) พ.ศ. 2535 และจัดตั้งคณะดุริยางคศาสตร์ขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2542 เพื่อให้เป็นมหาวิทยาลัยที่มีความสมบูรณ์ทางด้านศิลปะมากยิ่งขึ้น ปี พ.ศ. 2540 มหาวิทยาลัยศิลปากรได้ขยายเขตการศึกษาไปจัดตั้งวิทยาเขตแห่งใหม่ที่จังหวัดเพชรบุรี เพื่อกระจายการศึกษาไปสู่ภูมิภาค ใช้ชื่อว่า "วิทยาเขตสารสนเทศเพชรบุรี" จัดตั้งคณะสัตวศาสตร์และเทคโนโลยีการเกษตร ในปี พ.ศ. 2544 คณะวิทยาการจัดการ ในปี พ.ศ. 2545 คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ในปี พ.ศ. 2546 และวิทยาลัยนานาชาติ ในปีเดียวกัน มหาวิทยาลัยศิลปากรได้ขยายงานในระดับบัณฑิตศึกษา พ.ศ. 2515 โดยการจัดตั้งบัณฑิตวิทยาลัยขึ้น เพื่อรับผิดชอบในการดำเนินการ วันที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ราชกิจจานุเบกษา ได้ประกาศใช้ "พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยศิลปากร พ.ศ. 2559" โดยได้ยกเลิก "พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยศิลปากร พ.ศ. 2530 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติมปีพ.ศ. 2541" และกำหนดให้มหาวิทยาลัยมีสถานะเป็นนิติบุคคล ซึ่งพระราชบัญญัติฉบับนี้มีผลบังคับใช้เมื่อพ้นสามสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาคือวันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2559ลำดับเหตุการณ์ของมหาวิทยาลัยลำดับเหตุการณ์ของมหาวิทยาลัย. - พ.ศ. 2476 – ก่อตั้งขึ้นครั้งแรกภายใต้ชื่อ "โรงเรียนประณีตศิลปกรรม สังกัดกรมศิลปากร" จัดการศึกษาในสาขาจิตรกรรมและประติมากรรมให้เแก่ข้าราชการและเยาวชนไทยโดยไม่เก็บค่าเล่าเรียน - พ.ศ. 2478 – โรงเรียนประณีตศิลปกรรมได้รวมกับโรงเรียนนาฏดุริยางคศาสตร์ และเปลี่ยนชื่อใหม่ว่า "โรงเรียนศิลปากร" แบ่งการศึกษาเป็น 3 แผนก คือ แผนกประณีตศิลปกรรม แผนกศิลปอุตสาหกรรม และแผนกนาฏดุริยางค์ - พ.ศ. 2486 – ในวันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2486 โรงเรียนศิลปากรได้ยกฐานะขึ้นเป็น มหาวิทยาลัยศิลปากร ตามประกาศในราชกิจจานุเบกษา โดยเปิดการเรียนการสอนในคณะจิตรกรรมและประติมากรรมเป็นคณะแรก (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นคณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์) - พ.ศ. 2498 – จัดตั้งคณะสถาปัตยกรรมไทย (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์) และคณะโบราณคดี - พ.ศ. 2499 – จัดตั้งคณะมัณฑนศิลป์ - พ.ศ. 2509 – จัดตั้ง "วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์" ที่พระราชวังสนามจันทร์ จังหวัดนครปฐม - พ.ศ. 2511 – เปิดสอนในคณะอักษรศาสตร์ - พ.ศ. 2513 – เปิดสอนในคณะศึกษาศาสตร์ - พ.ศ. 2515 – เปิดสอนในคณะวิทยาศาสตร์ และจัดตั้งบัณฑิตวิทยาลัย - พ.ศ. 2529 – เปิดสอนในคณะเภสัชศาสตร์ - พ.ศ. 2532 – มีการแบ่งส่วนราชการภายในสำนักงานอธิการบดีออกเป็น 5 กอง 1 สำนัก คือ กองกลาง (หน่วยงานเดิม) กองกิจการนักศึกษา กองงานวิทยาเขต กองบริการการศึกษา กองแผนงาน และสำนักหอสมุดกลาง รวมทั้งจัดตั้งสถาบันวัฒนธรรมภูมิภาคตะวันตก ตั้งอยู่ที่เรือนทับเจริญ พระราชวังสนามจันทร์ จังหวัดนครปฐม เป็นการภายใน - พ.ศ. 2533 – จัดตั้งศูนย์คอมพิวเตอร์ - พ.ศ. 2534 – จัดตั้งสถาบันวิจัยและพัฒนา อย่างเป็นทางการ และจัดตั้งคณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม รวมทั้งเสนอโครงการขอจัดตั้งหน่วยงานใหม่ 2 โครงการ คือ โครงการจัดตั้งศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร และโครงการจัดตั้งสถาบันศิลปะ (หอศิลป์เดิม) - พ.ศ. 2535 – เปิดสอนในคณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม (ปัจจุบัน คือ คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม) และจัดตั้งศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (ปัจจุบัน เป็นองค์การมหาชน มีฐานะเป็นหน่วยงานของรัฐ และเป็นนิติบุคคล โดยแยกออกไปจากการเป็นส่วนราชการในมหาวิทยาลัยศิลปากร) ตลอดจนจัดตั้งศูนย์เครื่องมือวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (ปัจจุบันสังกัดคณะวิทยาศาสตร์) - พ.ศ. 2536 – เปิดพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วง จังหวัดราชบุรี (ศูนย์มอญศึกษาวัดม่วง) - พ.ศ. 2537 – จัดตั้งหอศิลป์ - พ.ศ. 2538 – จัดตั้งสำนักงานบริการวิชาการ (เป็นการภายใน) - พ.ศ. 2539 – จัดตั้งศูนย์สันสกฤตศึกษา (เป็นการภายใน ปัจจุบันเป็นหน่วยงานในสังกัดคณะโบราณคดี) - พ.ศ. 2540 – จัดตั้ง "วิทยาเขตสารสนเทศเพชรบุรี" จังหวัดเพชรบุรี - พ.ศ. 2542 – จัดตั้งคณะดุริยางคศาสตร์ จัดการเรียนการสอนที่สำนักงานอธิการบดี ตลิ่งชัน และเริ่มก่อสร้าง "ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบพระชนมพรรษา" (แล้วเสร็จปี พ.ศ. 2544) - พ.ศ. 2544 – เปิดสอนคณะสัตวศาสตร์และเทคโนโลยีการเกษตร (จัดการเรียนการสอนที่วิทยาเขตสารสนเทศเพชรบุรี) - พ.ศ. 2545 – เปิดสอนคณะวิทยาการจัดการ (จัดการเรียนการสอนที่วิทยาเขตสารสนเทศเพชรบุรี) - พ.ศ. 2546 – เปิดสอนคณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และวิทยาลัยนานาชาติ (จัดการเรียนการสอนที่วิทยาเขตสารสนเทศเพชรบุรี และสำนักงานอธิการบดี ตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร) - พ.ศ. 2548 – จัดตั้งศูนย์บ่มเพาะธุรกิจ มหาวิทยาลัยศิลปากร - พ.ศ. 2550 – ดำเนินงานจัดแบ่งโครงสร้างการบริหารงานภายในสำนักงานอธิการบดีออกเป็น กองกลาง กองการเจ้าหน้าที่ กองคลัง กองงานวิทยาเขต กองแผนงาน กองกิจการนักศึกษา กองบริการการศึกษา กองบริการอาคารสถานที่และยานพาหนะพระราชวังสนามจันทร์ สำนักงานตรวจสอบภายใน สำนักงานวิทยาเขตสารสนเทศเพชรบุรี สำนักงานประกันคุณภาพการศึกษา และเห็นชอบการปรับโครงสร้างสำนักงานสภามหาวิทยาลัยขึ้นตรงกับสภามหาวิทยาลัย และดำเนินการโดยสมบูรณ์ใน พ.ศ. 2551 - พ.ศ. 2556 – จัดตั้งกองนิติการเป็นหน่วยงานภายในสำนักงานอธิการบดี - พ.ศ. 2559 – วันที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปรับเปลี่ยนสถานภาพเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ โดยมีผลบังคับใช้วันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2559เกี่ยวกับมหาวิทยาลัยศิลปากรชื่อและความหมาย เกี่ยวกับมหาวิทยาลัยศิลปากร. ชื่อและความหมาย. มหาวิทยาลัยศิลปากร ใช้คำว่า "ศิลปากร" (อ่านว่า สิน–ละ–ปา–กอน) เป็นชื่อภาษาไทยของมหาวิทยาลัย และใช้อักษรโรมันว่า "Silpakorn" "ศิลปากร" เป็นคำสนธิระหว่าง "ศิลปะ" หมายถึง ฝีมือ, ฝีมือทางการช่าง, การทำให้วิจิตรพิสดาร และ "อากร" หมายถึง บ่อเกิด, ที่เกิด ดังนั้น "ศิลปากร" จึงมีความหมายว่า "บ่อเกิดแห่งศิลปะ" อีกทั้งชื่อของมหาวิทยาลัยศิลปากร ยังพ้องกับชื่อของกรมศิลปากร เนื่องจากมหาวิทยาลัยศิลปากร ถือกำเนิดจาก "โรงเรียนประณีตศิลปกรรม สังกัดกรมศิลปากร" และต่อมาได้พัฒนาขึ้นเป็นลำดับจนเป็น "โรงเรียนศิลปากร" จนกระทั่งได้รับการยกฐานะขึ้นเป็น มหาวิทยาลัยศิลปากร ในปัจจุบัน ซึ่งชื่อ "ศิลปากร" นั้นมาจาก ดังนั้น การใช้ชื่อ "ศิลปากร" จึงดูเหมาะสมและถูกต้อง เพราะมหาวิทยาลัยศิลปากรมีความเกี่ยวข้องกับกรมศิลปากรในอดีต แต่ในปัจจุบันนี้ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกันแล้วตราสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยศิลปากร ตราสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยศิลปากร. พระพิฆเนศ หรือพระคเณศ เทพเจ้าแห่งความสำเร็จ ทั้งยังเป็นเทพแห่งศิลปวิทยาการและการประพันธ์ พระหัตถ์ขวาบนถือตรีศูล พระหัตถ์ขวาล่างถืองาช้าง พระหัตถ์ซ้ายบนถือปาศะ (เชือก) พระหัตถ์ซ้ายล่างถือครอบน้ำ ประทับบนบัลลังก์เมฆที่เขียนด้วยลายกนก ภายใต้มีอักษรว่า "มหาวิทยาลัยศิลปากร" โดยประกาศใช้เมื่อ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2494 ซึ่งคล้ายคลึงกับกรมศิลปากร และเมื่อมหาวิทยาลัยศิลปากรปรับเปลี่ยนสถานภาพเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ มหาวิทยาลัยได้มีประกาศใช้ตราสัญลักษณ์ใหม่แทนตราสัญลักษณ์ครุฑ เพื่อใช้ในหนังสือราชการ หนังสือประทับตรา บันทึกข้อความ คำสั่ง และประกาศต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัย โดยประกาศใช้เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2559สีประจำมหาวิทยาลัย สีประจำมหาวิทยาลัย. สีเขียวเวอร์ริเดียน หรือที่เรียกตามสีไทยโทนว่า "สีเขียวตั้งแช" เป็นสีของน้ำทะเลระดับลึกที่สุด แต่ในระยะแรกก่อตั้งมหาวิทยาลัยได้กำหนดใช้สีเขียว ซึ่งเป็นสีพื้นป้ายมหาวิทยาลัยป้ายแรก แต่ช่วงนั้นมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และมหาวิทยาลัยมหิดลก็ใช้สีเขียวเป็นสีประจำมหาวิทยาลัยเช่นกัน จึงมีแนวคิดที่จะสร้างความแตกต่าง และเนื่องจากนักศึกษาคณะจิตรกรรมฯ นิยมพารุ่นน้องปี 1 ไปทำกิจกรรมรับน้องที่เกาะเสม็ด จึงได้มีโอกาสชื่นชมสีของน้ำทะเลใส และได้นำมาเป็นสีประจำมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นสีที่บ่งบอกถึงความสร้างสรรค์ของชาวศิลปากรต้นไม้และดอกไม้ประจำมหาวิทยาลัยต้นไม้และดอกไม้ประจำมหาวิทยาลัย. - ต้นจัน เป็นต้นไม้ใหญ่ ผลมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว ยืนต้นเก่าแก่อยู่คู่กับวังท่าพระมาช้านาน และยังมีต้นเก่าแก่อีกต้นที่พระตำหนักทับขวัญ พระราชวังสนามจันทร์ มหาวิทยาลัยจึงกำหนดให้ต้นจันเป็นต้นไม้ประจำมหาวิทยาลัย เป็นที่มาของเพลงกลิ่นจัน ปัจจุบันมีการปลูกต้นจันที่วิทยาเขตสารสนเทศเพชรบุรีเพิ่มขึ้นด้วย - ดอกแก้ว ด้านข้างท้องพระโรง วังท่าพระ มีสวนแก้วอยู่ด้านใน ยามเมื่อดอกแก้วออกดอก จะส่งกลิ่นหอมฟุ้งไปทั่วทั้งวังเพลงประจำมหาวิทยาลัยเพลงประจำมหาวิทยาลัย. - Santa Lucia เป็นเพลงพื้นเมืองของประเทศอิตาลี แต่งขึ้นในราวศตวรรษที่ 19 เป็นบทเพลงที่แต่งขึ้นเพื่อชมความงามของชายหาดที่มีชื่อเสียงของเมืองเนเปิลส์ นอกจากนี้ เพลง Santa Lucia ยังเป็นเพลงประจำมหาวิทยาลัยศิลปากรอีกด้วย สืบเนื่องจากศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยศิลปากร เป็นชาวอิตาลี ซึ่งมีชื่อเดิมว่า "คอร์ราโด เฟโรชี" (Corrado Feroci) และชอบร้องเพลงนี้บ่อย ๆ เวลาทำงาน - ศิลปากรนิยม คณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ ได้นำทำนองเพลง Santa Lucia มาใส่เนื้อร้องภาษาไทย - กลิ่นจัน เป็นเพลงที่มาจากคณะอักษรศาสตร์ เวลาผ่านไป เพลงกลิ่นจันก็แพร่หลายไปทั่วมหาวิทยาลัย - สวัสดีศิลปากร เป็นเพลงที่แต่งโดยนักศึกษาคณะโบราณคดี เพื่อใช้ในการหาเงินบริจาคให้ผู้ประสบภัย ในช่วงที่เกิดเหตุการณ์อุทกภัยในประเทศไทย พ.ศ. 2538 ภายหลังก็ได้มีการใช้เพลงนี้ในทุกกิจกรรมและใช้ร้องกันในทุกคณะของมหาวิทยาลัยศิลปากรการบูมคณะ การบูมคณะ. เอกลักษณ์อีกอย่างหนึ่งของมหาวิทยาลัยศิลปากรที่แต่ละคณะวิชาจะมีการบูมสำหรับคณะตนเองซึ่งแตกต่างกันในแต่ละคณะ ขณะที่จะไม่มีการบูมมหาวิทยาลัย โดยเป็นมหาวิทยาลัยแห่งเดียวของประเทศไทยที่ไม่มีการบูมมหาวิทยาลัยทำเนียบนายกคณะกรรมการและนายกสภามหาวิทยาลัยศิลปากร ทำเนียบนายกคณะกรรมการและนายกสภามหาวิทยาลัยศิลปากร. การเรียกชื่อตำแหน่ง "นายกคณะกรรมการมหาวิทยาลัยศิลปากร" เป็นไปตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยศิลปากร พ.ศ. 2486 ซึ่งในมาตรา 7 ได้บัญญัติไว้ดังนี้ "มาตรา 7 ให้นายกรัฐมนตรี เป็นนายกคณะกรรมการ และให้อธิบดีกรมศิลปากรเป็นอุปนายก" ฉะนั้น นายกรัฐมนตรีจึงดำรงตำแหน่ง "นายกคณะกรรมการมหาวิทยาลัยศิลปากร" โดยตำแหน่ง ดังนั้น ตำแหน่งนายกคณะกรรมการจึงมิได้มีการกำหนดวาระการดำรงตำแหน่งไว้ อนึ่ง กรรมการประเภทอื่น อาทิ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ได้มีการกำหนดวาระไว้ในมาตรา 9 ให้อยู่ในตำแหน่ง 2 ปีแต่กรรมการผู้นั้นอาจรับแต่งตั้งใหม่ได้ ดังนั้น คณะกรรมการมหาวิทยาลัยจึงมีการแต่งตั้งทุก 2 ปี เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายที่ได้กำหนดไว้ ในปี พ.ศ. 2511 มหาวิทยาลัยศิลปากรได้ตราพระราชบัญญัติขึ้นมาใหม่ โดยยกเลิก "พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยศิลปากร พ.ศ. 2486 รวมทั้งฉบับเพิ่มเติม ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2506 และฉบับที่ 3 พ.ศ. 2508 (แก้คำผิด พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยศิลปากร (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๐๘)" เรียกว่า "พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยศิลปากร พ.ศ. 2511" และได้เปลี่ยนการเรียกชื่อตำแหน่งนายกคณะกรรมการ โดยบัญญัติไว้ใน มาตรา 13 ดังนี้ "มาตรา 13 ให้มีสภามหาวิทยาลัย ประกอบด้วยนายกรัฐมนตรีเป็นนายกสภามหาวิทยาลัย ฯลฯ" ดังนั้น นายกรัฐมนตรีจึงเป็นนายกสภามหาวิทยาลัยโดยตำแหน่ง ส่วนกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิได้กำหนดวาระการดำรงตำแหน่ง 2 ปี ฉะนั้น ทุก 2 ปี จึงมีการแต่งตั้งคณะกรรมการสภามหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นไปตามข้อกฎหมาย ต่อมามีการปฏิวัติในปี พ.ศ. 2515 คณะปฏิวัติจึงได้มีประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 181 เพื่อยกเลิกมาตรา 13 และมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยศิลปากร พ.ศ. 2511 ฉะนั้น เพื่อเป็นการแบ่งเบาภารกิจของนายกรัฐมนตรี มีความดังนี้ "มาตรา 13 ให้มีสภามหาวิทยาลัย ประกอบด้วยนายกสภามหาวิทยาลัย ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ฯลฯ" มาตรา 14 นายกสภามหาวิทยาลัยและกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิดำรงตำแหน่ง 2 ปีแต่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งใหม่อีกก็ได้ ปี พ.ศ. 2530 มหาวิทยาลัยศิลปากรได้ยกเลิกพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยศิลปากร พ.ศ. 2511 รวมทั้งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 181 ลงวันที่ 14 กรกฎาคม 2515 และได้ตราพระราชบัญญัติใหม่ขึ้นมาใช้บังคับ ได้แก่ "พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยศิลปากร พ.ศ. 2530 (แก้คำผิด พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยศิลปากร พ.ศ. ๒๕๓๐)" และพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้กำหนดเกี่ยวกับนายกสภามหาวิทยาลัยไว้ใน มาตรา 13 (6) วรรคสอง ความว่า "คุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัยและกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ ให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย" ส่วนวาระการดำรงตำแหน่งได้กำหนดไว้ในมาตรา 15 ความว่า "มาตรา 15 นายกสภามหาวิทยาลัย กรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ ตามมาตรา 15 (4) (5) และ (6) มีวาระการดำรงตำแหน่ง 2 ปี แต่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งหรืออาจได้รับเลือกใหม่อีกได้" นับตั้งแต่เริ่มก่อตั้งจนถึงปัจจุบัน มหาวิทยาลัยศิลปากรมีนายกคณะกรรมการและนายกสภาฯ มาแล้ว 12 คน ดังรายนามต่อไปนี้- หมายเหตุ ตำแหน่งทางวิชาการในระหว่างที่ดำรงตำแหน่งในขณะนั้นทำเนียบผู้อำนวยการและอธิการบดีมหาวิทยาลัยศิลปากร ทำเนียบผู้อำนวยการและอธิการบดีมหาวิทยาลัยศิลปากร. นับตั้งแต่เริ่มก่อตั้งจนถึงปัจจุบัน มหาวิทยาลัยศิลปากรมีผู้อำนวยการและอธิการบดีมาแล้ว 19 คน ดังรายพระนามและรายนามต่อไปนี้- หมายเหตุ ตำแหน่งทางวิชาการในระหว่างที่ดำรงตำแหน่งในขณะนั้นวิทยาเขตวังท่าพระ วิทยาเขต. วังท่าพระ. ตั้งอยู่ในพื้นที่เกาะรัตนโกสินทร์ชั้นใน ตรงข้ามพระบรมมหาราชวังและท่าช้างวังหลวง มีพื้นที่ประมาณ 8 ไร่ เดิมเป็นที่ประทับของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ เป็นวิทยาเขตแรกและเป็นจุดกำเนิดของมหาวิทยาลัย เป็นที่ตั้งของคณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ คณะโบราณคดี คณะมัณฑนศิลป์ และหอศิลป์ต่าง ๆ มหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ ยังรวมไปถึงพื้นที่ สำนักงานอธิการบดี ตลิ่งชัน เป็นที่ตั้งของสำนักงานอธิการบดี คณะดุริยางคศาสตร์ วิทยาลัยนานาชาติ และบัณฑิตวิทยาลัยพระราชวังสนามจันทร์ พระราชวังสนามจันทร์. เป็นที่รู้จักในชื่อว่า "ม.ทับแก้ว" ตั้งอยู่ในบริเวณพระราชวังสนามจันทร์ อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม ซึ่งเคยเป็นพระราชวังของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพื้นที่ประมาณ 888 ไร่ 3 งาน 24 ตารางวา แต่ใช้เป็นที่ก่อสร้างอาคารของมหาวิทยาลัยเพียง 428 ไร่ เป็นที่ตั้งของคณะอักษรศาสตร์ คณะศึกษาศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ และคณะวิศวกรรมศาสตร์และเทศโนโลยีอุตสาหกรรม นอกจากนี้ ยังเป็นที่ตั้งของโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งเปิดให้มีการเรียนการสอนแบบสหศึกษาแก่นักเรียนตั้งแต่ชั้นอนุบาล ประถมศึกษาปีที่ 1–6 และชั้นมัธยมปีที่ 1–6 ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบพระชนมพรรษา มหาวิทยาลัยศิลปากร สถาบันวิจัยและพัฒนา ศูนย์วิทยาศาสตร์ และศูนย์บริการวิชาการต่าง ๆ สาเหตุที่เลือกจังหวัดนครปฐมเป็นที่ตั้งวิทยาเขตแห่งใหม่ พระราชวังสนามจันทร์ จังหวัดนครปฐม เหมาะสมที่จะเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยศิลปากรด้วยเหตุผลดังนี้- ประการแรก พระราชวังสนามจันทร์เคยเป็นพระราชวังของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหากษัตริย์ผู้สนพระราชหฤทัยเป็นอย่างยิ่งในทางโบราณคดีและศิลปะทั้งปวง ทรงเป็นนักโบราณคดีและศิลปินชั้นเยี่ยมโดยเฉพาะทางวรรณศิลป์ ทรงสนับสนุนนาฏศิลป์ตลอดรัชสมัยของพระองค์ - ประการที่สอง บริเวณพระราชวังสนามจันทร์เป็นที่ตั้งของเทวาลัยคเณศร์ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้น นอกจากนี้ พระพิฆเนศยังเป็นเทพเจ้าแห่งศิลปะ และเป็นตราของทางมหาวิทยาลัยศิลปากรอยู่แล้ว - ประการสุดท้าย ที่จังหวัดนครปฐมมีพระปฐมเจดีย์ประดิษฐานอยู่ นับได้ว่าเป็นศูนย์กลางของโบราณคดีและศิลปะที่สำคัญในประเทศไทย ดังนั้นบริเวณพระราชวังสนามจันทร์ จังหวัดนครปฐม จึงเหมาะที่จะเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยศิลปากรวิทยาเขตสารสนเทศเพชรบุรี วิทยาเขตสารสนเทศเพชรบุรี. สืบเนื่องจากที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้ความเห็นชอบโครงการขยายโอกาสทางการศึกษาระดับอุดมศึกษาไปสู่ภูมิภาคของประเทศไทยในรูปแบบของวิทยาเขตสารสนเทศ มหาวิทยาลัยศิลปากรจึงมีปณิธานและปรัชญาการขยายโอกาสทางการศึกษาแก่พื้นที่ภาคตะวันตกของประเทศ โดยมหาวิทยาลัยศิลปากร ได้รับอนุญาตจากกรมธนารักษ์ให้ใช้ที่ราชพัสดุ ณ ตำบลสามพระยา อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี จำนวน 621 ไร่ และได้รับอนุญาตจากวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี โดยกรมอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ให้ใช้พื้นที่เพิ่มเติม จำนวน 200 ไร่ เพื่อรองรับการเรียนการสอนของคณะสัตวศาสตร์และเทคโนโลยีการเกษตร เป็นที่ตั้งของคณะสัตวศาสตร์และเทคโนโลยีการเกษตร คณะวิทยาการจัดการ คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และคลังโบราณวัตถุของคณะโบราณคดีคณะวิชา คณะวิชา. มหาวิทยาลัยศิลปากรเปิดหลักสูตรการเรียนการสอนในระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก ครอบคลุมทั้งกลุ่มสาขาสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ กลุ่มสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และกลุ่มสาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ โดยมีหน่วยงานจัดการเรียนการสอนทั้งหมด ดังต่อไปนี้- คณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ - คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ - คณะโบราณคดี - คณะมัณฑนศิลป์ - คณะอักษรศาสตร์ - คณะศึกษาศาสตร์ - คณะวิทยาศาสตร์ - คณะเภสัชศาสตร์ - คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม - คณะดุริยางคศาสตร์ - คณะสัตวศาสตร์และเทคโนโลยีการเกษตร - คณะวิทยาการจัดการ - คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร - วิทยาลัยนานาชาติ - บัณฑิตวิทยาลัยศูนย์/สำนัก/สถาบันศูนย์/สำนัก/สถาบัน. - ศูนย์คอมพิวเตอร์ - สำนักหอสมุดกลาง - สำนักบริการวิชาการ - สถาบันวิจัยและพัฒนา - หอศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากรสถานที่สำคัญวังท่าพระสถานที่สำคัญ. วังท่าพระ. - ประตูและกำแพงวังท่าพระ กำแพงก่ออิฐถือปูนมีใบเสมาประกอบ กำแพงนี้คาดว่าก่อสร้างพร้อมกับวังท่าพระตั้งแต่สมัยรัชกาลที่1 ปัจจุบันคงเหลือเฉพาะด้านริมถนนหน้าพระลาน ถือเป็นสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยศิลปากร- ท้องพระโรงและกำแพงแก้ว ปัจจุบันเป็นหอศิลป์ของมหาวิทยาลัย ลักษณะท้องพระโรงเป็นแบบเรือน 5 ห้อง เฉลียงรอบหันหน้ายาวออกหน้าวัง รูปทรงท้องพระโรงที่ปฏิสังขรณ์ใหม่นั้นภายนอกคงยึดตามแบบที่ปรากฏเมื่อครั้งรัชกาลที่3 แต่ภายในคงไว้แต่เสาเดิม มีบันไดใหญ่เข้าทางด้านหน้าได้ทางเดียว กำแพงนั้นเป็นสถาปัตยกรรมในรัชกาลที่5 มีลูกกรงที่ทำด้วยเหล็กหล่อเป็นลายสวยงาม และได้รับการขึ้นทะเบียนโบราณสถาน- ตำหนักกลางและตำหนักพรรณราย สถาปัตยกรรมแบบตะวันตกรุ่นแรก ๆ ในรัชกาลที่5 กล่าวคือเป็นตึกสองชั้น มีเฉลียงหลังหนึ่งหันเข้าหาอีกหลังหนึ่ง ส่วนหลังนอกนั้นอยู่ข้างสวนแก้ว ตึกหลังในที่มีเฉลียงทำเรียบกว่าหลังนอก และมีเสาทึบ หัวเสาเป็นแบบศิลปะโรมัน ช่องคูหาด้านล่างเป็นช่องโค้ง มีการตกแต่งที่ส่วนต่าง ๆ ภายนอกอาคารเล็กน้อย ส่วนตึกหลังนอกมีรูปทรงทึบกว่า มีการตกแต่งผิวหนังโดยการเซาะเป็นร่องในชั้นล่าง ส่วนชั้นบนผนังเรียบ มีเสาติดผนังระหว่างช่องหน้าต่างและประตูต่าง ๆ ด้วยลายปูนปั้นหรือตีตารางไม้ไว้ในช่องแสงเหนือประตูบางส่วน ตึกหลังนอกมีกันสาด มีเท้าแขนรับกันสาดทำอย่างเรียบ ๆ และประดับชายคาด้วยลายฉลุไม้ ตึกหลังในนี้เป็นที่ประทับของพระสัมพันธวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพรรณราย พระมารดาของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ โดยตำหนักกลางนั้นได้รับการขึ้นทะเบียนโบราณสถาน ปัจจุบันใช้เป็นที่ตั้งของหอศิลป์และหน่วยงานของมหาวิทยาลัย- ศาลาในสวนแก้ว เรียกว่า ศาลาดนตรี เมื่อครั้งรัชกาลที่5 องค์เจ้าของวังเคยประทับที่ศาลานี้เพื่อชมการแสดงหรือประชันดนตรีซึ่งจะตั้งวงกันในสวนแก้ว เพราะในวังท่าพระขณะนั้นมีวงดนตรีประจำวังที่มีชื่อเสียง ศาลาในสวนนี้ทำเป็นศาลาโปร่งมีผนังด้านเดียว หันหน้าเข้าหาสวนแก้ว หลังคาเป็นแบบปั้นหยา มีลายประดับอาคารอย่างละเอียดซับซ้อนกว่าตัวตำหนัก จึงเข้าใจว่าสร้างทีหลัง ลายฉลุไม้ทั้งที่ชายคาท้าวแขนระเบียบทำอย่างประณีตงดงาม- รูปเคารพศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี เป็นหนึ่งในศูนย์รวมใจของชาวศิลปากร สร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรีผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัย ตั้งอยู่บริเวณลานอาจารย์ศิลป์ หลังตึกกรมศิลปากรวิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์. - พระตำหนักชาลีมงคลอาสน์ พระตำหนักที่โดดเด่นที่สุดในหมู่พระตำหนักและพระที่นั่ง และเป็นสัญลักษณ์ของพระราชวังสนามจันทร์ ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของสนามใหญ่ สร้างขึ้นราวปี พ.ศ. 2451 โดยมีหม่อมเจ้าอิทธิเทพสรรค์ กฤดากร เป็นสถาปนิกผู้ออกแบบ จุดเด่นของพระตำหนักองค์นี้คือสถาปัตยกรรมที่มีลักษณะคล้ายกับปราสาท ซึ่งเป็นการผสมระหว่างศิลปะเรอเนซองส์ของฝรั่งเศส กับอาคารแบบฮาล์ฟ ทิมเบอร์ของอังกฤษ แต่ดัดแปลงให้เหมาะสมกับสภาพอากาศในประเทศไทย ในปี พ.ศ. 2458 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามพระตำหนักว่า พระตำหนักชาลีมงคลอาสน์ และโปรดเกล้าฯ ให้จัดการพระราชพิธีขึ้นพระตำหนัก เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2460 และได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ในปี 2530- พระตำหนักมารีราชรัตบัลลังก์ พระตำหนัก 2 ชั้น สร้างด้วยไม้สักทอง ทาสีแดง มีลักษณะทางสถาปัตยกรรมแบบนีโอคลาสสิกของประเทศทางตะวันตก แต่ได้มีการปรับปรุงองค์ประกอบบางส่วนให้เหมาะกับภูมิอากาศแบบเมืองร้อน พระตำหนักองค์นี้สร้างขึ้นคู่กับพระตำหนักชาลีมงคลอาสน์ โดยมีฉนวนทางเดินทำเป็นสะพาน จากชั้นบนด้านหลังของพระตำหนักชาลีมงคลอาสน์ ข้ามคูน้ำเชื่อมกับชั้นบนด้านหน้าของพระตำหนัก สะพานดังกล่าวหลังคามุงกระเบื้อง และติดหน้าต่างกระจกทั้งสองด้าน ตลอดความยาวของสะพานที่เชื่อมติดต่อถึงกัน พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระตำหนักนี้ ในราวปี พ.ศ. 2459 โดยมีหม่อมเจ้าอิทธิเทพสรรค์ กฤดากร เป็นสถาปนิกออกแบบ พระที่นั่งองค์นี้ได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ในปี 2530- พระตำหนักทับแก้ว อาคารตึกสองชั้นในพระราชวังสนามจันทร์ เคยเป็นที่ประทับในฤดูหนาวของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ภายในอาคารมีเตาผิงและหลังคา มีปล่องไฟตามแบบตะวันตก ในระหว่างที่มีการซ้อมรบเสือป่า พระตำหนักเป็นที่ตั้งกองบัญชาการเสือป่ากองเสนาน้อยราบเบารักษาพระองค์ โดยพื้นที่ด้านหลังของพระตำหนักเป็นที่ตั้งของวิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์ อันเป็นที่มาของคำว่า "ม.ทับแก้ว"- พระตำหนักทับขวัญ เป็นเรือนไทยภาคกลางที่อาจเรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบที่สุด พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเพื่อรักษาศิลปะบ้านไทยแบบโบราณ และใช้พระตำหนักองค์นี้เป็นที่ตั้งกองบัญชาการเสือป่าราบหนักรักษาพระองค์ โดยบริเวณกลางชานเรือนปลูกต้นจันใหญ่แผ่กิ่งก้านไว้ให้ร่มเงาอยู่ เหตุนี้ต้นจันจึงถูกกำหนดให้เป็นต้นไม้ประจำมหาวิทยาลัย พระตำหนักแห่งนี้ใช้เป็นที่รับเสด็จสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดีในคราวเสด็จมาประทับพักผ่อนพระอริยาบทระหว่างปฏิบัติพระกรณียกิจเสมอ และใช้ในการพระราชทานพระวโรกาสให้คณะผู้บริหารเข้าเฝ้ารับพระราชทานทุนทรัพย์บำรุงหรือทูลถวายรายงานเกี่ยวกับกิจการของมหาวิทยาลัย- รูปเคารพศาสตราจารย์ หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล สร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่ศาสตราจารย์ หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล บุคคลสำคัญของโลกและศิลปินแห่งชาติ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยศิลปากร ผู้ก่อตั้งวิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์ ตั้งอยู่บริเวณหน้าคณะศึกษาศาสตร์ ทางทิศเหนือของสำนักงานอธิการบดี- สระแก้ว สะพานสระแก้ว และศาลาสระแก้ว สระน้ำขนาดใหญ่กลางมหาวิทยาลัย อยู่คู่กับพระราชวังสนามจันทร์ มีบรรยากาศร่มรื่น มีการสร้างสะพานข้ามสระหลายแห่ง แต่ที่โดดเด่นคือสะพานไม้หน้าโรงอาหารสระแก้ว ใกล้กันมีศาลาไม้แปดเหลี่ยมแบบโปร่ง ฉลุตามแบบตะวันตก สระน้ำนี้เป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของวิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์ เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจและใช้จัดงานลอยกระทงที่มีชื่อเสียง- ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบพระชนมพรรษา มหาวิทยาลัยศิลปากร ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมแห่งนี้สร้างขึ้นในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เจริญพระชนมพรรษา 6 รอบ 72 พรรษา 5 ธันวาคม 2542 เป็นอาคารขนาดใหญ่ ขนาดความสูง 2 ชั้น ใช้ในกิจกรรมสำคัญของมหาวิทยาลัย อาทิ พิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตที่สำเร็จการศึกษา พิธีปฐมนิเทศและบายศรีสู่ขวัญนักศึกษาชั้นปีที่ 1 พิธีถวายราชสักการะในวันมหาธีรราชเจ้าและวันเพชรรัตนราชสุดา ฯลฯวิทยาเขตสารสนเทศเพชรบุรีวิทยาเขตสารสนเทศเพชรบุรี. - เทวาลัยพระคเณศ พระพิฆเนศหล่อโลหะขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย หน้าตักกว้าง 96 นิ้ว ประดิษฐานเมื่อปี พ.ศ. 2550 ปัจจุบันอยู่บริเวณลานเทวาลัยคเณศ เนื่องในปีมหามงคลในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นองค์ประธานในพิธีเททองหล่อองค์พระพิฆเนศ ออกแบบปั้นและหล่อโดยอาจารย์เสวต เทศน์ธรรม ประติมากรอาวุโส ศิษย์คนสำคัญของศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี เป็นศูนย์รวมจิตใจและเป็นสิริมงคลแก่วิทยาเขตสารเทศเพชรบุรี- ลานประติมากรรม ลานเนินสูงต่ำหลายเนิน ปูคลุมทั้งหมดด้วยสนามหญ้า มีต้นไม้และสระน้ำขนาดใหญ่ กว้างขวาง จัดแสดงผลงานประติมากรรมขนาดกลางและขนาดใหญ่ของศิลปินที่มีชื่อเสียงจากทั้งในและต่างประเทศหลายชิ้น ตั้งอยู่บริเวณหน้าวิทยาเขตมีชื่อเล่นว่าลานเทเลทับบี้ เนื่องจากมีลักษณะคล้ายกับสถานที่ในละครทีวีเรื่องเทเลทับบีส์ เป็นสถานที่พักผ่อนและใช้จัดกิจกรรมต่าง ๆ เช่น พิธีบรวงสวงพระพิฆเนศ เทศกาลตลาดศิลป์ และพิธีลอยกระทง เป็นต้น- อาคารบริหาร อาคารสูง 7 ชั้น มีลักษณะโดดเด่น ก่อสร้างด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ ใช้วัสดุและแนวคิดประหยัดพลังงาน เป็นที่ตั้งของสำนักงานอธิการบดีและหน่วยงานต่าง ๆ ในวิทยาเขตสารสนเทศเพชรบุรี และเป็นสัญลักษณ์ของวิทยาเขตสารสนเทศ ด้านข้างอาคารมีทางเดินเชื่อมกับอาคารเรียนรวม 1 เรียกว่าระเบียงชงโค- สถาบันศิลปสถาปัตยกรรมไทยเฉลิมพระเกียรติวันสำคัญของมหาวิทยาลัยศิลปากรวันสำคัญของมหาวิทยาลัยศิลปากร. - วันคล้ายวันสถาปนามหาวิทยาลัยศิลปากร วันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2486 เป็นวันที่โรงเรียนประณีตศิลปกรรม สังกัดกรมศิลปากร ได้รับการยกฐานะขึ้นเป็น มหาวิทยาลัยศิลปากร- วันศิลป์ พีระศรี ด้วยคุณูปการที่ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรีมีให้ต่อประเทศไทย ทำให้มีการรำลึกถึงท่านทุกวันที่ 15 กันยายน ของทุกปี ซึ่งตรงกับวันคล้ายเกิดของท่าน เรียกกันว่า "วันศิลป์ พีระศรี" โดยถือเป็นวันสำคัญของวงการศิลปะไทยและนักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากร ในวันศิลป์ พีระศรีนั้น มหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระจะจัดกิจกรรมขึ้นในมหาวิทยาลัยเพื่อให้ศิษย์ปัจจุบัน ศิษย์เก่าหรือผู้ที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อรำลึกถึงคุณงามความดีของท่าน มีการวางดอกไม้เป็นการรำลึกถึงท่านที่ลานอนุสาวรีย์ที่คณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ โดยนักศึกษาจะเปิดร้านขายของที่ระลึกและมีการแสดงดนตรีสดตลอดทั้งวัน นอกจากนั้นยังมีการเปิดให้ประชาชนเข้าร่วมแสดงความเคารพต่ออัฐิของท่านในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ศิลป์ พีระศรี อนุสรณ์ และพิธีสำคัญจะเริ่มขึ้นในช่วงเวลาหนึ่งทุ่ม ซึ่งจะเป็นการจุดเทียนที่ลานอนุสาวรีย์ศาสตราจารย์ศิลป์พร้อมไปกับการร้องเพลง Santa Lucia และเพลงศิลปากรนิยมเพื่อเป็นการรำลึกถึงท่านในวันสำคัญนี้- วันศาสตราจารย์ หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล เป็นบุคคลที่มหาวิทยาลัยศิลปากรมีความภาคภูมิใจในเกียรติประวัติและเกียรติคุณของท่าน ท่านมีคุณปการด้านการศึกษาที่โดดเด่น จนได้รับการยกย่องจากองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก (UNESCO) ให้เป็นบุคคลสำคัญของโลกด้านการศึกษา ในวาระครบ 100 ปีเกิดของท่าน เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2446พิธีพระราชทานปริญญาบัตรมหาวิทยาลัยศิลปากร พิธีพระราชทานปริญญาบัตรมหาวิทยาลัยศิลปากร. พิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยศิลปากรจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี อดีตผู้ที่จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยศิลปากรได้รับพระมหากรุณาธิคุณให้เข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรจากพระหัตถ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยเสด็จฯ ครั้งแรกในวันจันทร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2507 ซึ่งเป็นวันที่ตรงกับวันคล้ายวันสถาปนามหาวิทยาลัยศิลปากร ณ ท้องพระโรง วังท่าพระ ปัจจุบัน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินมาปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระองค์ในการพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิต มหาบัณฑิต และดุษฎีบัณฑิต ณ ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบพระชนมพรรษา มหาวิทยาลัยศิลปากรบุคคลสำคัญจากมหาวิทยาลัยศิลปากรปูชนียบุคคลบุคคลสำคัญจากมหาวิทยาลัยศิลปากร. ปูชนียบุคคล. - สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท หลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาจารึกภาษาตะวันออก คณะโบราณคดี ปีการศึกษา 2520 - สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ทรงศึกษาในระดับปริญญาเอก หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาทัศนศิลป์ คณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ ปีการศึกษา 2560 - พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ ทรงสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี หลักสูตรศิลปบัณฑิต สาขาวิชาทัศนศิลป์ วิชาเอกภาพพิมพ์ (เกียรตินิยมอันดับ 2) คณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ ปีการศึกษา 2544 และทรงสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท หลักสูตรศิลปมหาบัณฑิต สาขาวิชาทัศนศิลป์ วิชาเอกศิลปะไทย คณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ ปีการศึกษา 2551 - กมล สุวุฒโฑ อธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ - ศาสตราจารย์เกียรติคุณกำจร สุนพงษ์ศรี - กุลกุมุท สิงหรา ณ อยุธยา รองกงสุลใหญ่กระทรวงการต่างประเทศ - ศาสตราจารย์เกียรติศักดิ์ ชานนนารถ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) คณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง - ขรรค์ชัย บุนปาน ผู้ก่อตั้งและเจ้าของบริษัทในเครือมติชน - อาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต ศิลปินแห่งชาติ นักเขียน จิตรกร - พลอากาศเอกจารึก สนิทวงศ์ ณ อยุธยา รองสมุหราชองครักษ์ กรมราชองครักษ์ - ผู้ช่วยศาสตราจารย์เฉลิมชัย เงารังษี คณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร - ศาสตรเมธี ดร.เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) ศิลปินระดับนานาชาติ ผู้สร้างวัดร่องขุ่น จังหวัดเชียงราย - ดร.เฉลียว ยาจันทร์ ผู้อำนวยการโรงเรียนบางบัวทอง - ศาสตราจารย์ชลูด นิ่มเสมอ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (ประติมากรรม) - ชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี 2 สมัย ศิษย์เก่าโรงเรียนศิลปากร แผนกจิตรกรรมและประติมากรรม - ผู้ช่วยศาสตราจารย์ชัยชาญ ถาวรเวช อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยศิลปากร - ชิบ จิตนิยม ผู้สื่อข่าวอาวุโสสายงานด้านต่างประเทศ - ช่วง มูลพินิจ ศิลปินระดับนานาชาติ - ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ตรึงใจ บูรณสมภพ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยศิลปากร และสถาปนิกหญิงชั้นแนวหน้าของเอเชีย - หม่อมหลวงเติมแสง (ลดาวัลย์) สรรพโส ผู้อำนวยการกองทุนส่งเสริมงานวัฒนธรรม - ดร.ถวัลย์ ดัชนี ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) - ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ทรงยศ วีระทวีมาศ คณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น - ทวี รัชนีกร ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) - พลโททวีเกียรติ โกไศยกานนท์ หัวหน้าฝ่ายเสนาธิการประจำผู้บังคับบัญชา กรมราชองครักษ์ - ทวีศักดิ์ เสนาณรงค์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาเอกชน กระทรวงศึกษาธิการ - ธงชัย รักปทุม อดีตอธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ - รองศาสตราจารย์ ดร.ธาดา สุทธิธรรม คณบดีคณะศิลปะประยุกต์และการออกแบบ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี - อาจารย์นนทิวรรธน์ จันทนะผะลิน ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (ประติมากรรม) - นันทนมาลา มาลากุล ณ อยุธยา นายกสมาคมการค้าส่งเสริมหัตถกรรมไทย - นิรันดร์ ไกรฤกษ์ - บรรณพจน์ ดามาพงศ์ พี่ชายคนโตของคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร - ประยูร อุลุชาฎะ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) เจ้าของนามปากกา น. ณ ปากน้ำ - อาจารย์ประเวศ ลิมปรังษี ศิลปินแห่งชาติ สาขาสถาปัตยกรรม (สถาปัตยกรรม) - ศาสตราจารย์ประศาสน์ คุณะดิลก คณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต - ศาสตราจารย์เกียรติคุณปรีชา กาญจนาคม นักโบราณคดี - ศาสตราจารย์ปรีชา เถาทอง ศิลปินแห่งชาติ (ทัศนศิลป์) - ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ผาสุข อินทราวุธ นักโบราณคดี - อาจารย์เผ่าทอง ทองเจือ นักประวัติศาสตร์ไทย นักประวัติศาสตร์ศิลปะ (ผ้าไทย) นักโบราณคดี พิธีกรและวิทยากรผู้ให้ความรู้เกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ไทย - พนิตา กำภู ณ อยุธยา ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ - ศาสตราจารย์เกียรติคุณพิชัย นิรันต์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) - พุฒ วีระประเสริฐ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยศิลปากร และอดีต Member of the board of Co–ordinators Concerning SPAFA Regional Centre - ศาสตราจารย์พูน เกษจำรัส ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (ภาพถ่ายศิลปะ) - หม่อมหลวงเพชรี สุขสวัสดิ์ - ดร.ภราเดช พยัฆวิเชียร อดีตผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย นายกสภามหาวิทยาลัยศิลปากร - มณเฑียร บุญมา ศิลปินไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล - มานะ สุดสงวน กรรมการบริหารสหพันธ์สหภาพครูเสรีระหว่างประเทศภาคพ้นเอเซีย–แปซิฟิก International of Federation Teachers Union (IFFTU) - ศาสตราจารย์ ดร.มานิต ภู่อารีย์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (ภาพพิมพ์) - เมธา บุนนาค ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (สถาปัตยกรรม) ผู้ก่อตั้งสำนักงานสถาปนิก บริษัทบุนนาค อาร์คิเท็คส์ จำกัด - พลอากาศโทยศสมบัติ สุเสวี เลขาธิการกองบัญชาการสนับสนุนทางอากาศ - ฤทัย ใจจงรัก ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะสถาปัตยกรรม - อาจารย์วนิดา พึ่งสุนทร ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะสถาปัตยกรรม (แบบประเพณี) สถาปนิกหญิงของชาติ - วันเพ็ญ ทรัพย์ส่งเสริม กลั่นประชา ผู้พิพากษาศาลจังหวัดนครปฐม โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศิลปากร - รองศาสตราจารย์วิชัย สิทธิรัตน์ อุปนายกสมาคมประติมากรไทย - ศาสตราจารย์วิโชค มุกดามณี กรรมการสภามหาวิทยาลัยทักษิณ และThe World Masters in Arts and Culture ในสาขา Art Department จากสาธารณรัฐเกาหลี - พลตรีหญิงวิภาสิริ จินตสุวรรณ ผู้ชำนาญการกองบัญชาการทหารสูงสุด - วีระพันธุ์ ชินวัตร ผู้ออกแบบวางผังมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย - สมศักดิ์ เชาวน์ธาดาพงศ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม - นายแพทย์สมาน ฟูตระกูล ผู้อำนวยการสำนักควบคุมการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่ โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศิลปากร - สวัสดิ์ ตันติสุข ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) ประจำปี พ.ศ. 2534 - ศาสตราจารย์สายันต์ ไพรชาญจิตร์ นักโบราณคดี และนักประวัติศาสตร์ - สุจิตต์ วงศ์เทศ นักเขียน นักหนังสือพิมพ์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณกรรม กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิสาขาการศึกษาศิลปศาสตร์และสังคมศาสตร์ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน - แพทย์หญิงสุภัทรา เตียวเจริญ กรรมการสภาอาจารย์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล - ศาสตราจารย์สุรพล ดำริห์กุล - ศาสตราจารย์ ดร. หม่อมราชวงศ์สุริยวุฒิ สุขสวัสดิ์ นักประวัติศาสตร์ - สุวรรณี สุคนธ์เที่ยง หรือนามปากกา "สุวรรณี สุคนธา" นักเขียนเรื่องสั้น ศิษย์เก่าคณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ - รองศาสตราจารย์เสนอ นิลเดช นักวิชาการประวัติศาสตร์ ศิลปสถาปัตยกรรม - เสนีย์ วิลาวรรณ อดีตคณบดีคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร นักภาษาศาสตร์ชาวไทยซึ่งมีผลงานการเรียบเรียงตำราและแบบเรียนภาษาไทยจำนวนมาก - ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. พลเอกเสรี พุกกะมาน ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ กองบัญชาการทหารสูงสุด และอดีตผู้อำนวยการสำนักงานยุทธโยธาทหาร กรมยุทธบริการทหาร คณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม - ศาสตราจารย์อรศิริ ปาณินท์ สถาปนิกหญิงแถวหน้าของไทย - อังคาร กัลยาณพงศ์ กวี จิตรกร และศิลปินแห่งชาติ - รองศาสตราจารย์ ดร. คุณหญิงอารมณ์ ฉนวนจิตร กรรมการบริหารมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ - พลอากาศตรี ศาสตราภิชานอาวุธ เงินชูกลิ่น ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (ประยุกต์ศิลป์) อดีตอธิบดีกรมศิลปากร - ศาสตราจารย์อิทธิพล ตั้งโฉลก ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (ภาพพิมพ์) - อินสนธ์ วงศ์สาม ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ ประจำปี พ.ศ. 2542บุคคลในวงการบันเทิงบุคคลในวงการบันเทิง. - กรรณ สวัสดิวัตน์ ณ อยุธยา สาขาวิชามัลติมีเดียการออกแบบ วิทยาลัยนานาชาติ - กรสิริ นาคสมภพ ศิลปิน นักร้อง สาขาวิชาประยุกตศิลปศึกษา (ภาพพิมพ์) คณะมัณฑนศิลป์ - เกริกเกียรติ สว่างวงศ์ มือเบสวง Cocktail คณะโบราณคดี - กฤตธีรา อินพรวิจิตร (เข็ม) มีชื่อเสียงจากการเป็นพิธีกรร่วมในรายการตีสิบ จึงนิยมเรียกเธอว่า เข็ม ตีสิบ ทางช่อง 3 คณะมัณฑนศิลป์ - กิตติกร อุดมผล นักข่าวสายกีฬา ช่อง 11 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศิลปากร - คมพิญญ์ เข็มกำเนิด ผู้กำกับภาพยนตร์แอนนิเมชั่นก้านกล้วย สาขาวิชาการออกแบบนิเทศศิลป์ คณะมัณฑนศิลป์ - คาริญญ์ยวัฒ ดุรงค์จิรกานต์ (เฟิร์ส) นักร้องนำ วง Slot Machine ค่าย SONY BMG (ปัจจุบันคือค่าย BEC-TERO MUSIC) โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศิลปากร - จรูญวิทย์ พัวพันวัฒนะ (บิว เดอะวอยซ์ 3) คณะโบราณคดี - จุฑามาศ อิสรานุกฤต (บุ๋ม) ศิลปิน นักร้อง อดีตนักร้องนำวงปุยฝ้าย สมรสกับสุทธิพงษ์ วัฒนจัง (ชมพู ฟรุตตี้) คณะโบราณคดี - จุมพล อดุลกิตติพร (อ๊อฟ) พิธีกรและนักแสดงสังกัด GMM TV แจ้งเกิดจากการเป็นพิธีกรรายการ Five Live Fresh ทางช่อง BANG CHANNEL สาขาวิชานิเทศศาสตร์ คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร - จุฬาลักษณ์ ศรีสาคร ชนะเลิศการประกวดดัชชี่บอยแอนด์เกิร์ล สาขาร้องเพลง ประจำปี 2550 คณะอักษรศาสตร์ - ชนกวนันท์ รักชีพ (ตุ๊ก) นักแสดง นางแบบ สาขาเน้นเภสัชกรรมคลินิก รหัสนักศึกษา 0838024 คณะเภสัชศาสตร์ - ชวรัตน์ หรรษคุณาฒัย มือกีตาร์วง Cocktail คณะโบราณคดี - ชวัลกร วรรธนพิสิฐกุล (กระติ๊บ) รองอันดับ 2 มิสไทยแลนด์ยูนิเวิร์ส 2551 ดารา นักแสดง คณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ - ชาญณรงค์ ขันฑีท้าว (ติ๊ก กลิ่นสี) นักแสดง เป็นที่รู้จักจากภาพยนตร์เรื่อง "กลิ่นสีและกาวแป้ง" (พ.ศ. 2531) จบการศึกษาจากคณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ - ชิบ จิตนิยม ผู้ประกาศข่าว สาขาวิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ - ต้นหน ตันติเวชกุล (ตน) ผลงานเด่น เภา จากซีรีส์ ฮอร์โมนส์ วัยว้าวุ่น คณะดุริยางคศาสตร์ - ต่อพงศ์ จันทบุบผา (บอล) ศิลปิน นักร้องสมาชิกวง Scrubb คณะศึกษาศาสตร์ - ธมลวรรณ กอบลาภธนากูล (ไอซ์ B–Star) เดอะวอยซ์ไทยแลนด์ ซีซั่นที่ 5 คณะดุริยางคศาสตร์ - ธวัชพนธ์ วงศ์บุญศิริ (เมื่อย) ศิลปิน นักร้องสมาชิกวง Scrubb คณะศึกษาศาสตร์ - ธัญสญา เกิดนาวี (กิ๊ฟ) โปรดิวเซอร์ ช่องทีวีพูล มิวสิกแชนแนล และพิธีกรรายการทีวีพูลไลฟ์ คณะอักษรศาสตร์ - ธีร์ วณิชนันทธาดา ศิลปิน นักแสดง นายแบบ รหัสนักศึกษา 0647142 วิชาเอกจิตวิทยา คณะศึกษาศาสตร์ - นนทพร ธีระวัฒนสุข (นน หรือ หญิงแย้) ผู้เข้ารอบ 44 คนสุดท้าย มิสไทยแลนด์ยูนิเวิร์ส 2552 สาขาวิชาภาษาอังกฤษ (เกียรตินิยมอันดับ 2) เกรดเฉลี่ย 3.38 คณะอักษรศาสตร์ - นนทรีย์ นิมิบุตร (อุ๋ย) ผู้กำกับภาพยนตร์ คณะมัณฑนศิลป์ - นัฏฐา ลอยด์ (ใหม่) นักแสดง คณะอักษรศาสตร์ - เปรื่องปราชญ์ ประสาตร์สาน (ปั๊ป) ศิลปิน นักร้อง รหัสนักศึกษา 0145031 วิชาเอกจิตรกรรม คณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ - ปองขวัญ ล้อเจริญ (ปุ๋ย) ตำแหน่งสาวผมสวยสุขภาพดี และตำแหน่ง Editors' choice ในการประกวดไทยซุปเปอร์โมเดลคอนเทสต์ 2008 และตัวแทนประเทศไทยไปประกวด The Asia Pacific Super Model 2008 วิชาเอกจิตวิทยา คณะศึกษาศาสตร์ - ปาณิกา วรบุญศิริ รองอันดับ 2 มิสไทยแลนด์เวิลด์ ประจำปี 2553 คณะโบราณคดี - ปุณสิษฐ์ แช่ม ผู้สื่อข่าวสถานีโทรทัศน์อมรินทร์ทีวี รหัสนักศึกษา 09521649 คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม - ปุญญดนย์ บุณยทัต (ลูกคุณ) วง Freeplay โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศิลปากร - พงศกร ลิ่มสกุล (แอร์) นักร้องนำ วง The Mousses สาขาวิชาการแสดงดนตรี คณะดุริยางคศาสตร์ - พรรณนภา ปราบภัย รองอันดับ 2 นางสาวไทย ประจำปี 2549 และตัวแทนประเทศไทยประกวด มิสเอเชีย 2008 สาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการออกแบบ คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร - พล นพวิชัย (พีท เดอะสตาร์ 2) ศิลปิน นักร้อง นักแสดงและนายแบบ ได้รับรางวัล อันดับ 3 จากการประกวด เดอะสตาร์ ค้นฟ้าคว้าดาว ปี 2 รหัสนักศึกษา 1048098 สาขาวิชาดนตรีเชิงพาณิชย์ คณะดุริยางคศาสตร์ - ภัทราพร สังข์พวงทอง ผู้ดำเนินรายการกบนอกกะลา คณะอักษรศาสตร์ - ภาวดี คุ้มโชคไพศาล (กุ๊กไก่) นักแสดงสังกัด GDH 559 ผลงานที่ทำให้เป็นที่รู้จักมากที่สุดก็คือเพลง "นักเลงคีย์บอร์ด ของแสตมป์ อภิวัชร์" และซีรีส์มาลี เพื่อนรัก..พลังพิสดาร รับบทเป็น เมษา คำนึงวิทยา สาขาวิชานิเทศศาสตร์ คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร - มนตรี เจนอักษร นักแสดง คณะอักษรศาสตร์ - เหมือนแพร พานะบุตร (กิ่ง เดอะสตาร์ 5) อันดับ 4 จากการประกวด เดอะสตาร์ ค้นฟ้าคว้าดาว ปี 5 สาขาวิชาดนตรีแจ๊ส คณะดุริยางคศาสตร์ - ยุทธเลิศ สิปปภาค (ต้อม) ผู้กำกับภาพยนตร์ สาขาวิชาการออกแบบภายใน คณะมัณฑนศิลป์ - โยโกะ ซันจิกิ นักแสดง คณะอักษรศาสตร์ - ระชา รักขะพันธ์ (บุ้งกี๋) รองอันดับ 1 มิสไทยแลนด์เวิลด์ 2556 คณะดุริยางคศาสตร์ - รณภพ รากะรินทร์ (แม็กซ์) ศิลปิน นักร้อง นักแสดง รหัสนักศึกษา 0647153 วิชาเอกจิตวิทยา คณะศึกษาศาสตร์ - ลักษณ์นารา เปี้ยทา (มิว) สาขาวิชาเอเชียศึกษา (ภาษาญี่ปุ่น) คณะอักษรศาสตร์ - วนัสนันท์ จันทร์นิ่ม นางงามมิตรภาพ และผู้ผ่านเข้ารอบ 10 คนสุดท้าย มิสไทยแลนด์เวิลด์ 2552 สาขาวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ คณะโบราณคดี - วรรณกร กองเมือง รองอันดับ 2 นางสาวไทย ประจำปี 2551 คณะดุริยางคศาสตร์ - วรรณรท สนธิไชย (วิว) ดารานักแสดงค่ายเอ็กแซ็กท์ รหัสนักศึกษา 03500168 สาขาวิชามานุษยวิทยา คณะโบราณคดี - วัชระ สุขชุม (เจนนี่ ปาหนัน) นักแสดง พิธีกร ฝ่ายสร้างสรรค์รายการ (ครีเอทีฟ) จากรายการยอดฮิต เทยเที่ยวไทย สาขาวิชาภาษาฝรั่งเศส คณะโบราณคดี - วิชญาณี เปียกลิ่น (แก้ม เดอะสตาร์ 4) ผู้ชนะเลิศการประกวด เดอะสตาร์ ค้นฟ้าคว้าดาว ปี 4 รหัสนักศึกษา 10510105 สาขาวิชาดนตรีแจ๊ส คณะดุริยางคศาสตร์ - วิริยาภา จันทร์สุวงศ์ (นุ้ย) ศิลปิน นักร้อง นักร้องนำวง The Peach Band คณะโบราณคดี - วิลาสินี กัลยาเลิศ รองอันดับ 2 มิสไทยแลนด์ยูนิเวิร์ส 2553 คณะอักษรศาสตร์ - วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง ผู้กำกับภาพยนตร์ คณะมัณฑนศิลป์ - สมา โกมลสิงห์ บรรณาธิการข่าว ช่องทีไอทีวี โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศิลปากร - สาธิกา ศิริปุญโญทัย (กู๊ด AF5) รองชนะเลิศอันดับ 3 รายการเรียลลิตี้โชว์ ทรู อะคาเดมี่ แฟนเทเชีย ซีซั่นที่ 5 (V.10) คณะดุริยางคศาสตร์ - อธิราช ปิ่นทอง (แก๊ก) มือเบสวง Slot Machine ค่าย SONY BMG (ปัจจุบันคือค่าย BEC-TERO MUSIC) โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศิลปากร - อธิศ อมรเวช (จ๊ะ) มือกีต้าร์วง The Mousses สาขาวิชาการแสดงดนตรี คณะดุริยางคศาสตร์ - อริญชย์ ภาณุเวศย์ (ริน) มือคีย์บอร์ดวง The Mousses สาขาวิชาดนตรีเชิงพาณิชย์ คณะดุริยางคศาสตร์ - อรุณพงศ์ ชัยวินิตย์ (ดิว เดอะสตาร์ 5) อันดับ 2 จากการประกวด เดอะสตาร์ ค้นฟ้าคว้าดาว ปี 5 สาขาวิชาการออกแบบนิเทศศิลป์ คณะมัณฑนศิลป์ - เอมิสา รักสยาม พิธีกรรายการ Chic Channel/Five Live นักแสดง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ - ไอรดา ศิริวุฒิ (ไอด้า) นักแสดงและนางแบบ คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรมอันดับและมาตรฐานของมหาวิทยาลัยการประเมินคุณภาพมหาวิทยาลัย อันดับและมาตรฐานของมหาวิทยาลัย. การประเมินคุณภาพมหาวิทยาลัย. สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ได้เริ่มจัดการประเมินคุณภาพผลงานวิจัยเชิงวิชาการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทย ตั้งแต่ พ.ศ. 2550 เป็นการจัดระดับ (Rating) แบ่งออกเป็น 5 ระดับ ได้แก่ ระดับ 5 ดีมาก, ระดับ 4 ดี, ระดับ 3 ปานกลาง, ระดับ 2 ควรปรับปรุง, และระดับ 1 ต้องปรับปรุงโดยด่วน การจัดระดับแบ่งออกเป็นสาขาวิชาต่าง ๆ ได้แก่ กลุ่มสาขาวิชาวิศวกรรมศาสตร์ กลุ่มสาขาวิชาเกษตรศาสตร์ กลุ่มสาขาวิชาเทคโนโลยี กลุ่มสาขาวิชาวิทยาศาสตร์ กลุ่มสาขาวิชาแพทยศาสตร์ และกลุ่มสาขาวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ สถาบันอุดมศึกษาที่เข้าร่วมการประเมินคุณภาพผลงานวิจัยโดย สกว. เป็นความสมัครใจของสถาบันอุดมศึกษาแต่ละแห่งที่จะส่งข้อมูลเพื่อเข้าร่วมการประเมิน นอกจากการประเมินคุณภาพผลงานวิจัยเชิงวิชาการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแล้ว สกว. ยังมีแนวคิดที่จะประเมินคุณภาพผลงานวิจัยเชิงวิชาการด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ของสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทยอีกด้วย โดยยังอยู่ในขั้นตอนการรวบรวมข้อมูลก่อนการประเมินคุณภาพผลงานวิจัย- การประเมินครั้งที่ 2 (พ.ศ. 2553)- กลุ่มสาขาวิชาเกษตรศาสตร์ สาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร ระดับ 4 ภาควิชาเทคโนโลยีอาหาร คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร - กลุ่มสาขาวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ สาขาวิชาเภสัชศาสตร์ ระดับ 4 คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร- การประเมินครั้งที่ 3 (พ.ศ. 2554)- กลุ่มสาขาวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ Earth System และวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม ระดับ 4 ภาควิชาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากรอันดับมหาวิทยาลัย อันดับมหาวิทยาลัย. อันดับสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทยในที่นี้ เป็นการจัดอันดับสถาบันอุดมศึกษาของประเทศไทยโดยหน่วยงานของไทยเอง และนิตยสารของต่างประเทศ สำหรับหน่วยงานของไทย ในปี พ.ศ. 2549 นี้ ทางกระทรวงศึกษาธิการได้จัดให้มีการจัดลำดับมหาวิทยาลัยรัฐในประเทศไทยเป็นครั้งแรก โดย 2 หน่วยงาน คือสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) และสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) สำหรับในต่างประเทศ ได้มีการจัดทำอันดับมหาวิทยาลัยทั่วโลกจากทั้งไทมส์ไฮเออร์เอดยูเคชันซัปพลีเมนต์, เอเชียวีก, คอกโครัลลีไซมอนส์ (QS) , CWTS, CWUR ฯลฯ รวมทั้งการจัดอันดับความเป็นอิเล็กทรอนิกส์และการเข้าถึงเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยจากเว็บไซต์เว็บโอเมตริกซ์ โดยมหาวิทยาลัยในประเทศไทยบางส่วนได้ถูกเสนอชื่อเข้าไปในนั้น ในขณะที่บางลำดับ เช่นจากมหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้เจียวทง ไม่มีรายชื่อมหาวิทยาลัยในประเทศไทยแต่อย่างใดการจัดอันดับโดย Quacquarelli Symonds (QS) การจัดอันดับโดย Quacquarelli Symonds (QS). Quacquarelli Symonds (QS) ได้จัดอันดับมหาวิทยาลัยในระดับภูมิภาคเอเชียและระดับโลก แบ่งเป็นโดยภาพรวมและจัดแยกสาขาออกเป็น 5 สาขา (สาขาละ 100 อันดับ) ได้แก่ สาขาวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ สาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพและชีวการแพทย์ สาขาศิลปศาสตร์และมนุษยศาสตร์ สาขาวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ และสาขาสังคมศาสตร์ โดยระดับภูมิภาคเอเชีย ดัชนีชี้วัดสำหรับการจัดอันดับของ QS Asia University Ranking ได้แก่- ชื่อเสียงทางวิชาการ (30%) - ทัศนคติของผู้จ้างงานบัณฑิต (10%) - สัดส่วนจำนวนอาจารย์ต่อนักศึกษา (20%) - สัดส่วนจำนวนการอ้างอิงต่อจำนวนอาจารย์ (15%) - สัดส่วนจำนวนงานวิจัยต่อจำนวนอาจารย์ (15%) - สัดส่วนนักศึกษาต่างชาติ (2.5%) - สัดส่วนอาจารย์ต่างชาติ (2.5%) - จำนวนนักศึกษาแลกเปลี่ยนที่มาจากต่างประเทศ (2.5%) - จำนวนนักศึกษาแลกเปลี่ยนที่ไปต่างประเทศ (2.5%) พ.ศ. 2561 "มหาวิทยาลัยศิลปากร" (Silpakorn University) อยู่ในอันดับที่ 301–350 ของทวีปเอเชีย และอยู่ในอันดับ 10 ของประเทศไทย ร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี มหาวิทยาลัยนเรศวร และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือการจัดอันดับโดย University Ranking by Academic Performance (URAP) การจัดอันดับโดย University Ranking by Academic Performance (URAP). University Ranking by Academic Performance (URAP) เป็นการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกที่ก่อตั้งขึ้นโดยสถาบันสารสนเทศของมหาวิทยาลัยเทคนิคตะวันออกกลาง (Informatics Institute of Middle East Technical University) ประเทศตุรกี ในปี พ.ศ. 2552 โดยมีวัตถุประสงค์หลักคือ ต้องการที่จะพัฒนาระบบการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลก โดยมีพื้นฐานทางด้านวิชาการตรงตามกฎเกณฑ์ที่กำหนดไว้ คุณภาพและปริมาณของบทความตีพิมพ์ทางวิชาการ บทความวิจัย การเผยแพร่ และการอ้างอิง เป็นต้น โดยเริ่มทำการเผยแพร่งานวิจัยผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2553 เป็นต้นมา พ.ศ. 2559–2560 "มหาวิทยาลัยศิลปากร" (Silpakorn University) อยู่ในอันดับที่ 1,968 ของโลก อันดับที่ 17 ของประเทศไทย อันดับที่ 681 ของทวีปเอเชียการจัดอันดับโดย SCImago Institutions Ranking (SIR) การจัดอันดับโดย SCImago Institutions Ranking (SIR). SCImago Institutions Ranking (SIR) เป็นการจัดอันดับสถาบันที่มีผลงานวิจัยในระดับนานาชาติ ซึ่งจะไม่ใด้นับเฉพาะมหาวิทยาลัย แต่จะนับสถาบันเฉพาะทางด้วย เช่น สถาบันเทคโนโลยี วิทยาลัย โรงพยาบาล เป็นต้น พ.ศ. 2560 "มหาวิทยาลัยศิลปากร" (Silpakorn University) อยู่ในอันดับที่ 2,743 ของโลก อันดับที่ 13 ของประเทศไทยการจัดอันดับโดย Webometrics การจัดอันดับโดย Webometrics. การจัดอันดับของ "เว็บโอเมตริกซ์" (Webometrics) จัดทำขึ้นเพื่อแสดงความตั้งใจของสถาบันต่าง ๆ ในการเผยแพร่ความรู้สู่เว็บไซต์ และเป็นความริเริ่มเพื่อส่งเสริมการเข้าถึงความรู้อย่างเปิดกว้าง (Open Access) ทั่วโลก อันดับเว็บโอเมตริกซ์จะบอกถึงปริมาณและคุณภาพของสิ่งตีพิมพ์อิเล็กทรอนิกส์ในเว็บไซต์ของสถาบัน โดยพิจารณาจากจำนวนลิงก์ที่เชื่อมโยงเข้าสู่เว็บไซต์นั้น ๆ จากเว็บไซต์ภายนอกโดยวัดจากการสืบค้นด้วยโปรแกรมค้นหา และนับจำนวนเอกสารตีพิมพ์ออนไลน์ในกลุ่มของไฟล์ .pdf .ps .ppt และ .doc และจำนวนเอกสารที่มีการอ้างอิง (Citation) แบบออนไลน์ผ่านกูเกิลสกอลาร์ (Google Scholar) โดยจะจัดอันดับปีละ 2 ครั้ง ได้แก่เดือนมกราคมและเดือนกรกฎาคม เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2560 "มหาวิทยาลัยศิลปากร" (Silpakorn University) อยู่ในอันดับที่ 2,083 ของโลก อันดับที่ 672 ของทวีปเอเชีย อันดับที่ 47 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อันดับที่ 15 ของประเทศไทยNature Index Nature Index. Nature Index จัดโดยวารสารในเครือ Nature Publishing Group ซึ่งเป็นวารสารทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่มีชื่อเสียงชั้นนำของโลก โดยการนับจำนวนบทความที่ตีพิมพ์ต่อปีในวารสารที่ในเครือ Nature Publishing Group พ.ศ. 2559 "มหาวิทยาลัยศิลปากร" (Silpakorn University) อยู่ในอันดับที่ 9 ของประเทศไทยUI GreenMetric World University Ranking UI GreenMetric World University Ranking. เป็นการจัดอันดับมหาวิทยาลัยสีเขียวและมีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน โดยใช้ดัชนีชี้วัดดังนี้- Setting And Infrastructure (ที่ตั้งและโครงสร้างพื้นฐาน) 15% - Energy and Climate Change (การจัดการพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ) 21% - Waste management (การจัดการของเสีย) 18% - Water usage (การจัดการน้ำ) 10% - Transportation (การขนส่งที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม) 18% - Education (ความสามารถในการให้การศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาที่ยั่งยืน) 18% พ.ศ. 2559 "มหาวิทยาลัยศิลปากร" (Silpakorn University) อยู่ในอันดับที่ 173 ของโลก สำหรับการจัดอันดับในรูปแบบวิทยาเขตในเมือง อยู่ในอันดับที่ 78 อันดับที่ 10 ของประเทศไทยอันดับสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทยโดย สกอ. อันดับสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทยโดย สกอ.. การจัดอันดับสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทย โดยสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) จัดทำขึ้นเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2549 ในการจัดทำอันดับมหาวิทยาลัยรัฐ โดยมีมหาวิทยาลัยเข้าร่วม 50 มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นมหาวิทยาลัยเดียวที่เข้าร่วมแต่เสนอว่าไม่ต้องการอยู่ในอันดับ และมหาวิทยาลัยเอกชนไม่ได้ร่วมด้วยเนื่องจากสมาคมสถาบันอุดมศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทยแจ้งว่ายังไม่ให้ข้อมูลในปีนั้น การจัดอันดับนี้ใช้ชื่อว่า "โครงการฐานข้อมูลออนไลน์เพื่อประเมินศักยภาพของมหาวิทยาลัยไทย" ได้แบ่งหัวข้อการจัดอันดับออกเป็น 2 ส่วนหลักคือด้านการวิจัยและด้านการเรียนการสอน ได้จัดทำออกเป็น 2 ส่วนย่อยคือ อันดับในภาพรวมแบ่งแยกตามมหาวิทยาลัยแบ่งออกเป็นกลุ่ม และอันดับแบ่งแยกย่อยในแต่ละสาขาวิชา โดยแบ่งออกเป็น 7 สาขาวิชาย่อย ได้แก่1. สาขาวิทยาศาสตร์ 2. สาขาเทคโนโลยี 3. สาขาชีวการแพทย์ 4. สาขามานุษยวิทยาและศิลปกรรมศาสตร์ 5. สาขาสังคมศาสตร์ 6. สาขาเกษตร 7. สาขาศึกษาศาสตร์/ครุศาสตร์ ผลการจัดอันดับ- แบบตามอันดับ เมื่อ พ.ศ. 2549 สกอ. ได้ประกาศ 50 อันดับมหาวิทยาลัยด้านวิจัย และด้านการเรียนการสอน โดยด้านการเรียนการสอน (คะแนนเต็ม 80%) มหาวิทยาลัยศิลปากรอยู่ในอันดับที่ 10 ที่ 43.46% - แบบแบ่งกลุ่ม ทั้งด้านการเรียนการสอนและด้านการวิจัย มหาวิทยาลัยศิลปากรอยู่ในกลุ่ม 3 หมายถึงดี (ร้อยละ 65–69) - แบ่งตามสาขา การจัดอันดับนี้จัดเฉพาะมหาวิทยาลัยของรัฐ 50 อันดับแรก แยกตามสาขา ในด้านการวิจัยและด้านการเรียนการสอน โดยคณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร อยู่ในอันดับที่ 1 สาขามนุษยศาสตร์และศิลปศาสตร์ ด้านการสอนมหาวิทยาลัยศิลปากรสู่การเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ มหาวิทยาลัยศิลปากรสู่การเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ. "มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ" (national university) หรือที่เรียกว่า "มหาวิทยาลัยนอกระบบ" คือสถาบันอุดมศึกษาของรัฐที่มีการบริหารการจัดการอิสระแยกจากระบบราชการ (autonomous university) แต่ยังได้รับเงินอุดหนุนทั่วไป (block grant) ที่รัฐจัดสรรให้เป็นรายปีโดยตรง เพื่อใช้จ่ายตามความจำเป็นในการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของมหาวิทยาลัย และเพื่อประกันคุณภาพการศึกษา ปัจจุบัน มหาวิทยาลัยศิลปากร เป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ราชกิจจานุเบกษา ได้ประกาศใช้ "พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยศิลปากร พ.ศ. 2559" โดยได้ยกเลิก "พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยศิลปากร พ.ศ. 2530 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติมปีพ.ศ. 2541" และกำหนดให้มหาวิทยาลัยมีสถานภาพเป็นนิติบุคคล และมีฐานะเป็นหน่วยงานในกำกับของรัฐ ที่ไม่เป็นส่วนราชการและไม่เป็นรัฐวิสาหกิจ ซึ่งพระราชบัญญัติฉบับนี้มีผลบังคับใช้เมื่อพ้นสามสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาคือวันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 โดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
มหาวิทยาลัยศิลปะแห่งแรกในประเทศไทยชื่อว่าอะไร
{ "answer": [ "มหาวิทยาลัยศิลปากร" ], "answer_begin_position": [ 110 ], "answer_end_position": [ 128 ] }
3,202
11,674
มหาวิทยาลัยศิลปากร มหาวิทยาลัยศิลปากร (; ชื่อย่อ: มศก. – SU) เป็นมหาวิทยาลัยศิลปะแห่งแรกในประเทศไทย มีชื่อเสียงทางด้านศิลปะและการออกแบบ ปัจจุบันเปิดสอนครอบคลุมทุกสาขาวิชา ทั้งกลุ่มสาขาสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ กลุ่มสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และกลุ่มสาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ ตามมาตรฐานของมหาวิทยาลัยสากลอย่างสมบูรณ์ ถือกำเนิดจาก "โรงเรียนประณีตศิลปกรรม สังกัดกรมศิลปากร" ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ได้พัฒนาขึ้นเป็นลำดับจนเป็น "โรงเรียนศิลปากร" และเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2486 พระยาอนุมานราชธน ร่วมกับศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี พัฒนาหลักสูตรจนได้รับการยกฐานะขึ้นเป็น มหาวิทยาลัยศิลปากร เพื่อเป็นสถาบันอุดมศึกษาขั้นสูงทางศิลปะของชาติ โดยมีปณิธานที่จะสร้างสรรค์ศิลปะ วิทยาการ และภูมิปัญญาเพื่อสังคม มีผลให้งานศิลปะของชาติพัฒนาและก้าวหน้า มีกิจกรรมและวิชาการต่าง ๆ ที่ดำเนินการเอื้ออำนวยประโยชน์ให้แก่ประชาชนเสมอมา นับตั้งแต่เริ่มก่อตั้งจนถึงปัจจุบัน มหาวิทยาลัยศิลปากรมีผู้อำนวยการและอธิการบดีมาแล้ว 19 คน อธิการบดีคนปัจจุบัน คือ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วันชัย สุทธะนันท์ประวัติมหาวิทยาลัยศิลปากร ประวัติมหาวิทยาลัยศิลปากร. มหาวิทยาลัยศิลปากร เป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา เดิมคือ "โรงเรียนประณีตศิลปกรรม สังกัดกรมศิลปากร" เปิดสอนวิชาจิตรกรรมและประติมากรรมให้แก่ข้าราชการและนักเรียนในสมัยนั้นโดยไม่เก็บค่าเล่าเรียน ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี (เดิมชื่อ Corrado Feroci) ชาวอิตาลีซึ่งเดินทางมารับราชการในประเทศไทยในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 เป็นผู้ก่อตั้งโรงเรียนแห่งนี้ขึ้น และได้เจริญเติบโตเป็นลำดับเรื่อยมา จนกระทั่งได้รับการยกฐานะขึ้นเป็น มหาวิทยาลัยศิลปากร เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2486 คณะจิตรกรรมและประติมากรรม ได้รับการจัดตั้งขึ้นเป็นคณะวิชาแรก (ปัจจุบันคือคณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์) ในปี พ.ศ. 2498 จัดตั้งคณะสถาปัตยกรรมไทย (ซึ่งต่อมาได้ปรับหลักสูตรและเปลี่ยนชื่อเป็นคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์) และคณะโบราณคดี หลังจากนั้นได้จัดตั้งคณะมัณฑนศิลป์ ขึ้นในปีต่อมา ปี พ.ศ. 2509 มหาวิทยาลัยศิลปากร มีนโยบายที่จะเปิดคณะวิชาและสาขาวิชาที่หลากหลายขึ้น แต่เนื่องจากบริเวณพื้นที่ในวังท่าพระคับแคบมาก ไม่สามารถจะขยายพื้นที่ออกไปได้ จึงได้ขยายเขตการศึกษาไปยังพระราชวังสนามจันทร์ จังหวัดนครปฐม โดยจัดตั้งคณะอักษรศาสตร์ พ.ศ. 2511 คณะศึกษาศาสตร์ พ.ศ. 2513 และคณะวิทยาศาสตร์ พ.ศ. 2515 ตามลำดับ หลังจากนั้น จัดตั้งคณะเภสัชศาสตร์ พ.ศ. 2529 คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม (ปัจจุบันคือคณะวิศวกรรมศาสตร์และเทศโนโลยีอุตสาหกรรม) พ.ศ. 2535 และจัดตั้งคณะดุริยางคศาสตร์ขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2542 เพื่อให้เป็นมหาวิทยาลัยที่มีความสมบูรณ์ทางด้านศิลปะมากยิ่งขึ้น ปี พ.ศ. 2540 มหาวิทยาลัยศิลปากรได้ขยายเขตการศึกษาไปจัดตั้งวิทยาเขตแห่งใหม่ที่จังหวัดเพชรบุรี เพื่อกระจายการศึกษาไปสู่ภูมิภาค ใช้ชื่อว่า "วิทยาเขตสารสนเทศเพชรบุรี" จัดตั้งคณะสัตวศาสตร์และเทคโนโลยีการเกษตร ในปี พ.ศ. 2544 คณะวิทยาการจัดการ ในปี พ.ศ. 2545 คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ในปี พ.ศ. 2546 และวิทยาลัยนานาชาติ ในปีเดียวกัน มหาวิทยาลัยศิลปากรได้ขยายงานในระดับบัณฑิตศึกษา พ.ศ. 2515 โดยการจัดตั้งบัณฑิตวิทยาลัยขึ้น เพื่อรับผิดชอบในการดำเนินการ วันที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ราชกิจจานุเบกษา ได้ประกาศใช้ "พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยศิลปากร พ.ศ. 2559" โดยได้ยกเลิก "พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยศิลปากร พ.ศ. 2530 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติมปีพ.ศ. 2541" และกำหนดให้มหาวิทยาลัยมีสถานะเป็นนิติบุคคล ซึ่งพระราชบัญญัติฉบับนี้มีผลบังคับใช้เมื่อพ้นสามสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาคือวันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2559ลำดับเหตุการณ์ของมหาวิทยาลัยลำดับเหตุการณ์ของมหาวิทยาลัย. - พ.ศ. 2476 – ก่อตั้งขึ้นครั้งแรกภายใต้ชื่อ "โรงเรียนประณีตศิลปกรรม สังกัดกรมศิลปากร" จัดการศึกษาในสาขาจิตรกรรมและประติมากรรมให้เแก่ข้าราชการและเยาวชนไทยโดยไม่เก็บค่าเล่าเรียน - พ.ศ. 2478 – โรงเรียนประณีตศิลปกรรมได้รวมกับโรงเรียนนาฏดุริยางคศาสตร์ และเปลี่ยนชื่อใหม่ว่า "โรงเรียนศิลปากร" แบ่งการศึกษาเป็น 3 แผนก คือ แผนกประณีตศิลปกรรม แผนกศิลปอุตสาหกรรม และแผนกนาฏดุริยางค์ - พ.ศ. 2486 – ในวันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2486 โรงเรียนศิลปากรได้ยกฐานะขึ้นเป็น มหาวิทยาลัยศิลปากร ตามประกาศในราชกิจจานุเบกษา โดยเปิดการเรียนการสอนในคณะจิตรกรรมและประติมากรรมเป็นคณะแรก (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นคณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์) - พ.ศ. 2498 – จัดตั้งคณะสถาปัตยกรรมไทย (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์) และคณะโบราณคดี - พ.ศ. 2499 – จัดตั้งคณะมัณฑนศิลป์ - พ.ศ. 2509 – จัดตั้ง "วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์" ที่พระราชวังสนามจันทร์ จังหวัดนครปฐม - พ.ศ. 2511 – เปิดสอนในคณะอักษรศาสตร์ - พ.ศ. 2513 – เปิดสอนในคณะศึกษาศาสตร์ - พ.ศ. 2515 – เปิดสอนในคณะวิทยาศาสตร์ และจัดตั้งบัณฑิตวิทยาลัย - พ.ศ. 2529 – เปิดสอนในคณะเภสัชศาสตร์ - พ.ศ. 2532 – มีการแบ่งส่วนราชการภายในสำนักงานอธิการบดีออกเป็น 5 กอง 1 สำนัก คือ กองกลาง (หน่วยงานเดิม) กองกิจการนักศึกษา กองงานวิทยาเขต กองบริการการศึกษา กองแผนงาน และสำนักหอสมุดกลาง รวมทั้งจัดตั้งสถาบันวัฒนธรรมภูมิภาคตะวันตก ตั้งอยู่ที่เรือนทับเจริญ พระราชวังสนามจันทร์ จังหวัดนครปฐม เป็นการภายใน - พ.ศ. 2533 – จัดตั้งศูนย์คอมพิวเตอร์ - พ.ศ. 2534 – จัดตั้งสถาบันวิจัยและพัฒนา อย่างเป็นทางการ และจัดตั้งคณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม รวมทั้งเสนอโครงการขอจัดตั้งหน่วยงานใหม่ 2 โครงการ คือ โครงการจัดตั้งศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร และโครงการจัดตั้งสถาบันศิลปะ (หอศิลป์เดิม) - พ.ศ. 2535 – เปิดสอนในคณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม (ปัจจุบัน คือ คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม) และจัดตั้งศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (ปัจจุบัน เป็นองค์การมหาชน มีฐานะเป็นหน่วยงานของรัฐ และเป็นนิติบุคคล โดยแยกออกไปจากการเป็นส่วนราชการในมหาวิทยาลัยศิลปากร) ตลอดจนจัดตั้งศูนย์เครื่องมือวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (ปัจจุบันสังกัดคณะวิทยาศาสตร์) - พ.ศ. 2536 – เปิดพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วง จังหวัดราชบุรี (ศูนย์มอญศึกษาวัดม่วง) - พ.ศ. 2537 – จัดตั้งหอศิลป์ - พ.ศ. 2538 – จัดตั้งสำนักงานบริการวิชาการ (เป็นการภายใน) - พ.ศ. 2539 – จัดตั้งศูนย์สันสกฤตศึกษา (เป็นการภายใน ปัจจุบันเป็นหน่วยงานในสังกัดคณะโบราณคดี) - พ.ศ. 2540 – จัดตั้ง "วิทยาเขตสารสนเทศเพชรบุรี" จังหวัดเพชรบุรี - พ.ศ. 2542 – จัดตั้งคณะดุริยางคศาสตร์ จัดการเรียนการสอนที่สำนักงานอธิการบดี ตลิ่งชัน และเริ่มก่อสร้าง "ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบพระชนมพรรษา" (แล้วเสร็จปี พ.ศ. 2544) - พ.ศ. 2544 – เปิดสอนคณะสัตวศาสตร์และเทคโนโลยีการเกษตร (จัดการเรียนการสอนที่วิทยาเขตสารสนเทศเพชรบุรี) - พ.ศ. 2545 – เปิดสอนคณะวิทยาการจัดการ (จัดการเรียนการสอนที่วิทยาเขตสารสนเทศเพชรบุรี) - พ.ศ. 2546 – เปิดสอนคณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และวิทยาลัยนานาชาติ (จัดการเรียนการสอนที่วิทยาเขตสารสนเทศเพชรบุรี และสำนักงานอธิการบดี ตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร) - พ.ศ. 2548 – จัดตั้งศูนย์บ่มเพาะธุรกิจ มหาวิทยาลัยศิลปากร - พ.ศ. 2550 – ดำเนินงานจัดแบ่งโครงสร้างการบริหารงานภายในสำนักงานอธิการบดีออกเป็น กองกลาง กองการเจ้าหน้าที่ กองคลัง กองงานวิทยาเขต กองแผนงาน กองกิจการนักศึกษา กองบริการการศึกษา กองบริการอาคารสถานที่และยานพาหนะพระราชวังสนามจันทร์ สำนักงานตรวจสอบภายใน สำนักงานวิทยาเขตสารสนเทศเพชรบุรี สำนักงานประกันคุณภาพการศึกษา และเห็นชอบการปรับโครงสร้างสำนักงานสภามหาวิทยาลัยขึ้นตรงกับสภามหาวิทยาลัย และดำเนินการโดยสมบูรณ์ใน พ.ศ. 2551 - พ.ศ. 2556 – จัดตั้งกองนิติการเป็นหน่วยงานภายในสำนักงานอธิการบดี - พ.ศ. 2559 – วันที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปรับเปลี่ยนสถานภาพเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ โดยมีผลบังคับใช้วันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2559เกี่ยวกับมหาวิทยาลัยศิลปากรชื่อและความหมาย เกี่ยวกับมหาวิทยาลัยศิลปากร. ชื่อและความหมาย. มหาวิทยาลัยศิลปากร ใช้คำว่า "ศิลปากร" (อ่านว่า สิน–ละ–ปา–กอน) เป็นชื่อภาษาไทยของมหาวิทยาลัย และใช้อักษรโรมันว่า "Silpakorn" "ศิลปากร" เป็นคำสนธิระหว่าง "ศิลปะ" หมายถึง ฝีมือ, ฝีมือทางการช่าง, การทำให้วิจิตรพิสดาร และ "อากร" หมายถึง บ่อเกิด, ที่เกิด ดังนั้น "ศิลปากร" จึงมีความหมายว่า "บ่อเกิดแห่งศิลปะ" อีกทั้งชื่อของมหาวิทยาลัยศิลปากร ยังพ้องกับชื่อของกรมศิลปากร เนื่องจากมหาวิทยาลัยศิลปากร ถือกำเนิดจาก "โรงเรียนประณีตศิลปกรรม สังกัดกรมศิลปากร" และต่อมาได้พัฒนาขึ้นเป็นลำดับจนเป็น "โรงเรียนศิลปากร" จนกระทั่งได้รับการยกฐานะขึ้นเป็น มหาวิทยาลัยศิลปากร ในปัจจุบัน ซึ่งชื่อ "ศิลปากร" นั้นมาจาก ดังนั้น การใช้ชื่อ "ศิลปากร" จึงดูเหมาะสมและถูกต้อง เพราะมหาวิทยาลัยศิลปากรมีความเกี่ยวข้องกับกรมศิลปากรในอดีต แต่ในปัจจุบันนี้ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกันแล้วตราสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยศิลปากร ตราสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยศิลปากร. พระพิฆเนศ หรือพระคเณศ เทพเจ้าแห่งความสำเร็จ ทั้งยังเป็นเทพแห่งศิลปวิทยาการและการประพันธ์ พระหัตถ์ขวาบนถือตรีศูล พระหัตถ์ขวาล่างถืองาช้าง พระหัตถ์ซ้ายบนถือปาศะ (เชือก) พระหัตถ์ซ้ายล่างถือครอบน้ำ ประทับบนบัลลังก์เมฆที่เขียนด้วยลายกนก ภายใต้มีอักษรว่า "มหาวิทยาลัยศิลปากร" โดยประกาศใช้เมื่อ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2494 ซึ่งคล้ายคลึงกับกรมศิลปากร และเมื่อมหาวิทยาลัยศิลปากรปรับเปลี่ยนสถานภาพเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ มหาวิทยาลัยได้มีประกาศใช้ตราสัญลักษณ์ใหม่แทนตราสัญลักษณ์ครุฑ เพื่อใช้ในหนังสือราชการ หนังสือประทับตรา บันทึกข้อความ คำสั่ง และประกาศต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัย โดยประกาศใช้เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2559สีประจำมหาวิทยาลัย สีประจำมหาวิทยาลัย. สีเขียวเวอร์ริเดียน หรือที่เรียกตามสีไทยโทนว่า "สีเขียวตั้งแช" เป็นสีของน้ำทะเลระดับลึกที่สุด แต่ในระยะแรกก่อตั้งมหาวิทยาลัยได้กำหนดใช้สีเขียว ซึ่งเป็นสีพื้นป้ายมหาวิทยาลัยป้ายแรก แต่ช่วงนั้นมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และมหาวิทยาลัยมหิดลก็ใช้สีเขียวเป็นสีประจำมหาวิทยาลัยเช่นกัน จึงมีแนวคิดที่จะสร้างความแตกต่าง และเนื่องจากนักศึกษาคณะจิตรกรรมฯ นิยมพารุ่นน้องปี 1 ไปทำกิจกรรมรับน้องที่เกาะเสม็ด จึงได้มีโอกาสชื่นชมสีของน้ำทะเลใส และได้นำมาเป็นสีประจำมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นสีที่บ่งบอกถึงความสร้างสรรค์ของชาวศิลปากรต้นไม้และดอกไม้ประจำมหาวิทยาลัยต้นไม้และดอกไม้ประจำมหาวิทยาลัย. - ต้นจัน เป็นต้นไม้ใหญ่ ผลมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว ยืนต้นเก่าแก่อยู่คู่กับวังท่าพระมาช้านาน และยังมีต้นเก่าแก่อีกต้นที่พระตำหนักทับขวัญ พระราชวังสนามจันทร์ มหาวิทยาลัยจึงกำหนดให้ต้นจันเป็นต้นไม้ประจำมหาวิทยาลัย เป็นที่มาของเพลงกลิ่นจัน ปัจจุบันมีการปลูกต้นจันที่วิทยาเขตสารสนเทศเพชรบุรีเพิ่มขึ้นด้วย - ดอกแก้ว ด้านข้างท้องพระโรง วังท่าพระ มีสวนแก้วอยู่ด้านใน ยามเมื่อดอกแก้วออกดอก จะส่งกลิ่นหอมฟุ้งไปทั่วทั้งวังเพลงประจำมหาวิทยาลัยเพลงประจำมหาวิทยาลัย. - Santa Lucia เป็นเพลงพื้นเมืองของประเทศอิตาลี แต่งขึ้นในราวศตวรรษที่ 19 เป็นบทเพลงที่แต่งขึ้นเพื่อชมความงามของชายหาดที่มีชื่อเสียงของเมืองเนเปิลส์ นอกจากนี้ เพลง Santa Lucia ยังเป็นเพลงประจำมหาวิทยาลัยศิลปากรอีกด้วย สืบเนื่องจากศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยศิลปากร เป็นชาวอิตาลี ซึ่งมีชื่อเดิมว่า "คอร์ราโด เฟโรชี" (Corrado Feroci) และชอบร้องเพลงนี้บ่อย ๆ เวลาทำงาน - ศิลปากรนิยม คณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ ได้นำทำนองเพลง Santa Lucia มาใส่เนื้อร้องภาษาไทย - กลิ่นจัน เป็นเพลงที่มาจากคณะอักษรศาสตร์ เวลาผ่านไป เพลงกลิ่นจันก็แพร่หลายไปทั่วมหาวิทยาลัย - สวัสดีศิลปากร เป็นเพลงที่แต่งโดยนักศึกษาคณะโบราณคดี เพื่อใช้ในการหาเงินบริจาคให้ผู้ประสบภัย ในช่วงที่เกิดเหตุการณ์อุทกภัยในประเทศไทย พ.ศ. 2538 ภายหลังก็ได้มีการใช้เพลงนี้ในทุกกิจกรรมและใช้ร้องกันในทุกคณะของมหาวิทยาลัยศิลปากรการบูมคณะ การบูมคณะ. เอกลักษณ์อีกอย่างหนึ่งของมหาวิทยาลัยศิลปากรที่แต่ละคณะวิชาจะมีการบูมสำหรับคณะตนเองซึ่งแตกต่างกันในแต่ละคณะ ขณะที่จะไม่มีการบูมมหาวิทยาลัย โดยเป็นมหาวิทยาลัยแห่งเดียวของประเทศไทยที่ไม่มีการบูมมหาวิทยาลัยทำเนียบนายกคณะกรรมการและนายกสภามหาวิทยาลัยศิลปากร ทำเนียบนายกคณะกรรมการและนายกสภามหาวิทยาลัยศิลปากร. การเรียกชื่อตำแหน่ง "นายกคณะกรรมการมหาวิทยาลัยศิลปากร" เป็นไปตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยศิลปากร พ.ศ. 2486 ซึ่งในมาตรา 7 ได้บัญญัติไว้ดังนี้ "มาตรา 7 ให้นายกรัฐมนตรี เป็นนายกคณะกรรมการ และให้อธิบดีกรมศิลปากรเป็นอุปนายก" ฉะนั้น นายกรัฐมนตรีจึงดำรงตำแหน่ง "นายกคณะกรรมการมหาวิทยาลัยศิลปากร" โดยตำแหน่ง ดังนั้น ตำแหน่งนายกคณะกรรมการจึงมิได้มีการกำหนดวาระการดำรงตำแหน่งไว้ อนึ่ง กรรมการประเภทอื่น อาทิ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ได้มีการกำหนดวาระไว้ในมาตรา 9 ให้อยู่ในตำแหน่ง 2 ปีแต่กรรมการผู้นั้นอาจรับแต่งตั้งใหม่ได้ ดังนั้น คณะกรรมการมหาวิทยาลัยจึงมีการแต่งตั้งทุก 2 ปี เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายที่ได้กำหนดไว้ ในปี พ.ศ. 2511 มหาวิทยาลัยศิลปากรได้ตราพระราชบัญญัติขึ้นมาใหม่ โดยยกเลิก "พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยศิลปากร พ.ศ. 2486 รวมทั้งฉบับเพิ่มเติม ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2506 และฉบับที่ 3 พ.ศ. 2508 (แก้คำผิด พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยศิลปากร (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๐๘)" เรียกว่า "พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยศิลปากร พ.ศ. 2511" และได้เปลี่ยนการเรียกชื่อตำแหน่งนายกคณะกรรมการ โดยบัญญัติไว้ใน มาตรา 13 ดังนี้ "มาตรา 13 ให้มีสภามหาวิทยาลัย ประกอบด้วยนายกรัฐมนตรีเป็นนายกสภามหาวิทยาลัย ฯลฯ" ดังนั้น นายกรัฐมนตรีจึงเป็นนายกสภามหาวิทยาลัยโดยตำแหน่ง ส่วนกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิได้กำหนดวาระการดำรงตำแหน่ง 2 ปี ฉะนั้น ทุก 2 ปี จึงมีการแต่งตั้งคณะกรรมการสภามหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นไปตามข้อกฎหมาย ต่อมามีการปฏิวัติในปี พ.ศ. 2515 คณะปฏิวัติจึงได้มีประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 181 เพื่อยกเลิกมาตรา 13 และมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยศิลปากร พ.ศ. 2511 ฉะนั้น เพื่อเป็นการแบ่งเบาภารกิจของนายกรัฐมนตรี มีความดังนี้ "มาตรา 13 ให้มีสภามหาวิทยาลัย ประกอบด้วยนายกสภามหาวิทยาลัย ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ฯลฯ" มาตรา 14 นายกสภามหาวิทยาลัยและกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิดำรงตำแหน่ง 2 ปีแต่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งใหม่อีกก็ได้ ปี พ.ศ. 2530 มหาวิทยาลัยศิลปากรได้ยกเลิกพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยศิลปากร พ.ศ. 2511 รวมทั้งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 181 ลงวันที่ 14 กรกฎาคม 2515 และได้ตราพระราชบัญญัติใหม่ขึ้นมาใช้บังคับ ได้แก่ "พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยศิลปากร พ.ศ. 2530 (แก้คำผิด พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยศิลปากร พ.ศ. ๒๕๓๐)" และพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้กำหนดเกี่ยวกับนายกสภามหาวิทยาลัยไว้ใน มาตรา 13 (6) วรรคสอง ความว่า "คุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัยและกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ ให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย" ส่วนวาระการดำรงตำแหน่งได้กำหนดไว้ในมาตรา 15 ความว่า "มาตรา 15 นายกสภามหาวิทยาลัย กรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ ตามมาตรา 15 (4) (5) และ (6) มีวาระการดำรงตำแหน่ง 2 ปี แต่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งหรืออาจได้รับเลือกใหม่อีกได้" นับตั้งแต่เริ่มก่อตั้งจนถึงปัจจุบัน มหาวิทยาลัยศิลปากรมีนายกคณะกรรมการและนายกสภาฯ มาแล้ว 12 คน ดังรายนามต่อไปนี้- หมายเหตุ ตำแหน่งทางวิชาการในระหว่างที่ดำรงตำแหน่งในขณะนั้นทำเนียบผู้อำนวยการและอธิการบดีมหาวิทยาลัยศิลปากร ทำเนียบผู้อำนวยการและอธิการบดีมหาวิทยาลัยศิลปากร. นับตั้งแต่เริ่มก่อตั้งจนถึงปัจจุบัน มหาวิทยาลัยศิลปากรมีผู้อำนวยการและอธิการบดีมาแล้ว 19 คน ดังรายพระนามและรายนามต่อไปนี้- หมายเหตุ ตำแหน่งทางวิชาการในระหว่างที่ดำรงตำแหน่งในขณะนั้นวิทยาเขตวังท่าพระ วิทยาเขต. วังท่าพระ. ตั้งอยู่ในพื้นที่เกาะรัตนโกสินทร์ชั้นใน ตรงข้ามพระบรมมหาราชวังและท่าช้างวังหลวง มีพื้นที่ประมาณ 8 ไร่ เดิมเป็นที่ประทับของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ เป็นวิทยาเขตแรกและเป็นจุดกำเนิดของมหาวิทยาลัย เป็นที่ตั้งของคณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ คณะโบราณคดี คณะมัณฑนศิลป์ และหอศิลป์ต่าง ๆ มหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ ยังรวมไปถึงพื้นที่ สำนักงานอธิการบดี ตลิ่งชัน เป็นที่ตั้งของสำนักงานอธิการบดี คณะดุริยางคศาสตร์ วิทยาลัยนานาชาติ และบัณฑิตวิทยาลัยพระราชวังสนามจันทร์ พระราชวังสนามจันทร์. เป็นที่รู้จักในชื่อว่า "ม.ทับแก้ว" ตั้งอยู่ในบริเวณพระราชวังสนามจันทร์ อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม ซึ่งเคยเป็นพระราชวังของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพื้นที่ประมาณ 888 ไร่ 3 งาน 24 ตารางวา แต่ใช้เป็นที่ก่อสร้างอาคารของมหาวิทยาลัยเพียง 428 ไร่ เป็นที่ตั้งของคณะอักษรศาสตร์ คณะศึกษาศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ และคณะวิศวกรรมศาสตร์และเทศโนโลยีอุตสาหกรรม นอกจากนี้ ยังเป็นที่ตั้งของโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งเปิดให้มีการเรียนการสอนแบบสหศึกษาแก่นักเรียนตั้งแต่ชั้นอนุบาล ประถมศึกษาปีที่ 1–6 และชั้นมัธยมปีที่ 1–6 ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบพระชนมพรรษา มหาวิทยาลัยศิลปากร สถาบันวิจัยและพัฒนา ศูนย์วิทยาศาสตร์ และศูนย์บริการวิชาการต่าง ๆ สาเหตุที่เลือกจังหวัดนครปฐมเป็นที่ตั้งวิทยาเขตแห่งใหม่ พระราชวังสนามจันทร์ จังหวัดนครปฐม เหมาะสมที่จะเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยศิลปากรด้วยเหตุผลดังนี้- ประการแรก พระราชวังสนามจันทร์เคยเป็นพระราชวังของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหากษัตริย์ผู้สนพระราชหฤทัยเป็นอย่างยิ่งในทางโบราณคดีและศิลปะทั้งปวง ทรงเป็นนักโบราณคดีและศิลปินชั้นเยี่ยมโดยเฉพาะทางวรรณศิลป์ ทรงสนับสนุนนาฏศิลป์ตลอดรัชสมัยของพระองค์ - ประการที่สอง บริเวณพระราชวังสนามจันทร์เป็นที่ตั้งของเทวาลัยคเณศร์ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้น นอกจากนี้ พระพิฆเนศยังเป็นเทพเจ้าแห่งศิลปะ และเป็นตราของทางมหาวิทยาลัยศิลปากรอยู่แล้ว - ประการสุดท้าย ที่จังหวัดนครปฐมมีพระปฐมเจดีย์ประดิษฐานอยู่ นับได้ว่าเป็นศูนย์กลางของโบราณคดีและศิลปะที่สำคัญในประเทศไทย ดังนั้นบริเวณพระราชวังสนามจันทร์ จังหวัดนครปฐม จึงเหมาะที่จะเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยศิลปากรวิทยาเขตสารสนเทศเพชรบุรี วิทยาเขตสารสนเทศเพชรบุรี. สืบเนื่องจากที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้ความเห็นชอบโครงการขยายโอกาสทางการศึกษาระดับอุดมศึกษาไปสู่ภูมิภาคของประเทศไทยในรูปแบบของวิทยาเขตสารสนเทศ มหาวิทยาลัยศิลปากรจึงมีปณิธานและปรัชญาการขยายโอกาสทางการศึกษาแก่พื้นที่ภาคตะวันตกของประเทศ โดยมหาวิทยาลัยศิลปากร ได้รับอนุญาตจากกรมธนารักษ์ให้ใช้ที่ราชพัสดุ ณ ตำบลสามพระยา อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี จำนวน 621 ไร่ และได้รับอนุญาตจากวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี โดยกรมอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ให้ใช้พื้นที่เพิ่มเติม จำนวน 200 ไร่ เพื่อรองรับการเรียนการสอนของคณะสัตวศาสตร์และเทคโนโลยีการเกษตร เป็นที่ตั้งของคณะสัตวศาสตร์และเทคโนโลยีการเกษตร คณะวิทยาการจัดการ คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และคลังโบราณวัตถุของคณะโบราณคดีคณะวิชา คณะวิชา. มหาวิทยาลัยศิลปากรเปิดหลักสูตรการเรียนการสอนในระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก ครอบคลุมทั้งกลุ่มสาขาสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ กลุ่มสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และกลุ่มสาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ โดยมีหน่วยงานจัดการเรียนการสอนทั้งหมด ดังต่อไปนี้- คณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ - คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ - คณะโบราณคดี - คณะมัณฑนศิลป์ - คณะอักษรศาสตร์ - คณะศึกษาศาสตร์ - คณะวิทยาศาสตร์ - คณะเภสัชศาสตร์ - คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม - คณะดุริยางคศาสตร์ - คณะสัตวศาสตร์และเทคโนโลยีการเกษตร - คณะวิทยาการจัดการ - คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร - วิทยาลัยนานาชาติ - บัณฑิตวิทยาลัยศูนย์/สำนัก/สถาบันศูนย์/สำนัก/สถาบัน. - ศูนย์คอมพิวเตอร์ - สำนักหอสมุดกลาง - สำนักบริการวิชาการ - สถาบันวิจัยและพัฒนา - หอศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากรสถานที่สำคัญวังท่าพระสถานที่สำคัญ. วังท่าพระ. - ประตูและกำแพงวังท่าพระ กำแพงก่ออิฐถือปูนมีใบเสมาประกอบ กำแพงนี้คาดว่าก่อสร้างพร้อมกับวังท่าพระตั้งแต่สมัยรัชกาลที่1 ปัจจุบันคงเหลือเฉพาะด้านริมถนนหน้าพระลาน ถือเป็นสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยศิลปากร- ท้องพระโรงและกำแพงแก้ว ปัจจุบันเป็นหอศิลป์ของมหาวิทยาลัย ลักษณะท้องพระโรงเป็นแบบเรือน 5 ห้อง เฉลียงรอบหันหน้ายาวออกหน้าวัง รูปทรงท้องพระโรงที่ปฏิสังขรณ์ใหม่นั้นภายนอกคงยึดตามแบบที่ปรากฏเมื่อครั้งรัชกาลที่3 แต่ภายในคงไว้แต่เสาเดิม มีบันไดใหญ่เข้าทางด้านหน้าได้ทางเดียว กำแพงนั้นเป็นสถาปัตยกรรมในรัชกาลที่5 มีลูกกรงที่ทำด้วยเหล็กหล่อเป็นลายสวยงาม และได้รับการขึ้นทะเบียนโบราณสถาน- ตำหนักกลางและตำหนักพรรณราย สถาปัตยกรรมแบบตะวันตกรุ่นแรก ๆ ในรัชกาลที่5 กล่าวคือเป็นตึกสองชั้น มีเฉลียงหลังหนึ่งหันเข้าหาอีกหลังหนึ่ง ส่วนหลังนอกนั้นอยู่ข้างสวนแก้ว ตึกหลังในที่มีเฉลียงทำเรียบกว่าหลังนอก และมีเสาทึบ หัวเสาเป็นแบบศิลปะโรมัน ช่องคูหาด้านล่างเป็นช่องโค้ง มีการตกแต่งที่ส่วนต่าง ๆ ภายนอกอาคารเล็กน้อย ส่วนตึกหลังนอกมีรูปทรงทึบกว่า มีการตกแต่งผิวหนังโดยการเซาะเป็นร่องในชั้นล่าง ส่วนชั้นบนผนังเรียบ มีเสาติดผนังระหว่างช่องหน้าต่างและประตูต่าง ๆ ด้วยลายปูนปั้นหรือตีตารางไม้ไว้ในช่องแสงเหนือประตูบางส่วน ตึกหลังนอกมีกันสาด มีเท้าแขนรับกันสาดทำอย่างเรียบ ๆ และประดับชายคาด้วยลายฉลุไม้ ตึกหลังในนี้เป็นที่ประทับของพระสัมพันธวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพรรณราย พระมารดาของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ โดยตำหนักกลางนั้นได้รับการขึ้นทะเบียนโบราณสถาน ปัจจุบันใช้เป็นที่ตั้งของหอศิลป์และหน่วยงานของมหาวิทยาลัย- ศาลาในสวนแก้ว เรียกว่า ศาลาดนตรี เมื่อครั้งรัชกาลที่5 องค์เจ้าของวังเคยประทับที่ศาลานี้เพื่อชมการแสดงหรือประชันดนตรีซึ่งจะตั้งวงกันในสวนแก้ว เพราะในวังท่าพระขณะนั้นมีวงดนตรีประจำวังที่มีชื่อเสียง ศาลาในสวนนี้ทำเป็นศาลาโปร่งมีผนังด้านเดียว หันหน้าเข้าหาสวนแก้ว หลังคาเป็นแบบปั้นหยา มีลายประดับอาคารอย่างละเอียดซับซ้อนกว่าตัวตำหนัก จึงเข้าใจว่าสร้างทีหลัง ลายฉลุไม้ทั้งที่ชายคาท้าวแขนระเบียบทำอย่างประณีตงดงาม- รูปเคารพศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี เป็นหนึ่งในศูนย์รวมใจของชาวศิลปากร สร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรีผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัย ตั้งอยู่บริเวณลานอาจารย์ศิลป์ หลังตึกกรมศิลปากรวิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์. - พระตำหนักชาลีมงคลอาสน์ พระตำหนักที่โดดเด่นที่สุดในหมู่พระตำหนักและพระที่นั่ง และเป็นสัญลักษณ์ของพระราชวังสนามจันทร์ ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของสนามใหญ่ สร้างขึ้นราวปี พ.ศ. 2451 โดยมีหม่อมเจ้าอิทธิเทพสรรค์ กฤดากร เป็นสถาปนิกผู้ออกแบบ จุดเด่นของพระตำหนักองค์นี้คือสถาปัตยกรรมที่มีลักษณะคล้ายกับปราสาท ซึ่งเป็นการผสมระหว่างศิลปะเรอเนซองส์ของฝรั่งเศส กับอาคารแบบฮาล์ฟ ทิมเบอร์ของอังกฤษ แต่ดัดแปลงให้เหมาะสมกับสภาพอากาศในประเทศไทย ในปี พ.ศ. 2458 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามพระตำหนักว่า พระตำหนักชาลีมงคลอาสน์ และโปรดเกล้าฯ ให้จัดการพระราชพิธีขึ้นพระตำหนัก เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2460 และได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ในปี 2530- พระตำหนักมารีราชรัตบัลลังก์ พระตำหนัก 2 ชั้น สร้างด้วยไม้สักทอง ทาสีแดง มีลักษณะทางสถาปัตยกรรมแบบนีโอคลาสสิกของประเทศทางตะวันตก แต่ได้มีการปรับปรุงองค์ประกอบบางส่วนให้เหมาะกับภูมิอากาศแบบเมืองร้อน พระตำหนักองค์นี้สร้างขึ้นคู่กับพระตำหนักชาลีมงคลอาสน์ โดยมีฉนวนทางเดินทำเป็นสะพาน จากชั้นบนด้านหลังของพระตำหนักชาลีมงคลอาสน์ ข้ามคูน้ำเชื่อมกับชั้นบนด้านหน้าของพระตำหนัก สะพานดังกล่าวหลังคามุงกระเบื้อง และติดหน้าต่างกระจกทั้งสองด้าน ตลอดความยาวของสะพานที่เชื่อมติดต่อถึงกัน พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระตำหนักนี้ ในราวปี พ.ศ. 2459 โดยมีหม่อมเจ้าอิทธิเทพสรรค์ กฤดากร เป็นสถาปนิกออกแบบ พระที่นั่งองค์นี้ได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ในปี 2530- พระตำหนักทับแก้ว อาคารตึกสองชั้นในพระราชวังสนามจันทร์ เคยเป็นที่ประทับในฤดูหนาวของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ภายในอาคารมีเตาผิงและหลังคา มีปล่องไฟตามแบบตะวันตก ในระหว่างที่มีการซ้อมรบเสือป่า พระตำหนักเป็นที่ตั้งกองบัญชาการเสือป่ากองเสนาน้อยราบเบารักษาพระองค์ โดยพื้นที่ด้านหลังของพระตำหนักเป็นที่ตั้งของวิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์ อันเป็นที่มาของคำว่า "ม.ทับแก้ว"- พระตำหนักทับขวัญ เป็นเรือนไทยภาคกลางที่อาจเรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบที่สุด พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเพื่อรักษาศิลปะบ้านไทยแบบโบราณ และใช้พระตำหนักองค์นี้เป็นที่ตั้งกองบัญชาการเสือป่าราบหนักรักษาพระองค์ โดยบริเวณกลางชานเรือนปลูกต้นจันใหญ่แผ่กิ่งก้านไว้ให้ร่มเงาอยู่ เหตุนี้ต้นจันจึงถูกกำหนดให้เป็นต้นไม้ประจำมหาวิทยาลัย พระตำหนักแห่งนี้ใช้เป็นที่รับเสด็จสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดีในคราวเสด็จมาประทับพักผ่อนพระอริยาบทระหว่างปฏิบัติพระกรณียกิจเสมอ และใช้ในการพระราชทานพระวโรกาสให้คณะผู้บริหารเข้าเฝ้ารับพระราชทานทุนทรัพย์บำรุงหรือทูลถวายรายงานเกี่ยวกับกิจการของมหาวิทยาลัย- รูปเคารพศาสตราจารย์ หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล สร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่ศาสตราจารย์ หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล บุคคลสำคัญของโลกและศิลปินแห่งชาติ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยศิลปากร ผู้ก่อตั้งวิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์ ตั้งอยู่บริเวณหน้าคณะศึกษาศาสตร์ ทางทิศเหนือของสำนักงานอธิการบดี- สระแก้ว สะพานสระแก้ว และศาลาสระแก้ว สระน้ำขนาดใหญ่กลางมหาวิทยาลัย อยู่คู่กับพระราชวังสนามจันทร์ มีบรรยากาศร่มรื่น มีการสร้างสะพานข้ามสระหลายแห่ง แต่ที่โดดเด่นคือสะพานไม้หน้าโรงอาหารสระแก้ว ใกล้กันมีศาลาไม้แปดเหลี่ยมแบบโปร่ง ฉลุตามแบบตะวันตก สระน้ำนี้เป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของวิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์ เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจและใช้จัดงานลอยกระทงที่มีชื่อเสียง- ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบพระชนมพรรษา มหาวิทยาลัยศิลปากร ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมแห่งนี้สร้างขึ้นในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เจริญพระชนมพรรษา 6 รอบ 72 พรรษา 5 ธันวาคม 2542 เป็นอาคารขนาดใหญ่ ขนาดความสูง 2 ชั้น ใช้ในกิจกรรมสำคัญของมหาวิทยาลัย อาทิ พิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตที่สำเร็จการศึกษา พิธีปฐมนิเทศและบายศรีสู่ขวัญนักศึกษาชั้นปีที่ 1 พิธีถวายราชสักการะในวันมหาธีรราชเจ้าและวันเพชรรัตนราชสุดา ฯลฯวิทยาเขตสารสนเทศเพชรบุรีวิทยาเขตสารสนเทศเพชรบุรี. - เทวาลัยพระคเณศ พระพิฆเนศหล่อโลหะขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย หน้าตักกว้าง 96 นิ้ว ประดิษฐานเมื่อปี พ.ศ. 2550 ปัจจุบันอยู่บริเวณลานเทวาลัยคเณศ เนื่องในปีมหามงคลในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นองค์ประธานในพิธีเททองหล่อองค์พระพิฆเนศ ออกแบบปั้นและหล่อโดยอาจารย์เสวต เทศน์ธรรม ประติมากรอาวุโส ศิษย์คนสำคัญของศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี เป็นศูนย์รวมจิตใจและเป็นสิริมงคลแก่วิทยาเขตสารเทศเพชรบุรี- ลานประติมากรรม ลานเนินสูงต่ำหลายเนิน ปูคลุมทั้งหมดด้วยสนามหญ้า มีต้นไม้และสระน้ำขนาดใหญ่ กว้างขวาง จัดแสดงผลงานประติมากรรมขนาดกลางและขนาดใหญ่ของศิลปินที่มีชื่อเสียงจากทั้งในและต่างประเทศหลายชิ้น ตั้งอยู่บริเวณหน้าวิทยาเขตมีชื่อเล่นว่าลานเทเลทับบี้ เนื่องจากมีลักษณะคล้ายกับสถานที่ในละครทีวีเรื่องเทเลทับบีส์ เป็นสถานที่พักผ่อนและใช้จัดกิจกรรมต่าง ๆ เช่น พิธีบรวงสวงพระพิฆเนศ เทศกาลตลาดศิลป์ และพิธีลอยกระทง เป็นต้น- อาคารบริหาร อาคารสูง 7 ชั้น มีลักษณะโดดเด่น ก่อสร้างด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ ใช้วัสดุและแนวคิดประหยัดพลังงาน เป็นที่ตั้งของสำนักงานอธิการบดีและหน่วยงานต่าง ๆ ในวิทยาเขตสารสนเทศเพชรบุรี และเป็นสัญลักษณ์ของวิทยาเขตสารสนเทศ ด้านข้างอาคารมีทางเดินเชื่อมกับอาคารเรียนรวม 1 เรียกว่าระเบียงชงโค- สถาบันศิลปสถาปัตยกรรมไทยเฉลิมพระเกียรติวันสำคัญของมหาวิทยาลัยศิลปากรวันสำคัญของมหาวิทยาลัยศิลปากร. - วันคล้ายวันสถาปนามหาวิทยาลัยศิลปากร วันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2486 เป็นวันที่โรงเรียนประณีตศิลปกรรม สังกัดกรมศิลปากร ได้รับการยกฐานะขึ้นเป็น มหาวิทยาลัยศิลปากร- วันศิลป์ พีระศรี ด้วยคุณูปการที่ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรีมีให้ต่อประเทศไทย ทำให้มีการรำลึกถึงท่านทุกวันที่ 15 กันยายน ของทุกปี ซึ่งตรงกับวันคล้ายเกิดของท่าน เรียกกันว่า "วันศิลป์ พีระศรี" โดยถือเป็นวันสำคัญของวงการศิลปะไทยและนักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากร ในวันศิลป์ พีระศรีนั้น มหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระจะจัดกิจกรรมขึ้นในมหาวิทยาลัยเพื่อให้ศิษย์ปัจจุบัน ศิษย์เก่าหรือผู้ที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อรำลึกถึงคุณงามความดีของท่าน มีการวางดอกไม้เป็นการรำลึกถึงท่านที่ลานอนุสาวรีย์ที่คณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ โดยนักศึกษาจะเปิดร้านขายของที่ระลึกและมีการแสดงดนตรีสดตลอดทั้งวัน นอกจากนั้นยังมีการเปิดให้ประชาชนเข้าร่วมแสดงความเคารพต่ออัฐิของท่านในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ศิลป์ พีระศรี อนุสรณ์ และพิธีสำคัญจะเริ่มขึ้นในช่วงเวลาหนึ่งทุ่ม ซึ่งจะเป็นการจุดเทียนที่ลานอนุสาวรีย์ศาสตราจารย์ศิลป์พร้อมไปกับการร้องเพลง Santa Lucia และเพลงศิลปากรนิยมเพื่อเป็นการรำลึกถึงท่านในวันสำคัญนี้- วันศาสตราจารย์ หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล เป็นบุคคลที่มหาวิทยาลัยศิลปากรมีความภาคภูมิใจในเกียรติประวัติและเกียรติคุณของท่าน ท่านมีคุณปการด้านการศึกษาที่โดดเด่น จนได้รับการยกย่องจากองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก (UNESCO) ให้เป็นบุคคลสำคัญของโลกด้านการศึกษา ในวาระครบ 100 ปีเกิดของท่าน เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2446พิธีพระราชทานปริญญาบัตรมหาวิทยาลัยศิลปากร พิธีพระราชทานปริญญาบัตรมหาวิทยาลัยศิลปากร. พิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยศิลปากรจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี อดีตผู้ที่จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยศิลปากรได้รับพระมหากรุณาธิคุณให้เข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรจากพระหัตถ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยเสด็จฯ ครั้งแรกในวันจันทร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2507 ซึ่งเป็นวันที่ตรงกับวันคล้ายวันสถาปนามหาวิทยาลัยศิลปากร ณ ท้องพระโรง วังท่าพระ ปัจจุบัน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินมาปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระองค์ในการพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิต มหาบัณฑิต และดุษฎีบัณฑิต ณ ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบพระชนมพรรษา มหาวิทยาลัยศิลปากรบุคคลสำคัญจากมหาวิทยาลัยศิลปากรปูชนียบุคคลบุคคลสำคัญจากมหาวิทยาลัยศิลปากร. ปูชนียบุคคล. - สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท หลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาจารึกภาษาตะวันออก คณะโบราณคดี ปีการศึกษา 2520 - สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ทรงศึกษาในระดับปริญญาเอก หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาทัศนศิลป์ คณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ ปีการศึกษา 2560 - พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ ทรงสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี หลักสูตรศิลปบัณฑิต สาขาวิชาทัศนศิลป์ วิชาเอกภาพพิมพ์ (เกียรตินิยมอันดับ 2) คณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ ปีการศึกษา 2544 และทรงสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท หลักสูตรศิลปมหาบัณฑิต สาขาวิชาทัศนศิลป์ วิชาเอกศิลปะไทย คณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ ปีการศึกษา 2551 - กมล สุวุฒโฑ อธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ - ศาสตราจารย์เกียรติคุณกำจร สุนพงษ์ศรี - กุลกุมุท สิงหรา ณ อยุธยา รองกงสุลใหญ่กระทรวงการต่างประเทศ - ศาสตราจารย์เกียรติศักดิ์ ชานนนารถ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) คณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง - ขรรค์ชัย บุนปาน ผู้ก่อตั้งและเจ้าของบริษัทในเครือมติชน - อาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต ศิลปินแห่งชาติ นักเขียน จิตรกร - พลอากาศเอกจารึก สนิทวงศ์ ณ อยุธยา รองสมุหราชองครักษ์ กรมราชองครักษ์ - ผู้ช่วยศาสตราจารย์เฉลิมชัย เงารังษี คณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร - ศาสตรเมธี ดร.เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) ศิลปินระดับนานาชาติ ผู้สร้างวัดร่องขุ่น จังหวัดเชียงราย - ดร.เฉลียว ยาจันทร์ ผู้อำนวยการโรงเรียนบางบัวทอง - ศาสตราจารย์ชลูด นิ่มเสมอ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (ประติมากรรม) - ชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี 2 สมัย ศิษย์เก่าโรงเรียนศิลปากร แผนกจิตรกรรมและประติมากรรม - ผู้ช่วยศาสตราจารย์ชัยชาญ ถาวรเวช อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยศิลปากร - ชิบ จิตนิยม ผู้สื่อข่าวอาวุโสสายงานด้านต่างประเทศ - ช่วง มูลพินิจ ศิลปินระดับนานาชาติ - ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ตรึงใจ บูรณสมภพ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยศิลปากร และสถาปนิกหญิงชั้นแนวหน้าของเอเชีย - หม่อมหลวงเติมแสง (ลดาวัลย์) สรรพโส ผู้อำนวยการกองทุนส่งเสริมงานวัฒนธรรม - ดร.ถวัลย์ ดัชนี ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) - ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ทรงยศ วีระทวีมาศ คณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น - ทวี รัชนีกร ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) - พลโททวีเกียรติ โกไศยกานนท์ หัวหน้าฝ่ายเสนาธิการประจำผู้บังคับบัญชา กรมราชองครักษ์ - ทวีศักดิ์ เสนาณรงค์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาเอกชน กระทรวงศึกษาธิการ - ธงชัย รักปทุม อดีตอธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ - รองศาสตราจารย์ ดร.ธาดา สุทธิธรรม คณบดีคณะศิลปะประยุกต์และการออกแบบ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี - อาจารย์นนทิวรรธน์ จันทนะผะลิน ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (ประติมากรรม) - นันทนมาลา มาลากุล ณ อยุธยา นายกสมาคมการค้าส่งเสริมหัตถกรรมไทย - นิรันดร์ ไกรฤกษ์ - บรรณพจน์ ดามาพงศ์ พี่ชายคนโตของคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร - ประยูร อุลุชาฎะ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) เจ้าของนามปากกา น. ณ ปากน้ำ - อาจารย์ประเวศ ลิมปรังษี ศิลปินแห่งชาติ สาขาสถาปัตยกรรม (สถาปัตยกรรม) - ศาสตราจารย์ประศาสน์ คุณะดิลก คณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต - ศาสตราจารย์เกียรติคุณปรีชา กาญจนาคม นักโบราณคดี - ศาสตราจารย์ปรีชา เถาทอง ศิลปินแห่งชาติ (ทัศนศิลป์) - ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ผาสุข อินทราวุธ นักโบราณคดี - อาจารย์เผ่าทอง ทองเจือ นักประวัติศาสตร์ไทย นักประวัติศาสตร์ศิลปะ (ผ้าไทย) นักโบราณคดี พิธีกรและวิทยากรผู้ให้ความรู้เกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ไทย - พนิตา กำภู ณ อยุธยา ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ - ศาสตราจารย์เกียรติคุณพิชัย นิรันต์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) - พุฒ วีระประเสริฐ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยศิลปากร และอดีต Member of the board of Co–ordinators Concerning SPAFA Regional Centre - ศาสตราจารย์พูน เกษจำรัส ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (ภาพถ่ายศิลปะ) - หม่อมหลวงเพชรี สุขสวัสดิ์ - ดร.ภราเดช พยัฆวิเชียร อดีตผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย นายกสภามหาวิทยาลัยศิลปากร - มณเฑียร บุญมา ศิลปินไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล - มานะ สุดสงวน กรรมการบริหารสหพันธ์สหภาพครูเสรีระหว่างประเทศภาคพ้นเอเซีย–แปซิฟิก International of Federation Teachers Union (IFFTU) - ศาสตราจารย์ ดร.มานิต ภู่อารีย์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (ภาพพิมพ์) - เมธา บุนนาค ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (สถาปัตยกรรม) ผู้ก่อตั้งสำนักงานสถาปนิก บริษัทบุนนาค อาร์คิเท็คส์ จำกัด - พลอากาศโทยศสมบัติ สุเสวี เลขาธิการกองบัญชาการสนับสนุนทางอากาศ - ฤทัย ใจจงรัก ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะสถาปัตยกรรม - อาจารย์วนิดา พึ่งสุนทร ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะสถาปัตยกรรม (แบบประเพณี) สถาปนิกหญิงของชาติ - วันเพ็ญ ทรัพย์ส่งเสริม กลั่นประชา ผู้พิพากษาศาลจังหวัดนครปฐม โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศิลปากร - รองศาสตราจารย์วิชัย สิทธิรัตน์ อุปนายกสมาคมประติมากรไทย - ศาสตราจารย์วิโชค มุกดามณี กรรมการสภามหาวิทยาลัยทักษิณ และThe World Masters in Arts and Culture ในสาขา Art Department จากสาธารณรัฐเกาหลี - พลตรีหญิงวิภาสิริ จินตสุวรรณ ผู้ชำนาญการกองบัญชาการทหารสูงสุด - วีระพันธุ์ ชินวัตร ผู้ออกแบบวางผังมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย - สมศักดิ์ เชาวน์ธาดาพงศ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม - นายแพทย์สมาน ฟูตระกูล ผู้อำนวยการสำนักควบคุมการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่ โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศิลปากร - สวัสดิ์ ตันติสุข ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) ประจำปี พ.ศ. 2534 - ศาสตราจารย์สายันต์ ไพรชาญจิตร์ นักโบราณคดี และนักประวัติศาสตร์ - สุจิตต์ วงศ์เทศ นักเขียน นักหนังสือพิมพ์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณกรรม กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิสาขาการศึกษาศิลปศาสตร์และสังคมศาสตร์ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน - แพทย์หญิงสุภัทรา เตียวเจริญ กรรมการสภาอาจารย์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล - ศาสตราจารย์สุรพล ดำริห์กุล - ศาสตราจารย์ ดร. หม่อมราชวงศ์สุริยวุฒิ สุขสวัสดิ์ นักประวัติศาสตร์ - สุวรรณี สุคนธ์เที่ยง หรือนามปากกา "สุวรรณี สุคนธา" นักเขียนเรื่องสั้น ศิษย์เก่าคณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ - รองศาสตราจารย์เสนอ นิลเดช นักวิชาการประวัติศาสตร์ ศิลปสถาปัตยกรรม - เสนีย์ วิลาวรรณ อดีตคณบดีคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร นักภาษาศาสตร์ชาวไทยซึ่งมีผลงานการเรียบเรียงตำราและแบบเรียนภาษาไทยจำนวนมาก - ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. พลเอกเสรี พุกกะมาน ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ กองบัญชาการทหารสูงสุด และอดีตผู้อำนวยการสำนักงานยุทธโยธาทหาร กรมยุทธบริการทหาร คณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม - ศาสตราจารย์อรศิริ ปาณินท์ สถาปนิกหญิงแถวหน้าของไทย - อังคาร กัลยาณพงศ์ กวี จิตรกร และศิลปินแห่งชาติ - รองศาสตราจารย์ ดร. คุณหญิงอารมณ์ ฉนวนจิตร กรรมการบริหารมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ - พลอากาศตรี ศาสตราภิชานอาวุธ เงินชูกลิ่น ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (ประยุกต์ศิลป์) อดีตอธิบดีกรมศิลปากร - ศาสตราจารย์อิทธิพล ตั้งโฉลก ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (ภาพพิมพ์) - อินสนธ์ วงศ์สาม ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ ประจำปี พ.ศ. 2542บุคคลในวงการบันเทิงบุคคลในวงการบันเทิง. - กรรณ สวัสดิวัตน์ ณ อยุธยา สาขาวิชามัลติมีเดียการออกแบบ วิทยาลัยนานาชาติ - กรสิริ นาคสมภพ ศิลปิน นักร้อง สาขาวิชาประยุกตศิลปศึกษา (ภาพพิมพ์) คณะมัณฑนศิลป์ - เกริกเกียรติ สว่างวงศ์ มือเบสวง Cocktail คณะโบราณคดี - กฤตธีรา อินพรวิจิตร (เข็ม) มีชื่อเสียงจากการเป็นพิธีกรร่วมในรายการตีสิบ จึงนิยมเรียกเธอว่า เข็ม ตีสิบ ทางช่อง 3 คณะมัณฑนศิลป์ - กิตติกร อุดมผล นักข่าวสายกีฬา ช่อง 11 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศิลปากร - คมพิญญ์ เข็มกำเนิด ผู้กำกับภาพยนตร์แอนนิเมชั่นก้านกล้วย สาขาวิชาการออกแบบนิเทศศิลป์ คณะมัณฑนศิลป์ - คาริญญ์ยวัฒ ดุรงค์จิรกานต์ (เฟิร์ส) นักร้องนำ วง Slot Machine ค่าย SONY BMG (ปัจจุบันคือค่าย BEC-TERO MUSIC) โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศิลปากร - จรูญวิทย์ พัวพันวัฒนะ (บิว เดอะวอยซ์ 3) คณะโบราณคดี - จุฑามาศ อิสรานุกฤต (บุ๋ม) ศิลปิน นักร้อง อดีตนักร้องนำวงปุยฝ้าย สมรสกับสุทธิพงษ์ วัฒนจัง (ชมพู ฟรุตตี้) คณะโบราณคดี - จุมพล อดุลกิตติพร (อ๊อฟ) พิธีกรและนักแสดงสังกัด GMM TV แจ้งเกิดจากการเป็นพิธีกรรายการ Five Live Fresh ทางช่อง BANG CHANNEL สาขาวิชานิเทศศาสตร์ คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร - จุฬาลักษณ์ ศรีสาคร ชนะเลิศการประกวดดัชชี่บอยแอนด์เกิร์ล สาขาร้องเพลง ประจำปี 2550 คณะอักษรศาสตร์ - ชนกวนันท์ รักชีพ (ตุ๊ก) นักแสดง นางแบบ สาขาเน้นเภสัชกรรมคลินิก รหัสนักศึกษา 0838024 คณะเภสัชศาสตร์ - ชวรัตน์ หรรษคุณาฒัย มือกีตาร์วง Cocktail คณะโบราณคดี - ชวัลกร วรรธนพิสิฐกุล (กระติ๊บ) รองอันดับ 2 มิสไทยแลนด์ยูนิเวิร์ส 2551 ดารา นักแสดง คณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ - ชาญณรงค์ ขันฑีท้าว (ติ๊ก กลิ่นสี) นักแสดง เป็นที่รู้จักจากภาพยนตร์เรื่อง "กลิ่นสีและกาวแป้ง" (พ.ศ. 2531) จบการศึกษาจากคณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ - ชิบ จิตนิยม ผู้ประกาศข่าว สาขาวิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ - ต้นหน ตันติเวชกุล (ตน) ผลงานเด่น เภา จากซีรีส์ ฮอร์โมนส์ วัยว้าวุ่น คณะดุริยางคศาสตร์ - ต่อพงศ์ จันทบุบผา (บอล) ศิลปิน นักร้องสมาชิกวง Scrubb คณะศึกษาศาสตร์ - ธมลวรรณ กอบลาภธนากูล (ไอซ์ B–Star) เดอะวอยซ์ไทยแลนด์ ซีซั่นที่ 5 คณะดุริยางคศาสตร์ - ธวัชพนธ์ วงศ์บุญศิริ (เมื่อย) ศิลปิน นักร้องสมาชิกวง Scrubb คณะศึกษาศาสตร์ - ธัญสญา เกิดนาวี (กิ๊ฟ) โปรดิวเซอร์ ช่องทีวีพูล มิวสิกแชนแนล และพิธีกรรายการทีวีพูลไลฟ์ คณะอักษรศาสตร์ - ธีร์ วณิชนันทธาดา ศิลปิน นักแสดง นายแบบ รหัสนักศึกษา 0647142 วิชาเอกจิตวิทยา คณะศึกษาศาสตร์ - นนทพร ธีระวัฒนสุข (นน หรือ หญิงแย้) ผู้เข้ารอบ 44 คนสุดท้าย มิสไทยแลนด์ยูนิเวิร์ส 2552 สาขาวิชาภาษาอังกฤษ (เกียรตินิยมอันดับ 2) เกรดเฉลี่ย 3.38 คณะอักษรศาสตร์ - นนทรีย์ นิมิบุตร (อุ๋ย) ผู้กำกับภาพยนตร์ คณะมัณฑนศิลป์ - นัฏฐา ลอยด์ (ใหม่) นักแสดง คณะอักษรศาสตร์ - เปรื่องปราชญ์ ประสาตร์สาน (ปั๊ป) ศิลปิน นักร้อง รหัสนักศึกษา 0145031 วิชาเอกจิตรกรรม คณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ - ปองขวัญ ล้อเจริญ (ปุ๋ย) ตำแหน่งสาวผมสวยสุขภาพดี และตำแหน่ง Editors' choice ในการประกวดไทยซุปเปอร์โมเดลคอนเทสต์ 2008 และตัวแทนประเทศไทยไปประกวด The Asia Pacific Super Model 2008 วิชาเอกจิตวิทยา คณะศึกษาศาสตร์ - ปาณิกา วรบุญศิริ รองอันดับ 2 มิสไทยแลนด์เวิลด์ ประจำปี 2553 คณะโบราณคดี - ปุณสิษฐ์ แช่ม ผู้สื่อข่าวสถานีโทรทัศน์อมรินทร์ทีวี รหัสนักศึกษา 09521649 คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม - ปุญญดนย์ บุณยทัต (ลูกคุณ) วง Freeplay โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศิลปากร - พงศกร ลิ่มสกุล (แอร์) นักร้องนำ วง The Mousses สาขาวิชาการแสดงดนตรี คณะดุริยางคศาสตร์ - พรรณนภา ปราบภัย รองอันดับ 2 นางสาวไทย ประจำปี 2549 และตัวแทนประเทศไทยประกวด มิสเอเชีย 2008 สาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการออกแบบ คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร - พล นพวิชัย (พีท เดอะสตาร์ 2) ศิลปิน นักร้อง นักแสดงและนายแบบ ได้รับรางวัล อันดับ 3 จากการประกวด เดอะสตาร์ ค้นฟ้าคว้าดาว ปี 2 รหัสนักศึกษา 1048098 สาขาวิชาดนตรีเชิงพาณิชย์ คณะดุริยางคศาสตร์ - ภัทราพร สังข์พวงทอง ผู้ดำเนินรายการกบนอกกะลา คณะอักษรศาสตร์ - ภาวดี คุ้มโชคไพศาล (กุ๊กไก่) นักแสดงสังกัด GDH 559 ผลงานที่ทำให้เป็นที่รู้จักมากที่สุดก็คือเพลง "นักเลงคีย์บอร์ด ของแสตมป์ อภิวัชร์" และซีรีส์มาลี เพื่อนรัก..พลังพิสดาร รับบทเป็น เมษา คำนึงวิทยา สาขาวิชานิเทศศาสตร์ คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร - มนตรี เจนอักษร นักแสดง คณะอักษรศาสตร์ - เหมือนแพร พานะบุตร (กิ่ง เดอะสตาร์ 5) อันดับ 4 จากการประกวด เดอะสตาร์ ค้นฟ้าคว้าดาว ปี 5 สาขาวิชาดนตรีแจ๊ส คณะดุริยางคศาสตร์ - ยุทธเลิศ สิปปภาค (ต้อม) ผู้กำกับภาพยนตร์ สาขาวิชาการออกแบบภายใน คณะมัณฑนศิลป์ - โยโกะ ซันจิกิ นักแสดง คณะอักษรศาสตร์ - ระชา รักขะพันธ์ (บุ้งกี๋) รองอันดับ 1 มิสไทยแลนด์เวิลด์ 2556 คณะดุริยางคศาสตร์ - รณภพ รากะรินทร์ (แม็กซ์) ศิลปิน นักร้อง นักแสดง รหัสนักศึกษา 0647153 วิชาเอกจิตวิทยา คณะศึกษาศาสตร์ - ลักษณ์นารา เปี้ยทา (มิว) สาขาวิชาเอเชียศึกษา (ภาษาญี่ปุ่น) คณะอักษรศาสตร์ - วนัสนันท์ จันทร์นิ่ม นางงามมิตรภาพ และผู้ผ่านเข้ารอบ 10 คนสุดท้าย มิสไทยแลนด์เวิลด์ 2552 สาขาวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ คณะโบราณคดี - วรรณกร กองเมือง รองอันดับ 2 นางสาวไทย ประจำปี 2551 คณะดุริยางคศาสตร์ - วรรณรท สนธิไชย (วิว) ดารานักแสดงค่ายเอ็กแซ็กท์ รหัสนักศึกษา 03500168 สาขาวิชามานุษยวิทยา คณะโบราณคดี - วัชระ สุขชุม (เจนนี่ ปาหนัน) นักแสดง พิธีกร ฝ่ายสร้างสรรค์รายการ (ครีเอทีฟ) จากรายการยอดฮิต เทยเที่ยวไทย สาขาวิชาภาษาฝรั่งเศส คณะโบราณคดี - วิชญาณี เปียกลิ่น (แก้ม เดอะสตาร์ 4) ผู้ชนะเลิศการประกวด เดอะสตาร์ ค้นฟ้าคว้าดาว ปี 4 รหัสนักศึกษา 10510105 สาขาวิชาดนตรีแจ๊ส คณะดุริยางคศาสตร์ - วิริยาภา จันทร์สุวงศ์ (นุ้ย) ศิลปิน นักร้อง นักร้องนำวง The Peach Band คณะโบราณคดี - วิลาสินี กัลยาเลิศ รองอันดับ 2 มิสไทยแลนด์ยูนิเวิร์ส 2553 คณะอักษรศาสตร์ - วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง ผู้กำกับภาพยนตร์ คณะมัณฑนศิลป์ - สมา โกมลสิงห์ บรรณาธิการข่าว ช่องทีไอทีวี โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศิลปากร - สาธิกา ศิริปุญโญทัย (กู๊ด AF5) รองชนะเลิศอันดับ 3 รายการเรียลลิตี้โชว์ ทรู อะคาเดมี่ แฟนเทเชีย ซีซั่นที่ 5 (V.10) คณะดุริยางคศาสตร์ - อธิราช ปิ่นทอง (แก๊ก) มือเบสวง Slot Machine ค่าย SONY BMG (ปัจจุบันคือค่าย BEC-TERO MUSIC) โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศิลปากร - อธิศ อมรเวช (จ๊ะ) มือกีต้าร์วง The Mousses สาขาวิชาการแสดงดนตรี คณะดุริยางคศาสตร์ - อริญชย์ ภาณุเวศย์ (ริน) มือคีย์บอร์ดวง The Mousses สาขาวิชาดนตรีเชิงพาณิชย์ คณะดุริยางคศาสตร์ - อรุณพงศ์ ชัยวินิตย์ (ดิว เดอะสตาร์ 5) อันดับ 2 จากการประกวด เดอะสตาร์ ค้นฟ้าคว้าดาว ปี 5 สาขาวิชาการออกแบบนิเทศศิลป์ คณะมัณฑนศิลป์ - เอมิสา รักสยาม พิธีกรรายการ Chic Channel/Five Live นักแสดง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ - ไอรดา ศิริวุฒิ (ไอด้า) นักแสดงและนางแบบ คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรมอันดับและมาตรฐานของมหาวิทยาลัยการประเมินคุณภาพมหาวิทยาลัย อันดับและมาตรฐานของมหาวิทยาลัย. การประเมินคุณภาพมหาวิทยาลัย. สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ได้เริ่มจัดการประเมินคุณภาพผลงานวิจัยเชิงวิชาการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทย ตั้งแต่ พ.ศ. 2550 เป็นการจัดระดับ (Rating) แบ่งออกเป็น 5 ระดับ ได้แก่ ระดับ 5 ดีมาก, ระดับ 4 ดี, ระดับ 3 ปานกลาง, ระดับ 2 ควรปรับปรุง, และระดับ 1 ต้องปรับปรุงโดยด่วน การจัดระดับแบ่งออกเป็นสาขาวิชาต่าง ๆ ได้แก่ กลุ่มสาขาวิชาวิศวกรรมศาสตร์ กลุ่มสาขาวิชาเกษตรศาสตร์ กลุ่มสาขาวิชาเทคโนโลยี กลุ่มสาขาวิชาวิทยาศาสตร์ กลุ่มสาขาวิชาแพทยศาสตร์ และกลุ่มสาขาวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ สถาบันอุดมศึกษาที่เข้าร่วมการประเมินคุณภาพผลงานวิจัยโดย สกว. เป็นความสมัครใจของสถาบันอุดมศึกษาแต่ละแห่งที่จะส่งข้อมูลเพื่อเข้าร่วมการประเมิน นอกจากการประเมินคุณภาพผลงานวิจัยเชิงวิชาการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแล้ว สกว. ยังมีแนวคิดที่จะประเมินคุณภาพผลงานวิจัยเชิงวิชาการด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ของสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทยอีกด้วย โดยยังอยู่ในขั้นตอนการรวบรวมข้อมูลก่อนการประเมินคุณภาพผลงานวิจัย- การประเมินครั้งที่ 2 (พ.ศ. 2553)- กลุ่มสาขาวิชาเกษตรศาสตร์ สาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร ระดับ 4 ภาควิชาเทคโนโลยีอาหาร คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร - กลุ่มสาขาวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ สาขาวิชาเภสัชศาสตร์ ระดับ 4 คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร- การประเมินครั้งที่ 3 (พ.ศ. 2554)- กลุ่มสาขาวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ Earth System และวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม ระดับ 4 ภาควิชาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากรอันดับมหาวิทยาลัย อันดับมหาวิทยาลัย. อันดับสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทยในที่นี้ เป็นการจัดอันดับสถาบันอุดมศึกษาของประเทศไทยโดยหน่วยงานของไทยเอง และนิตยสารของต่างประเทศ สำหรับหน่วยงานของไทย ในปี พ.ศ. 2549 นี้ ทางกระทรวงศึกษาธิการได้จัดให้มีการจัดลำดับมหาวิทยาลัยรัฐในประเทศไทยเป็นครั้งแรก โดย 2 หน่วยงาน คือสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) และสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) สำหรับในต่างประเทศ ได้มีการจัดทำอันดับมหาวิทยาลัยทั่วโลกจากทั้งไทมส์ไฮเออร์เอดยูเคชันซัปพลีเมนต์, เอเชียวีก, คอกโครัลลีไซมอนส์ (QS) , CWTS, CWUR ฯลฯ รวมทั้งการจัดอันดับความเป็นอิเล็กทรอนิกส์และการเข้าถึงเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยจากเว็บไซต์เว็บโอเมตริกซ์ โดยมหาวิทยาลัยในประเทศไทยบางส่วนได้ถูกเสนอชื่อเข้าไปในนั้น ในขณะที่บางลำดับ เช่นจากมหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้เจียวทง ไม่มีรายชื่อมหาวิทยาลัยในประเทศไทยแต่อย่างใดการจัดอันดับโดย Quacquarelli Symonds (QS) การจัดอันดับโดย Quacquarelli Symonds (QS). Quacquarelli Symonds (QS) ได้จัดอันดับมหาวิทยาลัยในระดับภูมิภาคเอเชียและระดับโลก แบ่งเป็นโดยภาพรวมและจัดแยกสาขาออกเป็น 5 สาขา (สาขาละ 100 อันดับ) ได้แก่ สาขาวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ สาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพและชีวการแพทย์ สาขาศิลปศาสตร์และมนุษยศาสตร์ สาขาวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ และสาขาสังคมศาสตร์ โดยระดับภูมิภาคเอเชีย ดัชนีชี้วัดสำหรับการจัดอันดับของ QS Asia University Ranking ได้แก่- ชื่อเสียงทางวิชาการ (30%) - ทัศนคติของผู้จ้างงานบัณฑิต (10%) - สัดส่วนจำนวนอาจารย์ต่อนักศึกษา (20%) - สัดส่วนจำนวนการอ้างอิงต่อจำนวนอาจารย์ (15%) - สัดส่วนจำนวนงานวิจัยต่อจำนวนอาจารย์ (15%) - สัดส่วนนักศึกษาต่างชาติ (2.5%) - สัดส่วนอาจารย์ต่างชาติ (2.5%) - จำนวนนักศึกษาแลกเปลี่ยนที่มาจากต่างประเทศ (2.5%) - จำนวนนักศึกษาแลกเปลี่ยนที่ไปต่างประเทศ (2.5%) พ.ศ. 2561 "มหาวิทยาลัยศิลปากร" (Silpakorn University) อยู่ในอันดับที่ 301–350 ของทวีปเอเชีย และอยู่ในอันดับ 10 ของประเทศไทย ร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี มหาวิทยาลัยนเรศวร และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือการจัดอันดับโดย University Ranking by Academic Performance (URAP) การจัดอันดับโดย University Ranking by Academic Performance (URAP). University Ranking by Academic Performance (URAP) เป็นการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกที่ก่อตั้งขึ้นโดยสถาบันสารสนเทศของมหาวิทยาลัยเทคนิคตะวันออกกลาง (Informatics Institute of Middle East Technical University) ประเทศตุรกี ในปี พ.ศ. 2552 โดยมีวัตถุประสงค์หลักคือ ต้องการที่จะพัฒนาระบบการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลก โดยมีพื้นฐานทางด้านวิชาการตรงตามกฎเกณฑ์ที่กำหนดไว้ คุณภาพและปริมาณของบทความตีพิมพ์ทางวิชาการ บทความวิจัย การเผยแพร่ และการอ้างอิง เป็นต้น โดยเริ่มทำการเผยแพร่งานวิจัยผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2553 เป็นต้นมา พ.ศ. 2559–2560 "มหาวิทยาลัยศิลปากร" (Silpakorn University) อยู่ในอันดับที่ 1,968 ของโลก อันดับที่ 17 ของประเทศไทย อันดับที่ 681 ของทวีปเอเชียการจัดอันดับโดย SCImago Institutions Ranking (SIR) การจัดอันดับโดย SCImago Institutions Ranking (SIR). SCImago Institutions Ranking (SIR) เป็นการจัดอันดับสถาบันที่มีผลงานวิจัยในระดับนานาชาติ ซึ่งจะไม่ใด้นับเฉพาะมหาวิทยาลัย แต่จะนับสถาบันเฉพาะทางด้วย เช่น สถาบันเทคโนโลยี วิทยาลัย โรงพยาบาล เป็นต้น พ.ศ. 2560 "มหาวิทยาลัยศิลปากร" (Silpakorn University) อยู่ในอันดับที่ 2,743 ของโลก อันดับที่ 13 ของประเทศไทยการจัดอันดับโดย Webometrics การจัดอันดับโดย Webometrics. การจัดอันดับของ "เว็บโอเมตริกซ์" (Webometrics) จัดทำขึ้นเพื่อแสดงความตั้งใจของสถาบันต่าง ๆ ในการเผยแพร่ความรู้สู่เว็บไซต์ และเป็นความริเริ่มเพื่อส่งเสริมการเข้าถึงความรู้อย่างเปิดกว้าง (Open Access) ทั่วโลก อันดับเว็บโอเมตริกซ์จะบอกถึงปริมาณและคุณภาพของสิ่งตีพิมพ์อิเล็กทรอนิกส์ในเว็บไซต์ของสถาบัน โดยพิจารณาจากจำนวนลิงก์ที่เชื่อมโยงเข้าสู่เว็บไซต์นั้น ๆ จากเว็บไซต์ภายนอกโดยวัดจากการสืบค้นด้วยโปรแกรมค้นหา และนับจำนวนเอกสารตีพิมพ์ออนไลน์ในกลุ่มของไฟล์ .pdf .ps .ppt และ .doc และจำนวนเอกสารที่มีการอ้างอิง (Citation) แบบออนไลน์ผ่านกูเกิลสกอลาร์ (Google Scholar) โดยจะจัดอันดับปีละ 2 ครั้ง ได้แก่เดือนมกราคมและเดือนกรกฎาคม เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2560 "มหาวิทยาลัยศิลปากร" (Silpakorn University) อยู่ในอันดับที่ 2,083 ของโลก อันดับที่ 672 ของทวีปเอเชีย อันดับที่ 47 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อันดับที่ 15 ของประเทศไทยNature Index Nature Index. Nature Index จัดโดยวารสารในเครือ Nature Publishing Group ซึ่งเป็นวารสารทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่มีชื่อเสียงชั้นนำของโลก โดยการนับจำนวนบทความที่ตีพิมพ์ต่อปีในวารสารที่ในเครือ Nature Publishing Group พ.ศ. 2559 "มหาวิทยาลัยศิลปากร" (Silpakorn University) อยู่ในอันดับที่ 9 ของประเทศไทยUI GreenMetric World University Ranking UI GreenMetric World University Ranking. เป็นการจัดอันดับมหาวิทยาลัยสีเขียวและมีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน โดยใช้ดัชนีชี้วัดดังนี้- Setting And Infrastructure (ที่ตั้งและโครงสร้างพื้นฐาน) 15% - Energy and Climate Change (การจัดการพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ) 21% - Waste management (การจัดการของเสีย) 18% - Water usage (การจัดการน้ำ) 10% - Transportation (การขนส่งที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม) 18% - Education (ความสามารถในการให้การศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาที่ยั่งยืน) 18% พ.ศ. 2559 "มหาวิทยาลัยศิลปากร" (Silpakorn University) อยู่ในอันดับที่ 173 ของโลก สำหรับการจัดอันดับในรูปแบบวิทยาเขตในเมือง อยู่ในอันดับที่ 78 อันดับที่ 10 ของประเทศไทยอันดับสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทยโดย สกอ. อันดับสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทยโดย สกอ.. การจัดอันดับสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทย โดยสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) จัดทำขึ้นเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2549 ในการจัดทำอันดับมหาวิทยาลัยรัฐ โดยมีมหาวิทยาลัยเข้าร่วม 50 มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นมหาวิทยาลัยเดียวที่เข้าร่วมแต่เสนอว่าไม่ต้องการอยู่ในอันดับ และมหาวิทยาลัยเอกชนไม่ได้ร่วมด้วยเนื่องจากสมาคมสถาบันอุดมศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทยแจ้งว่ายังไม่ให้ข้อมูลในปีนั้น การจัดอันดับนี้ใช้ชื่อว่า "โครงการฐานข้อมูลออนไลน์เพื่อประเมินศักยภาพของมหาวิทยาลัยไทย" ได้แบ่งหัวข้อการจัดอันดับออกเป็น 2 ส่วนหลักคือด้านการวิจัยและด้านการเรียนการสอน ได้จัดทำออกเป็น 2 ส่วนย่อยคือ อันดับในภาพรวมแบ่งแยกตามมหาวิทยาลัยแบ่งออกเป็นกลุ่ม และอันดับแบ่งแยกย่อยในแต่ละสาขาวิชา โดยแบ่งออกเป็น 7 สาขาวิชาย่อย ได้แก่1. สาขาวิทยาศาสตร์ 2. สาขาเทคโนโลยี 3. สาขาชีวการแพทย์ 4. สาขามานุษยวิทยาและศิลปกรรมศาสตร์ 5. สาขาสังคมศาสตร์ 6. สาขาเกษตร 7. สาขาศึกษาศาสตร์/ครุศาสตร์ ผลการจัดอันดับ- แบบตามอันดับ เมื่อ พ.ศ. 2549 สกอ. ได้ประกาศ 50 อันดับมหาวิทยาลัยด้านวิจัย และด้านการเรียนการสอน โดยด้านการเรียนการสอน (คะแนนเต็ม 80%) มหาวิทยาลัยศิลปากรอยู่ในอันดับที่ 10 ที่ 43.46% - แบบแบ่งกลุ่ม ทั้งด้านการเรียนการสอนและด้านการวิจัย มหาวิทยาลัยศิลปากรอยู่ในกลุ่ม 3 หมายถึงดี (ร้อยละ 65–69) - แบ่งตามสาขา การจัดอันดับนี้จัดเฉพาะมหาวิทยาลัยของรัฐ 50 อันดับแรก แยกตามสาขา ในด้านการวิจัยและด้านการเรียนการสอน โดยคณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร อยู่ในอันดับที่ 1 สาขามนุษยศาสตร์และศิลปศาสตร์ ด้านการสอนมหาวิทยาลัยศิลปากรสู่การเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ มหาวิทยาลัยศิลปากรสู่การเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ. "มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ" (national university) หรือที่เรียกว่า "มหาวิทยาลัยนอกระบบ" คือสถาบันอุดมศึกษาของรัฐที่มีการบริหารการจัดการอิสระแยกจากระบบราชการ (autonomous university) แต่ยังได้รับเงินอุดหนุนทั่วไป (block grant) ที่รัฐจัดสรรให้เป็นรายปีโดยตรง เพื่อใช้จ่ายตามความจำเป็นในการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของมหาวิทยาลัย และเพื่อประกันคุณภาพการศึกษา ปัจจุบัน มหาวิทยาลัยศิลปากร เป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ราชกิจจานุเบกษา ได้ประกาศใช้ "พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยศิลปากร พ.ศ. 2559" โดยได้ยกเลิก "พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยศิลปากร พ.ศ. 2530 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติมปีพ.ศ. 2541" และกำหนดให้มหาวิทยาลัยมีสถานภาพเป็นนิติบุคคล และมีฐานะเป็นหน่วยงานในกำกับของรัฐ ที่ไม่เป็นส่วนราชการและไม่เป็นรัฐวิสาหกิจ ซึ่งพระราชบัญญัติฉบับนี้มีผลบังคับใช้เมื่อพ้นสามสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาคือวันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 โดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
เพลงประจำมหาวิทยาลัยศิลปากรในประเทศไทยคือเพลงอะไร
{ "answer": [ "Santa Lucia" ], "answer_begin_position": [ 9394 ], "answer_end_position": [ 9405 ] }
3,203
313,692
อันดอร์ราลาเวยา อันดอร์ราลาเวยา () เป็นเมืองหลวงของประเทศอันดอร์ราซึ่งตั้งอยู่บนเทือกเขาพิเรนีสระหว่างประเทศฝรั่งเศสกับประเทศสเปน อุตสาหกรรมหลักของเมืองคือด้านการท่องเที่ยว ถึงแม้ว่าประเทศจะมีรายได้นำเข้าจากการเป็นแหล่งหลบภาษี นอกจากนั้นยังมีสินค้าพื้นเมืองอย่างเฟอร์นิเจอร์และบรั่นดีประชากร ประชากร. อันดอร์ราลาเบยา มีประชากรตามการสำรวจในปี ค.ศ.2009 จำนวน 23,380คน โดยจำแนกเป็น ชาวสเปน 43% ชาวอันดอร์รา 33% ชาวโปรตุเกส 11%ชาวฝรั่งเศส 7% และกลุ่มอื่นๆเมืองพี่เมืองน้องเมืองพี่เมืองน้อง. - ซานโปลเดมาร์ (บาร์เซโลนา สเปน) - บาลส์ (ตาร์ราโกนา สเปน)
เมืองหลวงของประเทศอันดอร์รามีชื่อว่าอะไร
{ "answer": [ "อันดอร์ราลาเวยา" ], "answer_begin_position": [ 106 ], "answer_end_position": [ 121 ] }
3,204
313,692
อันดอร์ราลาเวยา อันดอร์ราลาเวยา () เป็นเมืองหลวงของประเทศอันดอร์ราซึ่งตั้งอยู่บนเทือกเขาพิเรนีสระหว่างประเทศฝรั่งเศสกับประเทศสเปน อุตสาหกรรมหลักของเมืองคือด้านการท่องเที่ยว ถึงแม้ว่าประเทศจะมีรายได้นำเข้าจากการเป็นแหล่งหลบภาษี นอกจากนั้นยังมีสินค้าพื้นเมืองอย่างเฟอร์นิเจอร์และบรั่นดีประชากร ประชากร. อันดอร์ราลาเบยา มีประชากรตามการสำรวจในปี ค.ศ.2009 จำนวน 23,380คน โดยจำแนกเป็น ชาวสเปน 43% ชาวอันดอร์รา 33% ชาวโปรตุเกส 11%ชาวฝรั่งเศส 7% และกลุ่มอื่นๆเมืองพี่เมืองน้องเมืองพี่เมืองน้อง. - ซานโปลเดมาร์ (บาร์เซโลนา สเปน) - บาลส์ (ตาร์ราโกนา สเปน)
เมืองหลวงของประเทศอันดอร์ราชื่อว่าอันดอร์ราลาเวยา ตั้งอยู่บนเทือกเขาใด
{ "answer": [ "พิเรนีส" ], "answer_begin_position": [ 178 ], "answer_end_position": [ 185 ] }
3,205
5,709
เดลินิวส์ เดลินิวส์ () เป็นหนังสือพิมพ์รายวันภาษาไทย ที่มียอดจำหน่ายมากที่สุดเป็นอันดับสองของประเทศ นำเสนอข่าวทั่วไป ก่อตั้งโดย นายแสง เหตระกูล ออกฉบับปฐมฤกษ์ เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2493 ใช้ชื่อหัวหนังสือพิมพ์ขณะนั้นว่า เดลิเมล์วันจันทร์ จำนวน 16 หน้า ราคาฉบับละ 1.00 บาท โดยมีนายประพันธ์ เหตระกูล เป็นบรรณาธิการบริหาร ปัจจุบันใช้ชื่อ เดลินิวส์ (ตั้งแต่ 22 มกราคม พ.ศ. 2522) มีจำนวนหน้าระหว่าง 28-48 หน้า ราคาฉบับละ 10.00 บาท มีจำนวนพิมพ์ปัจจุบันที่ 900,000 ฉบับ สำหรับผู้บริหารคือ ประชา เหตระกูล เป็นบรรณาธิการบริหาร และอภิชัย รุ่งเรืองกุล เป็นบรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณาประวัติเดลิเมล์ และ บางกอกเดลิเมล์ ประวัติ. เดลิเมล์ และ บางกอกเดลิเมล์. หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ถือกำเนิดจากความตั้งใจของนายห้างแสง ที่ดำเนินกิจการโรงพิมพ์ประชาช่าง มาเป็นเวลา 5 ปี นับว่ามีประสบการณ์ในแวดวงน้ำหมึกอยู่พอสมควร จึงตัดสินใจซื้อกิจการหนังสือพิมพ์ กรุงเทพ เดลิเมล์ () ของนายหลุย คีรีวัตน์ ซึ่งได้หยุดดำเนินการไปตั้งแต่วันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2476 เริ่มจากการออกหนังสือพิมพ์รายปักษ์ เดลิเมล์วันจันทร์ เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2493 โดยนายห้างแสง เป็นเจ้าของ และผู้อำนวยการ และจ้าง บริษัท ประชาช่าง จำกัด ของนายห้างแสงเอง เป็นผู้พิมพ์ ซึ่งมีพาดหัวข่าวในฉบับปฐมฤกษ์ว่า “นักศึกษา มธก.รากเลือดค้าน ก.พ.” จนกระทั่งเมื่อราวปี พ.ศ. 2500 หนังสือพิมพ์ บางกอกเดลิเมล์ รายวัน ฉบับบ่าย จำนวน 6 หน้า ราคาฉบับละ 50 สตางค์ มียอดจำหน่าย 3,500 ฉบับต่อวัน และนับเป็นหนังสือพิมพ์ฉบับแรก ที่ขยายขนาดหน้ากว้างเพิ่มขึ้น จากเดิม 7 เป็น 8 คอลัมน์นิ้ว จนกลายเป็นบรรทัดฐานของหน้ากระดาษหนังสือพิมพ์รายวันในยุคต่อมา แต่เมื่อรัฐบาล จอมพลแปลก พิบูลสงคราม ถูกรัฐประหารโค่นล้มลงโดย จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ จากนั้น จอมพลสฤษดิ์จึงเข้าตรวจสอบหนังสือพิมพ์หลายฉบับอย่างเข้มงวด รวมทั้งเดลิเมล์ และบางกอกเดลิเมล์ด้วย โดยจอมพลสฤษดิ์ ออกคำสั่งให้จับกุมกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์หลายคน จากหลายฉบับ และบางรายถึงกับเสียชีวิตในที่คุมขัง ภายหลังจากนั้น ขณะเดียวกัน เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2501 นายห้างแสงได้ทราบว่า จะมีคำสั่งงดใบอนุญาตประกอบการหนังสือพิมพ์ เข้ามาถึงโรงพิมพ์ จึงสั่งให้กองบรรณาธิการที่ยังไม่ถูกจับกุม เร่งทำงานอย่างเต็มกำลัง เพื่อให้เดลิเมล์สามารถออกจำหน่ายได้ในวันรุ่งขึ้นอีก 1 วัน แต่ขณะที่แท่นพิมพ์กำลังเริ่มกระบวนการพิมพ์นั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาลกลุ่มหนึ่ง เดินทางมาถึงสำนักงานเดลิเมล์ พร้อมแจ้งว่า กรมตำรวจ โดยคำสั่งคณะปฏิวัติ มีคำสั่งให้ปิดเดลิเมล์รายวันอย่างไม่มีกำหนด โดยระบุให้ยึด และปิดแท่นพิมพ์ เพื่อห้ามทำการพิมพ์ จนกว่าจะมีคำสั่งอนุญาตเป็นอย่างอื่น จากนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจนำครั่งประทับบนแท่นพิมพ์ พร้อมใช้โซ่ล่ามแท่นอย่างแน่นหนา นับเป็นการยุติการดำเนินงานของเดลิเมล์ นับแต่วันนั้นเองแนวหน้าแห่งยุค “เดลินิวส์” แนวหน้าแห่งยุค “เดลินิวส์”. หลังจากนั้น นายห้างแสงก็ยังมีความประสงค์ จะดำเนินกิจการออกหนังสือพิมพ์อย่างต่อเนื่องตลอดมา จนกระทั่งซื้อหัวหนังสือพิมพ์แนวหน้าในขณะนั้นมาได้ กองบรรณาธิการจึงคิดปรับปรุงผสมผสานชื่อหนังสือพิมพ์ เพื่อให้ประชาชนเชื่อมโยงได้ว่า เป็นกองบรรณาธิการชุดเดียวกับเดลิเมล์ จนกลายเป็นชื่อใหม่ แนวหน้าแห่งยุคเดลินิวส์ เริ่มพิมพ์ออกจำหน่ายเป็นฉบับปฐมฤกษ์ เมื่อวันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2507 มีนายประพันธ์ เหตระกูล บุตรชายนายห้างแสง เป็นบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณาโดยตำแหน่ง และ บริษัท สี่พระยาการพิมพ์ จำกัด เป็นเจ้าของ เมื่อยุคเริ่มแรก มีจำนวน 16 หน้า ราคา 1 บาท ส่วนพาดหัวข่าวในฉบับวันนั้นคือ “เมียน้อยจอมพลสฤษดิ์ท้องในอเมริกา พบรักแท้กับนักเรียนไทยวัยรุ่น” แนวหน้าแห่งยุคเดลินิวส์ มีจุดขายในช่วงแรก คือการนำเสนอข่าวอนุภรรยาของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ อดีตนายกรัฐมนตรี ที่มีทั้งนางงาม ดารา นักร้อง นักแสดง และสาวงามทั่วแผ่นดิน จำนวนถึง 103 คน จนกระทั่งได้รับฉายา จอมพลผ้าขาวม้าแดง ตลอดจนการเปิดโปงถึง มรดกจำนวนมหาศาลถึง 2,874 ล้านบาท ของจอมพลสฤษดิ์ รวมถึงข่าวอาชญากรรมสำคัญอีกหลายชิ้นด้วย ในขณะที่อัตราค่าโฆษณา เมื่อปี พ.ศ. 2508 สี่สีอยู่ที่หน้าละ 5,000 บาทต่อวัน และหน้าขาว-ดำ 20 บาทต่อ 1 คอลัมน์นิ้วต่อวัน ต่อมาช่วงปี พ.ศ. 2516-พ.ศ. 2517 เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ อันเนื่องมาจากการขึ้นราคาน้ำมันในตลาดโลก ส่งผลกระทบถึงการดำเนินธุรกิจหนังสือพิมพ์ โดยเฉพาะหนังสือพิมพ์รายวันเกือบทุกฉบับในเวลานั้น ก็พร้อมใจกันขึ้นราคาอีก 50 สตางค์ อย่างถ้วนหน้า จึงได้มีการปรับปรุงคุณภาพเนื้อหาไปพร้อมกันนี้ โดยในช่วงดังกล่าว ทีมข่าวการเมือง ได้ลงบทวิเคราะห์เจาะลึก หลังเหตุการณ์ 6 ตุลาอย่างใกล้ชิด ส่งผลให้ นายสมัคร สุนทรเวช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และปลัดกระทรวงมหาดไทย ในยุคคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน อาศัยอำนาจเจ้าพนักงานการพิมพ์ ตามพระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ. 2484 และอำนาจตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 42 (ปร.42) สั่งลงโทษ แนวหน้าแห่งยุคเดลินิวส์ ในข้อหาเสนอข่าว ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง โดยให้ปิดกิจการอย่างไม่มีกำหนด แต่หลังจากนั้น 15 วัน จึงให้เปิดดำเนินการได้ โดยหลังจากกลับมาออกจำหน่ายอีกครั้ง แนวหน้าแห่งยุคเดลินิวส์ ก็เริ่มปรับปรุงโฉมใหม่ ทั้งหัวหนังสือพิมพ์ จากพื้นสีบานเย็นตัวเจาะขาว มาเป็นสีบานเย็นสดใส โดยเฉพาะฉบับวันอาทิตย์ ได้เพิ่มคอลัมน์ “บิวตี้ฟูลซันเดย์” และออกเป็นฉบับพิเศษ เพิ่มจำนวนขึ้นเป็น 58 หน้า ราคาเท่าเดิม ในทุกวันจันทร์ จึงให้ชื่อฉบับพิเศษนี้ว่า “เก๋วันจันทร์” โดยเริ่มต้นในฉบับวันจันทร์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2519เดลินิวส์ เดลินิวส์. ต่อมา เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2521 นายชลอ อยู่เย็น ขึ้นเป็นบรรณาธิการบริหาร แทนนายประพันธ์ ที่ขึ้นเป็น กรรมการอำนวยการบริหาร ฝ่ายวางแผนการผลิตและการตลาด ต่อมาในปีเดียวกัน นายบรรเจิด ทวี ขึ้นเป็นบรรณาธิการบริหาร โดยทั้งสองรับงานบริหาร แนวหน้าแห่งยุคเดลินิวส์ อยู่เพียงระยะสั้นๆ เท่านั้น จนกระทั่ง นายประชา เหตระกูล น้องชายนายประพันธ์ เข้ารับตำแหน่ง บรรณาธิการบริหาร ตั้งแต่วันที่ 20 พฤศจิกายน โดยนายประชาได้เข้ามาปรับปรุง แนวหน้าแห่งยุคเดลินิวส์ ในหลายประการ เช่นเพิ่มเนื้อหาขึ้นจาก 16 หน้า เป็น 20 และ 24 หน้า ตามลำดับ โดยราคาจำหน่ายคงเดิม ที่สำคัญคือ เมื่อวันที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2522 บริษัท สี่พระยาการพิมพ์ จำกัด ได้ยื่นเรื่องขออนุญาตเปลี่ยนชื่อหนังสือพิมพ์จาก แนวหน้าแห่งยุคเดลินิวส์ มาเป็น เดลินิวส์ และได้รับอนุญาตจากทางราชการ ให้ใช้ชื่อดังกล่าว ตั้งแต่วันที่ 22 มกราคม ปีเดียวกันนั้น เป็นต้นมา และในวันที่ 15 กรกฎาคม นายห้างแสงมีดำริให้ขยับขยายสำนักงานเดลินิวส์ จากเลขที่ 423 ถนนสี่พระยา ไปยังอาคาร 4 ชั้น ที่ตั้งอยู่ ณ เลขที่ 4/3 ถนนวิภาวดีรังสิต จนถึงปัจจุบัน ในช่วงนี้ได้มีการพัฒนาโฉมใหม่ ทั้งรูปเล่มและเนื้อหา ในปี พ.ศ. 2522 ขยับราคาเป็น 2 บาท และขึ้นเป็น 3 บาท ในปี พ.ศ. 2523 จากนั้น เมื่อปี พ.ศ. 2529 เดลินิวส์เริ่มการพิมพ์ภาพข่าวสี่สีเป็นครั้งแรก คือภาพโศกนาฏกรรมกระสวยอวกาศแชลเลนเจอร์ระเบิดกลางอากาศ และต่อมาในปี พ.ศ. 2531 เดลินิวส์ตีพิมพ์ภาพข่าวสี่สี อันเป็นที่ฮือฮาอีกครั้ง คือภาพข่าว นางสาวภรณ์ทิพย์ นาคหิรัญกนก สวมมงกุฎรับตำแหน่งนางงามจักรวาลที่ไต้หวัน โดยมีภาพสี่สีถึงสองส่วน จากนั้น เดลินิวส์ก็เปิดแนวคิดแบ่งเนื้อหาออกเป็นสองส่วน อย่างชัดเจนเป็นฉบับแรก โดยแบ่งข่าวหน้า 1 ข่าวการเมือง ข่าวเศรษฐกิจ ข่าวอาชญากรรม ข่าวต่างประเทศ ข่าวเกษตร คอลัมน์ และสกู๊ปวาไรตี้สี่สี เป็นส่วนแรก และส่วนที่สอง เริ่มด้วยข่าวกีฬา ข่าวสังคมสตรี ข่าว กทม. ข่าวภูมิภาค และปิดท้ายด้วยข่าวบันเทิง ต่อมา เดลินิวส์วางแผนขยับขยายสถานที่เพิ่มเติมอีกครั้ง โดยก่อสร้างอาคารสำนักงานหลังใหม่ จำนวน 9 ชั้น บนที่ดินผืนเดียวกับอาคารหลังเดิม ปัจจุบัน (พ.ศ. 2557) หนังสือพิมพ์เดลินิวส์รายวัน มีนายอภิชัย รุ่งเรืองกุล เป็นบรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณา ราคาจำหน่ายฉบับละ 10 บาท จำนวนหน้าระหว่าง 28-48 หน้า และยอดจำหน่ายเป็นอันดับสองของประเทศ รองจากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ และมักโทษเกมเสมอเทคโนโลยีข่าวสาร เทคโนโลยีข่าวสาร. เมื่อวันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2540 เดลินิวส์เปิดให้บริการส่งข่าวทางวิทยุติดตามตัว เพื่อให้ผู้อ่านได้รับข้อมูลข่าวสาร อย่างรวดเร็ว พร้อมกันทั่วประเทศ และเริ่มส่งข่าว ผ่านทางบริการบิซนิวส์ และวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2541 เดลินิวส์ได้ขยายสู่โลกอินเทอร์เน็ต โดยเปิดตัวเว็บไซต์หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ออนไลน์ขึ้นทาง www.dailynews.co.thระบบการพิมพ์ ระบบการพิมพ์. ในยุคหนังสือพิมพ์เดลิเมล์ และแนวหน้าแห่งยุคเดลินิวส์ระยะแรก ใช้แท่นพิมพ์ระบบโรตารี่ออฟเซ็ตในการพิมพ์ ต่อมาในปี พ.ศ. 2508 ได้พัฒนาระบบการพิมพ์ ไปใช้รูปแบบที่เรียกว่า เว็บเพรส (Web Press) คือการป้อนกระดาษม้วนเข้าสู่แท่นพิมพ์ ทำให้สามารถเพิ่มความเร็ว และจำนวนการพิมพ์เป็น 20,000 ฉบับต่อชั่วโมง ราวปี พ.ศ. 2519 เดลินิวส์ได้เริ่มเดินเครื่องพิมพ์ใหม่ ในระบบเวบออฟเซ็ต ด้วยการพิมพ์ฉบับ เก๋วันจันทร์ เป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 29 มีนาคม ต่อมา มีการติดตั้งแท่นพิมพ์ใหม่ ในระบบแซตเติลไลต์ ยูนิต สามารถควบคุมการพิมพ์สี่สี ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ พร้อมความเร็ว 120,000 ฉบับต่อชั่วโมง จากนั้น ในปี พ.ศ. 2539 ได้เพิ่มแท่นพิมพ์ ระบบโฟร์ไฮ อีก 2 แท่น ที่พิมพ์ได้ครั้งละ 92 หน้า ด้วยความเร็วประมาณ 60,000 ฉบับต่อชั่วโมงต่อแท่น
ใครคือผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์รายวันภาษาไทยชื่อว่า เดลินิวส์
{ "answer": [ "นายแสง เหตระกูล" ], "answer_begin_position": [ 208 ], "answer_end_position": [ 223 ] }
3,206
5,709
เดลินิวส์ เดลินิวส์ () เป็นหนังสือพิมพ์รายวันภาษาไทย ที่มียอดจำหน่ายมากที่สุดเป็นอันดับสองของประเทศ นำเสนอข่าวทั่วไป ก่อตั้งโดย นายแสง เหตระกูล ออกฉบับปฐมฤกษ์ เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2493 ใช้ชื่อหัวหนังสือพิมพ์ขณะนั้นว่า เดลิเมล์วันจันทร์ จำนวน 16 หน้า ราคาฉบับละ 1.00 บาท โดยมีนายประพันธ์ เหตระกูล เป็นบรรณาธิการบริหาร ปัจจุบันใช้ชื่อ เดลินิวส์ (ตั้งแต่ 22 มกราคม พ.ศ. 2522) มีจำนวนหน้าระหว่าง 28-48 หน้า ราคาฉบับละ 10.00 บาท มีจำนวนพิมพ์ปัจจุบันที่ 900,000 ฉบับ สำหรับผู้บริหารคือ ประชา เหตระกูล เป็นบรรณาธิการบริหาร และอภิชัย รุ่งเรืองกุล เป็นบรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณาประวัติเดลิเมล์ และ บางกอกเดลิเมล์ ประวัติ. เดลิเมล์ และ บางกอกเดลิเมล์. หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ถือกำเนิดจากความตั้งใจของนายห้างแสง ที่ดำเนินกิจการโรงพิมพ์ประชาช่าง มาเป็นเวลา 5 ปี นับว่ามีประสบการณ์ในแวดวงน้ำหมึกอยู่พอสมควร จึงตัดสินใจซื้อกิจการหนังสือพิมพ์ กรุงเทพ เดลิเมล์ () ของนายหลุย คีรีวัตน์ ซึ่งได้หยุดดำเนินการไปตั้งแต่วันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2476 เริ่มจากการออกหนังสือพิมพ์รายปักษ์ เดลิเมล์วันจันทร์ เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2493 โดยนายห้างแสง เป็นเจ้าของ และผู้อำนวยการ และจ้าง บริษัท ประชาช่าง จำกัด ของนายห้างแสงเอง เป็นผู้พิมพ์ ซึ่งมีพาดหัวข่าวในฉบับปฐมฤกษ์ว่า “นักศึกษา มธก.รากเลือดค้าน ก.พ.” จนกระทั่งเมื่อราวปี พ.ศ. 2500 หนังสือพิมพ์ บางกอกเดลิเมล์ รายวัน ฉบับบ่าย จำนวน 6 หน้า ราคาฉบับละ 50 สตางค์ มียอดจำหน่าย 3,500 ฉบับต่อวัน และนับเป็นหนังสือพิมพ์ฉบับแรก ที่ขยายขนาดหน้ากว้างเพิ่มขึ้น จากเดิม 7 เป็น 8 คอลัมน์นิ้ว จนกลายเป็นบรรทัดฐานของหน้ากระดาษหนังสือพิมพ์รายวันในยุคต่อมา แต่เมื่อรัฐบาล จอมพลแปลก พิบูลสงคราม ถูกรัฐประหารโค่นล้มลงโดย จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ จากนั้น จอมพลสฤษดิ์จึงเข้าตรวจสอบหนังสือพิมพ์หลายฉบับอย่างเข้มงวด รวมทั้งเดลิเมล์ และบางกอกเดลิเมล์ด้วย โดยจอมพลสฤษดิ์ ออกคำสั่งให้จับกุมกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์หลายคน จากหลายฉบับ และบางรายถึงกับเสียชีวิตในที่คุมขัง ภายหลังจากนั้น ขณะเดียวกัน เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2501 นายห้างแสงได้ทราบว่า จะมีคำสั่งงดใบอนุญาตประกอบการหนังสือพิมพ์ เข้ามาถึงโรงพิมพ์ จึงสั่งให้กองบรรณาธิการที่ยังไม่ถูกจับกุม เร่งทำงานอย่างเต็มกำลัง เพื่อให้เดลิเมล์สามารถออกจำหน่ายได้ในวันรุ่งขึ้นอีก 1 วัน แต่ขณะที่แท่นพิมพ์กำลังเริ่มกระบวนการพิมพ์นั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาลกลุ่มหนึ่ง เดินทางมาถึงสำนักงานเดลิเมล์ พร้อมแจ้งว่า กรมตำรวจ โดยคำสั่งคณะปฏิวัติ มีคำสั่งให้ปิดเดลิเมล์รายวันอย่างไม่มีกำหนด โดยระบุให้ยึด และปิดแท่นพิมพ์ เพื่อห้ามทำการพิมพ์ จนกว่าจะมีคำสั่งอนุญาตเป็นอย่างอื่น จากนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจนำครั่งประทับบนแท่นพิมพ์ พร้อมใช้โซ่ล่ามแท่นอย่างแน่นหนา นับเป็นการยุติการดำเนินงานของเดลิเมล์ นับแต่วันนั้นเองแนวหน้าแห่งยุค “เดลินิวส์” แนวหน้าแห่งยุค “เดลินิวส์”. หลังจากนั้น นายห้างแสงก็ยังมีความประสงค์ จะดำเนินกิจการออกหนังสือพิมพ์อย่างต่อเนื่องตลอดมา จนกระทั่งซื้อหัวหนังสือพิมพ์แนวหน้าในขณะนั้นมาได้ กองบรรณาธิการจึงคิดปรับปรุงผสมผสานชื่อหนังสือพิมพ์ เพื่อให้ประชาชนเชื่อมโยงได้ว่า เป็นกองบรรณาธิการชุดเดียวกับเดลิเมล์ จนกลายเป็นชื่อใหม่ แนวหน้าแห่งยุคเดลินิวส์ เริ่มพิมพ์ออกจำหน่ายเป็นฉบับปฐมฤกษ์ เมื่อวันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2507 มีนายประพันธ์ เหตระกูล บุตรชายนายห้างแสง เป็นบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณาโดยตำแหน่ง และ บริษัท สี่พระยาการพิมพ์ จำกัด เป็นเจ้าของ เมื่อยุคเริ่มแรก มีจำนวน 16 หน้า ราคา 1 บาท ส่วนพาดหัวข่าวในฉบับวันนั้นคือ “เมียน้อยจอมพลสฤษดิ์ท้องในอเมริกา พบรักแท้กับนักเรียนไทยวัยรุ่น” แนวหน้าแห่งยุคเดลินิวส์ มีจุดขายในช่วงแรก คือการนำเสนอข่าวอนุภรรยาของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ อดีตนายกรัฐมนตรี ที่มีทั้งนางงาม ดารา นักร้อง นักแสดง และสาวงามทั่วแผ่นดิน จำนวนถึง 103 คน จนกระทั่งได้รับฉายา จอมพลผ้าขาวม้าแดง ตลอดจนการเปิดโปงถึง มรดกจำนวนมหาศาลถึง 2,874 ล้านบาท ของจอมพลสฤษดิ์ รวมถึงข่าวอาชญากรรมสำคัญอีกหลายชิ้นด้วย ในขณะที่อัตราค่าโฆษณา เมื่อปี พ.ศ. 2508 สี่สีอยู่ที่หน้าละ 5,000 บาทต่อวัน และหน้าขาว-ดำ 20 บาทต่อ 1 คอลัมน์นิ้วต่อวัน ต่อมาช่วงปี พ.ศ. 2516-พ.ศ. 2517 เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ อันเนื่องมาจากการขึ้นราคาน้ำมันในตลาดโลก ส่งผลกระทบถึงการดำเนินธุรกิจหนังสือพิมพ์ โดยเฉพาะหนังสือพิมพ์รายวันเกือบทุกฉบับในเวลานั้น ก็พร้อมใจกันขึ้นราคาอีก 50 สตางค์ อย่างถ้วนหน้า จึงได้มีการปรับปรุงคุณภาพเนื้อหาไปพร้อมกันนี้ โดยในช่วงดังกล่าว ทีมข่าวการเมือง ได้ลงบทวิเคราะห์เจาะลึก หลังเหตุการณ์ 6 ตุลาอย่างใกล้ชิด ส่งผลให้ นายสมัคร สุนทรเวช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และปลัดกระทรวงมหาดไทย ในยุคคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน อาศัยอำนาจเจ้าพนักงานการพิมพ์ ตามพระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ. 2484 และอำนาจตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 42 (ปร.42) สั่งลงโทษ แนวหน้าแห่งยุคเดลินิวส์ ในข้อหาเสนอข่าว ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง โดยให้ปิดกิจการอย่างไม่มีกำหนด แต่หลังจากนั้น 15 วัน จึงให้เปิดดำเนินการได้ โดยหลังจากกลับมาออกจำหน่ายอีกครั้ง แนวหน้าแห่งยุคเดลินิวส์ ก็เริ่มปรับปรุงโฉมใหม่ ทั้งหัวหนังสือพิมพ์ จากพื้นสีบานเย็นตัวเจาะขาว มาเป็นสีบานเย็นสดใส โดยเฉพาะฉบับวันอาทิตย์ ได้เพิ่มคอลัมน์ “บิวตี้ฟูลซันเดย์” และออกเป็นฉบับพิเศษ เพิ่มจำนวนขึ้นเป็น 58 หน้า ราคาเท่าเดิม ในทุกวันจันทร์ จึงให้ชื่อฉบับพิเศษนี้ว่า “เก๋วันจันทร์” โดยเริ่มต้นในฉบับวันจันทร์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2519เดลินิวส์ เดลินิวส์. ต่อมา เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2521 นายชลอ อยู่เย็น ขึ้นเป็นบรรณาธิการบริหาร แทนนายประพันธ์ ที่ขึ้นเป็น กรรมการอำนวยการบริหาร ฝ่ายวางแผนการผลิตและการตลาด ต่อมาในปีเดียวกัน นายบรรเจิด ทวี ขึ้นเป็นบรรณาธิการบริหาร โดยทั้งสองรับงานบริหาร แนวหน้าแห่งยุคเดลินิวส์ อยู่เพียงระยะสั้นๆ เท่านั้น จนกระทั่ง นายประชา เหตระกูล น้องชายนายประพันธ์ เข้ารับตำแหน่ง บรรณาธิการบริหาร ตั้งแต่วันที่ 20 พฤศจิกายน โดยนายประชาได้เข้ามาปรับปรุง แนวหน้าแห่งยุคเดลินิวส์ ในหลายประการ เช่นเพิ่มเนื้อหาขึ้นจาก 16 หน้า เป็น 20 และ 24 หน้า ตามลำดับ โดยราคาจำหน่ายคงเดิม ที่สำคัญคือ เมื่อวันที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2522 บริษัท สี่พระยาการพิมพ์ จำกัด ได้ยื่นเรื่องขออนุญาตเปลี่ยนชื่อหนังสือพิมพ์จาก แนวหน้าแห่งยุคเดลินิวส์ มาเป็น เดลินิวส์ และได้รับอนุญาตจากทางราชการ ให้ใช้ชื่อดังกล่าว ตั้งแต่วันที่ 22 มกราคม ปีเดียวกันนั้น เป็นต้นมา และในวันที่ 15 กรกฎาคม นายห้างแสงมีดำริให้ขยับขยายสำนักงานเดลินิวส์ จากเลขที่ 423 ถนนสี่พระยา ไปยังอาคาร 4 ชั้น ที่ตั้งอยู่ ณ เลขที่ 4/3 ถนนวิภาวดีรังสิต จนถึงปัจจุบัน ในช่วงนี้ได้มีการพัฒนาโฉมใหม่ ทั้งรูปเล่มและเนื้อหา ในปี พ.ศ. 2522 ขยับราคาเป็น 2 บาท และขึ้นเป็น 3 บาท ในปี พ.ศ. 2523 จากนั้น เมื่อปี พ.ศ. 2529 เดลินิวส์เริ่มการพิมพ์ภาพข่าวสี่สีเป็นครั้งแรก คือภาพโศกนาฏกรรมกระสวยอวกาศแชลเลนเจอร์ระเบิดกลางอากาศ และต่อมาในปี พ.ศ. 2531 เดลินิวส์ตีพิมพ์ภาพข่าวสี่สี อันเป็นที่ฮือฮาอีกครั้ง คือภาพข่าว นางสาวภรณ์ทิพย์ นาคหิรัญกนก สวมมงกุฎรับตำแหน่งนางงามจักรวาลที่ไต้หวัน โดยมีภาพสี่สีถึงสองส่วน จากนั้น เดลินิวส์ก็เปิดแนวคิดแบ่งเนื้อหาออกเป็นสองส่วน อย่างชัดเจนเป็นฉบับแรก โดยแบ่งข่าวหน้า 1 ข่าวการเมือง ข่าวเศรษฐกิจ ข่าวอาชญากรรม ข่าวต่างประเทศ ข่าวเกษตร คอลัมน์ และสกู๊ปวาไรตี้สี่สี เป็นส่วนแรก และส่วนที่สอง เริ่มด้วยข่าวกีฬา ข่าวสังคมสตรี ข่าว กทม. ข่าวภูมิภาค และปิดท้ายด้วยข่าวบันเทิง ต่อมา เดลินิวส์วางแผนขยับขยายสถานที่เพิ่มเติมอีกครั้ง โดยก่อสร้างอาคารสำนักงานหลังใหม่ จำนวน 9 ชั้น บนที่ดินผืนเดียวกับอาคารหลังเดิม ปัจจุบัน (พ.ศ. 2557) หนังสือพิมพ์เดลินิวส์รายวัน มีนายอภิชัย รุ่งเรืองกุล เป็นบรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณา ราคาจำหน่ายฉบับละ 10 บาท จำนวนหน้าระหว่าง 28-48 หน้า และยอดจำหน่ายเป็นอันดับสองของประเทศ รองจากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ และมักโทษเกมเสมอเทคโนโลยีข่าวสาร เทคโนโลยีข่าวสาร. เมื่อวันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2540 เดลินิวส์เปิดให้บริการส่งข่าวทางวิทยุติดตามตัว เพื่อให้ผู้อ่านได้รับข้อมูลข่าวสาร อย่างรวดเร็ว พร้อมกันทั่วประเทศ และเริ่มส่งข่าว ผ่านทางบริการบิซนิวส์ และวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2541 เดลินิวส์ได้ขยายสู่โลกอินเทอร์เน็ต โดยเปิดตัวเว็บไซต์หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ออนไลน์ขึ้นทาง www.dailynews.co.thระบบการพิมพ์ ระบบการพิมพ์. ในยุคหนังสือพิมพ์เดลิเมล์ และแนวหน้าแห่งยุคเดลินิวส์ระยะแรก ใช้แท่นพิมพ์ระบบโรตารี่ออฟเซ็ตในการพิมพ์ ต่อมาในปี พ.ศ. 2508 ได้พัฒนาระบบการพิมพ์ ไปใช้รูปแบบที่เรียกว่า เว็บเพรส (Web Press) คือการป้อนกระดาษม้วนเข้าสู่แท่นพิมพ์ ทำให้สามารถเพิ่มความเร็ว และจำนวนการพิมพ์เป็น 20,000 ฉบับต่อชั่วโมง ราวปี พ.ศ. 2519 เดลินิวส์ได้เริ่มเดินเครื่องพิมพ์ใหม่ ในระบบเวบออฟเซ็ต ด้วยการพิมพ์ฉบับ เก๋วันจันทร์ เป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 29 มีนาคม ต่อมา มีการติดตั้งแท่นพิมพ์ใหม่ ในระบบแซตเติลไลต์ ยูนิต สามารถควบคุมการพิมพ์สี่สี ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ พร้อมความเร็ว 120,000 ฉบับต่อชั่วโมง จากนั้น ในปี พ.ศ. 2539 ได้เพิ่มแท่นพิมพ์ ระบบโฟร์ไฮ อีก 2 แท่น ที่พิมพ์ได้ครั้งละ 92 หน้า ด้วยความเร็วประมาณ 60,000 ฉบับต่อชั่วโมงต่อแท่น
หนังสือพิมพ์รายวันภาษาไทยชื่อว่า เดลินิวส์ ออกฉบับปฐมฤกษ์เมื่อใด
{ "answer": [ "24 มิถุนายน พ.ศ. 2493" ], "answer_begin_position": [ 251 ], "answer_end_position": [ 272 ] }
3,207
58,517
อวสานเซลส์แมน อวสานเซลส์แมน () เป็นบทละคร ผลงานประพันธ์ของอาร์เธอร์ มิลเลอร์ เมื่อปี พ.ศ. 2492 และได้รางวัลพูลิตเซอร์ และรางวัลโทนี ในปีนั้น บทละครกล่าวถึงชีวิตของวิลลี่ โลแมน เซลส์แมนที่ต้องวิ่งหาลูกค้า เพื่อความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ยอมทำทุกอย่างแม้กระทั่งการโกหกพกลม แต่แล้วในที่สุดก็ต้องยอมพ่ายแพ้ต่อโชคชะตาด้วยความขมขื่น โลแมนกอบกู้ศักดิ์ศรีของตัวเองโดยการฆ่าตัวตาย เพื่อการยอมรับจากลูกเมียของตัวเอง อวสานเซลส์แมน ได้รับการยกย่องว่าเป็นละครแห่งยุค มิลเลอร์สามารถสะท้อนสภาพสังคม และความฝันของคนอเมริกันชนได้อย่างถึงแก่น และเป็นผลงานชิ้นเอกของมิลเลอร์ ถูกนำมาแสดงเป็นละครเวที และภาพยนตร์หลายครั้งในประเทศไทย ในประเทศไทย. บทละครเรื่องนี้ ภาควิชาวรรณคดีและภาษาต่างประเทศ ชื่อปัจจุบันคือ ภาควิชาภาษาและวรรณคดีอังกฤษ) คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้นำมาแสดงละคอนเวทีสมัยใหม่ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2513 หอประชุมเล็กมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผลงานการแสดงละคอนเรื่องนี้ นับว่าเป็นการรื้อฟื้นและแนะนำการแสดงละคอนเวทีสมัยใหม่แบบสมจริงที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง การละคอนสมัยได้รับความสนใจแพร่หลายในวงกว้างขึ้นนอกเหนือจากรั้วมหาวิทยาลัย อีกทั้งทำให้มีการละคอนเวทีสมัยใหม่เรื่องอื่นๆ ติดตามมา ทีมงานและนักแสดงประกอบด้วยอาจารย์ นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ทั้งที่กำลังศึกษาอยู่และสำเร็จการศึกษาแล้ว (กลุ่มพระจันทร์เสี้ยว) ทั้งจากภาควิชานี้ และคณะอื่นๆ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยมีอาจารย์มัทนี รัตนิน เป็นผู้อำนวยการสร้างและควบคุมการแสดง อาจารย์แกรี่ การ์คิน (Gary Carkin) เป็นผู้กำกับการแสดง ทั้งสองเป็นอาจารย์ภาควิชาวรรณคดีและภาษาต่างประเทศในขณะนั้น สมเด็จพี่นางเธอกัลยาณิวัฒนา ซึ่งทรงเป็นพระอาจารย์คณะศิลปศาสตร์ในสมัยนั้นได้เสด็จทอดพระเนตรการแสดงด้วย การแสดงละคอนเวทีเรื่องนี้ได้รับความสนใจและคำชมเชยอย่างกว้างขวาง หลังจากการแสดงรอบสุดท้ายสิ้นสุดลง ก็มีเสียงเรียกร้องให้กลับมาอีก จึงทำให้มีการจัดแสดงอีกครั้งในปีต่อมาคือ พ.ศ. 2514 การแสดงครั้งที่สองนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถได้แสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรอีกด้วย ทีมงานและผู้แสดงส่วนหนึ่งได้ทำงานสานต่อด้านการละคอนสมัยใหม่ หรืองานที่เกี่ยวข้องในระยะต่อมา ผู้รับบทส่วนหนึ่งได้แก่ เกริกเกียรติ พันธุ์พิพัฒน์ (วิลลี่ โลแมน) นฤมล เทพไชย (ลินดา โลแมน) คำรณ คุณะดิลก (บิฟ) วีรประวัติ วงศ์พัวพันธ์ (แฮปปี้) ยุทธนา มุกดาสนิท (เบอร์นาร์ด) เป็นต้น เคยมีการนำบทละครเรื่องนี้มาสร้างเป็นละครโทรทัศน์ ฉายทางช่อง 3 รับบทโดย พิศาล อัครเศรณี ศรัณยู วงษ์กระจ่าง พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง ธเนศ วรากุลนุเคราะห์ ดนตรีประกอบโดย ศิริศักดิ์ นันทเสน (ติ๊ก ชิโร่)รางวัลที่ได้รับรางวัลที่ได้รับ. - 1949 New York Drama Critics' Circle Best Play - 1949 Pulitzer Prize for Drama - 1949 Tony Award for Best Play - 1984 Drama Desk Award Outstanding Revival - 1984 Tony Award for Best Reproduction - 1999 Tony Award for Best Revival of a Play - 1999 Drama Desk Award Outstanding Revival of a Play
ใครคือผู้ประพันธ์บทละครเรื่องอวสานเซลส์แมนในปีพ.ศ. 2492
{ "answer": [ "อาร์เธอร์ มิลเลอร์" ], "answer_begin_position": [ 144 ], "answer_end_position": [ 162 ] }
3,208
40,085
โอดิน โอดิน เทพเจ้าสูงสุดของชาวยุโรปเหนือ เป็นเทพเจ้าที่ใฝ่หาความรู้ ยึดมั่นในสัจจะ ช่วยเหลือผู้อื่น และออกผจญภัยเพื่อใช้ชีวิตให้คุ้มค่า รบอย่างกล้าหาญเพื่อให้ได้ตายอย่างมีเกียรติในสนามรบ ให้ลูกหลานนำเรื่องราวของตนไปเล่าขานในฐานะวีรบุรุษ และเพื่อให้ดวงวิญญาณได้รับเลือกให้เข้าร่วมกับกองทัพเทพ ร่วมต่อสู้กับยักษ์ในวันสิ้นโลก (ไวกิ้งเป็นตัวอย่างหนึ่งของชนที่นับถือศาสนานี้) แม้เทพโอดินทรงสร้างโลกแต่พระองค์ก็ไม่สามารถล่วงรู้อนาคตของโลกได้ โดยเฉพาะความลับสูงสุดของจักรวาล การถือกำเนิด ชีวิตหลังความตาย และอนาคตของโลก เพื่อให้ทรงทราบความลับเหล่านี้ จึงทรงทรมาณองค์เองโดยผูกเท้าข้างหนึ่งกับพฤกษาที่เป็นแกนกลางของโลก (อิ๊กก์ดราซิล) แทงหอกที่สีข้าง ทรมาณอยู่ถึง 9 วัน 9 คืน จนถึงกับสิ้นพระชนม์ แต่แล้วก็ทรงฟื้นคืนขึ้นมาใหม่โดยไม่เจ็บปวด แต่เต็มเปี่ยมไปด้วยปรีชาญาณ ทรงบันทึกสิ่งที่พระองค์ค้นพบในรูปแบบอักษรศักดิ์สิทธิ์ 24 ตัว เรียกว่า รูนส์ ซึ่งต่อมาทรงพระราชทานรูนส์แก่ชาวโลกเพื่อให้ใช้ในฐานะเทพพยากรณ์ ในที่สุด ทรงล่วงรู้อนาคต รู้วันสิ้นโลก รู้ว่าในวันข้างหน้า โลกจะถึงกาลแตกดับ แต่ก่อนจะถึงวันนั้น พระองค์ จะทะนุถนอมโลกที่ทรงสร้างอย่างดี เพื่อเมื่อถึงวันโลกาวินาศ จะได้มีเทพและมนุษย์ที่หลงเหลืออยู่ไปสร้างโลกใหม่ที่มีความสุข แต่ยังทรงต้องการความรู้เพิ่มเติม จึงทรงไปที่รากของต้นไม้อี๊กก์ดราซิลเพื่อดื่มน้ำพุวิเศษที่ทำให้กลายเป็นผู้รอบรู้ ที่บ่อน้ำพุนี้มียักษ์ตนหนึ่งเฝ้าอยู่ ชื่อมีเมียร์ หากจะทรงถืออำนาจดื่มน้ำพุเลย ในฐานะจอมเทพ ย่อมทรงกระทำได้ แต่พระองค์ไม่ทำเพราะเห็นว่าเป็นการกระทำของคนโฉด จึงทรงแลกเปลี่ยนดวงตาข้างหนึ่ง เพื่อการได้ดื่มน้ำ ยักษ์ยินยอม แล้วพระองค์ก็ทรงดื่มน้ำนั้นจนหมดบ่อ แม้จะทรงมีหอกวิเศษกุงเนียร์ อันเป็นหอกที่ไม่เคยพลาดเป้าเป็นอาวุธ แต่กลับไม่ค่อยได้ใช้อาวุธของพระองค์เท่าใดนัก ว่ากันว่าพระองค์จะได้ใช้หอกนี้อย่างแท้จริงก็คือในวันทำสงครามแร็คนาร็อก แต่อย่างใดก็ดี ก็ไม่ช่วยให้พระองค์รอดพ้นจากคมเขี้ยวของพญาสุนัขป่าเฟนริล์ได้ ทรงมีสัตว์เลี้ยงคืออีกาคู่ และถือเป็นสัญลักษณ์ของพระองค์ ชื่อ ฮูกีน (ความคิด) และมูนีน (ความจำ) อีกาทั้งสองจะบินไปรอบโลก เพื่อนำข่าวคราวของสิ่งที่เกิดขึ้นบนโลกมาแจ้งแก่พระองค์ และทรงเลี้ยงสุนัขป่าขนสีเงินอีกสองตัวคือ เกรี และ เฟรคี สุนัขทั้งสองมักนั่งอยู่แทบพระบาท คอยกินอาหารที่ถูกนำมาถวาย ด้วยพระองค์ไม่โปรดอะไรนอกจากเหล้าน้ำผึ้ง ทรงมีพาหนะคือม้าสเลปไนร์ ซึ่งมีขาถึง 8 ขา จึงทำให้มันวิ่งเร็วกว่าม้าใดๆ ทรงมีมเหสีเอกคือเทวีฟริกก์ และต่อมาทรงรับเทวีเฟรยาเป็นมเหสีอีกองค์ เทวีฟริกกาทรงเปี่ยมไปด้วยเมตตา ปราศจากความอิจฉาริษยา เทวีเฟรายาจึงเคารพพระนางเป็นอย่างยิ่ง ไม่เคยทำอะไรให้มเหสีเอกต้องขุ่นเคืองพระทัย สำหรับผู้ที่เป็นนักพยากรณ์โดยไพ่ทาโรต์ จะคุ้นเคยกับใพ่ใบหนึ่งที่เป็นภาพของคนห้อยหัว ผูกขาข้างหนึ่งไว้กับต้นไม้ ไพ่ใบนี้ชื่อ Hang Man เชื่อกันว่ามีที่มาจากตำนานของเทพโอดินนั่นเอง ดังนั้นไพ่ใบนี้ จึงมีความหมายของการพยากรณ์ การหยุดนิ่งก่อนที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลง การอดทนเพื่อให้ได้มาซึ่งความรู้ การรอคอยโอกาสที่ยังมาไม่ถึง
เทพเจ้าสูงสุดของชาวยุโรปเหนือคือเทพเจ้าองค์ใด
{ "answer": [ "โอดิน" ], "answer_begin_position": [ 84 ], "answer_end_position": [ 89 ] }
3,209
132,152
ธงชาติเกาหลีเหนือ ธงชาติเกาหลีเหนือ มีลักษณะเป็นธงสี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้าง 1 ส่วน ยาว 2 ส่วน พื้นนอกสีน้ำเงิน พื้นในเป็นแถบสีแดงมีขอบสีขาว สัดส่วนแถบธงตามแนวตั้งมีความกว้างเป็น 6:2:17:2:6 ในพื้นสีแดงนั้นมีดาวแดงบนวงกลมพื้นขาว ธงนี้ได้ประกาศใช้เป็นธงชาติเมื่อวันที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2491 ธงนี้มีชื่อเรียกว่า "อินคงกี" แปลว่า "ธงสาธารณรัฐประชาชน" ชื่อนี้ย่อมาจากคำเต็มว่า "โชซอน มินจุจูย อินมิน คงฮวากุก กุกกี" ซึ่งแปลว่า "ธงชาติสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี" หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 เกาหลีเหนือคงยังรวมกับเกาหลีใต้เป็นประเทศเกาหลี เกาหลีเหนือจึงใช้ธงแทกึกกีเป็นธงชาติเช่นเดียวกับเกาหลีใต้ ต่อมาเมื่อเกาหลีเหนือประกาศแยกตัวเป็นสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชน ภายใต้การปกครองระบอบคอมมิวนิสต์ ในปี พ.ศ. 2491 จึงได้เปลี่ยนธงชาติใหม่ให้ใกล้เคียงกับธงชาติสหภาพโซเวียต ซึ่งเป็นรัฐคอมมิวนิสต์ที่ให้การสนับสนุน โดยเอาสีหลักในธงชาติเกาหลีเดิม คือ สีแดง สีขาว และสีน้ำเงิน มาออกแบบเป็นธงชาติใหม่ เน้นให้สีแดงโดดเด่นกว่าสีอื่น และเพิ่มรูปดาวแดง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของลัทธิคอมมิวนิสต์ ลงบนวงกลมพื้นสีขาว ซึ่งก็คือธงชาติของเกาหลีเหนือที่ปรากฏในปัจจุบัน สีแต่ละสีในธงชาติล้วนมีนัยความหมายต่างๆ แฝงอยู่ โดยสีแดงหมายถึงจิตวิญญาณการต่อสู้เพื่อลัทธิสังคมนิยม แถบสีน้ำเงินหมายถึงอำนาจอธิปไตย สันติภาพ และมิตรภาพของประชาชน สีขาวหมายถึงความบริสุทธิ์แห่งอุดมคติของชาติ ดาวแดงหมายถึงความมุ่งหวังถึงความสุขของประชาชน ภายใต้การชี้นำของพรรคแรงงานเกาหลี วงกลมสีขาว (แทกึก) คือสัญลักษณ์ของจักรวาล ตามที่ปรากฏในธงชาติเกาหลีเดิม ซึ่งปัจจุบันคือเกาหลีใต้
ธงชาติเกาหลีเหนือมีชื่อเรียกว่าอะไร
{ "answer": [ "อินคงกี" ], "answer_begin_position": [ 396 ], "answer_end_position": [ 403 ] }
3,210
685,203
วอลเลย์บอลเยาวชนหญิงชิงแชมป์เอเชีย 2008 วอลเลย์บอลเยาวชนหญิงชิงแชมป์เอเชีย 2008 เป็นครั้งที่ 14 ของการแข่งขัน จัดขึ้นที่ไทเป, ประเทศไต้หวัน ระหว่างวันที่ 20 - 28 กันยายน พ.ศ. 2551อันดับการแข่งขัน
การแข่งขันวอลเลย์บอลเยาวชนหญิงชิงแชมป์เอเชียครั้งที่ 14 ในปีค.ศ. 2008 จัดขึ้นที่ประเทศใด
{ "answer": [ "ไต้หวัน" ], "answer_begin_position": [ 246 ], "answer_end_position": [ 253 ] }
3,211
308,774
สาธารณรัฐสโลวีเนียในโอลิมปิกฤดูหนาว 2002 สาธารณรัฐสโลวีเนีย เข้าร่วมแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวครั้งที่ 19 ค.ศ. 2002 (พ.ศ. 2545) ณ เมืองซอลท์เลคซิตี้ สหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 8 กุมภาพันธ์ – 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2545
สาธารณรัฐสโลวีเนียเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวครั้งที่ 19 ในปีค.ศ. 2002 ที่ประเทศใด
{ "answer": [ "สหรัฐอเมริกา" ], "answer_begin_position": [ 264 ], "answer_end_position": [ 276 ] }
3,212
297,411
จับยี่กี จับยี่กี เป็นชื่อการพนันประเภทหนึ่งในประเทศไทยมีแหล่งกำเนิดมาจากประเทศจีน จัดเป็นการพนันลำดับที่ 6 ในบัญชี ก ท้ายพระราชบัญญัติการพนัน พุทธศักราช 2478 พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 นิยามว่า "การเล่นพนันของจีนชนิดหนึ่ง มีไพ่ทำด้วยไม้แผ่นบาง ๆ รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า 12 แผ่น" อุปกรณ์การเล่น ประกอบด้วย ไพ่จีนมีสิบสองใบ หรือจะใช้กระดาษเขียนตัวเลขไว้สิบสองใบก็ได้ ในหมู่คนจีน ไพ่แต่ละใบจะเรียกชื่อว่า อั๊งตี่, โอตี่, อั๊งกือ, โอกือ, อั๊งสือ, โอสือ, อั๊งเผ่า, โอเผ่า, อั๊งเฉีย, โอเฉีย, อั๊งเบ๊ และโอเบ๊ ตามลำดับ นอกจากนี้ ในการเล่นยังมีกล่องทึบไว้สำหรับหย่อนไพ่ด้วย วิธีเล่น เจ้ามือเลือกไพ่มาใบหนึ่งแล้วหย่อนลงกล่อง โดยที่ตนเองรู้ว่าไพ่นั้นออกอะไร แล้วให้ผู้เล่นแทงว่าจะออกอะไร เจ้ามือจึงจะบอกคำตอบก่อนหยิบไพ่ขึ้นชู ปรกติแล้วผู้เล่นมีวิธีเก็งโดยหลอกล่อทำเป็นแทงไพ่ตัวนั้นตัวนี้เพื่อหยั่งดูสีหน้าเจ้ามือ วิธีนี้เรียก "เต๊าะ"
จับยี่กี เป็นชื่อการพนันประเภทหนึ่งในประเทศไทยมีแหล่งกำเนิดมาจากประเทศใด
{ "answer": [ "จีน" ], "answer_begin_position": [ 162 ], "answer_end_position": [ 165 ] }
3,213
686,584
โทพีกา โทพีกา () เป็นเมืองหลวงของรัฐแคนซัส สหรัฐอเมริกา และเป็นเคาน์ตีซีตของชอว์นีเคาน์ตี ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำแคนซัส ทางตอนกลางของชอว์นีเคาน์ตี ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของรัฐแคนซัส บริเวณตอนกลางของสหรัฐอเมริกา จากสำมะโนสหรัฐอเมริกา ค.ศ. 2010 เมืองมีประชากร 127,473 คน ส่วนมหานครโทพีกา ที่รวมถึงชอว์นีเคาน์ตี แจ็กสันเคาน์ตี เจฟเฟอร์สันเคาน์ตี โอซาจเคาน์ตี และวาเบาน์ซีเคาน์ตี มีประชากร 233,870 คน ชื่อ โทพีกา เป็นภาษาแคนซา ที่มีความหมายว่า "ที่ที่เหมาะสำหรับการขุดมันฝรั่ง"
เมืองหลวงของรัฐแคนซัสในประเทศสหรัฐอเมริกามีชื่อว่าอะไร
{ "answer": [ "โทพีกา" ], "answer_begin_position": [ 88 ], "answer_end_position": [ 94 ] }
3,214
752,234
โตกวัตบาบอย โตกวัตบาบอย (, "เต้าหู้กับหมู") เป็นอาหารฟิลิปปินส์ ประกอบด้วยหูหมู หมูสามชั้น และเต้าหู้ทอด เติมส่วนผสมของซีอิ๊ว น้ำซุปหมู น้ำส้มสายชู หอมใหญ่หั่น และพริก บางครั้งรับประทานเป็นอาหารว่างหรือกินกับข้าวและโจ๊กหมู คำว่าโตกวามาจากภาษาลันนังหมายถึงเต้าหู้ บาบอยเป็นภาษาตากาล็อกหมายถึงหมู ส่วนอัตหมายถึงและ
โตกวัตบาบอยหรือเต้าหู้กับหมู เป็นอาหารของชาติใด
{ "answer": [ "ฟิลิปปินส์" ], "answer_begin_position": [ 139 ], "answer_end_position": [ 149 ] }
3,215
132,802
ยอดเขาชิมโบราโซ ชิมโบราโซ (Chimborazo) เป็นภูเขาไฟที่เป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาแอนดีส ตั้งอยู่ตอนกลางของประเทศเอกวาดอร์ อเมริกาใต้ ห่างจากกรุงกีโตไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 150 กิโลเมตร เป็นภูเขาไฟที่สงบแล้ว การระเบิดครั้งสุดท้ายเกิดเมื่อประมาณ ค.ศ. 640 ± 500 ปี ยอดเขาชิมโบราโซ มีความสูง 6,268.2 เมตร จากระดับน้ำทะเล ยอดเขาชิมโบราโซนี้ได้รับการบันทึกว่าเป็นจุดที่สูงที่สุดในโลก เมื่อวัดจากจุดศูนย์กลางโลก เป็นระยะทาง 6,384,412 เมตร (6,384 กิโลเมตร) จากแกนโลกถึงยอดเขา แต่เมื่อวัดจากระดับน้ำทะเล จะเตี้ยกว่ายอดเขาเอเวอเรสต์ 2,150 เมตร
ภูเขาไฟชิมโบราโซในทวีปอเมริกาใต้เป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาใด
{ "answer": [ "แอนดีส" ], "answer_begin_position": [ 167 ], "answer_end_position": [ 173 ] }
3,216
132,802
ยอดเขาชิมโบราโซ ชิมโบราโซ (Chimborazo) เป็นภูเขาไฟที่เป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาแอนดีส ตั้งอยู่ตอนกลางของประเทศเอกวาดอร์ อเมริกาใต้ ห่างจากกรุงกีโตไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 150 กิโลเมตร เป็นภูเขาไฟที่สงบแล้ว การระเบิดครั้งสุดท้ายเกิดเมื่อประมาณ ค.ศ. 640 ± 500 ปี ยอดเขาชิมโบราโซ มีความสูง 6,268.2 เมตร จากระดับน้ำทะเล ยอดเขาชิมโบราโซนี้ได้รับการบันทึกว่าเป็นจุดที่สูงที่สุดในโลก เมื่อวัดจากจุดศูนย์กลางโลก เป็นระยะทาง 6,384,412 เมตร (6,384 กิโลเมตร) จากแกนโลกถึงยอดเขา แต่เมื่อวัดจากระดับน้ำทะเล จะเตี้ยกว่ายอดเขาเอเวอเรสต์ 2,150 เมตร
ยอดเขาใดเป็นจุดที่สูงที่สุดในโลกเมื่อวัดจากจุดศูนย์กลางโลก
{ "answer": [ "ยอดเขาชิมโบราโซ" ], "answer_begin_position": [ 409 ], "answer_end_position": [ 424 ] }
3,217
426,319
หอสมุดเซี่ยงไฮ้ หอสมุดเซี่ยงไฮ้ (; ) เป็นหอสมุดที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับที่สองในประเทศจีนถัดจากหอสมุดแห่งชาติของประเทศจีนในกรุงปักกิ่ง หอสมุดเซี่ยงไฮ้ตั้งอยู่ที่นครเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน ที่ 24 โซน และสูง 348 ฟุต (106 เมตร) ซึ่งจัดเป็นหอสมุดที่สูงที่สุดในโลก โดยอาคารมีลักษณะเหมือนประภาคารขนาดยักษ์ประวัติช่วงแรก ประวัติช่วงแรก. หอสมุดแห่งแรกในเซี่ยงไฮ้ถูกสร้างขึ้นใน ค.ศ. 1847 โดยมีชื่อของหอสมุดคือ หอสมุดสูเจียหุ้ย ใน ค.ศ. 1925 หอสมุดเซี่ยงไฮ้ตะวันออก ซึ่งเป็นหอสมุดแห่งแรกที่ดำเนินการโดยประเทศจีนได้เปิดการให้บริการ ใน ค.ศ. 1950 คณะกรรมธิการการจัดการมรดกทางวัฒนธรรมเซี่ยงไฮ้ ได้เริ่มการรณรงค์ในการจัดเก็บหนังสือและสิ่งเกี่ยวของกับปีต่างๆ การเก็บรวบรวมได้เพิ่มขึ้นกว่า 200,000 ฉบับ นักวิชาการและบุคคลที่มีชื่อเสียงหลายท่านได้ร่วมแบ่งปัน และบางท่านก็ได้ร่วมบริจาคเงินครั้งใหญ่ ทางคณะกรรมการเองก็ริเริ่มจัดซื้อหนังสือจากต่างประเทศการเข้าถึงทางอินเทอร์เน็ต การเข้าถึงทางอินเทอร์เน็ต. บริเวณชั้นล่างมีห้องพักที่มีบริการเชื่อมต่อทางอินเทอร์เน็ตโดยคิดอัตราค่าบริการ 4 หยวนต่อหนึ่งชั่วโมง เวลาเปิดทำการคือทุกวันตั้งแต่ 9 ถึง 20:30 น.สถานที่ตั้ง สถานที่ตั้ง. หอสมุดตั้งอยู่ ณ อาคารเลขที่ 1557 หวยไห่ จง ลู่ เขตสูหุ้ยของเซี่ยงไฮ้ (ที่อยู่หอสมุดเซี่ยงไฮ้ในอักษรจีนตัวย่อ คือ 上海市徐汇区1557淮海中路,复兴中路; พินอิน: ซั่งไห่ซื่อ สูหุ้ยชือ 1557 หวยไห่ จง ลู่, ฟู่ชิงจง ลู่)
หอสมุดที่สูงที่สุดในโลกคือหอสมุดใด
{ "answer": [ "หอสมุดเซี่ยงไฮ้" ], "answer_begin_position": [ 106 ], "answer_end_position": [ 121 ] }
3,218
426,319
หอสมุดเซี่ยงไฮ้ หอสมุดเซี่ยงไฮ้ (; ) เป็นหอสมุดที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับที่สองในประเทศจีนถัดจากหอสมุดแห่งชาติของประเทศจีนในกรุงปักกิ่ง หอสมุดเซี่ยงไฮ้ตั้งอยู่ที่นครเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน ที่ 24 โซน และสูง 348 ฟุต (106 เมตร) ซึ่งจัดเป็นหอสมุดที่สูงที่สุดในโลก โดยอาคารมีลักษณะเหมือนประภาคารขนาดยักษ์ประวัติช่วงแรก ประวัติช่วงแรก. หอสมุดแห่งแรกในเซี่ยงไฮ้ถูกสร้างขึ้นใน ค.ศ. 1847 โดยมีชื่อของหอสมุดคือ หอสมุดสูเจียหุ้ย ใน ค.ศ. 1925 หอสมุดเซี่ยงไฮ้ตะวันออก ซึ่งเป็นหอสมุดแห่งแรกที่ดำเนินการโดยประเทศจีนได้เปิดการให้บริการ ใน ค.ศ. 1950 คณะกรรมธิการการจัดการมรดกทางวัฒนธรรมเซี่ยงไฮ้ ได้เริ่มการรณรงค์ในการจัดเก็บหนังสือและสิ่งเกี่ยวของกับปีต่างๆ การเก็บรวบรวมได้เพิ่มขึ้นกว่า 200,000 ฉบับ นักวิชาการและบุคคลที่มีชื่อเสียงหลายท่านได้ร่วมแบ่งปัน และบางท่านก็ได้ร่วมบริจาคเงินครั้งใหญ่ ทางคณะกรรมการเองก็ริเริ่มจัดซื้อหนังสือจากต่างประเทศการเข้าถึงทางอินเทอร์เน็ต การเข้าถึงทางอินเทอร์เน็ต. บริเวณชั้นล่างมีห้องพักที่มีบริการเชื่อมต่อทางอินเทอร์เน็ตโดยคิดอัตราค่าบริการ 4 หยวนต่อหนึ่งชั่วโมง เวลาเปิดทำการคือทุกวันตั้งแต่ 9 ถึง 20:30 น.สถานที่ตั้ง สถานที่ตั้ง. หอสมุดตั้งอยู่ ณ อาคารเลขที่ 1557 หวยไห่ จง ลู่ เขตสูหุ้ยของเซี่ยงไฮ้ (ที่อยู่หอสมุดเซี่ยงไฮ้ในอักษรจีนตัวย่อ คือ 上海市徐汇区1557淮海中路,复兴中路; พินอิน: ซั่งไห่ซื่อ สูหุ้ยชือ 1557 หวยไห่ จง ลู่, ฟู่ชิงจง ลู่)
หอสมุดเซี่ยงไฮ้เป็นหอสมุดที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับที่เท่าใดในประเทศจีน
{ "answer": [ "สอง" ], "answer_begin_position": [ 163 ], "answer_end_position": [ 166 ] }
3,219
107,228
แฮร์รี่ พอตเตอร์กับภาคีนกฟีนิกซ์ แฮร์รี่ พอตเตอร์กับภาคีนกฟีนิกซ์ (Harry Potter and the Order of the Phoenix) คือหนังสือเล่มที่ห้าในหนังสือชุดแฮร์รี่ พอตเตอร์ โดย เจ.เค. โรว์ลิ่ง และแปลเป็นภาษาไทยโดยสุมาลี จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์นานมีบุ๊คส์ เป็นภาคที่ยาวที่สุด ออกวางจำหน่ายเมื่อ 21 มิถุนายน ค.ศ. 2003 15 มิถุนายน ค.ศ. 2003 ก่อนที่หนังสือเล่มใหม่ 7,680 เล่ม มูลค่าราว 130,000 ปอนด์ (8,840,000 บาท)จะวางจำหน่าย หนังสืออยู่ในรถบรรทุกจอดอยู่ที่โกดังในเมืองนิวตัน-เลอ-วิลโลว์ ใกล้กับเมืองลิเวอร์พูลได้ถูกโจรกรรม โดยในวันถัดมาตำรวจพบรถคันดังกล่าวจอดทิ้งที่เมืองแซลฟอร์ด ห่างออกไป 29 กม. แต่หนังสือทั้งหมดหายไปอย่างไร้ร่องรอยเนื้อเรื่อง เนื้อเรื่อง. แฮร์รี่ พอตเตอร์ อายุสิบห้าปี ไม่ได้ข่าวคราวจากโลกเวทมนตร์ตลอดช่วงปิดเทอมแม้จะคอยแอบฟังข่าวนอกหน้าต่างห้องนั่งเล่นของพวกเดอร์สลีย์ก็ตาม เขาหลบไปอยู่ที่ถนนแม็กโนเลียหลังจากถูกพวกเดอร์สลีย์ว่ากล่าว ระหว่างนั่งเล่นอยู่ที่ชิงช้า แฮร์รี่เจอดัดลีย์กับเพื่อน จึงระบายอารมณ์โดยหาเรื่องกับดัดลีย์ ขณะที่ทั้งสองกำลังทะเลาะกัน ผู้คุมวิญญาณสองตนก็เข้ามาจู่โจมจนดัดลีย์เกือบได้รับจุมพิตถ้าแฮร์รี่ไม่เสกคาถาผู้พิทักษ์ช่วยไว้เสียก่อน หลังจากนั้นมิสซิส ฟิกก์ หญิงแก่ที่แฮร์รี่เคยไปอยู่ด้วยเมื่อเดอร์สลีย์ให้ไปอยู่นอกบ้านก็มาพาพวกเขากลับบ้าน ปรากฏว่ามิสซิส ฟิกก์เป็นสควิบที่คอยติดตามดูแฮร์รี่ตามคำสั่งของดัมเบิลดอร์ และมีผู้ช่วยคือ มันดังกัส เฟลชเชอร์ เหตุการณ์นี้ทำให้แฮร์รี่ได้รับจดหมายจากกระทรวงเวทมนตร์แจ้งว่าเขาจะต้องถูกสอบสวนข้อหาใช้เวทมนตร์โดยไม่ได้รับอนุญาต และอาจถูกไล่ออกจากโรงเรียนและหักไม้กายสิทธิ์ พวกเดอร์สลีย์เมื่อเห็นสภาพของดัดลีย์ตอนที่แฮร์รี่พยุงเข้ามาในบ้าน ก็ต่อว่าแฮร์รี่และพยายามจะไล่แฮร์รี่ออกไป แต่ทันใดนั้นเอง นกฮูกตัวหนึ่งก็นำจดหมายกัมปนาทมาให้เพ็ตทูเนีย จดหมายพูดเสียงดังก้องว่า "จำคำฉันไว้" ดัดลีย์พยายามจะให้แฮร์รี่ออกจากบ้านแต่ เพ็ตทูเนียบอกว่าไม่ได้ คืนวันหนึ่งพวกเดอร์สลีย์ไม่อยู่บ้าน คนกลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นกลุ่มภาคีนกฟีนิกซ์(กลุ่มที่จัดตั้งขึ้นเพื่อต่อต้านโวลเดอมอร์, โดยมี อัลบัส ดัมเบิลดอร์ เป็นหัวหน้า รวมไปถึง ท็องส์, แม้ด-อาย มู้ดดี้, รีมัส ลูปิน, คิงสลีย์ ชักเคิ้ลโบลต์, เอลเฟียส ดอจ์, ดีดาลัส ดิกเกิ้ล, เอมมาลีน แวนซ์ ,สเตอกีส พอดมอร์ ได้รับรับคำสั่งให้พาแฮร์รี่ไปที่ บ้านเลขที่ 12 กริมโมลด์ เพลซ ซึ่งเป็นบ้านของซีเรียส และเป็นที่ที่ภาคีประชุมกัน บ้านนี้ยังมีครอบครัววีสลีย์ ซึ่งมาช่วยทำความสะอาดบ้าน เฮอร์ไมโอนี่ เกรนเจอร์ และคนอื่นๆ เช่น เซเวอรัส สเนป(ซึ่งไม่ค่อยมาเท่าไร), ครีเชอร์ (เอลฟ์ ประจำบ้านที่ดูถูก และไม่ชอบใครๆเลย โดยเฉพาะพวกเลือดสีโคลน)หลังจากนั้น รอน วีสลีย์ และเฮอร์ไมโอนี่ก็เล่าทุกอย่างให้แฮร์รี่ฟังว่าทำไมพวกเขาถึงส่งจดหมายถึงแฮร์รี่ไม่ได้ และการประชุมลึกลับที่ เฟรด กับ จอร์จ วีสลีย์ ใช้หูยืดยาวแอบฟังแต่ตอนหลังโดนจับได้ ระหว่างที่อยู่บ้าน เดอร์สลีย์ กับซิเรียส แฮร์รี่ฝันถึงประตูแปลกประหลาดบานหนึ่งที่อยู่ไกลออกไป แต่เขาก็ไม่ได้เอามาใส่ใจ จนเมื่อถึงวันที่ แฮร์รี่ต้องไปฟังคำพิพากษา มิสเตอร์วีสลีย์ เป็นคนไปส่งโดยใช้วิธีที่เขาไม่เคยใช้มาก่อนในการเข้าไปในที่ทำงาน เมื่อไปถึงแฮร์รี่สังเกตเห็นประตูบานหนึ่งที่คล้ายกับที่เขาฝัน เป็นครั้งแรกที่เขาได้เรียนรู้เกี่ยวกับหน้าที่แปลกประหลาดใหม่ในกระทรวงนั่นก็คือ ผู้ปิดปากเงียบ ในระหว่างการฟังคำพิพากษาทำนาย ดัมเบิลดอร์เป็นผู้ช่วยให้แฮร์รี่ รอดจากทุกอย่าง แต่มีบางสิ่งแปลกไปเมื่อเขาพยายามจะเรียกดัมเบิลดอร์เพื่อขอบคุณ แฮร์รี่กลับไปที่โรงเรียนฮอกวอตส์ และพบว่ากระทรวงพยายามจะยึดครองฮอกวอตส์และปิดข่าวเกี่ยวกับการกลับมาของโวลเดอมอร์ แฮร์รี่ถูกมองเป็นตัวประหลาด ดัมเบิลดอร์ถูกยึดเหรียญตรา และถูกถอดถอนจากตำแหน่งต่าง ๆ แต่ยังมิได้ละทิ้งตำแหน่งอาจารย์ใหญ่แห่งฮอกวอตส์ ปีการศึกษาที่ห้าเริ่มต้นด้วยการประกาศข่าวโดยดัมเบิลดอร์ว่าอาจารย์ป้องกันตัวจากศาสตร์มืดคนใหม่คือ โดโรเลส อัมบริดจ์ แฮกริดไม่อยู่ที่โรงเรียน เมื่อพวกแฮร์รี่ มีช่วงเรียน กับอัมบริดจ์ เธอไม่ยอมให้ใครเรียนเกี่ยวกับการป้องกันตัวแบบปฏิบัติ แต่ให้อ่านหนังสือเกี่ยวกับการป้องกันตัวแทน นักเรียนหลายคนประท้วงเรื่องนี้ จนแฮร์รี่พูดออกมาว่าโวลเดอมอร์กลับมา อัมบริดจ์ลงโทษกักบริเวณแฮร์รี่และให้คัดลายมือกับเธอในออฟฟิศ หลังจากที่แฮร์รี่กลับเข้ามาในห้องรวมกริฟฟินดอร์ เฮอร์ไมโอนี่ห็นรอยแดงบนมือของแฮร์รี่ ซึ่งเกิดจากปากกาขนนกที่เขียนด้วยเลือดแทนหมึก พวกแฮร์รี่ทนไม่ไหวที่แต่ละวันไม่ได้เรียนเกี่ยวกับการป้องกันตัวแบบจริงๆ เฮอร์ไมโอนี่วางแผนทั้งหมดให้แฮร์รี่เป็นหัวหน้าของทีม และมีคนหลายคนที่มาเข้าร่วมโดยทำการลับๆใน ห้องต้องประสงค์ภายใต้ชื่อทีมว่า กองทัพ ดัมเบิลดอร์ พวกเขาเรียนการป้องกันตัวจริงๆในห้องนั้น เรียนคาถาเดียวกับที่แฮร์รี่ทำได้ เช่น คาถาเสกผู้พิทักษ์ และเรียนจากหนังสือที่เฮอร์ไมโอนี่ได้มาจากห้องสมุด ไม่นานหลังจากที่ อัมบริดจ์ตั้งกฎมากมายเพื่อต่อต้านโรงเรียน เธอเองได้รับแต่งตั้งให้เป็นคนตรวจการเรียนการสอนของอาจารย์แต่ละคน หลังจากที่ประมวลผลออกมาแล้ว ซีบิล ทรีลอว์นีย์ ถูกไล่ออก แต่ดัมเบิลดอร์ออกมาช่วยเหลือ อัมบริดจ์รู้แผนการของแฮร์รี่จึงออกกฎห้ามการรวมกลุ่มโดยไม่ได้รับอนุญาตไม่ว่าเพื่อวัตถุประสงค์ใดก็ตาม และเธอก็จัดกลุ่มของเธอเพื่อคอยตรวจสอบความประพฤติของนักเรียนแทนเธอ รวมทั้งคอยจับตาดูแฮร์รี่ พอตเตอร์ กลุ่มนักเรียนของเธอรวมไปถึง แครบ กอยล์ และ เดรโก มัลฟอย ซึ่งคอยจับตาดูและพยายามจะเข้าไปในห้องต้องประสงค์ และวันนั้นก็มาถึง พวกอัมบริดจ์และมัลฟอยบุกเข้าไปในห้องต้องประสงค์ได้โดยมีหนอนบ่อนไส้ กองทัพดัมเบิลดอร์หนีกันออกไปเหลือแต่แฮร์รี่ รอน และ เฮอร์ไมโอนี่ หลังจากนั้นแฮร์รี่ถูกคัดออกจากทีมควิชดิชไม่ให้เล่นเป็นซีกเกอร์ ทุกครั้งที่แฮร์รี่พูดถึงโวลเดอมอร์ อัมบริดจ์จะให้บทลงโทษกับแฮร์รี่อย่างเคย จนแผลเป็นบนหลังมือของเขาปรากฏชัดขึ้น คืนหนึ่งแฮร์รี่ฝันเห็นว่าโวลเดอมอร์กำลังทำร้ายมิสเตอร์วีสลีย์ เขาเรียกรอนซึ่งคิดว่าเป็นแค่ฝัน แต่มักกัลนากัล เกรงว่าจะเป็นเรื่องจริง จึงส่งพวกเขากลับไปที่ กริมโมลด์ เพลซ ต่อมาพวกเขาได้ไปเยี่ยม มิสเตอร์ วีสลีย์ที่โรงพยาบาลเซ็นต์ มังโก ในโรงพยาบาลยังพบพ่อแม่ของเนวิลล์ และ กิลเดอรอย ล็อกฮาร์ต หลังจากที่เยี่ยมเสร็จแล้ว พวกเขาก็กลับมาที่ฮอกวอตส์อีกครั้ง ฟีเรนเซ่ (เซ็นทอร์)มาเป็นอาจารย์สอนการทำนายคนใหม่แทนทรีลอว์นีย์ การเรียนก็หนักขึ้นสำหรับแฮร์รี่เมื่อเขาต้องเรียนวิชาพิเศษ และฝึกคาถาสกัดใจกับสเนป เพื่อไม่ให้โวลเดอมอร์อ่านใจเขาได้ แต่ก็ดูจะไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เมื่อแฮร์รี่ทนไม่ไหวเขาจึงสะท้อนคาถากลับเข้าสเนป ทำใหได้เข้าไปในความทรงจำฝังใจของสเนป หลังจากการฝึกอันสาหัส การสอบ ว.พ.ร.ส กำลังมาถึง พวกปีห้าทั้งหมดถูกตั้งคำถามว่าอยากเป็นอะไรในอนาคต เพื่อเป็นแนวทางว่าเขาต้องเรียนอย่างไรต่อไป แฮร์รี่อยากเป็น มือปราบมาร ดัมเบิลดอร์ถูกขับไล่จากโรงเรียนแต่เขาหนีได้อย่างสง่างาม การสอบมาถึง เป็นเวลาเดียวกับที่ เฟร็ดและจอร์จ เริ่มวางแผนเกี่ยวกับการออกจากโรงเรียนก่อนจบปีเจ็ด ระหว่างสอบมีการต่อสู้เกิดขึ้น เฟร็ดกับจอร์จ จัดการให้อัมบริดจ์ปั่นป่วนและหัวหมุนอย่างหนัก และขี่ไม้กวาดออกจากโรงเรียนไปซึ่งทุกคนในโรงเรียนได้เห็น แฮกริดถูกไล่ออกเมื่อเขากลับมาหลังจากแฮร์รี่เข้าเรียนมาประมาณสองสามเดือน แต่ได้บอกเกี่ยวกับกรอพว์น้องยักษ์ของเขาไว้ รวมทั้งเล่าเรื่องราวที่เขาหายตัวไปหลายเดือนว่าได้รับคำสั่งจากดัมเบิลดอร์ให้ไปชักชวนยักษ์มาเป็นพวก คืนหนึ่งแฮร์รี่ฝันว่าซิเรียสถูกทำร้ายอย่างรุนแรงเขาบอกพวกรอน และ เฮอร์ไมโอนี่ และบอก กลุ่ม ก.ด. บางคน จินนี่ วีสลีย์, ลูน่า เลิฟกู๊ด, กับ เนวิลล์ ลองบัทท่อม เพื่อช่วยให้เขาเข้าไปใช้เตาผิงที่ไม่ถูกดัก เพื่อติดต่อว่าฝันของเขาเป็นความจริงหรือไม่ ระหว่างนั้นเจอครีเชอร์ซึ่งบอกว่าซิเรียสไม่อยู่ ไม่นานเขาถูกจับโดยอัมบริดจ์กับพวกมัลฟอย จัดการพวกของเขาที่คอยดูข้างนอก เฮอร์ไมโอนี่ หลอกอัมบริดจ์ว่าดัมเบิลดอร์ซ่อนอาวุธไว้ในป่าและพาเธอเข้าไปเจอกรอพว์ พวกเซนทอร์โจมตีอัมบริดจ์ เธอด่าพวกนั้นกลับไป จึงถูกจับไปลงโทษ กลับไปในปราสาททุกคนหนีออกมาจากเงื้อมมือของพวกมัลฟอยได้ และตัดสินใจจะบินไปที่ กระทรวงโดยเธรสตอล เมื่อไปถึงเขาหาห้องที่อยู่ในฝันและพบว่าสิ่งที่โวลเดอมอร์ต้องการคือลูกแก้วแห่งคำทำนาย พวกผู้เสพความตายเข้ามาโจมตี และบอกว่าเป็นกับดัก ซิเรียสเข้ามาช่วยแฮร์รี่ได้ทันก่อนแฮร์รี่จะให้ลูกแก้วแก่ ลูเซียส มัลฟอยไป พวกภาคีเข้ามาช่วยอีกกลุ่ม เบลลาทริกซ์ เลสเตรนจ์ ต่อสู้กับ ซิเรียส และทำให้ซีเรียสตกเข้าไปในม่านแปลกม่านหนึ่ง แฮร์รี่มารู้ตอนหลังว่าซิเรียสได้ตายจากเขาไปแล้ว โวลเดอมอร์เผชิญหน้ากับดัมเบิลดอร์ตอนหลัง และโวลเดอมอร์ก็หายไป ในขณะเดียวกับที่ ฟัดจ์ กับคนในกระทรวงกลุ่มหนึ่งมาเห็นพอดี ดัมเบิลดอร์บอกว่ามีการเชื่อมโยงเกี่ยวกับโวลเดอมอร์กับแฮร์รี่ เขาจึงไม่ต้องการมองหรือคุยกับแฮร์รี่เพราะโวลเดอมอร์อาจรู้ได้ และบอกด้วยว่า สงครามเริ่มขึ้นแล้ว
หนังสือลำดับที่ห้าในหนังสือชุดแฮร์รี่ พอตเตอร์มีชื่อว่าอะไร
{ "answer": [ "แฮร์รี่ พอตเตอร์กับภาคีนกฟีนิกซ์" ], "answer_begin_position": [ 140 ], "answer_end_position": [ 172 ] }
3,220
107,228
แฮร์รี่ พอตเตอร์กับภาคีนกฟีนิกซ์ แฮร์รี่ พอตเตอร์กับภาคีนกฟีนิกซ์ (Harry Potter and the Order of the Phoenix) คือหนังสือเล่มที่ห้าในหนังสือชุดแฮร์รี่ พอตเตอร์ โดย เจ.เค. โรว์ลิ่ง และแปลเป็นภาษาไทยโดยสุมาลี จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์นานมีบุ๊คส์ เป็นภาคที่ยาวที่สุด ออกวางจำหน่ายเมื่อ 21 มิถุนายน ค.ศ. 2003 15 มิถุนายน ค.ศ. 2003 ก่อนที่หนังสือเล่มใหม่ 7,680 เล่ม มูลค่าราว 130,000 ปอนด์ (8,840,000 บาท)จะวางจำหน่าย หนังสืออยู่ในรถบรรทุกจอดอยู่ที่โกดังในเมืองนิวตัน-เลอ-วิลโลว์ ใกล้กับเมืองลิเวอร์พูลได้ถูกโจรกรรม โดยในวันถัดมาตำรวจพบรถคันดังกล่าวจอดทิ้งที่เมืองแซลฟอร์ด ห่างออกไป 29 กม. แต่หนังสือทั้งหมดหายไปอย่างไร้ร่องรอยเนื้อเรื่อง เนื้อเรื่อง. แฮร์รี่ พอตเตอร์ อายุสิบห้าปี ไม่ได้ข่าวคราวจากโลกเวทมนตร์ตลอดช่วงปิดเทอมแม้จะคอยแอบฟังข่าวนอกหน้าต่างห้องนั่งเล่นของพวกเดอร์สลีย์ก็ตาม เขาหลบไปอยู่ที่ถนนแม็กโนเลียหลังจากถูกพวกเดอร์สลีย์ว่ากล่าว ระหว่างนั่งเล่นอยู่ที่ชิงช้า แฮร์รี่เจอดัดลีย์กับเพื่อน จึงระบายอารมณ์โดยหาเรื่องกับดัดลีย์ ขณะที่ทั้งสองกำลังทะเลาะกัน ผู้คุมวิญญาณสองตนก็เข้ามาจู่โจมจนดัดลีย์เกือบได้รับจุมพิตถ้าแฮร์รี่ไม่เสกคาถาผู้พิทักษ์ช่วยไว้เสียก่อน หลังจากนั้นมิสซิส ฟิกก์ หญิงแก่ที่แฮร์รี่เคยไปอยู่ด้วยเมื่อเดอร์สลีย์ให้ไปอยู่นอกบ้านก็มาพาพวกเขากลับบ้าน ปรากฏว่ามิสซิส ฟิกก์เป็นสควิบที่คอยติดตามดูแฮร์รี่ตามคำสั่งของดัมเบิลดอร์ และมีผู้ช่วยคือ มันดังกัส เฟลชเชอร์ เหตุการณ์นี้ทำให้แฮร์รี่ได้รับจดหมายจากกระทรวงเวทมนตร์แจ้งว่าเขาจะต้องถูกสอบสวนข้อหาใช้เวทมนตร์โดยไม่ได้รับอนุญาต และอาจถูกไล่ออกจากโรงเรียนและหักไม้กายสิทธิ์ พวกเดอร์สลีย์เมื่อเห็นสภาพของดัดลีย์ตอนที่แฮร์รี่พยุงเข้ามาในบ้าน ก็ต่อว่าแฮร์รี่และพยายามจะไล่แฮร์รี่ออกไป แต่ทันใดนั้นเอง นกฮูกตัวหนึ่งก็นำจดหมายกัมปนาทมาให้เพ็ตทูเนีย จดหมายพูดเสียงดังก้องว่า "จำคำฉันไว้" ดัดลีย์พยายามจะให้แฮร์รี่ออกจากบ้านแต่ เพ็ตทูเนียบอกว่าไม่ได้ คืนวันหนึ่งพวกเดอร์สลีย์ไม่อยู่บ้าน คนกลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นกลุ่มภาคีนกฟีนิกซ์(กลุ่มที่จัดตั้งขึ้นเพื่อต่อต้านโวลเดอมอร์, โดยมี อัลบัส ดัมเบิลดอร์ เป็นหัวหน้า รวมไปถึง ท็องส์, แม้ด-อาย มู้ดดี้, รีมัส ลูปิน, คิงสลีย์ ชักเคิ้ลโบลต์, เอลเฟียส ดอจ์, ดีดาลัส ดิกเกิ้ล, เอมมาลีน แวนซ์ ,สเตอกีส พอดมอร์ ได้รับรับคำสั่งให้พาแฮร์รี่ไปที่ บ้านเลขที่ 12 กริมโมลด์ เพลซ ซึ่งเป็นบ้านของซีเรียส และเป็นที่ที่ภาคีประชุมกัน บ้านนี้ยังมีครอบครัววีสลีย์ ซึ่งมาช่วยทำความสะอาดบ้าน เฮอร์ไมโอนี่ เกรนเจอร์ และคนอื่นๆ เช่น เซเวอรัส สเนป(ซึ่งไม่ค่อยมาเท่าไร), ครีเชอร์ (เอลฟ์ ประจำบ้านที่ดูถูก และไม่ชอบใครๆเลย โดยเฉพาะพวกเลือดสีโคลน)หลังจากนั้น รอน วีสลีย์ และเฮอร์ไมโอนี่ก็เล่าทุกอย่างให้แฮร์รี่ฟังว่าทำไมพวกเขาถึงส่งจดหมายถึงแฮร์รี่ไม่ได้ และการประชุมลึกลับที่ เฟรด กับ จอร์จ วีสลีย์ ใช้หูยืดยาวแอบฟังแต่ตอนหลังโดนจับได้ ระหว่างที่อยู่บ้าน เดอร์สลีย์ กับซิเรียส แฮร์รี่ฝันถึงประตูแปลกประหลาดบานหนึ่งที่อยู่ไกลออกไป แต่เขาก็ไม่ได้เอามาใส่ใจ จนเมื่อถึงวันที่ แฮร์รี่ต้องไปฟังคำพิพากษา มิสเตอร์วีสลีย์ เป็นคนไปส่งโดยใช้วิธีที่เขาไม่เคยใช้มาก่อนในการเข้าไปในที่ทำงาน เมื่อไปถึงแฮร์รี่สังเกตเห็นประตูบานหนึ่งที่คล้ายกับที่เขาฝัน เป็นครั้งแรกที่เขาได้เรียนรู้เกี่ยวกับหน้าที่แปลกประหลาดใหม่ในกระทรวงนั่นก็คือ ผู้ปิดปากเงียบ ในระหว่างการฟังคำพิพากษาทำนาย ดัมเบิลดอร์เป็นผู้ช่วยให้แฮร์รี่ รอดจากทุกอย่าง แต่มีบางสิ่งแปลกไปเมื่อเขาพยายามจะเรียกดัมเบิลดอร์เพื่อขอบคุณ แฮร์รี่กลับไปที่โรงเรียนฮอกวอตส์ และพบว่ากระทรวงพยายามจะยึดครองฮอกวอตส์และปิดข่าวเกี่ยวกับการกลับมาของโวลเดอมอร์ แฮร์รี่ถูกมองเป็นตัวประหลาด ดัมเบิลดอร์ถูกยึดเหรียญตรา และถูกถอดถอนจากตำแหน่งต่าง ๆ แต่ยังมิได้ละทิ้งตำแหน่งอาจารย์ใหญ่แห่งฮอกวอตส์ ปีการศึกษาที่ห้าเริ่มต้นด้วยการประกาศข่าวโดยดัมเบิลดอร์ว่าอาจารย์ป้องกันตัวจากศาสตร์มืดคนใหม่คือ โดโรเลส อัมบริดจ์ แฮกริดไม่อยู่ที่โรงเรียน เมื่อพวกแฮร์รี่ มีช่วงเรียน กับอัมบริดจ์ เธอไม่ยอมให้ใครเรียนเกี่ยวกับการป้องกันตัวแบบปฏิบัติ แต่ให้อ่านหนังสือเกี่ยวกับการป้องกันตัวแทน นักเรียนหลายคนประท้วงเรื่องนี้ จนแฮร์รี่พูดออกมาว่าโวลเดอมอร์กลับมา อัมบริดจ์ลงโทษกักบริเวณแฮร์รี่และให้คัดลายมือกับเธอในออฟฟิศ หลังจากที่แฮร์รี่กลับเข้ามาในห้องรวมกริฟฟินดอร์ เฮอร์ไมโอนี่ห็นรอยแดงบนมือของแฮร์รี่ ซึ่งเกิดจากปากกาขนนกที่เขียนด้วยเลือดแทนหมึก พวกแฮร์รี่ทนไม่ไหวที่แต่ละวันไม่ได้เรียนเกี่ยวกับการป้องกันตัวแบบจริงๆ เฮอร์ไมโอนี่วางแผนทั้งหมดให้แฮร์รี่เป็นหัวหน้าของทีม และมีคนหลายคนที่มาเข้าร่วมโดยทำการลับๆใน ห้องต้องประสงค์ภายใต้ชื่อทีมว่า กองทัพ ดัมเบิลดอร์ พวกเขาเรียนการป้องกันตัวจริงๆในห้องนั้น เรียนคาถาเดียวกับที่แฮร์รี่ทำได้ เช่น คาถาเสกผู้พิทักษ์ และเรียนจากหนังสือที่เฮอร์ไมโอนี่ได้มาจากห้องสมุด ไม่นานหลังจากที่ อัมบริดจ์ตั้งกฎมากมายเพื่อต่อต้านโรงเรียน เธอเองได้รับแต่งตั้งให้เป็นคนตรวจการเรียนการสอนของอาจารย์แต่ละคน หลังจากที่ประมวลผลออกมาแล้ว ซีบิล ทรีลอว์นีย์ ถูกไล่ออก แต่ดัมเบิลดอร์ออกมาช่วยเหลือ อัมบริดจ์รู้แผนการของแฮร์รี่จึงออกกฎห้ามการรวมกลุ่มโดยไม่ได้รับอนุญาตไม่ว่าเพื่อวัตถุประสงค์ใดก็ตาม และเธอก็จัดกลุ่มของเธอเพื่อคอยตรวจสอบความประพฤติของนักเรียนแทนเธอ รวมทั้งคอยจับตาดูแฮร์รี่ พอตเตอร์ กลุ่มนักเรียนของเธอรวมไปถึง แครบ กอยล์ และ เดรโก มัลฟอย ซึ่งคอยจับตาดูและพยายามจะเข้าไปในห้องต้องประสงค์ และวันนั้นก็มาถึง พวกอัมบริดจ์และมัลฟอยบุกเข้าไปในห้องต้องประสงค์ได้โดยมีหนอนบ่อนไส้ กองทัพดัมเบิลดอร์หนีกันออกไปเหลือแต่แฮร์รี่ รอน และ เฮอร์ไมโอนี่ หลังจากนั้นแฮร์รี่ถูกคัดออกจากทีมควิชดิชไม่ให้เล่นเป็นซีกเกอร์ ทุกครั้งที่แฮร์รี่พูดถึงโวลเดอมอร์ อัมบริดจ์จะให้บทลงโทษกับแฮร์รี่อย่างเคย จนแผลเป็นบนหลังมือของเขาปรากฏชัดขึ้น คืนหนึ่งแฮร์รี่ฝันเห็นว่าโวลเดอมอร์กำลังทำร้ายมิสเตอร์วีสลีย์ เขาเรียกรอนซึ่งคิดว่าเป็นแค่ฝัน แต่มักกัลนากัล เกรงว่าจะเป็นเรื่องจริง จึงส่งพวกเขากลับไปที่ กริมโมลด์ เพลซ ต่อมาพวกเขาได้ไปเยี่ยม มิสเตอร์ วีสลีย์ที่โรงพยาบาลเซ็นต์ มังโก ในโรงพยาบาลยังพบพ่อแม่ของเนวิลล์ และ กิลเดอรอย ล็อกฮาร์ต หลังจากที่เยี่ยมเสร็จแล้ว พวกเขาก็กลับมาที่ฮอกวอตส์อีกครั้ง ฟีเรนเซ่ (เซ็นทอร์)มาเป็นอาจารย์สอนการทำนายคนใหม่แทนทรีลอว์นีย์ การเรียนก็หนักขึ้นสำหรับแฮร์รี่เมื่อเขาต้องเรียนวิชาพิเศษ และฝึกคาถาสกัดใจกับสเนป เพื่อไม่ให้โวลเดอมอร์อ่านใจเขาได้ แต่ก็ดูจะไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เมื่อแฮร์รี่ทนไม่ไหวเขาจึงสะท้อนคาถากลับเข้าสเนป ทำใหได้เข้าไปในความทรงจำฝังใจของสเนป หลังจากการฝึกอันสาหัส การสอบ ว.พ.ร.ส กำลังมาถึง พวกปีห้าทั้งหมดถูกตั้งคำถามว่าอยากเป็นอะไรในอนาคต เพื่อเป็นแนวทางว่าเขาต้องเรียนอย่างไรต่อไป แฮร์รี่อยากเป็น มือปราบมาร ดัมเบิลดอร์ถูกขับไล่จากโรงเรียนแต่เขาหนีได้อย่างสง่างาม การสอบมาถึง เป็นเวลาเดียวกับที่ เฟร็ดและจอร์จ เริ่มวางแผนเกี่ยวกับการออกจากโรงเรียนก่อนจบปีเจ็ด ระหว่างสอบมีการต่อสู้เกิดขึ้น เฟร็ดกับจอร์จ จัดการให้อัมบริดจ์ปั่นป่วนและหัวหมุนอย่างหนัก และขี่ไม้กวาดออกจากโรงเรียนไปซึ่งทุกคนในโรงเรียนได้เห็น แฮกริดถูกไล่ออกเมื่อเขากลับมาหลังจากแฮร์รี่เข้าเรียนมาประมาณสองสามเดือน แต่ได้บอกเกี่ยวกับกรอพว์น้องยักษ์ของเขาไว้ รวมทั้งเล่าเรื่องราวที่เขาหายตัวไปหลายเดือนว่าได้รับคำสั่งจากดัมเบิลดอร์ให้ไปชักชวนยักษ์มาเป็นพวก คืนหนึ่งแฮร์รี่ฝันว่าซิเรียสถูกทำร้ายอย่างรุนแรงเขาบอกพวกรอน และ เฮอร์ไมโอนี่ และบอก กลุ่ม ก.ด. บางคน จินนี่ วีสลีย์, ลูน่า เลิฟกู๊ด, กับ เนวิลล์ ลองบัทท่อม เพื่อช่วยให้เขาเข้าไปใช้เตาผิงที่ไม่ถูกดัก เพื่อติดต่อว่าฝันของเขาเป็นความจริงหรือไม่ ระหว่างนั้นเจอครีเชอร์ซึ่งบอกว่าซิเรียสไม่อยู่ ไม่นานเขาถูกจับโดยอัมบริดจ์กับพวกมัลฟอย จัดการพวกของเขาที่คอยดูข้างนอก เฮอร์ไมโอนี่ หลอกอัมบริดจ์ว่าดัมเบิลดอร์ซ่อนอาวุธไว้ในป่าและพาเธอเข้าไปเจอกรอพว์ พวกเซนทอร์โจมตีอัมบริดจ์ เธอด่าพวกนั้นกลับไป จึงถูกจับไปลงโทษ กลับไปในปราสาททุกคนหนีออกมาจากเงื้อมมือของพวกมัลฟอยได้ และตัดสินใจจะบินไปที่ กระทรวงโดยเธรสตอล เมื่อไปถึงเขาหาห้องที่อยู่ในฝันและพบว่าสิ่งที่โวลเดอมอร์ต้องการคือลูกแก้วแห่งคำทำนาย พวกผู้เสพความตายเข้ามาโจมตี และบอกว่าเป็นกับดัก ซิเรียสเข้ามาช่วยแฮร์รี่ได้ทันก่อนแฮร์รี่จะให้ลูกแก้วแก่ ลูเซียส มัลฟอยไป พวกภาคีเข้ามาช่วยอีกกลุ่ม เบลลาทริกซ์ เลสเตรนจ์ ต่อสู้กับ ซิเรียส และทำให้ซีเรียสตกเข้าไปในม่านแปลกม่านหนึ่ง แฮร์รี่มารู้ตอนหลังว่าซิเรียสได้ตายจากเขาไปแล้ว โวลเดอมอร์เผชิญหน้ากับดัมเบิลดอร์ตอนหลัง และโวลเดอมอร์ก็หายไป ในขณะเดียวกับที่ ฟัดจ์ กับคนในกระทรวงกลุ่มหนึ่งมาเห็นพอดี ดัมเบิลดอร์บอกว่ามีการเชื่อมโยงเกี่ยวกับโวลเดอมอร์กับแฮร์รี่ เขาจึงไม่ต้องการมองหรือคุยกับแฮร์รี่เพราะโวลเดอมอร์อาจรู้ได้ และบอกด้วยว่า สงครามเริ่มขึ้นแล้ว
ใครคือผู้แปลหนังสือแฮร์รี่ พอตเตอร์กับภาคีนกฟีนิกซ์ เป็นภาษาไทย
{ "answer": [ "สุมาลี" ], "answer_begin_position": [ 306 ], "answer_end_position": [ 312 ] }
3,221
288,274
เมมิลจ็อน เมมิลจ็อน () เป็นแพนเค้กแบบเกาหลีซึ่งทำจากเมล็ดข้าวบักวีตและผักหลาย ๆ อย่างหรือกิมจิ เมมิลจ็อนเป็นอาหารที่ดั้งเดิมในท้องถิ่นของจังหวัดคังว็อนซึ่งเป็นที่ปลูกข้าวบักวีต (buckwheat) อย่างกว้างขวาง เนื่องจากมีสภาพพื้นที่เป็นภูเขาและมีอุณหภูมิที่เย็น โดยเฉพาะเมมิลจ็อนในอำเภอพย็องชัง (Pyeongchang) และอำเภอช็องซ็อน (Jeongseon) มีชื่อเสียงเกี่ยวกับ memilmuk (วุ้นเมล็ดข้าวบักวีต) และ memil guksu (ก๋วยเตี๋ยวเมล็ดข้าวบักวีต) ที่ล้วนแล้วทำจากเมล็ดข้าว คนในท้องถิ่นมักจะเตรียมอาหารในโอกาสพิเศษต่าง ๆ เช่น jesa เป็นพิธีบูชาบรรพบุรุษเกาหลี เมื่อใดที่ตลาดเกษตรกร "Pyeongchang Market" จัดขึ้นในอำเภอพย็องชังทุกห้าวัน ร้านค้าที่เชี่ยวชาญในการทำเมมิลจ็อนเป็นจำนวนมากจะมารวมตัวกัน และทุกวันนี้ เมมิลจ็อนก็ได้รับความนิยมในเกาหลีใต้การเตรียม การเตรียม. ผสมแป้งเมล็ดข้าวบักวีตและน้ำ และบางครั้งใส่แป้งสาลีเล็กน้อยเพิ่มลงไป เพราะตัวข้าวบักวีตมีความเหนียวน้อย ในแบบดั้งเดิม ข้าวบักวีตผสมกับน้ำแล้วจะถูกโม่ด้วยเครื่องโม่แล้วกรองด้วยตะแกรง แป้งที่ถูกกรองจะทำให้สุกใน sodang (소당) เป็นกระทะที่ใช้สำหรับทอด กะหล่ำปลีและหอมฉีกเป็นชิ้นจะถูกวางอยู่ใน sodang แล้วตามด้วยแป้งลาดลงไปในกระทะ ผักดองหรือกิมจิสามารถใช้แทนกะหล่ำปลีได้ เวลาทำเมมิลจ็อน ควรจะเทแป้งแบบบาง ๆ เพราะถ้าเมมิลจ็อนมีแป้งที่หนาเกินไปจะไม่อร่อยอาหารที่ทำจากเมมิลจ็อน อาหารที่ทำจากเมมิลจ็อน. เมมิลจ็อนสามารถเป็นส่วนผสมในการประกอบอาหารอื่น ๆ เช่น memil chongtteok (메밀총떡) หรือ memil jeonbyeong (메밀전병) ตัวแป้งจะถูกยัดด้วยไส้จากส่วนผสมที่อยู่ในสูตร รส หรือวัตถุดิบที่หาได้ในแต่ละภูมิภาค ส่วนในเขตเชจู อาหารที่มีส่วนประกอบของเมมิลจ็อนมีชื่อเรียกว่าว่า bingtteok (빙떡) หรือ Jejudo bindaetteok ที่ยัดไส้ด้วยหัวไชเท้าสับ ส่วนไส่ที่ใช้บ่อยในจังหวัดคังว็อน ได้แก่ japchae (สลัด ก๋วยเตี๋ยว) หรือกิมจิ หัวไชเท้า หอม กระเทียมและหมูหรือปลาหมึกสับละเอียดที่ปรุงรสแล้วเอามาผัดรวมกัน ในอำเภอพย็องชังเรียกว่า cheonsachae (천사채) ซึ่งทำจากสาหร่ายทะเลคมบุ (kombu) อาหารจานนี้เหมาะสำหรับเป็นกับแกล้ม เพราะมีผสมของรสชาติที่เผ็ดร้อน เหมาะสำหรับรับประทานกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
แพนเค้กแบบเกาหลีซึ่งทำจากเมล็ดข้าวบักวีตและผักชนิดต่างๆเรียกว่าอะไร
{ "answer": [ "เมมิลจ็อน" ], "answer_begin_position": [ 94 ], "answer_end_position": [ 103 ] }
3,222
2,024
ประเทศบังกลาเทศ บังกลาเทศ () หรือชื่อทางการคือ สาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศ () เป็นประเทศในเอเชียใต้ ซึ่งครอบครองเนื้อที่ในส่วนตะวันตกของภูมิภาคเบงกอล คำว่า "บังกลาเทศ (Bangladesh)" แปลว่า "ประเทศแห่งเบงกอล" ถูกล้อมรอบประเทศอินเดีย 3 ด้าน ยกเว้นพรมแดนด้านใต้ติดอ่าวเบงกอล และตะวันออกเฉียงใต้ติดประเทศพม่าประวัติศาสตร์ ประวัติศาสตร์. ดินแดนที่เป็นประเทศบังกลาเทศในปัจจุบันมีประวัติศาสตร์อันยาวนานกว่า 1,000 ปี เดิมเป็นส่วนหนึ่งของชมพูทวีป (อินเดีย) เคยเป็นดินแดนที่เจริญรุ่งเรืองของศาสนาพราหมณ์และพระพุทธศาสนามาก่อน ต่อมาพ่อค้าชาวอาหรับได้นำศาสนาอิสลามเข้ามาเผยแผ่ จนชาวบังกลาเทศส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลามมาจนถึงทุกวันนี้ ในปี พ.ศ. 2300 อังกฤษได้เข้าไปยึดครองชมพูทวีป และดินแดนแห่งนี้ได้ตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษเกือบ 200 ปี ต่อมาในปี พ.ศ. 2490 ดินแดนแถบนี้ได้รับเอกราช แต่บังกลาเทศก็ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของปากีสถาน เรียกกันว่าปากีสถานตะวันออก ต่อมาชาวเบงกาลีในปากีสถานตะวันออก ไม่พอใจการบริหารงานของรัฐบาลกลาง ซึ่งอยู่ในปากีสถานตะวันตก เนื่องจากถูกแสวงหาประโยชน์และได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เท่าเทียม ซึ่งสร้างความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจระหว่างปากีสถานตะวันตกและปากีสถานตะวันออก นอกจากนี้ปากีสถานทั้งสองยังมีความแตกต่างด้านภาษา วัฒนธรรม และเชื้อชาติอีกด้วย ชาวเบงกาลีจึงจัดตั้งพรรค Awami League (AL) ขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2492เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาวเบงกาลี โดยมี Sheikh Mujibur Rahman เป็นหัวหน้า เมื่อวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2514 ปากีสถานตะวันออกได้ประกาศแยกตัวเป็นเอกราช ภายใต้ชื่อ สาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศ ทำให้ปากีสถานตะวันตกส่งกองกำลังทหารเข้าปราบปราม อินเดียได้ส่งทหารเข้าไปช่วยเหลือปากีสถานตะวันออก ในที่สุดฝ่ายปากีสถานตะวันตกพ่ายแพ้ในการรบ และยินยอมให้เอกราชแก่บังกลาเทศ เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2514 ในระยะแรก บังกลาเทศปกครองโดยระบอบประธานาธิบดี มีนาย Sheikh Mujibur Rahman หัวหน้าพรรค AL เป็นประมุขของรัฐและฝ่ายบริหารคนแรก (Father of the Nation) ประธานาธิบดี Sheikh Mujibur Rahman ถูกลอบสังหารเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2518 โดยฝีมือนายทหารกลุ่มหนึ่ง การปกครองในระยะแรกนี้ มีการก่อรัฐประหารหลายครั้ง และลอบสังหารประธานาธิบดีจนเสียชีวิตหลายคน สถานการณ์ทางการเมืองของบังกลาเทศตกอยู่ในสภาวะระส่ำระสาย และเป็นการปกครองโดยผู้นำทางทหารตลอดมากว่า 20 ปี และพลโท Hussain Mohammad Ershad ประธานาธิบดี (ดำรงตำแหน่งระหว่าง พ.ศ. 2525 – 2533) ได้ถูกฝ่ายค้านกดดันให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อถ่ายโอนอำนาจการบริหารจากประธานาธิบดีไปให้นายกรัฐมนตรี พลโท Ershad ได้ลาออกจากตำแหน่งประธานาธิบดีในปี พ.ศ. 2533 และถูกจำคุกในข้อหาฉ้อราษฎร์บังหลวง ในปี พ.ศ. 2533 บังกลาเทศได้จัดการเลือกตั้งทั่วไปภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเป็นครั้งแรก โดยผลการเลือกตั้งปรากฏว่า พรรค Bangladesh Nationalist Party (BNP) นำโดยนาง Khaleda Zia ได้รับชัยชนะ และเมื่อมีการเลือกตั้งทั่วไปอีกครั้งในปี พ.ศ. 2535 นาง Zia ก็ได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกสมัยหนึ่ง และเมื่อวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2539 ประธานาธิบดีบังกลาเทศได้ประกาศยุบสภาและจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2539 ภายหลังความวุ่นวายจากการประท้วงของพรรคฝ่ายค้าน ซึ่งประกอบด้วยพรรค Awami League (AL), พรรค Jatiya Party (JP), และพรรค Jamaat-e-Islami (JI) ที่ต้องการให้นาง Khaleda Zia นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรค Bangladesh Nationalist Party (BNP) ลาออก ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า พรรคฝ่ายค้านได้รับชัยชนะและนาง Sheikh Hasina หัวหน้าพรรค AL (บุตรสาวของอดีตประธานาธิบดี Sheikh Mujibur Rahman )ได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ภายใต้รัฐบาลผสมครั้งแรกของบังกลาเทศ ระหว่างพรรค AL และพรรค JP ที่มีพลโท Ershad อดีตประธานาธิบดีเป็นหัวหน้าพรรค และได้ปฏิญาณตนเข้ารับตำแหน่งนายรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2539 แต่ต่อมาในเดือนกันยายน 2540 พรรค JP ได้ถอนตัวออกจากรัฐบาล และเข้าเป็นแนวร่วมฝ่ายค้านกับพรรค BNP ตามรัฐธรรมนูญของบังกลาเทศ คณะรัฐมนตรีจะอยู่ในตำแหน่งคราวละ 5 ปี ดังนั้น ในวันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2544 รัฐบาลของนาง Sheikh Hasina จึงได้หมดวาระลง และเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม ปีเดียวกัน ประธานาธิบดี Shahabuddin Ahmed ได้ประกาศยุบสภาตามคำแนะนำของนายกรัฐมนตรี และเมี่อวันที่ 15 กรกฎาคม ปีเดียวกัน รัฐบาลของนาง Sheikh Hasina ได้ถ่ายโอนอำนาจไปยังรัฐบาลรักษาการที่จะต้องมีหน้าที่ จัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปภายใน 90 วัน และในการนี้ประธานาธิบดี Shahabuddin Ahmed ได้แต่งตั้ง Justice Latifur Rahman อดีตหัวหน้าผู้พิพากษาศาลฎีกาให้ดำรงตำแหน่ง Chief Advisor ของรัฐบาลรักษาการ หรือเทียบเท่านายกรัฐมนตรี และนาย Latifur Rahman ได้สาบานตนเข้ารับตำแหน่งในวันเดียวกัน นอกจากนี้ ประธานาธิบดี Shahabuddin Ahmed ได้แต่งตั้งคณะที่ปรึกษา (Council of Advisors) จำนวน 10 คน ตามคำแนะนำของนาย Latifur Rahman เพื่อปฏิบัติหน้าที่เทียบเท่ารัฐมนตรีในคณะรัฐบาล ซึ่งคณะที่ปรึกษาดังกล่าวได้สาบานตนเข้ารับตำแหน่งเมื่อ 16 กรกฎาคม ปีเดียวกันภูมิศาสตร์ภูมิประเทศ ภูมิศาสตร์. ภูมิประเทศ. พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำสำคัญ 2 สาย คือ แม่น้ำคงคาและแม่น้ำพรหมบุตรภูมิอากาศ ภูมิอากาศ. อยู่ในเขตมรสุม เมืองร้อน ฝนตกชุก มีปริมาณน้ำฝนมากถึง 5,690 มิลลิเมตร/ปี โดยเฉพาะในช่วงเดือนกรกฎาคม-ตุลาคม พื้นที่ราบลุ่มหลายแห่งมักจะประสบปัญหาอุทกภัยอยู่เสมอ- แบ่งออกเป็น 3 ฤดู คือ ฤดูหนาว (พฤศจิกายน-กุมภาพันธ์) ฤดูร้อน (มีนาคม-มิถุนายน) และฤดูฝน (กรกฎาคม-ตุลาคม) - อุณหภูมิต่ำสุดในเดือนมกราคม ประมาณ 5.5C - 14.4C - อุณหภูมิสูงสุดในเดือนกรกฎาคม ประมาณ 29.9C - 36.8C - ความชื้นในกรุงธากาช่วงฤดูฝนสูงมากการเมืองฝ่ายนิติบัญญัติ การเมือง. ฝ่ายนิติบัญญัติ. บังกลาเทศมีเพียงสภาเดียว คือ Jatiya Sangsad หรือสภาแห่งชาติ ประกอบด้วยสมาชิก 300 คน มาจากการเลือกตั้งทั่วไปทุก 5 ปี โดยมี Barrister Muhammad Jamiruddin Sircar เป็นประธานสภาแห่งชาติคนปัจจุบัน (โดยประธานสภาจะดำรงตำแหน่งเป็นรักษาการประธานาธิบดี หากประธานาธิบดีไม่สามารถดำรงตำแหน่งได้)ฝ่ายบริหาร ฝ่ายบริหาร. ประธานาธิบดีเป็นประมุขของรัฐ มาจากการเลือกสรรโดยรัฐสภา และอยู่ในตำแหน่งคราวละ 5 ปี ปฏิบัติหน้าที่โดยได้รับคำแนะนำจากนายกรัฐมนตรี มีบทบาทหน้าที่ในด้านพิธีการ มีอำนาจในการแต่งตั้งรองประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี หัวหน้าคณะผู้พิพากษาและคณะผู้พิพากษา แต่เมื่ออยู่ในฐานะผู้รักษาการขณะที่ไม่มีรัฐบาล ประธานาธิบดีจะมีอำนาจเพิ่มขึ้นในการควบคุมกระทรวงกลาโหมและสามารถประกาศกฎอัยการศึก รวมทั้งสามารถยุบสภาฯ ตามที่ได้รับการเสนอโดยนายกรัฐมนตรีและแต่งตั้งรัฐบาลรักษาการได้ ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน คือ ดร. Iajuddin Ahmed ดำรงตำแหน่งเมื่อวันที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2545 พรรคที่มีเสียงข้างมากในรัฐสภาจะได้รับโอกาสในการจัดตั้งรัฐบาลก่อน โดยหัวหน้าพรรคที่ได้รับเสียงข้างมากจะได้รับการแต่งตั้งจากประธานาธิบดีให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและอยู่ในตำแหน่งคราวละ 5 ปี ล่าสุดพรรค Bangladesh Nationalist Party นำโดยนาง Khaleda Zia ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งในปี พ.ศ. 2544 และได้สิ้นสุดวาระลงเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2549 ปัจจุบันมีรัฐบาลรักษาการโดยมี ดร. Fakhruddin Ahmed ดำรงตำแหน่งหัวหน้าที่ปรึกษารัฐบาลรักษาการ (Chief of Caretaker Government) เพื่อดูแลกระทรวงต่างๆ และเตรียมการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในช่วงปลายปี พ.ศ. 2550ฝ่ายตุลาการ ฝ่ายตุลาการ. บังกลาเทศใช้ระบบศาลแบบอังกฤษ โดยมีทั้งศาลแพ่งและศาลอาญา โดยศาลฎีกา (Supreme Court) เป็นศาลสูงสุดซึ่งแบ่งเป็นสองส่วนคือ Appellate Division และ High Court Division และยังมีศาลระดับล่างได้แก่ district courts thana courts และ village courts นอกจากนี้ยังมีศาลพิเศษอื่นๆ เช่น ศาลครอบครัว ศาลแรงงาน เป็นต้นพัฒนาการทางการเมืองของบังกลาเทศภายหลังเอกราช พัฒนาการทางการเมืองของบังกลาเทศภายหลังเอกราช. ประธานาธิบดี Sheikh Mujibur Rahman ถูกลอบสังหารเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2518 โดยฝีมือนายทหารกลุ่มหนึ่ง การปกครองในระยะแรกนี้มีการก่อรัฐประหารหลายครั้ง และลอบสังหารประธานาธิบดีจนเสียชีวิตหลายคน สถานการณ์ทางการเมืองของบังกลาเทศตกอยู่ในสภาวะระส่ำระสายและเป็นการปกครองโดยผู้นำทางทหารตลอดมากว่า 20 ปี และพลโท Hussain Mohammad Ershad ประธานาธิบดี (ดำรงตำแหน่งระหว่างปี 2525 – 2533) ได้ถูกฝ่ายค้านกดดันให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อถ่ายโอนอำนาจการบริหารจากประธานาธิบดีไปให้นายกรัฐมนตรี พลโท Ershad ได้ลาออกจากตำแหน่งประธานาธิบดีในปี 2533 และถูกจำคุกในข้อหาฉ้อราษฎร์บังหลวง ในปี 2533 บังกลาเทศได้จัดการเลือกตั้งทั่วไปภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเป็นครั้งแรก โดยผลการเลือกตั้งปรากฏว่า พรรค Bangladesh Nationalist Party (BNP) นำโดยนาง Khaleda Zia ได้รับชัยชนะ และเมื่อมีการเลือกตั้งทั่วไปอีกครั้งในปี 2535 นาง Khaledia Zia ก็ได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกสมัยหนึ่ง และเมื่อวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2539 ประธานาธิบดีบังกลาเทศได้ประกาศยุบสภาและจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2539 ภายหลังความวุ่นวายจากการประท้วงของพรรคฝ่ายค้านซึ่งประกอบด้วยพรรค Awami League พรรค Jatiya Party (JP) และพรรค Jamaat-e-Islami (JI) ที่ต้องการให้นาง Khaleda Zia ลาออก ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า พรรคฝ่ายค้านได้รับชัยชนะและนาง Sheikh Hasina หัวหน้าพรรค AL (บุตรสาวของอดีตประธานาธิบดี Sheikh Mujibur Rahman) ได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ภายใต้รัฐบาลผสมครั้งแรกของบังกลาเทศ ระหว่างพรรค AL และพรรค JP ที่มีพลโท Ershad อดีตประธานาธิบดีเป็นหัวหน้าพรรค และได้ปฏิญาณตนเข้ารับตำแหน่งนายรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2539 แต่ต่อมาในเดือนกันยายน พ.ศ. 2540 พรรค JP ได้ถอนตัวออกจากรัฐบาลและเข้าเป็นแนวร่วมฝ่ายค้านกับพรรค BNP ตามรัฐธรรมนูญของบังกลาเทศ คณะรัฐมนตรีจะอยู่ในตำแหน่งคราวละ 5 ปี ดังนั้น ในวันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2544 รัฐบาลของนาง Sheikh Hasina จึงได้หมดวาระลง และเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2544 ประธานาธิบดี Shahabuddin Ahmed ได้ประกาศยุบสภาตามคำแนะนำของนายกรัฐมนตรี และเมี่อวันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2544 รัฐบาลของนาง Sheikh Hasina ได้ถ่ายโอนอำนาจไปยังรัฐบาลรักษาการที่จะต้องมีหน้าที่ จัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปภายใน 90 วัน และในการนี้ประธานาธิบดี Shahabuddin Ahmed ได้แต่งตั้ง Justice Latifur Rahman อดีตหัวหน้าผู้พิพากษาศาลฎีกาให้ดำรงตำแหน่ง Chief Advisor ของรัฐบาลรักษาการหรือเทียบเท่านายกรัฐมนตรีและนาย Latifur Rahman ได้เข้ารับตำแหน่งเมื่อ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2544 นอกจากนี้ ประธานาธิบดี Shahabuddin Ahmed ได้แต่งตั้งคณะที่ปรึกษา (Council of Advisors) จำนวน 10 คน ตามคำแนะนำของนาย Latifur Rahman เพื่อปฏิบัติหน้าที่เทียบเท่ารัฐมนตรีในคณะรัฐบาล ต่อมาในการเลือกตั้งทั่วไปเดือนตุลาคม พ.ศ. 2544 พรรค BNP ได้ชัยชนะในการเลือกตั้งและ นาง Khaleda Zia ได้เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2544 และได้สิ้นสุดวาระลงเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2549สถานการณ์การเมืองปัจจุบัน สถานการณ์การเมืองปัจจุบัน. ตามที่รัฐบาลบังกลาเทศของนาง Khaleda Zia ได้สิ้นสุดวาระการบริหารประเทศเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2549 รัฐธรรมนูญได้กำหนดให้ประธานาธิบดีแต่งตั้งอดีตประธานศาลฎีกาเป็นหัวหน้ารัฐบาลรักษาการเพื่อจัดการเลือกตั้ง แต่พรรคร่วมฝ่ายค้านได้คัดค้านการแต่งตั้งดังกล่าว เนื่องจากเห็นว่าประธานศาลฎีกามีความใกล้ชิดกับพรรครัฐบาล ประธานาธิบดี Iajuddin Ahmed ได้ตัดสินใจเป็นหัวหน้ารัฐบาลรักษาการเองท่ามกลางเสียงคัดค้านของพรรคฝ่ายค้าน ซึ่งเห็นว่ารัฐบาลรักษาการและคณะกรรมการการเลือกตั้งไม่มีความเป็นกลางทางการเมือง และได้นำไปสู่การชุมนุมประท้วงและการจลาจล และการถอนตัวจากการเลือกตั้งของพรรคร่วมฝ่ายค้าน ในที่สุดประธานาธิบดีจึงได้ตัดสินใจประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน (State of Emergency) และลาออกจากตำแหน่งหัวหน้ารัฐบาลรักษาการเมื่อวันที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2550 พร้อมทั้งประกาศเลื่อนการเลือกตั้งซึ่งกำหนดไว้ในวันที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2550 ออกไปอย่างไม่มีกำหนด นาย Fakhruddin Ahmed อดีตผู้ว่าธนาคารแห่งบังกลาเทศได้เข้ารับตำแหน่งหัวหน้าที่ปรึกษารัฐบาลรักษาการต่อจากประธานาธิบดี Iajuddin Ahmed เมื่อวันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2550 โดยมีภารกิจเร่งด่วนของรัฐบาลรักษาการชุดใหม่ คือ การรักษาความสงบเรียบร้อยในประเทศ และจัดการเลือกตั้งที่ บริสุทธิ์ยุติธรรมให้เป็นที่ยอมรับทั้งภายในและนอกประเทศ โดยจะดำเนินการดังนี้1. แยกศาลยุติธรรมออกจากฝ่ายการเมือง 2. ปรับปรุงบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้ถูกต้อง 3. ปฏิรูปคณะกรรมการการเลือกตั้ง 4. ปราบปรามการทุจริตคอรัปชั่นและกลุ่มอิทธิพล 5. ทำให้ระบบราชการปลอดจากการครอบงำทางการเมือง ทั้งนี้ คาดว่ารัฐบาลรักษาการของบังกลาเทศจะใช้เวลาในการปฏิรูปการเมืองประมาณ 6 – 9 เดือนก่อนที่จะมีการกำหนดวันเลือกตั้งใหม่นโยบายรัฐบาลชุดปัจจุบัน นโยบายรัฐบาลชุดปัจจุบัน. บังกลาเทศปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา มีประธานาธิบดีเป็นประมุขของประเทศ และมีนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร โดยมีพรรคสำคัญ 2 พรรคคือพรรค Bangladesh Nationalist Party (BNP) และพรรค Awami League (AL) โดยที่ทั้งสองพรรคได้ผลัดกันขึ้นเป็นรัฐบาลและฝ่ายค้านตลอดมาด้านความมั่นคง ด้านความมั่นคง. รัฐบาลบังกลาเทศที่ผ่านมาให้ความสำคัญกับการดำเนินการเพื่อปราบปรามการก่อการร้าย เช่น การจับกุมการค้าอาวุธที่ผิดกฎหมาย การจับกุมและดำเนินคดีกับผู้ที่ถูกระบุแน่ชัดว่าเป็นผู้ก่อการร้าย การประกาศว่ารัฐบาลจะไม่ให้ที่พักพิงแก่ผู้ก่อการร้าย การปราบปรามกิจกรรมการก่อการร้ายในสถานศึกษา การจัดการประชุมระดับชาติเกี่ยวกับการต่อต้านการก่อการร้าย การสืบสวนเกี่ยวกับเหตุการณ์ลอบวางระเบิดต่าง ๆ และการจัดตั้งการปฏิบัติการ “Operation Clean Heart” ซึ่ง เป็นการรวมกองกำลังทหารร่วมกับตำรวจในการจับกุมผู้ต้องสงสัยเรื่องการก่อการร้ายทั่วประเทศ นอกจากนี้ รัฐบาลชุดที่ผ่านมายังประกาศที่จะยกเลิกกฎหมายต่างๆ ที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งออกโดยรัฐบาลในอดีต อย่างไรก็ดี นโยบายการปราบปรามการก่อการร้ายได้ถูกวิพากษ์วิจารย์จากพรรคฝ่ายค้าน นักศึกษา และประชาชนว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนและกระทำไปเพื่อจำกัดบุคคลที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลด้านต่างประเทศ ด้านต่างประเทศ. รัฐบาลชุดล่าสุดได้ดำเนินนโยบายต่างประเทศที่มุ่งเสริมสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ การดำเนินนโยบายต่างประเทศแบบมุ่งตะวันออก (Look East) โดยการกระชับความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับจีนและประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อาทิ ไทย พม่า และสมาชิกอาเซียน ซึ่งนับเป็นมิติใหม่ของนโยบายต่างประเทศบังกลาเทศ การเดินทางเยือนภูมิภาคเอเชียของนายกรัฐมนตรีบังกลาเทศอย่างต่อเนื่อง นับเป็นประจักษ์พยานที่ดีต่อการเสริมสร้างนโยบายต่างประเทศที่มุ่งสนับสนุนผลประโยชน์ของบังกลาเทศในประเทศใหม่ ๆ เหล่านี้ ซึ่งการดำเนินนโยบายแบบมุ่งตะวันออกของบังกลาเทศนี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะต้องการลดอิทธิพลของอินเดียที่มีต่อบังกลาเทศลงด้วยนอกจากนี้ บังกลาเทศมุ่งส่งเสริมความสัมพันธ์กับตะวันออกกลาง ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจบังกลาเทศในด้านพลังงาน การส่งออกแรงงาน และความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาประเทศ และในฐานะที่เป็นประเทศ OIC ปัจจุบัน บังกลาเทศเป็นสมาชิก BIMSTEC ACD SAARC NAM และ ARF และเป็นประเทศที่ใหญ่ที่สุดในการสนับสนุนภารกิจการรักษาสันติภาพ มีทหารบังกลาเทศจำนวน 9,758 ราย ปฏิบัติใน 12 ภารกิจทั่วโลก (ร้อยละ 14 ของกองกำลังรักษาสันติภาพทั้งหมด) ซึ่งเป็นการส่งเสริมภาพลักษณ์ของบังกลาเทศในทางที่ดีเขตการปกครอง เขตการปกครอง. เขตการปกครองของประเทศบังคลาเทศแบ่งออกเป็น 8 เขตการบริหาร (administrative divisions) ชื่อเขตตั้งตามเมืองที่เป็นที่ตั้งของฝ่ายบริหาร ดังนี้- เขตขุลนา (খুলনা বিভাগ) - เขตจิตตะกอง (চট্টগ্রাম) - เขตธากา (ঢাকা) - เขตบอริชาล (বরিশাল) - เขตไมมันสิงห์ (ময়মনসিংহ) - เขตรังปุระ (রংপুর) - เขตราชชาหิ (রাজশাহী) - เขตสิเลฏ (সিলেট)เศรษฐกิจ เศรษฐกิจ. สกุลเงินที่ใช้ : คือ ตากา แม้บังกลาเทศจะเป็นหนึ่งในบรรดาประเทศที่มีการพัฒนาน้อยที่สุด (LDCs) แต่ก็ถือว่าเป็นประเทศที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจซึ่งไทยไม่ควรมองข้าม โดยเป็นแหล่งทรัพยากรน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และทรัพยากรทางทะเล พร้อมกันนี้ยังสามารถเป็นตลาดสินค้าต่าง ๆ ของไทย เช่น สินค้าอุปโภคบริโภค และการบริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถึงแม้ว่าภาคธุรกิจบริการจะทำรายได้ให้กับบังกลาเทศคิดเป็นสัดส่วนถึงร้อยละ 50 ของ GDP แต่ประชาชนบังกลาเทศส่วนใหญ่ยังมีฐานะยากจน และประกอบอาชีพการเกษตร รัฐบาลบังกลาเทศเน้นในเรื่องเสรีภาพทางเศรษฐกิจ (economic freedom) โดยใช้การทูตเชิงเศรษฐกิจ (economic diplomacy) ให้ความสำคัญกับการดึงการลงทุนจากต่างชาติ (อนุญาตให้คนต่างชาติลงทุนถือหุ้นได้ทั้งหมดเช่นเดียวกับชาวบังกลาเทศ) รวมทั้งการเรียกความเชื่อมั่นในการลงทุนในตลาดหุ้นของนักลงทุนทั้งภายในและจากต่างประเทศให้กลับคืนมา กระตุ้นการส่งออกโดยเฉพาะการเพิ่มโควตาการส่งออกเสื้อผ้าสำเร็จรูปไปยังต่างประเทศ การส่งเสริมให้แรงงานบังกลาเทศไปทำงานในต่างประเทศ และการทบทวนเรื่องการให้ visa on arrival กับประเทศต่างๆ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวการค้า การค้า. บังกลาเทศยึดหลักเศรษฐกิจการตลาด มีนโยบายส่งเสริมการส่งออก อย่างไรก็ดี โดยที่การส่งออกของบังกลาเทศขึ้นอยู่กับสินค้าเพียงไม่กี่ชนิดและมีตลาดส่งออกที่จำกัดเพียงไม่กี่ประเทศ (โดยร้อยละ 76 ของการส่งออกทั้งหมดเป็นสินค้าสิ่งทอที่ส่งไปยุโรป) จึงให้ความสำคัญกับการสร้างความหลากหลายให้กับตัวสินค้าและหาตลาดส่งออกเพิ่มขึ้น ทั้งนี้เพื่อเพิ่มปริมาณการส่งออกให้มากที่สุดและลดการขาดดุลการค้า บังกลาเทศพึ่งพาการนำเข้าจากอินเดียเป็นส่วนใหญ่ มีมูลค่าถึงปีละ 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลล่าสุดได้มั่งเน้นนโยบายที่จะหันไปค้าขายกับประเทศอื่นๆ ให้มากขึ้น เพื่อลดการพิ่งพาอินเดียลง สวนปัญหาและอุปสรรคทางการค้า ได้แก่ การห้ามนำเข้าหรือการจำกัดโควตาข้าวและน้ำตาล รวมทั้งปัญหาด้านการขนส่ง เป็นต้น ระบบพิธีการศุลกากรมาตรการที่มิใช่ทางภาษี เช่น การห้ามนำเข้าหรือจำกัดโควตาการลงทุน การลงทุน. ตั้งแต่ต้นปี พ.ศ. 2533 บังกลาเทศได้ปรับเปลี่ยนนโยบายหลายประการเพื่อกระตุ้นและส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ เช่น ไม่มีข้อจำกัดเกี่ยวกับการถือหุ้นของต่างชาติ อนุญาตให้ส่งผลกำไรและรายได้ออกไปต่างประเทศได้โดยเสรี และมีมาตรการให้ความสำคัญกับบริษัทต่างชาติที่เข้าไปลงทุนในประเทศ เป็นต้น โดยสหรัฐอเมริกาเป็นนักลงทุนรายใหญ่ที่สุดในบังกลาเทศ รองลงมา คือ มาเลเซีย ญี่ปุ่น และ สหราชอาณาจักร อุตสาหกรรมที่ควรเข้าไปลงทุน ได้แก่ ด้านการสำรวจแหล่งก๊าซธรรมชาติ ซึ่งมีมากถึง 11 ล้านล้านตารางฟุต ด้านสาธารณูปโภค ด้านประมง (แต่ปัจจุบันรัฐบาลบังกลาเทศยังไม่มีนโยบายที่จะเปิดให้ต่างชาติเข้าไปลงทุนในการจับปลาในบังกลาเทศ) การแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรด้านอุตสาหกรรม เช่น เสื้อผ้า เครื่องหนัง อุตสาหกรรมเบา ด้านบริการต่าง ๆ และด้านการผลิตสินค้าอุปโภคและบริโภคขั้นพื้นฐาน อุปสรรคที่สำคัญที่ขัดขวางการลงทุน ได้แก่ การประสบภัยจากพายุไซโคลนและอุทกภัยบ่อยครั้ง การขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐานด้านต่าง ๆ และปัญหาการเมืองภายในประเทศโดยเฉพาะการเดินขบวนประท้วง (hartal) ของพรรคฝ่ายค้านที่มีอยู่เป็นประจำคมนาคมคมนาคม. - ทางบก - Bangladesh Telecom Regulatory Commission กำกับดูแลกิจการรถไฟ มีทางรถไฟความยาว 2,745 กม. ทางหลวง 201,182 กม. - ท่อส่งก๊าซธรรมชาติ (Pipelines) 1,250 กม. - ทางน้ำ - ท่าเรือทางทะเล ตั้งอยู่ที่ Chittagong และ Mongla - ท่าเรือทางน้ำภายในประเทศ ที่สำคัญตั้งอยู่ที่ Dhaka, Chanpur, Barisalประชากร ประชากร. ประชากรมีประมาณ 163 ล้านคน (ค.ศ. 2016) มีอัตราการเติบโต 1.42% ความหนาแนนของประชากร 889 คน ต่อ ตร.กม. ซึ่งหนาแน่นมาก ส่วนใหญ่อาศับอยู่ในชนบท แต่ช่วงทศวรรษที่ผ่านมา อัตราการเกิดของประชากรในพื้นที่เมืองมีมากกว่าในชนบท พลเมืองมีการศึกษา 65% อ่านออกเขียนได้ 41.1% (ข้อมูลจาก UNESCO ค.ศ. 2000-2004)ศาสนา ศาสนา. ประชากรบังกลาเทศ นับถือศาสนาอิสลาม 88.3% ศาสนาฮินดู 10.5% ศาสนาคริสต์ 0.7% ศาสนาพุทธส่วนมากอยู่ในจิตตะกอง 0.5% ในบังกลาเทศมีตระกูลชาวพุทธสืบเนื่องมานานคือตระกูลบารัว
สกุลเงินของประเทศบังกลาเทศเรียกว่าอะไร
{ "answer": [ "ตากา" ], "answer_begin_position": [ 13603 ], "answer_end_position": [ 13607 ] }
3,223
2,024
ประเทศบังกลาเทศ บังกลาเทศ () หรือชื่อทางการคือ สาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศ () เป็นประเทศในเอเชียใต้ ซึ่งครอบครองเนื้อที่ในส่วนตะวันตกของภูมิภาคเบงกอล คำว่า "บังกลาเทศ (Bangladesh)" แปลว่า "ประเทศแห่งเบงกอล" ถูกล้อมรอบประเทศอินเดีย 3 ด้าน ยกเว้นพรมแดนด้านใต้ติดอ่าวเบงกอล และตะวันออกเฉียงใต้ติดประเทศพม่าประวัติศาสตร์ ประวัติศาสตร์. ดินแดนที่เป็นประเทศบังกลาเทศในปัจจุบันมีประวัติศาสตร์อันยาวนานกว่า 1,000 ปี เดิมเป็นส่วนหนึ่งของชมพูทวีป (อินเดีย) เคยเป็นดินแดนที่เจริญรุ่งเรืองของศาสนาพราหมณ์และพระพุทธศาสนามาก่อน ต่อมาพ่อค้าชาวอาหรับได้นำศาสนาอิสลามเข้ามาเผยแผ่ จนชาวบังกลาเทศส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลามมาจนถึงทุกวันนี้ ในปี พ.ศ. 2300 อังกฤษได้เข้าไปยึดครองชมพูทวีป และดินแดนแห่งนี้ได้ตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษเกือบ 200 ปี ต่อมาในปี พ.ศ. 2490 ดินแดนแถบนี้ได้รับเอกราช แต่บังกลาเทศก็ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของปากีสถาน เรียกกันว่าปากีสถานตะวันออก ต่อมาชาวเบงกาลีในปากีสถานตะวันออก ไม่พอใจการบริหารงานของรัฐบาลกลาง ซึ่งอยู่ในปากีสถานตะวันตก เนื่องจากถูกแสวงหาประโยชน์และได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เท่าเทียม ซึ่งสร้างความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจระหว่างปากีสถานตะวันตกและปากีสถานตะวันออก นอกจากนี้ปากีสถานทั้งสองยังมีความแตกต่างด้านภาษา วัฒนธรรม และเชื้อชาติอีกด้วย ชาวเบงกาลีจึงจัดตั้งพรรค Awami League (AL) ขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2492เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาวเบงกาลี โดยมี Sheikh Mujibur Rahman เป็นหัวหน้า เมื่อวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2514 ปากีสถานตะวันออกได้ประกาศแยกตัวเป็นเอกราช ภายใต้ชื่อ สาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศ ทำให้ปากีสถานตะวันตกส่งกองกำลังทหารเข้าปราบปราม อินเดียได้ส่งทหารเข้าไปช่วยเหลือปากีสถานตะวันออก ในที่สุดฝ่ายปากีสถานตะวันตกพ่ายแพ้ในการรบ และยินยอมให้เอกราชแก่บังกลาเทศ เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2514 ในระยะแรก บังกลาเทศปกครองโดยระบอบประธานาธิบดี มีนาย Sheikh Mujibur Rahman หัวหน้าพรรค AL เป็นประมุขของรัฐและฝ่ายบริหารคนแรก (Father of the Nation) ประธานาธิบดี Sheikh Mujibur Rahman ถูกลอบสังหารเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2518 โดยฝีมือนายทหารกลุ่มหนึ่ง การปกครองในระยะแรกนี้ มีการก่อรัฐประหารหลายครั้ง และลอบสังหารประธานาธิบดีจนเสียชีวิตหลายคน สถานการณ์ทางการเมืองของบังกลาเทศตกอยู่ในสภาวะระส่ำระสาย และเป็นการปกครองโดยผู้นำทางทหารตลอดมากว่า 20 ปี และพลโท Hussain Mohammad Ershad ประธานาธิบดี (ดำรงตำแหน่งระหว่าง พ.ศ. 2525 – 2533) ได้ถูกฝ่ายค้านกดดันให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อถ่ายโอนอำนาจการบริหารจากประธานาธิบดีไปให้นายกรัฐมนตรี พลโท Ershad ได้ลาออกจากตำแหน่งประธานาธิบดีในปี พ.ศ. 2533 และถูกจำคุกในข้อหาฉ้อราษฎร์บังหลวง ในปี พ.ศ. 2533 บังกลาเทศได้จัดการเลือกตั้งทั่วไปภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเป็นครั้งแรก โดยผลการเลือกตั้งปรากฏว่า พรรค Bangladesh Nationalist Party (BNP) นำโดยนาง Khaleda Zia ได้รับชัยชนะ และเมื่อมีการเลือกตั้งทั่วไปอีกครั้งในปี พ.ศ. 2535 นาง Zia ก็ได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกสมัยหนึ่ง และเมื่อวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2539 ประธานาธิบดีบังกลาเทศได้ประกาศยุบสภาและจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2539 ภายหลังความวุ่นวายจากการประท้วงของพรรคฝ่ายค้าน ซึ่งประกอบด้วยพรรค Awami League (AL), พรรค Jatiya Party (JP), และพรรค Jamaat-e-Islami (JI) ที่ต้องการให้นาง Khaleda Zia นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรค Bangladesh Nationalist Party (BNP) ลาออก ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า พรรคฝ่ายค้านได้รับชัยชนะและนาง Sheikh Hasina หัวหน้าพรรค AL (บุตรสาวของอดีตประธานาธิบดี Sheikh Mujibur Rahman )ได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ภายใต้รัฐบาลผสมครั้งแรกของบังกลาเทศ ระหว่างพรรค AL และพรรค JP ที่มีพลโท Ershad อดีตประธานาธิบดีเป็นหัวหน้าพรรค และได้ปฏิญาณตนเข้ารับตำแหน่งนายรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2539 แต่ต่อมาในเดือนกันยายน 2540 พรรค JP ได้ถอนตัวออกจากรัฐบาล และเข้าเป็นแนวร่วมฝ่ายค้านกับพรรค BNP ตามรัฐธรรมนูญของบังกลาเทศ คณะรัฐมนตรีจะอยู่ในตำแหน่งคราวละ 5 ปี ดังนั้น ในวันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2544 รัฐบาลของนาง Sheikh Hasina จึงได้หมดวาระลง และเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม ปีเดียวกัน ประธานาธิบดี Shahabuddin Ahmed ได้ประกาศยุบสภาตามคำแนะนำของนายกรัฐมนตรี และเมี่อวันที่ 15 กรกฎาคม ปีเดียวกัน รัฐบาลของนาง Sheikh Hasina ได้ถ่ายโอนอำนาจไปยังรัฐบาลรักษาการที่จะต้องมีหน้าที่ จัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปภายใน 90 วัน และในการนี้ประธานาธิบดี Shahabuddin Ahmed ได้แต่งตั้ง Justice Latifur Rahman อดีตหัวหน้าผู้พิพากษาศาลฎีกาให้ดำรงตำแหน่ง Chief Advisor ของรัฐบาลรักษาการ หรือเทียบเท่านายกรัฐมนตรี และนาย Latifur Rahman ได้สาบานตนเข้ารับตำแหน่งในวันเดียวกัน นอกจากนี้ ประธานาธิบดี Shahabuddin Ahmed ได้แต่งตั้งคณะที่ปรึกษา (Council of Advisors) จำนวน 10 คน ตามคำแนะนำของนาย Latifur Rahman เพื่อปฏิบัติหน้าที่เทียบเท่ารัฐมนตรีในคณะรัฐบาล ซึ่งคณะที่ปรึกษาดังกล่าวได้สาบานตนเข้ารับตำแหน่งเมื่อ 16 กรกฎาคม ปีเดียวกันภูมิศาสตร์ภูมิประเทศ ภูมิศาสตร์. ภูมิประเทศ. พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำสำคัญ 2 สาย คือ แม่น้ำคงคาและแม่น้ำพรหมบุตรภูมิอากาศ ภูมิอากาศ. อยู่ในเขตมรสุม เมืองร้อน ฝนตกชุก มีปริมาณน้ำฝนมากถึง 5,690 มิลลิเมตร/ปี โดยเฉพาะในช่วงเดือนกรกฎาคม-ตุลาคม พื้นที่ราบลุ่มหลายแห่งมักจะประสบปัญหาอุทกภัยอยู่เสมอ- แบ่งออกเป็น 3 ฤดู คือ ฤดูหนาว (พฤศจิกายน-กุมภาพันธ์) ฤดูร้อน (มีนาคม-มิถุนายน) และฤดูฝน (กรกฎาคม-ตุลาคม) - อุณหภูมิต่ำสุดในเดือนมกราคม ประมาณ 5.5C - 14.4C - อุณหภูมิสูงสุดในเดือนกรกฎาคม ประมาณ 29.9C - 36.8C - ความชื้นในกรุงธากาช่วงฤดูฝนสูงมากการเมืองฝ่ายนิติบัญญัติ การเมือง. ฝ่ายนิติบัญญัติ. บังกลาเทศมีเพียงสภาเดียว คือ Jatiya Sangsad หรือสภาแห่งชาติ ประกอบด้วยสมาชิก 300 คน มาจากการเลือกตั้งทั่วไปทุก 5 ปี โดยมี Barrister Muhammad Jamiruddin Sircar เป็นประธานสภาแห่งชาติคนปัจจุบัน (โดยประธานสภาจะดำรงตำแหน่งเป็นรักษาการประธานาธิบดี หากประธานาธิบดีไม่สามารถดำรงตำแหน่งได้)ฝ่ายบริหาร ฝ่ายบริหาร. ประธานาธิบดีเป็นประมุขของรัฐ มาจากการเลือกสรรโดยรัฐสภา และอยู่ในตำแหน่งคราวละ 5 ปี ปฏิบัติหน้าที่โดยได้รับคำแนะนำจากนายกรัฐมนตรี มีบทบาทหน้าที่ในด้านพิธีการ มีอำนาจในการแต่งตั้งรองประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี หัวหน้าคณะผู้พิพากษาและคณะผู้พิพากษา แต่เมื่ออยู่ในฐานะผู้รักษาการขณะที่ไม่มีรัฐบาล ประธานาธิบดีจะมีอำนาจเพิ่มขึ้นในการควบคุมกระทรวงกลาโหมและสามารถประกาศกฎอัยการศึก รวมทั้งสามารถยุบสภาฯ ตามที่ได้รับการเสนอโดยนายกรัฐมนตรีและแต่งตั้งรัฐบาลรักษาการได้ ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน คือ ดร. Iajuddin Ahmed ดำรงตำแหน่งเมื่อวันที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2545 พรรคที่มีเสียงข้างมากในรัฐสภาจะได้รับโอกาสในการจัดตั้งรัฐบาลก่อน โดยหัวหน้าพรรคที่ได้รับเสียงข้างมากจะได้รับการแต่งตั้งจากประธานาธิบดีให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและอยู่ในตำแหน่งคราวละ 5 ปี ล่าสุดพรรค Bangladesh Nationalist Party นำโดยนาง Khaleda Zia ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งในปี พ.ศ. 2544 และได้สิ้นสุดวาระลงเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2549 ปัจจุบันมีรัฐบาลรักษาการโดยมี ดร. Fakhruddin Ahmed ดำรงตำแหน่งหัวหน้าที่ปรึกษารัฐบาลรักษาการ (Chief of Caretaker Government) เพื่อดูแลกระทรวงต่างๆ และเตรียมการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในช่วงปลายปี พ.ศ. 2550ฝ่ายตุลาการ ฝ่ายตุลาการ. บังกลาเทศใช้ระบบศาลแบบอังกฤษ โดยมีทั้งศาลแพ่งและศาลอาญา โดยศาลฎีกา (Supreme Court) เป็นศาลสูงสุดซึ่งแบ่งเป็นสองส่วนคือ Appellate Division และ High Court Division และยังมีศาลระดับล่างได้แก่ district courts thana courts และ village courts นอกจากนี้ยังมีศาลพิเศษอื่นๆ เช่น ศาลครอบครัว ศาลแรงงาน เป็นต้นพัฒนาการทางการเมืองของบังกลาเทศภายหลังเอกราช พัฒนาการทางการเมืองของบังกลาเทศภายหลังเอกราช. ประธานาธิบดี Sheikh Mujibur Rahman ถูกลอบสังหารเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2518 โดยฝีมือนายทหารกลุ่มหนึ่ง การปกครองในระยะแรกนี้มีการก่อรัฐประหารหลายครั้ง และลอบสังหารประธานาธิบดีจนเสียชีวิตหลายคน สถานการณ์ทางการเมืองของบังกลาเทศตกอยู่ในสภาวะระส่ำระสายและเป็นการปกครองโดยผู้นำทางทหารตลอดมากว่า 20 ปี และพลโท Hussain Mohammad Ershad ประธานาธิบดี (ดำรงตำแหน่งระหว่างปี 2525 – 2533) ได้ถูกฝ่ายค้านกดดันให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อถ่ายโอนอำนาจการบริหารจากประธานาธิบดีไปให้นายกรัฐมนตรี พลโท Ershad ได้ลาออกจากตำแหน่งประธานาธิบดีในปี 2533 และถูกจำคุกในข้อหาฉ้อราษฎร์บังหลวง ในปี 2533 บังกลาเทศได้จัดการเลือกตั้งทั่วไปภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเป็นครั้งแรก โดยผลการเลือกตั้งปรากฏว่า พรรค Bangladesh Nationalist Party (BNP) นำโดยนาง Khaleda Zia ได้รับชัยชนะ และเมื่อมีการเลือกตั้งทั่วไปอีกครั้งในปี 2535 นาง Khaledia Zia ก็ได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกสมัยหนึ่ง และเมื่อวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2539 ประธานาธิบดีบังกลาเทศได้ประกาศยุบสภาและจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2539 ภายหลังความวุ่นวายจากการประท้วงของพรรคฝ่ายค้านซึ่งประกอบด้วยพรรค Awami League พรรค Jatiya Party (JP) และพรรค Jamaat-e-Islami (JI) ที่ต้องการให้นาง Khaleda Zia ลาออก ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า พรรคฝ่ายค้านได้รับชัยชนะและนาง Sheikh Hasina หัวหน้าพรรค AL (บุตรสาวของอดีตประธานาธิบดี Sheikh Mujibur Rahman) ได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ภายใต้รัฐบาลผสมครั้งแรกของบังกลาเทศ ระหว่างพรรค AL และพรรค JP ที่มีพลโท Ershad อดีตประธานาธิบดีเป็นหัวหน้าพรรค และได้ปฏิญาณตนเข้ารับตำแหน่งนายรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2539 แต่ต่อมาในเดือนกันยายน พ.ศ. 2540 พรรค JP ได้ถอนตัวออกจากรัฐบาลและเข้าเป็นแนวร่วมฝ่ายค้านกับพรรค BNP ตามรัฐธรรมนูญของบังกลาเทศ คณะรัฐมนตรีจะอยู่ในตำแหน่งคราวละ 5 ปี ดังนั้น ในวันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2544 รัฐบาลของนาง Sheikh Hasina จึงได้หมดวาระลง และเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2544 ประธานาธิบดี Shahabuddin Ahmed ได้ประกาศยุบสภาตามคำแนะนำของนายกรัฐมนตรี และเมี่อวันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2544 รัฐบาลของนาง Sheikh Hasina ได้ถ่ายโอนอำนาจไปยังรัฐบาลรักษาการที่จะต้องมีหน้าที่ จัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปภายใน 90 วัน และในการนี้ประธานาธิบดี Shahabuddin Ahmed ได้แต่งตั้ง Justice Latifur Rahman อดีตหัวหน้าผู้พิพากษาศาลฎีกาให้ดำรงตำแหน่ง Chief Advisor ของรัฐบาลรักษาการหรือเทียบเท่านายกรัฐมนตรีและนาย Latifur Rahman ได้เข้ารับตำแหน่งเมื่อ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2544 นอกจากนี้ ประธานาธิบดี Shahabuddin Ahmed ได้แต่งตั้งคณะที่ปรึกษา (Council of Advisors) จำนวน 10 คน ตามคำแนะนำของนาย Latifur Rahman เพื่อปฏิบัติหน้าที่เทียบเท่ารัฐมนตรีในคณะรัฐบาล ต่อมาในการเลือกตั้งทั่วไปเดือนตุลาคม พ.ศ. 2544 พรรค BNP ได้ชัยชนะในการเลือกตั้งและ นาง Khaleda Zia ได้เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2544 และได้สิ้นสุดวาระลงเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2549สถานการณ์การเมืองปัจจุบัน สถานการณ์การเมืองปัจจุบัน. ตามที่รัฐบาลบังกลาเทศของนาง Khaleda Zia ได้สิ้นสุดวาระการบริหารประเทศเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2549 รัฐธรรมนูญได้กำหนดให้ประธานาธิบดีแต่งตั้งอดีตประธานศาลฎีกาเป็นหัวหน้ารัฐบาลรักษาการเพื่อจัดการเลือกตั้ง แต่พรรคร่วมฝ่ายค้านได้คัดค้านการแต่งตั้งดังกล่าว เนื่องจากเห็นว่าประธานศาลฎีกามีความใกล้ชิดกับพรรครัฐบาล ประธานาธิบดี Iajuddin Ahmed ได้ตัดสินใจเป็นหัวหน้ารัฐบาลรักษาการเองท่ามกลางเสียงคัดค้านของพรรคฝ่ายค้าน ซึ่งเห็นว่ารัฐบาลรักษาการและคณะกรรมการการเลือกตั้งไม่มีความเป็นกลางทางการเมือง และได้นำไปสู่การชุมนุมประท้วงและการจลาจล และการถอนตัวจากการเลือกตั้งของพรรคร่วมฝ่ายค้าน ในที่สุดประธานาธิบดีจึงได้ตัดสินใจประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน (State of Emergency) และลาออกจากตำแหน่งหัวหน้ารัฐบาลรักษาการเมื่อวันที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2550 พร้อมทั้งประกาศเลื่อนการเลือกตั้งซึ่งกำหนดไว้ในวันที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2550 ออกไปอย่างไม่มีกำหนด นาย Fakhruddin Ahmed อดีตผู้ว่าธนาคารแห่งบังกลาเทศได้เข้ารับตำแหน่งหัวหน้าที่ปรึกษารัฐบาลรักษาการต่อจากประธานาธิบดี Iajuddin Ahmed เมื่อวันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2550 โดยมีภารกิจเร่งด่วนของรัฐบาลรักษาการชุดใหม่ คือ การรักษาความสงบเรียบร้อยในประเทศ และจัดการเลือกตั้งที่ บริสุทธิ์ยุติธรรมให้เป็นที่ยอมรับทั้งภายในและนอกประเทศ โดยจะดำเนินการดังนี้1. แยกศาลยุติธรรมออกจากฝ่ายการเมือง 2. ปรับปรุงบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้ถูกต้อง 3. ปฏิรูปคณะกรรมการการเลือกตั้ง 4. ปราบปรามการทุจริตคอรัปชั่นและกลุ่มอิทธิพล 5. ทำให้ระบบราชการปลอดจากการครอบงำทางการเมือง ทั้งนี้ คาดว่ารัฐบาลรักษาการของบังกลาเทศจะใช้เวลาในการปฏิรูปการเมืองประมาณ 6 – 9 เดือนก่อนที่จะมีการกำหนดวันเลือกตั้งใหม่นโยบายรัฐบาลชุดปัจจุบัน นโยบายรัฐบาลชุดปัจจุบัน. บังกลาเทศปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา มีประธานาธิบดีเป็นประมุขของประเทศ และมีนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร โดยมีพรรคสำคัญ 2 พรรคคือพรรค Bangladesh Nationalist Party (BNP) และพรรค Awami League (AL) โดยที่ทั้งสองพรรคได้ผลัดกันขึ้นเป็นรัฐบาลและฝ่ายค้านตลอดมาด้านความมั่นคง ด้านความมั่นคง. รัฐบาลบังกลาเทศที่ผ่านมาให้ความสำคัญกับการดำเนินการเพื่อปราบปรามการก่อการร้าย เช่น การจับกุมการค้าอาวุธที่ผิดกฎหมาย การจับกุมและดำเนินคดีกับผู้ที่ถูกระบุแน่ชัดว่าเป็นผู้ก่อการร้าย การประกาศว่ารัฐบาลจะไม่ให้ที่พักพิงแก่ผู้ก่อการร้าย การปราบปรามกิจกรรมการก่อการร้ายในสถานศึกษา การจัดการประชุมระดับชาติเกี่ยวกับการต่อต้านการก่อการร้าย การสืบสวนเกี่ยวกับเหตุการณ์ลอบวางระเบิดต่าง ๆ และการจัดตั้งการปฏิบัติการ “Operation Clean Heart” ซึ่ง เป็นการรวมกองกำลังทหารร่วมกับตำรวจในการจับกุมผู้ต้องสงสัยเรื่องการก่อการร้ายทั่วประเทศ นอกจากนี้ รัฐบาลชุดที่ผ่านมายังประกาศที่จะยกเลิกกฎหมายต่างๆ ที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งออกโดยรัฐบาลในอดีต อย่างไรก็ดี นโยบายการปราบปรามการก่อการร้ายได้ถูกวิพากษ์วิจารย์จากพรรคฝ่ายค้าน นักศึกษา และประชาชนว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนและกระทำไปเพื่อจำกัดบุคคลที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลด้านต่างประเทศ ด้านต่างประเทศ. รัฐบาลชุดล่าสุดได้ดำเนินนโยบายต่างประเทศที่มุ่งเสริมสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ การดำเนินนโยบายต่างประเทศแบบมุ่งตะวันออก (Look East) โดยการกระชับความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับจีนและประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อาทิ ไทย พม่า และสมาชิกอาเซียน ซึ่งนับเป็นมิติใหม่ของนโยบายต่างประเทศบังกลาเทศ การเดินทางเยือนภูมิภาคเอเชียของนายกรัฐมนตรีบังกลาเทศอย่างต่อเนื่อง นับเป็นประจักษ์พยานที่ดีต่อการเสริมสร้างนโยบายต่างประเทศที่มุ่งสนับสนุนผลประโยชน์ของบังกลาเทศในประเทศใหม่ ๆ เหล่านี้ ซึ่งการดำเนินนโยบายแบบมุ่งตะวันออกของบังกลาเทศนี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะต้องการลดอิทธิพลของอินเดียที่มีต่อบังกลาเทศลงด้วยนอกจากนี้ บังกลาเทศมุ่งส่งเสริมความสัมพันธ์กับตะวันออกกลาง ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจบังกลาเทศในด้านพลังงาน การส่งออกแรงงาน และความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาประเทศ และในฐานะที่เป็นประเทศ OIC ปัจจุบัน บังกลาเทศเป็นสมาชิก BIMSTEC ACD SAARC NAM และ ARF และเป็นประเทศที่ใหญ่ที่สุดในการสนับสนุนภารกิจการรักษาสันติภาพ มีทหารบังกลาเทศจำนวน 9,758 ราย ปฏิบัติใน 12 ภารกิจทั่วโลก (ร้อยละ 14 ของกองกำลังรักษาสันติภาพทั้งหมด) ซึ่งเป็นการส่งเสริมภาพลักษณ์ของบังกลาเทศในทางที่ดีเขตการปกครอง เขตการปกครอง. เขตการปกครองของประเทศบังคลาเทศแบ่งออกเป็น 8 เขตการบริหาร (administrative divisions) ชื่อเขตตั้งตามเมืองที่เป็นที่ตั้งของฝ่ายบริหาร ดังนี้- เขตขุลนา (খুলনা বিভাগ) - เขตจิตตะกอง (চট্টগ্রাম) - เขตธากา (ঢাকা) - เขตบอริชาล (বরিশাল) - เขตไมมันสิงห์ (ময়মনসিংহ) - เขตรังปุระ (রংপুর) - เขตราชชาหิ (রাজশাহী) - เขตสิเลฏ (সিলেট)เศรษฐกิจ เศรษฐกิจ. สกุลเงินที่ใช้ : คือ ตากา แม้บังกลาเทศจะเป็นหนึ่งในบรรดาประเทศที่มีการพัฒนาน้อยที่สุด (LDCs) แต่ก็ถือว่าเป็นประเทศที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจซึ่งไทยไม่ควรมองข้าม โดยเป็นแหล่งทรัพยากรน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และทรัพยากรทางทะเล พร้อมกันนี้ยังสามารถเป็นตลาดสินค้าต่าง ๆ ของไทย เช่น สินค้าอุปโภคบริโภค และการบริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถึงแม้ว่าภาคธุรกิจบริการจะทำรายได้ให้กับบังกลาเทศคิดเป็นสัดส่วนถึงร้อยละ 50 ของ GDP แต่ประชาชนบังกลาเทศส่วนใหญ่ยังมีฐานะยากจน และประกอบอาชีพการเกษตร รัฐบาลบังกลาเทศเน้นในเรื่องเสรีภาพทางเศรษฐกิจ (economic freedom) โดยใช้การทูตเชิงเศรษฐกิจ (economic diplomacy) ให้ความสำคัญกับการดึงการลงทุนจากต่างชาติ (อนุญาตให้คนต่างชาติลงทุนถือหุ้นได้ทั้งหมดเช่นเดียวกับชาวบังกลาเทศ) รวมทั้งการเรียกความเชื่อมั่นในการลงทุนในตลาดหุ้นของนักลงทุนทั้งภายในและจากต่างประเทศให้กลับคืนมา กระตุ้นการส่งออกโดยเฉพาะการเพิ่มโควตาการส่งออกเสื้อผ้าสำเร็จรูปไปยังต่างประเทศ การส่งเสริมให้แรงงานบังกลาเทศไปทำงานในต่างประเทศ และการทบทวนเรื่องการให้ visa on arrival กับประเทศต่างๆ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวการค้า การค้า. บังกลาเทศยึดหลักเศรษฐกิจการตลาด มีนโยบายส่งเสริมการส่งออก อย่างไรก็ดี โดยที่การส่งออกของบังกลาเทศขึ้นอยู่กับสินค้าเพียงไม่กี่ชนิดและมีตลาดส่งออกที่จำกัดเพียงไม่กี่ประเทศ (โดยร้อยละ 76 ของการส่งออกทั้งหมดเป็นสินค้าสิ่งทอที่ส่งไปยุโรป) จึงให้ความสำคัญกับการสร้างความหลากหลายให้กับตัวสินค้าและหาตลาดส่งออกเพิ่มขึ้น ทั้งนี้เพื่อเพิ่มปริมาณการส่งออกให้มากที่สุดและลดการขาดดุลการค้า บังกลาเทศพึ่งพาการนำเข้าจากอินเดียเป็นส่วนใหญ่ มีมูลค่าถึงปีละ 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลล่าสุดได้มั่งเน้นนโยบายที่จะหันไปค้าขายกับประเทศอื่นๆ ให้มากขึ้น เพื่อลดการพิ่งพาอินเดียลง สวนปัญหาและอุปสรรคทางการค้า ได้แก่ การห้ามนำเข้าหรือการจำกัดโควตาข้าวและน้ำตาล รวมทั้งปัญหาด้านการขนส่ง เป็นต้น ระบบพิธีการศุลกากรมาตรการที่มิใช่ทางภาษี เช่น การห้ามนำเข้าหรือจำกัดโควตาการลงทุน การลงทุน. ตั้งแต่ต้นปี พ.ศ. 2533 บังกลาเทศได้ปรับเปลี่ยนนโยบายหลายประการเพื่อกระตุ้นและส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ เช่น ไม่มีข้อจำกัดเกี่ยวกับการถือหุ้นของต่างชาติ อนุญาตให้ส่งผลกำไรและรายได้ออกไปต่างประเทศได้โดยเสรี และมีมาตรการให้ความสำคัญกับบริษัทต่างชาติที่เข้าไปลงทุนในประเทศ เป็นต้น โดยสหรัฐอเมริกาเป็นนักลงทุนรายใหญ่ที่สุดในบังกลาเทศ รองลงมา คือ มาเลเซีย ญี่ปุ่น และ สหราชอาณาจักร อุตสาหกรรมที่ควรเข้าไปลงทุน ได้แก่ ด้านการสำรวจแหล่งก๊าซธรรมชาติ ซึ่งมีมากถึง 11 ล้านล้านตารางฟุต ด้านสาธารณูปโภค ด้านประมง (แต่ปัจจุบันรัฐบาลบังกลาเทศยังไม่มีนโยบายที่จะเปิดให้ต่างชาติเข้าไปลงทุนในการจับปลาในบังกลาเทศ) การแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรด้านอุตสาหกรรม เช่น เสื้อผ้า เครื่องหนัง อุตสาหกรรมเบา ด้านบริการต่าง ๆ และด้านการผลิตสินค้าอุปโภคและบริโภคขั้นพื้นฐาน อุปสรรคที่สำคัญที่ขัดขวางการลงทุน ได้แก่ การประสบภัยจากพายุไซโคลนและอุทกภัยบ่อยครั้ง การขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐานด้านต่าง ๆ และปัญหาการเมืองภายในประเทศโดยเฉพาะการเดินขบวนประท้วง (hartal) ของพรรคฝ่ายค้านที่มีอยู่เป็นประจำคมนาคมคมนาคม. - ทางบก - Bangladesh Telecom Regulatory Commission กำกับดูแลกิจการรถไฟ มีทางรถไฟความยาว 2,745 กม. ทางหลวง 201,182 กม. - ท่อส่งก๊าซธรรมชาติ (Pipelines) 1,250 กม. - ทางน้ำ - ท่าเรือทางทะเล ตั้งอยู่ที่ Chittagong และ Mongla - ท่าเรือทางน้ำภายในประเทศ ที่สำคัญตั้งอยู่ที่ Dhaka, Chanpur, Barisalประชากร ประชากร. ประชากรมีประมาณ 163 ล้านคน (ค.ศ. 2016) มีอัตราการเติบโต 1.42% ความหนาแนนของประชากร 889 คน ต่อ ตร.กม. ซึ่งหนาแน่นมาก ส่วนใหญ่อาศับอยู่ในชนบท แต่ช่วงทศวรรษที่ผ่านมา อัตราการเกิดของประชากรในพื้นที่เมืองมีมากกว่าในชนบท พลเมืองมีการศึกษา 65% อ่านออกเขียนได้ 41.1% (ข้อมูลจาก UNESCO ค.ศ. 2000-2004)ศาสนา ศาสนา. ประชากรบังกลาเทศ นับถือศาสนาอิสลาม 88.3% ศาสนาฮินดู 10.5% ศาสนาคริสต์ 0.7% ศาสนาพุทธส่วนมากอยู่ในจิตตะกอง 0.5% ในบังกลาเทศมีตระกูลชาวพุทธสืบเนื่องมานานคือตระกูลบารัว
อ่าวใดติดกับพรมแดนด้านใต้ของประเทศบังกลาเทศ
{ "answer": [ "เบงกอล" ], "answer_begin_position": [ 348 ], "answer_end_position": [ 354 ] }
3,224
3,901
มหาสมุทรอินเดีย มหาสมุทรอินเดีย เป็นผืนน้ำที่มีขนาดกว้างใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก กินพื้นที่ประมาณ 20% ของพื้นน้ำบนโลก ทางเหนือติดกับตอนใต้ของทวีปเอเชีย (อนุทวีปอินเดีย) ทางตะวันตกติดกับคาบสมุทรอาหรับและทวีปแอฟริกา ทางตะวันออกติดกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แถบทะเลอันดามัน และประเทศออสเตรเลีย ทางใต้ติดกับมหาสมุทรใต้ แยกจากมหาสมุทรแอตแลนติกที่บริเวณตอนใต้ของทวีปแอฟริกาบนเส้นเมริเดียน 20° ตะวันออก และแยกจากมหาสมุทรแปซิฟิกที่เส้นเมริเดียน 147° ตะวันออก ตอนเหนือสุดของมหาสมุทรอินเดียอยู่ในอ่าวเปอร์เซีย ที่บริเวณละติจูด 30° เหนือ มหาสมุทรมีความกว้างมากที่สุดอยู่ระหว่างจุดใต้สุดของแอฟริกาและออสเตรเลีย ด้วยระยะทางเกือบ 10,000 กิโลเมตร มีพื้นน้ำ 70,560,000 ตารางกิโลเมตร รวมทะเลแดงและอ่าวเปอร์เซีย แต่ไม่รวมมหาสมุทรใต้หรือ 19.5% ของมหาสมุทรโลก มหาสมุทรอินเดียมีปริมาตรประมาณ 264,000,000 ลูกบาศก์กิโลเมตร หรือ 19.8% ของปริมาณมหาสมุทรโลก มีความลึกเฉลี่ย 3,741 เมตร และมีความลึกสูงสุด 7,906 เมตรประเทศและดินแดน ประเทศและดินแดน. ริมขอบของมหาสมุทรมีเกาะเล็กๆจำนวนมาก ประเทศที่เป็นเกาะในมหาสมุทรอินเดีย ได้แก่ มาดากัสการ์ (เดิมเป็นสาธารณรัฐมาลากาซี) ซึ่งเป็นเกาะที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 4 ของโลก รวมทั้งคอโมโรส, เซเชลส์, มัลดีฟส์, มอริเชียส และศรีลังกา รวมทั้งหมู่เกาะของประเทศอินโดนีเซีย และประเทศติมอร์-เลสเตทางฝั่งตะวันออกของเกาะติมอร์ มหาสมุทรอินเดียมีความสำคัญในฐานะเส้นทางผ่านระหว่างเอเชียและแอฟริกา ในอดีตจึงมีข้อพิพาทบ่อยครั้ง แต่เนืองจากมหาสมุทรมีขนาดใหญ่ ไม่มีประเทศใดที่สามารถครอบครองได้จนกระทั่งต้นทศวรรษ 1800 เมื่อสหราชอาณาจักรเข้าควบคุมพื้นที่ส่วนใหญ่ที่อยู่รอบ ๆ รายชื่อประเทศและดินแดน (ตัวเอียง) กับแนวชายฝั่งมหาสมุทรอินเดีย (รวมทั้งทะเลแดงและอ่าวเปอร์เซีย) วนตามเข็มนาฬิกา ได้แก่ แอฟริกา- (ฝรั่งเศส) - (มายอต และ เรอูนียง) เอเชีย- (สหราชอาณาจักร) - (ออสเตรเลีย) - (ออสเตรเลีย) ออสตราเลเซีย- หมู่เกาะแอชมอร์และคาร์เทียร์ (ออสเตรเลีย) มหาสมุทรอินเดียตอนใต้- เกาะเฮิร์ดและหมู่เกาะแมกดอนัลด์ (ออสเตรเลีย) - (ฝรั่งเศส) - ปรินซ์เอ็ดเวิร์ดไอแลนด์ (แอฟริกาใต้)
มหาสมุทรอินเดียเป็นผืนน้ำที่มีขนาดกว้างใหญ่เป็นอันดับที่เท่าไรของโลก
{ "answer": [ "3" ], "answer_begin_position": [ 157 ], "answer_end_position": [ 158 ] }
3,225
3,942
มหาสมุทรอาร์กติก มหาสมุทรอาร์กติก () ตั้งอยู่ในซีกโลกเหนือ และส่วนใหญ่อยู่ในเขตขั้วโลกเหนืออาร์กติก เป็นมหาสมุทรขนาดเล็กที่สุดและตื้นเขินที่สุดในห้ามหาสมุทรตามการแบ่งมหาสมุทรหลักของโลก องค์กรอุทกศาสตร์โลก (IHO) ยอมรับว่ามหาสมุทรอาร์กติกเป็นมหาสมุทร แม้นักอุทกศาสตร์บางคนจะเรียกบริเวณนี้ว่า ทะเลเมดิเตอร์เรเนียนอาร์กติก หรือเรียกง่าย ๆ ว่า ทะเลอาร์กติก โดยจัดว่าบริเวณนี้เป็นหนึ่งในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนของมหาสมุทรแอตแลนติก หรืออาจมองว่า เป็นส่วนเหนือสุดของมหาสมุทรโลกที่ล้อมรอบทั้งหมด มหาสมุทรอาร์กติกมีรูปร่างคล้ายวงกลม ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ เกือบเท่ากับขนาดของทวีปแอนตาร์กติกา แนวชายฝั่งยาว ล้อมรอบด้วยทวีปยุโรป, ทวีปเอเชีย, ทวีปอเมริกาเหนือ และกรีนแลนด์ รวมทั้งเกาะต่างๆ และทะเลแบเร็นตส์, ทะเลโบฟอร์ต, ทะเลชุกชี, ทะเลคารา, ทะเลลัปเตฟ, ทะเลไซบีเรียตะวันออก, ทะเลลิงคอล์น, ทะเลแวนเดล, ทะเลกรีนแลนด์ และทะเลนอร์เวย์ เชื่อมกับมหาสมุทรแปซิฟิกที่ช่องแคบเบริง และเชื่อมกับมหาสมุทรแอตแลนติกที่ทะเลกรีนแลนด์ มหาสมุทรอาร์กติกบางส่วนปกคลุมด้วยทะเลน้ำแข็งตลอดทั้งปีและเกือบทั้งมหาสมุทรในฤดูหนาว อุณหภูมิและความเค็มของมหาสมุทรอาร์กติกแตกต่างกันไปตามฤดูกาล เมื่อน้ำแข็งหลอมเหลวและแข็งตัว ความเค็มของมหาสมุทรมีค่าเฉลี่ยต่ำสุดในมหาสมุทรหลักทั้งห้า เนื่องจากการระเหยที่ต่ำ กระแสไหลเข้าอย่างหนักของน้ำจืดจากแม่น้ำและลำธาร การเชื่อมโยงที่จำกัดและการไหลออกไปยังมหาสมุทรโดยรอบที่มีความเค็มสูงกว่า การหดตัวของน้ำแข็งในฤดูร้อนมีบันทึกว่าลดลงถึง 50% ศูนย์ข้อมูลหิมะและน้ำแข็งแห่งชาติสหรัฐ (NSIDC) ใช้ข้อมูลดาวเทียมเพื่อหาบันทึกประจำวันของน้ำแข็งที่ปกคลุมมหาสมุทรอาร์กติก และอัตราการหลอมเหลวเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเฉลี่ยและปีที่ผ่านมา สันลอมอนอซอฟ (Lomonosov ridge) ซึ่งเป็นสันมหาสมุทรที่อยู่ใต้ทะเล แบ่งมหาสมุทรอาร์กติกออกเป็น 2 ส่วน คือ แอ่งยูเรเชีย (เรียกบริเวณนี้ว่าแนนสัน - Nansen) มีความลึก 4,000-4,500 เมตร และแอ่งอเมริกาเหนือ (เรียกบริเวณนี้ว่าไฮเพอร์โบเรียน - Hyperborean) มีความลึกประมาณ 4,000 เมตร ความลึกเฉลี่ยของมหาสมุทรอาร์กติก คือ 1,038 เมตร (3,407 ฟุต)
มหาสมุทรใดมีขนาดเล็กที่สุดในโลก
{ "answer": [ "อาร์กติก" ], "answer_begin_position": [ 112 ], "answer_end_position": [ 120 ] }
3,226
23,593
เซน เซน (; ) เป็นนิกายในศาสนาพุทธฝ่ายมหายาน นับถือกันอย่างแพร่หลายในแถบเอเชียตะวันออก (จีน, ญี่ปุ่น, เกาหลี) คำว่า เซน เป็นชื่อภาษาญี่ปุ่นของคำว่า ฉาน ( แต้จิ๋วออกเสียงว่า เซี้ยง) ในภาษาจีน ที่มาจากคำว่า ธฺยาน ในภาษาสันสกฤตอีกทอดหนึ่ง (ตรงกับคำว่า ฌาน ในภาษาบาลี) ซึ่งหมายถึง การเพ่งอารมณ์จนใจแน่วแน่เป็นอัปปนาสมาธิ มีจิตที่สงบและประณีต เซน มีต้นกำเนิดจากประเทศอินเดีย พัฒนาที่ประเทศจีน ก่อนที่จะถูกเผยแพร่มาสู่เกาหลีและเข้าสู่ประเทศญี่ปุ่น โดยได้รับอิทธิพลมาจากลัทธิขงจื๊อและลัทธิเต๋า ในช่วงระหว่างที่เผยแผ่มาสู่ญี่ปุ่น การฝึกตนของนิกายเซน เน้นที่การนั่งสมาธิเพื่อการรู้แจ้ง ช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 20 เซนยังได้เป็นปรัชญาในการดำรงชีวิต และรู้จักกันทั่วโลก โดยแสดงถึงแนวทางการใช้ชีวิต การทำงาน และศิลปะ เซนยึดถือหลักปฏิบัติธรรมตามหลักของพระพุทธเจ้า ตามหลักของการฝึกสติ อริยสัจ 4 และมรรค 8 เซน ได้รับการยอมรับจากบุคคลที่ไม่ใช่พุทธศาสนิกชนโดยเฉพาะอย่างยิ่งบุคคลนอกทวีปเอเชีย ที่สนใจในเซนสามารถศึกษาและปฏิบัติธรรมได้ และได้เกิดนิกายสายย่อยออกมาที่เรียกว่าคริสเตียนเซน วัฒนธรรมของชาวญี่ปุ่นที่ชาวต่างชาติรู้จักกันดี ได้แฝงเอาพุทธปรัชญา แบบเซนไว้อย่างแนบแน่น เช่น พิธีชงชา อิเคบานะ (การจัดดอกไม้แบบญี่ปุ่น) วิถีซามุไร คิวโด(การยิงธนูแบบญี่ปุ่น) แม้แต่แนวทางการเล่นโกะหรือหมากล้อมแบบญี่ปุ่น เป็นต้นพระสังฆปริณายกในนิกายเซน พระสังฆปริณายกในนิกายเซน. ตามคติของนิกายเซน ถือว่าธรรมเนียมของนิกายนี้ได้รับการสืบทอดจากพระศากยมุนีพุทธเจ้า (釋迦牟尼佛) ผ่านทางพระอริยสงฆ์สาวกในสายของพระมหากัสสปะ โดยได้รับการถ่ายทอดธรรมะด้วยวิถีแห่ง "จิตสู่จิต" และรับมอบบาตร จีวร สังฆาฏิ ของพระพุทธเจ้าเป็นสัญลักษณ์สำคัญของตำแหน่ง จนมาถึงพระโพธิธรรมซึ่งเป็นผู้นำนิกายเซนจากอินเดียมาสู่จีน มีจำนวนทั้งสิ้น 28 องค์ ดังนี้1. พระมหากัสสปะ Móhējiāyè 摩訶迦葉 2. พระอานนท์ Ānántuó 阿難陀 3. พระศาณวาสะ Shāngnàhéxiū 商那和修 4. พระอุปคุต Yōupójúduō 優婆掬多 5. พระธฤตก Dīduōjiā 提多迦 6. พระมิจกะ Mízhējiā 彌遮迦 7. พระวสุมิตร Póxūmì 婆須密 8. พระพุทธานันทิ Fútuónándī 浮陀難提 9. พระพุทธมิตร Fútuómìduō 浮陀密多 10. พระปารศวะ Pólìshīpó 婆栗濕婆 11. พระปุณยยศัส Fùnàyèshē 富那夜奢 12. พระอานโพธิ/พระอัศวโฆษะ Ānàpútí 阿那菩提 (นับถือว่าเป็นพระมหาโพธิสัตว์) 13. พระกปิมละ Jiāpímóluó 迦毘摩羅 14. พระนาคารชุนะ Lóngshù 龍樹 (นับถือว่าเป็นพระมหาโพธิสัตว์) 15. พระอารยเทวะ Jiānàtípó 迦那提婆 16. พระราหุลตะ Luóhóuluóduō 羅睺羅多 17. พระสังฆนันทิ Sēngqiénántí 僧伽難提 18. พระสังฆยศัส Sēngqiéshèduō 僧伽舍多 19. พระกุมารตะ Jiūmóluóduō 鳩摩羅多 20. พระศยต Shéyèduō 闍夜多 21. พระวสุพันธุ Shìqīn 世親 22. พระมโนรหิตะ Mónáluó 摩拏羅 23. พระหเกฺลนยศัส Hèlèyènàyèzhě 鶴勒夜那夜者 24. พระสิงหโพธิ Shīzǐpútí 師子菩提 25. พระวสิอสิต Póshèsīduō 婆舍斯多 26. พระปุณยมิตร Bùrúmìduō 不如密多 27. พระปรัชญาตาระ Bānruòduōluó 般若多羅 28. พระโพธิธรรม Pútídámó 菩提達磨 หลังจากพระโพธิธรรมนำศาสนาพุทธนิกายเซนจากอินเดียเข้ามาสู่ประเทศจีนแล้ว จึงมีการสืบทอดธรรมและตำแหน่งพระสังฆนายกในจีนต่อมาอีก 6 องค์ (หนังสือบางแห่งนับว่ามี 7 องค์) ดังนี้
เซนเป็นนิกายในศาสนาใด
{ "answer": [ "พุทธ" ], "answer_begin_position": [ 105 ], "answer_end_position": [ 109 ] }
3,227
284,821
เอร์โมซาโซเบรานา เอร์โมซาโซเบรานา () เป็นชื่อของเพลงชาติแห่งสาธารณรัฐนิการากัว ระหว่าง พ.ศ. 2436 - พ.ศ. 2453 ชื่อของเพลงนี้อาจแปลความหมายได้ว่า "อธิปไตยอันงดงาม" บทเพลงดังกล่าวได้ประพันธ์ขึ้นเพื่ออุทิศแก่นายพลโคเซ ซานโตส เซลายา (José Santos Zelaya) และได้รับการยอมรับเป็นเพลงชาติอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2436 ทำนองประพันธ์โดยอาเลคันโดร โกว์ซิน (Alejandro Cousin) บุตรเขยของนายพลซันโตส และผู้ประพันธ์เพลงชาตินิการากัวยุคก่อนหน้า ซึ่งใช้ในระหว่างปี พ.ศ. 2432 - 2436 ส่วนคำร้องนั้นไม่ทราบแน่ชัดว่าใครเป็นผู้แต่ง แต่เป็นไปได้ว่าจะเป็นคนใดคนหนึ่งในกวีสำคัญของนิการากัว 3 คน ซึ่งได้แก่ รูเบน ดารีโอ (Rubén Darío) ซานเตียโก อาร์กูเอโย (Santiago Argüello) และมานวยล์ มัลโดนาโด (Manuel Maldonado) หลังสิ้นสุดการปฏิวัติเสรีนิยมและสงครามกลางเมืองในนิการากัวเมื่อ พ.ศ. 2453 จึงได้มีการเลือกใช้เพลง "ซัลเบอาตี นิการากัว" ซึ่งมีเนื้อหากล่าวถึงความสงบและการทำงานเป็นเพลงชาตินิการากัวแทนเพลงนี้ โดยยกเหตุผลว่าเพลงชาติเดิมมีเนื้อหาปลุกเร้าให้ผู้คนเข้าสู่สงคราม ไม่เหมาะสมกับยุคสมัยแห่งการฟื้นฟูชาติ อย่างไรก็ตาม บทเพลง "เอร์โมซาโซเบรานา" ก็ยังคงถูกขับร้องในฐานะเพลงปลุกใจให้รักชาติมาจนถึงปัจจุบันเนื้อร้อง
เพลงชาติแห่งสาธารณรัฐนิการากัวชื่อว่าอะไร
{ "answer": [ "เอร์โมซาโซเบรานา" ], "answer_begin_position": [ 108 ], "answer_end_position": [ 124 ] }
3,228
284,821
เอร์โมซาโซเบรานา เอร์โมซาโซเบรานา () เป็นชื่อของเพลงชาติแห่งสาธารณรัฐนิการากัว ระหว่าง พ.ศ. 2436 - พ.ศ. 2453 ชื่อของเพลงนี้อาจแปลความหมายได้ว่า "อธิปไตยอันงดงาม" บทเพลงดังกล่าวได้ประพันธ์ขึ้นเพื่ออุทิศแก่นายพลโคเซ ซานโตส เซลายา (José Santos Zelaya) และได้รับการยอมรับเป็นเพลงชาติอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2436 ทำนองประพันธ์โดยอาเลคันโดร โกว์ซิน (Alejandro Cousin) บุตรเขยของนายพลซันโตส และผู้ประพันธ์เพลงชาตินิการากัวยุคก่อนหน้า ซึ่งใช้ในระหว่างปี พ.ศ. 2432 - 2436 ส่วนคำร้องนั้นไม่ทราบแน่ชัดว่าใครเป็นผู้แต่ง แต่เป็นไปได้ว่าจะเป็นคนใดคนหนึ่งในกวีสำคัญของนิการากัว 3 คน ซึ่งได้แก่ รูเบน ดารีโอ (Rubén Darío) ซานเตียโก อาร์กูเอโย (Santiago Argüello) และมานวยล์ มัลโดนาโด (Manuel Maldonado) หลังสิ้นสุดการปฏิวัติเสรีนิยมและสงครามกลางเมืองในนิการากัวเมื่อ พ.ศ. 2453 จึงได้มีการเลือกใช้เพลง "ซัลเบอาตี นิการากัว" ซึ่งมีเนื้อหากล่าวถึงความสงบและการทำงานเป็นเพลงชาตินิการากัวแทนเพลงนี้ โดยยกเหตุผลว่าเพลงชาติเดิมมีเนื้อหาปลุกเร้าให้ผู้คนเข้าสู่สงคราม ไม่เหมาะสมกับยุคสมัยแห่งการฟื้นฟูชาติ อย่างไรก็ตาม บทเพลง "เอร์โมซาโซเบรานา" ก็ยังคงถูกขับร้องในฐานะเพลงปลุกใจให้รักชาติมาจนถึงปัจจุบันเนื้อร้อง
ใครคือผู้ประพันธ์ทำนองเพลงชาติแห่งสาธารณรัฐนิการากัวชื่อว่า เอร์โมซาโซเบรานา
{ "answer": [ "อาเลคันโดร โกว์ซิน" ], "answer_begin_position": [ 429 ], "answer_end_position": [ 447 ] }
3,229
710,092
ยูมิ ยูมิ ยูมิ เพลงชาติสาธารณรัฐวานูอาตู มีชื่อว่า ยูมิ ยูมิ ยูมิ (บิสลามา:Yumi, Yumi, Yumi) คำแปล (พวกเรา พวกเรา พวกเรา) เริ่มประกาศใช้เป็นเพลงชาติของวานูอาตูเมื่อ พ.ศ. 2523เนื้อเพลง เนื้อเพลง. CHORUS: Yumi, Yumi, yumi i glat long talem se Yumi, yumi, yumi ol man blong Vanuatu God i givim ples ia long yumi, Yumi glat tumas long hem, Yumi strong mo yumi fri long hem, Yumi brata evriwan! CHORUS Plante fasin blong bifo i stap, Plante fasin blong tedei, Be yumi i olsem wan nomo, Hemia fasin blong yumi! CHORUS Yumi save plante wok i stap, Long ol aelan blong yumi, God i helpem yumi evriwan, Hem i papa blong yumi! CHORUS
เพลงชาติสาธารณรัฐวานูอาตูมีชื่อว่าอะไร
{ "answer": [ "ยูมิ ยูมิ ยูมิ" ], "answer_begin_position": [ 140 ], "answer_end_position": [ 154 ] }
3,230
710,092
ยูมิ ยูมิ ยูมิ เพลงชาติสาธารณรัฐวานูอาตู มีชื่อว่า ยูมิ ยูมิ ยูมิ (บิสลามา:Yumi, Yumi, Yumi) คำแปล (พวกเรา พวกเรา พวกเรา) เริ่มประกาศใช้เป็นเพลงชาติของวานูอาตูเมื่อ พ.ศ. 2523เนื้อเพลง เนื้อเพลง. CHORUS: Yumi, Yumi, yumi i glat long talem se Yumi, yumi, yumi ol man blong Vanuatu God i givim ples ia long yumi, Yumi glat tumas long hem, Yumi strong mo yumi fri long hem, Yumi brata evriwan! CHORUS Plante fasin blong bifo i stap, Plante fasin blong tedei, Be yumi i olsem wan nomo, Hemia fasin blong yumi! CHORUS Yumi save plante wok i stap, Long ol aelan blong yumi, God i helpem yumi evriwan, Hem i papa blong yumi! CHORUS
เพลงยูมิ ยูมิ ยูมิ ถูกประกาศให้เป็นเพลงชาติของวานูอาตูเมื่อปีพ.ศ.ใด
{ "answer": [ "2523" ], "answer_begin_position": [ 259 ], "answer_end_position": [ 263 ] }
3,231
48,135
อุทยานแห่งชาติคลองพนม อุทยานแห่งชาติคลองพนม อยู่ในท้องที่ตำบลคลองสก ตำบลพนม และตำบลพลูเถื่อน อำเภอพนม จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 460 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 290,000 ไร่ ได้จัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2543ภูมิประเทศ ภูมิประเทศ. สภาพภูมิประเทศเป็นภูเขาสูงชัน ประมาณร้อยละ 80 ของเนื้อที่โดยเฉพาะตอนเหนือของพื้นที่ซึ่งส่วนใหญ่เป็นภูเขาหินปูน บางแห่งมีหน้าผาสูงชัน และสวยงาม เรียงรายสลับซับซ้อนเชื่อมติดต่อเป็นแนวสันเขา ยาวจากทิศตะวันตกไปยังทิศตะวันออก จุดสูงสุดจากพื้นอยู่บริเวณตอนกลางของพื้นที่ มีความสูงประมาณ 870 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง พื้นที่ราบมีอยู่ประมาณร้อยละ 20 ของพื้นที่ ส่วนใหญ่เป็นที่ราบระหว่างหุบเขา มีความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ประมาณ 200 เมตร ปรากฏอยู่ทั่วไปภูมิอากาศ ภูมิอากาศ. ลักษณะภูมิอากาศของป่าแห่งนี้ มีลักษณะคล้ายคลึงกับแห่งอื่น ในภาคใต้ของประเทศไทย คือ มีฝนตกชุกตลอดปีประกอบกับได้รับอิทธิพลของทะเล ซึ่งสามารถรับลมมรสุมได้ทั้งลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ และลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ และอิทธิพลของภูเขาสูงที่เป็นสิ่งกีดขวางลมมรสุม มีป่าไม้ปกคลุมอย่างหนาแน่น จึงทำให้ฝนตกมากกว่าในท้องที่ทั่ว ๆ ไป ซึ่งสามารถจำแนกได้ชัดเจนเพียง 2 ฤดู คือ ฤดูฝนเริ่มจากเดือนพฤษภาคมถึงเดือนธันวาคมฤดูร้อนเริ่มจากเดือนมกราคมถึงเดือนเมษายนโดยมีฝนตกชุกมากที่สุดระหว่างเดือนสิงหาคมถึงเดือนตุลาคม และมีอากาศร้อนมากที่สุดในต้นเดือนเมษายนพืชพันธุ์และสัตว์ป่า พืชพันธุ์และสัตว์ป่า. สัตว์ป่าที่สำคัญ ได้แก่ ช้าง กวาง สมเสร็จ เสือ หมี เลียงผา หมูป่า ชะนี ลิง ค่าง ไก่ฟ้า กระรอก เก้ง กระจง นกนานาชนิด และสัตว์เลื้อยคลานชนิดต่างๆ สภาพป่าทั่วทั้งพื้นที่มีสภาพเป็นป่าดงดิบ อุดมสมบูรณ์ มีพันธุ์ไม้มีค่านานาชนิดขึ้นคละปะปนกันอยู่อย่างหนาแน่น ไม้ขนาดใหญ่ ได้แก่ โดแหลม ตะเคียน ยาง ตาเสือ หงอนไก่ กะบาก กะท้อน จิกเขา ขนุนป่า มะม่วงป่า เสียดค่าง อินทนิล นาคบุตร ลำแพนเขา มังคะ จำปาป่า ยมหอม ฯลฯ ไม้พี้นล่าง ได้แก่ ไม้ไผ่ชนิดต่าง ๆ ระกำ หวายชนิดต่าง ๆ เต่าร้าง กูด เฟิน ฯลฯ นอกจากนี้ยังพบไม้เถานานาชนิดขึ้นอยู่ทั่วไป มีความชุ่มชื้นเขียวชะอุ่มตลอดปี
อุทยานแห่งชาติคลองพนมได้ถูกจัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติของไทยเมื่อใด
{ "answer": [ "18 พฤศจิกายน 2543" ], "answer_begin_position": [ 321 ], "answer_end_position": [ 338 ] }
3,232
48,135
อุทยานแห่งชาติคลองพนม อุทยานแห่งชาติคลองพนม อยู่ในท้องที่ตำบลคลองสก ตำบลพนม และตำบลพลูเถื่อน อำเภอพนม จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 460 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 290,000 ไร่ ได้จัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2543ภูมิประเทศ ภูมิประเทศ. สภาพภูมิประเทศเป็นภูเขาสูงชัน ประมาณร้อยละ 80 ของเนื้อที่โดยเฉพาะตอนเหนือของพื้นที่ซึ่งส่วนใหญ่เป็นภูเขาหินปูน บางแห่งมีหน้าผาสูงชัน และสวยงาม เรียงรายสลับซับซ้อนเชื่อมติดต่อเป็นแนวสันเขา ยาวจากทิศตะวันตกไปยังทิศตะวันออก จุดสูงสุดจากพื้นอยู่บริเวณตอนกลางของพื้นที่ มีความสูงประมาณ 870 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง พื้นที่ราบมีอยู่ประมาณร้อยละ 20 ของพื้นที่ ส่วนใหญ่เป็นที่ราบระหว่างหุบเขา มีความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ประมาณ 200 เมตร ปรากฏอยู่ทั่วไปภูมิอากาศ ภูมิอากาศ. ลักษณะภูมิอากาศของป่าแห่งนี้ มีลักษณะคล้ายคลึงกับแห่งอื่น ในภาคใต้ของประเทศไทย คือ มีฝนตกชุกตลอดปีประกอบกับได้รับอิทธิพลของทะเล ซึ่งสามารถรับลมมรสุมได้ทั้งลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ และลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ และอิทธิพลของภูเขาสูงที่เป็นสิ่งกีดขวางลมมรสุม มีป่าไม้ปกคลุมอย่างหนาแน่น จึงทำให้ฝนตกมากกว่าในท้องที่ทั่ว ๆ ไป ซึ่งสามารถจำแนกได้ชัดเจนเพียง 2 ฤดู คือ ฤดูฝนเริ่มจากเดือนพฤษภาคมถึงเดือนธันวาคมฤดูร้อนเริ่มจากเดือนมกราคมถึงเดือนเมษายนโดยมีฝนตกชุกมากที่สุดระหว่างเดือนสิงหาคมถึงเดือนตุลาคม และมีอากาศร้อนมากที่สุดในต้นเดือนเมษายนพืชพันธุ์และสัตว์ป่า พืชพันธุ์และสัตว์ป่า. สัตว์ป่าที่สำคัญ ได้แก่ ช้าง กวาง สมเสร็จ เสือ หมี เลียงผา หมูป่า ชะนี ลิง ค่าง ไก่ฟ้า กระรอก เก้ง กระจง นกนานาชนิด และสัตว์เลื้อยคลานชนิดต่างๆ สภาพป่าทั่วทั้งพื้นที่มีสภาพเป็นป่าดงดิบ อุดมสมบูรณ์ มีพันธุ์ไม้มีค่านานาชนิดขึ้นคละปะปนกันอยู่อย่างหนาแน่น ไม้ขนาดใหญ่ ได้แก่ โดแหลม ตะเคียน ยาง ตาเสือ หงอนไก่ กะบาก กะท้อน จิกเขา ขนุนป่า มะม่วงป่า เสียดค่าง อินทนิล นาคบุตร ลำแพนเขา มังคะ จำปาป่า ยมหอม ฯลฯ ไม้พี้นล่าง ได้แก่ ไม้ไผ่ชนิดต่าง ๆ ระกำ หวายชนิดต่าง ๆ เต่าร้าง กูด เฟิน ฯลฯ นอกจากนี้ยังพบไม้เถานานาชนิดขึ้นอยู่ทั่วไป มีความชุ่มชื้นเขียวชะอุ่มตลอดปี
อุทยานแห่งชาติคลองพนมตั้งอยู่ในจังหวัดใดของประเทศไทย
{ "answer": [ "สุราษฎร์ธานี" ], "answer_begin_position": [ 203 ], "answer_end_position": [ 215 ] }
3,233
49,244
ก ก (ไก่) เป็นพยัญชนะ ตัวที่ 1 ในบรรดาพยัญชนะ 44 ตัวของอักษรไทย ในลำดับก่อนหน้า ข (ไข่) จัดอยู่ในกลุ่มอักษรกลาง ในระบบไตรยางศ์ มีชื่อเรียกกำกับว่า "ก ไก่" อักษร ก เป็นได้ทั้งพยัญชนะต้น ให้เสียง /k/ และพยัญชนะสะกด ให้เสียง /k̚/ เมื่อเป็นพยัญชนะต้น สามารถควบกับอักษร ร ล ว ได้ เมื่อเป็นตัวสะกด นับเป็นตัวสะกดแม่กก และนับเป็นตัวแทนของตัวสะกดแม่กกด้วย ในหนังสือโบราณ มีการใช้ "ก หัน" คือ อักษร ก สองตัว แทนไม้หันอากาศและตัว ก สะกด ดังนี้ รกก (รัก), หกก (หัก) อักษร ก นี้ เทียบได้กับอักษรในระบบอักษรอื่นๆ ของอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลายระบบ เช่น ระบบอักษรเทวนาครี ระบบอักษรมอญพม่า ระบบอักษรขอม เป็นต้น โดยอักษร ก ถือเป็นพยัญชนะตัวแรกเสมอ ก เพียงตัวเดียวแล้วเติมไม้ไต่คู้ โดยไม่มีสระ สามารถเป็นคำได้หนึ่งคำ คือ ก็ (อ่านว่า เก้าะ) เป็นคำสันธานแปลว่า แล้ว, จึง, ย่อมประวัติ ประวัติ. ก ไก่ เป็นพยัญชนะตัวแรกในประวัติศาสตร์ไทย ที่เชื่อกันว่าดัดแปลงมาจากอักษรปัลลวะของอินเดีย แต่เดิมมีรูปอักษร แต่ไม่มีคำกำกับ เพิ่งมาก่อรูปเมื่อสมัยรัชกาลที่ 3 ต่อมาสมัยรัชกาลที่ 4 จึงเริ่มมีคำกำกับ ก ไก่ ข ไข่ สำหรับให้นักเรียนท่องครบทั้ง 44 ตัวเสียง เสียง. ลักษณะเสียงทางสัทศาสตร์ จัดเป็นเสียงกัก อโฆษะ (ไม่ก้อง) มีแหล่งกำเนิดเสียงที่โคนลิ้นและเพดานอ่อน สัญลักษณ์แทนเสียงด้วยสัทอักษรสากล คือ /k/ ในตำราภาษาไทยแต่เดิม ถือว่า ก นั้นเป็นพยัญชนะวรรค กะ เรียกว่า กัณฐชะ คือ มีฐานเสียงจากคอ หรือเสียงลงคอ และอยู่ในกลุ่มอโฆษะ ธนิต (เสียงไม่ก้อง ลมน้อย) ในภาษาถิ่นบางถิ่น เช่น ภาษาถิ่นย่อยของภาษาผู้ไท หรือภาษาไทยถิ่นใต้ ไม่ออกเสียง /ก/ เมื่อเป็นตัวสะกดในพยางค์ที่ประสมด้วยสระเสียงยาว เช่น โลก, ลูก, แยกการเขียน การเขียน. การเขียนอักษร ก ในหนังสือไทย นิยมเริ่มจากด้านล่าง ชิดเส้นบรรทัด ลากขึ้นไปข้างบน วกด้านขวาเล็กน้อย แล้ววกออกซ้าย จากนั้นโค้งขึ้นข้างบน แล้วลดลงไปด้านขวา จากนั้นลากตรงลงด้านลง ขนานกับเส้นที่ลากขึ้นตอนแรก จากนั้นลากลงไปชิดกับเส้นบรรทัด ในแนวเดียวกับจุดเริ่ม (ดูภาพประกอบ)
พยัญชนะตัวแรกในประวัติศาสตร์ไทยคือพยัญชนะใด
{ "answer": [ "ก ไก่" ], "answer_begin_position": [ 857 ], "answer_end_position": [ 862 ] }
3,234
280,768
เอเตียน เลอนัวร์ ฌ็อง-โฌแซ็ฟ เอเตียน เลอนัวร์ (; 12 มกราคม ค.ศ. 1822 - 4 สิงหาคม ค.ศ. 1900) เป็นวิศวกรชาวเบลเยียม เป็นผู้ประดิษฐ์เครื่องยนต์สันดาปภายในคนแรกของโลก เขาเกิดในเมืองมูว์ซี-ลา-วีล (Mussy-la-Ville) ในลักเซมเบิร์ก (เป็นส่วนหนึ่งของเบลเยียมถึงปี ค.ศ. 1839) ในต้นคริสต์ทศวรรษ 1850 เขาย้ายมาอยู่ฝรั่งเศส ทำงานเกี่ยวกับการชุบโลหะ เขาทำเครื่องยนต์สันดาปภายในสำเร็จในปี ค.ศ. 1859 เป็นเครื่องยนต์ 2 จังหวะ สูบเดียว ใช้ก๊าซถ่านหินเป็นเชื้อเพลิง มีแบตเตอรี่ มีระบบจุดหัวเทียนด้วยไฟฟ้า ได้รับจดทะเบียนลิขสิทธิ์ในปี ค.ศ. 1860 เครื่องยนตร์ของเลอนัวร์มีใช้ในยุโรปประมาณ 400 เครื่อง ใช้กับเครื่องพิมพ์ และเครื่องสูบน้ำ
ใครคือผู้ประดิษฐ์เครื่องยนต์สันดาปภายในคนแรกของโลก
{ "answer": [ "เอเตียน เลอนัวร์" ], "answer_begin_position": [ 91 ], "answer_end_position": [ 107 ] }
3,235
1,947
ภาษาสเปน ภาษาสเปน (; สเปน: ) หรือ ภาษาคาสตีล (; สเปน: ) เป็นภาษาในกลุ่มภาษาไอบีเรียนโรมานซ์ หนึ่งในภาษาทางการ 6 ภาษาขององค์การสหประชาชาติ และภาษาที่มีผู้พูดเป็นภาษาแม่มากที่สุดในโลกรองจากภาษาจีนกลาง รวมทั้งยังเป็นภาษาราชการขององค์การระหว่างประเทศทางเศรษฐกิจและการเมืองที่สำคัญอีกหลายองค์การอีกด้วย เช่น สหภาพยุโรป สหภาพแอฟริกา องค์การรัฐอเมริกา องค์การรัฐไอบีเรียอเมริกา ข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ และสหภาพชาติอเมริกาใต้ เป็นต้น มีผู้พูดภาษาสเปนเป็นภาษาที่หนึ่งและภาษาที่สองเป็นจำนวนระหว่าง 450-500 ล้านคน โดยเม็กซิโกเป็นประเทศที่มีจำนวนผู้พูดภาษานี้มากที่สุด นอกจากนี้ ภาษาสเปนยังเป็นภาษาที่มีผู้เรียนมากเป็นอันดับที่ 2 ของโลกรองจากภาษาอังกฤษ มีผู้เรียนภาษานี้อย่างน้อย 17.8 ล้านคน ขณะที่แหล่งข้อมูลบางแห่งกล่าวว่า มีผู้เรียนภาษานี้กว่า 46 ล้านคนกระจายอยู่ใน 90 ประเทศ ภาษาสเปนมีต้นกำเนิดจากภาษาละตินชาวบ้านที่พัฒนามาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 3 (เช่นเดียวกับภาษาอื่นในกลุ่มภาษาโรมานซ์) หลังจากจักรวรรดิโรมันล่มสลายลง ดินแดนที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิต่างแยกไปอยู่ใต้การปกครองของชนกลุ่มต่าง ๆ กัน ภาษานี้จึงถูกตัดขาดออกจากภาษาถิ่นของภาษาละตินในดินแดนอื่น ๆ และมีวิวัฒนาการอย่างช้า ๆ จนเกิดเป็นภาษาละตินใหม่ต่างหากอีกภาษาหนึ่ง แต่เนื่องจากได้รับการเผยแพร่ทั้งในทวีปอเมริกาเหนือและทวีปอเมริกาใต้เป็นเวลาที่ต่อเนื่องยาวนาน ภาษาสเปนจึงกลายเป็นภาษาละตินใหม่ที่ใช้กันแพร่หลายมากที่สุดในปัจจุบันชื่อภาษาและที่มา ชื่อภาษาและที่มา. ชาวสเปนมักเรียกภาษาของตนว่า ภาษาสเปน (español) เมื่อนำภาษานี้ไปเปรียบเทียบกับภาษาของชาติอื่น เช่น ภาษาฝรั่งเศสและภาษาอังกฤษ แต่จะเรียกว่า ภาษาคาสตีล (castellano) [= ภาษาของแคว้นคาสตีล] เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับภาษาในประเทศสเปนภาษาอื่น ๆ (เช่น ภาษากาลิเซีย ภาษาบาสก์ และภาษากาตาลา) หรือแม้กระทั่งการนำไปเทียบกับบรรดาภาษาพื้นเมืองของประเทศในลาตินอเมริกาบางประเทศ ด้วยวิธีนี้ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสเปน ค.ศ. 1978 จึงใช้คำว่า "ภาษาคาสตีล" (castellano) เพื่อนิยามภาษาราชการของประเทศ ซึ่งตรงข้ามกับ "ภาษาของสเปนภาษาอื่น ๆ" (las demás lenguas españolas) ตามมาตรา 3 ดังนี้ นักนิรุกติศาสตร์บางคนใช้ชื่อ "Castilian" เมื่อกล่าวถึงภาษาที่ใช้กันในภูมิภาคคาสตีลสมัยกลางเท่านั้น โดยเห็นว่า "Spanish" ควรนำมาใช้เรียกภาษานี้ในสมัยใหม่จะดีกว่า ภาษาถิ่นย่อยของภาษาสเปนที่พูดกันทางตอนเหนือของแคว้นคาสตีลในปัจจุบันเอง บางครั้งก็ยังเรียกว่า "Castilian" ภาษาถิ่นนี้แตกต่างจากภาษาถิ่นในภูมิภาคอื่น ๆ ของประเทศสเปน (เช่นในแคว้นอันดาลูเซียหรือกรุงมาดริดเป็นต้น) โดยในประเทศสเปนถือว่าเป็นภาษาเดียวกับภาษาสเปนมาตรฐานอย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ตาม คำ castellano ยังใช้กันเป็นวงกว้างเพื่อเรียกภาษาสเปนทั้งหมดในลาตินอเมริกา เนื่องจากผู้พูดภาษาสเปนบางคนจัดว่า castellano เป็นคำกลาง ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับการเมืองหรือลัทธิใด (เหมือนกับ "Spanish" ในฐานะคำหนึ่งของภาษาอังกฤษ) ชาวลาตินอเมริกาจึงมักใช้คำนี้ในการแบ่งแยกความหลากหลายของภาษาสเปนในแบบของพวกเขาว่า ไม่เหมือนกันกับความหลากหลายของภาษาสเปนที่ใช้กันในประเทศสเปนเอง คำว่า español ที่ถูกนำมาเปลี่ยนแปลงรูปตามกฎทางไวยากรณ์และสัทวิทยา (การศึกษาเกี่ยวกับเสียงในภาษา) ของแต่ภาษาเพื่อใช้เรียกชาวสเปนและภาษาของพวกเขานั้น มีรากศัพท์มาจากคำในภาษาละตินว่า "ฮิสปานีโอลุส" (Hispaniolus) [= ชาวฮิสปาเนียน้อย] รูปคำดังกล่าวได้วิวัฒนาการมาเป็น Spaniolus (ในช่วงเวลานั้น ตัว H ในภาษาละตินจะหายไปในการสนทนาปกติ คำนี้จึงออกเสียงว่า "อิสปานีโอลู" [ispa'niolu]) และสระ [i] (ใช้ในภาษาพูดของละตินเพื่อความรื่นหู) ก็ถูกเปิดเป็นสระ [e] จึงทำให้คำนี้มีรูปเขียนอย่างที่เห็นในปัจจุบันประวัติ ประวัติ. ชาวโรมันจากคาบสมุทรอิตาลีได้นำภาษาละตินเข้ามาใช้บนคาบสมุทรไอบีเรียนับตั้งแต่สมัยสงครามพิวนิกครั้งที่ 2 เมื่อ 218 ปีก่อนคริสต์ศักราช ภาษานี้ได้รับอิทธิพลจากภาษาของชนพื้นเมืองที่อาศัยอยู่ก่อนแล้ว ได้แก่ ภาษาเคลติเบเรียน ภาษาบาสก์ และภาษาโบราณอื่น ๆ บนคาบสมุทร เมื่อจักรวรรดิโรมันล่มสลายลงในคริสต์ศตวรรษที่ 5 การติดต่อระหว่างภูมิภาคต่าง ๆ ในจักรวรรดิจึงถูกตัดขาดออกจากกัน ส่งผลให้อิทธิพลของภาษาละตินชั้นสูงที่มีต่อชาวบ้านทั่วไปค่อย ๆ ลดลง จนเหลือเพียงภาษาละตินสามัญซึ่งเป็นภาษาพูดเท่านั้นที่ทหารและชาวบ้านทั่วไปยังคงใช้สื่อสารในชีวิตประจำวันอยู่ ในคริสต์ศตวรรษที่ 8 ชาวมัวร์จากแอฟริกาเหนือได้เข้ารุกรานและครอบครองคาบสมุทรไอบีเรียต่อจากชาววิซิกอท การทำสงครามเพื่อผนวกและยึดดินแดนคืนจึงดำเนินไปอย่างยาวนาน พื้นที่บนคาบสมุทรจึงถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนโดยปริยาย ในเขตอัลอันดะลุสใช้ภาษาอาหรับและภาษาเบอร์เบอร์ แต่ก็มีผู้ใช้ภาษาโมซาราบิก (เป็นภาษาโรมานซ์ภาษาหนึ่ง แต่ได้รับอิทธิพลจากภาษาอาหรับ) อยู่ด้วย ส่วนพื้นที่ทางตอนเหนือที่ยังคงเป็นเขตอิทธิพลของชาวคริสต์นั้น ภาษาพูดละตินในท้องถิ่นต่าง ๆ ได้มีพัฒนาการทางโครงสร้างที่แตกต่างจากกันมากขึ้นเรื่อย ๆ และเริ่มกลายเป็นภาษาถิ่นที่มีลักษณะเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นกาตาลา, นาวาร์-อารากอน, คาสตีล, อัสตูร์-เลออน หรือกาลิเซีย-โปรตุเกส โดยภาษาเหล่านี้มีชื่อเรียกโดยรวมว่า "โรมานซ์" ภาษาโรมานซ์คาสตีลซึ่งเป็นหนึ่งในบรรพบุรุษของภาษาสเปนนั้นถือกำเนิดจากภาษาละตินสามัญที่ใช้กันในแถบทิวเขากันตาเบรีย (พื้นที่คาบเกี่ยวระหว่างจังหวัดอาลาบา, กันตาเบรีย, บูร์โกส, โซเรีย และลารีโอคา ทางตอนเหนือของสเปนปัจจุบัน ขณะนั้นเป็นเขตของแคว้นคาสตีล) โดยรับอิทธิพลบางอย่างจากภาษาบาสก์และภาษาของชาววิซิกอท หลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษรเก่าแก่ที่สุดมีชื่อว่า จดหมายเหตุบัลปูเอสตา () พบที่โบสถ์แห่งหนึ่งในจังหวัดบูร์โกส เป็นเอกสารที่บันทึกลักษณะและศัพท์ของภาษาโรมานซ์ (ที่จะพัฒนามาเป็นภาษาคาสตีล) ในราวคริสต์ศตวรรษที่ 9 ไว้ ตั้งแต่ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 11 เป็นต้นมา ได้เกิดกระบวนการกลมกลืนและปรับระดับทางภาษาขึ้นระหว่างภาษาโรมานซ์ที่ใช้กันในตอนกลางของคาบสมุทร ได้แก่ อัสตูร์-เลออน, คาสตีล และนาวาร์-อารากอน นำไปสู่การก่อรูปแบบของภาษาที่ผู้คนบนคาบสมุทรนี้จะใช้ร่วมกันต่อไป นั่นคือ ภาษาสเปน อย่างไรก็ตาม ยังมีผู้เห็นด้วยกับข้อสันนิษฐานที่มีมาแต่เดิมว่า ภาษาสเปนพัฒนามาจากภาษาคาสตีลเป็นหลักและอาจจะได้รับอิทธิพลจากภาษาข้างเคียงมาบ้างเท่านั้น เมื่อการพิชิตดินแดนคืนจากชาวมุสลิม (ที่เริ่มมาตั้งแต่ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 8) มีความคืบหน้าไปมากในยุคกลางตอนปลาย ภาษาโรมานซ์ต่าง ๆ จากทางเหนือก็ถูกนำลงมาเผยแพร่ทางตอนกลางและตอนล่างของคาบสมุทรไปพร้อม ๆ กัน โดยเฉพาะภาษาคาสตีลซึ่งเข้าไปแทนที่หรือส่งอิทธิพลต่อภาษาในท้องถิ่นต่าง ๆ และในขณะเดียวกันก็ได้ยืมศัพท์เป็นจำนวนมากจากภาษาอาหรับ และจากภาษาโมซาราบิกของชาวคริสต์และชาวยิวที่เคยอยู่ภายใต้การปกครองของชาวมัวร์ด้วย (แต่ภาษาเหล่านี้ได้สูญไปจากคาบสมุทรไอบีเรียตั้งแต่ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 16) ในคริสต์ศตวรรษที่ 12 และ 13 อาณาจักรคาสตีลได้กลายเป็นผู้นำทางการเมืองและวัฒนธรรมเหนืออาณาจักรอื่น ๆ บนคาบสมุทร สถานการณ์นี้ช่วยกระตุ้นให้เกิดการวางมาตรฐานภาษาคาสตีลเป็นภาษาเขียนอีกทางหนึ่ง เห็นได้ชัดในรัชสมัยของพระเจ้าอัลฟอนโซที่ 10 พระองค์ทรงรวบรวมนักเขียนและปราชญ์จากเมืองต่าง ๆ มาประชุมกันในราชสำนักเพื่อเขียนและแปลเอกสารที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ดาราศาสตร์ และกฎหมาย โดยผลงานต่าง ๆ ได้รับการบันทึกลงเป็นภาษาคาสตีลแทนภาษาละติน เพื่อให้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากองค์ความรู้เหล่านั้นได้มากขึ้น ต่อมาในปี ค.ศ. 1492 เอเลียว อันโตเนียว เด เนบรีคา ได้แต่งตำราอธิบายโครงสร้าง คำศัพท์ และวิธีการสอนภาษาคาสตีลที่เมืองซาลามังกา มีชื่อว่า ไวยากรณ์ภาษาคาสตีล () นับว่าเป็นตำราไวยากรณ์ภาษาแรกในยุโรป เกร็ดที่มีชื่อเสียงเรื่องหนึ่งมีอยู่ว่า เมื่อเนบรีคาเสนอตำราดังกล่าวแด่สมเด็จพระราชินีนาถอิซาเบลลาที่ 1 พระองค์มีพระราชดำรัสถามว่าผลงานชิ้นนี้มีประโยชน์อย่างไร เขาได้ทูลตอบว่า ภาษาถือเป็นเครื่องมือของจักรวรรดิ ระหว่างปลายคริสต์ศตวรรษที่ 15 จนถึงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 17 ได้เกิดกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางเสียงขนานใหญ่ในภาษาสเปนเช่นเดียวกับภาษาอื่นในกลุ่มโรมานซ์ กล่าวคือ เสียงพยัญชนะบางเสียงได้สูญหายไป มีเสียงพยัญชนะใหม่ปรากฏขึ้น ส่วนเสียงพยัญชนะเสียดแทรกที่มีฐานอยู่ที่ปุ่มเหงือก ฟัน และเพดานแข็ง (ส่วนหน้า) บางเสียงได้ถูกกลืนเข้ากับเสียงอื่น การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เป็นผลให้ภาษาสเปนมีระบบเสียงพยัญชนะใกล้เคียงกับที่ปรากฏในปัจจุบัน ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 16 นักสำรวจและนักล่าอาณานิคมได้นำภาษาสเปนเข้าไปเผยแพร่และใช้ในดินแดนทวีปอเมริกาและสแปนิชอีสต์อินดีสอย่างต่อเนื่องนานนับร้อยปี จนภาษานี้ได้กลายเป็นหนึ่งในภาษาหลักที่ใช้ผู้คนในทวีปดังกล่าวใช้สื่อสารกันมาจนถึงทุกวันนี้ และในเวลาต่อมา ภาษาสเปนก็ถูกนำไปใช้เป็นครั้งแรกในอิเควทอเรียลกินี เวสเทิร์นสะฮารา รวมไปถึงพื้นที่หลายแห่งในสหรัฐอเมริกาซึ่งไม่เคยเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิสเปนมาก่อนเลย เช่น ในย่านสแปนิชฮาร์เล็มของนครนิวยอร์ก ปัจจุบันภาษาสเปนที่ใช้กันในภูมิภาคต่าง ๆ ของโลกมีความหลากหลายอย่างมากทั้งในด้านการออกเสียงและด้านคำศัพท์ แม้ว่าจะมีโครงสร้างหลักร่วมกันเป็นภาษาละตินก็ตาม ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการติดต่อกับภาษาพื้นเมืองของแต่ละท้องที่เป็นเวลานาน เช่น ภาษาไอย์มารา, ชิบชา, กวารานี, มาปูเช, มายา, นาอวตล์, เคชวา, ตาอีโน และตากาล็อก ทำให้ผู้ใช้ภาษาสเปนมีแนวโน้มที่จะรับเอาชุดความคิดและลักษณะที่ปรากฏในภาษาเหล่านั้นเข้ามาใช้ โดยเฉพาะคำศัพท์ ซึ่งหลายครั้งไม่เพียงมีอิทธิพลต่อภาษาสเปนในพื้นที่ที่สัมผัสภาษานั้นโดยตรงเท่านั้น แต่ยังส่งอิทธิพลต่อวงคำศัพท์ภาษาสเปนทั่วโลกด้วยลักษณะเฉพาะ ลักษณะเฉพาะ. สิ่งบ่งชี้ลักษณะเฉพาะอย่างหนึ่งของภาษาสเปนก็คือ การเปลี่ยนเสียงสระเดี่ยวที่มาจากภาษาละติน ได้แก่ สระ ‹› และสระ ‹› ให้กลายเป็นเสียงสระประสมสองเสียง () คือสระ ‹ie› และสระ ‹ue› ตามลำดับเมื่อสระทั้งสองอยู่ในตำแหน่งที่ลงเสียงหนักภายในคำ การกลายเสียงที่คล้ายกันนี้ยังสามารถพบได้ในภาษาโรมานซ์อื่น ๆ แต่สำหรับภาษาสเปน ลักษณะเหล่านี้มีความสำคัญเป็นพิเศษ ดังตัวอย่างต่อไปนี้- ละติน > สเปน ; อิตาลี ; ฝรั่งเศส ; โรมาเนีย ; โปรตุเกส/กาลิเซีย ; กาตาลา ‘ก้อนหิน’ - ละติน > สเปน ; อิตาลี ; ฝรั่งเศส / ; โรมาเนีย ; โปรตุเกส/กาลิเซีย ; กาตาลา ‘เขาตาย’ ลักษณะแปลกอีกอย่างหนึ่งของภาษาสเปนยุคแรกที่ไม่พบในภาษาอื่นที่พัฒนามาจากภาษาละติน (ยกเว้นภาษาถิ่นแกสกันของภาษาอ็อกซิตัน ซึ่งเป็นไปได้ว่าภาษาทั้งสองได้รับอิทธิพลมาจากภาษาบาสก์ซึ่งเป็นภาษาพื้นเดิมและมีเขตผู้ใช้ภาษาอยู่ติดต่อกัน) คือการกลายรูปพยัญชนะจาก ‹› ต้นคำ เป็น ‹h› เมื่อใดก็ตามที่ ‹› ตัวนั้นนำหน้าสระเดี่ยวที่จะไม่พัฒนามาเป็นสระประสมในภาษาสเปน ดังตัวอย่างต่อไปนี้- ละติน > อิตาลี ; โปรตุเกส ; ฝรั่งเศส ; อ็อกซิตัน (แต่ แกสกัน ); สเปน (แต่ ลาดิโน ) ‘ลูกชาย’ - ละติน > ลาดิโน ; โปรตุเกส ; สเปน ‘พูด’ - แต่ ละติน > อิตาลี ; โปรตุเกส ; สเปน/ลาดิโน ‘ไฟ’ พยัญชนะควบกล้ำบางตัวในภาษาละติน เช่น ‹›, ‹›, ‹›, ‹› เมื่อมีวิวัฒนาการไปเป็นส่วนหนึ่งของภาษาต่าง ๆ ในกลุ่มโรมานซ์ยังเกิดผลแตกต่างกันอย่างเป็นเอกลักษณ์ในภาษาเหล่านี้ด้วย ดังตัวอย่างต่อไปนี้- ละติน , (รูปกรรม), > ลาดิโน , , ; สเปน , , (แต่ภาษาสเปนก็มีรูป , , ด้วย); โปรตุเกส , , - ละติน (รูปกรรม), , > ลาดิโน , , ; สเปน , , ; โปรตุเกส , , ; กาลิเซีย , ,การจำแนกและภาษาร่วมตระกูล การจำแนกและภาษาร่วมตระกูล. ภาษาสเปนมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับภาษาอื่น ๆ ในกลุ่มไอบีเรียตะวันตก ได้แก่ ภาษาอัสตูเรียส ภาษากาลิเซีย ภาษาลาดิโน ภาษาเลออน และภาษาโปรตุเกส ส่วนภาษากาตาลาแม้จะมีเขตผู้ใช้ภาษาอยู่ในประเทศสเปน แต่เนื่องจากเป็นภาษาในกลุ่มไอบีเรียตะวันออกและแสดงลักษณะหลายประการของกลุ่มภาษากัลโล-โรมานซ์ จึงมีความใกล้เคียงกับภาษาอ็อกซิตันมากกว่ากับภาษาสเปน หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือมากกว่าที่ภาษาสเปนและภาษาโปรตุเกสใกล้เคียงกันเสียอีก ภาษาสเปนและภาษาโปรตุเกสมีระบบไวยากรณ์และคำศัพท์คล้ายคลึงกัน และยังมีประวัติความเป็นมาร่วมกันในด้านอิทธิพลจากภาษาอาหรับในยุคที่พื้นที่ส่วนใหญ่ของคาบสมุทรไอบีเรียตกอยู่ภายใต้อำนาจปกครองของชาวมุสลิมอีกด้วย โดยความใกล้เคียงของศัพท์ของภาษาทั้งสองอยู่ที่ประมาณร้อยละ 89ภาษาลาดิโน ภาษาลาดิโน. ภาษาลาดิโน () เป็นภาษายิว-สเปน () ที่ได้รับอิทธิพลมาจากภาษาสเปนโบราณและมีความใกล้เคียงกับภาษาสเปนสมัยใหม่มากกว่าภาษาอื่น ผู้พูดภาษานี้เป็นผู้ที่สืบทอดเชื้อสายมาจากชาวยิวเซฟาร์ดี () ที่ถูกขับไล่ออกไปจากสเปนในคริสต์ศตวรรษที่ 15 ทุกวันนี้ผู้พูดภาษาลาดิโนแทบจะเหลือเพียงชาวยิวเซฟาร์ดีที่ตั้งรกรากอยู่ในประเทศตุรกี กรีซ คาบสมุทรบอลข่าน และลาตินอเมริกา ภาษานี้ไม่มีคำศัพท์อเมริกันพื้นเมืองซึ่งส่งอิทธิพลต่อภาษาสเปนในสมัยที่สเปนยังมีอาณานิคมที่ทวีปนั้นและยังรักษาคำศัพท์โบราณที่สูญหายไปแล้วจากภาษาสเปนมาตรฐาน อย่างไรก็ตามในภาษานี้ยังปรากฏคำศัพท์ที่ไม่พบในภาษาคาสตีลมาตรฐาน ได้แก่ คำศัพท์จากภาษาฮีบรู ภาษาตุรกี และจากภาษาอื่น ๆ ในที่ที่ชาวยิวเซฟาร์ดีเข้าไปตั้งถิ่นฐานปะปนอยู่ด้วย ภาษาลาดิโนอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการสูญสิ้นไป เพราะผู้ใช้ภาษานี้ในปัจจุบันเป็นผู้สูงอายุซึ่งไม่ได้ถ่ายทอดภาษานี้ไปสู่รุ่นลูกหลาน ส่วนชุมชนเซฟาร์ดีในลาตินอเมริกา ความเสี่ยงที่จะภาษานี้จะสูญไปยังมีเหตุผลมาจากการถูกกลืนเข้ากับภาษาสเปนสมัยใหม่อีกด้วย ภาษาถิ่นที่มีความเกี่ยวข้องกับภาษาลาดิโนคือภาษาฮาเกเตีย () ซึ่งเป็นภาษายิว-สเปนทางภาคเหนือของประเทศโมร็อกโก ภาษานี้ก็มีแนวโน้มที่จะถูกกลืนเข้ากับภาษาสเปนสมัยใหม่เช่นกันในสมัยที่สเปนเข้าครอบครองบริเวณดังกล่าวการเปรียบเทียบคำศัพท์ การเปรียบเทียบคำศัพท์. ภาษาสเปนและภาษาอิตาลีมีระบบสัทวิทยา (เสียงในภาษา) ที่คล้ายคลึงกันมากและไม่มีความแตกต่างกันนักในระบบไวยากรณ์ อีกทั้งในปัจจุบันภาษาที่สองยังมีความใกล้เคียงของศัพท์อยู่ที่ประมาณร้อยละ 82 ดังนั้น ผู้ใช้ภาษาสเปนและผู้ใช้ภาษาอิตาลีจึงสามารถสื่อสารกันเข้าใจได้ในระดับที่ต่างกันออกไป ความใกล้เคียงของศัพท์ระหว่างภาษาสเปนกับภาษาโปรตุเกสนั้นอยู่ที่ร้อยละ 89 แต่ความไม่แน่นอนของกฎการออกเสียงในภาษาโปรตุเกสทำให้ผู้ใช้ภาษาสเปนเข้าใจภาษานี้ได้น้อยกว่าที่เข้าใจภาษาอิตาลี ส่วนความเข้าใจกันได้ระหว่างภาษาสเปนกับภาษาฝรั่งเศสและภาษาโรมาเนียมีน้อยกว่า (มีความใกล้เคียงของศัพท์อยู่ที่ร้อยละ 75 และร้อยละ 71 ตามลำดับ) ความเข้าใจภาษาสเปนของผู้ใช้ภาษาฝรั่งเศสที่ไม่เคยเรียนภาษาสเปนมาก่อนอยู่ที่ประมาณร้อยละ 45 อย่างไรก็ตาม ระบบการเขียนที่มีลักษณะร่วมกันของภาษาในกลุ่มโรมานซ์ทำให้ผู้ใช้ภาษาของแต่ละภาษาในกลุ่มนี้นิยมสื่อสารกับผู้ใช้ภาษาอื่น ๆ (ในกลุ่มเดียวกัน) ด้วยการอ่านเอาความมากกว่าการใช้คำพูดสนทนาความแพร่หลายในพื้นที่ต่าง ๆ ความแพร่หลายในพื้นที่ต่าง ๆ. ทุกวันนี้ ภาษาสเปนเป็นภาษาราชการภาษาหนึ่งของประเทศสเปน เกือบทุกประเทศในภูมิภาคลาตินอเมริกา รวมทั้งประเทศอิเควทอเรียลกินีในทวีปแอฟริกาด้วย สรุปแล้วมี 20 ประเทศกับอีก 1 ดินแดนที่มีประชากรส่วนใหญ่ใช้ภาษานี้เป็นภาษาหลัก ซึ่งเกือบทั้งหมดตั้งอยู่ในภูมิภาคฮิสแปนิกอเมริกา ปัจจุบันประเทศเม็กซิโกเป็นประเทศที่มีจำนวนผู้ใช้ภาษาสเปนมากที่สุดในโลก คิดเป็นเกือบหนึ่งในสามของจำนวนผู้ใช้ภาษาสเปนทั้งหมดบนโลก จากสถิติการใช้อินเทอร์เน็ตทั่วโลกในปี ค.ศ. 2007 ปรากฏว่าภาษาสเปนเป็นภาษาที่ใช้กันในอินเทอร์เน็ตมากเป็นอันดับที่สามรองจากภาษาอังกฤษและภาษาจีนระบบการเขียนตัวอักษร ระบบการเขียน. ตัวอักษร. ภาษาสเปนใช้อักษรละตินในการเขียนเช่นเดียวกับภาษาส่วนใหญ่ในยุโรป แต่จะมีอักขระเพิ่มขึ้นมาหนึ่งตัวคือ ‹ñ› หรือเรียกว่า "เอเญ" นอกจากนี้ยังมีทวิอักษร ‹ch› "เช" และ ‹ll› "เอเย" โดยถือว่าทั้งสองเป็นตัวอักษรในชุดตัวอักษรสเปนอย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี ค.ศ. 1803 เนื่องจากใช้แทนเสียงที่ไม่ใช่เสียงเดียวกับเสียงตัวอักษรที่ประกอบขึ้นเป็นตัวมันเอง กล่าวคือ ‹ñ› แทนหน่วยเสียง , ‹ch› แทนหน่วยเสียง และ ‹ll› แทนหน่วยเสียง หรือ ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม แม้ทวิอักษร ‹rr› "เอเรโดเบล" หรือเรียกอย่างง่ายว่า "เอร์เร" (คนละตัวกับ ‹r› "เอเร") จะแทนหน่วยเสียงต่างหากเช่นกันคือ แต่ก็ไม่ถือว่าเป็นตัวอักษรต่างหากเหมือน ‹ch› และ ‹ll› ในการประชุมครั้งที่ 10 ของสมาคมบัณฑิตยสถานภาษาสเปนซึ่งจัดขึ้นที่กรุงมาดริดเมื่อปี ค.ศ. 1994 ที่ประชุมมีมติเห็นชอบในหลักการใช้ชุดตัวอักษรละตินแบบสากลตามที่องค์กรระหว่างประเทศหลายองค์กรร้องขอ ส่งผลให้ทวิอักษร ‹ch› และ ‹ll› ไม่ถือเป็นตัวอักษรโดด ๆ แต่ถือเป็นพยัญชนะซ้อน เพื่อให้ง่ายต่อการสืบค้นและการเรียงลำดับคำในพจนานุกรม คำต่าง ๆ ที่ขึ้นต้นด้วย ‹ch› จึงถูกนำไปจัดเรียงอยู่ระหว่างคำที่ขึ้นต้นด้วย ‹ce› และ ‹ci› แทน ต่างจากเดิมที่ถูกจัดไว้ต่อจากคำที่ขึ้นต้นด้วย ‹cz› ส่วนคำที่ขึ้นต้นด้วย ‹ll› ก็ถูกจัดอยู่ระหว่างคำที่ขึ้นต้นด้วย ‹li› และ ‹lo› เช่นกัน อย่างไรก็ตาม การปฏิรูปครั้งนั้นมีผลเฉพาะต่อการเรียงลำดับคำตามตัวอักษรเท่านั้น ไม่มีผลต่อชุดตัวอักษรสเปนซึ่งทวิอักษร ‹ch› และ ‹ll› ยังคงเป็นส่วนหนึ่งในนั้นอยู่ จนกระทั่งในปี ค.ศ. 2010 หนังสือคู่มืออักขรวิธีภาษาสเปน () ซึ่งจัดทำโดยราชบัณฑิตยสถานสเปนร่วมกับสมาคมบัณฑิตยสถานภาษาสเปนได้ตัด ‹ch› และ ‹ll› ออกจากชุดตัวอักษรอย่างสมบูรณ์ ดังนั้น ชุดตัวอักษรสเปนในปัจจุบันจึงประกอบด้วยตัวอักษร 27 ตัว ได้แก่เครื่องหมายอื่น ๆ เครื่องหมายอื่น ๆ. คำสเปนแท้จะมีการลงน้ำหนักที่พยางค์ก่อนพยางค์สุดท้ายของคำ หากคำนั้นลงท้ายด้วยสระ (ไม่รวม ‹y›) หรือลงท้ายด้วยพยัญชนะ ‹n› หรือ ‹s› นอกนั้นจะลงน้ำหนักที่พยางค์สุดท้าย แต่ถ้าตำแหน่งที่ลงน้ำหนักในคำไม่เป็นไปตามกฎดังกล่าว สระในพยางค์ที่ถูกเน้นก็จะมีเครื่องหมายลงน้ำหนักเด่นชัด () กำกับไว้ข้างบน เช่น , , , และ แต่เครื่องหมายลงน้ำหนักมักจะถูกละบ่อยครั้งเมื่อสระที่มันกำกับเสียงหนักอยู่เป็นตัวพิมพ์ใหญ่ (ในยุคแรก ๆ คอมพิวเตอร์บางเครื่องสามารถพิมพ์ได้เฉพาะตัวพิมพ์เล็กที่มีเครื่องหมายนี้กำกับเท่านั้น) ซึ่งราชบัณฑิตยสถานสเปนก็แนะนำไม่ให้ทำเช่นนั้น นอกจากนี้ ยังมีการใช้เครื่องหมายลงน้ำหนักเด่นชัดเพื่อแยกความแตกต่างระหว่างคำพ้องเสียง เช่น ระหว่าง (คำกำกับนามเพศชาย ชี้เฉพาะ) กับ (‘เขา’ สรรพนามบุรุษที่ 3 เอกพจน์ รูปประธาน) หรือระหว่าง (‘เธอ’ สรรพนามบุรุษที่ 2 เอกพจน์ รูปกรรม) (‘แห่ง’ หรือ ‘จาก’) และ (สรรพนามสะท้อน) กับ (‘น้ำชา’) (‘ให้’) และ (‘ฉันรู้’ หรือ ‘จงเป็น...’) ในภาษาสเปน จะมีการลงน้ำหนักสรรพนามคำถามต่าง ๆ เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น (‘อะไร’), (‘อันไหน’), (‘ที่ไหน’), (‘ใคร’) ทั้งที่อยู่ในประโยคคำถามตรง () และประโยคคำถามอ้อม () ส่วนคำระบุเฉพาะ () เช่น , , และอื่น ๆ จะลงน้ำหนักเมื่อใช้เป็นสรรพนาม คำสันธาน (‘หรือ’) แต่เดิมจะเขียนโดยใส่เครื่องหมายลงน้ำหนักเมื่ออยู่ระหว่างจำนวนที่เป็นตัวเลข เพื่อไม่ให้สับสนกับเลขศูนย์ เช่น จะอ่านว่า (‘10 หรือ 20’) ไม่ใช่ (‘10,020’) จนกระทั่งในปี ค.ศ. 2010 ราชบัณฑิตยสถานสเปนและสมาคมบัณฑิตยสถานภาษาสเปนได้กำหนดว่าไม่ต้องใส่เครื่องหมายลงน้ำหนักบนคำสันธานนี้แล้ว เนื่องจากเห็นว่าไม่ใช่พยางค์ที่ลงน้ำหนักในประโยค และในทางปฏิบัติก็ไม่พบว่าเกิดความเข้าใจสับสนระหว่างตัว กับเลขศูนย์ในบริบทนี้แต่อย่างใด ในบางกรณี เมื่อตัวอักษร ‹u› อยู่ระหว่างพยัญชนะ ‹g› กับสระหน้า (‹e, i›) จะต้องใส่เครื่องหมายเสริมสัทอักษรกำกับเป็น ‹ü› เพื่อบอกว่าเราต้องออกเสียง u ตัวนี้ด้วย (ปกติตัว ‹u› จะทำหน้าที่กันไม่ให้ ‹g› ที่จะประกอบขึ้นเป็นพยางค์กับสระ ‹e› หรือ ‹i› ออกเสียงเป็น เราจึงไม่ออกเสียงสระ ‹u› ในตำแหน่งนี้) เช่น (‘นกกระสา’) จะออกเสียงว่า [ซี.กฺเว.ญา] แต่ถ้าสะกดว่า *cigueña จะต้องออกเสียงเป็น [ซี.เก.ญา] นอกจากนี้ เรายังอาจพบเครื่องหมายเสริมสัทอักษรดังกล่าวบนสระ ‹i› และ ‹u› ได้ในกวีนิพนธ์ต่าง ๆ เนื่องจากผู้แต่งต้องการแยกสระประสม (ซึ่งปกตินับเป็นหนึ่งพยางค์) ออกเป็นสองพยางค์ เพื่อให้มีจำนวนพยางค์ในวรรคตรงตามที่ฉันทลักษณ์ของคำประพันธ์ชนิดนั้น ๆ บังคับไว้พอดี เช่น มีสองพยางค์คือ rui-do [รุยโด] แต่ มีสามพยางค์คือ ru-ï-do [รูอีโด] อีกประการหนึ่ง การเขียนประโยคคำถามจะขึ้นต้นด้วยปรัศนีหัวกลับ ‹¿› ส่วนประโยคอุทานก็จะขึ้นต้นด้วยอัศเจรีย์หัวกลับ ‹¡› เครื่องหมายพิเศษสองตัวนี้ช่วยให้เราอ่านประโยคคำถามและประโยคอุทาน (ซึ่งจะแสดงออกให้ทราบได้ด้วยการใช้ทำนองเสียงแบบต่าง ๆ เมื่อสนทนาเท่านั้น) ได้ง่ายขึ้น โดยเราจะทราบได้ตั้งแต่แรกว่าประโยคยาว ๆ ที่อ่านอยู่เป็นประโยคแบบใด (บอกเล่า คำถาม หรืออุทาน) ในภาษาอื่นไม่จำเป็นต้องใช้ ‹¿› และ ‹¡› เนื่องจากมีระบบวากยสัมพันธ์ที่ไม่ก่อให้เกิดความกำกวมในการอ่าน เพราะโดยทั่วไปแล้ว การสร้างประโยคบอกเล่ามักจะนำประธานมาไว้ต้นประโยคแล้วจึงตามด้วยกริยา เราจะย้ายกริยามาไว้ต้นประโยคแล้วตามด้วยประธานก็ต่อเมื่อทำเป็นประโยคคำถาม แต่ในภาษาสเปน เราสามารถเรียงลำดับโดยให้กริยามาก่อนประธานได้เป็นปกติ ไม่ว่าในประโยคบอกเล่าหรือประโยคคำถาม และมักจะละประธานออกไปด้วย (เช่น , , และ )สัทวิทยา สัทวิทยา. การออกเสียงคำส่วนใหญ่ในภาษาสเปนจะสามารถทราบได้จากตัวสะกดอยู่แล้ว เนื่องจากพยัญชนะ/สระหนึ่งตัวส่วนใหญ่จะแทนเสียงเพียงเสียงเดียว ไม่ว่าจะปรากฏอยู่ในตำแหน่งใดหรือกับพยัญชนะ/สระใดก็ตาม ยกเว้นบางหน่วยเสียง () ที่หากปรากฏในตำแหน่งที่ต่างกันจะมีเสียงแปร () เกิดขึ้น ซึ่งยังมีลักษณะการออกเสียงใกล้เคียงกับหน่วยเสียงหลัก แต่นอกจากเสียงสระและพยัญชนะแล้ว การลงน้ำหนักพยางค์ () และการใช้ทำนองเสียง () แบบต่าง ๆ ให้เหมาะสมก็เป็นสิ่งจำเป็นต่อการออกเสียงเพื่อสื่อสาร ในภาษาสเปนมีจำนวนคำที่ต้องลงน้ำหนักที่พยางค์รองสุดท้ายมากที่สุด รองลงมาเป็นคำที่ต้องลงน้ำหนักที่พยางค์สุดท้ายและคำที่ต้องลงน้ำหนักที่พยางค์ที่สาม (นับจากพยางค์สุดท้าย) ตามลำดับ ลักษณะเฉพาะตัวทางสัทวิทยาของภาษาสเปนที่เปลี่ยนแปลงไปจากภาษาละตินได้แก่ การกลายเสียงพยัญชนะไม่ก้องระหว่างสระเป็นเสียงก้อง (เช่น ละติน > สเปน ; ละติน > สเปน ; ละติน > สเปน ), การกลายเสียงสระเดี่ยว e และ o ในพยางค์เน้นเป็นสระประสม (เช่น ละติน > สเปน ; ละติน > สเปน ) และการกลายเสียงพยัญชนะที่ซ้ำเสียงกันต่อเนื่องเป็นเสียงพยัญชนะเพดานแข็ง (เช่น ละติน > สเปน ; ละติน > สเปน ) เป็นต้น การเปลี่ยนแปลงทางเสียงทำนองนี้ก็เกิดขึ้นเช่นกันในภาษากลุ่มโรมานซ์ภาษาอื่น ๆ หลังจากการสถาปนาราชบัณฑิตยสถานสเปนขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 18 ระบบการเขียนของภาษาสเปนจึงได้รับการดัดแปลงให้ง่ายขึ้นโดยอิงรูปแบบทางสัทศาสตร์เป็นหลักเสียงสระ เสียงสระ. หน่วยเสียงสระสเปน     ภาษาสเปนมีหน่วยเสียงสระ 5 หน่วยเสียง ได้แก่ , , , และ สระทุกตัวสามารถปรากฏทั้งในตำแหน่งที่รับและไม่ได้รับการลงเสียงหนักในพยางค์ โดยปกติเสียงสระ และ เป็นสระลิ้นระดับกลาง () กล่าวคือ ลิ้นไม่ยกสูงขึ้นไปใกล้เพดานปากและไม่ลดต่ำลงจนห่างจากเพดานปากมากเกินไป แต่ในการออกเสียงจริง บางครั้งลิ้นอาจลดต่ำลงอีกจากตำแหน่งปกติจนทำให้สระทั้งสองเกือบกลายเป็นสระ [เอะ+แอะ] และ [เอาะ] ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับตำแหน่งของสระรวมทั้งพยัญชนะที่นำหน้าและ/หรือตามหลังมันในคำต่าง ๆ แต่เราไม่ถือว่าเสียงสระเหล่านี้เป็นหน่วยเสียงหลักต่างหากในภาษาสเปน เนื่องจากไม่ทำให้ความหมายของคำแตกต่างไปจากหน่วยเสียงสระเดิม นั่นหมายความว่าเสียงเหล่านี้ยังคงเป็นเสียงย่อย () ของหน่วยเสียง และ ตามลำดับ ต่างจากภาษาพี่น้องอย่างกาตาลา โปรตุเกส ฝรั่งเศส และอิตาลีที่มี และ เป็นหน่วยเสียงเอกเทศ เพราะทั้งหมดมีความสำคัญต่อการจำแนกความหมายของคำเสียงพยัญชนะ เสียงพยัญชนะ. ปัจจุบันระบบเสียงในหลายสำเนียงของภาษาสเปนประกอบด้วยหน่วยเสียงพยัญชนะอย่างน้อย 17 หน่วยเสียง ได้แก่ , , , , , , , , , , , , , , , , แต่ในแถบเทือกเขาแอนดีสในทวีปอเมริกาใต้จะปรากฏหน่วยเสียง เพิ่มขึ้นเป็น 18 หน่วยเสียง และในหลายพื้นที่ของประเทศสเปนจะปรากฏหน่วยเสียง และ เพิ่มขึ้นอีกรวมเป็น 19 หน่วยเสียง รายการหน่วยเสียงพยัญชนะสเปนในตารางข้างล่างนี้แสดงหน่วยเสียงที่ปรากฏเฉพาะในสำเนียงดังกล่าวไว้ด้วยโดยมีเครื่องหมายดอกจันกำกับอยู่ ตัวสัทอักษรที่ปรากฏในวงเล็บคือเสียงย่อยที่สำคัญ ส่วนตัวสัทอักษรที่ปรากฏเป็นคู่ในช่องเดียวกันแสดงว่า ทั้งสองมีตำแหน่งเกิดเสียงและลักษณะการออกเสียงร่วมกัน แต่ตัวซ้ายจะเป็นเสียงไม่ก้อง ตัวขวาจะเป็นเสียงก้องการลงน้ำหนักพยางค์ การลงน้ำหนักพยางค์. ภาษาสเปนเป็นภาษาหนึ่งที่มีการลงน้ำหนักพยางค์และการใช้ทำนองเสียง ในคำสเปนส่วนใหญ่ น้ำหนักจะตกอยู่ที่พยางค์ใดพยางค์หนึ่งในสามพยางค์สุดท้ายของคำ แต่มีข้อยกเว้นคืออาจจะตกที่พยางค์ที่สี่หรือห้านับจากพยางค์สุดท้ายซึ่งเป็นกรณีพบไม่บ่อยนัก โดยแนวโน้มในการลงน้ำหนักพยางค์ของคำสเปนมีดังต่อไปนี้ (ลงน้ำหนักที่พยางค์ที่เป็นตัวหนา)- คำที่ลงน้ำหนักที่พยางค์รองสุดท้าย ได้แก่ คำที่ลงท้ายด้วยสระหรือพยัญชนะ ‹n› และ ‹s› เช่น , , , , เป็นต้น ทั้งนี้ ยกเว้นในกรณีที่ ‹s› มีพยัญชนะอื่นนำหน้าอยู่ คำนั้นจะลงน้ำหนักที่พยางค์สุดท้าย- คำที่ลงน้ำหนักที่พยางค์สุดท้าย ได้แก่ คำที่ลงท้ายด้วยพยัญชนะตัวอื่น ๆ นอกเหนือจาก ‹n› และ ‹s› เช่น , , , , เป็นต้น นอกจากนี้ยังรวมถึงคำที่ลงท้ายด้วย ‹s› แต่มีพยัญชนะอื่นนำหน้า ‹s› ตัวนั้นอยู่ด้วย เช่น , เป็นต้น คำที่มีการลงน้ำหนักที่พยางค์อื่น ๆ นอกเหนือจากสองพยางค์สุดท้าย หรือมีการลงน้ำหนักที่พยางค์ใดพยางค์หนึ่งในสองพยางค์นี้แต่ไม่เป็นไปตามกฎข้างบน จะมีเครื่องหมายลงน้ำหนักเด่นชัด () กำกับไว้บนสระของพยางค์นั้น เช่น , , , , , , , เป็นต้น- คำที่ลงน้ำหนักที่พยางค์ที่สามจากท้ายคำ เช่น , , เป็นต้น- คำที่ลงน้ำหนักที่พยางค์ที่สี่หรือห้าจากท้ายคำ มักจะเป็นคำที่ในรูปประโยคคำสั่ง () หรือรูปกริยาเป็นนาม () ที่สร้างขึ้นโดยนำรูปติด () ซึ่งเป็นสรรพนามกรรมตรงและกรรมรองมาต่อท้ายรูปกริยาแท้โดยไม่เว้นวรรค แต่ตำแหน่งลงเสียงหนักจะอยู่ในคำกริยาเหมือนเดิม ไม่เลื่อนไปอยู่ที่กรรมตรงหรือกรรมรองไม่ว่าจะลงท้ายด้วยสระหรือพยัญชนะตัวใดก็ตาม เช่น , , เป็นต้น หรือเกิดกับคำกริยาวิเศษณ์บางคำที่สร้างขึ้นโดยใช้หน่วยคำเติมหลัง ต่อท้ายคำคุณศัพท์ที่มีตำแหน่งลงเสียงหนักผิดปกติอยู่แล้ว เช่น > , > เป็นต้น นอกจากข้อยกเว้นต่าง ๆ ของแนวโน้มในการลงน้ำหนักพยางค์แล้ว ยังมีคู่เทียบเสียง () อีกเป็นจำนวนมากที่มีความแตกต่างกันในเรื่องการลงน้ำหนักพยางค์เท่านั้น เช่น (‘ผ้าปูที่นอน’) และ (‘ทุ่งหญ้าสะวันนา’) หรือ (‘เขตแดน’), (‘[ที่] เขา/เธอจำกัด’) และ (‘ฉันจำกัด’) เป็นต้นไวยากรณ์ ไวยากรณ์. ภาษาสเปนจะจัดอยู่ในกลุ่มภาษาวิภัตติปัจจัย () กล่าวคือ ในการสร้างประโยคหนึ่ง ๆ จะนิยมใช้การผันคำเพื่อบ่งชี้ความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยต่าง ๆ ภายในประโยคนั้น อย่างไรก็ตาม นอกจากจะใช้การผันคำซึ่งเป็นลักษณะสำคัญของภาษากลุ่มนี้แล้ว ในภาษาสเปนยังมีการใช้คำบุพบทซึ่งเป็นคำนามธรรมที่ทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมและไม่สามารถเปลี่ยนแปลงรูปได้เพื่อบ่งชี้ความสัมพันธ์ดังกล่าวอีกด้วย และเนื่องจากภาษานี้มีระบบการจำแนกรูปกรรมของสกรรมกริยา (ซึ่งจะใช้รูปการกกรรม) ให้แตกต่างจากรูปประธานทั้งของสกรรมกริยาและของอกรรมกริยา (ซึ่งจะใช้รูปการกประธานทั้งคู่) จึงจัดเป็นภาษาหนึ่งในกลุ่มภาษากรรมการก () เช่นเดียวกับภาษาส่วนใหญ่ของตระกูลอินโด-ยุโรเปียนระบบหน่วยคำการผันคำ ระบบหน่วยคำ. การผันคำ. ตามที่กล่าวแล้วว่าภาษาสเปนเป็นภาษาวิภัตติปัจจัย คำต่าง ๆ ในภาษานี้จึงประกอบขึ้นจากการเพิ่มหน่วยคำวิภัตติปัจจัยหรือหน่วยคำผัน () เข้าไปที่รากศัพท์ () [หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าหน่วยศัพท์ ()] หน่วยคำผันเป็นหน่วยคำที่ทำหน้าที่แสดงลักษณะทางไวยากรณ์ของรากศัพท์เท่านั้น ไม่ทำให้ความหมายของรากศัพท์เปลี่ยนไป โดยหน่วยคำผันสำหรับการกระจายคำกริยา ได้แก่ หน่วยคำที่แสดงมาลา () กาล () วาจก () การณ์ลักษณะ () บุรุษ () และพจน์ () เป็นต้น และหน่วยคำผันสำหรับการผันคำนาม คำสรรพนาม คำคุณศัพท์ และตัวกำหนด () ได้แก่ หน่วยคำที่แสดงเพศ () และพจน์ เป็นต้น จากภาพทางขวามือ รากศัพท์ gat- ซึ่งมีความหมายว่าแมว เมื่อเติมหน่วยคำผันต่อท้าย รากศัพท์นี้จึงมีความหมายชัดเจนยิ่งขึ้น แต่ก็ยังคงแปลว่าแมวเช่นเดิม ไม่เปลี่ยนเป็นอย่างอื่น หน่วยคำผันเหล่านั้นได้แก่ ' (หน่วยคำแสดงเพศชาย), ' (หน่วยคำแสดงเพศหญิง), (หน่วยคำแสดงพหูพจน์) และ -Ø (หน่วยคำแสดงเอกพจน์ ซึ่งแม้เราจะมองไม่เห็นแต่ก็ถือว่ามีส่วนในการแสดงความหมาย) ชนิดของคำในภาษาสเปนที่มีรูปผันหลากหลาย ได้แก่ สรรพนามและกริยาสรรพนาม สรรพนาม. สรรพนามสำคัญในภาษาสเปน ได้แก่ (ฉัน), (เธอ), (คุณ), (เขา), (หล่อน), (มัน/สิ่งนั้น), (พวกเรา), (พวกเธอ), (พวกคุณ), (พวกเขา), (พวกหล่อน), (สิ่งนี้), (สิ่งนั้น), (สิ่งโน้น) เป็นต้น จะเห็นได้ว่า สรรพนามหลายตัวมีพิสัยในการใช้งานค่อนข้างแตกต่างจากสรรพนามในภาษาอังกฤษ โดยปกติแล้วบุรุษสรรพนามจะถูกละไปเนื่องจากรูปการผันของคำกริยาที่แตกต่างกันสามารถบอกให้ทราบได้อยู่แล้วว่ากำลังสื่อถึงประธานตัวใด แต่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกหากเราพบบุรุษสรรพนามตัวใดก็ตามปรากฏในภาษาเขียนหรือแม้กระทั่งในภาษาพูด ส่วนใหญ่เป็นเพราะผู้ส่งสารต้องการเน้นสรรพนามตัวนั้นหรือกันไม่ให้ผู้รับสารสับสนจากรูปผันกริยาที่ซ้ำกันในบางกรณี บุรุษสรรพนามสเปนผันตามพจน์ บุรุษ และการกต่าง ๆ- หมายเหตุ *รูปย่อของสรรพนาม คือ , , หรือ ส่วนรูปย่อของสรรพนาม คือ หรือ ทั้งหมดต้องขึ้นต้นด้วยตัวอักษรพิมพ์ใหญ่เสมอ **สรรพนาม ในการกกรรมของบุพบทเป็นสรรพนามสะท้อน () เสมอ แต่จะมีรูปไม่สอดคล้องกับรูปสรรพนามเดียวกันในการกประธาน กล่าวคือ ประธาน , และ ("ตัวเขาเอง", "ตัวเธอเอง", "ตัวพวกเขาเอง") เมื่อตามหลังบุพบท , เป็นต้น ก็จะเปลี่ยนรูปเป็น , ยกเว้นตามหลังบุพบท จะเปลี่ยนรูปเป็น (ไม่เกี่ยวข้องกับการกผู้ร่วม) ***สรรพนาม ("พวกเธอ") มีที่ใช้เฉพาะในประเทศสเปนเท่านั้น ส่วนในทวีปอเมริกา รวมทั้งบางส่วนของแคว้นอันดาลูเซียและหมู่เกาะคะเนรีจะใช้สรรพนาม ทั้งในความหมายว่า "พวกคุณ" และ "พวกเธอ"กริยา กริยา. การใช้คำกริยาสเปนเป็นเรื่องที่ซับซ้อนที่สุดเรื่องหนึ่งของไวยากรณ์สเปน ระบบกริยาจะแบ่งออกเป็น 14 กาลแตกต่างกัน (กาลในที่นี้เป็นคำรวมหมายถึงทั้งกาลและมาลา) ซึ่งยังแบ่งออกเป็นสองกลุ่มย่อยได้แก่ กาลเดี่ยว () 7 กาล และกาลประสมหรือกาลสมบูรณ์ () 7 กาล โดยในกาลประสมจำเป็นต้องใช้คำกริยาช่วย ร่วมกับรูปกริยาขยายแบบอดีต () กริยาสเปนจะผันไปในหมวดหมู่ต่าง ๆ ซึ่งแบ่งตามลักษณะการแสดงเนื้อความของตัวกริยาเอง หมวดหมู่เหล่านั้นเรียกว่ามาลา ในภาษาสเปนได้แก่ นิเทศมาลาหรือมาลาบอกเล่า (), ปริกัลปมาลาหรือสมมุติมาลา () และอาณัติมาลาหรือมาลาคำสั่ง () ส่วนรูปกริยาไม่ระบุประธาน () ที่ตำราไวยากรณ์เก่าจัดเป็นอีกมาลาหนึ่งนั้นประกอบด้วยรูปกริยาไม่แท้ 3 รูป ซึ่งกริยาทุกตัวจะมีรูปกริยาเหล่านี้ ได้แก่ รูปกริยากลาง (), รูปกริยาเป็นนาม () และรูปกริยาขยายแบบอดีต () รูปกริยาไม่แท้ตัวหลังสุดนี้สามารถผันตามเพศและพจน์ของคำนามได้เหมือนกับคำคุณศัพท์ ดังนั้นมันจึงมีรูปผันที่เป็นไปได้อีก 4 รูป คือ เพศชาย เอกพจน์, เพศหญิง เอกพจน์, เพศชาย พหูพจน์ และเพศหญิง พหูพจน์ นอกจากนี้ยังมีรูปผันอีกรูปหนึ่งที่เรียกกันมาตั้งแต่อดีตว่า รูปกริยาขยายแบบปัจจุบัน () แต่โดยทั่วไปจะถือว่ารูปนี้เป็นคำคุณศัพท์ที่ถูกแปลงมาจากคำกริยามากกว่าจะเป็นรูปหนึ่งของคำกริยา กริยาจำนวนมากที่ใช้ในชีวิตประจำวันเป็นกริยาที่ผันแบบผิดปกติ ส่วนกริยาที่เหลือจะจัดอยู่ในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งในสามกลุ่มซึ่งมีรูปกริยากลางลงท้ายด้วย -ar, -er และ -ir ตามลำดับ ทั้งนี้ กริยาในแต่ละกลุ่มจะมีรูปแบบการผันแบบเดียวกัน กริยาที่ลงท้ายด้วย -ar เป็นรูปแบบที่พบได้มากที่สุด และกริยาที่เกิดขึ้นใหม่ในภาษาสเปนก็มักจะมีส่วนท้ายเป็น -ar ด้วย ส่วนกลุ่มกริยาที่ลงท้ายด้วย -er และ -ir จะมีคำกริยาในกลุ่มของตัวเองน้อยกว่าและการผันกริยามักจะมีลักษณะผิดปกติมากกว่ากริยาในกลุ่มที่ลงท้ายด้วย -ar ในมาลาบอกเล่าจะมีกาลทั้งหมด 7 กาลซึ่งพอจะเทียบกับกาลที่มีอยู่ในภาษาอังกฤษได้บ้างไม่มากก็น้อย เช่น ปัจจุบันกาล (I walk, I do walk), อดีตกาล (-ed หรือ did), กาลไม่สมบูรณ์ (was, were, หรือ used to), กาลสมบูรณ์ (I have _____), อนาคตกาล (will) และประโยคเงื่อนไข (would) เป็นต้น สิ่งที่ยากก็คือ แต่ละกาลจะมีรูปผันกริยาที่แตกต่างกันไปตามประธาน ซึ่งไวยากรณ์ภาษาอังกฤษจะง่ายกว่าในเรื่องนี้ ยกตัวอย่างเช่น กริยา เมื่อผันตามปัจจุบันกาลจะมีรูปที่เป็นไปได้อยู่ 2 รูป นั่นคือ และ ขณะที่ภาษาสเปน กริยา ("กิน") ในกาลเดียวกันจะมีรูปผันที่เป็นไปได้ถึง 6 รูป ส่วนเติมข้างท้ายของกริยาในมาลาและกาลต่าง ๆวากยสัมพันธ์ วากยสัมพันธ์. ลักษณะทางวากยสัมพันธ์ของภาษาสเปนโดยรวมเป็นแบบประธาน-กริยา-กรรม มีโครงสร้างแตกกิ่งไปทางขวา มีการใช้คำบุพบท ในประโยคหนึ่ง ๆ มักจะวางคำคุณศัพท์ไว้หลังคำนาม (แต่ไม่เสมอไป) นอกจากนี้ ภาษาสเปนยังเป็นภาษาละสรรพนาม () กล่าวคือสามารถละประธานของประโยคได้เมื่อไม่จำเป็นทั้งในการสนทนาและการเขียนคำศัพท์ คำศัพท์. คำศัพท์ภาษาสเปนที่ใช้ในชีวิตประจำวันประมาณร้อยละ 94 มีที่มาจากภาษาละติน ซึ่งก็ถือเป็นเรื่องปกติและไม่น่าแปลกใจเนื่องจากภาษานี้เป็นภาษาหนึ่งในกลุ่มภาษาโรมานซ์ อย่างไรก็ตาม เช่นเดียวกับภาษาอื่น ภาษาสเปนยังมีคำยืมจากภาษาของชนชาติต่าง ๆ ที่ผู้ใช้ภาษาสเปนและบรรพบุรุษของผู้ใช้ภาษาสเปนได้เข้าไปมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องด้วยอย่างใกล้ชิดตลอดระยะเวลากว่าพันปี ในภาษาสเปน ปรากฏคำศัพท์จำนวนหนึ่งที่ได้รับอิทธิพลมาจากภาษาของกลุ่มคนสมัยก่อนโรมันบนคาบสมุทรไอบีเรีย (ภาษาไอบีเรีย, บาสก์, เคลต์ หรือตาร์เตสโซส) เช่น ("อ้วน"), ("ซ้าย"), ("ที่ราบลุ่มระหว่างภูเขา"), ("กระต่าย") ภาษาของชาววิซิกอท (ชนเผ่าเยอรมันที่ปกครองคาบสมุทรไอบีเรียต่อจากจักรวรรดิโรมัน) ก็มีอิทธิพลต่อคลังคำศัพท์ภาษาสเปนอยู่ไม่น้อย ตัวอย่างได้แก่ ชื่อแรกเกิดทางศาสนาคริสต์ เช่น , , เป็นต้น นามสกุลที่มาจากชื่อเหล่านั้น คือ , และ คำศัพท์บางคำที่ใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น ("งอก/ออกดอก"), ("ชนะ"), ("ห่าน"), ("เสื้อผ้า") คำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับการทหาร เช่น ("หมวกเหล็กที่ใส่กับชุดเกราะ"), ("สายลับ"), ("สงคราม") เป็นต้น รวมทั้งหน่วยคำเติมหลัง -engo เช่นในคำว่า ("ของรัฐ") เป็นต้น นอกจากนี้ การครอบครองคาบสมุทรไอบีเรียเป็นเวลาเกือบ 800 ปีของชาวมุสลิมยังเปิดโอกาสให้ภาษาสเปนรับคำศัพท์จำนวนมากจากภาษาอาหรับเข้ามาใช้ โดยเฉพาะคำที่ขึ้นต้นด้วย al- แม้กระทั่งหน่วยคำเติมหลัง -í ที่ใช้แสดงสัญชาติของประเทศหรือดินแดนบางแห่งก็มีที่มาจากภาษานี้เช่นกัน ตัวอย่างได้แก่ ("ชาวเซวตา"), ("ชาวอิรัก"), ("ชาวอิสราเอล") เป็นต้น ในคริสต์ศตวรรษที่ 16 เริ่มมีการยืมคำศัพท์ในแวดวงศิลปะจากภาษาอิตาลีมาใช้ในภาษาสเปน รวมทั้งมีการยืมคำศัพท์จากภาษาชนพื้นเมืองในทวีปอเมริกาอีกด้วย เช่น ภาษานาอวตล์ ภาษาอาราวัก และภาษาเกชัว เป็นต้น ซึ่งส่วนมากเป็นคำที่เกี่ยวข้องกับพืช ประเพณี หรือปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้นกับดินแดนนั้น ได้แก่ ("มันเทศ"), ("มันฝรั่ง"), ("มันสำปะหลัง"), ("ผู้มีอำนาจในท้องถิ่น"), ("เฮอร์ริเคน"), ("โกโก้"), ("ช็อกโกแลต") เป็นต้น ในคริสต์ศตวรรษที่ 17 เริ่มมีความนิยมในการใช้ศัพท์สูงและสำนวนโวหารที่มีความหมายและโครงสร้างไวยากรณ์ซับซ้อน เนื่องจากได้รับอิทธิพลจากงานเขียนในรูปแบบดังกล่าวของลุยส์ เด กองโกรา กวียุคบารอกของสเปน จนกระทั่งคริสต์ศตวรรษที่ 18 จึงมีการยืมคำศัพท์จากภาษาฝรั่งเศสมาใช้ โดยเฉพาะคำที่เกี่ยวข้องกับแฟชั่น การทำอาหาร และการปกครองของชนชั้นขุนนาง เช่น ("กางเกงขายาว"), ("ซุปเคี่ยวเปื่อยแล้วกรอง"), ("ผ้าเส้นทองหรือเงิน"), ("รายการอาหาร"), ("หุ่น"), ("ภัตตาคาร"), ("โต๊ะทำงาน/คณะกรรมการบริหาร"), ("บัตรประจำตัว"), ("ชุดหรูหรา"), ("งานช่างในบ้านที่ทำได้ด้วยตัวเอง") เป็นต้น ในคริสต์ศตวรรษที่ 19 ยังคงมีการนำคำศัพท์ใหม่ ๆ เข้ามาใช้ในภาษาสเปนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะคำศัพท์จากภาษาอังกฤษและภาษาเยอรมัน แต่ก็มีคำศัพท์จากภาษาอิตาลีเข้ามาอีกครั้งเช่นกันในสาขาการทำอาหารและการดนตรี (โดยเฉพาะการแสดงอุปรากร) เช่น ("ไม้บาตอง"), ("โซปราโน"), เป็นต้น และตั้งแต่เริ่มคริสต์ศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา คลังคำศัพท์ของภาษาสเปนได้รับอิทธิพลจากภาษาอังกฤษอย่างมากในทุกสาขา โดยเฉพาะด้านธุรกิจ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ดนตรี และการกีฬา เช่น , , , , , , , , , เป็นต้น ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ ราชบัณฑิตยสถานสเปนได้พยายามหลีกเลี่ยงการใช้คำยืมและคำทับศัพท์โดยใช้ตัวสะกดตามภาษาต้นฉบับ แต่กำหนดให้ใช้คำแปลตรงตัวของคำที่ยืมมานั้น หรือใช้ตัวสะกดที่สอดคล้องกับอักขรวิธีดั้งเดิมของภาษาสเปนและยังออกเสียงได้ใกล้เคียงกับเสียงในภาษาต้นฉบับแทน เช่น แทน , แทน , แทน , แทน , แทน เป็นต้น แม้ว่าข้อเสนอดังกล่าวนั้นส่วนใหญ่จะได้รับการตอบรับอย่างดีจากสังคม แต่บางคำที่เคยเสนอให้ใช้ เช่น "cadi" แทน , "best-séller" แทน , "yaz" แทน เป็นต้น กลับไม่ได้รับการยอมรับและหายไปจากพจนานุกรมในที่สุด โดยทั่วไปในปัจจุบัน ภาษาสเปนในทวีปอเมริกา (โดยเฉพาะประเทศเม็กซิโก) มักมีการยืมคำศัพท์หรือรูปแบบโครงสร้างของคำศัพท์และสำนวนต่าง ๆ มาจากภาษาอังกฤษเข้ามาใช้ เนื่องจากมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับสหรัฐอเมริกา ในขณะที่ภาษาสเปนในประเทศสเปน จะนิยมโครงสร้างคำศัพท์จากภาษาของประเทศเพื่อนบ้านอย่างฝรั่งเศสมากกว่า ตัวอย่างเช่น ผู้ใช้ภาษาสเปนบนคาบสมุทรไอบีเรียจะเรียกคอมพิวเตอร์ว่า โดยยืมรูปคำ จากภาษาฝรั่งเศสมาปรับใช้ ตรงข้ามกับผู้ใช้ภาษาสเปนในทวีปอเมริกา กล่าวคือ จะใช้คำว่า หรือ ซึ่งเป็นการดัดแปลงรูปคำของคำว่า นั่นเองการแปรสัทวิทยา การแปร. สัทวิทยา. ภาษาสเปนที่ใช้ในภาคเหนือและภาคกลางของประเทศสเปนประกอบด้วยหน่วยเสียงพยัญชนะ 19 ตัว (ตามที่กล่าวไปแล้ว) แต่ภาษาสเปนที่ใช้ในประเทศอื่น ๆ จะมีหน่วยเสียงพยัญชนะเพียง 17 หน่วยเสียง และบางแห่งมี 18 หน่วยเสียง นอกจากนี้ยังประกอบด้วยเสียงแปรอีกเป็นจำนวนมาก ความแตกต่างที่สำคัญในด้านสัทวิทยาระหว่างภาษาสเปนในภูมิภาคต่าง ๆ ซึ่งส่วนใหญ่มาจากความแตกต่างเรื่องเสียงพยัญชนะนั้นมีดังต่อไปนี้- การแทนเสียง หรือ ท้ายพยางค์ด้วยเสียง ในภาษาสเปนมาตรฐานของประเทศสเปน อาร์เจนตินา โคลอมเบีย และเม็กซิโก พยัญชนะ ‹n› ท้ายพยางค์จะออกเสียงเป็นเสียงนาสิก ปุ่มเหงือก เช่น ออกเสียง ปัน , ออกเสียง เบียน เป็นต้น แต่ในสำเนียงอื่น ๆ จะออกเสียงเป็นเสียงนาสิก เพดานอ่อน ดังนั้นคำว่า จึงออกเสียงเป็น ปัง และ ออกเสียงเป็น เบียง การออกเสียง ‹n› ท้ายพยางค์เป็นเสียงเพดานอ่อนนี้พบได้ทั่วไปในพื้นที่หลายส่วนของสเปน (กาลิเซีย เลออน อัสตูเรียส มูร์เซีย เอกซ์เตรมาดูรา และอันดาลูเซีย) และยังเป็นลักษณะเด่นของภาษาสเปนในหลายพื้นที่ของทวีปอเมริกา ตั้งแต่ภูมิภาคแคริบเบียนทั้งหมด อเมริกากลาง พื้นที่ชายฝั่งของโคลอมเบีย เวเนซุเอลา พื้นที่ส่วนใหญ่ของเอกวาดอร์ เปรู ไปจนถึงภาคเหนือของชิลี นอกจากนี้ในเอกวาดอร์ เปรู เวเนซุเอลา (ยกเว้นแถบเทือกเขาแอนดีส) และสาธารณรัฐโดมินิกัน ไม่ว่า หรือ ที่อยู่ท้ายพยางค์และ/หรือนำหน้าพยัญชนะตัวอื่นจะออกเสียงเป็น เช่นกัน ดังนั้นคำว่า จึงออกเสียง อังเบียงตาสิย็อง ในพื้นที่ดังกล่าว- การแทนที่เสียง ด้วยเสียง ในประเทศสเปน (ยกเว้นหมู่เกาะคะเนรีและแคว้นอันดาลูเซีย) จะแยกความแตกต่างระหว่างเสียง (เขียนแทนด้วย ‹z› หรือ ‹c› เมื่ออยู่หน้า ‹e› และ ‹i›) กับเสียง เช่น (‘บ้าน’) ออกเสียง , (‘การล่าสัตว์’) ออกเสียง ขณะที่ในหมู่เกาะคะเนรี แคว้นอันดาลูเซีย และทวีปอเมริกาจะไม่มีความแตกต่างดังกล่าว เช่น และ จะออกเสียงว่า ทั้งคู่- การออกเสียง โดยใช้ฐานกรณ์ที่แตกต่างกัน ในพื้นที่ส่วนใหญ่ของทวีปอเมริกาและภาคใต้ของประเทศสเปน หน่วยเสียงพยัญชนะ จะเป็นเสียงจากฐานปุ่มเหงือกกับปลายลิ้น () ขณะที่ในภาคเหนือและภาคกลางของสเปนรวมทั้งแถบเทือกเขาแอนดีสในโคลอมเบีย เปรู และโบลิเวีย จะเป็นเสียงจากฐานปุ่มเหงือกกับปลายสุดลิ้น ()- การสูญเสียง ท้ายพยางค์ การไม่ออกเสียง ท้ายพยางค์ (คล้ายกับกระบวนการที่เกิดกับภาษาฝรั่งเศสในยุคกลาง) เป็นปรากฏการณ์ที่พบทั่วไปในพื้นที่ราบแทบทุกแห่งของประเทศในภูมิภาคลาตินอเมริกา พื้นที่ที่ไม่เกิดปรากฏการณ์นี้ได้แก่ ประเทศเม็กซิโก (ยกเว้นพื้นที่ชายฝั่งทะเลแคริบเบียนบางแห่ง) ภาคเหนือของสเปน (แต่เริ่มจะพบมากขึ้นแล้ว) และบริเวณแนวเทือกเขาแอนดีส (โดยเฉพาะในโคลอมเบีย เอกวาดอร์ แถบชายฝั่งของเปรู และโบลิเวีย)- การแทนเสียง ด้วยเสียง , หรือ ในอดีต ‹j› และ ‹g› (เมื่ออยู่หน้า ‹e› และ ‹i›) เคยใช้เป็นรูปพยัญชนะแทนเสียงเสียดแทรก หลังปุ่มเหงือก ไม่ก้อง จนถึงคริสต์ศตวรรษที่ 15 เมื่อชาวสเปนกลุ่มแรกมาถึงโลกใหม่ ตำแหน่งเกิดเสียงพยัญชนะเสียงนี้จึงเริ่มเปลี่ยนจากปุ่มเหงือก-เพดานแข็งไปสู่เพดานอ่อนเป็นเสียง อย่างไรก็ตาม ในสำเนียงทางภาคใต้ของประเทศรวมทั้งสำเนียงแคริบเบียน (ซึ่งได้รับอิทธิพลจากผู้ตั้งถิ่นฐานที่มาจากภาคใต้ของสเปน) หน่วยเสียง ไม่ได้มีวิวัฒนาการเป็นเสียง แต่กลับมีวิวัฒนาการไปเป็นเสียงเสียดแทรก เส้นเสียง ไม่ก้อง แทน ทุกวันนี้การออกเสียง ‹j› และ ‹g› (เมื่ออยู่หน้า ‹e› และ ‹i›) เป็น ถือเป็นมาตรฐานสำหรับภาษาสเปนในภูมิภาคแคริบเบียน (คิวบา สาธารณรัฐโดมินิกัน และเปอร์โตริโก) เช่นเดียวกับบนแผ่นดินใหญ่ของเวเนซุเอลา โคลอมเบีย อเมริกากลาง ไปจนถึงแถบชายฝั่งทะเลแคริบเบียนของเม็กซิโก แต่ในส่วนอื่น ๆ ของทวีปอเมริกาจะพบการออกเสียงเป็น มากกว่า นอกจากนี้ ในพื้นที่ส่วนใหญ่ของอาร์เจนตินา (บริเวณแม่น้ำลาปลาตา) และชิลี การออกเสียง จะเลื่อนตำแหน่งไปข้างหน้าจนกลายเป็นเสียงเพดานแข็ง (เสียงเดียวกับเสียง ‹ch› จากคำว่า ในภาษาเยอรมัน) เมื่อเสียงนี้อยู่หน้าสระลิ้นส่วนหน้า เช่น , เป็นต้น ในสเปน การออกเสียง จะพบได้ทั่วไปในหมู่เกาะคะเนรีและภาคตะวันตกของแคว้นอันดาลูเซีย ส่วนในพื้นที่อื่น ๆ ของประเทศ จะพบการออกเสียง สลับกับการออกเสียงเสียดแทรก ลิ้นไก่ ไม่ก้อง ในบางตำแหน่งภายในคำ- การแทนเสียง ด้วยเสียง หรือ เดิม ‹ll› ออกเสียงเป็น แต่ปัจจุบันเสียงนี้ถูกกลืนเข้ากับเสียงของ ‹y› กล่าวคือ พยัญชนะทั้งสองตัวจะออกเสียงเดียวกันเป็น ทำให้เกิดความสับสนระหว่างการใช้พยัญชนะทั้งสองตัวนี้ เช่น คำว่า บางครั้งมีผู้สะกดผิดเป็น เป็นต้น ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า "เยอิสโม" () เกิดในพื้นที่ส่วนใหญ่ของโลกที่ใช้ภาษาสเปน ยกเว้นในพื้นที่บางแห่งของทวีปอเมริกาซึ่งใช้ภาษานี้ร่วมกับภาษาอื่นที่มีการแยกความแตกต่างทางเสียงระหว่างพยัญชนะสองตัวนี้ เช่น พื้นที่สองภาษาอย่างเขตภาษาสเปน-เกชัวหรือเขตภาษาสเปน-กวารานีในประเทศโบลิเวียและปารากวัย เป็นต้น รวมทั้งในพื้นที่หลายแห่งของสเปนซึ่งยังคงมีการแยกความแตกต่างของเสียงพยัญชนะทั้งสองตัวอยู่ แต่ก็เริ่มลดลงแล้ว- การแทนเสียง ด้วยเสียง , หรือ หน่วยเสียง ซึ่งเกิดจากปรากฏการณ์เยอิสโมยังออกเสียงได้อีกหลายแบบนอกจาก หรือ เช่น ในประเทศเม็กซิโกโดยทั่วไปออกเสียงนี้เป็น (เหมือนเสียงของ ‹j› ในภาษาอังกฤษ) ส่วนในพื้นที่บริเวณแม่น้ำลาปลาตาของอาร์เจนตินาและอุรุกวัยจะออกเสียงเป็นเสียงเสียดแทรก หลังปุ่มเหงือก ก้อง หรือเสียงเสียดแทรก หลังปุ่มเหงือก ไม่ก้อง ปรากฏการณ์เยอิสโมในพื้นที่นี้จึงมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "เชอิสโม" ( / )- หน่วยเสียงสระที่เกิดจากการสูญเสียง ท้ายพยางค์ ทางภาคใต้ของประเทศสเปน โดยเฉพาะในแคว้นมูร์เซียและภาคตะวันออกของแคว้นอันดาลูเซีย เสียงพยัญชนะ ที่อยู่ท้ายคำจะออกเสียงเบาลงเป็น หรืออาจไม่ออกเสียงเลย ดังนั้น ในการออกเสียงสระที่ปรากฏหน้าหน่วยเสียงพยัญชนะนี้ ระดับของลิ้นจึงลดต่ำลงจากตำแหน่งปกติ เกิดเป็นเสียงสระเพิ่มขึ้นจากที่มีอยู่เดิม 5 ตัวในภาษาสเปนถิ่นเหนือ ดังต่อไปนี้ไวยากรณ์การใช้สรรพนาม ไวยากรณ์. การใช้สรรพนาม. ภาษาสเปนมีสรรพนามบุรุษที่ 2 เอกพจน์ 3 ตัว ได้แก่ , และอีกตัวหนึ่งซึ่งใช้กันแพร่หลายในทวีปอเมริกา คือ โดยทั่วไปนั้น และ เป็นสรรพนามที่ไม่เป็นทางการ (‘เธอ’) คือผู้พูดจะใช้กับเพื่อนหรือคนในครอบครัว ส่วน (‘คุณ, ท่าน’) เป็นสรรพนามที่ถือว่าเป็นทางการในทุกแห่ง โดยใช้ในทำนองแสดงความนับถือเมื่อพูดกับคนที่มีอายุมากกว่าหรือคนที่ไม่สนิท โบเซโอ () หมายถึงการใช้ เป็นสรรพนามบุรุษที่ 2 เอกพจน์แทน นอกจากนี้ยังมีความหมายครอบคลุมถึงการใช้รูปผันกริยาของ กับสรรพนาม ในการกประธานอีกด้วย เช่น ภาษาสเปนในประเทศชิลี เป็นต้น รูปกรรมตามหลังบุพบทของสรรพนาม คือ จะถูกแทนที่ด้วย เช่นกัน กล่าวคือ จะเป็นได้ทั้งรูปประธานและรูปกรรมตามหลังบุพบท ดังนั้น (‘เพื่อเธอ’) จึงกลายเป็น ส่วนรูปประสมบุพบท-สรรพนามอย่าง (‘กับเธอ’) จะกลายเป็น แต่รูปกรรมตรงและกรรมรอง ยังคงรูปเดิม ไม่เหมือนกรณี (‘พวกเธอ’) ที่ใช้รูปกรรมตรงและกรรมรอง นอกจากนี้ รูปสรรพนามแสดงความเป็นเจ้าของของ ก็ใช้รูปเดียวกับ คือ ‹, และ › แทนที่จะใช้ร่วมกับ เป็น ‹ และ › ตารางข้างล่างนี้แสดงการเปรียบเทียบรูปคำกริยาหลายตัวที่ผันกับประธาน และประธาน ส่วนแถวสุดท้ายคือรูปคำกริยาที่ผันกับประธาน ซึ่งเป็นรูปสรรพนามบุรุษที่ 2 พหูพจน์ที่ปัจจุบันใช้ในประเทศสเปนเท่านั้น รูปผันที่มีเครื่องหมายลงน้ำหนักเด่นชัดกำกับอยู่ (คือรูปผันของ และ ) และรูปกริยากลาง เมื่อออกเสียงจะลงน้ำหนักที่พยางค์สุดท้าย ส่วนรูปผันของกริยากับประธาน จะลงน้ำหนักที่พยางค์รองสุดท้าย รูปผันกริยาทั่วไปของประธาน หมายถึงรูปผันที่ได้รับการยอมรับโดยทั่วไปและใช้กันในหลายประเทศ ได้แก่ อาร์เจนตินา อุรุกวัย ปารากวัย พื้นที่หลายแห่งในโบลิเวีย เอกวาดอร์ โคลอมเบีย อเมริกากลาง ไปจนถึงรัฐทางภาคใต้ของเม็กซิโก ในทางกลับกัน ภาษาสเปนที่ใช้กันในรัฐซูเลีย ซึ่งเป็นพื้นที่รอบทะเลสาบมาราไกโบทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศเวเนซุเอลา มีลักษณะเด่นคือ ในการผันกริยากับประธาน จะยังคงรักษารูปผันที่มีมาแต่เดิมเอาไว้ ซึ่งรูปผันดังกล่าวในปัจจุบันยังคงใช้ผันกับประธาน ในประเทศสเปน รูปผันกริยาของประธาน ในภาษาสเปนของประเทศชิลียังมีความแตกต่างออกไปอีก กล่าวคือ แทนที่จะตัด ออกจากรูปสระประสม (และ ) ที่อยู่ท้ายคำเหมือนกับการผันทั่วไป แต่กลับตัดตัว ท้ายคำออกไปแทน (เช่น , ) และในกรณีที่รูปผันนั้นลงท้ายด้วย จะยังคงตัว ไว้เหมือนเดิม (เช่น , , , , ) โดยที่พยัญชนะ ‹s› จะไม่ถูกละไปเสียทีเดียวในการออกเสียง แต่จะได้ยินเป็นเสียง เป็นที่น่าสังเกตว่า ลักษณะของโบเซโอสำหรับภาษาสเปนในประเทศชิลีจะเป็นการใช้ประธาน ตามด้วยรูปผันกริยาของ () เช่น มากกว่าจะใช้ประธาน ตามด้วยรูปผันกริยาของ () เช่น ทั้งนี้เนื่องจากโบเซโอในลักษณะหลังจะปรากฏในสถานการณ์ที่ไม่เป็นทางการอย่างมากและอาจถือว่าหยาบคายได้ในบางกรณีความแพร่หลายในลาตินอเมริกา ความแพร่หลายในลาตินอเมริกา. สรรพนาม ใช้เป็นสรรพนามบุรุษที่ 2 เอกพจน์ อย่างกว้างขวางในภาษาสเปนสำเนียงรีโอเดลาปลาตา (ประเทศอาร์เจนตินาและอุรุกวัย) ในปารากวัย กัวเตมาลา นิการากัว และคอสตาริกา ผู้คนในโบลิเวีย ฮอนดูรัส และเอลซัลวาดอร์ก็ใช้สรรพนามตัวนี้ในชีวิตประจำวันเช่นกัน แต่ในสามประเทศนี้ สื่อยังคงนิยมใช้สรรพนาม โดยทั่วไป จะไม่ใช้ในงานเขียนที่เป็นทางการ (ยกเว้นในอาร์เจนตินาและอุรุกวัย) ในเอลซัลวาดอร์ การ์ตูนในหนังสือพิมพ์มักจะใช้สรรพนาม โดยแทบจะไม่พบการใช้สรรพนามตัวนี้ในบทความอื่นเลย นอกจากในข้อความที่ผู้เขียนยกมากล่าวอ้าง () แต่สื่อต่าง ๆ (โดยเฉพาะป้ายประกาศและสื่อโฆษณา) เริ่มหันมาใช้สรรพนามตัวนี้แทนที่ มากขึ้นในอเมริกากลาง เช่น นิการากัวและฮอนดูรัส ส่วนอาร์เจนตินาและอุรุกวัยยังใช้ เป็นรูปสรรพนามมาตรฐานในสื่อโทรทัศน์อีกด้วย ในประเทศโบลิเวีย ภาคเหนือและภาคใต้ของเปรู เอกวาดอร์ พื้นที่บางแห่งแถบเทือกเขาแอนดีสในเวเนซุเอลา พื้นที่ส่วนใหญ่ของโคลอมเบีย และภาคตะวันออกของคิวบา ถือว่า เป็นรูปสรรพนามที่ใช้ในภาษาระดับทางการ โดย จะเป็นรูปสรรพนามที่ผู้คนทั่วไปใช้กันมากกว่า ส่วนในประเทศชิลี รัฐซูเลียของเวเนซุเอลา ชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกของโคลอมเบีย อเมริกากลาง ไปจนถึงรัฐตาบัสโกและรัฐเชียปัสทางภาคใต้ของเม็กซิโก จะใช้สรรพนาม ในระดับกึ่งทางการ และใช้สรรพนาม ในระดับกันเอง อย่างไรก็ตาม ในลาตินอเมริกาก็ยังมีพื้นที่ที่ใช้สรรพนาม ในฐานะสรรพนามบุรุษที่ 2 เอกพจน์เป็นหลักอยู่เช่นกัน ได้แก่ ประเทศคิวบา สาธารณรัฐโดมินิกัน เปอร์โตริโก พื้นที่เกือบทั้งหมดของเม็กซิโกและปานามา พื้นที่ส่วนใหญ่ของเปรูและเวเนซุเอลา และชายฝั่งทะเลแคริบเบียนของโคลอมเบียการใช้สรรพนาม การใช้สรรพนาม. ในภาษาสเปนยังมีความแตกต่างในเรื่องการใช้สรรพนามบุรุษที่ 2 พหูพจน์ ในลาตินอเมริกามีสรรพนามดังกล่าวเพียงรูปเดียวที่ใช้ในชีวิตประจำวัน คือ ซึ่งใช้ทั้งในเชิงทางการและไม่ทางการ (= ‘พวกคุณหรือพวกเธอ’) ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ แต่บางครั้งอาจพบ (= ‘พวกเธอ’) ในบทร้อยกรองหรือวรรณกรรมที่ใช้สำนวนโวหารต่าง ๆ เช่นกัน ในสเปน การใช้สรรพนามบุรุษที่ 2 พหูพจน์จะแบ่งออกเป็น (ทางการ) และ (กันเอง) โดยสรรพนาม เป็นรูปพหูพจน์ของสรรพนาม นั่นเอง แต่ในทวีปอเมริกา รวมทั้งบางเมืองทางภาคใต้ของสเปน (เช่น กาดิซหรือเซบียา) และหมู่เกาะคะเนรี สรรพนาม จะถูกแทนด้วย เป็นที่น่าสังเกตว่าการใช้ ในความหมายว่า ‘พวกเธอ’ ทางภาคใต้ของสเปนนั้นไม่เป็นไปตามกฎการผันกริยา (ซึ่งแสดงความสอดคล้องระหว่างสรรพนามกับกริยา) เช่น ขณะที่ประโยค (‘พวกคุณไป’) ใช้รูปผันกริยาสำหรับประธานสรรพนามบุรุษที่ 3 พหูพจน์ (เป็นกฎการผันกริยาตามปกติ) แต่ในเมืองกาดิซและเซบียาเมื่อพูดว่า ‘พวกเธอไป’ จะใช้ ซึ่งเป็นรูปผันกริยาที่ตามกฎแล้วจะใช้กับ เท่านั้น ส่วนในหมู่เกาะคะเนรี การผันกริยาจะเป็นไปตามปกติคือ ไม่ว่าจะหมายถึง ‘พวกเธอไป’ หรือ ‘พวกคุณไป’คำศัพท์ คำศัพท์. มีคำภาษาสเปนเป็นจำนวนมากที่มีความหมายและรูปแบบการใช้แตกต่างกันไปตามแต่ละประเทศ ผู้พูดภาษาสเปนส่วนใหญ่จะรู้จักคำที่มีความหมายอย่างเดียวกันในรูปเขียนอื่น แม้จะเป็นคำที่ไม่ได้ใช้กันทั่วไปก็ตาม แต่ชาวสเปนส่วนใหญ่มักไม่เข้าใจการใช้คำที่มีรูปเขียนเดียวกันในความหมายอื่น ๆ ของผู้พูดภาษาสเปนในทวีปอเมริกา เช่น คำว่า , และ ในประเทศสเปน (แปลว่า ‘เนย’, ‘อะโวคาโด’ และ ‘แอพริคอต’ ตามลำดับ) มีความหมายตรงกับคำว่า , และ ในประเทศอาร์เจนตินา ชิลี เปรู ปารากวัย และอุรุกวัย คำที่ใช้กันตามปกติในสเปนอย่าง (‘เก็บ, หยิบ’) และ (‘เปลือกหอย’) กลายเป็นคำที่มีความหมายหยาบโลนในลาตินอเมริกา เพราะที่นั่น จะหมายถึง ‘มีเพศสัมพันธ์’ ส่วน หมายถึง ‘อวัยวะเพศหญิง’ ตัวอย่างอื่น ๆ ได้แก่ คำว่า ตาโก ซึ่งมีความหมายหนึ่งแปลว่า ‘คำสบถ’ ในสเปน แต่ทั่วโลกรู้จักคำนี้ในฐานะชื่ออาหารเม็กซิโกชนิดหนึ่ง คำว่า ซึ่งในเปอร์โตริโกแปลว่า ‘กิ๊บติดผม’ ถือเป็นคำไม่สุภาพในเม็กซิโก (ความหมายทำนองเดียวกับ ‘’ ในภาษาอังกฤษ) ส่วนในเอลซัลวาดอร์ นิการากัว และคอสตาริกาแปลว่า ‘ขี้เหนียว’ คำว่า ซึ่งในสเปนหมายถึง ‘รถยนต์’ นั้น ในกัวเตมาลาจะหมายถึง ‘หมู’ หรือ ‘สกปรก’ ขณะที่ ซึ่งหมายถึง ‘รถยนต์’ ในลาตินอเมริกาบางประเทศ กลับหมายถึง ‘เกวียน’ ในประเทศอื่น ๆ รวมทั้งสเปน และคำว่า ซึ่งโดยทั่วไปแปลว่า ‘มะละกอ’ แต่ในคิวบา คำนี้เป็นสแลงแปลว่า ‘ช่องคลอด’ ดังนั้นเมื่อต้องการจะพูดถึงผลไม้จริง ๆ ชาวคิวบาจะเรียกว่า นอกจากนี้ วัยรุ่นในประเทศที่พูดภาษาสเปนก็มีคำสแลงสำหรับใช้เรียกเพื่อนสนิท (ในทำนองเดียวกับที่วัยรุ่นอเมริกันนิยมใช้คำว่า ‘’) แต่คำที่ใช้เรียกนั้นแตกต่างกันออกไปในแต่ละประเทศ เช่น , , หรือ ในเม็กซิโก, ในกัวเตมาลาและฮอนดูรัส, ในคอสตาริกา, ในสเปน, ในโคลอมเบีย, ในชิลี และ ในอาร์เจนตินา คำเหล่านี้จะใช้ในวงจำกัดกับเพื่อนที่สนิทจริง ๆ เท่านั้น เพราะค่อนข้างหยาบคายและบางคำมีความหมายดั้งเดิมในเชิงดูหมิ่นหน่วยงานควบคุมการใช้ภาษา หน่วยงานควบคุมการใช้ภาษา. ราชบัณฑิตยสถานสเปน () ร่วมกับบัณฑิตยสถานภาษาสเปนในชาติที่ใช้ภาษานี้เป็นหลักอีก 21 แห่ง (รวมทั้งในสหรัฐอเมริกา) ใช้อำนาจที่มีในการสร้างมาตรฐานทางภาษาผ่านสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ ทั้งพจนานุกรม ตำราไวยากรณ์ และหลักเกณฑ์การใช้ภาษา เนื่องจากอิทธิพลดังกล่าวประกอบกับเหตุผลทางสังคมวิทยาและประวัติศาสตร์ จึงทำให้ภาษาสเปนมาตรฐาน () ได้รับการยอมรับอย่างเป็นวงกว้างทั้งในการผลิตงานวรรณกรรม บทความวิชาการ และสื่อหลายแขนงเกร็ดความรู้เกร็ดความรู้. - ในภาษาเขียนสเปน สระที่พบบ่อยที่สุดคือ e ส่วนพยัญชนะที่พบบ่อยที่สุด คือ s - ตำราไวยากรณ์ภาษาปัจจุบันเล่มแรกของยุโรปคือตำราไวยากรณ์สเปน เขียนโดยเอเลียว อันโตเนียว เด เนบรีคา เมื่อปี ค.ศ. 1492 - คำที่ยาวที่สุดในภาษาสเปน ได้แก่ "" (ชื่อกล้ามเนื้อคอด้านหลัง), "" (อย่างไม่เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ), "" (ผู้เชี่ยวชาญการบันทึกคลื่นไฟฟ้าสมอง) และ " (ในทางโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา)" - คำในภาษาสเปนที่ปรากฏสระครบทุกตัวภายในคำ ได้แก่ "" (สถาปนิก), "" (ยูคาลิปตัส), "" (ค้างคาว), "" (คุณปู่/คุณตา), "" (กล้วยไม้) และ "" (สารก่อประสาทหลอน) รวมทั้งชื่อเฉพาะอีกสี่ชื่อ ได้แก่ "" (เอาเรเลียว), "" (เอาเรเลียโน), "" (เออุสตากีโอ) และ "" (เบนุสเตียโน)
ประเทศใดมีจำนวนผู้พูดภาษาสเปนมากที่สุด
{ "answer": [ "เม็กซิโก" ], "answer_begin_position": [ 591 ], "answer_end_position": [ 599 ] }
3,236
380,738
แม่น้ำแมกเคนซี แม่น้ำแมกเคนซี (; ) เป็นแม่น้ำในดินแดนนอร์ทเวสต์เทร์ริทอรีส์ ประเทศแคนาดา ไหลจากทางตะวันตกสุดของทะเลสาบเกรตสเลฟไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ลงสู่อ่าวแมกเคนซีในทะเลโบฟอร์ต มหาสมุทรอาร์กติก เป็นแม่น้ำที่ยาวที่สุดในประเทศแคนาดา มีความยาว 1,738 กม. (1,080 ไมล์) แต่ถ้ารวมความยาวกับแม่น้ำพีซและแม่น้ำฟินลีย์เข้าไปด้วยจะมีความยาวเป็น 4,241 กิโลเมตร (2,635 ไมล์) จัดเป็นแม่น้ำยาวเป็นอันดับ 2 ของทวีปอเมริกาเหนือ แม่น้ำแมกเคนซีและแควย่อย มีปริมาณน้ำไหล 1,805,200 ตร.กม. (697,000 ตร.ไมล์) หรือไหล 10,700 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที (380,000 ลูกบาศก์ฟุตต่อวินาที) เซอร์อเล็กซานเดอร์ แมกเคนซี นักเดินเรือสำรวจชาวสกอตต์ได้เดินเรือมาพบแม่น้ำสายนี้ใน ค.ศ. 1789 หลังจากนั้นบริษัทฮัดสันส์เบย์ได้มาตั้งสถานีการค้าต่าง ๆ ขึ้นตามริมฝั่งแม่น้ำ ต่อมาสถานีการค้าเหล่านี้กลายเป็นหมู่บ้านและชุมชน อาทิ ฟอร์ตแมกเฟอร์สัน ฟอร์ตกู๊ดโฮป ฟอร์ตนอร์แมน ฟอร์ตซิมป์สัน และฟอร์ตโพรวิเดนซ์
แม่น้ำใดเป็นแม่น้ำที่ยาวที่สุดในประเทศแคนาดา
{ "answer": [ "แมกเคนซี" ], "answer_begin_position": [ 110 ], "answer_end_position": [ 118 ] }
3,237
302,905
บิชเคก บิชเคก () เป็นเมืองหลวงและเมืองที่ใหญ่ที่สุดของประเทศคีร์กีซสถาน และยังเป็นศูนย์กลางการปกครองของจังหวัดชึยที่อยู่รอบเมือง แม้ว่าเมืองจะไม่ได้อยู่ในฐานะจังหวัดแต่มีฐานะเท่าจังหวัด บิชเคกตั้งอยู่ที่ มีแม่น้ำชึยไหลผ่าน บิชเคกยังอยู่ในเส้นทางรถไฟสายเตอร์กีสถาน-ไซบีเรียประวัติศาสตร์ภูมิอากาศประชากรสิ่งแวดล้อมคุณภาพอากาศ สิ่งแวดล้อม. คุณภาพอากาศ. การปล่อยมลพิษทางอากาศของบิชเคก มีค่าประมาณ 14,400 ตัน ซึ่งมากกว่าเมืองอื่นๆ ในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตใจกลางเมืองเศรษฐกิจ เศรษฐกิจ. บิชเคก ใช้สกุลเงินคีร์กีซสถาน มีชื่อเรียกว่า ซอมคีร์กีซสถาน 47 ซอม เท่ากับ 1 ดอลลาร์สหรัฐ เศรษฐกิจของบิชเคก ยังต้องพึ่งพาเกษตรกรรม ถนนในบิชเคกมักจะมีตลาดเรียงรายอยู่เสมอ ในใจกลางเมืองเป็นแหล่งของธนาคาร ร้านค้า ตลาด และศูนย์การค้ากีฬา กีฬา. บิชเคก เป็นที่ตั้งของสปาร์ตัก สเตเดี้ยม ซึ่งเป็นสนามฟุตบอลที่ใหญ่ที่สุดในประเทศการศึกษาการศึกษา. - มหาวิทยาลัยอเมริกันแห่งเอเชียกลาง - มหาวิทยาลัยแห่งชาติคีร์กีซ อะราแบฟ - มหาวิทยาลัยมนุษยศาสตร์บิชเคก - มหาวิทยาลัยนานาชาติอะตาเติร์ก-อะลาโต - มหาวิทยาลัยนานาชาติคีร์กีซสถาน - มหาวิทยาลัยคีร์กีซ-รัสเซีย-สโลวานิก - สถาบันการศึกษาทางการแพทย์แห่งชาติคีร์กีซสถาน - มหาวิทยาลัยแห่งชาติคีร์กีซสถาน - มหาวิทยาลัยเทคนิคคีร์กีซสถาน - มหาวิทยาลัยคีร์กีซ-รัสเซีย - มหาวิทยาลัยคีร์กีซ-ตุรกี - มหาวิทยาลัยคีร์กีซ-อุซเบก - มหาวิทยาลัยจัดการและออกแบบพลาโตการคมนาคมระบบขนส่งสาธารณะ การคมนาคม. ระบบขนส่งสาธารณะ. ระบบขนส่งสาธารณะในบิชเคก ประกอบไปด้วย รถโดยสารประจำทาง รถบัสไฟฟ้า รถตู้ และ รถแท็กซี่ ซึ่งพบเห็นได้ทั่วเมือง ระบบขนส่งสาธารณะในบิชเคกนั้น ไม่มีรถไฟฟ้าใต้ดินรถโดยสารระยะไกล รถโดยสารระยะไกล. มีสถานีขนส่งแห่งหลักอยู่ 2 แห่ง สถานีขนส่งตะวันออก ซึ่งเล็กและเก่าแก่กว่า มีจุดหมายปลายทางดังนี้ คานท์, โทกมัก, คีเมน, อิสสิก อะตา และ คอร์เดย์ สถานีขนส่งตะวันตก ซึ่งใหญ่และทันสมัยกว่า มีจุดหมายปลายทางดังนี้ อัลมาตี และ คัชการ์รถไฟ รถไฟ. ใน ค.ศ. 2007 มีรถไฟผ่านแต่ละวันค่อนข้างน้อย รถไฟที่นิยมนั่งกันคือสายบิชเคก-มอสโก ใช้เวลาเดินทาง 3 วัน นอกจากนี้ยังมีทางรถไฟสายไกลไปยังไซบีเรีย ผ่านอัลมาตีและอัสตานา ปลายทางที่เมืองเยกาเทรินเบิร์ก การเดินทางค่อนข้างนาน (ใช้เวลา 2 วัน) เนื่องจากต้องใช้เวลาจอดรับที่สถานีชายแดนมาก และเป็นทางอ้อม (ทางรถไฟต้องอ้อมไปทางตะวันตกกว่า ก่อนที่จะเข้าเส้นทางสายหลัก)อากาศยาน อากาศยาน. ตัวเมืองเป็นที่ตั้งของท่าอากาศยานนานาชาติมานัส (FRU) ห่างจากตัวเมืองไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ มีแท็กซี่บริการบุคคลที่มีชื่อเสียงบุคคลที่มีชื่อเสียง. - โรซา อิซาคอฟนา โอตันบาเยยา (23 สิงหาคม ค.ศ. 1950 -) ประธานาธิบดีคีร์กีซสถานคนที่ 3เมืองพี่น้องเมืองพี่น้อง. - อัลมาตี, คาซัคสถาน - อัสตานา, คาซัคสถาน - กอซวีน, อิหร่าน - โคโลราโดสปริงส์, รัฐโคโลราโด, สหรัฐอเมริกา ตั้งแต่ปี 1994 - เมอริเดน, รัฐคอนเนตทิคัต, สหรัฐอเมริกา ตั้งแต่ปี 2005 - อังการา, ตุรกี - อิสเมียร์, ตุรกี - อุรุมชี, จีน - มินสก์, เบลารุส ตั้งแต่ปี 2008
บิชเคก เป็นชื่อเมืองหลวงของประเทศใด
{ "answer": [ "คีร์กีซสถาน" ], "answer_begin_position": [ 141 ], "answer_end_position": [ 152 ] }
3,238
609,073
ทางรถไฟสายทรานส์-ไซบีเรีย ทางรถไฟสายทรานส์-ไซบีเรีย (TSR, ) เป็นสายรถไฟที่ยาวที่สุดในโลก ช่วยในการเชื่อมต่อระหว่างกรุงมอสโก ไปยังเขตตะวันออกไกลและทะเลญี่ปุ่น มีสายย่อยเชื่อมต่อไปยังมองโกเลีย จีน และเกาหลีเหนือ ปัจจุบันเชื่อมต่อระหว่างกรุงมอสโกกับเมืองวลาดีวอสตอค ตั้งแต่ ค.ศ. 1916 และกำลังวางแผนสร้างส่วนต่อขยายการก่อสร้าง การก่อสร้าง. ทางรถไฟสายทรานส์-ไซบีเรีย เริ่มต้นการก่อสร้างเต็มเวลาอย่างเป็นทางใน ค.ศ. 1891 โดยมีเซย์เกย์ วิตต์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นผู้ควบคุมการสร้างผลกระทบ ผลกระทบ. รถไฟสายทรานส์-ไซบีเรีย สร้างผลประโยชน์ด้านบวกให้แก่เกษตรกรในไซบีเรีย เพื่ออำนวยความสะดวกในการขนส่งสินค้าไปยังภาคกลางของรัสเซียและใจกลางยุโรปอย่างเป็นรูปธรรม เป็นการคมนาคมที่มีอิทธิพลมากในประเทศ เช่นเดียวกันกับการเดินเรือ รถไฟสายทรานส์-ไซบีเรีย มีส่วนช่วยในการอพยพประชาชนจากภาคตะวันตกของรัสเซียและยูเครน โดยในช่วงระหว่าง ค.ศ. 1906-1914 เป็นช่วงที่มีการอพยพสูงสุด โดยมีผู้โดยสารกว่า 4 ล้านคน อพยพเข้าไปในดินแดนไซบีเรียเส้นทาง เส้นทาง. รถไฟส่วนใหญ่ จะจอดตามสถานีรายทางค่อนข้างน้อย เพื่อให้การเดินทางเร็วขึ้น อย่างไรก็ตาม การเดินทางต้องใช้เวลา 6-7 วันเป็นอย่างน้อย เมืองสำคัญที่ทางรถไฟผ่านนั้น ได้แก่- มอสโก (0 กิโลเมตร เวลามาตรฐานมอสโก) - วลาดีมีร์ ( เวลามาตรฐานมอสโก) - นิจนีนอฟโกรอด ( 6 ชั่วโมง เวลามาตรฐานมอสโก) ริมแม่น้ำโวลกา - คีรอฟ ( 13 ชั่วโมง เวลามาตรฐานมอสโก) ริมแม่น้ำยาตกา - เปียร์ม ( 20 ชั่วโมง เวลามาตรฐานมอสโก+2) ริมแม่น้ำคามา - กึ่งกลางระหว่างทวีปยุโรปกับเอเชีย (1,777 กิโลเมตร) แบ่งโดยใช้อนุสาวรีย์สีขาว - เยคาเตรินบุร์ก ( 1 วัน 2 ชั่วโมง เวลามาตรฐานมอสโก+2) ในเทือกเขายูรัล - ตูย์เมน (2,104 กิโลเมตร) - ออมสค์ ( 1 วัน 14 ชั่วโมง เวลามาตรฐานมอสโก+3) ริมแม่น้ำอีร์ติช - โนโวซีบีสค์ ( 1 วัน 22 ชั่วโมง เวลามาตรฐานมอสโก+3) ริมแม่น้ำอ็อบ - ครัสโนยาสค์ ( 2 วัน 11 ชั่วโมง เวลามาตรฐานมอสโก+4) ริมแม่น้ำเยนีเซย์ - ไตเชต (4,483 กิโลเมตร) - อีร์คุตสค์ ( 3 วัน 4 ชั่วโมง เวลามาตรฐานมอสโก+5) ใกล้ทะเลสาบไบคาล - อูลาน-อูเด ( 3 วัน 12 ชั่วโมง เวลามาตรฐานมอสโก+5) ฝั่งตะวันออกของทะเลสาบไบคาล - ชุมทางสายมองโกเลีย (5,622 กิโลเมตร) - ชีตา ( 3 วัน 22 ชั่วโมง เวลามาตรฐานมอสโก+6) - ชุมทางสายแมนจูเรีย (6,274 กิโลเมตร) - บีโรบิดจาน ( 5 วัน 13 ชั่วโมง) - คาบารอฟสค์ ( 5 วัน 15 ชั่วโมง เวลามาตรฐานมอสโก+7) ริมแม่น้ำอามูร์ - อุสซูรีสค์ (9,147 กิโลเมตร) ชุมทางสายแมนจูเรียและเกาหลี - วลาดีวอสตอค ( 6 วัน 4 ชั่วโมง เวลามาตรฐานมอสโก+7) ริมมหาสมุทรแปซิฟิกเหรียญที่ระลึก
สายรถไฟที่ยาวที่สุดในโลกมีชื่อว่าอะไร
{ "answer": [ "ทรานส์-ไซบีเรีย" ], "answer_begin_position": [ 136 ], "answer_end_position": [ 151 ] }
3,239
62,785
แม่น้ำวอลกา แม่น้ำวอลกา (; ) เป็นแม่น้ำที่ยาวที่สุดของทวีปยุโรป มีความยาวทั้งสิ้น 3,690 กิโลเมตร และถือกันโดยทั่วไปว่าเป็นแม่น้ำประจำชาติรัสเซีย ไหลผ่านทางด้านตะวันตกของประเทศ และเป็นแกนหลักของระบบแม่น้ำที่ใหญ่ที่สุดของยุโรป แหล่งเก็บกักน้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลกบางแห่ง ก็อยู่ตามแนวลำน้ำสายนี้ หากรวมความยาวของแม่น้ำสายย่อย และคูคลองต่าง ๆ ทั้งหมดที่มีทั้งสิ้น 151,000 สาย แม่น้ำจะยาวถึง 574,000 กิโลเมตร และหากรวมพื้นที่ของลำน้ำทั้งหมด จะเทียบเท่ากับ 1 ใน 3 ของอาณาเขตฝั่งยุโรปของรัสเซีย วอลกาแบ่งออกเป็น 3 ส่วนใหญ่ ๆ คือวอลกาตอนบน วอลกาตอนกลาง และวอลกาตอนล่างที่มาของชื่อ ที่มาของชื่อ. เรื่องที่มาของชื่อวอลกายังเป็นที่ถกเถียงกัน บางฝ่ายเชื่อว่าชื่อแม่น้ำน่าจะมีรากมาจากภาษาฟินแลนด์ ขณะที่บางคนก็บอกว่า ชื่อนี้คล้ายกับคำในภาษาสลาฟ ที่แปลว่า เปียกหรือชื้น นอกจากชื่อวอลกาแล้ว คนหลายเชื้อชาติยังเรียกชื่อแม่น้ำนี้แตกต่างกันไป ทอเลมีเรียกว่า "รา" ขณะที่ในยุคกลางเรียกว่า "อิทิล" หรือ "เอเทล"การเดินทาง การเดินทาง. ต้นน้ำของแม่น้ำอยู่ที่เนินเขาวัลได ซึ่งสูงจากระดับน้ำทะเล 225 เมตร ทางตะวันตกเฉียงเหนือของมอสโก และห่างจากเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กไปทางตะวันออกเฉียงใต้ราว 320 กิโลเมตร แม่น้ำไหลมาทางตะวันออกจนมาถึงเมืองคาซาน จากที่นี่มันได้วกลงใต้ และออกสู่ทะเลแคสเปียนที่เมืองอัสตราคัน ซึ่งต่ำกว่าระดับน้ำทะเล 28 เมตรแม่น้ำสายย่อย แม่น้ำสายย่อย. วอลกามีระบบแม่น้ำสายย่อยมากมาย ที่สำคัญก็อย่างเช่นแม่น้ำกามา โอกา เว็ตลูกา และซูรา แม่น้ำวอลกา และแม่น้ำสายย่อยของมันถูกเรียกรวมกันว่า ระบบแม่น้ำวอลกา ที่ให้ความชุ่มชื้นกับพื้นที่ 1.35 ล้านตารางกิโลเมตร ซึ่งเป็นพื้นที่มีประชากรอยู่อาศัยหนาแน่นที่สุดของรัสเซีย บริเวณดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำวอลกามีความยาวราว 160 กิโลเมตร โดยประกอบด้วยแม่น้ำสายเล็ก ๆ และคลองมากถึง 500 สาย และเป็นบริเวณเดียวในรัสเซียที่เราสามารถพบดอกบัว นกกระทุง และนกฟลามิงโกได้ ในช่วง 3 เดือนของฤดูหนาว แม่น้ำจะถูกปกคลุมไปด้วยน้ำแข็งเกือบตลอดความยาวลำน้ำแหล่งความมั่งคั่ง แหล่งความมั่งคั่ง. ตามแนวลำน้ำ มีโรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดใหญ่ตั้งอยู่ถึง 9 แห่ง และเขื่อนใหญ่อีกหลายแห่ง ก่อให้เกิดเป็นแหล่งเก็บกักน้ำหลังเขื่อนขนาดใหญ่มากมาย วอลกามีความสำคัญต่อระบบการขนส่งและการเดินเรือภายในประเทศอย่างมาก เขื่อนทุกแห่งตามแนวลำน้ำมีระบบชิปล็อกขนาดใหญ่ ที่จะทำให้เรือขนาดใหญ่ สามารถเดินทางจากปลายสุดของแม่น้ำขึ้นไปจนเกือบถึงบริเวณต้นน้ำได้ ระบบคลองมอสโก ทำหน้าที่เชื่อมต่อแม่น้ำวอลกากับแม่น้ำมัสควา คลองวอลกา-ดอน เชื่อมต่อระหว่างแม่น้ำดอนกับทะเลดำ ส่วนเส้นทางน้ำวอลกา-บอลติก เชื่อมต่อทะเลสาบทางเหนือ เมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก และทะเลบอลติก ระบบสาธารณูปโภคทางน้ำเหล่านี้ ถูกออกแบบมาให้รองรับเรือขนาดใหญ่ได้ อย่างระบบชิพล็อกในแม่น้ำวอลกามีขนาดถึง 290 x 30 เมตร ส่วนในแม่น้ำ หรือคลองสายอื่นๆของวอลกา อาจจะเล็กลงกว่านี้เล็กน้อย มีเรือต่างชาติจำนวนจำกัดที่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาวิ่งในเส้นทางสัญจรเหล่านี้ได้ แต่หลังจากที่รัสเซียมีการคบค้าสมาคมกับโลกภายนอกมากขึ้น คาดว่าในเร็ว ๆ นี้นโยบายดังกล่าวอาจจะมีการเปลี่ยนแปลง วอลกาให้ความชุ่มชื้นกับเขตตะวันตกของรัสเซียส่วนใหญ่ ดินที่อุดมสมบูรณ์ตามแนวชายฝั่งแม่น้ำ ทำให้ดินแดนแถบนี้เป็นแหล่งผลิตพืชธัญญาหารสำคัญ นอกจากนั้นแถวนี้ยังมีแร่ธาตุสำคัญมากมาย อุตสาหกรรมปิโตรเลียมจำนวนไม่น้อยมีศูนย์กลางอยู่ในเขตลำน้ำนี้ นอกจากนั้น แถบนี้ก็ยังพบก๊าซธรรมชาติ เกลือ และโพแทช บริเวณดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำวอลกา และ ทะเลแคสเปียนที่อยู่ใกล้ๆกัน เป็นแหล่งสัตว์น้ำที่ชุกชม โดยเมืองอัสตราคาน ถือเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมไข่ปลาคาเวียร์ การที่อุตสาหกรรม และการเกษตรที่มีการใช้สารเคมีจำนวนมากไปกระจุกอยู่ตามแนวลำน้ำ ปัจจุบันจึงมีความวิตกเรื่องปัญหาสภาวะแวดล้อมของแม่น้ำ
แม่น้ำใดเป็นแม่น้ำสายที่ยาวที่สุดของทวีปยุโรป
{ "answer": [ "วอลกา" ], "answer_begin_position": [ 102 ], "answer_end_position": [ 107 ] }
3,240
125,776
พรรคแทนคุณแผ่นดิน พรรคแทนคุณแผ่นดิน () ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550 โดย กลุ่มแทนคุณแผ่นดินอีสาน นำโดย นายวิวรรธนไชย ณ กาฬสินธุ์ อดีต ส.ส.กาฬสินธุ์ พรรคไทยรักไทย ที่แยกตัวออกมาพรรคพลังประชาชน เนื่องจากนายวิวรรธนไชยอ้างว่า นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน ได้เคยพูดจาดูถูกคนอีสานไว้ในอดีต จึงไม่อาจยอมรับได้ เดิมจะใช้ชื่อว่า พรรคแทนคุณแผ่นดินอีสาน เนื่องจากมีเป้าหมายจะเป็นพรรคที่มีบทบาทในพื้นที่ภาคอีสานโดยเฉพาะ แต่ต่อมาได้ยุบเลิกไป และจัดตั้ง พรรคแทนคุณแผ่นดิน ขึ้นมาใหม่ โดยมี ดร.มานะ มหาสุวีระชัย อดีต ส.ส.ศรีสะเกษ พรรคพลังธรรมและพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นหัวหน้าพรรค พรรคแทนคุณแผ่นดิน มีสมาชิกจำนวนกว่า 6,875 คน สาขาจำนวน 5 สาขา มีสำนักงานตั้งอยู่เลขที่ 16 ซอยลาซาน 42 เขตบางนา กรุงเทพ โดยมีนายวิชัย ศิรินคร เป็นหัวหน้าพรรคนโยบายเร่งด่วน นโยบายเร่งด่วน. พรรคแทนคุณแผ่นดิน มีนโยบายเร่งด่วน 2 ประการ คือ- สร้างรางรถไฟคู่ขนาน จำนวน 3 สาย ให้แล้วเสร็จภายใน 15 ปี- สายที่ 1 ดอนเมือง - หนองคาย (ปี 2551 - 2555) - สายที่ 2 ดอนเมือง - อุบลราชธานี (ปี 2556 - 2560) - สายที่ 3 ดอนเมือง - เชียงใหม่ (ปี 2561 - 2565) - สนับสนุนกองทุนกู้ยืมกองทัพแรงงานไทยอีสาน ไปทำงานในต่างประเทศ กว่าห้าแสนคนไปทำงานก่อนแล้วผ่อนให้รัฐทีหลังการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง การส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง. ในการเลือกตั้งซ่อม ส.ส. กรุงเทพมหานคร เขต 6 พรรคแทนคุณแผ่นดิน ได้ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง คือ นายชูชาติ พิมพ์กา หมายเลข 5 แต่ไม่ได้รับการเลือกตั้ง ได้คะแนน 378 คะแนน เป็นลำดับที่ 6 ต่อมาในการเลือกตั้ง พ.ศ. 2554 ได้ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง โดยมีหมายเลขประจำพรรค คือ หมายเลข 17 ในส่วนของระบบบัญชีรายชื่อส่งผู้สมัคร จำนวน 32 คน โดยมีผู้สมัครลำดับที่ 1 คือ นายแพทย์ แวมาฮาดี แวดาโอะ อดีต ส.ส.พรรคเพื่อแผ่นดิน แต่ได้รับคะแนนเพียง 57,801 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 0.22 เป็นลำดับที่ 13 ของพรรคการเมืองระบบบัญชีรายชื่อการเลือกตั้ง พ.ศ. 2557 การเลือกตั้ง พ.ศ. 2557. พรรคแทนคุณแผ่นดิน ได้ลงสมัครรับเลือกตั้งในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2557 ซึ่งกำหนดให้มีขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 มีหมายเลขประจำพรรคคือ หมายเลข 16
ใครคือหัวหน้าพรรคแทนคุณแผ่นดิน
{ "answer": [ "วิชัย ศิรินคร" ], "answer_begin_position": [ 849 ], "answer_end_position": [ 862 ] }
3,241
258,119
กลิ่นชะมด กลิ่นชะมด () เดิมเป็นชื่อเรียกสารที่มีกลิ่นแรงที่ได้มาจากต่อมของกวางชะมดตัวผู้ซึ่งอยู่ระหว่างท้องและอวัยวะเพศ สารนี้ใช้ในการทำน้ำหอมมาตั้งแต่สมัยโบราณและเป็นสารจากสัตว์ที่มีราคาสูงที่สุดสารหนึ่งในโลก คำว่า “muṣká” มาจากภาษาสันสกฤตที่แปลว่า “อัณฑะ” ที่มาหมายถึงสารหลายอย่างที่มีกลิ่นคล้ายกันแม้ว่าจะมีโครงสร้างทางเคมีต่างกัน และอาจจะเป็นสารที่ได้จากสัตว์อื่นที่ไม่ใช่กวาง หรืออาจจะได้จากพืช หรือจากสิ่งที่ทำขึ้นที่ให้กลิ่นเดียวกับกลิ่นดังว่า กลิ่นชะมดธรรมชาติเป็นสิ่งที่ใช้ในการทำน้ำหอมกันอย่างกว้างขวางมาจนถึงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 แต่ปัญหาทางราคาและทางจริยธรรมทำให้ต้องหันกันมาใช้กลิ่นชะมดสังเคราะห์แทนที่
กลิ่นชะมดที่ได้มาจากกวางชะมดตัวผู้นิยมนำมาทำเป็นอะไร
{ "answer": [ "น้ำหอม" ], "answer_begin_position": [ 220 ], "answer_end_position": [ 226 ] }
3,242
530,088
หนี้รัก หนี้รัก เป็นนวนิยาย ประพันธ์โดย ลักษณาวดี ถูกทำเป็นภาพยนตร์ 1 ครั้งในปี พ.ศ. 2518 และได้ถูกนำมาสร้างเป็นละคร 4 ครั้ง ได้แก่ปี พ.ศ. 2520, พ.ศ. 2533 และ พ.ศ. 2544นักแสดงหลักรายชื่อนักแสดง พ.ศ. 2544รายชื่อนักแสดง พ.ศ. 2544. - สหรัถ สังคปรีชา รับบทเป็น รังสี (พี่ตุ่ม) - คัทลียา แมคอินทอช รับบทเป็น ตรีนุช (น้องนุช) - ญดา โชติชูตระกูล รับบทเป็น อธิติ (หนูอ้น) - โอลิเวอร์ พูพาร์ท รับบทเป็น อรชุน - โชคชัย เจริญสุข รับบทเป็น ทักษิณ - สุวัจนี ไชยมุสิก รับบทเป็น ชิดชไม - อำภา ภูษิต รับบทเป็น จินตนา - พิศมัย วิไลศักดิ์ รับบทเป็น คุณย่าวาด - ไพโรจน์ สังวริบุตร รับบทเป็น วุฒิ - สีเทา รับบทเป็น ลุงแสม - ถนอม นวลอนันต์ รับบทเป็น ลุงช่วย - สุภักดิ์ ปิติธรรม รับบทเป็น ลุงมี - นิออน อิศรา รับบทเป็น อรวรรณ - เพ็ญพักตร์ ศิริกุล รับบทเป็น ขนิษฐา - ณัฐนี สิทธิสมาน รับบทเป็น ป้าเจียม - อิศรา กิจนิตย์ชีว์ รับบทเป็น คุณตุ่ม (ตอนเด็ก) - พิมประภา ตั้งประภาพร รับบทเป็น หนูอ้น (ตอนเด็ก)เพลงประกอบละครเพลงประกอบละคร. - หนี้รัก โดย มาลีวัลย์ เจมีน่า - ความในใจ โดย สหรัถ สังคปรีชา - ฝันร้าย โดย คัทลียา แมคอินทอช
ใครเป็นผู้ประพันธ์นวนิยายเรื่องหนี้รัก
{ "answer": [ "ลักษณาวดี" ], "answer_begin_position": [ 122 ], "answer_end_position": [ 131 ] }
3,243
131,604
ยิปซัม ยิปซัม () (CaSO·2HO) หรือเรียกว่าเกลือจืด เป็นแร่อโลหะที่มีความเปราะมากมีสีขาว ไม่มีสีหรือสีเทา มักมีสีเหลือง แดง หรือน้ำตาล เป็นมลทินปนอยู่ มีความวาวคล้ายแก้ว มุก หรือไหม ความแข็ง 2 ความถ่วงจำเพาะ 2.7 เนื้อแร่โปร่งใสจนกระทั่งโปร่งแสง อาจเรียกชื่อต่างกันออกไปตามลักษณะของเนื้อแร่ คือ ชนิดซาตินสปาร์ (satinspar) เป็นแร่ยิปซัมลักษณะที่เป็นเนื้อเสี้ยน มีความวาวคล้ายไหม ชนิดอะลาบาสเทอร์ (alabaster) มีเนื้อเป็นมวลเม็ดอัดกันแน่น และชนิดซีลีไนต์ (selenite) ใสไม่มีสี เนื้อแร่เป็นแผ่นบางโปร่งใส เกิดจากแร่ที่ตกตะกอนในแอ่งที่มีการระเหยของน้ำสูงมากและต่อเนื่อง ทำให้น้ำส่วนที่เหลือมีความเข้มข้นสูงขึ้น ถึงจุดที่แร่กลุ่มที่เรียกว่า “อีแวพอไรต์ (evaporites) ” จะสามารถตกตะกอนออกมาตามลำดับความสามารถในการละลาย (solubility) ซึ่งโดยทั่วไปเริ่มจากพวกคาร์บอเนต (carbonates) ซัลเฟต (sulphates) และเฮไลด์ (halides) การกำเนิด แร่ยิปซัมของไทยมีเนื้อเป็นเกล็ดเล็กๆ สมานแน่น เรียกว่า “อะลาบาสเตอร์ (alabaster) ” ซึ่งมิได้เกิดจากการตกตะกอนทับถมกันในสภาพการณ์ปฐมภูมิจากการระเหยของน้ำ แต่เกิดจากการเติมน้ำ (rehydration) ให้กับช่วงบนสุดของมวลแอนไฮไดรต์ จนเกิดการเปลี่ยนแปลง ชนิดแร่ ยิปซัมในประเทศไทยมีประวัติที่ค่อนข้างซับซ้อน และการศึกษาธรณีวิทยาแหล่งแร่พบว่า เคยผ่านการเปลี่ยนแปลงชนิดแร่ไปมา ระหว่างยิปซัมกับแอนไฮไดรต์ (CaSO4) หลายครั้ง (Utha-aroon and Ratanajarurak, 1996) ก่อนจะมีสภาพเช่นในปัจจุบันคุณสมบัติคุณสมบัติ. - มีค่าความแข็งที่ 2 ตามสเกลของโมส์ (Moh's scale) - มีส่วนประกอบที่สำคัญ คือ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ แคลเซียม และน้ำ - มีสีเทาขาวหรือสีชมพูแดง - ลักษณะที่พบโดยทั่วไป เป็นแบบเนื้อแน่น และมีรูปผลึกเฉพาะประโยชน์ของแร่ยิปซัม ประโยชน์ของแร่ยิปซัม. ประโยชน์ของแร่ยิปซัม สามารถนำมาทำปูนปลาสเตอร์ ปูนซีเมนต์ (portland cement) แผ่นยิปซัมอัด (gypsum board) หรือแผ่นยิปซัมบอร์ด ปุ๋ย แป้งนวล ชอล์ก กระดาษ ดินสอ สี ยางส่วนแร่ชนิดซาตินสปาร์ และอะลาบาสเตอร์ อาจนำมาใช้ในการแกะสลักหรือขัดทำเป็นเครื่องประดับได้อีกด้วย ในตำรายาไทยเรียกยิปซัมที่ได้จากนาเกลือว่าเกลือจืด ใช้ทำแป้งผัดหน้า ที่เป็นผลึกเรียกหินฟันม้า ถ้าเป็นหินสีขาวเรียกเศวตศิลา ในตำรายาจีนเรียกเจียะกอ ใช้ทำยาแหล่งที่พบต่างประเทศ แหล่งที่พบ. ต่างประเทศ. สามารถพบได้ในประเทศอิหร่าน เยอรมัน อังกฤษ อิตาลี ไอร์แลนด์ แคนาดา สหรัฐอเมริกา และภูฏานในประเทศในประเทศ. - บริเวณเขตติดต่อของอำเภอหนองบัว จังหวัดนครสวรรค์ กับอำเภอบางมูลนาก จังหวัดพิจิตร ซึ่งมีเหมืองเปิดทำการอยู่รวม 9 เหมือง - บริเวณจังหวัดสุราษฎร์ธานี มีเหมืองเปิดทำการ 12 เหมือง- บริเวณจังหวัดนครศรีธรรมราช มีเหมืองเปิดทำการ 9 เหมือง นอกจากแหล่งที่มีการทำเหมืองอยู่แล้ว ยังมีแหล่งแร่ยิปซัมที่กรมทรัพยากรธรณีเพิ่งค้นพบใหม่เมื่อปี พ.ศ. 2538 ในพื้นที่อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย ซึ่งการสำรวจในปีต่อๆมา ทำให้สามารถกำหนดขอบเขตแร่ที่ชัดเจนขึ้นได้อีกระดับหนึ่ง แหล่งแร่นี้ มีลักษณะทางธรณีวิทยาและองค์ประกอบทางเคมีคล้ายคลึงกับแหล่งที่มีการทำเหมืองอยู่แล้ว นับเป็นแหล่งที่มีศักยภาพแร่สูงอีกแห่งหนึ่งรูปผลึกยิปซัม ที่พบได้ทั่วไป
แร่ยิปซัมที่ได้มาจากนาเกลือสามารถเรียกได้อีกชื่อคืออะไร
{ "answer": [ "เกลือจืด" ], "answer_begin_position": [ 121 ], "answer_end_position": [ 129 ] }
3,244
131,604
ยิปซัม ยิปซัม () (CaSO·2HO) หรือเรียกว่าเกลือจืด เป็นแร่อโลหะที่มีความเปราะมากมีสีขาว ไม่มีสีหรือสีเทา มักมีสีเหลือง แดง หรือน้ำตาล เป็นมลทินปนอยู่ มีความวาวคล้ายแก้ว มุก หรือไหม ความแข็ง 2 ความถ่วงจำเพาะ 2.7 เนื้อแร่โปร่งใสจนกระทั่งโปร่งแสง อาจเรียกชื่อต่างกันออกไปตามลักษณะของเนื้อแร่ คือ ชนิดซาตินสปาร์ (satinspar) เป็นแร่ยิปซัมลักษณะที่เป็นเนื้อเสี้ยน มีความวาวคล้ายไหม ชนิดอะลาบาสเทอร์ (alabaster) มีเนื้อเป็นมวลเม็ดอัดกันแน่น และชนิดซีลีไนต์ (selenite) ใสไม่มีสี เนื้อแร่เป็นแผ่นบางโปร่งใส เกิดจากแร่ที่ตกตะกอนในแอ่งที่มีการระเหยของน้ำสูงมากและต่อเนื่อง ทำให้น้ำส่วนที่เหลือมีความเข้มข้นสูงขึ้น ถึงจุดที่แร่กลุ่มที่เรียกว่า “อีแวพอไรต์ (evaporites) ” จะสามารถตกตะกอนออกมาตามลำดับความสามารถในการละลาย (solubility) ซึ่งโดยทั่วไปเริ่มจากพวกคาร์บอเนต (carbonates) ซัลเฟต (sulphates) และเฮไลด์ (halides) การกำเนิด แร่ยิปซัมของไทยมีเนื้อเป็นเกล็ดเล็กๆ สมานแน่น เรียกว่า “อะลาบาสเตอร์ (alabaster) ” ซึ่งมิได้เกิดจากการตกตะกอนทับถมกันในสภาพการณ์ปฐมภูมิจากการระเหยของน้ำ แต่เกิดจากการเติมน้ำ (rehydration) ให้กับช่วงบนสุดของมวลแอนไฮไดรต์ จนเกิดการเปลี่ยนแปลง ชนิดแร่ ยิปซัมในประเทศไทยมีประวัติที่ค่อนข้างซับซ้อน และการศึกษาธรณีวิทยาแหล่งแร่พบว่า เคยผ่านการเปลี่ยนแปลงชนิดแร่ไปมา ระหว่างยิปซัมกับแอนไฮไดรต์ (CaSO4) หลายครั้ง (Utha-aroon and Ratanajarurak, 1996) ก่อนจะมีสภาพเช่นในปัจจุบันคุณสมบัติคุณสมบัติ. - มีค่าความแข็งที่ 2 ตามสเกลของโมส์ (Moh's scale) - มีส่วนประกอบที่สำคัญ คือ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ แคลเซียม และน้ำ - มีสีเทาขาวหรือสีชมพูแดง - ลักษณะที่พบโดยทั่วไป เป็นแบบเนื้อแน่น และมีรูปผลึกเฉพาะประโยชน์ของแร่ยิปซัม ประโยชน์ของแร่ยิปซัม. ประโยชน์ของแร่ยิปซัม สามารถนำมาทำปูนปลาสเตอร์ ปูนซีเมนต์ (portland cement) แผ่นยิปซัมอัด (gypsum board) หรือแผ่นยิปซัมบอร์ด ปุ๋ย แป้งนวล ชอล์ก กระดาษ ดินสอ สี ยางส่วนแร่ชนิดซาตินสปาร์ และอะลาบาสเตอร์ อาจนำมาใช้ในการแกะสลักหรือขัดทำเป็นเครื่องประดับได้อีกด้วย ในตำรายาไทยเรียกยิปซัมที่ได้จากนาเกลือว่าเกลือจืด ใช้ทำแป้งผัดหน้า ที่เป็นผลึกเรียกหินฟันม้า ถ้าเป็นหินสีขาวเรียกเศวตศิลา ในตำรายาจีนเรียกเจียะกอ ใช้ทำยาแหล่งที่พบต่างประเทศ แหล่งที่พบ. ต่างประเทศ. สามารถพบได้ในประเทศอิหร่าน เยอรมัน อังกฤษ อิตาลี ไอร์แลนด์ แคนาดา สหรัฐอเมริกา และภูฏานในประเทศในประเทศ. - บริเวณเขตติดต่อของอำเภอหนองบัว จังหวัดนครสวรรค์ กับอำเภอบางมูลนาก จังหวัดพิจิตร ซึ่งมีเหมืองเปิดทำการอยู่รวม 9 เหมือง - บริเวณจังหวัดสุราษฎร์ธานี มีเหมืองเปิดทำการ 12 เหมือง- บริเวณจังหวัดนครศรีธรรมราช มีเหมืองเปิดทำการ 9 เหมือง นอกจากแหล่งที่มีการทำเหมืองอยู่แล้ว ยังมีแหล่งแร่ยิปซัมที่กรมทรัพยากรธรณีเพิ่งค้นพบใหม่เมื่อปี พ.ศ. 2538 ในพื้นที่อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย ซึ่งการสำรวจในปีต่อๆมา ทำให้สามารถกำหนดขอบเขตแร่ที่ชัดเจนขึ้นได้อีกระดับหนึ่ง แหล่งแร่นี้ มีลักษณะทางธรณีวิทยาและองค์ประกอบทางเคมีคล้ายคลึงกับแหล่งที่มีการทำเหมืองอยู่แล้ว นับเป็นแหล่งที่มีศักยภาพแร่สูงอีกแห่งหนึ่งรูปผลึกยิปซัม ที่พบได้ทั่วไป
แร่ยิปซัมสามารถนำมาทำเป็นเครื่องสำอางอะไรได้
{ "answer": [ "แป้งผัดหน้า" ], "answer_begin_position": [ 1936 ], "answer_end_position": [ 1947 ] }